【ช่างใจรัก】♦โหลดEbookและรอบปกติ♦12/11/59
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: 【ช่างใจรัก】♦โหลดEbookและรอบปกติ♦12/11/59  (อ่าน 206453 ครั้ง)

ออฟไลน์ NooDangzz

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +212/-8
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะค่ะ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะค่ะ
สรุปข้อสำคัญดังนี้


1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้าม มิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท, หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย, ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้งสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกเล้าฯ ในเรื่องการเมือง เชื้อชาติ  เผ่าพันธุ์  ศาสนา และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงการตั้งชื่อเรื่องด้วยคำหยาบ คำไม่สุภาพ  ล่อแหลม และชี้เป้าให้เล้าฯ ถูกเพ่งเล็ง จากทางราชการ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่นี่หรือที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อขออนุญาตเจ้าของเรื่องก่อนนะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม

5.ขอ ให้นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่ นิดเดียว ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ให้บอกว่าเรื่องจริง ถ้าเป็นเรื่องแต่งให้บอกว่าเรื่องแต่ง  ให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตามเพราะมีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6. การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมฯทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ


เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ
การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อ ความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0


*************************************************************************
::INTRO::

ถ้าคืนนั้นผมไม่เมา... ผมก็คงไม่ตื่นสายจนมาเลือกที่ฝึกงานไม่ทัน
          ถ้าคืนนั้นผมไม่พาใครไม่รู้กลับมามีอะไรด้วย... ผมก็คงจะไม่มายืนหัวโด่อยู่ในโรงเรียนช่างอย่างนี้!
          จะไม่ฝึกงานก็ไม่ได้เพราะดันเป็นวิชาสุดท้ายของนักศึกษาปี 4 ที่ต้องเรียนก่อนจบ ผมเลยต้องระเห็จจากกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรมาไกลถึงจังหวัดทางภาคเหนือตอนล่าง มารับมือกับไอ้พวกเด็กเวรแผนกช่างไฟปากไม่มีหูรูดในฐานะอาจารย์ผู้ช่วยอาจารย์ที่ปรึกษาแผนกทุกวี่ทุกวัน ที่รับมือยากหน่อยเห็นจะเป็นไอ้เด็กโข่งหัวโจกที่ชื่อ ‘ธารใจ’ ที่คอยกวนอวัยวะเบื้องล่างผมอยู่ทุกวินาที
          “น้องครับ นั่งที่ครับ พี่จะเริ่มสอนแล้ว”
          “หุบปากไปออโรร่า! คนจะนอน”
          ออโรร่าป้ามึง! กูชื่อ ‘แสงเหนือ’ เว้ย!
          กำมือแน่นมาก! ให้ตายเถอะ นี่ผมจะต้องรับมือกับความกวนประสาทของเด็กนี่อีกนานแค่ไหนกันนะ ไหนจะพวกเด็กเวรนี่จะมีเรื่องต่อยตีกันทุกวันอีก ว่าแต่ทำไมอาจารย์ฝึกสอนอย่างผมจะต้องไปคอยรับผิดชอบการกระทำของเด็กเวรพวกนี้ด้วยวะ!
          “มองไร’จารย์ มองหน้าหาเรื่องงี้ ต่อยมั้ย ไม่ต่อยก็ตุ๋ยได้นะ”
          นะ...หน็อย... ไอ้พวกเด็กโรงเรียนช่างนี่มันน่ากระทืบจริงๆ โว้ย!
*************************************************************************
::TALK::

เรื่องนี้แต่งสนองนี้ดค่ะ เรื่องนี้เขียนเพราะรู้สึกว่าอยากลองเขียนแนวคอมเมดี้ไร้สติ เกรียนๆ แบบเรียลๆ ผสม Feel Good บ้าง อารมณ์แบบอาจารย์ฝึกสอนกับนักศึกษา ก็เลยเปิดเรื่องนี้ขึ้นมา (แน่นอนว่าเมะต้องอายุน้อยกว่าเคะนะฮ้าาา กินเด็กกรุบกรอบ) อัพช้าเช่นเคยเพราะไม่มีเดดไลน์ ไม่มีที่ส่ง ถ้าเขียนจบก็คงจะลองหาที่ส่งล่ะนะ บอกไว้ก่อนว่าเรื่องนี้ไม่เรตนะคะ ไม่หื่นด้วย PG-13 เราขายความฮากับความเกรียนอย่างเดียว บอกไว้แล้วนะ อย่ามาโวยวายว่าไม่สะหวีวี่วีเน้อ กร๊ากกกก XD

พูดคุยติดต่อได้ที่ -- https://web.facebook.com/NooDangzzz/
*************************************************************************
::สารบัญ::


[ตัวอย่างตอนพิเศษในเล่ม]

Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12-11-2016 11:04:50 โดย NooDangzz »

ออฟไลน์ NooDangzz

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +212/-8
ช่างใจรัก: หนูแดงตัวน้อย
 
บทนำ

เสียงดังกุกกักปลุกให้ผมต้องลืมตาตื่นหลังจากได้ยินเสียงนั้นดังอยู่พักใหญ่แล้ว หากทว่าพอเผยอเปลือกตาขึ้นเท่านั้น แสงสว่างจากด้านนอกก็พุ่งปะทะม่านตาผมทันที ทำให้ต้องหลับตาลงไปอีกครั้ง พร้อมกับความมึนงงที่ประเดประดังเข้ามาอีกระลอกใหญ่
ไม่ใช่แค่ความมึนงงอย่างเดียว แต่มีความพะอืดพะอมด้วย

อา... เมื่อคืนนี้ผมคงจะเมามากเลยล่ะสินะ

เมามากหรือไม่มากก็ไม่รู้ล่ะ ที่รู้ๆ คือภาพตัด ในภาษาบ้านๆ หมายความว่าเมาแรงมาก เสร็จปุ๊บทุกอย่างก็ดับวูบ จำไม่ได้แม้แต่ภาพสุดท้ายที่เห็นด้วยซ้ำ ที่รู้อย่างเดียวก็คือ ตอนนี้ผมทั้งปวดหัว ทั้งปวดตัว ปวดจนแทบจะขยับตัวไม่ไหว อยากจะนอนต่อเป็นที่สุด

แต่ก็ไม่ได้นอนเพราะเสียงกุกกักยังคงดังมาให้ผมได้ยินเรื่อยๆ จนผมชักจะรำคาญขึ้นมาตงิดๆ ตัดสินใจปรือตาขึ้นมอง เท่านั้นร่างของผู้ชายคนหนึ่งสวมกางเกงบ็อกเซอร์นั่งยองๆ อยู่บนพื้นข้างเตียงก็ปรากฏเข้าสู่สายตา พอม่านตาปรับให้คุ้นชินกับแสงได้ ผมก็เห็นใบหน้าของผู้ชายคนนั้นได้อย่างชัดเจน พร้อมกับคำถามที่พร่างพรายขึ้นมาในหัวเช่นกัน
หมอนั่นเป็นใครวะ?

ใครก็ไม่รู้ ที่รู้ๆ คือหมอนั่นนั่งต้มมาม่าด้วยหม้อหุงข้าวของผมอยู่ ผมเลยดันตัวขึ้นนั่ง ส่งเสียงร้องทักไป

“เฮ้ย”
คนถูกทักหันมาทันที ก่อนจะยิ้มให้ผม
“ไง ตื่นแล้วเหรอเหนือ”
รู้จักผมด้วยแฮะ แต่... หมอนี่เป็นใครวะ?
ไม่รู้จักจริงๆ ไม่ได้แกล้ง ไม่คุ้นหน้าเลยด้วยซ้ำ ผมเลยต้องถามออกไป
“นายเป็นใครน่ะ”
“เอ้า จำฉันไม่ได้เหรอ เต้ไง”
“เต้ไหน”
“เต้ที่เรียน ม.ใกล้ๆ ม.นายอะ เราเจอกันที่ผับเมื่อคืน จำไม่ได้เหรอ”

โอเค ตอนนี้ผมพอจะจับทางได้ละว่าหมอนี่มาอยู่ในห้องผมได้ยังไง คงจะเป็นผู้ชายที่ผมพากลับมาที่ห้องด้วยตอนเมาปลิ้นไร้สติแน่ๆ พแต่ผมก็ไม่ได้ตกใจอะไรเท่าไหร่ เพราะเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นกับผมบ่อยจนนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าจะไปกับเพื่อนหรือไปคนเดียว ผมก็จะพาคนที่ถูกใจในผับกลับมามีอะไรที่ห้องด้วยเสมอ

เมื่อคืนก็คงจะเช่นกัน แต่เมื่อคืนนี้คงจะเมาจัดถึงขนาดจำไม่ได้สักนิดเลยว่าเจอหมอนี่ตอนไหน ช่างมันเถอะ ไม่ได้สำคัญอะไรอยู่แล้ว

ผมทิ้งตัวนอนลงอีกครั้ง ก่อนความปวดเมื่อยจะปะทะเข้ามาอย่างจัง โดยเฉพาะบริเวณสะโพกและช่วงล่าง ผมเลยต้องเอ่ยปากถามอีกครั้ง

“เมื่อคืนนี้ฉันรุกหรือฉันรับ”
ที่ถามแบบนี้ก็เพราะผมเป็นเกย์โบทน่ะ เกย์โบทที่หมายถึงเป็นได้ทั้งฝ่ายรุกและฝ่ายรับนะถ้าไม่เข้าใจ

“รับ นายบอกว่านายอยากรับ ก็นายบอกเองนี่ว่านายเป็นเกย์โบทที่ชอบรับมากกว่าน่ะ” หมอนั่นตอบขณะเทมาม่าที่ต้มเสร็จแล้วลงถ้วย ก่อนจะยกไปนั่งกินที่โต๊ะอ่านหนังสือของผมราวกับเป็นห้องของตัวเอง

ผมก็ไม่สนใจนักหรอก หงุดหงิดขึ้นมานิดหน่อยตรงที่หมอนั่นทำรุนแรงกับผมเกินไปจนบั้นเอวปวดไปหมด แต่ก็เก็บอารมณ์เพราะผมคงจะเป็นฝ่ายเสนอเองจริงๆ หมอนั่นเลยทำถึงขนาดนี้

“กินเสร็จแล้วก็กลับไปซะนะ ฉันจะได้พัก”
“อืม” คนที่ชื่อเต้ขานรับโดยไม่หันมามองผมด้วยซ้ำ เอาแต่โซ้ยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเข้าปาก

ผมเองก็ไม่สนใจ ยกแขนขึ้นพาดดวงตา กะว่าจะหลับอีกรอบเพราะมึนหัวเหลือเกิน เกลียดอาการแบบนี้หลังเมาปลิ้นชะมัด ถึงจะรู้สาเหตุและพยายามจะไม่เมาเป็นบ้าเป็นหลัง แต่พอหลังสอบเสร็จทีไร ก็อดไม่ได้ที่จะปล่อยผีทุกที

เมื่อคืนก็เช่นกัน พอสอบปลายภาคเทอมหนึ่งของชั้นปีสี่ตัวสุดท้ายเสร็จปุ๊บ ผมก็พุ่งไปผับปั๊บโดยไม่รอถามเพื่อนสนิทอย่างยีนส์และกั้งเลยแม้แต่น้อย และแน่นอนว่าสองคนนั้นไม่ได้ไปด้วย ถ้าเกิดพวกมันไปด้วย ผมจะได้พาผู้ชายแปลกหน้ากลับมาที่ห้องอย่างนี้เหรอ

ว่าแต่พูดถึงยีนส์กับกั้งแล้ว... เหมือนเมื่อวานพวกมันจะบอกว่าวันนี้เป็นวันให้ไปเลือกที่ฝึกงานสำหรับวิชาฝึกปฏิบัติที่ต้องเรียนเทอมหน้านี่นา อาจารย์นัดห้าโมงเช้ามั้งถ้าจำไม่ผิด

“เต้ ตอนนี้กี่โมงแล้ว” คิดได้ ผมก็ร้องถามใครอีกคนทันทีโดยที่ยังคงนอนอยู่ท่าเดิม ก่อนที่เสียงทุ้มจะดังกลับมา
“สี่โมง”
สี่โมงเช้าสินะ ยังมีเวลานอนต่ออีกหน่อย งั้นเข้าไปสายหน่อยแล้วกัน
“สี่โมงครึ่งแล้วปลุกฉันด้วยนะ ฉันจะงีบสักหน่อย”
พอผมสั่ง เสียงตะเกียบกระแทกบนถ้วยเซรามิกเบาๆ ก็ดังขึ้นทันที ก่อนตามมาด้วยเสียงของเต้อีกครั้ง
“ยังจะนอนต่ออีกเหรอเหนือ นายนอนมาเป็นสิบชั่วโมงแล้วนะ ตื่นได้แล้วมั้ง กินข้าวกินปลาได้แล้ว เย็นแล้ว”
เดี๋ยว! เย็นแล้ว? หมายความว่าไง!?

ผมเด้งตัวผลุงขึ้นมาเลย มองหน้าเต้อย่างไม่เข้าใจด้วย ก่อนที่เต้ซึ่งกำลังมองหน้าผมอยู่เช่นกันจะคว้าโทรศัพท์ของตัวเองที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาชูหราให้ผมดู
“สี่โมงเย็น ไม่ใช่สี่โมงเช้า อย่าเข้าใจผิด”

ฉะ...ฉิบหาย! นี่กูนอนหรือตายวะเนี่ย!
อะไรก็ไม่รู้ล่ะ ผมได้ยินอย่างนั้นก็รีบคว้าโทรศัพท์โทรหาไอ้เพื่อนเวรสองคนนั่นทันที กะจะด่ามันโทษฐานที่ไม่โทรมาปลุกผมด้วย ทว่าพอผมกำลังจะกดโทรออกหายีนส์เพราะบันทึกเบอร์มันเป็นภาษาอังกฤษ ชื่อมันเลยขึ้นให้เห็นก่อนไอ้กั้ง สายเรียกเข้าของเจ้าตัวก็ฉายขึ้นมาบนหน้าจอเสียก่อน ให้ผมรีบกดรับอย่างรวดเร็ว

“ไอ้ยีนส์!” ผมตะโกนกรอกสายไปเลย
[ไอ้เหนือ ทำไมมึงไม่มาเลือกที่ฝึกงานวะ!] อีกฝ่ายก็กรอกเสียงหงุดหงิดใส่ผมเหมือนกัน ผมเลยยิ่งหงุดหงิดไปใหญ่
“กูต้องถามมึงมากกว่าว่าทำไมมึงปล่อยให้กูนอนเป็นตาย ไม่โทรมาปลุกแบบนี้!”
[กูกับกั้งโทรไปจนโทรศัพท์แม่งจะระเบิดแล้วเถอะ มึงไม่รับเลยสักสาย นอนกินบ้านกินเมืองจนฝั่งธนฯ หายไปครึ่งนึงแล้วเว้ยมึงอะ!]

พูดมาอย่างนี้ ผมก็ดึงโทรศัพท์ออกมาดูหน้าจอ
จะ...จริงด้วยแฮะ สายไม่ได้รับของมันสองคนขึ้นเป็นร้อยสายเลย ไม่ได้รับสักสาย เวรจริง ผมดันเปิดสั่นเอาไว้ก็เลยไม่ได้ยินน่ะ

“แล้วมึงได้เลือกที่ฝึกงานเผื่อกูมั้ยวะ” ผมดึงโทรศัพท์มาแนบหูอีกครั้งก่อนถามออกไป
[เลือกไม่ได้ อาจารย์ให้มาเลือกด้วยตัวเอง ห้ามเลือกให้กัน กูกับกั้งก็เลยเลือกไปด้วยกัน มึงก็ยังไม่มีที่ฝึกนั่นแหละ]

ได้ยินยีนส์พูดอย่างนั้น ผมก็ยกมือขึ้นลูบหน้า แผนการที่วางไว้ตั้งแต่ตอนต้นเทอมหนึ่งว่าจะไปฝึกงานกับพวกมันสองคนถึงกับสลายไปกับตา ให้ผมได้ครางออกมา
“เวรเอ๊ย แล้วเอายังไงดีล่ะวะทีนี้”
[ทำไงล่ะ มึงก็รีบไสหัวมาที่คณะสิวะ อาจารย์ยังไม่กลับ กูเห็นรถยังจอดอยู่ รีบมาเลือก วันนี้วันสุดท้ายแล้ว ไม่มีที่ฝึกงาน เดี๋ยวก็ไม่จบหรอกมึง]

ผมจึ๊ปากเล็กน้อย หัวเสียสุดกำลังที่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผน หัวเสียหนักจนพาลไปยังวิชาฝึกงานที่บ้าจี้ลงเรียนตามพวกเพื่อนเวรนั่นไปด้วย อันที่จริงคณะศิลปศาสตร์ เอกอังกฤษที่ผมเรียนอยู่เนี่ย มันไม่จำเป็นต้องฝึกงาน แต่ผมกับพวกเพื่อนๆ ดันเหลือวิชาบังคับที่ต้องลงอยู่ตัวหนึ่งซึ่งก็คือวิชาเอกในคณะ แล้วดันไอ้วิชาของเอกที่เปิดสอนในเทอมสองก็ดันไม่มีวิชาอื่นนอกจากวิชาฝึกภาคปฏิบัติ พวกผมอยากจบภายในกำหนดเลยจำเป็นต้องลง แต่ไม่ยักจะคิดว่าทุกอย่างจะลงเอยแบบนี้

แต่ตอนนี้ผมก็ไม่คิดอะไรมากแล้วล่ะ รีบพุ่งลงจากเตียงไปสวมเครื่องแบบโดยไม่สนใจล้างหน้าแปรงฟันแต่อย่างใด ความมึนงงจากการไม่สร่างเมาเต็มทีก็หายไปในพริบตาด้วย ปากก็ไล่เต้ที่กำลังยกถ้วยเปล่าไปล้างในห้องน้ำ
“ฉันจะเข้ามอ นายออกจากห้องฉันไปได้แล้ว”
“ครับๆ ตื่นมาก็ไล่เลยนะ”
ไล่สิวะ! มึงเป็นใครก็ไม่รู้ มามีอะไรกับกู กูยังจำไม่ได้เลยด้วยซ้ำว่าไปเจอกับมึงตอนไหน ยังไงก็ต้องไล่อยู่แล้ว!

เต้แต่งตัวเสร็จ ผมก็สั่งให้หมอนั่นเอาขยะไปทิ้งด้วยเพราะเหยียบไปเห็นถุงยางอนามัยที่ใช้แล้วอยู่ในนั้น ผมไม่เอาไปทิ้งเองหรอก ใครใช้ก็เอาไปทิ้งเถอะ พอคนแปลกหน้านั่นหายออกจากห้องผมไปได้ ผมก็พุ่งไปยังลานจอดรถใต้หอพัก บึ่งเข้ามหา’ลัยอย่างรวดเร็ว
 



ตึกคณะศิลปศาสตร์ยังคงเปิดอยู่ แต่ไม่มีพนักงานคนไหนทำงานอยู่แล้ว ทุกคนเริ่มทยอยกลับบ้านกันแล้ว จะมีก็แต่เพียงชายหญิงในชุดนักศึกษาคู่หนึ่งที่ยืนอยู่หน้าลิฟต์เท่านั้นที่รอการมาถึงของผม พอเห็นผมกึ่งวิ่งกึ่งเดินหน้าตาตื่นเข้ามา ผู้หญิงนั่นก็ดิ่งเข้ามาตบกะโหลกผมทันที

“ไงมึง เอาผู้ชายมานอนที่ห้องอีกล่ะสิถึงได้นอนไม่สนโลกอย่างนี้เนี่ย”
มันคือไอ้ยีนส์ เพื่อนสนิทของผมเอง เข้าใจผิดล่ะสิว่ามันคือผู้ชาย... หึ เปล่าเลย ผู้หญิงทั้งดุ้น ส่วนผู้ชายที่ยืนทำหน้านิ่งๆ ใส่แว่นเป็นเนิร์ด ผูกไทเต็มยศท่าทางปัญญาอ่อนนั่นก็ไอ้กั้ง เพื่อนสนิทของผมอีกคน และเป็นแฟนของยีนส์

“เอาคนมานอนด้วยมันไม่เกี่ยวกับนอนตื่นสายเว้ย เมาต่างหาก”
“ทั้งเมาทั้งมั่วเลยนะมึง”
“จะด่ากูอีกนานมั้ย กูจะขึ้นไปหาอาจารย์เนี่ย!” ผมเริ่มโวยวาย ยีนส์ก็เลยหยุดทำท่าจะเทศน์ผม พยักหน้าเป็นสัญญาณให้กั้งกดลิฟต์

จากชั้นหนึ่งถึงชั้นเจ็ดที่เป็นห้องพักอาจารย์ ช่วงระยะเวลาสั้นๆ ทำให้ผมอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ที่อึดอัดก็เพราะกลัวว่าจะไม่เหลือที่ฝึกให้ผมเลือก แล้วผมจะไม่ได้จบพร้อมพวกเพื่อนนี่แหละ

พอประตูลิฟต์เปิด ผมก็วิ่งสี่คูณร้อยไปยังห้องของอาจารย์ผู้รับผิดชอบการฝึกปฏิบัติทันที อาจารย์สาวใหญ่ซึ่งกำลังจะเก็บข้าวของออกจากห้อง เตรียมกลับบ้านถึงกับชะงักเมื่อผมเปิดประตูผางเข้ามาโดยไม่ได้ขออนุญาต

“อะ...อาจารย์ครับ” หายใจหอบด้วยความเหนื่อยด้วย
อาจารย์หรี่ตามองผมใต้กรอบแว่นสายตาหนาๆ ก่อนจะสวนกลับมา
“ครูกำลังรอคุณอยู่พอดี เห็นเมื่อเช้าไม่ได้มา อย่าบอกนะว่าคุณเข้าใจว่าครูนัดห้าโมงเย็น ไม่ใช่ห้าโมงเช้า?”

ผมได้แต่ยิ้มแห้งๆ ไม่กล้าบอกความจริง ก็ใครมันจะไปบอกล่ะ ให้บอกว่า ‘อ๋อ ที่ผมไม่มาเพราะเมาแล้วกลั้วอยู่กับผู้ชายอยู่น่ะครับ’ อย่างนี้น่ะเหรอ... เหอ บ้าไปแล้ว มีหวังได้ถูกเทศน์ตาย

“ผมไม่ค่อยสบายน่ะครับ” ผมก็เลยเลือกที่จะโกหกแทน

แต่อาจารย์ก็ดูรู้แหละว่าผมโกหก ก็ท่าทางผมไม่ได้ดูป่วยอะไรเลยนี่ มีแต่อาการเมาค้างเท่านั้น แถมกลิ่นเหล้าก็ยังคละคลุ้งอยู่บนตัวอยู่เลย ไม่ใช่แค่กลิ่นเหล้าด้วย กลิ่นบุหรี่ก็มี เรียกได้ว่าไอ้ที่ไปลุยมาเมื่อวานยังคั่งค้างอยู่บนตัวผมอย่างครบครัน

“ไม่สบายหนักสินะ กลิ่นละมุดหึ่งเชียว” อาจารย์ทักมาอีกให้ผมได้ยิ้มแห้งๆ ก่อนที่หล่อนจะทรุดนั่งบนเก้าอี้อีกครั้ง หยิบเอกสารบางอย่างออกจากกระเป๋า แล้วเรียกผมไปนั่งยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม “คุณมาช้า เลยไม่มีที่ฝึกงานให้คุณได้เลือกมากนัก เสียใจด้วยนะที่คุณไม่ได้ไปฝึกกับเพื่อน”

พูดจบก็เหลือบไปมองยีนส์กับกั้งที่เพิ่งเดินมาหยุดหน้าห้อง พวกนั้นยกมือไหว้อาจารย์เล็กน้อย ให้อาจารย์พยักหน้าแล้วพูดต่อ
“เพื่อนๆ คุณไปฝึกที่โรงเรียนเอกชนสหศึกษาที่กำแพงเพชร ครูรู้ว่าคุณอยากไปฝึกกับเพื่อน แต่ที่นั่นเค้ารับนักศึกษาไปฝึกงานแค่สองคน ก็เลยเลือกที่ใกล้ๆ ให้”

อาจารย์พูดประหนึ่งอ่านใจผมออก จริงๆ ไม่ได้อ่านใจออกหรอก แค่อาจารย์สนิทกับพวกผมมากเพราะเคยเรียนด้วยกันมาหลายปี หลายวิชาเลยรู้ว่าพวกเราสามคนสนิทกันดี

“ไม่เป็นไรครับ เอาที่ใกล้ๆ กันก็ได้ ผมโอเค” ผมตอบไปแบบนี้ ฝึกใกล้กันก็ยังดีกว่าไปกันคนละโยชย์ อย่างน้อยถ้ามีปัญหาอะไรก็จะได้บึ่งไปหากันได้
ทว่าอาจารย์ก็ทำให้ผมต้องใจหายวาบเมื่อขยับริมฝีปากขึ้น
“ใกล้ แต่คนละจังหวัดนะ จังหวัดใกล้ๆ กัน เพื่อนคุณไปฝึกที่กำแพงเพชร คุณไปฝึกที่พิษณุโลก”

แบบนั้นไปเรียกว่าใกล้แล้ว’จารย์! คนละจังหวัดแบบนี้ไม่ใกล้แล้ว! ห่างกันหลายสิบกิโลฯ เลยเถอะ!
แต่ไม่เป็นไร มีรถ ยังไงก็ขับไปหากันได้ ผมเลยพอสงบสติอารมณ์ได้ ถามกลับคืนไปแทน

“แล้วผมได้ไปฝึกที่ไหนเหรอครับ”
“ในพิษณุโลกมีที่ทางคณะไปติดต่อได้แค่ที่เดียว เป็นโรงเรียนเหมือนกันน่ะ ดังนั้นคุณกับเพื่อนก็จะไปฝึกงานในฐานะอาจารย์ฝึกสอนทุกคน”

เป็นอาจารย์ฝึกสอนก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่นัก ผมพอจะมีประสบการณ์การสอนพิเศษเด็กตามบ้าน ตามสถาบันกวดวิชามาบ้าง เลยพอจะโอเคกับตำแหน่งที่ได้รับ มันก็ดีกว่าการไปเป็นเด็กฝึกงานที่มีหน้าที่ถ่ายเอกสารอย่างเดียวแล้วกันล่ะวะถึงผมจะไม่ค่อยชอบสอนหนังสือก็เถอะ บอกตรงๆ เลยคือเกลียดเด็ก ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็กๆ หรือเด็ก ม.ปลาย ผมเกลียดทั้งนั้นแหละ เด็กเล็กก็งอแงน่ารำคาญ เด็กมัธยมก็ปีนเกลียว บางทีก็กวนตีน ผมเลยเกลียดหมด เกลียดแบบเหมารวม
“งั้นโรงเรียนที่ว่านี่ เป็นโรงเรียนเอกชนสหศึกษาเหมือนกันใช่มั้ยครับ” ผมถามไปอย่างนี้ก็เพราะเพื่อนทั้งคู่ของผมได้ไปโรงเรียนประเภทนั้น

หากแต่อาจารย์กลับส่ายหน้าพรืด
“เปล่า”
“เอ้า” ผมร้องออกมาทันใด สีหน้าสงสัยสุดๆ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นตะลึงงันเมื่ออาจารย์พูดออกมา
“โรงเรียนเด็กช่าง... วิทยาลัยเทคนิคบุญอนันต์”
“โหย ‘จารย์ ไม่เอาอะ โรงเรียนช่าง ผมไม่เอา” ผมครวญครางออกมาทันที

ที่ครวญครางเป็นเพราะพอจะเดาได้ว่าการฝึกงานมันจะต้องสาหัสสากรรจ์แน่ๆ รับมือเด็ก ม.ปลายยังง่ายกว่าเด็กช่างหลายขุม ถึงพวกมันจะกวนตีนแต่ก็อยู่ในระดับที่ผมปรามได้ แต่พวกเด็กช่างนี่คืออิมเมจไม่ดีอะ คิดภาพออกลางๆ เลยว่ามันจะต้องตีกันทุกวันแน่ๆ เมื่อไม่นานนี้ก็เพิ่งมีข่าวเด็กช่างโรงเรียนหนึ่งต่อยครูฝ่ายปกครองเข้าโรง’บาลไปด้วย ขืนผมไปฝึกงานที่นั่นแล้วพวกมันกวนตีนขึ้นมา แล้วพอผมไปปรามเข้า ผมโดนพวกมันกระทืบขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบ!

ทว่าอาจารย์กลับจ้องหน้าผมเขม็ง แล็วก็ยื่นใบสถานที่ฝึกงานมาตรงหน้า
“งั้นคุณก็เลือกเอาแล้วกันว่าถ้าไม่ไปที่นี่จะไปที่ไหน ที่เหลือก็เป็นพวกโรงเรียนบนดอยน่ะ”
ดอยจริงๆ ดอยมาก ชื่อโรงเรียนบ้านป่านกแลงี้ โรงเรียนห้วยอะไรสักอย่างอีก ดูท่าจะหนักกว่าวิทยาลัยเทคนิคบ้าบอคอแตกนั่นอีกด้วยซ้ำ
“ที่อื่นไม่มีอีกแล้วเหรอครับ”
“มี แต่คุณเพิ่งมา คนอื่นก็เลือกไปหมดแล้วน่ะสิ ตัดสินใจเอาว่าจะไปแค่ภาคเหนือตอนล่าง หรือจะไปบนดอย”

ตัดสินใจไม่ได้หรอกเว้ย! จะให้คนที่โตมากับแสงสีเมืองกรุงอย่างผมไปตักน้ำบาดาลอาบ หรือหาบน้ำมาเติมโอ่งแบบนั้น ผมก็ไม่เอาหรอก จะว่าสำอางก็เอาเถอะ แต่ตั้งแต่เล็กยันโต ผมมีแม่บ้านทำให้ทุกอย่างนี่หว่า จะไปลำบากทำมะเขือเผาอะไร แต่จะให้ไปที่โรงเรียนช่างนั่นก็ไม่เอาเหมือนกัน!

เห็นหน้าผมที่ทำเหมือนจะร้องไห้แล้ว อาจารย์ก็หัวเราะในลำคอออกมาเล็กน้อย ดึงใบเลือกที่ฝึกงานกลับไปแล้วก็ปลอบโยน

“ไม่ต้องห่วงหรอกคุณแสงเหนือ ถึงจะเป็นโรงเรียนช่าง แต่ก็เป็นเอกชน เด็กที่เข้ามาเรียนส่วนมากก็พวกบ้านมีเงินทั้งนั้นแหละ คงจะไม่เกเรให้คุณหนักใจเท่าไหร่ จะมีแต่คุณนั่นแหละที่น่ากลัวว่าจะเกเรกว่าเด็กนักเรียน” ตามมาด้วยเหน็บผมอีกต่างหาก
ผมก็ไม่ถือสาอะไรหรอกเพราะรู้ดีว่าผมเป็นนักศึกษาประเภทไม่ค่อยเข้าเรียนเท่าไหร่ เทอมนึงจะโผล่มาให้อาจารย์เห็นหน้าสักที ถ้าวิชาไหนไม่เช็คชื่อล่ะก็ ผมแทบจะไม่เข้าเรียนด้วยซ้ำ ไปผับบ่อยกว่าเข้าเรียนอีกต่างหาก แต่ถึงจะไม่เข้าเรียน ก็ต้องขอบอกก่อนเลยนะว่าผมกวาดเอมาเกือบทุกวิชา เห็นอย่างนี้ผมก็ไม่โง่นะครับ

ส่วนที่อาจารย์พูดเมื่อครู่ก็พอทำให้ผมคลายกังวลขึ้นมาได้บ้าง ทว่าก็ยังไม่พูดอะไร จนอาจารย์เป็นฝายถามอีกครั้ง
“ว่าไงคุณ ตกลงจะไปฝึกที่นี่มั้ย ถ้าไม่เอาที่นี่ก็ไปขึ้นดอยนะ”
ผมหันหน้าไปมองยีนส์กับกั้ง สองคนนั้นพยักหน้าเออออเป็นเชิงให้ผมตอบรับ ผมเลยพ่นลมหายใจออกมา ก่อนจะตอบรับอย่างจำนน
“ก็ได้ครับ ผมไปฝึกที่นี่แหละ”
“ดี งั้นคุณก็เตรียมตัวหาที่พักได้เลยนะ เดี๋ยวครูจะติดต่อไปทางนั้นให้ว่าจะส่งคุณไป ใกล้ๆ เปิดเทอมสอง คุณก็ไปที่นั่นเลย ไปล่วงหน้าก่อนหลายๆ วันก็ดี เดี๋ยวคุณจะเมาจนลืมวันลืมเวลาอีก” จบท้ายด้วยการแดกดันอีกจนได้ เรียกเสียงหัวเราะของยีนส์และกั้งได้เป็นอย่างดี ส่วนผมก็โอดครวญไปตามเรื่อง

“โธ่ อาจารย์ครับ ผมไม่ได้เมาทุกวันซะหน่อย”
“แต่ก็เกือบทุกวันใช่มั้ยครับ ครูรู้นะว่าเธอไปร้านเหล้าบ่อยกว่าเข้าเรียนอีก”
พูดมาอย่างนี้ ผมก็เถียงไม่ออกเลย ก่อนอาจารย์จะยุติบทสนทนาด้วยการเก็บเอกสารลงกระเป๋า แล้วเชิญพวกผมออกจากห้อง
“เสร็จเรื่องแล้วก็กลับไปพักผ่อนเถอะ ครูต้องไปจัดการเตรียมเอกสารประวัติของพวกเธออีก เดี๋ยวจะไม่ทันการ”

พูดจบ พวกผมก็ออกจากห้องพักอาจารย์ทันที ระหว่างลงลิฟต์ ผมก็ทำหน้าซังกะตายตลอด ไม่ใช่ว่าเป็นเพราะไม่ได้ไปฝึกกับพวกมัน แต่เป็นเพราะต้องไปโรงเรียนเด็กช่างที่ผมคิดไปไกลแล้วว่าต้องไม่ต่างจากขุมนรกแน่ ยีนส์ก็เลยยื่นมือมาแตะบ่าผมทันทีที่พวกเราก้าวเดินออกจากลิฟต์

“ไม่เป็นไรหรอกเว้ย แค่ฝึกคนละจังหวัดเอง กำแพงเพชรกับพิษณุโลกมันก็ไม่ได้ไกลกันมาก ขับรถชั่วโมงสองชั่วโมงก็ถึง”
กั้งพยักหน้าเห็นด้วยทันควัน ผมมองหน้าพวกมันแล้วพ่นลมหายใจพรืด
“ไม่ได้ซีเรียสเรื่องไม่ได้ฝึกงานกับพวกมึง แต่ซีเรียสตรงที่กูต้องไปรับมือกับเด็กช่างนี่แหละ พวกมันจะพกอีโต้มาเรียนกันหรือเปล่าวะ” พูดอย่างนั้นเพราะเคยเห็นข่าวออกบ่อยๆ ว่าพวกนักเรียนช่างพกอาวุธไปโรงเรียนไว้ป้องกันตัวเอง เลยคิดว่าโรงเรียนช่างที่อื่นก็คงไม่ต่างกัน

“มันจะเอามาหั่นหมูขายหรือไง มึงก็กังวลไม่เข้าเรื่อง” ยีนส์เริ่มย่นคิ้วละ ก่อนจะหยักยิ้มกวนประสาทออกมา “พวกมันต้องพกมีดสปาร์ตาเว้ย ไม่ใช่อีโต้ แบบฟันโชะเดียว เจี๊ยวมึงหายไรงี้”
“มึงนี่เป็นผู้หญิงแน่หรือเปล่าวะ พูดจงพูดเจี๊ยวกับผู้ชายคนอื่นได้หน้าตาเฉย แฟนมึงก็ยืนอยู่นี่เนี่ย” ผมบุ้ยปากไปทางกั้งที่ยังทำหน้านิ่งไม่แยแสกับคำพูดของแฟนตัวเองเล็กน้อย
“อย่างมึงน่ะไม่เรียกว่าผู้ชายหรอก” ยีนส์หัวเราะอย่างไม่สะทกสะท้าน

ผมเห็นก็ไม่อยากจะคุยกับพวกมันละ ยกมือขึ้นยีผมอย่างหัวเสีย ปากก็พึมพำไปด้วย
“กูว่ากูกลับไปนอนดีกว่า อยู่คุยกับพวกมึงแล้วประสาทจะกิน ไปละ” พูดจบก็หมุนตัวไปเลย ไม่รอล่ำลาด้วย
ยีนส์ก็ไม่ห้ามเพราะรู้ว่าผมเป็นพวกไม่ค่อยสนใจใครเท่าไหร่ แม้แต่เพื่อนสนิทเอง ผมก็ไม่สนใจด้วยนะบางที
หากแต่พอผมเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ฝ่ามือหนักๆ ก็แตะลงมาที่บ่าผม พอหันไปก็เห็นว่าเป็นกั้งที่เรียก

“อะไร” ผมชักสีหน้าใส่ด้วยรำคาญ ทว่าอีกฝ่ายทำหน้านิ่งใส่
“ก่อนไปที่นั่น เตรียมสนับมือไปด้วยก็ดี หรืออาวุธอะไรที่ใช้ป้องกันตัวเองได้ไปสักอย่าง”
ฟังแล้วผมก็ย่นคิ้วหนักเลย
“เอาไปทำไมวะ”
“กูได้ยินมาว่าเด็กโรงเรียนนั่นก็ร้ายไม่เบา ก่อนหน้าที่จะเลือกที่ฝึกงาน กูไปหาข้อมูลที่ฝึกทุกที่มาแล้ว ล่าสุดเห็นว่ามีข่าวท้องถิ่นของจังหวัดลงว่าเด็กโรงเรียนนั้นตีกับเด็กโรงเรียนช่างอื่นจนถึงตาย หาอาวุธติดตัวไปหน่อย อย่าไปฟังที่อาจารย์พูดมาก แกไม่ได้ลงพื้นที่กับเรา” กั้งพูดมาหน้าตาเฉย ให้ผมได้อ้าปากค้าง ก่อนมันจะเดินกลับไปหายีนส์ที่ร้องเรียกให้มันกลับหอ

มะ...มึงจะมาขู่ให้กูกังวลกว่าเดิมทำไมเนี่ย!

แล้วพวกมันก็เป็นฝ่ายทิ้งผมยืนอยู่ตรงนั้นแทน ส่วนผม ตอนนี้กังวลหนักละ แล้วคิดสภาพนะ คนที่เกลียดเด็กทุกช่วงอายุอย่างผมจะต้องไปเป็นอาจารย์ฝึกสอน แถมต้องไปเจอเด็กช่างที่มีแววว่าต้องกวนตีนแน่ๆ อีก โอย... รับรองเลยว่าเละ
ผมเนี่ยแหละเละ!

ถ้าไม่เมาเละเทะนะ มึงคงไม่ซวยได้ที่ฝึกงานเวรๆ แบบนี้หรอกไอ้เหนือ! เวรกรรมจริงๆ!

-----------------------------------------
บทนำมาแล้ว เป็นบทนำที่ยาวมาก 555
เป็นเรื่องแรกเลยค่ะที่เขียนให้นายเอกเป็นเกย์แต่เริ่ม เกย์โบทอีกต่างหาก กรั่กๆๆ
ตอนนี้ยังไม่ค่อยเกรียนมาก แต่ตอหน้าและหน้าเรื่อยๆ รับประกันว่าเกรียนหนักมาก แต่ไม่ถึงขั้นนังกวินทร์แห่งแก๊งเกรียนฯ นะคะ ขนาดนั้นก็เยอะไป ถึงขั้นบ้า ฮาาา
ตอนใหม่กว่าจะมาคงอีกหลายวันนะ อันนี้อัพสนองนี้ดเฉยๆ ขอเคลียร์ต้นฉบับเก่าก่อนเน้อ
 
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-02-2016 01:19:45 โดย NooDangzz »

ออฟไลน์ NooDangzz

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +212/-8
ชั่งใจ ครั้งที่ 1: เปิดภาคเรียน [1]

ไม่อยากฝึกงานเลย… ไม่อยากฝึก! ไม่อยากฝึกโว้ย!

ถึงจะไม่อยากฝึก แต่ผมก็มานั่งหัวโด่อยู่บนเตียงในห้องของหอพักแห่งหนึ่งใจกลางเมืองพิษณุโลกแล้วล่ะ ผมมาที่นี่ก่อนถึงเวลาเปิดภาคเรียนเทอมที่สองของวิทยาลัยเทคนิคฯ อะไรนั่นอาทิตย์นึงตามคำเสนอแนะของอาจารย์ผู้ดูแลวิชา

โอเค... จริงๆ คือตามพวกไอ้ยีนส์กับไอ้กั้งมาน่ะ เพราะโรงเรียนที่มันต้องไปฝึกงานเปิดเรียนก่อน พวกมันก็เลยขอให้ผมมาพร้อมกันไปเลย ประเด็นคือไอ้ยีนส์เสนอให้ผมขับรถไปส่งพวกมันก่อนด้วยจะไปพิษณุโลกก็ต้องผ่านกำแพงเพชรก่อน พูดง่ายๆ คือเป็นสารถีให้พวกมัน ผมเองก็ไม่อยากจะขับรถไปคนเดียวเหมือนกัน เลยยอมๆ ไป

แต่พอมาถึงที่แล้ว บอกเลยว่าคิดผิดถนัด!
แม่ง มาก่อนคือเหงาโคตรๆ มาหายใจทิ้งๆ ขว้างๆ แบบไร้เป้าหมายในชีวิตชัดๆ!

ผมเองก็ไม่รู้จะไปไหน สถานที่ใหม่ ผู้คนใหม่ๆ สำเนียงภาษากลางใหม่ที่จะเหน่อก็ไม่เหน่อ จะเหนือก็ไม่เหนือของคนที่นี่ ทำให้ผมไม่คุ้นชินกับที่นี่สักเท่าไหร่นัก มาอยู่ได้สามวันก็เอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องตลอด มีออกมากินข้าวกินปลาบ้างตอนหิว ดีที่หอพักที่ผมมาเช่าอยู่ในศูนย์การค้าแห่งหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายสยามฯ เลยหาของกินง่าย แค่ลงมาด้านล่างก็เจอร้านอาหารตามสั่งละ แต่ไอ้ศูนย์การค้านี่เป็นสยามฯ เวอร์ชันป่าช้านะ พูดง่ายๆ ก็คือเป็นแหล่งชอปปิงเสื้อผ้าที่แม่งไม่มีคนมาเดินเลย มีแต่พ่อค้าแม่ค้าเดินกันเอง จะมีคนพลุกพล่านหน่อยก็ช่วงเย็นที่เด็กมาเรียนพิเศษตามสถาบันกวดวิชาที่เปิดเป็นดอกเห็ดในละแวกนี้

ถึงจะมีเด็กนักเรียนพลุกพล่านตอนเย็นก็เท่านั้นแหละ ผมไม่ได้สนใจนักหรอก กินข้าวเสร็จก็ขึ้นห้องไปเก็บตัวอย่างเดียวเท่านั้น พวกยีนส์กับกั้งก็โทรมาถามไถ่บ้างว่าผมเป็นยังไง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นพวกมันมากกว่าที่เล่าเรื่องฝึกงานที่โรงเรียนสหฯ ให้ผมฟัง
‘มีแต่เด็กผู้หญิงทั้งนั้น ไม่กระชุ่มกระชวยเลยว่ะ ลูกคุณหนูทั้งนั้น’

นั่นคือคำบอกเล่าของยีนส์ ส่วนกั้งก็ไม่ได้มีปากมีเสียงอะไร บอกมาแค่ประโยคเดียวว่า ‘ตุ๊ดเด็กเยอะมาก’ เท่านั้น
แน่นอนแหละว่ามันก็โดนตุ๊ดเด็กเต๊าะเยอะมากเช่นกันจนไอ้ยีนส์ต้องประกาศตัวว่าเป็นแฟนกับมันถึงได้เพลาๆ ลงไปบ้าง
ก็นะ ไอ้กั้งน่ะ ถึงมันจะเป็นไอ้แว่นเนิร์ดหน้าตาย แต่จริงๆ มันก็หน้าตาดีอยู่ เสียอย่างเดียวตรงที่บ้าเรียน บ้าวิชาการจัดจนดูเหมือนประสาทไม่ค่อยดีเท่านั้น

กระนั้นก็ดูเหมือนการฝึกงานของพวกมันเป็นไปด้วยดี มีบ่นบ้างเหมือนกันว่า ผอ.กับพี่ซุปฯ หรืออาจารย์ภาคสนามที่ย่อมาจากคำว่า Supervisor หรือแปลว่าผู้ดูแลเนี่ย ค่อนข้างจะระเบียบจัดไปหน่อย ก็อย่างว่า โรงเรียนเอกชนชื่อดังประจำจังหวัดนี่นา ระเบียบเยอะหน่อยก็เป็นเรื่องธรรมดา

พูดถึงพี่ซุปฯ ...พี่ซุปฯ ของผมก็โทรมาหาผมแล้วเหมือนกัน เพิ่งโทรมาเมื่อเช้านี้เอง เป็นอาจารย์ของวิทยาลัยเทคนิคบุญอนันต์ที่ผมจะไปฝึกสอนนี่แหละ เธอชื่อว่าสายสมร เป็นอาจารย์ที่ฟังเสียงก็รู้แล้วว่าอายุอานามนี่รุ่นแม่ผม แต่เธอไม่ยอมให้ผมเรียกอย่างเคารพว่าอาจารย์ ทว่าให้ผมเรียกเธอว่า ‘พี่สมร’ ด้วยเหตุผลว่าเป็นพี่เป็นน้องอาจารย์เหมือนกัน ผมก็เออออไปงั้นแหละเพื่อความสะดวกต่อการต่อรองขอให้เซ็นอนุมัติผ่านการฝึกงานให้ผม

อ้อ วิชาฝึกงานคณะผมไม่มีการให้เกรดแหละ มีแค่ให้ว่าผ่านหรือไม่ผ่านเท่านั้น

ส่วนพี่สมรก็ดีครับ มีนัดแนะกับผมว่าวันแรกของการไปฝึกสอน เธอจะพาไปทำความรู้จักกับ ผอ.ของวิทยาลัยและคนอื่นๆ เพื่อฝากเนื้อฝากตัว และเสนอให้ผมไปเป็นอาจารย์ผู้ช่วยอาจารย์ที่ปรึกษาประจำแผนกช่างไฟของเธออีกเพื่อจะได้ง่ายต่อการดูแล อีกเหตุผลก็คือแผนกที่เธอดูแลอยู่มีนักศึกษาจำนวนน้อย เธอเลยคิดว่าผมน่าจะควบคุมเด็กช่างได้ง่าย

คงจะพอเดาออกจากน้ำเสียงผมที่ถามไม่หยุดเรื่องเด็กเกเรมั้ยล่ะสินะ ถึงได้จับผมไปอยู่ด้วย แต่ก็ดี ผมจะได้ไม่ต้องรับศึกหนักมาก เอ...รู้สึกว่าแผนกช่างไฟที่เธอเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาอยู่จะเป็นนักศึกษา ปวช.ปีสามมั้ง เห็นว่ามีอยู่ราวๆ หกสิบกว่าคนได้
นอกจากนั้นก็เสนอให้ผมสอนวิชาภาษาอังกฤษอีกด้วย เป็นวิชาที่ผมถนัดและดีอย่างที่ผมไม่ต้องเตรียมบทเรียนหรือเนื้อหาใดๆ เพราะอาจารย์ที่สอนประจำเตรียมแผนการสอนไว้หมดแล้ว แต่เธอลาพักคลอดลูกเป็นเวลาสองเดือน ผมมาพอดีก็เลยได้เสียบเข้าไปแทนที่ ผมก็เลยไม่ปฏิเสธ ตอบรับทุกข้อเสนอของเธออย่างว่าง่าย

ทว่า... พอถึงคืนวันก่อนเปิดเทอม ผมกลับมีอาการวิตกจริตขึ้นมา จะว่าไปแล้วเด็กช่างกว่าหกสิบชีวิตที่ต้องรับมือเนี่ย มันก็ไม่ใช่น้อยๆ นะ แถมยิ่งเธอบอกว่าในแผนกช่างไฟที่เธอดูแลอยู่ไม่มีผู้หญิงเลยสักคน ผมก็ยิ่งกังวลหนักเข้าไปใหญ่อีก
มันจะต้องเป็นแหล่งศูนย์รวมแว้นของจังหวัดแน่ๆ ไม่ใช่แค่แผนกช่างไฟนี่ด้วย ต้องเป็นทั้งโรงเรียน
ยิ่งคิดก็ยิ่งนอนไม่หลับ นอนดิ้นไปดิ้นมาตั้งแต่หัวค่ำยันเที่ยงคืน ดิ้นจนเหนื่อยก็เริ่มเพลีย ทีนี้เลยพอจะเคลิ้มๆ มาได้บ้าง
แต่...

พอเริ่มเคลิ้มใกล้จะหลับ เสียงผนังห้องถูกทุบดังปึงก็ดังมาให้ได้ยิน

ผมลืมตาขึ้นทันควัน ก่อนเสียงนั้นจะตามมาอีกหลายที คล้ายกับเสียงมีคนเอาถุงน้ำแข็งยูนิตมาทุบกับกำแพงอย่างไรอย่างนั้น
ทำไมผมถึงเดาว่าเป็นเสียงทุบถุงน้ำแข็งน่ะเหรอ? ก็มันไม่ได้มีแค่เสียงทุบน่ะสิ แต่มันมีเสียงอื่นตามมาด้วย

“บางระจันคืนพระจันทร์งามเด่น ฝนพร่างพรำฉ่ำเย็น เยี่ยมยุทธภูมิสงคราม!”

แม่ง เพลงเพื่อชีวิตดังทะลุกำแพงมาอย่างนี้ ตั้งวงกินเหล้ากันแน่ๆ แต่นี่มันเที่ยงคืนแล้วหรือเปล่าวะ เกรงใจห้องอื่นกันหน่อยเว้ย!
ผมหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อย ทว่าทำเป็นไม่สนใจเพราะเสียงทุบน้ำแข็งมันเงียบไปแล้ว มีแต่เสียงร้องเพลงนั่นแหละที่ดังมาให้ได้ยิน อีกเดี๋ยวมันก็คงจะเงียบไปเหมือนกัน

หากแต่...ผมคิดผิด
ไม่เงียบไม่พอ เสียงร้องดังขึ้นกว่าเดิมด้วย ตามมาด้วยเสียงเคาะหม้อไหจานชามเป็นวงดนตรีเต็มวงอีกต่างหาก
“บางระจัน! บางระจัน! บางระจัน! มิอาจยืนอยู่ถึงวันเพ็ญเดือนสิบสอง!”
พวกมึงนั่นแหละที่จะอยู่ไม่ถึงถ้าไม่หุบปากกันซะทีเนี่ย!

ผมเด้งตัวลุกจากเตียง หัวเสียสุดๆ ไปเลย ให้ตายเถอะ พรุ่งนี้จะต้องตื่นเช้านะ วันจันทร์อีกต่างหาก ไม่ทำงานทำการกันหรือไงฮะ! แล้วไอ้วันอื่นที่นอนตื่นสายได้ ทำไมพวกมันไม่มาตั้งวงกันวะ!
ลุกจากเตียงอย่างเดียวไม่พอ เดินไปหยุดตรงกำแพง ฟังเสียงร้องเพลงที่ไม่ต่างจากเสียงหมาฉี่ใส่สังกะสีอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจทุบกำปั้นลงบนกำแพงรัวๆ

ปึงๆๆ!

ได้ผล ไอ้ห้องข้างๆ เงียบปากไปครู่หนึ่ง เงียบทั้งเสียงร้องเพลง ทั้งเสียงเคาะชามไหกะละมัง แต่พอผมจะหันกลับมาทิ้งตัวนอนบนเตียงอีกครั้ง ก็มีเสียงดังขึ้นมาอีก

ปึงๆๆ!

เสียงทุบกำแพง... หน็อย กวนตีนนี่หว่า
ไม่ใช่แค่เสียงทุบกำแพงอย่างเดียวด้วย เสียงร้องเพลงก็ตามมา ดังกว่าเดิมอีกต่างหาก

“เพื่อผองเพื่อน กูจะสู้หลังชนฝา! เพื่อลูกเมีย กูจะสู้สุดใจกล้า! เพื่อพี่น้อง กูจะสู้สุดแรงล้า! เพื่อบ้านเมือง กูจะสู้จนสิ้นเลือดหยดสุดท้าย! ฮ่าๆๆ!”
ไม่ใช่เสียงร้องด้วยเถอะ เสียงตะโกน

จะตะโกนหาเตี่ยมึงเหรอไอ้ Alligator!
ด่าว่าสัตว์เลื้อยคลานที่ชอบลากไก่ไปกินในน้ำยังน้อยไป ผมทุบกำปั้นรัวกลับไปด้วยเถอะ!

ปึงๆๆ!

ฝั่งนั้นก็ทุบกลับมาเช่นกัน

ปึงๆๆ!

ทุบมา กูก็ทุบกลับเว้ย ไม่โกง!

ปึงๆๆ!

อีกฝั่งเงียบไป ผมก็เลยทุบรัวๆ แม่งเลย ให้รู้เลยว่าผมเอาจริง

ปึงๆๆๆๆ!

มีเรื่องก็มีเรื่องวะ จะได้ด่าแม่งไอ้พวกไม่เกรงใจชาวบ้านชาวช่องเนี่ย!

อีกฝั่งยังเงียบกริบเหมือนเดิม ไม่มีเสียงทุบกลับมา จะมีก็แต่เสียงตะโกนของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ลอยมาให้ได้ยินเต็มสองหู

“กวนตีนเหรอมึง! แน่จริงมึงทุบมาอีกทีสิเว้ย!”
ปึ้ง!

ตามมาด้วยเสียงดังอีกครั้ง คราวนี้ดังกว่าครั้งที่ผ่านมาเลย ประหนึ่งว่าไม่ได้ใช้กำปั้นทุบ แต่ใช้ฝ่าเท้า ผมสะดุ้งเล็กน้อย แล้วก็ต้องสะดุ้งหนักเมื่อง้างมือขึ้นเตรียมจะทุบกลับไป ทว่าอีกฝ่ายตะโกนขึ้นมาก่อน

“มึงทุบกลับมาอีกที กูจะบุกไปถึงห้อง แทงแม่งให้ไส้ไหลเลยสัด!”

อะ...ไอ้ที่ว่ามีเรื่องก็มีเรื่องเนี่ย ลืมๆ ไปซะเถอะนะ ขู่แทงกันขนาดนี้แล้ว พี่ก็ตั้งวงกันต่อไปเถอะครับ ผมไม่กวนละ
ผมเลยต้องเป็นฝ่ายถอยมาแทน ไม่ลืมปรี่ไปเช็คประตูด้วยว่าล็อคดีแล้วหรือยัง เดี๋ยวตอนมันโผล่มาจริงๆ มันจะเข้ามาได้ง่ายเกิน แต่โชคดีที่พวกมันไม่มา แค่เงียบไปครู่แล้วก็บรรเลงวงหมาฉี่ใส่สังกะสีขึ้นมาอีก ปล่อยให้ผมยีหัวตัวเองอย่างหงุดหงิด ทิ้งตัวลงนอนบนเตียง เอาหมอนปิดหู ทนฟังเสียงพวกมันร้องเพลงไปตลอดคืน

บ้าชะมัด... ไอ้หอเวรนี่ไม่มีคนดูแลเหรอวะ ดึกๆ ดื่นๆ ถึงได้ปล่อยให้พวกแว้นนี่ส่งเสียงรบกวนคนอื่นเนี่ย!
 



กว่าพวกแว้นข้างห้องที่ผมไม่เคยเห็นหน้าเลยสักครั้งจะหยุดร้องเพลงก็ปาเข้าไปตีสามเกือบตีสี่ แน่นอนว่าผมแทบไม่ได้หลับเลย มาหลับเอาตอนเช้ามืดได้งีบนึงก็ต้องตื่นเมื่อเสียงนาฬิกาปลุกดังตอนหกโมง จะไม่ตื่นก็ไม่ได้ ดันเป็นวันฝึกงานวันแรกอีก ผมก็เลยต้องสะโหลสะเหลไปแต่งเครื่องแบบนักศึกษาเต็มยศ ขับรถไปที่ฝึกงานในสภาพผีตายซาก

โชคดีที่การจราจรช่วงเช้าในตัวเมืองพิษณุโลกไม่น่าปวดหัวเท่ากรุงเทพฯ น่ารำคาญนิดหน่อยตรงที่มอเตอร์ไซค์เยอะ แต่ก็ถือว่าขับง่ายกว่าเมืองหลวงเยอะ ใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาที ผมก็มาถึงยังที่หมายแล้ว

วิทยาลัยเทคนิคบุญอนันต์ตั้งอยู่ใจกลางเมืองพิษณุโลกเลย ผมไม่รู้หรอกว่าแถวนี้เรียกว่าอะไร แต่เท่าที่เห็น เหมือนจะมีโรงเรียนมัธยมและวิทยาลัยอาชีวะตั้งอยู่แถวๆ นี้ด้วย

นักศึกษา ปวช.ในเสื้อช็อปสีครีมอ่อนหลายสิบชีวิตจอดมอเตอร์ไซค์รอไฟเขียวอยู่หน้ารถผมตรงแยกไฟแดงเพื่อจะขี่เข้าโรงเรียน บางคันก็อัดสอง บางคันก็อัดสาม ผมกวาดตามองแล้วก็ถอนหายใจ

นี่ต้องมาสอนหนังสือพวกแว้นนี่จริงๆ เหรอวะ ไม่อยากฝึกงานแล้วแฮะ ดร็อปเรียนดีมั้ยนะ จบช้ากว่าเพื่อนปีนึงก็ช่างมันเถอะ ไม่อยากฝึกอะ

ยังไม่ทันจะตัดสินใจได้ว่าจะดร็อปดีหรือไม่ดี ไฟเขียวก็ขึ้นมาแทนที่ไฟแดงแล้ว พอตำรวจจราจรตรงแยกโบกให้สัญญาณ แว้นเด็กช่างพวกนั้นก็บิดคันเร่งออกจากจุดสตาร์ททันที พอข้ามฝั่งไปก็เป็นเขตวิทยาลัย ผมถูกยามหน้าวิทยาลัยดักถามนิดหน่อยว่ามาทำอะไร พอบอกว่าเป็นนักศึกษาฝึกงานก็ถูกปล่อยเข้ามาแต่โดยดี ตอนนี้เองที่ผมเห็นว่านักศึกษาที่นี่จะต้องลงจากมอเตอร์ไซค์ที่หน้าโรงเรียน แล้วเข็นเข้ามาให้อาจารย์ฝ่ายปกครองกับอาจารย์ผู้ชายคนอื่นๆ ตรวจร่างกายว่าเอาอาวุธเข้ามาในโรงเรียนหรือไม่ จากนั้นถึงจะปล่อยให้ขับต่อเข้าไปยังโรงจอดรถ

ก็มีระเบียบเหมือนกันนี่หว่า นึกว่าจะกเฬวราก อาจารย์ไม่ใส่ใจซะอีก
ผมเหยียบคันเร่งไป มองไปก่อนจะเอารถเข้าไปจอด พอดับเครื่องปุ๊บ สายเรียกเข้าของอาจารย์ภาคสนามก็ดังขึ้นทันทีราวกับรู้ว่าผมมาถึงแล้ว

“ครับพี่สมร” ผมกดรับแล้วกรอกเสียงลงไป อีกฝ่ายก็กรอกเสียงกลับมา
[น้องเหนือใช่หนุ่มหล่อๆ ที่ขับเบนซ์หรือเปล่าคะ]
ผมกวาดตามองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นว่าลานจอดรถอาจารย์นี่จะมีรถเบนซ์คันไหนอีกนอกจากของผม ผมก็เลยตอบรับไป
“ใช่ครับ ผมเอง”

ตอบแค่นั้น เสียงเคาะหน้าต่างรถฝั่งที่ผมนั่งอยู่ก็ดังขึ้นเลย ผมสะดุ้งเฮือก หันไปก็เห็นผู้หญิงวัยกลางคนในชุดผ้าไทยสีเขียวอ่อนส่งยิ้มให้อยู่ พอลดกระจกลงปุ๊บ ฝ่ายนั้นก็วางโทรศัพท์ที่แนบหูลง ปากก็ทักผมด้วย

“พี่สมรเองค่ะน้องเหนือ”
“สวัสดีครับ” ผมรีบยกมือไหว้ ลงจากรถและล็อคเรียบร้อย พี่สมรก็ปราดตามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ตอนแรกไม่คิดว่าน้องเหนือจะหน้าตาดีขนาดนี้ เห็นในรูปจากเอกสารที่อาจารย์ทางนั้นส่งมาให้ดูไม่เท่าไหร่ พอมาเจอตัวจริง...โอ้โห นายแบบเลยนะเนี่ย”

ผมยิ้มรับคำชม ไม่เขินเท่าไหร่นักเพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมได้รับคำชมเรื่องหน้าตา ผมรู้ตัวแหละว่าตัวเองหน้าตาดี หน้าตาดีแบบไม่ศัลยกรรมด้วยนะ เรียกได้ว่าธรรมชาติพ่อแม่ให้มาสุดๆ ก่อนจะยกมือไหว้ขอบคุณไปที

“ขอบคุณครับ พี่สมรก็ยังสาวยังสวยเหมือนกันนะครับ” เพื่อคะแนนกับการฝึกงานแบบราบรื่น ยีนส์กับกั้งมันบอกมาว่าให้ชมๆ พี่ซุปฯ ไปถึงหน้าตาจะแก่คราวแม่ก็ตาม
พี่สมรยิ้มกว้างก่อนจะจับแขนผมเบาๆ “แหม ปากหวานตั้งแต่วันแรกเลยนะ แต่บอกไว้ก่อนเลยว่าชมพี่อย่างนี้ พี่ไม่ให้ผ่านง่ายๆ หรอกนะจ๊ะ รู้ทันน่า”
พูดมางี้ ผมก็ยิ้มแห้งเลย ยัยป้านี่อ่านออกสินะว่าผมคิดอะไรอยู่
“เดี๋ยวไปดูโรงเรียนกัน วันนี้น้องเหนือไม่ต้องทำอะไรมาก เป็นวันแรกก็ถือว่าแนะนำโรงเรียนก่อนแล้วกันเนอะ” พี่สมรพูดเองเออเอง ผมก็เออออห่อหมกไป

แค่แนะนำโรงเรียนอย่างเดียวก็ดี ผมเองก็ยังไม่พร้อมที่จะสอนหนังสือตั้งแต่วันแรกที่มาฝึกงานหรอก

ระหว่างทางที่เดินไปยังตึกเรียน พี่สมรก็อธิบายไปด้วยว่าแต่ละตึกแยกกันไปตามแผนก พวกนักศึกษา ปวช. ปวส. ถ้าเรียนแผนกเดียวกันก็เรียนตึกเดียวกัน ไม่มีห้องเรียนประจำ เพราะต้องเดินเรียนตามรายวิชา แล้วแต่ว่าแต่ละชั้นปีจะเรียนวิชาอะไร แล้วก็สลับๆ กันใช้ห้อง ผมเองก็เพิ่งสังเกตเห็นตอนนี้แหละว่าวิทยาลัยเทคนิคฯ นี่เป็นโรงเรียนขนาดกลาง ไม่ได้ใหญ่มาก มีอาคารเรียนไม่กี่อาคารถ้าเทียบกับโรงเรียนประจำจังหวัด นักศึกษาเองก็มีแค่พันต้นๆ พี่สมรบอกว่าเพราะเป็นเอกชน ค่าเทอมแพงเลยมีแต่ลูกหลานคนมีเงินเท่านั้นที่มาเรียน ส่วนพวกรายได้พอมีพอกินก็ไปเรียนวิทยาลัยเทคนิคฯ อื่นที่เป็นของรัฐ

ผมฟังแต่ก็ไม่ได้เข้าหูเท่าไหร่เมื่อพี่สมรพาเดินมายังสนามปูนซีเมนต์ซึ่งใช้เป็นที่เข้าแถวในตอนเช้า สายตาผมก็ปะทะเข้ากับบรรดานักศึกษาที่ต่างพากันแยกย้ายไปตามอาคารเรียน เท่านั้นความกังวลที่ต้องมารับศึกกับนักเรียนช่างในหลายวันที่ผ่านมาก็อันตรธานหายไปทันตา

โอ้...ละลานตามาก เด็กหนุ่มละลานตา ไม่ใช่เด็กหน้าตาแบบกากหมูด้วยนะ หน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มเน็ตไอดอลกันมากๆ ผิวงี้ขาวโบ๊ะตามสไตล์เด็กเหนือ บางคนก็ไม่ขาวหรอก คมเข้มไทยสไตล์ แต่ก็ถือว่าหล่อคมคายเหมือนกัน

สวรรค์...นี่มันสวรรค์ของไอ้เหนือชัดๆ!

ทุ่งดอกไม้บานคืออะไรรู้ได้ในตอนนี้ อารมณ์หวั่นใจในการเริ่มฝึกวันแรกหายไปทันตา โชคดีจริงๆ ที่มาเลือกฝึกที่นี่ โรงเรียนเอกชนลูกคนมีตังค์นี่ดีจริงๆ คุณชายกันทั้งนั้น

"เป็นไง พอไหวมั้ยล่ะน้องเหนือที่นี่น่ะ" พี่สมรถามขึ้นหลังจากที่เห็นผมยืนนิ่ง กวาดตามองบรรยากาศรอบข้างอยู่พักใหญ่
ผมหันกลับไปยิ้มกว้างแล้วพูดอย่างลืมตัว
"ไหวครับ นี่มันสวรรค์ของผม... เอ่อ ผมหมายถึงสวรรค์ของอาจารย์ฝึกสอนน่ะครับ"
ดีนะที่รีบแก้คำพูดทัน พี่สมรเลยไม่ได้เอะใจอะไร
"น้องเหนือชอบที่นี่ก็ดีแล้ว พี่ล่ะกลัวว่าเหนือจะไม่ชอบแล้วขอย้ายที่ฝึกแทบแย่แน่ะตอนแรกน่ะ"

แหม...จะย้ายได้ไงล่ะครับ เด็กหนุ่มกรุบกรอบเยอะเป็นแพขนาดนี้ ผมไม่ย้ายหรอกครับ
อยากจะพูดแบบนี้เหลือเกิน แต่เดี๋ยวพี่สมรจะตกใจเลยได้แต่คิดในใจ ก่อนพี่สมรจะแตะแขนผม

"งั้นเข้าไปข้างในกันเถอะ เดี๋ยวพี่พาไปพบ ผอ. จะได้แนะนำตัวกัน" พูดจบก็นำผมเดินนำไปยังอาคารตรงหน้าซึ่งเป็นอาคารวิชาการ ข้างกันเป็นอาคารของแผนกช่างไฟ

ทว่าพอผมกำลังจะก้าวเข้าไปในอาคารวิชาการ เสียงโวยวายของบรรดาเด็กหนุ่มๆ ก็ดังแว่วมาให้ได้ยิน ผมเงยหน้าขึ้นมองไปยังชั้นบนซึ่งเป็นต้นเสียง ก็พอจะจับทางได้ว่าเสียงนั้นมาจากชั้นบนของอาคารแผนกช่างไฟ ก่อนจะต้องเบิกตาโพลงเมื่อได้ยินเสียงของอะไรบางอย่างแตกดังตามมา

เพล้ง!

กระจกหน้าต่างแตก และตามมาด้วย...โต๊ะ
โต๊ะเล็คเชอร์หนึ่งตัวเพียวๆ บินลอยละลิ่วสู่เบื้องล่าง และตกกระแทกพื้นดังตึ้ง ทำเอาพี่สมรร้องอุทานลั่น

“อุ๊ย! แม่แหก!”
อะไรแหกก็ไม่รู้ล่ะ ที่รู้ๆ คือเด็กหนุ่มๆ ที่เดินอยู่แถวนั้นวงแตกฮือเป็นผึ้งแตกรัง ก่อนจะพากันเงยหน้ามองไปยังชั้นสี่ซึ่งเป็นชั้นบนสุดของอาคารหลังนั้นด้วย และตามมาด้วยเสียงดังอีกครู่ใหญ่ บ่งบอกให้รู้ว่าความโกลาหลบนนั้นทวีคูณมากขึ้นกว่าเดิม ส่วนผมเหรอ...ก็อ้าปากค้างไปเถอะ!

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันโว้ย!

ผมเดาไปแล้วว่าชั้นบนนั้นจะต้องมีเด็กทะเลาะกันแน่ๆ เพราะหลังจากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงเชียร์มวยดังกระหึ่ม
แม่ง ตีกันตั้งแต่วันเปิดเรียนวันแรกเลยเหรอวะ!?

ไอ้ทุ่งดอกไม้บานในตอนแรก ตอนนี้กลายเป็นทุ่งดอกไม้จันทน์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหงื่อกาฬไหลพราก ก้อนเนื้อในอกด้านซ้ายเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ ความกังวลย้อนกลับมาหาผมอีกครั้ง ผมเลยรีบหันไปทางพี่สมรที่ลูบอกตัวเองให้หายตกใจทันที แต่ยังไม่ได้ส่งเสียงพูดอะไรสักแอะ พี่สมรก็ส่งยิ้มให้ พลางแตะบ่าผมเบาๆ

"เรื่องปกติน่ะน้องเหนือ เดี๋ยวก็ชิน"
ชินบ้าชินบออะไร! กลับกรุงเทพฯ ตอนนี้เลยได้มั้ย!?

ไม่ใช่แค่โต๊ะบินด้วยตอนนี้ ไอ้เด็กกลุ่มที่ตีกันเมื่อครู่ก็วิ่งกรูกันลงมาข้างล่าง... ไม่สิ ต้องเรียกว่าเด็กสองคนวิ่งหนีเด็กผู้ชายคนหนึ่งหน้าตั้งมาต่างหาก เด็กพวกนั้นมีสภาพใบหน้าฟกช้ำ มุมปากแตก หัวก็โน ดูก็รู้เลยว่าเพิ่งโดนต่อยมาหมาดๆ พอวิ่งมาเจอหน้าพี่สมรปุ๊บ ก็รีบวิ่งเข้ามาหาแล้วหลบหลังพี่สมรทันที

"'จารย์ครับ ช่วยพวกผมด้วยครับ มันเอาอีกแล้ว!"

'มัน' ในที่นี้คือเด็กผู้ชายรูปร่างสูงข้างหลังนั่นแหละ กะจากสายตา หมอนั่นน่าจะสูงราวๆ สักร้อยแปดสิบต้นๆ หากแต่ผมยังไม่ทันจะได้มองเห็นหน้าเด็กนั่นชัดๆ พี่สมรก็โพล่งเสียงแหลมขึ้นมาก่อนแล้ว

"ไอ้ตัวแสบ! หยุดรังแกเพื่อนเดี๋ยวนี้!"

เด็กนั่นเบรคเอี๊ยด มองหน้าพี่สมรอย่างขุ่นเคือง ก่อนจะชี้หน้าพวกที่หลบอยู่ข้างหลังผู้หญิงวัยกลางคนอย่างเอาเรื่อง
"เห็นแก่ป้าหมอน กูจะปล่อยพวกมึงไปก่อน ครั้งหน้าอย่าซ่าอีกนะ!" พูดจบก็เดินหันหลังกลับประหนึ่งเห็นพี่สมรเป็นหัวหลักหัวตอ เพื่อนหมอนั่นที่ตามหลังมาก็ร้องเฮให้กับชัยชนะแล้วก็พากันแห่กลับเข้าไปในอาคาร

พี่สมรถอนหายใจ พึมพำพอให้จับใจความได้ว่า ‘ไอ้เด็กพวกนี้นี่มันจริงๆ เลย เอาตั้งแต่วันแรก’ ก่อนเหลือบมามองผมที่ยืนหน้าซีดกับสิ่งที่เห็นอยู่เล็กน้อย แล้วก็พูดขึ้นมาอีกพลางอมยิ้ม

"เดี๋ยวก็ชินนะคะน้องเหนือ เดี๋ยวก็ชิน"
ชินโพ่ง! กูจะกลับกรุงเทพฯเดี๋ยวนี้! ณ บัดนี้!
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-02-2016 01:23:59 โดย NooDangzz »

ออฟไลน์ NooDangzz

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +212/-8
ชั่งใจ ครั้งที่ 1: เปิดภาคเรียน [2]

ถึงจะคิดอย่างนั้นก็กลับตอนนี้ไม่ได้ นอกจากให้พี่สมรพาไปแนะนำตัวกับ ผอ.เท่านั้น พอแนะนำตัวกับ ผอ.เสร็จ การแห่ไปสวัสดีและฝากเนื้อฝากตัวกับอาจารย์ทุกคนในแผนกช่างไฟก็เริ่มต้นขึ้น

ผมยกมือไหว้คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ ปากพูดว่า ‘สวัสดีครับ ฝากตัวด้วยนะครับ’ มากกว่าสิบครั้งเห็นจะได้ กว่าจะเสร็จก็เล่นเอาปาไปเกือบชั่วโมง ซึ่งได้เวลาเข้าแถวเช็คชื่อตอนเช้าพอดี

พี่สมรอธิบายคร่าวๆ ว่าที่นี่จะมีการเข้าแถวเคารพตอนเช้าเหมือนโรงเรียนอื่นตามปกติ แล้วก็มีการอบรมจากอาจารย์ฝ่ายปกครองเล็กน้อย ซึ่งผมฟังๆ ดูแล้วก็เป็นเรื่องการยกพวกไปตีกับโรงเรียนอื่น เรื่องระเบียบวินัยอะไรเทือกนี้นั่นแหละ หลังจากนั้นถึงจะให้พวกเด็กๆ แต่ละแผนกเช็คชื่อกันเองตามแผนกใคร แผนกมัน ชั้นปีใคร ชั้นปีมัน

จังหวะที่เช็คชื่อนี้เองที่พี่สมรลากผมไปแนะนำตัวกับเด็กๆ แผนกที่ผมต้องไปฝึกสอน ผมมาหยุดยืนหน้าแถวซึ่งมีเด็กผู้ชายกว่าหกสิบชีวิตนั่งเรียงรายกันอยู่แล้วก็ตัวเกร็งขึ้นมาฉับพลันเมื่อเด็กพวกนั้นจ้องหน้าผมเขม็งทันทีที่พี่สมรพูดขึ้น

“เอ้า ไอ้พวกตัวแสบ นี่อาจารย์แสงเหนือนะ เป็นอาจารย์ฝึกสอนที่มาจากกรุงเทพฯ จะมาเป็นผู้ช่วยของครู แล้วก็อาจารย์สอนภาษาอังกฤษของพวกเธอ มาแทนอาจารย์เก๋ชั่วคราวประมาณสองเดือน”
อาจารย์เก๋ที่ว่านี่คงจะเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษที่ลาพักไปคลอดลูกนั่นแหละ

แต่นั่นก็ไม่ได้สำคัญสำหรับผม นอกจากพยายามทำตัวเฟรนด์ลี่ด้วยการทักทายเด็กพวกนั้นด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ
“สวัสดีครับ พี่เหนือนะครับ จะเรียกว่าอาจารย์เหนือหรือพี่เหนือก็ได้ ตามสบายเลยนะ”

เงียบ... ไม่ได้รับสัญญาณแห่งความสนใจจากเด็กพวกนั้นตอบกลับมาสักนิด พวกมันยังเอาแต่มองผมด้วยอารมณ์แบบว่า ‘ไอ้กร๊วก พล่ามไรของมึง’ ผมเลยยิ่งทำหน้าไม่ถูก พร้อมกับความรู้สึกบางอย่างที่ชัดเจนขึ้นมาในใจด้วย

กะ...กลัว กูกลัวไอ้เด็กพวกนี้
กลัวจริงๆ ไม่ได้โกหก ถึงหน้าตาเด็กพวกนั้นกว่าครึ่งจะดูดีไร้พิษภัยก็เถอะ แต่คือสัมผัสได้จากสายตาประหนึ่งหมาบ้านี่แหละที่ทำให้ผมรู้ว่าพวกมันไม่อยากจะรู้จักมัดจี่กับผมสักเท่าไหร่นัก ผมเลยได้แต่ยืนเกร็งๆ ไม่รู้จะวางตัวยังไงดีไปพักหนึ่ง และเกร็งหนักขึ้นไปอีกเมื่อมีอาจารย์ผู้ชายคนหนึ่งซึ่งผมจำได้ดีว่าชื่ออาจารย์ดิเรก เป็นอาจารย์ฝ่ายปกครองและเป็นคนที่พูดอบรมหน้าเสาธงเมื่อกี้เดินเข้ามาหาพี่สมร

“อาจารย์สมรครับ ผอ.เชิญอาจารย์ไปสอบถามเรื่องโต๊ะบินจากแผนกอาจารย์น่ะครับ ขอรบกวนหน่อย”
พี่สมรที่กำลังจะเช็คชื่อนักศึกษาชะงักไป พยักหน้าตอบรับก่อนจะยื่นใบรายชื่อนักศึกษามาให้ผม
“น้องเหนือช่วยเช็คชื่อให้พี่ที เดี๋ยวพี่มา”

อะ...เอ้าป้า! เดี๋ยวสิป้า! เดี๋ยว!

เดี๋ยวบ้าอะไร เดินดิ่งไปนู่นแล้ว ผมถือใบรายชื่อนักศึกษาพลางอ้าปากค้าง มือสั่นเทาขึ้นมาอย่างทำอะไรไม่ถูกเมื่อเหลือบมาเห็นสายตากว่าหกสิบคู่จับจ้อง
กะ...กูจะโดนแดรกมั้ย

โดoมั้ยไม่รู้ ที่รู้ก็คือมีไอ้บ้าที่ไหนสักคนตะโกนขึ้นมาแล้ว

“เฮ้ย เช็คชื่อสักทีสิ จะได้ขึ้นเรียน”
ไอ้บ้านั่นก็คือไอ้เด็กเวรสูงโย่งที่โยนโต๊ะพุ่งทะลุหน้าต่างแล้วไล่กวดเพื่อนร่วมแผนกลงมานั่นแหละ ผมมองไปยังเด็กนั่นที่นั่งขัดสมาธิเอียงคอมองหน้าผมอย่างเอาเรื่อง ตอนนี้เองที่ผมได้เห็นหน้าเด็กนั่นชัดๆ

เหย...หล่อเหมือนกันนี่หว่า หน้าตาแบบลูกคุณหนู มาดคุณชายมาก ไม่มีวี่แววว่าจะเป็นเด็กเกเรสักนิด สเป็คไอ้เหนือชัดๆ เห็นแล้วอยากจะสูบบุรุษเยาว์วัยขึ้นมารางๆ

“เอ้าๆ มอง จะเช็คมั้ยเนี่ยฮะชื่อเนี่ย!”
เด็กนั่นตะโกนขึ้นมาอีก ผมเลยได้สติ รีบคว้าปากกาจากกระเป๋าเสื้อขึ้นมาทันใด
“งะ...งั้นจะเช็คชื่อแล้วนะครับ สะ...สมชาย”

ตามมาด้วยเรียกชื่อนักศึกษาในใบรายชื่อขึ้นมา ชื่อแรกๆ แม่งก็อ่านง่ายดีอยู่หรอก แต่พอผ่านไปสักสิบชื่อ ชื่อก็เริ่มเพิ่มความพิสดารมากขึ้น อ่านยากมากขึ้นด้วย จนผมที่อ่านตะกุกตะกักอยู่ตอนแรก อ่านตะกุกกะกักขึ้นไปใหญ่ เรียกได้ว่าชั้นปีสามของแผนกอื่นเช็คชื่อเสร็จ ทยอยขึ้นอาคารเรียนไปแล้ว ผมยังเช็คชื่อไม่ถึงครึ่งเลย

และเพราะความชักช้า กอปรกับชื่อที่ไม่คุ้นก็ทำให้เด็กเวรนั่นว่าเสียงดังขึ้นมาอีก

“อะไรของ’จารย์วะ แค่อ่านชื่อนักเรียนมันยากขนาดนั้นก็ให้นักเรียนด้วยกันเองอ่านไป!”
คนอื่นๆ ร้องเห็นด้วยขึ้นมากันเซ็งแซ่ ผมทำหน้าไม่ถูกเลย เห็นแต่เด็กนั่นทำหน้าไม่พอใจ ขณะที่มีเด็กผู้ชายหน้าตาน่ารักซึ่งนั่งข้างๆ สะกิดมันเป็นพัลวัน ปากขยับให้พอจับใจความได้ด้วยว่า ‘ใจเย็นๆ สิ นั่นอาจารย์นะ’

แต่ถามว่าเด็กเวรนั่นฟังมั้ยล่ะ หึ...ไม่ ไม่ฟังอย่างเดียวไม่พอ หันไปพยักหน้าเรียกเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ อีกฝั่งด้วย
“ไปจัดการซิหัวหน้าแผนก”

เท่านั้น เด็กผู้ชายร่างยักษ์ใหญ่มหึมา ผิวดำเกรียม หน้าเหี้ยมอย่างกับลูกพี่แก๊งโจรในหนังไทยก็ลุกออกจากที่ ตรงเข้ามาหาผมทันที มาหยุดตรงหน้าผมได้ก็ยื่นมือมาขอใบรายชื่อจากผม เห็นหน้าตาดุดันกับรูปร่างกำยำยิ่งกว่าบัวขาวของมันแล้ว ผมก็ไม่รอช้า รีบส่งให้ทันทีก่อนที่จะโดนก้านคอ

ทว่าในจังหวะที่ผมส่งใบรายชื่อให้นั้น นักศึกษาคนหนึ่งที่นั่งอยู่แถวหน้าก็โพล่งขึ้นมาให้ได้ยิน
“ให้ไอ้ไม้เช็คชื่อแต่แรกซะก็สิ้นเรื่อง”

น้องชายบัวขาวชะงักมือที่จะรับใบรายชื่อจากผมทันควัน หันขวับไปมองเพื่อนร่วมแผนกคนนั้นก่อนจะพุ่งไปกระชากคอเสื้ออีกฝ่ายด้วยความเร็วแสง ผมเห็นภาพนั้นก็ตกใจแรงมาก รู้ตัวอีกทีก็ได้ยินเสียงของอีกฝ่ายดังเข้าหูแล้ว

“ไม้ป้อคิงหยัง ฮาบอกฮื่อฮ้องว่ามาย์ งามจะอี้ฮ้องไม้ เดี๋ยวฮายอกปากแตก (ไม้พ่อมึงสิ กูบอกให้เรียกว่ามายด์ สวยขนาดนี้เรียกว่าไม้ เดี๋ยวกูต่อยปากแตก)”

ผมชะงักงันไปทันควัน
สะ...เสียงไม่ห้าว แต่แหลมเล็กประหนึ่งดัดเสียง
ตะ...ตุ๊ดนี่หว่า

ตุ๊ดไม่พอ แม่งอู้กำเมืองด้วย ส่วนไอ้คนที่โดนกระชากคอเสื้อให้ยืนขึ้นก็ไม่ยอมให้ถูกกระชากฝ่ายเดียว ปัดมืออีกฝ่ายออก ทำหน้าไม่พอใจ ปากก็ร้องหาเรื่องทันที

“ไอ้เวรนี่! ทำแบบนี้หาเรื่องนี่หว่า!”
“ก่อคิงมาฮ้องว่าไม้เยี้ยะหยัง ไค่ต๋ายกา! (ก็มึงมาเรียกกูว่าไม้ทำไมล่ะ อยากตายหรือไง!)”
“เฮ้ยๆ! มากไปแล้วไอ้ตุ๊ด!”

คนอื่นๆ ที่เป็นเพื่อนฝ่ายที่ถูกกระชากเสื้อลุกพรึ่บขึ้นมาทันทีที่เห็นว่ากำลังจะมีเรื่อง คนที่ตัวใหญ่กว่าอย่างไม้... เอ่อ...น้องมายด์ถึงกับชะงักเมื่อถูกชายหนุ่มรุมล้อมเตรียมกระทืบ หากแต่แค่น้องนางชำเลืองตามองไปยังในแถว ไอ้เด็กเวรที่เป็นคนสะกิดให้ออกมาก็ลุกพรวดมา ตรงเข้ามาผลักคนที่ทำท่าจะเข้ามาทำร้ายเพื่อนตัวเองออก แล้วเสนอหน้าเข้าไปยืนแทนจุดที่น้องมายด์ยืน

“พวกมึงอยากโดนเหมือนไอ้พวกนั้นใช่มะถึงได้มีปัญหากับเพื่อนกูเนี่ย”
“ถอยไปเลยไอ้ธาร ไม่เกี่ยวกับมึง”
“เรื่องของเพื่อนกูก็คือเรื่องของกู ไม่เกี่ยวก็ต้องเกี่ยวเว้ย!”

ไม่ทันไรมันก็ผลักกันอีกแล้ว ผลักกันไป ผลักกันมาจนเค้าความโกลาหลเพิ่มขึ้น ผมที่ยืนหัวโด่อยู่ก็ทำอะไรไม่ถูกหนักเข้าไปใหญ่ ก่อนจะร้องลั่นเมื่อเด็กที่ชื่อว่าธารอะไรนี่ถูกผลักมาโดนผมซึ่งยืนอยู่ด้านหลัง

“โอ๊ย!...นะ...นี่ อย่าทะเลาะกัน” เตือนพวกมันไปด้วยในฐานะอาจารย์ฝึกสอนที่เพิ่งจะสำเหนียกได้เมื่อกี้ว่าเป็นตำแหน่งตัวเอง
หากแต่ไอ้เด็กนั่นหันมามองผมตาขวาง แล้วผลักอกผมเบาๆ
เบาของมันคือผลักกระเด็นเหมือนกันนะ

“ถอยไปยืนอยู่มุมๆ เลย’จารย์ เดี๋ยวโดนลูกหลง”
“นี่! บอกว่าอย่าทะเลาะกัน ได้ยินมั้ยเนี่ย...” ผมพยายามจะห้ามอีก ห้ามแบบกล้าๆ กลัวๆ แหละ

แต่พอสิ้นเสียงปุ๊บ ไอ้น้องมายด์ก็หันมามองผมด้วยใบหน้าถมึงทึง ผมชะงักขาที่จะก้าวเข้าไปห้ามทันที ใจเต้นตึกตัก กลัวว่าจะถูกมันผลักด้วยอีกคน ทว่าผิดคาด เด็กนั่นไม่ได้ผลักผม เดินเข้ามาคว้าข้อมือแล้วลากออกไปจากวงล้อมมาคุนั่นทันที
“มามอบตี้น้องเพี้ยะอ้ายเหนือ ปู้นมันตราย เดี๋ยวหน้าหล่อๆ ของอ้ายจะโดนลูกหลง ปล่อยหื้อธารจั๊ดก๋านไปเต๊อะเจ้า (มาหลบกับหนูตรงนี้เถอะค่ะพี่เหนือ ตรงนั้นอันตราย เดี๋ยวหน้าหล่อๆ จะโดนลูกหลง ปล่อยให้ธารจัดการไปเถอะค่ะ)”

“แต่...”
“มันเป๋นเรื่องธรรมดาเจ้าอ้ายเหนือ ใจจุ้มๆ สักกำก็เกยละ (เรื่องปกติค่ะพี่เหนือ ใจร่มๆ เดี๋ยวก็ชิน)”

พูดยังไม่ทันจะจบเลย ไอ้น้องมายด์ก็โพล่งขึ้นมาอีก ผมก็แปลได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ก็พอเข้าใจว่าหมายความว่าอะไร และทันทีที่สิ้นเสียงตุ๊ดยักษ์นั่น เด็กพวกนั้นก็พุ่งเข้าหากันพร้อมกับหมัดที่รัวใส่กันอย่างไม่บันยะบันยัง เด็กคนอื่นๆ ก็กรูขึ้นมาทั้งห้ามเพื่อน ทั้งร่วมวงวุ่นวายไปหมด คนที่ไม่ได้ร่วมวงก็ส่งเสียงเชียร์กันไปเรื่อย

ผมนี่ยืนเหวอไปเลย ไม่รู้จะทำยังไง โชคดีที่ต่อยกันไปได้ไม่นาน เหล่าอาจารย์คนอื่นๆ ก็วิ่งเข้ามาห้ามได้ทัน ไม่เว้นแม้แต่พี่สมรที่วิ่งกลับมาหน้าตาตื่น พร้อมกับร้องถามผมเสียงลั่น

“เกิดอะไรขึ้นเนี่ยน้องเหนือ ทำไมแค่เช็คชื่อถึงได้วุ่นวายขนาดนี้!”
“พี่สมร...” ผมหันไปมอง ทำหน้าจะร้องไห้ทันควัน “ผะ...ผมอยากกลับกรุงเทพฯ แล้ว ไม่ฝึกแล้ว! ไม่เอา!” ตามมาด้วยการโอดครวญทันใด

สวรรค์สะเหวินบ้าอะไร ไอ้โรงเรียนเด็กช่างนี่มันนรกชัดๆ เลยโว้ย!
---------------------------------

กะว่าอีกหลายวันจะเอาตอนที่1มาเสิร์ฟ แต่วันนี้ไม่ได้อัพนักเขียนอุเคะก็เลยเอาเรื่องนี้มาปล่อยก่อน ตอนแรกนี่ พี่เหนือก็โดนรับน้องจากนักเรียนเลย 555 แก๊งเพื่อนพี่เหนือแต่ละคนนี่คิดว่าถุดถุยแล้วนะ แก๊งน้องธารนี่ถุดถุยกว่าอีก หนูแดงชอบน้องมายด์ (ไม้) มากเป็นพิเศษ เขียนนางแล้วรู้สึกว่านางฮา กร๊ากกก

แก๊งน้องธารมีทั้งหมด 4 คนนะคะ มีน้องธาร น้องหน้าตาน่ารักที่นั่งข้างน้องธาร (รายละเอียดยังไม่เปิดเผย) น้องมายด์ (ไม้) แล้วก็อีกคนที่ยังไม่โผล่มา แต่เดี๋ยวก็ใกล้ละ ตอนหน้านี่แหละ

คุยเรื่องชื่อเรื่องนิดนึง จะเห็นว่าหนูแดงใช้คำว่า ช่างใจ ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าเขียนให้ถูกต้องมันต้องเขียนว่า ชั่งใจ นะคะ แต่เนื่องจากว่าหนูแดงเล่นคำค่ะ ช่างใจรัก ก็มาจาก (เด็ก)ช่างใจรัก นั่นเอง ส่วนชั่งใจที่หมายความว่าโลเล คิดไม่ตกนี่ก็มีความหมายกับสถานการณ์หลักในเรื่องเหมือนกัน ยังไม่เฉลยนะว่ามีความหมายยังไง ไว้ตามอ่านกันน้า

ปล. อ่านแล้วส่งฟีดแบ็กกันได้นะคะ ตั้งแต่เขียนนิยายวายมา นี่เพิ่งเป็นเรื่องแรกที่หนูแดงเขียนแนวนักเรียน-มหา'ลัยเลยนะ รู้สึกแปลกใหม่สำหรับตัวเอง ฮาา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-02-2016 01:26:24 โดย NooDangzz »

ออฟไลน์ day9day

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2182
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +284/-9
กำลังลุ้นมากขึ้นเรื่อยๆ
รอตอนต่อๆไปนะครับ
เป็นกำลังใจให้คนแต่งนะครับ

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3442
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
นี่ซินะคะที่ว่าจะมีหนึ่งหนุ่มที่ไม่ใช่สวรรค์ของสาววาย นางคือน้องมายด์นี่เอง น่ารักค่ะถึงเพิ่งออกมาแต่เรารู้สึกว่านางต้องมีบทเยอะแน่นอนชอบนางนะคะ จะรอคุณครูเหนือว่าจะจัดการเด็กแสบพวกนี้ยังไงให้อยู่มือต่อไปนะคะ

ออฟไลน์ tiew93

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 659
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0

ออฟไลน์ ♥lvl♀‘O’Deal2♥

  • หานิยายถูกใจยากจัง!
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2721
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +176/-4

ออฟไลน์ ice.sp0211

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0

ออฟไลน์ boobooboo

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 750
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-2

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ NooDangzz

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +212/-8
ชั่งใจ ครั้งที่ 2: อาจารย์ฝึกสอน[1]

วันนั้นทั้งวัน เด็กในแผนกที่ผมมาฝึกสอนเลยถูกเทศนายกใหญ่ทั้งจาก ผอ. รอง ผอ. อาจารย์ฝ่ายปกครอง พี่สมร และอีกหลายคนจนนับไม่ถ้วน นี่ถ้าภารโรงเทศนาได้ก็คงลากมาเทศน์ด้วยอีกคนแล้วพูดจริงๆ ส่วนผมก็เสียขวัญสุดๆ ก็เอาแต่ร้องจะกลับกรุงเทพฯ โทรไปหาอาจารย์ผู้ดูแลการฝึกด้วยว่าผมขอย้ายที่ ขอไปอยู่กับพวกเพื่อนที่กำแพงเพชร แต่อาจารย์พูดกลับมาแค่ว่า ‘ถ้าคุณฝึกที่นี่ไม่ได้ก็ไปขึ้นดอย ไม่อยากขึ้นดอยก็ดร็อปแล้วรอไปลงเรียนวิชาอื่นเทอมหน้าค่ะ’

ให้ตาย... ดร็อปไปลงวิชาอื่นเทอมหน้า ผมก็จบช้ากว่าเพื่อนสิ อาจารย์อะไรเนี่ย ไม่สนใจเด็กเลย!

สุดท้ายผมก็ได้แต่โทรไปบ่นให้ยีนส์กับกั้งฟัง แต่พวกมันสองคนก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเท่าไหร่ ทำผมหัวเสียขึ้นกว่าเดิมอีก เพราะพอผมเล่าให้พวกมันฟังปุ๊บ มันสองคนก็เอาแต่หัวเราะเยาะ ตามมาด้วยเยาะเย้ยถากถางที่ผมเมาเรื้อนจนไม่ได้มาเลือกที่ฝึกงานในเวลาที่กำหนด

ถ้ารู้ว่ามันจะมาลงเอยแบบนี้ ผมก็ไม่ไปเมาเละเทะฉลองสอบปลายภาคเทอมหนึ่งตัวสุดท้ายเสร็จอย่างนั้นหรอก

ในเมื่อทางเลือกที่อาจารย์ให้ผมมีแค่ดร็อปเรียนกับย้ายไปสอนโรงเรียนบนดอยเท่านั้น ผมเลยต้องกัดฟันทนต่อไปแม้ว่าจะมองเห็นอนาคตขึ้นมารางๆ แล้วว่าผมอาจจะอยู่สอนที่นี่ได้ไม่ถึงวันฝึกงานวันสุดท้าย

ไม่ใช่ว่าย้ายไปฝึกที่อื่นก่อนหรอกนะ แต่กูจะโดนลูกหลงตอนไอ้พวกเด็กนี่ตีกันตายห่านก่อนนี่แหละ!

วันนั้นตลอดการอยู่ที่วิทยาลัยเทคนิคฯ ผมก็ทำหน้าอมทุกข์ทั้งวันจนพี่สมรไม่รู้ว่าสงสารหรือสมเพช เลยไล่ให้ผมกลับไปพักตั้งแต่ครึ่งวันแรก เพราะพรุ่งนี้ผมจะต้องเริ่มสอนเป็นครั้งแรก

พอได้รับอนุญาต ผมก็ไม่อยู่ครับ รีบบึ่งรถกลับมาที่หอทันที ตอนแรกก็กะว่าจะพักเฉยๆ ดันกลับมาแล้วปวดหัวไมเกรนซะได้ เลยต้องนอน... นอนลากยาวไปจนถึงช่วงเย็น

ไอ้พวกเด็กช่างที่มันเหลือเกินจริงๆ ไมเกรนกินกบาลต้องเป็นเพราะพวกมันแน่ๆ
เป็นเพราะพวกมันหรือเปล่าก็ไม่รู้ล่ะ แต่ที่แน่ๆ ก็คือตอนนี้ผมเริ่มไมเกรนกินกบาลอีกระลอกเพราะไอ้ข้างห้องละ
ทำไมน่ะเหรอ?

ก็พอผมเตรียมจะเข้านอนตอนประมาณเที่ยงคืนหลังจากกินยาแก้ปวดไป เสียงโหวกเหวกโวยวายก็ดังทะลุกำแพงห้องมาให้ได้ยินเหมือนเมื่อคืนไม่มีผิดเพี้ยน คราวนี้ไม่ใช่เสียงการเอาถุงน้ำแข็งยูนิตทุบกำแพง แต่เป็นเสียงแหกปากร้องเพลงลั่นชนิดแทบไม่รู้ว่ามันร้องเพลงอะไรกันเพราะจับทำนองไม่ได้เลย ได้ยินแต่เสียงเนื้อร้องนี่แหละที่พอจะรู้มาได้บ้างว่าเป็นเพลงอะไร

“สายลมหนาวพัดโบกโบย พริ้มดูแล้วสวยใสๆ เย็นลมเย็นไหวๆ สวยงาม บ้านอยู่ไกลทุรกันดาร โรงเรียนอยู่หลังเขา มีแต่เรา พวกเราไม่มีใคร!”

ไม่ค่อยได้ยินเพลงนี้บ่อยนัก แต่เพราะพ่อแม่ผมเป็นแฟนเพลงพงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ เลยรู้ว่าเพลงนี้คือเพลง โรงเรียนของหนู
แต่มันเป็นเพลงช้าไม่ใช่หรือไงวะ พวกมึงจะเคาะโน่นนี่เร่งจังหวะให้มันเป็นเพลงเร็วทำไม!

“ยามร้อนแสนร้อน ยามหนาวก็หนาวถึงใจ ไม่มีผ้าห่มคลุมกาย โรงเรียนมีครูหนึ่งคน ครูผู้เสียสละตน อดทนห่างไกลความสบาย!”
เสียงร้องดังไม่หยุดหย่อน ผมลุกขึ้นนั่ง มองกำแพงตรงปลายเท้าผ่านความมืดอย่างหัวเสีย ความปวดหนึบที่หัวข้างหนึ่งก็เต้นตุ้บๆ ไม่หยุด เต้นหนักกว่าเดิมตอนพวกมันตะโกนขึ้นมาอีก

“โรงเรียนของหนูอยู่ไกล๊ไกล อยากให้คุณคุณหันมอง! โรงเรียนของหนู!”
ก็ช่างหัวพวกมึงเว้ย! ตอนนี้กูจำเป็นต้องนอนเพราะกูต้องไปสอนหนังสือโรงเรียนของกูเนี่ย!

โอย... ประสาทจะกิน อยากจะบุกไปห้องพวกมันแล้วต่อยเรียงตัวฉิบเป๋ง ถ้าไม่โดนไอ้บ้าห้องนั้นขู่มาว่าจะแทงไส้ไหลเมื่อคืนล่ะก็ ผมคงจะไม่รอช้า บุกไปแล้ว

และเพราะกลัวมันจะแทงไส้ไหลนี่แหละ ผมเลยได้แต่ปล่อยให้พวกมันตั้งวงกินเหล้า ร้องเพลงรบกวนการนอนไปเรื่อยๆ ขณะที่ตัวเองก็พยายามข่มตานอนท่ามกลางบรรยากาศนั้น แต่ดูแววแล้ว คืนนี้คงจะไม่ได้นอนเหมือนเดิมแฮะ



ไม่ได้นอนจริงอย่างที่คาดเดาไว้ไม่มีผิด กว่าพวกมันจะหยุดแหกปากก็ล่อเข้าไปตีสามเกือบตีสี่ ผมก็อยู่ในสภาพผีตายซากไม่ต่างจากวันแรก พอขับรถมาถึงจุดหมายปลายทางก็จะตายให้ได้ยิ่งกว่าเดิมด้วยเมื่อพี่สมรบอกว่าคาบแรกที่ผมต้องฝึกสอนเป็นคาบติดกัน พูดง่ายๆ ก็คือผมต้องสอนภาษาอังกฤษสองชั่วโมงรวดน่ะ

สอนสองชั่วโมงรวดกับนักศึกษาแผนกช่างไฟปีสามที่มันเพิ่งตีกันข้ามหน้าข้ามตาผมไปเมื่อวาน อา... เป็นการรับน้องฝึกงานที่หนักหนาอะไรอย่างนี้

“น้องเหนือไม่ต้องกังวลนะคะ น้องเก๋เตรียมแผนการสอนกับบทเรียนไว้หมดแล้ว น้องเหนือหยิบไปใช้ได้เลยนะ อะนี่ พี่เตรียมของคาบแรกมาให้แล้วด้วย แล้วก็ซีร็อกซ์เอกสารสำหรับแจกนักศึกษาไว้ให้เรียบร้อย นี่ก็ใบรายชื่อนักศึกษา ส่วนตารางสอน เดี๋ยวพี่จะเอามาให้ช่วงบ่ายนะ ขอพิมพ์ก่อน”

หูผมแทบไม่ได้ยินเสียงของพี่สมรที่อธิบายเรื่องการสอนหลังการโฮมรูมเสร็จสิ้นสักนิด เอาแต่นั่งเหม่อลอย ทำใจไม่ได้ที่จะต้องมาสอนเป็นคาบแรกของวัน อยากจะถามกลับจริงๆ ว่าใครจัดตารางสอน เอาวิชาภาษาอังกฤษมาไว้เป็นคาบแรกตอนที่ผมมาสอนด้วย

ทว่าความเหม่อลอยของผมก็ยุติลงเมื่อเสียงของพี่สมรดังขึ้นอีกครั้ง
“ทำใจให้สบายค่ะ ไม่มีอะไรหรอก”
ที่พูดอย่างนี้คงเป็นเพราะเห็นผมทำหน้าเหมือนจะตายให้ได้ล่ะมั้ง
“ขอบคุณครับ"

ผมยกมือขอบคุณ ยื่นมือไปรับเอกสารการสอนมาถือ กวาดตามองแวบเดียวก็รู้ว่ามันเป็นเนื้อหาพวก Tense พื้นฐาน ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่ง่ายแสนง่ายสำหรับเด็กเอกอังกฤษอย่างผม แต่ที่ยากสำหรับผมก็คือการที่ไม่รู้ว่าจะสอนเด็กพวกนั้นยังไงให้ราบรื่น ไม่โดนพวกมันรุมกระทืบตายคาห้องเรียนนี่แหละ

“ถ้าน้องเหนือแล้วก็เข้าห้องสอนได้เลยค่ะ คาบนี้ปีสามเรียนที่ชั้นสี่นะ หน้าห้องเขียนว่าหมวดภาษาอังกฤษ หาไม่ยากค่ะ ลองเดินหาดู”
ยังไม่ทันที่ผมจะคิดหาวิธีออก พี่สมรก็ออกปากไล่ผมกลายๆ แล้ว ผมเลยได้แต่พยักหน้ารับ คว้าข้าวของทุกอย่างขึ้นเต็มสองแขน ทำท่าจะออกจากห้องพักครู ทว่าเดินได้ไม่กี่ก้าวก็นึกขึ้นได้ว่าควรจะถามอะไ

“พี่สมรครับ คือว่า... ผมมีเรื่องอะไรที่ควรระวังมั้ยครับ”
ผมหมายถึงพวกเรื่องแบบ...อย่าไปกวนตีนนักเรียนถ้าไม่อยากตาย หรืออย่าไปแซวเรื่องบางเรื่องอะไรเทือกนี้น่ะ
พี่สมรทำท่าคิดไปแป๊บ ก่อนจะพูดออกมา

“เอ...ก็ไม่มีนะ ปีสามน่ะสอนง่ายจะตาย น้องเหนือไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ ขี้กังวลนะเรา”
ก็ต้องกังวลสิวะ! เมื่อวานแค่เช็คชื่อ มันยังเปิดศึกกันเลย ไม่กังวลก็บ้าแล้ว!

“ไปสอนเถอะ ไม่ต้องห่วง ไม่มีอะไรจริงๆ” พี่สมรไล่ผมกลายๆ อีกครั้งเมื่อเห็นว่าผมไม่ยอมไปสักที
ผมลอบถอนหายใจ คงจะต้องดูเองซะแล้วล่ะว่าควรระวังเรื่องอะไร ก่อนจะก้มหัวให้คนตรงหน้าเล็กน้อยเป็นการลา
“งั้นผมไปก่อนนะครับ” สิ้นเสียง ผมก็หมุนตัวเตรียมก้าวออกจากห้องพักครู

ทว่าเสียงของพี่สมรก็ดังเรียกขึ้นก่อน
“เรื่องที่ต้องระวังน่ะไม่มีหรอก แต่ถ้าคนที่ต้องระวังน่ะ ก็มีอยู่นะ”
ผมชะงักฝีเท้า หันกลับไปมองพี่สมรทันที

“พี่สมรหมายความว่า?”
“เจ้าหัวโจกที่ชอบสร้างเรื่องประจำชั้นปีน่ะ รายนี้ต้องระวังหน่อย ของขึ้นง่าย”
สมองผมประมวลทันทีว่าหัวโจกที่พี่สมรว่าคือใคร ก่อนจะนึกถึงใบหน้าของเด็กหนุ่มที่ชื่อธารขึ้นมาได้
เห็นจากการกระทำเมื่อวานก็รู้แล้วล่ะว่าของขึ้นง่ายขนาดไหน

“แต่น้องเหนือก็ไม่ต้องเป็นห่วงอยู่ดีแหละค่ะ เจ้าตัวแสบนั่นเกเรของขึ้นกับพวกนักศึกษาด้วยกันเท่านั้นแหละ กับครูบาอาจารย์ ถือว่าเป็นเด็กที่น่ารักอยู่”
ถ้าพี่สมรหมายถึงหน้าตาล่ะก็ ผมเห็นด้วยอย่างไม่มีข้อโต้แย้งเลยครับ แต่ถ้าหมายถึงนิสัยกับพฤติกรรมล่ะก็... อันนี้ผมไม่ค่อยเห็นด้วยแฮะ

“ขอบคุณมากครับ งั้นผมไปสอนแล้วนะครับ” ผมตัดบทเอาดื้อๆ ด้วยรู้สึกว่าการแนะนำของเธอไม่ช่วยอะไรเลย
“เอ้อ อีกเรื่องนะ น้องเหนือต้องคอยควบคุมเด็กๆ ให้ดีนะคะ อย่าปล่อยให้เด็กออกมาเตร็ดเตร่นอกห้องล่ะ เดี๋ยวจะถูกครูท่านอื่นดุเอา และถ้ามีเรื่องนี้แว่วมาถึงหูพี่เมื่อไหร่ บอกไว้ก่อนเลยว่าพี่ไม่เซ็นอนุมัติให้ผ่านการฝึกงานนะ”

พี่สมรขู่ผม ผมเลยพอจะรู้ว่าเด็กที่นี่เป็นยังไง แล้วแม่งคิดเหรอว่าการทำให้เด็กนักศึกษาที่อายุห่างจากตัวเองไม่กี่ปีเชื่อฟังอย่างนั้นมันเป็นเรื่องง่าย ขนาดตอนผมเรียนปีหนึ่งในมหา’ลัย ผมยังไม่ฟังพี่ ป.โทที่มาเป็นผู้ช่วยอาจารย์สอนในบางวิชา ผมยังไม่เชื่อฟังเลย แล้วนับประสาอะไรกับอาจารย์ฝึกสอน

ถึงอย่างนั้นผมก็ต้องพยักหน้ารับแหละ ยังไงผมก็ต้องง้อพี่สมรอยู่ดีถึงจะอยากงอแงแค่ไหนก็ตาม




เดินออกมาจากห้องพักครูได้ก็ตรงขึ้นมายังชั้นสี่ที่ห้องเรียนที่พี่สมรบอก พลันหยุดยืนอยู่หน้าห้องหมวดภาษาอังกฤษเมื่อได้ยินเสียงคุยกันดังลั่นลอยออกมาจากห้องนั้นแม้ว่าห้องนั่นจะเป็นห้องแอร์ที่มีประตูกระจกปิดไว้สนิทก็ตาม เป็นสัญญาณให้รู้ว่าเด็กปีสามแผนกช่างไฟคงจะมารวมตัวกันเรียบร้อยแล้ว

เอาวะไอ้เหนือ ลองดูสักตั้งก็ไม่เสียหาย

ผมสูดลมหายใจเข้าปอด สะบัดคอสองสามทีประหนึ่งนักมวยเตรียมขึ้นสังเวียน หน้าก็ทดลองฉีกยิ้มเต็มที่ด้วย กะว่าจะสร้างความประทับใจแรกพบด้วยรอยยิ้มตัวเองนี่แหละ จากประสบการณ์ที่เล่าเรียนมาสอนให้ผมรู้ว่านักเรียนจะมีความรู้สึกบวกกับอาจารย์ที่ใจดีและเข้าใจนักเรียน ผมก็คงจะใช้วิธีนั้นนั่นแหละ เพื่อความสะดวกราบรื่นในการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่

พอรู้สึกว่าตัวเองพร้อม ผมก็ก้าวขาเข้าไปในห้องทันที เสียงเอะอะมะเทิ่งเงียบลงทันควันเมื่อทุกสายตาหันมาจับจ้องยังผม
“สะ...สวัสดีครับ พี่เหนือเอง” ผมยิ้มชนิดที่รู้สึกว่าเป็นรอยยิ้มที่โง่เง่าที่สุดเท่าที่เคยยิ้มมาเลย

ร้ายกว่านั้นคือพอยิ้มแล้ว ไม่มีการยิ้มตอบกลับจากใครสักคนในห้องนั้นเลยแม้แต่น้อย บางคนพอเห็นว่าเป็นผมก็เลิกสนใจ หันไปคุยกับเพื่อนต่อ บางคนนี่แทบไม่ได้สนใจผมตั้งแต่ทีแรกด้วยซ้ำ เอาแต่ฟุบหน้าหลับกับโต๊ะเล็คเชอร์ราวผมเป็นอากาศธาตุก็ไม่ปาน จะมีก็ต้องน้องชายบัวขาวนั่นแหละที่พอเห็นผมปุ๊บก็โบกไม้โบกมือให้เป็นการทักทาย

เอาเถอะ ถือว่าก็ยังมีคนสนใจอยู่บ้างแล้วกัน

ผมเดินมายังโต๊ะอาจารย์ซึ่งอยู่หน้าห้อง วางข้าวของในมือลงแล้วทำใจดีสู้เสือร้องทักขึ้นมาอีก ขณะที่เสียงจอแจเริ่มดังขึ้นมาอีกครั้ง

“สวัสดีอีกครั้งนะครับน้องๆ พี่มาจากมหาวิทยาลัย xxx นะ จะมาเป็นอาจารย์ฝึกสอนประจำวิชาภาษาอังกฤษ แทนอาจารย์เก๋ประมาณสองเดือน ขอฝากตัวด้วยนะครับ”

ความสนใจถูกเบนมายังผมอีกครั้งเมื่อทุกคนได้ยินว่าผมมาจากมหาวิทยาลัยรัฐชื่อดังย่านชานเมืองกรุงเทพฯ แต่ไม่มีใครส่งเสียงโอ้โหอื้อหือกับความดังของมหา’ลัยผมอย่างที่ยีนส์กับกั้งบอกแต่อย่างใด พวกมันบอกว่าตอนแนะนำตัวเองว่าเป็นนักศึกษาจากที่ไหน บรรดาเด็กนักเรียนก็ให้ความสนอกสนใจกันเต็มที่เพราะต่างก็อยากจะเข้าเรียนที่นั่นหมือนกัน หากแต่พอผมเอาอย่าง กลับได้แต่ความเงียบเป็นการตอบรับแทน ร้ายกว่านั้นคือพวกมันดันจ้องผมตาไม่กะพริบ เป็นเชิงถามกลายๆ ว่า ‘แล้วไง’ อีกต่างหาก

บอกตามตรงเลยว่าผมประหม่าไม่น้อยที่ถูกจับจ้องอย่างนี้ จากที่ประหม่าอยู่แล้วก็ยิ่งเงอะๆ งะๆ ขึ้นไปใหญ่ แต่ในเมื่อเริ่มเรื่องแล้วก็ต้องดำเนินต่อ

“คือว่า...พี่ก็ไม่เคยมาสอนโรงเรียนแบบนี้นะ อาจจะสอนได้ไม่ดีเท่าอาจารย์ท่านอื่นๆ แต่พี่ก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด หวังว่าน้องๆ คงจะให้การต้อนรับพี่เป็นอย่างดีนะครับ”
อะไรก็ไม่รู้ล่ะ กูถ่อมตัวไว้ก่อน พวกเด็กมันจะได้ไม่รู้สึกถึงระยะห่างระหว่างครูกับนักเรียน ไม่อย่างนั้นมันจะกลายเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับผม

และเพราะผมพูดอย่างนี้ พวกเด็กที่นั่งมองผมอยู่ก็โพล่งขึ้นมา
“งั้นเรียกว่าพี่เหนือเฉยๆ ก็ได้ใช่ปะ’จารย์” ใครสักคนพูดนี่แหละ

ผมรีบหันไปทางต้นเสียง ยิ้มรับให้ทันที
“ได้ครับ จะเรียกพี่เหนือหรืออาจารย์เหนือก็ได้ครับ ตามสบายเลยนะ”
พอผมตอบรับไปอย่างนี้ บรรยากาศในห้องเรียนก็ดูผ่อนคลายขึ้นทันตา ผมเดาเอาว่าเด็กพวกนี้ก็คงจะเกร็งเหมือนกันที่จู่ๆ ก็มีนักศึกษาฝึกงานโผล่มาสอนแทนอาจารย์คนเดิมของพวกมัน แต่เป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว ผมจะได้เริ่มแผนการตะล่อมเด็กให้ว่านอนสอนง่ายขั้นต่อไป

“ทุกคนรู้จักพี่เหนือกันแล้ว แต่พี่เหนือไม่รู้จักทุกคนเลย พี่ขอให้ทุกคนแนะนำตัวเองให้พี่รู้จักหน่อยได้มั้ยครับ เอาแค่ชื่อเล่นก็ได้”
“จะแนะนำไงอะพี่ คนตั้งเกือบหกสิบคน จะจำได้หรือไง แนะนำไปก็ฟังแค่ผ่านๆ เปล่าวะ” ใครอีกสักคนพูดขึ้นมาอีก เสียงเพื่อนร้องเห็นด้วยดังขึ้นเซ็งแซ่ตามา

จริงอย่างที่เด็กนั่นพูด คนตั้งหกสิบกว่าคน ผมจำได้ไม่หมดหรอกแม้ว่าจะจำแค่ชื่อเล่นก็ตาม หัวผมรีบประมวลหาคิดวิธีแก้ตัวทันที โชคดีที่ยังไม่ทันคิดออกก็มีเสียงของเด็กหนุ่มคนหนึ่งโพล่งเสนอวิธีขึ้นมา

“งั้นให้อาจารย์ขานชื่อตามใบรายชื่อ แล้วให้ลุกขึ้นบอกชื่อเล่นทีละคน ส่วนอาจารย์ก็จดชื่อเล่นลงไปดีมั้ยครับ จะได้จำได้”
ผมปราดมองไปยังต้นเสียงทันที ก็เห็นว่าคนที่เสนอความคิดคือเด็กหนุ่มหน้าตาน่ารักที่ห้ามปรามไอ้เด็กหัวโจกที่ชื่อธารเมื่อวานนี้ เด็กนั่นจ้องผมด้วยดวงตากลมโต ยิ้มให้ผมบางๆ ราวกับกำลังถามความเห็นผมอยู่ด้วย

แล้วผมเห็นด้วยมั้ย? เห็นด้วยสิครับ จะรออะไรล่ะ
“ดะ...ดีเลย งั้นเริ่มที่เราคนแรกเลยแล้วกันนะ ชื่ออะไรครับ” ถามไปก็ตรงไปหยิบใบรายชื่อขึ้นมาด้วย ขณะที่เด็กนั่นตอบ
“จอมแก่นครับ”
“หืม?” ผมชะงักทันทีที่ได้ยินชื่อแปลกๆ ก่อนที่เจ้าของชื่อจะย้ำขึ้นมาอีก
“ชื่อจริงชื่อจอมแก่นครับ ชื่อเล่นชื่อว่าจอม ในใบรายชื่อ ชื่อผมอยู่อันดับที่สามสิบน่ะ” ตามมาด้วยการบอกหมายเลขชื่อตัวเองอีก

ชื่อน่ารัก หน้าตาก็น่ารักด้วย อย่างกับหนุ่มน้อย ม.ต้น ยิ่งมาเห็นใกล้ๆ นี่ยิ่งดูน่ารักเข้าไปใหญ่ ประเมินจากสายตาคร่าวๆ หมอนี่น่าจะสูงราวร้อยเจ็ดสิบเองมั้ง ตัวเล็กน่ารักจังแฮะ แถมยังดูท่าจะนิสัยดีอีกต่างหาก ต้องเป็นมือเป็นเท้าให้ผมตลอดการสอนที่นี่ได้ดีแน่ๆ

ผมไม่รอช้า รีบจดชื่อลงไปทันที เริ่มผ่อนคลายขึ้นมาบ้างแล้วเมื่อเด็กคนอื่นๆ ร้องท้วงว่าไม่ยุติธรรมที่ผมขานชื่อจอมแก่นออกมาก่อนคนแรก ผมก็เลยยุติเสียงโวยวายพวกนั้นด้วยการพูดขึ้นมา
“งั้นเดี๋ยวพี่จะเริ่มเรียกชื่อเลยแล้วกัน คนที่ถูกเรียกลุกขึ้นแนะนำตัวเองนะครับ พี่ขอแค่ชื่อเล่นนะ เอ้า สมชาย...”
พอผมเรียกชื่อ เด็กคนแรกก็ลุกขึ้นยืนแนะนำตัวเอง และไล่ไปเรื่อยๆ จนเกือบถึงครึ่ง จนมาถึงชื่อ...

“มารุตครับ”
เด็กหนุ่มหน้าเหี้ยม ฉายาน้องชายบัวขาวที่ผมตั้งให้ หรือน้องมายด์ตุ๊ดยักษ์ที่นั่งถัดจากจอมแก่นก็ลุกพรวดขึ้นมาทันที ก่อนบีบเสียงเล็กเสียงน้อยออกมา
“จื้อเล่นมายด์เจ้า อ้ายเหนือจะฮ้องน้องมายด์ กะว่าหนูมายด์ก่อได้ ถ้าจะหื้อดีฮ้องตี้ฮักเลยก่อได้นะเจ้า (ชื่อเล่นชื่อมายด์ค่ะ พี่เหนือจะเรียกน้องมายด์ หรือหนูมายด์ก็ได้ ถ้าจะให้ดี เรียกที่รักก็ได้นะคะ)”

สิ้นเสียงนาง พวกเด็กคนอื่นๆ ก็โห่ฮากันขึ้นมาที่เด็กนั่นมันหยอดผมเอาซึ่งๆ หน้า ส่วนผมก็ได้แต่ยิ้มแหย กายหยาบยืนอยู่หน้าห้องที่เดิม ส่วนกายละเอียดที่วิ่งพุ่งเข้าไปกระโดดถีบมันสองขารวดด้วยความหมั่นไส้แล้ว
น้องหรือหนูโพ่ง ตัวมึงใหม่กว่าหมีควายอีก!

ส่วนน้องมายด์ พอเพื่อนร้องเชียร์ แม่งก็ได้ใจ หยอดผมไม่เลิกเลย
“อ้ายเหนือหล่อแต๊หล่อว่า หันละฮู้เลยว่าฟ้าส่งอ้ายเหนือมาหื้อข้าเจ้าแน่ๆ เปิงดีเตอะข้าเจ้าเลยโสดมาจนทุกวันนี้ ตี้แต้ก็ทำเนื้อกู้หยั่งอ้ายเหนือน่ะ (พี่เหนือล้อหล่อ เห็นแล้วก็รู้เลยว่าฟ้าส่งพี่เหนือมาให้หนูแน่ๆ มิน่าล่ะหนูถึงได้เป็นโสดถึงทุกวันนี้ ที่แท้ก็รอเนื้อคู่อย่างพี่เหนือน่ะเอง)”

มึงเอากระจกมั้ยอีน้องมายด์! เอากระจกไปส่องหนังหน้าตัวเองดูเดี๋ยวนี้ มึงจะได้เข้าใจว่าทำไมมึงยังโสด! แล้วก็อย่ามาเต๊าะกูเชียว กูก็รับเหมือนกับมึงเนี่ย ฟ้าผ่านะเว้ยบอกไว้ก่อน!

รู้ได้เลยว่าไอ้เด็กนี่ไม่ต้องเก็บเอาไว้เป็นมือเป็นเท้าเหมือนกับจอมแก่น แต่ควรเอาให้อยู่ห่างจากตัวเท่าที่จะห่างได้ เพราะไม่อย่างนั้นผมคงได้ถูกมันยัดเยียดความเป็นผัวให้แน่นอน
ผมพยักหน้าให้มันนั่งลง แล้วเรียกชื่อคนอื่นขึ้นมาแทน

“อะ...โอเคครับ งั้นคนต่อไปนะ ธะ...ธารใจ”
ชื่อเหมือนผู้หญิงเลยแฮะ แต่เท่าที่ดู แผนกช่างไฟปีสามนี่จะไม่มีผู้หญิงนะ

“ธารใจครับ อยู่ไหนเอ่ย” พอเรียกแล้วไม่มีใครลุก ผมก็เรียกอีกครั้ง
ทุกคนหันไปมองยังเด็กเวรที่นอนฟุบหน้าอยู่บนโต๊ะข้างจอมแก่นอีกฝั่งหนึ่ง เห็นหมอนั่นฟุบหน้าหลับตั้งแต่ผมเดินเข้าห้องมาแล้วล่ะ ผมก็เลยลองเรียกอีกที

“ธารใจครับ ลุกขึ้นบอกชื่อเล่นให้พี่ฟังหน่อยนะ”
ยัง...ยังนอนอยู่ จอมแก่นเลยสะกิดเรียกให้หมอนั่นเงยหน้าขึ้นมามอง พอเงยหน้างัวเงียขึ้นมา สายตาผมก็ปะทะเข้ากับแววตารำคาญของหมอนั่นเข้าอย่างจัง
อะ...ไอ้เด็กหัวโจกที่ชื่อว่าธารนี่หว่า! ทำไมชื่อจริงมันมุ้งมิ้งอย่างนี้วะเนี่ย!

“ระ...เราชื่อธารใจใช่มั้ย” ผมถามอีกครั้งเมื่อเด็กนั่นไม่พูดอะไรสักคำ
เด็กนั่นก็ยังไม่ตอบอยู่ดีนั่นแหละ ยืนขึ้น สะบัดคอสองสามทีแล้วเดินมาที่หน้าชั้น ผมสะดุ้งเล็กน้อย ในใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ แล้วว่ามันจะเข้ามาต่อยผมโทษฐานที่ปลุกมันหรือเปล่า หากทว่าพอมันเดินมาถึงที่ผมยืนอยู่ มันก็พูดขึ้นมาเสียงเรียบ

“ปัญญาอ่อน นี่ไม่ใช่โรงเรียนประถมนะ’จารย์ มาให้แนะนำตัวอยู่ได้”
ก็ถ้าพวกมึงไม่ทำให้กูระแวงว่าจะรุมกระทืบกูเข้าสักวัน กูก็ไม่ทำตัวปัญญาอ่อนกับพวกมึงหรอกเว้ย!
ผมยิ้มแห้งขึ้นมาอีก ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรด้วย เด็กนั่นก็ละสายตาจากผม ทำท่าจะเดินออกไปจากห้อง

ทว่า... ก่อนเริ่มคลาส พี่สมรบอกไว้ว่าถ้าผมคุมเด็กไม่ได้ เธอจะเอาไปบอกอาจารย์แล้วจะไม่ให้ผมผ่านประเมินฝึกงาน ถึงจะรู้ว่ามันเป็นการขู่ไม่ให้ผมงอแงกับการฝึกงาน แต่ผมก็จำเป็นต้องปฏิบัติตามเพราะต้องการเรียนจบพร้อมเพื่อน
เท่านั้น ผมก็รีบตรงเข้าไปจะคว้าไหล่เด็กนั่น

“เดี๋ยวครับน้อง จะไปไหน...”
แต่เหมือนเด็กนั่นจะรู้ทันว่าผมจะจับตัว มันก็หันมาคว้ามือผมที่อยู่ในอากาศเสียก่อน ก็เลยกลายเป็นว่าตอนนี้ผมอยู่ในสภาพถูกจับข้อมือเอาไว้

“จะไปเข้าห้องน้ำ ตามไปด้วยมั้ย” แล้วก็ตอบกลับมา
ส่วนผมก็นิ่งค้างไปเลยทันทีที่สัมผัสได้ถึงไออุ่นจากฝ่ามือนุ่มนั้น
มะ...มือนุ้มนุ่ม... หน้าก็หล่อ มือยังนุ่มอีก เด็กหนุ่มนี่มันดีจริงๆ ด้วยแฮะ แล้วเมื่อกี้ชวนไปห้องน้ำด้วย อืม...ไปด้วยดีมั้ยนะเผื่อได้เผื่อโดน

เดี๋ยว! ไม่ใช่ เรียกสติกลับมาเดี๋ยวนี้ไอ้เหนือ นี่ไม่ใช่เวลามาอ้อยเด็ก!
“มะ...ไม่เป็นไรครับ รีบไปรีบมาแล้วกันนะ”

สุดท้ายผมเลยเป็นฝ่ายดึงมือตัวเองออกจากการเกาะกุม ธารใจหรือธารมองหน้าผมอย่างรำคาญอีกเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกจากห้องไปท่ามกลางสายตาเพื่อนๆ ที่มองตาไม่กะพริบเหมือนกัน และเพียงเสี้ยววินาที ผมก็ถูกเรียกความสนใจไปอีกครั้งเมื่อใครบางคนพูดขึ้น

“ธารนี่จะใด ก็บอกอยู่ลิ้นยังบ่ตันเข้าปากว่าอ้ายเหนือเป็นเนื้อกู้ของเปิ้ล ยังจะมาหยุบๆ ซวามๆ อ้ายเหนือแฮ๋มอยู่ บะเป็นหยังเน้อเจ้าอ้ายเหนือ ไว้ข้าเจ้าจะล้างมลมินหื่อเองเจ้า ตั๋วอ้ายเหนือจะได้สะอาดๆ บะมีกลิ่นหมู่ลึกหลึนติด จะซ่วยอ้ายกุซอกกุมุมเลยเจ้า (ธารนี่ยังไงนะ ก็บอกอยู่แหม็บๆ ว่าพี่เหนือเป็นเนื้อคู่ของเค้า ยังจะมาแต๊ะอั๋งพี่เหนืออีก ไม่เป็นไรนะคะพี่เหนือ ไว้หนูจะล้างมลทินให้เองนะคะ ตัวพี่เหนือจะได้สะอาดๆ ไม่มีกลิ่นนักเลงติด จะล้างให้พี่เหนือทุกซอกทุกมุมเลยค่ะ)”

พูดจบก็ทำท่ากัดปากประหนึ่งว่าเซ็กซี่เต็มประดาออกมา ส่งสายตายั่วยวนมาให้ผมอีก
“ซ่ายกับปาก ซวกกระชากกับลิ้น (ล้างด้วยปาก กระชากด้วยลิ้น)”
มึงก็ลองมาล้างกูด้วยปากกับลิ้นดูสิ กูจะเอามีดพร้าฟันลิ้นมึงฉับเลย!

เด็กคนอื่นๆ หัวเราะกันเสียงขรมที่ผมถูกนักเรียนตัวเองตอดนิดตอดหน่อยไม่เลิก ส่วนผมก็หัวเราะแห้งๆ ก้มหน้าลงดูใบรายชื่อ ทำราวกับว่าไม่ถือสา แต่มือนี่กำกระดาษแน่นมาก
แม่ง... ขนลุกไปทุกซอกหลืบแล้วขอบอก!

แต่ในสายตาน้องมายด์ที่เห็นผมก้มหน้าสะกดอารมณ์ มันดันเห็นว่าผมอายซะอย่างนั้น ก่อนจะพูดขึ้นมาอีก
“อายต้วย น่าฮักแต๊ (เขินด้วย น่ารักจัง)”
อายต้วยป้อคิงหยัง! ไม่ได้อายเว้ย กูเก็บอารมณ์ไม่ให้วิ่งไปศอกหน้ามึงอยู่เนี่ย!

“งั้นมาขานชื่อกันต่อนะครับ” ผมเหลือบไปมองตัวหนังสือบนกระดาษ ก่อนจะขานชื่อออกมา “โรมครับ”
“มาครับ”

เสียงของใครบางคนดังขึ้นมาพอดี ไม่ได้บอกชื่อเล่นและไม่ได้มาจากในห้อง มาจากตรงหน้าประตูที่ถูกเปิดมาเมื่อกี้ พอหันไปมองก็เห็นว่าเจ้าของเสียงเป็นเด็กหนุ่มร่างสูงพอๆ กับธาร ที่แขนขวาถูกพันด้วยเฝือกอ่อนและห้อยคออยู่ มืออีกข้างก็ยกขึ้นสูงเป็นเชิงบอกว่านั่นเป็นชื่อของตัวเอง แต่อะไรก็ไม่ทำให้ผมสนใจได้เท่ากับใบหน้าฟกช้ำเล็กน้อยที่ดูหล่อเหลาและยียวนในครั้งเดียว ผมมองแล้วก็นิ่งค้างไป

หืม... เด็กนี่ก็สเป็คไอ้เหนือเหมือนกันเลยแฮะ ทุ่งดอกไม้บาน ทุกอย่างดูสดใสขึ้นทันตา
ทว่าก็สดใสได้ครู่เดียวเท่านั้นแหละเมื่อน้องมายด์โพล่งเสียงวี้ดว้ายขึ้นมา

“ต๋ายแล้ว ผัวหลวงมา อ้ายเหนือเจ้า น้องขอสู่มาต้วยเน้อ ไว้ผัวเผลอแล้วก่อยปะกั๋น (ตายแล้ว ผัวหลวงมา พี่เหนือขา หนูขอโทษนะคะ ไว้ผัวเผลอแล้วเจอกันนะ)”

อีน้องมายด์! อีเมียสาธารณะ! มึงจะไปขุดหลุมฝังตัวเองที่ไหนก็ไป! แล้วนี่ไปตู่ว่าเป็นเมียเขา เขาตกลงกับมึงหรือยัง!?
ตกลงหรือไม่ตกลงก็ไม่รู้ แค่โรมหันหน้าไปยิ้มให้ ตุ๊ดบัวขาวก็ลุกจากเก้าอี้ วิ่งแรดๆ มาเกาะแขนล่ำๆ นั่นแล้ว
“โรมเจ้า ผัวของมายด์ กี๊ดเติงหาขนาด (โรมจ๋า ผัวของมายด์ คิดถึ้ง คิดถึง)”

เด็กที่ชื่อโรมหัวเราะร่วน ก่อนจะผลักหัวเด็กผู้ชายที่ตัวใหญ่กว่าตัวเองซึ่งเอามาแนบอยู่ข้างแขนออก พลางพูด
“ไอ้ไม้ พูดแบบปกติ กูฟังไม่ออก”

เออ ผมก็อยากจะบอกแบบนี้เหมือนกัน ฟังออกบ้าง ไม่ออกบ้างมานานละ ใช้สกิลเดาศัพท์จนสมองจะเป็นอัมพาตอยู่แล้ว
น้องมายด์ทำท่ากระฟัดกระเฟียดเล็กน้อย แล้วก็ว่าออกมาเป็นภาษาไทยกลาง

“โรมนี่ไม่เข้าใจสาวเหนือเลย แล้วนี่เรียกไม้ อยากโดนจูบปากแตกใช่มั้ย”
เมื่อวานนี้มีคนเรียกว่าไม้ จะต่อยอีกฝ่ายปากแตก แต่พอโดนคนหล่อเรียกหน่อย จะจูบปากแตก มึงนี่มันแรดจริงๆ
“แล้วนี่ใคร” เด็กที่ชื่อโรมชี้นิ้วมาทางผม มองหน้าเพื่อนที่ลวนลามตัวเองไม่เลิกเป็นเชิงถามด้วย ผมก็เลยได้โอกาสแนะนำตัวเองแทน

“พี่เหนือครับ เป็นอาจารย์ฝึกสอนน่ะ น้องชื่อโรมใช่มั้ย”
อีกฝ่ายพยักหน้า ยิ้มให้ผมเป็นคำตอบ พลันพูดขึ้นมาเมื่อผมก้มหน้าจดชื่อเล่นลงในใบรายชื่อ
“ขอโทษนะครับ ผมไม่ทันได้ตามข่าว มัวแต่ไปนอนเล่นอยู่ในโรง’บาล” ผมหันไปมองโรมทันที โรมยกแขนข้างที่ใส่เฝือกขึ้นเป็นการประกอบคำพูด “โดนเทคนิคอีกที่นึงเอาไม้หน้าสามฟาดมาน่ะ”

ผมยิ้มแหย เดาได้ทันทีว่าที่โดนฟาดก็คงเป็นเพราะทะเลาะกันนี่แหละ
เด็กพวกนี้น่ากลัวกันจริงๆ เลยแฮะ

แต่น้องมายด์ก็ทำให้ความขลาดกลัวของผมหายไปเมื่อน้องนางส่งเสียงแหลมๆ ขึ้น
 “ทำใจหน่อยนะผัวจ๋า มีเมียสวยก็งี้ ต้องทะเลาะกับชายหนุ่มคนอื่นแย่งมายด์แบบนี้บ่อยๆ แหละ”
โถ...อีน้องมายด์! ให้มึงฟรีๆ แถมรถแถมบ้าน กูยังคงคิดแล้วคิดอีกเลย!

โรมไม่ได้ว่าอะไร เอาแต่หัวเราะผสมโรงกับเพื่อนคนอื่นๆ ให้คำพูดของน้องมายด์ ผมก็เลยยุติความมโนเพ้อพกของน้องชายบัวขาวนี่ด้วยการโบกมือไล่ให้ไปนั่งที่แทน
“งั้นก็หาที่นั่งเลยครับ พี่จะได้ขานชื่อต่อนะ”

โรมตรงไปนั่งแทนที่ธาร ทักทายกับจอมแก่นเล็กน้อย ก่อนจอมแก่นจะถูกน้องมายด์ไล่ให้ไปนั่งที่ตัวเองในตอนแรกเพื่อที่จะได้นั่งข้างโรม
เห็นแล้วผมก็แอบขำไม่ได้
ความจริงแล้วเด็กช่างก็ไม่ได้น่ากลัวมากอย่างที่คิดแฮะ ก็เด็กวัยรุ่นอายุสิบแปดทั่วๆ ไปนี่แหละ ผมก็กังวลเรื่อยเปื่อยไปได้ บ้าจริงๆ
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-02-2016 01:31:36 โดย NooDangzz »

ออฟไลน์ NooDangzz

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +212/-8
ชั่งใจ ครั้งที่ 2: อาจารย์ฝึกสอน[2]

ไม่ได้น่ากลัว... ใช่ ไม่ได้น่ากลัว แต่มีความสามารถในการดูดวิญญาณผมมากกว่าเด็กสิบแปดที่เรียนสายสามัญ พวกนี้นี่เอะอะอะไรก็โวยวาย เอะอะอะไรก็ท้าต่อย ตลอดการสอนของผมเลยมีเด็กตะโกนด่าพ่อล่อแม่กันนับครั้งไม่ถ้วน ท้าต่อยกันนับครั้งไม่ถ้วนด้วย ดีที่มันไม่ต่อยกันจริงๆ ผมเลยไม่ต้องขวัญหนีดีฝ่ออย่างเมื่อวานอีก

ที่ไม่ต่อยกันจริงๆ คงเป็นเพราะหัวโจกอย่างธารไม่อยู่ล่ะมั้ง เพราะหมอนั่นออกไปเข้าห้องน้ำแล้วก็ไม่กลับเข้ามาอีกเลย
คงจะตกส้วมตายไปแล้ว...

แต่การคาดเดาของผมผิดพลาด พอผมสอนเสร็จ เดินมาเข้าห้องน้ำเพื่อจะล้างมือ ก็เห็นเด็กนั่นนั่งอยู่บนขอบอ่างล้างมือ พ่นควันบุหรี่ปุ๋ยๆ หน้าตาเฉยอยู่ ทันทีที่สายตาเหลือบมาเห็นผม เด็กนั่นก็กลอกตาแล้วหันหนีไปทางอื่นด้วยท่าทางกวนประสาทสุดฤทธิ์

ไม่รู้ทำไมผมถึงได้รู้สึกว่าเด็กนี่มันเข้าถึงยากแปลกๆ ไม่เหมือนคนอื่นในชั้นปีเลย พวกนั้นถึงจะดูเกเรแต่ก็ยังคุยง่าย แต่ไอ้หมอนี่... แม่งเมินผมตั้งแต่ตอนที่ขานชื่อมัน ตอนนี้ก็ยังเมิน เห็นผมแล้วก็ไม่พูดไม่จา ทิ้งตัวลงมายืนดูดบุหรี่ต่อ ทำท่าจะเดินเข้าไปในห้องสุขาเพื่อจะทิ้งก้นกรองบุหรี่แล้วกดชักโครกลงไป เห็นอย่างนั้นแล้วผมก็หงุดหงิดขึ้นมา
ถึงจะกลัวแต่ก็หงุดหงิดอะ เด็กบ้าอะไร ไม่ได้มีความเคารพครูบาอาจารย์เลย

“ทำไมธารไม่กลับเข้าห้องเรียนครับ พี่เหนือบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าให้รีบไปรีบมา” ผมก็เลยทักขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นมิตรสุดๆ
ธารไม่สนใจอีกอยู่ดี อัดบุหรี่ฟอดสุดท้ายเข้าปอด ทิ้งบุหรี่ลงชักโครก กดลงไป แล้วหมุนตัวจะเดินกลับออกจากห้องน้ำ ผมก็เลยเข้าไปคว้าไหล่เด็กนั่นไว้

“น้องธารครับ”

เพียะ!
ธารปัดมือผมออกเต็มแรง ก่อนจะพ่นควันบุหรี่ใส่หน้าผมด้วย

“เป็นแค่อาจารย์ฝึกสอน อย่ามาสั่ง” ตามมาด้วยส่งสายตากินเลือดกินเนื้อมา

เห็นแล้วผมก็ไม่อยากจะยุ่งขึ้นมา ถึงจะหน้าตาดีแค่ไหน แต่ทำตัวเป็นหมาบ้าคอยจะแง่งผมตลอดเวลาอย่างนี้ ผมก็ไม่อยากจะยุ่งด้วยหรอก ยิ่งพี่สมรบอกว่าของขึ้นง่าย ผมก็ยิ่งไม่อยากจะยุ่งเข้าไปใหญ่ ปล่อยมันไปตามยถากรรมแม่ง

“โอเค งั้นคาบต่อไปก็เข้าเรียนซะนะครับ” ผมพูดได้เท่านี้
พูดยังไม่ทันจะจบประโยคด้วยซ้ำ ธารก็เดินออกจากห้องน้ำไปแล้ว ทิ้งให้ผมยืนมองไล่หลังแล้วก็บุ้ยปากใส่แทน




ผมกลับเข้ามาในห้องพักครูอีกครั้ง พี่สมรเห็นหน้าผมก็ละสายตาจากจอโน้ตบุ๊กขึ้นทักทันที
“เป็นไงบ้างคะน้องเหนือ สอนคาบแรกเป็นไปได้ดีมั้ย”

“ดีครับ เด็กๆ ให้ความร่วมมือดี” ยกเว้นไอ้เด็กบ้าที่ชื่อธารนะ มันไม่เข้าเรียนเลยเถอะ แต่ผมไม่ฟ้องพี่สมรหรอก เดี๋ยวจะมีปัญหาแล้วมันจะคิดว่าผมเอาไปฟ้อง มาดักตีผมตอนเผลออีก

“งั้นก็ดีแล้วจ้า เห็นมั้ยว่าพี่บอกแล้วว่าเด็กๆ น่ารัก” พี่สมรก็ดูโล่งใจที่ผมไม่มีปัญหาอะไร
ทว่าพอผมตรงมานั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเธอด้วยท่าทางเหนื่อยล้า เธอก็ทำจมูกฟุดฟิดขึ้นมา ก่อนจะจ้องหน้าผมเขม็ง
“น้องเหนือดูดบุหรี่ด้วยเหรอ”

ผมชะงัก มองหน้าเธอพลันตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก
“ผมไม่ได้ดูดครับ คนอื่นดูดแน่ะ”
“ใครดูด นักศึกษาใช่มั้ย” เธอถามอีก ตอนนี้เองที่ผมสังเกตเห็นว่าใบหน้าใจดีของเธอเริ่มดูบึ้งตึงขึ้นมาแล้ว
ผมก็เดาได้อีกเหมือนกันว่าการดูดบุหรี่ในโรงเรียนเป็นเรื่องที่ผิดกฎ ถึงจะเป็นโรงเรียนช่างก็เถอะ แต่ก็คงจะมีกฎไม่อนุญาตให้นักศึกษาสูบบุหรี่เหมือนกับโรงเรียนสายสามัญทั่วๆ ไปเหมือนกัน แต่จะให้ผมบอกว่าธารดูด เดี๋ยวมันรู้ว่าผมฟ้อง มันก็มาดักทุบหัวผมอีก ผมเลยแสร้งทำเป็นไม่รู้ไป

“ผมไม่รู้จักเหมือนกันครับ ไม่เคยเห็นหน้า”
พี่สมรทำหน้าเหมือนไม่เชื่อ ลุกจากเก้าอี้มาหยุดตรงหน้าผม ก้มลงดมใกล้คอเสื้อผมเล็กน้อย
“กลิ่นบุหรี่ยี่ห้อนี้มี ชั้นปีสามมีแค่คนเดียวที่ดูด บุหรี่นอก กลิ่นวนิลา ของธารแน่ๆ รายนั้นดูดอยู่ยี่ห้อเดียว”
วะ...เวรแล้ว รู้ได้ไงวะ!

“แสดงว่านี่คงจะโดดเรียนคาบน้องเหนือไปนั่งดูดบุหรี่ด้วยล่ะสิ” พี่สมรพูดขึ้นมาอย่างรู้ทันขณะที่ผมยังคงอึ้งกับความจมูกดีของเธออยู่
ผมรีบปฏิเสธเป็นพัลวัน ทว่าด้วยความที่โดนถามแบบกะชั้นชิด ผมเลยไม่ทันได้ตั้งสติ เผลอบอกความจริงบางอย่างไปขณะที่โกหกด้วย

“มะ...ไม่ใช่ครับ แค่ไปดูดบุหรี่เฉยๆ แต่ไม่ได้โดดเรียน...อ๊ะ”
สีหน้าพี่สมรถมึงทึงยิ่งกว่าเดิม ก่อนจะว่าขึ้นมา
“ดูดบุหรี่จริงๆ ด้วยสินะ ไอ้เด็กคนนี้ คงต้องปรามกันหน่อยแล้ว” พูดจบก็เดินดิ่งไปนอกห้องทันที ทำเอาผมที่เพิ่งจะโกหกพลาดไปเมื่อครู่มองตามอย่างตกใจ

ดะ...เดี๋ยวสิป้า ถ้าป้าไปปรามมัน มันก็ต้องรู้น่ะสิว่าคนที่ทำมันโดนป้าเฉ่งเป็นผม คิดถึงสวัสดิภาพของผมด้วยสิเว้ย!
“เดี๋ยวครับพี่สมร!” ผมไม่รอช้า รีบวิ่งตามหลังหญิงวัยกลางคนมาทันที

ระหว่างทางที่พี่สมรเดินขึ้นไปที่ห้องเรียนถัดไปของเด็กปีสาม ผมก็กรอกหูเธอไปด้วยว่าไม่เป็นไร เด็กวัยรุ่นก็งี้อะไรเทือกนี้ แต่พี่สมรฟังมั้ย? ไม่! ไม่ฟังไม่พอ ยังหันมาดุผมที่เข้าข้างเด็กด้วย

บอกเลยว่าไม่ได้อยากจะเข้าข้าง แต่คือกูกลัวมันเว้ย! ไม่เข้าข้าง เดี๋ยวมันก็มากระทืบกูข้อหาขี้ฟ้องหรอก!




พี่สมรกับผมมาหยุดยืนที่หน้าห้องหมวดคณิตศาสตร์ ก่อนที่เธอจะขออนุญาตอาจารย์ที่ทำการสอนอยู่ เดินตรงดิ่งมาหาธารที่นอนฟุบหน้าลงบนโต๊ะเหมือนเดิม ก่อนจะจัดการกระชากคอเสื้อเต็มแรง

“เฮ้ย! อะไรวะ!” ธารที่หลับๆ อยู่ร้องลั่นทันควัน ลุกขึ้นยืน ง้างหมัดเตรียมต่อยด้วย พอเห็นว่าเป็นพี่สมรก็ลดมือลง “ป้าหมอนนี่เอง มีอะไรถึงได้มาถึงที่นี่เนี่ย”

ตามมาด้วยการเรียกพี่สมรอย่างนั้น ได้ยินธารเรียกสองครั้งแล้ว คงจะเป็นฉายาของพี่สมรที่นักศึกษาตั้งให้ล่ะมั้ง ตอนสมัยผมเรียนมัธยม ผมก็มีตั้งฉายาให้อาจารย์เหมือนกัน

แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับการที่พี่สมรตั้งหน้าตั้งตาดมเสื้อช็อปของธาร ดมได้พักหนึ่งก็ละใบหน้าออกมา
“ดูดบุหรี่จริงๆ ด้วย จะต้องให้โดนทัณฑ์บนอีกกี่ครั้ง เธอถึงจะเลิกดูดบุหรี่ในโรงเรียนฮะเจ้าธาร!”

“ใครไปฟ้องป้าเนี่ย” หัวคิ้วของธารย่นยู่ไปทันที มองพี่สมรอย่างหงุดหงิด ก่อนจะเหลือบมามองยังผม “ไอ้เวรนั่นสินะ”
โอเค ตอนนี้ผมได้ฉายาเหมือนพี่สมรละ ฉายาว่า ‘ไอ้เวร’ แม่ง... มีใครตั้งฉายาให้อาจารย์แบบนี้บ้างวะ มันไม่สุภาพนะเว้ย!
สิ้นเสียง พี่สมรก็จัดการดีดหูเด็กนั่นทันที

“มาเรียกอาจารย์ว่าไอ้เวรนั่นได้ยังไง เดี๋ยวเถอะ เดี๋ยวจะโดน ให้ความเคารพอาจารย์เหนือด้วย”

“ก็แค่อาจารย์ฝึกสอนนี่ป้า ไม่เห็นจะเป็นไรเลย ไม่ใช่อาจารย์จริงๆ ซะหน่อย อายุก็ห่างกันไม่กี่ปีด้วย จะเอาอะไรนักหนา!”
“จะเป็นแค่อาจารย์ฝึกสอน เธอก็ต้องให้ความเคารพ แล้วก็เลิกเรียกฉันว่าป้าหมอนๆ ซะที อาจารย์สมรน่ะเรียกเป็นมั้ย” พี่สมรเปลี่ยนจากดีดหูมาเป็นดึงหูแทนละ

“โอ๊ยๆ เจ็บๆ ทำอะไรของป้าเนี่ย!” ธารร้องโอดโอย ตัวสูงๆ ย่อต่ำลงตามแรงดึง ก่อนจะถูกป้าหมอนตีไหล่ไปอีกที
“บอกให้เรียกว่าอาจารย์ เธอนี่มันจริงๆ เลยนะธาร มานี่เลยมา ไปที่ห้องฝ่ายปกครองเลย สงสัยครั้งนี้คงจะต้องเรียกพ่อเธอมารับทราบวีรกรรมลูกชายตั้งแต่ต้นเทอมซะแล้วมั้ง”

พูดอย่างเดียวไม่พอ พี่สมรดึงหู ลากธารออกมาจากห้องท่ามกลางสายตาเพื่อนร่วมชั้นด้วย มีหันไปขอโทษอาจารย์ประจำวิชาหน่อยที่เข้ามารบกวน พอออกมาจากห้องถึงได้ปล่อยมือออก แล้วร้องสั่งเสียงเขียว

“ตามมาให้ไวเลย ครั้งนี้ฉันไม่ปล่อยเธอแล้ว ใจดีเกินไปทีไร ได้ใจทุกที”
ธารพ่นลมหายใจยาว กลอกตาอย่างเหนื่อยหน่ายก่อนสายตาจะมาปะทะเข้ากับผมที่ยืนหน้าแห้งอยู่ เท่านั้นหมอนั่นก็แยกเขี้ยวใส่ พร้อมกับส่งเสียงต่ำทันที

“อย่าได้หวังจะฝึกสอนที่นี่ได้ราบรื่นเชียว”
ผมกลืนน้ำลายเอื้อกแทบจะในทันใด

นี่ไง ผมถึงต้องโกหกเพื่อเข้าข้างหมอนี่ก็เพราะแบบนี้นี่ไง!

แต่ขู่ได้ประโยคเดียว พี่สมรก็พุ่งเข้ามาตีธารอีก ก่อนจะลากแขนเด็กนั่นให้เดินตามไป
“ไม่ต้องไปขู่อาจารย์เลย เขาไม่กลัวเธอหรอก ไปได้แล้ว อย่าเสียเวลา”

ธารเดินตามพี่สมรไปอย่างว่าง่าย ทว่าก็ไม่วายหันมามองหน้ามอง ส่งสายตาอาฆาตมาให้พร้อมกับใช้มือข้างที่ว่างอยู่ทำท่าปาดคอตัวเอง ขยับปากเล็กน้อยพอให้จับใจความได้

‘ตาย’

แล้วก็เดินหายไปที่หัวมุมบันได ทิ้งให้ผมยืนค้างอยู่ตรงนั้นราวกับถูกผีหลอกมา

กะ...กูว่ากูสมควรกลับกรุงเทพฯ กลับวันนี้เลยได้ยิ่งดี! อยู่ต่อนี่กูตายแน่ๆ ไม่ต้องฝึกมันแล้วงงงานแล้ว กลับด่วนๆ!
--------------------------------------------------------

พี่เหนือโดนน้องธารเปิดศึกซะแล้ว บอกเลยว่าตอนหน้านี่พี่เหนือแทบจะหนีกลับกรุงเทพฯ แล้วน้องมายด์เต๊าะพี่เหนือนี่คืออะไร 555

ตอนนี้แก๊งน้องธารโผล่มากันครบหน้าแล้วนะคะ มีน้องธาร น้องมายด์ จอมแก่น แล้วก็โรมนะ มารวมตัวกันครบแบบนี้แล้ว พูดได้คำเดียวว่าเกรียนมาก เกรียนแค่ไหน เดี๋ยวตอนหน้ารู้เลย

หลายคนถามหนูแดงว่าพี่เหนือเป็นเคะแน่เหรอ ทำไมนางแม้นแมน แถมยังโดนหนูแดงสปอยล์อีกว่าพี่เหนือเนี่ยแหละจะเป็นฝ่ายเต๊าะพระเอก ฮาา บอกไว้ก่อนว่าหนูแดงไม่ค่อยชอบเคะออกสาวน่ะค่ะ (แรกๆก็เคยเขียนนั่นแหละ แต่พักนี้เปลี่ยนละ) รู้สึกว่าเวลาเขียนให้เกรียนแล้วมันทำยาก พี่เหนือเลยจะดูแมนหน่อยนะ แต่มันก็มีโมเม้นต์จิกกัดตามปกตินั่นแหละเพราะพี่เหนือไม่ใช่ชายแท้เต็มร้อยตั้งแต่แรก เปิดตัวมาก็เป็นโบทแล้ว โบทรับด้วย ทุกอย่างต้องเป็นไปตามธรรมชาติ ฮาา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-02-2016 01:35:47 โดย NooDangzz »

ออฟไลน์ Fahkram

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 12
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

ออฟไลน์ nunda

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2948
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +51/-2

ออฟไลน์ ♥lvl♀‘O’Deal2♥

  • หานิยายถูกใจยากจัง!
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2721
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +176/-4
มารอคะ
เราชอบสไตร์เคะไม่สาวคะ แบบนี้ชอบมาก

ออฟไลน์ ice.sp0211

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0

ออฟไลน์ day9day

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2182
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +284/-9
ชอบเรื่องนี้มากๆเลยครับ
มาต่อบ่อยๆนะครับ เป็นกำลังใจให้คนแต่งนะครับ

พี่เหนือ จะมีผัว ชื่อธาร ก็คราวนี้แหละ

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3442
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
โธ่ พี่เหนือ เตรียมรับมือให้ดีนะไม่รู้ว่าธารจะมาไม้ไหนเนี่ย

ออฟไลน์ PiSCis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 361
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-2
พี่เหนือแย่แล้ววววววววววววววววววววววววววววว  :mew5: :ling3:

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8436
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10
อีน้องธารอย่าทำอะไรจารย์เหนือนะ :sad11: :sad11: :sad11:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Dee^daY

  • ไม่เคย ทำให้ใครเดือดร้อน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4048
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +330/-6

ออฟไลน์ Bb nale

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 567
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
ที่ว่าเหนือเต๊าะธารก่อนนี่คืออะไร ติดตามนะจ๊ะ

ออฟไลน์ NooDangzz

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +212/-8
ชั่งใจ ครั้งที่ 3: เด็กช่างข้างห้อง[1]
คำขู่เด็กนั่นเสมือนดั่งคำประกาศิต พอเลิกเรียนปุ๊บ ผลงานจากคำขู่ก็ส่งตรงชนิดเดลิเวอร์รีมาถึงผมรวดเร็วฉับไว
ก็ไม่ได้เกิดกับตัวผมโดยตรงหรอก ตอนแรกก็หวั่นใจอยู่เหมือนกันว่าจะโดนมันดักกระทืบหรือเปล่า เดินออกจากอาคารนี่ระแวงหนักมาก แต่จริงๆ ไม่ใช่ ไม่ได้เกิดกับตัวผม แต่ไปเกิดกับรถคันเก่งของผมแทน

โดนปล่อยยาง...

วิธีกลั่นแกล้งอาจารย์แบบเด็กๆ แต่ก็เล่นเอาผมยืนเอ๋อรับประทาน ไม่รู้จะกลับหอพักยังไงเหมือนกัน ดีที่พี่สมรเดินมาเอารถที่ลานจอดพร้อมกับผม เธอก็เลยโทรเรียกช่างจากอู่ใกล้ๆ ให้มาจัดการเติมลมให้ พร้อมกับบอกว่า...

‘เรื่องปกติค่ะน้องเหนือ ครูที่นี่โดนกันมาแล้วทุกคนแหละค่ะ ตอนพี่มาสอนใหม่ๆ ก็โดนบ่อย ตอนนี้ชินแล้วล่ะ ส่วนช่างอู่นี้ก็รวยเลย โดนเรียกมาบ่อยเหมือนกัน’

ถามพี่สมรว่ามีมาตรการแก้ไขมั้ย เธอก็บอกว่าไม่มี เคยขู่เด็กก็แล้วว่าใครทำจะโดนพักการเรียน แต่ก็ไม่มีผลอะไรเลยสักนิดเพราะจับตัวคนทำไม่เคยได้ ขนาดมีนโยบายติดกล้องวงจรปิด ก็ยังจะถูกเด็กพวกนั้นเอาสีมาพ่นเลนส์บ้าง พังกล้องบ้างจนใช้ไม่ได้อีก

ฟังแล้วผมก็ได้แต่ทอดถอนหายใจ เด็กช่างพวกนี้มันเหลือเกินจริงๆ นั่นแหละ
เหลือเกินยิ่งกว่าเมื่อวันถัดมา ผมก็โดนเล่นงานอีกรอบ เมื่อวานแค่ปล่อยลมล้อเดียว วันใหม่ปล่อยสองล้อ

แล้วคิดเหรอว่าจะหยุดแค่นี้... แม่งเพิ่มวันละล้ออย่างกับล่าแต้ม ล่าสุดนี่โดนปล่อยทีเดียวสี่ล้อเลย จนช่างที่มาเติมลมให้ผมถึงกับแซวว่าผมคงเป็นที่ถูกอกถูกใจของนักศึกษาที่นี่ เพราะยังไม่เคยมีอาจารย์คนไหนโทรตามช่างให้มาเติมลมติดๆ กันถึงสี่วันเลยสักคน ผมนี่แหละคนแรก

บอกเลยว่าแม่งไม่ได้ถูกใจอะไรพวกมันหรอก จะถูก Teen มากกว่า
แย่สุดก็คือวันนี้ พอถึงเวลาเลิกเรียน ผมลาพี่สมรกับอาจารย์คนอื่นๆ เสร็จแล้วเดินมาที่รถ ก็เห็นว่าล้อทั้งสี่ยังอยู่ดี มีลมยางเต็ม ไม่มีการถูกปล่อยใดๆ

แล้วทำไมผมถึงบอกว่าแย่สุดน่ะเหรอ?
มันไม่ปล่อยลมยาง แต่มันเอาหมากฝรั่งเคี้ยวแล้วมาอุดรูกุญแจรถแน่นเลยพับผ่าเอ๊ย!

เห็นแล้วผมก็หัวเสีย อยากจะพุ่งไปกระโดดถีบเด็กช่างหน้าไหนก็ตามที่เดินผ่านมาแถวนี้ชะมัด แต่ก็ไม่กล้าไง เดี๋ยวพวกมันมารุมกระทืบผมข้อหาพาล ผมเลยได้แต่บ่นอุบอิบที่จะต้องเอารถไปให้ช่างเอาหมากฝรั่งเวรนี่ออกอีก

แต่ถึงจะโดนแกล้งแบบนี้ ผมก็แอบแสยะยิ้มกับความโง่ของไอ้เด็กนั่นเหมือนกัน
มันไม่รู้หรือไงวะว่ารถผมมันปลดล็อคด้วยระบบรีโมท กดกริ๊กเดียวก็เปิดได้แล้วเว้ย ไม่ต้องไขเหมือนรถสมัยเก่า

ผมยืนหัวเราะในลำคอคนเดียวเป็นบ้าเป็นหลัง สะใจที่มันทำให้ผมโทรเรียกช่างมาช่วยในวันนี้ไม่ได้ จังหวะเดียวกันก็เหลือบเห็นว่ามีมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งถูกเข็นผ่านมาข้างๆ พอหันไปมองก็เห็นว่าเป็นไอ้เด็กธารกับผองเพื่อนครบแก๊ง พวกนั้นเข็นมาแล้วก็มาหยุดมองผมห่างๆ แวบหนึ่ง

ส่วนผมน่ะเหรอ... ชูกุญแจรีโมทในมือขึ้นสูง ยักคิ้วให้มันไปทีประหนึ่งว่า ‘มึงไม่ได้แดรกกูร้อก!’ ก่อนจะกดรีโมท และเดินไปเปิดรถต่อหน้าต่อตามัน กะว่าจะให้มันเจ็บใจเล่น

ทว่าพอผมตรงเข้าไปจับที่เปิดประตูปุ๊บ ความเหนียวหนืดของวัตถุบางอย่างก็ติดปลายนิ้วผมทันที กลิ่นหอมรสผลไม้รวมอ่อนๆ ก็ลอยมาเตะจมูกให้ได้กลิ่นรางๆ ด้วย ผมชะงักกึกไป หัวคิ้วนี่ขมวดเข้าหากันโดยอัตโนมัติ

ระ...หรือว่า...
ดึงมือออกมาดูก็เห็นว่าด้านหลังที่เปิดประตูมีหมากฝรั่งถูกเคี้ยวแล้วติดอยู่เป็นแพ
อะ...ไอ้เด็กเวร!

ผมอ้าปากค้าง หันไปทางตัวต้นเหตุ ขณะที่ธารมองหน้าผมแล้วหยักยิ้มมุมปาก คล้ายกับกำลังส่งเสียงหัวเราะดังหึมาทีนึง ยักคิ้วให้ผมตบท้ายก่อนจะเข็นมอเตอร์ไซค์ไปสตาร์ทที่จุดสตาร์ทหน้าวิทยาลัยเพื่อให้อาจารย์ผู้ชายคนอื่นๆ ตรวจอาวุธก่อนออกไป ทิ้งให้ผมยืนหัวเสีย วิ่งหาก๊อกน้ำมาล้างมือให้วุ่น

แม่ง เหนือชั้นมากไอ้ธาร...เหนือชั้นมาก!

มาอีกวัน...
เรียกว่าโคตรมหาแย่ เมื่อวานแค่หมากฝรั่ง ไปให้ช่างเอาน้ำมันเครื่องทาก็ลอกออกมาได้อย่างไร้ริ้วรอย แต่วันนี้...
กระจกมองข้างทั้งสองข้าง...โดนสีสเปรย์สีดำพ่นซะจนดำปิ๊ดปี๋เลย!

ผมไม่ทนละ ไปโวยวายกับพี่สมรว่ามันเกินไป หากแต่ได้คำตอบกลับมาว่า ‘รถน้องเหนือมีกล้องมั้ยล่ะคะ ถ้ามีกล้องก็เอามาเป็นหลักฐานได้ว่าเจ้าธารเป็นคนทำ แต่ถ้าไม่มีก็คงต้องไปติดนะ เด็กที่นี่น่ะเห็นเกๆ แบบนี้แต่หัวหมอจะตาย ถ้าจับไม่ได้คาหนังคาเขาก็ไม่ยอมรับหรอกค่ะ’

นั่นแหละประเด็น รถผมไม่มีกล้องไง เพิ่งจะเอาออกไปก่อนมาฝึกงานเพราะมันเสีย ตอนนี้มองเห็นประโยชน์ของการมีกล้องหน้ารถทันที ส่วนรถผมก็เอาเข้าอู่ไปเรียบร้อยโรงเรียนไอ้เหนืออีกวัน ช่างประจำอู่นี่ถึงกับเรียกผมว่าขาประจำเลยทีเดียว ไม่มีใครโดนเล่นงานติดกันชนิดทำลายสถิติกินเนสต์บุ๊กประจำวิทยาลัยเทคนิคบุญอนันต์เหมือนผมอีกแล้ว

“ถ้าไม่เปลี่ยนไปเลย ก็ต้องรอนานหน่อยนะครับ เดี๋ยวผมให้ลูกน้องขัดสีสเปรย์ออกให้” ช่างใหญ่ประจำอู่เดินมาบอกผมที่นั่งพลิกนิตยสารเกี่ยวกับรถไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างเบื่อหน่าย
ผมละสายตาได้ก็พยักหน้า “ไม่เป็นไรครับ ผมรอได้”

“แต่ถ้าอาจารย์ไม่อยากรอ อาจารย์ก็ไปเดินเล่นแถวๆ นี้ก่อนก็ได้นะครับ ตั้งแต่มาอยู่นี่ เคยไปเดินเล่นแถวสวนชมน่านหรือยัง”
“ยังไม่เคยเลยครับ” ผมตอบไปตามความจริง

ก็ตั้งแต่มาที่นี่ วุ่นวายเรื่องฝึกงานอย่างเดียวไม่พอ ยังจะวุ่นวายเรื่องโดนไอ้เด็กธารแกล้งทุกวี่ทุกวัน ไม่เคยได้กลับห้องแต่หัววันเลยสักครั้ง แถมกลับมาก็ยังต้องมาทนฟังไอ้บ้าข้างห้องกินเหล้าโต้รุ่งส่งเสียงโวยวายทุกคืนอีก นอนไม่เคยพอสักคืนแบบนี้จะเอาเวลา เอาแรงที่ไหนไปเที่ยว

“วิวดี ลมเย็นนะแถวนั้น ของกินก็มีเยอะ สาวๆ ที่มาวิ่งก็แจ่มๆ ทั้งนั้น ไปเดินเล่นก่อนแล้วค่อยกลับมาก็ได้ครับ ไม่ไกลจากอู่นักหรอก เดินข้ามฝั่งไปก็ถึงแล้ว” ฝ่ายนั้นเสนอมาอีกเมื่อผมตอบกลับไปแบบนั้น

ผมพอจะนึกออกว่าอยู่ตรงไหน อู่รถนี่อยู่ตรงริมถนนหน้าแนวแม่น้ำน่านด้านหลังวัดพระศรีมหาธาตุฯ หรือที่เรียกกว่าวัดใหญ่ เดินข้ามฝั่งไปก็จะเป็นสวนชมน่าน ที่พักผ่อนหย่อนใจชื่อดังของชาวสองแคว ผมเลยตกลงไปโดยแทบไม่เสียเวลาคิด

“งั้นเดี๋ยวผมกลับมาแล้วกันครับ เสร็จเมื่อไหร่ก็โทรมาแล้วกัน”
“ได้ครับ ค่ำๆ แหละ เดี๋ยวผมโทรหา”

จัดการฝากฝังรถคันเก่งเสร็จก็เดินไปข้ามสะพานลอยมาอีกฝั่งหนึ่ง ตอนนี้เป็นเวลาราวๆ หกโมงเย็นเลยมีผู้คนออกมาเดินเล่นกันค่อนข้างหนาตา ทั้งมาออกกำลังกาย ทั้งพวกนักเรียนที่เรียนอยู่โรงเรียนแถวนั้น เดินกันให้ละลานตาไปหมด ผมมารู้อีกทีว่าถัดไปจากสวนชมน่านอีกแยกนึงก็มีไนท์บาซาสำหรับนักชอปฯ อีกด้วย ผมก็เลยตัดสินใจเดินไปแถวนั้นเพื่อหาอะไรลงท้องสำหรับมื้อเย็นก่อน

หากทว่า...พอผมเดินมาได้ครึ่งทางของสวน สายตาผมก็ไปปะทะเข้ากับแก๊งเด็กวัยรุ่นราวสิบชีวิตที่ขี่มอเตอร์ไซค์ซ้อนกันชนิดลืมตายมาจอดห่างจากบริเวณที่ผมเดินอยู่ไม่กี่เมตร มองปราดเดียวก็รู้ว่าพวกนั้นเป็นเด็กช่าง เห็นมีไม้ที ไม้บรรทัดฟุตเหล็กติดตัวมาด้วย แต่ไม่ใช่เด็กช่างวิทยาลัยที่ผมสอนอยู่หรอก พวกนั้นไม่ได้ใส่ช็อปสีครีมอ่อน แต่ใส่ช็อปสีเขียวขี้ม้า ไม่รู้เหมือนกันว่ามาจากที่ไหนเพราะไม่เคยเห็น

เพราะไม่เคยเห็น ก็เลยไม่สนใจ เดินไปเรื่อยๆ จนเกือบจะถึงกลุ่มพวกเด็กนั่นที่จอดรถยืนมุงกันอยู่ฝั่งตรงข้าม ผมก็ได้ยินเสียงโวยวายแว่วเข้ามาในหูทันที

“มึงนึกว่ามึงหล่อนักเหรอวะ มาจีบแฟนกูนี่ ไม่รู้หรือไงว่ามีเจ้าของแล้ว!”
“แล้วกูจะไปรู้เหรอว่าไม่มีแฟน แฟนมึงไม่ได้มีปลอกคอใส่ไว้นี่หว่า”
“มึงด่าแฟนกูว่าเป็นหมาเหรอ!”

แล้วพวกมันก็ผลักกันอุตลุต คนรอบข้างผมวงแตกกันทันที ส่วนผมก็รีบเดินเร็วๆ ด้วยสัญชาตญาณบอกว่าอีกเดี๋ยว มันจะต้องตะลุมบอนกันแน่ๆ
ผมเกือบจะสาวเท้าจ้ำอ้าวเดินผ่านไปเหมือนคนหูหนวกตาบอดอยู่แล้ว ถ้าหากว่าจู่ๆ หูไม่ดันไปได้ยินเสียงคุ้นหูดังขึ้น

“มึงผลักเพื่อนกูเหรอ!”
พลั่ก!
ตามมาด้วยเด็กหัวโจกเสื้อช็อปสีเขียวที่โวยวายเรื่องแฟนโดนแย่งถูกผลักไปนั่งจุ้มปุ๊กบนพื้น เท่านั้นผมก็ตวัดหางตาไปมองทันที แล้วก็ต้องเบิกตาโตเมื่อเห็นว่าไอ้ตัวการที่ผลักอีกฝ่ายคือ...

“ธารใจ!”
ตายหอง เผลอตะโกนเรียกชื่อมันไปอีก แม่งเอ๊ย ทำไมต้องมาเจอไอ้เด็กพวกนี้ตอนพวกมันมีเรื่องกันด้วยวะ!
ทีนี้เด็กพวกนั้น ทั้งวิทยาลัยอื่น วิทยาลัยที่ผมสอนอยู่ก็หันขวับมามองผมเป็นตาเดียว เท่านั้นน้องมายด์ก็ร้องวี้ดว้ายกระตู้วู้เสียงดังอีกคน
“อ้ายเหนือ! อ้ายเหนือ! (พี่เหนือ! พี่เหนือ!)” โบกมือเรียกประหนึ่งเห็นเพื่อนสาวที่พลัดพรากจากกันกว่าสิบปี
มึงจะทักกูทำมะเขือเผาอะไร! อย่าลากกูไปยุ่งกับเวทีมวยของพวกมึงนะเว้ย!

ผมใจสั่นวูบขึ้นมาที่จู่ๆ ก็ตกเป็นเป้าสายตา ตกเป็นเป้าสายตาอย่างเดียวไม่พอ จะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพวกเดียวกับไอ้เด็กพวกนั้นด้วยเถอะ พวกเด็กช่างเสื้อช็อปเขียวนั่นคงไม่คิดว่าผมเป็นอาจารย์ฝึกสอนหรอก ใส่ชุดนักศึกษาขนาดนี้ มันคงจะคิดว่าเป็นรุ่นพี่ ปวส.มากกว่า และที่ผมไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับพวกมันก็เพราะสังเกตเห็นได้ตอนนี้ว่าพวกเด็กนั่นมีกันอยู่แค่สี่หน่อ ได้แก่ ธาร โรม น้องมายด์ และจอมแก่น ในขณะที่อีกฝั่งแม่งจะตั้งทีมฟุตบอลได้อยู่ละ

“เอ้า’จารย์ มาทำไรเนี่ย!” แถมโรมก็ร้องเสียงดังเมื่อเห็นผมยืนมองอยู่ฝั่งตรงข้ามอีกด้วย

จะหนีก็ไม่ได้แล้วด้วยวุ้ย ผมเลยอ้าปากจะอธิบายว่าแค่เดินผ่านมาแล้วบังเอิญมาเจอพวกมันยืนประจันหน้ากับเด็กเทคนิคฯ วิทยาลัยอื่นอยู่ แล้วพอสบโอกาสก็จะชิ่งหนีแทน ทว่าแค่เผยอปากเท่านั้น จอมแก่นก็วิ่งข้ามฝั่งมาหาผมแล้ว ก่อนจะตามมาด้วยน้องมายด์ พอเห็นเพื่อนวิ่งมา โรมก็วิ่งตาม

ดะ...เดี๋ยว! พวกมึงจะวิ่งมาหากูทำซากอ้อยอะไร! กูช่วยพวกมึงไม่ได้หรอกนะเว้ย! กูแค่มาซื้อข้าวกิน!

คิดไปก็เท่านั้นแหละ อีน้องมายด์เข้ามาจับไหล่ผมแล้วก็โพล่งขึ้นมาแล้ว
“อ้ายเหนือจั๊ดการเลยเจ้า จ้วยน้องมายด์กั๊บเปื้อนๆ ต้วย (พี่เหนือจัดการเลยค่ะ ช่วยน้องมายด์กับเพื่อนๆ ด้วย)”
ช่วยพร่อม! กูยังเอาตัวเองไม่รอดจากพวกมึงเลย โดนหัวหน้าแก๊งพวกมึงแกล้งทุกวัน จะไปช่วยได้ยังไง!

ยังไม่ทันจะได้พูด ธารที่ยืนประจันหน้ากับคู่อริอยู่ก็วิ่งมาทางผมเหมือนกัน ก่อนจะมาหยุดตรงหน้า ใช้ตัวเองเป็นเกราะกำบังทุกคนเอาไว้
“นับหนึ่งถึงสามแล้ววิ่งเลยนะ วันนี้พวกมันมากันเยอะ สู้ไม่ไหวว่ะ” ธารกระซิบบอกโดยไม่หันมามอง จ้องอีกฝ่ายที่รอจังหวะรถหยุดเพื่อข้ามมาหาเหมือนกัน

เห็นก็พอรู้ พวกเด็กนี่มีกันแค่สี่คน นับผมด้วยก็ห้า ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่ช่วย ส่วนพวกฝั่งตรงข้ามมีมากกว่าสิบ สู้ไหวก็กัปตันอเมริกาแล้ว!

ทุกคนพยักหน้ารับ ธารก็เริ่มออกปากนับ
“หนึ่ง...”
แค่หนึ่งเท่านั้นแหละ ผมก็ใส่เกียร์หมา วิ่งนำเพื่อนไปเลย พวกเด็กเวรนั่นหันมามองผมแล้วก็อ้าปากค้าง

“เฮ้ย’จารย์! ยังไม่ได้นับสามเลย! รอก่อน!” โรมร้องลั่นทันทีที่เห็นผมพุ่งตัวสุดแรงเกิด
จะรอป้ามึงมาตัดริบบิ้นเหรอ! วิ่งสิเอ๋! รอทำบ้าอะไร เดี๋ยวพวกมันก็เอาสปาตาร์มาเฉาะหัวมึงหรอก! วิ่งโว้ย วิ่ง!

โรมวิ่งตามมาคนแรก ก่อนน้องมายด์กับจอมแก่นจะวิ่งหน้าตั้งตามมาติดๆ
“ว้าย! อ้ายเหนือ ท่าน้องกำ! (ว้าย! พี่เหนือ รอน้องด้วย!)”

อีน้องมายด์นี่น่ารำคาญมาก วิ่งไปก็กรี๊ดไปจนธารที่ยืนกันท่าให้เพื่อนอยู่ต้องหันมามอง พอเห็นทั้งเพื่อน ทั้งอาจารย์วิ่งตูดเปิด มันก็วิ่งตามมาเลย แวบเดียวก็วิ่งมาขนาบข้างผม หันมาสบถใส่ผมเสียงดังด้วย

“เป็นอาจารย์ภาษาไรวะ! เผ่นแน่บก่อนนักเรียนอีก เดี๋ยวนักเรียนก็โดนรุมกระทืบตายหรอก เป็นอาจารย์ก็ต้องช่วยห้ามสิเฮ้ย!”
แล้วมันใช่หน้าที่กูมั้ย กูเดินผ่านมา จะไปหาซื้อข้าวกินนะเว้ย ไม่ได้มาห้ามทัพพวกมึง กูก็กลัวตายเป็นนะ!
“วิ่งไปน่า อย่าพูดมาก!” ผมอยากจะพูดมากกว่านี้นะ แต่พอได้ยินเสียงเฮโลจากทางด้านหลังก็วิ่งไม่คิดชีวิตทันที

นี่ถ้าแข่งวิ่งร้อยเมตรล่ะก็ บอกเลยว่าผมได้เหรียญทองมาครองแน่นอน ตอนนี้ผมวิ่งนำเด็กพวกนั้นไปแล้วเรียบร้อย ทิ้งห่างด้วย
โถ...ไอ้เหนือ วิ่งลืมตายแท้ๆ

“เล่นงานพวกมันอย่าให้เหลือ!”
ไอ้พวกเด็กเวรวิทยาลัยอื่นก็ตะโกนไล่หลังมา ผมหันไปมองก็เห็นพวกมันยกโขยงมาด้วยความเร็วแสงเช่นเดียวกัน ที่สำคัญ พวกธารที่วิ่งตามหลังผมมาตอนแรก ตอนนี้พวกมันแยกย้ายหนีเข้าตรอกซอกซอยกันเป็นที่เรียบร้อย เหลือผมคนเดียวนี่แหละที่วิ่งหนีคู่อริพวกมันอยู่

ดะ...เดี๋ยว! กูเป็นอาจารย์นะ ไม่ใช่คู่อริพวกมึง จงตั้งสติ! ตั้งสติกันเดี๋ยวนี้!
ส่วนไอ้พวกเด็กเวรแผนกที่ผมดูแลนั่น...

พวกมึงทิ้งอาจารย์หน้าตาเฉยได้ยังไงวะ! กูบอกว่ากูแค่เดินผ่านมา จะไปซื้อข้าวกินเฉยๆ! อะไรของพวกมึงเนี่ย!
พวกเด็กคู่อรินั่นก็บ้าเลือดจนไม่มีเวลามาตั้งสติแล้วล่ะ บุกมาประหนึ่งจะรุมกินโต๊ะผม ตอนนี้สายตาผมก็มองซ้ายมองขวาให้วุ่นเลย

ตะ...ตำรวจ ตำรวจอยู่ไหน! ห้ามไอ้เด็กพวกนั้นที!

ตอนขับรถผ่านมาก็เห็นอยู่ว่ามีสถานีตำรวจอยู่แถวนี้ แต่ตรอกซอกซอยที่นี่มันทะลุกันได้จนผมที่ไม่ใช่คนในพื้นที่งงไปหมด เลยวิ่งวนไปทั่ว หาทางไปสถานีตำรวจไม่ถูกสักที ผมเลยเอาแต่วิ่งหน้าตั้งจนเลยไนท์บาซาไป ถ้าให้ประเมินระยะทางที่วิ่งล่ะก็ บอกเลยว่าเกินสามกิโลฯ ไปแล้วเรียบร้อย วิ่งจนมาถึงหลังวัดอะไรสักอย่าง ไอ้เด็กเทคนิคจากวิทยาลัยอื่นก็ยังไม่เลิกวิ่งตามผมเลย
วะ...เวร กูวิ่งจนลมจะใส่แล้วนะเว้ย พวกมึงหยุดตามกันซะที กูเป็นอาจารย์! เป็นอาจารย์!

ไม่ใช่แค่คิด ตะโกนบอกไปด้วยว่าตำแหน่งตัวเองคืออะไร แล้วพวกมันฟังมั้ย...หึ! วิ่งหน้าตั้ง จะเอาแต่รุมกระทืบผมลูกเดียว
กูบอกว่าเป็นอาจารย์ ได้ยินมั้ยเนี่ย!

วิ่งจนไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ไหน ขาทั้งสองข้างเริ่มไร้เรี่ยวแรงจนความเร็วลดลง ฟ้าก็เริ่มมืดลงเรื่อยๆ มองไปรอบข้างก็มีแต่หลังบ้านคนกับพงหญ้าที่พุ่งทะลุไปก็ตกแม่น้ำน่าน แถมแถวนี้ก็ไม่มีรถสวนไปสวนมาอีก คล้ายๆ กับถนนเส้นหลังเล็กอะไรประมาณนั้น

มะ...ไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวจริงๆ ข้าวก็ยังไม่ได้กิน แถมจู่ๆ มาวิ่งมาราธอนลืมตาย แบบนี้โดนพวกมันรุมกระทืบแน่...

ทว่าในวินาทีที่ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะหมดแรง สายตาผมก็เหลือบเห็นไฟสีส้มของรถมอเตอร์ไซค์ออโต้พุ่งเข้ามาหาตรงหน้า แล้วก็ปาดหน้าจอดชนิดเกือบชน ดีที่ผมเบรกฝีเท้าได้ทัน และก็ต้องตกใจที่เห็นว่าคนขับก็คือธาร

“’จารย์ขึ้นมา!” จอดได้ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ร้องเรียกให้ผมขึ้นซ้อน
ผมยังเอ๋อกินอยู่เลยไม่ได้ทำตามโดยทันที หมอนั่นจึ๊ปากแล้วก็เอี้ยวตัวมาคว้าแขนผมกระชากเข้าไปหาเต็มแรง
“เดี๋ยวก็โดนพวกมันรุมยำหรอก ขึ้นมา!”

ได้สติเอาตอนนี้ ผมเลยปีนขึ้นไปนั่งซ้อนท้าย ก้นยังไม่ทันจะสัมผัสกับเบาะเลย ธารก็บิดคันเร่งมิดออกตัวไปแล้ว ผมเลยรีบคว้าเอวเด็กนั่นเอาไว้เพราะเกือบจะตกรถ

“ขับช้าๆ หน่อย เมื่อกี้เกือบตกแล้วนะเว้ย!” เผลอวะๆ โว้ยๆ กับมันไปอย่างลืมตัวด้วย ก็แหม เมื่อกี้มันตกใจนี่หว่า
“ช้าเดี๋ยวพวกมันก็ตามมาทันหรอก เงียบปากแล้วเกาะแน่นๆ เถอะ!” ไม่พูดอย่างเดียว เพิ่มความเร็วด้วย

จากที่เกาะเอวมันอยู่แล้ว ตอนนี้ผมกอดเลย เอาหน้าซบหน้าเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อของมันด้วยตามสัญชาตญาณเอาตัวรอดเพราะกลัวจะหงายหลังร่วงลงไป ตั้งตัวได้ก็หันไปมองข้างหลัง เห็นเด็กช่างอีกกลุ่มโยนไม้ทีในมือเข้าใส่ ต่อยเตะอากาศอย่างเจ็บใจที่ผมรอดไปได้

แต่นั่นก็ไม่ได้สำคัญอะไรกับผมแล้ว นอกจากพ่นลมหายใจออกมาเต็มแรงด้วยความโล่งอก ก่อนจะรู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ธารพาผมซิ่งรถมอเตอร์ไซค์มาเจอกับคนอื่นๆ ที่หน้าเซเว่นบนถนนเส้นหนึ่ง

พอจอดรถเทียบฟุตปาธได้ เสียงของธารก็ดังแว่วมาทันที
“จะกอดอีกนานมั้ย’จารย์ กอดแน่นจนเอวจะหักอยู่แล้ว”
ไม่ใช่แค่เสียงที่ขุ่น สีหน้าที่หันมามองก็บ่งบอกว่ารำคาญเต็มทน ผมเลยรีบปล่อยมือ ยกมือลูบต้นคอแก้เก้อไปด้วยที่แสดงท่าทางหวาดกลัวชนิดหางจุกตูดให้เด็กพวกนั้นเห็น

“อ่า...โทษทีครับ”
ธารไม่สนใจคำพูดของผมสักนิด พ่นลมหายใจใส่เต็มแรง แล้วก็เหน็บมา
“อาจารย์บ้าอะไร วิ่งเปิดก่อนเพื่อน”

ถ้ามึงเป็นกู มึงมาหาข้าวกิน จู่ๆ มึงก็ถูกลากไปให้ใครที่ไหนก็ไม่รู้รุมกระทืบ มึงจะวิ่งมั้ยล่ะ!
อยากจะตะโกนใส่หน้ามันอย่างนี้เหลือเกิน แต่ก็ทำได้แค่อดกลั้นเอาไว้ ยิ้มยิงฟันให้ไป ทว่ามุมปากนี่กระตุกยิกๆ

“ธารบ่ท่าไปว่าอ้ายเหนือ อ้ายเหนือเปิ้ลบะเกี่ยว (ธารก็อย่าไปว่าพี่เหนือเลย พี่เหนือไม่เกี่ยวด้วยซะหน่อย)”
น้องมายด์ว่าขึ้นมา มือปลดสายรัดหมวกกันน็อคใต้คางขณะคร่อมรถมอเตอร์ไซค์ยี่ห้อเดียวกับธารไว้อยู่ ต่างกันแค่สี ของธารเป็นสีดำ ของน้องมายด์ไม่ต้องเดาหรอกมั้งว่าสีอะไร สาวน้อยสวยหวานอย่างนี้ก็ต้องสีชมพูอยู่แล้ว
ส่วนมอเตอร์ไซค์ที่จอมแก่นคร่อมอยู่โดยมีโรมซ้อนก็เป็นยี่ห้อเดียวกันเหมือนกัน ทว่าเป็นสีน้ำเงิน
แก๊งเดียวกันก็เลยซื้อยี่ห้อเดียวกันหมดเลยสินะ

“ก็พูดเรื่องจริงนี่หว่า แม่งพอนับแค่หนึ่งก็ออกตัวแรงก่อนใครเพื่อน อาจารย์บ้าอะไร ไม่ปกป้องศิษย์เลย”
ยัง... มันยังเหน็บผมไม่เลิก ศิษย์อย่างมึงมันน่าปกป้องมั้ยล่ะ เอาสีสเปรย์มาพ่นกระจกรถกูเนี่ย ไอ้เด็กธาร!
“ฮั่น บอกว่าจะไปว่าอ้ายเหนือยังว่าแฮ๋มอยู่ เดี๋ยวมายด์ก็ยับแป๋งผัวดีก้า (แน่ะ บอกว่าอย่าว่าพี่เหนือก็ยังจะว่าอีก เดี๋ยวมายด์ก็จับทำผัวซะหรอก)” ตอนนี้น้องมายด์ชักสีหน้าใส่ธารเล็กน้อย ขู่ด้วย

ผมนี่ภาวนารัวๆ เลยว่าขอให้ได้ ขอให้โดน โดนแม่งสักที จะได้เลิกค่อนแคะผม
แต่ธารไม่แยแส ยักไหล่แล้วก็พูดหน้าตาเฉย

“มึงลองมายัดเยียดความเป็นผัวให้กูดูไอ้ไม้ จะกระทืบให้หายเป็นตุ๊ดเลย”
“ซาดิสม์แต๊ ชอบ เยี้ยะแฮ๋มลอเจ้า เยี้ยะแฮงๆ (ซาดิสม์แท้ ชอบ ทำอีกสิคะ ทำแรงๆ)” น้องมายด์ไม่สะทกสะท้านเช่นกัน ตอกกลับแล้วกัดปากประหนึ่งเซ็กซี่สุดฤทธิ์

ธารก็เลยชี้หน้าขู่พลางหัวเราะกับท่าทางนั้น สาบานเลยว่าทันทีที่ผมเห็นเสี้ยวหน้าเปื้อนรอยยิ้มของเด็กนี่ แบบว่าใจเต้นเลยอะ เป็นคนที่ยิ้มแล้วโคตรจะน่ารัก มีเสน่ห์มากๆ แต่ก็มีโม้เม้นต์แบบนั้นได้แค่แวบเดียวเท่านั้นแหละ พอจอมแก่นโพล่งขึ้นมา มันก็ทำหน้าโหดอีก

“แล้วนี่เราจะไปไหนกันต่อ กลับบ้านเลยมั้ย” ว่าแล้วก็หันไปหาโรมที่นั่งเล่นเฝือกบนแขนตัวเองอยู่ทางด้านหลัง
“ไงก็ได้ แล้วแต่ไอ้ธารมันอะ” โรมว่า ไม่ค่อยยี่หระกับคำถามของเพื่อนเท่าไหร่

จอมแก่นก็เลยหันไปทางธาร พยักหน้าให้เป็นเชิงถาม ก่อนธารจะออกปาก
“งั้นไปห้องกูก่อนแล้วกัน แล้วพวกมึงค่อยกลับบ้านกันดึกกว่านี้หน่อย ออกไปตอนนี้ เดี๋ยวไปเจอพวกมันระหว่างทางอีก”
ทุกคนตกลงรับคำทันใด ปล่อยให้ผมนั่งหน้าเหวอที่ไม่มีใครถามผมสักนิดว่าจะไปด้วยมั้ย จนผมต้องรีบออกปากเมื่อเห็นพวกมันสตาร์ทรถ

“เดี๋ยวๆ แล้วพี่เหนือล่ะครับ”
ทุกคนชะงัก หันมามองหน้าผมทันที มีแต่ธารเท่านั้นที่ว่าอย่างรำคาญ
“ถ้าไม่ไปด้วย ’จารย์ก็ลงเดินกลับไปเอง”
เอ้า! มึงพากูมา มึงจะมาปล่อยกูลงกลางทางได้ไง นี่แถวไหนก็ไม่รู้ด้วย พากูมาก็ต้องรับผิดชอบพากูไปส่งคืนที่เดิมสิวะ!

ผมตั้งท่าจะบอกอย่างนั้นแหละว่าให้พาผมไปส่งที่อู่ แต่ยังไม่ทันจะได้ส่งเสียงออกมาสักแอะ ธารก็ว่าออกมาอย่างรู้ทัน
“ถ้าจะให้ไปส่งที่เดิมล่ะก็ ฝันไปเลย ป่านนี้พวกมันยังไม่กลับหรอก โผล่หน้าไป โดนกระทืบแน่”
นั่นแหละ ผมก็เลยหุบปากฉับ เบ้ปากให้มันรัวๆ ด้วย แน่นอนว่าไม่ให้มันเห็น ถ้าเห็น รับรองว่าหันมาต่อยผมแหง

ทว่าถึงธารจะไม่เห็น แต่จอมแก่นก็เห็นเข้าอย่างจัง ก่อนจะเสนอขึ้นมา

“อาจารย์ไม่ต้องห่วงหรอกครับ แถวหอของธารมีรถรับจ้างเยอะ ทั้งสามล้อ ทั้งวินมอ’ไซค์ ไว้อาจารย์ค่อยนั่งกลับไปก็ได้”

“นั่นนะกะ อันเอาจะอี้ละเนาะเจ้าอ้ายเหนือ ไปแอ่วห้องธารกั๋น เผื่อเฮาจะได้สานสัมพันธ์อันแนบแน่นกั๋นต้วย (นั่นสิเนอะ เอาตามนี้แล้วกันนะคะพี่เหนือ ไปเที่ยวห้องธารกัน เผื่อเราจะได้สานสัมพันธ์อันแนบแน่นกันด้วย)” น้องมายด์โพล่งขึ้นผสมโรง

ได้ยินว่ามีรถรับจ้างมันก็เบาใจได้นั่นแหละว่าหาทางกลับไปเอารถที่อู่ได้ แต่ไอ้ที่เบาใจไม่ได้น่าจะเป็นอีน้องมายด์ที่เต๊าะกูไม่เลิกเนี่ย! ใครจะไปสานสัมพันธ์อันแนบแน่นกับมึง! หุ่นมึงอย่างกับนักมวย จะเอากูไปทำกระสอบทรายก็ว่ามา!
“งั้นก็ตามนี้”

ผมยังไม่ทันตอบตกลงเลย ธารก็พูดเองเออเองแล้ว ตามมาด้วยการที่ทุกคนสตาร์ทรถอีกครั้ง ผมเลยต้องเออออไปอย่างไม่มีทางเลือก

กูเลยกลายเป็นเด็กแว้นเหมือนพวกมึงโดยปริยายเลยเนี่ย

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-02-2016 01:39:28 โดย NooDangzz »

ออฟไลน์ NooDangzz

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +212/-8
ชั่งใจ ครั้งที่ 3: เด็กช่างข้างห้อง[2]

ใช้เวลาไม่ถึงสิบห้านาทีก็มาถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ ธารไม่ได้บิดซิ่งดิ่งนรกเหมือนตอนแรก ขี่มาเรื่อยๆ แต่ก็เรียกได้ว่ารถที่มันขับผ่านด่าพ่อล่อแม่ ด่าไปยันโคตรเหง้าตลอดทาง

ก็พี่แกเล่นปาดหน้าชาวบ้านเค้าซะทุกคันอย่างนั้น ใครไม่ด่าบ้างล่ะ

แต่สิ่งที่ทำให้ผมต้องเซอร์ไพรส์หนักกว่าฝีมือการขี่รถแบบไร้ความปลอดภัยของเด็กนี่ก็คือ หอพักที่มันมาจอดด้านหน้า ดันเป็นหอพักที่ผมอยู่

“เอ๊ะ เดี๋ยวนะ น้องธารรู้เหรอครับว่าพี่เหนืออยู่ที่นี่” เรียกมันว่าน้องสักหน่อย เผื่อมันจะอ่อนโยนขึ้น
แต่ไม่... ไม่อ่อนโยนเลย เอาขาตั้งรถลงได้ก็ลุกพรึ่บโดยไม่บอกกล่าว จนผมเกือบจะไหลตกรถ
“จะไปรู้ได้ไง ผัวเมียกันหรือไงถึงต้องรู้เรื่อง’จารย์ไปทุกเรื่อง”
เอ้าไอ้นี่ ถามดีๆ ตอบกวนบาทา เดี๋ยวก็จับทำผัวจริงๆ ซะหรอก!

โอเค สติไอ้เหนือ สติ ลองพูดกับมันดีๆ ก่อน
“ก็พี่เห็นว่าเรามาที่หอพี่ถูก พี่เลยสงสัยน่ะ”

ธารกลอกตา ทำท่าไม่สนใจผม ถอดหมวกกันน็อคเต็มใบที่สวมอยู่ออกแล้วเดินเข้าไปด้านใน ปล่อยให้โรมที่เพิ่งลงจากรถจอมแก่นเป็นฝ่ายตอบ
“ไอ้ธารมันพักอยู่นี่น่ะ’จารย์”
เท่านั้นผมก็กระจ่างแจ้งจางปางเลย
ทำไมกูจะต้องแจ็คพ็อตมาอยู่หอเดียวกับมันด้วยวะ!

ร้ายกว่านั้นก็คือพอเด็กพวกนี่จอดรถเสร็จ แล้วเดินตามธารขึ้นไปยังชั้นบนซึ่งเป็นชั้นที่ธารพักอยู่ ผมก็ต้องอ้าปากค้างระลอกที่สองเมื่อเห็นว่าห้องของธารอยู่ข้างๆ ห้องผม ข้างแบบว่าติดกันเลย

ยะ...อย่าบอกนะว่าไอ้พวกขี้เหล้าที่โวยวายยันรุ่งสางเกือบทุกคืนนี่คือพวกมัน!?

พวกมันแน่นอน ไม่ต้องถามก็รู้ แค่เดินมาถึงหน้าห้องมันแล้วมองเข้าไปด้านใน ก็เห็นบรรดาขวดเหล้า เบียร์ โซดาเปล่าวางเรียงกันเป็นตับ ตัวผมชาวาบเลยทันทีที่นึกขึ้นได้ว่าไอ้คนที่ขู่จะมากระซวกไส้ผมคือเด็กพวกนี้ ซึ่งผมโคตรจะมั่นใจเลยว่าไอ้คนพูดเนี่ย ต้องไม่พ้นธารแน่

“ว่าก็ว่าเต๊อะห้องอ้ายเหนือนี่อยู่จั้นไหนกาเจ้า เผื่อเวลาน้องมายด์ง่อมๆ จะได้ไปแอ่วหาพ่อง (ว่าแต่ห้องพี่เหนืออยู่ชั้นไหนเหรอคะ เผื่อเวลาน้องมายด์เหงาๆ จะได้ไปเที่ยวหาบ้าง)” จู่ๆ น้องมายด์ก็พูดขึ้นขณะที่ผมยังยืนค้างอยู่หน้าห้อง ส่วนคนอื่นๆ เดินเข้าไปข้างในกันหมดแล้ว
หาพ่องมึงสิ!

แต่ผมก็ทำได้แค่หัวเราะแห้งแล้วยกปลายนิ้วชี้ไปทางห้องด้านข้างช้าๆ
“ห้องนี้น่ะ”

สิ้นเสียง ธาร โรมกับจอมแก่นก็มองหน้าผมทันที มองน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ไอ้ที่โดนธารมองแล้วทำหน้าเหี้ยมใส่นี่มันทำให้ผมเสียวสันหลังชะมัด
“อ๋อ ไอ้เวรที่เกือบจะไปแทงไส้ไหลนั่น ที่แท้ก็เป็น’จารย์นี่เอง”
มึงก็ยังจะจำได้อีก!
แล้วก็ตามมาด้วย “รู้ตัวแล้วว่าใครกวนตีน ทีนี้ก็สบายละ จะได้จัดการง่ายๆ”

กะ...กูจะย้ายหอ!

ย้ายไม่ได้ด้วยเถอะประเด็น ทำสัญญาเช่าแล้วก็จ่ายเงินเต็มๆ ไปสองเดือนแล้วด้วย ถ้าย้ายล่ะก็ โดนที่บ้านหักค่าใช้จ่ายรายเดือนย่อยยับแน่

“แล้วนี่จะยืนอยู่หน้าห้องอีกนานมั้ย’จารย์ จะเปิดแอร์ มันร้อน” โรมร้องเรียกผม
ผมน่ะไม่อยากจะเข้าห้องพวกมันหรอก แต่พอโรมพูดเท่านั้น น้องมายด์ก็คว้าแขนผมแล้วก็พุ่งเข้าไปในห้องเลย
“อ้ายเหนือเข้ามาเลยเจ้า (พี่เหนือเข้ามาเลยค่า)”

ไม่...กูไม่เข้า...
...เข้ามาแล้ว

มายืนหัวโด่อยู่กลางห้อง ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่เงอะๆ งะๆ จนจอมแก่นที่จัดการเคลียร์พื้นที่ซึ่งมีซากสมรภูมิวงเหล้าเสร็จเดินเข้ามาถามผม

“อาจารย์กินอะไรมาหรือยังครับ ถ้าหิวก็มีมาม่านะ เดี๋ยวผมต้มน้ำร้อนให้”
“ไม่เป็นไรครับ พี่เหนือกินมาแล้ว” โกหก กินซะที่ไหน ที่โกหกก็เพราะไม่อยากให้ไอ้เด็กธารมาทวงบุญคุณทีหลังน่ะว่ามันเคยทำให้ท้องผมไม่กิ่วด้วยมาม่ากระป๋องละสิบห้าบาทของมัน ก่อนจะยิ้มให้จอมแก่นที่พยักหน้ารับ

“เอ้อ แล้วก็ไม่ต้องเรียกว่าอาจารย์หรอกนะ เรียกว่าพี่เหนือเถอะ มันไม่ค่อยคุ้นน่ะ พี่ก็อายุห่างจากพวกเราไม่กี่ปี เพิ่งจะยี่สิบสองเอง” แล้วผมก็แสดงความเป็นมิตรขึ้นมาอีก ที่ทำนี่ไม่ใช่ว่าอยากจะเป็นมิตรหรอก แค่รู้สึกว่าการมาอยู่ในห้องที่มีแต่เด็กช่างซึ่งผ่านการกลั่นแกล้งผมมาอย่างโชกโชนนี่มันไม่ปลอดภัยเลยสักนิด

โดยเฉพาะกับอีน้องมายด์ที่ตอนนี้ถลาเข้ามาเกาะผมเป็นตุ๊กแกแล้ว
“เมื่อใดอ้ายเหนือจะอนุญาตหื่อฮ้องว่าผัวสักเตื้อ (แล้วเมื่อไหร่พี่เหนือจะอนุญาตให้เรียกว่าคุณสามีล่ะคะ)”
ผัวหลวงมึงก็ยืนอยู่โน่นแล้ว มึงจะมาอะไรกับกูอีก! โอ้โห... ขนลุกเลย มึงนี่คงอยากจะโดนฟ้าผ่าจริงๆ แหงๆ

“อะ...เอาไว้ก่อนนะ” แต่ผมก็ทำได้ดีที่สุดแค่หัวเราะเจื่อนๆ ตอบกลับไปเท่านั้น

ดีที่น้องมายด์ผละออกจากผมไปได้เพราะโรมเรียกให้ไปช่วยถอดเสื้อช็อป ผมเลยรอดพ้นจากการถูกตอดเล็กตอดน้อยมาได้
ทว่า... พอน้องมายด์ไปช่วยโรมถอดเสื้อช็อปปุ๊บ มันดันไม่หยุดที่เสื้อช็อปซะงั้น ดันถอดเสื้อยืดตัวในออกด้วย กล้ามแน่นๆ ของเด็กหนุ่มหน้าคมก็พุ่งปะทะสายตาผมทันที หน้ามืดกว่านั้นเมื่อจอมแก่นเองก็ถอดเสื้อเช่นกัน เห็นตัวเล็กๆ อย่างนั้น ก็มีกล้ามเหมือนเด็กหนุ่มคนอื่นพอตัว แต่ที่ทำให้ผมตาแทบบอดนี่คือธารใจ หันไปมองแวบเดียว กล้ามกับนมเป็นลอนคลื่นก็แล่นปราดเข้ามาในม่านตา ทำเอาผมเกือบน้ำลายหก

“มองไร’จารย์” ธารว่าอย่างหงุดหงิดเมื่อเห็นว่าผมเอาแต่จ้อง
“ก็แบบว่า...” ขาวโบ๊ะ ขาวได้อีก หัวนมชมพูด้วย...
ผะ..ผิด! สติ ไอ้เหนือ สติ!

“แบบว่าพี่เหนือกำลังงงๆ น่ะครับว่าน้องๆ ถอดเสื้อกันทำไม”
“เหม็นเหงื่อขนาดนี้ก็จะเปลี่ยนเสื้อน่ะสิ จะให้นั่งดมกลิ่นตัวเองหรือไง” ธารตอบเสียงแข็ง แต่ก็ไม่ได้ไปหาเสื้อใหม่ใส่อย่างที่ว่า เดินไปเปิดตู้เย็น หยิบถุงน้ำแข็งเทใส่กระติก คว้าเอาขวดเหล้าที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่งมานั่งบนพื้น ดูก็รู้เลยว่าอีกแป๊บนึงก็จะตั้งวงแน่
แล้วก็จริงเสียด้วยเมื่อโรมกับน้องมายด์เดินมานั่ง ตามด้วยจอมแก่นที่ไปค้นตู้เสื้อผ้าเพื่อน เอาเสื้อมาใส่เรียบร้อย

“แล้วอ้ายเหนือบ่ถ่ายเสื้อกาเจ้า (แล้วพี่เหนือไม่เปลี่ยนเสื้อเหรอคะ)” น้องมายด์ออกปากถามผมที่เห็นผมยืนอยู่เหมือนเดิม
ผมเลยชี้นิ้วไปยังกำแพงเป็นเชิงให้รู้ว่า... “เดี๋ยวพี่กลับไปเปลี่ยนที่ห้องได้ครับ”

“บะเอา กำอ้ายเหนือปิ๊กไป อ้ายเหนือท่าจะบ่ปิ๊กมาแฮ๋มแน่ เอาเสื้อธารไปถ่ายก็ได้เจ้า แล้วมานั่งจ๋นแก้วกั๋น (ไม่เอาอะ ถ้าพี่เหนือไป พี่เหนือก็คงจะไม่กลับมาที่นี่อีกแน่ เอาเสื้อธารไปเปลี่ยนก็ได้นะคะ แล้วก็มานั่งก๊งกัน)” ตามด้วยชวนผมกินเหล้าด้วยหน้าตาเฉย

แต่เดี๋ยวนะ... มันเพิ่งจะหัวค่ำเองนะเว้ย มึงตั้งวงกันแล้วคืออะไร!?
“แต่ว่า...พรุ่งนี้พี่เหนือมีสอน น้องมายด์กับเพื่อนๆ สนุกกันไปเถอะครับ ถ้าเมาล่ะก็แย่แน่ เดี๋ยวพี่เหนือกลับห้อง...”
หากแต่พูดยังไม่ทันจบเลย อีน้องมายด์ก็เด้งตัวขึ้นยืน มาคว้าผมเข้าไปกลางวงแล้ว

“ข้าเจ้าก็มีเฮียนเหมือนกัน บ่ะหันจะเป็นหยังเลย เมาก็ไปสอนได้เจ้า เน้อๆ อ้ายเหนือ มาม่วลกันเต๊อะ (หนูก็มีเรียนเหมือนกัน ไม่เห็นจะเป็นไรเลย เมาก็ไปสอนได้ค่า นะๆ พี่เหนือ มาสนุกกันนะคะ)”

ฟังแล้วเหมือนกำลังโดนชวนขึ้นเตียงด้วยฉิบเป๋ง ผมก็ตั้งท่าจะปฏิเสธอีกนั่นแหละ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อโรมแทรกขึ้นมา

“เอาน่า’จารย์ ไม่สิ... พี่เหนือ ถือว่าเป็นเลี้ยงต้อนรับจากพวกผมแล้วกัน จะได้รู้จักกันมากขึ้น เลี้ยงตามสไตล์เด็กช่างน่ะ นั่งๆ”
จอมแก่นพยักหน้าเออออกับเพื่อนด้วยทันที หันมาพยักหน้าให้ผมด้วย

คือ...ผมก็อยากจะก๊งกับพวกมันเหมือนกันนะ ตั้งแต่มาที่นี่ แอลกอฮอล์ไม่ซึมเข้ากระแสเลือดสักหยด แต่พอมองไปยังหน้าเจ้าของห้องที่บอกบุญไม่รับแล้ว ผมก็ไม่กล้าจะรับปาก เลยต้องปฏิเสธอีกครั้ง

“พี่เหนือว่าพี่เหนือกลับห้องดีกว่า...”
พูดแล้วก็ทำท่าจะเดินไปยังประตู หากแต่ก็ต้องยั้งขาไว้พลันเมื่อเสียงห้วนๆ ดังขึ้น

“ถ้าก้าวออกจากห้องไปแม้แต่ก้าวเดียว มีเรื่องแน่ ชวนแล้วปฏิเสธนี่แม่งหาเรื่องชัดๆ”
กะ...กูกลัวว่าอยู่ในห้องมึงแล้วจะโดนมึงหาเรื่องนี่แหละเลยต้องรีบออกเนี่ย!

“ประเพณีของเด็กช่างวิทยาลัยเราน่ะครับ ใครถูกชวนกินเหล้าแล้วปฏิเสธ แสดงว่าหาเรื่อง ไม่รักษาน้ำใจ” เห็นผมทำหน้างงๆ จอมแก่นก็เลยเฉลยให้
ให้ตาย ประเพณีอะไรของพวกมึง!

“ตกลงจะนั่งดีๆ หรือจะเจ็บตัว เลือกเอา” ธารว่าขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเห็นผมอึกอักอยู่
แล้วผมจะไม่นั่งเหรอครับ นั่งลงทันใดด้วยความรวดเร็ว แต่ไม่นั่งข้างมันนะ กลัวว่าถ้ามันเริ่มเมาแล้ว ผมไปทำอะไรขวางหูขวางตามัน จะโดนเล่นงานอีก

และพอผมยอมร่วมวงด้วย เท่านั้น วงเหล้าพร้อมวงดนตรีเพื่อชีวิตก็เริ่มบรรเลงทันที ผมมารู้เอาก็ตอนนี้แหละว่าพวกเด็กช่างน่ะชอบฟังเพลงเพื่อชีวิตกัน เหตุผลก็คือฟังแล้วมันฮึกเหิม เหมาะกับการปลุกใจเวลาไปตีกับโรงเรียนอื่น
จ้ะ เอาเถอะจ้ะ ตามสบายเลย ทีหลังเวลาพวกมึงไปตีกับโรงเรียนอื่น มึงก็เอาเครื่องเสียงไปเปิดเพลงบางระจันวันเพ็ญขับกล่อมความฮึกเหิมของพวกมึงด้วยนะ

ถึงจะโดนบังคับให้ร่วมวงเหล้า แต่ผมว่ามันก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่ กระดกไปแก้วสองแก้ว บรรยากาศตึงเครียดระหว่างผมกับเด็กพวกนั้นก็ค่อยๆ ผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง ผมก็เลยพอจะกล้าเป็นฝ่ายชวนคุย
“พวกเราสนิทกันดีจังเลยนะ เป็นเพื่อนกันมานานแล้วเหรอ หรือเพิ่งจะมารู้จักกันตอนเข้าปีหนึ่ง” ที่ถามแบบนี้ก็เพราะเห็นพวกมันกอดคอกันร้องเพลงลั่นนี่แหละ

โรมเงยใบหน้าแดงก่ำจากฤทธิ์เหล้าขึ้นมอง ก่อนเป็นฝ่ายเปิดปากอธิบาย
“รู้จักกันมานานแล้วพี่”
“รู้จักกันมานาน?”
“ผม ไอ้จอมกับไอ้ธารเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กๆ น่ะ แม่ผมเคยเป็นแม่นมไอ้ธาร ส่วนแม่ไอ้จอมเคยทำงานเป็นแม่บ้านที่บ้านไอ้ธาร ก็เลยรู้จักกันมาแต่เด็กน่ะ แต่ไอ้ไม้นี่มารู้จักกันตอนเข้าปีหนึ่ง มันมาจากเชียงใหม่เลยไม่มีเพื่อน แล้วก็โดนแกล้งบ่อย ตอนรู้จักมันครั้งแรก มันกำลังโดนแกล้งพอดี ไอ้ธารเลยเข้าไปช่วย จากนั้นก็สนิทกันมาถึงตอนนี้”

“อ๋อ...” ผมคราง ในหัวก็คิดไปด้วยว่าไอ้เด็กธารก็นิสัยดีเหมือนกันนะ ช่วยคนอ่อนแอเนี่ย แต่ที่น่าชวนคิดมากกว่าก็คือ บ้านของธารทำอะไร ทำไมถึงได้มีแม่นม แม่บ้านอะไรเทือกนี้
ทว่าก็ไม่กล้าถามเมื่อเห็นว่าธารที่กำลังถูกเพื่อนเล่าประวัติให้ฟังนั่งจิบเหล้าเงียบๆ ด้วยสายตาไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ จนจอมแก่นพูดขึ้นมานั่นแหละ ผมถึงเบนความสนใจไปอีกครั้ง

“แต่ไอ้ธารมันไม่ได้อายุเท่าผมกับไอ้จอมนะ เป็นเพื่อนกันก็จริงแต่มันแก่กว่าปีนึง”
“หมายความว่าน้องธารเรียนช้า?” เรียกน้องธารอีกละ เหมือนจะติดปากซะแล้วแฮะ แต่ช่างแม่ง เรียกไปก่อน เอาความน่ารักมุ้งมิ้งเข้าข่ม มันจะได้เลิกทำตาขวางใส่ผมสักที

“เปล่า” โรมว่าสั้นๆ ทำเอาผมย่นคิ้ว
“ธารหยุดเรียนไปปีนึงน่ะครับ” คราวนี้จอมแก่นเป็นคนตอบ
“แสดงว่าน้องธารอายุสิบเก้าแล้วน่ะสิ ส่วนคนอื่นก็สิบแปดใช่มั้ย”
ทุกคนพยักหน้ารับ ยกเว้นธาร

“แล้วทำไมถึงหยุดเรียนไปล่ะ” แน่นอนล่ะว่าผมไม่ได้ถามไอ้เด็กนั่น ทำหน้าเหม็นบูดขนาดนี้ ใครจะอยากเข้าไปคุยด้วย
แล้วโรมก็เป็นคนตอบ “มันทำผู้หญิงท้อง”

พรู่ด!

น้องมายด์ที่กำลังซดน้ำสีอำพันเข้าปากถึงกับพ่นใส่หน้าผมเต็มๆ ก่อนจะหันไปแหวใส่โรมเสียงดังลั่น
“เยี้ยะแม่ญิงต้องหาห่าหยัง แม่ต๋ายบะยะ แม่ต๋าย  (ทำผู้หญิงท้องบ้าอะไร แม่ตายต่างหากย่ะ แม่ตาย!)”

โรมหัวเราะลั่นพร้อมกับจอมแก่น ไม่สนใจเสียงแว้ดๆ ของน้องมายด์สักนิด ไม่สนใจแม้แต่ผมที่กำลังเช็ดน้ำเหล้าผสมน้ำลายของตุ๊ดนรกนี่ออกจากหน้าด้วย

“แม่ตายถึงกับต้องหยุดเรียนไปปีนึงเลยเหรอ” เช็ดเสร็จ ผมก็ชวนคุยขึ้นมาอีก
ทุกคนเงียบเสียงพลัน มองมาทางผมสลับกับธารด้วย ผมสัมผัสได้ถึงบรรยากาศมาคุขึ้นมาได้ทันที พลันสายตาไม่พอใจของธารก็ตวัดมามองผม

“คุยเรื่องอื่น” มันว่าขึ้นมาสั้นๆ
ผมโล่งอกพลันที่มันไม่ทำอะไรนอกจากพูดแค่นั้น ทุกคนก็เลยเปลี่ยนหัวข้อการสนทนาทันที
“จะอั้นก็ฮ้องเพลง เอ๊าะ ฮ้องเพลง (งั้นก็ร้องเพลง เอ้า ร้องเพลง!)”

คนเปลี่ยนหัวข้อก็ไม่พ้นน้องมายด์นี่แหละ จากนั้นก็แหกปากร้องเพลง I will survive ลั่น พร้อมเอาผ้าขนหนูมาพันรอบตัวประหนึ่งชุดเดรสเกาะอก สร้างเสียงเฮฮาให้เพื่อนๆ ไปตามประสา จะมีก็แต่ธารนี่แหละที่นั่งนิ่งผิดปกติ ผมแอบลอบมองเป็นระยะก็พอจะรู้ได้ว่าเด็กนี่จะต้องมีปัญหาอะไรในระหว่างที่หยุดเรียนไปนอกจากเรื่องการสูญเสียแม่แน่ๆ
แต่ก็ทำได้แค่มอง ปล่อยให้เวลาหมุนผ่านไป




ผ่านไปค่อนคืน... ค่อนคืนเท่านั้น ศพของเด็กช่างก็กระจัดกระจายให้เห็น

โพ่ง! แล้วคือกูก็ต้องทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อเก็บศพเลยไง! พวกมึงจะเมาไร้สติอะไรกันขนาดนี้!

รถอะไรนี่ไม่ต้องไปเอาแล้วล่ะจุดนี้ ช่างโทรมาตามหลายรอบว่ารถเสร็จแล้ว แต่ผมหาจังหวะออกจากวงเหล้าไปไม่ได้ ก็เลยบอกว่าจะเข้าไปเอาพรุ่งนี้แทน ก่อนผมจะถอนใจอย่างระอาเมื่อเห็นศพที่ต้องเก็บนอนกองอยู่บนพื้น

อีน้องมายด์นี่ไปนอนตายซากขึ้นอืดอยู่ที่ระเบียงหลังจากเล่นเดินแบบแรดๆ แล้วลื่นล้ม ก่อนจะหลับไป ส่วนโรมนี่ก็สภาพไม่ต่างกัน ก่อนหน้านี้บอกว่าจะตักน้ำแข็ง ไม่รู้ตักท่าไหน เอาหัวจุ่มลงไปในกระติกแล้วก็หลับไปเลย ดีที่ตอนที่จอมแก่นยังมีสติสัมปชัญญะพาหมอนั่นเอาหัวออกมา แล้วลากขึ้นไปนอนบนเตียงเสียก่อน ตามด้วยตัวเองที่ขึ้นไปนอนข้างๆ กัน ผมเลยไม่ต้องเหนื่อยกับพวกมันเพิ่ม จะมีก็แต่น้องมายด์นี่แหละที่ต้องไปลากมันเข้ามาในห้อง

ถามว่าผมลากมันขึ้นเตียงไปนอนรวมกับเพื่อนมั้ย?... ไม่ ปล่อยแม่งนอนขึ้นอืดอยู่ตรงนั้นนั่นแหละ
ส่วนอีกราย... กอดชักโครกประหนึ่งเพื่อนรักอยู่ในห้องน้ำ

ผมเดินมาหยุดหน้าห้องน้ำแล้วก็กลอกตาเมื่อเห็นธารเอาซีกแก้มใสๆ ซบกับขอบชักโครกที่เพื่อนมันสักคนไปฉี่ก่อนหน้า ลำบากให้ผมต้องหาผ้าขนหนูมาชุบน้ำเช็ดหน้าให้อีก ก่อนจะลากออกมาจากห้องน้ำด้วยความลำบากลำบน
ลากไป เสียงพึมพำจากริมฝีปากสีชมพูเรื่อก็ดังไปด้วย

“เฮ้ย... เดี๋ยวแม่งก็ต่อย...คว่ำ”
งั้นกูปล่อยให้มึงหน้าคว่ำจมโถชักโครกทั้งคืนเลยดีมั้ย! ขนาดเมาแล้วยังจะปากดีอีก ในหัวคงจะมีแต่เรื่องต่อยตีสินะถึงได้ละเมอออกมาแบบนี้

ลากออกมากลางห้องได้ ผมก็หยุดยืนหายใจหอบด้วยความเหนื่อย จะลากมันขึ้นเตียงไปก็ไม่ไหว ตัวใหญ่กว่าผมอีก ผมสูงแค่ร้อยเจ็ดสิบห้า แต่เด็กนี่น่าจะราวๆ ร้อยแปดสิบต้นๆ ไม่เกินร้อยแปดสิบห้า ยังไงก็ตัวใหญ่กว่าเห็นๆ แต่จะปล่อยให้นอนบนพื้นทั้งคืนก็เกรงว่าพอมันตื่นขึ้นมาพรุ่งนี้ แล้วรู้ว่าผมไม่สนใจไยดี ให้มันนอนพื้นเย็นๆ มันจะมาหาเรื่องแกล้งผมหนักกว่าเดิม ก็เลยยืนคิดอยู่ครู่หนึ่งว่าจะทำยังไงดี

จังหวะเดียวกับที่สายตาเหลือบไปเห็นที่นอนปิกนิกบนหลังตู้เสื้อผา ผมเลยเอาลงมาปูบนพื้น แล้วลากมันขึ้นไปนอน
“ฟู่ว เรียบร้อย” ลากเสร็จก็พ่นลมหายใจออกมาเต็มแรง ทิ้งตัวนั่งบนฟูกให้หายเหนื่อนก่อนแล้วค่อยกลับห้องตัวเอง
นั่งไปก็มองเด็กพวกนี้ไปพลันนึกขำ แค่เหล้ากลมเดียว ดื่มกันตั้งห้าคน แต่ดันเมาปลิ้นกันขนาดนี้นี่เด็กน้อยชะมัด ผมนี่ดื่มเยอะกว่าพวกมันอีก ยังไม่สะดุ้งสะเทือนอะไรเลย แก่ประสบการณ์กว่าเห็นๆ

“พี่เหนือกลับห้องแล้วนะครับ” หายเหนื่อยแล้วผมก็ร้องบอก ทว่าไม่มีใครตอบรับ ผมเลยนึกสนุกขึ้นมา “กูกลับห้องแล้วนะเว้ยไอ้พวกเด็กเวร!”
ตะโกนเสียงดังแม่ง ฮ่าๆ สะใจ

ไม่มีใครตื่นมาฟังอยู่ดี ผมเลยตั้งท่าจะลุกออกจากห้อง หากแต่พอเอามือยันพื้นเตรียมจะลุกเท่านั้น วงแขนของคนที่นอนอยู่บนที่นอนปิกนิกก็คว้าเอวผมไว้

“อยากตายเหรอ’จารย์”
ยะ...อย่าบอกนะว่ามึงได้ยินที่กูพูดเมื่อกี้!?

ได้ยินแน่นอน ได้ยินแน่ ทำตาขวางกินเลือดกินเนื้ออย่างนี้คงหนีไม่รอด ผมแทบจะยกมือประนมกราบขอโทษมันเลยที่รู้ตัวว่าธารได้ยินเต็มๆ แต่แค่จะยกมือเท่านั้นแหละ แขนใหญ่ที่รัดรอบเอวผมอยู่ก็กระชากผมลงนอนเต็มแรง ผมที่ไม่ทันตั้งตัวล้มไปนอนข้างๆ ธารแทบจะในวินาทีนั้น หน้านี่ใกล้กันแค่คืบด้วย ขณะที่ธารมองหน้าผมด้วยสายตาปรือ แต่ก็ยังดูแข็ง

“อา...จารย์”
“พะ...พี่เหนือขอโทษครับ” อะไรไม่รู้ กูขอโทษไว้ก่อน

ธารไม่พูดอะไรต่อจากนี้ มองหน้าผมนิดนึงแล้วก็หลับตาลง
หลับตาอย่างเดียวไม่เท่าไหร่ ดึงกูเข้าไปกอดแน่นด้วย! แขนมาไม่พอ ขาก็ตวัดมาพาดเอวผมไว้ด้วย เฉียดเป้าไปนิดเดียวเอง
ฉิบหายแล้วไอ้เหนือ! ฉิบหายแล้ว!

นอนเกร็งเป็นท่อนไม้เลยจ้า ขณะที่ลมหายใจอุ่นๆ ของเด็กนั่นก็รดคลอเคลียอยู่ที่ต้นคอ
สยิวกิ้วมากเลยแก เร้าใจมากด้วย เร้าใจว่าถ้ามันตื่นมาแล้วเห็นว่ากำลังนอนกอดผมตอนไม่มีสติอยู่ มันจะเปลี่ยนจากกอดมาเป็นกระโดดกัดแทนเหลือเกิน ผมเลยยกมือไปแตะแขนมันเบาๆ ปากก็ร้องเรียกไปด้วย

“นะ...น้องธารครับ ปะ...ปล่อยพี่เหนือก่อนนะ พี่จะกลับห้อง”
ไม่มีเสียงตอบรับจากเด็กเวรที่ท่านเรียก เงียบสงบ เงียบทุกอย่าง มีแต่เสียงหายใจครืดคราดเท่านั้นที่ดังมาให้ได้ยิน ผมเลยอ้าปากเรียกอีก

“น้องธารครับ...”
“ลุกไป...ตาย”

พูดยังไม่ทันจะจบเลย เสียงทุ้มก็ดังมาให้ได้ยินเบาๆ เหลือบหางตาไปมองก็เห็นว่าตอนที่มันพูด มันไม่ลืมตาด้วยเถอะ พูดจบแล้วก็หลับคร่อก ส่งเสียงกรนมาให้ได้ยิน

ส่วนผม... ร้องไห้หนักมาก
นี่กูเป็นอาจารย์มึงนะ ช่วยให้ความเคารพด้วย! อันที่จริงไม่เคารพก็ไม่เป็นไร จะกอดก็ได้ตามสบาย แต่ช่วยใส่เสื้อก่อนกอดด้วย หอบหื่นมันกำเริบ!

อะ...ไอ้เหนือ...สติ...สติ

เจริญภาวนาสติพลัน...
-----------------------------------------------
พี่เหนือกวนทีนนนน 555
น้องธารกอดพี่เหนือนี่ อันนี้เรียกว่าเด็กมันยั่วหรือเปล่าอะ พี่เหนือนางก็หื่นแบบกล้าๆ กลัวๆ ป๊อดงี้เมื่อไหร่จะได้เต๊าะ!?!?!
ปล.สถานที่ที่เขียนในตอนนี้มีอยู่จริงนะคะ ใครเป็นเด็กพิด'โลกนี่นึกออกเลย โลเคชันจริงมากอะไรมาก แต่เด็กเทคนิคอีกโรงเรียนนึงนี่ไม่มีจริงนะ มโนล้วนๆ จ้า
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-02-2016 01:43:32 โดย NooDangzz »

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8436
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10

ออฟไลน์ Bb nale

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 567
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
หอบหื่นกำเริบซะได้ แทนที่จะกลัวนะคนเรา

ออฟไลน์ ♥lvl♀‘O’Deal2♥

  • หานิยายถูกใจยากจัง!
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2721
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +176/-4

ออฟไลน์ day9day

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2182
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +284/-9
พี่เหนือ อย่างฮา
น้องธาร มีปมสระงั้น

เรื่องนี้สนุกมากเลย รอตอนต่อๆไปนะครับ

ออฟไลน์ PiSCis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 361
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-2
แหมมมมมมมมม พี่เหนืออออออออออออออออออออออออ

ได้นอนอยู่ในอ้อมกอดน้องธารเข้าหน่อย ถึงกับต้องเจริญสติภาวนาลดความหื่นเลยหราาาาาาาาาาาาาาา 

:hao6: :m20:

ว่าแต่ธารนี่... เมา หรือ ละเมอ หรือ... อะไร

อยู่ๆไปคว้ามากอดคือ  :hao3:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-02-2016 00:00:42 โดย PiSCis »

ออฟไลน์ Fahkram

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 12
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
รักแบบฮาดคอร์มาก ขำเหนือ ยอมทุกอย่าง

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด