.。.:*・ ۩ Creative สรรค์สร้างรัก۩・*:.。.{{สร้างรักวันสุดท้าย}} 4/05/60 P.7
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: .。.:*・ ۩ Creative สรรค์สร้างรัก۩・*:.。.{{สร้างรักวันสุดท้าย}} 4/05/60 P.7  (อ่าน 96316 ครั้ง)

ออฟไลน์ lnudeel

  • I wanna be a CAT!!
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1469
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-5
หวานจริงๆนั่นแหละ :-[

ออฟไลน์ utamon

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 706
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-2
เพิ่งได้มีโอกาสเข้ามาอ่านค่ะ อ่านรวดเดียวเลย  :mew3:
ฌอนจะสารภาพรักกับน้ำเปล่าแล้วใช่ไหม เอาเลย เชียร์ค่ะเชียร์
เราเชื่อว่าในอนาคตข้างหน้ารอยยิ้มของน้ำเปล่าจะอยู่เคียงข้างนายอย่างที่นายต้องการจริงๆ (เปิดโหมดซึ้ง 555)

ออฟไลน์ Pawaree

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 432
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +162/-2
    • FANPAGE

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 588
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
.:*・สร้างรัก・*:. วันที่8



“ฌอน ไปเรียนกัน”เสียงแรกของวันคือเสียงผมเรียกพลางใช้มือเขย่าไหล่เจ้าของห้องที่นั่งเหม่อมองกระดาษเปล่าตรงหน้า


วิชาเรียนของวันนี้เป็นวิชาเสรีศิลปะสมัยใหม่ซึ่งเป็นวิชาเดียวที่ได้เรียนร่วมกับฌอน


ทุกๆอาทิตย์ผมมักจะต้องลากอีกฝ่ายให้ไปเรียนด้วย แน่นอนว่าการจะได้คำตอบว่า ‘โอเค รอแป๊บขอเปลี่ยนเสื้อก่อน’ มันเป็นไปไม่ได้สำหรับคนอยู่ติดห้องอย่างฌอน


“ไม่”และนี่ก็เป็นอีกวันที่ได้คำปฏิเสธ


“ทำไมล่ะ ไปด้วยกันเถอะ นายไม่ได้ออกจากห้องมาจะอาทิตย์แล้วนะไม่เบื่อบ้างรึไง”


“ไม่ ฉันกำลังใช้สมาธิออย่างพึ่งกวน”


“จะกวน จะกวนจนกว่าจะลุกเลย ฌอน ฌอน ฌอนนน”ผมเริ่มก่อกวนหนักขึ้นโดยการเขย่าไหล่ตรงหน้าแรงๆจนมือข้างที่ถือดินสอเริ่มกำแน่น ใบหน้าเองก็เริ่มแสดงออกถึงความไม่พอใจ


“เปล่า”


“ไปเรียนกัน”


“อาทิตย์ที่แล้วพึ่งไป”


“นั่นมันอาทิตย์ที่แล้วอย่าเอามารวมกันสิ”


“เลิกกวนได้แล้ว”


“ก็ไปเรียนด้วยกันสิฉันจะเลิกกวนเลย”ผมยังคงตื้อไม่เลิก


“น้ำเปล่า”


“ไม่ต้องมาทำเสียงเข้ม ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นด้วยฉันกลัวที่ไหนกัน ลุกๆๆ”พูดจบผมก็พยายามดึงแขนอีกฝ่ายให้ลุกขึ้น


“ฉันไม่อยากไป”เมื่อรู้ว่าถึงจะทำเสียงหรือหน้าดุก็ใช้กับผมไม่ได้ฌอนเลยถอนหายใจก่อนจะบอกออกมาตรงๆ


“แต่ฉันอยากให้นายไปเป็นเพื่อนนี่”


“เพื่อนนายก็มี ให้ฉันอยู่นี่เถอะ”


“ไม่”ผมส่ายหน้ารัวๆ


“เฮ้อ...แค่วันนี้นะ อาทิตย์หน้าต่อให้นายจะกวนยังไงฉันก็ไม่ยอมแล้ว เข้าใจไหม”สุดท้ายฌอนก็ยอมในที่สุด


“อืม”ผมพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม


เรื่องของอาทิตย์หน้าก็ให้ตัวผมอาทิตย์หน้าจัดการละกัน


ยังไงวันนี้ก็พอฌอนออกจากห้องได้สำเร็จ


อยากตบมือดังๆให้กับความพยายามนี้จังเลย


พาหนะที่พวกเราใช้เดินทางไม่ใช้รถของมหาลัยอย่างทุกครั้งแต่เป็นรถชอปเปอร์สีเทาเงาของฌอน ฌอนไม่ชอบนั่งรถคนเยอะๆอย่างรถของมหาลัยทำให้ทุกครั้งมักจะขับรถออกไปเสมอ


สำหรับถือเป็นเรื่องดีเพราะไม่ต้องไปเบียดกับคนอื่น ช่วงเช้ามักมีนักศึกษาแย่งกันขึ้นรถเพื่อไปเรียนจำนวนมาก มีหลายครั้งผมแทบจะตัวหลุดออกจากรถเนื่องจากจำนวนที่เบียดกัน


พอมีฌอนขับให้อะไรๆก็ดีไปเลย


“ฮิฮิ...”


“ขำอะไรอีก”ฌอนถามระหว่างล็อครถข้างตึกเรียน


“แค่ดีใจที่ไม่ต้องนั่งรถของมหาลัยมา ดูสิคนเยอะสุดๆ”ผมบอพลางมองไปยังรถบัสด้านข้างกำลังจอดให้นักศึกษาลงตามป้าย


“ถึงได้บอกว่าไม่ต้องไปเรียนไง”


“ฉันไม่ได้ฉลาดเหมือนนายนี่”คนอะไรได้คะแนนดีทั้งที่ไม่ได้เข้าเรียน


เกรดกลางภาคที่ออกมาผมแอบขอฌอนดูรู้ไหมว่าได้เท่าไหร่


3.78


ให้ตายสิ


ไม่ได้ไปเข้าเรียนแต่ดันได้เกรดมากกว่าผมที่เข้าเรียนครบทุกคาบอีก


น่าโมโห


“ไม่ได้ฉลาดแค่ใช้ไหวพริบในการทำ”


“มันก็เหมือนกันแหละ”


“เหรอ”


“อย่ามากวนกันแต่เช้านะ”


“ใครกวน”


“นายไง”


พวกเราต่างเถียงกันด้วยเรื่องไร้สาระไปจนถึงห้องเรียน ในวันแรกๆเพื่อนร่วมวิชาต่างตกตะลึงทุกครั้งที่เห็นฌอนเดินเข้าห้องแต่พอผ่านมาเกือบเทอมทุกๆคนก็เหมือนจะชินกับการมาของฌอนแล้วแม้จะมีหลายคนที่ยังคงตกใจอยู่ก็ตาม


“นั่งหลังๆ”ฌอนกระซิบบอก


“ครับๆ คุณเด็กหลังห้อง”ตั้งแต่มาเรียนด้วยกันผมก็รู้แล้วว่าฌอนไม่ชอบนั่งหน้าเพราะจะเป็นเป้าสายตาได้ง่ายเลยเลือกนั่งหลังห้องแถมติดหน้าต่างอีก


“เอาล่ะ ดูเหมือนวันนี้จะมาครบนะ ดีเลย...มีงานจะให้นิสิตทุกคน...”พอได้ยินว่างานหลายๆคนต่างก็เริ่มส่งเสียงซุบซิบ


“งานเหรอ...ตายแน่”ผมพึมพำด้วยน้ำเสียงกังวล


วิชาศิลปะสมัยใหม่แน่นอนว่าต้องเป็นวิชาเกี่ยวกับศิลปะดังนั้นงานทุกชิ้นล้วนแต่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และฝีมือในการสร้างผลงานแต่ละอันให้ออกมา


สำหรับคนอื่นอาจไม่รู้สึกอะไรแต่ผมนี่สิ


“เว่อไปแล้ว”ฌอนที่ได้ยินพึมพำกลับมา


“ฉันไม่ใช่นายนี่ งานครั้งก่อนที่ให้วาดภาพเหมือนนายก็เห็นนี่ว่าเป็นยังไง”ผมหันควับไปพูด


“หึ ภาพนั่นสุดยอดแห่งความศิลป์”ฌอนเหมือนจะนึกถึงเรื่องในวันนั้นได้ถึงได้หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ


ผมยังอยากหัวเราะตัวเองเลย


มันเป็นเรื่องเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนซึ่งอาจารย์ให้วาดภาพเหมือนโดยขอให้ฌอนเป็นนายแบบ ด้วยฝีมือของฌอนอาจารย์คงคิดว่าไม่ต้องฝึกวาดก็ได้เลยให้เป็นแบบ การนั่งนิ่งๆเป็นสิ่งที่ฌอนชอบเลยไม่ได้ปฏิเสธทำให้พวกผมนั่งล้อมวงแล้ววาดรูปฌอนในมุมต่างๆ


2ชั่วโมงกว่าในการวาดรูปมีหลายคนวาดได้เหมือนและสวยงามรวมทั้งมีจำนวนหนึ่งที่อาจวาดค่อนข้างแข็ง แต่สำหรับภาพผมแม้แต่อาจารย์ยังขมวดคิ้วราวกับไม่รู้จะพูดหรือแนะนำอะไร


เพื่อนในห้องต่างก็เงียบกริบ


มีแค่คนเดียวหลุดขำออกมาอย่างไม่สนภาพพจน์หรือไม่แคร์สายตาใคร นั่นก็คือเจ้าของแบบฌอนไงล่ะ


นอกจากหัวเราะแล้วยังเดินไปบอกอาจารย์อีกว่า...


‘ผมขอภาพนี้นะ’


นั่นแหละ


ปัจจุบันภาพนี้ยังติดอยู่บนกำแพงในห้องอยู่ เห็นกี่ทีผมก็อยากจะฉีกมันให้เป็นชิ้นแต่ฌอนบอกว่าห้ามยุ่งกับภาพของเขา


อยากจะบอกเหลือเกินว่าภาพนั่นฝีมือผม ไปเป็นของนายตั้งแต่เมื่อไหร่


แค่คิดถึงความทรงจำนั่นความอับอาย ขายหน้าก็เข้ามาปะทะจนอยากหมุดหนีไปจริงๆ


“เงียบหน่อย งานครั้งนี้จะไม่เหมือนทุกครั้งเพราะเป็นงานคู่”


“งานคู่?”


“หมายถึง2คน?”


เพื่อนภายในห้องหันซ้ายขวาพูดคุยกันด้วยท่าทางตื่นเต้นเพราะนี่ถือเป็นครั้งแรกที่ให้มีการทำผลงานแบบคู่


“ห้องนี้มี38คน พอดีคู่เลย ให้เวลาหาคู่5นาทีก่อนจะประกาศหัวข้อ”อาจารย์พูดก่อนจะเดินไปยังยังเก้าอี้ด้านข้างปล่อยให้นักเรียนในห้องเริ่มหาคู่กันตามอัธยาศัย


ทุกคนพูดคุยกันสักพักก่อนสายตาหลายสิบคู่จะจับจ้องมายังผม...


ไม่สิ จับจ้องมายังฌอนที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่


จริงสิ คงไม่หลายคนอยากจะคู่กับฌอนแน่


ด้วยฝีมือระดับฌอนไม่ว่าโจทย์จะเป็นอะไรก็คงไม่ยากเกินความสามารถ


ผมเองก็อยากคู่กับฌอนเหมือนกันนะ


เพราะถ้าไม่ใช่ฌอนคงไม่มีใครอยากคู่กับผมหรอก


ฝีมือผมมันถ่วงคนอื่นสุดๆแต่ถ้าเป็นฌอน ฉุดคะแนนให้ตกลงสักหน่อยคงไม่เป็นไร


“ฌอน...นายจะคู่กับใคร”ผมหันไปถาม


“ไม่รู้สิ”


“เอ่อ...ถ้าไงมาคู่กับฉันไหม”


“เอาสิ”ฌอนตอบแบบไม่ต้องคิด และคำตอบนั่นทำให้สายตาหลายคู่แสดงความเสียดายออกมาทว่าพอหันมามองหน้าผมทุกคนกลับส่งยิ้มราวกับบอกว่าโชคดีแล้วนะที่ได้คู่กับระดับยอดฝีมืออย่างฌอน


ผมก็ไม่ได้ห่วยขนาดนั้นเหอะ


“จับคู่เสร็จแล้วจะประกาศหัวข้อเลยละกัน หัวข้อคือความผูกพัน จะวาด ปั้น เย็บหรือสร้างอะไรก็ได้ให้สื่อตรงตามหัวข้อโดยให้ส่งอาทิตย์หน้า วันนี้ไม่มีเรียนเวลาที่เหลือก็ปรึกษากันดีๆล่ะ”


“...”หัวข้อนั้นทำเอาทั้งห้องต่างเงียบกริบขนาดผมเองยังขมวดคิ้วแน่อย่างไม่เข้าใจแถมยังให้เวลาแค่อาทิตย์เดียวอีก พอหันไปมองฌอนกลับเห็นรอยยิ้มมุมปากกับสายตาที่จับจ้องมายังผมอยู่ก่อนแล้ว


หัวข้ออันคลุมเครือจนถึงเมื่อครู่


ทำไมหลังจากสบตากับกับฌอนผมถึงรู้สึกว่าถ้าเป็นหัวข้อนี้พวกเราต้องทำได้แน่กันนะ


ผมและฌอนแวะไปกินข้าวร้านพี่ต้าร์ก่อนจะกลับมายังห้อง ทันทีที่เปิดประตูเข้ามาฌอนจะนั่งลงบนพื้นหน้ากระดาษโดยในมือถือดินสอไม้


“รู้แล้วเหรอว่าจะวาดอะไร”ผมเอ่ยถาม


“หมายถึงอะไร”


“ก็งายที่ส่งอาทิตย์หน้าไง”


“เปล่า ฉันแค่จะวาดรูปที่อยากวาดก่อนหน้านี้เท่านั้น”


“แล้วงานล่ะ”ผมนึกว่าจะวาดงานซะอีก


“เดี๋ยวค่อยทำก็ได้”


“ห๊ะ? เหลือเวลาแค่อาทิตย์เดียวจะเดี๋ยวค่อยทำได้ยังไง”


“ทันอยู่แล้ว”


“นายแน่ใจได้ยังไง”


“อาทิตย์นี้ไม่กลับบ้านได้ไหมฉันกะจะทำงานนั่นช่วงเสาร์อาทิตย์”ฌอนถามขึ้น


“ก็ได้อยู่หรอก แต่จะทันจริงๆเหรอ”


“ดูกังวลนะ”


“ก็มัน...”ผมไม่ได้ฝีมือดีอย่างฌอนนี่


“ไม่เป็นไร”


คำว่าไม่เป็นไรผมฟังแทบทุกวันจนในที่สุดก็มาถึงวันจริงหรือก็คือวันเสาร์ ยิ่งถึงวันลงมือวาดความเครียดและความกังวลก็เริ่มถาโถมเข้ามา ถึงตอนแรกผมจะบอกว่าฉุดคะแนนของฌอนนิดหน่อยคงไม่เป็นไรแต่ก็ไม่อยากให้งานคู่ครั้งแรกล้มไม่เป็นท่า
อยากเก็บมันไว้เป็นความทรงจำ


“...เปล่า...น้ำเปล่า”


“ห๊ะ? อะไรฌอน”เสียงเรียกทำให้ผมเงยหน้าขึ้นมาใบหน้าฌอนที่เข้ามาอยู่ในระยะประชิด


“เป็นอะไร”อีกฝ่ายถาม


“...ไม่เป็นไร เริ่มกันเถอะ...จะช่วยกางกระดาษนะ”ผมหยิบม้วนกระดาษข้างเตรียมออกมากาง


“น้ำเปล่า”


“หื้ม?”


“...ไปทำข้างนอกดีกว่า”อยู่ฌอนก็เก็บอุปกรณ์ลงในกระเป๋าใบใหญ่ที่อยู่ใต้เตียง


“เดี๋ยวสิ ทำไมล่ะ”


“ใจเย็นเปล่า”น้ำเสียงพร้อมสัมผัสของมือที่ลูบแก้มผมเบาๆนั่นเรียกให้เสียงหัวใจเต้นดังขึ้น


“ฌอน...”


“ไปสวนกัน”


“สวน?”


“สวนกลางม.”เพราะผมยังงงๆฌอนเลยขยายความต่อ


“อ้อ ได้สิ”


และแล้วพวกเราก็เปลี่ยนสถานที่มาเป็นสวนขนาดใหญ่ใจกลางมหาลัยซึ่งถูกสร้างให้มีสระน้ำขนาดใหญ่อยู่ด้านข้างโดยมีถนนสำหรับวิ่งล้อมอยู่วงนอกและด้านในขดไปมา นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์สำหรับออกกำลังกายตั้งไว้ด้านข้างอีก


บริเวณที่ฌอนพามาเป็นย่านริมสระน้ำที่มีสะพานตัดผ่านไปอีกฝั่งโดยมีตรงกลางของสระเป็นเกาะเล็กๆและมีต้นไม้ใหญ่สำหรับให้ร่มเงา เป็นสถานที่ส่วนตัวที่หลบผู้คนโดยรอบ


“ฌอน...จะทำที่นี่เหรอ”


“ใช่ กางนี่ที”ฌอนส่งผ้าพลาสติกสำหรับกางบนพื้นหญ้ามาให้


“อืม”พอรับมาผมก็จัดการกลางให้มีพื้นทีเพียงพอสำหรับวาดรูป ขนาดของกระดาษที่ฌอนวางลงไม่ได้ใหญ่มากมีขนาดประมาณเอสี่4แผ่นติดกัน


อุปกรณ์มากมายอย่างขวดสี พู่กัน ถังใส่น้ำ กระดาษทิชชู่ น้ำดื่มขวดลิตรและดินสอถูกนำออกมาจัดวางอย่างเป็นระเบียบโดยมีผมมองอุปกรณ์พวกนี้ด้วยความสงสัย ที่สงสัยคือทำไมถังใส่น้ำถึงมีหลายใบ


“เราจะทำอะไรเหรอฌอน นายน่าจะบอกก่อนฉันจะได้ฝึกเตรียมไว้”หลายวันมานี่ผมถามฌอนหลายรอบแล้วว่าจะให้ผมวาดอะไรเพื่อที่ผมจะได้ไปฝึกวาดภาพนั่นก่อนไม่ใช่มารอลุ้นในวันจริงแบบนี้


“ไม่จำเป็นต้องฝึกหรอก ทำได้อยู่แล้ว”


“อย่ามามั่นใจแทนฉันนักเลย”ผมยังไม่มีความมั่นใจนั้นเลยสักนิด


“งานนี่เป็นงานคู่เพราะงั้นควรจะคุยกันก่อน”อยู่ๆฌอนก็เปลี่ยนมานั่งมองหน้าผม


“คุยเหรอ”


“นายอยากทำอะไร”


“...ฉันไม่รู้ หัวข้อคือความผูกพันมันค่อนข้างตีความให้ออกมาเป็นรูปยากถ้าจะให้พูดก็คงเป็นคนจับมือกันมั้ง”ผมพยายามคิดและพูดสิ่งที่นึกได้ออกไป


ถ้าพูดถึงรูปที่แสดงถึงความผูกพันก็คงมีแค่แบบนั้นที่คิดได้


“รูปแบบของความผูกพันมันมีมากมายจนไม่สามารถพูดได้หมด บางทีก็เป็นความผูกพันทางสายเลือด บางทีก็เป็นความผูกพันด้วยวัตถุหรือท่าทางการแสดงออก ความจริงทุกอย่างสามารถแสดงถึงความผูกพันได้หมดขึ้นอยู่กับการสื่อออกไป”


“งั้นเราจะตีความไปทางไหนล่ะ”ผมถามกลับ จริงอยากที่ฌอนพูด พอมานึกดูไม่ว่าจะเป็นสายเลือดหรือสิ่งของต่างก็แสดงถึงความผูกพันออกมาได้ขึ้นอยู่กับตัวของคน


“ฉันอยากให้นายเป็นคนเลือกว่าจะให้ภาพนี้ไปในทิศทางไหนอย่างให้สื่อไปทางพี่น้องหรือสัตว์เลี้ยง”


“จะดีเหรอ ฉันไม่ได้เก่งขนาดนั้น...คือมันอาจไม่ค่อยดี”ผมพยายามบอก ให้ผมเป็นคนเลือกมันไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่มั้ง


“นายเป็นคนเลือกความหมายของความผูกพัน ส่วนฉันจะเลือกวิธีการสื่อเอง”ฌอนพูดต่อ


“วิธีการสื่อ? หมายถึงวาดภาพ?”


“ประมาณนั้น ไม่ต้องห่วงเราจะสร้างมันด้วยกัน”เหมือนฌอจะรู้ว่าผมไม่อยากโยนทุกอย่างให้เขาทำเลยขยายความมากขึ้น


“เข้าใจแล้ว...”


ความผูกพันเหรอ


พอมานึกดูทุกอย่างก็สามารถเรียกได้ความเป็นความผูกพันหมดขึ้นอยู่กับแง่มุมของการมอง


แล้วจะมองความผูกพันนี่ยังไงดี


วัตถุเหรอ


ไม่สิ


ผมอยากให้มันมากกว่านั้น


ผลงานคู่ของผมและฌอน


ผลงานแรกของพวกเรา


“...ความผูกพันของพวกเรา”ผมพึมพำระหว่างเงยหน้าขึ้นไปสบดวงตาสีเทาอ่อนตรงหน้า


ถ้าจะสื่อถึงความผูกพันในทางไหนสักทางผมอยากให้มันสื่อถึงผมและฌอนไม่ใช่ความผูกพันในรูปแบบอื่นอย่างครอบครัวหรือความผูกพันต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง


แต่เป็นความผูกพันของเราทั้งคู่


“หึ...คิดเหมือนกันเลย”รอยยิ้มบางๆที่ส่งมาเต็มไปด้วยความดีใจยามคิดสิ่งเดียวกัน


“ฌอน...”ฌอนเองก็คิดเหมือนกันเหรอ


“ถ้าเป็นความผูกพันของเราคิดว่าจะใช้อะไรถึงจะสื่อไปได้ล่ะ”ฌอนพูดพลางเอื้อมมือมาสัมผัสกับมือผมแล้วค่อยๆยกขึ้น


“ไม่รู้...”


“แน่นอนว่ามันไม่ใช่สายเลือด และไม่มีวัตถุใดจะสื่อถึงความผูกพันของเราออกไปได้ ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้มีเพียงสิ่งเดียวที่จะสื่อถึงความผูกพันของเราออกมาได้ นั่นคือมือที่ถูกนายสัมผัสและลากฉันให้ออกจากโลกอันโดดเดี่ยวจนสามารถมองเห็นแสงสว่างได้อย่างทุกวันนี้”


“ณอน...”


คำพูดพวกนั้นคืออะไร


ต้องการจะบอกอะไรกันแน่


“เราจะใช้มือในการวาด”


“...เราก็ใช้มือตลอดอยู่แล้วนี่”ไม่เห็นเข้าใจเลย


“ไม่ได้ใช้ในการจับแต่เป็นแบบนี้”ถังใส่น้ำถูกเทสีฟ้าสดใส่ลงไปก่อนมือจะถูกดึงให้จุ่มลงไปในถังสีนั้นทั้งคู่


ความเปียกชื้นยังไม่น่าตกใจเท่ากับแรงดึงจากฌอนที่ลากไปยังกระดาษสีนวลแล้วแนบฝ่ามือของพวกเราลงใจกลางกระดาษ ฝ่ามือต่างแบบออกทว่างกลับมือนิ้วก้อยที่ยังเกี่ยวกันไว้ราวกับสายสัมพันธ์ที่ไม่อาจตัดขาด


“ฌอน...”


“พอภาพนี้เสร็จฉันมีอะไรจะบอกนาย”นิ้วก้อยที่ยังเกี่ยวพันรัดแน่นขึ้นคล้ายคำสัญญา


“บอกอะไร”ผมถามต่อ


“รอวาดเสร็จไง”


“ก็อยากรู้เลยนี่ มาพูดให้อยากรู้มันค้างคานะ”


“งั้นให้ค้างคาสักสามวันดีไหม”


“ทำไมชอบกวนอยู่เรื่อยนะ”


“เอาล่ะ มาทำต่อได้แล้ว”ฌอนพูดพลางเทสีอื่นๆลงในถังที่เตรียมไว้


อุปกรณ์พวกนี้เหมือนอีกฝ่ายรู้อยู่แล้วเลยว่าต้องทำอะไร


“ฌอน นายรู้เหรอว่าฉันจะตอบยังไง”


“ฉันไม่รู้หรอก เพียงแต่ฉันคิดไว้แล้วตั้งแต่วันที่ได้ยินหัวข้อสิ่งเดียวที่จะสื่อถึงความความผูกพันก็คือสิ่งนี้”ฌอนตอบพลางยกฝ่ามือขึ้นมาระดับสายตา


“สุดยอดเลยนะ คิดได้ในเวลาสั้นๆแบบนั้น”ผมว่าคงมีหลายคู่ที่คิดไม่ตกไปหลายวันกับหัวข้อนี้


“ที่ฉันคิดได้เพราะมีนายอยู่ข้างๆ”


“...หมายถึงอะไร”


“รอวาดภาพเสร็จ”


“อีกแล้ว ตลอดเลย”ผมเริ่มโมโหแล้วนะ


“เริ่มได้แล้ว”ฌอนยกถังใส่สีต่างมาวางเรียงด้านข้าง


“เอ่อ ให้จุ่มแล้วแปะแค่นี้เหรอ”ผมถามอย่างไม่แย่ใจ


“อืม”


“แล้วต้องแบบมือขนาดไหน แล้วมุมต้องแนวตรงหรือด้านข้างได้”ผมยังคงถามต่อรัวๆตามความสงสัย


ก่อนหน้านี้อาจวางฝ่ามือลงไปได้โดยไม่คิดอะไรแต่นั่นเพราะมีฌอนคอยชักนำ ทว่าตอนนี้ไม่เหมือนกัน


ถ้าทำพลาดหรือทำผิดอาจทำผลงานเสียไปเลยก็ได้


“ไม่ต้องคิดอะไร”


“ฉันไม่เข้าใจ”ไม่ต้องคิดนี่หมายถึงยังไง


“ไม่ต้องคิดว่าต้องวางแบบไหน ระหว่างทาบฝ่ามือลงไปให้คิดถึงแค่สิ่งเดียวในหัว”


“คิดถึงอะไร”


“คิดถึงฉัน ความทรงจำ ความผูกพัน สายสัมพันธ์ คิดแต่เรื่องฉันระหว่างวางมือลงไป ความรู้สึกมันจะสื่อมาจากภาพเอง”


“เข้าใจแล้ว”ถึงจะดูน่าอายแต่ก็คงต้องทำตาม


“ฉันเองก็จะคิดถึงนายเหมือนกัน”


ตึกตัก ตึกตัก


คำพูดทิ้งท้ายก่อนจะเงียบนั่นทำเอามือที่ทาบลงไปสั่นระริกเนื่องจากอยู่ๆหัวใจก็บีบแรงขึ้น บรรยากาศเงียบยิ่งส่งผลให้ได้ยินเสียงหัวใจชัดเจนขึ้น


ครั้งแรกเลยที่เต้นแรงและดังขนาดนี้


ทำไมกัน


ในหัวมีแต่เรื่องของฌอนเต็มไปหมด และเพราะยิ่งคิดก็ยิ่งส่งผลให้หัวใจเต้นแรงขึ้นไปอีก


ใบหน้าเริ่มเห่อแดงทว่าไม่ได้มาจากอารมณ์โกรธหรืออากาศที่ร้อนอบอ้าวแต่เป็นความร้อนจากภายในร่างที่ปะทุออกมาเพียงเพราะคำพูดบ้าๆวนเวียนอยู่ในหัว


หลายชั่วโมงกับการจมอยู่กับตัวเองโดยในหัวนึกถึงเพียงสิ่งเดียว พอทุกอย่างเสร็จสิ้นผมก็ทิ้งตัวนอนลงกับผ้าพลาสติกที่ปูอยู่ด้วยความหมดเรี่ยวแรง หัวใจทำงานหนักเกินไป ในหัวเองก็เช่นกัน


โอ้ย อยากจะบ้า


ทำไมถึงได้เป็นแบบนี้นะ


“เหนื่อยแล้ว?”ฌอนมองมายังผมก่อนถาม


“อื้อ เสร็จแล้วไม่ใช่เหรอ”ภาพตรงหน้ามีรอยฝ่ามือของทั้งและฌอนอยู่แต็มจนแน่นไปหมดไม่เหลือที่ว่างให้วางลงไปได้อีกแล้ว


“เสร็จแค่ขั้นแรกต่างหาก”


“ขั้นแรก? มีหลายขั้น?”จะบอกว่าหลายชั่วโมงที่ทำมาคือขั้นแรก?


“อืม ต่อไปใส่รายละเอียดและแลเงาเพื่อเพิ่มมิติให้ภาพ”


“หา?”


“จากนั้นก็ต้องมีการไล่ระดับสีและวาดกรอบเชื่อมโยงแต่ละมุม”


“เยอะไปแล้ว”แบบนี้กี่วันถึงจะเสร็จหมดเล่า


“เดี๋ยวก็เสร็จ ให้นายวาดกรอบที่เหลือฉันจัดการเอง”


“วาดกรอบ? แน่ใจนะ”ผมถามย้ำเผื่ออีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ


“แน่ใจ นี่เป็นผลงานของเรา นายมีสิทธิ์ที่จะทำ”


“ก็ใช่แต่ฉันไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่”


“ไม่เป็นไร”


“ได้ๆ ฉันจะวาดกรอบให้เดี๋ยวจะใส่ดอกกุหลาบไปด้วย”ความมั่นใจเริ่มเข้ามาแล้ว


แบบนี้ต้องทำได้แน่


“ดอกกุหลายหรือขนมชั้น”


“ฌอน!”ความมั่นใจที่มีดิ่งลงเหวด้วยคำพูดเพียงคำเดียว


“หึ ฉันบอกเคล็ดลับให้ไหมล่ะ”


“ได้เหรอ”


“ก็ใช่ว่าจะไม่ได้”


“เอาสิ บอกหน่อย”


“ถ้าจะแต่งกรอบไม่จำเป็นต้องลงรายละเอียดเยอะอย่างจะวาดก็หลายก็แค่ใช้สีแดงแล้ววาดให้โค้งไปมาก็พอแล้วที่เหลือก็ใช้สีเขียวช่วยแต่งเป็นก้านกับใบ”


“โฮ่ แบบนี้เอง จะลองดู”พูกันขนาดกลางถูกหยิบและจุ่มสีก่อนจะลางเส้นทำเป็นกรอบ ด้วยความที่มีรอยมือแปะไปทั่วผมเลยเลือกจะลากเส้นกรอบเชื่อมระหว่างปลายนิ้วทำให้กรอบไม่ได้เป็นทรงเหลี่ยมตรงแต่เป็นโค้งไปมา


ดอกกุหลาบเล็กๆถูกวาดเป็นดอกแรก ดูเหมือนคำแนะนำจะช่วยให้มันดูเหมือนดอกกุหลาบขึ้นมามากพอดู


พวกเราต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเองแม้จะมีหลายครั้งที่ผมไปก่อกวนระหว่างฌอนกำลังแลเงาก่อนผมจะถูกฌอนแกล้งกลับโดยการใช้พู่กันวาดดอกไม้อื่นข้างๆดอกกุหลายสีแดงของผมทำให้เส้นกรอบเต็มไปด้วยดอกไม้สีสันต่างๆผุดขึ้นมาจนรอบ


“อ๊ะ นั่นจะทำอะไรกับกุหลาบของฉันน่ะ”ผมบ่นเมื่อเห็นว่ากุหลาบตูมสีแดงสดกำลังถูกสีขาวเกลี่ยจนกลายเป็นสีชมพู


“เอาคืนที่นายเล่นวาดหนอนใส่ดอกดาวเรืองฉัน”


“หนอนที่ไหน ฉันอุตส่าวาดใบให้นะ”ผมพูดแล้วชี้ให้อีกฝ่ายดูดีว่านี่ไม่ใช่หนอนแต่เป็นใบไหมต่างหาก


“ดาวเรืองใบมันสูงขนาดนั้นที่ไหน”


“ก็ฉันไม่รู้นี่ ผิดนิดหน่อยเอง”


“แน่ใจว่านิดหน่อย แล้วดอกทานตะวันนั่นมีสีม่วงรึไง”ฌอนชี้ไปยังดอกทานตะวันฝีมือผมที่มีสีม่วงเข้ม


“บอกแล้วไงว่ามันถูกดัดแปลงพันธ์”


“ลงผิดก็บอกมา”


“จะหาเรื่องรึไงฌอน”


“พูดเรื่องจริงโกรธเลยเหรอ”


“ฌอน”


“หึ...”อยู่ๆใบหน้านิ่งๆก็หลุดขำพร้อมรอยยิ้มออกมา


“อุ๊บ คิก ฮ่าฮ่า”ผมเองก็ปล่อยเสียงหัวเราะออกมาอย่างไม่อายใครเช่นกัน


ผลงานคู่ครั้งแรกเสร็จสิ้นยามพระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ภาพนี่อาจะดูเละแทะไปบ้างบริเวณกรอบทั้งสี่ทิศทว่ามันกลับสื่อสิ่งที่ต้องการออกมาได้อย่างดีถึงขนาดผมยังรับรู้ได้ถึงอารมณ์ของภาพนี่


เข้าใจเลยคำพูดที่ว่าภาพจะสื่ออารมณ์ของคนสร้างออกมา


ไม่คิดว่าจะเสร็จภายในวันเดียว


“น้ำเปล่า”หลังจากเก็บข้าวของเสร็จฌอนก็เรียกผมด้วยน้ำเสียงที่ต่างจากปกติอย่างชัดเจน


จะว่าไปอีกฝ่ายบอกไว้นี่ว่ามีเรื่องจะบอกหลังเสร็จงาน


“อะไร”ผมหันไปเผชิญหน้ากับฌอนตรงๆ


“ภาพที่ฉันให้นายเมื่อวันงานเทศกาลจำได้ไหม”


“จำได้สิ”ภาพนั่นตอนนี้ผมยังเก็บไว้ในห้องพักอยู่เลย กะว่าหมดเทอมจะให้พ่อเอารถมาขนไปไว้บ้าน


ภาพที่มีคนมาขอซื้อแต่ฌอนไม่ขายและเลือกจะให้ผมตามคำสัญญาที่ให้ไว้


“มองภาพนั้นแล้วรู้สึกไหมถึงสิ่งที่ฉันต้องการจะสื่อ”


“...อืม”เวลามองภาพนั่นราวกับถูกสารภาพรัก


เป็นความรู้สึกที่แม้แต่ตอนนี้ก็ยังรับรู้ได้ทุกครั้งที่มอง


“แล้วรู้ไหมว่าฉันต้องการสื่อมันกับใคร”


ผมถึงกับเงียบเมื่อได้ยินคำถามต่อมา


นั่นสิ


ผมไม่เคยคิดเลยว่าคำสารภาพรักนั่นต้องการสื่อถึงใคร


“...ไม่รู้”ผมส่ายหน้าแทนคำตอบ


“ฉันจะบอกให้...”


“เดี๋ยวสิ นายควรจะไปบอกกับคนนั้นไม่ใช่ฉันนะ”ผมรีบพูดแทรก


แค่ดูภาพก็รู้แล้วความรู้สึกของฌอนมันชัดเจนขนาดไหนดังนั้นมันไม่ใช่สิ่งที่เขาควรจะมาพูดกับผมแต่เป็นคนคนนั้นที่ฌอนต้องการจะบอก


ทั้งที่น่าจะแสดงความยินดีได้อย่างเต็มใจแต่ทำไมภายในอกถึงรู้สึกราวกับต่อต้าน


ไม่อยากได้ยินชื่อของคนอื่นระหว่างอยู่ด้วยกัน


“ฉันก็กำลังบอกกับคนคนนั้นอยู่นี่ไง”


“...”เป็นอีกครั้งที่ผมนิ่งกับคำพูดของฌอน


กำลังบอกอยู่เหรอ


“คนที่ฉันอยากสารภาพรักคือนาย...น้ำเปล่า”


“ฌะ...ฌอน...”


“ฉันชอบนาย...คบกับฉันนะ”คำสารภาพถูกเอ่ยพร้อมกับดวงตาสีเทาอ่อนที่สบมาอย่างจริงจัง


ตัวผมได้แต่ยืนเงียบ ในหัวมันขาวโพลนจนไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น


ไม่รู้แม้กระทั้งอีกฝ่ายพูดอะไรต่อ


นี่ไม่ใช่ครั้งที่ผมถูกสารภาพรัก ผมเคยมีแฟนมาก่อน


แต่นี่เป็นครั้งที่อีกฝ่ายไม่ใช่ผู้หญิง


ผมควรจะยิ้มและหัวเราะก่อนจะตอบกลับไปว่าล้อเล่นเหรอแต่ผมกลับไม่ทำเพราะรู้ดีว่าคำพูดนั่นไม่ได้ล้อเล่นแต่เป็นความรู้สึกจากใจจริงของฌอน


ทั้งที่ผมควรปฏิเสธเพราะเป็นผู้ชายเหมือนกัน


แต่ทำไมกัน


ทำไมถึงได้ไม่รู้สึกแย่กับคำสารภาพนี่แถมหัวใจยังเต้นรัวอีกต่างหาก

.................................................................................

สวัสดีค่า

เติมความหวานกันอย่างต่อเนื่องสไหรับฌอนและน้ำเปล่า

บอกเลยว่าหลายตอนมานี่ทวีความหวานขึ้นเรื่อยๆ

โปรดระวังมดขึ้นหน้าจอ555

ตอนนี้ฌอนได้สารภาพรักแล้ว น้ำเปล่าล่ะจะทำยังไงต่อไป

เรื่องนั้นต้องติดตามต่ออาทิตย์หน้านะคะ

ขอบคุณนักอ่านทุกคนที่คอยคอมเม้นท์ให้กำลังใจกันตลอด

ขอบคุณจริงๆค่ะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าน้าาา

 :bye2:

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ออฟไลน์ nu-tarn

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 802
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-6
โอย หวานจนมดขึ้นจอแล้ว  :-[
ฌอนเขาบอกแล้วนะ น้ำเปล่าก็ตอบรับเถอะ

ออฟไลน์ MSeraph

  • This too shall pass
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1754
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-3
หวานมดท่วมจอออ
หวานขึ้นเรื่อยๆจนกลัวว่าจะมีดราม่า
55555 รอค่าา

ออฟไลน์ Zetnezz

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0

ออฟไลน์ double9JH

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1812
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-7
ความหวานทะลุจอแล้วววววว :-[

ออฟไลน์ maekkun

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 223
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0

ออฟไลน์ aiyuki

  • รักแท้ไม่แบ่งแม้เพศพันธุ์
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2637
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +133/-6
ตอบตกลงไปเลย น้ำเปล่า

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Jthida

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1552
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-3
เขิยมากเลยคุณขาาา กี๊ดๆๆ

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 6319
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2
หวานไปอี๊กกกกกกกก

ออฟไลน์ angelhani

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 205
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-1
รับรักเลยๆๆๆๆๆ

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8927
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80

ออฟไลน์ SaKiNonZa

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 73
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ฌอนสารภาพรักแล้ววววววว~  :-[ :-[ :-[

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3463
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ beisamare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 5
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
เพิ่งเห็นงานเขียนใหม่ 
ตามๆเรื่องนี้ชอบในความละมุนต่อใจ

ออฟไลน์ lnudeel

  • I wanna be a CAT!!
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1469
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-5
มุ้งมิ้งกันจัง สวีตกันเว่อร์~! :hao7:

ออฟไลน์ b2friend

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 263
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0

ออฟไลน์ utamon

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 706
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-2
ฮื่ออออ เราชอบความโรแมนติกของผู้ชายคนนี้ :sad4:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ ่jum

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3729
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-4
หวานมาก อ่านไปอมยิ้มไปทุกตอนเลย  :pig4:

ออฟไลน์ weedear

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1154
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-4
รีบตกลงสิน้ำเปล่าาาา

ออฟไลน์ เป็ดอนุบาล

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1402
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-2

ออฟไลน์ minenat

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1686
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-3

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 588
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
.:*・สร้างรัก・*:. วันที่9



ยามเย็นของการถูกสารภาพรักก็ผ่านไปหลายอาทิตย์ทว่าผมก็ยังไม่ได้ให้คำตอบกับฌอนแต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้เร่งรัดเอาคำตอบจากผมนักซึ่งก็ทำให้ไม่รู้สึกลำบากใจมากนักเวลาอยู่ด้วยกัน


ถึงจะไม้ได้รู้สึกแย่ก็ไม่ได้แปลว่าจะตอบตกลงได้ง่ายๆ


มันมีหลายอย่างที่ต้องคิดโดยเฉพาะเรื่องที่เราทั้งคู่ต่างเป็นผู้ชาย


“เฮ้อ...”ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว


นี่ผมปวดหัวมานานเท่าไหร่แล้วนะ


อีกไม่นานก็จะถึงช่วงสอบก่อนปิดเทอมใหญ่ขึ้นปี4แล้วด้วย ขืนเป็นแบบนี้คะแนนคงออกมาไม่ดีแน่ๆ


“ถอนหายใจอะไรเปล่า”ฌอนที่นั่งวาดรูปอยู่กลางห้องถาม


“รู้สึกว่านายจะหลุดจากสมาธิง่ายกว่าเมื่อก่อนนะ”ผมพูดขึ้นก่อนจะนึกย้อนไปถึงวันแรกที่เจอกัน กว่าจะเรียกฌอนได้แต่ละทีทำเอาเสียเวลาไปเยอะเนื่องจากเขาอยู่แต่ในโลกของตัวเอง


ช่วงนี้ขนาดผมถอนหายใจยังหันมาถามเลยว่าเป็นอะไร


“แค่กับนายหรอก”


“...”ทั้งที่ก็เป็นเพียงคำตอบธรรมดาแต่ทำไมผมถึงใจเต้นได้ละเนี่ย


ก็แค่ตอบตามปกติจะเงียบทำไมล่ะตัวผม


“ไม่มีสมาธิอ่านเดี๋ยวก็ทำสอบไม่ได้หรอก”ฌอนพูดต่อเมื่อเห็นผมเริ่มเหม่ออีกรอบ


“รู้น่า น่าอิจฉาคนที่ไม่ต้องอ่านก็ทำได้จริงๆเลย”


“ไม่ใช่ไม่อ่าน อ่านแค่ตรงที่น่าจะออกเท่านั้นเอง”


“แต่ก็อ่านแค่ตอนก่อนไปสอบนี่”ผมสวนกลับ


อยู่ด้วยกันมาตั้งนานเห็นฌอนอ่านหนังสือแค่ตอนช่วงก่อนออกไปสอบเท่านั้น ช่วงเวลานั้นยังไม่ถึงชั่วโมงด้วยซ้ำ


“ยิ่งเครียดข้อที่จะทำได้มันจะพลอยทำไม่ได้เอานะ”


“ถ้าไม่มีอะไรในหัวก็เขียนตอบไม่ได้เหมือนกันนี่”


“กังวลวิชาอะไร”อยู่ๆฌอนก็ถาม


“ก็หลายวิชา”


“เลือกที่คิดว่าไม่ได้แน่ๆมาสักวิชาสิ”


“งั้นกฎหมายกับเศรษฐศาสตร์มหาภาค”ความจริงยังมีวิชาการตลาดกับการจัดการอีก


เอาเป็นว่าผมเป็นกังวลแทบทุกวิชายกเว้นวิชาเสรีที่ลงเรียนกับฌอนเพราะพึ่งรู้ว่างานคู่ครั้งก่อนถือเป็นคะแนนเก็บเพียวๆถึง30คะแนนและผลงานของผมและฌอนนั้นได้คะแนนเต็มมา


ตอนที่ได้ยินว่าได้เต็มผมเกือบจะกระโดดกอดคอฌอนอยู่แล้ว


ครั้งแรกในชีวิตที่ได้คะแนนเต็ม


ผมดีใจสุดๆต่างจากฌอนที่ทำหน้านิ่งไม่สนใจคะแนนสักเท่าไหร่


“กฎหมายฉันเรียนไปเทอมที่แล้ว”


“จริงเหรอ ติวให้หน่อยสิ”ผมส่งสายตาอ้อนวอนไปให้


มาตรานับร้อยแถมยังมีวรรคหนึ่งวรรคสองผมจำไม่ได้หรอก


“ไม่แน่ใจว่าจะอาจารย์คนเดียวกันไหม...”


“ไม่เป็นไรๆ ช่วยหน่อยเถอะ”


“คณะนายบริหารสินะ”


“อื้ม”ผมพยักหน้าตอบ


“งั้นพวกที่ออกน่าจะเป็นเกี่ยวกับพวกกฎหมายด้านธุรกิจ ลองจำพวกนี้ดู...พวกมาตราไม่ต้องสนใจมากก็ได้ให้จำเป็นเคสเอาจะได้ง่ายขึ้น”ฌอนลุกเดินมาหาก่อนจะหยิบหนึ่งในกองชีทขึ้นไปเปิดแล้วยื่นกลับมาให้


“โอ้ ได้เลยๆ แล้วเศรษฐศาสตร์ล่ะ”ผมถามต่อ


“แม่นพวกอุปสงค์อุปทานรึยัง”


“ก็ไม่ค่อย...”ผมคุ้นๆอยู่นะแต่จำไม่ค่อยได้


“จำพวกนั้นให้แม่นแล้วก็พวกกราฟกีบจีดีพี ที่เหลือก็เสี่ยงดวงเอา”


“เสี่ยงดวง?”ผมหันไปมองหน้าฌอนอย่างไม่เชื่อสายตา อย่างฌอนเนี่ยนะจะใช้ดวง


“ใช่ การทำสอบก็เหมือนเสี่ยงดวงนั่นแหละ อ่านตรงจุดไปก็ได้คะแนน ถ้าอ่านไม่ตรงแต่มีความรู้เรื่องนั้นก็จะทำได้...เสี่ยงดวงทั้งนั้น”


“งั้นฉันควรไปไหว้พระไหม”


“การไหว้พระช่วยให้จิตใจสงบขึ้นแต่ไม่ได้หมายความว่าจำสอบได้ ทุกอย่างมันอยู่ที่ตัวนายเอง”


“ก็จริงอย่างนายว่า”ทุกอย่างมันอยู่ที่ตัวผมเอง


“พยายามเข้า”


แต่ไม่อยากอ่านนี่นา


มันเหนื่อยจะตาย


“จะว่าไป เทอมหน้าฝึกงานเหมือนกันรึเปล่า”ผมเปลี่ยนเรื่องเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าเทอมหน้าต้องไปฝึกงานแล้ว


“อืม”ฌอนพยักหน้าตอบ


“ได้ที่รึยัง?”


“นายล่ะได้รึยัง”ฌอนถามกลับ


“ฉันถามก่อนนะ”


“ได้แล้ว”


“สมแล้วที่เป็นฌอน ฉันก็ได้แล้วเหมือนกัน ของนายคงเป็นบริษัททางด้านศิลปะไม่ก็พวกออกแบบใช่ไหม”


“ประมาณนั้น แล้วของนายที่ไหนล่ะ”


“อยากรู้เหรอ”ผมแกล้งถามกลับด้วยน้ำเสียงกวนๆ


“อืม เผื่อจะไปดักรอ”


“คิก เดี๋ยวเรียกตำรวจเลย”ผมหลุดขำออกมากับคำตอบของฌอน


“ไม่เป็นไรมีเงินประกัน”ฌอนเองก็กวนกลับมาเช่นกัน


“เอาที่สบายใจเลยพ่อคนรวย”


“หึ...บอกมาว่าที่ไหน”


“บริษัทH&Yที่พ่อฉันทำงานอยู่น่ะ เห็นว่าเป็นบริษัทสาขาของประเทศอังกฤษล่ะมั้ง ตอนนี้พ่อฉันทำงานอยู่ที่สาขาใหญ่เลยอยากลองไปทำด้วยจะได้ไม่ต้องเสียค่าเดินทาง”ผมบอกไปตามจริง


“...ใช้เส้นสินะ”ฌอนนิ่งไปสักพักก่อนจะพึมพำด้วยรอยยิ้มเหมือนกำลังดีใจ


“บ้าสิ พ่อฉันไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้นสักหน่อย ไปสัมภาษณ์มาแล้วติดต่างหาก”ผมสวนกลับ


ดูถูกกันจริง


“ติดตัวสำรอง?”


“ทำไมชอบดูถูกกันจัง ตัวจริงสิ แล้วนายล่ะฌอนได้ไปสัมภาษณ์อะไรรึยัง”ผมนึกถามตอนฌอนไปนั่งอยู่กลางห้องแล้วตอบคำถามไม่ออกเลย


“ไม่ได้ไป”


“ไม่ได้ไป? หมายถึงไม่ต้องสัมภาษณ์ก็เข้าได้เลย”


“ประมาณนั้น”


“ทำไมล่ะ”


“ก็บริษัทของครอบครัวฉันนี่”


“ครอบครัวนายมีบริษัทเป็นของตัวเองด้วย? บริษัทอะไร”ผมยิงคำถามต่อรัวๆด้วยความอยากรู้


“อยากรู้?”


“อืม”


“ไม่บอก”


“ฌอน!”ผมเรียกอีกฝ่ายเสียงดัง


นิสัยไม่ดี


ทำไมชอบกวนขนาดนี้นะ


“คุยเพลินเดี๋ยวก็ไม่ได้อ่านหรอก”ฌอนบอกพลางมองไปยังกองชีทบนเตียงผม


“รู้แล้วน่า”


ผมเลิกคุยกับฌอนแล้วเริ่มตั้งใจอ่านชีทของแต่ละวิชาให้เข้าหัวมากที่สุด ช่วงสอบเป็นช่วงเหนื่อยล้าอันหาที่สุดไม่ได้ หลายๆวิชามีเพียงคำถามข้อเดียวให้เขียนตอบเกือบ10แผ่น บางวิชาก็มีเพียงข้อกาซึ่งแต่ละช้อยนั้นทำเอาผมต้องยกมือขึ้นกุมหัวด้วยสติกระเจิง


ดวงผมจะดีพอเสี่ยงข้อถูกไหมนะ


หลายวันของการสอบผมยังคงเดินทางจากหอไปยังตึกสอบต่างๆ หลังเลิกสอบระหว่างเดินผ่านตึกของคณะมนุษย์ศาสตร์ผมก็หยุดนิ่งพลางมองไปยังโต๊ะยาวที่มีรุ่นพี่รุ่นน้องหลายคนกำลังยืนแจกใบปลิวบางอย่างอยู่


“พี่คะ สนใจไปค่ายอาสาบนดอยในช่วงปิดเทอมไหมคะ”เสียงของรุ่นน้องผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับยื่นใบปลิวมาให้ผมอ่าน
ใบปลิวนี้บอกสถานที่ที่จะไปรวมถึงกำหนดการต่างตั้งแต่วันไปจนถึงวันกลับ


“หนึ่งอาทิตย์เหรอ...น่าสนใจดีแฮะ”ผมพึมพำระหว่างอ่านข้อความต่อ


“พี่สนใจเหรอคะ”รุ่นน้องคนเดิมถามด้วยตาเป็นประกาย


“อ่า ไปนี่ต้องเสียค่าไปเท่าไหร่ครับ”ผมลองถามดู


“สำหรับค่าไปคิดคนละ200ค่ะแต่มีทั้งที่พักและอาหารให้เมื่อไปถึงต้องไปช่วยกันสร้างห้องสมุดกับสอนน้องๆบนดอยด้วยนะคะ”รุ่นน้องอธิบายด้วยเสียงดังฟังชัด


“ถ้าจะไปนี่ต้องทำยังไงบ้าง”


“ลงทะเบียนตรงนี้ได้เลยค่ะ เดี๋ยวก่อนวันไปจะมีจัดประชุมตามเวลาในใบปลิว รายละเอียดที่เหลือพวกรุ่นพี่จะแจ้งให้ทราบอีกครั้งค่ะ”


“เข้าใจล่ะ”ผมพยักหน้าก่อนเดินไปเขียนชื่อและเบอร์โทรตัวเองลงในช่องทว่าช่วงที่เขียนชื่อนั้นในหัวก็นึกถึงฌอนขึ้นมา


ค่ายนี้จัดช่วงปิดเทอมฌอนน่าจะว่าง


งั้นลงชื่อให้ไปด้วยกันเลยดีกว่า


“ลงเผื่อเพื่อนได้ไหมครับ”ผมเงยหน้าขึ้นถามรุ่นพี่ตัวใหญ่ที่คอยดูแลการลงชื่อ


“ได้เลยน้อง แค่เขียนชื่อกับเบอร์ให้ถูกก็ไม่มีปัญหา”


“ครับ...”ผมพยักหน้าเตรียมเขียนชื่อให้แต่แล้วผมก็นึกขึ้นมาได้ว่ายังจำนามสกุลฌอนไม่ได้เลยนี่นา


อย่าว่าแต่ภาษาอังกฤษ ภาษาไทยยังเขียนไม่ถูกเลย


เมื่อไม่รู้จะทำยังไงผมเลยยกโทรศัพท์ขึ้นโทรไปหาฌอนเพื่อถามเอาจากเจ้าตัว


“ฌอน”ผมเรียงทันทีที่ปลายสายรับ


[มีอะไร...ฉันไม่ออกไปกินข้าวด้วยหรอกนะ]เหมือนปลายสายจะคิดว่าผมโทรเรียกให้ออกมากินข้าวข้างนอก


“เปล่าสักหน่อย เดี๋ยวจะซื้อข้าวขึ้นไปให้”


[ไม่อร่อยไม่เอานะ]


“เรื่องมากก็ลงมาซื้อเองสิฌอน”ผมลงทุนเดินไปซื้อให้เลยนะ


[ก็ทำให้กินสิ]


“ครั้งก่อนใครบอกว่ารสชาติธรรมดากัน อีกอย่างทำอาหารบนห้องได้ที่ไหนล่ะ”


[ถ้าพวกเตาไฟฟ้าไม่เป็นไรนี่]


“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน บอกนามสกุลนายมาหน่อย”


[นามสกุล?]


“ใช่ สะกดไม่ถูก”ผมบอกไปตามตรง


[เอานามสกุลฉันไปทำอะไร]ปลายสายถามต่อ


“ฉันจะเปลี่ยนเป็นนามสกุลนายมั้ง”ผมกวนปลายสายไป


[แปลว่าไม่ใช่แค่ตกลงคบแต่ตกลงที่จะแต่งงานกับฉันด้วยสินะ]ด้วยความที่เป็นโทรศัพท์ทำให้เสียงอยู่ใกล้กว่าเดิม ถ้อยคำและประโยคเหล่านั้นพอได้ยินในระยะประชิดทำเอาอยู่ๆใบหน้าก็เห่อแดง หัวใจก็เต้นเร็วขึ้น


ผมเป็นฝ่ายกวนก่อนแท้ๆดันมาถูกทำให้เขินซะได้


“คิดเองเออเอง บอกมาเร็วๆเลย”ผมไม่อยากยืนหน้าแดงให้คนอื่นเห็นนานๆหรอกนะ


[Hilary]


“สะกดไม่ถูก ขอเป็นง่ายๆภาษาไทย”


[แบบนี้ถ้าเปลี่ยนนามสกุลจริงจะไม่แย่เหรอ]


“ใครจะเปลี่ยนกัน!”ผมพูดเสียงดังใส่ปลายสายจนหลายคนหันมามองผมเลยเร่งให้ฌอนเลิกเล่นแล้วบอกมาดีๆก่อนจะลงทะเบียนชื่อฌอนไปด้วย


พอเสร็จจากการลงทะเบียนต่อมาผมนั่งรถไปยังห้างด้านหน้ามหาลัยเพราะมีคนบางคนบอกว่าอยากกินอาหารฝีมือผม


แล้วทำไมผมต้องทำตามด้วย?


ผมเฝ้าถามตัวเองตั้งแต่เดินเข้าห้างจนกลับถึงหน้าหอแต่ก็ยังไม่ได้คำตอบ


จริงอยู่ที่หอมีกฎห้ามใช้เตาแก๊สแต่อนุโลมให้ใช้พวกกาต้มน้ำ ไมโครเวฟหรือตาไฟฟ้าได้แต่ต้องใช้อย่างระมัดระวังล่ะนะ


“น้ำ”เสียงเรียกของคนดูแลหอดังขึ้น


“พี่กร? มีอะไรครับ”ผมหันกลับไปถาม


“มีเรื่องจะบอกน่ะ”


“เรื่องอะไรครับ?”


“ชั้น6ที่ซ่อมบำรุงตอนนี้เสร็จแล้วนะเราจะย้ายกลับไปอยู่รึเปล่า ตอนนี้มีหลายคนเริ่มย้ายเข้าไปอยู่แล้ว ความจริงเสร็จมาสักพักแต่ลืมบอกน้ำไปเลย”


“ไม่เป็นไรครับ จะว่าไปก็ใช้เวลานานเลยนะครับ”จนผมลืมไปแล้วว่าตอนแรกไม่ได้อยู่กับฌอน


“ก็เรื่องงบหลายๆอย่างน่ะ เอาไงล่ะจะย้ายหรือจะอยู่กับเจ้าชายเหมือนเดิมล่ะ”


“คิก พี่อย่าเรียกว่าเจ้าชายเลยผมขำนะเนี่ย”


“ใครๆก็เรียกกันทั้งนั้น ปริ้น ออฟ อาร์ทของมหาลัยนี้”


“หน้าตาอาจเจ้าชายก็จริงแต่นิสัยนี่กวนสุดๆ”


“พึ่งมีเรานี่แหละที่บอกว่านิสัยกวน ดูจะเข้ากันได้ดีนะ”


“จะว่าเข้าได้ดีก็คงใช่”


“แปลว่าไม่ย้ายเนอะ”พี่กรถามย้ำ


“...เรื่องนี้ขอไปคิดแล้วเดี๋ยวบอกอีกทีนะครับ”ผมบอกแล้วเดินขึ้นลิฟต์ไปยังชั้น12


ผมลังเลอยู่ไม่น้อยว่าจะย้ายไปดีไหม


ก็จริงที่ผมชินกับการอยู่กับฌอน


ชินกับการมองอีกฝ่ายวาดภาพ


ชินกบการลากอีกฝ่ายไปกินข้าว


ชินกับการทะเลาะอันไร้สาระ


และชินกับการการหัวเราะกับเรื่องบ้าบอด้วยกัน


ใจผมไม่อยากย้ายออกเพียงแต่กับฌอนการที่ผมย้ายออกอาจทำให้ฌอนมีพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้นก็เป็นได้


“ช้า”ประโยคทักทายแรกเมื่อเปิดประตูเข้าห้องก็ทำเอาคิ้วผมกระตุกอย่างไม่พอใจ


“คิดว่าช้าเพราะใครล่ะ”


“จะบอกว่าเพราะฉัน?”ฌอนที่นั่งอยู่กลางห้องวางพู่กันพลางชี้นิ้วไปยังตัวเอง


“ใช่ เพราะนายบอกว่าอยากให้ฉันทำอาหารให้กินถึงต้องออกไปซื้อวัตถุดิบมาไงล่ะ”พูดจบผมก็ชูถุงของห้างให้อีกฝ่ายเห็นชัดๆ


“ฉันบอกว่าอยากเหรอ?”


“...”คำพูดของฌอนทำเอาผมนิ่งพร้อมนึกย้อนกลับไป


จะว่าคำที่ได้ยินก็แค่...


[ก็ทำให้กินสิ]


ให้ตายสิ


นี่ผมมันบ้าคิดไปเองใช่ไหม


“หึ...อย่าทำหน้าแบบนั้น ฉันล้อเล่น”


“ห๊ะ?”


“ดีใจที่นายจะทำให้กินนะ”อยู่ๆก็เปลี่ยนน้ำเสียงมาเป็นนุ่มๆแถมยังมีรอยยิ้มปิดท้ายอีก


“มะ...ไม่ต้องมาพูดเลย จะไม่ทำเผื่อนายแล้ว”ผมเดินไปยังเคาน์เตอร์เล็กด้านข้างแล้วหยิบอุปกรณ์สำหรับทำอาหารออกมา


“งอนเหรอ”เสียงกระซิบจากด้านหลังทำเอามือที่ถือถุงอยู่อ่อนยวบจนถุงนั้นตกลงพื้นไป


“ขะ...เข้ามาใกล้ทำไม”หัวใจเกือบวายแล้วเนี่ย


“หน้าแดงนะ”


“เพราะโมโหนายหรอก”ผมรีบสวนกลับ


“ร้อนตัวนะ”


“ไม่ใช่”


“น่ารัก”


“ฌอน”ผมเรียกคนด้านหลังเสียงดังด้วยใบหน้าเห่อแดงจากการถูกแกล้งไม่หยุดหย่อนนี่


“จะทำอะไร”ฌอนกระซิบถามพลางใช้มือข้างนึงค่อยๆโอบเอวผม


“ข้าวผัด เอามืออกไปเลย เฮ้ย ไข่”ผมถึงกับตะโกนเสียงดังเมื่อนึกได้ว่าในถุงที่ปล่อยลงพื้นมีไข่ไก่สำหรบใส่ข้าวผัดอยู่ด้วย


“คราวหน้าถือดีๆสิเปล่า”ฌอนก้มลงไปหยิบถุงเปิดดูไข่ด้านใน พอเห็นว่าไข่ยังปลอดภัยผมก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก


“คิดว่าเพราะใครฉันถึงต้องปล่อยถุงลงไปเล่า”ผมหันไปมองหน้าฌอนเคืองๆ


“เพราะเขินฉัน”


“ตัดคำว่าเขินออกไปน่ะใช่เลย”


“เพราะฉัน?”


“ใช่ เพราะนายเข้ามาข้างหลังนั่นแหละ ตกใจหมด”


“แปลว่าถ้าด้านหน้าก็ไม่เป็นไรเหรอ”


“เลิกทำแบบนี้สักทีเถอะ”ผมเงยหน้าขึ้นสบดวงตาสีเทาอ่อนตรงๆ


ความอดทนที่มีมันเริ่มหมดไป


ผมทนไม่ไหวแล้ว


ตั้งแต่วันที่ถูกสารภาพรักก็เป็นแบบนี้ตลอด


“ทำอะไร”แล้วดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่รู้อีก


“เลิกพูดหยอดเหมือนกำลังจีบสักที”แม้จะเอ่ยเสียงเบาแต่ด้วยระยะห่างของผมและฌอนก็ไม่ได้มากขนาดจะทำให้ไม่ได้ยิน


“ไม่ได้เหมือน แต่กำลังจีบจริงๆ”


“ฌอน”เป็นอีกครั้งที่ใบหน้าเห่อแดงพร้อมจังหวะหัวใจเต้นรัวขึ้น


“มันคงผิดขั้นตอนไปหน่อย ความจริงควรเริ่มจีบก่อนจะสารภาพ...แต่แบบนี้ก็ดี”


“ดีที่ไหนกัน”ไม่ดีเลยสักนิด


“ถ้าฉันไม่บอกว่าชอบ นายก็อาจคิดว่าฉันกวนหรือพูดเล่น”


“...ก็จริง”ถ้าผมไม่รู้ถึงความรู้สึกฌอนก็คงไม่คิดมากกับคำหยอดหรือจีบแบบนี้


“อีกอย่าง ได้เห็นใบหน้าแดงๆก็น่ารักดี”


“ฌอน”


“กลัวลืมชื่อฉันรึไง”


“กวน นายมันกวน กวนที่สุดเลย”ผมไม่รู้จะสรรหาคำพูดอะไรมาใช้แล้ว


ทั้งผมและฌอนต่างเถียงกันไปมาสักพักก่อนผมจะเริ่มลงมือทำอาหารเย็นได้สักที การทำอาหารเป็นสิ่งที่ผมค่อนข้างถนัดซึ่งอาจเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่อย่างที่ผมสามารถพูดได้ว่าตัวเองทำได้ดี


ใช้เวลาไม่นานข้าวผัดกุ้งบนเตาไฟฟ้าก็เสร็จสมบูรณ์ กลิ่นหอมจากการผัดเนยและเครื่องปรุงลอยคลุ้งห้องจนต้องเดินไปเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทจากนั้นยกเตาไปวางกลางห้องพร้อมชามและช้อนและละ2อัน


ฌอนเองก็ละมือจากการวาดภาพแล้วนั่งรออยู่ข้างเตา


“ฉันบอกแล้วนะว่าไม่ได้ทำเผื่อนายน่ะ”ผมพูดย้ำด้วยน้ำเสียงที่ยังเคืองไม่หาย


“พูดแบบนั้นแต่ถือชามกับช้อนมาเผื่อนี่”


“อึก...ก็แค่...”สายตาของฌอนจับจ้องมายังชามและช้อนในมือผม


“ฉันหิวแล้ว”


“...ให้แค่ครั้งนี้นะ”ผมยื่นชามและช้อนส่งไปให้แล้วนั่งลงข้างๆเตาบ้าง


“ขอบคุณ แล้ว...เอานามสกุลฉันไปทำอะไร”ระหว่างตักข้าวผัดฌอนก็เอ่ยถาม


“เอาไปลงทะเบียน”


“ลงทะเบียนอะไร?”ฌอนเงยหน้าขึ้นมามอง


“ไปเข้าค่ายอาสา”


“ว่าไงนะ?”


“เข้าค่ายอาสาบนดอย”ผมพูดย้ำอีกรอบ


“ไม่ไป”คำตอบเดิมๆดังขึ้น


ก็พอเดาได้อยู่แล้วถึงไม่ได้บอกตอนคุยสายกันอยู่


“ฉันลงชื่อให้ไปแล้ว”


“น้ำเปล่า”


“ปิดเทอมนายก็คงเอาแต่วาดภาพอยู่ในห้อง ออกไปทำอะไรบ้างเถอะ...ไปบนดอยน่าสนุกจะตาย”


“สนุก? คนเยอะจะตาย”


“ปิดเทอม3เดือนไม่คิดจะออกไปไหนบ้างรึไง”


“ถึงอย่างงั้นก็ไม่จำเป็นต้องไปค่ายนี่”


“ไม่คิดว่าเป็นการดีที่ได้ไปเปิดหูเปิดตาเหรอ บนดอยคงมีสถานที่หลายแห่งที่นายสามารถเอามาวาดได้นะ”ผมยังคงหว่านล้อม


“ดูเหมือนจะอยากให้ฉันไปมากนะ”


“อืม”ผมพยักหน้ารับเบาๆ


“ขอเหตุผลอย่างอื่น”


“ปิดเทอมฉันอาจต้อกลับบ้านเกิดไปหาย่าคงไม่ได้มาเจอนายแถมเทอมหน้าพวกเราคงต้องแยกกันไปฝึกงานจนไม่มีเวลาได้มาเจอกัน กว่าจะเจอกันคงปี4เทอมสองละนะเพราะงั้นถึงได้อยากไปไหนด้วยกันสักที่ไง”ผมบอกสิ่งที่คิดออกไปตามตรง


“...ไม่จำเป็นต้องไปค่ายนี่ ไปกันสองคนก็ได้”นิ่งไปสักพักฌอนก็พูดขึ้น


“ไปกันเยอะๆสนุกกว่านี่แถมฉันไม่รู้ทางด้วย”


“แค่เส้นทางหาไม่อยากนี่”


“งั้นจะไม่ไปเข้าค่ายอาสาด้วยกันเหรอ”ผมถามเสียงเศร้า


อุตส่าห์ลงชื่อไว้แล้ว


ออกจะน่าสนุกแท้ๆ


“...เฮ้อ ไปก็ไปอย่าทำหน้าแบบนั้นสิ”ฌอนวางชามลงบนตักก่อนจะเอื้อมมือมาขยี้เส้นผมสีดำของผมไปมา


“พูดแล้วนะ”


“อืม”


“ฉันมีอีกเรื่องมาคุยด้วย”ผมนึกขึ้นมาได้ว่ามีอีกเรื่อง


“คงไม่ใช่ว่าจะพาไปไหนอีกหรอกนะ”


“ไม่ใช่ๆ ไม่เกี่ยวกับค่ายหรือออกไปไหนหรอก”


“งั้นอะไรล่ะ”


“ฌอน...นายคิดว่าการที่ฉันมาอยู่ด้วยมันทำให้นายไม่เป็นส่วนตัวรึเปล่า”ผมอยากถามหลายๆอย่างก่อนจะตัดสินใจว่าจะย้ายห้องดีไหม


“อืม ก็ฉันอยู่คนเดียวมาตลอด”


“...งั้นถ้าฉันไม่อยู่จะดีกว่ารึเปล่า”ผมเอ่ยถามคำถามต่อไปเบาๆ


“หมายความว่ายังไง”น้ำเสียงของฌอนเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อได้ยินสิ่งที่ผมถาม


“ห้องชั้น6ปรับปรุงเสร็จแล้ว วันนี้พี่กรมาถามว่าจะย้ายไปไหม”


“นายอยากย้าย?”


“ก็ถ้าฌอนคิดว่า...”


“ฉันถามว่านายอยากย้ายไปห้องอื่นเหรอ”ฌอนพูดเสียงด้วยน้ำเสียงที่เริ่มโมโห ดวงตาสีเทาอ่อนจับจ้องมายังผมราวกับจะเค้นคำตอบออกมา


“...ไม่”ผมหลบตาก่อนจะบอก


หมับ


โดยไม่ทันรู้ตัวอยู่ร่างผมกูถูกดึงให้เข้าไปหาเจ้าของห้อง สัมผัสของวงแขนโอบกอดบริเวณเอวไว้จนแน่นไม่สามารถขยับหนีได้ ความรู้สึกแปลกๆเริ่มแทรกเข้ามาผ่านผิวที่สัมผัสกันแนบแน่น


“ก็แค่นั้น”


“ฌอน...”


“ไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป จะคิดอะไรให้มันมากล่ะ”เสียงของฌอนกระซิบข้างหูจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนๆมากระทบ


“แต่นาย...”


“ถ้าฉันไม่อยากให้นายอยู่ก็ไล่ไปตั้งนานแล้ว”


คำพูดนั่นหมายถึงเขาอยากให้ผมอยู่ใช่ไหม


อยู่ในห้องนี้ด้วยกัน


“อืม”


“ไปบอกคนดูแลซะว่าไม่ย้าย”ฌอนบอกต่อ ฝ่ามืออุ่นๆเลื่อนขึ้นมาลูบเส้นผมสีดำเบาๆ


“อืม”ผมพยักหน้าโดยที่แอบซ่อนรอยยิ้มกว้างเอาไว้


ช่วงดึกของวันทั้งห้องต่างมืดสนิทเนื่องจากไฟทุกดวงถูกปิดทว่าผมยังนอนไม่หลับ ความรู้สึกแปลกๆมันสุมอยู่ในอก เป็นอะไรบางอย่างที่ไม่สามารถอธิบายออกมาได้


รู้เพียงตั้งแต่ที่อยู่กับฌอนความรู้สึกแปลกๆนี่มันก็เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ


จะบอกว่านี่คือชอบเหรอ


หรือเป็นเพราะอยู่ใกล้มากที่สุดเลยเกิดความสับสน


แบบไหนกันแน่นะ


“นอนไม่หลับเหรอน้ำเปล่า”เสียงของฌอนดังของท่ามกลางความเงียบทำให้ผมลืมตาขึ้น ภาพด้านบนคือฌอนกำลังมองลงมายังผม


“ฌอน?”


“เป็นอะไร ปกติเห็นกรนเอาๆ”


“ไม่เคยกรนสักหน่อย”ผมเด้งตัวลุกแล้วจ้องเขม็งไปยังฌอน


“นี่...ฉันมีวิธีทำให้นอนหลับจะลองไหม”พูดแล้วฌอนก็นั่งลงบนเตียง


“...ไม่เป็นไร”


“พรุ่งนี้สอบวิชากฎหมายนี่ ไม่นอนเดี๋ยวทำไม่ได้นะ”


“อย่ามาขู่สิ คนยิ่งกลัวๆอยู่”


“หึ เอายังไง”


“...ก็ได้”ผมเม้มปากแน่นก่อนจะพยักหน้าเบาๆ


“อยู่นิ่งๆ”


“อืม เฮ้ย...”ขานตอบได้ไม่เท่าไหร่ร่างผมก็ถูกฌอนเข้ามากอดก่อนจะดึงให้นอนลงไปบนเตียงด้วยกันทั้งแบบนั้น


“อย่าหนีสิ”เสียงกระซิบเบาๆสร้างจังหวะหัวใจให้เต้นดังขึ้น


“ฌอน...ปล่อย”ผมพยายามดันให้อีกฝ่ายออกไปทว่าร่างกายกลับไม่มีแรง


ไม่เข้าใจว่าแค่ถูกกอดทำไมเรี่ยวแรงมันถึงได้หายไปหมดแบบนี้


“ไม่ปล่อยหรอก นอนซะน้ำเปล่า”


“แบบนี้จะนอนได้ยังไง”ไม่มีทางที่จะหลับได้ในสภาพแบบนี้หรอก


“ได้สิ ฝันดี”บอกเสร็จทั้งสองก็กลับมาเงียบสงัดมีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวจนผมรู้สึกว่าใบหน้าตัวเองกำลังร้อนขึ้น


ใบหน้าผมตอนนี้กำลังแนบชิดอยู่กับแผ่นอกฌอนทำให้ได้ยินเสียงหัวใจที่ดังไม่แพ้กันในระยะใกล้ ยิ่งได้ยินเสียงหัวใจนั้นความร้อนบนใบหน้าก็แทบจะปะทุออกมา


มือที่ผลักอีกฝ่ายให้ออกห่างกลับเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นกำเสื้อนั่นไว้พร้อมกับหลับตาลงช้าๆ


แม้มองไม่เห็นทว่าสัมผัสได้ถึงตัวตนของฌอนได้อย่างชัดเจน


เสียงหัวใจเริ่มกลายเป็นเสียงคล้ายการขับกล่อมทำให้ผมจมดิ่งสู่การหลับใหลไปโดยไม่รู้ตัว


เป็นอย่างที่ฌอนบอก...วิธีนี้ทำให้หลับได้จริงๆด้วย

...................................................................................................

มาอัพแล้ววว

ครั้งนี้มาเร็วเพราะพรุ่งนี้จะไปเหมาวายที่งานหนังสือคงไม่มีเวลามาอัพ55

ตอนนี้อาจดูสั้นไปนิด แล้วไม่ค่อยจะมีอะไรนัก

น้ำเปล่าก็ยังไม่ยอมให้คำตอบกับฌอณ(ค้างไปอีก)

เราไม่อยากให้ตกลงคบแบบง่ายๆเพราะโดยนิสัยของน้ำเปล่าค่อนข้างจะซื่อจึงยังไม่รู้แน่ชัดว่าความรู้สึกของตัวเองที่มีต่ออีกฝ่ายคืออะไร

ดังนั้นเราเลยอยากใช้เวลาในการบรรยายความรู้สึกนี้อีกสักหน่อย

แต่ยังไงก็ยังคงความหวานอย่างต่อเนื่อง

บางทีก็คิดนะว่าเขียนแต่ฉากหวานๆคนอ่านจะเบื่อกันรึเปล่า555

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้านะคะ

ขอบคุณทุกๆคอมเม้นท์และทุกๆกำลังใจด้วยค่า

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ออฟไลน์ lnudeel

  • I wanna be a CAT!!
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1469
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-5

ออฟไลน์ utamon

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 706
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-2
น้ำเปล่าไปฝึกงานบริษัทครอบครัวของฌอนแน่เลยอ่ะ :confuse:

ออฟไลน์ Zetnezz

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0

ออฟไลน์ angelhani

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 205
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-1

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8927
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด