Rule of secret Love “กฎของคนแอบรัก” อัพเดท แจ้งข่าว!!! (28/12/2017) P.6
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: Rule of secret Love “กฎของคนแอบรัก” อัพเดท แจ้งข่าว!!! (28/12/2017) P.6  (อ่าน 192082 ครั้ง)

ออฟไลน์ KarmaNavy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 96
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-1
หน่วงจังเลยคะ แต่มันจะอินกว่านี้ (สำหรับเรา) ถ้าด้รู้ว่า ใครรุก ใครรับ คะ -0- คือจะว่าไงดีอ่านมาจนตอนนี้ก็มองไม่ออกอ่ะ รบกวนตอบทีน้าาา

ตามที่คิดมาตลอดพี่เพจรุกค่ะ55555 แต่เท่าที่อ่านมาเรื่อย พี่แกดูนุ่มนิ่มเนอะ อารมณ์เหมือนกับ ฉันเข้มแข็งได้ต่อหน้าทุกคนยกเว้นเธออะไรเงี้ยอ่ะค่ะ555555

เราอยากเปลี่ยนมุมมอง อยากให้ฝ่ายรับเป็นที่พึ่งให้อีกคนมั่ง แต่ถามว่าความจริงตอนแต่งคิดว่าใครเป็นรุกรับมั้ย ก็ไม่นะคะ แค่อยากแต่งเรื่องความรักเรื่องหนึ่งเท่านั้นเอง เลยค่อนข้างมีสถานะคลุมเครือ ต้องขอโทษด้วยค่ะ (_  _)

ออฟไลน์ hoshinokoe

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1042
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-0
ชอบคนซื่อ ก็เพลีนใจไปนะคิง 555

ออฟไลน์ KarmaNavy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 96
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-1
กฎข้อที่ 8 อย่าลืมดูแลใจตัวเอง
คุณอย่าพูดเหมือนการตัดใจมันทำง่ายสิ
ถ้าหากมันง่าย
ทำไมคุณถึงไม่ยอมลืมคนคนนั้นเสียที?










และแล้วเช้าวันใหม่ที่แท้จริงก็มาถึง

ผมลืมตาขึ้นมองฝ้าเพดานสีตุ่นๆ พร้อมกับหยีตาเล็กน้อยเมื่อรู้สึกว่าแสงข้างนอกกำลังทำร้ายเรตินา (เว่อร์) ก่อนจะลุกขึ้นนั่งด้วยสภาพที่ดูไม่ได้เต็มทน เสื้อก็เสื้อตัวเดิม กางตัวเดิม ผมเผ้าชี้ฟู ขนาดน้ำยังไม่ได้อาบ

และ

“...”




ไอ้ชิบหาย

ผมอยู่ห้องพี่เพจทั้งคืน!!!


เท่านั้นแหละครับ แมลงง่วงในหัวก็แต่กระเจิงไม่มีทิศทาง ผมรู้สึกสดชื่นขึ้นมาเลยทีเดียว แต่ยังไม่จบเท่านั้นครับ เมื่อผมตัดสินใจว่าจะแอบกลับห้องไปก่อนที่เจ้าของห้องจะรู้ตัว กลับต้องมาพบว่ามีของอะไรบางอย่างกดทับที่หน้าขาจนขยับไม่ได้

มันคือหัวคนครับ หัวของไอ้เจ้าของห้องเนี่ย!

จีซัสคริสต์! จะให้หัวใจดวงน้อยๆ ของไอ้คิงวายไปอีกสักกี่รอบ!

ผมกัดปากมองใบหน้าตอนนอนของพี่เพจพร้อมกับที่ในหัวผุดคำพูดและความคิดนับร้อยนับพันอย่างว่าจะจัดการอย่างไรกับสถานการณ์ตรงหน้าดี จะลุกขึ้นหรือจะวางหัวพี่เพจไว้ที่อื่น จะทำไม่รู้เรื่องเนียนให้พี่เพจตื่นเองหรือจะแกล้งนอนตายไปเลยดี เผื่อพี่เขาตื่นมา

ข้อสุดท้ายเข้าท่าดีนะครับ ผมอยากตายแล้ว โอ๊ยย ไอ้บ้าเอ๊ยยย! (´;////;`)

ในตอนที่กำลังสติแตกขั้นสอง ผมก็สังเกตเห็นว่าคนที่นอนอยู่นั้นตื่นขึ้นมาเสียแล้ว พี่เพจขยับหัวที่หนุนนอนตะแคงให้หันมาเผชิญหน้ากับผมโดยตรง ใบหน้างัวเงียของพี่เพจเมื่อรวมกับแสงอาทิตย์ยามเช้าวันหยุดเช่นนี้ช่างส่องประกายจนตาผมพร่าเบลอ ยิ่งท่าขยี้ตาสุดท้ายจะคิ้วต์นั่น ไหนจะรอยยิ้มอีก สุดท้ายพี่เพจก็ทำการฆ่าผมด้วยประโยคสุดท้าย

“อรุณสวัสดิ์ครับ น้องคิง”




ขึ้นสู่สรวงสวรรค์แล้ว อาเมน...















“คิงเอาอะไรดี ขนมปังหรืออยากไปกินโจ๊กด้านล่าง”

“ขนมปังก็ได้ครับ พี่เพจมีกาแฟไหมอ่ะ”

“มีๆ แต่ครีมเทียมหมดนะ โอเคเปล่า?”

“อืม ผมกินกาแฟดำอ่ะ” ไม่ชอบกาแฟหวานมัน แต่ชอบกินขนมทุกชนิด แปลกคน

ด่าตัวเองครับ ไม่มีอะไร

พี่เพจมองผมด้วยแววตาดุๆ นิดหน่อยเมื่อได้ยินคำตอบของผม กระนั้นก็ยอมขยับตัวชงให้แต่โดยดี ทว่าไม่วายบ่นอีกเล็กน้อย

 “เป็นเด็กเป็นเล็กกินกาแฟดำ เดี๋ยวหน้าแก่หรอก”

“ไม่เห็นเป็นไรเลย คนอื่นเขาก็กิน ผมยี่สิบแล้วนะ”


“พี่จะยี่สิบสองล่ะ ไม่เห็นกินกาแฟดำเหมือนเราเลย”

“เพราะพี่ไม่ชอบกินขมไม่ใช่หรือไง”

“รู้ได้ไง”

“...เดา”

“เดาเก่งไปไหม” พี่เพจยิ้มนิดๆ แล้วโคลงศีรษะให้ผมพร้อมทั้งวางขนมปังปิ้งตรงหน้า เหลืองกรอบพอดี หอมน่ากินมากครับ จากนั้นพี่เขาก็ตรงไปหยิบเนยและแยมมาให้แล้วนั่งตรงฝั่งตรงข้ามกับผม ท่าทางพี่เพจจะไม่ชอบขมจริงๆ เพราะแทนที่จะกินกาแฟแบบผม เขากลับชงน้ำขิงสำเร็จรูปกินกับขนมปังทาเนยแทน -_-; มันอร่อยตรงไหนนะน้ำขิง

“เผ็ดออก น้ำขิง”

“อร่อยดีต่อสุขภาพกว่ากาแฟแหละน่า”

“ไม่ชอบแล้วซื้อมาไว้ในห้องทำไม”

“ช่วงสอบมันก็ต้องโด๊ปกันบ้าง ไม่งั้นจะอยู่ยาวได้ไง”

“นั่นไง ว่าแต่คนอื่น ตัวเองก็เป็น หนักกว่าผมอีก ผมแค่กินตอนเช้า นี่ล่อให้ตัวเองตื่นอ่านหนังสือ กี่แก้วล่ะ?”

“...” พี่เพจไม่ตอบ แต่ยกสองนิ้วขึ้นมาขณะชะโงกหน้าอ่านข่าวในโทรศัพท์

“สองแก้ว?”

“สองแก้วต่อสามชั่วโมง”

“...” ยอมใจ

พี่เพจหลุดหัวเราะออกมาเมื่อเห็นสีหน้าแหยงๆ ของผม เมื่อทราบจำนวนแก้วของกาแฟที่พี่เพจดื่มในช่วงสอบ แก้ตัวเสียงอ่อย

 “ก็มันง่วง”

“ง่วงก็นอนสิครับ”

“ครับๆ คราวหน้าจะไม่ดื่มเยอะแล้ว อีกอย่างนี่ก็ปีสุดท้ายแล้ว ไม่ดื่มเยอะหรอก”

“...อ่า นั่นสิเนอะ” ผมลืมไปเลยว่าพี่เขาเรียนปีสี่แล้ว อีกไม่นานก็จะจบจากมหาลัยไปทำงาน...และคงลืมผมที่เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ในชีวิตของเขาไปในที่สุด

“วันนี้ว่างหรือเปล่า? พี่ขี้เกียจอยู่ห้องว่ะ ไปหาที่เดินเล่นกัน”

“ก็ได้อยู่หรอกครับ จะไปไหนล่ะ”

“สวนลุมมั้ย? รถไฟฟ้าใต้ดินแปบเดียวเอง”

“ได้ครับ แต่ยังไงก็ขอไปอาบน้ำสักหน่อยก่อนได้หรือเปล่า เหม็นตัวเอง” ผมว่าพร้อมกับยกแขนเสื้อที่มีแต่กลิ่นเหล้าหึ่งขึ้นดมแล้วย่นจมูก ฉุนชะมัด แถมบางที่ยังมีกลิ่นบุหรี่จางๆ อีกต่างหาก ไม่ชอบเลย -*-

พี่เพจที่กำลังลุกจัดการจานชามที่ว่างเปล่า (ไม่อยากจะยอมรับ แต่ขนมปังเกือบแปดแผ่นโดนผมซัดเรียบคนเดียว ก็ใครให้พี่เพจมัวแต่อ่านข่าวเล่า!) เดินผ่านตัวผมที่กำลังพิสูจน์กลิ่นตัวเอง ด้วยความที่ผมประมาทหรืออาจเพราะเรื่องราวเมื่อคืนทำให้พี่เขารู้สึกว่าเขาสนิทกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเหตุผลใดๆ ก็ตาม ชั่ววินาทีนั้นผมสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่กดลงที่กลางหัวของผม คลับคล้ายคลับคลาจะเป็น...

“ไม่เห็นเหม็นเลย คิดไปเองเปล่า”

“...”

“รีบๆ ไปอาบน้ำให้สบายตัวแล้วไปเจอกันข้างล่างนะ”

ตาย...ผมตายแน่ๆ ถ้าต้องเจอแบบนี้ทุกวัน




ไอ้พี่เพจมันหอมหัวผม ไอ้เชี่ยยยยย!! ฟไทฟืดร่กเบยบลสขร!!!



ทำอย่างนี้ก็ฆ่ากันเลย ฆ่าผมให้ตายเลยดีกว่า ฮืออออ ฟินโว้ย!















คุณพูดว่าความรู้สึก ความคิดถึง ความรักของคนมันควบคุมไม่ได้
งั้นก็เลิกบังคับให้ผมเลิกชอบคุณเสียที
เพราะความรู้สึก ความคิดถึง ความรักที่มีต่อคุณของผมมันก็ควบคุมไม่ได้เช่นกัน













แม้จะเต็มไปด้วยต้นไม้มากมาย แต่สวนลุมในเวลาที่ไม่มีลมก็ยังร้อนอยู่ดี

คิงเงยหน้ามองท้องฟ้าที่แม้ว่าแดดจะหลบอยู่หลังก้อนเมฆก้อนโตในยามสายๆ ทว่าด้วยสภาพอากาศที่ลมไม่มีเลยสักนิด ทำให้สองคนที่หนีความวุ่นวายรอบด้านมาหามุมสงบในสวนสาธารณะขนาดใหญ่แห่งหนึ่งใจกลางเมือง ต้องมานั่งริมฟุตบาทสะบัดคอเสื้อยืดตัวเองเป็นพัลวัน

สุดท้ายก็เป็นเพจที่ทนร้อนไม่ไหวและเดินหนีไปร้านค้าใกล้ๆ เพื่อซือไอศกรีมแท่งมาแบ่งคนที่เขาลากมาด้วย ทั้งสองไม่ได้พูดอะไรกันสักนิด ได้แต่นั่งเงียบๆ ในบรรยากาศร่มรื่น (แต่ไร้ลม) ข้างกันกับไอศกรีมคนละแท่งเท่านั้นเอง

คิงกัดไอศกรีมเข้าปากไปเรื่อยๆ โดยไม่สนใจว่ามันจะละลายหรือไม่ มองตรงไปข้างหน้าจนเห็นสนามเด็กเล่นไม่ไกล เมื่อมองชิงช้าก็หวนนึกถึงตอนเด็กๆ ที่ได้เล่น จึงชี้ไปยังพื้นที่ที่ว่าแล้วพูดขึ้น

“อยากเล่นชิงช้าอ่ะ”

“ไปเปล่า?”

“อืม”

เพจกัดไอศกรีมไว้ที่ปาก ลุกขึ้นปัดเศษดินทรายแล้วฉวยเอามือของคิงที่ยังไม่ได้เก็บลงเดินจูงไปยังสนามเด็กเล่นนั้น โดยตัดผ่านสนามหญ้า คิงมองมือตัวเองที่ถูกจูงด้วยสีหน้าอึ้งๆ ปนไปกับความเขินอายที่เพจไม่มีวันได้เห็น เพราะยังคงเอาแต่เดินไปข้างหน้าไม่หยุดยั้ง

สายตาของคิงมองตามแผ่นหลังของเพจอยู่ตลอดก่อนจะยิ้มออกมา

ราวกับภาพในหนังที่เมื่อวกเขาเดินผ่าน จุดที่เดินผ่านมาก็มีน้ำจากสปริงเกอร์พ่นออกมา ละอองไอเย็นๆ จากน้ำขับไล่ความไม่สบายตัวจากความร้อนให้เขา ก่อนที่เขาจะนึกแผลงๆ โดยการรั้งให้เพจหยุดยืนอยู่ที่เดิม ส่วนตัวเองกลับวิ่งนำไปยังสนามเด็กเล่น จนคนที่ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเปียกปอนไปจากละอองน้ำ คิงหัวเราะร่าเมื่อได้ยินเสียงร้องโวยวายจากเพจก่อนจะวิ่งหนีไปยังใจกลางสนามทราย ขึ้นไปแอบยังสไลเดอร์สีสด คล้ายกับเด็กๆ ที่คิดว่าซ่อนเช่นนี้แล้วจะพ้นการถูกจับได้

พวกเขาวิ่งเล่นไล่กันไปทั่วสนามเด็กเล่นขนาดกลาง วิ่งจนสองเท้าเปื้อนไปด้วยทราย ขึ้นลงเครื่องเล่นที่วางเอาไว้ในสนาม จนสุดท้ายก็มาหยุดนั่งเล่นที่ชิงช้า

คิงหยุดหัวเราะไปแล้ว ตอนนี้เพียงแค่หอบเหนื่อยจากการวิ่งไม่พักตลอดเวลากว่าสิบนาที ซึ่งสภาพของเพจก็ย่ำแย่ไม่แพ้กัน ทว่าเมื่อพวกเขาหันมามองหน้ากันเองด้วยความบังเอิญ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะก็ผุดขึ้นมาโดยไม่ได้นัดกัน

เพจยื่นมือไปขยี้เส้นผมเปียกชื้นเหงื่อของคิง บ่นเสียงค่อย คล้ายไม่ได้จริงจังนัก

“เด็กตัวแสบ”

“ไม่ได้แสบสักหน่อย”


“ใครแกล้งจนพี่เปียกน้ำ แถมยังให้วิ่งไล่จนเหงื่อซ่กแบบนี้ห๊ะ”

“แล้วใครให้พี่วิ่งตามล่ะ”

“ก็เห็นเราสนุก พี่ก็เลยเล่นด้วยเท่านั้นเอง”

“...” คิงเงียบไปนิดหน่อยเมื่อได้ยินคำตอบ แต่ก่อนที่เขาจะได้ตอบอะไรกลับไป เพจก็ลุกขึ้นจากชิงช้าตัวข้างๆ ที่นั่งอยู่เมื่อครู่ มาหยุดอยู่ด้านหลังของคิงแล้วออกแรงไกวชิงช้าของรุ่นน้องแทน แรงส่งและดึงเป็นไปอย่างช้าๆ จนกระทั่งเส้นผมที่เคยเปียกชื้นค่อยๆ แห้งและกลับคืนสู่สภาพเดิม เช่นเดียวกับที่คิงคล้ายกลับไปยังช่วงเวลาที่ยังเป็นเด็กๆ เมื่อครั้งที่เขาไปเล่นอยู่สนามเด็กเล่นแถวบ้าน ที่นั่นก็มีชิงช้าเหมือนกัน จำได้ว่าเขาชอบมันมากและเล่นมันกระทั่งเขาย้ายบ้านในที่สุด

“ชอบไหม?”

“ชอบครับ”

“ชอบก็ดีแล้ว...แต่ว่านะคิง”

“ครับ...!!” กำลังจะหันกลับไปถามอยู่แล้วเชียว ทว่าเมื่อหันไปยังขวามือตัวเองคิงก็เป็นอันชะงักไปกับใบหน้าที่วางลงใกล้ๆ กับใบหน้าของเขาจนเกินพอดี จนเผลอชะงักค้างในท่านั้น แต่เพจกลับไม่ได้มองมายังเขา อีกฝ่ายกลับมองตรงไปยังข้างหน้าและชี้นิ้วไปในทางเดียวกัน

“ตอนนี้ตรงหน้าคิงประมาณสองร้อยเมตร ยามกำลังเดินมา”

“ครับ”

“มีไม้กระบองด้วย”

“ครับ”


“และเหมือนเขาจะพูดว่า ‘ผู้ใหญ่ห้ามเล่นเครื่องเล่นเด็กครับ’ ด้วยล่ะ”

“ครับ...ห๊ะ!!! พี่ว่าไงนะ”

“วิ่งเร็วคิง!!” เพจร้องลั่นและไม่ลืมที่จะคว้าเอามือของคิงมากุมเอาไว้ขณะวิ่งหนีกาไล่ล่าของยามแสนดุประจำสวนลุม พวกเขาวิ่งไปหัวเราะไปอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้ไม่ได้ต่างวิ่งไล่กันเองเท่านั้นเอง วิ่งไปวิ่งมาพวกเขาก็มาหยุดอยู่บริเวณที่มีร้านให้เช่าเรือถีบ เพจหัวเราะไปหอบไป คิงก็เช่นกัน ทว่าถึงจะเป็นแบบนั้นสองมือที่เผลอคว้าด้วยความตกใจก็ยังกุมกันอยู่

คิงมองมันอยู่ แม้กระทั่งตอนที่วิ่งด้วยความกลัวว่าจะโดนดุจากยาม เขาก็ยังมอง

มองสองมือที่มีขนาดแทบไม่ต่างกัน เป็นมือผู้ชายเหมือนกัน สอดประสานนิ้วมือกระทั่งแนบสนิทไม่เหลือช่องว่างใดๆ

แม้จะร้อนจนเหงื่อไหลเป็นน้ำ แต่เขากลับไม่อยากจะปล่อยมือนี้เลยสักนิดเดียว

“โอ๊ย โคตรเหนื่อยเลย”

“ก็ใครให้พี่มัวแต่เล่นเล่า ไม่ยอมไปเสียที”

“อ้าว แล้วใครมันบอกพี่เองว่าชอบเล่นชิงช้า หื้ม?”

คิงทำเป็นหลบตาและเปลี่ยนเรื่องโดยทันที ด้วยการชี้ไปยังเรือถีบที่ร้างคน เพราะเวลานี้ใกล้เที่ยงเต็มที จึงมีคนน้อยที่จะปั่นเรือถีบ

“ผมอยากเล่นเรือเป็ด”

“คิง อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง”

“พี่เพจ คิงอยากเล่นเรือถีบอ่ะ”

“...”

“นะ”

“คิดว่าทำแล้วน่ารักหรือไง” เพจเขกหัวคิงเมื่ออีกฝ่ายแกล้งทำหน้าบ๊องแบ๊วใส่ ซึ่งแทนที่จะหงอเด็กคนี้กลับหัวเราะร่า จับบริเวณที่ถูกเขกเอาไว้ เผยให้เห็นสีหน้าที่เพจไม่เคยเห็นมาก่อน

ปกติใช้ว่าคิงจะตีหน้านิ่งเป็นประจำ ก็มียิ้มมีหัวเราะบ้าง แต่ไม่เคยมีครั้งใดที่รอยยิ้มจะกว้างเท่านี้ สดใสเท่านี้หรือแม้กระทั่ง...แสดงออกชัดถึงความสุขขนาดนี้

ราวกับช่วงเวลานี้เป็นเวลาที่เด็กตรงหน้าเขามีความสุขมาก

“ไม่หรอกครับ แต่แค่อยากลองทำ ผมว่ามันตลกดี”

“...ไม่เอา”

“ครับๆ ไม่เล่นแล้ว ผมนึกแล้วยังขนลุกตัวเองเลย” คิงว่าทั้งยังลูบแขนตัวเองยืนยัน แต่กลับต้องเป็นฝ่ายอึ้งไปแทนเมื่อเห็นรอยยิ้มของเพจที่มองมาและประโยคนั่น...ที่สั่นหัวใจของเขาไปทั้งดวง

“พูดแทนตัวเองว่าคิงอีกดิ”

“...”

“พี่ว่า...มันน่ารักดี”

“...”

“ว่าไง”

“...ไม่เอาหรอก” ตายละหว่า...เผลอพูดอย่างนั้นไปได้ยังไงนะ

น่าอายชะมัด

เพจหัวเราะน้อยๆ กับคนที่ตอนนี้เขินจนไม่อาจมองหน้าเขาได้จนต้องเบือนหน้าหนี ซึ่งเขาก็ตามแกล้งด้วยการหันไปทางซ้ายและขวาดักทางจนคิงขี้เกียจหันหนี ยอมให้เขาเห็นแก้มแดงแจ๋นั่นจนเต็มตา

“เร็วๆ พูดแทนตัวเองแบบนั้นอีก”

“ไม่เอา! น่าอายจะตาย ผมไม่ทำแล้ว”

“ไม่ทำไม่พานั่งเรือเป็ดนะน้องคิง”

“ไม่นั่งก็ได้”

“แต่พี่อยากนั่งอ่ะ”

“...”

“นั่งคนเดียวมันเหงานะ ถีบเหนื่อยด้วย”

“...”

“ถ้าพี่ตกน้ำไปทำไงอ่ะ”

“...”

“เฮ้อ คนใจร้ายแถวนี้นี่นะ”

สุดท้ายเพจก็ทำท่าเหมือนน้อยใจเสียเต็มประดาปล่อยมือของคิงแล้วหันหลังไปยังตู้ขายตั๋วเช่า ยังไม่ทันจะควักเงินออกมา คนที่ยืนเมื่อกี้ก็วิ่งฉิวไปเช่าเรือก่อนเขาเสียแล้ว จนเขาหลุดยิ้มออกมาอีกครั้งไม่ได้

คิงยืนอยู่ตรงทางเดินไปยังเรือถีบ ยื่นมือมาหาเขาอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าใบหน้าจะยังแดงเรื่ออยู่ก็ตาม

“จะไปมั้ยครับ”

“...”

“หมายถึง จะไปปั่นเรือถีบกับคิงไหม...พี่เพจ


เพจยิ้มกว้างแล้วจับมือที่ยื่นมาด้วยความถูกใจ แล้วเลื่อนมือขึ้นขยี้เส้นผมของคนที่แม้จะอายจนตัวแดงเป็นกุ้งก็ยังยอมตามใจเขาด้วยการเรียกแทนตัวเองด้วยชื่อเล่นด้วยท่าทางน่าเอ็นดูนั่น

ไม่ไหวแล้ว

“โอเค เราไปปั่นเรือถีบกัน”

เด็กคนนี้ชักจะน่ารักขึ้นทุกๆ วันแล้ว








น้องคิงไม่ได้ตั้งใจอ่อยฉันใด พี่คิงก็ไม่ได้ตั้งใจอ่อยฉันนั้น
ต่างคนต่างอ่อย 555555555 ใครจะเผลอใจก่อนกันน้อ (คิงเสียเปรียบเห็นๆ555)
ฝากติดตามเช่นเคย อย่าเพิ่งหายไปตอนเค้าฝึกงานน้า TOT
:) :NAVY
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-06-2017 20:28:30 โดย KarmaNavy »

ออฟไลน์ KarmaNavy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 96
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-1
กฎข้อที่ 9 อย่ารู้ไปทุกเรื่อง
ในขณะที่ผมใช้ใจทุกห้องที่มีแลกเพียงไม่กี่นาทีที่ได้อยู่กับคุณ
ทั้งๆ ที่มันคือทั้งหมดของผมแท้ๆ
แต่ทำไมมันถึงเหมือนไม่มีค่าอะไรกับคุณเลยนะ...








หลังจากวันที่ได้ใช้วันหยุดพักผ่อนไปด้วยกัน พี่เพจก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมในที่สุด

แต่น่าเสียดายที่หลังจากวันนั้นผมก็ไม่ได้เจอพี่เพจอีกเลย

พอวันจันทร์ปุ๊บ กิจกรรมที่วางโครงวาดแผนงานก็ถล่มทับจนผมไม่มีเวลาจะไปตามกรี๊ดตามติดชีวิตพี่เพจอีกต่อไป โชคดีอยู่ที่พี่เขาเองก็ยุ่งอยู่กับการทำโปรเจ็คจบ ดังนั้นต่อให้ผมว่างเราก็ยังไม่ได้เจอกันอยู่ดี

ดังนั้นผมจึงทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไปที่งานกิจกรรมและตามเรียนให้ทันเพื่อนๆ

จากวันนั้นก็เกือบสองอาทิตย์แล้ว...ที่ไม่ได้เจอพี่เพจเลย

“ขอบใจทุกคนมากนะ แยกย้ายๆ ใครจะไปกินอะไรเรียกได้ พร้อมเมา!”

“เอาด้วยย จบสักทีกีฬาเวร ฮือออ”

“ร้านหลังม.คนน่าจะยังไม่เยอะ ใครจะไปมานี่ จะได้จองโต๊ะครบจำนวนคน”

เสียงจอแจของเพื่อนๆ ดังขึ้นทันทีที่จบการประชุมสรุปงานที่เพิ่งจบไป ผมเพียงแค่ยิ้มๆ ไม่ได้ตอบรับอะไรกับคำชวนของเพื่อนๆ เมื่อมองนาฬิกาที่ตอนนี้บอกเวลาเกือบเที่ยงคืนผมก็ได้แต่ถอนหายใจด้วยความเสียดาย ป่านนี้พี่เพจคงหลับปุ๋ยไปแล้ว ว่าจะแวะไปหาหลังจากที่ประชุมงานเสร็จเสียหน่อย อดเลย

เมื่อไม่ได้ตอบรับการเลี้ยงฉลองหลังจบงานกับเพื่อนๆ ส่วนใหญ่ ผมกับเพื่อนอีกสองสามคนจึงอาสาเก็บโต๊ะเก้าอี้ในห้องที่ใช้ประชุมกันแทน ยังดีที่มันเป็นห้องของคณะ จึงไม่ต้องมากังวลว่าใช้เวลาดึกดื่นแล้วจะโดนด่า เพราะทำเรื่องขออนุญาตอาจารย์เรียบร้อย แถมอาจารย์ยังใจดีให้กุญแจมาไว้เผื่อในกรณีที่อาจารย์ไม่อยู่อนุญาต จะได้สามารถใช้ห้องไว้สำหรับงานคณะได้เลย

ผมโบกมือลาเพื่อนที่ช่วยกันเก็บของในห้องประชุมที่หน้าตึกเรียน ก่อนจะเดินแยกมาคนเดียวตรงกลับหอพักที่ไม่ต้องต่อเรือ ขึ้นรถเมล์หรือโบกแท๊กซี่ เพียงแค่อาศัยสองขาเดินไปตามถนนริมฟุตบาทกลับเท่านั้นเอง

ระหว่างที่เดินผมก็หยิบหูฟังขึ้นมาเสียบฟังเพลงเช่นทุกที ปล่อยให้เสียงเพลงพาหัวใจที่เหนื่อยล้าได้รับการปลอบประโลม ...จะดีมากถ้าเปลี่ยนจากเพลงเป็นหน้าพี่เพจสักนาที

คิดถึงจัง

คิดไปแล้วก็คอตก ต้องรอตั้งวันพรุ่งนี้ ดีไม่ดีก็ไม่ได้เจออีก เพราะพี่เพจยุ่งกับเรื่องเรียนกับโปรเจ็ค ช่วงโค้งสุดท้ายแบบนี้ยิ่งต้องขยัน คงวิ่งรอกเข้าออกห้องอาจารย์เป็นว่าเล่น คงจะมีเวลาออกมาให้ผมเจอหน้าหรอกมั้ง

ระหว่างที่คิดฟุ้งซ่านเพ้อเจ้อไปตามเรื่องตามราว ผมก็พลันสะดุ้งกับฝ่ามือปริศนาที่วางแปะบนไหล่ของผมด้วยแรงที่ไม่เบานัก ทำเอาผมนึกหวั่นๆ ว่าจะเป็นคนหรือผีที่ตรงมาทักทายผมในยามค่ำคืนแบบนี้

“หันมาสิ”

เสียงแว่วๆ จากนอกหูฟังดังขึ้น พร้อมกับที่ฝ่ามือนั่นออกแรงรั้งให้ผมหันกลับไปให้ได้ แต่มันมีอะไรรับประกันว่ะว่าข้างหลังผมมันคนไม่ใช่ผี! หรือมั่นใจว่าคนก็ไม่รู้ว่าโจรมั้ย เรื่องอะไรจะหันให้โง่!

“คิง พี่เอง”

หรือเขาจะวิ่งเลยดี ยืนนิ่งแบบนี้โคตรจะเป็นเป้านิ่งให้เขาล้วง หลอก

“คิง นี่พี่เพจไง หันมาดิ๊!”

“...” ห๊ะ

ผมที่เผลอหลับตาปี๋ค่อยๆ หรี่ตาขึ้นแล้วหันกลับไปด้านหลังอย่างหวาดๆ ถึงเสียงจะคุ้นและชวนให้เชื่อแค่ไหน แต่ผมก็ยังกลัวอยู่ดี กลัวจะไม่ใช่คน! แต่เมื่อเห็นสีหน้ากังวลและห่วงๆ ของคนด้านหลัง ใจที่แขวนลอยเคว้งไปมาก็ค่อยๆ ลอยกลับมาอยู่กับตัวในที่สุด ผมลอบถอนหายใจแล้วเบี่ยงตัวจนกระทั่งมือของพี่เพจหลุดจากบ่าในที่สุด อดจะบ่นใส่ไม่ได้

“พี่เพจ คิงโคตรกลัวเลยรู้ป่ะเนี่ย นึกว่าโดนผีหลอกไม่ก็โดนปล้น”

“ผีอะไรจะหล่อขนาดนี้ โหดร้าย!”

“...แน่นอนครับ ว่าผีไม่หลงตัวเองเท่าพี่ -*-“

“ล้อเล่นๆ ว่าแต่ทำไมกลับดึกจัง ประชุมสรุปงานมันแปบเดียวไม่ใช่หรือไง”

“ปีนี้มันมีปัญหา ข้อจำกัดเยอะ เลยต้องประชุมรวบรวมปัญหา ทางแก้เอาไว้สำหรับให้ปีถัดไปเขาเอาไปปรับปรุงน่ะครับ” ผมว่าพร้อมกับเริ่มออกเดินไปพร้อมๆ กับพี่เพจที่ไม่ได้เห็นหน้ามานาน เมื่อลอบมองใบหน้าคนข้างๆ ก็พบว่าพี่เพจดูซูบลงนิดหน่อย ใบหน้าที่เคยใสกิ๊งเริ่มปรากฏตอหนวดบางๆ รำไร ผิวซีดขึ้นอีกหน่อยด้วย สงสัยเพราะอยู่ในห้องตลอดไม่ค่อยได้ออกไปไหนเช่นแต่ก่อนละมั้ง แต่ที่เห็นชัดสุดเห็นจะเป็นแววตาที่เหนื่อยล้าคู่นั้น ที่แม้จะมองตรงไปข้างหน้าแต่กลับไร้จุดหมายอย่างไรก็ไม่รู้

“เหนื่อยมั้ยครับ”

“...อืม เหนื่อยมาก”

“อดทนอีกนิดนะ เดี๋ยวพี่ก็จบแล้วเนอะ”

“ช่ายย เทียบกับเรามันก็แปบเดียวจริงๆ นั่นแหละ เราต้องเจออีกสองปี หนักหน่อยนะ”


ผมยิ้มออกมา เมื่อเห็นพี่เพจสดใสขึ้นมาเล็กน้อย “คิงอดทนเก่งจะตาย ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ หรอก”

“หื้ม ขนาดนั้นเลย มันต้องมีสักเรื่องน่าที่เราสู้ไม่ไหว ไม่ต้องกดดันให้ตัวเองอดทนขนาดนั้นก็ได้”

“เอ้า จริงจริ๊ง! คิงทนได้ทุกเรื่องแหละ”

“พี่ไม่อยากให้เราอดทนแฮะ”

“...”

มือของพี่เพจวางลงบนเส้นผมของผมเช่นที่เคยทำ แต่มันอบอุ่นกว่าครั้งก่อนๆ เสียเหลือเกิน อาจเพราะช่วงเวลาสองอาทิตย์ที่เราต่างยุ่งอยู่กับเรื่องของตัวเองทำให้ความอบอุ่นนั่นจางลง ทว่าเมื่อได้พบกันอีกความอบอุ่นที่เจือจางนั้นก็พลันเพิ่มขึ้น ผ่านฝ่ามือนั้นตรงมาสู่หัวใจของผม

“อะไรที่มันยากจะผ่าน ก็อย่าคิดแต่ว่าต้องอดทนๆ ให้มันผ่านไป เดี๋ยวนานไปมันจะทำให้เราแย่เสียเอง รู้ไหม?”

“แล้วถ้าไม่ให้คิงอดทนแล้วจะให้คิงทำยังไง”

“ก็มาหาพี่ก็ได้ มาบ่นให้ฟัง มาให้พาไปกิน ไปเที่ยวให้ตัวเองเลิกอดทนแล้วมีใจกลับไปสู้กับเรื่องพวกนั้นก่อน ดีไหม?”

ผมนิ่งมองใบหน้าด้านข้างของพี่เพจที่ผมแสนจะคิดถึง ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาในที่สุด ผมพยักหน้าให้กับคำพูดใจดีนั่น แล้วชวนคุยเรื่องอื่นให้พี่เขาเลิกสนใจเรื่องที่ว่า เพื่อไม่ให้พี่เพจจับได้ถึงความรู้สึกหวั่นไหวในแววตาของผมที่มันเริ่มจะมากขึ้นเรื่อยๆ จนยากที่จะสะกดเอาไว้

พี่เพจเข้าใกล้ผมมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังใจดี เอาใจใส่จนผมยากที่จะไม่หวั่นไหว

จนผมนึกกลัวขึ้นมา

ว่าวันเวลาที่แสนดีแบบนี้จะอยู่ได้อีกนานแค่ไหนกันนะ...











“มึงกำลังโดนกั๊กอยู่แน่นอน!!”

ผมสะดุ้งไปกับประโยคของเพื่อนผู้หญิงที่นั่งอยู่ตำแหน่งถัดไปจากตัวเอง ดูเหมือนเจ้าหล่อนจะรู้อยู่เหมือนกันว่าน้ำเสียงที่ใช้พูดกับเพื่อนจะดังจนเกินไป จึงปรับเสียงให้เบาลง กระนั้นด้วยความที่ผมเป็นคนที่มีประสาทหูดี (ไว้ฟังเรื่องเกี่ยวกับพี่เพจ) ทำให้เบายังไงก็ยังได้ยินอยู่ดี จึงตีเนียนฟังเรื่อยๆ ระหว่างที่รออาจารย์เข้ามาสอน

“กั๊กยังไงวะ เขาก็เหมือนเดิม...อาจจะใจดีขึ้นมาหน่อยเท่านั้นเอง”

“ผู้ชายน่ะนะ เขาไม่มีเวลามาใจดีกับคนที่ไม่ชอบหรอกนะ”

“แล้วจะให้คิดว่าเขาชอบกูอ่ะนะ เป็นไปไม่ได้”

“ก็ถ้ามึงยืนยันว่าเขาไม่มางชอบมึง ก็แสดงว่าเขารู้ว่ามึงชอบเขา ถึงได้ใจดีใส่ เนียนกั๊กเวลาที่ไม่มีใครเหลืออยู่ในสต๊อคไง”

อย่างนั้นหรอกเหรอ

ผมเท้าคางทำเหม่อไปเรื่อยๆ ฟังไปก็นึกภาพตามไป ถ้าหากพี่เพจกั๊กผมเอาไว้จริงๆ มันคง...

คงเป็นไปไม่ได้อ่ะ -_-

ถ้าผมเป็นผู้หญิงก็อาจจะพูดแบบนั้นได้ แต่นี่ดันเป็นผู้ชาย จะมามองว่าความใจดีของผู้ชายอีกคนที่เราปลื้มมันเป็นความชอบ ถึงจะไม่ได้ชอบหัวปักหัวปำแค่ชอบเพราะอยากกั๊กอะไรนั่น คงยาก

เหมือนที่รู้ตัวอยู่แล้วว่าต่อให้ชอบต่อไปก็แห้ว แต่ถึงจะอย่างนั้นก็ยังอยากชอบต่อไปเรื่อยๆ อยู่ดีน่ะนะ

“แต่เขาจะรู้ได้ยังไงวะ ว่ากูชอบ กูไม่เคยบอกเขาเลยนะเว้ย”

“คนที่แอบชอบเขารู้ตัวกันทั้งนั้นแหละเวลามีคนมาชอบเขา ใครบ้างว่ะจะไม่รู้”

“...”

“แต่ที่เขาทำเป็นไม่รู้เรื่อง คงเพราะไม่อยากทำร้ายจิตใจ ไม่ก็...อยากรักษาความสัมพันธ์แบบนี้เอาไว้ ถึงจะไม่ได้รักก็ตาม”

“ฟังแล้วเจ็บจังวะ” คนพูดพูดเสียงอ่อย จนเพื่อนที่นั่งฟังปรับทุกข์ต้องตบไหล่พูดให้กำลังใจสองถึงสามประโยคกว่าที่เธอจะสามารถกลับไปตั้งใจเรียนได้ ทันทีที่อาจารย์เข้ามา

ทว่าแม้พวกเธอจะคุยกันจบไปแล้ว ผมยังคงนึกถึงคำพูดที่ได้ยินประโยคนั้นที่ผมออกจะเห็นด้วยมากที่สุดในหลายประโยคที่ (แอบ) ฟังมา

มันคงจะจริงที่เหล่าคนที่ถูกแอบรักมักจะรู้ตัว แต่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เพียงแค่อยากรักษาคนที่แอบชอบตัวเองเหล่านั้นเอาไว้ในชีวิต รักษาการดำเนินชีวิตแบบเดิมเอาไว้ แม้ว่าจะไม่มีวันรักอีกฝ่ายเลยก็ตาม

บางทีชั่วชีวิตของผมก็คงจะต้องเป็นแบบนั้น

มันคงจะมีสักวันที่พี่เพจรู้ตัวขึ้นมาว่าแววตาที่ผมมอง...ไม่เคยมองด้วยความเคารพเลื่อมใสเช่นรุ่นน้อง

คงมีสักวันที่พี่เขามองเห็นถึงความหวั่นไหวที่ไม่ควรเกิดขึ้น

และวันนั้นบางที...คงจะเป็นวันสุดท้ายที่ผมจะได้อยู่ข้างพี่เขา

หรือหากไม่เป็นเช่นนั้น

ก็คงเป็นจุดเริ่มต้นของความเจ็บปวดในฐานะคนแอบรักตลอดชีวิตก็เป็นได้











ผมเข้าใจคุณดีว่าทำไมคุณไม่ลืมเขา
เพราะทุกครั้งที่มองคุณก็เหมือนผมเห็นภาพของตัวผมเองซ้อนกับคุณเสมอ
แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น ผมก็ยังเจ็บมากๆ อยู่ดี












ในที่สุด...วันนี้ก็มาถึงในที่สุด

วันแห่งอิสระ!!

“โอเค ผ่าน! แก้งานตรงกับที่อาจารย์คิดไว้พอดี จบสักทีนะนายพิสิทธิ์”

“เยสสส!! ขอบคุณคร้าบ ‘จารย์”

“เออๆ ไปๆ ได้ล่ะ เกะกะ อาจารย์จะทำงานต่อแล้ว”

เขาพูดคุยหยอกล้อกับอาจารย์อีกสองสามคำก่อนจะขอตัวแยกออกมาจากห้อง ทันทีที่พ้นบริเวณห้องพักอาจารย์ น้ำเสียงดีใจที่เก็บกักเอาไว้ก็ระเบิดออกเป็นเสียงหัวเราะดังลั่น ผสมปนเปไปกับเสียงพูดคุยแสดงความยินดีจากเพื่อนในกลุ่ม ดังเสียจนป้าแม่บ้านต้องออกมาดู ทว่าทันทีที่เห็นเป็นกลุ่มนักศึกษาที่ทำโปรเจ็กจบผ่าน พวกเขาก็ทำเพียงกลับไปยังห้องพักพนักงาน คงชินเสียแล้วที่ทุกๆ ปีจะต้องมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น

เพจกอดคอทีมขณะฟังเพื่อนเล่าเรื่องตอนที่อยู่ในระหว่างอาจารย์พิจารณาว่าจะให้ผ่านหรือไม่ ฉวยโอกาสตอนที่ทุกคนกำลังสนใจเรื่องเล่ายกโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดแอพลิเคชั่นสุดฮิตเขียนข้อความถึงใครบางคนที่ตอนนี้อาจจะนั่งคร่ำเคร่งอยู่กับการเรียน เมื่อกดส่งเขาก็ยิ้มกว้างหลุดเสียงหัวเราะเฮฮาไปกับคนอื่นอย่างเป็นปกติ

คงมีเพียงคนเดียวที่มองเห็น สิงห์ทำเพียงแค่มองการกระทำนั้นเงียบๆ ก่อนเบือนหน้าหนีไปยิ้มนิดๆ

บางทีเขาอาจจะคิดมากไปเองก็ได้

บางทีเด็กคนนั้น...อาจจะเข้ามาเปลี่ยนเพื่อนเขาและมีความสุขได้ในที่สุดก็เป็นได้


PAGER: พี่จบแล้วนะ

PAGER: ยินดีกับพี่เพจคนเก่งหน่อยเร้ววว :)

The KING: ดีใจด้วยครับ

The KING: คิงจะเตรียมดอกไม้ไว้รอวันรับปริญญานะ เหลือที่ในแขนไว้ถือดอกไม้คิงด้วยละกัน :)














“เอ้า ชนนน!!!”

แกร๊ง!!

“เลิกพูดชนสักทีได้มั้ยวะ มึงพูดตั้งแต่เข้าร้านมาจนตอนนี้หมดขวดที่เท่าไรแม่งก็ไม่รู้ล่ะ จะชนทำเชี่ยไรหนักหนา”

“ก็พอพูดว่าชนแล้วเหมือนเหล้ามันอร่อยขึ้นนี่หว่า”

“มึงเมาล่ะ ไอ้เกม สาดด”

เสียงหัวเราะที่ดังเป็นระลอกคลอเคล้ากับเสียงน้ำแข็งก้อนสี่เหลี่ยมกระทบกับแก้วใสใบเล็กที่เต็มไปด้วยน้ำสีอำพัน แม้ว่าจะเจือจางด้วยโซดาหรือน้ำอัดสม กระนั้นเมื่อดื่มมากๆ เข้า หน้าของหมาก็มองเป็นหมีได้ ไม่ต่างอะไรกับพวกเขาในตอนนี้ที่ดื่มกันมานานกว่าสามชั่วโมง สติหายสตังเองก็หายไปด้วย เพจชักจะจำไม่ได้แล้วสิว่าเงินในวันนี้มันจะพอค่าเหล้าในวันนี้ที่ดื่มเหมือนอาบไหม

เอาเถอะ ใครให้พวกเขาต้องเฝ้าห้องทำงาน ห้องตัวเอง (ที่เต็มไปด้วยข้าวของรกรุงรังเหมือนรูหนู) และห้องอาจารย์ตลอดหลายสัปดาห์ โดยไม่มีการพักแบบนี้กันล่ะ ได้ปลดปล่อยให้เต็มที่สักหน่อย จะเป็นไรไป

ทว่าเมื่อกวาดสายตาดูดีๆ อีกครั้ง เพจก็ชักจะไม่แน่ใจกับความคิดตัวเองที่ว่าเต็มที่สักหน่อยแล้ว

นอกจากเขา (ที่กรึ่มๆ) และสิงห์ (เอารถมา ดื่มมากไม่ได้) คนอื่นก็หน้าเหนอแดงเถือกเหมือนเอาไปถูกับพื้นถนนมารอบหนึ่งก่อนจะทิ้งตัวนั่งซดเหล้ากันแล้ว ไหนจากเสียงพูดจาที่เริ่มไม่รู้เรื่อง ยานคางเสียจนคนฟังนึกว่ามันละเมอเสียด้วยซ้ำ ทำให้เพจคิดหนักและวางแก้วเหล้าลง พลางคิดว่าใครจะอาสาพาพวกบ้านี่กลับบ้านกันว่ะเนี่ย -*-

เขายกมือขึ้นนวดขมับ พูดเสียงค่อยกับสิงห์ว่าจะไปล้างหน้าล้างตาเสียหน่อย แล้วเดินเลี่ยงออกมาจากโต๊ะ ตรงไปยังห้องน้ำ พอได้สมัผัสกับน้ำเย็นๆ สติที่ลอยไปกับน้ำเมาก็ค่อยๆ กลับมาทีละน้อย

โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงสั่นขึ้นมาระหว่างที่เดินกลับไปยังโต๊ะ เขาจึงเลือกเปิดมันขึ้นมาระหว่างเดิน สลับกับขยับปากพูดขอโทษเป็นระยะ เนื่องด้วยทางเดินในบาร์เริ่มแคบลงตามจำนวนคนที่เข้ามาใช้บริการ บางครั้งเขาก็รู้สึกว่ามีใครมาเบียดตามเนื้อตามตัว บางก็มากระซิบข้างหูด้วยคำพูดที่เขาฟังไม่ทัน ด้วยเสียงเพลงในนี้ค่อนข้างดัง ทว่าในบรรยากาศสลัวทั้งแสงไฟและผู้คน สิ่งเดียวที่ชัดเจนเห็นจะเป็นใครคนหนึ่ง

ใครที่ตัวไม่อยู่ที่นี่ แต่ความห่วงใยกลับตามเขาติดเขามาเสมอ

The KING: กลับห้องดีๆ นะครับ ถ้าไม่ไหวก็โทรหาคิงได้นะ เดี๋ยวไปรับ

แม้ว่าคำพูดนั้นจะดูราวกับอีกฝ่ายมองเขาเป็นเด็กๆ แต่เพจกลับยิ้มออกมา ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมนึกดีใจนิดๆ ที่เด็กคนนั้นเป็นห่วงเขา ทั้งที่มันก็แค่เรื่องปกติธรรมดา ไม่ใช่แค่เขาสักหน่อยที่เด็กคนนั้นเป็นห่วง ก็คงห่วงทุกคนนั่นล่ะ

เพจคิดแบบนั้นจริงๆ แต่เขากลับไม่เคยรู้ว่า...ที่เด็กคนที่ว่าห่วงมากจนข่มใจไม่ลง ก็มีแค่เขาเพียงคนเดียว...

“ไอ้เพจ ยืนทำอะไรอยู่วะ ทำไมไม่มานั่งกินต่อ”

เพจรีบกลับไปยังโต๊ะ หน้าจอโทรศัพท์ยังค้างที่หน้าจอแชตไม่ทันได้ปิด “โทษที”

“ใครวะ...อ้อ น้องคิง ทำไมมึงไม่ชวนน้องเขามาด้วยวะ”

“น้องเขาไม่กินเหล้า” เขาว่าพร้อมกับเทน้ำอัดลมแทนเทเหล้าเช่นแก้วที่ผ่านๆ มา ทำเอาเพื่อนๆ ที่นั่งรอบวงต่างพากันมองหน้ากันเอง แน่นอนล่ะว่าเมื่อกี้เขาเห็นข้อความในโทรศัพท์ของเพจ แต่ที่แปลกใจคือ แค่เพราะคำพูดแค่นั้นทำให้เพื่อนเขาเชื่อฟังได้ถึงขนาดนี้เลยหรือ?

“ชักจะยังไงๆ แล้วนะเนี่ย”

“เพจ มึงชอบน้องเขาเหรอ...”

พรวด!!!

“ไอ้สัสเพจ!!”

“เชี่ยยย มึงพ่นน้ำใส่พวกกูทำไม TOT!!”

“ไอ้พวกเชี่ยนี่นิ!!!” เพจไอค่อกแค่กพร้อมกับปาดคราบน้ำอัดลมเหนียวที่รอบปากออก สลับกับก่นด่าเจ้าเพื่อนตัวแสบที่พูดอะไรไม่รู้เรื่อง ทั้งยังดันพูดมาในตอนที่เขากำลังกระดกน้ำ จะไม่ให้ตกใจจนเผลอทำอะไรแบบนี้ได้ยังไงวะ!!

“พูดบ้าอะไรของมึงกันวะ กูก็ผู้ชาย น้องเขาก็ผู้ชายนะ!”

“แล้วไงวะ ตอนนี้เกย์ตุ๊ดก็มีเยอะแยะ ทำมาตกใจโอเว่อร์ ไอ้สัสเอ้ย...เสื้อเหนียวหมดเลย -_-^” นินบ่นเซ็งๆ พลางจับเสื้อที่เปื้อนทั้งน้ำลายเพื่อนและน้ำอัดลมเต็มไปหมด ทั้งหน้าทั้งตัว เขาจึงลุกออกไปห้องน้ำเพื่อล้างมันออก ส่วนทีมและเกมนั้นเปื้อนเพียงแค่เล็กน้อย จึงใช้แค่น้ำแข็งลูบๆ ก็เป็นอันเรียบร้อย มีเพียงแค่เพจที่ยังอึ้งอยู่กับประเด็นที่เพื่อนของตัวเองเปิดออกมา

“ถึงจะอย่างนั้น มึงจะเอาความสนิทของผู้ชายทุกคนตีว่าชอบกันไม่ได้นะเว้ย”

“เอ้า ความสนิทก็ก่อเกิดความรักได้ฉันใด มึงก็ชอบคนจากความสนิทได้ฉันนั้น”

“เพ้อเจ้อละ”

“เพ้อเชี่ยไร กูจริงจังนะเนี่ย นับตั้งแต่ตอนนั้น มีคนไหนบ้างวะที่มึงอ่านข้อความด้วยหน้าแบบนั้น”

“...”

“เพจ มึงรู้สึกจริงๆ น่ะเหรอว่ายิ้มตอนที่มึงอ่านข้อความน้องเหมือนยิ้มที่มึงให้กับคนอื่น”

“...เหมือนดิ! พวกมึงนี่คิดอะไรแปลกๆ น้องกับกูมันสนิทกันมากกว่าคนอื่นเพราะอยู่หอเดียวกันหรอก ถ้ามีเด็กคณะเราอยู่หอนั่นอีก กูก็สนิทได้เหมือนกัน” แม้ว่ามันจะฟังเหมือนคำแก้ตัว แต่เพจก็คิดแบบนั้นจริงๆ ไม่ใช่ว่าเขารู้สึกรังเกียจความคิดเช่นนั้น เพียงแต่เขาคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้เสียมากกว่า

เขากับคิง...รักกัน? มันฟังดูไกลตัวยังไงก็ไม่รู้

สิงห์เหลือบมองเพื่อนตัวเองที่ออกเสียงโต้เถียงกับเพื่อนคนที่เหลือหน้าดำหน้าแดง แต่สุดท้ายก็มาขมวดคิ้วคิดไม่ตกด้วยความรู้สึกสงสารคิงขึ้นมาตะหงิดๆ ทำไมน้องเขาต้องมาชอบเพื่อนโง่ๆ ของเขาให้เสียเวลาด้วยนะ -_-

คิดได้แบบนั้น ทั้งตัวเขาที่นึกสงสัยและเพราะอยากจะช่วยคิงด้วย จึงได้เปิดปากถามหลังจากที่เงียบมานาน

“แล้วทำไมมึงถึงคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้”

“ก็ผู้ชายกับผู้ชาย...มันน่าขนลุกจะตายนี่หว่า -_-;; ฟ้าผ่าพอดี”

“กูถามว่าทำไมถึงเป็นไปไม่ได้”

“กูก็ตอบไปแล้วไง”

นัยน์ตาของสิงห์จ้องเพื่อนตัวเองเขม็ง “กูรู้ว่ามึงรู้ว่ากูหมายถึงอะไรนะเพจ”

สิงห์ลอบถอนหายใจออกมา เมื่อเพื่อนของเขาเลือกที่จะละสายตาแทนที่จะตอบเขาเช่นทุกที เกมและทีม รวมไปถึงนินที่เพิ่งกลับมาโต๊ะ เมื่อเห็นบรรยากาศดราม่าในวงเหล้าก็พากันเงียบไปด้วย จนในที่สุดเพจก็ยอมพูดขึ้นมาเป็นคนแรก

“กูแค่...แค่ยังไม่รู้สึกว่าอยากชอบหรือรักใครเท่านั้นเอง”

“...”

“มึงยังไม่ลืมอีกเหรอ มันสองปีแล้วนะ”

“สำหรับกู เหมือนมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานเอง” เพจยิ้มเจื่อนๆ ตอบเกมที่มองมาด้วยสายตาเป็นห่วง

กี่ครั้งแล้วนะที่มันต้องเป็นแบบนี้ เขาชอบอ่อนแอทำให้คนอื่นเป็นห่วงอยู่เรื่อย ทั้งเพื่อนที่คบกันมาหลายปีหรือแม้กระทั่ง...เด็กคนนั้นที่เพิ่งพบได้ไม่นาน

หรือเพราะมันเป็นนิสัยที่แสนดีของเด็กคนนั้นกัน

“ไม่ใช่ว่ามึงขี้ขลาดเกินกว่าจะเริ่มใหม่หรือไง”

“สิงห์! ไม่เอาน่า”

“เราปล่อยให้มันเป็นแบบนี้มาสองปีแล้วนะ ยังจะปล่อยให้แม่งงี่เง่าอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ทำอะไรเลยหรือไง”

“...”

“สิงห์” นินส่ายหน้าเป็นเชิงปราม จนคนถูกปรามจำต้องเบือนหน้าหนีไปกระดกเหล้าเข้าคอเงียบๆ ทันทีที่เพื่อนคนอื่นรู้สึกว่าคำพูดของเขามันแรงเกินไป ทั้งที่มันก็ไม่ได้ต่างจากความจริงที่เพื่อนของเขาต้องเผชิญสักเท่าไหร่เลย

ความจริงมันอาจจะเจ็บปวดก็จริง แต่ถ้าไม่รู้จักความเจ็บปวดแล้วเมื่อไหร่คนเราจะเติบโตล่ะ?

“อย่าไปห้ามไอ้สิงห์เลย มันพูดจริงนี่นา”

“...”

“กู... ขี้ขลาดจริงๆ นั่นล่ะ”

“น่า มันก็เอฟเฟคจากตอนอกหักเท่านั้นแหละเพื่อน -O-; เอางี้ ลองจีบสาวสักคน เดี๋ยวก็ดีขึ้น”

“ไม่เห็นถูกใจสักคน ไม่เอาหรอก เสียความรู้สึกกันพอดี”

“งั้นก็ไปจีบน้องคิง”

“-_- ยังไม่เลิกเล่นอีก”

ทีมก้มหัวหลบก้อนน้ำแข็งที่เพื่อนเขาขว้างมาทั้งเสียงหัวเราะ ก่อนจะตอบกลับไปอีกครั้ง “กูไม่ได้พูดเล่นสักหน่อย จริงจังนะเนี่ย ลองดูดิวะ”

“กูไม่ได้ชอบน้อง”

“แต่มึงก็เอ็นดูเขากว่าคนอื่นๆ ยิ้มเวลาอยู่ด้วยกันมากกว่าคนอื่น เป็นตัวของตัวเองมากที่สุดไม่ใช่หรือไง”

“...”

“เก็บไปคิดดูก็ได้ ชอบใครสักคนมันต้องใช้เหตุผลมากมายซะทีไหน ชอบก็คือชอบเว้ย เชื่อกู”

เพจเงียบไปหลังจากทีมพูดจบ กระนั้นแล้วก็ไม่มีใครอยากจะไปคาดคั้นหรือบังคับให้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก ทุกคนหันไปพูดเรื่องอื่นเบี่ยงเบนความสนใจ จนบรรยากาศบนโต๊ะดีขึ้นเรื่อยๆ แต่เพจยังคงจมอยู่กับความคิดของเพื่อนไม่หายอยู่ดี สิงห์จึงฉวยโอกาสนั้นพูดด้วยเสียงที่เบาจนได้ยินเพียงแค่สองคน

“ถ้าจะแค่เล่นๆ กับน้องก็อย่าเลย”

“...หมายถึงคิงเหรอ”

“อืม สงสารน้อง”

“มึงดู...เป็นห่วงน้องเขาจังวะ”

“หรือมึงไม่เป็น?”

เพจเม้มปากกับคำถามนั้นอย่างยอมจำนน “เออน่า กูไม่ทำอย่างนั้นหรอก ไม่จีบอยู่แล้ว”

“ไม่ใช่ กูหมายถึงถ้ามึงจะจีบจะทำอะไร ก็ขอให้มึงรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ”

“...”

“อย่าทำเหมือนว่ามันก็แค่อะไรที่มึงทำเล่นๆ แก้นิสัยเสียตัวเองที่ไม่กล้าจะเริ่มต้นใหม่กับคนอื่น”

“...”

“ถ้าเกิดวันใดวันหนึ่งที่มึงเบื่อจะเล่นเกมนี้ แล้วทิ้งเขามา ถ้าเกิดตอนที่มึงแค่เล่นๆ พิสูจน์ตัวเองอีกฝ่ายเกิดความรู้สึกขึ้นมา คนที่ผิดและจะรู้สึกแย่ที่สุดคือมึง โดยเฉพาะถ้าเขาไม่ได้เป็นแค่คนที่รู้จักผ่านๆ แต่เคยเป็นคนที่อยู่ข้างมึง คอยฟังมึงแบบน้อง”

“...”

“จำสิ่งที่ตัวเองเคยโดน...แล้วอย่าเอาไปใช้มันกับคนอื่น เพจ อย่าให้การกระทำชั่ววูบทำให้เสียอะไรไป มันแย่แค่ไหนตัวมึงรู้ดีอยู่แล้ว”

“อืม รู้ดีเลยล่ะ”

“...”

“แต่กูก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าทำไมพวกมึงต้องเอาน้องมาเป็นทอปปิคขึ้นตอนเชียร์ให้กูไปจีบคนอื่นอยู่ดี”

คราวนี้ไม่เพียงแค่พวกเกมจะหลุดหัวเราะ แม้แต่สิงห์ก็หลุดยิ้มอย่างอดอ่อนใจกับความซื่อบื้อของเพื่อนตัวเองไม่ได้

“ก็ไปสังเกตเอาเอง น้องมันเดาไม่ยากหรอก”

“อะไรของพวกมึงเนี่ย กูงงหมดแล้วนะ”

“ที่เขาว่าคนในโง่ คนนอกฉลาดใช้กับไอ้เพจได้จริงๆ ด้วย =__=” เกม

“บวกหนึ่ง” ทีม

“บวกด้วย” นิน

“ไอ้โง่” และสิงห์

“ไอ้เวรพวกนี้นี่ พูดอะไรให้กูเข้าใจหน่อยได้มั้ยวะ แล้วกูโง่ตรงไหนเนี่ย!”

“ก็บอกว่าให้ไปสังเกตเอาเองไงวะ”

“...”

“ต่อให้ปฏิเสธหรือซ่อนแค่ไหน สักที่หนึ่งในใจของน้อง มันก็รอที่จะบอกมึงสักวันอยู่ดี”










ไปจีบน้องเลย น้องมันรออยู่ อิอิ
ฝากติดตามเช่นเคย :) :NAVY
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-06-2017 18:37:50 โดย KarmaNavy »

ออฟไลน์ winndy

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1129
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +89/-3
รอเพจ เข้าใจตัวเองจริง ๆ อยู่นะค๊ะ

ออฟไลน์ hoshinokoe

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1042
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-0
หืมมมม จะไปจีบเขาจริงง่ะ ยังปากแข็งอยู่เลยยยย ต้องหาตัวกระตุ้นแล้วม้างงง อิอิ

ออฟไลน์ Petit.K

  • Petit parapluie
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 840
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
แรกๆน่ารักมากกกก ฟีลกู๊ดสุดๆไปเลย แต่ไหงหน่วงมาซะได้ โฮรววววว รอลุ้นต่อไป

ออฟไลน์ PharS

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 588
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1
เป็นนิยายแห่งการแอบรักที่แท้จริง  :katai1:

ออฟไลน์ KarmaNavy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 96
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-1
กฎข้อที่ 10 อย่าเดาใจเขา
คุณเคยถามว่าตอนที่มองหน้าคุณผมคิดว่าอะไร?
ตอนนั้นผมได้แค่ยิ้ม
แม้ว่าในใจจะร้องบอกเป็นพันครั้งถึงคำว่ารักที่ไม่กล้าเอ่ยนี่ก็ตาม









(เพจ)



น้องมันอยากจะบอกอะไรผมกันแน่?

นั่นคือคำถามที่ผมถามตัวเองมาตลอดเวลา ณ ตอนที่ผมออกมานอกหอแบบนี้กับคิงในบ่ายวันหนึ่งที่เราต่างไม่มีเรียนทั้งคู่ ผมเอาแต่จ้องไปที่ใบหน้าด้านข้างของคิงจนเจ้าตัวต้องหันมาบ่นหลายต่อหลายครั้ง เพราะการจ้องของผมกำลังทำลายสมาธิในการเล่นเกมของน้องเป็นอย่างมาก

ผมเลยเลิกจ้องที่ตัวน้อง แต่เปลี่ยนไปมองสลับระหว่างเกมที่น้องเล่นและวนเวียนอยู่กับความคิดของตัวเอง จนกระทั่งรถเมล์ที่เราโดยสารมาถึงที่หมายในที่สุด

วันนี้เราตัดสินใจมาเดินเล่นตลาดนัดรถไฟรัชดาครับผม

ส่วนสาเหตุที่มาเดินก็ไม่มีอะไรมากครับ เพราะวันนี้เป็นวันที่ว่างตรงกันอย่างไม่ได้นัดหมาย (อนึ่ง แก๊งค์ผมผ่านโปรเจ็คจบทุกคนแล้วเลยหาเวลาเที่ยวได้เยอะกว่าตอนงานมันไฟไหม้ เรียกง่ายๆ ว่าอยู่หออยู่บ้านเฉยๆ มันฟุ้งซ่านครับ 55+) เลยนัดกันมาเดินเล่นและว่าจะจบลงที่ร้านเหล้าสักที่ในตอนกลางคืน ทว่าเพื่อนของผมสามในห้าดันมีแฟนกันหมด เลยต้องใช้เวลาในการขออนุญาตบรรดาแฟนมาเดินเล่นกับเพื่อนนานหน่อย ผมจึงลากคิงมาเดินเล่นเอาบรรยากาศไปพลางๆ

ตอนนี้เป็นเวลาเกือบสี่โมงเย็น แดดเริ่มร่มไม่ร้อนมาก ทั้งร้านรวงแถบตลาดก็เริ่มคึกคักขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังไม่เท่าตอนช่วงหนึ่งถึงสองทุ่มที่จะมีคนเยอะมากที่สุด กระนั้นก็ยังมีร้านให้เดินเล่นอยู่บ้าง ผมจึงเดินจับนู่นลองนี่ฆ่าเวลาไป

ขณะกำลังจะลองเอาแว่นกันแดดสีชาไปลองให้คิงทีเดินตามผมต้อยๆ สวมเล่น ผมก็ต้องชะงักและวางแว่นในมือลง เพื่อไปคว้าเอาข้อมือของคนติดเกมที่เอาแต่สนใจตีป้อม โดยไม่สนคนเดินไปเดินมา จนเกือบจะเดินชนไปแล้ว ทันทีที่ผมดึงตัวคิงมาใกล้ๆ ผมรู้สึกได้เลยว่าตัวของคิงแข็งค้างเหมือนไม่ทันตั้งตัว ก่อนจะรีบยืนทรงตัวใหม่จนระยะห่างของเราสองคนเท่าเดิม แต่ผมก็ยังไม่ยอมปล่อยมืออยู่

“อย่าเอาแต่เล่นมือถือจนไม่มองคนสิคิง”

“แปบนึง คิงจะชนะแล้ว”

“งั้นพี่จะจับแขนเราไว้แบบนี้นะ”

“...” น้องมันเงียบไปนิดหน่อยตอนผมพูดแบบนั้น กำลังจะบอกว่าล้อเล่น คิงก็ดันพยักหน้าขึ้นมาเสียก่อน ทั้งยังเลื่อนมือที่จับเพียงข้อมือตัวเองของผมให้จับกับฝ่ามือแทน

“เอาดิ ดูคิงด้วยนะ ขออีกห้านาที”

“ติดเกม”

“อืม”

ผมเริ่มขมวดคิ้วแล้ว ชักจะโมโหไอ้เกมนี่ขึ้นมาตะหงิดๆ เพราะปกติแล้ว เวลาที่อยู่กับคิงผมจะเป็นที่ได้รับความสนใจจากคิงมากกว่าอะไรก็ตามต่อหน้าเขา แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าผมมีค่าแค่เป็นคนคอยดูแลตอนที่อีกคนเล่นเกมเท่านั้นเอง ไอ้ครั้นจะดึงมือถือหนีก็กลัวน้องมันจะโกรธ เลยได้แต่จูงมือคิงเงียบๆ ไม่ยอมพูดยอมจาด้วย แม้ว่าน้องจะเล่นเกมจบและเก็บโทรศัพท์ไปแล้วก็ตาม

“งอนเหรอ”

ในที่สุดน้องก็ยอมถามขึ้นหลังจากปล่อยให้ผมเงียบจนอึดอัดอยู่ตั้งนาน ตอนที่พวกเรายืนอยู่ด้วยกันแค่สองคนหน้าร้านขายกำไลเชือกสลักชื่อ แต่ผมยังไม่ตอบง่ายๆ หรอก จึงทำเพียงแค่ส่ายหน้าทำเหมือนเลือกของอยู่ ขอฟอร์มหน่อย เชอะ มาเห็นความสำคัญของเกมมากกว่าผมได้ไง!

...ทำไมมันดูตุ๊ดๆ งี้วะ -_-

ผมแอบได้ยินเสียงถอนหายใจเหมือนไม่รู้จะทำยังไงจากคนข้างๆ ก่อนที่ผมจะรู้สึกถึงแรงบีบเบาๆ ที่มือของเราสองคนที่ยังไม่ได้ปล่อยออกจากกัน จนอดไปมองไม่ได้

แววตาที่คิงมองมามันมีแต่ความร้อนใจระคนทำตัวไม่ถูก ดูน่าสงสารจนผมแกล้งไม่ลง สุดท้ายก็ใจอ่อนในที่สุด

“ไม่ได้งอน แต่เป็นห่วงไง พี่ไม่อยากให้เราเล่นเกมระหว่างเดิน มันอันตรายนะ”

“อืม คิงจะไม่ทำอีก”

“ไม่ได้ห้ามนะ แต่อย่างที่บอกอ่ะ มันอันตราย”

“คิงรู้ พี่เพจหวังดีกับคิง ไม่ต้องกลัวคิงโกรธหรอก ดุได้ ถ้าคิงดื้อ”

ผมอดไม่ได้ที่จะไม่อมยิ้มกับประโยคแสนน่ารักนั่น ราวกับคิงคือลูกหมาตัวเล็กๆ ที่เพิ่งทำผิดแล้วกำลังแสดงความเสียใจ เหมือนผมเห็นมโนภาพคิงหางลู่หูตก ร้องหงิงๆ อยู่ตรงหน้าอย่างไรอย่างนั้น

“ดุได้จริงอ่ะ”

“อืม คิงให้พี่เพจดุได้คนเดียว”

ที่จริงมันก็แค่ประโยคเอาใจทั่วๆ ไปที่ผมน่าจะฟังจนชินแล้วแท้ๆ แต่ทำไมก็ไม่รู้ พอฟังออกจากคิง...มันค่อนข้างจะแปลกไปจากที่คนอื่นพูด

เหมือนหัวใจมันเต้นผิดจังหวะไปครู่หนึ่ง

แต่ผมก็สลัดความคิดแปลกๆ ทิ้งไปในที่สุดและเปลี่ยนเรื่องทันที

“ช่างมันเถอะ มาดูนี่ๆ เอาป่าว พี่ซื้อให้”

“ก็สวย...แต่เดี๋ยวคิงซื้อเอง” ทันทีที่ผมได้ยินคำว่าก็สวย ราวกับมือมันมีคำสั่งอัตโนมัติหยิบกระเป๋าเงินออกมาเตรียมจ่าย  จนคิงร้องห้ามแทบไม่ทัน แต่ผมก็ไม่ยอมหรอก เรื่องอะไรละ บอกจะซื้อให้ก็คือซื้อให้ จะให้น้องมันซื้อเองได้ยังไง เสียมาดรุ่นพี่ใจป๋าหมด -__-+

“ไม่ได้ พี่จะซื้อให้”

“คิงซื้อเองได้พี่”

“คิง”

“พี่เพจ”

“พี่จะซื้อให้ไง นะ”

“...” ผมอาจจะตาฝาดไปเองก็ได้ แต่แค่พริบตาเดียวก่อนคิงจะเบือนหน้าหนีไปสนใจลายของกำไล คล้ายผมจะสังเกตเห็นริ้วแดงจางๆ พาดผ่านบนแก้มของอีกคนไป เหมือนกำลัง...เขิน?

คิงจะเขินผมทำไมวะ?

“แล้วแต่พี่แล้วกัน แต่คิงขอเขียนคำสลักเองนะ”

“จะเขียนว่าอะไร”

“แต่พี่ห้ามดู”

“...”

คิงยิ้มกริ่มเหมือนหาทางเอาคืนผมได้สำเร็จ “ถ้าพี่จะจ่ายให้ พี่ต้องห้ามแอบดูที่คิงจะสลัก”

“...อะไรวะ ซื้อให้ก็ซื้อ ทำไมรู้ไม่ได้”

“ไม่รู้ ไม่ให้ดู ถ้าจะดูห้ามจ่าย!”

สุดท้ายก็ยอมแพ้ ผมเลยเดินไปดูร้านหมวกรอฆ่าเวลาที่ช่างจะสลักคำที่คิงเขียนใส่กระดาษลงไปบนกำไล ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที กำไลสีดำสนิทแบบผู้ชายใส่ก็มาอยู่บนข้อมือของคิงในที่สุด ผมหยิบขึ้นมาชมของที่ซื้อให้น้อง สลับกับคิด...

ข้อมือคิงนี่เล็กชะมัดเมื่อเทียบกับข้อมือของผม มือผมนี่กำได้รอบหนึ่งเลย -_- ขาดสารอาหารเลี้ยงตัวเหรอ? ไม่ได้ๆ ผมจะต้องขุนน้องให้อ้วนแล้วล่ะ

“ผอมไปป่ะเนี่ย กำไลดูใหญ่ไปเลย”

“พอดีแล้ว ไม่ผอมสักหน่อย”

“ไม่ผอมอะไร เอวก็แค่นี้ แขนก็แค่นี้ มีแต่แก้ม”

“โอ๊ย พี่เพจ อย่าจับ ฮ่าๆๆ คิงบ้าจี้ อย่า!!” ผมว่าไปด้วย มือก็จับตามที่พูดไปด้วย จนใบหน้าที่เรียบเฉยมาตลอดของคิงปรากฏรอยยิ้มระบายกว้าง ทั้งเสียงหัวเราะสดใสที่ไม่ค่อยได้ยินบ่อยนักก็ยังดังออกมาด้วย แม้มันจะดูน่าอายต่อหน้าคนซื้อคนขายในตลาด แต่ในตอนนั้นผมกลับไม่ได้สนใจอะไรเลย นอกจากรอยยิ้มของคนตรงหน้า

จนน้องเหนื่อยแล้วหายใจไม่ทันนั่นล่ะ ผมถึงได้หยุดแกล้งและเริ่มบีบแก้มนุ่มๆ นั่นแทน

“เนี่ย กินแล้วออกแต่แก้ม หน้ากลมหมดแล้ว”

“คิงเจ็บนะ”

ปากน้องยู่เหมือนเป็ดเมื่อพยายามจะพูด ซึ่งมันโคตรจะน่ารัก จนผมหุบยิ้มไม่ลง

“เจ็บอะไรพี่จับเบาๆ เองนะคิง”

“เดี๋ยวมันเป็นรอยแดง คิงจะบีบคืน”

“อ่ะ บีบดิ” ผมปล่อยมือและยื่นหน้าเข้าไปหาแทน แต่แทนที่น้องมันจะยื่นมือมาบีบ ใบหน้าของคิงกลับผงะแล้วเลือกก้าวถอยห่างออกไปแทน ทำเอาผมอดมองตามไม่ได้ว่าน้องมันเป็นอะไร (อีกครั้ง)

จะว่าไปวันนี้คิงดูแปลกๆ นะ ไม่ค่อยเข้าใกล้ผมเหมือนเคย (เคยเข้าใกล้ขนาดนี้ซะเมื่อไหร่ละโว้ยยย -_-^ : คิง)

หลังจากนั้นพวกผมก็แค่เดินเล่นเข้าออกร้านเครื่องประดับเสื้อผ้าเฉยๆ ไม่ได้แวะซื้ออะไรอีก กระทั่งมาถึงร้านขายต้นไม้ประดับเล็กๆ จุ๊กจิ๊กตามประสาหญิงสาว พวกตะบองเพชรจิ๋ว คิงก็ดูจะสนใจขึ้นมา ได้ยินพึมพำแว่วๆ ว่าระเบียงห้องโล่งเกินไป อยากจะได้ต้นไม้เล็กๆ ไปเลี้ยงเอาไว้ (ขณะที่ระเบียงน้องโล่ง ระเบียงผมนี่โคตรรกเลย -_-;) ผมจึงตามใจ เดินตามหลังน้องเข้าร้านที่ว่ามาด้วย

“...มีดอกครับ เลี้ยงดีๆ ให้น้ำให้แสงพอเหมาะ ดอกมันจะเกิดแน่นอน”

“มันต้องให้น้ำด้วยเหรอครับ? นึกว่าปล่อยไว้เฉยๆ ก็ได้” คิงถามขึ้นเมื่อได้ยินคำยืนยันจากคนขายเรื่องดอกบนต้นตะบองเพชร เอาจริงๆ ผมก็คิดมาตลอดนะว่า ตะบองเพชรเนี่ยไม่ต้องรดน้ำก็อยู่ได้ สงสันคิดผิดมาตลอด เมื่อคนขายส่ายหน้าและอธิบายให้อย่างจริงจัง

“ไม่ได้ๆ ไม่รดมันก็ตายน่ะสิ ตะบองเพชรน่ะนะ ต่อให้มันเป็นพืชทนร้อน อวบน้ำ แต่ยังไงก็ต้องการน้ำจากภายนอกอยู่ดี แต่ก็ต้องไม่ให้มากไป ไม่งั้นมันจะตาย ไม่ให้เลยก็ไม่ได้ ดังนั้นน้ำที่จะให้ต้องพอดีกับความต้องการน้ำของต้นตะบองเพชร แล้วยังต้องดูสภาพอากาศวันนั้นด้วย เช่นถ้าน้องจะวางข้างนอกแดดส่องทั้งวัน ก็รดน้ำมากหน่อย แต่วันไหนฝนตกก็ไม่ต้องให้ เพราะเดี๋ยวน้ำมันจะมาเกิน ก็เหมือนความรักนั่นแหละ”

“เกี่ยวอะไรกับความรักน่ะพี่ นี่เลี้ยงต้นไม้ไม่ใช่เหรอ” ผมว่าพรอมกับอมยิ้มกับคำลงท้ายที่เคยฮิตช่วงหนึ่งในโลกโซเชี่ยลกับพวกคำคมประเภทต่างๆ ที่เอาเรื่องในชีวิตประจำวันมาแล้วลงท้ายด้วยคำที่ว่า

“ทำไมจะไม่เกี่ยว มีแฟนแล้วทำไมไม่มีความคิดโรแมนติกเอาซะเลย”

ทั้งผมและน้องชะงักไปทันทีและพากันปฏิเสธ

“ไม่ใช่ครับพี่! / นี่น้องผมครับ”

แต่พี่คนขายดูเหมือนจะปักใจเชื่อไปแล้วว่าที่พวกผมปฏิเสธนั่นเพราะอาย จึงพูดต่อ

“อย่ามาปฏิเสธพี่เห็นยืนเล่นกันตั้งแต่เข้าซอยนู่น ยังคิดอยู่เลยว่าน่ารักดี เดี๋ยวนี้เขาไม่ได้ปิดกั้นอะไร เพศไหนก็ไม่ต่างอะไร ชอบกันก็พอ”

“เอ่อ...แต่”

“ความรักมันก็เหมือนกับการเลี้ยงต้นไม้สักต้นนั่นแหละ ถ้าให้ความรักมากไปก็ไม่ดี เหมือนคู่รักที่ช่วงแรกรักกันปานจะกลืน สุดท้ายก็หมดโปร ให้น้อยไปก็เหมือนคู่รักที่สนใจแต่ตัวเอง เว้นช่องว่างกับคนรักมากจนสุดท้ายไปกันไม่ได้”

“...”

“จะรักใครสักคนนอกจากจะให้ความรักให้พอดี มันก็ต้องเอาใจใส่ เข้าใจในธรรมชาติของเขา เว้นที่ว่างส่วนตัวของเขาและเรา มีที่ว่างสำหรับใช้เวลาอยู่ด้วยกันสองคน ไม่ห่างกันเกินไปแล้วก็ต้องไปใกล้กันจนไม่เป็นตัวของตัวเอง แบบนี้ความรักถึงจะอยู่รอด”

“...”

“เท่าที่พี่ดู พวกเราสองคนก็เลี้ยงต้นรักได้ดีไม่หยอกนะเนี่ย ไม่เห็นต้องมาถามเคล็ดเลี้ยงต้นไม้อะไรกับพี่เลย”

ว่าแล้วพี่เขาก็หัวเราะแซวพวกเรา ผมเองก็หัวเราะรับคำสมอ้างไปด้วย อาจเพราะเห็นด้วยกับสิ่งที่พี่เขาพูดเมื่อกี้ละมั้ง แต่เมื่อมองใบหน้าของคิงที่อยู่ข้างๆ เสียงหัวเราะกลับค้างอยู่ในลำคอ เมื่อแววตาและท่าทางของคิงดูเศร้ากว่าทุกที จนเมื่อเขาสังเกตว่าผมเห็นนั่นล่ะ รอยยิ้มถึงได้กลับมาปัดเป่าความเศร้าให้หายไป

สุดท้ายก่อนออกจากร้าน ทั้งผมและคิงก็ทำการอุดหนุนต้นตะบองเพชรของพี่เขาคนละต้น ไม่วายจะโดนแซวก่อนออกจากร้านว่าขอให้เลี้ยงทั้งต้นไม้และต้นรักให้ได้นานๆ

“เป็นอะไรหรือเปล่า อึดอัดใช่มั้ยที่โดนแซวแบบนั้น”

“ไม่หรอก พี่ต่างหากล่ะจะอึดอัด”

ผมนิ่งไป เออ ความจริงผมก็น่าจะอึดอัดไม่ใช่เหรอวะ แต่เมื่อคิดว่าอีกฝ่ายเป็นน้อง ผมก็หลุดยิ้มแล้วส่ายหน้า

“พี่ไม่เป็นไรหรอก ก็เราไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นใช่มั้ยล่ะ แซวขำๆ เอง”

“...อ้อ”

“เราดูแปลกๆ นะ”

คิงยิ้มออกมา แต่ผมมองออกว่ามันฝืนสิ้นดี จนอดรู้สึกแย่ไปด้วยไม่ได้

“ไม่ได้เป็นไรครับ เราไปร้านที่นัดกับพวกพี่สิงห์ไว้เลยดีมั้ยครับ เลยเวลามานานแล้ว”

“อืม ไปเถอะ”

คิงพยักหน้าและก้าวเดินไปก่อนตรงไปยังร้านเหล้าที่พวกผมนัดกันเอาไว้ ภาพแผ่นหลังที่ผมน่าจะเห็นมาหลายครั้ง ทั้งที่น่าจะคุ้นชินแท้ๆ แต่ทำไมกันนะที่ผมรู้สึกว่าครั้งนี้มันต่างออกไป

 “คิง รอพี่ด้วยดิ”

ชั่วพริบตาที่เราสบตากัน อาจเพราะแสงอาทิตย์ยามเย็นที่กำลังจะลาลับขอบฟ้าสาดสะท้อนในนัยน์ตาของเรา

ราวกับช่วงเวลานั้นผมจะเห็นม่านน้ำบางๆ เคลือบบังความรู้สึกในดวงตาคู่นั้นของคิงเอาไว้ ...ความรู้สึกที่ผมไม่กล้าแม้จะขุดคุ้ยนั่น

ผมอาจจะคิดมากไปเองก็ได้ ทว่า...

แววตาของคิงที่ผมเห็น ช่างเหมือนกับตัวผมเองยามหลงรักเธอคนนั้นมากมายเหลือเกิน...












แต่ถึงจะรักคุณยังไง ผมก็ยังรักตัวเองมากกว่า
เพราะฉะนั้นผมจึงเก็บความรู้สึกเอาไว้ ให้ลึกที่สุดในหัวใจ
ราวกับคว่ำนาฬิกาทรายให้ไหลย้อนกลับ ต่อเวลาให้ได้อยู่กับคุณให้นานที่สุด










“คิดอะไรถึงได้ซื้อตะบองเพชรมาเลี้ยงวะเพจ”

นินมองต้นไม้จิ๋วแล้วพูดด้วยน้ำเสียงดูถูก “หนึ่งอาทิตย์ก็ตายแล้ว”

“กูให้สามวัน” ทีม

“พรุ่งนี้จะรอดมั้ยเถอะ” สิงห์

จนเพจทนฟังไม่ไหวนั่นล่ะ “พวกมึงจะสบประมาทกูอีกนานมั้ยไอ้เวรพวกนี่นิ เดี๋ยวจะเลี้ยงจนพวกมึงแต่งเมียเลยให้ดูเลยก็ยังได้”
“ฟายย อย่างมึงน่ะนะจะเลี้ยงรอด รอชาติหน้า”

“ช่าย คงมีแต่ต้นของน้องคิงนั่นล่ะที่จะรอด”

เพจเบ้ปากใส่เพื่อนที่พูดรุมตัวเอง ก่อนจะดันต้นไม้ไปหาคนข้างตัว “ก็ถ้ามันใกล้ตาย กูก็จะให้น้องเขาช่วยดูก็จบ”

“อ้าว ไหงหวยมากออกที่คิงล่ะ”

“เป็นน้องพี่แล้ว ต้องดูแลทั้งพี่แล้วก็ต้นไม้พี่ด้วย เข้าใจเปล่า -.-“

“ไรวะ ไม่แฟร์เลย คิงเสียเปรียบนะ”

“ก็เดี๋ยวพี่ก็เลี้ยงเราต่อไง”

“ไม่เอา ซื้อมาเองก็เลี้ยงเองดิพี่เพจ”

“ตอนจ่ายเงินพี่ก็ออก...”

“หยู้ดดด!!! เลิกมาจีบกันต่อหน้าพวกพี่และพวกกูด้วยครับ น้องคิงและไอ้เชี่ยเพจ แฟนกูเพิ่งงอนกลับบ้านไป อย่าให้ต้องโวย หงุดหงิดโว้ยยย -__-^^”

คิงเกิดทำหน้าไม่ถูกขึ้นมาอีกครั้งเมื่อได้ยินคำแซวจากเพื่อนของเขา เพจจึงหยิบฝาเขียร์ขว้างไปหาเพื่อน อีกข้างก็ยกแก้วเหล้าที่ชงแล้วขึ้นจิบ “เลิกแซวน้องกับกูได้ล่ะไอ้สัส น้องอึดอัดหมดพอดี”

“แน่ใจเร้อ ว่าแค่อึดอัดอ่ะน้องคิง”

“...” คิงไม่ได้ตอบ เพียงแค่ยิ้มบางๆ ทีมุมปาก สลับกับจิบน้ำอัดลมในแก้ว ทว่าพริบตาเดียว คิ้วก็ขมวดแน่นจนคนรอบข้างสงสัย
“ขมอ่ะ”

เกมฉวยแก้วน้ำของคิงมาจิบก่อนจะร้องบอก “คิงหยิบแก้วผิดอ่ะ นี่เหล้าเพียวๆ ของพี่เอง”

“ชิบ! ขอน้ำเปล่าหน่อย”

“ไม่เป็นไรพี่เพจ...”

“เราไม่ชอบกินเหล้าไม่ใช่เหรอ”

แม้เพจจะแสดงออกว่ากังวลมากแค่ไหน แต่คิงก็เพียงแค่ยิ้มให้

“คิงกินได้ แต่เลี่ยงได้ก็เลี่ยงอ่ะ กลัวดูแลตัวเองไม่ได้”

“แล้วอยากกินมั้ยวันนี้”

“นิดนึงก็ได้ครับ”

นินพยักหน้า “โอเค งั้นพี่จัดให้หนึ่งชอต”

“ไอ้สัสนิน ผสมสิวะ อย่าเพียวให้น้อง เดี๋ยวกูถีบ”

“มึงจะโวยวายทำอะไรวะ น้องกินไม่ใช่มึง”

เพจตั้งใจจะโวยต่อ แต่ทันที่คิงแตะเข้าที่แขนและส่ายหน้าแทนคำห้ามปราม เพจก็ยอมเงียบและจิบเหล้าไปเหมือนเดิม การกระทำทุกอย่างอยู่ในสายตาของคนที่เหลือ จนพวกเขาอดไม่ได้ที่จะอ่อนใจ ไอ้เพจก็ยังบื้อเหมือนเดิม

ห่วงเขาขนาดนี้ ยังขีดเส้นใต้ความสัมพันธ์แค่นั้น ไม่คิดจะก้าวข้ามไปเพราะกลัวผิดหวังอีกครั้ง

ดูก็รู้ว่าที่จริงแล้วเผลอใจไปแล้ว แค่ถูกไอ้สิ่งที่เรียกว่าความหลังดึงรั้งไม่ให้ข้ามไปเท่านั้นเอง

แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น แม้อยากจะช่วยมากแค่ไหนพวกเขาก็ยังเคารพการตัดสินใจของเพื่อนและรุ่นน้อง จึงไม่ได้รื้อฟื้นอะไร นอกจากชวนคุยเรื่องอื่นจนกระทั่งท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท เข็มนาฬิกาชี้ไปยังเลขสิบสองนั่นล่ะ พวกเขาถึงได้ลากสังขารตัวเองออกจากเก้าอี้ในร้านเหล้าได้ในที่สุด

“ไหวหรือเปล่าคิง”

“อืม พอไหวครับ”

เพจขมวดคิ้วมองอาการเมาของน้องด้วยความไม่พอใจ อดไม่ได้ที่บ่นเพื่อนตัวเองอีกคำรบ หลังจากบ่นมาตลอดวงเหล้าในเวลาที่ผ่านมา

“เนี่ย มึงดูดิ๊ เล่นน้องจนเมาเดินไม่ตรงทาง แทนที่จะชงจางๆ หน่อย”

“เอ้า ชงจางๆ มันจะอร่อยอะไรวะ ให้จืดกว่านั้นก็ให้น้องมันแดกโซดาเพียวๆ เลยไป๊”

“เออ อันนี้กูเห็นด้วยกับไอ้ทีม มึงจะห่วงอะไรนักหนา มึงไม่เมาก็ดูน้องเขาไปดิ”

“ไปๆ เลิกบ่นพวกกูได้ล่ะ เก็บไว้บ่นวันหลังบ้าง กลับห้องกลับหอตัวเองไปไป๊ -_-^”

เพจมองเพื่อนทั้งสี่กอดคอกันเซไปเซมากลับบ้านอีกทาง ก่อนจะส่ายหน้ากับคนเมาที่เขากำลังหิ้วปีกอยู่ เขาจะไม่ให้น้องแตะเหล้าอีกแล้วล่ะ ดูจากสภาพแบบนี้ ไม่ถึงบ้านแน่นอน -_-

เมื่อโบกแท๊กซี่และบอกจุดหมายปลายทางเรียบร้อย เพจก็จัดท่าให้น้องนอนสบายมากที่สุด เพราะดูจากจำนวนรถที่ติดอยู่ขณะนี้ คงจะอีกนานกว่าแท๊กซี่จะฝ่าไปถึงหอของพวกเขา

เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นบ้าง คอยระวังต้นไม้บ้าง สลับกับคอยมองคนที่เมาหลับไปแล้วเป็นระยะ จนสังเกตเห็นบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋ากางเกงของคิง ซึ่งมันโผล่พ้นกางเกงจวนเจียนจะหล่นลงเบาะอยู่แล้ว เขาจึงฉวยมันมาหมายจะมอบให้อีกคนอนถึงห้อง เมื่อลองเปิดดูจึงพบว่าเป็นกำไลสีดำที่เขาซื้อให้นั่นเอง

พลันนึกขึ้นได้ว่าตัวเองยังไม่รู้เลยว่าคิงสลักอะไรเอาไว้จึงฉวยโอกาสพลิกดูก่อนจะยิ้ม เพราะมันเป็นเพียงคำภาษาอังกฤษง่ายๆ ว่า ‘Happy’ แทนที่จะสลักชื่อตัวเองหรือคนที่ชอบลงไปเหมือนคนอื่นๆ หรือบางที...เด็กคนนี้อาจจะเอาไว้ไปให้คนอื่น ทำให้คำว่า Happy เป็นการอวยพรไป

พอคิดมาถึงตรงนี้ เพจก็อดคิดมากไม่ได้ว่าน้องจะเอากำลที่ตนซื้อให้ไปมอบให้ใคร คิดไปคิดมาก็เริ่มหงุดหงิด เพราะคนรอบตัวคิงที่เขารู้จักก็มีแต่เพื่อนตัวเองเลยไม่รู้เลยว่าใครที่คิงอยากจะให้ อดโมโหไม่ได้ที่ตัวเองรู้เรื่องเกี่ยวกับน้องน้อยจนเกินไป ขณะที่น้องรู้เรื่องเกี่ยวกับเขาหลายต่อหลายอย่าง บางเรื่องเขายังไม่เคยสังเกตเสียด้วยซ้ำ

ตอนนั้นเองรถแท๊กซี่เกิดเหยียบเบรกกระทันนั้นจนคนโดยสารเสียหลัก เพจเองก็เกือบรั้งร่างคิงไว้ไม่ทัน เฉียดจะกระแทกเบาะไปเพียงไม่กี่เซนต์ ทว่าเพราะแบบนั้นทำให้เขาเห็นข้อมือของคิงอีกข้างที่ซ่อนข้างกาย

ข้อมือที่สวมกำไลสีดำเช่นเดียวกับที่เขาพบในถุง

นั่นทำให้เขาแปลกใจขึ้นมา ถ้าคิงไม่ได้ถอดออก งั้นก็แปลว่าเรื่องที่เขาคิดว่าน้องจะเอากำไลให้คนอื่นคือเรื่องจริง

“...เขียนอะไรไว้ฮึ? Love you หรือไง?” เพจพึมพำเสียงขุ่นด้วยหงุดหงิด ขณะคว้ามือของเพจขึ้นมาหมายจะดูคำที่สลักลงบนกำไลนั้น

ทว่าทันทีที่เขาเห็นก็เหมือนทั้งร่างถูกตรึงด้วยเชือกที่มองไม่เห็น ชะงักค้างแม้แต่ดวงตาก็ไม่อาจละจากกำไลนั้นได้

เขาเคยคิดว่าเด็กคนนี้อาจจะสลักชื่อตัวเองหรือคนที่ชอบ

แต่เขาไม่คิดว่า...เด็กคนนี้จะสลักชื่อของเขา


“ก็ไปสังเกตเอาเอง น้องมันเดาไม่ยากหรอก”

“ต่อให้ปฏิเสธหรือซ่อนแค่ไหน สักที่หนึ่งในใจของน้อง มันก็รอที่จะบอกมึงสักวันอยู่ดี”




พริบตาที่เห็น ก็ราวกับความทรงจำครั้งที่คุยกับเพื่อนย้อนกลับมาหา เขาได้ยินเสียง คำพูดที่ชวนให้เขาคิดสงสัยนั่นถูกเขียนคำตอบลงไปอย่างง่ายๆ คำตอบที่เขาไม่คิดว่าจะใช่

ตอนนี้เขารู้แล้วว่าทำไมเพื่อนเขาถึงได้พูดแบบนั้น รู้แล้วว่าทำไมบางครั้งเขาถึงรู้สึกไม่เคยเข้าใจน้องเลย

สิ่งที่กั้นกลางระหว่างพวกเขาไม่ใช่ความถูกต้องหรืออะไรทั้งนั้น

มันเป็นเพียงเรื่องง่าย สิ่งที่เขามองข้ามมาตลอด

มันคือสิ่งที่เรียกว่า ความรัก








รู้เรื่องกับเขาสักทีเนาะพี่เพจ 555555555 มาถึงเกือบครึ่งทางแล้ว ฝากติดตามจนจบเลยนะคะ
 :) : NAVY

ออฟไลน์ hoshinokoe

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1042
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-0
กว่าจะรู้ตัววววน้าาาาเพ่เพจจจจจ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ panitanun

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 482
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
ลอยคอรอคอยค่ะ :katai2-1:

ออฟไลน์ donutnoi

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2187
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +195/-7
พี่เพจจะทำตัวอย่างไงต่อไปละทีนี้ :3123:

ออฟไลน์ THiiCHA

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1840
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +212/-4
หูยยย เพิ่งมาอ่านรวดเดียวเลย
 
ลุ้นมาก
 
สงสารน้องคิงน้ำตาไหลพราก คนแต่งเขียนเก่ง อ่านแล้วอินเว่อ   
 
พี่เพจจะวางตัวยังไงต่อไปน้าาา มาต่อไวๆนะๆๆๆ
 

ออฟไลน์ k00_eng^^

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 647
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-2
พี่เพจจะทำยังไงล่ะทีนี้

ออฟไลน์ TachibanaRain

  • มาโกโตะเทนชิ
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2402
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +76/-3
นิยายแอบรักอีกหนึ่งเรื่อง ที่ไม่รู้ทำไมว่าเราชอบแนวนี้ซะเหลือเกิน ยิ่งหน่วงๆใจด้วยแล้วยิ่งชอบอะ พี่เพจรู้ความจริงแล้วจะทำไงจะถอยห่างน้องหรือจะใกล้กันเหมือนเดิม แต่ถ้าจะถอยห่างก็ควรบอกน้องมันตรงๆนะคือหมายถึงว่าถ้าพี่อยากจะโง่ต่อไปละก็นะ

ออฟไลน์ KarmaNavy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 96
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-1
กฎข้อที่ 11 อย่ายอมรับง่ายๆ
การรักคุณไม่เคยทำให้ผมเหนื่อย
ปฏิเสธความรู้สึกต่อหน้าคุณต่างหาก
ที่ทำให้ผมเหนื่อย










อาจเพราะทั้งชีวิตผมมักจะเป็นฝ่ายที่ต้องแสดงความเข้าอกเข้าใจผู้อื่นเสมอมา ทำให้กลายเป็นคนความรู้สึกไวไปโดยปริยาย จนบางครั้งก็นึกโกรธตัวเองที่ช่างอ่อนไหวไปกับความรู้สึกที่คนอื่นมีต่อตัวเองเสียเหลือเกิน

ครั้งนี้ก็เช่นกัน

ผมรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงจากสายตาและท่าทางของพี่เพจ

เขาไม่ได้แสดงออกอย่างชัดเจน แต่รอยยิ้ม แววตา กระทั่งท่าทางยามเผลอไผล ล้วนทำให้ผมรู้สึกได้ว่าพี่เพจกำลังสับสนหรือลำบากใจกับอะไรบางอย่าง วินาทีที่เราต่างต้องแยกกันไปเรียนคนละตึกที่ทางแยกในมหาวิทยาลัย ผมแทบจะได้ยินเสียงถอนหายใจด้วยความโล่งอกของพี่เขาเลยด้วยซ้ำ กระนั้นก็ต้องยังยิ้มเหมือนไม่รู้เรื่องอะไร ทั้งที่เมื่อทันทีที่พี่เขาลับสายตาหายไป รอยยิ้มแสนฝืดเฝื่อนนั่นก็จางลง เหลือเพียงความไม่สบายใจเกาะกินในใจเท่านั้นเอง

มันทำให้ผมสงสัยและกลัวเหลือเกิน

กลัวว่าสิ่งที่เก็บเอาไว้จะถูกเปิดเผยออกมาและทำลายปัจจุบันที่แสนสุขของผมจนหมดสิ้น












(เพจ)

“...แล้วมึงก็หนีหน้าน้องเขาอย่างนี้มาติดๆ กันสามวันแล้วเนี่ยนะ”

ผมชะงักแก้วเหล้าที่เพิ่งชงเสร็จไปครู่หนึ่งก่อนจะทำนิ่งเฉยกระดกต่อเหมือนไม่ได้รู้สึกอะไรกับสิ่งที่เพื่อนผมพูด ถึงแม้ว่ามันจะเป็นความจริงก็ตาม

“แล้วจะให้กูทำยังไงล่ะ จะให้ทำเหมือนเดิมก็ใช่ว่ามันจะทำได้ง่ายๆ นักนี่”

สิงห์มองผมด้วยสายตาที่ผมโคตรจะเกลียดเอามากๆ เพราะมันเหมือนจะมองทะลุทุกคำโกหกหรือทุกอย่างที่ผมแอบเก็บเอาไว้ไปหมดทุกที ผมจึงเบือนหน้าหนีกระดกเหล้าในมืออย่างเอาเป็นเอาตายภายในห้องพักของสิงห์ ส่วนเพื่อนอีกสามคนของผมไปเดทกับแฟนชดเชยที่ไปเที่ยวตามประสาหนุ่มๆ เมื่อหลายวันก่อน ดูสิครับ เพื่อนทุกข์ใจ พวกมันดันหนีไปกับหญิง -_-

“ทำไมมึงถึงทำเหมือนเดิมไม่ได้ล่ะ ไม่ใช่ชอบไม่ใช่หรือไง”

“ก็ไม่ชอบไง”

“ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ตีเนียนเหมือนเดิมก็ได้ จะมาร้อนตัวหนีหน้าทำพระแสงอะไร”

“ไอ้สิงห์ กูก็บอกอยู่ว่ามันทำไม่ได้ มึงคิดว่ามันง่ายนักหรือไงวะ!”

“แล้วมึงคิดหรือไงว่าการที่ต้องทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับความรู้สึกของตัวเองมาตลอดของน้องมันทำง่ายๆ”

“...”

“ตอนที่กูรู้ กูภาวนาอยู่ทุกวันให้มึงโง่ต่อไปอีกสักหน่อย เพราะกูโคตรจะสงสารน้องเลยที่มาชอบมึง”

“นี่กูเพื่อนมึงนะ” ทำไมมึงด่าเพื่อนตัวเองโง่!

“ก็มึงโง่จริงๆ ใครๆ เขาก็ดูออกว่าน้องเขาเห็นมึงพิเศษ มีแต่มึงนั่นแหละที่มองไม่เห็น”

“...แต่กูไม่ได้มองเขาพิเศษกว่าใครนี่”

“แน่ใจ?”

“...”

“แน่ใจว่ามึงไม่ได้มองน้องพิเศษกว่าคนอื่น”

“...” ถึงจะมีเสียงเล็กๆ ร้องก้องในใจ แต่ผมก็ยังพยักหน้าให้กับเพื่อนสนิท จนมันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเหมือนจะต่อสายไปหาใครสักคน

“งั้นเดี๋ยวกูจะพูดกับน้องเองว่ามึงไม่ชอบน้อง อยู่กับน้องแล้วอึดอัด จะได้ไม่ต้องมาเจอกันอีก...”

“ไอ้สิงห์!” พอได้ยินปุ๊บ มือของผมก็พุ่งไปคว้าโทรศัพท์มาไว้ในมือ กดตัดสายแทบไม่ทัน ก่อนจะพูดต่อ “กูไม่ได้ต้องการแบบนั้นสักหน่อย”

“แล้วมึงจะเอายังไง ไหนบอกกูมาดิ๊”

“...”

“ให้ทำเหมือนเดิมก็ไม่เอา ให้ปฏิเสธก็ไม่ได้ มึงจะเอายังไงห๊ะ”

“...”

“จะทางไหน น้องมันก็เจ็บอยู่ดี สู้เลือกทางที่เจ็บน้อยสุดให้ไม่ดีกว่าหรือไง ตัดใจจากมึงให้มันจบๆ แล้วก็ไม่ต้องเจอกันอีก มึงก็จะได้สบายใจ มีเวลาไปย้อนรำลึกถึงอดีจรักที่แสนหวานจนเลี่ยนนั่นให้ตายไปข้าง”

“แล้วมึงจะกัดกูทำไม”

“กูหมั่นไส้ ไอ้ห่า ผ่านมาตั้งขนาดนี้แล้วยังยึดติดอยู่ได้”

“...กูไม่ได้ทำให้น้องเขาเจ็บ”

“...”

“กูไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากูควรจะทำยังไง”

“ถ้ากูบอกว่ากูชอบน้องมึงจะว่ายังไง”

“...!” ผมฟังสิ่งที่สิงห์พูดแล้วอดมองหน้าอีกฝ่ายด้วยความตกใจไม่ได้ ใบหน้าของสิงห์ไม่ได้มีเค้าของความล้อเล่นเลยแม้แต่น้อย มันจริงจังเหมือนทุกครั้งที่สิงห์ตั้งใจจะทำอะไรสักอย่าง ไม่รู้ทำไม ทั้งที่ผมวรจะพูดอะไรสักอย่างออกไป แต่ผมกลับพูดไม่ออก ในหัวมีแต่ภาพความสนิทสนมของทั้งสองคนในเวลาที่ผ่านมา ผมเคยรู้สึกนะว่าระหว่างทั้งสองคนมีเรื่องอะไรสักอย่างที่ผมไม่มีวันเข้าใจ แต่พอมารู้ว่าเพื่อนผมชอบ...ไม่รู้ทำไมผมถึงได้ไม่พอใจ ไม่ชอบ...เสียใจ ปนกันมั่วไปหมด จนได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ จากสิงห์ผมถึงได้รู้สึกตัวว่าคิดคนเดียวมาเกือบห้านาที

“นี่ขนาดกูแค่พูดเล่นมึงยังคิดหนักขนาดนี้ ยังไม่ได้คำตอบอีกหรือไง”

“มันใช่เรื่องมาล้อเล่นไหมล่ะ”

“ใช่ ความรู้สึกคนไม่ใช่สิ่งที่จะเอามาเป็นของเล่น เพราะงั้นตั้งแต่ที่มึงเริ่มพูดเรื่องนี้ กูถึงได้ถามความรู้สึกที่มึงมีต่อน้องว่าชอบ ไม่ชอบ รังเกียจหรือยังไง การที่มึงเอาแต่ลังเล บอกไม่รู้เพราะสงสารหรือจะเพราะอะไรก็เถอะ มันไม่ต่างจากการที่มึงเอาความรู้สึกของน้องมาเหยียบเล่นเลยนะ”

“...”

“เพจ กูจะถามเป็นครั้งสุดท้าย มึงอยากจะทำอะไรกับความรู้สึกที่น้องให้มึง”

ผมนิ่งไป จริงๆ ก็เข้าใจในสิ่งที่สิงห์มันพูดอยู่ พอคิดตามและลองนึกว่าตัวเองโดนทำแบบนั้น ในหัวใจก็เจ็บแปล๊บ ต่อมาในหัวสมองก็พลันนึกถึงครั้งแรกที่ผมได้เจอกับน้องในห้องประชุม ภาพตลกๆ ของเด็กคนนั้นที่พยายามจะบังแดดให้ สีหน้าตกใจยามที่ผมพูดชื่อครั้งแรกหรือแม้แต่อาการเป็นห่วงตอนงานเทศกาลดนตรี ภาพความห่วงใยและการกระทำที่อบอุ่นั่นวนเวียนในสมองไม่จางหาย กระทั่งรอยยิ้มสุดท้ายที่ผมได้เห็นที่ตลาดนัดรถไฟก็ยังชัดเจนในใจ

ตอนที่รู้ว่าน้องชอบ ตอนแรกมันช๊อกก็จริง แต่ต่อมามันกลับทำตัวไม่ถูก ทว่าหากลองคิดให้ดีๆ ผมไม่เคยรังเกียจที่น้องมีความคิดแบบนั้น ผมเข้าใจโลกในตอนนี้ เอาจริงๆ นะ แค่มีใจและทะนุถนอมความรักดีๆ จะเพศไหนมันก็สวยงาม เพียงแต่ผมตั้งตัวไม่ทันจริงๆ นี่นาว่าความรักแบบนั้นจะอยู่ใกล้ตัวแบบนี้

จะให้ปฏิเสธและไม่เจอหน้ากันอีก ผมก็ใจหายทั้งยังรู้สึกแปลกๆ เหมือนไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้น ผมพยายามให้เหตุผลว่ามันคือความผูกพัน แต่เมื่อลองเทียบกับการที่ต้องแยกกับเพื่อนแล้ว มันก็ค่อนข้างจะแตกต่างอยู่บ้าง...เพราะกับเพื่อนผมคงจะไม่คิดถึงมากมายขนาดนี้

สามวันแล้วที่ไม่ได้มองหน้าน้องเขาดีๆ สักครั้ง

ผมนี่แม่งโคตรขี้ขลาด จอมหนีปัญหาสุดๆ เลย

แต่มันก็ช่วยไม่ได้ที่จะเป็นแบบนี้ แผลเก่ามันคอยย้ำเสมอว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง จนผมติดนิสัยที่จะคอยวิ่งหนีปัญหาหลบไปให้คนอื่นจัดการ

ทว่าครั้งนี้ผมคงทำแบบนั้นไม่ได้อีกแล้ว

หากผมทำแบบนั้นไป คนที่จะเสียใจคงจะไม่ได้มีเพียงคนเดียว...

“ตอนนี้กูแค่อยากจะสำรวจตัวเองให้แน่ใจ...ก่อนจะตัดสินใจว่ะ”

“สำรวจตัวเองเพื่อ?”

ผมเบนสายตาหลบแววตารู้ทันของเพื่อนไปอีกทาง “เรื่องของกูน่า”

“งั้นกูมีวิธีแนะนำ”

“...”

“รับรองว่าถ้ามึงทำได้...มึงจะรู้คำตอบทันที”
















ทว่าผมคงไม่อาจปฏิเสธคำพูดในใจได้อีกต่อไปแล้ว
ทำได้เพียงแค่ให้มันหลุดออกมาประกาศตัวตนต่อหน้าคุณเท่านั้นแล้ว ณ ตอนนี้


















เขามายืนอยู่ตรงนี้นานเท่าไหร่แล้วนะ?

ห้านาที? สิบนาที? หรือครึ่งชั่วโมงกัน

ทำไมถึงไม่มีความกล้าจะเคาะประตูตรงหน้าเลยสักที

เพจยกมือขึ้นหมายจะเคาะประตู แต่แล้วก็ลดมือลงเหมือนตัดใจ ทว่าก็ยกขึ้นมาอีกครั้งแต่ก็ยังไม่กล้าเคาะอยู่ดี เพราะเบื้องหลังประตูบานนี้มีใครบางคนที่เขาจะต้องคุยเรื่องที่ค่อนข้างซีเรียสอยู่

ใช่ นี่คือหน้าห้องของคิง

เพจอยากจะทุบหัวตัวเองที่เอาแต่ลังเลจนไม่กล้าแม้แต่จะเคาะออกไปสักที มัวแต่ลังเลไปลังเลมาแล้วเมื่อไหร่จะคุยกันรู้เรื่อง! ขณะเขากำลังด่าตัวเองอยู่ จู่ๆ ประตูที่ปิดมาอยู่ตลอดก็เปิดขึ้น เผยให้เห็นเจ้าของห้องทีกำลังจะเดินออกไปทิ้งขยะถุงโตที่ถืออยู่ วันนี้คิงไม่มีเรียนบ่าย ส่วนเขาอาจารย์ยกคลาสกระทันหัน ดังนั้นพวกเขาจึงอยู่ในชุดไปรเวททั้งคู่ เพจไล่มองตั้งแต่ตัวจรดใบหน้าที่ไม่ได้มองตรงๆ มาหลายวัน มองริมฝีปาก มองแก้ม กระทั่งไล่มาถึงดวงตา...ที่แดงช้ำ

“ทำไมตาช้ำ? คิงเป็นอะไร” ทันทีที่เห็นปากที่ไวกว่าความคิดก็พูดออกไปในที่สุด เมื่อนึกขึ้นได้ เขาก็แทบจะตบปากตัวเอง ไปถามโต้งๆ แบบนั้นได้ยังไงวะ

“...”

แต่เพจกลับไม่ได้ยินคำพูดอะไรกลับมา จึงทำใจกล้าแตะลงเบาๆ ที่ขอบตาของคนตรงหน้า พอดีกับที่คิงพริ้มตาลงเล็กน้อยเมื่อนิ้วของเขาแตะลงที่ผิวขึ้นสีแดงเรื่อ กัดปากเม้มแน่นเหมือนกำลังกลั้นอะไรเอาไว้ แต่ในที่สุดก็กลั้นไม่ไหว ปล่อยทำนบน้ำตาไหลออกมาในที่สุด เพจแอบตกใจรีบฉวยเอาถุงขยะของน้องวางไว้ข้างนอก มืออีกข้างก็ดันร่างอีกฝ่ายให้เข้าไปข้างใน ก่อนจะปิดประตูกันสายตาอยากรู้อยากเห็นจากคนอื่น

ทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้อง เพจก็ทำได้แค่ยืนมองเด็กตรงหน้าพยายามกลั้นสะอืนและปาดน้ำตาโดยไม่กล้าทำอะไรสักอย่าง จนเมื่อเสียงสะอื้นหายไปและไหล่หยุดสั่น คิงถึงได้เงยหน้าที่มีแต่ครบน้ำตามองเขา เสียงของน้องแหบแห้งจนเขานึกเป็นห่วงและโกรธตัวเอง

“พี่หายโกรธคิงแล้วเหรอ”

“พี่ไปโกรธเราเรื่องอะไร”

คิงเม้มปาก เบือนหน้าหลบตา “ไม่รู้ ก็พี่หลบหน้าคิงมาหลายวันแล้วนี่ คิงจะไปรู้ได้ไงว่าพี่โกรธอะไร”

“ไม่ได้โกรธ”

เพจตอบเสียงอ่อย ทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นห้องแล้วพูดต่อ “...มีเรื่องให้คิดนิดหน่อยเท่านั้นเอง”

“แล้วคิดออกแล้วหรือไงถึงได้มาหา”

แม้จะฟังออกถึงสำเนียงงอนๆ จากในน้ำเสียง แต่เขากลับไม่ได้รู้สึกหงุดหงิด กลับกันรู้สึกว่ามันออกจะน่ารักดี ร้องไห้แงๆ เป็นเด็กๆ แท้ๆ ยังจะมาทำเสียงงอนๆ เหมือนจะให้เขาง้ออีก คิงนี่เด็กชัดๆ (แต่น้องมันก็เด็กกว่าจริงๆ นี่หว่า)

“ยังไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ แต่ก็ว่าจะมาหาคำตอบวันนี้ล่ะ”

“...”

“...”

“รู้แล้วล่ะสิ”

“...ถ้าหมายถึงเรื่องเดียวกันล่ะก็ ใช่ พี่รู้แล้ว”

ทันทีทีเขาพูดจบ คิงก็ดูเครียดขึ้นมาทันที ดูได้จากมือทั้งสองที่วางอยู่บนตักกำเข้าหากันแน่นจนเขากลัวว่าจะได้แผล จนต้องฉวยมือมาแบออก กระนั้นก็ยังทิ้งรอยแดงเอาไว้สองสามรอยให้เขาขมวดคิ้วเล่น จึงลูบมันเบาๆ แล้วดุไปด้วย

“อย่ากำมือตัวเองแน่นสิ เดี๋ยวก็เป็นแผลหรอก”

“...มาปฏิเสธไม่ใช่หรือไง ทำไมต้องมาใจดีด้วย”

“...”

“คิงรู้อยู่แล้ว รู้ตั้งนานแล้วว่ายังไงก็ไม่มีทาง รู้ว่าวันนี้จะต้องมาถึงสักวัน แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น...” น้องหยุดพูดไปครู่หนึ่งเหมือนจะปรับลมหายใจที่เริ่มปนๆ ไปกับเสียงสะอื้นเล็กๆ ในลำคอ เสียงเครือๆ กับดวงตาฉ่ำน้ำของเด็กตรงหน้าทำเอาใจที่แข็งมานานเริ่มปริแตกออกจากภายใน “...แต่คิงเลิกชอบไม่ได้นี่นา”

“ชอบมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เราเพิ่งเจอกันนี่”

น้องปาดน้ำตาเหมือนเด็กๆ ตอบเสียงอู้อี้ “ไม่ใช่ เราเคยเจอกันเมื่อหลายปีก่อน แต่พี่จำไม่ได้หรอก”

“...”

“พี่เป็นความทรงจำที่ดีที่สุดของคิงในตอนนั้น ถึงแม้ว่าจะไม่มีวันได้เจอกันอีก”

“...ตอนนี้ก็เจอกันแล้วนี่”

“ใช่ แต่เพราะยิ่งได้เจอกัน คิงถึงได้ยิ่งรู้ว่า คิงห้ามให้พี่รู้เด็ดขาดว่าชอบ เพราะไม่งั้นพี่จะหายไปอีก”

“...”

“คิงโกหกทุกคนว่าคิงทำใจมานานแล้ว คิงไม่รู้สึกอะไรกับความผิดหวัง ทั้งที่จริงมันก็ยังเจ็บอยู่ทุกวันที่ทำได้แค่ยิ้มกับพี่ทั้งที่อยากจะร้องไห้แล้วบอกว่าชอบมากแค่ไหน คิงเกลียดตัวเองที่เสนอตัวรับความเจ็บปวดจากพี่มาที่ตัวเอง ทั้งที่ตัวเองยังจัดการความเจ็บปวดจากพี่ไม่ได้เลย เกลียดที่พี่ใจดีกับคิงเรื่อยๆ จนเอาใจออกห่างเหมือนแรกๆ ได้ยากขึ้นทุกที คิงเกลียดตัวเอง...รู้อยู่แล้วแท้ๆ ว่าพี่รักคนอื่น ทำไมถึงไม่รักตัวเองให้มากๆ แล้วตัดใจจากพี่ไปจริงบ้างเสียที”

“...”

“...บอกมาเถอะพี่เพจ มันเจ็บมานานแล้ว ให้เจ็บเพิ่มขึ้นอีกนิดคงไม่ได้ต่างอะไรกับแต่ก่อน”

เพจที่รับฟังสิ่งที่เด็กตรงหน้าพูดไปร้องไห้ไปตรงหน้าเงียบๆ มาตลอดก่อนจะขยับตัวเข้าไปใกล้คนที่เอาแต่ร้องไห้อยู่ เอื้อมมือไปด้านหลังโอบหลังคอกระทั่งใบหน้าเปื้อนน้ำตาวางอยู่บนไหล่ของเขา เสียงสะอื้นที่ได้ยินข้างหูคล้ายจะชะงักไปชั่ววินาที ก่อนจะกลับมาพร้อมกับแรงยึดจากแขนทั้งสองข้างที่จับชายเสื้อของเขาไว้แน่น ราวกับจะสะท้อนสิ่งที่ซ่อนในใจว่าไม่อยากปล่อยไป...

...อยากให้คืนวันเช่นที่ผ่านมาดำเนินต่อไปเรื่อยๆ

เขาไม่ได้อยากครอบครอง ไม่ได้อยากให้มามอง เพราะมันเป็นการหวังสูงจนเกินไป ขอแค่นี้...แค่ได้ใกล้แค่นี้ก็พอ

แต่นาฬิกาทรายมันแตกไปแล้ว...เวลามันหยุดลงแล้ว

ทุกอย่าง...กลับไปเป็นแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว

“ฮือ...”

“ขี้แย”

“...”

“ทำไมถึงคิดว่าพี่จะปฏิเสธ”

“เพราะพี่รักคนอื่น พี่ยังลืมคนๆ นั้นไม่ได้” เสียงตอบกลับแผ่วตอบกลับมาทันทีที่เขาถามจบ จนเพจอดหัวเราะไม่ได้ เขาโยกตัวน้อยๆ ราวกับจะปลอบเจ้าเด็กขี้แยในอ้อมแขนให้หยุดร้องไห้เสียที ไม่ใช่เพราะรำคาญหรือน่าสงสาร แต่เขาคิดว่ารอยยิ้มเหมาะกับเด็กคนนี้มากกว่าจริงๆ

“ใช่ พื่ลืมไม่ลง”

“...”

“แล้วทำไมเราไม่เอาอย่างผู้หญิงหรือคนอื่นๆ ที่เขามาจีบพี่บ้าง พูดว่าจะทำให้ลืมคนๆ นั้น”

“คิงจะทำอะไรได้ ต่อให้พยายามไปทั้งชีวิต ถ้าพี่จะไม่ลืม มันก็ไม่มีวันลืม”

“แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าที่พยายามทั้งหมดมันสูญเปล่านี่”


“พี่อยากให้คิงพูดยังไงกันแน่”

“...”

“จะให้คิงพูดถอดใจหรือจะให้เดินหน้าต่อ พูดออกมาตรงๆ สักที” คราวนี้อีกฝ่ายดันหน้าของตนอกจากอ้อมกอด ใช้ดวงตาใสกระจ่างคู่นั้นจ้องมองเขา หมายจะเค้นเอาความจริงที่เขาแอบซ่อนให้ออกมา แต่น่าเสียดายที่มันเป็นไปไม่ได้

เพราะเขาไม่ได้ซ่อนอะไรเอาไว้

มันแสดงออกมาหมดตั้งแต่แรกแล้ว

“หลับตาแปบนึงสิ”

“...”

“ขอครู่เดียว หลับตาหน่อยนะ”

คิงนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า ค่อยๆ ปิดตานิ่งอยู่ในอ้อมกอดของคนที่เขารอคอยมาตลอด ในใจเฝ้าคิดไปร้อนพันแปดว่าเรื่องราวจะเป็นยังไงต่อไป วันพรุ่งนี้...ไม่สิ วันนี้จะจบยังไงกันแน่?

แต่แล้วเขาก็คล้ายจะสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่แตะลงแผ่วๆ ที่หน้าผาก ลากไล้มาจรดที่เปลือกตา จมูก กระทั่งหยุดนิ่งที่ผิวแก้ว เขารับรู้ถึงลมหายใจอ่อนๆ ที่รินรดผิวแก้ม ก่อนสัมผัสแผ่วจางนั้นจะกดหนักขึ้นเรื่อยๆ จนเหมือนจะจมไปในผิวแก้มของเขา
เขาคิดว่ามันจะหยุดอยู่แค่นั้น แต่คิดผิดเมื่อสัมผัสนั้นลากมาสิ้นสุดที่ริมฝีปาก แนบสนิทจนไม่มีช่องว่าง มอบความหอมหวานที่เขาไม่คิดฝันว่าจะได้รับ ทันทีที่กลีบปากถูกแยกออก มือที่วาดอยู่ด้านหลังของคนที่ตนกอดก็เพิ่มแรงกอดรัดอย่างไม่รู้ตัว พวกเขาดื่มด่ำอยู่เช่นนั้นเนิ่นนานจนเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด กระทั่งลทมหายใจขาดห้วงนั่นล่ะ จุมพิตที่ไร้ที่มานี่ถึงได้หยุดลง

ใบหน้าของพวกเขาใกล้กันมาก ใกล้เสียจนคิงสามารถนับขนตาของเพจได้จนครบ ใกล้จนเพจมองเห็นถึงริ้วแดงที่ไม่เพียงหยุดอยู่ผิวแก้ม แต่แผ่ลามไปถึงลำคอขาวที่โผล่พ้นเสื้อยืดคอวีที่น้องใส่อยู่ ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมา คล้ายกับกลัวว่าบรรยากาศที่รายล้อมจะปลิวหายไป

แต่ถึงจะไร้คำพูด แต่ราวกับพวกเขาต่างรับรู้ เมื่อใบหน้าของทั้งสองคนเคลื่อนหากันอีกครั้ง อีกครั้ง...และอีกครั้ง

ไม่มีใครพูดถึงความรู้สึก ไม่มีใครพูดถึงฐานะในใจ ไม่มีแม้แต่คำพูดบอกความในใจ

มีเพียงแค่สัมผัสอ่อนหวานเช่นนั้นดำเนินต่อไปแทนคำพูดมากมาย

แทนคำกล่าวถึงการเปิดใจรับความรู้สึกใหม่ แทนความกล้าที่จะเผชิญกับความรู้สึกทีปิดกั้นมาเนิ่นนาน

แทนความรักที่จะไม่ใช่ความลับอีกต่อไป...ว่ามันกำลังจะเริ่มต้นขึ้น












ไม่ได้ปฏิเสธแต่ก็ไม่ได้ตอบรับอย่างจริงจัง แล้วจะเป็นยังไงต่อไปน้อออ
ฝากติดตามเช่นเคยนะคะ :) :NAVY
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-06-2017 17:18:17 โดย KarmaNavy »

ออฟไลน์ donutnoi

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2187
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +195/-7
จะเป็นยังไงต่อไม่รู้ รู้แต่ตอนนี้พี่เพจไม่ปฏิเสธก็พอ
 :mew1:  :mc4:

ออฟไลน์ ▶August5th◀

  • it was fate
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2215
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +184/-2
ซึ้งไปกับคิงอะ
แต่คำตอบคงรับรู้กันแล้วนะ พี่เพจทำแบบนี้
เปิดใจรับน้องแล้วใช่ไหม อิอิ จูบกันไปแล้วนี่

อยากอ่านตอนต่อไปแล้ว

ออฟไลน์ hoshinokoe

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1042
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-0
หาคำตอบด้วยวิธีนี้นี่เองงง

ออฟไลน์ MorethanMore

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 94
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
คือรู้สึกว่าพี่เพจเห็าแก่ตัวไงไม่รู้ตอนนี้อะ แบบสงสารคิง แอบรักว่าเจ็บแล้ว โดนเอาความรักที่เรามีให้เขาแล้วทำเป็นนิ่ง ๆ เต๊าะ ๆ ไปเรื่อย ๆ เพราะอยากพิสูจน์มันเจ็บกว่าอีก

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ KarmaNavy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 96
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-1
กฎข้อที่ 12 อย่าคิดมาก
ความจริงแล้ว
หัวใจผมก็กว้างพอบรรจุคุณได้เพียงแค่คนเดียว












ผมไม่เข้าใจสักเท่าไหร่ว่าทำไมคนถึงมองการจูบเป็นการแสดงความรัก

มันอาจจะเป็นแค่การแสดงออกถึงความต้องการทางกายก็ได้ เพราะจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย เมื่อถอดเปลือกนอกที่เต็มไปด้วยสิ่งต่างๆ มากมายหล่อหลอมจนไม่เหลือเค้าเดิม ทุกคนก็ล้วนมีแต่ความปรารถนาดิบกันทั้งนั้น

บางครั้งผมถึงกับแอบขำเสียด้วยซ้ำกับการที่ได้ยินว่า การจูบคือการพูดโดยไร้เสียงและใช้การกระทำสื่อใจของคนสองคน
จนเมื่อได้พบเจอกับตัวเองถึงได้รู้ว่าคิดผิด

อืม... ผมอาจจะคิดผิดไม่ทั้งหมด การจูบมันนำไปสู่เรื่องแบบนั้นก็จริง แต่มันก็ไม่ได้แย่แบบนั้น อย่างน้อยๆ มันก็เหมือนจะทำให้ผมรู้สึกถึงอะไรที่อีกฝ่ายไม่เคยพูด อย่างว่าแหละว่าการกระทำไม่เคยหลอกใคร (ยกเว้นจะเป็นคนที่หลอกคนเก่งมากๆ ซึ่งในกรณีของพี่เพจ...ไม่น่าจะทำได้นะ -.-)

อย่างน้อยๆ ผมก็สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า ในจูบครั้งนั้นไม่มีคงามฝืนใจหรือรังเกียจ

หากแต่จะตีความอย่างชัดเจนว่าอีกฝ่ายหลงรัก ผมก็ได้แต่ส่ายหน้ารัวๆ เพราะมันช่างดูเพ้อฝันและเข้าข้างตัวเองอย่างสุดๆ ทว่า...ก็ใครใช้ให้ทั้งชีวิตนี้ผมช่างเป็นเหมือนหนุ่มเวอร์จิ้น คบสาวก็คบแต่สาวใสๆ ไม่ค่อยเจอสาวกร้านโลกให้มาเปรียบเทียบว่าจูบคนไหนมีความรักไม่มีความรักเหมือนคนอื่นนี่หว่า -_- ไหนจะตอนที่เจอพี่เพจอีก หลังจากนั้นผมก็ไม่คบกับใครอีกเลย

เรื่องราวระหว่างพวกเราทั้งสองคนยังคงดำเนินต่อไปเช่นในวันอื่นๆ ไม่ได้ต่างกันมากเท่าไหร่ ผมยังคงเดินตามพี่เขาไปเรียน บางครั้งพี่เพจก็จะมาชวนไปกินข้าวด้วยกัน เรากลับหอด้วยกันบ่อยครั้ง (แต่บางครั้งพี่เขาก็จะหนีไปเที่ยวเล่นตามร้านเหล้าบ้าง) แต่ก็จะคอยรายงานหรือมาเคาะประตูห้องเป็นสัญญาณให้ผมสบายใจ ยามที่เพิ่งกลับมาจากสังสรรค์เสมอๆ

ความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ นี้ดูเหมือนจะไม่มีค่าอะไรให้พูดถึง เพราะมันคล้ายจะแตกต่างจากที่ผ่านมาไม่เท่าไหร่ แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นผมก็ยังดีใจอยู่ดี ไม่รู้สิ ได้มีโอกาสได้ใกล้พี่เพจเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งก้าวหรืออีกแค่หนึ่งมิล ผมก็ดีใจแล้วล่ะ

คิดน้อยไปไหม? ผมคิดว่าคิดมากจะทำให้ชีวิตยุ่งยากไปเปล่าๆ เนี่ยสิ

อยู่อย่างโง่ๆ ไปบ้าง แต่ก็มีความสุขดี แบบนั้นไม่ดีกว่าหรือ?

“คิดอะไรอยู่?”

ผมชะงักนิดหน่อย ก่อนจะก้มมองคนที่อาศัยตักผมหนุนนอนเล่นเกมอย่างสบายใจในวันหยุด ก่อนจะขยับมือที่แอบเล่นผมของอีกฝ่ายให้ลูบไปตามเส้นผมต่อ แล้วส่ายหน้า

“เปล่า แค่เหม่อเฉยๆ”

“อยู่กับพี่เดี๋ยวนี้ทำไมชอบเหม่อจัง เบื่อเหรอ?”

“ไม่ใช่ ทำไม? เดี๋ยวนี้อิสระทางความคิดของคิงยังต้องโดนจำกัดด้วยหรือไง”

พี่เพจยิ้มละสายตาจากเกมชั่วครู่ “ใช่ อนุญาตให้คิดถึงพี่ได้คนเดียว”

“อี๋ หลงตัวเอง” ถึงปากจะว่าแบบนั้น แต่ผมก็รู้ดีแหละว่ารอยยิ้มกับสายตาที่มองมากำลังทำให้ผมแก้มแดง ยืนยันได้จากเสียงหัวเราะเบาๆ อย่างถูกใจจากพี่เพจ ก่อนที่เจ้าตัวจะกลับสู่โลกของเกมอีกครั้ง ปล่อยให้ระหว่างเราถูกความเงียบที่ไม่ได้ทำให้เราสองคนอึดอัดครอบงำอีกครั้ง

ผมปล่อยให้พี่เพจเล่นเกมอยู่แบบนั้นกระทั่งเจ้าตัวเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ ก่อนที่เวลาจะล่วงเลยมาถึงตอนเย็น จึงชวนกันหาอะไรทานที่ตลาดข้างนอกกันอย่างที่ทำมาตลอดในช่วงหลังๆ

พวกเราเลือกทานก๋วยเตี๋ยวน้ำใสคนละชาม พูดคุยเรื่องสัพเพเหระไปเรื่อยเปื่อย กระทั่งฝนตกก็ยังคุยกันอยู่อย่างนั้น จนเมื่อฝนซาเหลือเพียงเม็ดเล็กๆ โปรยปรายไปทั่วนั่นล่ะ พี่เพจถึงได้นึกคึกชวนผมจับมือวิ่งกลับหอ พากันวิ่งเล่นกระทั่งเนื้อตัวเปียกปอนไปด้วยน้ำฝน แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นแต่บนใบหน้าของเราสองคนก็ยังคงประดับด้วยรอยยิ้มแสนสุข จนผมอดคิดไม่ได้ว่า นี่คงเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดชีวิตของผมแล้ว

คงจะสุขไปมากกว่าตอนนี้ไม่ได้อีกแล้ว

ผมมีความสุขมากจริงๆ แม้จะไม่เคยรู้เลยว่าในหัวใจคนที่ผมรักนั้น ผมเป็นอะไรสำหรับอีกคนเลยก็ตาม
















“เราตามใจมันมากเกินไปรู้หรือเปล่า?”

ผมยิ้มเจื่อนๆ ขณะกำลังกระดกน้ำเปล่าในมือขึ้นดื่ม “ก็...นิดหนึ่ง”

“แทนที่จะปรามมันๆ หน่อย ไม่ใช่ไปตามใจมันจนเหลิงแบบนี้”

“แต่พี่สิงห์เป็นคนแนะนำวิธีนี้ให้พี่เพจไม่ใช่หรือไง?”

พอผมถามกลับ พี่สิงห์ที่ว่างจากการทำกิจกรรมชมรมก็เผลอหลุดถอนหายใจออกมาในที่สุด “พี่ผิดเองแหละที่เสนอวิธีนี้ให้มัน ใครมันจะไปรู้ล่ะว่ามันจะเอาจริงแล้วเราก็ดันตกหลุมไปเต็มๆ” นิ้วของพี่สิงห์จิ้มจนหน้าผมหงายไปด้านหลัง บอกถึงความหมั่นไส้และความเอ็นดูผ่านการกระทำออกมาจนหมด ให้ผมรู้ว่าเขาห่วงผม

“พี่แค่อยากให้มันลองจับมือ กอด แต่ไม่ได้ให้เลยเถิดถึงขนาดจูบเล่นถึงเนื้อถึงตัวแบบนั้น ถึงจะเป็นผู้ชายเสียหายน้อยกว่าเป็นผู้หญิง แต่มันใช่เรื่องไหมที่ให้คนอื่นมาเอาเปรียบง่ายๆ ต่อให้เป็นคนที่ชอบก็เถอะ”

“ก็ชอบไปแล้ว จะให้ทำไงอะ”

“-_- พี่ต้องบอกให้เราทำใจอย่างเดียวใช่มั้ยที่มาชอบเพื่อนพี่”

ผมหลุดหัวเราะ “ใช่”

“พี่เพจน่ะฉลาดนะ เขารู้ดีอยู่แล้วว่าอะไรดีสำหรับตัวเอง”

“แล้วถ้าวันหนึ่งมันคิดขึ้นมาได้ว่ามันไม่ได้ชอบเรา แค่เหงาเลยหวั่นไหว ตอนนั้นเราจะเป็นยังไง ไม่เสียเวลาเปล่าหรือไง?”

“...”

“คิง ตอนแรกมันอาจจะแค่เล็กน้อย เราที่รู้สึกเจ็บมาตลอดอาจจะมองข้ามจุดนี้ แต่นานวันเข้ามันจะเป็นไปได้หรือไงที่เราจะไม่รู้สึกตัวขึ้นมาบ้างว่าทำไมเราต้องมาเสียใจด้วยเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ จากคนเดิมๆ ด้วย?”

“...”

“คนเราน่ะ ไม่มีทางที่จะยอมเจ็บเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ เพียงเพราะแค่คำว่ารักหรอกนะ”

“...”

“จะมีความสุขจริงๆ หรือไงกับแบบนี้ หืม?”

ผมยิ้มออกมา แม้จะรับรู้ถึงความเป็นห่วงเต็มที่ของพี่สิงห์ แต่กระนั้นผมก็ยัง...

“ก็รักไปแล้ว”

“...”

“ผมเองก็ทำอะไรไม่ได้ ในเมื่อเลือกคนนี้แล้ว ไว้ให้เจ็บก็ให้จนถึงที่สุดที่มันทนไม่ไหวแล้วผมจะลองคิดดูอีกทีนะ”

“...คิง”

“เพื่อนพี่ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นหรอกน่า” ผมยิ้มปลอบพี่สิงห์ ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมผมต้องทำ

“...”

และไม่รู้ว่าทำไมคำปลอบใจเหล่านั้น

“ไม่งั้นผมจะรักมาถึงตอนนี้ได้ยังไงล่ะเนอะ”

ราวกับเป็นคำปลอบใจที่ผมพูดให้ตัวเองฟังก่อนนอนทุกคืนไม่มีผิด

















แต่หัวใจคุณ
ไม่มีที่ว่างให้ผมเลยแม้แต่นิดเดียว
















ถึงจะปากกล้าพูดจาแบบนั้นไปอย่างมั่นใจ แต่แท้จริงแล้วจะมีใครเข้าใจตัวเขาเองได้เท่าตัวเขาเองเล่าว่า ทุกเช้าที่ตื่นมาเขานั้นเต็มไปด้วยความกังวลมากมายแค่ไหน

กลัวว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นจะเป็นเพียงเรื่องโกหก

กลัวว่าสุดท้ายแล้ว...จะมีเพียงเขาที่คิดไปเองคนเดียว

“เอาอีกแล้วนะ ทำไมเหม่ออีกแล้ว”

คิงกะพริบตามองคนตรงหน้าแล้วยิ้มแหย “ขอโทษครับ”

“บอกพี่ได้หรือยังว่าคิดมากเรื่องอะไร”

“ไม่มีอะไรจริงๆ”

“ถ้าไม่มี ทำไมเราต้องทำหน้าแบบนี้ด้วย”

คิงยิ้มเล็กน้อย ปล่อยปากกาในมือที่กำลังเขียนรายงานส่งอาจารย์ ยกขึ้นเท้าคางมองคนตรงหน้า

“ทำหน้าแบบไหน?”

“แบบนี้” เพจตีหน้าขรึมใส่จนเขาหลุดหัวเราะ พอเห็นแบบนั้นเพจเองก็หลุดหัวเราะออกมาเช่นกัน ก่อนที่จะยื่นมือทั้งสองข้างมาโยกหัวเขาเบาๆ คล้ายจะพูดว่าอย่าคิดมาก เขากำลังจะตอบกลับไปอยู่แล้วเชียวว่าไม่มีอะไร แต่กลับถูกคนที่นั่งตรงข้ามโน้มตัวขึ้นแตะริมฝีปากเบาๆ ที่หน้าผากเข้าเสียก่อน จนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ตีหน้าเซ่อท่ามกลางเสียงหัวเราะของเพจที่ดังขึ้นด้วยความถูกใจที่ได้เห็นคิงเขินจนทำอะไรไม่ถูกเช่นทุกที ซึ่งเขามองว่ามันน่ารักดี โดยเฉพาะท่าทางยามที่คิงหันมองซ้ายขวาราวกับกลัวว่าจะมีใครเห็นฉากเมื่อครู่ด้วยแล้ว ยิ่งน่ารักเข้าไปใหญ่

“ไม่มีใครเห็นหรอก”

“คราวหลังไม่เอาแล้วนะพี่เพจ นี่มันสาธารณะนะ น่าเกลียด -*-“

“เขาเรียกว่าแสดงความรักไง”

“...”

“นึกว่าจะเขินซะอีก”

คิงเพียงแต่ยิ้มมุมปากที่เพจเดาไม่ออกเลยว่ามันถูกปั้นแต่งขึ้นมาด้วยอารมณ์หรือความรู้สึกใด

“ผมรู้ว่าพี่แค่เล่นๆ เท่านั้น จะเขินไปทำไม”

“...”

“อย่าล้อเล่นมากไปกว่านี้เลยครับ ถ้าไปไกลมากกว่านี้ คนที่จะเสียใจคือพี่นะ” ที่จริงเขาเองก็ด้วย...แต่เขาก็เป็นเสียอย่างนี้ รักคนอื่นมากกว่าตัวเองเสมอ  เลือกที่จะยิ้มแย้มต่อหน้าผู้อื่นแล้วกลืนความเศร้าของตัวเอง เก็บซ่อนไว้ไม่ให้ใครเห็น พอเป็นแบบนั้นนานเข้า...คนรอบตัวก็เคยชินและเห็นว่าเขานั้นช่างเก่งกับการทนรับความเจ็บปวดจนลืมที่จะคอยระวังการกระทำที่จะทำร้ายหัวใจเขา

ลืมว่าแท้จริงแล้ว ต่อให้เก่งกาจเพียงใด เขาก็คือคนหนึ่งที่ร้องไห้และเจ็บเป็นเช่นเดียวกับคนอื่นๆ

แต่เขา...แค่ไม่แสดงออกไปเท่านั้น

แม้แต่คนที่เขารักมากที่สุดก็ยังเป็นเช่นเดียวกับคนอื่น ไม่ปฏิเสธว่ารักเหลือเกิน แต่การกระทำที่เหมือนไม่รับรู้ถึงหัวใจและความเจ็บปวดจากการไม่รู้อะไรทั้งสิ้นนี้ เริ่มกัดกร่อนความอดทนต่อความเจ็บปวดนั้นจนแทบไม่เหลือหลอ

ยิ่งเป็นคนที่รักด้วยแล้ว... คิงได้แต่ยิ้มเศร้าๆ กับตัวเองที่แม้จะรู้ดีว่าใจต้องแหลกเป็นเสี่ยงๆ แต่กระนั้นก็ห่วงความรู้สึกของอีกคนมากกว่าตัวเองอยู่ดี

“คิง พี่ไม่ได้ใจดีมากพอที่จะมานั่งทะนุถนอมหัวใจคนที่ไม่ได้คิดอะไรด้วยหรอกนะ”

“...”

“เพราะถ้านี่คือความสงสาร สิ่งที่พี่จะทำคือปฏิเสธให้มันจบๆ ไปทีเดียว”

“...แล้วพี่กล้าพูดออกมาหรือเปล่าว่าความรู้สึกเราตรงกันน่ะ”

“...”

“เห็นไหม? พี่ก็ยังไม่กล้ายืนยัน...”

“ถ้าพี่กล้าพูดยืนยันทันทีนั่นจะไม่น่ากลัวหรอกเหรอว่าเป็นแค่การเอาชนะ”

“แต่อย่างน้อยๆ มันก็บอกได้อย่างหนึ่งว่าพี่ไม่ได้ลังเลใจ”

“เราเอาอะไรมาคิดว่าพี่ไม่ได้จริงจังกับเรื่องของเราตอนนี้”

“นี่เรียกว่า ‘เรื่องของเรา’ ได้ด้วยเหรอพี่”

“...”

เขายิ้ม “นึกว่ามันเป็นแค่เรื่องรักน้ำเน่าของคิงซะอีก”

“คิง”

“พี่บอกเองว่าใช้เวลาสองปีพี่ก็ยังลืมรักเก่าไม่ได้ จะให้คิงเชื่อได้ยังไงว่ากับคนที่พี่ได้สนิทด้วยไม่กี่เดือนจะทำให้พี่มาชอบได้”
“แล้วทีเราที่เคยเล่าว่าชอบพี่ตั้งแต่ที่ได้เจอล่ะ”

“มันไม่เหมือนกันสักหน่อย”

“ไม่เหมือนยังไง?”

“อย่างน้อยคิงก็พูดได้อย่างมั่นใจว่าคิงไม่มีใครคนอื่นในใจให้คนที่คิงรักรู้สึกไม่มั่นใจในความรู้สึกทื่คิงมีต่อเขาหรอก”

เพจได้ยินประโยคนี้ก็พลันเงียบไปและถอนหายใจออกมาในที่สุด ไม่ว่าจะพูดยังไงก็ราวกับเขาถูกจนด้วยเหตุผลที่ปฏิเสธไม่ออกเสียทุกที นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คิงพูดจาแบบนี้และไม่ใช่ครั้งแรกเช่นกันที่เขาพูดเพื่อให้อีกคนเข้าใจ มั่นใจในตัวเขา แม้ว่ามันจะโคตรเห็นแก่ตัวที่ขอให้เชื่อใจทั้งที่ไม่มีหลักประกันใดจะยืนยันให้กับคิงได้ว่า ในใจเขามีอีกคนเต็มร้อย แต่เขาไม่อยากให้ความรู้สึกที่คิงมีให้เขาหายไปนั่นคือเรื่องจริง

คนอื่นอาจจะมองว่าหวงก้าง กั๊กหรืออะไรก็แล้วแต่ ทว่าสำหรับเขามันไม่ใช่

รักเก่าสำหรับเขายังคงสวยงามและชวนให้เจ็บปวดทุกครั้งที่นึกถึง ทั้งอยากลืมและคิดถึงอยู่ทุกครั้ง

แต่มันก็ราวกับรักที่หยุดเติบโตและกลายเป็นเพียงความทรงจำที่คว้าจับไม่ได้อีกแล้ว

แต่กับคิงที่อยู่ตรงหน้าเขามันต่างกัน

ในเมื่อมีรักดีๆ คนดีๆ อยู่ตรงหน้าที่ใจเรารู้สึกว่าการได้เคียงข้างเขาแล้วเรามีความสุข ทำไมจะไม่คว้าเอาไว้ล่ะ?

แม้ว่าประตูยังไม่ได้เปิดรับเต็มใจ แต่มันก็กว้างกว่าคนอื่นๆ และมากกว่าใครทั้งนั้น

เขาควรจะทำยังไง ทำอย่างไรให้อีกคนเชื่อเขาได้

“พี่ต้องทำยังไงเราถึงจะเชื่อสักทีว่าตอนนี้พี่มีแต่เรา”

“...”

“ทำยังไงเราถึงจะยอมเชื่อใจพี่เสียที”

คิงไม่รู้ พี่เพจ... คิงพูดได้แค่ในใจ เพราะเอาเข้าจริงนี่มันก็แค่ความเห็นแก่ตัวของคนแอบรักคนหนึ่งที่พอได้รับโอกาส ได้ใกล้ชิดกับคนที่ตนแอบรักมาตลอดแล้วเกิดเหลิง

เหลิงว่าเขาจะต้องรักเราคนเดียว ไม่มีแม้แต่เงารักเก่าให้เรากังวลใจ

เขาไม่ได้ต้องการคำยืนยันหรือคำพูดที่น่าเชื่อถือใดๆ

หากเพจยอมบอกรัก...แม้จะโกหก เขาก็จะยอมปิดหูปิดตาเชื่อหมดทั้งใจ

แต่ทว่า

“...”

“...คิงกลับห้องก่อนนะ”

สุดท้ายคำที่รอก็มีเพียงความเงียบเท่านั้นที่ตอบกลับมา

สุดท้าย เมื่อหันหลังจากมา น้ำตาที่เพียรกลั้นเอาไว้ ก็ไหลออกมาจนได้

“หนึ่ง...สอง...” คิงนับเลขในใจเบาๆ เปล่าเลย เขาไม่ได้นับเวลาเพื่อรอให้พี่เพจวิ่งตามมารั้งเขา

มันเป็นแค่การนับเพื่อถอยหลังเท่านั้นเอง

“อีกครั้งหนึ่ง...”

เขาจะรออีกครั้ง

จะขอรอต่อไปเหมือนคนโง่อีกสักครั้ง เพื่อคำนั้นที่ไม่รู้ว่านับไปถึงร้อยครั้งแล้วจะได้ฟังหรือไม่ คำนั้นคำเดียว

“คิงแค่อยากได้ยินพี่พูดว่าพี่ก็ชอบคิงเท่านั้นเอง...”












ใครๆ ก็อยากได้ยินคำว่ารักยืนยันทั้งนั้นแหละเนอะ... ฝากติดตามเช่นเคย วันนี้มาวันใหม่เลย555 เล่นเกมมา -.-
:) :NAVY

ออฟไลน์ Pandora20

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
เจ็บมาก เจ็บจนเราร้องไห้ไปด้วย เฮ้อออ ขอให้มีคนเข้ามาหาน้อง ดูแลน้องดีๆ บ้างเถอะ ใจคนมันบางจะตายยย ไม่รักษากันเลย

ออฟไลน์ Petit.K

  • Petit parapluie
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 840
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
โอยยยยยยหน่วงละเกิลลลล อยากให้น้องคิงถอยมาให้รู้แล้วรู้รอด ให้พี่เพจนางได้วิ่งตามซะบ้าง หึ

ออฟไลน์ k00_eng^^

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 647
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-2
สงสารคิงอ่ะ หน่วงจัง

ออฟไลน์ em1979

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 464
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-1

ออฟไลน์ donutnoi

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2187
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +195/-7
สงสารคิงนะ  :sad11:

ออฟไลน์ MorethanMore

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 94
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
พี่เพจผิด ที่ ดันไม่ทำอะไรให้อีกคนมั่นใจ คิงก็ เหลิงอยากได้มากกว่าที่เป็นอยู่ คิงยอมเลือกสถานะนี้เอง แล้ว พี่เพจผิดตรงไหนอะ คือ สำหรับพี่เพจตอนนี้ก็เปิดใจแล้ โอเคอนาคตไม่รู้อาจไม่ใช่ ไม่ใช่ก็เลิกลาถอยกลับไปจุดเดิมความรักสำหรับคิงคืออะไรกันแน่

คือพออ่านตอนนี้ มันมีความคาดหวังของคิงมา เรากลับสงสารเพจ พอเลือกจะเปิดใจ เพื่อนไม่เชื่อ คิงไม่เชื่อ โคตรหน่วง ต้องให้เพจทำไงหรอถึงจะเชื่อ ว่าเพจพร้อมเริ่มต้นใหม่อะ ต้องบอกว่าเลิกรักคนเก่าแล้ว บ้าเปล่า ถามจริงรักใครสักคนมาก ๆ มันลืมกันได้ด้วยหรอคิงประสาท เริ่มไม่เชียร์

ทีมพี่เพจ ในตอนนี้ เพราะเรารู้สึกพี่แก ไม่ใช่คนเลวร้าย ส่วนคิงในตอนนี้ น่ารำคาญ

ออฟไลน์ hoshinokoe

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1042
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-0
เข้าใจคิงนะ เป็นใครก็คงคิดแบบนั้นแหละ คงต้องใช้เวลาทั้งคู่แหละ

ออฟไลน์ ▶August5th◀

  • it was fate
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2215
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +184/-2
หน่วงจุกอกมาก เข้าใจทั้งสองคนนะ
คิงที่คาดหวังแบบนั้นก็ไม่ผิด ในเมื่ออีกฝ่ายรู้ถึงความรู้สึก
แล้วไม่ปฎิเสธ มันก็เกิดความคาดหวังแบบนี้ขึ้นมาแหละ 
ส่วนพี่เพจ จะเรียกว่าสับสนอยู่ได้รึเปล่า
เหมือนไปใกล้ชิดน้องเพื่อจะได้รู้ว่าตัวเองรู้สึกยังไง
มันอึดอัดทั้งคู่เลยเนอะ

ทางที่ดี คิงควรถอยออกมาดีกว่า
บางที..ใครบางคนอาจจะรู้ใจตัวเองมากขึ้นก็ได้

ออฟไลน์ KarmaNavy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 96
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-1
กฎข้อที่ 13 อย่าร้องไห้
ถ้าหากผมรอ...คุณก็คงไม่มา
ถ้าเข้าหามากไป...คุณก็คงไม่ชอบ
แต่ถ้าจะให้ตัดใจ ความรักที่มากจนลืมไม่ลงนี่จะจัดการยังไงดี?












พอตื่นเช้าขึ้นมา สิ่งแรกที่ผมรู้สึกคือ

ตัวผมนี่แม่งโคตรไร้สาระเลย

ได้แต่กดหน้าตัวเองลงหมอนครางแง่งๆ เหมือนอยากจะงับตัวเองให้เจ็บจนตาสว่างสักครั้งที่ดันไปแสดงท่าทางน่ารำคาญแบบนั้นใส่พี่เพจ ผมก็รู้ดีอยู่แล้วแท้ๆ ว่าการกระทำงี่เง่านั้นมันเป็นบ่อเกิดของการพังทลายของความรู้สึกได้ง่ายแท้ๆ แต่ทำไมผมถึงได้ยอมให้ใจตัวเองรับเอาความรู้สึกแบบนั้นมาควบคุมการกระทำได้นะ

ไอ้เวรคิง ไอ้บ้าเอ๊ย

ป่านนี้พี่เพจคงโกรธและคงไม่พอใจตัวผมมากแน่ๆ

ผมจะทำยังไงดี

ผมลุกขึ้นขัดสมาธินั่งคิดหาวิธีที่จะขอโทษและทำให้อีกฝ่ายอารมณ์ดีขึ้นกว่าเมื่อวานอยู่เป็นร้อยวิธี แต่ไม่ว่าจะคิดให้ดีหรือมากแค่ไหน สุดท้ายมันก็จบลงตรงที่ผมไม่มีความกล้าจะเอาหน้าหนาๆ นี่ไปให้พี่เขาเจอเลย เมื่อวานดันไปออกฤทธิ์ออกเดชเสียจนเมื่อนึกถึงตัวเองตอนนั้น หากเป็นตัวผมเองที่โดนพูดใส่แบบนั้น มีหรือจะไม่โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ชนิดที่ว่าต่อให้ตัวต้นเหตุมาขอโทษบางทีอาจจะไม่ยอมหายโกรธง่ายๆ

แต่ต่อให้มันจะล้มเหลว ผมก็ไม่อาจจะทำตัวนิ่งเฉยหรือปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปเฉยๆ ได้

ไม่รอให้ตัวเองอาบน้ำ (แต่ก็ล้างหน้าแปรงฟันนะ!) ผมก็คว้ากระเป๋าเงินวิ่งปร๋อออกไปยังตลาดนัดตอนเช้าแถวหอ เดนิวนอยู่สามรอบสุดท้ายก็มาจบที่ร้านโจ๊กหมูและปาท่องโก๋ ตบท้ายด้วยน้ำเต้าหู้ไม่ใส่เครื่องที่เคยเห็นพี่เพจเคยเดินออกมาซื้อกิน ไม่ได้มั่นใจหรอกครับว่าวิธีนี้จะช่วยให้พี่เขาหายโกรธ แต่คนเราเวลาท้องอิ่ม อย่างน้อยก็จะไม่โมโหง่ายๆ ล่ะนะ (._.)

ผมเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าห้องของพี่เพจแล้ว แต่ยังไม่กล้าเคาะเสียที เอาแต่ยืนละล้าละลังอยู่อย่างนั้น เพราะไม่รู้ว่าจะตีหน้ายังไงดี จนหลายคนที่ออกไปตลาดเพื่อหาข้าวเช้ากินเดินผ่านผมทั้งแอบอมยิ้มและพูดคุยทักทายขึ้น

“ทำอะไรวะคิง”

“เสือก”

“อ้าว ไอ้นี่ ถามดีๆ โว้ย”

“ตอบดีๆ สุดแล้วโว้ยยย -_-“

เพื่อนต่างคณะที่พอจะรู้จักมักคุ้นเดินเข้ามาหาผม แล้วร้องอ๋อ

“จะเอาข้าวมาให้พี่เขา? ทำไมวะ ขอให้ช่วยงานหรือไง”

“ประมาณนั้น” ไอ้ครั้นจะให้ตอบว่ามาง้อก็ดูไม่ดีใช่มั้ยล่ะ?

“จะยากอะไรวะ” และราวกับผมจะรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะทำอะไร แต่ดันห้ามไม่ทันเสียแล้ว เมื่อเพื่อนคนที่ว่ายกมือเคาะประตูห้องพี่เพจดังลั่น ทั้งยังตะโกนชื่อพี่เขาดังลั่นตึก

“พี่เพจ!! น้องมันเอาของมา อื้อ!!! ไอ้คิง ทำเชี่ยไร”

“เงียบ! เงียบก่อน กูยังไม่ทันได้เตรียมใจ...”

แกร๊ก!

ผมสะดุ้งสุดตัว รีบลากเอาเพื่อนตัวเองเข้าห้อง แต่แน่นอนว่าข้าวของที่อุตส่าห์ซื้อมาให้นั้น ผมได้แขวนเอาไว้ที่ลูกบิดเอาไว้ก่อนจะเข้าห้องแล้ว จากในห้องพอจะได้ยินเสียงพี่เพจถามคนที่อยู่ห้องตรงข้ามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่ได้รับคำตอบที่ช่วยอะไรได้มากนัก ไม่นานเสียงปิดประตูก็ดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ผมจึงวางใจปล่อยเพื่อนและตัวเองออกจากห้องในที่สุด ไม่วายจะบ่นเพื่อนที่เจือกไม่ถูกเวลาคนนี้

“กูไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากมึงเลย”

“เอ้า กูก็เห็นยืนยึกยักท่ามากอยู่แบบนั้น แล้วจะได้ให้ไหม?”

“กูมีวิธีของกูแล้วกัน”

“แต่วิธีกูมึงก็ให้เขาได้เหมือนกัน”

แต่ก็เกือบถูกจับได้ไหมล่ะ ผมคิด แต่ก็นั่นล่ะ มัวแต่รอให้ตัวเองกล้าจะเคาะ อาหารทั้งหมดคงเย็นชืด หมดอร่อยพอดี ผมยังคงพูดคุยกับเพื่อนคนนั้นอีกสักพัก แน่นอนว่าไม่มีความคิดที่จะบอกเด็ดขาดว่าทำไมถึงได้เอาของกินมาเซ่นพี่เพจ พอถูกถามซ้ำๆ จึงตัดสินใจตัดบทแล้วหนีเข้าห้องไปแทน ในใจที่เห็นว่าของที่แขวนเอาไว้หายไปจากลูกบิดก็เริ่มชื้นขึ้น

พี่เขาน่าจะเดาออกมั้งว่าเป็นผม

จะกินหรือยัง? หรือว่าจะวางทิ้งเอาไว้นะ

ผมเดินวนไปวนมาในห้อง กระสับกระส่ายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จนในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะไม่แอบดู จึงพาตัวเองมายืนชะเง้อแถวๆ ระเบียงข้างห้องพี่เพจ วันนี้พี่เพจไม่ได้ออกมาดื่มกาแฟเหมือนเช่นทุกวัน ผมเลยไม่ได้เห็นพี่เขาเลยตั้งแต่เช้า แต่ไม่ว่าจะพยายามยืดคอให้ยาวยังไง ผมก็เห็นเพียงม่านสีฟ้าซีดที่ปลิวไหวเบาๆ ตามแรงแอร์ในห้องข้างในเท่านั้น

เมื่อดูท่าว่าอีกนานกว่าพี่เพจจะปิดแอร์และเปิดหน้าต่างรับลมระเบียง ผมจึงทิ้งตัวลงนั่งอยู่ที่ระเบียงมันนี่แหละ มองฟ้า มองนกไปเรื่อยฆ่าเวลา ขณะเดียวกันหูก็คอยฟังเสียงจากห้องข้างๆ ไปด้วย สายตาผมเคลื่อนย้ายไปเรื่อยๆ กระทั่งหยุดอยู่ที่ต้นกระบองเพชรจิ๋วที่ซื้อมาด้วยกันกับพี่เพจตอนนั้น เวลาผ่านไปต้นมันก็โตขึ้นเล็กน้อย เขียวสดเช่นเดิม ที่น่าดีใจคือเหมือนผมจะเห็นตุ่มไตที่เหมือนจะเกิดดอกของมันแล้ว จำได้ว่าตอนเห็นเผลอร้องดีใจเสียงดังเสียจนพี่เพจที่อยู่ห้องข้างๆ ต้องโผล่หน้ามามอง แล้วหัวเราะเยาะผม

ภาพวันดีๆ เหล่านั้นทำให้ผมยิ้มออกมา อดไม่ได้ที่จะยื่นหน้าขึ้นจากริมรั้วระเบียง หมายจะมองไปยังระเบียงพี่เพจที่วางต้นไม้เอาไว้ แต่ผมกลับสังเกตเห็นเสียก่อนว่าประตูระเบียงห้องพี่เพจเปิดออกแล้วและมันทำให้ผมเห็นพี่เพจได้ชัดเจน

ผมยิ้มยินดีเมื่อเห็นว่าในมือของพี่เพจมีปาท่องโก๋ที่ผมเพิ่งซื้อและกาแฟแก้วโปรดแก้วนั้นคู่กัน กำลังจะเรียกอยู่แล้วเชียว แต่ผมกลับเรียกไม่ออก ทันทีที่เห็นว่าในห้องไม่ได้มีแค่พี่เพจคนเดียว

แต่มีใครอีกคนที่แม้ว่าผมจะไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่ผมไม่มีวันลืม

“อร่อยไหม? เราไปต่อแถวตั้งนานแน่ะ”

“เจ้าหน้าหอเราอ่ะนะ? อร่อยดิ”

“เพจนี่ยังติดกินน้ำขิงใส่แก้วกาแฟตอนเช้าเหมือนเดิมเลยนะ”

“เอิร์นก็ชอบแย่งปาท่องโก๋เรากินเหมือนเดิม ตัวเองซื้อมาฝากคนอื่นแท้ๆ”

“ก็เอิร์นหิว รีบกลับมาก็มาหาเลย มาพูดจาแบบนี้ใส่ได้ไง เดี๋ยวงอนหรอก”

“งอนเลย ไม่ง้อ”

“อ้อ เดี๋ยวนี้เป็นคนนิสัยไม่ดีแบบนี้แล้วเหรอ” แม้จะกล่าวด้วยน้ำเสียงเหมือนไม่พอใจ แต่รอยยิ้มงดงามที่ไม่จางหายไปจากใบหน้านั่น บ่งบอกได้เป็นอย่างดีเลยว่า เจ้าตัวไม่ได้นึกโกรธ ซ้ำยังมีความสุขมากๆ ที่ได้ต่อล้อต่อเถียงกับอีกฝ่ายแบบนี้ ซึ่งพี่เพจเองก็ยิ้มอยู่เช่นกัน

พวกเขายังคงพูดคุยกันอยู่สักพัก ก่อนจะชวนกันเดินออกไปข้างนอก ปิดประตูห้องหายไป ทิ้งเอาไว้แค่ประตูระเบียงที่ว่างเปล่านั่น และผม...ที่ยืนนิ่งอยู่ที่เดิมเท่านั้น

ผมจำเธอคนนั้นได้

จำได้ดีทีเดียว

เธอคือความรักครั้งนั้นของพี่เพจ เธอคือคนที่ทำให้พี่เขาไม่อาจลืมความรักนั่นลงได้และ...เธอยังคงอยู่ในใจของพี่เขาเสมอ

เธอคือคนที่ผมไม่มีวันชนะ

เธอคือคนที่พี่เพจรัก

ตอนนั้นเองที่ผมสังเกตเห็นต้นกระบองเพชรของพี่เพจที่วางริมระเบียง มันตั้งตระหง่านกลางแดดด้วยความทระนง ราวกับไม่ยี่หระต่อความร้อนใดๆ แต่ตัวต้นกลับเริ่มเหี่ยวเฉา...ราวกับใกล้จะตายมากขึ้นทุกที

เหมือนกับผมเลย

พอเธอคนนั้นกลับมา ก็เหมือนกับเวลาและการกระทำทั้งหมดของผมไม่มีค่าอะไรอีกแล้ว

เหมือนกับความสุขเหล่านั้นไม่เคยเกิดขึ้น

เหมือนที่ไม่เคยมีเรื่องราวของเราเกิดขึ้นอย่างที่ผมบอกเอาไว้จริงๆ










สุดท้ายแล้วคุณก็เลือกที่จะยืนตากฝนกับคนที่คุณรัก
มากกว่าหลบฝนกับคนที่รักคุณเช่นผม











เพจยิ้มและโบกมือลาคนที่เพิ่งกลับมา เมื่อเจ้าหล่อนอาสามาส่งเขาหลังจากที่การสังสรรค์อย่างเร่งด่วนได้ถูกจัดขึ้นหลังจากที่เธอกลับมาได้ไม่นาน

รักที่ฝังใจของเขา อดีตคนรักของเขาเอง

เธอยังคงงดงามและมีรอยยิ้มที่สดใสนั่นเหมือนเดิม

ท่าทางที่เธอแสดงออก เหตุใดเขาจะไม่รู้ว่าเธอหวังอะไรเอาไว้ แต่เขาก็ทำเหมือนไม่เห็นเสียทุกครั้ง กระทั่งงานเลี้ยงต้อนรับเลิกนั่นล่ะเธอจึงได้เลิกทำและอาสามาส่งเขาเช่นเพื่อนเก่า ชวนพูดคุยเรื่องราวที่น่าคิดถึงเหล่านั้น

แปลกดีที่ใจเขาไม่ได้เต้นไปด้วยความเจ็บปวดแล้ว

มันปกติ เต้นด้วยจังหวะธรรมดา ไม่เร็วไป ไม่ช้าเกิน ไม่เจ็บแปล๊บยามมองใบหน้าอีกฝ่ายอีกแล้ว

เมื่อนึกถึงสาเหตุที่ทำให้เขาเปลี่ยนไป เพจก็อดนึกถึงคนที่เขายังไม่เจอตั้งแต่เช้าคนนั้นไม่ได้

เด็กบ้าบอที่เอาแต่ทะเลาะกับเพื่อนตัวเองและทำเหมือนว่าเขาไม่มีทางรู้ว่าข้าวของมากมายที่แขวนเอาไว้ที่หน้าห้องคือของที่ตัวเองฝากมากคนนั้น บางทีตอนนี้คิงอาจจะอยู่ในห้องก็ได้ เมื่อคิดแบบนั้นเขาจึงตัดสินใจว่า ก่อนจะเข้าห้อง น่าจะแวะไปหาคิงสักหน่อย ต่อให้เมื่อวานพวกเขาสองคนจะแยกจากกันได้ไม่ดีเท่าไหร่

โอเค คิงงี่เง่าน่าดูเลยเมื่อวาน

แต่เขาก็เข้าใจแหละ ว่าการกระทำและคำพูดที่ได้แต่แบ่งรับแบ่งสู้แบบนั้นมันก็ชวนหงุดหงิดและอดน้อยใจไม่ได้

วันนี้พวกเขาคงต้องหันหน้าเข้าหากันและพูดให้รู้เรื่องเสียก่อนเรื่องมันจะบานปลายไปมากกว่านี้

“เพจ”

“เอิร์น? ไม่ได้กลับไปแล้วเหรอ”

สาวเจ้าทำปากยู่เหมือนไม่พอใจ “เอิร์นทำของหายอ่ะดิ น่าจะลืมทิ้งไว้ตอนมาหาเพจเมื่อเช้าอ่ะแหละ เปิดห้องให้หน่อย”
“ของอะไร”

“มันปนๆ อยู่กับของฝากที่เอามาให้น่ะ”

เขาถอนหายใจขณะเดินนำอีกคนขึ้นห้อง แต่ยังไม่วายบ่นไปตลอดทางเรื่องการขี้หลงขี้ลืมของเธอที่ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปยังไง ก็ยังเป็นเช่นเดิม “...ถ้าคราวหลังไม่ได้ลืมแค่ของล่ะ ไปลืมโทรศัพท์ ลืมกุญแจรถไว้ที่ที่มันไม่ใช่บ้านเพื่อน บ้านตัวเอง เอิร์นจะทำยังไง? เราเป็นผู้หญิงนะ”

“เพจขี้บ่น”

“บ่นเพราะอะไรล่ะ”

“เป็นห่วงเอิร์นไง”

เพจเกือบจะหลุดเก็กหน้าดุเพราะรอยยิ้มเด็กๆ ของอีกคนแล้ว แต่แม้จะพยายามยังไงสุดท้ายเขาก็ยังใจอ่อน เมื่อมาถึงหน้าห้องตัวเองก็เลื่อนมือไปโยกเบาๆ ที่หัวของเอิร์น

“ดูแลตัวเองหน่อย โตแล้วนะ”

“...ห่วงนัก ก็มาดูแลเอิร์นเหมือนเดิมสิเพจ”

มือที่กำลังจะไขกุญแจชะงักไป กระนั้นเขาก็ยังไม่ยอมหันกลับ ยังคงตั้งหน้าตั้งตาไขกุญแจเหมือนไม่ได้ยินคำพูดนั้น

“ตัวเองบอกเลิกคนอื่นเขาแล้วมาพูดงี้ได้ไง เราคงจะกลับไปหรอก”

“เอิร์นขอโทษ”

“จะขอโทษทำไม เราเข้าใจดีว่าเอิร์นทำเพื่อเราทั้งคู่นั่นแหละ”

“ไม่ใช่...”

“เปิดได้แล้ว รีบเข้าไปเอาของแล้วกลับไปเถอะเอิร์น กลับมาเหนื่อยๆ น่าจะพักก่อนนะ”

เขารีบตัดบทก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดเลอะเทอะไปมากกว่านี้ ถึงจะเป็นการเลี้ยงต้อนรับ แต่แน่นอนล่ะว่าแต่ละคนอายุอานามก็ไม่ได้ใสๆ เหล้าเบียร์จึงเยอะพิเศษ เอิร์นเองก็ดื่มไปหลายแก้ว สังเกตได้จากแก้มที่แดงเรื่อไม่ได้จากเครื่องสำอางและตาฉ่ำวาวนั่น แม้จะยังควบคุมตัวเองได้ แต่ก็ไม่มั่นคงนัก น้ำเมามากพอที่จะทำลายสติจนพูดจาไม่รู้เรื่องเช่นเมื่อครู่

เสียใจอะไรกัน? หากเสียใจทำไมตอนนั้นถึงได้เลือกที่จะทิ้งเขาแล้วไปกัน

ต่อให้บอกว่าไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่เขายังจำได้ดีว่าหลังจากนั้นไม่นานเธอมีคนข้างกายที่เขาคุ้นหน้าดี เนื่องจากเคยพบกันในมหาลัยบ่อยๆ แต่ไม่คิดเลยว่าจะเป็นคนรักใหม่ของอีกฝ่าย

แม้จะพูดเร่งแบบนั้น เอิร์นก็ยังยืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับไปไหน สุดท้ายเธอก็ถอนหายใจแล้วฉวยโอกาสจากความใจดีของเขาเข้ามาสวมกอด เธอรู้ว่าเขาไม่มีวันสะบัดอ้อมกอดของเธอ จึงตั้งใจกอดคนรักเก่าแน่น กลิ่นอายและความทรงจำครั้งก่อนไหลวนเวียนกลับมา จนนึกเสียดายไม่ได้ว่าทำไมตอนนั้นเธอจึงเลือกอีกคนแล้วทิ้งคนคนนี้ไปกันนะ?

“ปล่อยเถอะ มันดูไม่ดีนะ”

“แล้วยังไง ถ้าทำแล้วเพจจะเข้าใจเอิร์นมากขึ้น จะไปสนใจอะไรกับสายตาคนอื่น”

“เอิร์นบอกว่ากลับมาเอาเอกสารที่มหาลัยไม่ใช่หรือไง”

“ก็ใช่ แต่ที่สำคัญกว่าคือเอิร์นกลับหาเพจ”

“...”

“เพจ ยังรักเอิร์นอยู่หรือเปล่า?”

“...”

“เพจ?”

เขามองเจ้าของกลุ่มผมนุ่มนิ่มในอ้อมกอดแล้วตอบเสียงเบา “ก็ยังรักอยู่...”

แกร๊ก!

ไม่ทันจะได้พูดอะไรต่อ ประตูห้องข้างๆ ที่ปิดมาตลอดก็เปิดออก เผยให้เห็นเจ้าของห้องที่เพจนึกอยากจะมาหาเดินออกมา คิงยังคงอยู่ในชุดไปรเวทแบบเดิมๆ ใบหน้างุนงงมองวาดผ่านพวกเขาทั้งคู่ ทำเหมือนไม่เห็นว่าเขากำลังถูกผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้กอด ก่อนที่รอยยิ้มสุภาพจะระบายบนใบหน้าของคิง

“อ้าว พี่เพจ”

“คิง”

“มายืนกอดสาวอะไรหน้าทางเดินครับ ไม่อายเหรอ”

“...คิงล่ะ ทำไมอยู่ห้อง พี่นึกว่าเราออกไปข้างนอกเสียอีก” แม้ว่าจะรู้อยู่แล้วว่าคิงไม่ค่อยออกไปไหน แต่ก็ยังถามออกไปแบบนั้น เพจก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคิงคนนี้มีอะไรต่างไปจากเดิม รอยยิ้มกระทั่งแววตาก็ยังเป็นคิงคนเดิม แต่ทำไมกัน ในส่วนหนึ่งของใจเขากลับไม่สบายใจเอาเสียเลย

ราวกับ...เขากำลังจะสูญเสีย

ผมอ่านหนังสือเตรียมสอบควิซอยู่ครับ ไม่ได้ออกไปไหนหรอก”

“...”

“แล้วนี่คือ?” นิ้วของคิงชี้มาที่เอิร์นที่ผละออกจากอ้อมกอดของเขาไปแล้ว เธอยิ้มหวานแล้วแนะนำตัวเสียงสดใส

“เอิร์นค่ะ แฟนเก่า...แต่อาจจะรีเทิร์นก็ได้ แฮะๆ”

“โห สวยจัง พี่มีแฟนเก่าสวยขนาดนี้ไม่แนะนำเลยนะครับ”

“คิง...”

“ไม่กวนพี่ๆ แล้ว ผมไปทิ้งขยะก่อนนะครับ เดี๋ยวจะกลับไปอ่านหนังสือแล้ว”

เขาพยายามจะเรียก แต่คิงก็ยังทำเหมือนไม่ได้ยิน เอาแต่ยิ้มและพูดคุยด้วยคำที่ทำให้เขารู้ว่ามันผิดปกตินั่นแล้วเดินหนีไปในที่สุด ตอนนั้นเขาไม่สนใจแล้วเอิร์นจะเรียกเขาอยู่หรือจะมองเขาแปลกยังไงที่วิ่งตามรุ่นน้องคนหนึ่งหายไป เขาวิ่งและก็วิ่งจนสุดฝีเท้า จนทันหลังไวๆ ของคิงในที่สุด จึงเอื้อมมือกระชากจนขาทั้งสองของคิงหยุดลงในที่สุด

พวกเขาหยุดยืนอยู่แถวหลังหอที่ใกล้ที่ทิ้งขยะ นานนับนาทีที่ไม่มีใครพูดออกมา เพจมองใบหน้านิ่งเฉยทีเอาแต่ก้มมองพื้นของคิงแล้วอดกลัวไม่ได้

เขาไม่รู้ว่ากลัวอะไร แต่เพราะความกลัวนั้นมากขึ้น มือที่จับแขนของคิงเอาไว้ยิ่งกำแน่น

ราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะหายไป หากเขาไม่จับเอาไว้แน่นพอ

“คิง คุยกันก่อน”

“...”

“เมื่อกี้ไม่มีอะไรนะ”

“อืม ผมเข้าใจ”

“เข้าใจ? คิงเข้าใจอะไร”

คราวนี้ดวงตาที่มองพื้นค่อยๆ เลื่อนสบกับนัยน์ตาของเขาในที่สุด แต่ในดวงตาที่เคยสาดประกายแสงงดงามยามจ้องมองเขาในวันก่อน กลับแห้งผากไร้ชีวิตสิ้นดีจนเขาใจหาย

“คิง พูดกับพี่หน่อย เรากำลังเข้าใจผิดจริงๆ นะ”

“ผมได้ยินทั้งหมดนั่นแหละ ไม่ต้องเล่าซ้ำหรอก พี่ก็รู้ว่าหอเรากำแพงบางแค่ไหน” แม้จะพูดติดตลก แต่เพจกลับรู้ดีว่าในน้ำเสียงติดขันนั่นไม่ได้มีวี่แววตลกเลย

“ผมรู้ว่าเขายังรักพี่อยู่และอยากได้พี่คืน ได้ยินว่าพี่บอก...ว่ายังรักเขาอยู่ด้วย”

“...”

“มีอะไรที่ผมพูดแล้วมันผิดจากที่พี่จะเล่าความจริงไหมครับ? ผมจะได้รอฟัง”

“...ทำไมไม่แทนตัวเองว่าคิงแล้วล่ะ”

“ตลกจะตาย ผู้ชายตัวโตๆ เรียกแทนตัวเองซะมุ้งมิ้ง พี่ฟังแล้วไม่ขนลุกบ้างหรือครับ?”

“...”

“...”

“ใช่ ที่เราพูดมามันจริงทั้งหมดนั่นแหละ”

เพจมองใบหน้าเรียบเฉยที่คิงกำลังมองมา แล้วมองมือที่ยังจับไม่ปล่อยของตัวเอง ก่อนจะผ่อนแรงลงกระทั่งมันหมดแรงลงมาอยู่ข้างตัวเหมือนเดิม ทิ้งไว้เพียงรอยแดงช้ำที่แขนของอีกคนเท่านั้น แต่แม้จะเป็นแบบนั้น เพจก็อดรู้สึกแย่ไม่ได้ที่เผลอทำน้องเป็นรอย

ไม่ใช่แค่ที่ตัว แต่หมายถึงที่ใจด้วย

บางที...ตอนนี้ในใจของคิงคงมีแต่แผลมากมายที่รักษาได้ไม่หมดล่ะมั้ง

“เขากลับมาจากเรียนต่างประเทศเพราะจะมาเอาเอกสารสำคัญ และใช่...เขาบอกว่ากลับมาเพราะอยากคืนดี แต่พี่ก็ไม่ค่อยอยากเชื่อเท่าไหร่ เพราะเขาถึงขนาดกล้าทิ้งพี่ไปกับอีกคนตอนนั้น จะเป็นไปได้ยังไงที่จะนึกเสียดายแล้วกลับมาคืนดีล่ะเนอะ”

“...”

“ต่อให้เขากลับมา พี่ก็ไม่ได้จะตกลง”

“...”

“คิง พูดอะไรหน่อยได้หรือเปล่า อย่าเงียบแบบนี้ได้ไหม?”

“พี่อยากจะฟังผมพูดอะไรล่ะครับ”

“...”

ถุงขยะถูกวางทิ้งไว้โดยไร้คนเหลียวแลนานแล้ว เช่นเดียวกับที่เพจไม่เห็นระลอกคลื่นความรู้สึกที่แปรเปลี่ยนของคิงเลยนับตั้งแต่ทำให้อีกฝ่ายหยุดคุยได้ “อยากจะฟังผมพูดปลอบใจแล้วสนับสนุนให้กลับไปหาเขา หรืออยากจะฟังผมพูดพร่ำพรรณนาว่าผมรักพี่แค่ไหน รั้งพี่ไว้ไม่ให้กลับไปหาเขาเหมือนคนบ้า หรือจะแบบไหนล่ะครับ? พี่พูดมาสิ”

“คิง!!”

“พี่ก็รู้ เพื่อพี่...ผมทำได้หมดแหละ”

เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่เพจเกลียดรอยยิ้มที่อยู่ใบหน้าของคิง รอยยิ้มที่เหมือนจะสดใสนั่นกำลังทิ่มแทงนัยน์ตาของเขา จนมองตรงๆ ไม่ได้

“พี่ไม่ได้อยากฟังคำแบบนั้น แต่พี่อยากรู้ความรู้สึกคิงต่างหาก”

“...”

“คิงอยากพูดอะไร นั่นคือสิ่งที่พี่อยากฟัง”

“...” รอยยิ้มหายไปแล้ว เช่นเดียวกับรูปตาที่หยีโค้งตามรอยยิ้มกลับมาสู่รอยแห้งผากไร้ชีวาเช่นเดิม ก่อนน้ำเสียงเรียบเฉยจะพูดขึ้นคำหนึ่งที่ราวกับหอกทิ่มแทงลงกลางใจเขาตั้งแต่แรกที่ฟัง

“ผมเหนื่อย”

“...”

“ก็รู้อยู่หรอกครับว่าผมดิ้นรนกระเสือกกระสนมาอยู่ตรงนี้ให้พี่ทำร้ายใจเอง แต่บางครั้งก็อดเหนื่อยไม่ได้ที่ต้องเจอแบบนี้บ่อยๆ ทั้งๆ ที่อยู่กับพี่ทีไรก็ทำให้ผมยิ้มได้ ทำให้ผมมีความสุขมากๆ แต่ทำไมก็ไม่รู้ หลังจากที่อยู่คนเดียว ผมต้องกลับมานั่งถอนหายใจ รู้สึกเหนื่อยมากกว่าวันๆ หนึ่งจะผ่านไป นับตั้งแต่ได้อยู่ใกล้กับพี่”

“...”

“คงเพราะมันฝืนเก็บเป็นความลับละมั้งครับ ก่อนหน้าที่จะได้เข้าใกล้มากขนาดนี้ ผมอยากจะทำอะไรก็ได้ อยากจะโวยวาย เรียกชื่อพี่ในใจดังแค่ไหนก็ไม่ต้องมาแคร์ว่าใครจะได้ยิน อยากจะมองหน้าพี่จากที่ไกลๆ ได้นานแค่ไหนก็ได้โดยที่ไม่ต้องมากลัวว่าพี่จะจับได้ ได้รักพี่...เท่าที่อยากจะรัก ต่อให้มันจะไม่มีวันเป็นความรักที่พี่จะได้รู้ก็ตาม แต่ผมก็ยังมีความสุข”

“...”

“บางทีความสุขตอนนั้นอาจจะมากกว่าตอนนี้...ตอนที่เราห่างกันไปไม่กี่ก้าวตอนนี้เสียด้วยซ้ำ”

“คิง...”

เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้ใบหน้าที่เคยนิ่งเฉยก็ปรากฏให้เห็นความรู้สึกที่แท้ออกมาในที่สุด ทั้งรอยยิ้มแสนสุข ดวงตาพราวระยับและน้ำตาที่รินออกมาจากสองตา เหมือนกับจะไม่มีวันหยุดไหล

จำนวนน้ำตาที่ไหลราวกับจะไหลบ่ามาถึงใจของเขาไปด้วยนั่น...ทำให้เขาหายใจเข้าปอดยากขึ้นทุกที

“พี่เพจ ผมยังรักพี่เหมือนเดิมนะ”

เขาหายใจไม่ออก ทั้งอึดอัดในอก

“แต่ผมไม่มีความสุขแล้ว”

“...”

เหมือนหัวใจที่เคยเต้นอย่างปกติสุขก่อนหน้า กำลังถูกคนใจร้ายควักมันออกไป จนอกมันว่างเปล่า

“ผมอยากกลับไปเป็นเหมือนแต่ก่อน มันคงดีกว่านี้ถ้าพี่ไม่ต้องมารับรู้ว่าผมมีตัวตนอยู่ มันคงดีกว่าที่หากเราไม่ต้องมีควาทรงจำอะไรร่วมกันเลย ให้มันมีแค่ผมก็พอที่จำพี่ได้ ผมไม่อยากยิ้มทั้งที่อยากร้องไห้แล้ว”

“...”

“ผมไม่เคยรู้ว่าความคาดหวังมันทำร้ายคนได้ จนวันนั้นที่พี่ก้าวข้ามเส้นของเรามา ว่าความหวังมันทำให้เจ็บแค่ไหน”

“...”

“แต่พี่ไม่ต้องรู้สึกผิดนะ ผมเองที่ผิด อย่าโทษว่าเป็นพี่ที่ทำให้ทุกอย่างมันมาถึงตรงนี้ ทั้งหมดผมผิดเองจริงๆ”

“แล้วความรู้สึกพี่ที่มันเกิดขึ้นแล้วล่ะ”

“...”

“แล้วไอ้ความรู้สึกบ้าๆ นี่เราจะให้พี่จัดการมันยังไง! ในเมื่อมันเกิดขึ้นเพราะเราไปแล้ว”

“...พี่ก็แค่ทำเหมือนเดิมกับสิ่งที่ควรทำกับคิงก็ได้ ทิ้งๆ มันไปซะ ไม่ต้องไปสนใจมันอีกให้ปวดหัว แค่นั้นพี่ก็จะสบายดี พี่ก็จะกลับไปเป็นพี่เพจคนนั้นที่มีความสุข เป็นพี่เพจที่มีความสุขกับความรักที่กลับมาคนนั้น”

“ถ้าพี่บอกตอนนี้ว่าพี่ชอบเราจริงๆ และจะไม่กลับไปคบกับเอิร์นเราจะเชื่อไหม?”

“...”

“ถ้าพี่คุกเข่าแล้วพูดว่าความรู้สึกของพี่ที่มีต่อเรามันคือความจริง จะยอมอยู่ข้างพี่เหมือนเดิมไหมคิง”

เด็กตรงหน้านิ่งไปแล้ว แต่น้ำตายังคงไหล ก่อนจะตอบกลับมา “คิงเชื่อพี่เพจ แต่คิงไม่เชื่อตัวเองอีกแล้ว”

“...”

“คิงเชื่อว่าพี่เพจชอบคิง คิงเชื่อหมดทุกอย่าง แต่คิงไม่เชื่อตัวเองอีกแล้วว่า ถ้ายังอยู่ต่อไปตรงนี้มันจะมีความสุข”

“...”

“คิงเหมือนตกอยู่ในความฝันมาตลอดตั้งแต่ที่พี่ยอมก้าวเข้ามาและรับคิงเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องราวความทรงจำของพี่”

“...”

“บางที...”

“...”

“มันคงถึงเวลาที่คิงควรจะตื่นขึ้นสักที”









ยังสื่อสารอารมณ์ตัวละครไม่ค่อยเก่งจริงๆ ต้องขออภัยค่ะ
ยังไงก็ขอฝากให้ติดตามจนจบเลยนะคะ ขอบคุณสำหรับแรงใจที่ผ่านมามากๆ ค่ะ
:) :NAVY (ผู้ใกล้ฝึกงานเสร็จแล้ว)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-09-2017 12:18:22 โดย KarmaNavy »

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด