แว่วเสียงการเวก || ฝันร้าย [ตอนพิเศษปีใหม่]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: แว่วเสียงการเวก || ฝันร้าย [ตอนพิเศษปีใหม่]  (อ่าน 69119 ครั้ง)

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3463
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
คุณเปรม ส่งเพลงยาวมาให้มอสแล้ว

นึกว่ามอส จะส่งเพลงยาวกลับไป
แต่มอส น้ำตาไหลแล้ว
       :L1: :L1: :L1:
  :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4025
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
สรุปว่าคุณทวดก็ต้องแต่งงานใช่ไหม สมัยก่อนคงไม่มีอุ้มบุญหรือรับเด็กมาเลี้ยง แล้วยังไม่เป็นที่ยอมรับในยุคนั้นแน่ๆ ยากเลยทีนี้  :ling3:

ออฟไลน์ TachibanaRain

  • มาโกโตะเทนชิ
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2422
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +76/-3
คุณเปรมทั้งๆที่ต้องแต่งงานแต่ก็ยังมาเกี้ยวกรอีก รู้แหละว่าสมัยนั้นหลายเมียได้แต่แหม คิดถึงใจเขาใจเราหน่อยก็ดีนะคะคุณทวด

ปล.ขอบคุณสำหรับเกร็ดความรู้ค่ะ

ออฟไลน์ GBlk

  • ขอให้สรรพสัตว์จงมีความสุข
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1438
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +82/-43
"เฮ้ย นี่น้องไง มอสอยู่นี่ไง ยู้ฮู"

มีความหัวเน่า555

ออฟไลน์ พิศตะวัน

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 496
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-3
พี่เปรมต้องแต่งงานมีลูกจริงๆหรอ  :mew6: :hao5:

ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
บทที่ 17 ประพันธ์ [ครึ่งหลัง]







ผมจำไม่ได้ว่าตัวเองร้องไห้จนหลับไปตอนไหน แต่พอเช้าตรู่ เสียงไก่ขันและเสียงภาชนะดังก๊องแก๊งจากในครัวก็ปลุกผมตื่นขึ้นมาอย่างทุกวัน


ผมปวดหัว ปวดตัว ปวดไปหมด


เพราะเมื่อคืนผมฟุบหลับอยู่ที่โต๊ะทำให้แผ่นหลังของผมปวดร้าวจนน่ากลัวว่าหมอนรองกระดูกผมยังอยู่ที่เดิมรึเปล่า


ผมหัวเราะสมเพชให้กับความงี่เง่าของตัวเอง


อายุก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้วยังจะมาเสียน้ำตาให้เรื่องโง่ๆ อยู่ได้


ผมเอามือเช็ดหน้าสองสามครั้งแล้วตัดสินใจจะเดินออกไปอาบน้ำ ยังไม่ทันที่ผมจะเดินไปถึงโอ่งหลังบ้าน อาเฮียก็เปิดประตูออกมาจากห้องของเขาพอดิบพอดี


บรรยากาศระหว่างพวกเราสองคนมันน่าอึดอัด ไม่มีใครเอ่ยทักใครก่อน เขามองหน้าผมนิ่งๆ แล้วเลือกจะเดินกลับเข้าห้องไป ผมถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายแล้วเลิกจะเดินไปทำธุระของตัวเองต่อโดยไม่คิดจะสนใจเขาเช่นกัน


เขาถูกกักบริเวณอยู่บ้าน ไม่ได้ออกไปไหนเลย แรกๆ เขาก็ดูจะยอมแต่โดยดีแต่พักหลังมานี้เขากลับมีท่าทีกระวนกระวายแปลกๆ แค่ได้ยินเสียงดังปึงปังก็สะดุ้งสุดตัวอย่างคนชนักติดหลัง


พฤติกรรมของเขาน่าสงสัย แต่ผมเองก็จนปัญญาจะไปตามหาสาเหตุ


ปล่อยไปตามเวรตามกรรมแล้วกัน ยังไงเสียก็ถูกกักบริเวณอยู่ คงออกไปก่อปัญหาไม่ได้หรอก


ผมเอาผ้าข้าวม้าพาดตากไว้บนราวไม้ไผ่แล้วเดินออกมาหน้าบ้าน


วันนี้ครูบุญบอกว่าไม่ต้องไปซ้อม ถือเป็นรางวัลที่พวกผมทำงานได้ดีจึงให้เป็นวันพักผ่อนหนึ่งวัน แต่ถึงจะไม่ไปซ้อมดนตรีแต่อย่างไรเสียก็ต้องไปทำงานให้หมออยู่ดี ในขณะที่ผมกำลังตัดสินใจว่าควรทำอะไรก่อนดี ไอ้มั่นก็โผล่หน้ามาอย่างรู้งาน


ตายอยากของจริง


“ไอ้กร พร้อมหรือยัง”


ผมขมวดคิ้ว


“พร้อม? พร้อมอะไรของมึง”


มันเบิกตาโพล่ง


“เอ้า นี่มึงลืมรึว่าข้าจะพามึงไปหาหลวงลุงน่ะ”


เออว่ะ ลืมไปสนิทเลย


แต่บอกเลยมอสว่าไม่ใช่คนยอมรับคำปรามาสง่ายๆ ครับ


“ใครลืม กูจำได้ไงเลยมานั่งรอ”


มันหรี่ตามองผมแล้วอมยิ้มอย่างรู้ทัน


“พูดเช่นนี้ลืมแน่นอน”


ไม่ยอมครับ เราไม่ยอมรับความจริง


“ไม่ลืม”


“ลืม”


“ไม่ลืม”


“เช่นนั้นถ้ามึงลืมขอให้โดนผ่าฟ้าตาย”


“เออ กูลืม ถอนคำแช่งเดี๋ยวนี้เลยนะ”


มันหัวเราะร่วนใส่ผมราวกับจะเย้ยหยัน


หมั่นไส้โว้ย


เพราะมือมันไปเร็วกว่าความคิด ยังไม่ทันที่ผมจะไตร่ตรองให้ดีมือของผมก็ฟาดเข้าหัวไอ้มั่นไปแล้ว


“โอ๊ย ข้าเจ็บนะ”


ผมยักไหล่


“เรื่องของมึง”


หลังจากนั้นมันก็วิ่งไล่จับผมไปจนถึงท่าน้ำอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย


นี่คนหรือควาย


มันกระชากผมขึ้นจากเรือเมื่อมาถึงจุดหมาย แรงดึงพอๆ กับการจูงควายทำให้ผมร้องโอดโอย แต่ถามว่ามันสนไหมบอกเลยว่าไม่มีแม้แต่จะหันมาเหลียวแล


ไอ้เพื่อนเวร ฝากไว้ก่อนนะมึง


หลังจากเข้ามาในรั้ววัดมันถึงได้ปล่อยมือออกจากแขนของผม ใช่ว่าจะคิดได้เอง แต่เป็นเพราะหลวงพ่อในวัดทักว่า ‘ทำไมทำกับเพื่อนอย่างนั้นล่ะโยม ทำร้ายผู้อื่นผิดศีลข้อหนึ่งนะ’ มันถึงได้ยอมปล่อยมือ


กดไลค์หลวงพ่อไปเลย ไอ้มั่นมันเป็นคนเลว ไอ้คนทำผิดศีลข้อหนึ่งในบริเวณวัด


แขนของผมแดงเถือกจากการฉุกกระชากลากถูของมัน แต่คนทำก็ใช่ว่าจะสำนึก มันหันมามองหน้าผมแล้วยิ้มเยาะก่อนจะเดินนำหน้าไปแล้วบอกให้ผมเดินตาม


ไอ้เวรเอ๊ย


หมั่นไส้ครับ แต่ทำอะไรไม่ได้ เลยต้องเดินตามมันไปอย่างนั้น


ไอ้มั่นพาผมเดินลัดเลาะกุฏิน้อยใหญ่จนเกือบถึงด้านหลังวัดจึงพบกับกุฏิไม้หลังเล็กๆ ที่ดูร่มรื่นสะอาดตากว่าหลังอื่นมากนัก รอบกุฏิมีแมกไม้นานาพันธุ์ทั้งไม้ดอกไม้ประดับ ขึ้นแซมกันอย่างมีระเบียบ ดูสะอาดสะอ้านระรื่นตา


“หลวงลุงครับ อยู่ไหมครับ”


ไอ้มั่นตะโกนเรียกคนในกุฏิ ในขณะที่ผมเองก็หันซ้ายหันขวาชมนกชมไม้ไปเรื่อย จนสายตาไปสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่าง...


...ต้นการเวก...


...สิ่งย้ำเตือนให้นึกถึงคนใจร้าย...


เสียงเปิดประตูที่ดังขัดขึ้นมาทำให้ผมหลุดจากภวังค์ไร้สาระ พอหันไปมองก็พบกับพระวัยกลางคนท่าทางใจดีรูปหนึ่ง


“อ้าวโยมมั่น มาได้อย่างไรเล่า”


ไอ้มั่นยกมือขึ้นพนม


“ฉันพาเพื่อนมาหาน่ะจ้ะหลวงลุง พักนี้มันดวงตกเลยอยากให้หลวงลุงช่วยดูดวงให้มันหน่อย”


พระรูปนั้นหันมามองผมแล้วฉีกยิ้มใจดีให้


“เอ้า มาๆ ไหนๆ ก็มากันแล้ว ขึ้นมาสิ”


ผมยิ้มรับตามมารยาทแล้วทำท่าจะถอดรองเท้า ทันใดนั้นหางตาของผมก็เหลือบไปเห็นพระอีกรูปที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ด้วยสัญชาตญาณทำให้ผมหันไปมอง


เดี๋ยวนะ...


ผมพยายามเพ่งมองพระรูปนั้นแล้วเบิกตาโพล่ง


...บ้านะ...เป็นไปไม่ได้หรอก...


ก็พระที่ผมเห็นอยู่ตอนนี้มีใบหน้าเหมือนหลวงลุงของทีนไม่มีผิด!


ผมเบิกตาโพล่งหายใจถี่อย่างคนตื่นตระหนก ก่อนจะพยายามควบคุมลมหายใจไม่ให้มีพิรุธมากนัก ไอ้มั่นเดินขึ้นไปบนกุฏิแล้ว แต่จุดหมายของผมไม่ใช่บนนั้น


เอาไงดีนะ


“เออมั่น”


มันหันมาเลิกคิ้วใส่ผมเป็นเชิงจะถามว่า ‘เรียกทำไม’


“พอดีเพิ่งนึกได้ว่าอาม้าบอกว่าคนจีนก็ต้องดูดวงอย่างจีน ไม่อย่างนั้นจะผิดคำสั่งบรรพบุรุษเอา”


เอ้า แถกันไปเลย หน้าด้านสุดๆ


มั่นขมวดคิ้วยุ่งทำท่าจะเอ่ยปากถาม


แน่นอนว่าผมไม่ยอมให้มันถามหรอก


“เดี๋ยวกูไปเดินเล่นรอบวัดก่อนนะ มึงก็อยู่คุยกับหลวงลุงไปก่อนแล้วกัน เดี๋ยวกูมา”


ไม่ต้องรอคำอนุญาต ไม่ต้องรอคำเสนอแนะ ทันทีที่พูดจบ ผมก็พุ่งตัวออกมาจากบริเวณนั้นแทบจะทันที


พระรูปนั้นยังคงยืนกวาดใบไม้อยู่ตรงลานวัดด้วยกริยาสงบนิ่ง ไม่แม้แต่จะหันมาสนใจคนที่กำลังเดินเข้าไปหาอย่างผม


แปลกไปรึเปล่า


“นมัสการครับหลวงพ่อ”


เขาหันมามองหน้าผมตามเสียงเรียกแล้วคลี่ยิ้มบาง


“ผมมีเรื่องจะถา....”


“ถ้าโยมมอสจะถามว่าเพราะเหตุใดโยมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ อาตมาก็พอจะตอบได้นะ”


ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก


...คิดไว้ไม่มีผิดเลยจริงๆ...


แต่ผมมีบางอย่างที่คาใจ


“ทำไมหลวงลุงถึงมาอยู่ที่นี่หรือครับ”


ท่านเพียงหันมายิ้มบางๆ แล้วก้มหน้ากวาดลานวัดต่อ


หรือหลวงพ่อจะเป็นดอกเตอร์ฮู!?


พระชราตรงหน้าผมหัวเราะเล็กน้อย


“ไม่มีใครย้อนกลับไปในอดีตหรือเดินทางไปในอนาคตได้หรอกนะ”


สกิลอ่านใจของหลวงลุงยังคงเทพไม่เปลี่ยนแปลง ซูฮกจากใจจริง


ผมได้ยินท่านขำอีกครั้งแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา


เดี๋ยวสิ ถ้าไม่มีใครย้อนอดีตได้ แล้วสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้คืออะไรกันล่ะ?


“มันเป็นเรื่องของจิตน่ะโยม”


ผมมองหลวงลุงอย่างไม่เข้าใจ แต่ท่านไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาสบตาผม สองมือเหี่ยวย่นนั้นยังคงกวาดลานวัดอย่างใจเย็น


“การรับรู้ของคนเรา เกิดขึ้นจากการรับรู้ของจิต ถ้าจิตรับรู้เรื่องในอดีต เราก็จะคิดไปว่าเราย้อนอดีต”


ผมขมวดคิ้ว


“แต่ผมไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้ แล้วจิตของผมจะคิดว่าตัวผมอยู่ในอดีตได้ยังไงล่ะครับ”


คราวนี้ท่านเงยหน้าขึ้นมาสบตาผม รอยยิ้มใจดียังคงประดับอยู่บนใบหน้านั้นไม่เสื่อมคลาย


“โยมจำไม่ได้ แต่มีคนเขาจำได้และอยากให้โยมจำได้”


ผมส่ายหน้าอย่างไม่เข้าใจ


...ผมไม่เข้าใจอะไรเลย...


“พูดให้ง่าย สิ่งที่โยมรับรู้อยู่ตอนนี้ ทั้งหมดล้วนเกิดจากจิตของโยมเอง จิตของโยมกำลังรับรู้เรื่องในอดีต เพราะมีใครบางคนอยากให้โยมรับรู้มัน”


“ใครเหรอครับ”


ท่านส่ายหน้าช้าๆ


“อาตมาเองก็สุดจะรู้”


ทุกอย่างในหัวผมตีกันไปหมด


นี่มันบ้าอะไรกัน


“วันนี้อาตมานั่งสมาธิก็เลยมาหาได้ แต่ก็ใช่ว่าจะรู้ไปเสียหมด กรรมใครกรรมมันนะโยม เรื่องของโยม กรรมของโยม อาตมายุ่งมากไม่ได้หรอก”


ผมส่ายหน้าแล้วถอนหายใจ


“ผมไม่โทษหลวงลุงหรอกครับ ผมแค่ไม่เข้าใจที่หลวงลุงพูดเลย”


ผมพยายามลำดับความคิด


“หลวงลุงจะบอกว่าผมไม่ได้ย้อนอดีต แต่ผมกำลังรับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับผมในอดีตเพราะมีใครบางคนทำให้จิตของผมรับรู้มัน ใช่ไหมครับ”


ท่านพยักหน้า


เคลียร์ไปหนึ่งประเด็น ยังเหลืออีกหนึ่ง


“แล้วตัวผมจริงๆ ตอนนี้อยู่ที่ไหน แล้ว...ผมจะกลับไปได้ยังไงล่ะครับ”


คราวนี้นัยน์ตาฝ้าฟางคู่นั้นสบกับผมนิ่ง มันมีแววอาทรและเป็นห่วงเป็นใย


...แววตานั้นมากพอที่จะทำให้หัวใจของผมสั่นคลอนไปด้วยความหวาดกลัว...


“ตัวโยมอยู่ที่โรงพยาบาล แต่วิธีจะหลุดพ้นจากห้วงจิตนี้...อาตมาเองก็สุดจะรู้”


ผมได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นแรงของตัวเอง


...ผมกลัว ผมกำลังกลัว...


ร่างของพระชราตรงหน้าค่อยๆ จางลง


“จำไว้นะโยมมอส จิตของเราปรุงแต่งทุกอย่างที่เรารับรู้ ตอนนี้จิตใหม่ของโยมกำลังรับรู้เรื่องราวในชาติเก่า”


เสียงของท่านค่อยๆ เลือนราง


“ทุกสิ่งที่รับรู้ได้ในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมด”


ตัวท่านหายไปแล้ว ทิ้งท้ายไว้เพียงเสียงพูดแผ่วเบา


“แต่ความรู้สึกอันเป็นแก่นแท้นั้นเป็นของจริง”


ไม่เห็นจะเข้าใจเลย


...ไม่เข้าใจอะไรเลยสักนิด...



 









ผมกำลังกังวล


“กร ถ้าไม่ไหวก็พักก่อนไหม”


ผมส่ายหน้าเบาๆ แต่ไม่ได้ตอบอะไรออกไป มือทั้งสองข้างหยิบจับกระดาษซ่อนกันอย่างเชื่องช้า


...ผมควรจะทำยังไงต่อไปดี...


“กร พอเถอะ พักได้แล้ว”


ถ้าเป็นอย่างที่หลวงลุงพูดจริง แสดงว่าผมไม่ได้ย้อนกลับมาในอดีต ผมยังไม่ตาย แล้วสิ่งที่ผมกำลังเผชิญหน้าอยู่ในตอนนี้คืออะไร


“กร พอไง ผมบอกให้พอแล้ว”


ถ้าจำไม่ผิด หลวงลุงพูดประมาณว่ามีใครบางคนอยากให้ผมเห็นอดีตของตัวเอง


...ทำไมกันล่ะ...


“กร!”


ผมสะดุ้งโหยงทำให้กระดาษในมือร่วงกราวลงกับพื้น กระดาษทั้งกองประจัดกระจาดปะปนกับกองอื่นจนมั่วไปหมด


ไอ้หมอเอ๊ย


“ตะโกนทำไมล่ะหมอ อยู่กันแค่ตรงนี้เอง”


ยอมรับว่าหงุดหงิดมาก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหน้าผมตอนนี้จะบอกบุญไม่รับแค่ไหน แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้มีปฏิกิริยาไปในทางเดียวกันกับผมเลยสักนิด


เขากำลังทำสีหน้าเป็นห่วงใส่ผม


ฝ่ามืออุ่นใหญ่นั้นทาบลงบนแก้มผมอย่างแผ่วเบา


“เป็นอะไร”


เขาเอามืออีกข้างมาประคองแก้มผมไว้ไม่ต่างกัน


ถ้าเป็นเวลาปกติผมคงเขินม้วนต้วน แต่ตอนนี้ยอมรับเลยว่าอารมณ์ไม่ดี มอสกลายร่างเป็นสายตีอย่างสมบูรณ์


ณ จุดๆ นี้ จะเปรม จะปีเตอร์ มอสก็พร้อมตีได้ทั้งนั้น


“เหนื่อยหรือ”


ผมทำสีหน้าเหนื่อยหน่าย


“ยุ่งน่ะหมอ”


ทันใดนั้นฝ่ามือที่โอบแก้มผมไว้ทั้งสองข้างก็พลันเปลี่ยนเป็นดึงแก้มผมออกด้านข้างจนยืดย้วย


ประเด็นคือมันเจ็บโว้ย


“อ๋อ เอ็บ! (หมอเจ็บ!)”


ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ มือสองข้างของเขายิ่งดึงแก้มผมแรงขึ้นอีก


“อ๋อ! (หมอ!)”


“สมควรแล้วไหมล่ะ ดื้อไม่พอยังปากดี”


พอพูดจบเขาก็ปล่อยมือ


ถ้าหน้าเสียทรงจนต้องไปร้อยไหม จะกลับมาเรียกค่าเสียหายซะให้เข็ด


ผมทำหน้ามุ่ยใส่เขาแต่ก็ไม่ได้สะบัดหน้าหนีเมื่อฝ่ามือใหญ่นั้นลูบแก้มผมเบาๆ


“ขอโทษนะ เจ็บมากไหม”


หยิกเอง ขอโทษเอง ย้อนแย้งนะหมอนะ


...แต่ก็ไม่เถียงว่าหายหงุดหงิดขึ้นมานิดนึง...


เขาทำให้ผมนึกถึงอะไรบางอย่าง


“หมอ”


เขาเลิกคิ้วเป็นเชิงถามว่า ‘เรียกทำไม’


ผมจ้องนัยน์ตาของเขานิ่งแล้วเอ่ยปากช้าๆ


“หมอมีตัวตนจริงรึเปล่า”


เขาขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจคำถาม


ก็ต้องไม่เข้าใจอยู่แล้ว ขนาดผมที่เป็นคนถามยังไม่เข้าใจเลย


มือสองข้างของผมวางแหมะลงบนบ่ากว้าง


“ก็จับตัวได้นี่ แสดงว่ามีอยู่จริงสินะ”


ผมว่าพลางหัวเราะ


...ช่างเป็นเสียงหัวเราะที่ฝืดฝืนเหลือเกิน...


ริมฝีปากหุบยิ้มลง ความคิดของผมลอยไปไกลแสนไกล


“ผมไม่เห็นจะเข้าใจอะไรเลย”


เพียงเท่านั้นร่างทั้งร่างของผมก็ถูกรวบเข้าไปในอ้อมกอดอบอุ่นของคนตรงหน้า


...อุ่นจัง...อุ่นจังเลย...


ผมซุกหน้าเข้ากับแผงอกของอีกฝ่าย สิ่งที่รับรู้ได้คือความอบอุ่นที่ล้นทะลักออกมา


ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าร่างของผมสั่นแค่ไหน


ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ามือสองข้างที่จิกลงบนเสื้อของเขาเครียดเกร็งแค่ไหน


สิ่งเดียวที่รู้คือ...ผมไม่ได้ร้องไห้


“ไม่เป็นไรนะ”


เขากระซิบ


“พี่อยู่กับกรตรงนี้แล้ว”


มือข้างหนึ่งของเขายกขึ้นลูบหัวผมเบาๆ


“ไม่ต้องกลัวนะ”


ผมหลับตานิ่ง ไม่ได้ตอบอะไรออกไป สิ่งเดียวที่อยากรับรู้ในตอนนี้คือความเข้มแข็งและอบอุ่นของคนตรงหน้าที่แผ่ออกมาให้


“อยากร้องก็ร้องได้นะ”


ผมส่ายหน้าช้าๆ


แล้วผมก็รับรู้ได้ถึงความอุ่นชื้นบางอย่างที่สัมผัสกับหัว


มันฝังแน่นแล้วก็ถอยไป แล้วก็กลับมาแนบชิดใหม่


“ผมหอมจัง”


น้ำเสียงแซ็วนั้นฟังดูรื่นหู ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนพูดยิ้มกว้างแค่ไหน


...ไอ้คนฉวยโอกาสเอ๊ย...







***************************************************************************

มาอ่านกันเถอะ มาอ่านกันเถอะ

 :hao7: :hao7: :hao7:




ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3463
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ พิศตะวัน

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 496
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-3

ออฟไลน์ TachibanaRain

  • มาโกโตะเทนชิ
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2422
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +76/-3
ถึงหมอจะเป็นพระรองแต่ก็ชอบหมอนะ อย่างน้อยหมอก็ไม่มีพันธะพร้อมรักกรได้เสมอ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2446
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-5
อบอุ่นหัวใจ เจ็บจากคุณเปรม มีคุณหมอรักษาหัวใจก็ดีนะ นุ้งมอส

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
โอ๊ะ ใครนะอยากให้มอสรับรู้

แล้วที่พระท่านว่า
“ทุกสิ่งที่รับรู้ได้ในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมด”
"แต่ความรู้สึกอันเป็นแก่นแท้นั้นเป็นของจริง”
งง ตามมอสแล้ว
       :L1: :L1: :L1:
  :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
บทที่ 18 ความคาดหวัง [ครึ่งแรก]







เพราะมัวแต่ทำตัวอ่อนแอให้อีกฝ่ายปลอบใจ คนขี้ห่วงเลยกังวลจนเกินเหตุ


กว่าผมจะปลีกตัวออกมาจากคลินิกได้ก็เป็นเวลาเย็นมากแล้ว พอนับรวมเวลาเดินทางไปด้วย อะไรต่อมิอะไรรอบด้านเลยถูกความมืดกลืนไปเสียหมด โชคยังดีที่ตามรายทางมีบ้านที่แขวนโคมไว้บ้าง จุดไต้ไว้บ้าง ทำให้การเดินทางกลับบ้านของผมไม่ลำบากมากนัก


เคยมีคนบอกเอาไว้ว่า ถ้าวันหนึ่งวิถีชีวิตของเราเปลี่ยนไปจากปกติ แสดงว่าวันนั้นจะเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติตามมาอีกเป็นหางว่าว


ตอนแรกผมก็ไม่เชื่อนักหรอก แต่ตอนนี้ชักไม่แน่ใจ...


เสียงกรีดร้องสลับกับเสียงตะโกนดังมาจากทางบ้านของผม สองเท้าที่เดินเอื่อยเฉื่อยเมื่อครู่จึงเปลี่ยนเป็นถีบตัวออกวิ่ง ไม่นานนักภาพทิวทัศน์ที่คุ้นเคยก็ปรากฏในสายตา


แต่มีบางอย่างที่ผมไม่คุ้น


ชายรูปร่างกำยำหนึ่งคนยืนจังก้าอยู่หน้าบ้าน พอมองลอดเข้าไปจึงเห็นว่าในตัวบ้านมีชายรูปร่างคล้ายกันอยู่อีกสองคน คนหนึ่งกำลังจิกทึ้งผมของอาม้า ส่วนอีกคนกำลังซัดหมัดใส่ใครสักคน


ไม่อาป๊าก็คงเป็นอาเฮีย


ผมรีบแทรกตัวเข้าไปในบ้านจนคนเฝ้าหน้าบ้านคว้าไว้ไม่ทัน


“หยุดนะ!”


พวกมันสองคนหยุดมือแล้วหันมามองผมเป็นตาเดียว เพราะแบบนั้นผมจึงเห็นถนัดตาว่าคนที่โดนเตะเมื่อครู่คืออาเฮีย


ร่างที่เคยแข็งแรงนั้นบวมช้ำ แขนแกร่งที่เคยเป็นที่พึ่งพาให้คนอื่นกำลังกอดแน่นเพื่อปกป้องตัวเอง


...น่าสังเวชจริงๆ...


ผมหันหลังตัวเองเข้าหาผนังเพื่อไม่ให้โดนใครลอบทำร้ายจากด้านหลังแล้วกวาดตามองหน้าพวกมันทุกคน


“พวกคุณเป็นใคร มาทำแบบนี้กับคนในบ้านของผมได้อย่างไร”


ผมได้ยินเสียง ‘ฮึ’ จากคนที่ยืนเฝ้าหน้าบ้าน


ชายคนนั้นคลี่ยิ้มสมเพชใส่ผม


“มึงอย่าแส่เลยไอ้หนู เรื่องนี้พี่ชายมึงมันก่อไว้ แม่มึงเข้ามาห้ามเลยต้องสั่งสอนนิดหน่อย”


แล้วอาป๊าล่ะ อาป๊าอยู่ไหน


มันกระตุกยิ้มเหมือนรู้ว่าผมคิดอะไร


“ส่วนพ่อมึง มันเป็นลมล้มชักไปตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว ป่านนี้นอนตายอยู่ในครัวแล้วกระมัง”


ใจผมหายวาบ


...ไม่จริงน้า...


ยังไม่ทันที่ผมจะได้ใคร่ครวญคิด ชายคนนั้นก็พยักหน้าให้สองคนที่เหลือเป็นสัญญาณให้ทำต่อ ผู้ชายที่อยู่ใกล้กับอาเฮียที่สุดก็เริ่มเตะอัดท้องอีกฝ่ายอีกครั้ง ในขณะที่อาม้าก็พยายามจะพนมมือร้องขอให้พวกเขาหยุดทำให้ผู้ชายอีกคนต้องทั้งผลัก ทั้งถีบเพื่อให้เธอหยุดส่งเสียงน่ารำคาญ


ไม่ไหวแล้ว


ผมปรี่เข้าไปผลักชายร่างใหญ่ที่กำลังทำร้ายอาม้าให้พ้นทาง มันเซไปเล็กน้อยและดูหัวเสีย แต่ก็ไม่ได้คิดจะเข้ามายุ่งยุ่มย่ามอะไรต่อ ตรงกันข้าม มันกลับเดินไปสมทบกับเพื่อนของมันในการรุมกระทืบอาเฮีย


บ้าไปแล้ว นี่มันบ้าไปแล้ว


“อาโซ้ยตี๋ ช่วยเฮียลื้อด้วยนะ ช่วยอาตั่วตี๋ด้วย”


เสียงอ้อนวอนปนสะอื้นได้นั้นแค่ฟังก็แทบขาดใจ ใบหน้าบวมช้ำจากการโดนทำร้ายนั้นเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา


เกินไปแล้ว นี่มันเกินไปแล้ว


“พอ! หยุด!”


พวกมันไม่คิดจะฟังผมเลยสักนิด


“ผมบอกให้หยุดไง!”


เสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดดังผสมกับเสียงกรีดร้องของอาม้าทำให้ผมทนไม่ไหวอีกต่อไป


“ไอ้พวกเหี้ยกูบอกให้หยุดไง!”


สิ้นคำพูดของผมทุกอย่างก็เข้าสู่ความเงียบ


ทุกคนเหมือนจะหันมามองผมเป็นตาเดียว แต่ผมไม่คิดจะสนใจ คนเดียวที่ผมสนใจคือคนที่ยืนขวางอยู่ตรงประตูและดูมีท่าทีจะเป็นหัวหน้ามากที่สุด


ผมสบตากับเขานิ่ง


“พี่ผมไปทำอะไรไว้”


มันกระตุกยิ้ม


“จะให้กูบอกครอบครัวมึงไหมไอ้ชาติ ว่ามึงไปทำเลวระยำอะไรไว้”


ใบหน้าขึงขังนั้นยังจับจ้องอยู่ที่ผม แต่คำพูดที่เปล่งออกมากลับไม่ได้สื่อถึงผมเลยสักนิด


...ชาติเหรอ...


ผมหันไปมองคนที่นอนคู้อยู่กับพื้น ใบหน้านั้นแม้จะบวมจนผิดรูปหรืออาบไปด้วยเลือดมากแค่ไหน แต่สีหน้าตื่นตระหนกที่สื่ออกมานั้นก็ชัดเจนเหลือเกิน


เฮียของผมชื่อชาติ และคนชื่อชาติมีความผิดติดหลังอยู่


ผมหันกลับมาสบตากับชายคนนั้นอีกครั้ง


“ผมอยากรู้”


มันแสยะยิ้ม


“ก็พี่มึงไปเป็นชู้กับเมียของเจ้านายกูไง”


ความรู้สึกบางอย่างเอ่อแน่นขึ้นมาในใจ


“เห็นว่าเอาพลอยไปให้หล่อนด้วย พอนายกูจับได้เลยให้พวกกูสืบดู สืบไปสืบมาถึงรู้ว่าพลอยนั้นมันก็ไปขโมยเขามา พวกกูเลยไปบอกเจ้าของพลอย กะว่าจะให้มันโดนจับขังเสียให้เข็ด น่าเสียดาย...”


แววตาของมันที่ทอดมองมาที่ผมเปลี่ยนไปชั่วอึดใจก่อนจะกลับไปเป็นแววตาสมเพชเวทนาดังเดิม


เมื่อครู่คืออะไร


...เขา...เห็นใจผมเหรอ...


“มันมีครอบครัวที่ดีเกินไป”


มันละสายตาจากผมแล้วผินไปมองคนที่นอนกองอยู่กับพื้น


“คนเฒ่าคนแก่เขาว่ากันว่า ถ้าพ่อแม่มันดี ลูกก็จะดี ถ้าพี่น้องมันรักกัน มันก็จะดี ถ้าเกลอมันเป็นคนใฝ่เจริญ มันก็จะเจริญ สงสัยจะใช้ไม่ได้กับไอ้เหี้ยนี่แล้วกระมัง”


ใบหน้าดุดันนั้นหันกลับมามองผมอีกครั้ง


“วันนี้นายกูให้พวกกูมาสั่งสอนเพราะมันไม่ได้เข้าคุกอย่างที่ควรเป็น แต่ถ้ามันยังฝืนทำอีก คราหน้าจะไม่ใช่แค่สั่งสอน แต่มันจะได้กลายเป็นศพ มิมีผู้ใดพบอีกเลย”


พอพูดจบมันก็หันไปพยักหน้าให้อีกสองคนเป็นเชิงสั่งให้กลับ


ผมได้ยินเสียงอาม้าร้องไห้


ผมได้ยินเสียงอาม้ากรีดร้องราวกับจะขาดใจ


ผมได้ยิน ผมเข้าใจ ผมรับรู้มันทุกอย่าง


...รับรู้ว่าไอ้ตัวเหี้ยนี่เกิดมาเพื่อสร้างปัญหาเท่านั้น...


“เฮีย”


มันหันมามองผมก่อนจะสะดุ้งเล็กน้อย ท่าทางแบบนั้นทำให้ผมหัวเราะเงียบๆ ในใจ


ตอนทำล่ะไม่คิดจะกลัว


“เฮียมีปัญญาทำเรื่องดีๆ บ้างไหม”


นัยน์ตานั้นแข็งกร้าวขึ้นมาเล็กน้อย


ยัง มันยังไม่สำนึก


“คนอย่างเฮียนี่มัน...”


ผมฉีกยิ้ม


“หนักแผ่นดินจริงๆ”


“อาโซ้ยตี๋! ลื้อพูดจาแบบนี้ได้ยังไง”


เสียงของอาม้าร้องขัดขึ้นมาแทบจะทันทีที่ผมพูดจบ ฝ่ามืออ่อนโยนนั้นประคองร่างของคนเจ็บให้ลุกขึ้นมานั่งอย่างเบามือ พออีกคนนั่งได้ก็เอาแต่ลูบหัวปลอบโยนไม่หยุด


ทั้งๆ ที่อาม้าเองก็หน้าบวม ตัวเขียวไปหมด


ทั้งๆ ที่อาม้าเองก็เจ็บแท้ๆ


ไม่ยุติธรรมเลย


ผมพยายามนับหนึ่งถึงสิบในใจเพื่อสงบสติอารมณ์ ยังไม่ทันจะสงบดีก็ดันโดนสุมไฟเพิ่มขึ้นไปอีก


“อาโซ้ยตี๋ พักนี้ลื้อซี้ซั้วใหญ่แล้วนะ พูดจารู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่หน่อย”


อาป๊าที่เดินโขยกเขยกออกมาจากด้านในตำหนิผมเสียงแผ่วแต่ยังแฝงความดุดัน


เขาแกล้งเข้มแข็งไปอย่างนั้นล่ะ


ร่างผอมชรานั้นดูเจ็บปวดทุกย่างก้าว หว่างคิ้วที่ขมวดเข้าหากันทุกครั้งที่หายใจไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลยสักนิด


อาป๊าเป็นอะไร


“ป๊าเป็นอะไร”


ผมถามออกไปอย่างใจคิด แต่มือเหี่ยวย่นนั้นโบกไปมาเป็นทำนองว่า ‘ไม่เป็นไร’ ก่อนจะหันมาสบตาผม


“ขอโทษเฮียลื้อเสีย”


ผมขมวดคิ้ว


ทำไม


...ทำไมผมต้องขอโทษ...


คงเพราะเห็นท่าทางดื้อดึงของผมเขาจึงพูดต่อ


“อาตั๋วตี๋เป็นพี่ ลื้อเป็นน้อง ตั่วแปลว่าหนึ่ง โซ้ยแปลว่าสุดท้อง ลื้อเป็นน้องก็ต้องเคารพพี่”


อยากจะหัวเราะให้ดังถึงดาวอังคาร


คนที่ได้รับการเคารพควรประกอบไปด้วยวัยวุฒิและคุณวุฒิ พวกที่โตแต่ตัวบอกเลยว่า...


มอสไหว้ไม่ลง


“อาโซ้ยตี๋”


เสียงแหบพร่านั้นเอ่ยกดดันจนผมต้องยอมเพื่อให้ปัญหามันจบๆ


ผมยกมือไหว้แล้วผละออกมาโดยไม่สนใจเสียงที่ตะโกนตามหลังมา


จะดุด่าหรืออะไรก็ช่าง ผมพอแล้ว ไม่เอาด้วยแล้ว


ผมช่างเป็นน้องที่แย่จริงๆ...


...เพิ่งจะมาเข้าใจความรู้สึกของอาเจ้ก็ตอนนี้เอง...


 










สภาพของผมตอนนี้จะบอกว่าเป็นโจรสะกดรอยก็คงไม่ผิดนัก


หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายเมื่อคืน ทันทีที่พระอาทิตย์สาดแสงต้อนรับวันใหม่ ผมก็รีบพุ่งตัวออกจากบ้านเพื่อไปหาคนๆ เดียวที่เข้าใจผมมากที่สุด เพราะแบบนั้นผมจึงมายืนด้อมๆ มองๆ อยู่หน้าบ้านหลังนี้พักใหญ่แล้ว


มันเป็นบ้านหลังใหญ่ มีรั้วรอบขอบชิด หนำซ้ำยังมีบริเวณกว้างขวางร่มรื่นยากจะมองเห็นด้านใน ถึงจะรู้อย่างนั้นแต่ผมก็ยังพยายามเขย่งมองลอดรั้ว ทำทั้งที่รู้ว่าไม่มีประโยชน์อะไร


อย่างน้อยก็สบายใจว่าได้พยายามทำอะไรสักอย่างล่ะนะ


“ไอ้หนุ่ม มาหาใครเหรอ”


เสียงร้องทักที่ดังขึ้นด้านหลังทำให้ผมสะดุ้งโหยง


มาไม่ให้ซุ้มให้เสียงกันเลย


พอหันหลังไปจึงพบว่าคนที่เอ่ยทักก็คือชายชราคนหนึ่งในชุดเสื้อคอจีนสีขาวกับกางเกงแพรสีน้ำเงิน หลังของเขาค้อมลงเล็กน้อยแต่กลับดูมีอำนาจ น่าเคารพแปลกๆ ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกว่าเขาจะชื่อ...


“โธ่ลุงอ่ำ ผมตกใจแทบตาย ขวัญหนีหมดแล้ว”


เขาคลี่ยิ้มใจดี


“ก็เห็นเอ็งมาทำตัวลับๆ ล่อๆ น่าสงสัยพิกล ข้าก็ต้องเข้ามาถามไถ่สิ”


ยังไม่ทันที่ผมจะเอ่ยตอบเขาก็ยกมือขึ้นชี้หน้าผม


“นี่...เป็นพวกในวงดนตรีไทยใช่ไหม”


ยอมใจความจำของลุงแกจริงๆ


“ใช่จ้ะลุง จำได้ด้วยรึ เห็นหน้าผมประเดี๋ยวเดียวเอง”


เขาเอามือตบหน้าอกตัวเองสองสามครั้ง


“นี่ใคร นี่ลุงอ่ำ บ่าวของท่านเจ้าคุณอธิป จะมาทำตัวไร้ปัญญาเห็นจะไม่ได้”


ยอม ยอมลุงจริงๆ


“ว่าแต่วันนี้เอ็งมาทำอะไรล่ะ ไม่มีงานไม่ใช่รึ”


ในที่สุดลุงก็วกกลับมาเข้าประเด็นสักที


ผมก้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อเป็นการแสดงความเคารพยำเกรงคนตรงหน้า


แถวบ้านเรียกอยู่เป็นครับ


“ผมมาหาพี่สาวครับ พอดีที่บ้านมีเรื่องนิดหน่อยเลยต้องมาแจ้งข่าวน่ะจ้ะ”


ใบหน้าเหี่ยวย่นนั่นเคลื่อนที่ขึ้นลงช้าๆ


“พี่สาวเอ็ง...ลูกคนจีนตรงแถวคลองบางลำพูใช่ไหม”


“ใช่จ้ะ”


เขาทำท่าครุ่นคิดเล็กน้อย ผมเลยต้องช่วยเสริมแรงกระตุ้นความน่าเห็นใจ


“นะจ๊ะลุงอ่ำ ที่บ้านผมมีปัญหาจริงๆ อย่างไรเสียก็ต้องคุยกับพี่ให้ได้”


เขาตวัดสายตามองหน้าผมสลับกับพื้นดินด้านล่างก่อนจะพยักหน้าอย่างเชื่องช้า


“เอ้าๆ ตามมาๆ รีบคุยรีบกลับ โรงครัวจะได้ไม่วุ่นวาย”


นั่น ลูกอ้อนเท่านั้นที่ครองโลก


ลุงอ่ำเดินไปเปิดประตูบานเล็กสำหรับคนเดินเข้าออกแล้วนำผมเข้าไปข้างใน


บ้านของคุณเปรมเป็นบ้านที่มีบริเวณกว้างขวาง ตัวบ้านสร้างตามแบบตะวันตกผสมสถาปัตยกรรมไทยตั้งอยู่ตรงในกลางที่ดิน ในขณะที่โรงครัวและเรือนนอนบ่าวแยกออกมาทางทิศตะวันตก ส่วนบริเวณที่เหลือเป็นสวนทั้งหมด ในสวนใหญ่มีทั้งไม้ดอกไม้ประดับ มีทั้งดอกไม้ที่มีกลิ่นและไม่มีกลิ่น ตัดแต่งจัดวางอย่างสวยงามทำให้ดูร่มรื่นเย็นตาน่าอาศัย


ดูจากนอกโลกยังรู้เลยว่ามีอันจะกิน


ลุงอ่ำพาผมเดินลัดเลาะสวนไปเรื่อยๆ จนถึงโรงครัว ที่นั่นยังคงวุ่นวายและเสียงดัง แต่ก็นับว่าดีกว่าวันที่มีงานบุญอยู่มาก บ่าวมากมายรีบกินอาหารเพื่อไปทำงานต่อ หนึ่งในนั้นก็คืออาเจ้ของผมเอง


ผู้หญิงชาวไทยเชื้อสายจีนมีผิวพรรณที่เหลืองกว่าผู้หญิงไทยแท้ทั่วไป เมื่ออาเจ้มานั่งอยู่ท่ามกลางชาวไทยทั้งหมด ผิวขาวเหลืองของเธอจึงดูโดดเด่น มีเอกลักษณ์กว่าใคร ดวงตาชั้นเดียวรับกับรูปหน้าเรียวรูปไข่นั้นก็แตกต่างจากคนไทยทั่วไปไม่น้อย เธอแตกต่างจากทุกคน


...ผมเองก็แตกต่างจากทุกคน...


บ่าวหญิงคนหนึ่งที่นั่งอยู่ในวงกินข้าวเดียวกับอาเจ้สะกิดเธอยิกๆ ก่อนจะชี้นิ้วมาทางผม ดวงตาคู่เรียวนั้นมองตามทิศทางที่นิ้วชี้มา ทันทีที่เห็นหน้าผมถนัดตา นัยน์ตาคู่สวยนั้นก็เบิกกว้างพร้อมๆ กับปากที่อ้าออกอย่างตกใจ


เธอตกตะลึงอยู่ไม่นานก็รีบกระโดดผลุงมาหาผมแทบจะทันที


แน่นอนว่าไม่ลืมที่จะไหว้ลุงอ่ำซึ่งยืนอยู่ข้างผมด้วย


“เอ้า เจอกันแล้วก็ดี รีบคุย รีบกลับ เดี๋ยวข้าไปทำงานก่อน พวกเอ็งก็คุยกันไปแล้วกัน”


พวกเราพี่น้องยกมือไหว้ชายชราแทบจะพร้อมกัน เขาโบกมือเชิงว่า ‘ไม่เป็นไร’ แล้วเดินเชื่องช้าจากไป ทิ้งผมกับอาเจ้ไว้ในโรงครัวที่แสนวุ่นวาย


พวกเรายืนมองหน้ากันอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งอาเจ้ต้องเป็นคนเริ่มบทสนทนา


ผมยอมรับว่าไม่รู้จะเริ่มพูดมันออกมายังไงดี


“ไปหาที่เงียบๆ คุยกันไหม”


ผมส่ายหน้า


“อย่าเลย เดี๋ยวคนจะเอาเจ้ไปนินทาได้”


เธอถอนหายใจ


“ถ้าคนมันจะพูด มันก็พูดอยู่ดี มาเถอะ”


พอพูดจบ ร่างบอบบางนั้นก็หมุนตัวเดินนำผมไปที่ไหนสักแห่ง


ผมไม่รู้หรอกว่าอาเจ้จะพาผมไปไหน แต่สิ่งเดียวที่รู้คือผมเชื่อใจ


...ผมเชื่อใจอาเจ้มากกว่าใครทั้งหมด...


เธอพาผมเดินเข้ามาไกลพอสมควร ก่อนจะหยุดนิ่งใต้ต้นไม้ใหญ่ ผมเงยหน้ามองกิ่งก้านของมันเล็กน้อยแล้วก็ต้องตกใจกับดอกไม้สีเหลืองอ่อนบานสะพรั่งเต็มต้น


...ดอกการเวก...


“ตกลงว่ามีอะไรรึ”


คำถามนั้นดึงสติผมกลับมา นัยน์ตาของเราสบกันอย่างมีนัยยะ


“เรื่องเฮียใช่ไหม”


แค่สบตาก็มากเกินพอแล้วจริงๆ


ผมพยักหน้านิ่มๆ ไม่รู้ว่าควรทำตัวแบบไหน ผมควรโกรธแต่นั่นก็ครอบครัว จะให้ทิ้งไปไม่ดูดำดูดีก็คงไม่ได้


“อีกแล้วเหรอ”


น้ำเสียงนิ่มหวานนั้นฟังดูเหนื่อยหน่ายใจ


ผมเองก็เหนื่อยหน่ายใจเหมือนกัน


“คนแบบนั้น จะเป็นตายอย่างไรเราปล่อยไปเสียมิได้รึ”


“เจ้ก็รู้คำตอบอยู่แก่ใจ”


เพียงเท่านั้นคำพูดมากมายก็พรั่งพรูออกมา


“อั๊วไม่เข้าใจเลยว่าทำไมจะต้องมาคอยรับผลการกระทำที่คนผู้นั้นก่ออยู่ไม่เว้นไม่ว่าง อั๊วเบื่อ เกินจะทนแล้ว คราวนี้มันไปก่อเรื่องอะไรมาอีกล่ะ อาป๊า อาม้าก็เข้าข้างมันอีกใช่ไหม แค่มันเป็นผู้ชาย มันก็ได้ทุกอย่าง”


ใบหน้างดงามนั้นบิดเบี้ยวผิดจากที่เคยเป็น


มันน่ากลัว ผมรู้สึกว่าเธอน่ากลัว


“ถ้ามันตายๆ ไปเสีย ชีวิตพวกเราคงดีกว่านี้”


...น่ากลัว....


เกิดอะไรขึ้นกับอาเจ้ของผม ทำไมเธอถึง...ไม่สิ บางที...


...ผมอาจจะไม่เคยรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเธอเลยด้วยซ้ำ...


“แล้วตกลงมาหาอั๊ววันนี้มีอะไร”


น้ำเสียงที่เคยอ่อนโยนนั้นแข็งกร้าว


...ผมกลัว...


...เพราะผมกลัวจึงเลือกที่จะส่ายหน้าออกไป...


“ก็เรื่องเดิมๆ นั่นล่ะ ไม่มีอะไรหรอก อั๊วแค่อยากถามว่าเจ้พอจะช่วยได้ไหม”


ใบหน้าสวยหวานนั้นดูถมึงทึงยิ่งกว่าเก่า ผมจึงต้องรีบพูดเสริม


“แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนะเจ้ อั๊วหาได้”


พอผมพูดจบ ความโหดร้ายบนใบหน้าของเธอก็เจือจางลง


เธอเสตาหลบผมเล็กน้อย


“ตอนนี้คงไม่ได้ แต่หลังจากนี้ถ้าจะให้ช่วยอย่างไรก็บอกมาแล้วกัน”


ผมพยักหน้าเล็กน้อย


“ตามมาสิ จะไปส่ง”


ผมพยักหน้ารับ


การมาเยี่ยมคนที่ผมไว้ใจที่สุดไม่เห็นจะเป็นอย่างที่คิดเลยสักนิด สุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครรักใครมากไปกว่าตัวเองอยู่ดี


พอคิดได้แบบนั้นคำพูดของชายฉกรรจ์เมื่อวานก็ผุดขึ้นมาในหัว


“คนเฒ่าคนแก่เขาว่ากันว่า ถ้าพ่อแม่มันดี ลูกก็จะดี ถ้าพี่น้องมันรักกัน มันก็จะดี ถ้าเกลอมันเป็นคนใฝ่เจริญ มันก็จะเจริญ สงสัยจะใช้ไม่ได้กับไอ้เหี้ยนี่แล้วกระมัง”


คำพูดของเขาเป็นจริง


เฮียไม่ได้มีพ่อแม่ที่ดี


พวกเราพี่น้องไม่ได้รักกัน


และเท่าที่จำความได้ เฮียไม่เคยมีเพื่อนเลยสักคน


สุดท้าย เฮียก็คือคนที่ไม่มีอะไรเลย เพราะแบบนั้นเขาเลยเติบโตมาไม่ดี


เพราะแบบนั้น...อาเจ้เลยเติบโตมาไม่ดี


แล้วกรวิกล่ะ? ก่อนที่ผมจะมาเขาเป็นคนแบบไหนกันนะ


“อั๊วส่งแค่ตรงนี้นะ”


ผมยกมือไหว้ลา


ประตูบ้านนั้นปิดลงแล้ว เหลือไว้เพียงผม ความว่างเปล่าและกำแพงบ้านสีขาวสะอาดตา


แย่จริงๆ



*************************************************************************************



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-11-2017 18:10:06 โดย Marymo »

ออฟไลน์ พิศตะวัน

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 496
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-3

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2446
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-5
นุ้งมอสเป็นคนดีกว่าน้องกร รึว่าความดีพอๆ กัน เอ๊ะรึว่าน้องกรดีกว่า เอ๊ะรึว่า งงๆๆๆๆๆ รักนุ้งมอสนะ

ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
บทที่ 18 ความคาดหวัง [ครึ่งหลัง]







“คุณคะ”


แล้วก็เป็นอีกครั้งที่มีเสียงร้องทักดังขึ้นจากด้านหลัง พอหันกลับไปมองจึงพบว่าเจ้าของเสียงนั้นคือเด็กสาวที่งดงามราวกับนางฟ้าที่ผมเคยเจอในงานบุญ มันจะไม่มีอะไรน่าแปลกใจเลยถ้าคนที่อยู่ข้างกายของเธอไม่ใช่คนที่ผมคุ้นตา


...คุณเปรม...


ผมมองหน้าคุณเปรมเพียงอึดใจแล้วหลบตามามองหญิงสาวตรงหน้า


“มีอะไรหรือครับ”


เธออมยิ้มเล็กน้อย


“ฉันนึกว่าคุณจะมาใส่บาตรด้วย ก็เลยคิดว่าจะชวนเรียก แต่ดูแล้วฉันคงเข้าใจผิดไปเองกระมังคะ”


ใส่บาตร?


ผมเงยหน้ามองฟ้า


ป่านนี้น่ะนะ? พระแถวบ้านผมนี่จะฉันท์อีกรอบแล้วมั้ง


ผมได้ยินเสียงเธอหัวเราะคิกคัก


“พอดีคุณหญิงป้าท่านนิมนตร์พระมาใส่บาตรน่ะค่ะ น่าเสียดายที่ท่านไม่สบาย ฉันกับพี่เปรมจึงมาเป็นธุระให้”


...พี่เปรม...


คำๆ นี้มันโคตรแทงใจ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคนที่มีสิทธิเรียกเขาว่า ‘พี่เปรม’ ไม่ใช่แค่ผม


ก็ดีแล้ว จะได้ตัดใจได้ง่ายๆ


“ฉันไม่กวนคุณดีกว่าค่ะ พระท่านก็จะมาแล้ว เชิญตามสบายเถิดค่ะ”


“ใส่บาตรด้วยกันไหมล่ะกร”


ทันทีที่สิ้นเสียงแว่วหวานนั้น อีกคนก็รีบพูดแทรกขึ้นมาราวกับกลัวว่าผมจะทำตามที่เธอบอกแล้วหายไปจริงๆ


ผมสบตากับเขานิ่ง นึกไว้ในใจอยู่แล้วว่าจะต้องปฏิเสธ แต่พระสามรูปที่เดินมาหยุดตรงหน้าพวกเราทำให้ผมไม่มีทางเลือก


คุณเปรมเดินไปหยิบถาดใส่กับข้าวมาถือไว้ เด็กสาวคนนั้นก็ใส่บาตรอย่างคล่องแคล่ว ไม่รู้เพราะความใจดีของเธอหรือเพราะคุณเปรมเอ่ยปากชวน ในถาดจึงเหลือขนมห่อใบตองอยู่สองห่อ คุณเปรมหยิบห่อหนึ่งใส่บาตรพระก่อนจะหันมาบังคับผมด้วยสายตา


เอาเถอะ ก็แค่ใส่บาตรเอง รีบใส่ จะได้รีบไปสักที


พอผมหยิบขนมห่อสุดท้ายใส่บาตร เสียงคาถาให้พรก็ดังก้องไปทั่วบริเวณ พวกเราพนมมือรับพรกันสามคน น่าแปลกที่พวกเขาไม่มีบ่าวมาช่วยหยิบจับข้าวของ อาจจะเพราะไม่ถือตัวหรือรำคาญบ่าวก็สุดจะรู้


พอพระทั้งสามรูปเดินจากไป เด็กสาวคนนั้นก็หันมาคลี่ยิ้มบางให้ผมก่อนจะเดินนำกลับเข้าไปในบ้าน


เดินนำกลับเข้าไปพร้อมกับใครอีกคนที่กำลังจะเดินตามเธอไปต้อยๆ


ผมหลบสายตาจากภาพตรงหน้า ในใจวาดหวังให้พวกเขารีบๆ เดินเข้าไป ผมจะได้ไปเสียที


...น่าเสียดายที่หลายๆ ครั้งเรื่องบางเรื่องก็ไม่เป็นอย่างที่หวัง...


คุณเปรมหยุดยืนตรงหน้าผม ใบหน้านั้นดูเคร่งขรึมผิดวิสัย


“ทำไมจึงไม่ตอบกลับจดหมาย”


ผมหลบตา


“ก็ลุงอ่ำบอกให้ผมเอาให้หมอปีเตอร์ ผมก็เอาไปให้แล้วไงครับ”


“โกหก”


“คุณเปรมรู้ได้อย่างไรหรือครับว่าผมโกหก”


ใบหน้าคมสันนั้นกระตุกยิ้ม


ไม่ใช่ยิ้มเอ็นดูหรือสุขใจอย่างทุกที มันเป็นรอยยิ้มแปลกๆ เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้สื่อถึงความสุข


“ถ้าเธอเอาให้มันจริง ป่านนี้คงวิ่งโร่มาด่าทอเราถึงเรือนแล้ว”


ผมคร้านจะต่อล้อต่อเถียงกับอีกฝ่าย จึงยกมือไหว้หวังเดินจากไป เสียแต่ว่าอีกคนคว้าข้อมือผมเอาไว้ก่อน


“ไม่ว่าน้องจะไม่ตอบพี่ด้วยเหตุผลอะไร แต่พี่ขอยืนยันว่าข้อความที่เขียนไปนั้นกลั้นมาจากใจจริง”


ผมกระตุกยิ้ม


เขากล้าพูดออกมาได้ยังไง ทั้งๆ ที่ตัวเองก็อยู่กับคู่หมั้นแท้ๆ


“ครับ ผมจะจำไว้”


“กร”


เขาเรียกผมแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ แต่ยังคงรักษาระยะห่างไว้ค่อนข้างมาก ทำให้การฟังคำพูดของเขายากลำบากเล็กน้อย


“พี่รักน้องเพียงคนเดียว แม่ชื่นก็เป็นเพียงคนที่แม่พี่หามาให้และ...”


“คุณต้องแต่งงานกับเขา”


นัยน์ตาคู่คมนั้นสบกับผมนิ่ง


“เราเป็นลูกชายคนเดียว”


ผมส่งเสียง ‘ฮึ’ ออกไป


“ครับ ผมเข้าใจว่ามันเป็นหน้าที่”


ผมกระชากมือตัวเองให้หลุดจากการจับกุมของเขา


“แต่มันก็ไม่ใช่หน้าที่ของผมที่ต้องไปเล่นชู้กับใคร”


ใบหน้าเขาเครียดขรึมขึ้นจนน่ากลัว


แต่ผมจำเป็นต้องสนใจเหรอ?


“พี่มันก็แค่คนเห็นแก่ตัว”


“กร!”


เขากระซิบลอดไรฟันอย่างขุ่นเคือง


แต่ผมรู้ สำหรับเขาภาพลักษณ์สำคัญกว่าอะไรทั้งหมด


“เชิญพี่อยู่กับหน้าที่ของพี่ไปเถอะครับ ผมก็มีหน้าที่ของผมเหมือนกัน”


ผมค่อยๆ คลี่ยิ้ม


“ต่างคนต่างไปเถอะครับ”


พอพูดจบผมก็หันหลังให้เขา พอดีกับที่หยดน้ำตาหยดแรกร่วงหล่นลงมา


...แย่จัง ผมร้องไห้ให้เขาอีกแล้ว...

 










“พักนี้มีเรื่องอะไรรึเปล่า”


น้ำเสียงนั้นเอ่ยถามอย่างเป็นห่วงเป็นใย


ผมส่ายหน้าเบาๆ แล้วจมจ่ออยู่กับความคิดของตัวเอง


ตอนนี้เองที่ผมเพิ่งจะตระหนักได้ว่าความผิดหวังทุกสิ่งทุกอย่างที่ถาโถมเข้ามาในวันนี้ไม่ใช่เพราะความผิดของใคร มันเป็นเพราะผม เป็นเพราะตัวผมเองที่คาดหวังมากเกินไป คิดว่าคนนั้นต้องเป็นอย่างนั้น คนนี้ต้องเป็นอย่างนี้ พอไม่ได้อย่างหวัง ก็เลยผิดหวัง


พอผิดหวัง เลยไม่สามารถที่จะฝากความหวังและความเชื่อใจเอาไว้ได้อีก


ผมรับรู้ว่าคุณเปรมเป็นคนใจดี อ่อนโยน เด็ดขาดและรักครอบครัวมากกว่าสิ่งใดในโลก ในวันที่เขาต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อครอบครัว เขาจะทำมันโดยไม่ลังเล แต่ผมก็คาดหวังเอาไว้ลึกๆ ว่าเขาจะให้ความสำคัญกับผมพอๆ กับครอบครัวของเขา


ซึ่งมันไม่จริง


ผมเคยคิดว่าอาเจ้เป็นผู้หญิงที่อ่อนโยน น่ารักสดใสและรักอาม้าไม่ต่างจากผม แต่วันนี้ผมกลับพบว่าทุกสิ่งที่ผมเคยเข้าใจเกี่ยวกับเธอมันผิดทั้งหมด ผมเคยคิดว่าตัวเองรู้จักเธอดีแต่สุดท้ายมันก็เป็นแค่การคิดไปเอง อาเจ้ไม่ใช่คนใจดี เธอไม่ได้ต่างกันคนทั่วไป เธอเกลียดคนเป็น โกรธคนเป็น แค้นคนเป็น เธอก็แค่แค้นครอบครัวตัวเองเท่านั้น


...เท่านั้นจริงๆ...


ทุกคนรอบตัวผมล้วนถูกตั้งความหวังจากผมทั้งสิ้น ผมคาดหวังว่าอาม้าจะใจดี ผมคาดหวังว่าอาป๊าจะมีเหตุผลขึ้นมาบ้าง ผมวาดหวังไว้ว่าอาเจ้จะให้อภัยครอบครัวของตัวเองได้


ผมหวังว่าคุณเปรมจะแสดงความจริงใจให้ผมเห็นบ้าง


ผมหวัง ผมคาดหวัง ผมอยากให้ทุกคนที่รู้จักเป็นอย่างที่ผมคิด


แต่มีคนหนึ่งที่เป็นกรณียกเว้น...


ผมเหลือบตามองเขา


 “หมอมีด้านมืดบ้างไหมน่ะ”


“อะไรนะ”


เขาถามผมด้วยสีหน้างงปนตลกขบขัน รู้อยู่แก่ใจว่าคำถามมันคงแปลกหูน่าดู แต่ก็ไม่เห็นต้องทำหน้าตาตลกขนาดนั้นนี่นา


“อะไรกันเล่า เรียกถามแล้วมานั่งหัวเราะเองเสียอย่างนั้น”


ผมสบตาเขาทั้งที่ยังฉีกยิ้มกว้าง


“หมอมีนิสัยแย่ๆ บ้างไหม”


เขาหัวเราะร่วน


“ใครไม่มีนิสัยไม่ดีบ้างกัน”


“นั่นสินะ”


ผมตอบรับเขาไปแค่นั้นแล้วก้มหน้าลงทำงานต่อ


คำตอบก็สมเป็นเขาดี ผมไม่เคยคาดหวังอะไรในตัวเขามาก่อน คนๆ นี้เป็นคนเดียวที่ผมไม่เคยคาดหวังอะไรจากตัวเขาเลย เขาเจ้าเล่ห์ ขี้จับผิดและเข้าใจยากกว่าใคร เพราะแบบนั้นผมเลยไม่เคยวาดหวังว่าเขาจะเป็นคนดีหรือพึ่งพาได้ เป็นคนแปลกๆ ที่ไม่อยากยุ่งเกี่ยวสักเท่าไหร่


แต่ผมเองสิแปลก แปลกที่ดันรับกับความแปลกนี้ได้ แปลกที่ดันรู้สึกไปว่านิสัยเสียๆ พวกนั้นมันก็เหมาะกับตัวตนของเขาดี


สงสัยจะบ่มเพาะสกิลมาจากการมีแต่คนแปลกๆ มาคบค้าสมาคมด้วยล่ะมั้ง


“นิสัยเสียของผมน่ะมีอยู่เยอะเลยรู้ไหม”


จู่ๆ คนช่างพูดก็เอ่ยออกมา เรียกความสนใจให้ผมต้องหันไปมอง


ใบหน้าคมสันนั้นยังประดับยิ้มกว้าง


“เมื่อก่อนผมเป็นคนมุทะลุ เคยต่อยตีกับเปรมด้วย”


โห เห็นหงิมๆ แบบนี้ แต่เอาเข้าจริงก็สายตีนี่นา


“เรื่องอะไรเหรอหมอ”


เขาฉีกยิ้มกว้างมากขึ้นไปอีก


“เรื่องผู้ชายน่ะ”


ให้ตายสิ ไอ้พวกนี้นี่นะ


ผมพ่นลมหายใจอย่างขบขันออกมาแล้วส่ายหน้าเบาๆ


“ไม่กลัวโดนจับไปฆ่าเหรอหมอ”


เขายักไหล่


“ก็ไม่นะ แต่ผมลัพธ์จากคราวนั้นก็คือตัดออกจากกองมรดก สุดท้ายก็เลยกลายเป็นหมาหัวเน่า ไม่มีใครเอา”


แล้วทำไมถึงมาไทยล่ะ


นั่นเป็นคำถามที่ผมอยากถามออกไป แต่พอมาคิดอีกทีขืนถามออกไปคงไม่พ้นโดนด่าว่าสาระแน


แหม แต่ผมเองก็เป็นคนชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านอยู่ประมาณนึงด้วยสิ


เขาหันหลังให้ผม มือสองข้างวุ่นวายอยู่กับการหยิบจับอะไรบางอย่างที่ผมเองก็มองไม่เห็น


“สงสัยรึเปล่าว่าทำไมผมจึงเลือกเดินทางมาที่สยาม”


นั่น แม่นเป๊ะ บางครั้งผมก็สงสัยว่าเขาเดาได้หรือหน้าผมแสดงความกระเหี้ยนกระหือรืออยากรู้มากเกินไป


...น่ากลัวว่าจะเป็นอย่างหลัง...


เขาหันกลับมาสบตากับผมนิ่งด้วยใบหน้าที่ยังประดับด้วยรอยยิ้ม


เป็นรอยยิ้มแปลกๆ ดูกึ่งเย้ยหยัน กึ่งสมเพชชอบกล


“ผมก็มาเพื่อจะขัดขวางความรักของเปรมไงล่ะ”


เอ้า ไอ้หมอนี่เจ้าคิดเจ้าแค้นเนอะ ไม่เคยท่องบทแผ่เมตตา ไม่จองเวรแก่กันและกันล่ะสิ


...เดี๋ยวนะ ถ้าพูดแบบนี้ก็แสดงว่า...


“ที่หมอเกี้ยวผมก็เพราะหมั่นไส้คุณเปรมใช่ไหม”


เขาหันหลังให้ผมอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาหัวเราะเบาๆ


“ก็ส่วนหนึ่ง”


ผมไม่รู้จะพูดยังไงดี สิ่งเดียวที่คิดออกคือผมกำลังรู้สึกขุ่นเคืองนิดหน่อย แต่ที่น่าตลกคือผมไม่ได้ผิดหวังเลยสักนิด ตลกที่ผมดันคิดขึ้นมาในใจว่า ‘คนแบบนี้ก็ต้องคิดแต่แรกแบบนี้อยู่แล้ว’


นี่สิที่เขาเรียกรู้เช่นเห็นชาติกันมาแต่ต้น


“แต่ไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ”


เขาเอ่ยขึ้นทั้งๆ ที่ยังหันหลังให้ผม


“ตอนนี้ไม่คิดอย่างนั้นแล้ว”


เอ...แต่การที่ผมไม่ผิดหวังในตัวเขา มันไม่ได้หมายความว่าผมจะต้องเชื่อเขาเสียหน่อย


เพราะไม่คิดจะเชื่อ ผมจึงแสร้งพูดตลกขบขันกลับไป


“หมายความว่าตอนนี้ไม่คิดจะเกี้ยวผมแล้วใช่ไหมหมอ”


เขาหัวเราะแล้วหันมามองหน้าผมแว่บหนึ่งก่อนจะหันกลับไป


“ไม่คิดที่จะแข่งกับเปรมแล้วต่างหาก”


เขาค้อมตัวลงหยิบเอกสารจากตู้ชั้นล่าง


“เพราะตอนนี้ชอบไปจริงๆ แล้ว”


แหม นี่ก็กล้าพูดเนอะ


ผมกรอกตาใส่แผ่นหลังของอีกฝ่ายแล้วแสร้งทำน้ำเสียงเขินอาย


“ชอบผมจริงเหรอหมอ”


เขาหัวเราะคิกคัก


“จะให้พูดว่าชอบให้ได้เลยใช่ไหม”


พอพูดจบก็หมุนตัวกลับมาสบตาผม


“ใช่ ผมชอบกร”


โกหก


ความรู้สึกบางอย่างมันพวยพุ่งขึ้นมาจากในอก


คนโกหก


...ผมไม่จำเป็นต้องรักษาน้ำใจคนโกหก...


“แต่ผมไม่ชอบหมอครับ”


สิ้นคำพูดของผม ใบหน้าสุขใจนั้นก็เปลี่ยนแทบไม่ทัน จากริมฝีปากที่เหยียดยิ้มกว้างกลับกลายเป็นหุบนิ่ง ดวงตาสีฟ้าสวยมีประกายหม่นหมอง


ผมเองก็เคยเรียนการแสดงมา เรื่องแค่นี้ทำไม่ยากหรอก


ใจจริงผมอยากตอกกลับเขามากกว่านี้อีกหน่อย แต่เอาเถอะ ไหนๆ เขาก็เป็นแหล่งรายได้ของผม อย่าไปมีเรื่องด้วยน่าจะดีกว่า อีกอย่าง...


...ผมเหนื่อยแล้ว...


พอคิดได้แบบนั้นก็เลยหันซ้ายหันขวาสำรวจรอบตัว


งานทุกอย่างที่ควรจะทำก็ทำไปหมดแล้ว ไม่น่าจะเหลืออะไรให้ทำแล้วมั้ง


“ผมกลับก่อนนะ”


น่าแปลกที่อีกฝ่ายยังไม่ได้ขยับตัวเลยแม้แต่น้อย เขาสบตาผมนิ่ง


“ผมพูดจริงนะ ที่ผมชอบกรน่ะ”


นั่น ยังไม่เลิก


“ครับ ทราบแล้วครับ”


ผมรับคำไปอย่างนั้นแล้วลุกขึ้นเดินไปใส่รองเท้าเตรียมเดินกลับบ้าน


แต่ก็ยังไม่วายไม่วางมีเสียงดังตามหลัง


“ผมพูดจากใจจริงนะ”


ผมหัวเราะในคอ


ถ้าหมอไม่หยุด งั้นผมก็จะไม่ถนอมน้ำใจอีกฝ่ายแล้วเหมือนกัน


ผมไม่ได้ผิดหวังในตัวเขา แต่ผมไม่ชอบคนโกหก


...ผมโกรธที่เขาโกหก...


“ไม่มีคนโกหกที่ไหนยอมรับว่าตัวเองโกหกหรอกครับ”


เขาขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจแล้วดั้นด้นเถียงต่อ


“ผมไม่ได้โกหก ช่วงแรกผมอาจจะอยากเอาชนะเปรม แต่วันแรกที่เราเจอกันผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเปรมชอบคุณเพราะฉะนั้นถ้ากรจะเชื่อผะ...”


“พิสูจน์สิครับ”


เขาชะงักไป


ในเมื่อเขาอยากให้ผมเชื่อ ผมก็จะให้โอกาสเขา


“คำพูดของคนที่ไม่ทำอะไรให้เห็นมันไม่มีค่าหรอกครับ”


ผมสบตาเขาแล้วคลี่ยิ้มบาง


“ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คนนะครับหมอ”


ในเมื่อคนตรงหน้าอยากให้ผมเชื่อ เขาก็ต้องเป็นคนก่อร่างสร้างความไว้ใจที่พังทลายลงไปขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเขาเอง


ผมให้โอกาสแล้ว แต่คนที่จะสานต่อก็คือเขา


ผมใส่รองเท้าเสร็จแล้ว เขาเองก็ได้แต่ยืนมองตาละห้อยจากตรงนั้น


ดูๆ ไปก็น่ารักดี


“พยายามเข้านะหมอ จริงใจเข้าไว้ ผมจะรอดู”


ผมยอมรับในตัวตนของเขา แต่ไม่ได้หมายความว่าผมต้องเชื่อว่าเขาชอบผม เอาเข้าจริงก็คิดไว้แต่แรกอยู่แล้วว่าเขารุกหนักมากเกินไปจนผิดสังเกต พอมารู้ความจริงทีหลังเลยไม่ได้ตะขิดตะขวงใจอะไร แต่ไอ้เรื่องที่ยังดันทุรังบอกว่าชอบผมนี่รับไม่ได้จริงๆ


อยากเอาชนะเพื่อนก็ต้องบอกว่าอยากเอาชนะเพื่อนสิ


แต่เอ...ท่าทางเมื่อครู่ของเขาก็ดูจริงจังอยู่นะ


หรือเขาจะพูดจริง?


ใครจะรู้ล่ะ ถ้าอยากให้เชื่อ เขาก็ต้องเป็นคนพิสูจน์มันให้ผมเห็นเอง


แต่คนพรรค์นั้น จะไปได้สักกี่น้ำนะ


พอคิดแบบนั้นผมเลยหัวเราะเบาๆ ให้ตัวเองแล้วก็เดินจากมา





********************************************************************************************************
หนูกรของเรากำลังเข้าสู่นิยามที่ว่าเมื่อคนเราผิดหวังบ่อยเข้า เราก็จะไม่สามารถคาดหวังหรือเชื่อใจใครได้อีกเลย มาเป็นกำลังใจให้หนูกรของเรากันน้า
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-11-2017 22:13:35 โดย Marymo »

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3463
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ DarknLight

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 276
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-1
บางทีมันก็หนัก ๆ เหนื่อย ๆ เนอะ กร[มอส]
ที่ต้องแบกรับภาระ ที่ต้องคาดหวัง ตั้งความหวังไว้กับคนอื่น
สุดท้ายก็เป็นเราเองที่รู้สึกคนเดียว
 :เฮ้อ:

ออฟไลน์ natsikijang

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 540
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-4
คุณเปรมไปเรียกมอสให้ระลึกชาติได้แน่เลย แต่ทำให้มอสเข้าใจว่าตัวเองเป็นกร ใช้ชีวิตอยู่ในยุคนั้น  เดากันต่อค่ะ แล้วทีนน่าจะเป็นคุณเปรมกลับชาติมาเกิดเพราะดูแล้วรักมอสแน่ๆ

ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
บทที่ 19 รับมือ [ครึ่งแรก]








หลังจากวันนั้นผมก็แทบไม่เจอคุณเปรมอีกเลย ได้ยินคนในวงดนตรีไทยพูดประมาณว่าเขากำลังเตรียมตัวจะตบแต่งเข้าเป็นเขยของบ้านคุณพระมิ่ง อีกทั้งหน้าที่การงานก็กำลังไปได้เร็วกว่าคนในวัยเดียวกัน อีกไม่นานคงได้รับตำแหน่งเจ้าพระยาไม่ต่างจากผู้เป็นบิดา ทุกเสียงที่พูดถึงเขาล้วนเป็นเสียงแห่งความชื่นชมยินดี บ้างก็ชมว่าเก่ง บ้างก็ชมว่าเกิดมาเพียบพร้อมสมเป็นผู้มีบุญ


ดีแล้ว คงสมใจเขาแล้ว เขากำลังมีชีวิตที่ผาสุก ประสบความสำเร็จในทุกๆ ด้าน ทำให้พ่อแม่ภูมิใจอย่างที่เขาอยากให้มันเป็นมาตลอด


“ไอ้กร”


...ดีแล้ว...


“ไอ้กร!”


เสียงตะโกนของครูบุญทำให้ผมสะดุ้งโหยงจนทุกคนพากันหัวเราะร่วน


“โธ่ครู ตะโกนทำไมเล่า อยู่ใกล้กันเพียงนี้”


ครูบุญเอาไม้เรียวเคาะหัวผมไปหนึ่งที


เจ็บเอาเรื่องอยู่นะ


“ใครสั่งใครสอนให้จับคันซอแน่นอย่างนั้น หากหักไป พังไปจะทำอย่างไร”


ไม่ว่าเปล่ายังเอาไม้เรียวตีหลังมือผมไปอีกหนึ่งที


ตีอย่างกับมีโปรลดแลกแจกแถมเลยนะครู


“แล้วนี่เกลอเอ็งไปไหนเสียล่ะ”


ผมขมวดคิ้วให้กับคำถามก่อนจะถึงบางอ้อ


“ไม่รู้มันสิครู พักนี้ไม่ค่อยเจอเลย”


ทุกคำที่พูดไปเป็นความสัตย์จริงครับ ช่วงนี้ไอ้มั่นหายหัวไปยิ่งกว่าเก่า เจอกันคราวล่าสุดก็เมื่อสองวันที่แล้วเห็นจะได้ ถ้าจำไม่ผิดเห็นบอกว่าพ่อมันได้งานก่อนสร้างที่ใหม่มา ทำให้มันต้องไปช่วยหรืออะไรทำนองนี้ สรุปอย่างง่ายๆ คือมันไม่ว่าง และจะไม่ว่างไปอีกสักพักใหญ่ๆ


...เหงาจัง...


คนเดียวที่ผมพอจะเชื่อใจได้ในตอนนี้ก็คือไอ้มั่น จู่ๆ มันหายไปแบบนี้ ผมเลยยิ่งแย่


แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้บ่นอะไรมากไปกว่านั้น เสียงอึกทึกครึกโครมก็พลันดังมาจากบริเวณบันได เสียงนั้นดังชนิดที่สามารถดึงให้พวกเราทุกคนหันไปมองต้นเสียงเป็นตาเดียว


...ไม่รู้ทำไม ผมถึงพอจะเดาได้ว่าคนทำเสียงนี้เป็นใคร...


ไม่นานนักก็มีร่างสูงกำยำโผล่พ้นพื้นบ้านมาให้เห็นและนั่นก็ช่วยยืนยันว่าความคิดผมถูกต้อง


...ไอ้มั่นในสภาพเหงื่อท่วมตัวและตื่นเต้นเกินเหตุ...


มันไปทำอะไรมาล่ะนั่น


พอทุกคนเห็นว่าเป็นไอ้มั่นก็พากันหัวเราะแล้วส่ายหน้าอย่างระอา


รวมถึงผมด้วย ถึงไอ้มั่นจะเป็นผู้ชายห่ามๆ มุทะลุและไร้ซึ่งความละเอียดอ่อน แต่โดยพื้นฐานที่เป็นคนขี้เกรงใจ มีสัมมาคารวะและเข้ากับคนง่าย มันจึงกลายเป็นที่รักที่เอ็นดูของคนทั้งวง แม้บางครั้งบางคราวจะทำผิดทำพลาดไปบ้างก็ไม่มีใครคิดจะถือสาหาความกับมันอย่างจริงจัง


แม้แต่ครูบุญก็พลอยเป็นไปกับเขาด้วย


“เอ้าไอ้มั่น ค่อยๆ จะวิ่งมาทำไม ค่อยๆ เดิน”


โลกนี้ไม่ยุติธรรมครับ ถ้าคนที่ทำเป็นผมป่านนี้โดนฟาดขาลายไปแล้ว ในขณะที่มันแค่ยกมือไหว้ขอโทษขอโพยครูบุญนิดหน่อย ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนใบหน้าดุดันเป็นเอ็นดู


มอสล่ะหมั่นไส้


ทันทีที่ไอ้ตัวสูงเห็นผม มันก็รีบปรี่ตรงมาแทบจะทันที


รีบอะไรขนาดนั้นน่ะ


“ไอ้กร เอ็งรู้เรื่องพี่สาวเอ็งรึยัง”


น้ำเสียงของมันมีเสียงหอบปนอยู่นิดหน่อย แต่ที่เด่นชัดความคือความตื่นตระหนก


ผมขมวดคิ้ว ในใจรู้สึกไม่ดีชอบกล


“ทำไม มีอะไรเกิดขึ้นรึ”


มันหันซ้ายหันขวาเลิ่กลั่กแล้วลดระดับเสียงลงจนแทบเป็นเสียงกระซิบ


“ก็พี่พลอยของเอ็งมันหนีไปกับผู้ชายน่ะสิ”


“ฮะ!?”


“ชู่ เบาๆ”


เสียงตะโกนของผมทำให้ทุกคนหันมามองจนไอ้มั่นต้องหันไปยิ้มแห้งๆ รับหน้าแล้วหันมาเอ็ดผมแทน


แต่นั่นมันไม่สำคัญเลยสักนิดเทียบกับสิ่งที่มันพูดเมื่อกี้นี้


“เอ็งหมายความว่าอย่างไร”


ลมหายใจของมันเริ่มกลับเป็นปกติ นัยน์ตาคมนั้นมองผมอย่างเห็นใจ


“ก็ข้าไปทำงานกับพ่อแล้วบังเอิญไปได้ยินนายช่างใหญ่พูดว่าบ่าวบ้านเจ้าคุณอธิปหนีไปกับคนงานก่อสร้างที่เพิ่งเข้ามาใหม่ ครานี้ข้าเลยเอะใจ ก็เลยลองไปเลียบๆ เคียงๆ ถามบ่าวในบ้านท่านเจ้าคุณอธิปดู”


มันเว้นจังหวะหายใจ


“ปรากฏว่าเป็นพี่สาวเอ็งว่ะเกลอ”


หัวสมองผมขาวโพลน


ไม่จริง ใครก็ได้บอกผมทีว่าไม่จริง


“มึงแน่ใจได้อย่างไร”


ผมรู้สึกว่าเสียงตัวเองสั่น คงเพราะแบบนั้นไอ้มั่นจึงเอามือมาตบบ่าผมอย่างให้กำลังใจ


“ข้าถามย้ำแล้วย้ำอีกว่าใช่พี่พลอยหรือไม่ ขอเข้าไปพบก็แล้ว ปรากฏว่าเป็นพี่เอ็งจริงๆ”


ผมกลืนก้อนบางอย่างที่จุกอยู่ในคอลงไป ในหัวของผมว่างเปล่า ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะพูดหรือทำอะไรต่อ


ถ้าไม่มีอาเจ้ก็หมายความว่ารายได้ในบ้านจะมาจากเพียงผม งานก่อสร้างของอาป๊าและการขายขนมของอาม้า ช่วงนี้อาป๊าคงทำงานได้ไม่มากนักเพราะสุขภาพแย่ลงทุกวัน อาม้าเองก็เช่นกัน เฮียนั้นไม่ต้องพูดถึงเพราะพึ่งพาอะไรไม่ได้อยู่แล้ว


...สำคัญกว่าเรื่องเงิน ผมกำลังสงสัยว่าถ้าทุกคนรู้เรื่องนี้แล้วจะทำหน้ายังไงกันนะ...


...อาป๊าจะดีใจหรือเสียใจกันแน่...


ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แล้วสบตาไอ้มั่น


“ขอบใจมึงมากนะที่อุตส่าห์มาบอกกู”


มันพยักหน้ารับแล้วบีบไหล่ผมแรงขึ้นอีกหน่อย


“ไปบอกพ่อบอกแม่มึงเสียนะ ส่วนที่ชาวบ้านมันเอามาพูดกันก็ช่างมันเถิด ไม่จำเป็นต้องไปฟังกระไรให้มากความ”


ผมพยักหน้ารับ หากในใจกลับเห็นต่าง


ไอ้เรื่องเงินทองมันไม่ใช่เรื่องใหญ่นักหรอก ที่น่ากลัวคือคำคนต่างหาก คำพูดของคนที่คอยพูดย้ำถึงความผิดพลาด วนไป วนมา นับร้อยๆ ครั้ง ตัวผมน่ะไม่เป็นไรหรอก แต่คนอื่นล่ะ


...อาม้าจะทนได้รึเปล่า...


 









หลังจากมั่นบอกเรื่องนั้นกับผม ผมก็แทบไม่มีสมาธิจะทำอะไรต่อ โน้ตทุกตัวที่ถูกสี คำทุกคำที่ถูกขับร้อง มันเละเทะไปหมด ผิดคีย์บ้าง ผิดช่องจังหวะบ้างจนครูบุญต้องออกไปไล่ให้ผมไปพักผ่อนเสีย พอรู้ตัวอีกทีผมก็ขอครูบุญกลับบ้านเสียแล้ว


แล้วยังไงต่อล่ะ?


ผมก็ทำได้แค่ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ตรงปากซอย ในหัวมันมีแต่ความวุ่นวาย จะบอกอาม้ายังไง จะบอกอาป๊าว่าอะไร จะใช้คำพูดไหน จะเริ่มตอนไหน จะเกริ่นนำว่ายังไง


...คิดยังไงก็คิดไม่ออก...


ในขณะที่ผมกำลังยืนหมุนไปหมุนมาอยู่นั้นเองที่สายตาไปปะทะเข้ากับรถม้ากับสารถีคุ้นหน้าคุ้นตา


หรือว่า...


สิ้นความคิดในหัว ผมถีบตัวเองให้ออกวิ่งฝ่าฝูงชนที่เดินจับจ่ายซื้อของกันในตลาด เพียงไม่นานผมก็มาถึงสถานที่ที่แสนคุ้นเคยในตลอดระยะเวลาสองเดือนที่ผ่านมา ด้านหน้าตึกเก่าซ่อมซ่อมีชายหนุ่มร่างสูงที่แสนคุ้นตา


...คุณเปรม...


เขายังคงดูดีหัวจรดเท้า กริยามารยาทท่วงท่าสง่างามไปทุกกระเบียดนิ้วไม่มีเปลี่ยน ใบหน้าคมสันนั้นยังคงดูใจดีและมีเมตตา เขาฉีกยิ้มเล็กน้อยให้กับคนที่อยู่ตรงข้าม ยังไม่ทันที่ผมจะได้เอ่ยทักใคร คู่สนทนาของเขาก็พลันเหลือบมาเห็นผมเสียก่อน


“อ้าว พูดถึงก็มาเลย กลับไวจริงเทียว”


อาม้าพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเหมือนปกติ


หรือจะยังไม่รู้?


ร่างสูงโปร่งนั้นเหลือบมามองผมเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปหาอาม้า


“ในเมื่อเขามาแล้ว เช่นนั้นเราขอเข้าเรื่องเลยแล้วกัน”


แผ่นหลังกว้างนั้นเหยียดตรง ดูสง่าผ่าเผย น่าเกรงขามและ...


...น่าหลงใหล...


ให้ตายสิ นี่ผมเป็นคนหรือวัวนะ เจ็บไม่จำจริงๆ


เขาทำหน้าเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย


“เรามีข่าวไม่ใคร่จะดีนักมาแจ้ง”


ไม่นะ อย่าบอกอาม้านะ


“ลูกสาวของคุณ...”


“อาเจ้ผมไม่สบายหรือครับ”


การขัดจังหวะทะลุขึ้นกลางปล้องแบบนี้คงไม่แคล้วโดนด่าว่าไม่มีมารยาท แต่ผมไม่มีทางเลือก ผมว่าอาม้ายังไม่พร้อมจะรู้เรื่องนี้


...หรืออาจจะเป็นผมเองที่ยังยอมรับมันไม่ได้...


“พลอยไม่สบายหรือคะ”


น้ำเสียงตื่นตระหนกของอาม้าทำให้เขาหันมาขมวดคิ้วยุ่งใส่ผมเป็นเชิงตำหนิ


“อย่าพูดขัดขึ้นมากลางบทสนทนา มันเสียมารยาท”


เขาเอ็ดผมเสียงเข้ม


แล้วยังไงล่ะ ถ้าเขาพูดไปแล้วเกิดอะไรขึ้นคนที่รับเคราะห์ก็ไม่ใช่เขาเสียหน่อย


สงสัยผมจะแสดงสีหน้าไม่สู้ดีมากไปหน่อย เขาจึงยอมผ่อนปรนลง


“คราวหลังอย่าทำอีก”


ผมพยักหน้ารับ ใจไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเขาแล้ว แค่พูดก็ไม่อยาก แต่เพราะเรื่องของอาเจ้เลยต้องมาเจอกันอีกจนได้


ไม่รู้ไปทำเวรทำกรรมอะไรกันไว้


พอเขาดุผมเสร็จก็หันกลับไปหาอาม้าอีกครั้ง


“ไม่ใช่หรอกครับ เธอไม่ได้ป่วยไข้กระไร เพียงแต่...”


เขาเว้ยจังหวะอย่างจงใจคอยดูว่าผมจะขัดขึ้นอีกหรือไม่


ผมรู้ว่าถ้าผมทำมันก็คงจะยืดเวลาได้อีกหน่อย แต่นั่นคงทำให้ผมกลายเป็นเด็กไร้มารยาทโดยสมบูรณ์ในสายตาเขา


ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในใจลึกๆ แล้วมันก็ยังมีที่ให้เขาอยู่...เยอะทีเดียว


...ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้เขาชมมากกว่า...


พอเห็นว่าผมเชื่อฟังเขาเป็นอย่างดี ริมฝีปากสวยนั้นก็คลี่ยิ้มบางเพียงอึดใจ


“เธอหนีไปกับผู้ชายน่ะครับ”


“ว่ากระไรนะคะ!”


...เขาพูดไปแล้ว...


...เขาพูดออกไปแล้ว...






*************************************************************************






CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2446
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-5
เจอแต่เรื่องยุ่งๆ นุ๊ นุ้งมอส ฉู้ๆ คนอ่านให้กำลังใจอยู่ในโลกปัจจุบันเน้อ

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3463
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ GBlk

  • ขอให้สรรพสัตว์จงมีความสุข
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1438
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +82/-43
คุณเปรมแลดูนิสัยไม่ดีขึ้นเรื่อยๆ

ออฟไลน์ yasperjer

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 507
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-2
สงสารน้องมอสสสสสสส ต้องมาเจอแต่เรื่องปวดจิต

ออฟไลน์ TachibanaRain

  • มาโกโตะเทนชิ
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2422
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +76/-3
คุณเแรมต้องวางแผนอะไรไว้แน่ๆไม่งั้นไม่มาถึงบ้านหรอก

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
ครอบครัวกร เจอแต่เรื่องร้ายๆ
การที่พลอยหนีไปกับผู้ชายเป็นเรื่องใหญ่โตมาก
แต่เฮีย ที่เป็นขโมย เป็นชู้กับเมียนาย เรื่องก็ใหญ่พอกัน
มันคนละด้านกันเลยระหว่างกับลูกชาย ลูกสาวเลย

ป๊า ม้า ก็รักลูกแบบจีนหัวเก่าที่ผู้ชายเป็นใหญ่
เข้มงวดกับลำดับอาวุโส ยกลูกชายไว้สูง กดลูกสาวไว้ต่ำ
พี่ไม่ดี ทำตัวเลวมากกก แต่ให้น้องที่ทำตัวดี เคารพต่อไป
มอสจะแก้ไขปัญหายังไง

แต่คุณเปรม ที่เตรียมตัวเป็นเจ้าบ่าว
มาแจ้งข่าวร้ายๆแบบนี้ หวังอะไร คิดอะไร มีแผนอะไร  :hao3:
อยากอ่านต่ออีกแล้ว  :z3: :z3: :z3:
       :L1: :L1: :L1:
  :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
บทที่ 19 รับมือ [ครึ่งหลัง]





ปฏิกิริยาของอาม้าไม่ได้เหนือความคาดหมายของผมนัก ใบหน้าเหี่ยวย่นนั้นดูตกใจอย่างรุนแรง ริมฝีปากสั่นระริก นัยน์ตาสองข้างเบิกโพล่งก่อนที่น้ำตาหยดแรกจะหลั่งออกมา


ผมรีบวิ่งอ้อมไปประคองอาม้านั่งลงบนแคร่ พอท่านมาอยู่ในอ้อมแขนของผมจึงได้รู้ว่าร่างแก่ชรานี้อ่อนแอแค่ไหน


เนื้อตัวที่สั่นเทิ้มในอ้อมกอดของผม


น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าที่ไหลออกมาทั้งที่ไม่มีเสียงสะอื้น


ท่านคู้ตัวลงเล็กน้อยแล้วก็สะอื้นไห้อย่างน่าสงสาร


ผมกลืนก้อนบางอย่างในคอลงไปแล้วหันไปสบตากับคนแจ้งข่าว


ผมรู้ว่าเราหนีความจริงไม่ได้ แต่...แต่...แต่อะไรล่ะ เขาทำผิดตรงไหนกัน ถ้าจะหาคนผิดสักคน ก็คงเป็นอาเจ้ของผมนี่แหละ


เธอทำได้ยังไงกันนะ เธอทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลังแบบนี้ได้ยังไง พอคิดแบบนั้น ความคิดชั่วร้ายบางอย่างก็แว่บเข้ามาในหัว


...เป็นความสงสัยที่ชั่วร้าย...


เธอเคยรักพวกเราบ้างไหม พวกเรา...


....เคยสำคัญสำหรับเธอบ้างไหม...


ผมสะบัดหัวไล่ความคิดบั่นทอนจิตใจพวกนั้นแล้วหันไปสบตาคุณเปรม


“คุณคงไม่ได้มาเพื่อแจ้งข่าวอย่างเดียวกระมัง”


เขาพยักหน้าด้วยสีหน้าราบเรียบ ท่าทางนั้นทำให้ผมลอบถอนหายใจเงียบๆ


...ถอนหายใจเพราะพอจะเดาได้ว่าทำไมอีกคนถึงมายืนอยู่ตรงนี้..


“พี่สาวผมคงเอาเงินค่าจ้างล่วงหน้าไปเท่าไหร่”


เขาจ้องผมค้างอยู่อึดใจก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปาก


“มิน่าเล่า ปีเตอร์จึงถูกใจเธอนัก”


คำพูดของเขาทำให้ใจผมเต้นตุบๆ แต่ไม่ใช่เพราะอาการใจเต้นด้วยความดีใจ


ผมกำลังโกรธ และเพราะโกรธ ผมจึงอยากประชดประชันมากกว่าปกติ


“ครับ ผมก็ ‘ถูกใจ’ เขามากทีเดียว”


พูดออกไปเพียงเท่านั้น ใบหน้าสุขใจกึ่งเย้ยหยันเมื่อครู่ก็พลันเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดถมึงทึง


ฮึ สมช่างประชดนัก โดนเองเสียบ้างจะได้รู้สึก


“ก็ดี”


เขายกมือขึ้นกอดอก


“แล้วเรื่องเงินที่พี่สาวเธอเอาไปแล้วทั้งที่ยังไม่ได้ทำงานให้จะชดเชยกลับอย่างไรรึ”


ฉิบหาย ไอ้คนหน้าเลือดเอ๊ย


เขาจ้องเขาเขม็ง


“ไม่ทราบว่าพี่สาวผมเอาเงินไปเท่าไรหรือครับ”


เขาทำทีเป็นครุ่นคิด แต่ผมรู้ดีว่าท่าทางพวกนั้นมันเสแสร้ง


ไอ้คนเสแสร้ง


“ราวยี่สิบบาทเห็นจะได้”


เออ เอาสิ ความวัวไม่ทันหายความควายก็เข้ามาแทรกเสียแล้ว


“ผมจะหามาใช้คืนให้เร็วที่สุดแล้วกัน”


ผมได้ยินเสียง ‘ฮึ’ ในคอของเขา


“เราได้ข่าวมาว่าเธอต้องใช้หนี้ที่พี่ชายเธอไปก่อไว้ด้วยมิใช่รึ”


อ้าว ขี้เผือกนี่เราน่ะ


“รู้ดีจริงนะครับ”


“กร”


เขาเรียกชื่อผมเสียงเข้ม ในขณะที่ผมก็ทำเพียงลูบหลังปลอบอาม้าแล้วเมินเขาเสียดื้อๆ


เออ เมินกันตรงๆ แบบนี้นี่แหละ


“แล้วตกลงจะชดใช้อย่างไร”


ไอ้นี่ก็หน้าเลือดจังโว้ย


...ไม่หรอก ผมรู้ดี เขาแค่อยากเอาชนะผมเท่านั้นล่ะ...


คราวนี้ผมกอดอกกลับบ้าง


“แล้วคุณจะให้ทำอย่างไรเล่า ในเมื่อจะชดใช้เป็นเงินคุณก็ไม่ยอม”


“ถ้าชดใช้เป็นเงินจริงจะหามาใช้ทันรึ”


“ก็ให้เวลาผมหน่อยสิ”


“ทำไมเราต้องให้ด้วยเล่า”


“คุณเปรม!”


ไอ้นี่มันวอนแล้วครับ กวนส้นเกินไปแล้ว ไอ้ผู้ดีแต่เปลือกเอ๊ย


“อาโซ้ยตี๋พอเถอะ”


ยังไม่ทันที่ผมจะได้ลับฝีปากกับอีกคนต่อ อาม้าก็เอื้อมมือมาจับแขนผมเบาๆ มือข้างนั้นดูอ่อนล้าแต่ก็พยายามจะฝืนเคลื่อนที่ออกมา


อาม้ากำลังฝืนตัวเองอีกแล้ว


ท่านเงยหน้ามองคุณเปรมพลาง ปาดน้ำตาไปพลาง


“เช่นนั้นให้ฉันเข้าไปทำงานแทนลูกสาวนะคะ”


“ไม่ได้นะม้า!”


ผมรีบปรามเสียงหลง ถ้าม้าไป ใครจะดูแลร้าน แบบนั้นก็เท่ากับบ้านเราจะขาดรายได้ไปอีกทาง ไหนจะหนี้ของเฮียที่ต้องใช้เขาก็กระชั้นชิดเข้ามาทุกวัน


“แล้วลื้อมีเงินมาจ่ายอีรึ”


...


...บ้าเอ๊ย...


ผมถอนหายใจแล้วหันหน้าหนี


ก็ถูกของอาม้า นี่เป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว


...ไม่สิ...มันยังมีอีกทางนี่นา...


“ให้อั๊วไปทำแทนไหม”


ท่านหันขวับมามองผมแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่


ทำไมล่ะนั่น


“เด็กผู้ชายเข้าครัวรึ นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก”


อ้าว ม้า ไม่รู้จักฉายาเทพมอสเอ คหกรรมเสียแล้ว


“แต่ถ้าม้าไปทำงานให้คุณเขา เราจะหาเงินมาใช้หนี้ไม่ทันเอานะ”


สิ้นคำพูดของผมอาม้าก็นิ่งไป นั่นเปิดโอกาสให้ผมโน้มน้าวเธอต่อ


“อั๊วไปทำงานให้คุณเขาสลับกับที่โรงหมอก็ได้”


“โรงครัวต้องทำงานทุกวันนะ”


เสียงของบุคคลที่สามแทรกขึ้นมาก่อนที่อาม้าจะได้ตอบ ท่าจึงทำเพียงรับฟังแล้วเม้มปากเงียบไป


นั่น ไหนใครบอกว่าคนพูดทะลุกลางปล้องมันไร้มารยาทไง


ผมหันไปหาอีกคนแล้วกระตุกยิ้มสะใจ


“อย่าพูดทะลุกลางปล้องสิครับ”


เท่านั้นล่ะครับ อีกฝ่ายก็เข้าสู่โหมดหน้าบึ้งเต็มรูปแบบ


ดี โดนซะบ้าง


ผมหันกลับมาหาอาม้าที่ยังนั่งก้มหน้านิ่ง


“ม้าก็สอนอั๊ว แล้วเดี๋ยวอั๊วไปทำงานเอง”


ดวงตาฝ้าฟางคู่นั้นดูอ่อนล้าลงทุกที


“อั๊วโชคดีจริงๆ โชคดีจริงๆ ที่ยังมีลื้อ”


พอพูดจบท่านก็คู้ตัวลงไปร้องไห้อีกครั้ง


ส่วนผมก็ทำได้เพียงเบนหน้าหนีภาพตรงหน้าไปหาอีกคนที่ยืนอยู่


“ผมจำเป็นต้องทำงานที่คลินิกเพื่อหาเงินใช้หนี้ครับ ผมเลิกไม่ได้”


เขาทำท่าจะเถียง แต่ผมไวกว่า


“สำหรับมื้อเย็น ผมจะทำงานในส่วนของผมให้เรียบร้อยก่อนออกไปแน่นอน ผมขอสัญญา”


ท่าทางจริงจังของผมทำให้เขายอมแพ้ในที่สุด ใบหน้าคมสันนั้นปรากฏแววขับขันปนเหนื่อยหน่ายใจ


เขาส่ายหัวเบาๆ ทั้งๆ ที่ยังมีรอยยิ้มกว้างประดับบนใบหน้า


“ก็เป็นเสียอย่างนี้ ใครจะปฏิเสธลง”


บ้าจริง หัวใจผม อย่าเต้นแรงสิ


นัยน์ตาสีดำสนิททอประกายวิบวับเหมือนคราวแรกที่เราตกหลุมรักกัน


ใช่ เรารักกัน


...เราเคยรักกัน...


“เอาเถิด พรุ่งนี้ก็ไปทำงานเสียด้วย”


พอพูดจบเขาก็ยกมือไหว้ลาอาม้าเตรียมลาจากไป แต่ผมกลับนึกบางอย่างขึ้นมาได้...


“คุณเปรมครับ”


เขาเลิกคิ้วเป็นเชิงถามว่า ‘มีอะไร’


ผมกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ


เอาเถอะ ยังไงก็ตัดสินใจว่าจะพูดแล้ว ก็ต้องพูดออกไป


“จดหมายที่ฝากถึงคุณหมอปีเตอร์”


ผมสบตาเขา


“หมอเขาบอกว่าชอบมากครับ เป็นกลอนที่ดีมาก ไพเราะมาก”


ผมเห็นเขาคลี่ยิ้มช้าๆ


“อีกทั้งหมอยังฝากมาบอกว่า...”


ดวงตาของเขาสวยเหลือเกิน


“ขอบคุณ”


สิ้นคำของผม ใบหน้าหล่อเหลานั้นก็ประดับรอยยิ้มกว้างยิ่งกว่าครั้งไหนที่เคยเห็น


ผมรู้ว่าผมไม่ควรทำแบบนี้ เขากำลังจะแต่งงานอยู่แล้ว ผมไม่ควรรั้งเขาไว้ แต่พอเห็นแววตาวิบวับของเขา ปากมันก็ขยับไปเอง


...ไม่ควรเลย...


...ผมเกลียดตัวเองเหลือเกิน...

 











อากาศคืนนี้ร้อนกว่าทุกวัน


“ถ้าอยากให้ขนมอร่อย น้ำเชื่อมต้องหวานหอม อย่าใส่ถ่านในเตาเยอะ ค่อยๆ เคี่ยว ใช้ไฟอ่อนๆ...”


แสงไฟสลัวจากตะเกียงเจ้าพายุที่แขวนอยู่เหนือหัวเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ช่วยในการมองเห็น พอกวาดตามองรอบห้องครัวก็อดรู้สึกผวาไม่ได้ บริเวณรอบด้านทุกตารางนิ้วที่ตกอยู่ในความมืดชวนให้คิดถึงหนังผีตึงโป๊ะที่จะต้องมีตัวอะไรสักอย่างวิ่งออกมา


แต่ก็ไม่มี


ผมส่ายหน้ายิ้มๆ ให้กับความคิดพิลึกพิลั่นของตัวเอง


อาม้ายังนั่งอยู่ตรงหน้าเตาอั้งโล่ร้อนๆ เสียงเปรี๊ยะๆ ของถ่านก้อนน้อยที่ปะทุในเตาอั้งโล่กับหม้อใส่น้ำเชื่อมอุ่นๆ ยิ่งเพิ่มอุณหภูมิรอบด้านให้สูงขึ้นไปอีก ผมแอบเห็นมือเหี่ยวย่นคู่นั้นปาดเหงื่อบนหน้าผากเล็กน้อย หากแต่ปากก็ยังคงพร่ำสอนไปไม่มีหยุด


ผมรู้ว่าการทำขนมให้เก่งมันทำกันในคืนเดียวไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ขอให้รู้อะไรไปให้มากที่สุดก็ยังดี


...แค่นั้นก็ยังดี...


“อาโซ้ยตี๋”


เสียงอ่อนล้าที่จู่ๆ ก็เรียกชื่อผมขึ้นมาทำให้ต้องหันไปมอง


ท่านไม่ได้มองหน้าผมด้วยซ้ำ มือข้างหนึ่งยังคงคนน้ำเชื่อมในหม้อไม่หยุดหย่อน ส่วนอีกข้างก็พักไว้ข้างลำตัว ไม่มีท่าทีว่าต้องการคุยกับผมเลยสักนิด เหมือนเมื่อครู่เป็นเพียงคำรำพันที่หลุดออกมาเพียงเท่านั้น เพราะแบบนั้นผมเลยไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวยังไง


พวกเราเงียบใส่กัน มีเพียงความเงียบ


...เงียบ...


...แล้วก็เงียบ...


ทั้งมืดและเงียบ


ผีอีเม้ยจะโผล่มาไหมนะ ถ้าโผล่มาจริงก็จะตลกไปนิดนึง


“อาโซ้ยตี๋”


คราวนี้ไม่ใช่แค่เรียก แต่มืออีกข้างนึงก็เลื่อนมาจับแขนผมเบาๆ


นัยน์ตาคู่นั้นรื้นไปด้วยน้ำตาจนผมสะท้านใจ


“เหนื่อยไหมลูก”


เพียงเท่านั้นน้ำตาก็หยดไหลลงมาจากดวงตาฝ้าฟาง


...อาม้าร้องไห้อีกแล้ว...


เมื่อตอนคุณเปรมมาบอกก็ร้องไห้ ตอนที่เล่าให้อาป๊าฟังก็ร้องไห้ อาม้าเอาแต่ร้องไห้ แต่อาป๊ากับอาเฮียกลับนิ่งเฉย พวกเขาเพียงก่นด่าอาเจ้แล้วก็ลืมเรื่องราวทั้งหมดไป


แต่อาม้าก็ยังคงร้องไห้ ผมรู้ว่าเพราะอะไร


“ถ้าเจ้รู้ว่าม้ารักอีขนาดนี้ คงไม่ทำแบบนี้หรอก”


ผมยอมรับว่าในทีแรกผมผิดหวังในตัวเธอมากๆ ตั้งแต่วันสุดท้ายที่เราพบกัน อาเจ้ดูแข็งกร้าวกว่าที่ผมเคยรู้จัก หลังจากนั้นไม่นานเธอก็จากไป ตอนที่รู้ว่าเธอเลือกจะหนี ผมโกรธ โกรธอย่างที่ไม่เคยได้เป็นมานานแล้ว แต่พอได้มีสติมานั่งคิดถึงได้รู้ว่า เธอก็เป็นแค่พี่สาวของผม เป็นแค่คนๆ หนึ่งที่ต้องการความรัก ความเอาใจใส่


ความรักที่ไม่เคยได้รับจากครอบครัว พอมีอีกคนที่ให้สิ่งเหล่านั้นกับเธอได้ เจ้ก็เลยเลือกที่จะไป ลึกๆ ในใจเธอคงรู้ว่าอาม้ารักเธอมากแค่ไหน แต่อีกส่วนในใจคงตั้งคำถาม...


...ถามว่าทำไมอาม้าถึงไม่เคยจะปกป้องเธอไว้ได้เลยสักครั้ง ถ้ารักกันจริงก็ต้องสู้เพื่อปกป้องกันสิ...


ผมว่าเธอคงคิดแบบนั้น


อาม้าซบหน้าลงกับมืออีกข้างของตัวเอง


“อั๊วรักอี แต่ทำไมอีถึงไม่เคยรู้เลย”


ใบหน้าเหี่ยวชรานั้นส่ายไปมา


“ไอ้ลูกไม่รักดีเอ๊ย ไม่รู้จักรักนวลสงวนตัวเลย”


“ไม่ใช่หรอกม้า”


คำพูดของผมทำให้เธอหยุดชะงักแล้วเงยหน้ามองอย่างงุนงง


“อั๊วว่าเจ้แค่รู้สึกว่าที่นี่ไม่มีใครต้องการเธอมากกว่า”


“ใครจะไม่ต้องการ ที่นี่เป็นครอบครัวอีนะ อั๊ว...”


“ครอบครัวที่ไม่รักกันมันไม่รู้จะมีไปทำไมนะม้า”


ท่านขมวดคิ้วยุ่ง ในแววตานั้นมีอารมณ์ขุ่นเคืองปนอยู่


แต่ผมไม่สนหรอก


“ที่นี่มีใครรักอีจริงๆ บ้าง ตอนป๊าด่าเจ้ ทั้งๆ ที่เจ้ไม่ผิด ก็ไม่มีใครกล้าปกป้องเจ้สักคน เป็นอั๊ว ก็คงเลือกจะไปเหมือนกัน”


เผี๊ยะ!


หน้าของผมหันไปตามแรงตบ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมากจนผมไม่ทันตั้งตัว รู้ตัวอีกทีใบหน้าของผมก็หันไปตามแรงปะทะนั่นเสียแล้ว


ในทีแรกมันไม่รู้สึกอะไรเลย หลังจากนั้นมันก็เริ่มเจ็บ


เจ็บจนแสบ


แสบจนเป็นรอย


...อ๋อ มันเป็นแบบนี้นี่เอง...


“เพราะแบบนี้ไงม้า เจ้เลยเลือกจะไป”


พอพูดจบ ผมก็เลือกที่จะลุกขึ้นยืนแล้วเดินคลำทางในความมืดเข้าห้องนอนตัวเองโดยไม่รั้งรออะไรอีกต่อไป ผมปิดประตูลง ทิ้งตัวลงบนเตียงแข็งๆ หลับตาตัดทุกประสาทการรับรู้ แต่ผมตัดความคิดไม่ได้


ในหัวมันมีแต่คำว่า...‘ขอโทษ’


อยากขอโทษอาเจ้ที่ผมไม่เคยเข้าใจอะไรเลยสักอย่าง


อยากขอโทษที่ผมเคยผิดหวังในตัวเธอทั้งที่ไม่เคยคิดเลยว่าเธอจะต้องเจออะไรมาบ้าง



อยากขอโทษที่ในวันที่เธอถูกทำร้ายความรู้สึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผมไม่เคยอยู่ตรงนั้นเลย



ไม่เคยอยู่ข้างเธอจริงๆ สักที














ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3463
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ พิศตะวัน

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 496
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-3

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13269
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด