To...คนที่ได้อ่านสิ่งนี้ในวันที่ผมจากไปแล้ว ★ ตอนพิเศษ : ลับ ★ 05/01/2561
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: To...คนที่ได้อ่านสิ่งนี้ในวันที่ผมจากไปแล้ว ★ ตอนพิเศษ : ลับ ★ 05/01/2561  (อ่าน 125628 ครั้ง)

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-4

ออฟไลน์ Wereena

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 283
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-1
    • facebook
เพิ่งเข้ามาอ่านค่ะ
เรื่องโพสิชั่น ตอนแรกก็คิดว่าปลื้มเป็นนายเอกเหมือนกันเพราะยังไม่ได้เจอต้นสน แต่พอคุยกันก็เริ่มแน่ใจว่าปลื้มเป็นพระเอก แล้วจริงๆเราชอบเรื่องที่พระเอกเป็นคนเล่าอยุ่แล้วด้วย
ชอบค่ะ ติดตามตอนต่อไปเลย

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5

ตอนที่ 11

 
          อาการปวดเมื่อยตามเนื้อตัวกับหัวที่ปวดตุบๆ ปลุกผมให้ลืมตาตื่นขึ้นมา ตั้งสติอยู่สักพักก่อนมองสำรวจสภาพรอบตัวด้วยความงัวเงียแล้วต้องขมวดคิ้ว

          นอนบนโซฟา ผ้าห่มหอมน้ำยาปรับผ้านุ่ม บรรยากาศในห้องที่ค่อนข้างคุ้นเคย แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่ห้องไอ้ว่าน

          ผมจำได้ว่าเมื่อวานเราตั้งวงกินเหล้ากัน มีผม ไอ้เจน ไอ้ว่าน แล้วก็พี่เตย กินไปได้ไม่กี่ชั่วโมงไอ้ว่านมันก็ชิ่งหนีไปนอนก่อน ห้าทุ่มกว่าเหล้าหมด ผมเป็นผู้โชคร้ายที่โดนบังคับให้ลงไปซื้อ แล้วก็เจอกับ...

          ต้นสน

          นึกมาถึงตรงนี้ผมก็รีบยันตัวลุกขึ้นนั่ง มองรอบห้องที่มีเพียงไฟบริเวณห้องนั่งเล่นเปิดไว้ ก่อนลุกจากโซฟาเดินโซเซเพราะยังตื่นไม่เต็มตากับอาการมึนหัวที่ยังมีอยู่นิดหน่อย

          ผมจำได้แล้วว่าเมื่อคืนเดินตามต้นสนเข้ามาในห้อง ตั้งใจจะว่าเรื่องที่เขานอนดึกแต่พูดอะไรไปบ้างนั้นมันเลือนรางเต็มที ขนาดหลับไปตอนไหนยังไม่รู้ตัว ถามว่าเมื่อคืนเมาหนักไหมก็เอาเรื่องอยู่ ผมไม่ใช่คนที่เมาแล้วโวยวาย อ้วก หรือหลับแบบน็อคไปเลย ไอ้เจนบอกว่าผมเป็นพวกเมาแล้วเหมือนเป็นไบโพล่าร์ หรือจะเรียกอีกอย่างว่าบ้าๆ บอๆ ก็ได้ บางทีเงียบ บางทีทำตัวเหมือนเด็ก หรือไม่ก็พูดมากจนน่ารำคาญ เลยนึกภาพไม่ออกเลยว่าเมื่อคืนแสดงอิทธิฤทธิ์อะไรให้ต้นสนเห็นไปบ้าง

          คิดแล้วก็เริ่มหวั่นวิตก หวังว่าเจ้าตัวคงไม่คิดมากกับการกระทำของคนเมาหรอกนะ

          ผมเดินมายังห้องนอนที่คิดว่าเจ้าของห้องน่าจะยังหลับอยู่ แต่เมื่อเปิดประตูเข้าไปดูกลับพบแต่ความว่างเปล่ากับสภาพเตียงนอนที่เหมือนลุกออกมาแล้วไม่ได้กลับไปสนใจใยดีอีกเลย

          ต้นสนไม่ได้อยู่ในห้อง

          งงหนักมากถึงขนาดต้องยกมือขึ้นมายีผมที่ไม่ได้สระมาแล้วสองวัน ต้นสนหายไปไหน แล้วทิ้งให้ผมอยู่ในห้องนี้คนเดียวเนี่ยนะ บ้าไปแล้ว

          ผมลองเดินดูทุกซอกทุกมุมในห้องที่คิดว่าต้นสนน่าจะหลบอยู่ ด้วยความคิดที่ว่าอาจจะโดนเจ้าของห้องแกล้งเอาก็ได้เลยหาทั้งในห้องน้ำ ในครัว ใต้โต๊ะทำงาน ตู้เสื้อผ้า ใต้เตียงก็ด้วย ทว่าสิ่งที่พบก็คือความว่างเปล่าเหมือนเดิม เป็นอันสรุปได้ว่าผมถูกทิ้งให้อยู่ในห้องนี้คนเดียว แล้วเจ้าตัวล่ะหายไปไหน

          คิดอะไรไม่ออกสุดท้ายเลยเดินกลับมานั่งจุ้มปุ๊กที่โซฟา ตอนนี้เองที่สายตาอันพร่ามัวมองเห็นโน้ตแผ่นเท่า A4 ที่วางไว้บนโต๊ะเล็กคู่กับคีย์การ์ดของห้อง

          รู้สึกโง่จนถึงขึ้นต้องถอนหายใจออกมา ถ้ากระดาษแผ่นนี้เป็นงูผมคงโดนฉกตายไปแล้ว

          'To...คนที่เพิ่งตื่นนอนในเวลาที่ผมได้ออกจากห้องไปแล้ว'

          ผมหยิบกระดาษที่เจ้าของห้องทิ้งไว้ให้ขึ้นมาอ่าน เป็นการจั่วหัวที่เห็นแล้วชี้ตัวได้ทันทีว่าใครเป็นคนเขียน แต่ครั้งนี้มันออกจะกวนอวัยวะเบื้องล่างไปหน่อย

          'ไม่ต้องตกใจที่ตื่นมาอยู่ในห้องนี้ เมื่อคืนปลื้มเมานะรู้ตัวใช่มั้ย เราเจอกันหน้าห้อง ไปเซเว่นด้วยกันแล้วปลื้มก็เดินตามเราเข้ามา บ่นเรื่องเราทำงานดึกไม่ยอมนอน บ่นเป็นชั่วโมงอ่ะทำได้ไง'

          อ่านมาถึงตรงนี้ผมก็ยกมือตีหน้าผากดังเป๊ะ อายตัวเองชะมัด

          'ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ถ้าอยากรู้ไว้ค่อยคุยวันหลังนะ วันนี้เราตั้งใจจะกลับบ้านแต่ปลื้มไม่ยอมตื่นสักทีเลยทิ้งคีย์การ์ดสำรองไว้ให้ ถ้าหิวก็หาอะไรกินในครัวได้เลย แล้วเจอกัน'

          ข้อความในกระดาษจบลงเพียงเท่านี้ ประเด็นที่น่าเป็นห่วงไม่ใช่แค่ผมมานอนอุตุอยู่ที่ห้องนี้ได้ยังไง แต่เป็น 'รายละเอียดอื่นๆ' ที่เขียนไว้ในโน้ตนี้ต่างหาก

          นี่ผมทำอะไรไปบ้างวะเนี่ย!

          เครียดก็เครียด หิวก็หิว แต่ผมคงไม่มีเวลาหาของกินในครัวตามคำบอกในโน้ต รีบตบกระเป๋ากางเกงหาโทรศัพท์มือถือแต่เจอแค่คีย์การ์ดของไอ้ว่านที่หยิบติดมือมาตั้งแต่เมื่อคืน ส่วนมือถือก็คงจะอยู่ในห้องไอ้ว่านมันนั่นแหละ

          ผมไม่รู้ว่าตอนนี้กี่โมงแล้วเพราะห้องนี้ไม่มีนาฬิกาติดผนังหรือตั้งโต๊ะเลย แต่คิดว่าคงจะเลยเที่ยงมาแล้ว สังเกตได้จากแสงแดดอันแรงกล้าที่สาดส่องอยู่ด้านนอก

          ผ้าห่มกับหมอนที่ใช้เมื่อคืนผมพับเก็บวางไว้บนโซฟาอย่างเรียบร้อย หยิบทั้งโน้ตและคีย์การ์ดที่เจ้าของห้องทิ้งไว้ให้แล้วจากมา ก็ไม่ได้ไกลกันเท่าไรหรอก ออกจากห้อง 403 ก็เดินเข้าห้อง 404 ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกัน

          "ไอ้ปลื้มมม! มึงยังอยู่!"

          เปิดประตูเข้าห้องมาก็เจอคำทักทายอันไพเราะเสนาะหู ไอ้ว่านมันคิดว่าผมตายไปแล้วหรือไงถึงได้ทักแบบนี้

          "ก็ยังอยู่ดิวะ"

          "มึงหายไปไหนมาเนี่ย มือถือก็ไม่พก ถามไอ้เจนกับพี่เตยแม่งก็ไม่รู้เรื่อง ยังนอนตายกันอยู่เลย กูเกือบจะโทรแจ้งตำรวจแล้ว" ไอ้ว่านบ่นใส่เป็นชุด มันทำหน้าเครียดก่อนโยนมือถือมาให้ผม สภาพห้องที่เมื่อวานรกสุดๆ กลับมาเป็นปกติ คิดว่ามันคงเก็บของทำความสะอาดหมดแล้ว แถมทำแค่คนเดียวด้วย

          "มึงอย่าเวอร์" ผมตอบแบบขอไปที ถ้าบอกว่าไปนอนห้องต้นสนคงได้ตั้งวงคุยกันยาว

          "เวอร์เหี้ยไร! ไอ้พี่เตยมันบอกมึงไปซื้อเหล้ากลับมาแล้วก็หิ้วเบียร์ออกไปจากห้อง แล้วมึงก็หายหัวไปเลย พี่มันคิดว่ามึงกลับหอ แต่กูเพิ่งไปหอมึงมา"

          ผมไม่รู้ว่าจะอึ้งเรื่องไหนก่อนดี หนึ่งคือผมซื้อของเสร็จแล้วกลับมาที่ห้องไอ้ว่านก่อนออกไปหาต้นสนอีกรอบ สองคือไอ้ว่านมันถ่อไปหาผมถึงห้อง ไม่น่ามันถึงได้ดูโมโหขนาดนี้

          "กูขอโทษ กูไม่เป็นไรแล้วไง มึงอย่าคิดมาก"

          "แล้วสรุปมึงหายไปไหนมา"

          เรื่องใหญ่ขนาดนี้ไอ้ว่านคงไม่ยอมง่ายๆ ถ้าเป็นก่อนที่จะรู้ความจริงให้ตายยังไงผมคงไม่เล่าแน่ๆ แต่ในเมื่อเรื่องที่คิดว่าร้ายแรงไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ก็คงไม่จำเป็นที่ผมต้องปิดบังต่อไป

          โอเค ผมจะเล่าให้มันฟัง แต่จะย้อนความกลับไปและลงรายละเอียดลึกแค่ไหนมันก็อีกเรื่อง

 

          กว่าจะเคลียร์เรื่องจบกลับมาถึงหอก็บ่ายคล้อย ผมทิ้งตัวลงบนที่นอน รู้สึกหมักหมมจนได้กลิ่นตุๆ จากตัวเอง ก็นะ ไม่ได้อาบน้ำมาตั้งแต่เมื่อคืนวาน ตอนนี้กำลังเน่าได้ที่แต่ก็ขี้เกียจเกินกว่าจะลุกขึ้นไปทำความสะอาดตัวเอง

          หลังจากที่ผมเล่าเรื่องเกี่ยวกับต้นสนให้ไอ้ว่านฟังทุกอย่างก็จบลงด้วยดี แม้จะตามมาด้วยคำถามสารพัดที่ผมต้องตอบให้เคลียร์ทุกประเด็นมันถึงยอมเข้าใจ แต่ก็ไม่วายบ่นเป็นชุดเหมือนคนแก่ อีกอย่างคือผมไม่ได้เล่าเหตุจูงใจในการหยิบมือถือเครื่องนั้นมาเพราะต้องการขโมย แต่บอกไปว่าแค่เก็บได้และบังเอิญเห็นโน้ตนั่นเข้า ไม่อย่างนั้นคงโดนมันสวดยับไม่ได้กลับหอแน่ๆ โทษฐานที่ทำเลวไม่ปรึกษาเพื่อนและปิดบังเรื่องค่าหอที่ค้างจ่าย ไหนจะเรื่องทางบ้านที่ตอนนี้ดีขึ้นเยอะมากแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องที่เกือบทำเลวในอดีตนั่นก็ลืมๆ มันไปเถอะ

          ตึ๊ง!

          เสียงจากโทรศัพท์มือถือที่ยัดไว้ในกระเป๋ากางเกงสั่งให้ผมหยิบมันออกมา แจ้งเตือนจากสารพัดแอพฯ ยังค้างอยู่ ไหนจะมิสคอลจากไอ้ว่านที่โทรมาเป็นสิบๆ สายจนแบตเตอรี่เกือบหมด

          ผมลุกจากที่นอนเสียบมือถือกับที่ชาร์ตแล้วไล่ดูแจ้งเตือนทั้งหมด แต่กลับมีเพียงข้อความจากต้นสนที่สามารถดึงความสนใจจากผมไปได้

          กลับบ้านคราวนี้ส่งอะไรมาให้ดูอีก

          Pinetree : ส่งรูปภาพ

          Pinetree : ขอบคุณไอ้นี้ด้วยนะ

          "เฮ้ย!" ผมถึงขั้นต้องยกมือถือขึ้นมาดูใกล้ๆ ใช้นิ้วช่วยขยายภาพอีกแรงให้เห็นรูปชัดๆ

          ถ้าผมไม่คิดไปเอง ไอ้ที่อยู่ในรูปนี้มัน...

          เพื่อเป็นการพิสูจน์ข้อสันนิษฐานผมเลยวางมือถือแล้วรีบถลาไปยังกระเป๋าที่วางกองไว้บนพื้น รูดซิบเปิดค้นหาของที่เพิ่งซื้อติดกระเป๋าไว้เมื่อไม่นานมานี้ ทว่ามันกลับ...หายไป

          ยาลดรอยแผลเป็นนั่น

          แล้วมันไปอยู่กับต้นสนได้ยังในเมื่อผมยังไม่ได้ให้เขาไปเลย

          เหวี่ยงกระเป๋าออกจากมือผมก็ถลากลับมาหามือถืออีกครั้งก่อนรัวข้อความกลับไป

          PuuRimm : มันไปอยู่นั่นได้ไง

          PuuRimm : เราเอาไปให้ตอนไหน

          ถ้าลองนึกให้ดีการที่ยาหลอดนั้นจะไปอยู่ในมือต้นสนได้มีแค่ทางเดียวคือตอนที่ผมเมาเมื่อวาน แล้วผมจะไร้สติขนาดจำไม่ได้เลยงั้นเหรอ ต้องกลับไปที่ห้องไอ้ว่าน เปิดกระเป๋าหายาแล้วก็กลับไปหาต้นสนใหม่ แต่ฟังจากที่ไอ้ว่านเล่าว่าผมเอาของที่ซื้อจากเซเว่นมาเก็บก่อนออกจากห้องไปอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้มันจึงเพิ่มน้ำหนักของข้อสันนิษฐานนี้ได้

          แม้ในใจจะกระวนกระวายอยากได้คำตอบจนเกือบจะกดโทรออกอยู่หลายรอบ แต่สุดท้ายแล้วผมก็ต้องนั่งปลงเมื่อต้นสนไม่มีวี่แววว่าจะตอบกลับมาสักที รอนานจนเลิกลุ้น รอนานจนลืม สุดท้ายคำตอบที่ได้คือ

          'เจอกันเมื่อไรเดี๋ยวเล่าให้ฟัง'

          ถ้าบอกมาแบบนี้ผมก็คงทำได้แค่รอ

 

          เมื่อกลับเข้าสู่ช่วงการเรียนการสอนปกติผมก็เริ่มกลับไปทำงานที่ร้านป้านกในวันที่ว่าง และคืนนี้เองที่ได้รับคำขอจากต้นสน แต่จะเรียกว่าคำขอก็ไม่ถูกนัก เพราะเป็นคำขอที่มาพร้อมข้อเสนอ บริการส่งกับข้าวที่คอนโดแลกกับเรื่องเล่าในคืนที่ผมเมา เรื่องที่ทั้งเพื่อนตัวดีและพี่เตยไม่มีใครจำได้เลยว่าสรุปแล้วผมทำอะไรลงไปบ้าง

          เพราะฉะนั้นคำตอบของข้อเสนอคือ...ตกลง

          เก็บของปิดร้านเสร็จเรียบร้อยผมก็เดินหิ้วข้าวกับแกงสองถุงตรงไปที่คอนโด แถมไม่ต้องเรียกให้เจ้าของห้องลงมาหาเพราะผมมีคีย์การ์ดห้อง 403 ไว้ในครอบครองอยู่แล้ว แต่คงเอากลับไปคืนต้นสนวันนี้ เพราะหลายวันมานี้ไม่ได้เจอหน้ากันเลย

          เปิดประตูเข้ามาในห้องก็เจอต้นสนนอนดูทีวีอยู่บนโซฟา พอเห็นว่าผมเข้ามาเจ้าตัวก็รีบลุกขึ้นนั่งส่งยิ้มกว้างมาให้ เป็นรอยยิ้มสดใสที่ไร้ความหม่นหมอง เพราะช่วงนี้ได้พักผ่อนเต็มที่ไม่มีงานให้ต้องเคลียร์แบบหามรุ่งหามค่ำ

          "ได้อะไรมากินบ้าง" เห็นหน้าปุ๊บก็ถามหาของกินเป็นอันดับแรก ผมยกถุงกับข้าวให้ดู แต่คงมองไม่เห็นหรอกว่าอะไรเป็นอะไร พร้อมกับแจงค่าใช้จ่ายที่ต้องเสีย

          "ทั้งหมดสี่สิบห้าบาท"

          "ให้หนึ่งร้อยเลยรวมค่าส่ง"

          "จ้า พ่อคนรวย" ผมส่ายหน้ายิ้มๆ เดินเข้าไปในครัวโดยมีเจ้าของห้องเดินตาม

          ต้นสนเปิดตู้หยิบจานชามออกมาสองชุดช่วยผมเทกับข้าวใส่จาน เป็นแกงเขียวหวานกับลาบ อ้อ แล้วก็ได้กุนเชียงที่เหลืออยู่ไม่กี่ชิ้นแถมมาด้วย จัดแจงเสร็จก็ตกลงนั่งกินกันที่เคาน์เตอร์ในครัว มันจะได้ทำหน้าที่ของมันซึ่งเจ้าของห้องไม่เคยใช้งานสักที

          "กินเสร็จแล้วค่อยเอานะค่าข้าว" ข้าวยังไม่ทันเข้าปากต้นสนก็เอ่ยออกมา จะจ่ายให้จริงๆ เหรอ ผมคิดว่าเมื่อกี้ล้อเล่นเสียอีก

          "ไม่ต้องจ่ายหรอก ของเหลือ"

          "ของเหลือที่ไหน ของดีๆ ทั้งนั้น" ว่าแล้วก็ตักชิ้นไก่ในเขียวหวานใส่จาน

          "ถ้าอยากจ่ายก็เอาไปให้ป้านกเองนะ เพราะไอ้ที่เอามาวันนี้ไม่เสียเงินสักบาท" ผมยักคิ้วให้เพราะอยากกวนประสาท คนฟังเลยทำปากคว่ำยอมแพ้ไม่ดื้อจะจ่ายเงินต่อ

          "งั้นคราวหลังลงไปซื้อเองเหมือนเดิมดีกว่า แต่เอาคนขายมาเป็นเพื่อนกินด้วยได้มั้ย"

          ช้อนที่กำลังจะตักน้ำแกงชะงักทันทีเมื่อได้ยิน ผมเหลือบตาไปมอง เห็นต้นสนยิ้มทำหน้าเจ้าเล่ห์ นี่ใช่ไหมที่เขาเรียกว่ากวนมากวนกลับไม่โกง

          "ไม่ใช่โฮสต์"

          พอผมบอกไปแบบนั้นต้นสนก็หัวเราะร่าชอบอกชอบใจยกใหญ่ เดี๋ยวข้าวก็ติดคอเอาหรอก

          "ที่มานี่ไม่ได้จะมาคุยเรื่องนี้นะ"

          เจอผมสกัดดาวรุ่งมาเข้าประเด็นต้นสนเลยหยุดหัวเราะแต่ยังยิ้มไม่ยอมหุบ เหมือนจะพยายามกลั้นด้วยล่ะ ทำไม มันมีอะไรน่าขำขนาดนั้น ยิ่งแสดงท่าทีแบบนี้ผมก็ยิ่งอยากรู้น่ะสิว่าเมาแล้วสร้างเรื่องอะไรเอาไว้บ้าง

          "ให้เริ่มจากตรงไหนก่อน"

          "อย่ามาลีลา"

          "อย่าดุดิ"

          "ดุที่ไหนเล่า" ตอนแรกก็ว่าไม่ดุหรอกแต่รอบนี้ผมเผลอขึ้นเสียงด้วยความไม่ตั้งใจ ก็คนมันร้อนใจอยากรู้เรื่องเร็วๆ นี่หว่า

          "พูดขอดีๆ ก่อน" ส่วนไอ้คนนี้ก็ยังเล่นไม่เลิก ถ้าไม่ยอมเล่าดีๆ ผมจะล็อคคอข่มขู่แล้วนะรอบนี้

          "รีบๆ เล่ามา" ผมใช้สายตาจริงจังจ้องกลับ ต้นสนเลยยู่หน้าใส่ก่อนจะยอมเล่าออกมาดีๆ

          ต้องให้ดุจริงๆ สิน่าถึงจะยอม

          "งั้นขอถามก่อนว่าปลื้มจำได้ถึงตรงไหน จะได้เริ่มเล่าต่อจากตรงนั้นเลย"

          "ตอนกลับจากเซเว่นล่ะมั้ง แล้วก็เดินตามเข้ามาในห้อง"

          ต้นสนพยักหน้ารับแล้วทำหน้านึกอยู่สักพักหนึ่งก่อนจะยกยิ้ม เป็นรอยยิ้มร้ายกาจที่แฝงไปด้วยความมืดมนคล้ายพวกพ่อมดมนต์ดำอะไรทำนองนั้น พ่อมดที่มีเมฆสีทะมึนลอยไปมาอยู่รอบๆ และด้านหลังเมฆก้อนนั้นมีสายฟ้าขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ เตรียมพร้อมจะฟาดใส่กันได้ทุกเมื่อ

          ผมไม่ชอบอะไรแบบนี้เลยให้ตาย

          "ปลื้มบ่นเราเรื่องทำงานอ่ะ บ่นนานมาก จนเราต้องทำงานไปฟังปลื้มบ่นไป"

          ตรงนี้ผมพอจะจำได้อยู่ เนื่องจากมันเป็นความตั้งใจอันแรงกล้าที่อุตส่าห์ทิ้งไอ้เจนกับพี่เตยไว้เพื่อเดินตามต้นสนเข้าห้องไปบ่นเจ้าตัวโดยเฉพาะ แต่บ่นอะไรไปบ้างผมก็จำไม่ได้เหมือนกัน

          "แล้วไงต่อ"

          "บ่นๆ อยู่ปลื้มก็ขอเอาของไปให้เพื่อน สักพักก็หอบเบียร์กลับมานั่งกินอยู่ที่โซฟาแล้วก็ยังบ่นเราเหมือนเดิม บ่นประโยคเดิมอยู่สี่ห้ารอบ แบบเบื่อมากเลย" เล่ามาถึงตรงนี้ต้นสนก็หัวเราะลั่น ผมกลายเป็นพวกเมาแล้วขี้บ่นไปแล้วสินะ

          "ต่อๆ"

          "แต่นั่งบ่นอยู่คนเดียวแล้วอาจจะเบื่อล่ะมั้งเลยเรียกเราไปหา ตอนแรกก็คิดว่าจะโดนด่าอะไรหรือเปล่าแต่ปลื้มกลับเอายานั่นมาให้"

          "แค่นี้ใช่มั้ย"

          ต้นสนส่ายหน้าน้อยๆ เป็นการปฏิเสธ ริมฝีปากยกยิ้มบางๆ ที่ให้ความรู้สึกละมุนที่สุดตั้งแต่เคยเห็นมา มันยิ่งทำให้ผมสงสัยว่าวันนั้นเผลอทำอะไรลงไปกันแน่ แต่มันคงไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไรเมื่อเจ้าตัวยังยิ้มได้แบบนี้

          "ปลื้มทำแบบนี้"

          ต้นสนวางช้อนส้อมแล้วยื่นมือออกมาจับแขนผมไปวงบนตัก ทำท่าเหมือนกำลังเปิดฝาหลอดยาแล้วบีบมัน จับแขนผมขึ้นมาอีกครั้งแล้วป้ายนิ้วลงมาเบาๆ ลูบวนไปมาอยู่สองสามรอบ จากท้องแขนไล่มาถึงข้อมือ สัมผัสที่ได้รับมันนุ่มนวลจนไม่อยากขัดขวางการแสดงละครใบ้ของคนตรงหน้า ต้นสนไม่ได้มองหน้าผม ไม่ได้พูดประกอบการกระทำ แต่สายตาอ่อนโยนที่ผมเห็นนั้นมันทำให้อดยิ้มตามไปด้วยไม่ได้ อย่างกับว่าที่แขนผมมันมีรอยแผลอยู่จริงๆ และคนคนนี้กำลังพยายามลบรอยแผลนั้นออกไปด้วยความอ่อนโยน

          ในวันนั้น...ผมที่เมาไม่รู้เรื่องทำแบบนี้ลงไปจริงๆ น่ะเหรอ

          แสดงวิธีการทายาจนมาหยุดที่หลังมือต้นสนก็เงยหน้าขึ้นมองกัน ผมเกือบจะหลุดหัวเราะในขณะที่เจ้าของห้องยังอินกับบทบาทคนเมาของผมไม่เลิก แต่แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้กลับทำให้ผมอ้าปากค้าง เมื่อมือของผมถูกจับให้ยื่นไปตรงหน้าต้นสน ก่อนริมฝีปากคู่นั้นจะประทับลงมาเบาๆ

          เดี๋ยวนะ!

          "เฮ้ย!" ใจอยากจะด่าแต่กลับทำได้แค่ถลึงตาใส่แล้วดึงมือกลับ มันใช่เหรอ ผมเนี่ยนะจะทำอะไรแบบนั้น

          "ตกใจอะไรเล่า"

          "มั่วแล้วเนี่ย"

          "ไม่มั่ว"

          "จูบหลังมือเนี่ยนะ"

          "ก็ใช่ไง"

          "บ้าไปแล้ว"

          "บ้าจริงๆ นั่นแหละ"

          ผมยังทำตาโตใส่ต้นสนไม่เลิกจนอีกฝ่ายหลุดหัวเราะออกมา จริงใช่ไหมเนี่ย ไม่ได้อำกันเล่นใช่ไหม

          "ทำแบบนั้นไปจริงดิ"

          "จริง"

          "โอ้มายก็อด"

          "ตอนนั้นคือช็อคไปเลย"

          "ช็อคเหมือนกัน"

          เออ ผมก็ช็อค แค่จูบหลังมือมันไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก แต่ผมเป็นบ้าอะไรถึงไปจูบมือต้นสนแบบนั้น แล้วไหนจะไอ้ฉากทายาสุดอ่อนโยนนั่นอีก

          "แต่เราไม่คิดมานะ เข้าใจว่าเมา เมาแล้วก็ยังมีอารมณ์เป็นห่วงคนอื่นอีก" ต้นสนพูดแล้วหัวเราะคิกคักดูอารมณ์ดีเสียเหลือเกิน อีกอย่างผมรู้สึกคุ้นเสียงนี้ชะมัด เสียงคิกๆ ที่ดังแทบจะตลอดเวลาจนหลอนหู อย่าบอกนะว่าเสียงที่ว่านี่มาจากต้นสน

          "นี่ชมใช่มั้ย"

          "ชมดิ รู้แล้วก็สบายใจได้แล้วนะ"

          ผมถอนหายใจยาวๆ ออกมาหนึ่งที จะเรียกว่าสบายใจไหมก็ไม่ใช่ซะทีเดียว ได้แต่บอกกับตัวเองซ้ำๆ ว่าไม่น่าเลย

          ไม่น่าเมาแล้วบังเอิญกับต้นสนเลย

          มื้ออาหารยังคงดำเนินต่อไปท่ามกลางเสียงเจื้อยแจ้วของต้นสนที่จ้อไม่ยอมหยุด แถมเล่าย้อนกลับไปตั้งแต่ตอนเจอผมที่หน้าประตู ระหว่างเดินไปเซเว่นที่ผมเซไปเซมาจนโดนดึงให้กลับมาเดินดีๆ อยู่หลายครั้ง อาการพูดไม่รู้เรื่องเหมือนคุยกับเด็ก จนกระทั่งซื้อของเสร็จแล้วกลับเข้าคอนโดมาด้วยกัน ก่อนปิดท้ายด้วยการที่ผมหลับคาโซฟาลำบากต้นสนต้องสละผ้าห่มมาให้หนึ่งผืน และการสารภาพอย่างจริงใจว่าไม่อยากแบกผมไปนอนบนเตียงเพราะเหม็นเหล้าเป็นอันจบประเด็น

          กินข้าวเสร็จก็ช่วยกันล้างจาน หมดธุระแล้วผมก็เหวี่ยงกระเป๋าขึ้นสะพายบ่าเตรียมตัวกลับไปล้มตัวนอนที่หอ แต่ก่อนจะบอกลากันก็นึกอะไรบางอย่างออกที่เกือบจะลืมไปเสียแล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องเอากลับมาคืน

          ผมเปิดกระเป๋าค้นหาคีย์การ์ดที่ต้นสนทิ้งไว้ให้เมื่อวันนั้นแล้วยื่นคืนให้ แต่แทนที่จะรับไปเจ้าตัวกลับส่ายหน้าแล้วผลักมือผมกลับมา

          "ปลื้มเก็บไว้เลย ยังไงก็ต้องมาอีก"

          เป็นการยัดเยียดแบบมัดมือชก นี่กะใช้บริการเดลิเวอรี่ส่งข้าวส่งน้ำโดยไม่ต้องลงไปรับผมข้างล่างแล้วใช่ไหม

          "ไว้ใจขนาดนี้ไม่กลัวโดนยกเค้าเหรอ"

          "ถ้าจะทำคงทำไปตั้งแต่วันนั้นแล้วมั้ง"

          "ก็ไม่แน่นะ วันนั้นเมาไงไม่ทันคิด แต่เดี๋ยวต้องกลับไปวางแผนก่อน" ผมก็พูดเล่นไปงั้น คนดีขนาดนี้ไม่กล้าทำหรอก แต่ต้นสนจะไว้ใจคนง่ายไปหรือเปล่าที่ยอมยกคีย์การ์ดให้แบบนี้ อีกอย่างผมไม่ใช่คนสำคัญในชีวิตเขาขนาดนั้น

          "เรารู้ปลื้มไม่ทำหรอก" รอยยิ้มบางๆ แต้มบนใบหน้ามันบอกว่าเชื่อตามที่ผมพูดจริงๆ

          "ให้เก็บไว้จริงดิ"

          "อืม"

          "ไว้ใจกันจริงเหรอ"

          "ใช่"

          "ไม่เสียใจทีหลังแน่นะ"

          "ถ้าปลื้มคิดจะหลอกเราจริงๆ ตอนนี้คงไม่มายืนอยู่ตรงนี้หรอกจริงไหม หรือถ้าคิดจะหลอกถึงตอนนั้นเราจะไม่เสียใจเลยที่ตัดสินใจแบบนี้ไป"

          ผมหมดคำจะเถียง สุดท้ายเลยยอมเก็บคีย์การ์ดใส่กระเป๋าไว้ตามเดิมก่อนบอกลาและเดินจากมา

          ต้นสนเชื่อคนง่ายเกินไป ผมยังคงคิดแบบนั้น แต่เพราะอะไรทำไมเขาถึงได้เชื่อในตัวผมขนาดนี้ทั้งที่รู้จักกันได้ไม่กี่เดือน เพราะความช่วยเหลือ เพราะคอยดูแลกันอย่างนั้นเหรอ ทั้งที่ผมเคยคิดจะทำไม่ดีกับเขามาก่อน ซึ่งเขาเองก็รู้ แต่ก็ยังเลือกที่จะเชื่อกันอยู่ดี

          ดูเหมือนจะตัดกันขาดได้ยากแล้วสินะ...กับนายมืดมนคนนี้

 

TBC.

 

รู้สึกอยากให้ปลื้มเมาบ่อยๆ ไงไม่รู้ ฮา

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ เจอกันตอนหน้าจ้า


ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-4

ออฟไลน์ PaePT

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 54
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
หวานดี ชอบบบบบบ อย่าให้มีเรื่องข่มขืนอะไรเลยเถิด

ออฟไลน์ rockiidixon666

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 760
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-3
นึกภาพตามตอนต้นสนทำท่าทายาให้ปลื้มแล้วน่ารักกกกก
อายแทนปลื้มเลยอ่า ตอนฟังต้นสนเล่าเวลาเมาทำอะไรไม่รู้ตัว 555555

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4014
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
ต้นสนน่ารัก แต่ทำไมตอนนี้ดูอ่อยๆ  :hao6:

ออฟไลน์ songte

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1414
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-1
ปลื้มเริ่มจีบเองแล้วใช่มะ รอปลื้มไม่ไหว
ว่าแต่ว่าแค่จูบมือจริงอะ

ออฟไลน์ a.amyw

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 38
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ในความรู้สึกเรานะ เราว่าต้นสนชอบปลื้มแล้วและเป็นคนขี้อ่อยมากเวอร์ตั้งแต่ชวนเข้าห้องยันขอให้สอนจูบอันนี้ไม่รู้พูดเล่นจริงมั้ย55555 หรืออาจจะไม่ใช่ก็ไม่รู้แต่ต้องรู้สึกดีด้วยมากๆแล้วแหล่ะ มีคนมาดูแลขนาดนี้ใครไม่หวั่นไหววะ>< แต่เราชอบต้นสนมากเลยนะน่ารักดี นี่ขนาดยังไม่มีใครเปิดเผยครส.นะเนี้ย ยังขนาดเนี้ย รอวันที่เขาจีบกันจริงจัง โอ๊ยยยแค่คิดก็เขินแล้ว-///-
ปล.เราติดตามไรท์มาตั้งแต่พี่หนึ่งน้องนายแล้วนะชอบมากๆ แต่เพิ่งได้มาอ่านเรื่องนี้เพราะเห็นชื่อเรื่องแล้วนึกว่าไรท์เปลี่ยนแนว555555
ปล.2 จำได้ว่าไรท์มีนิยายอีกเรื่องที่เคะอายุมากกว่าเมะแล้วเมะชอบเคะก็เต๊าะกันไปมาอะจำรายละเอียดไม่ได้รู้แต่ว่ามันน่ารักมากจำได้ว่ามีฉากกินข้าวที่โรงอาหารด้วยมั้ง5555 ไรท์ไม่แต่งต่อแล้วหรอ เราถามถูกคนมั้ยเนี้ยแต่จำได้ว่าใช่จริงๆนะฮืออออ

ออฟไลน์ oki

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
น่ารักกกกกกกก ปลื้มตอนเมานี่ทำตามจิตใต้สำนึกอ้ะป่าวว

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3433
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ didididia

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 365
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
นี่คือการอ่อยแบบเนียนๆถูกม้ะ :z2: :hao3:

ทำไมน่ารัก :impress2:

ออฟไลน์ Chacha

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
เข้ามาเพราะชื่อเรื่องเลย อ่านไปแล้วแบบงื้อออออ  :o8: :o8: :o8:

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5
ตอนที่ 12


            ช่วงบ่ายวันนี้ผมไม่มีเรียน ว่างยาวตั้งแต่บ่ายสอง ตอนแรกตั้งใจว่าจะกลับไปนอนที่หอแล้วค่อยออกไปทำงานตอนเย็น แต่ปรากฏว่าแผนผมล่มตั้งแต่เช้าเมื่อมีใครบางคนส่งข้อความเชิญชวนมาให้

            Pinetree : ตอนบ่ายปลื้มว่างเปล่า

            Pinetree : ไปซื้อของเป็นเพื่อนหน่อยดิ

            ครั้นจะตอบไปว่าไม่ว่างก็รู้สึกผิด จะปฏิเสธว่าไม่ไปก็รู้สึกว่าเหตุผลที่รองรับมันอ่อนเกินไป เลยพลั้งปากตอบตกลงไปในเวลาไม่กี่วินาที สุดท้ายผมเลยมายืนอยู่หน้าคณะบริหารท่ามกลางบรรยากาศอึมครึม ฟ้ามืดครึ้มเหมือนฝนจะตกแหล่ไม่ตกแหล่

            ปล่อยให้ผมรอไม่นานนักต้นสนก็เดินออกมาจากตึกโดยไร้วี่แววเพื่อนตัวสูง สีหน้าวันนี้ดูสดใสขึ้นเยอะเพราะช่วงนี้ยังไม่เปิดรับงานอย่างเป็นทางการเนื่องจากเพิ่งเลยช่วงสอบมา แต่ถ้ามีคนจ้างก็จะรับเรื่อยๆ เจ้าตัวเขาบอกผมมาแบบนั้น

            "ไปยังไงดี" ผมเอ่ยถามเมื่อเจ้าตัวเดินมายืนตรงหน้า

            สถานที่ที่เราจะไปวันนี้คือห้างสรรพสินค้าที่อยู่ห่างจากมหา'ลัยสามป้ายรถเมล์ มีรถโดยสารหลากหลายชนิดให้เลือกใช้ จะนั่งรถเมล์ก็ถูก หรือนั่งไปแท็กซี่ก็สะดวกดี หารกันแล้วราคาคงไม่ต่างกันมากเท่าไรหรอกมั้ง

            "เราเอารถมา" แต่คำตอบที่ได้ไม่ตรงกับที่คิดไว้สักอย่าง

            "มีรถด้วยเหรอ"

            "เอาไว้ขับกลับบ้านไง แต่วันนี้จะซื้อของเข้าคอนโดเลยจะเอารถไปด้วย"

            "นี่จะให้ไปช่วยถือของว่างั้น"

            "ถูกต้อง"

            ร้ายนะคนเรา ผมทำทีเป็นส่ายหน้าใส่อย่างเอือมระอา แต่จริงๆ แอบอิจฉาด้วยส่วนหนึ่ง เหมือนกับว่าชีวิตต้นสนมันเพียบพร้อมไปหมดทุกอย่าง ฐานะทางบ้านดี มีพรสวรรค์ มีต้นทุน ในขณะที่ผมแทบไม่มีอะไรเลย ขนาดรถมอเตอร์ไซค์ยังไม่มีปัญญาซื้อ

            "รับปากแล้วห้ามปฏิเสธนะ"

            "รู้แล้วน่า"

            "เดี๋ยวเลี้ยงข้าว"

            "จะจัดให้หนักเลย"

            "ย่อมได้" ต้นสนยิ้มกว้างไม่เกรงกลังคำขู่ของผมเลยสักนิด สุดท้ายก็เลยต้องปล่อยเลยตามเลย ค่อยหาอะไรที่พอจะจ่ายไหวแล้วกัน

 

            ดับเครื่องยนต์ในลานที่จอดรถของห้างฝนก็ตกพอดี แถมตกอย่างบ้าระห่ำไม่ลืมหูลืมตา นับว่าโชคดีที่ต้นสนมีรถส่วนตัว ถ้าต้องใช้บริการรถประจำทางคงลำบากลำบนน่าดู ต้องโทษเจ้าตัวที่ดันอยากมาซื้อของวันฟ้าครึ้มฝนทำท่าจะตกตั้งแต่เช้าแบบนี้

            จากอาคารจอดรถที่ชั้นหนึ่งเราเดินทะลุเข้าห้างแล้วลงบันไดเลื่อนไปชั้น G ที่ตั้งของซุปเปอร์มาร์เก็ต ผมเป็นคนเข็นรถในขณะที่ต้นสนเดินตัวปลิวนำเข้าไปข้างใน ดูเป็นคุณหนูที่มีพ่อบ้านคอยเดินตามโดยแท้

            "จะซื้ออะไรบ้าง"

            "ตามนี้เลย" ต้นสนยื่นลิสต์ของที่จะซื้อมาให้ผมดู รายการยาวเป็นหางว่าว แถมลายมือที่เขียนยังไม่เหมือนกันอีก เพราะพวกของใช้ที่เขียนไว้เป็นอันดับแรกๆ เป็นลายมือหวัด ส่วนของกินสำเร็จรูปกับขนมเป็นลายมือของต้นสนเอง

            "พวกของใช้นี่ใครเขียนให้"

            "แม่บ้าน"

            "ปกติใครเป็นคนซื้อของเข้าคอนโด"

            "ก็แม่บ้านเหมือนกัน"

            "แล้วทำไมคราวนี้มาซื้อเอง" ผมถามอย่างสงสัย ปกติแม่บ้านเป็นคนจัดการ แล้วพ่อคุณหนูนี่นึกสนุกอะไรถึงได้อยากมาซื้อของเอง

            ต้นสนยกยิ้มบางๆ ดึงลิสต์ของที่ต้องซื้อกลับไป มองมันสลับกับผงซักฟองที่วางเรียงรายอยู่บนชั้นก่อนจะเลือกหยิบมาหนึ่งยี่ห้อแล้วหันมาตอบ

            "อยากมากับปลื้มไง ไม่ได้เหรอ"

            เป็นคำตอบที่คาดถึงจนผมนึกคำต่อประโยคไม่ออก จะว่าไงดี มันก็รู้สึกดีใจอยู่เล็กๆ ถึงจะก็รู้สึกแปลกอยู่หน่อยๆ แต่ถ้าให้ผมเดา ต้นสนพูดอะไรแนวนี้ต้องอำกันเล่นชัวร์ๆ อย่างที่เคยชอบทำบ่อยๆ ทว่าครั้งนี้กลับ...ไม่ใช่

            "อยากให้มาด้วยจริงๆ นะ เวลาอยู่กับปลื้มแล้วเรารู้สึกปลอดภัย"

            "เห็นเป็นบอดี้การ์ดหรือไง"

            "ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง อย่างน้อยก็ช่วยให้รอดตายมาแล้วหนึ่งครั้ง" พูดจบก็เดินนำหน้าเพื่อไปเลือกซื้อของชิ้นถัดไป ส่วนผมก็ทำได้เพียงเข็นรถตาม

            เดินก้มหน้า เพื่อซ่อนรอยยิ้มเอาไว้

 

            เชื่อสนิทใจแบบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วว่าต้นสนเป็นลูกคุณหนูแบบโคตรจะคุณหนูในเชิงการใช้ชีวิตเพื่อเอาตัวรอด เพราะแค่เดินซื้อของในซุปเปอร์มาร์เก็ตเล็กๆ ยังไม่รู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน เดินวนไปวนมาหาของไม่เจอจนผมต้องเป็นฝ่ายนำเอง เก่งเฉพาะเรื่องหาเงินจริงๆ

            "เหมือนจะครบแล้วนะ" ต้นสนเช็คลิสต์ในมือกับของที่อยู่ในรถเข็นแล้วพยักหน้าเออออกับตัวเอง

            มองของใช้ทั้งหลายแหล่ที่อยู่ในรถเข็นแล้วผมก็นึกอะไรขึ้นมาได้ หน้าหม่นหมองขาดการบำรุง ตาคล้ำอย่างกับหมีแพนด้า สภาพอ่อนระโหยโรยแรงเหมือนคนป่วย แม้ทุกอย่างที่ว่ามานี้พักหลังจะดูดีขึ้นแล้วก็ตาม แต่เห็นสภาพช่วงทำงานหนักแล้วก็ชักสงสัย

            "ได้ใช้ความครีมบำรุงหรือกินอาหารเสริมบ้างมั้ย"

            "ไม่อ่ะ ขี้เกียจ"

            เป็นไปตามที่ผมคิด อย่างต้นสนจะขยันเรื่องอื่นได้บ้างไหมนอกจากทำงานกับเรียน ซึ่งเรื่องเรียนผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเจ้าตัวทำได้ดีแค่ไหน

            "แต่มีอยู่ใช่มั้ย"

            "เคยมี"

            "ยังไง"

            "ก็เคยมีไง แม่เคยซื้อให้แต่ไม่ได้ใช้เลยให้เพื่อนไปหมดแล้ว"

            เชื่อเขาเลย แสดงว่าที่บ้านก็คงเหนื่อยใจกับสภาพลูกชายผู้ทำงานหนักเหมือนกัน แต่ก็เจอกำแพงความห่างบวกความดื้อด้านเลยไม่สามารถทำอย่างใจได้เต็มที่

            "ทำไมเป็นคนแบบนี้" ผมบ่น ตั้งใจบ่นให้ได้ยิน ต้นสนเลยหันมาเหล่มองกันก่อนจะเถียง

            "ก็มันไม่ได้ใช้ จะเก็บไว้ทำไมเล่า"

            "แล้วทำไมถึงไม่ใช้ หัดดูแลตัวเองซะบ้าง โทรมจนจะเหมือนศพเดินได้อยู่แล้ว"

            "บ่นอีกแล้ว"

            "จะบ่นมากกว่านี้อีก"

            ต้นสนทำหน้างอแงใส่ผมทันที อ้าปากตั้งท่าจะเถียงต่อแต่พอโดนผมจ้องกลับก็ยอมเงียบใช้สายตาในการประท้วงแทน

            เข้าใจว่าผมคงจะเข้ามายุ่มย่ามไม่เข้าเรื่อง อยู่ๆ ก็มาบอกให้ทำแบบนั้นแบบนี้ สั่งห้ามนั่นห้ามนี่ แถมยังบ่นเป็นตาแก่ แต่พูดจนปากเปียกปากแฉะนี่ก็เพราะตัวต้นสนทั้งนั้น อยากให้ดูแลตัวเองบ้าง อย่างน้อยนอนให้เต็มอิ่มสักคืนก็ยังดี

            "งั้นเดี๋ยวจะพาไปซื้อ"

            "จะซื้อให้เหรอ"

            "จะซื้อให้ก็ได้ แต่ขอแปะโป้งไว้ก่อน มีเงินเมื่อไรเดี๋ยวมาจ่าย"

            "ทำไมต้องลำบากขนาดนี้"

            "ก็เพื่อตัวใครบางคนนั่นแหละ"

            ต้นสนยู่หน้าใส่ผม ทำท่าเหมือนจะไม่ยอมแค่แป๊บเดียวก็หลุดยิ้มออกมา แต่ก็ไม่วายประชดประชันอย่างคนดื้ออีก

            "ซื้อมาก็ไม่รู้ว่าจะได้ใช้หรือเปล่านะ"

            ผมไม่ตอบอะไรกลับไป เข็นรถเดินตามหลังแล้วกระหยิ่มยิ้มย่องกับตัวเอง

            ลองได้อยู่กับผมแล้ว ทุกอย่างที่ใช้เงินซื้อมาต้องคุ้มค่าอย่างแน่นอน ถ้าไม่ยอมใช้ดีๆ ผมจะบังคับให้ใช้เอง

 

            กว่าจะซื้อของทุกอย่างครบเวลาก็ล่วงเลยมาเป็นชั่วโมง ได้ดูนาฬิกาอีกทีก็ใกล้ได้เวลาที่ผมต้องไปช่วยป้านกขายของที่ตลาด เป็นอันว่าแผนที่ต้นสนจะเลี้ยงข้าวผมเป็นการตอบแทนที่มาช่วยซื้อของต้องพับเก็บไว้ก่อน แล้วมุ่งหน้ากลับคอนโดท่ามกลางฝนปรอยๆ

            ฝนตกแบบนี้ที่ตลาดคงเงียบเหงาน่าดู

            เพราะไม่ได้อยู่กินข้าวด้วยต้นสนเลยซื้อข้าวกล่องจากซุปเปอร์มาร์เก็ตไปแทน เป็นยำปลาแซลมอนราคาหลายร้อย เมนูที่ผมเองยังไม่เคยได้ลิ้มลองรสชาติของมันว่าจะอร่อยแค่ไหนกันเชียว

            "แล้วทีนี้เราจะได้เลี้ยงข้าวปลื้มเมื่อไร" ระหว่างที่รถกำลังเคลื่อนไปบนถนนด้วยความเร็วอันน้อยนิดต้นสนก็ชวนคุยเรื่องเลี้ยงข้าวอีกครั้ง ดูท่าแล้วเจ้าตัวจะติดใจกับเรื่องนี้เหลือเกิน

            "เมื่อไรก็ได้ที่ว่าง"

            "แล้วปลื้มอยากกินอะไร"

            ถามแบบนี้ต้องใช้เวลาคิดนานหน่อย ของที่อยากกินน่ะมีเยอะ แต่เพราะผมไม่ได้คิดจะให้ต้นสนเรื่องแต่แรกอยู่แล้วเลยต้องคำนวณดีๆ การมาซื้อของเป็นเพื่อนเพื่อฆ่าเวลาเล็กๆ น้อยๆ ไม่นับว่าเป็นบุญคุณอะไร และผมยังยืนยันความคิดเดิมคือกินอะไรที่พอจะจ่ายไหวในช่วงเวลาที่สถานะทางการเงินไม่คล่องตัวแบบนี้ ถ้าเอาแบบง่ายๆ เลยก็...

            "ไม่เอาข้าวโรงอาหารนะ" ต้นสนขัดขึ้นมาเหมือนแบทเตอร์ที่หวดลูกสวยๆ ได้ แต่ลูกนี้มันไม่ใช่โฮมรัน เพราะมันอัดเข้าหน้าพิชเชอร์เต็มๆ

            ดักทางกันแบบนี้ อย่างกับรู้ว่าผมจะชวนกินข้าวโรงอาหารยังไงยังงั้น ซึ่งต้นสนก็คิดถูกแล้ว

            "ข้าวโรงอาหารไม่ดีตรงไหน ทำไมต้องปฏิเสธ"

            "เบื่อแล้ว"

            "งั้นร้านป้านก"

            "ก็กินอยู่ทุกวัน"

            "จะบอกว่าเบื่อว่างั้น"

            "ยังไม่ได้พูดเลย"

            "จะบอกป้านกให้"

            "ทำไมเป็นคนขี้ฟ้องล่ะฮะ"

            โดนขู่เข้าหน่อยต้นสนถึงกับขึ้นเสียง เห็นหน้าตาหมองๆ ทำเป็นเคร่งเครียดกับคำล้อเล่นแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ มีความสุขชะมัดได้แกล้งคน

            "แล้วสรุปจะกินอะไร"

            "ขอคิดก่อนแล้วกัน" ผมตัดปัญหาโดยการบอกปัดไปก่อน ถ้าไม่ได้ข้อสรุปคงคุยเรื่องนี้กันไม่จบสักที

            ด้วยระยะทางที่ไม่ไกลนักใช้เวลาไม่นานเราก็กลับมาถึงคอนโด ตอนแรกต้นสนตั้งใจจะส่งผมลงที่ตลาด แต่พอคิดๆ ดูแล้วจะปล่อยให้คนที่ไร้เรี่ยวแรงขนของขึ้นห้องคนเดียวก็ดูจะใจร้ายไปหน่อย สุดท้ายเลยไปลงที่คอนโดด้วยกัน ช่วยกันขนของเข้าห้อง ส่วนผมได้ร่มมาหนึ่งคันเป็นอุปกรณ์กันฝนระหว่างเดินไปตลาด

            "ไม่ให้ไปส่งจริงๆ เหรอ" ต้นสนถามคำถามนี้เป็นรอบที่สามหลังจากที่ผมบอกว่าจะเดินไปตลาดเองคนเดียว เพราะเจ้าตัวดื้อว่าจะเอารถออกไปส่งให้ได้ ทั้งที่จากคอนโดไปตลาดห่างกันแค่ไม่กี่ร้อยเมตร

            "ไม่ต้อง จะออกไปเดินตากฝนเพื่อ กินข้าวกินยานั่งทำงานไป หลังอาบน้ำก็ทาครีมด้วย อ้อ แล้วก็ห้ามนอนหลังเที่ยงคืน"

            "มาเป็นชุด"

            ผมยื่นมือไปยีผมคนที่ทำเล่นหูเล่นตาใส่ด้วยความหมั่นไส้ แต่พอจะชักมือกลับกลับโดนต้นสนคว้าเอาไว้ เจ้าตัวทำตาโตเหมือนตกใจก่อนจะยิงคำถามใส่ เป็นคำถามที่ไม่รู้มานึกออกอะไรเอาตอนนี้

            "เออใช่ ปลื้มทำงานร้านข้าวแกงก็ต้องทำกับข้าวเป็นอ่ะดิ"

            "ก็พอได้อยู่หรอก"

            "งั้นคราวหน้าทำให้เรากินหน่อยดิ เดี๋ยวซื้อของไว้ให้ แล้วมาทำกินกันที่นี่ นะๆ" สายตาอ้อนวอนวาววับเป็นประกาย ต้นสนกุมมือผมแน่นไม่ยอมปล่อย ประมาณว่าถ้าไม่ตอบตกลงก็จะรั้งกันไว้แบบนี้

            "มันก็ได้อยู่ แต่ไม่รับประกันรสชาตินะ"

            "ต้องอร่อยอยู่แล้ว" ต้นสนยืนยันด้วยรอยยิ้มท่าทางมั่นใจกว่าคนที่ต้องลงมือทำอย่างผมเสียอีก

            "งั้นก็ปล่อยมือได้แล้ว จะไปทำงาน"

            พอโดนทักก็เหมือนว่าเพิ่งจะรู้ตัว ต้นสนปล่อยมือผมออก ริมฝีปากสีซีดยังคงยกยิ้ม จนอดไม่ได้ต้องย้ำให้ใช้ลิปบาล์มที่อุตส่าห์เลือกซื้อมาด้วยกันบ่อยๆ ด้วย

            "งั้นเดี๋ยวคืนนี้ทักไปรายงานผลนะ"

            ผมพยักหน้ารับคำบอกแล้วหมุนตัวเดินออกมาจากห้องพร้อมกับร่มสีดำในมือ

            ทั้งที่ฝนกำลังตกแท้ๆ แต่ทำไมใจผมมันได้รู้สึกสว่างสดใสแบบนี้ก็ไม่รู้

 

            ช่วงนี้เป็นหน้ามรสุม ท้องฟ้าอึมครึมเหมือนฝนจะตกทุกวัน สร้างความน่ารำคาญใจอยู่ไม่น้อย แต่มันก็มีข้อดีที่เมฆก้อนใหญ่ช่วยบดบังแสงอันร้อนแรงจากดวงอาทิตย์ ไม่ต้องทนไอความร้อนที่ทำให้น่ารำคาญใจยิ่งกว่าเดิม

            ต้องอยู่ท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้แล้วก็ทำให้ผมนึกถึงใครบางคน คนที่เหมือนมีเมฆสีเทาลอยอยู่บนหัวตลอดเวลา แม้ช่วงนี้แสงอาทิตย์จะเริ่มสาดส่องออกมาอยู่บ่อยครั้งก็ตาม

            ผมเดินทอดน่องไปตามทางเท้าในมหาวิทยาลัย พื้นคอนกรีตเปียกชื้นเพราะฝนที่ตกตลอดทั้งคืน นับว่ายังโชคดีที่มันไม่ตกยาวจนถึงเวลาที่ต้องมาเรียนด้วย ไม่เช่นนั้นอาจจะมีใครสักคนได้โดนเรียนวิชาที่ต้องมาตั้งแต่เก้าโมงเช้าในวันที่น่านอนแบบนี้แน่ๆ

            "นึกว่าจะไม่ตื่น" ไอ้เจนทักตอนผมนั่งลงข้างมันในห้องเลคเชอร์ วันนี้ตื่นสาย ข้าวเช้าไม่ได้กิน แค่เดินมาถึงห้องเรียนก็หมดเวลาแล้ว

            "ก็เกือบไม่ตื่น"

            "อากาศเย็นโคตรน่านอน"

            "กูยังง่วงอยู่เลย โดนไอ้พี่เตยปลุก แม่งถีบจนเกือบตกเตียง" ไอ้ว่านที่นั่งข้างไอ้เจนอีกทีเข้ามาผสมโรงด้วย

            ผมว่านักศึกษากว่าครึ่งที่นั่งทำหน้าง่วงอยู่ในห้องตอนนี้คงอยากกลับไปนอนมากกว่าทนถ่างตาฟังเลคเชอร์แน่ๆ

ระหว่างรออาจารย์เข้าไอ้เจนมันชวนผมคุยไม่หยุด ผิดกับไอ้ว่านที่เอาแต่เท้าคางนั่งจ้องหน้าผม จะพูดอะไรก็ไม่พูด ปล่อยให้มันมองอยู่นานจนหมดความอดทนผมเลยเป็นฝ่ายถามออกไปเอง

            "มองหน้ามีปัญหาอะไรวะ"

            "แค่คิดอะไรนิดหน่อย"

            "มองหน้ากูแล้วจะคิดออกหรือไง"

            "กูกำลังคิดว่ามึงกับต้นสนสนิทกันถึงขั้นเข้าออกคอนโดเหมือนบ้านตัวเองตั้งแต่เมื่อไร"

            เจอประโยคนี้เข้าไปผมถึงขั้นชะงัก มองไอ้ว่านที่ถามด้วยสีหน้านิ่งๆ แล้วพยายามนึกหาเหตุผลมาตอบ เหตุผลที่ผมเคยเล่าให้มันฟังแล้วก่อนหน้านี้

            "เคยเล่าให้ฟังไปแล้วไม่ใช่เหรอวะ"

            "มันก็ใช่ แต่กูก็คิดอีกว่าทั้งที่ต้นสนอยู่ห้องตรงข้ามกูแท้ๆ ทำไมกูไม่รู้เรื่องอะไรเลยวะ"

            "มึงโกรธ"

            "กูเปล่าโกรธ แค่ข้องใจ อีกอย่างเมื่อวานกูเห็นมึงเดินออกจากคอนโดไปตอนหกโมง ไม่เห็นบอกวะว่าไปหาต้นสน"

            ถ้าผมอารมณ์ร้อนหรือไร้เหตุผลกว่านี้อีกสักนิดคงตอบกลับไปว่า 'กูต้องรายงานมึงทุกเรื่องเลยเหรอ' ไปแล้ว แต่เพราะเป็นไอ้ว่าน คนที่คอยช่วยเหลือผมตลอด คนที่อยู่ห้องตรงข้ามกับห้องที่ช่วงนี้ผมแวะไปบ่อยๆ เพราะฉะนั้นมันมีสิทธิ์ที่จะรู้ในฐานะเพื่อนสนิท

            "เมื่อวานไปแบบกะทันหัน กูแค่ไปช่วยเขาขนของเฉยๆ"

            "ไม่เรียกกูด้วยล่ะจะได้ไปช่วยขน"

            "มึงอย่าหาเรื่องดิว่าน"

            "ใจเย็นๆ นะพวกมึง สลับที่มั้ย จะได้คุยกันถนัด" ไอ้เจนท้วงขึ้นเมื่อเห็นว่าบรรยากาศเริ่มมาคุ เล่นเถียงกันข้ามหน้าข้ามตามันไอ้คนที่นั่งตรงกลางคงรู้สึกไม่ดีเท่าไร

            "มึงมาสลับที่กับกู อยากคุยให้จบก่อนอาจารย์เข้า" แล้วไอ้ว่านก็เออออตามที่ไอ้เจนว่าไปอีก

            พวกมันสองคนสลับที่กัน ไอ้ว่านมานั่งข้างผม ส่วนไอ้เจนได้แต่ชะเง้อมองด้วยความเป็นห่วงปนอยากรู้อยากเห็น ผมเองก็อยากเคลียร์ให้หายค้างคาใจเหมือนกัน ต่อไปทำอะไรจะได้ไม่ต้องปิดบังกันอีก

            "สรุปมึงโกรธเรื่องอะไรอีก เพราะกูไปหาต้นสนแต่ไม่ไปหามึงอ่ะเหรอ"

            "เรื่องมึงจะไปหาต้นสนหรือไม่ไปกูไม่สนใจหรอก แต่ที่กูรู้สึกไม่ดีเพราะต้นสนอยู่ห้องตรงข้ามกู เรื่องมันเกิดขึ้นใกล้ตัวกูมาก แต่ทำไมกูไม่รู้เรื่องอะไรเลย"

            "แล้วจะให้กูทำไง รายงานมึงทุกครั้งที่กูไปหาต้นสนเหรอ หรือต้องไปเคาะประตูบอก"

            ไอ้ว่านเงียบไม่ยอมตอบ มันมองผมนิ่งๆ อยู่พักหนึ่งแล้วถอนหายใจ หัวคิ้วที่ขมวดเข้าหากันคลายออก สีหน้าเคร่งเครียดในทีแรกดูผ่อนคลายลง

            "กูแค่คิดว่ามึงใช้เวลาอยู่กับเขามากกว่าเพื่อนอย่างพวกกูอีก" ไอ้ว่านยอมรับออกมาในที่สุด

            "มึงไม่ได้ไปเที่ยวไหนกับพวกกูมานานแล้วนะ เรื่องที่บ้านก็พอเข้าใจ พวกกูก็เป็นห่วงมึง แต่พอรู้ว่ามึงไปไหนมาไหนกับต้นสนบ่อยๆ มันก็เลย..." ไอ้เจนเสริมมาเพียงเท่านี้แล้วก็เงียบ มันยักไหล่เหมือนไม่ใส่ใจให้ผมไปเติมคำในช่องว่างเอาเอง มีไอ้ว่านคอยพยักหน้าเห็นด้วยเป็นระยะ

            "หึงกูเหรอ"

            "เขาเรียกเป็นห่วง ไอ้ควาย" แล้วไอ้ว่านก็ด่าผมซะงั้น

            เสียงหัวเราะกลับมาอีกครั้งหลังจากที่ผมโดนด่า ไอ้ว่านส่ายหน้าใส่ ไอ้เจนทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ แต่ยังไม่ทันได้ต่อบทสนทนาอาจารย์ก็เข้ามาพอดี เป็นอันปิดประเด็นเรื่องนี้ถ้าพวกมันไม่ขุดคุ้ยมาตอแยเอาความอะไรกับผมอีก

            สภาพอากาศกำลังเข้าสู่ช่วงมรสุมแต่ชีวิตผมกำลังก้าวออกจากมรสุมช้าๆ แม้ไม่ได้เกิดมาพร้อมเหมือนคนอื่น แต่อย่างน้อยนอกจากคนในครอบครัวก็ยังมีเพื่อนดีๆ อย่างมันสองคนที่คอยเป็นห่วงกันเสมอ

 

TBC

 

ทำไมต้องว่าต้นสนเราอ่อยอ่ะ ไม่อ่อยก็ไม่ได้นะ (ล้อเล้น ฮา)
เดี๋ยวตอนหน้าพี่ปลื้มมาทำอาหารให้กินนะครับ อาจจะอัพอีกทีไม่วันอาทิตย์ก็จันทร์น้า
ช่วงที่ผ่านมาสมองลื่นงานเลยเดินหน่อย แต่ช่วงนี้กลับมาตื้อๆ อีกแล้ว เหนื่อยกับงานประจำ
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ ขอบคุณที่แบ่งปันความคิดให้เราอ่านด้วยน้า เจอกันตอนหน้าจ้า

ตอบคุณ a.amyw นะคะ เรื่องที่ว่าใช้เรื่อง key เก็บไว้เป็นความลับ หรือเปล่าคะ
เพราะเคะแก่กว่า ส่วนเมะเป็น นศ.ทพ. เราก็จำไม่ได้ว่ามีฉากโรงอาหารมั้ย (ฮา)
แต่ตอนนี้หาลิ้งไม่เจอแล้วอ่ะค่ะสงสัยโดนแจ้งลบไปแล้วมั้งค้างไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว
ดีใจจังมีคนจำได้ (ถ้าใช่เรื่องเดียวกันนะ)

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-10-2017 20:52:19 โดย kinsang »

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4014
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
ต้นสนก็อ่อยจริงๆแหล่ะค่ะ ชวนเขาขึ้นคอนโดตั้งหลายรอบ  :hao7:

ออฟไลน์ songte

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1414
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-1
ต้นสน อ้อยมาทั้งไร่เลย

ออฟไลน์ TachibanaRain

  • มาโกโตะเทนชิ
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2402
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +76/-3
สะดุดกับชื่อเรื่องจนต้องเข้ามาอ่านคิดว่าจะเป็นแนวดราม่าน้ำตานองซะอีกแต่ก็ไม่ใช่กลับกลายเป็นชื่อเรื่องคือที่มาของความเข้าใจผิด แต่ยังไงก็สนุกอยู่ดีชอบความเป็นห่วงของปลื้มซึ่งตอนแรกก็คิดว่าปลื้มเป็นนายเอกจริงๆนั่นแหละ เพราะถ้าตัดเรื่องความงอแงของต้นสนไปนี่ต้นสนก็เหมือนพระเอกขี้อ้อยเลยนะ ฮ่าๆ

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3433
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ oki

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
 :hao7: อ่อยแบบนี้อีกไม่นานใช่มั้ยย ลุ้นแทนจริมๆ

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-4

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ rockiidixon666

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 760
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-3

ออฟไลน์ a.amyw

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 38
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ใช่ค่ะๆเรื่องนี้แหล่ะ เรื่องเดียวกันนน เราจำได้5555 และสำหรับตอนนี้มีคำถามคือต้นสนจีบปลื้มอยู่ปัะเนี้ยย คืออ่อยได้เนียนมาก ไม่รู้ตั้งใจมั้ยนะ5555 โอ้ยยน่ารักกกฮือออออ

ออฟไลน์ Readyaoi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 212
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-1
เห็นเรื่องนี้บ่อยมากอ่ะ  แต่ไม่กล้ากดเข้ามาอ่านนึกว่าจะดราม่า เลยจ้ามตลอดทีนี้ไปเจอคนแนะนำเล่าเรื่องย่อมาคิดว่าน่าสนใจเลยกดเข้ามาอ่าน ปรากฎว่าชอบมากก ชอบการดำเนินเรื่อง ตัวละคร คือมันดีงามมม ไรท์สู้ๆน้า รีบมาต่อ555//หยอกๆ

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5

ตอนที่ 13


            ถ้าจะนับจำนวนครั้งที่ผมได้มาเยือนห้อง 403 หลังจากรู้จักและผ่านเรื่องราวบ้าๆ บอๆ ด้วยกันมาสิบนิ้วมือคงนับไม่พอ คีย์การ์ดที่เจ้าของห้องให้มาก็นับว่าใช้ได้อย่างคุ้มค่า แม้ส่วนใหญ่จะได้ใช้ตอนมาส่งข้าวส่งน้ำก็ตาม

            ช่วง 2-3 วันมานี้ผมกลายเป็นคนว่างงานเพราะป้านกปิดร้านพาครอบครัวไปพักผ่อนที่หัวหิน เลยกลายเป็นฤกษ์งามยามดีที่ต้นสนถือโอกาสทวงสัญญา ที่จริงจะเรียกว่าสัญญาก็ไม่ถูกนัก เรียกว่าโดนบังคับแต่ก็เต็มใจทำจะดีกว่า

            หลังจากเลิกเรียนช่วงบ่ายผมก็มุ่งหน้าไปยังตลาดโดยมีสองศรีเพื่อนรักตามมาด้วย เพราะคำสัญญาที่ให้กับต้นสนไว้ว่าจะทำกับข้าวให้กิน เมื่อวานเจ้าตัวเลยยัดเงินใส่มือผมมาห้าร้อยบาทแล้วบอกว่า 'จัดการได้เต็มที่' พร้อมยกครัวให้ด้วย

ส่วนเมนูที่ผมคิดไว้นั้นมีร้อยแปดพัดเก้า ทั้งที่จริงถ้านับที่ทำได้มีไม่กี่สิบอย่างก็เถอะ พอถามเจ้าตัวก็ตอบกลับมาแค่ว่ากินอะไรก็ได้ มาลองนึกๆ ดูที่เคยเห็นต้นสนกินก็มีแต่อาหารไทยทั่วๆ ไป ไม่แกงร้านป้านกก็กับข้าวโรงอาหาร เพราะฉะนั้นเมนูของเย็นวันนี้ผมเลยเลือกทำอะไรที่แปลกออกไปสักหน่อยอย่าง...สปาเก็ตตี้

            "มันแปลกตรงไหนวะ" คนที่ขัดความคิดผมคือไอ้เจน ก่อนหน้านี้ผมถามหาไอเดียจากมัน แต่มันดันเสนออาหารเกาหลีอย่างบิบิมบับที่ผมยังไม่รู้เลยว่าหน้าตามันเป็นยังไงเลยตัดทิ้งแบบไม่ต้องคิดให้เสียเวลา

            "กูเคยกินที่เดอะพิชซ่า มันก็อร่อยดีนะมึง แต่ประเด็นคืออย่างอื่นกูทำไม่เป็น"

            "อย่างกับไอ้สปาเก็ตตี้นี่มึงทำเป็น ในคาบยังเห็นเปิดกูเกิ้ลจดสูตรอยู่เลย" ไอ้เจนเถียงทันควัน

            เออ ยอมรับก็ได้ ไอ้สปาเก็ตตี้เนี่ยผมก็ทำไม่เป็นหรอก วันๆ ช่วยป้านกหั่นผักหั่นหมู ดีหน่อยก็ช่วยปรุง แต่เพราะมันดูจะทำง่ายที่สุดเลยเลือกมา

            "แล้วทำไมไม่ทำอะไรที่ทำเป็นอยู่แล้ววะ ข้าวผัดต้มยำที่มึงเคยทำก็อร่อยนะ" ไอ้ว่านเสนอ กับพวกมันผมเคยทำให้กินอยู่บ้างนานๆ ที ก็นับว่าเป็นบุญปากพวกมันแล้วที่ได้ลิ้มรสชาติฝีมือการทำอาหารของผม

            "กูกลัวต้นสนเบื่ออาหารไทย"

            "ถามแล้วเหรอถึงรู้"

            "ปกติก็เห็นกินแต่ข้าวแกง เลยอยากทำอะไรแปลกๆ ดูบ้าง"

            ไอ้ว่านกับไอ้เจนหันมองหน้ากัน พวกมันขมวดคิ้วเหมือนกำลังระดมความคิด ดูคิดหนักและเป็นเดือดเป็นร้อนกับอาหารมื้อนี้อยู่ไม่น้อย แต่จะให้มาเปลี่ยนเมนูเอาตอนนี้จะดีเหรอ ผมลิสต์รายการของที่จะซื้อมาหมดแล้ว ถ้าเปลี่ยนก็ต้องคิดอีกว่าจะซื้ออะไรบ้าง

            "กูว่าทำอะไรที่มึงมั่นใจดีกว่า กูเชียร์ข้าวผัดต้มยำ"

            "กูด้วย อยากกิน"

            สรุปที่พวกมันเชียร์เมนูนี้คืออยากกินว่าเองว่างั้น

            ก็ได้ เอาเป็นว่าเย็นนี้ทำข้าวผัดต้มยำก็แล้วกัน

 

            ข้าวผัดสีส้มหน้าตาจัดจ้านมีกุ้งกับปลาหมึกโปะหน้าถูกจัดใส่จานสำหรับสองที่วางไว้บนเคาน์เตอร์ในครัว กลิ่นหอมๆ ของเครื่องต้มยำชวนให้น้ำลายสอ หน้าตาเองก็น่ากินไม่หยอก เพิ่มความมั่นอกมั่นใจให้พ่อครัวมือสมัครเล่นอย่างผมยิ้มกว้างมองอาหารสองจานตรงหน้าอย่างภาคภูมิใจ

            หลังจากที่โดนเพื่อนรักทั้งสองทิ้งให้จัดการทำมื้อเย็นคนเดียวด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่อยากเข้ามายุ่มย่ามในห้องของต้นสนเพราะไม่ได้สนิทเป็นการส่วนตัว ผมก็ใช้เวลาร่วมชั่วโมงกว่าจะเนรมิตเมนูนี้ออกมาได้ พร้อมทั้งบริการส่งถึงที่เอาไปให้ไอ้ว่านกับไอ้เจนได้ลิ้มลองรสชาติก่อนจะกลับมาจัดโต๊ะสำหรับเจ้าของห้อง 403 ที่ยังไม่กลับมสักที

            ตามตารางแล้ววันนี้ต้นสนเลิกเรียนหกโมง แต่เพราะอาจารย์เข้าสายคลาสเลยเลทแบบไม่ต้องสงสัย จนตอนนี้ปาเข้าไปหนึ่งทุ่มกว่า ผมว่าคงจะได้เวลาแล้วล่ะมั้ง

            ทว่าคิดยังไม่ทันไรผมก็ได้ยินเสียงประตู สองขาก้าวออกจากครัวไปชะเง้อคอดูก็พบต้นสนในสภาพซอมบี้ หอบกระเป๋าสองใบเดินโซเซแบบแกล้งทำเข้ามาข้างใน

            "หอม" พูดออกมาคำเดียวแล้วซอมบี้ผู้หิวโหยก็โยนกระเป๋าลงบนโซฟาเดินเข้ามาในครัว

            "ทำข้าวผัดต้มยำนะ"

            "น่ากิน"

            "มีทับทิมกรอบซื้อมาจากตลาดด้วย"

            "อยากกิน"

            "นั่งกินหน้าทีวีดีมั้ย"

            "ดี"

            "ไปล้างมือก่อนไป"

            "รับทราบ" ต้นสนรับคำอย่างแข็งขันก่อนเดินไปล้างมือที่ซิงค์

            ผมมองท่าทางเหมือนเด็กน้อยนั่นแล้วได้แต่อมยิ้ม ก่อนยกข้าวผัดต้มยำทั้งสองจานไปวางไว้บนโต๊ะในห้องนั่งเล่นหน้าทีวี ส่วนเจ้าของห้องพอล้างมือเสร็จก็ยกน้ำดื่มตามมา

            "กินเลยนะ หิวมาก"

            "เอาเลย"

            ช้อนส้อมพร้อมอยู่ในมือ พอได้รับคำอนุญาตข้าวผัดคำแรกก็ถูกตักใส่ปากแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ มองตามแล้วผมก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา ทำทีเป็นเขี่ยข้าวยังไม่ยอมกินเพื่อลอบมองปฏิกิริยาจากเจ้าของห้อง จนดวงตาที่คล้ายหมีแพนด้าเบิกกว้างขึ้น ใจผมก็รู้สึกพองโตขึ้นมา

            "อร่อยมาก"

            "อร่อยหรือหิว" ผมแกล้งถาม เป็นมุกที่ใจจริงแล้วอยากให้คนฟังตอบย้ำคำพูดแรกมากกว่าตบมุกกลับมา

            "อร่อยจริงๆ ฝีมือร้ายกาจนะเนี่ย" พูดแล้วเอาช้อนชี้หน้าผม ทั้งที่ข้าวยังเต็มปากอยู่เลย

            "เคี้ยวให้หมดก่อนค่อยพูด"

            "คร้าบๆ" น่าแปลกที่วันนี้ต้นสนไม่หาว่าผมบ่น ยิ้มรับตาปิดตักข้าวกินเรื่อยๆ อย่างอารมณ์ดี

            สรุปอร่อยเพราะหิวใช่ไหมล่ะเนี่ย

            "งานเริ่มเยอะอีกแล้วเหรอ" เห็นสภาพในห้องเริ่มกลับมารกอีกครั้งจึงไม่สามารถเดาเป็นอย่างอื่นไปได้ ทั้งสภาพคนทั้งโพสอิท สอบเสร็จก็เปิดรับงานไม่อั้นอีกแล้วสินะ

            "เดือนหน้ามีงานออกบูธ ขายพวกนิยาย แฟนฟิค ของไอดอลเกาหลีอะไรพวกนี้ งานเลยเข้าเพียบเลย ทั้งปกทั้งภาพประกอบ คิดอยู่ว่าอยากเอาโปสการ์ดไปขายด้วยเหมือนกัน"

            "ทำอะไรเยอะแยะ พักบ้างเถอะ เดี๋ยวก็วูบอีก"

            "ไม่ๆ ไม่เยอะเลย โปสการ์ดนี่ของเก่า ส่วนที่จ้างใหม่มีแค่สามงานเอง"

            ผมหรี่ตามองคนพูดกลับกลอกอย่างไม่เชื่อ ไหนเมื่อกี้ว่างานเข้ามาเพียบ มาบอกว่างานไม่เยอะตอนนี้มันไม่ทันแล้ว

            "แต่ก็จะรับเรื่อยๆ ใช่มั้ย"

            "ถ้ามีคนจ้างนะ" ตอบแล้วยิ้มแหย เหมือนกลัวจะโดนผมว่า

            "ปฏิเสธบ้างไม่ได้เหรอ"

            "มันน่าดีใจออกที่มีคนชอบผลงานเรา อยากให้เรามีส่วนร่วมในงานของเขาหรือเก็บผลงานเราไว้ เพราะงั้นเลยไม่อยากปฏิเสธงาน"

            ผมเลิกเซ้าซี้แล้วพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ได้เข้าใจอะไรขนาดนั้น ผมไม่รู้ว่าการเป็นคนดัง เป็นคนที่หลายคนยอมรับและถูกชื่นชมมันเป็นยังไง ต้องแคร์ความรู้สึกใครบ้าง ต้องน้อมรับความรู้สึกเหล่านั้นไว้แล้วตอบแทนด้วยผลงานที่ทำให้พวกเขามีความสุขอย่างนั้นน่ะเหรอ

            ความสุขกับสภาพร่อแร่อย่างกับซอมบี้

            "อย่าหักโหมเกินไปแล้วกัน" ผมก็เตือนได้แค่นี้

            "รู้แล้วครับ"

            "เรายังเรียนอยู่ ไม่ได้มีเวลามาทุ่มให้งานพวกนี้อย่างเดียว แค่เรียนก็ปวดหัวจะตายแล้วยังมีเรื่องอื่นมาสุมหัวอีก จะทำมันก็ทำได้อยู่หรอก แต่หัดดูแลตัวเองหน่อย"

            "ยังมีปลื้มอยู่นี่ไง"

            ผมละสายตาจากข้าวผัดตรงหน้าหันไปมองคนพูดที่กำลังอมยิ้ม ล้อเล่นหรือจริงจัง ออกจะโกรธอยู่นิดๆ ที่บอกแล้วต้นสนยังไม่สำนึก แต่ลึกๆ กลับรู้สึกดีใจ เหมือนกับว่าผมสามารถดูแลคนคนหนึ่งได้เขาถึงกล้าพูดแบบนี้ออกมา

            "เราคอยดูแลต้นสนตลอดไปไม่ได้หรอกนะ"

            "แต่อย่างน้อยก็ตอนนี้"

            ริมฝีปากผมยกยิ้มบางๆ อย่างหมดคำพูด ทำทีเป็นเลิกสนใจคนที่เริ่มง้องแง้งใส่แล้วก้มหน้าก้มตากินข้าวที่เหลืออยู่ให้หมดจาน

            ถึงจะดูแลตลอดไปไม่ได้ แต่อย่างน้อยตอนนี้ ผมจะดูแลคนคนนี้ให้ดีที่สุดก็แล้วกัน

 

            ทั้งของคาวของหวานถูกจัดการจนเกลี้ยง จานยังวางทิ้งไว้บนโต๊ะด้วยความขี้เกียจ ความเหนื่อยล้าที่สั่งสมมาทั้งวันสั่งให้ผมเหยียดตัวนอนยาวๆ ทั้งที่เพิ่งกินอิ่ม เป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรเลียนแบบ

            ผมกับต้นสนต่างคนต่างใช้เวลาส่วนตัวหลังจากอิ่มท้อง นอนเล่นมือถือสลับกับมองทีวี อากาศในห้องเย็นจวนเจียนจะหลับ แล้วอยู่ๆ เจ้าของห้องเปิดประเด็นขึ้นมา

            "ทำไมปลื้มไม่ลองเรียนทำอาหารดูอ่ะ น่าจะเหมาะ" ต้นสนที่นอนอยู่บนโซฟาชะโงกหน้ามาถาม กะทันหันจนต้องใช้เวลาคิดคำตอบสักพัก

            "ไม่เคยคิดเลยแฮะ ไม่ได้คิดด้วยว่าอยากเอามาเป็นอาชีพ"

            "แล้วถ้าเรียนจบปลื้มจะทำอะไร"

            "เอาจริงตอนนี้ก็ยังไม่รู้เหมือนกัน อยากกลับไปอยู่บ้าน แต่ไม่รู้จะมีงานหรือเปล่า"

            บ้านที่ต่างจังหวัดผมค่อนข้างทุรกันดาร ถ้าอยากได้งานดีๆ ต้องเข้าไปทำในตัวเมืองหรือไม่ก็อยู่ที่กรุงเทพฯ ยาวๆ ไปเลย คนในหมู่บ้านผมส่วนใหญ่ทำการเกษตรกรรม ปลูกข้าว ทำสวน พ่อแม่ผมเองก็เหมือนกัน รายได้ไม่คงที่ แค่พอให้มีอยู่มีกินไปทุกเดือน

            "แล้วปลื้มทำอะไรได้อีกนอกจากทำกับข้าว"

            ต้นสนโยนคำถามที่ต้องใช้ความคิดอย่างหนักมาให้ผมอีกครั้ง สิ่งที่ทำได้น่ะมีหลายอย่าง ถ้าถามว่าทำแบบนั้นแบบนี้ได้ไหมให้มันระบุเจาะจงไปเลยยังตอบง่ายกว่า แต่ทุกอย่างที่ทำได้มันไม่สามารถเรียกได้ว่าดีที่สุด

            "ก็หลายอย่าง"

            "อย่างเช่นอะไรอ่ะ กีฬา บาส บอล วอลเลย์"

            "ก็ได้หมด" ผมน่ะนักกีฬาโรงเรียน แถมคงคอนเซ็ปต์เล่นเป็นทุกอย่างแต่ไม่เก่งสักอย่าง

            "ดนตรี"

            "กีตาร์" อันนี้ฝึกไว้เล่นจีบสาว แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ค่อยได้มีโอกาสใช้เท่าไร

            "ร้องเพลงได้ด้วยป่ะ"

            "ก็พอได้อยู่" เสียงผมก็ไม่ได้แย่นักหรอก

            "งั้นร้องให้ฟังหน่อยดิ" ต้นสนเด้งตัวลุกขึ้นมานั่ง ร้องขอแววตาเป็นประกายวิบวับคล้ายลูกแมว

            "ตอนนี้อ่ะนะ"

            "ใช่"

            "มีกีตาร์เหรอ"

            "ไม่มีอ่ะ"

            "แล้วจะร้องเฉยๆ เนี่ยนะ"

            "ไม่ได้เหรอ" ถามได้หน้าตาบ๊องแบ๊วจนผมอยากจะเขกหัวแรงๆ สักที ร้องเฉยๆ มันก็เขินไง ถ้าดีดกีตาร์แล้วร้องเพลงไปด้วยมันดูเท่กว่ากันเยอะ

            "ไว้วันหลังเถอะ" ผมบอกปัด แต่ท่าทางต้นสนจะไม่ยอมง่ายๆ

            "อยากได้อะไรมาประกอบจังหวะใช่มั้ย เอาจานได้ป่ะ หรือเปิดคาราโอเกะในยูทูปดี"

            ผมเลือกไม่ถูกว่าจะเหนื่อยใจหรือจะขำกับความดันทุรังนี่ดี พอลั่นวาจาว่าอยากให้ทำก็จะเอาให้ได้ ถึงขั้นจะลุกไปหยิบจานมาเคาะจังหวะให้อย่างที่บอกถ้าผมไม่ห้ามไว้เสียก่อน แบบนี้มันลูกคุณหนูเอาแต่ใจของแท้เลย

            "ถ้ากีตาร์ ไอ้ว่านน่าจะมีมั้ง" นึกถึงใครไม่ออกให้นึกถึงเพื่อนรัก จำได้ว่าตอนปีหนึ่งเคยมานั่งเล่นกีตาร์ที่ห้องมัน แต่ป่านนี้ไม่รู้ว่าจะยังอยู่หรือเปล่า

            "ว่านมีเหรอ"

            "น่าจะนะ เดี๋ยวไปถามมันก่อน"

            ต้นสนรีบพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มกว้าง ทำท่าเหมือนเด็กเวลาอ้อนแล้วได้ของตามใจ เป็นอะไรที่มองแล้วต้องเผลอส่ายหน้าใส่ แต่เป็นใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้ม

 

            ออกมายืนอยู่หน้าห้องไอ้ว่านผมก็โทรเรียกมันให้ออกมาเปิดประตูให้พร้อมบอกจุดประสงค์ โชคดีที่กีตาร์ตัวนั้นยังอยู่ มันไปค้นออกมาจากห้องนอนพร้อมกับโยนคำถามที่ทำเอาผมตอบไม่ถูกมาให้

            "พวกมึงจีบกันอยู่เหรอ" ไอ้ว่านถามหน้าตาย ส่วนไอ้เจนที่ไม่ยอมกลับบ้านรอคอยคำตอบด้วยความอยากรู้อยากเห็น

            "ถามอะไรของมึงเนี่ย"

            "เอ้า! ก็อยู่ๆ มาขอกีตาร์ไปร้องเพลง กูก็นึกว่าจะร้องเพลงจีบกันไรงี้"

            "คิดได้นะมึง แค่ร้องเล่นกันเฉยๆ พวกมึงจะไปด้วยมั้ยล่ะ"

            พวกมันสองคนพากันส่ายหน้าอย่างพร้อมเพรียง เข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย

            "ตามสบายครับเพื่อน ขอให้สนุกนะ"

            "มีอะไรก็มาเล่าให้พวกกูฟังด้วย"

            "เออๆ" ผมตอบรับส่งๆ มองพวกมันที่ยิ้มแปลกๆ พร้อมใจกันยกมือบ๊ายบายก่อนผมจะเดินออกมาจากห้องพร้อมกีตาร์โปร่งของไอ้ว่าน

 

            เห็นผมถือกีตาร์กลับเข้ามาในห้องต้นสนก็ยิ้มแฉ่ง ขยับแบ่งที่นั่งบนโซฟาให้ผมครึ่งหนึ่ง

            "เอาเพลงอะไรดี" จัดแจงท่านั่งเรียบร้อยผมก็ถามความเห็นคนที่อยากฟัง ตอนนี้ในหัวผมว่างเปล่ามาก นึกไม่ออกเลยว่าจะเล่นเพลงอะไร

            "ปลื้มเล่นเพลงอะไรได้บ้าง"

            "ถ้ามีคอร์ดก็เล่นได้หมด"

            "แล้วจะดูคอร์ดไงอ่ะ" ถามแล้วก็ทำหน้ามึนใส่ แล้วผมจะไปรู้ไหมล่ะ

            "เปิดดูในมือถือก็ได้มั้ง"

            "งั้นไปหน้าคอมฯ ดีกว่า" ว่าแล้วก็ลุกขึ้นกวักมือเรียกผมยิกๆ ให้เดินตามไป

            ต้นสนจัดการเปิดคอมพิวเตอร์ จัดเก้าอี้ทั้งสองตัวให้อยู่ระหว่างกลางของหน้าจอพอดี เปิดเข้ากูเกิ้ลแล้วถึงได้หันมาถามผม

            "สรุปเอาเพลงอะไร"

            "เลือกมาเลย"

            "ก่อนฤดูฝนมั้ย"

            "เฮ้ยไม่เอา! ร้องไม่ทัน" ผมรีบปฏิเสธแบบไม่ต้องคิดจนต้นสนหัวเราะออกมา เพลงนี้มันมีท่อนไม้ตายที่ผมยังไม่รู้เลยว่าสรุปท่อนนั้นมันร้องว่ายังไง

            "ไหนบอกเอาเพลงอะไรก็ได้ไง"

            "แต่ไม่เอาเพลงนี้ เลือกใหม่"

            ถึงจะโดนปฏิเสธแต่เจ้าของห้องยังคงยิ้มอารมณ์ดี ผมรู้อยู่แล้วว่าต้นสนแค่จะแกล้งกัน ที่จริงผมน่าจะรับมุกนะ พอถึงท่อนนั้นก็แค่ดำน้ำไปมั่วๆ เจ้าตัวคงชอบใจอยู่ไม่น้อย แต่มาคิดได้ตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว

            "งั้นเพลงระยะปลอดภัย"

            ผมพยักหน้ารับต้นสนก็ยิ้มกว้างก่อนพิมพ์ชื่อเพลงลงในกูเกิ้ลเพื่อหาคอร์ดกีตาร์ให้ผม ใช้เวลาแป๊บเดียวหน้าเว็บที่มีคอร์ดเพลงระยะปลอดภัยก็โชว์อยู่บนหน้าจอ ผมจับคอร์ดวอร์มนิ้วลองดีดสองสามคอร์ดแล้วเงยหน้าหวังจะให้สัญญา แต่เมื่อเจอสายตาเป็นประกายของอีกฝ่ายที่จ้องมาก็เป็นอันต้องชะงัก

            พอเอาเข้าจริงก็ชักรู้สึกเขินขึ้นมา เขินสายตากับรอยยิ้มสดใสนั่น

            "เริ่มแล้วนะ"

            "อื้ม"

            ต้นสนรีบพยักหน้ารับ ริมฝีปากที่ดูไม่ซีดเซียวเหมือนเก่ายังคงแย้มยิ้ม พาลให้ผมที่พยายามจะเก๊กหน้านิ่งเพื่อเก็บอาการเขินยิ้มตามไปด้วย สุดท้ายเลยตัดปัญหาด้วยการก้มหน้ามองคอร์ดมันซะเลย

            เริ่มดีดอินโทรผมก็ลอบมองท่าทางของต้นสนเป็นระยะ เจ้าตัวนั่งอมยิ้มโยกหัวตามมือตบต้นขาเป็นจังหวะเดียวกัน นับว่าฟอร์มผมยังพอใช้ได้แม้จะไม่ได้จับกีตาร์มาเป็นเดือน จนเมื่อถึงท่อนร้องริมฝีปากที่เคลือบด้วยลิปบาร์มกลิ่นแอปเปิ้ลก็ยิ้มกว้างกว่าเดิม

 

            "ช่วงเวลาดีดีที่เธอและฉันไม่ต้องกังวลอะไร
          เป็นช่วงเวลาดีดีที่เราทั้งสองจะมีแต่ความเข้าใจ
          วันนี้เป็นวันดีดี วันนี้เราควรจะทำอะไร"

           

            "ทำข้าวผัดต้มยำกินไง"

            มีจังหวะเว้นให้ต้นสนก็พูดสวนขึ้นมาแล้วหัวเราะชอบใจ ผมมองแล้วได้แต่ยิ้มกว้างจนคิดว่าปากอาจจะฉีกขึ้นไปจนถึงหูแล้วก็ได้

            ช่างคิดจังนะคนเรา

 

            "วันที่อะไรอะไรก็ดูจะเหมือนจะคอยเป็นใจให้กัน
          วันนี้จะทำอะไร ก็ดูจะเหมือนไม่ต้องระแวดระวัง
          วันนี้คือวันดีดีมีฉันและเธอคนดีเท่านั้น"

 

            "ดีจริงๆ นั่นแหละ"

            รอบนี้เสียงที่พูดบ่อยกว่าเดิม หากแต่รอยยิ้มยังคงแต่งแต้มอยู่บนใบหน้าไม่จางหายไปไหน ทั้งเขา...และผม

 

            "มีบรรยากาศฝนตกรถติดช่วยฉัน ยังมีมือเปล่าว่างอยู่ให้จับเท่านั้น
          ลองดูที่แก้มฉัน เธอนั้นว่ามีอะไร"

 

            "มีไขมันมั้ง" ว่าแล้วก็ยื่นนิ้วมาจิ้มแก้มผมจนเผลอโยกตัวหนี ยังดีที่ผมสติมั่นคง มือเปลี่ยนคอร์ดในขณะที่ส่งยิ้มให้คนขี้แกล้ง

 

          "เอามือไปแตะหน้าผากว่าตัวร้อนไหม เอาเธอมากอดข้างกายไม่แบ่งใครๆ
          มีเราเพียงเท่านั้น มีเธอและมีฉัน อยู่ในวันสำคัญ ของเรา"

           

            เพลงแรกจบลงแต่เพียงเท่านี้ ผมแอบโล่งใจนิดๆ ที่ต้นสนไม่บ้าจี้เล่นตามเพลง อย่างเช่นเอามือมาแตะหน้าผากหรือเข้ามากอดเหมือนตอนเอานิ้วมาจิ้มแก้ม เพราะถ้าหากเป็นแบบนั้นผมคงทำอะไรไม่ถูกแน่ๆ แค่เล่นกีตาร์ร้องเพลงให้ฟังก็รู้สึกเขินจะแย่แล้วต้องมาเจอสายตาเป็นประกายนั่นอีก

            ไม่ใช่ว่าผมรู้สึกแย่ กลับรู้สึกดีมากเสียด้วยซ้ำ

            ได้เห็นสีหน้ากับรอยยิ้มที่อยากเห็น ก้อนเมฆสีเทาและความมืดมนที่ค่อยๆ จางหายไป พร้อมกับความรู้สึกใหม่ที่เพิ่มเข้ามา

            "ร้องเพลงเพราะนะเนี่ย"

            "อยู่แล้ว"

            "ไม่ถ่อมตัวหน่อยเหรอ"

            "คนเราต้องยอมรับความจริงไง"

            "ครับๆ ต่อไปเอาเพลงอะไรดี" ต้นสนตอบรับมุกผมด้วยสีหน้าหน่ายๆ ก่อนจะยิ้มออกมาให้รู้ว่าแกล้งทำ

            "รีเควสมาเลย เดี๋ยวพี่จัดให้"

            สายตาที่มองมาเหมือนจะหมั่นไส้อยู่หน่อยๆ ต้นสนยู่หน้าใส่ผมก่อนพิมพ์ชื่อเพลงต่อไปลงในช่องค้นหาแล้วกดปุ่มเอนเทอร์ รอไม่ถึงวินาทีหน้าจอก็แสดงหน้าเว็บที่มีคอร์ดเพลงของเพลงนั้นให้เลือก

            เสียงกีตาร์กับเสียงร้องเพราะๆ ของผมยังดังอย่างต่อเนื่องไม่รู้เบื่อ ผมอยากร้อง เจ้าของห้องเองก็อยากฟัง ความเขินในทีแรกหายไปกลายเป็นความสุขเข้ามาแทนที่ ความสุขที่มาพร้อมความสดใส รอยยิ้มนั้นเสียงหัวเราะนั้น

            ก้อนเมฆสีอึมครึมที่พาลทำให้บรรยากาศโดยรอบมืดมนนั้นมันคงใกล้จะหายไปแล้วจริงๆ

            หายไป...ด้วยฝีมือของผมเอง



TBC

 

เอาข้าวผัดต้มยำฝีมือปลื้มมาเสิร์ฟค่า

ช่วงที่เขียนตอนนี้เป็นช่วงที่ฝนตกหนักเมื่ออาทิตย์ก่อนๆ ที่น้ำท่วมแหละ

เลยรู้สึกว่ามันตรงกับช่วงเวลาในนิยายเราพอดีเลยเนอะ ตอนเขียนเลยอินสุดๆ อินกับฝน ฮา

ตอนนี้ก็ยังคงอ้อยอย่างต่อเนื่อง บางทีที่บ้านต้นสนอาจจะทำธุรกิจค้าอ้อยก็ได้นะคะ ^^

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ เจอกันตอนหน้าจ้า


ออฟไลน์ oki

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
ชอบบบบ บรรยากาศแบบนี้อ้ะ
ปลื้มหลงต้นสนแล้วใช่มั้ยล่าววว :-[

ออฟไลน์ rockiidixon666

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 760
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-3
ปลื้มอบอุ่น ต้นสนน่าร้ากกก

ออฟไลน์ marisa9397

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 246
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3433
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ dukdikdukdik

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2520
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +233/-3
ชอบอะ นึกว่าจะหม่นหมองทั้งเรื่องซะอีก น่ารักมาก ๆ เลยค่ะ  :กอด1:

ออฟไลน์ didididia

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 365
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
เขาไม่ได้จีบกันค่ะไม่ได้จีบเล้ยยยย555555 :hao5: :-[

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด