:Love ♥ no boundaries: ตอนพิเศษส่งท้าย บ๊ายบาย [END] 22.09.18
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: :Love ♥ no boundaries: ตอนพิเศษส่งท้าย บ๊ายบาย [END] 22.09.18  (อ่าน 710921 ครั้ง)

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 540
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +263/-8
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม




Love is not about the physical..
Love is not about the gender..
Love is not about appearance..
 
No matter who you are… what gender you are...
whenever you fall in love with someone, it doesn't matter who they are…
and what gender they are,.

if you fall in love—you fall in love.
If you love—you just love
Because love is about feeling of heart—and love has no boundaries…
 
ความรักไม่เกี่ยวกับกับร่างกาย
ความรักไม่เกี่ยวกับเพศ
ความรักไม่เกี่ยวกับรูปร่างหน้าตา
ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร
ไม่ว่าคุณจะเป็นเพศอะไร
แต่เมื่อคุณตกหลุมรักใครสักคน ไม่ว่าเขาจะเป็นใครหรือเพศอะไร ถ้าคุณตกหลุมรัก ก็คือรัก
แค่คุณรัก ก็คือรัก
เพราะรักเป็นเรื่องของความรู้สึกของหัวใจ และรักเป็นสิ่งที่ไม่มีพรมแดนใดๆ...


ทำความเข้าใจกันก่อน นิยายเรื่องนี้มีทั้งหมดสามพาร์ทหลักค่ะ และเสริมด้วยพาร์ทพิเศษหนึ่งพาร์ท

PART I :: YOU AND I.
PART II :: ONLY YOU.
PART III :: YOURS AND MIND.
SPECIAL PART :: TOGETHER.


WARNING

นิยายรัก นิยายเล่าความสัมพันธ์อันแสนจะหลายอารมณ์ของมนุษย์ทั่วไป ความรักของผู้ชายสองคนในเรื่องนี้เหมือนต้นไม้ที่ค่อยๆ เจริญเติบโตขึ้น จนกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ แม้จะโดนฝนฟ้าพายุซัดกระหน่ำ แต่ต้นไม้ต้นนี้ก็ยืนหยัดต่อสู้จนรากยึดดินไว้อย่างมั่นคง แล้วแผ่กิ่งก้าน แผ่ใบจนกลายเป็นต้นไม้ที่แข็งแรง นิยายเรื่องนี้ไม่ใช่นิยายระทึกตื่นเต้น เป็นนิยายรักที่ไปเรื่อยๆ ไม่ได้มีจุดลุ้น จุดพีคใดๆ มากนัก ไม่ได้มีความแซ่บใดๆ มาให้ถึงใจ ถ้าความแซ่บคงเป็นเรื่องบนเตียงของเขาทั้งคู่ที่ต้องจิตแข็งพอมากพอสมควรกับการอ่าน เพราะมันไม่ได้อ่อนหวาน สวยงาม ใดๆ จะอ่านนิยายเรื่องนี้ โปรดใช้วิจารณญาณมากๆ ค่ะ ขุ่นเจ้ ก็มีสไตล์การเขียนเป็นของตัวเอง และหวังว่าคนอ่านจะชื่นชอบในสิ่งที่คนเขียนคนนี้เป็น

- นิยายเรื่องนี้เหมาะกับคนอ่านอายุ 21 ปีขึ้นไป และจิตใจควรเข้มแข็งพอสมควรในการอ่านฉาก NC ที่ไม่ได้หวานแหววจนพาฟิน
- นิยายเรื่องนี้คืองานเขียน ซึ่งเกิดจากจินตนาการของคนเขียน
- นิยายเรื่องนี้นายเอกค่อนข้างสาว แต่ไม่ถึงกับสาวแตก (แตกบ้างเป็นบางเวลา)
- นิยายเรื่องนี้มีภาษาอังกฤษเจือปนอยู่ด้วย ซึ่งอาจจะไม่ถูกหลักแกรมม่านัก แต่เขียนเพื่อให้ได้บรรยากาศมากกว่า



ไม่อนุญาตให้คัดลอกหรือดัดแปลงนิยายเรื่องนี้ หากใครฝ่าฝืน จะขอดำเนินเรื่องตามกฏหมาย ตาม พรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๓๗ ให้ถึงที่สุด


สามารถติดตามการอัพเดตข่าวสาร การสปอยล์ เม้าท์มอยหอยกาบ ได้ที่เฟซบุ๊คและทวิตเตอร์ค่ะ
Boy's Love Story BY ขุ่นเจ้ & @_datomh

ติดแฮชแท็ก #LoveNoBoundaries หรือ #VictorCrazyInMatt ได้ในทวิตเตอร์ค่ะ


สารบัญพาร์ท You and I

EP.1-4 :: เลื่อนอ่านได้ที่หน้าแรกทั้งหมด, EP.5,EP.6,EP.7,EP.8 8,EP.9 9,EP.10,EP.10.1,EP.11,EP.12,EP.13,EP.14,EP.15,EP.16,EP.17,EP.18,EP.19,EP.20,EP.21,EP.22,EP.23,EP.24,EP.25,EP.26,ตอนพิเศษ 1 50%,ตอนพิเศษ 1 100%,ตอนพิเศษ 2 50%,ตอนพิเศษ 2 100%,ตอนพิเศษ 3 100%

สารบัญพาร์ท Only You
EP.1 35%, 65%, 100%, EP.2 70%, 100%, EP.3 50%, 100%
, EP.4 50%, 100%, EP.5 35%,75%, 100%, EP.6 50%, 75%,100%, EP.7 50%, 100%,EP.8 50%, 75%, 100%, EP.9 100%, EP.10 35%, 70%, 100%,EP.11 50%, 100%, EP.12 100%, EP.13 45%, 100%,EP.14 50%, 100%, EP.15 50%, 100%, EP.16 50%, ตอนพิเศษครบรอบ 1 ปี, EP.16 100%, EP.17 50%, 100%, EP.18 35%, 70%, 100%, ตอนพิเศษสั้นๆ วันลอยกระทง, EP.19 30%
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-09-2018 19:16:38 โดย ขุ่นเจ้ »

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 540
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +263/-8
Re: ||>Love, no boundaries. Part: You and I<|| :: Chapter 1 :: [14.06.58]
«ตอบ #1 เมื่อ14-06-2015 19:33:31 »


CHAPTER 1 :: Hello, New York




กระเป๋าเดินทางใบใหญ่มหึมาสีดำหนึ่งใบ ใบเล็กสีเทาและสีขาวมุกอย่างล่ะใบ และกระเป๋าเป้สะพายหลัง กองล้อมรอบอยู่รอบตัวของผม ราวกับมีวงเวียนกระเป๋าขนาดย่อมโอบล้อมตัวของผมเอาไว้ แต่ล่ะใบมีสัมภาระเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบที่สุดเท่าที่ตัวผมจะทำได้ รอบๆ กระเป๋ายังมีสัมภาระอีกมากที่ยังไม่ได้ถูกจัดลงไป ผมทำตัวเหมือนกับว่าจะเดินทางอีกสามวันข้างหน้า ทั้งๆ ที่ผมจะต้องเดินทางคืนพรุ่งนี้แล้ว แต่พอเหลือบมองนาฬิกาที่แขวนติดไว้กับผนังห้องนอนสีขาวก็รู้ว่าไม่ต้องรีบมากก็ได้ เพราะเพิ่งจะหกโมงเย็นเท่านั้นเอง


เสียงเพลงของวง Maroon 5 ดังขับกล่อมระหว่างที่ผมจัดระเบียบกระเป๋าเสื้อผ้าของตัวเอง ผมขยับปากส่งเสียงแผ่วเบาออกมาจากปากของตัวเอง พร้อมกับโยกตามจังหวะเพลงมันส์ๆ ยิ่งคิดถึงการเดินทางที่กำลังจะเกิดขึ้นก็ยิ่งส่งผลให้อารมณ์นั้นเร้าใจไปตามจังหวะเพลง ผมพับผ้าไป โยกไหล่คลอไปกับจังหวะเพลง Animals ที่พี่ Adam Levine ส่งเสียงขับร้องออกมาอย่างไพเราะ น่าเสียดายจริงๆ ที่ Music Video เพลงนี้พี่แกดันเอาเมียตัวเองมาเล่น


เชอะ! ผมทำปากยื่นเหมือนเป็ดเล็กน้อยแล้วร้องเพลงคลอไปกับพี่อดัมอีกครั้ง


ผมเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ ตัว กำลังคิดคำนวณว่าจะต้องเอาเสื้อตัวไหน กางเกงตัวใดใส่เข้าไปในกระเป๋าเดินทางบ้าง และจะเอาอะไรที่จำเป็นต้องใช้ใส่เข้าไปบ้าง แน่ล่ะว่ามาม่าสามแพ็คจับจองพื้นที่ในกระเป๋าใบที่ใหญ่ที่สุดไปแล้ว ฉะนั้นสิ่งที่จะยัดเข้าไปต้องไม่เบียดเสียดอาหารผู้มีพระคุณทุกสิ้นเดือนเด็ดขาด ผมหยิบๆ เสื้อและกางเกงบางตัวที่คิดว่าไม่น่าจะต้องใส่ขึ้นไปไว้บนเตียงที่เต็มไปด้วยไอ้ตัวตะเข็บสีฟ้าจาก Walt Disney ที่นั่งแยกเขี้ยวใส่ผมราวกับจะบอกว่าที่ผมโยนใส่เสื้อผ้าโดนมันนั้น มันไม่พอใจ แต่ยังดีที่เพื่อนซี้ของมันเจ้าโทนี่ ช้อปเปอร์ กวางน้อยจากเรื่องวันพีชส่งยิ้มมาให้ผมจากบนเตียง


ประตูห้องนอนของผมเปิดออก ผมหันไปมองแว้บหนึ่งก็เห็นว่าเป็นแม่ที่เปิดเข้ามาดูผมจัดกระเป๋า ผมหันกลับไปสนใจสิ่งที่ทำอยู่ในมือต่อไป ไม่ได้พูดได้จาเอ่ยทักอะไรกับแม่


“ขนอะไรไปนักหนา เดี๋ยวน้ำหนักกระเป๋าเกินก็ต้องลำบากเอาของออกอีก” แม่บอกด้วยเสียงเอื่อยเฉื่อย แล้วเดินไปนั่งที่ปลายเตียง ผมยังคงก้มหน้าก้มตาจัดเสื้อผ้าต่อไปโดยไม่พูดจาอะไร


“ตัวเล็กแค่นี้ หอบกระเป๋าสามสี่ใบเดี๋ยวก็โดนกระเป๋าทับตัวหรอก”


“แมทสูงตั้งร้อยเจ็ดสิบน่าแม่ คงไม่มีสภาพน่าเวทนาอย่างที่แม่ว่าหรอก” ผมเหลือบมองแม่แว้บหนึ่ง ก็เห็นว่าแม่นั่งหน้านิ่งมองผมอยู่ เมื่อเห็นว่าแม่ไม่พูดอะไรต่อ ผมเลยเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าต่อไป


“ไปทำไมก็ไม่รู้ เมืองไทยก็มีที่ให้ฝึกงานเยอะแยะ” แม่เอ่ยประเด็นเดิมออกมาอีกครั้ง ผมถอนใจเบาๆ แล้วพับกางเกงใส่กระเป๋า แล้วเงยหน้ามองแม่


“จะเดินทางพรุ่งนี้อยู่แล้ว ยังไม่เลิกพูดเรื่องนี้อีกหรอ”


“ก็แม่เป็นห่วง ไม่อยากให้ไป ไปคนเดียวอีกต่างหาก ทำไมไม่ไปฟลอริด้า (Florida) กับเก้า” ผมส่ายหัวพร้อมใบหน้าที่นิ่งตามเคย ก่อนจะตอบคำถามแม่ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยกับคำตอบเดิมๆ แม้ศัพท์หรือคำพูดจะไม่เหมือนกัน แต่ความหมายประโยคเหมือนเดิมเสมอทุกครั้งที่พูดเรื่องนี้กับแม่ และนี่ก็เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้


“เก้ามันไปทำสวนสนุก แมทไม่อยากไป แมทอยากไปทำที่ที่แมทเลือก แล้วกว่าแมทจะผ่านการพิจารณาจากที่ทำงานก็ไม่ใช่ง่ายๆ นะแม่ นานๆ ทีเขาจะเปิดรับเด็กฝึกงาน โอกาสดีๆ แบบนี้ ประสบการณ์ดีๆ แบบนี้มันไม่ได้มาบ่อยๆ มาแล้วก็ต้องคว้าไว้สิ” ผมกระพริบตามองแม่ แล้วเอียงคอมองหน้าอีกฝ่ายเล็กน้อย ก่อนจะก้มลงจัดของต่อไม่ทันได้สังเกตสีหน้าหรือสายตาใดๆ ของแม่เลย


“ไม่คิดถึงแม่หรอ” ผมหน้านิ่ง แต่ก็ไม่หยุดเคลื่อนไหวในการจัดของ


“แม่ อย่าดราม่า” ผมบอกเสียงสาก ทื่อๆ ไร้อารมณ์อ่อนใจใดๆ


“ไม่ได้ดราม่า แต่แม่คิดถึง ไปตั้งเกือบสี่เดือนเลยนะ”


“เดี๋ยวก็กลับมาไง ไม่ได้ไปตลอดสักหน่อย…” ผมเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าแม่ที่ดูเหงาหงอย ก่อนจะใจสั่นด้วยความใจอ่อนเล็กน้อยที่เกิดขึ้นในใจ


“…สี่เดือนแปบเดียวเองแม่ แม่ก็อยู่กับพ่อไง” ผมบอกเสียงอ่อนลงเล็กน้อย ไม่กระด้างแบบตอนแรกๆ แม่ถอนใจเหมือนยอมแพ้กับนิสัยดื้อเงียบของผม


“แล้วแมทจะอยู่กับใคร” สีหน้าแสดงอาการเบื่อของผมแสดงออกไปอย่างไม่ทันห้ามตัวเอง


“อยู่คนเดียว” ผมบอกหน้าตาย เสียงไร้อารมณ์


“บ้านที่ไปเช่าอยู่ก็ไม่รู้ว่าไว้ใจได้แค่ไหน” แม่ยังคงพูดแต่เรื่องเดิมๆ จนผมเอือมไม่รู้จะเอือมยังไง


“ถ้าไว้ใจไม่ได้แมทจะไปเช่าทำไม แมทไม่เอาตัวเองไปเสี่ยงหรอกแม่ โอเคมั้ย” ผมบอกด้วยความอดกลั้น คุยกับแม่ทีไรไม่เคยคุยดีๆ กันยืดยาวได้เลยจริงๆ เพราะแม่จะพูดซ้ำไปวนมา และประเด็นก็อยู่เดิมๆ


“แม่เป็นห่วงนะแมท” แม่บอกด้วยสายตาตัดพ้อและน้ำเสียงที่ผมรู้ดีว่านั่นคืออาการน้อยใจ ผมเกาต้นคอตัวเองเร็วๆ หนึ่งที ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ


“แมทรู้ แต่แม่ไม่ต้องห่วงจนเสียสติหรอกน่า บ้านกับที่ทำงานอยู่ไม่ไกลกันเลยแม่ จะเดินหรือรถไฟใต้ดินก็แปบเดียวเอง” ผมพยายามบอกเสียงสบายๆ ไม่เครียดขึงขัง เพราะไม่อยากสร้างบรรยากาศอึดอัดตอนนี้ แม่ถอนหายใจอย่างหนักหน่วง ไม่รู้ว่าเหนื่อยใจหรือเพราะอะไร แต่ผมคิดว่าคงเหนื่อยใจกับความมึนของผมมากกว่า


“เก้าโทรมา บอกว่าเจอที่ร้านกาแฟร้านเดิม” ผมเงยหน้ามองแม่ตาแป๋วแล้วพยักหน้า แล้วก้มลงจัดกระเป๋าต่อ แม่ลุกขึ้นแล้วเดินเข้ามาโอบหัวผมไว้ ก่อนจะก้มลงหอมหัวผมแบบที่ชอบทำ ผมไม่ตอบโต้อะไรได้แต่นั่งเฉยและยื่นมือไปเลื่อนกล่องมาม่าให้ชิดกับขอบกระเป๋ามากขึ้น แม่ยืดตัวขึ้นแล้วหมุนตัวเดินไปที่ประตูก่อนจะปิดลง ผมเงยหน้ามองที่ประตูด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง แต่ในใจอดใจหวิวๆ ไม่ได้เหมือนกัน ผมถอนหายใจเบาๆ แล้วจัดการกับเสื้อผ้าและสัมภาระต่อ ท่ามกลางเสียงร้องเพลงของพี่ Adam ที่เปลี่ยนเพลงไปแล้ว แล้วผมก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อนึกได้ว่าเก้ามันโทรเข้าเบอร์บ้านทำไม ทั้งๆ ที่มือถือผมก็มี ผมเลยเอื้อมมือไปหยิบมาดู ปรากฏว่ามันโทรมาแล้วแหละ แต่สงสัยเสียงพี่ Adam จะดังไปหน่อยเลยทำให้กลบเสียงร้องของพี่แกที่ผมตั้งเป็นริงโทนสายเรียกเข้าเอาไว้


ผมเปิดไลน์ที่เก้าส่งมา ก็เลยรู้ว่ามันถึงร้านกาแฟเมื่อสิบนาทีก่อนหน้านี้แล้ว ผมเลยหยุดการจัดกระเป๋าไว้เท่านั้นก่อน และลุกขึ้นยืนเช็คสภาพตัวเองในกระจกบานใหญ่ลวดลายดูฟุ้งฟิ้งกระดิ่งแมว ผมซื้อมาจากจตุจักร ให้พ่อไปแบกใส่กระบะกลับมาบ้าน เห็นครั้งแรกก็อดใจที่จะเข้าไปดูไม่ได้และสุดท้ายก็ซื้อมันมาไว้ในครอบครอง ลวดลายสีเงินราวกับกระจกของเจ้าหญิง มันดึงดูดให้ผมซื้อมาจริงๆ


ในกระจกภาพที่สะท้อนออกมา ทำให้ผมอดตกใจไม่ได้ สภาพผมสีดำมันขลับยุ่งเหยิงของตัวเอง บอกให้รู้ว่าตั้งแต่ตื่นมายังไม่ได้อาบน้ำ ใบหน้าขาวผ่องที่เพิ่งจะถูกลอกหน้ามาสามเดือนก่อนหน้านี้เพื่อให้หน้าใสไร้สิวและดูนวลแจ่มเท่าที่จะทำได้ แต่แม้จะดูขาวผ่องแต่ก็ยังมีความเหลืองนวลเป็นส่วนผสมอยู่ดี แต่ดูเหมือนการลอกหน้าจะได้ผลพอสมควร เพราะหน้าผมขาวขึ้น เนียนขึ้น สิวและรอยแผลเป็นหายเป็นปลิดทิ้ง ผมยิ้มให้กับความลำบากของตัวเองที่ก่อนหน้านี้ต้องทนปวดแสบปวดร้อนและหน้าลอกเป็นแผ่นๆ ราวกับเป็นโรคผิวหนัง แต่ตอนนี้ผมรู้สึกดีกับหน้าตัวเองชะมัด ใสกิ๊งกิงก่องแก้วมาก


ผมเดินเข้าไปในห้องน้ำแม้หน้าจะขาวใสอย่างที่ใจต้องการก่อนจะไปฝึกงานแล้วก็ตาม แต่ยามนี้มันดูมันแผลบไม่น้อย ผมจัดการล้างหน้าแปรงฟัน เอาน้ำลูบๆ ผมให้มันเข้าที่เข้าทาง แล้วรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะหยิบกระเป๋าตังค์และมือถือติดตัวออกไปด้วย


[มีต่อด้านล่างค่ะ]







« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-06-2015 22:33:46 โดย ขุ่นเจ้ »

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 540
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +263/-8
Re: ||>Love, no boundaries. Part: You and I<|| :: Chapter 1 :: [14.06.58]
«ตอบ #2 เมื่อ14-06-2015 19:40:33 »

ผมดันประตูร้านกาแฟร้านประจำที่ชอบมากับเพื่อน บรรยากาศในร้านเย็นสบายๆ ด้วยเครื่องปรับอากาศ แต่สภาพอากาศข้างนอกร้านแบบที่อย่าให้พูดถึง ร้อนจนม้ามจะพังแต่ก็ยังดีกว่าช่วงตอนกลางวัน ผมสอดส่องสายตาก็เห็นเพื่อนสาวสนิทสองคนโบกมือเรียก ผมเหลือบไปมองคนข้างๆ นังเก้าก็เห็นว่าเป็นเพื่อนในเอกเดียวกันแต่อยู่คนล่ะแทรคกับผมซึ่งก็คือแทรคเดียวกับเก้า


“เอาโทรศัพท์ไปทิ้งไว้ในส้วมมารึไง” เก้าเอ่ยถามเสียงแซวตามปกติ ผมทิ้งตัวนั่งลงพร้อมกับรอยยิ้ม


“อยู่บนเตียงแหละ แต่เปิดเพลงพี่อดัมดังไปหน่อย”


“เขาแต่งงานมีเมียไปแล้ว เพลาๆ ลงบ้างก็ได้ค้า” แบมเพื่อนสนิทของผมอีกคนเอ่ยพลางยัดเค้กเข้าปากตามนิสัยชะนีกินเก่ง ผมหันไปทักทายนาวเพื่อนในเอกอีกคนที่แม้จะรู้จักกันแต่ไม่ได้สนิทกันสักเท่าไหร่


“แกเตรียมของพร้อมรึยังอ่ะ” ผมถามเพื่อนทั้งสองคน แม่สองสาวส่ายหน้าดุ๊กดิ๊กพลางหัวเราะสบายๆ ราวกับวันเดินทางไม่ใช่วันพรุ่งนี้ เห็นแบบนั้นผมเลยอดที่จะหัวเราะตามไปด้วยไม่ได้ เป็นอันรู้กันว่าไม่มีนางใดพร้อมสำหรับการเดินทางเลยสักคน


“เฮ้ย… ทำไมใจเย็นกันจัง เดินทางพรุ่งนี้แล้วนะ” นาวเอ่ยถามสีหน้างงๆ แต่ก็มีรอยยิ้มขำๆ ด้วย


“เป็นเรื่องปกติ อยากไปจนง่ามขาสั่น แต่ก็ทำตัวเอ้อระเหยมาก” เก้าเอ่ยปากบอกหลังจากดูดโกโก้ในแก้วไปอึกหนึ่ง ผมตักเค้กช็อคโกแล็ตของโปรดขึ้นมาใส่ปากแล้วเคี้ยวสัมผัสกับเนื้อนุ่มๆ ของเค้ก


“สรุปเราจะอยู่ถึงวันชาติมั้ยวะ” ผมเอ่ยถามถึงประเด็นที่ยังสรุปไม่ได้สักที


“ดูเงินก่อนได้ปะวะ ไม่อยากรับปากเลยค่ะ กลัวได้เงินมาแล้วเอาไปถลุงกับวอล์มาร์ทหมด” แบมบอกพลางทำตาเป็นประกาย แหม… ยัยแบมตัวจะปริ เรื่องกินเรื่องช้อปปิ้งขอให้บอกนางเถอะ


“เออ อยู่ไม่อยู่ไม่รู้ แต่พวกแกต้องตามมาสมทบกับฉันที่นิวยอร์คนะ”


“โอ๊ย! อันนั้นไม่ต้องบอกก็จะไปจ้ะ พลาดได้ไง” พวกผมหัวเราะคิกคักด้วยความตื่นเต้น พอนึกว่าจะได้ไปอยู่หนึ่งในเมืองที่ใฝ่ฝันอยากไปตั้งสามเดือนเกือบสี่เดือนผมก็อดตื่นเต้นขึ้นมาอีกรอบไม่ได้


“พวกเราแม่งก็กระแดะเนาะ ฝึกงานที่ไทยไม่ได้ ดัดจริตทำเรื่องขอให้ยุ่งยากวุ่นวายไปฝึกงานเมืองนอก” แบมเอ่ยขึ้นพลางทำสีหน้าไม่เข้าใจ แต่ไม่ใช่ไม่เข้าใจใครนะ ผมว่าไม่เข้าใจตัวพวกผมเองเนี่ยแหละ


พวกเราสามคนอยู่ในช่วงฝึกงาน แต่เกิดความคิดที่ไม่อยากไปฝึกตามแบบรุ่นพี่ๆ ที่ไปฝึกตามสนามบิน โรงแรม หรืออะไรก็ตามแต่ที่มันมีมายาวนานจนเหมือนเป็นธรรมเนียม พวกเราเลยช่วยกันหาข้อมูลการไปฝึกงานที่อเมริกา ตอนแรกเราจะไปสวนสนุกกันทั้งสามคน แต่ผมดันสอบไม่ผ่านการสัมภาษณ์รอบที่สอง ส่วนนังเก้ากับนังแบมผ่านฉลุย ไม่ใช่ว่าผมตอบไม่ได้ ฟังภาษาอังกฤษไม่ออกนะ แต่ดันตอบไม่ตรงคำถามน่ะสิเลยตกรอบไป แหม… ก็ตอนนั้นพยายามที่จะตอบยาวๆ ให้ดูโปรนี่นา แต่ดันกลายเป็นว่าแป้ก พอใครถามผมก็จะบอกว่าคนเต็มพอดี แล้วก็ไม่อยากไปด้วยเหมือนที่ผมบอกแม่ไปนั่นแหละ ก็ไม่อยากตอบตามตรงอ่ะ เบี่ยงประเด็นให้ตัวเองดูดีไว้ก่อน ฮ่าๆ


“เอาน่า อย่าไปพูดถึงอดีต มันผ่านมาละ ตอนนี้เราได้ไปแล้ว แม้ว่ากว่าจะทำเรื่องผ่านทำเอาอีเก้งสาวเกือบตบกับหัวหน้าภาค” ผมอ้าปากด่านังเก้าด้วยคำหยาบสุดคลาสสิคว่า ดีออก แบบกลับคำแบบไม่มีเสียง แล้วก็พากันหัวเราะเมื่อนึกถึงวันที่เราสามคนเข้าไปไฟท์กับหัวหน้าภาคเรื่องจะไปฝึกงานที่ต่างประเทศจนเกิดมีปากเสียงกันมันส์หยด มันเป็นเรื่องยุ่งยากที่ไม่ว่าอาจารย์คนไหนก็ขี้เกียจทำเรื่องให้ แต่ด้วยความมุ่งมั่นของพวกเราที่พยายามช่วยกันอธิบาย ช่วยกันเถียง ช่วยกันชักแม่น้ำยิ่งกว้าห้าสายมารวมกัน ในที่สุดก็ได้ไปตามที่ต้องการ


“แกไหวกับค่าครองชีพแน่นะแมท” เก้าเอ่ยถามผมพลางหมุนสปาร์เก็ตตี้แล้วยัดเข้าปาก


“คิดว่าไหวนะ แม่ให้เงินฉันมาก้อนนึง พ่ออีกก้อน แล้วก็มีของป้าอีกก้อน เงินเก็บฉันก็ประมาณหนึ่ง น่าจะอยู่รอดยันกลับมาไทยได้นะ” ผมยักคิ้วเร็วๆ เมื่อลองคำนวณเงินที่จะพกติดตัวไปด้วย


“แล้วที่แมทไปฝึกงาน เขาให้ตังค์ปะ” นาวเอ่ยถามด้วยความสนใจ ผมทำหน้าแหยแล้วส่ายหัวเบาๆ นาวตาโตตกใจ


“เฮ้ย… แล้วไปอยู่นิวยอร์คเนี่ยนะ ทำงานไม่ได้เงิน มีแต่เงินที่ติดตัวไป จะรอดหรอ”


“ก็ต้องรอดล่ะงานนี้ คือที่เขาไปฝึกงาน มันเป็นงานที่ค่อนข้างแหวกแนวกว่าคนอื่น เขาเสนอตัวไปเองอ่ะ ปกติเขาไม่รับเด็กฝึกงานหรอก แต่เขาตื๊ออยู่เป็นอาทิตย์ เจ๊คนที่คุยอีเมล์กับเขาแกเห็นว่าอีนี่มันหน้าหนาจริงเลยรับ” คนอื่นหัวเราะขำๆ กับความหน้าด้านของผม ผมเองก็อดขำตัวเองไม่ได้เหมือนกัน


ผมเลือกฝึกงานที่นี่เพราะชอบงานเบื้องหลัง แม้มันจะไม่เกี่ยวกับวรรณกรรมที่เรียนเลยก็ตาม แต่ผมว่าการพบปะผู้คนเยอะๆ มันได้ฝึกภาษาของเราอย่างจริงจัง ดีกว่าการนั่งอ่านหนังสือเงียบๆ แต่ไม่มีโอกาสได้ใช้พูดกับใครเลย แต่ใช่ว่าผมไม่ลองเลือกที่อื่นนะ ผมส่งไปแล้ว ตื๊อไปแล้วเหมือนกัน แต่มีแค่ที่นี่ที่ทนกับความหน้าด้านของผมไม่ไหวจนต้องตอบรับคำขอฝึกงานจากผม


“แล้วเขาให้ไปทำไรมั่งหรอ” นาวถามต่อด้วยความอยากรู้


“ทุกอย่าง เอวี่ติงที่เขาออร์เดอร์มา ห้ามปฏิเสธใดๆ ทั้งสิ้น ไม่งั้นไม่ผ่านฝึกงาน!” ผมแกล้งทำแยกเขี้ยวหน้าโหด


“โห นี่กรรมกรปะ” นาวพูดแล้วหัวเราะเสียงดัง พาเอาที่เหลือหัวเราะไปด้วย พวกเรานั่งคุยเรื่องสัพเพเหระกันต่อ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องราวของอเมริกาที่เรากำลังจะเดินทางไปพรุ่งนี้แล้ว ผม เก้า แบม พูดกันด้วยความตื่นเต้น ส่วนนาวก็มีแจมบ้างเพราะไม่ได้ไปฝึกเมืองนอกแบบพวกผม นาวเลือกฝึกที่สนามบินเป็นแอร์กราวด์ที่สุวรรณภูมิ 


เรานั่งคุยเม้าท์มอยหอยกาบกันไปเรื่อยเปื่อยจนรู้ตัวอีกทีฟ้าก็มืดสนิท ไฟสีส้มสวยๆ ในร้านก็สว่างไสวชวนอบอุ่นใจเช่นเคย เราสั่งอาหารมากินกันต่อโดยไม่มีที่ท่าว่าจะหยุดเม้าท์ได้ แต่แล้วเสียงพูดคุยของเราก็สะดุดลงเมื่อสายตาผมหันไปเห็นผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังเดินเข้ามาในร้านพร้อมกับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ผมรีบหันหน้าหนี เก้ากับแบมทำหน้าสงสัยก่อนจะชะโงกหน้าไปดู พอเห็นว่าเป็นใครชะนีสองตนก็ทำหน้าเข้าใจ


“ไม่ทักหรอวะ” เก้าถามเสียงเบาตอนที่ผู้ตกเป็นเป้าสายตาของกลุ่มเรากำลังเดินผ่านโต๊ะที่เรานั่ง ผมภาวนาเงียบๆ ว่าอย่าเห็นพวกเราเลย แต่คำภาวนาคงเงียบเกินไป


“อ้าว เก้า แบม…” เสียงของผู้ชายคนนั้นหยุดชั่วขณะหนึ่ง แล้วผมก็รู้สึกว่าสายตาเขาจับจ้องมาที่ผม


“…แมท” สิ้นเสียงของอีกฝ่าย ผมค่อยๆ หันไปมองด้วยสีหน้าที่วางไม่ถูก ร่างสูงแต่ไม่โย่ง ผิวขาวสะอาดตา ก้มลงมองผมด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก  ใบหน้ามีไรหนวดและเคราจางๆ ขึ้นอยู่ นั่นคือเอกลักษณ์บนใบหน้าอันหล่อเข้มที่ไม่ว่ากี่ครั้งก็ยังดูดึงดูดใจเหลือเกิน ผมฉีกยิ้มที่เด็กอนุบาลดูก็รู้ว่าโคตรปลอม


“พี่เอก…” ผมยิ้มแหะๆ และยกมือไหว้สวัสดีอีกฝ่าย พี่เอกรับไหว้ด้วยรอยยิ้มนิดๆ ผมพยายามสกัดกั้นความดราม่าที่กำลังจะก่อตัวขึ้นในใจ เพราะนึกถึงเหตุการณ์ระหว่างตัวเองกับรุ่นพี่คนนี้เมื่อช่วงหลายเดือนก่อน


“มากันนานรึยังเนี่ย” พี่เอกเอ่ยถามพลางส่งสายตามองทุกคน ผมเหลือบไปมองผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างพี่เอก เธอสูง สวย แต่ไม่หมวย หน้าตาจิ้มลิ้ม เอวบางร่างน้อย ใจผมกระตุกเบาๆ วูบหนึ่งในอก และส่งยิ้มไปให้ผู้หญิงคนนั้นนิดๆ เธอยิ้มตอบกลับมาอย่างมีมารยาท


“ก็นานจนฟ้ามืดจนตะวันจะขึ้นอีกรอบแล้วพี่” เก้าบอกเสียงทะเล้น สร้างรอยยิ้มบนใบหน้าหล่อๆ ของพี่เอก ผมแกล้งทำเป็นตักข้าวที่สั่งขึ้นมากินไปหนึ่งคำ และก็พบว่ามันยังร้อนอยู่มาก พอเคี้ยวเข้าไปผมแทบจะพ่นข้าวออกมา แต่ก็พยายามห้ามปรามตัวเองเอาไว้เพราะไม่อยากทำขายขี้หน้าต่อหน้าพี่เอก น้ำตาผมคลอเบ้าเพราะความร้อนของข้าวที่ระอุอยู่ในปาก
ร้อนฉิบหายเลยโว้ยยย!


“แมท ร้องไห้หรอ” พี่เอกเอ่ยถามหน้านิ่วคิ้วขมวด ผมตกใจหันไปมองหน้าเขาก็เป็นจังหวะที่น้ำตาไหลออกมาพอดี ผมรีบส่ายหัวปฏิเสธและพยายามกลืนข้าวลงคอให้ได้ แต่มันก็ยากเหลือเกินที่จะกลืนข้าวร้อนๆ แบบนี้เข้าไป


“ก็เห็นอยู่ว่าน้ำตาไหล ยังจะมาส่ายหน้าอีก…” อีกฝ่ายมีสีหน้าเครียดๆ ผมรู้ว่าทำไมเขาถึงมีสีหน้าแบบนั้น ผมพยายามที่จะส่งสัญญาณมือบอกว่าไม่ใช่อย่างที่เขาคิด


“…พี่ขอโทษนะ” พี่เอกบอกเสียงเศร้า หน้าเศร้า ก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับจูงมือผู้หญิงคนนั้นเข้าไปในโซนด้านใน พอพี่เอกจากไปแล้ว ผมก็รีบคายข้าวในปากออกมาใส่จานทันที สร้างเสียงอี๋เสียงยี้จากชะนีบนโต๊ะกันเป็นแถบ


“ทำตัวน่าเกลียดเหมือนหน้ามาก” เก้าบอกพลางส่งทิชชูให้ ผมรีบใช้เช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาทันที ก่อนจะรู้สึกดีใจที่ข้าวร้อนๆ หลุดออกจากปากไปแล้ว


“แกไม่ได้ร้องไห้เพราะพี่เอกใช่แมะ” แบมถามพลางมองไปที่ก้อนข้าวที่ผมเพิ่งคายออกมาด้วยความรังเกียจ ผมทำหน้ามุ่ยแล้วส่ายหัวแรงๆ


“ร้องอาทิตย์เดียวฉันก็เหนื่อยจะตายแล้ว แกจะให้ฉันร้องอะไรนักหนา” ผมว่าพลางตักเค้กช็อคโกแล็ตเข้าปาก แก้อาการลิ้นฝาดที่กำลังเป็นอยู่ตอนนี้ แม้จะช่วยได้น้อยนิดแต่ก็พอจะช่วยได้ล่ะนะ


“แล้วตอนนี้แกรู้สึกยังไง” ผมนิ่งไปนิดหนึ่ง ก่อนจะตอบ


“ก็เหมือนเดิมนะ เศร้ามั้ย ก็เศร้านะเวลาเห็นพี่แก แต่ฉันก็ไม่ร้องไห้แล้วนะ เหมือนมันรู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร ถึงจะเสียใจแต่ก็เหมือนได้ปลดแอกให้ใจตัวเองด้วย” ผมบิดปากเป็นรอยยิ้มเหมือนเป็ด


“ดีแล้ว ไปหาผู้ชายใหม่ที่นิวยอร์กดีกว่าค่ะ!” นังเก้าบอกพลางยกแก้วโกโก้ตัวเองขึ้น ผมยกขึ้นชนกับมันบ้างก่อนจะส่งเสียงกู่ร้องด้วยความคึกที่ว่าพรุ่งนี้จะเดินทางไปใช้ชีวิตแบบใหม่แล้ว แม้จะแค่ชั่วคราวแต่นี่ก็ถือว่าเป็นชีวิตใหม่ครั้งหนึ่งในชีวิตจำเจของผมเลยล่ะ!






หลังจากเช็กอินและโหลดกระเป๋าเสร็จแล้ว ผม เก้า แบม ก็มายืนรอประกาศเรียกให้เข้าไปในเกท ผมสะพายกระเป๋าเป้ไว้ด้านหน้าอก ในนั้นใส่ กระเป๋าตังค์ แม็คบุ๊ค ไอพอดนาโนสุดที่รัก หูฟัง โทรศัพท์มือถือ ที่ชาร์ตแบต กล้องถ่ายรูป ทั้งแบบกล้องโปรและกล้องโพราลอยด์ และหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมควรนำมาติดตัวไว้


เราสามคนยืนคุยกันเรื่องที่ว่าแทบจะนอนไม่หลับทั้งคืน เพราะตื่นเต้นเกี่ยวกับเดินทาง พ่อแม่พวกเราสามคน ยืนคุยกันอยู่อีกมุมหนึ่ง ไม่มีใครมาส่งพวกเรา เพราะพวกเราคิดว่าไปแค่สามเดือนไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่อลังการมากก็ได้ แต่เอาความจริงมั้ยครับ ไม่มีใครคิดจะมาส่งพวกผมหรอก ฮ่าๆ


“ถึงนิวยอร์คปุ๊บ ฉันจะรีบหาวิฟิ ถ่ายรูป อัพรูปทันที!” ผมบอกด้วยความตื่นเต้น เมื่อนึกถึงเทพีเสรีภาพ เรื่อเฟอร์รี่ ทามสแควร์และหลายๆ อย่างของนิวยอร์ค


“เออ อัพเลยนะ บอกให้โลกรู้เลยว่า แกอยู่แมนฮัทตันย่านที่ไฮโซโก้เก๋สุดของนิวยอร์ค” เก้าบอกพลางก้มลงกดโทรศัพท์และยิ้มขำขันไปด้วย นังนี่สมองมันแบ่งปฏิกิริยาได้ดีจริงๆ


“แต่อย่าลืมบอกโลกด้วยล่ะว่าอยู่แฟลชเก่าๆ เท่าบ้านหมา” แบมปิดท้ายด้วยเสียงหัวเราะชอบใจ ผมกับนังเก้าเลยหัวเราะตามไปด้วย


“อีบ้า! เขาเรียกบ้านแบ่งให้เช่ามั่งเหอะ” ผมแก้คำพูดของนังแบม ผมเช่าบ้าน ไม่ได้เช่าแฟลชซะหน่อย แม้รูปร่างมันจะดูเหมือนแฟลชก็เถอะ และอันที่จริงผมไม่ได้อยู่ในย่านแมนฮัทตันเลยนะ เรียกว่าอยู่ระแวกใกล้ๆ ดีกว่า ผมไม่มีปัญญาขนาดนั้นหรอกครับ ที่พักแถวนั้นโคตรแพง ผมเลยออกมาเช่าบ้านที่อยู่นอกๆ แมนฮัทตันมาไกลพอสมควร
เรายืนเม้าท์โดยลืมเมื่อยไปซะสนิท ผมหยิบมือถือออกมาดูเวลาก็เห็นว่าเป็นเวลาสามทุ่มครึ่งแล้ว ผมมองไปรอบๆ สนามบินราวกับจะหาเสียงเรียกประกาศให้เดินไปเข้าเกทเตรียมขึ้นเครื่อง แต่จริงๆ แล้วไม่มีเสียงอะไรทั้งนั้นล่ะ เราต้องรู้เวลาของตัวเอง นังแบมหันไปถามแอร์กราวด์ที่เค้าน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ เขากดแป้นพิมพ์ฉุบฉับๆ อยู่พักหนึ่งก่อนที่เขาจะบอกให้เราสามคนเดินไปเข้าเกทได้ เราสามคนเลยเริ่มขยับตัว พ่อกับแม่ของแต่ล่ะคนเดินเข้ามาหา อีกสองครอบครัวล่ำลากันด้วยความเป็นมิตร คงมีแต่ผมที่ได้ยืนส่งยิ้มให้พ่อกับแม่


“ไปแล้วนะ อีกสามเดือนจะกลับมาหา” ผมบอกน้ำเสียงเรียบๆ พ่อผมยืนมองนิ่งๆ แล้วพยักหน้าเบาๆ ส่งเสียง อื้อ ออกมาจากในลำคอ ส่วนแม่มองผมด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ ผมยิ้มให้ทั้งสองคน แล้วยกมือไหว้ ก่อนจะหมุนตัวเดินไป ผมเดินไปอย่างช้าๆ รับรู้ได้ถึงสายตาที่พ่อกับแม่มองมา พ่อคงยืนมองด้วยใบหน้านิ่ง ส่วนแม่ตอนนี้คงมีน้ำตาปริ่มที่ขอบตาแล้ว ผมหยุดชะงัก ก่อนจะหมุนตัวแล้ววิ่งเข้าไปหาพ่อกับแม่เร็วๆ แล้วสวมกอดทั้งสองคนไว้แน่น  พ่อกับแม่ยืนนิ่งรับอ้อมกอด ผมพยายามไม่ร้องไห้ ไม่แสดงอาการอ่อนแออะไรให้แม่เป็นกังวล ผมเงยหน้าหอมแก้มพ่อกับแม่คนล่ะทีอย่างเร็วๆ ก่อนจะหมุนตัววิ่งตามเก้ากับแบมไปที่เกท โดยไม่หันกลับไปมองพ่อกับแม่อีก


พอเข้ามานั่งในเกทแล้วน้ำตาที่กลั้นไว้เมื่อกี้ก็เอ่อมาที่ขอบตา แต่ผมไม่อยากร้องไห้ให้เพื่อนเห็น หรือให้ตัวเองรู้สึกอ่อนแอ ผมเลยรีบหลับตาแล้วพยายามห้ามมันเอาไว้ไม่ให้ไหลอาบแก้ม ก่อนจะหยิบไอพอดขึ้นมาฟังเพลง รอเวลาขึ้นเครื่อง ผมกดเลือกเพลงอย่างใจลอยแล้วก็มาหยุดที่เพลงของพี่ Adam ตามเคย ก่อนจะหยิบหนังสือนิยายสุดฮ็อตเรื่อง Harry Potter เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษขึ้นมาอ่านฆ่าเวลา แม้ว่าในใจตอนนี้จะหวิวไหวแค่ไหนก็ตาม แต่ผมก็เลือกแสดงออกมาด้วยความเฉยและนิ่งตามเคย






หลังจากนั่งหลังขดตูดแข็งอยู่บนเครื่องจากเมืองไทยมาหกชั่วโมงกว่าๆ ตอนนี้พวกเราต้องมาเปลี่ยนเครื่องที่นาริตะ เราเช็คอินอีกรอบและเดินไปนั่งรอ ส่วนกระเป๋าพวกผมทำเรื่องส่งสัมภาระไปที่จุดหมายปลายทางเลย ผมจะไปจ๊ะเอ๋กระเป๋าตัวเองที่สนามบิน JFK ณ นิวยอร์ค ส่วนยัยสองตัวนี้จะไปเจอกระเป๋าตัวเองที่ฟลอริด้า


เรารอเปลี่ยนเครื่องประมาณสองชั่วโมง ถือว่าเร็วมากและโชคดีมากที่เครื่องไม่ดีเลย์ พวกเราต้องนั่งตูดแข็งจนชาไปลงที่สนามบิน LAX ของแอลเอ เพื่อเปลี่ยนเครื่องไปเมืองใครเมืองมัน พอคิดแบบนั้นผมก็อดใจหวิวอีกรอบไม่ได้หลังจากห่างอกพ่อกับแม่ ยัยสองคนนี้มันยังไปด้วยกัน แต่ผมสิ ไปผจญภัยคนเดียวล้วนๆ


“ฉันเชื่อว่าแกเอาตัวรอดได้ มาขนาดนี้แล้วแกอย่าไปกลัวสิวะ คิดถึงตอนก่อนที่แกจะได้ทำงานนี้ดิ” เก้าพยายามปลอบใจผมหลังจากที่เราขึ้นมานั่งรอบนเครื่องเพื่อรอเครื่องออก


“ก็แค่คิดแล้วมันก็อดใจหายไม่ได้ ฉันอโลนมาก พวกแกยังมีกันสองนางนะเว้ย”


“ใครว่าล่ะ แกลืมแล้วหรอ อีแบมนางอายุมากกว่าฉัน มันได้อยู่หมู่บ้านเด็กโตที่กินเหล้าได้แล้ว ส่วนฉันต้องไปอยู่บ้านเด็กๆ”  ผมพยักหน้านึกได้ว่าสองคนนี้ไม่ได้พักที่เดียวกัน เพราะอายุนังแบมเยอะกว่านังเก้า  เลยได้ไปอยู่หมู่บ้านที่เป็นของเด็กโตๆ แล้ว ซึ่งที่ผมรู้มา หมู่บ้านนังแบมอยู่ห่างออกไปจากหมู่บ้านนังเก้ามากพอสมควร


ผมกับแบมเป็นเด็กซิ่วด้วยกันทั้งคู่แต่ผมอายุเยอะสุดในบรรดาสามคนเรา เพราะผมซิ่วสองครั้ง ครั้งแรกเรียนแถวๆ ชานเมืองของกรุงเทพฯ แล้วไม่ถูกใจ เพราะเบื่อการเรียนพื้นฐานของปีหนึ่งในคณะที่ตัวเองเรียน ผมเลยสอบใหม่แล้วย้ายไปเรียนที่เมืองเหนือในคณะที่ใช่และเอกที่ชอบ แต่ก็มีเหตุให้ต้องซิ่วกลับมาอยู่แถวบ้าน เพราะอยากเลือกเรียนสิ่งที่ตัวเองชอบที่สุดจริงๆ มาตั้งแต่มอต้น นั่นคือ เอกภาษาอังกฤษ สาขาวรรณกรรม แน่นอนว่าผมทะเลาะกับแม่ใหญ่โตที่ซิ่วเป็นว่าเล่น ส่วนพ่อไม่ว่าอะไร ตามใจผม แต่ลึกๆ ผมรู้ว่าเขาก็ไม่พอใจนั่นแหละ แต่ว่าตอนนี้ผมใกล้จะจบแล้ว หลังจากฝึกงานเสร็จ ผมก็กลับมาเรียนต่ออีกประมาณสามเดือนแล้วก็ทำเรื่องจบ ปีหน้าของปีหน้าก็รับปริญญาแล้ว


ผมนั่งเปิดเพลงนอนหลับมาตลอดหกชั่วโมงจนถึงสนามบินในแอลเอ พอตื่นขึ้นมาก็งัวเงียๆ เดินลงจากเครื่อง สะเปะสะปะไปเรื่อย ผมเริ่มรู้สึกเหนื่อยจากการนั่งเครื่อง หูอื้อเพราะความกดอากาศต่ำหรือจริงๆ มันอื้อเพราะเพลงที่เปิดดังลั่นแก้วหูผมก็ไม่รู้ พอลงมาถึงตัวสนามบินคราวนี้เราสามคนต้องล่ำลากันเองแล้ว เพราะเราต้องนั่งเครื่องต่อไปคนล่ะที่


“แล้วเจอกันเดือนมิถุนานะแก” ผมบอกพลางกอดทั้งสองคนหลวมๆ ก่อนจะผละออก


“ดูแลตัวเองดีๆ อ่ะ มีอะไรก็สไกป์หรือโทรหากันได้นะ” แบมบอกด้วยรอยยิ้ม ผมยิ้มตอบเพื่อนก่อนจะเอ่ยลาอีกรอบ แล้วโบกมือให้กัน รีบเดินไปเข้าเกทตามที่พนักงานบอกหลังจากผ่าน ตม. มาได้แล้ว


“You look like a little puppy—a cry-baby puppy. Anyway, Good luck. (คุณเหมือนลูกหมาตัวน้อยๆ เลย ลูกหมาที่ขี้อ้อนๆ น่ะค่ะ ยังไงก็โชคดีนะคะ)” พนักงานที่รับตั๋วผมไปกล่าวด้วยรอยยิ้ม ผมยิ้มตอบเก้อๆ เพราะไม่รู้ว่านั่นคือคำชมหรือว่าคำด่าหรือว่าเป็นประโยคทั่วๆ ไปไม่ได้มีอะไรแอบแผง ผมเอียงคอเล็กน้อยแล้วกระพริบตาปริบๆ ด้วยความงงแล้วยิ้มเจื่อนๆ อีกที ก่อนจะตอบกลับไปด้วยคำง่ายๆ


“Thanks. (ขอบคุณครับ)” ผมรับตั๋วส่วนที่เหลือคืนพร้อมพาสปอร์ตก่อนจะเดินเข้าไปในเกท แล้วนั่งรอให้เขาเรียกขึ้นไปนั่งบนเครื่อง ระหว่างนั้นผมก็หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านอีกรอบ



   



เจ็ดชั่วโมงเต็มผ่านไปอย่างไร้ความรู้สึก หมายถึงก้นผมเนี่ยที่ไร้ความรู้สึก มันด้านมันชาไปหมด บวกลบกันแล้วผมใช้เวลาเดินทางจากไทยมาถึงนิวยอร์คก็เกือบวันนึงเต็มๆ หรือจริงๆ แล้วมันวันนึงเต็มๆ เลยรึเปล่านะ  สีหน้าผมคงดูเบลอมากๆ จนผู้ชายฝรั่งหัวทองคนหนึ่งหันมามองแล้วยิ้มขำๆ ผมกระตุกยิ้มตอบกลับไปก่อนจะเริ่มมองหากระเป๋าตัวเอง แล้วหยิบขึ้นมาเมื่อมันเคลื่อนมาถึงมือ ผมหยิบทั้งสามใบแล้วพยายามจัดระเบียบชีวิต เพื่อเดินออกไปเรียกแท็กซี่


พอออกมาปะทะกับอากาศช่วงฤดูใบไม้ผลิผมก็ยิ้มกว้างแล้วมองไปรอบๆ ด้วยความตื่นตาตื่นใจ ยอดตึกสูงในมหานครนิวยอร์คอันโด่งดัง ตั้งเรียงรายสูงใหญ่ให้สไปเดอร์แมนพ่นไยไปมาได้สะดวก อากาศที่นี่กำลังเย็นสบาย ผมหลับตารับรู้ได้ถึงดอกไม้ใบหญ้าที่กำลังผลิบาน ได้เห็นบรรยากาศนิวยอร์คเต็มตามด้วยตัวเองแบบนี้แล้ว ก็อดตื่นเต้นจนลืมเมืองไทยไม่ได้ ผมเก็บอาการตื่นเต้นดีใจทั้งหลายไว้ก่อนจะโบกเรียกแท็กซี่สีเหลืองที่เห็นในภาพยนตร์จนชินตาแล้วบอกจุดหมายกับแท็กซี่ว่าจะไปไหน
.
.
.
.
.
   ผมจ่ายเงินให้กับแท็กซี่และให้ทิปเขาไปด้วย ค่าที่เขาช่วยขนกระเป๋ามาวางไว้หน้าบ้านพัก ผมเดินไปกดออดที่รั้วบ้าน รอสักพักป้าเจ้าของบ้านที่ผมติดต่อไว้ก็เดินออกมาด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่นและใจดี ผมนี่รู้สึกใจชื้นขึ้นมาทันที่อย่างน้อยหน้าป้าแกก็ดูใจดีล่ะนะ


“Hi, you are Matt, right? (หวัดดีจ้ะ แมทใช่มั้ย)” เธอยิ้มแล้วมองผมทั้งตัว ผมฉีกยิ้มยิงฟันก่อนจะตอบ


“Yes, I am. (ใช่ครับ ผมเอง)”


“I’m waiting for you, come on. (กำลังรออยู่เลย เข้ามาสิจ๊ะ)” ผมหันไปคว้ากระเป๋าลากใบใหญ่มาไว้ในมือ และพยายามลากใบเล็กไปด้วย ป้าแกเห็นแบบนั้นคงเวทนาเลยเดินเข้ามาช่วยลากใบเล็กไปทั้งสองใบ ผมยิ้มขอบคุณเธอแล้วเดินตามเข้าไปในรั้วบ้านพร้อมกับปิดประตูให้ป้าแกด้วย


พอเข้ามาในบ้านผมก็ไม่อยากบอกอย่างนี้หรอกนะ แต่ผมตกหลุมรักบ้านหลังนี้มาก เป็นบ้านสามชั้นทรงสูง แบ่งห้องให้เช่า โทนบ้านเป็นสีน้ำตาลของไม้ ตกแต่งประดับด้วยเครื่องใช้วินเทจทั้งนั้น โหย! นี่มันสไตล์ผมเลย


“I’m Marry. Your room is on the second floor—the corner room—the balcony room—as you asked.  (ฉันชื่อแมร์รี่นะ ห้องของเธออยู่ชั้นสอง ห้องมุมมีระเบียง ตามที่เธอขอ)” ป้าแมร์รี่ แฟนของสไปเดอร์แมนบอกผมด้วยรอยยิ้มแซวๆ ผมยิ้มแหะๆ ไปให้ เพราะรู้ดีว่าตื๊อและอ้อนป้าแกผ่านสไกป์มากแค่ไหนว่าอยากได้ห้องนั้น ตื๊อขนาดไหนไม่รู้ แต่ผมลืมถามชื่อป้าแกเลยก็แล้วกัน สุดท้ายป้าแกก็จัดให้ตามคำขอ


“But I don’t have the private restroom as you know. (แต่ป้าไม่มีห้องน้ำส่วนตัวให้อย่างที่เรารู้นั่นแหละ)”


“That’s fine. I’ve never mind about that. (ไม่เป็นไรเลยครับ ผมไม่ค่อยคิดมากเรื่องนั้นอยู่แล้ว)”


“Okay. Good. Now, I will give your time to clear your stuff. (โอเค เยี่ยม งั้นตอนนี้ฉันจะปล่อยให้เธอจัดการสัมภาระเธอก็แล้วกันนะ)” ป้าแมร์รี่บอกแล้วเดินออกไป ผมมองไปรอบๆ บ้านอีกครั้ง มีห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่อยู่มุมหนึ่ง โซฟาตั้งเป็นเป็นสามมุม ไว้สำหรับนั่งสังสรรค์และดูทีวีจอใหญ่ ห้องครัวอยู่ตรงข้ามกับห้องนั่งเล่นเลย เห็นครัวแล้วอยากใช้ชะมัดถึงผมจะทำกับข้าวไม่เป็นแต่เห็นครัวน่าใช้แบบนี้ก็อยากจะลองทำดูมั่ง


ผมยกกระเป๋าขึ้นบันไดไปอย่างทุลักทุเล ไอ้ใบใหญ่นี่ทั้งหนักทั้งทำให้เหนื่อย ขนาดอากาศเย็นๆ ในบรรยากาศยามเย็นนะ เหงื่อผมยังซึมเต็มหน้าผาก ผมกำลังจะยกถึงขั้นสุดท้ายก็ต้องใจหายวาบเมื่อกระเป๋าเกือบร่วงหล่นลงไปตามขั้นบันได แต่โชคดีมีมือของใครคนหนึ่งยื่นมาช่วยไว้ ผมหันไปมองก็เห็นอาตี๋แต่ตาไม่ตี่ใส่แว่นมาช่วยผมไว้ ผมยิ้มให้นิดหน่อยแล้วช่วยเขาลากกระเป๋าขึ้นมาจนอยู่บนพื้นไม้ของชั้นสองจนได้ ผมยืนเหนื่อยหอบอยู่พักหนึ่งก่อนจะหันไปเพื่อขอบคุณ


“Thank you. (ขอบคุณครับ)”


“พูดไทยก็ได้ครับ” เขาบอกพร้อมรอยยิ้มที่เสริมให้หน้าที่ออกไปทางอาตี๋ดูหล่อมากยิ่งขึ้น ผมอ้าปากหวอเล็กน้อย เอียงคอกระพริบตามองอีกฝ่าย


“อ้าว! คนไทยด้วยกันหรอเนี่ย” ผมเอ่ยเสียงแจ้วๆ พร้อมรอยยิ้มดีใจ ที่ได้เจอคนไทยด้วยกัน อาตี๋น้อยหน้าใสใส่แว่นยิ้มตอบกลับมา แล้วพยักหน้าเบาๆ


“ผมชื่อบาสนะ” โอ้ย… อยากเดาะบาสจังเลย


ผมขมวดคิ้วกับความคิดตัวเองและพยายามไม่มองกล้ามแขนแน่นๆ ที่โผล่พ้นออกมาจากเสื้อยืดสีน้ำเงินคอกลมแขนสั้นที่อีกฝ่ายกำลังใส่อยู่


“มาเวิร์คฯ หรอ” ผมถามต่อด้วยความสนใจ อีกฝ่ายดูท่าทางจะเป็นคนพูดน้อยเพราะเอาแต่พยักหน้า แต่ก็มีรอยยิ้มด้วยเสมอ


“ที่ The top of rock เผื่ออยากจะถามต่อ” อ้อ… ผมทำหน้าเข้าใจ และคิดว่าบาสน่าจะมาเวิร์คแบบ  Independent work ที่แบบหางานเอง ไอตึกไว้ชมวิวนิวยอร์คนั่นน่าสนใจมากเลยนะ ผมเชื่อว่าน้อยคนนักที่จะมีคนมาเวิร์คฯ ที่นั่น


“บาสอยู่ปีไรแล้ว” ผมถามต่อยิ้มๆ เอียงคอมองคนตรงหน้าเล็กน้อย


“ปีสี่ครับ” ผมเลิกคิ้วขึ้นสูงพร้อมทำตาโตด้วยความดีใจ


“ปีเดียวกันเลย!” เนียนซะเลยว่าปีเดียวกัน แหม… ก็ปีเดียวกันจริงๆ นี่นา บาสยิ้มหล่อๆ แต่ออกแนวเป็นยิ้มขำๆ กับสีหน้าและน้ำเสียงกระตือรือร้นของผมซะมากกว่า


“มีกระเป๋าอีกมั้ย เดี๋ยวผมช่วยขน” เขาเสนอตัวช่วย ช่างมีน้ำใจซะจริงพ่อหนุ่มแว่นโต


“มีๆ แต่ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวเราจัดการเอง อีกสองใบไม่หนักเท่าอันนี้” บาสยิ้มแล้วโบกมือเป็นเชิงว่าไม่เป็นไร ก่อนจะเดินลงบันไดไป ผมมองตามแผ่นหลังกว้างไปจนลับตาก่อนจะได้ยินเสียงกุกกักๆ ข้างล่าง แล้วสักพักเขาก็โผล่ขึ้นมาพร้อมกระเป๋าสองใบ โอ้… แม่เจ้า ยามเขายกกระเป๋ากล้ามแขนมันช่างชัดเจนน่าซบจริงๆ


“ห้องอยู่ฝั่งไหนหรอ” บาสถามทั้งที่ยังถือกระเป๋าอยู่ในมือ ผมพยายามห้ามใจตัวเองไม่ให้มองกล้ามแน่นๆ นั่น
อ้ากกก! พวกอาตี๋แต่ตาไม่ตี่ เวลาเล่นกล้ามแล้วเนื้อแน่นๆ ผิวขาวๆ นี่มันช่างชวนใจเต้นจริงๆ


“ริมสุดฝั่งนี้เลย” ผมชี้ไปทางซ้ายมือที่ตัวเองยืนอยู่แต่มันคือขวามือของบาส เขายิ้มแล้วเดินตรงไปที่ห้องของผม ผมลากกระเป๋าใบใหญ่ตามเขาไป แล้วรีบเปิดประตูห้องให้อีกฝ่ายเอาประเป๋าไปวางไว้บนเตียง


“ขอบใจมากนะ แล้วห้องบาสอยู่ชั้นไหนอ่ะ” อันนี้ผมถามเฉยๆ นะ ไม่ได้คิดอกุศลอะไรเลย


“ชั้นเดียวกันเนี่ยแหละ ห้องตรงข้ามนี่ไง” เขายิ้ม ผมยิ้มหน้าเหลอหลา มีความดีใจแล่นไปแล่นมาในอก ผมมองหน้าอีกฝ่ายเพื่อเก็บรายละเอียด จมูกโตแต่โด่ง ดวงตาเรียวแต่ไม่ตี่ไม่โตจนเกินไป โครงหน้าเกือบแหลมรับกับทรงผมซอยสั้นที่ระต้นคอเป็นอย่างดี ดูท่าบาสจะมีเชื้อสายจีน แต่หน้าไม่จีนจ๋าขนาดนั้น


“หรอ ดีๆ ไว้มีอะไรจะไปเคาะนะ” ผมยิ้มกว้าง แล้วพลางนึกสงสัยว่าทำไมถึงไม่รู้สึกเศร้าหรือเหงาอะไรเลย ทำไมถึงเป็นคนแบบนี้นะ ควรคิดถึงพ่อกับแม่บ้างนะผมว่า


“แต่อย่าเคาะยี่สิบสี่ชั่วโมงนะ ไม่ใช่เซเว่น” เขาบอกติดตลก ผมหัวเราะน้อยๆ ก่อนจะเอ่ยขอบคุณเขาอีกครั้ง


“แล้วมาเวิร์คเหมือนกันหรอครับ” ผมส่ายหัวดุ๊กดิ๊ก


“มาฝึกงานน่ะ” บาสทำหน้าเข้าใจก่อนจะขอตัวกลับไปที่ห้อง เขาเดินผ่านผมไปที่หน้าประตูห้องแล้วหยุดชะงักก่อนจะหันกลับมามอง ผมจ้องเขาตาแป๋วเป็นคำถาม


“นายชื่ออะไร ยังไม่ได้บอกผมเลย”


“อ๋อๆ เราชื่อแมทนะ ยินดีที่ได้รู้จักนะเพื่อนห้องตรงข้าม” บาสยิ้มที่มุมปากอย่างเท่ ก่อนจะบอกเสียงทุ้ม


“ยินดีที่ได้รู้จักครับ แมท” ผมยิ้มตอบกลับไป บาสค่อยๆ ปิดประตูลงช้าๆ ทิ้งให้ผมยืนมึนๆ กับรอยยิ้มและสีหน้าอันดูสุขุมแต่มีเสน่ห์นั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตั้งสติได้และเริ่มจัดของให้เข้าที่เข้าทาง


[ยังไม่จบค่ะ มีต่ออีก T_T]









« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-06-2015 22:39:01 โดย ขุ่นเจ้ »

ออฟไลน์ NOoTuNE

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3326
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +317/-15
Re: ||>Love, no boundaries. Part: You and I<|| :: Chapter 1 :: [14.06.58]
«ตอบ #3 เมื่อ14-06-2015 19:44:31 »

กรี๊ดดดดดด พี่วิค น้องแมท มาเล้าาา. ดีใจมากค่าาาาา :mc4:

ออฟไลน์ littletwinstar.

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 15
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
Re: ||>Love, no boundaries. Part: You and I<|| :: Chapter 1 :: [14.06.58]
«ตอบ #4 เมื่อ14-06-2015 19:57:04 »

เย้ๆ พี่วิคกับแมทมาเเล้ว เป็นกำลังใจให้จ้า

ออฟไลน์ larynx

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 839
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-1
Re: ||>Love, no boundaries. Part: You and I<|| :: Chapter 1 :: [14.06.58]
«ตอบ #5 เมื่อ14-06-2015 20:05:15 »

พี่วิคคคคคค  :impress2: :-[

ออฟไลน์ MinorMa

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 181
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-2
Re: ||>Love, no boundaries. Part: You and I<|| :: Chapter 1 :: [14.06.58]
«ตอบ #6 เมื่อ14-06-2015 20:14:37 »

รักยักษ์กับเอเลี่ยนน้อยๆที่สุดด  ❤️❤️❤️❤️

ออฟไลน์ TYKKK_HY

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: ||>Love, no boundaries. Part: You and I<|| :: Chapter 1 :: [14.06.58]
«ตอบ #7 เมื่อ14-06-2015 21:15:34 »

เย้ๆๆ พี่วิคน้องแมทมาถึงเล้าแล้วว
เป็นกำลังใจให้พี่ตอมกับพี่วิคของเรานะคะ

 :mew3: :katai3:

ออฟไลน์ mur@s@ki

  • อยากรัก..แต่ใจไม่กล้า
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2014
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +167/-5
Re: ||>Love, no boundaries. Part: You and I<|| :: Chapter 1 :: [14.06.58]
«ตอบ #8 เมื่อ14-06-2015 22:07:01 »

มาเชียร์น้องแมท  :กอด1:

ออฟไลน์ love AJ

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 303
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-2
Re: ||>Love, no boundaries. Part: You and I<|| :: Chapter 1 :: [14.06.58]
«ตอบ #9 เมื่อ14-06-2015 22:21:35 »

 :3123: :L2: :L1: :กอด1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ||>Love, no boundaries. Part: You and I<|| :: Chapter 1 :: [14.06.58]
« ตอบ #9 เมื่อ: 14-06-2015 22:21:35 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 540
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +263/-8
Re: ||>Love, no boundaries. Part: You and I<|| :: Chapter 1 :: [14.06.58]
«ตอบ #10 เมื่อ14-06-2015 23:04:27 »


เนื้อหาต่อจากด้านบนอยู่นี่จ้า ^^

เมื่อวานหลังจากจัดของเสร็จเรียบร้อย ผมกะว่าจะออกไปเดินเล่นรอบๆ สักหน่อย แต่ดันเหนื่อยจนหลับยาว ตื่นมาอีกทีก็ตีสองแล้ว ผมเลยโทรบอกพ่อกับแม่ว่าถึงที่พักปลอดภัยดี ก่อนจะถ่ายรูปสวนหลังบ้านที่สวยมากกก อัพลงไอจีกับเฟซบุ๊ค พอตื่นขึ้นมาคราวนี้ผมก็นอนไม่หลับอีก เลยนั่งเล่นเน็ตดูซีรีส์ยันเช้า ก่อนจะรีบไปเข้าห้องน้ำ อาบน้ำแต่งตัวเพื่อเตรียมตัวออกไปทำงานวันแรก


ผมจัดการเรียกแท็กซี่ไปก่อนในวันแรก เพราะกะว่าขากลับค่อยหาทางขึ้นรถไฟใต้ดินหรือไม่ก็จะลองเดิน หลังจากประเมินระยะทางจากการนั่งแท็กซี่ไปทำงานในเช้านี้ว่าอันไหนสะดวกกว่ากัน แต่แน่ล่ะรถไฟใต้ดินย่อมสะดวกกว่าอยู่แล้ว เพียงแต่ผมคิดว่าถ้ามันสามารถเดินได้โดยตื่นเช้าหน่อยๆ ก็น่าจะประหยัดเงินดีนะ
แต่พอมาถึงที่ทำงานผมก็รู้ว่ารถไฟใต้ดินน่าจะดีกว่า แม้ดูแล้วมันจะเดินมาได้ แต่ก็ไม่ใช่ใกล้ๆ เลย เอาไว้วันไหนเปลี่ยวๆ ค่อยเดินก็แล้วกันนะ ช่วงแรกๆ คงต้องขอใช้บริการ subway ไปก่อน


พูดถึง subway ก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองยังไม่ได้กินอะไร ผมเลยเดินไปหาร้านอาหารฟาสฟู้ดที่อยู่ตรงมุมถนนแห่งหนึ่ง แล้วต่อคิวเพื่อสั่งแฮมเบอร์เกอร์มากิน ก่อนจะขอฟุ้งฟิ้งด้วยการดื่มสตาร์บัค ณ นิวยอร์คสักแก้ว แล้วเดินกลับไปที่ตึกที่ทำงาน
งานที่ผมเลือกมาฝึกมาทำ คือบริษัทเอเจนซี่ดูแลนายแบบนางแบบ เป็นเอเจนซี่ที่ดังเป็นอันดับต้นๆ ของวงการนายแบบนางแบบของที่นี่พอสมควร ตึกที่ทำงานอยู่ใกล้ๆกับ Madison Avenue ย่านตึกระฟ้า ที่มีเหล่ากองบรรณาธิการดังๆ มากมายสถิตอยู่ แต่ตัวตึกของเอเจนซี่ที่ผมมาทำงานไม่ได้อยู่ในย่านนั้นหรอกนะ อยู่เขยิบออกมาหน่อย ผมเงยหน้าขึ้นมองตึกสีแดงของอิฐที่สูงห้าชั้น แล้วสะดุดกับป้ายชื่อเอเจนซี่สีขาวที่เรียงเป็นตัวอักษรนูนๆ ทีล่ะตัว


‘MARS & VENUS Management’


ถ้าให้เดาเทพเจ้าแห่งดาวอังคารคงสื่อถึงตัวผู้ชาย ส่วนเทพเจ้าแห่งความงามคงสื่อถึงตัวผู้หญิงสินะ ผมเม้มปากยักคิ้วกับความคิดตัวเองแล้วกระดกสตาร์บัคเข้าปากก่อนจะเดินไปที่ประตูกระจกเพื่อจะเดินเข้าไปข้างใน ผมกะว่าใช้มือผลักแล้วดันเปิดตามปกติ แต่เทพเจ้า Mars และ Venus คงอยากจดจำผมไว้สินะ เลยให้ผมเดินชนประตูกระจกเต็มหน้า ผมหลับตายืนนิ่งพยายามข่มใจกับความเจ็บตุบๆ ที่หน้าผากและจมูก บางทีจมูกโด่งก็สร้างความเจ็บได้เหมือนกันแต่ถึงอย่างนั้นผมก็เลือกดั้งโด่งดีกว่าดั้งดับล่ะนะ


“Hey, are you alright? (เฮ้ เธอโอเคมั้ย)” เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น ผมสะบัดๆ หน้าสองสามทีแล้วหันไปมอง ก็เจอกับหญิงสาวรูปร่างอวบๆ แต่ไม่อ้วน ผมว่าเธอมีหุ่นกำลังดีเลยนะในสายตาผม ผมสีน้ำตาลยาวสลวยถึงบ่า ดวงตาสีฟ้าจ้องมองผมด้วยความกังวลใจ ผมยิ้มให้เธอก่อนจะตอบ


“I’m fine. (ปกติดีครับ)” ผมมึนจนคิดคำศัพท์อะไรไม่ออก และพยายามมองหน้าเธออย่างมีสติ


“And, errr. Can I help you? (และ เอ่อ… มีอะไรให้ช่วยมั้ยคะ)”


“Oh, I’m a trainee from Thailand. I send an email to your agency, and today is my starting day. (อ้อ ผมเป็นนักศึกษาฝึกงานจากเมืองไทย ผมส่งอีเมล์มาที่เอเจนซี่ของคุณครับ แล้ววันนี้ก็เป็นวันแรกของผม)”


“Oh, I got it. Follow me. (อ๋อ เข้าใจแล้วค่ะ ตามฉันมาสิ)” เธอเปิดประตูกระจกให้กว้างขึ้น ผมเดินเข้าไปข้างในตัวอาคาร แล้วรอเธอปิดประตู ก่อนจะเดินตามเธอเข้าด้านใน สาวตาฟ้าพาผมมาที่ห้องๆ หนึ่งซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นห้องทำงานของใครสักคนที่มีตำแหน่งสำคัญพอสมควร เธอเปิดประตูให้ผมเข้าไป อย่างแรกที่ผมได้ยินคือสำเนียงอเมริกันที่กำลังพูดคุยโทรศัพท์เสียงโวยวาย


“หมอนั่นยังไปไม่ถึงสตูดิโออีกหรอ?...อะไรกัน ฉันโทรเตือนมันเป็นสิบๆ รอบแล้ว…ให้ตายสิ! หมอนี่มีหูไว้แคะอย่างเดียวรึไง…ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวฉันจัดการให้ หมอนั่นจะไปถึงสตูดิโออีกไม่เกินหนึ่งชั่วโมง…เท่านี้นะ!” เธอกดวางสายแล้วหันใบหน้าสวยๆ แต่ดูยุ่งเหยิงด้วยความหงุดหงิดมาทางผมที่กำลังยืนหน้าเอ๋ออยู่ เธอมองผมแล้วขมวดคิ้ว


“นายเป็นใครกัน” สำเนียงต้นฉบับแบบอเมริกันพูดเร็วปรื๋อ ผมตั้งสติแล้วตอบออกไป


“เป็นเด็กฝึกงานคนใหม่ครับ คนที่ส่งอีเมล์มาตื๊อคุณ…” ผมเบรกตัวเองไว้แค่นั้นเมื่อเธอยกมือขึ้นห้ามไม่ให้ผมพูด แต่สีหน้าเธอดูเข้าใจ แล้วพยักหน้าเร็วๆ เธอก้มดูนาฬิกาที่ข้อมือ ก่อนจะเงยหน้ามองผมที่กระพริบตาปริบๆ แล้วเคลื่อนลูกตาไปซ้ายทีขวาทีด้วยความงง เธอมองหน้าผมอีกรอบก่อนจะทำหน้าเหมือนตัดสินใจอะไรบางอย่าง


“งั้นเริ่มงานแรกเลยละกัน ถือเป็นการทดลองงาน ถ้าผ่านงานนี้ได้ ก็ฝึกต่อไปจนจบและฉันจะเซ็นใบฝึกงานให้ ตกลงมั้ย?” ผมอ้าปากหวอนิดๆ แทบตั้งตัวไม่ติดกับงานด่วนที่เพิ่งได้รับ ผมทั้งอ้าปาก หุบปากและกัดปาก ก่อนจะพยักหน้าตอบเร็วๆ


“ตกลงครับ ตกลง” เธอยิ้มอย่างพึงพอใจก่อนจะดีดนิ้ว


“ดี! ให้มันสมกับที่ฉันยอมรับเธอมาหน่อย งั้นไปเลย!” ผมเบิกตากว้างมองสาวสวยผมสั้นสีทอง ดวงตาสีฟ้าสุกสว่างด้วยความงงและตกใจ


“ไป? ไปไหนครับ?!” เธอเอามือตบหน้าผากดัง แปะ! ก่อนจะก้มลงจดอะไรใส่กระดาษขยุกขยิก ก่อนจะยื่นส่งมาให้ผม ผมรับกระดาษเอสี่ใบนั้นมาไว้งงๆ


“ไปที่ Upper East Side ตามที่อยู่ที่ฉันให้ไป แล้วตามไอ้ตัวการที่กำลังทำให้ฉันอารมณ์เสียไปถ่ายแบบนิตยสารให้ได้ เพราะตอนนี้ทีมงานรอมันมาเป็นชั่วโมงแล้ว!” เธอรัวใส่ผมเป็นชุดๆ ด้วยท่าที่โกรธจัด แต่คิดว่าคงไม่ได้โกรธผมน่าจะโกรธ ไอ้ตัวการ ที่เธอเอ่ยถึงมากกว่า


“โอเคครับ แค่ตามให้เขาไปถ่ายแบบให้ได้ใช่มั้ยครับ”


“แล้วนายก็เฝ้าหมอนั่นไว้จนกว่าจะทำงานเสร็จและพามาหาฉันที่นี่ เพราะฉันมีเรื่องจะคุยกับหมอนั่น เข้าใจมั้ย?” ผมพยักหน้ากึกๆ สีหน้าตื่นๆ


“ถ้าเข้าใจแล้วก็ไปจัดการซะ ทำให้ได้นะ อย่า ขวัญเสีย หนีออกมาก่อนล่ะ ไม่งั้นฉันไม่ให้นายผ่านฝึกงานแน่ๆ” ทำไมต้องเน้นคำว่า ขวัญเสีย ด้วย เกิดความรู้สึกว่า ไอ้ตัวการ ที่ว่านั่นต้องมีซัมติงแน่ๆ


“Go! (ไปสิ)” ผมสะดุ้งเล็กน้อย แล้วรีบโค้งให้เธอนิดๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปจากห้องทำงานของผู้หญิงที่ยังไม่ทันได้แนะนำตัวกันอย่างเป็นทางการ แต่ผมก็รู้ชื่อเธอแล้วจากการคุยอีเมล์กัน ผมเดินมาที่ประตู ระหว่างที่กำลังจะกดสวิชต์สำหรับเปิดประตู สาวตาฟ้าที่เปิดประตูให้ผมก็วิ่งเอาป้ายพนักงานมาให้พร้อมกับบอกว่ามันใช้สำหรับเปิดประตูเข้ามา ผมกล่าวขอบคุณแล้วเปิดประตูออกไป ผมยืนมองซ้ายขวาอยู่พักหนึ่งเพื่อหาทางไป ก่อนจะก้มลงมองกระดาษในมือแล้วอ่านที่อยู่อย่างเร็วปรื๋อ คงต้องแท็กซี่อีกสินะ ผมกำลังจะละสายตาตัวเองไปเพื่อโบกแท็กซี่ แต่ก็ต้องสะดุดกับชื่อๆ หนึ่งที่ผู้หญิงที่รับผมเข้ามาฝึกงานเขียนไว้หวัดๆ


Victor Raymond (วิคเตอร์ เรย์มอนด์)

คงเป็นชื่อของ ไอ้ตัวการ ที่ผมกำลังต้องไปจัดการสินะ









รถแท็กซี่มาจอดเทียบท่าตรงฟุตบาทตรงหน้าบ้านทรงสูงหรูหราสีน้ำตาลเข้มหลังหนึ่ง ผมปิดประตูแล้วก้าวขึ้นบันไดไป ก่อนจะก้มลงมองบ้านเลขที่ที่อยู่ในกระดาษกับที่ติดอยู่ตรงประตูก็พบว่ามันคือที่เดียวกันอย่างไม่ผิดแน่ๆ ผมพับกระดาษยัดไว้ในกระเป๋ากางเกงยีนส์แล้วกดออด แต่ออดเจ้ากรรมดันบุบลงไปทันทีที่ผมกด เฮ้ย! ผมเปล่าทำพังนะ ผมรีบชักมือกลับ แล้วเคาะประตูแทน แต่ก็ไม่มีการตอบรับใดๆ ผมลองเอาหูแนบกับประตู ได้ยินเสียงเพลงดังแว่วๆ  ผมผละตัวเองออกแล้วลองเคาะอีกที แต่ปรากฏว่าก็ยังไม่มีอะไรตอบรับ ผมเลยลองจับที่เปิดประตูก่อนจะกดแล้วบิดเข้าไป


อ้าว! ไอ้หมอนี่มันเปิดประตูบ้านทิ้งไว้แฮะ ไม่กลัวโจรขึ้นบ้านเลยรึไง ผมค่อยๆ แง้มประตูเปิดเข้าไป เสียงเพลงที่ตอนแรกดังแว่ว กลายเป็นดังกระหึ่มทันทีที่ผมเข้ามายืนในพื้นที่ในบ้าน ผมปิดประตูตามหลัง แล้วมองไปรอบๆ ช่างดูหรูหราเสียจริง แต่ก็ไม่ได้โอ่อ่าระดับพระราชวังหรอกนะ สไตล์การตกแต่งเป็นแนวสมัยใหม่ซะมากกว่า ผมหยิบไอโฟนขึ้นมาเช็คเวลาก็เลยรู้ว่าตัวเองเสียเวลาไปยี่สิบนาทีแล้วในการตามตัวหมอนี่ไปถ่ายแบบ 


“Hello? (หวัดดีครับ)” มีแต่เพียงเสียงเพลงร็อคอันเร้าใจเท่านั้นที่ตอบผมกลับมา ผมค่อยๆ เดินเข้าไป ผ่านโซนครัวที่เป็นสไตล์โมเดิร์น เสียงเพลงดังมาจากห้องกว้างๆ ห้องหนึ่งที่อยู่เยื้องๆ กับห้องครัว เป็นห้องที่ไม่มีประตูปิด มีเพียงรูปทรงโค้งใหญ่ๆ และกว้างขวาง คล้ายๆ กับประตูชัยที่ฝรั่งเศสอะไรทำนองนั้น ผมรีบเดินไปที่ห้องนั้นทันทีเพราะคิดว่าอาจจะเจอใครอยู่ก็ได้ และผมก็เจอจริงๆ ผมเจอผู้หญิงคนหนึ่งอยู่บนโซฟาสีขาวตัวยาว กำลังนอนอ้าแข้งอาขา มือถูกเชือกมัดอยู่เหนือหัว สีหน้าบ่งบอกถึงความทรมานใจ ผมเบิกตากว้างมองภาพนั้นด้วยความตกตะลึง


ผู้หญิงคนนั้นผมยาว ผิวสีแทนดูเซ็กซี่ หล่อนกำลังเงยหน้าไปด้านหลัง ริมฝีปากเผยออ้า และเหมือนพยายามจะยกมือที่ถูกมัดไว้มาต่อสู้กับผู้ที่กำลังทำร้ายเธอด้วยลิ้น!


เต็มๆ ตาครับ นมสองเต้าเต็มตาผมเลย มันอวบอิ่ม และเต่งตึง เธอเปลือยเปล่าไร้เสื้อผ้าอาภรณ์ แต่ผมไม่เห็นส่วนล่างเธอหรอกนะ เพราะมีใครบางคนใช้ศีรษะปิดบังไว้ ผมตัวแข็งทื่อ พยายามบอกตัวเองให้เดินหลบ หรือเดินหนี หรือมุดหนีก็ได้ แต่ร่างกายมันไม่ไปไหน มันไม่ขยับ แล้วสักพักแม่สาวผมลอนสีดำเข้มที่กำลังส่งเสียงระทวยราวกับจะขาดใจก็เงยหน้าขึ้นมาสบตากับผม ด้วยดวงตาที่เบิกกว้างเพราะความตกใจ


“Oh! Shit! Who’s that?! (อ๊าย! เวรแล้ว นั่นใครน่ะ)” ผมกลืนน้ำลายลงคอ รู้เลยว่าสีหน้าตัวเองตอนนี้หดแค่ไหน ผมยิ้มแห้งๆ ไปให้หล่อน แต่หล่อนกำลังตื่นกลัว


ผู้ชายที่อยู่ตรงหว่างขาของเธอ ซึ่งผมเดาว่ากำลังใช้ลิ้นตวัดส่วนวาบหวิวของเจ๊ชะนีผิวแทนอย่างถึงพริกถึงขิงเงยหน้าขึ้นมอง เจ๊แกส่งสายตามาทางผมที่ตอนนี้พยายามไม่หดคอเหมือนเต่า และกระพริบตาปริบๆ  มองกลับไปอย่างหวาดๆ ผู้ชายคนนั้นหันมามองที่ผมด้วยสายตาอันคมกริบ ใบหน้าแสดงอาการเรียบเฉย พร้อมกับสันกรามที่ขบกันแน่นด้วยความไม่พอใจ
ผมยืนตัวแข็งทื่อกับสายตาที่เขาส่งมาทางผม พ่อหนุ่มนักรักลุกขึ้นยืนในสภาพที่เสื้อและกางเกงยังอยู่ครบ แต่พอเขาหันร่างมาเท่านั้นแหละ เลือดกำเดาผมแทบพุ่ง เพราะกระดุมเสื้อเชิ้ตขาวถูกปลดออกจนเห็นแผงอกสีขาวที่ผสมสีน้ำตาลอันอวบแน่นและหัวนมสีน้ำตาลเหมือนเม็ดอัลมอนด์ ช่วงลำตัวของเขายาวเลยทำให้ซิกซ์แพ็คเรียงตัวสวยงาม เขาไม่ได้มีกล้ามท้องแบบแข็งปักน่ากลัว แต่ดูเป็นเนื้อนุ่มเนียน น่าสัมผัส สะโพกรูปสามเหลี่ยมทรงคว่ำก็ดูเซ็กซี่ยั่วใจเหลือเกิน 


พ่อคุณเอ๊ย…


ยิ่งเวลาที่มันเคลื่อนไหวยามเขาเดินมันยิ่งยั่วตาและยั่วใจผมจริงๆ แถมกางเกงยีนส์ที่เขาใส่ก็แบะออกจนเห็นไรขนอ่อนๆ ที่ขึ้นไปถึงสะดือ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าไอ้ที่มันซ่อนตัวอยู่ในกางเกงยีนส์จะบิ๊กไซส์ขนาดไหน เพราะตอนนี้มันดูเหมือนจะระเบิดออกมาทักทายโลกแล้ว ผมพยายามไม่มองต่ำและเงยหน้าไปมองใบหน้านั่นแทน แต่ผมคิดผิดกับผู้ชายคนนี้ เพราะมันน่ามองไปหมดไม่ว่าจะเป็นใบหน้า จมูก ตา กลีบปากหนาสีแดงนิดๆ


โอ้ย… ไม่เพอร์เฟ็กต์หรอกแต่โคตรมีเสน่ห์ ช่างยั่วเย้า


“Who are you? (นายเป็นใคร)” เขาถามผมเสียงห้วน ด้วยสำเนียง British ผมเอียงคอเล็กน้อยแล้วกระพริบตาปริบๆ ริมฝีปากเผยอขึ้นด้วยความเอ๋อที่กินสมองไปแล้ว


“เอ่ออ… ผม… ผมเป็น…” เขาขมวดคิ้วมองหน้าผมเมื่อผมเกิดอาการติดอ่าง ใบหน้าร้อนผ่าวๆ ได้แต่หวังว่าหน้าจะไม่แดงล่ะนะ


“You are not American or England? An Alien? (ไม่ใช่คนอเมริกาหรืออังกฤษนี่ ต่างด้าวหรอ?)” จากที่ก้มหน้าไว้เพราะกลัวตัวเองจะหน้าแดง ประโยคนั้นทำให้ผมเงยหน้ามองเขาอีกครั้ง เขาถามหน้าตายและน้ำเสียงห้วนๆ ดวงตาสีน้ำตาลที่เห็นชัดว่ามันคือสีน้ำตาลจ้องมองผมด้วยความเรียบเฉยแต่แฝงความหงุดหงิดเอาไว้


“Victor. Hurry up! I wanted you now! (วิคเตอร์ เร็วๆ หน่อย ฉันต้องการคุณเดี๋ยวนี้นะ)” เจ๊อ้าขาส่งเสียงดังลั่นมาจากทางด้านหลัง


“Wait, or use the vibrator! (รอก่อน ไม่งั้นก็ใช้เครื่องสั่นไปละกัน)” เขาตะโกนตอบกลับไปทั้งที่ยังก้มหน้าจ้องหน้าผม เล่นเอาผมสะดุ้งกับเสียงห้าวๆ แต่ทะว่ากลับน่าฟังนั่น


“ตกลงนายเป็นใคร” เขาถามผมอีกครั้ง ผมมองใบหน้าที่มีหนวดเคราสีดำขึ้นเป็นตอสั้นๆ มันดูสากแต่ก็น่าสัมผัสในเวลาเดียวกัน กระแอมคอเล็กน้อยเพื่อให้ลำคอโล่ง ก่อนจะตั้งสติตอบให้รู้เรื่องและใช้สำเนียงที่ดีที่สุด


“ผมเป็นเด็กฝึกงานที่เอเจนซี่ส่งให้มาดูแลคุณครับ” ผมกระพริบตาปริบๆ จนเห็นแพขนตาของตัวเอง ผมช้อนตาขึ้นมองอีกฝ่าย ก็ยังเห็นว่าเขามองผมด้วยสายตานิ่งๆ แบบเดิม


โอ้ย… จะนิ่งไปไหนพ่อคุณ  ซ้อมยืนเป็นโมเดลปั้นหุ่นขี้ผึ้งอยู่หรอ ผมเอียงคอมองเขา ตอนนั้นเองที่เขาขมวดคิ้วเข้าหากันราวกับไม่เข้าใจเรื่องอะไรสักอย่าง


“ฉันไล่นายออก ไม่ต้องมาดูแลฉัน” เขาบอกเสียงห้วน สั้นๆ ง่ายๆ และหน้าตาย


อะ… อะไรนะ ไล่ออก? ผมอ้าปากหวอ จ้องมองตาสีน้ำตาลคู่สวยที่สุกใสของเขา


“Fired? Kidding me? (ไล่ออก? ล้อเล่นใช่มั้ย?)” คราวนี้ผมขมวดคิ้วมองเขากลับบ้าง อีกฝ่ายยกคิ้วขึ้นสูงแล้วยกมุมปากเป็นรอยยิ้มหยันๆ แต่ก็ดูจะขำด้วยเช่นกัน


“คนอย่างฉันไม่เคยล้อเล่น บอกว่าไล่ออกก็คือไล่ออก นายไปได้แล้ว” เขาทำท่าจะหมุนตัวเดินไป แต่ผมรีบคว้าข้อมือเขาไว้ ไม่ได้จับเพราะพิศวาสอะไรทั้งนั้นแหละ แต่ต้องเคลียร์ให้รู้เรื่องก่อน เขาหันมามองหน้าผมก่อนจะก้มลงมองมือผมที่จับมือเขาไว้ ผมปล่อยมือเขาออกก่อนจะบอกสีหน้าจริงจัง


“คุณไล่ผมออกไม่ได้ เพราะคุณไม่ได้เป็นคนตอบรับอีเมล์ให้ผมมาฝึกงานที่นี่” เขาขมวดคิ้วสีดำเข้มของตัวเองแล้วไล่สายตามองผมตั้งแต่หัวจดเท้า


เฮ้ย! ถึงตัวจะเตี้ยกว่าหลายเซ็นต์แต่ผมก็เตะก้านคอถึงนะเว้ย!


“นายกล้าเถียงฉันหรอ”


“ผมไม่ได้เถียง ถ้าผมเถียง คุณจะไม่มีโอกาสได้พูดหรอก…” เขามองหน้าผมนิ่ง นี่เขาไม่คิดจะเปลี่ยนสีหน้าเลยใช่มั้ยเนี่ย มีหน้าเดียวหรอชีวิตนี้


“…และตอนนี้ผมก็มาตามคุณให้ไปทำงาน ทีมงานรอคุณมาเป็นชั่วโมงแล้วที่สตูดิโอถ่ายแบบ ทางเอเจนซี่ส่งผมให้มาตามคุณไปทำงานเดี๋ยวนี้ และผมหวังว่าคุณจะกระตือรือร้นไปทำงานมากกว่าจะทำอย่างอื่น” ผมพยายามบอกเสียงและสีหน้าที่มั่นใจไม่สั่นไหว ทั้งที่ในใจกลัวมากกก กลัวว่าหมอนี่จะชกหน้าเข้าให้ เพราะเขาทำหน้านิ่ง ทำเป็นเข้มตลอดเวลา โอ๊ย พี่เอ้ย แค่หน้าพี่บวกกับหนวดเคราพี่แค่นี้ก็เข้มแล้ว ไม่ต้องเก๊กหน้าหรอก


“แล้วถ้าฉันอยากทำ อย่างอื่น ให้เสร็จก่อนล่ะ” เขายักคิ้วทั้งสองข้างเร็วๆ ให้ผม ผมส่ายหัวดุ๊กดิ๊กปฏิเสธทันที


“ผมว่าทำงานให้เสร็จก่อนแล้วหลังจากนั้นคุณจะทำอย่างอื่น อีกหลายอื่นก็ทำไปเถอะครับ แต่ตอนนี้ช่วยไปทำงานก่อนได้มั้ย ไม่ได้ให้เห็นใจผม แต่ช่วยเห็นใจทีมงานที่ต้องรอคุณด้วย เขาต้องทำมาหากินนะ” ผมบอกพลางส่งสายตาเคืองๆ ไปให้เมื่อนึกขึ้นได้ว่าคนอื่นต้องมาเดือดร้อนเพราะคนๆ เดียว ผมโคตรจะไม่ชอบเลย ตอนผมละครเวทีวิชา Drama ตอนปีสาม แล้วต้องมานั่งรอคนๆ เดียวเพราะติดธุระไร้สาระแบบนี้


“Victor! Come here, baby! (วิคเตอร์ มานี่เถอะ ที่รัก)” อ้าว ลืมไปเลยว่าเจ๊แกยังอยู่ และอยู่ในสภาพที่ถูกมัดมือ พร้อมกับสภาพเปลือย คนถูกเรียกไม่ได้หันกลับไป แต่ขบกรามแน่นจนรูปหน้าชัดและตะเบ็งเสียงกลับไป


“I’m not your baby! (ฉันไม่ใช่ที่รักของเธอ!)” ผมเดาเอว่าเจ๊นั่นก็คงสะดุ้ง เพราะผมเองก็ยังแอบสะดุ้งเหมือนกัน โชคดีที่ที่กระตุกแค่ช่วงไหล่และหลับตาปี๋ก่อนจะรีบลืมตาขึ้นมองคนตรงหน้าด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง เพราะตื่นตะลึงกับเสียงอันหงุดหงิดนั่น


“What?! (อะไรนะ)” เจ๊แกส่งเสียงแหลมๆ ถามกลับมา แต่ดูเหมือนพ่อตาสีน้ำตาลหน้าหล่อจะไม่สนใจเจ๊แกเลย เอาแต่จ้องมองหน้าผมด้วยสายตาและใบหน้าเครียด เฮ้ย เครียดยัยเจ๊ก็ไปมองทางนั้นดิ มามองไรทางนี้เนี่ย
ผมทำปากเป็ดยื่นแล้วเอียงคอมองหน้าอีกฝ่าย จนเขาขมวดคิ้วอีกครั้งราวกับไม่เข้าใจอะไรบางอย่างอีกเรื่อง และผมก็พยายามที่จะไม่มองหุ่นหรือช่วงล่างของเขาเด็ดขาด เพราะมันทำให้หน้าร้อนผ่าวได้ดีจริงๆ


“Well, what are you doing, now, Victor? (ว่ายังไงล่ะครับคุณวิคเตอร์)” ผมถามเพื่อให้เขาตัดสินใจสักที ไม่ใช่เอาแต่ยืนโชว์หุ่นสวยๆ และแนบแน่นแบบนี้  เขาขยับเข้ามาใกล้ผมอีกนิด แล้วก้มหน้าลงมองผมด้วยใบหน้าเรียบเฉย แต่ผมแอบเห็นสายตาของอีกฝ่ายเหมือนกำลังดูงงๆ อะไรสักอย่าง


“Alright. I will go to studio, but bear in your mind. Don’t call me Victor, because YOU and I are not friend or anything. (ก็ได้ ฉันจะไปสตูดิโอ แต่จำใส่ใจไว้นะว่าอย่าเรียกฉัน วิคเตอร์ อีก เพราะ นาย กับ ฉัน  ไม่ใช่เพื่อนกันหรืออะไรทั้งสิ้น)” เขาบอกเสียงเรียบนิ่งโทนเดียวตั้งแต่จนจบ พร้อมกับใบหน้าที่เรียบเฉย ผมขมวดคิ้วงงว่าเขาเป็นบ้าอะไร ไอ้หล่อน่ะไม่ปฏิเสธหรอก แต่ทำไมต้องทำหน้าตาท่าทางเก๊กเคร่งขรึมแบบนี้ด้วย แต่ผมไม่อยากมีเรื่องหรือต่อความยาวสาวความยืดเลยตอบรับเพื่อตัดปัญหา


“Okay! No problem. Mr.Raymond, happy?! (ก็ได้ ไม่มีปัญหาครับ คุณเรย์มอนด์ พอใจมั้ย)” ผมฉีกยิ้มกว้างให้เขา พร้อมกับกระพริบตาไปให้ อีกฝ่ายขมวดคิ้ว (อีกแล้ว) ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไป


“See you later. (เจอกันวันหลังนะ)” เขาบอกเจ๊ผิวแทนพลางเอื้อมมือไปปลดเชือกที่มัดข้อมือของเจ๊แกออก เจ๊แกโวยวายยกใหญ่ว่าทิ้งให้แกอารมณ์ค้างอย่างนี้ได้ยังไง วิคเตอร์ไม่สนใจแต่กลับสั่งให้เจ๊แกจัดการตัวเองเร็วๆ เจ๊แกบ่นไปใส่เสื้อผ้า อันที่จริงอย่าเรียกว่าบ่น เรียกว่าด่าดีกว่า


“Son of bitch! Mother fucker! (ไอ้ชาติหมา! ไอ้แม่เช็ดดด!)” พอแกสวมเสื้อสูทที่เป็นชิ้นสุดท้ายเสร็จ แกก็กระแทกเท้าออกไปจากบ้านทันที ผมได้ยินเสียงประตูกระแทกปิดอย่างแรงจนผมเบิกตากว้างแล้วสะดุ้ง ก่อนจะหันมามองอีกคนที่เหลืออยู่ในห้องที่ตอนนี้ติดกระดุมเสื้อครบทุกเม็ดแล้ว และกำลังรูปซิบกางเกงยีนส์ขึ้น เขาชำเลืองมองมาทางผมด้วยสายตาที่ดูเหมือนจะเอือมๆ หน่อยๆ


มาเอือมอะไรผมเนี่ย ยังไม่ทันทำอะไรให้เลย


“เสร็จงานนี้ฉันก็ยังจะไล่นายออกอยู่ดี” เขาบอกพลางเดินตรงมาที่ผม ผมทำหน้ายู่เล็กน้อย แล้วเอียงคอมองอีกฝ่าย


“เสร็จงานนี้แล้วค่อยว่ากันนะครับคุณเรย์มอนด์” ผมส่งยิ้มให้เขาแล้วผายมือให้เขาออกไปทางประตูบ้าน เขาชำเลืองมองผมเล็กน้อยตอนเดินผ่านไป ผมถอนหายใจโล่งอกก่อนจะเดินตามเขาไปที่ประตู พอออกมาข้างนอก ยังไม่ทันจะได้ล็อคบ้านให้ หมอนั่น
ก็ขับรถแลมเบอร์กินี (Lamborghini) สีเทาเข้มเงาวับออกไปอย่างรวดเร็ว


“อ้าวเฮ้ย!” ผมวิ่งลงบันไดมา ได้แต่มองตามรถวัวกระทิงดุวิ่งฉิวออกไป ผมยืนเกาหัวแกรกๆ มองซ้ายมองขวา แล้วนี่สตูดิโอมันอยู่ไหนล่ะวะเนี่ย ผมหยิบกระดาษที่เอเจนซี่ให้มา มาเปิดดูอีกครั้งเผื่อจะมีบอกไว้ แต่เขาคงไม่คิดว่าผมจะถูกทิ้งแบบนี้สินะเลยไม่ด้เขียนบอกไว้ให้ ผมเลยหยิบมือถือขึ้นมากดเบอร์โทรศัพท์เอเจนซี่ที่จดมาในกระดาษแล้วโทรไปถามทางไปสตูดิโอ ผมไม่มีปากกาให้จดเลยพยายามทวนหลายๆ ครั้งและจำใส่สมองไว้ทันที ผมวางสายแล้วมองไปที่บ้านสุดหรูของพ่อพระเอก ก่อนจะหันไปมองท้องถนนที่รถสุดหรูนั่นวิ่งจากไปแล้ว นึกสงสัยว่านายแบบอะไรทำไมรวยจังวะ


แต่ก็คงได้แต่สงสัยแบบไม่มีคำตอบต่อไป ผมส่ายหัวกับตัวเองเบาๆ แล้วมองหารถของตัวเองบ้างนั่นก็คือพี่แท็กซี่สีเหลืองๆ นั่นแหละ คาดว่ากลับไทยอาจได้สามีเป็นคนขับแท็กซี่ไปฝากพ่อกับแม่แน่ๆ


วันแรกของการฝึกงานของผมก็จะโดนไล่ออกซะแล้ว โถ! ชีวิต

   

-------------------------------TBC.------------------------------

ยาวมาก T__T โหดสุด ยังไงฝากเนื้อฝากตัวนัก (ชอบ) เขียน คนนี้ไว้ที่เล้าเป็ดด้วยนะคะ หวังว่าจะถูกใจเหล่าชาวเล้าเป็ดบ้างไม่มากก็น้อย กดไลค์เฟซบุ๊คหรือทวิตเตอร์เพื่ออัพเดตข่าวสาร และเม้าท์มอยหอยกาบกับนักเขียนได้ที่นั่น นักเขียนชอบเม้าท์ และเพ้อนิยายนอกรอบที่นั่นบ่อยๆ ^__^

FICTION Y BY ขุ่นเจ้ & TWITTER

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-06-2015 22:37:07 โดย ขุ่นเจ้ »

ออฟไลน์ angelninae

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 210
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
Re: ||>Love, no boundaries. Part: You and I<|| :: Chapter 1 :: [14.06.58]
«ตอบ #11 เมื่อ15-06-2015 11:31:12 »

ดีใจที่ขุ่นเจ้เอามาลงในเล้าเป็ดนะคะ ปกติอ่านในเด็กดี  :hao5:

ออฟไลน์ punchnaja

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3380
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +383/-5
Re: ||>Love, no boundaries. Part: You and I<|| :: Chapter 1 :: [14.06.58]
«ตอบ #12 เมื่อ15-06-2015 11:59:26 »

เข้ามากรี๊ดอีกคน รักเรื่องนี้ค่า

ออฟไลน์ BoolinMini

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 222
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-0
Re: ||>Love, no boundaries. Part: You and I<|| :: Chapter 1 :: [14.06.58]
«ตอบ #13 เมื่อ15-06-2015 13:28:37 »

อื้อหือออ พ่อพระเอกกกกกก อะไรจะมาดแมนแฮนซั่มขนาดดด

แมทดูทันคน สู้คนดี เราขอบ ติดตามนะคะ มาต่อไวไวอย่าให้ค้างเหมือนเจ้ผิวแทนละ เฮือกกก

ออฟไลน์ Invisible girl

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 77
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: ||>Love, no boundaries. Part: You and I<|| :: Chapter 1 :: [14.06.58]
«ตอบ #14 เมื่อ15-06-2015 13:52:24 »

ดีใจที่เอามาลงเล้า
มาเชียร์น้องแมทค่าา
 :กอด1:

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 540
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +263/-8
Re: ||Love, no boundaries. Part: You and I|| :: Chapter 2 :: [15.06.58] :: PG.1
«ตอบ #15 เมื่อ15-06-2015 17:37:13 »

CHAPTER 2 :: Victor Jean Raymond

ผมจ่ายเงินให้กับแท็กซี่โดยที่ในหัวสมองกำลังคิดเรื่องที่เพิ่งผ่านมา ทั้งๆ ที่คิดว่าภาพหน่มน๊มของยัยเจ๊นั่นจะไม่ติดตาละนะ แต่ดันแล่นแว้บเข้ามาในหัวสมองตลอดทางเลย แต่ภาพนั้นยังไม่ชัดเท่ากับภาพซิกส์แพ็คอันหนัดแน่นแต่ดูเนียนนุ่มน่าสัมผัสต่างหาก ผมไม่อยากคิดเลยว่าถ้าผมเข้าไปช้ากว่านั้นอีกหน่อย คงได้เห็นช็อตเด็ดยิ่งกว่าการออรอลเซ็กส์ (Oral sex) ของตาวิคเตอร์แน่ๆ หมอนั่นคงชำนิชำนาญศาสตร์ด้านนี้มากแน่ๆ เพราะสังเกตได้จากสีหน้าอันระทวยและร่างกายที่บิดเร่าๆ ของยัยเจ๊นั่น ไม่ต้องบอกก็พอจะเดาออกว่าถ้าพ่อหน้าหล่อได้ออกลีลากระบวนท่าทางต่างๆ คงจะทำให้ยัยเจ๊นั่นถึงสวรรค์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเพลียร่างไปเลยมั้ง


ผมมองหารถคันโก้ของวิคเตอร์แล้วก็เห็นว่าจอดเกยตื้นเนินคอนกรีตอยู่ข้างๆ สตูดิโอ มันทำให้ผมโล่งใจว่าตัวเองไม่ได้โผล่มาผิดที่ผิดทางแต่อย่างใด ผมรีบเดินเข้าไปด้านในสตูดิโอ สวนทางกับผู้หญิงและผู้ชายคู่หนึ่งที่มองผมราวกับเป็นตัวประหลาด ผมได้แต่ยิ้มแห้งๆ ไปให้ พอสองคนนั้นเดินผ่านพ้นไปผมก็เบ้ปากไล่หลัง โด่! คนนะเว้ย ไม่ใช่เอเลี่ยน แล้วผมก็เริ่มเอ๋อกินอีกละเมื่อไม่รู้ว่าพ่อคนเข้มขรึมนั่นถ่ายแบบสตูดิโอย่อยอันไหน ผมมองไปรอบๆ และพยายามเดินตามหาด้วยตัวเองก่อน แต่สตูดิโอดันมีประตูที่ต้องเปิดเข้าไปและไม่มีบานไหนแง้มเลย ถ้าให้ต้องเปิดทุกบานหน้าผมคงด้านจนชาแน่ๆ เพราะไม่รู้ว่าถ้าเปิดไปแล้วจะโผล่ไปเจอใครบ้าง ผมเลยหยิบมือถือขึ้นมากะจะโทรหาคุณ Emily หรือผู้หญิงที่รับผมเข้ามาฝึกงานนั่นแหละ


“Oh—sorry! (โอ๊ะ ขอโทษครับ!)” ผมกล่าวขอโทษใครคนหนึ่งที่ผมเดินชนตอนที่กำลังก้มลงไล่หาเบอร์เอเจนซี่ เนื่องด้วยผมตัวเล็กกว่าคนนั้นมากเลยทำให้ผมกระเด็นถอยหลังไปหนึ่งก้าวแต่เป็นหนึ่งก้าวที่ใหญ่มาก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนที่ผมชนต้องเป็นผู้ชายตัวโตขนาดไหน


“Never mind. (ไม่เป็นไร)” สำเนียงเสียงอเมริกันและเสียงหล่อบาดใจแล่นเข้าสู่แก้วหูผมจนต้องตั้งสติมองคนตรงหน้าดีๆ
 โอ้โห…  ตราตรึงมาก หน้าเป๊ะ สันกรามแน่นเปรี๊ยะแต่ไม่เหลี่ยมแบบพี่หม่ำ จ๊กม๊กบ้านเรานะครับ อย่าเข้าใจผิดไปทางนั้น ตา จมูก ปาก อื้อหือ เข้ารูปเข้าทรงทุกจุด ผมสั้นตัดเปิดข้างสีทองผสมน้ำตาลอ่อนๆ ขับดวงตาสีเทาอ่อนให้ดูกระจ่าง จับใจ! จับใจไปเต็มๆ


สเป็คคคหนูเลยยย


ผมอ้าปากหวอกระพริบตาปริบๆ มองผู้ชายตรงหน้าด้วยความตื่นตาตื่นใจ เขาส่งยิ้มมุมปากเท่ๆ มาให้ผมเมื่อรู้ว่าผมจ้องหน้าเขาอยู่ อยากจะกรี๊ดจนตุ๊ดแตก เห็นแค่หน้าสติยังแทบเสีย ไม่ต้องบอกเลยว่าถ้าได้เห็นเนื้อกายอันอัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อที่เต่งตึงอยู่ใต้เสื้อสีขาวคอกลมนั่นผมคงจะเป็นลมลมพับ เสื้อแทบจะปริแล้วพี่เอ้ยยย! ไหนเลยจะรอยสักนกอินทรีย์ที่แขนซ้ายนั่นอีก โอ้ยยย ช่างเพิ่มความเร่าร้อนให้ใบหน้าและร่างกายของผมจริงๆ


“You… errr… Okay? (นาย… เอ่อ… โอเคมั้ย)” เขาส่งเสียงทุ้มน่าฟังมาอีกครั้งเมื่อเห็นว่าผมยืนหน้าเอ๋อเหรออีกรอบ ผมปิดปากลงแล้วกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งแล้ง แล้วกระพริบตาปริบ ก่อนจะยิ้มเหมือนสติไม่ดี โอยยย เสียลุคส์ เสียหน้าหมด หมดกัน!


“Yeah…yeah…ermmm…I’m good.(ครับ… ครับ… เอิ่ม… ผมปกติดี)” ผมตอบเสียงแห้ง ปากก็แห้งไปด้วย เฮ้ยยย เขายังไม่ทันทำไรให้เลยนะ ทำไมรู้สึกเสียน้ำไปจากร่างกายเยอะจัง เอ่อ น้ำแบบว่าน้ำที่หล่อเลี้ยงร่างกายนะครับ


“But you look nervous. (แต่นายดูกระวนกระวายนะ)” ก็เพราะผู้ชายอย่างพี่ไง… ผมยิ้มยิงฟันแล้วทำตาโต พร้อมกับเกาหัวแกรกๆ แล้วตั้งสติดีๆ ตอนนี้ใจเต้นตุบตับ สมองก็มึนๆ งงๆ ไปหมดแล้ว


“No… I’m okay. Really. (เปล่าครับ ผมโอเค จริงๆ นะ)” ผมยกมือขึ้นมาทำท่าว่าโอเคแล้วยิ้มโชว์ฟันกระต่ายตัวเอง อีกฝ่ายก้มลงมองผมแล้วยิ้มขำๆ แต่ให้ตายเถอะขนาดแค่ยิ้มขำๆ ยังเท่เลย


“Can I help you? (ให้ช่วยอะไรมั้ย)” เขาเลิกคิ้วสีน้ำตาลทองขึ้นพร้อมรอยยิ้มบางๆ ผมตาโตมองใบหน้านั้น ทำไมทำอะไรก็ทำให้ใจสั่นไปหมด และผมคงแสดงออกชัดเจนว่าประหม่ากับเขา เพราะอีกฝ่ายหลุดหัวเราะน้อยๆ ออกมา


“I’m Adam—and you are? (ฉันชื่ออดัมนะ แล้วนายคือ…)” กรี๊ดดด!!! ขอแตกสาวสักทีจะได้มั้ย หน้าหล่อ แววตาชวนให้มึนเมา หุ่นแซ่บๆ แถมยังชื่อเดียวกับพี่ Adam Levine สุดที่รักของผมอีก อ้ากกกก!!!


“Maybe you will feel more relax than you are now—if we know each other name. (บางทีนายอาจจะผ่อนคลายมากกว่านี้ ถ้าเรารู้จักชื่อของกันและกัน)” เขายิ้มเท่มาให้อีกแล้ว และผมพยายามที่จะคุมสติเสียๆ ของตัวเองเอาไว้แล้วตอบกลับไปด้วยเสียงที่มั่นคง


“Yeah, maybe. I’m Matt. Nice to meet you, Adam. (ครับ น่าจะเป็นงั้น ผมแมท ยืนดีที่ได้รู้จักครับ อดัม)” แล้วผมก็เผลอยกมือไหว้สวัสดีเขาด้วยความเคยชินนิสัยคนไทย เขายิ้มนิดๆ แล้วเลิกคิ้วขึ้นสูงมองมา พลางล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเกางเกงยีนส์


“Are you Thai? (เป็นคนไทยหรอ)” คราวนี้เป็นผมที่มีสีหน้าประหลาดใจ ผมยิ้มกว้างราวกับเด็กยามดีใจเมื่อได้อมยิ้มอันใหม่


“Do you know my country? (รู้จักประเทศไทยด้วยหรอครับ)” ผมถามอย่างกระตือรือร้น แล้วเอียงคอกระพริบตาปริบๆ มองหน้าเขา อีกฝ่ายยกมุมปากทั้งสองข้างขึ้นด้วยความขบขัน


“Yes, I used to go to travel—Full moon party. (ใช่ ฉันเคยไปเที่ยว งานฟูลมูนปาร์ตี้น่ะ)” โอ้โห… งานนี้นี่มันดังในหมู่ฝรั่งมังค่าเสียจริง ขนาดตัวผมอยู่เมืองไทยแท้ๆ ยังไม่เคยไปสัมผัสบรรยากาศงานปาร์ตี้สุดแซ่บนี่เลยสักครั้ง


“Ah, I see. (อ้อ เข้าใจละ)” ผมยิ้มแป้น ตอนนี้แก้มผมคงแดงเป็นมะเขือเทศแบบที่ชอบกินละมั้ง เพราะอีกฝ่ายอมยิ้มน้อยๆ จนผมทำสีหน้าไม่ถูกอีกรอบ จะว่าไปพอเจออดัมก็ทำให้ผมลืมเรื่องหงุดหงิดใจที่เจอตาวิคเตอร์ก่อนหน้านี้ได้เหมือนกันนะ


อ้าว! เฮ้ย! พ่อวิคเตอร์ เรย์มอนด์ ลืมพี่แกไปแล้ว!


หน้าผมคงเหวอมากจนทำให้อีกฝ่ายถึงกับขมวดคิ้วงงว่าทำไมถึงเปลี่ยนสีหน้าท่าทางได้รวดเร็วขนาดนี้ ผมหลับตาปี๋เอามือขึ้นมาขยุ้มหัวตัวเองแล้วหยิบมือถือขึ้นมาดูเวลา เลยรู้ว่านี่ผมยืนหลงเสน่ห์ของพ่ออดัมมาเกือบสิบนาทีแล้ว ผมเงยหน้าจากมือถือแล้วรีบบอกสิ่งที่ต้องการให้เขาช่วย


“ตอนนี้ผมตามหานายแบบคนนึงอยู่ครับ… เอ่อ คือผมต้องมาดูแลเขาตามคำสั่งของเอเจนซี่…” ผมขมวดคิ้วไม่รู้จะอธิบายให้อีกฝ่ายรู้ได้ยังไงว่าผมกำลังตามหาคนอยู่ ถ้าบอกชื่อไปเขาจะรู้จักมั้ยนะ


“วิคเตอร์รึเปล่า?” ผมเบิกตากว้างพร้อมรอยยิ้ม ราวกับเจอแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ผมพยักหน้ารัวๆ จนอีกฝ่ายต้องยิ้มมุมปากอีกรอบ


“ตามฉันมา ฉันกำลังจะไปที่สตูดิโอนั้นพอดี” เขาเดินนำผมไปอีกทาง ผมรีบเดินตามไปทันที สองข้างทางเป็นผนังสีขาวที่มีรูปนายแบบนางแบบแปะติดเต็มไปหมด อดัมพาผมมาที่สตูดิโอห้องหนึ่งที่ดูท่าจะใหญ่กว่าห้องอื่นๆ เมื่อเปิดประตูสีขาวเข้าไป ก็พบกับทีมงานกำลังวุ่นวายเตรียมงานกันเต็มไปหมด ฝ่ายเสื้อผ้ากับช่างแต่งหน้าทำผมดูจะวุ่นวายที่สุดเพราะผมเห็นวิ่งเข้าวิ่งออกหน้าเซ็ทที่มีวิคเตอร์ยืนใส่สูทสีดำ และเชิ้ตในก็สีดำ รอบๆ ตัวเขามีแอคเซสซารี่เป็นกระเป๋า รองเท้า เข็มขัด และบรรดาของมากมายที่เหมาะสมสำหรับผู้ชาย ของพวกนั้นผมจำได้ว่าเป็นของแบรนด์ดังแบรนด์หนึ่ง


วิคเตอร์เหลือบตามองแช่มาทางผมด้วยสีหน้าไร้อารมณ์แต่คมเข้มจนผมต้องเอียงคอแล้วเลิกคิ้วมองเขากลับไป เขาหลบตาไปทางอื่นเพราะช่างแต่งหน้าเรียกให้เขาหันไปอีกด้าน ผมทำคอตรงตามปกติแล้วส่ายหัวเบาๆ กับตัวเอง


“ไม่ชอบวิคเตอร์หรอ” อดัมถาม ตอนที่เรายืนอยู่ใกล้เซ็ทมากขึ้น ผมละสายตาจากความวุ่นวายตรงหน้ามามองผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างๆ กันด้วยสีหน้าเหวอนิดๆ


“เปล่าครับ ผมแค่ไม่เข้าใจว่าทำไมเขามีหน้าเดียว” อดัมยิ้มขำ


“ไม่ได้มีหน้าเดียวหรอก แต่คงไปหงุดหงิดอะไรมา ถึงได้เป็นแบบนั้น” ผมทำหน้าประหลาดใจมองอีกฝ่าย


“คุณรู้จักเขาด้วยหรอ” อดัมยักไหล่น้อยๆ ก่อนจะตอบ


“ไม่ได้สนิทหรอก ก็แค่ร่วมงานกันบ่อยๆ เลยพอจะรู้จักกันอยู่บ้าง…” ผมพยักหน้าเบาๆ แล้วหันไปมองวิคเตอร์ที่ตอนนี้ถูกจัดระเบียบเสื้อผ้าอยู่


“…นี่นายไม่รู้จักวิคเตอร์หรอ” ผมหันมาขมวดคิ้วมองหน้าอีกฝ่ายที่กำลังขมวดคิ้วด้วยความสงสัยเช่นกัน รู้จัก? ผมจะไปรู้จักพ่อดวงตามหาเสน่ห์นั่นได้ยังไง


“จะรู้จักได้ยังไงล่ะครับ ผมเพิ่งมาทำงานวันนี้วันแรก” ผมบอกพลางยิ้มงงๆ อดัมกำลังจะอ้าปากพูดต่อแต่ถูกทีมงานเรียกไป คราวนี้ผมงงเข้าไปอีกเมื่ออดัมเดินเข้าไปหยิบกล้องขึ้นมาไว้ในมือ อ้าว นี่เขาเป็นตากล้องเหรอ ก่อนที่ผมจะงงจนโง่ อดัมก็เริ่มกดถ่ายภาพวิคเตอร์ที่ยืนโพสให้ถ่ายอย่างมืออาชีพ


ต้องยอมรับนะว่าผู้ชายแบบวิคเตอร์นี่ดูท่าทางจะเป็นไม้แขวนเสื้อที่ดี เพราะขนาดใส่สูทธรรมดาๆ ยังโคตรดูดี หรือแม้แต่ตอนที่ผมพบเขาครั้งแรกเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้ในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ย ตอนนั้นเขาก็ยังดูดีมากเหมือนกัน แถมเสื้อที่แหวกจนโชว์แผงอกและกล้ามท้องที่เรียงตัวสวยงามยิ่งทำให้เขาดูฮ็อตมากขึ้นไปอีก


ผมสะบัดหัวรัวๆ แล้วขมวดคิ้วกับตัวเองเพื่อไม่ให้ย้อนกลับไปคิดภาพที่ทำให้ใจจะวายตายตรงนี้ได้ ผมมองไปที่อดัมที่กำลังตะโกนบอกให้วิคเตอร์ขยับด้านนั้นด้านนี้พร้อมกับชักภาพรัว วิคเตอร์คงจะถ่ายแบบมามากพอสมควรเพราะดูจากการโพสแล้วไหลลื่นเป็นธรรมชาติมาก ตอนนี้วิคเตอร์เอามือยกขึ้นเสยผมแล้วก้มลงต่ำมองกล้องเท่ๆ พอถ่ายเสร็จเขาก็เอามือลงแล้วหันมามองทางผมที่ยืนมองเขาด้วยสายตาไม่กระพริบ


“ขอน้ำหน่อย” วิคเตอร์บอกเสียงห้วนๆ แต่ไม่ได้ดุอะไร ทุกคนหันมามองที่ผม คงสัยสัยว่าผมเป็นใคร แต่น่าจะยกเว้นอดัมคนเดียวที่ได้แต่ยิ้มน้อยๆ ผมมองหน้าคนเรียกหาน้ำแล้วพยักหน้าหงึกหงัก ก่อนจะหมุนตัวเพื่อไปหาน้ำมาให้เขา แต่พอจะเดินไปผมก็นึกขึ้นได้ว่าผมยังไม่รู้เลยว่าผมต้องเอาน้ำประเภทไหนมาให้เขา


“เอาน้ำอะไรครับ” ผมหมุนตัวไปถามวิคเตอร์ที่ถอดเสื้อสูทสีดำให้กับทีมงาน เขามองหน้าผมด้วยสีหน้าสงบนิ่ง สายตาเฉื่อยชา จนผมต้องทำหน้ายู่ทำปากขมุบขมิบไปมา กะอีแค่ถามว่าเอาน้ำอะไร ทำไมต้องเก๊กหน้าหล่อด้วย แกหล่ออยู่แล้ว แกจะเก๊กทำไม


“เอาคำถามไปตั้งเป็นข้อสอบปลายภาคเถอะ” เขาบอกหน้าตาย แล้วเริ่มแกะกระดุมเสื้อที่ข้อมือ ผมอ้าปากหวอ ขมวดคิ้วแน่น เอ๊ะ บักหมอนี่!


“ถ้างั้นนี่ก็คือปลายภาคของคุณ…” ผมบอกด้วยความหมั่นไส้เล็กๆ วิคเตอร์มองหน้าผมอย่างไร้อารมณ์เช่นเคย ทีมงานคนอื่นแอบหัวเราะคิกคัก ผมขี้เกียจจะเถียงต่อเลยถอนหายใจและบอกด้วยน้ำเสียงยอมแพ้


“…ช่วยตอบผมหน่อยเถอะครับ คุณเรย์มอนด์ ว่าคุณอยากจะดื่มน้ำอะไร ผมจะได้หามาให้ถูก” ผมเอียงคอมองหน้าเขาแล้วยิ้ม อีกฝ่ายทำท่าจะขมวดคิ้วแต่ก็เบรกตัวเองไว้ทันจนดูเหมือนคิ้วเขากระตุกวูบหนึ่ง และผมยังไม่ทันได้คำตอบอะไร เขาก็หมุนตัวเดินออกจากหน้าเซ็ทไปกับทีมเสื้อผ้า ผมอ้าปากหวอมองตามแผ่นหลังของเขา ไอ้เนี่ยยย!!!


“หมอนั่นเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย เอาอะไรมาให้เขาก็ได้” เสียงหล่อๆ ของอดัมทำให้ผมหันไปมองทั้งที่ยังแยกเขี้ยวตามหลังไอ้ผมดกดำหน้าหล่อนั่น


“แล้วคุณจะเอาอะไรมั้ยครับ ผมจะได้หามาให้” ผมถามอีกฝ่ายยิ้มๆ


“ลองเดาใจฉันดูสิ ว่าฉันชอบอะไร” บ๊ะ!! นี่ก็อีกคน มาเล่นเกมทายใจอะไรกัน ไม่มีเงินรางวัลให้นะว้อย ผมยิ้มแห้งๆ และพยักหน้าเบาๆ สองสามที ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปจาสตูดิโอถ่ายแบบ


เมื่อกี้ตอนที่นั่งแท็กซี่เข้ามา ผมเห็นมีร้านสะดวกซื้ออยู่ตรงเกือบมุมถนน ผมกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปที่ร้านนั้น พอเข้าไปในร้านได้ ผมก็ตรงไปที่โซนเครื่องดื่ม นี่ผมจะเลือกน้ำอะไรไปให้หมอนั่นดีนะ ผมกวาดตาไปมองรอบๆ ร้านแล้วก็เห็นถังสีเงินที่ไว้สำรับใส่ไวน์วางขายอยู่ ผมยิ้มเจ้าเล่ห์กับตัวเองแล้วหันไปมองเครื่องดื่มในตู้เย็น






“นี่น้ำอะไร?!” วิคเตอร์ถามทันทีหลังจากที่ผมวางถังไวน์ไว้ตรงหน้าเขาในห้องแต่งตัวส่วนตัว ผมฉีกยิ้มมองใบหน้าเขาที่สะท้อนมาจากในกระจก


“ลองชิมดูก่อนสิ แล้วจะรู้” เขาขมวดคิ้วมองหน้าผมผ่านกระจกแล้วก้มลงมองน้ำในถังไวน์ที่เป็นสีเหมือนน้ำคลองเน่าๆ ไม่มีผิด เขาจับหลอดแล้วดูดน้ำขึ้นมา ก่อนจะผงะดึงหลอดออกจากปากแทบไม่ทัน เขาบ้วนน้ำที่ดูดเข้าไปลงถังตามเดิม ผมหน้าเหวอมองอาการของเขา


“เฮ้! ทำไมทำอย่างนั้น ถังนี้แพงนะจะบอกให้” ผมบอกเสียงฉุนๆ อุตส่าห์นั่งผสมตั้งนานนะ แถมยังมีน้ำตั้งหลายชนิดด้วย


“What the fuck! (น้ำห่าอะไรวะเนี่ย)” เขาสบถออกมาหยิบทิชชูขึ้นมาเช็ดปาก ผมทำปากจู๋ตาโตมองเขา แล้วสักพักเขาก็หันมามองผมด้วยสายตาพิฆาต จนผมผงะไม่รู้จะทำสีหน้าท่าทางยังไงดี ได้แต่ยิ้มแหะๆ ก่อนจะหยิบโค้กกระป๋องขึ้นมาวางตรงหน้าสองกระป๋อง แล้วกระแอมคอเบาๆ


“ล้อเล่นน่า ก็คุณไม่ตอบผมเองว่าอยากกินน้ำอะไรกันแน่ ผมก็เลยหยิบโค้ก น้ำส้มคั้น กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง นมสด ใส่รวมกันเข้าไป” ผมยิ้มยิงฟันแบบไม่เต็มปาก แต่ก็ต้องหุบยิ้มลงวืดเมื่ออีกฝ่ายยังคงทำหน้าเข้มขรึม เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงมาทางผม ผมกระพริบตาปริบๆ ทำคอหดแล้วช้อนสายตาขึ้นมองเขา วิคเตอร์ขบกรามแน่น


“อย่ามาล้อเล่นกับฉัน” ผมเงยหน้าขึ้นมองเขา แล้วทำหน้าเซ็ง


“ถามจริงเถอะ คุณไม่คิดจะยิ้ม ไม่สนุกกับชีวิตหน่อยหรอ หน้าตาก็ออกจะหล่อ แต่พอทำหน้าเครียด หมดหล่อเลย” ผมทำปากยื่นแล้วขมวดคิ้วน้อยๆ อีกฝ่ายผงะไปนิดหน่อย สายตาดูงุนงงไปเล็กน้อย


“นายชมฉันว่าหล่อหรอ? นายชมผู้ชายด้วยกันเนี่ยนะ” เขามองหน้าผมพลางเบะปากเบาๆ ผมยักไหล่สบายๆ ก่อนจะตอบ


“ใช่ ผมชมคุณว่าหล่อ หล่อมากด้วย และผมก็ยังเป็นผู้ชาย แต่เป็นผู้ชายที่ชอบผู้ชายด้วยกัน ชัดมั้ยครับคุณเรย์มอนด์” ผมทำหน้าว่า โอเค๊? แล้วยิ้มเป็นเชิงถาม อีกฝ่ายหรี่ตามองผมด้วยความไม่ไว้วางใจ จนผมรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ ผมยกมือขวาขึ้นเบรคความคิดเขาอย่างเร็ว พร้อมทำหน้าเอือม


“ผมไม่คิดจะทำอะไรคุณหรอก แค่ชมว่าหล่อ ไม่ได้หมายความว่าผมจะต้องชอบคุณหรือคิดจะปล้ำคุณ” ผมลดมือลงแล้วกอดอกมองหน้าอีกฝ่ายที่ตอนนี้เลิกคิ้วขึ้นสูง มุมปากยกขึ้นเหมือนจะยิ้มออกมา


“ไม่คิดจะปล้ำฉันจริงๆ หรอ” เขายกมุมปากขวาขึ้นทำให้ใบหน้าดูหล่อร้ายเหลือเกิน ผมขมวดคิ้วงง แล้วโยกตัวไปด้านหลังเล็กน้อย วิคเตอร์ทำหน้าเหมือนพวกแบดบอยที่กำลังคิดอะไรไม่ดีสักอย่าง เขายักคิ้วขวาให้ผมทีนึงในขณะที่มือทั้งสองข้างปลดกกระดุมเสื้อเชิ้ตดำออกอย่างรวดเร็ว เขาแหวกเสื้อออกจนเห็นแผงอดและกล้ามท้อง ผมเผยอปากขึ้นนิดๆ แล้วหุบลง ก่อนจะเผยอบอีกรอบ วิคเตอร์ถอดเสื้อเชิ้ตออกแล้วปล่อยให้มันกองลงที่พื้น ผมไล่สายตาที่เบิกกว้างมองสำรวจหุ่นของเขา ช่วงลำตัวเขายาวเลยทำให้กล้ามท้องเรียงตัวสวยอย่างที่บอกก่อนหน้านี้ เอวคอดแบบผู้ชาย สะโพกสามเหลี่ยมคว่ำสุดเซ็กซี่ ผิวสีขาวที่เหมือนผสมผงโกโก้ช่างน่าชิมลิ้มรส ไหล่กว้าง กล้ามแขนอันพอดิบพอดีไม่ใหญ่ยักษ์แบบพวกนักมวยปล้ำหรือพวกเล่นกล้ามประกวด แต่เป็นกล้ามแขนที่เห็นแล้วให้ความรู้สึกว่าถ้าเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนนั้น… คงอบอุ่นน่าดู


ผมหลับตาแล้วสะบัดๆ หัวตัวเอง เพื่อไม่ให้คิดเตลิดไปไกล แล้วลืมตาขึ้นมองเขาอีกทีก็เห็นว่าเขายืนอยู่ใกล้ผมมากกว่าเดิม ตอนนี้ผมกำลังจ้องที่หัวนมสีอัลมอนด์ของเขาอยู่ อ้ากกก ลมหายใจอุ่นๆ ของหมอนี่ดังฟืดฟาดๆ อยู่บนหัวผมเนี่ย


“ไม่ปล้ำฉันแน่หรอ?” ผมรับรู้ได้ถึงรอยยิ้มที่มุมปากอย่างร้ายกาจ น้ำเสียงแบบนี้จงใจยั่วกันชัดๆ ผมกัดฟันแน่นแล้วเงยหน้าขึ้นมองหน้าเขา ที่ตอนนี้อยู่ห่างกันประมาณหนึ่ง เนื่องด้วยผมเตี้ยกว่าเขามาก เลยต้องเงยหน้าขึ้นแบบนี้ แม้ว่าตอนนี้หน้าผมจะร้อนผ่าว แต่ผมก็ต้องเก๊กว่าไม่รู้สึกอะไร


“ถ้าผมปล้ำคุณขึ้นมาจริงๆ อย่าหนีนะ” ผมยักคิ้วสองที แล้วทำท่ากัดริมฝีปาก วิคเตอร์ยิ้มมุมปากแบบว่าโคตรเท่อีกแล้ว ผมมองดวงตาเรียวสวยสีน้ำตาลที่มองผมกลับมาด้วยแววตาซุกซน เออ ทำหน้าแบบนี้บ่อยๆ แววตาแบบนี้บ่อยๆ ยังดูน่ารักกว่าทำหน้าเคร่ง หน้าขรึมอีก ผมเอามือออกจากอก แล้วยิ้มขำกับความคิดตัวเอง อยากเล่นมุขนี้ใช่มั้ย เดี๋ยวจะเอาให้กลัวเก้งไทยไปเลย ไอ้ฝรั่งรูปหล่อ


ผมเลื่อนมือขวาไปบนกล้ามแขนเนื้อแน่นๆ แล้วลูบขึ้นลงเบาๆ วิคเตอร์หันไปมองมือผมแล้วเบิกตากว้าง ก่อนจะหันกลับมามองหน้าผมด้วยความตกใจนิดๆ แต่ผมไม่ยอมหยุดแค่นั้น เมื่อผมยื่นมือซ้ายขึ้นไปวางบนอกขวาอันอวบอิ่มของอีกฝ่าย แล้วลูบเคล้าคลึงไปมาอย่างแผ่วเบา เขารีบคว้าข้อมือผมข้างที่อยู่บนหน้าอกของเขาไว้ทันที พร้อมสายตาอันดุดันที่จ้องมองมา


“อ้าว ท้าให้ผมปล้ำไม่ใช่หรอ พอจะเริ่มขึ้นมาจริงๆ ทำไมไม่ให้ทำล่ะ” ผมยิ้มแซวๆ อีกฝ่ายทั้งที่ยังถูกจับมือซ้ายไว้แบบนั้น เขากุมมือผมไว้แน่นจนรู้สึกเจ็บแต่ก็ไม่ได้เจ็บมา ผมดึงมือขวาที่จับต้นแขนเขาอยู่ออก
ผมเอียงคอแล้วกระพริบตาปริบๆ มองเขา อีกฝ่ายยังจ้องหน้าผมด้วยสายตาที่ผมไม่รู้หรอกว่าเขาต้องการจะสื่ออะไร แต่มันเล่นจ้องแทบไม่กระพริบตาแบบนี้มันอึดอัดนะเว้ย


“ปล่อยมือผมได้ยังอ่ะ แล้วก็เลิกจ้องเถอะ จ้องนานๆ ผมหวั่นไหวขึ้นมา ผมอาจจะเปลี่ยนใจปล้ำคุณจริงๆ ก็ได้นะ” ผมกัดริมฝีปากแล้วยิ้มเย้าๆ พร้อมขยิบตาซ้ายให้เบาๆ อีกฝ่ายทำเสียง หึ ในลำคอ พร้อมรอยยิ้มหยันๆ ก่อนจะปล่อยข้อมือผม


“ตัวเล็กแค่นี้จะเอาแรงที่ไหนมาปล้ำฉัน โดนฉันชกทีเดียวก็สลบแล้วมั้ง” โอ้โห! ถึงขั้นจะชกกันเลยเรอะ!


“ครับๆ พ่อยักษ์ใหญ่ ผมไม่กล้าทำอะไรคุณหรอก” ผมเหลือบตามองเขาแล้วทำหน้าเอือม วิคเตอร์ยิ้มมุมปากแล้วโน้มตัวมาข้างหน้า ผมเบิกตากว้างแล้วถอยหลังจนไปติดกับราวเสื้อผ้า เขาใช้สองมือยืนค้ำตัวเองเอาไว้ เท่ากับว่าตอนนี้ผมอยู่ในอาณาเขตอ้อมแขนของเขา ผมเงยหน้ามองอีกฝ่ายด้วยวายตาใสซื่อที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะทำอะไร เขาโน้มตัวเข้ามาใกล้ผมมากขึ้น จนปากผมจะดูดนมเขาได้อยู่แล้ว ผมเลยยกมือขึ้นมายันตัวเองกับหน้าอกเขาเอาไว้


“จะทับผมตายแล้วเนี่ย ออกไปๆ” ผมพยายามผลักอกอันแข็งแกร่งของเขา แต่ก็เท่านั้นแหละ ผมตัวนิดนึงเมื่ออยู่กับเขา วิคเตอร์ทั้งร่างสูงและใหญ่ แต่ไม่ยักษ์แบบที่ผมเรียกเขาหรอกนะ แต่ดูเหมือนเขาจะทำหูทวนลมนะเมื่อเขายังโน้มตัวอยู่แบบนั้น จนสุดท้ายแก้มผมก็แนบกับอกของเขา ผมได้ยินเสียงหัวใจเขาเต้นตุบๆ เป็นจังหวะปกติ แต่ของผมนี่สิคงเต้นผิดปกติไปแล้ว ผมยืนนิ่งไม่กล้าขยับ ตอนนี้มือผมสัมผัสน่าอกอันแข็งแกร่งทั้งสองข้างของเขาเต็มมือ พร้อมกับกับแก้มขวาที่แนบแน่นติดอยู่กับแผ่นอกของอีกฝ่าย และเหมือนเขาจะพอใจแล้วกับการได้แกล้งผมแล้ว เขาก็ผละตัวเองออก พร้อมกับดึงเสื้อออกจากราวแขวนเสื้อไปหนึ่งตัว  ผมมึนและเบลอไปหมดกับเหตุการณ์เมื่อกี้นี้ วิคเตอร์ยิ้มมุมปากขบขัน ก่อนจะสวมเสื้อเชิ้ตขาวแล้วค่อยๆ ติดกระดุม ผมยืนงงอยู่สักพักแล้วก็เรียกสติกลับมาได้ ผมมองไปทางวิคเตอร์ที่ติดกระดุมเสื้อเสร็จแล้ว และหยิบโค้กกระป๋องติดมาขึ้นมาหนึ่งกระป๋องก่อนจะหันมาทางผม


“เสร็จงานเมื่อไหร่ฉันคงได้ไล่นายออกสักทีนะ…” เขาบอกพลางชำเลืองสายตามาทางผม ผมขมวดคิ้วทันทีที่เขาพูดเรื่องนี้ขึ้นมา


“…Alien (ต่างด้าว)” ผมอ้าปากหวอ คิ้วขมวดยุ่งเหยิงมองตามเขาออกจากห้องแต่งตัวไป นี่ยังไม่ล้มเลิกความคิดนั้นอีกหรอ แต่เอาเถอะ อยากไล่ผมออกก็ตามใจ ผมยังไงก็ได้ แล้วแต่เจ๊ Emily เลย เพราะผมมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด เจ๊แกคงไม่ไล่ผมออกหรอก หรือถ้าจะไล่นะ ผมจะไฟท์ให้ถึงที่สุด ผมมาถึงที่นี่แล้ว ไม่ยอมแพ้ง่ายหรอกนะว้อยยย!


[มีต่อด้านล่างค่ะ]








« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-06-2015 17:57:37 โดย ขุ่นเจ้ »

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 540
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +263/-8
Re: ||Love, no boundaries. Part: You and I|| :: Chapter 2 :: [15.06.58] :: PG.1
«ตอบ #16 เมื่อ15-06-2015 17:41:47 »

หลังจากถ่ายแบบเสร็จเรียบร้อยแล้ววิคเตอร์ก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อเตรียมตัวกลับ ทีมงานทุกคนกำลังเก็บของที่หน้าเซ็ท ผมยืนรอวิคเตอร์อยู่ที่มุมหนึ่งของสตูดิโอ อดัมกำลังยืนถือกระป๋องโค้กที่ผมซื้อมาฝากไว้ในมือพลางพูดคุยกับผู้ชายอีกคนหนึ่งด้วยรอยยิ้ม ดูท่าทางคงจะเป็นเรื่องกีฬาหรือเปล่าไม่ใจเพราะผมเห็นเขาออกลีลาท่าทางเหมือนหวดไม้เบสบอล แต่ที่ผมปลื้มคือเขาถือกระป๋องโค้กที่ผมซื้อให้ไว้ในมือตลอดเวลานี่ล่ะ แม้ผมจะเดาผิดที่ว่าเขาชอบดื่มโค้กก็เถอะเพราะจริงๆ แล้วเขาชอบดื่มน้ำเปล่าธรรมดาๆ ต่างหาก ผมยืนยิ้มจมูกบานด้วยความเคอะเขินอยู่คนเดียวที่เห็นอดัมไม่ยอมวางกระป๋องโค้กลงเลย ถึงแม้จริงๆ แล้วเขาถือไว้เพราะว่ามันติดมือมาต่างหากก็ตามเถอะ


“โค้ก อร่อยดีนะ ฉันไม่ได้กินนานแล้ว เพราะมันทำให้อ้วนง่าย ยังไงก็ขอบใจนายมากนะ” ผมตื่นจากอาการมโนของตัวเองทันที เมื่ออดัมโผล่มายืนตรงหน้าพร้อมกับชูกระป๋องโค้กและส่งรอยยิ้มมาให้ ผมยิ้มเอ๋อๆ ตอบกลับไป


“ไม่เป็นไรครับ”


“แล้วนายจะไปไหนต่อล่ะ” เขาถามพลางยกกระป๋องโค้กขึ้นดื่ม ผมเหลือบสายตาไปเห็นวิคเตอร์ที่เดินออกมาในชุดเดิม เขาหยุดมองผมด้วยสายตาเฉยชาตามเดิม ก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาแนบหู ผมละสายตามามองอดัมก่อนจะตอบคำถามเขา


“คงกลับไปที่เอเจนซี่ของวิคเตอร์น่ะครับ มีธุระต้องไปจัดการต่อ” อดัมเลิกคิ้วขึ้นทีหนึ่งแล้วลดกระป๋องโค้กลงจากปาก


“งั้นหรอ แล้วนายไปยังไง” วิคเตอร์ดึงโทรศัพท์ออกจากหูแล้วเดินตรงมาที่ผมกับอดัม ผมรีบหันกลับไปมองอดัมทันที


“คงแท็กซี่แหละครับ ผมยังไม่ค่อยคุ้นกับการขึ้นรถเมล์ กลัวจะหลง” วิคเตอร์เดินมาหยุดอยู่ด้านหลังอดัม เขาตัวสูงพอๆ กัน เพียงแต่วิคเตอร์สูงกว่านิดหน่อย แต่อดัมนั้นล่ำกว่ามาก


“ไปกับฉันก็ได้นะ ฉันก็ต้องกลับไปที่นั่นเหมือนกัน” กลับไป? ผมขมวดคิ้วงงๆ อดัมยิ้ม ผมเหลือบตาไปมองวิคเตอร์ที่ยืนหน้าเข้มอยู่เหมือนเดิม อดัมเห็นสายตาผมเลยหันไปมองบ้าง


“อ้าว… มายืนตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ล่ะ” วิคเตอร์เหลือบตามองอดัมเล็กน้อย ผมเดาความสัมพันธ์ของสองคนนี้ไม่ออกว่าเป็นเพื่อนกันปกติ เพื่อนสนิท หรือไม่ใช่เพื่อนกัน


“เมื่อกี้นี้…” เขาบอกหน้าตายเสียงห้วนแล้วหันมามองผมที่ยืนหน้ามึนอยู่ “…เอมิลี่ให้นายกลับไปพร้อมฉัน แต่ถ้านายอยากไปกับอดัมก็เจอกันที่นั่น” เขายืนมองผมด้วยใบหน้านิ่ง โอ้ย นิ่งเหลือเกิน ถ้าเอาปืนมาจ่อหน้าพร้อมจะยิงอยากจะรู้นักว่ายังจะนิ่งอีกมั้ย ผมหันไปมองอดัมที่ยักคิ้วซ้ายมาให้ อื้อหือ มีบ้านให้บ้าน มีรถให้รถ มีโรงนายกให้ทั้งโรงเลยนะทำหน้าแบบนี้!


“นี่ไม่ใช่การเลือกคู่เดตของนาย รีบตัดสินใจหน่อย ฉันไม่ได้มีเวลามายืนให้นายเลือกทั้งวันหรอกนะ” อารมณ์กำลังปิ๊งๆ ต้องดับสนิทเมื่อเจอเสียงทุ้มๆ พูดสอดเสียด ผมทำปากเป็ดแว้บหนึ่งก่อนจะคลี่ยิ้มบางๆ ปกติ


“ผมจะแน่ใจได้ยังไงว่าคุณจะไม่เอาผมไปทิ้งไว้กลางทาง”


“ฉันจะพานายไปไล่ออก ฉันคงไม่ทิ้งนายไว้กลางทางหรอก ฉันต้องเคลียร์เรื่องนี้ให้จบ” เขายักคิ้วดกหนาสีดำให้ผมทั้งสองข้างหนึ่งที นี่ก็ยักคิ้วหลิ่วตาให้อีกคนแต่ไม่มีอะไรจะให้หรอกนะ เพราะชอบทำหน้าเก๊กขรึม ไม่เหมือนอดัมแจกยิ้มหล่อๆ ล่อใจเป็นว่าเล่น แถมตาวิคเตอร์ยังมาตอกย้ำเรื่องไล่ออกอีกแล้ว ผมทำเสียงจิ๊จ๊ะที่ปาก วิคเตอร์เบิกตากว้างมองผมดุๆ ที่บังอาจไปทำกิริยาแบบนั้นใส่เขา แต่ผมไม่สนใจแล้วหันไปหาอดัมทันที


“ขอบคุณมากนะครับที่มีน้ำใจจะไปส่ง แต่เดี๋ยวผมไปกับคุณเรย์มอนด์น่าจะสะดวกกว่า เพราะไปถึงจะได้เริ่มเคลียร์ธุระ…” ผมยังพูดไม่ทันจบตาวิคเตอร์ก็เดินออกไปทันที ทิ้งให้ผมอ้าปากค้างขมวดคิ้วมองตามแผ่นหลังกว้างๆ นั้นไป ผมได้ยินเสียงหัวเราะของอดัมเลยหันกลับไปมองก่อนจะหุบปากแล้วยิ้มแหยๆ


“รีบไปเถอะ เดี๋ยววิคเตอร์จะรอนาน แล้วจะพาลหงุดหงิดใส่นายอีก” ผมยิ้มให้อดัมแล้วก้มหัวให้เล็กน้อย ก่อนจะหมุนตัววิ่งตามวิคเตอร์ออกไป ผมผลักประตูออกแล้วไม่วายหันไปโบกมือบ๊ายบายให้อดัมพร้อมรอยยิ้ม เขาส่งโบกมือตอบกลับมาพร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก ผมลดมือลงแล้วเปิดประตูออกไป รีบวิ่งออกไปที่ลานจอดรถ ก็เห็นว่าวิคเตอร์ยืนกอดอกพิงรถรอยอู่แล้ว ผมวิ่งไปฝั่งที่เขายืนอยู่ แล้วก็ต้องขมวดคิ้วที่เขาไม่ยอมขยับให้


“ตาถึงดีนี่ที่เข้าหาอดัม” เขาบอกพลางยกยิ้มมุมปากให้นิดหนึ่ง ผมเอียงคอมองหน้าเขาด้วยความงง


“คุณหมายความว่าไง” เขายักไหล่น้อยๆ ก่อนจะตอบเสียงสบายๆ


“อดัมก็ดูท่าทางสนใจนายนะ ไม่น่าจะยากถ้าจะลองจีบดู” ผมกอดอกพลางเงยหน้าขึ้นมองเขา


“ไว้ผมจะลองจีบเขาดูก็แล้วกัน” ผมยักคิ้วยึกๆ ให้เขา


“แต่ระวังตัวไว้บ้าง ไม่ใช่ว่าชอบจนหน้ามืดตามัว” เขาทำปากเบ้เล็กน้อยเหมือนพยายามกลั้นยิ้ม ผมทำปรือแล้วถอนใจเบาๆ


“คุณไม่มีเวลาว่างทั้งวันไม่ใช่เหรอครับ” ผมบอกแล้วยกมือขวาปัดๆ เหมือนไล่แมงหวี่ให้เขาหลบไป เขาขมวดคิ้วมองหน้าผม


“ทำอะไรของนาย”


“ก็ให้คุณหลบไง ผมจะได้ขึ้นรถ” เขาทำหน้านิ่งแล้วถอนใจหนักๆ ก่อนจะเปิดประตู ผมเตรียมจะพุ่งตัวเข้าไปนั่งแต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นพวงมาลัยของคนขับ


“ถ้าอยากขับก็เชิญ” ผมหน้าเอ๋อก่อนจะรีบก้มหน้างุดเดินเร็วๆ ไปอีกฝั่ง ลืมไปเลยว่านี่ไม่ใช่เมืองไทยที่ฝั่งคนนั่งอยู่ขวามือไม่ใช่ซ้ายมือ ผมเงยหน้ามองวิคเตอร์ที่ยิ้มเบ้ปากเหมือนพยายามกลั้นขำ ผมเบิกตากว้างดุๆ ใส่เขา อีกฝ่ายถลึงตามามองผมจนผมผงะก่อนจะรีบเปิดประตูแล้วเข้าไปนั่งก่อนจะปิดประตูตามดัง ปัง! และสิ่งที่ตามมาก็คือความรู้สึกเจ็บจี๊ดๆ ที่ติ่งหู


“โอ๊ย! ดีดหูผมทำไมเนี่ย?!” ผมเอามือจับติ่งหูซ้ายไว้ แล้วหันไปมองหน้าวิคเตอร์ด้วยใบหน้ามู่ทู่


“ปิดเบาๆ ก็ได้ เดี๋ยวรถฉันพัง!” เขาบอกเสียงห้าว ถลึงตามองผมเหมือนพ่อดุลูกชายที่ทำผิด ผมทำเสียงจิ๊จ๊ะด้วยความไม่พอใจแล้วผมก็โดนดีดหูอีกรอบ


“โอ๊ยยย!” ผมเอามือจับหูทั้งสองข้างเอาไว้แล้วหันไปมองเขาด้วยสีหน้างอนๆ


“อย่ามาทำเสียงแบบนั้นใส่ฉัน” ผมทำปากอูมดันลมเข้าแก้มทั้งสองข้างแล้วกระพริบตาปริบๆ มองอีกฝ่าย วิคเตอร์ขมวดคิ้ว


“แล้วก็อย่าทำหน้าแบบนั้น!” เขาบอกเสียงห้าวแต่ก็ยังคงน่าฟัง ผมขมวดคิ้วงง


“หน้าแบบไหนล่ะที่ห้ามทำ?!” ผมถามกลับ เชิดหน้าขึ้นแล้วกัดปากสู้ พลางจ้องเขา แต่วิคเตอร์จ้องผมด้วยสายตาดุดันจนผมเริ่มอ่อนลง จากจ้องตาสู้ตอนนี้ผมกระพริบตาปริบๆ มองเขา เขาดูเหมือนหงุดหงิดใจกับอะไรสักอย่าง ก่อนจะหันหน้าหนีแล้วสตาร์ทรถ ผมทำหน้างงๆ ก่อนจะหันกลับไปมองด้านหน้า วิคเตอร์ทะยานรถออกไปอย่างรวดเร็วจนผมร้องเสียงหลง
ตอนที่ขับรถออกมาได้สักพัก เขาไม่พูดอะไรสักอย่างได้แต่ทำหน้านิ่งเคร่งขรึมตามแบบฉบับ ผมก็ไม่รู้จะชวนพูดอะไร แต่นั่งนิ่งๆ ไปนานๆ แบบนี้ผมอึดอัดตาย เปิดปากพูดก่อนก็ได้วะ


“คุณอายุเท่าไหร่หรอ” ผมหันไปถามเขาพลางสำรวจใบหน้าด้านข้างที่เห็นไรหนวดขึ้นอยู่ เขาเหลือบตามามองผมนิดหนึ่ง


“ถามเรื่องอายุ เสียมารยาท” เขาบอกหน้าตายแล้วขับรถต่อไป ผมกลอกตาแว้บหนึ่ง


“ก็แค่อยากรู้เฉยๆ แต่ท่าทางคุณก็ต้องอายุมากกว่าผมอยู่แล้วล่ะ ที่เมืองไทย เอ่อ หมายถึงประเทศของผมน่ะ ถ้าเจอผู้ชายที่อายุ
มากกว่าตัวเองจะเรียกว่า Brother (พี่ชาย) แต่ถ้าเจอผู้ชายที่อายุน้อยกว่าตัวเองก็จะเรียกว่า younger brother (น้องชาย) ฉะนั้นถ้าตามธรรมเนียมไทยนะผมต้องเรียกคุณว่า Brother Victor (พี่วิคเตอร์) แหละ” ผมฉีกยิ้มให้เขา อีกฝ่ายหันกลับมามองด้วยสายตาดุๆ ผมหุบยิ้มทันที ก่อนจะทำคอหดลงเล็กน้อยแล้วกระพริบตาปริ๊บๆ


“แหม… แค่พูดให้ฟังเฉยๆ ครับ คุณเรย์มอนด์ ทำหน้าโหดไปได้” เขากระพริบตามองผมสองสามที และเหมือนแววตาที่แข็งๆ นั่นจะอ่อนโยนลงชั่ววูบ ก่อนจะหันกลับไปมองถนนตามเดิม ผมล่ะไม่เข้าใจจริงจริง ทำไมผมเรียกวิคเตอร์ไม่ได้


“ทำไมผมเรียกคุณว่าวิคเตอร์ไม่ได้ล่ะ” ผมถามออกไปโดยไม่ทันยั้งคิด ถามออกไปเพราะความสงสัยล้วนๆ เขาหันกลับมามองหน้าผมด้วยสายตาว่างเปล่า


“ชื่อนี้ไว้ให้คนที่ฉันสนิทและไว้ใจเรียกได้เท่านั้น” เขาบอกง่ายๆ ผมพยักหน้าเข้าใจ


“โอเค เข้าใจแล้ว ผมก็แค่คนที่เพิ่งเจอกันวันนี้”


“Yes, an alien. (ใช่ นายต่างด้าว)” ผมแยกเขี้ยวใส่เขา แล้วขบกรามแน่น ก่อนจะยกมือขึ้นมากอดอกเอาไว้แล้วหันไปมองข้างหน้าแทน ไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงด้วย เหนื่อยเส้นประสาทจริงๆ


[มีต่อด้านล่างนะคะ]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-06-2015 18:05:51 โดย ขุ่นเจ้ »

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 540
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +263/-8
Re: ||Love, no boundaries. Part: You and I|| :: Chapter 2 :: [14.06.58] :: PG.1
«ตอบ #17 เมื่อ15-06-2015 17:46:13 »


หลังจากโดนเรียกว่าต่างด้าวครั้งที่สองผมก็นั่งเงียบมาตลอดทาง แต่ยังดีที่สิบนาทีต่อมารถวิคเตอร์ก็มาโผล่ที่ตึกสำนักงาน เขาวนรถไปด้านหลังตึกที่เป็นลานจอดรถก่อนจะดับเครื่องเมื่อได้ที่จอดที่หนึ่ง เขาเปิดประตูลงรถไปทันที ผมรีบเปิดประตูตามไปและปิดประตูอย่างเบามือ ก่อนจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามหลังเขาเข้าไปในสำนักงาน เขายืนรอผมอยู่หน้าประตู แต่ที่รอไม่ใช่ว่ามีน้ำใจหรือเป็นห่วง เพียงแต่รอให้ผมใช้คีย์การ์ดเปิดประตูเท่านั้นเอง
เขาเดินนำผมไปที่ห้องทำงานของคุณเอมิลี่ พอผลักประตูเข้าไปก็พบเธอกำลังนั่งอยู่หน้าแม็คบุ๊คตัวใหญ่ เธอเบนสายตามามองที่ผมกับวิคเตอร์แล้วยิ้มออกมาน้อยๆ ก่อนจะหันมาพูดกับผมโดยตรง


“ทำดีมาก” ผมยิ้มรับกับคำชมนั้น สายตาของเธอหันไปมองวิคเตอร์ที่ทำหน้าเซ็งๆ


“นายลืมตารางตัวเองหรือว่ายังไง ถึงไม่ยอมไปถ่ายแบบ” เอมิลี่ถามเสียงขุ่น คนถูกถามเดินไปทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง


“เปล่า ก็แค่คิดว่าทำธุระให้เสร็จก่อนก็ยังไปทัน แต่ดันนานไปหน่อย” ผมทำหน้ายี้ทันที


“A sex business? (ไอ้ธุระเซ็กส์นั่นน่ะหรอ)” ผมพูดขึ้นด้วยความดึกดึ๋ยชอบกล แหม ทำมาบอกว่ามีธุระ
วิคเตอร์กับเอมิลี่หันมามองผมด้วยสายตาที่ต่างกัน ฝ่ายแรกมองผมด้วยความไม่พอใจส่วนอีกฝ่ายมองผมด้วยความงง ส่วนผมทั้งเอ๋อทั้งกลัวสายตาวิคเตอร์


“หมายความว่ายังไง” เอมิลี่ถามทั้งผมและวิคเตอร์ พ่อนายแบบหันใบหน้าที่เคร่งขรึมกลับไปมองเอมิลี่ก่อนจะตอบปกติ


“ไม่มีอะไร นี่ เอมิลี่ เธอส่งเจ้าต่างด้าวนี่มาดูแลฉันหรอ ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ชอบมีคนดูแล ยังไงเธอจัดการไล่หมอนี่ออกให้ฉันด้วย” เอมิลี่ทำสีหน้านิ่งแล้วหันมาทางผมที่เริ่มออกอาการเซ็ง


“ฉันจะไล่เขาออกได้ยังไง เขาเพิ่งมาทำงานวันนี้วันแรก และดูท่าทางจะทำได้ดีซะด้วย” ผมที่เซ็งแอบยิ้มด้วยความภูมิใจเล็กๆ เอมิลี่ส่งยิ้มชมเชยมาให้ วิคเตอร์หันมามองหน้าผมด้วยหน้านิ่วคิ้วขมวด แต่ผมทำหน้าไม่สนใจและยักไหล่กลับไปเบาๆ


“ฉันไม่เอาคนดูแล คนอื่นๆ ยังไม่เห็นต้องมีคนดูแลเลย”


“ก็เพราะว่านั่นเป็นคนอื่น แต่นี่คือนาย นายต้องการผู้ดูแล และฉันก็ไม่มีเวลาไปดูแลนายคนเดียวหรอกนะ” เอมิลี่บอกเสียงเฉียบขาด


“แต่ฉันดูแลตัวเองได้” วิคเตอร์ยังคงเถียงไม่ลดละ


“นายพูดแบบนี้มาเกือบสิบครั้งแล้ว และทุกครั้งมันก็ลงเอยด้วยการที่นายไปทำงานสายตลอด ช่วงนี้นายพลาดบ่อยจนน่าเป็นห่วง และฉันกลัวว่ามันจะส่งผลเสียกับนายนะวิคเตอร์” เอมิลี่จ้องหน้าวิคเตอร์ด้วยสายตาเฉียบคม วิคเตอร์ดูท่าทางหงุดหงิดเพราะเขาพ่นลมหายใจออกมาก่อนจะหันมามองหน้าผม


“แต่ฉันไม่เอาหมอนี่ ฉันไล่เขาออก หาคนใหม่มาให้ฉัน” ผมกัดปากล่างแน่น มองหน้าวิคเตอร์ด้วยความหมั่นไส้


“ไหนบอกผมหน่อยซิ ว่าผมมีอะไรผิดพลาด คุณถึงอยากจะหาคนใหม่มาแทนที่ผม”


“คนที่เข้าบ้านคนอื่นโดยไม่ขออนุญาตเจ้าของบ้าน แบบนี้ฉันจะไว้ใจได้หรอ” วิคเตอร์หมุนเก้าอี้มาเผชิญหน้ากับผมแบบเต็มตัว ผมขบกรามแน่นแล้วหลับตาก่อนจะลืมตาขึ้นมา แล้วดึงเก้าอี้อีกตัวมานั่งเผชิญหน้ากับเขา เอมิลี่มองดูเหตุการณ์ด้วยรอยยิ้มนิดๆ


“ขอโทษนะ ถ้าผมจะบอกว่า ผมเคาะประตูบ้านคุณแล้ว ตะโกนเรียกก็แล้ว และออดบ้านคุณดันเสีย และเผอิญคุณไม่ได้ล็อคประตูบ้าน เพียงเพราะคุณรีบที่จะพาแม่สาวอกโตคนนั้นไปสวรรค์ด้วยกัน คุณคงเพลิดเพลินกับการลิ้มรสช่องคลอดของเธอจนไม่สนใจสิ่งรอบข้าง…” วิคเตอร์ถลึงตามองผม แก้มสีขาวขุ่นด้วยผงโกโก้ของเขาแดงเถือกด้วยความอับอาย เอมิลี่อมยิ้มน้อยๆ แต่ผมไม่ได้สนใจ ตอนนี้ได้โอกาสพูดแล้ว


“นาย…” ผมยกมือชี้หน้าวิคเตอร์ แล้วถลึงตามองเขา ก่อนจะลดมือลงแล้วรีบพูดต่อ


“ฉะนั้นคุณจะมาบอกว่าผมเสียมารยาทไม่ได้ อ้อ! ถ้าผมจะผิดก็คือไม่มีเบอร์มือถือของคุณ แล้วไม่ได้โทรเข้าไปเช็คก่อนว่าคุณอยู่หรือไม่ แต่ผมคิดว่าถึงโทรไปคุณก็ไม่ได้ยินหรอก เพราะเล่นเปิดเพลงเสียงดังลั่นบ้านกลบเสียงร้องราวกับจะขาดใจของยัยเจ๊นมโตเท่าภูเขาไฟฟูจินั่น!” ผมแยกเขี้ยวใส่วิคเตอร์ อีกฝ่ายทำหน้าเหมือนพร้อมระเบิดอารมณ์ใส่ผมเต็มที่ เขากำหมัดที่วางอยู่บนเข่าแน่น ผมได้ยินสียงเอมลี่หัวเราะ วิคเตอร์ยกหมัดขึ้นมาทำท่าจะพุ่งหมัดเข้าใส่หน้าผม แต่ผมรีบเอามือตัวเองไปจับหมัดเขาไว้ มือเราต้านกัน แต่ดูเหมือนผมจะคิดผิดที่ทำแบบนั้น เพราะยังไงหมัดวิคเตอร์ก็พุ่งเข้าใส่หน้าผมอยู่ดีแม้จะมีมือซ้ายคอยรองรับไว้ก็เถอะ แต่ก็มึนๆ เหมือนกันนะ จากเสียงหัวเราะของเอมิลี่กลายเป็นเสียงร้องด้วยความตกใจ


“วิคเตอร์! ชกเขาทำไม?!” ผมหันกลับไปมองหน้าวิคเตอร์ด้วยสายตาขุ่นเคือง อีกฝ่ายสีหน้าโมโหน่ากลัวมากจนผมแอบผงะไปเล็กน้อย


“ไม่เป็นไรครับคุณเอมิลี่…” ผมเลื่อนสายตาไปมองวิคเตอร์ด้วยสายตาที่พยายามไม่หวั่นไหว


“…เขาชกผม คงเพราะโมโหที่ผมไปขัดจังหวะการเมคเลิฟ (make love) ของเขา คงหงุดหงิดก่อนหน้านั้นอยู่แล้ว พอได้โอกาสก็เลยเอาคืนผมซะเลย” วิคเตอร์สีหน้าถมึงทึงน่ากลัว ผมจ้องหน้าเขากลับ บ้าเอ๊ย! น้ำตาจะมาคลออะไรตอนนี้ ผมรีบกระพริบตาไล่น้ำตาไม่ให้ไหลออกมา วิคเตอร์หายใจหนักหน่วง สายตาแข็งกร้าวจ้องมองผมด้วยความไม่พอใจ ผมก็จ้องกลับไปด้วยความไม่พอใจเช่นกัน


“ถ้าอยากให้ฉันมีคนดูแล ก็ได้! แต่ต้องไม่ใช่ไอ้ต่างด้าวนี่!” วิคเตอร์หันไปบอกเอมิลี่ที่ยืนหน้าเครียดอยู่ ผมขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ


“ถึงผมจะเป็นต่างด้าว แต่ผมก็ไม่เคยชกใคร เพียงเพราะเขาพูดความจริงกระแทกใส่หน้า!” ผมถลึงตามองอีกฝ่าย อาการปวดตุบๆ ที่มือซ้ายทำให้ผมแอบกำมือเบาๆ วิคเตอร์ขบกรามแน่น เขากำหมัดและทำท่าจะยกขึ้นมาชกผมอีกรอบ แต่คราวนี้ผมไวกว่า ผมเกร็งข้อมือและแขน ตั้งมือเป็นฉากแล้วใช้ช่วงกระดูกโปนตรงข้อแขนฟาดลงไปที่ข้อมือขวาของเขาอย่างเร็วและแรงจนอีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว


“Ouch!! (โอ้ย!!)” วิคเตอร์สะบัดมือด้วยความเจ็บ สีหน้าเหยเก แม้จะไม่ได้เจ็บอะไรมากแต่โดนเข้าไปปวดไม่ใช่น้อยนะ ผมยักคิ้วให้แล้วยิ้มด้วยความสะใจเล็กๆ เขากัดฟันแน่น จ้องมองผมด้วยสายตาอาฆาต เขาทำท่าจะพุ่งหมัดใส่ผมอีกรอบ คราวนี้ผมดันเก้าอี้ตัวเองถอยหลังห่างจากเขาไปประมาณหนึ่งเท้าก้าวแล้วยกขาเหยียดตรงขึ้นตรงอกเขา วิคเตอร์ชะงักแล้วก้มลงมองเท้าผมที่กระดกขึ้นลง ก่อนจะเงยหน้าสบตากับผมที่ยิ้มมุมปากอย่างมีชัย เอมิลี่กลับมาขำอีกรอบ


“ผมเคยเรียนเทควันโด้นะ ถึงจะหยุดอยู่แค่สายเหลืองก็เหอะ แต่อย่างน้อยผมก็รู้ว่าควรจะเตะคุณตรงไหนจนทำให้คุณพูดไม่ออกอีกเลย” ผมเอียงคอมองเขา แล้วจ้องตาไม่กระพริบสีหน้าไม่ยิ้มไม่พูดเล่น แต่ในใจผมหรอ…
โอ้ยยย เต้นแรงอย่างกับได้ยินเสียงเพลงในผับ ผมนี่โคตรลุ้นเลยนะ คือถ้าจังหวะที่ผมยกเท้าขึ้นจ่อไว้ที่หน้าอกเขา แล้วหมอนั่นเกิดมือไวจับขาผมบิดขึ้นมา ผมเสียเปรียบแน่ๆ โชคดีที่เขามัวแต่อึ้งที่เห็นผมยกของต่ำสุดในร่างกายขึ้นจนเกือบจ่อหน้า วิคเตอร์จ้องตาตอบกลับมา ผมรีบลดขาตัวเองลงแล้วนั่งไขว้ห่างเก๋ๆ อีกฝ่ายลดหมัดลง ขบกรามจนขึ้นเป็นสันนูน ผมหมุนเก้าอี้ไปทางเอมิลี่แล้วส่งยิ้มให้เธอ เอมิลี่ยิ้มตอบกลับสายตาดูครุ่นคิดอะไรบางอย่าง


“ระวังตัวไว้เหอะ” วิคเตอร์ขู่ผมเสียงนิ่ง ผมหันไปสบตากับเขาที่มองมาด้วยความหงุดหงิด และใบหน้าที่ตอกย้ำว่าเขาโคตรหงุดหงิด ผมยิ้มมุมปากอย่างถากถาง


“หาคนอื่นมาให้ฉัน ไม่งั้นก็ไม่ต้องให้ใครมาดูแลฉันทั้งนั้นแหละ” เขาบอกเสียงขุ่นกับเอมิลี่ที่ยืนส่งยิ้มบางๆ ให้วิคเตอร์สลับกับมองมาที่ผม


“ฉันว่าไม่ต้องหาใหม่หรอก ให้…” เธอหรี่ตามองผมราวกับกำลังนึกชื่อของผมอยู่ ผมกระตุกยิ้มนิดๆ แล้วบอกเธอ


“I’m Matt. (แมทครับ)” เอมิลี่ยิ้มด้วยความพอใจและพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะยิ้มด้วยความขบขันเล็กน้อยพลางขมวดคิ้วนิดๆ


“The gift of God? That’s lovely name. (ของขวัญจากพระเจ้าเหรอ น่ารักดีนะ)” ผมยิ้มกว้างให้เธอ


“Thank you. My mom gave me this name. (ขอบคุณครับ แม่ผมเป็นคนตั้งชื่อนี้ให้)” ผมยิ้มตาเป็นประกายวิ้งๆ ให้เอมี่ที่ยิ้มสวยกลับมา ก่อนจะหันไปหาวิคเตอร์ที่มองหน้าผมอยู่ก่อนแล้ว คราวนี้หมอนั่นดูอ่อนลง เขากำลังขมวดคิ้ว สีหน้าราวกับกำลังนึกอะไรบางอย่างอยู่


“ให้แมทดูแลนายเนี่ยแหละ ฉันว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว” สิ้นเสียงเอมิลี่ วิคเตอร์ก็หันขวับไปมองทันที เขาเบิกตากว้างมองเธอที่ยิ้มพิมพ์ใจกลับมาให้ ผมแอบยิ้มเบ้ปากกับตัวเอง สะใจที่ได้เห็นหน้าหมอนั่นตอนนี้จริงๆ


“อะไรนะ?! ฉันก็เพิ่งบอกไม่ใช่หรอว่าไม่เอาหมอนี่!” เอมิลี่ยักไหล่น้อยๆ ก่อนจะตอบ


“ฉันก็เพิ่งบอกไปเหมือนกันว่าฉันจะให้แมทดูแลนาย อย่าดื้อน่าวิคเตอร์ แมทเขาทำงานที่นี่แค่สามเดือนเท่านั้นแหละ หลังจากนั้นฉันจะเปลี่ยนให้”


“3 months?! Do I have to live with this shorty man 3 months? That’s fucking shit! (สามเดือน?! นี่ฉันต้องทนอยู่กับไอ้เตี้ยนี่สามเดือนงั้นหรอ เป็นอะไรที่โคตรเหี้-ย!)” เขาสบถออกมาด้วยความโมโห สีหน้าเขาไม่พอใจอย่างแรงกล้า ผมกัดปากแล้วเท้าเอวมองเขา ไอคำหลังผมไม่รู้สึกอะไรหรอก แต่ด่าว่า ไอ้เตี้ย นี่โคตรจี๊ดเลยนะ เตี้ยแต่ทำให้เพลียได้นะเว้ย!


“ถ้าสุดท้ายจะต้องเปลี่ยน ก็เปลี่ยนมันตอนนี้เลยเถอะ จะไปรอสามเดือนทำไม” วิคเตอร์ยืนขึ้นแล้วเอามือค้ำโต๊ะจ้องหน้าเอมิลี่ที่นั่งลงแล้วยิ้มพึงพอใจ


“ก็ฉันต้องหางานให้แมททำ”


“งั้นเธอก็ส่งให้หมอนี่ไปทำงานอื่นสิ มีงานตั้งเยอะแยะ!”


“แต่ฉันไม่เห็นว่างานไหนจะเหมาะกับแมทเท่างานนี้เลยนะ…” เอมิลี่ยิ้มบางๆ แล้วกอดอกมองหน้าวิคเตอร์


“…ฉันเชื่อว่าแมทจะดูแลนายได้ และดูแลได้ดีมากด้วย แถมฉันยังเชื่อว่าแมทจะทำให้นายมีระเบียบกับชีวิตมากกว่าที่เป็นอยู่ นายต้องการคนดูแล ยิ่งตอนนี้ยิ่งควรมี นายกำลังไปได้ดี วิคเตอร์ ฉันไม่อยากให้นายพลาด นายเคยพลาดมาแล้ว และเกือบเสียโอกาสไป ฉันจะไม่ยอมให้นายพลาดอีก” เอมิลี่บอกน้ำเสียงจริงจัง ผมได้แต่นั่งมองด้วยความไม่เข้าใจ เขาคงกำลังพูดถึงเหตุการณ์ที่รู้กันอยู่สองคนนั่นแหละ วิคเตอร์ถอนหายใจ แล้วนั่งลงกับเก้าอี้ตามเดิม เขาหลับตาไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นมองหน้าผม ผมกลอกตาไปมาและกระพริบตาปริบๆ ด้วยความประหม่า เขาทำเหมือนอย่างกับผมเป็นของประหลาดงั้นแหละ
อ๋อ แน่ล่ะผมเป็นเอเลี่ยนสำหรับเขานี่


“ก็ได้ ฉันจะยอมให้หมอนี่มาดูแลฉัน…” เอมิลี่ถอนหายใจโล่งอก ผมเม้มปากพยายามไม่ยิ้มอย่างมีชัยจนเกินไป


“…แต่ทนให้ได้ก็แล้วกัน” ปากที่กำลังพยายามยิ้ม หุบลงวืบบบ ผมเงยหน้าสบตากับเขาก็เห็นแววตาซุกซนแบบตอนในห้องแต่งตัวที่สตูดิโอ และมุมปากที่ยกยิ้มขึ้นอย่างร้ายกาจ มันต้องไม่ใช่เรื่องราวดีๆ แน่ๆ


“เยี่ยม งั้นแมทก็ทำหน้าที่นี้ต่อไป ครบสามเดือนเมื่อไหร่ฉันจะเซ็นใบฝึกงานให้ อ้อ…” เธอหันไปทางวิคเตอร์ที่มองผมเหมือนเหยี่ยวเจอเหยื่ออยู่ จนผมต้องหดคอลงแล้วช้อนตาขึ้นมองเขา ไม่กล้าสู้เต็มๆ ง่ะ กลัว…


“…นายก็ต้องเซ็นให้แมทด้วยนะ เพราะถือว่านายเองก็เป็นเจ้านายเขาเหมือนกัน” วิคเตอร์ยิ้ม แต่เป็นยิ้มที่ทำให้ผมขนลุกชอบกล มันไม่ใช่รอยยิ้มที่ดีเลยแฮะ ผมอ้าปากหวอมองหน้าเขา


“Anytime! (ได้เสมอ)” เฮ้ย! มันอารมณ์ดีเกินไปละ ผมหรี่ตามองตานั่นด้วยความไม่ไว้ใจ เขายิ้มเจ้าเล่ห์แล้วยักคิ้วขวาให้ผมสองที


“งั้นพรุ่งนี้นายก็เอาเอกสารมาให้ฉันก็แล้วกันนะแมท เอามาเผื่อวิคเตอร์เขาด้วยล่ะ” ผมหันไปหาเอมิลี่แล้วยิ้มพร้อมกับพยักหน้าขึงขังว่ารับรู้แล้ว เธอยิ้มด้วยความสบายใจ แล้วหยิบกระดาษเอสี่ปึกหนึ่งขึ้นมา แต่ไม่ได้หนาอะไรมาก เธอส่งให้ผม ผมยื่นมือไปรับไว้พร้อมสีหน้างงๆ


“นั่นคือตารางงานของวิคเตอร์ เอาไปศึกษาซะ จะได้เตรียมตัวถูก” ผมตาโตด้วยความตะลึง นายแบอะไร ทำไมงานเยอะจัง ผมหันไปมองวิคเตอร์ที่ตอนนี้เอามือขวานั่งลูบไล้คางตัวเองพลางมองหน้าผมด้วยท่าทีสบายๆ ผมก้มลงมองกระดาษในมือแล้วก็ต้องคิ้วขมวดหนักขึ้นเมื่อเห็นลิสต์งาน


ถ่ายแบบ อันนี้พอเข้าใจ


ถ่ายโฆษณา ยังพอเข้าใจอยู่


ถ่ายซีรีย์  หืมมม? ละคิวเยอะด้วยนะ ไม่ใช่คิวสองคิว


แคสติ้งบทหนัง โอ้ววว บทเด่นซะด้วย ไม่เด่นธรรมดา แต่ว่าเป็นบทพระเอก!


ผมอ้าปากหวอเงยหน้าขึ้นมองวิคเตอร์ที่ทำหน้าหล่ออยู่ เอ้ย! เออ! ก็มันหล่อจริงๆ นั่นแหละ ก่อนจะหันไปมองเอมิลี่ที่ยิ้มน้อยๆ แต่เป็นรอยยิ้มแห่งความสงสัย


“มีอะไรรึเปล่า ถามได้นะถ้าข้องใจอะไร”


“คือผม…” ผมก้มลงมองตารางงานอีกครั้ง ก่อนจะเงยหน้ามองเอมิลี่อีกรอบ “…เขาถ่ายซีรียส์ ถ่ายหนังด้วยเหรอครับ” ผมถามด้วยความประหลาดใจ แต่สีหน้าของเอมิลี่ประหลาดใจยิ่งกว่า เมื่อหันไปมองวิคเตอร์ หมอนั่นขมวดคิ้วมองผมด้วยความไม่เข้าใจหรือไม่ชอบใจอะไรบางอย่าง


“ก็ต้องถ่ายสิ ก็เขาเป็นพระเอกของซีรีย์…” พระเอก!!! ผมตาโตด้วยความอึ้ง หันไปมองวิคเตอร์ที่ยังคงจ้องมองผมด้วยความงุนงง


“…นายไม่รู้จักวิคเตอร์หรอ” เอมิลี่ถามผมด้วยน้ำเสียงประหลาดใจพอๆ กับใบหน้าของเธอ ผมหน้าเอ๋อไปพักหนึ่งก่อนจะเรียกสติตัวเองกลับมา


“เอ่อ… ก็อาจจะเคยเห็นผ่านตาบ้าง แต่…” ผมขมวดคิ้วบ้างคราวนี้ นี่ผมพลาดไปได้ยังไง ปกติผมก็ดูซีรีย์ฝั่งอเมริกาไม่น้อยนะ ออกจะคลั่งเลยด้วยซ้ำ แล้วทำไมผมถึงไม่รู้จักหมอนี่ล่ะ


“นายอาจจะเคยเห็น แต่อาจจำไม่ได้ เพราะซีรีย์ที่เขาเล่นเพิ่งออกมาซีซั่นเดียว ตอนนี้กำลังถ่ายทำซีซั่นที่สองอยู่” ผมกลืนน้ำลายลงคอ แทบไม่กล้าสบตาสีน้ำตาลมหาเสน่ห์นั่นเลย ฮึ่ยยย! ผมพลาดไปสินะ มัวแต่ตามดู The Vampire diaries, The walking dead, Once upon a time, Game of throne, Pretty little liars และ Spartacus หรือแม้กระทั่งย้อนไปดู Gossip girl  อยู่ล่ะมั้งเลยไม่ได้สนใจเรื่องของหมอนี่


“คือผมชอบดูซีรีย์นะครับ แต่ก็จะมาตามดูทีหลังมากกว่า และกว่าจะจบเรื่องนึงก็ใช้เวลานาน กว่าจะรู้ว่ามีเรื่องใหม่ๆ มา ผมก็ยังจมอยู่กับเรื่องเก่าอยู่เลย” ผมยิ้มแห้งๆ ให้เอมิลี่ที่ยิ้มตอบกลับมาอย่างใจดี ส่วนวิคเตอร์ดูท่าทางจะหงุดหงิดเล็กๆ ที่ผมดันไม่รู้จักเขา


“กลับบ้านไปก็ไปเสิร์จกูเกิ้ลซะ จะได้รู้จักวิคเตอร์มากขึ้น ฉันเดาว่าเธอคงพยายามถามข้อมูลเขาบ้างแล้ว แต่เขาไม่ยอมตอบ” ผมพยักหน้าตอบรับทันที เอมิลี่ส่งเสียงขำน้อยๆ ออกมา แค่อายุยังไม่ยอมตอบเล้ย!


“ว่าแต่นายพักอยู่ที่ไหนล่ะ”


“ผมอยู่แถวๆ Brooklyn (บรู๊คลิน) ครับ แต่ที่ผมอยู่ก็ไม่ไกลจาก Manhattan (แมนฮัทตัน) มาก ข้ามสะพานมาก็ถึงแล้วครับ” เอมิลี่พยักหน้ารับรู้


“เอาเบอร์นายมา” ผมหันไปมองหน้าวิคเตอร์ด้วยความแปลกใจที่เขาเอ่ยขอเบอร์ผม แต่ผมก็ไม่ได้มโนเข้าข้างตัวเองว่าเขาขอไปด้วยความพิศวาสอะไรหรอก เพราะผมรู้ดีว่านี่คือการขอเบอร์แบบทาสและเจ้านาย ที่จะได้โทรจิกเรียกใช้ได้ตลอดเวลา


“เยี่ยม แลกเบอร์กันไว้ มีอะไรจะได้โทรหากันเองโดยไม่ต้องผ่านฉัน” เอมิลี่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม ผมแบมือขอมือถือของวิคเตอร์ เขาส่งไอโฟนหกสีทองรุ่นล่าสุดมาให้ ผมกดปล็อดล็อคแต่มันต้องใส่รหัส


“รหัส?” ผมเงยหน้าถามเขา วิคเตอร์เอื้อมมาหยิบมือถือไปจากผมแล้วกดให้ ก่อนจะสงคืนให้ผมอีกที ผมกดหมายเลขของตัวเองที่นิวยอร์คให้เขา ก่อนจะกดโทรออก เสียงริงโทน Move like Jagger ของพี่อดัมดังขึ้นแว้บหนึ่ง ก่อนที่ผมจะตัดสายเมื่อได้เบอร์เขามาแล้ว ผมยื่นมือถือคืนให้เขา ก่อนจะหยิบของตัวเองมาเมมเบอร์เขาไว้


“เอาล่ะ ถ้าเรียบร้อยแล้วก็กลับกันได้ เวลาเริ่มงานและเวลาเลิกงานของนาย คือตามตารางวิคเตอร์นะ ถ้าวันไหนเขาไม่มีงานก็สบายไป” เอมิลี่บอกพลางผายมือมาทางกระดาษที่เป็นตารางงานของวิคเตอร์ เจ้าของตารางงานลุกขึ้นยืน ผมก็ดันบ้าจี้ลุกขึ้นยืนตามอัตโนมัติ วิคเตอร์ก้มลงมองหน้าผมแล้วเบะปากใส่น้อยๆ หน็อยยย! ผมเลยเบะปากกลับไปมั่ง วิคเตอร์ถลึงตามองผมทันที สร้างเสียงหัวเราะให้เอมิลี่อีกครั้ง


“ตามไปส่งเจ้านายเธอที่รถได้เลยนะแมท” ผมหันไปยิ้มและก้มหัวให้เอมิลี่เล็กน้อย ก่อนจะเดินตามวิคเตอร์ออกจากห้องไป ผมเดินไปจนถึงประตูหลังของตึก ก่อนจะกดเปิดประตูให้วิคเตอร์แล้วแสร้งทำท่าผายมือให้เขาเดินออกไป เขาเหลือบตามองผมนิดหน่อยก่อนจะเดินตรงไปที่รถ ผมก้มลงมองตารางงานของเขาในมือเพื่อเช็คว่าพรุ่งนี้เขาต้องทำอะไรบ้าง


“พรุ่งนี้คุณมีแคสติ้งหนังที่สตูดิโอของค่ายหนัง หลังจากนั้นก็มีงานถ่ายแบบพร้อมให้สัมภาษณ์ลงหนังสือ The Entertainment เริ่มงานตอนสิบโมงเช้า แล้วเจอกันนะครับคุณเรย์มอนด์” ผมยิ้มแฉ่งไปให้เขา เขาทำหน้าเอือมแล้วผงกหัวขึ้นรับรู้ เออ ว่านอนสอนง่ายก็เป็นนี่


“See you tomorrow. The shorty. (เจอกันพรุ่งนี้ ไอ้เตี้ย)” เขายิ้มมุมปากขำ แล้วเปิดประตูรถก่อนจะรีบเข้าไปทันที โอ้โห! แม่งใช้ The (เดอะ) เน้นย้ำเลยเว้ย! ผมถลึงตามองแล้วทำปากขมุบขมิบราวกับสาปแช่งเขา เสียงรถดังกระหึ่มขึ้นก่อนที่รถสุดหรูสีเทาเข้มจะเคลื่อนตัวออกช้าๆ วิคเตอร์เลื่อนกระจกลงมาแล้วชูนิ้วกลางให้ผม แล้วคิดว่าผมจะยอมหรอ ผมหันก้นให้เขาแล้วตบตูดตัวเองสองทีเน้นๆ แล้วยักไหล่เชิด วิคเตอร์ผงะไปก่อนจะปิดกระจกพร้อมทิ้งสีหน้าถมึงทึงไว้ให้ ผมหัวเราะชอบใจตามหลัง เอาซี้! ใครประสาทเสียก่อน แพ้!



[มีต่อด้านล่างค่ะ ยังมิจบตอนสอง T_T]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-06-2015 18:06:19 โดย ขุ่นเจ้ »

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 540
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +263/-8
Re: ||Love, no boundaries. Part: You and I|| :: Chapter 2 :: [15.06.58] :: PG.1
«ตอบ #18 เมื่อ15-06-2015 17:53:42 »


ผมกลับมาถึงบ้านพักด้วยความเหนื่อย ขนาดวันนี้ยังไม่ได้ทำอะไรมากเลยนะ ยังล้าขนาดนี้ แหม… แค่สู้รบปรบมือกับพ่อพระเอกที่ผมไม่เคยติดตามข่าวก็ใช้พลังไปเยอะแล้ว ผมยิ้มและเอ่ยทักทายกับป้าแมร์รี่เล็กน้อย ก่อนจะเดินไปที่ครัวเพื่อหาอะไรกิน ผมหยิบขนมเค้กช็อคโกแล็ตของใครก็ไม่รู้ที่เอามาแช่ไว้ในตู้เย็นแต่ป้าแมร์รี่บอกกินได้ ผมก็กินล่ะนะ ก่อนจะดื่มน้ำส้มคั้นสดที่ทำไว้ตอนตื่นมากลางดึกตามลงไป อากาศเย็นๆ ในบรรยากาศเย็นๆ แบบนี้อยากกินมาม่าจัง ไม่รู้นึกไปถึงมาม่าได้ยังไง พอคิดได้แบบนั้นผมก็เลยต้มไข่เพื่อเอาไปใส่มาม่า


ผมถือถ้วยที่มีไข่ต้มอยู่หกใบขึ้นมาบนห้อง และถือน้ำร้อนที่ใส่แก้วใบใหญ่ขึ้นมาด้วย ก่อนจะเข้าห้องผมแอบหันไปมองห้องของบาสด้วย ดูท่าทางจะยังไม่เลิกงานนะ ผมเปิดประตูเข้าห้องนอนตัวเอง แล้วจัดการแกะมาม่าใส่ถ้วยที่ซ้อนมากับถ้วยไข่ต้ม ระหว่างรอให้เส้นนุ่ม ผมก็เดินไปเปิดแม็คบุ๊ครอ พอหน้าจอติดปุ๊บ ผมรีบต่อวายฟาย (Wifi) ของบ้านทันที ก่อนจะคลิกเข้ากูเกิ้ล แล้วพิมพ์ชื่อ Victor Raymond ลงไปในช่องค้นหา ผมหันไปคว้าถ้วยมาม่ามาไว้ในมือ แล้วบิไข่ต้มจนเละใส่ลงไปในถ้วย ผมนั่งลงบนเก้าอี้พลางหมุนเส้นมาม่าในช้อนส้อมเข้าปาก พอกินได้คำนึงผมก็ใช้มือขวาเลื่อนเม้าส์ คลิกเข้าไปดูข้อมูลของวิคเตอร์ โอ้โห ผมพลาดจริงๆ แหละ ที่ไม่ได้ติดตามข่าว ไม่ใช่ว่าไม่สนใจเขานะ แต่เคยเป็นกันมั้ย แบบว่าไม่ได้ติดตามจริงๆ เลยไม่รู้จักจริงๆ อ่ะ ไม่ใช่ว่าแอ๊บทำให้ตัวเองแปลกแยกนะที่ทำตัวไม่รู้จักดารา แต่ว่าผมไม่เคยติดตามข่าวคราวของวิคเตอร์จริงๆ
ผมเห็นรูปๆ หนึ่งที่เขาไปถ่ายแบบริมทะเลในชุดเสื้อลายดอก กางเกงขาสั้น โห ชุดนี้ไม่หล่อจริง ตายเลยนะเนี่ย แล้วผมก็ต้องร้อง อ๋อ กับตัวเองเมื่อเห็นรูปที่เขานั่งอยู่ในกระท่อมริมทะเลแล้วยิ้มที่มุมปากเท่ๆ ให้กล้อง


ผมเคยเห็นเขา แต่ผมจำไม่ได้ ผมเคยเห็นเขาในนิตยสารหัวนอกเล่มหนึ่ง ตอนนั้นจำได้ว่ายังชมเขาอยู่เลยว่าหน้าตาดีนะเนี่ย นายแบบคนเนี้ย นังเก้ากับนังแบมยังกรี๊ดไปกับผมเลยพอผมเอารูปวิคเตอร์ให้ดู แต่ไม่คิดว่าวันนึงเขาจะกลายมาเป็นพระเอกละครได้ พอนึกได้ว่าเขาเป็นพระเอกผมก็เลยหาข้อมูลซีรีส์ที่เขาเล่นทันที เลยได้รู้ว่าซีรีส์ที่เขาเล่นชื่อเรื่องว่า The Secret of darkness เป็นแนวสืบสวน สอบสวน เกี่ยวกับคดีฆาตกรรม มีการตามล่า ไล่ล่า ฆ่ากัน มีการเมืองเข้ามีเกี่ยวข้องด้วย ผมชอบซีรีส์อเมริกาอย่างหนึ่ง หากเขาจะทำเรื่องด่านักการเมืองหรือด่าองค์กรอะไรสักอย่าง เขาก็ทำได้อย่างอิสระ ไม่เหมือนประเทศไทย ผมอ่านข้อมูลเกี่ยวกับคาแรคเตอร์ของวิคเตอร์ เขาเล่นเป็นพระเอก ตัวเด่นของเรื่องที่เป็นนักสืบที่เก่งมาก คอยสืบเรื่องราวการตาย การหายตัวต่างๆ หรือมีคดีพิศวงอะไรตัวละครตัวนี้ก็จะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ มีปมหลังเกี่ยวกับฆาตกรที่ฆ่าแม่และแฟนสาวของตัวเองเมื่อหลายปีก่อน จึงกลายเป็นคนเก็บกดอยู่ลึกๆ


อื้มมม ผมพยักหน้ากับตัวเอง คาแรคเตอร์คงเข้มๆ ขรึมๆ เหมือนตัวจริงสินะ ผมดูข้อมูลต่อก็เลยรู้ว่าตอนนี้ซีซั่นที่หนึ่งกำลังฉายอยู่ทางช่อง BBC ช่องดังของอเมริกา อ่าฮ้า! ท่าทางเรทติ้งกับกระแสจะดีซะด้วยสิ เพราะแฟนเพจในเฟซบุ๊คกดไลค์สองล้านเลยแฮะ แถมยังถูกจัดอันดับให้เป็นท้อปไฟว์ (TOP FIVE) ซีรีส์ที่ดีที่สุดในรอบปี้นี้เคียงคู่กับเรื่องดังๆ อย่างพวก The walking dead เลยแหละ ผมขยี้หัวตัวเองเบาๆ ไอ้แมทเอ๊ย พลาดซีรีส์ดังๆ อย่างเรื่องนี้ไปได้ยังไงกันนะ


ผมเลยเข้าไปดูแฟนเพจของวิคเตอร์ ทั้งในเฟซบุ๊ค ทวิคเตอร์ และอินสตาแกรม แถมยังมี Tumblr ที่แฟนคลับทำให้อีก แฟนเพจเฟซบุ๊คเขาคนกดไลค์เป็นล้านๆ โอ้ววว! แม่เจ้า มีเพื่อนๆ ผมในเฟซบุ๊คกดไลค์กันด้วย ผมเลื่อนแทบบาร์ดูความเคลื่อนไหวในเฟซ ก็เห็นว่าเขาเป็นคนอัพรูปเอง สลับกับเอเจนซี่เป็นคนอัพบ้าง รูปล่าสุดคือเมื่อหนึ่งอาทิตย์ที่แล้ว เป็นรูปในกองถ่ายซีรีส์เขานั่นแหละ พอเข้าไปดูในทวิตเตอร์ก็เห็นว่าอันนี้วิคเตอร์เล่นเองล้วนๆ ส่วนอินสตาแกรม ก็เป็นเขาเองเช่นกัน ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างหมอนั่นจะเป็นพวกโซเชียลด้วย หน้าตาไม่ให้เลย ส่วนทัมเบลอร์ที่เป็นของแฟนๆ ก็คอยอัพรูปต่างๆ ทุกอิริยาบถของเขา ผมย้อนๆ ลงไปดูก็เจอภาพแรกๆ ตั้งแต่สมัยเป็นนายแบบ เริ่มเข้าวงการ ผมกดเซฟไว้ ตั้งโฟลเดอร์เป็นชื่อของเขาเลย


ผมคลิกเข้าไปดูประวัติส่วนตัวของเขาเพื่อทำการศึกษาชีวประวัติพ่อพระเอกนี่ ก็เลยได้รู้ว่าเขาเป็นนายแบบมานาน แต่สำหรับบทบาทพระเอกเต็มตัวในซีรีส์เพิ่งเริ่มจากเรื่องนี้เรื่องแรก นอกนั้นก็เคยเป็นตัวประกอบมาบ้าง ก่อนจะไปเข้าตาผู้กำกับและคนเขียนบทของซีรีส์เลยเรียกให้มาแคส ปรากฏว่าแคสผ่านเลยได้รับบทเด่น พอออกอากาศก็ดังเป็นพลุแตก แถมยังถูกจัดให้เป็นนักแสดงหน้าใหม่ที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก ส่วนประวัติส่วนตัว หมอนี่เกิดวันที่ 30 มกราคม ปี 19xx ปัจจุบันอายุ 28 สถานะตอนนี้คือโสด การศึกษา จบจากคณะ Filming ของ Calarts หรือ California Institute of the Arts  ส่วนประวัติภูมิลำเนา  วิคเตอร์เป็นคนอังกฤษ เกิดที่เมือง Sheffield  อันนี้ผมไม่แปลกใจเท่าไหร่ เพราะด้วยสำเนียงบริทิชของเขานั่นแหละ ผมคลิกตรงส่วนของรูปภาพแล้วไล่ดูภาพต่างๆ ของเขา มีตั้งแต่วัยเอ๊าะๆ จนมาปัจจุบัน มีรูปถ่ายกับผู้หญิงสองสามคน มีคนหนึ่งผมทองยาวสลวยหน้าสวยมาก น่าจะเป็นภาพส่วนตัวจากไอจีไม่ก็ทวิตเตอร์นะ เพราะดูเป็นภาพถ่ายสบายๆ ริมทะเล ผมดูเวลาวันที่ นี่มันรูปเมื่อหลายปีก่อน น่าจะสักหกเจ็ดปีได้มั้ง ย้อนไปนานมาก ผมยักไหล่แล้วกดปิดรูปนั้นไป


ผมหยิบสมุดโน้ตสีน้ำตาลไร้เส้นบรรทัดเล่มหนึ่งที่เอาติดตัวมาด้วย วางตารางงานของวิคเตอร์ไว้ข้างๆ ผมเริ่มจากการจดประวัติส่วนตัวที่ผมรู้มาลงไปทั้งหมดก่อน แล้วก็ใส่รายละเอียดที่อยู่เขาที่ได้มาจากเอมิลี่วันนี้ จดเบอร์โทรของเอเจนซี่ลงไป และจดเบอร์โทรของตัวเองลงไปเผื่อว่าทำหายจะได้มีคนติดต่อกลับมาได้ แต่ผมจะพยายามไม่ทำหายดีกว่าเพราะในนี้มีข้อมูลตารางงานของวิคเตอร์ทั้งนั้น เกิดหลุดไป แฟนคลับคงแห่กันไปตามแน่ๆ ผมนั่งจดขยุกขยิกไปเรื่อยจนลอกตารางงานทั้งหมดของวิคเตอร์ลงสมุดเรียบร้อย ผมปิดสมุดลงก็เป็นจังหวะที่โทรศัพท์มือถือส่งเสียงร้องขึ้นมาพอดี ยกขึ้นมาดูก็เห็นว่าเป็นพ่อพระเอกคนดังที่ผมเพิ่งทำความรู้จักผ่านกู้เกิ้ลนั่นแหละโทรมา ผมขมวดคิ้วก่อนจะรับสาย


“ว่าไงครับคุณเรย์มอนด์” ผมส่งเสียงเอื่อยเฉื่อยไปตามสาย อีกฝ่ายตอบกลับมาทันที


“ช่วยมาที่บ้านฉันหน่อย” ผมเบิกตากว้างด้วยความตกใจ แล้วรีบเปิดดูสมุดคิวงานเล่มใหม่ก็เห็นว่าวันนี้ไม่มีงานอะไรแล้วนี่


“ไปทำไมครับ วันนี้คุณไม่มีงานอะไรแล้วนะ”


“งานในตารางหมด ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะเรียกใช้งานนายไม่ได้นี่ ฉันเป็นเจ้านายนายนะ” ผมยกโทรศัพท์ออกมาดูเวลา นี่มันจะสองทุ่มแล้วนะ!


“ดึกป่านนี้คุณมีอะไรจะใช้ผม?”


“มีก็แล้วกัน อย่าถามมากได้มั้ย หรือไม่อยากได้ลายเซ็นฉันในใบฝึกงาน” ผมกัดปากแน่นก่อนจะปล่อยออกด้วยความหมั่นไส้อีกฝ่าย ได้ทีละขู่เลยนะ!


“ก็ได้ เดี๋ยวผมไป” ผมบอกอย่างยอมจำนน รับรู้ได้ถึงรอยยิ้มพึงพอใจของอีกฝ่าย


“Now! (เดี๋ยวนี้!)” แล้วเขาก็วางสายไปทันที ผมรีบลุกขึ้นแล้วคว้ากระเป๋าเป้ของตัวเองขึ้นมา ยัดสมุดคิวลงไปพร้อมโทรศัพท์มือถือ ก่อนจะหยิบกุญแจห้องวิ่งออกไป ผมบังเอิญเจอกับบาสที่ด้านล่างกับผู้ชายหน้าตาดี ที่หล่อแบบไทยแท้คนหนึ่งโดยไม่ต้องเสียเวลาสปีคอิงลิชด้วย


“อ้าว จะไปไหนหรอแมท” ผมยิ้มแหยๆ ให้บาส โดยไม่ได้สนใจสายตาของพ่อหน้าไทยที่กำลังมองผมด้วยความงุนงง


“มีงานด่วนน่ะ ไปก่อนนะ” ผมยิ้มให้แล้วเดินเลี่ยงออกไป เสียงบาสตามหลังมา


“ว่าจะชวนมากินข้าวด้วยกันซะหน่อย ไม่กินก่อนหรอ” ผมหันไปมองถุงที่บาสชูขึ้นมาแล้วต้องยิ้มด้วยความเสียดาย


“ขอโทษนะ งานนี้ด่วนและรีบจริง ไว้วันหน้าจะเลี้ยงคืนบ้างนะ ไปละ” ผมหมุนตัวแล้ววิ่งปรู๊ดออกจากบ้านไปทันที ผมวิ่งไปใส่รองเท้าไป พลางมองหาแท็กซี่ ไปขึ้นรถไฟใต้ดินตอนนี้คงไม่ทันใจ ไว้ขากลับก็แล้วกันนะ ผมโบกแท็กซี่ได้ก็บอกจุดหมายตัวเองทันที







ผมวิ่งขึ้นบันไดหน้าทาวน์เฮ้าส์ของวิคเตอร์แล้วกดออด แต่ลืมไปว่าออดเขาเสีย ผมเลยเคาะประตูรัวๆ รอสักพักหนึ่งเขาก็เดินมาเปิดประตูในสภาพถือแก้วไวน์แดงและใส่เสื้อคลุมอาบน้ำสีขาว


“นายใช้เวลาเดินทางยี่สิบนาทีเชียวหรอ” เขาเอ่ยถามพลางยกแก้วไวน์ขึ้นดื่มด้วยท่าทีสบายใจแล้วหลุบตาต่ำมองผมที่ยืนหอบ
เบาๆ ผมทำหน้าบึ้งเล็กน้อย


“คุณจะไม่ให้เวลาผมเลยรึไง ผมไม่ใช่แฮร์รี่ พอตเตอร์นะถึงจะแว้บหายตัวได้” เขายักไหล่แล้วทำปากเบ้เล็กๆ แล้วเปิดประตูกว้างให้ผมเข้าไป ผมเข้าไปยืนด้านในบ้าน วิคเตอร์ปิดประตูแล้วหันมามองที่ผม


“คุณมีอะไรให้ผมทำ”


“ผสมน้ำให้ฉันอาบหน่อย” ผมขมวดคิ้ว อ้าปากกว้างด้วยความเหวอ อีกฝ่ายยิ้มอิ่มใจแล้วยกแก้วไวน์ใส่ปากอีกรอบ


“เรียกมาเรื่องแค่นี้เนี่ยนะ คุณผสมเองไม่เป็นรึไง แล้วปกติใครทำให้คุณ”


“ปกติฉันก็ทำเอง แต่ถ้ามีผู้หญิงมานอนด้วยเขาก็จะทำให้ฉัน” ผมถอนใจแล้วเอียงคอ เท้าเอวมองหน้าเขา


“ก็ถ้าในเมื่อคุณเคยทำเอง แล้วทำไมไม่ทำ”


“ก็ตอนนี้ฉันมีเบ๊อย่างนายคอยดูแลแล้วนี่ ก็ต้องใช้ให้คุ้มหน่อยสิ” ผมถลึงตามองเขา


“แต่ผมดูแลคุณแค่เรื่องงานนะ”


“ใครว่า นายต้องดูแลฉันทุกๆ เรื่อง ดูแลแค่เรื่องงานมันสบายเกินไป” ผมเม้มปากไปมา แล้วหันซ้ายหันขวาราวกับจะหาทางออก วิคเตอร์ยิ้มชอบใจ


“แต่คุณเอมิลี่บอก…”


“เอมิลี่บอกแล้วไม่ใช่หรอว่าฉันคือเจ้านายของนาย ฉะนั้นเจ้านายสั่งอะไรก็ทำสิ ไม่งั้นไม่เซ็นใบฝึกงานให้นะ” เอาเรื่องนี้มาขู่อีกแล้ว! ผมกอดอกแล้วทำหน้ามุ่ยใส่เขา เชิดหน้าขึ้นสู้เล็กๆ ก่อนจะบอกเสียงสะบัด


“แล้วผมจะรู้ได้ยังไงว่าคุณชอบอาบน้ำแบบไหน”


“นายต้องหัดที่จะเรียนรู้ความชอบไม่ชอบของฉันด้วยตัวเองนะ” เขาบอกน้ำเสียงสบายๆ ผมขยี้หัวตัวเองเบาๆ


“นำไปที่ห้องน้ำสิ” เขากระตุกยิ้มแล้วเดินนำผมไปที่บันได แล้วพาขึ้นไปยังชั้นสองของทาวน์เฮ้าส์ ความหรูหราสไตล์โมเดิร์นตกแต่งอย่าลงตัวกับแนววินเทจเล็กๆ ทำให้ผมอดมองไปรอบๆ ไม่ได้ อืมมม รสนิยมดีใช้ได้ รูปภาพที่ติดตามผนังส่วนใหญ่เป็นรูปภาพที่เกี่ยวกับฟิล์มทั้งนั้น ผมเดินตามเขาไปจนถึงประตูห้องห้องหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นห้องนอนของเขา


“อ้อ แต่จำไว้นะ อย่าเข้าห้องนอนฉันโดยที่ฉันไม่ได้อนุญาต ฉันไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายความเป็นส่วนตัวของฉัน” เขาบอกสีหน้าและน้ำเสียงเคร่งขรึม ผมพยักหน้าหงึกหงักรับรู้ด้วยสีหน้าเซ็งๆ วิคเตอร์เปิดประตูเข้าไป ห้องนอนเขากว้างขวาง สีขาวสะอาดตา เตียงขนาดใหญ่สีขาวสลับทองสไตล์ยุคเก่าๆ หน่อยตั้งวางไว้ใกล้กับริมหน้าต่างบานใหญ่ที่ด้านนอกเป็นวิวถนนและต้นไม้ของโซนทาวน์เฮ้าส์ที่เขาอาศัยอยู่ เตียงมีเสาสี่เสา ที่ผมคิดว่ามีเอาไว้งั้นแหละ เพราะดูไม่มีมุ้งห้อยฟุ้งฟิ๊งอะไรเลย พรมที่ปูบนพื้นห้องก็นุ่มเท้าซะเหลือเกิน แต่ผมต้องสะดุดอารมณ์เมื่อเจอกับกองเสื้อผ้าที่ถอดทิ้งไว้ที่มุมหนึ่ง


“สำรวจพอใจรึยัง เข้าไปผสมน้ำให้ฉันอาบได้แล้ว” เขาบอกเสียงห้วนตามเคย ผมเบะปากนิดหน่อย แล้วเดินตามเขาเข้าไปในห้องน้ำขนาดยักษ์ที่แบบว่าเอาคนเข้ามานอนสิบคนก็ยังไม่เต็ม อ่างอาบน้ำทรงกลมขนาดใหญ่ที่อยู่บนแท่นสีขาวมีก๊อกน้ำสีทองโค้งเข้าหาอยู่ ผมมองสำรวจหาครีมอาบน้ำแล้วไม่พูดพล่ามทำเพลงอะไร เดินเข้าไปที่อ่างทันทีโดยไม่ลืมถอดกระเป๋าวางไว้บนเค้าน์เตอร์ล้างหน้าด้วย ผมเปิดน้ำใส่อ่างแล้วหยิบครีมอาบน้ำกลิ่นมะลิ กลิ่นกุหลาบ กลิ่นวานิลลา และยังมีกลิ่นอีกหลายกลิ่น จนผมต้องหันไปมองหน้าเจ้าของห้อน้ำอันหรูหรานี่


“แล้วผมจะผสมยังไงเนี่ย มีเป็นสิบกลิ่นขนาดนี้ แถมยังหลายยี่ห้ออีก” เขายักไหล่ กางแขนออกกว้าง ท่าทางไม่ทุกข์ไม่ร้อนอะไร


“มีไหวพริบหน่อยซี้ ขนาดเมื่อตอนเย็นยังจะเตะฉันได้ ฉะนั้นก็คิดให้ไวหน่อยว่าควรผสมน้ำให้ฉันอาบยังไงดี” ผมกัดปากแน่น สีหน้าโมโหโกรธามาก ก่อนจะมองน้ำในอ่างที่เริ่มเพิ่มระดับขึ้นเรื่อยๆ ผมเลยเริ่มจากหยิบกลิ่นมะลิเทใส่ลงไปก่อนก็แล้วกัน แล้วจากนั้นก็หยิบกลิ่นกุหลาบตามลงไป ก่อนจะหยิบครีมอาบน้ำของ Polo sport ที่มีกลิ่นหอมๆ สดชื่นๆ แบบผู้ชายมาผสมลงไปอีกเล็กน้อย จากนั้นผมก็ใช้มือวนๆ จนเกิดฟองเต็มอ่าง แล้วปิดน้ำให้เขา ก่อนจะก้มหน้าลงไปสูดมกลิ่นจากอ่างน้ำ อ้า… หอมใช้ได้นะ ถึงจะผสมมั่วซั่วไปหมดก็เถอะ ผมหันไปยิ้มแล้วเอามือตบอกตัวเองเบาๆ แล้วผายมือเชื้อเชิญให้เขามาอาบน้ำ วิคเตอร์บิดปากเหมือนจะยิ้มเล็กน้อยแล้ววางแก้วไวน์ไว้บนเค้าน์เตอร์อ่างล่างหน้า ก่อนจะค่อยๆ ถอดเสื้อคลุมออก ผมเบิกตากว้าง


“เฮ้ยๆ เดี๋ยวสิ ให้ผมออกไปก่อน” ผมรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งลงจากบันไดสองขั้นที่เป็นแท่นวางอ่าง แต่เหมือนเขาคงอยากแกล้งผม เลยถอดเสื้อคลุมออกอย่างเร็วจนเห็นไปทั้งตัว แต่ผมเห็นแว้บเดียวเท่านั้นแหละเพราะรีบก้มลงแล้วคลานเข่าหนีไปแม้มันจะล่อตาล่อใจให้ชวนมองมากแต่ผมก็ไม่อยากจ้องมันนานๆ หรอกนะ เดี๋ยวจะส่งผลต่อระบบการเต้นของหัวใจอีก ผมรีบคลานมาที่เค้าน์เตอร์อ่างล่างหน้าแล้วยืดตัวเตรียมหยิบกระเป๋า แต่วิคเตอร์เดินตามมายืนที่ด้านหลัง ผมรีบหลับตาทันที


“งานนายยังไม่เสร็จนะ อย่าเพิ่งกลับ”


“มีอะไรให้ทำอีกล่ะ”


“เอาเสื้อผ้าที่กองอยู่ไปซักที่ห้องซักล้างให้หน่อย แล้วตากให้ด้วย ซักให้เสร็จนะ” ผมหลับตาปี๋พยักหน้าเร็วๆ ก่อนจะค่อยๆ คลำหาทางดันตัวเองลุกขึ้นยืน แล้วก็ต้องเปิดตาพร้อมกับสะดุ้งโหยง เมื่อวิคเตอร์เข้ามายืนประชิดด้านหลังผม จนผมสัมผัสได้ถึงอกอันแข็งแกร่งแต่นุ่มนวลของเขา ผมพยายามหลบก้นตัวเองหนีไม่ให้โดนกับความเป็นชายของเขา วิคเตอร์ก้มหน้าลงมาประชิดที่ข้างหูผมแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ ผมยืนมองหน้าเขาผ่านกระจก ใจเต้นตึก กระพริบตาปริบๆ


“อดทนให้ได้นะ ต่างด้าว” เขายืดตัวขึ้นแล้วส่งยิ้มร้ายกาจมาให้ ก่อนจะเดินไปที่อ่างอาบน้ำ ว่าจะไม่ให้ตัวเองเห็นแล้วเชียว แต่ตอนเดินไปที่อ่าง เขาต้องเดินผ่านกระจก โอ้ย ห้อยโตงเตงจนผมใจไม่ดี นี่ขนาดยังไม่ตื่นตัวเต็มที่นะ


“อ้าว! ยืนทื่ออยู่ทำไม ไปซักผ้าสิ Shorty (นายเตี้ย)” หมดอารมณ์! ผมหันไปมองร่างที่อยู่ในอ่างอาบน้ำ โชว์กล้ามแขนและช่วงไหล่ เขายกมือเสยผมดกดำหนาที่ปรกหน้าพร้อมยักคิ้วแล้วยิ้มกวนๆ ผมส่งตาขวางๆ ไปให้ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องน้ำไปแล้วมาโผล่ที่ห้องนอน ใบหน้าร้อนผ่าวๆ ทั้งอายทั้งโกรธที่โดนเรียกเตี้ย เอะอะก็เตี้ยนะไอ้โย่ง! ผมเดินดุ่มๆ ไปที่กองเสื้อผ้าแล้วหอบขึ้นมาอย่างทุลักทุเล


อดทนหรอ?! ไม่ว่าแกจะเล่นไม้ไหน ฉันก็ไม่ถอยง่ายๆ หรอก!!!



---------------------------TBC.---------------------------------


โฮก ยาวมาก TOT โหดสุดอะไรสุด ลงกันจนกระทู้หน้ายู่ไปหมด
คงลงวันล่ะตอนเลยค่ะ เพราะว่าอีกบอร์ดนั้น จะจบพาร์ทแรกแล้ว 55555 เลยจะรีบลงที่เล้าเป็ดให้ทัน
แต่ขอเป็นวันล่ะตอนเน้อออ เพราะว่านิยายยาวมากกก กว่าจะลงได้ตอนนึง เหนื่อยหอบบบ

ติดตามการอัพเดตข่าวสาร การสปอยล์ เมา้ท์มอยหอยกาบ เพ้อเจ้อนอกรอบได้ที่เฟซบุ๊คนะคะ หรือจะฟอโล่วทวิตเตอร์ก็ได้ ^^

FICTION Y BY ขุ่นเจ้ & @datomh
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-06-2015 18:06:48 โดย ขุ่นเจ้ »

ออฟไลน์ MinorMa

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 181
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-2
Re: ||Love, no boundaries. Part: You and I|| :: Chapter 2 :: [15.06.58] :: PG.1
«ตอบ #19 เมื่อ15-06-2015 18:06:23 »

น้องแมทน่ารักก

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ||Love, no boundaries. Part: You and I|| :: Chapter 2 :: [15.06.58] :: PG.1
« ตอบ #19 เมื่อ: 15-06-2015 18:06:23 »





ออฟไลน์ larynx

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 839
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-1
Re: ||Love, no boundaries. Part: You and I|| :: Chapter 2 :: [15.06.58] :: PG.1
«ตอบ #20 เมื่อ15-06-2015 18:30:03 »

ยาวมากค่ะ อ่านตาแฉะ 5555555555 :mc4: :hao3:

ออฟไลน์ ♠DekDoy♠

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +421/-8
Re: ||Love, no boundaries. Part: You and I|| :: Chapter 2 :: [15.06.58] :: PG.1
«ตอบ #21 เมื่อ15-06-2015 19:08:29 »

ยาวสะใจมากค่ะ

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 540
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +263/-8
Re: ||Love, no boundaries. Part: You and I|| :: Chapter 2 :: [15.06.58] :: PG.1
«ตอบ #22 เมื่อ16-06-2015 17:26:52 »



CHAPTER 3 :: As you wish, sir!


~Take me by the tongue, and I’ll know you. Kiss me ‘till you’re drunk and l’ll show you... ~

…All the moves like Jagger. I’ve got the moves like Jagger. I’ve got the moves like Jagger…๛


เสียงร้องของพี่อดัมดังลั่นอยู่ที่หัวเตียง ผมยื่นมือคลำไปทั่วในความมืด มือปัดป่ายไปทั่วหัวเตียงจนมือผมไปกระแทกเข้ากับขอบไม้ที่เป็นส่วนของเตียง ผมหน้านิ่วแต่ตายังปิดอยู่  มือปวดตุบๆ แต่ความง่วงมันชนะทุกสิ่งจริงๆ ผมอ้าปากรับอากาศเข้าไปในปาก พยายามลืมตาปรือๆ ขึ้นมา เห็นแสงจากจอไอโฟนสว่างจ้า


I don’t need to try to control you. Look into my eyes and I’ll own you…


“ฮาโหลลล~” ผมกรอกเสียงลงไปทั้งที่ตายังปิดอยู่


“ขอกาแฟสตาร์บัค ใส่ฟองนม ขอร้อนๆ และฉันหมายความว่ามันต้องร้อน และแวะซื้อสเต็กที่ร้าน Club house steak ขอเป็นเนื้อสันนอก ขอแบบอุ่นๆ อ้อ! แล้วขอเขาราดไวน์แดงที่ร้านมาให้ด้วย” เสียงของวิคเตอร์รัวมาตามสาย แต่เป็นน้ำเสียงสบายๆ ผมนึกออกเลยว่าท่าทีตอนที่เขาสั่งนั้นผ่อนคลายสบายใจขนาดไหน ผมเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียง แล้วยกโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ
ไอ้บ้า นี่มันเพิ่งหกโมงเช้านะ


“Listening? (ยังฟังอยู่รึเปล่า?)” เขาส่งเสียงมาอีกครั้ง ผมเอาโทรศัพท์มาแนบหูพลางถลกผ้าห่มออกจากตัวแล้วลงไปยืนบนพื้น ตอนนี้ตาเริ่มสว่างละ


“ฟัง! แต่นี่มันเพิ่งหกโมงเช้านะ คุณเริ่มงานสิบโมงไม่ใช่รึไง”


“ใช่ แต่ฉันจะให้นายเริ่มก่อนตาราง ฉันทำไม่ได้รึไง?” ผมได้ยินน้ำเสียงเป็นต่อจากเขา ผมถอนหายใจยอมแพ้ แล้วแอบแลบลิ้นใส่โทรศัพท์ทั้งที่เขาไม่รู้หรอก 


“Okay! Fine! (ครับ! ได้อยู่แล้ว)” ผมอดกระแทกเสียงประชดประชันไม่ได้


“Good! I give you only 30 minutes. You can’t be late, and don’t be late—at all. (ดี! ฉันให้นายครึ่งชั่วโมง นายห้ามสาย และอย่าสาย แม้แต่นิดเดียว)”


“Wait! (เดี๋ยวก่อน!)” แต่ไม่ทัน เขาวางสายไปแล้ว ผมกำลังจะโทรศัพท์กลับไปขอเวลาเขาเพิ่มอีกสักสิบนาที แต่คิดไปคิดมา หมอนั่นไม่ให้แน่ๆ ผมเลยรีบหยิบผ้าขนหนู เสื้อคลุมอาบน้ำ แล้วรีบวิ่งไปที่ห้องน้ำนอกห้องทันที ผมไม่เคยอาบน้ำเร็วขนาดนี้มาก่อน ใช้เวลาเท่าไหร่กันนะ ห้านาที ได้มั้ย แต่ไม่รู้ล่ะ ผมแค่ล้างหน้า แปรงฟัน ถูตัวแล้วล้างน้ำเปล่า จากนั้นก็วิ่งกลับห้องทันที โชคดีนะที่เมื่อคืนสระผม เช้านี้เลยไม่ต้องสระอีกรอบก็ได้  ผมรีบหยิบเสื้อเชิ้ตลายสก็อตสีส้ม และกางเกงยีนส์ขาเดฟขึ้นมาสวมใส่อย่างรวดเร็ว ขยี้ๆ ผมที่ฟูๆ ให้มันเข้ารูปเข้าทรงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมคว้ากระเป๋าเป้ได้ก็รีบออกจากห้องทันที แต่ด้วยความรีบจัดและพื้นไม้มันลื่นบวกกับผมใส่ถุงเท้า ผมเลยเบรกไม่ทันเมื่อเห็นว่าเพื่อนบาสคนเมื่อวานนี้เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำ ในสภาพกางเกงบ็อกเซอร์ ไม่ใส่เสื้อโชว์หุ่นแน่นแต่ร่างไม่หนา ก่อนที่เสียงผมจะร้องโวยวายได้เต็มเสียง ผมก็พุ่งเอาหัวกระแทกคางเขาเข้าอย่างจัง เพื่อนบาสกระเด็นไปติดกับกำแพง ส่วนผมนี่ไถลลงล่าง แต่ประเด็นสำคัญคือ


แว้กกกก! บ็อกเซอร์เขาเลื่อนติดมือผมมาด้วย ผมเบิกตากว้างแล้วกำลังจะเงยหน้าไปมองเขา แต่แม่เจ้า พ่อเจ้า ปู่เจ้า ย่าเจ้าเอ๊ย! ไอ้ที่มันถูกบ็อกเซอร์ปกปิดไว้เมื่อกี้ มันดีดตัวออกมาทักทายสายตาผมน่ะสิ


“เฮ้ยยย!!” เพื่อนบาสร้องเสียงหลง นั่นแหละ เลยทำให้ผละสายตาจากน้องน้อย เอ่อ ไม่น้อยนะจะว่าไป อ้าว ไอ้แมท! ผมหลับตาแน่นก่อนจะลืมตา เงยหน้าขึ้นไปมองหน้าหล่อๆ เข้มๆ แบบพระเอกละครไทยสมัยก่อน แต่ว่าหน้าเขาไม่ได้ดูโบราณนะ แค่แบบว่า ถ้าเห็นนี่รู้เลยว่าชายไทย


พอได้สติผมก็รีบดึงบ็อกเซอร์ที่กองอยู่ที่ข้อเท้าเขาและมือผมขึ้นไปคืนที่เดิม เขาเองก็รีบเอามือมาดึงบ็อกเซอร์ ผมปล่อยมือและพยายามยันตัวเองลุกขึ้น ผมเตี้ยกว่าเขา (อันที่จริงผมว่าผมเตี้ยกว่าทุกคน) เลยต้องเงยหน้าเล็กน้อยแต่คนนี้สูงไม่เท่าวิคเตอร์หรอก เฮอะ! ไม่สิ ไอ้พระเอกนั่น มันเป็นเปรตตต!


“โซซอร์รี่มาก! พอดีเรารีบ เลยไม่เห็นว่านายเดินออกมาจากห้องน้ำ…” ผมรีบพูดจนลิ้นแทบพันกัน  อีกฝ่ายเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากหนาปิดสนิทไม่ยอมพูดจา แววตาหลุบต่ำมองหน้าผม ผมทำคอหดแล้วกระพริบตาปริบๆ มองเขา พยายามยิ้มให้ แต่อีกฝ่ายทำหน้าขรึม โอ้ยยย เป็นญาตินายวิคเตอร์หรือไง ทำไมถึงทำหน้าแบบนั้น


อ้ากกก! วิคเตอร์!!


“เฮ้ยๆ เราสายแล้วอ่ะ ขอตัวก่อนได้มั้ย แล้วเดี๋ยวเรากลับมาจะชดใช้ให้…” ผมพยายามเจรจา แต่ว่าพ่อหน้าหล่อคมเข้มแบบมาตรฐานชายไทยแท้ยังคงทำหน้านิ่ง 


“เราไม่หนีไปไหน นายอยากกินอะไร อยากได้อะไร เอาโน้ตไปแปะไว้หน้าห้องเราได้เลยนะ  ห้องเราอยู่ตรงข้ามกับบาส ไปก่อนนะ รีบจริงๆ ขอโทษๆๆ ขอโทษนะ!” ผมยกมือไหว้รัวๆ สีหน้าตื่นตระหนก พลางค่อยๆ ถอยหลังลงบันได เขามองตามผมด้วยใบหน้าเก๊กซิม แล้วเท้าเจ้ากรรมดันสะดุดกันเอง ผมเลยหงายหลังไปกระแทกกับผนังตรงบนได


อ้ากกก เจ็บโว้ยยย!


“Shit! (เอี้ยยย!)” ดีนะมีเป้รองรับไว้ เลยไม่เจ็บมาก ผมรีบเด้งตัวกลับมายืนในท่าปกติ เสียงหัวเราะที่ออกแนวสมเพช ดังขึ้นตรงตีนบันไดชั้นสอง ผมเงยหน้ามองแล้วต้องเอียงคอ ขมวดคิ้วมองอีกฝ่าย


“หายกัน แต่ยังหายไม่ทั้งหมด” เขายิ้มเยาะๆ แล้วเดินจากไป ผมได้แต่ถลึงตามองตามหลัง ไม่มีเวลามาเปิดศึกด้วยหรอกนะ แค่มีศึกกับอีพ่อพระเอกนั่น ฉันก็จะประสาทเสียละว้อยยย!  อ้ากกก! แล้วตอนนี้ก็เสียเวลาไปเจ็ดนาทีแล้วด้วย ผมรีบวิ่งลงบันได หยิบรองเท้าใส่ได้ ก็ออกตัววิ่งทันที เช้าๆ แบบนี้ ถ้าจะนั่งแท็กซี่ไป จะเสี่ยงกับการจราจรเหมือนในกรุงเทพฯ รึเปล่านะ


ว่าแต่อีร้านเสต็กผีบ้าผีบอนั่นมันอยู่ไหนเนี่ย ละอยู่ห่างจากสตาร์บัคมากมั้ย แล้วอยู่ไกลจากบ้านตานั่นขนาดไหน แล้วทำไมอีตาวิคเตอร์มันถึงตื่นเช้า เมื่อคืนกว่าผมจะได้กลับจากบ้านของเขาก็ห้าทุ่มเกือบเที่ยงคืนแล้ว ผู้ชายบ้าอะไรใส่เสื้อผ้าเยอะแยะขนาดนั้น  แล้วก่อนหน้านั้นมันไม่คิดจะซักบ้างเหรอ กองพะเนินจนจะท่วมห้องนอน 


ผมกำลังยืนรอซื้อสตาร์บัคหลังจากไปซื้อเสต็กมาให้เขาได้แล้ว ไม่ต้องถามนะว่าอยู่ใกล้กันมั้ย มันไม่ใกล้กันเลยน่ะสิ!! โชคยังดีนะที่พี่แท็กซี่รู้จักร้าน แม่งเอ้ย! ค่าแท็กซี่นี่โคตรเปลือง กะจะขึ้นรถไฟชิวๆ แบบเมื่อคืนตอนขากลับซะหน่อย 


พอผมได้สตาร์บัคปุ๊บ ผมก็รีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปที่โซนหมู่บ้านทาวน์เอาส์ของวิคเตอร์ทันที ตอนนี้ผมไม่รู้เลยว่าเวลาเท่าไหร่แล้ว เพราะไอโฟน มันอยู่ในกระเป๋าหลังกางเกงยีนส์ หยิบออกมาดูเวลาลำบากเหลือเกิน  ผมเดินเลี้ยวเข้าถนนของหมู่บ้าน แล้วเดินผ่านบ้านหลังแรกๆ เริ่มรู้สึกเกลียดที่บ้านหมอนั่นดันอยู่เกือบท้ายๆ พอเห็นบันไดบ้านเขาแล้วผมก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมา ตอนนี้เหงื่อเต็มหน้า เต็มตัวผมไปหมด นี่เพิ่งอาบน้ำมารึเปล่าวะเนี่ย ขนาดอากาศเย็นสบายๆ นะ แต่เหงื่อทะลักไม่เกรงใจอากาศเลย ผมถือสตาร์บัคไว้มือเดียวกับที่ถือถุงสเต็ก แล้วเคาะประตูบ้าน เสียงโทรศัพท์มือถือผมดังขึ้น ผมเหวี่ยงแขนไปด้านหลังกางเกงยีนส์แล้วหยิบขึ้นมารับสาย


“เปิดเข้ามา ฉันขี้เกียจเดินไปเปิดให้”


“แล้วคุณอยู่ไหน”


“ห้องนอน” เขาวางสาย ผมถอยหลังไปสองเก้า แล้วเงยหน้าขึ้นมองหน้าต่างที่ยื่นออกมา แล้วม่านเปิดอยู่ วิคเตอร์มองผมแว้บเดียวแล้วเดินละจากตรงนั้นไป ผมเปิดประตูบ้านเข้าไป และแวะเข้าที่โซนครัว มองสำรวจหาจานจนเจออยู่ในตู้ชั้นล่างผมหยิบจานออกมาแล้วเอาสเต็กจากร้านใส่ให้เขา โรยเกร็ดตะไคร้ให้เล็กน้อย ส่วนที่เหลือผมเอาใส่ถาดแล้วยกไปให้เขาเติมเอง 
ผมถือถาดขึ้นมาด้วยความระมัดระวัง แถมยังต้องคอยดูไม่ให้สตาร์บัคหกเรี่ยราดอีก ผมเดินไปตามทางเดินที่เป็นพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบจนมาถึงหน้าห้องนอน ผมเคาะประตูห้องสามที


“Get in. (เข้ามา)” เขาตะโกนบอก ผมเบ้ปากทีนึงแล้วเปิดประตูเข้าไป ขี้เกียจจริงนะ แค่นี้ก็เดินมาเปิดให้ไม่ได้ พอผมเปิดเข้าไปก็เห็นเขานอนเปลือยท่อนบนโชว์หุ่นอันเย้ายวนชวนมอง ผมดำดกหนายุ่งเหยิงเพราะเพิ่งตื่น เขากำลังนั่งกดโทรศัพท์มือถือ ส่วนผมก็พยายามห้ามใจไม่ให้จับจ้องหุ่นลีนๆ เนื้อดูเนียนๆ นั่น


“เอาไว้ตรงไหนครับ” ผมถามเพื่อทำลายความเหม่อของตัวเอง เขาเงยหน้าขึ้นมามองราวกับเพิ่งรับรู้ว่าผมอยู่ตรงนี้ แล้วเอาแขนขึ้นไปหนุนศีรษะตัวเอง อื้อหือ! ผู้ชายอะไรทำไมน่าเอาจมูกซุกไซร้ไปหมดแม้กระทั่งจั๊กแร้ ช่างดูเซ็กซี่…
ผมเก๊กทำหน้านิ่ง นี่ต้องเป็นแผนยั่วยวนของอีตานั่นแน่ๆ ผมจะต้องอดทน ไม่สนใจต่อกิเลสที่ชื่อว่าวิคเตอร์!


“วางไว้ที่โต๊ะนั่น” เขาบุ้ยปากไปทางริมหน้าต่างที่มีโต๊ะทรงกรมตัวหนึ่งวางอยู่ใกล้ๆ ผมเดินเอาถาดอาหารและสตาร์บัคไปวางไว้ ผมได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจากเตียงเลยหันไปมอง วิคเตอร์เดินลงจากเตียงแล้วเดินมาหยุดตรงหน้าต่าง แสงแดดอ่อนๆ ปะทะกับร่างของเขา


โอ้โห… หล่อทะลุแสดงแดดมาก แค่ไม่มีแสงส่องพี่แกก็ดูเจิดจ้าเป็นปกติอยู่แล้ว โดนแสงแดดอาบกายแบบนี้ยิ่งน่ามองจริงๆ กางเกงนอนสีเทาเนื้อนุ่มเกาะต่ำๆ อยู่ตรงสะโพกสุดยั่วเย้า ทำท่าเหมือนจะหลุดได้ทุกเมื่อเพราะมันดูหลวมเหลือเกิน ไรขนอ่อนๆ ไล่ไปจนถึงสะดือ ผมคิดว่าเขาแวกซ์ขนที่หน้าอกนะ เพราะมันเริ่มดูมีร่องรอยของการเกิดขนใหม่บ้างแล้ว แต่ดูแล้วไม่น่าจะใช่คนขนดกอะไร


บอกตรงๆ ว่าเพลินมาก หน้าหล่อเข้ม แต่ไม่ดูหยาบกระด้างเพราะดวงตาสีน้ำตาลมหาเสน่ห์สองชั้นของเขาทำให้หน้าดูซอฟท์ลง หนวดเคราขึ้นพอเหมาะไม่ครึ้มเหมือนโจรป่าหรือถ้าเป็นโจรก็คงเป็นโจรที่ผมจะยอมให้ปล้น โอ้ววว! โจรปล้นใจ ปล้นไปเลย! ร่างกายอันสมสัดเหมือนสัตว์ทุกสัดส่วน อ้าว ไม่สินะ… ผิด


“มองขนาดนั้นเข้ามาเลียฉันเลยมั้ย” วิคเตอร์เอ่ยเสียงห้วนจนภาพมโนของผมพังทลายเหมือนกระจกแตก ผมแอบสะดุ้งตรงช่วงไหล่เล็กน้อย แล้วกระพริบตาถี่ๆ มองหน้าเขาที่มองกลับมาด้วยสายตาเฉื่อยๆ ผมมองซ้ายมองขวาเพราะคิดอะไรไม่ออก ก่อนจะหันกลับไปมองหน้าวิคเตอร์แล้วเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย


“เลีย? เลียอะไร ผมไม่ได้อยากเลียอะไรซะหน่อย” พ่อพระเอกยิ้มมุมปากขำๆ ก่อนจะเอามือลูบไล้หน้าท้องเนื้อเนียนของตัวเอง แล้วส่งยิ้มพร้อมสีหน้าแบดบอยที่คิดอะไรไม่ดีอยู่มาให้ จนผมเบิกตากว้าง ตัวแข็งทื่อ


“Where do you want to lick—abs, happy trails, or nipples. (นายอยากเลียตรงไหนล่ะ หน้าท้อง ไรขน หรือว่าหัวนม)” เขาเลื่อนมือไปตามคำพูดตัวเอง หน้าท้อง ไรขน และเอามือลูบๆ ตรงหัวนมสีน้ำตาลอัลมอนด์ของเขา แล้วช้อนสายตามัวเมาอันหยาดเยิ้มของเขามาให้


ไม่! ถึงผมจะชอบกินช็อคโกแล็ตสอดไส้อัลมอนด์ แต่ผมจะไม่หลงกลกินอัลมอนด์เม็ดโตสองเม็ดนั้นเด็ดขาด อ้ากกก!
วิคเตอร์ยังคงส่งยิ้มเจ้าเล่ห์มาให้ แถมมีการยักคิ้วยั่วผมอีก ผมกัดปากล่างทำหน้าตาถมึงทึง ทั้งที่จริงทำไปเพื่อกลบเกลื่อนหน้าอันร้อนผ่าวๆ ของตัวเอง หวังว่ามันจะไม่แดงนะ แต่คงยาก มันต้องแดงแล้วแน่ๆ ห้ามยอม! เราจะแพ้ไม่ได้!


“But if I want to lick in another spot of your body, can I? Would you give it to me? (แล้วถ้าผมอยากเลียจุดอื่นในร่างกายคุณล่ะ ได้รึเปล่า คุณจะให้ผมมะ)” ผมแกล้งกัดปากแล้วขยิบตาซ้ายวิ้งๆ ให้ ก่อนจะปล่อยปากล่างที่กัดไว้แล้วทำปากเป็นดอกบัวตูม พร้อมสายตาบ้องแบ๊ว ที่จริงๆ แล้วถ้าเป็นผู้หญิงทำมันคงจะดูน่ารักน่าชังมาก แต่ผมว่าพอเป็นผู้ชายทำแล้วมันคงดูน่าถีบมากกว่า เพราะสีหน้าของวิคเตอร์ที่ผงะไป พร้อมกับเบิกตากว้างและทำปาก หยี ใส่ผม บ่งบอกได้ดีเลยว่าท่าทางแบบนี้เก็บไว้ให้ชะนีทำเถอะ


ผมหัวเราะอย่างมีชัยที่ทำให้อีกฝ่ายเงิบและหยุดอาการยั่วผมได้ แล้วผมก็หยุดหัวเราะฉับราวกับมีคนกดปุ่มปิดสวิชต์หัวเราะ ก่อนจะชี้ไปที่สเต็กของเขาด้วยสายตาเหมือนครูฝ่ายปกครอง วิคเตอร์เบ้ปากแล้วยักไหล่สองข้างหนึ่งที ก่อนจะเดินไปนั่งที่เก้าอี้แต่โดยดี ผมยิ้มด้วยความพึงพอใจ


“เยี่ยม ขอให้สนุกกับอาหารเช้าที่โทรไปสั่งมานะครับ คุณเรย์มอนด์” ผมยิ้มแป้น ก่อนจะหุบยิ้มวืดจนวิคเตอร์ถลึงตามอง ผมขี้เกียจสนใจ เลยหมุนตัวจะเดินออกจากห้องนอนเขาไป


“นายมาสายไปสิบเจ็ดนาที” ผมหยุดเดิน แล้วเม้มปากก่อนจะหันไปมองอีกฝ่ายที่เริ่มลงมือหั่นสเต็กใส่ปากแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ


“คุณก็ต้องให้เวลาผมอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า บ้างสิครับ ไหนจะเวลารอคิวซื้อเสต็กอีก ร้านที่คุณอยากกินไม่ได้มีคุณอยากกินคนเดียวนะ สตาร์บัคก็ไม่ได้มีคุณคนเดียวเหมือนกันที่อยากกิน ชาวนิวยอร์คเขาก็อยากกินกันทั้งนั้นแหละ” วิคเตอร์ส่ายหัวไปมาช้าๆ พลางเคี้ยวเนื้อที่อยู่ในปาก


“ฉันไม่สนใจ นายต้องรู้จักจัดสรรเวลาเอง ฉันให้เวลานายไปเท่าไหร่ นายก็ต้องบริหารให้เป็น” เขาบอกโดยไม่มองหน้าผมด้วยซ้ำ แต่ยกสตาร์บัคขึ้นมาดื่มอึกๆ ขอให้มันลวกคอตายไปเลย!


“โอเค ครั้งต่อไปผมจะบริหารเวลาให้ดี ขอโทษนะครับที่มาสาย!” ผมประชด ส่วนคนโดนประชดแค่เบ้ปากเล็กน้อย แล้วนั่งกินสเต็กต่อ ผมเลยยืนกอดอกมองเขาอยู่อย่างนั้น จนอีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมามองด้วยความสงสัย


“จะยืนอยู่ทำไมล่ะ ออกไปสิ บอกแล้วไงฉันชอบความเป็นส่วนตัว ฉันไม่ใช่หมา ไม่ต้องมายืนเฝ้าฉัน” เขาบอกหน้าตาย ผมสูดลมหายใจเข้าปอดดังเฮือก แล้วปล่อยออกมาเบาๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไปและปิดประตูตามหลัง ก่อนจะเดินลงบันไดมาข้างล่าง ผมหยิบไอโฟนขึ้นมาดูตอนนี้เจ็ดโมงกว่าแล้ว อีกสักพักผมต้องหิวแน่ๆ ผมเลยเดินไปที่เค้าน์เตอร์ครัว กำลังจะหยิบเป้ขึ้นมาสะพายก็เห็นแมวสีเทามีลายจุดดำบางๆ บางตำแหน่งของร่างอ้วนๆ หูตั้ง ตาสีฟ้า นั่งอยู่บนแท่นทำกับข้าวกลางห้องครัว ผมยิ้มให้มันเมื่อมันส่งเสียงร้องและโบกหางยาวๆ มาให้


“ฮาย! เจ้าเหมียว แกมาจากไหนเนี่ย” ผมลูบหัวมันด้วยความเอ็นดู มันส่งสายตากลมโตมาให้ ตาสีฟ้าของมันจ้องมองผมด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย คงงงว่าผมเป็นใคร  จากการสันนิษฐานแล้ว ผมว่าแมวตัวนี้น่าจะเป็นพันธ์ American short hair นะ เพราะผมชอบแมวพันธ์นี้ มันทั้งดื้อแต่ก็ขี้อ้อน ผมเกาหัวมันจนมันหลับตาพริ้ม ผมอุ้มมันขึ้นมาด้วยสองแขน มันยินยอมแต่โดยดี แถมดูท่าทางจะชอบด้วย เสียงกระดิ่งที่คอส่งเสียงยามมันเอาหัวมาดันหน้าอกผมเล่น ผมหัวเราะน้อยๆ กับความขี้อ้อนของมัน


“Shorty! (เตี้ย!)” หมดกัน! ผมหรี่ตาปรือ แล้วเบะปาก พร้อมทำรูจมูกบาน กำลังมุ้งมิ้งกับน้องแมว เสียงสิงโตดันคำรามขึ้นมาลั่นบ้าน ผมกำลังจะอ้าปากตอบ แต่เสียงวิคเตอร์ก็ดังอีกรอบ


“Shorty alien! (ต่างด้าวตัวเตี้ย!)” โอ้โหย! มันเล่นประสมคำเลยเว้ย! ผมจำใจต้องวางเจ้าเหมียวลงบนพื้น ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปที่บันได เจ้าเหมียวตาฟ้าเดินตามผมมาด้วยความเร็ว


“แกกำลังจะไปเจอสิงโตยักษ์นะ ระวังมันขยุ้มเอาหรอก” ผมบอกเจ้าแมวน้อย แต่ดูเหมือนมันจะไม่เข้าใจ แน่ล่ะ ถ้ามันเข้าใจ มันจะมาเป็นแมวทำไม ผมเปิดประตูเข้าไปก็เห็นว่าวิคเตอร์กลับไปนอนบนเตียงแล้ว


“ฉันอิ่มแล้ว เอาจานไปล้าง แล้วกลับขึ้นมาเตรียมเสื้อผ้าให้ฉัน…” เขากำลังจะพูดต่อ แต่พอเหลือบไปเห็นแมวที่ยืนอยู่ข้างเท้าผมก็ยิ้มกว้างด้วยความดีใจ


“Fox! You came back! Come here, silly cat. (ฟอกซ์ แกกลับมาแล้ว! มานี่มา เจ้าแมวโง่)” เจ้าเหมียววิ่งไปทันที ก่อนจะกระโดดขึ้นเตียงขึ้นไปหาวิคเตอร์ เขาอุ้มมันไว้แล้วหอมหัวมันด้วยความรัก บอกได้จากดวงตาที่เปล่งประกายของเขา โหย… ไม่น่าเชื่อว่าจะมีมุมแบ๊วแบบนี้ด้วย พ่อแมวน้อย


“แมวคุณหรอครับ” ผมถามด้วยสีหน้างงๆ วิคเตอร์เหลือบตามามองผมก่อนจะหันกลับไปเล่นกับเจ้าฟอกซ์


“มันหลงมา ฉันเจอมันอยู่นอกหน้าต่างเมื่อเดือนก่อน เลยเลี้ยงไว้” เขาบอกพลางเอนตัวให้แมวเหมียวนอนบนกล้ามท้องของเขา แล้วเอามือขวาลูบหัวมันเบาๆ ผมทำปากยื่นแล้วผงกหัวช้าๆ


“แล้วคุณรู้ได้ไงว่ามันชื่อฟอกซ์” เขาเลิกคิ้วขึ้นสูงเร็วๆ ก่อนตอบ


“ฉันตั้งชื่อให้มันใหม่”


“แล้วทำไมต้องเป็นชื่อฟอกซ์ด้วยล่ะ” ผมถามต่อด้วยความสงสัย อีกฝ่ายหันมามองหน้าผมด้วยสายตาเย็นเฉียบ จนผมต้องหุบปากด้วยตัวเอง เป็นอันรู้ว่าอย่าถามต่อ


“ฉันให้นายเข้าห้องนอนได้ ไม่ได้หมายความว่า นาย กับ ฉัน จะสนิทกันถึงขั้นมาเซ้าซี้ฉันได้นะ” มาดเข้มขรึมกลับมาอีกแล้ว ตอนเจอแมวเมื่อกี้หลุดคาแรคเตอร์สินะ


“Okay, I got it. I’m sorry Mr.Raymond. (ครับ เข้าใจแล้ว ขอโทษด้วยครับ คุณเรย์มอนด์)” ผมบอกเสียงเอือมๆ พอๆ กับหน้า ก่อนจะเดินเข้าไปยกถาดที่วางอยู่บนโต๊ะพร้อมแก้วสตาร์บัคออกจากห้องไป


พอผมล้างจานและเก็บเข้าที่เข้าทางแล้ว ผมก็รีบวิ่งขึ้นไปบนห้องนอนของเขาอีกรอบ เพื่อเตรียมเสื้อผ้าให้เขาใส่ เจ้าฟอกซ์นอนอยู่บนริมหน้าต่าง กำลังหลับตาพริ้ม ผมเดินเข้าไปในห้องเก็บเสื้อผ้าที่อยู่ข้างๆ ห้องน้ำ แล้วเริ่มทำการสำรวจพื้นที่ มีตู้เสื้อผ้าสองฝั่งเป็นแบบบิวด์อิน (build-in) ยาวจนจรดผนังห้องทั้งสองด้าน ตรงกลางก็เป็นตู้ใส่เข็มขัด นาฬิกา เนคไทและมีแหวนบ้างประปราย ชั้นวางรองเท้ามีประมาณห้าแถว ผมเดินไปจนสุดทางของตู้เสื้อผ้าฝั่งขวามือแล้วก็พบว่าเว้นช่องว่างไว้ช่องหนึ่งแบ่งไว้สำหรับเป็นโต๊ะกระจก มีน้ำหอม มีครีม และโลชั่นวางอยู่ แต่สมกับเป็นผู้ชายจริงๆ เพราะบนโต๊ะของน้อยมาก นับชิ้นได้เลย
ผมเริ่มเปิดตู้เสื้อผ้าและพิจารณาว่าเขาควรใส่อะไรดี วันนี้มีแคสติ้งหนังกับถ่ายแบบและสัมภาษณ์นิตยสาร คงไม่ต้องใช้ชุดยิ่งใหญ่อลังการมากหรอกมั้ง ชุดสบายๆ ก็พอ และดูท่าทางเขาจะเป็นคนไม่เยอะสิ่งด้วย ผมเลยเลือกเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนเนื้อผ้าหยาบนอกแต่นุ่มข้างใน หยิบกางเกงยีนส์สีดำเนื้อดีของแบรนด์ดังและราคาแพงออกมา ก่อนจะก้มมองลงเข็มขัดแล้วเลือกเส้นสีน้ำตาลให้เขา ส่วนนาฬิกา ผมหยิบสายสีน้ำตาลเข้มหน้าปัดเป็นสีน้ำตาลอ่อนผสมทอง ของแบรนด์ เอิ่ม เพ่งเล็งแปบ อ้อ แบรนด์ Diesel นั่นเอง


ผมแขวนเสื้อไว้หน้าตู้ วางกางเกงไว้บนตู้ใส่นาฬิกากับเนคไท พร้อมวางเข็มขัดกับนาฬิกา ไว้ข้างๆ กางเกง คิดว่าไม่น่าจะต้องเพิ่มเติมอะไรแล้ว ส่วนรองเท้าผมคิดว่าเขาคงเลือกที่เข้ากะชุดเองได้นะ ผมเตรียมตัวจะเดินออกจากห้องแต่งตัวไป แต่ก็ต้องชะงักเมื่อวิคเตอร์เดินเข้ามาด้วยผ้าขนหนูสีขาวผืนเดียวที่เกาะเกี่ยวสะโพกต่ำจนน่าใจหาย ผมอ้าปากค้างเลยคราวนี้ ห้ามใจอะไรไม่ทันแล้ว


ช่วงลำตัวของเขายาวแล้วเอวคอดกิ่วแบบผู้ชายหุ่นสวย หุ่นดี ที่มีเนินสะโพกสองข้างน่าสัมผัส พอผ้าขนหนูมันเกาะต่ำขนาดนั้น มันเลยทำให้เห็นชัดๆ ว่า เขาเป็นคนมีหุ่นและกล้ามท้องสุดเซ็กซี่ขยี้ใจจริงๆ ผมเงยหน้ามองไปที่ลำตัว ตรงกล้ามท้อง หน้าอกอันอวบแน่น ที่ยังมีน้ำหยดน้ำเกาะอยู่ เขากำลังใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กเช็ดผมสีดำที่เปียกให้แห้ง วิคเตอร์ก้มหัวลงเล็กน้อยแล้วเอียงคอมมองหน้าผมที่เอ๋อกินไปแล้ว


“เสร็จแล้วก็ออกไปสิ ยืนหน้าโง่เหมือนสมองอยู่ได้” เพล้ง! วืดดด!


ไอ้หมอนี่มันเก่งเรื่องขัดอารมณ์จริงๆ ผมพยักหน้าหงึกหงักแบบเอ๋อๆ ไปให้ แล้วเดินหลังตรงแหน่วไปที่ประตูห้องแต่งตัว ก่อนจะหยุดเมื่อนึกอะไรขึ้นได้


“ผมขอออกไปกินข้าวก่อนนะ แล้วจะรีบกลับมา” วิคเตอร์หยุดเช็ดผมแล้วเอื้อมมือไปหยิบนาฬิกาขึ้นมาดูเวลา


“สิบห้านาที”


“ฮะ?! สิบห้านาที?! แค่เลือกเมนูก็หมดเวลาแล้วมั้ง”


“เหลือสิบสี่นาที” เขาบอกหน้ามึน ผมจิ๊จ๊ะที่ปากแล้วรีบเดินออกไป คงต้องกินพวกแฮมเบอร์เกอร์แทนสินะ!







หลังจากออกไปได้ประมาณสิบนาทีผมก็รีบถือแฮมเบอร์เกอร์และช็อคโกแล็ตปั่นจากสตาร์บัคกลับมาที่บ้านวิคเตอร์ เพื่อมานั่งกินในครัว เจ้าฟอกซ์ลงมานั่งที่โต๊ะกลางห้องครัวอีกรอบ มันมองแฮมเบอร์เกอร์ในมือผมด้วยสายตาออดอ้อน


“ฉันเชื่อว่าเจ้านายแกคงมีอาหารแมวให้ เดี๋ยวฉันลองหาก่อน” ผมกัดเบอร์เกอร์ไปหนึ่งคำ แล้วพยายามก้มๆ เงยๆ หาอาหารแมว แม้กระทั่งเปิดตู้เย็นดู แต่ก็ไม่เจออาหารแมวเลย ผมสะดุ้งโหยงเมื่อเสียงวิคเตอร์ดังมาจากด้านหลัง


“ทำอะไร?!” เสียงของเขาห้วน ผมรีบปิดตู้เย็นแล้วหันไปมองเขาที่แต่งตัวในชุดที่ผมเตรียมไว้ให้ ผมกลืนเบอร์เกอร์ลงคอก่อนจะตอบ


“หาอาหารให้แมวกิน” เขาขมวดคิ้วนิดๆ สีหน้าไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ เขาเดินไปที่ตู้ที่อยู่ข้างบน ที่ถ้าเป็นผมคงต้องเขย่งสุดเท้าถึงจะเปิดได้ แต่เขาแค่เอื้อมแขนนิดเดียวก็เปิดตู้ออกแล้วหยิบอาหารแมวออกมา ก่อนจะเทใส่ถาดอาหารแล้วยื่นให้เจ้าฟอกซ์กิน มันรีบก้มจัดการอาหารทันที วิคเตอร์เงยหน้าขึ้นมองผมด้วยสายตาหมิ่นๆ เล็กน้อย


“นายจะทำตัววุ่นวายเกินไปแล้วนะ” เขาบอกเสียงขุ่นๆ ผมขมวดคิ้วมองเขางงๆ


“วุ่นวาย? อะไรคือความวุ่นวายที่คุณว่า ผมแค่เปิดตู้เย็นหาอาหารแมวเท่านั้นเอง”


“ก็เรียกฉันสิ อย่าทำอะไรโดยที่ฉันไม่ได้บอกหรืออนุญาต นี่มันบ้านฉัน เกิดนายทำอะไรเสียหายหรือขโมยของขึ้นมา ฉันจะทำยังไง” ผมค้างเติ่ง เกิดอาการวูบในใจ ไม่คิดว่าเขาจะคิดแบบนี้กับผม ผมลดเบอร์เกอร์ลงจากปาก แล้วหลบตาลงต่ำหลบสายตาแข็งกร้าวของเขา ความรู้สึกใจเต้นๆ หายๆเกิดขึ้นในอก


“ผมดูแย่ขนาดนั้นเลยหรอครับ” ผมถามเสียงเรียบ เงยหน้าสบตาเย็นชาและสีหน้าเรียบเฉยของเขา วิคเตอร์ยักไหล่น้อยๆ ก่อนจะตอบ


“ฉันจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ ว่านายเป็นคนยังไง ฉันเพิ่งเจอนายแค่สองวัน” ผมพยายามห้ามความเศร้าที่กำลังก่อตัวขึ้นเงียบๆ ความอึดอัดเกาะกินใจผม ผมแค่นยิ้มน้อยๆ แล้วเอ่ยเสียงแผ่ว


“ขอโทษด้วยครับที่ทำให้คุณระแวง ผมจะระวังตัวมากกว่านี้” ผมยิ้มบางๆ ให้เขา ส่งสายตาว่าผมรู้สึกผิดจริงๆ ไปให้ วิคเตอร์ยังคงทำหน้าเฉยชา และแววตาไร้ความรู้สึกตามเคย


“ดี นั่นคือสิ่งที่นายควรทำ” เขาบอกแค่นั้นแล้วเดินออกจากห้องครัวไป ทิ้งความรู้สึกแย่ๆ ไว้ให้ผมหนักหัวและหนักอก ผมถอนหายใจเบาๆ แล้วเดินไปหยิบเป้ขึ้นมา เจ้าฟอกซ์ยังคงก้มหน้าก้มตากินอาหารของมันต่อไป ผมหยิบไอโฟนออกมาดูเวลา ตอนนี้เก้าโมงแล้ว ไม่รู้ว่าเขาจะไปตอนไหน ผมเลยฉีกกระดาษออกจากสมุดคิวและเขียนทิ้งข้อความไว้ให้เขา


“I will wait you at the studio. Don’t be late. The casting begins at 10 am. See you there. (ผมจะรอคุณที่สตูดิโอ อย่าสายนะครับ แคสติ้งเริ่มตอนสิบโมง เจอกันที่นั่น)”


ผมหยิบพลาสเตอร์แปะแผลที่ชอบพกติดตัวเอาไว้ออกมาอันหนึ่งแล้วใช้มันแปะกระดาษไว้กับประตู ผมเปิดประตูออกไปด้วยความเศร้า ความน้อยใจ ปิดประตูตามหลังเบาๆ แล้วเดินลงบันไดช้าๆ น้ำตาบ้า! จะมาคลออะไรตอนนี้ ที่เขาพูดนั่นก็ถูกแล้ว นี่มันบ้านเขา เขามีสิทธิจะทำอะไรก็ได้ อีกอย่างเขาเป็นเจ้านายเรา ผมหลับตาลงและพยายามกลอกตาไปมาไล่น้ำตาที่เอ่อจนจะล้นออกมาอยู่แล้ว ก่อนจะเดินไปตามทาง แล้วยกเบอร์เกอร์ขึ้นมาเคี้ยวอย่างเชื่องช้า


[มีต่อด้านล่างค่ะ]

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 540
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +263/-8
Re: ||Love, no boundaries. Part: You and I|| :: Chapter 2 :: [15.06.58] :: PG.1
«ตอบ #23 เมื่อ16-06-2015 17:32:11 »



ผมมาถึงสตูดิโอของค่ายหนังตอนเก้าโมงสี่สิบห้า มันเป็นสตูดิโอเล็กๆ ในตึกสำนักงานที่เป็นเหมือนสาขาของค่ายหนังมากกว่า เพราะตัวค่ายหนังจริงๆ อยู่แอลเอ ผมนั่งรอวิคเตอร์ที่ม้านั่งตัวหนึ่งที่อยู่ด้านหน้าสำนักงาน ผมเฝ้ามองผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา ความรู้สึกนึกถึงบ้านแว้บเข้ามาในใจอย่างห้ามไม่ได้ รู้สึกเคว้งเหมือนตัวคนเดียว ผมคิดอะไรล่อยลอยไปเรื่อย สายตาเหม่อมองไปยังยอดตึก Empire state ที่เห็นไกลลิบๆ จากตรงที่นั่งอยู่


“ออกมาก่อนทำไม” เสียงห้วนสะบัดอันคุ้นหูดังขึ้น ผมละสายตาจากตึกเอ็มไพร์ฯ หันไปมอง ก็เห็นวิคเตอร์ยืนใส่หมวกแก็ปสีดำที่มีตัวอักษร ‘V’ สีเงินเด่นอยู่ตรงกลาง ผมกระพริบตาปริบๆ มองเขา รู้สึกเกร็งขึ้นมาซะอย่างงั้น


“ผม… ผมแค่อยากลองขึ้นรถเมล์” ผมบอกเสียงเหมือนจะสั่นๆ วิคเตอร์ก้มมองผมด้วยสายตาดุๆ และใบหน้าที่เรียบนิ่งจนน่ากลัว ผมทำสีหน้าไม่ถูก สายตาเลยล่อกแล่กไปมา


“จะไปไหนมาไหนก็ช่วยบอกหน่อย ไม่ใช่ทิ้งแต่ลายมือห่วยๆ เอาไว้ให้ฉันอ่าน” ผมก้มหน้าลงเล็กน้อย


“ครับ” ไม่รู้จะพูดอะไรไปมากกว่านี้แล้ว ผมพูดอะไรไม่ออก ตอนนี้กลายเป็นว่าผมเกร็งเมื่ออยู่ใกล้เขา ซึ่งก่อนหน้านี้ผมไม่เป็นและไม่เคยรู้สึกเกร็ง


“เป็นอะไร ปากเก่งๆ ของนายหายไปไหน” หายไปตั้งแต่ที่บ้านคุณนั่นแหละ… ผมแอบต่อท้ายเป็นภาษาไทยในใจ ผมเงยหน้าเล็กน้อย ช้อนสายตาขึ้นมองใบหน้าเรียบเฉยของเขา วิคเตอร์ขมวดคิ้วแน่น ผมเม้มปากแล้วกระพริบตามองอีกฝ่าย


“อย่ามาทำหน้าแบบนั้นใส่ฉัน” เขาบอกเสียงขุ่น ท่าทีไม่พอใจอย่างมาก ผมขมวดคิ้วงงๆ


“หน้าแบบไหนล่ะ ก็นี่มันหน้าผม” เขาขมวดคิ้ว ขบกรามแน่น สีหน้าและแววตาดูหงุดหงิด ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่น


“เข้าไปได้แล้ว” เขาตัดบทและจะเดินไปเปิดประตู


“ผมรอข้างนอกได้รึเปล่า” เขาหันมามองผมตาขวางด้วยความไม่พอใจที่เพิ่มระดับมากขึ้น จนผมแทบจะร้องไห้กับสายตานั้น ผมปิดเปลือกตาขึ้นลงช้าๆ ไม่กล้าพระพริบตาเร็วๆ แบบที่เป็นนิสัย วิคเตอร์ขบกรามแน่นแล้วเอื้อมมือมาจับต้นแขนผมแล้วบีบแน่นจนผมนิ่วหน้า มือเขาแทบจะกำต้นแขนผมมิด เขาไม่สนใจสีหน้าประท้วงความเจ็บของผมแล้วดึงร่างเข้าไปด้านในสำนักงาน ก่อนจะปล่อยมือ ผมยกมือขวาขึ้นมาลูบที่ต้นแขนซ้ายเบาๆ ไม่กล้าต่อล้อต่อเถียงกับเขา แอบกัดปากเบาๆ ด้วยความเจ็บที่ต้นแขน


“จะเอามั้ย ลายเซ็นฉันในใบฝึกงานน่ะ?! ถ้าอยากได้ ก็ช่วยทำงานให้เต็มที่หน่อย”  ผมพยักหน้าเบาๆ แล้วกระพริบตาช้าๆ มองหน้าเขาด้วยสายตาหวาดหวั่น เพราะตอนนี้ผมไม่รู้เลยว่า อะไรบ้างที่ผมทำไปแล้วจะโดนดุหรือไม่โดนดุ


“หรือนายมีปัญหาอะไร ถ้าไม่อยากทำ ก็ไปบอกเอมิลี่ เพราะฉันก็ไม่ได้อยากได้นายมาดูแลฉันอยู่แล้ว” ผมสบตาเขาด้วยความเชื่องช้า ยิ่งรู้สึกแย่เข้าไปอีกเมื่อเขาพูดแบบนั้น ผมไม่อยากเถียงกับเขาตอนนี้ เพราะดูท่าทางเขาจะโมโหจัดมากและดูพร้อมจะพาลได้ทุกเมื่อ ผมฝืนยิ้มให้เขาน้อยๆ


“ผมไม่มีปัญหาอะไรครับ แล้วผมก็พร้อมจะทำ ผมดิ้นรนมาเอง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นผมต้องรับผิดชอบตัวเอง…” ผมยิ้มน้อยๆ วิคเตอร์ขบกรามแน่นจ้องมองผมนิ่ง


“…ตอนนี้ผมอยากให้คุณใจเย็นๆ ยิ้มมากกว่านี้ ไม่ว่าคุณกำลังโกรธหรือเครียดเรื่องอะไรอยู่ ผมอยากให้คุณทิ้งมันไป แล้วใส่ใจกับสิ่งที่กำลังจะทำดีกว่านะครับ” ผมยิ้มพร้อมสายตาอ้อนวอนเท่าที่ผมจะทำได้ เพราะใจผมตอนนี้กำลังรู้สึกไม่ดี ใบหน้าวิคเตอร์ดูผ่อนคลายกว่าเดิมเล็กน้อย แต่สายตายังคงมองผมเฉียบคมเช่นเดิม


“งั้นเริ่มจากทำหน้าให้ดีก่อน ทำหน้าตาให้เหมือนคนที่พร้อมทำงาน ไม่ใช่ทำหน้าเหมือนป่วยเป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้าย” เขายืดคอแล้วเอียงคอไปด้านขวาเล็กน้อย จ้องมองผมด้วยสายตาแน่วแน่ จนผมรู้สึกอึดอัด เลยจำใจต้องยิ้มออกมา แม้ว่าแม่งจะโคตรยากที่ต้องฝืนยิ้มทั้งที่ใจกำลังแย่


“ผมคงกินอาหารเช้าไปน้อย เลยไม่ค่อยมีพลัง อีกสักพักคงดีขึ้น” ผมตอบปัดๆ ไป วิคเตอร์เบือนสายตาหนีหน้าผม ก่อนจะผ่อนลมหายใจเบาๆ แล้วเขาก็เดินไปขึ้นบันได ผมไม่รอให้เขาเรียก รีบเดินตามไปทันที


ด้านหน้าห้องแคสติ้งมีผู้คนยืนอยู่ประปราย ผมเห็นพระเอกดังๆ ของฮอลลีวูดด้วย แต่ไม่มาก ส่วนใหญ่จะเป็นนักแสดงหน้าใหม่ๆ มากกว่า ผมจำได้ไม่หมดว่ามีใครบ้าง แต่ที่ผมจำได้แม่นๆ ก็มีอยู่สามสี่คน


โอ้ยยย ตายแล้นนน! ตัวจริงออร่าแต่ล่ะคนกระจาย แม่ยายน้ำหมากกระเด็นมั่กๆ จากที่จิตใจห่อเหี่ยวๆ เมื่อกี้นี้ ตอนนี้สภาพจิตใจได้รับการฟื้นฟูอย่างฉับพลัน


“หึ! สีหน้าท่าทางดีขึ้นแล้วนี่ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นเพราะผู้ชายสินะ” เสียงจิกกัดดังขึ้นจากคนข้างๆ  ผมหน้านิ่วหันไปมองก็เห็นว่าเขายิ้มที่มุมปากขวาเล็กน้อย ผมเบ้ปากใส่เขาแล้วสะบัดหน้าหนี ตอนนี้อารมณ์ดีละ


“โอ๊ย!” ผมเอามือจับติ่งหูขวาแล้วหันขวับไปจ้องอีพ่อพระเอกดัง ที่บิดริมฝีปากเป็นรอยยิ้มเยาะน้อยๆ อยู่


“ฉันเป็นเจ้านาย ทาสไม่มีสิทธิเบะปากใส่เจ้านาย เข้าใจ๋?” ผมแสร้งยิ้มหวานแล้วกระพริบตาปริบๆ แล้วสักพักก็เหมือนมีจานบิน บินเฉี่ยวหัวผมไปจนผมเกือบหัวทิ่ม


“อุ้ย! โทษที พอดีจะกวักมือเรียกเพื่อน” ผมถลึงตา แล้วทำหน้าเข่นเคี้ยวใส่เขา แต่วิคเตอร์ไม่สนใจ เดินเข้าไปหาเพื่อนนักแสดงผู้ชายคนหนึ่ง ผมได้แต่ยืนลูบหัวป้อยๆ และทำสีหน้าแค้นเคือง


“ชิ! ไอ้ชาติแมว!” ผมสบถเป็นภาษาไทยเบาๆ คนเดียว ก่อนจะเดินเข้าไปสมทบกับวิคเตอร์







ผมกำลังนั่งอ่านบทหนังที่วิคเตอร์มาแคสเพื่อฆ่าเวลารอเขาเลิกแคสติ้ง ซึ่งบทหนังเรื่องนี้น่าสนใจมาก! สร้างจากนิยายขายดีสุดๆ ที่ผมเองเพิ่งซื้อคอลเลคชั่นบ็อกเซ็ทมาเก็บไว้ที่บ้าน แต่ผมยืมห้องสมุดอ่านจบไปแล้วนะ แต่ซื้อบ็อกเซ็ทมาสะสมไว้เป็นของตัวเอง เป็นเรื่องเกี่ยวกับโลกในอนาคตหรือที่เรียกว่าโลก ดิสโธเปีย (Dystopia) เป็นหนังออกแนวแฟนตาซีหน่อย เพราะมีเรื่องราวเวทมนตร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่เป็นโลกที่ล่มสลายจากสงครามแล้วเหมือนเกิดโลกใหม่ในรูปแบบที่เกิดจากเวทมนตร์ประมาณนั้น ถ้าหากวิคเตอร์แคสบทเรื่องนี้ผ่าน เขาต้องเล่นหนังเรื่องนี้ถึงห้าภาค!! โอ๊ว มายก็อด! นี่มันหนังน้องแฮร์รี่ พอตเตอร์รึเปล่า ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าภาคห้าของหนังเรื่องนี้แบ่งเป็นสองพาร์ทชัวร์ๆ เพราะกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวูดเนื่องจากมันทำเงินได้มากกว่า ยิ่งสร้างมาจากนิยายที่มีฐานคนอ่านเยอะๆ อยู่แล้ว ยิ่งการันตีได้ดีเลยว่ารายได้หนังจะพุ่งทะยานมาก


ประตูห้องแคสติ้งเปิดออกพร้อมใบหน้าหล่อเหลาที่มึนตึงตามเคย วิคเตอร์เดินออกมาพร้อมกับผู้หญิงร่างท้วมคนหนึ่ง ผมลุกขึ้นยืน สายตาทันเห็นว่าในห้องมีคนอีกสามคนนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวยาว ผู้ชายสองและผู้หญิงหนึ่ง หลังจากนั้นประตูก็ปิดลง ผมตาโตเมื่อจำได้แว้บๆ ว่าหนึ่งในผู้ชายสองคนมีคนหนึ่งที่เป็นนักเขียนนวนิยายเรื่องนี้  อ๊า! เสียดายอ้ะ ที่ไม่ได้เอาหนังสือเขามา ไม่งั้นจะเอามาให้เซ็นทั้งห้าเล่มเลย แต่ใครจะไปรู้ล่ะเนาะว่าผมจะได้มาทำงานแบบนี้


“I can guarantee that he loves you—your appearance, and your acting. You are very fit for the character in the story. We will call you again. Thanks for coming. (บอกได้เลยนะว่าเขาชอบเธอมาก ทั้งรูปร่างหน้าตาและการแสดงของเธอ เธอเหมาะกับคาแรคเตอร์สุดๆ เราจะโทรหาอีกครั้ง ขอบคุณมากที่มา)” วิคเตอร์ส่งยิ้มเพียงเล็กน้อยให้กับเธอคนนั้น  ไอ้นี่มันเพี้ยน! นายต้องรู้จักนอบน้อมไว้สิ


“Thank you! Hope we will hear a good news from you. I love this series so much! (ขอบคุณนะคร้าบ! หวังว่าเราจะได้ยินข่าวดีจากพวกคุณนะ ผมรักหนังสือเรื่องนี้มากเลย!)” เธอยิ้มและหัวเราะอย่างเอ็นดูให้กับผม ผมเหลือบไปมองวิคเตอร์ที่ทำหน้าราวกับระอาใจ ผมเบ้ปากไม่สนใจแล้วสักพักติ่งหูขวาผมก็โดนดีดอีกรอบ


“เอ้า!” คราวนี้ผมสบถออกมาเป็นภาษาไทย คนดีดหูทำหน้าตามึน ส่วนผู้หญิงคนนั้นหัวเราะชอบใจ  แล้วจู่ๆ ประตูก็เปิดออก ทุกคนหันไปมองผู้ที่เปิดประตูออกมา ผมนี่ตาค้างเลย ก่อนจะอ้าปากหวอแล้วร้องดีใจเสียงหลง จนวิคเตอร์หน้าเหวอและแอบตกใจไม่เบา


“Oh! My Gosh! It’s you! You are one of my favorite novelists! I love your book—all of them—one till five—I love it! Mr.Tom. (โอ้ ตายแล้ว! คุณนั่นเอง หนึ่งในนักเขียนสุดโปรดของผม ผมชอบหนังสือคุณมากกก ชอบทั้งหมดเลย ตั้งแต่หนึ่งถึงห้า รักมากครับ! มิสเตอร์ทอม)” ผมบอกเสียงกระตือรือร้น แววตาเป็นประกาย สีหน้าเหมือนเด็กเจอตัวการ์ตูนมิกกี้เม้าส์ในวอลท์ดิสนีย์  คุณทอมเจ้าของนิยายถึงกับเก็บอาการขำไว้ไม่อยู่ ผมไม่สนใจวิคเตอร์ที่ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก แล้วรีบเปิดกระเป๋าเป้หยิบสมุดคิวออกมา แล้วพลิกหน้าสุดท้าย ยื่นให้เขาพร้อมปากกา


“Could you sign your name for me please? I did not bring the book today; but I will cut your signature from this paper, and I will glue it with the book later. (คุณช่วยเซ็นให้ผมหน่อยได้มั้ยครับ วันนี้ผมไม่ได้เอาหนังสือมาด้วย แต่เดี๋ยวผมจะตัดออกจากกระดาษแล้วเอาไปแปะที่หนังสือทีหลัง)”


“Hey, would you just be relax, and do not act like a silly man? (นี่ ช่วยใจเย็นๆ แล้วก็อย่าแสดงอาการเหมือนคนโง่ได้มั้ย)” ผมหันไปจิกตาใส่วิคเตอร์เหมือนบอกเป็นนัยๆ ว่าให้อยู่เฉยๆ จนอีกฝ่ายผงะเงิบไป เสียงหัวเราะของคุณทอมและหญิงร่างท้วมดังขึ้น ก่อนที่เขาจะรับสมุดของผมไปเซ็น


“What’s your name? (เธอชื่ออะไรล่ะ)” คุณทอมถามผม ผมยิ้มกว้างก่อนตอบ


“I’m Matt. (แมทครับ)” คุณทอมยิ้มแล้วเลิกคิ้วขึ้น


“Ah! The gift of God. Splendid! (อ้า! ของขวัญจากพระเจ้า วิเศษมาก!)” เขาส่งยิ้มให้ผมแล้วเซ็นขยุกขยิก ผมยิ้มปลื้มปริ่มแล้วหันไปมองวิคเตอร์เหมือนเด็กๆ อีกฝ่ายกำลังมองด้วยสายตาอ่อนอกอ่อนใจ ผมยิ้มแฉ่งไม่สนใจเขา ก่อนจะรับสมุดคืนมาจากคุณทอมแล้วก็ต้องทำหน้าเหมือนคนเสียสติเมื่อเห็นลายเซ็นของเขา


“Whooo! Yeah! (วู้ววว! เย้!)” ผมส่งเสียงร้อง แล้วชูสมุดขึ้นเหนือหัวราวกับมันคือถ้วยรางวัล แล้วสะบัดไปมาเบาๆ


“I’m sorry. He just came back from the institute of mental. (ผมขอโทษด้วยนะครับ พอดีเขาเพิ่งกลับมาจากสถาบันทางจิต)” ผมหยุดสั่นสมุดแล้วส่งสายตาพิฆาตไปให้อีตาพระเอกนั่น


“It’s okay. He’s so cute. Is he your brother? (ไม่เป็นไรครับ เขาน่ารักดีนะ น้องชายคุณหรอ)” คุณทอมหันไปถามวิคเตอร์ที่ยิ้มไม่ถูกที่ถูกทาง


“Errr—a servant. (เอ่อ คนรับใช้น่ะครับ)” ฟึบ! ผมดึงสมุดลงด้วยความหมดอารมณ์กระตือรือร้น หมดมู้ด หมดความรื่นเริงในทันใด


หลังจากนั้นคุณทอมก็ชวนวิคเตอร์คุยต่ออีกนิดเกี่ยวกับเรื่องบท ผมก็ยืนฟังไปด้วย ดูท่าทางคุณทอมจะชื่นชมวิคเตอร์พอสมควรแต่เขาก็ด่วนสรุปคนเดียวไม่ได้ เพราะยังมีอีกสามคนให้ร่วมตัดสิน ผมทิ้งท้ายไว้ว่าวิคเตอร์เคยอ่านเรื่องนี้ด้วยนะ แม้จะโดนสายตาดุดันของเขากระแทกใส่หน้า แต่ผมก็หน้ามึนพูดต่อว่าวิคเตอร์เคยอ่านเรื่องนี้จริงๆ ให้วิคเตอร์เล่าเป็นฉากๆ ยังได้ คุณทอมยิ้มด้วยด้วยความพึงพอใจ ผู้หญิงร่างท้วมก็เช่นกัน ก่อนที่ผมจะพล่ามยาว วิคเตอร์ก็ขอตัวกลับและดึงคอเสื้อผมติดมือออกมาด้วย


“นั่นปากใช่มั้ยที่พูด เกิดพวกนั้นให้ฉันเล่าให้ฟังว่าเรื่องราวเป็นยังไง ฉันจะเอาอะไรไปเล่า ปีที่พิมพ์หนังสือเหรอ?!” เขาบ่นทันทีหลังจากที่เดินออกจากสำนักงานมาได้ เรากำลังเดินไปที่รถที่เขาจอดไว้ริมฟุตบาทแต่ไกลออกไปจากสำนักงานอีก


“เอาน่า! เดี๋ยวผมเล่าให้ฟังก็ได้ ผมอ่านจบไปสามรอบแล้ว จำได้ทุกฉาก ทุกตัวละคร ทุกคำพูดเลยแหละ” ผมยักคิ้วพร้อมส่งรอยยิ้มให้เขา แต่อีกฝ่ายกลับทำหน้าเซ็งโลก


“ฉันจะได้บทนี้รึเปล่าก็ยังไม่รู้”


“ผมว่าได้อยู่แล้ว!” เขาขมวดคิ้ว มองผมมาจากฝั่งประตูคนขับ


“ผมเป็นของขวัญจากพระเจ้านะ ฉะนั้นพระเจ้าก็ต้องมีพรวิเศษให้ผมติดตัวด้วย อย่างน้อยๆ ก็สามข้อแหละ” เขายิ้มมุมปากแล้วมองผมด้วยความเวทนา หน็อย!


“เพ้อเจ้อ!” ผมเชิดหน้าขึ้น แล้วมองค้อนเขา


“งั้นเดี๋ยวคอยดู คุณเอาไปเลยพรข้อแรก ผมขอให้คุณได้งานนี้ และคุณจะต้องได้ตามที่ผมให้พรไป!”วิคเตอร์ส่ายหัว สีหน้าเบื่อหน่าย เอ๊ะ!


“Unbalance? (สติไม่ดีสินะ)” เขาบ่นออกมาเสียงดังด้วยสีหน้าเหม็นเบื่อ แล้วเปิดประตูขึ้นรถ ผมทำปากว่า เจี้ย! เบาๆ ก่อนจะเปิดประตูรถแล้วเข้าไปนั่งตามเขา แต่ก็ต้องเบรกตัวเอง เอี๊ยด!


“ใครให้นายขึ้นรถ?” ผมเบิกตากว้าง มองหน้าเขาด้วยความทึ่งผสมความงง


“อ้าว… เอ่อ… ไม่มี แต่ในทางเทคนิคผมก็ควรจะไปกับคุณรึเปล่า” ผมบอกเสียงสูง สำเนียงแปร่งเป็นเสียงอีสานไปแล้วตอนนี้ หมอนั่นยกยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะบอกหน้าตายเสียงห้วน


“ทางเทคนิคของฉันก็คือ นายต้องหาทางไปเอง บอกแล้วไงถ้าฉันไม่ได้บอกให้ทำหรือไม่ได้อนุญาตก็อย่าทำ” ผมขบกรามแน่น อารมณ์ที่เพิ่งจะหายหดหู่ไปก่อนหน้านี้แทบจะหายวับไปกับสายลมยามบ่ายของนิวยอร์ค ผมกระเถิบถอยหลังห่างออกจากรถแล้วทำหน้าว่าไม่แคร์


“Okay, see you there, then. (ก็ได้ครับ งั้นเจอกันที่โน่นละกัน)” วิคเตอร์ไม่ได้หันมามองหน้าผมเลยสักนิด เขาสตาร์ทรถแล้วขยับหมวกให้เข้าที่เข้าทาง ผมปิดประตูรถ แล้ววิคเตอร์ก็หักพวงมาลัยออกขวา พุ่งตัวไปบนถนนทันที ผมส่ายหัวด้วยความอ่อนใจ เฮอะ! เออ รู้จักคำว่าหน้าด้านมั้ย ก็หน้าฉันนี่แหละ






ผมวิ่งขึ้นบันไดของตึกสำนักงานนิตยสาร The Entertainment ไปชั้นสี่ที่เขาใช้เป็นที่ถ่ายภาพและให้สัมภาษณ์ของวิคเตอร์ ขาผมล้าไปหมด เพราะพอลงรถบัสได้ ก็วิ่งจากป้ายเข้ามาที่ตึกอย่างเร็ว แถมบันไดที่นี่ก็โคตรชัน ผมยืนหอบอยู่ที่ตีนบันไดชั้นสี่ แล้วเอาแขนเสื้อเช็ดเหงื่อ ก่อนจะสอดส่องสายตาหาห้องที่วิคเตอร์อยู่จากการสอบถามคนด้านล่างมา ผมเดินอย่างหอบๆ ไปที่ห้องนั้น เคาะประตูสองสามครั้ง แล้วก็มีผู้หญิงหุ่นเพรียวบางผมน้ำตาลสลวยสวยเก๋คนหนึ่งมาเปิดประตูให้ ผมยิ้มขอบคุณเธอและเดินเข้าไปด้านใน วิคเตอร์กำลังนั่งให้สัมภาษณ์อยู่กับผู้ให้สัมภาษณ์ที่เป็นสาวผมบ๊อบสีน้ำตาลแดง ผมเธอไม่เท่าไหร่ แต่หน้าอกหน้าใจนี่คงโกยมาตั้งแต่ปลายนิ้วโป้งเท้าสินะมั นถึงได้บีบแน่นขนาดนั้น นี่ถ้าเอาไปหนีบหน้าใครคงตาย และดูเธอจะส่งสายตายั่วยวนให้วิคเตอร์เหลือเกิน ผมเดินไปหลบอยู่มุมหนึ่ง แล้วนั่งรอให้เขาเสร็จงาน ผมนั่งมองวิคเตอร์ที่กำลังให้สัมภาษณ์ยิ้มแย้มอารมณ์ดี


แหม… ถ้าทางสะพานที่เจ๊ผมบ๊อบทอดมาให้จะแข็งแรงน่าดู


วิคเตอร์หันมามองผมตอนที่กำลังหัวเราะกับมุขตลกของสาวผมบ๊อบนมแน่นนั่น ผมส่งยิ้มให้แว้บหนึ่งแล้วเมินหน้าหนี ก่อนจะหยิบน้ำเปล่าขึ้นมาดื่มแล้วไม่มองเขาอีก ผมยกแขนเสื้อเช็ดหน้าอีกครั้งเพราะยังรู้สึกว่าหน้าผากชุ่มๆ อยู่
หลังจากให้สัมภาษณ์เสร็จ ก็เป็นช่วงเวลาเก็บภาพอีกเล็กน้อย เขาไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้า แค่ทำทรงผมให้ตั้งขึ้นเท่ๆ เท่านั้น รู้สึกดีที่จัดเตรียมหาเสื้อผ้าให้เขาออกมาดูดีไม่น้อย


“You look good—I mean your clothes, too. (คุณดูดีมากค่ะ ฉันหมายถึงเสื้อผ้าคุณด้วย)” เขาเหลือบตามองมาทางผมเล็กน้อยตอนที่เจ๊ผมบ๊อบคนนั้นเอ่ยปากชม ก่อนจะหันกลับไปสนทนาต่อตามปกติ


“It’s a normal of me. I pick them from the closet. (เป็นปกติของผมแหละครับ ผมก็หยิบมาจากตู้เสื้อผ้านั่นแหละ)” ผมยิ้มเยาะ เชอะ! โปรดให้เครดิตฉันด้วยนะ ไอ้คนนิสัยไม่ดี ผมนั่งหน้าซึนรอเขาคุยกับยัยเจ๊นั่นอีกสักพัก วิคเตอร์ก็แยกตัวออกมา ผมลุกขึ้นยืนรอเขาเดินมาหา


“วันนี้เสร็จงานแล้ว นายกลับไปได้” ผมยิ้มออกมาด้วยความเหนื่อยล้า ก่อนจะนึกขึ้นได้แล้วหยิบบิลค่าอาหารออกมายื่นให้เขา อีกฝ่ายเลิกคิ้วขึ้นมองหน้าผม


“ใบเสร็จค่าอาหารเมื่อเช้า ผมขอเบิกเงินด้วย” สีหน้าเขาไม่ยินดียินร้ายอะไร ก่อนจะดึงบิลในมือผมไปแล้วคลี่ออกดูแว้บหนึ่ง


“เดี๋ยวฉันจัดการให้พรุ่งนี้” ผมส่ายหัวดุ๊กดิ๊กๆ ทันที


“ไม่ได้ ผมขอวันนี้ เดี๋ยวผมสับสน ผมยิ่งไม่เก่งเรื่องคณิตศาสตร์อยู่” วิคเตอร์สีหน้าหงุดหงิดเล็กน้อย ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงฟึดฟัด


“ก็ถ้าจะเอาวันนี้ให้ได้ งั้นก็ไปที่บ้านฉันตอนสามทุ่มก็แล้วกัน” ผมขมวดคิ้วมองเขาด้วยความไม่เข้าใจ ว่าทำไมให้ไปดึกขนาดนั้น


“ทำไมต้องไปตอนนั้น ไปตอนนี้ไม่ได้รึไง” เขาไม่ตอบแต่หันไปส่งยิ้มเท่ๆ ให้กับเจ๊บ๊อบคนนั้นที่ส่งยิ้มทอดสะพานกลับมาให้ แล้วผมก็เข้าใจ


“อ๋อ… เข้าใจละ ถ้างั้นก็ได้ สามทุ่มเดี๋ยวผมไปหาที่บ้าน” ผมยิ้มกริ่ม แล้วหมุนตัวเดินออกจากห้องนั้นไป แต่วิคเตอร์ดึงไหล่ผมไว้จนผมนิ่วหน้า


“What?! (อะไรอีกล่ะ)” ผมถามเสียงสะบัด วิคเตอร์ถลึงตามองผมเหมือนเป็นการเตือน แต่ไม่มองเปล่า คราวนี้เขาส่งมะเหงกใส่หัวผมไปหนึ่งที


“Arggg!” ผมร้องเสียงดัง จนคนในห้องหันมามองด้วยความตกใจ แต่ผมไม่สนใจหรอก ตอนนี้ความปวดตุบๆ ที่กลางกระบาลมันยิ่งใหญ่มาก ผมยกมือลูบหัวตัวเองป้อยๆ หน็อย! ไม่ติดว่าเตี้ยกว่า (มาก) จะส่งมะเหงกกลับคืนให้มั่ง


“เสียงดังทำไมเนี่ย” วิคเตอร์ถามเสียงเบาแต่เน้นทุกคำ ก่อนจะลากผมออกไปจากห้องเพื่อคุยกันแค่สองคน


“แล้วคุณมาเขกหัวผมทำไม” ผมถามเสียงสะบัดเมื่อออกมาอยู่กันแค่สองคน


“เขกให้รู้ว่าอะไรควรไม่ควรทำกับเจ้านาย” เขายืดตัวแล้วยักคิ้วให้ผมสองข้าง ผมทำหน้าเบื่อๆ ใส่เขา


“มีอะไรอีกล่ะครับ หมดเวลางานแล้วไม่ใช่รึไง” ผมถามตัดบทเพราะขี้เกียจเถียงด้วย ตอนนี้อยากจะกลับไปนอนบนเตียงนุ่มๆ และหาอะไรอร่อยๆ กิน  วิคเตอร์ล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงยีนส์สีดำ ก่อนจะดึงกุญแจออกมาหนึ่งดอก


“กุญแจบ้าน จะได้ไม่ต้องเรียกให้ฉันไปเปิดให้อีก” ผมช้อนสายตาสบตานิ่งเฉยของเขา ก่อนจะรับกุญแจมา แล้วพยักหน้ารับรู้


“แต่ให้ไปไม่ใช่ว่าจะมาเปิดบ้านฉันได้ตามอำเภอใจนะ ต้อง…”


“ให้คุณอนุญาตหรือบอกก่อนเท่านั้น” ผมต่อท้ายประโยคให้เขาด้วยความรำคาญเล็กน้อย อีกฝ่ายยิ้มที่มุมปากนิดๆ ด้วยความพอใจ


“ดี ถ้างั้นก็ไปได้แล้ว” ผมผ่อนลมหายใจเบาๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินลงบันไดไปทันที โดยมีสายตาวิคเตอร์มองตามอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะผละเดินกลับเข้าไปในห้องที่ออกมาเมื่อกี้นี้ คราวนี้ไม่ต้องรีบไม่ต้องวิ่ง นี่ผมมาถึงที่นี่ครบสิบนาทีรึยัง อุตส่าห์วิ่งมาแทบลมจับ มาถึงก็แค่เนี้ย! งานเบ๊นี่มันต้องทำทุกอย่างจริงๆ เนอะ ไม่ว่างานนั้นจะเล็กจะใหญ่ จะสั้นหรือยาว คิดถึงความสบายที่บ้านจังโว้ย!






ผมแวะไปที่ตึกของเอเจนซี่เพื่อเอาเอกสารการฝึกงานไปให้คุณเอมิลี่เก็บเอาไว้ แม้ว่าจะต้องเซ็นตอนฝึกงานเสร็จ แต่ยื่นให้เธอไปเก็บไว้เลยจะดีกว่า เพราะในนั้นมันต้องเซ็นพฤติกรรมการทำงานของผมเป็นรายสัปดาห์ด้วย เผื่อเธออยากจะเขียนคอมเม้นต์อะไรจะได้เขียนได้เลย เธอถามสารทุกข์สุขดิบของผมกับการทำงานวันที่สอง ผมยิ้มตามปกติแล้วตอบตามความเป็นจริงว่ายังโอเคอยู่ มันก็โอเคจริงๆ ล่ะนะ ไอ้สิ่งที่โดนๆ อยู่ตอนนี้ ผมว่ามันยังไม่ดราม่าน้ำเน่าเท่าไหร่ เอมิลี่ดูจะพอใจและฝากให้ผมถ่ายรูปการทำงานของวิคเตอร์ในทุกๆ ครั้งแล้วทำรายงานส่งเธอด้วย เพื่อที่จะได้เป็นหลักฐานประกอบการตัดสินใจในการให้ผ่านการฝึกงานหรือไม่ ผมนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ไม่ได้ถ่ายอะไรไว้เลย แต่คุณเอมลี่อนุโลมให้หนึ่งวัน เพราะถือว่าเธอเองก็ลืมบอก


หลังจากพูดคุยกับเอมิลี่สักพักผมก็ตรงกลับบ้านทันทีเพราะอยากจะนอนพักผ่อน เมื่อคืนก็ซักผ้า ตากผ้าจนดึกดื่น กว่าจะได้กลับบ้าน นอนได้ไม่กี่ชั่วโมงอีพ่อพระเอกก็ดันโทรมาเรียกไปใช้งานแต่เช้าอีก  ผมแวะหยุดยืนมองแม่น้ำ East river ที่ไหลผ่านหน้าบ้าน มีถนนและตลิ่งกั้นไว้เลยทำให้มองเห็นไกลๆ จากตรงนี้ แต่ก็เห็นว่าแม่น้ำนั้นสีฟ้าระยิบระยับกับแสงแดดแค่ไหน ผมระบายยิ้มน้อยๆ แล้วเปิดประตูบ้านเดินเข้าไปด้วยความล้า เดินผ่านสวนสวยที่ป้าแมร์รี่จัดไว้อย่างดี ถอดรองเท้าวางไว้บนชั้นรวมของบ้าน ก่อนจะไขประตูบ้านเข้าไป ผมเดินมาถึงตรงโซนห้องนั่งเล่นของบ้าน ก็เจอกับเพื่อนบาสคนเมื่อเช้า ใส่เสื้อยืดขาว กางเกงขาสั้น กำลังนั่งเหยียดขากินขนมดูทีวีอยู่


ทำไงดีๆ วิ่งหนีขึ้นข้างบนเลยดีมั้ย แต่ไม่ทันละ เพราะเขาหันมาเห็นผมแล้ว ก็เล่นยืนจังก้าอยู่กลางบ้านแบบนี้คนเดียวนี่หว่า ผมยิ้มแหะๆ ให้เขาแล้วรีบพูดเสียงเร็วปรื๋อ


“อยู่บ้านคนเดียวหรอ?!” เขาหันมามองด้วยสายตานิ่งๆ โห เพิ่งเห็นว่าเป็นผู้ชายตาหวานเหมือนกันนะ หน้าไทยแต่ตาหวานนี่มันมีเสน่ห์นะจิบอกให้


“อือ คนอื่นๆ ไปทำงานกันหมด” เฮ้อ! โล่งอก ที่เขายังพูดจาปกติได้ ผมเลยเดินเข้าไปนั่งที่โซฟาตัวเล็กที่อยู่ฝั่งขวามือของเขา อีกฝ่ายมองผมด้วยตาหวานๆ นั่น แล้วยิ้มน้อยๆ จนผมต้องยิ้มตอบกลับไป แฮะๆ ดูท่าทางจะไม่ใจร้ายแบบเมื่อเช้าแฮะ


“เราชื่อแมท นายอ่ะ ชื่ออะไร”


“เอิร์ท (Earth)” เขาบอกด้วยเสียงทุ้มๆ ใหญ่ที่ฟังแล้วอบอุ่นใจมาก


“ชื่อโลกหรอเนี่ย...” ผมยิ้มแซวๆ เอิร์ทยิ้มที่มุมปากซ้าย แล้วพยักหน้าเบาๆ


“แล้วเอิร์ทไม่ไปทำงานเหรอ” ผมถามด้วยความสงสัย เขาน่าจะมาเวิร์คแบบบาสนะ


“วันนี้วันหยุด เรามาตั้งแต่ช่วงต้นเดือน ตอนนี้เลยได้วันหยุดแล้วน่ะ” ผมอ้าปาก อ๋อออ แล้วพยักหน้าอย่างเข้าใจ


“อ้าว ละเอิร์ททำงานที่ไหน ที่เดียวกับบาสปะ” เอิร์ทส่ายหัว ก่อนจะตอบ


“เราทำที่เทพีเสรีภาพ” ผมทำตาโตเหมือนนกฮูก!


“เฮ้ย! จริงหรอ เราเคยสมัครไปนะ แต่ว่ามันเต็มเร็วมาก แล้วเขาก็คัดคนละเอียดมากด้วย เห็นว่ารับคนไทยไม่เกินสามคนเอง”


“ปีนี้มีแค่สองคน มีเรากับเด็กผู้หญิงอีกคนนึง อยู่บ้านนี้แหละ” ผมพยักหน้าหงึกหงัก


“เออ บ้านนี้นี่มีแต่คนไทยปะ เรายังไม่เจอคนอื่นๆ เลย”


“ส่วนใหญ่ก็มีแต่เด็กไทยนะ มีฟิลิปปินส์อยู่สองคน แต่จริงๆ บ้านนี้มีเด็กอยู่ไม่ถึงสิบคนหรอก”


“เออ ก็จริงเนอะ ไม่งั้นได้เบียดกันตาย” ผมบอกแล้วเริ่มอ้าปากหาว ก่อนจะพูดด้วยเสียงงัวเงียๆ


“นี่ๆ เรื่องเมื่อเช้า เราขอโทษอีกรอบนะ ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ”


“ก็… เห็นไปแล้วนี่  จะทำอะไรได้ล่ะ” เอิร์ทหัวเราะ หึๆ แล้วมองผมด้วยสายตามีเลศนัย จนผมรู้สึกขนลุกที่ต้นคอ


“สิ่งที่เอิร์ทควรทำคือ ใส่กางเกงในนอนก็ดีนะ” ผมบอกแซวๆ อีกฝ่ายยิ้มเท่ๆ แล้วพยักหน้าน้อยๆ ส่วนผมเริ่มตาปรือๆ


“ว่าแต่ เอิร์ทเรียนที่ไหนหรอ”


“มอเดียวกับแมทแหละ” คราวนี้ผมตาสว่างขึ้นเล็กน้อย พยายามเบิกตากว้างมองเอิร์ทด้วยความตกใจผสมประหลาดใจ โอย… ตาจะปิด


“เฮ้ย จริงดิ ทำไมเราไม่เคยเห็นเอิร์ทเลยอ่ะ เอิร์ทเรียนคณะอะไร”


“เรียนสถาปัตย์ฯ มอเราก็ไม่ใช่เล็กๆ นะ ไม่เคยเห็นก็ไม่แปลกหรอก อีกอย่างคณะเราสองคนก็ไม่ค่อยเจอกันอยู่แล้ว” ผมขมวด
คิ้วงง ในขณะที่หนังตาเริ่มหนักมากขึ้น


“รู้ด้วยหรอว่าเราเรียนคณะอะไร แล้วเอิร์ทเคยเจอเราหรอ งงอ่ะ” ผมบอกด้วยรอยยิ้มงงๆ แล้วอ้าปากหาวจนน้ำตาเอ่อที่ขอบตา อีกฝ่ายยิ้มเหมือนรู้อะไรอยู่คนเดียว แต่ตอนนี้ตาผมเริ่มปรือหนักขึ้นจนหัวผงกขึ้นๆ ลงๆ


“ก็เคยเจอบ้าง เคยเห็นบ้าง และ…” ผมไม่ได้ยินประโยคหลังจากนั้น เพราะว่าผมฟุบหลับใหลไปกับความอ่อนเพลียแล้ว



[มีต่อด้านล่างจ้า]

ออฟไลน์ ma-prang

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 489
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
Re: ||Love, no boundaries. Part: You and I|| :: Chapter 2 :: [15.06.58] :: PG.1
«ตอบ #24 เมื่อ16-06-2015 17:33:25 »

ยินดีต้อนรับอิพี่วิคและแมทสู่เล้าจ้าาาาาาา
 :L2: :L2:

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 540
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +263/-8
Re: ||Love, no boundaries. Part: You and I|| :: Chapter 2 :: [15.06.58] :: PG.1
«ตอบ #25 เมื่อ16-06-2015 17:40:43 »



ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาในความมืดที่มีเพียงแสงสว่างจากโคมไฟสีส้มที่เปิดขึ้นตรงห้องนั่งเล่น ผมยังคงนอนอยู่ที่เดิม ในท่าเดิม ไม่ผิดเพี้ยน ผมค่อยๆ ดันตัวเองลุกขึ้นนั่งด้วยความงัวเงียมองไปรอบๆ บ้านด้วยความเบลอ เอิร์ทไม่ได้นั่งอยู่ตรงโซฟาตัวยาวแล้ว แน่ล่ะ ใครมันจะมานั่งอยู่ได้ทั้งวัน ผมหยิบไอโฟนออกมาจากเกงเกงยีนส์ กดดูเวลาก็เห็นว่าตอนนี้สองทุ่มยี่สิบ โห หลับไปนานเหมือนกันนะเนี่ย ปวดคอแฮะ ผมเอียงคอซ้ายทีขวาที ให้อาการปวดหน่วงๆ บรรเทาลง ก่อนจะลุกขึ้นยืน เพื่อหาอะไรกินสักหน่อย แล้วค่อยไปบ้านวิคเตอร์ก็แล้วกัน


อันที่จริงผมยังไม่ได้ซื้อกับข้าวที่เป็นของตัวเองมาแช่ไว้เป็นจริงเป็นจังเลย ก็แหม เอาเวลาไหนไปซื้อเนาะ มาถึงก็โดนตะบี้ตะบันใช้งานจนแทบไม่มีเวลาเป็นส่วนตัว ผมเลยต้องอาศัยอาหารของป้าแมร์รี่แกไปก่อน แล้วค่อยไปจ่ายเงินให้แกก็แล้วกัน ผมหยิบอาหารกล่องออกมาหนึ่งกล่องที่อยู่ในโซนวางของของป้าแมร์รี่ พอเปิดดูก็เห็นว่าเป็นข้าวผัดฮอทดอกที่สีหน้ากินมาก น่าจะเป็นรสบาร์บีคิวนะ เห็นพริกป่นแดงๆ ส้มๆ ติดอยู่ ผมเทข้าวใส่ถ้วยสำหรับเข้าไมโครเวฟ แล้วยัดถ้วยเข้าไป รอเวลาอุ่นประมาณสองนาที


ผมนั่งกินข้าวที่เค้าน์เตอร์คนเดียวเงียบๆ ดูท่าป้าแมร์รี่แกจะหมกตัวอยู่แต่ในห้องนอนของแกนะ ส่วนคนอื่นๆ ผมไม่รู้ว่าอยู่ไหนกัน อาจจะอยู่บนห้อง หรืออาจออกไปเที่ยว ข้าวอันนี้อร่อยแฮะ ไว้ซื้อมาตุนไว้กินเองบ้างและคงต้องรีบหาซื้อกับข้าวของตัวเองมาเก็บไว้ละ


หลังจากกินข้าวเสร็จผมก็ล้างถ้วยแล้วเก็บมันไว้ที่เดิม ก่อนจะดื่มน้ำตามไปสองแก้ว พอดูเวลาที่ไอโฟนผมก็คิดว่าควรออกไปได้แล้ว กว่าจะไปถึงบ้านวิคเตอร์ก็คงสามทุ่มนิดๆ ผมเดินไปหยิบกระเป๋าเป้ขึ้นมาก่อนจะเดินออกจากบ้านไป รอบนี้ขอขึ้นรถไฟใต้ดินชิวๆ ละกันนะ ไม่ต้องเร่งรีบตัวเอง ผมเดินห่างออกจากตัวบ้านมาสักพักก็เจอกับพวกบาส เอิร์ท และผู้หญิงอีกคนหนึ่ง


“ดึกแล้ว จะไปไหนหรอ” บาสถามด้วยความสงสัย ผมยิ้มเล็กน้อยก่อนจะตอบ


“ออกไปเรื่องงานนี่แหละ แล้วไปไหนกันมาหรอ”


“ไปทามสแควร์มา ว่าจะชวนแมทไปด้วยกันนะ แต่เห็นหลับอยู่เลยไม่กล้ากวน”


“ดีแล้วล่ะ ให้เราหลับเถอะ เหนื่อยมาก” ผมฉีกยิ้มกริ่มแล้วหันไปมองผู้หญิงผมยาวคนเดียวในกลุ่ม ส่งยิ้มให้ เธอยิ้มตอบกลับมาเล็กน้อย ผมเบนสายตาไปมองเอิร์ทที่ยืนหน้าเฉย แล้วอะไรดลใจไม่รู้ให้ผมจับต้นคอขวาของตัวเอง ลูบขึ้นลงเบาๆ ด้วยความงงกับตัวเอง


“ดึกขนาดนี้ยังจะออกไปเรื่องงานอีกหรอคะ” ผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มเอ่ยถาม ผมทำหน้าแหยๆ แล้วพยักหน้าแทนคำตอบ


“แล้วนี่ ที่ทำงานแมทอยู่ตรงไหน” เรียกว่าที่ทำงานได้รึเปล่านะ บ้านอีพ่อพระเอกนั่นน่ะ


“อยู่ในแมนฮัทตันแหละ แถวๆ Upper east side”


“ไปไกลเหมือนกันนะ นี่งานอะไรทำไมดึกดื่นยังต้องทำ” บาสพูดสีหน้านิ่วคิ้วขมวด ผมแค่นยิ้มน้อยๆ จริงๆ ก็เลิกงานแล้วล่ะนะ แต่จะไปเอาตังค์น่ะสิ เลยต้องยอมถ่อไป ผมขี้เกียจตอบคำถามเลยคิดเลี่ยงตัดประเด็นแทน


“เดี๋ยวขอตัวก่อนนะ กู๊ดไนท์ล่วงหน้าเลยละกันนะทุกคน” ผมยิ้มให้ทั้งสามคนแล้วเดินเลี่ยงออกไป แต่ต้องหันกลับไปมองที่เอิร์ทเล็กน้อยเพราะเห็นว่าเขามองผมด้วยสายตาจับจ้องจนรู้สึกได้ ผมยิ้มเก้อๆ ให้เขาก่อนจะก้าวเท้าเดินต่อไป รู้สึกงงๆ นิดหน่อยที่เห็นเขาดูเฉยมาก ผิดกับตอนที่คุยกันในห้องนั่งเล่น คงเป็นอารมณ์ของเด็กหัวศิลป์มั้งที่นึกอยากพูดก็พูด ถ้าไม่อยากพูดก็เงียบ


   



ตอนผมมาถึงหน้าบันไดทาวน์เฮ้าส์ของวิคเตอร์ก็สามทุ่มสี่สิบหกแล้ว ไฟชั้นหนึ่งกับชั้นสองเปิดอยู่ส่วนชั้นสามมืดสนิท ยังไม่เคยขึ้นไปสำรวจเลยแฮะว่าชั้นั้นเป็นยังไงบ้าง แต่อย่าหวังเลยว่าจะได้ขึ้นไป ทุกวันนี้ชั้นหนึ่งผมก็อยู่ได้แค่ห้องครัวกับห้องซักล้างเท่านั้น ผมหยิบไอพอดมาเลื่อนเปลี่ยนเพลงแล้วยัดเข้าไปในกระเป๋าเสื้อเชิ้ต ก่อนจะหยิบกุญแจออกมาแล้วไขประตูบ้านเข้าไป ผมวางกระเป๋าเป้ไว้ที่เค้าน์เตอร์ครัว เจ้าฟอกซ์โบกหางทักทายผมตอนที่ผมเอามือลูบหัวมัน ผมเดินไปกลางๆ บ้าน กะจะหยิบมือถือโทรหาเขา


แต่ผมว่าไม่ต้องละ เมื่อผมเจอเขาอยู่ในห้องรับรองแขก นั่งอยู่บนโซฟาสีขาว แต่ประเด็นคือเขาไม่ได้นั่งอยู่คนเดียว อีเจ๊ผมบ๊อบเมื่อตอนบ่ายนั่งทับอยู่บนตัวเขาแล้วกำลังโยกอย่างเมามันส์ โดยมือของเจ๊แกโดนไพ่หลังเอาไว้ด้วยกุญแจมือ ผมนี่ตัวแข็งทื่อเลยครับ!!


Shit!!!!! อีกแล้วครับท่าน ช็อตเด็ดรอบที่สอง ผมอ้าปากค้าง เสียงเพลง Work bitch ของเจ๊ Britney ท่อนท้ายดังสนั่นลั่นหูผมราวกับรับจังหวะการโยกของแม่ผมบ๊อบนมห้อยนั่น


“Oh! Ah! Ah!” อื้อหือ เสียงร้องบอกได้อย่างดีว่าเจ๊แกฟินขนาดไหน ผมกลืนน้ำลายลงคอ แล้วก้าวเท้าจะหนี แต่วิคเตอร์หันมาเห็นผมซะก่อน


“Hey! ( เดี๋ยวก่อน!)” เขาตะโกนบอกทั้งที่เจ๊นั่นยังโยกอยู่บนตักเขา ผมหยุดเดินพร้อมๆ กับเสียงร้องของผู้หญิงที่ค่อยๆ หายไป ผมหันไปมองวิคเตอร์กำลังกระซิบอะไรบางอย่างกับเธอคนนั้น แล้วเธอก็ทำสีหน้าหงุดหงิด


“ผะ…ผม… ผมรอที่ห้องครัวก็แล้วกันนะครับ” ผมรีบเดินก้มหน้างุดๆ ไปทันที รู้สึกว่าหน้าตัวเองร้อนผ่าวด้วยความอายทั้งๆ ที่คนควรอายคือสองคนนั้น แต่ทั้งสองคนกลับดูชิลมาก ผมหลับตา ถอนหายใจ แล้วตั้งสติยืนรอวิคเตอร์ที่เค้าน์เตอร์ครัว พลางลูบหัวเจ้าฟอกซ์ไปด้วย รออยู่ครู่ใหญ่ เจ๊บ๊อบก็เดินออกมาในสภาพใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว เธอหันมาจิกตาใส่ผมเล็กน้อย ก่อนจะหันไปจุ๊บริมฝีปากวิคเตอร์ที่เดินตามออกมาในสภาพใส่แค่กางเกงยีนส์โชว์หุ่น แหม… หุ่นดีหน่อย อ่อยบ่อยเชียวนะ


“Good bye, and shall we meet again? (ไปก่อนนะ แล้วเราจะพบกันอีกมั้ย)” วิคเตอร์ยิ้มนิดๆ ก่อนจะตอบเสียงทุ้มน่าฟัง


“Maybe. (ก็อาจจะนะ)” แหม… ทีกับผมละห้วนสั้น เสียงทื่อ สะบัด ทีกับชะนีนี่เสียงหล่อเชียว เจ๊บ๊อบทำหน้าเสียดายเล็กๆ แล้วยืดตัวหอมแก้มเขาก่อนจะเดินออกจากบ้านไป
ความเงียบอบอวลอยู่รอบๆ ตัวผมจนทำสีหน้าไม่ถูก ผมค่อยๆ ดึงหูฟังที่ไม่มีเพลงดังแล้วออกจากหูช้าๆ ก่อนจะม้วนใส่เข้าไปในกระเป๋ากางเกงยีนส์ พอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นวิคเตอร์ก้มหน้าจ้องมองผมอยู่ด้วยสายตาเหมือนเหยี่ยว ผมยิ้มแห้งๆ ให้เขา แต่พอเห็นอีกฝ่ายไม่ยิ้ม ผมก็เลยหุบยิ้มวืด แล้วยืนทื่อๆ


“ช่างมาขัดจังหวะได้เก่งจริงๆ นะ”


“I did not meant to—who will know that you are…ermmm… Ohh La la! (ผมไม่ได้ตั้งใจนะ ใครจะไปรู้ล่ะว่าคุณกำลัง อู้ว ลา ล่า! อยู่)” ผมบอกด้วยสีหน้าหมั่นไส้นิดๆ อีกฝ่ายขมวดคิ้วงง


“What does ‘Ohh La la’ means? (อู้ว ลาล่า หมายความว่าไง)” เขาทำเสียงล้อผม ผมห่อไหล่สองข้างก่อนจะตอบ


“Fuck, make love, or something—like  you and she did together on the couch. You can call whatever you want. (มีอะไรกัน เมคเลิฟ หรืออะไรสักอย่างที่คุณกับเธอกำลังทำกันบนโซฟา คุณจะเรียกอะไรก็ได้ตามที่คุณต้องการ)” ผมเลิกคิ้วขึ้นมองหน้าเขาที่เหมือนจะขำ แต่ร่องรอยการขำนั้นหายไปอย่างเร็ว แทนที่ด้วยสีหน้ามึนตึง คงหงุดหงิดสินะที่ผมมาขัดจังหวะ


“ผมไม่รู้นี่ครับว่าคุณกับเธอยังไม่เสร็จกิจ ก็คุณนัดผมเองว่าสามทุ่มให้มารับเงิน นี่ก็จะสี่ทุ่มแล้วด้วยซ้ำ” ผมบอกด้วยความมั่นใจว่าตัวเองไม่ผิด วิคเตอร์ถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย


“เงินแค่ไม่กี่ร้อยนี่ทวงจังนะ”


“ขอโทษทีที่ผมไม่ได้เกิดมาเป็นนายแบบหรือดารา แต่ว่าผมเป็นเด็กฝึกงานที่ไม่ได้ค่าจ้างอะไรเลย ฉะนั้นทุกบาททุกสตางค์ของผมมีค่ามาก แค่ค่าแท็กซี่ที่ผมเสียไปสองวันแรกที่มาที่นี่ก็ซื้อบ้านหมาได้ตั้งหลังนึงแล้ว” ผมบอกเสียงแว้ดๆ จนวิคเตอร์ขมวดคิ้วมุ่น


“ผู้ชายอะไรทำไมขี้บ่นจัง”


“ผู้ชายที่ชอบผู้ชายด้วยกัน เคปะ?” ผมบอกหน้ามึน น้ำเสียงเอือม วิคเตอร์ยิ้มเยาะๆ เล็กน้อย แล้วล้วงหยิบเงินออกมาจากกระเป๋ากางเกงยีนส์ ก่อนจะยื่นมาให้ ผมยื่นมือไปรับไว้ แล้วตรวจดู เขาให้เกินมาห้าแบงค์ ผมเลยส่งคืนให้


“เก็บไว้เถอะ ถือว่าฉันทำบุญให้การกุศลกับคนต่างด้าว” เขายิ้มเย้าๆ เล็กน้อย ผมกัดปากแล้วจ้องตามองเขาอย่างนึกโมโห ก่อนจะดึงมือเขาขึ้นมาแล้วยัดเงินคืนไป


“ไม่จำเป็น!” ผมปล่อยมือเขาแล้วยัดเงินใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์ตัวเอง พอเงยหน้ามองเขาอีกรอบ ผมก็เห็นวิคเตอร์หรี่ตามองผมอยู่ จนผมต้องเอามือขึ้นมาจับหน้าและคอตัวเองว่ามีอะไรติดอยู่รึเปล่า แถมไม่จ้องเปล่ายังเดินเข้ามาใกล้ผมมากขึ้นอีก ผมเดินถอยหลังแต่ดันติดกับเค้าน์เตอร์ครัว วิคเตอร์จับข้อมือขวาให้ผมหยุดลูบไล้ใบหน้า แล้วเอียงคอมองอะไรบางอย่างที่ซอกคอผม ก่อนจะยิ้มมุมปากมาดเท่ตามเคย


“Kiss mark? (จูบตีตราหรอ)” ผมสีหน้างง แล้วใช้มือซ้ายขึ้นมาจับตรงต้นคอไว้


“What? (อะไรนะ)” ผมดึงแขนตัวเองออกจากมือเขา แล้วหยิบไอโฟนขึ้นมาเปิดกล้องหน้าดู ชิบหาไม่เจอแล้ว! รอยแดงๆ ที่ซอกคอนั่นมาจากไหน แต่ตาวิคเตอร์บอกว่าเป็นรอยจูบ ผมว่ามันเหมือนรอยโดนยุงกัดมากกว่านะ


“ทำไมคุณไม่มองว่ามันเป็นรอยยุงกัดหรือแพ้หนอนอะไรทำนองนั้นล่ะ ทำไมต้องมองว่าเป็นรอยจูบ หรือคิดแต่เรื่องแบบนั้น” ผมจิกตาใส่เขา ก่อนจะยัดไอโฟนกลับเข้าไปในกางเกง แล้วผมก็นึกภาพที่เห็นเมื่อวานกับเมื่อกี้นี้


“ดูท่าทางคุณจะเป็นแนวโซ่ แส้ กุญแจมือสินะ เห็นมัดมือผู้หญิงไว้ตั้งสองคนแน่ะ” ผมยิ้มแซวๆ แล้วกระพริบตามองวิคเตอร์ เขาหรี่ตามองผมพลางขมวดคิ้ว แววตาเหมือนหงุดหงิดอะไรสักอย่าง แล้วเขาก็หยิบกุญแจมือที่ว่านั่นขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกงยีนส์ ชูให้ผมเห็นด้วยสีหน้าและสายตาเมาๆ จนผมหยุดยิ้มแล้วมองเขาตาค้าง แสงสีเงินของกุญแจมือสะท้อนกับไฟสีขาววาววับ


“อยากโดนมัดบ้างมั้ยล่ะ” เขายักคิ้วเร็วๆ หนึ่งที ผมสั่นหัวแรงๆ ทันที แต่เขากลับคว้ามือซ้ายผมไป แล้วรวดเร็วยิ่งกว่าแสง เขาก็ล็อคกุญแจมือเข้ากับข้อมือผม


“เฮ้ย! คุณทำอะไรเนี่ย!” ผมร้องเสียงหลง แล้วเขย่าข้อมือที่โดนกุญแจล็อคอยู่อันหนึ่ง ส่วนอีกอันห้อยต่องแต่งอยู่ข้างล่าง วิคเตอร์ส่งยิ้มกวนๆ มาให้


“ร้องโวยวายไปได้ ผู้หญิงเขายังไม่ร้องอย่างนายเลย”


“เน่! ผมไม่ใช่นักโทษหรือทาสสวาทของคุณนะ?!” ผมบอกเสียงขุ่น หน้าตาเอาเรื่อง แต่ดูเหมือนวิคเตอร์จะสนุกที่ได้เห็นผมเป็นแบบนี้ เขาก้าวชิดเข้ามาใกล้ผมจนได้กลิ่นตัวหอมๆ แบบผู้ชายของเขา ผมเอนหลังไปจนแทบติดกับเค้าน์เตอร์ครัว


“แล้วอยากเป็นมั้ย” เขาถามสีหน้ากรุ้มกริ่ม ลมหายใจรดอยู่ที่คิ้วผม ผมมองเขาด้วยความไม่ไว้ใจ หัวใจเริ่มเต้นผิดจังหวะอีกแล้ว ยั่ว! มันยั่วอีกแล้ว!


“ไม่! ผมเป็นผู้ชายนะ” ผมบอกเสียงสะบัด แล้วกระพริบตาปริบๆ มองหน้าเขาที่จ้องกลับมาด้วยสายตาที่มึนเมา เขาไม่มีกลิ่นเหล้านะ แต่ทำไมทำตาเยิ้มแบบนั้น


“อ้าว ไหนว่าเป็นผู้ชายที่ชอบผู้ชายด้วยกันไง” ผมอ้าปากหวอ หน้าเหวอ แล้วเบิกตากว้าง


“คุณจะบ้าหรอ คุณ…คุณชอบผู้หญิงน้า… ผู้หญิงมีนมด้วย แต่ผมไม่มี...แฮะๆ” ผมยิ้มแบบกัดปากล่างไว้ แล้วพยายามทำสายตาเว้าวอนให้เขาปล่อยผมจากอาณาเขตหอมๆ ของเขาเสียที เพราะสติผมเริ่มจะหลุดแล้ว วิคเตอร์เลื่อนมือขวามาจับหน้าอกซ้ายผมแล้วลูบไล้ไปมา


“นี่ไงนม” เขาบอกสีหน้าหื่นๆ ผมเอามือซ้ายที่กุญแจมือคล้องอยู่มาจับมือเขาไว้ แล้วจ้องเขาตาเขียวปั๊ด


“มันไม่เหมือนกัน นี่มันนมผู้ชาย!” ผมปัดมือเขาออก แล้วเอามือมาปิดหน้าอกตัวเองไว้ทั้งสองข้าง พลางจ้องมองเขาด้วยสายตาระแวดระวัง


“แต่ของนายก็ดูท่าทางใช้ได้นะ” เขายังคงล้อผมต่อไป ผมรู้เลยว่าหน้าผมต้องแดงมากแน่ๆ เพราะดูได้จากรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ชอบใจของอีกฝ่าย ผมยกมือดันๆ ไหล่ของเขาเพื่อให้เขาถอยห่างออกไป เขาถอยไปก้าวหนึ่ง แต่ก็คว้าแขนผมไว้ แล้วดึงกุญแจมือที่ห้อยอยู่ไปคล้องข้อมือขวา ผมร้องเสียงหลง ตอนนี้กลายเป็นว่าผมถูกกุญแจมือคล้องไว้ทั้งสองข้าง ผมลองขยับแหวกแขนสองข้างแรงๆ เผื่อว่ามันจะเป็นแค่กุญแจมือของเล่นแล้วจะขาดหากผมเกร็งแขนแล้วดึงแรงๆ ช่างเป็นความคิดที่อับจนสิ้นดี วิคเตอร์เอามือล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์ ขยับเข้ามายืนใกล้ผม แล้วใช้สายตาเย้ายวนอันมึนเมาของเขาไล่สำรวจร่างกายผมช้าๆ ตั้งแต่หัวจรดเท้า ผมรู้สึกเสียววูบ เบิกตากว้าง ตาขยับซ้ายขวาไปมาเหมือนหาทางหนีทีไล่


“Hmmm… Interesting, eh? (ฮืมมม… น่าสนใจ  ฮึ?)” เขาโน้มหน้าลงมาบอกเสียงเบาหวิวที่ข้างหูซ้าย จนผมแทบสะท้าน นี่ขนาดเขายังไม่โดนตัวผมเลยนะ ผมขมวดคิ้วแล้วพยายามรวบรวมสติที่เหลืออยู่
ไม่ได้นะ! ขอ… อย่ายอมแพ้ อย่าอ่อนแอ แม้จะเสียววาบ!


ผมกัดฟันแล้วจ้องตาสู้เขา หึ! คิดจะข่มกันหรอ ผมยิ้มกริ่ม ก่อนจะยกมือที่โดนกุญแจมือคล้องติดกันไว้ครอบเข้าที่คอเขาโดยไม่ต้องเขย่งเพราะหมอนี่เล่นโน้มตัวมาข้างหน้าเอง วิคเตอร์ดูจะตกใจเล็กน้อย เขาเอนตัวกลับไปยืนตัวตรง นั่นทำให้ผมโดนรั้งไปแนบติดกับตัวเขา หัวผมสูงแค่ไหล่เขาเอง ช่างเหมือนคนแคระกับทหารองครักษ์ยืนคุยกัน ผมเงยหน้าสบตาสู้กับเขาที่ตอนนี้มองผมด้วยความงุนงง ความสับสน ความลังเล เขาดูประหม่ากับการกระทำของผม โฮะ! แน่ล่ะ ไม่เคยแนบชิดกับผู้ชายขนาดนี้ล่ะสิ ช่องว่างระหว่างหน้าเราสองคนห่างกันประมาณหนึ่งไม้บรรทัดสั้น ผมยิ้มกริ่มแล้วทำหน้าตาใสซื่อ


“นายทำอะไร” เขาเอนหน้าไปด้านหลังเล็กน้อย แล้วมองผมด้วยความไม่ไว้ใจ


“อ้าว… ก็คุณบอกว่าน่าสนใจไม่ใช่หรอ อยากลองมั้ยล่ะ” ผมบอกเสียงใสแล้วแกล้งกัดริมฝีปากยั่วเขา วิคเตอร์ขมวดคิ้วจ้องผมด้วยสายตาเหมือนจะขำ


“เอาล่ะ! ไขกุญแจให้ผมเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นล่ะก็…” ผมยักคิ้วยึกๆ ให้อีกฝ่าย วิคเตอร์ยิ้มที่มุมปาก แววตาซุกซนแบบคนคิดอะไรสนุกๆ


“ลองก็ได้นะ ฉันไม่มายด์อยู่แล้ว อาจจะรู้สึกแปลกๆ ไปหน่อย แต่ถ้านายทำให้ฉันถึงได้ ฉันก็โอเค” เขายิ้มเจ้าเล่ห์ เลื่อนมือขึ้นมาจับที่เอวผมไว้แล้วดึงร่างผมเข้าไปชิดกับร่างเขามากขึ้น จากที่ตอนแรกผมทำให้เขาอึ้งไปได้ ตอนนี้กลายเป็นว่าผมกลับมาอึ้งเองอีกรอบ ทะ…ทำไมกลายเป็นงี้อ่ะ


“คุณ… คุณไม่กล้าหรอก คุณเป็นผู้ชาย ผู้ชายเขาไม่ทำแบบนี้” ผมพยายามบอกเสียงขาดๆ เกินๆ และพยายามดึงแขนตัวเองที่โอบคอเขาไว้ออก แต่เพราะผมเตี้ยกว่าเขามันเลยเอาออกลำบาก ยิ่งเขายืนเต็มตัวแบบนี้ยิ่งยากเข้าไปอีก วิคเตอร์ยิ้มร้ายกาจแล้วเริ่มลูบขึ้นลูบลงตรงช่วงเอวของผม


“นายก็พูดถูกนะ ฉันเป็นผู้ชาย แต่ผู้ชายที่โดนขัดจังหวะตอนที่กำลังจะถึงเนี่ย ค่อนข้างจะหงุดหงิดพอสมควร แล้วถ้ามันมีตัวช่วยระบายอารมณ์นั้นได้ ฉันก็ไม่สนแล้วล่ะว่าจะเป็นใคร” ผมสูดลมหายใจดังเฮือก สีหน้าตื่นตระหนก แล้วพยายามเอนตัวหนีเขา แต่ดูเหมือนหอเอนที่อิตาลีจะเอนได้มากกว่าผมซะอีกนะตอนนี้


“ฉันเคยมีอะไรกับผู้หญิงทางประตูหลังบ้าง แต่ก็ไม่เคยมีอะไรกับผู้ชาย ถ้ายังไงนายลองเป็นคนแรกของฉันมั้ย ฉันไม่ถือหรอก คืนเดียวก็จบกันไป คิดซะว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ของชีวิตฉัน” เขายิ้มมุมปากยั่ว แล้วเริ่มเลื่อนมือลงไปที่บั้นท้ายของผม เคล้าคลึงเบาๆ ผมอ้าปากกว้างด้วยความตกใจ และก็เริ่มดิ้นรนพยายามดึงมือตัวเองออก แต่วิคเตอร์ยืดตัวตรงไว้จนทำให้แขนผมตึงทำอะไรไม่ได้


“วิคเตอร์! ผมล้อเล่น!” เขายิ้มแสยะยิ้มร้าย มือยังไม่หยุดหยอกล้อที่ก้นผม จนตอนนี้ผมเริ่มเสียวสะท้าน สติเริ่มหลุดทีล่ะน้อยๆ ลมหายใจเริ่มขาดห้วง ใบหน้าร้อนผ่าว ไอ้ส่วนอ่อนไหวของร่างกายเริ่มตื่นตัวพอเจอยั่วหนักๆ เข้า


“ไม่สู้แล้วหรอ…” เขาบอกเสียงเบาหวิว ผมเงยหน้ามองเขาตาปรือ แล้วส่ายหัวน้อยๆ เขายิ้ม หึ ที่มุมปาก แล้วปล่อยมือออกจากก้นผม ก่อนจะหยิบกุญแจดอกหนึ่งออกมาจากกางเกงยีนส์ ยกมือสองข้างไปคลำๆ มือผมที่อยู่ตรงหลังคอเขา สักพักผมก็รู้สึกถึงอิสระของข้อมือตัวเอง ผมรีบชักแขนกลับ ก่อนจะถอดกุญแจแล้วยื่นคืนให้เขาทันที ผมก้มหน้างุดๆ ไม่กล้าเงยหน้ามองเขา สายตาเจ้ากรรมดันไปมองที่เป้ากางเกงยีนส์ที่มันนูนเปล่งออกมาอย่างเห็นได้ชัด ผมกระพริบตาปริบ แล้วเปลี่ยนใจรีบเงยหน้ามองหน้าเขาแทนดีกว่า


“ถ้าคิดจะสู้ ก็ทำใจให้เข้มแข็งกว่านี้นะต่างด้าว” ผมหน้าบึ้ง ทำจมูกบานใส่เขา ในหัวสมองยังคงรู้สึกเบลอๆ


“ถ้าเกิดใจเสาะ ยอมแพ้ขึ้นมา จะลาออกฉันก็ไม่ว่านะ” เขาบอกสีหน้าและสายตาท้าทาย ผมเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ปรับสีหน้าให้ดูไม่หวั่นไหว


“If you think that I will quit because of your sex-seduction. You’re wrong! I am very shameless person than you though! (ถ้าคุณคิดว่าผมจะยอมลาออกเพราะโดนคุณยั่วสวาทล่ะก็ คุณคิดผิดแล้ว ผมหน้าด้านกว่าที่คุณคิด!)” เขาเอามือสองข้างล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์อีกรอบ ริมฝีปากบิดเป็นยิ้มหล่อร้ายกาจ ผมเลื่อนสายตาหนีหุ่นอันแน่นหนัด


ไม่! มันใส่มายั่วเรา มันเป็นแผน!


“Okay! Remember what you said! (ก็ดี! จำคำพูดตัวเองไว้นะ!)” เขาบอกเสียงห้วนและเบ้ปากใส่ผมเล็กน้อย ผมกอดอกแล้วยิ้มแบบไม่รู้ไม่ชี้ วิคเตอร์มองผมด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะบอกเสียงห้าวแต่น่าฟังตามเคย


“งั้นตอนนี้ไปรีดผ้า!” ผมสะบัดแขนออก สีหน้าเหวอไปกับคำสั่งเขาทันที


“อะไรนะ?! รีดผ้า?! บ้ารึเปล่า นี่มันจะห้าทุ่มแล้วนะ”


“ลายเซ็น?” เขาบอกสีหน้าเหนือกว่า ผมกำหมัดแน่น เม้มปากแน่น แล้วสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะผ่อนออกมาเบาๆ แล้วเดินตึงตังไปที่ห้องซักล้าง


“ไม่เสร็จห้ามกลับบ้านนะ!”


“I got it! (รู้แล้วน่า!)” ผมกระแทกเสียงกลับไป ก่อนจะรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่หัว เมื่อวิคเตอร์เอามือหนึ่งทาบบนหัวผม แล้ว
เอามืออีกมือตบลงมาอย่างแรง แม้ไม่เจ็บแต่ว่ามึนเต็มๆ ผมหันไปจะด่าอีกรอบแต่เขาวิ่งขึ้นบันไดไปแล้ว แต่ยังไม่วายหยุดวิ่งแล้วหันมาชี้หน้าผม เขาทำหน้าเป็นการเตือนว่าอย่าขึ้นเสียงกับเขาอีก ผมทำปากจิ๊จ๊ะด้วยความหมั่นไส้ แล้วรีบเดินหนีไป


โอ๊ยยย! จะได้กลับบ้านกี่โมงวะเนี่ย แล้วไม่ต้องคิดให้เสียเวลา พรุ่งนี้อีตานั่นมันโทรจิกแต่เช้าแน่ๆ!


----------------------------TBC.-------------------------------


ยาวอีกเช่นเคย T_T ใครไม่ชอบอะไรเวิ่นเว้นๆ ต้องขออภัยด้วยนะคะ ลงแต่ล่ะตอนเหนื่อยมากกก ยาวไปถึงตะเข็บชายแดน
แรกๆ อาจจะยังไม่อะไรมากนะคะ บอกแล้นว่าเรื่องนี้ธรรมดาๆ แต่จะอัพวันล่ะตอนค่ะ ยังไงก็ฝากติดตามด้วยนะคะ
กดไลค์เพจเฟซบุ๊ค เพื่ออัพเดตข่าวสารก่อนที่ใด เม้าท์มอยหอยกาบนอกรอบได้ที่นั่นค่ะ หรือจะฟอโล่วทวิตเตอร์ก็ได้นะคะ ^^
FICTION Y BY ขุ่นเจ้ & @datomh


ออฟไลน์ magic-moon

  • I belive I can Flyyyyyyyyyyy
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 498
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-2
เรื่องนี้สนุกมากกกกค่ะ นายเอกสาวก็จริงเเต่พอดีอยู่นะ ยังไม่ถึงกะเเต๋วเเตกหรอกกกก น่ารักดี
ส่วนเรื่องเนื้อหายาววววววเนี่ย ไม่เป็นปัญหาเพราะคนอ่านชอบมากเลยค่ะ 5555
อัพยาวๆสิดี ชอบมากค่าาาาาาาา

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 540
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +263/-8

CHAPTER 4 :: The imported servant from Thailand.


ผมหาววอดๆ มาตามฟุตบาทที่เป็นทางเดินกลับบ้าน เรือส่งสินค้าส่งเสียงหึ่งๆ อยู่ในแม่น้ำ East river แสงไฟสีส้มจากริมถนนส่องกระทบกับพื้นน้ำเป็นประกายสีส้มระยิบระยับ นี่โชคดีนะที่รถไฟใต้ดินของที่นี่เขาวิ่งยี่สิบสี่ชั่วโมง ผมหันตาปรือๆ ที่มีน้ำตาเอ่อเพราะหาวมากไปมองสะพานบรู๊คลิน (Brooklyn bridge) ที่พาดผ่านแม่น้ำ ยามกลางคืนมันดูเท่ๆ ดีนะ ผมเลยหยุดเดินแล้วหยิบไอโฟนขึ้นมาถ่ายรูปสะพาน แถมมีวิวไฟระยิบระยับบนตึกจากฝั่งแมนฮัทตันเป็นแบ็คกราวด์ด้วย ผมกดถ่ายไปสี่ห้าภาพ เดี๋ยวแต่งภาพนิดหน่อยละอัพลงไอจีดีกว่า ผมเลื่อนดูรูประหว่างที่เสียงร้องของพี่อดัมดังออกมาตามหูฟัง ก่อนจะกดเลือกรูปแล้วเดินไปด้วยแต่งไปด้วย พอได้ภาพที่ถูกใจผมก็อัพลงไอจีพลางเปิดประตูรั้วไม้ของบ้านเข้าไป เดินเชื่องช้าผ่านชิงช้าในสวนหน้าบ้านของป้าแมร์รี่แล้วก็ต้องสะดุดกับใครคนหนึ่งในชุดนอนเสื้อกล้ามขาว กางเกงขาสั้น ที่กำลังนั่งมองท้องฟ้าเงียบๆ คนเดียว


“ยังไม่นอนอีกเหรอ” ผมถามด้วยความประหลาดใจที่เห็นเขายังนั่งอยู่ตรงนี้  ผมดึงหูฟังออกแล้วยัดเข้าไปในกางเกงยีนส์ลวกๆ คนถูกถามหันมามองด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะยักคิ้วให้ผมหนึ่งที


“นอนไม่หลับ” ผมยกไอโฟนขึ้นมาดูเวลา นี่มันจะตีสองแล้วนะ


“พรุ่งนี้ไม่ทำงานหรอ หรือว่าได้วันหยุดอีกวัน” เอิร์ทส่ายหัวน้อยๆ แล้วหันมามองผมด้วยสายตาเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่


“ทำงานอะไร ทำไมกลับดึกจัง” เขาถามเสียงทุ้มใหญ่ๆ น้ำเสียงสงสัย ผมยิ้มหน้ามู่ทู่ ก่อนจะตอบ


“งานเบ๊ก็เงี้ย เจ้านายเรียกตอนไหนก็ไป” ผมไม่อยากตอบว่าทำงานอะไร ไม่รู้ถ้าตอบไปจะดูเป็นการโอ้อวดไปรึเปล่าที่จะบอกว่าตัวเองต้องไปดูแลพ่อพระเอกที่กำลังเป็นดาวรุ่งนั่น


“ท่าทางเจ้านายจะจู้จี้นะ ถึงขั้นกักตัวไว้เอาจนป่านนี้ แล้วพรุ่งนี้ก็ต้องตื่นไปแต่เช้าอีกน่ะเหรอ” เขาขมวดคิ้วน้อยๆ ผมยิ้มเหมือนจำนนในโชคชะตาของตัวเองแล้วพยักหน้าขึ้นลงเอื่อยๆ


“นั่งมั้ย?” เอิร์ทถามพลางบุ้ยปากไปที่ชิงช้าอีกตัวที่อยู่ข้างๆ เขา ผมยักไหล่เล็กน้อยแล้วเดินเข้าไปนั่งตามคำชวน เอิร์ทยังคงมองผมด้วยสายตาที่กำลังครุ่นคิด


“ดูเหมือนมีเรื่องให้คิดมากนะ” เอิร์ทยิ้มที่มุมปาก แล้วพยักหน้าน้อยๆ


“คิดเรื่องตัวเองอยู่” ผมเลิกคิ้วขึ้นแล้วมองเขาด้วยความงง เอิร์ทยืดตัวขึ้นพลางผ่อนลมหายใจออกช้าๆ


“เออ เรื่องที่เราอยู่มอเดียวกัน ยังคุยไม่จบเลยอ่ะ สรุปเอิร์ทเคยเจอเราด้วยหรอ ทำไมเราไม่เห็นรู้สึกว่าเคยเจอเอิร์ทเลยล่ะ” เอิร์ทหันมายิ้มน้อยๆ เป็นยิ้มขำๆ


“เราอาจจะเคยเจอกัน แต่นายนึกไม่ออกเองเปล่า คือที่เราบอกว่ามอเราใหญ่ไม่เคยเจอกันก็ไม่แปลก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่เคยเจอกันนี่” ผมยิ้มงงๆ ขมวดคิ้วงงๆ และลองพยายามนึกว่าคณะผมเคยไปวุ่นวายกับคณะสถาปัตย์ฯ มั่งมั้ย เอ… เคยรึเปล่านะ สถาปัตย์ฯ… ออกแบบ พวกศิลปะ วาดภาพ วาดภาพ! อ๋อ!


“พวกเอิร์ทเคยมาออกแบบฉากละครเวทีให้เราปะ?!” ผมถามด้วยความดีใจที่เหมือนจะนึกออก แต่จริงๆ มันก็ยังเลือนรางและลางเลือนมากเลยนะ คือผมเคยไปจ้างคณะพวกเอิร์ทมาวาดรูป มาออกแบบฉากละครเวทีให้ แล้วต้องร่วมงานกันอยู่ประมาณสองสัปดาห์ แต่ว่าผมเคยเห็นเอิร์ทมั้ยนะ เขาอาจจะมาแต่ผมอาจจะจำเขาไม่ได้ ฮึ้ย! อะไรจะความจำสั้นขนาดนั้น เอิร์ทมองหน้าผมแล้วยิ้มหล่อๆ แน่ะ! เดี๋ยวเถอะๆ บรรยากาศยิ่งเงียบเชียบอยู่นะ


“จำได้แล้วหรอ แล้วจำเราได้มั้ยเนี่ย” ผมทำปากขมุบขมิบ สีหน้ามู่ทู่ เอ… ตอนนั้นพวกเอิร์ทดันมาเยอะด้วยสิ ทั้งฝ่ายวาดภาพ ฝ่ายออกแบบ ฝ่ายจัดทำ ฝ่ายก่อสร้าง มันปนๆ กันก็หลายคนอยู่นะ แถมปนกับเอกผมอีกต่างหาก


“เราไม่ค่อยได้ไปยุ่งฝ่ายฉากด้วยสิ อยู่แต่กับนักแสดง นานๆ ทีจะไปดูฝ่ายฉาก ฝ่ายศิลป์ แต่เอิร์ทต้องอยู่ในกลุ่มนั้นแน่ๆ เรามั่นใจ” ผมหัวเราะน้อยๆ เพราะนึกหน้าเอิร์ทเดี่ยวๆ ไม่ออกจริงๆ ภาพในหัวผมตอนนี้คือกลุ่มเด็กสถาปัตย์ฯ และพวกเพื่อนๆ เอกผมที่อยู่ฝ่ายฉากกำลังนั่งรุมฉาก รุมอุปกรณ์ประกอบฉากกันอยู่


“อยู่ในนั้นแหละ จำไม่ได้ก็ไม่แปลก เห็นเอาแต่ดุนักแสดงกับเอ็กซ์ตร้า (Extra)” เอิร์ทยิ้มแซวๆ ผมยิ้มเขินเล็กน้อย


“พอดีมันเป็นงานที่เราชอบ เราก็เลยทุ่มเทเป็นพิเศษ”


“แล้วทำไมไม่ไปเรียนพวกนิเทศฯ ล่ะ มาเรียนภาษาอังกฤษทำไม”


“เคยเรียนแล้วไม่ชอบอ่ะดิ รู้สึกว่าเบื่อตำรา พื้นฐานต่างๆ มาก ที่เราอยาก คือลงมือทำจริงๆ อ่ะ”


“อ้าว ทุกอย่างมันก็ต้องมีพื้นฐานทั้งนั้นแหละ ไม่มีพื้นฐานแล้วจะเอาที่ไหนไปลงมือทำ” ผมยิ้มนิดๆ พูดคล้ายๆ พ่อผมตอนผมจะซิ่วรอบแรกไม่มีผิด


“ก็รู้นะ แต่พอลองเรียนจริงๆ แล้วมันไม่ใช่อย่างที่คิดอ่ะ”


 “แล้วจบไปไม่อยากทำงานด้านเบื้องหลังหรอ” ผมยิ้มด้วยความกระตือรือร้นก่อนจะพยักหน้าเร็วๆ


“อยากสิ ยิ่งพอเราทำละครเวที ยิ่งรู้ตัวเลยนะว่าอยากทำงานเบื้องหลัง” เอิร์ททำหน้างง เบ้ปากด้วยความไม่เข้าใจ


“แล้วจะไปทำได้ไง ก็ในเมื่อเรียนมาคนล่ะสายเลย”


“จริงๆ เราได้เข้าไปทำมาสักพักแล้วล่ะ พอดีเรารู้จักพี่ๆ ในกองถ่ายหนัง เลยขอเขาไปลองทำมา ก็กะว่าจบไปคงไปทำงานที่นั่นแหละ” เอิร์ทพยักหน้าเชื่องช้าด้วยความเข้าใจ


“แปลก… อยากทำงานเบื้องหลัง แต่ไม่ชอบเรียนพื้นฐาน”


“จริงๆ ตอนเข้าไปในกองถ่ายหนัง เราก็ต้องเรียนรู้พื้นฐานนะ แต่เราชอบแบบนั้นมากกว่าไง ชอบเรียนรู้จากของจริง ไม่ใช่ตำรา เราชอบลงมือมากกว่าอ่ะ” ผมบอกยิ้มๆ เอิร์ทหันข้างมาหาผมแล้วมองด้วยสายตามีซัมติง (Something)  พร้อมรอยยิ้มมุมปากอันน่าสงสัย


“แล้วชอบลงมือจริงๆ ทุกเรื่องเลยรึเปล่า” ผมยิ้มหน้าตื่นๆ เหมือนจะไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูด แต่ก็ใช่ว่าผมจะไม่เก็ทกับสิ่งที่เขาสื่อออกมา บ๊ะ! นี่อ่อยเหยื่อกันรึเปล่าเนี่ย


“พูดจากรุ้มกริ่มแบบนี้เดี๋ยวเราก็คิดมิดีมิร้ายด้วยหรอก” ผมยิ้มแซวแล้วแกล้งชี้หน้าเขา ก่อนจะทำเสียง แอ้ๆ ล้อเขา จนเอิร์ทยิ้มขำขันออกมา ก่อนจะลุกขึ้นยืนจนร่างบังแสงจันทร์มิด ผมเงยหน้ามองเขาด้วยรอยยิ้ม


“เข้านอนมั้ย เดี๋ยวต้องตื่นเช้าไม่ใช่รึไง” ผมหน้าเหลอหลาพอนึกขึ้นได้ หยิบไอโฟนออกมาดูเวลา ตีสองกว่าแล้ว ชิททท! พรุ่งนี้อีพ่อพระเอกนัดเจ็ดโมงเช้าด้วย ผมลุกขึ้นยืนพรวด


“เออ ก็ดีเหมือนกัน พรุ่งนี้เราเช้าจริง” ผมทำหน้าเซ็งเล็กน้อย นอนน้อยจริงจริ้งตั้งแต่มาถึงที่นี่  ถึงจะนอนกลางวันมันก็ไม่เหมือนกับการพักผ่อนตอนกลางคืนหรอก เอิร์ทก้มหน้ามองผมเล็กน้อย แล้วสักพักเขาก็ยกมือซ้ายมาจับที่ต้นคอขวาของผม ไอ้ตรงที่มีรอยยุงกัดแดงๆ แต่ตาวิคเตอร์หาว่าเป็นรอยจูบนั่นแหละ ผมสะดุ้งหนีเล็กน้อย แล้วกระพริบตามองเอิร์ทงงๆ แต่มือเอิร์ทก็ตามมาลูบบริเวณรอยแดงตรงซอกคอผมเบาๆ


“จำไม่ได้จริงหรอแมท” ผมขมวดคิ้วมองหน้าเขา เอิร์ทจ้องตาผมด้วยสายตาจริงจัง ผมก็เลยรีบคิดว่าภาพเอิร์ท ในกลุ่มคนทำฉากนั้นมีอยู่บ้างมั้ย


“เราไม่ได้แอ๊บ หรือว่าแกล้งลืมนะ แต่ตอนนั้นเราทำงาน เวลาทำงานเราจะหมกมุ่นมากอ่ะ จนบางทีลืมสิ่งรอบข้าง นึกไม่ออกจริงเอิร์ท” ผมเงยหน้าสบตากับเขา และพยายามเบี่ยงคอตัวเองออก เพราะมันหวิวเกินไปหน่อย ถึงผมจะชอบผู้ชาย แต่เอิร์ทดูมาดแมนเกินไปที่ผมจะกล้าคิดว่าเขาจะพิศวาสผม แต่ว่า… ลูบคอขนาดนี้ มันก็แอบคิดติ่งๆ เหมือนกันนะ แล้วไม่ทันตั้งตัวเพราะมัวแต่มโนเพ้อพกอยู่ ผมก็โดนเขาดึงเข้าไปใกล้ ผมเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เอิร์ทเอาสองมือโอบร่างผมไว้ ส่วนผมเอาแขนสองแขนงอดันอกแน่นๆ ของเขาไว้ จริงๆ ไม่ได้ตั้งใจงอกันเขาไว้หรอกนะ แต่มันเป็นจังหวะที่ถูกดึงเข้าไปพอดี มันเลยงอพับไปตามสเต็ป ผมเงยหน้าขึ้นมองเอิร์ทด้วยความงุนงง อีกฝ่ายจ้องตอบกลับมาด้วยสายตากรึ่มๆ


โอ้โห! แมทมันสวยเว้ยยย! วันนี้มีผู้ชายดึงไปแนบอกตั้งสองคน แหม่… เดี๋ยวๆ ใช่เวลาหรอไอ้แมท!


“เอ่อ… เอิร์ทๆ เราว่า ไอ้แบบนี้เอิร์ทน่าจะไปทำกับผู้หญิงนะ มันจะดูวี้ดวิ้วกว่านะ แฮะๆ” ผมแบมือขวาออกแล้วตบอกซ้ายๆ อันนูนแน่นที่ห่อหุ้มด้วยเสื้อกล้ามไว้ เอิร์ทไม่ใช่คนมีกล้ามแขนเป็นลูกๆ ขนาดนั้น แต่แขนก็อวบมีกล้ามแขนแบบคนออกกำลังกาย ซิกซ์แพคไม่มี แต่หน้าท้องแบนราบมีกล้ามท้องแต่ไม่ใช่เป็นลูกๆ แบบพวกซิกส์แพ็ค ไร้ไขมันดันพุงป่อง อกเป็นอก แบ่งส่วนสัดชัดเจน อันนี้จากที่เห็นแว้บๆ เมื่อเช้านั่นแหละ และที่สำคัญไอ้ส่วนนั้นที่ทักทายผมแทนเจ้าตัวก็… อืมมม… 
ผมยิ้มยิงฟันแหะๆ ริมฝีปากอิ่มหนาของเอิร์ทเผยอขึ้นเล็กน้อย ดวงตาสำรวจใบหน้าผมไปมา ราวกับกำลังจดจำรายละเอียดใบหน้าผม


“แมทนั่นแหละที่ทำให้เราทำแบบนี้ แทนที่จะทำกับผู้หญิง แมทกำลังทำให้เราสับสน อีกรอบ นะ” ผมงงกับว่า อีกรอบ ของเขาจัง แสดงว่าเขาเคยสับสนมาก่อนหน้านี้หรอ สับสนเพราะใคร เพราะผมหรอ? แล้วสับสนด้วยเรื่องอะไร


“อ่า… เรางง คือ แสดงว่าก่อนหน้านี้เคยมีเหตุการณ์ระหว่างเราสองคนงั้นหรอ” ผมถามด้วยความประหลาดใจ เริ่มสนใจกับสิ่งที่ตัวเองเพิ่งถามเขาไป ผมจะจำไม่ได้ขนาดนั้นเลยรึไงกันว่าผมกับเขาเคยรู้จักกัน หรือเคยมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน เอิร์ทยิ้มที่มุมปาก สายตาวาววับด้วยความคิดที่ไม่ค่อยดีบางอย่าง


“ลองทวนความทรงจำมั้ย เผื่อจะนึกออก” ผมพยักหน้าเร็วๆ ก็ดีนะ บางทีผมอาจจะนึกอะไรออก แล้วเขาจะทบทวนความจำผมยังไง เล่าเรื่องตั้งแต่ต้นหรอ? เอิร์ทยิ้มด้วยความพึงพอใจ


“ไหนลองเล่าหน่อยสิว่าระหว่างเราสองนี่มันยังไง ทำไมเราจำอะไรไม่ได้ขนาดนั้น”


“เรื่องมันยาว เดี๋ยวค่อยเล่า ตอนนี้ทวนความจำให้ก่อน” ผมเอียงคอ ขมวดคิ้วมองด้วยความงง แว้บแรกผมคิดเลยว่า เขาต้องจูบแน่ๆ แต่เปล่า เอิร์ทไม่ได้ก้มลงมาจูบปากผมอย่างที่ตัวเองกำลังมโน


เอิร์ทก้มลงมาที่ซอกคอขวาผม แล้วจูบตรงบริเวณที่ผมโดนยุงกัด เกิดความรู้สึกขนลุกซู่ด้วยความเสียวเมื่อริมฝีปากอิ่มหนาของเขาบดลงบนผิวหนัง ผมยืนหน้าเอ๋อให้เอิร์ทซุกไซร้ซอกคอไปเรื่อย ผมยืนงงๆ เกิดความรู้สึกแว้บไปแว้บมาในหัวแปลกๆ ผมไม่ใช่ชายแท้ๆ ที่พอทำแบบนี้จะดัดจริตผลักเขาออก โดนผู้บ่าวจู่โจมแบบนี้ มันทั้งมึน ทั้งตื่นเต้น และแอบเคลิ้มด้วยซ้ำ… ผมกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก ตาเริ่มปรือ แต่สักพักผมก็เลื่อนมือขึ้นไปจับไหล่กว้างของเอิร์ทไว้ แล้วออกแรงดันเขาออกช้าๆ เอิร์ทยอมหยุดแต่โดยดี เขายืนตัวตรงแล้วก้มมองผมด้วยสายตามึนเมา ส่วนผมมึนหนัก วันนี้มันวันอะไรทำไมโดนแทะเล็มเยอะจัง แหม… มาอยู่นิวยอร์คละฮ็อตเว้ย อยู่ไทยแม่งดับสนิท!


“จำได้มั่งยัง” เอิร์ทถามเสียงแผ่ว ลมหายใจหนักหน่วง ผมปล่อยมือออกจากไหล่ของเขา แล้วมองเอิร์ทด้วยความคิดพิจารณา เมื่อกี้มันก็เกิดอาการแว้บๆ ไปมาอยู่เหมือนกันนะ แต่ภาพไม่ชัดเลย ไม่ใช่ว่าเบลอนะ แต่มันแว้บๆ วับๆ


“จำไม่ได้จริงๆ มันวูบไปวูบมา แต่เรา…” ผมเม้มปากไว้ ไม่แน่ใจว่าพูดดีมั้ย ว่าผมคุ้นกับความรู้สึกสัมผัสของเอิร์ทอยู่เหมือนกัน แต่เหมือนเอิร์ทจะรู้รึเปล่าไม่แน่ใจ เพราะเขาอมยิ้มน้อยๆ


“ลองซุกเราบ้างมั้ย” ผมตาโต เลิกคิ้วขึ้นมองอีกฝ่ายที่ยิ้มชอบใจ ยังไม่ทันได้ตอบอะไร เอิร์ทก็ดึงผมเข้าไปกอด จนคางผมเกยอยู่ที่ไหล่ซ้ายเขา


“ไม่ลองไซร้ดูล่ะ” เขากระซิบที่ข้างหู ผมตะลึงเล็กน้อยที่เขาออกปากชวนขนาดนี้ ผมยืนนิ่งอยู่สักพัก ฟังเสียงเรือส่งสินค้าส่งเสียงหึ่งๆ อยู่ที่ริมแม่น้ำ แล้วก็เพราะอารมณ์พาไป หรือบรรยากาศเป็นใจ หรือใจผมยากทำก็ไม่รู้ ผมซุกจมูกลงไปที่ซอกคอของเอิร์ท แต่ไม่ได้ทำแบบสยิวกิ้วแบบที่เอิร์ททำเมื่อกี้หรอกนะ ผมแค่ลองซุกๆ ดมกลิ่นเขาดูเฉยๆ อ่ะ กลิ่นตัวเขาหอมด้วยกลิ่นครีมอาบน้ำของผู้ชาย ไม่เหมือนวิคเตอร์ที่จะมีกลิ่นหอมๆ ของตัวเองเขาเอง เป็นกลิ่นแบบเนื้อหนังของผู้ชายน่ะ


ผมสูดกลิ่นหอมๆ ที่ซอกคอเอิร์ทเบาๆ แล้วก็ต้องหลับตาเมื่อภาพคนสองคนแว้บไปแว้บมาอยู่ในหัวผม เหมือนผมเห็นภาพใครอีกคนพุ่งเข้ากอดอีกคน แล้วภาพก็ตัดไป และก่อนที่ผมจะรู้เรื่องอะไร ทุกอย่างก็เบลอๆ ลายๆ เหมือนทีวีสัญญาณหาย สมองค่อยๆ ปิดการรับรู้ รู้อย่างเดียวว่าผมไม่ควรหลับตาเลย เพราะพอหลับแล้ว มันก็ยาว…








ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะเสียงร้อง Moves like Jagger ของพี่อดัมที่ดังลั่นห้อง ผมตาปรือๆ งัวเงียๆ แล้วหยิบไอโฟนขึ้นมาดูหน้าจอก็เห็นว่าคนที่โทรเข้ามาคือ VICTOR
จากที่งัวเงียๆ พอเห็นชื่อเขาเท่านั้นแหละ ผมก็ตื่นเต็มตา สีหน้าลนลาน เด้งตัวออกจากเตียงกะทันหัน จนกลิ้งตกเตียงดังขลุกขลัก โอ๊ยยย! หัวโขกกับตู้เสื้อผ้า แต่ช่างมันก่อน หัวโขกกับตู้ไม่เท่าไหร่ แต่จะโดนเขกหัวเนี่ยไม่ดีแน่


“Hello!!” ผมกรอกเสียงลงไปด้วยความลนลาน แล้วแทบจะทันทีที่เสียงห้าวๆ ห้วนๆ ก็ดังตอกกลับมา


[Where the fuck are you now?! Where is my breakfast?! Where is my coffee?! Where is my newspaper?!  Where-are-you-shorty-alien?! (นายมุดหัวอยู่ที่ไหน?! ไหนอาหารเช้าของฉัน?! ไหนกาแฟฉัน?! แล้วไหนหนังสือพิมพ์?! นาย-อยู่-ที่-ไหน-ไอ้-เอเลี่ยน-ตัวเตี้ย?!)] ผมทำหน้าเหมือนกลืนยามขมลงไปในคอ พ่อหล่อดั้งโด่งโพล่งเสียงออกมาจากโทรศัพท์แทบไม่หายใจ นี่แอบหายใจทางรูทวารรึเปล่า


“I’m coming! (ผมกำลังไป!)” แน่นอนว่าผมโกหก ไปไหนล่ะ นั่งเจ็บหัวอยู่ข้างตู้เสื้อผ้าเนี่ย


[And come faster than you do, now! (มาให้เร็วกว่านี้!)]” แล้วเขาก็วางสายไป ผมไม่รอเรียกสติตัวเองอะไรทั้งนั้น แต่รีบเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบเสื้อเชิ้ตขาวได้ ผมก็โยนไปที่เตียงทันที กางเกงก็ใส่ตัวเดิมเนี่ยแหละ ผมรีบถอดเสื้อผ้าที่ใส่อยู่ออก คงไม่ต้องบอกนะว่าชุดเดิม เมื่อคืนหลับคาไหล่เอิร์ทไปเต็มๆ กลับมาที่ห้องได้โดยไม่เดินตกบันไดก็บุญแล้ว


ผมรีบวิ่งไปที่ห้องน้ำ นี่มันไม่ต่างอะไรกับเมื่อวานเลยจริงๆ วันนี้กะว่าจะอาบน้ำสบายๆ ซะหน่อย ดันลืมตั้งปลุกเอาไว้ ทำไมอีตาวิคเตอร์ถึงเป็นคนตื่นเช้าจัง เมื่อคืนนอนก่อนผมออกจากบ้านเขาแค่แปบเดียวเอง ผมส่ายหัวแล้วรีบล้างแชมพูออกจากผมลวกๆ รีบถูหน้า ถูตัว ปิดท้ายด้วยการกลั้วปากด้วยน้ำยาบ้วนปาก แปรงฟันไม่ทันละ บ้วนปากเฉยๆ ก็แล้วกัน ผมจัดการตัวเองเสร็จก็ใส่ผ้าคลุมอาบน้ำแล้วรีบวิ่งกลับไปที่ห้อง จัดการตัวเองอย่างรวดเร็ว ผมหยิบกระเป๋าเป้ได้ก็สะพายออกจากห้องไปทันที แล้วรีบเดินลงบันไดไปข้างล่าง ผมออกมานอกบ้านเจอเอิร์ทกำลังใส่รองเท้าอยู่ เขาใส่ชุดยูนิฟอร์มของที่ทำงาน เป็นเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีเขียวสีเดียวกับเทพีเสรีภาพและกางเกงสแลคสีดำ มีป้ายชื่อติดที่หน้าอกขวา ผมชะงักเล็กน้อยตอนเอิร์ทหันมามองหน้าด้วยสีหน้าอมยิ้มเล็กๆ หน้าผมร้อนผ่าวก่อนจะก้มหน้าหยิบรองเท้าแล้วจับยัดใส่เท้าทีล่ะข้าง ผมใส่เสร็จก็รีบเดินลงบันไดจะออกจากบ้าน แต่เอิร์ทคว้าไหล่ผมเอาไว้ให้หันไปเจอหน้ากัน ผมก้มหน้าไว้ไม่กล้าเงยหน้า


“เจ้านายเร่งแล้วหรอ” ผมพยักหน้าเร็วๆ ทั้งที่ก้มหน้าเอาไว้ ผมได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ เลยเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าหล่อคมแบบคนไทย ก่อนจะคุมสติตัวเองให้ปกติ


“เมื่อคืนขอบใจมากนะที่เดิน เอ่อ… จูงมือไปส่งที่ห้อง” ผมอมลมไว้ในแก้มเล็กน้อย แล้วกระพริบตามองเขา เอิร์ทยิ้มน้อยๆ แล้วผงกหัวขึ้นเหมือนบอกว่าไม่เป็นไร


“รีบไปเถอะ เดี๋ยวเจ้านายจะด่าเอา” ผมนึกขึ้นได้ก็แอบสะดุ้งเบาๆ


“งั้นไปก่อนนะ…” ผมกำลังจะหมุนตัวเดินไป แต่ก็ชะงักหันกลับมาหาเขาอีกรอบ “…เรื่องเมื่อคืน เราก็ยังนึกอะไรไม่ออกอยู่ดี ถ้ามีเวลาก็เล่าให้เราฟังละกันนะ” เอิร์ทกระตุกยิ้มนิดหนึ่งแล้วพยักหน้าเบาๆ ผมยิ้มตอบกลับไปก่อนจะหมุนตัวเดินไปทันที







ตายๆ ตอนนี้แปดโมงสิบนาทีแล้ว เลยเวลานัดมาหนึ่งชั่วโมงกว่า ผมกำลังวิ่งเหยาะๆ ออกจากร้านสตาร์บัค หลังจากได้อาหารเช้าเป็นข้าวผัดกับไก่อบ น้ำแร่อย่างดี หนังสือพิมพ์รอบเช้าวันใหม่และกาแฟหนึ่งถ้วย ผมก็รีบมุ่งตรงสู่บ้านวิคเตอร์ทันที โทรศัพท์ดังเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้นับตั้งแต่เจ็ดโมงครึ่งเป็นต้นมา แต่รอบนี้ผมไม่รับ เพราะรู้ดีว่าใครโทรมาและผ่านบ้านอีกสามหลังผมก็จะถึงบ้านเขาแล้ว


พอเท้าก้าวถึงตีนบันไดหน้าบ้านที่ตอนนี้ดอกกุหลาบเริ่มโน้มลงมาทั้งสองฝั่ง ผมก็ก้าวขึ้นไปแล้วหยิบกุญแจออกมาไข เดินตรงไปที่ครัวอย่างเร็ว ก่อนจะจัดการเอาอาหารใส่จาน และเทน้ำแร่ใส่แก้ว วางทุกอย่างในถาดก่อนจะยกขึ้นไปให้คุณชายหน้าบูดที่ตอนนี้ผมเดาออกเลยว่าคงหน้าตาถมึงทึง ขึงขังเป็นสังคัง เอ่อ ไม่ใช่


ผมเคาะประตูห้องนอนเขาสามครั้ง ก่อนจะมีเสียงห้าวโหดของเขาตะโกนกลับมาว่าให้เข้าไปข้างใน ผมแอบเบะปากคนเดียวก่อนจะเปิดประตูเข้าไป วิคเตอร์นั่งอยู่ที่โซฟาสีแดงตัวยาวตรงปลายเตียง ในชุดกางเกงสีดำเนื้อนุ่ม และเสื้อฮู๊ทสีเทา มีผ้าสีขาวคล้องคออยู่ ท่าทางจะเพิ่งออกกำลังกายมาสินะเขายกผ้าขึ้นมาซับหน้าที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อด้วยท่าทีและสีหน้าที่ไม่สบอารมณ์เหมือนเด็กวัยรุ่นเอาแต่ใจที่โดนขัดใจอะไรสักอย่าง ผมไม่กล้ามองหน้าเขา รีบยกถาดอาหารไปวางไว้ที่โต๊ะกลมใกล้ริมหน้าต่างตัวเดิม ก่อนจะหมุนตัวเตรียมตัวออกจากห้องเขาไป แต่แน่ล่ะ ผมมาสายแถมหลายนาทีมากด้วย ไม่โดนด่าก็โคตรแปลก


“นายควรรู้ตัวนะว่ามีหน้าที่ทำอะไร ฉันนัดเวลาไหน ก็ควรมาให้ตรงตามนั้นด้วย” โอเค รอบนี้ผมผิด ผมจะไม่เถียงอะไรเขาทั้งนั้นแหละ  อีกอย่างยิ่งเถียง ยิ่งมีปากมีเสียงกันไม่รู้จักจบจักสิ้น


“ขอโทษครับ ผมไม่มีข้อแก้ตัว นอกจากลืมตั้งนาฬิกาปลุก เลยตื่นสาย” ผมคอหดแล้วช้อนสายตามองเขา กระพริบตาด้วยความหวาดหวั่นใจ เขาลุกขึ้นยืนสีหน้าเคร่งขรึม


“Don’t do that face! (อย่ามาทำหน้าแบบนั้น!)” เขาบอกเหมือนคนเหลืออดเหลือทน  ผมกระพริบตาแล้วมองซ้ายมองขวาเหมือนหาตัวช่วย เจ้าฟอกซ์ไปไหนเนี่ย ทำไมไม่มาอยู่ดูนายมันอาละวาดด้วยกันล่ะ


“Hey! (นี่!)” ผมหยุดวอกแวกแล้วยืนตัวตรง หน้านิ่งมองหน้าอีกฝ่ายที่ทำตาดุใส่ โอ๊ยยย! หมามันยังไม่ดุเท่านี้เลย ไม่รู้จะฟาดงวงฟาดงาทำไม แกเป็นช้างเหรอ


“ผมขอโทษ ขอโทษจริงๆ ผมผิดไปแล้ว อย่าโกรธก่อนกินอาหารสิ เดี๋ยวไม่อร่อยนะ” ผมยิ้มแห้งๆ  อีกฝ่ายเชิดคางขึ้นเล็กน้อยแล้วหลุบตาต่ำมองผมจนผมทั้งอึดอัดและกลัว ให้ตายเหอะพ่อ! ไม่ชอบบรรยากาศอย่างนี้เลยนะ ผมเลยรีบมองไปที่หน้าต่างบานยาวอีกบานในห้องนอนที่อยู่ฝั่งซ้ายมือของผม


“เดี๋ยวผมเปิดรับลมตอนเช้าๆ ให้คุณดีกว่า เนอะ จะได้อารมณ์ดี ไม่ไปมีพิษภัยกับใคร” ผมพูดแล้วเดินละล่องไปที่หน้าต่าง จับผ้าม่านขาวอันบางเบาแล้วเลื่อนเปิดออก แสงแดดสาดส่องเข้ามาตอนที่ผ้าม่านถูกเลื่อนไปติดของทั้งสองฝั่ง


“หลอกด่าฉันหรอ” เขาถามหน้าตาย ผมหันไปมองเขาสีหน้าตื่นๆ ก่อนจะส่ายหัวดุ๊กดิ๊ก


“เปล่านะ! ใครจะกล้าด่าคุณล่ะ ทาสไม่กล้ากับนายหรอกครับ” ผมยิ้มหวานตาใสให้เขาที่หรี่ตามองกลับมาด้วยความเคลือบแคลง ผมรู้ว่าเขารู้ว่าผมหลอกด่า ผมแอบยิ้มคนเดียวตอนที่ก้มดึงสลักหน้าต่างด้านล่างออก ผมเงยหน้าขึ้นมองด้านบนและพยายามเขย่งดึงสลักอีกสองอันลงมา ฮือ… ผมคงเตี้ยไปสินะ ผมทำหน้ายู่ใส่หน้าต่างไม้สีขาวสลับกับมีกระจกเป็นช่องข้าวหลามตัด แล้วเอามือตีมันเบาๆ ก่อนจะหันไปมองเก้าอี้ที่เป็นวิคเตอร์ใช้กินข้าว ผมหันไปมองหน้าเขาที่มองกลับมาด้วยใบหน้าที่เหมือนเขาเพิ่งยิ้มไป แต่รอยยิ้มเหมือนละลายหายไปแล้วเหลือแต่หน้าขรึมตามเดิม


“May I? (ผมขอยืมได้มั้ย)” ผมถามแล้วชี้ไปที่เก้าอี้ไม้สีน้ำตาลแก่ เขาไม่ตอบแต่กลับเดินตรงมาที่ผมแทน ผมเลยเขยิบทางให้เขาเพื่อให้เขาได้เปิดหน้าต่างด้วยตัวเอง เขาแค่ยื่นมือขึ้นไปนิดเดียวก็ดึงสลักทั้งสองออกมาได้แล้ว พอเขาดึงเสร็จก็ดันหน้าต่างทั้งสองข้างเปิดออก ลมจากด้านนอกพัดลิวเข้ามาทำให้ผ้าม่านขาวสะอาดตาพลิ้วไหวโต้กับลม วิคเตอร์หันมามองผมด้วยสายตาเอื่อยเฉื่อย


“เตี้ยแล้วยังใฝ่สูงอีกนะ” เขาบอกหน้ามึน เสียงกวนโทสะ ผมเผลอตัวถลึงตามองเขาด้วยความหมั่นไส้ อีกฝ่ายยกมือขึ้นมาขู่ว่าจะดีดหูทันที ผมรีบยกมือขึ้นมาปิดหูตัวเองอย่างว่องไว ก่อนจะเขยิบถอยห่างออกจากเขาหนึ่งก้าว วิคเตอร์ลดมือลงแล้วมองผมด้วยรอยยิ้มเยาะๆ


“ไปเตรียมน้ำให้ฉันอาบ” ผมลดมือลง ก่อนจะยกมือขึ้นเบรกเขาทันที


“คุณจะมามัวนั่งแช่น้ำไม่ได้ คุณมีนัดกองถ่ายตอนเก้าโมงครึ่ง แล้วตอนนี้เราก็เสียเวลาไปมากแล้ว”


“แล้วนั่นมันความผิดฉันรึไง” เขาถามเสียงสะบัด


“ผมมาสาย ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องไปทำงานช้า กองถ่ายเขามีเวลาในการทำงาน ผมว่าตอนนี้ที่คุณควรทำ คือรีบกินอาหารให้เสร็จ แล้วไปอาบน้ำแต่งตัว ผมจะเตรียมชุดไว้ให้ วันนี้คุณมีแต่คิวถ่ายซีรีส์ทั้งวัน คงไม่ต้องใส่ชุดยุ่งยากมาก เพราะยังไงก็ต้องไปเปลี่ยนชุดอยู่ดี…” วิคเตอร์อ้าปากจะพูด แต่ผมเบิกตากว้างมองเขา แล้วชี้ให้เขาหยุดพูด แต่นั่นล่ะคนอย่างเขา ผมสั่งไม่ได้หรอก


“นายอย่า…”


“ผมว่าตอนนี้คุณควรรีบกินอาหาร ดื่มกาแฟ ดื่มน้ำแร่ มากกว่าที่จะมาเถียงผมนะ เพราะมันยิ่งทำให้คุณเสียเวลา แล้วถ้าเกิดไปสาย เดี๋ยวคุณก็จะไปทะเลาะกับโปรดิวเซอร์กองอีก ใช่ ผมรู้ว่าคุณไม่ค่อยลงลอยกับเขา และคนที่บอกผมเรื่องนี้ก็คือคุณเอมิลี่” ถึงจะสั่งเขาไม่ได้ แต่ผมปากไวกว่าเขา ฉะนั้นการไม่เปิดโอกาสให้เขาพูด นั่นคือวิธีที่จะทำให้เขาเงียบ วิคเตอร์ขบกรามแน่น สีหน้าเหมือนอยากจะระเบิด แต่ผมไม่สนใจ แล้วผายมือเชื้อเชิญให้เขามานั่งทานอาหาร


“คุณเรย์มอนด์ ผมรู้ว่าคุณไม่ชอบผม แต่คุณจะยิ่งไม่ชอบผมแน่ ถ้าคุณไม่กินข้าวสักที” ผมถลึงตามองเขาแล้วทำหน้าดุ เอาเสะ! แกหน้าดุได้ ฉันก็ดุได้แม้ฉันต้องพยายามเก๊กเพราะความกลัวแกที่แอบอยู่ในใจก็ตาม! วิคเตอร์ขมวดคิ้ว สายตาดูสับสนปนงงกับท่าทีของผม


“นี่ถ้าไม่บอกว่าเป็นผู้ชาย ฉันคิดว่านายมีประจำเดือนนะ” ผมยักไหล่สบายๆ แล้วยิ้มตาแป๋ว จนอีกฝ่ายทำท่าฟึดฟัดๆ แล้วเดินมานั่งที่เก้าอี้แต่โดยดี


“เยี่ยมครับ งั้นเดี๋ยวผมเข้าไปเตรียมเสื้อผ้าไว้ให้ คุณมีเวลาอาบน้ำและแต่งตัวรวมกันไม่เกินยี่สิบนาที อย่าเถียงผมเลยนะครับ ผมไม่ได้มีเจตนาจะสั่ง หรือบังคับคุณ แต่เพราะผมอยากให้คุณไปกองถ่ายให้ทันเวลาเท่านั้นเอง ผมไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเลยนะ ผมทำเพื่อคุณนะเนี่ย!” สิ่งที่เขากำลังจะโพล่งออกมา ถูกกลืนหายไป วิคเตอร์หยิบช้อนส้อมขึ้นมาแล้วเริ่มตักข้าว ผมยิ้มด้วยความโล่งใจที่เขาไม่ออกฤทธิ์อะไร


“Good boy. (เด็กดี)” ผมเอ่ยเสียงแผ่ว เขาเงยหน้าขึ้นมามองด้วยสายตาแปลกๆ ผมยิ้มเก้อๆ ก่อนจะพยักหน้างงๆ ให้เขาทานอาหารต่อ แล้วก็หมุนตัวเดินไปที่ห้องแต่งตัวของเขา



[มีต่อด้านล่างค่ะ]

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 540
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +263/-8

วันนี้เขามีถ่ายซีรีส์ตั้งแต่เช้ายันดึกในย่านควีนส์ (Queens)  ต้องขับรถไปอีกฝั่งที่ไปไกลจากนี่มาก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าผมต้องนั่งรถไฟใต้ดินไปโผล่ที่โน่นเอง ผมยังไม่รู้จักสถานที่หรอก ไว้ถามเขาก็แล้วกัน แต่ถ้าไม่ยอมบอกคงต้องพึ่งคุณเอมิลี่ ผมรับรู้ว่าวิคเตอร์ไม่ค่อยลงลอยกับโปรดิวเซอร์กองถ่ายซีรีส์เรื่องนี้เท่าไหร่ เนื่องด้วยเป็นเพราะที่วิคเตอร์มักไปสาย แล้วไม่ค่อยมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีเท่าใดนักกับคนในกอง แต่อีกฝ่ายทำอะไรมากไม่ได้เพราะผู้กำกับชอบวิคเตอร์ แล้วตัวโปรดิวเซอร์ดันพลาดเลือกเขามาแล้ว จะเปลี่ยนตัวตอนนี้ก็คิดว่าแฟนๆ คงเกิดความไม่พอใจอย่างมาก เลยต้องทนทำงานร่วมกันไปจนกว่าจะจบซีซั่นทั้งหมด
พอผมเลือกชุดให้เขาเสร็จเรียบร้อย ผมก็เดินออกมาจากห้องแต่งตัว ก็เลยได้ยินเขาคุยโทรศัพท์เสียงดัง และเห็นสีหน้าอันไม่สบอารมณ์อย่างแรงของเขาตอนคุย


“ผมไม่เอา!...ไม่ต้องส่งใครมาทั้งนั้นแหละ…เป็นห่วงหรือส่งมาสอดแนม!...ไม่ต้องมาห่วงผม ผมดูแลตัวเองได้ คุณไม่ใช่แม่ผมซักหน่อย…อย่าพูดเรื่องนั้นอีกนะ ผมเบื่อคุณพล่ามเรื่องนี้ละ…ไม่งั้นผมจะบอกพ่อว่าคุณยังไม่เลิกวุ่นวายกับผม!... อย่าโง่ไปหน่อยเลย ไม่ใช่! มันจบแล้ว!…เลิกยุ่งกับผมได้แล้ว อย่าให้ผมหมดความอดทนนะ!” เขากดวางสายอย่างแรง


ผมสะดุ้งกับอารมณ์กราดเกรี้ยวของเขา วิคเตอร์สีหน้าเกร็งเครียด แล้วขว้างโทรศัพท์ลงพื้น อะ…ไอบ้า ไอโฟนหกมันยิ่งมีข่าวว่างอง่ายอยู่นะ ผมเอื้อมไปหยิบมือถือของเขาขึ้นมา เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปนอกระเบียงเล็กๆ ที่หน้าต่างบานยาวสีขาวที่เพิ่งถูกเปิดออก ผมไม่รู้ว่าเขาเพิ่งคุยกับใคร แต่ท่าทางคนทางโน้นคงจะจุดอารมณ์ของเขาได้ดีทีเดียว และตอนนี้ผมก็ไม่รู้ว่าควรทำยังไง ควรปล่อยเขาไว้แบบนี้ ใช่มั้ย แน่ล่ะสิ มีสิทธิอะไรเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับเขาล่ะ เดี๋ยวก็ได้โดนตอกหน้าแหกกลับมาหรอก
ผมกดที่หน้าจอโทรศัพท์ของวิคเตอร์ ตอนนี้แปดโมงสี่สิบห้าแล้ว ผมกลัวเขาจะไปทำงานสายและรู้สึกเป็นห่วงเมื่อเห็นอาการเกร็งเครียดขนาดหนัก เลยอยากจะออกปากบอกเขาเรื่องไปทำงานและถามว่าเขาโอเคมั้ย แต่ความกล้าในใจมันก็หดตัวหนีตั้งแต่เห็นเขากระฟัดกระเฟียดเมื่อกี้นี้แล้ว ผมหันไปมองอาหารในจาน ข้าวลดไปนิดเดียวเท่านั้นเอง ผมเลื่อนสายตาไปมองแผ่นหลังของเขาที่อยู่ตรงระเบียง แล้วตัดสินใจเดินเข้าไปตรงหน้าต่าง ยืนเงอะๆ งะๆ ทำตัวไม่ถูก


“Mr.Raymond—are you okay? (คุณเรย์มอนด์ คุณโอเคมั้ยครับ)” เขายังคงยืนหันหลังไม่หันหน้ามามอง


“Leave me alone. (ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน)” เขาไม่ได้ตวาดหรือตะคอกอะไรกลับมา แต่บอกด้วยน้ำเสียงเรียบๆ เป็นน้ำเสียงบอกปัดธรรมดาๆ


“Well, I know this is not my business—but I hope you will be okay. I don’t know what is it about—but I care about you. (ก็... ผมรู้นะว่ามันไม่ใช่กงการอะไรของผม แต่ผมก็หวังว่าคุณจะโอเค ผมไม่รู้ว่ามันเรื่องอะไร แต่ผมเป็นห่วงคุณนะครับ)” เขายืนนิ่งสักพัก ก่อนจะหันกลับมามองผมที่มองเขาด้วยสายตาเป็นห่วง ผมยิ้มแห้งๆ รู้ดีว่าตัวเองกำลังแส่ไม่เข้าเรื่อง


“Why do you care about me? (นายห่วงฉันทำไม)” เขาถามเรียบๆ ท่าทีนิ่งสงบ ผมเลิกคิ้วขึ้นนิดๆ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงปกติ


“Even you always scowl at me—or always snap me, but I like you in that way than you are now. You look freaking tense and serious. You look uncomfortable—and I feel the same way you are. I just—just want you to feel relax, and then—you will go to take a shower, get dresses, and we will go to work. (ถึงคุณจะชอบทำหนาบึ้งใส่ผม หรือชอบเสียงดังใส่ แต่ผมก็ชอบคุณแบบนั้นมากกว่าตอนนี้ คุณดูโคตรเกร็งและโคตรเครียด คุณดูอึดอัดนะ แล้วผมก็รู้สึกอึดอัดไปกับคุณด้วย ผมก็แค่… แค่อยากให้คุณผ่อนคลาย แล้วหลังจากนั้น คุณจะได้ไปอาบน้ำ แต่งตัว แล้วเราจะได้ไปทำงานกัน)” ผมยิ้มนิดๆ หวังว่าตัวเองจะไม่ทำอะไรมากมายเกินไป หรือดูเกินหน้าเกินตา วิคเตอร์ยังคงมองผมด้วยสายตาเฉยเมย และใบหน้าเรียบนิ่ง


“So—you afraid I will be late? (นายกลัวฉันสายงั้นสิ)” ผมพยักหน้าเร็วๆ


“I don’t want you to get any trouble. (ผมไม่อยากให้คุณมีปัญหาอะไรนี่ครับ)” ผมบอกหน้าซื่อๆ จ้องมองเขาด้วยสายตาไร้สิ่งใดแอบแฝง วิคเตอร์เดินกลับเข้ามาด้วยสีหน้านิ่งสงบ ผมหลีกทางให้ เขาหยุดยืนตรงหน้าผม แล้วก้มลงมองด้วยสายตาเหมือนกำลังประเมิน


“Don’t be afraid, because you are my trouble maker. (ไม่ต้องกลัวหรอก เพราะนายคือตัวสร้างปัญหาให้ฉันอยู่แล้ว)” ผมยิ้มเพลียๆ ให้เขา วิคเตอร์เดินไปทางห้องน้ำ พลางถอดเสื้อออกแล้วโยนมาใส่หัวผมราวกับจับวางเอาไว้ ผมสูดกลิ่นเหงื่อที่ติดอยู่บนเสื้อเขาเข้าไปเต็มปอด ก่อนจะรีบดึงเสื้ออกจากหัวด้วยสีหน้ามุ่ยๆ ผมเอาเสื้อวางไว้บนโซฟาปลายเตียง แล้วหันไปจัดการกับอาหารที่เขาทานทิ้งไว้ ผมยกถาดขึ้นและกำลังจะเดินออกจากห้อง แต่สายตาไปสะดุดกับรูปผู้หญิงสองคนที่อยู่คนล่ะกรอบ ตั้งอยู่บนตู้ทรงสูงข้างเตียงฝั่งซ้ายมือเวลานอน ผมหันไปมองที่ประตูห้องน้ำ ได้ยินเสียงน้ำไหลก็วางใจ แล้วเดินเข้าไปดูรูปใกล้ๆ
ตอนแรกผมคิดว่าคงจะเป็นรูปแฟนเขารึเปล่า แต่ไม่ใช่ รูปแรกเป็นผู้หญิงผมยาวดกดำ หน้าตาสะสวย ผิวขาวแต่ไม่ได้ขาวโอโม่ ดวงตาสีน้ำตาลยิ้มเป็นประกายฉายชัดออกมาจากรูป รอยยิ้มของเธอมีเสน่ห์มาก ยิ้มแล้วดึงดูดใจจริงๆ ส่วนอีกรูปเป็นผู้หญิงที่มีอายุมากแล้ว ดูได้จากผมหยิกสีขาวโพลน แต่รอยยิ้มของเธอก็ดูใจดีมีเมตตา ผมขมวดคิ้วมองด้วยความสงสัย คนนี้น่าจะเป็นย่าหรือยายของเขาล่ะมั้ง ส่วนอีกคนน่าจะเป็นแม่เขานะ ดวงตาคล้ายๆ กันเลย ผมลองมองไปรอบๆ ก็เห็นรูปอีกใบที่อยู่บนตู้สีขาวสี่เหลี่ยมทรงกว้างยาวแต่สูงที่อยู่ติดผนังห้องนอน บนนั้นมีกรอบรูปวางอยู่สองสามรูป และมีของเอกลักษณ์แต่ล่ะประเทศวางประดับอยู่ มีทั้งหอไอเฟล (Eiffel tower) ที่ปารีส หอเอนปิซ่า (Pisa tower) ที่อิตาลี บิ๊กเบน (Big ben) ที่ลอนดอน โอเปร่าเฮ้าส์ (Opera house) ที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย ตึกเอ็มไพร์สเตท (Empire State) ของนิวยอร์ค อ๊ะ! มีวัดอรุณของไทยด้วย แล้วก็มีของประดับน่ารักๆ อย่างม้าหมุนขนาดเล็ก  ชิงช้าสวรรค์ขนาดกลาง มีปราสาทซินเดอเรลล่า (Cinderella castle) ที่ดิสนีย์เวิร์ด (Disney world) ด้วย แล้วก็มีถ้วยรางวัลคริสตัลที่เป็นรูปมือชูสองนิ้ว ฐานเป็นสีดำ  ผมเดินเข้าไปหนึ่งก้าวแล้วแหงนหน้ามอง ที่ฐานเขียนเป็นตัวอักษรสีทองไล่บรรทัดลงไปสี่แถว


‘For my big boy’

‘I will always be with you, remember what I said. Someday…’

‘With love’

30 January 20xx



ผมเอียงคอมองถ้วยรางวัลนั้นด้วยความสนใจ อืม… สวยดีนะ เก๋ดี คงเป็นของขวัญวันเกิดเขาแน่ๆ ว่าแต่ใครให้ล่ะ สำหรับพ่อหนุ่มของฉัน ฉันจะอยู่กับเธอเสมอ จำที่ฉันบอกไว้ว่าสักวันหนึ่ง… คงเป็นโค้ดลับของคนให้กับวิคเตอร์ล่ะมั้ง ผมละสายตาขึ้นไปมองกรอบรูปขนาดยาวเป็นแนวนอนที่ใส่กรอบทองอย่างสวยงาม ติดอยู่บนผนังเหนือตู้ที่วางถ้วยรางวัลคริสตัลกับพวกของประดับทั้งหลาย เป็นภาพวาดสีน้ำ ที่วาดรูปทุ่งหญ้ากว้างสีเขียว ทะเลสาบสีฟ้า ภูเขาสีเขียว มีพระอาทิตย์ขึ้น สาดแสงสีส้มทองผ่องอำไพอย่างสวยงาม เป็นรูปภาพธรรมดาๆ แต่ว่าดูแล้วสบายตามาก


เอ้อ ว่าจะมาดูรูป มัวแต่ดูอะไรอยู่ก็ไม่รู้ ผมเลยรีบหันกลับไปดูรูปที่เป็นเป้าหมายในตอนแรก เป็นรูปวิคเตอร์ตอนวัยรุ่นกับผู้หญิงคนหนึ่งที่หน้าตาน่ารักมาก ผิวขาวแต่ก็แอบเห็นกระหน่อยๆ บนแขน เธอกำลังขี่หลังวิคเตอร์อยู่ ทั้งสองคนฉีกยิ้มกว้าง ไม่อยากจะบอกว่ารอยยิ้มแบบในรูปนี้หาได้ยากมากจากตัวจริง ทั้งๆ ที่เวลาเขายิ้มโคตรจะน่ารัก แถมยังมีเสน่ห์ดึงดูดมากกกก! ไม่ยากจะเติมก็ไก่หลายๆ ตัวหรอกนะ แต่หน้าเฉยๆ คือหล่อ แต่พอยิ้มแล้วน่ารักอ่ะ ในรูปเขายังไม่มีหนวด หน้าเขาเลยเผยความใสในตอนวัยรุ่นให้ได้เห็น แต่ผมชอบเขาตอนนี้มากกว่าแฮะ ดูเป็นหนุ่มวัยรุ่นตอนปลายที่มีเสน่ห์ แถมยังเท่กว่าตอนวัยรุ่นอีกต่างหาก


“ทำอะไรน่ะ” เสียงทุ้มห้าวๆ ดังขึ้น ผมหันไปมองทั้งที่ยังยิ้มค้างอยู่ วิคเตอร์ที่อยู่ในสภาพผ้าขนหนูผืนเดียวเกาะเกี่ยวเอวต่ำจนน่าใจหาย กำลังมองผมด้วยสายตาระแวง ผมบุ้ยปากไปในรูปที่เขาถ่ายคู่กับผู้หญิงคนนั้น ท่าจะเป็นแฟนเก่าเขาแน่ๆ


“คุณยิ้มแบบนี้น่ารักดีออก แถมยังเพิ่มความหล่อให้คุณด้วย ทำไมไม่ยิ้มแบบในรูปนี้เยอะๆ มั่ง” เขาเอาผ้าขนหนูผืนเล็กคล้องคลอ แล้วเสยผมเปียกของเขาขึ้นจนทรงผมเขากลายเป็นเวทลุคส์หรือหวีเปียก เออ หมอนี่นี่ทำอะไรก็หล่อไปหมดเนอะ หนังหน้าดีก็งี้ ผมทรงไหนก็เข้ากับหน้าหล่อเป็นสันเข้มๆ นั่นหมด เขากำลังจ้องมองผมด้วยสายตาเหมือนจะบอกว่า แกมายุ่งอะไรกับฉัน


“ฉันจะยิ้ม แบบนั้น ให้กับคนที่ฉันอยากยิ้มเท่านั้น ซึ่งไม่ต้องกังวลว่าฉันจะยิ้มแบบนั้นให้นายหรอกนะ” ผมเบะปากน้อยๆ แล้วกลอกตา เออ! ฉันก็ไม่ได้หวังให้แกมายิ้มให้ฉันหรอก แค่บอกไว้ว่ายิ้มแบบนี้มันดูดีกว่า หน้าบึ้งๆ เว้ย!


“ผมก็แค่แนะนำครับ ไม่อยากยิ้ม ก็ไม่ต้องยิ้ม เชิญทำหน้าเหมือนกินขี้ต่อไปเถอะ” แล้วผมก็เร่งฝีเท้าเร็วจี๋ไปที่ประตู ก่อนที่เขาจะทันได้ทำอะไรผม แล้วผมก็ต้องก้มหลบหมอนข้างที่เขาขว้างมาหมายให้โดนหัวผม ผมอ้าปากค้างแล้วหันไปมองเขาด้วยความตะลึง วิคเตอร์ทำหน้าเข่นเขี้ยวมาให้ แล้วชี้หน้าผม


“Be careful. The alien! (ระวังตัวไว้เหอะ ไอ้เอเลี่ยน!)” ผมถลึงตาใส่เขาทีนึง แล้วรีบเดินหนีไปทันที โถ่เอ๊ย! ฉันก็ระวังตลอดอยู่แล้วแหละอยู่กับแกน่ะ ไอ้พระเอก!


เฮอะ! อยู่บ้านผมแทบไม่ต้องทำอะไร แต่มานี่ผมได้ทำอะไรหลายอย่างมาก กลับเมืองไทยไปแม่กับพ่อคงดีใจ ที่ลูกชายใจแอบสาวได้ทำตัวมีประโยชน์บ้าง นอกจากนั่งเล่นเน็ตไปวันๆ แล้วรอกินข้าว การเป็นเบ๊ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่อยากจะเป็น!





Day 4 (วันที่สี่ของเบ๊)


ผมกำลังวิ่งผ่านหน้าโรงแรมเซ้นท์รีจิส ในสภาพเหงื่อแตกทั้งๆ ที่อากาศนั้นเย็น และดอกไม้ก็บานเบ่ง แต่หน้าผมไม่ได้มีอารมณ์ร่วมกับช่วง Spring ของนิวยอร์คเลยจริงๆ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นตอนที่ผมกำลังเลี้ยวตรงหัวมุมของตึกโรงแรม


๛Take me by the tongue, and I’ll know you…


“Where are you?! (อยู่ไหน?!)”  เสียงห้วน และสีหน้าคงมึนตึงตามเคยดังออกมาจากโทรศัพท์ ผมหยุดวิ่งแล้วยืนหอบๆ อยู่ตรง Coffee shop ร้านสีส้มสดใส ที่มีต้นไม้ใหญ่อยู่หน้าร้าน


“I’m almost there! (ผมใกล้ถึงแล้ว!)”


“Hurry up! (เร็วๆ)” แล้วเขาก็ตัดสายไปทั้งที่ผมกำลังจะอ้าปากพูดต่อ ผมแยกเขี้ยวใส่โทรศัพท์ แล้วยัดใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์ ก่อนจะกระชับเซิร์ฟบอร์ดและถุงตาข่ายลูกบาสที่บรรจุเป็นสิบลูก แถมถุงใส่ไม้กอล์ฟให้อีกอันเบ้อเริ่ม! โอ๊ยยย! พ่อนักกีฬา! ผมออกวิ่งอีกครั้งในสภาพแบกของหนักๆ และใหญ่ๆ เกินตัวผม เดี๋ยวเอาของไปเก็บไว้บ้านเขาเสร็จ ก็ต้องถ่อไปหาที่กองถ่ายเพื่อรับเขากลับอีก ทั้งที่หมอนั่นเอารถไปเองแท้ๆ แต่เขาก็ยืนยันว่าผมต้องกลับไปรับเขา แม้ขากลับจะต้องแยกกันกลับก็ตาม


ชีวิตตต!


Day 5 (วันที่ห้าของเบ๊)


ผมกำลังหอบของออกจากห้าง MACY ห้างอันเก่าแก่ของนิวยอร์ค ที่เป็นแหล่งช้อปปิ้งชื่อดังของคนเมืองนี้  แต่การออกจากห้างนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะคนเบียดเสียดจนจะได้เสียเป็นผัวเมียกันกลางห้างอยู่แล้ว! อ้ากกก! อีตาบ้าวิคเตอร์เอ๊ย! แกจะมาอยากได้เสื้อผ้าอะไรในห้างนี้ คนอย่างกับหนอนในไหปลาร้า อีกนิดเดียวผมจะถึงประตูห้างแล้ว โอ้ววว! สวรรค์ จะได้ออกจากดงเมี่ยงปลากดุกนี่สักที (มันคืออะไร?) ผมยกถุงช้อปปิ้ง ขึ้นเพื่อเป็นการบอกคนที่กำลังเดินขวักไขว่ไปมาว่า ขอทางออกหน่อย โชคดีที่ช่วงตรงทางออกคนไม่ได้แน่นเท่ากับในตัวห้าง ผมเลยหลุดออกมาได้ไม่ยาก พอถึงประตูผมก็รีบพุ่งตัวออกไป แต่สงสัยจะรีบมากเกิน ผมเลยหน้าคว่ำล้มคะมำลงไปกองกับพื้น ถุงช้อปปิ้งเสื้อผ้าตามออร์เดอร์ที่อีพ่อพระเอกนั่นสั่งกระจัดกระจายไปรอบตัวผม ท่ามกลางผู้คนที่กำลังเดินเข้าออกห้างและกำลังเดินผ่านไปผ่านมา


กรีดร้องงงง!


ผมอยากจะนอนคว่ำหน้าไปแบบนี้ทั้งชีวิต ไม่อยากจะเงยหน้าขึ้นไปพบปะผู้คนที่เหมือนจะหยุดยืนมอง แต่ผมทำไม่ได้ เพราะหมอนั่นรอผมอยู่ที่บ้าน และให้เวลาผมมาจัดการซื้อของที่มากมายมหาศาลเหล่านี้แค่หนึ่งชั่วโมงเท่านั้น ผมเลยรีบเงยหน้ามองไปรอบๆ ก็เห็นคนกำลังยืนมองทั้งด้วยสายตาสงสาร สมเพช เวทนา และฮา!!


“Are you alright? (เป็นอะไรมั้ยครับ)” ผู้ชายคนหนึ่ง ท่าทางใจดี ในชุดสูททำงานอันดูดี ก้มลงถามผม พร้อมผู้หญิงอีกคนที่ดูท่าทางจะเป็นแฟนเขา ผมรู้สึกปวดแสบปวดร้อนแถวๆ ข้อศอกซ้าย มีเวลาก้มดูนิดเดียว ก็เห็นว่า อื้อหือ! ถลอกปอกเปิกเลือดออก!


“I’m fine! Thanks! (ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมาก!)” ผมบอกเสียงเร็วหวือ และหน้าตาที่ยิ้มกว้างกว่าปกติเพราะความรวน ผมเริ่มเก็บถุงเล็ก ถุงกลาง ถุงใหญ่ ทั้งหลาย ที่กระจัดกระจายไปทั่วขึ้นมา สองหนุ่มสาวผู้มีน้ำใจช่วยผมก้มเก็บและส่งถุงมาให้ ผมก้มหัวให้แทบติดพื้นและยิ้มขอบคุณเขา ตอนนี้แขนสองข้างของผมเหมือนราวแขวนถุง เพราะมันเต็มตั้งแต่ข้อมือยันข้อแขน! ผมขอบคุณสองคนนั้นอีกครั้ง แล้วเตรียมจะก้าวเดินออกไปขึ้นรถไฟใต้ดิน เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นอีกรอบ ผมกดรับ


“I’m… (ผม…)”


“Are you finished? (เสร็จรึยัง)”


“Yes, and I’m com…(ครับ และผมกำลังจะ…)” ผมกำลังจะบอกว่ากำลังกลับไป แต่เขาพูดแทรกขึ้นมาน้ำเสียงสบายๆ


“I need more Calvin Klein. (ฉันต้องการคาววินไคลน์เพิ่ม)” ผมคิ้วย่น ตาโต อ้าปากหวอ


“That you ordered me, is it not enough?! (ยังไม่พออีกหรอ ที่คุณสั่งผมมาเนี่ย!)” ผมถามด้วยความตกใจ


“Stop asking. Do what I said. (อย่าถามมาก ทำตามที่ฉันบอก)” แล้วเขาก็วางสายไป ผมกำโทรศัพท์แน่น แทบอยากจะกรี๊ดแม่งหน้าห้างเนี่ยแหละ ถ้าไม่เกรงใจดอกไม้จะหุบเพราะเสียงกรี๊ดผมที่ทางห้างเอามาประดับหน้าห้างช่วงฤดูใบไม้ผลิแล้วล่ะก็ แม่จะกรี๊ดให้ตึกเอ็มไพร์สเตทที่อยู่ใกล้ๆ ถล่มลงมาซะเลย (เว่อร์)


ผมเตรียมตัวจะเดินกลับเข้าไปในห้าง เสียงมือถือก็ดังขึ้นอีกรอบ ไม่ต้องเสียเวลาเดาหรือเวลาคิด มีคนเดียว!


“Yes! (ครับ!)”


“20 minutes. (ให้อีกยี่สิบนาทีนะ)” แล้วเขาก็วางสายไป หลังจากบอกเวลาเพิ่มจากกำหนดเดิมที่เป็นอันเข้าใจระหว่างผมกับเขา


ผมได้แต่ถอนหายใจเซ็งๆ แล้วหันไปมองประตูห้างกระจกใสแจ๋วที่ผมเพิ่งจะพุ่งตัวออกมาเมื่อครู่นี้ ความรู้สึกแสบๆ คันๆ ที่แผลตรงแขนซ้ายเต้นตุบๆ มันจะเอากางเกงในไปใส่แล้วมาขายต่อให้แฟนคลับรึไง ถึงได้สั่งมาเกือบสิบโหลขนาดนี้! ผมได้แต่จำนนต่อโชคชะตาแล้วเดินกลับเข้าไปในห้าง ไปผจญกับฝูงหนอนในไหห้างอันเป็นตำนานนี่อีกรอบ


ฮือออ! น้ำตาจะไหล ขอแชร์นะคะ!



Day 6 (วันที่หกของเบ๊)


ผมกำลังนั่งดมยาดมที่พกติดตัวมาด้วยอยู่ในตึกเอเจนซี่หลังจากวิ่งมาจากซับเวย์ เพื่อมารับฟิล์มรูปของวิคเตอร์ที่มาถ่ายพอร์ทเทรต (Portrait) เอาไว้เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว ก่อนที่ผมจะมา คุณเอมิลี่สั่งให้วิคเตอร์เข้ามารับรูปเพื่อไปดูว่าถูกใจมั้ย แต่แน่ล่ะ พี่แกไม่ยอมมาเองหรอก ส่งผมมานี่ไง!


“เอาไปให้เขาเลือก ว่าจะให้โชว์รูปไหนบ้างในอินสตราแกรม ทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ค ของเพจเอเจนซี่ เพราะเดือนหน้าเขาคือ Model of the month เราต้องโปรโมตเขาทั้งเดือน” คุณเอมิลี่พูดพลางยื่นซองฟิล์มถ่ายรูปมาให้ผม ผมยิ้มเหนื่อยๆ แล้วรับมาไว้ แต่ก็แอบงงเล็กน้อย


“นี่ยังต้องโปรโมตเขาอยู่อีกหรอครับ” เธอยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปนั่งโซฟาตัวตรงข้ามกับผม


“ถึงวิคเตอร์จะเริ่มดัง มีชื่อเสียงแล้ว แต่เราต้องยิ่งเสริมเขาให้ดังมากขึ้นไปอีก แล้วนี่ก็คืออีกหนึ่งหน้าที่เธอ คือถ่ายรูปเขาแล้วอัพลง ไอจี เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ เขาให้บ่อยขึ้น เพื่อให้แฟนๆ ที่ตามเขาได้อัพเดตชีวิตเขาใกล้ชิดมากกว่าเดิม”


“แล้วปกติเขาไม่เล่นเองหรอครับ ผมก็เห็นเขาก็อัพรูป สถานะ ต่างๆ ตามปกติ ไม่ใช่เหรอ” พูดถึงตรงนี้คุณเอมิลี่ก็ถอนหายใจด้วยความเหนื่อยใจ


“ก็ถ้าฉันไม่คอยบอกหรือบังคับให้เขาทำ เขาก็ไม่สนใจจะทำหรอก รูปล่าสุดที่ลงนั่นก็ไม่ใช่เขาลงเอง ฉันลงให้” คงจะหมายถึงรูปในเฟซบุ๊คสินะ ผมยิ้มอย่างเข้าใจในความเหนื่อยใจของคุณเอมิลี่


“เขาคงไม่ได้เป็นพวกโซเชียลมั้งครับ” เธอยิ้มนิดหนึ่ง ก่อนตอบ


“อันนั้นมันก็ใช่ แต่ประเด็นหลักคือเขา…” คุณเอมิลี่ดูจะลำบากใจในการพูดต่อ ผมมองเธองงๆ “…จริงๆ เขาไม่ได้อยากเป็นหรอกอาชีพดารานักแสดง” ผมย่นคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ


“ไม่อยากเป็นแล้วเขามาเป็นทำไม”


“ฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจเขานักหรอก แต่คิดว่าคงเป็นเพราะโอกาสที่เข้ามา เขาเลยลองดูล่ะมั้ง ถึงฉันจะดูแลเขา แต่ก็ไม่ได้สนิทกับเขามาก วิคเตอร์เป็นคนเก็บตัว มีโลกส่วนตัวค่อนข้างสูงพอสมควร การที่เขามาทำงานแบบนี้บางทีมันก็อาจทำให้เขาอึดอัดบ้าง”


“ผมไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่ ที่ได้ยินว่าเขามีนิสัยแปลกๆ” ผมแอบเบะปากเล็กน้อยจนอีกฝ่ายขำออกมา ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ อีกรอบ


“แต่ถ้าเธอรู้ว่าทำไมเขาถึงเป็นแบบนี้ เธออาจจะเข้าใจเขามากขึ้นก็ได้นะ” ผมกระพริบตามองเอมิลี่ด้วยความงง จ้องเธอตาแป๋ว เธอยิ้มเศร้าๆ  ก่อนจะบอกสิ่งทำให้ผมรู้สึกค้างค้าใจ


“วิคเตอร์สูญเสียจนเขาเกือบเสียคน…”




Day 7 (วันที่เจ็ดของเบ๊)


ผมกำลังหอบสตอร์รี่บอร์ดเอ็มวีเพลงใหม่ของนักร้องสาวคนหนึ่งซึ่งติดต่อให้วิคเตอร์มาเป็นพระเอกเอ็มวีให้ แต่เนื่องจากพ่อพระเอกของผม เอ้ย! ไม่ใช่ๆ ของใครหลายๆ คน ติดถ่ายซีรีส์ทั้งอาทิตย์ และเทคิวให้ซีรีส์แทบหมดตักไปถึงอาทิตย์หน้า เลยไม่สามารถปลีกตัวมาประชุมได้ แล้วใครล่ะที่ต้องมาประชุมแทนและบรีฟงานแทน ก็ไอ้แมทตัวเตี้ยๆ คนนี้นี่ไง


เนื่องด้วยทางผู้กำกับเอ็มวี โปรดิวเซอร์ และแม่นักร้องสาวผมแดงสว่างคนนั้นรีเควสมาเลยว่าอยากได้พ่อวิคเตอร์เป็นพระเอกจริงๆ เลยยินยอมที่จะให้ผมมาบรีฟงานแทนได้ ผมก็เพิ่งได้รับรู้ว่า จริงๆ มันก็ไม่ได้ต่างจากเมืองไทยบ้านเรานักหรอก ที่บางทีถ้าทีมงานอยากได้คนนี้ร่วมงานจริงๆ เขาก็ยินดีรอ ผมว่าเขาคงมองการณ์ไกลมาแล้วว่าคงคุ้มค่าที่จะรอและเลือกเขาคนนี้มาทำงานให้ แต่ส่วนมากวงการทีนี่ต้องผ่านการออดิชั่นและแคสติ้งทั้งนั้น นอกซะจากทีมงานอยากได้คุณจนตัวสั่นมารวมงานจริงๆ ก็ไม่จำเป็นเลย เฉกเช่นกรณีนี้


ผมกำลังยืนรอสัญญาณไฟเขียวอยู่ตรงถนนเส้น 42 แถวๆ Bryan park ในมือขวาหอบสตอร์รี่บอร์ดขนาดใหญ่สี่แผ่น และสมุดโน้ตจดงานสีน้ำตาลเล่มเดิม ส่วนมือขวาถือถุงชุดสูทสี่ตัวที่เพิ่งไปรับมาจากที่ร้านซักรีด เนื่องด้วยผมกลัวเสี่ยงจะทำสูทวาเลนติโนของเขาพัง ผมเลยเถียงกับเขานานมากว่าผมจะไม่ยอมซักและรีดให้เขาด้วยมือผมเอง ผมยืนกรานอยู่นาน สุดท้ายเขายอมแต่ก็ยังมิวายยอมแพ้ราบคาบ


“ไปเรียนรู้วิธีซักรีดชุดสูทมาจากที่ร้าน และมาหัดทำเอง!” ผมได้แต่ทำหน้าเข่นเขี้ยวและทำหน้าเหมือนเหม็นเปรี้ยวกลิ่นตัวใครสักคน และผมก็ลงเอยด้วยการโดนดีดหูไปทีหนึ่ง จนหูแดง


พอไฟเขียวแล้ว ผมก็เดินข้ามถนนไปจนไปอยู่ฝั่งสวนสาธารณะ ผู้คนที่กำลังนั่งทานอาหารทานเล่นในยามบ่ายใกล้เย็น กำลังคุยเล่น ถ่ายรูปกันสนุกสนาน ผมเห็นหญ้าเขียวๆ ของสวนแล้วอยากจะไปนอนแผ่หลาจริงๆ แต่ก็ทำไม่ได้ แล้วสักพักเสียงโทรศัพท์ผมก็ดังขึ้น ผมเลยหยุดอยู่ตรงใต้ต้นไม้ใหญ่ ใกล้ร้านอาหารเขียวๆ ที่เปิดเป็นร้านเล็กๆ ติดๆ กัน ช่วงนี้พี่อดัมออกอาละวาด เอ้ย! ส่งเสียงดังใส่ผมบ่อยเหลือเกิน ผมเอาสตอร์รี่บอร์ดมาถือไว้ที่แขนขวา อื้อหือ แขนสั่น แต่ก็ดีกว่าใช้แขนซ้ายล่ะนะ เพราะแผลที่ล้มหน้าห้างเมื่อวานนั่นแหละ แขนซ้ายผมเลยใช้การได้ไม่เต็มที่ ผมใช้มือซ้ายรับโทรศัพท์ด้วยความทุลักทุเล


“Hello? (ว่าไงครับ)”


“Go get Michael. (ไปรับไมเคิ้ลหน่อย)” ผมขมวดคิ้วงง ใครวะน่ะ?


“Who’s that? (ใครครับ)” แล้วผมก็รู้ว่าอีพ่อสุดหล่อหน้านิ่งยิ้มยาก หาภาระความลำบากมาให้ผมก่อนถึงบ้านอีกแล้ว!!





Day 7 at 18.00


“Good boy! Good boy! Keep calm Keep calm! (เด็กดี! เด็กดี! ใจเย็น! ใจเย็น!)”
แต่ดูจะไร้ประโยชน์เสียจริง เมื่อ มัน ยังคงวิ่งด้วยความเร็วบวกกับความกระตือรือร้น และบวกกับความตื่นเต้นที่พอรู้ว่าจะได้เจอนายมันก็ออกอาการดีใจยกใหญ่


ไมเคิลที่ว่ามันคือหมาครับ! โอ้โห! ตัวใหญ่สีทองขนนิ่มมาเชียว ไมเคิลเป็นหมาพันธ์โกลเด้น รีทรีฟเว่อร์ (Golden retriever) ที่มีแรงมหาศาลและตัวใหญ่มาก ผมที่หอบของด้วยความลำบากอยู่แล้ว ยิ่งลำบากเข้าไปอีก เมื่อต้องคอยดึงเชือกไม่ให้มันวิ่งเร็วจนเกินไป


ผมต้องย้อนกลับไปทางถนนเส้นเดิมที่เพิ่งเดินมา เหมือนอีตานั่นมันกะเวลาถูกว่าผมออกจากร้านซักรีดแล้ว เลยโทรมาให้ผมย้อนกลับไปรับหมาตัวเองที่เอาไปฝากเลี้ยงไว้ที่บ้านหลังหนึ่งที่รับดูแลหมาเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ก่อน และตอนนี้ผมก็พาเจ้าไมเคิลมาถึงซอยทาวน์เฮ้าส์ของวิคเตอร์แล้ว โดยที่ผมต้องพามันเดินมา ใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง! เพราะผมไม่กล้าเสี่ยงพาขึ้นรถไฟใต้ดิน แน่ล่ะ ใครเขาจะให้ ถึงให้เดี๋ยวก็จะมีคนรำคาญ เอากำปั้นมาทุบหัวผม ผมจะทำยังไงล่ะ ขนาดแค่บนถนนมันยังเห่าซะเสียงดังและวิ่งเร็วยิ่งกว่านักกีฬาโอลิมปิก ผมทั้งเหนื่อยทั้งหนักกับของที่หอบมา อากาศช่วงสปริงทำอะไรผมไม่ได้เลยจริงๆ สินะ


เจ้าไมเคิลกระโดดเหยงๆ ขึ้นบันไดหน้าบ้านนายมัน มีการแวะดมดอกกุหลาบสองฝั่งบันไดที่โน้มลงมา นี่ถ้าสูงกว่านี้คงเป็นซุ้มหน้าประตูบ้านได้สบายๆ


“Wait! You will see your master in a minute! (รอก่อนน่า! เดี๋ยวแกก็ได้เจอนายแกแล้ว!)” ผมบอก มันหันมามองหน้าผมแล้วหอบแฮ่กๆ ลิ้นห้อย ผมหัวเราะน้อยๆ ก่อนจะไขกุญแจเข้าไป พอเปิดประตูบ้านได้ เจ้าไมเคิลก็วิ่งตัวปลิวเข้าไปในบ้าน แล้วส่งเสียงเห่าอย่างดังลั่นบ้าน ผมเดินตามมันเข้าไปด้วยความทุลักทุเล


“โฮ่ง!! โฮ่ง!! โฮ่ง!!” มันส่งเสียงเห่าลั่นบ้าน และวิ่งตามหานายมันให้วุ่นวาย มันวิ่งเข้าไปในห้องรับรองแขก ผมวางสตรอรี่บอร์ดไว้บนโต๊ะวางแจกันดอกไม้ที่อยู่ใกล้ประตูเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดบ้าน เป็นจังหวะที่วิคเตอร์เดินลงมาจากบันไดบ้านพอดี เขามองผมด้วยสายตาไร้อารมณ์เช่นเคย ก่อนจะหันกลับไปมองทางซุ้มประตูของห้องรับรองแขก


“Hey! Michael! (ไง! ไมเคิล!)” เขาบอกน้ำเสียงเริงร่าลั่นบ้านพร้อมรอยยิ้มเสริมความหล่อที่ผมจะไม่มีวันได้รับจากเขาเหมือนหมา เจ้าไมเคิลวิ่งกุกกักออกมาจากห้อง แล้วกระโดดเข้าหาวิคเตอร์ เขาส่งเสียงหัวเราะดีใจและอุ้มหมาที่ตัวใหญ่บัก ค.ว.า.ย. อย่างสบายๆ เจ้าไมเคิลส่งเสียงร้องหงิงๆ และส่ายหางรัวๆ พลางเลียหน้าเจ้านายมันด้วยความคิดถึง


“แมวก็เลี้ยง หมาก็เลี้ยง คุณไม่กลัวมันกัดกันตายรึไง” ผมถามด้วยความสงสัยใสซื่อ อีกฝ่ายหยุดหัวเราะ แล้ววางเจ้าไมเคิลลงกับพื้นราวกับมันเป็นมหาตัวเล็กๆ


“มันเป็นพี่น้องกัน มันไม่ทะเลาะกันหรอก” ผมขมวดคิ้วด้วยความเอ๋อ หมากับแมวมันจะเป็นพี่น้องกันได้ไง ไอ้เพี้ยน! นี่ถ้าเจ้าฟอกซ์กลับมา มันคงหนีไปหลบอยู่บนหลังคา


“เก็บสูทไว้ในห้องซักรีด แล้วนายก็กลับไปได้แล้ว” ผมที่กำลังงงๆ กับความสัมพันธ์ของหมาและแมว ต้องตาโตด้วยความประหลาดใจ โอ๊ะ!


“คุณให้ผมเลิกงานได้แล้วหรอ?!” ผมถาม ทั้งดีใจและมึนงง อีกฝ่ายยักคิ้วหนึ่งที แล้วก้มตัวลูบหัวเจ้าไมเคิลที่นั่งหอบแฮ่กๆ อยู่ข้างเขา ผมยิ้ม น้ำตาแทบจะไหล โอ้ววว  ผมรีบเดินไปที่ห้องซักรีดที่อยู่สุดทางเดินของชั้นหนึ่ง เอาสูทแขวนไว้กับราวในห้องนั้น ก่อนจะออกจากห้องด้วยความลิงโลด หน้าตาระรื่นชื่นมื่นสุดๆ


“แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะครับ คุณเรย์มอนด์!” เขานั่งลงที่ตีนบันไดขั้นแรก แล้วกำลังลูบหัวเจ้าโกลเด้นสีทองที่นอนเกยตักเขาอยู่ วิคเตอร์เหลือบตามองที่แขนซ้ายผม เขามองนิ่งอยู่นานจนผมสงสัยว่าผ้าก็อตที่ติดแผลไว้มันมีอะไรผิดปกติหรือเปล่าจนต้องก้มลงไปดู พอเงยหน้ามาอีกทีวิคเตอร์ก็เลื่อนสายตามามองหน้าผมตามปกติแล้ว


“ยืนโชว์ความเตี้ยอยู่ได้ นี่ขนาดฉันนั่งแล้วนะ ยังจะสูงเท่านายเลย” เขาบอกหน้าตาย เสียงห้วน ผมได้แต่ทำปากยื่นเหมือนเป็ด


“Good night. (ราตรีสวัสดิ์ครับ)” ผมขี้เกียจเถียง ตอนนี้กำลังอารมณ์ดี ได้กลับบ้านไว ผมหมุนตัวเดินออกจากบ้านเขาไปโดยไม่หันกลับไปมองอีก


[ท่อนสุดท้ายต่อที่หน้าสองจ้า]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-06-2015 17:45:26 โดย ขุ่นเจ้ »

ออฟไลน์ trafu

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 50
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ตามมาจากเด็กดี  ชอบนิยายเรื่องนี้มาก  ไม่ค่อยได้อ่านแนวนี้เท่าไหร่   

เป็นกำลังใจให้นะค่ะ :3123:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด