《ใจยักษ์❤[เมฆ-เก่ง]:ตอนที่1❤[25/03/61]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: 《ใจยักษ์❤[เมฆ-เก่ง]:ตอนที่1❤[25/03/61]  (อ่าน 220920 ครั้ง)

ออฟไลน์ YINGPREM

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 131
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +112/-1
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

สรุปข้อสำคัญดังนี้



1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท, หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย, ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้งสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกเล้าฯ ในเรื่องการเมือง เชื้อชาติ  เผ่าพันธุ์  ศาสนา และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงการตั้งชื่อเรื่องด้วยคำหยาบ คำไม่สุภาพ  ล่อแหลม และชี้เป้าให้เล้าฯ ถูกเพ่งเล็ง จากทางราชการ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่นี่หรือที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อขออนุญาตเจ้าของเรื่องก่อนนะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม

5.ขอให้นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียว ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ให้บอกว่าเรื่องจริง ถ้าเป็นเรื่องแต่งให้บอกว่าเรื่องแต่ง  ให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตามเพราะมีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6. การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมฯทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.เมื่อนิยายจบแล้วให้แก้ไขหัวกระทู้ต่อท้ายว่าจบแล้ว


เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ
การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0
 +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
-I n t r o-

...หนึ่งคนไม่รู้จักที่จะรัก...

...อีกหนึ่งคน  ไม่เชื่อในความรัก...



♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡


สวัสดีค่ะทุกคน  คนเขียนชื่อเปรมนะคะ  อยากลงเรื่องยาวที่ลองแต่ง(เป็นจริงเป็นจัง)ครั้งแรกดู   พล็อตเรื่องก็ไม่ได้แปลกแหวกแนวอะไรมาก ไม่รู้ว่าแนวไหนเหมือนกันแต่เอาเป็นว่าครบทุกรสชาติแน่นอน   เปรมหวังว่านิยายเรื่องนี้จะมีคนชอบบ้างเนอะ อ่านเอาสนุกนะคะ รับปากว่าจะไม่หายหัวแน่นอน  อิอิ  พร้อมรับทุกคำติชมเสมอ  ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับทุกๆคอมเม้นนะคะ :กอด1: :mew1: :katai4:  :call:


เริ่มเรื่อง [3/11/59]

จบเรื่อง [25/01/61]






+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ใจยักษ์ 1


ซ่า! ซ่า! ซ่า!

สายฝนที่ร่วงโรยลงมาอย่างไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าทำให้ผมที่กำลังเดินกลับหอแบบเอื่อยๆหยุดชะงักไปเล็กน้อย…แล้วก้าวเดินต่อไป ผมเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้านิดๆอย่างติดนิสัย แม้ฝนจะไม่ได้ตกหนักมากนัก  แต่ผมคิดว่าผมควรหาที่หลบสักพักเพราะหลังฝนตกได้ไม่นานทั้งฟ้าแลบฟ้าร้องก็กระหน่ำตามมาติดๆถึงแม้อีกไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตรจะถึงหอผมแล้วก็เถอะ

ผมเดินเข้ามาหลบใต้กันสาดร้านขายของชำที่ปิดสนิท เมื่อกวาดสายตามองไปฝั่งตรงข้ามเป็นตึกอาคารพาณิชย์ประมาณสามชั้น2หลังติดกัน ข้างๆกันนั้นมีซอกตึกเล็กๆที่เป็นเหมือนมุมอับอยู่  ผมคงจะไม่สนใจเลยถ้าไม่เห็นเหมือนสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่นอนคุดคู้ขยับตัวเหมือนทุรนทุรายอยู่ตรงนั้น

ดวงตารีเรียวหรี่ตามองพิจารณา

ผมจะทำยังไงดี…

ช่วยสิ!คนทั้งคน

ผมมองซ้าย-ขวาดูรถบนถนน เมื่อเห็นว่าว่างแล้วก็วิ่งฝ่าสายฝนไปอีกฝั่งทันทีหลังจากตัดสินใจได้  พอขยับเข้าไปดูใกล้ๆผมเห็นผู้ชายคนหนึ่งนอนก้มหน้าอยู่ในชุดเสื้อเชิ๊ตสีดำ กางเกงยีนส์สีดำ...และรองเท้าก็ยังสีดำ แสงไฟจากข้างทางทำให้ผมเห็นว่าเขามีผิวขาวและลักษณะรูปร่างค่อนข้างหนา เขานอนคู้ตัวอยู่จริงๆมือทั้งสองกุมอยู่บริเวณท้อง

อืม... น้ำที่เจิ่งนองตรงที่เขานอนอยู่เป็นสีแดงเหมือนเลือดเลย…

เลือดหรอ

เลือด…

เฮ้ย!!! เลือด!!!

“คะ..คุณๆคุณครับดะ..ได้ยินผมไหม”เอานิ้วไปจิ้มๆที่แขนอย่างกล้าๆกลัวๆ

ทำไมไม่ขยับวะหรือว่า..ตายแล้วอ่ะ

อย่านะเว้ย

ผมสะกิดเขาแรงขึ้นอีกนิดก็ไม่ขยับ  อีกนิดก็ยังนิ่ง  จึงเปลี่ยนเป็นสะกิดที่หน้าแทนแล้วกัน

เพี๊ยะ!

“…โอ้ย”ร่างที่ดวงตาปิดอยู่ร้องออกมาเบาๆดวงตาสีเขียวหม่นๆแปลกตาค่อยๆเปิดขึ้นสบกับผู้ลงมืออย่างผม

“คุณ…ได้ยินผมไหมครับอดทนไว้นะเดี๋ยวผมโทรเรียกรถพยาบาลให้”ผมฉีกยิ้มบางบอกเขาอย่างให้กำลังใจ  อย่างน้อยก็ยังไม่ตายแหละน่า

“ไม่…ต้อง”คนตรงหน้าเค้นเสียงห้ามขณะที่ผมกำลังหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจะโทรเรียกรถพยาบาล นิ้วเรียวที่กำลังกดหน้าจอโทรศัพท์จึงชะงักไป

“ทำไมครับ?  คุณกำลังบาดเจ็บนะ”ผมถามอย่างเป็นกังวล

“ไม่ต้องมายุ่ง…เรื่องของกู”คนตรงหน้าบอกเสียงกระท่อนกระแท่นพร้อมกับใบหน้าที่ซีดลงเรื่อยๆ

“แต่…”ผมเกิดอาการลังเลขึ้นชั่วครู่  ถึงผมจะเป็นคนเงียบๆและไม่ใช่คนใจกล้ามากนัก  แต่จะให้ปล่อยให้คนเป็นอะไรไปต่อหน้าต่อตาก็ทำไม่ลงจริงๆ  แม้จะไม่รู้จักกันแต่เขาก็คือเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกคนหนึ่ง

“ถ้าอยากช่วย ก็โทรไปเบอร์นี้09x-xxx-xxxx”ยังไม่ทันที่ผมจะพูดอะไรต่อ เขาก็เอ่ยตัดบทขึ้นมาก่อน ผมจำเบอร์ได้ในครั้งเดียวก็รีบกดเบอร์และต่อสายให้เขาทันที

“คุณจะคุยไหม”ระหว่างรอสายผมก็เอ่ยถามคนตรงหน้า  พยายามชวนเขาคุยไม่ให้หลับ เขาไม่ตอบแต่พยักหน้าแทน

(Hello) เสียงของปลายสายดังขึ้น

“อ๊ะรับแล้ว” ผมรีบยื่นโทรศัพท์ไปแนบหูคนตรงหน้าทันที

“อืมผมเอง…มารับที่ข้างตึกแถวxxx”เขาคุยเพียงสั้นๆบอกสถานที่แล้วเบี่ยงหน้าออกจากโทรศัพท์ผมไปอีกทาง ปลายสายวางไปแล้วผมเก็บโทรศัพท์มือถือแล้วจึงหันไปมองเขาที่หลับตาปล่อยให้ฝนเทกระหน่ำใส่ตัวอย่างไม่มีท่าทีจะหลบฝนเลยสักนิด

“นี่คุณ  อย่าหลับตานะแล้วก็ขยับไปหลบฝนสักหน่อยดีไหม?ผมช่วย”

“มึงไปได้แล้ว  ไม่ต้องมายุ่ง...กูไม่ขอบคุณหรอกนะ...ไม่ได้ขอให้ช่วย”เขาบอกขณะที่ตายังปิดอยู่  ใบหน้าหล่อเหลาทั้งซีดและเรียบสนิทแต่กระนั้นก็ยังคงความดูดีไว้ได้

หึ!ขนาดบาดเจ็บแล้วยังหยิ่งยโสขนาดนี้เลยหรอวะคนเขาอุตส่าห์หวังดี

“ไม่!ผมจะอยู่เป็นเพื่อนคุณ  จนกว่าเพื่อนคุณจะมารับ”ผมยังคงดื้อดึงต่อทั้งๆที่มันไม่ใช่นิสัยของผมแท้ๆที่จะมาเซ้าซี้คนอื่นแบบนี้

“จิ๊!   มึงนี่ตัวยุ่งยากจริงๆ”เขายอมลืมตาขึ้นมาอีกครั้งสบถใส่ผมแล้วค่อยๆขยับตัวไปพิงกำแพงตึกเพื่อหลบฝน(ได้นิดหน่อย) กัดกรามแน่นท่าทางจะเจ็บมากผมทำท่าจะเข้าไปช่วย  เขาก็ตวัดสายประมาณว่า ‘อย่ามายุ่ง’

เมื่อ้ขาหันมามองหน้าผมตรงๆ มันทำให้ผมได้มีโอกาสสังเกตใบหน้าเขาชัดๆใบหน้าขาวซีดจากการตากฝนและเสียเลือดเป็นเวลานานจมูกโด่งเป็นสันงองุ้มเล็กน้อยแต่สวยธรรมชาติ ริมฝีปากไม่บางและไม่หนาจนเกินไปเป็นรูปหยักรับกับโครงหน้าที่เป็นสันกรามอย่างลงตัวโดยเฉพาะดวงตาสีเขียวหม่นๆปนเทาที่ดูแปลกตานั่นกับหน้าบึ้งๆติดจะเย็นชา  ยิ่งทำให้คนตรงหน้าดูหล่อเหลามีเสน่ห์แบบดิบๆ

“นี่มึงจะยืนจ้องหน้ากูอีกนานไหมแว่นยืนค้ำหัวกูอีก”

“ครับ?...เอ่อ”ไม่รู้จะพูดอะไรเอาเป็นว่าขอไปนั่งหลบด้วยละกันถึงจะเปียกไปหมดแล้วก็เถอะ

“ไปนั่งไกลๆกูดิ๊”คนข้างๆพูดขึ้นอย่างหงุดหงิดก่อนก้นผมจะแตะลงพื้นซะอีก

“แล้วจะให้ผมไปนั่งตรงไหนครับ”

“เรื่องของมึงสิ” เจ็บแต่ท้องแต่ปากไม่ได้เจ็บสินะถึงได้พ่นคำเจ็บแสบออกมาได้ขนาดนี้

“ถ้าอย่างนั้นผมจะนั่งตรงนี้  มันก็เรื่องของผมสิ”ผมลอยหน้าลอยตาตอบ คนข้างๆเพียงมองหน้าผมนิ่งๆแล้วเบือนหน้าหนีไปทางอื่น

ตอนนี้ระหว่างเราสองคนมีเพียงเสียงสายฝนที่สาดเทลงมาต่างคนต่างเงียบและจมอยู่กับความคิดของตัวเอง  ผมก็ไม่รู้จะชวนเขาคุยอะไรไม่ใช่คนช่างพูดนัก และอีกอย่างเขากับผมก็ไม่ได้รู้จักกันอยู่แล้วจะให้มานั่งถามสารทุกข์สุขดิบกันก็คงจะไม่ไหว  แต่ไม่รู้ทำไมทำไมผมถึงไม่กล้าทิ้งเขาไว้คนเดียวก็ไม่รู้

มันเหมือนมีความคุ้นเคยบางอย่างปัดผ่านไปมา

หรือเพราะผมอยากพิสูจน์อะไรบางอย่างล่ะมั้ง   ผมถึงได้ทำแบบนี้...

*******************

***แก้คำผิดและrewriteคำพูดเล็กน้อยแต่เนื้อหายังคงเดิมนะคะ
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-03-2018 21:23:38 โดย YINGPREM »

ออฟไลน์ azure

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 772
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-2
Re: ใจยักษ์: Intro+ตอนที่1 (3/11/59)
«ตอบ #1 เมื่อ03-11-2016 08:40:23 »

โผล่มาตอนแรกก็เลือดอาบกันแล้ว :ling3:

ออฟไลน์ YINGPREM

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 131
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +112/-1
Re: ใจยักษ์: ตอนที่ 2 [4/11/59]
«ตอบ #2 เมื่อ03-11-2016 19:45:05 »

ใจยักษ์ 2


เนื้อหามีความรุนแรงไม่เหมาะสม  อายุต่ำกว่า 18 ปี  ควรใช้วิจารณญาณในการอ่าน


Rrr   Rrr  Rrr

เสียงสมาร์โฟนสีขาวเก่าๆแผดขึ้นภายในห้องพักขนาดกลาง ของอพาร์ตเมนท์กลางเก่ากลางใหม่  ทำให้คนที่นอนหลับอย่างเป็นสุขอยู่สะดุ้งตื่นตั้งแต่เช้าตรู่  คว้าหยิบมือถือข้างหัวเตียงมากดรับอย่างหงุดหงิดเล็กๆ

‘พี่เมฆเอง’

“เมฆ!  โทรมาแต่เช้าเพื่อ?” คนยังตื่นไม่เต็มตาดีโวยขึ้น

(ไอ้น้องรันต์  เรื่องใหญ่เว้ยสัด)น้ำเสียงเมฆดูตื่นๆมาตามสาย

“อืม  มีไรอ่ะ” ผมถามเมฆพลางลุกขึ้นจากเตียงไปเปิดตู้เย็นหยิบน้ำมาดื่มไปพลางๆ

(ไอ้โจโดนตำรวจจับเมื่อคืน  ข้อหามียาเสพติดไว้ครอบครอง  เมื่อกี้กูเห็นเพื่อนในภาคพูดกันในไลน์กลุ่ม  ว่าตอนนี้ทางมหาลัยตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว  แล้วไอ้โจมันโดนทำทัณฑ์บนสองครั้งแล้ว  ครั้งนี้อาจต้องให้ออกจากสภาพนิสิตว่ะ) เมฆเล่ายาว

“อาฮะ  แล้วไง? กูต้องเตรียมตัวอะไรกับเรื่องนี้บ้าง” ผมเดินกลับไปล้มตัวลงนอนที่เตียงอีกครั้ง

(กูก็บอกไงวะ เผื่อมึงไม่รู้)

“อ่ากูรู้ก่อนมึงละ  ไม่ต้องห่วง” ผมขดตัวในผ้าห่ม อากาศในเช้าวันนี้เย็นสบาย น่านอนต่อจริงๆ

(มึงรู้ได้ไงวะ  ข่าวพึ่งมาตอนเช้า...เดี๋ยวนะ  ไอ้น้องรันต์!มึง!) เมฆกดเสียงเข้มขึ้น

“มึงจะมาทำเสียงดุกูทำไมเนี่ย”

(มึงไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่องไอ้รันต์   มึงเป็นคนบอกตำรวจใช่ไหม  กูขอแล้วไงวะว่าอย่าไปยุ่งกับมัน  ถ้ามันรู้ว่ามึงทำให้มันโดนไล่ออก  มันเอามึงตายแน่)เมฆบอกผมอย่างเป็นกังวล

“ฮ่ะฮ่าๆๆ   มึงอย่าห่วงไปเลยเมฆ  กูไม่ได้ทำอะไรมันสักหน่อย  มันทำตัวมันเองทั้งนั้น  กูบังคับให้มันเสพรึ...ก็เปล่า มันไม่ใช่ความผิดกู  สักวันทุกคนก็ต้องเห็นสิ่งที่มันทำ  กูแค่ทำให้ทุกคนเห็นเร็วขึ้นก็เท่านั้น หึ!” ผมบอกเมฆอย่างอารมณ์ดีขึ้นมา

(เหรันต์!  มันอันตราย ทำไมต้องเอาตัวไปเสี่ยงแบบนั้น  แค่มันชนมึงล้ม ไหนบอกไม่ได้คิดอะไรวะ)

“มันไม่ได้แค่ชนกู!  แต่มันเหยียบ’แหวนของแม่’กู แล้วมันยังบอกกูว่าไงนะ มึงจำได้ไหม  ‘ทำไมไอ้แว่น  มองหน้ากูจะเอาคืนหรอ  มึงซุ่มซ่ามเองนะ  แต่ก็อย่างว่าหน้าอย่างมึงจะมามีปัญญาทำอะไรกูได้ เหอะ!’  มึงอย่าลืมสิ  ใช่!หน้าอย่างกูทำอะไรมันไม่ได้หรอก แต่หน้าอย่างกูนี่แหละที่มีปัญญาทำให้คนอื่นจัดการมันได้”ผมเผลอใส่อารณ์ไปนิดหน่อย แต่สุดท้ายก็ค่อยๆผ่อนลมหายใจให้กลับมาเป็นปกติ

เมื่อนึกย้อนไป เมื่อ 1 เดือนก่อน  สิ่งที่ไอ้โจทำให้ผมเจ็บแค้นน้ำใจ  วันนั้นผมรีบเดินจะไปเรียนอย่างรีบร้อนกับเมฆ เพราะใกล้ถึงเวลาที่อาจารย์จะเข้าแล้ว  ไอ้โจที่รีบเหมือนกันก็วิ่งมาชนผมจนล้มลง  แค่นั้นไม่พอ มันยังเหยียบมือผมที่มีสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งสวมอยู่ ผมจะไม่โกรธเลยถ้ามันยกเท้าออกแล้วขอโทษผมสักคำ  แต่สิ่งที่มันทำคือมันเห็นแล้วว่าเหยียบมือผมอยู่จากนั้นก็แสยะยิ้ม แล้วใช้เท้าขยี้มือผมจนถลอกก่อนจะยกเท้าออกไปถูกับพื้นถนนเหมือนรังเกียจอีกที  ผมทำได้เพียงแค่มองหน้ามัน  แล้วมันก็พูดประโยคที่ผมพึ่งพูดกับเมฆไปแล้วเดินหนี

ทุกคำยังเด่นชัดอยู่ในหัวผม  ผมเก็บทุกคำพูดของมันไว้จนขึ้นใจเลยล่ะ

ที่ผมบอกว่าไม่คิดอะไร เพราะว่าตอนนั้นผมยังคิดเอาคืนไม่ออกต่างหาก

ถามว่าทำไมไม่มีใครช่วยผม?

อย่าพูดให้ตลกไปหน่อยเลย  ไอ้โจมันคนรวย  พ่อมันก็เป็นนักการเมืองระดับรัฐมนตรี มันถึงได้กร่างขนาดนั้น  คนธรรมดาๆอย่างผมจะมีอะไรไปสู้มันได้  คนอื่นเขาก็คิดกันแบบนี้   ถึงแม้เมฆจะดูเอาเรื่องมัน  แต่ผมห้ามไว้  เรื่องนี้ผมจะจัดการเอง

เรื่องที่มันจัดปาร์ตี้มั่วสุมยา  ผมก็สืบไม่ยากหรอก  สังเกตอาการไอ้โจ ริมฝีปากมันจะแห้งๆ  แดงคล้ำ  ดื่มน้ำแทบจะตลอดเวลา  ท่าทางเหมือนคนไม่หลับไม่นอน อาการน่าจะติดหนัก ผมก็พอจะเดาออกว่ามันเสพไอซ์ พวกเด็กรวยๆมันก็มีแค่ไม่กี่อย่างให้เดาหรอก เสพยา แข่งรถ มั่วหญิง...ผมตามมันสองสัปดาห์ก็ได้เรื่อง มันจะเช่าบ้านขนาดกลางๆแถวชานเมืองไว้มั่วสุมกันกับเพื่อนมัน  ชอบรวมหัวกันทุกศุกร์  เสาร์ ผมตามเก็บหลักฐานหมด  แล้วส่งให้คนที่จะสามารถจัดการเรื่องนี้ได้  ผมไม่ได้เปิดเผยตัว  จ้างลูกแม่ค้าแถวหอไปส่งไปรษณีย์ให้  พ่อมันคนดัง  เรื่องเลยแดงง่าย  แทบไม่ต้องทำอะไรเลยล่ะ

ถ้าถามว่าต้องทำขนาดนี้เลยหรอ  ก็ไม่รู้สิ...แต่ผมพอใจ

(รันต์...มึงอย่าเป็นแบบนี้ดิ  กลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้หรอวะ) เมฆพูอย่างอ่อนแรงแกมเป็นห่วง  ทำให้ผมอารมณ์เย็นขึ้นมาก

“เป็นแบบไหนเมฆ  กูก็เป็นน้องรันต์คนเดิม” ผมบอกเมฆเรียบๆ

(เฮ้อออ  ช่างเถอะ ไปอาบน้ำไป  เดี๋ยวไปรับไปหาข้าวกินกัน) เมฆยอมให้ในที่สุด

“อื้อ  อย่าคิดมากดิพี่เมฆ  น้องรันต์เอาตัวรอดได้” ผมพูดเสียงอ่อนเพื่อให้อีกคนสบายใจ

(หึ!สัส  พอทำผิดก็มาไม้นี้ตลอดนะไอ้น้องรันต์)

“เขินหรอพี่เมฆ  ฮ่าๆๆๆ” ผมแกล้งแซวไปตามสาย

(K รันต์!!!) แล้วมันก็วางไป

เช้าวันจันทร์

วันนี้ผมมีเรียนแต่เช้า  เลยรีบมา มหาลัย รอเมฆมาก็จะได้ขึ้นเรียนกัน  เรื่องวันนั้นหลังจากที่เมฆมารับผมไปกินข้าวในห้างใกล้ๆมหาลัย เราก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องไอ้โจเลย เมฆแค่บอกว่าให้ผมระวังตัว  แล้วอย่าทำแบบนี้อีก

ส่วนเรื่องไอ้โจเหมือนจะเงียบแต่ก็ไม่เงียบ  ก็ด้วยอิทธิพลของพ่อมันอ่ะนะ  ไม่มีใครกล้าพูดถึงก็จริง  แต่เขาก็รู้กันทั้งคณะ  เผลอๆคงทั่วมหาลัย  ไอ้โจก็ต้องโดนเชิญออกไปตามระเบียบ

ระหว่างที่ผมกำลังอ่านหนังสือรอเมฆเพลินๆ  ก็มีสาวสวยประจำคณะเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าผม

“ไงรันต์” เธอทักขึ้น  พร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า

“สวัสดีวีวี่  มีอะไรกับผมหรอ” ผมเงยหน้าจากหนังสือแล้วเอ่ยถามพร้อมยิ้มซื่อๆให้เธอ

“คือเอ่อ  เมฆยังไม่มาหรอ”หน้าเธอแดงขึ้นนิดหน่อย

“ยังครับ  เดี๋ยวก็มา  นั่งรอก่อนไหม”ผมถามเพราะรู้แล้วว่าเธอมาด้วยจุดประสงค์อะไร

“ไม่ๆ  คือเราจะฝากขนมกับรันต์เอาให้เมฆหน่อยได้ไหมคะ”เธอบอกอย่างเขินอาย  ผมพึ่งสังเกตว่าเธอถือถุงใส่คุกกี้ยี่ห้อดังไว้ด้วย

“ได้ครับ”

“ขอบคุณนะ รันต์นี่นิสัยดีจัง งั้นเราไปแล้วนะ  บ๊ายบาย” เธอโบกมือลาสองสามทีแล้วเดินไปหาเพื่อนที่รออยู่

หลังจากวีวี่ไปได้ไม่นาน  คุณชายเมฆก็เสด็จมาถึง   ผมยื่นถุงขนมของวีวี่ให้มันทันที

“อ่ะ  เอาไปของมึง” เมฆขมวดคิ้วมอง  แต่ไม่ได้รับของไป

“อะไรวะ  ขนมหรอ  กูไม่กินมึงก็รู้”

“วีวี่ฝากมาให้  ก็เอาไปดิ”

“มึงกินเถอะ  ถือว่ากูรับแล้วละกัน” มันดันขนมมาทางผม

“โอเค  ไม่มีปัญหาอยู่ละ”ผมยักไหล่แล้วรับขนมไว้ นี่เป็นเรื่องปกติของเมฆถ้ามีผู้หญิง สาวประเภทสอง หรือเกย์สาวๆเอาของมาให้มันก็จะรับๆมา ส่วนมากก็จะเอามาให้ผม ถ้าผมไม่เอาก็จะไปแจกจ่ายเพื่อนคนอื่นๆอีกที

ผมกับเมฆเดินขึ้นเรียนไปด้วยกัน  กินข้าว  กลับบ้านด้วยกันบ้าง  ตัวติดกันเกือบตลอด จริงๆก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กๆ  แต่หลังๆไอ้เมฆนี่ชักเยอะขึ้น ทุกคนในคณะก็เห็นเป็นเรื่องปกติจนชินตา  เข้ามาแรกๆคนก็ซุบซิบว่าผมกับเมฆไม่น่าจะมาเป็นเพื่อนสนิทกันได้  เมฆมันหล่อสไตล์ตี๋ๆเป็นที่นิยมของสาวๆ พ่อก็เปิดบริษัทรับเหมาครบวงจร  ถือเป็นผู้ชายโปรไฟล์ดีมากคนนึง  ซึ่งไม่น่ามารู้จักกับผู้ชายธรรมดาๆ  ท่าทางเฉิ่มๆใส่แว่นกรอบใหญ่  ไม่มีอะไรน่าสนใจอย่างผม  แต่ใครจะรู้ว่าระหว่างผมกับเมฆมันมีอะไรมากกว่าที่คนอื่นเห็น  มันมีเหตุผลที่ว่าทำไมเมฆถึงไม่กล้าทิ้งผมไปไหน

“ไอ้น้องรันต์  วันนี้จะไปไหนป่ะ” เมฆถามขึ้นหลังจากที่อาจารย์ประจำวิชาเดินออกจากห้องไปแล้ว

“ไม่นะ  ทำไมอ่ะ” ผมส่ายศีรษะพลางเก็บเอกสารใส่กระเป๋า

“วันนี้กูต้องรีบกลับไปกินข้าวกับที่บ้านอ่ะดิ  โกกูกลับจากฮ่องกง  เดี๋ยวกูจะไปส่งมึงเลย”

“เออ  มึงก็ไปดิ  แต่ไม่ต้องไปส่งกูหรอก  เสียเวลาย้อนไปย้อนมา  กูกลับเองได้” ผมบอกมัน  ปกติก็กลับเองบ้าง  เมฆไปส่งบ้างแล้วแต่อารมณ์ผม

“เอางั้นหรอวะ  เออกลับดีๆนะมึง  ถึงหอแล้วโทรหากูด้วย”

“คร้าบบบพี่เมฆ”นี่ก็ห่วงกูจังเลยจากนั้นเราก็พากันเดินออกจากห้องเรียน

วันนี้ท้องฟ้าตอนเย็นโล่งโปร่งดี  ไม่มีเค้าลางว่าเมฆฝนจะมา  ถึงแม้ว่าช่วงนี้พยากรณ์จะบอกว่ามีพายุเข้าก็เถอะ

พายุที่มาไม่นาน  แต่ก็สร้างความเสียหายไว้มากมาย

ผมกำลังเดินทอดน่องกลับหอพักของผมที่ไม่ไกลมหาวิยาลัยมากนัก  สายตาผมเหลือบไปเห็นซอกตึกนั่น  ที่ๆผมได้พบกับผู้ชายคนนั้น

เรื่องราวหลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรให้ชวนนึกถึงมากนัก ผมนั่งเป็นเพื่อนเขาราวสิบนาที  ฝนก็เริ่มซาลง  จากนั้นไม่นานก็มีรถลีมูซีนคันหรูมาจอดเทียบฟุตบาตที่เรานั่งอยู่ตรงเป๊ะๆเหมือนรู้ว่าอยู่ตรงไหน

เขาพยายามจะลุกขึ้นเมื่อเห็นรถมาจอด  แต่ก็คงจะไม่เป็นดั่งใจนักเพราะท่าทางเขาจะเสียเลือดมาก  ทั้งก่อนผมจะไปเจอก็ไม่รู้นานแค่ไหนที่เขาเลือดไหล  เขาจึงดูหมดแรง

แล้วผมทำยังไงน่ะหรอ

ก็ยืนดูอยู่เฉยๆไง  เขาไม่ได้ขอให้ช่วยนี่  การดื้อดึงช่วยโดยไม่ได้ขอก็โดนตอกกลับมาแล้ว  ผมจะทำให้โดนว่าอีกทำไม

คนในรถก็รีบลงมาช่วย  เป็นผู้ชายต่างชาติใส่ชุดดำร่างสูงใหญ่สองคน คนหนึ่งกางร่ม  อีกคนไปประคองคนเจ็บให้ลุกขึ้น  ฝรั่งสองคนนั้นไม่ได้สนใจมองผมแม้แต่น้อย  เขาก้มลงไปกระซิบคนเจ็บ  คุยไรกันไม่รู้  แล้วก็พากันเดินขึ้นรถไป  โดยไม่สนใจผมสักนิด

ใช่! คุณฟังไม่ผิด  ผมโดนเมินสนิทเลยครับ

เหอะ!ก็ไม่ได้คิดว่าจะขอบคุณอะไรกูอยู่แล้วล่ะ

อย่างน้อยมันก็ทำให้ผมได้รู้อะไรดีๆอย่างหนึ่งล่ะนะ

บางทีการช่วยคนอื่นด้วยใจ  แต่ถ้าเป็นสิ่งที่เขาไม่ต้องการสุดท้ายสิ่งที่ได้รับกลับมาก็มีแค่ความว่างเปล่า กลายเป็นว่าเราเข้าไปสอดเรื่องของเขาซะงั้น  เพราะแบบนั้นเราจึงลังเลที่จะทำความดี หรือบางทีก็เลือกจะปล่อยผ่านไปเลย

ผมไม่เคยคิดว่าผมเป็นคนดี  แต่ก็ไม่ใช่คนชั่วช้าพอที่จะทำร้ายใครก่อน

ผมไม่ใช่คนใจกล้านัก  แต่ถ้าใครทำผมก่อน  ผมเอาคืนอย่างสาสม

มันก็แค่นั้น.. ผมก็มนุษย์คนหนึ่งนี่

*********************

***แก้คำผิดและrewriteบางคำ(เนื้อเรื่องยังคงเดิม)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28-01-2018 14:33:23 โดย YINGPREM »

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4110
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +114/-8
Re: ใจยักษ์: ตอนที่ 2 [4/11/59]
«ตอบ #3 เมื่อ03-11-2016 19:58:56 »

ชื่อเรื่องจะบอกอะไรกับเราหนอ

ออฟไลน์ YINGPREM

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 131
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +112/-1
Re: ใจยักษ์: ตอนที่ 2 [4/11/59]
«ตอบ #4 เมื่อ05-11-2016 22:38:28 »

ใจยักษ์ 3

แกร๊ก  ต็อกแต็ก  ต็อกแต็ก

หลังจากกลับถึงห้องพัก  ผมก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้สบายตัว   ตอนนี้ผมกำลังนั่งเสิร์ชข้อมูลข่าวสารด้านเศรษฐกิจของโลกอยู่   ถึงแม้จะเพิ่งเปิดเทอมมาได้แค่เดือนกว่าๆ  แต่ด้วยคณะเศรษฐศาสตร์ที่ผมเรียนทำให้ผมต้องติดตามข่าวเศรษฐกิจอยู่ตลอด  ผมเรียนเศรษฐศาสตร์ธุรกิจครับ ตอนนี้ผมก็ขึ้นปี2 แล้ว   ดูข่าวไปเพลินๆก็เพิ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้เช็คอีเมลล์จากป้าพิมพ์เลย

ป้าพิมพ์เป็นญาติเพียงคนเดียวที่ผมติดต่อด้วยอย่างสม่ำเสมอ  เธออาศัยอยู่ที่อเมริกากับสามีชาวต่างชาติชื่อแดเนียล  ปกติป้าพิมพ์จะส่งเมลล์หาผมทุกอาทิตย์นะ  แต่สัปดาห์นี้ยังไม่เห็นอีเมลล์จากเธอเลยแฮะ   ว่าแล้วก็เข้าไปดูอีกรอบดีกว่า

อ๊ะ  เธอส่งมาแล้วล่ะ

Pimnapa

ถึง  ฉัน

สวัสดีครับน้องรันต์ของป้า   เป็นยังไงบ้างเอ่ย  สบายดีไหมลูกเปิดเทอมแล้วเรียนหนักไหม  อย่าอดข้าวนะลูก ช่วงนี้ป้าอาจจะไม่ค่อยได้ติดต่อน้องรันต์  พอดีที่นี่มีเรื่องยุ่งๆน่ะลูก อืม...น้องรันต์ครับป้ามีเรื่องจะขอให้หนูช่วยป้าสักเรื่องได้หรือเปล่า ป้าอยากให้หนูไปช่วยดูแลคนๆหนึ่งให้หน่อยน่ะจ้ะ เขาเป็นลูกของเจ้านายแดน ซึ่งตอนนี้เขาอยู่ที่เมืองไทยแล้วมีปัญหาอยู่นิดหน่อย ป้าก็ค่อนข้างลำบากใจ แต่คนนี้เขาพิเศษปฏิเสธไม่ได้จริงๆ จะรบกวนน้องรันต์ไปไหม   ถ้าป้าอยากให้หนูช่วยเรื่องนี้  น้องรันต์ว่ายังไงตอบเมลล์หาป้าด่วนนะครับ   วันนี้ป้าต้องเดินทางไปรัสเซียกับแดน  สัญญาณโทรศัพท์อาจจะใช้ไม่ได้   ส่งเมลล์มาแทนนะลูก

รักเสมอ   ป้าพิมพ์

หืม   ดูแลคนอย่างนั้นหรอ   ผมเนี่ยนะ?

มันแปลกมากๆ ปกติป้าพิมพ์แทบจะไม่เคยขอร้องให้ผมทำอะไรให้หรอกครับ ติดจะตามใจผมมากด้วยซ้ำ   จากข้อความที่ส่งมาป้าพิมพ์คงหมดหนทางแล้วจริงๆถึงได้ถึงขั้นขอร้องให้ผมช่วย  แล้วถ้าผมไม่ช่วย ลุงแดเนียลสามีป้าพิมพ์จะเดือดร้อนรึเปล่า

เอาเถอะ!มันคงไม่ใช่เรื่องลำบากอะไรมากมาย ถ้าไม่ไหวจริงๆค่อยถอยออกมาทีหลังก็แล้วกัน

ผมตอบตกลงแล้วส่งเมลล์ตอบกลับป้าพิมพ์ จากนั้นผมนั่งเล่นอะไรเรื่อยเปื่อยไปสักพัก   เมลล์ก็แจ้งเตือนขึ้นบนหน้าจอโน๊ตบุ๊ค

Pimnapa

ถึง  ฉัน

XYZ  Condominium , Room 4001

Start  tomorrow.!!!

PS. He’s  name  Thossakan

หืม...ทำไมคราวนี้ตอบกลับเป็นภาษาอังกฤษล่ะ  แถมยังเป็นประโยคสั้นห้วนๆด้วย

มันดูแปลกๆ แม้ว่าความสงสัยมันจะเต็มล้นในอกแต่ผมก็สามารถเข้าใจความหมายในอีเมลล์ได้ น่าจะหมายถึงให้เริ่มทำอะไรสักอย่างในวันพรุ่งนี้ ซึ่งป้าพิมพ์ก็บอกผมแล้วว่าดูแลลูกเจ้านายแดนก็เลยไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มสินะ

และสถานที่ที่ระบุมาก็มีอยู่ที่เดียวในกรุงเทพฯ คอนโดฯนี้อยู่ถัดไปจากหอผมสองซอยมั้ง  คอนโดฯหรู  สูงเสียดฟ้าขนาดนั้น  อยู่แถวนี้ไม่รู้ก็ตาบอดละ

ว่าแต่  ไอ้คนๆนี้ชื่ออะไรวะ

ทด-สา-กาน  หรอ…วะ

เอ๊ะ...

ทศกัณฐ์! หรอ!

แม่งแค่ชื่อก็บอกความร้ายแล้วว่ะ

เฮ้ออ…เอาน่า อย่าพึ่งตัดสินคนแค่ชื่อเลยไอ้รันต์  เขาอาจจะเป็นคนน่ารัก  นิสัยน่าคบก็ได้

โดยที่ผมไม่รู้เลยว่าพอได้เจอเขา  คำพูดที่ผมพยายามปลอบใจตัวเองนั้น  ผมจะไม่มีทางพูดหรือคิดออกมาให้เปลืองน้ำลายและสมองอย่างเด็ดขาดเลยล่ะ

++++++++++++++++++++

วันต่อมา...

“ว่าไงไอ้รันต์   ตกลงมึงจะไปเป็นสตาฟดูแลปี1 งานเฟรชชี่แทนไอ้หยกป่ะเนี่ย  กูรอคำตอบมึงมาหลายวันแล้วนะ” ไอ้เก่งเฮดภาคฯ วิ่งปรี่ตรงมาหาผมทันทีที่เห็นผมเดินเข้าตึกคณะ

“เอ่อ  กูลืมไปเลย” ผมบอกมันอย่างนึกขึ้นได้

“แสรดดด  มึงช่วยใส่ใจบ้างได้ไหมเนี่ย”เก่งทำหน้าเซ็งปนเอือมระอาใส่

“แล้วมึงจะไปบีบบังคับมันทำไมไอ้เก่ง  ไม่มีก็หาคนอื่นแทนสิวะ” เสียงไอ้เมฆดังขึ้นจากด้านหลัง  พร้อมแขนมันที่พาดมาบนบ่าผม

“มึงก็เข้าข้างมันตลอด  กูอยากให้มันทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่นบ้างป่ะวะ  ชั่วโมงกิจกรรมมันก็เท่าขี้เล็บมด จะจบไหมสัส”

“เออน่ะ  กูเป็นก็ได้จะเถียงกันทำไมวะ” ผมพูดขึ้นพร้อมยิ้มอ่อนๆให้เก่งเพื่อยุติการเถียงกันของมันสองตัว

จริงๆแล้วเก่งมันก็เป็นคนดีคนหนึ่งเลยนะ มันเห็นผมไม่ค่อยทำกิจกรรมก็พยายามทั้งลากทั้งบังคับขู่เข็ญให้ผมไปให้ได้  ผมก็ไปบ้างไม่ไปบ้างแล้วแต่อารมณ์

ส่วนเมฆ มันต้องไปเข้าร่วมตลอดแทบทุกกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยจัดขึ้นแหละ ก็มันเป็นเดือนคณะนี่

“เออดีมาก แล้วถ้ากูเรียกประชุมกรุณาโผล่ศีรษะของมึงมาด้วยนะครับ กูไปล่ะ” มันว่าแล้วก็หันตัวจะเดินไปอีกทางแต่ก็มิวายส่งสายตามาถลึงใส่ไอ้เมฆ  เมฆก็กระตุกยิ้มมุมปากส่งให้อย่างกวนๆ ผมได้แต่ส่ายหัว ตีกันดีจริงๆไอ้พวกนี้

“กูว่ามึงไม่ต้องไปก็ได้นะถ้ามึงไม่อยากไป ชั่วโมงกิจกรรมก็ค่อยไปทำอย่างอื่นเอาก็ได้ งานนี้คนมันเยอะมึงจะไหวหรอ”เมฆพูดขึ้นขณะที่เรากำลังเดินไปรอลิฟท์

“กูโอเค ไม่เป็นไรหรอก”ผมบอกเมฆไม่ให้เป็นห่วง ก็อย่างที่เมฆว่า  งานนี้คนเยอะผมจึงลังเลที่จะตอบตกลงกับหนึ่ง   ผมเป็นโรคไม่ค่อยถูกกับคนเยอะๆน่ะครับ

“เออตามใจ”เมฆบอกพร้อมๆกับที่เราเดินเข้าลิฟท์กันสองคน

“รอด้วยค่ะๆ มึงรีบวิ่งเร็ว”ขณะที่ลิฟท์กำลังปิด  ก็มีผู้หญิงสองคนวิ่งกระหืดกระหอบตรงมาที่ลิฟท์  เมฆรีบกดปุ่มให้ประตูเปิดค้างไว้

“ขอบคุณค่ะ” ผู้หญิงทั้งสองรีบเข้ามาในลิฟท์แล้วขอบคุณเมฆ  พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นเมฆเท่านั้นแหละ  ยิ้มค้างเลยครับ  เพื่อนผมก็ดังพอตัวนะครับ

“ไม่เป็นไรครับ” เมฆตอบรับแล้วยิ้มให้พวกเธอบางๆ

“กรี๊ด!มึ๊งงง  เมฆเศรษฐศาสตร์!”หนึ่งในผู้หญิงกรี๊ดขึ้นเบาๆ

“เออ กูเห็นแล้วอิเหี้ย”เอิ่ม  ผู้หญิงสวยๆสมัยนี้พูดกันเพราะมากครับ  กูยอมเลย-_-

พวกเธอกดชั้น 11  ส่วนผมกับเมฆชั้น 12  ระหว่าง  ที่ลิฟท์กำลังขึ้น  ผู้หญิงสองคนในลิฟท์ก็เริ่มปฏิบัติการซุบซิบระยะเผาขนกันทันที   ถามว่าทำไมผมถึงได้ยินก็ในลิฟท์มีกันแค่สี่คนนี่ครับ  ผมกับเมฆก็ไม่ได้คุยอะไรกันเธอสองคนนั้นซุบซิบกัน  ถึงจะไม่สนใจฟังมันก็ได้ยินอยู่ดี

“พอเห็นเมฆเศรษฐศาสตร์  กูก็นึกถึงคนหนึ่งที่อยู่เศรษฐศาสตร์เหมือนกันว่ะ” ผู้หญิงผมบ็อบสั้นกล่าวกับเพื่อนเธอ

“ใครวะ…อย่าบอกนะว่า…”ผู้หญิงผมยาวดัดลอนเอ่ยถามเพื่อนด้วยความสงสัย ก่อนจะทำท่าเหมือนนึกอะไรสักอย่าออกแล้วอุทานออกมาหันไปสบตาเพื่อน

“เออคนนั้นแหละ  นี่ตั้งแต่เปิดเทอมมาเป็นเดือนละ อิเจที่คลั่งๆพี่แกไปเดินส่องที่ตึกเรียนเขาทุกวันยังไม่เห็นเลย”

“ใช่ๆ  เพื่อนกูที่เรียนภาคอินเตอร์เหมือนพี่แกก็บ่นๆให้ฟังว่าตั้งแต่เปิดเทอมมา  ยังไม่เจอพี่ทศสุดหล่อพ่อของลูกเลย” 

เอิ่ม….

“แต่แก็งค์พี่แกมาครบนะมึง ทั้งพี่สมิธ  พี่เซนท์  แล้วก็พี่ใจดี  นี่ถ้าพี่ทศพ่อยักษ์รูปหล่อมาครบแก็งค์นะมึง อร๊ายยยยแค่คิดดก็ฟินแล้ว  ถ้าได้สักคนนะ  กูจะลูบเช้าไล้เย็นอยู่อย่างนั้นอ่ะมึง”ผู้หญิงผมบ็อบบิดตัวไปมา ทำหน้าเพ้อๆปนเขินอาย

เธอลืมว่ามีพวกผมอยู่ตรงนี้รึเปล่าวะ

“อิจัญไร...แต่ถ้าเป็นกูนะ กูจะเลียเช้าเลียเย็นไม่ให้ไปไหนเลย ฮ่าๆๆ”

กูเริ่มกลัวผู้หญิงสมัยนี้แล้วนะโว้ยยยย

อย่างที่บอกว่าผมใส่แว่น บุคลิกธรรมดาๆ  สูง 180 เซนติเมตร  เป๊ะๆ การแต่งตัวออกจะราบเรียบค่อนไปทางเฉิ่มนิดๆ   ไม่มีอะไรให้น่าสนใจหรือดึดดูดเพศตรงข้ามเลยสักนิด จึงไม่มีผู้หญิงเข้าหาผมก่อน  และตัวผมก็ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นนัก ตอนมอปลายก็อยู่โรงเรียนชายล้วน ประสบการณ์ด้านความรักผมจึงแทบจะเป็นศูนย์ผิดกับไอ้คนหน้าหล่อข้างๆผมลิบลับ 

“ดีออก จัญไรกว่ากูอีก”

แล้วพวกเธอก็คุยเรื่องผู้ชายอีก2-3ประโยค

ติ้ง!  ลิฟท์ก็มาถึงชั้น 11

“อุ๊ย!” หนึ่งในผู้หญิงสองคนอุทานเหมือนพึ่งนึกขึ้นได้ว่ามีพวกผมอยู่ด้วย  พวกเธอหันมายิ้มแหะๆให้ผมกับไอ้เมฆ เมื่อลิฟท์เปิดก็พากันวิ่งอายๆออกไปอย่างรวดเร็ว  แต่อายตอนนี้กูว่าไม่ทันแล้วล่ะครับ

“หึๆๆๆ” ไอ้เมฆหัวเราะในลำคอเบาๆ หลังประตูลิฟท์ปิด

“ขำ ขำไปสัส  ระวังมึงจะโดนเลียเช้าเลียเย็นไม่ได้ไปไหนนะมึง” ผมแกล้งงพูดอำเมฆ พลางยกมือขึ้นลูบแขนตัวเองที่อยู่ๆก็รู้สึกขนลุกขึ้นมา

“ฮ่าๆๆๆ  ไอ้รันต์  มึงจะพูดทำไมวะ  กูแม่งจี้ว่ะ” แล้วมันก็หัวเราะเสียงดังลั่น จนลิฟท์มาถึงชั้น 12  มันก็ยังไม่หยุดหัวเราะ

ขำไปเถอะมึง ระวังโดนจริงๆแล้วจะขำไม่ออก  เหอะๆ

+++++++++++++++

“วันนี้เราจบกันที่สไลด์นี้นะคะ ถ้าใครมีอะไรสงสัยก็หลังไมค์กับอาจารย์ตอนนี้ได้เลยค่ะ ส่วนคนที่ไม่มีอะไรก็กลับได้เลย” อาจารย์ประจำวิชาบอกหลังสอนจบ

“เฮ้ยเมฆ วันนี้สี่โมงครึ่งอย่าลืมนะมึง” อ๋องเพื่อนในภาควิชาตะโกนบอกเมฆที่กำลังเก็บอุปกรณ์การเรียนใส่กระเป๋าก่อนเดินออกจากห้องไปเมื่อได้ยินเมฆรับคำ

“เออๆไม่ลืมโว้ยยย ย้ำจริงๆ” เมฆตะโกนกลับแบบไม่เกรงใจอาจารย์ที่ยังอยู่ในห้องเลยสักนิด

“ไปไหนวะ” ผมถามพลางเก็บของชิ้นสุดท้ายลงกระเป๋า

“เตะบอลอ่ะดิ กูเบี้ยวมันเมื่อวาน วันนี้มันคงกลัวกูเบี้ยวอีกมั้งมึงจะไปดูป่ะ”

คุณอาจสงสัยว่าทำไมถึงไม่มีใครชวนผมไปเล่นด้วย เขาชวนผมนะ ชวนจนขี้เกียจจะชวนแล้วไง  แต่ผมก็ไม่ไปอ่ะชอบไปนั่งดูมากกว่า หลังๆนี่เลยชวนแต่ไอ้เมฆ

ตัวเมฆมันก็คบเพื่อนคนอื่นนะครับไม่เหมือนผมที่ไม่ค่อยชอบสุงสิงกับเพื่อนคนอื่นๆ แค่มันชอบทำตัวติดกับผม แต่เวลาไปกินเหล้าไรงี้มันก็ไปได้กับทุกคนแหละ เข้ากับคนง่ายจะตายเมฆอ่ะ

“ไม่ว่ะ มีธุระ” ผมส่ายหัว

“ธุระอะไร” เมฆหรี่ตาลงมองผมเหมือนจับผิด

“ธุระให้ป้าพิมพ์ อะไรของมึงเนี่ยจะมาจับผิดกูทำไม” ผมแกล้งทำเสียงงอนๆใส่มันเล็กน้อย

“ก็เปล่า…แต่กูไม่อยากให้มึงไปทำอะไรแผลงๆอีกแล้วนี่ กูเป็นห่วง”

“เออน่า กูไม่ทำอะไรใครหรอก…ถ้าเขาไม่ทำกูก่อน” ผมตบบ่าเมฆเบาๆ

“มึงก็เป็นซะแบบนี้ มีอะไรก็ไม่ค่อยบอกกูให้กูรู้เองตลอด เกิดมึงเป็นอะไรขึ้นมากูจะช่วยมึงทันไหมน้อง” เมฆตัดพ้อในเสียงติดจะงอนๆหน่อย

“ฮ่าๆๆ งอนเหี้ยไรเนี่ย หน้างอเหมือนหนอนโดนรถทับเชียวอย่าคิดว่าหล่อแล้วจะไม่น่าเกลียดนะ ไปๆจะสี่โมงครึ่งละ   เดี๋ยวไอ้อ๋องก็ตามไปถึงป๊ามึงหรอก” ผมว่าอย่างขำๆ ไม่อยากให้เพื่อนคิดมาก

“จิ๊” มันสบถในคออย่างทำอะไรไม่ได้ แล้วเดินกอดคอผมออกจากห้องไป

มันก็เป็นซะอย่างนี้จะโกรธหรืองอนอะไร  ก็ไม่กล้าทิ้งผมไปอยู่ดี

+++++++++++++++++++++

XYZ  Condominium

ในที่สุดผมก็มาตามที่ป้าพิมพ์ขอร้องแล้วครับ   คอนโดฯหรูสูงตระหง่านตรงหน้า บ่งบอกฐานะของผู้อยู่อาศัยได้เป็นอย่างดี

ผมประหม่าเล็กน้อย สูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปในตัวตึก

แต่ยังไม่ทันที่ผมจะก้าวเข้าไป รปภ.หน้าตึกก็เดินมาดักผมทันที  เขามองผมเล็กน้อย...ตั้งแต่หัวจรดเท้าอ่ะนะ

“ไม่ทราบว่ามาติดต่อเรื่องอะไรครับ” เขาถาม

“เอ่อ…ผมมาหาเพื่อนน่ะครับ” ตอบกลับพร้อมรอยยิ้มอ่อนประจำตัว

“ได้นัดไว้ไหมครับ เจ้าของห้องสามารถเปิดประตูเข้าไปให้ได้จากบนห้องนะครับ” เขาบอก

“คือ…ผมลืมนัดน่ะครับ” ผมยิ้มซื่อๆแก้ตัวไป คือลืมไปเลยว่ะ ว่าคอนโดหรูขนาดนี้ระบบรักษาความปลอดภัยต้องแน่หนาตามราคาไปด้วย แล้วถ้าเจ้าของห้องไม่อนุญาตผมจะเข้าไปยังไงวะข้อมูลติดต่ออะไรก็ไม่มี

ไอ้รันต์เครียดดดดด ผมทำหน้าเศร้าๆจนดูน่าสงสาร รปภ.จึงเหมือนจะใจอ่อนลง

“อ่า งั้นต้องแลกบัตรนะครับแล้วเข้าไปติดต่อด้านใน”

“ได้ครับๆ” ผมรีบหยิบบัตรประชาชนยื่นให้เขา

รปภ.นำบัตรผมไปเสียบไว้  เขียนยุกยิกแปปนึงแล้วเดินไปกดรหัสเปิดประตูเพื่อให้ผมเข้าล็อบบี้ด้านในได้

“เชิญครับ”

“ขอบคุณครับ” ผมก้มหัวแล้วยิ้มขอบคุณให้เขาเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้าไป

โห! หรูไปไหนวะ การตกแต่งอย่างหรูหราอลังการโทนสีทองของล็อบบี้ทำเอาผมประหม่าขึ้นไปอีก

ผมเดินตัวลีบไปที่เคาน์เตอร์ที่พยักงานนั่งประจำการอยู่  ไม่มีคนพลุ่งพล่านนักเห็นเพียงต่างชาติสองคนนั่งจิบกาแฟคุยกันที่โซฟา และผู้หญิงท่าทางสวยจัดคนหนึ่งเดินออกคอนโดฯไป

“ติดต่อเรื่องอะไรคะ” พอผมเดินไปถึงก็โดนพนักงานสาวสวยสาดคำถามทันที เธอพูดดีนะครับติดจะเสียงแข็งไปนิด ยิ้มให้ผมด้วย ถึงจะมองผมตั้งแต่เท้าจรดถึงหัวก็เถอะแต่ก็เป็นมืออาชีพดี

“ผมมาหาเพื่อนน่ะครับ” ผมบอกเธอพร้อมรอยยิ้ม

“ได้นัดไว้รึเปล่าคะ” คำถามเดียวกับยามเป๊ะ

“เอ่อ…เปล่าครับ” ผมตอบไปตามตรง

“ถ้าอย่างนั้นคงจะไม่ได้นะคะ”ใบหน้าสวยหวานที่ถูกแต่งมาอย่างดีเริ่มตึงขึ้น

“คือช่วยติดต่อให้หน่อยได้ไหมครับ ห้อง 4001 น่ะครับ” ผมรีบพูดแกมขอร้อง

“เอ๊ะ…เมื่อกี้พูดว่าห้องอะไรนะคะ” เธอถามทวนอีกรอบ

“ห้อง 4001”

“สักครู่นะคะ” เธอเสียงอ่อนลง ยกหูโทรศัพท์ขึ้น  พูดภาษาอังกฤษ4-5ประโยคเบาๆแล้วก็วางสายก่อนจะหันหน้ามายิ้มหวานให้กับผม

“เชิญนั่งรอที่โซฟาสักครู่นะคะ  จะรับเครื่องดื่มอะไรดีคะ” ท่าทีเธอเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด  ทำเอาผมตั้งตัวแทบไม่ทัน

“ผมขอแค่น้ำเปล่าก็พอครับ” เธอรับคำยิ้มหวาน แล้วเดินไปอีกด้าน

ผมนั่งรอไม่ถึง5 นาที พนักงานอีกคนก็ยกน้ำเปล่ามาเสิร์ฟผม  ผมขอบคุณเธอก่อนจะยกขึ้นจิบจนเกือบหมดแก้ว...ก็มันคอแห้ง

กึก!

รองเท้าหนังขัดมันปลาบหยุดอยู่ตรงหน้าผม  ผมค่อยๆเงยหน้าจากการองหยดน้ำข้างแก้วขึ้นมองช้าๆ

สูงมาก เงยขึ้นมองคอแทบเคล็ด น่าจะสูงสัก190 เซนติเมตรได้แถมเป็นชาวต่างชาติด้วย

ผมยิ้มให้เขาบางๆอย่างไม่รู้จะพูดอะไร  คือผมพูดภาษาอังกฤษพอได้นะแต่ผมไม่รู้จักเขาก็ไม่รู้พูดอะไร ถึงแม้หน้าเขาจะดูคุ้นๆก็ตามที

“คุนเหรันต์ใช่ไหม” ฝรั่งตรงหน้าผมพูดภาษาไทยครับ  ถือว่าชัดมากแม้สำเนียงจะแปร่งๆนิดหน่อย

“ใช่ครับ” ผมพยักหน้าหงึกหงัก

“ช่วยตามผมมาด้วยครับ” เขาพูดเสียงนิ่งๆแล้วเดินนำไปอีกด้าน ผมจึงรีบผุดตัวลุกขึ้นจากโซฟาตามเขาไปติดๆ อาจจะดูแปลกที่ผมตามเขาโดยไม่ถามอะไรเลย ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเหมือนกันแต่ความรู้สึกมันบอกว่าตามๆเขาไปเถอะ

เขาพาผมเดินไปที่หน้าลิฟท์  แตะคีย์การ์ดแล้วประตูลิฟท์ก็เปิดออก  กดเลขที่ชั้น 29

บรรยากาศภายในลิฟท์เงียบสงัดจนแทบได้ยินเสียงหัวใจเต้น ผมมองตรงดูเลขลิฟท์ค่อยๆเปลี่ยนทีละชั้นๆอย่าสงบ

ติ้ง! ถึงซะที

เขาเดินนำออกไปก่อน  ผมเดินตามจนไปหยุดอยู่หน้าห้อง  2910

คนข้างหน้าผมแตะคีย์การ์ด กดรหัสสี่ตัวแล้วเปิดประตูเข้าไป

ห้องนี้ตกแต่งเรียบๆแต่ดูมีราคา  เน้นโทนสีน้ำตาลสบายตา  พอเดินเข้าไปถึงห้องนั่งเล่น  เฟอร์นิเจอร์ก็โทนสีเดียวกับห้องดูราคาแพงๆทั้งนั้น

เขาผายมือให้ผมนั่งโซฟาเดี่ยวตรงข้ามกับเขา

“ผมจะไม่พูดอ้อมค้อมอะไรมาก คุณมาที่นี่คงเข้าใจหน้าที่ตัวเองดีแล้วใช่ไหมครับ” เขาพูดขึ้นทันทีหลังผมนั่งลง ผมงงเล็กน้อยก่อนจะประมวลคำพูดของเขาในสมอง คิดว่าเขาคงเป็นคนของเจ้านายลุงผม

“ผมรู้แค่ว่าผมต้องมาดูแลลูกชายเจ้านายลุงผม แต่ผมไม่รู้รายละเอียดมากนัก” ผมตอบกลับไป

“ใช่ คุณต้องดูแลเขา...ในทุกเรื่อง”

“หมายความว่ายังไงที่ว่าดูแลทุกเรื่อง”

“ในที่นี้ คุณต้องดูแลคุณทศกัณฐ์  ตั้งแต่ทำอาหาร ทำความสะอาด ดูแลห้อง ความจริงเรื่องทำความสะอาดห้องเรามีแม่บ้านคอยดูแล  แต่ช่วงนี้คุณทศกัฐ์เธออารมณ์ไม่ดี  คนอื่นเข้าหน้าเธอไม่ติดหน้าที่นี้คุณจึงต้องทำแทน  แล้วอีกอย่างถ้าคุณทศกัณฐ์ให้ทำอะไรก็ทำๆไปซะ เพียงแต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่นายท่านกำหนดไว้  แล้วที่สำคัญคุณจะทำยังไงก็ได้แต่ต้องทำให้เธอไปเรียนให้ได้เร็วที่สุด” เขาร่ายยาวด้วยสีหน้านิ่งๆ  แต่ทำผมอึ้งค้างไปแล้ว

“เหี้ยไรวะ กูไม่ได้มาเป็นคนขี้ข้านะเว้ย” ผมพึมพำในลำคอเสียงเบา แต่เหมือนฝรั่งตรงหน้าผมจะหูดีเกินไป จึงได้ตอบกลับมาเรียบๆ

“นั่นเป็นความรับผิดชอบของคุณ”

“มันจะไม่มากไปหน่อยหรอครับ ผมมาที่นี่เพราะถูกขอให้ช่วยเหลือเพียงเล็กน้อย ไม่ได้หมายความว่าพวกคุณจะบังคับผมยังไงก็ได้ ผมมีสิทธิ์ปฏิเสธว่าจะทำหรือไม่ทำส่วนไหนก็ได้” ผมพูดเสียงนิ่งอย่างเก็บอารมณ์

“ครับ คุณมีสิทธิ์ปฏิเสธ  แล้วป้ากับลุงของคุณล่ะเขาจะปฏิเสธได้ไหม”

“คุณหมายความว่ายังไง”ผมถามเสียงเครียด

เขาไม่ได้ตอบผม  แต่วางรูป3-4ใบ ลงบนโต๊ะตรงหน้าผมแทน ภาพที่ปรากฏทำผมยิ้มเครียดเลยครับ รูปป้าพิมพ์กับแดเนียลนั่งบนโซฟาในห้องๆหนึ่ง  แม้ไม่ได้โดนมัดมือมัดเท้า แต่สายตาและท่าทางพวกเขากลับดูหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด

“คำตอบของคุณมีผลต่อความปลอดภัยของพวกเขา” ไอ้ฝรั่งเอ่ยเสียงนิ่ง

“พวกคุณทำแบบนี้ทำไม ต้องการอะไรกันแน่”  ผมถามเสียงเข้ม

“คำตอบผมบอกคุณไปแล้ว” เขาบอกกลับเสียงนิ่ง

“ต้องทำขนาดนี้เลยหรอ แค่ดูแลคนๆเดียวยังไม่มีปัญญา ถึงขนาดต้องมาบังคับขู่เข็ญให้คนอื่นเขาดูแล พวกคุณควรพิจารณาตัวเองด้วยนะ คิดว่าการทำแบบนี้มันถูกต้องแล้วหรอ” ผมเหยียดยิ้มมุมปาก แม้จะโกรธจนตัวสั่นแต่ก็รู้ว่าไม่ควรทำอะไรผลีผลาม

“เราไม่สนใจความถูกต้องอะไรนั่นอยู่แล้ว ผมจะพูดเป็นครั้งสุดท้ายว่าต้องเป็นคุณเท่านั้นครับ ผมคงบอกอะไรมากกว่านี้ไม่ได้”

ผมกำมือทั้งสองข้างแน่นจนขึ้นข้อขาว สมองคิดหาทางออกอย่างรวดเร็ว มันแปลกๆตั้งแต่เมลล์ที่ป้าพิมพ์ส่งมาแล้ว  ไหนจะเมลล์ตอบกลับนั่นอีก

บ้าเอ้ย!!!  ตอนนี้ผมจะทำอะไรได้ มีแต่ต้องตามน้ำไปก่อน ผมไม่รู้ว่าพวกมันเป็นใครถ้าขัดขืนมันจะทำยังไงกับป้าและลุงผม

“ผมจะทำก็ได้  แล้วผมจะรู้ได้ยังไงว่าลุงกับป้าผมจะปลอดภัย”

“Mr. และ Mrs. Grande จะอยู่ในความดูแลของเราสักพัก บอกตามตรงคุณก็ไม่มีทางเลือกมากนัก แต่ทางเรารับรองว่าถ้าคุณทำตามเงื่อนไข   พวกเขาก็จะปลอดภัย” เขายังพูดอย่างสบายๆ

“ได้ แต่อย่างน้อยขอผมคุยกับพวกเขาก่อน”  ผมต่อรอง

เขานิ่งคิดไปพักหนึ่ง  ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมา

“รอสักครู่…@#£#€@*[^$@%” เขาบอกผม แล้วคุยโทรศัพท์เป็นภาษาอะไรไม่รู้ผมฟังไม่ออก  ไม่ใช่ภาษาอังกฤษและภาษาไทย ไม่นานจากนั้นก็ยื่นโทรศัพท์มาทางผมพร้อมกดเปิดลำโพง

“มิสซิสแกรนด์”เขาบอก พร้อมใช้สายตากดดันให้ผมพูดตรงนี้

“ครับ” ผมกรอกเสียงใส่โทรศัพท์

(น้องรันต์  ไม่เป็นอะไรใช่ไหมลูก) เสียงป้าพิมพ์พูดขึ้นอย่างสั่นเครือ

“น้องรันต์ไม่เป็นไรครับ ป้าพิมพ์เป็นยังไงบ้า เขาได้ทำอะไรป้าพิมพ์กับลุงแดนรึเปล่า” ผมถามเรียบๆ พยายามไม่พูดให้ทางนั้นกังวล

(เขา…ไม่ได้ทำอะไรพวกเรา  แค่…ไม่ให้พวกเราไปไหน น้องรันต์ป้าขอโทษนะลูก  ฮึก…เพราะป้า ฮือออ) ป้าพูดไปสะอื้นไป ทำเอาผมเจ็บที่ใจแปลบๆได้แต่กัดฟันจนเจ็บกรามไปหมด

“ป้าพิมพ์ ไม่ต้องห่วงนะครับ น้องรันต์เอาตัวรอดได้  และน้องรันต์จะไม่ให้ใครมาทำอะไรลุงกับป้าของน้องรันต์แน่” ผมบอกป้าและย้ำกับตัวเองไปในตัว

(ฮึก ดูแลตัวเองดีๆนะลูก ไม่ต้องห่วงป้ากับแดน ฮึก)

“ครับ  ป้ากับลุงแดนไม่ต้องเป็นห่วง ดูแลตัวเองดีๆก็พอแค่นี้นะครับ  คราวหลังถ้ามีโอกาสเดี๋ยวน้องรันต์โทรหาใหม่” พูดจบผมก็กดวางสาย ไม่อยากได้ยินเสียงป้าร้องไห้อีก

ผมเดินเอาโทรศัพท์ไปวางตรงหน้าฝรั่งคนนี้ ก่อนจะพูดกับเขาด้วยสีหน้าราบเรียบ

“พาผมไปหาเขาสิครับ  คุณ…” ผมเว้นจังหวะหยุดชื่อไว้

“ผมชื่อ โจเซฟ  บราวน”

“ครับ คุณบราวน ”ผมพยักหน้ารับรู้

เขาพาผมออกจากห้อง เดินไปที่ลิฟท์ ใช้คีย์การ์ดสีทองคนละอันกับตอนแรกแนบลงไป  เราเดินเข้าไปจุดหมายคือชั้น  40

“นี่นามบัตรผม สงสัยหรือมีปัญหาอะไรเกี่ยวกับคุณทศกัณฐ์โทรมาได้  ถ้าตอบได้ก็จะตอบ” เขายื่นนามบัตรแล้วเอ่ยนิ่งๆ

ผมรับมาแล้วเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ

“แล้ววันนี้ผมต้องทำอะไรบ้าง”

“ทำให้เขายอมรับคุณ” บราวนเอ่ย

ติ้ง! 40

ทางเดินที่ปูพรมสีแดงเลือดหมู  ทั้งชั้นเงียบมาก  สังเกตดูมีห้องเพียงฝั่งละสองห้องเท่านั้น

เขาพาผมเดินมาห้องริมซ้ายสุด

4001

กริ๊งๆๆๆๆ

แกร็ก! แอ๊ดดด!

“กวนตีนนะเจฟ” รออยู่เกือบห้านาทีคนในห้องจึงเปิดประตูออกมา  พร้อมคำทักทายด้วยน้ำเสียงเหวี่ยงๆติดจะหงุดหงิด  ผมไม่เห็นหน้าเขาหรอกครับ นายบราวนยืนบังผมซะมิดได้ยินแค่เสียง  แต่น้ำเสียงคุ้นหูจังวะ

“ถ้าไม่ทำอย่างนี้ คุณจะไม่ตื่นน่ะครับ” บราวนบอกนิ่งๆ

“แล้วมีอะไร” น้ำเสียงทุ้มแหบเต็มไปด้วยความหงุดหงิด

“ผมพาผู้ช่วยคุณมาส่ง” หึ!ผู้ช่วยหรือขี้ข้า  พูดให้มันตรงหน้าที่หน่อยเถอะ

“บอกว่าไม่เอาไงวะ มาทางไหนกลับไปทางนั้นเลยไปผมดูแลตัวเองได้” เสียงเข้มขึ้นอีกระดับ

“ยังไม่เจอเลยนะครับ บางทีเขาอาจจะช่วยคุณได้ก็ได้” พูดจบนายบราวนก็เบี่ยงตัวไปอีกด้าน  ทำให้ผมเผชิญหน้ากับเจ้าของห้องโดยตรง

วินาทีแรกที่สบตากัน ผมเผลอกั้นหายใจจนเกือบลืมสูดอากาศเข้าปอด เหมือนภาพเดจาวูซ้อนกันกับวันนั้น

ผู้ชายตรงหน้าผมหรี่ตามองผม  แล้วนิ่งไปเหมือนนึกอะไรสักอย่าง

ผมทรงLAYERED UNDERCUT  ยุ่งๆที่ยังไม่เซ็ต แต่ก็เห็นหน้าหล่อๆชัดเจน  ส่วนสูงที่น่าจะสูง สัก 185-187 เซนติเมตรได้  ใส่กางเกงผ้ายืดขายาวสีดำตัวเดียว  หน้าท้องมีผ้าพันแผลพันไว้  ซิกแพ็คเป็นลอนเรียงกันสวยงาม  ผิวที่แขนเป็น2สี ยืนค้ำประตูไว้

แล้วที่สำคัญ  ดวงตาสีเขียวหม่นนั่น

เขาคือผู้ชายในซอกตึกคนนั้น!

แม่งโลกกลมไปไหนวะ...เป็นสี่เหลี่ยมบ้างก็ได้ กูไม่ว่าหรอก

“สวัสดีครับ”ผมเอ่ยทักเขา  พร้อมรอยยิ้มอ่อนๆกดความประหลาดใจไว้ในใจ  สังเกตเห็นดวงตาเขาไหววูบไปแวบหนึ่ง

“พามันกลับไป” ทศกัณฐ์เอ่ยเสียงเย็นชาใส่ สีหน้าเขานิ่งเรียบจนดูน่ากลัว

“ทำมะ…”ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบประโยค

“กูเกลียดผู้ชายตอแหล” เขาเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงเย็นๆ หรี่ตามองผมเหยียดๆ

รอยยิ้มที่ใบหน้าผมค้างเติ่ง

เกิดมาไม่เคยมีใครทำให้ผมหน้าชาได้มากขนาดนี้มาก่อน

ครับคุณทศกัณฐ์...

มึงเจอกูแน่!  ไอ้ยักษ์เหี้ย!!!

+++++++++++++++++++++++++

***แก้คำผิดและrewrite บางจุด(เนื้อหายังคงเดิม)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30-01-2018 11:32:43 โดย YINGPREM »

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5358
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +195/-19
Re: ใจยักษ์: ตอนที่ 3 [5/11/59]
«ตอบ #5 เมื่อ06-11-2016 00:17:14 »

 :katai2-1:

ออฟไลน์ panitanun

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 482
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
Re: ใจยักษ์: ตอนที่ 3 [5/11/59]
«ตอบ #6 เมื่อ06-11-2016 09:39:48 »

ด่าน้องรันต์ทำไมอะพี่ทศศ555555555

ออฟไลน์ azure

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 772
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-2
Re: ใจยักษ์: ตอนที่ 3 [5/11/59]
«ตอบ #7 เมื่อ06-11-2016 11:54:08 »

เจอหน้าก็ไล่ทันทีนะพี่ทศ

ออฟไลน์ krayfanxing

  • เออนั่นล่ะ
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 88
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
Re: 《•ใจยักษ์•》♡ ตอนที่ 3 ♡ [5/11/59]
«ตอบ #8 เมื่อ06-11-2016 15:38:34 »

อยากอ่านแล้วรอดูพี่ยักษ์กับรันรัน

ออฟไลน์ darinsaya

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 592
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1
Re: 《•ใจยักษ์•》♡ ตอนที่ 3 ♡ [5/11/59]
«ตอบ #9 เมื่อ06-11-2016 16:16:16 »

 :o8: :o8: :o8: :o8:

น่ า รั ก

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: 《•ใจยักษ์•》♡ ตอนที่ 3 ♡ [5/11/59]
« ตอบ #9 เมื่อ: 06-11-2016 16:16:16 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ kiolkiol

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 337
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
Re: 《•ใจยักษ์•》♡ ตอนที่ 3 ♡ [5/11/59]
«ตอบ #10 เมื่อ06-11-2016 19:34:21 »

ติมตามเลยค่ะะะะ

ออฟไลน์ YINGPREM

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 131
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +112/-1
Re: 《•ใจยักษ์•》♡ ตอนที่ 3 ♡ [5/11/59]
«ตอบ #11 เมื่อ07-11-2016 14:46:10 »

ใจยักษ์ 4

เพราะแววตาของคนตรงหน้าที่มองมาอย่างเย็นชาปนเหยียดยิ่งทำให้ผมอยากกระชากหัวมันมาเหยียบๆซะให้จมดินตรงนั้ เพียงแต่ถ้าผมทำแบบนั้น ผมอาจไม่มีชีวิตรอดกลับไป ทั้งไอ้คนตรงหน้าและไอ้ฝรั่งลูกน้องมันอีกมีแต่คนตัวโตกว่าผมทั้งนั้น เกิดผมทำอย่างที่ใจอยากจริงๆแล้วมันควักปืนออกมายิงผมทิ้งก็แย่สิ และเพราะผมรักตัวเองมากพอเพราะฉะนั้นผมจะไม่ยอมเสี่ยงชีวิตทำเรื่องโง่ๆเด็ดขาด

“คุณจะพูดอะไรก็พูดไปเถอะแต่ผมมีหน้าที่มา ‘เป็นผู้ช่วย’ คุณตามคำสั่งของพ่อคุณ” ผมฉีกยิ้มกว้างให้เขามากกว่าเดิม พูดเสียงโทนนิ่มๆอย่างใจเย็น เน้นคำว่าผู้ช่วยที่บาดหัวใจกูเหลือเกิน

“หึ! ถ้ามึงคิดว่าการเอาเขามาอ้างแล้วกูจะยอม...มึงคิดผิด!เขาสั่งกูไม่ได้”ทศกัณฐ์เอ่ยอย่างเย็นชาพร้อมเหยียดยิ้มที่มุมปากส่งกลับมา

“อ้อเข้าใจแล้ว ถ้าอย่างนั้นเราก็กลับกันเถอะคุณบราวน ก็แค่เด็กเรียกร้องความสนใจจากพ่อ วิธีเด็กๆว่ะ”  ผมทำเป็นพยักหน้าแล้วหันไปพูดกับผู้ชายอีกคนที่ยืนมองเงียบๆอยู่

พรึ่บ!

“มึงว่าใครเด็กเรียกร้องความสนใจวะไอ้สตอเบอร์รี่บอย” ทศกัณฐ์กระชากคอเสื้อผมไปเผชิญหน้า  เท้าผมเกือบลอยจากพื้น   เขาเอ่ยเสียงเข้มๆสีหน้าเย็นชาขึ้นไปอีก

“โอ๊ะโอ   แทงใจดำหรอครับคุณทศกัณฐ์” ผมกระตุกยิ้มยั่วโมโหคนตรงหน้า

“มึง!!!” พลั่ก

เต็มๆครับ  มันต่อยผมลงไปกองกับพื้นเลย

ผมเงยหน้าขึ้นมองไอ้ยักษ์วัดแจ้ง มันมองผมนิ่งๆผมก็มองตอบเงียบๆ ส่วนโจเซฟยังยืนนิ่งอยู่

ภายในปากผมเค็มปร่าไปด้วยรสเลือด  ผมค่อยๆลุกขึ้นยืนช้าๆด้วยตัวเองระบายยิ้มหวานที่สุดในชีวิตให้เขา จากนั้น….

พลั่ก!  ตุบ! ...ก็ยกเท้าถีบเต็มๆแรงใส่ไอ้คนที่เพิ่งชกผมไปเมื่อกี้

“เหี้ย!/เฮ้ย!” ไอ้ยักษ์กับไอ้ฝรั่งอุทานออกมาพร้อมกันทันที  ทศกัณฐ์ล้มก้นกระแทกพื้นเข้าไปในห้องมันอย่างไม่ทันตั้งตัว

แถมจุดที่ผมถีบยังไปโดนตรงแผลมันเป๊ะๆซะด้วย

ผมแสยะยิ้มให้มันอย่างสะใจ พร้อมเอ่ยช้าๆอย่างชัดเจน

“ตอบแทนน่ะครับ ทำมาทำกลับไม่โกงเนอะ” ทศกัณฐ์กัดฟันกรอด ตั้งท่าจะลุกขึ้นมาเอาเรื่องผม ไอ้ฝรั่งอีกคนมองผมอย่างอึ้งๆ

“กูเอามึงตายแน่!!!” ทศกัณฐ์ตะคอกอย่างโมโห พยายามจะลุกขึ้นแต่ก็ทำไม่ได้ดั่งใจนัก  ผมเห็นเลือดเริ่มซึมออกมาจากผ้าพันแผลของมัน

“เชิญเลยครับ คุณจะทำยังไงก็ได้อยู่แล้ว ทั้งพ่อคุณทั้งคนรอบข้างยังไงพวกเขาก็ตามใจทุกอย่าง...คนอย่างคุณนึกอยากทำอะไรก็ทำ เคยนึกถึงหัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่บ้างไหม ใช้วิธีเด็กๆประชดพ่อด้วยการไม่ไปเรียนหนังสือ ทำตัวให้เขาเป็นห่วง ไม่มีสมองคิด โคตรกากเลยว่ะ” ผมต่อว่าเขานิ่งๆโดยไม่เกรงกลัวอีกคนที่กำหมัดแน่นอย่างพยายามระงับอารมณ์โกรธ

“มึงไม่รู้เรื่องอะไร ไม่ต้องมาเสือกพูดแล้วกูก็ไม่ได้ทำประชดใคร...กูไม่ได้สนใจใครทั้งนั้น” ทศกัณฐ์ตะโกนขึ้นเสียงดัง ความเกรี้ยวกราดคุกรุ่นอยู่ในแววตาเขาอยู่เนืองๆ

“ใช่!กูไม่รู้เรื่อง แต่กูเสือกโดนลากเข้ามาเกี่ยวข้อง มันเพราะใคร! เพราะการกระของทำใคร! ต้องให้กูบอกไหมว่าต้นเหตุมันมาจากมึง!ถ้ามึงบอกว่ามึงไม่ได้ทำประชดคนอื่น มึงก็พิสูจน์สิว่าการมีอยู่ของกูมันไม่จำเป็น...ทำให้พ่อมึงเห็นได้ป่ะไอ้ควาย” ผมเริ่มมีน้ำโหเผลอพ่นคำหยาบคายออกมาหลายคำ

ทศกัณฐ์มองผมนิ่งเหมือนอึ้งไปอยู่พักหนึ่ง ไร้คำพูดใดๆตอบกลับมา

“ว่าไง” ผมถามย้ำอีกรอบ

“ก็ได้! มึงเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ดี กูให้โอกาสมึงแล้วนะ ถ้ามึงอยากจะเข้ามายุ่งนักกูก็จะจัดให้ กูจะทำให้มึงวิ่งร้องไห้กลับไปฟ้องเขาแทบไม่ทันเลยล่ะ แล้วนับจากนี้เป็นต้นไปไม่ว่ามึงจะขอร้องอ้อนวอนอยากออกไปแค่ไหน ถ้ากูไม่ให้มึงไป...มึงก็ไม่มีสิทธิ์ไปจากกู  ต่อให้มึงตายกูก็จะตามไปนรกแล้วลากมึงกลับมา” เขาเอ่ยเสียงเย็น ผมขนลุกวาบไปทั้งตัว ราวกับมีพันธนาการที่มองไม่เห็นเข้ามามัดตัวผมไว้อย่างแน่นหนา

แต่ผมเพียงยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ...ชีวิตกูมันไม่มีอะไรให้เจ็บปวดไปมากกว่าที่เคยเจอมาแล้วล่ะ ไม่ว่าจะเจอเจ็บแค่ไหนต่อจากนี้กูก็ไม่รู้สึกอะไรหรอก…

++++++++++++++++++

หลังจากนั้นก็ไม่มีใครพูดอะไร โจเซฟเข้าไปช่วยพยุงทศกัณฐ์ขึ้นจะพาเดินเข้าไปด้านใน ไม่วายหันมาบอกให้ผมปิดประตูแล้วเดินตามเข้าไป

ทศกัณฐ์ทำการเปลี่ยนผ้าพันแผลใหม่เรียบร้อยแล้วนั่งหน้าบึ้งดูทีวีอยู่ที่ห้องนั่งเล่น

ห้องเขาไม่ได้สกปรกเละเทะอย่างที่ผมคิด มีเพียงแค่จาน2-3 ใบที่ยังไม่ได้ล้าง มีฝุ่นเพียงเล็กน้อยเป็นบางจุดเท่าที่ผมสังเกตเห็น  แต่…

ห้องของเขาสวยมาก

ย้ำว่ามากกกก!!!

ตรงทางเดินตั้งแต่ประตูก่อนถึงพื้นยกระดับเข้าสู่ห้องนั่งเล่นถูกปูด้วยหญ้าเทียม ฝั่งตรงข้ามตู้เก็บรองเท้าแบบบิวท์อินมีแอ่งน้ำตกเล็กๆเป็นสไตล์การจัดแบบญี่ปุ่นที่พอมองดูแล้วจะรู้สึกสดชื่นและผ่อนคลายมาก การตกแต่งห้องของเขาเป็นโทน ขาว -เทา-ดำ  ดูเป็นห้องผู้ชายแหละครับ  เรียบๆแต่มันดูดีอย่างลงตัว บันไดขึ้นชั้น 2 อยู่ฝั่งขวามือของห้องนั่งเล่น   มีชั้นลอยยื่นออกมาจากข้างบนด้วย ด้านซ้ายมือเป็นทางไปห้องครัวที่ติดกับห้องทานข้าว แล้วก็ห้องน้ำ  ผมเห็นมีประตูอีกบาน น่าจะเป็นอีกหนึ่งห้องนอน ในห้องนั่งเล่นที่มองออกไปอีกฝั่งมีม่านสีดำปิดไว้  หลังม่านนั่นน่าจะเป็นกระจกที่มองเห็นวิวเมืองกรุงเทพได้

คือชีวิตการเป็นอยู่มันดีขนาดนี้ แล้วดูมันทำตัว

โจเซฟกับผมนั่งอยู่ในห้องทานข้าวที่อยู่ถัดจากห้องนั่งเล่นที่มีไอ้ยักษ์บ้านั่งอยู่

“ผมไม่คิดเลยว่าคุณจะกล้าทำกับคุณทศกัณฐ์ขนาดนี้” โจเซฟเอ่ยตำหนิผมอย่างไม่เกรงใจ

“คนของคุณทำผมก่อนคุณบราวน ผมไม่ได้ทำอะไรผิด...ผมยอมรับข้อเสนอของพวกคุณ แต่ไม่ได้หมายความว่าผมจะต้องยอมพวกคุณทุกเรื่อง” ผมเอ่ยเสียงเรียบพร้อมรอยยิ้มอย่างไม่สำนึก โจเซฟถึงขนาดกับถอนหายใจใส่กับท่าทางของผม

“ช่างเถอะ ถือว่าภารกิจวันนี้คุณทำสำเร็จ แม้จะไม่เชิงว่าสำเร็จก็เถอะแต่คุณรู้ได้ไงเรื่องนายท่านกับคุณทศกัณฐ์มีปัญหากัน” โจเซฟถามพร้อมหรี่ตามองผม

“ผมแค่ใช้สัญชาตญาณเดาเอาเอง แต่ไม่คิดว่าจะจี้ถูกจุดด้วยขนาดนี้ หึๆๆ” โจเซฟเพียงพยักหน้ารับ  แล้วพูดเปลี่ยนเรื่อง

“พรุ่งนี้คุณต้องพาเขาไปมหาวิทยาลัยให้ได้ คุณทศกัณฐ์ขาดเรียนไปเป็นเดือนไม่ค่อยเป็นผลดีต่อตัวเขานัก” โจเซฟแสดงสีหน้าเคร่งขรึมปนลำบากใจ

“ผมขอถามได้ไหมว่าทำไมเขาถึงทำแบบนี้ คงไม่ใช่แค่ทำประชดพ่อแค่นั้นหรอกใช่ไหมครับ?” โจเซฟมองผมนิดเหมือนลำบากใจจะพูด ผมก็นั่งมองเขาเงียบๆไม่ได้เร่งเร้าอะไร ไม่นานโจเซฟก็ถอนหายใจก่อนจะยอมเปิดปากเล่า

“คุณนี่ท่าจะสัญชาตญาณแม่นจริงๆ  ใช่!มันมากกว่าเรื่องที่เขาผิดใจกับนายท่าน...คุณทศกัณฐ์กำลังตามหาคุณแม่ของเธออย่างบ้าคลั่งมา2 เดือนแล้ว ปกติเวลานี้เธอจะไม่อยู่ห้องหรอก  แต่เมื่อวานแผลอักเสบหนักวันนี้เธอเลยอยู่พัก”

ผมเข้าใจแล้วที่เห็นกระป๋องเบียร์เต็มถังขยะ ขวดเหล้าแบรนด์ดังที่เหลือเพียงค่อนกรม ที่โต๊ะห้องนั่งเล่น แล้วลมหายใจมี่มีกลิ่นแอลกอฮอลล์อ่อนๆผสมกับบุหรี่ตอนกระชากเสื้อผมไปประจัญหน้าตอนนั้น

ทศกัณฐ์กำลังเครียดเป็นอย่างมาก

“แล้วทำไมพึ่งจะมาตามหา” ผมถามอย่างสงสัย

“2ปีก่อน  เขาพึ่งมารู้ความจริงบางอย่างว่านายหญิงไม่ได้เสียชีวิตตั้งแต่เขา10 ขวบ หลังรู้เรื่องเขาตรงจากอังกฤษกลับมาไทยทันทีโดยไม่สนใจคำพูดนายท่าน ทั้งตามหาด้วยตัวเองทั้งว่าจ้างนักสืบแต่ก็ไม่มีวี่แวว นายท่านยื่นคำขาดให้เขากลับไปเรียนไฮสคูลต่อที่อังกฤษ แต่คุณทศกัณฐ์ตัดสินใจเรียนมหาวิทยาลัยที่นี่เพื่อตามหานายหญิงต่อ  นายท่านจึงทำอะไรไม่ได้เพราะคุณทศกัณฐ์ไม่ใช่คนที่จะอยู่ในความควบคุมใครตั้งแต่แรก ถ้าเขายอมให้ใครคือเขาอยากยอมเองเท่านั้น และส่วนหนึ่งท่านก็รู้สึกผิดด้วยกับเรื่องที่เกิดขึ้นจึงได้ยินยอมตามใจคุณทศกัณฐ์ เวลาผ่านไปสองปีไม่เจอแม้แต่เงาของนายหญิง แต่เมื่อ2 เดือนก่อน นักสืบที่คุณทศกัณฐ์เคยจ้างก็ติดต่อกลับมา ว่าเจอเบาะแสที่อยู่ของนายหญิงแล้ว คุณทศกัณฐ์ดูดีใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

แต่เมื่อพวกเขาไปถึงนายหญิงก็ย้ายไปที่อื่นแล้ว เขาจึงตามหานายหญิงอยู่บริเวณนั้นทุกวันด้วยความหวังที่แทบจะริบหรี่จนกระทั่งเปิดเทอมก็ไม่ได้ไปเรียน  ไม่สนใจว่าตัวเองจะเป็นจะตายยังไงวันนั้นที่ถูกแทงก็เพราะอดหลับอดนอนจนไปเจอพวกติดยารุมทำร้าย  ถ้าคุณไม่ไปเจอเขาเขาอาจจะปล่อยให้ตัวเองตายไปเลยก็ได้”

“เอ๊ะ   คุณจำผมได้ด้วยหรอครับ” เขาเพียงกระตุกยิ้มนิดๆตอบ

“เพราะฉะนั้นหน้าที่ของคุณคือต้องคอยดูแล เอาใจใส่คุณทศกัณฐ์ทุกอย่างและทำให้เขากลับมาทำหน้าที่ของตัวเองให้ได้”

“โห!คุณ ผมไม่ใช่เทวดานะจะทำได้ทุกอย่างขนาดนั้นเลยหรอ”

“คุณต้องทำให้ได้  เอาล่ะวันนี้คุณกลับบ้านไปเก็บของได้ พรุ่งนี้ผมจะไปรับคุณตั้งแต่เช้านะครับ” เขาเอ่ยตัดบท

“เดี๋ยวก่อน!เก็บของอะไรมิทราบ” ผมขมวดคิ้วถามฝรั่งหน้าหล่อคนนี้ด้วยความสงสัย

“คุณต้องทำให้เขาไปมหาวิทยาลัยแล้วตัวคุณจะไม่ไปหรือไง จะแยกร่างมาปลุกได้ในทุกวันหรอครับ” นี่ผมกำลังโดนฝรั่งเหน็บให้แล้วใช่ไหมครับ

“เฮ้อ!แล้วเขาจะยอมหรอ” ผมถามอย่างเหนื่อยใจ

“ผมจะพูดกับเขาเองครับ….ถ้าไม่มีอะไรวันนี้คุณก็กลับไปได้แล้ว” โจเซฟกล่าวพร้อมยืนขึ้น

“ผม…ขอถามคำถามสุดท้าย” ผมโพล่งขึ้น

โจเซฟมองแล้วพยักหน้าเชิงอนุญาตให้ถามได้

“ในเมื่อเหมือนคุณพอจะเตือนเขาได้  ทำไมไม่ทำหน้าที่นี้เองครับ”

เขานิ่งไปอึดใจ

“ถ้าผมทำได้ คุณไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้หรอกคุณเหรันต์”

อ่อ เป็นหน้าที่ที่น่าอิจฉาสินะ

ผมไม่ได้ตอบกลับอะไรเขา ทำได้เพียงนิ่งและเดินตามเขาออกจากห้องไป…

+++++++++++++++++++

เช้าวันถัดมา…

ตอนนี้ผมกลับมายืนอยู่หน้าห้อง  4001 อีกครั้งแล้วครับ  พร้อมเป้ใบใหญ่ 1 ใบและคีย์การ์ดสีทองอีกหนึ่งอัน  ผมไม่ได้กะมาค้างทุกวัน  เอามาแค่ของใช้ที่จำเป็นเท่านั้นพร้อมชีทเรียน   ผมอาจค้างเฉพาะคืนก่อนวันที่ทศกัณฐ์มีเรียนเช้าซึ่งมีอยู่สองวันในหนึ่งสัปดาห์ ส่วนผมเริ่มเรียนเก้าโมงทั้ง4วัน ยกเว้นวันศุกร์ที่เรียนแค่ตอนบ่าย ชีวิตเด็กภาคปกฯก็งี้แหละครับต้องทำใจ

หลังจากที่ดูตารางเรียนของทศกัณฐ์ทำให้ผมรู้ว่าเขาเรียนคณะเดียวกับผม แต่เรียนภาคอินเตอร์อยู่ปี 3

ทำไมผมไม่ค่อยเห็นหน้ามันเลยวะ

เออ  เรื่องของมัน

ผมแตะคีย์การ์ดพร้อมกดรหัส 1111 เปิดเข้าไปทั้งห้องเงียบมาก มืดด้วย  แน่ล่ะตอนนี้ตี5 เกือบจะ 6 โมง  ท้องฟ้ายังไม่ค่อยสว่างนักม่านก็ปิดไว้ด้วย

ผมกดเปิดไฟ ทั่วทั้งทางเดินก็สว่างวาบขึ้นมา สองเท้าก้าวเดินเอื่อยๆไปจนถึงห้องนั่งเล่น

มองไปชั้นสองมืดสนิท  ทศกัณฐ์อยู่บนนั้น

เอาไงดีวะ  จะหกโมงแล้วปลุกเลยดีไหมไอ้รันต์  เผื่อไอ้ยักษ์วัดแจ้งนั่นตื่นยากต้องมาทำกับข้าวไว้ให้มันอีก  มันไม่ชอบซื้อกิน ต้องมีเชฟหรือคนทำให้ทานแบบปรุงเสร็จใหม่เท่านั้น  เรื่องมากไปอีกเวรของกรรมไอ้รันต์จริงๆ

เอาวะ! ปลุกก็ปลุกตายเป็นตายโว้ย!!!

ผมเอากระเป๋าเป้วางไว้ที่โซฟา แล้วก้าวขึ้นเหยียบบันไดขั้นแรกไฟLEDใต้บันไดสีน้ำเงินอ่อนก็สว่างขึ้นอัตโนมัติ  ผมเดินขึ้นไปเรื่อยๆ  กดสวิซตรงหัวบันไดไฟชั้นสองก็สว่าง  มีทางแยกเป็น 2 ทางด้านละห้อง

ผมเลือกเดินไปทางด้านขวามือเพราะรู้อยู่แล้วว่าเป้าหมายอยู่ที่ไหน(โจเซฟบอกเรียบร้อย) จนไปหยุดอยู่หน้าบานประตูนรก(ตั้งเอง) ค่อยๆยื่นมือไปแตะมือจับประตูแบบก้านโยกหรูสีทองสว่างนั่น

แก็ก  แอ็ดดดดด

หนาว...คือความรู้สึกแรกที่เปิดประตูเข้าไป ผมหันไปปิดประตูเบาๆ แล้วกดสวิซเปิดไฟข้างๆประตู

พรึ่บ! ไฟในห้องสว่างแต่ไม่จ้ามากนัก  มองตรงไปเห็นสิ่งมีชีวิตนามว่าทศกัณฐ์นอนคว่ำอยู่  ทั้งตัวมีบ็อกเซอร์ลายสก็อตสีครามตัวเดียว มันไม่หนาวหรอวะเปิดแอร์ซะ  22°เซลเซียส

ผมเดินไปหยุดอยู่ข้างเตียง มองใบหน้าด้านข้างที่หล่อเหลาของทศกัณฐ์ ขนาดหลับคิ้วยังขมวด  แล้วนี่นอนคว่ำมันไม่เจ็บแผลหรอนั่น

“คุณทศกัณฐ์...คุณๆตื่นดิ” ผมปลุกพร้อมใช้มือเขย่าที่แขนเขาไม่แรงมากนัก

“อื้อ…”แล้วมันก็พลิกตัวหนีไปอีกทาง

“เอาไงดีวะ  อืม…”ผมทำท่าคิด  สายตาเหลือบไปเห็นบางสิ่งที่หัวเตียง

ซ่าาาา!!!

“สัส!!!”ร่างใหญ่ที่นอนอยู่ผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็วพลางลูบหยาดน้ำออกจากใบหน้าและผมที่เปียกชื้นนั่น

ใช่แล้วครับ...ผมราดน้ำใส่หัวทศกัณฐ์เองแหละ

“ตื่นได้แล้วครับ วันนี้คุณมีเรียนเก้าโมงเช้านะครับ” ผมยิ้มอ่อนให้เขาต้อนรับเช้าวันใหม่

“มึงอยากตายใช่ไหมไอ้สตอเบอร์รี่บอย”ทศกัณฐ์ครางต่ำในลำคอ ดวงตาแดงๆอย่างคนนอนไม่พอตวัดมองผมอย่างกับจะฆ่าให้ตาย  ยิ่งมองยิ่งเหมือนยักษ์เข้าไปใหญ่

“เลิกเรียกผมแบบนั้นซะที ผมชื่อรันต์ แล้วคุณก็ลุกไปอาบน้ำแปรงฟันได้แล้วครับ เดี๋ยวไปเรียนสาย” ผมเอ่ยอย่างไม่เกรงกลัวอีกตน

“อย่ามาสั่ง”มันว่าแล้วตวัดผ้าห่มคลุมหัวหนีหน้าผม

“ตื่นนนนนน”ผมยื้อยุดฉุดกระชากผ้าห่มกันกับทศกัณฐ์ทันที  ดึงกันไปกันมาจนผมเริ่มหมดแรง ทศกัณฐ์ที่กระชากผ้าห่มกลับไปทำให้ผมที่ไม่ทันตั้งตัวถลาไปตามแรงดึงของมัน  ตัวผมไปหล่นตุบลงบนเตียงของทศกัณฐ์  แต่ท่าของผมที่คร่อมมันอยู่ตอนนี้นี่สิ  จมูกผมชนกับมันแบบไม่ตั้งใจ(จมูกมันโด่งมาก)

เกิดเดดแอร์ขึ้นชั่วขณะ…

พลั่ก!

ชิบ!!!! ไอ้ยักษ์มันผลักผมตกเตียง  แถมยังหันมายิ้มเยาะให้

“หลบ!กูจะเข้าห้องน้ำ”มันบอกพร้อมตวัดผ้าห่มออกจากตัว ทำท่าจะก้าวข้ามผมไปห้องน้ำ ดีที่ผมหลบแม่งทัน

“เอ่อ…ผม…ผมจะออกไปทำอาหารเช้าให้” ผมบอกอย่างตะกุกตะกักเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นบางสิ่ง  รีบลุกขึ้นแล้วพาตัวเองเดินออกมาจากห้อง แต่ก็ไม่วายได้ยินเสียงไอ้ยักษ์ที่เจือแววขบขันแว่วมาเข้าหู

“หน้ามึงแดงนะไม่เคยเป็นหรอก็ปกติของผู้ชายตอนเช้านี่...สตอเบอร์รี่บอย หึๆๆๆ”

เชี่ย!ถึงจะเรื่องปกติ แต่กูไม่เคยเห็นของคนอื่นนี่หว่า

ผมลงมาชั้นล่างเอากระเป๋าไปเก็บอีกห้องที่อยู่ชั้นแรกเรียบร้อย ไม่ต้องรอมันอนุญาตหรอกครับผมอนุญาตตัวเองเสร็จสรรพ

ผมอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยตั้งที่หอผมก่อนออกมาแล้วล่ะครับ ตอนนี้กำลังคิดอยู่ว่าจะทำอะไรให้ไอ้ตัวปัญหากินดี

‘คุณทศกัณฐ์เธอชอบกินอาหารไทยครับ แต่รสจัดมากไม่ได้’  อยู่ๆคำพูดของโจเซฟก็ผุดขึ้นมาในหัว อืม…ข้าวต้มละกัน จะได้ไม่หนักท้องด้วย

ผมเปิดตู้เย็นค้นหาวัตถุดิบ  มีของสดอยู่เต็มตู้เลยครับคิดว่าโจเซฟไปหามาเตรียมไว้ให้

อื...ทำข้าวต้มหมูละกัน ป้องกันข้ออ้างการแพ้กุ้ง

7.15  a.m.

ผมทำเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ  ไอ้ยินเสียงปิดประตูห้องจากด้านบน ทศกัณฐ์คงแต่งตัวเสร็จแล้ว

ผมเดินออกไปรอเขาที่ห้องนั่งเล่น  มันเดินลงบันไดมาหน้านิ่งๆเหมือนไม่สนใจผม  ผมสีน้ำตาลอ่อนเสยขึ้นเซ็ตเป็นทรงเปิดหน้า(หล่อ)เหี้ยๆนั่นชัดเจน   แต่งตัวด้วยเสื้อเชิ้ตแขนยาวพักขึ้นถึงข้อศอกสีกรมท่า กางเกงยีนสีซีดเข้ารูปไปกับขายาวๆ  ถุงเท้าสีดำ   ผมไม่แปลกใจในการแต่งตัวของเขาเพราะคลาสที่ทศกัณฐ์เรียนส่วนมากมีแต่ต่างชาติ   ดังนั้นการแต่งตัวจึงค่อนข้างฟรี

“ผมทำอาหารเช้าไปให้แล้ว เชิญครับ” ผมบอกยิ้มๆ

เขายังยืนนิ่งที่ตีนบันได

“ถ้าไม่กิน….”ผมหยุดพูดพร้อมชูสิ่งที่จะทำให้เขาฟังผมง่ายขึ้น “ผมไม่รับประกันความปลอดภัยของมันนะครับ” ผมแสยะยิ้ม  พลิกกันดั้มในมือไปมา ทศกัณฐ์กัดฟันกรอด ตางี้เขียวปั๊ด

ใช่แล้วล่ะ...หุ่นยนต์กันดั้ม  ของเล่นสุดรักสุดหวงของทศกัณฐ์  นี่ผมเลือกหยิบตัวที่เด่นที่สุดในห้องของเขามาเลยนะครับ   หึๆๆ(แอบกลับเข้าไปหยิบตอนทศกัณฐ์อาบน้ำ)

“เจฟ….”เขาครางในลำคออย่างข่มอารมณ์ ตวัดสายตามองผมอย่างกับจะฆ่าให้ตายตรงนี้

เป็นอย่างที่คิด...โจเซฟบอกผม เขาไม่กล้าทำแต่ผมกล้านี่

“เชิญครับคุณทศกัณฐ์” ผมผายมือไปทางห้องครัว  สายตาเขาแค้นผมมากแต่ก็ยอมเดินไปแต่โดยดี

เหรันต์ Vs  ทศกัณฐ์

           1 – 0

.

.

.

.

ตอนนี้ผมกับทศกัณฐ์อยู่ที่ลานจอดรถชั้น 5 เขาเดินไปบล็อคริมสุด  มีเลขเดียวกับเลขห้องระบุไว้ที่เสา มีAston Martin DB11 สีเทาควันบุหรี่จอดอยู่  พร้อมกับ  Ducati Panigale R   สีแดง  ที่จอดอยู่ข้างๆกัน

 ทศกัณฐ์เดินไปที่ดูคาติในมือเขาถือหมวกกันน็อคลงมาตั้งแต่บนห้อง  แต่ผมตัวเปล่านะ

เขามองผมแวบนึงขึ้นคร่อมรถแล้วเสียบกุญแจใส่หมวกกันน็อคเรียบร้อยพร้อมไปแต่ยังไม่ออกรถในทันที...ราวกับว่ารออะไรบางอย่าง

“เฮ้!คุณต้องพาผมไปด้วยนะ” ต้องตามเดี๋ยวมันไม่ไปเรียน

เขาไม่ได้พูดอะไร  ผมจึงรีบกระโดดขึ้นรถเกาะหลังเขาอย่างรวดเร็ว

บรืนนนนนน

ไอ้สัสสสสส ผมผวาเกาะบ่าทศกัณฐ์ไว้แทบไม่ทัน   เมื่อกี้เกือบหงายหลังไปทัวร์นรกแล้วไหมล่ะ

“ขับช้าๆหน่อย” ผมตะโกนบอก

บรืนนนนนนนนน  มันบิดคันเร่งยิ่งกว่าเดิม

ฟังกูมาก ขอบคุณครับ

.

.

.

.

ไม่รู้ว่านานแค่ไหนกว่ารถนรกนี่จะหยุดลง  ผมหลับตาปี๋ตลอดทางหมวกกันน็อคก็ไม่มี  มันขับปาดไปปาดมา  เสียงด่าพ่อล้อแม่ตามหลังมาไม่หยุด  มารู้ตัวอีกทีมันพาผมมาหยุดอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้  มือที่เคยเกาะบ่าก็เปลี่ยนมาเป็นกอดเอวมันแน่นตอนไหนวะ

 แต่สิ่งที่ผมรู้ตอนนี้คือ มันมาแล้ว…

อุ๊บ! ความผะอืดผะอมที่ตีตื้นขึ้นมาที่คอหอย

ผมรีบกระโดดลงจากรถ  วิ่งเข้าข้างทางที่เป็นหญ้ารกๆ ข้าวต้มหมูกู!!!

ผมอ้วกจนไม่เหลืออะไรจะออกแล้ว

หันไปทางไอ้ตัวต้นเหตุ  มันเปิดหน้ากากหมวกกันน็อคเห็นแค่ครึ่งหน้า

ผมเห็นแค่ดวงตาที่หยีขึ้นเหมือนยิ้มกว้าง

ฟัคคคคคคค กูหลงกลมัน  ผมรีบวิ่งไปหามัน

แต่ไม่ทันแล้วครับ….

มันโบกมือให้ผม2-3ที แล้วบิดรถออกไป

กร๊าซซซซซ   ไอ้รันต์โมโห หลงกลมันจนได้

.

.

.

.

.

.

แล้วมันเอากูมาปล่อยไว้ที่ไหนในประเทศไทยว่ะเนี่ยยยย

เหรันต์  VS  ทศกัณฐ์

         1 – 1 

+++++++++++++++++

***แก้คำผิดและรีไรท์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-02-2018 16:08:46 โดย YINGPREM »

ออฟไลน์ oiruop

  • เ รื่ อ ง โ ง่ โ ง่ นี่ ฉ ล า ด นั ก ⊙﹏⊙∥
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 470
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0
    • https://www.facebook.com/book.yaoi?fref=ts
Re: 《•ใจยักษ์•》♡ ตอนที่ 4 ♡ [7/11/59]
«ตอบ #12 เมื่อ07-11-2016 15:14:12 »

สนุกกกกกกกกกกกกกกกกก

 :L2: :L2: :L2: :L2: :L2:

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4110
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +114/-8
Re: 《•ใจยักษ์•》♡ ตอนที่ 4 ♡ [7/11/59]
«ตอบ #13 เมื่อ07-11-2016 15:41:05 »

หึหึ แกล้งกันไปมาเดี๋ยวก็สปาร์คกันเอง

ออฟไลน์ azure

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 772
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-2
Re: 《•ใจยักษ์•》♡ ตอนที่ 4 ♡ [7/11/59]
«ตอบ #14 เมื่อ07-11-2016 17:52:55 »

มวยถูกคู่ 55555

ออฟไลน์ Pumpkin

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1185
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +163/-8
Re: 《•ใจยักษ์•》♡ ตอนที่ 4 ♡ [7/11/59]
«ตอบ #15 เมื่อ07-11-2016 18:08:15 »

ตลกกกกกกกก ไอ้ช่วงที่ตีกันนี่แหละสนุกนัก!

ออฟไลน์ YINGPREM

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 131
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +112/-1
Re: 《•ใจยักษ์•》♡ ตอนที่ 4 ♡ [7/11/59]
«ตอบ #16 เมื่อ09-11-2016 18:30:44 »


ขอบคุณสำหรับทุกเป็ดและคอมเม้นนะคะ  เปรมดีใจมาก  รู้สึกมีกำลังใจจะแต่งต่อมาก  และที่สำคัญขอบคุณนักอ่านทุกคนที่หลงเข้ามาอ่านนะคะ  :กอด1:


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++




5




“เออ   เดี๋ยวตอนบ่ายกูเข้า  แค่นี้นะเว้ย”  เฮ้ออออ  รอดตัวไป

เมื่อกี้ผมพึ่งวางสายจากเมฆครับ   คือมันเลยเวลาเรียนไปเป็นชั่วโมงกว่าๆแล้วไง  มันเลยโทรตามผม  แต่ผมโกหกไปว่าตื่นสาย  เดี๋ยวตอนบ่ายเข้า  มันก็วางไป

คือผมไม่อยากบอกเมฆว่าต้องมาคอยดูแลไอ้ตัวปัญหานี่   ไม่อยากให้มันเป็นห่วงน่ะครับ   ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะจบเมื่อไหร่   เลยไม่อยากพูดอะไรมาก

ตอนนี้ผมอยู่บนแท็กซี่แล้วครับ   แต่กว่าจะได้ขึ้นแท็กซี่  ผมก็เดินจากจุดที่ไอ้เวรนั่นทิ้งผมไว้เกือบๆชั่วโมงกว่าจะถึงถนนใหญ่แล้วโบกแท็กซี่กลับมอ   แม่งมันพาผมมาทิ้งไว้ไกลมากแทบจะคนละฟากกับที่อยู่เลยล่ะ   ไอ้ทศกัณฐ์มันก็มีความพยายามดีเนอะ   ผมหวังว่ามันแกล้งผมแล้วคงจะไปเรียนนะ



++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ผมอยู่มหาวิทยาลัยแล้วครับ  ตอนนี้ใกล้เวลาเที่ยงแล้ว   กำลังนั่งรอไอ้เมฆเลิกเรียนที่ม้าหินอ่อนใต้ตึกคณะ
.
.
.
.
.
.
“มึงไม่ต้องกังวลนะเว้ย   เดี๋ยวกูให้คนของพ่อกูตามหาอีกแรง”  เสียงคนคุยกันดังขึ้นที่โต๊ะข้างๆ   สงสัยพึ่งเดินมา  เพราะก่อนหน้านี้ที่ผมนั่งไม่มี

“อืม  กูไม่อยากคิดอะไรแล้ว” อีกเสียงตอบกลับ  เสียงคุ้นๆ  แต่ผมไม่ได้สนใจหันไปมอง  ตอนนี้กำลังจดจ่ออยู่กับคุ้กกี้รันได้ที่เลย(เขาเลิกเล่นกันนานแล้วนะ)

“อย่าคิดมากๆ   กูว่าเราไปฉลองต้อนรับการมาเรียนวันแรกของไอ้ทศกันเหอะว่ะ   พูดแล้วก็เซ็งเมื่อเช้าแม่งมาปลุกกูตั้งแต่ยังไม่ทันสิบโมง   มีเรียนบ่ายนะไอ้สัด” หนึ่งในนั้นพูดขึ้น

หืม…ทศงั้นหรอ   ทำไมเดี๋ยวนี้กูได้ยินคนพูดชื่อนี้บ่อยจังวะ

แต่ก็ยังก้มเล่นเกมส์ต่อ

“หมามันกวน” มันพูดว่าไงนะ  ฟังไม่ชัดว่ะ

“มึงเลี้ยงหมาหรอวะ  กูอยากเห็นว่ะ  แต่กูว่าก็ดีเหมือนกันนะ  ไม่ได้กินเหล้าพร้อมหน้ากันนานละ  มึงว่าไงทศ” เสียงไอ้คนแรกพูด

“หึ…แล้วแต่”

“งั้นวันศุกร์   ที่เดิมนะ” เสียงทุ้มอีกเสียงว่า

“เออ   แต่ตอนนี้หาไรแดกกันก่อน   ตอนบ่ายจะได้เข้าเรียน” อีกเสียงในแก็งค์นั้นพูดขึ้น

ผมที่เล่นเกมส์ตายพอดีกำลังหันไปมองทางกลุ่มนั้นให้หายสงสัย  แต่

ควับ

“ว่าไงน้องรันต์   รอพี่เมฆนานไหมจ๊ะ”  เสียงไอ้เมฆดังขึ้นพร้อมกับแรงรัดที่คอจากด้านหลัง  ผมตีแขนไอ้เมฆให้ปล่อย  มันก็ปล่อยแต่โดยดี

“เล่นเหี้ยไรของมึงเนี่ย” บ่นไอ้เมฆพลางสายตาก็เหลือบไปมองทางกลุ่มนั้น  ที่เห็นแค่ข้างหลัง 3-4 คน ไกลอยู่ลิบๆ  เดินไวชิบ

“พูดไม่เพราะๆ  เดี๋ยวพี่ก็ตบปากด้วยด๊อกเตอร์มาร์ตินพี่ซะเลย” ไอ้เมฆหยอก

“มึงอ่ะดิ  จะโดนช้างดาวกู” ผมสวน พลางลุกขึ้น

ไอ้เมฆเดินมากอดคอแล้วพากันเดินไปกินข้าวกลางวันที่โรงอาหารคณะกันสองคน

โดยที่ผมไม่ทันเห็นว่าหนึ่งในนั้นหันมามองทางผมพร้อมรอยยิ้มที่มุมปากอย่างปริศนา
.
.
.
.
.
.
.

“ไปไหนต่อป่ะ” เมฆถามแต่สายตายังมองไปที่อาจารย์กำลังสอนอยู่

“ถามกูหรอ” ผมหันไปถาม

“ไม่ถามมึงจะไปถามหมาที่ไหน” มันหันมาว่า

“เอ้าจะรู้หรอ   ไม่ได้ไปไหนหรอก   แต่ตอนเย็นๆไม่ว่าง” ผมบ่นให้มันแล้วตอบคำถาม

เมฆหรี่ตามองเล็กน้อย

“ไปไหน   เดี๋ยวนี้ธุระเยอะนะมึง” มันถามจี้

“เออน่ะ   ธุระป้าพิมพ์เหมือนเดิมแหละ” ผมบอกแล้วหันไปมองสไลค์อาจารย์อย่างแนบเนียน

“อย่าให้กูรู้นะว่ามีไรปิดบังกูอีก” เมฆพูดขึ้น

ผมหันไปฉีกยิ้มให้มัน  เราไม่ได้พูดอะไรกันต่อหันไปสนใจเรียนเหมือนเดิม   ผมว่ามันต้องสงสัยแหละ   เอาไว้กูจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วนะเมฆกูจะบอกมึง


แต่ผมคงไม่รู้ว่าเรื่องของเขาคงจัดการไม่ได้ง่ายๆอย่างที่คิด



++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


“ผมทำแกงเขียวหวาน  ผัดวุ้นเส้น   กับหุงข้าวสวยไว้แล้ว   ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมกลับเลยนะครับ” ผมบอกปลายสาย

(ครับ) โจเซฟตอบกลับมาสั้นๆแล้ววางสายไป

ตอนนี้เกือบๆหกโมงเย็นแล้วครับ  หลังเลิกเรียนและแยกย้ายกันกับไอ้เมฆ(ที่มองอย่างจับผิด) ผมก็ตรงดิ่งมาคอนโดฯไอ้ยักษ์เลวทันที   ผมทำอาหารเตรียมไว้ให้มันตามเงื่อนไข   ส่วนทำความสะอาดห้องและอื่นๆวันหยุดผมถึงจะทำ   เพราะห้องก็สะอาดเรียบร้อยดี   ป่านนี้ไอ้ยักษ์นั่นคงกำลังกลับถึงห้องถ้ามันไม่ได้ไปไหน

ใช่ครับ   โจเซฟบอกผมว่ามันไปเรียน

แม้จะแปลกใจว่ามันว่าง่ายผิดปกติแฮะ   แต่ก็แลกมาด้วยความเหนื่อยยากของกูเหมือนกันนะ

ติ้ด    แก็ก

ผมที่กำลังจะเดินไปถึงประตูชะงักไป   เมื่อประตูถูกเปิดออกจากด้านนอกซะก่อน

มันมาแล้ว!

“อ้าว   กลับมาแล้วหรอครับ”  พอมันเปิดประตูเข้ามา   ผมก็ยิ้มทักทายทันที

ไอ้ยักษ์เลิกคิ้วข้างหนึ่งมองผมเหมือนแปลกใจ  ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ

“อย่ามาทำตัวเหมือนเมียกู   ขนลุก” สัส  ใครทำตัวเหมือนเมียมึงไม่ทราบ   อย่างกับกูอยากจะทำนักนี่   กูฝืนใจล้วนๆเหอะ

“ใครจะไปทำอะไรแบบนั้น   ผมทำกับข้าวไว้ให้คุณแล้วนะครับ   จะกินไม่กินก็เรื่องของคุณนะ” ผมบอกอย่างไม่ถือสากับคำพูดนั้น  แม้ในใจอยากจะถลาไปตบปากมันมากกว่า

มันไม่ตอบแต่ถอดรองเท้าไปเก็บไว้ในตู้  แล้วเดินผ่านผมไป

แต่ขณะที่มันเดินสวนผมนั้น   มันก็พูดเบาๆขึ้น

“เป็นไง  เดินสนุกไหมวันนี้”

กรอด!ผมกัดฟันแน่น   อุตส่าห์พยายามลืมๆมันไปแล้วนะ

“ก็ไม่เท่าไหร่นะครับ   รู้เหมือนได้ออกกำลังกายมากกว่า  ขอบคุณนะครับผมแข็งแรงขึ้นเยอะก็เพราะคุณเลย” ผมว่า  ก่อนจะรีบเดินไปใส่รองเท้าแล้วเดินไปเปิดประตูออกจากห้องโดยไม่หันไปมองเขาแม้แต่น้อย
.
.
.
.
.
.
.

วันศุกร์

ผมทำโจ้กกับไข่ตุ๋นทรงเครื่องไว้ให้ทศกัณฐ์ในตอนเช้า    เมื่อคืนผมไม่ได้นอนที่นี่มันไม่ชินน่ะ    ผมเปิดประตูเข้าไปในห้องมัน   เตียงว่างเปล่าปและได้ยินเสียงน้ำไหล   คงกำลังอาบน้ำอยู่   วันนี้ทศกัณฐ์มีเรียนเช้าส่วนผมมีตอนบ่าย   สายๆผมถึงจะออกไป

ผมเดินไปเก็บเตียงให้เขา  สักพักเสียงน้ำไหลก็หยุดพร้อมประตูเลื่อนห้องน้ำเปิดออก  ร่างสูงเดินออกมามีผ้าเช็ดตัวพันไว้ที่เอวหมิ่นเหม่   ทั้งตัวมีน้ำเกาะประปราย   หน้าท้องเป็นลอนมีรอยเย็บแผลด้านซ้ายที่คงแห้งใกล้หายแล้ว

เขาเหลือบตามองผม  ผมหันหน้าหนีไปพับผ้าห่มต่อ  ทศกัณฐ์เดินไปทางห้องแต่งตัวอย่างไม่พูดอะไร

หลังเก็บที่นอนเรียบร้อย    ผมก็ออกมานั่งดูทีวีที่ห้องนั่งเล่น  รอทศกัณฐ์กินอาหารเช้าเสร็จจะได้ล้างจานชามให้เสร็จทีเดียว

ที่น่าแปลกใจคือ   ทศกัณฐ์กินอาหารที่ผมทำไว้ให้ทุกครั้ง  แม้ครั้งแรกจะโดนบังคับ  แต่ครั้งอื่นๆมันก็ยอมกินง่ายๆอย่างไม่ปริปาก   ผมนึกว่ามันจะแกล้งทิ้ง  หรือด่าสาดเสียเทเสียผมซะอีก

แต่เห็นผมอย่างนี้  ฝีมือการทำอาหารผมก็พอตัวนะครับ   เพราะต้องอยู่คนเดียวตั้งแต่อายุ 15 ปี  ผมก็ทำทุกอย่างได้เองแทบทั้งหมด


ตอนนี้ผมสบายใจได้หนึ่งอย่างคือมันยอมไปเรียนแล้ว   แทบไม่ต้องบังคับอะไรอีก  แม้เมื่อวานผมต้องใช้นาฬิกาปลุกถึง3ตัวในการปลุกให้มันตื่นก็ตาม

เห็นมันเดินออกมาจากห้องครัวแล้วครับ  สงสัยกินเสร็จแล้ว  ผมลุกขึ้นจะเดินไปล้างจานชาม

“เดี๋ยว” ระหว่างที่เดินไปทางครัว  ทศกัณฐ์เรียกผมไว้ก่อน

“มีอะไรครับ” ผมหันไปถาม

“กูไปเรียนแล้ว   ทำไมมึงยังอยู่” ทศกัณฐ์ถามขึ้น

“อืม…อันนี้ผมก็ไม่รู้สิ   คุณต้องถามคุณบราวนนะ  แล้วนี่มันพึ่งจะวันที่ 3 มันเร็วไปไหมที่พ่อคุณจะเชื่อ” ผมตอบ

ทศกัณฐ์ทำหน้าเซ็งๆ   ก่อนจะนั่งลงที่โซฟาเปิดทีวีดูไม่สนใจผมอีก

“อย่าลืมรีบไปนะครับ   เดี๋ยวสาย”  ผมบอกก่อนจะเดินเข้าครัวไป

แอบตลกมันอยู่นะ   เขาเหมือนเด็กร้ายๆคนหนึ่งที่แค่ต้องการคนใส่ใจเท่านั้นเอง


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


“วันนี้กูไปแดกเหล้ากับพวกไอ้อ๋องนะ   มึงไปป่ะ” เมฆชวนขณะเดินออกจากตึกคณะ

“ไม่อ่ะไปเหอะ    กูจะนอน” ผมบอก  จริงๆไอ้เมฆมันก็ชวนพอเป็นพิธี  ผมไม่ค่อยถูกกับเหล้าน่ะ   ไม่ใช่อะไรนะ คออ่อนเว้ย(รู้ตัว)

ส่วนไอ้เมฆแม่งทุกอาทิตย์อาบได้เป็นอาบไอ้นี่   แต่ช่วงอาทิตย์สอบมันก็งดๆอยู่

“ไปฝึกๆไว้บ้างรันต์   ระวังโดนเขามอมง่ายๆ”  เมฆบอก

“ข้ออ้างจะแดกเหล้ามากกว่า   ใครจะมามอมกู” ผมบอก  ใกล้ถึงรถเมฆละ  วันนี้มันจะไปส่งผม  แล้วเดี๋ยวผมค่อยต่อรถจากหอไปคอนโดไอ้ยักษ์นั่น

“มันก็ไม่แน่   น้องรันต์ของพี่ยิ่งน่ารักๆอยู่  หึๆๆ”  เมฆว่าพร้อมขยี้หัวผม  สัสผมยุ่งหมด

“น่ารักเตี่ยมึงอ่ะ” ผมว่าแล้วรีบวิ่งหนีไปที่รถ  เดี๋ยวมันเตะ
.
.
.
.
.
.

23.20 p.m.

Rrr   Rrr  Rrr

เสียงโทรศัพท์ผมดังขึ้นตอนเคลิ้มๆใกล้จะหลับ

ใครวะ

‘Mr.Brown’

หืม   โจเซฟงั้นหรอ  โทรมาทำไมป่านนี้วะ  หวังว่าคงไม่มีเรื่องอะไรเดือดร้อนกูอีกหรอกนะ

“ครับ” ผมกรอกเสียงลงไปหลังกดรับสาย

(คุณอยู่ไหน) เขาตอบกลับทันที

“หอผมครับ  มีอะไรหรอ”

(คุณทศกัณฐ์เธอยังไม่กลับห้อง) น้ำเสียงติดกังวลนิดๆ

“แล้ว?” เกี่ยวอะไรกับกูวะ

(นายท่านมีคำสั่งคุมความประพฤติคุณทศกัณฐ์   เธอต้องกลับห้องไม่เกินตี 1 คืออย่างช้าสุด   แล้วคุณก็ต้องไปตามเขากลับ   ขอโทษที่ผมลืมบอก) โจเซฟบอก

“ห๊ะ” แม่งนรก  ซวยกูอีกแล้วๆๆๆๆ

(ตามนั้นครับ)

“เดี๋ยวๆ  แล้วผมจะไปตามเขาที่ไหนวะ…ครับ” เกือบลืมสุภาพ

พูดแล้วผมก็รีบลุกถอดชุดนอนจะเปลี่ยนเสื้อผ้า  หูกับไหล่ก็หนีบโทรศัพท์ไว้  แม่งหายง่วงเลยกู

(คลับ C โซนวีไอพี  บอกการ์ดว่าเป็นคนของคุณทศกัณฐ์) พูดจบก็วางสายไป

เดือดร้อนกูอีกแล้ว   คิดไว้แล้วไม่มีผิดว่าอย่างมันคงจะทำให้กูนอนเฉยๆสบายๆไม่ได้นานหรอก

รีบออกจากหอ  เดินไปโบกแท็กซี่ที่หน้าปากซอย(เป็นถนนใหญ่)  ทางมืดก็มืด  เกิดกูโดนขี้ยาดักรุม  ใครจะรับผิดชอบชีวิตกู
.
.
.
.
.
.

คลับ C

ผมมาถึงหน้าคลับแล้ว   แค่มองข้างนอกก็หรูหราทำเอาซะการแต่งตัวกูดูขอทานทันที(กางเกงยีนส์ 3 ส่วน  เสื้อยืดคอวี  รองเท้าผ้าใบคอนเวิร์สเก่าๆ)

ผมสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่  ทำใจกล้าตรงดิ่งไปประตูทางเข้า  แต่

“ขอบัตรแสดงตัวด้วยครับ” การ์หน้าโหดสองคนเข้ามายืนขวางทันที  ผมรีบหยิบบัตรประชาชนจากกระเป๋าตังค์ส่งให้  แต่ไม่มีใครรับแถมมองผมเหยียดๆด้วย

“ผมหมายถึงบัตรสมาชิก  ถ้าไม่มีมาทางไหนก็กลับไปทางนั้นเลยไอ้หนู”  หนึ่งในนั้นบอกเสียงเข้ม

“เอ่อ  คือผมมาหาคุณทศกัณฐ์น่ะครับ”  ลองบอกไปเผื่อฟลุ๊คได้เข้า

พวกเขามองหน้ากันเหมือนปรึกษา  แต่ผมชิงพูดขึ้น

“ผมไม่โกหกพวกคุณหรอก  ผมเป็นคนของเขาจริงๆ  ไม่เชื่อคุณก็ลองไปเรียกเขาดูสิ” ตอนนี้เหงื่อแตกพลั่ก  แต่เก็บอาการ

“ก็ได้  แต่อย่าให้รู้ว่าโกหกละกัน  ไม่งั้นพวกผม…” เขาเว้นคำพูดแล้วใช้นิ้วชี้เชือดคอตัวเองขู่ผม  ผมพยักหน้าแล้วยิ้มแหยๆให้  แล้วพวกเขาก็เบี่ยงตัวหลบให้ผมเข้าไป


ภายในคลับคนเยอะมาก  เต้นเบียดเสียดกันไปหมด  มีสปอร์ตไลท์หลากสีหมุนไปหมุนมา   ดีเจก็เปิดเพลงอย่างเมามัน  คลับนี้น่าจะมี 3 ชั้น  ชั้นแรกสำหรับพวกชอบเต้นเฮฮา  เป็นโต๊ะยืนดริ้งค์  ส่วนชั้นสองจะเป็นโต๊ะมีที่นั่งเปิดโล่งมองเห็นชั้นล่าง  มีคนยืนเต้นอยู่ประจำโต๊ะประปราย  มองเหนือขึ้นไปจากชั้นสองเป็นกระจก  แต่มองไม่เห็นด้านใน  นั่นน่าจะเป็นโซนวีไอพี

ผมเดินเบียดไปหาบริกรที่ยืนอยู่มุมหนึ่ง

“ขอโทษนะครับ  คือผมมาหาเพื่อนที่อยู่โซนวีไอพี” ผมบอกบริกรเสียงดังหน่อย

“ขอบัตรด้วยครับ” เขาพยักหน้าแล้วขอบัตร

“คือผมไม่มี” ผมพูดเสียงอ่อน

“งั้นคงไม่ได้นะครับ  นอกจากจะโทรเรียกให้เพื่อนคุณมารับขึ้นไป”  เขาบอก  เบอร์มันมีที่ไหนล่ะ

“คือผมไม่อยากรบกวนทศกัณฐ์น่ะครับ  ผมกะมาเซอร์ไพส์เขา  วันนี้วันเกิดเขาน่ะ” ผมเดาว่าคนที่นี่น่าจะคุ้นเคยกับทศกัณฐ์   ผมไม่มีทางเลือกจึงต้องเล่นละครหลอกเขาให้พาผมขึ้นไป

นี่กูกำลังจะกายเป็นผู้ชายสตอร์เบอร์รี่อย่างที่มันว่าจริงๆหรอวะ

“อ้าว  เพื่อนของคุณทศกัณฐ์หรอกหรอครับ  งั้นเชิญทางนี้เลยครับ”  เขาบอกแล้วเดินนำผมไป  ผมแสยะยิ้มให้กับความสำเร็จเล็กๆของตัวเอง

เขาพาผมขึ้นบันไดมาเรื่อยๆจนถึงชั้น 3 อย่างที่ผมนึกเดา  โซนนี้คนไม่พลุกพล่านเพราะอยู่ในห้องใครห้องมัน  มีการ์ยืนคุมอยู่ 3 คนตรงทางเข้าโซน  เขาเดินไปกระซิบครู่นึง  แล้วพาผมไปหยุดอยู่ห้องนึง

“ห้องนี้แหละครับ” บริกรบอก  ก้มหัวแล้วเดินจากไป

ผมสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่  ในหัวสรรหาคำพูดมากมายที่จะทำให้เขากลับไปด้วยให้ได้

แก็ก   แอ๊ดดด

ผมพลักประตูเข้าไป   มองไปยังภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า  ห้องที่มีแสงไฟสีส้มสลัวๆ   ผมกวาดสายตามอง   เริ่มจากผมเห็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังนั่งจูบปากอย่างดูดดื่มกับผู้หญิงที่นั่งอยู่บนตักเขา  ถัดไปเป็นผู้ชายสองคนนั่งข้างกัน  คนหนึ่งถือบุหรี่สูบ   แขนอีกข้างพาดยาวไปที่พนักโซฟาเลยไปถึงผู้ชายอีกคนที่นั่งซบแขนเหมือนคนเมาอยู่ข้างๆ   และสุดท้ายเด็ดสุดไอ้หัวน้ำตาลเข้มธรรมชาติที่คุ้นเคยกำลังไซร้คอผู้หญิงอีกคนที่นั่งข้างๆ  มือข้างหนึ่งถือแก้วเหล้า  ส่วนอีกข้าง…ล้วงนม

ฟัคคคคคคค  เปิดห้องดีไหม

คือตอนนี้ไม่มีใครสนใจผมยกเว้นไอ้คนที่ดูดบุหรี่อยู่  เขาเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้นมองผมสายตาประมาณว่ามึงเป็นใคร   คือมันหน้าหล่อมากครับ  คมเข้มแบบไทยแท้เลยล่ะ

“เอ่อ…”  ผมยืนเอ๋อ   ไม่รู้จะพูดอะไร   ไม่คิดว่าเปิดมามันจะเห็นอะไรแบบนี้

“มีอะไร”  ผู้ชายที่ถือบุหรี่ถามขึ้น

“ผมมาตามเขากลับ” บอกผมชี้ไปที่ไอ้ตัวปัญหา  ผู้ชายหล่อไทย(ไม่รู้จะเรียกไง) พยักหน้า  พร้อมเรียก

“ไอ้ทศ  เด็กมึงมาตามกลับ”

“เหี้ยไม่ใช่” ผมรีบปฏิเสธ

“หืม  เด็กไอ้ทศงั้นหรอ”  ไอ้ผู้ชายที่ดูดปากผู้หญิงผละออกมามองผม   มันหน้าออกทางฝรั่ง  แต่ก็ไม่มาก  ผมสีเข้มจนเกือบดำแต่ตาสีฟ้า   น่าจะลูกครึ่งนะ

“ก็บอกว่าไม่ใช่ไงวะ” ผมเถียง  หน้าเริ่มบึ้ง  คือกูเริ่มง่วงโว้ย

“ฮ่ะฮ่าๆๆ  โอเคๆ  ไม่ใช่ก็ไม่ใช่  เฮ้ยไอ้ทศเมียมึงมาตามกลับบ้าน” สัส  เมียเลยหรอวะ  ประโยคแรกมันพูดกับผมแล้วหันไปตะโกนเรียกไอ้ตัวปัญหา

คราวนี้ไอ้ตัวปัญหาชีวิตผมยอมหยุดเลื่อนมือออกจากเกาะอกผู้หญิง  เงยหน้ามองผมแวบเดียวแล้วยกแก้วเหล้าขึ้นจิบ  แล้วหันไปบอกเพื่อน

“มันไม่ใช่เมียกู” เอ่ยหน้านิ่งๆ  ผมพยักหน้ายืนยัน

“แล้วไมมันมาตามมึงกลับ” ผู้ชายหน้าไทยถาม

เงียบ…

“ผมว่าคุณควรกลับได้แล้วนะครับ” ผมพูดขึ้น

เพื่อนๆมันพากันหรี่ตามองผมกับมัน

“ถ้าอย่างนั้น…” คราวนี้ผมยกโทรศัพท์กดรูปแล้วเอาไปให้เขาดูใกล้ๆ

“สัด!! ไอ้สตอร์เบอร์บอย  มึงอยากตายจริงๆใช่ไหม”  มันถลาลุกขึ้นมากระชากเสื้อผม  แต่ผมก็ยังยิ้มให้

“กลับไหมครับ” ผมถามพร้อมยิ้มเย็น

กรอด!!! มันกัดฟันแน่น  สะบัดตัวผมออก  เดินไปหยิบกุญแจรถแล้วเดินปึงปังกระแทกไหล่ผมออกจากห้องไป

“เหี้ย…” พวกเพื่อนๆมันมองมาทางผมอย่างอึ้งๆพร้อมหลุดอุทานออกมา

ผมไม่ได้ตอบอะไรเพียงแค่ยิ้มก้มหัวให้เล็กน้อยแล้วเดินจากมา
.
.
.
.
.
.
.
.

ผมอยู่หน้าห้อง 4001 อีกครั้ง  ผมกลับแท็กซี่น่ะครับ  ตอนที่เดินออกมาผมเห็นแค่ท้ายรถมันลิบๆ   ไม่ได้กะว่าจะกลับกับมันอยู่แล้ว

ผมเดินเข้าห้องไป   เก็บรองเท้าแล้วเดินไปที่ห้องนั่งเล่น  เห็นทศกัณฐ์นั่งอยู่ที่โซฟาหน้าทีวี  มือกำหมัดแน่น

“มึงจะเล่นแบบนี้ใช่ไหม   มึงอยากลองตายดูไหมไอ้รันต์” เขาถามเสียงเย็นเยียบ  ผมแอบขนลุก  เป็นครั้งแรกที่มีคนเรียกชื่อผมแล้วทำให้ผมกลัวขนาดนี้

“ผมขอโทษที่ต้องใช้วิธีนี้  แต่ถ้าคุณฟังผมตั้งแต่แรก  ผมก็คงไม่ต้องทำแบบนี้” ผมพยายามใจดีสู้เสือ

“มึงเป็นใครรันต์  มึงมีสิทธิ์อะไรเอาเรื่องนี้มาขู่กู  พ่อกูไหม  ญาติกูก็ไม่ใช่  อ่อ  หรือว่า…” มันหยุดพูดไป

“หรือว่าอะไร” ผมเผลอหลุดปากถาม

“หึ  หรือว่าอยากจะเป็นเมียกูจนตัวสั่น  กูจัดให้ได้นะ  แต่ไม่ใช่เมียนะ  กูจะให้มึงเป็นแค่ไอ้ตัวคนนึงเลย  เห็นตามก้นกูดีนัก  กูจะจัดให้หายเสี้ยน” มันว่าพร้อมลุกขึ้นมากระชากแล้วเหวี่ยงแขนผมลงไปที่โซฟา  ส่วนตัวมันตามลงมาคร่อมผมไว้

อึ่ก!

“มึงอย่ามาทำอะไรเหี้ยๆนะ  ใครอยากเป็นเมียมึง”ผมตะคอก  พร้อมยกมือดันหน้าอกมันไว้

มันไม่ได้พูดอะไรอีก  จับข้อมือทั้งสองข้างของผมด้วยมือเดียวแล้วรวบไว้เหนือหัว   ก้มหน้าลงมาซุกไซร้ซอกคอผม   ผมดิ้นหนีแต่มันแรงเยอะมาก  ผมทำอะไรไม่ได้เลย   ความรู้สึกเจ็บแปลบที่คอเหมือนโดนกัด   ทำให้ผมยิ่งรู้สึกกลัวมันมากกว่าเดิม

“ทศกูขอโทษ  อย่าทำอะไรกูเลยนะ  อ๊ะ…” ผมอ้อนวอน  แต่ยังไม่ทันได้พูดจบประโยคดี  มันก็ผละออกจากซอกคอผม  แล้วประกบริมฝีปากลงมาแทน

ริมฝีปากผมโดนทศกัณฐ์บดขยี้ด้วยปากมันจนรู้สึกเจ็บแสบไปหมด  ผมพยายามจะเม้มปากตัวเองไว้แน่น   แต่มันก็เลื่อนมืออีกข้างมาบีบกรามผมอย่างแรงจนต้องเปิดปากให้มันสอดลิ้นเข้ามากวาดต้อนเกี่ยวพันกับลิ้นผมอยู่อย่างนั้น

เนิ่นนานที่ทั้งลิ้นทั้งปากผมโดนมันจูบดูดไม่หยุด  แรงชนิดที่ว่าปากผมตอนนี้มีที้งกลิ่นแอลกอฮอลล์จากปากมันและรสเลือดจากปากผมผสมปนกันไปหมด

มือที่เคยจับแขนผมไว้เลื่อนลงไปที่กางเกงผม   เพราะผมเริ่มหมดแรงที่จะสู้

รู้ตัวอีกทีช่วงล่างผมก็โล่งไปหมด   ริมฝีปากมันผละออกจากปากผมไปที่ซอกคอ  ขบเม้มไปทั่วไม่หยุด  มืออีกข้างก็เลื่อนสอดเข้ามาในเสื้อ  บีบเค้นบั้นเอวจนเจ็บไปหมด

น้ำตาผมไหลลงมาช้าๆ  นานแล้วที่ผมไม่ได้ร้องไห้

ใครก็ได้ช่วยผมจากมันที….




+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


แฮ่  มาแล้ว  รู้สึกตอนนี้จะใช้เวลานานกว่าปกติ(ทั้งๆที่มันแค่สั้นๆ)  ตอนนี้น้องรันต์หาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ  แล้วไปทำอะไรให้ไอ้พี่ทศมันโกรธหว่า   ไอ้พี่ทศมันไม่ได้ใจดีอย่างที่คิดนะเว้ย   ตอนหน้าจะเป็นยังไงต่อต้องติดตามเน้อ  เจอกันอีกทีวันเสาร์นะคะ :bye2: :pig4:


{โปรดติดตามตอนต่อไป...}





ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4110
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +114/-8
Re: 《•ใจยักษ์•》♡ ตอนที่ 5 ♡ [9/11/59]
«ตอบ #17 เมื่อ09-11-2016 18:59:13 »

จะรอดไหม (เอาอะไรไปขู่เขาล่ะ ขึ้นเลยทีนี้)

ออฟไลน์ Tamora

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-1
Re: 《•ใจยักษ์•》♡ ตอนที่ 5 ♡ [9/11/59]
«ตอบ #18 เมื่อ11-11-2016 00:29:16 »

เป็นการตัดจบที่ค้างมากค่ะ  :ling1:

ออฟไลน์ oilzaza001

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 619
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1
Re: 《•ใจยักษ์•》♡ ตอนที่ 5 ♡ [9/11/59]
«ตอบ #19 เมื่อ11-11-2016 00:57:47 »

 :katai1: :katai1: :katai1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: 《•ใจยักษ์•》♡ ตอนที่ 5 ♡ [9/11/59]
« ตอบ #19 เมื่อ: 11-11-2016 00:57:47 »





ออฟไลน์ sukie_moo

  • ปัจจุบัน คือ อดีตของอนาคต
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3488
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +457/-15
Re: 《•ใจยักษ์•》♡ ตอนที่ 5 ♡ [9/11/59]
«ตอบ #20 เมื่อ11-11-2016 16:47:26 »

+1 ให้กำลังคนแต่งนะคะ สู้ๆค่ะ รอติดตามอยู่นะ  อาจจะไม่ได้มาคอมเม้นบ่อยๆจะพูดไม่เก่ง แต่จะบวกคะแนน บวกเป็ดให้บ่อยๆนะจ๊ะ

ออฟไลน์ cinpetals

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 452
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
Re: 《•ใจยักษ์•》♡ ตอนที่ 5 ♡ [9/11/59]
«ตอบ #21 เมื่อ11-11-2016 17:46:36 »

ค้่างง่ะ :katai1:

ออฟไลน์ Fasai25448

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 49
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
Re: 《•ใจยักษ์•》♡ ตอนที่ 5 ♡ [9/11/59]
«ตอบ #22 เมื่อ11-11-2016 19:55:17 »

อ๊ากกกก :hao7: อยากอานต่อออออ

ออฟไลน์ YINGPREM

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 131
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +112/-1
Re: 《•ใจยักษ์•》♡ ตอนที่ 6 ♡ [12/11/59]
«ตอบ #23 เมื่อ12-11-2016 18:32:51 »

 :hao7:
6



กริ่งงงงงง   กริ่งงงงงง   กริ่งงงงงง

เสียงออดห้องดังขึ้น   ทศกัณฐ์ชะงักกับสิ่งที่กำลังทำ

“Damn!” มันสบถแล้วผละออกไป  ยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองเหมือนเรียกสติ   ส่วนผมยังอยู่ท่าเดิมได้แต่ยกมือขึ้นมาปิดหน้า  ร้องไห้ไม่มีเสียง  ผมโคตรเกลียดความอ่อนแอนี้เลยจริงๆ

กริ่งงงงงงงงง   กริ่งงงงงงงงงง  เสียงออดกดย้ำอีกครั้ง

“ลุกขึ้นแต่งตัว” มันบอกผมเสียงเข้ม  ส่วนตัวมันเดินไปส่องตาแมวแล้วกดอินเตอร์คอม   “มาทำไมไอ้สัส” คงเป็นเพื่อนมัน

ผมรีบลุกขึ้นใส่กางเกงที่หล่นอยู่ข้างโซฟาดีที่อันเดอร์แวร์ยังอยู่  เช็ดน้ำตา  จัดผมเพ้าให้เรียบร้อย  หยิบแว่นตาที่ตกตอนไหนไม่รู้ขึ้นมาใส่   กระเป๋าเงินกับโทรศัพท์ผมยังอยู่ในกระเป๋ากางเกง

(เปิดประตูไอ้ทศ   มึงช้านะ  ทำไรอยู่วะกกเด็กอ๋อ) เพื่อนมันพูดสวนกลับมา  ตัวผมสะดุ้ง  สั่นไปหมด

“เสือกไอ้เหี้ยสมิธ  ไอ้ดีมึงพามันกลับไป” มันว่าอย่างหงุดหงิด

(พวกกูไม่กลับ   จนกว่ามึงจะให้พวกกูเข้าไป   ถ้าไม่มีอะไรก็เปิดไอ้สัด  อย่าลีลา  พวกกูยิ่งสงสัย   ไอ้เด็กนั่นมันเป็นใคร  ทำไมมันเล่นงานมึงได้ขนาดนี้) เพื่อนมันร่ายยาว


“Hell!!!” มันปิดอินเตอร์คอม  สบถอย่างคนหัวเสีย  สายตามหันมาเห็นผมที่กำลังเดินไปทางประตู

“มึงจะไปไหน” มันถามพร้อมยืนบังประตู

“กูจะกลับ  ถอย” ผมบอกแต่ก้มหน้ามองพื้น

“กลับเข้าไปรอในห้องมึงก่อน   เรามีเรื่องต้องคุยกัน   อย่าทำตัวมีปัญหา” มันว่าเสียงเข้มอย่างพยายามระงับอารมณ์

ผมไม่ตอบ  เบี่ยงตัวหลบมันจะไปทางประตูให้ได้

หมับ

“รันต์!  กูพูดให้มันรู้เรื่อง  หรือมึงอยากให้กูทำต่อ  ก็ได้นะ  ยังไงไอ้พวกข้างนอกนั่นก็เข้ามาไม่ได้อยู่แล้ว  ทีนี้ต่อให้พวกมันกดจนมือแตกกูก็จะไม่หยุด”มันบีบแขนผมแน่นพร้อมจ้องหน้าผมดุๆ  แต่ละคำพูดของมันทำให้ผมรู้สึกขยะแขยงจนอยากจะอ้วกออกมาจริงๆ

“ไอ้เหี้ย   กูเกลียดมึง” ผมด่ามันก่อนจะสะบัดแขนออกแล้วรีบวิ่งเข้ามาในห้องของตัวเอง  ล็อคประตูอย่างแน่นหนา  ล้มตัวลงนั่งที่หน้าประตูแล้วร้องไห้ออกมาอีกครั้ง  ผมจะทำยังไงดี  ผมกลัวเหลือเกิน...



+++++++++++++++++


หลังร่างโปร่งวิ่งเข้าห้องไป   ทศกัณฐ์หันไปเปิดประตูให้เพื่อน  มองหน้าพวกมันนิ่งๆแล้วหันหลังเดินกลับเข้าไปในห้องนั่งเล่น

สมิธและใจดีมองหน้ากันก่อนจะเดินตามทศกัณฐ์เข้าไปในห้อง

“หงุดหงิดเหี้ยไร” สมิธถามขึ้นพลางกวาดสายตามองรอบๆห้องเหมือนหาใครบางคน  ส่วนใจดีนั่งลงที่โซฟาเดี่ยวแต่ไม่ได้พูดอะไร  มีแค่สายตาแปลกใจจับจ้องไปที่ทศกัณฐ์

“ดูพอใจแล้วก็กลับไปได้ละ  กูจะนอนสัส” ทศกัณฐ์ว่าพลางจุดบุหรี่Marlboro  Black  Menthol ขึ้นสูบ

“นอนเร็วไม่สมเป็นมึง  เด็กนั่นอยู่ไหน” สมิธไม่สนใจคำพูทศกัณฐ์  เขายังถามจี้ต่อ

“เสือก  มันก็นอนแล้วสิ” ทศกัณฐ์พูดดุๆ  อัดบุหรี่เข้าปอดอย่างต่อเนื่อง

“นอนนี่หรือนอนไหน   จริงๆถึงมึงไม่บอกกูก็พอจะรู้  เด็กนั่นคงอยู่สักห้องในนี้แหละ” สมิธพูดอย่างรู้ทัน

“มันเป็นคนที่พ่อกูส่งมา   ก็แค่นั้น” ทศกัณฐ์บอก

“ดูมึงยอมง่ายไม่สมเป็นมึง” ใจดีพูดขึ้น

“กูเหนื่อยจะเถียงกับเขาละ   อยากทำอะไรก็ทำเถอะ” ทศกัณฐ์เอ่ยอย่างเหนื่อยๆตามที่พูด

“แล้วเด็กนั่นเอาอะไรให้มึงดู   มึงถึงได้ฉุนเฉียวเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนั้นขนาดนั้น” สมิธถาม

ทศกัณฐ์นิ่งไปนิ่ง  ในแววตาเขามีความหวั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะตอบเพื่อน


“น่าจะรูปแม่กู  กูตามหามาหลายปีก็ไม่เจอ  แต่มันพึ่งรู้จักกูไม่กี่วันกลับหาเจอ  กูไม่รู้ว่าเรื่องจริงหรือหลอก” เขายอมรับว่าเขาโกรธมากที่รันต์กล้าเอาเรื่องแม่เขามาขู่  มันทำให้เขาขาดสติจนเผลอลงมือทำแบบนั้นกับมันไป  จะฆ่าให้ตาย…ก็ทำไม่ได้  เขายอมรับว่าตัวเองไม่เคยโง่ขนาดนี้มาก่อน

“แล้ว…เอาไงต่อไปวะ” ใจดีถามขึ้นหลังเห็นเพื่อนจมอยู่กับความคิดตัวเองสักพัก

“คงต้องเค้นมัน   ไม่ว่าจะวิธีไหนก็ต้องทำ” ทศกัณฐ์เอ่ยเสียงเข้ม

“มึงก็เพลาๆมือหน่อยละกัน  ท่าทางจะยังเด็ก  ยิ่งดูเอ๋อๆด้วย” สมิธว่า

“เออเดี๋ยวกูจัดการเอง   แล้วไอ้เซนท์ไปไหน” ทศกัณฐ์ถามอย่างนึกขึ้นได้

“เมาหลับอยู่ในห้องกูอะดิ” สมิธตอบ

“งั้นพวกมึงก็กลับกันไปได้ละ” ทศกัณฐ์เอ่ยไล่เพื่อนทั้งสองคนอีกครั้ง

“จะรีบไปไหนวะ  ห้องกูก็อยู่ชั้น 38 ใกล้ๆมึงแค่เนี้ย” สมิธเอ่ยพร้อมล้มตัวนอนลงบนโซฟา   เขาก็แค่อยากกวนตีนทศกัณฐ์เฉยๆ


“ไอ้สัด  กลับไปเลยไป  กูจะไปอาบน้ำนอนแล้ว  ปิดประตูให้กูด้วย”ทศกัณฐ์บอกปัดเพื่อนแล้วลุกเดินขึ้นไปที่ชั้น 2

สมิธกับใจดีเพียงมองหน้ากัน   เหมือนช่วงนี้จะมีอะไรบันเทิงๆให้ดูซะแล้ว

มึงคิดว่ามึงจะปิดพวกกูไปได้อีกนานแค่ไหนวะไอ้ทศ   พวกเขาต่างคนต่างคิดอยู่ในใจ   แล้วพากันกลับออกไปจากห้องทศกัณฐ์อย่างไม่อิดออดเหมือนตอนแรก
.
.
.
.
.
 คล้อยหลังเมื่อเพื่อนออกไป  ทศกัณฐ์เดินลงมาจากชั้น 2 จนไปหยุดอยู่หน้าห้องของเหรันต์  เขาเพียงแค่ยืนนิ่งๆอยู่ตรงนั้น  จมอยู่กับความคิดตัวเองอยู่เนิ่นาน

เขาไม่อยากให้มันเข้ามาในชีวิตเขาตั้งแต่แรก  เขาไม่อยากให้ใครรู้  แม้ว่าเพื่อนๆของเขาจะเริ่มระแคะระคายแต่เขาก็ยังปากแข็ง  แล้วไหนจะพ่อของเขา  เจฟ  แล้วก็สตีฟอีก  วันนั้นเขาไม่น่าไปที่นั่น   ดึงมันเข้ามาในชีวิต   แล้วตอนนี้เขายังไปทำร้ายมันอีก  สมควรแล้วล่ะที่จะโดนมันเกลียด


++++++++++++++++++++


ก็อก  ก็อก  ก็อก

เสียงเคาะประตูห้องทำให้ผมสะดุ้งตื่นอีกครั้ง  หลังจากที่หลับไปทั้งน้ำตาแบบไม่รู้ตัว  ผมรีบขยับออกห่างจากประตูอย่างผวา

“รันต์  เปิดประตูให้กู  เรามีเรื่องต้องคุยกัน” เสียงไอ้สัตว์นรกนั่นดังตามมา

ผมยังเงียบ  มือกอดตัวเองแน่น  ผมสั่นไม่หยุด

มันเงียบไป  ไม่ได้เซ้าซี้อะไรผมต่อ  ผมจะทำยังไงต่อไปดี

สักพักผมได้ยินเสียงก็อกแก็กๆที่ประตู  หรือว่า…

กริ๊ก  มันไขประตูเข้ามาแล้ว

ผมรีบวิ่งไปเปิดประตูระเบียง  ออกไปยืนข้างนอก  มันกวาดสายตามองตาม  สีหน้ามันตกตะลึงอย่างที่ผมไม่ค่อยเข้าใจ

แต่มือผมจับราวระเบียงแน่น

“รันต์!  เข้ามาเดี๋ยวนี้” มันว่าพร้อมจะสาวเท้าเข้ามาทางผม

“อย่าเข้ามา!  ถ้ามึงเข้ามากูจะกระโดด” ผมรีบตะโกนบอกก่อนที่มันจะมาถึงตัวผม

“อย่าทำบ้าๆรันต์  มีอะไรค่อยๆคุยกัน” มันว่าผมขยับเข้ามาช้าๆ  แต่ผมเห็น

ผมปีนขึ้นราวระเบียงขาอีกข้างไปอยู่ด้านนอก  อีกข้างยังอยู่ข้างใน

“มึงอย่าเข้ามา!!!” น้ำตาผมคลอขึ้น

มันหยุดกึกอยู่ที่ประตูระเบียง

“ลงมานะ  คุยกันดีๆ” มันพูดเสียงอ่อน  แววตามันอ่อนลง

“มึงมันเหี้ย  กูไม่เชื่อมึงหรอก  ทำไมมึงไม่คุยดีๆกับกูตั้งแต่แรก  ทำแบบนั้นกับกูทำไม!!” ผมจับราวระเบียงแน่น  ใจผมก็ไม่อยากตายหรอก  แต่ถ้าต้องโดนทำแบบนั้น  ผมคงยอมตายดีกว่า…

ระหว่างที่ผมกำลังเหม่อคิด  มือที่จับราวระเบียงผมเผลอคลายออก  มารู้ตัวอีกทีก็ตัวผมเริ่มเอนไปนอกระเบียง

“รันต์” เสียงทศกัณฐ์ตะโกนขึ้น

นี่ผมกำลังจะตายงั้นหรอ 

ผมหลับตาลงอย่างยอมรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

แม่ครับ…รันต์กำลังจะไปหาแม่แล้วนะครับ…

หมับ!

แรงกอดรัดอย่างแรงที่ตัวผม   แล้วกระชากตัวผมมาอีกฝั่ง

ตุบ!  ผมรีบลืมตาขึ้น  ตัวผมนอนทับอยู่บนตัวทศกัณฐ์ที่ระเบียง  มือมันยังกอดเอวผมไว้แน่นไม่ปล่อย

“ปล่อย!  ทำไมไม่ปล่อยกูตายๆไปซะ  ถ้าให้คนชั่วๆอย่างมึงมาช่วย  กูยอมตาย” ผมตะคอกพร้อมดิ้นหนีออกจากอ้อมแขนมัน  แต่มันก็กระชับแขนแน่นขึ้นไปอีก

“แล้วมึงจะยอมตายเพราะคนอย่างกูงั้นหรอ” มันพูดเสียงอ่อน  แววตามันดูเหมือนคนเสียใจ  แต่ผมไม่ได้สนใจหรอก

“เพราะกูเกลียดมึงมากไง  แม้แต่หน้ากูก็ไม่อยากมอง” ผมบอกพร้อมหันหน้าหนีไปอีกทาง  ตอนนี้เราอยู่ท่านั่งกันแล้วน่ะครับ  ผมยังนั่งทับตัวมันอยู่  คือแม่งไม่ปล่อยมือออกจากเอวผม

“กูขอโทษ” มันเอ่ยนิ่งๆ  ผมหันไปมองหน้ามัน  มันมองสบตาผมอย่างไม่หลบ  นานจนผมต้องเป็นฝ่ายเบี่ยงหน้าหนีไปอีกทาง  แต่ไม่รู้ทำไมใจผมมันถึงเย็นลงแปลกๆ

“กูโมโหที่มึงเอาเรื่องแม่กูมาขู่กู  เรื่องนี้กูไม่ชอบให้ใครมาล้อเล่น  เขาหายจากกูไปเป็นสิบปี   มึงคิดว่ากูควรจะรู้สึกยังไง” ทศกัณฐ์พูดขึ้นอีกครั้ง

“กูไม่ได้ล้อเล่น  กูรู้แล้วจริงๆ” ผมโพล่งขึ้นอย่างลืมตัว

“ที่ไหน  แล้วมึงรู้ได้ยังไง” มันถามต่อ  คิ้วขมวดเป็นปม

แต่ผมเลือกที่จะเงียบ   วันนั้นหลังจากที่โจเซฟเล่าเรื่องแม่ทศกัณฐ์ให้ผมฟัง   หลังจากกลับหอไปไม่รู้อะไรดลใจให้ผมโทรไปขอรูปแม่ทศกัณฐ์จากโจเซฟ  โจเซฟส่งรูปพร้อมชื่อมาให้ผมทางอีเมลล์

พอเปิดดูมันทำให้ผมตกใจมาก  เพราะเธอคือคนที่ผมรู้จักดีอีกคนนึง

น้าเฟื่องฟ้า…เพื่อนแม่ผม  แม้ว่าผมจะไม่ได้เจอเธอแค่ปีกว่าๆ  แต่ผมก็จำได้แม่นและมั่นใจมาก  เพราะสมัยที่แม่ผมยังอยู่   น้าเฟื่องฟ้าไปมาหาสู่กับแม่ผมบ่อยมาก  ผมรู้แค่ว่าเธออยู่คนเดียว  ไม่มีลูก  เป็นหม้าย  แต่ยังสวยมากๆแม้จะอายุขึ้นเลข 4 ไปแล้วก็ตาม  เราอยู่หมู่บ้านเดียวกัน  บ้านเธออยู่ถัดจากบ้านผมไปแค่ซอยเดียว

แล้วที่สำคัญ   ผมมีเบอร์โทรน้าเฟื่องฟ้า

โลกคงกลมอย่างที่เขาว่าจริงๆ

แม้ว่าชื่อที่โจเซฟส่งให้จะคนละชื่อกับน้าเฟื่องฟ้า   แต่ของแบบนี้มันก็เปลี่ยนกันได้นี่

วันต่อมาผมเลือกที่จะโทรหาน้าเฟื่องฟ้าก่อนหน้าที่ผมจะไปถึงมหาวิทยาลัย  วันที่ไอ้ทศกัณฐ์มันเอาผมไปปล่อยทิ้งไว้นั่นแหละ

โชคเข้าข้างผม   เธอยังใช้เบอร์เดิม

น้าเฟื่องฟ้าแปลกใจนิดหน่อยที่ผมโทรหาเธอแต่ในน้ำเสียงน้ามีความดีใจปนอยู่มากกว่า  มันทำให้ผมรู้สึกผิดมาก  ที่ไม่ติดต่อไปหาเธอเลย  ผมถามสารทุกข์สุขดิบทั่วไปพร้อมยังแยปถามว่ายังอยู่ที่เดิมอยู่ไหม  น้าเฟื่องฟ้าบอกว่ากลับมาอยู่บ้านหลังเดิมได้สองเดือนกว่าแล้ว  หลังจากก่อนหน้านี้เธอไปทำงานที่อื่นทำให้ต้องเปลี่ยนที่อยู่ใหม่  ผมปะติดปะต่อเรื่องราวได้   ทศกัณฐ์คงคลาดกับน้าเฟื่องฟ้าตอนที่เธอย้ายกลับมาอยู่ที่เดิม
ผมพูดกับเธออีกสักพักก่อนจะขอตัววางสาย  ไม่ลืมรับปากว่าจะกลับไปเยี่ยม

ผมไม่ได้ตั้งใจจะใช้น้าเฟื่องฟ้าขู่ไอ้ตัวปัญหา   แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงให้มันฟัง   ยังไงผมก็จะบอกเรื่องน้าเฟื่องฟ้ากับมันอยู่แล้ว   แต่มันก็มาเกิดเรื่องซะก่อน

ผมโกรธมัน  และจะไม่บอกเรื่องน้าเฟื่องฟ้ากับมัน

“รันต์  รันต์ได้ยินไหม” เสียงทศกัณฐ์ปลุกผมจากภวังค์  ผมใช้มือผลักหน้าอกมันให้ห่างจากตัว

“ปล่อย  กูไม่โดดแล้ว” ผมบอกมันเสียงแข็ง  แววตามันยังลังเล  แต่ก็ค่อยๆปล่อยผมแต่โดยดี  ผมรีบลุกขึ้นจากตัวมันทันที


“เข้าไปคุยในห้องดีๆ   ไม่ทำอะไรแล้ว” มันบอก  ผมเดินนำเข้าไปในห้อง   จนไปหยุดอยู่กลางห้องอย่างไม่รู้จะทำยังไงต่อ  มันเดินตามเข้ามาเลิกคิ้วมองผมนิดๆ

“จะคุยตรงนี้ใช่ไหม” มันถาม

“ออกไปคุยนอกห้องมึง  คุยเสร็จแล้วกูก็จะกลับ” ผมบอกพร้อมเดินไปหยิบกระเป๋าเป้ที่เอาเสื้อผ้ามาไว้ก่อนหน้านี้  เปิดตู้หยิบเสื้อผ้ายัดๆใส่กระเป๋า

“รันต์มันจะตี 2 แล้ว  มึงจะบ้าหรอ” มันว่า  เสียงเข้มขึ้นอีกระดับ

“บ้าไม่บ้าก็เรื่องของกู  ดีกว่าต้องมาอยู่กับมึง” ผมตะคอกพร้อมจ้องตามันกลับอย่างไม่เกรงกลัว  ผมเก็บกระเป๋าเรียบร้อยสะพายใส่บ่าเตรียมเดินออกจากห้อง

เฮ้อ  เสียงมันถอนหายใจเบาๆ

“โอเค  เดี๋ยวกูไปส่ง” มันบอก

“ไม่ต้องมาเสือกทำเป็นใจดีกับกู   กูไม่ต้องการ  ส่วนเรื่องแม่มึงกูจะส่งรายละเอียดให้โจเซฟ  แล้วจากนี้เราเลิกแล้วต่อกัน” นี่ผมปากคอเราะร้ายได้ขนาดนี้เลยหรอวะ  แต่ก็ดีแล้วล่ะ  จากนี้จะได้ไม่ต้องมาพบเจอกันอีก

มันยังเงียบ  ผมเลยพูดต่อ

“ถ้าไม่ตกลง  มึงก็ไปงมหาเอาเองละกัน”  พูดจบผมก็เดินออกจากห้อง  ไม่ได้หันกับไปมองมันอีก

เรื่องป้าพิมพ์  ผมจะไปต่อรองกับโจเซฟอีกที  เขาตกลงกับผมให้ติดต่อกับป้าได้อาทิตย์ละครั้ง  โดยเขาจะเป็นคนติดต่อให้  เขาบอกผมแค่ว่า  ป้าพิมพ์กับลุงแดนจะได้ใช้ชีวิตปกติเหมือนเดิมทุกอย่าง  เพียงแต่จะมีคนจับตามองตลอดเวลา  ช่องทางการติดต่อผมโดนตัดขาดทุกอย่าง   ผมไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใครกันแน่  ทำไมถึงทำได้ขนาดนี้  การจำกัดเสรีภาพพลเมืองอเมริกาไม่ใช่เรื่องง่าย   ผมไม่อยากจะคิดว่าพวกเขาเป็นใคร  แล้วถ้าผมขัดขืนคนรอบข้างที่เหลืออยู่ของผมจะเป็นยังไง

ผมเดินออกมาหน้าตึก  จะหาแท็กซี่ตอนตี 2 ได้จากที่ไหนวะ   คงต้องเดินออกไปทางถนนใหญ่  แม้จะมีแสงไฟจากข้างทางแต่ก็ดูน่ากลัวอยู่ดี

บรืนนนน  ปี๊กๆ

ผมเดินเลียบฟุตบาตออกจากคอนโดฯมาได้แค่เล็กน้อย  ก็มีรถขี่ตามหลังมาพร้อมบีบแตร  พอผมเห็นตัวรถผมก็รีบจ้ำอ้าว  รถแบบนี้มีแค่ไม่กี่คันในโลกหรอก

บรืนนนน  มันขับมาประชิดพร้อมลดกระจกลง

“รันต์  ขึ้นมากูจะไปส่ง  มันดึกแล้ว” มันเรียกผม  แต่ผมไม่ได้สนใจยังเดินต่อ

“ตามใจ   ถ้าเจออะไรแปลกๆข้างหน้ากูไม่รู้ด้วยนะ  อาทิตย์ก่อนๆพึ่งเกิดอุบัติเหตุ    ได้ยินไอ้สมิธบอกวันก่อนเห็นคนกวักมือเรียกอยู่ข้างทางด้วย”มันพูดเสียงเรียบๆ

กึก  ตีนกูหยุดขยับทันที

แม่งงงง  ใช่ผะ…ผีรึเปล่าวะ

ฮือออออ  ผมกกลัวผีว่ะ  กลัวแบบมากๆๆๆ

“ว่าไง”มันหยุดรถตามพร้อมได้ยินเสียงปลดล็อครถ  ผมหันไปถลึงตาใส่มันแล้วรีบวิ่งขึ้นรถ

“มึงรีบๆไปซะที” ผมหันไปเร่งมันหลังจากขึ้นรถมาแล้ว

“หึๆ”ได้ยินมันหัวเราะในลำคอ   ช่างแม่งตอนนี้ไม่สนใจอะไรละ  เพราะในหัวผมมีแต่คำว่าผีเต็มไปหมด  ฮืออออ

++++++++++++++++++++++++++++

หลังจากผมบอกทางมาหอกับมัน  ต่างคนต่างเงียบ  พอมันจอดรถที่หน้าตึกหอผม  ผมก็รีบลงจากรถเดินขึ้นตึกทันที   ไม่ได้พูดขอบคุณมันอะไรทั้งนั้น

แค่นี้มันยังน้อยด้วยซ้ำไปกับสิ่งที่มันทำกับผม

พอถึงห้องผมก็วางกระเป๋าถอดเสื้อผ้าอาบน้ำอีก  หลังจากอาบเสร็จผมใส่แค่บ็อกเซอร์เดินออกมาจากห้องน้ำมาหยุดอยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้ง  ผมมองเข้าไปในกระจก  เห็นเงาตัวเอง  ผู้ชายหน้าตาธรรมดาๆ ผอมสูงไม่มีกล้ามเนื้อเท่าไหร่  แต่นั่นไม่ได้ทำให้ผมเจ็บใจเท่ารอยจ้ำม่วงๆที่อยู่ทั่วบริเวณลำคอทั้งสองข้างเรื่อยลงมาถึงบริเวณกระดูกไหปลาร้า   ผมได้แต่กำหมัดแน่น  พยายามระงับสติอารมณ์  เกิดมายังไม่เคยโดนใครทำขนาดนี้มาก่อน

แต่ก็แปลก  ความโกรธหรือกลัวมันบรรเทาลงง่ายๆ  เพียงแค่มันเอ่ยคำขอโทษและสายตาหงอยๆนั่น

ไม่ได้ๆไอ้รันต์  มันทำกับมึงแสบขนาดนี้  อย่ายกโทษให้มันง่ายๆ

ว่าแล้วก็เดินไปปิดไฟแล้วล้มตัวนอนบนเตียง  พยายามข่มตาให้หลับแต่กว่าจะหลับจริงๆก็เกือบรุ่งสางเข้าไปแล้ว
.
.
.
.
.
.

E  Coffee
@ 5:30 p.m.

วันนี้เป็นวันเสาร์  หลังผมตื่นเกือบๆบ่ายโมง   ผมก็โทรนัดโจเซฟออกมาคุยธุระร้านกาแฟแถวหอผม(ก็ใกล้ๆคอนโดฯพวกเขาด้วย)

กรุ๊งกริ๊ง  เสียงกระดิ่งดังขึ้นที่ประตูตอนผมเปิดประตูร้านเข้าไป

“สวัสดีค่ะ   E  coffee ยินดีต้อนรับค่า” พนักงานพูดเสียงหวาน

ผมกวาดสายตาหาที่นั่ง  แต่สายตาเหลือบไปเห็นฝรั่งหัวทองคุ้นหน้านั่งอยู่บริเวณมุมร้าน  ผมเดินตรงไปหาเขา  พอไปใกล้ๆโต๊ะ  พบว่ามีฝรั่งอีกคนนึงนั่งอยู่ตรงข้ามเขาด้วย

เขาเงยหน้าขึ้นมาสบตาผม  ผมสีน้ำตาลอ่อนยุ่งๆ  ดวงตาสีฟ้าอ่อน  หน้าเรียวติดหวานนิดๆเค้าโครงหน้าคล้ายๆโจเซฟ  ตัวเล็กกว่าโจเซฟแต่ก็น่าจะล่ำกว่าผมมากเหมือนกัน  เขาระบายยิ้มให้ผมอ่อนๆพร้อมลุกขึ้น  ความสูงน่าจะสูสีกับผม  เขาระบายมือให้ผมนั่งแทนที่เขา

“เชิญครับ” พูดไทยชัด(แต่สำเนียงยังแปร่งอยู่เหมือนโจเซฟไม่คล่องเหมือนทศกัณฐ์)   จากนั้นเขาก็เดินไปนั่งข้างๆโจเซฟที่ขยับชิดในรอแล้ว(เก้าอี้เป็นแบบนั่งยาว)

“คุณเหรันต์  นี่ สตีเฟ่น  บราวน  น้องชายผม” โจเซฟเอ่ย

“สวัสดีครับคุณรันต์  เรียกผมสตีฟพอนะครับ  ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ” สตีเฟ่นเอ่ยเหมือนรู้จักผมอยู่ก่อนแล้วพร้อมยื่นมือมารอเช็คแฮนด์กับผม  ผมจึงยื่นมือจับตอบ

“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับคุณบราวน เอ่อ  คุณสตีฟ” หน้าเขานิ่งไปตอนผมเรียกเขาด้วยนามสกุล   ผมเลยรีบเปลี่ยนเป็นชื่อที่เขาให้เรียกแทน  หน้าติดหวานนั่นจึงมีรอยยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง

“พวกผมยังไม่สั่งอะไรนะครับ  รอคุณมาก่อน”สตีฟพูดยิ้มๆ  หลังจากนั้นพวกเราก็สั่งกันคนละอย่าง  สตีฟชวนผมคุยเรื่องทั่วๆไป  ส่วนโจเซฟเป็นตัวประกอบ  จนกระทั่งพนักงานนำเคื่องดื่มมาเสิร์ฟ   ผมคิดว่าผมควรเข้าเรื่องได้แล้วล่ะ

“ที่ผมนัดมาวันนี้  ผมมีเรื่องสำคัญจะพูด” ผมเกริ่นขึ้น

“ครับ” โจเซฟขานรับ

“เรื่องของทศกัณฐ์  ผมคงต้องบอกตรงๆว่าผมขอถอนตัว   พวกคุณเลิกยุ่งกับชีวิตผมและคนในครอบครัวผม  แลกกับการที่ผมจะบอกที่อยู่แม่ของทศกัณฐ์ให้” ผมพูด พร้อมสังเกตท่าทีของคนตรงหน้าทั้งคู่  พวกเขามองผมด้วยแววตาที่จริงจังขึ้น

“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะครับคุณรันต์  คุณรู้ใช่ไหมว่าถ้าโกหกจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวคุณ” สตีฟพูดเสียงเข้มขึ้นพร้อมรอยยิ้มแปลกๆ  ผมว่าเขาน่ากลัวกว่าโจเซฟที่นิ่งๆซะอีก

“ผมคิดว่าใช่” ผมบอก

“จริงๆแล้วเรื่องการตามหาแม่ให้คุณทศกัณฐ์ก็อยู่ในเงื่อนไขที่คุณต้องทำนะครับ” โจเซฟพูดขึ้นหลังจากเงียบไปพักใหญ่

“แล้วถ้าผมไม่บอก” ผมยังต่อรอง

“จริงๆคุณไม่มีสิทธิ์ต่อรองขนาดนั้นนะครับ  อย่าลืมสิว่าาลุงกับป้าคุณยังอยู่ในความดูแลของทางเราอยู่” สตีฟตอบกลับมาทำให้ผมหน้าชาขึ้นมานิดๆ

“คุณจะไม่บอกก็ได้   แต่คุณต้องทำหน้าที่ของคุณต่อจนกว่าจะมีคำสั่งลงมาให้คุณเลิกทำ” โจเซฟพูด

“ส่วนเรื่องที่อยู่ของนายหญิงผมว่าตอนนี้เราคงสืบไม่ยากแล้วล่ะ  ก็เรามีเบาะแสสำคัญแล้วนี่” สตีฟพูดยิ้มๆแล้วมองหน้าผมอย่างเหนือกว่า  ผมเริ่มเกลียดเขารองลงมาจากไอ้ทศกัณฐ์แล้วล่ะ

“พวกคุณนี่มันเห็นแก่ตัวจริงๆ” ผมกัดฟันพูดอย่างคนทำอะไรไม่ได้

“ผมถามจริงๆนะ  ขอโทษที่ต้องละลาบละล้วงที่อยากถอนตัวขนาดนี้เกี่ยวกับไอ้รอยบนคอนั่นหรือเปล่า” สตีฟพูดยิ้มๆ  นิ้วเขาชี้ไปที่คอตัวเองแต่เป็นบริเวณเดียวกับที่ไอ้เวรนั่นทำรอยไว้  สายตาเขาเหมือนรู้ทัน

ใจผมหายวาบ  ผมรีบยกมือขึ้นกระชับปกคอเสื้อตัวเอง

ชิบ  ขนาดใส่เสื้อปิดขนาดนี้ยังอุตส่าห์เห็น 

แต่สิ่งที่ผมแสดงออกคือการยิ้มบางๆที่ผมมักทำเป็นประจำแล้วเอ่ยช้าๆ

“ถ้าอยากให้ผมอยู่นักก็ได้ครับ   แล้วอย่ามานึกเสียใจทีหลังแล้วกันที่ไม่ให้ผมไป” พูดจบผมก็หยิบเงินวางไว้บนโต๊ะ  ลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกมาจากร้าน

พวกเขาไม่รู้หรอก  ว่าเวลาที่ผมได้โกรธเกลียดใคร

ผมทำอะไรๆได้เลวร้ายจนไม่น่าเชื่อเลยล่ะ


+++++++++++++++++++++++


ขอโทษนะคะที่มาช้าไปหน่อยแถมมาสั้นอีก  คือเค้าเป็นหวัดง่ะ  แงงงง  มันเลยได้แค่นี้
สำหรับตอนนี้คงจะบอกอะไรหลายๆอย่างกับคนอ่านได้บ้าง  ทุกตัวละครมีเหตุผลในการกระทำเสมอ  เราต้องติดตามกันต่อไปเนอะ  ตอนหน้าสัญญาจะชดเชยให้ยาวๆแน่นอนฮับ  เจอกันอีกทีวันอังคารเน้อ(วันจันทร์เรียนทั้งวันไม่ว่างเยย)
ช่วงนี้ดูแลสุขภาพกันด้วยนะคะ
  :mew1: :bye2:

{โปรดติดตามตอนต่อไป...} :katai5:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-11-2016 11:32:14 โดย YINGPREM »

ออฟไลน์ QueenPedGabGab

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 311
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-1
Re: 《•ใจยักษ์•》♡ ตอนที่ 6 ♡ [12/11/59]
«ตอบ #24 เมื่อ12-11-2016 21:02:06 »

เมฆสู้คนมาก ชอบชอบ

ออฟไลน์ dukdikdukdik

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2520
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +233/-3
Re: 《•ใจยักษ์•》♡ ตอนที่ 6 ♡ [12/11/59]
«ตอบ #25 เมื่อ12-11-2016 21:35:34 »

น่าสนุกจังค่ะ นายเอกไม่อ่อนแอดี  o13

ออฟไลน์ Pawaree

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 432
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +162/-2
    • FANPAGE
Re: 《•ใจยักษ์•》♡ ตอนที่ 6 ♡ [12/11/59]
«ตอบ #26 เมื่อ12-11-2016 23:04:30 »

ชอบบบบ

ออฟไลน์ 98NooNid0831

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 28
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
Re: 《•ใจยักษ์•》♡ ตอนที่ 6 ♡ [12/11/59]
«ตอบ #27 เมื่อ13-11-2016 00:05:25 »

ชอบนายเอกเรื่องนี้ สตรองดี

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5358
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +195/-19
Re: 《•ใจยักษ์•》♡ ตอนที่ 6 ♡ [12/11/59]
«ตอบ #28 เมื่อ13-11-2016 00:26:02 »

 :katai2-1:


มาต่อไวไวน่ะ

ออฟไลน์ me12inzy

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 458
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-2
Re: 《•ใจยักษ์•》♡ ตอนที่ 6 ♡ [12/11/59]
«ตอบ #29 เมื่อ13-11-2016 00:37:59 »

ไม่ชอบอิพี่น้องบราวเล๊อะะ :ruready
ชอบนายเอกจังง มีความสู้

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด