SIDELINE. ผมเป็นเด็กเสี่ย (21.03.21) ตอนพิเศษ อาถรรพ์ดินเนอร์ (1) [Updated]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: SIDELINE. ผมเป็นเด็กเสี่ย (21.03.21) ตอนพิเศษ อาถรรพ์ดินเนอร์ (1) [Updated]  (อ่าน 98021 ครั้ง)

ออฟไลน์ Caramella

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 96
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-1
อ้างถึง
***************************************************************************************
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)

18.เรื่องสั้นให้จั่วคนว่าเรื่องสั้นด้วยนะครับ และนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ



คำโปรย

“ความฝันของเด็กขายอย่างพวกเขา คือ การถูกรับเลี้ยงจากเสี่ยที่เพียบพร้อมทั้ง ‘รูปลักษณ์’ และ ‘ทุนทรัพย์’”


ขอโทษเถอะ นั่นมันงมหาเพชรในโคลมตม นอกจากเสี่ยที่รับเลี้ยงเขา จะอายุราวคราวเป็น ‘พ่อ’  ได้ รูปร่างหน้าตายังจัดได้ว่า ห่างไกลจากคำว่า ‘เทพบุตร’ ไปมากโข หน้าตาธรรมดาทั่วไป หุ่นก็อย่างชายวัยกลางคนที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย แถมยังชอบกินเด็กเอ๊าะๆ เห็นทีจะเข้าท่าอยู่อย่างเดียวตรงที่กระเป๋าหนัก

เอาเถอะ ในเมื่อฝ่ายนั้นพร้อมจ่าย เขายินดีมอบร่ายกายให้ ยังไงเสียเขาก็หมดศรัทธาต่อความรักตั้งแต่วันที่ก้าวเข้าสู่วงการนี้แล้ว

-----------------------------------------------------------

สารบัญ

1st Night (บทนำ)
2nd Night : "จูบ"
3rd Night : นายหน้า
4th Night : แขกคนสำคัญ
5th Night : ข้อตกลงใหม่
6th Night : ไร้ทางสู้
7th Night : 'เสี่ย'
Friday Night : ปล่อยมือ {ธวัตร}
8th Night : สอน
9th Night : ราคาที่ต้องจ่าย
10th Night : ยั่ว
11th Night : เลยเถิด
12thNight : ให้สัญญา
13th Night : สตอล์คเกอร์
14th Night : โอกาส
15th Night : สปอนเซอร์
16th Night : หลบหนี
17th Night : ปาร์ตี้วันเกิด
18th Night : ความลับ
Friday Night : เศษความทรงจำ {ศานนท์}
19th Night : สารภาพ
20th Night : มองได้ แต่อย่าชอบ
21st Night : กรึ่ม
22nd Night : ถ่ายทำ
23rd Night : สปอยล์ (1)
24th Night : สปอยล์ (2)
-----------------------------------------------------------
   

กราบสวัสดีนักอ่าน Caramella ค่ะ
 เมลล่าเป็นมือใหม่ จริงๆ ก็ไม่ค่อยใหม่แล้ว แค่เขียนไม่เคยจบสักเรื่อง ถถถถถถ
อยากขอคำวิจารณ์จากนักอ่านนิ๊ดนึงงง ไม่ว่าจะคำผิด หรือแค่แซวตัวละคร ไปจนถึงด่าเรื่องตรรกะวิบัติ / พล็อตง่อย
เมลล่าน้อมรับทุกคำวิจารณ์ ที่กลับมาครั้งนี้อยากแก้ตัวกับงานที่ทำไว้ไม่เสร็จ แถมอัพแบบไร้สติ ไม่มีตรวจทาน
ส่วนกำลังใจเป็นผลพลอยได้ที่ดีย์ อิอิ


**คำเตือน**

- สำหรับผู้อ่านที่มองหาความดาร์กและดราม่า มันอยู่ไม่นานค่ะ เดี๋ยวก็ฟรุ้งฟริ้ง ถถถถ
- สำหรับผู้อ่านที่มองหาความฟรุ้งฟริ้งในช่วงแรก ยังก่อนค่ะยังง มันง่ายไป #โดนตบ
- สำหรับผู้อ่านมีมองหา NC เมลล่าอ่อนด้อยเรื่องนี้ อย่าหวังอะไรมากค่ะ 5555+
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-03-2021 22:09:41 โดย Caramella »

ออฟไลน์ ::ppppop::

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 59
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-1

ออฟไลน์ Caramella

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 96
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-1
1st Night



“ You’re the only light in the night when I almost lost my mind ”
[คุณคือแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในค่ำคืนที่ผมเกือบสูญเสียตัวเอง]



   ทันทีที่เขาเดินเข้ามาในโซนสำหรับนั่งดื่มของบาร์ กีตาร์โปร่งใสๆ กับเพลงรักเบาๆ ก็เปลี่ยนความเร่งรีบให้เป็นผ่อนคลายและสงบ รอบๆ โซนมีแขกกระจายนั่งดื่มกันประปราย ข้างๆ พวกเขาก็มักจะพบสาวเชียร์อยู่ใกล้ๆ



   แต่คุณคิดเหรอว่าบรรยากาศในบาร์จะอบอุ่นและเป็นสงบเสงี่ยมขนาดนี้ รอให้ดึกกว่านี่อีกสักหน่อยเถอะ พวกเขาถึงจะเผยธาตุแท้



   กวาดตาสำรวจจนพอใจ ร่างโปร่งก็ตรงเข้าไปยังเคาท์เตอร์นั่งดื่มอย่างไม่รีบร้อน ระหว่างทางมีสายตาหลายคู่จับจ้องเป็นระยะ คงเพราะเขาอยู่ในเสื้อเชิ้ตสีขาวที่จัดว่าค่อนข้างบางกับกางเกงยีนส์สีน้ำเงินเข้ม แค่โดนแสงไฟสลัวก็มากพอให้เห็นเค้าโครงรูปร่างใต้เนื้อผ้า



   “รับอะไรดีครับ คุณชายตุลย์“


        ไม่ทันได้นั่ง คำทักทายติดตลกของบาร์เทนเดอร์ก็ลอยมา ตามด้วยเสียงใสๆ ของสาวในชุดกระโปรงสั้นที่นั่งตรงข้าม
   


         “คุณชายตุลย์จะนั่งตรงไหนเพคะ หม่อมฉันจะได้จัดที่รับเสด็จให้ถูก”



   เธอแสร้งทำท่ากุลีกุจอเจ้ามาเลื่อนเก้าอี้ให้เขา ส่งสายตาหวานล้ำเหมือนที่ใช้เวลารับแขกหนุ่มๆ ก่อนจะหัวเราะออกมาเมื่อเขาแกล้งถอนหายใจเหมือนรำคาญเธอเสียเต็มประดา



   “มานั่งเร็วๆ สิ” แซวเขาจนพอใจเธอถึงได้ตบเบาะนั่งตำแหน่งข้างๆ “ทำหน้าแบบนั้นคืออะไร กลัวฉันมอมยาลากเข้าห้องเหรอ?”



   “ผมก็สมควรกลัวอยู่” เขานั่งลง



        “พูดจาอย่างนี้มันหน้าตีจริงๆ”



       เธอคนนี้มีชื่อว่า ‘บี’ เป็นสาวที่รับตั้งแต่งานนั่งดริ้งค์ไปจนถึงอะไรๆ อย่างอื่นนอกเหนือจากนั้น เธออายุแก่กว่าเขาสามปีและทำงานที่นี่มานานกว่า



       ไม่รู้ว่าจริงๆ เธอเป็นใครมาจากไหน หรือชื่อแซ่อะไร เพราะที่นี่ไม่เปิดเผยความลับของพนักงาน แต่มันไม่สำคัญในเมื่อทุกคนเรียกเธอว่า ‘บี’ เธอก็คือ ‘บี’ และเป็นเพื่อนร่วมงานของเขา



       ส่วนหนุ่มอายุน้อยหน้าตาดีที่รับหน้าที่เป็นบาร์เทนเดอร์ของวันนี้คือ ‘เก้า’ หมอนี่อายุพอๆ กับเขา เรียกว่ามหาลัยปีเดียวกันแต่คนละที่ ผิดกันอย่างเดียวคือเก้าเป็นแค่เด็กพาร์ทไทม์ที่มาทำเล่นๆ เพราะแค่อยากทำ ส่วนตัวเขานั้นทำเพราะ ‘จำเป็น’



       จะว่าจำเป็นก็คงไม่ถูกนัก ไม่ว่าฐานะยากจนแค่ไหน ขอแค่คุณขยันทำงานสักวันก็จะมีเงินใช้ ส่วนการแลก ‘ร่างกาย’ เพื่อเงินนั้น จริงๆ มันก็แค่หนทางของคนโง่ที่อยากรวยทางลัด



       นั่นเป็นหลักการที่เขายึดถือมาตลอดจนกระทั่งวันหนึ่ง ความทะเยอทะยานที่มากเกินทำให้ ‘คนโง่’ คนนั้นกลายมาเป็นตัวเอง



       เดิมทีเขาเกิดที่ชุมชดแออัดแห่งหนึ่งในย่านเสื่อมโทรม โตมาในครอบครัวที่มีแค่แม่เป็นคนเลี้ยงดู โชคร้ายอยู่หน่อยก็ตรงที่เธอชอบติดเหล้าเมายา วันๆ ไม่ทำอะไรนอกจากนั่งๆ นอนๆ ในบ้าน กว่าจะส่งตัวเองเรียนมัธยมได้ เขาก็ต้องดิ้นรนรับงานทุกอย่างที่พอเป็นเงินเป็นทอง



       แต่ใครๆ ก็รู้ว่าอยู่ที่นั่นมันไร้อนาคต…



       จะว่าเนรคุณที่ทิ้งแม่หนีมาก็คงไม่ผิด หลังจากนั้นเขาย้ายออกมาตัวคนเดียว ทำงานหาเงินเรียนไปเรื่อยจนกระทั่งจบมัธยม ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้าย ตอนนั้นเขาตั้งใจอ่านหนังสือจนสุดท้ายก็สอบติดมหาวิทยาลัยย่านคนรวยชื่อดังที่มีคุณภาพแห่งหนึ่ง มหาลัยแห่งนี้คือสิ่งที่เขาวาดฝันมาตลอดชีวิต ขอแค่มีโอกาสเข้าเรียน เขาจะสามารถถีบตัวเองขึ้นมาจากคนที่ไม่มีอะไรเลยในชีวิต



       แต่ขอโทษเถอะ ค่าแรกเข้าเขายังไม่มีปัญญาจ่ายก็อย่าคิดว่าจะได้เหยียบเข้าไปแม้แต่ครึ่งก้าว...



       ในขณะที่เวลากระชั้นเข้ามาทุกที เขารู้ว่าต้องตัดสินใจทำบางอย่าง อะไรสักอย่างที่สามารถแลกเงินได้ภายในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์ แล้วโชคร้ายก็เข้าข้าง วันนั้นเขาได้พบคนๆ หนึ่ง



       “ร้อนเงินใช่ไหม? สนใจมาเป็น ‘เด็ก’ ของฉันไหมล่ะ”
   


       ชายคนนั้นตบปากรับคำว่าจะ ‘เลี้ยง’ เขา ซึ่งเขาก็ไม่ได้ไร้เดียงสาขนาดที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร มันคือการขาย ‘ร่างกาย’ ให้คนอื่น แต่สิ่งที่เขาไม่รู้คือ หลังจากวันนั้น เขาได้ขาย ‘วิญญาณ’ ไปด้วย
   


       ตุลย์เซ็นสัญญาฉบับหนึ่งด้วยความรีบร้อนโดยไม่รู้ว่าสัญญาฉบับนั้นจะทำลายชีวิตเขาในภายหลัง



   อ๋อ จริงๆ ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก เพราะยังไงเขาก็ไม่มีสมบัติอะไรติดตวตั้งแต่เริ่มต้นอยู่แล้ว



       “คืนนี้พวกนายเลิกดึกกว่า ฉันเลี้ยงเหล้าเอง อยากสั่งอะไรก็สั่ง ไม่ต้องเกรงใจ”


       “ผมขอวิสกี้”



       ในเมื่อบีออกปากจะเลี้ยง แถมยังกำชับว่าสั่งอะไรก็ได้ เขาจึงเลือกวิสกี้แบรนด์ระดับบนๆ ที่ราคาไม่ถูกหรือแพงเกินไปเมื่อเทียบกันรสชาติ



       บาร์เทนเดอร์หนุ่มหายไปพัก ไม่นานก็กลับมาพร้อมกับวิสกี้แก้วหนึ่งกับค็อกเทลล์ผลไม้สีส้มสวย


       “แก้วนี้ของนาย ...ส่วนอันนี้สำหรับคุณผู้หญิงคนสวยครับ”



       “ปากหวาน” เธอดีดนิ้วเปาะ “มามะ มาหาพี่ มันน่าให้รางวัล”



       “ไม่ดีกว่า ผมผ่าน พี่เอาไปให้ไอ้ตุลย์มันเหอะ” คนถูกคะยั้นคะยอโบ้ยมาทางเขา



       ตุลย์จิบของเหลวในแก้ว ยิ้มขำๆ “ไม่ล่ะครับ เกรงใจ”



       “โอ้ย ไอ้เด็กพวกนี้ หยาบคายจริงๆ กล้าปฏิเสธสาวสวยอย่างฉันได้ยังไง เดี๋ยวแม่จับฟาดให้ตายคาเตียง!”



       ท่าทางเอาจริงเอาจังเกินเหตุของเธอเรียกเสียงหัวเราะพรืดจากผู้ร่วมสนทนา ก่อนที่เธอเริ่มอวดอ้างสรรพคุณว่าเชี่ยวชาญอย่างโน้นอย่างนี้เสียราวกับเป็นเรื่องจริงจัง



       ที่นี่พวกเขาคุยเรื่องใต้สะดือกันเป็นปกติ ช่วงแรกๆ ที่เก้ามาทำงานใหม่ๆ เจอมุกพี่บีเข้าไปเขาก็ถึงกับเหวอ หลบหน้าหลบตากันไปหลายวัน หลังๆ มาถึงปรับตัวได้จนชินและกลายมาเป็นเพื่อนคุยเวลาว่างจากลูกค้า



       เห็นแบบนี้แต่บีก็เป็นคนดีคนหนึ่งที่ไว้ใจได้ หากตัดเรื่อง ‘งาน’ ที่ทำออกไป เธอก็แค่หญิงสาวธรรมดาที่ออกจะก๋ากั่นอยู่สักหน่อยเท่านั้น



       บางครั้งการเหยียบบันไดพลาดเพียงก้าวเดียวก็เปลี่ยนชีวิตคนๆ หนึ่งได้จริงๆ ตุลย์รู้ซึ่งถึงความจริงข้อนั้นดี
   


       ปล่อยให้เธอพูดพล่ามใส่เก้าไปเรื่อยเปื่อย ตุลย์เบนสายตา หมุนเก้าอี้ออกไปมาอีกทาง ยิ่งดึกแขกก็ยิ่งคึกคัก จากตอนแรกที่เขาเห็นลูกค้าปะปราย ตอนนี้เพิ่มจำนวนขึ้นเป็นทวีคูณ บางคนก็เริ่มควงสาวๆ มานั่งดื่ม มือไม้เริ่มป่ายโน้นทีนี่ทีอยู่ไม่สุข เดาว่าอีกไม่นานคงมีการนัวเนียกันเกิดขึ้น



   ‘เด็กๆ’ หลายคนก็เริ่มออกมา ‘รับแขก’ บ้างแล้ว ไม่นานพื้นที่โซนนี้ก็คงกลายเป็นป่าซึ่งเต็มไปด้วยเสือสิงกระทิงแรดอย่างทุกคืน



   “โอ้ตายแล้ว!” อยู่ดีๆ บีก็เด้งตัวลุกขึ้น เก็บโทรศัพท์มือถือเธอใส่กระเป๋าอย่างเร็ว  “แขกเยอะละ ฉันไปก่อนล่ะ เจอกันอีกทีหลังเลิกงาน อา... แต่นายคงไม่อยู่แล้วล่ะสิ?”



   ตุลย์พยักหน้า “คงได้เจอกันพรุ่งนี้ แล้วผมจะมาทวงค่าเหล้ากับพี่”



   “อื้ม ได้! ตั้งใจทำงานเข้าล่ะ คุณชาย” ระเบิดเสียงหัวเราะร่าตบท้ายก่อนจะลุกออกไป



   ฉายา ‘คุณชาย’ ตุลย์ได้มาเพราะโชคดีกว่าคนอื่นนิดหน่อยตรงที่ เขาไม่ต้องรับแขกระดับล่าง อย่างเช่น พวกลูกค้าขาจร หรือนักท่องเที่ยว ที่พิเศษกว่าเด็กๆ คนอื่น ก็เพราะ ‘คนๆ นั้น’ ถูกใจเขา แขกส่วนใหญ่จึงมักเป็นระดับวิไอพี หรือพวกเงินทุนหนา พูดให้ชัดๆ ก็คือ เขาเป็น ‘หน้าตา’ ของที่นี่ จะได้คิวแต่ละทีก็ต้องโทรจองล่วงหน้าผ่าน ‘คนๆ นั้น’



   ปากก็บอกว่าจะ ‘เลี้ยง’ เขา แต่สุดท้ายมันก็แค่แมงดาดีๆ นั่นแหละ!



       ครั้งหนึ่งเขาเคยตะเกียกตะกายเพื่อไล่ตามความฝัน ทุกวันนี้เขาได้ในสิ่งที่อยากได้ แต่ในขณะเดียวกันก็สูญเสียทุกอย่างที่เคยเป็นของๆ ตัวเอง



       เขากระดกวิสกี้ทีเดียวหมดแก้ว



       ให้ฝืนกล้ำกลืนทำสิ่งที่ไม่อยากมันยาก และแอลกอฮอล์คือตัวช่วยที่ได้ผลดี



       “เก้า เซ็นเป็นชื่อพี่บีให้ที”



       “ได้” เจ้าตัวว่าพลางจดอะไรบางอย่างลงสมุด “เฮ้ย จะไปแล้วเหรอไอ้ตุลย์”



       “อืม วันนี้นัดแขกไว้ชั้นบน ใกล้ได้เวลาละ”



       “อ่อ งั้นก็โชคดี คุณชาย”



       ตุลย์ลาเพื่อนง่ายๆ ก่อนจะปลีกออกมาเพื่อมุ่งหน้าไปยังบันได เป็นอีกครั้งที่ถูกสายตาหลายคู่จับจ้อง ซึ่งเขาก็ชินชาเมื่อมันเป็นแบบนี้ประจำ ตุลย์ไม่ได้หน้าตาสวยหมดจด หรือหุ่นเพรียวลมแบบที่สาวๆ วาดภาพไว้ในใจ ไม่มีอะไรใกล้เคียงทำนองนั้นเลยด้วยซ้ำ แต่หลายคนกลับอยากได้เขา จนบางครั้งถึงกับเดินมาติดต่อซึ่งๆ หน้าก็มี


       พอถามหาเหตุผล คนพวกนั้นก็แค่อ้างว่า ‘เขาโดดเด่นกว่าเมื่อเทียบกับคนอื่น’ จากนั้นก็โดนปฏิเสธไปตามระเบียบ



       เขาไม่รับงานอะไรนอกจากงานที่ ‘คนๆ นั้น’ จัดหาให้ มันเป็นข้อตกลงในสัญญา



       ตุลย์ขึ้นมาถึงชั้นสองซึ่งเป็นห้องวีไอพี แบ่งเป็นสัดส่วน ก่อนจะผลักประตูเข้ามายังห้องหนึ่งในนั้น ปกติเขามาก่อนเวลาเสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกัน ตุลย์ทิ้งตัวลงบนโซฟายาว ผนังฝากหนึ่งของห้องเป็นบานกระจกขนาดใหญ่สามารถมองทะลุลงไปฟลอร์ข้างล่างที่เต็มไปด้วยฝูงชนหลากหลายวัยกำลังโยกย้ายไปตามบีทเพลงหนักๆ



       เขาเอื้อมไปคว้าขวดไวน์ผลไม้ เปิดมันแล้วรินใส่แก้วหนึ่งไปพลางๆ โดยไม่ลืมเตรียมแก้วเปล่าอีกแก้วสำหรับ ‘แขก’



       จู่ๆ เสียง ‘คลิ๊ก’ ก็ดังขึ้น พอหันไปด้านหลังถึงรู้ว่ามีใครคนหนึ่งกำลังเปิดประตูเข้ามา ตุลย์รินไวน์ใส่อีกแก้วตามมารยาท ก่อนจะถือมัน ลุกขึ้นไปหาผู้มาเยือน แต่เขาก็ต้องตะลึงงัน...



       ปกติแล้วเขาจะรับแขกแค่คนเดียวต่อครั้ง แต่คืนนี้จำนวนกลับกลายเป็น ‘สอง’ มิหน้ำซ้ำคนพวกนี้...



       “ว่าไง ทำหน้าเหมือนไม่เคยเจอกันไปได้”


       หนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับเขายื่นมือมารับแก้วที่ค้างกลางอากาศ กระดกพรวดเดียวหมดก่อนวางมันลงบนถาดเปล่าใกล้ๆ


       “คงไม่สองมาตราฐานหรอกใช่ไหม เพราะฉันก็ ‘จ่ายเงิน’ มาเหมือนกัน”



       แถมยังจ่ายหนักซะด้วย... ถ้าไม่ทุนหนาจริงๆ ไม่มีทางที่ ‘คนๆ นั้น’ จะปล่อยแขกแบบนี้มาถึงเขา และที่สำคัญคือมีถึงสองคน!



       “แน่นอนครับ จะสองมาตราฐานได้ยังไง”


       รอยยิ้มฉาบฉวยถูกหยิบขึ้นมาใช้ราวกับจำไม่ได้ว่าแขกทั้งสอง คือ ‘เพื่อนร่วมคณะ’ ของตนเอง ในขณะเดียวกันก็พยายามปรับอารมณ์ให้สงบ



       ความนิ่ง คือสิ่งจำเป็นสำหรับงานนี้ ถ้าแม้แต่ควบคุมอารมณ์ตัวเองยังไม่ได้ เขาจะควบคุมสถานการณ์ที่ต้องอยู่กับแขกสองต่อสองได้ยังไง



       การปล่อยให้ ‘อารมณ์’ มาอยู่เหนือ ‘หน้าที่’ เป็นสิ่งที่โง่และสิ้นคิดมาก



       จู่ๆ ข้อมืออีกข้างที่ถือแก้วไวน์ถูกยืดไว้ เป็นแกมบังคับให้เขาวางมันลง ซึ่งตุลย์ก็ทำตามง่ายๆ



       แขกแต่ละคนต้องใช้วิธีรับมือต่างกัน ในกรณีนี้ ยอมๆ ไปน่าจะปลอดภัยต่อตัวเขามากกว่า



       เขาวางแก้วไว้ในถาด ข้างๆ แก้วของคู่สนทนา จังหวะนั้นผู้มาเยือนอีกคนก็ก้าวเข้ามาประชิดร่าง



       “เอาล่ะ ทีนี้ก็แสดงให้เห็นหน่อย ทำอีท่าไหนนายถึงกลายเป็น ‘หน้าตา’ ของที่นี่ได้”




-------------------------
มือใหม่เจ้าค่ะ น้อมรับทุกคำติชมเช่นเคย ถถถ
เพิ่งได้กลับมาเล่นฟอรัมนี้หลังหายไปสองปีกว่า จัดหน้ายากเหมือนกันนะเนี๊ยยย :hao5:

ออฟไลน์ Caramella

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 96
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-1
2nd Night



‘กลางคืนจะยังไงก็ช่าง แต่กลางวันเขาเป็นแค่เด็กนักศึกษาคณะนิเทศธรรมดาๆ คนหนึ่ง’
   


อ๋อ คำพูดนั่นสำหรับเมื่อสามเดือนที่แล้วก่อนทุกอย่างจะเริ่ม...



“โอ้ ดูซิ ใครมา”



แค่ปลายเท้าเหยียบธรณีประตูล่องหนเข้ามาในห้องบรรยาย สายตาทุกคู่ก็มองตรงมายังเขาเป็นจุดเดียว ก่อนที่เริ่มซุบซิบนิทา แม้แต่อาจารย์ก็ยังต้องหยุดบรรยายแล้วหันมามอง



ไม่ว่าเขาจะเข้าคลาสตรงเวลา สายสิบห้านาที หรือสายหนึ่งชั่วโมง ปฏิกิริยาเช่นนี้ก็เกิดขึ้นทุกครั้ง



ที่นี่เขาป็อปปุล่ามากจนกระทั่งหากล้มนิดเดียว ก็มีคนต่อคิวรอเหยียบซ้ำยาวเป็นหางว่าว



ว่ากันว่าเรื่องฉาวโฉ่ปิดให้ตายยังไงก็ไม่มิด ขอเพียงสงสัย คนเหล่านั้นก็พยายามทำทุกวิธีทางเผื่อจะรู้ความจริงให้ได้ อีกอย่างไนท์คลับที่เขาทำงานอยู่ก็ไม่ไกลจากที่มหาวิทยาลัย ขับรถไปราวสองหัวมุมถนนก็ถึง



เด็กที่นี่ส่วนใหญ่ หากไม่ฐานะปานกลางมีใช้จ่าย ก็รวยระดับที่สามารถซื้อของแพงๆ ทิ้งขว้างชนิดไม่ยี่หระ ไม่แปลกถ้าบางครั้งเขาจะเดินชนไหล่ ‘คนรู้จัก’ ในคลับเป็นครั้งเป็นคราว



ตุลย์แสร้งทำเป็นว่ามองไม่เห็นสายตาเหล่านั้น แต่ระหว่างที่กวาดตามองหาที่นั่งก็เหลือบไปเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นเข้า


....ผู้ชายสองคนที่ ‘ซื้อ’ เขาเมื่อวานนั่งอยู่โซนด้านหลัง พวกนั้นมองเขาอยู่แต่แรกแล้ว พอสบตากันฝ่ายนั้นถึงได้ส่งยิ้มกระเหี้ยนกระหือให้ราวกับต้องการซ้ำเติมเหตุการที่เกิดขึ้นเมื่อวาน



มองแล้วก็แสลงใจดีพิลึก



ที่นั่งโซนหลังว่างก็จริง แต่ส่วนใหญ่เป็นถิ่นของพวกหลังห้องที่สักแต่เข้าเช็คชื่อซึ่งคงไม่ปลอดภัยเท่าไรนัก ตุลย์จึงเลือกนั่งตรงโซนหน้าๆ ที่เหลือว่างอยู่ประปราย



“โอ๊ย ทำไมต้องมานั่งตรงนี้ด้วยฮะ ที่อื่นว่างก็มี” สาวสวยข้างๆ เขาบ่นกระปอดกระแปดตอนที่เขานั่งลงที่นั่งข้างเธอ



นี่ยังนับว่าดีหน่อย ครั้งก่อนที่นั่งข้างสาวคนหนึ่ง เธอถึงขนาดลุกเดินหนี แถบยังทิ้งคำด่าไว้เป็นของตบท้าย



“ฉันไม่คบอีตัวเป็นเพื่อน จำใส่กะโหลกไว้!”



ถามว่ารู้สึกยังไง? ก็คงรู้สึกแย่ล่ะมั้ง ใครจะทนการถูกคนเกือบทั้งมหาลัยเกลียดได้โดยไม่หดหู่หรือเสียความมั่นใจบ้าง ตัวเขาก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง จะให้ไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยก็คงเวอร์ไปหน่อย



เมื่อก่อนตุลย์แทบไม่กล้าเสนอหน้ามามหาลัย กลัวคำนินทาด่าทอต่างๆ นาๆ แต่พอนานเข้ามันก็ชักทนรับไหว จากที่เจ็บปวดก็กลายเป็นชินชา และยอมรับไปเองโดยธรรมาชาติ



แต่ก็ไม่รู้จะทนได้อีกนานไหม…


   คำพูดเหล่านั้นไม่ได้ฆ่าเขา แต่กระแสในแง่ลบทำให้คบเพื่อนเป็นตัวเป็นตนไม่ได้เลยสักคน ทุกครั้งที่มีงานกลุ่ม เขาก็จะกลายเป็นเศษเหลือ บางครั้งโชคดีหน่อยก็มีคนอาสารับเข้ากลุ่ม ในขณะที่บางกลุ่มไม่ฟังความคิดเห็นเขาด้วยซ้ำ



ไม่มีมนุษย์คนไหนที่จะทนอยู่คนเดียวได้ตลอดสี่ปี และเช่นกัน เขาไม่อยากใช้ชีวิตในรั้วมหาลัยที่ใฝ่ฝันอย่างทรมาน…
   


แต่จะให้ทำยังได้ เมื่อในสายตาคนที่นี่ เขาไม่ต่างหาก ‘ อีกา’ ในฝูงหงส์ เป็นกาฝากบนต้นไม้ใหญ่ที่ทุกคนจ้องจะถอนทิ้ง นี่คือสิ่งที่เขาต้องจ่ายให้กับความทะเยอทะยานเกินกำลังตัวเอง...


ได้อยู่ในมหาลัยที่ฝัน มีเงินพอใช้จ่ายกับสิ่งสุรุ่ยสุร่าย เขามีทุกอย่างที่อยากมี ขณะเดียวก็สูญเสียทุกอย่างที่เคยมี โทษใครไม่ได้ เพราะนี่เป็นเส้นทางที่เขาเลือกเองแต่แรก



ตุลย์นั่งจดเล็กเชอร์ไปเรื่อยๆ อย่างไม่ค่อยมีสมาธินัก การเรียนคือสิ่งสุดท้ายที่เขาพอจะทำได้ และหวังว่าพอจบมหาลัยเขาจะสามารถหางานทำและมีชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่ามันเป็นความฝันลมๆ แล้งๆ



ใครๆ ก็รู้ว่า ‘งาน’ ที่เขาทำอยู่ไม่มีทางหันหลังกลับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมี ‘คนๆ นั้น’ ติดตามอยู่ทุกฝีก้าว
   


ตุลย์ไม่ค่อยมีสมาธิตลอดช่วงเช้ากระทั่งคลาสเรียนจบลง จนนักศึกษาจำนวนหนึ่งทะยอยออกจากห้องแล้วถึงได้รู้สึกตัว เขาออกจากห้องเป็นคนท้ายๆ แต่ไม่วาย ตอนลุกขึ้นก็ถอยหลังไปชนไหล่ใครบางคน



“แกล้งชน... นี่วิธีเรียกลูกค้าแบบใหม่เหรอ” ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นคนเดียวกับแขกเมื่อวาน



ดูเหมือนคนพวกนี้จะมีความสุขและสนุกมากกับการตอแยเขา ถึงได้เจอหน้ากันบ่อยอย่างกับเจ้ากรรมนายเวร


“ไม่ตอบหมายความว่าไง?”



เห็นเขานิ่ง ฝ่ายนั้นก็แสดงท่าทีคุกคามด้วยการใช้แขนกั้นระหว่างโต๊ะเลกเชอร์และทางเดินไว้



อ๋อ คงคิดว่าเขาโง่ด้วยล่ะสิ



ไม่ให้ออกด้านหน้า ก็เดินไปออกอีกฝากไงยากอะไร ทางออกไม่ได้มีทางเดียวสักหน่อย...



“จะไปไหน!”



หมอนั่นดูเหมือนจะโกรธมากที่อยู่ๆ เขาหมุนตัวกลับไปออกทางเดินอีกฝาก ถึงได้ตะโกนไล่หลัง เพื่อนของชายคนนั้นทำท่าจะเข้ามาขวางทาง แต่โชคร้ายหน่อยที่เผอิญเขานั่งแถวหน้า ถึงจ้ำอ้าวออกจากห้องได้ก่อน หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงสถบตามหลังมาเป็นชุด



สงสัยว่าคนพวกนี้คงถูกตามใจจนเคยตัว ไม่ถูกใจอะไรนิดๆ หน่อยๆ ก็กราดด่าซะยาว



ตุลย์เดินออกมาหน่อย เห็นว่าคนพวกนั้นไม่ได้ตามมา เขาเลยนึกคนองตะโกนกลับ



“คิดว่าเมื่อวานพูดชัดแล้วนะ ถ้าอยากได้คิวโทรจองล่วงหน้า มัดจำครึ่งราคา ติดต่อนายหน้าแล้วรับบัตรคิว!”



ว่าจบก็จ้ำอ้าวออกนอกอาคารอย่างเร็ว เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและหน้าที่การงาน



 ใครเล่าชอบโดนด่าอยู่ฝ่ายเดียว?



เขาไม่ใช่พระอิฐพระปูนที่จะนั่งนิ่งๆ ทำหน้าเฉยเมยกับเสียงด่าทอได้ทั้งวัน เสียก็อย่างเดียวตรง การหาเรื่องพวกกระเป๋าหนักอาจทำให้ชีวิตต่อจากนี้ยากลำบากขึ้นอีกหน่อย...



------------------------



วันนี้เขามีเรียนแค่ตอนเช้า พอทานข้าวกลางวันเสร็จ เดินเอื่อยเฉื่อยต่ออีกนิดหน่อย ตุลย์ก็โบกแท็กซี่ไปคลับตามปกติ วันนี้เขามาถึงแต่หัววัน ร้านต่างๆ ย่านนี้จึงยังปิดอยู่ ผู้คนก็เงียบเหงาผิดกับช่วงการคีนที่คึกคนองเหมือนอยู่ในบ้านป่าเมืองเถื่อน


แน่นอนว่าที่ใดขึ้นชื่อว่า ‘ไม่เคยหลับใหล’ ที่นั่นมักมีอัตราการเกิดอาชญากรรมสูงเช่นกัน ซึ่งก็รวมถึงย่านนี้ด้วย



บางวันเขาเดินผ่านตรอกซอยตอนดึกๆ นอกจากจะเจอคนเมานอนแอ้งแม้ง หรือชายหญิงนัวนัยกันในที่มืดๆ ก็มักจะเห็นวัยรุ่นใส่เสื้อผ้าดีๆ ถือไม้หน้าสามตีหรือชกต่อยกันอยู่บ่อยๆ



ต่อให้ขึ้นชื่อว่าเป็นย่านผู้มีอันจะกิน มนุษย์ก็คือ มนุษย์ที่ยังไม่ทิ้งสันดานดิบอันสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ



คืนนี้ก็เป็นอีกคืนที่ตุลย์ใช้ชีวิตตามปกติ นั่งคุยกับบาเทนเดอร์ ดื่มสักสองสามแก้วเรียกความมั่นใจ รอจนกระทั่งแขกมา แล้วก็ ‘รับแขก’ ตามปกติ ไม่รู้เพราะโดนชวนให้เล่นพิเรนทร์ หรือ ถูกใช้งานเกินกำลังไปหน่อย พอจบ ‘งาน’ เขาถึงได้เหนื่อยเหมือนจะตายให้ได้



ลากสังขารออกจากคลับ เขาก็โบกแท็กซี่กลับอพาร์ทเม้นท์ทันที ถึงห้องก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่มอย่างเนือยๆ ไม่มีแรงเหลือจะสนใจอะไร สวนหนึ่งคงเพราะวันนี้เขาผ่านอะไรแย่ๆ จริงๆ เขาก็รู้สึกแย่ทุกครั้งที่ไปมหาลัยนั่นแหละ



ถามว่าเด็กๆ อย่างเขาถ้าไม่หาเงินด้วยวิธีแบบนั้น มีปัญญาเช่าอพาร์ทเม้นท์ดีๆ ด้วยเหรอ? ตอบเลยว่าไม่



ที่จริงอพาร์ทเม้นท์นี้ไม่ได้เช่าโดยเขา แต่เป็น ‘ของกำนัล’ ที่ ‘คนๆ นั้น’ เช่าไว้ให้ตอนที่เขาขึ้นมาเป็น ‘หน้าตา’ ของคลับใหม่ๆ



“ทำงานดี ถือว่านี่เป็นของกำนัล ต่อจากนี้ก็ย้ายมาอยู่ที่นี่”
   

ตราบใดที่ ‘คนๆ นั้น’ ยังตามติดเขาทุกฝีก้าว ก็อย่าหวังจะออกจากวงการนี้ไปได้ง่ายๆ



ตุลย์งัวเงีย นอนมองเพดานไปสักพัก เขาก็เคลิ้มจะหลับ ระหว่างทางไปเฝ้าพระอินทร์ ความคิดก็ฟุ้งกระจายล่องลอยเรื่อยเปื่อย เขาฝันเห็นตัวเองตอนยังเป็นเด็ก ฝันถึงช่วงชีวิตที่ยากลำบากขณะเดียวกันก็เจือความสุข มันเป็นช่วงเวลาที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด ส่งตัวเองเรียน ล้มไม่รู้กี่รอบ แต่ภายใต้วิกฤตเหล่านั้น เขาก็มีเพื่อนพ้องและอีกหลายคนที่คอยให้การสนับสนุน



แล้วภาพก็ตัดมาที่ไหนสักแห่ง มีตึกสูง และผู้คนเดินสวนมากมาย เขากำลังข้ามถนนไปยังดีใดที่หนึ่งที่ตนเองไม่รู้จัก สายตาเขามองตรงไปเพียงตึกสูงเสียดฟ้าที่อยู่อีกฝ่ายหนึ่ง ทุกก้าวมีแต่ ‘ความมุ่นมั่น’และ ’ความทะเยอทะยาน’ เปี่ยมล้น แต่แล้วก็มีเสียงกรนด่าจากด้านหลัง ตามด้วยคำสบประมาทต่างๆ นาๆ



“เฮอะ! จะหนีออกจากบ้านแล้วทิ้งฉันไว้นี่ตัวคนเดียวเนี่ยนะ คิดว่าแกจะมีปัญญาไปได้สักกี่น้ำถ้าไม่มีฉัน!”



ตุลย์สะดุ้งตื่นเพราะเสียงแหบของผู้หญิงคนหนึ่ง เสียงของแม่ที่เกรี้ยวกราด



ความไม่สบายตัวทำให้เขาพลิกร่างนอนคว่ำ ก่อนจะเริ่มจมสู่นิทราอีกครั้ง ไม่ทันสังเกตเห็นเงารางๆ ที่ทอดผ่านร่าง จนกระทั่งเสียงเหมือนบางอย่างกระแทกโต๊ะใกล้ๆ หู เขาถึงสะดุ้งเฮือกอีกที



“ทำไมวันนี้ไม่มารับเงิน”



น้ำเสียงนั้นราบเรียบไร้โทสะ แต่กลับแฝงด้วยการคาดคั้นเอาคำตอบ



ตุลย์ขยี้ตา โงหัวขึ้นมามองก็เห็น ‘คนๆ นั้น’ ยืนอยู่ข้างเตียง เขาเป็นชายหนุ่มร่างสมส่วน อายุราวยี่สิบกลางๆ มีใบหน้าหล่อเหลาแบบเอเชียที่สามารถทำให้สาวๆ ลุ่มหลงได้เพียงการมองตา ฝ่ายนั้นคงมานั่งได้สักพักใหญ่ๆ เขาถึงไม่เห็นสูทตัวเก่งที่อีกฝ่ายชอบสวม


เขามักตกใจที่ ‘คนๆ นั้น’ ผลุบๆ โผล่ๆ ในห้องเงียบๆ บ่อยครั้ง ฝ่ายนั้นมีกุญแจย่อมเข้าออกเมื่อไหร่ตามใจ มีแต่เขาที่ทำใจให้ชินไม่ได้สักที



“วันนี้ผมเหนื่อย วางไว้แถวนี้ได้ไหม”



“........”



ไร้เสียงตอบกลับ ตุลย์ก็คร้านจะมอง เขาฟุบหัวลงกับหมอนต่อ กระทั่งอยู่ๆ ถูกจับคางให้หันมานั่นแหละ ถึงตื่นเต็มตา
   


ปกติแล้วเขาจะต้องรอรับ ‘ค่าจ้าง’ อยู่ที่คลับหลังร้านปิด ‘คนๆ นั้น’ จะจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินสด ก็แน่ล่ะ ธุรกิจผิดกฏหมาย ย่อมต้องรอบคอบเป็นธรรมดา แต่วันนี้เขาไม่ไหวจริงๆ ถึงได้หนีกลับมาก่อน


“ขอโทษที่ไม่ได้อยู่รอ วันนี้ผมเหนื่อยเลยกลับมาก่อน”



จากประสบการณ์ พูดให้น้อย และโอนอ่อนให้มากกับคนประเภทนี้เป็นผลดีกับเขามากกว่า
   


ใช่ว่าอยู่ๆ ปุบปับเขาจะกลายมาเป็น ‘หน้าตา’ ของคลับได้เสียเมื่อไหร่ ฝ่ายนั้นไม่ใช่คนพอใจอะไรง่ายๆ ก่อนจะได้ ‘งานสบาย’ มา เขาก็ต้องเสียอะไรไปหลายอย่าง ซึ่งนั่นรวมถึง ‘ศักดิ์ศรี’ ด้วย


“ร้อนเงินใช่ไหม? สนใจมาเป็น ‘เด็ก’ ของฉันไหมล่ะ”



เมื่อก่อนเขาก็เป็นแค่เด็กที่มีเถ้าแก่เงินทุนหนาคอยเลี้ยงดูปูเสื้อ ไม่มีการแลกเปลี่ยนอะไรนอกจาก ‘เงิน’ กับ ‘เรื่องบนเตียง’ จนกระทั่งวันหนึ่งที่ ‘คนๆ นั้น’ บิดเบือนข้อตกลงด้วยการแบล็กเมล์เขาให้เซ็นสัญญา



“ลงชื่อตรงนี้ แล้วฉันจะให้จัดการเรื่องมหาลัยให้ แต่ถ้าปฏิเสธ...” ชายหนุ่มดิ้นนิ้วเปาะด้วยท่าทางไม่ทุกข์ร้อน  “ก็ตัดใจทิ้งความฝันที่จะเรียนต่อไปได้เลย”
   


หลักจากนั้น ชีวิตเขาก็เปลี่ยนจากหน้าเป็นหลังมือ จมดิ่งลงในหลุมดำที่ไม่มีทางหวนกลับ บางทีตอนนั้นเขาควรเลือกทิ้งฝันโง่ๆ แล้วกลับมาสู่ความเป็นจริง แทนที่จะขายวิญญาณ ให้สิ่งเหล่านั้นกัดกินตัวตนทีละนิดอย่างทุกวันนี้



คร่ำครวญไปตอนนี้ก็ไม่ได้อะไร


ตุลย์เขยิบตัวออกมาเมื่อผู้มาเยือนทิ้งตัวลงตำแหน่งข้างๆ ที่เขานอน ก่อนจะลุกขึ้นนั่ง ขณะที่ชายคนนั้นแค่หยิบไฟแช็กขึ้นมาจุดบุหรี่ ควันสีเทาพุ่งพวยออกมาจากปากฝีปากคู่นั้น ยามที่เขาพ่นมันออก



‘ธวัตร’ เป็นผู้ชายที่มีสเน่ห์เหลือร้าย และเป็นสุภาพบุรุษภายใต้สายตาของคนนอกก็จริง แต่ไส้ในเขาก็แค่คนโลภมากคนหนึ่งที่หาประโยชน์จากคนอื่น หาได้อ่อนโยนและหลงใหลอย่างรูปลักษณ์ไม่



“แขกวันนี้เป็นยังไง”


“ก็ไม่แย่ครับ”


“งั้นเหรอ”



“.......”



หลังจากนั้นความเงียบก็โรยตัวในห้อง ธวัตรสูบบุหรี่ไปครึ่งมวน ฝ่ายนั้นก็ขยี้ปลายติดไฟสีส้มกับโต๊ะข้างๆ อย่างมักง่าย แล้วถึงหันมาพูดกับเขา


“เร็วๆ นี้จะมี ‘แขกพิเศษ’ มาเยี่ยมคลับ ฉันกับเขาจะคุยธุรกิจอะไรกันนิดหน่อย เสียดายที่เขาไม่ชอบผู้ชาย ไม่งั้นฉันคงใช้นายดึงเขาไว้”
   


ประโยคนั้นคล้ายบ่นมากกว่าขอความเห็น บางครั้งธวัตรก็เปรยอะไรให้เขาฟังเรื่อยเปื่อย ซึ่งเป็นผลดี เพราะอย่างน้อย ‘ลูกจ้าง’ อย่างเขาก็ควรรู้ ‘ความเป็นไป’ ของตัวเองบ้าง



อยู่ๆ ชายคนนั้นก็คว้าแขนตุลย์ ออกแรงนิดหน่อยให้เซเข้ามาหา แล้วพูดคำเดียวสั้นๆ


“จูบ”



เขาแค่โน้มหน้าไปหาตามคำสั่ง กดจูบลงบนริมฝีปากอีกฝ่ายเชื่องช้าทว่าอ้อยอิ่ง ดูดเม้มริมฝากล่างเบาๆ ก่อนจะผละออกไม่เร็วนัก



“ว่าง่ายเหมือนเดิม”


ธวัตรแสดงสีหน้าพอใจออกมาชัดเจน เขาวางเงินปึกหนึ่งไปบนโต๊ะข้างมวนบุหรี่ ก่อนที่ชายหนุ่มจะลุกไป คว้าสูทที่แขวนไว้หน้าประตูแล้วออกจากห้องโดยไม่มีคำพูดทิ้งท้าย



กับผู้ชายคนนี้ ไม่ว่าอะไรขอแค่โอนอ่อนผ่อนตามไป เขาก็จะได้ค่าตอบแทนสำหรับการกระทำนั้นเสมอ
   

---------------
มาอัพให้เท่าในเด็กดีค่า  :z2:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-09-2016 17:40:30 โดย Caramella »

ออฟไลน์ Caramella

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 96
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-1
3rd Night
[/b]



หลังเสร็จจากมหาวิทยาลัย ตุลย์ไปทำงานที่คลับตามปกติ เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดลำลองซึ่งก็คือ เสื้อเชิ้ตบางๆ กางเกงยีนส์เข้ารูปแบรนด์ดังที่ธวัตรจัดไว้ให้ในล็อกเกอร์ด้านหลังร้าน เขาเป็น ‘หน้าตา’ ของที่นี่ ย่อมต้องแต่งตัวดีเพื่อสร้างภาพลักษณ์เป็นธรรมดา


ระหว่างทางที่เดินออกจากห้องน้ำ ก็บังเอิญสวนกับ ‘นายจ้าง’ เขาเพียงปรายตามองผ่านๆ กลับเป็นฝ่ายนั้นที่รั้งต้นแขนไว้ให้หยุด


“ไปทำอะไรไว้กับ ‘เด็กพวกนั้น’ มันถึงได้ตามตื้อจะเอาคิวไม่เลิก?”


ไม่ต้องซักไซร้มากความ ก็เข้าใจว่าชายหนุ่มพูดถึงกลุ่มเพื่อนร่วมคณะที่เคยซื้อคิวเขาไว้ครั้งหนึ่ง


ถึงว่าล่ะ ตอนคนพวกนั้นเจอเขาที่มหาลัยถึงได้กระหึ่มยิ้มย่อง แถมยังส่งยิ้มมีเล่ห์นัยมาให้อีก ที่แท้ก็กะแก้เผ็ดเขาในเวลางานจะได้ไร้ทางสู้...


“สงสัยพวกนั้นคงติดใจล่ะมั้ง”


สีหน้าธวัตรดูไม่เชื่อคำโกหกเขา “ไม่น่าใช่ ตอนรับสายเด็กนั่นฉันไม่คิดว่าน้ำเสียงมันเข้าข่าย ‘ติดใจ’ มันออกจะ...”


“เคียดแค้น?”


“ไม่ใช่”


“ย่ามใจ?”


“อาจใกล้เคียง”


“อืม... โอหัง? หรืออยากเอาชนะ?”


คราวนี้เป็นธวัตรที่มองหน้าเขาตรงๆ “ไปมีเรื่องมาใช่ไหม?”



“ครับ” ไม่จำเป็นต้องขยายความ


ชายหนุ่มเป็นผู้มีอิธิพลย่านนี้ จึงไม่มีประโยชน์ที่จะปกปิดความลับ เพราะยังไงท้ายที่สุดธวัตรก็จะหาวิธีสืบจนรู้ความจริงอยู่ดี เขาจึงเลือกจะ ‘ตอบ’ แค่ในสิ่งที่อีกฝ่ายถามเท่านั้น

อันที่จริงฝ่ายนั้นคงไม่คิดซักไซร้ถามเรื่องส่วนตัวเขาอยู่แล้ว ถึงพยักหน้าผ่านๆ


“แล้วคิว ‘พวกเขา’ อยู่วันไหน”


“สุดสัปดาห์นี้” ว่าไปก็ยกยิ้มอ่อนๆ  รอยยิ้มที่ทำให้เขาสยองทุกครั้งที่เห็น “จองคิว ‘ทั้งวัน’”


เขาคนนี้ยิ้มทีไรไม่วายต้องเป็นเคสแย่ๆ ที่ฝ่ายนั้นไม่ยอมปฏิเสธเพราะค่าตอบแทนล่อตาล่อใจทุกที


ฟังแล้วได้แต่ถอนหายใจ... พวกนั้นคงเสนอจำนวนที่น่าสนใจมากสำหรับธวัตร ร่างสูงถึงได้ตอบตกลงง่ายดายขนาดนั้น แถมยังกำชับให้ทำตัวดีๆ กับ ‘แขก’


มันคือผลกำไรสำหรับผู้ชายคนนี้ แต่กับเขา บอกได้คำเดียวว่าไอ้ทั้งวันเนี่ย... ไม่ได้กลับมาสภาพครบสามสิบสองแน่ๆ!


----------------


หลังแยกกับธวัตรพร้อมข่าวร้ายชวนขนหัวลุก เขาก็ตัดสินใจนั่งสงบสติสักพักแถวบาร์ ได้ข่าวมาเลาๆ บาร์เทนเดอร์ที่ประจำอยู่วันนี้ มีธุระกระทันหัน เก้าจึงอาสาเข้ามาผลัดเวรแทน


“เฮ้ย ว่าไง ทำไมมาช้า”


“เมื่อกี้เจอ ‘เขา’ เลยคุยอะไรกันหน่อย” ตุลย์ทิ้งตัวนั่งตรงข้าม อย่างน้อยวันนี้เขาก็ยังโชคดีที่มีเพื่อนรู้ใจคุยแก้เหงาปาก “แล้วพี่บีล่ะ ยังไม่มาเหรอ”


“ยังไม่เห็นแต่หัวค่ำเลยว่ะ หายหัวกันไปทั้งเอ็งทั้งพี่เขา” ว่าพลางมองนาฬิกา “เออ วันนี้ฉันแอบทำคอกเทลล์สูตรใหม่กะไว้ว่าจะเสิร์ฟตอนมากันครบ แต่ทิ้งไว้นานกว่านี้คงไม่อร่อย มาเป็นหนูทดลองให้หน่อยดิ”


“เออ อย่าทำฉันอาหารเป็นพิษก็พอ”


ตุลย์หัวเราะร่วน คู่สู่สนทนาโบกมืออย่างขอไปที ก่อนจะเดินหนีหายเข้าไปหลังบาร์พักใหญ่ๆ


ระหว่างนั้นก็เบนสายตาเหม่อออกไปยังโซนนั่งดื่มข้างๆ อย่างหน่ายๆ คืนนี้คึกครื้นด้วยเสียงสวนเสเฮฮาไม่ได้ศัพท์ของคนกรึ่มเหล้า มีเสียงหัวเราะคิกคักของสาวๆ แซมเป็นระยะ


พวกนี้มานั่งดื่มก็หวังจะหิ้วหญิงกัน สุดท้ายก็เมาแอ๋ อ้วกกลับบ้านทุกคน วงจรเหล่านี้เขาเห็นทุกวันจนเบื่อ ยิ่งกว่าคนเกิดแก่เจ็บตายเสียอีก


มนุษย์นี่ก็แปลก... คนที่อยู่ท่ามกลางแสงสว่างเฝ้าใฝ่ฝันหาอบายมุขราวกับเห็นเป็นขนมหวานล่อตา ตรงกันข้ามคนที่ตกอยู่ภายใต้เงาของอบายมุข กลับใฝ่ฝันถึงโอกาสที่จะคว้าแสงสว่างเหล่านั้นกลับมาไว้ในอุ้งมือ


กำลังคิดเพลินๆ เสียงแก้วกระแทกเค้าท์เตอร์ก็เรียกสติเขา


“เฮ้ย หลับในเรอะ!? ผสมยาสักหน่อยไหมจะได้ครึกครื้น”


“ยังว่ะ ไม่อยากโลกหมุน” ขืนเมายาตอนนี้เขาคงไม่ต้องทำมาหากินกันพอดี “แล้วนี่อะไรเนี่ย อย่างกับน้ำล้างสี”


“ดูถูกกันนี่หว่า นี่คอกเทลล์โคล่าสูตรใหม่ไฉไลกว่าเดิมเลยนะเว้ย แก้วเดียวรับรอง...”


“แอดมิดโรงบาล?”


“บ้ารึไง!” เก้าทำท่าจะยึดแก้วค็อกเทลล์คืน “ไม่กินก็ไม่ต้อง!”


ตุลย์หลุดหัวเราะ ประนีประนอมให้เพื่อนส่งแก้วมา ก่อนจะยก ‘โคล่าสูตรใหม่ไฉไลกว่าเดิม’ส่องกับแสงไฟ มันเป็นสีน้ำตาลขุ่นออกเทา ข้างในมีผลไม้อะไรสักอย่างน่าตาพิกลจมอยู่ก้นแก้ว ถ้าเกิดมันเปลี่ยนสีได้ด้วยเขาคงนึกว่าเป็นปฏิกิริยาจากสารเคมีอันตรายหรือก้อนกัมมันตภาพรังสี


มองแก้วสลับกับสายตาคาดหวังจากเจ้าของผลงานได้ครู่หนึ่ง เขาก็รู้ว่าไม่เหลือทางเลือกอื่นนอกจากยกแก้วที่ชะงักกลางอากาศขึ้นดื่ม


“สูตรนี้ผสมรูทเบียร์ด้วยนะ”


“.....”


นึกภาพจุดจบหลังสังหารตัวเองด้วยยาพิษแก้วนี้ไม่ออกเลยจริงๆ บางทีศพเขาอาจถูกเอาไว้โยนทิ้งไว้แถวตรอก หรือไม่แน่ก็โดนยัดใส่ตู้น้ำแข็ง เก็บไว้ส่งต่อให้พวกค้าอวัยวะถ้าบังเอิญธวัตรมาพบเข้า


คงยกแก้วสูงไปหน่อย จังหวะที่กำลังจะส่งมันเข้าปาก แรงชนเบาๆ ตรงต้นแขนก็ทำให้ข้อมือที่ไม่ค่อยมั่นคงแต่เดิมเสียศูนย์จึงทำของเหลวในแก้วหกเกือบหมด ตามหลักแล้ว แรงแค่นี้อย่างมากคงทำให้กระฉอก แต่พอผสมเข้ากับความเอนเอียงของเขา ข้อมือก็เลยอ่อนแรง แก้วตะแคงหกหมด และเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถืออีกนิด เขาเลยตั้งใจทำครึ่งหนึ่งหกใส่ตัวเองด้วย


แค่นี้ก็มีชีวิตอยู่ต่ออีกวัน...


“เฮ้ย!”


เก้าอุทานเสียงดังเกินเหตุ ผู้คนในระยะกระจายเสียงเลยหันมามองเป็นตาเดียว ซึ่งนั่นก็รวมถึงคนที่ชายวัยกลางคนที่บังเอิญแตะแขนเขาโดยไม่ตั้งใจด้วย


“ผมชนคุณเหรอ ...เป็นอะไรหรือเปล่า?”


สีหน้าฝ่ายนั้นเปลี่ยนไปเล็กน้อยตอนที่เห็นว่าเสื้อเขาเลอะเครื่องดื่ม ...เหมือนจะพูดว่ามันไม่น่าหกเยอะขนาดนั้น


ก็แน่ล่ะ ถึงเขาอยากจะแก้ตัวว่าไม่ได้ ‘อ่อย’ แต่ทำเพื่อ ‘เอาชีวิตรอด’ ก็คงได้แต่พูดในใจ เมื่อเจ้ากรรมนายเวรยังยืนอยู่ตรงข้ามโดยมีเคาท์เตอร์คั่นอยู่


“ไม่หรอกครับ ความผิดผมต่างหากที่ไม่ทันระวัง”


“เป็นอะไรมากไหม เสื้อคุณเปียกไม่ใช่เหรอ”


เขาส่ายหน้าให้กับสายตาที่กำลังประเมินความเสียหาย “ไม่เป็นไรหรอก ผมมีชุดสำรองไว้ คุณไม่ได้โดนลูกหลงใช่ไหม”


“ผมไม่เป็นไร”


“งั้นก็ดีแล้วครับ ขอโทษที่ทำให้เสียจังหวะ หวังว่าคุณจะสนุกกับที่นี่” เขาอวยพรตบท้ายตามประสาพนักงานที่ดี


กลับเป็นคู่สนทนาที่ใช้สายตาประเมินเสื้อผ้าที่สวมใส่ พร้อมตั้งคำถามด้วยสีหน้ายุ่งๆ เหมือนผู้สูงอายุเวลาที่เห็นเด็กอายุรุ่นราวคราวลูกทำตัวแก่แดดนอกลู่นอกทาง


“คุณเป็นเด็กเสิร์ฟที่นี่เหรอ?”


ตุลย์หัวเราะกลั้วหัวเราะเบาๆ เขาก็อยากเป็นอยู่ แต่น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาส...


“เปล่าครับ ผมเป็น ‘เด็กขาย’ ถ้าอยากได้คิวคุณต้องติดต่อเจ้าของที่นี่”


เห็นความสะเทือนใจบนใบหน้าคนถาม เขาเริ่มรู้สึกผิดที่พลั้งปากทำร้ายจิตใจผู้สูงวัย


ขอโทษครับ พอดีข้อตกลงในสัญญาระบุไว้ว่า ห้ามปกปิด ‘สถานะของตนเอง’ กับลูกค้าในเวลางาน ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น ตราบใดที่ยังอยากเห็นแสงตะวันของพรุ่งนี้ เขาต้องหลับหูหลับตา ก้มหน้าทำงานต่อไป


----------------


หลังจากนั้นชายวัยกลางคนที่ตกเป็นเหยื่อทางคำพูดก็อ้างว่ามีธุระ แล้วปลีกตัวจากไปอย่างรวดเร็วเหมือนไม่อยากเห็นหน้าเขาต่อสักวินาที เก้าดูเสียดายนิดหน่อยที่เขาไม่มีโอกาสดื่มคอกเทลล์ชั้นเลิศ เจ้าตัวเลยเสนอทางแก้...


“รอแป๊บ เดี๋ยวฉันไปเอาแก้วใหม่มาให้”


“เดี๋ยวๆๆ!” เขาดึงแขนเพื่อนแทบไม่ทัน “ที่เหลือให้พี่บีชิมน่าจะดี เธอดื่มบ่อยกว่าฉันน่าจะมีประสบการณ์มากกว่า”


“ไม่ต้องแย่งกันเว้ย ได้ทุกคน ในตู้มีอีกเหลือเฟือไม่อั้น!”


หมายความว่ามีมากพอจะฆ่าเขาให้ตายได้พันครั้งหรือเปล่า...


ตุลย์หน้าซีด แต่สายตาก็เร็วพอจะเห็นผู้มาเยือนรายใหม่ที่กำลังจะกลายเป็น ‘เหยื่อ’ ในอีกสองวินาทีข้างหน้า สิ่งที่เขาต้องทำคือตีหน้าใสซื่อและจริงใจ


“อ้าว หวัดดีครับพี่บี วันนี้มาช้าจัง”


“วันนี้รถติดหน้าร้าน ไม่รู้มีเรื่องอะไรกัน” เธอบ่นกระปอดกระแปด เสื้อผ้าที่ค่อนข้างยับบ่งบอกว่าหญิงสาวคงงีบหลับระหว่างทาง “แล้วนี่มีอะไรกัน ทำไมมองฉันเป็นตาเดียวแบบนั้น มีแผนอะไรกัน?”


“เปล่า... พอดีเก้าเพิ่งลองทำค็อกเทลล์สูตรใหม่ มันอยากให้พี่ลองชิม”


“ไหนๆ เอามาซิ” เธอไถลมานั่งข้างเขาอย่างกระตือร้น พอๆ กับคนที่หายไปหลังบาร์ ส่วนเขาได้แต่ปั้นหน้ายิ้มอย่างที่ใช้ในเวลางาน และอวยพรให้เธอโชคดี...


ไม่นานแก้ว ‘ยาพิษ’ ก็ถูกนำมาตั้งตรงหน้า “แก้วนี้สำหรับสาวโสดที่สวยที่สุดของวันนี้”


“โถ พ่อคุ๊ณ ปากหวานไม่มีใครเกิน” บีหัวเราะคิกคัก ก่อนจะหยิบแก้วกระดกเข้าปากอย่างเร็ว


แล้วเธอก็ต้องสำลักแทบไม่ทัน หญิงสาวปิดปากไอโครกๆ อยู่นานจนตาแดง เธอพยายามพูดอยู่หลายครั้ง แต่ไม่สำเร็จ ถึงได้ถลึงตามองเก้าอย่างโกรธๆ


“เดี๋ยวนี้พวกแกเหิมเกริมขนาดเอายาหม่องผสมน้ำให้ฉันกินแล้วเหรอเนี่ย!” เธอดันแก้วไปที่มุมโต๊ะ “ไปเลย เอาคืนไปเลย! ฉันไม่พูดด้วยแล้ว”


คราวนี้กลับเป็นเก้าที่อึ้งๆ ไปจนกระทั่งเขาเสนอให้ฝ่ายนั้นลองชิม ‘ผลงานชิ้นเอก’ ของตัวเอง บาร์เทนเดอร์หนุ่มถึงรู้ซึ้ง ...ขนาดเจ้าตัวยังต้องไอ้แค่กๆ


“ไอ้ตุลย์!” มองเขาอย่างคาดโทษ “ทำไมไม่บอกก่อนวะ!?”


“นายดูภูมิใจนำเสนอมาก” เห็นแล้วไม่อยากหักหารน้ำใจจริงๆ


“โอ้ย เอ็งมันน่าจับกรอกปากให้ตาย!” เก้าถือแก้วค้างไว้ มืออีกข้างก็คว้าเสื้อเขา เหมือนจะทำอย่างที่ออกปากพูดจริงๆ หากไม่ใช่ว่าบังเอิญ ‘คนๆ นั้น’ เดินผ่านมาพอดี พวกเขาจึงต้องรีบเก็บไม้เก็บมือ กลับสู่สภาวะปกติด่วนจี๋ชนิดที่ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น


ธวัตรหยุดยืนระหว่างใกล้ๆ บี ปรายมองเก้ากับเขานิดหน่อยเหมือนคาดโทษเรื่องเมื่อครู่ ก่อนหันไปคุยกับหญิงสาว


“เดี๋ยวอีกพักสักขึ้นไปหาฉันโซนวีไอพี ตาม ‘เด็กๆ’ คนอื่นแถวนี้ด้วย วันนี้มีแขกสำคัญ”


“ได้ค่ะ”


“ตามเฉพาะ ‘เด็กสาวๆ’ ล่ะ”


“ตามสั่งเลยค่ะ” ถูกกำชับมาแบบนั้น เธอก็ส่งยิ้มหวานๆ ให้ รอจนกระทั่งธวัตรเดินห่างออกไป เก้าที่ทนความสงสัยไม่ไหวถึงเป็นฝ่ายถาม


“วันนี้เขามีอะไรเหรอพี่”


“แขกพิเศษน่ะ คุณวัตรเคยเกริ่นให้ฟังอยู่ เหมือนจะเป็นว่าที่หุ้นส่วนทางธุรกิจที่ดูๆ ลาดเลาไว้”


“หือ ไม่ใช่ว่าคลับนี้อยู่ตัวแล้วเหรอครับ”


“ไม่รู้สิ”


“เหมือน ‘เขา’ กำลังคิดจะขยายคลับลูก เท่าที่ฉันได้ยินมา” คราวนี้เป็นตุลย์อธิบาย “แต่เงินทุนกับเส้นสายไม่พอเลยต้องหาหุ้นส่วน”


ผลพลอยได้จากการต้องนอนกับธวัตรให้บางคืน ส่งผลให้เขาพอรู้ข่าวคราววงในบางเรื่องเกี่ยวกับเจ้าตัวอยู่เหมือนกัน


“หืม... นายนี่รู้เยอะกว่าที่คิดแฮะ” เก้าหยีตาใส่


หมอนี่คงไม่รู้ว่าตัวเองโชคดีแค่ไหนที่ได้มีชีวิตปกติแบบคนธรรมดา
“เอาล่ะ ฉันขึ้นไปข้างบนก่อนนะ แล้วเจอกัน” เธอบอกลา ไม่วายหันไปกำชับสาวเสิร์ฟที่บังเอิญเดินผ่านให้ตาม ‘เด็กๆ’ ขึ้นไปชั้นบน


“แล้วค่าเหล้าผมคราวก่อนล่ะครับ”


“เออน่า เดี๋ยวมาจ่ายให้ ไม่ลืมหรอก อย่าลืมทวงแล้วกัน” บีหัวเราะเสียงใส ก่อนเดินตัวปลิวขึ้นบันได


ตุลย์มองตามขึ้นไปชั้นบนก็พบว่าวันนี้โซนนั่งดื่มวีไอพีซึ่งอยู่ติดระเบียงเปิดโล่งมีผู้พำนักแค่สองคน คนหนึ่งคือธวัตร เจ้าของคลับ เดาว่าอีกคนเป็น ‘แขกพิเศษ’ ที่กล่าวถึงกัน


หลายครั้งที่นักธุรกิจในวงการใต้ดินมักมีรสนิยมทางเพศผิดแผกจากคนธรรมดา จากประสบการณ์เขา พวกนี้ยอมจ่ายแพงแสนแพงเพื่อให้ได้เล่นอะไรแผลงๆ กับ ‘เด็กขาย’ เขาเพียงภาวนาให้บีไม่ถูกเลือกโดย ‘แขก’ ในครั้งนี้


ผู้หญิง ไม่ว่ายังไงก็คือผู้หญิง เธออ่อนไหว บอบบาง และต้องการการทะนุถนอม ไม่ใช่สัญชาตญาณดิบเถื่อนหรือหื่นกระหาย ถ้าเป็นไปได้ เขาอยากเป็นฝ่ายไปแทนเธอมากกว่า สำหรับเขามันไม่มีคำว่า ‘ตกเป็นฝ่ายเสียหาย’ อย่างมากก็แค่ถูกความรู้สึกแย่ๆ เหล่านั้นกัดกินตัวตนไปบ้าง


“ตุลย์ พี่บีลืมกระเป๋าเปล่าวะ” คนถามพยักพะเยิดไปใส่กระเป๋าถือสีชมพูข้างๆ เขา “ลืมของสำคัญขนาดนี้ได้ยังไงเนี่ย...”


เห็นสีหน้ากังวลใจของเพื่อน ตุลย์ก็ลุกขึ้น


“เดี๋ยวฉันตามเอาไปให้ข้างบน” เขาก็เป็นห่วงเธอไม่น้อยไปกว่าเก้า  ปกติบีจะหนีบกระเป๋าติดหนึบกับตัวเหมือนอวัยวะที่สามสิบสาม แต่อยู่ๆ วันนี้เธอเกิดลืมแขนขาขึ้นมาเหรอ บังเอิญขนาดนั้นเชียว?


“ฝากดูเธอด้วยนะ”


เขาพยักหน้ารับ ‘อื้ม’ ในคอ ก่อนจะพาตัวเองขึ้นไปชั้นบนพร้อมกระเป๋าที่ถูกลืมไว้ คงดีไม่น้อยถ้าเขาได้เห็นหน้าคร่าตา ‘แขกพิเศษ’ ของธวัตรสักหน่อย จะได้ประเมินความระดับความอันตรายของคนๆ นั้น


ประสบการณ์ชีวิตเขาอาจไม่มากเท่าผู้ใหญ่เต็มวัย แต่การพบเจอคนหลากหลายรูปแบบตลอดชีวิตที่ผ่านมา ทำให้เขาพอมองอะไรออกบ้าง บางทีเขาอาจหาวิธีเบี่ยงเบนความสนใจของแขกจากเธอได้


“ผมอยากให้คุณเข้ามาร่วมเป็นหุ้นส่วนของเรา ภาวะเศรษฐกิจแบบนี้เอื้อต่อการลงทุนมาก อีกอย่างย่านที่ผมหมายตาไว้เป็นย่านใหม่ที่นักท่องเที่ยวจับตามอง นี่อาจเป็นโอกาสดีสำหรับการขยายธุรกิจ รับรองว่า ‘ผลกำไร’ จะไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน”


นั่นเป็นเสียงของธวัตร ตุลย์หยุดแนบหลังกับกำแพงตอนขึ้นมาถึงขั้นบน พยายามจับใจความบนสนทนาเหล่านั้น


“แผนคุณก็น่าสนใจอยู่หรอก แต่ผมไม่อยากยุ่งกับธุรกิจมืดเท่าไหร่” คราวนี้เป็นเสียงของคนมีอายุหน่อย


แขกพิเศษที่ว่าเป็นลุงแก่ๆ ที่ชอบเคี้ยวเด็กเอ๊าะๆ งั้นสิ?


“คุณไม่จำเป็นต้องกังวลหรอก รับรองว่าผมจะไม่ปล่อยให้มี ‘ปัญหา’ อะไรหลุดไปถึงคุณแน่นอน ที่เหลือก็ต้องการแค่เงินทุนกับเส้นสายอีกนิดหน่อย ซึ่งผมก็หวังว่าจะได้จากคุณ”


“ผมขอตัดสินใจดูก่อนแล้วกัน”


ฟังจากน้ำเสียงที่ดูไม่ค่อยสนใจข้อเสนออย่างปากว่า เขาเดาได้ทันทีว่าธวัตรต้องใช้ ‘เด็กๆ’ ดึงความสนใจว่าที่หุ้นส่วนไว้แน่นอน


ที่ไหนมีเหล้า ที่นั่นก็ย่อมมีผู้หญิงเอาไว้แกล้ม...


“ได้ข่าวว่าคุณชอบเด็กสาวๆ เป็นพิเศษ ผมเลยให้คนจัดไว้ให้ สนใจคนไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า?”


ตุลย์ใช้จังหวะที่ธวัตรเปิดช่องให้คู่สนทนาตอบ ผละจากหลังกำแพงเดินเข้าไปหา ขณะเดียวกันก็ลอบมอง ‘แขกพิเศษ’ ที่นั่งหันหลังให้เขา ชายคนนั้นสวมสูทผ้าไหมราคาแพง สังเกตจากผมหงอกที่ขึ้นแซมบนศีรษะคงค่อนข้างมีอายุ แผ่นหลังเหยียดตรงดูสุขุมเหมือนคนเจนโลกมานาน


ตรงกันข้ามคือธวัตรที่กำลังนั่งไขว่ห้างโอบไหล่บี ด้านหลังก็มีสาวๆ รายล้อมอีกเพียบ แถมแต่ละคนก็ราวสิบเจ็ดสิบแปดทั้งนั้น


“เป็นยังไงครับ ถ้าคุณไม่ชอบ ข้างล่างก็ยังมีสาวนั่งดริ้งค์อีกเพียบ ”


“ขอโทษนะครับ” ตุลย์ขัดจังหวะ เขาหยุดอยู่ข้างที่นั่งของชายวัยกลางคน ก่อนจะส่งกระเป๋าให้บี “คุณผู้หญิงลืมกระเป๋าไว้”


“อา... ขอบคุณค่ะ” เธอขยิบตาขอบคุณให้ทีหนึ่ง


แน่นอนว่าการขัดจังหวะของเขาย่อมทำให้ตกเป็นเป้าสนใจของวงสนทนา ตุลย์จึงส่งยิ้มขอโทษให้กับ ‘แขกพิเศษ’ แต่แล้วยิ้มนั้นก็ค้างกลางอากาศ เช่นเดียวกันกับ ‘แขก’ ที่จ้องเขาเขม็งเหมือนไม่เชื่อว่ายังอุตส่าห์เจอกันอีก


เดี๋ยวก่อนนะ ใครปล่อยให้ลุงแกเดินหลงทางขึ้นมาชั้นวีไอพีตัวคนเดียว...


“เป็นเด็กของที่นี่ใช่ไหม”


พอถามแบบนั้น เขาก็ได้เพียงพยักหน้าตอบ


“ผมสนใจคนนี้” มือที่วางบนแขนเก้าอี้สอดโอบเอวเขาหลวมๆ เหมือนยืนยันเจตนารมณ์ ไม่วายเอื้อมมาไล้ตำแหน่งที่คราบเปื้อนแห้งกลัง “กาแฟนี่ผมทำหกใส่เขาเลยอยากชดเชย หวังว่าคุณคงไม่ว่าอะไร”


“นึกว่าคุณไม่สนใจเด็กผู้ชายเสียอีก ปกติแล้วเด็กคนนี้ค่าตัวแพงทีเดียว แต่สำหรับคุณ คืนนี้ผมยอมยกให้เป็นพิเศษ ถือซะว่าเป็นของกำนัลของ ‘หุ้นส่วนคนใหม่’”


ใบหน้าเปื้อนยิ้มของธวัตรเจือแววพอใจเหมือนมั่นใจว่าปลาฮุบเหยื่อแน่นอน ก่อนถีบความรับผิดชอบทั้งหมดมาที่เขาด้วยสายตาคมกริบราวกลับจะพูดว่า ‘ห้ามปล่อยให้หลุดมือเชียว ไม่งั้นแกตาย’


“ผมสั่งให้คนเตรียมห้องไว้เรียบร้อย ตุลย์จะพาคุณไป”


ถูกเร่งเร้าเขาก็ได้แต่สวมหน้ากากฉาบรอยยิ้มแสนสวยเหมือนปั้นหน้าตุ๊กตาแล้วเดินนำ


“ทางนี้ครับ”


ฝ่ายนั้นจะรู้ไหมว่าไอ้ที่หกน่ะ ไม่ใช่กาแฟแต่เป็นโคล่า ยิ่งกว่านั้นคือเขา ‘ตั้งใจ’ ทำหกเอง ไม่ได้พึ่งพาแรงชนแต่อย่างใด คิดถึงตรงนี้ก็รู้สึกผิดขึ้นมาตงิดๆ

นอกจากจะทำร้ายจิตใจผู้สูงวัย เขายังเข้าข่ายสิบแปดมงกุฏล่อลวงคนแก่เป็นเหยื่ออีกสินะ บาปกรรมดีแท้ๆ...


-------------
ปั่นไส้แตกกก  :katai4: อัพแล้วค่า *กราบ*

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4173
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
ใครเป็นพระเอกหนอ...

ออฟไลน์ ZYSQ_

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 233
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-1

รู้สึกถูกชะตาคุณธวัตร5555555555
นางไม่ใช่ป๋า ไม่ใช่แค่เสี่ย แต่นางเป็นนายหน้าค่ะทุกท่าน
เป็นคนจัดคิวให้นายเอกเราขายตัว อื้อหือ แม่เจ้าโว้ย!
เรื่องอื่นเขามีอะไรแบบนี้กันซะที่ไหนล่ะ น่าสนใจเกินไปแล้ว!

ออฟไลน์ cheyp

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1550
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +49/-0
หรือว่าลุงแกเป็นพระเอกกันล่ะเนี่ย

ออฟไลน์ exo_yaoi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
คือ )&@@""!?)@&" มัน ฿฿)))฿&@@""  ชอบจนบอกไม่ถูก ดีเว่อร์  :hao5:

ออฟไลน์ Soda.wine

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
 o13 เรื่องราวต่อไปจะเป็นไงนะอยากรู้จัง เค้ารออยู่นะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ pipoo

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 333
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-0
    • https://twitter.com/dokpeepo
 สนุกๆๆๆๆ อยากรู้ใครคือพระเอก หรือลุง เป็น

ออฟไลน์ JustWait

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3459
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-4

ออฟไลน์ Caramella

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 96
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-1
4th Night
[/b]



ทันทีที่มาถึงห้องร่างสูงก็ถอดสูทออก ตุลย์เอื้อมมือไปรับมันมาแขวน ตกใจนิดหน่อยตอนที่หมุนตัวกลับมาแล้วพบเจ้าของสูทยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน ซ้ำยังเข้ามาประชิดตัวเขา



“ตัวผมเปื้อนค็อกเทลล์ ยังไม่ได้อาบน้ำ” ยิ้มเชิงขอโทษ แล้วเดินเลี่ยงสวนไป



ไม่ต้องรีบร้อน... ใช่ว่าอีกนาทีสองนาที ร่างเขาจะระเหยเป็นธาตุอากาศลอยหายไปตามซอกประตูเสียเมื่อไหร่



ราวกับไม่ได้ฟัง ชายคนนั้นใช้แขนเท้ากำแพงกั้นเขาไว้หลังประตู กลายเป็นถูกบังคับให้นิ่งอยู่กับที่ แต่นอกเหนือจากนั้น อีกฝ่ายก็ไม่แสดงการคุกคามใดๆ เพิ่มเติม



ไม่ใช่ครั้งแรกที่สถานการณ์ชักนอกเหนือการควบคุม



‘แขก’ ที่มีอายุไม่ใช่จะรับมือได้ง่ายเสมอไป เขาเคยเจอตั้งแต่พวกเจ้ากี้เจ้าการ ทำอะไรต้องได้ตามใจสั่งทุกอย่าง ไปจนถึงพวกนิยม ‘ความเป็นใหญ่แบบสุดโต่ง’ หนักเข้าหน่อยก็จำพวกชอบเล่น ‘นายกับทาส’ หรืออะไรเทือกนั้น
   


แต่สิ่งที่คนพวกนี้ต้องการเหมือนกันคือ ‘ผู้ตามที่ดี’ดังนั้นขอแค่เขา ‘สงบ’ และทำตัว ‘ว่าง่าย’ โอกาสเจ็บตัวเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องก็น้อยลงจนแทบเป็นศูนย์



เห็นเขายืนนิ่งๆ ไม่ขัดขืน ฝ่ายตรงข้ามถึงได้ลดแขน ท่าทีก็ผ่อนคลายลงด้วย



“ทำให้กลัวหรือเปล่า? ขอโทษที่ดึงเธอเข้ามาเอี่ยว แต่พวกผู้หญิงพวกนั้นเด็กเกินไปสำหรับเรื่องแบบนี้ ...แล้วตอนนั้นเธอบังเอิญผ่านเข้ามาได้จังหวะพอดี ฉันเลยใช้กาแฟเป็นข้ออ้าง”



เรียบเรียงลำดับความคิดอยู่ครู่ก็ถึงบางอ้อ



ที่แท้ก็ไม่อยากมีพันธะอะไรกับพวกผู้หญิง ถึงได้ใช้เขาซึ่งเป็น ‘เด็กขายผู้ชาย’ เพียงคนเดียวในตอนนั้น และบังเอิญเข้ามาเสี้ยมถูกจังหวะเพื่อเลี่ยงข้อเสนอที่ธวัตรพยายามผูกมัดตัวเองไว้



อืม ร้ายกาจสมเป็นนักธุรกิจดีอยู่หรอก… ถ้าไม่ใช่ว่า ‘เด็กคนนั้น’ บังเอิญเป็นเขาที่ยังไม่อยากตกงาน



“ฉันไม่ทำอะไรเธอหรอก ตามสบายเถอะ” ร่างสูงทิ้งตัวบนโซฟา คลายเนคไท ก่อนจะหยิบรีบโมทไล่ดูช่องทีวีด้วยท่าทีผ่อนคลาย



ตามสบายเหรอ... น่าเสียดายที่เขาได้แค่ฝันถึง ขืนปล่อยให้ ‘ว่าที่หุ้นส่วนธุรกิจ’ ของธวัตรหลุดมือไปโดยที่ไม่ทำอะไร บางทีพอเขาตื่นเช้ามาอาจพบว่าตัวเองนอนดิ้นอยู่ในโลงที่ถูกฝังใต้พื้นดินลึกหกฟุตก็เป็นได้



ถึงตอนนั้นคร่ำครวญอะไรไปคงไม่ได้ความ



ตุลย์เดินตามเข้าไปในห้องนั่งเล่น หยุดตรงบาร์เล็กๆ มุมห้อง “คุณอยากดื่มอะไรหน่อยไหม อะไรเป็นพิเศษอย่างเช่นพวกไวน์ หรือเบียร์?”



“อะไรก็ได้”



เมื่อไม่จำเพราะเจาะจง เขาจึงเลือกไวน์ขวดหนึ่งจากจำนวนหลายสิบบนชั้นตามความชอบส่วนตัว ก่อนจะหยิบที่เปิดจุกไม้ก็อก ระหว่างนั้นก็ลอบสังเกตหนุ่มใหญ่ไปพลางคิดหาวิธีดึงความสนใจ



คนๆ นี้ดูถูกใจอะไรยาก แถมยังมีวิธีปฏิเสธอย่างแยบยลอีก จะให้เข้าไปออดอ้อนตรงๆ คงไม่ใช่เรื่อง เห็นทีต้องเอาใจด้วยวิธีอื่น...



บังเอิญเหลือบไปเห็นร่างสูงที่นั่งหลับตานวดขมับ เขาก็เกิดปิ๊งไอเดียดีๆ เลยเปลี่ยนใจหยิบแก้วมาตินี่จากชั้น เปิดตู้เย็นค้นบางอย่างมารินใส่แทน ก่อนจะเดินถือแก้วไปส่งให้ฝ่ายนั้น



หนุ่มใหญ่รับแก้วมาก็แปลกใจ เมื่อของเหลวข้างในห่างไกลจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปมากโข



“น้ำผลไม้?”



“ครับ คุณดูเหนื่อยๆ เป็นน้ำผลไม้น่าจะดีกับร่างกายมากกว่า แต่ถ้าไม่ชอบผมจะไปเปลี่ยนเป็นน้ำเปล่าให้ก็ได้”



“ไม่เป็นไรหรอก...”



ฝ่ายนั้นโบกมือไหวๆ เขาจึงถือโอกาสเดินไปหยิบไวน์ที่รินค้างไว้ แล้ววกกลับมาที่โซฟาตัวเดิม



“ผมนั่งด้วยได้ไหม ถ้าคุณไม่ว่าอะไร”



คู่สนทนามองเขาเหมือนประเมินท่าทีอยู่พักก็อนุญาต “เอาสิ”



ได้ยินเช่นนั้น เขาจึงนั่งลงข้างๆ แต่คุยกันได้สองสามคำ ฝ่ายนั้นจะหันกลับไปสนใจโทรทัศน์  แล้วยกแก้วมาตินี่ขึ้นจิบเหมือนตั้งใจหมางเมินกัน เขาจึงเหลือบมองเงียบๆ ขณะจิบไวน์ในแก้วของตน



 ริ้วย่นตรงหางตาและบริเวณโหนกแก้มบ่งบอกว่าชายคนนี้คงอายุราวสี่สิบต้นๆ  หน้าตาธรรมดาทั่วไป ส่วนรูปร่างเรียกว่าตามประสาชายวัยกลางคนที่ทำงานนั่งโต๊ะเป็นประจำ พูดให้ถูกคือในทางกายภาพ หนุ่มใหญ่ไม่มีอะไรโดดเด่น



แต่สิ่งที่ต้องตาเป็นพิเศษ คือ การวางตัวและเสน่ห์แบบคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วครึ่งชีวิต



เหม่อมองคู่สนทนาได้พักเดียว ก็ไม่อาจปล่อยให้ความเงียบโรยตัวนานกว่านี้



“เรื่องค็อกเทลล์หก คุณไม่ได้ติดค้างอะไรกับผมหรอก ...จริงๆ แล้วผมตั้งใจ”



ได้ผลเมื่อหนุ่มใหญ่หันขวับจ้องเขม็ง “หมายความว่ายังไง ตั้งใจเรียกร้องความสนใจแต่แรก?”



เขาส่ายหน้าพัลวัน


ทำไมต้อง ‘อ่อย’ ในเมื่อเขามีแขกต่อคิวยาวเหยียดชนิดที่ต่อให้ไม่อยากก็ต้องรับ ไม่จำเป็นต้องหาเหาใส่หัวเพิ่มสักนิด



“คือผม ‘มีปัญหากับเพื่อน’ เรื่องเครื่องดื่มแก้วนั้นนิดหน่อย ถึงคุณไม่ชน ผมก็ตั้งใจทำหกอยู่ดี เรื่องเสื้อเลอะไม่ความผิดของคุณหรอก คุณแค่บังเอิญผ่านมาตอนที่มันหก ...ผมแค่อยากบอกเท่านี้”



“แปลว่าจริงๆ แล้ว ฉันป็น ‘เหยื่อ’ ของเธอสินะ?”



“คุณจะพูดแบบนั้นก็ไม่ผิด... ขอโทษที่ทำให้วุ่นวายตอนนั้น” เขายิ้มเจือน



ถ้าจะให้เก็บความรู้สึกผิดที่รังแกคนแก่ถึงสองครั้งไว้ในใจ สักวันคงได้อกแตกตายจริงๆ



หากแทนที่จะตำหนิ หนุ่มใหญ่กลับหยิบรีโมทปิดทีวี



“เธอชื่ออะไร”



“ตุลย์... แล้วผมควรเรียกคุณว่าอะไร”



“เรียกศาน“ ว่าแล้วก็ขยับเอียงมาทางเขาเล็กน้อย “เธออยากคุยกับฉันเหรอ?”



พอถูกจับได้คาหนังคาเขาว่าเรียกร้องความสนใจ ตุลย์ก็ได้แต่รับ ‘ครับ’ ไปตามเรื่องตามราว ดีไม่ดีปฏิเสธไปอาจกลายเป็นการขุดหลุมฝังตัวเองก็ได้...



“แล้วจะชวนฉันคุยเรื่องอะไรล่ะ” ศานยิ้มให้เขา ...ยิ้มคาดคั้นเหมือนจะพูดว่า ‘อย่างเธอจะเอาอะไรมาชวนฉันคุย’ ซึ่งนั่นก็จริง...



เขาจะเอาเรื่องอะไรไปชวนคุยกับคนที่ไม่ยักกะสนใจมีอะไรกับเด็กขาย แถมยังอายุต่างกันยี่สิบปี พอจะนับเป็นพ่อกับลูกได้ มันออกจะเกินความสามารถไปหน่อยจริงไหม?



ดูเหมือนศานจะตั้งใจแกล้งแต่แรก พอเห็นเขานิ่งคิดไปนาน หนุ่มใหญ่ถึงเป็นฝ่ายเปิดประเด็นขึ้นก่อน เริ่มจากเรื่องสัพเพเหระ และข่าวดินฟ้าอากาศประจำวัน วนหาหัวเรื่องกันอยู่นานจนกระทั่งไปลงเอยที่กีฬา ทีแรกเขาคิดว่าศานทำแต่งานนั่งโต๊ะเป็นส่วนใหญ่ แต่เอาเข้าจริง ฝ่ายนั้นกลับสนใจกีฬาเป็นพิเศษโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘กอล์ฟ’ กีฬาที่คนรวยมักเล่นกระชับมิตรกันบ่อยๆ เหมือนในละครหลังข่าว



“แล้วเธอล่ะ ชอบเล่นอะไรไหม?”



พูดถึงกีฬาแล้ว นอกจากถ่ายทอดสดฟุตบอล มวย หรือกีฬาพื้นๆ อะไรเทือกนั้น เขาก็ไม่สนใจอย่างอื่น ที่พอได้จับเป็นชิ้นเป็นอันก็มีแต่โต๊ะพูลหลังร้านนี่แหละ



“ผมไม่ค่อยได้เล่นกีฬาอะไรประเภทนั้นหรอก ที่พอเล่นเป็นก็มีแต่พูล”



“เมื่อก่อนฉันก็เคยเล่นพูล เดี๋ยวนี้ชักลืมๆ ไปบ้าง เอาไว้ว่างๆ ก็ไปเล่นกับฉันหน่อยสิ”



ถูกออกปากเชิญก็ถือเป็นโอกาสดีสำหรับทำแต้ม


 “ครับ ผมเล่นไม่เก่งหรอก ก็หวังว่าคุณคงไม่เบื่อซะก่อน”



“เอาน่า ลองดูก่อนค่อยตัดสินทีหลัง” ศานหัวเราะ



คุยกันต่ออีกสองสามประโยค ตุลย์ก็อาสารับแก้วไปเติมเครื่องดื่ม คราวนี้พอถามว่าอยากดื่มอะไรอีกไหม หนุ่มใหญ่ก็เจาะจงบรั่นดีมายี่ห้อหนึ่ง



ระหว่างที่กำลังไล่ดูชื่อขวดจำนวนลานตาวางเรียงรายอยู่บนชั้น จู่ๆ คนที่ควรนั่งเอกเขนกบนโซฟาก็ปรากฏตัวอยู่ข้างเขา



“ทำแบบนี้บ่อยเหรอ?”



“หมายถึงยังไงครับ”



“ก็ชวนแขกคุย... นั่งเป็นเพื่อน...  รินเหล้าให้ดื่ม...”



ตุลย์หัวเราะเบาๆ กวาดตาไล่จนเจอยี่ห้อที่ใช่ ก็ดึงขวดหนึ่งออกมาจากชั้น



 “ผมรับแขกบ่อย เจอคนหลายประเภท ถ้าช่างสังเกตหน่อย นานๆ เข้าก็พอรู้ว่าควรทำตัวยังไง ถ้าไม่ปรับตัวบ้าง คงอยู่ไม่รอดหรอกจริงไหม?”



จู่ๆ ตอนเอื้อมไปหยิบที่เปิดขวด ข้อมือก็ถึงหยุดให้ค้างเติ่งอยู่เพียงครึ่งทาง



“แล้วเธอคิดว่า ฉันเป็นคนประเภทไหนล่ะ” น้ำเสียงทุ่มและนุ่มขึ้นกว่าเก่า



เขาหมุนตัว หันหน้าเข้าหาหนุ่มใหญ่ ขณะที่ฝ่ายนั้นเท้ามือกับขอบเคาท์เตอร์โดยมีตัวเขาคั่นกลาง ใกล้ชิดจนเหมือนตกอยู่ในอ้อมกอดหลวมๆ



“คงเป็นประเภทที่รับมือยากเป็นพิเศษล่ะมั้ง...”



-------------------------



   ไม่บ่อยครั้งที่เซ็กซ์กับ ‘ลูกค้า’ เริ่มต้นจากการจูบ



ริมฝีปากทั้งคู่ดูดดึงกันจนเกิดเสียง ศานประคองคางเขา จับให้แหงนหงายเล็กน้อยเพื่อจะได้รับจูบได้ถนัด ตุลย์ปล่อยให้ลิ้นของอีกฝ่ายแทรกเข้ามาในโพรงปาก กวาดสำรวจทั่ว แล้วขบตอบเบาๆ เหมือนหยอกล้อ



เริ่มต้นจากความวาบหวานก็จริง แต่เมื่ออารมณ์ถูกจุดขึ้นถึงระดับหนึ่ง ก็ไม่อาจหยุดลงเพียงแค่จูบ ศานสอดมือเข้ามาลูบไล้แผ่นหลังใต้เนื้อผ้าก่อนเลื่อนลงไปยังบั้นท้ายแล้วเค้นคลึง อดไม่ได้ที่จะแวะเยี่ยมส่วนที่อยู่ต่ำอีกหน่อยอย่างอดใจไม่ไหว



“อา...”



ตุลย์ร้องออกมาเบาๆ ตอนที่นิ้วถูกสอดเข้ามาขยับขยายช่องทาง อาจเพราะร่างกายคุ้นชินกับเรื่องแบบนี้จึงไวต่อสัมผัส แค่กวาดสำรวจเพียงเล็กน้อยก็เริ่มสร้างความสุขให้ สติที่ยังพอมีทำได้แต่ดันลิ้นชักให้เปิด แล้วควานหาถุงยางไซส์มาตราฐานมาซองหนึ่งส่งให้หนุ่มใหญ่ ตอนที่กางเกงถูกดึงลงไปกองกับพื้น



ศานปลดเข็มขัดเสร็จก็ทาบน้ำหนักทั้งหมดลงมาบนร่างแล้วรั้งเอวเขาเข้ามา ส่วนที่แข็งขืนและอุ่นร้อนด้านล่างเสียดสีกับช่องทางด้านนอกตอนที่เจ้าของหยัดเอวน้อยๆ เหมือนพยายามกระตุ้นอารมณ์ให้จนเขาต้องยึดไหล่ร่างสูงไว้เป็นที่มั่น แยกขาที่ถูกคั่นไปด้วยสะโพกฝ่ายนั้นกว้างอีกนิด เพื่อให้เสียดสีได้สะดวกขึ้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าการถูกสัมผัสเพียงด้านนอกก็ทำให้รู้สึกดีจนยากจะควบคุมความต้องการ



จวบจนไฟปรารถนาถูกจุดติดโดยสมบูรณ์ เขาถึงเป็นฝ่ายร้องขอการสอดใส่



เพื่อตอบสนองคำขอนั้น หนุ่มใหญ่จัดสะโพกเขาให้พาดอยู่บนขอบโต๊ะแค่หมิ่นเหม่ ก่อนจะยกขึ้นแล้วสอดดันแก่นกายที่จ่ออยู่หน้าช่องทางเข้ามาด้านในทีเดียวทั้งหมด สารหล่อลื่นจากถุงยางช่วยให้มันเป็นอย่างราบรื่น ความอึดอัดในทีแรกจึงเปลี่ยนเป็นเสี่ยวซ่านก่อนจะทวีความรุนแรงขึ้นจนต้องร้องครางกระเส่าเหมือนฝ่ายตรงข้ามกระทั้นกายเข้ามาลึกและเร็วจนนั่งไม่ติด



ตุลย์เกี่ยวขากับเอวหนุ่มใหญ่ ใช้มือข้างหนึ่งยันตัวไว้กับเคาท์เตอร์ไม่ให้หงายหลังหัวฟาดชั้นวางขวดไวน์เพราะการร่วมรักที่ทวีความเร่าร้อนขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่วายแรงกระแทกกระเทือนจากคนด้านบนจนร่างไหวก็ทำเอาต้องใช้มืออีกข้างเกี่ยวชั้นที่อยู่เหนือหัวไว้ด้วยกลัวว่าจะหัวโขกเข้าสักวัน



“ฮา... แรงอีกหน่อย” ขอร้องทั้งที่พูดบนเสียงหอบกระเส่า



พอศานสนองด้วยการกดสะโพกเข้าหาตัวถี่ๆ เขาก็มองเห็นขอบสวรรค์อยู่รำไร ส่วนมือที่จับขอบชั้นอยู่ก็เริ่มปะป่ายเหมือนควานหาอะไรไปตามเรื่องหวังระบายความเสี่ยวซ่านจากสิ่งที่เสียดสีอยู่ในกาย รู้สึกตัวว่าอยู่ๆ มีบางอย่างอุ่นๆ สอดรองท้ายทอยไม่ให้กระแทกขอบชั้นก็ครู่เดียวก่อนที่ร่างกระตุกเกร็ง ปลดปลอยความต้องการออกมาจนหมด



ตุลย์หอบหายใจ รู้สึกว่าทั้งร่างกายชื้นแฉะไปด้วยเหงื่อ ขายังแยกกว้างเมื่อถูกสะโพกหนุ่มใหญ่คั้นไว้ แม้ว่าจะถอนกายออกไปแล้ว ฝ่ายนั้นก็ดูเหนื่อยไม่น้อยถึงได้ใช้แขนที่ยังรองใต้ศีรษะเขาไว้เป็นหลักยันร่าง สีหน้าบ่งบอกว่าค่อนข้างพอใจ



แบบนี้แปลว่าเขาจับศานได้อยู่หมัดแล้วสินะ?



ตุลย์ถอนหายใจเบาๆ  นอกจากการวางตัวกับทริคเล็กๆ น้อยๆ ลีลาบนเตียงเขาก็สุดแสนจะธรรมดา ไม่ใช่เซ็กซ์เผ็ดร้อนลืมโลกแบบเด็กขายหลายคน มีดีหน่อยก็ต้องเอาใจเก่ง และไม่เรื่องมาก



ความที่เขายอมรับอะไรง่ายๆ และตอบสนองให้ทุกครั้งที่คู่นอนร้องขอ ทำให้มีแขกติดพันบ่อยๆ ธวัตรถึงมองว่าเหมาะ ‘เป็นหน้าเป็นตา’ ของคลับนี้ เพราะไว้ใจให้อยู่กับแขกสองต่อสองได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเสียหน้า



ถึงลีลาเขาจะจัดว่าห่วยเมื่อเทียบชั้นกับเด็กขาย แต่อย่างน้อยผลงานวันนี้ก็คุ้มค่าความพยายามล่ะนะ...



--------------------




แล้วก็เป็นตุลย์ที่ต้องมานั่งพะวักพะวงกับคำพูดตัวเอง...



หลังจากคืนนั้น ‘ศาน’ หรือที่ธวัตรเรียกว่า ‘ศานนท์’ก็หายหน้าหายตาไปราวกับเจ้าตัวได้สลายกลายเป็นสสารในมิติอื่นแล้ว ส่วนเขาก็ถูกธวัตรมองด้วยสายตาคาดโทษทุกครั้งที่เจอหน้า ข้อหาทำให้ชวดว่าที่หุ้นส่วน ติดแค่ยังไม่มีโอกาสได้ลงมือ เขาจึงยังครบถ้วนสามสิบสองดี



นับว่าสวรรค์ทรงเมตตา ช่วงเวลาแห่งความกดดันจึงอยู่เพียงไม่นาน สองสามวันหลังจากนั้น ศานนท์ก็ติดต่อมาขอคิวเขา จากนั้นก็บุ๊คคิววันต่อมา ตามด้วยวันต่อๆ มา... แล้วก็อีกหลายวันต่อๆๆ มา จนกลายเป็นว่าตารางทั้งสัปดาห์กลายเป็นของหนุ่มใหญ่ชนิดที่แทบเรียกได้ว่า ‘โดยสมบูรณ์’ ส่วนคิวอื่นๆ ที่ ‘ไม่สำคัญเท่า’ ก็ถูกเลื่อนออกไปไม่มีกำหนดการแน่นอน ซึ่งนั่นก็รวมถึงคิวของเพื่อนร่วมคณะที่พยายามเล่นพิเรนทร์กับเขาด้วย



ทีแรกศานนท์นัดเจอเขาที่คลับ สักพักก็เริ่มขยับขยายเป็นโรงแรมใกล้ๆ แล้วก็ไกลขึ้นอีกหน่อย จนหลังๆ มาหนุ่มใหญ่ก็ชวนเขาไปค้างที่คอนโด บางคืนพวกเขาก็มีเซ็กซ์กัน ขณะที่บางคืนก็แค่นั่งดื่ม คุยเรื่องสัพเพเหระเล่นจนกระทั่งเกือบฟ้าสาง



เรียกว่าใกล้ชิดกันรวดเร็วจนน่าใจหาย



“ตุลย์”




เช้าตรู่วันหนึ่ง ตอนที่เขากำลังแต่งตัวออกจากคอนโดเพื่อกลับอพาร์ทเม้นท์ตามปกติ ก็ถูกคนที่นอนจมกอดผ้าห่มอยู่บนเตียงร้องเรียก



“ครับ?”



“สุดสัปดาห์นี้ไปเล่นพูลกับฉันหน่อยสิ” คล้ายประโยคบอกเล่ามากกว่าคำถาม



ว่ากันตามตรงแล้ว ในเวลางาน เขา ‘ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ’ ว่าจะควรทำอย่างโน้นหรืออย่างไหน เขาแค่ ‘ทำ’ เมื่อมีสั่ง และ ‘หยุดทำ’ เมื่อไร้คำสั่ง ถ้าศานนท์ต้องการให้เขาเล่นพูลเป็นเพื่อนไม่ว่าเมื่อไหร่ หนุ่มใหญ่ย่อมรู้ดีว่าควรทำอย่างไร



“ได้ครับ ถ้าคุณ ‘อยาก’ ให้เล่นเป็นเพื่อนล่ะก็นะ”



ฝ่ายนั้นคราง ‘อืม’ ในคอเมื่อได้ฟังคำตอบ



“ฉันจะโทรไปคุยกับ ‘เขา’ แค่ถามความสมัครใจเธอก่อน”



------------------------




แล้วก็เป็นไปตามที่ศานนท์ออกปากเหมือนสั่งได้ สุดสัปดาห์นั้น หนุ่มใหญ่นัดเจอเขาตรงโซนด้านหลังที่ลูกค้านิยมมาเล่นพูล แต่คราวนี้ไม่ได้ปิดห้องเหมือนครั้งก่อนตอนที่มาคุยธุระกับธวัตร พวกเขาใช้ห้องร่วมกับลูกค้าคนอื่นๆ แค่จองโต๊ะหนึ่งเอาไว้สำหรับสองคนเท่านั้น



ตุลย์หยิบไม้คิว[1] ที่วางพาดอยู่ข้างโต๊ะ ส่งอันหนึ่งให้หนุ่มใหญ่ ก่อนจะเริ่มเรียงลูกสีต่างๆ ใส่ในกรอบสามเหลี่ยม



เจ้าบ้านที่ดี ควรดูแลแขกไม่ให้ขาดตกพกพร่องจริงไหม?



พอจัดโต๊ะเสร็จ เห็นว่าศานนท์เหลาหัวไม้ด้วยชอล์กเหมือนพร้อมแล้ว ตุลย์ก็ไม่รีรอที่จะเปิดเกม เขาไม่ได้เล่นพูลมาสักพักใหญ่ๆ พอมีโอกาสได้จับไม้แทงลูกจึงรู้สึกคึกคักเป็นพิเศษ



“คุณอยากเริ่มก่อนไหม” ว่าพลางโยนลูกขาวในมือ



ฝ่ายหนุ่มใหญ่แค่ยิ้มบางๆ “เธอก่อน”



ในเมื่อฝ่ายนั้นเสนอมาเขาก็สนองให้ตามสั่ง ตุลย์พาดไม้บนขอบโต๊ะ ก้มตัวต่ำ มือข้างหนึ่งจับโคนไม้ ส่วนอีกข้างประคองปลายเล็งหัวคิว[2] ที่ลูกขาวแล้วแทงด้วยแรงประมาณหนึ่ง ลูกขาวก็กลิ้งไปกระแทกลูกสีจนพวกมันแตกกระจายออกเป็นหลายทิศทาง



“ตาคุณ”



“ฉันไม่ออมมือนะ”


หนุ่มใหญ่อ้อมไปอีกมุมโต๊ะที่ลูกขาวหยุด ก่อนจะจัดเก็บลูกสีลงหลุมติดต่อกันสามลูก แทงถูกมากๆ คงกลัวเขาจะเบื่อเสียก่อน ฝ่ายนั้นถึงตั้งใจทำพลาดลูกหนึ่ง เพื่อเปลี่ยนไม้ให้เขาได้เล่น



“แล้วคุณจะเสียใจ” พอเหลาหัวคิวด้วยชอร์ก ก็จัดการส่งลูกลายลงหลุมตามหนุ่มใหญ่ไปติดๆ



เขาไม่ได้แตะไม้นาน ครั้งนี้จึงไม่คิดออมมือด้วยเช่นนั้น แม้จะจดจ่อกับเกมเป็นพิเศษก็ไม่ลืมที่จะชวนอีกฝ่ายคุย เพราะเดิมทีสิ่งที่ทำให้พูลมีเสน่ห์ไม่ใช่การประลองฝีมือระหว่างผู้เล่น แต่เป็นการหยิบเรื่องใกล้ตัวต่างๆ มาพูดคุยเล่นระหว่างเกมต่างหาก ซึ่งเรียกให้ถูกก็คือการสังสรรค์อย่างหนึ่งนั่นแหละ



“เธอเรียนอยู่แถวนี้เหรอ”



ครั้งนี้เขาใจแปลกใจนิดหน่อย ไม่บ่อยที่ศานนท์จะซักถามเรื่องส่วนตัว ปกติถ้าไม่คุยกันเรื่องดินฟ้าอากาศ หนุ่มใหญ่ถามความคิดเห็นเขาต่อเรื่องโน้นเรื่องนี้เรื่อยเปื่อย



“ครับ ถัดไปสองหัวมุมถนน”


“แล้วตอนนี้ยังเรียนอยู่หรือเปล่า”



ตุลย์พยักหน้า แทงพลาดลูกหนึ่งเพราะไม่ได้ตั้งใจกะระยะให้ดี



การจริงจังกับเกมมากเกินไปมีแต่จะทำให้กร่อยเปล่าๆ



“ทำไมมาทำงานแบบนี้ล่ะ”



คำถามของศานนท์ ทำเขานิ่งไปครู่ “ถ้าผมบอกว่า ‘จำเป็น’ คงไม่เชื่อหรอกใช่ไหม”



“บางครั้งคนเราก็นิยาม ‘ความจำเป็น’ ต่างกันนะ”



ตุลย์แทบหัวเราะพรืด การได้คุยกันมาระยะหนึ่งทำให้เขารู้ว่า ศานนท์เป็นคนเปิดกว้าง ไม่ค่อยยึดติดกับกรอบความคิดเดิมๆ เหมือนผู้ใหญ่หลายคน แต่ในสายเขา ประโยคเหมือนครู่กลับให้ความรู้สึกเหมือนลุงพยายามลูบหัวปลอบใจเด็กที่ทำแจกันราคาแพงของแม่แตกเสียมากกว่า



“คุณก็รู้ว่ามันเป็นแค่ข้ออ้าง อยากได้อะไรรวดเร็วทันใจก็ต้องใช้ทางลัด ผมก็แค่ต้อง ‘จ่ายแพง’ กว่าปกติเพื่อแลกมันมาเท่านั้น”



พอได้เปลี่ยนฝั่งเล่น ตุลย์ก็พาดไม้ เล็งลูกหนึ่งลวกๆ อย่างไม่ใส่ใจอะไรนัก แอบสังเกตว่าศานนท์มองคอเสื้อเชิ้ตที่รั้งต่ำ ตอนเขาก้มแทงลูกขาว



“เธอดูไม่เหมือนคนแบบนั้น”



“บางทีคุณอาจพูดถูก มันอาจมีทางเลือกอื่น เพียงแต่ว่า...”



พอหางตาเหลือบเห็นธวัตรยืนมองอยู่จากอีกห้องหนึ่ง เขาก็ยกยิ้มเหมือนสมเพชตัวเอง



“วันนั้นผมไม่ได้เลือกมัน ผมเลือกที่เดินทางนี้ทั้งที่รู้ว่าอยากได้ก็ต้องเสี่ยง ไม่มีใครอยากขายตัวหรอก คุณก็รู้...”



และการที่เขายืนอยู่ตรงนี้ ก็เป็นผลจากการกระทำของตัวเอง ในเมื่อเลือกที่จะ ‘เสี่ยง’ ก็ต้องยอมรับ ‘ผลความเสี่ยง’ นักธุรกิจอย่างศานนท์น่าจะเข้าใจกฏข้อนี้ถ่องแท้ดี เช่นเดียวกัน ชีวิตของคนๆ หนึ่ง หากจะโทษใครที่ทำให้มันล้มเหลวก็เห็นแต่จะมีแค่ ‘ตัวเอง’



ตุลย์เอื้อมมือไปหยิบชอร์กบนขอบโต๊ะ งุนงงเล็กน้อยเมื่อมือหนุ่มใหญ่วางทับหลังมือเขา



“สงสารผมหรือจะจีบผม”



“แล้วถ้าฉันจีบล่ะ เธอจะตกลงไหม”



แรกเขาตั้งใจแซวติดตลก แต่พอเจอแบบนี้มุกนี้กับสีหน้าแสนจริงจังของหนุ่มใหญ่ก็ทำเอาอึ้งไปสองสามวิ สุดท้ายก็หัวเราะกลบเกลื่อนเพื่อให้บทสนทนาเดินต่อได้อย่างไม่กระอักกระอั่วนัก



พวกเขาเล่นกันต่อจบเกมจบ น่าเสียดายไม่น้อยที่ศานนท์บังเอิญแทงลูกสีดำซึ่งตามกฏต้องเหลือไว้เป็นลูกสุดท้ายลงหลุมก่อนโดยไม่ตั้งใจ หนุ่มใหญ่จึงแพ้ไปตามระเบียบ ทั้งที่ยังเหลือลูกสีวางกระจายอยู่บนโต๊ะ



“คุณจะเอาอะไรไหม ผมว่าจะออกไปเข้าห้องน้ำสักหน่อย”


“อะไรก็ได้”



ตุลย์พยักหน้า ก่อนจะขอตัวออกมา เขาตั้งใจจะเดินไปทำธุระส่วนตัวก่อนแล้วค่อยหาอะไรกลับไปให้หนุ่มใหญ่สักแก้ว ระหว่างทางก็สวนกับธวัตรอีกเช่นเคย ต่างกันตรงครั้งนี้ชายหนุ่มเหมือนรอเขาอยู่ก่อนแล้ว



“งานเป็นยังไง เขาชอบนายไหม?”



“ผมคิดว่าอย่างนั้น” จะให้ยืนยันอะไรคงเร็วไปสำหรับตอนนี้ “แต่เขาคงไม่ไปไหนเร็วๆ นี้”



“อื้ม อย่าปล่อยให้ ‘หุ้นส่วน’ ฉันหลุดมือไปเด็ดขาด เข้าใจไหม” ครั้งนี้ธวัตรย้ำชัดทุกคำในประโยคราวกับจงใจไม่เว้นที่ว่างเหลือสำหรับความผิดพลาดให้เขา “อย่าทำให้ฉันผิดหวังล่ะ”



ตุลย์พยักหน้า เขาทุ่มเทให้กับงานเสมอ แม้ว่าใจจริงเกลียดมันแค่ไหนก็ตาม แต่ก่อนอื่นยังมีปัญหาคาใจอยู่เรื่องหนึ่ง...



“ผมจะไม่ปล่อยเขาหลุดมือแน่นอน แต่คุณช่วยยกเลิกคิวของ ‘เด็กพวกนั้น’ ได้ไหม”



เรื่องนี้เขายอมเอาหน้าที่การงานตัวเองไปแขวนไว้บนเส้นดาย ขอแค่สามารถรอดจากเงื้อมือเพื่อนร่วมคณะที่กำลังอาฆาตแค้นปานจะฆ่าจะแกงกันมันก็คุ้มที่จะเสี่ยง เอาเข้าจริง เขาไม่คิดว่าตัวเองจะกลับมาให้สภาพ ‘ครบถ้วนสมบูรณ์’ ถ้าถูกส่งไปอยู่ในมือพวกนั้นด้วยซ้ำ



คราวนี้สายตาของธวัตรเข้มขึ้นเหมือนตั้งคำถามว่า ‘รู้จักต่อรองสัญญาแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่’แต่พอถูกรบเร้าเข้าร่างสูงก็ยอมอ่อนข้อให้



“ก็ได้ แต่ฉันต้องการ ‘หลักค้ำประกัน’ ว่านายทำตามที่พูดได้ ถ้าเล่นเสร็จแล้ว คืนนี้ตามไปหาฉันที่คอนโด”



สั่งจบธวัตรก็เดินหนีทันที ไม่ปล่อยให้เขาซักไซร้ลายละเอียดต่อเหมือนทุกครั้ง แม้จะแอบสังหรณ์ใจไม่ดีเรื่อง ‘หลักประกัน’ อะไรนั้นของอีกฝ่ายก็ตาม



แต่ก็เอาเถอะ... ในเมื่อเขาเป็น ‘ตุ๊กตา’ ที่ไม่ว่าใครจับแต่งตัว ฉีกแขนฉีกขาก็ได้แต่ปั้นหน้าสวมหน้ากากฉาบรอยยิ้ม ก็ไม่ควรทุกข์ร้อนกับชะตากรรมที่นอกเหนือสิทธิ์การควบคุมของตัวเองนัก



 มันเป็นสิ่งที่เขาพล่ามเตือนตัวเองอยู่ทุกวี่ทุกวัน



เจ็บปวดให้น้อย ปล่อยวางให้มาก... ‘ตุ๊กตา’ ตัวนี้ไร้เยือใย ไร้ข้อผูกมัด และที่สำคัญคือ ‘ไร้รัก’




---------------------
[1] ไม้คิวคือ ไม้สนุ๊ก/พูลนั่นแหละค่ะ
[2] หัวคิว เป็นส่วนหุ้มตรงปลายของไม้เนอะ ถอดเปลี่ยนได้ เอาไว้เหลากับชอล์ก
--------------------
โปรดให้อภัยความอ่อนต่อโลกของข้าน้อยด้วยยยยย *คารวะแบบหนังจีน*
เมลล่าไม่ค่อยถนัด nc ฮรือๆๆ
แอบตกใจค่ะ เม้นท์เยอะ *กอด* เมลล่าดราฟประมาณ 5 ครั้งกว่าได้เปิดตัวคุณลุงได้ในแบบที่พอใจ หวังว่าจะชอบค่ะ

พระเอกเรื่องนี้วัดที่ความอาวุโสเนอะ ถถถถถ
ถ้าใครสนใจธวัตร ก็มีข่าวดีคือ นางยังไม่ไปไหนเร็วๆ นี้ค่ะ อิอิ ถ้ากระแสดีอาจมีตอนพิเศษโผล่มา
พยายามไม่เขียนทอล์กเยอะแล้ว แต่เมลล่าชอบเฟื่องง เค้าพูดมากกกก และมันติด 55+
เจอกันตอนหน้าเจ้าค่า ไม่ช้าไม่เร็ว *กราบสวัสดี*
 :katai2-1:

ออฟไลน์ meeoldly

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 170
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
 :pig4:

ออฟไลน์ ZYSQ_

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 233
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-1

สรุปลุงศานเป็นพระเอกสินะคะ งั้นเราขอคุณนายหน้านะตุลย์(ฮา)
อืมมมมมมม ไม่รู้สิ เรารู้สึกว่าลุงช่างธรรมด๊าธรรมดา 555
บางทีอาจเพราะเราเจอแต่คุณธวัตรมาหลายตอนก็เลยไม่คุ้นกับลุงก็ได้

ออฟไลน์ cheyp

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1550
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +49/-0
อ่านตอนท้ายนี่หน่วงเลย

ออฟไลน์ MonkeYMauS

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 255
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +44/-0
ปักครับ รออ่านต่อ

ออฟไลน์ little_munoi

  • ++ singular ++
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1711
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-3
น่าติดตามมากค่ะ

ออฟไลน์ BAKA

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3122
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-10
เริ่มชอบลุงศานแล้วล่ะ ดูเป็นผู้ใหญ่แบบ...ผู้ใหญ่ๆอะ บอกไม่ถูก ฮาาาา

เอาใจช่วยนะตุลย์ หลุดจาก "เขา" ได้เร็วๆเนอะ

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5349
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19
 o13

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: SIDELINE. ผมเป็นเด็กเสี่ย 5.6.16 {4th Night} [Updated]
« ตอบ #19 เมื่อ: 08-06-2016 01:14:23 »





ออฟไลน์ nasa_risa

  • ไว้มีแล้วจะบอก
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 20
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
อยากบนคนเขียนถ้าหากจะแต่งบทของธวัตร อยากให้นางเป็นรับดูบ้าง  :z13:  จะได้รู้ซะบ้างว่าต้องรับบทแบบนั้นแล้วมันเป็นยังไง
อินจัด  :hao7: :hao7:

ออฟไลน์ Caramella

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 96
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-1
5th Night [5.1]



“อ๊ะ อ้า... ฮา...”



เสียงหอบปนครางกระเส่าดังระงมจนแยกไม่ออกว่าของใครเป็นของใคร เตียงไหวตามแรงโยกคลอนของร่างเบื้องบนที่กระทั้นสะโพก สอดแทรกส่วนที่แข็งขึงและอุ่นร้อนเข้าออกในกายของคนที่ถูกทับด้วยน้ำหนักจนแทบจมหายไปกับเตียงซ้ำๆ อดไม่ได้ที่จะครางในคอด้วยความพอใจ เมื่อช่องทางนั้นตอดรัดตอบ ตอนแก่นกายกระตุ้นโดนจุดที่ไวต่อสัมผัสเป็นพิเศษ



“ลีลาแบบนี้น่ะเหรอ จะมาใช้ต่อรองคิวกับฉัน”



 ธวัตรยึดไหล่คนที่นอนหอบอยู่ใต้ร่าง จงใจกดสะโพกหนักๆ หลายครั้งเพื่อย้ำจุดกระสันจนอีกฝ่ายถึงกับหลุดเสียงครางพร่า



“เรื่องแค่นี้ยังทำไม่ได้ แล้วจะอะไรมาเป็นหลักประกัน?”



“......”



ธวัตรมองใบหน้าชื้นเหงื่อของคนเบื้องล่าง ดวงตาติดปรือแสดงออกถึงความปรารถนาที่ยังไม่ถูกปลดปล่อย ฝ่ายนั้นหอบหายใจระรัวจนหน้าท้องที่มีกล้ามเนื้อสมส่วนสะท้อนขึ้นลงชัดเจน ท่าทางเหนื่อยเหมือนจะตายให้ได้



ไอ้เรื่องรูปร่างหน้าตา มันก็ยั่วยวนใช้ได้อยู่หรอก แต่เด็กนี่ดันไม่มีจริตจะกร้านบนเตียงเลยสักนิด



“นอนครางเป็นอย่างเดียวหรือไง!”



“.......”


ไม่มีคำตอบเป็นรูปธรรม แต่แววตาที่เข้มขึ้นของตุลย์ก็ทำให้เขารู้ว่าอีกฝ่ายไม่พอใจ



ใครเห็นแค่เปลือกนอกคงคิดว่าเด็กคนนี้ซื่อๆ และว่านอนสอนง่าย ไม่ว่าออกคำสั่ง ร้องขอ หรือเปรยอะไร อีกฝ่ายก็สนองให้ทุกครั้ง หารู้ไม่ว่าภายในมันกลับกัน



ลึกๆ แล้วตุลย์เป็นคนหัวแข็ง และไม่ซื่อบื้ออย่างที่แสดงออก ออกจะมีไหวพริบเสียด้วยซ้ำ เขาฝึกมากับมือ มีหรือจะไม่รู้? เสียอยู่อย่างเดียว คือ เรื่องลีลาบนเตียง ที่สอนกี่ครั้งๆ  ก็ไม่เคยจำสักที!



จู่ๆ เขาก็ถูกรั้งคอลงไปหา ก่อนที่ริมฝีปากคู่นั้นจะทาบลงบน บดจูบอย่างดุเดือดเหมือนพยายามเอาชนะคำสบประมาทเมื่อครู่



ธวัตรกดร่างนั้นไว้ด้วยน้ำหนักทั้งหมด ใช้มือยึดกราม แล้วแทรกลิ้นเข้าไปในโพรงปากตวัดเกี่ยวลิ้นอีกฝ่ายที่พยายามรุกไล่เขา นำอยู่ได้ไม่นานตุลย์ก็ตกเป็นรองเมื่อจูบดุดันขึ้นตามลำดับ ธวัตรครอบครองจังหวะลมหายใจอีกฝ่ายไว้ได้อยู่หมัดจนคนถูกจู่โจมหนักเข้าต้องดันไหล่เขาออก ผละหาจังหวะตักตวงอากาศคืนสู่ปอด



“ห่วยกว่าเมื่อก่อน ช่วงนี้ฉันคงปล่อยปะละเลยเกินไปล่ะสิ”    



ว่าแล้วก็จับต้นขาแยกกว้างขึ้น ดึงสะโพกฝ่ายนั้นเข้ามาชิดตัว ส่งผลให้แก่นกายที่เชื่อมต่ออยู่ถูกดันเข้าไปจนสุด ยิ่งเห็นว่าตุลย์หลุดเสียงครางหนักๆ เขาก็จงใจกระทั้นกายย้ำใส่จุดเดิมซ้ำๆ จนร่างนั้นบิดเกลียว กระตุก และถึงจุดสุดยอดในไม่กี่วินาทีถัดมา



ให้ตายเถอะ... ลีลาห่วยแล้วยังจะเสร็จก่อนอีก



เขาไม่รู้จะพูดอะไร จึงได้แต่ขมวดคิ้ว เค้นบั้นท้ายกระตุ้นให้ช่องทางรัดแน่นขึ้นอีกหน่อย ก่อนจะเร่งจังหวะตามมา จวบจนอารมณ์พุ่งสูงถึงขีดสุด เขาก็ปลดปล่อยด้านใน แช่ไว้สักพักถึงถอนกายออก ดึงถุงยางทิ้งถังขยะข้างหัวนอน แล้วลุกจากเตียง



“คุณจะไปไหน?”



“สูบบุหรี่”



ว่าจบเขาก็เดินหนี ทิ้งอีกฝ่ายไว้บนเตียงเหมือนทุกครั้ง



--------------------



ตุลย์ขยับตัว การสอดใส่เมื่อครู่ยังทิ้งสัมผัสตกค้างไว้ในร่าง พอลุกขึ้นนั่งดีๆ ถึงรู้สึกแปลกๆ จะว่าเจ็บก็ไม่ใช่ รู้สึกดีก็ไม่เชิง เขาไถลตัวมานั่งห้อยขาข้างเตียง รอสักพักจวบจนร่างกายพร้อม แล้วค่อยลุกขึ้นยืน แต่พอคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ก็รู้สึกมืดแปดด้านขึ้นมาเฉยๆ



เดิมทีเรื่องเซ็กซ์ เขาก็ทำได้ไม่ดีอยู่แล้ว แต่ที่คาดไม่ถึงคือ ธวัตรจะนำส่วนด้อยข้อนี้มาเป็นข้ออ้างเพื่อปฏิเสธคำขอเขา ราวกับตั้งใจให้เขาลงเดิมพันกับเกมที่รู้ผลแพ้ชนะอยู่แล้ว



ตอนนี้เขาไม่มีอำนาจต่อรองก็จริง แต่จะถอยกลับก็ไม่ได้เช่นกัน ตุลย์รวบรวมความกล้าอยู่สักพัก ก่อนจะผลักประตูออกไปห้องนั่งเล่น



“ลองอีกรอบได้ไหม”



ธวัตรปรายตามองแวบหนึ่ง “อีกรอบแล้วได้อะไร ผลมันต่างกันตรงไหน?”



“ผมอยากแก้ตัว”



“......”



ร่างสูงไม่ตอบ แต่เดินหนีออกไปสูบบุหรี่ริมระเบียงคล้ายไม่ต้องการให้ต่อรองอะไรเพิ่มเติม



ตุลย์กลืนน้ำลาย ตัดสินใจจะตามออกไป “ลองให้โอกาสผมดูสักครั้งไม่ได้เหรอ”



“แล้วนายรับประกันได้ไหมล่ะว่า ศานนท์จะร่วมลงทุนกับฉัน งานนี้มันผิดพลาดไม่ได้ ถ้าฉันรับปากเอาคิวไอ้เด็กพวกนั้นออก แล้วนายทำ ‘เขา’ หลุดมืออีกคน ฉันไม่ขาดทุนแย่หรือไง? เด็กพวกนั้นลงมัดจำไว้น้อยเสียเมื่อไหร่” ธวัตรเอี้ยวตัวมาด้านหลัง “จะไม่เหลือกำไรไว้ให้ฉันหน่อยเหรอ?”



 ตุลย์กำมือแน่น



ที่ผ่านมาไม่ใช่ ‘เงิน’ เหรอที่ธวัตรกอบโกยจากการบิดเบือนสัญญาเพื่อให้เขาขายตัว ในขณะที่ฝ่ายนั้นนอนกินค่านายหน้า ส่วนเขาได้ส่วนแบ่งแค่สามสิบเปอร์เซ็นท์จากค่าคิวแต่ละครั้ง เมื่อก่อนเขาเคยมีอำนาจสิทธิ์ขาดในการตัดสินชีวิตตัวเอง จนกระทั่งวันหนึ่งที่ธวัตรบังคับเอามันไป!



“ยังไงตอนนี้คุณก็มีแค่ผมที่ใกล้ชิดกับเขาที่สุด...”



ธวัตรส่ายหน้า ยิ้มเหมือนเหยียดหยันคำพูดเขา “คิดว่าฉันหาคนอื่นมาแทนไม่ได้เหรอ คนที่มีความสามารถกว่านี้? เพรียบพร้อมกว่านี้? ต่อให้ไม่มีนายฉันก็ปั้นคนอื่นขึ้นมาใหม่ได้”



เขาพูดไม่ออก รู้ทั้งรู้ว่าวงการนี้ฉาบฉวยแค่ไหน หากยิ่งถลำลึกก็ยิ่งถอนตัวยาก ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเฝ้าฝันหาชีวิตปกติแบบเด็กมหาลัยธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ต้องมีอะไรกับ ‘คนแปลกหน้า’ เพื่อแลก ‘เงิน’ ในแต่ละคืน...



“ผมไม่มีหลักประกันให้คุณก็จริง แต่ขอโอกาสครั้งนี้เถอะ”



“แล้วถ้าฉันไม่ให้ล่ะ...”



ตุลย์เม้มปาก “ผมขอแค่ครั้งนี้เท่านั้น ส่วนเรื่องคุณศานนท์ ผมบอกได้แค่ว่าจะทำเต็มที่ ยังไงตอนนี้คุณก็ปั้นใครขึ้นมาไม่ทัน...”



ธวัตรเค้นเสียง ‘หึ’ “อวดดีจริงนะ”



อวดดี? เมื่อไม่มีทางเลือก ไม่มีทางหนี เขาก็หมาจนตรอกดีๆ นี่แหละ ต่อให้ต้องบากหน้าขอร้องอีกฝ่ายสักกี่ครั้งก็จะทำเพื่อความอยู่รอด...



ร่างสูงมองลึกเข้ามาในดวงตา ใช้ความเงียบที่ก่อตัวขึ้นรอบๆ สร้างแรงกดดัน ก่อนจะหลุดหัวเราะในคอเหมือนเขายังนิ่งยืนยันเจตนารมณ์เดิม



“ถูกของนาย มันเร็วไปที่จะปั้นเด็กสักคนขึ้นมาแทน ...ก็ลองดู แต่ถ้าผิดพลาด คงรู้ใช่ไหมว่ามันจะจบไม่สวย?”



ตุลย์พยักหน้า


 กระทั่งวิญญาณเขาก็ขายไปเมื่อนานมาแล้ว ถ้าต้องเสียอะไรเพิ่มอีกหน่อยเพื่อให้ได้บางอย่างมาก็นับว่าคุ้มค่า ว่าไหม?



-------------------------



นับจากวันที่ตกลงเรื่องข้อเสนอกันใหม่ ตุลย์ใช้ชีวิตตามปกติ ทำกิจวัตรประจำวันอย่างเคย คือ ช่วงเช้าเรียนมหาวิทยาลัย พอตกเย็นนั่งรถไปที่คลับ หรือไม่ก็ตามสถานที่ที่ศานนท์นัดเจอ ทุกอย่างวนเวียนซ้ำลูปเดิมๆ



วันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันธรรมดา พอเสร็จจากคลาสที่มหาลัย เขาออกมาเดินเตร็ดเตร่ดูร้านโน้นร้านนี้ตามทางเท้า มันเป็นนิสัยส่วนตัวที่ชอบสำรวจอะไรๆ ฆ่าเวลาเรื่อยเปื่อย ปกติกลางวันเรียนมหาลัย ตกกลางคืนก็ทำงาน พอได้ทำอะไรแบบนี้บ้างเลยรู้สึกเหมือนเปิดโลกกว้างอย่างที่ไม่ค่อยมีโอกาสบ่อยๆ



ปิ๊บๆ!



เสียงแตรรถยนตร์จากด้านหลังทำให้เขาถอยขึ้นมาบนทางเท้าด้านในตามสัญชาตญาณ พอหันไปก็พบซีดานยี่ห้อดังสีดำวิ่งชะลอเรียบฟุตบาทด้วยความเร็วต่ำเหมือนจะหยุดแหล่มิหยุดแหล่ ฟิล์มดำทำให้มองไม่เห็นหน้าคนขับ แต่จากท่าทีลับๆ ล่อๆ แล้วคงไม่ได้มาดี



เดิมทีเขาก็มีคนกว่าครึ่งมหาลัยเป็นศัตรูอยู่แล้ว ออกมาเดินเตร็ดเตร่ย่านนักศึกษาพลุกพล่านตัวคนเดียว ยิ่งตกเป็นเป้าง่ายขึ้นอีก



 ตุลย์เร่งฝีเท้า หวังเนียนปะปนไปกับกลุ่มฝูงชนที่กำลังรุมทึ้งของลดราคาในอีกไม่กี่ล็อกข้างหน้าแต่เหมือนฝ่ายนั้นจะรู้ทันจึงลดกระจกทั้งที่รถยังเคลื่อนที่...



“ไม่หยุดรอหน่อยเหรอ”



“.......”



“ไม่อยากคุยกับฉันแล้วเหรอ”



“.......” เขาแกล้งทำเป็นหูทวนลม ชักตงิดใจเมื่อน้ำเสียงและประโยคคุ้นหู



“ตุลย์”



คราวนี้พอถูกเรียกชื่อเท่านั้น เขาก็หัน



“คุณ? มาทำอะไรที่นี่...”


อึ้งนิดหน่อยตอนพบว่าคนส่งยิ้มให้คือ ‘ลูกค้าคนสำคัญ’ ที่เพิ่งทำข้อตกลงกับธวัตรไปหยกๆ


“ไม่ใช่ๆ คุณรู้ได้ยังไงว่าผมเดินอยู่แถวนี้”



เคยเปรยเรื่องมหาลัยไปก็จริง แต่ย่านนี้ก็ออกกว้างใหญ่ไพศาล ตัวเขาก็ไม่ได้อยู่ในเขตมหาวิทลัย อยู่ๆ จะมาจ๊ะเอ๋กันคงไม่บังเอิญเท่าไหร่...



“ทางผ่านน่ะ ฉันแค่อยากรู้ว่าเธออยู่มหาลัยนี้จริงไหม แล้วก็ ‘บังเอิญเจอ’ พอดี”



บังเอิญขนาดนี้ คงไม่ใช่ว่าให้ใครตามดูเขาอยู่หรอกเรอะ



“ผมเรียนที่นี่ ไม่ได้โกหกคุณหรอก”



“ไม่ใช่ว่าฉันไม่เชื่อ... แค่อยากให้แน่ใจน่ะ” หนุ่มใหญ่ยกยิ้ม ก่อนจะกวักมือเรียกเขา “ขึ้นมาก่อนสิ ฉันจะไปส่ง”



เขาก้มมองนาฬิกา อีกตั้งราวชั่วโมงกว่าจถึงเวลานัด



“’โทษครับ ถ้าคุณยังไม่รู้ ผมไม่รับแขกนอกเวลางาน คุณไปรอที่คลับน่าจะดีกว่า”



ว่าจบก็เดินหนีมาอย่างเร็ว เขาไม่ทำโอที และ ‘ไม่’ ก็คือ ‘ไม่อย่างเด็ดขาด’ ไม่ว่าลูกค้าจะเป็นใคร ใหญ่โตมาจากไหน ถ้าไม่อยู่ในเวลางาน ก็อย่าหวังว่าเขาจะหารายได้พิเศษลับหลังธวัตร นั่นเป็นอีกหนึ่งข้อตกลงในสัญญาซึ่งให้ประโยชน์กับทั้งเขาและฝ่ายนั้น ไม่มียกเว้นแม้ว่าคนที่กำลังคุยกับเขาคือ ‘ว่าที่หุ้นส่วนคนสำคัญ’ ก็ตาม



เขาไม่อยากเอาเรื่องงาน กับชีวิตความเป็นอยู่มาข้องแวะกัน ทุกวันนี้มันก็แย่พอแล้ว



เขาเดินปะปนกับกระแสมวลชนคับคั่งที่มะรุมมะตุ้มอยู่หน้าร้านเครื่องประดับเล็กๆ เบียดเสียดกับคนพวกนั้นจนแน่ใจว่าศานนท์ทำตามคำแนะนำถึงค่อยแทรกตัวหนีออกมา กว่าจะรู้ตัวว่าคิดผิดก็ตอนที่เดินลิ่วๆ เลี้ยวตรงมุมถนนแล้วเห็นรถคันเดิมจอดอยู่ข้างทาง ที่ยิ่งกว่าคือ คราวนี้เจ้าของรถเปิดประตูลงมาดักรอด้วย



“วันนี้เธอดูรีบๆ นะ”



ตุลย์ยืนนิ่ง คร้านจะยิ้ม “ผมพูดชัดเจนแล้วนะครับ ว่าไม่รับ ‘ลูกค้า’ นอกเวลางาน”



นั่นรวมถึงจะไม่มีการวางตัว และคำพูดคำจาที่ต้องระมัดระวังตลอดเวลาเหมือนตอนรับแขก เดิมทีเขาไม่ใช่คนช่างเอาอกเอาใจใครอยู่แล้ว จะให้สวมหน้ากากตลอดเวลาก็ดูน่าอึดอัดเกินไปหน่อย



ขอแค่ไม่กระโตกกระตากมากไปจนเสียเรื่องก็นับว่าใช้ได้ล่ะนะ



คงจับความเปลี่ยนแปลงได้ หนุ่มถึงหัวเราะ “แล้วถ้าฉันไม่ได้มาในฐานะ ‘ลูกค้า’ แต่เป็น ‘เพื่อน’ เธอคงไม่ว่าอะไรใช่ไหม?”



“อย่าเลยครับ อีกเดี๋ยวผมก็กลับ เอาไว้เจอกันที่คลับเถอะ”



“ทางเดียวกัน งั้นไปพร้อมฉันสิ”



“ไม่ล่ะครับ ผมเกรงใจ”



“ไม่ต้องเกรงใจ ฉันยินดีไปส่ง”



ยังไงก็จะตื้อเขาจนกว่าจะได้ในสิ่งที่ต้องการสินะ?



“.......”



ตุลย์เลือกจะเงียบ เมื่อการต่อปากต่อคำระหว่างเขากับหนุ่มใหญ่ เริ่มทำให้หลายคนหันมามองอย่างสนอกสนใจ



ปกติเขาไม่นิยมมีพันธะกับลูกค้าก็จริง แต่พอรู้ว่าเถียงไปไม่ชนะก็ล้มเลิกความคิดที่สิ้นเปลืองน้ำลายโดยใช้เหตุ หยักหน้าอือออไปกับฝ่ายนั้น



เมื่อเขาเลิกปฏิเสธ ศานนท์ก็ถามอย่างใจดี



“ทานอะไรหรือยัง?”



เขาส่ายหน้า


“มาสิ ฉันจะพาไปหาอะไรทาน”


เขาส่ายหน้าอีกครั้ง



แบบนี้มันชักจะเกินขอบเขตไปหน่อย



“ถ้าอย่างนั้นไปทานเป็นเพื่อนฉันหน่อย”



เขาส่ายหน้ารอบที่สาม “คุณทานเถอะ”



คราวนี้เป็นศานนท์ที่หัวเราะ ไม่มีท่าทีอารมณ์เสียสักนิด “เธอนี่หัวดื้อใช้ได้นะ”



“......” ตุลย์หน้ากระตุก



จะถือว่าเป็นคำชมจากลุงที่อายุห่างจากเขายี่สิบปีแล้วกัน



“ถ้าอย่างงั้น... ถือซะว่าไปทานกับฉันในฐานะ ‘เพื่อนคุยที่ดี’ คนหนึ่งเป็นยังไง”



บอกตามตรง คำว่า ‘เพื่อนคุยที่ดี’ ฟังดูลื่นหูไม่หยอก ชนิดที่สามารถทำให้เขาเอนเอียงไปตามเจตนารมณ์ของหนุ่มใหญ่ได้ทั้งที่รู้ว่า อีกฝ่ายจงใจใช้วาทะศิลป์เพียงเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการก็ตาม



เขาลังเลอยู่ครู่ สุดท้ายก็พยักหน้า



“อยากทานอะไรเป็นพิเศษไหม”



ถูกถามเจาะจง เขาก็คร้านจะซ่อนความต้องการ    “สเต็ก... ถ้าคุณไม่ว่าอะไร”   



ศานนท์คราง ‘อืม’ ในคอคล้ายไม่ถือสา หนุ่มใหญ่เดินนำเข้าไปในร้านอาหารระดับสูงแห่งหนึ่ง ดูราคาแพงและหรูหราชนิดที่ชาตินี้ไม่คิดจะย่างเท้าเข้าเหยียบ แค่ยื่นบัตรให้พนักงานต้อนรับ เธอก็เดินนำไปที่โต๊ะอย่างไม่อิดออด



เป็นครั้งแรกที่เขาได้เหยียบ ‘ภัตตาคาร’ ในฐานะ ‘ลูกค้าคนหนึ่ง’ ไม่ใช่คู่ขาที่บังเอิญตกถังข้าวสารชั่วคืนเดียว มันชวนให้รู้สึกดีไม่หยอก ทว่าก็ขัดกับหลักการที่เขายึดถือมาโดยตลอด



เห็นเขานิ่ง มือหน้าก็แตะเบาๆ ที่หลังคล้ายให้เดินมาด้วยกัน “มาเถอะ ทานอาหารเป็นเพื่อนฉันหน่อย”



กับลูกค้า ไม่ควรมีพันธะ เยื่อใย หรือความสัมพันธ์อื่นใดต่อกันนอกเหนือจาก ‘เซ็กส์’ และ ‘เงิน’



แต่ก็เอาเถอะ ครั้งนี้จะยอมหย่อนยานบ้างแล้วกัน...



-----------------------------



เหมือนว่าเขาจะคิดผิดมหันต์ที่ปล่อยตัวเองเล่นตามเกมของศานนท์ วันหนึ่งขณะที่กำลังนั่งจดเล็กเชอร์อยู่ในคลาส เสียงสั่นในกระเป๋าก็เตือนให้เขารับโทรศัพท์



[ฮัลโหล เย็นนี้ว่างไหม ไปทานข้าวกับฉันหน่อย]



“.......”



ฟังจบก็กดตัดสายทิ้งด้วยความสยดสยอง ภาวนาให้ปลายสายโทรผิด



วันต่อมาขณะที่เขากำลังเก็บของใส่กระเป๋าเพื่อเตรียมตัวไปไนท์คลับ โทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีก



[ตุลย์ พรุ่งนี้ว่างไหม ไปดูหนังเป็นเพื่อนฉันหน่อย]



เขานิ่งไปครู่ “’โทษครับ ผมไม่ว่าง” แล้วตัดสายทันที



ศานนท์ไปค้นเบอร์เขามาจากไหน!?



อีกสองวันต่อมา ตอนที่กำลังเดินออกจากมหาลัย จู่ๆ ก็ซีดานสีดำก็เบรกดักหน้า พอเจ้าของรถชะโงกผ่านกระจกที่ลดต่ำ เขาก็ถอนหายใจ



“ตุลย์สุดสัปดาห์นี้ว่างไหม ไป ‘ช็อปปิ้ง’ กับฉันหน่อย”



“......”



เป็นคนแก่ขี้เหงาหรือไง ถึงได้สรรหาเรื่องชวนเขาไปโน้นนี่ได้ทุกวี่ทุกวัน



พอถูกรบเร้าหนักๆ ติดต่อกันหลายวัน หาข้ออ้างเลี่ยงไปก็หลายอย่าง สุดท้ายเขาก็เหนื่อยจะต่อล้อต่อเถียง ปล่อยให้หนุ่มใหญ่พาไปโน้นมานี่ตามแต่ใจเจ้าตัว ในเมื่อไม่มี ‘เซ็กส์’ ไม่มี ‘เงิน’ แลกเปลี่ยน ก็ไม่นับว่าเป็นการทำงานนอกเวลา อีกอย่างเขาไม่เสียอะไร ติดจะได้ประโยชน์ด้วยซ้ำ



สุดสัปดาห์ หนุ่มใหญ่รับเขาออกมาแถวย่านการค้าเก่าแก่แห่งหนึ่ง โดยเจ้าตัวอ้างว่า ‘มาช็อปปิ้ง’ สองข้างตึกแถวบนถนนเส้นนี้เก่าแก่มีอายุ ดูราวกับมีมนตร์ขลังเหมือนได้ย้อนกลับไปในวันวาน เดิมทีได้แต่อุดอู้อยู่ในอพาร์ทเม้นท์ไม่ก็ไนท์คลับ พอได้มาเหยียบสถานที่ใหม่ๆ ตุลย์ก็สนอกสนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัวเป็นพิเศษ .



..สนใจเสียจนคนข้างๆ กลายเป็นหมัน



นอกเวลางาน เขาไม่ต้องคอยบริการ เอาอกเอาใจ หรือหาหัวเรื่องชวนศานนท์พูดคุย เขาแค่เดินตามหนุ่มใหญ่เข้าร้านโน้นออกร้านนี้ ระหว่างทางถ้าเจอหัวข้อที่สนใจตรงกันก็แค่ซักถามจนกระทั่งหมดข้อสงสัยและเลิกไปเอง ฝ่ายศานนท์เห็นว่าเขาไม่เข้ามาเกาแกะ หนุ่มใหญ่ก็เดินดูของสะสมตามประสา ไม่ได้เข้ามาดูแลใกล้ชิด



เรียกว่าต่างคนต่างเดินก็ไม่ผิด



เขาตามศานนท์เข้ามาในร้านค้าของสะสมร้านหนึ่ง สะดุดตาเข้ากับเหยือกก้นกลมสีทองเหลืองเก่าๆ ในตู้โชว์ สีของมันซีดจางเป็นหมอก มองมุมไหนก็หมอง แถมด้านในด้ามจับรูปแพะมีเครายังเขลอะสนิม เขาย่อเข่าลงอีกนิดเพื่อมองให้ชัด



ดูยังไงก็ไม่มีตรงไหนควรค่าแก่การเก็บสะสมสักนิด



“มีคนซื้อของแบบนี้ไปตั้งโชว์ด้วยหรือไง...”



พึมพำคนเดียว ไม่ทันสังเกตเงาหนุ่มใหญ่ที่พาดทับจากด้านหลัง จนกระทั่งฝ่ายนั้นหลุดหัวเราะ



“นี่เป็นเหยือกที่พวกเชื้อพระวงศ์ใช้ในสมัยโรมัน ราคาแพงเอาเรื่องเชียวล่ะ”



“แต่มันหมองหมดแล้ว ไม่เห็นน่าสะสมตรงไหน”



“ศิลปะขึ้นอยู่กับมุมมองของคนสะสม ภาพวาดบางภาพเหมือนจิตกรทำสีหกใส่ แต่ประมูลได้หลักล้านก็มีถมไป”



“ก็จริงของคุณ” เขาไหวไหล่



น้ำหน้าอย่างเขาไม่มีปัญญาซื้อของที่ไม่สวยแถมยังแพงหูฉี่พวกนี้หรอก แล้วจะทุกข์ร้อนแทบเงินในกระเป๋าคนอื่นไปทำไม



หนุ่มใหญ่คุยกับเจ้าของร้านอยู่ครู่ สักพักก็เปิดตู้โชว์ หยิบเหรียญทองแดงเก่าๆ รูปร่างแปลกๆ ออกมาส่องดู ฝ่ายเขาที่ไม่ค่อยสนใจงานอดิเรกเก็บของสะสมแบบคนแก่เท่าไหร่ เลยเดินดูของสะสมแปลกๆ รอ กระทั่งหนุ่มใหญ่จ่ายเงิน ถือถุงกระดาษเดินมานั่นแหละ ถึงได้เวลาออกจากร้านไปดูสิ่งน่าสนใจอื่นๆ ต่อ



“จะเข้าไปด้วยกันไหม ถ้าเธอเบื่อ จะเดินดูอะไรรอข้างนอกก็ได้” ศานนท์หยุดถามเขา หน้าร้านที่เต็มไปด้วยโพสเตอร์วงดนตรีเก่าหลายยุคสมัย



ตุลย์ส่ายหน้า ด้านนอกร้อนอยู่เอาการ ขืนเขายืนต้องยืนรอตั้งสิบยี่สิบนาทีคงได้หลอมละลายกลายเป็นน้ำของจริง



 เขาตามศานนท์เข้าไป ด้านในของร้านตกแต่งด้วยของสะสมเกี่ยวกับวงดนตรี ไม่ว่าจะเป็นแผ่นภาพ อัลบั้ม แผ่นเสียงเก่า หรือกระทั่งเสื้อยืดสกรีนสัญลักษณ์ประจำวง พอหนุ่มใหญ่ทักทายเจ้าของร้านเป็นพิธี ฝ่ายนั้นก็กุลีกุจอเข้ามาให้ช่วยเหลือ



“อ๋อ อัลบั้มที่คุณศานนท์สั่งเอาไว้เพิ่งมาถึงเมื่อวาน”


ลุงเจ้าของร้านหันไปค้นอะไรในกล่องพัสดุด้านหลัง ก่อนจะกลับออกมาพร้อมกับกล่องใส่ซีดีสามสี่กล่อง


“อัลบั้มช่วงยุคเก้าศูนย์ ไล่มาจนถึงปีสองพัน”



ศานนท์ไม่รีรอ พอได้ในสิ่งที่ต้องการหนุ่มใหญ่ก็จ่ายเงินทันที เจ้าของร้านเก็บกล่องซีดีใส่ถุง ยื่นให้ลูกค้าก็เป็นอันเสร็จการรายซื้อขาย



บังเอิญตาดีเกินเหตุ ตุลย์เหลือบไปเห็นปกซีดีเข้าก็ตาโต เมื่อพบว่าเป็นรูปคู่ของหญิงวัยรุ่นสองคน คนหนึ่งผมบลอน ส่วนอีกคนผมดำ แถมพวกเธอยังกอดกันกลม



“ทำไมล่ะ ฉันชอบพวกเธอมันแปลกตรงไหน? สมัยหนุ่มๆ ก็ต้องชอบวงสาวๆ เป็นปกติ เด็กรุ่นเธอน่าจะเข้าใจดีกว่าฉัน”



“เปล่า... แค่คิดว่าคนที่ชอบสะสมของเก่าอย่างคุณน่าจะชอบอะไรที่...”


เขาพยายามหาคำที่สุภาพกว่า ‘โบราณคร่ำครึ’


 “เอ่อ ดูเก่าแก่กว่านี้สักหน่อย”



หนุ่มใหญ่หลุดหัวเราะ “จะบอกว่าฉันแก่เกินไปสำหรับของพวกนี้ล่ะสิ”



 “...อันนั้นคุณพูดเองนะ”



พวกเขาเดินเข้าร้านโน้นออกร้านนี้จนกระทั่งโพล้เพล้ ศานนท์ก็อาสาไปส่งเขาที่อพาร์ทเม้นท์ พอขึ้นมาถึงชั้นสี่ ตุลน์ก็ไขกุญแจห้อง



“คุณจะเข้ามาก่อนไหม”



หนุ่มใหญ่พยักหน้า ทว่าตามเข้ามาเพียงหน้าประตู “ฉันอยู่ไม่นาน มีธุระนิดหน่อย”



งั้นก็แปลว่าคิวสองทุ่มของวันนี้ที่จองในชื่ออีกฝ่ายกลายเป็นชั่วโมงว่าง?



เห็นเขาทำหน้าแปลกใจระคนสงสัย ศานนท์ไขให้กระจ่าง “วางใจเถอะ ฉันไม่ได้โทรไปยกเลิกกับธวัตร แค่คืนนี้คงไม่ได้มาอยู่กับเธอ”



“ถ้าคุณไม่ว่าง ยกเลิกไปก็ได้ คุณไม่จำเป็นต้องเสียเงินพร่ำเพรือถ้าไม่มา”



อีกฝ่ายส่ายหน้า “แบบนี้น่าจะดีกับเธอมากกว่า”



“.....”



“จะว่าไปบ้านเธอก็กว้างใช้ได้นะ” ศานนท์กวาดตาไปรอบๆ “อยู่ที่นี่คงมีความสุขดี”



บ้าน? ช่างฟังราวดูราวกับมุกตลกร้ายเสียจริง



“ไม่ใช่ของผมหรอก...” ตุลย์ยิ้มบางๆ ไม่อธิบายต่อ



ไม่บ่อยที่มีคนถามถึงความเป็นอยู่ของเขา ลูกค้าส่วนใหญ่ต่างรู้ดีว่า เหตุผลที่คนๆ หนึ่งเลือกจะเป็น ‘เด็กขาย’ก็เพราะต้องการหาเงินทางลัด หรือรายได้แบบเร่งด่วนทันใจ ดังนั้นเรื่องราว ‘เบื้องหลัง’ อะไรนั่น ไม่จำเป็นต้องสนใจสักนิด ในเมื่อข้อแลกเปลี่ยนมันก็ ‘แฟร์’ พอสำหรับทั้งสองฝ่าย



“ขอบคุณ” เขาแค่รู้สึกอย่างพูดคำนั้น... “ที่มาส่งผม”



“ไม่เป็นไร เอาไว้ขอบคุณฉันด้วยการอยู่เป็นเพื่อนคราวหน้าเถอะ”



หนุ่มใหญ่ยิ้มส่งท้าย ก่อนฝ่ายนั้นจะขอตัวออกไปทำธุระตามที่อ้าง ส่วนเขาก็ได้เวลากลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงที่เขาต้องตะเกียกตะกายให้พ้นไปแต่ละวัน ไหนจะปัญหาอีกมากมายต้องขบคิด ซึ่งรวมถึงข้อตกลงใหม่ที่เพิ่งทำไว้กับธวัตรด้วย



ช่วงหลังมานี้ ศานนท์ให้ความสนใจกับการมีอยู่ของเขามากจนน่ากลัว แต่จะแน่ใจได้อย่างไรว่า นี่ไม่ใช่ความสนใจเพียงชั่วครั้งชั่วคราว?



จู่ๆ ก็ปิ๊งไอเดีย โชคดีที่จำหน้าผู้หญิงบนปกอัลบั้มได้ แค่เปิดโน๊ตบุ๊ค ค้นหาไม่นานก็รู้ว่าพวกเธอเป็นใคร เขาเริ่มค้นควาข้อมูล ไล่ดูตั้งแต่ชีวประวัติ รูปถ่าย ชื่ออัลบั้ม ไปจนถึงการนั่งฟังแต่ละเพลงอย่างตั้งอกตั้งใจ



‘อายุ’ คือช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างเขากับศานนท์ เรื่องที่อีกฝ่ายสนใจ เขาอาจเข้าไม่ถึง กลับกัน เรื่องที่เขาชอบ ฝ่ายนั้นอาจไม่เข้าใจ และถ้าการสละเวลาสักสองสามชั่วโมงเพื่อศึกษาในสิ่งที่ศานนท์ชอบเป็นประโยชน์ เขาก็พร้อมจะลอง แม้ว่างานอดิเรกของฝ่ายนั้นน่าง่วงนอนมากๆ ก็ตาม...


-----------------
ขออนุญาติอัพเป็น .1 .2 เนอะ ไม่งั้นคงอีกนานกว่าจะได้ลง 70% แล้วค่ะ มาต่ออีกนิดก็จบตอน แต่เมลล่าหายไปเป็นสัปดาห์แล้ว กลัวหลายคนลืม อิอิ
ส่องความเห็นแล้วว ขอบคุณที่ให้ความสนใจค่ะ 555+ เก็บทุกความเห็นไว้เป็นข้อมูลเนอะ อิอิ
เมลล่าเขียนช้าจริงค่ะ ถ้าไม่ชอบซีนไหนจะแก้ใหม่จนกว่าจะชอบ ก็เลยช้า 55+
สุดท้ายขอบคุณทุกเม้นท์ค่ะ #รักนักอ่านเสมอ  :mew1:

ออฟไลน์ autopilot

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 69
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
สงสารนายเอกของเรื่องจังงง อยากอ่านต่อแว้ววววววว

ออฟไลน์ BAKA

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3122
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-10
ไม่ชอบธวัตร...เอาเปรียบเกินไปแล้ว

และลุงนี่สนใจตุลย์จริงจังใช่ไหมอ่าาา? จริงจังเหอะ เนอะ

ออฟไลน์ me12inzy

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 465
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-2
เพลียอิลุงธวัตร น้องไปทำอะไรให้คะะ ลุงศานเดินหน้าาา :katai2-1:

ออฟไลน์ Caramella

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 96
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-1
[ต่อ 5.2]



“เธอสนใจเพลงพวกนี้เหรอ?”



นั่นเป็นคำถามของศานนท์ หลังจากที่การพูดคุยสัพเพเหระถูกดึงมายังหัวข้อที่เฉพาะเจาะจงอย่างเช่นเพลง



“มันก็เพราะดีนี่ครับ”



“อย่างเธอคงไม่ได้สนใจเพลงยุคเก้าศูนย์ ‘จริงๆ’ หรอกใช่ไหม” ฝ่ายนั้นหรี่ตาคล้ายจับผิดคำโกหกในประโยคเมื่อครู่ “จะมีเด็กที่ไหนสนใจฟังเพลงยุคเก่ารุ่นฉัน”



ทำไมคุณถึงคิดว่าไม่น่าสนใจล่ะครับ” ตุลย์จิบไวน์ในแก้ว



คืนนี้เขาอยู่ที่คอนโดศานนท์เหมือนอีกหลายๆ คืนที่ผ่านมา พักนี้นอกจากพูดคุยเรื่องทั่วไป และดื่มอีกนิดหน่อยก็ไม่มีเรื่องเกินเลยกว่านั้น จนบางทีอดคิดไม่ได้ว่า จริงๆ ศานนท์อาจเป็นแค่คนแก่อายุมากที่เหงาปากอยากมีเพื่อนคุยเล่นก็เท่านั้น



“เธอไปค้นอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อนใช่ไหม?”



ถูกจับได้เร็วกว่าที่คิด ตุลย์ก็คร้านจะปิดบัง



 “ก็... ถ้ามันเปิดโอกาสให้ผมได้คุยกับคุณนะ”



ศานนท์ไหวไหล่เหมือนไม่สนใจความจริงดังกล่าว ก่อนลุกขึ้นไปเปิดตู้ หยิบซีดีขึ้นมาแผ่นหนึ่งส่งเข้าเครื่องเสียง ไม่นานเพลงป็อบจังหวะสบายๆ ก็ถูกเล่น



“รู้ไหม อะไรคือเสน่ห์ของเพลงป็อป”



“.....”



ฝ่ายนั้นนั่งลงบนโซฟาข้างเขา “มันฟังได้เรื่อยๆ ไม่รู้เบื่อไง”



“ก็จริงของคุณ”



ว่ากันว่าคนเราเวลาทำอะไรซ้ำๆ เป็นประจำจะซึมซับสิ่งเหล่านั้นไปโดยปริยาย หลังใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับเพลงเหล่านี้สักพักหนึ่ง แม้กระทั่งตัวเขาเองก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงที่ว่า โน๊ตเปียโน เสียงเขย่าลูกแซ็คเบาๆ คลอกับเนื้อร้องหวานๆ ของสองสาว ช่างกลมกล่อมลงตัวและติดหูดีเสียจริง



“ผมว่าผมชอบเพลงนี้” ตุลย์เอนหลังพิงโซฟา “แล้วคุณชอบเพลงไหนเป็นพิเศษไหม”



ศานนท์เลิกคิ้วคล้ายไม่คิดฝันว่าเขาจะชวนคุยจริง ก่อนเปลี่ยนเป็นยิ้มบางๆ เหมือนเอ็นดูเขาเสียเต็มประดา



“ฉันชอบอีกอัลบั้มมากกว่า...”



พอเป็นหัวข้อที่สนใจเป็นพิเศษ หนุ่มใหญ่ก็กระตือรื้อล้นถามความคิดเห็นเขาต่อเรื่องโน้นเรื่องงนี้มากกว่าปกติ ขอแค่เอ่ยปากถามหากสงสัย ศานนท์ก็เล่าลายละเอียดตื้นลึกหนาบางให้ฟังแบบไม่มีกั๊ก ปกติพวกเขาไม่คุยเรื่องส่วนตัวของกันและกัน


แต่พอบทสนทนาชักออกรส บวกกับฤทธิ์เครื่องดื่มมึนเมาอีกนิดหน่อย หลังๆ อีกฝ่ายถึงยอมเล่าประสบการณ์สมัยที่ตนเองยังรุ่นๆ ให้ฟังบ้างประปราย



ไม่อาจคาดคะเนว่านานแค่ไหน รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ยกแก้วไวน์ขึ้นจิบแล้วตระหนักว่าไร้ของเหลวที่ตนเองโปรดปราน



“ผมขอตัวไปเติมไวน์ได้ไหม ถ้าคุณไม่ว่าอะไร”



“ตามใจเธอ”



เจ้าของห้องไม่มีวี่แววปฏิเสธ เขาเลยถือโอกาสลุกไปยืดเส้นยืดสายด้วย



จะว่าไปคอนโดของศานนท์ก็ดูเงียบเหงาไม่น้อย นอกจากเฟอร์นิเจอร์ที่จำเป็นต่อการดำรงค์ชีวิตอย่างเช่น ทีวี เก้าอี้ ตู้เย็น หรืออะไรเทือกนั้น กับตู้ซีดีของหนุ่มใหญ่ ก็ไม่มีของตกแต่งอื่นๆ ที่ชวนให้ระลึกถึงเรื่องราวในอดีตแม้แต่ชิ้นเดียว เหมือนมีไว้แค่ ‘อาศัยอยู่’ ไปวันๆ ไร้กลิ่นอายความเป็นบ้านโดยสิ้นเชิง



ตุลย์เดินทะลุมายังห้องครัว ก่อนจะพบว่ามันจืดชืดไม่แพ้กัน นอกจากขวดไวน์ผลไม้เปิดทิ้งไว้ตั้งเด่นเป็นสง่าบนเคาท์เตอร์หินอ่อน ไม่ว่าจะเครื่องครัวที่วางเรียงบนชั้นเอย หรือบรรดาจานในตู้เอยก็ล้วนแต่ไร้ชีวิตชีวาราวกับเป็นแบล็กกราวด์สวยๆ ไว้ประดับห้อง ไม่เคยใช้งานจริง



ไม่ยักกะรู้ว่าคนรวยนิยมแต่งบ้านสไตล์นี้



คร้านจะใส่ใจ ตุลย์หยิบขวดไวน์ แกว่งเบาๆ ให้ของเหลวด้านในผสมเข้ากันอย่างที่ชอบทำ แต่ตอนที่ยกรินใส่แก้วก็สะดุ้งเฮือก เมื่อมือไม่มีที่มาที่ไปเอื้อมมาจับทับตำแหน่งที่เดียวกับมือเขา ความตกใจทำให้ปล่อยขวด ชักมือกลับตามสัญชาตญาณ หากไม่ใช่มือปริศานาจับก้นขวดไว้แต่แรก งานนี้คงได้เก็บกวาดกันบาน



“...คุณ!”



อยู่ๆ ก็วาปมาโผล่ข้างหลังไม่ให้ซุ่มให้เสียง ถ้าของในมือไม่ใช่ขวดแต่เป็นมีด ป่านนี้ท้องอีกฝ่ายอาจเป็นรูพรุนไปแล้วก็ได้!



ศานนท์ยกมือยอมแพ้ แต่ใบหน้าเบื้อนยิ้มทำให้เขาเชื่อไม่ลง



 “คุณมีอะไรหรือเปล่า...?”



“เปล่า ฉันแค่ตามมาดู กลัวเธอจะหาห้องครัวไม่เจอ”



มันข้ออ้างเห็นๆ



“แต่ฉันไม่ตั้งใจให้เธอตกใจหรอกนะ”



“งั้นผมขอไวน์คืนได้ไหม” ตุลย์ฝืนยิ้ม สาบานว่ากำลังสุภาพที่สุดแล้วในเวลานี้



กลับกันหนุ่มใหญ่กุมมือข้างที่ถือแก้วของเขา ส่วนตัวเองก็ค่อยๆ รินไวน์ผลไม้ใส่ให้ในปริมาณพอเหมาะ ถูกจู่โจมเข้าแบบนี้ตุลย์ก็ได้เพียงรับว่า ‘ขอบคุณ’



“ชอบมันเหรอ ฉันเห็นเธอดื่มแทบทุกครั้ง”



ตุลย์ส่ายหน้า “มันทำให้ผ่อนคลายมากกว่า...”



เขาไม่ได้ชอบของมึนเมา แต่มันเป็นนิสัยเสียๆ ติดมาจากช่วงแรกๆ ที่มักดื่มเรียกความกล้าก่อนรับแขก



“ขอบใจที่นั่งเป็นเพื่อนฉันคืนนี้ ไม่ได้คุยเรื่องส่วนตัวกับใครนานแล้ว รู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปเมื่อก่อน ...แต่เธอไม่จำเป็นต้องทำขนาดนี้รู้ใช่ไหม?”



“ยังไงครับ”



ศานนท์เงียบไปพักเหมือนต้องการให้เขาทบทวนประโยคนั้นอีกครั้ง


 “ฉันชอบเธอที่ใน ‘วันนั้น’ มากกว่า”



ถ้า ‘วันนั้น’ หมายถึงช่วงเวลาที่หนุ่มใหญ่ให้เกียรติเขาในฐานะ ‘เพื่อนคุย’ ซึ่งอีกฝ่ายโบ้ยให้ เขาก็มีคำตอบเดียวสำหรับคำถาม



“ผมทำไม่ได้”



ชีวิตเขาแขวนอยู่บนเส้นด้ายที่มี ‘ธวัตร’ เป็นคนกำหนด หากวันใดพยายามไม่มากพอ ผลลัพธ์อาจแย่กว่าจะนึกภาพตาม วงการนี้ไม่ได้วนเวียนอยู่เพียงเงิน เหล้าเบียร์ และเซ็กส์ มันมีเบื้องหลังที่ลึกและดำมืด มีผลประโยชน์และอิธิพลใต้ดินเข้ามาเกี่ยวข้อง เพียงแค่ทุกวันนี้เขาหลับหูหลับตา ไม่ขุดคุ้ยเรื่องเหล่านั้น ‘ซื่อ’ อย่างที่ธวัตรต้องการให้เป็น



นี่คือโลกที่เขาอยู่ ..เป็นสิ่งที่ศานนท์ไม่มีทางเข้าใจ



หนุ่มใหญ่สบลึกเข้ามาในตาเขา แววตาแน่นิ่งราวกับผิวทะเลสาป ไม่อาจคาดเดาอารมณ์ที่ซุกซ่อนอยู่ข้างใต้นั้น ความเงียบที่โรยตัวเริ่มสร้างแรงกดดันให้ หากแต่ไม่มีใครยอมเปิดปากพูด...



“มานี่”



 จนกระทั่งศานนท์ลากแขนเขาออกจากครัว ไปหยุดที่หน้าโซฟาทั้งที่มือยังถือแก้วไวน์ค้างไว้



“ถอดเสื้อผ้า”



ห๊ะ?


ไม่แน่ใจว่าหูฟาดหรือเปล่า แต่พอเงยหน้ามองศานนท์เหมือนต้องการคำตอบกลับพบเพียงแววตานิ่งอ่านไม่ออก



“ไม่ได้ยินเหรอ ฉันบอกให้ ‘ถอดเสื้อผ้า’” น้ำเสียงทุ้มต่ำปราศจากการหยอกล้ออย่างเคย “ถอดให้หมดด้วย”



“......”



เขาพูดไม่ออก มันเหมือนถูกตบหน้าแรงๆ ด้วยคำพูด ทั้งรู้สึกคับแค้นใจและเหมือนถูกหักหลังในเวลา



นี่เขาคาดหวังอะไรอยู่? หวังว่าศานนท์จะต่างจากคนอื่นๆ หรือหวังว่าตัวเองจะมีค่ามากกว่า ‘ตุ๊กตา’ ตัวหนึ่ง



สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลาไม่กี่สัปดาห์ทิ้งเยื่อใยทิ้งไว้โดยไม่รู้ตัว บางทีเขาอาจไม่ควรมีความสัมพันธ์อื่นใดกับศานนท์นอกจากการแลกเปลี่ยนทางกายและเงินแต่แรก หากว่ามันเป็นสิ่งฉาบฉวยเหมือนที่เกิดขึ้นระหว่างเด็กขายและลูกค้า ...ไม่มีความเชื่อใจ บางทีเขาอาจรู้สึก ‘เจ็บปวด’ น้อยกว่า



ตุลย์กระดกไวน์พรวดเดียวหมดแก้ว กลืนความรู้สึกที่คั่งค้างอยู่ภายในกลับลงไปด้วย นิ้วมือที่เลื่อนไปแกะกระดุมเสื้อเย็นชืด ไม่ต่างจากหน้าที่ชาดิก เขาแกะมันทีละเม็ดจนหมด ปลดเชิ้ตจากไหล่แล้วโยนทิ้งไปบนพื้นข้างตัว ผิวที่สัมผัสอากาศหนาวโดยตรงเย็นยะเยือกไปถึงกระดูก ก่อนจะขยับไปรูดซิปกางเกงลง



หากว่านี่เป็นแผนหลอกให้เชื่อใจแต่แรก ก็นับว่าศานนท์ทำสำเร็จ หวังว่าฝ่ายนั้นจะพอใจที่ได้เห็นเขาในสภาพน่าสมเพชแบบนี้



 “พอแล้ว”



อยู่ๆ ศานนท์ก็เปลี่ยนใจดึงมือที่กำลังจะเกี่ยวกางเกงลงไปกองกับพื้นไว้ ก่อนก้มหยิบเสื้อเชิ้ตมาคลุมร่างเขาไว้ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อครู่



คิดว่าตบหัวแล้วลูบหลังก็ได้หรือไง!



“เธอบอกฉันว่าเธอเกลียดที่ต้องขายร่างกายให้คนอื่น แล้วทำไมถึงยอมทำสิ่งที่เกลียดง่ายๆ?”



เขาหัวเราะ ‘หึ’ อย่างห้ามไม่อยู่ “คุณไม่เข้าใจหรอก...”



“ฉันเข้าใจ แต่เธอไม่ต้องให้ทุกสิ่งที่ ‘พวกเขา’ ต้องการก็ได้”



“อย่างคุณจะไปเข้าใจอะไรผม!”



คนที่เกิดมาบนกองเงินกองทองอย่างศานนท์ไม่รู้หรอกว่าเขาต้องเผชิญกับอะไรบ้างตลอดสามเดือนมานี้ การมีชีวิตแต่ละวันเพียงเพื่อให้เห็นวันใหม่ ทั้งที่ยังไร้จุดหมาย



เขาเดินหนีฝ่ายนั้น เพราะต่อให้อยากออกจากที่นี่แค่ไหนก็ได้เพียงกลั้นใจไว้



“เดี๋ยว” มือหนารั้งต้นแขนให้หันกลับมา  “ฉันอาจไม่รู้ว่า ‘การเป็นเธอ’ มันรู้สึกยังไง แต่ไม่ต้องพยายามขนาดนั้นเพื่อให้คนสนใจหรือฝืนทำสิ่งที่เกลียดถ้าเธอไม่ชอบ อย่างน้อยก็ตอนที่อยู่กับฉัน...”



“หึ แล้วคุณจะเสียใจกับสิ่งที่พูด”




“ไม่... ฉันไม่เสียใจ”



พูดจบหนุ่มใหญ่ก็แนบจูบบนริมฝีปากเขา ดูดเม้มจนเกิดเสียง นิ้วที่สัมผัสท้ายทอยวนคลึงเบาๆ เหมือนกระตุ้นให้จูบตอบ พอเขาเอียงหน้าหนีอย่างไม่ชอบพอใจ อีกฝ่ายก็ไม่รุกไล่ต่อ แต่เปลี่ยนมาเล้าโลมด้วยการลูบไล้ผิวกายใต้เสื้อเชิ้ตหมิ่นเหม่




แค่ศานนท์ออกแรงดันไหล่เบาๆ เขาก็หงายหลังลงไปนั่งบนโซฟา ก่อนฝ่ายนั้นจะลดความสูงลงมาจูบปาก เลื่อนไปยังซอกคอ แผ่นอก และไล่ต่ำลงมาเรื่อยๆ ทุกจุดที่ริมฝีปากคู่นั้นลากผ่านทิ้งไออุ่นไว้บางเบา


“คุณศานนท์!”



 ตุลย์สะดุ้งเมื่อถูกจูบหน้าท้อง ใบหน้าเจ้าของชื่อก้มต่ำแทบติดขอบกางเกง ชักรู้สึกวาบหวิวตรงท้องน้อยตอนที่เจ้าของมือก้มไปปลดขอกางเกงเขา ถกมันลงให้เหลือเพียงชั้นในตัวเดียว



“อย่าเรียกศานนท์ เรียกศาน...” ไม่ย้ำเปล่า นัยน์ตาคู่นั้นยังปรายขึ้นสบกลับ



จะอะไรก็ช่าง เอาหน้าออกไปจากเป้ากางเกงได้แล้ว!



ตุลย์อยากพลักหัวอีกฝ่ายออกเต็มแก่ แต่พอมือหนาเปลี่ยนตำแหน่งสอดเข้าไปใต้ชั้นใน เค้นคลึงส่วนที่อ่อนไหวต่อสัมผัส เขาได้แต่ครางเสียงต่ำ ยิ่งตอนที่ถูกขยี้ส่วนปลายหนักๆ แรงอารมณ์ก็พุ่งสูงจนคุมจังหวะหายใจไว้ไม่อยู่



ฝ่ายศานนท์เห็นเขาเริ่มหอบเร็ว หนุ่มใหญ่ก็ขยับมือที่กอบกุมส่วนนั้น เร่งจังหวะเร็วจนเขาตัวหดเกร็ง จิกเบาะหนังระบายความเสียวซ่าน แล้วก็ผ่อนแรงลงเปลี่ยนเป็นเชื่องช้าแต่หนักแน่นสลับกันเหมือนไม่อยากให้ไปถึงสวรรค์เร็วนัก



“ไม่เอาแบบนี้...”



ท้วงอย่างอดไม่ได้ ถ้าขืนทำต่อไปเรื่อยๆ จากเสียวซ่านคงกลายเป็นทรมานเพราะไม่ได้ปลดปล่อยแทน



พอบอกว่าไม่ชอบ ศานนท์ก็ยอมปล่อยส่วนนั้นให้เป็นอิสระ การปรนเปรอเมื่อครู่ทำให้เขาตื่นตัวเต็มที่ ต่อให้ใจไม่อยาก แต่ถ้าร่างกายถูกปลุกปั่นจนเกิดความต้องการระดับนี้ก็ไม่มีทางเลือกอื่น ตุลย์ชันเข่าข้างหนึ่ง เขาต้องการมากกว่าการกระตุ้นด้วยมือ ต้องการ ‘ตัวตนของอีกฝ่าย’...



แต่ไม่ทันเอ่ยปากสักคำก็เปลี่ยนมาจิกเท้าตัวเกร็ง ตอนที่อยู่ๆ หนุ่มใหญ่โน้มหน้าลงมาครอบครองแก่นกายที่ตื่นตัวเต็มที่ไว้ในโพรงปาก



“อื้อ!”



มันอุ่นระอุเสียจนพูดอะไรไม่ออก นอกจากระบายลงหายใจหนักๆ สลับกับเสียงครางแหบพร่า พลางขยุ้มผมศานนท์ไว้



“อย่า อ้า!”



ลิ้นอุ่นตวัดไล่ผ่านแก่นกายแต่ละส่วน ก่อนใช้ริมฝีปาก ดูดดึงและขบเบาๆ ตรงปลายที่ไวต่อสัมผัสกว่าส่วนอื่นตุลย์บิดเกร็ง มันเสียวซ่านเกินจะรับไหวจนเขาชักทรมาน ร่างกายเกร็งไปหมดเหมือนอยากปลดปล่อยเต็มแก่



แต่การที่หนุ่มใหญ่ทำเพียงลากไล้และกระตุ้นย้ำส่วนที่สร้างความกระสันให้เพียงไม่กี่ครั้ง มันไม่พอจะพาเขาไปถึงปลายทาง



“ขะ ฮา...ขยับหน่อยได้ไหม” หอบจนพูดไม่รู้เรื่อง



ศานนท์เงยหน้ามองทีหนึ่ง ก่อนจะดันแก่นกายเข้าไปในโพรงปากจนมิด คงกลัวจะเติมเต็มเขาไม่มากพอ ถึงได้ดันสองนิ้วเข้ามาในช่องทางด้วย ตุลย์กระตุก ตอดรัดหนักๆ เพราะไม่ทันตั้งตัวก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงครางเมื่อถูกอีกฝ่ายกดย้ำจุดกระสันหลังจากกวาดหาเพียงไม่กี่ครั้ง



เห็นเขาตอบสนองการเร่งเร้ามากกว่าเดิม หนุ่มใหญ่ก็ดูจะชอบใจ โพรงปากที่ครอบครองส่วนนั้นเริ่มขยับรูดรั้งแก่นกาย เช่นเดียวกับนิ้วที่อยู่ในช่องทางด้านหลัง พอถูกความเสียวซ่านจู่โจมจวนเจียนจะคุ้มคลั่ง ตุลย์ก็เริ่มฉุดสติไว้ไม่อยู่ ไม่รับรู้อะไรอีกนอกจากสัมผัสของอีกฝ่ายที่ตอบสนองความปรารถนาจากร่างกายของตน และเสียงครางจับความไม่ได้



จวบจนร่างกระตุกน้อยๆ พร้อมสมองที่ขาวโพลนตามด้วยการปลดปล่อย ถึงรับรู้ว่าช่วงเวลาที่ทรมานระคนสุขสมเพิ่งสิ้นสุดลง



ตุลย์แหงนมองเพดาน ภาพทุกอย่างเบลอไปหมด ต้องค่อยๆ ใช้เวลาปรับลมหายใจเป็นปกติและเรียกสติสัมปชัญญะ กลับเป็นหนุ่มใหญ่ที่จู่ๆ ก็ลุกมาจูบหน้าผากเขาเบาๆ อย่างไม่ทันตั้งตัว



“รอนี่นะ...”




ไม่ทันจะได้เอ่ยปากพูด ฝ่ายนั้นก็ชิงเดินหายไปก่อน ทิ้งความงุนงงและเงียบกริบไว้ให้เขาคาดเดาไปต่างๆ นาๆ



“แล้วถ้าฉันจีบล่ะ เธอจะตกลงไหม”



จีบ...?  พอนึกถึงประโยคที่ศานนท์พูดเมื่อวันนั้นจู่ๆ ก็เกิดอยากหัวเราะขึ้นมา



หนุ่มไฮโซที่ตกหลุมรักโสเภณีสาวแล้วหนีไปอยู่ด้วยกัน ก็มีแต่ในนิยายหรือไม่ก็ละครน้ำเน่าเท่านั้น ซึ่งต่อให้ศานนท์สนใจหรือรู้สึกดีๆ กับเขาจริง มันก็เป็นได้เพียงความรู้สึกฝ่ายเดียวของหนุ่มใหญ่



เขา ‘ขายตัวตน’ ทิ้งไปตั้งแต่วันแรกที่ตัดสินใจก้าวเข้ามาในวงการนี้ เพราะฉะนั้น ‘ความรู้สึกพิเศษ’ อะไรนั่น มันไม่มีหรอก อย่างมากก็เป็นเล่ห์เหลี่ยมใช้ดึงอีกฝ่ายไว้นานกว่าอีกหน่อยเท่านั้น



-------------------



“เก้า ตัวอะไรใหญ่กว่าปลาวาฬ” ก้งเหล้าไปสองสามแก้ว จู่ๆ บีก็ถามคำถามแปลกๆ



“ปลาวาฬชุบแป้งทอด!”



“บ้า ผิด ปลาวาฬห่อไข่ชุบเกล็ดขนมปังทอดต่างหาก ฮ่าๆๆๆ” เธอระเบิดเสียงหัวเราะยกใหญ่



“เฮ้ย ฉันว่าพี่บีไม่ไหวแล้วว่ะ”



บาร์เทนเดอร์หนุ่มเอียงหน้ามากระซิบกระซาบกับตุลย์ ในขณะที่เจ้าของปัญหาเชาว์ยังหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังเหมือนคนเสียสติที่หลุดออกมาจากโรงพยาบาลบ้า



“พี่เมาหรือเปล่า” เขาหันไปถามสาวเจ้า



“โอ๊ย อะไรของพวกแก! แค่ถามตอบปัญหาเชาว์นิดหน่อยต้องหาว่าฉันเมาด้วย!?”



“ก็ปกติพี่ไม่เป็นงี้ที่หว่า!” เก้าสวน



วันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันธรรมดาที่ตุลย์เข้าคลับทำงานตามปกติ นั่งสังสรรค์กับเพื่อนจนดึกก่อนจะแยกย้ายไปทำงานของตัวเอง หลังๆ มานี้ พวกเขาไม่ค่อยอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน ส่วนหนึ่งเพราะถูกศานนท์จองตัวอยู่บ่อยๆ



ตุลย์เหลือมองนาฬิกาข้อมือ พบว่าสองทุ่มครึ่งแล้ว จึงขอตัวกับเพื่อน


“ใกล้ได้เวลานัดลูกค้าแล้ว ฉันออกไปก่อนนะ”



“โชคดีจ้ะ คุณชาย ตั้งใจทำงานนะ จุ๊บุ” คราวนี้เป็นสาวเจ้าที่หันมาแซว พลางโปรยยิ้มแบบที่เธอคิดว่าทรงเสน่ห์หนักหนา



“ครับๆๆ”



เขาพยักหน้าอือออไปเพราะไม่อยากรังแกน้ำใจคนเมา ก่อนจะเดินเลี่ยงออกมา แปลกใจนิดหน่อยตอนกดดูหน้าจอโทรศัพท์แต่ไม่พบแม้แต่ข้อความหรือมิสคอลล์เดียว ไม่มีทั้งของศานนท์และธวัตร...



ระหว่างที่กำลังลังเลว่าควรทำอย่างไรต่อ จู่ๆ ก็ถูกเสียงทุ้มคุ้นเคยเรียกไว้



“จะไปไหน?”



ตุลย์หันตามเสียง “ครับ?”



“ไปไหน” ธวัตรถามย้ำเหมือนต้องการคำตอบที่ชัดเจนจากปากเขา



“ออกไปหาคุณศานนท์”



“ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น เลิกยุ่งกับศานนท์ซะ” อีกฝ่ายสั่งเสียงนิ่งและเด็ดขาด



“อะไรนะ...?”



“นับจากนี้ ‘มัน’ ไม่ใช่ลูกค้าของนายอีกแล้ว กลับไปนั่ง คืนนี้นายต้อง ‘รับแขก’”



ประโยคนั้นเหมือนถูกฟ้าผ่ากลางหัว มึนงงไปหมด กว่าสมองจะกลับมาประมวลผลได้ก็เกือบนาที



ความพยายามที่เขาทุ่มเทไปเหมือนกับเมล็ดพันธ์ค่อยๆ ผลิดอกออกผล ทุกอย่างกำลังงอกงามไปได้สวย แต่จู่ๆ ธวัตรก็ราดน้ำมันรดและเผาทิ้งสิ้นซากอย่างไม่ใยดี



“ทำไม...?”



-------------------------
อุ้ยย หายไปนาน ต้นเดือนหน้าเมล่าจจะเปิดเทอมแล้ววว  :katai1:
พยายามไม่ขี้เกียจค่ะ จะมาให้ทันทุกสัปดาห์ของหน้าปฏิทินเนอะ
ขอบคุณที่ติดตามกันมาค่า  :bye2:

ออฟไลน์ P.PIM

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 239
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-0
ว๊อท? เกิดอะไรขึ้นเนี่ยยยยย  :ling1: :ling1:

ออฟไลน์ JustWait

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3459
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-4
อ้าว เกิดอะไรขึ้น

ออฟไลน์ hibatsumoe

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 214
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-0
มารอลุงด้วยคนนนนน สงสารตุลย์อ่า :hao5:

ออฟไลน์ autopilot

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 69
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
เหวยยยยย ลุ้นไปอิ๊กกกกกก คุณศานไปทำอัลไลลลลลลล

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด