To...คนที่ได้อ่านสิ่งนี้ในวันที่ผมจากไปแล้ว ★ ตอนพิเศษ : ลับ ★ 05/01/2561
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: To...คนที่ได้อ่านสิ่งนี้ในวันที่ผมจากไปแล้ว ★ ตอนพิเศษ : ลับ ★ 05/01/2561  (อ่าน 122835 ครั้ง)

ออฟไลน์ rockiidixon666

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 760
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-3
ปลื้มมาช่วยดูแลต้นสนสิ อิอิ/ ดีใจจังที่ต้นสนไม่คิดจะฆ่าตัวตาย

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3433
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-4

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4014
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
ก่อนหน้านี้ก็มีลังเลว่าไม่ได้อยากตายรึเปล่า แตาพอเจอตอนทิ้งร่มเดินลงถนนนี่โยนความคิดนั้นทิ้งเลยค่ะ สรุปโดนหลอก  :hao7:

ออฟไลน์ flimflam

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 881
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-4
กรี๊ด เหมือนเดาเรื่องได้แต่แรกแต่ก็จับไม่ได้(?)
คิดว่าต้นสนเป็นโรคซึมเศร้าซะอีก โธ่ ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วลูก

ออฟไลน์ มาม่าหมูสับ

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
โห เดาผิดไปหลายโยชน์เลย โดนต้มซะเปื่อย :katai1:

ออฟไลน์ oki

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
 :a5: โดนหลอกอ่ะ ฮ่าๆ แต่ก็ดีแล้วว

ออฟไลน์ stickyyrice

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1509
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-5

ออฟไลน์ ทั่วหล้า

  • ไม่ช่างพูดแต่ช่างพิมพ์
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1049
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +114/-3
อ่าาาาทีนี้ก็เข้าหาได้โดยไม่ต้องหาข้ออ้างแล้วนะ

ออฟไลน์ songte

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1414
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-1
เข้ามาเพราะว่าชื่อเรื่องล้วนๆ อ่านแล้วสะดุดมากๆ
พอได้อ่านก็ไม่ผิดหวัง อึมครึมหน่อยๆ แต่จากนี้ไปคงสว่างไสวแดดจ้า

ปล. แอบคิดว่า ปลื้มจะเป็นนายเอก สรุปเป็นพระเอกเหรอ :ling1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5

ตอนที่ 8


            เสียงเตือนจากแอปพลิเคชั่นรูปเจ้านกแลร์รี่ที่กลายเป็นหนึ่งในแอปสนทนาหลักของผมไปแล้วดังขึ้นหลังกลับมาถึงห้องได้ไม่ถึงสิบนาที ผมทิ้งตัวนั่งลงบนที่นอนหลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ คว้ามือถือราคาถูกขึ้นมาดู ก่อนจะปลดล็อคหน้าจอเพื่อเข้าไปตอบข้อความเมื่อเห็นว่าเป็นชื่อใคร

            Pinetree : ถึงบ้านยัง

            PuuRimm : ถึงสักพัก

            PuuRimm : ยังไม่นอนอีกจะเที่ยงคืนแล้ว ไหนบอกพรุ่งนี้กลับบ้านแต่เช้า

            Pinetree : เดี๋ยวนอนๆ ขอเคลียร์งานก่อน

            อ่านแล้วก็เผลอถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย

            สำหรับต้นสนแล้วงานมาก่อนสุขภาพเสมอ สภาพตอนนี้เลยทรุดโทรมไม่ต่างจากศพเดินได้ ไหนจะความคิดแปลกๆ อย่างการเขียนสั่งเสียเรื่องงานเอาไว้ มันก็ไม่แปลกหรอกที่คนไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังอย่างผมมาเห็นแล้วจะเข้าใจผิด

            PuuRimm : ให้เวลาถึงเที่ยงคืน

            Pinetree : แค่ยี่สิบนาทีเอง

            PuuRimm : อีกยี่สิบนาทีไปนอน

            Pinetree : มันไม่ทันนนนน

            PuuRimm : ก็หยุดคุยแล้วรีบทำงาน

            Pinetree : TT

            หลังจากโดนว่าไปข้อความจากต้นสนก็ไม่ถูกส่งมาอีก

            จะว่าผมเด็ดขาดหรือใจร้ายก็ได้ แต่คนที่ดูแลตัวเองไม่เป็นอย่างนายมืดมนควรมีใครสักคนคอยจี้คอยสั่ง คอยบอกว่าต้องหยุดแล้วพักร่างกาย ไม่อย่างนั้นคงมีใครสักคนได้สานต่อความต้องการตามโน้ตแผ่นนั้นแน่ๆ

            รอจนแน่ใจว่าคนที่งอแงใส่เมื่อครู่นี้จะไม่เข้ามาป้วนเปี้ยนในโซเชียลอีกผมก็ล้มตัวลงนอน มองบทสนทนาที่เราเพิ่งคุยกันแล้วยิ้มขำตัวเอง และขำให้กับทุกๆ อย่างที่ผ่านมา

            เพิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นคนที่คิดได้เป็นตุเป็นตะชะมัดเลยให้ตาย แต่ก็ยังดีกว่าเมื่อสิ่งที่คิดนั้นมันไม่ใช่ความจริง

 

            ผมตื่นขึ้นมาเพราะเสียงนาฬิกาปลุกด้วยความง่วงสุดขีด ควานมือสะเปะสะปะคว้ามือถือมากดปิดเสียง มองตัวเลขที่บอกเวลาเก้าโมงตรงกับข้อความจากทวิตเตอร์ที่ขึ้นเรียงกันเป็นตับจนต้องกระพริบตาถี่ๆ ส่ายหน้าแรงๆ เพื่อสลัดความง่วงออกไปแล้วตั้งใจอ่านข้อความเหล่านั้น

            Pinetree : กำลังจะกลับบ้านแล้วววว

            Pinetree : ถึงบ้านแล้วนะ

            Pinetree : (ส่งรูปภาพ)

            Pinetree : ขนงานมาทำด้วย

            Pinetree : นี่น้องเนียร์พญาแมวท่ามกลางฝูงหมา

            Pinetree : (ส่งรูปภาพ)

            Pinetree : ส่วนนี่น้องหมา

            Pinetree : (ส่งรูปภาพ)

            Pinetree : ตัวสูงๆ สีน้ำตาลเข้มชื่อต้นตาล ตัวสีน้ำตาลอ่อนชื่อต้วมเตี้ยม สีขาวลายน้ำตาลชื่อต๋อมแต๋ม ส่วนตัวขาวล้วนชื่อตอเต่า

            ข้อความทั้งหมดถูกส่งไล่มาตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า จนข้อความสุดท้ายเมื่อสิบนาทีก่อน ทั้งรูปกระเป๋าใส่งาน น้องแมวสีส้มขาวหน้าตาไม่รับแขก และน้องหมาสี่ตัวที่ทำหน้างงใส่กล้อง ท่าทางดื้อใช้ได้กับชื่อที่ชวนปวดหัว ดูจากรูปร่างหน้าตาแล้วสามตัวเหมือนบางแก้วพันธุ์ผสม ส่วนตัวที่ชื่อต้นตาลนั้นเหมือนหมานอกที่ผมไม่รู้ว่าพันธุ์อะไร

            อ่านจบครบถ้วนทุกข้อความแล้วไม่รู้ทำไมผมถึงได้ยิ้มกับประโยคที่เหมือนการรายงานสถานการณ์ข่าวแบบนี้ อย่างกับเป็นผู้ปกครองและมีลูกชายตัวน้อยๆ ที่ยังดูแลตัวเองไม่เป็น ทำอะไรไปไหนมาไหนต้องคอยบอก เรื่องนี้ผมไม่ได้ร้องขอแต่เป็นสิ่งที่ต้นสนทำมันเอง

            เพื่อความสบายใจสินะ

            PuuRimm : โดนมันข่วนอีกหรือเปล่า

            ผมพิมพ์สิ่งเดียวที่อยากรู้ตอบกลับไปแค่นั้นแล้ววางมือถือไว้บนที่นอนก่อนลุกขึ้นไปอาบน้ำ

            วันนี้ยังมีงานรออยู่ ปลดหนี้ค่าเช่าหอได้เมื่อไรจะให้รางวัลตัวเองงามๆ เลย

 

            ตลาดวันนี้คึกคักเหมือนปกติ ที่ร้านได้น้องตาลมาช่วยผ่อนแรงด้วยเลยไม่วุ่นวายเท่าไร หรือจะเรียกว่าว่างจนมีเวลาตอบข้อความจากต้นสนตลอดทั้งวันเลยก็ว่าได้

            Pinetree : พยายามแล้วแต่ไม่รอด

            Pinetree : แต่รอยนิดเดียวๆๆๆๆ

            ผ่านไปเกือบครึ่งวันหลังจากผมถามไปเมื่อช่วงสายข้อความนี้ก็ถูกส่งกลับมา แสดงว่าวันจันทร์ผมคงได้เห็นรอยเล็บหมาแมวเป็นของฝากสินะ

            PuuRimm : ขอรูปประกอบ

            Pinetree : ถ่ายไปก็ไม่เห็นหรอก

            Pinetree : มันเล็กมากๆๆๆ

            ในใจผมบอกว่าไม่ควรเชื่อสิ่งที่ต้นสนบอก แต่ละครั้งที่เจอกันวันจันทร์ไม่มีรอยขีดข่วนไหนที่เรียกว่าเล็กจนมองไม่เห็น ไม่อย่างนั้นผมคงไม่เครียดจนคิดว่ามันเป็นรอยกรีด คิดไปแล้วก็อยากกับไอ้หมาแมวพวกนั้นถอดเล็บออกให้หมด หรือไม่ก็ให้เจ้าของมันใส่ชุดนักดับเพลิงไปเลยจะได้สิ้นเรื่องสิ้นราว

            PuuRimm : ตัวมีแต่แผล

            Pinetree : ถ้ามันโตก็คงเลิกข่วนแล้วล่ะมั้ง

            PuuRimm : ยังไม่โตอีกเหรอ

            Pinetree : ยังไม่ครบปีเลย โตแล้วคงหายซน

            ผมพยักหน้าให้โทรศัพท์อย่างกับว่าคนที่พิมพ์คุยกันอยู่จะเห็น ลูกหมาพวกนั้นยังโตไม่เต็มที่หรอกหรอ ทั้งที่ในรูปดูตัวใหญ่ขนาดนั้น

            คุยกันได้นิดๆ หน่อยๆ ผมก็ต้องเก็บมือถือใส่กระเป๋าหันไปสนใจลูกค้าที่มาซื้อแกง ขายเสร็จก็หยิบขึ้นมาเล่นต่อ เป็นแบบนี้อยู่หลายรอบจนน้องตาลร้องทัก ทั้งที่ในมือน้องเค้าเองก็ถือโทรศัพท์อยู่เหมือนกัน

            "ช่วงนี้เล่นมือถือบ่อยนะพี่ปลื้ม"

            "เหรอ" ผมหัวเราะรับแบบขอไปที จะไปว่าปกติก็ไม่ค่อยได้หยิบขึ้นมาเล่นบ่อยๆ อย่างที่น้องเค้าบอก ถึงจะหยิบขึ้นมาเล่นเวลาว่าง แต่ส่วนมากเป็นการเช็คข่าวสารมากกว่าคุยเล่นกับคนอื่นแบบนี้

            "ติดคนในมือถือเหรอคะ"

            "หือ เปล่า คุยกับเพื่อนเฉยๆ"

            "เหรอคะ" น้องตาลทำหน้าเหมือนอยากถามต่อแต่ก็ยอมตอบรับแล้วถอยกลับ ซึ่งถือเป็นเรื่องดีมากสำหรับผม

            ติดคนในมือถือเหรอ ประโยคฮิตของพวกติดแฟนแบบนั้นใช้กับผมไม่ได้หรอก

 

            ตัวเบาหวิวเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก หรือจะพูดให้ถูกคือหยิบเงินออกจากกระเป๋าจนหมดตัวแล้วนั่นเอง

            ผมยิ้มให้ป้าของเจ้าหอที่ยิ้มกว้างกลับมาหลังจากจัดการจ่ายค่าเช่าที่คั่งค้างตามที่ตกลงกันไว้ ก่อนจะหันหลังหมุนตัวเดินเข้าไปข้างในหอพักที่ใช้เป็นที่ซุกหัวนอนตั้งแต่ปีหนึ่ง แต่จะมาสบายใจตอนนี้นั้นมันเร็วเกินไป ยังเหลือค่าเช่าทบต้นทบดอกที่ต้องจ่ายอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า แสนสาหัสกว่านี้คงไม่มีอีกแล้ว

            ไขกุญแจเข้าห้องมาได้ผมก็ทิ้งตัวลงนอนทันที หยิบมือถือขึ้นมาเช็คความเคลื่อนไหวในโลกโซเชียล ตั้งใจจะกดเข้าเฟซบุ๊กแต่นิ้วดันเผลอไปจิ้มทวิตเตอร์อย่างลืมตัว

            จิ้มผิดแล้วก็เลยตามเลยแล้วกัน

            หน้าไทม์ไลน์ของผมไม่มีอะไรน่าสนใจนักเพราะติดตามอยู่ไม่กี่คน ยิ่งช่วงนี้พ่อนักวาดที่ผมคลั่งไคล้หยุดอัพผลงานยิ่งเงียบไปกันใหญ่ จะมีก็แต่ข้อความส่วนตัวที่แจ้งเตือนตลอดทั้งวัน จนตอนนี้ก็ยังมีข้อความที่ไม่ได้ตอบกลับอยู่

            Pinetree : เลิกงานหรือยัง

            PuuRimm : ถึงห้องสักพักแล้ว

            พิมพ์ตอบกลับไปแล้วก็มองหน้าจออยู่อย่างนั้น มองรูปสีน้ำที่ต้นสนใช้เป็นรูปโปรไฟล์ ภาพต้นไม้สูงใบสีเขียวเข้มครึ้มคลุมจนถึงปลายยอดแหลม สัญลักษณ์แทนตัวที่แทบไม่มีการดัดแปลงใดๆ

            เห็นภาพสีน้ำแล้วจู่ๆ ก็นึกถึงรูปนั้นขึ้นมา ภาพที่ผมตั้งชื่อให้เองว่าทุ่งดอกไม้แห่งความตาย หนึ่งในสิ่งที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดอันใหญ่หลวง ผมอยากรู้ เพราะอะไรถึงได้วาดรูปแบบนั้นขึ้นมา

            PuuRimm : ถามอะไรหน่อยดิ ทำไมถึงวาดรูปนี้ขึ้นมา

            ผมเข้าไปค้นหารูปเจ้าปัญหาและส่งไปให้พร้อมคำถาม ทิ้งเวลาไว้เนิ่นนานผ่านไปร่วมชั่วโมงกว่าเสียงแจ้งเตือนจะดังขึ้น และคำตอบมันก็ช่วยตอกย้ำอีกว่า...ผมนี่มันโคตรคิดไปเองเลยจริงๆ

            Pinetree : ตอนนั้นไปเที่ยวแล้วคิดว่าทุ่งดอกไม้ที่นี่มันสวยมากๆ 

            Pinetree : สวยแบบจนอยากอยู่ไปตลอดชีวิต เลยวาดเล่นน่ะไม่มีอะไร

            ผมอ่านแล้วไม่ได้ตอบอะไรกลับไป แต่ทิ้งช่วงไปสักพักข้อความใหม่ก็ถูกส่งมา

            Pinetree : อยากบอกนะว่าปลื้มเห็นรูปนี้แล้วคิดว่าเราอยากฆ่าตัวตาย

            ไม่มีคำตอบอื่นนอกจากคำว่าใช่ แต่ผมไม่ได้พิมพ์ตอบกลับไปหรอก ทำแค่เปิดอ่านแล้วพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ

            นี่หรือเปล่าที่เขาเรียกว่าอารมณ์ศิลปิน ความคิดแปลกๆ ที่คนทั่วไปเข้าไม่ถึง ซึ่งคนคนนั้นก็คือผมเอง

 

            ความเคยชินที่ผมเพิ่งจะผลักมันไปสู่อดีต ทางเดินที่คุ้นเคย บรรยากาศร่มรื่นในมหาวิทยาลัย แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้า และตึกคณะบริหารที่อยู่ทางซ้ายมือ ถ้าเป็นเมื่ออาทิตย์ก่อนผมคงเดินตรงไปที่นั่นอย่างไม่ลังเล ทำทีเป็นเข้าไปกินข้าวเช้าเพื่อหวังจะเจอกับใครบางคน ซึ่งในตอนนี้มันไม่จำเป็นอีกต่อไป

            ผมละสายตาจากตึกคณะบริหารเพื่อตรงไปยังคณะของตัวเองที่ผองเพื่อนรออยู่ แต่ยังไม่ทันได้ก้าวไปไหนความคิดทั้งหมดก็หยุดชะงักลง

            "ไง" คำทักทายที่เหมือนไม่รู้จะพูดอะไรดีหลุดมาจากเพื่อนตัวสูงของต้นสนที่ยืนอยู่ตรงหน้าผม

            "หวัดดี"

            "วันนี้ไม่แวะเหรอ" อั๋นถามพลางพยักพเยิดหน้าไปยังตึกคณะ จุดที่ผมเดินเลยมันมาแล้วกว่าครึ่งทาง

            "คงไม่"

            "เหรอ" พยักหน้าขึ้นลงช้าๆ แล้วก็พากันเงียบทั้งคู่

            ผมไม่มีเรื่องอะไรต้องคุยกับอั๋น ก่อนหน้านี้แม้จะเจอกันบ่อยแต่เราไม่ได้สนิทกันชนิดที่ว่าสามารถต่อบทสนทนาได้อย่างราบรื่น จากที่สังเกตอั๋นไม่ใช่คนคุยเก่งเหมือนต้นสน ออกจะเงียบๆ เข้าถึงยากเสียด้วยซ้ำ มันจึงแปลกมากที่เขาเข้ามาทักผมก่อน

            "งั้นไปก่อนนะ" ผมบอกลากำลังจะเบี่ยงตัวหลบเพื่อเดินไปถ้าไม่ติดว่าอีกฝ่ายพูดขัดขึ้นมา

            "สนมันเล่าให้ฟังแล้วนะเรื่องนั้น"

            ขาผมหยุดชะงักทันที มองหน้าอั๋นที่เอ่ยออกมาเรียบๆ แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ จะว่ายังไงดี อยู่ๆ ก็รู้สึกอยากเดินหนีมันซะตอนนี้ ผมไม่รู้ว่าต้นสนเล่าอะไรออกไปบ้าง ละเอียดแค่ไหน มันน่าอายที่มีคนอื่นได้รับรู้เรื่อพวกนี้ด้วย

            "ไม่ต้องทำหน้าเซ็งขนาดนั้น พอดีบังเอิญเจอเลยอยากมาขอบคุณที่ช่วยดูแลมัน"

            "ก็ไม่ได้อยากจะช่วยนักหรอก"

            อั๋นหัวเราะออกมาเบาๆ เมื่อผมตอบ แต่แปลกที่สีหน้านิ่งเรียบที่ผมเคยคิดว่ากวนประสาทอยู่นิดๆ ไม่ได้ดูขัดหูขัดตาขนาดนั้น เขาแค่หัวเราะให้กับคำตอบแสนตรงประเด็นของผม หรือจะเรียกว่าหัวเราะเยาะเพื่อนผู้มืดมนของตัวเองก็ได้ถ้าผมไม่ได้ตีความหมายผิด ดวงตาคู่นั้นที่มองมาไม่ได้มีแววเยาะเย้ยแต่อย่างใด

            "สนมันก็เป็นคนแบบนี้แหละ ไม่ค่อยดูแลตัวเอง สนิทกับมันมาตั้งแต่มัธยมเห็นแล้วยังเบื่อ บ่นจนขี้เกียจบ่น พูดไปก็เหมือนสีซอให้ควายฟัง แทบไม่เข้าหูเลยด้วยซ้ำ"

            อยู่ๆ คนที่ผมเคยได้ยินเสียงพูดแบบนับคำได้ก็จ้อยาวแทบจะเหมือนทำนองแร็พ สีหน้าบ่งบอกว่าเบื่อหน่ายสอดคล้อยกับสิ่งที่พูด และยังคงพูดต่อไปโดยที่ผมไม่มีโอกาสได้ขัด

            "มันชอบรับงานแบบไม่ดูสังขารตัวเอง ใครเสนองานให้รับหมด ขยันเก็บเงินจะได้เอาไปอวดที่บ้านว่าสิ่งที่มันชอบก็สามารถหาเลี้ยงตัวเองได้ แต่คนที่พลอยลำบากไปด้วยก็เพื่อนมันนี่แหละ ไม่ยอมหลับไม่ยอมนอนจนจะเป็นลมวูบไปกี่รอบแล้วก็ไม่รู้"

            "หาเลี้ยงตัวเอง" ผมทวนคำนี้ขึ้นมาเพราะติดใจมันที่สุด หาเงินเพื่อเอาไปอวดที่บ้าน มันหมายความว่ายังไง

            "มันไม่เคยเล่าให้ฟังเหรอ"

            "ไม่อ่ะ ไม่เคยได้ยิน"

            "คืองี้ สนมันอยากเข้ามัณฑนศิลป์ แต่พ่อแม่จะให้เรียนบริหาร ทะเลาะกันใหญ่โตสุดท้ายมันก็ยอมตามใจ พอสอบติดเข้าบริหารได้เลยรับงานออกแบบงานวาดมาทำหาเงิน จะเรียกว่าดื้อเงียบก็ได้ ทำทุกอย่างให้พ่อแม่มันเห็นว่างานด้านนี้ก็หาเงินได้เหมือนกัน ของใช้ทุกอย่าง ค่ากินค่าอยู่ค่าเทอมมันไม่ขอพ่อแม่สักบาท จนสุดท้ายพ่อแม่มันก็ยอมรับ เก่งใช่มั้ย แต่แม่งจะตายเพราะไม่รู้จักพักผ่อนนี่แหละ" ยิ่งเล่าเหมือนว่าอั๋นจะยิ่งหัวเสีย แต่สีหน้าที่แสดงออกกลับชื่นชมเพื่อนอยู่กลายๆ เป็นสิ่งผมเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน

            เก่ง เก่งมากเลยด้วย ใช้สิ่งที่ชอบและถนัดเพื่อพิสูจน์ตัวเองและทำมันสำเร็จ ทั้งเก่งแล้วก็น่าอิจฉา มันคือสิ่งที่ผมไม่สามารถทำได้ ใช่ว่าไม่พยายามหรือคิดยอมแพ้ แต่ต้นทุนและโอกาสของแต่ละคนมีไม่เท่ากัน ซึ่งสิ่งต่างๆ ที่ผมได้รับมามันไม่เอื้ออำนวยเลย

            "ปลื้ม"

            ผมหยุดความคิดทุกอย่างลงก่อนเงยหน้ามองคู่สนทนาตามเสียงเรียก อั๋นมองกลับมาด้วยสีหน้าจริงจัง ทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่กลับถูกขัดขึ้นมาเสียก่อน

            "มายืนทำอะไรกันตรงนี้" บุคคลผู้เป็นประเด็นของการสนทนาปรากฏตัวออกมาพร้อมสีหน้าอิดโรยที่เต็มไปด้วยความสงสัย

            ผมเงียบ ปล่อยให้เพื่อนตัวสูงเป็นผู้รับผิดชอบสถานการณ์ ซึ่งอั๋นก็ทำมันได้ดีจนน่าตบรางวัลให้ เป็นการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสจนต้นสนไม่กล้าถามอะไรต่อ

            "แขนเป็นรอยมาอีกแล้วนะ" น้ำเสียงที่ใช้ช่างเยือกเย็นจับใจ อั๋นยืนกอดอกมองหน้าตาเอาเรื่องโดยมีผมช่วยใช้สายตาสมทบอีกแรง

            "นิดเดียวเอง" ต้นสนตอบอ้อมแอ้มแล้วรีบดึงแขนเสื้อลง ซึ่งมันไม่ทันตั้งแต่คิดจะพับแขนเสื้อมาเรียนแล้ว

            "ถ้าคราวหน้ายังยอมให้มันรุมอีกจะบอกให้คุณป้าเอามันไม่ปล่อยวัดให้หมด" คำขู่ทีเล่นทีจริงทำเอาคนฟังขมวดคิ้วทำหน้าตึงใส่ อารมณ์ประมาณว่าหมาข้าใครอย่าแตะ

            "ทำไมใจดำอำมหิต"

            "งั้นเปลี่ยนเป็นเอาคนไปปล่อยแทนก็ได้ น่าจะง่ายกว่า"

            ทั้งที่เป็นคนช่างพูดช่างเถียงแท้ๆ แต่ครั้งนี้ต้นสนกลับยอมแพ้ง่ายๆ ทำหน้าตาถมึงทึงใส่เพื่อนก่อนหันมาส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากผม แล้วคิดว่าผมอยู่ข้างใครล่ะ แน่นอนว่าไม่ใช่ข้างคนที่ไม่ยอมดูแลตัวเองอยู่แล้ว

            "เอาคนไปปล่อยคงง่ายกว่านั่นแหละ"

            "อ้าว ทำไมปลื้มเข้าข้างอั๋นวะ"

            "ก็มันจริง ไหนบอกรอยนิดเดียว ที่เห็นเมื่อกี้ลากยาวตั้งแต่ข้อมือยันข้อศอก" ผมเริ่มสวมบทผู้ปกครองจอมโหดแบบอั๋นบ้าง คนไม่มีพวกเลยได้แต่ทำหน้าเหวอเฉไฉเปลี่ยนเรื่องทันที

            "กินข้าวกันมายัง ไปกินข้าว ไปๆๆ" พูดยังไม่ทันจบต้นสนก็เดินหนี เป็นการชวนที่ไม่ได้อยากให้คนโดนชวนไปได้สักเท่าไร

            มองคนที่หอบก้อนเมฆสีอึมครึมเดินหนีไปก็ได้แต่อมยิ้ม อาจจะคิดไปเองอีกก็ได้แต่ผมรู้สึกว่าเมฆก้อนนั้นมันมีแสงสว่างของดวงอาทิตย์ส่องออกมา เป็นความสดใสที่มองแล้วไม่ขัดตา แถมยังอยากเป็นกำลังใจให้อาทิตย์ดวงนั้นหนีออกมาจากคุกก้อนเมฆสีทะมึนนั้นเร็วๆ

            "จากนี้ไปก็ฝากด้วยนะ"

            ผมละสายตาจากมนุษย์มืดมนหันไปมองอั๋นที่ยังคงตีหน้านิ่งแบบคงคอนเซ็ปต์ อยู่ๆ ก็มาฝากเนื้อฝากตัวกันแบบนี้เลย

            "ดูแลสนมันด้วย ผมจะได้เอาเวลาไปหาแฟนบ้าง" พูดจบแล้วก็เดินหนีโดยไม่เปิดโอกาสให้ผมได้ทักท้วงใดๆ

            ฝากให้ดูแลต้นสนงั้นเหรอ...ถึงไม่บอกผมก็คิดจะทำมันอยู่แล้ว

 

TBC.

 

ตอนนี้ก็เลิกเครียดกันได้แล้วเนอะ สีเทาจะค่อยๆ หายไป

จากนี้อยากให้โทนของเรื่องเป็นสีเหลืองๆ ส้มๆ ปนชมพูดนี้สๆ ^^

แล้วก็เรามีคำถามมมมมมมม ตอบก็ได้ไม่ก็ได้เน้อ

เนื่องจากเห็นมีสองสามคนพูดถึงเรื่องโพสิชั่น ใครเป็นพระเป็นนายงี้

จริงๆ คือปลื้มเป็นพระเอกนะ (ฮา) แต่ด้วยลุคมืดมนของสนเลยทำให้คิดว่าเป็นพระเอกหรือเปล่า

ความจริงเราไม่ได้บรรยายลักษณะของตัวละครไว้ชัดเจนด้วย

ปลื้มกับสนใครสูงกว่าเตี้ยกว่าก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าอั๋นสูงที่สุด ฮ่าๆๆๆๆ

เลยอยากถามว่าตอนอ่านแรกๆ คิดว่าใครเป็นพระเป็นนายกันคะ

อยากรู้เฉยๆ ไม่มีผลอะไรกับการดำเนินต่อไปของเรื่องนะ จะได้เอาความเห็นไปปรับปรุงด้วย

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน เจอกันตอนหน้าจ้า



ออฟไลน์ มาม่าหมูสับ

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
เป็นอีกคนที่แอบคิดว่าปลื้มเป็นนายเอก แต่พอเจอบทบรรยายของต้นสน อ้อ เข้าใจผิดสินะ  :z3:

ออฟไลน์ oki

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
ดูแล้วต้นสนคงต้องการคนดูแล :-[ เลยมโนว่าเป็นนายเอกไปเลยตั้งแต่แรก ฮ่าๆ

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3433
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ songte

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1414
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-1
จากนี้ความมืดมนจะกลายเป็นสีฉมปู   :impress3:

ออฟไลน์ rockiidixon666

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 760
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-3
คิดว่าต้นสนเป็นพระเอกนะเนี่ยยย 555 ปลื้มดูเป็นเคะในความรู้สึกเรามาก 555 ไม่รู้ทำไม  หรือเพราะไอ้ความมืดมนของต้นสนมันทำให้ดูน่าค้นหา มีออร่าความเป็นพระเอกแฝงอยู่  :z1:

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-4

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5

ตอนที่ 9

 
            พะโล้ ต้มยำขาหมู ผัดหอยลาย แล้วก็ข้าวเปล่า แค่นี้ก็คงจะพอแล้วมั้ง

            ผมมองกับข้าวสองถุงใหญ่กับข้าวเปล่าสิบบาทสองถุงที่ใส่ถุงหิ้วเอาไว้แล้วเรียบร้อยพลางพยักหน้าเออออกับตัวเอง ทั้งสามอย่างนี้เป็นกับข้าวที่เหลือจากการขายของวัน ของที่ป้านกมักแบ่งให้ทุกคนเอากลับไปกิน แต่วันนี้ผมเก็บมันไว้ในปริมาณที่เยอะกว่าปกติเลยรู้สึกเกรงใจอยู่หน่อยๆ

            "เอาพะแนงไปด้วยมั้ยลูก"

            "ไม่เป็นไรครับ แค่นี้ก็เยอะแล้ว" ตอบปฏิเสธไปแบบไม่ต้องคิดก่อนยกมือไหว้ล่ำลาแล้วเดินจากมา

            ปกติก็เห็นซื้อกินแค่ถุงเดียว แบ่งมาแค่นี้ก็คงจะพอแล้วมั้ง

            จัดการเก็บกระเป๋าสัมภาระทุกอย่างเรียบร้อยผมก็เดินออกจากตลาดไปรอข้ามถนน มันเป็นทางที่อยู่คนละฝั่งกับทางกลับหอ แต่เพราะข้อความที่เพิ่งได้รับก่อนเลิกงานทำให้วันนี้ผมมีจุดมุ่งหมายใหม่ต้องไปก่อนจะกลับไปล้มตัวนอนที่ห้องได้อย่างสบายใจ

            PuuRimm : กินข้าวยัง

            Pinetree : ยังเลย ไม่มีเวลาลงไป เดี๋ยวต้มมาม่ากิน

            มันก็เป็นซะแบบนี้

            ยืนรอไม่นานนักพอมีจังหวะรถว่างกลุ่มคนที่รวมตัวกันอยู่ริมฟุตบาทก็พากันเดินข้ามทางม้าลาย ผมเดินรั้งท้ายถือถุงใส่กับข้าวสำหรับสองคนมุ่งตรงไปตามทางที่ผู้คนเดินขวักไขว่ เห็นคอนโดสูงสิบห้าชั้นอยู่ในสายตาไม่ไกลเลยหยิบมือถือขึ้นมาพิมพ์ข้อความบอกคนที่กำลังไปหาสักหน่อย

            PuuRimm : กำลังไปที่คอนโด ลงมาหาหน่อย

            Pinetree : ตอนนี้เหรอ

            PuuRimm : ใช่

            Pinetree : เหยยยยยยยย

            ตอบกลับมาแค่นี้แล้วอีกฝั่งก็เงียบไป ผมพอจะนึกหน้าต้นสนตอนพิมพ์เสียงอุทานยาวๆ นั่นออก คงจะทำตาโตพร้อมกับร้องออกเสียงตามไปด้วย จากนั้นก็ออกจากห้องด้วยความเร่งรีบ

            หวังว่าตอนผมไปถึงหน้าคอนโดแล้วคงจะเห็นเขายืนต้อนรับอยู่นะ

            ผ่านป้อมยามมาได้ผมก็เห็นต้นสนเดินเร็วๆ ออกมาจากตึก สภาพผมชี้โด่เด่ สวมเสื้อสีขาวตัวย้วยกับกางเกงขาสั้นที่ชอบใส่ไปซื้อกับข้าวที่ตลาดเป็นประจำ แล้วท่าทางรีบร้อนแบบนี้คงไม่ได้วิ่งลงบันไดมาอีกใช่มั้ย

            "เอากับข้าวมาฝาก" ผมยื่นถุงไปตรงหน้าคนที่เพิ่งเดินเข้ามาหา แต่ลืมไปเลยว่าเอาของทุกอย่างใส่รวมไว้ในถุงเดียวกันจนต้องหดมือกลับมาก่อน

            "มีเดริเวอรี่ด้วย" ทำหน้าตื่นเต้นถามแล้วก็หัวเราะคิกคัก

            "แต่เป็นของเหลือก้นหม้อนะ มีพะโล้ ต้มยำขาหมู แล้วก็ผัดหอยลาย จะกินไร"

            "ต้องเลือกเหรอ"

            "เออดิ จะกินหมดเลยเหรอ"

            "แล้วถ้าอยากกินทั้งสามอย่างอ่ะ"

            "ให้สองอย่าง สุดๆ ละ"

            ต้นสนทำหน้าคิดหนัก มองถุงแกงสลับกับหน้าผม ผมเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ๆ เจ้าตัวถึงอยากจะกินกับข้าวทั้งสามอย่างขึ้นมา จนเมื่อรอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าหมองๆ นั่นแหละคำตอบก็ถูกเฉลย

            "'งั้นปลื้มก็มากินด้วยกันดิ"

 

            เป็นครั้งที่สองที่ผมได้ขึ้นมาเยือนห้อง 403 ห้องที่เต็มไปด้วยโพสอิทและความรกแบบมหากาฬ แต่วันนี้ทุกอย่างพัฒนาขึ้น ของในห้องเป็นระเบียบเรียบร้อย โพสอิทที่แปะไว้ตามโต๊ะน้อยลงยกเว้นในครัวกับหน้าตู้เย็น ให้บรรยากาศเหมือนที่อยู่อาศัยของคนปกติขึ้นมาอีกนิดหน่อย

            ผมเดินเอากับข้าวไปวางบนเคาน์เตอร์ในครัวหลังจากใช้สายตาสำรวจห้องพอเป็นพิธี ส่วนเจ้าของห้องยังวุ่นวายกับโต๊ะทำงาน บอกว่าขอเวลาเคลียร์ส่วนที่ทำค้างไว้ให้เสร็จก่อน ผมเลยจัดการหยิบจานชามออกมาจากตู้ เทข้าวกับแกงใส่ลงไปแล้ววางทิ้งไว้ในครัวก่อนเดินไปหาต้นสนที่โต๊ะทำงาน

            "สเก็ตซ์งานค้างไว้น่ะ ใกล้เสร็จแล้ว" พูดไปมือก็ยังขีดๆ เขียนๆ ไม่หยุด

            ผมมองกระดาษอีกสองแผ่นที่วางอยู่ข้างๆ สลับกับอีกแผ่นที่ต้นสนกำลังวาดอยู่ มันเป็นรูปร่างคร่าวๆ ของคนสองคนในท่าทางเดียวกัน ต่างกันที่ฉากและการจัดวางตำแหน่ง รอบนี้รับงานอะไรมาทำอีก

            "คราวนี้วาดอะไร"

            "ปกนิยาย"

            เสียงดินสอลากบนกระดาษดังครืดๆ อย่างต่อเนื่อง มันให้ความรู้สึกพลิ้วไหวและเป็นอิสระ อย่างกับสามารถทำทุกอย่างได้ดั่งใจ จะวาดมันออกมาให้เป็นยังไงก็ได้ตามต้องการ เป็นลายเส้นที่น่าหลงใหลจนมองตามปลายดินสอสีดำนั่นไปอย่างเผลอตัว

            "ผู้ชายทั้งสองคนเลยเหรอ" รูปที่วาดดูเป็นรูปเป็นร่างเมื่องานทั้งสามแผ่นใกล้เสร็จ ทรงผมและรูปร่างของตัวละครมันสื่อออกมาแบบนั้น ทั้งคู่มองตากัน คนหนึ่งยิ้มอีกคนหน้าบึ้ง จะว่าเป็นนิยายแฟนตาซีก็ไม่ใช่ อารมณ์มันเหมือนนิยายรักมากกว่า

            ต้นสนหยุดมือที่กำลังขีดๆ เขียนๆ แล้วหันมาหาผม ริมฝีปากสีซีดที่อยากจะหยิบลิปขึ้นมาทาให้ยกยิ้มบางๆ ก่อนบอกสิ่งที่ผมข้องใจออกมา

            "นิยายวายนะ"

            คิ้วผมยกขึ้นอัตโนมัติ ต้นสนยังยิ้มอยู่อย่างนั้นก่อนจะเลิกสนใจผมแล้วกลับไปวาดรูปต่อ

            "นิยายวาย"

            "ชายรักชายน่ะ"

            ใช่ว่าผมไม่รู้ว่าคำว่าวายมันหมายความว่ายังไงซะทีเดียว แต่ต้นสนก็ช่วยขยายความให้อีกที

            รับหมดทุกงานอย่างที่ได้ยินมาจริงๆ สินะ

            "รับวาดเนี่ย เข้าใจความรักแบบนี้เหรอ" ผมแกล้งถาม คนวาดก็ยังก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป หากแต่ริมฝีปากอมยิ้มและตอบคำถามอย่างอารมณ์ดี

            "ความรักมันก็คือความรักนั่นแหละ จะไปแบ่งแยกมันทำไม"

            "ตอบได้ดี"

            ต้นสนหัวเราะเบาๆ แล้วหันมายักคิ้วให้ผม ก็จริงอย่างที่ว่า ความรักก็คือความรัก จะอยู่ในรูปแบบไหนก็คือความรักอยู่ดี

            "ใกล้เสร็จยัง"

            "ใกล้แล้วๆ เดี๋ยวขอถ่ายรูปส่งให้ลูกค้าดูแป๊บ" ดินสอถูกวางลงบนโต๊ะหลังจากวาดรูปแผ่นที่สามเสร็จเรียบร้อย ต้นสนหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปกระดาษที่สเก็ตซ์ภาพไว้ทั้งสามแผ่น แล้วก็วุ่นวายอยู่กับมือถืออยู่อย่างนั้นนานสองนาน

            ระหว่างรอเพื่อนร่วมมื้ออาหารจัดการงานให้เสร็จผมเลยใช้เวลาไปกับการสำรวจโต๊ะทำงานของพ่อศิลปินผู้มืดมนไปพลางๆ ข้าวของอุปกรณ์เก็บไว้เป็นระเบียบกว่าครั้งก่อน โพสอิทที่แปะไว้ก็เหลืออยู่แค่ไม่กี่งาน แสดงว่าเคลียร์งานใกล้เสร็จหมดแล้วสินะ

            พอคิดว่าต้นสนน่าจะว่างจากงานในเวลาอันใกล้นี้ในหัวผมก็ผุดความคิดบางอย่างขึ้นมา ถ้าไม่มีงานแล้วลองจัดคอร์สพักผ่อนให้สักคอร์สดีมั้ยนะ อย่างเช่นโปรแกรมนอนยาวๆ สักวันสองวัน หรือดูหนังอยู่ที่ห้องติดต่อกันให้ครบสิบเรื่อง แต่คิดไปแล้วคนบ้างานอย่างต้นสนคงไม่ยอมเข้าคอร์สพักผ่อนง่ายๆ ซะล่ะมั้ง

            ว่าแต่ว่าไอ้กระดาษที่ซุกอยู่ตรงซอกระหว่างชั้นใส่ของมันคืออะไร ไม่ใช่ว่าวาดงานอะไรไว้แล้วลืมหรอกนะ

            เห็นของน่าสงสัยผมเลยเอื้อมมือไปดึงกระดาษที่ว่านั้นออกมาจากซอก ดึงรอยยับให้คลี่ออกก็เผยรูปที่ถูกวาดไว้ออกมาให้เห็น

            จะเรียกว่าเซอร์ไพรส์ก็น่าจะใช่ ไม่ยักรู้ว่าแนวนี้ก็วาดด้วย

            "เสร็จแล้วกินข้าวกัน" ต้นสนหมุนเก้าอี้กลับมาหาเอ่ยชวนเสียงร่าเริง แต่พอเห็นว่าผมถืออะไรอยู่ก็จ้องตาไม่กระพริบ

            จะว่าตกใจที่ผมเห็นรูปวาดนี้ก็ไม่ใช่ เหมือนจะอึ้งและงงซะมากกว่า สีหน้าท่าทางแบบนี้มันน่าแกล้งยังไงก็ไม่รู้

            "วาดโคตรได้อารมณ์มากเลย ทำบ่อยอ่ะดิ" รูปที่ผมบังเอิญไปค้นเจอเข้าเป็นรูปคนจูบกัน มันก็ไม่แปลกนักหรอกถ้าคนสองคนนั้นไม่ใช่ผู้ชาย แถมจูบกันดูดดื่มลงรายละเอียดอย่างดี ไม่ใช่แค่การเอาริมฝีปากแตะกันธรรมดา สีหน้า สายตา รวมถึงลิ้นและน้ำลาย มันถูกวาดเพื่อสื่ออารมณ์ลงไปด้วย

            "ไม่หรอก ไม่มีคนให้ทำด้วย" ต้นสนตอบแบบทีเล่นทีจริง ถ้าเป็นอย่างที่ว่าคงตีเป็นความหมายอื่นไม่ได้นอกจากแต่ทำงานจนไม่มีเวลาหาแฟน

            "แค่จูบเอง"

            "พูดเหมือนเชี่ยวชาญ"

            คราวนี้เป็นทีผมหัวเราะบ้าง แม้ไม่ได้เชี่ยวชาญแต่ก็ใช่ว่าจะอ่อนประสบการณ์เรื่องพวกนี้ แค่จูบ ถ้าเคยมีแฟนก็ต้องผ่านมาบ้างล่ะ

            "ก็มีบ้าง"

            "งั้นสอนบ้างดิ จะได้เข้าใจความรู้สึกแล้ววาดออกมาได้ดีกว่านี้"

            คำขอด้วยหน้าตาซื่อๆ ที่ไม่รู้ว่าจริงหรือเล่นเหมือนหลุมดำขนาดใหญ่ดูดเอาเสียงหัวเราะผมหายไปหมด แต่ไม่ปล่อยให้สมองของคนชอบคิดไปเองอย่างผมได้ฟุ้งซ่านไปมากกว่านี้ต้นสนก็หัวเราะออกมา

            "ล้อเล่น"

            ผมยิ้มแหยอย่างไปไม่เป็น อำเล่นกันได้หนักหน่วงมาก ยังคิดอยู่เลยว่าถ้าเรื่องที่พูดเป็นเรื่องจริงผมจะตอบกลับไปว่ายังไง

            จะให้สอนดีพคิสเหรอ...บ้าไปแล้ว

            "แล้วไปหาเจอมาจากไหนเนี่ย" ต้นสนหยิบรูปจากมือผมไป มองมันแล้วตั้งคำถาม

            "เห็นมันยัดๆ อยู่ตรงนั้นเลยหยิบมาดู แล้วก็...ผ่าง!"

            "มือไม่นิ่งเลยนะเรา"

            "ก็ใครจะไปรู้ว่าชอบวาด 18+"

            "ยังไม่ถึงเรทนั้นสักหน่อย"

            ผมหัวเราะเบาๆ มองต้นสนทำหน้ามุ่ยเก็บรูปวาดที่ว่าไว้ใต้สมุดเก็ตซ์ภาพที่วางอยู่บนโต๊ะ ในใจเริ่มสงสัยขึ้นมาว่าจะมีรูปแนวนี้ที่เจ้าตัววาดไว้อีกหรือเปล่า และถ้าวาดเก็บเอาไว้ ผมในฐานะที่เป็นแฟนคลับผู้คลั่งไคล้ก็อยากจะเห็นมันอีก

            "ไปกินข้าวเหอะ" ต้นสนลุกจากเก้าอี้กวักมือเรียกส่งๆ ก่อนเดินนำไปในครัว เป็นอันปิดประเด็นเรื่องรูปวาดนั่น

            ความจริงผมเกือบจะลืมไปแล้วว่ามาที่นี่ด้วยเหตุผลอะไร มัวแต่คุยเล่นจนพาออกทะเลกันไปเรื่อย ป่านนี้กับข้าวที่เทใส่ถ้วยไว้คงเย็นชืดไปหมดแล้ว เอาเข้าไมโครเวฟอุ่นให้ร้อนอีกรอบก่อนกินน่าจะดีกว่า

 

            โต๊ะหน้าทีวีถูกจับจองเป็นพื้นที่ในการจัดการอาหารมื้อดึกชั่วคราว ต้นสนเล่าว่าปกติแล้วมักจะกินข้าวที่โต๊ะทำงานมากกว่า แต่ถ้าอยากสบายหน่อยก็นั่งกินตรงนี้ เคาน์เตอร์เล็กๆ สำหรับกินข้าวในครัวเลยถูกทิ้งร้างไม่ได้ใช่งานมานาน จนบางทีถูกใช้เป็นที่วางของแทน

            ควันสีขาวจางๆ ลอยเอื่อยขึ้นมาจากถ้วยกับข้าวสามอย่างที่ผมจับใส่ไมโครเวฟเพื่ออุ่นให้มันร้อน จะเรียกว่าเป็นกับข้าวมื้อใหญ่ที่นานๆ ทีจะเจอก็ว่าได้ เพราะปกติจะมีกับข้าวแค่อย่างเดียว หรือข้าวราดแกงสองสามอย่างราคาเกือบครึ่งร้อยที่กินตามโรงอาหาร เว้นแต่ตอนกลับบ้านต่างจังหวัดอาหารแต่ละมื้อจะฟูลออฟชั่นแบบกินทีเดียวอิ่มไปสามมื้อ

            "ปลื้มได้กับข้าวกลับมากินแบบนี้ทุกวันเลยเหรอ" ตักไข่พะโล้ใส่จานหนึ่งลูกพร้อมกับวิดน้ำไปอีกสามสี่ช้อนต้นสนก็เริ่มชวนคุย

            "ถ้าขายไม่หมดนะ ป้านกแกจะตักแบ่งให้เอากลับไปกิน จะทิ้งก็เสียดาย"

            "ดีว่ะ"

            "เป็นลูกจ้างเค้าน่ะนะ"

            "ก็ยังดีไง ทำงานได้ค่าจ้างแถมยังได้กับข้าวมากินอีก"

            ผมพยักหน้ารับพลางตักข้าวเข้าปาก มันก็ดีจริงๆ นั่นแหละ แต่มันจะดีกว่านี้ถ้ามีโอกาสเลือกงานและได้ค่าจ้างเยอะกว่านี้อีกสักหน่อย ซึ่งความสามารถผมยังไม่ถึงขั้นนั้น เป็นคนที่ไม่มีพรสวรรค์ด้านใดด้านหนึ่งหรือทำอะไรได้ดีเป็นพิเศษ ให้พูดกันตามตรงคนที่เกิดมาพร้อมพรสวรรค์และต้นทุนอย่างต้นสนน่ะดีกว่าเยอะ

            "เออใช่ งี้ต่อไปเราก็จะได้กินข้าวฟรีทุกวันเลยดิ" อยู่ๆ ต้นสนก็ยกช้อนขึ้นมาจนผมสะดุ้งตาม แล้วไอ้ที่พูดมาน่ะมันหมายความว่าไง

            "ทำไมถึงได้กินข้าวฟรี"

            "ก็รอกินของเหลือที่ปลื้มได้มาไง"

            "อุดหนุนป้านกหน่อยเถอะ ไม่โผล่หน้าไปหลายวันป้าแกก็ถามถึงนะ" ผมล่ะเชื่อความคิดเขาเลย นี่กะจะกินของฟรีทั้งที่เจ้าของร้านถามหาเกือบทุกวันที่ไม่โผล่หน้าไปให้เห็น ยิ่งป้านกรู้ว่าผมเรียนที่เดียวกันยิ่งนึกว่าผมสนิทกับต้นสนซะอีก ซึ่งจริงๆ ตอนนี้จะเรียกว่าเริ่มสนิทก็คงได้ล่ะมั้ง

            "ล้อเล่น ป้านกบ่นถึงจริงดิ ฝากบอกด้วยว่าเดี๋ยวแวะไปซื้อ แต่ช่วงนี้ยุ่งมากๆ ต้องเตรียมอ่านหนังสือสอบด้วย"

            "บอกไปแล้ว" คงไม่มีคำตอบไหนที่ผมจะบอกป้านกได้นอกจากว่า 'ต้นสนงานยุ่งมากครับป้า' อีกแล้ว

            "แล้วถ้าเราไม่ว่างไปซื้อข้าวอีกทำไงอ่ะ มีบริการเดริเวอรี่ส่งแบบวันนี้อีกมั้ย"

            "อะไร ขี้เกียจเหรอ"

            "ถามเผื่อเฉยๆ"

            ผมเหล่มองอย่างจับผิด เจ้าตัวเลยทำหน้าตาลอกแลกก่อนจะหลุดยิ้มออกมา รู้หรอกว่าที่พูดคงล้อเล่น แต่ถ้าจะให้ผมเอาข้าวมาส่งหลังเลิกงานจริงๆ มันก็...ไม่มีปัญหา

            "จะมาส่งก็ได้นะ" เกริ่นลอยๆ ขึ้นมาจนคนฟังทำหน้าตื่นเต้นตามไปด้วย

            "จริงดิ"

            "แต่เฉพาะวันที่ไม่มีเวลาจริงๆ แล้วงานน่ะก็รับให้มันน้อยลงกว่านี้หน่อยก็ได้ โหมงานหนักก็ใช่ว่าจะดี เดี๋ยวตายก่อนได้ใช้เงิน"

            "บ่น"

            "ก็บ่นไง"

            ต้นสนย่นจมูกใส่ผมแล้วไม่พูดอะไรอีก ตั้งหน้าตั้งตากินข้าวจนหมดจานอย่างรวดเร็ว เชื่อแล้วว่าหิวแต่ไม่มีเวลาไปหาอะไรกินจริงๆ หรือจะบอกว่าหิวแต่ขี้เกียจหาอะไรกินดี

            "เคี้ยวบ้างมั้ยเนี่ย" มองเจ้าของห้องกระดกน้ำกินไปหลายอึกก็ชักสงสัย กินเร็วขนาดนี้เคี้ยวข้าวไม่ละเอียดแน่นอน

            "เคี้ยวดิ"

            "กี่ครั้ง"

            "ใครจะไปนับ"

            "เค้าให้เคี้ยวสามสิบครั้งต่อหนึ่งคำนะ"

            "เคี้ยวอะไรเยอะแยะ เมื่อย"

            ได้เห็นคนที่ชอบแกล้งล้อเล่นทำหน้ายุ่งใส่แล้วรู้สึกชอบใจ ครั้งนี้ผมก็ล้อเล่นเหมือนกัน ถึงผู้เชี่ยวชาญจะแนะนำให้เคี้ยวสามสิบครั้งก่อนกลืนก็เถอะ แต่ผมยังไม่เคยทำตามสักที อย่างที่ต้นสนว่า เคี้ยวนานๆ มันเมื่อย

            ใช้เวลาไม่นานนักกับข้าวทั้งสามอย่างก็ถูกจัดการจนเกลี้ยง ต้นสนยกจานไปใส่ในอ่างล้างจานแล้วทำท่าจะทิ้งไว้อย่างนั้น แต่โดนผมสกัดดาวรุ่งสั่งให้ล้างเก็บให้เรียบร้อยเสียก่อน ไม่อย่างนั้นมันคงถูกทิ้งไว้จนถึงพรุ่งนี้แน่ๆ สังเกตได้จากแก้วที่มีคราบสีน้ำตาลแห้งเกรอะกรังติดอยู่ จะแช่น้ำไว้สักหน่อยก็ไม่ได้

            งานนี้ผมรับผิดชอบล้างน้ำยา ส่วนต้นสนล้างน้ำเปล่า เห็นผิวมือบางๆ กับรอยแผลที่เริ่มจางไปมากแล้วตามแขนมันให้ความรู้สึกเหมือนเป็นพวกขี้แพ้ บางทีอาจจะอ่อนแอจนแพ้น้ำยาล้างจานก็ได้ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามานี้ผมแค่คิดเองเออเองคนเดียวเท่านั้น

            "ปกติกี่วันล้างจานที"

            "ถ้าไม่ลืมก็ล้างอยู่ แต่ส่วนใหญ่จะลืม" ตอบแล้วก็หัวเราะคิกคักอยู่คนเดียว

            "ขยันวาดรูปอย่างเดียวใช่มั้ย ที่เหลือขี้เกียจ สกปรกซกมกด้วย"

            "นี่ก็ใส่ร้ายกันเกินไป"

            "ไม่มีแม่บ้านเหรอ"

            "ปลื้มสนใจมาเป็นให้มั้ยล่ะ"

            ผมเหล่มองแล้วขมวดคิ้วใส่ คนหยอกก็เอาแต่ยิ้ม แต่ผมน่ะมีแผนว่าจะเป็นพ่อบ้านที่ดีให้เฉพาะศรีภรรยาในอนาคตเท่านั้น คนที่ไม่ดูแลตัวเองอย่างหมอนี่ก็นอนฝันไปก่อนแล้วกัน

            ว่าแต่วันนี้นายมืดมนจะยิ้มสดใสบ่อยเกินไปหน่อยแล้ว

            "ค่าจ้างแพงนะ"

            "ถ้าดูแลดีขนาดนี้ก็ยอมจ่ายอยู่หรอก" เสียงพึมพำเบาๆ แทรกมากับเสียงน้ำจากก๊อกจนแทบไม่ได้ยิน ต้นสนไม่ได้มองหน้าผม ยังคงมุ่งมั่นกับการล้างฟองที่ติดอยู่บนจานให้สะอาดเอี่ยมแล้ววางมันลงบนชั้น

            ถ้าประโยคนั้นแค่บ่นกับตัวเอง เอาเป็นว่าผมจะทำเป็นไม่ได้ยินก็แล้วกัน

            กินข้าวแล้ว ล้างจานเสร็จแล้วก็หมดธุระที่ผมจะอยู่ต่อ ต้นสนเดินลงมาส่งผมที่หน้าคอนโด บอกลากันพอเป็นพิธีก่อนหันหลังให้กันแล้วมุ่งหน้าไปตามทางของตัวเอง

            เดินห่างออกมาจากคอนโดได้ไม่ทันไรมือถือราคาถูกที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงก็สั่นเตือนเป็นจังหวะสั้นๆ ผมหยิบมันขึ้นมาดู เห็นสองข้อความจากคนที่เพิ่งบอกลากันไม่ถึงห้านาทีส่งมาแล้วริมฝีปากมันก็โค้งขึ้นอย่างห้ามไม่ได้

            Pinetree : เมื่อกี้ลืมบอก

            Pinetree : ขอบคุณนะ

            ผมเลือกที่จะไม่กดเข้าไปอ่านเพื่อให้คนที่ส่งมาไม่รู้ว่าผมรับรู้แล้ว เลยกดล็อคหน้าจอแล้วยัดมันใส่กระเป๋ากางเกงไว้ตามเดิม มองสภาพแวดล้อมรอบตัวยามสามทุ่มเศษที่ยังคึกคักไปด้วยผู้คน

            หนึ่งชั่วโมงกับอีกนิดหน่อย วันนี้แบ่งเวลาส่วนตัวไปให้คนอื่นเยอะเหมือนกันแฮะ

 

TBC.

 

พระเอกเราสายพ่อบ้านแหละ ฮ่าๆๆๆ

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ เจอกันตอนหน้าจ้า

 

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3433
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ rockiidixon666

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 760
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-3
ปลื้มดูแลดี แต่นี่ก็ยังคิดว่าต้นสนเป็นพระเอกอยู่ดี 55555
       "ไม่มีแม่บ้านเหรอ"
   "ปลื้มสนใจมาเป็นให้มั้ยล่ะ"
ยิ่งทำให้คิดว่าปลื้มเป็นนายเอกไปอีก 55555

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-4

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4014
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
อยากให้เขาอยู่ด้วยกัน ใช้เวลาด้วยกันทุกวันเลยค่ะ  :hao5:

ออฟไลน์ Raccool

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 318
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +237/-2
น่ารักกก
สารภาพว่าตอนแรกคิดว่าปลื้มเป็นนายเอกค่ะ5555555
ดีใจควันขมุกขมัวค่อยๆ จางลงแล้ว
ดูแลสนดีๆ นะปลื้มมมมมม  :katai2-1:

ออฟไลน์ Celestia

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 833
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
น่ารักอ้ะ กรี๊ดกร๊าด พ่อบ้านมาก ๆ

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5

ตอนที่ 10


            'ยาทาลดรอยแผลเป็น'

            ผมพิมพ์ประโยคนี้ลงไปในช่องค้นหาของเว็บสารพัดประโยชน์อย่างกูเกิ้ล รอโหลดไม่นานนักข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่ผมต้องการก็ปรากฏขึ้นมา กดเข้าไปดูทีละเว็บ กวาดสายตาอ่านคร่าวๆ แล้วจดชื่อยาที่น่าสนใจไว้ด้านหลังสมุดเลคเชอร์

            สิ่งหนึ่งที่ทำผมรู้สึกขัดหูขัดตาที่สุดเวลามองต้นสนคือรอยหมาแมวข่วนทั้งหลาย หมอนั่นเป็นคนผิวขาว ผิวพรรณดีแบบลูกคุณหนูมีเงิน ไม่สมควรมีรอยพวกนั้นอยู่บนตัว แม้ไม่ใช่รอยแผลลึกจนเป็นคีลอยด์แต่มันก็เป็นสิ่งรบกวนสายตาอยู่ดี ซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่าถ้าเอายาพวกนี้ไปทารอยพวกนั้นมันจะหายไปหรือเปล่าเหมือนกัน

            "ทำอะไรวะ ยาทาแผลเป็น" ไอ้เจนชะโงกหน้ามาดูสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่อย่างถือวิสาสะ มันวางแก้วน้ำฝรั่ง ลูกชิ้นทอดพร้อมตังค์ทอนที่ผมฝากซื้อไว้บนโต๊ะ

            "มึงมีแผลเป็นด้วยเหรอ" ไอ้ว่านถามบ้าง มันนั่งลงฝั่งตรงข้ามผม ชะเง้อชะแง้มองทำตัวอยากรู้อยากเห็น

            เมื่อเห็นว่ามีแววจะโดนก่อกวนผมเลยกดออกจากเว็บแล้วล็อกหน้าจอ พลิกสมุดกลับมาด้านหน้าเปิดเนื้อหารายวิชาจดเลคเชอร์เอาไว้

            "หาเป็นความรู้"

            "เอาวิชาพจนีให้รอดก่อนเถอะ"

            "เรียกเป็นเพื่อนเลยนะมึง สนิทเหรอ"

            "สนิทก็ดีดิ เผื่อจะได้คะแนนเพื่อนรักบ้าง"

            "กูว่าน่าจะได้น้ำตามากกว่า แดกไข่ แด่เพื่อนรักศูนย์คะแนน"

            สองเพื่อนรักหัวเราะคิกคักเข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย ชงเอง เล่นเอง ตบเอง ผมเลยทำหน้าที่เป็นคนดูที่ดีหัวเราะเหอะๆ ตาม

            ตกวิชาอาจารย์พจนีนี้ไม่ตลกเลยนะเว้ย

            ช่วงนี้เป็นฤดูการสอบกลางภาค มีเวลาว่างพวกผมเลยชวนกันมานั่งอ่านหนังสือกันใต้ตึก อ่านบ้างเล่นบ้าง หิวก็ลุกไปหาอะไรกิน เครียดเป็นบางเวลา ดูเหมือนไม่จริงจังแต่ความจริงพวกผมไม่ใช่คนที่ความจำแย่เท่าไร หลังจากใช้สมองมาอย่างหนักเลยชอบพักกันยาวๆ นี่ก็ผ่านมาเกือบยี่สิบนาทีได้แล้ว

            "เออ แล้วพวกมึงจะไปไหนกันต่อ" ซัดของว่างที่ซื้อมาจนหมดเกลี้ยงไอ้เจนก็ถามหาจุดหมายต่อไป มันต้องวางแผนจะไปเตร็ดเตร่ที่ไหนต่อแน่ๆ

            "กูกลับหอ" ผมออกตัวไว้ก่อน ช่วงนี้งดรับงาน รายได้ขาดหาย ไม่มีโอกาสไปฟุ่มเฟือยที่ไหนทั้งนั้น

            "ก็คงกลับคอนโดมั้ง พี่ชายกูเข้าเวรดึก อ่านหนังสือได้ชิลๆ ไม่มีใครกวน แล้วมึงจะไปไหน" ตอบคำถามจบไอ้ว่านก็โยนคำถามให้ไอ้เจนที่แสดงออกทางสีหน้าชัดเจนว่าเสียดาย

            "ร้านที่เพิ่งเปิดข้างมออ่ะมึง เค้าว่าบรรยากาศดี ที่อ่านหนังสือเพียบ ของกินอร่อยด้วย"

            "คนเยอะ"

            "ก็เด็กมอเราไปอ่านหนังสือทั้งนั้น"

            "เปลืองตังค์"

            "น้ำแก้วละไม่กี่บาท"

            "ครึ่งร้อยนี้ก็แพงนะมึง"

            "'งั้นมึงก็เน่าตายอยู่ที่หอไป" พอผมออกความเห็นบ้างกลับโดนตอกกลับมาซะหน้าหงาย มึงนี่สองมาตรฐานมากไอ้เจน

            "แล้วมึงจะไปมั้ยว่าน"

            "เออๆ เดี๋ยวดูก่อน" ไอ้ว่านตอบรับแบบขอไปที แต่ผมว่ายังไงมันคงยอมไปกับไอ้เจนนั่นแหละ ดีไม่ดีไม่ยอมกลับบ้านกลับช่อง ได้ข่าวว่าร้านนี้เปิด 24 ชั่วโมงด้วย พวกมันคงนั่งกันยาวๆ

            จากที่ตั้งใจว่ากินขนมเสร็จจะอ่านหนังสือต่อกันอีกสักหน่อย ผมกลับโดนเพื่อนรักทั้งสองคนทิ้งเพราะไอ้เจนตื้ออยากจะไปร้านเปิดใหม่ข้างมอนั้นเลย คนงบน้อยเลยต้องย่ำต๊อกกลับบ้านคนเดียวอย่างช่วยไม่ได้

            เดินออกจากมอข้ามฝั่งมากำลังจะเลี้ยวเข้าซอยสายตาผมก็เอาแต่โฟกัสที่ร้านยาจนต้องหมุนตัวเดินกลับทางเดิม เปิดประตูเข้าไปในร้านได้ยาที่ต้องการมาในราคาไม่กี่สิบบาทก็เก็บใส่กระเป๋าแล้วออกจากร้านมา

            แค่คิดว่าอยากซื้อยาลบรอยแผลเป็นผ่านไปไม่ถึงชั่วโมงก็ได้มันมาอยู่ในมือเสียแล้ว

            เป็นความคิดชั่ววูบที่มีอิทธิพลต่อการกระทำจริงๆ

 

            สัปดาห์แห่งการสอบผ่านไปอย่างไม่ยากเย็นเท่าไรนัก แถมพลังสมองและพลังงานที่โดนข้อสอบสูบไปเมื่อช่วงบ่ายยังถูกแทนที่ด้วยเครื่องดื่มมึนเมาที่วางเกลื่อนอยู่เต็มห้อง เป็นการฉลองสอบเสร็จจากความคิดของไอ้เจนผู้ชอบสังสรรค์และไม่ชอบกลับบ้านตัวเอง

            คอนโดไอ้ว่านถูกใช้เป็นสถานที่ในการดื่มกิน ความจริงไอ้เจนมันชวนไปนั่งร้าน แต่เพราะผมขี้เกียจแบกพวกมันกลับสุดท้ายเลยมาจบที่นี่ แถมยังได้สปอนเซอร์ใหญ่เป็นพี่เตย พี่ชายไอ้ว่านที่เข้ามาร่วมวงสังสรรค์ด้วย

            ในกลุ่มพวกผมมีอยู่คนหนึ่งที่คออ่อนมากซึ่งก็คือไอ้ว่าน มันกินเบียร์ได้ไม่เกินสองกระป๋องตัวก็แดงอย่างกับลูกหนูแรกคลอด ไอ้เจนผู้ทำหน้าที่บาร์เทนเดอร์ประจำกลุ่มเลยจัดการชงค็อกเทลแบบอ่อนๆ ให้

            "มึงลองนี่ สตรอเบอร์รี่สูตรใหม่ พรหมจารีสีเลือด" ไอ้เจนยื่นแก้วที่เพิ่งชงเสร็จให้ไอ้ว่านพร้อมกับชื่อที่มันขยันตั้งให้ใหม่ทุกครั้ง จนคนกินยื่นมือไปรับมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ

            "เหี้ย! น่ากลัว"

            เออ ผมก็ว่าน่ากลัว ตั้งชื่ออะไรของมัน อีกอย่างส่วนผสมก็เหมือนเดิม เหล้า วอสก้า โซดา น้ำสตรอเบอรี่ เกลือ น้ำแข็ง จบ

            "เออน่า ค่อยๆ จิบนะมึง เมื่อกี้มือหนักไปหน่อยใส่ไปเต็มฝาเลย เดี๋ยวจะน็อคก่อน"

            "ก็ว่า โคตรเข้ม" ไอ้ว่านจิบแล้วทำหน้ายู่ ความจริงนอกจากมันจะคออ่อนแล้วยังเมาแล้วหลับอีกต่างหาก เพราะฉะนั้นพวกผมต้องคอยดูไว้ไม่ให้มันกินเยอะ เดี๋ยวจะหมดสนุกซะก่อน

            "เออปลื้ม ช่วงนี้ที่บ้านเป็นไงบ้างวะ โอเคยัง" แก้วเครื่องดื่มของผมถูกยื่นมาให้พร้อมคำถาม พักหลังนี้พวกเราไม่ค่อยได้อัพเดตเรื่องราวให้ฟังกันเท่าไรเพราะมัวแต่ยุ่งเรื่องสอบ

            "ดีขึ้นเยอะแล้วมึง งานพี่สาวเริ่มเข้าที่ ที่บ้านหันมาปลูกพริกเริ่มมีรายได้ขึ้นมาหน่อย อีกซักหน่อยคงส่งเงินมาให้ได้เหมือนเดิม"

            "แต่ตอนนี้มึงก็รวยแล้วนี่ ทำงานแม่งทุกวัน"

            "รวยห่าไรล่ะ ค่าจ้างสองร้อย"

            "เออ สองร้อยใช้วันเดียวก็หมดละ" ไอ้ว่านเออออเห็นด้วย แต่โดนพี่เตยพูดสกัดดาวรุ่งขึ้นมา

            "นั่นมันมึง ใช้เงินอย่างกับหาได้เอง เดี๋ยวกูจะให้ป๊าตัดค่าขนม"

            "โหเฮีย เห็นใจน้องบ้างเหอะ ชีวิตวัยรุ่นค่าใช้จ่ายมันเยอะ"

            ด่ามาเถียงกลับไม่โกง แล้วสองพี่น้องเจ้าของห้องก็ยังคงเถียงกันเรื่องการใช้เงินต่อ ผมเลยได้แต่หัวเราะเหอะๆ ยกแก้วขึ้นจิบแก้เก้อแล้วก็ต้องยู่หน้าตามไปว่านอีกคน

            ว่าแต่วันนี้ไอ้เจนมันมือหนักชะมัด

            กินไปคุยไปเผลอแป๊บเดียวก็ห้าทุ่มกว่าเข้าไปแล้ว ของที่ซื้อตุนไว้ทั้งเหล้าทั้งกับแกล้มหมดไม่เหลือหลอ ไม่รู้เพราะว่าซื้อมาน้อยหรือกินกันหนัก แต่ที่แน่ๆ ต้องมีผู้โชคดีไปซื้อของมาเพิ่ม

            "ไอ้ปลื้ม! มึงไป!" แล้วผู้โชคดีที่ว่านั้นก็ตกมาที่ผม

            หลังจากตั้งวงกันมาตั้งแต่ก่อนหนึ่งทุ่มหัวผมก็เริ่มวิงๆ มึนได้ที่ ไอ้ว่านนั้นพาตัวเองไปทิ้งไว้บนเตียงเป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ชั่วโมงก่อน ส่วนไอ้เจนกับพี่เตยยังดวลกันไม่หยุด แอลกอฮอล์ออกฤทธิ์จนนิสัยเริ่มเปลี่ยน จากที่ขี้โวยวายอยู่แล้วตอนที่มันสั่งให้ผมไปซื้อของมาเพิ่มนี่เสียงตะคอกดังจนแทบจะแดกหัวกันได้เลย

            "พอแล้วมั้ง"

            "ไอ้เหี้ยมึงแดกฟรีนะ!! บริการหน่อย! อย่าให้กูต้องโวยวาย!!"

            ตอนนี้มึงก็โวยวายอยู่แล้วมั้ย

            "พี่เตยจะกินต่ออีกเหรอ"

            "เออๆ ไปซื้อมา" สั่งแล้วพี่เตยก็โยนเงินมาให้ผม พี่แม่งไม่นับเลยว่าให้มาเท่าไร เปิดกระเป๋าตังค์ได้ก็ควักแบงค์ที่มีโยนให้หมด ทั้งสีเทา สีม่วง สีแดง นี่ถ้าไม่รู้จักกันแล้วพี่มันเมาไม่รู้เรื่องแบบนี้ผมเชิดเงินหนีไปแล้ว

            "พันเดียวพอพี่" แต่ด้วยความเป็นคนดีจากจิตใต้สำนึกเลยหยิบมาแค่แบงค์พันใบเดียว ส่วนที่เหลือโยนคืนพี่มันไป

            ผมยันตัวลุกขึ้นยืนแล้วเซเล็กน้อย กินไปไม่ใช่น้อยเลยมึนเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน พยายามตั้งสติแล้วเดินไปหยิบคีย์การ์ดที่ไอ้ว่านมันวางทิ้งไว้บนโต๊ะหน้าประตูแล้วออกมาจากห้องมา

            "อ้าว!"

            เสียงอุทานที่ดังขึ้นใกล้ๆ หูเรียกให้ผมหันไปมอง ภาพตรงหน้าพร่ามัวเล็กน้อยแต่ยังพอดูรู้ว่าใครเป็นใคร อีกอย่างจะเจอกับคนคนนี้ที่นี่ก็คงไม่แปลกหรอก

            "มืดมน"

            "ฮะ พูดอะไรอ่ะ"

            "อ่า ต้นสน"

            เจ้าของชื่อยกยิ้มก่อนเดินเข้ามาหา เมื่อกี้เผลอหลุดปากเรียกเฉพาะที่ผมตั้งไว้สำหรับเรียกต้นสนออกไป แต่คนเมาน่ะ ดูออกใช่มั้ยว่าผมเมาอยู่ พูดจาบ้าบออะไรไปเขาคงไม่ได้สนใจเท่าไร

            "กลิ่นหึ่งเลยนะ"

            "นิดนึง"

            "ไม่นิดนะ"

            ผมยกมือขึ้นเกาหัวอย่างมึนๆ คนกินเหล้ามันก็ต้องมีกลิ่นดิ หรือต้นสนไม่ชอบกลิ่นเหล้า

            "เหม็นเหรอ"

            "เหม็นดิ"

            "ไม่ชอบเหรอ"

            "เปล่าหรอก"

            "แล้ว"

            "แล้วอะไร"

            "แล้วเอ่อ...อะไรวะ" จะถามอะไรอีกผมก็ลืมเลยยกมือขึ้นเกาหัวอีกรอบ ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ดังคิกๆ จากคนข้างๆ

            "เวลาเมาแล้วพูดไม่รู้เรื่องเหรอ"

            "หืม นี่ก็รู้เรื่องนะ รู้เรื่อง"

            "โอเค รู้เรื่องก็รู้เรื่อง แล้วนี่ปลื้มมาทำอะไรที่ห้องว่านอ่ะ"

            ผมมองตามนิ้วที่ชี้ไปยังประตู ยังมึนๆ กับการประมวลผลในสมอง แต่จำได้ว่ายังไม่เคยบอกต้นสนเรื่องที่ผมเป็นเพื่อนสนิทกับไอ้ว่านมัน

            "เป็นเพื่อนกันอ่ะ มากินเหล้า"

            "จริงดิ ไม่เห็นเคยบอกว่าเป็นเพื่อนกัน"

            "เออ ช่างมันเถอะๆ" ผมโบกมือไปมาเหมือนรำคาญให้ต้นสนเลิกสนใจประเด็นนี้ แต่ความจริงคือกำลังมึนหัว ยังนึกเหตุผลดีๆ มาอธิบายให้ฟังไม่ออก ขี้เกียจโกหกด้วย

            "แล้วนี่ปลื้มจะไปไหน"

            เออว่ะ! ไปไหนวะ

            หัวคิ้วผมวิ่งชนกันโครมใหญ่นึกไม่ออกว่าทำไมถึงมายืนคุยกับต้นสนอยู่ตรงนี้ ลองลูบๆ คลำๆ ที่กระเป๋ากางเกงก็เจอคีย์การ์ด แล้วก็ อ้อ! แบงค์พันของพี่เตยที่มันให้ผมไปซื้อเหล้ามาเพิ่ม

            "ไปซื้อเหล้า"

            "ที่ไหน"

            "เซเว่น"

            "งั้นไปด้วยกันมั้ย"

            "อ่อเออ ไปดิ"

            ผมเห็นต้นสนยิ้ม ไม่ดิ หัวเราะล่ะมั้ง ได้ยินเสียงคิกๆ เบาๆ ก่อนเจ้าตัวจะเดินนำหน้าผมไป

            ว่าแต่ขำอะไรของเค้า

 

            ที่อาคารจอดรถข้างคอนโดมีเซเว่นอยู่ ผมกำแบงค์พันในมือเอาไว้แน่นเพราะกลัวว่ามันจะปลิวหาย โซเซตามต้นสนเข้าไปในร้านสะดวกซื้อที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง เดินผ่านเคาน์เตอร์ตรงไปยังโซนเครื่องดื่ม

            "ปลื้มจะซื้ออะไรบ้าง"

            "เหล้า"

            "รู้แล้ว หมายถึงอย่างอื่น"

            ไม่รู้หูผมเป็นอะไรเหมือนได้ยินเสียงดังคิกๆ อยู่ตลอดเวลา มึนหัวก็มึน ภาพตรงหน้าก็เบลอ มองแล้วแยกสารพัดเครื่องดื่มในตู้แช่ไม่ออกเลยว่าอะไรเป็นอะไร แต่ที่แน่ๆ ต้องซื้อสเมอร์นอร์ฟไปให้ไอ้ว่านด้วยเพราะมันชอบกิน แต่กินได้นิดเดียวมันก็เมา โคตรเสียของเลย

            เมื่อคิดได้ว่าจะซื้ออะไรผมก็ยื่นมือไปจับที่เปิดตู้ ออกแรงดึงอยู่สองสามรอบแต่ตู้ดันไม่ยักเปิดออก ทำไมวันนี้มันเหนียวผิดปกติ

            "พนักงานเอายันต์มาแปะตู้ไว้ป่ะวะ"

            เสียงคิกๆ แว่วมาเข้าหูผมอีกครั้งจนต้องหันไปมองรอบๆ อย่างกับมีสิ่งลึกลับบางอย่างติดตามมา จะเที่ยงคืนแล้วด้วย หรือว่าจะเป็นวิญญาณเร่รอนแถวนี้ อย่ามาหลอกคนเมานะเว้ย มันไม่ดี

            "ปลื้มจะเอาไร" เสียงคิกๆ นั่นหยุดลงแทนที่ด้วยคำถามของต้นสน ผมมองหน้าที่แต้มไปด้วยรอยยิ้ม แต่ยังหม่นหมองตามคอนเซ็ปต์นายมืดมนไม่เปลี่ยนแปลง

            "สเมอร์นอร์ฟ"

            "รสอะไร"

            "แอปเปิ้ล"

            "กี่ขวด"

            "สองขวดพอ"

            "โอเค" ต้นสนพยักหน้ารับก่อนเดินไปหยิบตะกร้าแล้วกลับมาเปิดตู้หยิบเครื่องดื่มทั้งสองขวดที่ผมสั่งออกมาใส่ตะกร้าอย่างง่ายดาย

            ผมว่ามันต้องมีวิญญาณร้ายตามผมมาแน่ๆ ไอ้ผีคิกๆ อะไรนั่น มันแกล้งผมไม่ให้เปิดตู้แช่ได้ ร้ายกาจจริงๆ

            "เอาอะไรอีกมั้ย"

            โดนถามเอาอะไรมั้ยย้ำหลายๆ รอบผมชักปวดหัวหนักกว่าเดิม มองของในตะกร้าที่มีแค่ของโปรดไอ้ว่านสองขวดแล้วพยายามนึกว่าต้องซื้ออะไรอีก แต่ดันนึกขึ้นมาได้อีกว่าไอ้ว่านมันหลับไปแล้วของที่ตั้งใจซื้อไปให้คงไม่จำเป็น แต่หยิบมาแล้วก็ช่างมันเถอะ

            "เหล้ากับน้ำแข็ง เออ เอาเบียร์ไปด้วยดีกว่า โซดาด้วย อ่า...เอาชเวปส์ด้วย ขนม กับแกล้มๆ"

            "โอเค งั้นปลื้มไม่ต้องหยิบอะไรนะ เดินตามเรามาก็พอ"

            "ช่วยถือมั้ย"

            "ไม่ต้องเลย" ต้นสนปฏิเสธน้ำใจกันอย่างไม่ใยดี ผมเลยต้องเดินคอตกตามหลังไปอย่างช่วยไม่ได้

            ว่าแต่...ผมได้ยินเสียงคิกๆ นั่นอีกแล้ว

            ได้ของทุกอย่างครบตามที่บอกไปต้นสนก็หอบตะกร้าไปวางบนเคาน์เตอร์จ่ายเงินก่อนสั่งเหล้าเป็นอย่างสุดท้าย ผมยื่นแบงค์พันที่กำไว้ให้ ยอดรวมทั้งหมดเกินหรือขาดก็ไม่รู้เพราะคิดบิลรวมกันกับของที่ต้นสนซื้อไปด้วย แต่ในเมื่อเจ้าตัวไม่ทวงผมก็ปล่อยเลยตามเลย ขี้เกียจมาคิดเลขตอนนี้ หรือถ้ามีทอนเงินถ้าไม่ให้ผมก็ไม่ซีเรียสเพราะเงินพี่เตยมัน คิดซะว่าเป็นค่าจ้างที่มาช่วยผมซื้อของก็ได้

            เราแบ่งกันถือของคนละครึ่งกลับเข้าคอนโด ผมยังรู้สึกมึนหัวไม่หาย ใจจริงอยากจะไปล้มตัวลงนอนมากกว่ากลับไปนั่งดวลกับพวกนั้นต่อ แต่ซื้อมาแล้วก็ต้องกิน กินกันให้น็อคกันไปข้าง ไหนๆ พรุ่งนี้ก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว นอนแฮงค์อยู่ที่คอนโดไอ้ว่านทั้งวันยังได้ มันคงไม่ว่าอะไรหรอก

            ประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้นสี่ ผมเดินตามต้นสนออกมา เสียงขวดแก้วในถุงกระทบกันดังก๊องแก๊งจนรู้สึกเกรงใจชาวบ้านชาวช่องขึ้นมา เพราะตอนนี้ใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว

            ใกล้เที่ยงคืนงั้นเหรอ

            "แล้วนี่ต้นสนทำอะไรอยู่ทำไมไม่นอน" เดินมาถึงหน้าห้อง 403 แล้วผมเพิ่งจะนึกสิ่งหนึ่งที่ค้างอยู่ในใจออก แต่ถ้าให้เดาไม่พ้นปั่นงานอีกแน่ๆ

            "ทำงาน"

            "จะเที่ยงคืนแล้ว ไปนอน"

            "งั้นปลื้มก็ไปนอนได้แล้ว"

            "มันไม่เหมือนกัน"

            "ยังไง"

            "รีบๆ เปิดประตูเลย เราต้องคุยกัน" แม้จะมึนหัวขั้นรุนแรงแต่สติผมยังครบถ้วนสมบูรณ์ขนาดนี้ชี้นิ้วออกปากสั่งคนที่ดูแลตัวเองไม่เป็นได้ คนบ้างานอย่างต้นสนต้องเจอผม โหมงานหนักไม่รู้จักพักแบบนี้ต้องสั่งสอนเสียหน่อย

            ว่าแต่...ผมได้ยินไอ้เสียงคิกๆ นั่นอีกแล้ว

            เมื่อประตูห้องเปิดออกผมรีบเดินตามต้นสนเข้าไปข้างใน วางของแล้วกวาดตามองรอบห้อง เห็นคอมพิวเตอร์เปิดค้างไว้กับรูปวาดที่น่าจะเพิ่งสแกนเสร็จ หัวที่ปวดตุบๆ เริ่มประมวลคำสั่งสอน แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปากเจ้าของห้องก็ถามสวนขึ้นมา

            "แล้วปลื้มไปกลับไปห้องว่านเหรอ"

            "เดี๋ยวค่อยไป" ผมเองก็ตอบสวนกลับไปอย่างรวดเร็ว

            "แล้วจะคุยอะไร" ยังจะกล้าถามอีกว่าจะคุยอะไร

            ผมยกยิ้มสวมบทผู้ปกครอบจอมโหด ทำตัวเป็นเด็กไม่ดีทำงานหามรุ่งหามค่ำแบบนี้ต้องโดนสั่งสอนให้หลาบจำเสียบ้าง ไม่ต้องห่วงว่าผมจะใช้วิธีรุนแรง ผมเป็นคนดีพอเพราะฉะนั้นจะไม่มีการลงไม้ลงมือใดๆ ทั้งสิ้น แต่จะใช้วิธีการพูด หรือจะเรียกว่าบ่นก็ได้ เด็กสมัยนี้ไม่ชอบให้ผู้ใหญ่บ่น พอโดนบ่นมากๆ เดี๋ยวก็เลิกนิสัยเสียไปเอง...ล่ะมั้งนะ

            "ปลื้มจะคุยอะไรก็รีบว่ามาเลย คืนนี้เราต้องเคลียร์งานให้เสร็จ" ต้นสนย้ำอีกครั้งพลางยกแก้วกาแฟที่ซื้อมาจากเซเว่นขึ้นดื่ม สายตาไม่มีความเกรงกลัว ไหนจะประโยคที่เป็นการเร่งให้ผมรีบๆ พูดอีก

            ผมยกมือขึ้นกอดอกแล้วจ้องกลับ ทำสีหน้าให้ดูน่าเกรงขามเข้าไว้ หลับตาลงพยายามเรียบเรียงคำพูดในหัวที่มันโคตรสะเปะสะปะ และเลือกคำเกริ่นนำที่ฟังแล้วคนตรงหน้าต้องเกิดความเกรงกลัว

            แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้นผมว่าผมเริ่มกลัวกับอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็นแล้วล่ะ

            ไอ้เสียงคิกๆ นั่น...ผมได้ยินมันอีกแล้ว

 

TBC.



ตอนนี้มันก็จะเมาๆ หน่อย ฮา

สำหรับเรื่องโพสิชั่นนั้นก็แล้วแต่ความเห็นความชอบของทุกคนเลยเน้อ

เราอยากเขียนออกมาให้ทั้งคู่ดูเป็นผู้ชายธรรมดาทั่วไป ไม่แข็งและไม่อ่อนเกิน

ซึ่งในจุดนี้ทำได้ดีที่สุดหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ ยังไงก็ฝากทุกคนที่เข้ามาอ่านช่วยติชมกันด้วยน้า

ขอบคุณทุกคนที่ติดตาม เจอกันตอนหน้าค่า


ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3433
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4014
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
ความมืดมนของต้นสนค่อยๆจางลงไปเรื่อยๆ ขอบคุณปลื้มที่พาความสดใสเข้ามา  :hao5:

ออฟไลน์ rockiidixon666

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 760
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-3
ปลื้มเมาแล้วพูดไม่รู้เรื่องจริงๆด้วย 555 ต้นสนน่ารัก

ออฟไลน์ oki

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
ชอบความมึนของปลื้มจังอ่ะ  :-[

ออฟไลน์ songte

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1414
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-1
ต้นสนโดนแสงแดดแล้ว ดูสว่างไสวขึ้นเยอะนะ ว่าแต่ว่าแอบชอบปลื้มแล้วใช่ปะ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด