.。.:*・ ۩ Creative สรรค์สร้างรัก۩・*:.。.{{สร้างรักวันสุดท้าย}} 4/05/60 P.7
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: .。.:*・ ۩ Creative สรรค์สร้างรัก۩・*:.。.{{สร้างรักวันสุดท้าย}} 4/05/60 P.7  (อ่าน 100480 ครั้ง)

ออฟไลน์ boonpa

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2361
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +132/-9
 :pig4: น้ำเปล่าทำให้ฌอนดูสดใสขึ้นมาเลย

ออฟไลน์ เป็ดอนุบาล

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1402
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-2
น้ำเปล่าคงจะเป็นสีต่างๆที่จะมาระบายลงไปแทนสีขาด ดำ ของฌอนซินะ
เรื่องนี้อ่านไปน่ารักจัง :mew1: :mew1:

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 588
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
.:*・สร้างรัก・*:. วันที่4



ในวันหยุดสุดสัปดาห์ซึ่งไม่วิชาเรียนผมก็มักจะนั่งรถกลับบ้านเสมอ บ้านใหม่สองชั้นขนาดกลางมี3ห้องนอนสำหรับพ่อแม่ น้องสาวและผมคนละห้อง จากวันที่ย้ายมหาลัยมาก็ผ่านไปเดือนหน่อยๆ ทุกครั้งที่ผมกลับบ้านก็มักจะคอยย้ำรูมเมทหรือเจ้าของห้องอาย่างฌอนให้หาอะไรกินด้วย


สิ่งเดียวที่ผมกังวลคือเมื่อกลับไปหอแล้วจะเจอคนเป็นลมอยู่ท่ามกลางภาพวาดและอุปกรณ์ศิลปะ ยิ่งรู้จักกันนานเท่าไหร่ก็รู้สึกเหมือนอีกฝ่ายเริ่มเปิดใจให้มากขึ้น ภาพในวันแรกที่เจอกันกับในวันนี้ช่างกันราวกับผลิกหน้ามือเป็นหลังมือ


การเปลี่ยนแปลงอาจเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ผมเปิดประตูเข้าไปเห็นฌอนกำลังขยำภาพทุ่งดอกไม้ซึ่งใช้เวลาเกือบอาทิตย์ในการวาด ใบหน้าและความรู้สึกของฌอนมันสื่อมาถึงความเจ็บปวดทนผมทนไม่ไว้เข้าไปกอดอีกฝ่ายไว้แน่น


มันอาจดูแปลกที่เข้าไปกอดได้ง่ายขนาดนั้น สำหรับตัวผมคิดว่าสิ่งที่ช่วยปลอบได้ไม่ใช่คำพูดที่บอกว่าสู้ๆหรือพยายามเข้าแต่เป็นการสัมผัสโดยไม่จำเป็นต้องมีคำพูดใดๆ


ผมรู้สึกดีที่ฌอนได้ระบายมันออกมา


ภาพทุ่งดอกไม้ขาวดำที่ถูกผมและเจ้าของภาพช่วยกันลงสีอย่างสนุกสนานตอนนี้ก็ติดอยู่ยังกำแพงของห้องพัก ดูกี่ทีผมก็รู้สึกภูมิใจกับฝีมือการวาดภาพที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัวโดยเฉพาะสิงโตตัวใหญ่นั่น


“ทำหน้าภูมิใจอะไรอยู่ฮะน้ำเปล่า”เสียงตะโกนดังขึ้นพร้อมกับแม่เดินหอบถุงใส่วัตถุดิบในการทำอาหารมื้อเย็นเข้าบ้าน


“กลับมาแล้วเหรอแม่ เดี๋ยวผมช่วย”ผมรีบลุกขึ้นไปช่วยแม่ถือของ


ผมพึ่งกลับมาถึงบ้านเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้และพอกลับมาถึงก็ไม่เห็นรถของแม่จอดอยู่ นั่นทำให้รู้โดยไม่ต้องโทรถามว่าคงออกไปซื้อของยังห้างแถวนี้แน่นอน


“ไหนๆก็มาช่วยทำมื้อเย็นด้วยเลยสิ”


“ได้ครับๆ...วันนี้ส้มกลับมากินไหม”ผมถามถึงน้องสาวตัวเองที่เรียนอยู่ชั้นม.6


“กลับสิ อาทิตย์ที่แล้วก็ไม่กลับถ้าอาทิตย์นี้ไม่กลับอีกแม่จะไปลากตัวมาจากหอเอง”แม่พูดด้วยน้ำเสียงโกรธๆ ส้มหรือน้ำส้ม...น้องสาวผมออกไปอยู่หอแถวโรงเรียนเช่นเดียวกับผมเนื่องจากระยะจากบ้านไปถึงโรงเรียนค่อนข้างไกลและแม่ไม่สะดวกไปรับส่ง


แม่ผมไม่ได้ทำงานเลยอยู่แต่บ้านซึ่งน่าจะเป็นคนไปรับส่งลูกทว่าแม่ผมกลับเป็นคนตื่นสายด้วยเหตุผลไร้สาระอย่างติดดูซีรี่ย์เกาหลีจนเข้าวันใหม่


ถึงจะพูดว่าอยากให้ใช้ชีวิตแต่ก็ชอบให้ครอบครัวอยู่พร้อมหน้าทำให้เสาร์อาทิตย์ผมต้องกลับมาบ้านเสมอ


ใจจริงผมก็เป็นห่วงฌอนอยู่หรอก...


จะกินข้าวรึยังนะ


เบอร์โทรก็ไม่ได้ขอไว้


กะจะขอตั้งนานแล้วแต่พอเจอกันทีไรเป็นต้องถกเถียงเรื่องไร้สาระจนลืมไปทุกที


“แม่จะทำกุ้งผัดขี้เมากับต้มฟักใส่ไก่สินะ”ผมหันไปถามระหว่างหยิบวัตถุดิบต่างๆออกมาจากถุง


“ถูกต้อง สมแล้วที่เป็นลูกแม่...ถ้าส้มได้อย่างเราก็คงดีสินะ ผู้หญิงควรจะทำอาหารเป็นแท้ๆ”แม่บ่นพลางหยิบฟักไปล้าง


“ถึงส้มจะทำอาหารไม่ได้แต่ซ่อมของเก่งนะ”มันอาจดูแปลกๆที่ผู้ชายอย่างผมทำอาหารเก่ง ความจริงก็ไม่แปลกเท่าไหร่หรอก เพราะเป็นลูกคนแรกแม่เลยมักจะให้มาช่วยงานในครัวทำให้ตอนแม่ท้องน้ำส้มผมเลยเป็นคนทำอาหารแทน


พอน้ำส้มเกิดและเริ่มโตแม่ก็อยากให้ทำอาหารเลยให้ลองเข้าครัวแต่น้องผมกลับส่ายหัวดิ๊กๆบอกว่าไม่ชอบทำอาหาร แต่เวลาที่มีอะไรเสียน้องสาวผมนี่แหละที่เป็นซ่อมซะส่วนมากจนแม่ยังบอกเลยว่าจะให้ไปต่อสายอาชีพแทนหลังจบม.6


ผมก็ว่าดีอยู่ถึงจะไม่ค่อยเหมาะกับผู้หญิงเท่าไหร่ก็เถอะ


แกร็ก


“กลับมาแล้วแม่ มีอะไรกินบ้าง”เสียงห้าวๆตะโกนทันทีที่เปิดประตูพร้อมกับวิ่งมายังห้องครัว


“มาถึงก็ถามหาของกินเลยนะ”


“ก็หิวนี่นา สวัสดีพี่...วันนี้หนูอยากกินเครปเย็นเป็นของหวานหลังอาหารนะ”ทักทายเสร็จก็บอกความต้องการออกด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม


“อยากกินก็มาช่วยทำสิ”ผมบอกพลางยิ้มนิดๆ


“โหย ไม่ไหวหรอกแค่ตอกไข่ไม่ให้มีเปลือกลงยังทำไม่ได้เลย”


“แม่ซื้อเค้กมาเครปไว้พรุ่งนี้ละกันส้ม”ผมบอกเมื่อนึกได้ว่าตัวเองพ่งเอาเค้กไปแช่ตู้เย็น


“เค้กเหรอ...หนูลดความอ้วนอยู่นะ”


“มันก็พอๆกับเครปที่แกอยากกินแหละส้ม”ครั้งนี้แม่พูดขึ้นบ้าง


“แหะๆ นั่นสิ...พ่อไลน์มาบอกในไลน์กลุ่มวันประชุมเสร็จแล้วกำลังจะกลับ”


“งั้นรีบทำกันเถอะ”แม่หันมาบอกผม


“ได้ครับ”ผมพยักหน้าตอบ


ปกติวันเสาร์พวกเราจะอยู่พร้อมหน้ากันทั้งครอบแต่วันนี้น้องผมมีงานกลุ่มเลยกลับช้า เช่นเดียวกับพ่อที่มีประชุมด่วนเลยต้องออกไปบริษัทในวันหยุด


ผ่านไปประมาณ15นาทีพ่อก็กลับมาถึงพร้อมของฝากจากที่ทำงานอย่างเค้กทั้งก้อน แม่ที่เห็นก็ส่งสายตาเคืองๆไปทางพ่อที่ไม่ยอมบอกว่ามีเค้กจะได้ไม่ต้องเสียเงินซื้อ


มื้อเย็นของครัวครัวผ่านไปด้วยดี น้ำส้มปากก็บอกว่าลดความอ้วนแต่ก็ซัดเค้กไปครึ่งนึงคนเดียวจนผมหลุดหัวเราะออกมา


ห้องนอนผมอยู่บนชั้น2ด้านริมในสุดของทางเดินฝั่งขวามือ ห้องนี้ขนาดเล็กกว่าห้องที่อยู่กับฌอนอีก...ห้องน้ำเองก็อยู่ตรงทางเดินเวลาอาบน้ำก็ต้องแย่งกัน ใครไม่อยากแย่งก็ต้องวิ่งลงไปยังห้องน้ำชั้นแรก


“เฮ้อ...อิ่มสุดๆ”ผมทิ้งตัวลงบนเตียงก่อนจะยกมือขึ้นลูบหน้าท้องตัวเองไปมา


“...หวังว่าจะกินข้าวแล้วนะฌอน”ผมพึมพำเสียงเบา


ฌอนเป็นพวกมีสมาธิในการวาดภาพอย่างมาก เขาจะจมอยู่กันมันได้เป็นวันๆถ้าไม่มีใครเข้าไปแทรก นั่นทำให้ผมเป็นห่วงอยู่พอสมควร


ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้อยู่มาได้ยังไง


แถมเอาแต่นั่งอยู่ในห้องสักวันได้เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงพอดี


“อืม...พาออกไปไหนดีไหมนะ”ผมพึมพำพลางยกโทรศัพท์ขึ้นมากดค้นหาสถานที่พักผ่อนบริเวณใกล้เคียง


สถานที่จะไปต้องไม่มีคนเยอะ


ต้องไม่เสียงดัง


ต้องไม่วุ่นวาย


“เรื่องมาก”ผมบ่นเสียงดัง


ก็เรื่องมาจริงไหมล่ะ


สมัยนี้เขาก็ไปเที่ยวห้างไม่ก็เดินจตุจักกันทั้งนั้น


แต่นอกจากคนจะเยอะแล้วยังเสียงดังอีก


รับลองถ้าพาไปได้หน้าหยิกแบบไม่ต้องเดา


มันจะเหลือที่ไหนอีกไหมเนี่ย


แถวนี้ก็มีแต่ห้างสรรพสินค้า


“หื้ม?...ที่นี่มัน...”สายตาผมจับจ้องไปยังเนื้อหาในโทรศัพท์อย่างสนใจ


สวนสาธารณะ


“นี่แหละ”ผมเด้งตัวขึ้นด้วยรอยยิ้มกว้าง


ในที่สุดก็เจอแล้ว


ถ้าเป็นที่นี่คนคงไม่เยอะเท่าห้าง


วันรุ่งขึ้นผมตื่นเช้าขึ้นมาทำอาหารง่ายๆเตรียมให้ครอบครัว ในวันที่ผมอยู่แม่มักจะตื่นสายมากกว่าปกติเพราะรู้ว่ายังไงก็ยังมีผมทำหน้าที่แทนได้ อาหารเช้าง่ายๆอย่างข้าวผักหมูและต้มจืดเต้าหู้เสร็จภายในเวลาไม่นาน


เมื่อเห็นว่ายังไม่มีใครมีทีท่าว่าจะออกมาจากห้องผมเลยตัดสินใจทำอาหารเพิ่มเติมแต่ไม่ได้ให้ที่บ้านหรอกนะ แซนด์วิชแฮมและทูน่าถูกจัดใส่กล่องเตรียมไว้สำหรับให้รูมเมทตัวเอง


“ตื่นเช้าเหมือนเดิมเลยนะน้ำเปล่า”เสียงของพ่อดังขึ้นพร้อมกันเดินเข้ามาหาโดยที่ยังสวมชุดนอน


“นอนต่ออีกหน่อยก็ได้นะพ่อเมื่อวานประชุมนี่”


“ไม่ได้หนักอะไรหรอก แซนด์วิชเหรอ?”พ่อมองแซนด์วิชในกล่องด้วยสายตาสงสัย


“ผมกำลังจะขึ้นไปหาพอดีเลย ขอยืมมอเตอร์ไซค์หน่อยนะครับ”ถ้าให้นั่งรถไปหมาลัยคงใช้เวลานานอยู่


“จะไปไหนล่ะ”


“ไปหารูมเมทน่ะครับ แล้วจะขับไปสวนสาธารณะด้วย”ผมบอกไปตามตรง


“ใช่รูมเมทที่เคยเล่าให้ฟังว่าวาดรูปเก่งรึเปล่า”


“ใช่ครับ”


“ดูสนิทกันดีนี่”


“ก็...จะว่าสนิทก็คงสนิทละนะ”


“ไว้วันไหนพามาบ้านเราบ้างสิ”


“ได้เลยครับ แล้วเรื่องมอเตอร์ไซค์...”


“ใช้ได้ตามสบายเลย”พ่อบอกพร้อมรอยยิ้ม


“ขอบคุณครับ...งั้นผมไปก่อนนะฝากบอกแม่กับน้ำส้มด้วย”


“ได้ ขับระวังด้วยล่ะรถที่นี่เยอะนะ”


“ครับ”ผมขานรับก่อนจะรับกุญแจรถมาจากพ่อ


มอเตอร์ไซค์คันสีดำถูกขับออกสู่ถนนใหญ่อันเต็มไปด้วยรถมากมายผิดกับต่างจังหวัดลิบลับ ผมฝึกขับมอเตอร์ไซค์มาตั้งแต่ยังเด็กเลยค่อนข้างมีประสบการณืแต่ยังไม่เคยขับบนถนนที่มีรถเยอะขนาดนี้มาก่อน


ด้วยความไม่ชินผมเลยไม่เร่งความเร็วมากนักทำให้ใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะขับมาถึงยังหอพักในมหาลัย แม้จะเป็นช่วงวันหยุดแต่ก็มีนักศึกษาอยู่ค่อนข้างมากเพราะมีหลายคนที่มีเรียนวันเสาร์อาทิตย์


ผมเหมือนจะโชคดีที่เทอมนี้ไม่มีเรียนเสาร์อาทิตย์


ไม่รู้ว่าเทอมหน้าจะมีไหม


ขึ้นลิฟท์มาถึงชั้น12ผมก็เปิดประตูเข้าไปภายในห้อง1216โดยไม่ต้องหยิบกุญแจขึ้นมาไข อยู่ด้วยกันมาเกือบเดือนทำให้รู้ว่าฌอนไม่เคยล๊อคประตูห้อง ทุกครั้งที่ห้องล๊อคนั่นแปลว่าคือฝีมือผม ครั้งนี้ที่กลับบ้านผมก็เลือกที่จะไม่ล๊อคเผื่อเกิดอะไรขึ้นจะได้เปิดเข้าไปได้เลย


ดวงตาสีน้ำตาลของผมมองเข้าไปยังด้านในพร้อมกับถอนหายใจยาวๆออกมา สภาพของห้องไม่ว่าจะเป็นข้าวของรอบๆ อุปกรณ์ศิลปะ แผ่นกระดาษกลางห้องหรือเจ้าของห้องที่นั่งอยู่มุมกระดาษ ทุกอย่างล้วนอยู่ในตำแหน่งเดิมก่อนที่ผมจะกลับบ้านแทบทุกอย่างแม้แต่เสื้อผ้าฌอนก็ยังอยู่ในชุดเดิมเลย


สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปคือกระดาษวาดเขียนขนาดกลางปรากฏรูปทะเลสาบที่มีภูเขาล้อมรอบต่างจากเมื่อวันก่อนซึ่งมีเพียงกระดาษเปล่า


“นายนี่นะ สักวันได้เป็นลมจริงๆแน่”ผมบ่นพลางนั่งยองๆมองอีกฝ่ายก้มหน้าก้มตาใช้ดินสอลงเส้นสีเข้มตามแนวของภูเขา


สมาธิของฌอนสมแล้วก็ที่สามารถวาดรูปสวยๆออกมาได้ งานศิลปะทุกอย่างขึ้นอยู่กับสมาธิยิ่งมีสภาธิมากเท่าไหร่ก็ยิ่งรังสรรค์ผลงานอันยอดเยี่ยมออกมาได้


แต่...


เรื่องผลงานกับเรื่องการใช้ชีวิตมันไม่เหมือนกัน


“ช้อน!!”ผมตะโกนเรียกคนตรงหน้าเสียงดังจนมือที่กำลังลากเส้นชะงัก ดวงตาสีเทาอ่อนเงยขึ้นมาสบก่อนจะขมวดคิ้วแน่นยามเห็นใบหน้าผม


“...นี่วันจันทร์แล้ว?”ประโยคที่ดูเหมือนเป็นคำทักทายนั่นทำเอาผมเลิกคิ้วขึ้น


นี่ใช้ผมเป็นตัวบอกเวลารึไง


ก็จริงที่ผมมักจะกลับมาตอนเช้าของวันจันทร์แต่จะมีใครที่ไหนจมอยู่กับภาพวาดโดยไม่สนใจวันเวลาอย่างฌอนอีกบ้างล่ะ
ไม่จำเป็นต้องถามก็รู้เลยว่าคงยังไม่ได้กินอะไรแน่


“เหมือนฉันจะบอกแล้วนะว่าอย่าลืมกินข้าวน่ะ”


“กินน้ำแล้วไง หมดเป็นขวดเลยเห็นไหม”ฌอนตอบพลางใช้สายตาหันไปมองยังขวดน้ำสี่ขวดใหญ่ที่ถูกจัดการไปจนเหลือเพียงขวดเดียว


“น้ำมันไม่ใช่ข้าวสักหน่อย”


“กินพวกขนมปังแล้ว”


“ขนมปัง? นายออกไปซื้อ”ผมถามอย่างไม่ค่อยเชื่อนัก


“เปล่า...ให้พี่ต้าร์เอามาให้”ฌอนตอบกลับทันที


“ก็ว่าอยู่”อย่างฌอนจะให้ลุกออกไปซื้อข้าวกินข้างนอกเองน่ะเหรอ


รอฝนตกทั้งที่แดดออกละกัน


“สรุปนี่วันจันทร์แล้ว?”คำถามเดิมถูกถามซ้ำอีกรอบ


“ไม่รู้สินะ”ผมกวนกลับ


“เปล่า”


“บอกให้เรียกน้ำเปล่าไง”


“ฉันต้องฟังคนที่บังเรียกฉันว่าช้อนรึไง”


“เรียกดีๆแล้วเคยสนใจไหมล่ะ”


“หึ...”


“หึอะไรเล่า วันนี้วันอาทิตย์เวลา10โมง30นาที52วินาทีครับผม”ผมมองนาฬิกาข้อมือระหว่างตอบ


“ไม่ต้องอะเอียดขนาดนั้นก็ได้”


“ใครจะรู้ นึกว่าอยากให้ลงรายละเอียด”


“ถูกไล่ออกจากบ้าน?”คำถามกวนๆทำเอาผมเม้มปากด้วยความหงุดหงิด


“ปากเสีย คนอุตส่าเป็นห่วงเลยกลับมาหาแท้ๆ”ผมสวนกลับพร้อมระบายความหงุดหงิดโดยการใช้เท้าถีบขาอีกฝ่าย


“ห่วงฉัน?”ใบหน้างงนั่นยิ่งเพิ่มความหงุดหงิดเป็นทวีคูณ


“ห่วงภาพวาดนายมั้ง”


“...คิดถึงกันก็บอกมา”น้ำเสียงหวานๆที่แตกต่างจากปกติทำเอาผมอ้าปากกว้างด้วยความตกใจ


“คะ...ใครคิดถึงกัน”


“ก็แค่พูดไปเรื่อย”


“กวนจริงๆนะฌอน”


“บอกตัวเองเถอะเปล่า”


“ชิ...ไม่เถียงไร้สาระกับนายแล้ว รีบๆลุกขึ้นเลยเราจะไปข้างนอกกัน”ผมก้มลงไปดึงแขนฌอนให้ลุกขึ้นแต่อีกฝ่ายกลับขืนไว้ไม่ยอมลุก


ทั้งที่ไม่ได้ออกกำลังแล้วไปเอาแรงพวกนี้มาจากไหนนะ


“ไม่ไป อยากไปก็ไปคนเดียวสิ”


“ถ้าฉันจะไปคนเดียวคงถ่อมาลากนายถึงห้องหรอก ไปเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง...เอาอุปกรณ์ศิลปะไปด้วยนะ”


“เอาไปทำไม”ฌอนขมวดคิ้วระหว่างถาม คงจะสงสัยว่าผมจะพาไปไหนถึงต้องเอาอุปกรณ์วาดภาพไปด้วย


“เอาไว้เผื่ออยากวาดรูปไง ฉันจะพาไปสวนสาธารณะที่อยู่ในตัวเมือง ที่นั่นไม่ค่อยมีคนแถมยังเงียบเหมาะกันคนไม่ชอบเข้าสังคมอย่างนายเป๊ะเลย”ผมอธิบาย


“ขี้เกียจ”เพียงคำเดียวที่เอ่ยออกมาทำเอารอยยิ้มผมค้างกลางอากาศ


“ฌอน”


“จะวาดรูปต่อแล้ว...”


“ไม่ๆๆ ลุกไปอาบน้ำแล้วไปเที่ยวกันดีกว่า วัยรุ่นทั้งทีอย่าเอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องเลยน่า”ผมยังคงออกแรงดึงแขนให้ฌอนลุกขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้


“เฮ้อ...ถ้าฉันไม่ไปคงไม่ยอมสินะ”เสียงถอนหายใจยาวดังขึ้น


“แน่นอน”จะกวนจนวาดไม่ได้เลย


“แลว่างเนอะ”


“อืม ว่างสุดๆเลยด้วย”ผมไม่สนน้ำเสียงประชดเล็กๆนั่นหรอก


“แล้วจะไปยังไง นั่งรถไป?”ฌอนลุกขึ้นพลางเดินไปหยิบพาขนหนูบนเตียง


“ฉันยืมมอเตอร์ไซค์พ่อมาน่ะ”


“ขับเป็นด้วย?”สายตาดูถูกนั่นไม่สบอารมณ์เลยแฮะ


“เป็นสิ เก่งด้วย”ถึงจะพึ่งเคยขับบนถนนที่มีรถเยอะขนาดนี้ครั้งแรกก็ตาม


“จะลองเชื่อดูละกัน”พูดจบฌอนก็เดินเข้าไปยังห้องน้ำ


ระหว่างรอฌอนอาบน้ำผมก็เดินดูกองกระดาษวาดเขียนรอบๆห้อง ภาพที่ฌอนวาดหลายสิบหลายร้อยใบวางกองอยู่ตามพื้นห้อง มีหลายแผ่นที่ผมไม่คุ้นแปลว่าคงพึ่งวาดเสร็จช่วงผมกลับบ้าน


สมแล้วกับที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าชาย


ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์หรือผลงานก็ล้วนแต่งดงาม...


ยกเว้นคำพูดกวนๆนั่นละนะ


“นายแน่ใจว่าขับได้แน่นะ”เสียงทุ้มของฌอนแฝงไปด้วยความกังวลเมื่อเห็นอาการผมตอนขับออกสู่ถนนใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยรถเต็มถนนสี่เลนส์


ตอนแรกที่ลงมาข้างล่างหอฌอนก็บอกว่าจะเป็นคนขับเอง แต่ผมดันมีทิฐิในฐานะคนชวนดึงดันจะขี่เองฌอนเลยต้องซ้อนท้ายผมอย่างช่วยไม่ได้


“ได้น่า...”ผมตอบกลับระหว่างตั้งสมาธิในการขับ


รถจะเยอะไปไหนเนี่ย


หรือเพราะเป็นวันอาทิตย์


กึก


“เฮ้ย”ผมถึงกับสะดุ้งเมื่อถูกฝ่ามือทั้งสองข้างของคนด้านหลังจับบริเวณไหล่


“...เอารถอจอดข้างทางเลย”


“ทำไม...”


“เดี๋ยวฉันขับเอง”


“แต่ว่า...”


“ขับรถเกร็งเกินไปแล้ว”


“...ก็พึ่งเคยลองขับถนนที่มีรถเยอะครั้งแรก”ผมตอบกลับเสียงเบาระหว่างแวะจอดรถบริเวณหน้าปั๊มน้ำมัน


“ไม่ชินก็ยังขับมามาได้นะ มันอันตรายรู้ไหม”น้ำเสียงบ่นๆนั่นไม่รู้ว่าผมคิดไปเองรึเปล่าว่ามันแผงไปด้วยความเป็นห่วง


“อื้อ...”


“ไปซ้อนท้ายซะ”ไล่ผมลงเสร็จฌอนก็ขึ้นคร่อมด้านหนาเตรียมออกรถอีกครั้ง


“แล้วนายขับได้เหรอ”ไม่เห็นจะเคยออกไปไหน


“เก่งกว่าคนที่สั่นเป็นลูกนกแรกเกิดละกัน”


“ว่าใครเป็นลูกนกกัน ฝึกอีกหน่อยก็ชินแล้ว”ไม่ใช่ว่าขับไม่ได้สักหน่อย


ขอเวลาชินหน่อยสิ


“รีบๆขึ้นมา”


“ครับๆ”สุดท้ายผมก็ต้องเป็นฝ่ายนั่งซ้อนท้าย


ฌอนขับรถเก่งอย่างที่พูดไว้ ไม่มีอาการเกร็งหรือกังวลกับรถคันใหญ่ที่ขับขนาบหรือขับแซงเลย ท่าทางการขับราวกับเคยมีประสบการณ์มาก่อน


“เคยขับมอร์เตอร์ไซค์มาก่อนเหรอ”ผมขยับคางไปวางบนไหล่ฌอนก่อนจะถามออกไป


“...ถ้าไม่เคยจะขับได้ไหมล่ะ”


“กวนตลอด”


“อย่าเอาคางมาเกยมันขับลำบาก”


“อะไร...ไหนบอกขับเก่งไงแค่วางคางก็ทำให้ขับลำบากเลยงั้นสิ”ผมเริ่มกวนอีกฝ่ายเล่น


“เปล่า”ดูจากน้ำเสียงก็รู้ว่ากำลังเรียกชื่อผมอยู่แต่ผมทำเป็นไม่รู้


“อ้อ ไม่ใช่สินะ งั้นแบบนี้ล่ะ”พูดจบผมก็ใช้มือสองข้างคว้าหมับเข้าที่เอวฌอน


“น้ำเปล่า”ชื่อเล่นเต็มๆถูกเรียกท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักของผม


ก็รู้ว่าไม่ควรเล่นตอนขับรถแต่มันอดไม่ได้นี่


“ไม่แกล้งแล้วก็ได้...เฮ้ย”ผมถึงกับร้องลั่นเมื่ออยู่ฌอนก็เร่งความเร็วจนผมคว้าเอวอีกฝ่ายอึดเกาะไว้แทบไม่ทัน


มอร์เตอร์ไซค์สีดำถูกเร่งความเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่อง แรงลมที่เข้ามาปะทะทำให้ผมต้องก้มหน้าลงชิดกับแผ่นหลังของคนด้านหน้าโดยที่มือทั้งสองข้างยังคงยึดเอวอีกฝ่ายไว้แน่น


ซิ่งเกินไปแล้ว


ผมได้แต่บ่นในใจไปตลอดเส้นทางจนในที่สุดมอเตอรไซค์ก็เริ่มชละเมื่อมาถึงยังจุดหมาย สวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางเมืองเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่คอยให้ร่มเอา ด้านในมีเส้นทางสำหรับวิ่งออกกำลังไปจนถึงเครื่องออกกำลังกายตามจุดต่างๆ


ตรงกลางของสวนก็ยังมีสระน้ำขนาดใหญ่ที่มีสะพานยาวตัดผ่านเป็นรูปกากบาทอยู่ด้านบน ผมเดินนำฌอนเข้ามาด้านในของสวนและตรงไปตามเส้นทางเรื่อยๆ


“ทำหน้าสนุกเลยนะ”ฌอนพูดพร้อมกับก้าวตามหลังมา


“ฌอนไม่สนุกเหรอ ที่นี่แทบไม่มีคนนายน่าจะชอบนะ”ผมหันกลับไปถาม


“ไม่ค่อยมีใครมันก็ดี...”


“เนอะ ว่าแล้วฌอนต้องชอบ”ผมส่งยิ้มกว้างกลับไปให้


“ฉันพูดตอนไหนว่าชอบ?”


“อ้าว ก็บอกว่าดีนี่”


“ก็แค่ดีไม่ใช่ชอบ”


“เหมือนกันแหละน่า”


“ตกภาษาไทยสินะ”


“ถึงจะไม่เก่งแต่ก็ไม่เคยตกเหอะ”ผมสวนกลับอย่างไม่ยอมแพ้


“เหรอ”


“น้ำเสียงเหมือนไม่เชื่อกันเลยนะ”


“เก่งนี่”ฌอนตอบพร้อมยกยิ้มขึ้น


“ฌอน”


“หาที่นั่งเถอะ จะเดินให้ทั่วเลยรึไง”


“เหนื่อยแล้ว?”


“...”ฌอนไม่ตอบแต่เบือนหน้าหนีแทน


“ฮืม...เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องก็สมควรจะเหนื่อยง่ายละนะ แต่เราพึ่งเดินมาได้แค่ไม้บรรทัดเดียวเองก็เหนื่อยซะแล้วนี่แปลว่านอกจากจะเหนื่อยง่ายแล้วยังอ่อนแอ...”


“จะลองรึไง”ดูเหมือนคำพูดกวนๆจะเริ่มทำให้ฌอนหงุดหงิดแล้ว


สำเร็จ


มาถึงสวนสาธาณระจะให้นั่งพักง่ายๆได้ยังไงกัน


“เอาสิ ถ้าใครแพ้ต้องทำตามที่คนชนะสั่งด้วย”ผมยื่นข้อเสนอ


“ได้ แล้วจะแข่งยังไง”ฌอนถามต่อ


“ใครวิ่งไปถึงเกาอี้ริมสระน้ำนั้นได้ก่อนชนะ”ผมบอกก่อนชี้ไปยังเก้าอี้ริมสระน้ำที่อยู่ไกลเกือบสุดสายตา


“อืม”


“งั้นก็...เริ่มได้”ผมตะโกนพร้อมออกตัววิ่ง


ระยะทางไปถึงเก้าอี้สระน้ำก็ประมาณ500เมตรเป็นระยะทางไม่ได้ไกลมากสำหรับผมที่วิ่งเล่นมาตั้งแต่เด็กๆ ทว่ากลับเจ้าชายแห่งภาพวากอย่างฌอนดูจะไม่ใช่แม้จะมีเชื้อต่างชาติทำให้มีพละกำลังมากแต่เพราะเป็นพวกหมกตัวอยู่ในห้อง วิ่งได้แค่200เมตรก็เริ่มหอบซะแล้ว


ผมวิ่งเหยาะมองฌอนค่อยๆวิ่งตามมาด้วยรอยยิ้มขบขัน


การวิ่งมันแข่งที่ความคล่องตัวไม่ใช่กำลัง


ผลแพ้ชนะไม่ต้องบอกก็คงเดากันได้


ผมชนะไปอย่างขาดรอย ยิ่งพอเลย400เมตรฌอนก็เปลี่ยนจากวิ่งมาเป็นเดินแทน เมื่อถึงจุดหมายฌอนก็ทิ้งตัวนั่งบนเก้าอี้ในสภาพเหงื่อท่วม


“ไหวไหม”ความรู้สึกผิดอยู่ๆก็โถมเข้ามา


ให้ฝืนมากไปหน่อยแล้วสิ


ผมแค่อยากให้ฌอนออกกำลังบ้างแค่นั้น


“...ไหว”น้ำเสียงหอบๆนั่นไม่ได้ดูไหวเหมือนคำพูดเลย


“ขอโทษ”ผมเอ่ยออกไป


“ทำไม?”เหมือนฌอนจะไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมต้องการจะสื่อ


“ก็ที่ทำให้นายต้องฝืนวิ่งทั้งที่ร่างกายไม่ค่อยไหว”


“...ก็ไม่ใช่ไม่ไหว”


“แค่อยากให้นายออกกำลังบ้างแค่นั้นเอง อยู่แต่ในห้องมันไม่ค่อยดี”


“อืม”


“อ้อ ฉันทำแซนด์วิชมาด้วยล่ะ เอาสิ”ผมหยิบกล่องแซนด์วิชในกระเป๋าสะพายด้านหลังส่งไปให้ฌอนที่เริ่มหายเหนื่อย


“ซื้อมา?”ฌอนมองกล่องแซนด์วิชก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาถาม


“เปล่า ฉันทำเอง...น่ากินใช่ไหมล่ะ”ผมบอกด้วยน้ำเสียงภูมิใจ


“แค่น่ากินสินะ”


“รสชาติก็อร่อยเหอะ อย่าพึ่งกวนสิ”ผมสวนกลับด้วยน้ำเสียงเคืองๆ


“รู้ใช่ไหมว่าถ้าไม่อร่อยฉันไม่กินต่อนะ”


“รับประกันความอร่อย ลองแล้วจะติดใจ”เห็นแบบนี้ผมก็มั่นใจในฝีมือทำอาหารของตัวเองพอตัวนะ


“มั่นใจจังนะ”


“สุดๆ”ผมมองฌอนหยิบแซนด์วิชทูน่าเข้าปากด้วยสายตาลุ้นๆ


ถึงจะรู้ว่ารสชาติมันดีแต่ก็ใช่ว่าจะถูกปากฌอนง่ายๆ


 “...ธรรมดา”ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ก็กินแซนด์วิชชิ้นนั้นไปจนหมดแถมยังมีการหยิบอีกชิ้นด้วย แค่นั้นก็ทำให้ผมยิ้มกว้างออกมาแล้ว


ฌอนเวลาเจอของไม่อร่อยก็จะแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่อร่อยแล้วก็จะไม่มีการกินอีกเป็นครั้งที่สอง


การที่เขากินต่อแปลว่ามันอร่อย


“ไม่ต้องเขินน่า อร่อยก็บอกมา”


“จะเอาอะไร”


“หมายถึงอะไร?”ผมถามกลับเพราะไม่เข้าใจสิ่งที่ฌอนพูด


“ฉันแพ้ นายจะเอาอะไรล่ะ”


“อ้อ...นั่นสิ ให้ทำอะไรดีนะ”


“ให้เวลา10วิไม่งั้นถือเป็นโมฆะ”


“ว่าไงนะ”


“10...9...”


“เดี๋ยวสิ ขอเวลาคิด...”


“6...5...4...”


“ฌอนนน”


“2...1...”


“รูป...อยากได้รูปที่นายวาด!”ผมตะโกนสิ่งเดียวที่คิดได้ออกไปก่อนเวลาจะหมด


“...รูปที่ฉันวาด”คำตอบผมดูจะทำให้ฌอนนิ่งไป


“อืม”ผมพยักหน้าตอบ


ตั้งแต่เห็นฝีมือฌอนผมก็รู้สึกว่าอยากได้รูปภาพฝีมือเขาสักภาพแต่จากที่ดูและได้ฟังมาจากพี่ต้าร์ก็รู้ว่าราคามันคงสูงเกินกว่าจะซื้อได้ แต่ผมก็คิดว่าจะค่อยๆเก็บเงินและขอซื้อภาพเล็กจากฌอน


ไหนๆก็มีโอกาสสั่งให้ทำอะไรก็ได้เลยลองพูดดู


แต่ก็รู้ตัวว่าโอกาสถูกปฏิเสธมันสูงมาก


ระดับฝีมือและด้วยนิสัยอย่างฌอน เขาไม่มีทางวาดรูปให้เพียงเพราะมีคนสั่งหรอก


“เอาสิ...จะวาดให้”


ก็ทำใจไว้อยู่แล้วว่าคงจะถูกปฏิเสธ...


เดี๋ยวนะ


“นายว่าอะไรนะฌอน”ผมรีบถามกลับพร้อมขยับเข้าไปใกล้อีกฝ่ายมากขึ้น


“ฉันบอกว่าจะวาดให้”


“จริงเหรอ จริงๆนะ ไม่ได้กวนหรือล้อเล่นใช่ไหม”ผมถามย้ำด้วยน้ำเสียงเริงร่า


“ดีใจเว่อร์ไปแล้ว”


“ก็น่าดีใจไหมล่ะ ไม่คิดว่าจะยอมวาดให้จริงๆนะเนี่ย เอาแค่รูปเล็กๆขนาดเอสี่...ไม่สิ...ขอแค่ครึ่งเองสี่ไม่ก็เท่าบัตรนักเรียนก็ได้นะ”


“เล็กไปมั้ง”


“ตามใจฌอนเลย”


“อืม”ฌอนขานตอบพลางหยิบสมุดวาดเขียนและดินสอออกมาจากกระเป๋า


กระดาษวาดภาพสีเหลืองนวลค่อยๆถูกดินสอลงลายเส้น ดวงตาสีเทาอ่อนมองไปยังภาพสวนน้ำด้านหน้าโดยที่มือค่อยๆร่างภาพตรงหน้าเริ่มจากวงกลมขนาดใหญ่เป็นส่วนของสระไปจนถึงของเล่นขนาดใหญ่ด้านหลังสระน้ำและรั้วล้อมรอบ


ผมนั่งมองภาพบนกระดาษที่ค่อยๆปรากฏเด่นชัดขึ้นด้วยความรู้สึกตื่นเต้น


ภาพนี้คงจะเป็นภาพที่ให้ผมแน่ๆ


ไม่คิดว่าพอพูดแล้วก็จะวาดให้เลยแบบนี้


นี่ผมฝันอยู่รึเปล่านะ


ด้วยความที่กระดาษไม่ได้แผ่นใหญ่นักฌอนเลยใช้เวลาในการร่างภาพรวมทั้งหมดไม่นานก่อนจะลงรายละเอียดทีละขั้น ใช้เวลาประมาณ3ชั่วโมงกว่าภาพสระน้ำของสวนสาธารณะอันเต็มไปด้วยต้นไม้และเครื่องเล่นก็เสร็จสมบูรณ์


นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ได้เห็นตั้งแต่การร่างภาพไปจนถึงการแรเงาจนเสร็จสิ้น


“สุดยอดมากเลย”ผมชมออกไปตามตรง แม้จะใช้เพียงดินสอแรเงาแต่ก็สามารถสื่อถึงแสงและเงาได้ดีไม่แพ้ใช้สีไม้หรือสีน้ำเลย


“ก็แค่ลองวาดดู”


“ภาพนี้ของฉันสินะ”


“ฉันบอกเหรอว่าให้นาย”


“...”ผมถึงกับเงียบเมื่อได้ยินคำพูดนั้น


ใบหน้าราวกับค่อยๆแตกเป็นเสี่ยงด้วยความอับอายและขายหน้า


“...เปล่า...เฮ้ น้ำเปล่า”


“ถ้าไม่ใช่ก็บอกกันก่อนสิ รู้ไหมว่าเวลาหน้าแตกมันอายขนาดไหนน่ะ”ผมยกมือขึ้นปิดใบหน้าแดงๆของตัวเอง


“หน้าแดงๆก็น่ามองอยู่”


“ไม่ต้องมายิ้มเลย...ชอบกวนตลอด ถ้าไม่ให้ภาพนี้แล้วจะให้ภาพไหนล่ะ”ผมถามต่อ


อย่างน้อยก็ควรจะรู้ไว้จะได้ไม่น่าแตกอีก


“ไม่รู้สิ”ฌอนส่วยิ้มกวนๆมาให้


“ฌอน”


สายตานั่นราวกับกำลังสนุกที่ได้กลั่นแกล้งผมให้ดิ้นไปมา


น่าโมโห


น่าหงุดหงิดที่สุด


นี่ผมเป็นคนชนะนะทำไมถึงเหมือนกลายเป็นคนแพ้ไปได้เนี่ย!

...............................................................................................

มาต่อแล้วค่าาา

แต่งตอนนี้แล้วอมยิ้มไม่รู้ตัว

รู้สึกว่าชอบนิสัยน้ำเปล่าอย่างบอกไม่ถูก555

มีเรื่องแจ้งนะคะอาทิตย์หน้าเราติดสอบทั้งอาทิตย์จึงขอหยุดอัพนะคะ จะมาต่อสัปดาห์นู้นเลย

ขอบคุณสำหรับทุกๆคอมเม้นท์และทุกๆกำลังใจนะคะ

แค่มีคนคอยติดตามผลงานก็ดีใจมากๆแล้ว

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าค่า

บ๊ายบาย :mew1:


nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ออฟไลน์ aiyuki

  • รักแท้ไม่แบ่งแม้เพศพันธุ์
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2637
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +133/-6
กวนกันไป กวนกันมา น่ารักกก

ออฟไลน์ Babelilong

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 305
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
    • Facebook  เข้ามาขอเป็นเพือนได้เลย

ออฟไลน์ missm2c

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 86
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
อยากอ่านตอนต่อไปแล้ววว~

ออฟไลน์ tonnum18

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 83
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
นิสัยอย่างน้ำเปล่าเนี่ย ใครอยู่ใกล้ก็หลงรัก

ไม่แปลกหรอกที่ฌอนจะหลงหนูน้ำเปล่า

ออฟไลน์ insomniac

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1484
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +111/-3
ลุ้นตอนฌอนวาดภาพสีว่าจะสวยขนาดไหน

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 588
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
.:*・สร้างรัก・*:. วันที่5



การย้ายมาเรียนยังต่างเมืองมีหลายสิ่งที่ต้องปรับตัวไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมใหม่ๆอย่างอาจารย์หรือเพื่อนทว่าสิ่งที่ผมกังวลจริงไม่ใช่ทั้งเพื่อน อาจารย์หรือรูมเมทที่เอาแต่วาดรูปแต่เป็นสิ่งที่นักศึกษาทุกคนไม่สามารถหลีกหนีจากมันไปได้จนกว่าจะเรียนจบ


สิ่งนั้นก็คือ...


การสอบ


จากวันที่ผมย้ายมาก็ผ่านมาจวนจะครึ่งเทอมแล้ว อาทิตย์หน้าทางมหาลัยได้มีการจัดการสอบตลอดทั้งสัปดาห์ ได้ชื่อว่าเป็นการสอบไม่ว่าใครก็ไม่อยากนึกถึงกันทั้งนั่นยิ่งผมที่พึ่งย้ายมายิ่งมีความกังวลมากเป็นพิเศษ


ตัวผมไม่ใช่พวกเรียนเก่ง


เกรดเฉลี่ยเทอมก่อนๆก็อยู่ในเกณฑ์ธรรมดาคือสองปลายๆถึงสามต้นๆ


เพราะงั้นผมถึงกังวลกับการสอบที่กำลังจะมาถึงนี่ว่าจะเป็นยังไง


“ความแปรปรวนคือเอสกำลังสองเท่ากับซิกม่าเอ็กกำลังสอง...โอ้ย จำไม่ได้”ผมอยากจะทึ้งหัวตัวเองจริงๆที่ยังสูตรของวิชาสถิติไม่ได้


วิชาสถิติถือเป็นหนึ่งในวิชาแกรนที่ว่ามีคนดรอปกันเป็นว่าเล่น


ผมเองก็ไม่ได้เก่งเลขมาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว พอพื้นฐานไม่แน่ก็ยิ่งทำให้เข้าใจเนื้อหายากกว่าคนอื่นที่พื้นฐานแน่นกว่า


“เอาใหม่ๆ...ความแปรปรวนคือเอสกำลังสองเท่ากับซิกม่าเอ็กกำลังสองลบด้วยเอ็นเอ็กบาร์กำลังสองหารด้วยเอ็นลบหนึ่ง จำไม่ได้!”เป็นอีกครั้งที่ผมตะโกนออกไปอย่างเหลืออดก่อนจะทิ้งหน้าลงบนหมอนบนเตียงของตัวเอง


“น้ำเปล่า”


“ฌอน...นายมีสอบวิชาสถิติเหมือนกันรึเปล่า”ผมพลิกตัวมองหน้าฌอนที่นั่งขัดสมาธิหันหน้ามามองผมด้วยสายตารำคาญเล็กๆ


“...เหมือนจะมีมั้ง”


“มั้ง? หมายความว่ายังไง”


“ปกติฉันไม่ได้เข้าเรียนอยู่แล้วเลยมีแค่วันสอบเท่านั้นแหละ”


“นายจะบ้าเหรอ นี่อย่าบอกนะว่าไม่เคยเข้าเรียนจริงๆน่ะ วิชาอื่นไม่เท่าไหร่แต่นี่วิชาสถิติเลยนะ”ผมถึงกับเด้งตัวขึ้นจากเตียงด้วยความตกใจ


ก็จริงที่ตั้งแต่ผมมานี่ได้ยินเรื่องของฌอนมามากแต่อย่างน้อยพวกวิชาหลักๆก็น่าจะไปเข้าเรียนบ้างสิ


จะว่าไปก็ไม่เคยเห็นฌอนออกไปเรียนเลยสักครั้ง


“พวกตัวเลขไม่เห็นจะยากตรงไหน”


“ยากตรงไหนเหรอ มันยากทุกตรงแหละ”ผมสวนกลับ


ไม่ยากเหรอ


นี่พูดเล่นใช่ไหม


“แค่ตีโจทย์ถูกแทนสูตรได้ทุกอย่างก็จบ ยากตรงไหน”ฌอนถามกลับด้วยใบหน้านิ่งๆราวกับไม่เข้าใจถึงความยากของวิชาสถิติเลยสักนิด


“นายไม่เคยเรียนแล้วไปเอาพวกสูตรมาจากไหนน่ะ”ผมถามต่อ


“พวกหนังสือมีอยู่ใต้เตียง ก่อนไปสอบก็เปิดผ่านๆ...”


“แค่เปิดผ่านนายจำได้?!”ไม่จริงน่า


เป็นไปไม่ได้


“จำได้สิ นายจำไม่ได้?”


“ไม่มีใครจำได้ในระยะเวลาแค่นั้นหรอก”


“เหรอ จะอ่านหนังสือก็ตามใจแต่อย่าเสียงดังมันกวนสมาธิ”


“นี่นายคิดจะไม่อ่านจริงๆน่ะเหรอ จะอ่านแค่ก่อนออกไปสอบเท่านั้นน่ะนะ”


“เอาเวลาไปวาดรูปดีกว่า”


“ถ้าติดเอฟขึ้นมาเดี๋ยวก็ซวยหรอก”


“ไม่มีทางติดหรอก แค่ทำข้อสอบได้ก็พอแล้ว”


“ไม่พูดกับนายแล้ว ฉันต้องมานั่งจำสูตรความแปรปรวนกับส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานอีก ทำไมมันเยอะแบบนี้นะ”บ่นเสร็จผมก็ถอนหายใจยาวๆ


หัวของฌอนคงดีกว่าคนปกติแน่ ไม่งั้นไม่มีทางผ่านขึ้นมาถึงปีสามทั้งที่เอาแต่วาดรูปหรอก


“จะจำสองอันทำไม...จำแค่สูตรความแปรปรวนก็พอแล้ว”


“หมายถึงยังไง”ผมถามกลับพร้อมขมวดคิ้ว


“มันสูตรเดียวกันแค่ส่วนเบี่ยงเบนเพิ่มสแควรูทเข้าไป”


“ไม่จริงน่า...จริงด้วย อะไรเนี่ยพึ่งจะรู้เลย”ผมเปิดหนังสือเทียบสูตรทั้งสองก่อนจะค้นพบความจริงว่ามันเหมือนกัน


ตลอดเวลาที่เรียนผมไม่เคยเอะใจถึงเรื่องนี้เลยสักนิดเดียว


“ดีใจด้วยนะ”


“ไม่ต้องมากวนตอนนี้เลย...นายก็อ่านหนังสือบ้างเถอะ”


“ถ้าได้ซีมาสักวิชาจะลองคิดดู”


ประโยคที่ได้ยินทำเอาผมเบิกตากว้างขึ้น ความหมายของประโยคนั้นคือฌอนไม่เคยได้ซีสักวิชาตั้งแต่เรียนมหาลัยมางั้นเหรอ
ไม่จริง


คนที่ไม่เข้าห้องเรียนเอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องน่ะนะ


“โกหก นายต้องโกหกแน่ๆ ไม่มีทาง”ยังไงผมก็ไม่เชื่อ


“ฉันไม่ว่างขนาดมาโกหก”


“แต่ แต่...ก็มัน ทำไมล่ะ”


“ไม่รู้สิ...เอาแต่นั่งคุยเดี๋ยวก็ไม่ได้อ่านหรอก เริ่มสอบพรุ่งนี้แล้วนี่”


ใช่...เป็นอย่างที่ฌอนบอก แม้ผมจะพูดว่าเริ่มสอบอาทิตย์หน้าแต่วันนี้เป็นวันอาทิตย์ซึ่งผมบอกที่บ้านว่าจะไม่กลับเพราะต้องเตรียมอ่านหนังสือสอบ


ผมเหลือเวลาไม่มากในการอ่านเพื่อเอาไปใช้สอบในวันพรุ่งนี้


วิชาแรกที่ต้องเจอดันเป็นสถิติที่เกลียดแสนเกลียด


“รู้แล้วน่า นายก็อย่าเอาแต่วาดรูปพักบ้างเดี๋ยวไปหลับตอนสอบจะขำให้”


“ฉันไม่ใช่นาย”


“ฉันไม่เคยหลับเหอะ”ผมสวนกลับ


หลังจากนั้นทั้งผมและฌอนต่างก็พากันเงียบแล้วกลับไปทำสิ่งที่ค้างอยู่ หนังสือในมือถูกเปิดพร้อมกับคำพึมพำออกมาไม่ขาดสาย การได้ออกเสียงช่วยให้ผมจำได้ดีกว่าท่องจำในใจ ทางด้านฌอนเองก็กำลังใช้พู่กันลงสีภาพใหม่อยู่เช่นกัน


ดีจังเลยนะคนที่ไม่ต้องการแต่ก็ทำได้เนี่ย


ถ้าตกขึ้นมาผมจะหัวเราะให้ดังลั่นเลยคอยดูเถอะ


ผ่านไปหลายชั่วโมงผมก็ยังคงนั่งๆนอนๆท่องสูตรอยู่ ห้องนี้ปกติจะเปิดไฟอยู่แทบตลอดเพราะฌอนมักจะวาดภาพอยู่แบบนั้นทั้งคืน การจะทำให้ไฟในห้องปิดลงได้มีเพียงผมลากอีกฝ่ายให้ไปนอนยังเตียงอีกฝั่งเท่านั้น


อยู่ด้วยกันมาก็ค่อนข้างนานผมเลยรู้ว่าปกติฌอนมักจะนอนช่วงกลางวันสักสี่ห้าชั่วโมงก่อนจะตื่นมาวาดรูปต่อเป็นแบบนี้ตลอด
แต่จะให้นอนแค่นั้นมันดูไม่ค่อยดีสำหรับเด็กอย่างพวกเราเลยมีหลายครั้งที่ผมบังคับให้อีกฝ่ายนอนตอนกลางคืน


สำหรับคืนนี้ต่างจากคืนอื่นๆ ถ้าผมยังจำสูตรพวกนี้ไม่ได้ผมจะไม่นอน


“...หารด้วย1...”ผมพึมพำสูตรด้วยสติเลือนราง


“ไม่ใช่1หารด้วยเอ็นต่างหาก”เสียงทุ้มที่ดังขึ้นเรียกให้ผมหันไปมองฌอนที่ไม่รู้ว่ามายืนอยู่ข้างเตียงตั้งแต่เมื่อไหร่


“ห๊ะ? อ้อ ใช่ๆหารด้วยเอ็น”ผมก้มลงมองหนังสือก่อนจะพบว่าตัวเองท่องผิด


“นอนพักได้แล้ว ฝืนไปก็ไม่ทำให้จำได้หรอก”


“แต่ถ้าจำไม่ได้ก็ทำข้อสอบไม่ได้น่ะสิ”


“ต่อให้จำสูตรได้แต่ไปง่วงในห้องสอบหรือตีโจทย์ไม่แตกค่ามันก็เท่ากัน”


“แต่ว่า...”


“พอเลย นอน”หนังสือในมือถูกอีกฝ่ายแย่งก่อนจะผลักผมให้นอนหงายลงกับเตียง


“ฌอน...เดี๋ยว...”


“นอน”คำเพียงคำเดียวดังออกมาจากฌอนพร้อมกับฝ่ามือที่กดหัวผมลงกับหมอนมากขึ้น


“...อืม”ผมได้แต่ครางตอบรับระหว่างฌอนเดินไปปิดไฟทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความมืด


ด้วยความที่ง่วงไปทุนเดิมบวกกับบรรยากาศทั้งมืดและเงียบทำให้สติผมหายไปอย่างรวดเร็วจนถึงเช้าวันต่อมาซึ่งเป็นวันแรกของการสอบกลางภาค


การสอบตลอดทั้งสัปดาห์ผ่านพ้นไปท่ามกลางความเหนื่อยล้าที่สะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ทันทีที่สอบเสร็จผมก็นอนสลบอยู่ในห้องต่างจากฌอนที่ยังนั่งวาดรูปอยู่ตามเดิม


เวลาล่วงเลยผ่านไปจนการประกาศคะแนนสอบกลางภายในอาทิตย์ที่สองหลังจบการสอบ คะแนนวิชาที่เครียดที่สุดอย่างสถิติทำเอาผมแทบน้ำตาไหลเพราะเกินครึ่งมา3คะแนนทว่ากลับมีอีกวิชาที่ทำเอาผมถึงกับเครียด นั่นคือวิชาเศรษฐศาสตร์ที่ผมได้เพียง10คะแนนจาก30


ก็ทำใจตั้งแต่เห็นข้อสอบแล้วว่าทำไม่ได้แต่ก็ไม่คิดว่าจะไม่ผ่านครึ่ง


“น่าจะอ่านตรงนั้นไปก็ดีหรอก”ผมบ่นงึมงำเปิดประตูเข้าไปในห้อง1216แล้วเดินไปทิ้งตัวลงบนเตียงแรงๆโดยไม่สนใจคนที่กำลังวาดภาพอยู่บนพื้น


ผมในตอนนี้กำลังรู้สึกแย่


แย่ชะมัดเลย


ไม่ชอบไอ้ความรู้สึกแบบนี้สักนิด


“นี่...เป็นอะไร”เสียงจากด้านข้างทำให้ผมเอียงคอขึ้นไปมองก่อนจะพบกับฌอนยืนอยู่


ฌอนที่ปกติจะมีสมาธิอยู่กับภาพวาดถ้าผมไม่ตะโกนเรียกว่าช้อนก็จะไม่มีทีท่าหันมาใจ แต่นี่กลับหลุดออกจากสมาธิได้เอง


“...นายต่างหากเป็นอะไร”ผมถามกลับด้วยความงงงวย


ไม่ปกติเลยที่ฌอนจะลุกขึ้นมาทำอะไร


“ฉันถามก่อน”


“ก็...เปล่านี่”ไม่ใช่เรื่องที่ต้องบอกสักหน่อย


“จะโกหกก็ให้เนียนหน่อย”


“...”ผมเริ่มเงียบเมื่อถูกดวงตาสีเทาอ่อนจับจ้องมา


“เป็นอะไร”คำถามเดิมถูกเอ่ยขึ้นมาซ้ำอีกครั้งพร้อมกับฌอนที่นั่งลงบนเตียงผม


“...ก็แค่รู้สึกแย่”ผมหลบสายตานั่นแล้วงึมงำตอบกลับไป


“เรื่อง?”


“สอบ...กลางภาค”ไม่อยากจะพูดคำนั้นออกไปเลย


“ทำไม”


“จะทำไมอะไรเล่า ถ้าพูดถึงเรื่องให้รู้สึกแย่ตอนสอบกลางภาคมันก็มีแค่ได้คะแนนไม่ดีเท่านั้นแหละทำไมต้องถามมากด้วยเล่า!”ผมระเบิดอารมณ์พาลใส่ฌอนเต็มที่


รู้ตัวว่าไม่ดี


แต่ตอนนี้ผมอยากจะระบายมันออกไป


“วิชาอะไร”เสียงตะโกนผมดูจะไม่ทำให้ฌอนตกใจ ท่าทางนั่นราวกับคาดการณ์ไว้แล้วว่าผมต้องวีน


“เศรษฐศาสตร์ ถามทำไม”


“ได้เท่าไหร่”


“นี่ ไม่คิดจะตอบให้ครบที่ถามไปรึไง”ผมสวนกลับ


“ได้เท่าไหร่”


“ชิ...10”


“เต็ม30สินะ”


“เออ”ผมกระแทกเสียงอย่างไม่สบอารมณ์


“น่าสงสารเนอะ”


“ฌอน”ผมหันควับไปมองใบหน้าคนกวนประสาทด้วยความขุ่นเคือง


“ไปข้างนอกกัน”อยู่ๆฌอนก็เปลี่ยนเรื่องแล้วคว้าแขนผมให้ลุกเดินตามไปนอกห้อง


“เดี๋ยว อะไร จะไปไหน ไม่สิ...นายจะออกจากห้อง?”สิ่งที่สงสัยที่สุดคือคำถามสุดท้ายที่ได้พูดออกไป


คนเก็บตัวอย่างฌอนเดินออกไปข้างนอกด้วยตัวเอง


เกิดอะไรขึ้น


เป็นไข้


หิว


หรือกระดาษวาดภาพหมด


ฌอนไม่ตอบสิ่งที่ผมคาใจแต่ยังคงลากผมลงไปถึงโรงจอดรถของนักศึกษาในหอพักซึ่งมีทั้งรถมอเตอร์ไซค์และรถยนต์ของเหล่านักศึกษาหลายสิบคันจอดไว้ ส่วนมากจะเป็นมอเตอร์ไซค์ซะมากกว่า


“ฌอน...นี่ฌอน”ผมยังคงเรียกอีกฝ่ายไปเรื่อยๆจนมาถึงรถชอปเปอร์คันสีดำที่จอดอยู่ด้านในของโรงจอดในร่ม


ผมมองฌอนเดินเข้าไปเอารถออกมาโดยในหัวกำลังคิดประติดประต่อเรื่องราว


อย่าบอกนะว่ารถนี่...


“ขึ้นมา”ประโยคแกมสั่งดังขึ้นหลังจากฌอนขึ้นคร่อมรถชอปเปอร์สีดำเตรียมสตาร์ทเครื่อง


“รถนาย?”ผมถามอึ้งๆ


พึ่งเคยเห็นรถชอปเปอร์ใกล้ๆครั้งแรก


“ใช่”


“ไม่เห็นรู้เลยว่านายมีรถด้วย”


“ฉันไม่ได้บอกนี่”


“ทำไมไม่บอกเล่า”


“ได้ถามรึเปล่าล่ะ”


“กวน”ผมตะโกนใส่กอนจะขึ้นซ้อนท้ายรถชอปเปอร์สีดำตรงหน้า


รถชอปเปอร์ให้ความรู้สึกต่างจากมอเตอร์ไซค์ปกติอย่างสิ้นเชิง


นอกจากจะมีพื้นที่นั่งมากกว่าแล้วยังมีพนักพิงด้านหลังไม่ต้องกลัวตกเหมือนมอเตอร์ไซค์ปกติด้วย


พอผมขึ้นนั่งเรียบร้อยชอปเปอร์สีดำเงาก็แล่นออกจากหอผ่านถนนในมหาลัยทำให้มีหลายคนจับจ้องมายังพวกเรา ไม่สิ ต้องพูดว่าจับจ้องมายังฌอนมากกว่า


ผู้ชายหน้าตาดีกับรถสุดเท่ใครเห็นก็ต้องหันมามองแน่ๆ


“ฌอนเราจะไปไหน”ผมขยับหน้าไปใกล้เพื่อถาม


“ถึงก็รู้เอง”


“อยากรู้เลยนี่ เฮ้ย “ยังไม่ทันพูดจบจู่ๆฌอนก็เร่งความเร็วจนผมคว้าเอวอีกฝ่ายไว้เกือบไม่ทัน


ทำไมชอบเร่งโดยไม่บอกกันนักนะ


ในเมื่อไม่ได้คำตอบผมเลยเลือกที่จะไม่ถามอะไรอีก รถชอปเปอร์สีดำแล่นไปตามถนนเลี่ยงเมืองไปยังด้านข้างของมหาลัยซึ่งติดกับชายทะเล ท้องฟ้าสีเหลืองอมส้ม ดวงอาทิตย์สีแดงและทะเลที่สะท้อนสีเหล่านั้น


“ว้าว...”ช่างเป็นภาพที่น่ามองเหลือเกิน


มหาลัยอยู่ใกล้ทะเลแต่ผมก็ยังไม่เคยมาสักครั้งเพราะมัวยุ่งอยู่กับการปรับตัว


ไม่นานชอปเปอร์คันสีดำก็จอดเรียบริมหาด ผมวิ่งลงไปยังหาดทรายโดยที่สายตายังคงจับจ้องภาพดวงอาทิตย์กำลังคล้อยต่ำลงอยู่ตลอด


สวยจัง


ราวกับถูกดูดเอาความรู้สึกแย่ๆออกไปจนหมด


หรือว่าที่ฌอนพาผมมาก็เพราะ...


ดวงตาสีน้ำตาลของผมหันไปมองฌอนที่ยืนมองพระอาทิตย์ด้านข้างด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก...


ดีใจ


ปลาบปลื้ม


ขอบคุณ


ความรู้สึกต่างๆเอ่อล้นออกมาจนไม่รู้ว่าตัวเองเผลอเอียงหัวไปอิงไหล่นั่นไว้ตั้งแต่ตอนไหน ที่รู้มีเพียงฌอนไม่ได้ขยับหนีหรือพูดอะไรออกมา


ราวกับได้รับกำลังใจ


พวกเราปล่อยเวลาไปกับการมองพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าจนท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ผมที่ยืนพิงไหล่ฌอนอยู่กลับมายืนตรงก่อนจะเดินไปหยุดตรงหน้าแล้วหันกลับมามองใบหน้าลูกครึ่งอันหล่อเหลาด้วยรอยยิ้มกว้าง


“ขอบคุณนะ”เป็นเพียงคำเดียวที่อยากจะบอกออกไปในตอนนี้


ผมคิดว่าฌอนคงจะพามาที่นี่เพื่อปลอบและให้กำลังใจ แม้อีกฝ่ายจะไม่บอกหรือพูดอะไรแต่ผมก็รับรู้ถึงมันได้อย่างชัดเจน


“กลับกัน”ฌอนเบือนหน้าหนีเล็กน้อยก่อนจะหันหลังเดินกลับไปยังรถที่จอดอยู่ด้านหลัง


“เดี๋ยวสิ ไหนๆก็ออกมาแล้วหาอะไรกินข้างนอกเถอะ”ผมวิ่งตามไปพร้อมเอ่ยเสนอ


ไม่บ่อยเลยที่ฌอนจะยอมออกมาข้างนอก ในเมื่อออกมาแล้วผมไม่มีทางให้กลับง่ายๆหรอก


“ร้านพี่ต้าร์?”ฌอนถาม


“ไม่อ่ะ เห็นว่าแถมม.มีร้านบุฟเฟ่เยอะนี่กินบุฟเฟ่หมูกระทะกันดีกว่า”ร้านพี่ต้าร์ก็อร่อยอยู่หรอกแต่อยู่คนละฝากกับตรงนี้เลย


มาฝั่งนี้ทั้งทีก็ควรจะกินอะไรใหม่ๆบ้าง


“ฉันไม่...”



(มีต่อค่า)

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 588
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
(ต่อนะคะ)

“ฉันน่ะรู้สึกแย่สุดๆเลยพอได้ยินว่าได้คะแนนไม่ถึงครึ่ง แถมยังเริ่มเครียดแล้วด้วยว่าจะติดเอฟวิชานี้รึเปล่า เพราะงั้นฉันอยากจะกินบุฟเฟ่ให้หายเครียดแต่ถ้าฌอนบอกว่าไม่ไปฉันก็คงต้องกลับไปนั่งเครียด”เมื่อรู้ว่าฌอนจะปฏิเสธผมเลยเลือกที่จะตีหน้าเศร้าด้วยการก้มหัวลงเล็กน้อยระหว่างพูด


เรื่องที่พูดเป็นเรื่องจริง เวลาเครียดก็ต้องกินให้หายเครียด


แต่ถ้าพูดปกติคงได้เถียงกันไปมาสักรอบซึ่งตอนนี้ผมอยากไปกินเร็วๆเลยลองทำหน้าเศร้าดู


คิดว่าน่าจะได้ผลนะ


“...ร้านไหน”นิ่งไปสักพักสุดท้ายฌอนก็ถามออกมา


“จะพาไปเหรอ”


“หรือจะไม่ไป”


“ไปสิ”ผมรีบตอบ


“บอกทางให้ถูกละกัน”


“ได้เลย แป๊บนะ จ๋าพึ่งส่งรูปร้านนี้มาให้เมื่ออาทิตย์ก่อนเป็นร้านที่มีทั้งชาบูและปิ้งย่าง น่าไปมากๆเลย...เจอล่ะ นี่ไง”ผมส่งโทรศัพท์เปิดแผนที่ไปร้านให้ฌอนดู


“...อยู่ใกล้ๆนี่เอง”มองดูแผนที่สักพักก็พูดขึ้น


“เยี่ยมเลย ไปร้านนี้แหละ ฌอนเลี้ยงด้วย”ผมเดินอย่างร่าเริงกลับไปยังรถชอปเปอร์


“ฉันยังไม่ได้ตกลงว่าจะเลี้ยง แค่พูดว่าจะพาไปเฉยๆ”


“อย่าใจร้ายน่า เพื่อนกำลังเครียดนะเลี้ยงหน่อยสิ”


“ไม่”


“ฌอนอ่า”


“เลิกบ่น จะไปไหม”


“ไปสิ เอางี้มาดวลกันถ้าใครชนะต้องเลี้ยงด้วย”ผมเสนอด้วยใบหน้าท้าทาย


“แน่ใจว่าถ้าฉันชนะนายจะมีเงินจ่าย”


“มั่นใจว่าชนะเหลือเกินนะ”ทั้งที่ยังไม่ได้บอกเลยว่าดวลอะไร


“จะดวลด้วยสักหน่อยละกัน”


“แล้วนายจะต้องมาจ่ายค่าบุฟเฟ่ให้ฉัน”ผมยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยเมื่อนึกภาพตัวเองได้รับชัยชนะ


“เดี๋ยวก็รู้ว่าใครกันแน่ที่ต้องจ่าย”


“เราจะเป่ายิ้งฉุบกัน”


“...”ฌอนถึงกับเงียบพลางทำหน้าเอือมเมื่อได้ยินเกมที่ใช้ในการดวล


“เรื่องเป่ายิ้งฉุบนี่ฉันมั่นใจสุดรับรองว่าชนะแน่ๆ”


“ไม่มีอะไรที่ดีกว่านี้แล้ว?”


“น่าๆ เป่ายิ้งฉุบมันเร็วกว่าเกมอื่นนี่ แค่ตาเดียว ใครแพ้ต้องจ่าย เอ้า...เป่า ยิ้ง ฉุบ”ทั้งผมและฌอนต่างออกสิ่งที่คาดว่าจะชนะออกมาพร้อมกันโดยที่ผมเลือกออกค้อนและฌอนออกกระดาษ


นี่ผม...


แพ้?


“หึ...ฉันชนะ”ฌอนยกยิ้มเมื่อได้รับชัยชนะ


“ไม่ๆๆ อันนี้แค่ซ้อม ขออีกรอบ”ผมรีบคว้าแขนฌอนที่กำลังเดินไปยังรถไว้


“ไหนบอกแค่ตาเดียว?”


“เอ่อ...ก็...”


“ให้อีกครั้งก็ได้”


“จริงนะ ขอบคุณ เริ่มกันเลย เป่า ยิ้ง ฉุบ”เพราะเป็นครั้งที่สองผมเลยอาศัยการคำนวณตาแรกฌอนออกกระดาษนั่นแปลว่าถ้าผมออกกรรไกรก็จะชนะ แต่ถ้าเป็นฌอนต้องเดาออกแล้วออกค้อนแน่ๆ


ดังนั้นผมถึงเลือกออกกระดาษ


ความคิดมากมายในหัวกลั่นกรองออกมาในเสี้ยววินาทีก่อนจะออกแต่แล้วกระดาษของผมกลับแพ้กรรไกรที่ฌอนออก


อีกแล้ว


ผมแพ้อีกแล้ว


“เอาล่ะ ไปกินบุฟเฟ่ฟรีดีกว่า”ฌอนมองหน้าผมที่เม้มปากแน่นด้วยรอยยิ้ม


“อีกรอบ ขออีกรอบ”


“นายจะขออีกรอบจนกว่าจะชนะเลยใช่ไหมเนี่ย”


“ก็มัน...”


“เฮ้อ อีกรอบก็ได้...แต่ต้องสัญญาว่าจะเป็นรอบสุดท้ายนะ”


“ได้เลย”ผมพยักหน้ารัวๆ


“ดี ฉันจะออกค้อน”


“...คิดจะหลอกกันสินะ”ผมนิ่งกับสิ่งที่ได้ยินก่อนจะตอบกลับไป


อยู่ๆก็มาบอกกันว่าออกอะไรไม่ว่าใครก็ได้ทั้งนั้นว่าคือกลลวง


ถ้าผมออกกระดาษไปฌอนต้องออกกรรไกรชัวร์


ไม่หลงกลหรอกน่า


“ฉันพูดจริง อยู่ที่นายจะเชื่อรึเปล่า”


“ฌอน...”


“เอ้า เริ่มเลย เป่า ยิ้ง ฉุบ”เมื่อได้ยินเสียงเริ่มเกมในหัวก็คิดอะไรไม่ออก ร่างกายออกอะไรไปตัวผมเองยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ
คำพูดของฌอนมันกรอวนอยู่ในหัวซ้ำไปซ้ำมา


“...นี่มัน...”ผมถึงกับอึ้งเมื่อเห็นมือตัวเองที่แบบออกกระดาษและมือของฌอนที่ออกค้อนเหมือนอย่างที่พูดไว้ไม่มีผิด


“นายชนะ ไปกันได้แล้ว”ฝ่ามืออุ่นขย้ำเส้นผมสีดำของผมแรงก่อนจะเดินไปยังรถ


ชนะ


ชนะเหรอ


ทั้งที่ชนะแต่กลับไม่รู้สึกเหมือนชนะเลยสักนิด


ถนนริมชายหาดยามค่ำไม่มีรถมากแต่พอขับเข้ามายังซอยกลับเต็มไปด้วยมอเตอร์ไซค์วิ่งผ่านไปมาเต็มไปหมด บริเวณนี้มีร้านอาหารตั้งอยู่เกือบตลอดเส้นทางถือเป็นแหล่งรวมตัวของเหล่านักศึกษาในช่วงค่ำที่ใกล้มหาลัยมากที่สุด


ร้านที่พวกเรามาถึงเป็นร้านหมูกระทะที่มีหม้อชาบูอยู่ตรงกลางสำหรับใส่ของต้ม ด้วยขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ทำให้มีพื้นที่ให้เลือกนั่งได้ทั้งแบบพัดลมและในห้องแอร์โดยจะมีของบุฟเฟ่ให้ตักตั้งอยู่กลางร้านเรียงกันเป็นสี่เหลี่ยมให้เดินวนรอบหยิบได้ตามต้องการ


“ฌอน นั่งมุมนั้นไหม”ผมเดินเข้ามาในร้านระหว่างถามความเห็น


“คนเยอะ”ประโยคนั่นดูเหมือนไม่ใช่คำตอบของคำถามที่ถามไป


ก็นะ...คนเยอะอย่างที่ฌอนว่าจริงๆนั่นแหละ


ร้านนี้ถือเป็นร้านขึ้นชื่อของละแวกนี้เลย เรียกว่าเป็นแหล่งรวมตัวของเด็กในมหาลัยก็ว่าได้ อีกอย่างยังมีราคาไม่แพงเพียงคนละ179 บาทก็สามารถกินได้ไม่อั้น ไม่จำกัดเวลาแถมราคานี้ยังรวมร้านด้วย


ผมได้ยินมาจากจ๋าแบบนั้นนะ


“คนเยอะแปลว่าต้องอร่อย”ต่อให้ถูกแต่ถ้าไม่อร่อยผมก็ไม่คิดว่าจะมีคนมากินเยอะขนาดนี้หรอก


“...น่ารำคาญ”ฌอนเบือนหน้าหนีไปยังสวนด้านข้างของร้าน พอหันไปมองว่าทำไมอีกฝ่ายต้องเบือนหน้าหนีก็พบกับกลุ่มหญิงสาวที่จับจ้องมายังฌอนแล้วหับกลับไปซุบซิบอะไรบางอย่างกัน


อ่า...เนื้อหอมชะมัดเลย


ไม่รู้จะน่าอิจฉาหรือน่าสงสารดี


สำหรับคนที่ไม่ชอบอะไรวุ่ยวายการเป็นจุดสนใจคงทำให้รู้สึกหงุดหงิดพอดู


“นั่งในสวนตรงมุมนั้นไหมล่ะ ดูส่วนตัวกว่าตรงนี้หน่อย”ผมออกความเห็น


“อืม”ฌอนหันมองตามผมชี้ก่อนจะพยักหน้าเดินตรงไปยังโต๊ะนั้น


“เฮ้ น้ำ”เสียงตะโกนเรียกชื่อผมดังขึ้นพร้อมกับแรงของแขนที่คว้าคอผมแน่น


“...นนท์?”ผมเอียงคอมองกลุ่มเพื่อนที่ถือว่าสนิทที่สุดในคณะด้วยสายตางงๆ


ทำไมมาอยู่นี่


“ไงจ๊ะ แอบมากินไปชวนเลยนะ”จ๋าสาวในร่างชายโผล่หน้าออกมาพูดด้วยรอยยิ้ม


“นั่นสิ...เปิ้ล หินทางนี้ๆ ดูสิเราเจอใคร”องุ่นที่เดินตามมาหันไปกวักมือเรียกเพื่อนในแก็งอีกสองคนด้านหลัง


มากับครบทั้งกลุ่มเลย


“ใครๆ โอ๊ะ อะไรวันก่อนพวกเราชวนไม่เห็นยอมมาแล้วนี่อะไร...อย่าบอกนะว่ามากับแฟนน่ะ”เปิ้ลสาวงามประจำคณะถามพร้อมหัวเราะหึๆ


“เปล่า...ไม่ได้มากับแฟน”ผมตอบกลับไป


“งั้นมากับใครล่ะ ไม่เคยมากินข้าวเย็นกับพวกเราสักทีนึกว่ามีแฟนซะอีก”ครั้งนี้หินเป็นฝ่ายพูดบ้าง


“ไม่มีหรอก ตอนนี้ไม่มีกะใจจะมีแฟนหรอกนะ”คะแนนแย่ขนาดนั้นผมคงไม่เอาเวลาไปหาแฟนหรอก


“คะแนนเศรษฐศาสตร์สินะ”


“อืม เลยต้องมากินแก้เครียดนี่แหละ”กินแล้วจะได้มีแรงอ่านหนังสือ


“คงไม่ได้บอกว่ามาคนเดียวหรอกนะ”นนท์ถามต่อพลางใช้แขนดึงคอผมเข้าไปใกล้มากขึ้น


“ไม่ได้...”


“น้ำเปล่า”เสียงทุ้มคล้ายการตะโกนเอ่ยชื่อผมด้วยน้ำเสียงเริ่มหงุดหงิด เสียงนั่นเรียกทุกสายตาภายในร้านให้จับจ้องไป


พวกนนท์ที่หันไปเห็นฌอนก้าวเดินมาใกล้ก็เริ่มเบิกตากว้างแล้วหันซ้ายขวาราวกับกำลังจะหาคำตอบของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี่


“ปริ้นออฟอาร์ท? ทำไมมาอยู่นี่ล่ะ”นนท์มองฌอนอย่างไม่เชื่อสายตา


“ว้าย หล่อเกินไปแล้ว”เปิ้ลที่อยู่ด้านหลังถึงกับยกมือขึ้นมาปิดปากด้วยใบหน้าแดงๆโดยมีองุ่นยืนอ้าปากค้างอยู่ข้างๆ


“...”ขนาดจ๋าที่มักจะพูดไม่หยุดยังแข็งทื่อไปเลย


“เดี๋ยว เขาเรียกน้ำเปล่า? เพื่อนน้ำ?”หินเป็นคนเดียวที่ดูจะมีสติถามผม


“ก็...ใช่”


“ไม่จริง!”กลุ่ม5คนต่างพูดพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย


“จริง!”ผมสวนกลับด้วยเสียงจริงจัง


ทำไม


ผมเป็นเพื่อนกับฌอนมันแปลกตรงไหน


“...ไม่จริง”ทุกคนต่างไม่เชื่อในสิ่งที่ผมพูด


“จริงๆ ใช่ไหมฌอน เราเป็นเพื่อนกันเนอะ”ผมเดินเข้าไปดึงแขนเสื้ออีกฝ่ายเบาๆเป็นเชิงให้ช่วย การกระทำของผมนั้นมีสายตาของเพื่อนมองมา


“ไม่เห็นจำได้”คำพูดพร้อมใบหน้านิ่งๆนั่นทำเอาผมถึงกับเงียบ แววตาสีเทาอ่อนนั่นถ้าเป็นคนอื่นคงไม่รู้แต่สำหรับผมเห็นว่าฌอนกำลังสนุกที่ได้แกล้งผม


“ว่าแล้ว น้ำมานี่เดี๋ยวก็โดนเตะหรอก”นนท์กวักมือเรียกให้ผมกลับไปหา


โดนเตะ?


“กลับมาเถอะ พวกเราพร้อมให้อภัย”คราวนี้จ๋าพูดบ้าง


ให้อภัย?


นี่ผมไม่ได้โกหกนะ


“ฌอน อย่าพึ่งมากวนกันตอนนี้สิ เห็นไหมว่าคนอื่นมองเหมือนฉันเป็นคนน่าสงสารแล้วเนี่ย”ผมหันไปบ่นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ


“ก็น่าสงสารจริงๆนี่คะแนนยังไม่ผ่านครึ่งเลย”


“ไม่ต้องมาทับถม คิดว่าตัวเองเก่งนักรึไง”


“เก่งกว่าคนแถวนี้ละกัน”


“ช้อน!”ผมตะโกนใส่อีกฝ่ายเสียงดังลั่น ใบหน้าผมแดงขึ้นเนื่องจากความโมโหที่ใกล้ปะทุ


“ฉันบอกว่าอย่าเรียกแบบนั้นไง”ดวงตาสีเทาอ่อนมองมาอย่างไม่สบอารมณ์


แล้วคิดว่าผมสบอารมณ์นักรึไงล่ะ


“จะเรียกแล้วทำไม ช้อน ช้อน ช้อนนน”


“จ่ายเองละกัน”เพียงคำพูดเดียวที่ออกมาผมรีบยกมือทั้งสองข้างปิดปากตัวเองโดยด่วน


“...ไม่พูดแล้วครับ”ผมงึมงำกลับไป


“หึ...เด็กดีๆ”พูดจบก็ยกมือขึ้นขยี้เส้นผมสีดำของผมไปมา


“กวน”ขอมอบคำคำนี้ให้เลย


“เอ่อ...สรุปคือน้ำเป็นเพื่อนกับเขาจริงๆ?”เปิ้ลเป็นคนถามโดยมีอีกสี่คนทำหน้าสงสัยอยู่


“ใช่ เนอะๆๆๆ”ผมใช้ศอกสะกิดคนข้างกายรัวๆ


“อือ เลิกเล่นสักทีจะกินไหม”


“กินสิ...โอ๊ะ ไหนๆก็มาเจอกันนั่งด้วยกันไหม”ผมหันไปถามเพื่อนๆทั้งห้าคน


“เปล่า...”


“ไม่ต้องมาทำหน้าแบบนั้นเลย เข้าสังคมบ้างสิ...ฉันขอแนะนำนะ ทั้ง5คนเป็นเพื่อนในคณะเริ่มจากคนแรกนนท์ จ๋า องุ่น เปิ้ล แล้วก็หิน ส่วนี่คงรู้จักกันอยู่แล้วเนอะ ฌอน ฮาอะไรสักอย่าง”เนื่องจากจำนามสกุลไม่ได้ผมเลยพูดเท่าที่จำได้


“เฮ้อ ไม่ใช่ฮาแต่เป็นฮิลลารี่”ฌอนถอนหายใจก่อนจะแก้ให้


“อ้อ นั่นแหละๆ”ก็มันออกเสียงคล้ายๆกันนี่นา


“บอกเป็นสิบรอบแล้วมั้ง”


“ก็มันออกเสียงยากนี่ ว่าแต่ฉันนายก็จำชื่อจริงฉันไม่ได้เหมือนกันแหละน่า”ผมสวนกลับ ชื่อจริวผมเคยบอกครั้งเดียวคือตอนที่เจอกันครั้งแรก


ไม่มีทางที่ฌอนจะจำได้


แน่นอน


“ฉันไม่ใช่นายนะ ปภาวิน”


“นายจำได้?!”ไม่จริงน่า บอกแค่ครั้งเดียวเองเนี่ยนะ


“ไม่เคยบอกว่าจำไม่ได้นี่”


“กวนตลอด พอแล้วไปนั่งกินกันดีกว่า เอาโต๊ะใหญ่เลยละกัน”ผมจบการสนทนาที่คาดว่าสามารถยืดยาวไปได้อีกหลายชั่วโมงก่อนจะเดินหาโต๊ะใหม่ที่สามารถนั่งได้7คน


พวกเราได้นั่งโต๊ะยาวโดยมีกระทะอยู่2อันบนโต๊ะ เมื่อได้โต๊ะทุกคนต่างก็เดินไปหยิบของมาย่างและต้ม ผมเองก็ลุกตามคนอื่นๆไปแต่เหมือนจะมีแค่ฌอนที่นั่งนิ่งๆอยู่ที่โต๊ะ


คนแถวนี้คงเยอะฌอนเลยไม่อยากเดินมาละมั้ง


หรือไม่ก็แค่ขี้เกียจ


ถึงจะคิดหลายๆอย่างในหัวผมก็ตักของย่างไปเผื่อฌอนด้วย


บนโต๊ะสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่บัดนี้เต็มไปด้วยของสดมากมายเต็มโต๊ะไปหมด ต่างคนต่างลงสิ่งที่ตัวเองจะกินลงบนเตาย่าง


“นี่น้ำ”ระหว่างกำลังย่างนนท์ก็หันมาเรียก


“ว่าไงนนท์”


“ไปรู้จักกันได้ยังไงน่ะ”


รู้จัก...


หมายถึงผมกับฌอน?


ไม่ใช่แค่นนท์ที่สงสัย เพื่อนที่เหลือเองก็มีท่าทีสงสัยไม่ต่างกัน


“นอนด้วยกัน”ผมยังไม่ทันได้อ้าปากเสียงของคนนั่งข้างๆอย่างฌอนก็ดังขึ้นซะก่อน


“...”ความเงียบบนโต๊ะเกิดขึ้นทันควันแม้แต่ผมเองยังอดไม่ได้ที่จะตกใจ


“ฌอน อย่าพูดอะไรให้เข้าใจผิดสิ”


“ผิด? จะบอกว่าไม่ใช่”


“พูดให้มันเต็มๆประโยคสิ ไม่ใช่นอนด้วยกัน แต่เป็นนอนห้องเดียวกันต่างหาก”


“ก็ไม่เห็นต่าง”


“ความหมายต่างจะตาย อ๊ะ นั่นเนื้อไก่ที่ฉันย่างนะ”ผมบ่นเมื่อเห็นฌอนคีบเนื้อไก่ที่ผมย่างเข้าปากหน้าตาเฉย


“นายย่างแต่ฉันจ่าย”


“ขี้โกง อย่างนายเอานี่ไปกินเลย”ผมคีบมันหมูสำหรับใช้ไม่ให้เนื้อติดกระทะใส่จานฌอน


“เอาออกไปเดี๋ยวนี้เปล่า”


“ไม่รู้ ไม่ได้ยิน”ผมแกล้งเบือนหน้าไปทางอื่นแทน


“เปล่า”


“สนิทกันจังเลยนะ”เปิ้ลพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มหวาน


“มองตรงไหนว่าสนิทกันน่ะ”ผมถามกลับ


นี่ไม่เรียกว่าสนิทเลยนะ


กัดกันจะตายไปข้างอยู่แล้ว


“น้ำไม่รู้เหรอว่าปกติฌอนไม่ใช่คนชอบพูดหรอกนะ ในมหาลัยลือกันว่าถ้าได้ยินเสียงฌอนถือว่าจะได้เจอกับความสุข”


“ความสุข? นี่ฉันกำลังทุกข์ล้วนๆเลยนะ เฮ้ย ร้อนๆ”ระหว่างพูดจู่ๆฌอนก็ยัดเนื้อหมูเข้าปากผมทั้งที่ควันยังขึ้น


ผมนี่ดื่มน้ำตามแทบไม่ทันเลย


ข่าวลือนั่นต้องโกหกแน่นอน ร้อยล้านเปอร์เซ็นต์เลยด้วย


“ฌอนคะ ขอถามอะไรหน่อยได้ไหม”องุ่นมองหน้าฌอนด้วยแก้มแดงๆ


“ทำไมต้องเสียงสองด้วยล่ะ”เปิ้ลที่อยู่ข้างๆสะกิดองุ่น


“อย่าแกล้งสิเปิ้ล”


“...อะไร”ฌอนนิ่งไปสักพักก่อนจะยอมให้ถามได้


“บอกสเปกที่ชอบหน่อยได้ไหมคะ”


“องุ่นคิดจะจีบฌอนเหรอ”ผมถามออกไปตรงๆ


“บ้าเหรอน้ำ แค่ฝันยังไม่กล้าเลยแค่อยากรู้สเปกของฌอนเฉยๆน่ะ”


“อ้อ...ยังไงฌอน ชอบแบบไหน ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกันแฮะ”ปกติพวกเราไม่เคยมานั่งถามเรื่องอะไรแบบนี้เท่าไหร่


น่าสัยสัยอยู่ว่าหมุ่นหล่ออย่างฌอนจะมีสเปกสาวเป็นยังไง


“ไม่มีสเปก”


“ไม่มีเลยจริงดิ อย่างแบบอยู่ด้วยแล้วสนุก ทำอาหารอร่อยหรือวาดภาพสวยอะไรแบบนี้”ผมถามต่อ


ปกติผู้ชายทุกคนมักจะมีสาวในอุดมคติอยู่แล้ว


“วาดภาพสวย...หึ”ราวกับนึกเรื่องอะไรขึ้นมาได้อยู่ๆฌอนที่นั่งนิ่งก็หลุดหัวเราะออกมาทำเอาสองสาวแท้และหนึ่งสาวเทียบหน้าแดงจนควันแทบลุก ไม่นับสาวๆจากโต๊ะอื่นที่พากันเขินเป็นแทบๆนะ


แค่ฌอนหัวเราะมันจะเขินอะไรขนาดนี้


“อะไรฌอน”อยู่ก็ขำมันไม่ใช่ฌอนยามปกติ


“นึกอะไรได้นิดหน่อย”


“นึกอะไร?”


“ถามสเปกสินะ”ฌอนมองไปทางองุ่น


“ใช่ค่ะ”


ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมต้องพูดสุภาพด้วย


ฌอนหันหน้ากลับมามองผมเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตอบคำถามขององุ่น และคำตอบที่ได้มานั่นทำเอาทั้งโต๊ะเงียบกริบอีกครั้ง...


“วาดรูปห่วย”

...................................................................................

มาเสิร์ฟหลังแต่งเสร็จสดร้อนๆเลย

ตรวจคำผิดไปแค่รอบเดียวอาจมีคำผิดนะคะ555

โดยส่วนตัวรู้สึกชอบตอนนี้อย่างบอกไม่ถูก

แต่งแล้วรู้สึกยิ้มตามไปกับตัวละคร

เราดีใจมากที่ได้กำลังใจจากทุกๆคน

แค่มีคนคอมเม้นท์ว่าสนุกหรืออยากอ่านต่อก็ช่วยต่อกำลังใจให้เราได้อย่างมากมาย

ขอบคุณจริงๆค่ะ

สำหรับตอนหน้า...ยังไม่ได้คิดเลยว่าจะแต่งไปในทางไหนดี55

เอาเป็นว่าไว้เจอกันใหม่ตอนหน้านะคะ

บ๊ายบาย :mew1:

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ we.jinkyu

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 120
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-1
มาแล้ว #ช้อนเปล่า  :katai2-1:

ออฟไลน์ double9JH

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1810
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-7
บอกว่าสเปกแบบน้ำเปล่าไปเลยสิฌอน  :hao3:

ออฟไลน์ Shonteen

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 501
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-2
ชอบอ้าาาาาาาา เขียนได้ธรรมชาติมาก

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8900
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80

ออฟไลน์ เป็ดอนุบาล

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1402
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-2
 :sad4: :sad4: :sad4:อยากอ่านอีกกกกก :hao5: :hao5: :hao5: :hao5:

ออฟไลน์ wonderbe

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 755
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-2
ฌอนนี่ดีมากกก โอ้ยยยย :-[

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8900
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80

ออฟไลน์ reverofjs

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 382
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
น่ารักกกกกก เถียงกันได้มุ้งมิ้งดี  :katai2-1: :katai2-1:

ออฟไลน์ missm2c

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 86
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
เรามารอตอนใหม่

ออฟไลน์ Orangeship

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 20
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
กรี๊ดดด มันดีมาก ฟินมาก
ทีแรกเข้ามาไม่ได้หวังอะไร แต่ตอนนี้จิกหมอนจะขาดแล้ว
อยากอ่านตอนต่อไปแล้วอ่ะ แพ้ผู้ชายแบบเน้ๆๆๆ จะอาวว :ling1: :ling1: :ling1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Crownowo

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 1
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 588
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
.:*・สร้างรัก・*:. วันที่6




ครืดดดด  ครืดดดด


แรงสั่นจากเครื่องมือสื่อสารบนหัวเตียงไม่ได้ทำให้คนหลับลึกตื่นขึ้นมาได้ในทันทีทว่าแรงสั่นนั่นกลับค่อยๆขยับโทรศัพท์ให้โผล่พ้นขอบหัวเตียงมากขึ้นจนตกใส่หัวเต็มๆ


“โอ้ย...”ผมที่กำลังหลับลึกเด้งตัวขึ้นนั่งพลางใช้มือข้างนึงลูบบริเวณที่เจ็บ


พอเริ่มตั้งสติได้ผมก็มองไปรอบๆห้องพร้อมกับถอนหายใจออกมาเมื่อห้องที่ควรจะมีฌอนนั่งวาดรูปอยู่กลับว่างเปล่าไม่เหมือนวันก่อนๆ


ฌอนไม่ได้กลับมานอนห้องนี้ได้จะสองอาทิตย์แล้วหลังจากบอกผมว่าต้องวาดผลงานสำหรับส่งตอนปลายภาคจึงต้องการพื้นที่ในการวาดมากกว่านี้ เห็นว่าไปอยู่ในห้องส่วนตัวของคณะละมั้ง


ที่แปลกคือทำไมต้องใช้พื้นที่วาดขนาดนั้นด้วยทั้งที่เคยใช้ห้องนี้วาดภาพกว่า2เมตรมาแล้ว


ไม่แน่ว่าอาจเป็นภาพขนาดใหญ่


“ไม่เห็นต้องวาดภาพใหญ่ก็ได้นี่นา”ผลงานของฌอนต่อให้มีขนาดเท่าเอสี่ก็ยังจัดอยู่ในภาพวาดอันสวยงามที่มีหลายคนตามมาซื้อถึงที่ เรื่องนี้พี่ต้าร์เคยเล่าให้ฟังตอนไปกินที่ร้านครั้งก่อน


หรืออาจมีการกำหนดหัวข้ออะไรรึเปล่านะ


เรื่องของคณะอื่นผมไม่ค่อยรู้นักหรอกแค่คณะตัวเองยังรู้ไม่หมดเลย


นี่ก็เหลือเวลาอีกไม่มากก็จะสอบปลายภาคแล้วด้วย วิชาที่ผมยังคงกังวลก็ไม่พ้นเศรษฐศาสตร์


“เฮ้อ...ไปเรียนๆ”โทรศัพท์ที่สั่นไม่ได้มีใครโทรมาแต่ผมเป็นคนตั้งเวลาปลุกไว้เพราะต้องการจะงีบสองชั่วโมงก่อนไปเรียนต่อ
วันนี้ผมมีเรียนช่วงเช้าถึง11โมงและอีกวิชาบ่าย2ถึง5โมง ช่วงเวลา3ชั่วโมงผมใช้ไปกับการกินข้าวและกลับมานอนห้อง


ชุดลำลองถูกถอดจดแผ่นอกเปลือยเปล่าก่อนจะหยิบชุดนักศึกษาด้านข้างมาสวมใส่


แกร็ก


เสียงเปิดประตูโดยไม่มีการเคาะบอกเรียกให้ผมหันไปมองโดยที่มือยังง่วนกับการติดกระดุมอยู่ เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนกับใบหน้านิ่งๆอันเป็นเอกลักษณ์นั่นทำให้ผมยิ้มออก


“ฌอน”กลับมาแล้วเหรอเนี่ย


“มีเรียนไมใช่?”นี่คือประโยคแรกที่ทักหลังไม่เจอกันมาเกือบ2อาทิตย์งั้นเหรอ


“กำลังจะไป เห็นไหมว่าเปลี่ยนเสื้ออยู่น่ะ”


“เห็นแต่หุ่นก้างๆ”ดวงตาสีเทาอ่อนของฌอนเหลือมมองหน้าท้องเปลือยเปล่าก่อนจะพูดสิ่งที่คิด


“ไม่ก้างแล้วเหอะ อยู่นี่กินเยอะจะตาย”ผมเถียงกลับ


จริงอยู่ที่ผมไม่ได้หุ่นดีแต่ก็ไม่ได้เก้งก้างขนาดนั้นสักหน่อย


“ไม่รีบไปเดี๋ยวไม่ทันเช็คชื่อหรอก”


“เพราะนายชวนคุยนั่นแหละ กางเกงๆ”ผมถอดกางเกงออกโดยไม่สนใจว่าฌอนจะมองอยู่แล้วคว้ากางเกงตรงปลายเตียงมาใส่ลวกๆ


เหลืออีก1นาที


จะสายแล้ว


“คนที่ทักก่อนคือนายนะ”


“จะบอกว่าฉันผิด?”


“เก่งนี่”


“ช้อน!”ผมกระแทกเสียงเรียก


“ไปได้แล้ว”


“รู้แล้วน่า วันนี้จะนอนนี่รึเปล่า”ก่อนออกจากห้องผมก็หันไปถาม


“อืม คงงั้น”


“โอเค งั้นเดี๋ยวซื้ออะไรมาฝาก นายก็พัก ฌอนบอกให้พักไง”ยังพูดไม่ทันจบประโยคผมก็ต้องขึ้นเสียงเนื่องจากฌอนกำลังกางกระดาษวาดเขียนลงบนพื้นห้อง ทั้งที่มีฐานตั้งสำหรับวาดแต่ดูเหมือนฌอนจะไม่ชอบใช้มันสักเท่าไหร่


“เสียงดัง รีบไปๆ”


“กลับมาฉันจะวาดโดเรม่อนลงบนภาพนายแน่”ผมไม่มีเวลาจะมาเถียงแล้ว ตอนนี้กำลังจะสายจริงๆ


“โดเรม่อนหรือตัวประหลาด?”สายตาของฌอนมองมาด้วยประกายขบขัน


“กลับมาโดนแน่”ผมได้แต่ทิ้งท้ายไว้แล้ววิ่งออกจากห้องตรงไปยังตึกเรียนซึ่งอยู่ไกลจากหอพักซะเหลือเกิน


ด้วยความที่ใกล้สายเต็มทีผมเลยเลือกที่จะนั่งมอเตอร์รับจ้างแทนรถของม.ที่ใช้เวลานานกว่าจะไปถึง วิชานี้เป็นวิชาสุดท้ายก่อนจะเข้าสู่ช่วงชอบปลายภาค วิชาเศรษฐศาสตร์นั่นเอง


ชั่วโมงสุดท้ายแบบนี้คงจะบอกแนวข้อสอบและทบทวนให้อีกรอบ


ครั้งนี้แหละผมจะตั้งใจและผ่านมันไปให้ได้




“กลับมาแล้ว”ผมเปิดประตูห้อง1216เข้าไปด้วยสภาพไม่สู้ดีนัก


การตั้งใจฟังทบทวนของอาจารย์ไม่คิดว่าจะกินพลังงานไปมาแบบนี้


ไม่ไหว


อยากนอน


“เปล่า อย่าเหยียบ”เสียงเรียกดังขึ้นพร้อมๆกับผมที่ชะงัก


“อ๊ะ โทษที เกือบเหยียบภาพนาย...”


“ภาพที่ไหนเล่า มองดูที่เท้าดีหน่อย”พอได้ยินคำพูดของฌอนผมก็ก้มหน้าลงมองยังปลายเท้าตัวเองที่บัดนี้มีเสื้อนักศึกษาสีขาวอยู่ด้านใต้


“เฮ้ย”ผมถึงกับก้าวถอยหลังรัวๆ เสื้อที่ว่าเป็นเสื้อที่ผมถอดออกตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่อาจทราบ


อะไรเนี่ย


ผมเบลอขนาดนี้เลย


“เป็นอะไร”ฌอนละจากกระดาษพลางเงยหน้าขึ้นมามอง


“เหนื่อยนิดหน่อย สงสัยตั้งใจฟังอาจารย์ทบทวนมากไปนิด โอ๊ะ...ลืมซื้อข้าวมาเลย”อยู่ๆก็นึกขึ้นมาได้


โอ้ย สภาพผมคงไม่ไหวแล้วแน่ๆ


“ช่างเรื่องข้าวเถอะ ไปนอนไป”


“ช่างได้ไง ถึงนายไม่หิวแต่ฉันหิวนี่”


“เดี๋ยวโทรสั่งให้ จะเอาอะไร”


“ฌอนจะเลี้ยง?”ผมหันไปมองด้วยสายตาตื่นเต้น


“เหมือนฉันจะไม่ได้พูดนะ”


“เลี้ยงหน่อยสิ”


“ถ้าไม่จะเป่ายิ้งฉุบอีกรึเปล่าล่ะ”ฌอนย้อน


“เป่าตอนนี้ไม่ชนะหรอก”ขนาดตอนสภาพพร้อมยังไม่ชนะเลยประสาอะไรกับสภาพนี้ล่ะ


“สภาพไหนก็ไม่ชนะหรอกมั้ง”


“อย่าดูถูกกันฉันเคยชนะนายนะ”หวังว่าคงไม่ลืมตอนไปกินบุฟเฟ่หมูกระทะหรอกนะ


“ก็แค่ครั้งเดียว”


“อึก...”ผมถึงกับเถียงไม่ออก


ก็ถูกอย่างที่ฌอนว่าผมชนะแค่ครั้งนั้นครั้งเดียว พอวันต่อมาที่ลากฌอนออกไปกินข้างนอกผมก็แพ้อย่างราบคราบจนต้องออกเงินเลี้ยงจนใกล้จะหมดตัวเต็มทีแล้ว


“เลี้ยงก็ได้”ถูกฌอนมองหน้าสักพักอีกฝ่ายก็เอ่ยออกมา


“จริงนะ?”ตาผมลุกวาวด้วยประกายแห่งความดีใจ


“ไม่จริงมั้ง”


“อย่าพึ่งกวนตอนนี้สิ”


“จะเอาอะไร”


“แฮมเบอร์เกอร์ เอาแฮมเบอร์เกอร์เนื้อกับไก่ทอดแล้วก็เฟรนไฟน์ อ้อ...น้ำโค้กด้วยนะ”ทุกสิ่งที่อยากกินผมบอกออกไปหมด


“กินไม่หมดจะเอายัดปาก”


“อย่ามาโหดน่า ไม่หมดก็อุ่นไว้กินพรุ่งนี้ก็ได้”


“ไปนอน”สุดท้ายฌอนก็วกกลับมาเรื่องเดิม


“ครับๆคุณตา คุณหลานจะไปนอนเดี๋ยวนี้แหละครับ”ในเมื่อเอาชนะไม่ได้ก็ขอกวนหน่อยละกัน


สายตาของฌอนยังคงมองตามจนผมล้มตัวนอนบนเตียงถึงจะได้ยินเสียงโทรสั่งแฮมเบอร์เกอร์ กว่าของที่สั่งจะมาผมก็มีเวลาพักงีบอยู่สักพักใหญ่


ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้งด้วยกลิ่นหอมๆของอาหารโชยมาเข้าจมูก พอลุกขึ้นนั่งก็เห็นฌอนกำลังหยิบทั้งแฮมเบอร์เกรอ์ ไก่ทอดและเฟรนไฟน์ออกจากถุง


“หิวแล้ว”ผมบอกพลางเดินไปนั่งข้างฌอน


“รู้น่า เสียงท้องร้องดังจนฉันวาดรูปแทบไม่ได้”


“โกหก”


“เปล่า”


“โกหกแน่นอน”


“ฉันไม่ว่างมาโกหกหรอก เอ้า”แฮมเบอร์เกอร์อันใหญ่ถูกโยนมาให้ก่อนฌอนจะหยิบอันข้างตัวเองขึ้นมาแกะกิน


“ของฌอนเป็นอะไรน่ะ ปลา?”ผมถามระหว่างสังเกต


“อืม”


“อร่อยไหม”


“พอได้”


“ขอคำนึงสิ”พูดเสร็จก็ขยับเข้าไปอีกฝ่ายมากขึ้น


“ไม่ กินของตัวเองไป”


“ก็อยากลองอันนั้นด้วยนี่”ผมยังคงไม่ยอมแพ้คว้ามือฌอนแล้วดึงเข้าหาตัวแต่ด้วยแรงที่ค่อนข้างต่างกันทำให้ไม่เป็นอย่างที่หวัง
ถ้าคิดว่าผมจะยอมแพ้แค่นี้ก็คิดผิดแล้ว


ในเมื่อดึงมือมาไม่ได้ผมก็ขยับหน้าเข้าไปฉวยแฮมเบอร์เกอร์ปลาเข้าปากแทน


“อื้อ อร่อย”


“เป็นเด็กรึไง”ฌอนหันมามองหน้าผมที่ยิ้มกว้างหลังแย่งแฮมเบอร์เกอร์มากินได้สำเร็จ


“เป็นเด็กก็ได้ จะว่าไปภาพที่นายต้องส่งปลายภาคเสร็จแล้วเหรอ”


“ยัง”


“อ้าว จะไม่เป็นไรเหรออีกสองวันก็สอบแล้วนะ”นึกว่าที่กลับมาคือทำเสร็จแล้วซะอีก


“ส่งหลังสอบ”


“ถึงจะส่งหลังสอบแต่ช่วงสอบคงไม่ได้มีเวลาวาด”


“ไม่เป็นไร อีกนิดเดียวก็เสร็จ”


“ถ้าเหลืออีกนิดเดียวทำไมไม่ทำให้เสร็จก่อนล่ะ”ผมถามต่อ ด้วยความสามารถของฌอนถ้าพูดว่าเหลือนิดเดียวแปลว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงคงจะทำเสร็จ


ถ้าเป็นแบบนั้นก็น่าจะทำให้เสร็จก่อนกลับห้องจะดีกว่าไม่ใช่


“สิ่งที่ทำให้ภาพสมบูรณ์อยู่ที่นี่”พูดจบดวงตาสีเทาอ่อนของฌอนก็ประสานเข้ากับดวงตาสีน้ำตาลของผม ราวกับฌอนต้องการสื่ออะไรบางอย่างโดยไม่ใช้คำพูดแต่เป็นสายตาทว่าผมกลับไม่เข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อได้


สิ่งที่ทำให้ภาพสมบูรณ์อยู่ที่นี่


หมายถึงอะไร


หรือว่า...


“ลืมเอาสีอะไรไปเหรอ”


“...หึ อาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้”ฌอนนิ่งไปกับคำพูดของผมสักพักก่อนจะพึมพำตอบมา


“พึ่งมานึกได้ว่าลืมสี ช้าไปหน่อยมั้ง”ฌอนดูไม่ใช่คนขี้ลืมขนาดนั้น


“ก็นะ เป็นสีที่ช่วยระบายความดำมืดให้สว่างและหายไปราวกับภาพฝันทีไม่คิดว่าจะเป็นจริง”ตลอดการพูดฌอนยังคงสบตากับผมอยู่โดยมีสิ่งเพิ่มเติมคือฝ่ามืออุ่นๆที่เอื้อมมาสัมผัสแก้มผม


ไม่มีการขยับมือหรือลูบไปมา ฝ่ามือนั่นแนบสนิทกับแก้มผมนิ่งจนหัวใจผมค่อยๆเปลี่ยนจังหวะการเต้น


“...ฉันไม่เข้าใจ”ผมอยากเข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายอยากสื่อแต่ต่อให้คิดอีกเท่าไหร่คงไม่เจอคำตอบจริงๆหรอก


“ไม่เป็นไร ยังไม่ต้องเข้าใจหรอก”


“ฌอน...”


“จำเรื่องที่นายขอไว้ได้ไหม”


“ฉันขอ?”อยู่ๆฌอนก็เปลี่ยนเรื่องทำเอาสมองปรับตามแทบไม่ทัน


“ที่ขอรูปฉัน”


“จำได้สิ...แต่ยังไม่ต้องรีบหรอกฉันรอได้”ตอนพาฌอนไปสวนธารณะในตัวเมืองผมวิ่งชนะฌอนเลยขอภาพวาดไว้  จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่ได้ซึ่งผมก็ไม่ได้เร่งรัดอะไร


ผมรู้ว่าฌอนรักษาสัญญาเพียงแต่อาจต้องรอให้ผ่านช่วงยุ่งๆไปก่อน


“วันอังคารหลังอาทิตย์สอบมาที่ตึกคณะฉัน”


“...ทำไม”ผมกระพริบตาปริบพร้อมถามกลับ


“เดี๋ยวก็รู้”




คำพูดของฌอนยังคงติดอยู่ในหัวมาเรื่อยๆจนกระทั่งสัปดาห์แห่งการสอบได้ผ่านพ้นไปท่ามกลางความเหนื่อยล้าของนักศึกษาหลายๆคนรวมถึงผมด้วย หลังจากจบการสอบทางมหาลัยจะให้พัก1อาทิตย์ก่อนจะเริ่มเข้าสู่เทอมสอง


เนื่องจากความเหนื่อยล้าผมเลยบอกที่บ้านว่าจะไม่กลับอาทิตย์นี้ ส่วนฌอนก็ดูเหมือนปกติไม่มีท่าทีเหนื่อยล้าจากการสอบสักนิด พอสอบวิชาสุดท้ายเสร็จฌอนก็บอกว่าจะไปทำผลงานที่ค้างไว้ให้เสร็จโดยย้ำให้ผมไปคณะเขาในวันอังคาร


ผมก็ได้แต่นอนอืดอยู่บนห้องถึงในที่สุดช่วงสายของวันอังคารผมก็เตรียมตัวออกจากห้องไปยังคณะฌอนตามที่นัด


ไม่รู้ว่าจะให้ไปหาที่นั่นทำไม


ไม่ใช่ว่าพอปิดเทอมแล้วทางมหาลัยจะปิดตึกเหรอ


แล้วไปเจอกันส่วนไหนของคณะก็ดันไม่บอกอีก


เบอร์โทรติดต่อก็ดันไม่


“เฮ้อ...”ผมถอนหายใจพลางนั่งรถของมหาลัยไปยังสถานที่นัด


อาจเพราะอยู่ด้วยกันแทบตลอดเลยไม่เคยสนใจจะขอเบอร์หรือเฟสไว้ก็เป็นได้


รถของมหาลัยขับไปตามถนนรับคนที่รอขึ้นแล้วไปต่อ ผมมองวิวข้างทางระหว่างรถค่อยๆแล่นไปเรื่อยโดยที่ในหัวปรากฏภาพเหตุการณ์เมื่อวันก่อนสอบขึ้นมาอีกรอบ


ถ้อยคำของฌอนในวันนั้นต้องการจะสื่ออะไรกันแน่นะ


สายตาที่มองมาคล้ายจะบอกบางอย่างกับผม ซึ่งตัวผมเองก็ไม่เข้าใจคำพูดพวกนั้นสักนิดพอถามกลับก็ดันบอกว่ายังไม่ต้องก็ได้อีก


อะไรนักนะ


น่าแปลกจริง...นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ในหัวมีเรื่องของคนคนหนึ่งอยู่มากขนาดนี้


แม้เป็นเพื่อนสนิทกันมากๆผมยังไม่เก็บมาคิดเลย


“ฮืม?”เมื่อรถจอดยังจุดหมายที่ต้องลงผมก็ต้องตกใจกับสภาพของตึกและผู้คนอันล้นหลามตั้งแต่ริมฟุตบาทไปจนถึงด้านหน้าขิงตึก ไม่ต้องคิดเลยว่าด้านในคนต้องเยอะกว่าที่เห็นเป็นเท่าตัวแน่


อะไร


เกิดอะไรขึ้น


หรือมีงานอะไร


จะว่าไปผมก็พึ่งสังเกตเห็นว่าบนรถมีคนนั่งมาเกือบเต็มและลงที่นี่เช่นเดียวกับผม


“เอ่อ ขอโทษนะครับ ที่นี่มีจัดงานอะไรเหรอครับ”ในเมื่อผมไม่รู้สถานการณ์อะไรเลยสักอย่างก็มีตัวเลือกในการไขข้อสงสัยเพียงการถามคนอื่นที่มางานเท่านั้น


“งาน? อ้อ หมายถึงเทศกาลประจำปีนี่น่ะเหรอ”ชายหนุ่มที่ผมทักส่งยิ้มมาให้อย่างเป็นกันเอง


“งานเทศการประจำเทอม...”แปลว่ามีจัดประจำทุกเทอม


ถ้าเป็นแบบนั้นถึงผมจะไม่รู้ก็ไม่แปลกเพราะผมพึ่งย้ายมาอยู่เทอมแรก


“ใช่ เป็นเทศกาลขึ้นชื่อของมหาที่มีทั้งนิสิต อาจารย์และบุคคลทั่วไปต่างให้ความสนใจ ภายในงานจะมีการจัดแสดงผลงานของนักศึกษาในคณะ เทศกาลนี้ดังมากขึ้นตั้งแต่ปริ้นออฟอาร์ทเข้ามาเรียน”


“หมายถึงฌอน?”


“ใช่ คนนั้นแหละ ปกติเขาจะไม่ค่อยออกมาให้เห็นแต่มีเพียงงานเทศกาลที่มีกฎให้เจ้าของผลงานต้องอยู่ประจำจุดตามผลงานของตัวเองทำให้หลายๆคนพากันมาดู”ผมพยักหน้าระหว่างฟังคำอธิบาย


“เข้าใจแล้ว ขอบคุณที่บอกนะ”


“ไม่เป็นไร นายพึ่งย้ายมาล่ะสิถึงไม่รู้”


“อืม พึ่งย้ายมาเมื่อกันยา”


“ว่าแล้ว ถ้าจะเข้าไปดูก็ต้องเสียค่าบัตรคนละ120บาทนะ”


“เสียเงินด้วยเหรอ”แค่เอาผลงานในคณะมาแสดงทำไมต้องเก็บเงินด้วยล่ะแถมยัง120บาท


ถ้าจ่ายผมไม่เหลือเงินกินข้าววันนี้แน่ หรือจะไปกดเงินแล้วค่อยมาใหม่ดี


“เสีย120นี้แล้วจะมีโซนอาหารด้านในให้กินฟรีด้วยนะ”


“กินฟรี ไม่อั้นใช่ไหม”ผมนี่ตาลุกวาวเลย


“กินได้จนกว่าจะจุกนั่นแหละ”


“ขอบคุณมานะ ฉันชื่อน้ำ”ผมแนะนำตัวด้วยรอยยิ้ม


“ฉันโทน ยินดีที่ได้รู้จัก”อีกฝ่ายก็แนะนำตัวกลับมาด้วยรอยยิ้ม


“รอเพื่อนอยู่ใช่ไหม”ผมถามเพราะเห็นเขายืนอยู่ตั้งแต่ก่อนผมจะลงจากรถแล้ว


“จะว่าเพื่อนก็...แฟนน่ะ”เขาบอกพร้อมใบหน้าเห่อแดงขึ้นเล็กน้อย


“อ้อ งั้นไม่กวนล่ะ แล้วเจอกันใหม่”


“บ๊ายบาย แล้วเจอกัน”


เมื่อผมแยกจากเพื่อนใหม่มาก็ต้องเสียเวลากับการต่อแถวเพื่อซื้อบัตรเข้าไปด้านในอีก ในเมื่อเป็นงานของคณะก็แปลว่าฌอนต้องยืนอยู่ประจำจุดแสดงผลงานของตัวเองแน่นอน


แค่นึกภาพคนที่ไม่ชอบผู้คนถูกคนนับร้อยล้อมรอบก็อยากขำออกมาดังๆ


ด้วยรูปร่างหน้าตาแบบนั้นคงมีสาวๆยืนออกันอยู่รอบๆมากมาย


“ถ่ายรูปเก็บไว้แกล้งดีกว่า”ผมพึมพำแล้วยื่นเงินพร้อมรับบัตรเข้างานมา


“ว้าว”เมื่อเดินเข้ามาด้านในตึกก็ราวกับหลุดเข้ามาอยู่อีกโลกนึง ผนังมองจากภายนอกจะเห็นเป็นสีอ่อนๆแต่พอมองจากข้างในกลับเป็นกระจกสามารถมองเห็นวิวด้านนอกได้


ป้ายบอกทางขนาดใหญ่ถูกติดไว้ห่างจากทางเข้าไม่มาก จากที่อ่านดูเหมือนจะแบ่งเป็นหลายส่วนอย่างชั้นแรกนี้เป็นการจัดแสดงเครื่องปั้น ชั้นสองเป็นพวกสถาปัตยกรรมจำลองและชั้นสามเป็นภาพวาด


“ต้องไปชั้น3สินะ”ฌอนคงอยู่นั่น


แต่ไม่ต้องรีบไปก็ได้มั้งไหนๆก็เสียเงินแล้วเดินดูสักหน่อยดีกว่า


เมื่อคิดได้แบบนั้นผมก็เริ่มออกเดินดูผลงานของนักศึกษาในคณะโดยเริ่มจากชั้นแรกการจัดแสดงเครื่องปั้น ถึงจะเป็นเครื่องปั้นแต่ไม่ได้มีเพียงแจกันเท่านั้นแต่ยังมีจาน ชาม ถ้วย แก้มหรือแม้แต่เครื่องประดับต่างๆ


ผ่านไปจนถึงชั้น2ผมก็ต้องตกตะลึงกับผลงานโมเดลตึกหลายหลายรูปแบบที่ถูกจัดแสดง นอกจากตึกแล้วยังมีทั้งบ้าน คอนโดหรือแม้แต่โรงแรมซึ่งทุกงานล้วนออกแบบออกมาอย่างล้ำสมัย ผมที่ไม่มีความรู้เดินไปด่อมๆดูผลงานทว่าเจ้าของผลงานกลับออกมาอธิบายตั้งแต่ที่มาไปจนถึงวัสดุจริงที่ใช้


สุดยอดจริงๆ


ใช้เวลาไปนานพอสมควรในที่สุดผมก็ขึ้นมายังชั้น3ที่เป็นจุดหมายได้สำเร็จ บนชั้น3นี้มีผู้คนมากกว่าชั้นอื่นหลายเท่า บนชั้นนี้แต่ละผลงานจะมีการกำแพงขึ้นมาในแนวทแยงสำหรับติดภาพทำให้แต่ละภาพเหมือนมีห้องเป็นของตัวเอง


ผมเองก็ไล่ดูภาพไปเรื่อยๆแต่ก็ยังไม่เจอภาพที่คาดว่าจะเป็นของฌอนสักที จริงอยู่ที่การมองหาฌอนอาจง่ายกว่าซึ่งใช้ไม่ได้ผลในกรณีที่คนมุงดูภาพจนแทบมองไม่เห็นเจ้าของผลงาน ทุกภาพที่ผมได้ดูคือดูจากระยะไกล


แบบนี้ถึงจะเจอฌอนก็คงเข้าใกล้ไม่ได้ชัว


ยิ่งเดินเข้าไปลึกเท่าไหร่ผมก็ยิ่งมองหาฌอนยากขึ้นเนื่องจากฝูงชนที่เบียดกันจนใกล้คำว่าแออัด


ตอนนี้ก็มาถึงใจกลางห้องแล้ว


หรือว่าผมเดินเลยรึเปล่า


“ไปอยู่ไหนนะ...อ๊ะ”ขาสองข้างหงุดชะงักเมื่อสายตาหันไปเห็นภาพขนาดใหญ่ภาพหนึ่งที่จัดอยู่บริเวณใจกลางห้องซึ่งมีคนยืนมุงดูมากที่สุด


ภาพขนาดใหญ่ปรากฏภาพที่ไม่อาจบอกได้ว่าคืออะไร ตรงกลางของภาพเป็นรูปวงกลมถูกลงด้วยสีดำสนิทก่อนจะค่อยๆไล่ระดับสีออกมาเป็นเทาเข้ม สีต่อมาเป็นสีคราม...ภายในสีครามนั้นมีลายคล้ายเส้นอะไรสักอย่างวาดอยู่ ถัดมาเป็นสีฟ้าถูกระบายในลักษณะของระลอกคลื่นก่อนจะตามมาด้วยสีเหลืองและเขียว


ในแต่ละสีต่างก็มีการลงลายอยู่ภายในราวกับกำลังบอกถึงเรื่องราวอะไรบางอย่าง สีสุดท้ายอยู่นอกสุดคือสีขาวโดยสีขาวนี้ไม่ได้อยู่ในรูปของวงกลมแต่คล้ายกลับปล่อยให้สีไหลไปโดยไม่มีกรอบ บริเวณส่วนปลายของสีขาวนั้นมีสีแดงสดอยู่ทำให้ระหว่างสีขาวและแดงนั้นเป็นสีชมพูไล่ระดับตั้งแต่อ่อนไปเข้ม


ตึกตัก ตึกตัก


ผมไม่รู้ว่าทำไมหัวใจถึงเต้นแรกขึ้นมาเมื่อสายตาไล่ตามแนวสีขาวไปจนถึงส่วนปลายที่เป็นสีแดงสด แม้จะไม่มีฝีมือหรือความรู้ด้านนี้แต่ผมก็บอกได้เลยว่านี่เป็นผลงานที่ประเมินค่าไม่ได้


สายตาราวกับถูกดูดให้จับจ้องและหลงใหลอย่างถอดตัวไม่ขึ้น


“ฌอน...”ไม่ต้องเข้าไปใกล้ก็รู้ว่าผลงานนี้เป็นของใคร


อย่าหาผมคิดไปเองเลยแต่ผมมั่นใจว่าภาพนี้เป็นฝีมือฌอน


ทั้งที่เป็นแค่ภาพแต่กลับทำให้ผมต้องยกมือทั้งสองข้างขึ้นทาบยังแก้มทั้งสองข้างเพื่อไม่ให้ใครเห็นว่าแก้มผมกำลังแดงซ่านด้วยความรู้สึกเขินอาย


ถ้าให้เปรียบความรู้สึก


ก็คล้ายกับถูกสารภาพรัก


บ้าจริง


จะเขินทำไมเนี่ย


ไม่แปลกเลยที่จะได้ยินเสียงผู้หญิงกรี๊ดกันไม่ขาดสาย ขนาดผมที่ไม่ค่อยรู้เรื่องยังรับรู้ถึงอารมณ์ที่สื่ออกมาได้นับประสาอะไรกับคนที่มีความรู้ด้านนี้


อะไรที่ทำให้วาดภาพนี้ออกมากันนะ


ผมใช้เวลาตั้งสติอยู่สักพักก่อนจะพยายามแทรกตัวเพื่อเข้าไปใกล้ภาพตรงหน้ามากขึ้น แน่นอนว่ายิ่งแทรกตัวเข้าไปใกล้ก็ยิ่งถูกเบียดมากขึ้นเท่านั้น


จะแบนแล้ว


โอ้ย...ขออากาศ


“เป็นภาพที่สุดยอดมาก...มากกว่าภาพไหนๆที่คุณวาดออกมาเลย”เสียงของบทสนทนาทำให้ผมเอียงหูฟังด้วยความสนใจ


“ขอบคุณ”เสียงทุ้มแบบนี้ผมจำได้


ฌอน


“นี่เป็นภาพแรกในรอบ10ปีที่มีการลงสี ทั้งที่น่าจะดูไม่ชินแต่กลับทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม สมแล้วที่ได้ชื่อว่าเป็นอัจริยะในวงการวาดภาพ”


“ก็ไม่ขนาดนั้น”


“ฉันอยากประมูลภาพนี้”คำพูดนี้ทำเอาผู้คนรอบๆส่งเสียงอึกทึกขึ้น


“ภาพนี้ไม่ได้”และคำตอบของฌอนก็ทำเอาทั้งห้องกลับมาเงียบสนิท


“หมายความว่ายังไง”


“ภาพนี้มีเจ้าของแล้ว”ไม่เพียงแค่ผมที่ขมวดคิ้วแต่หลายๆคนเองก็มีทีท่าสงสัยว่าใครกันที่เป็นเจ้าของ


เทศกาลนี้น่าจะพึ่งจัดวันแรก นั่นแปลว่าถ้าจะมีเจ้าของก็ต้องมาซื้อตั้งแต่ช่วงเช้า


สมกับที่เป็นภาพของฌอน


“ทำไมล่ะ ฉันเคยซื้อผลงานของคุณหลายครั้งแล้วเรื่องราคาน่ะทางนี้ทุ่มให้...”


“มันไม่ได้อยู่ที่ราคา”ฌอนตอบกลับเสียงนิ่ง


“...ฉันให้มากกว่าที่คุณได้สองเท่า”เงียบไปสักพักก็พูดต่อ


ไม่ยอมรามือเลยแฮะ


คงจะยากได้มากจริง


อย่าว่าแต่คนคนนั้นเลยไม่ว่าใครที่ได้เห็นต่างก็อยากได้ภาพนั้นด้วยกันทุกคน


เพียงแค่มองก็ราวกับถูกช่วงชิงการมองเห็นไป


“ถึงจะให้สองเท่าก็ไม่ได้ทำให้มูลค่าสูงขึ้นหรอก”


“ฉันไม่เข้าใจ”


“ไม่ว่าจะให้เงินสักกี่เท่าของราคาภาพที่ขายก็เปล่าประโยชน์เพราะภาพนี้ผมสัญญาว่าจะให้โดยไม่คิดเงิน”


“ว่าไงนะ?!”


“ให้ฟรีล่ะ!”


“กับใครกัน!”


บริเวณโดยรอบกลับเกิดเสียงซุบซิบขึ้นดังเป็นระรอก ทุกเสียงล้วนต่างสงสัยในคำพูดของของฌนยกเว้นผมที่หัวใจกำลังเต้นเร็วขึ้นเพราะคำพูดเมื่อครู่


สัญญาเหรอ


อย่าบอกนะว่า...


“น้ำเปล่า มานี่สิ”เสียงเรียกจากฌอนเรียกให้ผู้คนรอบๆหันซ้ายขวาราวกับจะหาตัวคนชื่อนั้น


ผมได้แต่ยืนเกร็งทำอะไรไม่ถูก...ดวงตาสีเทาอ่อนจับจ้องมายังผมนั่นทำให้ผู้คนด้านหน้าเริ่มแหวกทางออกให้ ฌอนเดินเข้ามาหาพร้อมกับคว้ามือผมให้เดินตามไปจนถึงด้านหน้าภาพวาดขนาดใหญ่กว่า3เมตร


“ฌอน...”นี่มันเรื่องอะไร


“มาช้านะ”


“คือ...”


“ตามสัญญาภาพนี้เป็นของนาย”ฌอนพูดก่อนจะดึงมอผมให้เอื้อมไปสัมผัสกับภาพตรงหน้าเบาๆ รอยยิ้มมุมปากและสายตาที่มองนั้นกำลังทอประกายแห่งความสุขจนทำให้หัวที่เต้นแรงอยู่แล้วเต้นแรงมากขึ้นไปอีก


“ภาพ...ของฉัน”ผมมองหน้าฌอนอย่างไม่แน่ใจในสิ่งที่ได้ยินนัก


“อืม ของนาย”


“แต่ว่าภาพนี้มัน...ไม่ได้นะฌอนภาพนี้มันไม่เหมาะจะให้ฉันหรอก”ผมพูดรัวๆตามที่สมองเบลอนี่จะคิดออก


ภาพนี้แค่ดูก็รู้ว่างดงามขนาดและราคาของมันก็จะมากกว่าความสวยงามอีกหลายเท่านัก


แล้วจะให้ภาพนี้กับคนธรรมดาที่แค่วาดรูปยังแทบไม่ได้อย่างผมเนี่ยนะ


“นายพูดเองนะว่าให้ฉันวาดให้”


“ก็ใช่ แต่ภาพนี้น่ะ...”


“ไม่สวยเหรอ”ฌอนถามแทรก


“สวยสิ”ผมแทบไม่ต้องคิดคำตอบเลยสักนิด


“หรือไม่อยากได้”


“อยากได้สิ...แต่ว่ามันไม่เหมาะจะอยู่กับฉัน”ผมเอ่ยคำพูดสุดท้ายเบาๆ


บ้านผมไม่ได้มีฐานะมากมายขนาดจะเห็นคุณค่าของภาพนี้ได้


พื้นที่จะติดยังไม่รู้ว่าจะมีรึเปล่าเลย


ผมไม่เคยคิดว่าจะได้ภาพที่ทั้งใหญ่และสวยงามขนาดนี้


ตอนแรกที่ขอก็คิดแค่ว่าอยากได้ภาพประมาณเอสี่จะได้เอาไปติดที่ห้อง


“คนที่ตัดสินว่าจะให้อยู่กับใครคือฉัน และฉันเลือกให้มันอยู่กับนาย”


“ฌอน...”


“คุณควรคิดใหม่นะฌอน ฮิลลารี่ ภาพนี้มันไม่ควรอยู่กับคนธรรมดาแบบนี้ ถ้าอยู่กับฉันจะมีอีกหลายคนที่ได้ชื่นชมผลงานนี้ของคุณนะ ลองคิดใหม่เถอะ”ชายที่อยากได้ภาพของฌอนเดินเข้ามาใกล้ สายตาที่ใช้มองมายังผมนั้นดูเหยียดหยามกันสุดๆ


“ให้คิดอีกเท่าไหร่ก็เหมือนเดิม ถึงผมอาจจะให้คุณซื้อผลงานแต่ไม่ได้หมายความว่าทุกผลงานต้องเป็นของคุณ อย่ามาผูกขาดผลงานและพูดจาดูถูกคนที่ผมเลือก เพราะคุณคงไม่อยากมีปัญหาทั้งกับผมหรือครอบครัวของผม”


“อึก...”อีกฝ่ายถึงกับหน้าถอดสีเมื่อถูกสายตาไม่พอใจจับจ้องไป


“ผมเป็นเลือกว่าจะให้ผลงานไปอยู่ในมือใคร ซึ่งผมเลือกเขา ดังนั้นไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิ์จะมาเปลี่ยนมัน”ฌอนพูดต่อ


“...เข้าใจแล้ว”สุดท้ายเขาก็ยอมรับและล่าถอยไป


คนรอบๆเองต่างก็จับจ้องมายังผมด้วยแววตาสงสัยและมีจำนวนหนึ่งที่สายตาดูไม่เป็นมิตรนักเท่าไหร่ ต้นเหตุของสายตาไม่เป็นมิตรคงมาจากมือของฌอนที่จับมือผมไว้แน่น


เพราะคิดแบบนั้นผมถึงพยายามแกะมืออีกฝ่ายออกแต่มือนั่นกลับกุมแน่นขึ้นกว่าเดิมอีก


“ฌอน”ผมเรียกพลางดึงมือแรงขึ้น


ผมจะถูกพวกผู้หญิงกินหัวอยู่แล้วเนี่ย!


“จบเทศกาลจะเอาภาพไปให้”ฌอยยังพูดต่อราวกับไม่สนใจอาการขัดขืนของผม


“ปล่อยมือฌอน...”


“หิวรึยัง?”


“...นิดหน่อย”พอพูดถึงเรื่องกินก็รู้สึกว่าหิวขึ้นมาเลย


“จ่ายเงินแล้วก็ไปกินให้คุ้มละกัน”พูดจบฌอนก็ดึงผมฝ่ากลุ่มคนออกไป


“เดี๋ยวก่อน แล้วภาพล่ะไม่อยู่เฝ้าจะดีเหรอ”


“อืม”


“ไม่ต้องมาอืมเลย”


“รำคาญจะตายอยู่แล้ว จะมาอะไรกันเยอะแยะ นายก็มาช้านะ”


“ไม่ได้บอกนี่ว่ากี่โมง นายเองก็เหมือนกันแหละน่าจะบอกว่ามีเทศกาลฉันจะได้เตรียมตัว เล่นไม่บอกอะไรกันเลย”


“เตรียมตัว? เตรียมท้องมากินมากกว่ามั้ง”


“รู้ทันตลอด”


“หึ”


“นี่ฌอน”ผมเลิกเถียงแล้วหันไปมองหน้าอีกฝ่ายเงียบๆ


“อะไร”


“แน่ใจนะที่จะให้ภาพนั้นกับฉัน”ผมถามย้ำอีกรอบ


“ฉันพูดไปหลายรอบแล้วนะว่าให้นายน่ะ”


“นั่นสินะ ก้มหน้าลงมาหน่อย”ผมคลี่ยิ้มออกมาบางๆพลางกวักมือเรียกให้อีกฝ่ายก้มหน้าลงมาใกล้


ถึงคุยกันแบบปกติแต่ตอนนี้ก็ยังอยู่ในตึกเสียงเลยค่อนข้างดัง จะคุยทีก็ต้องเสียงดังนิดหน่อยซึ่งสิ่งที่ผมอยากจะบอกฌอนผมไม่อยากให้คนอื่นได้ยิน


“จะแกล้งอะไร...”น้ำเสียงกวนๆถึงกับหยุดชะงักเมื่อผมขยับใบหน้าเข้าใกล้พร้อมกับกระซิบข้างหูฌอนเบาๆก่อนจะผละออกมายืนด้วยใบหน้าเห่อแดงและหัวใจที่เต้นรัวมากกว่าทุกวัน...


“ขอบคุณนะ”

..................................................................................

มาเติมความหวานแบบเต็มเปี่ยมสำหรับตอนนี้

แต่งเองเขินเอง โอ้ยยยย

ยิ่งแต่งยิ่งรู้สึกน่ารักขึ้นเรื่อยๆ

เดาไม่ออกเลยว่าต่อไปจะเป็นยังไง 555

มารอลุ้นตอนต่อไปพร้อมๆกันนะคะ

ไว้เจอกันใหม่

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ออฟไลน์ farfarneenee

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 365
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-1
เขินนนนนนยย  :heaven :heaven

ออฟไลน์ ChabaSri

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 602
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-0
อ่านไปยิ้มไปทั้งตอนเลย บ้าจริง!!!!!!

ออฟไลน์ Bronc

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 374
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
ฌอน สารภาพรักด้วยภาพสินะ ว้าววววว ปลื้มปร่ิม

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4111
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +114/-8
ขนาดน้ำเปล่ารู้สึกว่าถูกบอกรักผ่านภาพวาดนี่...
นายสารภาพรักเขาผ่านภาพวาดของตัวเองจริง ๆ สินะฌอน

ออฟไลน์ tonnum18

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 83
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ฌอนสารภาพความรู้สึกได้ติสมาก
ส่งผ่านทุกความรู้สึกทางภาพที่ตัวเองวาด
นี่คือขั้นแรกอ่ะของการพัฒนาความรู้สึกที่มี
ต่อน้ำเปล่า  หากว่าบวกการกระทำเข้าไปอีก
น้ำเปล่าคงม้วนตัวขักเขิน ไม่กล้าออกมาพบผู้คนพอดี

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 6300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2
โอ้ยคุณขาาาา คนรอบข้างเบาหวานขึ้นแล้วค่ะ

ออฟไลน์ double9JH

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1810
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-7
มีความหวานนนน :impress2:

ออฟไลน์ wonderbe

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 755
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-2
โอ๊ยยย ดีจ๊นนนนนนนน  :-[

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด