มิทตี้สู้ๆค่ะ //ยังไม่ชินกับชื่อในวงการของนาง
อันนี้ฮา มิทตี้ ชื่อในวงการ
รันต์ฟื้นมาจะเป็นยังไงเนี่ย
ขอขำด้วยคน คือคำนี้มันวิ่งเข้ามาในหัวเลยค่ะ ก็ตอนเด็กสมิธนางตัวเล็กน่ารัก สะมีนางก็ต้องเรียกด้วยความเอ็นดูเป็นธรรมดาอยู่แล้ว อิอิ ใจยักษ์ 29.2
ตึกๆๆๆ
“สมิธ! สมิธ!” เสียงวิ่งตึกตักบนพื้นไม้ลามิเนตพร้อมเสียงเรียกชื่อเขาจากทศกัณฐ์ ทำให้สมิธรีบออกจากห้องน้ำมองหาต้นเสียง เขาเห็นเพื่อนสนิทวิ่งหน้าตาตื่นอุ้มเด็กหนุ่มร่างผอมที่ทั้งเนื้อทั้งตัวมีแต่เสื้อเชิ้ตตัวโคร่งติดอยู่ตัวเดียวลงมาจากชั้นสอง
“ใจเย็นๆ เป็นอะไรวะ” สมิธกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าไปหาเพื่อน เกรย์ก็รีบเข้าประชิดตัวทศกัณฐ์ทันทีที่ร่างหนาเท้าแตะชั้นสอง
“พากูไปโรงพยาบาลที รันต์ช็อคหมดสติไปแล้ว” สายตาทศกัณฐ์สั่นไหวอย่างรุนแรง เขาตื่นมาเช็คตัวและทำความสะอาดให้รันต์ แต่คนน้องกลับผลักไสเขา ยื้อยุดกันอยู่นาน อยู่ๆเหรันต์ก็ช็อคหมดสติไปเลย เขาตกใจมากรีบแต่งตัวให้รันต์ลวกๆแล้วพาลงมาด้านล่าง
“ชีพจรเต้นอ่อนมาก รีบไปกันเถอะ สมิธขับรถนะ เดี๋ยวพี่นั่งข้างหลังกับทศกัณฐ์” เกรย์คือคนที่มีสติมากที่สุดเอ่ยบอกกับทั้งคู่หลังเขาจับชีพจรเหรันต์ ไข้ค่อนข้างสูงมากทีเดียว
ทศกัณฐ์กับสมิธพยักหน้าแล้วรีบคว้ากุญแจรถออกจากห้องอย่างรวดเร็ว ขณะที่อยู่บนรถทศกัณฐ์ก็ได้แต่ประคองคนน้องไว้แนบอก ปากก็พร่ำขอโทษไปตลอดทาง เกรย์ก็คอยจับชีพจรรันต์อยู่เรื่อยๆ ส่วนสมิธก็เหยียบคันเร่งสุดฝีเท้าเช่นกัน
++++++++++++++++++
ปวด...คือความรู้สึกแรกที่ผมรู้สึกตัว ผมพยายามจะขยับตัวแต่ก็ทำได้ไม่ดีนักเพราะความปวดร้าวที่รุมเร้าตั้งแต่หัวจรดเท้าทำให้ผมอ่อนแรงและไม่สามารถขยับตัวได้อย่างที่ใจอยาก ผมจึงค่อยๆลืมตาขึ้นมาแทน แสงที่แยงเข้ามาในหน่วยตาทำให้ผมหลับลงอีกครั้งแล้วลืมขึ้นมาใหม่จนดวงตาปรับสภาพได้
เพดานสีครีม ดวงไฟที่ส่องแสงสว่างอ่อนๆพร้อมกลิ่นอบอวลที่สะอาด ผมก็พอเดาได้ว่าตอนนี้ผมน่าจะอยู่ที่โรงพยาบาล ผมกรอกสายตาไปมาทั่วห้องก่อนจะไปสะดุดอยู่ที่ร่างๆหนึ่งที่นอนหลับตาก่ายหน้าผากอยู่โซฟาด้านขวามือผม ผมถอนหายใจออกมาเบาๆก่อนจะเบือนหน้าหนีไปอีกทาง แต่กระนั้นก็ยังได้ยินเสียงขยับตัวจากโซฟาแว่วเข้ามาในหู
“ตื่นนานแล้วหรอ...เป็นยังไงบ้าง?” น้ำเสียงแหบๆของเขาดังขึ้นเหนือศีรษะ ผมไม่หันไปมอง ไม่พูดไม่หือไม่อืออะไรทั้งนั้น
“ให้หมอตรวจหน่อยนะ” พูดจบก็ได้ยินเขากดสัญญาณเรียก ไม่ถึงห้านาทีหมอและพยาลอีกคนก็เคาะประตูเบาๆก่อนจะเดินเข้ามาภายในห้อง พยาบาลวัดไข้และความดัน ส่วนหมอใช้ไฟฉายตรวจตาและคอผม เขาพูดอะไรสักอย่างที่ไม่ได้เข้าหูผมเลย จับใจความได้แค่ประโยคสุดท้าย
“...หมอให้อดข้าวอีกหนึ่งวันก่อนนะครับ พรุ่งนี้ถ้าไข้ไม่ขึ้นอีกก็สามารถทานอาหารอ่อนๆได้แล้วครับ” คุณหมอบอกผมด้วยรอยยิ้มปลอบประโลม
“นะ...น้ำ” ผมเปล่งเสียงอันแหบแห้งของตัวเองออกไป เนื่องจากคอแห้งมากจนแสบ หลังผมเอ่ยจบก็มีแก้วน้ำพร้อมหลอดดูดจ่ออยู่ใกล้ๆปากมาจากทางขวามือผม ผมเงียบไม่ยอมอ้าปากดูดน้ำแม้จะอยากดื่มมากแค่ไหนก็ตาม ทั้งห้องเงียบกริบ ผมเห็นว่าพยาบาลทำสีหน้าไม่ค่อยถูก ทศกัณฐ์จึงยื่นแก้วน้ำให้หมอนิ่งๆแทน คุณหมอรับมาด้วยสีหน้าเก้อๆก่อนจะส่งแก้วน้ำมาให้ผมดื่ม ผมขยับปากดูดน้ำจนหมดแก้ว คุณพยาบาลก็เติมให้อีกจนน้ำหมดไปครึ่งเหยือก หลังจากหมอและพยาบาลออกจากห้องไป บรรยายกาศภายในห้องก็เงียบชวนน่าอึดอัดขึ้นมาอีกเท่าตัว
“รันต์” เสียงอ่อนระโหยดังขึ้นข้างพร้อมกับมือหนาที่กุมมืออีกข้างผมเอาไว้ ผมพยายามจะสะบัดออก แต่แรงที่มีตอนนี้ก็น้อยนิดเหลือเกิน
“พี่รู้ว่าพี่ทำผิดมากเกินกว่ารันต์จะให้อภัยได้ พี่ไม่มีข้อแก้ตัว...พี่ขอโทษ” แม้เสียงเขาจะแหบแห้งไม่ต่างจากผม แต่ในน้ำเสียงนั้นก็เต็มไปด้วยความหนักแน่น
“…”ผมยังคงเงียบไร้คำพูดที่จะเอื้อนเอ่ยใดๆ ถูกของเขา สิ่งที่เขาทำกับผมมันไม่ต่างจากพูดสัตว์เดรัจฉานสมสู่กันสักนิด เขาทำผิดมาก...จนยากที่จะอภัย
“แต่ว่าพี่ไม่สามรถปล่อยรันต์ไปได้จริงๆ...อย่าไปจากพี่...ได้โปรด”ทศกัณฐ์กุมมือผมแนบหน้าผากตัวเองเหมือนคนไร้เรี่ยวแรง...เขาในตอนนี้ดูอ่อนแอยิ่งกว่าผมเสียอีก
“หึ คุณนี่มันเห็นแก่ตัวจริงๆ”น่าสงสารอย่างนั้นเหรอ...เทียบไม่ได้สักนิดกับความทุกทรมานที่ผมได้รับ
“พี่รู้ว่าพี่สารเลวมากแค่ไหน มากจนไม่รู้จะชดเชยให้รันต์ได้ยังไง แต่พี่ขอโอกาสให้พี่ได้ดูแลรันต์ ได้ชดใช้ให้กับรันต์นะครับ” ผมหันไปมองทศกัณฐ์นิ่งๆ เขาเงยหน้าขึ้นมองสบตากับผม สายตาสีเขียวซีดที่เคยแข็งแกร่งมั่นคง บัดนี้มีแต่ความเหนื่อยล้าและเว้าวอน
“งั้นหรอ จะชดใช้ให้ใช่ไหม?” ทศกัณฐ์พยักหน้า แววตาเขาเหมือนมีประกายขึ้น รอยยิ้มปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกที่ผมลืมตาตื่นขึ้น แต่ประโยคต่อมาของผมกลับทำให้รอยยิ้มเขาเจื่อนลงไปในพริบตา “ถ้าอย่างนั้นคุณลองไปโดนผู้ชายข่มขืนสักสามวันสามคืนดูสิ ถ้าคุณไม่รู้สึกอะไรผมจะอภัยและอโหสิกรรมให้” มุมปากผมเหยียดยิ้มให้กับเขา
“...” ทศกัณฐ์
“ทำไม่ได้ใช่ไหมล่ะ เพราะฉะนั้นอย่ามาเรียกร้องอะไรกับผมอีก โอกาสที่คุณได้จากผมไปมันมากเกินพอแล้ว คุณทำลายและย่ำยีมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผมเจ็บมากแค่ไหนใครจะรู้” ไม่ใช่แค่ร่างกายที่เจ็บปวดแต่หัวใจผมก็เจ็บปวดมากมายไม่แพ้กัน ทศกัณฐ์จำนนต่อคำพูดผมทุกอย่าง เขาซบหน้าลงกับมือผม สัมผัสเปียกชื้นบนหลังมือทำให้ผมรู้ว่าผู้ชายอย่างเขาก็รู้จักเสียใจและมีน้ำตาเป็น ผมไม่ได้ทำอะไรเขาเลย เป็นเขาต่างหาก...ที่ทำตัวเอง
++++++++++++++++
ผมไม่รู้ว่าตัวเองเผลอหลับไปตอนไหน ก็หลับไปทั้งๆที่เขาจับมืออยู่นั่นแหละเพียงแต่ตัวเขาหยุดร้องไห้แล้ว ผมตื่นขึ้นมาก็เจอพี่สมิธ พี่เซนท์ และคุณเกรย์จิตแพทย์หนุ่มนัยน์ตาน้ำข้าว
“รันต์มึงอยากกินพิซซ่าป่ะ เดี๋ยวกูโทรสั่งให้” พี่สมิธที่นั่งอยู่โซฟาเอ่ยขึ้น
“พี่เห็นบนบอร์ดไหม หมอเขางดอาหารผมครับ” ผมหันไปตอบเขายิ้มๆ พี่สมิธหน้าบึ้งลงนิดๆอย่างขัดใจ
“มึงอยากกินเองก็บอกไอ้สมิธ อย่ามาทำเป็นถามน้องรันต์” พี่เซนท์ที่นั่งอยู่ข้างๆเหน็บเข้าให้ จึงทำให้พี่สมิธล็อคเข้ามาใกล้แล้วเอาเกี่ยวเอาไว้พร้อมรัดแน่นๆจนพี่เซนท์ร้องลั่นห้อง ลำบากคุณหมอต้องไปช่วยแยกออก
“สัส กูเกือบตายแล้วนะ มึงแม่งชอบเล่นอะไรแผลงๆ ไอ้คนซาดิสท์” หลังจากพี่เซนท์หลุดพ้นจากพี่สมิธได้ เขาก็รีบหลบไปนั่งอีกมุมของห้องแล้วบ่นแบบหงอๆเพราะกลัวพี่สมิธจะเข้าไปทำร้ายตัวเองอีก
“กูแค่แกล้งตอนมีโอกาสหรอก” พี่สมิธแสยะยิ้มร้ายออกมา ดูเหมือนปีศาจในคราบเทพบุตรมากๆเลยล่ะครับ
“โอกาสเหี้ยไรของมึง?” พี่เซนท์ถามงงๆ ไม่ใช่แค่พี่เซนท์หรอกครับที่งง ผมก็งงเหมือนกัน
“ก็ตอนนี้ไอ้ดีไม่อยู่ ถ้ามันอยู่กูจะแตะมึงได้ไหมล่ะ” พี่สมิธไขข้อข้องใจทุกคน ก็จริงของพี่สมิธ พี่ดีนี่เหมือนบอดี้การ์ดของพี่เซนท์เลย
“มันอยู่มึงก็ทำกูเหอะ” พี่เซนท์ว่าเสียงสะบัด วันนี้พี่ดีไม่ได้มาด้วยเพราะที่ร้านมีปัญหาอะไรสักอย่างต้องรีบไปดู พี่เซนท์ก็เลยมาเยี่ยมผมกับพี่สมิธแทน ส่วนคุณหมอเกรย์ตามมาทีหลัง
แกร็ก! เสียงเปิดประตูห้องดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของคนที่ผมอยากเจอมากที่สุด
“เมฆ” ผมส่งยิ้มให้เมฆบางๆขัดกับใบหน้าถมึงทึงของเขา
“ผมขอคุยส่วนตัวกับเพื่อนผมสักครู่” เมฆกล่าวเสียงเรียบแบบไม่อ้อมค้อม พี่สมิธขมวดคิ้วไม่พอใจนิดๆแต่ก็ยอมลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องไปก่อนคนแรก ส่วนพี่เซนท์หันมายิ้มให้กำลังใจผมก่อนจะเดินตามออกไปพร้อมๆกับคุณหมอ เมื่อทุกคนออกไปจนหมดทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบนานนับนาที ผมอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนบนเตียงส่วนเมฆยืนจ้องตาผมอยู่ที่ปลายเตียงนิ่งๆ ผมเห็นที่ข้อนิ้วเขามีแต่รอยแตกจนเลือดซิบ เขานิ่งมากจนผมเริ่มกลัว ในที่สุดผมก็เป็นคนทำลายความเงียบนี้ขึ้นก่อน
“เมฆไปทำอะไรมา ทำไมมือเป็นแบบนั้น เจ็บไหม?” เอ่ยถามเขาด้วยความเป็นห่วง แต่เสียงที่เมฆตอบกลับมากลับเต็มไปด้วยความปวดร้าว
“ไม่เจ็บเท่าใจกูหรอกรันต์” ผมก้มหน้าไม่กล้าสบตากับเขา หัวใจเหมือนถูกบีบจากมือที่มองไม่เห็น ผมทำให้พี่เสียใจอีกแล้ว
“น้องขอโทษ” ผมเอ่ยเสียงแผ่ว น้ำเสียงสั่นเครืออย่างห้ามไม่อยู่ ไม่รู้ว่าเมฆมายืนอยู่ข้างๆเตียงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาเอื้อมมือมาคว้าศีรษะผมไปซบลงแนบอกตัวเองแล้วกอดเอาไว้หลวมๆ
“ขอโทษทำไม พี่สิที่ต้องขอโทษที่ปกป้องน้องไม่ได้...พี่อยู่ตรงนี้ไม่ต้องกลัวแล้วนะ” ทำนบน้ำตาที่พยายามฝืนไว้พังทะลักออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ผมร้องไห้จนสุดเสียง ระบายความเจ็บปวดออกมามากที่สุดตั้งแต่แม่จากไป ผมคิดว่าน้ำตาคือความอ่อนแอ การร้องไห้ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น แต่วันนี้ผมเจ็บ มันเจ็บอยู่ข้างในใจ มันอึดอัดจนไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ สิ่งเดียวที่ผมทำได้ในตอนนี้คือการปลดปล่อยทุกสิ่งผ่านหยาดน้ำตา ได้แต่ขยุ้มเสื้อพี่จนแน่นแล้วร้องไห้ออกมาดังๆ คิดน้อยใจในโชคชะตาตัวเองเป็นครั้งแรก ความทรงจำในอดีตที่ผ่านมาประดังประเดเข้ามาในความคิดไม่หยุด ในหัวมีแต่คำถามมากมายที่ผมไม่สามารถหาคำตอบให้ตัวเองได้ ทำไมชีวิตผมถึงได้พบแต่ความเจ็บปวด ทำไมผมต้องเป็นคนที่ต้องสูญเสียทุกอย่าง ทำไมผมถึงยังไม่ตาย ตัวผมตอนนี้จะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไรกัน
ผมร้องไห้มากที่สุดตั้งแต่จำความได้ ไม่คิดว่าตัวเองจะอ่อนแอได้ถึงขนาดนี้ ผมร้องไปพักใหญ่จึงค่อยๆหยุดเหลือเพียงสะอื้นนิดๆ เมฆก็ยังลูบหัวผมเบาๆอยู่เหมือนเดิม เขาดึงผมออกจากอกพร้อมกับเช็ดน้ำตาให้เบาๆก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องน้ำแล้วเดินออกมาพร้อมผ้าชุบน้ำบิดหมาด เขาเช็ดตามใบหน้าและลำคอให้ผมอย่างอ่อนโยน ทั้งๆที่เขาเป็นแค่คนอื่น ไม่ได้มีสายเลือดเดียวกับผมด้วยซ้ำ ทำไมเขาถึงได้ทำดีกับผมขนาดนี้
“ขอบคุณนะเมฆ อย่างน้อยการได้รู้จักเมฆก็เป็นเรื่องดีๆในชีวิตห่วยๆของน้อง” ผมเอ่ยบอกกับเมฆเบาๆ
“อย่าพูดอย่างนั้น เหรันต์ที่กูรู้จักไม่ใช่คนที่ยอมแพ้โชคชะตา มึงอ่อนแอได้รันต์ มึงเป็นเป็นมนุษย์ มึงมีหัวใจ” เมฆลูบศีรษะผมด้วยความอ่อนโยน
“น้องเป็นยักษ์ต่างหาก ชื่อน้องคือชื่อยักษ์ตัวหนึ่งที่ไม่มีความสำคัญอะไรเลย ไม่ค่อยมีใครรู้จัก แทบไม่เคยได้ยินชื่อด้วยซ้ำ คุณแม่บอกกับน้องว่าต่อให้เราไม่ใช่ผู้ยิ่งใหญ่หรือสำคัญมาตั้งแต่เกิด แต่ว่าเราก็มีความสำคัญในตัวเอง วันข้างหน้าเราอาจจะเป็นกองกำลังที่สำคัญให้กับผู้ยิ่งใหญ่ก็ได้ น้องจึงภูมิใจในตัวเองเสมอ แต่วันนี้น้องเหนื่อย...เหนื่อยจนไม่อยากหายใจแล้วเมฆ” ผมระบายความอั้นอั้นออกมาให้เมฆฟัง ผมไม่รู้ว่าทำไมคุณแม่ต้องตั้งชื่อยักษ์ให้กับผม ทำไมต้องไปเหมือนเขาก็ไม่รู้
“…” เมฆ
“ทั้งๆที่น้องควรโกรธเกลียดเขามากกว่านี้ แต่ทำไมใจน้องกลับอ่อนลงง่ายๆแค่เขาหลั่งน้ำตาเพื่อน้อง แค่เขาขอโทษและสำนึกนึกผิดเองนะเมฆ น้องอ่อนแอขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่” ยอมรับตรงๆว่าตอนแรกที่เห็นหน้าเขาก็นึกชิงชังจนอยากฆ่าเขาให้ตาย แต่พอเขาขอโทษและสำนึกผิดความโกรธก็บางเบาลงได้ง่ายๆ ตอนนี้ผมก็โกรธแต่ไม่รู้ว่าต่อไปผมจะใจแข็งได้สักแค่ไหน ผมไม่เคยเห็นทศกัณฐ์เป็นแบบนี้ ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นอย่างไร แต่เท่าที่อยู่ด้วยกันมาเป็นเดือนๆผมก็พอรู้ว่าเขาไม่ใช่พวกชอบโกหก ถ้าเป็นเรื่องที่พูดไม่ได้เขาก็จะไม่ปริปากแม้แต่นิด
“น้องไม่ได้อ่อนแอ...น้องแค่รักเขา” เมฆพูดเรียบๆแต่กับเสียดแทงหัวใจผมเข้าอย่างจัง ผมกัดปากตัวเองจนเลือดซิบแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไรออกไป
คุณรู้ไหมว่าสิ่งที่ผมเกลียดที่สุดในชีวิตคืออะไร
.
.
.
.
.
.
ความรักไงล่ะ
ผม...หนีมันไม่พ้นจริงๆใช่ไหม แล้วผมควรตัดใจหรือว่าไปต่อดี...?
เพราะไม่ว่าทางไหน คงเจ็บปวดไม่ต่างกัน
++++++++++++++++++
ติดเกมส์ง่ะ ผิดไปแล้วววว // ก้าวสู่ความเข้มข้นของเรื่องซะแล้วซี่ เอาล่ะ มาทายกันว่ารันต์จะตัดใจ หรือว่าไปต่อ ฮี่ๆ