แว่วเสียงการเวก || ฝันร้าย [ตอนพิเศษปีใหม่]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: แว่วเสียงการเวก || ฝันร้าย [ตอนพิเศษปีใหม่]  (อ่าน 69034 ครั้ง)

ออฟไลน์ พิศตะวัน

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 496
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-3
สนุกมากค่ะ
มาต่อไวๆน้า :hao7: :hao7:

ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
บทที่ 7 ประสบ [ครึ่งแรก]








ผมปวดไปทั้งตัว ปวดจนรู้สึกอยากนอนหลับไปเสียจะได้ไม่ต้องมารับรู้ความเจ็บปวดนี้







ตรงอกของผมเหมือนมีอะไรก้อนอะไรบางอย่างตั้งทับอยู่จนหายใจไม่สะดวก ผมพยายามโกยอากาศเข้ามาในปอดมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่พอ





หูของผมได้ยินเสียงโหวกเหวกของผู้คน ต่อมาก็รู้สึกว่ามีใครสักคนเอามือตบหน้าเบาๆ






น่ารำคาญ คนจะหลับจะนอน








ในที่สุดผมก็ยอมแพ้ เสียงพวกนั้นน่ารำคาญเสียจนผมต้องยอมลืมตาขึ้นในที่สุด สิ่งแรกที่รับรู้ทันทีที่ลืมตาขึ้นมาคือตัวของผมนั้นเปียกโชก ต่อมาคือมีคนอยู่รอบตัวผมเต็มไปหมด






แต่คนพวกนี้เป็นใคร







ผมมองการแต่งตัวของพวกเขาแล้วรู้สึกแปลกพิกล เสื้อผ้าก็ดูวินเทจผิดที่ผิดทาง พอลองมองไปรอบๆ จึงได้รู้ว่าตอนนี้เป็นช่วงกลางวันต่างจากก่อนที่ผมจะหมดสติไป







จริงสิ ผมโดนรถชนนี่นา แล้วทำไม...







ผมควรจะลืมตาขึ้นมาแล้วเห็นเพดานของโรงพยาบาลสิ แล้วนี่คืออะไร ทำไมผมถึงมานอนอยู่ริมคลองด้วยสภาพเปียกโชกแถมยังมีคนแปลกๆ ล้อมรอบเต็มไปหมด








เกิดอะไรขึ้น









“เอ็งเป็นอะไรไหมไอ้หนุ่ม”
เสียงของคนทางขวาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวลใจ






ต้องเป็นผมสิที่กังวลใจ







“ข้าว่าอาการไม่ดีเลย มีใครไปบอกครูบุญรึยัง”

“ให้เด็กมันไปบอกแล้ว แต่ครูยุ่งมาก ไม่รู้จะปลีกตัวมาได้ไหม เห็นว่าเด็กนี่บ้านอยู่แถวคลองบางลำพูตรงนี้เอง”

“นี่ลูกเจ๊กเลิศใช่ไหม โชคช่วยจริงๆ”

“เออ เคราะห์ดีแท้ๆ ที่ไม่ตาย”




เสียงโต้ตอบของผู้คนตอบโต้กันไปมาที่ดังเซ็งแซ่อยู่รอบด้านทำให้ผมรู้สึกอึดอัดและงุนงง





เกิดอะไรขึ้น





พวกเขาพูดอะไรกัน ไม่เห็นเขาใจเลยสักนิด






ทันใดนั้นกลุ่มไทยมุงตรงหน้าก็ถูกแหวกออกด้วยร่างของชายร่างสูงกำยำคนหนึ่ง เจ้าของผิวสีแทนที่เพิ่งมาใหม่วิ่งปรี่เข้ามาหาผมที่นั่งกองอยู่กับพื้นจนผมสะดุ้งหนี





ใครวะเนี่ย






“ไอ้กร เอ็งเป็นอย่างไรบ้าง ตอนได้ยินว่าเองตกไปในคลองบางยี่ขันหัวใจข้าเกือบวาย”

ผมเลิกคิ้ว

“กร?”

“เอ้า ก็เรียกชื่อเอ็งไง นี่ตกลงไปหัวกระแทกหินหรืออย่างไรจึงจำชื่อตัวไม่ได้”


กรอะไร นี่มอส มอสเว้ยมอส


“ผมว่าผมไม่ได้ชื่อกรนะครับ”

คราวนี้กลับเป็นอีกฝ่ายที่ขมวดคิ้วยุ่ง

“เอ็งนี่พูดจาแปลกๆ นะ”

ผมสูดหายใจเข้าอีกครั้ง

“ผมไม่ได้ชื่อกรครับ”






สิ้นคำของผมเสียงเซ็งแซ่จากรอบด้านก็พลันเงียบลง ผมกวาดตามองทุกคนที่รายล้อม พวกเขาจ้องมองมาที่ผมด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก






นี่มันบ้าอะไรกัน หรือผมจะฝัน?






คิดได้ดังนั้นจึงหยิกแก้มตัวเองแรงๆ ไปหนึ่งทีจนต้องร้องออกมา






โอเค ไม่ได้ฝัน





เกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย!







ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ พวกเขามองผมหยิกแก้มตัวเองเงียบๆ จนกระทั่งมีเสียงของชายชราคนหนึ่งพูดขึ้น
“ข้าว่ามันจะโดนผีเข้าเอานะพ่อมั่น”

ชายหนุ่มตรงหน้าผมหันไปมองคนพูดสลับกับมองหน้าผม

“ข้าว่ามันน่าจะยังตกใจจากการตกน้ำน่ะจ๊ะ ขวัญคงหนีไป”






มึงพูดอะไรกันครับ มอสฟังไม่เข้าใจ ผมไปตกน้ำตอนไหนกัน ผมโดนรถชนครับเว้ย








ถึงแม้ใจจริงอยากจะตะโกนออกไปแบบนั้น อยากจะทำตัวตีโพยตีพายต่างๆ นานา แต่เพราะคิดว่าทำไปก็ไร้ประโยชน์เลยนั่งเงียบทำหน้าโง่แบบนี้ดีกว่า ถึงจะตกใจแต่ก็ใช่ว่าผมจะไม่รู้ตัวว่ามีบางอย่างแปลกๆ







คำพูดคำจา สภาพแวดล้อม รวมไปถึงการแต่งกายของผู้คนตรงหน้าผมมันประหลาดไปหมด เหมือนตัวอย่างย้อนเวลากลับไปร้อยปีที่แล้วเห็นจะได้







เดี๋ยวนะ ร้อยปีที่แล้วเหรอ...








“วันนี้วันที่เท่าไหร่เหรอครับ”




ดวงตานับสิบคู่กลับมาจ้องผมด้วยความฉงนจนผมต้องย้ำคำถาม
“ไม่ทราบว่า วันนี้คือวันที่เท่าไหร่เหรอครับ”




ผู้ชายตรงหน้าผมขมวดคิ้ว
“วันที่ 3 มีนาคม เอ็งจะถามทำไม”

“ปีล่ะ”




ท่าทางกระตือรือร้นของผมทำให้เขาขมวดคิ้วหนักกว่าเก่า
“ข้าถามว่าเอ็งถามทำไม”

“ตอบๆ มาเถอะน่ะ”



ท่าทางหงุดหงิดของผมทำให้เขาถอนหายใจ
“พ.ศ. 2460 เอ็งจะถามทำไมเนี่ย”





ผมตัวชาวาบ





วันที่ 3 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2460






บันทึกหน้าล่าสุดที่ผมเพิ่งอ่านถูกบันทึกไว้ในวันที่ วันที่ 3 เดือนมีนาคม พ.ศ.2460 มันจะไม่แปลกอะไรเลยถ้าในบันทึกไม่ได้กล่าวถึงเด็กหนุ่มชื่อกรวิกที่เพิ่งประสบอุบัติเหตุตกน้ำไป







ผมก้มหน้ามองตัวเอง






ผิวของผมขาวขึ้นกว่าที่เคยเห็น แขนขาก็เล็กกว่าที่เคย ชุดที่ใส่อยู่ก็ดูแปลกหูแปลกตา แม้เสียงพูดจะเหมือนเดิมแต่หลายๆ สิ่งกำลังยืนยันว่าผมไม่เหมือนเดิม







นี่คงไม่เกิดเรื่องตลกประเภทโดนรถชนแล้ววาร์ปวิญญาณย้อนอดีตมาหรอกนะ







ผมหัวเราะแห้งๆ กับความคิดของตัวเองและพยายามรวบรวมสติ แต่ก็ถูกอีกคนเอามือมาจับเขย่าตัวเสียก่อน
“นี่เอ็งสบายดีไหม ถ้าไม่ไหวข้าจะพาไปโรงหมอ”



ผมค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับเขาแล้วก็นึกเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
“ผมชื่ออะไรเหรอครับ”

อีกฝ่ายขมวดคิ้วหนักจนแทบชนกัน
“ข้าว่าเอ็งไปหาหมอเถอะ”





ทันทีที่พูดจบเขาก็ผลุดลุกขึ้นยืนพลางใช้มือใหญ่นั่นกระชากข้อมือผมให้ลุกขึ้นยืนด้วย





ถึงตัวผมจะเล็กกว่าแต่ผมก็สู้คนนะ





คงเพราะเป็นผู้ชายทั้งคู่ เมื่อเขาฉุดแล้วผมไม่ไป อีกฝ่ายก็ใช่ว่าจะดึงผมให้ลุกขึ้นยืนได้โดยง่าย






ผมเอื้อมมือไปจับมือใหญ่ของอีกคนที่กำข้อมือผมไว้แน่น
“ตอบมาก่อนว่าผมชื่ออะไร”

เขามีท่าทีหงุดหงิด
“ก็ข้ากำลังจะพาเอ็งไปโรงหมอนี่ไง”

“มั่น”
ผมลองเรียกชื่ออีกคนตามคุณลุงเมื่อครู่





ได้ผลครับ อีกฝ่ายหยุดชะงักก่อนจะสบตาผมนิ่ง
“ผมชื่ออะไรเหรอครับ”






พวกเราสบตากันอยู่อึดใจก่อนที่อีกฝ่ายจะยอมพูดปากขึ้นมาด้วยท่าทีหงุดหงิดไม่น้อย





“ไอ้กร ชื่อจริงชื่อกรวิกลูกเจ๊กขายขนมที่ตลาดเล็กๆ ริมคลองบางลำพู พอใจรึยัง”






เพียงเท่านั้นผมก็เข้าใจทุกอย่าง เสียงที่ได้ยินมาตลอดคงเป็นเสียงของคุณทวดทีนที่พูดกับกรวิก






...และผมคือกรวิก...






ไม่สิ ต้องเรียกว่าวาร์ปเข้ามาใช้ร่างเขามากกว่า







โอ๊ย สับสนครับ มอสงง มอสไม่ไหวแล้ว มอสอยากจะบ้า








ออฟไลน์ xexezero

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ว้าว~ มอสวาร์ปมายังอดีตแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นละเนี่ย แล้วมอสจะกลับไปปัจจุบันได้รึเปล่านะ?  :serius2:

ออฟไลน์ ซีเนียร์

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 783
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
ติดตามจ้า :L2:

ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
บทที่ 7 ประสบ [ครึ่งหลัง]






ผมกำลังทำหน้าซังกะตายใส่คนนั่งข้างๆ ที่คอยถามผมทุกห้าวินาทีว่า ‘เอ็งเป็นอย่างไรบ้าง’ ท่ามกลางผู้คนมากมายที่มารอพบหมอในโรงหมอเล็กๆ แห่งนี้



หลังจากอีกฝ่ายฉุดกระชากลากถูผมมาจนถึงสถานที่ที่เจ้าตัวเรียกว่าโรงหมอได้สำเร็จ ผมจึงมีโอกาสได้เห็นใบหน้าตัวเองผ่านกระจกบานเล็กบนฝาผนังเป็นครั้งแรก




ภาพสะท้อนในกระจกคือเด็กหนุ่มที่ดูเด็กกว่าร่างเก่าของผม รูปร่างก็ผอมบางกว่า ตัวก็เตี้ยกว่าแต่เพราะเขาดูเด็กกว่าผม ประเมินจากสายตาคงแค่สิบหกสิบเจ็ดปี ท่าทางจะยังสูงได้อีก หรือจะพูดอย่างง่ายก็คือรูปร่างภายนอกของผมกับเขาต่างกันโดยสิ้นเชิง แม้แต่ใบหน้าก็ไม่มีส่วนเหมือน แต่สิ่งเดียวที่ยังเหมือนเดิมกลับเป็นเสียง




เสียงของผมไม่ได้เปลี่ยนไป




แปลก แปลกมากๆ





อีกสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปชัดเจนที่สุดก็คือสภาพแวดล้อมรอบข้าง มันเก่า กรุงเทพไม่เหมือนที่เคยเห็น ทุกที่ไร้เทคโนโลยีที่ผมเคยชิน ผู้คนพูดจาด้วยคำโบราณแปลกหู รถม้าที่แทบไม่เห็นแล้วก็วิ่งกันทั่วบนท้องถนน แม้แต่ในสถานที่ที่เรียกว่าโรงหมอแห่งนี้ก็ไม่ได้มีเครื่องไม้เครื่องมือทันสมัยเหมือนอย่างที่คุ้นตา






ตัวผมอยู่ในร่างที่ไม่คุ้นตาและต้องมาอยู่ในยุคสมัยที่ไม่คุ้นชิน จะว่าตกใจก็ตกใจ จะว่าปลงก็ปลง






ต่อให้รู้ว่าวาร์ปมาเพราะอะไรแล้วจะทำยังไงต่อ ผมไม่ใช่โดราเอม่อนที่สามารถดึงของวิเศษมาแล้วพาตัวเองกลับไปได้เสียหน่อย






“นี่เอ็งไหวรึเปล่า ให้ข้าเรียกหมอไหม ท่าทางเอ็งดูไม่ดีเลย ใบหน้ารึก็เคร่งเครียด”

มันเล่นพาผมมาโรงหมอทั้งๆ ที่ตัวยังเปียกโชก เป็นใครก็เครียดครับ

“ผมแค่ตกน้ำนะครับ จะไปลัดแถวคนอื่นเขาทำไม ใจเย็นเถอะครับ”
“จะให้ข้าใจเย็นได้อย่างไร เอ็งเปลี่ยนไปราวกับคนละคน คำพูดคำจาก็พิกล”

ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่
“แล้วอะไรล่ะครับที่ว่าเปลี่ยนไป”

อย่างน้อยก็ขอรู้หน่อยเถอะว่ากรวิกเป็นคนแบบไหน ในฐานะผู้อาศัยก็ไม่ควรทำให้เจ้าของร่างเดือดร้อนน่ะนะ

เขาทำหน้าครุ่นคิดพลางมองผมอย่างไม่ไว้ใจไปพลาง
“ก็คำพูดคำจาเอ็งแปลกๆ”

แหงล่ะ ก็ผมไม่ใช่กรวิกอะไรนั่นสักหน่อย นี่มอส มอสเว้ย

“แล้วเมื่อก่อนผมพูดจายังไงเหรอครับ”
“อย่างไรก็ไม่รู้ล่ะ แต่ไม่ใช่วิธีพูดเหมือนพวกผู้ดีแบบนี้แน่”

แหม เพิ่งรู้ว่าตัวเองมีวิธีการพูดเหมือนพวกผู้ดี
“แล้วต้องให้ผมพูดยังไงเหรอครับถึงจะเหมือนกับชาวบ้านธรรมดา เอ็งกับข้า หรือกูกับมึงดีครับ”

เขาทำหน้าแขยงใส่ผมแล้วเงียบไป






ดูๆ ไปไอ้มั่นคนนี้ก็มีส่วนเหมือนไอ้ไม้อยู่เหมือนกัน




หรือผมจะย้อนกลับมาในอดีตชาติของตัวเองหรืออะไรเทือกๆ นั้นกันน้า






“อดีตชาติ อย่างไรเสียก็เป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้ว สิ่งที่เราควรทำคือใช้ชีวิตในปัจจุบันและอนาคตให้ถูกครรลองคลองธรรมและหมั่นรักษาความดีไว้ให้เป็นสิริมงคลแก่ตัว”




คำพูดของหลวงลุงที่แว่บกลับเข้ามาทำให้ตัวผมชาวาบ



“คำอธิษฐานนั้นมีพลังมากกว่าที่เราคิดนะโยม”




พอนึกถึงประโยคนี้ได้ก็ทำได้แค่อุทานว่า ‘ฉิบหาย’ อยู่เงียบๆ ในใจ




เท่าที่เดาได้ตอนนี้คือผมในอดีตชาติก็คือกรวิก และกรวิกไปอธิษฐานอะไรสักอย่างเอาไว้ ทำให้ผมซึ่งวิญญาณออกจากร่างเพราะโดนรถชนเลยโดนวาร์ปเข้ามาอยู่ในร่างของตัวผมเองในชาติที่แล้ว


ปุจฉา: แล้ววิญญาณกรวิกไปไหน
วิสัชนา:  ไม่รู้
ปุจฉา: แล้วมอสจะได้กลับร่างเดิมไหม
วิสัชนา: ไม่รู้เหมือนกัน





ผมถอนหายใจแล้วหัวเราะแห้งๆ กับการถามเองตอบเองในหัวของตัวผมเอง




คงใกล้บ้าแล้วล่ะมั้ง




ในขณะที่ผมกำลังกลุ้มแทบบ้า ไอ้คนนั่งข้างๆ ก็สะกิดผมยิกๆ
“ไอ้กร หมอเรียกแล้ว”

มอสจะบ้า มอสอยากตายครับมอสอยากตาย

“เออๆ”

ผมตอบรับด้วยน้ำเสียงห่อเหี่ยวแล้วเดินเข้าไปในห้องตรวจ







สภาพในห้องตรวจดูไร้ความทันสมัยไม่ต่างจากด้านนอก ทั้งห้องมีเพียงโต๊ะทำงานของหมอ เก้าอี้นั่งตรงข้ามกับโต๊ะหมอของคนไข้และเตียงน้อยๆ หนึ่งเตียง




เพิ่งเข้าใจคำว่าการพัฒนาทางเทคโนโลยีก็วันนี้ล่ะ





“ไปโดนอะไรมารึ”
“ตกน้ำครับ”

เขาพยักหน้า
“ก็พอรู้อยู่”


เออ ตัวเปียกโชกขนาดนี้เป็นใครก็รู้


“แล้วตอนนี้ดีขึ้นรึยัง”
“ก็...ไม่แย่ครับ”

เขามองหน้าผมนิดหน่อยก่อนจะก้มลงเขียนอะไรขยุกขยิก
“เรียบร้อยแล้ว ไปได้”



โอ้โห ถ้าจะมาแค่นี้ไม่ต้องมาก็ได้โว้ย





ถึงจะก่นด่าในใจไปแบบนั้นผมก็เดินออกมาตามคำสั่งด้วยท่าทีงุนงง ทันทีที่เห็นว่าผมเดินออกมาอีกคนก็ถลาเข้ามาหา




ใช่ครับ ถลา




“มึงจะวิ่งเข้ามาทำไมเนี่ย”
ผมว่าพลางถอยหนี เพราะอีกฝ่ายพุ่งถลาเข้ามาทำให้ผมเผลอหยาบคายใส่อย่างลืมตัว



เอ...แต่ไม่รู้ทำไม พอมองหน้าไอ้มั่นแล้วรู้สึกอยากหยาบคายใส่พิกล




“เออ หมอเขาดีนะ เข้าไปเดี๋ยวเดียวออกมาเป็นปกติเลย”

ฮะ อย่าบอกนะว่า...

“คือที่มึงบอกว่ากูแปลกไปนี่คือ...กูหยาบคายน้อยลงเนี่ยนะ”



เขาพยักหน้ารัว
“จริงๆ คำพูดคำจามึงก็แปลกๆ ไปนะ แต่พอมึงกลับมาหยาบคายแบบนี้แล้วข้าก็โล่งใจ”




โอ้โห นี่มันไอ้ไม้ชัดๆ




“เดี๋ยวข้าไปจัดการค่าหมอก่อนนะ เดี๋ยวมา”
“เดี๋ยวๆ”


ผมคว้ามือมันไว้ทันก่อนที่มันจะวิ่งไปช่องจ่ายเงิน


“ค่าหมอเท่าไหร่น่ะ”

มันตบบ่าผมเบาๆ

“มึงไม่ต้องกังวล เดี๋ยวข้าจัดการเอง”
“ไม่ได้สิ กูรักษาตัวกู กูก็ต้องจ่ายเอง”
“แล้วมึงมีเงินอยู่กับตัวรึ”

ผมชะงัก

“ไม่ต้องกังวล เดี๋ยวข้าจะไปกินขนมบ้านมึงทุกวันเลยดีไหม จะได้หายกัน”



ผมค่อยๆ ปล่อยมือตัวเองจากข้อมือของอีกฝ่าย



เขาฉีกยิ้มกว้างให้ผมแล้วเดินไปจัดการค่าใช้จ่าย ทิ้งผมไว้ตรงม้านั่งเพียงลำพัง




บ้านเหรอ





นั่นสิ ทุกคนทางนู้นจะเป็นยังไงบ้างนะ




แม่จะร้องไห้ไหมนะ





คิดได้แค่นั้นนัยน์ตาของผมก็ร้อนผ่าวจนต้องยกมือขึ้นมาทำเป็นขยี้ตาแล้วปาดน้ำตาออกไปก่อนที่มันจะไหลลงมา
ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าจะมัวมานั่งปลงอยู่ไม่ได้ ยังมีคนที่รอผมกลับไป




ผมต้องกลับไป












หลังจากมั่นจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายให้ผมเรียบร้อย เจ้าตัวก็รีบพาผมกลับมา ‘บ้าน’



...บ้านที่ไม่ใช่บ้านของผม....



สิ่งก่อสร้างที่อยู่ตรงหน้าผมตอนนี้เป็นอาคารไม้ซอมซ่อชั้นเดียวหันหน้าเข้าหาคลองเล็กๆ อีกฝากของคลองก็มีบ้านเรือนของผู้คนเรียงตัวกันแน่นขนัดไม่ต่างกับฝั่งนี้เท่าไหร่




ท่าทางคงเป็นชุมชนที่คึกคักไม่น้อย




ตรงบริเวณหน้าบ้านที่ผมยืนอยู่มีแคร่ไม้ไผ่ตั้งกินพื้นที่หน้าบ้านไปแทบทั้งหมด บนแคร่มีถาดใส่ขนมไทยหลายชนิดแยกเอาไว้อย่างสวยงาม ส่วนข้างๆ แคร่ก็เป็นเตาถ่านที่ดูเหมือนเพิ่งจะมอดไปเมื่อไม่นานมานี้



เป็นร้านขายขนมไทยอย่างที่เขียนไว้ในบันทึกไม่มีผิด



“ลุงเลิศ ป้านวล มีใครอยู่บ้านไหมจ๊ะ”


โอเค ผมต้องจำไว้ว่าพ่อแม่ของกรวิก...พ่อแม่ของผมในตอนนี้ชื่อเลิศกับนวล




แค่เพียงไม่กี่ชั่วโมงก็มีตัวละครโผล่มาเต็มไปหมด มอสจะบ้า




ไม่กี่อึดใจต่อมาก็มีหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งในชุดผ้าซิ่นกับเสื้อผ้าฝ้ายเหมือนคนไทยธรรมดาเดินออกมาจากในบ้านด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม




ไหนในบันทึกบอกว่าบ้านกรวิกเป็นบ้านคนจีนไง




“อ้าวพ่อมั่น ไปมาอย่างไรถึงมากับไอ้กรได้ละ แล้วทำไมเอ็งตัวเปียกอย่างนั้นล่ะไอ้กร”

“มันตกคลองบางยี่ขันลงไปน่ะจ๊ะ ไม่รู้เดินอีท่าไหน โชคดีที่คนแถวนั้นเขาช่วยไว้ทัน”

“พุทโธ่! ไปทำอีท่าไหนของเอ็งล่ะไอ้กร ”


เธอโบกมือไล่ผมเข้าไปในบ้าน
“ไปๆ ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียให้เรียบร้อย เดี๋ยวก็ป่วยอีก”

“ครับแม่”
ผมตอบไปด้วยคำที่คิดว่าปกติที่สุดแต่อีกฝ่ายกลับขมวดคิ้วยุ่งใส่ผม





นี่กูทำอะไรผิดอีกเนี่ย





“ป้าเอ๊ย ไอ้กรมันตกน้ำคงขวัญหนีน่ะจ๊ะ ตั้งแต่ตื่นมามันก็ทำท่าทางแปลกๆ พูดแปลกๆ มาหลายคราแล้ว”



กูไม่ได้แปลกเว้ย กูแค่ไม่ใช่ไอ้กร



มอสจะบ้า มอสจะบ้า




ผมลอบถอนหายใจปลงๆ แล้วเดินเข้าไปในบ้านก่อนจะต้องหยุดชะงักเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าผมไม่รู้จักบ้านหลังนี้เลยสักนิด
แล้วห้อง ‘ไอ้กร’ มันอยู่ตรงไหนล่ะเนี่ย




“อ้าว ไยยังไม่ไปผลัดเสื้อผ้าอีก เดี๋ยวก็เป็นไข้หรอก”
เสียงของ ‘แม่’ ที่ตะโกนตามมาทำให้ผมต้องรีบเดินเข้าไปข้างใน





เอาเถอะ มั่วๆ ไปเดี๋ยวก็คงเจอเอง คงไม่มีอะไรแจ็กพอตไปกว่า...




“นั่นลื้อจะเดินเข้าห้องอั๊วทำไมน่ะ”
เสียงหวานๆ ติดสำเนียงจีนที่ร้องทักขึ้นจากทางด้านหลังทำให้ผมต้องหันขวับไปมอง คนที่ผมเห็นคือผู้หญิงสาววัยสักประมาณสิบเก้ายี่สิบปีในชุดเสื้อคอจีนกำลังกอดอกจ้องผมเขม็ง





อา..ผมพอเข้าใจแล้วว่าทำไมแม่ของไอ้กรถึงขมวดคิ้วยุ่งตอนที่ผมบอกว่าครับแม่




รีบสวมรอยสิครับรออะไร





“เอ่อ...ม้าบอกให้อั๊วมาเปลี่ยนเสื้อน่ะครับ”

ผมเห็นเธอขมวดคิ้ว
“แล้วไปทำอะไรมาถึงตัวเปียกขนาดนี้”

ผมฉีกยิ้มแห้งหวังกู้สถานการณ์
“อั๊วตกคลองบางยี่ขันน่ะครับ”

ผมเห็นเธอทำสีหน้าตกใจ
 “แล้วลื้อไปหาหมอรึยัง”

“ไปมากับมั่นแล้วครับ”

เธอถอนหายใจ
“โล่งอกไป นี่คงยังสับสนอยู่ล่ะสิ เอ้าๆ ไปเปลี่ยนเสื้อไป ห้องลื้ออยู่ด้านในนู้น”






ถ้าเป็นครอบครัวคนจีนก็ต้องเรียกตามลำดับการเกิด ประเด็นสำคัญในตอนนี้คือ...เธอเป็นพี่หรือเป็นน้องของผมกันนะ





เอาวะ ลองเสี่ยงดู




“เจ้”
อีกฝ่ายมองหน้าผมนิ่ง




ฉิบหาย ไอ้มอสเรียกผิดแน่นอน





พอคิดได้ดังนั้นจึงใช้ยิ้มแห้งแก้สถานการณ์อีกครั้ง
“เอ้า เรียกแล้วก็ไม่พูดต่อ มีอะไรก็ว่ามาสิ”





อ้าว ถูกด้วย




“เจ้ช่วยพาผม...เอ๊ย พาอั๊วไปที่ห้องหน่อยได้ไหมครับ อั๊วเจ็บขา”
หลังจากนั้นผมก็งัดสกิลแอคติ้งขั้นเทพที่สู้อุตส่าห์ไปเรียกที่อักษรอยู่ร่วมเทอมมาใช้แทบจะทันที อีกคนที่เห็นผมทรุดลงเล็กน้อยก็รีบมาประคอง


“ไอ๊หยา ลื้อโชคดีนะที่แค่เจ็บขาน่ะ มาๆ อั๊วช่วย”



สำเร็จ





หลังจากเดินผ่านห้องของเธอเข้ามาอีกหน่อยก็จะเป็นห้องของผมและมีอีกสองห้องถัดออกไป ที่เห็นเป็นโถงไกลๆ นั่นคงจะเป็นห้องครัว ห้องทุกห้องที่นี่ถูกแบ่งขั้นไว้ด้วยไม้กระดานบางๆ ซอยห้องออกเป็นสี่ห้องเล็กๆ ส่วนที่เหลือก็เหมือนจะปล่อยโล่งไว้
ก็ตามสถานะภาพทางการเงินล่ะนะ ได้ห้องส่วนตัวแค่นี้ก็ดีถมถืดแล้ว





เอ๊ะ แต่มันมีสี่ห้องแสดงว่าต้องมีสมาชิกอีกคนในบ้านสินะ





ช่างมันก่อนเถอะ






หลังจากเธอพาผมเข้ามานั่งที่เตียงในห้องได้ก็เอ่ยปากถามไถ่อีกครั้งก่อนจะออกไป ผมนั่งจ้องประตูที่เพิ่งปิดไปได้ไม่นานด้วยความคิดที่แสนจะสับสน




จะทำยังไงต่อไปดี

จะกลับไปได้ไหม

จะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ยังไงต่อไป

พ.ศ. 2460 ชีวิตที่ไม่มีทั้งน้ำประปาและไฟฟ้า





ไม่สิ ถ้าเทียบตามประวัติศาสตร์ตอนนี้ก็เป็นยุคกลางรัชกาลที่หก ไฟฟ้าหรือประปาก็คงเริ่มมีใช้กันแล้ว






ผมกวาดสายตามองรอบห้อง






ในห้องนี้มีแค่เตียง โต๊ะเขียนหนังสือและตู้เสื้อผ้าเท่านั้น บนโต๊ะเองก็ไม่มีอะไรนอกจากตะเกียงน้ำมันก๊าดหนึ่งอัน







ยิ้มแห้งอีกหนึ่งครั้ง




ที่ไหนจะมีใช้ก็ไม่รู้ แต่คงไม่ใช่ที่นี่แน่ๆ






3 มีนาคม พ.ศ. 2460 งั้นเหรอ ปีนี้ก็เป็นช่วงที่ใกล้จบสงครามโลกครั้งที่หนึ่งมากแล้ว เดี๋ยวช่วงกรกฎาคมไทยก็คงประกาศสงครามกับออสเตรีย-ฮังการี พอปีหน้าออสเตรีย-ฮังการีก็จะแพ้สงคราม แล้วไทยก็จะขอเพื่อแก้สนธิสัญญา






อา ความรู้สึกของคนมาจากอนาคตเป็นแบบนี้นี่เอง





ผมหัวเราะฝืนๆ ให้กับความคิดของตัวเอง





ตลกไม่ออกเลยสักนิด จะเอายังไงดีล่ะมอส ในบันทึกของคุณทวดทีนก็ไม่ได้พูดถึงชีวิตฝั่งกรวิกมากมายนักก็เลยไม่รู้ว่าชีวิตที่ผมต้องใช้ต่อไปควรเป็นในทิศทางไหน






ไม่สิ ไม่ใช่ไม่พูดถึงแต่ยังอ่านไม่ถึงมากกว่า




นึกแล้วก็คิดถึงชีวิตที่จากมาไม่น้อย เรื่องทั้งหมดมันคงเริ่มจากเสียงแปลกๆ ที่บังเอิญได้ยิน ไม่รู้ว่าไปทำอะไรเข้าถึงต้องมาเจอเรื่องแบบนี้






ผมคือกรวิกอย่างนั้นเหรอ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็หมายความผมต้องได้กับคุณทวดทีนอย่างนั้นเหรอ






ไม่สิ เรายังไม่อ่านไม่จบสักหน่อย เขาได้กันรึเปล่าก็ไม่รู้ คิดในแง่ดีไว้มอส นึกสภาพได้กับทวดของเพื่อนสิ...






หัวเราะแห้ง





แต่ถ้าเรื่องราวเป็นไปตามบันทึกจริง อีกไม่นานผมก็คงได้เจอกับคุณทวดของทีน และดูเหมือนเขาจะชอบผม...หมายถึงกรวิกอยู่ไม่น้อย แล้วผมควรจะทำยังไงดี ถ้าได้อ่านบันทึกจบไปแล้วก็คงดี







ผมถอนหายใจปลงๆ แล้วเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า สุ่มหยิบเสื้อผ้าฝ้ายกับกางเกงผ้าแพรในตู้มาใส่อย่างลวกๆ แล้วกลับมาทิ้งตัวนอนสงบจิตสงบใจอยู่บนเตียง






ผมไม่รู้ว่าคุณทวดของทีนจะมีส่วนทำให้ผมมาอยู่ที่นี่ด้วยรึเปล่า ไม่รู้ด้วยว่าถ้าเจอคุณทวดผมจะต้องทำตัวยังไง






เอ...แล้วคุณทวดของทีนนี่เขาชื่ออะไรกันนะ








« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-10-2017 22:17:28 โดย Marymo »

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
เอาล่ะสิ
มอส กลับสู่อดีต ไปเป็นกรวิก
จะได้เจอคุณทวดของทีนแล้ว  :z3: :z3: :z3:
       :L1: :L1: :L1:
  :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
บทที่ 8 มือระนาด [ครึ่งแรก]





หลังจากเข้ามาในห้องผมก็ใช้ชีวิตนิ่งๆ อยู่บนเตียงอยู่อย่างนั้นเพราะผมยังไม่พร้อมจะออกไปเจอกับใครก็ไม่รู้ที่จู่ๆ ก็กลายมาเป็นคนในครอบครัวของผมเสียอย่างนั้น




พวกเขาไม่ใช่ครอบครัวของผมเสียหน่อย




เอ แต่เขาว่ากันว่าคนที่มาเจอกันในชาตินี้คือคนที่เคยมีกรรมต่อกันในชาติที่แล้วสินะ

ผมขอยกให้ไอ้ไม้คือไอ้มั่นไว้ก่อนเลย ต้องเป็นมันแน่ๆ ตามมาเป็นเพื่อนกับผมได้ทุกภพทุกชาติจริงๆ





คิดแล้วก็อดหัวเราะกับความคิดพิเรนทร์ของตัวเองไม่ได้






ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนจนกระทั่งมีเสียงของหญิงวัยกลางคนตะโกนดังมาจากหน้าประตู
“อาโซ้ยตี๋ ลื้อดีขึ้นรึยัง ออกมาได้แล้ว มาเจี๊ยะปึ่งมา”



โซ้ยตี๋งั้นเหรอ นั่นแปลกว่าผมเป็นลูกชายคนสุดท้องสินะ



โอเค ต่อไปนี้ไม่ว่าจะเจอใครหน้าไหนในบ้านก็แก่กว่าผมทุกคนสินะ ดีเหมือนกันจะได้ไม่ต้องกลัวว่าจะทักใครผิดๆ ถูกๆ แต่นั่นยังไม่ใช่ปัญหาใหญ่สุด...




...โซ้ยตี๋ก็มา เจี๊ยะปึ่งก็มา...





พวกเขาเป็นจีนแต้จิ๋วสินะ ขอบคุณพระรัตนตรัยที่ผมเองก็เกิดมาในครอบครัวคนจีน คำพวกนี้เลยไม่ใช่ปัญหาสำหรับผมมากนัก
“กำลังไปแล้วม้า”





ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ อีกครั้งก่อนจะเปิดประตูออกไปด้วยความหวั่นใจ






มอสต้องรอด มอสจะไม่ตาย





ผมเปิดประตูออกไปด้วยใจที่ระทึกพลางคิดว่าจะทำสีหน้ายังไงให้อาม้าดูดี แต่ปรากฏว่าพอเปิดออกไปปุ๊บหน้าห้องก็ว่างเปล่าปั๊บ พอหันซ้ายหันขวาจึงเห็นหลังอาม้าแว่บๆ เข้าไปในโถงที่ผมสันนิษฐานว่าเป็นครัวเสียแล้ว





เออ เอาเถอะ






“อาโซ้ยตี๋”
เสียงเรียกที่จู่ๆ ก็ดังขึ้นทางด้านหลังทำให้ผมสะดุ้งโหยง






ไอ้บ้า ไอ้บ้าเอ๊ย มอสหัวใจจะวาย





พอหันไปมองก็เห็นชายหนุ่มที่ดูอายุรุ่นราวคราวเดียวกับอาเจ้ที่ผมเจอเมื่อกลางวันกำลังยืนกอดอกมองผมอยู่



แล้วระหว่างสองคนนี้ใครแก่กว่ากันล่ะเนี่ย แต่นั่นจะสำคัญตรงไหนในเมื่อยังไงซะผมก็เป็นน้องเล็กสุดของบ้านอยู่ดี






“อาเฮีย มาไม่ให้สุ้มให้เสียง อั๊วตกใจนะ”
 “ก็เห็นอาหมวยบอกว่าลื้อตกน้ำตกท่าไป เป็นไงบ้างล่ะ”





ผมฉีกยิ้มแห้งอีกครั้ง


เขาไปเจอกันตอนไหนล่ะนั่น




“ก็ดีขึ้นแล้วเฮีย”

“แล้วนี่เดินได้แล้วเหรอ เห็นอาหมวยบอกว่าเจ็บเท้านิ”




อ้าว ฉิบหาย ลืมไปสนิท




“อะ...อ๋อ ดีขึ้นแล้วเฮีย ได้นอนพักขาน่ะ”

“ดีแล้ว”






ยังไม่ทันที่พวกเราจะได้พูดคุยกันต่อก็พลันมีเสียงตะโกนของอาม้าดังมาจากในครัว
“เฮีย มาเจี๊ยะปึ่งได้แล้ว”





อาม้าเรียกใครว่าเฮียกันน่ะ





ยังไม่ทันที่ผมจะสงสัยเสร็จก็มีเสียงตะโกนดังมาจากห้องที่อยู่ติดกับห้องครัวที่สุด
“โบ่ยโต้วขุ่งอา พวกลื้อเจี๊ยะกันไปเลย”


โอ้โห นี่มันจะเป็นจีนแอดวานซ์เกินความสามารถมอสไปแล้ว




ว่าแต่เสียงนั้นเป็นเสียงของ...





“อาป๊าเป็นอะไรอีกล่ะนั่น”

ขอบคุณครับเฮีย ตอบคำถามผมให้เสียเสร็จศัพท์เลย

“เฮีย ไม่เจี๊ยะไม่ได้นะ”

อาม้าไม่ว่าเปล่ายังเดินเปิดประตูเข้าไปเสียดื้อๆ







เออ ม้าเอาเรื่องเหมือนกันนะ





พออาม้าเข้าไปทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบชั่วอึดใจก่อนจะมีเสียงบ่นหงุงหงิงของอาป๊าดังออกมาจากในห้อง
“ลื้อนี่เซ้าซี้จริง เอ้า เจี๊ยะก็เจี๊ยะ”





ม้ามาว่ะ




“อ้าว ทำไมยังไม่เจี๊ยะปึ่งกันล่ะ”

เสียงของบุคคลใหม่ทำให้ผมต้องหันไปมอง แน่นอนว่าไม่ผิดจากที่ผมคาดไว้นัก อาเจ้ยืนอยู่ตรงนั้นในสภาพใส่เสื้อคอจีนสวยต่างจากเมื่อเช้าแถมถักเปียสองข้างน่ารักน่าชัง ท่าทางเหมือนเพิ่งกลับมาจากข้างนอกหมาดๆ แถมใบหน้าก็ดูแช่มชื่นกว่าที่ผมเจอเมื่อเช้า







ไปหาหนุ่มมาแน่ๆ





“อาหมวยทำอะไรถึงกลับมาเอาเย็นย่ำป่านนี้”

“อั๊วจะทำอะไรอั๊วก็โตแล้วนะ ตั่วเฮียเถอะค่ะ ออกไปทำงานข้างนอกทุกวัน เงินก็ไม่เห็นจะได้มา กลับก็เย็นย่ำค่ำมืด ปล่อยอั๊วกับอาป๊าอาม้าทำงานกันอยู่สามคน อั๊วสิควรจะโวยวาย”






ยังไม่ทันที่ผมจะเข้าไปห้ามสถานการณ์พี่น้องทะเลาะกันตรงหน้าก็พลันมีเสียงตะโกนแหบทุ้มดังมาจากด้านหลังจนผมต้องหันขวับไปมอง






คนที่เดินโขยกเขยกออกมาจากห้องด้านในสุดเป็นชายชรา ใบหน้านั้นเหี่ยวย่นและดูเหนื่อยล้าแต่ก็ยังแฝงเอาไว้ด้วยความเข้มงวดดุดัน






สวัสดีครับอาป๊า ยินดีที่ได้เจอกัน






แต่ดูเหมือนตอนนี้จะไม่มีใครมีอารมณ์มาเอ่ยทักทายกับผม






“อาหมวย ลื้อพูดอย่างนั้นกับอาตั่วตี๋ได้ยังไง ลื้อเป็นผู้หญิงก็ต้องอยู่บ้าน ช่วยงานพ่อแม่ที่บ้านก็ถูกแล้ว อาตั่วตี๋เป็นผู้ชายก็ต้องออกไปทำงานข้างนอก หาความเจริญให้วงศ์ตระกูลแล้วมันจะผิดตรงไหน”




จีนแท้ จีนแท้แน่นอน





บรรยากาศรายล้อมผมเริ่มระอุอุ่นจนผมเริ่มอยู่ไม่สุข ต่างฝ่ายต่างขึ้นเสียงใส่กันอย่างเผ็ดร้อน





จะตีกันก็ตีไปเถอะ แต่อย่าลามมาตีผมนะ ผมไม่สู้คน




“ป๊า! แต่อาเฮียไม่เคยได้เงินกลับมาเลยนะ”

“แล้วมันกงการอะไรของลื้อ เป็นผู้หญิงก็อยู่ส่วนผู้หญิงไป อย่าไปก้าวก่ายหน้าที่ของผู้ชายในบ้าน อาตั่วตี๋ก็เคยบอกแล้วว่าช่วงแรกๆ มันจะไม่ได้เงิน ลื้อจะไปยุ่งอะไรนักหนา”



โอย โอย ใครก็ได้พามอสออกไปจากตรงนี้ที




“ป๊าเข้าข้างแต่อาเฮีย ไม่เคยสนใจความถูกต้อง”



เหมือนน้ำมันเจอกับไฟ ทันทีที่สิ้นสุดประโยคของอาเจ้เสียงแหบทุ้มของคนด้านหลังผมยิ่งดังมากขึ้นไปอีก




“ซี้ซั้วต่า! พูดจาเหมือนพ่อแม่ไม่สั่งสอน ไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่ ลื้อเอาอะไรมาพูดว่าอั๊วไม่สนใจความถูกต้อง!”




โอย โอย ใครก็ได้พากูออกไปที




หลังจากจบประโยคนั้นของอาป๊าอีกฝ่ายก็เงียบไปเสียเฉยๆ พอผมกลั้นใจหันไปมองหน้าอาเจ้ก็พบว่าใบหน้าสวยหวานนั้นดูเคร่งขรึม นัยน์ตาเรียวอย่างคนจีนของเธอแดงก่ำอย่างคนอดกลั้นแต่กลับไม่มีน้ำตาไหลออกมา ทุกคนเงียบอยู่อย่างนั้นเพียงอึดใจก่อนที่อาเจ้จะเดินปึงปังเข้าไปในห้องตัวเองทิ้งสามหนุ่มกับอาม้าไว้ด้านนอกกับความอึดอัด





เจ้เอ๊ยเจ้






“เฮีย ช่างอาหมวยอีเถอะ มาเจี๊ยะปึ่งกัน”

“เพราะลื้อเอาแต่ให้ท้ายอีแบบนี้ไง อีเลยเสียคน เอาแต่พูดจาไร้กาลเทศะแบบนี้!”

ในขณะที่ทุกคนคิดว่าสงครามจบแล้วอาป๊าก็หันมาเปิดศึกกับอาม้าต่อ แต่คราวนี้กลับต่างออกไป คงเพราะอาม้าเป็นผู้หญิงตามขนบจีนขนานแท้ ท่านจึงไม่เถียง ไม่พูดอะไรสักคำ ปล่อยให้อาป๊าพูดด่าเธอปาวๆ จนพอใจแล้วเดินปึงปังเข้าห้องไปเอง





นี่แค่วันแรกยังเจออะไรขนาดนี้ ต่อไปจะขนาดไหนล่ะเนี่ย






ผมลอบถอนหายใจเบา ๆ แล้วมองหน้าหญิงวัยกลางคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยนั้นดูเศร้าหมองอย่างเห็นได้ชัด หยาดน้ำตาไหลออกมาจากดวงตาเธอได้ไม่นานก็ถูกปาดออกไป ผมยังยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นในขณะที่อาเฮียที่ยืนอยู่ข้างผมส่ายหัวแล้วเดินตรงเข้าไปในครัวพร้อมกับบ่นพึมพำเบาๆ





...แต่ก็ดังพอที่จะทำให้ผมซึ่งอยู่ใกล้ๆ ได้ยิน...






“บ้านนี้มีแต่เรื่องน่ารำคาญ”





ให้ตายสิ ครอบครัวนี้มันยังไงกัน





เมื่อตรงทางเดินเหลือแค่ผมกับอาม้าที่ยังยืนปาดน้ำตาเงียบๆ ผมจึงถอนหายใจอีกครั้งแล้วเดินเข้าไปหาท่าน

“ไม่เป็นไรนะอาม้า เราไปเจี๊ยะปึ่งกันเถอะ”

ใบหน้าเศร้าหมองพยักหน้าช้าๆ แล้วเดินไปตามการจับจูงของผม






เมื่อเดินเข้าไปในส่วนโถงก็พบว่ามันไม่ผิดจากที่ผมเดาไว้นัก ตรงโถงเป็นห้องครัว มีอุปกรณ์เครื่องครัวเต็มไปหมด ตรงมุมห้องมีประตูหลังบ้าน เดาว่าออกไปคงเจอห้องส้วมแยกอยู่เล็กๆ ลานอาบน้ำก็คงอยู่ไม่ไกลกัน






พอมาคิดดูดีๆ บ้านหลังนี้ก็ใช้ว่าจะยากจนข้นแค้น ต้องเรียกว่าฐานะปานกลางค่อนไปทางดีมากกว่า เพราะถึงขนาดที่คนในบ้านมีห้องนอนส่วนตัวกันทุกคน แม้จะเล็กและซอมซ่อแต่ก็มีดีกว่าบ้านอื่นๆ ห้องส้วมเองก็คงไม่แย่นัก ถ้าให้เดาจากฐานะและสภาพชุมชนรอบด้านที่ค่อนข้างมีพื้นที่น้อยแล้วส้วมข้างนอกนั่นคงไม่ใช่ส้วมหลุมแน่ แต่จะแอดวานซ์ไปจนถึงส้วมชักโครกก็คงเป็นไปไม่ได้ มันคงเป็นส้วมถังเทธรรมดา ซึ่งก็นับว่าดีกว่าคนที่ต้องพึ่งส้วมสาธารณะอยู่มาก






หวังว่านะ






ผมประคองอาม้าไปนั่งที่โต๊ะกินข้าวซึ่งมีอาเฮียนั่งกินข้าวอยู่ก่อนแล้วก่อนจะทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ไม้ตัวเล็กช้าๆ ด้วยกลัวว่ามันจะหักลงไป เมื่อพิสูจน์แล้วว่ามันรับน้ำหนักได้ดีผมจึงเริ่มหันมาสนใจบนโต๊ะ กับข้าวที่อยู่บนโต๊ะเป็นอาหารง่ายๆ อย่างผัดผักบุ้งกับปลาทอด โชคดีที่ผมเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย อาหารพวกนี้จึงไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาจริงๆ มันอยู่ที่ว่า...





ผมจะใช้ตะเกียบกินข้าวยังไงล่ะเนี่ย




************************************************************************



[เกร็ดความรู้]



*ลำดับญาติคนจีนที่ปรากฎในเนื้อเรื่อง*

ภาษาจีนที่ปรากฎในเรื่องเป็นการพูดแบบจีนแต้จิ๋ว

ตั่ว ใช้นำหน้าผู้เป็นคนแรกของบ้าน เช่น ตั่วเฮีย = พี่ชายคนแรก ตั่วเจ้ = พี่สาวคนแรก

ตั่วตี๋ = เด็กผู้ชายคนแรก (เป็นคำที่พ่อแม่ใช้เรียกลูกชายคนแรกด้วยความเอ็นดู)

โซ้ย = คนสุดท้อง เช่น โซ้ยตี๋ = เด็กชายคนสุดท้อง

อาม้า = แม่

อาป๊า = พ่อ

อาเจ้ = พี่สาว

อ้างอิง: ถามเรื่องสรรพนามของคนไทยเชื้อสายจีน อาก่ง อาม่า...แล้วมีอะไรอีก?

มันมีด้วยเหรอ คำว่า " ตั่วตี๋







*แปรงสีฟันและยาสีฟันในไทย*

ประเทศไทยจะมีการผลิตแปรงสีฟันในประเทศเมื่อปี พ.ศ. 2481 และมียาสีฟันชนิดผงยี่ห้อวิเศษนิยมออกจำหน่ายเมื่อปี พ.ศ. 2464

อ้างอิง: พัฒนาการของยาสีฟัน (ยุคโบราณถึงปัจจุบัน)

การทำความสะอาดช่องปากของคนไทย กินหมาก... แปรงฟัน...





*ส้วมถังเท*




"ส้วมถังเทมีลักษณะคล้ายส้วมหลุมแต่ใช้ถังวางไว้ในหลุมใต้ฐานไม้สำหรับรองรับอุจจาระของผู้ขับถ่าย เป็นการกำจัดอุจจาระที่ยึดหลักการถ่ายอุจจาระลงถังที่เตรียมไว้แล้วจึงนำไปทิ้ง การเก็บและบรรทุกถังไปชำระตามปกติ โดยมากจะทำการเก็บและบรรทุกถังอุจจาระไปเททิ้งทำกันวันละครั้ง


อัตราค่าถังเท ถังละประมาณหนึ่งบาทหรือหกสลึงต่อเดือน ไม่บังคับใช้หากใครไม่อยากจะใช้ระบบถังเทก็ไปใช้บริการสาธารณะได้เช่นกัน เมื่อซื้อถังไปแล้ว ลูกค้าก็จะนำไปใช้แล้ว ทุกคืนราวเที่ยงคืน บริษัทก็จะออกเก็บโดยใช้วัวสองตัวลากรถบรรทุกที่ปิดกั้นด้วยแผ่นสังกะสีทั้งสี่ด้าน แต่ด้านหลังเป็นบานประตูเปิดปิดได้ คันหนึ่งก็รับถังได้ประมาณ 30-40 ถัง จะมีพนักงานเอาถังใหม่มาเปลี่ยนกับถังเก่า"

ที่มา: ส้วมในประเทศไทย

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-11-2017 22:24:33 โดย Marymo »

ออฟไลน์ พิศตะวัน

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 496
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-3
มาต่อไสๆน้าา :ling1: :ling1:

ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
บทที่ 8 มือระนาด [ครึ่งหลัง]






ผมถูกปลุกขึ้นมาด้วยเสียงดังเคร้งๆ จากในครัว ต้องยอมรับว่ากว่าผมจะนอนหลับลงก็ใช้เวลาอยู่มากโข กรุงเทพไม่ครึกครื้นเหมือนอย่างที่ผมคุ้นเคย ทุกหนทุกแห่งมืดมิดและเงียบสนิท ไม่มีเสียงรถราที่วิ่งกันวุ่นวายบนท้องถนน ไม่มีแสงไฟที่ฉายขึ้นไปบนฟ้าจากตึกสูงใหญ่ มีเพียงแสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันก๊าดที่ให้ความสว่างได้บ้าง พอพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าทุกคนก็แยกย้ายเข้านอน





ทั้งเงียบ ทั้งมืด เสียจนผมเองยังหวั่นใจ





ผมจำได้ว่าตัวผมนั่งนิ่งอยู่บนเตียง จ้องตะเกียงน้ำมันก๊าดที่ตั้งอยู่บนโต๊ะอ่านหนังสือ จ้องเสียจนรู้สึกว่ามีบางอย่างไหลออกมาจากนัยน์ตาจึงได้เดินไปดับไฟแล้วเปลี่ยนเป็นนอนจ้องเพดานเงียบๆ แทน





พ่อกับแม่จะเป็นยังไงบ้างนะ ไอ้ไม้กับทีนจะสบายดีรึเปล่า แล้วร่างของผมตอนนี้ยังอยู่ดีไหมนะ





ถ้าต้องอยู่ที่นี่ตลอดไปล่ะ





คิดได้ดังนั้นตัวผมก็ชาวาบจนต้องสะบัดหัวไล่มันออกไป


ไม่เอา เราต้องมีความหวังสิ ต้องหาใครสักคนให้ช่วย







“อย่างที่อาตมาบอกไปนั่นแหละโยม อาตมาหยั่งรู้ถึงผล ซึ่งก็คือสิ่งที่เกิดขึ้น แต่อาตมาก็จนใจจะหยั่งรู้ถึงเหตุของผลเช่นกัน”




จริงสิ ในยุคสมัยนี้คงมีพระที่หยั่งรู้เหมือนหลวงลุงอยู่แน่ๆ ถ้าหาเจอก็อาจจะได้กลับไป แต่จะใช้เวลาอีกนานแค่ไหน ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน หรือบางทีนี่อาจจะเป็นแค่ความฝัน พอตื่นขึ้นมาอีกวันผมก็จะอยู่ในห้องของตัวเอง มีทีนเดินออกมาจากห้องน้ำพร้อมกับผ้าเช็ดตัวลายนีโม่แน่ๆ 






พอคิดได้แบบนั้นก็เลยได้แต่นอนเงียบๆ ปล่อยให้หัวสมองว่างเปล่า รู้ตัวอีกทีก็ได้ยินเสียงดังน่ารำคาญออกมาจากห้องครัวจนต้องลืมตาตื่น สิ่งแรกที่เห็นกลับไม่ใช่ฝ้าเพดานสีขาวคุ้นตา แต่กลับเป็นคานไม้กับตับจากมุงหลังคา






ผมยังอยู่ที่เดิม ไม่ได้กลับไปในที่ๆ อยากกลับไป






เพิ่งรู้ตัวว่าสิ่งที่เป็นอยู่มันดีแค่ไหนก็ตอนที่ไม่ได้อยู่ในสถานะนั้นแล้วนี่ล่ะ







จำได้ว่าเมื่อวานอาเจ้บ่นเรื่องต้องทำงานช่วยที่บ้าน ถ้าผมจำไม่ผิดคือพวกเขามีอาชีพขายขนมไทย คงเป็นธรรมชาติของคนขายอาหารที่ต้องตื่นมาทำนู้นทำนี่ตั้งแต่เช้า






ว่าแต่ตอนนี้มันกี่โมงกันนะ ตั้งแต่ที่ผมเข้ามาในบ้านก็ยังไม่ยักจะเห็นนาฬิกาเลยสักเรือน





ผมถอนหายใจปลงอีกครั้งก่อนจะยันตัวลุกจากเตียง






จะกี่โมงก็ช่างมันเถอะ ยังไงซะผมก็ต้องลุกขึ้นไปทำอะไรสักอย่างอยู่ดี






ผมผลักประตูเปิดออกแล้วเดินขยี้ตาเข้าไปในครัว หวังจะไปช่วยพวกเขาทำขนม

ผมคิดเอาเองว่ากรวิกก็น่าจะต้องทำอะไรประมาณนี้ล่ะมั้ง





“อ้าว อาโซ้ยตี๋ทำไมลื้อยังไม่อาบน้ำแต่งตัว เดี๋ยวต้องไปเรียนเพลงที่บ้านครูบุญไม่ใช่รึ นี่อามั่นก็ใกล้จะมาแล้ว ทำไมยังไม่เตรียมตัวอีก”






ทันทีที่ป๊าเห็นหน้าผมก็ใส่มาเป็นชุดจนผมตั้งรับไม่ทันก่อนจะหันไปง่วนอยู่กับการกวนอะไรสักอย่างในกะละมัง





ยังไม่ทันที่จะเอ่ยปากถามออกไป ผมก็ดันนึกขึ้นได้เสียก่อนว่าในบันทึกก็บอกอยู่ว่ากรวิกไปเรียนดนตรีไทยกับครูบุญ  แต่ทำไมถึงไปเรียนดนตรีอย่างสบายใจได้ล่ะ ในเมื่อถ้าคิดตามหลักการแล้วเขาก็ควรจะออกหางานทำ หาเงินเข้าบ้านมากกว่าไม่ใช่เหรอ
เอ๊ะ แต่นี่มันสมัยรัชกาลที่หกสินะ ถ้างั้นก็คงไม่แปลกอะไรที่ชาวบ้านธรรมดาจะเห็นความสำคัญของดนตรี แต่มันก็ไม่น่าจะสำคัญจนไม่ต้องทำการทำงานได้นี่นา






ช่างมันเถอะ ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว





ผมจึงเดินเข้าไปหยิบผ้าขาวม้าที่ผมเห็นแว่บๆ ในตู้เสื้อผ้าเมื่อวานมานุ่งพร้อมกับคว้าผ้าที่เดาว่าน่าจะเป็นผ้าเช็ดตัวติดมือมาด้วยผืนนึงแล้วเดินออกไปทางประตูหลังบ้านที่เปิดอ้าไว้





ไม่ผิดอย่างที่คิดไว้นัก ห้องส้วมถูกสร้างแยกออกมาจากตัวบ้าน แต่ก็ยังอยู่ในบริเวณรั้วด้านหลังของบ้าน ส่วนโอ่งอาบน้ำก็อยู่ไกลออกมาหน่อย





แต่จะให้มาอาบน้ำกลางแจ้งแบบนี้มันก็ไม่ชินเอาเรื่องเลยแหะ





แสงจากพระอาทิตย์ที่กำลังโผล่พ้นขอบฟ้ามาทีละน้อยช่างสวยงาม ถ้าไม่ติดที่ว่าผมไม่ได้ตื่นเช้าขนาดนี้มานานมากแล้วน่ะนะ
ผมเป็นคนแพ้การตื่นเช้าและตอนนี้กำลังเข้าสู่ความหงุดหงิดระดับหนึ่ง






หงุดหงิดอะไรล่ะไอ้บ้า ก่อนจะหงุดหงิดผมควรจัดการชีวิตให้มันเข้าที่เข้าทางเสียก่อน





ถึงจะบ่นไปร้อยแปดก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้อยู่ดี ผมจึงรีบจัดการทุกอย่างอย่างรวดเร็ว





แต่เดี๋ยวนะ แล้วจะแปรงฟันยังไงล่ะ





ผมหันซ้ายหันขวาแล้วถอนหายใจ



คาดหวังอะไรอยู่นะเรา กว่าไทยจะผลิตแปรงสีฟันได้ก็ปาไปปี พ.ศ. 2481 แล้ว ถ้ายุคนี้ สภาพบ้านแบบนี้คงต้องเอานิ้วชี้ตัวเองกับเกลือแล้วล่ะมั้ง




ยังไม่ทันที่ผมจะคิดเสร็จ ตาก็พลันเหลือบไปเห็นกระปุกเกลือวางอยู่ข้างๆ โอ่ง




ผมนิ่งมองมันอยู่อึดใจก่อนจะหัวเราะฝืดๆ




ตลกร้ายเป็นบ้า






หลังจากผ่านการอาบน้ำกลางแจ้งมาได้ สเต็ปต่อมาก็คือเดินกลับเข้าไปแต่งตัวในห้อง ผมเพิ่งเห็นว่าในตู้ของกรวิกมีเสื้อผ้าอยู่ไม่กี่แบบ





กางเกงแพรสีทึมๆ เสื้อคอกลมสีขาวสองสามตัวตบท้ายด้วยเสื้อกุยเฮงหลากสีสัน




ช่างจืดชืดจริงๆ เลยกรวิกเอ๊ย





แต่เอาเถอะ ยังไงซะตอนนี้ผมก็คือกรวิกเพราะแบบนั้นผมจึงแต่งตัวเลียนแบบกับการแต่งตัวของกรวิกเมื่อวาน เพราะอย่างไรเสียก่อนตกน้ำคนเลือกเสื้อผ้าก็เป็นกรวิก ผมจึงควรทำตัวเลียนแบบรสนิยมเขาเข้าไว้ เท่าที่จำได้คือเขาใส่กางเกงแพรสีทึมกับเสื้อกุยเฮงสีขาว วันนี้ผมจึงเลือกเป็นกางเกงแพรสีน้ำตาลเข้มกับเสื้อกุยเฮงสีขาว






ว่าแต่เขาอิเหนาก็เป็นเอง คิดดูแล้วผมก็ไม่ได้แต่งตัวดีกว่าเขาเลยสักนิด





ยิ้มแห้งให้ตัวเองไปหนึ่งที






“อาโซ้ยตี๋ อามั่นอีมาแล้วนะ”

ยังไม่ทันที่จะคิดอะไรเพลินๆ จบเสียงของอาม้าก็ดังขัดขึ้นมาจากในครัว

“จ๊ะม้า กำลังออกไปแล้ว”





ผมสูดหายใจเข้าเรียกกำลังใจให้ตัวเองก่อนจะเดินออกไปหน้าบ้าน





คนคุ้นหน้าคุ้นตากำลังยืนคุยกับอาป๊าอย่างออกรส ใบหน้าคมเข้มตามสไตล์หนุ่มไทยแท้นั้นหัวเราะร่วนและแช่มชื่นจนน่ามั่นไส้
เหมือนไอ้ไม้จนน่าหมั่นไส้จริงๆ





“อ้าวไอ้กรมานู้นแล้ว ไปๆ รีบไปจะได้รีบเรียน รีบเข้าไปรับงานที่บ้านข้าราชการสักคน จะได้สบายกันเสียที”





อา ผมเพิ่งกระจ่างเดี๋ยวนี้เองว่าทำไมป๊าถึงผลักดันให้ผมออกไปร่ำเรียนดนตรีนัก

ว่าแต่...






“ทำไมป๊าเรียกอั๊วว่าไอ้กรล่ะ”

ฉิบหาย ปากมันไวครับ ยั้งไม่ทันจริงๆ



ป๊าเลิกคิ้วมองผมก่อนจะเอื้อมมือมาผลักหัวผมไปหนึ่งที
“ป๊าบอกว่ายังไง อยู่นอกบ้าน อยู่ในสยาม เราก็ต้องทำตัวอย่างชาวสยาม ต้องพูดไทยให้ชัดเจน จะมาอั๊วลื้ออะไรเหมือนอยู่ในบ้านไม่ได้”






วิสัยทัศน์ก้าวไกล เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามโดยแท้




แต่ป๊ายังแทนตัวเองว่าป๊าอยู่เลยนะครับ






“จ๊ะป๊า”

ผมแกล้งลากเสียงยาวจนได้ยินเสียงไอ้มั่นหัวเราะเบาๆ พร้อมกับมือของป๊าที่ผลักหัวผมไปอีกหนึ่งที

“ไปๆ รีบไป แล้วนี่เอาถุงเงินไปรึยัง”




เออ จริงด้วย




“ยังเลยป๊า ไม่รู้เอาไปวางไว้ไหน”

“จะเอาไปวางไว้ไหนล่ะ ลื้อไม่ได้เอาออกจากเสื้อตั้งแต่เมื่อวานต่างหาก”

เสียงหวานๆ ทีดังแทรกขึ้นมาพร้อมกับถุงเงินที่ยื่นมาแทบจะกระแทกหน้าผม





อาเจ้






ทันทีที่เห็นอาเจ้ ป๊าก็สะบัดหน้าเดินกลับเข้าไปในบ้านเงียบๆ ทิ้งให้อาเจ๊ยืนค้างอยู่อย่างนั้น ผมได้ยินเธอถอนหายใจ

“ลื้อรับไปสิ แล้วรีบๆ ไปได้แล้ว อยู่ที่นี่ไปก็ไม่ได้มีอะไรจรรโลงใจ”

“อาเจ้...”



เธอโบกมือเป็นทำนองไล่

“ไปๆ เดี๋ยวเรื่องอั๊วกับอาป๊าอั๊วจัดการเอง”

ทันทีที่พูดจบเธอก็หมุนตัวเดินกลับเข้าไปในครัว ทิ้งผมไว้กับบรรยากาศกลืนไม่เข้าคายไม่ออก





ผมไม่ชอบอะไรแบบนี้เลยให้ตายสิ





“มึงจะไปรึยัง ข้าหิวจะแย่แล้ว”

นี่มันไอ้ไม้ผสมทีนชัดๆ

“แล้วจะไปกินอะไร ที่ไหนล่ะ”


ผมเห็นมันขมวดคิ้ว

“มึงนี่ถามอะไรแปลกๆ ก็ไปร้านเดิมไง”






ไม่รู้ทำไม พอมั่นพูดว่าร้านเดิม ผมก็ดันนึกถึงร้านเหล้าขึ้นมาซะอย่างนั้น





ใจบาปแท้ๆ





เอ...แต่จะว่าไป ตั้งแต่โผล่มาที่นี่ ผมยังไม่ได้ยินเสียงประหลาดๆ นั่นเลยสักครั้ง





แปลกจริงๆ





“เอ้า เหม่ออะไรอยู่เล่า รีบไปสิ”

มือของอีกคนที่คว้าคอผมเข้าไปกอดทำให้ผมต้องถอนหายใจ



นี่มันไอ้ไม้สองชัดๆ 





มอสเอ๊ยมอส หนีไม้ปะมั่นแท้ๆ















กว่าผมจะมาถึงบ้านครูบุญได้ก็ใช้เวลาไปนานโข เพราะไอ้มั่นดันลากผมไปกินกาแฟที่มันบอกว่า ‘เป็นร้านประจำของพวกเรา’ จากนั้นก็เอาแต่เถลไถล เดินไปตรงนู้นทีตรงนี้ที แวะตลาดนั่นตลาดนี่ เลยเสียเวลาไปนานโข แถมไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือมาสักอย่าง



นี่ถ้าเป็นทีนคงมีอาหารติดมาเต็มไม้เต็มมือ




ให้ตายสิ คิดถึงพวกนั้นจัง




“อ้าว พ่อมั่นวันนี้มาแต่เช้าเชียวนะจ๊ะ”

เสียงร้องทักจากคนที่อยู่ใต้ถุนเรือนทำให้ผมต้องชะโงกหน้าไปดู






เธอเป็นผู้หญิงวัยกลางคนที่อยู่ในชุดผ้าซิ่นกับเสื้อผ้าแพรสีเรียบ ท่าทางเหมือนกำลังง่วนอยู่กับอะไรสักอย่างที่ผมเองก็ดูไม่ถนัด





“จ้ะน้า วันนี้พอดีฉันมีธุระตอนเย็นต่อก็เลยรีบมาซ้อมก็เลยพาไอ้กรมาเลย”

“อ้าว พ่อกรมาด้วยรึ ได้ข่าวว่าตกน้ำ เป็นไงบ้างล่ะพ่อ”




ผมยิ้มแห้ง



กูมอสเว้ย





“ไม่เป็นไรแล้วครับ โชคดีที่มีคนช่วยไว้ทัน”

“เอ้อ พระคุ้มครองแท้ๆ”




ไม่ครับน้า พระไม่ได้คุ้มครองผมเลยสักนิด





“แต่มากันเช้าๆ ก็ดีนะ เด็กน้อยมันยังไม่มากัน จะได้ซ้อมกันสบายๆ น้าก็ได้พักหน่อย ไม่ต้องสอนร้องสอนรำตั้งแต่หัววัน”


สอนร้องสอนรำ....หรือผู้หญิงคนนี้คือน้าผ่องที่ทวดของทีนเขียนไว้ในบันทึกกันนะ


ทวดของทีนอย่างงั้นเหรอ...




“แล้ววันนี้คุณ...”



เอ่อ...คุณอะไรล่ะนั่น ชื่อเขาก็ไม่รู้ แต่เพราะยั้งปากไม่ทันแล้วจึงต้องต่อให้จบ



“คุณเขาไม่มาหรือจ๊ะน้า”

ไอ้มั่นหันมาขมวดคิ้วใส่ผม
“คุณอะไรของมึง”


ไอ้นี่ ไม่รู้สถานการณ์บ้างเลย


“คุณที่เป็นลูกข้าราชการคนนั้นไงจ๊ะ”

“นี่มึงจะบ้าเหรอ ครูบุญมีลูกศิษย์ลูกหาทั่วพระนคร ลูกข้าราชการหลายคนก็มาร่ำเรียนวิชากับท่าน น้าผ่องจะไปรู้กับมึงรึว่าคุณคนไหน”



ไอ้เวรนี่ ชาติหน้ากะจะเกิดมาเป็นฝอยขัดหม้อรึไงนะ ขัดกันจัง


เออ แต่มันพูดออกมาก็ดีจะได้รู้ว่าผู้หญิงคนนี้คือน้าผ่อง



ผมตั้งใจเมินไอ้มั่นแล้วหันไปพูดกับน้าผ่อง
“ก็คุณที่มาเรียนระนาดเอกไงน้า ที่เพิ่งต่อเพลงลาวดวงเดือนไปเมื่อวานน่ะจ้ะ”

“อ๋อ ลูกชายของท่านเจ้าคุณอธิปสินะ วันนี้เขา...”

“ถามหาเราทำไมรึ”

ยังไม่ทันที่น้าผ่องจะได้เอ่ยตอบ ก็พลันมีเสียงพูดแทรกดังมาจากด้านหลังจนผมต้องหันขวับไปมอง



เหมือนมีบางอย่างมันดังขึ้นมาในหัวว่า




‘ได้เจอกันสักที’




ทำไม ทำไมกันนะ ความรู้สึกนี้มันคืออะไรกัน ยิ่งไปกว่านั้นทำไมเสียงของเขา...





...ถึงเหมือนกับเสียงประหลาดที่ผมได้ยินมาตลอดเลยล่ะ...






คุณทวดของทีน คุณเป็นอะไรกับผม...กับกรวิกกันแน่นะ






ออฟไลน์ แฟนตาเซีย

  • หืมม...?
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 560
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-1
ถถถ ทวดกินเด็ก

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
มอส เจอคุณทวดของทีนแล้ว  o18

ออฟไลน์ พิศตะวัน

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 496
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-3
รออออออออ

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3336
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6
 :L2: :L1: :pig4:


ลุ้นนนนนนนน เจอกันแล้ว

ออฟไลน์ GBlk

  • ขอให้สรรพสัตว์จงมีความสุข
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1438
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +82/-43
ตามครับ  สนุกมากๆ

ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
บทที่ 9 พบพาน [ครึ่งแรก]








“ไม่ได้ยินหรืออย่างไร เราถามว่าถามหาเราทำไมหรือ”



“เอ่อ...คือ...”


ผมไม่รู้ว่าควรจะทำตัวยังไง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรพูดหรือตอบอะไร หัวใจมันเอาแต่เต้นรัวจนมือไม้สั่นไปหมด



“พอดีว่าเพื่อนของผมมันไม่รู้ที่ต่ำที่สูง ขอโทษคุณเปมทัตด้วยนะครับ”

เป็นไอ้มั่นที่เข้ามาช่วยแก้สถานการณ์ให้กับผม มันคงเข้าใจว่าผมตกใจลนลานเพราะคิดจะนินทาอีกคนจึงรีบขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่



ผมยังคงก้มหน้านิ่งและไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองอีกคน





ไม่ไหว หัวใจเต้นแรงเกินไปแล้ว






“มึงจะยืนบื้ออยู่ทำไมเล่า ขอโทษคุณเปมทัตไปสิ”

ผมพยายามคุมลมหายใจของตัวเองให้มั่นคงก่อนจะเงยหน้าขึ้นหวังรีบขอโทษให้จบแล้วแยกย้ายกันไป แต่ทันทีที่ดวงตาสบกับนัยน์ตาสีดำสนิทนั้น ผมก็รู้ทันทีว่า...




...แพ้เสียแล้ว...




แพ้...แพ้อะไรล่ะนั่น หนักแล้วมอสเอ๊ย




“ขะ..ขอโทษครับ”

ผมพยายามเค้นเสียงให้ดังที่สุดเท่าที่จะดังได้ แต่เสียงที่เปล่งออกมากลับแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบจนไอ้มั่นต้องกระทุ้งเข้าที่เอวของผม




อะไรของมึงอีกเนี่ย




“พูดดังๆ สิวะ”

“ไม่เป็นไรหรอก เราไม่ได้ถือโทษโกรธอะไร แค่เข้ามาถามเพราะเห็นถามถึงเราก็เท่านั้น”

เขาพูดด้วยน้ำเสียงเนิบนาบก่อนจะเอียงตัวไปกล่าวสวัสดีน้าผ่องที่อยู่ใต้ถุนเรือนแล้วกลับมาจ้องหน้าพวกผมอีกครั้ง




ซวยจริงๆ มอสนะมอส ไม่น่าปากพล่อยเลย




ผมเบนสายตาไปมองที่ไหล่ของเขาด้วยหวังจะหลบตา แต่อีกคนกลับไม่ยอมปล่อยให้สถานการณ์มันง่ายขึ้นเลยสักนิด

“มองไหล่เราทำไม”

ก็ผมไม่อยากมองหน้าคุณไงเล่า

“พอดีผมเห็นดอกหญ้ามันติดอยู่ที่เสื้อน่ะครับ แต่ท่าทางจะปลิวไปแล้ว”

ผมได้ยินเสียงเขาหัวเราะเบาๆ

“ปลิวไปเร็วเสียจริงนะ”

ผมก้มหน้าต่ำลงแล้วไม่ได้ตอบอะไร




ความรู้สึกนี้มันอะไรกัน ไอ้อาการคันยุบยิบที่หัวใจ หายใจหายคอไม่ทั่วท้องแบบนี้




...หรือนี่คือสิ่งที่เขาเรียกว่ารักแรกพบกันนะ...




ไม่มีทางหรอก ชีวิตการ์ตูนตาหวานแบบนั้นคงไม่เกิดกับคนธรรมดาง่ายๆ หรอก




“พวกเธอสองคนมาเรียนดนตรีกับครูบุญรึ”

ผมเห็นไอ้มั่นคู้ไหล่ลงเล็กน้อย



มึงจะคู้ไหล่ทำไมล่ะนั่น



“ใช่ขอรับ”

น้ำเสียงรึก็ดูนอบน้อมผิดธรรมชาติจนอยากจะหันไปด่า แต่ก็นึกได้ว่าทำไม่ได้จึงยืนเงียบๆ อยู่อย่างนั้น



ผมรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองผมอย่างโจ่งแจ้งแต่ก็ไม่กล้าพอที่จะเงยหน้าขึ้นสบตา


ใช่ เงยหน้า ก็เขาสูงกว่าผมตั้งเยอะ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมทีนถึงสูงจนได้เป็นนักกีฬาบาส



ได้ทวดมันมานี่เอง




คงเพราะคิดอะไรเพลินๆ ไปหน่อยเลยเผลอเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้ง ผมจึงได้พบว่าเขามองผมอยู่ก่อนแล้ว


ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคุณทวดเป็นผู้ชายที่หล่อมาก หล่อแบบไทยแท้ ผิวเข้ม หน้าคม ผมดำ ร่างสูงโปร่ง อกผาย ไหล่ผึ่ง สรุปคือทีนได้ทวดมันมาทุกอย่างยกเว้นสีผิวที่ขาวกว่าหน่อย




บุญแท้ๆ ทำไมอาเหล่ากงผมไม่ได้ให้อะไรนอกจากผิวขาวและความหน้าจีนมาเลยนะ




“แล้วนี่ชื่ออะไรกันรึ ดูแล้วคงอายุน้อยกว่าเราทั้งคู่”

“ครับคุณ ผมชื่อมั่นครับปีนี้เพิ่งจะอายุสิบเจ็ด ส่วนไอ้ข้างๆ ที่เสียมารยาทกับคุณไปชื่อกรวิกครับ อายุเท่ากันกับผม ครอบครัวมันเป็นคนจีนแต่อาศัยอยู่ไทยมาหลายชั่วอายุคนแล้วครับ ถึงหน้าตาผิวพรรณจะต่างแต่มันก็เป็นคนไทยนี่แหละครับ”

ท่าทางและน้ำเสียงนุ่มนวลผิดกับบุคลิกของเจ้าตัวทำให้ผมเผลอเบ้ปากใส่อย่างหมั่นไส้ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็ถือว่ามันทำได้ดีอยู่ เพราะผมไม่ต้องพูดหรือตอบอะไรเลยสักอย่าง




ดีแล้ว ผมไม่ได้อยากคุยกับเขาสักหน่อย





“แล้วนี่มาเรียนเครื่องดนตรีอะไรกันล่ะ”

เวรกรรม ผมลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปสนิท



ผมรู้แค่ว่ากรวิกเล่นฆ้องวงและร้องเพลงเพราะ แต่ผมไม่รู้ว่าเขาเล่นเก่งหรือร้องเพราะแค่ไหน ไม่รู้ว่าในบันทึกเขียนอวยเกินจริงไปบ้างรึเปล่า ตัวผมเองหยุดเล่นดนตรีไทยมานานมากแล้ว จะได้ฝึกฝีมือก็ตอนกลับบ้านช่วงปิดเทอมเท่านั้น ฝีไม้ลายมือเรียกได้ว่ากระจอกงอกง่อย เรื่องร้องไม่ต้องพูดถึง ไปคาราโอเกะทีไรถูกไอ้ไม้เอาขนมยัดปากทุกทีไป



ขืนเป็นแบบนี้ทุกคนต้องรู้สึกแปลกๆ แน่




“กระผมกำลังฝึกซอด้วงขอรับ ส่วนไอ้กรฝึกฆ้องวงขอรับ”



เออ ดีๆ ตอบทุกอย่างไปเลยเพื่อน



ผมยังคงก้มหน้านิ่งและไม่คิดจะเงยหน้ามองใครทั้งนั้นจนกระทั่งสัมผัสได้ถึงความเงียบแปลกๆ จึงลองเงยหน้ามองดู




นั่นเป็นการตัดสินใจที่โคตรผิดพลาด




เขามองผมอยู่แล้ว





...ดวงตาคมเข้มคู่นั้นจ้องมองผมอยู่แล้ว...





ริมฝีปากได้รูปนั้นยกยิ้มเล็กน้อย

“แล้วพวกเธอมีใครมาทาบทามเข้าไปเล่นในวงดนตรีประจำบ้านกันหรือยัง”

“ยัง ยังเลยขอรับ”

ผมสัมผัสได้ถึงความตื่นเต้นและดีใจในน้ำเสียงของมั่น




วงดนตรีประจำบ้านของพวกเจ้านายชั้นสูงและข้าราชการน่ะนะ แบบนี้ก็เหมือนเข้าไปเป็นบ่าวบ้านนั้นน่ะสิ




“ถ้าพวกเธอเล่นได้ดี เราก็อยากจะทาบทามเข้ามาเล่นในวงดนตรีของบ้านเรา พวกเธอจะว่าอย่างไร”

ไอ้มั่นแอบสะกิดผมยิกๆ



มึงจะสะกิดทำไมล่ะเว้ย



“มะ...ไม่เลยขอรับ พวกกระผมยินดียิ่งเลยขอรับ”

น้ำเสียงมันตื่นเต้นปนดีใจขั้นสุดไปแล้ว พอผมแอบมองหน้ามันจึงได้เห็นว่าดวงตามันเป็นประกายอย่างมีความสุข



ได้ทำงานกับพวกข้าราชการมันดีขนาดนั้นเลยเหรอ



“เช่นนั้นพอขึ้นไปบนเรือนก็ลองเล่นให้เราดูสักเพลงแล้วกัน ถนัดเพลงอะไรกันล่ะ”

คราวนี้ไอ้มั่นไม่ตอบ มันหันมามองผมราวกับจะบอกให้ผมเป็นคนเลือก



มีบางอย่างผุดขึ้นมาในหัวของผม



“เพลงลาวดวงเดือนครับ”



ชิบ โรคพูดก่อนคิดนี่ท่าทางจะรักษาไม่หายจริงๆ



ผมกับเขาสบตากันอยู่อึดใจ

ไม่รู้คิดไปเองรึเปล่าที่ผมเห็นว่าเขามีแววประหลาดใจอยู่ในดวงตา



“เอ่อ...ถ้าคุณไม่ชอบ ผมเล่นเพลงอะ....”

“ได้ เล่นเพลงลาวดวงเดือน แต่เธอไม่ต้องเล่นฆ้อง เราจะให้เธอขับเพลง”



ฮะ!



“เอ่อ...จะดีหรือครับคุณ อย่างไรเสียเสียงไอ้กรก็เป็นเสียงผู้ชาย คงไม่ไพเราะเท่าผู้หญิง”

เออ ไอ้มั่นทำดี พูดต่อไปเลยเพื่อน

“อย่างไรเสียจะให้ผู้หญิงมาอยู่ในวงดนตรีประจำบ้านที่มีแต่ผู้ชายก็คงไม่เหมาะอยู่แล้ว ประกอบกับคราวก่อนเราได้ยินกรวิกขับเพลง ก็เห็นว่าเพราะดี ไยจะให้เขาเป็นคนขับเพลงประจำวงไม่ได้”

คราวนี้กลับเป็นไอ้มั่นที่อ้าปากพะงาบๆ ก่อนจะหุบลงเมื่อรู้ตัวว่าเถียงไม่ได้




Your ally has been defeated ไหมล่ะมึง




เมื่อเห็นว่ายังไงเสียอีกฝ่ายก็คงดึงดันให้ผมขับเพลงอยู่ดี ผมเลยยอมตอบตกลงในที่สุด





เดี๋ยวมอสจะร้องให้หูเสียกันไปข้างนึงเลยคอยดู




“เช่นนั้นก็ขึ้นเรือนเถอะ ครูบุญรอแย่แล้ว”

เขาว่าเรียบๆ ก่อนจะเดินนำขึ้นไป ทิ้งให้ผมกับไอ้มั่นมองหน้ากันอยู่ด้านหลัง

“ลาภลอยจริงๆ เว้ยไอ้กรเอ๊ย ถ้าพ่อแม่ข้ารู้คงดีใจกันยกใหญ่”

ผมหัวเราะในลำคอ

“ก็แค่เป็นนักดนตรีประจำบ้าน ก็ไม่ต่างกับเข้าไปเป็นบ่าวในบ้านเขานั่นล่ะ”

“บ๊ะ! มึงนี่ไม่รู้อะไร สิบพ่อค้าไม่เท่าหนึ่งพระยาเลี้ยง เป็นบ่าวในบ้านข้าราชการชั้นสูงก็ดีกว่าต้องไปเป็นลูกจ้างพวกพ่อค้าเป็นไหนๆ เผลอๆ ถ้าเรามีฝีมืออาจจะได้รับการฝากงานเข้าไปในรั้วในวังเลยก็ได้นะมึง”




แหม ผมนี่ยิ้มแห้งเลยครับ




“ฝันเถอะมึง กูก็ไม่ได้เล่นเก่งอะไรขนาดนั้น ไอ้เรื่องจะเข้าไปฝากตัวในรั้วในวังนี่ลืมไปได้เลย ว่าแต่...”

มันหันมามองหน้าผม

“ครูบุญเป็นจางวางหรือเปล่า”

มันทำหน้าดูแคลน

“เอ็งนี่นา พอตกน้ำปุ๊บก็โง่ขึ้นมาเสียอย่างนั้น”



อ้าว ไอ้เวร



“ถ้าครูบุญเขาเป็นจางวาง เราก็ต้องเรียกเขาว่าจางวางบุญสิ จะมาเรียกครูบุญห้วนๆ แบบนี้ได้อย่างไร อีกอย่างถ้าครูเป็นจางวางเราคงไม่มีบุญได้มาเรียนหรอก”




เออ ก็จริงของมัน




เดี๋ยว ยังมีอีกเรื่องที่ผมสงสัย

“มึงรู้ได้ไงว่าเขาชื่อเปมทัต”

ผมเห็นมันแสร้งถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย

“ก็เขาทั้งดูดี ฐานะดี ชาติกำเนิดรึก็ดีปานนั้น แถมฝีมือระนาดก็ไม่เป็นสองรองใคร ใครเขาจะไม่รู้จัก มีแต่มึงนั่นล่ะที่ทำตัวเป็นพวกไม่สนโลก วันๆ เอาแต่ตีฆ้อง ตีกลอง”

ถึงคำพูดคำจาของไอ้มั่นจะน่าหมั่นไส้ไปหน่อย แต่อย่างน้อยผมก็ได้ข้อมูลเพิ่มมาอีกอย่างว่ากรวิกเป็นพวกไม่ค่อยสนโลก




เป็นพวกเก็บตัวเหมือนกันสินะ





***************************************************************************


[เกร็ดความรู้]

คำว่า "จางวาง" จะหมายถึง

(๑) หัวหน้า มักใช้กับมหาดเล็ก (ข้าราชการที่ถวายงานเฉพาะพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว) มีบรรดาศักดิ์เป็น "พระยา"
(๒) หัวหน้าข้าในพระองค์สมเด็จเจ้าฟ้าชาย/เสด็จในกรม ไม่มีบรรดาศักดิ์ เช่น จางวางทั่ว พาทยโกศล หัวหน้าวงดนตรีไทยวังบางขุนพรหม
(๓) หัวหน้าคนงานที่ทำงานในจวนสมเด็จเจ้าพระยา เรียกว่า "จางวางทนาย" มีบรรดาศักดิ์เป็น "หลวง" (ชั้นประทวน)


อ้างอิง : คำว่า ออกญา และจางวาง คือ ตำแหน่งอะไร ในระบบศักดินา






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-11-2017 22:27:02 โดย Marymo »

ออฟไลน์ valenpinkpink

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
สัมผัสได้ถึงความเป็นคนอบอุ่นของคุณทวด :-[ :-[

ออฟไลน์ natsikijang

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 540
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-4
คุณทวดมีบทแล้ว รอมานาน  มอสค่อยๆปรับตัวไป เดี๋ยวก็ชินไปเอง

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
เจอกันแล้ว  :ling1: :ling1: :ling1:

แอ๊ะๆ........มอส แพ้ทางคุณทวดเปมทัตราบคาบเลย  ก็คุณทวดหล่อซะ :o8:  :-[  :impress2:
คุณทวด สนใจมอสที่เป็นกรวิกแยู่แล้ว
พอได้ยินมอสถามถึงตัวเอง ก็เข้าทางเลย  :z3: :z3: :z3:
คุณทวดรุกมอส ซะมอสไปไม่เป็น
ตาจ้องแต่มอส คนเดียว มองไปทีไรก็จ้องมาที่มอสตลอด  o18
       :L1: :L1: :L1:
  :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
บทที่ 9 พบพาน [ครึ่งหลัง]








“เอ้าๆ รีบขึ้นกันไปได้แล้ว เดี๋ยวเกิดคุณเขาเปลี่ยนใจขึ้นมา ลาภจะหายหมด”

ไอ้มั่นว่าพลางกระหืดกระหอบวิ่งขึ้นไปบนเรือน ทิ้งผมให้ส่ายหัวระอาใจอยู่ข้างล่างเพียงลำพัง


เอ็งไม่รู้อะไรเสียแล้วไอ้เพื่อนยาก คุณของเอ็งถูกใจกรวิกขนาดนี้ เขาคงไม่ปล่อยไปไหนง่ายๆ หรอก แต่ปัญหามันไม่ใช่ว่าเขาจะเอาหรือไม่เอาเราเข้าวงดนตรีหรอก แต่มันเป็นเรื่องที่ว่า...



เขาชอบกรวิก และผมไม่ใช่กรวิก




อา....ผิดหวังงั้นเหรอ



ก็คงใช่






ผมสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านแล้วเดินตามไอ้มั่นขึ้นไปบนเรือน

สถานที่ที่กรวิกคุ้นเคย คนที่กรวิกคุ้นเคย

อะไรๆ ก็กรวิก แล้วมอสล่ะ




ที่ของผมอยู่ตรงไหนกัน




แล้วจะคิดอะไรแบบนั้นขึ้นมาทำไมล่ะนั่น



ผมถอนหายใจให้กับความคิดของตัวเองเบาๆ พลางคิดว่าจะต้องทำตัวยังไงเมื่อเจอครูบุญ ทันทีที่เท้าของผมแตะลงบนพื้นของชานบ้านก็พลันเห็นชายชราคนหนึ่งยืนหันหลังให้ผมส่วนส่วนตรงหน้าของเขาก็คือคุณเปมทัต เพราะแบบนั้นอีกฝ่ายเลยมองเห็นผมเต็มๆ แต่เขาก็ไม่ได้มีท่าทีจะเอ่ยเรียกหรือส่งสัญญาณว่าเขาเห็นผมแต่อย่างใด




หรือจะไม่เห็นจริงๆ



ยังไม่ทันที่ผมจะได้เดินเข้าไปเสียงแหบแห้งก็พูดขึ้นเสียก่อน

“คิดดีแล้วรึคุณเปมทัต ไอ้กรมันขับเพลงเพราะก็จริง แต่อย่างไรเสียเสียงผู้ชายก็คงไม่แว่วหวานเหมือนเสียงผู้หญิงดอก”

“ฉันคิดดีแล้วจ้ะครู อย่างไรเสียบ้านฉันก็มีบ่าวผู้ชายเสียเยอะ หากได้คนขับเพลงเป็นผู้ชายก็คงจะสะดวกสบายในการดูแลมากกว่าน่ะจ้ะ อีกอย่าง...”

เขาจงใจทอดเสียงก่อนจะละสายตาจากใบหน้าของคู่สนทนามาเป็นผม



ใช่ เขากำลังสบตากับผมด้วยแววตาวิบวับแปลกๆ




สวย เป็นดวงตาที่สวยจริงๆ




“ฉันชอบเสียงของเขามากเลยจ้ะ ราวกับนกการเวกอย่างไรอย่างนั้น”

ราวกับถูกสะกด ผมรู้สึกร้อนไปทั้งหน้า หัวใจก็เต้นรัวจนน่าแปลกใจ




เย็นไว้มอส เย็นไว้ นั่นทวดเพื่อนนะเว้ย ทวดเพื่อน




“เฮ้อ เอาเถอะ ถ้าคุณตัดสินใจแล้ว ครูก็จะไม่แย้งอะไรหรอก”

ดูจากการแทนตัว ชายชราคนนี้คงเป็นครูบุญที่ถูกเขียนเอาไว้ในบันทึกแน่ๆ




ชายชรามีท่าทียอมแพ้แล้วค่อยๆ เดินโขยกเขยกไปหาเครื่องดนตรีไทยและไอ้ไม้ที่อยู่ตรงระเบียงหน้าเรือนนอน ทิ้งผมไว้กับคนเจ้าเล่ห์



ใช่ เจ้าเล่ห์ เจ้าเสน่ห์ หล่อแล้วยังฉลาดอีก อิจฉาเว้ย



ผมกับเขายืนห่างกันเงียบๆ อยู่อย่างนั้นจนผมตัดสินใจจะเดินเข้าไปหาไอ้มั่นก็ดันถูกเขาขวางทางเอาไว้เสียก่อน

“แอบฟังรึ เด็กไม่ดีจริงๆ เลยนะ”

เขาตำหนิด้วยน้ำเสียงสดใสเกินกว่าจะเรียกว่าตำหนิ ต้องเรียกว่าดุด้วยความเอ็นดูไปอย่างนั้น



ไม่ดีต่อหัวใจเลยให้ตายสิ



“ใช่ครับ ผมเป็นเด็กไม่ดี คุณเปมทัตน่าจะหาคนอื่นที่ดีกว่าผมได้นะครับ”

ผมพยายามบอกตัวเองให้จ้องหน้าเขา เพราะตอนอยู่ข้างล่างก็หลบตาจนน่าสงสัยพออยู่แล้ว




ถึงมันจะยากมากๆ เลยก็เถอะ ก็ดูตาเขาสิ ดูตาสวยๆ ของเขาสิ โอ๊ย มอสจะละลาย



เขายกยิ้มบางๆ

“ไม่อยากทำงานกับเรารึ”



เอางี้เลยเหรอพี่



“เปล่าครับ แต่ผมแค่คิดว่าคุณเปมทัตน่าจะหาคนที่ดีกว่าผมได้เพราะฉะนั้น...”

“เราเลือกแล้ว ไม่เคารพการตัดสินใจของเรารึ”



เปมทัตนำไป 1-0



ครับ เถียงไม่ได้ ยอม ยอมแพ้

“เอ้า ไอ้กรมาๆ มาเตรียมตัวได้แล้ว”

เสียงเรียกของครูบุญเหมือนเสียงสวรรค์ที่ช่วยดึงผมออกจากสถานการณ์แปลกๆ ตรงหน้า ทันทีที่ได้ยินผมก็รีบปรี่เข้าไปหาครูแทบจะทันที




ครับ ปรี่ อีกนิดก็วิ่งแล้ว




คงเพราะตอนนี้ค่อนข้างเช้ามาก ทั้งเรือนเลยมีแค่ผม ไอ้มั่น ครูบุญและเขา



เออ มีน้าผ่องอยู่ใต้ถุนอีกคน แต่ขอไม่นับแล้วกัน



ครูบุญกับไอ้มั่นกำลังช่วยกันเตรียมเครื่องดนตรี อีกคนก็ยืนนิ่งๆ อยู่ด้านหลังผม



แล้วผมต้องทำอะไรล่ะนี่



“เอ็งจำเนื้อเพลงได้ใช่ไหม”

จู่ๆ ครูบุญก็ถามขึ้นมาโดยไม่คิดจะหันมามองหน้าผมเลยสักนิด



แน่นอนว่าระดับผมแล้วก็ต้องตอบว่า...

“ไม่ครับ”




เป็นลูกผู้ชายต้องยอมรับความจริงครับ




“บ๊ะ ไอ้นี่! เพิ่งสอนไปเมื่อวาน วันนี้ลืมแล้ว น่าเฆี่ยนเสียทีดีไหม”

“โธ่ครู เพลงตั้งยาวใครจะไปจำได้”

“เช่นนั้นเอาแค่ท่อนแรกก็ได้จ้ะครู ฉันไม่ถือ”

เสียงที่แทรกขึ้นมากลางปล้องทำให้ผมต้องหันขวับไปมอง




ทวดต้องใจเย็นนะครับ ทวดต้องปล่อยวาง




“แต่ผมว่า....”

“อย่าบอกนะว่าร้องไม่ได้เลยแม้แต่ท่อนเดียว เพราะเราไม่เชื่อ”




ถ้าจะดักกันทุกทางขนาดนี้คงไม่ต้องโชว์ให้ดูแล้วมั้ง เอาผมไปเลยครับทวด




ผมมองเขาตาขุ่นพลางนับหนึ่งถึงสิบในใจ




คนอะไรหน้าก็ดีแต่ทำตัวน่าหงุดหงิดเป็นบ้า



“ครับ ผมร้องท่อนแรกได้”

เขายกยิ้ม

“เช่นนั้นก็เริ่มสะ...”

“แต่ผมอยากให้คุณเล่นระนาดเอกกับพวกผมด้วย”

“ไอ้กร!”



ทันทีที่ผมพูดจบก็มีเสียงตะโกนของไอ้มั่นดังสวนกลับมาแทบจะทันที และถ้ามันเหมือนไอ้ไม้จริงสิ่งต่อไปที่มันจะพูดก็คือ....



“เอ็งเป็นบ้าเหรอ”




แหม ทำไมเวลาซื้อหวยไม่ถูกแบบนี้บ้างนะ




เพราะพอจะเทียบเคียงนิสัยกันได้ ผมเลยเลือกที่จะปล่อยไอ้มั่นไว้อย่างนั้นและไม่คิดจะหันไปตอบอะไร คนที่ผมสนใจอยู่ตรงหน้านี่ต่างหาก



เอาจริงๆ ผมก็ไม่ได้มีนิสัยชอบท่าทายหรือกวนโอ๊ยคนอื่นอะไรขนาดนั้น แต่เพราะอีกฝ่ายทำตัวหน้าหมั่นไส้ก่อนก็เลยอดไม่ได้
ถ้าทวดเล่นได้กระจอกก็จะได้อับอายกันไปข้างนึงไงล่ะ


“ไอ้กร นี่เอ็งประสาทกลับรึ คุณเปมทัตเขายังต่อเพลงเพิ่งจบไปเมื่อวาน จะมาเล่นแบ่งวรรคตอนสำหรับขับร้องเลยได้อย่างไร”

เป็นครูบุญที่ช่วยไอ้มั่นเอ่ยท้วงผม




ครูไม่รู้อะไรเสียแล้ว นั่นล่ะครับครูที่ผมต้องการ




“ก็ถ้าพวกผมได้เข้าไปทำงานในบ้านของคุณเปมทัตจริงๆ อย่างไรเสียคุณเปมทัตก็คงต้องอยู่ในวงด้วยเวลามีแขกมาที่เรือน มิเช่นนั้นคงไม่มาเรียนระนาดเอกกับครูเสียแต่แรก ดังนั้นหากให้คุณเปมทัตลองเล่นกับพวกผมเสียวันนี้ก็จะได้รู้ไปเลยว่าเล่นเข้ากันได้หรือไม่ หากไม่ได้ คุณเขาจะได้ไปหาคนอื่นที่เหมาะสมกว่าอย่างไรล่ะจ๊ะครู”




ผมไม่ยอมเป็นหมูในอวยให้ทวดเอาไปกินง่ายๆ หรอก




สงสัยว่าผมคงเผลอแสดงสีหน้ายียวนกวนส้นมากไปหน่อย อีกฝ่ายถึงได้ฉีกยิ้มตอบเจ้าเล่ห์เสียขนาดนั้น




เดี๋ยวนะ...ชักรู้สึกไม่ดีแล้วสิ




“เหตุผลเข้าท่า แต่การท้าทายผู้ที่กำลังจะจ้างงานคงไม่ใช่มารยาทที่เหมาะสมนัก”

โดนไปหนึ่งดอก

“หากจะเข้ามาทำงานด้วยกันจริง คงต้องอบรมมารยาทกันเสียหน่อย”


ถ้าจะพูดขนาดนี้ก็ด่าว่ามารยาททรามมาเลยเถอะครับ ผมไม่ถือ


“แต่เอาเถิด เราจะเล่นด้วยก็แล้วกัน”


ผมเงยหน้ามองเขาอย่างไม่เข้าใจ



ด่ากันเสียหมาขนาดนี้เป็นแถวบ้านผมนี่ไม่เผาผีกันไปแล้ว



เขายิ้มตอบผมบางๆ

“คนที่ยังไม่รู้และยังไม่ได้รับการอบรม ไม่ถือว่าผิดหรอกนะ”

ดอกที่สาม ขอตำแหน่งนักด่าแห่งปีให้พี่แกหน่อยครับ ด่าได้ผู้ดีมีสกุลสุดๆ





แต่ว่าถ้าจะด่าผมขนาดนี้...ไม่ต้องมายิ้มให้กันก็ได้โว้ย







ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3336
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
บทที่ 10 บ่าวในบ้าน [ครึ่งแรก]






ถ้าจะให้อธิบายว่าคุณทวดเป็นคนยังไง ผมให้ไปเลยสามคำ


ผม...เกลียด....มัน



นอกจากหล่อและบ้านรวยแล้ว เขายังมีฝีมือระนาดเอกในระดับที่เรียกว่าเก่ง อาจจะไม่ได้เก่งเหมือนอย่างในภาพยนตร์เรื่องโหมโรงที่เคยดู แต่ก็นับว่าเก่งมากแล้วสำหรับคนที่ไม่ได้ทุ่มเททั้งชีวิตให้กับดนตรี




ความหล่อ รวยและเก่งนั่นล่ะที่น่าหมั่นไส้




“มั่นเล่นซอด้วงได้ดีแล้ว มีแววจะเล่นเก่งกว่านี้ได้อีก แต่คงต้องขอให้ครูบุญช่วยสั่งสอนต่อไปก่อน ส่วนกร...”

เขาหยุดพูดแล้วมองหน้าผมอยู่อึดใจก่อนจะค่อยๆ คลี่ยิ้มออกมา
“เสียงดีอย่างที่คิดไว้ ปัญหาคือจำเนื้อเพลงไม่ได้เท่านั้น”


หล่อโคตรๆ


แล้วผมจะรู้สึกใจเต้นตึกตักไปกับคำชมของอีกฝ่ายทำไมกัน ถึงผมจะเป็นเกย์แต่ก็ควรเลือกคนนะ



นั่นทวดเพื่อน เย็นไว้ๆ




“เอาเป็นว่าเราขอจ้างพวกเธอมาอยู่ในวงดนตรีประจำบ้านของเราอย่างที่บอกไว้แต่ต้นแล้วกัน แต่พวกเธอไม่ต้องมาเป็นบ่าวในบ้านหรอก เราจะเรียกมาทำงานก็ต่อเมื่อมีแขกเท่านั้น ระหว่างนั้นก็อย่าไปเล่นให้บ้านไหนและขอให้หมั่นฝึกซ้อมสม่ำเสมอ”


สิ้นคำพูดของเขาก็เป็นไอ้มั่นที่ยกมือไหว้ก่อน
“ขอบพระคุณมากครับคุณเปมทัต”



น้ำเสียงของมันทั้งตื่นเต้นและดีใจจนปิดไม่มิด ปากของมันฉีกยิ้มกว้างจนแทบจะถึงหู


เหมือนไอ้ไม้สุดๆ



ส่วนผมน่ะเหรอ...
“ขอบคุณครับ”


ก็ทำเพียงแค่ยกมือไหว้แบบขอไปทีเท่านั้น ขืนไม่ไหว้ก็ไม่รู้ว่าไอ้คนปากจัดนั้นจะพูดอะไรให้เจ็บใจเล่นอีกก็ไม่รู้




เขาพยักหน้ารับไหว้พวกผมสองคนอย่างคนเป็นผู้ใหญ่กว่า



แก่กว่า รวยกว่า เหนือกว่า




น่ารำคาญกว่าด้วย




“จริงสิกรวิก บ้านเธอขายขนมไทยใช่ไหม”


ถ้าเป็นไอ้ไม้จะตะโกนด่าไปว่า ‘เสือก’ ถ้าเป็นทีนจะบอกว่า ‘ยุ่ง’ แต่ถ้าเป็นทวดจะบอกว่า...


“ครับ”


ไม่สู้คนโว้ย ก็ไอ้ไม้กับทีนมันสู้ผมที่ไหน แต่นี่เขาสู้ไง ผมเป็นพวกจิตใจอ่อนไหวนะ



“เราอยากให้คนในบ้านเธอเข้ามาเป็นคนครัวในบ้านเรา”


คงเพราะผมทำหน้างงเป็นไก่ตาแตกใส่ เขาจึงต้องอธิบายเพิ่มเติม
“คุณแม่เราชอบรสมือขนมของบ้านเธอมาก อยากจะติดต่อเข้ามาทำขนมให้ที่บ้านเราหน่อย หากทำงานเสร็จก็ช่วยงานเบ็ดเตล็ดในครัวไปเท่านั้น จะจ่ายค่าจ้างให้อย่างการจ้างแม่ครัวทั่วไป”


“เอ่อ...เรื่องนี้...”


ในขณะทีผมยังอ้ำอึ้งไอ้มั่นก็ถือโอกาสเดินมาผ่านด้านหลังผมทำทีเดินไปหยิบของแล้วกระซิบเบาๆ
“โอกาสดีเลยนะมึง อย่าเพิ่งปฏิเสธ ไปถามที่บ้านมึงก่อน”


แหม สมแล้วที่นิสัยมันเหมือนไอ้ไม้ รู้เสียด้วยว่าผมกำลังจะปฏิเสธไป

ก็ผมไม่อยากเอาตัวไปพัวพันกับเขามากกว่านี้นี่นา แต่เอาเถอะยังไงซะมันก็เป็นโอกาสทำเงิน...




จู่ๆ ผมก็คิดขึ้นมาได้เรื่องหนึ่ง




นี่อาจจะเป็นโอกาสให้อาเจ้ออกจากบ้านแล้วมีชีวิตอย่างมีความสุขก็ได้






“ไว้ผมจะกลับไปถามที่บ้านแล้วมาบอกคราวหลังนะครับ”

“เดี๋ยววันนี้เราจะไปถามด้วยตัวเองเลยแล้วกัน อย่างไรเสียเราก็อยากไปซื้อขนมไทยให้คุณแม่อยู่แล้ว”



เอาเลยครับพี่ อยากทำอะไรก็ทำเลย



อารมณ์ที่ผมมีต่อเขามันขุ่นมัวขึ้นเรื่อยๆ และดูเหมือนเจ้าตัวเองก็รู้ เขาจึงเลิกตอแยผมแล้วเดินไปคุยกับครูบุญแทน ทิ้งผมกับไอ้ไม้ไว้แค่สองคน


“ไอ้กรเอ๊ย คราวนี้เราก็จะมีเงินใช้ สบายไปอีกนานเลยว่ะ”


ยอมรับครับว่าคงจะมีเงินใช้สบาย แต่สุขภาพจิตท่าจะแย่


ผมถอนหายใจออกมาเบาๆ
“เออ”


ชีวิตต่อจากนี้จะเป็นยังไงก็ไม่รู้ จะกลับบ้านได้ไหมก็ไม่รู้



เดี๋ยวนะ กลับบ้านเหรอ...


“ไอ้มั่น มึงพอจะรู้จักเกจิอาจารย์ดังๆ บ้างไหม”


มันขมวดคิ้วหยุก
“ก็...พอรู้จักอยู่ มึงถามทำไม”

“กูอยากไปนมัสการท่านหน่อย”

“เพื่อ?”



สงสัยไอ้มั่นจะเป็นอดีตชาติของไอ้ไม้จริงๆ ซะแล้วล่ะครับ ไอ้นิสัยเซ้าซี้นี่เหมือนกันไม่มีผิด ใจจริงก็อยากจะตอบมันว่า ‘เรื่องของกูไหมล่ะ’ แต่พูดไม่ได้หรอก เดี๋ยวมันต่อความยาวสาวความยืด



“ก็แค่อยากไปทำบุญแล้วก็...ดูดวงน่ะ”

“บ๊ะ เดี๋ยวนี้มึงสนใจเรื่องโหราศาสตร์ด้วยรึ”


เออ มันบ้าเหมือนกันจริงๆ ด้วยครับ


“เออ ก็นิดหน่อยน่ะ”


ผมตบบ่าผมเบาๆ
“ไปหาหลวงลุงกูแล้วกัน หลวงลุงกูนี่แหละดูดวงโคตรแม่น”



หลวงลุงอีกแล้วเหรอเนี่ย



หัวเราะแห้ง



ในขณะที่ผมกำลังหัวเราะแห้งกับตัวเองอยู่เงียบๆ ไอ้มั่นก็เดินเข้าไปโอบไหล่ผม
“ว่าแต่โอกาสดีๆ ได้งานมาแบบนี้ต้องไปฉลองกันใช่ไหมเพื่อน”


นั่น ผมว่าแล้ว


“ยาดองท้ายตลาดนี่มันดีจริงๆ นะ”



นั่นไง



“แถมลูกสาวตาแกสวยสุดๆ ข้าไปแอบสืบมาเห็นว่าชื่อแม่จัน โอ๊ย งามราวกับดวงจันทร์เลยล่ะเอ็ง”



เหมือนกันเกินไปแล้วครับ เหมือนไปแล้ว



“ถ้ากูบอกว่าไม่ไปล่ะ”



เท่านั้นล่ะครับมันหันมาเบะปากใส่ผมเหมือนเด็กๆ



“ไอ้กร มึงเป็นเพื่อนกูนะ มึงได้งานกับกูแล้วจะทิ้งกูเหรอ มึงมันใจร้ายไส้ระกำ มึงเห็นคนอื่นดีกว่ากูเหรอ มึงจะแอบไปหาสาวใช่ไหม จำไว้เลยมึง”



ดีจริงๆ ครับที่ยุคนี้จะไม่มีคำน่ารักๆ ให้เอามาตัดพ้อ แถมยังไม่มีการพูดว่า ‘มึงอ่า’ แล้วลากเสียงยาวๆ ด้วย เพราะถ้ามีไอ้นี่คงทำไปแล้ว



ให้ตายเถอะ



ผมเผลอยกยิ้มอย่างไม่รู้ตัวก่อนจะรีบตีหน้าขรึม



ไม่ได้ครับ เดี๋ยวมันรู้ว่ามุกนี้ใช้ได้ผลแล้วจะได้ใจ



“เออๆ ไปก็ไป นี่เห็นว่ามึงชวนหรอกนะ”

“จริงนะ!”

มันตะโกนถามอย่างดีใจ ก่อนจะรีบลดเสียงลงเมื่อครูบุญตะโกนด่ามาจากอีกฝั่ง

“มึงนี่เป็นเพื่อนแท้จริงๆ ไว้หลังเลิกเรียนค่อยไปกัน”

“เออ”

มันตบไหล่ผมด้วยสีหน้าแช่มชื่นจนน่าหมั่นไส้แล้วเดินจากไปหาครูบุญ



นี่มันคงไม่ได้กะจะชวนครูไปก๊งเหล้าใช่ไหม แต่ดูจากท่าทางทีโดนครูบุญฟาดกะโหลกไปทีนึงก็น่าจะใช่แล้วล่ะ




ผมหลุดหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

“อารมณ์ดีจริงนะ”

เสียงที่ดังขึ้นจากด้านหลังทำให้ผมสะดุ้งโหยง โชคดีที่ไม่ได้สบถคำหยาบออกไป



ไอ้เวรนี่ ถ้าไม่ติดว่าเป็นทวดเพื่อนจะด่าให้ยับเลย



“ขอโทษ ตกใจรึ”


สีหน้ามันไม่ได้สำนึกผิดเลยสักนิดเดียวครับ


ทำไมคนแบบนี้ถึงมีเหลนดี ๆ อย่างทีนได้น้า


“เราแค่ลงไปหาน้าผ่องที่ใต้ถุนมา เห็นดอกการเวกมันหล่นอยู่ใต้ต้นเลยเก็บมาฝาก”


ว่าพลางก็คลี่มือโชว์ดอกการเวกให้ผมดู



ดอกไม้ที่ครั้งหนึ่งผมเคยคิดว่ามันเป็นกระดังงา...น่าขายหน้าเป็นบ้าเลย



“เอามาให้ผมทำไมเหรอครับ”

เขายกยิ้ม
“ก็เธอชื่อกรวิกอย่างไรเล่า”


มุกจีบเก่า ไปเรียนมาใหม่


“ถ้าเช่นนั้นคุณคงต้องเอาดวงจันทร์ให้คนที่ชื่อจัน ไม่ก็เอาเสาให้คนที่ชื่อมั่นแล้วล่ะครับ”

เขาหัวเราะรับคำแขวะด้วยสีหน้าชื่นบานจนน่าหมั่นไส้
“ก็คงใช่”


พวกเรายืนสบตากันนิ่งๆ อยู่อย่างนั้นจนกระทั่งมีเสียงเรียกดังมาจากตรงระเบียง


“ไอ้กรเว้ย มาซ้อมได้แล้ว เลิกกวนคุณเขาได้แล้วเว้ย”



กูไม่ได้กวนมัน มันมากวนกู



“ผมคงต้องไปแล้วล่ะครับ”

“จะไม่รับไว้จริงรึ”

เขาถามด้วยสีหน้าออดอ้อน



ครับ ผมไม่ได้คิดไปเอง เขากำลังออดอ้อน



แต่จะมาจีบกันเป็นเกย์ในยุคสมัยนี้น่ากลัวจะโดนเฆี่ยนตายเสียก่อน



“ไม่ล่ะครับ ขอบคุณ”



ผมไม่รอให้อีกฝ่ายได้พูดตอบ สองเท้ารีบเดินจ้ำจากมา



เอาจริงๆ ทวดก็ตรงสเป็คผมอยู่หรอก แต่นิสัยทวดมันไม่ได้ ยุคสมัยมันก็ไม่ได้



เจอกันผิดที่ผิดทางก็ต้องทำใจล่ะนะ



พอคิดได้แบบนั้น ผมก็พยายามเลิกสนใจเขา



“กรวิก”

ผมหันไปตามเสียงเรียก

“เดี๋ยวรอกลับพร้อมเรานะ”

เขาว่ายิ้มๆ แล้วเก็บดอกการเวกลงในกระเป๋าที่อกเสื้อ



ผมเพิ่งสังเกตว่าเขาแต่งตัวต่างจากผมกับไอ้มั่นมาก กางเกงที่เขาใส่เป็นทรงตรงเอวสูงเหมือนกางเกงวินเทจในยุคปัจจุบัน เสื้อเป็นเชิ้ตขาวที่มีกระเป๋าอยู่บริเวณอก ที่สำคัญคือเขาใส่หมวก



ไม่สิ ต้องเรียกว่าถอดแล้วต่างหาก



แล้วผมจะสนใจทำไมล่ะนั่น



“ครับ”



ผมตอบรับไปสั้นๆ แล้วรีบเดินจากมา





เขามันโคตรน่ารำคาญ แต่ทำไมผมถึงใจเต้นกับเขานักก็ไม่รู้....




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-11-2017 21:23:08 โดย Marymo »

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
 :เฮ้อ: :เฮ้อ: :เฮ้อ: ไหนว่าคุณทวดโคตรน่ารำคาญ
แต่ทำไมมอสถึงใจเต้นกับเขาล่ะ....   :z3: :z3: :z3:
มอสๆ........หวั่นไหวแล้ว
คุณทวดหล่ออออออ ตรงสเป็คมอส
นิสัยไม่ได้ จริงรึ  o18
ทวดรุกมอสน่าดูเลย  :ling1: :ling1: :ling1:
       :L1: :L1: :L1:
  :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:


ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4025
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
คุณทวดดูเป็นคนอบอุ่นมากเลยค่ะ ดีต่อใจจริงๆ
เพิ่งมาตามอ่านรวดเดียว ชอบมากเลย มีคนแนะนำมา ซึ่งก็ดีจริงๆค่ะ รอตอนต่อไปนะคะ เขียนดีมาก ชอบมากๆเลยค่ะ  :mew1:

ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
บทที่ 10 บ่าวในบ้าน [ครึ่งหลัง]






กว่าจะเรียนดนตรีเสร็จก็ปาไปบ่ายคล้อย บนเรือนเริ่มมีคนเข้ามาวุ่นวาย ผมเลยเลือกที่จะพาตัวเองลงมานั่งเล่นที่ท่าน้ำรอพาคุณทวดตัวดีไปพบป๊ากับม้าของผม...ของกรวิกน่ะ




ผมนั่งแอบอยู่ในเงาร่มไม้ สายลมเอื่อยๆ ที่เข้าปะทะใบหน้าชวนให้รู้สิดี แดดในตอนนี้ค่อนข้างแรง เดาจากสภาพแดดแล้วคงเป็นช่วงบ่ายสองถึงบ่ายสามโมง แต่เพราะไม่มีนาฬิกาเลยไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วมันกี่โมงกันแน่




ไปเข้าฝันแม่ให้เผามาให้ดีไหมน้า




ผมหัวเราะให้กับความคิดพิเรนทร์ของตัวเองก่อนจะค่อยๆ เบาลง

นั่นสิ ตัวตนของผมทางฝั่งนั้นจะเป็นยังไงกันนะ จะยังมีชีวิตอยู่รึเปล่าก็ไม่รู้ แล้วถ้าเกิดว่าผมตายไปแล้วล่ะ




...จะยังมีใครนึกถึงผมอยู่อีกไหมนะ...




การถูกลืมไปจากความทรงจำมันเจ็บปวดและน่ากลัว อย่างน้อยถ้าตายแล้วก็ขอแค่สักคน...ใครสักคนที่จะไม่ลืมผม




“ไอ้กร”

ผมรีบดึงตัวเองกลับมาแล้วหันไปมองตามเสียงเรียก


ไอ้มั่นกำลังเดินลงมาจากเรือนด้วยใบหน้าแช่มชื่น ไม่นานนักมันก็เดินมาถึงตัวผมแล้วคว้าคอผมเข้าไปกอดอย่างแรง



ดึงแรงขนาดนี้มันคงคิดว่าคอผมเป็นเชือกผูกควายล่ะมั้ง



“เอาไงดีมึง จะไปเลยไหม ยาดองดีๆ กำลังเรียกร้องหาพวกเราเว้ย”

นั่น เรียนเสร็จต้องไปก๊งเหล้า สันดานไอ้ไม้ชัดๆ

“ยังไปไม่ได้”

มันขมวดคิ้วยุ่งแล้วเริ่มเบะปาก


มันเอาแล้วครับ


“มึงหยุดโวยวายแล้วฟังกู คุณเปมทัตของมึงเขาจะไปคุยกับที่บ้านกูเรื่องจ้างคนครัวหลังจากซ้อมดนตรีเสร็จ กูก็ต้องพาเขาไปอย่างไรเล่า”


ถึงจะอธิบายไปแต่มันก็ยังไม่เลิกเบะปาก


“เออๆ มึงจะทิ้งกูใช่ไหม เอาเลยเกลอ”

มันพูดแล้วสะบัดหน้าหนี


นี่เพื่อนหรือแฟนครับ งอนจริงงอนจัง


“กูพูดตอนไหนว่ากูไม่ไป กูแค่บอกว่ากูยังไปตอนนี้ไม่ได้ ถ้ามึงยังไม่เลิกทำท่าฮะ....เฮ้ย”

ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบมันก็กระโดดเข้ามาคว้าคอผมไว้จนผมร้องลั่น


ไอ้นี่ผีเข้าผีออกเป็นบ้า


“มึงนี่ใจถึงจริงๆ ว่ะ”

“เออๆ ไว้เย็นๆ มึงค่อยมารับกูที่บ้านแล้วกัน”

“ได้เลยไอ้เกลอ”

มันว่าด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดีแล้วบอกลาผมกลับบ้านไป ทิ้งผมให้นั่งอยู่ที่ท่าน้ำอย่างเปล่าเปลี่ยว



ผีเข้าผีออกขนานแท้



ผมหัวเราะแกนๆ ให้กับท่าทีของอีกฝ่ายแล้วทอดสายตามองน้ำในคลองไหลเอื่อยๆ


ถ้าหากประสบอุบัติเหตุอีกครั้ง บางทีผมอาจจะกลับร่างเดิมก็ได้...

“จะนั่งเหม่ออีกนานไหม”

เสียงทุ้มไม่คุ้นเคยที่ดังขึ้นด้านหลังทำให้ผมสะดุ้งโหยง



ไอ้บ้านี่ เป็นผีรึไงถึงชอบโผล่มาแบบนี้ตลอด



เอ๊ะ ผีเหรอ




เสียงนั่น...



“เราแค่ถาม ไยต้องตกอกตกใจปานนั้น”

ผมเบะปากก่อนจะรีบปรับสีหน้าเป็นปกติเมื่อหันไปหาเขา

“ก็คุณมาไม่ให้สุ้มให้เสียง จะไม่ได้ตกใจได้อย่างไรล่ะครับ”

เขาฉีกยิ้มบางๆ


ยิ้มอีกแล้ว คนๆ นี้ยิ้มบ่อยชะมัด เหมือนทีนไม่มีผิด สมแล้วที่เป็นทวดเหลนกัน


“เช่นนั้นเองรึ”


ผมไม่ได้ตอบอะไรออกไป เขาเองก็ไม่มีท่าทีว่าจะพูดอะไรออกมา พวกเราแค่ยืนมองหน้ากันนิ่งๆ อยู่อย่างนั้นจนกระทั่งเขาเป็นฝ่ายหมดความอดทนไปเอง


“พร้อมหรือยัง จะไปกันเลยไหม”

ผมพยักหน้าช้าๆ

“ก็ดีครับ ผมมีนัดกับมั่นต่อตอนเย็น”

“มีนัดไปที่ใดกัน”


ใบหน้าของเขามีความใคร่รู้ เหนือสิ่งอื่นใดคือแววตาวิบวับเหมือนกำลังจะพูดคำประเภท ‘ขอไปด้วยคนสิ’ อะไรทำนองนั้นออกมา



คิดไปเองไหมนะ


“ไปดื่มยาดองน่ะครับ ไอ้...เอ๊ย...มั่นเขาชวนน่ะครับ”

ผมได้ยินเขาหัวเราะ

“ชอบร่ำสุรารึ”

อะไรของเขา


สงสัยผมคงขมวดคิ้วหนักไปหน่อย อีกฝ่ายเลยพูดเสริมขึ้นมาเนิบๆ


“ก็แค่ถามดู”

แหม สอดรู้เหมือนกันนะเราเนี่ย


ไม่เอาครับ ไม่พูดออกไป เดี๋ยวโดนด่ากลับมา


“ก็ไม่เท่าไหร่ครับ ดื่มได้ถ้ามีเพื่อน ถ้าไม่มีก็คงไม่ชอบนัก”

เขาเอียงคอแล้วเลิกคิ้ว


ไอ้เหี้ย น่ารัก


นึกสภาพผู้ชายตัวโตๆ ทำท่าแบ๊วๆ สิ ถึงนี่จะแค่เอียงคอก็เถอะ


โคตรดี ดีจริงๆ



เฮ้ย ไม่ได้สิ ต้องดึงสติกลับมาก่อน



“สรุปก็คือชอบ?”

ผมยักไหล่


ฉิบหาย กูเผลอ


ผมรีบทำทีเป็นหมุนไหล่แก้เก้อ

“เอ่อ...ก็คงชอบล่ะมั้งครับ”

เขาเงียบก่อนจะหมุนตัวเดินนำไป

“สุราใช่ว่าจะเป็นของดี ไยจึงชอบดื่มเข้าไปนัก”

แหมะ แขวะกันเข้าไป ทำยังกับตัวเอง....



เอ๊ะ เดี๋ยวนะ ประโยคเมื่อกี้เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน




‘สุราใช่ว่าจะเป็นของดี ไยจึงชอบดื่มเข้าไปนัก’




เดี๋ยวสิ นั่นมันเป็นประโยคจากเสียงปริศนาที่ผมเคยได้ยินในร้านเหล้าตอนไปกับไอ้ไม้และน้องหยกนี่นา



สรุปแล้ว เสียงที่ว่านั่น เป็นเสียงของคุณทวดจริงๆ ด้วย ผมลืมสังเกตไปเสียสนิทเลยว่าเนื้อเสียงของเขาเหมือนกับเสียงปริศนาที่ผมได้ยินเป๊ะ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็หมายความว่าเสียงที่ผมได้ยินเป็นเสียงที่เขาพูดกับกรวิก



แล้วทำไม...ผมถึงได้ยินล่ะ



ทำไมกัน



“แล้วจะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม รีบตามมาสิ”

“คะ ครับ”



ทำไมกันล่ะ หรือว่าผมจะเป็นกรวิกจริงๆ



ชักจะไม่ตลกแล้วสิ...










ในตอนบ่ายของวันที่ท้องฟ้าโปร่งสวย ไร้เมฆบัง มีแดดร้อนเปรี้ยงๆ พากันสาดส่องไปทั่วบริเวณ ดูสดใสราวกับช่วงซัมเมอร์ในสวิตเซอร์แลนด์ ผู้คนสวมหมวกบ้างไม่สวมบ้างเดินกันขวักไขว่ แต่ละคนก็แต่งตัวแตกต่างกันไป



นี่คงเป็นครั้งแรกที่ผมได้สังเกตอย่างจริงจัง



สำหรับผู้ชายแล้วคนที่ดูมีฐานะก็จะแต่งตัวอย่างเราๆ ในปัจจุบัน แต่อาจเป็นแฟชั่นที่ดูวินเทจอยู่หน่อย กางเกงขายาวทรงคุณลุง กับเสื้อเชิ้ตติดกระดุมยันเม็ดสุดท้าย ถ้าเป็นชาวบ้านก็จะเป็นเสื้อคอกลมสีขาวกับกางเกงแพร บ้างก็ยังนุ่งโจงกระเบนให้เห็นประปราย ส่วนผู้หญิงก็เป็นชุดร.6 เหมือนอย่างที่ชอบขายกันตามพาหุรัดบ้าง เสื้อเรียบๆ กับผ้าซิ่นบ้างปะปนกันไป คนรวยหน่อยก็นั่งรถม้า คนจนก็เดินเท้ากันไป ในคลองมีเรือพายสัญจรกันไปมาราวกับเป็นเรื่องปกติ



ยอมรับว่าเป็นอะไรที่โคตรตื่นตาตื่นใจ


“ตื่นตาตื่นใจอะไรปานนั้น”


คนตรงหน้าผมพูดด้วยสีหน้ายิ้มๆ ใบหน้าใต้หมวกสีอ่อนนั้นดูสดใสไม่ยี่หระไปกับแดดยามบ่าย สงสัยเพราะผมตื่นเต้นออกนอกหน้าไปหน่อยทำให้อีกคนจับสังเกตได้


คงต้องพยายามเก็บอาการกว่านี้หน่อย


“เปล่าครับ ผมแค่ไม่ชินกับการมีเจ้านายมาเดินใกล้ๆ”


จริงๆ ต้องบอกว่าเขาเดินนำแล้วผมเดินตามหลังถึงจะถูก แต่มันก็ใกล้ล่ะนะ


เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย

“เธอไม่เคยได้ยินคำว่าข้าราชการต้องเข้าได้กับทุกคนรึ”

คราวนี้เป็นผมเองที่ขมวดคิ้ว


ก็แหม ถ้าให้นึกถึงข้าราชการในสมัยที่ผมจากมาล่ะก็คนดีก็มีมาก คนไม่ดีก็ใช่ว่าจะน้อยเสียเมื่อไหร่


พอเห็นผมเงียบเขาจึงเริ่มพูดต่อ

“ข้าราชการจักจำเริญในหน้าที่การงานได้นั้น จำเป็นต้องเข้าได้กับทุกคน ไม่เกี่ยงว่าจะเป็นไพร่หรือผู้ดี”


อุดมการณ์ล้ำเลิศประเสริฐสุด


“ทำหน้าเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร”


แย่ละ สงสัยเผลอเบ้ปากใส่แน่ๆ


“ทำหน้าเช่นไรหรือครับ”

ผมแกล้งถามพาซื่อ ตีเนียนไปครับ ความเนียนเท่านั้นที่จะครองโลก

เขาหรี่ตามองผมพร้อมกับยกยิ้มแล้วเอามือมาบีบจมูกผมเบาๆ

“ทะเล้นจริงนะ”


ไอ้เหี้ย กูช็อค ไอ้ทวดเป็นบ้าเหรอ เดี๋ยวก็โดนจับไปปาหินใส่หรอก


ผมเขยิบตัวหนีเขาหลังเรียกสติคืนมาได้


ยอมรับว่าเผลอเคลิ้ม แต่เราต้องไม่ไหลไปตามน้ำ

“ทำอะไรน่ะครับ”

“รังเกียจรึ”

นัยน์ตาสีดำสนิทฉายประกายบางอย่าง


อะไรบางอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกว่าเขากำลังโยนหินถามทาง ถ้าเป็นยุคเราคงเป็นคำถามประเภทที่ว่า ‘เป็นเกย์รึเปล่าครับ’ แน่ๆ
อย่าบอกนะว่าทวด....


“คุณ...ชอบผู้ชายหรือครับ”


ไอ้เหี้ยมอส ทำอะไรลงไป ตายแน่ กูตายแน่ โรคยั้งปากไม่ทันมันมาจากไหนกันวะ


เขาเงียบไปก่อนจะค่อยๆ ถอยตัวห่างออกไป

“รีบเดินเข้าเถิด เดี๋ยวจะเย็นเสียก่อน”

ทันทีที่พูดจบเขาก็ออกเดินนำไปโดยไม่รอผมสักนิด



เป็นอะไรอีกล่ะนั่น


งง มอสงงไปหมด



แต่ต่อให้ยืนงงอยู่ตรงนี้จนถึงพรุ่งนี้เช้าก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ผมจึงรีบเร่งฝีเท้าตามเข้าไปแต่ไอ้ขายาวๆ นั่นมันก็ขยันก้าวเสียเหลือเกิน ภาพที่ออกมาเลยกลายเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาดี นิสัยน่ารัก กำลังวิ่งตามชายหนุ่มขายาวไปเสียอย่างนั้น


เออ เอาความจริงก็เหมือนบ่าวที่โดนเจ้านายทิ้งนั่นแหละ


หลังจากวิ่งตามมาได้สักพัก


ย้ำว่า วิ่ง


พวกเราก็มาถึงหน้าบ้านที่ผมคลับคล้ายคลับคลาที่สุดในละแวกนี้


แหม จะบอกว่าคุ้นเคยในหนึ่งคืนนี่ก็น่ากลัวจะแปลกไป


บริเวณหน้าบ้านกึ่งหนึ่งถูกยึดไปด้วยแคร่ไม้ไผ่ที่มีถาดขนมตั้งอยู่ ในฐานเหลือขนมอยู่เล็กน้อย นับๆ ดูก็ราวสามสี่กระทง ยังไม่ทันที่ผมจะทำหน้าที่เจ้าของบ้านที่ดีด้วยการตะโกนเรียกอาม้า อาเจ้ก็เดินออกมาเสียก่อน

“อ้าว ทำไมลื้อวันนี้กลับมาเร็วนักล่ะ ปกติเห็นชอบไปหางานทำต่อนิ”

ผมส่งยิ้มแห้งให้เธอ

“พอดีอั๊วพาคนมาหาอาม้าน่ะ”

เธอเบนสายตาไปมองบุคคลที่สามพลางทำสีหน้าครุ่นคิด

“ใครล่ะ”


เปิดมาแบบนี้ ผมก็คงเลี่ยงหน้าที่ส่วนนี้ไม่ได้แล้วล่ะ


“คุณเปมทัตครับนี่พี่สาวของผม ชื่อ...”

ความฉิบหายที่แท้จริงมาเยือนแล้วครับ



...เจ้กูชื่ออะไรวะ...



“นี่ลื้อลืมชื่ออั๊วเหรอ”


ต้องแถครับ ต้องเอาตัวรอด


“กะ..ก็อั๊วไม่รู้ว่าอาเจ้อยากให้คนนอกเรียกว่าอย่างไรนี่นา”

เธอถอนหายใจใส่ผมอย่างรำคาญ


เค้าผิดไปแล้ว เค้าขอโทษ


“ดิฉันชื่อพลอยค่ะ”


โอ้โห ชื่ออย่างไทย พูดอั๊วลื้ออย่างคล่อง


“อาเจ้ครับ นี่คุณเปมทัตเป็นลูกของท่านเจ้าคุณอธิปครับ ผมเจอคุณเขาตอนไปเรียนดนตรี”

อาเจ้ของผมยกมือไหว้ ส่วนเขาก็ทำเพียงพยักหน้ารับเบาๆ


มือใหญ่เอื้อมมือไปถอดหมวกจากบนหัวมาถือไว้

“ที่เรามาในวันนี้ก็ตั้งใจจะมาชวนให้แม่ของพลอยไปเป็นแม่ครัวในบ้านเรา เพราะคุณแม่ท่านโปรดรสมือขนมของบ้านเธอมาก จึงอยากได้คนทำให้รับประทานทุกวัน จะเทียวไปเทียวมาแบบนี้ก็เห็นจะลำบาก”

ท่าทางสุภาพนุ่มนวลกับคำพูดสุภาพระดับสิบนั้นทำให้ผมกับอาเจ้ได้แต่ลอบมองตากันเงียบๆ


ใครมันจะกล้าไปปฏิเสธล่ะ


“ดิฉันเองก็ไม่สามารถจะตอบอะไรได้มาก คงต้องขอปรึกษาแม่ก่อนค่ะ ตอนนี้แม่ก็ไม่อยู่บ้านเพราะเอาข้าวไปส่งให้พ่อที่งานก่อสร้าง กว่าจะกลับก็คงเย็นย่ำ หากได้คำตอบอย่างไรดิฉันจะให้เจ้ากรไปบอกนะคะ ต้องขออภัยด้วยจริงๆ ค่ะ”

พอพูดจบก็ยกมือไหว้เสริมไปอีกหนึ่งที


อาเจ้เอาไปเลยเต็มสิบ ความสุภาพงดงามอ่อนช้อยจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นแค่ลูกชาวบ้านธรรมดา


จะว่าไปบ้านนี้ก็เลี้ยงลูกแปลกไม่น้อย ปกติแล้วครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนมักจะพูดภาษาจีนในบ้านและตั้งชื่อลูกๆ เป็นภาษาจีน แต่ครอบครัวนี้นอกจากจะไม่ค่อยพูดภาษาจีนในบ้านแล้ว ยังไม่ตั้งชื่อลูกเป็นภาษาจีน ไม่ให้ลูกพูดคำจีนนอกบ้าน พยายามปรับตัวเป็นไทยอย่างยิ่งยวด


เข้าเมืองตาหลิ่วแล้วหลิ่วตาตามสุดๆ


ผมลอบมองคนตัวสูงนิดหน่อย

เขามีท่าทีสงบนิ่ง แต่นัยน์ตานั้นแปลกไป



ประกายวาบวับนั้นหายไปไหนแล้วนะ



“ก็คงต้องเป็นเช่นนั้นแล้วล่ะ อย่างไรเสียเราจะรอคำตอบนะ”

เขาว่าแค่นั้น ไม่มีกล่าวถึงผมแม้แต่น้อย ทั้งๆ ที่ปกติต้องทำแท้ๆ



...ทำไมกันล่ะ...




อ้าว แล้วกูจะเดือดร้อนทำไม



“เช่นนั้นเราขอเหมาขนมเลยแล้วกัน ห่อให้เราด้วยนะ”

ผมได้ยินอาเจ้เอ่ยรับคำ




ทำไมล่ะ ทำไมถึงไม่ชายตามามองผมสักนิด




ไอ้บ้าเอ๊ย มอส มึงเป็นอะไร น้อยใจเป็นสาวน้อยที่เพิ่งโดนแฟนหมางเมินอย่างนั้นล่ะ




ด้วยความชำนาญ ไม่นานนักห่อขนมก็เรียบร้อย เขาเพียงจ่ายเงินให้อาเจ้แล้วหยิบขนมก่อนจะทำท่าเหมือนจะเดินจากไปอย่างไรอย่างนั้น

“เดี๋ยวผมไปส่งครับ”

ปากมันไวกว่าสมองอีกแล้วครับ ทันทีที่เห็นว่าเขากำลังจะสาวเท้าจากไป ปากมันก็ลั่นไปเอง


พวกเรายืนสบตากันอึดใจก่อนที่เขาจะยกยิ้มบางเหมือนอย่างทุกที...



...ไม่เหมือน แวววิบวับในดวงตานั้นมันหายไปไหนแล้วล่ะ...



“ไม่เป็นไรหรอก เรากลับเองได้”

เขาพูดแค่นั้นก่อนจะเดินจากไปโดยไม่หันหลังกลับมามองอีกเลย



ทำไมล่ะ ทำไมกัน



“โชคดีจริงๆ เลยนะ มีเพื่อนเป็นถึงลูกข้าราชการใหญ่โต อั๊วว่าอาม้าต้องดีใจแน่ๆ เลย”

ผมพยักหน้ารับคำพูดของอาเจ้ไปส่งๆ อย่างนั้น ในหัวมันวนเวียนคิดแค่เพียงว่า...


ทำไมเขาถึงเปลี่ยนไป


หรือเพราะประโยคที่ผมถามออกไป แล้วผมต้องทำยังไงล่ะ




ต้องทำยังไงให้เขากลับมาเป็นเหมือนเดิม




เดี๋ยวๆ แล้วทำไมเราต้องอยากให้เขาทำตาวิบวับใส่เราด้วยล่ะ...




....




ไอ้เหี้ยเอ๊ย คนมีเป็นล้านทำไมกูไม่ชอบวะ ทำไมต้องเป็นคุณทวดด้วยนะ




ชอบใครไม่ชอบ ชอบทวดเพื่อน มอสจะบ้า










หลังจากเขากลับไป อาเจ้ก็ง่วนอยู่กับการเก็บร้านโดยมีผมเป็นลูกมือ อุปกรณ์ทั้งหลายถูกเก็บล้างอย่างรวดเร็ว ครั้นพอเก็บล้างเสร็จก็ต้องเข้าครัวทำอาหารเย็นต่อ


ล้างแล้วก็เอามาใช้ ใช้เสร็จก็ล้างอีก


“อาโซ้ยตี๋ ลื้อว่าอาม้าจะไปทำตามคำชวนของคุณเขารึเปล่า”

ประเด็นที่ถูกเปิดมาแบบงงๆ ทำให้ผมหันไปมองหน้าคนพูดเล็กน้อย

“อั๊วจะไปรู้ได้ไงเล่า”

เธอเงียบไปชั่วครู่ ปล่อยให้เสียงก๊องแก๊งของภาชนะที่กระทบกันดังก้องไปทั่ว


เงียบจนผมรู้สึกว่าตัวเองควรจะทำอะไรสักอย่าง


“แต่อั๊วอยากให้อาเจ้ไปมากกว่านะ”

สิ้นคำพูดของผมเสียงก๊องแก๊งของภาชนะก็หยุดลงแทบจะทันที

ผมเงยหน้ามองคนที่ยืนจ้องผมคิ้วขมวดอยู่แล้ว

“ก็...อั๊วเห็นอาเจ้ทะเลาะกับอ้าป๊าเรื่องในบ้าน ถ้าอาเจ้ได้ออกไปทำงานนอกบ้าน อาจจะมีความสุขมากกว่าก็ได้นะ”


พวกเราสบตากันชั่วอึดใจ สุดท้ายก็มีคนหลบตาแล้วเสียงก๊องแก๊งนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง


ไม่มีคำเห็นด้วย ไม่มีคำเห็นต่าง


...ไม่มีอะไรเลย...


เธอทำเพียงแค่หลบตาผมแล้วบรรเลงเสียงก๊องแก๊งนั้นต่อไป


เมื่อเห็นดังนั้น ผมจึงก้มหน้าแล้วเริ่มทำงานขัดถูจานชามของตัวเองต่อ ไม่มีใครพูดอะไรออกมาสักคำ จนกระทั่ง...

“ไปเถอะอาหมวย”

เสียงที่ดังโพล่งขึ้นมาทำให้ผมหันขวับไปมองแทบจะทันที


สิ่งที่เห็นคืออาม้าที่ยืนยิ้มอยู่ตรงประตูครัว ใบหน้าเหี่ยวย่นนั้นเจือความอ่อนโยน

ผมหันไปมองอาเจ้ที่ตอนนี้เหมือนจะจิตหลุดไปแล้ว ผมจึงพ่นลมหายใจออกทางปากเรียกสติของตัวเองแล้วฉีกยิ้ม

“อาม้า มาตั้งแต่เมื่อไหร่หรือครับ”

หญิงสูงวัยส่งยิ้มใจดีให้ผมแล้วหันไปมองอีกคนที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำอาหารจนแทบจะมุดลงไปในหม้ออยู่ร่มร่อ

“ไปเถอะ ฝีมือการครัวของลื้อก็ไม่ได้ห่างจากอาม้าเลย จริงอย่างที่อาโซ้ยตี๋พูด”

เสียงของเธอสั่น

“อั๊วอยากให้ลื้อมีความสุขบ้าง ลื้อเป็นคนที่ยิ้มสวยนะอาหมวย”

ผมได้ยินเสียงสะอื้นเบาๆ จากคนที่กำลังทำอาหาร

“อั๊วอยากให้ลูกๆ ของอั๊วทุกคนมีความสุข ไปอยู่ในที่ๆ ลื้อจะมีความสุขเถอะอาหมวย”


ไม่มีคำตอบรับ ไม่มีคำแย้ง


มีเพียงเสียงสะอื้นเบาๆ ที่ดังสะท้อนอยู่ในห้องครัว



อาม้าคงได้ยินทั้งหมดแต่ต้น ปกติการแอบฟังแบบนี้เป็นใครก็คงบอกว่ามันไม่ดี แต่สำหรับคราวนี้...มันดีแล้ว



“อาเจ้”

เสียงของผมเรียกให้สายตาของอาม้าต้องผินมามอง แต่คนที่ผมพยายามจะพูดด้วยกลับไม่ได้หันมา

“อั๊วกับไอ้มั่นก็ถูกคุณเขาชวนไปเป็นนักดนตรีประจำบ้านเหมือนกัน”

“จริงรึอาโซ้ยตี๋!”

น้ำเสียงตื่นเต้นที่เอ่ยถามขึ้นมาคือเสียงของอาม้า ใบหน้านั้นเต็มตื้นไปด้วยความปลื้มปิติ


แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ


ผมพยักหน้าตอบรับอาม้าไปเบาๆ ก่อนจะหันไปสนใจกับอีกคน

“ถ้าเจ้ไป เจ้ก็ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวนะ อั๊วกับมั่นจะหมั่นไปหาอาเจ้บ่อยๆ อั๊วสัญญา”

เสียงสะอื้นนั้นเงียบไป เหลือเพียงแผ่นหลังเล็กที่ยังคู้อยู่กับการทำอาหาร


พวกเราสามคนจมจ่ออยู่กับความเงียบอยู่หลายนาที จนเป็นผมเองที่ยอมแพ้


ถ้าเขาไม่อยากไป เราก็คงทำอะไรมากไม่ได้


“ลื้อสัญญาแล้วนะอาโซ้ยตี๋”


ฮะ?


“อย่าทิ้งให้อั๊วต้องอยู่คนเดียวนะ”

ผมใช้เวลาประมวลผลในสมองอยู่สองวิก่อนจะฉีกยิ้มกว้างแล้วหันไปมองหน้าอาม้า พวกเรายิ้มกว้างให้กันและกัน

“ใครจะทิ้งอาเจ้ของอั๊วได้ลงกัน”

ผมว่าพลางหัวเราะ


เอาเข้าจริง อาเจ้ของผมก็น่าแกล้งอยู่ไม่น้อย


“ไอ้กร! ข้ามารับเอ็งแล้วไอ้เกลอ”

ยังไม่ทันที่ผมจะได้คิดอะไรเพลินๆ เสียงตะโกนโหวกเหวกที่คุ้นหูก็พลันดังขึ้นที่หน้าบ้าน



เสียงแบบนี้ ท่าทางโหวกเหวกแบบนี้ ไม่ต้องสืบเลยครับ



“อาม้า อาเจ้ คืนนี้อั๊วขอไปก๊งเหล้ากับไอ้มั่นฉลองที่ได้งานหน่อยนะ”

อาม้าโบกมือไล่ผมด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม ในขณะที่อีกคนก็ยังไม่ยอมหันมา


ผมอมยิ้มคิดอยากจะแกล้งเธอขึ้นมาตงิดๆ

“เจ้ ไปก่อนนะ เดี๋ยวถ้าเจอผู้ชายหล่อๆ จะเอามาฝ...เหี้ย!”

ยังไม่ทันที่ผมจะแซ็วจบประโยค จวักที่ใช้คนแกงในหม้อเมื่อครู่ก็ลอยเฉียดหัวผมไปหน่อยเดียวจนเผลอสบถออกมา



อาเจ้กูเป็นสายแทงค์



“ไปเลยนะ ไม่เมาไม่ต้องกลับมา”

แม้ว่าถ้อยคำที่พูดออกมาจะดูออกแนวขับไล่ไสสู่ แต่สีหน้าเปื้อนยิ้มทั้งๆ ทีตาแดงก่ำนั้นทำให้ผมรู้ว่าเธอไม่ได้โกรธผมจริงจังอย่างปากว่า


ผมมองใบหน้าเปื้อนยิ้มนั้นนิดหน่อยก่อนจะรีบบอกลาอาม้าอีกครั้งแล้ววิ่งไปหาคนที่ตะโกนเหวกเหวกอยู่หน้าบ้าน
จะว่าไปอาม้าก็พูดถูกอยู่นะ





เวลาอาเจ้ยิ้มแล้วสวยจริงๆ ด้วย




**************************************************************************************************
ครึ่งหลังนี่แน่นๆ ไปหน่อยเพราะปิงปองแบ่งวรรคตอนไม่ดีเองค่ะ ตอนหน้าจะพยายามทำให้ดีขึ้นน้า  :hao5: :hao5:




ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
แอบคิดว่า ยิ้มสวยของเจ้กรวิก จะเปลี่ยนชีวิตเจ้ ไหมนะ

คุณทวด เป็นไรแค่มอสถามเรื่องชอบผู้ชาย
ก็เงียบ ตาวิบวับก็หายไป งอนมอสหรือเปล่า

อยากอ่านพาร์ทคุณทวดบ้าง
       :L1: :L1: :L1:
  :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3336
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6
 :L2: :L1: :pig4:

ตอนนี้สอนให้รู้ว่า ภาวะปากไวนำไปสู่ความเครียด

ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
บทที่ 11 ตอบรับ [ครึ่งแรก]





ผมฝันประหลาด หรือถ้าจะพูดให้ถูกมันเป็นคืนแรกที่ผมฝัน

ผมได้ยินเสียงร้องไห้ของแม่ เสียงทุ้มต่ำของพ่อ เสียงโหวกเหวกของไอ้ไม้ และความอบอุ่นที่มือขวา

ความอบอุ่นจากฝ่ามือที่คุ้นเคย สมองพลันทบทวนถึงความทรงจำที่ถูกฝังลึกไว้

มือของผมเคยถูกใครบางคนกุมเอาไว้แบบนี้ อบอุ่นแบบนี้ไม่มีผิด



...ใครกันนะ...



...ความอบอุ่นแบบนี้เป็นของใครกันนะ...



เป็นเพียงแว่บเดียวที่วิ่งผ่านเข้ามาในหัว ผ่านมาก็ผ่านไป

แล้วผมก็ตื่น หลังจากนั้นไม่นานก็ลืมทุกสิ่งที่สัมผัสได้ไปจนหมดสิ้น สิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือความอบอุ่นที่มือขวา

มันแจ่มชัด อบอุ่นอยู่ตลอดราวกับจะบอกว่าคนๆ นั้นจะไม่หายไปไหน แม้จะไม่รู้ว่ามันเป็นความอบอุ่นของใครแต่แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ผมมีความสุข


...ดีจัง...


ผมนั่งมองฝ่ามือตัวเองอยู่อย่างนั้นจนเสียงก๊องแก๊งในครัวเริ่มดังขึ้น ทุกอย่างเลยเริ่มดำเนินไปตามปกติที่ควรจะเป็น

ผมตื่นมาด้วยอาการสดชื่นเหมือนคนไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ ต้องยอมรับครับว่ายาดองมันไม่เหมือนแอลกอฮอล์ปกติ จิบนิดจิบหน่อยผมก็ยอมแพ้ เลยกลายเป็นว่าผมไปนั่งกินกับแกล้มแล้วมองไอ้มั่นดื่มแทน หลังจากบิดขี้เกียจบนเตียงจนพอใจก็ลุกไปอาบน้ำ จากนั้นไอ้มั่นก็มารับที่หน้าบ้าน ท่าทางมันดูแฮงค์น่าดู แต่ก็ยังอุตส่าห์มารับผมอยู่ดี พวกเรากินอะไรเบาๆ ที่ร้านกาแฟเจ้าประจำ นั่งเรือเจ้าเดิมกับเมื่อวานไปบ้านครูบุญ ซ้อมดนตรีแล้วก็กลับบ้าน ดูแล้วก็ปกติ


ปกติที่ไหนกัน


“น้าผ่องวันนี้คุณเขาไม่มาหรือจ๊ะ”

คงเพราะห้ามความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองไม่ได้ ตอนเดินกลับลงมาจากบนเรือนแล้วเห็นน้าผ่องก้มๆ เงยๆ อยู่ใต้ถุนเลยเผลอหลุดปากถามออกไป

ผมก็ไม่ใช่ไอ้ไก่อ่อนที่จะโง่ถึงขั้นไม่รู้จักความรู้สึกของตัวเองหรืออะไรทำนองนั้นหรอก แต่ชอบไปแล้วยังไงต่อล่ะ เขาชอบกรวิก มอสชอบเขา แต่เขาไม่ได้ชอบมอส


ผม...ไม่ใช่กรวิกเสียหน่อย


“ปรกติคุณเขาจะมาซ้อมวันหยุดงานน่ะ วันนี้วันทำงานเขาก็ต้องไปทำงานสิ เขาเป็นข้าราชการนะเอ็ง”

เออ ลืมไปเลย

แล้วทำไมถึงได้บอกผมว่าจะมาเอาคำตอบพรุ่งนี้กันล่ะ...


...คนขี้โกหก....


“แล้วมั่นไปไหนเสียล่ะ”

ผมหันไปมองคนถามถึงได้รู้ว่าน้าผ่องก็คงถามไปอย่างนั้น เพราะท่าทางยังคงง่วนอยู่กับอะไรสักอย่างและไม่คิดจะเงยหน้ามองผมสักนิด

“กลับไปตั้งแต่บ่ายแล้วน้า เห็นว่าวันนี้บ้านมันมีคนมาจ้างงานก่อสร้างโบสถ์คริสต์ มันก็เลยกลับไปช่วยที่บ้านน่ะจ้ะ”

“อ๋อ แล้วเอ็งไม่ไปช่วยเจ๊กเลิศบ้างเหรอ”

ผมก้มหน้าหลบตา

แล้วผมจะหลบตาทำไมล่ะนั่น น้าผ่องแกก็ไม่ได้มายืนมองอยู่สักหน่อย

“ปกติก็ช่วยพี่สาวที่บ้านน่ะน้า”

ดูเหมือนคนฟังก็ไม่ได้ตั้งใจจะฟังผมพูดเลยสักนิด พอผมตอบไปก็ไม่ได้มีท่าทีว่าอยากจะสนทนาต่อสักเท่าไหร่

ผมถอนหายใจเบาๆ


อยู่ไปก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร


“กลับก่อนนะครับน้า”

ผมบอกแล้วยกมือไหว้แม้ว่าเธอจะไม่เห็นก็ตาม


ผมเกือบจะเดินพ้นบริเวณบ้านไปอยู่แล้ว ถ้าไม่บังเอิญเหลือบไปเห็นต้นไม้ที่กำลังออกดอกสะพรั่งส่งกลิ่นหอมไปทั้งสวน


ดอกการเวก


คงเพราะวันนี้ผมกลับเย็นไปหน่อย กลิ่นของมันเลยหอมแรงกว่าปกติ ผมก็แค่เอะใจเพราะกลิ่นของมันเท่านั้นล่ะ


...เท่านั้นจริงๆ....


“น้าผ่อง”

เสียงตะโกนเรียกของผมทำให้เธอต้องหันมามอง แม้จะอยู่ไกลจนมองไม่เห็นหน้าแต่ผมเดาได้เลยว่าเธอกำลังขมวดคิ้วยุ่งแน่นอน


ก็ไปขัดเขานี่นะ แต่อย่างไรเสียผมก็มีบางอย่างที่อยากขออยู่ดี

“ขอเก็บดอกการเวกสักดอกสองดอกได้ไหมจ๊ะ”

แล้วผมลดเสียงมาพึมพำกับตัวเอง
“มันหอมเหลือเกิน”

คงเพราะผมเหม่อมองต้นการเวกมากไปหน่อยจึงไม่ค่อยได้ยินเสียงที่ตะโกนตอบกลับมา
“อะไรนะน้า”
“เอาไปเลย อย่าเก็บให้หมดต้นแล้วกัน”
ผมหัวเราะร่วนกับคำแซ็วของน้าผ่องแล้วค่อยๆ เดินเข้าไป


“เราแค่ลงไปหาน้าผ่องที่ใต้ถุนมา เห็นดอกการเวกมันหล่นอยู่ใต้ต้นเลยเก็บมาฝาก”
“เอามาให้ผมทำไมเหรอครับ”



ผมรู้จักเขา


ผมรู้จักเขาก่อนที่เราจะเจอกันเสียอีก


“ก็เธอชื่อกรวิกอย่างไรเล่า”

“จะไม่รับไว้จริงรึ”



เขาเป็นคนเอาแน่เอานอนไม่ได้ที่รักแม่มาก ชัดเจนต่อความรู้สึกของตัวเองเสมอ ซ้ำยังเป็นคนปากหวาน


“ไม่ล่ะครับ ขอบคุณ”


ครั้งนั้นผมเป็นคนปฏิเสธไป แต่ผมไม่รู้ว่าถ้าคราวนี้ผมเป็นคนเอาไปให้


เขาจะรับไว้ไหมนะ


ดอกไม้สีเหลืองนวลในมือของผมส่งกลิ่นหอมฟุ้ง


หอมหวานเหมือนคำหวานของอีกคนไม่มีผิด


เฮ้อ หนักแล้วเรา












« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-11-2017 21:22:46 โดย Marymo »

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3336
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
บทที่ 11 ตอบรับ [ครึ่งหลัง]






แสงแดดยามเย็นอ่อนแรงกว่าช่วงบ่ายอยู่มาก เพราะแบบนั้นผมเลยเอาแต่เดินทอดน่องเรื่อยเปื่อยไร้ความเร่งรีบ ผู้คนบนท้องถนนลูกรังบางตาลงกว่าช่วงบ่ายของเมื่อวาน


แดดแรงน้อยกว่า ผู้คนน้อยกว่า


...เหงากว่า...


บ้าจริง อาการหนักเข้าไปทุกที


ผมหยุดเดินบนกลางสะพานแล้วทอดสายตามองลงไปด้านล่าง เรือหลายลำสัญจรไปมาขวักไขว่ ท่าน้ำก็เริ่มมีคนมาอาบน้ำยามเย็น


เมื่อวานตรงหัวสะพานเขาบีบจมูกผม


เมื่อวานตรงหัวสะพานเขาห่างผมไป


จะคว้ากลับมาได้ไหมนะ


ไอ้เหี้ยเอ๊ย ความรู้สึกเหมือนเด็กสาววัยแรกรุ่นที่แอบชอบรุ่นพี่ห้องข้างๆ แบบนี้นี่มันอะไรกัน โตเป็นควายแล้วนะมอสเอ๊ย อยู่มาได้ชั่วนาตาปียังไม่เห็นจะมีใครเข้ามาในชีวิต พอจะแอบชอบใครสักคนเงื่อนไขก็ดันเยอะแยะไปหมด


...ถ้าวันนี้ผมชอบเขา แล้วมันจะยังไงต่อล่ะ จะได้อยู่ด้วยกันไหม...


คิดอะไรมากมายเล่ามอส เราก็แค่ทำในสิ่งที่อยากทำเท่านั้นเอง ถ้าหากต้องจากกันไปโดยที่ไม่กล้าทำอะไรสักอย่าง ผมคงเสียใจกว่าเดิมแน่


ผมกำดอกการเวกในมือแน่นขึ้นอีกหน่อยแล้วตัดสินใจเดินกลับบ้าน ผมกำลังเลี้ยวเข้าไปในซอยบ้านแล้วแท้ๆ ถ้าตาไม่ดันไปสะดุดกับรถม้าที่ดันมาจอดผิดที่ผิดทางอยู่ตรงนั้น ชายที่ดูโหงวเฮ้งเหมือนสารถีกำลังนั่งคุยกับชาวบ้านสองสามคนข้างรถม้าอย่างออกรถออกชาติ


...รถของใครกันนะ...


ช่างมันเถอะ


ผมเกือบจะละความสนใจอยู่แล้ว ผมเกือบจะทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลังอยู่แล้วถ้าไม่บังเอิญยืนประจันหน้าอยู่กับคนที่เผลอคิดถึงทั้งวัน

“คุณเปมทัต”


บ้าจริง จะเรียกชื่อเขาออกไปทำไมกันนะ


“เพิ่งกลับจากซ้อมดนตรีรึ”

น้ำเสียงของเขายังคงนุ่มทุ้มเหมือนเดิม รอยยิ้มบางๆ นั้นก็ยังเหมือนเดิม

แต่นัยน์ตาของเขาไม่เหมือนเดิม


...อยากได้...


...อยากได้ดวงตานั่นคืนมา...


“ครับ”

เขาพยักหน้าช้าๆ

“เราไปคุยกับแม่ของเธอมาแล้ว ตกลงว่าพี่สาวของเธอจะไปเป็นแม่ครัวในบ้านของเรา ไว้พรุ่งนี้เราจะส่งคนมารับที่บ้านเธอก็แล้วกัน”


ผมกลืนก้อนบางอย่างลงคอ


“ครับ”

เขายิ้ม


ยิ้มเหมือนเดิม ยิ้มว่างเปล่า


อีกนิดเดียวเขาก็จะเดินผ่านผมไปแล้ว บางอย่างในใจบอกว่าผมต้องทำอะไรสักอย่าง

“คุณเปมทัตครับ”

เขาหันมามอง


ผมมีเรื่องอยากพูดแต่ข้างหลังที่ยืนคอยอยู่ตรงรถม้าไม่ไกลนั่นคือบ่าวในบ้านของเขา ถ้าผมพูดหรือทำอะไรที่ผิดพลาดไปแม้แต่นิดเดียวเขาต้องเสียหายแน่


จะทำยังไงดีนะ


“มีอะไรรึ”

เขาถามพลางเลิกคิ้ว

ถ้าเขาคิดว่าผมรังเกียจเขาเพราะคำถามนั้น ผมก็ต้องแสดงออกให้เขาเห็นว่าผมไม่ได้รังเกียจ


เอาวะ งัดสกิลปั้นน้ำเป็นตัวมาใช้สักหน่อย หวังว่าเขาจะฉลาดพอจะรู้ว่าผมจะสื่ออะไรแล้วกัน


ผมสูดหายใจเข้าลึกแล้วค่อยๆ คลี่มือออกให้เขาเห็นดอกการเวกช้ำๆ ในมือ

“ครูบุญเล่าให้ผมฟังเรื่องนิทานการเวก ดอกการเวกที่บานสะพรั่งเต็มต้น หากมีคนแปลกหน้าถามว่าอยากได้ดอกการเวกไหม เรามักปฏิเสธไปด้วยเหตุผลหลายประการ...”


ผมเว้นจังหวะสูดหายใจ


“แต่ดนตรีก็เหมือนใจคน บางครั้งก็ไม่ต้องการเหตุผล หากนักดนตรีใช้เหตุผลมากเกินไปเสียงเพลงก็คงไม่ไพเราะ บางครั้งเราก็ต้องลองใช้ใจ...ลองใช้ใจมองสิ่งตรงหน้า หากใจต้องการก็จงอย่าได้ลังเล ผมได้ฟังแล้วก็ชอบนิทานเรื่องนี้ก็เลยเก็บดอกการเวกกลับมาด้วย ไม่คิดว่าจะเจอคุณเปมทัตที่นี่ หากคุณเปมทัตต้องการดอกการเว...”

“ถ้าเราบอกว่าไม่ต้องการล่ะ”


ใจของผมหายวาบ ผมก้มหน้าลงแทบจะทันที


บ้าชิบ ทำอะไรลงไปวะมอส


“ไม่เป็นไรครับ เช่นนั้นผะ...”

“แต่เราก็เป็นนักดนตรีคนหนึ่ง เรื่องนี้เป็นถึงนิทานที่ ‘ครูบุญ’ เล่า มีรึเราจะไม่เก็บมาขบคิดแล้วปฏิบัติตาม”

ผมเงยหน้าขึ้นแทบจะทันที


นัยน์ตาวิบวับนั่นกลับมาแล้ว


...สวยจัง....


เขาเอื้อมมือมาหยิบดอกการเวกไปจากมือผมดอกนึง

“เราเอาไปดอกหนึ่งแล้วกัน อีกดอกเธอก็เก็บไว้จะได้ระลึกถึง”


เขาฉีกยิ้มแล้วกระซิบแผ่วเบาจนไม่น่าจะได้ยิน


แต่ผมก็ดันได้ยินเสียนี่


“ทะเล้นนักนะ”

พอพูดจบเขาก็เดินหันหลังกลับไปโดยไม่หันกลับมาอีกเลย

แต่ไม่เป็นไรหรอก แค่ได้ประกายนัยน์ตานั้นกลับมาผมก็พอใจแล้ว


...ดีใจจัง...


มอสกลายร่างเป็นสาวน้อยมัธยมที่แอบชอบรุ่นพี่ข้างห้องไปแล้วจริงๆ ด้วยครับ










ผมเดินกลับบ้านด้วยหัวใจที่ฟูฟ่องกว่าปกติอยู่หน่อย หน้าก็ร้อนกว่าปกติเล็กน้อย


...ไม่ได้รู้สึกอะไรแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ...


เย็นไว้มอส กลับบ้านต้องปั้นหน้าให้ปกติหน่อย


ใจจริงผมก็คิดจะทำอะไรทำนองนั้นอยู่หรอก ถ้าไม่บังเอิญว่าทันทีที่ผมเหยียบเท้าเข้าบ้านก็สามารถรับรู้ได้ถึงบรรยากาศในบ้านที่แตกต่างไปจากทุกวัน


ตลอดหลายวันที่ผมอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ บรรยากาศในบ้านจะออกแนวอึมครึมและเงียบขรึมเสียไปส่วนใหญ่ คงเพราะเรื่องบาดหมางของอาป๊ากับอาเจ้ อาเจ้ที่ไม่ค่อยถูกกับอาเฮีย และอาม้าที่ไม่เคยมีปากมีเสียงในบ้าน แต่พอวันนี้ผมกลับเห็นอาม้านั่งหัวเราะพูดคุยกับอาป๊าอยู่ที่แคร่หน้าบ้าน อาเจ้ซึ่งกำลังเก็บร้านอย่างขยันขันแข็งก็มีสีหน้าและรอยยิ้มบางๆ ประดับอยู่ ทุกอย่างดูสดใส ชื่นมื่นอย่างน่าแปลกใจ


หรือจะเป็นเพราะเขา?


ในระหว่างที่ผมยังคิดหาคำตอบให้ตัวเอง อาม้าก็เป็นฝ่ายหันมาเห็นแล้วเอ่ยทักผมก่อน

“อ้าว อาโซ้ยตี๋ วันนี้กลับช้ากว่าทุกวันนะ”

ผมคลี่ยิ้ม

“วันนี้ครูบุญต่อเพลงใหม่ให้จ้ะ ก็เลยกลับมาช้า”

อาม้าหันไปยิ้มให้อาป๊า ก่อนที่อาป๊าจะลุกขึ้นมาตบบ่าผมเบาๆ

“ลื้อไม่เคยทำให้อั๊วผิดหวังจริงๆ อาโซ้ยตี๋”


ผม...ไม่รู้ว่าควรจะทำตัวยังไงในสถานการณ์อย่างนี้ดี นี่สินะที่เขาว่ากันว่าสิบพ่อค้าไม่เท่าหนึ่งพระยาเลี้ยง การได้เป็นบ่าวในบ้านข้าราชการคงเป็นอะไรที่น่าภูมิใจสำหรับพวกเขาล่ะมั้ง ถึงผมจะพยายามทำความเข้าใจแต่ก็ยอมรับว่ายังงงกับตรรกะพวกนี้อยู่ดี
ช่างเถอะ


ผมแจกจ่ายยิ้มให้อาม้าและอาป๊าราวกับตัวเองเป็นนายกเทศมนตรีก่อนจะหันไปหาอาเจ้ซึ่งเดินไปเดินมา ทำนู้นทำนี่ไม่ได้หยุด
พอเอ่ยปากทักก็พลันนึกบางอย่างได้เสียก่อน


“แล้ว...”


ใจจริงผมอยากจะถามออกไปว่าแล้วอาเฮียไปไหน แต่เปลี่ยนใจ ไม่เอาไม่ถามดีกว่า บรรยากาศกำลังชื่นมื่น เดี๋ยวจะกลายเป็นสงครามเย็นเหมือนคืนนั้นอีก


แต่เพราะเริ่มพูดไปแล้วทุกคนเลยจับจองที่ผมเป็นตาเดียว อาเจ้ขมวดคิ้ว ส่วนอาป๊ากับอาม้าก็จ้องผมเหมือนจะให้ทะลุเข้าไปในสมองอย่างไรอย่างนั้น


ผมต้องแถอีกแล้วใช่ไหม


“แล้ววันนี้มีอะไรกินบ้างหรือจ๊ะ อั๊วหิวมากเลย”


ขอทำตัวเป็นคนตะกละตะกรามไปเลยแล้วกัน


พอผมพูดจบก็พลันได้ยินเสียงหัวเราะจากอาป๊าและอาม้า รวมถึงรอบยิ้มเอ็นดูจากอาเจ้ที่อยู่ตรงหน้าเช่นกัน

“น้ำแกงยังไม่เดือดเลย คงอีกสักพักใหญ่ๆ อดทนหน่อยนะอาโซ้ยตี๋”


เป็นอาเจ้ที่ตอบกลับมาและผมก็เสแสร้งแกล้งทำหน้าเขินอายหัวเราะสร้างบรรยากาศชื่นมื่นต่อไป มันเกือบจะดีอยู่แล้วถ้าจู่ๆ คนที่ผมเลี่ยงจะไม่พูดถึงก็เดินหน้าถมึงทึงเข้ามาในบ้าน


อาเฮีย


“อ้าว อาตั่วตี๋ทำไมวันนี้กลับเร็วนักล่ะ”

และก็เป็นอาม้าอีกเช่นเคยที่เอ่ยปากถามเป็นคนแรก แถมใช้แพทเทิร์นเดิมเป๊ะ


ม้านะม้า


ผมหันไปมองหน้าอาม้าสลับกับคนถูกถาม ใบหน้าของคนสองคนเหมือนหนังคนละม้วน ของอาเฮียคงเป็นหนังสงคราม เอเลี่ยนปะทะพรีเดเตอร์หรืออะไรทำนองนั้น ส่วนใบหน้าของอาม้านั้นสดใสราวกับกำลังดูนิทานเจ้าหญิง


สัมผัสได้ว่าจะเกิดเรื่อง


“นานๆ ทีอั๊วจะกลับบ้านเร็วบ้างไม่ได้หรือไง”

อ้าว ไอ้ตั่วเฮีย คำพูดคำจาโคตรไม่น่ารักเลย

หญิงสูงวัยมีสีหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย หากก็ยังมีรอยยิ้มประดับอยู่จางๆ

“อั๊วก็ถามดู พักหลังเห็นลื้อยุ่งกับงานมาก วันนี้กลับเร็วก็เลย...”

“นี่ม้าเข้าข้างพลอยไปอีกคนแล้วใช่ไหม! จะสงสัยอะไรอั๊วกันนักหนา ทำไมทำตัวน่ารำคาญกันแบบนี้!”


อ้าวๆ ไอ้ตั่วเฮีย ไอ้ลูกเลว ไอ้ลูกหยาบคาย พูดกับแม่เอ็งอย่างงี้ได้ไง ถ้าไอ้ไม้อยู่ด้วยคงได้ยินคำพูดประเภท ‘จัดเลยไหมเพื่อน’ แน่


น้ำเสียงและสีหน้าของพี่ใหญ่ทั้งแข็งกระด้างและฉุนเฉียว นัยน์ตาเรียวนั้นขุ่นมัวไปด้วยโทสะ

ท่าทางของเขาทำให้ผมเริ่มสงสัย


...ทำไมต้องโกรธขนาดนั้น...


อาม้าก้มหน้านิ่ง ในขณะที่อาเจ้ก็ยืนนิ่งเช่นกัน


ยืนนิ่งแต่นัยน์ตานั้นไม่ธรรมดา ตาขวางขนาดนั้น ถ้าไม่มีอาม้ากับอาป๊าผมว่าไอ้ตั่วเฮียเจอตบกลิ้งลงไปนอนกับพื้นแล้วแน่ๆ


...และแน่นอนว่าคนช่วยกระทืบก็ผมนี่แหละ...


แต่ดูเหมือนประมุขใหญ่ของบ้านจะไม่ได้คิดแบบที่พวกผมคิดเลยสักนิด

“เอาล่ะๆ อาตั่วตี๋ก็ทำงานมาเหนื่อยๆ ลื้อก็ไปเซ้าซี้อีมากเข้าอีก็รำคาญเป็น”

อาป๊าเลือกที่จะหันไปต่อว่าอาม้าก่อนจะเดินมาตบหลังไอ้ตั่วเฮียเบาๆ

“เอ้า ไปพักผ่อนเสียไป เดี๋ยวจะได้มากินข้าวกินปลา”

แล้วมันก็เลือกที่จะยกมือไหว้อาป๊าแต่ไม่ไหว้ขอโทษอาม้าแล้วก็เดินเข้าบ้านไป


เอ้า ไอ้ตัวเหี้ย


ผมหันไปมองหน้าอาป๊าอย่างไม่เข้าใจ


ใช่ ผมไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจอะไรสักอย่างที่อาป๊าทำลงไป


แต่เหมือนเขาก็ไม่ได้มีท่าทีจะรับรู้กับความงุนงงของผมและเลือกที่จะเดินกลับเข้าบ้านไป ทิ้งให้ผม อาม้าและอาเจ้อยู่หน้าบ้านกันเพียงสามคน


นี่มันอะไรกันวะเนี่ย


ผมถอนหายใจแรงแล้วเดินเข้าไปนั่งยองๆ จับมืออาม้าที่ยังนั่งก้มหน้า

“ไม่เป็นไรนะอาม้า อาเฮียคงเหนื่อยน่ะ”

อาม้าพยักหน้าช้าๆ ใบหน้านั้นเศร้าหมองแต่ก็ยังฝืนยิ้มให้ผม ทุกอย่างที่เธอทำพาลให้ผมคิดไปถึงแม่ของผมเอง อาม้าคล้ายกับแม่ของผมมาก ทั้งใจดีและอ่อนโยน ต่างกันแค่แม่โชคดีที่ไม่ได้มาอยู่ในครอบครัวแบบนี้ก็เท่านั้น


แค่คิดว่าแม่จะต้องมีสีหน้าเศร้าสร้อยขนาดนี้ก็แทบทนไม่ได้แล้ว


อยากต่อยหน้าไอ้ตั่วเฮียสักทีจริงๆ


“บ้านนี้น่ะ แค่เกิดมาเป็นผู้ชายก็ไม่มีวันผิดแล้ว”

เสียงแข็งๆ ที่ดังขึ้นทำให้ผมกับอาม้าต้องหันไปมอง

อาเจ้ยังยืนอยู่ตรงนั้น ยืนอยู่ที่เดิมด้วยท่าทางเหมือนเดิม


...นัยน์ตาก็เหมือนเดิม...


ผมเพิ่งสังเกตว่ามันไม่ใช่แค่ความโกรธเกรี้ยว มันยังมีความน้อยใจ ความอดทนอดกลั้นอยู่ในนั้นด้วย


...เป็นดวงตาแดงก่ำที่แข็งกระด้าง...


“อาหมวย อย่าพูดอย่างนั้น ถ้าอาป๊าได้ยินลื้อจะเดือดร้อนนะ”

เสียงอาม้าแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ สีหน้ารึก็ร้อนรน


ไม่ชอบเลย ทำไมอาม้าต้องถูกกดขี่ขนาดนี้นะ


ผมได้ยินเสียงถอนหายใจแรงๆ ก่อนที่เจ้าของเสียงนั้นจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในบ้าน ทิ้งผมกับอาม้าให้นั่งอยู่หน้าบ้านตามลำพัง



บ้าจริง ผมไม่ชอบอะไรแบบนี้เอาเสียเลย






ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3336
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด