.。.:*・ ۩ Creative สรรค์สร้างรัก۩・*:.。.{{สร้างรักวันสุดท้าย}} 4/05/60 P.7
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: .。.:*・ ۩ Creative สรรค์สร้างรัก۩・*:.。.{{สร้างรักวันสุดท้าย}} 4/05/60 P.7  (อ่าน 99920 ครั้ง)

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 588
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับ

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น 

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้   

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว  ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย

เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


**********************************************


สวัสดีค่า

วันนี้มาเปิดนิยายเรื่องใหม่

หลายๆคนอาจเคยเห็นผลงงานของเรามาบ้างแล้ว

อยากขอบคุณทุกๆคนที่คอยติดตามมาเสมอ

สำหรับนักอ่านหน้าใหม่ก็ขอฝากตัวและผลงานด้วยนะคะ

เรื่องใหม่นี้แต่งขึ้นด้วยอารมณ์ที่อยากลองแต่งความรักในแนวรูมเมท

ขอฝากผลงานเรื่องใหม่ไว้ด้วยนะคะ


*ผลงานที่ผ่านมา*

   ✉ CorrespondencE สื่อรักทางจดหมาย!✉

    ◣♥◥ Precinct ►◄ อาณาเขตรักของหัวใจ ◣♥◥

   ✥ Jurassic Heart ✥ดวงใจ กลายพันธุ์รัก


   ✣Jurassic Confidant✣ คู่หู กลายพันธุ์รัก


   ❣Secret heart❣ หัวใจ แอบรัก


    Find Love  ▪พบรัก▪



สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของนิยายได้ในเพจนะคะ>>nicedog<<

ขอบคุณทุกนที่ติดตามค่ะ

*นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของผู้แต่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคคล สถาบันหรือสถานที่ใดทั้งสิ้น*


สารบัญ

.:*・แรกพบ・*:.
.:*・วันที่1・*:.

.:*・วันที่2・*:.
.:*・วันที่3・*:.

.:*・วันที่4・*:.
.:*・วันที่5・*:.

.:*・วันที่6・*:.
.:*・วันที่7・*:.

.:*・วันที่8・*:.
.:*・วันที่9・*:.

.:*・วันที่10・*:.
.:*・วันที่11・*:.

.:*・วันที่12・*:.
.:*・วันสุดท้าย・*:.

.:*・ส่งท้าย・*:.






nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-05-2017 11:31:04 โดย nicedog »

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 588
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
.:*・۩แรกพบ۩・*:.



บรรยากาศช่วงเช้าของมหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยเหล่านักศึกษาที่มีเรียนตั้งแต่8โมง ตอนนี้เดือนอยู่ในกันยายนซึ่งเป็นช่วงหลังจากเปิดเทอมใหม่และผ่านการลับน้องสำหรับนักศึกษาใหม่ที่เข้ามายังสังคมใหม่เรียบร้อยแล้ว นั่นทำให้ทุกคนล้วนรู้ว่าตึกไหนที่ตัวเองมีเรียนจึงพากันเดิน ขับรถหรือแม้แต่นั่งรถบริการของมหาลัยเพื่อไปให้ทันเข้าเรียน ยิ่งกับชั้นปีที่สูงกว่าการเดินทางไปยังตึกเรียนเรียกว่าเป็นเรื่องง่าย อยู่มาเกิดครึ่งเทอมก็รู้หมดตึกทุกตึกให้มหาลัยแล้ว


ผิดกับผมที่ยืนก้มหน้ามองกระดาษในมือที่ได้รับมาจากคุณน้าเมื่อเช้า แผ่นกระดาษครึ่งเอสี่ถูกวาดเป็นแผนที่พร้อมเขียนบรรยายด้วยลายมือยิ่งกว่าไก่เขี่ย จนถึงตอนนี้ผมก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ที่ไหน


ผม นายปภาวิน ศรีมาลาหรือน้ำเปล่า เป็นคนต่างจังหวัดที่พึ่งโอนย้ายหน่วยกิตมายังมหาลัยนี้อย่างกะทันหันเนื่องจากพ่อผมถูกย้ายงานให้มาประจำสาขาหลักของบริษัทแห่งหนึ่ง ผมซึ่งเป็นลูกเลยต้องจำใจจากเพื่อนฝูงมายังสถานที่อันแปลกตาเช่นนี้


มหาลัยเดิมของผมถึงจะใหญ่แต่ก็ไม่ได้มากขนาดนี้


การที่ย้ายมาได้ง่ายๆอาจเพราะคุณน้าผมมีคนรู้จัก ไม่สิ จะว่ารู้จักก็ค่อนข้างจะไกลตัวไปหน่อยต้องพูดว่ามีสามีเป็นคนของมหาลัยในตำแหน่งที่ค่อนข้างสูง ทำให้เรื่องอะไรๆง่ายขึ้น


ทั้งที่ควรจะมานำทางผมที่ไม่รู้อะไรเลยแม้แต่ทางแต่กลับทิ้งผมไว้หน้ามหาลัยพร้อมกับคำพูดที่ว่ามีนัดไปทำสปากับเพื่อนซะอย่างนั้น


ผมยกมือขึ้นขยี้เส้นผมสีดำซอยระต้นคอของตัวเองจนฟูฟ่องเนื่องจากความหงุดหงิดที่ไม่รู้ทิศทาง


สถานที่แรกที่ผมต้องไปคือหอพักชายของมหาลัย  ความจริงจะไปกลับระหว่างบ้านกับมหาลัยก็ได้แต่ผมอยากจะลองอยู่หอดูสักครั้ง ตอนที่อยู่มหาลัยก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้อยู่หอที่ไหนเพราะระยะทางจากบ้างถึงมหาลัยเดินเพียง5นาทีก็ถึงแล้ว พอย้ายมาที่นี่ผมเลยอยากจะลองอยู่หอพักดูบ้างสักครั้ง อีกอย่างระยะทางมันก็ค่อนข้างไกลจะเปลืองเงินเปล่าๆ


ก็เข้าใจว่าเรื่องนั้นอยู่หรอก แต่ถ้าอยากให้ลองทำอะไรด้วยตัวเองทำไมไม่เช่าหอพักข้างนอกให้เล่า


“นี่มันที่ไหนเนี่ย”อยากจะตะโกนออกไปให้ดังลั่นโลกซะเหลือเกิน


ถนนคอนกรีตสีเทามีต้นไม้ใหญ่ปลูกเรียกเป็นแนวอยู่ทั้งสองข้างยาวสุดสายตา


ดวงตาสีน้ำตาลตามแบบฉบับคนไทยของผมหันไปมองรอบตัวก่อนจะเดินเข้าไปถามทางกับรปภ.ที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก พี่รปภ.มองแผนที่ที่ผมยื่นส่งไปให้ด้วยสายตางงๆราวกับไม่เข้าใจว่าสถานที่นี้มันอยู่ตรงไหนแต่พอบอกไปว่าหอพักชายเขาก็พยักหน้าแล้ววาดแผนที่ใหม่ให้


แผนที่ใหม่นั้นดีกว่าของคุณน้าหลายล้านเท่า แถมยังบอกอีกว่าสามารถไปทางรถโดนสารฟรีของมหาลัยได้


เพราะความช่วยเหลือนั้นผมเลยมาถึงหอพักชายขนาดใหญ่เทียบเท่าคอนโดได้ในที่สุด ไม่เพียงแค่ภายนอกที่ดูหรูหราแต่ภายในเองก็หรูหราไม่แพ้กันเลย


ผมก้าวเข้ามาภายในอาคารพลางหันซ้ายขวามองรอบตัว สภาพแวดล้อมนี้แตกต่างจากบ้านนอกที่ผมโตมาลิบลับ


“พี่ครับ ผมเป็นนักศึกษาที่พึ่งทำเรื่องย้ายมา...”ผมเดินไปพูดกับคนที่ดูเป็นผู้ใหญ่สุดในแถวนี้ ชายวัยกลางคนนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ในห้องกระจกที่ดูเหมือนจะเป็นห้องสำหรับติดต่อ


“อ้อ...หลานของคุณญานิภา?”ชื่อของคุณน้าดังขึ้นผมเลยพยักหน้าส่งไปให้


“ใช่ครับ ไม่ทราบว่าห้องผมนี่ใช่612รึเปล่าครับ”ผมถามย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ


“ห้องนั้นไม่ได้แล้วล่ะ พอดีมีห้องบนชั้น6เกิดปัญหาเลยต้องปิดซ่อมบำรุงชั่วคราวน่ะ เด็กคนอื่นๆก็เลยถูกย้ายไปรวมกับห้องชั้นอื่นแทน”


“แล้วห้องผมล่ะ”อย่าบอกนะว่าผมไม่มีห้องอยู่น่ะ


“ความจริงก็มีอยู่ห้องนึงเพียงแค่เจ้าของห้องค่อนข้างจะ...นิดนึง”ใบหน้าลำบากใจของคนดูแลหอทำเอาผมเลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่เข้าใจ


“อะไรนิดนึงครับ”


“...ก็นิสัยน่ะ”น้ำเสียงของเขาเหมือนไม่อยากจะพูดถึงมันสักเท่าไหร่


“นิสัยไม่ดี? เด็กเกเร? หรือเป็นพวกเสียงดัง?”ผมยังคงถามต่อ


“จะว่ายังไงดีล่ะ เป็นคนเก็บตัวน่ะ...ความจริงห้องในหอนี่จะต้องอยู่กันสองคนขึ้นไปแต่ด้วยอะไรหลายๆอย่างห้องนั้นจึงเป็นห้องเดียวที่ไม่มีรูมเมท”


“...แปลว่าผมไม่มีห้องอยู่เหรอครับ”


“เปล่า ถ้าเธอคิดว่าอยู่ได้ก็ไม่มีปัญหา”


“ผมอยู่ได้ครับ”บอกเสร็จก็ยืนยันด้วยการพยักหน้า


ต่อให้ไม่รู้ว่าเพื่อนร่วมห้องเป็นยังไงแต่ก็ดีกว่าต้องไปกลับระหว่างบ้านกับมหาลัยละนะ


“งั้นจะพาขึ้นไป กระเป๋ามีแค่นั้นเหรอ?”ผู้ดูแลมองมายังกระเป๋าเป้ใบเดียวที่ผมสะพายอยู่


“ครับ เดี๋ยวของที่เหลือจะไปเอามาเพิ่มทีหลัง”ของที่ผมเตรียมมาค่อนข้างพร้อมทั้งชุดนักศึกษา ชุดนอนและชุดไปรเวท อุปกรณ์อาบน้ำก็มีนะ ข้าวของอื่นๆผมจะทยอยเอามาทีหลังยังไงก็ต้องกลับบ้านทุกอาทิตย์ตามคำขอของแม่อยู่แล้ว


“โอเค เดี๋ยวพี่จะไปห้อง...ตามมาเลย”พูดจบเขาก็พาผมเดินไปยังลิฟต์ด้านข้าง


“พี่ชื่ออะไรเหรอครับ”ระหว่างขึ้นลิฟต์ไปยังชั้น12ผมก็หาเรื่องคุย


“เรียกพี่กรก็ได้ พี่เป็นคนดูแลหอแทนลุงที่พึ่งปลดเกษียณไปเมื่อต้นปี มีอะไรถามได้ ย้ายมาช่วงนี้คงลำบากหน่อยนะ”


“ก็นิดหน่อยครับ...”เอาตรงๆก็ลำบากพอดู ไหนจะเรื่องเรียน ไหนจะเรื่องเพื่อนอีก


“แต่ที่ลำบากสุดคงเป็นการอยู่ร่วมห้องกับหมอนั่นละนะ ถึงแล้ว”พอลิฟต์เปิดพี่กรก็พาเดินไปยังหอที่อยู่ด้านใน ชั้น12นี่เหมือนจะเป็นชั้นบนสุดถ้าไม่นับดาดฟ้า


“หมอนั่น? หมายถึงเจ้าของห้องที่ผมต้องไปอยู่ด้วยใช่ไหมครับ”


“อืม แต่ไม่ได้บอกหรอกนะว่าจะมีคนไปอยู่ด้วย”


“อ้าว แบบนี้จะไม่เป็นไรเหรอครับพี่”


“เรื่องมันกะทันหันนี่”


“เขาชื่ออะไรครับ”อย่างน้อยก็ควรจะรู้ไว้บ้าง


“Sean Hilary”


“ห๊ะ?”สำเนียงอังกฤษจ๋าถูกพูดรัวๆจนผมถึงกับอ้าปากค้าง


บอกเลยว่าภาษาอังกฤษผมแย่ยิ่งกว่าเด็กประถมอีก


“ฌอน ฮิลลารี”ครั้งนี้พี่กรพูดช้าๆให้ผมได้ฟังถนัดขึ้น


“คนต่างชาติเหรอครับ”ผมถามตาโต


“เปล่า เป็นลูกครึ่ง”


“เฮ้อ...”ค่อยยังชั่วหน่อย ถ้าต้องพูดอังกฤษผมคงได้สลบเหมือดแน่ๆ


“ห้องนี้แหละ”พี่กรหยุดเดินเมื่อมาถึงห้องด้านในสุดของชั้น


“1216...ขอบคุณครับ”ผมพึมพำเลขห้องก่อนจะหันไปขอบคุณ


“ไม่เป็นไร ถ้าไม่ไหวก็มาบอกละกัน จะลองหาห้องที่พออัดได้อีกให้”


“ครับ...”


“อ้อ...ลืมบอกไป เจ้าของห้องนี่ได้ชื่อในมหาลัยว่าเป็นปริ้น ออฟ อาร์ทน่ะนะเพราะงั้นเลยมีความศิลป์อยู่ในตัวค่อนข้างเยอะ ก็ถ้าอยู่ดีๆคิดว่าคงไม่เป็นไรมั้ง”


“ห๊ะ?”ว่า...อะไรนะ


“ไปล่ะ”พี่กรบอกพร้อมกับเดินจากไป ปล่อยให้ผมยืนอยู่หน้าประตูสีน้ำตาลด้วยความงงงวย


ก๊อก ก๊อก ก๊อก


ผมทำใจสักพักก่อนจะเคาะประตูห้องอย่างมีมารยาททว่ากลับไม่มีเสียงตอบรับเลยสักนิด ผมที่มองในแง่ดีคิดว่าคนในห้องคงไม่ได้ยินเลยเคาะใหม่อีกหลายครั้งแต่ผลตอบรับก็เหมือนเดิมคือความเงียบ


เมื่อเริ่มหมดความอดทนผมก็เลิกเคาะประตูแล้วเปิดประตูนั่นออกแรงๆด้วยความหงุดหงิด บานประตูที่คิดว่าน่าจะล็อคอยู่กลับเปิดออกอย่างง่ายดาย


ทันทีที่ประตูเปิดออกกลิ่นของสีก็โชยออกมาตามแรงลม ภาพภายในห้องที่ปรากฏขึ้นทำเอาดวงตาสีน้ำตาลของผมเบิกกว้างขึ้น บนพื้นห้องสีครีมถูกปูด้วยกระดาษสีขาวแผ่นใหญ่ยักษ์ประมาณเมตร...ภายในกระดาษแผ่นยักษ์เต็มไปด้วยลายเส้นสีดำวาดปัดป่ายไปมา...อุปกรณ์การลงสีไม่ว่าจะเป็นดีสอ สีน้ำ สีไม้หรือแม้แต่พู่กันต่างกระจายอยู่ตามพื้นห้องโดยมีชายหนุ่มผมสีน้ำตาลอ่อนในมือถือดินสอนั่งอยู่ตรงกลางกระดาษในชุดเสื้อกล้ามกับกางเกงขาสั้น เค้าโครงใบหน้า ลักษณะร่างกายตลอดจนท่าทางของอีกฝ่ายทำให้ผมรู้ทันว่าทำไมถึงได้ชื่อว่าเจ้าชาย


แค่หล่อยังน้อยไป


ต้องพูดว่าหล่อมาก


ขนาดผู้ชายด้วยกันยังคิดแบบนี้ไม่อยากคิดเลยว่าถ้าผู้หญิงเห็นคงจะกรี๊ดออกมาดังๆแน่นอน


ตั้งแต่เกิดมาก็พึ่งจะเคยเห็นคนที่หน้าตาดีขนาดนี้ มันช่างเป็นส่วนผสมอันลงตัวระหว่างสองเชื้อชาติจริงๆ


“เอ่อ สวัสดีครับ ผมเป็นรูมเมทที่จะมาอยู่ห้อง...”ยังไม่ทันได้พูดจบดวงตาคมๆสีเทาอ่อนก็เงยขึ้นมาสบ สายตานั่นทำเอาผมขนลุกไปทั่วทั้งร่าง


“ออกไป”เสียงทุ้มออกแหบเล็กน้อยพูดด้วยน้ำเสียงไร้มนุษย์สัมพันธ์


ประโยคแรกที่เอ่ยทักทายก็แสนจะเป็นมิตร


เพียงนาทีเดียวที่พบหน้าก็ดูเหมือนเราจะเข้ากันได้ดีซะเหลือเกิน


ที่พูดไปน่ะผมประชด


แค่เห็นก็บอกได้เลยว่าภาพลักษณ์เจ้าชายนั่นมันหลอกลวงสิ้นดี!

...............................................................................................

สวัสดีค่า

วันนี้มาลงบทนำให้ก่อน

เดี๋ยวอีกไม่นานจะมาลงตอนแรกให้อ่านกันนะคะ

ตอนแรกกะจะแต่งแฟนตาซีแต่อยู่ๆก็อยากแต่งแนวนี้ขึ้นมาเลยกะว่าแนวแฟนตาซีไว้หลังจากนี้ละกัน555

ขอฝากผลงานเรื่องใหม่ด้วยนะคะ^^

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ออฟไลน์ aiyuki

  • รักแท้ไม่แบ่งแม้เพศพันธุ์
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2637
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +133/-6
น่าสนุกอีกแล้ววว รอค่ะ

ออฟไลน์ Babelilong

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 305
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
    • Facebook  เข้ามาขอเป็นเพือนได้เลย
รอตอนต่อไปปปปปปป
 :katai5: :katai5:

 :pig4:

ออฟไลน์ เป็ดอนุบาล

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1402
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-2
 :pig4: :pig4:
ยินดีกับเรื่องใหม่นะค่ะ :mew1: :mew1:

ออฟไลน์ ChabaSri

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 602
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-0
โอเค...แปะ

55555 เรื่องไหนแนวไหนก็อ่านจ้าาา

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
ตามด้วย น่าสนใจ prince of heart  :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:

ออฟไลน์ ♥lvl♀‘O’Deal2♥

  • หานิยายถูกใจยากจัง!
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2665
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +176/-4
มาเกาะ

ออฟไลน์ Peung002

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 871
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
มาปูเสื่อรอด้วยคนค่ะ  :hao3:

ออฟไลน์ NuNam

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1226
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-3
รอจร้า  :hao7:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 588
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
.:*・สร้างรัก・*:. วันที่1



เจ้าของเลือนผมสีน้ำตาลอ่อนจ้องมองมายังผมที่ยืนนิ่งเงียบหลังจากได้ฟังถ้อยคำอันแสนเป็นมิตรนั่น สมองตอนนี้มันเหมือนเบลอๆยังไงก็ไม่รู้


“เอ่อ คือว่า...”


“บอกให้ออกไปไง”เป็นอีกครั้งที่ผมถูกพูดแทรกทั้งที่ยังเอ่ยไม่จบประโยค


นี่ผมทำอะไรผิดถึงขนาดต้องมันไล่กันขนาดนั้นเลยเหรอ


ส่วนตัวผมเองก็ใช่ว่าจะเป็นพวกยอมคนหรือหงิมๆ


โดนพูดแบบนี้ใส่สองรอบจะให้อยู่เฉยคงไม่ได้


“ไม่ไป”ในเมื่อยากไล่นักผมก็จะอยู่


จะอยู่ให้ประสาทกินไปเลย!


“...”เมื่ออีกฝ่ายเห็นว่าผมสวนกลับก็นิ่งไปเล็กน้อย


“ฉันไม่รู้ว่าทำไมนายต้องวางตัวเป็นศัตรูกันขนาดนั้นแต่ถ้านายยิ่งไล่ฉันก็จะยิ่งไม่ไปจากห้องนี้”คำพูดสุภาพก่อนหน้านี้หายไปกับสายลม ตอนนี้อารมณ์ผมก็ขึ้นพอๆกัน


การเริ่มต้นสภาพแวดล้อมใหม่ๆทำไมต้องมาเจออะไรแบบนี้ตั้งแต่วันแรกด้วย


“หึ พวกMสินะ”


“ไม่ใช่โว้ย!”ผมตะโกนกลับเสียงดัง


“ฉันจะอยู่คนเดียว”เจ้าของห้องบอก


“นายก็อยู่ไปสิ ฉันแค่ขอมุมนึงของห้องเท่านั้นเอง”ผมเลือกที่จะไม่สนใจสายตาคมๆที่จับจ้องมาแล้วเดินตรงไปยังเตียงด้านในสุดติดกับกำแพงที่มีผ้าสีขาวคลุมไว้


ในห้องนี้มีเตียงอยู่2เตียงซึ่งอยู่คนละฝั่งของห้อง เตียงอีกฝากนึงมีกระดาษวาดภาพวางกองอยู่เต็มไปหมดผมเชื่อว่านั่นต้องเป็นเตียงของเจ้าของห้องแน่ๆก็เลยเดินมายังเตียงฝั่งนี้


ผ้าคลุมเตียงสีขาวถูกดึงออกก่อนที่ผมจะทิ้งก้นนั่งลงบนเตียง กระเป๋าเป้สีเข้มถูกวางไว้ยังปลายเตียง ทุกการกระทำผมสัมผัสได้ว่าถูกจ้องมองอยู่


“ฉันยังไม่ได้อนุญาต”เสียงทุ้มนั่นเริ่มออกแนวไม่พอใจกับการกระทำของผม


“จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากนายรึไงล่ะ ไม่รู้ล่ะฉันจะอยู่นี่”


“ไม่ให้อยู่”


“ก็จะอยู่”


“ไม่ให้”


“จะอยู่”พวกเราทั้งคู่ต่างขึ้นเสียงใส่กันไปมา


เจ้าของห้องที่นั่งอยู่ลุกขึ้นแล้วเดินตรงมาหาผมด้วยใบหน้าหงุดหงิดแต่มีเหรอผมจะกลัวกับแค่ไอ้ท่าทางแบบนั้น


ไม่มีทาง!


“ลุกแล้วออกไป”อีกฝ่ายชี้นิ้วมายังผมก่อนจะชี้ไปยังประตูทางออก


“ไม่”ผมตอบกลับเสียงดังชัดเจน


“ดื้อ”


“นายก็ดื้อไม่แพ้กันหรอก”ผมไม่ยอมถูกบอกว่าดื้อฝ่ายเดียวแน่ๆ


แค่ขออยู่ด้วยมันจะอะไรนักหนา


ห้องตัวเองซื้อก็ไม่ใช่สักหน่อย


“ว่าไงนะ...”


“ฉันปภาวิน ชื่อเล่นน้ำเปล่า เรียกน้ำก็ได้”ผมแนะนำตัวทักทาย


“เปล่า”


“...เรียกเหรอ”ผมนิ่งไปนิดเมื่ออยู่ๆก็ถูกเรียกชื่อเล่น ถึงจะเรียกว่าเปล่าก็เถอะ


ปกติพวกเพื่อนๆจะเรียกผมว่าน้ำพึ่งเคยเจอคนที่เรียกว่าเปล่าครั้งแรกเลย


ที่เขาเรียกแปลว่าเริ่มยอมรับผมขึ้นมาหน่อยแล้วสินะ


“เปล่า”


“มีอะไร”เรียกชื่อผมอีกแล้ว


“ไม่ได้เรียก ที่พูดว่าเปล่า คือฉันไม่ได้ถาม”คำอธิบายต่อมาทำเอาความร้อนมารวมกันอยู่บนใบหน้า


ถ้าสามารถได้ยินเสียงคงจะได้ยินเสียงเพล้งจากใบหน้าผมที่แตกเป็นเสี่ยงแน่


บ้าเอ้ย!


ไอ้ผมก็นึกว่าเรียกชื่อกันซะอีก


น่าโมโหที่สุด


ได้...เล่นแบบนี้ใช่ไหม


ขอเล่นกลับบ้างละกัน


“ช้อน!”ผมตะโกนพร้อมชี้หน้าอีกฝ่ายกลับ


“...”ใบหน้าหล่อคมคายเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยราวกับไม่เข้าใจสิ่งที่ผมกำลังจะสื่อ


“ชื่อนายน่ะ ฌอน อะไรสักอย่างสินะ”


“Sean Hilary”สำเนียงอังกฤษอันไพรเราะนั่นฟังยากกว่าพี่กรอีก


“ฌอนมันก็ออกเสียงคล้ายๆช้อนแหละน่า”


“ไม่คล้ายสักนิด”


“อ๋อเหรอ สำหรับคนโง่อังกฤษมันเหมือนน่ะ นายช้อน”ผมจงใจย้ำคำว่าช้อนเป็นพิเศษ


“เลิกเรียก”อีกฝ่ายเริ่มไม่พอใจที่ชื่อตัวเองถูกเปลี่ยน


“งั้นก็เลิกกวนก่อนสิ”


“ใครกันแน่ที่กวนน่ะ”


“แล้วใครที่ไล่คนที่พึ่งเจอหน้ากันครั้งแรกก่อนเล่า”


“จะบอกว่าคนที่ล้อชื่อคนอื่นไม่ผิดงั้นสิ”


“นายก็ล้อชื่อฉันเหมือนกันเหอะ อย่าคิดว่าไม่รู้นะว่าจงใจพูดคำว่าเปล่าน่ะ”ผมสวนกลับอย่างไม่ยอมแพ้


“ทำไมฉันต้องมายืนเถียงเรื่องไร้สาระนี่ด้วย รีบๆลุกแล้วออกไปสักที”


“บอกแล้วไงว่าไม่ไป ขออยู่ด้วยจะเป็นไรไปเล่า อย่าใจร้ายน่า”


“ฉันชอบอยู่คนเดียว”


“เหมือนกันแหละน่า”ผมเองก็อยากอยู่คนเดียวมากกว่า


“งั้นก็ไปซะสิ”


“ไม่ไป...ถ้าไปฉันก็ไม่มีห้องอยู่น่ะสิ”ไม่อยากไปนอนเบียดกันหลายๆคนหรอกนะ


“ไม่ใช่เรื่องของฉันนี่”


“เอางี้ไหมช้อน...”


“ลองเรียกอีกทีฉันจะจับนายโยนออกไปนอกห้องเดี๋ยวนี้เลย”ทันทีที่คำว่าช้อนดังขึ้นอีกฝ่ายก็พูดแทรกด้วยใบหน้าไม่พอใจ


“งั้นฌอนก็ได้ ขอฉันอยู่ด้วยน่ารับลองว่าจะไม่วุ่นวายกับนายเลย ของที่วางอยู่บนพื้นห้องไม่ต้องขยับออกก็ได้ฉันขอแค่พื้นที่ตรงนี้กับห้องน้ำก็พอแล้ว จะไม่เข้าไปยุ่งกับนายแน่นอน”ผมพยายามเปลี่ยนอารมณ์เพราะขืนเถียงกันต่อก็ไม่ได้เข้าเรื่องสักที


“ไม่ ออกไป”


“อืมม ฉันเริ่มง่วงแล้วสิ ตื่นมาค่อยคุยต่อละกันนะ”ผมทิ้งตัวลงนอนหันหน้าชิดกำแพงทันที ดูแล้วคงคุยตอนนี้ไม่รู้เรื่องเพราะงั้นต้องปล่อยให้อีกฝ่ายใจเย็นสักหน่อย


“อย่าพึ่งนอน”


“หลับแล้ว”ผมงึมงำตอบพร้อมทำท่าเคี้ยวน้ำลายประกอบ


“นี่”


“ฝันดีช้อน”


เสียงพึมพำของผมเหมือนจะทำให้เจ้าของห้องอารมณ์ขึ้นเพราะมีเสียงบ่นดังขึ้นต่อเนื่อง เพียงแต่เพราะความเหนื่อยล้าจากการเดินทางทำให้เสียงเหล่านั้นเหมือนเพลงกล่อมให้ผมปล่อยสติให้หายไปอยู่ในวังวนของการนิทราอย่างไม่รู้ตัว


ดูเหมือนความเหนื่อยล้าจะมากว่าที่คิดพอสมควร ผมลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนจากสีครามเป็นสีส้มของยามเย็นซะแล้ว


บรรยากาศอันเงียบสนิททำให้ผมคิดไปว่าเจ้าของห้องคงออกไปข้างนอกแต่พอลุกขึ้นนั่งพลางมองไปยังบริเวณกลางห้องก็พบกับเจ้าของห้องกำลังนั่งก้มหน้าใช้สีไม้สีดำสนิทลากลายเส้นไปมาบนกระดาษแผ่นยักษ์ด้วยใบหน้าเคร่งเครียดราวกับไม่พอใจในสิ่งที่ทำอยู่นัก


ภาพบนกระดาษมีรูปร่างคล้ายศาลาริมน้ำที่มีต้นไม้และดอกไม้ขึ้นอยู่ปะปาย ทั้งที่ทำกลังใช้สีไม้ลงสีแต่กลับมีเพียงแค่สีดำเท่านั้นที่ถูกระบายลงไป


ผมไล่สายตาไปตามพื้นที่ของห้องพร้อมสังเกตดูกระดาษมากมายที่มีทั้งวางกองรวมๆหรือกระจายอยู่ตามพื้นห้องอย่างครุ่นคิด
จะว่าไปภาพที่วาดกระจายอยู่ในห้องก็มีแต่สีขาวดำทั้งนั้นเลย


พวกอุปกรวากภาพอย่างกล่องสีไม้หรือสีน้ำก็มีสีอยู่ครบทุกเฉดแต่มีแค่สีดำที่ถูกใช้ไม่เหมือนสีอื่นที่เหมือนไม่เคยถูกใช้งาน
ทำไมถึงใช้แค่สีดำล่ะ


หรือว่าชอบโทนสีแบบนี้


สำหรับผมไม่ค่อยรู้เรื่องภาพหรือศิลปะนักหรอก ที่รู้สึกจากภาพขาวดำภายในห้องนี่ก็มีแค่ความรู้สึกดำๆมืดๆ อธิบายไม่ค่อยถูกเท่าไหร่


ที่แน่ๆคือดูไม่มีชีวิตชีวาเอาซะเลย


ใบหน้าเครียดๆของคนวาดเหมือนจะสื่อออกมาทางภาพโดยตรงทว่าเพียงไม่นานบรรยากาศก็เริ่มเปลี่ยนไป...ใบหน้าเครียดกลับนิ่งลงก่อนที่มือนั่นจะเคลื่อนไหวอย่างช่ำชอง ผมเองก็มองอีกฝ่ายใช้สีไม้ระบายอย่างคล่องแคล่วด้วยความรู้สึกชื่นชม


เหมือนเขาละทิ้งอารมณ์ส่วนตัวแล้วจมลงสู่กระดาษเบื้องหน้า


ไม่ถึง20นาทีที่ผมนั่งมองภาพร่างศาลาริมน้ำก็ถูกสีไม้ด้ามดำระบายจนไม่เหลือเค้าโครงเดิม ความงดงามของภาพแสดงออกมาอย่างตรงไปตรงมาแม้ไม่ใช่มืออาชีพก็ยังสามารถรับรู้ได้ ขนาดใช้เพียงสีดำยังสามารถสื่อถึงช่วงเวลายามพระอาทิตย์ตกได้ผ่านแสงและการแลเงา


“...สุดยอด”ผมพึมพำโดยที่ไม่ละสายตาออก ไม่ใช่แค่ภาพที่ดึงดูดให้มองแต่ท่าทางเวลาระบายสีบนกระดาษนั่นช่างสงบนิ่งและน่าจดจำผิดกับชายที่เถียงกับผมก่อนหน้านี้ลิบลับ


ภาพลักษณ์นี่สินะที่ทำให้ถูกเรียกว่าเจ้าชาย


โครกกกก~


เสียงจากท้องแผดดังลั่นจนเจ้าของอย่างผมอยากจะมุดหน้าเข้ากำแพงซะจริงๆ


“เอ่อ คือ...ขอโทษที่...”คำพูดที่จะเอ่ยหยุดชะงักเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่แม้จะหันมาสนใจเสียงท้องร้องเลยสักนิด


สมาธิดีไปแล้ว


นี่สินะคนที่อยู่ในอารมณ์ศิลป์


ผมไม่รู้และไม่เคยเห็นมาก่อนด้วย


ท้องผมยังคงแผดเสียงอย่างต่อเนื่องจนผมทนไม่ไหวหยิบกระเป๋าเงินในเป้ก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นจากเตียง ทุกย่างก้าวผมพยายามไม่ส่งเสียงรบกวนสมาธินั่น เมื่อเปิดประตูออกจากห้องได้สำเร็จผมก็ถอนหายใจออกมาเบาๆที่ฌอนยังคงก้มหน้าอยู่กับกระดาษตรงหน้า


ผมเป็นคนบอกเองว่าจะไม่รบกวนเพราะงั้นก็ควรจะอยู่ให้เงียบที่สุด


สำหรับงานศิลปะไม่ว่าจะเป็นอะไรต่างก็ต้องใช้สมาธิอย่างมากในการทำขืนทำให้สมาธิหลุดงานคงเละเป็นแน่


ลงลิฟต์มาถึงชั้นแรกผมก็ต้องหันซ้ายขวาอยู่หน้าหอเพราะไม่รู้จักที่ทางภายในมหาลัยหรือโดยรอยเลยสักนิดเดียว ถึงจะหิวแต่ไม่รู้ว่าร้านข้าวอยู่ไหนก็ไม่ต่างจากคนเดินไปไร้จุดหมาย


“พี่กร”ผมเดินเข้าไปเรียกผู้ดูแลหอพักที่ยืนรดน้ำต้นไปอยู่นอกรั้วด้วยความหวัง


“อ้าว โดนไล่มาแล้วเหรอ แต่ก็นานกว่าที่คิดนะเนี่ยถือเป็นสถิติใหม่เลย”คำทักทายแปล่งนั่นทำให้ผมคาดได้ว่าผมไม่ใช่คนแรกที่ถูกส่งไปอยู่ห้องเดียวกับฌอนแน่ๆ


“ผมยังอยู่ห้องนั้นอยู่ครับ แค่จะออกไปหาอะไรกิน...”


“ไม่ถูกไล่จริงเหรอ?”เหมือนเขาจะตกใจที่ผมไม่ถูกไล่พอดี


อยากจะบอกกลับไปว่าถูกไล่เกินสิบรอบแล้วครับพี่แค่ผมไม่ยอมออกมาเท่านั้นเอง


“แฮะๆ...ก็โดนไล่อยู่แต่พอไหว ผมยังไม่ได้แนะนำตัวเลยผมปภาวินเรียกน้ำเปล่าก็ได้ครับ”เหมือนจะยังไม่เคยแนะนำชื่อให้พี่กรฟังนะ


“น้ำเปล่า...ชื่อแปลกดีนี่ ถ้าอยู่ไม่ไหวก็มาบอกพี่นะ”


“ได้ครับ ว่าแต่โรงอาหารไปทางไหนเหรอครับ”ผมถามประเด็นสำคัญ


“อ้อ พึ่งมาเลยไม่รู้สินะ เดินไปตามทางนี่พอถึงหัวโค้งก็เลี้ยวขวาจะเห็นอาคารสรขาวใหญ่ โรงอาหารที่ใกล้สุดอยู่ใต้อาคารนั่นแหละ”


“ขอบคุณครับ”ผมเอ่ยก่อนจะเดินไปตามทางที่ถูกบอกมา


อาคารขนาดใหญ่สูงประมาณ8ชั้นเขียนป้ายว่าคณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ตัวยักษ์ ใต้อาคารก็เป็นอย่างที่พี่กรบอกโรงอาหารขนาดใหญ่อัดแน่นไปด้วยนิสิตหลายร้อยคน


เสียงพูดคุยดังลั่นตลอดการเดิน ผมมองหาร้านที่คนน้อยที่สุดเนื่องจากใกล้เป็นลมเป็นทีและดูเหมือนโชคจะเข้าข้างให้เห็นแถวของรานก๋วยเตี๋ยวที่มีคนต่อเพียงไม่กี่คนเท่านั้น


ใช้เวลาไม่นานชามก๋วยเตี๋ยวก็ถูกยกมานั่งยังโต๊ะว่างริมกำแพง ระหว่างกินอย่างหิวโหยผมก็นึกถึงคนในห้องขึ้นมา


จากที่ดูคงไม่ได้กินมื้อกลางวันเหมือนกัน นี่ก็เย็นแล้วแต่ไม่เห็นมีทีท่าว่าจะหลุดสมาธิออกจากการวาดภาพเลย


“เฮ้อ ช่วยไม่ได้นะ”ถอนหายใจเสร็จผมก็เดินไปต่อแถวซื้อก๋วยเตี๋ยวใส่ถุงหลังจากกินชามตัวเองเสร็จ


ถ้าหมอนั่นมีของกินแล้วผมเก็บไว้กินพรุ่งนี้เองก็ได้


คิดได้แบบนั้นผมก็เดินกลับห้องพร้อมถุงก๋วยเตี๋ยว ประตูห้อง1216ค่อยๆถูกเปิดอย่างระมัดระวังไม่ให้คนข้างในรู้ตัวซึ่งก็สำเร็จด้วยดี ผมก้าวเดินหลบของที่เกลื่อนพื้นไปจนถึงส่วนของห้องครัวขนาดเล็กที่มีเพียงตู้เย็นและที่ล้างจาน ในหอไม่อนุญาตให้ใช้เตาแก๊ส


สิ่งที่ทำได้คือใช้กาน้ำไฟฟ้าต้มมาม่าหรือใช้ไมโครเวฟเวฟข้าวในตู้เย็น


ทั้งกาน้ำไฟฟ้าและไมโครเวฟต่างก็มีตั้งอยู่บนเคาน์เตอร์ติดกับที่ล้างจาน


ตู้เย็นขนาดกลางถูกเปิดออกด้วยความสนใจว่าจะมีอาหารอะไรอยู่บ้าง ไม่แน่ว่าอาจมีพวกข้าวเซเว่นอยู่ก็ได้ทว่าความจริงกลับน่าตกใจเพราะนอกจากจะไม่มีของที่คาดว่าจะทำให้อิ่มท้องแล้วตู้ยังแทบจะว่างเปล่ามีเพียงน้ำเปล่าอยู่สองขวดใหญ่เท่านั้น


ตู้ตั้งใหญ่ใส่น้ำแค่สองขวดเนี่ยนะ


ผมปิดตู้เย็นพร้อมไล่มองเคาน์เตอร์ไม่ว่าจะเป็นซองมาม่าหรือโจ๊กถ้วยก็ไม่มีเลยสักอัน


“จะเอาอะไรกินละนั่น”ไม่มีอะไรเลยสักอย่าง


แค่น้ำมันจะไปอิ่มอะไร


ผมส่ายหน้าพลางถือวิสาสะหยิบชามเพียงใบเดียวของห้องมาเทก๋วยเตี๋ยวใส่ลงไปพร้อมหยิบช้อนและตะเกียบมาวางในชามก่อนจะเดินไปหยุดอยู่ด้านหลังของเจ้าของห้องที่ดูเหมือนจะไม่รับรู้สิ่งรอบกายเลยสักนิด


“นี่”ผมเรียกเสียงเบา


“...”


“นี่ฌอน”ความเงียบที่ได้ทำให้ผมเพิ่มเสียงให้ดังขึ้น


“...”


เมื่อคำตอบที่ได้ยังคงเป็นความเงียบก็ทำเอาผมเริ่มหงุดหงิดเล็กๆ


ในเมื่อเรียกดีๆแล้วไม่หันก็เหลือแค่...


“ช้อน!”ผมเรียกเสียงดังลั่นจนมือที่กำสีไม้อยู่หยุดชะงัก ดวงตาสีเทาอ่อนค่อยๆหันกลับมาสบตาผมอย่างเอาเรื่อง


“บอกให้เลิกเรียกไง”


“ก็เรียกดีๆนายหันที่ไหนล่ะ”อย่ามาโทษว่าเป็นความผิดผมนะ


เรียกฌอนดีๆก็ทำมาแล้ว


“เรียกตอนไหน”


“เรียกเป็นสิบชาติแล้ว”


“งั้นนายก็ตายมาเป็นสิบรอบแล้วสิ”


“ช้อน”


“เลิกเรียก”


“ก็เลิกกวนสิ”


“คนที่กวนก่อนมันนายนะ ฉันนั่งอยู่ดีๆ”ฌอนสวนกลับ


“นั่งจนรากงอกติดกับพื้นแล้วมั้ง”


“เปล่า”


“หึ...ไม่หลงกลหรอกน่าอย่ามาเรียกกันซะให้อยาก”ผมไม่ยอมโดนซ้ำสองแน่


“ก็ไม่ได้เรียกนี่”


“ช้อน!”


“อยากโดนถีบออกจากห้องนักใช่ไหม”สายตาขวางๆนั่นบอกได้เลยว่าอีกฝ่ายเอาจริง


“จะหลบให้ดู”ผมยังคงไม่เลิกกวน


“เลิกไร้สาระได้แล้ว มีอะไร”เหมือนฌอนจะไม่อยากเถียงไร้สาระมากไปกว่านี้


“นี่”ผมเองก็ใช่ว่าจะเถียงเลยนั่งลงข้างๆแล้วยื่นชามก๋วยเตี๋ยวส่งไปให้


“จะกินก็ไปกินแถวอื่น”คำตอบที่ได้รับทำให้ผมรู้ว่าฌอนไม่เข้าใจสิ่งที่ผมต้องการสื่อสักนิด


แค่หาที่นั่งกินข้าวจำเป็นต้องมาเรียกนายรึไงเล่า


“ฉันกินแล้ว”


“แล้วจะถือมาทำไมอีก”อีกฝ่ายเริ่มทำหน้ายุ่ง


นี่ต้องให้พูดตรงๆใช่ไหม


ก็ได้...จะจัดให้เลย


“ถือมาให้นายไง”


“...ฉัน?”


“ยังไม่ได้กินไม่ใช่เหรอ มื้อเย็นน่ะ”ผมพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย


พอต้องทำเสียงเข้มเถียงกันไปมาแล้วรู้สึกเหนื่อยขึ้นมาเลย


“...”ความเงียบกับสายตาที่จับจ้องทำเอาไม่รู้จะทำตัวยังไงเลยยื่นชามไปให้ฌอนอีกรอบ


“เอาไปสิ”ในเมื่อไม่ยอมรับผมเลยวางชามไว้บนตักนั่นจนฌอนต้องรีบใช้สองมือยกถ้วยขึ้นไม่ให้น้ำก๋วยเตี๋ยวหกโดนภาพวาดด้านใต้


“...ไม่เห็นร้อน”ทั้งที่คิดว่าอาจต้องเถียงกันอีกรอบเรื่องที่เอาชามไปวางแบบนั้นแต่คำพูดที่ได้ยินกลับเรียกรอยยิ้มผมออกมา


“อยากกินร้อนๆก็เอาไปอุ่นเองสิ”


“เอาไปอุ่นซะ”พูดจบชามก๋วยเตี๋ยวใบเดิมก็ถูกส่งกลับมาอีกรอบ


“นี่ฉันไม่ใช่คนใช้นายนะ”


“เงียบด้วยฉันต้องใช้สมาธิ”ฌอนบอกพร้อมกับหยิบสีไม้เตรียมจะเข้าโหมดวาดภาพ


“เดี๋ยวๆ วางสีไม้ลงเลย”ผมรีบเอ่ยห้าม


“ทำไม”อีกฝ่ายขมวดคิ้วถาม


“ขืนเข้าโหมดสมาธิขนาดนั้นกว่าจะเรียกได้ก๋วยเตี๋ยวก็เย็นหมดพอดี รอแป๊บจะรีบไปอุ่นให้”ผมลุกขึ้นก้าวฉับๆไปอุ่นชามก๋วยเตี๋ยวในไมโครเวฟก่อนจะยกชามร้อนๆวางบนจนแล้วยกกลับให้เจ้าของห้องที่นั่งขัดสมาธิมองผมวางชามก๋วยเตี๋ยวส่งไปให้


ฌอนมองหน้าผมเล็กน้อยแล้วถึงจะลงมือกินก๋วยเตี๋ยวในชาม เส้นเล็กต้มยำถูกเคี้ยวสักพักจึงกลืนลงคอ ดวงตาสีเทาอ่อนหันมาสบผมพร้อยเอ่ยบางสิ่งออกมา...


“ไม่อร่อย”


“...”คนเสียงเงินอย่างผมถึงกับกำมือแน่นด้วยความหงุดหงิด


นี่ผมอุตส่าห์ซื้อมาให้นะ


ขอบคุณสักคำยังไม่มีแล้วยังกล้ามาบอกว่าไม่อร่อยอีกเหรอ


“ทำอะไร...”ฌอนเอ่ยเมื่อชามในมือถูกผมดึงกลับมาอยู่ในมือตัวเอง


“ไม่อร่อยก็ไม่ต้องกิน”ผมกระแทรกเสียงพลางใช้ตะเกียบคีบเส้นในชามกิน


“ไม่ได้พูดว่าจะไม่กินนี่”ฌอนเห็นผมกินก็เอื้อมมือมาหมายจะคว้าชามกลับไปแต่ผมก็ไม่ยอมเลยยื้อไว้สุดความสามารถ


“ปล่อยนะ ฉันจะกิน”


“ไหนบอกซื้อมาให้ฉันไง”


“ไม่ให้แล้ว...ปล่อย”


“นายสิปล่อย”


“ช้อนแหละที่ต้องปล่อย”


“เปล่า”


“ไม่ต้องมาเรียกเลย”


“ปล่อยชาม”


“ไม่”


พวกเราทั้งคู่ต่างยื้อแย่งชามก๋วยเตี๋ยวร้อนๆโดยดึงช่วงจานลองยื้อแย่งกันไปมาทว่าด้วยการยื้อแย่งเป็นเวลานานทำให้น้ำให้ถ้วยกระฉอกไปมาจนในที่สุดชามนั่นก็หลุดออกจากจานซึ่งเป็นฐานรองเพียงหนึ่งเดียวแถมยังเตรียมจะหกไปทางรูปภาพที่ยังไม่เสร็จดีด้วย


“เฮ้ย!”ทั้งผมและฌอนต่างร้องขึ้นด้วยความตกใจ


ในตอนนี้ผมไม่รู้ว่าทำอะไรลงไปรู้เพียงแค่ว่าภาพยามเห็นอีกฝ่ายระบายสีลงบนภาพร่างนั่นมันช่างตราตรึงจนไม่อยากให้ผลงานนี่ต้องเสียหายไป


เพราะความคิดนั่นผมเลยใช้ตัวเองรับชามก๋วยเตี๋ยวที่กำลังจะหกรดกระดาษ ความร้อนของน้ำซุปต้มย้ำแผ่ซ่านไปทั่วหน้าท้องที่ผมใช้รับ


“โอ้ย...ซี๊ด...”ผมรีบเด้งตัวให้หลุดออกจากบริเวณกระดาษก่อนจะทรุดตัวลงจับท้องตัวเองที่แซบร้อนไปหมด โชคยังดีที่ไม่มีน้ำไปเปื้อนผลงานนั่น


“ทำบ้าอะไรของนายน่ะ”ฌอนไม่แม้จะหันไปสำรวจกระดาษว่ามีน้ำหกใส่ไหม สิ่งที่เขาทำขยับเข้ามาดูผมด้วยสีหน้าบอกไม่ถูก ดวงตาสีเทาอ่อนนั่นฉายแววกังวลออกมาอย่างชัดเจน


“ไปดูภาพนายก่อนไป”ผมไม่แน่ใจว่าภาพนั่นจะปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์


“ช่างภาพมันก่อนเถอะ อย่าเองมือปิด นอนลงซะ”ฌอนพูดพร้อมกับใช้มือกดหัวผมให้นอนลงกับพื้นก่อนจะใช้มือเลิกเสื้อผมขึ้นเพื่อดูบริเวณที่โดนลวก


“ฉันไม่เป็น...”


“เงียบ อย่าขยับด้วย”อีกฝ่ายพูดเสียงดังระหว่างลุกขึ้นก้าวยาวๆไปยังห้องน้ำด้านข้าง


ไม่นานก็กลับออกมาพร้อมขันน้ำและผ้าขนหนูผืนเล็ก ผ้าชุบน้ำหมาดๆถูกวางลงบริเวณที่โดนลวกแล้วเช็ดคราบน้ำและเส้นที่เปรอะเปื้อนอยู่ออกไป


“ฉันทำเองได้นะนายไม่ต้อง...”


“บอกให้เงียบไง”สายตาคมๆที่จ้องมาทำเอาผมรีบหุบปากตัวเองโดยด่วน


ทำไมต้องทำหน้าน่ากลัวด้วยเล่า


ผมเป็นคนเจ็บนะ


ในเมื่อขัดขืนอะไรไม่ได้ผมก็ปล่อยให้อีกฝ่ายจัดการจนพอใจ เสื้อที่เปียกไปด้วยน้ำต้มยำถูกถอดพร้อมกับตัวผมถูกดึงให้ลุกไปอาบน้ำ


“เดี๋ยว ของอาบน้ำยังอยู่ในกระเป๋า”ผมรีบขืนประตูหลังจากนึกได้ว่ายังไม่ได้เอาของอะไรออกจากกระเป๋าเลยสักอย่าง


“ใช้ๆไปเถอะ”คำพูดนี่ผมตีความได้ว่าใช้ด้วยกันได้ใช่ไหม


“แล้วเสื้อผ้า...”


“เดี๋ยวหยิบให้ รีบๆไปอาบไป”พูดจบประตูห้องน้ำก็ถูกปิด


ดวงตาสีน้ำตาลของผมกระพริบปริบๆอย่างงงงวยในการกระทำของอีกฝ่าย ท่าทางแบบนั้นหรือว่าสำนึกผิดแล้วกำลังเป็นห่วงผมใช่ไหมนะ


นี่ผมเข้าใจถูกเนอะ


แกร็ก


“ยังไม่อาบอีก”ประตูห้องน้ำถูกเปิดอ้าโดยไม่มีการเคาะ ฌอนมองผมที่ยังยืนอยู่ที่เดิมด้วยสายตาโกรธๆก่อนจะโยนเสื้อผ้ามาให้


“เดี๋ยวฌอน”ผมรั้งอีกฝ่ายไว้


“อะไร”


“เอ่อ...ที่ทำแบบนี้คือเป็นห่วงฉันใช่ไหม”ผมถามออกไปตามที่อยากรู้


“...เปล่า”


“อะไร”เรียกผมสินะ


“ไม่ได้เรียก”


รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงหน้าแตกดังเพล้งอีกรอบเลย


“อย่ามาเฉไฉห่วงกันก็บอกมา”ผมไม่สนว่าหน้าจะแตกอีกกี่รอบแต่ผมต้องรู้ให้ได้ว่าท่าทีร้อนรนนั่นคืออะไร


“ไม่ได้ห่วง...แค่ปล่อยไว้ห้องจะเหม็น”


“ห๊ะ?”


“ถ้าเข้าใจก็รีบอาบแล้วออกไปทำความสะอาดด้วย”


“เดี๋ยวสิ คนทำหกมันนายนะ”ทำไมผมที่เป็นคนเจ็บต้องมาทำความสะอาดอีกเล่า


“อย่ามาโยนคนที่ดึงกลับไปก่อนคือนาย”


“ก็นายมาบอกว่าไม่อร่อยก่อนทำไมเล่าคนอุตส่าห์ซื้อมาฝาก”


ปกติต้องขอบคุณสิไม่ใช่มาบอกว่าไม่อร่อย


“ก็มันไม่อร่อยจริงๆนี่...รีบไปอาบน้ำซะ เหม็นไปหมดแล้ว”พูดจบประตูห้องน้ำก็ถูกปิดลงปล่อยให้ผมยืนกำหมัดแน่ด้วยโกรธปนโมโห


ไอ้เราก็นึกว่าจะเป็นห่วง


ผมมันผิดเองที่คิดว่าเราอาจจะเริ่มเข้ากันได้


คอยดูนะครั้งหน้าจะเอาปลาร้ามาเทใส่ผลงานให้เหม็นทั้งห้องเลย


คอยดูเถอะช้อน!

...............................................................................
สวัสดีค่า

มาอัพตอนแรกแล้ว

เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่เน้นแนวอ่านสบายๆ

ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ค่อยๆพัฒนาไปทีละนิด

ไว้เจอกันใหม่ในตอนหน้านะคะ

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ออฟไลน์ aiyuki

  • รักแท้ไม่แบ่งแม้เพศพันธุ์
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2637
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +133/-6
เปล่า กับ ช้อน 55555

ออฟไลน์ farfarneenee

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 365
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-1
น่าร๊ากกกกกด :hao7: :hao7:

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8900
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80

ออฟไลน์ เป็ดอนุบาล

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1402
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-2

ออฟไลน์ Coffeeblack

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 318
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 588
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
.:*・สร้างรัก・*:. วันที่2



การอาบน้ำทั้งที่ยังมีแผลสดๆค่อนข้างลำบากกว่าจะทำใจใช้ผ่ามือแตะบริเวณแผลเพื่อทำความสะอาดได้ก็ต้องใช้เวลาพอสมควร แม้จะไม่ได้แตะก็ยังสัมผัสได้ถึงความเจ็บแปล็บๆที่แล่นเข้ามา


“ซี๊ด....เจ็บเป็นบ้าเลย”ผมบ่นพึมพำระหว่างสวมเสื้อผ้าที่ถูกโยนมาให้


เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยผมก็สูดหายใจลึกเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับเจ้าของห้องที่ไม่รู้ว่ากำลังอยู่ในอารมณ์ก่อนจะเปิดประตูห้องน้ำออกไป สองขาผมก้าวตรงไปยังเตียงพลางเหลือบสายตามองหาเจ้าของห้องว่ากำลงทำอะไรอยู่


ฌอนนั่งลงอยู่ริมกระดาษวาดรูปใบเดิมในสภาพของคนกำลังมีสมาธิโดยบริเวณที่ชามก๋วยเตี๋ยวหกกลับสะอาดเอี่ยมไม่เหลือร่องลอยคราบของน้ำซุปอยู่เลยแม้แต่นิดเดียว


“ไหนว่าให้ฉันออกมาทำความสะอาดไง”ผมขมวดคิ้วมองอย่างๆงง


เล่นทำซะเลี่ยมแบบนี้จะให้ผมทำอะไรต่อได้ล่ะ


กึก!


เมื่อหย่อนก้นลงนั่งบนเตียงโดยที่สายตาจดจ่ออยู่ใจกลางห้องทำให้นั่งทับอะไรบางอย่างโดยไม่รู้ตัว ผมรีบขยับตัวออกพร้อมหันไปมองถุงสีขาวที่มีตราของร้านขายยาปรากฏอยู่บนถุงด้วยความรู้สึกงงๆ


ถุงสีขาวถุงยกขึ้นแล้วหยิบของภายในขึ้นมามอง กล่องยาทาขนาดเล็กมีตัวอักษรขนาดใหญ่เบ้งว่ายาทาแก้แผลพุพอง น้ำร้อนลวก


“ฌอน...”เพียงแค่อ่านผมก็ต้องหันควับไปมองหน้าเจ้าของห้องที่ปล่อยสติให้ไหลไปกับภาพวาดอย่างตกใจ


ยานี่ซื้อมาให้ผมเหรอ?


แปลว่าที่บอกว่าไม่ได้ห่วงก็โกหกใช่ไหม


อุตส่าออกไปซื้อยามาให้ตอนที่ผมกำลังอาบน้ำอยู่สินะ


ผมไม่คิดว่าในห้องจะมียานี้อยู่แล้วหรอก


ใบหน้ากับคำพูดอาจจะดูแข็งและหยาบกระด้างแต่การกระทำกับไม่ใช่เลย


ตอนผมโดนน้ำซุปลวกถึงจะพูดด้วยน้ำเสียงห้วนๆแต่สัมผัสยามเช็ดนั่น...


อ่อนโยน


หรือว่าเขาจะเป็นพวกการกระทำไม่ตรงกับคำพูด


“ขอบคุณ”ถึงจะเอ่ยออกไปก็รู้ว่าคนที่จดจ่ออยู่กับการลงสีคงไม่ได้ยินเป็นแน่


แต่ถึงไม่ได้ยินก็ไม่เป็นไร


ผมมองยาในมือสลับกับเจ้าของห้องสักพักก่อนจะลงมือทายานั่นบริเวณหน้าท้อง ทั้งที่รู้สึกเจ็บแต่ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้ยิ้มออกมาได้กัน




วันรุ่งขึ้นผมตื่นขึ้นมาพร้อมเสียงปลุกจากโทรศัพท์มือถือ ทันทีที่ร่างกายขยับความเจ็บแปล๊บก็แล่นเข้ามาจนต้องผ่อนลมหายใจออกมายาวๆ เมื่อคืนหลังทายาเสร็จผมก็ล้มตัวลงนอนทั้งๆที่ห้องเปิดไฟสว่างจ้าแบบนั้น


จะให้เดินไปปิดไฟก็ดูจะเสียมารยาท


ผมคิดแบบนั้นจนถึงตอนนี้ที่เห็นว่าไฟดวงเดิมยังคงเปิดอยู่ทั้งที่แสงสว่างจากดวงอาทิตย์แผดแสงผ่านผ้าม่านเข้ามาจนแสบตาไปหมด


ภาพวาดระบายสีด้วยสีไม้เมื่อคืนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงราวกับถูกวาดขึ้นใหม่ พู่กันขนาดเล็กถูกจุ่มน้ำบริเวณปลายก่อนที่จะถูกตวัดด้วยความช่ำชองตามลายเส้นของภาพจนเกิดเป็นมิติอันลึกล้ำต่างจากการใช้สีไม้คนละแบบเลย


ศาลาริมน้ำ ดอกไม้ แม่น้ำรวมถึงแสงอาทิตย์ ทุกอย่างเหมือนกำลังมีชีวิตทั้งที่เป็นภาพสีขาวดำแต่กลับแสดงถึงความงดงามของสถานที่ออกมาได้โดยสมบูรณ์


ขนาดผมที่ไม่รู้เรื่องยังตกตะลึงกับภาพตรงหน้าสุดๆ


ร่างด้วยดินสอ ลงสีด้วยสีไม้และปิดฉากด้วยสีน้ำ


เป็นครั้งแรกที่เห็นความเปลี่ยนแปลงในชั่วข้ามคืนแบบนี้


ไม่สิ


ใช่เวลามาชื่นชมที่ไหน


นี่อย่าบอกนะว่าทำอยู่ทั้งคืนน่ะ


“ช้อน!”ผมตะโกนเรียกเสียงดังจนปลายพู่กับที่กำลังจุ่มลงในถ้วยน้ำชะงัก ดวงตาสีเทาอ่อนละจากภาพตรงหน้ามามองหน้าผม


“เงียบหน่อย ฉันต้องใช้สมาธิ”คำทักทายแรกของวันช่างเป็นอะไรที่น่ายินดีเหลือเกิน


“จะให้เงียบได้ไง นายไม่ได้นอนใช่ไหมเนี่ย”ผมลุกขึ้นก้าวไปหาอีกฝ่าย


“นอน?...เช้าแล้วเหรอ”ฌอนหันไปมองนาฬิกาเลือนเล็กที่อยู่ด้านขึ้นก่อนจะขมวดคิ้วราวกับไม่คิดว่าตอนนี้เป็นรุ่งเช้าของวันใหม่แล้ว


“ใช่ นี่จะ8โมงแล้ว นายนั่งวาดมาตั้งแต่เมื่อคืน ไม่สิ เมื่อกลางวันก็วาด...ตอนเช้าที่เจอกันก็ยังวาด นี่นายเอาเวลาไหนนอนกันน่ะ”พอลองนึกย้อนดูผมยังไม่เห็นฌอนทำอย่างอื่นเลยนอกจากวาดภาพ


ไม่แม้แต่จะลุกไปเข้าห้องน้ำด้วยซ้ำ


“...เสียงดังน่า เสร็จแล้วเดี๋ยวก็นอนเองแหละ”


“เสร็จ? หมายถึงวาดเสร็จสินะ”


“อือ”


“วาดมากี่วันแล้ว”ผมนั่งยองๆจ้องหน้าอีกฝ่ายระหว่างถาม


“...สอง สามวันละมั้ง...”คำตอบนั่นทำให้ผมตาโต


ขนาดเวลาแน่นอนยังไม่รู้เลยเหรอ


แปลว่าไม่ได้นอนมาสองสามวันงั้นสิ


“หักโหมไปนะ แบบนี้เดี๋ยวร่างกายก็แย่เอาหรอก เป็นงานที่ต้องส่งเหรอ?”ผมถามต่อ


ไม่แน่ว่าอาจเป็นงานส่งอาจารย์ก็ได้


ไม่งั้นคงไม่ทุ่มขนาดไม่หลับนอนติดกันหลายวันแบบนี้


“เปล่า”


“หมายถึงไม่ใช่งานส่ง?”


“อือ...ถามอะไรนักเนี่ย”ฌอนเริ่มขมวดคิ้วเมื่อผมถามไม่หยุด


“ถ้าไม่ใช่งานแล้วคืออะไรล่ะ”ผมไม่สนใจว่าจะถูกมองด้วยสายตาไม่พอใจ


ตอนนี้ผมอยากรู้เหลือเกินว่าทำไมถึงต้องทุ่มกับการวาดขนาดนี้ทั้งที่ไม่ใช่งานส่งสักหน่อย


“ก็แค่วาดเล่น”


“วาดเล่น...เสียเวลาสามวันไปกับการวาดเล่นเนี่ยนะ”ผมตะโกนออกมาด้วยความตกใจ


บ้าไปแล้ว


“ฉันก็วาดแบบนี้ตลอด”


“วาดตลอด...อย่าบอกนะว่ากระดาษรอบๆนี่คือวาดเล่นหมดเลย”ผมพูดพลางมองแผ่นกระดาษรอบๆ


“แล้วจะทำไม”


“พวกศิลปินมักจะไม่ปกติ”คำพูดนี้ผมเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งเลย


“อะไร...ไม่มีอะไรแล้วก็อย่ามายุ่ง”พูดจบฌอนก็เตรียมจะกลับเข้าโหมดวาดภาพอีกรอบ


“เดี๋ยวสิ นายไม่มีเรียนรึไง”ตั้งแต่เมื่อวานก็เห็นอยู่ห้องมาตลอด


“ไม่รู้”


“ห๊ะ?”อะไรคือไม่รู้


“ฉันสนแค่วาดภาพเท่านั้น”


“จะบ้าเหรอ ขืนไม่เข้าเรียนเดี่ยวก็ได้หมดสิทธิ์สอบหรอก”


“งั้นมั้ง”


“...”คำตอบแบบไม่ใส่นั่นทำเอาผมไม่รู้จะพูดอะไรต่อไปดี


เพราะเห็นผมเงียบฌอนเลยกลับเข้าโหมดวาดภาพอีกครั้ง ปลายพู่กับจุ่มลงน้ำเล็กน้อยก่อนจะเริ่มเกลี่ยน้ำบริเวณปลายพู่กันให้กลืนกับสีไม้ที่ลงก่อนหน้า


โอย...คุยกันไม่กี่ประโยคทำไมรู้สึกปวดหัวได้ขนาดนี้นะ


“ซวยล่ะ มีเรียน9โมง”ผมเลิกสนใจฌอนแล้ววิ่งเข้าห้องน้ำเพื่อจัดการตัวเองให้เรียบร้อย แม้จะยังเจ็บแผลอยู่แต่ก็ไม่ได้มากเหมือนเมื่อวาน อาจเพราะได้ยาทาช่วยก็เป็นได้


ลิฟต์ชั้น12ลงมายังชั้น1พร้อมกับผมที่ก้าวยาวๆออกจากหอพักชาย บรรยากาศในช่วงเช้ามีคนเดินไม่มาไม่มากนัก นั่นแปลว่าส่วนมากอาจมีเรียนในช่วงสาย


“น้ำ”เสียงตะโกนเรียกของพี่กรผู้ดูแลหอทำให้ผมหยุดชะงักพร้อมหันกลับไปมอง


“พี่กร สวัสดีครับ”


“มีเรียนเช้า?”


“ครับ มี9โมง...จะว่าไปตึกพาณิชย์นี่อยู่ไหนเหรอครับ”ผมเดินกลับไปถามทางไปตึกเรียนจากพี่กร


“อ้อ ตึกนี่นั่งรถของมหาลัยไปลงป้ายที่เขียนว่าคณะพาณิชย์”


“ขอบคุณครับ”อย่างน้อยเช้านี้ก็คงไม่หลงแล้ว


“เดี๋ยว...พักเป็นไงบ้าง”


“ก็ดี จะว่าไปพี่กร...ฌอนน่ะไม่ต้องไปเรียนเหรอครับ”ผมถามสิ่งที่อยากรู้ที่สุดออกไป


ยังไงถามเจ้าตัวก็คงไม่ได้คำตอบ


ไม่แน่ว่าพี่กรอาจจะรู้อะไรบ้างก็ได้


“ก็ใช่ หมอนั่นเป็นกรณีพิเศษ”


“กรณีพิเศษ?”


“จากที่อยู่ด้วยก็คงพอรู้นิสัยใช่ไหมล่ะ หมอนั่นเอาแต่คลุกตัวอยู่ในห้องแล้ววาดภาพอยู่ตลอดไม่ว่าจะเรียนเรียนหรือกิจกรรมก็แทบไม่สนใจเลย แต่ภาพวาดนั่นกลับเป็นที่วิจารณ์ในวงกว้างว่าเป็นภาพที่สุดยอดซึ่งมีเพียงอัจฉริยะเท่านั้นที่สามารถวาดได้...เพราะแบบนั้นทางมหาลัยเลยตกลงไม่ให้เขาต้องเข้าเรียนก็ได้...”


“แบบนั้นมันโกงนี่นา”คนอื่นต้องเรียนแต่พอมีความสามารถในการวาดภาพกลับถูกละเว้น


“โกง? ไม่หรอก ถึงจะไม่ต้องเข้าเรียนแต่ก็ยังต้องทำการสอบในวิชาเดียวกับที่ต้องลงในหลักสูตรถึงส่วนมากคณะนั้นจะใช้ผลงานส่งแทนการสอบแต่ก็มีพวกวิชาหลักๆที่ต้องเรียนเหมือนๆกัน”พี่กรอธิบายต่อ


“ถ้าไม่เข้าเรียนแบบนั้นก็สอบตกน่ะสิครับ”


“ใครๆก็คิดแบบนั้น แต่ไม่รู้ทำไมถึงได้ผ่านด้วยเกรดสวยทุกวิชาเลยน่ะสิ”


“ไม่จริงน่า”ไม่ได้เข้าห้องเรียนแต่ทำคะแนนสอบได้


“หัวของพวกอัจฉริยะคนธรรมดาไม่เข้าใจหรอก”


“นั่นสิครับ...ขอบคุณที่เล่าให้ฟัง ผมขอตัวไปเรียนก่อนล่ะ”


“ตั้งใจล่ะ”


“ครับ”


รถบัสของมหาลัยจอดลงหน้าป้านที่มีอักษรเขียนว่าตึกพาณิชย์ตัวใหญ่ยักษ์ ตารางเรียนในโทรศัพท์ถูกยกขึ้นมาเปิดเพื่อดูเลขห้อง


คณะที่ผมเรียนคือคณะบริหารธุรกิจ ซึ่งเป็นคณะเดียวกับที่พ่อผมจบ...เอาตรงๆคือหัวผมไม่ค่อยดีนักการจะสอบเข้าในคณะยากๆอย่างแพทย์หรือใช้หัวเยอะๆอย่างนิตินั้นไม่มีทางทำได้ผมเลยเลือกคณะที่ไม่น่าอยากจนเกินไปอย่างคณะบริหาร อีกอย่างคณะบริหารเมื่อจบสามารถทำงานได้ค่อนข้างหลากหลาย


ห้องเรียนของผมในคาบเช้านี้ดูเหมือนจะเป็นห้องกระจกขนาดไม่ใหญ่มาก นั่งเรียนได้ประมาณ50คน พอผมเดินเข้าไปก็เห็นว่าส่วนใหญ่ทยอยเข้ามานั่งกันเกือบหมดแล้ว


ก็นะผมมาสายนี่...อีก5นาทีจะเริ่มเรียนอยู่แล้ว


สายตาของคนในห้องหันมามองผมพร้อมขมวดคิ้วกันเป็นแถบๆ ด้วยจำนวนคนที่ไม่เยอะคงจะทำให้ส่วนมากจำหน้าเพื่อนร่วมห้องได้แต่เพราะผมพึ่งย้ายมาทุกคนเลยไม่คุ้นหน้า


ผมส่งยิ้มเล็กส่งให้เพื่อนทั้งห้องที่มองมาก่อนจะก้าวฉับๆไปยังที่นั่งริมหน้าต่างที่ว่างอยู่ โต๊ะเรียนห้องนี้เป็นโต๊ะแล็กเชอร์วางเรียงติดๆกันเป็นแถว


“นี่ๆ”เสียงและแรกสะกิดด้านข้างเรียกให้ผมหันกลับไปมอง คนที่เรียกเป็นชายวัยเดียวกัน เส้นผมสีดำกับดวงตาสีน้ำตาลหน้าตาค่อยข้างดีแต่ถ้าเทียบกับฌอน...


ถ้าใครเทียบกับฌอนก็คงไม่หล่อทั้งแหละ


เอาเป็นว่าชายตรงหน้าหน้าตาค่อนข้างดีละกัน


“ครับ”


“เข้าห้องผิดรึเปล่า”


“เปล่า ผมพึ่งโอนหน่วยกิตมาที่นี่น่ะ”ผมหันไปบอกด้วยรอยยิ้ม


ไม่แปลกที่จะมีคนคิดว่าเข้าห้องผิดหรอก


“อ้อ ย้ายมาตอนนี้คงลำบากน่าดู เรียนห้องนี้แปลว่าบริหารเหมือนกันสินะ”อีกฝ่ายถามกลับ


“อืม”ผมพนักหน้าตอบ


“สาขาล่ะ”


“ทั่วไป”


“เหมือนกันเลย ห้องนี้จะมีทั่วไปกับการตลาดเรียน ยังไม่ได้แนะนำตัวเลยนี่นะ ฉันนพนนท์...เรียนนพหรือนนท์ก็ได้ นายล่ะ”


“ปภาวิน...ชื่อเล่นน้ำเปล่า เรียกน้ำก็ได้”ผมแนะนำตัวกลับ


“ไม่ต้องสุภาพก็ได้ เดี๋ยวจะแนะนำคนในห้องให้ เพื่อนๆจะแนะนำนักเรียกพึ่งย้ายมาให้รู้จัก...”นนท์หันไปตะโกนเสียงดังบอกคนทั้งห้องที่ทำท่าอยากรู้ว่าผมคือใคร


จากนั้นผมก็ลุกขึ้นยืนแนะนำตัวอีกรอบท่ามกลางเสียงตบมือต้อนรับ มีหลายคนเข้ามาทักทายและอยากรู้จัก ทุกคนในห้องไม่จะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงล้วนเป็นกันเองอย่างไม่น่าเชื่อ


พูดคุยกันได้ไม่นานอาจารย์ก็เดินเข้ามา นั่นเลยเป็นจุดสิ้นสุดของการสนทนา การเรียนในสถานที่ใหม่ต่างจากมหาลัยเดิมพอสมควร หนังสือที่ใช้ก็ดูจะยากกว่าแต่ไม่มากเท่าไหร่


หลังจบคาบผมก็เดินไปแนะนำตัวกับอาจารย์ผู้สอนอย่างเป็นทางการ อาจารย์เองก็ถามกลับว่าเรียนตามทันเนื้อหาหรือปรับตัวเข้ากับเพื่อนได้ไหม


“น้ำ”นนท์เรียกผมที่กำลังจะเดินออกจากห้อง


“นนท์?”


“ไปกินข้าวกันไหม”นนท์ถามโดยที่มีเพื่อนชายและสาวอยู่ด้านหลังอีก4คน


“จะดีเหรอ...”พึ่งรู้จักกันเอง


“ดีสิ...”


“ดีมากเลยล่ะ ไปกินข้าวกันเนอะน้ำ”นนท์ยังไม่ทันพูดตบสาวตัวเล็กย้อมผมสีน้ำตามก็เดินมาคว้าแขนพลางดึงให้เดินไปพร้อมๆกัน


“เอ่อ...”เธอชื่ออะไรนะ


“ฉันชื่อองุ่น...ยินดีที่ได้รู้จักนะ”พูดจบเธอก็ส่งยิ้มหวานมาให้


“อ่า...ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน”


สุดท้ายผมก็ถูกลากไปกินข้าวที่โรงอาหารชั้น1ของตึกพาณิชย์อย่างไม่รู้ตัว กลุ่มเพื่อนใหม่ทั้ง5คนดูเหมือนจะเป็นมิตรและเข้ากับคนง่ายสุดๆ โดยเฉพาะสาวในร่างชายอย่างจ๋าที่มักจะพูดไม่หยุดและเล่มมุกทำเอาเพื่อนในกลุ่มขำกันแทบตลอด


ช่วงบ่ายผมมีเรียนอีกวิชา โชคดีที่พวกนนท์เองก็เรียนวิชาเดียวกันผมเลยติดตามไปด้วยโดยไม่ต้องไปถามทางใคร


ดูเหมือนผมจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มไปโดยไม่รู้ตัวซะแล้ว แต่ก็ไม่ได้รู้สึกไม่ดีอะไรตรงกันข้างกลับดีใจที่หาเพื่อนได้เร็วขนาดนี้


หลังจากเรียนวิชาที่สองจบผมก็ตรงกลับห้อง1216 ประตูห้องถูกเปิดออกเบาๆเพื่อไม่ให้รบกวนสมาธิคนด้านใน ฌอนยังคงนั่งอยู่บริเวณเดิมกับเมื่อเช้า สิ่งที่แตกต่างมีเพียงภาพวาดที่ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์มากขึ้น


โทนสีขาวดำให้ความรู้สึกหมองๆทว่าการใช้สีหนักเบาช่วยให้ภาพน่าดู


อ๊ะ...นี่ไม่ใช่เวลามาชื่นชมสักหน่อย


“ช้อน”เสียงของผมเรียกดวงตาสีเทาอ่อนให้เงยขึ้นมาสบอย่างไม่พอใจนัก


“บอกให้เลิกเรียกไง”


“ก็เรียกชื่อเฉยๆนายไม่รู้ตัวนี่”


“ลองแล้วรึไง”


“เมื่อวานลองแล้ว”


“วันนี้ยังไม่ลองจะรู้ได้ไง”ถ้อยคำกวนๆถูกส่งมาด้วยใบหน้านิ่งๆ


“รู้ละกัน”


“เก่งเนอะ”คำประชดนั่นทำเอาผมอยากเดินเหยียบภาพนั่นให้เกิดรอยเท้าจริงๆ


“ทำไมต้องกวนด้วย”


“แล้วใครที่เริ่มก่อนล่ะ”


“ฉันผิดงั้นสิ”


“ก็รู้ตัวนี่”


“ช้อน”


“สนุกมากไหมล้อชื่อคนอื่นน่ะ”


“แล้วนายล่ะสนุกมากไหมที่กวนคนอื่นน่ะ”ผมสวนกลับด้วยน้ำเสียงไม่ยอมแพ้


“สนุกกว่าที่คิด”


“ฉันก็สนุกเหมือนกัน ช้อน ช้อน ช้อนนน”ผมรู้สึกเหมือนตัวเองงี่เง่าสุดๆเลย


“พอใจรึยัง”ใบหน้าเอือมๆนั่นยิ่งทำให้ผมสมเพชตัวเองเข้าไปใหญ่


“...พอแล้วก็ได้”


“มีอะไร”


“กินข้าวรึยัง...ยังไม่ได้กินข้าวใช่ไหม”ฌอนที่ฟังขมวดคิ้วเล็กน้อยราวกับงงกับคำถามของผมซึ่งผมที่เป็นคนถามก็ยังงงเองเลย
ถามอะไรออกไปเนี่ย


“...ฉันต้องตอบคำถามไหน”


“อ่า ยังไม่ได้กินข้าวใช่ไหม”ผมถามซ้ำอีกรอบ


“อืม แล้วทำไม”


“นายอยู่ได้เป็นวันๆโดยไม่กินอะไรรึไง”ก๋วยเตี๋ยวเมื่อวานก็กินไปแค่คำเดียวเอง


“ไม่รู้สิ”


“ชะ...ฌอน...”คำว่าช้อนที่กำลังจะพูดถูกกลืนลงคอเมื่อถูกสายตาคมๆจ้องเขม็งมา


“ที่เถียงไร้สาระกันมาเพื่อจะถามแค่นี้?”


“...มั้ง ฉันไปซื้ออะไรให้ไหม”ไม่รู้อะไรดลใจให้เอ่ยคำนั้นออกไปแต่ดูเหมือนไม่ใช่แค่ผมที่ตกใจฌอนเองก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัยเช่นกัน


“ไหนนายบอกไม่ใช่คนใช้ฉันไง”


“ก็ไม่ใช่คนใช่น่ะสิ ฉันเองก็หิวเหมือนกันไหนๆจะลงไปแล้วจะซื้อเผื่ออีกสักคนคงไม่หนักเท่าไหร่หรอก อ้อ ขอค่าเหนื่อยด้วยล่ะ”ผมบอกพลางแบมือ


“ยังไม่ทันไปซื้อก็จะเอาค่าแรงแล้ว?”


“ชิ กลับมาค่อยเอาก็ได้ จะกินไรล่ะ”


“สเต็กเนื้อกับมันบดอบชีส”


“ห๊ะ?...จะไปซื้อของแบบนั้นจากไหนเล่า”โรงอาหารมันมีของหรูระดับนั้นที่ไหนกัน


“ซอยข้างหอ”


“...ซอยข้างหอ?”มีซอยข้างหอพักนี่ด้วยเหรอ


จะว่าไปก็ไม่เคยเดินสำรวจแถวนี้เลยสักครั้ง


“ออกจากหอแล้วเลี้ยวซ้าย ถึงทางแยกก็เลี้ยวซ้ายอีก”คำบอกทางดูง่ายจนผมเริ่มคิดว่ากำลังถูกหลอกให้หลงทางอยู่รึเปล่า
แต่ไม่หรอก


“แล้วร้านที่จะกินมันอยู่ไหนล่ะ”บอกแค่ทางไปซอย ไม่ได้บอกที่ตั้งร้านซะหน่อย


“ตรงๆเข้าไปในซอยเดี๋ยวก็เจอ”


“อย่าพูดแบบไม่ใส่ใจสิ ถ้าหลงขึ้นมาจะทำยังไง”


“คนมันจะหลงคงห้ามไม่ได้หรอก”


“ใครมันจะอยากหลงกัน”นี่กวนโมโหกันใช่ไหม


“ไม่หลงหรอก”อยู่ๆน้ำเสียงที่ใช้พูดก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย


“...ไปด้วยกันสิ”ถูกพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลงแบบนั้นผมเลยต้องปรับน้ำเสียงตัวเองบ้าง


“ฉันไม่ชอบที่ที่คนเยอะ”


“แล้วเมื่อวานไปซื้อยามาจากไหนล่ะ”ผมถามกลับ ร้านขายยาไม่น่าจะมีในม.หรอกหรือจะขอจากพี่กรก็คงไม่ใช่อีก


เพราะถ้าขอเมื่อเช้าที่คุยกันพี่กรต้องพูดอะไรบ้าง


“ใครซื้อ?”


“ไม่ต้องมาโกหกเลย”อยู่ด้วยกันสองคนจะให้ใครซื้อล่ะ


“...”พอรู้ว่าโกหกไม่ได้ฌอนก็เปลี่ยนเป็นเงียบแทน


“เงียบไปก็เท่านั้นน่า...รีบไปอาบน้ำแต่งตัว ไปกินข้างนอกกันดีกว่า”ผมเดินอ้อมกระดาษไปดึงแขนอีกฝ่ายให้ลุกขึ้น ตอนแรกคิดว่าจะถูกขืนแต่ความเป็นจริงฌอนกลับถอนหายใจยาวก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้าห้องน้ำไป


ผมยืนกระพริบตาปริบๆอย่างไม่เข้าใจนักแต่ก็ถือว่าดีแล้วที่ไม่ต้องมาเถียงกันอีกยก




(มีต่อค่ะ)

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 588
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
(ต่อค่า)


ระหว่างที่รอฌอนอาบน้ำผมก็เปลี่ยนจากชุดนักศึกษาเป็นชุดลำลอง พอฌอนแต่งตัวเสร็จผมก็เปิดประตูห้องเตรียมออกไปกินข้าว


“ฌอน เร็วๆสิ”ผมหันไปเร่งคนในห้อง


“น่ารำคาญจริง ฉันรออยู่ห้อง...”


“ไม่ได้...มาเดี๋ยวนี้เลย”ผมไม่สนว่าอีกฝ่ายจะอยากไปไหมเดินกลับเข้าไปคว้าแขนฌอนแล้วลากออกมาจากห้อง ด้วยแรงของฌอนถ้าจะขืนคงทำได้สบายแต่ไม่รู้ทำไมถึงปล่อยให้ผมลากได้ง่ายๆ


ครั้งแรกที่เห็นฌอนเดินออกนอกห้องด้วยตาตัวเอง


ถ้าเมื่อวานผมไม่ได้เจ็บคงคิดว่าที่ก้นฌอนมีรากแก้วงอกออกมาแน่ๆ


คนอะไรนั่งอยู่ที่เดิมได้ทั้งวันทั้งคืน


ตลอดทางตั้งแต่ลงลิฟต์ถึงหน้าหอคนที่เดินผ่าน นั่งเล่น ยืนคุยหรือแม้แต่โทรศัพท์ต่างก็หันมามองฌอนอย่างไม่เชื่อสายตา ขนาดพี่กรที่กำลังทักทายเด็กในหอพอหันมาเห็นผมลากฌอนมาตามทางเดินก็ถึงกับเบิกตากว้าง


“เจ้าชายเสด็จ”นี่คือคำทักทายแรกของพี่กรเมื่อเห็นหน้าฌอน


“เว่อร์ไปแล้วพี่...ผมขอตัวก่อนนะ”ผมรีบตัดบทเพราะใบหน้าตึงพ่วงด้วยสายตาคมๆนั่นกำลังบอกว่าใครเข้ามาใกล้ได้โดนอะไรสักอย่างแน่ๆ


ออกจากหอเลี้ยวซ้าย


พอถึงทางแยกก็เลี้ยวซ้ายอีก


ผมเดินตามเส้นทางที่ท่องไว้ในหัว พอเลี้ยวซ้ายตรงทางแยกก็พบกับประตูมหาลัยที่ถูกเปิดอ้าไว้โดยที่ด้านนอกนั่นเต็มไปด้วยด้านค้าเรียงรายนับสิบๆร้านเช่นเดียวกับผู้คนที่เดินกันแน่นถนนสองเลนไปหมด


“อ๊ะ...โทษที”ผมปล่อยมือที่ดึงแขนอีกฝ่ายให้ตามมาพร้อมเอ่ยขอโทษ


ผมจับแขนฌอนไว้ตั้งแต่ตอนลงลิฟต์จนถึงตรงนี้ซึ่งถือว่านานมาก และน่าจะนานพอให้คนที่ไม่ชอบอะไรแบบนี้สะบัดมือผมทิ้งได้ง่ายๆแต่...


ทำไมไม่ทำ?


“อย่าหลงละกัน”ฌอนพึมพำก่อนจะเดินผ่านประตูมหาลัยออกไปยังซอยตรงหน้า


แสงแดดยามเย็นเริ่มหายไปและถูกแทนที่ด้วยความมืด ร้านค้าต่างๆเริ่มเปิดไฟกันสว่างไสวทั้งสองข้างทางของถนน ผมหันซ้ายขวามองร้านที่ผ่านด้วยความตื่นตาตื่นใจ


พึ่งรู้ว่ามีร้านค้าอยู่ใกล้หอพักขนาดนี้แถมยังมีของขายเต็มไปหมดด้วย


ซูชินั่นก็น่ากิน


น้ำปั่นนั่นก็น่าลอง


กึก!


“หว๋า...”อยู่ๆขาผมก็สะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างจนทรงตัวไม่อยู่ทว่าช่วงที่ร่างกายกำลังจะล่วงลงพื้นกลับถูกมือของคนด้านหน้าคว้าเอาไว้


“เดินระวังหน่อย”


“กรี๊ดด...”เอ่อ ไม่ใช่เสียงผมนะ


เสียงกรี๊ดจากสาวๆดังขึ้นพร้อมกับทำใบหน้าเขินอาย


“ขอบคุณ...”เสียงขอบคุณขาดห้วงไปเนื่องจากเงยหน้าขึ้นไปเห็นฌอนส่งสายตาไม่พอใจไปให้เหล่าสาวๆที่จับกลุ่มกันด้านข้าง
ดูเหมือนจะไม่ชอบเสียงดังรึเปล่านะ


“พี่ฌอนมองมาด้วย หล่อสุดๆเลย”แต่ดูเหมือนสายตาไม่พอใจนั่นจะส่งไปไม่ถึงนะ


น่าเห็นใจจัง


“รีบไป”


“อ๊ะ อืม”คราวนี้เป็นฝ่ายผมที่ถูกดึงลากไปตามทาง เสียงซุบซิบลอยตามลมมาเป็นละลอกส่วนมากจะเป็นตกใจที่เห็นฌอน อีกส่วนคือสงสัยว่าคนที่เดินกับฌอนเป็นใคร


ผมถูกลากมาจนถึงร้านอาหารชั้นล่างของอาคารพาณิชย์  กระจกบานใหญ่ถูกคลั่นกลางด้วยประตูไม้สีเข้มระหว่างอาคารพาณิชย์ทั้งสองห้อง โทนสีน้ำตาลแก่สลับขาวด้านในของร้านนั้นดูภายนอกแล้วให้บรรยากาศเก่าๆในยุคคลาสสิก


“ว้าว...”แสงสีส้มออกยามเข้ามาในร้านส่งเสริมให้บรรยากาศน่าเข้ามากว่าเดิม


ฌอนเดินลากผมท่ามกลางเสียงกรี๊ดจากสาวๆในร้านไปยังด้านในสุดซึ่งเป็นมุมส่วนตัว พนักงานสาวเดิยส่งยิ้มมาแต่ไกลยื่นเมนูร้านให้ผมส่งๆก่อนจะหันไปเอ่ยปากบอกเมนูแนะนำของร้านของร้านให้กับฌอน


นี่สินะความแตกต่างระหว่างคนหล่อกับคนธรรมดา


ผมส่ายหัวไปมาพลางเปิดดูเมนูไปมาหลายสิบรอบเพราะแต่ละเมนูนั้นน่ากินเหลือเกิน


แบบนี้เลือกไม่ได้แน่


อันนี้ก็อยาก อันนั้นก็อยาก


แถมราคาไม่ได้สูงอย่างที่คิดไว้ด้วย


หรือผมควรจะสั่งสองจากดี


แต่มันบดที่ฌอนจะสั่งก็น่ากิน


โอ้ย...เอาไงดี


“น่ารำคาญ”


“...โทษที พอดีมันเลือกอยาก”ผมบอกเสียงเบา


“เปล่า...ไม่ได้พูดกับนาย”


“ฮืม?”ผมกระพริบตาปริบๆก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาแล้วพบว่าฌอนกำลังมองหน้าพนักงานหญิงอย่างเอาเรื่อง


ดูเหมือนตั้งแต่ที่ให้เมนูก็ยังยืนเกาะฌอนอยู่แบบนั้น


“ปล่อยแล้วไปไกลๆ”


“สเต็กหมูพริกไทดำก็ขึ้นชื่อนะคะ น้องฌอนจะรับไหมคะ”น้ำเสียงห้วนๆไร้มนุษย์สัมพันธ์ดูจะไม่ทำให้ผู้หญิงคนนี้ลามือไปได้ง่ายๆ


“บอกให้ไปไง”


“แหม อย่าไล่กันสิน้องฌอนพี่น่ะ...”


“พี่ต้าร์ มาลากพนักงานพี่ไปเดี๋ยวเลย!”เสียงทุ้มของฌอนตะโกนดังลั่นพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่วิ่งออกมาจากหลังร้าน


“โบ...บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าเสียมารยาทน่ะ”ชายผู้ดำมาดเซอร์ในชุดกุ๊กเดินมาดึงแขนที่เธอเกาะฌอนไว้ออก


“โบก็แค่แนะนำเมนู...”


“ฌอนรู้จักเมนูร้านี้ดีกว่าเธอที่พึ่งมาทำงานไม่ถึงเดือนอีก ไปรับเมนูโต๊ะอื่นซะ”พอพนักงานสาวได้ยินก็ชักสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อยก่อนจะเดินจากไป


“...ค่ะ”


ดูจากการสนทนาผู้ชายคนนี้คงเป็นเจ้าของร้านแน่


“โทษที พอดียุ่งกับงานในครัวเลยไม่เห็นว่านายมาร้าน”พี่ต้าร์ที่คาดว่าเป็นเจ้าของร้านหันไปขอโทษฌอน


“ไม่เป็นไร”


“ว่าแต่หายากนะเนี่ยที่จะเดินออกมาจากห้องได้ ครั้งล่าสุดที่มานี่กี่เดือนแล้วนะ”


“ไม่รู้สิ”ผมสัมผัสได้ว่าพี่ตาร์กำลังหาเรื่องคุยแต่ฌอนกลับปิดฉากประโยคสนทนาซะงั้น


“เอาแต่วาดภาพเดี๋ยวก็หาแฟนไม่ได้หรอก”


“ไม่ได้อยากมีสักหน่อย”


“นายนี่น้า...โอ๊ะ ครั้งนี้มาแปลกพาคนอื่นมาด้วย สวัสดีครับพี่ชื่อตาร์เป็นเจ้าของร้านนี้”พี่ตาร์เมื่อเห็นผมนั่งส่งยิ้มแห้งๆไปให้ก็เอ่ยทักทาย


“ผมน้ำครับ...ยินดีที่รู้จัก”


“เราเป็นเพื่อนฌอน?”


“อ่า...เป็นรูมเมทด้วยครับ”จะว่าเป็นเพื่อนก็อาจจะใช่ละมั้ง


“รูมเมท ไอ้ห้องที่มีแต่กระดาษนั่นน่ะนะ”พี่ตาร์พูดด้วยน้ำเสียงตกใจไม่น้อย


“พี่เคยไปเหรอครับ”ผมถามกลับ


“จะไม่เคยได้ยังไง คนที่ไปส่งอาหารให้หมอนี่ประจำก็พี่นี่แหละ”


“...แบบนี้นี่เอง”ก็สงสัยอยู่ว่าฌอนจะเอาอะไรกิน


“หมอนี่น่ะนอกจากจะชอบเก็บตัวแล้วยังเป็นพวกเรื่องมาก ถ้าอาหารไม่อร่อยก็จะบ่น”


“เข้าใจเลยครับ”การที่อาหารที่อุตส่าซื้อมาถูกบอกว่าไม่อร่อยนี่เจ็บจริงๆ


“พี่กับแม่หมอนี่รู้จักกนนิดหน่อยเลยช่วยดูแลช่วงอยู่มหาลัย นึกว่าจะไม่มีเพื่อนซะแล้วดีจังที่เห็นว่าพาเพื่อนมา”ประโยคสุดท้ายพี่ต้าร์หันไปมองหน้าฌอน


“ไม่ได้พามา ถูกลากมาต่างหาก”


“ลากมาที่ไหน นายเดินตรงมาร้านนี้เองชัดๆ”ผมพูดสวน


“แล้วใครที่ลากฉันออกจากห้องล่ะ”


“ก็นายไม่ขืนนี่นา”


“น่ารำคาญ”


“ก็พอกันแหละ”


“เอ่อ...อย่าทะเลาะกันเลย กลับมาดีกันเหมือนเดิมเถอะ”ประโยคของเจ้าของร้านทำเอาทั้งผมและฌอนต่างเลิกคิ้วขึ้น
อยากจะบอกเหลือเกินว่านี่คือเหมือนเดิมของพวกเราแล้ว


เคยดีกันซะที่ไหนเล่า


“จะสั่งอะไรดี พี่จะรับเมนูเอง”พี่ตาร์พูดต่อ


“สเต็กเนื้อสันซอสแดงกับมันบดอบชีส”ฌอนเลิกเถียงกับผมแล้วหันไปสั่งอาหารแทน


“แล้วเราล่ะเอาอะไร”พี่ตาร์หันมาถามผมต่อ


“เอ่อ...เอาสเต็กเนื้อพริกไทดำกับสลัดกุ้งกรอบครับ”ผมลังลักพักก่อนจะสั่งไป


“น้ำล่ะ...เอาเป็นน้ำเปล่าละกันเนอะ”พูดจบพี่ตาร์ก็หมุนตัวเดินไปยังหน้าร้านโดยไม่ฟังความเห็นว่าพวกเราตกลงเอาน้ำเปล่ารึเปล่า


เอาเถอะ


ระหว่างรออาหารมาเสิร์ฟบรรยากาศก็ค่อนข้างเงียบ ทั้งผมและฌอนต่างไม่ได้เถียงหรือพูดคุยอะไรกันอีก ฌอนนั่งเท้าคางหันหน้ามองผนังด้านข้างราวกับไม่อยากให้ใครมายุ่ง


ผมเองด้วยความที่ไม่รู้จะทำอะไรเลยหันไปมองรอบๆร้านเล่น ภายในร้านนอกจากจะประดับด้วยโคมไฟและต้นไม่ใบเขียวแล้วยังมีรูปภาพโทนขาวดำประดับอยู่ตามผนังร้านเต็มไปหมด ผมมองภาพโทนขาวดำที่ใกล้ที่สุดพร้อมคิ้วขมวดเข้าหากันแน่นขึ้นเรื่อยๆ
ความรู้สึกยามมองภาพนี่มัน...


“ภาพที่อยู่ในร้าน...นายเป็นคนวาดสินะ”ผมพูดขึ้นลอยๆอย่างไม่ต้องการคำตอบแต่มองไปยังหน้าของฌอนเพื่อจับสังเกต


“ทำไมคิดแบบนั้น”ฌอนละสายตาออกจากผนังสีน้ำตาลแก่มาจ้องผมแทน


“ความรู้สึกเหมือนกับภาพในห้องนายเลย”


“คิดไปเอง”


“คิดไปเองที่ไหน ฉันว่าใช่แน่นอน ล้าน...ไม่สิพันล้านเปอร์เซ็นต์”ผมยืนยันด้วยน้ำเสียงมั่นใจ


“เปล่า”คำนี้ถ้าเป็นปกติผมคงคิดว่าอีกฝ่ายกำลังจะกวนผมแต่ตอนนี้ไม่ใช่ น้ำเสียงที่ใช้เรียกมันต่างจากปกติ


“อะไร”


“ทำไมต้องเอาตัวเองมาปกป้องภาพฉันด้วย”สายตาจริงจังยามสบประสานทำเอาผมไม่อาจละสายตาออกมาได้


“ไม่รู้...”


“...”ดวงตาสีเทาอ่อนหรี่ลงอย่างไม่พอใจกับคำตอบที่ได้


“ก็ไม่รู้จริงๆนี่ พอรู้ตัวก็เอาตัวไปรับชามนั่นแล้ว ภาพของฌอนสุดยอดมากๆขนาดคนที่ไม่รู้เรื่องอย่างฉันยังสามารถรับรู้ได้เพราะแบบนั้นเลยไม่อยากให้มันเละ...ละมั้ง”ผมเองก็ไม่เข้าใจความรู้สึกตัวเองนัก


มันก็แค่ไม่อยากให้ผลงานสวยๆต้องมีรอยเท่านั้นเอง


“...เหรอ”ฌอนตอบรับด้วยใบหน้าอ่านไม่ออกว่าคิดอะไรอยู่


“ขอบคุณที่ไปซื้อยาให้”ในที่สุดก็ได้พูดออกไปสักที


เมื่อคืนฌอนคงไม่ยินคำขอบคุณนี้


อยากจะบอกออกไปให้ชัดๆ


ทันทีที่ผมพูดจบดวงตาสีเทาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยก่อนจะกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นรอยยิ้มมุมปากของฌอนก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับคำพูดเบาๆที่ผมได้ยินอย่างชัดเจน...


“ขอบคุณเหมือนกัน”

........................................................................................

สวัสดีค่า

มาอัพตอนที่2แล้ว

แต่งตอนนี้แล้วให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก55

หวังว่าทุกคนคงจะชอบนะคะ

มีข่าวแจ้งเล็กน้อยตอนนี้นิยายที่เราแต่งกำลังเปิดพรีออเดอร์อยู่

ถ้าสนใจสามารถเข้าไปจองทางเว็บในเพจของสนพ.ได้เลยคะ^^ >>EVA Publishing


ไว้เจอกันใใหม่อาทิตย์หน้านะคะ

ขอบคุณทุกๆคอมเม้นท์และทุกๆกำลังใจค่า

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ออฟไลน์ เป็ดอนุบาล

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1402
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-2
 :L1: :L1: :L1: :L1: :L1: :L1: :L1: :L1: :L1: :L1: :L1:ติดตามทุกเรื่องเลยเรื่องนี้น่ารักมากได้ฟิมมหาลัยสุดๆๆๆ :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Babelilong

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 305
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
    • Facebook  เข้ามาขอเป็นเพือนได้เลย
งุ้ยยยยยยยมีละมุนเล็กๆนะเนี่ย

 :katai5: :katai5: :katai5:

 :pig4: :pig4: :pig4:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ ♠DekDoy♠

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4526
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +421/-8
ละมุน เค้าเริ่มมีรอยยิ้มให้กันแล้ว

ออฟไลน์ about

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0

ออฟไลน์ ♥lvl♀‘O’Deal2♥

  • หานิยายถูกใจยากจัง!
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2665
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +176/-4

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 588
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
.:*・สร้างรัก・*:. วันที่3




สวนดอกไม้ขนาดใหญ่เต็มไปด้วยสีสันจากดอกไม้นานาพันธ์ที่ผลิดอกออกมาให้เชยชมในฤดูใบไม้ผลิของบ้านเกิดประเทศอังกฤษ ความงดงามของมันตราตรึงอยู่ในความทรงจำเฉกเช่นความทรงจำในวันนั้นที่ไม่สามารถลืมเลือนไปได้จนถึงทุกวันนี้
ดินสอด้ามสั้นลากผ่านกระดาษสีนวลปัดป่ายไปมาจนเกิดเป็นลายเส้น ภาพร่างของทุ่งดอกไม้ในความทรงจำอันเดียวดายค่อยๆปรากฏขึ้นทีละนิด


การวาดภาพคือทุกอย่างตั้งแต่จำความได้ ทุกครั้งที่ได้จมอยู่ในห้วงของการรังสรรค์มันช่างสงบ นิ่งและเงียบราวกับทุกอย่างปราศจากเสียง ซึ่งก็ดีแล้ว


เสียงของโลกภายนอกมันทั้งดังและน่ารำคาญ


มีแต่ความอิจฉา ริศยา แก่งแย่งชิงดี


‘นี่คือรูปที่ได้รางวัลเหรอ ไม่จริงน่าเด็กอายุแค่10ขวบเนี่ยนะ’


‘ไม่เห็นนามสกุลรึไง’


‘นามสกุลนี่ของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เป็นสปอนเซอร์ในการจัดงานนี่ แปลว่าผลงานได้ที่1ก็เพราะ...’


‘ชู่...อย่าพูดไปสิ จริงอยู่ที่ฝีมือโอเคแต่แค่เด็กจะชนะผู้ใหญ่ได้ยังไงล่ะ’


น่ารำคาญ!


‘เด็กนี่ส่งประกวดอีกแล้วเหรอ คิดว่าตัวเองมีพ่อแม่หนุนหลังเลยคิดจะกวาดที่1ทุกรางวัลเลยรึไง’


‘นั่นสิ น่าเจ็บใจแทนคนมีฝีมือจริงๆ’


‘การลงสีก็ดูมีชีวิตชีวาอยู่หรอก แต่ถ้าเทียบกับอีกรูปแล้วไม่เข้าใจเลยว่าชนะได้ยังไง’


‘ก็เส้นใหญ่ขนาดนั้นไม่ชนะก็แปลกล่ะ’


น่ารำคาญที่สุด!


‘ดีจังเนอะพวกที่ไม่มีฝีมือแต่มีคนหนุนหลังเนี่ย’


‘แบบนี้ต่อให้วาดได้ดีขนาดไหนก็ไม่มีทางชนะได้หรอก’


‘อยากชนะนักก็เชิญเลย ก็ทำได้แค่ตอนที่พ่อแม่ยังอยู่เท่านั้นแหละ’


‘ถ้าไม่มีพ่อแม่ช่วยหนุนก็อย่าหวังว่าผลงานธรรมดานี่จะติดอันดับเลย’


เลิกพล่ามกันสักที!


“...ฌอน...”


ไม่อยากฟัง


ไม่อยากรับรู้อะไรทั้งนั้น


อย่ามายุ่ง


“นี่ฌอน...”


ไปให้พ้นเดี๋ยวนี้


“ช้อน!”เสียงตะโกนดังลั่นในระยะประชิดเรียกสติที่จมดิ่งให้กลับเข้าร่าง ดวงตาสีเทาอ่อนของผมเบิกกว้างเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆหันไปมองตามเสียงเรียก


ใบหน้ามุ่ยๆและดวงตาสีน้ำตาลที่หรี่ลงอย่างไม่พอใจก้มลงมาใกล้พร้อมแก้มข้างนึงที่อมลมไว้จนพองออกมาเล็กน้อย


“...เปล่า”ผมเอ่ยชื่อคนตรงหน้าออกไปเบาๆ


น้ำเปล่า รูมเมทหมาดๆที่ไม่อยากมีเมื่อไม่กี่วันก่อน อยู่ๆก็เข้ามาแล้วไม่ยอมออกไป...ขนาดไล่แทบทุกวันก็ยังทำเหมือนสายลมผ่านหูจนตอนนี้ผมเลิกทำเรื่องเสียพลังงานอย่างการไล่แล้วตราบเท่าที่ยังไม่มายุ่งกับผมก็จะยอมให้อยู่ในห้องด้วยก็ได้


ทั้งที่คิดแบบนั้นแต่กลับมีเรื่องให้เถียงหรือทะเลาะกันได้ทุกวันแถมยังมีแต่เรื่องแสนจะไร้สาระ


“เรียกเป็นร้อยครั้งแล้วนะ จะมีสมาธิดีเกินไปแล้ว”คำบ่นถูกพ่นออกมาเบาๆ


ทุกครั้งที่วาดภาพผมจะจดจ่ออยู่กับมันโดยไม่สนใจสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะมีเสียงดังรบกวนก็ไม่สามารถทำให้ผมหันไปสนใจได้ทว่าเสียงของหมอนนี่กลับปลุกผมให้ตื่นได้


แม้จะน่าโมโหที่ชอบมาเรียกชื่อกันผิดๆก็ตาม


Sean Hilary อ่านง่ายๆก็ ฌอน ฮิลลารี ไม่รู้ทำไมมันถึงเพี้ยนจากฌอนเป็นช้อนไปได้


หูตึงรึไงก็ไม่รู้


ยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกโมโห


“ครั้งนี้อะไรอีกล่ะ”ผมถามกลับด้วยน้ำเสียงเริ่มหงุดหงิด


ไม่มีอะไรน่าหงุดหงิดไปกว่าการโดนขัดระหว่างมีสมาธิกับการวาดรูปอีกแล้ว


“จะมาอะไรล่ะ ฉันบอกว่าวาข้าวไว้ให้ข้างๆให้กินเมื่อตอน11โมงนี่ไม่ได้เข้าหูเลยรึไงกัน”พูดจบก็ชี้ไปยังกล่องข้าวพลาสติกสีใสที่ด้านในมีข้าวราดแกงใส่อยู่ด้านข้างตัวผมที่นั่งอยู่


“...เหมือนจะได้ยินอยู่”ถ้าจำไม่ผิดเหมือนก่อนหน้าที่น้ำเปล่าออกไปจะย้ำให้กินข้าวอะไรสักอย่าง แน่นอนว่าหลังจากอีกฝ่ายออกไปผมก็นั่งวาดภาพตามเดิม


“ได้ยินก็ทำตามสิฟระ คนเขาอุตส่าออกไปซื้อข้าวมาวางให้จนเกือบไปสาย แล้วทำไมข้าวมันยังอยู่ครบ32ทั้งที่ตอนนี้มันปาไปจะ5โมงแล้วเล่า!”


“เลิกตะโกนสักที”เสียงดังไปแล้ว


“ไม่อยากให้ตะโกนก็ขอเหตุผลดีๆหน่อยสิช้อน”


“บอกว่าชื่อฌอนไง ต้องให้แก้อีกกี่ครั้งถึงจะจำได้ฮะ”


“ก็เรียกฌอนแล้วนายรู้สึกตัวที่ไหนล่ะ”


“ลองเรียกแล้วรึไงถึงรู้น่ะ”เสียงดังขนาดนี้ถ้าเรียกยังไงผมก็ต้องได้ยิน


“เรียกเป็นสิบรอบแล้ว”


“ไม่เห็นได้ยิน”


“ฮึ้ย...ทีนายยังเรียกฉันว่าเปล่าเลย”


“ก็ชื่อนายนี่”อย่าเอามาเหมารวมกันเชียว


ชื่อเล่นน้ำเปล่า แปลว่าเรียกได้ทั้งน้ำและเปล่า ต่างกับชื่อฌอนของผมที่เปลี่ยนเป็นช้อนคนละอย่างเลย


“ถึงจะชื่อฉันแต่ไม่มีใครเรียกว่าเปล่าสักคน เรียกน้ำแทนเหอะแล้วฉันจะเรียกนายว่าฌอน”อีกฝ่ายยื่นข้อเสนอ


“น้ำมันชื่อซ้ำเยอะจะตายไป”จากที่ได้ยินผ่านๆหูในหอพักนี่ก็มีไม่รู้กี่น้ำ แถมชื่อน้ำยังมีทั้งผู้ชายผู้หญิงอีก


“งั้นก็เรียกเต็มๆว่าน้ำเปล่าก็ได้”


“ยาว”ผมบอกเหตุผลออกไปสั้นๆ


“แค่สองพยางค์เนี่ยนะ”


“อืม”


“งั้นฉันก็จะไม่เลิกเรียกนายว่าช้อน”อีกฝ่ายพูดเสียงดัง


น้ำเปล่า ความจริงผมก็เรียกชื่อเล่นเต็มๆอยู่หลายครั้งเพียงแค่ไม่ได้เอ่ยออกไปเท่านั้นเอง


ผมไม่ใช่คนชอบพูดหรือชอบสนทนาอะไรแต่พอเป็นน้ำเปล่ากลับเถียงกันทุกครั้งที่พูดคุยกัน


น่าแปลกเกินไปแล้ว


“เฮ้อ...”ผมถอนหายใจออกมายาวๆ พูดกันครั้งนึงยาวกว่าที่ผมพูดกับคนอื่นรวมกันทั้งเดือนอีก


“ถอนหายใจแบบนั้นแปลว่าเหนื่อยใช่ไหม”น้ำเปล่าถาม


“ก็รู้นี่”


“ที่เหนื่อยเพราะไม่ยอมกินข้าวนั่นแหละ”


“ไม่ใช่”ที่เหนื่อยเพราะต้องมานั่งเถียงเรื่องหาสาระไม่ได้ต่างหาก


“แถมนั่งอยู่กับที่ตลอด เดี๋ยวก็ได้มีรากงอกออกมาจริงๆหรอก”


“...”ไม่ได้ฟังที่พูดเลยใช่ไหมน่ะ


“งั้นวันนี้เราไปกินข้าวข้างนอกกันดีกว่า”ท่าทางเหมือนหาข้อสรุปได้แล้วนั่นทำเอาผมขมวดคิ้วแน่น


ผมไปตกลงด้วยตอนไหน


“นี่...”น้ำเปล่าไม่รอให้ผมเอ่ยจบประโยคก็ก้มตัวลงมาดึงแขนผมให้ลุกขึ้นยืน


ครั้งก่อนตอนไปกินสเต็กผมอาจยอมให้ดึงได้ง่ายๆเพราะไม่ได้กินมานานแต่ครั้งนี้ไม่ใช่ ผมเลยขืนแรงดึงนั่นจนอีกฝ่ายต้องนิ่วหน้าอย่างไม่พอใจ


น้ำเปล่าเป็นผู้ชายสูงไม่มากแต่มีรูปร่างโปร่งดูไม่ค่อยมีแรงต่างจากผมที่ถึงจะไม่ค่อยได้ออกกำลังกายแต่ก็มีเชื้อต่างชาติเป็นทุนทำให้ทั้งสูงและมีพละกำลังกว่ามาก


“เฮ้ย”แค่ผมออกแรงขืนมากขึ้นอีกฝ่ายก็เริ่มเซ เห็นแบบนั้นผมเลยออกแรงมากขึ้นจนอีกฝ่ายล้มลงมายังตัวผมทันที


“แรงแค่นี้จะไปทำอะไรได้”น้ำหนักตัวที่ทิ้งลงมาดูหนักกว่าที่คิดไว้ผิดกับรูปร่างโปร่งๆนั่น ไม่แน่ว่าอาจเป็นพวกชอบออกกำลังกายหรือไม่ก็เริ่มอ้วน


คิดไปมือผมก็เอื้อมมือไปจับตามแขนไล่ลงมายังเอวผ้าเนื้อผ้า กล้ามเนื้อน้อยๆปราศจากไขมันดูเหมือนคนที่ออกกำลังกายทว่ากลับไม่ได้มีกล้ามเนื้ออะไรมากมายนัก


“คิก...จักจี้นะ ฮ่าฮ่า...ปล่อย”อีกฝ่ายเริ่มดิ้นเมื่อถูกมือทั้งสองข้างลูบบริเวณเอวพร้อมกัน


ใบหน้าเปื้อนยิ้มกับดวงตาสีน้ำตาลที่หรี่ลงมันช่างดูสดใสผิดกับผมลิบลับ


สิ่งนี้สินะที่เรียกว่ามีชีวิตชีวา


“ลุกได้แล้ว”ผมละมือออกจากเอวแล้วเปลี่ยนไปขยับถ้วนน้ำใส่พู่กันด้านข้างให้ไกลออกไปอีกหน่อย ไม่แน่ว่าดิ้นไปมาอาจกระแทกจนน้ำหกก็ได้


ภาพน้ำเปล่าเอาตัวเองปกป้องภาพผมยังติดตาอยู่เลย พึ่งเจอกันแท้ๆทำไมต้องทำขนาดนี้ด้วย


ทำไมต้องยอมเจ็บตัวเพียงเพราะรูปวาดแผ่นหนึ่ง


คำตอบที่ได้ว่าไม่รู้ยิ่งทำให้ความรู้สึกแปลกๆเพิ่มพูนขึ้น


“นายเป็นคนดึงฉันลงมาเองนะ”


“ไม่เห็นจำได้”ผมกวนกลับไป


“กวนจริงๆเลย ไปอาบน้ำแล้วไปกันเถอะ”


“ใครบอกว่าฉันจะไป”การออกจากห้องครั้งที่สองในรอบอาทิตย์ไม่เคยมีมาก่อนถ้าไม่ใช่ช่วงสอบที่ไม่สามารถขัดได้


“ฉันบอกเองนี่แหละ จะนั่งให้เหน็บกินทั้งวันรึไง ออกไปสูดอากาศบ้าง”


“คนเยอะน่ารำคาญจะตาย”ครั้งก่อนไม่ว่าจะเดินหรือนั่งอยู่ในร้านก็มีสายตาจับจ้องมาตลอด


ไม่ชอบเอาซะเลย


และที่ไม่ชอบกว่าคือการมีคนมาเกาะแกะ


“ไม่ไปซอยข้างหอแล้วน่า ไปกินที่โรงอาหารกัน”คำตอบที่ได้ไม่ได้ทำให้รู้สึกดีขึ้นสักนิด


โรงอาหารของมหาลัยเหรอหนักกยิ่งกว่าซอยข้างหออีก


ไม่ว่าที่ไหนก็แออัดไปด้วยผู้คน


เสียงดังจะตายไป


“ไม่ไป”


“น่า ออกไปเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง”


“ก็บอกว่าไม่ไป”ถึงจะอ้างเหตุผลยังไงผมก็ไม่ทางไปแน่


“ถ้านายไม่ไปฉันก็จะไม่ขยับออกจากตรงนี้ แล้วก็จะเกาะแน่นๆไปทั้งคืนเลย”พูดจบน้ำเปล่าก็ใช้แขนทั้งสองข้างโอบคอผมพร้อมขยับตัวขึ้นมานั่งบนตัก ร่างโปร่งๆพยายามดิ้นไปมาเพื่อสร้างความรำคาญประกอบกับเสียงเอฟเฟก...


โคร่กกก


เสียงท้องร้องกับร่างที่ดิ้นไปมาบนตักในสภาพคล้ายลิงทำเอาผมยกมือขึ้นขยี้เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนของตัวเองพร้อมพ่นลมหายใจออกมายาวๆ


“ก็ได้ แค่ไปก็พอใช่ไหม”ขืนปล่อยให้อยู่นานกว่านี้คงได้ทั้งหนวกหูไม่เลิกพอดี


“ดีมาก แบบนี้สิเด็กดี”น้ำเปล่าหัวเราะร่าก่อนจะใช้มือข้างนึงขยี้เส้นผมสีน้ำตาลไปมา


“อย่ามา...”ผมที่เกลียดกาถูกเล่นหัวปัดมือนั่นทิ้งพร้อมกับคำตะหวาดที่ขาดห่วงไปเมื่อเสียงหัวเราะหยุดลงและถูกแทนด้วยรอยยิ้มกว้างจนตาแทบปิด


ตึกตัก ตึกตัก


อะไร


เกิดอะไรขึ้น


“ไปกินข้าวกันเนอะ”น้ำเสียงร่าเริงนั่นทำเอาผมถึงกับเงียบเพราะไม่รู้จะตอบอะไรกลับไป


แปลก


ตัวผมเริ่มมีอะไรแปลกๆ


ทำไมต้องอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าตามที่อีกฝ่ายสั่ง


ทำไมถึงยอมเดินตามอีกฝ่ายไปยังโรงอาหารโดยไม่ขัดขืน


ถ้าเป็นคนอื่นต่อให้มาดิ้นพล่านๆตรงหน้าผมก็จะไม่สนใจ


แต่ทำไม...


“นี่ฌอน...ภาพศาลาริมน้ำเมื่อวันก่อนหายไปไหนแล้วล่ะ”น้ำเปล่าถามหลังจากวางจานข้าวมันไก่พร้อมถ้วยน้ำซุปลงบนโต๊ะริมผนังของโรงอาหารคณะวิศะ


“ให้พี่ต้าร์ไปแล้ว”ผมตอบพลางตักข้าวยำไก่แซ่บตรงหน้าเข้าปาก


รสชาติธรรมดาค่อนไปทางไม่อร่อยทำให้ผมวางช้อนลงแล้วผลักจานให้ออกห่างไป อาหารของมหาลัยไม่ว่าที่ไหนก็รสชาติเหมือนๆกันหมด


ไม่รู้จะทำหวานไปไหนกัน


เพราะงั้นถ้าจะกินให้อร่อยเลยต้องไปร้านของพี่ต้าร์ซึ่งส่วนมาผมจะโทรสั่งให้มาส่งมากกว่าไปนั่งเป็นเป้าสายตาในร้าน


“ให้? ทำไมไม่เก็บไว้ล่ะออกจะสวยขนาดนั้น”


“ก็แค่วาดเล่น”อีกอย่างภาพศาลาริมน้ำนั่นก็ไม่ได้ให้ไปฟรีๆ พี่ตาร์เป็นคนขอให้วาดภาพติดผนังร้านแลกกับการสั่งอาหารในร้านฟรี


รูปที่ผมวาดไม่ว่าจะเป็นภาพไหนต่างก็มีราคาในตลาดค่อนข้างสูง เพราะงั้นนอกจากจะได้กินฟรีแล้วยังได้เงินมาใช้ด้วย


ผลงานส่วนมากผมไม่เอาไปแสดงแทบทุกงานเหมือนเมื่อตอนเด็กๆทำให้ภาพวาดผมเริ่มมีมูลค่าในท้องตลาดมากขึ้น สำหรับผมคนที่จะมาดูหรือซื้อผลงานถ้าไม่ชอบหน้าหรือไม่ถูกชะตาต่อให้เอาเงินมากองเท่าไหร่ก็ไม่ขาย


“วาดเล่นได้สวยเกินไปแล้ว...จะว่าไปทำไมถึงวาดแค่โทนขาวดำล่ะ ฝีมือระดับนายถ้าลงสีคงจะสวยสุดๆแน่...ลองลงสีดูก็ดีนะ”


“ฉันไม่คิดจะวาดภาพสีอีก”ผมบอกด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ ความทรงจำเมื่อตอนยังเป็นเด็กที่ได้ยินถ้อยคำดูถูกมากมายมันไม่มีทางลบเลือนไปได้ง่ายๆ ภาพในตอนนั้นเป็นภาพที่ใช้สีอันหลากหลายรังสรรค์ขึ้นจากจินตนาการของวัยเด็ก


ทว่าเมื่อมาถึงจุดหนึ่งที่ทนกับคำวิจารณ์พวกนั้นไม่ไหว ภายในใจสับสนและต่อต้านการวาดภาพจนไม่สามารถหยิบดินสอขึ้นมาได้ โลกที่เห็นเป็นสีสันกลับกลายเป็นขาวดำราวกับจิตใจถูกปิดผนึก


จากวันนั้นทุกภาพที่วาดก็ไม่เคยถูกลงสีอื่นนอกจากสีขาวดำเลย


ขนาดในจิตนาการยังปราศจากสีแล้วผมจะลงสีมันถูกได้ยังไง


“...ฌอน”


“ฉันจะกลับห้อง”ผมบอกพร้อมกับลุกขึ้นยืนท่ามกลางสายตาของคนทั้งโรงอาหารที่จับจ้องมา


ไม่รู้ว่าเพราะหน้าตาหรือเพราะได้รับสิทธิ์พิเศษให้ไม่ต้องเข้าเรียนถึงได้ถูกจับตามองไม่ว่าจะไปไหนหรือทำอะไรตลอดแบบนี้
น่ารำคาญ


“เดี๋ยวสิ นายกินไปคำเดียวเองนะ”น้ำเปล่าเอื้อมมือมารั้งผมไว้


“ไม่อร่อย”จะบอกว่าผมเลือกกินก็ได้


ผมไม่ปฏิเสธหรอก


“งั้นไปร้านของพี่ต้าร์กันไหม”แทนที่จะถูกบ่นอีกฝ่ายกับบอกให้ไปกินที่อื่นแทน


“...อิ่มแล้วไม่ใช่รึไง”ข้าวในจานหมดเกลี้ยงไม่เหลือสักเม็ด


“ไม่อิ่มๆ ผู้ชายกินแค่จานเดียวจะอิ่มได้ยังไง”ไม่เพียงแค่พูดแต่ยังส่ายหน้าไปมาอีก


“พุงแตกไม่รู้ด้วย”


“ไม่แตกหรอกน่า อยากลองกินมันบดอบชีสดูจัง”เก็บจานเสร็จน้ำเปล่าก็วิ่งเหยาะตามผมที่เดินนำออกมา


“มันอบราดซอสขาวก็อร่อย”ผมพึมพำระหว่างเดินเข้าซอบข้างหอไปยังร้านสเต็ก


“ซอสขาว? รสชาติเป็นยังไงอ่ะ”


“รสออกออกเปรี้ยวเค็ม”


“อืม...ที่ร้านมีแต่ของน่ากิน เลือกไม่ถูกเลย”


“ก็สั่งให้หมดเลยสิ”


“ใครจะจ่ายล่ะ ไม่มีเงินขนาดนั้น...ในกระเป๋าเหลือแค่200เองเนี่ย”บ่นเสร็จก็หยิบกระเป๋าเงินขึ้นมาเปิดดูด้วยแววตาเศร้า


“จะบอกว่าสั่งมาแล้วกินหมดรึไง”


“กินสองคนหมดอยู่แล้ว”


“สองคน?”


“ฉันกับนายไง สั่งมาแล้วกินด้วยกันเนอะ”ใบหน้าเปื้อนยิ้มนั่นน่ามองอย่างบอกไม่ถูก


เดินเข้าซอยข้างหอพักมาไม่นานก็ถึงร้านสเต็กชื่อดัง พอเปิดประตูร้านเข้าไปพนักงานสาวคนเดิมก็ส่งยิ้มหวานทักทายแล้วเตรียมจะเดินเข้ามาหาทว่าเมื่อเห็นสายตาผมที่ส่งไปเธอก็หยุดอยู่กับที่


ผู้หญิงเป็นสาเหตุหลักที่ทำไม่อยากออกไปไหน แค่เดินผ่านก็ส่งเสียงกรี๊ด ทำอะไรนิดอะไรหน่อยก็เป็นเป้าสายตา มีหลายคนที่เข้ามาบอกรักผมตรงๆแน่นอนว่าการปฏิเสธก็มักจะจบลงที่ว่าอยากนอนกับผม


บ้าบอ


“ฌอนๆ”


“อะไร”ผมถามกลับระหว่างเดินเข้าไปยังมุมในสุดของร้าน


“ภาพศาลาของนายติดผนังหน้าเคาน์เตอร์เลย เด่นสุด”น้ำเปล่าดึงชายเสื้อผมเป็นเชิงให้หันไปดู


“อืม”


“อ้าว หิมะจะตกประเทศไทยรึไงนะ...น่าแปลกที่นายมาร้านติดๆกันแบบนี้”เจ้าของร้านหรือพี่ต้าร์ที่เดินออกมาจากห้องครัวพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงตกใจ


ไม่ใช่แค่พี่ต้าร์หรอกที่ตกใจตัวผมเองก็ยังตกใจไม่แพ้กันเลยว่าทำไมถึงได้ยอมมาตามที่อีกฝ่ายบอกแบบนี้


“สเต็กริบอายซอสดำกับมันบดอบชีส”ผมสั่งเมนูที่ต้องการกับเจ้าของร้านพร้อมเดินไปนั่งลงยังโต๊ะตัวในสุด


“ครับๆ แล้วน้ำเอาอะไรดีล่ะ”พี่ต้าร์หันไปถามอีกคนที่ยืนจับจ้องยังรูปติดผนังหน้าเคาน์เตอร์


“พี่ต้าร์รูปนี้ฌอนให้พี่ฟรีเหรอ”


“ฮืม?...อ้อ ก็ไม่ฟรีหรอกแลกกับการกินของในร้านฟรีน่ะ”


“กินฟรี? น่าอิจฉาเกินไปแล้ว”


“นอกจากกินฟรีก็ยังมีค่าฝีมืออีกนิดหน่อย”พี่ต้าร์บอกต่อ


“ค่าฝีมือ...เท่าไหร่ครับ บอกผมได้ไหม”น้ำเปล่าก้าวยาวๆมาหยุดยืนตรงหน้าพี่ต้าร์ด้วยความสนใจ


“อยากได้ภาพนั้นเหรอ”


“...ก็เปล่า ผมแค่สงสัยเฉยๆ”


“มันไม่ใช่ราคาที่นักศึกษาหรือพนักงานบริษัทธรรมดาจะซื้อได้หรอกนะ”พี่ต้าร์ตอบยิ้มๆ


ก็จริงอย่างที่ว่า


ราคาภาพของผมไม่ใช่ถูกๆ


คนปกติซื้อไม่ไหวหรอกยิ่งภาพขนาดเกือบ2เมตรยิ่งแล้วใหญ่


“พอไม่บอกแล้วยิ่งอยากรู้เข้าไปใหญ่เลย”


“ฮึฮึ...ลองไปถามเจ้าตัวดูสิ แล้วจะรับอะไรดีครับคุณลูกค้า”


“อ้อ...เอา อะไรดีนะ ฌอนสั่งแล้วเหรอ”น้ำเปล่าหันมาถามผม


“อืม”สั่งมาจะชั่วโมงแล้วมั้ง


“ทำไมไม่รอกันเล่า”


“จำเป็น?”


“ช้อน!”เสียงตะโกนเรียกชื่อเพี้ยนๆดังขึ้นจนบุคคลที่สามอย่างพี่ต้าร์ถึงกับขมวดคิ้วอย่างงงๆแต่เพียงไปนานก็หลุดหัวเราะออกมาขนานหนัก


“อุ๊บ คิก...ฮ่าฮ่าฮ่า ฌอนเติมไม้โทกลายเป็นช้อน ฮ่าฮ่า คิดได้ไงเนี่ย เจ๋งไปเลย”


“พี่ต้าร์”ผมเรียกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ


“ไม่ชอบให้ล้อชื่อนี่นะ น่าแปลกที่ยอมให้น้ำเรียกนะ”พี่ต้าร์หันมาพูดด้วย


“ไม่ได้ยอม”จำไม่ได้ว่ายอมให้เรียกตั้งแต่เมื่อไหร่


“ถ้าไม่ยอมจริงๆคงไม่นั่งนิ่งอยู่แบบนี้หรอกมั้ง”


คำพูดของพี่ต้าร์ทำให้ผมคิด....ก็จริงเห็นผมวาดภาพแต่ใช่ว่าจะเป็นคนใจเย็น


ถ้าไม่ชอบก็จะแสดงออกตรงๆ


กับน้ำเปล่าก็บอกไปตั้งหลายรอบแล้วว่าไม่ให้เรียกแต่พอกลับมาคิดการกระทำของตัวเองก็ไม่ใช่จริงๆนั่นแหละ ถึงจะโกรธหรือโมโหแต่ก็ไม่เคยใช้กำลังหรือตะหวาดใส่เลยสักครั้ง


“...”ผมเลือกที่จะนิ่งแทนที่จะตอบอะไรกลับไป


“เอาเถอะ สรุปจะสั่งอะไรครับ”พี่ต้าร์หันไปถามน้ำเปล่าอีกรอบ


“เอาเป็นพาสต้าคาโบนาร่ากับไส้กรอกรมควันละกันครับ”


“โอเค นั่งคุยเล่นกันไปก่อน รออาหารสักครู่”พูดจบก็เดินกลับเข้าไปยังครัวด้านหลัง


“นี่ฌอน”


“อะไร”


“ภาพนั่นเท่าไหร่เหรอ”คำถามที่ไม่ด้ำตอบจากพี่ต้าร์ถูกถามขึ้นอีกครั้ง


“อยากรู้?”


“ไม่อยากรู้จะถามไหมล่ะ”


“ฉันไม่จำเป็นต้องบอกนี่”


“อย่าใจร้ายน่า”


“มีใครบอกว่าฉันใจดี?”อยู่ด้วยกันมาก็น่าจะรู้นิสัยแล้วนะ


“ฉันบอกเองนี่แหละ คนใจร้ายที่ไหนจะเดินออกไปซื้อยามาให้ล่ะ”คำพูดของน้ำเปล่าทำให้นึกถึงตอนที่ตัวเองออกจากหอพักมาซื้อยาแก้น้ำร้อนลวกเมื่อสัปดาห์ก่อน


“ก็แค่ครั้งเดียว”แค่ครั้งเดียวมันไม่เรียกใจดีหรอก


“ถึงจะแค่ครั้งเดียวก็ถือว่าใจดีน่า”


“คิดเองเออเอง”


“เปล่าสักหน่อย”


ระหว่างที่เถียงกันไปเรื่อยอาหารก็ถูกเสิร์ฟลงบนโต๊ะจนครบทุกอย่าง มันบดอบชีสถือเป็นของขึ้นชื่อของร้านแล้วเป็นเมนูโปรดของผม ทุกครั้งที่สั่งก็ต้องมีมันบดอบชีสเสมอ


“มันบดอบชีสน่ากินจัง”ดวงตาสีน้ำตาลมองมาตาละห้อยจนอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มมุมปากขึ้น อีกสักพักน้ำลายคงไหลแน่ๆ


“น่ากินก็สั่งสิ”เห็นบ่นอยากกินแต่ก็ไม่เห็นจะสั่งสักครั้ง


“ก็ไส้กรอกรมควันก็น่ากินเหมือนกันนี่”


“งั้นก็อย่าบ่น”


“ไม่บ่นหรอก ขอกินด้วยนะ”ช้อนสแตนเลดถูกยกขึ้นหมายจะตักมันบดอบชีสในถ้วยทว่าผมรู้ทันเลยขยับถ้วยหนี


“ยังไม่ได้อนุญาต”ผมบอกพลางจ้องไปอย่างเคืองๆ


“รีบอนุญาตสิ”


“ไม่ให้”นี่คือคำตอบ


“ฌอนนนน”


“ไม่ต้องมาเรียก กินของที่ตัวเองสั่งมาไป”บอกเสร็จผมก็เริ่มลงมือจัดการสเต็กสลับกับมันบดอบชีสต่อ


ความเงียบแปลกๆทำเอาสังหรณ์ใจไม่ค่อยดี ปกติคงได้มีการเถียงกันต่ออีกรอบแต่นี่กลับเงียบจนไม่น่าไว้ใจ ด้วยความสงสัยผมเลยเงยหน้าขึ้นไปสบกับสายตาที่จับจ้องมา...สายตานั้นไม่ได้จับจ้องมายังผมแต่เป็นถ้วยมันบดอบชีสด้านหน้า


ผมจัดการใช้มือขยับถ้วยมันบดอบชีสไปด้านข้างโดยที่สายตายังคงจับจ้องดูปฏิกิริยาของอีกฝ่าย ดวงตาสีน้ำตาลเคลื่อนไหวตามถ้วยมันบดอบชีสไม่ว่าผมจะขยับไปทางไหน นอกจากนี้ยังมีการเม้มปากแล้วกลืนน้ำลายอีก


“หึ...”ผมถึงกับหลุดขำออกมากับท่าทางนั้น


“อยากกิน...ขอชิมนิดนึงไม่ได้จริงเหรอ”น้ำเปล่าเงยหน้าขึ้นสบตาผมเป็นเชิงร้องขอ


“ไม่ได้”ผมยังคงยืนยันคำตอบเดิม


“...นิดเดียวเอง คำเดียวแล้วพอเลย”


“แน่ใจว่าจะพอในคำเดียว?”ผมถามกลับ


“อืม แน่นอน”


“...แลกกับไส้กรอกชิ้นนึง”เงียบไปสักพักผมก็ยื่นข้อเสนอไป


“ตกลง”อีกฝ่ายตอบกลับทันควันพร้อมใช้ส้อมส่งไส้กรอกมาให้หนึ่งชิ้น ผมเองก็เลื่อนถ้วยมันบดอบชีสไปให้เมื่อได้ไส้กรอกมา
ให้แค่คำเดียวดูจะร้ายไปหน่อย จะให้อีกสักคำก็ได้...


คำพูดที่เตรียมไว้ถูกเหวี่ยงทิ้งไปทันทีที่เห็นน้ำเปล่าใช้ช้อนตักเอามันบดอบชีสไปกว่าครึ่งถ้วยในช้อนเดียว


“เปล่า”ผมเรียกเสียงตึงกับการกระทำอันไม่สมควรนั่น


 “อะไร”


“ไม่ต้องมาทำหน้าไม่รู้เรื่อง ตักทีเดียวหายไปครึ่งได้ยังไง”ผมรีบถามต่อ


“ตกลงกันแล้วนี่ว่าคำนึง ผมก็ตักแค่คำนึงจริงๆนี่”


“เล่นแบบนี้ใช่ไหม จัดให้เลย”ผมยกยิ้มเล็กน้อยพร้อมกับใช้ส้อมในมือเอื้อมไปตักพาสต้าคาโบนาร่ามาใส่ในจานตัวเอง


“เฮ้ย พาสต้าของฉันนะ ขี้โกงนี่”


“ใครกันล่ะที่โกงก่อน”ผมสวนกลับ


“ไม่ได้โกงสักหน่อยแค่ใช่ช่องโหว่ของคำพูดเท่านั้นเอง”


“แก้ตัว”


“เปล่าสักหน่อย เอาพาสต้าฉันไปเอาสเต็กนายมาครึ่งนึงเลย”น้ำเปล่าพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง


“ไม่จำเป็นต้องทำตามนี่”


“ฌอน”


“...”


“ฌอน”


“...พาสต้ารสชาติใช้ได้”ผมเมินเสียงเรียกแล้วลงมือจัดการพาสต้าในจานแทน


“จำไว้เลยนะช้อน!”



(มีต่อค่า)

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 588
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
(ต่อนะคะ)


หลังจากผ่านมื้ออาหารที่อึกทึกที่สุดที่สุดตั้งแต่เกิดมาวันเวลาก็ผ่านไปหลายวัน...ภาพร่างของสวนดอกไม้ในความทรงจำเริ่มเป็นรูปร่างจนสามารถลงสีได้แล้ว แม้จะเมีเพียงสีดำแต่การไล่ระดับสีสามารถบ่งบอกถึงสีของดอกไม้ได้


ยิ่งลงสีความรู้สึกเมื่อตอนเป็นเด็กก็ถาโถมเข้ามาจนสมาธิหลุด ช่วงวัยเด็กเป็นช่วงที่ผมส่งผลงานเข้าประกวดแทบทุกที่ที่เปิดและก็มักจะได้รับรางวัลชนะเลิศโดยมีหลายเสียที่วิจารณ์ว่าผลงานผมมันยังไม่ถึงขั้น


ถูกวิจารณ์ให้ทางไม่ดีและเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆจนถึงจุดที่ทนไม่ไหว ผมเคยไปถามพ่อแม่ว่าการที่ผมชนะเป็นเพราะได้พ่อแม่ช่วยรึเปล่า


คำตอบที่ว่าไม่ช่วยเยียวยาจิตใจผมได้มากแต่การถูกบอกว่าผลงานตัวเองไม่ดีมันกลายเป็นเรื่องฝังใจที่ไม่สามารถลบมันออกไปแล้ว อีกทั้งแรงกดดันเพียงเพราะเป็นลูกชายของบริษัทยักษ์และถูกมองว่าใช้เส้นในการชนะเลิศมันมากจนผมปิดกั้นตัวเองไม่ให้รับรู้อะไร


จมอยู่ในโลกของตัวเอง


โลกที่มีเพียงสีขาวและดำนี่


สวนดอกไม้ในภาพขอองสถานที่ที่ผมบอกตัวเองว่าจะวาดเพียงภาพโมโนโครมเท่านั้น ความจริงก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้อยากวาดภาพสวนดอกไม้นี่ขึ้นมาตอนนี้


‘เด็กนี่ส่งประกวดอีกแล้วเหรอ คิดว่าตัวเองมีพ่อแม่หนุนหลังเลยคิดจะกวาดที่1ทุกรางวัลเลยรึไง’


‘นั่นสิ น่าเจ็บใจแทนคนมีฝีมือจริงๆ’


‘การลงสีก็ดูมีชีวิตชีวาอยู่หรอก แต่ถ้าเทียบกับอีกรูปแล้วไม่เข้าใจเลยว่าชนะได้ยังไง’


‘ก็เส้นใหญ่ขนาดนั้นไม่ชนะก็แปลกล่ะ’


“อึก...บ้าเอ้ย”อยู่ความทรงจำแย่ๆก็ผุดขึ้นมาอีก


ในตอนนั้นผมยังเด็กเลยฝังใจกับอะไรได้ง่ายๆ แต่ตอนนี้ผมโตแล้ว...ผมรู้ว่าความจริงคนพวกนั้นก็แค่อิจฉาในผลงานของเด็กอายุ10ขวบที่สามารถเขาชนะผู้ใหญ่ได้


ทั้งที่น่าจะลืมมันไปแต่กลับทำไม่ได้


ด้ามพู่กันในมือถูกกำแน่นขึ้นพร้อมกับมือที่เผลอปาดปลายพู่กับเป็นทางยาวจนเกิดเป็นเส้นสีดำเทาจางๆตัดผ่านบริเวณดอกไม้ใจกลางภาพ


“โธ่เว้ย...”อุตส่าใช้เวลาตั้งหลายวันกว่าจะมาถึงขั้นนี้แต่เพราะความทรงจำบ้าๆทำให้สมาธิขาดพรึ่งจนเละไปหมดแบบนี้


จะให้โทษใครล่ะนอกจากตัวเองที่ไม่สามารถจัดการกับความรู้สึกได้


กระดาษวาดภาพแผ่นใหญ่ค่อยๆถูกขยำจากปลายกระดาษไปเรื่อยๆพร้อมความรู้สึกภายในจิตใจที่สับสนจนไม่รู้จะก้าวผ่านมันไปได้ยังไง


แกร็ก!


“กลับมาแล้ว...เฮ้ย ทำอะไรน่ะฌอน! หยุดเลยนะ! หยุด!”บาดประตูถูกเปิดออกกว้างพร้อมกับน้ำเสียงร้อนรนที่ดังขึ้น มือที่ขยำกระดาษถูกหยุดไว้ด้วยฝีมือของผู้มาใหม่


ฝ่ามืออุ่นที่วางบนฝ่ามืออันเย็นเฉียบของผมมันช่างร้อนจนออกอาการสั่น


“ปล่อย...”ผมเอ่ยไม่เต็มเสียง


“จะปล่อยได้ยังไง คิดจะขยำภาพทิ้งรึไง”


“ใช่...จะทิ้ง...จะทิ้งทั้งภาพและความทรงจำบ้าๆนี่ไปด้วย”ตัวผมรู้ดีอยู่แล้วว่าถึงจะทิ้งภาพนี้ไปความทรงจำมันก็ไม่ได้ถูกทิ้งตามไปด้วย


“ฌอน...”


“ปล่อย...”


หมับ


น้ำเปล่าทำตามคำขอผม เขาปล่อยมือที่ห้ามทว่ามือนั่นกลับเปลี่ยนมาโผลเข้ากอดผมแน่น ด้วยความตกใจผมเลยเผลปล่อยกระดาษที่ขยำอยู่แล้วมองไปยังเส้นผมสีดำสนิทที่ส่ายไปมา


ความอุ่นที่ไม่ใช่แค่มือที่สัมผัสได้ ตอนนี้ผมสัมผัสถึงความอุ่นนี้ได้ทั้งร่างกายและมันค่อยๆแผ่ไปถึงภายในจิตใจอย่างเชื่องช้า
ไม่มีคำพูดหรือประโยคใดๆถูกเอ่ยออกมา มีเพียงสัมผัสของแขนที่โอบรัดแน่นกับเสียงหัวใจสองดวงที่กำลังเต้นอยู่ มือทั้งสองข้างของผมยังคงค้างอยู่กลางอากาศเพราะไม่รู้จะวางมันลงตรงไหนดี


ตอนนี้รู้เพียงรู้สึกดี


ทั้งที่ยังนึกถึงความทรงจำเหล่านั้นแต่กลับไม่รู้สึกแย่เท่าก่อนหน้านี้


เพราะอ้อมกอด


เพราะความอุ่น


หรือเพียงเพราะเป็นชายที่ชื่อน้ำเปล่างั้นเหรอ


“...น้ำเปล่า”


“จะร้องไห้ออกมาก็ได้นะ”เสียงอู้อี้ดังขึ้นเบาๆ


“ใครจะร้องกัน”ผมตอบกลับไป


จะให้ร้องไห้เนี่ยนะ


ไม่มีทาง


ก็แค่ความทรงจำในอดีต


“...ฮึก...”


“เปล่า...”ผมเรียกก่อนจะพยายามดันตัวอีกฝ่าทว่าน้ำเปล่ากลับกอดผมแน่ขึ้นโดยที่ยังมีเสียงสะอื้นดังขึ้นเป็นระยะ


ความเปียกชื้นบริเวณคอเป็นตัวบอกอย่างดีว่าอีกฝ่ายกำลังกำลังน้ำตาไหล


“ทำไม...ถึงร้อง”ผมถามออกไปแบบไม่เต็มเสียง
ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงกลายเป็นที่น้ำเปล่าที่ร้องไห้


“ก็เพราะนายไม่ยอมร้องฉันเลยร้องแทนไง”


“...”คำอธิบายนั่นทำเอาผมถึงกับพูดไม่ออก


เพราะผมไม่ร้อง...


เลยร้องแทนงั้นเหรอ


ทั้งที่ไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมเจอคืออะไรแต่กลับร้องมาราวกับสัมผัสถึงความรู้สึกของผมได้


“แค่เห็นหน้านายตอนนี้ก็รู้แล้วว่ารู้สึกแย่และทรมานขนาดไหน ทั้งที่ตัวเองก็แทบจะไม่ไหวแต่ก็ไม่ยอมระบายมันออกมา...จะอัดอั้นความรู้สึกพวกนั้นไว้ทำไม...”


“...น้ำเปล่า”


“ก็แค่ปล่อยมันออก ระบายสิ่งที่อยู่ในใจนั้นออกมา ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกแย่ๆ ความทรมาน ความเจ็บปวด ความโกรธหรือความโมโห ระบายมันออกมาสิ...ฉันรับรองเลยว่าหลังจากนั้นนายจะผ่านมันไปได้”


“...”คำพูดพร้อมอ้อมแขนที่โอบรัด


น้ำเสียงและถ้อยคำที่ตะโกนบอก


น้ำตาลและเสียงสะอื้นเล็กๆที่ได้ยิน


ทุกอย่างราวกับหลอมรวมจิตใจให้ผมหลับตาลงพร้อมแขนทั้งสองข้างที่กอดแผ่นหลังอีกฝ่ายแน่นอย่างไม่เคยเป็น ความรู้สึกในตอนนี้มีเพียงความอุ่นราวกับถูกปลอบด้วยแขนของคนที่รู้จักกันได้ไม่ถึงเดือน


ผมซุกใบหน้าเข้าน้ำเปล่าแล้วปล่อยให้สิ่งที่อยู่ภายในจิตใจมานานกว่า10ปีระบายออกมาอย่างเงียบเชียบ


ไม่มีเสียงสะอื้นหรือคำตะโกนปลดปล่อย


มีเพียงน้ำตาที่ค่อยๆไหลลงจนไหล่อีกฝ่ายเริ่มเปียกปอน


ผมเกลียดตัวเองในวัยเด็ก


เพราะเป็นเด็กถึงได้มีความฝังใจได้ง่ายๆโดยไม่รู้จักแยกแยะ


แต่เพราะผมมีวัยเด็กแบบนั้นถึงได้เจอกับน้ำเปล่าในตอนนี้


“ฌอน...ภาพสวนดอกไม้นี่คงจะเป็นความทรงจำที่อยากทิ้งไปสินะ”ผ่านไปสักพักน้ำเปล่าก็ถามต่อ


“...อืม”อยากจะทิ้งมันไปให้ไกลที่สุด


“ความทรงจำน่ะยิ่งพยายามทิ้งหรือลืมมากเท่าไหร่มันก็จะยิ่งเด่นชัดขึ้นเท่านั้น”


“...อืม”เรื่องนี้ผมรู้ดี เพราะผมพยายามทิ้งมันมาถึง10ปีแล้วแต่ทุกครั้งที่ทำมันกลับยิ่งชัดเจนขึ้น


“เพราะงั้นไม่จำเป็นต้องทิ้งมันแหรอกนะ”


“...หมายถึงยังไง”


“วาดความทรงจำใหม่ทับมันสิ”คำพูดของน้ำเปล่าดังขึ้นพร้อมกับพวกเราที่ผละออกจากกัน


น้ำเปล่าหันไปมองยังภาพสวนดอกไม้ที่เละไปด้วยน้ำเป็นทางยาวจนหมดความสวยงานก่อนที่จะหันไปหยิบกล่องสีน้ำมาเปิดออกแล้วบีบสีต่างๆลงในถาดด้านข้าง


“จะทำอะไร...”ไม่ทันได้ถามจบประโยคพู่กันก็ถูกจุ่มลงในถาดสี สีฟ้าตรงส่วนปลายของพู่กันจรดลงบนสวนดอกไม้สีขาวดำแล้วลากเส้นไปมาจนเกิดเป็นรูปดอกไม้สีฟ้าขนาดใหญ่ทับลอยน้ำก่อนหน้านี้


ดวงตาสีเทาอ่อนของผมเบิกกว้างขึ้นระหว่างมองภาพขาวดำของตัวเองที่ค่อยๆถูกสีต่างๆวาดทับลงมา ไม่เพียงแค่วาดดอกไม้แต่ยังมีต้นหญ้าและก้อนหินอีก


“เอ้า นี่สีเหลืองของนาย วาดดอกทานตะวันเลย”พู่อันอีกด้ามถูกจุ่มสีเหลืองจนชุ่มก่อนจะยื่นส่งมาให้ผม


“ทำอะไรน่ะ”


“ก็ระบายสีไง...ถ้านี่คือความทรงจำที่มีเพียงสีขาวดำก็ระบายสีมันลงไปสิ เติมสีสันให้ความทรงจำซะ”คำพูดและรอยยิ้มกว้างถูกส่งมา


“ระบายสี...ลงในความทรงจำ”


“ใช่ นี่ผึ้งที่ฉันสวยไหมล่ะ”พูดจบก็ชี้ให้ผมดูสัตว์ประหลาดตัวอ้วนๆสีเหลืองมีลายคาดสีดำด้วยความภูมิใจ


“หึ...ผึ้งเหรอนั่น”ผมหลุดขำออกมาเพราะรูปวาดราวกับฝีมือของเด็กอนุบาลตรงหน้า


เอาตรงๆก็ห่วยเกินไปแล้ว


“อะไร กล้ามาขำราชินีผึ้งของฉันเหรอ งั้นต้องเจอนี่ ดูซะนี่คือเจ้าแห่งสรรพสัตว์ที่อยู่เหนือสุดของห่วงโซ่อาหาร...”ระหว่างพูดน้ำเปล่าก็เริ่มวาดภาพใหม่เหนือสวนดอกไม้


วงกลมใหญ่สีน้ำตาลกับเส้นขีดคล้ายเส้นขนรอบๆวงกลมน้ำเอาผมขมวดคิ้วแน่นเพราะนึกไม่ออกว่าคือตัวอะไร น้ำเปล่าใส่ตาหูปากและจมูก ปิดท้ายด้วยเขี้ยวอันใหญ่


“อะไร...สิงโต?”ผมลองเดาออกไปจากสิ่งที่อีกฝ่ายพูดก่อนหน้านี้


“ถูกต้อง ว่าแล้วเชียวว่าฝีมือวาดภาพเกรดสี่นี่ได้มาเพราะฝีมือล้วนๆ ดูยังไงก็คือสิงโตเจ้าป่าผู้องอาจและงดงาม”ใบหน้าอันเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจทำเอาผมหลุดขำออกมาอีกรอบ


“หึ...”เกรดสี่เหรอ


เอาจริงน่ะ


“ฌอนก็วาดบ้างสิ ในสวนดอกไม้นอกจากผึ้ง สิงโตก็ต้อง ผีเสื้อ...วาดฝีเสื้อเลย เอานี่”น้ำเปล่าบอกพลางหยิบถาดสีมาไว้ตรงกลางระหว่างผมและเขา


“ผีเสื้อ...”ผมพึมพำก่อนจะใช้พู่กันสีเหลืองที่ถูกส่งมาก่อนหน้านี้วางทาบจนเกิดเป็นปีกฝีเสื้อสีเหลืองแล้วใช้พู่กันด้ามเล็กอีกอันจุ่มสีแดงแล้วสร้างลายผีเสื้อบนสีเหลืองที่วาดไว้ก่อนหน้านี้


“สุดยอด แต่มันเล็กไปหน่อยนะ มันต้องใหญ่ๆสิ”


“ดอกไม้ขนาดประมาณนี้ผีเสื้อก็ต้องสมมาตร...”


“ก็ได้ ผีเสื้อตัวนี้อยู่ด้านหลังดอกไม้เลยตัวเล็ก งั้นวาดใหม่ด้านหน้านี่ เอาให้ใหญ่ๆไปเลย ฉันจะรับผิดชอบลงสีท้องฟ้ากับวาดก้อนเมฆเอง”น้ำเสียงมั่นใจดังขึ้นก่อนน้ำเปล่าจะพยักหน้าเป็นเชิงบอกว่าเชื่อใจได้เลย


ผมไม่รู้ว่าเสียเวลาไปกับการลงสีหรือวาดภาพนี่ไปเท่าไหร่ สิ่งเดียวที่ผมรับรู้คือความรู้สึกยามเห็นภาพสวนดอกไม้ในความทรงจำเริ่มเปลี่ยนไป โทนสีขาวดำที่จดจำได้แปรเปลี่ยนเป็นโทนสว่างสดใสมีท้องฟ้าสีคราม หมู่เมฆรูปร่างแปลกตากับนกที่ตัวใหญ่เท่าพระอาทิตย์ ดอกไม้แต่ละดอกต่างก็ถูกวาดทับขึ้นมาใหม่ด้วยขนาดและรู้ร่างที่ต่างจากเดิมจนต้องหยุดขำ...มีทั้งดอกไม้เล็กที่ผมเป็นคนวาดกับดอกไม้ขนาดใหญ่ฝีมือรูมเมท


ที่น่าจดจำสุดก็คงเป็นสิงโตหน้าตาแปลกที่บนหัวมีผึ้งตัวอ้วนใหญ่บินอยู่โดยที่ไม่ห่างกันมากมีผีเสื้อรูปร่างสวยงามขนาดเล็กกำลังเชยชมดอกไม้ ปิดท้ายด้วยผีเสื้อตัวใหญ่เบ้งที่อยู่ด้านหน้าดอกไม้เป็นฝีมือผมซึ่งถูกน้ำเปล่าเข้ามาช่วยวาดลายในช่วงท้ายทำให้ผีเสื้อทองอร่ามมีลายหัวใจสีชมพูดขนาดยักษ์อยู่บนปีกทั้งสองข้าง


ช่วงเวลาที่ได้อยู่กับน้ำเปล่าเพียงไม่กี่อาทิตย์ผมกลับยิ้มมากกว่า10ปีที่ผ่านมารวมกันซะอีก


ผมว่าตัวเองเริ่มเปลี่ยนไปตั้งแต่มีรูมเมทที่ชื่อน้ำเปล่าเข้ามาอยู่ด้วยแล้วล่ะ

.............................................................................................

สวัสดีค่า

มาแล้วสำหหรับตอนใหม่

ครั้งนี้เล่าในมุมของฌอนดูบ้าง

ให้ความรู้สึกแปลกใหม่ดีเหมือนกัน

รู้สึกสนุกอย่างบอกไม่ถูกสำหรับเวลาแต่งตอนนี้

มาลุ้นกันว่าตอนหน้าจะเกิดอะไรขึ้น

ขอบคุณทุกๆกำลังใจและทุกๆคอมเม้นท์นะคะ

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4114
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +114/-8
แหม น้ำเปล่าน่ารักดี ช่างเป็นคนที่เปี่ยมไปด้วยพลัง

ออฟไลน์ aiyuki

  • รักแท้ไม่แบ่งแม้เพศพันธุ์
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2637
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +133/-6
ช้อนกับน้ำเปล่า  จะน่ารักเกินไปแล้ว

ออฟไลน์ nu-tarn

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 802
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-6
โอ้ย  น้ำเปล่าน่ารักเกินไปแล้วนะ  :-[

ออฟไลน์ angelhani

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 205
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-1

ออฟไลน์ Babelilong

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 305
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
    • Facebook  เข้ามาขอเป็นเพือนได้เลย

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด