:Love ♥ no boundaries: ตอนพิเศษส่งท้าย บ๊ายบาย [END] 22.09.18
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: :Love ♥ no boundaries: ตอนพิเศษส่งท้าย บ๊ายบาย [END] 22.09.18  (อ่าน 707499 ครั้ง)

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8


“พอดีคุณเรย์มอนด์เขามีปัญหาที่แขนนิดหน่อย ผมเลยต้องมาดูแลเขา” ผมบอกแข่งกับเสียงดนตรี EDM ที่ผมไม่ค่อยชอบ เพราะเป็นจังหวะดนตรีที่เต้นได้ไม่สุด เต้นๆ หยุดๆ มันไม่สะใจผม อันเดรยิ้มกว้างแล้วพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะดึงผมให้เข้าไปยืนข้างๆ เขา อันเดรก้มลงมาถามว่าผมอยากดื่มอะไร ผมที่ไม่ค่อยคอแข็งและไม่สันทัดเรื่องเครื่องดื่มมึนเมาเท่าไหร่ขอเลือกเป็นบาร์คาร์ดี้รสเลม่อนแบบที่ผมชอบดื่มเวลาไปผับ แต่เห็นหวานๆ เปรี้ยวๆ แบบนั้น กินห้าขวดขึ้นไปเมื่อไหร่ก็มีอันโลกหมุนเช่นกัน
ผมหันไปมองวิคเตอร์ก็เห็นเขายืนคุยอยู่กับชาร์ลีและแฟนของชาร์ลีอยู่อีกฝั่งนึง ทั้งสามคนกำลังคุยกันอย่างออกรสชาติ ได้ยินเสียงแว่วมาแต่ฟังไม่ถนัดเพราะเสียงเพลงดังกลบเป็นระยะๆ สักพักผมก็รู้สึกถึงความเย็นที่แขน พอหันไปก็เห็นเครื่องดื่มที่ผมขอไปยื่นมาให้จากอันเดรสองขวด ผมยิ้มและกล่าวขอบคุณเขา รับมากระดกหนึ่งขวด ส่วนอีกขวดวางไว้บนโต๊ะ ความเย็นซาบซ่าแล่นผ่านลิ้นและลำคอจนรู้สึกสดชื่น แต่แบบนี้แหละ ดื่มๆ ไปสักพักจะเริ่มร้อน


We found love in a hopeless place~


เพลงของรีฮันน่าในฉบับรีมิกซ์แบบแดนซ์ดังกระหึ่ม เหล่านักเท้าไฟบนฟลอร์ส่งเสียงตอบรับอย่างดี บางทีผมก็อยากจะบอกดีเจว่าฟังเสียงตอบรับของคนที่มาเที่ยวบ้าง อย่างตอนเปิดแค่ดนตรี EDM ตอนที่ผมเดินเข้ามา ทุกคนก็แค่โยกๆ ชูไม้ชูมือไปเรื่อย แต่ไร้อารมณ์ร่วมมาก มันต้องอย่างนี้สิ แสงสีสาดขนาดนี้ ดนตรีก็ต้องขึ้นให้สุดและเบสหนักๆ


“วู้ววว! เฮ้! เฮ้! เฮ้!” เสียงของเพื่อนๆ วิคเตอร์ดังขึ้นตามจังหวะความมันส์ของเพลง แน่นอนว่าทุกคนสนุกสนานกันเต็มที่ ทั้งเพราะน้ำเมา บรรยากาศและเสียงเพลง สิ่งเหล่านี้อยู่ด้วยกันแล้วมันช่วยทำให้คึกได้จริงๆ นะ ยิ่งมีเพื่อนๆ มาด้วยเยอะๆ แบบนี้มันยิ่งคะนองเลยล่ะ


“Celebrate to Victor—a single man! (ฉลองให้ไอ้วิคเตอร์ ผู้ชายโสด!)” เบนเนดิคท์บอกเสียงเย้วๆ พลางชูแก้วบรั่นดีขึ้นสูงเป็นการเปิด แล้วสักพักทุกคนก็ส่งเสียงตอบรับกันยกโต๊ะและยกแก้วชนกัน ผมเองก็แอบเอาขวดตัวเองไปชนกระทบกับแก้วเหล้าของอันเดรเบาๆ ทุกคนยกน้ำเมาของตัวเองขึ้นดื่ม ก่อนจะส่งเสียงเฮกันอีกรอบ ตามมาด้วยเสียงหัวเราะ และเสียงชื่นชมยินดี ซึ่งผมนึกขำว่าการที่เขาเลิกกับนาตาชาได้ มันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเฮฮาขนาดนี้เลยเหรอ


“You safe from a bitch! (เธอปลอดภัยจากนังแรดนั่นแล้ว!)” แฟนของชาร์ลีที่มีมาดเชิดตลอดเวลาเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าหยีๆ ก่อนที่ทุกคนจะตอบรับด้วยเสียงเฮอีกครั้ง ซึ่งผมไม่รู้ว่าเฮเพราะบรรยากาศมันสนุก หรือเฮเพราะไม่ชอบนาตาชากันแน่ แต่ผมว่าคงหลายๆ อย่างรวมกัน บรรยากาศเมาๆ พาไป ไหนจะดูท่าแล้วสิ่งที่นาตาชาทำไว้กับวิคเตอร์ พาลจะทำให้เพื่อนๆ ทุกคนไม่ชอบใจด้วย


“อยากเต้นมั้ย?!” เสียงของใครสักคนถามตอนที่ผมกระดกบาร์คาดี้ขวดที่สี่เข้าปาก ผมหันไปมองแบบมึนๆ ก็เห็นเบนเนดิคท์กำลังยืนยิ้มหน้าแดงอยู่ สงสัยจะดื่มไปเยอะแล้ว


“คุณจะออกไปเต้นหรอ?!” ผมตะโกนถามกลับไปท่ามกลางเสียงเพลงอันมันส์สนั่น


“ช่ายยย” ผมพยักหน้ารับรัวๆ เพราะตอนนี้กำลังตื่นตัวกับเสียงเพลงมาก เพลงสนุกมากจริงๆ ณ จุดนี้ ยิ่งอาการร้อนๆ ที่ใบหน้าบวกกับอาการกรึ่มๆ ในหัว มันยิ่งพามัวเมาในความมันส์ของดนตรี


“จะไปไหนกัน?!” เสียงทุ้มห้วนคุ้นหูดังขึ้นตอนที่ผมกับเบนเนดิคท์กำลังจะเดินออกจากโต๊ะไปที่ฟลอร์เต้นรำ ผมหันไปมองวิคเตอร์ที่ยืนหน้านิ่วคิ้วขมวดมาจากอีกฝั่งซึ่งจริงๆ ไม่ได้ไกลกันมาก แค่โน้มตัวเข้ามา ใบหน้าเขาก็แทบจะฝังเข้ามาในลูกตาผมอยู่แล้ว


“จะออกไปเต้นครับ!!” ผมพูดเสียงดังกลับไป


“งั้นเดี๋ยวฉันไปด้วย!” เขาบอกเสียงดังแข่งกับเพลงกลับมา ผมพยักหน้ารับยิ้มๆ วิคเตอร์เดินอ้อมมาจากอีกฝั่ง แล้วเดินมาหาผมกับเบนเนดิคท์ที่ยืนรออยู่ตรงรั้วกั้นโซนเต้นกับโซนยืน


“เฮ้ย! ไปไหนกันน่ะ?!” อันเดรถามด้วยความสนใจ พอเบนเนดิคท์ตอบกลับไป ก็มีคนเดินลงมาพร้อมกับเราด้วยอีกสี่ห้าคน เลยกลายเป็นว่าจากกะจะไปเต้นกันสองคนก็มีเพื่อนร่วมขบวนการตามมาด้วย พวกเราเกือบสิบคนมายืนเต้นอยู่เกือบกลางฟลอร์ จังหวะดนตรีมันส์ๆ ที่มันส์จริงๆ ที่ไม่ใช่ดนตรีประเภทมีแต่เสียงเบสหนักๆ แต่จับจังหวะเต้นไม่ได้ดังกล่อมประสาทผม ยิ่งผสมโรงไปกับเหล้า ยิ่งทำให้ผมเริ่มคึก


“โอ้โห! เห็นตัวแค่นี้แต่ลีลาดีไม่มีบอกกันเลยนะ!” เสียงคุณเบนแซวเสียงดัง เรียกเสียงเฮฮาจากทุกคนในกลุ่มเต้น ผมยิ้มกว้างแล้วสะบัดสะโพกไปมาตามจังหวะเพลง


“ขึ้นเวทีไปสู้กับผู้หญิงคนนั้นมั้ย?!” วิคเตอร์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก้มลงมาถามผมสีหน้ายิ้มๆ แต่ดวงตามีแววท้าทายอยู่เล็กๆ ผมหันไปมองบนเวทียกสูงสำหรับคนอยากเต้นแบบโดดเด่นก็เห็นชะนีฝรั่งผมทองอร่ามคนหนึ่งกำลังออกจังหวะอย่างยั่วยวนในชุดเสื้อสายเดี่ยวเอวลอย โชว์เอวคอดแบบนนาฬิกาทราย เต้นเย้ายวนอยู่ท่ามกลางชะนีอื่นๆ และผู้ชายอีกหลายคน แต่ดูท่านางนี้จะเด่นสุดด้วยทรวดทรงองเอวและลีลาที่เซ็กซี่ซะเหลือเกิน


หืมมม เอาไส้ไปไว้บนสมองหรอ เอวเล็กขนาดนั้นที่บ้านไม่มีอะไรให้กินรึไง (เริ่มเมา เริ่มพาล)


“คุณท้าผมเหรอ?!” ผมหันกลับมาถามวิคเตอร์สีหน้าเมาๆ แต่ยังมีสติอยู่ แต่ฤทธิ์แอลกอฮอล์มันรุนแรงจนทำให้หัวหมุนไปนิดหน่อย วิคเตอร์ยิ้มมุมปากแบบมีมาดก่อนจะกระซิบเสียงหนัก


“เผื่อนายจะอารมณ์ค้างจากเซ็นทรัลปาร์คไง เห็นโยกไปโยกมา อาจจะอยากไปโยกบนนั้นบ้าง…” ผมเม้มปากมองเขาด้วยสายตางัวเงีย เพราะเมานะ ไม่ใช่จะหลับ


“…หรือว่าไม่กล้า” หน็อยยย! ดูถูกเชียร์หลีดเดอร์โรงเรียนมอปลายสามปีซ้อน และนักเต้นของคณะมนุษย์ฯ อย่างฉันมากไปแล้วไอ้ยักษ์!


ผมแทบจะหายเมาทันทีที่โดนท้า ในใจนี่เกิดอาการฮึกเหิมขึ้นมายิ่งกว่านักรบบางระจัน ผมเบะปากขึ้นแล้วมองเขาด้วยสายตาประมาณว่า ท้าหรอ? ท้าใช่มั้ย? ได้!


“Keep your eyes on me! (อย่าคลาดสายตาก็แล้วกันนะ!)” ผมยักคิ้วให้พ่อหน้าหนวด อีกฝ่ายยิ้มมุมปากเท่ๆ กลับมาให้ ก่อนจะผายมือซ้ายไปทางเวที ผมหมุนตัวจะเดินออกไปจากวง


“เฮ้ย! ไปไหนแมท?!” เบนเนดิคท์รั้งผมไว้แล้วถามเสียงดัง ผมไม่ได้ตอบแต่ชี้ไปบนเวทีที่มีแม่สาวเอวคอดกำลังบิดสะโพกขึ้นลงช้าๆ อย่างเซ็กซี่ในเพลง Thrift shop ที่รีมิกซ์ออกมาใหม่ให้จังหวะหนักกว่าเดิม ซึ่งของเดิมจังหวะก็ชวนหมุนเอวลงล่างอยู่แล้ว พอมาเจอการมิกซ์ของดีเจเข้าไป มันยิ่งทำให้น่าสะบัดเอวรัวๆ จริงๆ


“ฮะ?! นายจะขึ้นไปเต้นบนนั้นหรอ?!” เบนเนดิคท์ถามด้วยความทึ่ง กลายเป็นว่าตอนนี้คนในวงเต้นที่มาด้วยกันมองมาที่ผมด้วยความทึ่งและดูจะตกใจกันอยู่ไม่น้อย คงเว้นก็แต่วิคเตอร์ที่ตอนนี้กำลังยิ้มกริ่มที่ยุผมสำเร็จ แต่เรื่องเต้นๆ นี่ยอมไม่ได้ เสียศักดิ์ศรีนักเต้นหมด


“ถ้าอย่างนั้นก็เอาให้ไฟลุกเลยนะ วู้ววว!!” เบนเนดิคท์บอกเสียงเฮฮา ก่อนที่คนอื่นๆ จะตอบรับด้วยการส่งเสียงให้กำลังใจ ผมยิ้มกว้างรับเสียงเฮเหล่านั้นแล้วเดินบึ่งไปที่เวที


ผมเดินเซนิดๆ ไปที่เวทีที่แม่ชะนีบ้านยากจนไม่มีข้าวกินจนผอมโซกำลังเต้นอยู่ เธอและคนอื่นๆ หันมามองที่ผมแล้วเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจประมาณว่า ผมมาทำอะไรตรงนี้ แต่ผมไม่สนใจแล้วปีนขึ้นไปบนเวทีในจังหวะที่ดนตรีเพลง Timber เพลงโปรดผมที่เวลาไปผับแล้วจะต้องออกลีลาทุกทีที่มันดังขึ้นมา พอได้ยินเพลงโปรดก็ทำเอาแรงฮึดในใจผมยิ่งเพิ่มเลเวลขึ้น เจอเพลงโปรดในจังหวะมิกซ์ใหม่มันส์ๆ แบบนี้ ต้องไม่ทำให้เสียเที่ยว!






ทุกคนต่างมองมาที่เด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ราวกับเด็กมัธยมปลายคนหนึ่งในสายตาของฝรั่ง เขาขึ้นมาบนเวทีได้สักพักแต่ยังคงยืนมองคนอื่นๆ เต้นนิ่งๆ จนแม่สาวเอวคอดต้องชวนเต้นด้วยการบิดเอวไปมา พร้อมกับส่งสายตาเชิญชวนไปให้ แต่หนุ่มน้อยก็ได้แต่โยกบิดไปมานิดๆ ราวกับคนเต้นไม่เป็น ซึ่งทำให้เจ้าหล่อนเสียอารมณ์กับคนประเภทนี้ซะจริงๆ ที่เต้นไม่เป็นแต่เสล่อขึ้นมาบนเวทีทำไมก็ไม่รู้ มันเปลืองพื้นที่คนอื่น

Swing your partner round and round~

End of the night, it’s going down~

One more shot, another round~


เสียงดนตรีและเนื้อร้องสุดมันส์ยังคงดังกระหึ่ม และมาพร้อมกับลีลายั่วสวาทของยัยสาวเอวคอดที่โดดเด่นที่สุดบนเวทีนี้ แมทยังคงยืนมองคนอื่นๆ บนเวทีที่กำลังโยกสะบัดไปมาตามคำร้องของ Pitbull เจ้าของเพลงฮิตเพลงนี้ เขายืนมองคนอื่นๆ ตาเยิ้มๆ แต่สติยังคงอยู่ครบ และเมื่อมองกลับไปทางกลุ่มวิคเตอร์ที่ส่งเสียงเชียร์อัพอยู่ ก็เห็นว่าคนที่ท้าเขาขึ้นมาบนนี้กำลังเบ้ปากและยกมือซ้ายชูนิ้วโป้งคว่ำหัวให้เป็นการบอกนัยๆ ว่าห่วย คนถูกท้าได้แต่มองค้อนกลับไป


ใจร้อนทำไม ดูลาดเลาก่อนสิ จังหวะดีๆ กว่านี้กำลังจะมา


Swing your partner round and round

End of the night, it’s going down

One more shot, another round


และเมื่อสิ้นสุดท่อนนี้ จังหวะดนตรีก็เว้นให้เบสหนักๆ ทำหน้าที่กระตุ้นอารมณ์ของนักท่องราตรี แมทหลับตาและเริ่มบิดสะโพกนิดๆ ตามจังหวะ แต่นั่นก็ยังเป็นภาพที่ทำให้คนอื่นๆ บนเวทีขำคิกคักกันอยู่ดี แต่แล้วรอยยิ้มขบขันทั้งหลายก็ต้องแปรเปลี่ยนเป็นอ้าปากค้างเมื่อถึงท่อนของสาว Kesha ที่มาร่วมฟีทเจอร์ริ่งในเพลงนี้ที่บอกว่าทุกอย่างกำลังเลื่อนลง เจ้าหนุ่มน้อยก็สะบัดลีลาใส่ซะทุกคนหันมามองเป็นตาเดียว



It’s going down; I’m yelling timber… ร่างเล็กนั่งยองๆ เอามือจับเข่าสองข้าง แล้วฉีกขาออกจากกัน ก่อนจะหุบเข้าอย่างรวดเร็วแล้วลุกขึ้นยืน เอามือขวาจับซอกคอไว้แล้วยกสะโพกซ้ายขึ้นลงตามจังหวะ

You better move, you better dance… แมทเอามือจับเอวสองข้างแล้วย่อเข่าก่อนจะบิดสะโพกขึ้นไปทางซ้ายช้าๆ ตามคำว่า move แล้วยกตัวขึ้นแล้วก็ย่อเข่า และบิดสะโพกขึ้นไปทางขวาตามคำว่า dance

Let’s make a night; you won’t remember… แมทเอามือเกี่ยวกับหูกางเกงยีนส์ไว้ แล้วยกขาซ้ายสลับกับยกขาขวาคล้ายกับขาม้าเวลาออกวิ่งตามจังหวะเพลง

I’ll be the one; you won’t forget… คนตัวเล็กเดินยกขาซ้ายสลับขาขวา โน้มตัวไปด้านหน้านิดๆ พร้อมกับออกตัวเดินมาติดขอบเวที ก่อนจะโค้งตัวไปข้างหน้า แล้วแอ่นกระดกก้นขึ้น หันหน้าไปมองผู้คนที่กำลังมองมาทางตัวเองด้วยสายตาสนุกสนานพร้อมกับส่งเสียงเชียร์ เอามือขวารูดตามขมับพร้อมกับเชิดหน้าขึ้น

It’s going down; I’m yelling timber… เจ้าเอเลี่ยนน้อยยังคงโน้มตัว โก่งก้นเอาไว้ แล้วยักสะโพกไปมาพร้อมกับเอามือตีตรงเนินสะโพกซ้ายเบาๆ สองที ก่อนจะยกแขนซ้ายเป็นฐานแล้วเอาศอกขวามาวางไว้บนหลังมือซ้าย และใช้หลังมือขวามารองคางมนตัวเองไว้เบาๆ แล้วบิดสะโพกเป็นครึ่งวงกลมตอนคำว่า timber

You better move, you better dance… แมทดึงตัวขึ้นตรง เอานิ้วโป้งเกี่ยวหูกางเกงยีนส์ไว้ โยกเอวไปซ้ายขวาอย่างล่ะสองสามทีแล้วแต่ร่างกายจะไปเอง

Let’s make a night; you won’t remember… แมทแกล้งเดินโยกทางชะนีเอวคอดที่ตอนนี้พยายามเลื้อยสู้ แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ เพราะแทบทุกสายตามองมาที่เขา

I’ll be the one; you won’t forget… แมทยื่นแขนซ้ายไปข้างหน้า แล้วยกแขนขวาขึ้น ทำท่าหมุน เหมือนควงเชือกคล้องม้า

Woah! Ho ho ho! Whoa ao oa oh! แล้วร่างเล็กก็ชูแขนกระโดดโลดเต้นอย่างเต็มกำลัง ลดแขนลงแล้วเปลี่ยนมาใช้เท้าสะบัดไปมาหน้าหลังอย่าลงจังหวะ เอามือจับเอวแล้วยื่นเท้าซ้ายกับเท้าขวาสลับไปมาตามจังหวะ สุดท้ายก็บิดสะโพกไปมาเน้นๆ ตามจังหวะได้อย่างน่าชื่นชม เล่นเอาคนบนเวทีถึงกับเต้นเหมือนเด็กประถมไปตามๆ กัน เมื่อเจออดีตเชียร์ลีดเดอร์สุดเป๊ะอย่างเอเลี่ยนตัวจ้อยเข้าไป



ไม่เสียแรง ที่นั่งดู Live performance ของพิทบูลบ่อยๆ แต่ไม่ได้ดูคนร้องนะ ดูท่าต้นแดนซ์เซอร์ข้างหลังอย่างเดียว


เสียงเพลงเปลี่ยนไปเป็นเพลงอื่น แต่พ่อหนุ่มน้อยชาวเอเชียก็ยังคงสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้คนในคลับได้มองไม่วางตา ส่วนด้านล่างเวทีตรงกลุ่มของวิคเตอร์ ตอนนี้ทุกคนยืนนิ่งค้างมองอย่างไม่อยากเชื่อสายตาไปแล้ว


โดยเฉพาะวิคเตอร์ที่เป็นคนท้า ไม่คิดว่าเจ้าเอเลี่ยนตัวแสบจะลีลาสะบัดขนาดนี้ ก็ที่เห็นในเซ็นทรัลปาร์คนั่นมันดูเหมือนเด็กตัวเล็กๆ มากระโดดเย้วๆ ไปมาเท่านั้นเอง ใครจะไปคิดว่าพอเปลี่ยนสถานที่ ลีลาก็เปลี่ยนตาม ที่สำคัญลีลาที่เปลี่ยนนี่เล่นเอาเขามองก้นกับสะโพกนั่นไม่หยุด


ช่างบิดไปมาได้อย่างน่ามอง


“ฉันว่าแมทก็ไม่ได้เต้นเก่งหรือเซ็กซี่กว่าผู้หญิงคนนั้นนะ…” อันเดรบอกสีหน้าเป็นจริงจัง สายตายังมองคนตัวเล็กที่ยังหมุนสะโพกอยู่บนเวที


“…แต่ฉันละสายตาไปจากเอเลี่ยนน้อยไม่ได้เลยว่ะ” เขาส่งนิ้วโป้งไปให้แมทเป็นเชิงชมว่าเยี่ยม คนตัวเล็กมองมาแล้วขยิบตาให้พร้อมกับก้มหัวลงแทบติดพื้น ก่อนจะสะบัดขึ้นด้วยท่วงท่าที่สวยงาม แม้จะไม่มีเส้นผมสลวยให้พลิ้วไหว แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความน่ามองของคนตัวเล็กดรอปลงเลยแม้แต่นิด


ใช่… วิคเตอร์ก็คิดแบบนั้น แมทไม่ได้เต้นสวยหรือว่าท่วงท่าเป๊ะระดับนักเต้นมืออาชีพ แต่สิ่งหนึ่งที่คนตัวเล็กมีนั่นคือเสน่ห์และอินเนอร์ในยามขยับเขยื้อนเคลื่อนกาย ราวกับว่าแมทส่งมันออกมาจากข้างใน บวกกับจริตทางสีหน้าที่เจ้าตัวใส่ลงไป นั่นยิ่งทำให้เอเลี่ยนตัวจ้อยน่าจับตามอง


สมกับที่เจ้าตัวบอกว่าอย่าคลาดสายตา เพราะตอนนี้วิคเตอร์ไม่สามารถคลาดสายตาได้แม้แต่นิด เอวที่บิดและพลิ้วไหวยิ่งกว่าผู้หญิงบางคนนั่นทำเอาเขาต้องขบกรามแน่นเพื่อระงับอารมณ์บางอย่างที่กำลังพุ่งพล่านไปมา


“No boobs. But he fucking hotter than other girls! (ไร้นมแต่อารมณ์แม่งโคตรเกินหญิง!)” วิคเตอร์ขมวดคิ้วหันไปมองเบนเนดิคท์ที่ยืนอ้าปากค้าง ดวงตาสีเทาจับจ้องเอเลี่ยนแทบไม่กระพริบ


อย่าว่าแต่เบนเนดิคท์เลย ตอนนี้แทบทั้งคลับ แม้กระทั่งพวกที่อยู่บนเวทีก่อนหน้าก็แทบจะหยุดนิ่ง จับจ้องมองไปอยู่ที่ร่างเล็กที่
กำลังรูดเสาสีเงินแวววาวที่ตั้งอยู่บนฟลอร์ทรงกลม บางคนถึงขั้นเอามือถือขึ้นมาถ่ายคลิป และตอนนี้เหมือนว่าเจ้าเอเลี่ยนยิ่งเต้นก็ยิ่งสนุก บิดตัวไปรอบเสา ฉีกขาขึ้นสูงจนต้องเบิกตาขึ้นมองอย่างตะลึง


“วู้วววว!” เสียงเชียร์อัพดังขึ้นตลอดเวลาที่เจ้านั่นส่งท่าใหม่ๆ มาให้ชม ตอนนี้วิคเตอร์นึกอยากจะเดินไปดึงแมทลงมาข้างล่างเสียจริง เพราะตอนนี้เขารู้สึก…


อยากขย้ำร่างเล็กแต่เนื้อแน่นๆ นั่นเหลือเกิน ไม่คิดเลยว่าตัวเตี้ยๆ แบบนั้น จะมีเนินสะโพกอวบอัดคล้ายผู้หญิง แถมก้นยังงอนแน่นคับกางเกงยีนส์ เวลาที่ไอ้ตัวแสบใส่กางเกงยีนส์ เขาก็ไม่เคยสังเกตสักที จนมาวันนี้นี่แหละ ถึงได้รู้ว่าผู้ชายบางคนก็เนื้อแน่นจนน่าฟัด!

[ตอนต่อไปด้านล่างค่ะ]

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8


CHAPTER 21 :: LOSE CONTROL.


จุ๊บ จ๊อก~


ลิ้นที่เต็มไปด้วยน้ำลายพัวพันกันอย่างรวดเร็วและหนักหน่วงจนเกิดเสียงจ๊วบจ๊าบผ่านลิ้นและริมฝีปาก ร่างผมถูกดันให้ติดกับกำแพงสีอิฐ และถูกวิคเตอร์ยกสูงขึ้นระดับเดียวกับเขาโดยที่เขาใช้แค่มือซ้ายข้างเดียวในการยกร่างผม ผมต้องเอาขาเกี่ยวรอบเอวสอบของเขาไว้และเอามือโอบรอบไหล่เขาเพื่อกันตัวเองตกและเป็นการช่วยผ่อนแรงของอีกฝ่ายด้วย


“Hey… อึ๊บ!”


ผมพยายามเบี่ยงหน้าหนีจูบอันจู่โจมของวิคเตอร์ เขาเริ่มจูบลิ้นรัวและบดขยี้ริมฝีปากผมหนักขึ้นจนผมต้องดูดเม้มริมฝีปากเขาเพื่อโต้กลับแต่ก็ไม่ทันเขาอยู่ดี พอเบี่ยงหน้าหนีวิคเตอร์ก็ดันตัวผมติดกำแพงมากขึ้น แถมยังยกตัวผมสูงขึ้นอีกนิด และตามมาประกบปิดปากเมื่อผมหันหน้าหนี พอผมแหงนหน้าจะหนีเขา เขาก็จะตามมาปิดปากผมแทบจะทันที ทำเอาผมแทบไม่ได้หายใจ ผมตอบรับจูบของเขาด้วยใบหน้านิ่วคิ้วขมวดเพราะรู้สึกว่าระบบหายใจตัวเองกำลังจะพัง สุดท้ายเลยต้องยกมือมาจับหน้าเขาไว้แล้วดึงให้ออกห่างจากปากตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังมิวายจะพุ่งเข้ามาประกบปากผมอีกรอบ จนผมต้องขืนดันหน้าเขาไว้
ผมหอบเอาอากาศเข้าปอดลึกๆ ดวงตาแทบจะปิดเพราะความเหนื่อยหอบ วิคเตอร์ทำแค่หายใจเข้าออกหนักๆ แต่ก็ยังดูปกติมากกว่าผม


“Be mine. (เป็นของฉันเถอะ)” เขาบอกเสียงแหบพร่า ผมมองดวงตาสีน้ำผึ้งข้นของเขาที่กำลังว้าวุ่นอย่างเห็นได้ชัด ลมหายใจร้อนๆ รดลงใบหน้าผมหนักๆ


“คุณเป็นอะไรครับ” ผมถามแบบมึนๆ หัว เพราะตอนอยู่บนเวทีมีคนยื่นแก้วเครื่องดื่มให้ ผมรับไปกระดกจนหมด รู้ตัวอีกทีคือหัวหมุนมาก เต้นต่ออีกสักพักก็ถูกวิคเตอร์กับเบนเนดิคท์มาพาลงเวทีไป ตอนแรกผมนึกว่าวิคเตอร์จะพาผมกลับไปที่โต๊ะ แต่เขากลับจูงผมออกมาข้างนอก และเดินนำเร็วๆ มาที่ซอกตึกแคบๆ มืดๆ ที่อยู่ห่างจากคลับมาประมาณสี่ตึก พอมาถึงเขาก็ผลักผมติดกำแพงจนผมหน้าเหวอ แต่ไม่ทันพูดอะไรเขาก็ใช้แค่แขนซ้ายข้างเดียวยกตัวผมขึ้นจนต้องรีบเอาขาเกี่ยวเอวเขาไว้ พออ้าปากจะถามเขาก็ประกบปากและส่งลิ้นมารัวใส่โพรงปากผมทันที


ผมไม่รู้ว่าเราอยู่ในท่านี้มานานหรือยังเพราะสมองเบลอไปหมด เกิดคำถามหลายคำถามในหัว รวมทั้งคำถามที่ว่า เขาไม่เมื่อยแขนบ้างเหรอ อุ้มผมด้วยมือซ้ายมือเดียวเนี่ยนะ


วิคเตอร์ไม่ตอบ แต่เขาพ่นลมหายใจออกมาช้าๆ แต่ว่าเสียงหนัก ก่อนจะค่อยๆ ลดมือซ้ายลงทำให้ผมต้องเอาขาที่เกี่ยวเอวเขาไว้ออกช้าๆ เช่นกัน วิคเตอร์ปล่อยมือออกจากก้นผม พยุงให้ผมยืนบนพื้นดีๆ ผมเกาะไหล่เขาไว้และพยายามทรงตัวให้ยืนตรงๆ เพราะตอนนี้ทั้งมึนเหล้าและเมาจูบ


“อยากกลับรึยัง” ผมดึงมือออกจากไหล่เขาเบาๆ เอามือขวาเสยผมขึ้นไปเร็วๆ ตอบพร้อมรอยยิ้มแก้มอิ่ม


“ได้หมดครับ แล้วแต่คุณเลย” วิคเตอร์ยิ้มน้อยๆ แบบถูกใจ เขาเอื้อมมือซ้ายมาจับมือขวาผมไว้แล้วเดินจูงมือผมออกจากซอกตึกที่ทั้งมืดและแคบ ยังดีที่ได้อากาศเย็นๆ ในช่วงสปริงช่วยไว้ไม่ให้รู้สึกอบอ้าวมากยามที่ต้องเบียดกายอยู่ในซอกตึกที่มีแสงไฟสีส้มพาดผ่านเพียงเล็กน้อยเท่านั้น


“อ้าว ไอ้วิคเตอร์ แกไปไหนมา” ชาร์ลีที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ใกล้ๆ กับซอกตึกที่ผมกับวิคเตอร์เพิ่งเดินโผล่พ้นมาเอ่ยถามขึ้น ผมกลืนน้ำลายลงคอด้วยความประหม่านิดๆ แต่คนถูกถามกลับมีท่าทีสงบก่อนจะตอบ


“เอเลี่ยนปวดฉี่ แต่คิวเข้าห้องน้ำนาน ฉันเลยพาไปฉี่ที่ซอกตึกมา” อะ… อะไรนะ ฉี่ซอกตึก ทำไมมีความรู้สึกเหมือน…


“พาแมทมาฉี่แบบนี้ เหมือนแกพาหมามาฉี่เลยว่ะ” บางทีคุณชาร์ลีก็ไม่ต้องพูดทุกอย่างที่คิดก็ได้นะ


วิคเตอร์ส่งเสียงหัวเราะ ปล่อยมือผมแล้วรับบุหรี่ที่ชาร์ลียื่นมาให้ ผมเลยขอตัวออกไปยืนห่างๆ จากเขาเพราะไม่ชอบกลิ่นบุหรี่ วิคเตอร์พยักหน้ารับรู้แล้วยืนสูบบุรี่กับคุณชาร์ลี ส่วนตัวผมกะว่าจะเดินกลับเข้าไปข้างในไปยืนรอกับพวกคุณเบน แต่ยังไม่ทันผลักประตูเข้าไป เบนเนดิคท์กับแฟนสาวของคุณชาร์ลีก็เดินสวนออกมาพอดี แม่ชะนีจอมเชิดส่งยิ้มให้ผมเพียงเล็กน้อย ก่อนจะเดินนวยนาดไปหาแฟนหนุ่มของตัวเองที่ยืนสูบบุหรี่อยู่


“หายไปไหนมาเนี่ย” คุณเบนถามพลางยื่นกระเป๋าเป้ที่ผมลืมไว้ด้านในมาให้ เขาพาผมมายืนให้ออกห่างจากประตูเพื่อจะได้ไม่ขวางทางคนอื่นเขา


“เอ่อ… พอดีคุณเรย์มอนด์เขาออกมาสูบบุหรี่น่ะครับ” เบนเนดิคท์ชะโงกหน้าไปดูตรงโซนสูบบุรี่ที่ทางคลับจัดไว้ให้ที่ตอนนี้มีสองหนุ่มกับอีกหลายหนุ่มและหลายสาวยืนพ่นควันบุหรี่กันอบอวลไปหมด


“นายยังเรียกไอ้วิคเตอร์ว่ามิสเตอร์เรย์มอนด์อยู่อีกหรอ” เขาถามเสียงประหลาดใจพอๆ กับสีหน้า ผมยิ้มเฝื่อนๆ ก่อนจะตอบ


“ก็… เขาให้ผมเรียกแบบนี้นี่ครับ” คุณเบนขมวดคิ้วมุ่นพร้อมกับส่ายหัวคล้ายจะระอาใจ


“ไอ้นี่ก็บ้า อยู่ด้วยกันมานานขนาดนี้ยังจะมาทำห่างเหิน” ผมอยากจะบอกเขาเหลือเกินว่าไอ้ความห่างเหินที่ว่านั่นมันก็มีแค่การเรียกชื่อนั่นแหละ เพราะอย่างอื่นระหว่างเราสองคนแทบจะแนบชิดติดกันอยู่แล้ว


“เขาคงชินมั้งครับ ไม่ก็ไม่อยากให้ผมลืมฐานะตัวเอง” คุณเบนส่ายหัวหน่ายๆ จนผมยิ้มขำ


“ฮู่ววว! ฉันว่ามันควรเข้าเฝือกที่สมองด้วยนะ เผื่อบางทีแกนสมองมันหักเลยยังมีตรรกะไม่ปกติอยู่ในหัว” ผมหัวเราะชอบใจกับคำเปรียบเปรยของอีกฝ่ายที่ค่อนข้างโดนใจผมเหลือเกิน


“แล้วระหว่างมันกับนาย เป็นยังไงบ้าง มันยังใจร้ายกับนายอีกรึเปล่า”


“ไม่ครับ เขาดีกับผมมาก อาจเป็นเพราะคุณเบนพูดวันนั้น”


“ไม่หรอก ต่อให้ฉันพูดไปมากแค่ไหน ถ้ามันคิดเองด้วยไม่ได้ก็เปล่าประโยชน์” ก็จริงอย่างที่เขาว่า และวิคเตอร์ก็รู้ตัวเองด้วยในจุดนี้ว่าเขานั้นก็คิดของเขาอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าเพิ่งมาคิดตอนคุณเบนพูด


“ชอบมันมั้ย…” หืมมม? ผมเลิกคิ้วขึ้นด้วยความงงและความมึนของแอลกอฮอล์ เบนเนดิคท์ยิ้มมุมปากขบขันก่อนจะพูดต่อ


“…ไอ้วิคเตอร์น่ะ ชอบมันรึเปล่า” ผมแอบชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบแบบที่สีข้างแทบเป็นแผล


“ก็ชอบนะครับ เขาก็เป็นเจ้านายที่ดี ถึงจะเพิ่งมาดีช่วงหลังๆ นี้ แต่อย่างน้อยเขาก็ทำให้ผมรู้สึกชอบเขามากขึ้นกว่าแต่ก่อน” คุณเบนยิ้มเหมือนรู้ทันว่าผมกำลังแถ แต่ผมก็ยังคงตีหน้าเฉยต่อไป แม้จะออกอาการหลุกหลิกเล็กน้อยก็ตาม


“ตอนที่อยู่หน้าบ้าน ฉันว่าอาการมันแปลกๆ นะ เหมือนไม่อยากให้ฉันจับมือนาย” ผมยิ้มเหลอหลา ยกมือขึ้นมาลูบแก้มร้อนๆ ของตัวเองก่อนจะตอบเสียงอ้อมแอ้ม


“โอ๊ย เขาก็แค่เล่นสนุกของเขาไปเรื่อยแหละครับ”


“ใช่ มันสุนกของมัน แต่รู้มั้ยว่าฉันไม่ได้เห็นมันสนุกอย่างนี้มานานแล้ว…” ผมนิ่งไป รู้สึกถึงอาการใจเต้นระรัวในอกซ้าย


“…ฉันแค่จะบอกว่า เหลือเวลาอีกไม่นาน นายก็ต้องไปจากที่นี่แล้ว อยากทำอะไรก็ทำ ตามที่ใจอยากทำเถอะ” ผมพยายามคุมอาการใจเต้นระรัวภายในอก แล้วพูดออกไปเสียงค่อยจนแทบจะไม่ได้ยิน


“ผม… ผมก็ทำอยู่นะครับ พยายามเก็บความทรงจำดีๆ กลับไป”


“แล้วความทรงจำดีๆ ที่นายว่า นายอยากได้จากใครเป็นพิเศษล่ะ…” เขายิ้มอบอุ่นมาให้ ผมออกอาการอึกอักเล็กน้อย


“…ฉันว่านายมีคำตอบให้ตัวเองอยู่แล้ว ก่อนฉันจะถามด้วยซ้ำไป ทีนี้ก็เหลือแค่ทำตามใจตัวเองละนะ”


“ผมไม่กล้าหรอกครับ ผมกลัว…”


“…กลัวเสียใจอย่างที่เคยบอกฉันสินะ แต่ว่าแมท นายจะเสียใจกว่ามั้ยถ้านายจากไปโดยที่ไม่ได้ทำตามที่ใจตัวเองต้องการ ทั้งๆ ที่มีโอกาสให้ทำ” ผมนิ่งไปกับคำพูดของคุณเบน เขายิ้มอ่อนๆ มาให้ แล้วยกมือขึ้นขยี้หัวผมเบาๆ


“ถ้าจะเสียใจ อย่างน้อยก็ให้มันเสียใจจากรักจริงๆ เถอะ ไม่ใช่เสียใจเพราะคิดไปเอง” ใจผมกระตุกไปกับคำพูดนั้น ผมยิ้มรับ กับคำให้กำลังใจจากเขา


“เอเลี่ยน กลับกันเถอะ” เสียงวิคเตอร์ดังมา พร้อมกับที่ร่างเขาเดินเข้ามาซ้อนด้านหลังผมไว้แนบสนิท ก่อนจะจับเอามือเบนเนดิคท์ออกจากหัวผม คุณเบนยิ้มด้วยความขบขัน ก้มลงมาพูดกับผมสองคน


“บอกอะไรดีๆ ให้อย่าง ที่ไอ้วิคเตอร์ทำอยู่ตอนเนี้ย เขาเรียกว่าหวง” ผมแอบหน้าร้อนวูบๆ กับคำพูดนั้น เขาขยิบตาให้ผมแล้วยืดตัวกลับไปยืนเต็มความสูง


“คุยอะไรกัน?!” เสียงห้วนๆ คล้ายกำลังไม่พอใจดังขึ้น ผมแหงนหน้าไปมองก็เห็นคนร่างยักษ์ทำหน้ายักษ์ใส่เราสองคนอยู่ คุณเบนเนดิคท์หัวเราะน้อยๆ ผมยิ้มกว้างเมื่อเห็นวิคเตอร์ทำหน้าหงุดหงิด


“กลับบ้านใช่มั้ย เดี๋ยวฉันไปส่ง” คุณเบนบอกเสียงทะเล้น แต่วิคเตอร์ยังคงหน้าตึงไม่หาย


“ไม่ต้อง แกกลับเข้าไปสนุกเถอะ เดี๋ยวฉันกลับแท็กซี่กันเอง ฝากลาไอ้พวกนั้นด้วยนะ ฉันไปละ” เขาพูดอย่างรวดเร็ว และพอพูดเสร็จก็เดินจูงมือผมไปตรงจุดเรียกแท็กซี่ทันที ผมหน้าเหลอหลาหันไปโบกมือบ๊ายบายให้คุณเบนที่โบกมือตอบกลับมาพร้อมรอยยิ้มกว้าง เขาเอามือขวาตบลงที่อกซ้ายเบาๆ พร้อมกับขยับปากช้าๆ ชัดๆ ว่า


Follow your heart…








ระหว่างทางที่นั่งแท็กซี่กลับมา วิคเตอร์นั่งเงียบๆ แต่ก็ไม่ใช่ความเงียบที่ทำให้รู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด เหมือนกับว่าเราต่างคนต่างกำลังจมอยู่ในห้วงความคิดใครความคิดมัน จนกระทั่งรถมาจอดหน้าบ้าน พวกเรายังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ จนคนขับต้องหันมาเรียกเราถึงจะหลุดจากภวังค์ (แท็กซี่ขอถ่ายรูปกับวิคเตอร์ไปหนึ่งรูป)   


ผมเดินขึ้นบันไดหน้าบ้านไปแบบอึนๆ เพราะรู้สึกมึนหัว แต่ไม่ถึงขั้นเมาขนาดที่ว่าไม่รู้เรื่องหรือไม่รับรู้อะไร ผมหยิบกุญแจบ้านออกมาไขประตูบ้านแล้วเดินเข้าไปเปิดไฟ ไฟสีขาวสว่างไสวไปทั่วบ้านอันมืดมิด ไมเคิลกับฟอกซ์เดินออกมารับเราสองคนด้วยสีหน้าเพิ่งตื่น ผมก้มลงไปขยี้หัวไมเคิล แล้วอุ้มเจ้าฟอกซ์ขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน


“เดี๋ยวผมอาบน้ำเสร็จแล้ว จะตามขึ้นไปนอนด้วยนะครับ” ผมบอก ก่อนจะเรอเป็นลมมีกลิ่นแอลกอฮอล์ออกมาหนึ่งที จนเจ้าฟอกซ์หรี่ตาลง ไม่รู้เพราะหลบลมหรือมันเหม็น


“อาบน้ำให้หน่อยสิ เมื่อเช้ากว่าฉันจะอาบเสร็จ มันลำบากนะ” ผมหรี่ตามองกลับไปอย่างจับผิด วิคเตอร์ยิ้มกว้างด้วยความตลก แต่ทำตาแป๋วใสซื่อเชียวนะ


“ฉันไม่ทำอะไรหรอก อาบในอ่างก็ได้”


“ไว้ใจได้ที่ไหนล่ะคุณน่ะ” ผมแอบมองค้อนเขาเล็กๆ ปล่อยเจ้าฟอกซ์ลงกับพื้น วิคเตอร์เดินเข้ามาใกล้ผม ยกมือซ้ายขึ้นมาเสยผมตรงหน้าผากขึ้นไป ก้มลงมาจุ๊บที่หน้าผากเบาๆ หนึ่งที


“ป่ะ ไปอาบน้ำกัน” แน่ะ! ทำมามีลูกเล่นไม่ยอมโต้กลับ แต่ใช้วิธีเนียนเปลี่ยนเรื่อง ผมล่ะเกลียดรอยยิ้มเจ้าเล่ห์พร้อมสายตาวิ้งๆ นั่นจริงๆ


“ตัวคุณมีกลิ่นบุหรี่ด้วย เหม็นอ่ะ” ผมย่นจมูกใส่เขาตอนที่เดินไปตามแรงจูงของเขาด้วยอาการหนักๆ ตรงช่วงหัวคิ้วทั้งสองข้าง


“ไม่ชอบเหรอ” ผมแบะปากส่ายหัวช้าๆ เป็นคำตอบว่าไม่ชอบบุหรี่ วิคเตอร์ยกยิ้มมุมปากทั้งสองข้างขึ้นเป็นรอยยิ้ม


“นายถึงต้องอาบน้ำให้ฉันไง ล้างกลิ่นบุหรี่ที่มันติดตัวฉันอยู่” ผมทำปากยู่ใส่เขา แล้วบอกเสียงเนือย


“ไม่สูบเลยจะง่ายกว่ามั้ยครับ ดีต่อสุขภาพคุณด้วย”


“ถ้าไม่อยากให้ฉันสูบ นายก็จูบปากฉันทุกครั้งเวลาที่ฉันจะสูบสิ” เขาบอกยิ้มๆ สีหน้าทะเล้นน่ามอง


“แหม… แบบนี้คุณคงถือบุหรี่ไว้ในมือทั้งวันเลยมั้ง” วิคเตอร์หัวเราะ เอาแขนซ้ายมาคล้องคอผมไว้ตอนที่เราเดินมาถึงหน้าประตูห้องนอนเขา


“รู้ทันนะ” ผมไม่ตอบอะไร ได้แต่แบะปากใส่เขาแบบเด็กๆ แล้วเอื้อมมือไปเปิดประตูห้อง


พอเข้ามาในห้องผมก็ดึงตาข่ายรองเฝือกออกจากแขนเขาเบาๆ ค่อยๆ แกะกระดุมเสื้อออกให้ ดึงออกจากแขนทั้งสองเขาอย่างช้าๆ พอมาถึงกางเกงผมทำใจอยู่ครู่หนึ่งถึงค่อยปลดตะขอกางเกงยีนส์ ดึงกางเกงลงข้างล่าง วิคเตอร์ช่วยผมโดยการยกขาออกจากกางเกงยีนส์ ผมลุกขึ้นยืน เอากางเกงยีนส์ไปวางพาดไว้บนเตียง


“ถอดเสื้อผ้าสิ” เขาบอก เหตุการณ์คุ้นๆ ยังไงไม่รู้ ผมรู้สึกร้อนๆ ที่แก้ม


“เอ่อ… เดี๋ยวผมไปถอดข้างใน” วิคเตอร์ไม่พูดโต้หรือแย้งอะไร เขาเดินจูงมือผมไปที่ห้องน้ำทันที โดยที่ตอนนี้เขาใส่แค่กางเกงในสีขาวของ CK ตัวเดียว บั้นท้ายเขายกขึ้นลงนิดๆ ยามก้าวเดิน ผมพยายามเชิดหน้าขึ้นไม่ให้มองอยู่แต่แถวนั้น


“ฉันจะไปเปิดน้ำในอ่าง หันมานายต้องถอดเสื้อผ้าแล้วนะ” ผมเริ่มออกอาการประหม่า หัวก็มึน ปวดหัวคิ้วสองข้างก็ปวด ขมับเหมือนมีอะไรมาบีบรัด นี่ขนาดกินไปไม่เยอะนะเนี่ย


“ไหนว่าจะให้ผมอาบน้ำให้เฉยๆ ไม่ใช่หรอ ผมไม่จำเป็นต้องถอดเสื้อผ้าด้วยสักหน่อย” เขาไม่ทำสีหน้าหงุดหงิดใส่ แต่กลับยิ้มเฉยๆ


“ก็ถือโอกาสอาบน้ำไปพร้อมกันเลยไง ไม่เปลืองน้ำด้วย” ผมส่ายหัวหน้าตั้งทันที


“เอาเป็นว่าคุณลงไปในอ่าง แล้วเดี๋ยวผมจะอาบน้ำให้” เขามองหน้าผมอย่างครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะถอดกางเกงชั้นในออก โยนมันไว้บนขอบอ่างล้างหน้า เขาเดินไปที่อ่างอาบน้ำ เอื้อมมือเปิดก๊อกน้ำในอ่าง นั่งลงรอให้อ่างเต็มน้ำโดยเขาวางแขนที่เข้าเฝือกไว้ที่ขอบอ่างอย่างระมัดระวัง พอเห็นว่าน้ำใกล้เต็มอ่าง ผมเลยเดินเข้าไปใกล้ๆ เขาแล้วปิดน้ำให้ หันไปหยิบยาสระผม เอื้อมมือไปดึงฝักบัวเพื่อมารดน้ำลงบนหัวเขา ผมเอื้อมมือซ้ายไปจับคางที่มีหนวดสากๆ ของเขา ดึงให้เขาเอนหัวลงมาด้านหลัง ใช้น้ำจากฝักบัวฉีดลงไปบนเส้นผม


“หลับตาไว้นะครับ” เขาพยักหน้าหงึกหงักแล้วหลับตาลง ผมปิดน้ำตรงฝักบัว เทแชมพูลงบนหัว ถูๆ ให้เกิดฟองเล็กน้อยแล้วก็ละเลงลงบนเส้นผมของเขา  ใช้ปลายนิ้วขยุ้มลงบนหนังศีรษะเขาเพื่อเป็นการนวดผ่อนคลายไปในตัว ทั้งที่จริงผมอยากทำอย่างนี้ให้กับตัวเอง เพราะกำลังมึนได้ที่


นวดไปสักพัก ผมก็เปิดน้ำจากฝักบัวอีกรอบ เอาน้ำล้างแชมพูออกจากเส้นผมของเขาจนหมด ฟองแชมพูและน้ำที่ใช้ล้างไหลเจิ่งนองบริเวณพื้นที่รอบอ่างน้ำ แต่มันก็ค่อยๆ ไหลลงช่องระบายน้ำรอบๆ ผมใช้สองมือประครองศีรษะของเขาให้ตั้งขึ้นตรง หันไปหมุนก๊อกปิดน้ำฝักบัว จังหวะที่หันตัวกลับมาหาเขา แรงกระชากที่ไหล่ซ้ายก็ทำเอาผมตกลงไปในอ่างอาบน้ำ


ตูม!


“เฮ้ย!” ผมรีบดีดตัวยืนขึ้น แต่ก็ไม่ทันอยู่ดีเพราะครึ่งล่างผมเปียกไปหมด คนดึงผมตกลงมานั่งยิ้มกว้างด้วยความชอบใจ ส่วนผมได้แต่ถลึงตามองกลับไปให้


“เปียกแล้ว ถอดเสื้อผ้าเร็ว”


“ไม่! อาบน้ำให้คุณทั้งอย่างนี้นั่นแหละ!” ผมรั้นใส่ แล้วนั่งลงประชดเขาซะเลย วิคเตอร์ยิ้มทะเล้น ยักไหล่ซ้ายนิดๆ ผมไม่สนใจท่าทีเขา รีบโน้มตัวไปหยิบโฟมล้างหน้าข้างอ่างมาเพื่อจะล้างหน้าให้เขา


ป้าบ!


“เอ้า!” ผมหันไปมองเขาหน้ามุ่ยเพราะโดนเขาตีก้นจนสะเทือน ดีที่ยังมีกางเกงยีนส์กั้น ไม่งั้นผมคงเจ็บกว่านี้ วิคเตอร์ยิ้มเหมือนเด็กๆ ที่กำลังคึก เขาทำท่าจะตีก้นผมอีกรอบ แต่ผมรีบหันกลับมาหาเขาก่อน จับมือซ้ายเขาให้แนบลงไปข้างตัว ผมหันไปเปิดน้ำจากก๊อกในอ่างน้ำ เอามาล้างหน้าให้เขาอย่างเบามือ วิคเตอร์หลับตาอย่างรู้งาน ผมบีบโฟมล้างหน้าใส่มือแล้วถูจนเกิดฟอง ก่อนจะเอาไปนวดคลึงไปมาบนใบหน้าเขาสักพักแล้วก็ล้างออก


“ถอดเสื้อผ้าออกเหอะน่า เดี๋ยวเชื้อราขึ้นตัวนะ ฉันเป็นห่วง” เขาบอกตอนที่ผมกำลังเทครีมอาบน้ำใส่มือเพื่อจะได้ถูตัวให้เขา


“ไม่เป็นไร ไปหาหมอได้” ผมบอกเร็วหวือ เพราะอยากจะออกไปจากอ่างน้ำนี่เต็มทน แต่ในขณะที่กำลังเอื้อมมือไปถูตัวให้เขา วิคเตอร์ก็ยื่นมือซ้ายมากระชากเสื้อผมจนกระดุมเสื้อเชิ้ตสีส้มลายสก็อตหลุดกระจาย


“อ้ากกก! คุณเรย์มอนด์ คุณทำร้ายเสื้อผมทำไม มันทำอะไรให้!”


“ก็มันเกะกะ ขวางตา ฉันอยากเห็นนมนาย” ไม่พูดเปล่า ยังพยายามแหวกแนวเสื้อเชิ้ตที่ไม่มีกระดุมติดแล้วออกจากกัน ผมนี่เอามือปัดมือเขาไปมาและพยายามจับเสื้อให้ปิดเนื้อหนังมังสาตัวเองไว้


“ถ้าคุณยังไม่หยุด ผมไม่อาบน้ำให้แล้วนะ อาบเองเลย!” ผมดึงเสื้อเข้าหาตัวด้วยสีหน้าขุ่นเคืองแล้วลุกขึ้นยืน แต่ว่าวิคเตอร์ที่มีแค่มือซ้ายมือเดียวกลับฉุดร่างผมให้นั่งลงตามเดิม เขาพุ่งตัวเข้ามาดันผมจนไปชิดกับขอบอ่างอาบน้ำอีกฝั่ง โน้มหน้ามาซุกไซ้ที่ซอกคอซ้ายผมทันที เขาไซร้อย่างรุนแรง แล้วยังใช้ริมฝีปากดูดแรงๆ จนรู้สึกเหมือนเนื้อที่คอจะหลุด


“ฮื่ออ… คุณเรย์มอนด์ ไม่เอานะ” ผมงอแง ยกมือซ้ายที่ไม่ถูกเขาจับกดไว้ดันเขาออก วิคเตอร์ขืนตัวสู้ แต่สุดท้ายผมก็ดันเขาออกไปจนได้ เขาออกจากซอกคอผมแล้วก็จริง แต่โน้มหน้าเข้ามาใกล้ทำท่าจะจูบ ผมยกมือซ้ายมาปิดปากตัวเองไว้ เขายิ้มขบขับแล้วจุ๊บลงหลังมือผมแทน มือซ้ายที่กดข้อมือผมไว้กับขอบอ่าง จับแน่นไม่ยอมปล่อย ผมหันไปมองที่แขนขวาเขาทันทีด้วยความเป็นห่วงเพราะกลัวเฝือกจะเปียกน้ำ แต่เขาคงมีทักษะมากพอเลยเอาแขนขวาไปวางไว้บนขอบอ่างเหนือหัวผมแล้ว ตอนนี้เลยคล้ายกับว่าเขากำลังคร่อมผมอยู่ในอ่างอาบน้ำ


เขามองหน้าผมด้วยสายตามัวเมา สักพักสายตาคู่นั้นก็เลื่อนไปที่หน้าอกผม ไวกว่ารถดริฟท์ลงจากเขา วิคเตอร์พุ่งไปที่หน้าอกผมแล้วใช้ริมฝีปากดูดดึงเม็ดสีน้ำตาลอ่อนบนอกขวาผมทันที ความรู้สึกเสียวและจั๊กจี้แล่นไปทั่วอกและใต้รักแร้


“อ้า… อย่า…” ผมครางออกมา แต่ยิ่งผมครางเขาก็ยิ่งดูดแรงขึ้นจนเกิดเสียง จุ๊บจั๊บ บางครั้งดูดแรงซะจนผมรู้สึกเจ็บปนไปกับความเสียว ผมที่กำลังจะหมดแรงเพราะอาการตัวอ่อน รีบใช้มือซ้ายดันหน้าผากเขาออกไปจากหัวนมตัวเอง ผมลดมือลงมาจับที่กรอบหน้าเขาไว้ มองด้วยสายตาอ้อนวอนนิดๆ


“อย่าเพิ่งทำอะไรแบบนี้เลยนะครับ คุณยังไม่หายดี แล้ว… แล้วก็…” ผมอ้ำอึ้ง เสมองไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาแห่งความปรารถนาของเขาที่จ้องมองมา


“แล้วก็อะไร” เขาถามเสียงแหบ ผมหันกลับมามองเขาด้วยใบหน้าที่ขึ้นสี


“ผะ… ผมไม่เคย… ผมยังไม่พร้อม…”


“ฉันก็ไม่เคยกับผู้ชายเหมือนกัน เคยแต่ยัดประตูหลังของผู้หญิง” ผมยิ่งหน้าแดงเข้าไปอีกเมื่อเขายังพูดหน้าตาเฉย


“มะ… ไม่ใช่แบบนั้น ผมหมายถึงว่า ผมไม่เคยมีอะไรกับผู้ชายคนไหน”


“นายกลัวเหรอ”


“ไม่ได้กลัวครับ แต่ผมยังไม่พร้อม คุณเองก็… ก็เจ็บแขน” ท่อนท้ายผมบอกเสียงอ้อมแอ้ม รู้สึกเหมือนแก้มจะระเบิด มันร้อนไปหมด ตอนนี้คงแดงยิ่งกว่าก้นลิงแล้วแน่ๆ วิคเตอร์อมยิ้มกับท่าทีของผม


“ฉันลืมไป นายบอกว่าถ้าหายเจ็บแขนแล้วค่อยว่ากัน…” เขายอมปล่อยมือขวาผมที่เขากดไว้ติดกับขอบอ่าง ผมก้มหน้าหลบสายตากะลิ้มกะเหลี่ยที่เขามองมา


“อาบน้ำต่อเถอะ คราวนี้ฉันไม่ทำอะไรแล้วจริงๆ” นี่หมายความว่าตอนแรกกะจะทำใช่มั้ย ผมเงยหน้าขึ้นมองเขา แล้วทำแก้มพองลมใส่ เบะปากสมทบอีกที วิคเตอร์หัวเราะน้อยๆ ยกแขนขวาออกจากขอบอ่างแล้วดันตัวกลับไปนั่งอีกฝั่งตามเดิม
นี่ขนาดแขนเดี้ยง ไอ้ยักษ์ยังแทบจะกดผมอยู่หมัด แขนไม่ให้แต่ใจหื่น ยอมใจพี่แกจริงๆ


หลังจากนั้นเราก็อาบน้ำกันจริงๆ ผมต้องบังคับให้เขาหลับตา แล้วก็ถอดเสื้อผ้าในน้ำนั่นแหละ ถอดไปก็มองไปว่าเขาลืมตาขึ้นมามองมั้ย ยังดีที่เขามีน้ำใจไม่ลืมตาขึ้นมามอง ผมถอดแล้วก็โยนๆ ไว้ข้างอ่างอาบน้ำ รีบซุกตัวลงน้ำทันที พอผมบอกว่าลืมตาได้ เขาก็ดึงผมเข้าไปใกล้ แล้วเราก็อาบน้ำให้กัน ผมนี่เขินจนตัวแดงไปหมด วิคเตอร์ก็ลวนลามผมไปเรื่อย ลูบก้นบ้าง แกล้งเอามือไปถูกับช่องทางนุ่มนิ่มด้านหลังบ้าง ตีมือกันไปหลายรอบ แต่ไอ้ยักษ์ไม่เคยสำนึกกลับหัวเราะชอบใจ มีการบอกอีกว่าอนาคอนด้าตัวเองกำลังผงาดอยู่ใต้น้ำ ผมก็ได้แต่ปิดปากเงียบทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เพราะไม่อยากแสดงอาการอะไรมากเนื่องจากแมทน้อยก็ตื่นตัวอยู่ใต้น้ำเช่นกัน


กว่าจะอาบน้ำเสร็จก็เล่นเอาใจหายวาบกันไปหลายรอบ ต้องยอมมือวิคเตอร์จริงๆ ขนาดมีมือเดียวยังคดเคี้ยวไวกว่าสองมือผมอีก เขาชอบเอามือมาบีบตรงเอวผมแรงๆ จนผมรู้สึกเจ็บ พอดุเขา เขาก็เลื่อนมือไปที่บั้นท้าย แล้วบีบแรงๆ อีกเช่นกัน ทำเอาผมแทบช้ำ พอล้างตัวให้ทั้งผมและเขาเสร็จ ผมก็ไม่กล้าเดินไปหยิบผ้าขนหนูหรือชุดคลุม เพราะอายที่แมทน้อยแข็งขืนอยู่ใต้น้ำ วิคเตอร์เหมือนจะรู้ เขาเลยยิ้มแซว แล้วลุกขึ้นยืนเพื่อไปหยิบเอง วินาทีที่ไอ้นั่นของเขาโผล่พ้นน้ำขึ้นมา ทำเอาผมใจกระตุกกับความใหญ่โตของมันยามที่มันชูชัน แต่เขาไม่ได้ยืนอวดอะไร ก้าวเท้าออกจากอ่างน้ำไปหยิบผ้าขนหนูมาสองผืน ตอนเขาเดินกลับมาผมต้องก้มหน้าหลบจรวดที่ชี้พุ่งมาทางผมด้วยความเขิน ผมยื่นมือไปรับผ้าขนหนูจากเขา รีบกางออกบังตัวตอนลุกขึ้น ก่อนจะเอาห่อตัวเอาไว้แล้วก้าวออกมาจากอ่าง ส่วนวิคเตอร์ไม่ฮงไม่ห่ออะไรทั้งนั้นแหละ เดินเอาผ้าขนหนูเช็ดหัวออกจากห้องไปโทงๆ ให้มันเด้งตามจังหวะการเดิน เล่นเอาผมใจเต้นไปตามจังหวะเด้งตัวของลูกชายวิคเตอร์เลย


เราแยกกันแต่งตัวเพราะเสื้อผ้าผมอยู่ข้างล่าง แต่พอแต่งตัวเสร็จก็กลับขึ้นมาหาเขา พอได้อาบน้ำผมก็รู้สึกโล่งหัวมากขึ้น อาการมึนลดน้อยลงไปแล้ว โชคดีที่ไม่ได้กินอะไรหนักๆ มาก


ผมปิดประตูห้องนอนตามหลังแล้วหรี่ไฟในห้องให้เป็นสีเหลืองนวลๆ เดินเข้าไปหาวิคเตอร์ที่นอนถอดเสื้อพิงหัวเตียงรออยู่ วันนี้เขาใส่บ็อกเซอร์ขาสั้นเท่านั้น ซึ่งไม่ต้องเสียเวลาเดาว่าข้างในไม่ได้ใส่กางเกงในแน่นอน


“เอ้านี่ โทรศัพท์นาย” เขายื่นมือถือให้ผมตอนที่ผมนั่งลงบนขอบเตียง ผมรับมาแล้วกดเปิดดูความเคลื่อนไหว มีข้อความไลน์ ว้อทแอพเด้งเต็มไปหมด แล้วก์มีสายที่ไม่ได้รับ การแจ้งเตือนเฟซบุ๊คและอินสตาแกรม ผมกดเข้าไปเช็คดูแค่ข้อความไลน์กับว้อทแอพเท่านั้น ข้อความว้อทแอพมาจากเอิร์ทที่ส่งมาถามว่าหายไปไหน ทำไมไม่รับสาย บลาๆ ผมตอบกลับไปแค่ว่ามาทำงานที่บ้านเจ้านาย ก่อนจะเปิดไลน์ดูก็มีข้อความจากเก้าที่ตอบไลน์ผมก่อนหน้านี้ ผมเปิดอ่าน ข้อความในนั้นทำเอาผมยิ้มบางๆ กับตัวเอง


‘ฉันไม่มีเวลาตอบยาวๆ นะแก แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าเรื่องราวเป็นมายังไงบ้าง แต่ฉันขอกรี๊ดก่อนเป็นอันดับแรก กรี๊ดดด! ในที่สุดก็มีผู้ชายหลุดเข้ามาในวงจรชีวิตแกแล้ว ถือว่าคุ้มนะยะที่ดั้นด้นมาถึงนิวยอร์ค เอางี้ละกัน แกมีเวลาอยู่กับผู้ชายคนนั้นแค่สามเดือน อาจได้อยู่ต่ออีกสักเดือน แต่จริงๆ มันสั้นมากนะ ฉะนั้นแกอยากทำอะไร แกทำไปเหอะ ครั้งนึงในชีวิตนะเว่ย คือตอนนี้แกอยู่กับเขา ก็ใช้เวลากับเขาให้เต็มที่เถอะ เรื่องอนาคตยังมาไม่ถึง ค่อยว่ากันอีกทีก่อนกลับไทย อ้อ ถ้ามีเวลา จงเม้าท์ให้มากกว่านี้ ฉันอยากรู้ว่าผู้ชายที่หลุดมาหาแกได้นี่เป็นยังไง ปล.คิดถึง ปล2. นังแบมฝากบอกว่าคิดถึงเช่นกัน’


นี่ขนาดมันไม่มีเวลาตอบผมนะ ยังมายาวซะขนาดนี้ ผมยิ้มขันๆ คนเดียว กดปิดล็อคโทรศัพท์แล้วเอาไปวางไว้บนตู้ที่กรอบรูปของย่ากับแม่วิคเตอร์ตั้งอยู่ แทรกตัวเข้าไปในผ้านวมผืนเดิม วิคเตอร์แทรกตัวนอนรอผมอยู่แล้ว แต่เขายังไม่หลับกลับมองผมตาแป๋วราวกับกำลังสงสัยอะไรบางอย่าง


“ยิ้มอะไร คุยกับใคร” เขาทำสีหน้าเรียบเฉยก็จริง แต่คิ้วที่ขมวดเข้าหากันทำเอาผมยิ้ม ผมไม่ตอบเขาแต่เลื่อนตัวลงนอนหนุนต้นแขนซ้ายเขาที่อ้ารอรับอยู่แล้ว ผมกระเถิบตัวเข้าไปใกล้เขามากขึ้น วิคเตอร์ใช้แขนซ้ายโอบไหล่ผมไว้ ผมไม่รอให้เขาสั่งแต่เอื้อมมือซ้ายเข้าไปกอบกุมความเป็นชายของเขาไว้เอง


“หืมมม?” เขาทำน้ำเสียงสงสัย สงสัยคงแปลกใจที่ผมเอื้อมมือไปจับเองโดยที่เขาไม่ต้องบอก ผมยิ้มอยู่ตรงเนินอกของเขา แล้วแกล้งเขาด้วยการลูบไปตามความยาวของมัน


“อา… ไม่ชอบตอนมันหลับสินะ” เขาส่งเสียงหัวเราะทุ้มๆ แล้วจูบลงบนกลางกระหม่อมผม สักพักไอ้สิ่งที่ผมจับเอาไว้มันก็ขยายตัวตื่นเต็มที่


“แล้วสรุปคุยกับใคร” เขาถามพร้อมส่งเสียงครางมาจากลำคอเพราะผมแหย่เขาด้วยการใช้ปลายนิ้วขยุ้มที่ลูกกลมๆ สองลูกของเขาเบาๆ


“คุยกับเพื่อนครับ”


“เพื่อนอะไรทำไมคุยแล้วยิ้ม… อืออ…” เขาก้มลงมาหอมเส้นผมบนศีรษะหนักๆ ราวกับกำลังระงับอารมณ์ที่ผมแกล้งหยอกเขาโดยใช้มือลูบไล้วนไปวนมา


“เพื่อนสนิท ไม่ได้คุยกันนานแล้ว เธออยู่ฟลอริด้าครับตอนนี้” ผมบอกทั้งที่ยังคงเอาแก้มซุกอกอวบอิ่มของเขา ไม่ได้เงยไปมองว่าเขามีสีหน้ายังไงบ้าง


“เธอ?”


“ครับ เพื่อนสนิทผมเป็นผู้หญิง ไม่ค่อยมีผู้ชายหรอก” ผมบอกเสียงแผ่ว มือก็ยังไม่หยุดหยอกเย้าเจ้าวิคเตอร์น้อย จนวิคเตอร์ต้องครางออกมาเบาๆ


“อืมมม…” ผมยิ้มอย่างนึกตลก และรู้สึกดีที่ผมทำให้เขารู้สึกดีได้


จะเสียใจมั้ย ผมก็ไม่รู้ ผมไม่รู้อะไรเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะผมไม่สามารถบอกอนาคตได้ แต่ที่บอกได้ตอนนี้คือ ผมขอทำตามใจก็แล้วกัน เพราะวันเวลาก็หมุนผ่านไปเรื่อย และผมก็ไม่อยากปล่อยให้มันผ่านไปโดยที่มีแต่ความว่างเปล่าในหัวใจ คงไม่เป็นไรใช่มั้ยถ้าจะเติมเต็มหัวใจด้วยความสุขในระหว่างที่ผมอยู่ที่นี่อีกไม่นาน

V
v
v

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8


วันเวลาเดินหน้าไปเรื่อย ผมก็ดูแลเขาตามปกติ แต่ที่มากขึ้นคือต้องป้อนข้าวป้อนน้ำเขาเกือบทุกมื้อ ยิ่งมื้อไหนเขาดื้อๆ ก็ต้องป้อนเขา และบังคับให้เขาทานยาตามที่หมอสั่ง แถมยังต้องคอยดึงบุหรี่ทิ้งไม่ให้เขาสูบ และทุกครั้งที่ผมดึงบุหรี่ออกจากมือเขา ก็ต้องแลกกับจูบที่ทำเอาผมเกือบตาย ซึ่งไอ้ยักษ์ดูจะชอบหยิบบุหรี่ขึ้นมาต่อหน้าผมเหลือเกิน หลังๆ ผมเลยเปลี่ยนจากจูบเป็นหยิกหัวนมเขาแทน เขาเลยไม่ค่อยหยิบมาสูบเท่าไหร่แล้ว แต่นิสัยอย่างเขาก็ยังมีอยู่ดีนั่นแหละ


และผมยังคงอาบน้ำให้เขาตามเดิม พอได้อาบด้วยกันวันนั้น ก็เลยกลายเป็นว่าเราจะอาบด้วยกันแทบทุกครั้ง ผมพยายามหนีไม่อาบน้ำกับเขาเพราะอาบด้วยกันทีไร เขาชอบจับ ชอบถู ชอบบีบไปทั่วตัว ทำเอาผมแข็งบ่อยๆ มีอยู่หลายครั้งที่เขาเกือบสอดใส่เข้ามาได้ แต่ผมก็เอาแขนเขามาอ้างทุกครั้ง ว่ากลัวเขาเจ็บ กลัวไม่ถนัด เขาก็ยอม แต่ก็มีอยู่วันหนึ่งที่เขาขอร้องให้ทำอย่างอื่นแทน


“ช่วยฉันหน่อยนะ มันอึดอัดมาหลายครั้งแล้ว” เขาใช้เสียงออดอ้อน ใช้สายตาเว้าวอนส่งมา พรมจูบไปทั่วหน้าผมเพื่อให้ผมสมยอมง่ายขึ้นไปอีก สุดท้ายผมเลยใช้มือช่วยเขาให้ปลดปล่อยความอึดอัดในอ่างน้ำ


“Yeah…” เขาปิดตาแน่น ครางเสียงพร่า ยามที่น้ำขุ่นๆ สีขาวพวยพุ่งออกมารวมกับน้ำในอ่าง ผมได้แต่ก้มหน้าลงเพราะรู้สึกเงอะงะหลังจากทำเรื่องอะไรแบบนี้ เขาก้มลงมาจูบปากผมราวกับเป็นการขอบคุณที่ช่วยเขา ผมเงยหน้ามองเขาด้วยใบหน้าเห่อแดงไปทั้งหน้า วิคเตอร์ยิ้มกว้าง สีหน้าเขาดูสบายและผ่อนคลาย เพราะได้ปลดปล่อยสิ่งที่กักเก็บไว้มาหลายวัน


“เอามั่งมั้ย เดี๋ยวฉันช่วย” ผมส่ายหัวหน้าตื่น แต่เขาสนใจที่ไหนล่ะ พุ่งมือซ้ายมาใต้น้ำคว้ามับเข้ากับอาวุธน้อยๆ ของผม แล้วก้มลงจูบปิดปาก ใช้ลิ้นสอดแทรกเพื่อสร้างอารมณ์ มือก็ขยับขึ้นลงจนผมปลดปล่อยออกมาเหมือนกัน


“อื้อ…” ผมครางเสียงอ่อน รู้สึกเหนื่อยหอบราวกับไปวิ่งมาราธอนมา วิคเตอร์จูบไปตามพวงแก้ม จูบขมับเบาๆ ราวกับจะช่วยให้ผมผ่อนคลาย ผมสบตากับเขาด้วยความเขินอาย วิคเตอร์ยิ้มกว้างอารมณ์ดี และปิดท้ายด้วยการจูบผมอีกรอบ จนเกือบทำให้ไอ้สิ่งที่สงบไปแล้วตื่นขึ้นมาอีกหน


เราไม่ได้ทำอย่างนั้นบ่อยครั้งเท่าไหร่ นอกนั้นก็อาบน้ำให้กันปกติ แต่ส่วนใหญ่ผมอาบให้เขา เพราะแขนเขาใช้การได้ไม่ถนัด ทุกคืนผมก็ต้องนอนจับน้องเขาไว้ คืนไหนผมลืมจับ เขาก็จะเอื้อมมือมาจับมือผมแล้วดึงให้เข้าไปในกางเกงทันที เขาบอกว่าตอนนี้เขาชินแล้ว ถ้าคืนไหนไม่มีมือผมจับไว้ มันจะรู้สึกโล่งๆ


ผมก็ไม่อยากยอมรับหรอกนะ แต่พอไม่ได้จับ ผมก็รู้สึกว่ามือตัวเองโล่งเหมือนกัน


จนกระทั่งตอนนี้วิคเตอร์เอาเฝือกออกจากแขนแล้ว ซึ่งจริงๆ หมอบอกว่า โดยปกติทั่วไปต้องใส่เฝือกอย่างน้อยจริงๆ คือสี่สัปดาห์ แต่ในกรณีของวิคเตอร์ไม่ได้เป็นอะไรมากแค่แขนซ้น กระดูกเคลื่อนนิดหน่อย แถมร่างกายเขายังแข็งแรงดี ฉะนั้นแค่สองสัปดาห์นี่ก็โอเคแล้ว และวิคเตอร์เองก็ดูจะดีใจด้วยซ้ำที่เอาเฝือกออกไปได้ ไม่รู้ว่าดีใจเพราะเขารำคาญเฝือกอยู่แล้วเพราะมันทำอะไรไม่ถนัดหรือเพราะอย่างอื่นกันแน่ ตอนที่เราออกจากโรงพยาบาล เขาเดินแกว่งแขนโชว์อย่างเริงร่าราวกับจะบอกว่าเขานั้นปกติดีแล้วจริงๆ มีการพูดจากับผมด้วยน้ำเสียงสดชื่นโชว์อีก


“ฉันเอาเฝือกออกละนะ” ไอ้ประโยคที่พูดน่ะไม่เท่าไหร่ แต่รอยยิ้มและแววตาเจ้าเล่ห์นั่นน่ะ มันบอกได้อย่างดีว่าเขากำลังคิดอะไร


แต่ผมก็หลบหลีก หลีกเลี่ยง หลีกหนีการโดนกระทำชำเราจากเขามาได้หลายครั้งนับตั้งแต่เขาเอาเฝือกออกมาประมาณหนึ่งอาทิตย์ แต่ทุกครั้งก็เล่นเอาใจหายใจคว่ำ เพราะพอเขามีสองแขนตามปกติแล้ว เขายิ่งล็อคตัวผมง่ายขึ้น ผมก็สู้สุดฤทธิ์ไม่ยอมโดนง่ายๆ เหมือนกัน สุดท้ายผมเลยเอ่ยปากว่าอยากกลับไปนอนที่พักตัวเองตามปกติ เขาจึงยอมหยุดลวนลาม (น้อยลง) แต่เขาแทบจะถีบตู้เย็นพังแทน และประกาศกร้าวเสียงดังว่าไม่ยอม


“ไม่ให้ไป! อยู่แล้วก็อยู่เลยสิ จะไปๆ กลับๆ อีกทำไม ชอบนักรึไงความลำบากน่ะ!” เป็นอันว่าเคลียร์ในประเด็นนี้ ผมไม่อยากเถียงเขาหรอก รู้ๆ อยู่ว่าทอร์นาโดแห่งความเอาแต่ใจของเขามันรุนแรงแค่ไหน


ผมยังไม่ได้กลับไปบ้านป้าแมร์รี่เลยนับตั้งแต่มาครั้งนั้น เสื้อผ้าก็ใส่วนๆ จนครบแล้ว ซักแล้วซักอีก พอผมจะขอแค่กลับไปเอาเสื้อผ้ามาเพิ่ม เขาก็บอกว่าเดี๋ยวจะพาไปเอง แต่ก็ยังไม่เห็นพาไปสักที ตั้งแต่ถอดเฝือกออก เขาก็กลับไปถ่ายซีรีส์ต่อทันที เพราะมันใกล้จะปิดกล้องแล้ว และเขาก็อยากจะปิดกล้องเต็มทน  ฉะนั้นชุดที่ผมใส่อยู่นี้บางทีก็มีเสื้อยืดเขาบ้าง เสื้อเชิ้ตเขาบ้าง แล้วแต่ล่ะตัวไม่ใช่ไซส์ผมทั้งนั้น ใส่ไปกองถ่ายทีมีแต่คนยิ้มขำ


พูดถึงไปกองถ่าย นาตาชาเข้ามาทักทายกับวิคเตอร์ตามปกติ วิคเตอร์เองก็ชิวตามนิสัยของเขา ผมไม่เห็นว่าเขาจะแสดงท่าทีอาการอึดอัดหรือไม่ชอบใจใส่นาตาชาเลยสักนิด ตรงกันข้ามคือไหลเนียนกันทั้งคู่ เหมือนไม่เคยมีเรื่องบาดหมางใจต่อกัน
ผมได้เห็นหน้าแฟนเก่าของเธอ คนที่เธอแอบไปนอนด้วยลับหลังวิคเตอร์ และผมก็พอจะเข้าใจนะว่าทำไมเธอถึงตัดกับผู้ชายคนนั้นไม่ขาด ก็โอ้โห ทั้งหล่อ ทั้งแซ่บขนาดนั้น ผิวขาวเหลืองแบบฝรั่ง หน้าดี หุ่นแน่นกว่าวิคเตอร์อีก แล้วที่สำคัญดูแลเทคแคร์นาตาชาดีมาก ไม่เข้าใจว่าทำไมนาตาชาถึงเลิกกับคนนี้ แต่ผมก็ไม่ได้ไปคลุกคลีอะไรกับเขามากนักหรอก แค่มองจากไกลๆ เพราะวิคเตอร์ให้ผมไปหลบอยู่บนรถรางที่ไว้สำหรับทานข้าวบ้าง รถโอเปเรเตอร์บ้าง ไปนั่งใกล้ๆ คุณเดวิดบ้าง ที่ทำแบบนี้ไม่ใช่เพราะอะไร แต่ไอ้ฌอณยังคงจ้องผมไม่เลิก ผมถึงขั้นนั่งเสิร์จกูเกิ้ลเกี่ยวกับพวกโฮโมว่าอาการมันหนักขนาดนี้เลยเหรอ แล้วก็ได้รู้คำตอบว่ามันหนักจริงๆ โดยเฉพาะคนไหนเคร่งศาสนาxxxมากๆ นั่นยิ่งอาการหนัก บางคนถึงขั้นดักทำร้ายร่างกายเพศที่สาม หรือมีการรวมกลุ่มกันเพื่อล่าเพศที่สามด้วยซ้ำ ยังแอบโชคดีที่ประเทศสหรัฐฯ นั้นเสรีมากพอกับเรื่องพวกนี้และมีกฎหมายรองรับ แต่ก็นั่นแหละไอ้พวกโฮโมก็แทรกตัวอยู่ทั่วทุกพื้นที่ในสหรัฐฯ เช่นกัน


สำหรับวันนี้ผมยืนยันว่ายังไงก็ต้องขอกลับไปบ้านป้าแมร์รี่ให้ได้ ไม่ใช่แค่ไปเอาเสื้อผ้า แต่ผมไม่ได้ทำเดลี่รีพอร์ทส่งคุณเอมิลี่จะสามอาทิตย์แล้ว ถึงจะมีคอมฯ ของวิคเตอร์ แต่ไฟล์เก่าๆ ผมก็เก็บไว้ในคอมฯ ของตัวเอง ใช้คอมฯ คนอื่นทำแล้วมันให้ความรู้สึกไม่ต่อเนื่อง อีกอย่างจะได้อัพรูปลงคอมฯ ผมทีเดียวเลย


“ก็ได้ๆ เสร็จจากถ่ายแบบแล้วฉันจะพาไป” เขาบอกอย่างจำใจ ผมเลยยิ้มแป้นเป็นการขอบคุณเขา เขาเลี้ยวรถเข้าไปจอดในโรงรถที่แทบจะไม่มีรถจอดใกล้ๆ กับสตูดิโอ นอกจากรถเขาแล้ว ก็มีแต่รถเขาอีกเช่นกันที่จอดอยู่ตรงนี้ จะว่าไปตรงนี้ก็เหมาะสำหรับจอดรถได้แค่คันเดียวนั่นแหละ


วันนี้วิคเตอร์มีถ่ายแบบ ก็ที่ไปประชุมมาคราวนั้นนั่นแหละ ที่อดัมรับหน้าที่เป็นช่างภาพของงานนี้ ทีแรกเซ็ทนี้ต้องถ่ายตั้งแต่อาทิตย์ก่อน แต่เพราะวิคเตอร์สภาพร่างกายไม่พร้อม เลยเลื่อนมาเป็นอาทิตย์นี้แทน


“สวัสดีครับอดัม” ผมเอ่ยทักทายอดัมที่กำลังก้มๆ เงยๆ เซ็ทกล้องอยู่ตรงหน้าฉากสำหรับถ่ายแบบวันนี้ ซึ่งเป็นพื้นหลังสีขาวสะอาดตา มีลังไม้ กระเป๋าเสื้อผ้าแนววินเทจ  แจกันสองสามอัน วางประดับไว้สบายๆ ตา


“เฮ้ ไม่เห็นนายทักว้อทแอพฉันมาเลย” เขาละจากกล้องมาหาผมพร้อมรอยยิ้มเท่ๆ


“ขอโทษทีครับ พอดีงานค่อนข้างเยอะ ผมก็เลยไม่ค่อยได้แตะโทรศัพท์เท่าไหร่” จริงๆ เป็นเพราะมือถือไม่ค่อยอยู่กับผมด้วย บางทีวิคเตอร์มาดึงๆ ไปเก็บไว้ไม่ให้ผมเล่นเวลาอยู่กันสองคนที่บ้าน เลยกลายเป็นว่าผมก็ชอบลืมมือถือไว้กับเขา จนบางทีมาเช็คการแจ้งเตือนต่างๆ จากเฟซบุ๊ค ไลน์ ว้อทแอพ หรือไอจี ก็ต้องแอบตกใจกับการแจ้งเตือน บางทีเยอะไปจนผมขี้เกียจดู


“นายมีเฟซบุ๊คใช่มั้ย” ผมพยักหน้าหงึกหงัก มองเขาตาเป็นประกาย อดัมยิ้มนิดๆ หยิบมือถือขึ้นมากดๆ อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะยื่นมือถือของระบบแอนดรอยด์มาให้ โดยเขาเปิดแอพเฟซบุ๊คมาให้แล้ว ผมรับมาแล้วพิมพ์ชื่อเฟซบุ๊คตัวเองลงไปในช่องค้นหา จัดการกดแอดเรียบร้อยแล้วยื่นมือถือคืนเขา


“เอเลี่ยน!” เสียงห้วนๆ ดังมาจากด้านหลังทั้งที่ผมกำลังจะอ้าปากพูดกับอดัมต่อ ผมหันไปมองต้นเสียงทั้งที่ปากยังอ้าค้างอยู่ วิคเตอร์ยืนมองกลับมาใบหน้าราบเรียบ ผมเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม เขาไม่พูดอะไร แค่กระดิกนิ้วทั้งสี่เรียกให้ผมไปหา ผมหุบปากลงช้าๆ แล้วพยักหน้ารับ หันกลับมาหาอดัมที่ยังยืนยิ้มอยู่


“เดี๋ยวผมมาคุยด้วยนะครับ” อดัมยกยิ้มมุมปากแล้วพยักหน้าเล็กน้อย ผมหมุนตัวแล้ววิ่งเหยาะๆ ไปหาวิคเตอร์ที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องแต่งตัว พอไปถึงตัวเขา ยังไม่ได้ทันได้ถามอะไรก็ถูกเขาดึงเข้าไปในห้องอย่างเร็ว และเขาก็ปิดประตูตามหลังอย่างเร็วทันทีเช่นกัน ยังไม่ได้ทันได้ถามได้พูดอะไร เขาก็ดึงมือผมไปที่โซฟา ดึงให้ผมนั่งลงบนตักเขา เอามือกอดเอวผมไหวหลวมๆ ผมเบิกตามองเขาด้วยความประหลาดใจ วิคเตอร์มองกลับมาด้วยสายตาสงบ แต่ผมไม่ชอบเลยจริงๆ เขาว่ากันว่าคลื่นลมทะเลสงบเกินไปก็ไม่ดี


“มีอะไรเหรอครับ จะให้ผมทำอะไรรึเปล่า”


“ทำ…” เขาบอกแล้วมองหน้าผมตาไม่ขยับ “…จูบหน้าผากฉันหน่อย” เรียกให้มาหาก็นึกว่ามีอะไรจะเรียกใช้ ผมหลุดยิ้มออกมา แล้วโน้มหน้าไปจุ๊บที่หน้าผากเขาหนึ่งทีตามที่ต้องการ แล้วก็เลยถือวิสาสะ ยกมือซ้ายลูบหัวเขาเบาๆ เขาหน้านิ่งจนน่ากลัว จนผมหน้าเสียไป ผมรีบดึงมือออกจากศีรษะเขา เกิดอาการกลัวขึ้นมาในใจ กลัวเขาจะด่าที่ผมเหลิงทำอะไรไปแบบนั้น การที่ผมกับเขาเขยิบเข้าหากันมากขึ้น มันก็อาจไม่ได้หมายความว่าผมจะเล่นหัวเขาได้


“ขะ… ขอโทษ…”


“…เอามือออกทำไม ลูบต่อสิ ฉันชอบ” ผมมองเขาอย่างไม่แน่ใจในคำพูดของเขา เพราะวิคเตอร์เองก็ไม่ได้ยิ้มหรือว่าแสดงอาการชอบอะไรที่ชัดเจนนัก แต่เขาซุกหน้าลงมาที่ซอกคอผม ซุกไซ้สูดดมเบาๆ และประทับจูบอย่างแผ่วเบาเช่นกัน ผมยิ้มนิดๆ แล้วยกมือซ้ายมาลูบหัวเขา ผมยังไม่รู้ว่าไอ้อาการแบบนี้ เขาต้องการสื่ออะไร มีความหมายแบบไหน แต่ผมก็ทำให้เขาเพราะเขาบอกว่าเขาชอบ ผมอยากให้เขารู้สึกดี


ผมนั่งขยุ้มเส้นผมเขาไปมาเบาๆ อย่างเลื่อนลอย วิคเตอร์ซุกหน้ากับคอผมนิ่งๆ ทิ้งลมหายใจรดเนื้อที่ต้นคอผมแผ่วเบา คล้ายว่าเขาจะหลับ แต่สักพักเสียงแผ่วเบาก็ถามขึ้น


“ชอบฉันรึเปล่า…” มือผมที่กำลังขยุ้มเส้นผมเขา หยุดชะงักทันที แล้วใจก็เต้นระรัวทั้งที่ก่อนหน้านั้นมันก็เต้นตามปกติ


“อะ… อะไรนะครับ” ผมได้ยินคำถามเขาชัดแล้วล่ะ แต่ตอนนี้สติผมกำลังหมุนคว้างไปมาในหัว เหมือนระบบความคิดมันรวนไปเลย วิคเตอร์ผละออกจากซอกคอผมมาสบตากันตรงๆ แววตาเขาช่างอ่อนโยนละมุนละไม รอยยิ้มเขาอบอุ่น เห็นแล้วรู้สึกอุ่นใจ


“Do you like me? Do you like this giant one? (นายชอบฉันมั้ย ชอบยักษ์ตัวนี้รึเปล่า)”  เขายกมือขวามาลูบหัวผมเบาๆ ความอบอุ่นแล่นไปทั่วร่าง ความรู้สึกปลอดภัย รู้สึกอุ่นใจคล้ายกับเวลาที่ผมโดนพ่อลูบหัวแบบนี้ตอนเด็กๆ เกิดขึ้นแบบเดียวกันกับผู้ชายคนนี้


“ผม… คือ…”


“คำถามยากไปเหรอ” เขายิ้มมุมปากนิดๆ มือเลื่อนลงไปลูบบริเวณท้ายทอยเบาๆ แทน ผมส่ายหัวดุ๊กดิ๊ก


“ไม่ยากครับ แค่ตกใจที่คุณถาม” ราวกับเขาใช้การลูบหัวเป็นการปลอบขวัญอาการตกใจของผม ตอนนี้ผมรู้สึกว่าหัวใจกำลังเต้นอยู่ในระดับปกติ แม้จะเต้นตุบตับแรงไปหน่อย แต่ก็ไม่ได้ถี่รัวเหมือนตอนแรกที่ได้ยินคำถามจากเขา


“So—do you like me as you sing a song? (ฮึ ว่าไง ชอบฉันอย่างที่นายร้องเพลงรึเปล่า)” ผมรู้สึกร้อนๆ ที่แก้ม วิคเตอร์ยิ้มขบขันคงเพราะเห็นว่าแก้มผมแดงปลั่ง ผมกัดริมฝีปากล่างเบาๆ แล้วพยักหน้ารับน้อยๆ รู้สึกเหมือนพลังงานความร้อนมากระจุกอยู่ที่ใบหน้า


โอ้ยยย หน้าจะระเบิดดด


“I want to hear your voice. (ฉันอยากได้ยินเสียงนาย)” ผมเงยหน้าขึ้นมองเขา วิคเตอร์ยิ้มพรายตาเป็นประกาย ผมกระพริบตาปริบๆ มองอีกฝ่ายก่อนจะอ้าปากเปล่งเสียง


“I—I like you. (ผม… ผมชอบคุณ)” ผมรู้สึกแก้มร้อนยิ่งกว่าเดิม ใจที่กลับไปเต้นตามปกติตอนนี้ตีรัวกับผนังอกยกใหญ่ รัวจนมันเหมือนจะเด้งออกมาข้างนอก   


คือบางทีบางสถานการณ์เราก็ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นแบบปุบปับอะไรแบบนี้เหมือนกัน ผมเคยแอบคิดว่าถ้าจะบอกความรู้สึกดีๆ ต่อกัน มันควรเป็นบรรยากาศดีๆ หน่อยมั้ยหรือยังไง แต่อันนี้คือเกิดขึ้นเร็วมากจนผมรวนในหัวไปหมด


วิคเตอร์ยิ้ม เป็นรอยยิ้มดีใจแบบหล่อๆ หรือเพราะหน้าเขาหล่ออยู่แล้วก็ไม่รู้ เขาละมือจากศีรษะผม ลดมือลงมากระชับรอบเอวแทน โน้มหน้ามาหอมแก้มซ้ายแรงๆ จนเกิดเสียงตอนที่เขาใช้จมูกสูดดมตรงแก้ม ผมได้แต่นั่งหน้าเอ๋อเหมือนคนไร้สติให้เขาหอมแก้มอยู่อย่างนั้น พอเขาผละออกไปจากแก้มผมก็มองเขาตาแป๋ว พยายามกลั้นยิ้มเขินๆ ของตัวเองไว้จนต้องกัดริมฝีปากล่างเอาไว้เพื่อไม่ให้ตัวเองยิ้มจนเหมือนคนบ้า


ผมอยากถามเขาเหมือนกันนะว่า แล้วตัวเขาล่ะรู้สึกยังไงกับผม ถึงการกระทำในช่วงนี้มันจะชวนคิดไปในทางที่ดี แต่ผมก็อยากได้ยินจากปากเขาเหมือนกัน แต่ลึกๆ คือผมกลัวคำตอบ ผมไม่กล้าถามเขา พออยากจะถาม ความทรงจำของตอนรักแรกก็มักจะแทรกขึ้นมาในใจทำเอาผมหวั่นใจไม่กล้าถามเหมือนเดิมต่อไป


ผมกลัว… เพราะตอนนั้นก็คล้ายๆ แบบนี้ แต่สุดท้าย ผมก็ได้รับคำตอบที่สร้างแผลไว้ในใจผมอย่างไม่มีวันลืม ถึงจะไม่เจ็บแล้ว แต่มันยังคงมีแผลให้ชวนนึกถึง


ไม่มีอาวุธใดจะทำร้ายจิตใจคนเราได้เท่าคำพูดที่ร้ายกาจอีกแล้ว…


“ไอ้ห่า” ผมเบิกตาขึ้นมองเขาอย่างตกใจ แต่พอนึกขึ้นได้ว่าเคยโกหกเขาไว้เรื่องความหมายของคำนี้ เลยต้องยิ้มขำๆ แทน วิคเตอร์ยิ้มริมฝีปากบาง


“อือฮึ…” ผมกลั้นยิ้มและกลั้นเสียงหัวเราะจนกลายเป็นเสียงกลั้วคำในลำคอ วิคเตอร์ยิ้มกว้าง คงคิดว่าผมกำลังขำอารมณ์ดีกับที่เขา (คิดว่า) ชมมั้ง


ก๊อกๆๆ


เสียงเคาะประตูดังขึ้น ผมเลยรีบลุกขึ้นจากตักเขาไปยืนบนพื้น ก็พอดีกับที่ทีมงานช่างทำหน้าทำผมเดินเข้ามาทักทายวิคเตอร์พอดี ผมเลยอาศัยจังหวะนั้นเดินออกมาจากห้องแต่งตัวของวิคเตอร์ แล้วเดินไปหาอดัมที่กำลังนั่งอยู่หลังกล้องพร้อมทำงาน ผมนั่งลงข้างๆ เขาแล้วชวนคุยเรื่องสัพเพเหระไปเรื่อยเปื่อย แต่หัวข้อที่คุยแล้วอดัมจะอเลิร์ทเป็นพิเศษคือหัวข้อที่เกี่ยวกับเมืองไทย อดัมดูชอบเมืองไทยมาก เขาไปประเทศไทยแทบทุกปี ไปเที่ยว ไปถ่ายรูปตามประสาคนเป็นช่างกล้องอิสระ ที่ชอบเป็นพิเศษคือทะเลไทย อดัมชอบทะเลใต้มาก บางที่ที่เขาไปผมยังไม่เคยไปด้วยซ้ำ สลับกัน ผมเคยเรียนอยู่ภาคเหนือ ฉะนั้นช่วงระยะเวลาหนึ่งปีที่ผมอยู่ ผมก็ไปเที่ยวเหนือค่อนข้างบ่อย แต่อดัมไม่เคยไปภาคเหนือของไทยเลย เขาบอกว่าไปไทยทีไรก็มุ่งสู่ทะเลอย่างเดียว


“ส่วนใหญ่เวลาฉันไป ฉันชอบไปเจออากาศร้อนๆ ก็เลยคิดว่าไปทะเลดีกว่า” ผมหัวเราะทันทีที่ได้ยินแบบนั้น


“งั้นคุณคงได้ไปทะเลทุกครั้งที่ไปนั่นแหละครับ เพราะเมืองไทยมันร้อนทั้งปี เมื่อก่อนมีสามฤดู แต่ผมว่าตอนนี้เหลือแค่หน้าร้อนกับหน้าฝนแล้วแหละ”


“สงสัยจะจริง ไปทีไรฉันก็รู้สึกร้อนทุกที แต่ฉันชอบนะ” ฝรั่งนี่ท่าทางจะชอบอาบแดดมากจริงๆ ผิดกับคนไทยที่พยายามวิ่งหนีแดด


“ไปเมืองไทยบ่อยๆ เคยจีบสาวไทยบ้างมั้ยครับเนี่ย” ผมยิ้มแซวเขา อดัมเลิกคิ้วขึ้นแว้บหนึ่ง แล้วยิ้มเบ้ปากคล้ายจะเขินๆ หรือไม่อยากพูดก็ไม่รู้


“ส่วนใหญ่ก็แค่คืนเดียว” ผมอ้าปากกว้างเป็นรอยยิ้ม แล้วหัวเราะด้วยความเขิน ไม่รู้ว่าเขินเพราะอะไร แต่เห็นเจ้าตัวยิ้มเขิน ผมก็เลยเขินไปด้วย ทั้งที่จริงๆ เรื่องแบบนี้ในหมู่ฝรั่งเป็นเรื่องปกติมาก ถ้าทั้งสองฝ่ายยินยอมพร้อมกัน นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร


เรานั่งคุยกันสนุกสนานไปเรื่อย จนกระทั่งทีมงานพาวิคเตอร์เดินออกมาจากห้องแต่งตัวด้วยทรงผมเวทลุคส์สุดเนี้ยบพร้อมกับชุดหล่อๆ พร้อมถ่ายแบบรับช่วงซัมเมอร์ วิคเตอร์หันมามองผมที่กำลังนั่งคุยกับอดัมด้วยความสนุกสนานสีหน้าเรียบเฉย เขาไม่ได้ขัด ไม่ได้ว่าอะไร สีหน้าเขาเรียบเฉย ท่าทีสงบนิ่ง ปล่อยให้ทีมงานจัดการเสริมหล่อให้เขาไปเรื่อย


ผมนั่งมองวิคเตอร์ถ่ายแบบไปหลายชุด หลายสไตล์ หยิบกล้องตัวเองขึ้นมาถ่ายบ้างเพราะยังคงต้องทำเดลี่รีพอร์ทส่งคุณเอมิลี่
ผมถ่ายไว้ทั้งในมือถือและกล้อง แต่รูปที่อยู่ในมือถือส่วนใหญ่ กำลังสงสัยตัวเองว่าทำไมเป็นรูปที่เขาเปลือยท่อนบนหมดเลย
แฮะๆ ก็หุ่นเขาดีนี่นา


“Okay. Done. (โอเค เรียบร้อยแล้ว)” เสียงร้องบอกของทีมงานคนหนึ่งดังขึ้นในเวลาเกือบทุ่มตรง ผมไม่คิดเลยว่ามาตั้งแต่ช่วงบ่ายๆ จะเสร็จเอาจนป่านนี้ การถ่ายแบบไม่ใช่ว่าทำปุบปับแล้วเสร็จอย่างที่ผมคิด แต่มันต้องเซ็ทฉาก เปลี่ยนชุด เซ็ทผมนายแบบ เติมหน้า ลบหน้า จัดแสงของกล้อง โอ๊ย สารพัดกว่าจะผ่านไปได้ในแต่ล่ะชุดแต่ล่ะฉาก ทำเอาผมแทบจะหลับคาเก้าอี้อยู่แล้ว


“หน้าตาง่วงนอนเชียว” อดัมเดินเข้ามาทักด้วยรอยยิ้ม ผมยิ้มแบบง่วงๆ กลับไปให้ หันไปมองวิคเตอร์ก็เห็นเขามองมาทางนี้ด้วยสายตานิ่งเหมือนเดิม


ตั้งแต่เริ่มถ่ายแบบ วิคเตอร์จะยิ้มแค่เฉพาะถูกสั่งให้ยิ้มตอนอยู่หน้ากล้อง แต่พอมองมาทางผมเขาก็จะหน้าขรึม หน้านิ่งจนผมเริ่มกังวลใจว่ากำลังทำอะไรผิดหรือเปล่า ก็ตอนที่ผมบอกว่าชอบเขา เขาก็ยังยิ้มแย้มอยู่เลย ทำไมพอหลังจากนั้นบรรยากาศมันถึงได้ดูอึมครึม มันควรจะเป็นบรรยากาศที่สดใสหรือรื่นเริงใจมากกว่าการทำหน้าเข้มๆ มั้ย


“กลับบ้าน” น่ะ! หน้าเข้มแล้วยังเสียงเข้มอีก ผมได้แต่ทำหน้าป้ำเป๋อ พยักหน้ารับงงๆ เขาเดินนำออกไปทางสตูดิโอ ผมกำลังจะรีบเดินตามเขาไป แต่นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้เอ่ยลาอดัม ผมเลยหันไปโบกมือบ๊ายบายเขาพร้อมส่งรอยยิ้มหวานไปให้ยิ่งกว่านางงามจักรวาลปีล่าสุด อดัมโบกมือตอบกลับมาพร้อมยิ้มเท่ๆ แล้วเขาก็ชูสามนิ้วกลางมือขึ้นก่อนจะเอาจรดที่ริมฝีปาก แล้วชูกลับมาให้ผม ผมยิ้มรับแล้วทำกลับไปบ้าง แอบดีใจที่เขายังจำได้


ผมหันกลับไปก็ไม่เห็นวิคเตอร์แล้ว ผมเลยตามเขาออกไปจากสตูดิโอ กึ่งวิ่งกึ่งเดินกลับไปที่โรงรถที่จอดรถเขาอยู่ พอไปถึงก็เห็นเขาก้มๆ เงยๆ อยู่ฝั่งคนขับอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาแล้วปิดประตูพร้อมกับยัดบางอย่างลงกระเป๋าเสื้อเชิ้ตยีนส์ของเขา
“เมื่อกี้ทำอะไรกัน” เขาหันมาถามและเดินเข้ามาประชิดตัวผม ดึงมือผมไปยืนคุยด้านในบริเวณแถวๆ หัวรถ ตรงกระโปรงรถของเขา ผมกระพริบตามองเขางงๆ พยายามทำความเข้าใจว่าเขากำลังพูดถึงช่วงไหน แต่เขาบอกว่าเมื่อกี้ก็น่าจะเป็นตอนชูสามนิ้วล่ะมั้ง


“อ๋อ ก็เหมือนส่งจูบไง แต่ผมดัดแปลงความหมายมาจากนิยายเรื่องเดอะ ฮังเกอร์เกมส์” วิคเตอร์หน้านิ่งจนคล้ายจะเย็นชา เล่นเอาผมเย็นวาบที่ต้นคอ


“นายบอกว่าชอบฉัน แต่ไปส่งจูบให้คนอื่นเนี่ยนะ” ผมเบิกตากว้างแล้วส่ายหัวรัวๆ


“เปล่า ไม่ได้ส่งจูบ มันแค่คล้ายจูบ” ไม่รู้ว่าผมแถรึเปล่า แต่ผมไม่ได้ส่งจูบให้อดัมจริงๆ นะ


“คล้ายจูบก็ไม่ได้ ชอบฉัน ก็ต้องส่งจูบให้ฉันคนเดียว” ผมอ้าปากหวอด้วยความเอ๋อเหรอ ผสมความทึ่งนิดๆ แต่วิคเตอร์สีหน้าจริงจังมาก จนผมต้องค่อยๆ หุบปากลง แล้วย่นคอเหมือนเต่า กระพริบตามองเขาเพราะไม่รู้จะพูดอะไรต่อ


ทำอะไรไม่ถูกเลย ผมไม่เคยเจอความรู้สึกแบบนี้ ไอความรู้สึกคล้ายๆ ถูกหวง มันเป็นแบบนี้รึเปล่านะ


วิคเตอร์ดึงผมเข้าไปหา ล็อคหน้าผมไว้ด้วยสองมือก่อนจะพุ่งริมฝีปากมาประกบปิดแน่น ลิ้นร้อนของเขาบังคับให้ผมอ้าปากเปิดรับลิ้นเขาเข้าไปเกี่ยวไล้ไปมา ผมที่โดนเขาจูบจนเริ่มจะชินกับจังหวะเขาบ้างนิดหน่อย ก็โต้ตอบกลับไปแบบเบาๆ เพราะถ้ายิ่งสู้ วิคเตอร์จะยิ่งรุนแรงจนผมแทบจะขาดใจ


ปึก!


“อื้อออ…” แผ่นหลังผมกระทบกับฝากระโปรงรถหรูของเขาจนเกิดเสียงดังแต่ไม่ได้รู้สึกเจ็บอะไรมาก แค่แปลบๆ เล็กน้อย เขาตามลงมานอนทาบทับร่างผมที่นอนเหยียดไม่ถนัดอยู่บนฝากระโปรงรถทั้งที่ยังคงจูบไม่หยุด บดเบียดริมฝีปากผมไปมาด้วยการลงน้ำหนักเน้นๆ ผมเอื้อมมือไปจับไหล่เขาไว้เพื่อจะประครองตัวเอง เพราะนอนบนฝากระโปรงแนวลาดแบบนี้มันลำบากและพาลจะไหลลงอยู่เรื่อย


ปัก!


เขาจับข้อมือผมกดลงกับฝากระโปรงรถสีเทามันวาว ลิ้นก็ยังไม่หยุดไล้เลียลิ้นเล็กๆ ของผมที่พยายามตอบโต้เขา เขาใช้เข่าแยกขาผมให้กว้างออก ผมเลยต้องชันเข่าวางเท้าบนฝากระโปรงรถเพื่อพยุงตัว วิคเตอร์รวบมือผมไปไว้บนเหนือหัวแล้วใช้มือซ้ายเขารวบข้อมือผมไว้ด้วยกัน เขาผละออกจากริมฝีปากผมอย่างรวดเร็ว ผมหายใจหอบ หรี่ตามองเขาที่กำลังหายใจแรง สีหน้าและแววตาเขานั้นช่าง… เร่าร้อน ดุดัน เต็มไปด้วยอารมณ์ เขาใช้มือขวาปลดเข็มขัดกางเกงตัวเองเร็วๆ จนแทบจะกระชากออกมา พอดึงออกมาได้ เขาก็ก้มลงมาจูบปิดปากผมไว้อีกรอบและบังคับให้ผมส่งลิ้นให้เขาดูดดุน


อารมณ์ผมพุ่งขึ้นจนแทบไม่เหลือสติรับรู้อะไร แม้กระทั่งตอนที่เขาเอาเข็มขัดรัดข้อมือผมทั้งสองข้างไว้ด้วยกัน และใช้มือซ้ายดันมือผมไว้เบาๆ เท่านั้น แต่แค่นั้นผมก็ไม่มีแรงยกสู้เขาแล้ว เพราะเขาดูดลิ้นผมจนเกิดเสียงแลกน้ำลาย ทำเอาผมจะละลายหายไปกับอากาศยามพลบค่ำ ตอนนี้ในโรงรถมืดสนิทมีเพียงแสงไฟที่ส่งมาจากข้างนอกลางๆ เท่านั้น


“อื้อออ… คุณเรย์…”ผมส่ายหน้าหนีอย่างอ่อนแรง และพยายามเรียกเขา วิคเตอร์ไม่ได้ตามมาประกบปากผม แต่เขาก้มลงซุกไซ้ซอกคอผมทั้งสองข้างอย่างรุนแรง จนผมรู้สึกแสบผิวนิดๆ


“อ๊ะ… อึก…” ผมร้องเสียงหลงด้วยความเสียวซ่าน เขากดริมฝีปากลงบนต้นคอขวาแล้วดูดแรงๆ จนผมแทบหยุดหายใจ ก่อนที่เขาจะผละขึ้นมามองหน้าผมด้วยสายตาแผดเผาและเร่าร้อน


“เป็นของฉันนะ เป็นของฉัน ฉันอยากให้นายเป็นของฉัน…” ผมอ้าปากหอบน้อยๆ มองเขาด้วยสายตาฉ่ำปรือ วิคเตอร์ขบกรามแน่นแล้วพูดต่อด้วยเสียงแหบพร่า


“…ฉันดีใจนะ ที่นายชอบฉัน ฉันมีความสุขมากที่รู้ว่านายชอบฉัน ฉันมีความสุขที่ได้อยู่กับนาย ฉันชอบให้นายอยู่ใกล้ๆ ฉันทุกวัน ไม่อยากให้นายหายไปไหน และตอนนี้ฉันอยากได้นายมาก” เขาบอกด้วยสีหน้าคล้ายอาการคนกำลังจะคุ้มคลั่ง คล้ายกับคุมอารมณ์ไม่อยู่พลางหยิบห่อถุงยางออกมาจากกระเป๋าเสื้อเชิ้ต ผมมองด้วยความตื่นตระหนกตกใจ ไม่ใช่จะเล่นตัวอีกหรอก แต่ว่า…


“ทะ… ที่นี่หรอครับ กะ… กลับบ้านมั้ย” ผมแทบจะฟื้นตื่นตัวจากสติอันเลือนรางทันที จะเด้งตัวลุกขึ้นก็ถูกเขาทับไว้ตรงหว่างขา แขนก็ถูกมัดด้วยเข็มขัด และเขายังกดมันเอาไว้อีก ทำให้ผมไปไหนไม่ได้เลย


“ฉันรอกลับบ้านไม่ไหวแล้ว” เขาบอกพลางหายใจหนักขึ้น สีหน้าเขาเต็มไปด้วยแรงกามอารมณ์ ผมกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก ในใจยังหวั่นๆ นิดๆ


บนฝากระโปรงรถเนี่ยนะ


“ทะ… ทำบนรถมั้ยครับ” วิคเตอร์ยิ้มมุมปากแล้วตอบเสียงแหบ


“มันแคบไป แต่ถ้านายอยากลอง ไว้วันหน้าละกันนะ วันนี้ขอบนนี้ก่อน” เขาก้มลงมาจูบผมอีกรอบ จูบอย่างรุนแรงด้วยลิ้นที่กวาดไปทั่วโพรงปากเร็วๆ แล้วผละออก ก่อนจะก้มลงมาใช้ลิ้นเลียไปรอบคอ ทำเอาผมต้องแอ่นตัว แหงนคอรับสัมผัสของเขาด้วยความเสียวซ่าน


“ฮ่ะ…” ผมผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ เพราะทนเสียวแทบไม่ไหวกับลิ้นที่ละเลงไปทั่วคอแบบนี้ วิคเตอร์เลียอยู่สักพักเขาก็เด้งตัวออกไปเร็วๆ ทิ้งให้ผมนอนหอบ มือสองข้างถูกรวบด้วยเข็มขัดอยู่เหนือหัว วิคเตอร์คาบห่อถุงยางอนามัยไว้ในปาก ใช้มือปลดตะขอกางเกงยีนส์ของผม ดึงมันลงอย่างรวดเร็วจนเหลือแต่กางเกงชั้นใน แต่ยังไม่ทันไรเขาก็ดึงมันออกไปพร้อมกับกางยีนส์
ผมหน้าแดงแปร๊ด เพราะแมทน้อยมันแข็งชูชันด้วยแรงอารมณ์ วิคเตอร์ยิ้มหื่นอย่างชอบใจ ลุกขึ้นยืนพร้อมๆ กับดันขาผมให้กลับไปวางอ้าตั้งฉากเป็นรูปตัวเอ็มตามเดิม เขาเอากางเกงยีนส์ผมวางไว้ข้างๆ หยิบห่อถุงยางออกจากปากมาถือไว้ แล้วใช้สองมือดันชายเสื้อผมขึ้นมากองไว้ที่อก ก้มลงมาดูดดึงเม็ดสีน้ำตาลที่อกซ้าย ผมกัดริมฝีปากล่างแน่น ความเสียวแล่นไปทั่วใต้วงแขน พยายามยกแขนขึ้นเพราะเสียวจัด แต่วิคเตอร์แค่ใช้มือซ้ายผลักมันลงที่เดิม ดูดเน้นๆ ที่หัวนมหนักๆ ดูดจนมันเริ่มปนไปด้วยความเจ็บและความเสียว


“อ๊ะ… อ๊า… โอ๊ย…” ผมครางไม่เป็นภาษา รู้สึกชุ่มฉ่ำที่ยอดอกข้างซ้าย เขาทรมานผมอยู่อีกครู่หนึ่งก่อนจะดันตัวขึ้น ริมฝีปากผมเผยอ แหงนหน้ามองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยอารมณ์เช่นกัน เขาฉีกห่อถุงยางอนามัยออก หยิบถุงยางสีใสออกมา ปลดกระดุมกางเกงยีนส์ด้วยมือเดียว ดึงมันลงไปไว้ที่เข่าพร้อมกางเกงในเนื้อดี แล้วเขาก็เอาถุงยางใส่เข้าไปให้กับความเป็นชายของเขาที่ขยายใหญ่จนมีขนาดใหญ่โต


ใหญ่จนผมเริ่มใจไม่ดี

V
v
v

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8


“คะ… คุณเรย์มอนด์… ผมกลัว… มันใหญ่…” วิคเตอร์ยิ้มขบขันเล็กน้อย แล้วใช้มือขวาป้ายน้ำลายจากปากเขามาทาที่ทางเข้านุ่มนิ่มของผมที่ไม่เคยโดนมาก่อน ลมหายใจผมสะดุดเพียงแค่เขาเอาน้ำลายมาแตะและไล้วนเบาๆ เขาเอามือไปป้ายน้ำลายมาเพิ่มและเอามาทาที่เดิม วนไปวนมาจนผมเริ่มหายใจเบาลง ตอนนั้นเองที่เขาดันความแข็งของเขาเข้ามาในช่องทางของผม จนผมผวาเฮือก


“โอ๊ย! ฮะ… เฮือก… อื้อออ…” ผมหลับตาแน่นด้วยความเจ็บปวด กัดริมฝีปากล่างแน่นจนเจ็บ แต่ไม่เจ็บเท่าที่อะไรใหญ่ๆ และยาวๆ นั่นทิ่มค้างอยู่ด้านใน มันจุกไปทั่วท้องน้อยเหมือนไส้ภายในจะขาด


“ไม่เป็นไรนะ… ใจเย็นๆ… อย่าเกร็ง ฉันจะไม่ทำให้นายเจ็บ ฉันสัญญา” เขาก้มลงมากระซิบที่ข้างหูซ้ายผมเบาๆ พร้อมกับจูบไปที่แก้ม ที่ขมับ และยกมือขวาขึ้นมาลูบหัวผมเบาๆ ราวกับเป็นการปลอบโยน ผมค่อยๆ ปรับลมหายใจเข้าออกให้ช้าลงและช้าลง แต่ก็ยังคงเจ็บอยู่ดี ขนาดแค่เขาคาไว้ผมยังร้าวขนาดนี้ ถ้าเขาขยับเมื่อไหร่ ผมคงตายแน่ๆ


วิคเตอร์ประกบปากผม ใช้ลิ้นไล้วนไปมากับลิ้นผมเบาๆ ผมปล่อยให้เขานำทางไปเรื่อยๆ ช้าๆ จนรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น และในจังหวะนั้นเองเขาก็กระแทกเอวเข้ามาอย่างแรง ผมนิ่วหน้าและจะหันหน้าหนีเขา แต่วิคเตอร์กดปากลงมาจนปิดปากผมแน่นเป็นการล็อคไว้ไม่ให้หันหนี ลิ้นเขายังคงเกี่ยวกระหวัดลิ้นผมไปมา ช่วงล่างก็ขยับเข้าออกช้าๆ แต่ว่ากระแทกหนักทุกครั้ง


“อึ๊…อึ๊…อื้อออ…อื้อ…” ผมถูกเขาปิดปากโดยใช้ลิ้นเป็นตัวปลอบโยน เลยได้แต่ร้องอยู่ในลำคอไม่สามารถเปล่งเสียงดังออกมาได้ เข้าใช้แขนค้ำร่างเขาไว้และขยับสะโพกเข้าออก ตอนออกไม่เท่าไหร่แต่ตอนเขากระแทกกลับเข้ามา เล่นเอาผมจุกไปทั้งท้องน้อย เขากระแทกความแข็งขืนของเขาเข้าออกช้าๆ แต่รุนแรงแบบนี้อีกสักพัก จนผมเริ่มรู้สึกอ่อนยวบยาบแม้กระทั่งลิ้นก็ไม่สามารถกระหวัดโต้เขาได้อีกต่อไป วิคเตอร์เลยผละออกช้าๆ มาสบตากับผมด้วยสายตาหยาดเยิ้ม พร้อมส่งรอยยิ้มหวานๆ มาให้ แต่ผมไม่รู้เลยว่านั่นมันคือรอยยิ้มหลอกเด็กชัดๆ เพราะหลังจากนั้นเขาก็เร่งจังหวะ รัวสะโพกเข้ามาจนผมหน้าเหยเก อ้าปากด้วยความจุกเสียด แสบและเสียวไปพร้อมๆ กัน


ปับ! ปับ! ปับ! ปับ! ปับ!


“อะ! อะ! อะ! อะ! อะ! อะ!” ตัวผมโยกขึ้นลงไปกับฝากระโปรงรถตามจังหวะกระแทกของเขาที่รัวเร็ว เขารัวจนผมตัวสั่นคลอนรุนแรง จนผมต้องยกแขนอันอ่อนแรงขึ้นมาเพื่อจะคล้องคอเขา วิคเตอร์ก้มหัวลงมาให้ผมคล้องแขนที่โดนเข็มขัดมัดข้อมือสองข้างรวมกันไว้เพื่อคล้องรอบคอเขา และเมื่อผมทำแบบนี้ วิคเตอร์ก็ยิ่งเร่งสะโพกเข้าออกรัวๆ จนผมต้องขมวดคิ้วด้วยความเสียดแสบที่เกิดขึ้นในช่องทางด้านหลัง


“เอ้อ! อั่ก!” มันเจ็บเหมือนว่าตรงนั้นจะฉีกขาดออกจากกัน ความแสบร้อนสาดไปทั่วช่องทางอ่อนนุ่ม ยิ่งเจอกับอาวุธของวิคเตอร์ที่เป็นไซส์ฝรั่งแบบนี้ มันยิ่งทำให้รู้สึกทรมาน แต่ในความทรมานมันก็มีความเสียว ความซ่านที่แล่นมาปลอบประโลมร่างกายและจิตใจ


ผมขาสั่นเพราะความเจ็บและความเมื่อย จนขาจะร่วงกองไปกับพื้นฝากระโปรงรถ แต่วิคเตอร์ก็ใช้สองมือจับขาผมขึ้นมาตั้งฉากตามเดิมทั้งที่สะโพกเขาก็ยังขยับไม่หยุด เขาใช้สองมือจับข้อเท้าผมไว้ไม่ให้เท้าผมร่วงราบไปกับกระโปรงรถ


“ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ อา… yeah” เสียงเขาหายใจหอบเบาๆ และครางอย่างสุขใจ เขากัดฟันแน่นยามที่ทางเข้าของผมมันตอดรัดกับลูกชายเขา วิคเตอร์หลับตาด้วยความเสียว กระแทกสะโพกเข้าออก ตอนออก ออกไปแค่ครึ่ง แต่ตอนกลับเข้ามา เขากระแทกกลับเข้าไปสุดลำ ทำเอาผมจุก จนต้องนิ่วหน้า


เอี๊ยด~ เอี๊ยด~ เอี๊ยด~


เสียงเนื้อตรงแก้มก้นทั้งสองข้างของผมเสียดสีกับฝากระโปรงรถ ซึ่งแก้มก้นนั้นโยกไหวไปตามแรงขับเคลื่อนของผู้ชายร่างยักษ์ที่กำลังสีหน้าเมามันส์กับการแทงเข้าแทงออกในร่างผม


“อ๊ะ! อ๊ะ! อ๊ะ!” ผมร้องเสียงหลงปานจะขาดใจ เพราะมันทั้งเจ็บทั้งเสียว มันคับแน่น มันบีบรัดความใหญ่ของเขา แต่เขาก็ยังขยับเข้าไปในความรัดแน่นอันนั้นอย่างไม่ยอมออมแรงสะโพกเลยแม้แต่นิด


“ร้องดังระวังคนอื่นได้ยินนะ” เขากระซิบอย่างหยอกล้อข้างหูผม แล้วจูบที่ขมับแรงๆ หนึ่งที ผมเลยต้องกัดฟันเพื่อกลั้นเสียงร้องของตัวเอง ทั้งที่อยากร้องระบายความเจ็บนี้ออกมาใจจะขาด


“ผะ… ผมไม่ไหวแล้ว ผมเจ็บ…” ผมครางออกมา ตอนนี้ผมเจ็บมาก แสบตรงช่องทางหลังไปหมด ขาก็สั่นจนแทบจะตั้งฉากไม่อยู่ ดีที่ได้วิคเตอร์จับข้อท้าเอาไว้ให้


“ฮืมมม… อีกนิดนะ” วิคเตอร์คำราม แล้วเร่งจังหวะสวนสะโพกจนตัวผมสั่นคลอนอย่างรุนแรงกว่าเดิม แลมเบอร์กินีสีเทาวาววับก็โยกสั่นไหวอย่างรุนแรงตามแรงกระแทกของวิคเตอร์ ผมหลับตาแน่นด้วยความเจ็บแสบแล้วครางไม่เป็นภาษา


“โอ๊ว… อ๊ะ… โอววว…” ผมก้มลงกัดไหล่ซ้ายวิคเตอร์เพื่อห้ามเสียงตัวเอง อีกฝ่ายคำรามในลำคอเสียงดัง จังหวะสะโพกยังคงโยกเข้าออกอย่างเร็วโดยไม่ลดลงเลยแม้แต่นิด


“อูวว…ซู๊ดดด…” เขาสูดปากด้วยความเสียว ใบหน้าบิดเบี้ยวตามแรงอารมณ์ที่พุ่งขึ้นไม่หยุด เขาสวนสะโพกเข้าไปในร่างผมอีกสามสี่ทีก่อนที่ร่างเขาจะกระตุกจนเกร็งไปทั้งตัว


“fuckkkk!”เขาครางเสียงต่ำ เหงื่อไหลท่วมใบหน้า กล้ามเนื้อทุกส่วนเกร็งไปหมดเพราะแรงกระตุกที่ปลดปล่อยจุดสุดยอดออกมา ผมครางเสียงอ่อนจนแทบจะเป็นเสียงแผ่วๆ เพราะรู้สึกหมดแรง เหมือนโดนสูบแรงออกไปจากร่างกาย


วิคเตอร์แช่อาวุธของเขาที่ยังแข็งตัวไว้ข้างในตัวผมสักพักก่อนจะค่อยๆ ถอนออกช้าๆ ผมครางด้วยความเจ็บเบาๆ ตอนเขาดึงออก วิคเตอร์จูบที่ขมับซ้ายผมหนึ่งที


“Finally, you are mine. (เป็นของฉันจนได้นะ)” เขาผละจากขมับมามองหน้าผมแล้วยิ้มให้ ผมพยายามยิ้มตอบกลับไป แต่ก็เป็นแค่รอยยิ้มอันอ่อนระโหยโรยแรง


เขาปล่อยมือออกจากข้อเท้าผม นั่นทำให้ขาผมร่วงจากการตั้งฉากเป็นรูปตัวเอ็มทันที เขาค่อยๆ ยกแขนผมที่คล้องคอเขาออก ประครองร่างผมที่เหนื่อยหอบที่ทำท่าจะล้มแหล่มิล้มแหล่เอาไว้ แกะเข็มขัดออกจากข้อมือที่แดงเถือกแล้วค่อยๆ ประครองร่างผมให้นอนลงไปกับฝากระโปรงรถ


“นายยังไม่เสร็จเลย เดี๋ยวฉันช่วยนะ…” ผมส่ายหัว ยกมือปัดมือเขาที่ทำท่าจะเข้าไปจับแมทน้อยที่ตอนนี้มันสงบนิ่งไปลงไปแล้ว


“มะ… ไม่ต้อง ไม่เป็นไรครับ…” ผมครางออกมา ตาแทบจะปิดอยู่แล้ว ไม่เคยรู้เลยจริงๆ ว่าการทำอะไรแบบนี้มันจะใช้พลังงานมหาศาลขนาดนี้ ทั้งๆ ที่ผมแค่เป็นฝ่ายรองรับเท่านั้นเอง


“แน่ใจนะ ไม่อึดอัดเหรอ” เขาถามด้วยรอยยิ้มล้อๆ ผมพยักหน้าด้วยความเหนื่อยจนวิคเตอร์หัวเราะ แหม… อารมณ์ดี สมใจแล้วนี่


“ไป เดี๋ยวพานายไปเอาของแล้วกลับบ้านกัน” เขาพูดพลางถอดถุงยางที่มีน้ำรักของเขาเอ่อล้นไปหมด เขามัดปากถุงยางแล้วหย่อนลงไปในกระเป๋าเสื้อเชิ้ต เอื้อมมือมาพยุงร่างผมให้ลุกขึ้นนั่ง วินาทีที่นั่งตัวตรง ความปวดร้าวแล่นไปทั่วบริเวณรอบนอกของก้น


“โอ๊ย…” ผมร้องเสียงแผ่ว วิคเตอร์ลูบหัวผมเบาๆ ก้มลงจูบที่หน้าผากหนึ่งที


“ค่อยๆ ลุก” เขาบอก ประครองผมให้ลงจากฝากระโปรงรถ พอตอนที่เท้าแตะพื้น ขาผมสั่นจนขาอ่อน เกือบจะทรุดไปทั้งตัว ดีที่มีวิคเตอร์ช่วยจับเอวผมไว้ แต่จริงๆ พอได้ยืนเองสักพักมันก็ไม่ถึงกับจะล้มหรอก แต่เหมือนขามันหมดแรง ก้าวเดินได้ แต่เดินไปสั่นไป และไม่สามารถลงน้ำหนักเท้าได้เต็มที่ เพราะไม่งั้นมันจะส่งผลที่ง่ามก้นทันที


“เลือด…” ผมร้องออกมาเบาๆ แต่ไม่ได้ตกใจมากมายตอนเอามือซ้ายที่เอาไปป้ายความเหนอะที่รู้สึกตรงช่วงกลางๆ เหนือง่ามก้นเกือบถึงบั้นเอวมาดู เลือดสีแดงขุ่นข้นเหนียวติดนิ้วมือมา ผมคิดอยู่แล้วแหละว่าต้องมีเลือดออกมาแน่ๆ เพราะผมไม่เคยโดนมาก่อน ไหนจะไซส์วิคเตอร์ที่ไม่ใช่เล็กๆ บวกกับแรงกระแทกที่เข้ามาไม่หยุดอีก


“งั้นไปเอาของวันอื่นได้มั้ย เดี๋ยววันนี้พาไปหาหมอก่อน” วิคเตอร์บอกพลางดึงกางเกงยีนส์ตัวเองขึ้นไปแล้วติดกระดุมกางเกงยีนส์ให้เรียบร้อย ผมก็อยากปฏิเสธว่าไม่ต้องไปนะ เพราะการจะไปหาหมอที่นี่ยุ่งยากมาก ต้องโทรนัดล่วงหน้า เพราะหมอไม่ได้มานั่งรอคนไข้แบบที่ไทย แล้วค่ารักษาพยาบาลที่นี่ก็โคตรแพง


“พาผมไปกดเงินด้วยนะ ผมต้องกดเงินค่ารักษาพยาบาลก่อน” ต้องออกเอง เพราะผมไม่ได้มากับโครงการใดๆ แต่ถ้าเป็นพวกเด็กเวิร์คฯ เขาจะมีในส่วนนี้ให้ แล้วชั่วโมงนี้อย่าถามหาความอาย ผมเลือกอายดีกว่าเดินๆ  นั่งๆ แล้วเจ็บเหมือนจะตายแบบนี้ดีกว่า


“ไม่ต้อง ฉันเป็นคนทำให้นายเลือดออก เดี๋ยวฉันจ่ายให้เอง” เขาว่ายิ้มๆ หันไปหยิบกางเกงยีนส์และกางเกงชั้นในของผมที่วางไว้ริมๆ ฝากระโปรงรถขึ้นมา ดึงกางเกงชั้นในสีขาวผมออกจากกางเกงยีนส์แล้วเอามาเช็ดคราบเลือดให้ผมเบาๆ


“เดี๋ยวซื้อให้ใหม่สักโหล” เขาบอกด้วยรอยยิ้มล้อๆ ผมยิ้มอ่อนแรงกลับไป ตาก็จะปิดแหล่ไม่ปิดแหล่


“แค่ยืนเฉยๆ ยังขาสั่น นายไม่ต้องใส่กางเกงหรอก”


“ฮึ? แล้วจะให้ผมไปแบบนี้น่ะเหรอ” ผมว่า เริ่มรู้สึกอายๆ ขึ้นมาบ้าง เพราะช่วงล่างผมโป๊หมด เลยต้องดึงกางเกงยีนส์จากมือวิคเตอร์มาปิดๆ ด้านหน้าไว้ วิคเตอร์เห็นแบบนั้นก็ยิ้มขบขันทันที


“นั่งปิดไปก่อนแล้วกัน เดี๋ยวกลับไปเอากางเกงขาสั้นที่บ้านแล้วค่อยไป”


“ถ้ากลับไปทำที่บ้านก็ไม่ต้องวุ่นวายแบบนี้หรอก” ผมบอกเสียงงึมงำด้วยความอาย หน้าร้อนผ่าวๆ เมื่อนึกถึงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อกี้นี้ วิคเตอร์ยิ้มกริ่มก่อนจะว่า


“กว่าจะถึงบ้านอารมณ์หมดพอดี ทำตอนที่มีอารมณ์นั่นแหละ” ผมได้แต่ใบ้รับประทาน นึกในใจว่าโชคดีที่เมื่อเช้าผมถ่ายเทขอเสียออกไปแล้ว และตั้งแต่เช้าผมก็ไม่ได้กินอะไรหนักๆ นึกขอบคุณตัวเองที่วันนี้ไม่ตะกละกินอะไรมากมาย
วิคเตอร์หัวเราะเสียงทุ้ม ค่อยๆ พาผมเดินไปขึ้นรถ จังหวะที่กำลังจะก้าวขาขึ้นรถเขาก็ฟาดมือลงบนก้นผมแรงๆ


ป้าบ!!


“โอ๊ย!” ผมร้องออกมา ไม่ได้เจ็บเพราะโดนตีก้นนะ แต่มันเจ็บเพราะมันสะเทือนไปทั่วง่ามก้นที่เจ็บอยู่แล้ว


“หึๆ” ผมหันไปมองค้อนใส่เขา ยังจะมีหน้ามายิ้มร่าใส่อีก หน้านี่เปล่งปลั่งเชียวนะ
ผมค่อยๆ ดึงขาขวาเข้ามาในรถอย่างยากลำบาก รู้สึกเสียดแสบที่ก้นไปหมด เสียดทั้งนอกทั้งใน วิคเตอร์ยืนเท้าแขนกับขอบประตูรถแล้วโน้มหน้าลงมาใกล้ผม


“บอกหมอเขาตรงๆ ล่ะว่าเป็นอะไร ไปทำอะไรมา เขาจะได้จัดยามาให้ถูก และจะได้จัดมาให้เยอะๆ เพราะนายอาจต้องกินยิ่งกว่าสามเวลาหลังอาหาร” ผมเบิกตาขึ้นมองเขาอย่างเพลียๆ อยากจะต่อล้อต่อเถียงด้วย แต่ตอนนี้ผมหมดแรงจริงๆ


วิคเตอร์ยิ้มกว้าง ก้มลงจูบหน้าผากผมหนักๆ หนึ่งที ปิดประตูให้ แล้วเขาก็เดินอ้อมไปหน้ารถ ในมือซ้ายยังถือกางเกงชั้นในผมที่เปื้อนเลือดไว้ คงกะเอาไปทิ้งถังขยะข้างนอกพร้อมถุงยางที่ใช้แล้วล่ะมั้ง ส่วนมือขวาของเขาถือเข็มขัดที่ใช้รัดข้อมือผมไว้ในมือ เขาคงเอามามัดไว้เพราะกลัวผมจะต่อต้านแน่ๆ แต่แค่รสจูบการสร้างอารมณ์ของเขาวันนี้กับคำพูดหวานหูของเขาก็ทำเอาผมหมดแรงต้านแล้ว


แต่คือตอนนี้ผมกำลังงงๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้น คือนี่ผมมีอะไรกับเขาแล้วใช่มั้ยวะ มันมาแบบงงๆ มาในจังหวะที่ผมไม่คิดว่าจะเป็นจังหวะที่ใช่อะไรนัก คือจากที่เขาแทะเล็ม ลวนลามผมมาบ่อยครั้ง ผมคิดแล้วล่ะว่าสักวันมันต้องเกิดขึ้น ยิ่งช่วงหลังๆ เขากับผมเริ่มเนื้อแนบเนื้อกันบ่อยครั้ง และใกล้ชิดกันกว่าเก่า แถมเขายังมีท่าทีที่ดีกับผมขึ้นมาก และด้วยการกระทำเขาหลายๆ อย่างมันก็พอจะทำให้ผมแอบเข้าข้างตัวเองได้ว่าเขาก็รู้สึกดีๆ กับผมเหมือนกัน


ฉันมีความสุขที่ได้อยู่กับนาย ฉันชอบให้นายอยู่ใกล้ๆ ฉันทุกวัน ไม่อยากให้นายหายไปไหน


ประโยคนี้ก็น่าจะเป็นคำตอบของคำถามที่ผมไม่กล้าถามได้แล้วล่ะ แม้จะไม่ได้ตอบตรงๆ หรือชัดเจนจนไม่ต้องตีความ แต่ถ้าตีความจากประโยคที่เขาบอกมา ผมก็ขอเข้าข้างตัวเองให้ตัวเองดีใจบ้างได้มั้ยนะ


และที่ผมกำลังอึนก็คือ นี่เป็นครั้งแรกของผม ก็เคยคิดว่าถ้าจะมี ก็น่าจะต้องเป็นบนเตียงหรือเปล่า ผมไม่เคยคาดคิดและไม่คิดว่าผมจะมาถูกเขาเผด็จศึกในสถานการณ์แบบนี้ ในที่แบบนี้เลยจริงๆ คิดว่าจะเกิดขึ้นบนเตียงนุ่มๆ ซะอีก แล้วนี่อะไร บนฝากระโปรงรถแลมเบอร์กินี  หลบหนีบนเตียง ในอ่างน้ำมาตั้งนาน สุดท้ายโดนกินบนฝากระโรงรถเฉย


แต่ก็ยังดีที่เป็นรถหรูระดับโลก ก็ยังพอทดแทนเตียงได้อยู่แหละ (ฮะ?!)


[ตอนต่อไปด้านล่างค่ะ]

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8


CHAPTER 22 :: First kiss or first cock?


เขาพาผมไปหาหมอโดยให้คุณเอมิลี่เป็นคนจัดการนัดหมอให้เพราะเธอเป็นคนมีเส้นสายกว้างขวาง เธอเองก็มีเพื่อนที่เป็นหมอด้วยเช่นกัน ตอนที่คุณเอมิลี่รูว่าผมต้องไปหาหมอ ก็เป็นห่วงยกใหญ่จะตามมาที่โรงพยาบาล แต่ผมยังไม่พร้อมเจอหน้าเธอตอนนี้เลยบอกให้วิคเตอร์พูดให้เธอเบาใจ จะได้ไม่ต้องเป็นห่วงจนเกินไป ซึ่งวิคเตอร์ก็ช่วยพูดนะ แต่ถ้าผมเป็นคุณเอมิลี่ ได้ยินแบบนี้ผมจะยิ่งรีบมา


“เลือดออกทางก้นนิดหน่อย แต่ฉันเช็ดให้แล้วแหละ” นั่นคือประโยคที่ช่วยทำให้เธอเบาใจขึ้นใช่มั้ย


คุณหมอที่คุณเอมิลี่นัดให้เป็นผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ คุณหมอมีผมยาวตรงสีทองแซมน้ำตาลนิดๆ ดวงตาสีฟ้าอ่อนจนคล้ายเทาเป็นประกาย รูปร่างสูงเพรียว สูงกว่าผมอีก หน้าตาและท่าทางใจดี อาจเป็นเพราะเธอยิ้มแย้มตลอดเวลา เธอซักถามอาการผมตามปกติ ตอนแรกว่า ไม่อายๆ นะ แต่พอเจอถามเข้าจริงๆ ว่าไปทำไรมา ผมก็ยิ้มแหยๆ ด้วยความเขินอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะตอบเสียงอ้อมแอ้ม


“First time of having sex. (ก็… มีเซ็กส์ครั้งแรกครับ)” คุณหมอสาวผมทองยิ้มด้วยความขบขันทันที เธอมองหน้าผมแล้วยิ้ม แต่เป็นการพยายามกลั้นยิ้ม ผมฉีกยิ้มด้วยความอายม้วน เธอยักคิ้วนิดหนึ่ง แล้วพยักหน้าว่าเข้าใจ ก่อนจะขอตรวจดูภายใน ผมไม่รู้สึกเขินอายเท่าไหร่กับหมอผู้หญิง เลยให้เธอใช้มือที่ใส่ถุงมือสอดใส่เข้าไปสำรวจได้เต็มที่ เธอกดตามจุดต่างๆ แล้วถามว่าเจ็บตรงไหนบ้าง และมีอาการยังไง ผมก็เล่าไปหมดว่ามันทั้งแสบ ทั้งเสียด เธอเลยบอกว่า ปากทางเข้ารอบนอกฉีกขาด แต่ไม่ได้น่ากลัวถึงขั้นเหวอะหวะ ส่วนข้างในรู เอ่อ ช่องทางนั้นไม่ได้เป็นอะไรมาก อาจมีการถลอกเล็กๆ น้อยๆ จากแรงเสียดสีจนเลือดไหลออกมา เล่นเอาผมกลืนน้ำลายลงคอ


“ในส่วนตรงนั้นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อมีเพศสัมพันธ์ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย แต่ก็ไม่ได้ผิดอะไรถ้าคุณจะมี แต่ต้องระมัดระวัง คอยเตือนคู่ของคุณด้วยว่าอย่าทำอะไรรุนแรงนัก แล้วก็ต้องดูแลรักษาความสะอาดดีๆ ถุงยางอนามัยจำเป็นมาก แต่หากจะโนคอนด้อม ต้องแน่ใจว่าคู่คุณมีแค่คุณคนเดียว…” เธอเงยหน้าขึ้นมาสบตากับผมพร้อมรอยยิ้มใจดี มือก็เขียนขยุกขยิกลงบนกระดาษซึ่งคาดว่านั่นจะเป็นใบสั่งยา


“…แต่ถึงจะมีคุณคนเดียว ความสะอาดก็ยังสำคัญอยู่ดี…” มีผมคนเดียวงั้นเหรอ? อืม… กับผู้ชายที่ผ่านผู้หญิงมาเยอะอย่างวิคเตอร์น่ะเหรอ


“…หมอสั่งยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบ พร้อมยาทา เอาไปให้เภสัชกร แล้วเขาจะจัดยาให้ อ้อ งดกิจกรรมสักสองสามวันนะ” เธอยิ้มให้อย่างเป็นมิตร ผมยิ้มอ่อนๆ กลับไป และเอ่ยขอบคุณเธอสียงแผ่ว


ผมรับใบสั่งยาที่ต้องนำไปให้เภสัชกรที่ร้านขายยามาจากเธอ เดินออกไปหาวิคเตอร์ที่นั่งรออยู่ข้าง เขาใส่หมวก ปิดหน้ามิดชิด และพยายามนั่งในมุมแอบๆ พอเห็นผม เขาก็เข้ามาประครองแล้วพาเดินออกไปขึ้นรถที่จอดอยู่นอกโรงพยาบาล


“หมอว่าไงบ้าง” เขาถามตอนที่เอื้อมมือไปปิดประตูฝั่งตัวเอง ผมขยับตัวเล็กน้อยแต่ก็ทำเอาเสียดที่ช่องทางด้านหลังอยู่ดี


“หมอให้งดกิจกรรมทางเพศหนึ่งเดือนครับ” วิคเตอร์นิ่งค้างไป เขาดึงหมวกออกจากหัวอย่างเร็วจนผมสีดำยุ่งเหยิง มองผมด้วยสายตาตกใจ


“อะไรนะ… เดือนนึง นานไปรึเปล่า ผู้หญิงที่ฉันเคยนอนด้วย ยังพักไม่นานเท่านายเลยนะ” เขาบอกอย่างตกตะลึง ดูเขาจะอึ้งไปกับระยะเวลาที่ผมบอกไปแล้ว ผมแอบหลุดขำเพราะสีหน้าเขาดูกระวนกระวายใจอย่างมาก


“ผมล้อเล่น” ผมยิ้มกริ่ม วิคเตอร์ค่อยๆ คลายสีหน้าตะลึงนั้นไป แล้วหรี่ตามองผมกลับมา ก่อนจะเบิกตามองผมด้วยสายตาอาฆาตที่ไม่จริงจังอะไรนัก (หรือจริงๆ อาจจะอาฆาตจริงๆ)


“เดี๋ยวฉันจะกระแทกนายให้หนักเลยคอยดู” เขาว่าแล้วบิดกุญแจสตาร์ทด้วยรอยยิ้มหื่นกาม


“งั้นถ้าผมได้พักเดือนนึงขึ้นมาจริงๆ อย่ามาโอดครวญนะ” เขายักไหล่นิดๆ แล้วตอบน้ำเสียงเรื่อยเปื่อย


“ฉันไปหาคนอื่นก็ได้” เขาอาจจะพูดเล่นๆ แต่ทำเอาผมใจกระตุกวูบ ได้แต่ยิ้มเฝื่อนๆ แล้วนั่งนิ่งไปตลอดทางที่ไปร้านขายยาเพื่อไปขอยากับเภสัชกร


นั่นสินะ ถึงไม่มีผม ยังไงเขาก็มีคนอื่นให้ปลดปล่อยได้อยู่แล้ว เขามีผู้หญิงให้เลือกตั้งมากมาย แล้วผมก็แค่ผู้ชายธรรมดาๆ คนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้มีอะไรพิเศษหรืออะไรสวยงามไปมัดใจเขาได้เลย


ที่สำคัญตอนนี้ ระหว่างผมกับเขา เรายังไม่มีสถานะใดๆ มาจำกัดความเลย แต่เราก็ข้ามขั้นไปแบบแอดวานซ์มากๆ


ทำตามหัวใจ… เหลือเวลาอยู่กับเขาอีกไม่มากแล้ว…


เสียงในหัวผมดังขึ้นเมื่อนึกถึงคำพูดของคุณเบนและเก้าเพื่อนของผม นั่นสิ อย่าไปคิดอะไรมาก


ณ ตอนนี้ สำหรับผมก็ดีและมีความสุขแล้วล่ะ



พอไปรับยาเสร็จ ผมก็เลยถือโอกาสให้เขาพาไปเอาของที่บ้านป้าแมร์รี่เลยดีกว่า เพราะจะได้ไม่ต้องเสียเวลามาวันอื่น ไหนๆ ก็
ออกมาแล้ว ก็ไปเลยแล้วกัน ซึ่งเขาก็ไม่ได้ขัดอะไร ขับพาผมไปตามที่ผมขอ ที่บอกว่าขอ เพราะผมไม่กล้าสั่งเขาหรอก ก็ต้องพูดดีๆ ถึงจะมีอะไรกันแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่า ผมจะสามารถใช้คำพูดที่เหนือเขาได้อยู่


“คุณรออยู่บนรถก็ได้ครับ เดี๋ยวผมไปเอง” ผมบอกตอนที่รถจอดสนิทตรงริมรั้วบ้านป้าแมร์รี่ที่เปิดไฟรอบๆ รั้วไว้ เพื่อไม่ให้หน้าบ้านมืดสนิท เพราะเสาไฟอยู่ห่างจากบ้านป้าแมร์รี่ไปค่อนข้างไกล


“เดี๋ยวก็ได้ล้มกลางทางหรอก” เขานิ่วหน้าน้อยๆ ใส่ผม ผมยิ้มเพลียๆ เพราะรู้สึกเพลียไปทั้งร่างจริงๆ คล้ายจะเป็นไข้ด้วย


“นิดเดียวเองครับ ผมไม่ได้พิการนะ” ถึงตอนนี้จะคล้ายคนพิการก็เถอะ แต่ก็ยังไม่ถึงขึ้นว่าเดินขาเป๋หรอก วิคเตอร์ชักสีหน้านิดๆ เพราะโดนขัดใจ ผมเลยต้องทำใจกล้าคว้ามือขวาเขาที่จับพวงมาลัยอยู่มาจูบที่หลังมือ


“หงุดหงิดอีกแล้ว ก่อนหน้านี้ยังอารมณ์ดีอยู่เลย” ผมยิ้มอ่อนโยนให้เขา วิคเตอร์ดึงมือออกจากมือผมแล้วใช้สองมือยกร่างผมไปนั่งบนตักเขา ผมนิ่วหน้าเล็กน้อยเพราะจังหวะที่ลุกมันกระเทือนตรงง่ามก้นไปหมด วิคเตอร์จัดให้ผมนั่งคร่อมตักเขาสบายๆ แล้วเอาแขนสองข้างโอบรอบเอวผมไว้


“อยากให้อารมณ์ดีก็ตามใจฉันสิ” ปากว่า แต่มือล้วงเข้าไปในเสื้อยืด บีบเค้นคลึงเอวผมหนักๆ


“คุณหมอให้ผมพักอยู่นะ” ผมบอกพลางกลืนน้ำลายลงคออันแห้งผาก รู้สึกกลัวใจเขาซะจริงๆ ว่าจะจับผมทำบนรถ วิคเตอร์ถอนหายใจหนักๆ ด้วยสีหน้าเซ็งๆ


“กินยาเยอะๆ นะ จะได้หายไวๆ ฉันเป็นห่วง” ผมยิ้มแบะปากใส่เขาทันทีที่ได้ยินเขาพูดเสียงอ้อนแบบนั้น วิคเตอร์ยิ้มกว้างแล้วหัวเราะเสียงดังอารมณ์ดี เอาสองมือขึ้นมาดึงแก้มผมให้ยืดออกนิดๆ


"ฉันห่วงนายจริงๆ นะ ไม่คิดอะไรอย่างอื่นเลย” ผมกลอกตาใส่เขา วิคเตอร์หัวเราะ เอามือออกจากแก้มทั้งสองข้าง ลดมือลงไปด้านล่าง ก่อนจะตบเข้าที่ก้นทั้งสองฝั่งของผม


“โอ๊ย! ผมเจ็บบบ” ผมโอดครวญ ซี๊ดปากเบาๆ เพราะตอนเขาตบลงไป แรงตบสะเทือนทำเอาก้นแทบร้าว


“There… there… there… (โอ๋ โอ๋ โอ๋)” เขาใช้มือซ้ายลูบหัวผมเบาๆ ทั้งที่ปากยังยิ้มกว้างด้วยความสนุกไม่หยุด ผมหน้างอด้วยความเจ็บ น้ำตาปริ่มตรงขอบตา


“I will wait you here (งั้นฉันรออยู่นี่นะ)” ผมพยักหน้าทั้งที่หน้ายังนิ่วอยู่นิดๆ วิคเตอร์ยิ้มทะเล้น โน้มหน้ามาจุ๊บที่ริมฝีปากผมหนึ่งที เปิดประตูฝั่งเขาให้ผม ค่อยๆ ประครองให้ผมลงจากตักเขาออกไปยืนบทฟุตบาท ผมใช้มือจับขอบประตูเอาไว้ ยืนโงนเงนอยู่สักพักก่อนจะตั้งหลักได้


“จะล้มก็ตะโกนเรียกนะ” ผมพยักหน้าเบาๆ ก้าวเท้าเดินไปอย่างช้าๆ และเดินกะเผลกๆ ย้อนไปท้ายรถเขาที่จอดใกล้ๆ กับประตูบ้าน ผมผลักประตูเปิดเข้าไปด้านใน รีบเดินเข้าบ้าน กัดฟันฝืนใจเดินขึ้นบันไดทั้งที่ปวดจนขาสั่น


ผมเข้ามาในห้องก็รีบเอาเสื้อผ้ามาหอบไว้ในอก เพราะผมไม่ได้หยิบกระเป๋าเป้มาด้วย คงต้องหอบไปแบบนี้ แต่ผมกลับมาเอาเพิ่มไม่กี่ชุดหรอก ผมหอบเสื้อผ้าไว้ในแขนแขนซ้าย มือขวาก็ถือกระเป๋าแม็คบุ๊คที่ใส่อุปกรณ์ต่างๆ เอาไว้เรียบร้อยแล้ว ผมเดินออกจากห้อง แล้วเอื้อมมือจะปิดประตู แต่จู่ๆ ก็มีมือใหญ่ๆ มือหนึ่งเอื้อมมาปิดให้ ผมหันไปมองด้วยความตกใจนิดๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นอาการแปลกใจและดีใจปนๆ กัน


“เอิร์ท!” คนถูกเรียกยิ้มหล่อๆ มาให้ ผมแช่สายตาที่ใบหน้าเขา ทำอย่างกับไม่ได้เห็นหน้าเขามานานมากแล้ว แต่เอาเข้าจริงๆ ผมก็ไม่ได้เจอเอิร์ทมาเกือบเดือนได้แล้วล่ะ ยิ่งพอผมย้ายไปค้างบ้านวิคเตอร์ในระยะหลังๆ ผมยิ่งไม่เจอเขาเลย ว้อทแอพก็ไม่ได้ตอบ เพราะผมไม่ค่อยได้แตะโทรศัพท์ แตะนานๆ เมื่อไหร่ จะมีมือมืดมาดึงไปทันที นอกจากผมคุยกับพ่อกับแม่นั่นแหละ มือใหญ่ๆ มือนั้นจะไม่มาวุ่นวายกับผม


“ไง ไม่เห็นหน้ากันนานเลยนะ” เอิร์ทที่อยู่ในชุดเสื้อยืด กางเกงบอลดูสบายตา ถามด้วยรอยยิ้มอ่อนๆ


“เออ นั่นสิ ช่วงนี้เจ้านายแมทเขางานยุ่งอ่ะ” ยุ่งกับร่างกายเราเนี่ย


“ยุ่งจนแทบไม่ได้กลับมานอนนี่เลยเหรอ” เอิร์ทถามปกติและมีรอยยิ้มนะ แต่ผมกลับรู้สึกวูบวาบๆ ชอบกล


“พอดีก่อนหน้านี้เขาเข้าเฝือกที่แขนด้วย แมทเลยต้องไปดูแลเขา…”


“…อย่างใกล้ชิดเลยสินะ” ผมหน้าเจื่อนลงไปนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้สีหน้าแย่อะไรมาก แค่รู้สึกเหมือนกำลังโดนสอบสวนเบาๆ


“ก็นิดนึงอ่ะ เขาทำอะไรเองไม่สะดวกเท่าไหร่” ผมยิ้มแห้งๆ เอิร์ทพยักหน้าขึ้นเล็กน้อย สายตาเขามองมาที่เสื้อผ้าในอ้อมแขนและมองไปที่กระเป๋าแม็คบุ๊ค


“แล้วนี่จะไปไหน” ผมอึกอักนิดนึง แต่ก็ปั้นยิ้มให้เป็นปกติที่สุดก่อนจะตอบเขา


“ไปนอนบ้านเจ้านายอ่ะแหละ เขาพาเรามาเอาเสื้อผ้าเพิ่ม กับมาเอาคอมฯ ไปทำงาน” เอิร์ทเลิกคิ้วสีเข้มของเขาขึ้นด้วยความประหลาดใจ


“ตอนนี้ไอ้ฝรั่งนั่นอยู่ที่นี่เหรอ” ผมพยักหน้าหงึกหงัก


“เขาจอดรถรออยู่ข้างนอกอ่ะ งั้น… เดี๋ยวแมทไปก่อนนะ ไว้เจอกัน” ผมยิ้มให้เอิร์ทแล้วทำท่าจะเบี่ยงตัวเดินออกไป


“เดี๋ยวเราช่วยถือของ” เอิร์ทไม่รอให้ผมปฏิเสธ เขาเอื้อมมือมาหยิบของทั้งหมดไปจากผม ผมเลยได้แต่ยิ้มและก้มหัวให้เล็กน้อยเป็นการขอบคุณ


เราเดินลงมาข้างล่างกันเงียบๆ ตอนที่เดินลงบันได ผมนี่ใจจะขาด มันเจ็บ มันร้าวตรงช่วงด้านล่างที่โดนไปหมด เอิร์ทหันมามองเป็นระยะๆ แต่ผมก็พยายามทำตัวปกติ พยายามเดินให้ปกติ แต่ก็ยังไม่ปกติอยู่ดี


“เป็นไรอ่ะแมท ทำไมเดินเหมือนคนขาเป๋แบบนั้น” เอิร์ทถามตอนเรากำลังจะเดินออกไปนอกรั้วบ้าน ผมกลืนน้ำลายลงคอแล้วหันไปยิ้มฝืดๆ ให้เขา


“เส้นยึดนิดหน่อย” ผมตอบเสียงอ่อน เอิร์ทมองเหมือนไม่เชื่อซึ่งผมก็ทำเป็นไม่สบตาเขาซะเลย จะได้ไม่ต้องอึดอัด เอิร์ทเดินช้าๆ เพื่อรอผมให้ก้าวเท้าตามทัน ผมนิ่วหน้ายามที่เดินแล้วตรงช่วงด้านในก้นมันเสียดสีกับแผลที่เป็นอยู่ ผมกัดฟันเดินมาจนถึงรถของวิคเตอร์ เจ้าของรถแบรนด์หรูเปิดประตูฝั่งตัวเองลงมาทันทีที่ผมเดินถึงท้ายรถของเขา วิคเตอร์ชะงักไปเล็กน้อยที่เห็นเอิร์ท ส่วนเอิร์ทมองวิคเตอร์กลับไปด้วยท่าทีสงบนิ่ง ไม่ได้แสดงอะไรออกมา ผมแอบกลอกตาด้วยความประหม่าพร้อมกลืนน้ำลายลงคอเล็กน้อยที่เห็นสองคนนี้มองกันนิ่ง คล้ายกับจะวัดเชิงกันและกัน


แหม… ครั้งหนึ่งในชีวิตของไอ้แมทเลยทีเดียว ที่มีผู้ชายหล่อต่างเชื้อชาติส่งสายตาฟาดฟันโดยมีเราเป็นคนยืนตรงกลาง นี่เขากำลังจะแย่งฉันกันใช่มั้ย จะได้เตรียมพูดว่า อย่านะ อย่า อย่าทะเลาะกัน


“Your stuff? (ของนายรึเปล่า)” เขาถามแล้วชี้ไปที่ของที่เอิร์ทถืออยู่ ผมยิ้มไม่เต็มปากแล้วพยักหน้ารับ วิคเตอร์ไม่พูดอะไรต่อ แต่เดินเข้าไปหาเอิร์ทช้าๆ ยื่นมือไปขอของผมจากเอิร์ท คนถูกขอมองคนขอด้วยสายตาเฉยชาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยื่นของในมือให้ วิคเตอร์รับของไป หมุนตัวเอาของไปเก็บไว้บนรถอย่างรวดเร็ว แล้วก็เดินกลับมาหาผม เขาเอื้อมมือมาดึงต้นแขนขวาของผมไปยืนข้างๆ เขาเบาๆ มองเอิร์ทด้วยสายตาข่มนิดๆ ก่อนจะก้มมามองหน้าผม


“Go home. (กลับบ้านกัน)” ผมมองหน้าเขาที่เรียบนิ่งแล้วพยักหน้าหงึกๆ หันไปหาเอิร์ทที่ยังคงมีท่าทีปกติ ไม่ได้ดูเป็นเดือดเป็นร้อนอะไร ซึ่งนั่นสร้างทั้งความโล่งใจและตงิดใจให้กับผม


“ไปก่อนนะเอิร์ท เดี๋ยวเจอกันนะ” เอิร์ทละดวงตาเฉยชาจากใบหน้าวิคเตอร์ แล้วมองมาที่ผมด้วยรอยยิ้มอ่อนๆ


“กลับมานอนที่นี่บ้างก็ได้นะแมท”


“โห ยังไงก็ต้องกลับมา สิ้นเดือนนี้ก็ต้องกลับไทยแล้ว”


“กลับพร้อมกันนะ” ผมยิ้มแป้น พยักหน้าเหมือนเด็กดีใจ ยกมือขึ้นทำท่าว่าโอเค เอิร์ทยกมือตอบกลับมาด้วยรอยยิ้ม แล้วทำปากจุ๊บคล้ายส่งจูบมาให้ ผมกำลังจะทำปากจู๋คล้ายจูบส่งกลับไป ก็โดนมือใหญ่ๆ ของวิคเตอร์มาปิดปากไว้


“จะกลับได้รึยัง” ผมเหลือบตาขึ้นไปมองเขาที่แววตากำลังดุเดือด ผมพยักหน้าช้าๆ ทั้งที่ยังโดนเขาปิดปาก วิคเตอร์จับไหล่ผมแล้วประครองให้เดินอ้อมท้ายรถเพื่อไปนั่งฝั่งข้างคนขับ จังหวะที่ผมกำลังจะหย่อนก้นเข้าไปด้านใน เสียงเอิร์ทก็ลอยมาแบบกวนๆ พร้อมสีหน้าไม่สะทกสะท้านอะไร


“Hey! I have something to tell you. (นี่! ผมมีอะไรจะบอกคุณด้วยนะ)” เดี๋ยวเอิร์ท! ต้องการอะไรจากสังคมชาวนิวยอร์ค?! ผมชะงักหน้าตาตื่น มองวิคเตอร์ที่มองเอิร์ทกลับไปนิ่งๆ ส่วนเอิร์ทยกยิ้มมุมปากกวนๆ แล้วบอกเสียงเน้นๆ


“I am his first kiss. (ผมเป็นจูบแรกของแมท)” ผมอ้าปากค้างนิดๆ มองเอิร์ทที่ยิ้มกริ่มกลับมาให้
เอิร์ท! มันใช่เวลากวนตีนมั้ยยย?!


“Are you? But, I am his first cock. (งั้นเหรอ แต่ฉันเป็นคxxแรกของแมทนะ)” โอ๊ยยย! ไอ้นี่ก็ตรงเกิน!
คราวนี้ผมอ้าปากกว้างกว่าเดิม วิคเตอร์พูดนิ่งๆ ยักคิ้วให้เอิร์ทที่สีหน้าสะดุดไป แต่เขาก็กลับมายิ้มกวนๆ ได้เหมือนเดิม ก่อนจะหันมามองผม


“คงไม่ต้องถามแล้วมั้งว่าที่เดินแบบนั้นเพราะอะไร” ผมหน้าเจื่อน หน้าเสียทันที รู้สึกทำตัวไม่ถูกกับสถานการณ์นี้


“คือแมท…”


“…kiss กับ cock ออกเสียงคอควายเหมือนกัน แต่ความหมายแม่งโคตรต่างกันเลยนะแมท” เอิร์ทยิ้มบางๆ กลับมา ยกมือบ๊ายบายเบาๆ หันมามองวิคเตอร์ด้วยสายตาแข็งกร้าว ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปตามทางฟุตบาทแล้วเลี้ยวเข้าไปในบ้าน ทิ้งความหนักอึ้งไว้ในหัวและในอกของผม วิคเตอร์คงพอจะเดาสถานการณ์ได้แม้ไม่เข้าใจภาษาไทย เพราะเขายกมือขวาขึ้นมาลูบหัวผมเบาๆ ทำเอาผมค่อยๆ รู้สึกผ่อนคลาย


“ขึ้นรถเถอะ…” ผมพยักหน้าให้เขา แล้วค่อยๆ หย่อนก้นลงไปบนเบาะหนังสีแดงดำ วิคเตอร์ก้มลงมามองด้วยสายตาเฉียบคม


“…ไอ้นั่นมันเป็นจูบแรกของนายจริงรึเปล่า”


“แค่ริมฝีปากแตะกันเฉยๆ ไม่ได้ เอ่อ ใช้ลิ้นแบบคุณ” พูดไปก็หน้าแดงไป วิคเตอร์ยกยิ้มมุมปากน้อยๆ ราวกับพอใจในคำตอบ แต่ก็ยังไม่พอใจที่สุดหรอก เพราะ…


“ฉันขอโทษล่วงหน้านายไว้ก่อน แต่ฉันว่า กลับบ้านไป ฉันคงอึ๊บนายอีกแน่ๆ” ผมเบิกตากว้างมองเขา วิคเตอร์ยิ้มเหี้ยมแล้วปิดประตูอย่างแรง เดินอ้อมหลังรถมาขึ้นฝั่งคนขับแล้วปิดระตูเสียงดัง


“ดะ… เดี๋ยว คืออะไร ทำอีกทำไม…” ผมถามสีหน้าตื่นกลัว วิคเตอร์ไม่ตอบ ได้แต่ยิ้มเหี้ยมเกรียมอยู่คนเดียว


“…ผมเพิ่งไปหาหมอมานะ แล้วหมอก็บอกให้งด” ผมพยายามหาข้ออ้างกับเขา ไม่รู้ว่าเขาพูดจริงหรือพูดอำกันแน่ แต่ต้องรีบเบรกเขาไว้ก่อน


“เดี๋ยวหลังจากนี้ฉันจะงดให้ แต่ก่อนงดฉันขอก่อนละกัน ก่อนที่จะอดยากปากแห้งไปอีกหลายวัน” เสียงรถวัวกระทิงดุดังกระหึ่ม วิคเตอร์หันไปมองด้านหลังแล้วถอยรถอย่างเร็วๆ ก่อนจะหันกลับไปมองด้านหน้าถนนแล้วเหยียบคันเร่งพุ่งฉิวออกไปอย่างแรง


อะ… ไอ้ยักษ์ อย่าทำท่าเหมือนจะพูดจริงมากกว่าอำเล่นสิ


ผมได้แต่นั่งจิตใจตุ้มๆ ต่อมๆ แค่คิดถึงขนาดของเขาที่จะเข้ามาอีกรอบทั้งที่ยังเจ็บอยู่ ผมก็รู้สึกใจสั่นแล้ว แถมเขายังขับรถเร็วอย่างกับจะไปตามฝูงควายที่ไหนแบบนี้ ยิ่งทำเอาผมใจไม่ดี


ตลอดทางที่ขับรถมา วิคเตอร์ไม่พูดอะไรสักคำ ได้แต่จับจ้องบนท้องถนน ขับหลบหลีกรถที่กำลังแล่นไปมาอย่างเฟี้ยวฟ้าสุดๆ อันที่จริงเขานิ่งมาก ไม่รู้ว่าโกรธอะไรอีกรึเปล่า แต่ตอนที่สตูดิโอก็นิ่งอย่างเนี้ย แล้วพอออกมาผมก็เจอลมพายุของเขาซัดกระหน่ำจนแทบจะตั้งขายืนไม่อยู่นี่ไง


วิคเตอร์ใช้เวลาแค่สิบห้านาทีจากปกติที่การเดินทางจากบรู๊คลินมาแมนแฮตตันแบบนี้ อย่างปกตินี่คือครึ่งชั่วโมงนิดๆ หรือเร็วสุดๆ ก็ยี่สิบห้านาที แต่นี่เขาเหยียบจนรถพุ่งฉิวมาจอดหน้าบ้านภายในสิบห้านาทีนี่ไม่ธรรมดานะ ผมล่ะกลัวมีใบสั่งตามมาที่บ้านจริงๆ แต่ถึงมีมาเขาก็คงไม่เครียดหรอก ก็แค่จ่ายค่าปรับแล้วก็ไปปรับพฤติกรรมที่สถานีตำรวจ แต่ถ้ามันเป็นข่าวขึ้นมาเนี่ยสิ มันไม่ใช่แค่เสียค่าปรับแต่มันจะชื่อเสียงด้วย เรื่องแบบนี้ที่เมืองนอกเป็นอะไรที่เซ้นส์ซิทีฟมาก ยิ่งกับดารานักแสดงด้วยแล้ว ยิ่งเป็นประเด็นเด่นเลยแหละ


“มา เดี๋ยวฉันอุ้ม” เขาบอกเมื่อเห็นผมค่อยๆ กระดึ๊บๆ ยืนให้มั่นคงบนพื้น ผมทำท่าจะปฏิเสธแต่เขาก็ใช้แขนซ้ายช้อนใต้ขาผม แล้วใช้แขนขวารองหลังผมไว้


“แล้วของๆ ผมล่ะ”


“พรุ่งนี้เช้าค่อยมาเอา” เขาว่าแล้วใช้เท้าซ้ายดันประตูปิด ก่อนจะอุ้มร่างผมตรงไปที่บันไดหน้าบ้าน ก้าวเท้าเดินขึ้นไปเร็วๆ ระหว่างนั้นเขาก็สั่งให้ผมหยิบกุญแจบ้านออกมาไข พอประตูเปิดเจ้าไมเคิลก็วิ่งออกมารับเราสองคนทันที วิคเตอร์ใช้เท้าปิดประตูบ้าน หยุดทักทายไมเคิลแค่แปบเดียวจนมันงง เขารีบอุ้มผมเดินขึ้นบันไดบ้านไปชั้นสอง ตรงไปยังห้องนอนของเขา มีการให้ผมเปิดประตูให้อีกต่างหาก พอเข้ามาในห้องได้เขาก็วางร่างผมไว้บนเตียง ไม่พูดพร่ำทำเพลงเขาขึ้นคร่อมร่างผมทันที ทำเอาผมผวาเบาๆ รีบยกมือดันอกเขาไว้


“คุณจะทำจริงๆ เหรอ ผมเจ็บอยู่นะ” ผมบอกสีหน้าออดอ้อน วิคเตอร์จับสองมือผมขึ้นไปจูบข้างล่ะที แล้วกดแขนผมลงบนเตียงเบาๆ โน้มหน้าลงมาใกล้ใบหน้าของผม


“น่านะ… ฉันจะไม่ทำให้นายเจ็บ ฉันสัญญา” ผมหน้างอใส่เขาทันทีที่ได้ยินแบบนั้น


“รอบที่แล้วคุณก็สัญญาแบบนี้ สุดท้ายคุณก็ทำผมจนผมแทบยืนไม่ไหว ถ้าทำคราวนี้ผมคงลุกไปไหนไม่ได้เลยนะ” เขายิ้มเหี้ยมขึ้นมาทันที แต่เป็นยิ้มเหี้ยมที่คล้ายจะพอใจอะไรสักอย่าง


“ถ้าไปไม่ไหว ก็ไม่ต้องไปไหน ฉันให้นายหยุดงานได้จนกว่าจะหาย”


“แต่ผม… ผมเจ็บจริงๆ นะ” ผมบอกเสียงอ้อน วิคเตอร์ก้มลงหอมหน้าผาก ไล่ลงมาที่ขมับ มาที่แก้ม พรมจูบไปทั่วหน้าจนผมรู้สึกปลอดภัย รู้สึกอบอุ่นที่ใจ แล้วเขาก็ประกบปิดปากผม ดูดดึงริมฝีปากบนและล่างสลับกันไปอย่างเร้าอารมณ์ กดจูบ ดูดดึงจนผมเริ่มตอบโต้เขากลับ เขาปล่อยข้อมือผม ผมเลยเลื่อนมือขึ้นไปโอบรอบคอของเขา รอยแดงๆ จากเข็มขัดเมื่อตอนหัวค่ำยังอยู่ให้ได้เห็น


วิคเตอร์สอดลิ้นเข้ามาในปากผมอย่างเนิบนาบ เกาะเกี่ยวเรียวลิ้นผมช้าๆ ค่อยๆ สร้างอารมณ์ร่วมให้กับผมอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนในที่สุดผมก็ยกมือขึ้นไปขยุ้มเส้นผมเขาเพราะต้องการหาที่ยึดเหนี่ยวยามที่เขาเร่งรสจูบให้เร็วขึ้น และร้อนขึ้นจนผมแทบละลาย ลืมความเจ็บ ความปวดที่มีไปหมด


จ๊อก~ ตร๊อก~


เสียงลิ้นเราสองคนที่ชุ่มไปด้วยน้ำลายกระทบกันจนเกิดเสียงดัง ผมกับวิคเตอร์ดูดดึงลิ้นของกันและกันอย่างแผ่วเบา วิคเตอร์ยิ้มในดวงตา และส่งเสียงอืออาอย่างพอใจ ก่อนจะผละออกช้าๆ


“จูบแรกกับดุ้นแรก ชอบอันไหนมากกว่ากัน” เขาถามสีหน้านิ่ง แววตาพร่ามัวของเขามองผมอย่างจริงจัง


“คือ…” ละผมจะตอบยังไงให้ตัวเองปลอดภัยที่สุดล่ะเนี่ย วิคเตอร์มองผมเปลือกตาไม่ขยับ


“…มันต่างกันนะครับ ผมยอมรับว่ายังไงจูบแรกมันก็มีความหมายมากกว่าอยู่แล้ว” ผมบอกพลางสอดมือเข้าไปในเส้นผมของเขาเบาๆ วิคเตอร์มองผมนิ่ง ผมทันเห็นความรู้สึกอะไรบางอย่างในแววตาเขา แต่ก็ไม่แน่ใจว่ามันคือความรู้สึกอะไร เพราะเขาก้มลงมาปิดปากผมอีกรอบแล้วเริ่มจูบด้วยความหนักหน่วง จนน้ำลายเลอะรอบริมฝีปากผม

V
v
v

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8


วิคเตอร์เลื่อนมือลงไปถอดกางเกงขาสั้นและกางเกงในผมออกอย่างนุ่มนวล รู้ตัวอีกทีก็คือผมโดนมือซ้ายเขากอบกุมความเป็นชาย (น้อย) ของตัวเองเอาไว้เต็มมือ ลูบขึ้นลูบลงตามความยาว และลูบคลึงลูกกลมๆ สองลูก ริมฝีปากและลิ้นก็ยังไม่หยุดจ้วงเอาความหวานในปากผม เขาดูดดึงริมฝีปากผมอีกสักพัก แล้วดูดลิ้นเป็นการส่งท้ายเบาๆ ก่อนจะผละออก ลุกขึ้นนั่งชันเข่า สองมือปลดกระดุมเสื้ออย่างเร็วแล้วถอดออก โยนทิ้งไปไว้บนพื้น เขาเอื้อมมือมาถอดเสื้อยืดออกจากร่างผมแล้วโยนทิ้งไปที่เดียวกัน
ตอนนี้ผมนอนเปลือยเปล่าพร้อมกับอารมณ์ที่ถูกปลุกจนร้อนไปทั้งร่าง ไม่รู้ว่าร้อนเพราะอารมณ์ใคร่หรือจะเป็นไข้กันแน่ แต่ผมยิ่งรู้สึกร้อนและใจเต้นแรงเข้าไปอีก เมื่อวิคเตอร์ลุกออกจากเตียงไปยืนข้างเตียงแล้วถอดกางเกงยีนส์พร้อมกางเกงในออกอย่างเร็ว ความเป็นชาย (ใหญ่) ของเขาดีดผึงออกมา ชี้พุ่งมาที่ผมทำเอารู้สึกผวานิดๆ


วิคเตอร์ยิ้มหื่นมาให้นิดๆ เอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักตรงตู้ทรงสูงหัวเตียง หยิบถุงยางและหลอดเจลขึ้นมาถือไว้ เขาวางถุงยางไว้บนโต๊ะ เปิดฝาหลอดเจลสีใสลงบนฝ่ามือขวา ปิดและวางเอาไว้ใกล้ๆ ถุงยาง เขากลับขึ้นมานั่งคุกเข่าที่เดิม ใช้มือดันขาผมให้ตั้งฉากขึ้น ผมเริ่มหายใจติดขัด ดวงตาปรือมองเขาอย่างเว้าวอนว่าอย่าทำผมเจ็บอีก วิคเตอร์เหมือนจะรับรู้ เขาโน้มตัวลงมาจูบหน้าผากแผ่วเบา ยิ่งเห็นผมสั่นเขาก็ยิ่งพรมจูบไปทั่วหน้า พอเห็นผมเริ่มสั่นน้อยลงเขาก็เอามือขวาที่มีเจลป้ายลงตรงปากทางเข้าด้านหลัง


“อ่ะ…” ผมอ้าปากเปล่งลมหายใจออกมาแผ่วเบา กลืนน้ำลายลงคอหนักๆ ความเย็นของเจลทำให้ความแสบที่มีก่อนหน้านี้คล้ายจะลดลงมาบ้าง เขาใช้ปลายนิ้วทั้งสี่ลูบวนไปมาเบาๆ  ปากก็ยังคงพรมจูบที่พวงแก้มช้าๆ ปลายนิ้วเขาลูบวนอีกสักพักแล้วก็ค่อยๆ แทรกเข้ามาช้าๆ แต่ก็ทำเอาผมนิ่วหน้าน้อยๆ ลมหายใจผมแทบหยุดตอนที่เขาแช่นิ้วชี้กับนิ้วกลางไว้ตรงกลางทาง


“Please… (ได้โปรด…)” มันรู้สึกค้างคาและสร้างความอึดอัดให้กับผมจนต้องร้องขอเขา วิคเตอร์ผละจากแก้มผมขึ้นมามองหน้าแล้วยิ้มถูกใจ ก่อนจะกดนิ้วเข้าไปสุดจนผมผวาเฮือก ยกสองมือขึ้นมาจับต้นแขนเขาไว้ สีหน้าวิคเตอร์เต็มไปด้วยความต้องการ แววตาเขาลุกโชน นิ้วมือก็ขยับเข้าออกช้าๆ บางครั้งก็หมุนวน ทำเอาผมบิดตัวน้อยๆ เพราะความเสียว


“อืออ…” ผมแหงนหน้าขึ้นแล้วครางเสียงสั่น วิคเตอร์ค่อยๆ ถอนนิ้วออกช้าๆ ผมหายใจหอบน้อยๆ มองเขาที่เอื้อมมือขวาไปหยิบห่อถุงยางมาแล้วฉีกด้วยฟัน เขาทิ้งห่อฟรอยด์ไว้บนพื้น ค่อยๆ สวมถุงยางให้กับอาวุธกลางกายของเขา พอใส่เสร็จเขาก็ใช้สองมือดันขาผมให้ยกสูงขึ้นจนก้นผมลอยนิดๆ เขารวบข้อเท้าผมไว้ด้วยกันด้วยมือซ้ายมือเดียว แล้วใช้มือขวาๆ ค่อยๆ กดส่วนหัวเข้ามาในร่างผม


“เอ่อะ…” ผมร้องเสียงเพี้ยน เพราะความเจ็บแล่นไปทั่วง่ามก้น ราวกับมันจะแยกออกจากกัน มือผมจิกหมอนแน่น คิ้วขมวดด้วยความทรมาน วิคเตอร์ดันลำของเขาเข้ามาจนมิดแล้วจัดการแยกขาอันสั่นเทาของผมออกจากกัน จับมันให้ตั้งฉากอยู่บนพื้นเตียง เขาเอื้อมมือทั้งสองข้างมาดึงมือทั้งสองข้างของผมที่จิกหมอนไว้แน่นออก สอดประสานนิ้วเข้ามาจนแน่น และกดให้มันอยู่นิ่งๆ บนพื้นเตียง


“ผมเจ็บ…โอ…” ผมบีบมือที่ถูกเขาเอานิ้วประสานไว้แน่น วิคเตอร์ก้มลงมาไซ้คอผมอย่างหนักหน่วง ไซ้ขึ้นไซ้ลงจนผมต้องแหงนหน้ารับ พอผมแหงนหน้าเขาก็กวาดไซ้ไปทั่วลำคอทั้งสองฝั่ง ลิ้นร้อนๆ ของเขาลากตั้งแต่แอ่งไหปลาร้าขึ้นมาช้าๆ จนถึงใต้คาง ขึ้นมาบนคาง และปิดท้ายด้วยการสอดลิ้นเข้าไปในปากผม หยอกล้อกับลิ้นผมอย่างชำนาญจนผมลืมไปแล้วว่าเขากำลังจะทำอะไร


วิคเตอร์อาศัยจังหวะนั้นกระแทกเข้ามาจนผมคำรามในลำคอด้วยความเจ็บ เขาผละออกจากริมฝีปากผมอย่างรวดเร็ว กดมือผมไว้แน่น สะโพกโยกเข้าโยกออกช้าๆ แต่ว่ากระแทกเน้นๆ


“อ้า! อื้อ! อ้า! โอว… โน…” ผมบอกเสียงสั่น อยากจะยกมือห้ามเขา แต่วิคเตอร์ก็กระแทกเข้าหาร่างผมไม่หยุด แม้จะยังไม่ได้เร่งจังหวะ แต่ไอ้จังหวะช้าๆ แต่กระแทกแรงสุดลำแบบนี้ทำเอาผมทั้งจุก ทั้งเจ็บ และเสียวปนกันไปหมด ผมกัดริมฝีปากล่างไว้ แต่ก็ไม่อาจห้ามเสียงครางได้ น้ำตาผมไหลออกมาเงียบๆ เพราะความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น


ปึก! “อื้อ…”


ปึก! “เอ้อ!”


ปึก! “คุณเรย์มอนด์…” ผมอ้อนวอนเขาทั้งน้ำตา วิคเตอร์ยังกระแทกไม่หยุด เขามองมาด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่าตอนนี้ความใคร่เขาอัดแน่นแค่ไหน สีหน้าและดวงตาเขาเร่าร้อนจนผมกลัวกับอารมณ์ร้อนๆ ของเขา


“Call me Victor. (เรียกฉันว่าวิคเตอร์)” เขาบอกเสียงแตกพร่าคล้ายจะเป็นเสียงคำรามต่ำๆ ริมฝีปากผมสั่นเพราะความปวดร้าว ขาที่ตั้งฉากก็ทำท่าจะลมพับ แต่เพราะมีวิคเตอร์ทับอยู่ตรงกลาง ผมเลยไม่สามารถปล่อยขาราบลงไปกับเตียงได้


ปึก!!! “อ้า!!!” ผมกรีดร้องเมื่อเขากระแทกแรงกว่าเดิมจนจุกไปทั้งท้องน้อย แต่ก็ทำเอาความเสียวแล่นไปทั่วแก่นกายของตัวเอง


“เร็วสิ…” เขาบอกเสียงต่ำ สะโพกยังไม่หยุดกระแทกเข้ามา ผมกลืนน้ำลายลงคอทั้งน้ำตา ที่ยังไหลออกมาเรื่อยๆ พยายามเปล่งเสียงแผ่วๆ ออกมา


“วะ…วิคเตอร์ วิคเตอร์…” ผมบอกเสียงอ่อนแรง มือที่ถูกเขากดไว้ปวดไปหมด หมดแรงจะต้านทานใดๆ ร่างทั้งร่างคล้ายกับจะแตกร้าว


“อืมมม!” วิคเตอร์คำรามอย่างพึงใจในลำคอ เขายิ้มเหมือนคนได้ของถูกใจแล้วปล่อยมือผมออก แรงกระแทกหยุดไป ผมเลยได้หายใจอย่างสะดวกขึ้นบ้าง วิคเตอร์จับขาผมยกขึ้นแล้วเอาแขนสอดใต้ข้อพับขาผมทั้งสองข้าง เลื่อนเข่าทั้งสองข้างมาข้างหน้าอีกเล็กน้อยเพื่อที่เขาจะได้ขยับถนัดๆ เขาเอามือเท้าลงกับเตียงโดยมีขาทั้งสองข้างของผมพาดอยู่บนข้อพับแขนของเขา
ผมมองเขาด้วยดวงตาที่ชุ่มไปด้วยม่านน้ำตา ความใหญ่โตของเขายังค้างอยู่ในร่างผม และเมื่อเขาจัดท่าได้แล้ว เขาก็รัวสะโพกเข้าออกอย่างเร็วจนผมแทบตั้งรับไม่ทัน เล่นเอาใจหายวาบ ผวายกมือสองข้างขึ้นมาจับกล้ามแขนทั้งสองข้างของเขาไว้


ป้าบ! ป้าบ! ป้าบ! ป้าบ!


เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังลั่นห้อง เสียงเตียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดตามจังหวะกระแทก กล้ามท้องของเขาเกร็งแน่นยามที่ลูกชายเขาโดนตอนรัด แต่เขาก็ไม่หยุดรัว วิคเตอร์รัวลำของเขาเข้าร่างผมแบบไม่ยั้ง แถมจังหวะความเร็วก็ไม่ลดลงแม้แต่นิด แต่คงระดับจนผมเหมือนจะขาดใจตาย


“อ๊ะ! อ๊ะ! อ๊ะ!” ผมครางไม่หยุด ครางตามจังหวะที่เขากระแทกกระทั้นเข้ามาจนสุด ผมหลับตาแน่น สมองเหมือนปิดกั้นความรับรู้ต่างๆ ตอนนี้ผมเจ็บ เจ็บจนปวดไปทั้งตัว แต่ในความเจ็บมันก็มีความเสียวซ่านผสมอยู่เสมอ…


“Yeah—fuck!” เขาสบถออกมา ใบหน้าบิดเบี้ยวเพราะอารมณ์ที่พุ่งขึ้นๆ ผมหมดเสียงจะร้องออกมาแล้ว ตอนนี้ได้แต่เผยอริมฝีปากและหอบหายใจแรงๆ


ฟึบ!


ผมกำลังเบลอ คล้ายกล้ามเนื้อในสมองหยุดทำงานไปชั่วขณะ แม้กระทั่งเขาพลิกตัวผมให้มาอยู่ด้านบนแล้วเขานอนอยู่ข้างล่างผมยังไม่รู้เรื่อง แต่ยังไม่ทันตั้งสติได้ วิคเตอร์ก็จับเอวผมไว้แน่น แล้วเด้งสะโพกขึ้นอย่างเร็วดังเดิม เสียงหายใจเขาดังหอบพร้อมกับเม็ดเหงื่อที่ผุดตามหน้าอก


“วิค… วิคเตอร์… ผม…” เขาไม่ยอมให้ผมพูดจบ แต่สวนสะโพกขึ้นลงเร็วๆ จนผมต้องใช้มือยันหน้าอกเขาไว้เพื่อประครองร่างตัวเอง เขาซอยสะโพกในระดับที่ผมแทบจะรับไม่ไหว จังหวะมันเร็วและแรงกระแทกก็หนักมากด้วย ผมจิกเล็บลงบนหน้าอกเขา สีหน้าเหยเกด้วยความปวดร้าวและความเสียววาบ อ้าปากกว้างแล้วร้องเสียงดังเพื่อระบายความเจ็บปวดออกมาตามเสียง


“อ้าๆๆๆ”


ตัวผมเด้งขึ้นเด้งลงอย่างเร็วจากแรงกระแทกของเขา วิคเตอร์กัดฟันแน่น ใบหน้าเขาตึงแน่นไปด้วยแรงอารมณ์ ผมพยายามยกตัวหนีอาวุธอันใหญ่โตของเขาที่สวนเข้าสวนออกอย่างเร็วจนเหมือนช่องทางผมจะแตกเป็นสี่ยงๆ แต่วิคเตอร์จับเอวผมกดไว้กับที่ไม่ให้ผมหนีไปได้และรัวสะโพกเข้าใส่ไม่ยั้ง


ตับ! ตับ! ตับ! ตับ! ตับ!


“อื้อ! อื้อ! อ้าาา! ฮื่อออ!” ผมครางมั่วไปหมด แขนที่ค้ำร่างตัวเองไว้กับอกแน่นๆ ของเขาเริ่มพยุงไว้ไม่อยู่ และสุดท้ายแขนผมก็ไหลออกจากอกเขา ผมล้มลงไปบนอกเขาทั้งที่ยังครางไม่หยุด วิคเตอร์กดจูบที่ขมับขวาผมเร็วๆ หนึ่งที ก่อนที่จะเร่งสะโพกเร็วกว่าเดิม เร็วจนตัวผมคล้ายจะกระเด็น และก่อนที่ผมจะกระเด้งออกจากตัวเขา วิคเตอร์ก็ตัวกระตุก สะโพกเขาหยุดรัว กระแทกเข้าออกอีกสองสามทีแล้วหยุดนิ่ง แช่แก่นกายอันใหญ่โตของเขาไว้ในตัวผม


ผมครางหงิงๆ อยู่บนอกเขา ขาสั่นจนรู้สึกได้ มือไม้ถึงกับยกไม่ขึ้น วิคเตอร์ยกมือขึ้นมาลูบหัวผมเบาๆ กดจูบลงกลางกระหม่อม แล้วค่อยๆ ถอนแท่งร้อนเขาออกจากด้านหลังของผม ผมนิ่วหน้าเพราะความเจ็บแต่ก็แค่เล็กน้อย อาจเป็นเพราะมีเจลหล่อลื่นช่วยไว้ ผมยังคงทิ้งตัวนอนอยู่บนอกเขา หมดแรงจะลุก จะนั่งหรือทำอะไรต่อ ผมปล่อยให้วิคเตอร์จัดการยกร่างผมออกจากตัวเขาเบาๆ เขาจับให้ผมนอนคว่ำหน้าไปกับเตียง ผมนอนครางพร้อมกับอาการเหนื่อยหอบ ดวงตาจะปิดแหล่ไม่ปิดแหล่ วิคเตอร์ลูบหัวผมสองสามทีแล้วผละออกไปไหนก็ไม่รู้ ทิ้งให้ผมนอนคว่ำหน้าหมดแรงอยู่บนเตียง


ผมได้ยินเสียงก๊อกแก๊กอะไรสักอย่าง พอรู้ตัวอีกทีก็ถูกแขนแกร่งของเขาช้อนเข้าใต้ท้องให้นั่งชันเข่า ผมหันไปมองงงๆ เพราะสมองมันเบลอ วิคเตอร์กำลังง่วนกับการจับขาผมให้วางตั้งฉากแยกออกจากกัน


“เอามือค้ำตัวนายไว้” เขาบอกเสียงทุ้ม ผมที่กำลังสมองรวนๆ ก็ทำตามอย่างว่าง่าย ผมเอามือค้ำร่างไว้ทั้งที่แทบไม่มีแรงแม้แต่จะยกขึ้น ผมไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไร แต่ก็มารู้ตอนที่ลำแข็งขืนของเขาที่ใส่ถุงยางอันใหม่พร้อมทาเจลหล่อลื่นเรียบร้อยแล้วเสียบเข้ามาสุดแรงที่ช่องทางนุ่มนิ่มด้านหลัง


“อ้า!!!” ผมร้องออกมาเสียงดัง รีบหันกลับไปหาวิคเตอร์ที่กัดฟันแน่น แล้วเริ่มขยับสะโพก ผมใช้มือขวาค้ำร่างตัวเองไว้ แล้วเหวี่ยงมือซ้ายอันอ่อนปวกเปียกไปดันอกเขาไว้เบาๆ


“No… enough… I can’t… (อย่า… พอเถอะ… ผมไม่ไหวแล้ว…)” ผมบอกเสียงระทวย วิคเตอร์ขยับสะโพกเนิบนาบ จับมือซ้ายผมไว้แล้วยกขึ้นจูบที่หลังมือหนึ่งที


“One more. It’s still hard. (อีกรอบนะ มันแข็งไม่ยอมลงเลย)” แล้วเขาก็สวนสะโพกเข้ามาอย่างเร็วเหมือนเดิมทั้งที่ยังจับมือผมอยู่ เขาเด้งสะโพกรัวๆ อีกสักพัก แล้วหยุดแช่ไว้ครู่หนึ่ง โน้มตัวมาแนบชิดกับแผ่นหลังผมพร้อมกับจับมือซ้ายผมค้ำร่างไว้บนเตียง เขายกเข่าขึ้นแล้วงอเล็กน้อยก่อนจะเริ่มขยับสะโพกเข้าออก อย่างช้าๆ แต่สม่ำเสมอ แก้มขวาเขาแนบชิดติดกับแก้มซ้ายผม กระซิบเสียงแหบพร่า


“นี่ไง ท่าหมาที่ฉันบอก…” เขายิ้มร้ายกาจ หอมแก้มผมหนักๆ หนึ่งที จากนั้นก็ผละออกไป หยุดขยับสะโพกครู่หนึ่ง เขากลับไปนั่งคุกเข่ายืดตัวตามเดิม เอามือจับสะโพกอิ่มของผมไว้แน่น แล้วก็เริ่มขยับเข้าออกอย่างรุนแรง


“อึ๊!!! อือออ!!!” ผมครางเสียงยานติดต่อกัน ก่อนเสียงจะหายไปในลำคอ ได้แต่อ้าปากเพราะหมดเสียงร้อง ตอนนี้มันเจ็บและเสียวผสมปนเปไปหมดจนไม่รู้จะเปล่งเสียงออกมายังไง แขนที่ค้ำร่างตัวเองไว้ก็เริ่มสั่นเพราะความเมื่อยล้า แล้วในที่สุดแขนผมก็หมดแรงดันร่างตัวเองอีกต่อไป ผมนอนเอาแก้มแนบไปกับหมอน มือจิกหมอนแน่น แอ่นโค้งก้นให้เขากระแทกเข้าออกอย่างรุนแรง


“Victor. Calm down. (วิคเตอร์… ใจเย็นก่อน…)” ผมครางออกมาเสียงแหบพร่า มือซ้ายพยายามยกไปด้านหลังเพื่อห้ามเขา แต่วิคเตอร์แค่ปัดออกเบาๆ ก็ทำเอาแขนผมร่วงกลับมาที่เดิม ขาผมสั่นจนจะชันเข่าไม่อยู่ แต่วิคเตอร์ก็ยังคงสวนสะโพกเข้าออกพร้อมกับเสียงหอบแรงๆ ผมค้ำเข่าไว้ไม่ไหว สุดท้ายเลยปล่อยให้ขาร่วงลงด้วยความหมดแรง ผมคิดว่าวิคเตอร์จะหยุดถ้าผมเข่าทรุดขนาดนี้ แต่เปล่าเลย เขาตามลงมากระแทกอย่างต่อเนื่อง และใช้แขนขวาช้อนใต้ท้องผมไว้เพื่อให้ก้นผมยังรองรับแรงกระแทกของเขาได้ แขนซ้ายก็ค้ำร่างตัวเองไว้ และกระแทกเข้าออกเร็วๆ จนสุดลำ


“อา!!!” วิคเตอร์ส่งเสียงออกมาอย่างเสียวซ่าน ตัวผมโยกไปตามแรงกระแทก ถึงกับต้องกัดหมอนไว้แน่น เสียงเตียงสั่นไหวรุนแรงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มกิจกรรม หัวสมองตอนนี้ขาวโพลนไปหมด รับรู้ก็แต่เสียงร้องของตัวเองกับเสียงครางของวิคเตอร์


ปับ! ปับ! ปับ!


เสียงกระแทกหนักๆ อีกไม่กี่ทีแล้ววิคเตอร์ก็ตัวกระตุก ก่อนจะหยุดแน่นิ่ง ทิ้งร่างลงมาทับร่างผมที่นอนหอบหมดแรงอยู่ใต้ร่างเขา มือสั่นระริกยามยกออกมาจากใต้อกที่นอนทับไว้ เปลือกตาหรี่ลงจนแทบจะปิด วิคเตอร์ถอนร่างเขาออกไปช้าๆ จัดการกับตัวเองอยู่สักพัก เขาก็พลิกร่างผมให้หันไปรับจูบที่หน้าผากจากเขา จับหัวผมให้นอนหนุนต้นแขนขวาเขาไว้ ผมกลืนน้ำลายลงคอ เนื้อตัวสั่นไปหมด ยิ่งที่มือเห็นได้ชัดตอนที่จะยกไปจับหน้าอกเขา มันสั่นจนวิคเตอร์ต้องจับไว้แล้วจูบลงที่หลังมือ ผมพยายามลืมตามองหน้าเขา แต่ตอนนี้ผมหมดแรงแล้วจริงๆ


“เดี๋ยวฉันช่วยนายนะ” เขากระซิบเสียงทุ้ม ผมพยายามจะสั่นหัวปฏิเสธ เพราะแค่นี้ผมก็ไม่มีแรงทำอะไรแล้ว วิคเตอร์เอื้อมมือซ้ายจะไปจับของผมเพื่อช่วยให้ผมปลดปล่อย แต่ตอนนี้แท่งอุ่นๆ ของผมนั้นนิ่งสงบ ไม่ชูชันเพราะแรงอารมณ์ปรารถนาใดๆ เพราะตอนนี้แรงในร่างผมแทบหมดแล้ว ยังหายใจอยู่ ผมว่าผมก็โชคดีมากแล้ว


“มะ… ไม่ต้องครับ… ผมโอเค” ผมหายใจหนักๆ อยู่บนอกเขา ผมสูดดมกลิ่นเนื้อที่ผสมกลิ่นเหงื่อจากการออกกำลังบนเตียงของเขาตามแรงสูดลมหายใจหนักๆ เข้าออกของตัวเอง


วิคเตอร์หัวเราะเสียงทุ้ม แล้วกระชับอ้อมแขนที่โอบไหล่ผมแน่นขึ้น กดจูบหนักๆ ลงมาบนหน้าผากแล้วปล่อยออก เขาใช้มือซ้ายลูบสะโพกผมที่ยังรู้สึกสั่นๆ และร้าวอยู่เล็กๆ ราวกับจะปลอบให้ผมสงบลง


“สรุปจูบแรกกับดุ้นแรก ชอบอันไหน” ผมกลืนน้ำลาย เงยหน้าตาปรือสอบตาวิบวับของเขา ผมอ้าปากหอบน้อยๆ แล้วพยายามตอบเสียงแหบ


“ผมไม่รู้… แต่ผมชอบคุณ…” วิคเตอร์ยิ้มแฉ่ง ก้มลงมากดริมฝีปากหนักๆ บนริมฝีปากผมอย่างพึงพอใจ


“เดี๋ยวฉันเช็ดตัวให้” ผมยิ้มซีดเซียว วิคเตอร์ยกหัวผมออกจากต้นแขนเขาเบาๆ แล้วยกหัวผมให้นอนหนุนหมอน ลุกลงจากเตียงจนเตียงยวบยาบ ผมหรี่ตาปรือมองบั้นท้ายแน่นๆ ของเขาเดินไปทางห้องน้ำ กลืนน้ำลายลงคอช้าๆ แล้วปล่อยให้ความเพลียครอบงำ ค่อยๆ กลับตาลงช้าๆ เพราะความเพลียไปทั้งร่างและความง่วงนอน









“แมท แมท…” เสียงเรียกชื่อผมดังแว่วๆ เข้ามาในโสตประสาท ผมลืมตาอันหนักอึ้งที่หนักพอๆ กับในหัวตอนนี้ ขมับทั้งสองข้างคล้ายถูกบีบรัดอย่างรุนแรง รู้สึกแห้งตั้งแต่ปากยันลำคอเลยกลืนน้ำลายลงคอแรงๆ พอเปิดเปลือกได้เต็มที่ก็หันไปมองวิคเตอร์ที่นั่งอยู่ข้างเตียงในชุดกางเกงนอนตัวเดียว ท่อนบนเปลือยเปล่า เขาส่งรอยยิ้มอ่อนๆ มาให้เอื้อมมือซ้ายมาปัดเส้นผมที่ปรกหน้าผากผมอยู่


“ตัวร้อน เดี๋ยวกินอาหารแล้วก็กินยานะ” ผมยิ้มอ่อนแรงไปให้เขา


“คุณทานอะไรรึยังครับ” เขายิ้มตอบกลับมา มือซ้ายลูบลงบนหัวผมเบาๆ


“เอาตัวเองให้รอดก่อน” แต่เมื่อคืนผมเกือบไม่รอดเพราะคุณนั่นแหละ ผมอยากจะบอกเขาแบบนี้มาก แต่แค่มีแรงขยับปากพูดผมว่าผมก็แกร่งแล้วนะ ขืนให้ขยับปากต่อล้อต่อเถียงเขาตอนนี้ ผมมีแต่แพ้กับแพ้


“แต่ฉันทำอาหารไม่เก่ง เดี๋ยวฉันอุ่นอาหารแช่แข็งให้ก็แล้วกันนะ” ผมกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะตอบเขากลับเสียงแหบแห้ง


“ครับ” เขายิ้ม ดึงมือออกจากหน้าผากร้อนๆ ของผม โน้มมาจุ๊บที่หน้าผากผมเร็วๆ หนึ่งที ก่อนจะลุกเดินออกไป


ผมเพลียเกินกว่าจะขยับหรือทำอะไรได้ ขยับเปลือกตาได้นี่ถือว่าสุดยอดแล้วนะ เมื่อคืนหลังจากผมหลับไป ก็รู้สึกว่าร่างกายผมถูกจับยกแขนยกขาและพลิกไปมา วิคเตอร์เช็ดตัวให้ และเอาเสื้อเชิ้ตสีขาวของเขามาใส่ให้ผมแค่ตัวเดียว ผมง่วงและเพลียจนไม่สามารถกินอะไรเพื่อกินยาได้ เขาจึงปล่อยให้ผมนอนหลับไป แล้วผมก็ไม่รู้เลยว่าเขากลับขึ้นมานอนด้วยรึเปล่า หรือว่าเกิดอะไรขึ้นต่อ


ผมร้าวระบมไปทั้งร่าง แต่ที่หนักที่สุดแน่นอนว่าเป็นตรงช่วงง่ามก้นและสะโพก ผมแอบคิดว่ากระดูกสะโพกมันเคลื่อนที่ผิดตำแหน่งไปแล้วรึเปล่า เพราะผมเคล็ดขัดยอกไปหมด พอขยับขาทีมันส่งผลถึงช่องทางข้างหลังที่โดนเขาจัดไปสองรอบแบบปวดร้าวเจียนตาย อาจจะดูโอเว่อร์ แต่มันปวดคล้ายตรงนั้นจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ยิ่งผมมีแผลและมันฉีกขาดก่อนอยู่แล้ว มันเลยยิ่งอาการหนัก

V
v
v

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8


วิคเตอร์ก็จัดซะเต็มที่ ไม่รู้ไปอดอยากมาจากไหน แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว เขาไม่ได้มีเซ็กส์มาเป็นเดือนแล้ว หนึ่งเดือนสำหรับคนอย่างวิคเตอร์คงคล้ายกับหนึ่งปีของคนปกติ ชีวิตปกติของเขามีเซ็กส์ไม่ขาด ผมว่าเต็มที่แค่อาทิตย์เดียวเท่านั้นแหละที่วิคเตอร์จะขาดเรื่องแบบนี้ เพราะสาวๆ ของเขาที่พร้อมพลีกายให้ก็มีไม่น้อย แต่ถึงจะบอกแบบนี้ จริงๆ ผมก็ไม่รู้หรอกนะ ว่าเขาขาดได้นานหรือมากน้อยแค่ไหน


แต่จากที่ผมโดนเมื่อคืน ก็เกิดสงสัยว่าเขาไปเก็บกดอะไรมาถึงได้ฟัดผมหนักขนาดนั้น จัดเต็มยิ่งกว่าขบวนแห่นางแมวขอฝน เอาซะผมร้องแทบไม่เป็นคน ไอ้เสียว ไอ้รู้สึกดีมันก็มี แต่ความเจ็บ ความปวดและความแสบ มันมาหักล้างซะจนผมฟินไม่ออก ก็ฟินเวลาเขาจูบ เวลาเห็นเนื้อแนบเนื้อ หรือได้ยินเสียงเนื้อกระทบเนื้อนั่นแหละ แต่ความระบมที่เกิดขึ้นในระหว่างนั้น มันก็ทำผมฟินได้ไม่สุดจริงๆ โดนครั้งแรก วันแรก สามรอบ ร่างผมแทบกรอบเป็นผุยผง


“นายกินเกี๊ยวกุ้งก็แล้วกันนะ” เขาบอกพลางวางถ้วยกระเบื้องสีขาวลงบนตู้ลิ้นชักหัวเตียง


“ของคุณล่ะครับ”


“นายกินก่อนเถอะ จะได้กินยา” เขาว่าแล้วเข้ามาประครองให้ผมนั่งพิงหัวเตียง ผมนิ่วหน้าตอนที่ขยับช่วงล่าง คงเพราะกล้ามเนื้ออักเสบแน่ๆ


“How do you feel? (รู้สึกยังไงบ้าง)” เขาถามยิ้มๆ เอื้อมมือไปหยิบถ้วยเกี๊ยวขึ้นมา ใช้ช้อนคนและเป่าเบาๆ


“สภาพผมยังบอกคุณได้ไม่ชัดเจนอีกหรอ” ผมยิ้มเพลียๆ วิคเตอร์ยิ้มมุมปากอย่างน่ามอง ตักเกี๊ยวขึ้นมาหนึ่งชิ้นแล้วเลื่อนถ้วยมาใกล้ๆ ปากผม


“ที่ฉันเห็นคือคนที่พร้อมให้ฉันฟัดรับยามเช้าอีกรอบ” ผมยิ้มอ่อนๆ ที่มุมปาก อ้าปากรับเกี๊ยวกุ้ง อาหารง่ายๆ จากผู้ชายที่ชื่อวิคเตอร์ ผมเคี้ยวด้วยความยากลำบาก รู้สึกปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัวไปหมด


“คุณไปอดอยากมาจากไหนเนี่ย” ผมถามเขาหลังจากเคี้ยวเกี๊ยวในปากจนหมด วิคเตอร์ใช้ช้อนตักอีกชิ้น ยื่นมาให้ผม ผมรับเข้าปากไปเคี้ยวช้าๆ


“จริงๆ เมื่อคืนฉันอยากจะลักหลับนายอีกรอบด้วยซ้ำ แต่สภาพนายอย่างกับศพ ฉันเลยไม่ทำ” เขายิ้ม ยักคิ้วกวนๆ มาให้ ผมกลืนเกี๊ยวลงคอ มองค้อนเขานิดๆ ก่อนจะบอกเสียงขุ่น


“แล้วใครทำให้ผมอยู่ในสภาพนี้กันล่ะ” เขาหัวเราะน้อยๆ ตักเกี๊ยวให้ผมกินอีกชิ้น


“เอาน่า กินข้าว กินยา เดี๋ยวก็หายแล้ว”


“คุณห้ามมาลวนลามผมนะ ถ้าเกิดมีอารมณ์ก็ช่วยตัวเองไปเลย” วิคเตอร์ยิ้มขบขัน ก่อนจะไหวไหล่น้อยๆ


“ช่วยให้เมื่อยมือทำไม ฉันก็ไปหาคนอื่นมาช่วยสิ” คล้ายใจหล่นวูบ…


วิคเตอร์ยักคิ้วมาให้ ยื่นเกี๊ยวมาให้ผมอีกหนึ่งชิ้น ผมอ้าปากรับไว้แล้วเคี้ยวช้าๆ มองหน้าเขาด้วยความหวั่นใจ เขาอาจจะพูดเล่นไปงั้น แต่พูดเล่นมาสองครั้งแล้ว ภาพสาวๆ ที่เขาเคยนอนด้วย แล่นเข้ามาในหัว ภาพของพวกเธอคือคนที่ผมเห็น แล้วคนที่ผมไม่เห็นจะมีอีกเท่าไหร่ แล้วแน่ใจได้ยังไงว่าเขาจะไม่มีอีก


“อิ่มแล้วครับ” ผมหมดกะจิตกะใจจะทานต่อ วิคเตอร์มีสีหน้างงๆ นิดหน่อย


“กินไปนิดเดียวเองนะ อิ่มเหรอ” ผมยิ้มเฝื่อน  พยักหน้าน้อยๆ เขาวางถ้วยกระเบื้องสีขาวไว้ที่ตู้หัวเตียง ลุกขึ้นไปหยิบยาที่วางอยู่บนโซฟาที่กองรวมกับเสื้อผ้าผมที่เขาคงไปเอามาให้จากในรถแล้ว ผมมองตามอิริยาบถของเขาด้วยความหนักอึ้งในหัว ไม่รู้ว่าหนักเพราะเป็นไข้ หรือหนักเพราะความคิดกำลังถ่วงหัวถ่วงใจผมอยู่กันแน่


“ขอบคุณครับ” ผมรับยามาไว้ในมือขวา รับแก้วน้ำไว้ในมือซ้าย ดื่มน้ำหนึ่งอึก อมไว้ในปากแล้วกรอกยาตามลงไปก่อนจะดื่มน้ำตามอีกรอบจนหมด


“วันนี้ก็นอนพักนะ ไม่ต้องไปกองถ่ายหรอก” ผมพยักหน้าเบาๆ เขาทำท่าจะหยิบถ้วยกับแก้วออกไปเก็บ ผมยื่นมือซ้ายไปรั้งข้อมือขวาเขาไว้เบาๆ วิคเตอร์หันมามองงงๆ


“อยากได้อะไรเพิ่มรึเปล่า”


“คุณรู้สึกยังไงหรอ หมายถึง… เซ็กส์กับผม กับผู้หญิงคนก่อนๆ ของคุณ คุณคิดยังไง” เขาเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ นั่งลงตรงขอบเตียง กระชับจับมือผมแน่นขึ้นอีกนิด


“ก็… เอาตรงๆ มันก็มีรูให้เสียบเหมือนๆ กัน แค่นายไม่มีรูหน้าก็เท่านั้นเอง หน้าอกนายก็มีให้ฉันดูด ถึงจะบีบได้ไม่เต็มมือ แต่ฉันก็โอเคกับมันนะ นายก็เห็นว่าก่อนหน้านี้ฉันมีอารมณ์กับนายขนาดไหน…” ผมรู้สึกร้อนวูบๆ ที่ใบหน้าเล็กน้อยกับคำพูดตรงๆ ของเขา


“แล้วคุณรู้สึกยังไงเหรอ”


“เสียวสิ ถามได้…” เขาหัวเราะน้อยๆ ผมยิ้มนิดๆ เขาโน้มหน้าลงมาใกล้ผมแล้วกระซิบเสียงแผ่ว


“…แต่รูนายคับและแน่นมาก เล่นเอาฉันไม่อยากออกเลยล่ะ” ผมคงหน้าแดงไปแล้ว แม้ว่าหน้าจะซีด แต่เจอแบบนี้ก็คงแดงแจ๋แล้วแน่ๆ


“แล้ว… ความรู้สึกต่างจากเวลาที่คุณมีอะไรกับผู้หญิงมากมั้ย” วิคเตอร์เบ้ปากเล็กน้อย สีหน้าครุ่นคิดนิดหนึ่งก่อนจะตอบ


“ก็ถ้าให้ฉันกลับไปมีอะไรกับผู้หญิงอีก ฉันก็มีได้นะ” ใจผมกระตุกทันทีตั้งแต่ยังไม่จบประโยคของเขา และคล้ายมีมือมืดมาบีบที่หัวใจเบาๆ ผมกลืนน้ำลายลงคอ รู้สึกลำคอตีบตัน ผมเอื้อมมือขวามาประกบมือเขาไว้กับมือซ้ายตัวเอง


“วิคเตอร์… อย่าเพิ่งไปมีอะไรกับใครตอนที่ผมยังอยู่ได้มั้ย” ผมบอกเสียงสั่นและแหบแห้ง วิคเตอร์มองกลับมาด้วยสายตางุนงง กระเถิบตัวเข้ามาใกล้ผมอีกนิด


“เฮ้ นายเป็นอะไร” ผมเม้มปากอันแห้งเหี่ยวของตัวเอง พยายามขยับลุกเข้าไปหาเขา วิคเตอร์ประครองให้ผมลุกนั่งดีๆ ผมโน้มตัวไปกอดร่างเปลือยเปล่าที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของเขาไว้ แก้มซ้ายแนบชิดติดกับอกอุ่นๆ ของเขา วิคเตอร์โอบแขนรอบร่างผมตอบกลับมา


“ให้ผมกลับไทยก่อนได้มั้ย หลังจากนั้นคุณจะมีใครอีกกี่คนก็ได้ จะนอนกับใครก็ได้ แต่ตอนที่ผมยังอยู่ อย่าเพิ่งมีใคร…” น้ำตาคลอที่ขอบตาของผม วิคเตอร์นิ่งเงียบไป นั่นทำเอาผมใจไม่ดี เพราะเขาคงไม่กล้าสัญญา


“…อีกแค่สามอาทิตย์ ผมก็กลับไทยแล้วครับ” ผมบอกระยะเวลาเขาให้เขาสบายใจว่าเดี๋ยวผมก็ต้องไปแล้ว 


ผมขอแค่นี้ ขอแค่ระยะเวลานี้เท่านั้น ผมทำตามใจตัวเองแล้ว ขอให้เวลาที่ผมได้ตามใจตัวเอง มันเป็นเวลาของผมคนเดียวเท่านั้นเถอะ


“ฉัน…” เขาเปล่งเสียงออกมาแล้วก็เงียบไป นั่นทำเอาผมน้ำตาไหล เพราะเขาคงทำให้ไม่ได้ ผมกอดเขาแน่นขึ้น พร้อมกับหัวใจที่เต้นอ่อนแรง


“อีกแปบเดียวเท่านั้น…”  ผมรู้สึกใจหาย พอคิดว่าใกล้เวลาที่ผมจะต้องกลับไทย ใกล้เวลาที่ผมจะต้องกลับ กลับไปอยู่ไกลเขา กลับไปอยู่ในที่ที่เวลาของเราสองคนไม่ตรงกัน และกลับไปอยู่ในพื้นที่ของชีวิตใครชีวิตมัน


“Okay.” …แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังหวัง… แต่มันคงเท่านี้แหละ…


“ขอบคุณนะครับ” ผมยิ้มทั้งน้ำตาที่ไหลออกมานิ่งๆ ผมไม่ได้สะอึกสะอื้น เพราะผมยังมีเขาอยู่ตรงนี้ เขายังอยู่กับตรงนี้ไม่ได้ไปไหน หรือไปมีใคร วิคเตอร์ลูบหัวผมเบาๆ ผมดึงมือขวาออกจากแผ่นหลังเขามาเช็ดน้ำตาให้ตัวเองเงียบๆ พอแน่ใจว่ามันแห้งแล้ว ผมก็ผละออกจากอกเขาช้าๆ และพยายามปั้นยิ้มให้ ใบหน้าวิคเตอร์เกร็งเขม็ง คิ้วเข้มๆ นั่นตึงอย่างเห็นได้ชัด แววตาก็เครียดไม่แพ้ใบหน้า ผมระบายยิ้มอ่อนๆ บนใบหน้า ยกมือซ้ายไปลูบแก้มขวาเขาเบาๆ วิคเตอร์ยกมือขวาของตัวเองขึ้นมาจับมือผมไว้ เขาเอียงแก้มเข้าหาฝ่ามือผม ถูไถไปมาเบาๆ ดวงตาสีน้ำผึ้งข้นมองกลับมาอย่างนิ่งสนิท จนไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่


“ไปทำงานเถอะครับ”


“ไปด้วยกันมั้ย ฉันไม่อยากห่างนายเลย” ผมคลี่ยิ้มด้วยความดีใจ แค่ประโยคแค่นี้ ก็ทำให้ใจที่ห่อเหี่ยวเมื่อกี้กลับมาชุ่มชื้นได้แล้ว แม้จะไม่มากมายอะไรก็ตาม


“คุณจะให้ผมไปสภาพนี้น่ะเหรอ” ผมถามยิ้มๆ วิคเตอร์ดึงมือผมออกจากแก้มเขา จูบที่หลังมือผมหนักๆ


“วันนี้ถ่ายในบ้าน ไปนอนที่นั่นก็ได้”


“คุณไปเถอะครับ ผมไปไม่ไหวจริงๆ” วิคเตอร์จ้องตาผมคล้ายจะขอร้อง แต่ผมก็พยักหน้าด้วยรอยยิ้มอันอ่อนแรง เขาถอนหายใจหนักๆ วางมือผมลงบนผ้านวมที่คลุมร่างผมอยู่


“งั้นนอนพักนะ ตื่นมากินข้าวกินยาเองไหวมั้ย”


“เดี๋ยวผมตั้งปลุกไว้ก็ได้ครับ” ผมส่งยิ้มให้เขา วิคเตอร์ลุกขึ้นยืนข้างเตียง โน้มหน้าลงมาจูบที่หน้าผากผมหนึ่งทีแล้วผละออก เขาเก็บถ้วยกับแก้วน้ำออกไปจากห้อง


ผมมองตามด้วยความเศร้าใจ นึกถึงวันที่ต้องไปจากที่นี่แล้วก็ได้แต่ใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ผมล้มตัวลงนอนช้าๆ ปล่อยให้ความคิดทั้งหลายไหลผ่านไปมาในสมอง ค่อยๆ หลับตาลงด้วยความเหนื่อยกายและเหนื่อยใจ


ผมยังไม่ทันหลับสนิทก็รู้สึกว่ามีลมหายใจอุ่นๆ มารดตรงแก้ม ก่อนจะรู้สึกถึงริมฝีปากนุ่มๆ จุ๊บลงบนแก้มตัวเอง ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้นมามอง ก็เห็นวิคเตอร์ที่อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตขาวกับกางเกงยีนส์พร้อมออกไปข้างนอก นอนคร่อมตัวผมไว้และกำลังจ้องหน้าผมอยู่


“ไปกับฉันนะ ฉันอยากให้นายไปด้วย” เขาบอกแล้วจัดการพยุงผมให้ลุกขึ้นนั่ง


วิคเตอร์จัดการเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ผมอีกรอบ ผมนั่งมองสีหน้าตั้งอกตั้งใจของเขาในการเช็ดตัวให้กับผมแล้วก็ยิ้มออกมาด้วยความอิ่มใจ เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ผมเป็นเชิ้ตสีขาวแบบเดียวกับเขา ใส่กางเกงในให้  หากางเกงขาสั้นของผมมาใส่ให้ และอุ้มผมพร้อมถือถุงยาเพื่อเอาไปกินที่กองถ่าย ผมได้แต่ยิ้มอยู่ที่อกเขา ซุกหน้าลงกับอกเขาระหว่างที่กำลังเดินลงบันได วิคเตอร์ก้มหน้ามามองแล้วยิ้มให้ ผมยิ้มตอบกลับไป รู้สึกสุขใจและอบอุ่นหัวใจกับการกระทำของเขาเหลือเกิน

[ตอนต่อไปด้านล่างค่ะ]

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8


CHAPTER 23 :: Tell me something I need to know.


ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้นมารับแสงแดดยามเช้า อาการปวดเนื้อปวดตัวก็ลดลงตามกาลเวลาที่ได้พักผ่อนและการทานยา ถึงจะยังไม่หายสนิทแต่ก็ดีกว่าช่วงวันสองวันแรกที่เป็น  อันนั้นหนักมาก ปวดแขนปวดขาไปหมด ปวดจนผมคิดถึงพ่อกับแม่ คิดถึงตอนที่เขาดูแลผมยามผมเจ็บไข้ได้ป่วยแบบนี้


แต่ถึงแม้ตอนนี้จะไม่มีพ่อกับแม่อยู่ ผมก็ได้คนดูแลร่างยักษ์มาหนึ่งคนที่กำลังนอนหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ และยังคงให้ผมหนุนต้นแขนล่ำๆ แทนหมอนมาหลายคืนติดกันแล้ว ไม่รู้ว่ารู้สึกไปเองหรือเปล่า แต่เหมือนหมอนล่ำๆ อันนี้จะหนุนสบายกว่าหมอนนุ่มๆ ธรรมดาๆ เยอะเลย


ผมหันหัวไปดูนาฬิกาดิจิตอลที่ตั้งอยู่บนตู้ทรงกว้างที่ตั้งติดริมผนังห้อง ตัวเลขบอกเวลาว่าตอนนี้สิบโมงเช้าแล้ว วิคเตอร์คงตื่นไปเปิดประตูให้เจ้าไมเคิลออกไปวิ่งเล่นยามเช้าแล้วล่ะ ป่านนี้มันคงผลักประตูเข้ามาในบ้านเองแล้วมั้ง เจ้าไมเคิลเป็นหมาฉลาดที่ถูกฝึกมาเรื่องนี้เป็นอย่างดี เพราะบางทีวิคเตอร์ก็ขี้เกียจลงไปเปิดประตูให้มันบ่อยๆ เลยสอนให้มันผลักประตูเข้ามา โดยเขาจะเปิดประตูแง้มไว้เล็กๆ ที่แบบว่าใครเดินผ่านไปผ่านมาก็ไม่รู้หรอกว่าบ้านนี้ไม่ได้ล็อคบ้าน  เรื่องโจรวางใจได้ในระดับหนึ่งเพราะว่าที่นี่มีกล้องวงจรปิดจับตาตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง


ผมนอนมองหน้าเขาแล้วก็ยิ้ม ไม่คาดคิดว่าจะมีโอกาสได้มานอนอยู่ตรงนี้ นอนอยู่ข้างๆ เขา แถมยังใกล้ชิดกันขนาดนี้ อีกแค่สามอาทิตย์ ไม่สิ สองอาทิตย์ด้วยซ้ำที่ผมจะได้นอนตรงนี้ แต่ผมไม่อยากสนใจเรื่องเวลาหรอก ตอนนี้โกยได้ก็โกยก่อน เอาความสุขกลับไทยไปเยอะๆ ผมยิ้มเขินๆ คนเดียว ยกมือซ้ายขึ้นไปสัมผัสใบหน้าเขาที่มีหนวดเคราทำให้รู้สึกสากมือเวลาลูบ ผมลดมือลงจากใบหน้าเขา ลูบไล้ไปตามเนินอกอวบอิ่มแต่แข็งแกร่ง ไล่ลงไปตามกล้ามท้องที่เรียงตัวสวยงาม ลูบวนตรงซิกส์แพ็คเขาเบาๆ เคลื่อนต่ำไปตามไรขนอ่อนๆ และลูบไล้อยู่แถวๆ ขอบกางเกง แอบดึงขนบริเวณหน้าท้องด้วยปลายนิ้วอย่างเพลิดเพลิน


“ทำแบบนั้นไม่อยากหายป่วยใช่มั้ย” เสียงทุ้มห้าวๆ แต่ก็หล่อน่าฟังดังขึ้น  ผมแหงนหน้าขึ้นไปมอง ก็เห็นเขามองผมด้วยสายตาวิบวับอยู่  ผมอมยิ้มแล้วกระพริบตาปริบๆ มองเขา วิคเตอร์ยกมือขวามาจับมือซ้ายผมที่กำลังซุกซนกับไรขนอ่อนตรงหน้าท้องของเขาให้ล้วงเข้าไปด้านใน ไปสัมผัสกับอาวุธประจำกายของเขาที่กำลังค่อยๆ ตื่นตัว


“ทักทายมันยามเช้าหน่อย เมื่อคืนนายลืมกอดมันไว้อย่างที่เคยทำนะ” ผมแอบแกล้งเขาเล่นด้วยการลูบไล้ไปมาจนเขาซี๊ดปากเบาๆ


“กินยาแล้วมันง่วงนี่นา” ผมบอกเสียงอ่อย มือก็ยังลูบเนื้ออ่อนๆ กลางลำตัวที่ตอนนี้เริ่มแข็งตัวเต็มที่ วิคเตอร์ยกมือซ้ายที่โอบไหล่ผมไว้ขึ้นมาแตะที่หน้าผากหนักๆ


“ตัวยังร้อนอยู่นิดๆ เดี๋ยวรีบกินข้าวกินยา จะได้หายไวๆ” ผมยิ้มกริ่ม แล้วใช้นิ้วโป้งบี้ที่ส่วนหัวของวิคเตอร์ยักษ์ฉบับย่อในกางเกงนอน


“Ah! Fuck! Alien!” เขาอ้าปากครางเสียงดัง คิ้วขมวดแน่น ตัวกระตุกงอด้วยความเสียว คำรามชื่อที่เขาชอบเรียกผม ผมหัวเราะคิกคักที่แกล้งเขาได้ ผมดึงมือออกจากกางเกงเขา วิคเตอร์คลายคิ้วที่ขมวดมุ่นออก แล้วยิ้มเหี้ยมเกรียม ผมทำจมูกบานมองเขาด้วยความหวาดหวั่นว่าเขาคิดจะทำอะไร และเขาก็ให้คำตอบผมด้วยการพลิกร่างยักษ์ๆ ของเขาขึ้นมาคร่อมตัวผมไว้


“แกล้งกันแบบนี้ อยากโดนจัดสักรอบสินะ” เขาแกล้งทำหน้าโหด แววตาดุคมวาววับ ผมอ้าปากส่งเสียงประท้วงเขาน้อยๆ เหมือนเสียงเด็กร้อง


“แอ๊!” ผมยกมือขึ้นดันอกหนาของเขาไว้ วิคเตอร์จับแล้วกดลงบนเตียง ผมยิ้มกว้าง ส่งเสียงหัวเราะในลำคอ


“ฮึฮือ… ฮึฮือ…” เหมือนเสียงนกฮูกร้องตอนกลางคืนยังไงอย่างงั้น แต่ผมกำลังขำด้วยความสนุกและความตื่นเต้นเล็กๆ ผมเอียงคอมองหน้าเขาแล้วกระพริบตาปริ๊บๆ วิคเตอร์ขบกรามแน่นขึ้นทันที แววตาเปลี่ยนเป็นคมวาวราวกับเหยี่ยว


“บอกแล้วไงว่าอย่าทำหน้าแบบนั้น” ผมย่นคิ้ว กระพริบตามองอีกฝ่ายด้วยความไม่เข้าใจ


“ผมสงสัยมานานแล้ว ทำไมคุณถึงไม่ชอบให้ผมทำหน้าแบบนี้” เขาอ้าปากเล็กน้อย แล้วใช้ลิ้นเลียริมฝีปากอย่างเซ็กซี่


“เพราะเวลานายทำหน้าแบบนั้น ฉันอยากทำกับนายแบบนี้ไง” แล้วเขาก็ก้มลงมาซุกไซ้ซอกคอผมอย่างแรง กดจมูกไปบนเนื้อคอ สลับกับจูบหนักๆ จูบจนเกิดเสียงริมฝีปากกระทบกับเนื้อ แถมยังมีขบกัดเบาๆ ด้วย ผมครางออกมาเสียงแผ่ว อยากหดคอหนีแต่เขาก็ซุกไซ้ไม่หยุดจนต้องแหงนหน้ารับให้เขาขบกัดสลับกับจูบและสูดดมเนื้อที่คอผมแรงๆ


“อย่ากัด…” ผมบอกเสียงครางเมื่อเขากัดลงไปบนเนื้อที่คอ ผมนิ่วหน้าหน่อยๆ วิคเตอร์กดจมูกหนักๆ ลงไปทั่วเนื้อคอ กดจูบแรงๆ เป็นบางที แล้วสักพักเขาก็เปลี่ยนเป็นใช้หนวดถูไถไปมารอบคอผมแทน ทำเอาผมปรับอารมณ์แทบไม่ทัน


“อ๊า! ฮ่าๆๆ ฮะๆๆ วะ…วิคเตอร์! ฮะๆ ฮือออ” ผมแบะปากจะร้องไห้ เพราะโดนเขาใช้หนวดเคราไซ้ไปตามซอกคออย่างเมามันส์ จะหนีก็หนีไม่ได้เพราะโดนเขาคร่อมไว้ ข้อมือก็โดนล็อค ดิ้นได้อย่างเดียวคือสองขาที่ตีอากาศไปมา


“บอกว่าอย่าทำ อย่าทำ อย่าทำหน้าอย่างนั้น ไม่งั้นจะโดนแบบนี้ โดนแบบนี้!” เขาเอาหนวดถูซอกคอผมไปมาจนแสบและคันไปทั่วคอ ผมก็ได้แต่หัวเราะแดดิ้นเพราะจั๊กจี๋


“แง! พอแล้วๆๆ” ผมพยายามขยับมือสู้แต่ก็สู้ไม่ได้ พยายามหันหน้าหนีไปก็เท่านั้นเพราะเขาตามไซ้ได้สบายๆ สุดท้ายผมส่งเสียงหัวเราะจนหอบนั่นแหละเขาเลยยอมหยุด และลุกออกจากตัวผมลงไปนอนข้างๆ ตามเดิม แต่ก็ดึงผมให้เข้าไปชิดกับอกและแผ่นท้อง สองมือกอดรัดตัวผมไว้แน่น แถมยังเอาขาขวาพาดสะโพกผมไว้อีก ก้นผมสัมผัสกับความเป็นชายของเขาที่แข็งตัวจนแทบทะลุกางเกงนอนออกมา


“เวลาที่นายทำหน้าอย่างนั้น ฉันอยากจะกอดแน่นๆ หอมหนักๆ ฟัดให้แรงๆ” เขาว่าด้วยเสียงคล้ายคำราม กอดร่างผมแน่นจนกระดูกจะร้าว ก้มหน้าลงมากดจมูกแรงๆ และหนักๆ ลงบนแก้มขวาจนผมเจ็บแก้ม แถมด้วยการเด้งอาวุธของเขามากระแทกก้นผมแรงๆ อีก


“อ๊า! คิกๆ” ผมหัวเราะเพราะเขาซุกจมูกลงที่ซอกคอแล้วขยี้ไปมาด้วยความหมั่นเขี้ยว เขาขยี้จนพอใจแต่ก็ทำเอาผมหัวเราะจนจะขาดใจเขาถึงผละออกไป แล้วเขาก็หัวเราะเสียงทุ้ม เอามือขวาปัดเส้นผมที่ปรกหน้าผมอยู่ออก ผมค่อยๆ ปรับลมหายใจให้เป็นปกติแล้วหันไปมองหน้าเขา วิคเตอร์ยิ้มอบอุ่นกลับมาให้


“เมื่อไหร่จะหายเนี่ย ฉันอยากกระแทกนายแรงๆ แล้ว” ผมทำหน้าบู้ใส่เขา กระแทกแรงที่เขาบอกก็คือกระแทกแรงจริงๆ นะ ใส่เต็มแม็กไม่มีกั๊ก ทำผมแทบไม่ได้พักหายใจหายคอ


“ก็บอกให้ช่วยตัวเองไปก่อน”


“เหมือนกันที่ไหน ความเสียวมันต่างกัน” ผมหน้าร้อนวาบๆ กับคำพูดคำจาของเขา วิคเตอร์หัวเราะแล้วเอามือขวามาบีบจมูกผมเบาๆ ผมเลยยกมือซ้ายไปบีบจมูกเขาบ้าง แต่ผมบีบแรงกว่าที่เขาบีบผมนะ ฮ่าๆๆ


“งืมมมๆ” ผมส่งเสียงงึมงำอยู่ในลำคอพลางบีบจมูกเขาแรงๆ วิคเตอร์ย่นจมูกใส่แล้วดึงหน้าหนี ก่อนจะใช้ฟันงับนิ้วชี้ผมเบาๆ


“เหมือนหมางับกระดูกเลย ฮิๆ” ผมหัวเราะอารมณ์ดี วิคเตอร์ปล่อยนิ้วผมแล้วยิ้มมาดร้ายมาให้


“หายเมื่อไหร่จะจัดท่าหมาสักชั่วโมง” ผมหยุดหัวเราะทันที ส่วนวิคเตอร์ยิ้มมีชัย เอามือขวาตบก้นผมแรงๆ
ป้าบ!


“โอ้ย!”


“หึๆ” ผมแอบเบ้ปากใส่เขา วิคเตอร์ก้มลงมาจูบริมฝีปากผมหนักๆ สักพักแล้วก็ผละออก ผมยิ้มแล้วหันตัวเข้าหาเขา เอานิ้วเขี่ยหน้าอกเขาเล่นเบาๆ


“คุณต้องออกกำลังกายตามที่ผู้กำกับหนังบอกนะ เขาอยากให้คุณเพิ่มกล้ามเนื้อ” มือขวาเขาลูบไล้สะโพกผมไปมา มือซ้ายยกค้ำหัวตัวเองไว้


“งั้นเริ่มออกวันนี้เลยมั้ยล่ะ ไหนๆ วันนี้ก็หยุดไม่ได้ไปไหน” ผมเงยหน้าขึ้นมอง ส่งยิ้มแป้นให้เขาแล้วพยักหน้าหงึกหงัก


“เดี๋ยวผมทำอาหารคลีนให้ทานนะ” เขาเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ


“ทำเป็นเหรอ”


“เปิดดูในอินเตอร์เน็ตเมื่อสองวันก่อน เพราะจะทำให้คุณกินนั่นแหละ จะได้หุ่นเฟิร์มๆ ไง” เขายิ้มหล่อ ก้มลงมาจูบหน้าผากผมหนึ่งที


“ทำไหวเหรอ นายยังไม่หายป่วยนะ”


“ไหวสิครับ แค่ทำอาหารเอง”


“งั้นก็ทำท่าหมาไหวแล้วสิ” เขายิ้มทะเล้นแล้วบีบเนินสะโพกผมแรงๆ ผมยู่หน้าใส่เขาทันที


“เอามาโยงกันได้ไงเนี่ย” เขาหัวเราะเสียงดังพอประมาณ ผมยิ้มตามรอยยิ้มเขา ผมชอบเห็นเขายิ้มกว้างๆ แบบนี้จัง มันทำให้เขาหล่อและน่ามองขึ้นเยอะเลย


“จริงสิ ฉันมีอะไรจะให้นายดู” ผมมองเขาด้วยความสงสัย กระพริบตางงๆ วิคเตอร์ดันตัวลุกขึ้นนั่ง ผมเลยลุกขึ้นนั่งตาม


“อะไรเหรอครับ” วิคเตอร์ยิ้มมีเลศนัย ยักคิ้วขวาเร็วๆ หนึ่งที ไถก้นลงจากเตียงไปยืนที่ข้างเตียง แล้วดึงผมให้ลุกขึ้นช้าๆ ผมลุกไปตามแรงดึงของเขาอย่างงงๆ แต่ก็ให้เขาเดินจูงมือออกจากห้องนอนไป


วิคเตอร์พาผมเดินขึ้นบันไดไปชั้นสาม ชั้นที่ผมไม่เคยได้ขึ้นไปเหยียบเลยนับตั้งแต่เข้ามาในบ้านเขา แม้กระทั่งว่ามาอยู่บ้านเขาได้เกือบเดือนแล้ว ผมก็ยังไม่เคยขึ้นไป ไม่ใช่ว่าเขาสั่งห้ามอีกรอบหรอก แต่ผมไม่เห็นเหตุจำเป็นต้องขึ้นไป แต่มาวันนี้เจ้าของบ้านกลับเป็นคนพาผมขึ้นมาเอง ผมมองไปรอบๆ ชั้นสามด้วยความสนใจ ก็ไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้นมาก พอขึ้นมาก็เห็นห้องโถงกว้างๆ ที่มีเครื่องออกกำลังกายหลายชนิดวางอยู่ ถ้าจะบอกว่าชั้นนี้คล้ายๆ ฟิตเนสขนาดย่อมก็ไม่ผิดนัก ตรงมุกหน้าบ้านของชั้นสามมีผ้าม่านบังไว้ ถ้าให้เดาหลังผ้าม่านคงเป็นกระจกใสๆ เรียงเป็นแนวยาว เปิดม่านออกไปก็คงเห็นวิวด้านนอก แบบว่าออกกำลังกายไปมองวิวไปก็เพลินๆ ดี ตรงโถงฟิตเนสอันนี้ดูโล่งโปร่งสบาย ผมว่าเหมาะกับการเต้นแอโรบิคนะ


“คุณพามาดูฟิตเนสส่วนตัวเนี่ยอ่ะหรอ” ผมถามยิ้มๆ สายตาก็ยังกวาดมองไปรอบๆ โถงที่ปูพื้นด้วยเสื่อโยคะสีน้ำเงินขนาดใหญ่ที่เอาไว้รองพื้นกันเจ็บและใช้นอนออกกำลังกายได้ด้วย ลู่วิ่งวางไว้ใกล้กับกระผ้าม่าน ที่ซิทอัพวางไว้ใกล้มุมหน้าต่างฝั่งขวามือจากจุดที่ผมยืนอยู่ เวตสำหรับยกออกกำลังกล้ามแขนวางเรียงรายเป็นระเบียบบนชั้นใกล้กับมุมหน้าต่างเช่นกัน และยังมีอีกหลายเครื่องหลายอย่างที่เอาไว้ออกกำลังในส่วนต่างๆ ราวกับเขายกฟิตเนสมาไว้ที่บ้าน มีลำโพงขนาดใหญ่ทรงสี่เหลี่ยมสองอันติดอยู่บนผนังทั้งสองฝั่ง คงเอาไว้เปิดเพลงฟังตอนออกกำลังกาย


วิคเตอร์ปล่อยมือผมแล้วเดินไปเปิดไฟให้โถงสว่างมากขึ้น เขากดปุ่มเปิดม่าน มันค่อยๆ เลื่อนออกจนเห็นกระจกใสบานใหญ่ที่เป็นแนวยาว มองเห็นยอดต้นไม้ริมถนนในซอยหมู่บ้าน ตรงข้ามก็เป็นเทาวน์เฮ้าส์สีขาวของใครก็ไม่รู้ นี่ถ้าเป็นผู้หญิงคงฟินน่าดูที่ได้แอบมองวิคเตอร์ออกกำลังกาย


“ก็พามาดูอันนี้ด้วย นายบอกให้ออกกำลังกายฉันเลยนึกขึ้นได้ ไม่ได้ขึ้นมาเกือบเดือนแล้ว” ผมพยักหน้ายิ้มๆ เขยิบเดินไปกลางๆ ห้อง มองไปรอบๆ ด้วยความตื่นเต้น มีฟิตเนสส่วนตัวนี่ก็ดีเหมือนกันนะ แถมยังดูดีอีกต่างหาก ไม่ต้องไปแย่งใช้กับใคร นี่ล่ะนิสัยวิคเตอร์ ชอบความเป็นส่วนตัว


“แต่ที่อยากพามาดูจริงๆ คือห้องนั้น” ผมเอี้ยวหน้าไปมองตามที่นิ้วเขาชี้ไปที่ประตูไม้ขนาดกว้างสีขาวสะอาดตาที่อยู่เลยตีนบันไดมาหน่อย ตอนผมเดินขึ้นมาก็ไม่ทันสังเกตเห็น คิดว่าคือผนังธรรมดาเพราะประตูมันขาวล้วน ไม่มีลวดลายใดๆ ผมเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ วิคเตอร์ยิ้มมุมปากแล้วเดินย้อนกลับไปที่ประตู เขายกมือซ้ายจับเหล็กสีเงินวาววับที่มีไว้สำหรับบิดเปิดประตู


“มานี่สิ” ผมเดินไปหาเขาอย่างว่าง่าย มองมือเขาที่จับเหล็กสีเงินยาวแนวนอนไว้แล้วเงยหน้าขึ้นสบตาเขาที่เป็นประกายคล้ายมีความตื่นเต้น เขาเอื้อมมือขวามาดึงมือซ้ายผมไปยืนใกล้ๆ เขา แล้วกดที่เปิดประตูลงก่อนจะดันเข้าไปด้านใน พร้อมกับดึงมือผมเข้าไปในห้องนั้น กลิ่นหนัง กลิ่นไม้ กลิ่นหอมแปลกๆ ฟุ้งเข้ามาในจมูก วิคเตอร์กดเปิดไฟในห้อง พอแสงสีส้มสว่างไปทั่วห้องผมก็เบิกตากว้างมองอย่างตกตะลึง ปากอ้าค้างด้วยความทึ่ง


“I wanna fuck you in this room very much. (ฉันอยากจะอึ๊บนายในห้องนี้มากเลยล่ะ)” ผมแหงนหน้าไปมองเขาอย่างอึ้งๆ วิคเตอร์กำลังยิ้มกริ่ม กวงตาเป็นประกาย


“Do you want me to be your submissive? (คุณอยากให้ผมเป็นทาสสวาทคุณงั้นเหรอ)” วิคเตอร์ยิ้มขำหน่อยๆ ก่อนจะตอบเสียงสบายๆ


“เปล่า ฉันไม่ได้มีไลฟ์สไตล์แบบนายและทาสหรือซาดิสม์หรอกนะ ฉันแค่ชอบอุปกรณ์พวกนี้ แบบว่า…มันสร้างสีสันให้กับเซ็กส์ดี” ผมทำหน้าถึงบางอ้อ รู้สึกโล่งใจที่เขาไม่ใช่พวกสาย BDSM ตัวพ่อ


ผมหันกลับไปมองห้องสี่เหลี่ยมที่บุด้วยหนังมันเลื่อมสีดำสำหรับเก็บเสียงที่ติดไว้รอบห้อง แม้กระทั่งที่บานประตูด้านใน บอกได้แค่ว่าร้องให้เสียงหายแค่ไหนหรือร้องจนจะตายยังไง ก็ไม่มีทางที่เสียงจะเล็ดลอดออกไปแน่ๆ ผมแอบกลืนน้ำลายนิดๆ เมื่อคิดถึงภาพอะไรบางอย่างในหัว มีตู้ไม้สีดำทรงสูงและกว้างตั้งชิดติดผนังทางด้านขวามือของผม ข้างๆ ตู้มีราวเหล็กทรงกว้างที่มีซี่เหล็กสองซี่วางพาดขวางเป็นทางยาวอยู่ บนซี่เหล็กด้านบนมีไม้เรียวหลายขนาดแขวนกับห่วงสีเงินอยู่ มีทั้งแบบยาว (ที่เขาเคยจะเอามาฟาดก้นผมนั่นแหละ) แบบแบน มีพู่ มีแส้ ห้อยอยู่ใกล้ๆ กัน ซี่เหล็กด้านล่างห้อยเชือกสีน้ำตาลอ่อนไว้หลายขนาด มีกุญแจข้อมือแบบปกติและกุญแจข้อมือหนังห้อยอยู่ มีข้อมือแบบมีโซ่สีเงินคล้องติดห้อยอยู่ใกล้ๆ กัน


ตรงกลางห้องคือเตียงเหล็กสี่เสา มีเตียงเบาะหนังสีดำสนิทขนาดใหญ่ที่ไม่มีผ้าปูวางอยู่บนโครงเหล็ก หัวเตียงเป็นเหล็กทรงโค้ง มีซี่เหล็กตั้งตรงเว้นช่องเป็นตารางเอาไว้ ปลายเตียงเป็นโครงเหล็กสี่เหลี่ยมทรงยาวมีซี่เหล็กสั้นๆ ตั้งห่างกันเว้นเป็นตารางคล้ายกับหัวเตียงเช่นกัน ข้างเตียงฝั่งที่ผมยืนอยู่มีเก้าอี้เหล็กสีเงินวาวขนาดใหญ่ ใหญ่พอที่วิคเตอร์จะนั่งได้สบายๆ พนักพิงหลังสูงเป็นทรงโค้ง ที่เท้าแขนโค้งขึ้นสูง ตรงที่นั่งเป็นเหล็กสี่อันวางพาดเว้นช่องเป็นตาราง ตัวขาเก้าอี้เชื่อมติดกันทั้งหมด ลักษณะเป็นเก้าอี้ที่นั่งโยกได้


อีกฝั่งของเตียงมีเสาไม้สี่เหลี่ยมทรงสูงสามเสา สองเสาด้านหน้าเตี้ยกว่าเสาด้านหลังที่อยู่ตรงกลาง ด้านล่างมีไม้ตอกยึดทั้งสามเสาเข้าด้วยกัน สองเสาด้านหน้าอยู่ห่างกันในระดับที่คนตัวเล็กๆ อย่างผมเข้าไปยืนแทรกได้ ข้างๆ กันมีเก้าอี้ไม้สีน้ำตาลแก่ มีพนักพิงแค่ครึ่งเดียว ไม่มีที่เท้าแขน และข้างเก้าอี้ยังมีไม้สีน้ำตาลอ่อนลักษณะคล้ายม้านั่งตัวยาว ตั้งวางชิดติดกับผนัง


“ฉันเลือกมาแต่อันที่ฉันชอบ” ผมหันไปมองรอบๆ ห้องด้วยสีหน้าเซ่อๆ ก่อนจะหันกลับไปมองเขาอีกครั้ง


“แล้ว… คุณมีเกณฑ์ เอ่อ เลือกของพวกนี้ยังไง”


“ก็… มองอันไหนแล้วใจเต้น ฉันก็เลือกอันนั้นมา” ผมขมวดคิ้วด้วยความงงงวย


“มองแล้วใจเต้นเนี่ยนะ?” วิคเตอร์ยิ้มแฉ่ง ยักคิ้วเข้มสองข้างขึ้นไวๆ


“ก็แบบว่า พอมองแล้วนึกถึงท่วงท่าลีลาที่จะใช้กับมันน่ะ ภาพไหนตื่นเต้นเร้าใจ ก็เลือกมาเก็บไว้ในห้องนี้ ก็แค่นั้น”


“โห อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์คงภูมิใจที่คำคมของเขามีประโยชน์กับชีวิตของคุณในการเลือกของพวกนี้” วิคเตอร์ขมวดคิ้วงงๆ เล็กน้อย


“What is it about his quote? (เกี่ยวอะไรกับคำคมอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์)”


“Imagination is more important than knowledge. (จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ไงครับ)” วิคเตอร์หัวเราะชอบใจ ยกมือขึ้นขยี้หัวผมเบาๆ


“ก็จริงนะ ฉันไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับวิถีชีวิตของพวกนายและทาสหรอก ฉันใช้ความรู้สึกอยาก อยากได้อันไหนก็ซื้ออันนั้น มองอันไหนแล้วจินตนาการได้เร้าใจ ฉันก็เลือกอันนั้นแหละ” เขาบอกพลางเดินไปตรงมุมห้องฝั่งซ้ายมือที่ผมยืนอยู่ ผมอ้าปากค้างนิดๆ เมื่อเห็นสิ่งที่วิคเตอร์เดินเข้าไปลูบคลำและโยกไปมาเบาๆ จนเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดของโซ่ที่ใช้ห้อยต่องแต่งกับเสาเหล็กสี่เสาที่โค้งเข้าหากันเป็นซุ้มโดม เหล็กทรงกลมสีดำเหมือนห่วงฮูลาฮูปสองวงถูกเชื่อมเข้าหากันด้วยซี่เหล็กที่เว้นระยะห่างจากกัน มีเบาะหนังสีดำวางด้านล่างเป็นที่นั่งตามแนวโค้งเหล็กที่ใช้เชื่อมห่วงสองวงเข้าไว้ด้วยกัน มีกุญแจมือหนังห้อยอยู่สองมุมบนของห่วง และมีที่ล็อคเท้าซึ่งเป็นหนังเหมือนกันห้อยอยู่สองมุมบนๆ ของห่วงทั้งสองฝั่ง


“อันนี้เหมาะกับนายนะ เวลานายนั่งคงเหมือนเด็กนั่งบนชิงช้า…” เขาหันมาส่งสายตาวาวพร้อมรอยยิ้มที่ผมเห็นแล้วเสียววาบทุกที ยิ้มกัดปากล่างแบบนี้ทีไร ชอบมีความคิดใคร่ๆ อยู่ในหัวตลอด


“…และฉันจะเป็นคนไกวให้เอง” เขายักคิ้วซ้ายมาให้สองที ทำเอาผมหายใจติดขัด ผมแกล้งหันไปมองทางอื่นเพื่อหนีสายตาความใคร่นั้น


ถัดจากชิงช้าทรงกลมก็เป็นเบาะนั่งสีดำเอนหลัง มีที่วางขาสองข้างพร้อมที่ล็อค โครงเหล็กที่รองรับเบาะดูปรับได้หลายระดับ ผมมองไอ้ของเล่นชิ้นนั้นแล้วนึกเตียงทำแท้งชอบกล ไม่ใช่คล้ายหรอกแต่ผมว่าใช่เลยแหละ แค่ทำใหม่ให้ดูไม่น่ากลัวเท่านั้น ข้างเก้าอี้อ้าขา (ผมเรียกอย่างนี้ก็แล้วกัน) มีโซฟาหนังสีแดงตัวใหญ่ยาวที่ตัดกับผนังสีดำของห้อง สะท้อนกับแสงสีส้มนวลๆ ชวนมองอยู่ ถัดต่อจากนั้นคือไม้กระดานสีน้ำตาลแก่ที่ลงแว็กซ์จนมันวาวไขว้กันเป็นรูปตัว X มุมทั้งสี่มีที่ล็อคแขน ล็อคขาพร้อมเสร็จสรรพ


ถัดจากนั้นก็เป็นเสาไม้ทรงสี่เหลี่ยมที่เชื่อมต่อกันด้วยเป็นรูปตัว Y ทรงคว่ำ ช่วงของหางตัววายที่อยู่ด้านบนยกตั้งฉากขึ้นมาเล็กน้อย ตรงกลางด้านล่างเป็นเหล็กทรงกระบอกเชื่อมกับฐานเหล็กสี่เหลี่ยมด้านล่างที่มีล้อสามารถเคลื่อนย้ายไปมาได้ และที่โดดเด่นสุดก็คือเก้าอี้เหล็กสีเงินวาวคล้ายบัลลังก์พระราชาที่ตั้งห่างจากปลายเตียงเล็กน้อย พนักพิงเป็นเหล็กสี่เหลี่ยมทรงสูงแคบๆ มีเหล็กไขว้สลับไปมาคล้ายกากาบาทหลายๆ อัน ที่วางแขนเป็นเบาะหนังหนาสีดำที่มีที่เหล็กรองรับอยู่ด้านล่าง เบาะนั่งเป็นสีดำ ตรงกลางโค้งเว้าเข้าไป แต่ก็เหลือพื้นที่ให้สำหรับก้นนั่งได้เพียงพอ ผมเดินเข้าไปจับเหล็กเย็นๆ ที่เป็นพนักพิงหลัง


“ชอบอันนั้นหรอ” เสียงทุ้มเอ่ยถาม


“เปล่าสักหน่อย ก็แค่เดินมาจับเฉยๆ” วิคเตอร์ยิ้มกริ่ม แล้วเดินเข้ามาหาผม


“ถ้านายได้ลองมีอะไรกับฉันพร้อมของพวกนี้ นายจะต้องชอบแน่ๆ” หน้าผมร้อนวาบๆ กับคำพูดหน้าตาเฉยของเขา ผมเม้มปากเบาๆ


“คุณจะใช้แส้ฟาดผมมั้ย” วิคเตอร์ยิ้มมุมปากทั้งสองข้างอย่างเจ้าเล่ห์


“ก็ถ้านายอยากลอง” ผมส่ายหัวปฏิเสธทันควัน วิคเตอร์ยิ้มกว้างด้วยท่าทีติดตลกทันที


“จริงๆ ฉันก็ไม่ค่อยได้ใช้พู่ แส้ แล้วก็ไม่เรียวหรอก ส่วนใหญ่ชอบใช้อย่างอื่นมากกว่า เพราะฉันเคยฟาดคู่ขาคนนึงแล้วผิวเขาแตก ฉันก็เลยไม่ค่อยกล้าใช้เท่าไหร่” ผมกลืนน้ำลายลงคอ นึกสงสารคู่ขาคนนั้นจับใจ แอบแหงนหน้าไปมองบนเพดานที่มีเหล็กพาดไปมาเป็นตาราง และมีสายหนังสีดำห้อยระโยงระยางจากข้างบนนั้น


“คุณเข้ามาใช้ห้องนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่” วิคเตอร์เลิกคิ้วขึ้นแล้วทำหน้าครุ่นคิด


“ช่วงนายมาแรกๆ”


“กับนาตาชาไม่เคยเหรอครับ” เขาส่ายหัวหน้าตาย ตอบเสียงเรียบเรื่อย


“ไม่อ่ะ ฉันไม่ได้รู้สึกอยากพาเขาขึ้นมา” ผมเม้มปาก ยังรู้สึกงงๆ กับห้องนี้ของเขาอยู่


“ทำไมคุณถึงต้องมีห้องแบบนี้ล่ะ หมายถึงว่า มีแค่เซ็กส์ปกติธรรมดาๆ ไม่ได้หรอ”


“มันตื่นเต้นดี อย่างที่ฉันบอกไง มันสร้างสีสันให้กับชีวิตฉันที่ไม่ค่อยจะมีสีสันเท่าไหร่” เขายักไหล่นิดๆ เอามือขึ้นไปวางบนพนักพิงพลังของเก้าอี้บัลลังก์ ท่าทีเขาดูไม่ใส่ใจก็จริง แต่ผมแอบเห็นว่าสีหน้าเขาหม่นลงเล็กน้อย ผมเดินเข้าไปหาเขาแล้วกอดเข้าไว้ ใบหน้าซุกกับแผงอกล่ำๆ ของเขา วิคเตอร์โอบแขนรัดรอบตัวผมไว้หลวมๆ


“You cannot have a better tomorrow if you do not stop thinking about yesterday. (ถ้าคุณยังยึดติดอดีต คุณก็จะไม่มีวันพรุ่งนี้ดีๆ ให้กับตัวเองนะ)” วิคเตอร์ถอนหายใจแผ่วๆ เอาคางเกยไว้บนศีรษะผมเบาๆ


“I know. (ฉันรู้)” เขายกมือขวาขึ้นมาลูบผมที่ปรกหน้าผากอยู่ขึ้น แตะอยู่สักพักเขาก็ดึงออก


“ตัวร้อน ไปกินข้าวกัน นายจะได้กินยา” ผมผละออกจากเขา รู้สึกอุ่นๆ ในใจที่เขานึกห่วงผมแบบนี้ ผมยิ้มแล้วพยักหน้า วิคเตอร์เดินจูงมือผมออกจากห้องเครื่องเล่นมหัศจรรย์ของเขา


V
v

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8


“หายแล้วฉันจะพานายมานะ” ผมหน้าแดง รู้สึกเหมือนเป็นเด็กใสซื่อไร้เดียงสาที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ด้านมืดของโลกใบนี้


“แค่คุณทำเฉยๆ ไม่มีของพวกนั้น ผมก็จะไม่รอดแล้วนะ”


“เอาน่า ทำบ่อยๆ เดี๋ยวก็รอดเองแหละ” เขายิ้มยั่วยวน กัดริมฝีปากล่างอย่างเซ็กซี่ เอาจริงๆ นะ เห็นยิ้มนี้ของเขาทีไร กายและใจพร้อมจะเสียให้เขาทุกที


เราเดินกลับลงมาชั้นสอง เข้าไปในห้องนอนเพื่ออาบน้ำแต่งตัว ตอนนี้ผมกลับมาอาบน้ำได้แล้วเพราะอาการไข้ใกล้จะหาย ที่มีอยู่ตอนนี้คืออาการปวดหัวนิดๆ กับตัวร้อนหน่อยๆ กินยาอีกสักวันสองวันคงกลับมาปกติดี ช่วงระหว่างอาบน้ำวิคเตอร์ก็แทะเล็มผมด้วยการจูบอย่างอ่อนโยนแต่ก็ร้อนแรงเช่นเคย ต้องยอมรับว่าเขาใช้ลิ้นเก่งมาก เกี่ยวไล้ไปมาในปากผมแต่ล่ะครั้งทำเอาตัวอ่อนปวกเปียก จูบไปจูบมาเขาก็ใช้มือช่วยตัวเองจนเสร็จไปหนึ่งรอบ และยังใจดีมีเมตตาจะมาช่วยผมอีก


“ไม่เอา ผมป่วยอยู่นะ” ผมบอกเขาเสียงแหบพร่าหลังจากเขาถอนจูบออกไป ใช้มือดันไหล่สองข้างของเขาไว้


“ขับพิษไข้ที่เหลือออกไง จะได้หายไวๆ” ผมทำท่าว่าไม่เอา แต่เขาจับผมหันหน้าเข้าหากระจกที่กั้นเป็นห้องอาบน้ำ แขนซ้ายโอบรัดตัวและแขนผมไว้เพื่อไม่ให้ผมดิ้นหนี มือขวายกมาบิดหน้าผมให้เข้าไปรับจูบอันหนักหน่วงของเขาก่อนจะลดลงมาจัดการที่แมทน้อย ดึงเข้าดึงออกพร้อมจูบไม่หยุด เล่นเอาระบบหายใจผมรวน เสียวข้างล่างก็เสียว ยิ่งผสมผสานกับความหวานที่ปากยิ่งเสียวซ่านไปหมด


“อ๊ะ… อื้อ…” ผมแทบทรุดลงกับพื้นตอนที่เขาทำให้ผมจนเสร็จ ดีที่เขาใช้แขนซ้ายโอบร่างผมไว้ ดึงเข้าแนบชิดติดกับแผ่นอกและแผ่นท้องเขา ผมพิงด้านหน้าเขา หอบตาปรือไปหมด วิคเตอร์ยิ้มสดใสแล้วจูบหน้าผากผมเบาๆ จากนั้นเราก็อาบน้ำกันตามปกติโดยที่ผมไม่ได้โดนลวนลามอะไรเพิ่มอีก แต่ไอ้นั่นของเขาแข็งไม่ยอมลงเลยเหอะ


เสื้อผ้าผมถูกขนขึ้นมาไว้บนห้องนอนของเขานับตั้งแต่ผมป่วย เพราะเขาไม่อยากให้ผมต้องเดินขึ้นเดินลงทั้งที่สภาพร่างกายคล้ายคนใกล้ตาย ผมใส่เสื้อยืดกับกางเกงขาสั้น ส่วนวิคเตอร์ใส่ชุดพร้อมสำหรับออกกำลังกาย แต่เขายังไม่ออกตอนนี้หรอก เย็นๆ โน่นแหละถึงจะขึ้นไปชั้นสามอีกครั้ง


“ขี่หลังได้มั้ย” ผมถามเสียงมุ้งมิ้ง หลังจากเราสองคนแต่งตัวเสร็จและจะลงไปข้างล่าง วิคเตอร์หันมาหรี่ตามองใส่ผม แต่ริมฝีปากก็มีรอยยิ้มบางๆ ผมยิ้มแฉ่งทำหน้าอ้อนสุดพลัง


“สนใจขี่ข้างหน้าแทนข้างหลังมั้ย” ทำแกล้งทำหน้าบู้ใส่เขา


“เดี๋ยวก็ได้ตกบันไดหรอก” เขายิ้มกว้าง เดินเข้ามาใกล้ๆ ผม


“ไม่ตกหรอกน่า” ว่าแล้วเขาก็จัดการช้อนก้นผมขึ้นแบบที่ไม่ทันตั้งตัว ผมหน้าเหวอรีบคว้าแขนเข้าที่ลำคอเขา แล้วเอาขาเกี่ยวรอบเอวคอดของเขาไว้ สองมือวิคเตอร์โอบอุ้มอยู่ที่ก้นทั้งสองข้างของผม เขาส่งยิ้มหล่ออบอุ่นมาให้ ผมได้แต่เสมองไปทางอื่นเพราะรู้สึกเขินกับรอยยิ้มและหน้าหล่อละมุนของเขา


“ถ้าไม่มองตาฉัน ฉันไม่พาไปนะ” ผมขยับเปลือกตากว้างขึ้นแว้บหนึ่ง หันไปสบสายตากรุ้มกริ่มที่มองมา เขายกยิ้มมุมปากแล้วก้าวเท้าเดินออกจากห้อง แต่พอเลี้ยวออกจากห้องไปได้ครู่หนึ่งเขาก็หยุดเดินเพียงเพราะผมหลบสายตาเขา ผมเลยต้องหันกลับมาสบตาเขาอีกครั้ง เขาถึงจะยอมเดินต่อไป


ใจผมกระหน่ำกระแทกกับผนังอกซ้าย ทั้งเต้นแรงและเต้นรัว จนผมกลัวว่ามันจะเต้นจนเส้นเลือดขาด ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ใบหน้าเห่อร้อนจนจะไหม้ สีคงแดงแรงฤทธิ์ไปแล้วแน่นอน มันไม่ยุติธรรมเลยจริงๆ ที่วิคเตอร์ยังคงมองผมด้วยสายตาละไมชวนใจสั่นแบบนี้ เขานิ่ง แถมยังยิ้มอ่อนหล่อๆ มองผมแบบไม่ละสายตา ดวงตาสีน้ำตาลของเขาขยับไปมาเล็กน้อยยามที่สบตากับผม สุดท้ายผมทนเขินไม่ไหวเลยซุกหน้าลงกับอกเขา วิคเตอร์ที่กำลังค่อยๆ ก้าวเดินลงบันไดหยุดเดินทันที


“เงยหน้าขึ้นมา” เขาสั่งเสียงทุ้ม ถึงจะมีอะไรกันแล้วก็ตาม แต่ไอ้นิสัยชอบออกคำสั่งกับผมนี่เขายังไม่หายง่ายๆ สินะ แต่จะว่าไป มีอะไรกันแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะนิสัยเปลี่ยน มีเซ็กส์นะไม่ใช่ไปโรงเรียนดัดสันดาน อุ๊ย นิสัย


“ฮื่อออ… ไม่เอา” ผมถูหน้าผากไปมากับอกเขาเป็นเชิงปฏิเสธ


“งั้นก็ยืนอยู่ตรงนี้แหละ ปล่อยให้ฉันกระดูกเคลื่อนอีกรอบ เอาเลย ให้ฉันยืนอุ้มนายอยู่แบบนี้แหละ ฉันจะได้ใส่เฝือกอีกรอบ” ผมแอบหน้ามุ่ยที่อกเขา พูดจนผมรู้สึกผิด รู้สึกไม่ดีที่ต้องปล่อยให้เขายืนอุ้มผมอยู่แบบนี้ ผมเลยเงยหน้าขึ้นไปสบตาคู่คมของเขาอีกครั้ง วิคเตอร์ยิ้มน้อยๆ แล้วค่อยๆ ก้าวเท้าเดินลงบันไดไปเรื่อยๆ จนถึงชั้นหนึ่ง เขาอุ้มผมมาที่ครัว วางผมลงบนโต๊ะหินอ่อนช้าๆ ผมค่อยๆ เอาขาที่เกี่ยวเอวเขาไว้ออก ลดมือลงจากรอบคอเขาเอามาวางค้ำร่างตัวเองไว้ วิคเตอร์ยังคงมองตาผมไม่หลบไปไหน ผมเลยต้องแกล้งมองไปทางอื่นแทน


“ทำอาหารไหวแน่นะ” ผมหันกลับมามองเขาแล้วพยักหน้าหงึกๆ


“ไหวครับ” เขายิ้มรับ ผมกระเถิบก้นลงจากโต๊ะกลางครัว เตรียมอุปกรณ์ทำอาหารคลีนให้เขา โดยมีตำราที่เปิดหาในอินเตอร์เน็ต
ระหว่างทำอาหาร วิคเตอร์ก็ไม่ได้ไปไหนไกลหรอก อยู่ใกล้เกินไปด้วยซ้ำ มายืนซ้อนหลังผมไม่ไปไหน ผมไล่ก็ไม่ไป ยืนเอาเป้าตุงๆ ของตัวเองแนบกับก้นผมอยู่ได้ สองแขนโอนรอบเอวผมไหวหลวมๆ ก้มลงจูบบนหัวบ้าง ขมับบ้าง แก้มบ้าง ทำเอาผมสมาธิกระเจิดกระเจิงไปหมด กลัวตัวเองจะทำอาหารผิดตามสูตรจริงๆ


“วิคเตอร์ ไปนั่งรอสิ เดี๋ยวผมก็ทำไม่เสร็จหรอก” ผมหันไปมุ่ยหน้าใส่เขา และพยายามหันหน้าหนีจมูกของเขาที่คลอเคลียแก้มผมไม่หยุด


“สักวันฉันจะมีอะไรกับนายไปด้วย และให้นายทำอาหารไปด้วย” ฟังกันที่ไหนล่ะ แถมยังมีความคิดพิสดารงอกขึ้นมาอีก
ผมทำอาหารแทบไม่รู้เรื่อง เพราะโดนแทะเล็มไม่หยุด ไม่รู้ใส่ส่วนผสมผิดบ้างรึเปล่า แต่สุดท้ายไก่ทอดและผักบร็อคโคลี่ก็วางอยู่บนโต๊ะสองจาน ผมทำเผื่อตัวเองด้วย เพราะอยากลองกินมานานแล้ว รสชาติมันก็อร่อยดีนะ แต่อาจไม่ได้มีเครื่องปรุงแต่งอะไรมากมาย ไม่ได้ออกหวาน ออกเปรี้ยว ออกเผ็ดชัดเจน


พอกินข้าวเสร็จ ผมก็กินยาหลังอาหารตามไป วันนี้วิคเตอร์ไม่มีงานที่ไหน เพราะกองถ่ายซีรีส์หยุดเนื่องด้วยใกล้จะถ่ายจบแล้ว ส่วนเรื่องหนังก็รอเวลาให้ทางค่ายหนังเรียกเข้าไปเวิร์คช้อปเร็วๆ นี้ งานจิปาถะอื่นๆ เขาก็ไม่ค่อยรับหรอก เพราะสำหรับคนในสายอาชีพนี้ ถ้าเลือกได้เขาก็อยากจะพักผ่อนกันให้เต็มที่มากกว่า เพราะทำงานแต่ล่ะทีก็หนักหนาสาหัสพออยู่แล้ว อีกอย่างวิคเตอร์เองก็ไม่ต้องดิ้นรนรับงานอะไรมาก เพราะสิ่งที่แม่กับย่าเขาทิ้งไว้ให้มันก็มากพอที่จะเลี้ยงดูเขาไปทั้งชีวิต


RRRrrr!


มือถือวิคเตอร์สั่นในระหว่างที่เรากำลังนอนดูหนังในห้องโฮมเธียเตอร์อยู่ เขาหยิบมันขึ้นมาดูแว้บหนึ่งแล้วก็กดตัดสาย เอื้อมไปวางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะตามเดิม เอามือวางลงบนเอวผมตามเดิมเช่นกัน แต่สักพักโทรศัพท์เขาก็สั่นอีกครั้ง ผมได้ยินเสียงพ่นลมหายใจคล้ายอาการรำคาญดังที่ข้างหู แต่ไม่กล้าแหงนหน้าไปดู เดาว่าหน้าตาคงหงุดหงิดอยู่ เขาเอื้อมมือไปหยิบมือถือขึ้นมาอีกรอบแล้วกดตัดสายทิ้ง ถือโทรศัพท์ไว้ในมือ กอดเอวผมไว้ตามเดิม แต่ยังไม่ทันถึงนาทีมือถือเขาก็สั่นอีกครั้ง


“Fuck idiot! (แม่งงี่เง่า!)” เขาสบถเสียงเข้ม ผมแอบสะดุ้งนิดๆ กับน้ำเสียงที่มาพร้อมกับอารมณ์ครุกรุ่นของเขา วิคเตอร์ยกมือถือขึ้นมาแล้วกดรับสาย


“อะไร?!... แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณ… เหอะ! เขาสนใจผมขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย… ไม่ต้องมายุ่งได้มั้ย จะทำอะไรก็เรื่องของผม… ห่วงทำไม?! ไม่ต้องมาห่วง… จะมาห่วงอะไรตอนนี้! อย่ามาใช้คำนี้กับผมเลย!... มันน่าสมเพชไง เพิ่งนึกขึ้นได้รึไงว่าควรจะใช้คำนี้กับผม!... ไม่ต้องมา ไม่ต้องโทรมาด้วย!” เขากดวางสายอย่างแรงจนหน้าจอแทบจะยุบตามแรงกดบนนิ้ว ผมค่อยๆ เหลือบตาขึ้นไปมอง ก็เห็นว่าสีหน้าเขาไม่ดีเลย คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน ใบหน้าตึงเครียด แววตาก็เครียดไม่แพ้หน้า รีมฝีปากปิดแน่นสนิทคล้ายกับกำลังระงับอารมณ์อยู่


“มีอะไรรึเปล่าครับ” ผมลองถามเสียงเบาๆ วิคเตอร์ก้มหน้าลงมามองผมสายตาเขม็ง ทำเอาผมหดคอด้วยความกลัว เลยยิ้มเจื่อนๆ ไปให้เขา หันกลับไปดูหนังต่อ ทั้งที่ดูไม่รู้เรื่องแล้ว


“ไม่มีอะไรหรอก ช่างเถอะ” เขาบอกออกมาเสียงขรึม ผมหันไปมองหน้าเขาแล้วพยักหน้าเบาๆ แม้จะรู้ว่าต้องมีอะไรแน่ๆ แต่ผมก็ไม่อยากเซ้าซี้อะไรเขามาก


เรานอนดูหนังโดยที่มือถือเขาหยุดสั่นไปแล้ว ผมแทบดูหนังไม่รู้เรื่อง เพราะในหัวกำลังนึกถึงเรื่องที่ทำให้เขามีสีหน้าเคร่งเครียดขนาดนี้ หลังจากวางสายไป วิคเตอร์ก็เงียบ ดูหนังด้วยใบหน้านิ่วคิ้วขมวด จนผมรู้สึกเกร็ง


RRRrrr!


“ใครอีกวะ?!” เขาสบถเสียงโมโห เอื้อมมือมาหยิบมือถือไปจากโต๊ะ มองหน้าจอด้วยสีหน้าเครียดๆ อยู่พักหนึ่งถึงจะกดรับ


“ว่าไงเอมิลี่?... จะมาคุยเรื่องนั้น?... ไม่ต้องมาหรอก มันไม่ใช่ประเด็นที่ต้องจริงจังขนาดนั้นมั้ง… เธอพูดเรื่องอะไรเนี่ย?... โอย! ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก…” เขาเหลือบสายตามามองผมเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นนั่ง


“แปบนึงนะ…” เขาบอกกับคุณเอมิลี่แล้วลุกออกไปจากโซฟา ทิ้งผมไว้กับความไม่เข้าใจ ผมมองตามแผ่นหลังเขาที่กำลังจะเดินออกไปจากห้อง


“เป็นไปไม่ได้หรอก… จะเป็นไปได้ยังไง… ก็แค่…” เสียงเขาขาดหายไปตอนประตูปิดลง ผมรู้สึกใจมันวูบวาบประหลาดๆ รู้สึกไม่สบายใจยังไงก็ไม่รู้ สายตาผมจับจ้องที่จอก็จริง แต่หนังที่กำลังฉายไม่เข้าหัวผมเลยแม้แต่นิด


วิคเตอร์กลับเข้ามาในห้องอีกทีหลังจากออกไปคุยโทรศัพท์เกือบครึ่งชั่วโมง เขาเดินหน้าดำคร่ำเครียดเข้ามาในห้อง สีหน้าไม่สบายใจนั้นทำเอาผมไม่สบายใจตามไปด้วย แววตาเขาทั้งเครียดและมีแววอ่อนล้า ใบหน้าที่ยิ้มแย้มก่อนหน้านี้ไม่เหลือเค้าให้เห็นเลย


“เป็นอะไรรึเปล่าครับ ทำไมหน้าเครียดจัง” ผมลุกขึ้นนั่ง ถามเขาด้วยความเป็นห่วง วิคเตอร์ขบกรามจนกรอบหน้าขึ้นชัดเจน เขาโยนโทรศัพท์ไว้บนโซฟาตัวเล็ก ทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ ผม นั่งจ้องหน้าผมสักพักด้วยสายตาครุ่นคิดและเครียดจัด ผมเขยิบเข้าไปใกล้เขา ถือวิสาสะขึ้นไปนั่งบนตักของอีกฝ่าย วิคเตอร์กระชับอ้อมแขนรอบเอวผมไว้หลวมๆ


“วิคเตอร์ มีอะไรเหรอ” เขาไม่ตอบ เอาแต่มองหน้าผมด้วยใบหน้าตึงเครียดไม่ผ่อนคลาย เห็นแบบนั้นผมเลยตัดสินใจยกมือซ้ายขึ้นปัดผมที่ปรกหน้าผากเขาอยู่ โน้มหน้าลงไปกดจูบหนักๆ ที่หน้าผากเขา วิคเตอร์นิ่งไปสักพักก่อนจะผ่อนลมหายใจออกช้าๆ และหนักๆ ผมผละหน้าออกมามองหน้าเขา ก็เห็นว่าสีหน้าเขาคลายความเครียดไปได้เยอะ ดวงตาคู่สวยคล้ายจะสงบลง


“บอกผมได้มั้ย”


“จริงๆ ไม่ต้องบอกเดี๋ยวนายก็รู้เอง แต่ช่วงนี้อย่าเพิ่งรับรู้อะไรเลยนะ เป็นไปได้ก็อย่าเล่นโทรศัพท์มาก” ผมขมวดคิ้วงงกับคำขอร้องแกมคำสั่งของเขา


“แหม… ทำอย่างกับทุกวันนี้ผมได้จับโทรศัพท์นานๆ งั้นแหละ จับได้นานที่สุดคือคุยกับพ่อกับแม่ พอคุยเสร็จคุณก็ยึดไปเก็บไว้เอง” วิคเตอร์ยิ้มมุมปากนิดๆ กระชับร่างผมให้เข้าใกล้ชิดเขามากขึ้น ผมยิ้มอ่อนๆ ซบร่างซีกขวาลงบนอกเขา


“ฉันกลัวนายจะสนใจโทรศัพท์มากกว่าฉัน ยิ่งถ้าได้เล่นเกมส์ นายก็จะไม่สนใจฉันเลย…” ผมแอบยิ้มบางๆ ด้วยความขำ จริงๆ ผมไม่ใช่คนติดเกมส์หรอก ก็เล่นแต่เกมส์ในมือถือนั่นแหละ


“…อีกอย่าง เล่นโทรศัพท์มากๆ ไม่ดีนะรู้รึเปล่า มันอันตรายต่อสายตาและสมองนะ” คล้ายจะมีวิชาการ คล้ายจะมีคุณธรรม คล้ายจะบอกด้วยความเป็นห่วง แต่ก็นั่นแหละมันแค่คล้ายไง ผมเลยได้แต่ขำแบบงงๆ ใต้คางเขา


“โอเค ผมจะพยายามรู้สึกดีๆ กับสิ่งที่คุณพูดนะ” วิคเตอร์หัวเราะน้อยๆ และเอาคางเกยไว้บนศีรษะผม


เรานั่งกันอยู่แบบนั้นไปเรื่อยๆ จนหนังเรื่องแรกจบและเรื่องที่สองกำลังเริ่มเล่น เขาแทบไม่ขยับเลย นั่งกอดผมไว้อย่างนั้น ผมก็ไม่กล้าขยับตัวเพราะคิดว่าเขาคงกำลังนั่งคิดอะไรเพลินๆ ไปเรื่อย เลยไม่อยากไปขัดความคิดของเขา แต่ก็อดอึดอัดใจไม่ได้อยู่ดีที่ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไร ไม่รู้ว่าตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตเขา ทั้งๆ ที่ตอนนี้เราอยู่ใกล้กันมากแต่ผมกลับไม่รู้อะไร และยังช่วยเขาไม่ได้อีก


“ถ้าหนังจบแล้ว ไปออกกำลังกายกันเถอะ” เขาเอ่ยออกมาในที่สุดหลังจากนิ่งเงียบกันอยู่นานจนผมจะหลับคาอกเขาอยู่แล้ว วิคเตอร์ยกมือมาลูบหัวผมแผ่วเบา


“ไปสิครับ” เขาต้องมีเรื่องอะไรที่กำลังทำให้ใจเขาว้าวุ่นอยู่แน่นอน แต่ผมก็พร้อมทำให้เขาสบายใจ ตอนนี้การทำตามใจเขาคงเป็นอะไรที่ทำให้เขารู้สึกดีที่สุดแล้วล่ะมั้ง


ตอนที่เราดูหนังเรื่องที่สองจบก็เป็นเวลาบ่ายสามเกือบบ่ายสี่โมงเย็น วิคเตอร์พาผมขึ้นไปบนชั้นสาม เปิดแอร์เย็นๆ เพื่อให้มีอากาศถ่ายเท แต่ไม่ได้เปิดจนหนาวจัด เขาเริ่มวอร์มร่างกายเบาๆ ผมขอให้เขาเปิดเพลงคลอไปด้วย เขาเลยบอกให้เอาไอพอดผมไปเสียบกับลำโพงเอง พอมีเสียงเพลงผมก็เริ่มขยับร่างกายตามเขาบ้าง เขาก็วอร์มของเขาไป ผมก็วอร์มในแบบฉบับของผมไปเรื่อย ยกแขนยกขาตามจังหวะเพลง เริ่มจากเบาๆ ก็เริ่มออกจังหวะหนักๆ โดยลืมสังขารอาการป่วยตัวเองไปชั่วขณะ แต่พอได้ออกกำลังหนักๆ ผมว่าเหมือนมันจะขับพิษไข้ที่เหลืออยู่ในร่างกายออกไปทางเหงื่อด้วยนะ ไม่แน่ใจว่าที่เคยได้ยินมานั้นถูกมั้ย
ผมเต้นแร้งเต้นกาอีกสักพักก็ไปช่วยเขานับและจับเวลาในการออกกำลังกายแต่ล่ะท่า ตอนนี้เขากำลังเอาแขนสองข้างเท้าไว้บนบาร์ แล้วยกขาสองข้างขึ้นตรงแหน่ว ยกขึ้นยกลงช้าๆ ผ่อนลมหายใจออกทางปากยามที่ขาสองข้างแตะลงพื้น


“สี่สิบแปด… สี่สิบเก้า… ห้าสิบ!” ผมปรบมือให้เขาเป็นการชื่นชม ใบหน้าหล่อเหล้าคมคายของวิคเตอร์ชุ่มชื้นไปด้วยเหงื่อแม้จะเปิดแอร์ในห้องฟิตเนสด้วยก็ตาม เขาส่งเสียงคำรามด้วยความเหนื่อย ค่อยๆ เดินมาที่พื้นกลางห้อง ยืนยืดแขนยืดขา และปรับลมหายใจอยู่สักพัก เขาก็นั่งลงคุกเข่ากับพื้น ตั้งท่าเตรียมวิดพื้น ผมเห็นแบบนั้นก็ตาโต เดินเข้าไปใกล้ๆ เขา พอมือเขายันตัวยกสูงจนตัวลอย ผมก็พุ่งตัวลงไปนอนทับหลังเขาทันที


“Alien!” เขาทรุดลงกับพื้นและสบถฉายาผมลั่นห้อง ส่วนผมก็นอนเหยียดตัวตรง หัวเราะกิ๊กกั๊กอยู่บนแผ่นหลังกว้างของเขา สองมือยึดไหล่เขาไว้เป็นที่จับไม่ให้ไหลลงไป


“ให้ทายว่าฉันหนักมั้ย?!” เขาถามเสียงเหนื่อยๆ พยายามจะหันหน้ามามองผม ผมเลยเขยิบหน้าเข้าไปใกล้เขาเอง


“ฮิๆ ยักษ์อย่างคุณแบกเอเลี่ยนตัวแค่นี้ทำมาเป็นบ่น ใจเสาะนะเนี่ยยย!” ผมยกมือขวาไปเกาแก้มขวาเขาเบาๆ วิคเตอร์หันมามองตาวาว แต่ริมฝีปากบิดเป็นรอยยิ้ม


“ได้ จับไว้ให้ดีก็แล้วกันนะ เอเลี่ยนตัวเตี้ย!”


“เตี้ยแต่ทำให้คุณเพลียได้นะ!” ผมเบะปากและย่นจมูกใส่เขา วิคเตอร์หัวเราะหึๆ


“ที่ฉันเห็นมีแต่นายต่างหากที่นอนหมดสภาพอยู่บนเตียง เอาแต่พูดว่าจะขย่มฉันอย่างนั้น จะทำให้ฉันเพลียอย่างนี้ ไม่เห็นทำสักที” ผมหน้าแดงก่ำทั้งที่หน้ายังยับยู่ยี่อยู่อย่างนั้น วิคเตอร์หันมามองผมแล้วยิ้มมุมปาก ยักคิ้วมาอย่างท้าทาย ผมเอามือดันหน้าเขาให้หันกลับไปข้างหน้า


“ฉันรอเพลียเพราะนายอยู่นะ” เขาว่าแล้วออกแรงดันแขนขึ้น ตั้งท่าเตรียมพร้อมวิดพื้น จัดระเบียบแขนขาให้เข้าที่โดยมีผมเกาะหลังเป็นลูกลิงอยู่ข้างหลัง


“สักห้าสิบครั้งเนอะ จะได้แข็งแรง!” ผมตบบ่าเขาเน้นๆ เป็นการให้กำลังใจ วิคเตอร์ส่งเสียงฮึ่มฮั่มมาจากลำคอ แต่ผมไม่สนใจเสียงขู่เขาหรอก


“Ready? Go!” แล้วผมก็เริ่มนับเลขตามจำนวนครั้งที่เขาวิดลง วิคเตอร์เป็นผู้ชายที่แข็งแรงมากจริงๆ ด้วยโครงสร้างรูปร่างใหญ่แบบฝรั่งบวกกับการที่เขาเล่นกล้าม ออกกำลังกาย เขาเลยยิ่งดูบึกบึนสมกับชายชาตรีแห่งเมืองผู้ดีแต่พลัดถิ่นมาอยู่สหรัฐฯ ซะจริง ขนาดมีผมที่ว่าตัวหนาๆ นอนเกาะเขาอยู่บนหลัง เขาก็ยังวิดพื้นขึ้นลงได้อย่างสบาย แม้จะส่งเสียงราวกับจะขาดใจตายมาบางครั้งยามที่ดันร่างตัวเองขึ้น


“อึ๊บบบ! สี่สิบบบ…” ผมคานเสียงยานเป็นกำลังใจให้เขา (?) ในการดันร่างตัวเองขึ้นลงโดยมีผมเป็นตัวถ่วงชีวิตเขาอยู่ด้านบนแบบนี้ วิคเตอร์ดันแขนขึ้นลงช้าๆ จนกระทั่งครบห้าสิบทีตามที่ผมบอก ก่อนจะที่ตัวเขาจะทรุดลงไปกองกับพื้นพร้อมหายใจหอบหนักๆ


“สุดยอดเลย!” ผมบอกแล้วตบบ่าทั้งสองข้างของเขาแรงๆ วิคเตอร์นอนคว่ำหน้าหอบหายใจอยู่บนพื้น ผมค่อยๆ กระดึ๊บลงจากตัวเขาลงไปนั่งข้างๆ วิคเตอร์พลิกตัวนอนหงาย อ้าปากหอบด้วยความเหนื่อย ผมคลานไปที่ปลายเท้าของเขา จับให้ขาเขาตั้งฉากขึ้น


“ต่อไปก็ซิทอัพ หน้าท้องจะได้แน่นๆ!” ผมบอกแล้วโน้มตัวเอามือไปตบลงบนหน้าท้องเขาอันเต็มไปด้วยกล้ามท้อง วิคเตอร์บิดตัวหนีด้วยความตกใจเล็กน้อย


“เดี๋ยวเถอะๆ” เขาทำสีหน้าคาดโทษใส่ผม ส่วนผมก็ยิ้มตาใสไปให้เขา มองเขาด้วยสายตาเร่งรัดว่าให้รีบทำท่าซิทอัพ วิคเตอร์พ่นลมหายใจออกจากปาก สองมือสอดเข้าไปที่ท้ายทอย ขาสองข้างตั้งฉากเตรียมพร้อมสำหรับการซิทอัพ


“Go!” ผมบอกเขาเสียงแข็งขัน แล้วเริ่มนับเลข วิคเตอร์ดันตัวเองขึ้นมาโดยมีผมจับเท้าไว้ให้เขา ถึงเสียงหายใจเขาจะดูเหนื่อย แต่เขายังคงซิทอัพในระดับที่ไม่อ่อนแรงลงเลย ยังคงแข็งแรงเหมือนเดิม!


“สามสิบเก้า… สี่สิบ…” เขากัดฟันซิทอัพต่อจนครบห้าสิบครั้งแล้วนอนแผ่หลาหายใจหอบหนักๆ ผมจับเข่าเขาไว้ขึ้นไปนั่งคร่อมตรงข้อเท้าเขา วิคเตอร์กดคางลงมองผมด้วยสายตางงๆ


“ยกผมขึ้นๆๆ พ่อชอบเล่นกับผมแบบนี้ตอนเด็กๆ มันเสียวดี”


“ไม่เอาหรอก ตัวนายหนักยิ่งกว่าไมเคิลอีก” เขาพูดสีหน้ากวนตีน ยักคิ้วใส่หน้าผมสองที ผมถลึงตาใส่เขาแล้วทำท่าจะลง จังหวะนั้นวิคเตอร์ก็รีบยกตัวผมขึ้นด้วยข้อเท้าและแข้งขาทันที


“ว้ากกก!” ความรู้สึกเสียววูบตรงท้องน้อยเกิดขึ้นฉับพลันตอนที่เขายกตัวขึ้นสูงแทบจะสุดขายาวๆ ของเขา ผมหน้าเหวอกลางอากาศ ท่าทางจะร่วงลงพื้น มือผมปัดป่ายหาที่จับไปมา สุดท้ายก็คว้าเข้ากับสองมือของวิคเตอร์ที่ยื่นมาให้ไว้เป็นที่ยึด


“ไง อยู่บนเตียงกับอยู่บนนั้น อันไหนเสียวกว่ากัน” เขาว่าแล้วลดขาลง ผมจับมือเขาไว้แน่น และหนีบขาเข้ากับขาเขาไว้ให้แน่นที่สุดเพื่อกันตัวเองตก


“ไม่บอก!” ผมแกล้งสะบัดเสียงใส่เขา วิคเตอร์ยิ้มซุกซน ยกตัวผมขึ้นไปสูงตามเดิม ผมร้องกรี๊ดด้วยความตกใจแล้วความเสียวไส้ ปล่อยให้เขายกขึ้นยกลง ความรู้สึกเหมือนได้เล่นเครื่องเล่นในสวนสนุกเลย


“อ๊ากกก! ก๊ากกก! ฮ่าๆ คิกๆ” ผมส่งเสียงด้วยความหวาดเสียงเมื่อเขายกตัวผมขึ้นไปค้างไว้บนอากาศแล้วโยกขาไปซ้ายทีขวาที เสียวแต่ก็ตื่นเต้นจนต้องหัวเราะออกมาด้วยความสนุก วิคเตอร์ยิ้มกว้างด้วยความสนุกเช่นกัน เขายกผมขึ้นลงสลับเร็วสลับช้า ปล่อยจังหวะให้ผมตายใจแล้วก็ค่อยยกขึ้น และยกลงอย่างเร็ว


“พอยัง” เขาถามหลังจากผมใช้ขาเขาเป็นเครื่องเล่นมาสักพัก ผมหัวเราะเสียงฮึมฮัมในลำคอพร้อมส่ายหัวว่าไม่พอ ส่งสายตาแป๋วๆ ไปให้เขาเป็นเชิงอ้อนว่าอยากเล่นต่อ วิคเตอร์แสร้งทำหน้าว่าเหนื่อยแล้วส่ายหัว ผมยิ้มกว้างแล้วหัวเราะออกมา วิคเตอร์ลดขาลงช้าๆ พอเท้าถึงพื้นเขาก็เหยียดขาตรงทำให้ร่างผมนอนราบไปกับขาเขา เขากดคางต่ำมองผมที่นอนอยู่บนขายาวๆ ของเขา


“ปากนายอยู่ในระดับเดียวกับไอ้นั่นของฉันเลยนะ” เขายิ้มแซว ผมที่กำลังเพลินๆ ถึงกับสะดุ้ง พอเห็นว่าใบหน้าตัวเองกำลังอยู่ตรงกับเป้าเขา ผมก็รีบดันตัวลุกขึ้นหน้าตาตื่นทันที


“ทำอย่างกับไม่คุ้นเคยกับมันงั้นแหละ อ้อ นายยังไม่เคยใช้ปากสินะ ไว้หายแล้วลองสิ” เขายกมือไปสอดไว้ใต้หัวเป็นหมอน นอนมองผมด้วยสายตาอ่อนละมุนพร้อมรอยยิ้มหล่อสะดุดใจ


“ไม่เอา” ผมบอกพลางย่นคิ้วใส่เขา แต่วิคเตอร์ยังคงยิ้มเหมือนเดิม คิ้วเข้มของเขาเลิกขึ้นนิดหนึ่งเหมือนคิดอะไรอยู่


“ถ้านายกลัวทำไม่เป็น ลองฝึกซ้อมกับกล้วยก่อนก็ได้ ของฉันก็น่าจะใกล้เคียงกับกล้วยหอมที่สุด แต่ต้องลูกใหญ่หน่อยนะ” ผมอ้าปากหวอด้วยความทึ่งกับผู้ชายคนนี้ ความคิดเขาช่างน่าลอง เอ้ย! น่าชกหน้าซะจริง วิคเตอร์มองหน้าผมที่เหวอกับคำพูดเขาแล้วหัวเราะเสียงดังลั่น ผมมองเขาอย่างงงๆ ปนเคืองๆ ไม่เข้าใจว่ามีอะไรให้น่าขำ


“ขึ้นมานั่งนี่เร็ว” เขาบอกหลังจากหัวเราะจนคุมเสียงตัวเองได้ เอามือขวาตบลงบนท้องตัวเองเบาๆ ผมคลานเข้าไปใกล้เขา ยกตัวขึ้นนั่งคร่อมตัวเขาไว้ วิคเตอร์เอื้อมมือสองข้างมาจับเอวผมไว้แล้วบีบเบาๆ


“เห็นนายนั่งท่านี้แล้วอยากให้นายขย่มฉันจริงๆ ลองมั้ย เดี๋ยวฉันปล่อยให้นายคุมเกม” ผมถลึงตาใส่เขาเบาๆ วิคเตอร์ยิ้มทะเล้น ผมโน้มหน้าลงไปหาเขาแล้วกัดปลายจมูกโด่งมนๆ ของเขาเบาๆ


“งั่มมมๆ” วิคเตอร์หัวเราะปล่อยให้ผมงับจมูกเขาอยู่อย่างนั้น สักพักเขาก็เลื่อนมือมากดหัวผมลงให้ไปรับจูบอันเนิบนาบแต่ก็ร้อนแรง ลิ้นเราเกี่ยวพันกันอย่างอ่อนนุ่ม จูบกันไม่นานวิคเตอร์ก็ดันหน้าผมออก มองผมด้วยสายตาที่อัดแน่นไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย


“ค่ำนี้ไปดูวิวนิวยอร์คกัน” ผมเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจที่จู่ๆ เขาก็มาชวนไปดูวิวยามค่ำคืนของนิวยอร์ค ก็ใช่ว่าไม่เคยเห็นหรอก แต่ส่วนมากผมจะเห็นจากฝั่งบรู๊คลินมากกว่า


“ไปมั้ย” เขาถามย้ำเมื่อเห็นว่าผมยังเอาแต่ทำหน้าประหลาดใจ


“ไปครับ” ผมพยักหน้ารับอย่างตื่นเต้น วิคเตอร์ยิ้มหล่อกลับมาให้ยื่นหน้ามาจุ๊บปากผมเบาๆ หนึ่งที ผมดันตัวลุกขึ้นนั่ง นั่งชันเข่าขึ้น ยกเข่าออกจากตัวเขาลงไปนั่งกับพื้นข้างๆ ตัวเขา วิคเตอร์นอนเหม่อมองเพดาน สายเขาคล้ายคนเลื่อนลอยกำลังคิดอะไรไปเรื่อย


“คุณต้องมีเรื่องไม่สบายใจอยู่แน่ๆ” เขาหันหน้ามามองผมด้วยสายตาว่างเปล่า ส่งรอยยิ้มมุมปากน้อยๆ มาให้


“ใครๆ ก็มีเรื่องไม่สบายใจทั้งนั้นแหละ จะให้สบายใจตลอดเวลาได้ไง”


“ผมเป็นห่วงคุณนะครับ” ผมบอกแล้วลงไปนอนซบบนอกเขา วิคเตอร์ยกมือขวาขึ้นมาลูบหัวผมอย่างเบามือ


“Thank you. (ขอบใจ)” ผมรู้สึกไม่สบายใจ เพราะผมรู้ว่าตอนนี้เขามีเรื่องไม่สบายใจอยู่ วิคเตอร์ยิ่งเป็นคนลึกลับซับซ้อนอยู่ด้วย ทุกวันนี้ถึงจะมีอะไรกันแล้ว แต่เรื่องความลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนของเขาก็ยังอยู่ ไม่หายไปไหน และไม่ได้หมายความว่าเขาจะเปิดใจให้ผมทุกอย่างหรือให้ผมรับรู้ทุกเรื่อง

V
v

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8


พอใกล้ค่ำเราสองคนก็เลิกออกกำลังกาย อันที่จริงหลังจากผมนอนซบอกเขา วิคเตอร์ก็ลุกขึ้นไปออกกำลังต่ออีกนิดๆ หน่อยๆ แล้วก็เลิก เราพากันไปอาบน้ำ ใส่ชุดคลุมลงมาทานอาหารเย็น ผมกับเขากินอาหารคลีนกันต่ออีกมื้อ กินไปกินมามันก็อร่อยดีนะ ถึงจะชืดๆ กว่าอาหารปกติไปหน่อยก็เถอะ ผมจัดการเตรียมอาหารที่ช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อไว้ให้เขาด้วย จำพวก ไก่ ไข่ นม อะไรแบบนี้ จริงๆ สมัยนี้มันก็มีทางลัดสำหรับคนเล่นกล้ามนั่นก็คือพวกเวย์โปรตีน แต่ผมไม่อยากให้เขากินโปรตีนสำเร็จรูปนั่นอย่างเดียว อยากให้เขาได้จากอาหารพวกนี้ด้วย


“ไม่เอาหรอก เหมือนผมใส่กระโปรงเลย” ผมบอกหน้ายู่เมื่อเขายื่นเสื้อเชิ้ตสีชมพูอ่อนตัวโคร่งไซส์ขนาดตัวเขามาให้ผมใส่ ผมหันไปหยิบเสื้อยืดลายการ์ตูนมาริโอ้สีขาว แขนเสื้อยาวถึงข้อศอกสีดำออกมาใส่คู่กับกางเกงเดฟสกินนี่สีน้ำเงิน วิคเตอร์หัวเราะเบาๆ แล้วเอาเสื้อไปเก็บ เขาเลือกใส่เสื้อยืดคอวีสีขาวเนื้อผ้าหนากับกางเกงยีนส์สีน้ำเงิน


“ต้องใส่หมวกด้วยหรอ นี่มันกลางคืนแล้วนะ” ผมเอ่ยถามเขางงๆ เมื่อเขาสวมหมวกแก็ปสีขาวลงบนหัวผม และใส่สีดำที่มันอักษรตัว V เงินลงบนหัวตัวเอง


“นายไม่สบายอยู่นะ ส่วนฉันชินกับการใส่หมวกเวลาออกไปข้างนอก” เขาว่าแล้วกระชับเสื้อกันหนาวลายทหารที่ผมใส่อยู่ จริงๆ ช่วงนี้มันไม่ใช่หน้าหนาวจัดหรอก เพราะมันยังอยู่ในช่วงสปริง อากาศอุ่นสบาย แต่ตอนกลางคืนพอไม่มีแดด ลมก็จะเย็นจนรู้สึกยะเยือกที่ผิวได้เหมือนกัน ยิ่งสำหรับคนป่วยอย่างผมก็จะยิ่งหนาวกว่าคนปกติหน่อย ผมยิ้มด้วยความเข้าใจ ส่วนวิคเตอร์เป็นคนติดหมวกจริงๆ นั่นแหละ อาจเป็นเพราะด้วยหน้าที่การงานของเขา พอออกไปข้างนอกเขาก็คงไม่อยากให้ใครมาวุ่นวายด้วยนักหรอก


ตอนที่อยู่บนรถไฟ วิคเตอร์ถูกหลายสายตาเหลือบเมียงมองมาคล้ายกับว่าไม่แน่ใจว่าใช่เขาหรือเปล่า แต่เพราะใส่หมวกและหันหน้าหนีโซนที่คนนั่งเยอะๆ เลยทำให้ไม่ชัดเจนว่าเป็นวิคเตอร์แน่ๆ หรือไม่ แต่ถึงอย่างนั้น เคยรู้สึกกันมั้ยว่าพวกดารานักแสดงถึงแม้เขาจะปกปิดตัวเองยังไง แต่มันจะมีออร่ากระจายออกมาจากตัวคนเหล่านี้


เราเดินขึ้นบันไดจากใต้สถานีขึ้นมาโผล่บริเวณใกล้ๆ กับเซ็นทรัลปาร์คในยามค่ำคืน แสงสว่างตามตึกสูงและไฟตามข้างทางส่องสว่างไปทั่วเมืองนิวยอร์ก เซ็นทรัลปาร์คตอนกลางคืนก็เปิดไฟสว่างไสวไม่ปล่อยให้ความมืดครอบงำ บรรยากาศในยามค่ำนั้นแสนคึกครื้น ผู้คนออกมานั่งรับประทานอาหารกันขวักไขว่แถวร้านอาหารที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ เซ็นทรัลปาร์ค มีทั้งนั่งตามร้านปกติ กับร้านที่กางเต้นท์ตามถนนติดๆ กัน ซึ่งอย่างหลังผมว่าน่าสนใจกว่า ให้ความรู้สึกเหมือนร้านอาการตามสั่งที่เมืองไทย แต่ที่นี่แต่ล่ะร้านก็จะมีอาหารเอกลักษณ์ของเขาเลย


วิคเตอร์พาผมเดินไปเรื่อยๆ ผมก็ยกกล้องที่เอาคล้องคอมาด้วยถ่ายรูปมุมต่างๆ ที่สนใจ ผมไม่เคยออกมาเดินย่านเซ็นทรัลปาร์คตอนกลางคืนเลย เพิ่งรู้ว่ามันคึกคักขนาดนี้ น่าจะคึกคักพอๆ กับที่ไทม์สแควร์แต่ที่นี่ดูสะอาดกว่าเยอะ 


“หูววว! ตึกเอ็มไพร์สวยจังงง!” ผมร้องบอกตาโตเมื่อเรากำลังเดินเข้าใกล้ Top of the rock มากขึ้นเรื่อยๆ ยอดตึก Empire state โผล่โดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางตึกต่างๆ แสงไฟสีน้ำเงินเขียวแดงที่ไล่สีไปตามยอดตึกนั้นชวนตื่นตาตื่นใจ ได้ยินมาว่ามันจะเปลี่ยนตามสีของแต่ล่ะวันเลย แต่บางวันก็เล่นไล่สีอย่างที่ผมเห็นอยู่นี่แหละ ผมยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูป อยากจะหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปบ้าง แต่ผมก็ลืมเอาไว้กับวิคเตอร์ และเขาก็ไม่ได้เอามา เอามาแต่ของตัวเอง เดี๋ยวค่อยเอาไฟล์รูปลงคอมก็แล้วกัน


“Two. (สองใบ)” วิคเตอร์บอกกับพนักงานที่ขายบัตรอยู่ด้านล่าง ผมจะควักเงินให้เขาเป็นค่าตั๋วขึ้นไปชมวิว แต่เขาบอกปัดไม่รับ จัดการจ่ายให้ผมและยื่นบัตรให้พนักงานที่รอฉีกตั๋วอยู่ เราเดินไปรอลิฟต์ที่พนักงานกดให้ กดขึ้นไปบนชั้นชมวิว ระหว่างทางผมก็อดรู้สึกตื่นเต้นนิดๆ ไม่ได้ ลิฟต์เปิดออกพร้อมกับเสียงเพลงที่ดังฟังสบายๆ เราขึ้นมาบนโถงกว้างๆ ที่มีคนยืนอยู่เต็มไปหมด แต่ก็ไม่แน่นขนัดจนน่าอึดอัด เราเดินออกไปด้านนอกที่คล้ายระเบียง พื้นปูด้วยกระเบื้องสีส้มอ่อนๆ กระจกบานใหญ่สีใสถูกตั้งกันไปรอบระเบียงชมวิวเพื่อกันคนไม่ให้พลัดตกลงไปและช่วยกันลม ที่ด้านบนนี้จะพัดแรงกว่าด้านล่าง


เราเดินไปแถวมุมๆ ระเบียงกระจก ตรงที่คนน้อยๆ หน่อย ผมจับปีกหมวกไปไว้ด้านหลัง กวาดตามองวิวภาพกว้างของตึกในมหานิวยอร์คยามค่ำคืน แสงไฟสีเหลืองสีขาวส่องแสงสว่างจนทำให้ท้องฟ้าสีดำมืดด้านบนนั้นสว่างตามไปด้วย แม้นจะไม่มีดาวอยู่บนฟ้าแต่ว่าแสงไฟจากตามตัวตึกและยอดตึกก็ระยิบระยับไม่แพ้ดาว ที่เด่นที่สุดก็แน่นอนว่าเป็นตึกสูง 102 ชั้นที่ใช้เวลาสร้างสี่ร้อยสิบวันอย่างตึก Empire state นั่นเอง ตัวตึกทรงสูงสี่เหลี่ยม ยอดตึกไล่ระดับคล้ายยอดพีระมิด แสงไฟที่ผมเห็นด้านล่างนั้นไล่เรียงตัวกันอย่างสวยงามท่ามกลางความมืดของท้องฟ้า ยิ่งท้องฟ้ามืดสนิทยอดตึกนั้นก็ยิ่งเด่น


“วิคเตอร์…” ผมเอ่ยเสียงไม่มั่นใจ ผู้ชายที่กำลังยืนมองวิวอยู่ข้างๆ ผม หันมาเลิกคิ้วใส่ผมเป็นเชิงถาม ผมเม้มปากเบาๆ เอ่ยถามด้วยความหวาดๆ เล็กน้อย


“ถะ… ถ่ายรูปกันมั้ยครับ” ผมแทบจะกลั้นใจถาม เพราะกลัวจะไปทำให้เขาอารมณ์เสีย วิคเตอร์ทำสีหน้าประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า ผมเลยยิ้มกว้างด้วยความโล่งอก หยิบกล้องเตรียมดึงออกจากคอ


“ไม่ใช้มือถือถ่ายล่ะ แบบนี้มันลำบากไปรึเปล่า”


“ผมไม่ได้เอามือถือมานี่นา ก็อยู่กับคุณนั่นแหละ” ผมว่าแล้วเบะปากนิดๆ


“เอามือถือฉันก็ได้นี่” ผมเลิกคิ้วขึ้นมองเขา ถามเสียงงงปนตกใจ


“ได้เหรอ?!” เขายิ้มขำกับอาการที่ผมแสดงออก


“ได้สิ” วิคเตอร์หยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมา เขายื่นส่งให้ผม ผมรับไว้ในมือ เลือกเปิดโปรแกรมกล้องถ่ายรูป เข้าไปยืนชิดเขาและยื่นมือตัวเองออกไป วิคเตอร์ย่อตัวเอาหน้าเบียดเข้ามาชนผมจนแก้มเราติดกัน ผมพยายามยืดแขนออกไปแต่ทำยังไงก็เก็บหน้าเราสองคนไม่หมด ไม่รู้ว่าเพราะหน้าผมบานหรือแขนผมสั้นกันแน่


“ฮือออ แขนผมสั้นอ่ะ” วิคเตอร์หัวเราะตลกขับขัน เขายืดตัวขึ้น เอามือขวาโยกหัวผมไปมาแล้วใช้มือซ้ายดึงโทรศัพท์ไปถือไว้ในมือเขาเอง โห โคตรจะต่างกัน แขนเขายืดแทบจะถึงฝั่งบรู๊คลิน (เว่อร์) เห็นหน้าเราสองคนชัดเจน แถมยังได้วิวเป็นยอดตึกเอ็มไพร์ด้วย


ผมฉีกยิ้มแฉ่งใส่กล้องเต็มที่ วิคเตอร์ก็ทำหน้าที่กดไป มียกกล้องเป็นแนวตั้งบ้าง แนวนอนบ้างสลับกันไป เน้นวิวมากกว่าเน้นหน้า แต่บางรูปก็เน้นหน้ามากกว่าวิว วิคเตอร์ดึงปีกหมวกไปไว้ด้านหลังตอนที่หันมาจุ๊บลงบนหน้าผากผมแล้วกดถ่ายรูป ผมหัวเราะคิกคักในลำคอ วิคเตอร์ยิ้มกว้าง แต่สักพักรอยยิ้มเขาก็เจื่อนลง สายตาเขากวาดมองไปทั่วบริเวณระเบียงชมวิว ผมหันไปมองก็เห็นมีคนมองเขาอยู่เช่นกัน ไม่ได้มองทุกคนหรอก เพราะแต่ล่ะคนก็ดูวิว ถ่ายรูปของตัวเองไป แต่มันก็มีบางคนบางกลุ่มส่งสายตามองมา มีทั้งมองผ่านๆ มองเฉยๆ มองอย่างสงสัยใคร่รู้ บ้างก็ส่งรอยยิ้มอย่างเอ็นดูมาให้ ผมหันกลับมาหาวิคเตอร์ เขาถอนหายใจเบาๆ ใบหน้าดูคล้ายเหนื่อยๆ


“ใส่หมวกอย่างเดิมเถอะครับ” เขาพยักหน้ารับนิ่งๆ ดึงปีกหมวกกลับมาด้านหน้าตามเดิม ผมยิ้มฝืดเฝื่อนไปให้เขา รู้สึกกระวนกระวายใจยังไงชอบกล วิคเตอร์ยิ้มอ่อนๆ ตอบกลับมา


“ขึ้นไปดูวิวจากอีกชั้นมั้ย จะได้มองเห็นฝั่งเซ็นทรัลปาร์คด้วย” ผมแหงนหน้าขึ้นไปมองลานระเบียงชั้นสูงสุดที่เป็นจุดชมวิวอีกชั้นของตึกนี้ เห็นคนอยู่บนนั้นไม่มากเท่าไหร่


“ไปก็ได้ครับ” วิคเตอร์ยิ้มกลับมาแล้วพาผมเดินกลับเข้าไปโถงที่เราเดินออกมา เดินไปกดลิฟต์เพื่อขึ้นไปอีกชั้นซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นได้ทั้งฝั่งสวนและฝั่งตึก พอลิฟต์เปิดออกก็โดนลมเย็นๆ ปะทะเข้าที่หน้า ผมกระชับเสื้อกันหนาวมีฮู้ดของตัวเอง ก้าวเท้าเดินช้าๆ ไปพร้อมวิคเตอร์ สายตาหันไปมองวิวจากฝั่งเซ็นทรัลปาร์คที่เห็นยอดต้นไม้สว่างไสวได้เพราะแสงไฟในสวน ทะเลสาบขนาดใหญ่ทอแสงไฟจนดูงดงามตามท้องเรื่องของเวลากลางคืน บางจุดมีแสงไฟสีส้มดวงใหญ่สาดลงไปจนเห็นพื้นหญ้าลิบๆ จากตรงนี้


“นายจะบินกลับวันไหน” เขาถามตอนที่เราเดินมาถึงตรงกลางลาน หยุดยืนมองวิวตึกเอ็มไพร์ จากตรงนี้จะเห็นตึกในมุมกว้างกว่าข้างล่าง และตึกก็ดูสูงเพรียวกว่าด้านล่างด้วย


“ก็น่าจะสิ้นเดือนนี้แหละครับ อีกสองอาทิตย์เพื่อนผมจะบินมาที่นี่ เรานัดมาเที่ยวด้วยกันที่นิวยอร์ค” ผมบอกยิ้มๆ สายตาจับจ้องอยู่ที่ยอดตึกสีสวยของเอ็มไพร์


“จริงสินะ อาทิตย์หน้าก็ถือว่านายฝึกงานเสร็จแล้ว” ผมหันไปมองหน้าเขาแล้วพยักหน้ายิ้มๆ วิคเตอร์ยิ้มตอบกลับมาน้อยๆ


“ตอนแรกผมก็จะอยู่ยาวถึงกรกฎาคมเลย เพราะกว่าผมจะเปิดเทอมก็ตั้งสิงหาฯ แน่ะ แต่เงินเหมือนจะไม่เอื้ออำนวยให้ผมอยู่ต่อได้ยาวขนาดนั้น” ผมยิ้มแห้งๆ รู้สึกว่าตัวเองนั้นช่างยากจนเหลือเกิน จริงๆ ก็ยังมีเงินเหลืออยู่แหละแต่ผมก็อยากไปญี่ปุ่นก่อนกลับ อยากไปช้อปปิ้งที่ฮาราจูกุ และแน่นอนว่าถ้าพวกเก้ากับแบมมาที่นิวยอร์ก มีหรือที่มันจะไม่ช้อป ได้ข่าวว่ามันเข้าเอ้าท์เล็ทที่ฟลอริด้าหมดไปหลายบาทแล้ว


“อยู่ต่อสิ เดี๋ยวฉันเลี้ยงนายเองก็ได้” ผมยิ้มขำ วิคเตอร์ยกยิ้มมุมปากทั้งสองข้างและส่งสายตาประมาณว่าเขาจะเลี้ยงดูจริงๆ นะ


“ให้ผมอยู่ต่อในฐานะอะไรล่ะครับ ต่อสัญญาทาสงั้นเหรอ” ผมบอกพร้อมรอยยิ้มขำไปเรื่อย บอกแบบไม่ได้คิดอะไร


“อยู่ในฐานะคนพิเศษของฉันได้มั้ย” ผมที่กำลังยิ้มไปเรื่อยเปื่อยถึงกับเปลี่ยนเป็นยิ้มเก้อ มองเขาแบบเบลอๆ คล้ายเพิ่งโดนอะไรทุบหัวมาจนหัวสั่นสนั่น


“ฉันชอบนะ เวลาที่นายอยู่ข้างๆ กันแบบนี้” เขาบอกเสียงทุ้ม รอยยิ้มอบอุ่นละมุนใจระบายอยู่บนใบหน้าหล่อคมของเขา ใจผมสั่นไหวเบาๆ มันเต้นกระตุกนิดๆ ตอนที่เขาบอกให้อยู่ข้างๆ เขา แบบนี้มันดีใช่มั้ยนะ ผมกำลังถามใจตัวเองว่ามันโอเคหรือเปล่า


“ผมก็ชอบเหมือนกัน”


“งั้นก็อยู่ต่อสิ” ผมยิ้มน้อยๆ ในใจมันหวิวๆ อย่างบอกไม่ถูก วิคเตอร์ล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงดึงของบางอย่างออกมา เขาเอื้อมมือขวามาดึงมือซ้ายผมไป ผมมองตามงงๆ สักพักเขาก็เอานาฬิกาเรือนหนึ่งมาคล้องที่ข้อมือซ้ายผม มันเป็นนาฬิกาของแบรนด์ Calvin Klein สำหรับผู้ชาย สายนาฬิกาเป็นหนังสีดำ ตัวเรือนนาฬิกาเป็นทรงกลมสีเงิน หน้าปัดเป็นเข็มสั้นเข็มยาวสีน้ำเงินแซมสีขาวปลายๆ ผมช้อนตามองเขาด้วยความงง วิคเตอร์มองกลับมายิ้มๆ มือก็ใส่นาฬิกาให้ผมจนเสร็จ ผมยกข้อมือขึ้นดู เรือนสีเงินสะท้อนกับแสงบนยอดตึกจุดชมวิวของตึก


“ฉันให้ ฉันเห็นนายชอบหยิบมือถือขึ้นมาดูเวลา ตอนนี้มือถือไม่ค่อยได้อยู่กับนาย นายคงลำบาก” ผมยิ้มงงๆ คือไม่แน่ใจว่าควรดีใจมากๆ มั้ยหรือควรดีใจน้อยๆ หรือยังไงดี แต่ผมรู้สึกดีอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เพราะเขาซื้อของให้ แต่เป็นเพราะเขาสังเกตผมด้วย


“คุณก็คืนมือถือผมมาสิ” ผมบอกแล้วบู้ปาก แต่ตาไม่ยอมละไปจากนาฬิกา มันเรียบๆ ไม่เยอะสิ่ง แต่มันดูหรูหรา ดีใจจังที่เขาซื้อให้ (คิดได้ละ ว่าควรดีใจ)


“ไม่เอา เดี๋ยวนายไม่สนใจฉัน” ผมย่นคิ้ว เงยหน้าขึ้นสบตากับเขาแว้บหนึ่ง แล้วก้มลงมองนาฬิกาต่อ


“เห็นมั้ย พอมีอย่างอื่น นายก็ไม่สนใจฉัน ถอดออกเลย” เขายื่นมือทำท่าจะมาถอดนาฬิกาออก ผมเอามือหลบไปข้างหลังทันที


“แอ๊ะ… ให้แล้วให้เลยสิ” ไม่มีการเล่นตัวไม่เอาทั้งนั้นแหละ ถือว่านี่เป็นค่าจ้างที่ดูแลเขามาสามเดือนก็แล้วกัน ผมว่าเรือนนี้แพงแน่นอน แต่ไม่ใช่ว่าเขาเอาของฟรีมาให้ผมนะ เพราะเขาเคยเป็นนายแบบกางเกงในแบรนด์นี้อ่ะ


“ไม่น่าให้ตอนนี้เลยจริงๆ” เขาหรี่ตามองผมที่ยิ้มหน้าบ้องแบ๊วใส่ ผมเอามือที่ใส่นาฬิกาออกมาดูอีกรอบ เงยหน้ามองเขาอีกที


“นี่กะเอามาล่อลวงไม่ให้ผมกลับไทยใช่มั้ยเนี่ย”


“แล้วสำเร็จมั้ยล่ะ” ผมยิ้มกว้าง หัวเราะกิ๊กอารมณ์ดี เขยิบเข้าไปใกล้เขา มองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง มีคนอยู่ราวๆ สิบกว่าคน แต่อยู่กระจัดกระจายและกำลังสนใจในกิจกรรมของตัวเอง ผมหันกลับมายิ้มให้เขา เขย่งตัวหอมแก้มเขาไปหนึ่งฟอด วิคเตอร์เหมือนจะตกใจไปเล็กน้อยแต่สักพักเขาก็คลี่ยิ้มออกมา


“อยู่ต่อก็ได้” ขอโทษนะเก้า แบม แกไปเที่ยวญี่ปุ่นกันสองคนนะ ชั่วโมงนี้ฉันขอกอบโกยกับผู้ชายคนนี้ก่อน


วิคเตอร์ยิ้มกว้างอย่างดีใจ ดึงตัวผมเข้าไปกอดไว้ ก้มลงมาหอมกลางกระหม่อมผมไปหนึ่งที ผมยิ้ม ซุกแก้มกับอกแกร่งของเขา รู้สึกอบอุ่นใจทุกครั้งที่ได้อยู่ในอ้อมกอดและอกอุ่นนี้


“ขอบใจนะ” เขาบอกเสียงแผ่วเบา ผมผละหน้าตัวเองออกจากอกเขา เงยหน้าขึ้นสบตาคู่สวยคมของเขาที่กำลังเป็นประกาย


“ตอนผมอยู่ที่นี่ คุณจะไม่มีใครใช่มั้ย” เขาส่ายหัวทันทีที่ผมถามจบ


“Just you. (แค่นาย)” ผมยิ้มกว้าง แม้จะไม่มั่นใจว่าเขาจะทำได้จริงๆ หรือเปล่า เพราะเขามีนิสัยเปลี่ยนผู้หญิงบ่อย แต่ถึงยังไงผมก็รู้สึกดีใจอยู่ดี แม้จะยังติดใจอะไรอยู่เล็กน้อย…


“I need to know something. (ผมอยากรู้อะไรบางอย่าง)”


“What? (อะไรเหรอ)” ผมพ่นลมหายใจออกทางจมูกเบาๆ รู้สึกใจเต้นตุบๆ นี่ขนาดคำถามนี้ไม่ใช่คำถามที่อยากถามจริงๆ นะเนี่ย


“When you fuck me—you’re fuck—or you’re make love? (ตอนที่คุณมีอะไรกับผม คุณแค่เอา หรือว่าทำรัก)” วิคเตอร์ขมวดคิ้วเข้าหากัน สีหน้าเขาดูเหมือนคนหลงทาง แววตางุนงง ถึงขั้นยกมือเกาแก้มตัวเองเบาๆ


“ฉันว่ามันก็ไม่ต่างกันตรงไหน ยังไงมันคือการที่เรามีเซ็กส์กัน” เหมือนมีเชือกอยู่ที่ใจผม แล้วเขาก็กระตุกแรงๆ จนแทบหลุดออกจากอก ความรู้สึกผมดับวูบครู่หนึ่ง ก่อนที่ผมจะปั้นยิ้มยากขึ้นมา


“ฉันไม่เข้าใจว่าจะแยกกันทำไม ไม่เห็นจะต่างกันตรงไหน ยังไงนายก็ทำให้ฉันรู้สึกดีอยู่ดีนั่นแหละ” เขาบอกคล้ายจะหงุดหงิดเล็กๆ ผมยิ้มและพยักหน้าเชิงว่าเข้าใจแล้ว เพราะไม่อยากชวนเขาทะเลาะ ไม่อยากให้เขาอาละวาดหรืออารมณ์เสียตอนนี้


“คิ้วขมวดอีกแล้ว” ผมว่าแล้วยกสองมือขึ้นไปคลายคิ้วเขาที่หัวคิ้วแทบจะพุ่งชนกัน วิคเตอร์คลายคิ้วออก ใบหน้าเขาผ่อนคลายมากขึ้น ผมแอบดึงแก้มสองข้างเขาเบาๆ ด้วยความหมั่นเขี้ยวยักษ์หน้าบูดหน้าเบี้ยว


“อย่าถามอะไรเยอะนักเลย แค่ทุกวันฉันมีความสุขที่ได้อยู่กับนาย และนายก็มีความสุขที่ได้อยู่กับฉัน แค่นั้นก็น่าจะดีแล้วไม่ใช่เหรอ” เขาว่าหน้างอเล็กน้อย ผมแอบยิ้มกับหน้าบึ้งๆ เหมือนเด็กของเขา


“ก็ดีแล้ววว!” ผมบอกเสียงยาน วิคเตอร์ยิ้มกริ่มพอใจ จับมือซ้ายผมที่ใส่นาฬิกาไว้มาดู


“ชอบมั้ย” ผมยิ้ม พยักหน้าเร็วๆ


“ชอบสิครับ เรียบๆ ไม่หวือหวา แต่ว่ามองไม่เบื่อเลย”


“เหมือนนายไง” ผมอ้าปากหวอ วิคเตอร์ยิ้มกรุ้มกริ่ม ผมหุบปากลง อมยิ้มเขินๆ รูจมูกบานเพราะพยายามกลั้นยิ้มเขินเอาไว้ ผมเสหันไปมองตึกเอ็มไพร์ที่เปลี่ยนสีไฟยอดตึกเป็นสีแดงอย่างเดียวแล้วแว้บหนึ่ง ค่อยหันกลับมาหาเขาอีกที


“ซื้อของให้ผม ผมไม่มีอะไรจะให้ตอบแทนหรอกนะ” ผมแกล้งว่าเปลี่ยนประเด็นเพื่อแก้บรรยากาศเขินๆ นี้ วิคเตอร์ยิ้มหล่อแล้วบอกเสียงทุ้มน่าฟัง


“หายป่วยเมื่อไหร่นายได้ตอบแทนฉันแน่” ผมหน้าร้อนและแดงปลั่ง เมื่อรู้ว่าไอ้สิ่งที่เขาบอกนั้นมันหมายถึงอะไร วิคเตอร์หัวเราะน้ำเสียงคุกคามแล้วพาผมเดินไปอีกฝั่งที่เห็นวิวเซ็นทรัลปาร์ค ผู้คนเริ่มทยอยเดินลงลิฟต์ไปจนเหลือหลอมแหลมอยู่สองสามคน
ผมยืนเกาะขอบปูนระเบียงชมวิวไว้ มีวิคเตอร์ยืนซ้อนหลังอยู่ ด้านหน้าของเขาแนบชิดกับด้านหลังของผม ผมกวาดตามองวิวยามค่ำคืนของนิวยอร์กเอาไว้ให้เต็มตา เพราะไม่รู้ว่าผมจะได้กลับมาอีกมั้ย ถ้าอยู่ต่อที่นี่ ยังไม่กลับไทยพร้อมแบมกับเก้า ก็ยืดเวลาได้อีกแค่เดือนเดียว หลังจากนั้นก็ต้องกลับไทย


แล้วผมกับเขาเราจะยังไงต่อนะ ก่อนกลับเขาจะให้ในสิ่งที่ผมหวังไว้รึเปล่า ผมไม่กล้าพูด ไม่กล้าถาม เพราะผมกลัวว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังมีอยู่ตอนนี้จะหายไป เพราะตอนนี้ก็อย่างที่เขาบอกนั่นแหละ เรามีความสุขที่อยู่ด้วยกันทุกวันนี้ก็ดีสุดๆ แล้ว ผมยกสองมือขึ้นจับมือเขา บีบมันไว้เบาๆ วิคเตอร์ก้มลงจูบกลางกระหม่อมผมผ่านหมวกหนึ่งทีแล้วยืดตัวมองวิวตามเดิม เสียงเพลงลอยแว่วมาช่างเข้ากับบรรยากาศ


Turn the lights down low, and kiss me in the dark… หรี่ไฟให้มืดลง แล้วจูบฉันในความมืด

‘Cause when you touching me, baby I see sparks… เพราะทุกครั้งที่เธอสัมผัสฉัน ที่รัก ฉันเห็นประกายไฟระยิบระยับ

You make my heart go… เธอทำให้หัวใจฉันเต้นแรง


 :hao5:

[ตอนต่อไปด้านล่างค่ะ]

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8


CHAPTER 24 :: How am I special?


“อ๊ะ! อ๊ะ! อ๊ะ!” ตัวผมไถลขึ้นลงไปตามแรงกระแทกเข้าออกของวิคเตอร์ที่ใส่เข้ามาไม่ยั้งจนผมจะร่วงลงจากเก้าอี้ทรงสูงสี่เหลี่ยมในครัวที่เขาจับผมขึ้นมานั่งอ้ายกขาสูง สองมือเขาจับสองไหล่ผมไว้แน่นเพื่อเป็นที่ยึดในการเพิ่มแรงกระแทกของเขา


“อ่า!! อืม!!” เขาครางเสียงสุขใจ กระแทกลำใหญ่ยาวของเขาเข้ามาไม่หยุด ตั้งแต่เริ่มยันตอนนี้เขายังแรงไม่ตกเลยสักนิด มีแต่ผมที่ขาจะเริ่มอ่อนแรง เพราะอ้ากว้างชี้ค้างกลางอากาศมานานแล้ว สองแขนวางเท้ากับโต๊ะหินอ่อน พยายามจับขอบโต๊ะไว้ให้มั่น แต่แรงกระแทกของวิคเตอร์ก็ทำเอามือผมเลื่อนหลุดจากขอบโต๊ะหลายรอบแล้วเหมือนกัน


ผั่บ! ผั่บ! ผั่บ!


วิคเตอร์กัดฟันแน่น คำรามเสียงดังในลำคอ เขาเร่งจังหวะสะโพกเร็วขึ้น ขาผมสั่นจนจะร่วงหล่นลง วิคเตอร์รีบเอามือไปดันขาผมให้อ้ากว้างค้างเอาไว้ สะโพกเขารัวเร็ว ผมอ้าปากส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บและเสียว พอรู้ว่าตรงจุดไหนทำผมเสียวได้เขาก็กระแทกไม่ยั้งขนผมวูบวาบไปทั้งท้องน้อย


“อึ๊! อึ๊! อึ๊!” ผมกัดริมฝีปากล่างแน่นยามที่ร่างเคลื่อนขึ้นลงอย่างรวดเร็วบนเก้าอี้ วิคเตอร์แหงนหน้าที่เหงื่อไหลเต็มไปหมดขึ้นพร้อมหลับตาแน่นด้วยความเสียว เขากระแทกเข้ามาแรงๆ อีกสี่ห้าที แล้วก็หยุดนิ่งไปเมื่อถึงจุดปลดปล่อย วิคเตอร์หายใจหอบ ส่วนผมหายใจรวยริน เขาค่อยๆ วางขาผมลงพร้อมกับถอนแท่งอุ่นของเขาออกจากหว่างขาผมช้าๆ ผมนิ่วหน้าเล็กน้อยตอนเขาดึงออก


“อีกรอบนะ” เขาบอกตอนที่ดึงถุงยางออกจากอาวุธเขาที่ยังตรงแหน่วไม่ยอมอ่อนลง ผมกลืนน้ำลายลงคอ ขาที่ยืนบนพื้นสั่นจนแทบจะยืนไม่อยู่ หันไปมองเศษซากถุงยางที่วางไว้ด้วยกันสามอัน


“สามรอบแล้วนะ เมื่อไหร่จะได้กินข้าวเนี่ย” ผมบอกเหนื่อยๆ พอตื่นเช้ามา ผมก็คิดว่าเขาไม่ทำอะไรแล้ว เพราะเมื่อคืนเขาจัดไปสองรอบก่อนนอน เล่นเอาผมสลบคาอกเขาอีกตามเคย ตอนลงมาในครัวแรกๆ ก็ยังปกติอยู่ แต่พอผมจะเริ่มทำอาหาร เขาก็จับผมนอนบนโต๊ะหินอ่อนแล้วซัดผมไปหนึ่งรอบ พอเสร็จรอบแรก เขานอนพักแปบหนึ่งเพื่อฟื้นฟูน้องชายเขาให้กลับมาแข็ง จากนั้นก็ต่ออีกรอบในท่าเดิม ที่เดิม เพิ่งมาเปลี่ยนท่าและเปลี่ยนที่ตอนรอบที่สาม


“กว่านายจะหายป่วยตั้งอาทิตย์กว่า จัดให้ฉันสมกับที่อดทนรอหน่อยเถอะ” เขาบอกแล้วสวมถุงยางอันที่สี่เข้าไป บีบเจลหล่อลื่นลงบนถุงยาง รูดขึ้นรูดลงสักพักก็จับให้ผมขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ตัวเดิม ยกขาผมตั้งขึ้น เตรียมเสียบเข้ามาอีกครั้ง


“วิคเตอร์ เปลี่ยนที่ได้มั้ย ตรงนี้ผมเมื่อย” ผมบอกเสียงเหนื่อย หน้าตาเพลียๆ เขายิ้มขบขัน วางขาผมลง แล้วอุ้มผมขึ้นจากเก้าอี้ ผมรีบเอามือคล้องคอเขาไว้ สองขาเกี่ยวรอบเอวเขา วิคเตอร์ยังไม่เดินไปทันที แต่เขาจับความแข็งปักของเขายัดเข้ามาในช่องทางด้านหลังของผมจนสุดลำ ผมนิ่วหน้าและกัดริมฝีปากแน่น วิคเตอร์แช่แก่นกายเขาไว้สักพัก สองมือโอบอุ้มก้นเปลือยเปล่าของผมเอาไว้


“อื้อออ…” ผมบิดตัวน้อยๆ เมื่อเขาแช่เอาไว้ไม่ยอมทำอะไร วิคเตอร์หัวเราะในลำคอ อุ้มผมเดินออกจากห้องครัวไปช้าๆ ยามที่เขาก้าวเดินนั้นมันช่างเสียวและทรมาน เพราะอาวุธเขาแทงขึ้นแทงลง กระแทกแทบจะทั่วทุกมุมด้านในของผม ผมลืมตาขึ้นมองเขา วิคเตอร์มองผมด้วยสายตาเต็มไปด้วยความใคร่ ใบหน้าเราสองคนอยู่ห่างจากกันเล็กน้อย สีหน้าเขาเคลิ้ม ส่วนผมตอนนี้กำลังอึดอัดคับแน่นไปหมด


“เป็นอะไรเหรอ” เขาแกล้งถามเมื่อเห็นผมหายใจติดขัด ขยับก้นบิดไปบิดมาน้อยๆ วิคเตอร์ยืนแช่อาวุธเขาไว้แบบนั้น สร้างความอึดอัดและความรำคาญให้ผมเป็นอย่างมาก จะขยับก็ไม่ขยับ เอาแต่เสียบคาไว้อยู่ได้


“วิคเตอร์…” ผมครางเสียงหอบ จิกเล็บลงบนเนื้อแน่นๆ ของเขา ผมปิดตา แหงนหน้าขึ้นด้วยความหน่วงตรงร่องก้น วิคเตอร์กดจูบหนักๆ ลงที่ซอกคอ ไซ้ขึ้นลงเบาๆ จนผมคราง


“ขอร้องฉันเหมือนตอนที่อยู่ในห้องเซ็กส์ทอยสิ” ผมก้มหน้าลงมาสบตากับเขาด้วยอาการหน้าแดง ภาพเหตุการณ์ครั้งแรกที่เขาพาผมเข้าไปฟัดในห้องที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์เสริมสำหรับมีเซ็กส์หลังจากผมหายป่วยได้สองวันผุดขึ้นมาในหัว รู้สึกตัวร้อนวูบวาบเมื่อนึกถึงลีล่าท่าทางอันเร่าร้อนในวันนั้น จำได้ว่าเขาซัดผมไปสี่รอบ รอบคอผมแดงไปด้วยรอยกัดรอยจูบของเขา จนไม่กล้าออกไปไหน แต่วิคเตอร์เองก็ได้รอยกัดที่แขนซ้ายจากผมไปด้วยเช่นกัน  ผมกลืนน้ำลายลงคอมองวิคเตอร์ที่ยิ้มรอคำขอร้องจากผมอย่างสบายอุรา ในขณะที่ผมเขินจนแก้มจะแตก


“F—fuck me, please. (อะ… เอาผมทีเถอะ นะครับ)” ผมบอกแล้วมองเขาด้วยความอ้อนวอน วิคเตอร์เหยียดยิ้มร้ายกาจ อุ้มผมไปวางไว้บนโซฟาที่คล้ายเตียงในห้องนั่งเล่นของบ้าน สิ่งที่ยังคาอยู่ขยับไปมายามที่เขาก้าวเท้าและวางผมลง ผมกัดริมฝีปากล่างด้วยความเสียวแปลบ ผมเอาหัวหนุนลงบนหมอนของโซฟา ปล่อยมือออกจากรอบคอเขา ยกขึ้นไปไว้เหนือหัว จับขอบที่วางแขนที่คล้ายหมอนไว้แน่น วิคเตอร์จับให้ก้นผมแอ่นขึ้นสูง จับขาผมอ้ากว้าง เขาเอามือค้ำร่างเขาไว้ เหยียดขาตรงคล้ายท่าวิดพื้น ก้มลงมาจูบริมฝีปากผมหนึ่งทีก่อนที่เขากระแทกเอวเข้าออกช้าๆ แต่ว่ารุนแรง


ปั่บ! “อะ!”

ปั่บ! “อะ!”

ปั่บ! “อะ!”


ผมร้องเบาๆ ตามจังหวะกระแทกเข้าออกของเขา ตัวผมเด้งตามแรงกระแทกที่เน้นจังหวะหนักๆ ของอีกฝ่าย วิคเตอร์หายใจหอบแต่ยังกระแทกด้วยจังหวะที่หนักสม่ำเสมอ เขาดันเข้าดันออกด้วยแรงกระแทกหนักๆ อยู่สักพัก ก่อนที่จะหยุดแล้วแกล้งผมด้วยการหมุนเอว ควงแท่งแข็งของเขาที่อยู่ด้านในร่างผมให้หมุนวนไปมา


“อื้อออ… อย่า…” ผมครางออกมา สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเสียวท้องน้อยและเสียวด้านในช่องทางนุ่มนิ่ม วิคเตอร์แสยะยิ้ม หมุนควงอีกสักพักแล้วเขาก็หยุด เอาเข่าชันกับพื้นโซฟา มือยังคงค้ำอยู่ที่เดิม พอจัดท่าได้แล้ว ก็รัวสะโพกเข้าหาผมอย่างเร็วและรุนแรง ทำเอาผมอ้าปากร้องเสียงดังด้วยความเจ็บที่เกิดขึ้นถี่ๆ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังมีความเสียววูบมาหยอกล้อคลอไปด้วย


“อ๊าาาา!! อ๊า!”


ผมครางเสียงยาน ตัวสั่นไหวเพราะแรงกระแทก ผมเอาขาขวาวางลงบนพนักพิงโซฟา ส่วนขาซ้ายที่อ้าค้างอยู่กลางอากาศ ค่อยๆ ลดระดับลงเรื่อยๆ วิคเตอร์เลยจับขาซ้ายผมไปพาดไว้กับบ่าขวาของเขาทั้งที่เขายังรัวสะโพกเข้าหาผมไม่หยุด ลำใหญ่ยาวของเขากระแทกเข้าจุดเสียวย้ำๆ จนผมหน้าเหยเก ผมยกมือสองข้างขึ้นมา เอาไปวางลงบนแผงอกแน่นๆ ของเขา


“วิคเตอร์ เบาๆ ก่อน…” ผมคราง พยายามร้องขอให้เขาผ่อนแรง แต่วิคเตอร์ที่ตอนนี้อารมณ์กำลังพุ่งพล่าน จับมือผมสองข้างออกจากอก กดลงเหนือหัวผมตามเดิม แล้วโหมแรงกระแทกเข้ามาไม่ยั้ง


ปั่บ! ปั่บ! ปั่บ! ปั่บ! ปั่บ! ปั่บ!!


“อ๊ะ!” ผมแทบจะไม่มีเสียงร้อง ได้แต่อ้าปากผ่อนลมเพื่อบรรเทาความเจ็บเสียด ยังดีที่มีเจลหล่อลื่นช่วยไว้ไม่งั้นคงเจ็บระบม มือที่ถูกเขากดอยู่ ขยับไปมาได้แค่นิ้ว หัวโยกขึ้นยกลงตามแรงโยกของอีกฝ่าย ขาซ้ายผมร่วงลงไปเกี่ยวเอวเขาไว้อย่างหมดแรง


“พะ… พอ…” ผมกำลังจะเปล่งเสียงพูด แต่เขาก้มลงมาประกบปาก และยังคงกระแทกเข้าออกไม่หยุด เขาดูดดุนลิ้นผม สลับกับบังคับให้ผมดูดดุนลิ้นเขา ประกบปิดปากแน่นแล้วควงลิ้นไปทั่วโพรงปากผม ดูดดึงริมฝีปากบนล่าง แล้วสักพักแรงกระแทกของเขาก็แรงขึ้น หนักขึ้น จนผมกรีดร้องเสียงอื้ออึงทั้งที่ยังโดนปิดปากอยู่ ร่างของวิคเตอร์กระตุกแรงๆ สองสามที เขาคำรามเสียงดังทั้งที่จูบกับผมอยู่


เขาผละริมฝีปากออกไปเร็วๆ ผมรีบหายใจเอาอากาศเข้าปอดทันที ขาผมสั่นระริก วิคตอร์ปล่อยข้อมือผม ยืดตัวตรง หายใจหอบหนักๆ ใบหน้าเขาชื้นไปด้วยเหงื่อ เขาค่อยๆ ดึงความเป็นชายของเขาออก ผมอ้าปากหอบน้อยๆ ดวงตาเลื่อนลอยด้วยความเหนื่อย


“แปบนึงนะ” เขาบอกแล้วลุกขึ้นยืน ดึงถุงยางออกจากความใหญ่โตของเขา ผมมองเขาเดินออกจากห้องนั่งเล่นไป รู้สึกเหนื่อยจนไม่มีแรงจะลุก ผมนอนปรับลมหายใจให้เข้าที่เข้าทางอยู่บนโซฟา ผมเหนื่อยจนอยากจะหลับตาลง ผ่านไปเกือบสิบนาที พอหันกลับไปมองที่ทางเข้า วิคเตอร์ก็เดินกลับมาพร้อมกับขวดเจลหล่อลื่นและถุงยางอันใหม่ที่ใส่ไว้เรียบร้อยแล้ว ผมเห็นแบบนั้นก็ใจหายวาบทันที


“วะ… วิคเตอร์…”  เขาไม่ตอบอะไร เอาแต่ยิ้มหล่อมาให้ บีบเจลลงบนถุงยางจนชุ่มและเอามาป้ายที่ปากทางเข้าของก้นผม เขาพยุงให้ผมลุกขึ้นนั่งบนโซฟาตัวใหญ่ ผมค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งตามแรงที่เขาฉุดให้ลุกขึ้น พอผมนั่งได้ เขาก็ทิ้งตัวลงบนโซฟา โยนขวดเจลไว้ข้างๆ ตัว เอนหลังพิงกับพนักโซฟาไว้


“มานี่มา” เขาบอกแล้วฉุดสองแขนผมให้เข้าไปหาเขา ผมที่แทบจะหมดแรง ล้มลงซบอกหนาของเขา วิคเตอร์จับขาผมแยกออกให้คร่อมร่างเขาไว้ ก่อนจะค่อยๆ จับร่างผมให้นั่งทับลงบนความแข็งชูชันที่รออยู่ก่อนแล้ว


“อึก…” ผมนิ่วหน้านิดๆ ยามที่ความใหญ่ยาวของเขา เสียบเข้าไปจนมิดด้าม มันเข้าไปอย่างง่ายดายเพราะเจลหล่อลื่น มันลึกจนท้องน้อยผมเสียววูบ วิคเตอร์กดจูบลงบนขมับผม ดันตัวผมให้นั่งตรงๆ ยิ่งพอนั่งตรงๆ ความเสียววาบก็แล่นไปทั่วท้อง ผมหลับตาอ้าปากน้อยๆ เผื่อผ่อนความเสียวนี้


“Ride my dick. (ขย่มฉันหน่อยสิ)” เขาบอกเสียงคราง ผมมองหน้าเขาด้วยอาการเพลียๆ


“ผม… ผมไม่มีแรงแล้ว…” วิคเตอร์ขมวดคิ้วนิดๆ แต่ก็มีรอยยิ้มที่ริมฝีปาก เขาเด้งตัวขึ้นมาประกบปากกับผม ดูดลิ้นจนเกิดเสียงบุ๊บบั๊บ ผมอ้าปากและยื่นลิ้นให้เขาดูด เขาดูดเข้าดูดออกแล้วก็เปลี่ยนมาเลียรอบริมฝีปากผมช้าๆ ดูดดึงริมฝีปากล่างเบาๆ ขบกัดน้อยๆ พอให้รู้สึกเสียวเล่นๆ


“มีแรงรึยัง…” เขาถาม ซุกจมูกลงบนคอฝั่งซ้ายของผม ไซ้หนักๆ จนผมร้องครางออกมา สองมือผมจับไหล่เขาไว้แน่น ความเสียด ความเสียวที่โดนลูกชายเขาเสียบคาไว้ทำให้ผมบิดตัวอย่างทรมาน วิคเตอร์ผละออกไปแล้วดึงเสื้อยืดผมออก ปาทิ้งลงกับพื้นอย่างไม่ไยดี ก้มลงมาดูดหน้าอกซ้ายอย่างแรง


“อึ๊…” ผมร้องออกมายามที่เขาขบกัดหัวนมเบาๆ และใช้ลิ้นวนจนปียกชุ่ม สองมือหนาของเขาเลื่อนมาบีบที่เอวทั้งสองข้างของผมจนรู้สึกเจ็บ เขาผละออกจากหน้าอกผม ดันตัวกลับไปนั่งพิงพนักตามเดิมทิ้งให้ผมรู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งร่าง


“Move. (ขยับสิ)” ผมกลืนน้ำลายลงคอ ขยับขาที่แบะคร่อมกลางตัวเขาไว้ให้เข้าที่เข้าทาง สองมือวางลงบนกล้ามท้องเนียนของเขา ผมกัดริมฝีปากล่างแล้วขยับโยกตัวช้าๆ


“Ah…” ผมครางออกมายามที่ความเป็นชายเขาสวนกลับเข้าไปด้านในโดนจุดเสียว วิคเตอร์นอนพิงพนักสบายๆ สายตามองผมไม่วางตาจนผมรู้สึกเขิน สองมือเขาบีบที่เอวหนาของผมแรงๆ และช่วยจับให้ผมทรงตัวอยู่บนแก่นกายเขา


“Ummm… good… harder? (อืมมม… ดี… โยกแรงอีกได้มั้ย…)” เขาบอกแล้วหลับตาพริ้ม แหงนหน้าขึ้นเพราะความเสียว ผมเลื่อนสองมือขึ้นไปจับไหล่เขาไว้ ออกแรงโยกคล้ายควบม้าให้เร็วขึ้นอีกนิด ผมโยกเอวไปมาบนตัวเขาเท่าที่จะทำได้ วิคเตอร์ปล่อยมือออกจากเอวผมแล้วเอาไปช้อนไว้ใต้ศีรษะ นอนมองผมนั่งโยกแท่งอุ่นๆ ของเขาไปมา สีหน้าเขาดูพึงพอใจไม่น้อย นั่นทำให้ผมมีกำลังใจในการโยกไปโยกมา แต่ก็อดเขินสายตาเร่าร้อนคู่นั้นของเขาไม่ได้


“Move faster and harder. (โยกเร็วและแรงขึ้นสิ)” ผมหยุดขยับ ตั้งเข่าขึ้นตั้งฉาก สองมือวางบนหน้าอกหน้าของเขา กระเถิบเท้าวางบนพื้นโซฟาให้ได้มุมที่เหมาะสม จากนั้นก็ยกตัวขึ้นลงอย่างเร็ว


“Harder. (แรงๆ)” เขาบอกเสียงรอดไรฟัน หน้าตาเต็มไปด้วยความกำหนัดทางเพศ ผมยกตัวขึ้นลงช้าๆ แต่กระแทกลงไปเน้นๆ วิคเตอร์อ้าปากร้องคำรามด้วยความเสียว ไม่ใช่แค่เขาที่เสียว พอผมกระแทกขึ้นลงแรงๆ แบบนี้ มันยิ่งดันลึกสุดลำ กระแทกโดนจุดเสียวภายใน จนต้องซี๊ดปากตลอดเวลา วิคเตอร์นอนแผ่หลาบนพนักโซฟา มองผมกระแทกขึ้นลงกับลำใหญ่ยาวของเขา แววตาเขาเป็นประกาย รอยยิ้มหื่นระบายเต็มใบหน้า


ปั่บ! ปั่บ! ปั่บ! ปั่บ! ปั่บ!


“อ้า! อ้า! อ้า! อ้า!” วิคเตอร์ส่งเสียงร้องตามจังหวะที่ผมกระแทกลง เสียงเนื้อกระทบกันดังลั่นห้อง โซฟาเด้งๆ ยุบๆ ตามจังหวะการเด้งตัวของผม สักพักเขาก็ดึงผมลงไปจูบและเด้งสะโพกสวนขึ้นมาเองอย่างเร็วและรุนแรงจนตัวผมสั่นคลอนไปทั้งตัว ผมร้องเสียงอิ๊อ๊ะอยู่ในลำคอ เพราะโดนเขาจูบอย่าตะกละไม่ยอมปล่อย เขาดูดลิ้นผมแรงๆ อีกหนึ่งครั้ง ดันหน้าผมออกและจับหน้าผมล็อคไว้แน่น มองผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความต้องการ เขายกสะโพกสวนเข้ามาอย่างไม่ลดละ จนผมตัวเด้งขึ้น


“โอ๊ย… โอ๊ย… โอ๊ว…” ผมร้องเสียงหลง วิคเตอร์เอนตัวลงนอนเหยียดยาวโดยที่แรงสวนเข้าร่างผมนั้นไม่ลดลง เขาชันเข่าขึ้น เลื่อนมือจับเอวผมไว้แน่น และกระแทกสะโพกขึ้น จนผมเริ่มเจ็บมากกว่าเสียว พยายามยกตัวหนี แต่เขาก็แอ่นสะโพกตามมากระแทก สองมือล็อคเอวหนาผมไว้ไม่ให้หนีไปไหน ผมเอามือดันหน้าท้องเขาไว้เพื่อพยุงตัว ริมฝีปากอ้าพร้อมส่งเสียงครางไม่หยุด


“เบา… เบาๆ หน่อย…” ผมร้องขอเขาหน้าตาเจ็บปวด แต่วิคเตอร์กลับยิ่งรุนแรงขึ้น เสียงเนื้อกระทบดังสนั่นจนน่าอาย วิคเตอร์กัดฟันแน่น คำรามลั่นลำคอ สองมือบีบเอวผมไว้แน่นไม่ยอมปล่อย เขากระแทกแรงๆ อีกสองสามทีแล้วก็หยุด ตอนแรกผมนึกว่าเขาจะเสร็จแล้ว แต่เปล่าเลย เขาแค่หยุดพักเหนื่อย พักหายใจแรงๆ


“แฮ่ก… แฮ่ก…” ผมหอบเสียงสั่น ตัวสั่นไปหมด วิคเตอร์จับผมนอนคว่ำหน้าลงกับโซฟา ผมทำตามอย่างว่าง่ายเพราะไม่มีแรงจะต่อต้าน ผมนอนคว่ำหน้า สองมือหนีบไว้กับหน้าอก วิคเตอร์จับขาผมแยกกันเล็กน้อย แล้วเขาก็ดันชายใหญ่ของเขาเข้ามา


“อั่ก…” ผมร้องด้วยความจุก แต่สักพักความเสียวก็แล่นไปทั่วก้นและหน้าท้อง วิคเตอร์ไม่เอ่ยอะไรทั้งสิ้น บีบเจลเย็นๆ ลงบนถุงยางอีกรอบก่อนจะโยนขวดเจลไว้บนโต๊ะ สองมือเขาค้ำร่างตัวเองไว้เหนือร่างผม แล้วก็กระแทกเข้าออกหนักๆ แม้ไม่ได้จังหวะรุนแรง แต่เขากระแทกแรงมาก


ปึก!!! “อื้อ!” ผมครางออกมา หลับตาแน่นอย่างเสียวซ่านและเจ็บปวด

ปึก!!! “อื้อออ!” ผมกัดริมฝีปากล่างแน่นยามที่ส่วนหัวของลูกชายเขากระแทกจุดเสียว

ปึก!!! “อ๊า!” แล้ววิคเตอร์ก็เร่งจังหวะเร็วขึ้น จนตัวผมสั่นเร็วๆ อีกรอบ ผมกำมือแน่น หลับตาแน่น ร้องครางออกมาไม่เป็นภาษา วิคเตอร์รัวใส่ไม่ยั้ง ทำเอาผมหายใจจะไม่ทัน



“Yeah! Yeah!” เขาร้องออกมาเสียงดังอย่างพึงพอใจ กระหน่ำกระแทกรุนแรง ผมค่อยๆ ดันตัวขึ้นด้วยข้อศอกทั้งสองข้าง แหงนหน้าขึ้นไปมองเขาด้วยสายตาฉ่ำปรือและมีแววอ้อนวอน กำลังจะอ้าปากขอร้องเขาให้เบาๆ ลงหน่อย เพราะผมโดนหลายรอบติดต่อกันแบบนี้มันเหมือนร่างผมจะแหลกเลย


“วะ… อื้อ…” ยังไม่ทันได้พูดอะไร เขาก็ก้มลงมาประกบปากแล้วจูบผมอย่างรุนแรง แรงพอๆ กับแรงกระแทกสะโพกที่ด้านหลัง เขาจูบผมอยู่เนิ่นนานถึงยอมปล่อย แล้วกลับไปใส่อารมณ์กับการกระแทกเต็มที่ ผมเอาศอกยันตัวไว้ ปล่อยให้เขาดันเข้าดันออกรัวๆ ต่อไป


“อ๊ะ! อ๊ะ! อ๊ะ!” วิคเตอร์ก้มลงมาจูบขมับ หอมไปตามพวงแก้ม และจูบริมฝีปากหนึ่งที ก่อนที่เขาจะเร่งจังหวะสะโพกเร็วๆ ขึ้นกว่าเดิมจนผมแทบจะขาดใจ และในที่สุดเขาก็กระแทกหนักๆ อีกสามสี่ทีพร้อมกับอาการกระตุกตัวเกร็ง


“Fuck!!!!” เขาส่งเสียงร้องดังลั่น พอๆ กับที่ผมกรีดร้องออกมาพร้อมกับความเจ็บและความเสียวที่ทำให้พ่นน้ำสีขาวขุ่นของตัวเองออกมาเปรอะเปื้อนโซฟา เสียงหายใจเขาหอบหนักๆ อยู่ข้างหู ผมหลับตาแน่นด้วยความปวดร้าวตรงง่ามก้น ค่อยๆ ทรุดตัวลงไปนอนกับโซฟา วิคเตอร์ตามลงมาทาบทับทั้งที่เขายังไม่ดึงอาวุธเขาออกไป เขาจูบที่แก้มผมแผ่วเบา ผมนอนครางเสียงแผ่ว รู้สึกตัวสั่นไปทั้งตัว


“หืมมม?” เขาส่งเสียงแปลกใจตอนที่มือเขาสัมผัสโดนกับน้ำอุ่นๆ ของผม ผมมองเขาตาปรือ หายใจทางปากอย่างแผ่วเบา วิคเตอร์ยิ้มหล่อ มือขวาเขาที่เปื้อนน้ำของผมลูบไล้ลงบนแก้มก้นขวาไปมาเบาๆ สลับกับบีบแรงๆ ผมหลับตาลงด้วยความล้า วิคเตอร์หอมแก้มผมดังฟอด


“อีกรอบละกันนะ” ผมลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจแบบอ่อนแรง กลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ แล้วพยายามส่ายหัวปฏิเสธ ตั้งแต่เมื่อตอนตื่นนอนยันตอนนี้ ผมเสร็จไปสองรอบเอง เสร็จโดยที่ไม่ต้องทำไรเลย ตอนรอบแรก จู่ๆ มันก็พุ่งออกมาในตอนรอบที่สองของเมื่อเช้า ส่วนรอบนี้มันก็พุ่งออกมาเองเช่นกัน เสร็จๆ ทั้งที่แมทน้อยไม่ได้แข็งตัวเต็มที่เลย สงสัยจะเสียวจัด ส่วนเขาเสร็จไปห้ารอบแล้ว นี่ยังจะต่ออีกเหรอ


“คุณเอาเวลาไหนไปผลิตน้ำเนี่ย…” ผมบอกเหนื่อยๆ ดวงตาจะปิดลงอยู่แล้ว นี่ผมเพิ่งตื่นจากความเพลียได้ไม่นาน จะหลับเพราะความเพลียอีกแล้ว


“อีกรอบนะ สัญญาว่ารอบสุดท้ายแล้ว…” เขาบอกแล้วก้มลงมาจูบขมับผมแรงๆ ถอนแก่นกายที่ยังแข็งไม่ยอมลงออกไปจากร่างผม ผมนิ่วหน้าเล็กๆ มองเขาเดินออกไปนอกห้องนั่งเล่นพร้อมกับดึงถุงยางอันเก่าออก หายไปสักพักเขาก็กลับเข้ามาพร้อมกับเดินสวมถุงยางอันใหม่เข้าไปด้วย พอเดินมาถึงผม เขาก็จับผมพลิกนอนหงาย หยิบเจลมาบีบลงบนถุงยาง จับขาผมอ้าออกให้ตั้งฉาก ผมนอนงอแขนในท่ายอม ไม่มีแรงขยับ ปล่อยให้เขาดันแท่งร้อนเข้ามาข้างในอีกครั้ง


“เดี๋ยวรอบนี้ฉันจัดการเอง” เขาบอกยิ้มๆ ก้มลงจูบปากผมหนึ่งที แล้วรอบที่หกของเช้านี้ก็เริ่มขึ้น โดยที่ผมหมดแรงจะร้อง หมดแรงจะร่วมด้วยแล้วจริงๆ


เขาเอาแรงมาจากไหนนักหนานะ ผมจะตายอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าช่วงล่างพังไปรึยัง โดนแต่ล่ะทีใช่ว่าจะเบาๆ เมื่อไหร่ ผมเพิ่งหายไข้ได้ไม่นาน สงสัยจะกลับไปไข้อีกซะแล้วมั้ง ใส่ไม่ยั้งขนาดนี้ ยังดีที่เขาใช้เจลหล่อลื่นช่วยลดแรงเสียดสีด้านใน ไม่งั้นผมคงเลือดเยิ้มแน่ๆ เพราะเขาฮาร์ดคอร์ขนาดนี้


“โอย…” ผมร้องออกมา รู้สึกแสบไปหมด นี่เลือดออกรึเปล่าเนี่ย วิคเตอร์ขบกรามแน่นและโหมแรงใส่ผมจนตัวผมโยก


“ซี๊ดดด” เขาสูดปาก หลับตากันฟันแน่น มือขวายกขึ้นมาลูบคลำและบีบหน้าอกผมแรงๆ
บางทีผมก็อยากให้เขาเห็นใจผมบ้าง ไม่ใช่ใส่เอา ใส่เอาแบบนี้ อยากให้เขารับรู้จริงๆ ว่ามันเจ็บ อยากให้เขาลองโดนแบบนี้บ้างจะได้เข้าใจ แต่ให้ผมไปรุกเขาผมก็ไม่เอาหรอกนะ


V
v

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8


หลังจากปลดปล่อยความต้องการจนผมหมดเรี่ยวแรง ขอใช้คำว่าสะบักสะบอมดีกว่า ขาผมแทบยกไม่ขึ้น ความปวดร้าวตรงก้นแล่นไปมาจนนิ่วหน้าไม่หยุด เกือบจะมีรอบที่เจ็ดด้วยซ้ำ แต่โชคดีเหลือเกินที่ถุงยางเขาหมดพอดี แต่คนหน้าด้านหน้าทนอย่างเขาก็พูดหน้าตาเฉยว่า


“เอาสดก็ได้นี่ ฉันว่าคงได้อารมณ์กว่าใส่ถุงยางด้วย” เขาบอกและเตรียมเสียบกลับเข้ามาทั้งที่ไม่มีถุงยางแบบนั้น ผมต้องรวบแรงฮึดสุดท้าย ส่งกำปั้นไปทุบอกเขาแรงๆ จนเขานิ่วหน้าด้วยความเจ็บ


“คุณสัญญาแล้วนะ ว่าจะพอแค่นี้!” ผมรวบรวมกำลังในการต่อว่าเขาทั้งที่ยังเหนื่อยจนแทบหายใจไม่ทัน รอบสุดท้ายที่เขาบอก เล่นเอาผมจะสลบคาโซฟา แต่เขาก็คอยตบแก้มผมเบาๆ ไม่ยอมให้หลับ


“ก็ได้ๆ” เขาว่าอย่างขัดใจ สีหน้ามุ่ยเล็กน้อย แล้วก็ถอนแก่นแข็งของเขาออกไป ดึงถุงยางออกแล้วนอนแทะเล็มผมต่อด้วยการจุ๊บ การไซ้ ดูดและดึงหน้าอกเบาๆ


“ฮื่อออ… ออกไปได้แล้ว มาทับตัวผมทำไมเนี่ย” ผมบอกด้วยความเหนื่อย สีหน้ายับยู่ยี่ วิคเตอร์ยิ้มกว้างด้วยความชื่นบาน มือขวายกมาลูบแก้มผมเบาๆ ก้มลงมาหอมหน้าผากผมแรงๆ กดค้างไว้อย่างนั้นแล้วก็พึมพำแผ่วๆ


“You’re so lovely. (นายนี่น่ารักจริงๆ)” ผมยิ้มอ่อนแรง รู้สึกอยากจะหลับตาพักผ่อน แต่สักพักก็รู้สึกตัวลอย พอลืมตาขึ้นมามองก็เห็นว่าวิคเตอร์กำลังอุ้มผมอยู่


“ไปอาบน้ำกัน แล้วเดี๋ยวค่อยลงมากินข้าว” สรุป ผมก็ต้องไปอาบน้ำรอบที่สองของตอนเช้า ผมหมดแรงจะทำทุกสิ่ง วิคเตอร์เลยจัดการให้ทั้งหมด เขาจับผมนั่งพิงอกเขาในอ่างน้ำ ล้างหน้าล้างตาให้อย่างเบามือ ตาผมแทบจะปิดด้วยความอ่อนล้าของร่างกาย รู้สึกเมื่อยตัวไปหมด


“ถ้านายหลับ ฉันลักหลับนายจริงๆ ด้วย” เขาบอกพลางแคะขี้ตาทั้งสองข้างให้ผม ยื่นจมูกมาหอมแก้มผมเบาๆ แล้วจูบหนักๆ ตรงต้นคอ ผมเลยได้แต่พยายามเปิดเปลือกตาที่อ่อนล้าเอาไว้


วิคเตอร์ยิ้มขำ เทสบู่เหลวใส่มือแล้วถูไปทั่วตัวผมอย่างอ่อนโยน มือเขานวดไปทั่วๆ ตัวผมเบาๆ ราวกับจะช่วยให้ผมผ่อนคลาย เขานวดไปตามแผ่นหลัง ที่หัวไหล่ ใต้ท้ายทอย จูบลงบนไหล่ทั้งสองข้างเบาๆ เลื่อนลงมานวดช่วงเอว และ สะโพก ก่อนจะเอามือกลับขึ้นไปนวดที่ศีรษะ นั่นยิ่งทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลาย


เขาจัดการอาบน้ำให้ผมจนเสร็จพร้อมๆ กับที่อาบให้ตัวเขาจนเสร็จด้วยเช่นกัน พอเสร็จ เขาก็อุ้มผมออกจากอ่างน้ำ พามาเช็ดตัวตรงอ่างล้างหน้า ผมมองเขาแล้วยิ้มน้อยๆ รู้สึกอบอุ่นหัวใจกับการกระทำของเขา วิคเตอร์ดูตั้งอกตั้งใจเช็ดตัว เช็ดหัวให้ผมมาก ผมเลยเดินเข้าไปใกล้เขาแล้วเขย่งตัวจูบปากเขาเบาๆ ตอนที่เขาเอาผ้าขนหนูมาพันตัวผมให้


“เดี๋ยวก็ได้มีอีกรอบในห้องน้ำหรอก” เขาว่าแล้วผูกผ้าขนหนูเข้ากับเอวผม ก่อนจะหยิบอีกผืนมาเช็ดตัวเขาบ้าง ผมบู้ปากใส่อีกฝ่ายแล้วเดินออกจากห้องน้ำพร้อมกับเขาไปแต่งตัว


วิคเตอร์หน้าบานยิ่งกว่าจานดาวเทียม เขาเบิกบาน สดใส ใบหน้าเปล่งปลั่ง กระปรี้กระเปร่ายิ่งกว่าไอรอนแมนตอนชาร์ตพลังงาน ผิดกับผมที่ระบมจนแทบจะนั่งทานข้าวไม่ได้ วิคเตอร์เลยต้องจับผมนั่งตักของเขาแล้วป้อนข้าวให้กิน


“เอาอีกมั้ย” ผมหยักหน้าหงึกๆ นอนพิงอกเขาบนโซฟาสบายตัว วิคเตอร์นั่งอ้าขาให้ผมนั่งอยู่หว่างขาเขา ป้อนข้าวให้ผมสลับกับป้อนให้ตัวเอง เรามานั่งเปิดทีวีดูในห้องนั่งเล่น เจ้าไมเคิลนอนอยู่กับเจ้าฟอกซ์น้องมันที่ด้านล่าง วิคเตอร์ล็อคประตูบ้านไม่ยอมให้มันเปิดเข้ามาเองเพราะกำลังมัวเมาเอาผมอยู่ มันเลยนั่งรออยู่นอกบ้าน พอตอนเราอาบน้ำเสร็จเดินลงมา วิคเตอร์ถึงได้เดินไปเปิดประตูบ้านให้มันเข้ามา ผมมองไมเคิลแล้วก็รู้สึกแย่นิดๆ ที่ปล่อยให้มันนั่งรอ และคงรอนานแล้วด้วย แต่มันคงไม่ได้สนใจหรอกว่าเจ้านายทำอะไรอยู่ เพราะพอมันเข้ามาในบ้านพร้อมเจ้าฟอกซ์ ผมก็เทอาหารให้มันกิน แล้วเจ้าสองตัวนั้นก็กินแบบไม่สนใจอะไร


“อิ่มแล้วครับ” ผมบอก ส่งยิ้มอ่อนๆ ให้เขา วิคเตอร์วางถ้วยข้าวผัดลงข้างตัว ยกมือซ้ายขึ้นมาเสยเส้นผมที่ปรกหน้าผากผมอยู่ขึ้น เอามือแตะที่หน้าผากไว้ครู่หนึ่ง


“อืม ไม่มีไข้ ร่างกายนายคงเริ่มชินแล้วมั้ง” เขาว่ายิ้มๆ ผมแอบส่งค้อนใส่เขาหนึ่งที เขาเลยหัวเราะเบาๆ แทน เขาเอื้อมไปหยิบแก้วน้ำมาให้ผมดื่ม ผมดื่มไปครึ่งแก้ว หันไปดูทีวีด้วยสายตาเหม่อๆ ไปเรื่อย จนกระทั่งช่องบันเทิงช่องหนึ่งฉายหน้าวิคเตอร์ขึ้นมาบนหน้าจอพร้อมกับเสียงผู้ประกาศข่าวสาว


และข่าวต่อไปคือข่าวของพระเอกวิคเตอร์ เรย์มอนด์…


ติ๊ด!


“เฮ้… เปลี่ยนช่องทำไม นั่นข่าวคุณ ไม่ดูก่อนหรอ” ผมเงยหน้าไปมองใบหน้าหนวดๆ ด้านข้างของเขา วิคเตอร์ก้มลงมามองพร้อมกับย่นคิ้วใส่ผมน้อยๆ มือก็ไม่หยุดกดรีโมตจนกระทั่งเจอช่องฉายซีรีส์เรื่องดังเรื่องหนึ่ง


“นั่งพิงอกตัวเป็นๆ อยู่นี่ ยังจะไปดูข่าวอีกทำไม ฮู่ววว!” เขาว่า ยกมือมาขยุ้มเส้นผมเบาๆ ผมทำปากเป็ดนิดๆ


“ก็อยากรู้นี่นาว่าเวลาข่าวเขาพูดถึงคุณ เขาพูดว่าอะไรบ้าง”


“ตอนนี้ฉันกำลังจะเล่นหนัง ก็คงพูดถึงเรื่องนี้นั่นแหละ” ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะตอนนี้ข่าวที่เขาได้เป็นพระเอกหนังที่ดัดแปลงมาจากนิยายเซ็ทดังของคุณทอมคงเป็นที่รู้กันไปทั่วแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังมีประเด็นอื่นที่เกี่ยวกับเขาอยู่ด้วย


“เขาอาจจะพูดเรื่องของคุณกับผมก็ได้นะ” ผมบอกเสียงอ่อย เขาพยายามปิดผมเรื่องข่าวระหว่างผมกับเขาที่มีภาพหลุดตอนไปเดินเซ็นทรัลปาร์คด้วยกัน จริงๆ ไม่ใช่ภาพหลุดหรอก เป็นภาพที่แฟนๆ เขาถ่ายติดผมไปด้วย แล้วก็มีคนเอาไปตั้งประเด็นสงสัยว่าผมเป็นใคร โชคดีที่ไม่ใช่ภาพน่าเกลียดอะไรนัก แล้วก็โล่งใจเหลือเกินที่ไม่มีภาพตอนที่เราจูบกันในทุ่งหญ้าเลี้ยงแกะ
เขาพยามไม่ให้ผมรับรู้เรื่องข่าว แต่ยุคสมัยนี้ข่าวสารกระจายเร็ว ยิ่งในโลกโซเชียลยิ่งเร็ว ถึงผมจะไม่ค่อยได้เล่นเฟซบุ๊ค แต่ก็ใช่ว่าผมจะไม่เล่น เพียงแต่ได้เล่นถี่น้อยลงนับตั้งแต่มาอยู่กับเขา ผมเห็นข่าวในเฟซบุ๊คนั่นแหละ แต่ก็ไม่ได้รู้ลึกไปมากกว่าข่าวหรอก ส่วนใหญ่เนื้อหาหลักๆ ของข่าวคือแค่สงสัยว่าวิคเตอร์เป็นเกย์หรือเปล่า ประเด็นคือภาพในเซ็นทรัลปาร์คน่ะไม่เท่าไหร่ แต่มันดันมีภาพตอนที่เขาอุ้มผมขึ้นรถตรงหน้าบ้านตอนที่ผมไม่สบาย แต่ไม่เห็นหน้าผมเพราะในรูปผมซุกหน้ากับอกเขาไว้ คนเลยยิ่งสงสัยจับโยงกับภาพในเซ็นทรัลปาร์คกันยกใหญ่


“อย่าเสพข่าวมากนักเลยน่า อีกอย่าง ข่าวมันมันก็ไม่มีอะไร แค่สงสัยฉันเฉยๆ ทำนิ่งๆ ไปเดี๋ยวก็เลิกสนใจกันไปเองแหละ” เขาบอกโดยที่สายตายังไม่ละจากหน้าจอทีวี ผมมองเสี้ยวหน้าเขาแล้วรู้สึกกระตุกที่อกชอบกล มันบอกไม่ถูกมันมวลท้อง มันรู้สึกแน่นในอก ไม่รู้ต้องยกออกรึเปล่า เพราะแบกเอาไว้นานไปเดี๋ยวใจถลอก (ร้องเพลงเลยมั้ยล่ะ)


“ผมอยากออกไปข้างนอกอีกบ้างจัง” ผมว่าเสียงหงอยๆ เพราะตั้งแต่ไปดูวิวที่ Top of the rock คราวนั้น ผมก็ไม่ได้ออกไปข้างนอกกับเขาอีกเลย แม้กระทั่งไปกองถ่ายหรือไปเวิร์คชอปกับเขา จริงๆ ไม่ต้องไป มันก็ดีอยู่แล้วล่ะ เพียงแต่ผมก็เบื่อๆ บ้าง เพราะเวลาเขาไปทำงานผมก็ต้องอยู่แต่บ้าน ดูทีวี ดูหนังในห้องโฮมเธียเตอร์ เล่นวายฟายไม่ได้เพราะมันพังยังไม่ได้ซ่อม ผมเลยทำงานบ้านไปเรื่อย พอเย็นก็ทำอาหารรอเขากลับมาทานหลังเลิกงาน ตอนนี้ชีวิตผมเหมือนแม่บ้านไม่มีผิด ส่วนมือถือโดนเขายึดไปด้วย ซึ่งกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วที่มือถือผมจะไม่ค่อยอยู่ที่มือตัวเอง 


“ช่วงนี้นายก็เห็นนี่ว่าฉันยุ่ง” เขาก้มลงมาจูบหน้าผากผมเบาๆ มือขวาจับมือผมไปกุมไว้เบาๆ เช่นกัน


“ผมอุตส่าห์ไม่ไปเที่ยวญี่ปุ่นเพื่อจะอยู่กับคุณต่อเลยนะ” เพราะนี่ก็จะหมดสัปดาห์ที่สี่ของเดือนนี้แล้ว ซึ่งที่ผมรับปากเขาไว้ว่าจะอยู่ต่ออีกเดือน มันก็ไม่นานเลย ผมอยากไปเที่ยวกับเขาเยอะๆ


“ฉันรู้…” เขากระชับอ้อมแขนรอบร่างผม เอาขาขึ้นมาเกี่ยวเอวผมไว้ ก้มลงมาจูบริมฝีปากผมเบาๆ แล้วผละออก


“…ปิดกล้องซีรีส์กับหมดเวิร์คชอปเมื่อไหร่ค่อยว่ากัน” ปิดกล้องซีรีส์ซีซั่นนี้ ก็จะเว้นอีกสักพักค่อยเปิดซีซั่นใหม่ เวิร์คชอปของหนัง เขาไม่ได้ทำทุกวันหรอก อาทิตย์ล่ะสองสามครั้งเอง เดือนหน้าเวิร์คชอปอีกอาทิตย์ล่ะครั้ง เดือนถัดไปก็จะเปิดกล้องแล้ว เพราะหนังมีโปรแกรมจะฉายต้นปีหน้า


“ผมอยู่อีกแค่เดือนเดียว คุณต้องทำให้ผมรู้สึกคุ้มค่าที่อยู่ต่อนะ” ผมบอกเสียงงอแง วิคเตอร์ยิ้มน้อยๆ ป่านนี้เก้ากับแบมคงเพลินอยู่ที่ญี่ปุ่น อีกไม่กี่วันสองคนนั้นคงถึงไทย ตอนที่สองคนนั้นมานิวยอร์กสามวัน ผมก็ไม่ได้ออกไปหา ไม่รู้สามวันนั้นอะไรดลใจให้เขาลากผมไปทำงานด้วยทั้งวันจนผมปลีกตัวออกไปหาสองคนนั้นไม่ได้ คืออยู่สามวัน เขาลากผมไปกองถ่ายซีรีส์ทั้งสามวันนั่นแหละ แต่พอเก้ากับแบมบินต่อไปญี่ปุ่น เขาก็ให้ผมอยู่บ้านเหมือนเดิม


ผมว่าเหมือนเขาไม่ค่อยอยากให้ผมออกไปข้างนอกเท่าไหร่ ถ้าให้เดาคงยังไม่อยากให้ผมออกไปไหนมาไหนในช่วงที่ข่าวมันยังเป็นประเด็นฮ็อตๆ อยู่ ผมก็ได้แต่เดาเพราะเขาไม่พูดอะไรเลย และก็ยังทำตัวตามปกติ คือถึงมีข่าวแต่เดลี่ไลฟ์ของเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนไป




“แมท สรุปคนในรูปกับวิคเตอร์ ใช่แกเปล่าวะ” ผมนึกย้อนกลับไปวันที่วีดีโอคอลสไกป์หาแบมกับเก้าตอนที่สองคนนั้นเข้าพักที่โฮสต์เทลฝั่งบรู๊คลินแล้ว โทรไปก็เพื่อบอกว่าไปเที่ยวด้วยไม่ได้นี่แหละ

“นี่สรุป ผู้ชายคนที่แกมาปรึกษาฉัน เป็นคนนี้หรอ” เก้าแทรกใบหน้าเข้ามาเฟรมวีดีโอด้วยวามตื่นเต้น

“บ้าหรอ จะเป็นไปได้ไง ฉันทำงานกับเขาก็จริง แต่เขาเป็นดารานะเว่ย ที่สำคัญเป็นผู้ชาย เขาจะชอบผู้ชายด้วยกันได้ไง” ผมบอกปัด สายตาแอบมองไปที่วิคเตอร์ที่กำลังเข้าฉากซีรีส์อยู่แว้บหนึ่ง

“อ้าว ก็สถานการณ์มันชวนคิดเป็นคนนี้นี่หว่า”

“ไม่ใช่ คนนั้นเป็นช่างภาพ” ขอยืมอดัมมาแถก่อนละกันนะ

“อ้อ นี่ถ้าแกกิ๊กกับวิคเตอร์ เรย์มอนด์จริงๆ ฉันว่าชะนีแถบหนึ่งของโลกมีน้ำตาแตก ถึงเขาจะไม่ได้ดังระดับพี่แบรด พิท ของฉัน แต่ชะนีก็กรี๊ดเขากันเยอะมากเลยนะแก” เก้าพรรณนาออกมาพลางยัดขนมเยลลี่เข้าปาก ตอนนี้แม่สองนางนอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียง

“แฟนเพจเขากำลังจะครบสามล้านไลค์ อินสตาแกรมกำลังจะครบสองล้านฟอโล่ว ทิวิตเตอร์ก็มีฟอโล่วเวอร์เกินครึ่งล้านไปเยอะแล้ว จากสิ่งเหล่านี้ ฉันว่าฉันก็พอจะรู้อยู่”

“แต่ว่า ที่ฉันตามข่าวเขาอ่ะ วิคเตอร์ค่อยๆ เพิ่มระดับความฮ็อตนะ อย่างปีก่อนเขาติดอันดับผู้ชายที่หล่อที่สุดในโลก อันดับที่ 22 เลยนะแก แถมพ่วงรางวัลหนุ่มเซ็กซี่อันดับที่ 19 อีก” เออ แบมนี่มันรู้เยอะกว่าผมอีก ไอ้เรื่องพวกนี้ผมยังไม่เคยรู้เลยนะ ตอนเปิดกูเกิ้ลหาข้อมูลเขา ก็ดูแค่ประวัติทั่วๆ ไป กับเรื่องงานเท่านั้น

“แล้วปีนี้เขาได้เล่นหนังอีก ฉันว่าปีนี้กับปีหน้า และปีหน้าๆ เขาต้องเรืองรองผ่องอำไพแน่ๆ” ผมหัวเราะ ทำให้ยัยสองสาวคนนั้นหัวเราะตามไปด้วย

“ฉันเกลียดคำศัพท์ที่แกใช้มากจริงๆ” ผมบอกแล้วสายตาก็เหลือบไปมองเห็นวิคเตอร์ที่เดินหน้านิ่วคิ้วขมวดเข้ามาหาผม

“แกอย่าลืมโทรบอกแม่แกนะว่าไม่ได้กลับพร้อมพวกฉัน” เสียงเก้าดังมาตามหูฟัง ผมอ้าปากค้างนิดๆ พยายามบังคับสายตาให้กลับมามองที่หน้าจอเพื่อคุยกับเพื่อนต่อ

“อะ…เออๆ ฉันโทรบอกแล้วล่ะ” ผมอยากเม้าท์กับสองคนนั้นนานๆ นะ แต่พอเงาดำๆ ใหญ่ๆ มายืนค้ำร่างผมไว้พร้อมหน้าตาบึ้งตึง ผมก็คิดได้ว่าควรจะพอแค่นี้

“นี่แกเป็นไรเนี่ย ทำหน้าอย่างกับเห็นยักษ์” แบมถามพลางย่นคิ้วใส่ด้วยความไม่เข้าใจ ผมกลืนน้ำลายลงคอแล้วละสายตาจากวิคเตอร์มาที่หน้าจอเพื่อบอกลาเพื่อน

“ก็… ก็ยักษ์อ่ะสิ” ยัยเพื่อนสาวสองตัวเลิกคิ้วขึ้นงงๆ

“ฮะ? ยักษ์อะไรของแกวะ นี่แกอยู่ไหนเนี่ย” เก้าถามงงๆ ผมกำลังจะตอบแต่โทรศัพท์โดนดึงออกจากมือไปเบาๆ พร้อมกับหูฟังที่ถูกถอดออก วิคเตอร์ยกหน้าจอขึ้นมองด้วยใบหน้านิ่วๆ ก่อนที่เขาจะค่อยๆ คลายใบหน้านิ่วนั้นออก

“กรี๊ดดดด!! วิคเตอร์!!” เสียงยังสองคนนั้นดังซะจนลำโพงไอโฟนแทบแตก วิคเตอร์จากที่หน้านิ่งๆ กลายเป็นหน้าเหวอๆ มองมาทางผมด้วยความตกใจนิดๆ ผมยิ้มเหงือกแห้งให้เขา

“H… hi…” เขายกยิ้มเฝื่อนๆ ให้เพื่อนผมสองคนที่ยังคงส่งเสียงดังอย่างตื่นเต้น

“We love you! We love you! (เรารักคุณค่ะ เรารักคุณ!)” เดี๋ยว! นังเก้า ไหนว่าแกรักพี่แบรด พิทนักหนาไง?!

วิคเตอร์หัวเราะน้อยๆ นั่นยิ่งทำให้เสียงกรีดร้องของยัยสองคนนั้นดังขึ้นกว่าเดิม ผมได้ยินเสียงนังแบมบอกให้เก้ารีบแคปหน้าจอไว้ไม่ก็หยิบมือถือมาถ่ายรูป เข้าใจว่าตอนนี้สองคนคงนั้นกำลังลนเต็มที่ ผมได้แต่นั่งยิ้มขำ มองวิคเตอร์ส่งยิ้มให้สองสาวผ่านสไกป์






หลังจากนั้นความรู้สึกที่ว่าเขาไม่ค่อยอยากให้ผมออกไปไหนก็ดูจะมากขึ้น แต่จริงๆ ผมก็ไม่ได้ดิ้นรนจะออกไปหรอก ผมแค่อยากไปเที่ยวกับเขาบ้าง คืออยู่แต่ในบ้านแบบนี้บางทีมันก็เบื่อ มันก็มีอะไรให้ทำแหละแต่ผมว่าผมเริ่มจะติดเขาแล้ว พอไม่มีเขาอยู่เลยกลายเป็นว่าทุกอย่างน่าเบื่อไปหมด หนังสือในห้องสมุดขนาดย่อมในบ้าน ผมก็หยิบมาอ่านได้แต่หมวดนวนิยายรักๆ นั่นแหละ นอกนั้นคำศัพท์ยากเกินสมองน้อยๆ ของผม


แต่ช่วงที่ผมป่วย อันนั้นผมไม่อยากออกไปไหนเองอยู่แล้ว ผมเหนื่อย พอหายป่วยก็ยังไม่อยากไปไหน เพราะยังปรับสภาพร่างกายอยู่ แต่พอไม่ได้ไปไหน วิคเตอร์ก็เลยจัดรับขวัญที่ผมหายป่วยในห้องเซ็กส์ทอยซึ่งมันก็ตื่นเต้นกว่าการออกไปข้างนอกดีนะ (อุ๊ย!)


RRRrrr!


“ฮัลโหล… ไม่ลืมครับ… ผมรอคุณโทรมาอยู่พอดี… โอเค… เดี๋ยวเจอกันนะ…” เขากดวางสายโทรศัพท์ วางมันไว้ข้างตัว ใกล้ๆ กับถ้วยข้าวนั่นแหละ


“ใครหรอ”


“เดวิดน่ะ  วันนี้มีนัดคุยเรื่องซีซั่นใหม่ ฉันคงกลับมาทันอาหารเย็น” เขาบอก ยกตัวผมออกเบาๆ จับผมนอนหงายไปกับความยาวของโซฟาอย่างเบามือ เขยิบตัวขึ้นคร่อมร่างผมไว้ ก้มลงมาจูบอย่างช้าๆ แต่ลิ้นเขายังคงกวาดเน้นๆ ไปทั่วโพรงปากผม ดูดดึงอีกสองสามครั้ง เขาก็ดึงหน้าออก


“อยู่บ้านนะ อย่าออกไปไหน” ผมพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มบางๆ วิคเตอร์กดจูบลงบนหน้าผากหนักๆ อีกที เขาลุกขึ้นนั่งชันเข่า หยิบถ้วยข้าวและโทรศัพท์มือถือติดมือออกไปด้วย ผมมองตามแผ่นหลังเขาที่เลี้ยวออกจากห้องนั่งเล่นไปแล้วก็ถอนหายใจเบาๆ หันกลับมามองทีวีต่อ พลันหูได้ยินเสียงมือถือตัวเองดังขึ้นพร้อมกับแรงสั่น ผมมองหาไปรอบห้องอย่างงงๆ สงสัยวิคเตอร์คงลืมยึดมือถือผมไปด้วย ผมลุกขึ้นเดินตามหาเสียงร้องของมือถือ จนเจอมันนอนอยู่ใต้หมอนบนโซฟาตัวใหญ่ ตัวเมื่อเช้าที่ผมโดนวิคเตอร์ใส่ไม่ยั้งนั่นแหละ ผมหยิบขึ้นมาดูหน้าจอมือถือก็ขมวดคิ้วนิดๆ เพราะเบอร์ไม่คุ้นเท่าไหร่


“Hello? (สวัสดีครับ)”


[Is that Matt? (แมทใช่รึเปล่า)] เสียงผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งคล้ายว่าจะคุ้นหูอยู่ไม่น้อยดังมาตามสาย ผมหน้าตื่นด้วยอาการงงๆ ว่าใครโทรมา


“Yes. (ใช่ครับ)”


[I’m Lisa. (ฉันลิซ่านะ)] ผมทำหน้าถึงบางอ้อทันที ก็ว่าอยู่ทำไมถึงเสียงคุ้นๆ


“Yes. (ครับ)”


[I want to know news about you and Victor. Is that true? (ฉันอยากรู้เรื่องข่าวเธอกับวิคเตอร์ว่ามันจริงรึเปล่า)] เธอเปิดประเด็นอย่างตรงไปตรงมา น้ำเสียงที่ถามก็จริงจังไม่มีออมเสียง เล่นเอาผมไม่ต้องรู้สึกใจหายวาบเลย เพราะมันเหมือนตกไปอยู่ที่ไหนแล้วก็ไม่รู้ ผมพยายามตั้งสติให้เร็วเพื่อที่จะได้ตอบเธอกลับไป


“No. It’s not true. It’s just a rumor. (ไม่ครับ ไม่จริง เป็นแค่ข่าวลือ)”


[And what about the picture? (แล้วเรื่องรูปล่ะ)]


“รูปที่ออกมาเป็นภาพผมกับเขา แต่มันไม่มีอะไรเลยจริงๆ เราแค่ไปเดินเล่นตามประสาคนที่ทำงานร่วมกัน” ผมพยายามใช้โทนเสียงให้ดูปกติ ไม่ให้ดูตื่นตูมหรือร้อนตัวจนเกินไป แต่กระนั้นใจผมก็ยังเต้นด้วยอาการตื่นเต้นอยู่ดี คุณลิซ่าเงียบไปพักหนึ่ง คงกำลังตัดสินใจว่าควรเชื่อที่ผมพูดดีมั้ย ผมยืนรอเธอพูดเงียบๆ พร้อมอาการใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ


[แล้วเธอรู้เรื่องคลิปมั้ย มันจริงรึเปล่า] เธอพูดหลังจากเงียบไปชั่วอึดใจ แต่สำหรับผมนานแทบขาดใจเพราะกลัวว่าเธอจะสงสัยอะไรอีก แต่คราวนี้สีหน้าผมงงหนัก อันนี้ผมไม่รู้จริงๆ ว่าคลิปอะไร มีประเด็นใหม่อีกแล้วเหรอ


“ขอโทษนะครับ แต่ผมไม่รู้ว่าคุณพูดถึงคลิปอะไร”


[ฉันก็ยังไม่เห็นหรอกนะว่ามันเป็นคลิปยังไง แต่ข่าวบอกว่าเป็นคลิปที่วิคเตอร์กำลังมีเซ็กส์กับใครสักคนในโรงรถ] ผมตัวชาวาบ รู้สึกตัวเย็นไปหมด ผมนั่งตัวแข็งทื่อกับสิ่งที่ได้ยิน


มีคลิปหลุดงั้นเหรอ…


“เอ่อ… แล้ว… แล้ว มีคลิปหลุดหรือว่ายังไงครับ”


[ยังไม่มีตัวคลิปออกมาหรอก มีแต่ภาพจากกล้องวงจรปิด] ผมกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ รู้สึกเริ่มใจสั่นด้วยความกลัว


 “แล้วภาพในกล้องชัดรึเปล่าครับ” คุณลิซ่าถอนหายใจหนักๆ ก่อนจะว่าต่อ


[ไม่ชัดเท่าไหร่ เพราะมันมืด  แต่ที่คนเดาว่าเป็นวิคเตอร์เพราะรถของเขา] ผมรู้สึกเหมือนจะเป็นลมล้มพับ รู้สึกกล้ามเนื้ออ่อนแรง แต่ลึกๆ ก็แอบดีใจที่ความมืดช่วยปกปิดตัวเขาไว้


[เธอพอจะรู้มั้ยว่าเขาไปมีเซ็กส์กับใครที่นั่นจริงๆ หรือเปล่า] ผมเม้มปากและพยายามตั้งสติตอบเธอ พยายามที่จะไม่ให้ตัวเองตอบตะกุกตะกักเด็ดขาด


“ผมก็ไม่ได้อยู่กับเขาตลอดเวลาหรอกนะครับ แต่ผมคิดว่าเขาคงไม่ทำแบบนั้นแน่ๆ มันเสี่ยงเกินไป” ผมโกหกตัวโตๆ เลยทีเดียว ตอนนั้นที่ทำ มีแต่แรงอารมณ์กันทั้งนั้น ลืมนึกถึงความเสี่ยงต่างๆ ไปหมด


[ฉันกับพ่อเขา เราเป็นห่วงเขามาก แต่เขาไม่ยอมบอกอะไรเลย ฉันเลยต้องให้คนสืบหาเบอร์เธอมาเพื่อโทรมาถาม เผื่อเธอจะรู้อะไรบ้าง]


“อันที่จริงผมยังไม่ได้ดูข่าวเลยด้วยซ้ำครับ แต่ผมคิดว่าข่าวน่าจะใส่สีกันเพิ่มเติมด้วย” คุณลิซ่าถอนหายใจอีกครั้ง เธอคงเป็นห่วงวิคเตอร์มากจริงๆ แต่อีกฝ่ายกลับไม่บอกอะไรเลย ไม่รู้ว่าผิดใจอะไรกันนักหนาถึงไม่ยอมรับความหวังดีจากเธอ


[ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น…] เธอพูดเสียงเหนื่อยๆ […ส่วนเธอกับเขา ฉันหวังว่าคงไม่ใช่เรื่องจริงอย่างที่เธอบอกนะ เพราะถ้าเป็นแบบนั้น ลุคคงไม่แฮปปี้เท่าไหร่] ผมนึกถึงหน้าพ่อของวิคเตอร์แล้วก็รู้สึกกังวลขึ้นมา แค่หน้าเขาก็ดุมากพอแล้วไม่ต้องบอกว่าถ้าเขาเกิดไม่พอใจอะไรสักอย่าง เขาคงน่ากลัวทีเดียว ขนาดวันนั้นที่ทะเลาะกับวิคเตอร์ ผมยังรู้สึกถึงความกดดันรอบๆ ตัวเลย


“ไม่หรอกครับ เดี๋ยวเดือนหน้าผมก็กลับไทยแล้ว คุณกับคุณลุคสบายใจได้” ผมบอกด้วยรอยยิ้มเศร้า น้ำเสียงแผ่วเบาราวกับพูดมาจากที่ไกลๆ


[อ้าว จะกลับแล้วเหรอ]


“ครับ เดี๋ยวก็กลับแล้ว พอผมกลับไป ข่าวก็คงซาไปเอง…” ผมมองไปที่เจ้าไมเคิลกับฟอกซ์ที่นอนเลียหน้าเลียตากันอยู่ด้วยความเหงา


“…อีกอย่างวิคเตอร์เขาชอบผู้หญิงครับ คุณก็รู้” คุณลิซ่าหัวเราะน้อยๆ ก่อนบอกด้วยเสียงประหลาดใจ


[แต่ก็แปลกนะ ช่วงนี้เขาไม่ค่อยมีข่าวกับผู้หญิงเท่าไหร่ สามสี่ปีก่อนสิ ฉันแทบจะจำหน้าแฟนลูกชายตัวเองไม่ทัน] ไม่ว่าจะยังไงคุณลิซ่าก็มองว่าวิคเตอร์เป็นลูกเธอเสมอเลย ผิดกับอีกฝ่ายที่ไม่เคยมองว่าคุณลิซ่าเป็นแม่เลยสักนิด แต่ผมเข้าใจเขานะ เขารักแม่แท้ๆ เขาขนาดนั้น คงทำใจไม่ได้ที่จะยอมรับเมียพ่ออีกคนหรอก


ผมยิ้มบางๆ ความเหงาแปลกๆ เกาะกุมหัวใจ นึกในใจว่าเดี๋ยวผมไปเขาก็กลับมาควงผู้หญิงตามปกตินั่นแหละ ที่ไม่มีตอนนี้เพราะผมขอเขาไว้


ออด!

V
v


ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8


เสียงออดดังขึ้น ผมเด้งตัวลุกขึ้นยืนชะเง้อมองเล็กน้อย คุณลิซ่าถามไถ่ชีวิตผมทั่วไป เหมือนกับว่าเธอสบายใจกับเรื่องที่ตัวเธอและคุณลุคสงสัยแล้ว เธอบอกว่าถ้าเธอมาทันก่อนผมกลับจะเอาขนมคุกกี้ที่อังกฤษมาให้ทาน


“ขอบคุณมากเลยครับ… ครับ…” ผมเปิดประตูบ้านออกก็เจอกับคุณเอมิลี่ที่ยืนยิ้มแผ่วเบาอยู่หน้าประตู ผมฉีกยิ้มหน้าเหลอหลา หูก็ยังฟังคุณลิซ่าพูดถึงความดื้อของวิคเตอร์ไม่หยุด ผมเปิดประตูบ้านให้กว้างกว่าเดิมเพื่อเป็นการชวนให้เอมิลี่เดินเข้ามาในบ้าน เธอยิ้มและก้าวเท้าเดินเข้ามา ผมดันประตูปิด


“โอเคครับ… ยังไงเดี๋ยวผมขอตัวก่อนนะครับ พอดีคุณเอมิลี่เจ้านายอีกคนมาหา… ครับ สวัสดีครับ” ผมกดวางสายจากคุณลิซ่า ส่งยิ้มกว้างให้คุณเอมิลี่ เธอเดินเข้ามากอดผมไว้หลวมๆ ลูบหลังผมเบาๆ


“เป็นยังไงบ้าง” เธอถามหลังจากดันตัวเองออก ผมยิ้มนิดๆ ก่อนตอบ


“ก็สบายดีครับ” แต่ตูดไม่ค่อยสบายเท่าไหร่


คุณเอมิลี่ยิ้ม เธอมองหน้าผมด้วยสายตาอ่อนโยน แต่กลับทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ ผมว่าในความอ่อนโยนมีแววสงสารอยู่ ผมได้แต่คลี่ยิ้มงงๆ ให้เธอ คุณเอมิลี่ถอนหายใจเบาๆ มือล้วงหยิบซองเอกสารออกมาจากกระเป๋าของเธอแล้วยื่นมาให้ผม


“เอกสารฝึกงานของเธอ ฉันเอามาให้…” ผมยิ้ม ยื่นมือไปรับเอกสารนั้นไว้ “…เธอหมดภารกิจแล้วนะแมท ฉันดีใจนะที่ได้พบกับเธอ ขอบคุณที่เธอตื๊อจนฉันยอมให้เธอมาทำงานด้วย”


ผมอดใจหายไม่ได้ เมื่อนึกถึงวันที่ผมส่งอีเมลมาตื๊อเธอเพื่อที่จะทำงานนี้ ผมเลือกที่นี่เพราะว่าเป็นเอเจนซี่ที่อยู่ในลิสต์ต้นๆ ของเอมริกาที่ขึ้นชื่อว่าดัง และนายแบบนางแบบก็อยู่ในเอลิสต์ทั้งนั้น นึกถึงวันแรกที่เดินทางมาถึงที่นี่ วันที่ได้พบเจอกับคุณเอมิลี่ ซึ่งนั่นเป็นวันเดียวกันที่ผมได้เจอกับวิคเตอร์


“ผมก็ดีใจครับที่ได้มาทำงานกับคุณแล้วก็วิคเตอร์” คุณเอมิลี่ยิ้ม แล้วสักพักเธอก็มีน้ำตาคลอ ผมเบิกตากว้างอย่างตกใจ คุณเอมิลี่ยิ้มทั้งน้ำตา


“I’m gonna miss you so much. (ฉันต้องคิดถึงเธอมากแน่ๆ)” เธอบอกแล้วปาดน้ำตาออกจากแก้ม ผมยิ้ม รู้สึกร้อนๆ ที่ขอบตาเช่นกัน เธอเดินเข้ามากอดผมอีกครั้ง


“Thank you, and I’m sorry—sorry that I send you to Victor. (ขอบคุณมากนะ แล้วก็ขอโทษ ขอโทษที่ฉันส่งเธอมาหาวิคเตอร์)” ผมยิ้มขำด้วยน้ำตาที่อาบแก้มเงียบๆ เธอรับรู้ความลำบากในช่วงแรกๆ ของผมตลอด เลยรู้สึกสงสารที่ผมทำงานหนักล่ะสินะ


“That’s fine. It is one of the best experiences in my life. (ไม่เป็นไรครับ มันเป็นหนึ่งประสบการณ์ที่ดีที่สุดในชีวิตผมเลย)” คุณเอมิลี่เหมือนจะร้องไห้หนักขึ้นอีกนิด เธอดันตัวเองออก พูดทั้งน้ำตาแต่ว่าริมฝีปากของเธอก็ยังคงมีรอยยิ้ม


“From now on, you are free from him. (ตั้งแต่นี้ไป นายเป็นอิสระจากเขาแล้วนะ)” ผมรู้สึกในอกกลวงโบ๋ รู้สึกคล้ายมีช่องโหว่เหมือนโดนทะลวงอกยังไงยังงั้น ผมยิ้มเฝื่อน พยักหน้าน้อยๆ คุณเอมิลี่มองหน้าผมด้วยสายตาเหมือนกำลังคิดอะไรสักอย่าง ก่อนที่จะยิ้มให้อีกครั้ง


“When do you go back to Thailand? (นายจะกลับเมืองไทยเมื่อไหร่)”


“The end of next month. (สิ้นเดือนหน้าครับ)” คุณเอมิลี่นิ่งไป เธอผ่อนลมหายใจออกทางจมูกเบาๆ


“Because of Victor, right? (เพราะวิคเตอร์ ใช่มั้ย)” ผมชะงักและออกอาการอึกอักกับคำถามของเธอ


“ผม… คือ ผมเองก็อยากจะอยู่เที่ยวต่อด้วย…”


“กับข่าวที่เกิดขึ้น ฉันไม่รู้ว่าจริงมากแค่ไหน ฉันเลยต้องถามวิคเตอร์ ซึ่งฉันไม่พอใจกับคำตอบของเขาเท่าไหร่…” ผมมองหน้าเธออย่างหม่นๆ เอมิลี่มองกลับมาอย่างเคร่งเครียด


“…เธอกับเขา มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันแล้ว” ผมรู้สึกเหมือนโดนแม่จับได้ว่าแอบคบผู้ชายทั้งที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะอะไรทำนองนั้น คุณเอมิลี่ไม่ได้ถาม แต่เธอพูดในสิ่งที่เธอรู้อยู่แล้ว


“ครับ…” ผมตอบเสียงแผ่วเบา เอมิลี่หลับตาลงเบาๆ แล้วลืมตาขึ้นมาใหม่


“ฉันไม่ได้แอนตี้อะไร เพราะฉันเจอกับเรื่องแบบนี้จากนายแบบที่ฉันดูแลหลายๆ คน เพียงแต่ฉันไม่คิดว่าวันนึงจะเกิดขึ้นกับผู้ชายอย่างวิคเตอร์…” เธอยักคิ้วขึ้นพร้อมสีหน้าเหลือเชื่อ


“…เธอรู้เรื่องคลิปแล้วใช่มั้ย”


“เพิ่งรู้ก่อนคุณมาเองครับ”


“กับภาพที่ออกมา ฉันว่าทุกคนยังไม่กล้าฟันธง แต่ถ้าเกิดคลิปหลุดออกไป วิคเตอร์คงแย่ ถึงแม้จะเห็นหน้าเขาไม่ชัด แต่ทางที่ดีอย่าให้มันหลุดออกมาเลยดีกว่า” ผมรู้สึกร้อนใจขึ้นมาทันทีเมื่อพูดถึงประเด็นคลิปหลุดนี้


“แล้วมันหลุดออกมามั้ยครับ”


“งานนี้ต้องขอบคุณอดัม เขาเป็นคนเห็นภาพในกล้องวงจรปิดคนแรกๆ เพราะเขาอยู่ที่สตูดิโอในวันนั้น เขาเลยโทรบอกฉัน ฉันเลยทำทุกวิถีทางในการทำลายคลิปนั้น แต่ขนาดฉันทำลายไปแล้ว ก็ยังมีภาพหลุดออกมา” เธอบอกด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า ผมมองเอมิลี่แล้วรู้เลยว่าเธอต้องทำงานหนักจริงๆ ในการที่จะปกป้องวิคเตอร์ไว้


“ผมขอโทษครับ”


“นายขอโทษทำไม นี่ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายสักหน่อย”


“แต่ยังไงผมก็มีส่วนทำให้เรื่องนี้แย่ไปมากกว่าเดิม” คุณเอมิลี่ยิ้ม ส่ายหัวน้อยๆ ยกมือซ้ายวางลงบนบ่าผมแล้วบีบเบาๆ


“อย่าคิดแบบนั้นเลยนะ…” ผมรู้สึกอึดอัดในอกไปหมด


“ผมควรไปมั้ยครับ” คุณเอมิลี่ชะงักไป รอยยิ้มค่อยๆ หายไปจากใบหน้า มือที่วางบนบ่าผมไว้ลดลงช้าๆ


“ถ้าถามฉัน ฉันอยากให้เธอไป…” ใจผมกระตุกกับคำพูดนั้น รู้สึกหน้าค่อยๆ เสียและค่อยๆ ซีดลง


“…แต่ไม่ได้ไปเพราะเธอทำร้ายวิคเตอร์ แต่ฉันอยากให้เธอไปเพราะตัวเธอเอง ไปเพื่อรักษาใจตัวเอง” ผมขมวดคิ้วทั้งที่สีหน้ายังแย่อยู่ คุณเอมิลี่เม้มปาก แล้วว่าต่อ


“ผู้ชายอย่างวิคเตอร์… แมท… ผู้ชายอย่างวิคเตอร์…” คุณเอมิลี่พูด น้ำตาคลอเต็มหน่วย ผมถึงกับงงทั้งที่หน้ายังเสียอยู่กับคำพูดของเธอที่บอกให้ผมไป ผมกำลังสงสัยว่าคุณเอมิลี่กำลังจะบอกอะไรผม หรือเธอรู้อะไรมา


“คุณเอมิลี่ มีอะไรครับ คุณเป็นอะไรรึเปล่า” เธอไม่ตอบอะไร ได้แต่น้ำตาไหลเงียบๆ มองผมด้วยความสงสารที่เห็นได้ชัดแล้วในรอบนี้ เธอล้วงมือลงไปในกระเป๋าอีกครั้ง หยิบหนังสือพิมพ์แทบลอยด์ฉบับหนึ่งขึ้นมาส่งให้ผม


“เขาไม่ได้ให้สัมภาษณ์อะไรมากนักหรอก เพราะมันคือนิสัยเขาอยู่แล้ว” ผมพลิกหนังสือพิมพ์หาข่าววิคเตอร์ทันที แล้วผมก็เจออยู่ที่หน้าเจ็ด เพียงแค่เห็นคำพูดของเขาที่พาดหัวข่าว ก็ทำเอาผมแทบหมดแรง


“I’m still a normal man. So I should in love with a girl not a guy.”


“ผมยังคงเป็นผู้ชายปกติ ฉะนั้นผมควรอยู่ในห้วงรักกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชายนะ”
มันอาจไม่ใช่คำพูดร้ายแรงอะไร แต่มันเสียดแทงใจผมอย่างบอกไม่ถูก ผมอ่านเนื้อหาข่าวแทบไม่รู้เรื่องเพราะม่านน้ำตาที่ก่อตัวขึ้นมา แถมสมองยังตื้อไปหมด แต่ประเด็นหลักๆ ที่สรุปออกมาจากคำพูดเขาได้คือ เขาไม่มีวันรักผมหรอก


แกร๊ก~


“เฮ้! ไม่นึกว่าเธอจะอยู่ที่นี่ด้วยนะเอ็ม” เสียงสดชื่นอันคุ้นหูของคุณเบนเนดิคท์ดังขึ้นที่หน้าประตู ผมเงยหน้าขึ้นไปมองด้วยน้ำตาคลอเต็มเบ้าตา ภาพของวิคเตอร์ที่รอยยิ้มค่อยๆ หายไปเปลี่ยนเป็นตื่นตกใจพร่ามัวไม่ชัดเจน


“What the fuck happened? Why are you crying, alien? (เกิดห่าอะไรขึ้นเนี่ย นายร้องไห้ทำไมเอเลี่ยน?!)” วิคเตอร์เดินหน้าตาตื่นเข้ามาถามผม คุณเบนเนดิคท์ที่มาอย่างสดใสถึงกับชะงักไปเหมือนทำอะไรไม่ถูก วิคเตอร์หันไปมองเอมิลี่ที่ยืนอยู่ด้วยสีหน้าที่พร้อมรับมือกับทุกสิ่ง


“เอมิลี่!” เขาเรียกชื่อเธอเสียดัง แววตามองสลับผมกับเอมิลี่


“เกิดอะไรขึ้น เธอพูดอะไรกับแมท?!” เขาถามด้วยสายตาน่ากลัว ใบหน้าเขาเข้มด้วยความไม่พอใจ คุณเบนมายืนข้างๆ คุณเอมิลี่ทันที


“ฉันมาบอกให้แมทไปจากนายซะ” เธอตอบกลับมาอย่างสงบ วิคเตอร์ขมวดคิ้วเข้าหากันทันที


“อะไรนะ?! เธอมีสิทธิอะไรถึงมาบอกให้คนนั้นคนนี้ไปจากฉัน?!” เขาว่าด้วยเสียงกราดเกรี้ยว จ้องเอมิลี่เขม็ง


“แล้วนายจะให้แมทอยู่ต่อไปทำไม อยู่ไปเพื่ออะไร…”


“…และฉันก็อยากรู้ว่าแกให้แมทอยู่ในฐานะอะไร” เบนเนดิคท์ถามต่อจากเอมิลี่ด้วยสีหน้านิ่ง ผิดกับภาพที่เขาเปิดประตูเข้าเมื่อสักครู่อย่างสิ้นเชิง วิคเตอร์ชะงักไปทันที คล้ายว่าเขาตัวแข็งทื่อไปแล้ว วินาทีที่เขาหันหน้ามามองผมด้วยสายตาหวาดหวั่นนั้น น้ำตาผมก็ไหลอาบแก้ม


คุณเคยบอกว่าผมเป็นคนพิเศษ ผมพิเศษยังไงนะ…


 :hao7:


[ตอนต่อไปด้านล่างค่ะ]

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8


CHAPTER 25 :: I am only your little Alien.


“อย่าร้องไห้” เขาบอกเสียงแผ่ว ยื่นมือมาเช็ดน้ำตาให้ผมเร็วๆ เขาดูร้อนใจที่เห็นผมร้องไห้ สายตาเขามีแววไม่สบายใจอย่างเห็นได้ชัด


“Mr.Raymond. (คุณเรย์มอนด์…)” วิคเตอร์ชะงักมือที่กำลังเกลี่ยน้ำตาออกจากแก้มผมทันที ดวงตาของเขาวาวโรจน์ขึ้นมาจนน่ากลัว


“Do not call me like that again. (อย่าเรียกฉันแบบนั้นอีก)” เขาบอกเสียงน่ากลัว ใบหน้านิ่งจนชวนหวั่นใจ ผมแค่นยิ้มอย่างเศร้าๆ


“And what I can call you then? Baby. Maybe? (ถ้างั้นผมเรียกคุณว่าอะไรได้บ้างล่ะครับ ที่รักหรอ?)” เขาเบิกตากว้างขึ้น แววตาตื่นตะลึงไปเล็กน้อย ใบหน้าเขาค่อยๆ ตึงเครียด เขาหันกลับไปมองเอมิลี่กับเบนเนดิคท์ที่ยืนอย่างสงบอยู่


“ออกไปจากบ้านฉัน!” เขาเอ่ยไล่สองคนนั้นด้วยอารมณ์ แต่คนถูกไล่ทั้งสองคนกลับยืนนิ่ง


“ไล่พวกเขาทำไมครับ ถ้าคนที่จะไป ควรเป็นผมมากกว่า” วิคเตอร์หันกลับมามองด้วยสายตาตื่นกลัว


“นายจะไปไหน นายบอกว่าจะอยู่กับฉันต่ออีกเดือนนะ!”


“แล้วหลังจากนั้นล่ะครับ” วิคเตอร์เงียบ เขาขบกรามแน่น กลืนน้ำลายลงคอหนักๆ ผมยิ้มด้วยความขื่นที่เขาตอบไม่ได้ วิคเตอร์มีสีหน้าอึดอัดอย่างเห็นได้ชัด


“ตอบไป แบบที่บอกฉันสิวิคเตอร์…”


“…หุบปาก! เธอไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้วเอมิลี่!” เขาตะเบ็งเสียงดัง ทำเอาไมเคิลถึงกับวิ่งออกมาดูด้วยใบหน้าฉงน วิคเตอร์เริ่มคล้ายจะสติแตกเข้าไปทุกที


“ทำไมวะ ทำไมเอ็มจะพูดไม่ได้ หรือจะให้ฉันพูด เพราะแกก็พูดกับพวกฉันเหมือนกัน…”


“…ไอ้เบน! แกออกไปจากบ้านฉันเลย เธอด้วยเอมิลี่ ออกไปให้หมด!” เขาตะคอกใส่สองคนนั้น เอมิลี่กับเบนเนดิคท์ยืนสีหน้าราบเรียบทั้งคู่ ผมยกมือเช็ดน้ำตาออกจากแก้ม วิคตอร์หันกลับมามองผมด้วยใบหน้าร้อนรุ่ม


“ส่วนนายห้ามไปไหน ห้ามออกไปจากบ้านหลังนี้!” ผมควรจะรู้สึกดีกับคำพูดของเขาที่หวงผมยิ่งกว่าแม่งูจงอางหวงไข่ แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่แบบนั้นเลยสักนิด


“ตอนแรก ผมไม่คิด ไม่ติดใจอะไรทั้งนั้นที่คุณไม่อยากให้ผมออกไปไหน แต่ตอนนี้ผมเริ่มคิด…”


“…คิดอะไร ห้ามคิด อย่าคิดอะไรทั้งนั้น!” เขาบอกเสียงดัง เดินเข้ามากอดผมไว้จมอก ก้มลงมาจูบกลางกระหม่อมของผมแรงๆ วงแขนเขาโอบรัดผมแน่น


“แกจะห้ามความคิดคนอื่นได้ยังไงวะไอ้วิคเตอร์” เสียงคุณเบนเนดิคท์ดังขึ้น วิคเตอร์หายใจแรงกว่าเดิม อาการไม่พอใจของเขาเริ่มปะทุทีล่ะน้อย เขาไม่พูดอะไรแต่กอดผมไว้จนผมเริ่มรู้สึกอึดอัด ผมยกแขนดันตัวเขาออก ตอนแรกวิคเตอร์ขืนเอาไว้ไม่ยอมให้ผมผลักเขาออก แต่สุดท้ายผมก็ดันเขาออกจนได้และเงยหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยสายตาเด็ดขาด


“I need to talk to you. (ผมอยากจะคุยกับคุณ)” วิคเตอร์ขบกรามเบาๆ เขาพยักหน้าเคร่งเครียดของเขาช้าๆ ผมเลื่อนสายตาแดงๆ ของตัวเองไปมองอีกสองบุคคลที่อยู่ในบานด้วย


“I have to excuse myself for a while. (ผมขอตัวสักครู่นะครับ)” ทั้งสองคนพยักหน้ารับรู้เบาๆ ผมหันไปมองวิคเตอร์แล้วผงกหัวให้เขาเดินไปพร้อมกัน เราเดินขึ้นบันไดไปชั้นสองของบ้าน เดินไปยังห้องนอน วิคเตอร์ปิดประตูเสียงดัง เขาเดินเข้ามากอดผมจากทางด้านหลังเอาไว้แน่น ผมยืนนิ่ง รู้สึกล้าไปทั้งใจ


เราสองคนยืนนิ่งอยู่ในท่านั้น ปล่อยให้ความเงียบลอยวนอยู่รอบๆ ตัวเราทั้งสองคน วิคเตอร์ซุกหน้าลงกับซอกคอฝั่งซ้ายของผม เขากดจูบหนักๆ ลงบนซอกคอ สลับกับสูดดมซอกคอผมแรงๆ สักพักก็เริ่มลุกลามมาที่แก้มซ้าย ทั้งจูบ ทั้งหอมแรงๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่มือขวาเขาจะยกมาบิดหน้าผมให้เงยขึ้นไปรับจูบหนักๆ จากเขา เขาพยายามแทรกลิ้นเข้ามาในปากผม แต่ผมปิดปากแน่น ปล่อยให้เขาแค่กดจูบได้แค่ริมฝีปาก วิคเตอร์ขมวดคิ้วหนัก เขาพยายามบดริมฝีปากผมหนักๆ เพื่อบังคับให้ผมอ้าปากรับลิ้นเขาเข้าไป แต่ผมก็ยืนปิดปากสนิท ต้านไม่ให้เขาเข้ามา จนวิคเตอร์ออกอาการหงุดหงิด


“เอเลี่ยน” เสียงเขากดต่ำ จ้องมองผมอย่างไม่พอใจ แววตาเริ่มปะทุด้วยความเกรี้ยวกราดตามแบบฉบับของคนนิสัยเอาแต่ใจ ผมหน้านิ่ง มองกลับไปอย่างไม่ยอม


“อ้าปาก” เขาสั่งเสียงนิ่ง แล้วก้มลงมากดริมฝีปากอีกครั้ง บดขยี้อย่างรุนแรงเพื่อบังคับให้ผมรับลิ้นเขาเข้าไป แต่ผมก็เม้มปากแน่นไม่ยอมอ้าปากเช่นกัน วิคเตอร์ส่งเสียงฮึ่มฮั่มอย่างหงุดหงิดในลำคอ ก่อนจะผละออก มองผมด้วยสายตาโกรธจัด เขาผลักตัวผมออก จับผมหันเข้าหาเขาและจับไหล่ผมไว้แน่น


“อย่าดื้อกับฉันนะแมท อ้าปาก!” ผมขบกรามแน่น พยายามควบคุมไม่ให้น้ำตาเอ่อคลอเด็ดขาด


“ไม่…” ผมบอกเสียงเบาแต่หนักแน่น วิคเตอร์จ้องผมเขม็ง แววตาฉายฉัดถึงความโกรธแบบสุดขีด เขาบีบไหล่ผมแน่นจนผมรู้สึกปวดหนึบ แต่ผมก็กัดฟันแน่นไม่ยอมร้องออกมา


“Why?!” เขาถามเสียงดัง ผมมองหน้าเขาอย่างเฉยชา


“Because of you. (เพราะคุณไง)” เขาขมวดคิ้วแน่น ตัวสั่นน้อยๆ ด้วยความโกรธ เขาผลักผมลงกับเตียง ผมชันข้อศอกขึ้นเพื่อพยุงตัว วิคเตอร์ตามลงมานั่งคร่อมผมแล้วกดไหล่ผมลงไปนอนกับเตียง


“ถ้าเพราะฉัน นายก็ยอมเหมือนอย่างเคยสิ!” ผมแค่นยิ้มออกมา รู้สึกเจ็บหนึบๆ ที่หัวใจ


“คุณคงชินกับผมแบบนั้นสินะ” วิคเตอร์ย่นคิ้วด้วยความงง แววตาเขาสับสนดูไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมพูด แต่เขาก็สลัดสีหน้านั้นทิ้ง เปลี่ยนเป็นสีหน้าไม่พอใจอย่างเคย


“นายชอบฉันไม่ใช่รึไง?!”


“ใช่ ผมชอบคุณ…” ยังไม่ทันพูดจบ เขาก็ก้มลงมาประกบปากผมทันที บดขยี้อีกครั้งเพื่อให้ผมยอมเปิดปากรับลิ้นเขาเข้าไป แต่ผมหันหน้าหนี วิคเตอร์หายใจแรงขึ้น


“ทำไม?! อย่าหนีฉันแบบนี้แมท อย่าให้ฉันหมดความอดทน!” เขาว่าเสียงหอบ แววตาดุดันน่ากลัว ในใจผมกลัวเขา แต่ผมแสดงออกด้วยความนิ่ง และผมพยายามดันเขาออก


“ออกไปจากตัวผมครับ คุณเรย์มอนด์” วิคเตอร์เบิกตากว้างด้วยความโมโห แววตาเขาลุกวาวด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะออกคำสั่งกับผมด้วยน้ำเสียงทรงพลัง


“เรียกฉันว่าวิคเตอร์!”


“ไม่ ออกไป!” เขากัดฟันด้วยความโมโห จับกดข้อมือผมสองข้างไว้บนเตียง ก้มลงมาซุกไซ้ที่ซอกคอผมด้วยความรุนแรง ผมสติหลุดไปพักหนึ่ง เลยได้แต่หันหน้าหนีเขา วิคเตอร์ดูดเม้มซอกคอทั้งสองฝั่งอย่างหนักหน่วง จนพอผมได้สติ ผมเลยหยุดนิ่งและเอ่ยออกมาเสียงหอบๆ


“แบบนี้ใช่มั้ยที่คุณต้องการให้ผมเป็น…” วิคเตอร์ชะงัก เขาดันหน้าขึ้นจากซอกคอผม เราสบตากัน เขามองผมด้วยความกลัวนิดๆ ผมมองเขากลับด้วยสายตาสงบนิ่ง


“แบบไหน…” เขาถามเสียงแผ่ว แววตามีความหวาดระแวงอยู่


“ก็แค่สิ่งมีชีวิตที่เอาไว้ระบายอารมณ์ทางเพศของคุณ” เขาอ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ชะงักไว้ เขาหลับตาลงช้าๆ ผ่อนลมหายใจเบาๆ ลืมตาขึ้นมามองผมด้วยสายตาที่สงบลงแล้ว เขาลุกออกจากตัวผมไปนั่งลงบนขอบเตียง ผมค่อยๆ ดันตัวเองให้ลุกขึ้น นั่งนิ่งพร้อมสีหน้าเหนื่อยล้า


“ไม่ใช่… นายไม่ใช่แบบนั้น…” เขาพูดออกมาเสียงเบาหวิวหลังจากนิ่งไปสักพัก ผมหันไปมองเขาก็เห็นว่าเขานั่งหน้าตึงเครียด ผมเม้มปากเบาๆ กลืนน้ำลายลงคอแล้วถามออกไป


“ถ้าพ่อคุณถามถึงความสัมพันธ์ของเราสองคน คุณจะตอบเขาว่าอะไร” วิคเตอร์ขมวดคิ้วมุ่น หันมามองผมอย่างไม่เข้าใจ


“ไปเกี่ยวอะไรกับพ่อฉัน”


“ผมอยากรู้ว่าคุณจะตอบเขาว่าอะไร” เขานิ่ง มองผมด้วยสายตาสั่นไหว ผมแค่นยิ้มออกมาแล้วพูดต่อ


“คุณคิดจะพาผมไปเปิดตัวกับพ่อคุณมั้ย…” วิคเตอร์เบิกตากว้าง เขาขยับตัวหันมามองผมตรงๆ


“อะไรนะ…” เขาถามเสียงเบาหวิว ดวงตาและใบหน้าฉาบไปด้วยความตระหนก


“คุณจริงจังกับผมรึเปล่า” วิคเตอร์มองผมนิ่ง เขากลืนน้ำลายลงคอ หน้าเขาซีดลงไปถนัดตา ผมยิ้มเศร้า เพราะพอจะรับรู้ความหมายอาการนั้นของเขา


“ผมอาจจะถามยากไป… คุณชอบผมบ้างมั้ย”


“ชอบสิ! ฉันบอกแล้วไงว่าฉันชอบที่มีนายอยู่ใกล้ๆ แบบนี้”


“ชอบเพราะผมเป็นที่ระบายความใคร่ให้คุณใช่รึเปล่าครับ”


“ฉันบอกแล้วไงว่านายไม่ใช่แบบนั้น!” เขาตะเบ็งเสียงดังด้วยความหงุดหงิด หน้านิ่วคิ้วขมวดมองมา สายตาเหมือนมีคำถามว่าผมเป็นบ้าอะไรถึงถามคำถามพวกนี้


“แล้วแบบไหนครับ ผมเป็นแบบไหนสำหรับคุณ”


“คนพิเศษไง นายเป็นคนพิเศษสำหรับฉัน!” เขาบอก บอกด้วยอาการไม่เข้าใจว่าทำไมผมถึงไม่เข้าใจกับสิ่งที่เขาเคยบอกผมไปแล้ว


“คุณหยุดเอาคำนี้มาใช้ให้ผมรู้สึกดีเถอะครับ คุณบอกผมเป็นคนพิเศษ มันพิเศษแค่เรื่องเซ็กส์เท่านั้นแหละ” ผมบอกอย่างขมขื่น


“แล้วสิ่งที่ฉันทำให้นายนอกเหนือจากเซ็กส์ นายมองไม่เห็นมันเลยใช่มั้ย?!” เขาถามกลับมาด้วยอารมณ์ไม่พอใจ


“ก็เพราะคุณทำเพราะหวังเซ็กส์จากผมไง คุณทำไปเพราะผมให้ความสุขคุณในเรื่องที่คุณชอบได้…” น้ำตาเริ่มก่อตัวในดวงตา ผมพยายามกระพริบตาถี่ๆ แล้วพูดต่อ


“…ถ้าคุณกำลังเอาชนะผมเหมือนที่คุณเคยทำกับนาตาชามา ผมบอกเลยว่า คุณชนะ คุณได้กินผมอย่างที่คุณต้องการแล้วไง”


“ฉันไม่ได้ต้องการเอาชนะนายนะ!” เขาว่าเสียงสะบัด เริ่มหายใจหอบรุนแรง


“งั้นบอกผมหน่อย หลังจากเดือนหน้าไป คุณจะทำยังไง ปล่อยผมกลับประเทศไปเฉยๆ ใช่มั้ย จบกันเท่านี้ใช่รึเปล่า?!” ผมลุกขึ้นยืนแล้วถามเขาเสียงดัง วิคเตอร์อึ้งไป เขานิ่งราวกับถูกตรึงอยู่กับที่


“ฉัน…”


“ถ้ามีคนถามคุณ คุณจะบอกว่าผมเป็นใคร ผมเป็นอะไรกับคุณ…” เขาขบกรามเบาๆ มองผมด้วยความเหนื่อยล้าทางสายตา


“…คุณเก็บผมไว้ให้อยู่แต่ในบ้านแบบนี้ มีเซ็กส์กันวันล่ะหลายๆ รอบแบบที่คุณชอบ พอคุณสุขสมอารมณ์หมาย ผมก็ไม่ต่างอะไรจากของในห้องเซ็กส์ทอยของคุณหรอก” วิคเตอร์ขมวดคิ้วหน้าเครียด สีหน้าเขาเขาอึดอัดอย่างเห็นได้ชัด


“นายก็ชอบไม่ใช่รึไง” เหมือนผมโดนหยิกที่หัวใจด้วยคำพูดของเขา ผมยิ้มขื่นก่อนจะตอบ


“ครับ ผมชอบ ผมชอบที่ทำให้คุณมีความสุขได้ ผมชอบเห็นคุณยิ้ม ชอบเห็นคุณพึงพอใจ…” ผมน้ำตาคลอ แต่ก็พยายามพูดต่อ


“…แต่คุณรู้มั้ย บางครั้งผมก็คิดว่ามันเป็นแค่เซ็กส์เฉยๆ เท่านั้น มันไม่ได้มีความหมายไปมากกว่านั้น”


“ก็มันคือเซ็กส์ไง มันจะมีความหมายอะไรมากมายนักหนา” เขาว่าอย่างหงุดหงิด น้ำตาผมไหลลงมาหนึ่งหยด ผมรีบเช็ดอย่างรวดเร็ว


“คุณมีความรู้สึกอย่างอื่นให้ผมอีกบ้างมั้ย…” วิคเตอร์ถอนหายใจหนักๆ ลุกขึ้นยืนด้วยอาการหงุดหงิดงุ่นง่าน คล้ายว่าเขาพยายามควบคุมอารมณ์ตัวเองให้อยู่กับร่องกับรอย


“นายจะถามอะไรนักหนาวะ! ฉันก็บอกแล้วไง ว่าฉันโคตรมีความสุขเลยที่ได้อยู่กับนาย แล้วนายจะเอาอะไรอีก?!”


“สถานะครับ คุณให้ได้รึเปล่า” เขาขมวดคิ้วมองหน้าผม ผมก้มลงหยิบหนังสือพิมพ์ที่คุณเอมิลี่ให้มาขึ้นมาจากพื้นห้อง มองหน้าวิคเตอร์ที่ขบกรามแน่นด้วยความเครียด


“ผมลองถามดู เผื่อคุณจะตอบคนล่ะแบบกับในหนังสือพิมพ์ เผื่อคุณจะมีคำตอบอีกแบบให้กับผม ผมเผื่อ… เผื่อว่าคุณจะตอบนักข่าวไปแบบนั้นเพื่อตัดประเด็น” ผมมองเขาอย่างมีความหวัง วิคเตอร์มองหน้าผมนิ่งๆ สักพัก แล้วเบือนหน้าหนีผมไปทางอื่น ผมมองเขาด้วยความเสียใจเป็นที่สุด


“นายจะเอาอะไรอีก แค่เราสองคนมีความสุขด้วยกันก็พอแล้วไม่ใช่รึไง” แล้วความหวังนั้นก็พังทลาย กลายเป็นความผิดหวังที่ผมไม่อยากจะรับมันไว้เลย


“ครับ ผมมีความสุข แต่คุณจะให้ผมอยู่แบบไม่มีสถานะอย่างงั้นน่ะเหรอครับ”


“สถานะบ้าบออะไร?! เราจะคบกันได้ยังไง แค่อยู่กันไปแบบนี้ก็ดีแล้ว!” เขาระเบิดอารมณ์ออกมาเสียงดัง หลับตาลงพร้อมสีหน้าอมทุกข์ ผมรู้สึกเจ็บที่ใจจี๊ดๆ แต่ก็ยังคงแสร้งทำว่าไม่รู้สึกอะไร


“คุณบอกว่าผมไม่ใช่ที่ระบายความใคร่ของคุณ แต่คุณก็ไม่คิดจริงจังกับผม ใช่รึเปล่า?”


“แล้วนายจะให้ฉันเปิดตัวนายกับทุกคน ออกไปดินเนอร์ ดูหนังฟังเพลงข้างนอก ออกไปให้คนอื่นๆ มองเรากอดจูบกันเหมือนตอนอยู่ในบ้านงั้นเหรอ?!” เขาพูดประชดด้วยอารมณ์ ยกมือขึ้นขยี้เส้นผมตัวเองแรงๆ แล้วปล่อยออก


“พูดง่ายๆ คือคุณก็ไม่คิดจะคบกับผม”


“อย่างี่เง่าได้มั้ย! ฉันกับนายจะคบกันได้ยังไง ฉันเป็นผู้ชายนะ” งี่เง่า? เพิ่งรู้ว่าการอยากคบกับใครสักคนที่เรามีอะไรลึกซึ้งกันแล้ว มันกลายเป็นเรื่องงี่เง่าไปซะแล้ว ผมกัดฟันแน่น มองเขาด้วยความเคืองนิดๆ


“แล้วคุณมากอด มาจูบ มาหอม มาเอาผมทำไมล่ะครับ” ผมถามอย่างพยายามสะกดกั้นอารมณ์ตัวเอง มือที่ถือหนังสือพิมพ์ไว้ กำแน่นจนมันยับยู่ยี่


“It’s sex! (ก็เซ็กส์ไง!)” เขาตะเบ็งเสียงดังกลับมา พร้อมกับหายใจหอบรุนแรง ผมยิ้มด้วยความระทม ความรู้สึกผิดหวังที่ไม่อยากยอมรับกำลังตีอกชกรัวอยู่ข้างใน


“You are always you. (คุณก็คือคุณไม่เปลี่ยนเลย)” วิคเตอร์ชักสีหน้าใส่ผมแล้วเลื่อนสายตาไปมองทางอื่น


“So—it is gonna be only hook-up relationship between us—right? (ระหว่างเรา มันจะเป็นแค่ความสัมพันธ์ทางเพศเท่านั้นสินะ ใช่มั้ยครับ)” ผมหัวเราะขื่นๆ ในลำคอ รู้สึกฝืดเคืองไปหมด อันที่จริงแล้ววัฒนธรรมฝรั่งเรื่องแบบนี้มีให้เห็นบ่อยๆ ถ้าตั้งแต่มาผมยังไม่เคยเจอ culture shock ก็บอกได้เลยว่าตอนนี้ผมคงโดนเต็มๆ ช็อคยิ่งกว่าการที่ฝรั่งดื่มน้ำประปาซะอีก


“You want me on my knee and asking you to marry me? You want a romantic and flower? Hey! We are a man—all that things is for normal people. (นายต้องการให้ฉันคุกเข่าแล้วขอนายแต่งงานงั้นเหรอ นายต้องการความโรแมนติคและดอกไม้งั้นรึไง นี่! พวกเราเป็นผู้ชาย ไอ้ของพวกนั้นมันสำหรับคนปกติทั่วไป)” ผมกัดริมฝีปากล่างแน่น น้ำตาเอ่อล้นที่ขอบตา ความเจ็บที่แผลเดิมในใจพุ่งปี๊ดจนต้องนิ่วหน้าอย่างเจ็บปวด เหมือนเขากระทุ้งเข้ารอยแผลช้ำๆ แผลเก่า ถ้าเลือดไหลออกมาได้ มันคงแดงฉานไปทั่วอกซ้ายของผมแล้ว ผมเช็ดน้ำตา กระแอมคอให้โล่งเล็กน้อย ตั้งสติดีๆ เพื่อพูดกับเขาให้รู้เรื่อง


“I want to tell you something. If you do not see me in your future—I’m okay with that, but—please bear in your mind that I am a normal people, too. I just love the man, and yes—I love you. (ผมอยากจะบอกอะไรคุณสักอย่างนะ คุณไม่เห็นผมอยู่ในอนาคตคุณ ผมไม่ว่า แต่โปรดจำใส่ใจไว้ ว่าผมเป็นคนปกติเหมือนกัน ผมแค่รักผู้ชายด้วยกัน และใช่ ผมรักคุณ)” ผมยิ้มทั้งน้ำตาที่ไหลลงมาอาบแก้มเงียบๆ วิคเตอร์มองกลับมาใบหน้าเรียบเฉย สายตาเขานิ่งสนิท แต่ก็มองผมแทบไม่ขยับ


“I have told you that if I will be fucked by someone. He will be the one that I love. That’s why you got me. I surrender to you because I love you. (ผมเคยบอกคุณว่า ถ้าผมจะมีอะไรกับใครสักคน คนๆ นั้นก็ต้องเป็นคนที่ผมรัก ผมยอมคุณ เพราะผมรักคุณ…)” เสียงผมขาดหายไปเพราะก้อนสะอื้นขึ้นมาจุกที่ลำคอ


“…คุณไม่รักผม ผมไม่โกรธหรอก อึก… ผมเข้าใจว่าผู้ชายแท้ๆ อย่างคุณคงรักผมไม่ได้ ผมเคยได้ยินประโยคนี้จากรักครั้งแรกของผม และมันเป็นปมในใจผมตลอดมา และวันนี้คุณก็ย้ำให้ผมได้เข้าใจว่า มันเป็นแบบนั้นจริงๆ” วิคเตอร์แววตาสีหน้าสลดลงไปนิด ผมยิ้มออกมาน้อยๆ พยายามห้ามอาการสะอึกสะอื้น


“We cannot become US. It is gonna be just You and I between us, right?  (เราสองคนคงกลายมาเป็นเราไม่ได้ ระหว่างเราสองคนคงจะเป็นแค่คุณกับผมสินะครับ)” วิคเตอร์หลับตาลงช้าๆ ลืมตาขึ้นมามองผมด้วยสายตารู้สึกผิด


“I’m sorry, but I cannot give what  you want. (ฉันขอโทษ แต่ฉันให้ในสิ่งที่นายอยากได้ไม่ได้)” ผมคลี่ยิ้มเศร้าๆ ออกมา พยักหน้าด้วยความเข้าใจทั้งน้ำตา


“I got it. That’s fine. Well—I believe that you gonna find a new girl to please you. (ผมเข้าใจครับ ไม่เป็นไร ก็… ผมเชื่อว่าคุณคงหาผู้หญิงคนใหม่มาตอบสนองคุณได้)” วิคเตอร์เบิกตากว้างมองผมด้วยความตื่นกลัว


“Are you leaving? (นายจะไปแล้วงั้นเหรอ)” เขาถามเสียงเบา ผมพยักหน้ายิ้มๆ ปาดน้ำตาออกจากแก้มทั้งสองข้าง


“เรารู้สึกแตกต่างกัน จะอยู่ด้วยกันได้ยังไงล่ะครับ” วิคเตอร์สีหน้าสับสนจนคล้ายว่าคิดประมวนอะไรไม่ทัน


“แต่ฉัน… ฉันรู้สึกดีที่มีนาย…”


“…พอเถอะครับ อย่าเห็นแก่ตัวไปมากกว่านี้เลย ผมไม่อยากเกลียดคุณ” วิคเตอร์ทำสีหน้าเหมือนโดนผมชกหน้า ผมกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องแล้วเริ่มตั้งสติว่าของตัวเองอยู่ตรงไหนของห้องบ้าง พอนึกได้ผมก็เดินไปตามจุดต่างๆ หยิบเสื้อผ้าและของใช้ที่แบกมาจากบ้านป้าแมร์รี่ไว้ในอ้อมอกพลางเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาเงียบๆ ไม่มีการสะอึกสะอื้น แต่ผมหยุดมันไม่ได้จริงๆ ผมหยิบเป้ที่วางอยู่ในตู้เสื้อผ้าของวิคเตอร์ออกมา สะพายไว้ด้านหลัง เดินออกมาในห้องนอนอีกครั้ง วิคเตอร์นั่งอยู่ที่โซฟาสีแดงตัวใหญ่ปลายเตียง เขานั่งเหม่อลอย พอเห็นผม เขาก็มองมาด้วยสายตาเคว้งคว้าง ผมยื่นนาฬิกาที่เขาให้ไปให้เขา เขาส่ายหัวช้าๆ


“ไม่ ฉันให้นายแล้ว เก็บมันไว้ ฉันไม่รับคืน” ผมยิ้มรับแล้วพูดขอบคุณเขาเบาๆ เก็บนาฬิกาใส่ลงไปกระเป๋ากางเกง


“ผมไปนะครับ”ผมยิ้มอ่อนให้เขา วิคเตอร์ลุกขึ้นยืนตัวตรง สีหน้ากำลังร้อนลน แววตาเขาเต็มไปด้วยความว้าวุ่น


“Alien…” ผมฉีกยิ้มกับฉายานั้น


“I will be your little alien forever. (ผมจะเป็นเอเลี่ยนน้อยของคุณตลอดไป)”


“Don’t go. (อย่าไป)” เขาเรียกผมไว้ตอนที่ผมกำลังจะเดินออกจากประตูห้องนอนไป ผมหันกลับไปมองเขาพร้อมหยาดน้ำตา ส่งรอยยิ้มเศร้าสร้อยไปให้


“I cannot stay. I’m not fun to be in love with you. I’m hurt. (ผมอยู่ไม่ได้ ผมไม่สนุกเลยที่รักคุณ ผมเจ็บ)” วิคเตอร์สีหน้าอึ้งไป ขาที่กำลังก้าวเข้ามาหาผม หยุดชะงักไว้กับที่ ผมยิ้มด้วยความเจ็บให้เขา ก้าวเท้าเดินออกจากประตูห้อง ผมก้าวเดินไปเรื่อยๆ พร้อมกับยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดน้ำตาที่ไหลลงมา สูดจมูกฟึดฟัดและพยายามกลั้นเสียงสะอื้นไห้ ผมเดินลงมาข้างล่างบ้าน เอมิลี่กับเบนเนดิคท์ยังคงอยู่ในครัว


คุณเอมิลี่เดินเข้ามากอดผมไว้ ยกมือขึ้นลูบหัวผมเบาๆ ผมหลับตาพร้อมกับยิ้มออกมา อย่างน้อยผมยังมีเธอกับคุณเบนอยู่ตรงนี้ เอมิลี่ผละตัวออก ผมฝากของไว้กับเธอ เดินไปอุ้มฟอกซ์ที่นอนอยู่บนเค้าน์เตอร์ครัวมาลูบหัว หันไปมองไมเคิลที่นอนอยู่บนพื้น ผมยิ้มแล้วเดินไปหามัน นั่งคุกเข่าลงกับพื้น ไมเคิลโบกหางและดีดตัวเข้ามาหาผม


“ฉันไปแล้วนะไมเคิล ฟอกซ์ ฉันจะไปแล้ว…” ผมน้ำตาไหลออกมา ก้มลงจูบไมเคิลและฟอกซ์ที่หน้าผากคนล่ะที ไมเคิลยืนขึ้นสี่ขา โบกหางสะบัดไปมาอย่างเร็ว มันมองหน้าผมที่น้ำตานองหน้า ก่อนจะเห่าเสียงดัง


โฮ่ง!! โฮ่ง!! โฮ่ง!!

V
v

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8


ผมร้องไห้หนักกว่าเดิม ยกแขนซ้ายไปกอดร่างจ้ำม่ำของมันไว้ เอาแก้มแนบกับหน้าผากมัน ไมเคิลเลียหน้าผมราวกับจะช่วยเช็ดน้ำตาให้ ผมยิ้มและยังคงร้องไห้ ฟอกซ์ส่งเสียงครางเหมียวๆ และเอาหน้าซุกอกผมไว้


“ฉันจะคิดถึงพวกแกสองตัว… อย่าลืมฉันนะ เพราะฉันจะไม่ลืม… ฮึก…” เสียงผมหายไปพร้อมกับก้อนสะอื้น ไมเคิลยิ่งส่งเสียงเห่าดังลั่นห้องครัว


เสียงวิ่งลงบันไดตึงตังดังมาก่อนที่ร่างใหญ่ๆ ของวิคเตอร์จะพุ่งเข้ามาในห้องครัวพร้อมกับสีหน้ากระวนกระวาย ดวงตาเขาแดงก่ำ เดินเข้ามาหาผมที่นั่งกอดเจ้าสองพี่น้องอยู่


“แมท… อย่าไป… อยู่กับฉัน…” ผมวางฟอกซ์ลงบนพื้น ลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับเขา


“อย่าให้ผมอยู่ต่อเลยครับ…”


“ฉันขอโทษ อย่าโกรธฉัน อย่าไปจากฉัน” เขาอ้อนวอนทั้งน้ำเสียงและสายตา ดึงร่างผมเข้าไปกอดไว้แน่น ผมค่อยๆ ดันตัวเขาออก สบตาคู่คมที่ผมชื่นชอบผ่านม่านน้ำตาจางๆ


“อย่าฝืนตัวเอง คุณให้ในสิ่งที่ผมต้องการไม่ได้หรอก คุณรู้ตัวดี…” แล้วผมก็น้ำตาไหลออกมา  ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น


“…ผมอยากมีความหมายกับคุณมากกว่าคำว่าเซ็กส์ ฮึก… แต่ผมเชื่อว่าคุณหาจากคนอื่นได้ อย่าให้ผม…” เสียงผมขาดหายไปเพราะแรงสะอื้นตีตื้นขึ้นมาที่คอ ผมสะอื้นจนไหล่สั่น


“คบกับฉัน คบกับฉันนะแมท” วิคเตอร์พูดด้วยความเร็ว สีหน้าเขาบ่งบอกว่ากำลังร้อนใจ ผมเม้มปากแล้วค่อยๆ คลี่ยิ้มเศร้าๆ ออกมา ยกมือขวาขึ้นลูบแก้มซ้ายเขาอย่างแผ่วเบา


“คุณไม่ได้อยากคบกับผมจริงๆ หรอก คุณแค่อยากรั้งผมไว้”   


“ไม่! ฉันจะคบกับนาย ฉันอยากคบกันนายจริงๆ” นั่นยิ่งทำให้ผมร้องไห้ และยิ่งทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดหัวใจ เขาไม่ได้พูดมันออกมาจากใจจริง แต่เขาพูดออกมาเพียงเพราะไม่ต้องการให้ผมจากเขาไปตอนนี้


ก็คงมีความหมายเพียงเท่านั้นนั่นแหละ


“วิคเตอร์” เสียงเรียบๆ ของคุณเอมิลี่ดังขึ้น พร้อมกับร่างผมถูกดึงให้ออกห่างจากวิคเตอร์ อีกฝ่ายจะพุ่งตัวเข้ามาหาผมแต่ถูกเอมิลี่กันเอาไว้


“อย่าพูดอะไรที่นายไม่แน่ใจจริงๆ อย่าพูดในสิ่งที่นายบอกกับฉันว่ามันเป็นไปไม่ได้” วิคเตอร์สีหน้าตื่นกลัว ดวงตาฉายชัดไปด้วยความหวาดระแวง


“ทำไมจะเป็นไปไม่ได้?! เป็นไปได้สิ ฉันกำลังจะทำให้มันเป็นไปได้นี่ไง” เขาพูดเสียงดังด้วยความร้อนใจ มือก็พยายามไขว่คว้าร่างผมเข้าไปกอด แต่ก็ถูกคุณเอมิลี่ปัดออก


“ที่ไอ้ทุเรศฌอณมันพูดกับแก ฉันว่าก็อาจจะจริง” วิคเตอร์ส่ายหน้า ดวงตาเบิกกว้างอย่างตื่นกลัว


“ไม่! ฉันไม่สนใจว่าไอ้เหี้ยนั่นมันจะพูดอะไร เอมิลี่! ส่งแมทมาให้ฉัน!”


“นายเลิกทำเหมือนกับแมทเป็นสิ่งของสักทีเถอะ” ผมยืนร้องไห้อยู่ข้างหลังคุณเอมิลี่เงียบๆ รู้สึกสะท้อนใจกับความเป็นจริงที่คุณเอมิลี่เพิ่งพูดออกไป


“ฉันไม่ได้เห็นแมทเป็นสิ่งของนะ!” เขาตะคอกเสียงดังพร้อมกับหายใจอย่างรุนแรง ก่อนที่เขาจะพยายามสงบสติอารมณ์ลง


“เอเลี่ยนน้อยของฉันไม่ใช่สิ่งของ…” เขาพูดเสียงเบาหวิว ดวงตาเศร้าสร้อยที่มองมาทำเอาผมใจอ่อน เอมิลี่กับเบนเนดิคท์หันไปมองหน้ากัน แล้วคุณเอมิลี่ก็หันมามองหน้าผมที่เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา เธอมองผมเหมือนกำลังตัดสินใจอะไรสักอย่าง แล้วก็หันไปพูดกับวิคเตอร์


“ฉันอยากให้นายทบทวนตัวเองดีๆ ก่อน ว่านายรู้สึกกับแมทยังไงกันแน่” ทั้งบ้านตกอยู่ในความเงียบ ผมมองเสี้ยวหน้าเอมิลี่ด้วยความไม่เข้าใจพอๆ กับที่วิคเตอร์มองมาอย่างฉงน


“ทบทวนอะไร” วิคเตอร์ถาม


“ความรู้สึกของนาย นายอาจจะกำลังรู้สึกแค่เสียดายของอยู่ก็ได้” ผมชะงักไปนิด พอคิดตามที่เธอพูด มันก็มีความเป็นไปได้ วิคเตอร์มีนิสัยเหมือนเด็กคือเอาแต่ใจหนักมาก เขาได้ของทุกอย่างตามที่ต้องการมาตั้งแต่เด็ก แม่กับย่าเขาประเคนให้หมด ฉะนั้นถ้าเขาจะกำลังรู้สึกว่าของรักของหวงตัวเองหายไปโดยที่เขายังใช้ไม่พอใจ เขาคงไม่ยอม


“ไม่! ฉันรู้ตัวฉันเองดี!”


“งั้นนายรักแมทรึเปล่า”


“รัก!” แทนที่ผมจะดีใจ แต่ผมกลับรู้สึกเฉยชากับคำว่ารักของเขามาก เขาพูดออกมาได้ง่ายดายเหลือเกิน ผมมองเขาด้วยสายตาเศร้าๆ เขามองเอมิลี่ด้วยสายตาหวาดกลัว แต่ไม่ได้กลัวเอมิลี่ ผมรู้ว่าเขากลัวที่จะเสียผมไป


“ตอนนี้นายแค่กลัวจะเสียแมทไปในฐานะของรักสุดหวงชิ้นใหม่”


“เธออย่ามาตัดสินใจแทนฉันได้มั้ย!!” เขาตะคอกเสียงดังพร้อมกับหน้าตาที่พร้อมระเบิดอย่างรุนแรง


“แกใจเย็นๆ ก่อนไอ้วิคเตอร์ ตอนนี้แกกำลังจะสติแตก ให้แมทกลับไทยไปก่อน ถ้าแกรักเขาอย่างที่ปากว่าจริงๆ ก็บินตามไปหาเขาที่นั่น”


“ไม่! ทำไมต้องกลับไทย แมทอยู่ที่นี่ฉันก็ทบทวนตัวเองได้!” เขาว่าเสียงสะบัด เดินเข้ามาใกล้คุณเอมิลี่ พยายามดึงผมออกไปหาเขา แต่คุณเอมิลี่ปัดมือเขาออกนิ่งๆ


“เพราะฉันไม่อยากให้แมทอยู่ใกล้นายตอนนี้” เอมิลี่เอ่ยเสียงเย็น จ้องวิคเตอร์ด้วยความไม่เกรงกลัว วิคเตอร์เองก็จ้องกลับมาอย่างเกรี้ยวกราด


“แกสงบสติอารมณ์ อยู่กับตัวเอง แล้วลองทบทวนดีๆ อย่างที่เอมิลี่บอก”


“บางทีคุณอาจจะแค่กำลังเห่อของใหม่ก็ได้” ผมบอกเสียงเบา มองวิคเตอร์ด้วยความห่วงหา ยิ่งมองสีหน้าเจ็บปวดของเขา ผมก็รู้สึกเจ็บไปด้วย


“ฉันจะส่งแมทกลับไทย ถ้านายแน่ใจกับความรู้สึกตัวเองเมื่อไหร่ ค่อยบินไปหาแมทที่นั่น”


“ทำไมต้องที่นั่น?! ทำไมต้องให้ไปไกลถึงขนาดนั้นด้วย?!” เขาถามอย่างโมโห


“เพราะใกล้ไปนายอาจมองไม่เห็นความสำคัญ…” วิคเตอร์ชะงักกึก


“…แมทควรได้กลับบ้าน ถ้านายรักเขาจริง ระยะทางไม่ใช่เรื่องลำบากอะไรหรอก” วิคเตอร์นิ่ง และคล้ายจะยอมอ่อนลง ท่าทีเขาหงอยเหงาลงอย่างเห็นได้ชัด พอแน่ใจว่าเขาจะไม่อาละวาดต่อ เอมิลี่เลยหันมาหาผมที่น้ำตายังไหลอาบแก้มเงียบๆ


“เดี๋ยวฉันจะให้เบนไปส่งเธอที่บ้านพักของเธอ…” ผมพยักหน้ารับเบาๆ เอมิลี่หันไปหาเบนเนดิคท์


“…นายเอารถมารึเปล่า หรือว่าติดรถวิคเตอร์มา”


“ยืมรถเธอหน่อยแล้วกัน ฉันมากับไอ้วิคเตอร์” เอมิลี่พยักหน้านิ่งๆ เดินไปหยิบกุญแจรถมาให้เบนเนดิคท์ เธอสวมกอดผมอีกครั้งแล้วผละออก หันไปหยิบของที่วางบนเค้าน์เตอร์ครัวส่งให้เบนเนดิคท์รับไว้ คุณเบนเดินเข้ามาโอบไหล่ผม พาเดินไปที่ประตู ผมหันหลังไปมองวิคเตอร์ตอนที่กำลังจะเดินออกไปนอกประตูบ้าน เขามองมาด้วยสายตาโหยหาจนผมแทบจะวิ่งกลับไปหาเขา แต่สุดท้ายผมก็แข็งใจเดินออกไปพร้อมกับคุณเบนเนดิคท์


ผมเดินมาด้วยความสับสน ไม่รู้จะรู้สึกอย่างไหน ไม่รู้จะรู้สึกอะไรก่อน แม้กระทั่งตอนคุณเบนจับผมขึ้นไปนั่งบนรถ ผมยังไม่รู้ตัว จนเขาขึ้นมานั่งฝั่งคนขับผมถึงได้สติหันไปมองเขานิดๆ เบนเนดิคท์ส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้ ผมเลื่อนสายตาไปมองที่กระจกมองหลังในรถ


วิคเตอร์ยืนมองตาละห้อย แววตาเขาเต็มไปด้วยความเศร้าและความเจ็บปวด ผมน้ำตาเอ่อคลอเมื่อเห็นใบหน้าของเขาเศร้าขนาดนั้น เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นพร้อมๆ กับที่คุณเบนหักพวงมาลัยออกไปบนท้องถนน ผมมองกระจกที่สะท้อนภาพวิคเตอร์ที่เดินตามรถมาอย่างช้าๆ และทำท่าจะเดินมาเรื่อยๆ แต่เพราะคุณเอมิลี่เดินมาจับแขนเขาไว้ เขาจึงหยุดอยู่กับที่ เขามองตามด้วยสายตาที่ผมไม่เห็นแล้วว่าเขารู้สึกอย่างไร ผมเช็ดน้ำตาที่ไหลลงมาเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้


“หวังว่านายคงไม่ว่าอะไรที่ฉันกับเอมิลี่ทำแบบนี้” ผมหันไปมองเขาพร้อมกับส่ายหัวเบาๆ


“ไม่ครับ” เบนเนดิคท์พยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะถามเสียงจริงจัง


“แมท ถ้ามันไม่ตามนายไปที่ไทย นายจะทำยังไง” ผมนิ่งไปนิด นึกไตร่ครองความรู้สึกตัวเองอย่างรวดเร็ว ผมหยิบนาฬิกาที่เขา
ให้ออกมาดู นิ้วลูบไล้ไปมาบนหน้าปัด ผมคงเศร้า คงรู้สึกผิดหวังอยู่ลึกๆ แต่ก็…


“ใช้ชีวิตต่อไปครับ” เบนเนดิคท์ถอนหายใจ ส่งยิ้มอบอุ่นมาให้และพยักหน้าเบาๆ


คุณเบนขับรถมาส่งผมที่บ้านป้าแมร์รี่ในเวลาเย็นๆ ผมเดินตาบวมเข้าบ้าน มีคุณเบนเดินถือของของผมตามหลังมา ผมร้องไห้จนรู้สึกแสบตาไปหมด เลยพยายามที่จะห้ามปรามตัวเองไม่ให้ร้องอีก แต่มันก็ไม่ได้ทำง่ายๆ พอคิดถึงหน้าวิคเตอร์มันก็พาลจะไหลอยู่เรื่อย ผมหยุดเดินตอนที่เห็นบาสกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะทานอาหารของบ้านกับเด็กผู้ชายและผู้หญิงไทย เขากำลังนั่งคุยกันเสียงดัง แต่พอเห็นผม บาสก็ค่อยๆ หุบยิ้ม ลุกขึ้นเดินมาหาผมพร้อมสีหน้าตื่นๆ


“เฮ้ย เป็นไรอ่ะแมท” ผมรู้ว่านี่คือคำถามเบสิคเมื่อเห็นคนที่เรารู้จักร้องไห้หนักขนาดนี้ แต่ผมไม่รู้ว่าจะตอบอะไรดี มันหาคำพูดไม่ได้ เริ่มเข้าใจเพื่อนผมหลายๆ คนที่มีแฟนแล้วตอบคำถามแบบนี้ไม่ได้เวลาที่ทะเลาะกัน บางทีมันสรรหาคำไม่เจอจริงๆ ที่จะบอกว่าตอนนี้เราตกอยู่ในสถานการณ์ไหน


“มีปัญหานิดหน่อย” ผมตอบเสียงเบา ยิ้มเนือยๆ ไปให้


“ไม่หน่อยแล้วมั้ง ตาบวมตุ่ยขนาดนี้” เขาว่าหน้านิ่วน้อยๆ เลื่อนสายตาไปมองเบนเนดิคท์คล้ายจะขอคำอธิบายกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับผม


“Take care of him. (ดูแลเขาด้วยนะ)” คุณเบนว่าพลางส่งของให้บาสรับไว้ บาสงงๆ แต่ก็ยื่นมือไปรับกระเป๋าเป้ กระเป๋าแม็คบุ๊คและเสื้อผ้าส่วนหนึ่งของผม


“When do you fly back to Thailand? (นายจะบินกลับไทยวันไหน)” เขาถามพร้อมกับวางมือลงบนศีรษะผมเบาๆ


“I have to check with the airline first. (ผมต้องเช็คกับทางสายการบินก่อนครับ)” คุณเบนยิ้มน้อยๆ ขยี้หัวผมเบาๆ หันไปมองบาสแล้วยกยิ้มให้


“I’m Benedict. (ผมเบนเนดิคท์)”


“I’m Bast—basketball.(ผมบาสครับ บาสเก็ตบอลน่ะ)” ทั้งสองคนจับมือทักทายกันตามธรรมเนียมฝรั่งเล็กน้อย เบนเนดิคท์ถอนหายใจ ยกมือสองข้างว่างบนไหล่ผม


“แมทกำลังเสียใจอย่างมาก ถ้าเป็นไปได้ ผมไม่อยากให้เขาอยู่คนเดียว” ผมแหงนหน้าไปมองคุณเบน เขามองกลับมาด้วยสายตาที่แสดงความเป็นห่วง ผมยิ้มอ่อนโยน รู้สึกหวิวใจขึ้นมา ปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนี้ผมอยากให้คนที่ยืนข้างๆ เป็นวิคเตอร์


“ได้ครับ ผมจะอยู่เป็นเพื่อนเขา” บาสบอกแบบนั้นทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมเป็นอะไร


“คุณจะกลับไทยพร้อมกับแมทเลยรึเปล่าครับ”


“จริงๆ ผมตั้งใจว่าจะอยู่เที่ยวต่อ แต่เดี๋ยวผมกลับพร้อมแมทก็ได้ครับ” ผมทำท่าจะอ้าปากบอกเขาว่าไม่เป็นไร แต่บาสพยักหน้ามาให้นิดๆ เป็นเชิงบอกว่าเขาพร้อมจะกลับกับผมจริงๆ


“ถ้าไปสนามบินกันลำบาก โทรหาฉันนะแมท” คุณเบนว่าแล้วหยิบมือถือที่เปิดหน้าจอเป็นแป้นพิมพ์เบอร์ไว้แล้วมาให้ผม ผมรับมาพิมพ์เบอร์มือถือของตัวเองและส่งคืนเขา คุณเบนโทรเข้ามาในมือถือผมเพื่อให้เบอร์ขึ้นโชว์และกดวางสาย


“Thank you.” ผมบอกขอบคุณเขาเบาๆ คุณเบนหันไปส่งยิ้มและก้มหัวให้บาสหนึ่งที หมุนตัวเดินออกไปจากบ้าน


“แมท ถือของขึ้นไปรอเราบนห้องก่อนนะ เดี๋ยวตามขึ้นไป” ผมพยักหน้ารับ และรับของมาจากบาสทั้งหมด บาสเดินตามเบนเนดิคท์ออกไปนอกบ้าน ผมเดินผ่านเด็กไทยอีกสองคนที่เหลือขึ้นไปบนบ้าน ตรงไปยังห้องของตัวเอง เปิดประตูห้องได้ผมก็เปิดไฟให้สว่างโร่ มองไปรอบๆ ห้อง นึกในใจว่ารีเควสป้าแมร์รี่มาอย่างดี แต่สุดท้ายก็แทบไม่ได้ใช้ห้อง ระเบียงที่ผมขอ ผมได้ออกไปยืนมองวิวที่ระเบียงแค่ไม่กี่ครั้งเอง


ตอนนั้นที่ผมขอมา ผมกะว่าเวลาเลิกงานตอนเย็นๆ จะได้ออกมานั่งชิวคนเดียวที่ริมระเบียงบ้าง แต่ไม่คิดเลยว่าพอได้เจอกับวิคเตอร์ ชีวิตผมก็ยุ่งจนแทบไม่มีเวลาอยู่กับตัวเอง ชีวิตผมอยู่กับเขามากกว่าซะอีก ชีวิตเขาแทบจะกลายเป็นชีวิตผมไปด้วย ภาพใดๆ ที่กะมาทำที่นิวยอร์กหายวับไปตั้งแต่เริ่มทำงานกับเขา อาจมีบ้างบางสิ่งที่ได้ทำ แต่ก็ยังไม่จุใจ ไม่เต็มที่ กลายเป็นว่าที่ดีที่สุดสำหรับการมานิวยอร์กนั่นคือการที่ได้อยู่กับวิคเตอร์


อนาคตเป็นสิ่งที่เราไม่รู้จริงๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง บางอย่างที่เราคิดไว้ แต่พอถึงเวลาจริงๆ กลับไม่ใช่อย่างที่คิด อาจจะออกมาดีกว่าหรืออาจจะออกมาแย่กว่า ก็ไม่อาจรู้ได้


ผมไม่รู้ว่าผมควรเศร้าเรื่องระหว่างผมกับเขาดีมั้ย เพราะมันก็ไม่ได้เลวร้ายซะทีเดียว ผมยอมรับว่าดีใจที่เขาคิดจะรั้งผมไว้ให้อยู่กับเขา แต่อีกใจก็นึกเศร้าใจว่าที่เป็นแบบนั้น เป็นเพราะเขายังไม่เต็มอิ่มกับผมต่างหาก เขามีเวลาของเขาในการที่จะปล่อยผมไป แต่ผมดันออกมาก่อนเวลาที่เขาคิดไว้ นั่นจึงทำให้เขาเหมือนถูกขัดใจตามนิสัยคนเอาแต่ใจอย่างเขา


“แมทจะกลับไทยเมื่อไหร่” เสียงของบาสดังขึ้นที่หน้าประตู ผมหันไปมองด้วยสายตาเหม่อนิดๆ


“ก็อย่างที่บอก ต้องเช็กกับสายการบินก่อน ไฟล์ทไหนเร็วสุด เราก็กลับไฟล์ทนั้น”


“ลองถามดูก็แล้วกัน บาสก็เลื่อนตั๋วไปแล้วครั้งนึง เลื่อนอีกครั้งไม่เป็นไรหรอก”


“บาสไม่ต้องกลับพร้อมเราหรอก เรากลับเองได้” ผมบอกอย่างเกรงใจ บาสถอนหายใจ เดินเข้ามาในห้อง ดึงเก้าอี้มานั่งตรงข้ามกับผมที่นั่งอยู่บนเตียง


“สภาพแบบนี้ อย่าอยู่คนเดียวเลยแมท สภาพคนอกหักชัดๆ คล้ายกับไอ้เอิร์ทเลย” ตอนนั้นเองที่ผมนึกขึ้นได้ว่าไม่มีวี่แววของเอิร์ทเลย


“แล้ว… เอิร์ทไปไหนหรอ”


“มันกลับไทยไปเมื่ออาทิตย์ก่อน ตอนแรกมันจะอยู่เที่ยวด้วยกัน แต่พอจบงานมันบินกลับเลย” ผมรู้สึกงงๆ เล็กน้อยที่ได้ยินว่าเอิร์ทกลับไทยไปแล้ว


“อ้าว เอิร์ทกลับไปแล้วเหรอเนี่ย”


“อือ ก่อนกลับสภาพมันก็แบบเนี้ย ดูดีกว่าแมทหน่อยตรงที่มันไม่ร้องไห้ แต่แม่งก็เอาแต่เงียบ ยิ้มแต่ล่ะครั้งบาสล่ะกลัวว่าหิมะจะตกก่อนปลายปี” ผมไม่อยากคิดว่าสาเหตุนั้นมาจากผมหรือเปล่า


“เอิร์ทได้บอกมั้ยว่าเป็นอะไร” บาสส่ายหัวแล้วพูดต่อ


“ไม่อ่ะ ถามไปมันก็บอกมีเรื่องให้คิด  บาสก็ไม่อยากเซ้าซี้มัน ไอ้นี่ถ้ามันไม่อยากตอบ มันก็ไม่ตอบหรอก” ผมพยักหน้ารับน้อยๆ รู้สึกไม่สบายใจเรื่องเอิร์ทอยู่เหมือนกัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่เท่าเรื่องตัวเองตอนนี้หรอก


RRRrrr!


มือถือผมส่งเสียงเรียกเข้าที่เปลี่ยนไป มันเปลี่ยนจากเสียงร้องของพี่อดัมเป็นเสียงริงโทนของไอโฟนธรรมดา ด้วยเหตุผลที่ว่าวิคเตอร์ไม่ชอบให้ผมใช้เสียงร้องของพี่อดัม เขาไม่พอใจเลยเปลี่ยนให้และห้ามผมกลับไปใช้เสียงริงโทนพี่อดัมอีก ผมหยิบออกมาจากกระเป๋าเป้ พลันสะดุดไปเมื่อเห็นที่หน้าจอว่าเป็นใครโทรมา


“มีอะไรรึเปล่า” บาสถามเมื่อเห็นว่าผมยังจ้องมองโทรศัพท์นิ่ง ผมเงยหน้าขึ้นมองบาสที่ขยับแว่นบนดั้งโด่งเล็กน้อย


“แม่โทรมา เราแค่แปลกใจอ่ะ ว่าแม่รู้รึเปล่าว่าเรากำลังแย่ถึงได้โทรมา” ผมยิ้มน้อยๆ นึกสงสัยว่าแม่เข้าฌานหรือเปล่าถึงได้โทรมาในตอนที่ผมกำลังเคว้งคว้างแบบนี้


“ฮัลโหล”


“แมทไม่สบายรึเปล่า คืนก่อนแม่ฝันถึงเราไม่ดี จะโทรมาถามตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่พ่อว่าแม่คิดมาก” ผมเม้มปากและคลี่ยิ้มออกนิดๆ รู้สึกถึงความชุ่มชื้นตรงขอบตา


“เปล่า แมทไม่ได้เป็นไร เออ แม่ แมทจะเลื่อนกลับไทยเร็วขึ้นนะ พอดีงานเสร็จแล้ว”


“กลับมาเมื่อไหร่ล่ะ”


V
v

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8


“เดี๋ยวขอโทรเช็กกับสายการบินก่อน… อื้อ สบายดี… เดี๋ยวกลับวันไหนจะบอกนะ… อืม…”


“กลับบ้านนะลูกนะ” น้ำตาผมร่วงทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น มันอบอุ่นหัวใจ รู้สึกปลอดภัย รู้เหมือนมีที่ให้ยึดเหนี่ยวหลังจากรู้สึกเคว้งคว้างอยู่สักพัก


“แค่นี้นะแม่” แม่รับคำผมแล้วกดวางสายไป ผมวางโทรศัพท์ไว้บนเตียง นั่งเช็ดน้ำตาเงียบๆ บาสเอื้อมมือมาแตะไหล่ผมไว้ ผมเงยหน้าขึ้น ส่งยิ้มให้เขา สองมือก็เช็ดน้ำตาออกจากแก้มเร็วๆ


“ขอบคุณนะบาส”


“ถึงเราจะเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน แต่เราก็เป็นเพื่อนกันนะแมท” ผมพยักหน้าเร็วๆ น้ำตาตั้งท่าจะไหลลงมาอีก


“เฮ้อ… นี่ถ้าไอ้เอิร์ทมันอยู่ต่อ มันคงได้คะแนนความหล่อไปเต็มๆ” ผมหัวเราะเสียงพร่า บาสยิ้มน้อยๆ


“กลับไทยไปคงเจอกันแหละ”


“แหม อยู่มหาลัยเดียวกัน ยังไงก็ต้องเจอดิแมท ไม่เหมือนเรา กลับไทยไปคงไม่ได้เจอกันบ่อยๆ”


“บาสมาหาเราที่มอสิ”


“ไปอยู่แล้ว เราไปหาไอ้เอิร์ทบ่อย เพราะเพื่อนเก่าเราเรียนที่นั่นเยอะ ไว้ถ้าไปจะโทรหานะ”


“ได้ ถ้ามาก็โทรมานะ” บาสยิ้ม มือขวาลูบไหล่ผมเบาๆ


“วันนี้เราจะออกไปเที่ยว ไปด้วยกันมั้ย” ผมส่ายหัวปฏิเสธช้าๆ บอกด้วยน้ำเสียงลอยๆ


“บาสไปเถอะ เราขอนอนดีกว่า” บาสพยักหน้ายิ้มๆ


เขาอยู่กับผมอีกสักพัก และเป็นคนโทรหาสายการบินเพื่อเลื่อนไฟล์ทกลับไทย ผลปรากฏว่าไฟล์ทเร็วที่สุดคือวันมะรืนนี้ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ที่น่าปวดหัวคือบาสมีตั๋วเครื่องบินคนล่ะสายการบินกับผม ถ้าบาสจะกลับพร้อมผมก็คือต้องซื้อตั๋วใหม่ ซึ่งราคาค่าตั๋วมันไม่ใช่ถูกๆ และบาสเองก็พร้อมจะเปลี่ยนตั๋วเพื่อกลับพร้อมผมจริงๆ ผมไม่ยอม เพราะจะให้บาสทิ้งเงินตั้งหลายหมื่นไปทำไม สุดท้ายเลยผมดื้อและยืนยันว่าจะกลับเอง บาสยังไม่ยอมตอบตกลงทันที เขาบอกว่าขอคิดก่อน เพราะตัวเขาเองไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน และใช่ว่าเขาอยากอวดรวย


“แต่เราเป็นห่วงแมทจริงๆ เรารู้ว่าช่วงเวลาแบบนี้มันโคตรไม่โอเคเลยเว่ยแมท” ผมก็ได้แต่ซาบซึ้งใจไปตามระเบียบ และยังยืนยันว่ากลับเองได้จริงๆ บาสขอไปเที่ยวก่อน แล้วจะกลับมาว่ากันอีกที


หลังจากบาสออกไป ผมก็ล้มตัวลองนอน ปล่อยให้ความคิดไหลวนไปมาในหัวช้าๆ ใบหน้าของวิคเตอร์ตอนที่ผมมองผ่านกระจกมองหลังในรถยังติดตาผมอย่างชัดเจน ผมนึกสงสัยว่าเขารู้สึกอย่างที่แสดงออกทางสีหน้าหรือเปล่า ผมนึกสงสัยว่าหากผมกลับไปแล้ว ในระหว่างนั้นเขาจะยังรู้สึกอยากรั้งผมไว้มั้ย เขาจะทบทวนและคิดได้จริงๆ หรือเปล่า หรือพอทบทวนแล้ว ลองคิดดีๆ แล้ว เขาอาจจะไม่ได้รู้สึกอะไรกับผมเลยนอกจากเรื่องเซ็กส์จริงๆ


ถ้าผมไปแล้ว เขาจะคิดถึงผมมั้ยนะ เขาจะมีอาการยังไง จะปล่อยผมไปเลยหรือจะตามผมไปที่ไทย เขาจะตามไปรึเปล่า ผมไม่รู้เลย เพราะเขาเองก็ยังไม่ได้รับปากในส่วนตรงนี้


ผมคิดวนๆ ซ้ำๆ ย้ำๆ กับตัวเองอยู่แบบนั้นจนกระทั่งหลับไป ตื่นงัวเงียๆ ขึ้นมาอีกทีก็เบลอๆ งงๆ ไปหมด ผมลุกขึ้นนั่ง หันไปมองรอบๆ หยิบนาฬิกาข้อมือที่วิคเตอร์ให้มาขึ้นมาดูเวลา สี่ทุ่มกว่าแล้ว ฟ้าด้านนอกก็มืดสนิทแบบไม่ต้องหันไปมอง ผมลูบหน้าลูบตา ลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ เดินไปหยิบอุปกรณ์อาบน้ำทั้งหลายออกมาและเตรียมชุดนอนไว้บนเตียง


ผมเดินอึนๆ ลอยๆ ออกมานอกห้อง เดินตรงไปเข้าห้องน้ำ พอเห็นสภาพตัวเองในกระจกก็รู้สึกกลัวๆ ตัวเองเล็กน้อย ไม่ตกใจหรอก เพราะคิดไว้แล้วล่ะว่าสภาพมันคงไม่ได้ดูดี ร้องไห้นี่นะ จะให้ดูแฮปปี้มีชีวิตชีวาเหมือนเวลาหัวเราะได้ยังไง ผมถอนหายใจกับตาบวมๆ ของตัวเองหน้ากระจก และมันจะทรุดโทรไปมากกว่านี้ถ้าผมยังร้องไห้ต่อไป ได้แต่หวังว่าผมจะสงบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้


หลังจากอาบน้ำเสร็จผมก็ใส่เสื้อยืดตัวบาง กางเกงบ็อกเซอร์เนื้อนุ่มขาสั้น มานั่งเช็ดผมแบบเหม่อๆ บนเตียง หยิบนาฬิกาที่วิคเตอร์ให้ขึ้นมาใส่ ทั้งที่กำลังจะนอน แต่ผมก็ยังใส่ไว้ เพราะผมจะได้รู้สึกว่ามีเขาอยู่ คิดแล้วก็ถอนหายใจอีกครั้ง ผมมองเตียงขนาดเล็กที่ตอนนี้ผมรู้สึกว่ามันกว้างกว่าเตียงเจ็ดแปดฟุตอีก ผมชินกับหมอนกล้ามแขนแน่นๆ ของไอ้ยักษ์แล้ว ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยนอนหมอนเลยตอนที่อยู่กับเขา เพียงแต่ผมยังมีเขาอยู่ข้างๆ ไง แต่ตอนนี้ ผมไม่มี…


น้ำตาทำท่าจะไหลอีกรอบ ปากบอกว่าอยู่คนเดียวได้ แต่เอาจริงๆ อย่างน้อยตอนที่บาสอยู่ ผมก็ยังรู้สึกดีมากกว่า ผมหลับตาลง เช็ดผมจนมันแห้งหมาดๆ แล้วก็เอาผ้าขนหนูออกไปตากตรงระเบียงห้อง ตอนที่ผมคลี่ผ้าตากกับระเบียง ผมก็ใจหายวาบ ขนลุกซู่ไปหมด เพราะสายตาดันไปเห็นคอคนลอยเหนือขอบประตูรั้วไม้หน้าบ้าน ใจผมตกไปอยู่ตาตุ่ม คิดว่าเจอผีแน่ๆ แต่พอเพ่งมองดีๆ ใจผมที่ตกไปอยู่ตาตุ่มเมื่อกี้ มันก็เต้นตุบๆ อยู่ตรงตาตุ่มนั่นแหละ


“วิคเตอร์…”



 :hao7:

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8


CHAPTER 26 :: I won't forget you.


เป็นเขาจริงๆ นั่นแหละ ถึงผมจะร้องไห้จนปวดตาและตาบวม แต่การมองเห็นผมก็ยังคงไม่ได้ฝาดหรือฝ้าฟาง ผมกลืนน้ำลายลงคอ ยืนมองเขาที่ยืนมองตรงมาที่ผมด้วยสายตาเหงาๆ ผมใจเต้นระรัวและตัดสินใจจะออกไปหาเขา


ผมเดินลงบันไดบ้านมาช้าๆ ด้านล่างเปิดแค่ไฟสีส้มจากโคมไฟที่ตั้งอยู่บนเค้าน์เตอร์ครัว ผมเปิดประตูบ้านด้วยอาการใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ รู้สึกว่ามันเต้นๆ หายๆ แต่ล่ะก้าวที่เดินตรงไปยังรั้วไม้ของบ้านป้าแมร์รี่มันช่างหนักอึ้งเหลือเกิน ผมดึงรั้วเปิดออก ก็พบกับร่างสูงใหญ่ไหล่กว้าง ใบหน้าหล่อเหลาที่หนวดเคราขึ้นครึ้ม เราสองคนยืนมองหน้ากัน แล้วสักพักวิคเตอร์ก็เดินเข้ามาหาผมแล้วโอบกอดผมไว้ ผมยกมือกอดตอบเขากลับไป


ไม่มีใครพูดอะไร เรายืนกอดกันไว้แบบนั้น เสียงไซเรนดังแว่วไกลๆ มาจากฝั่งแมนแฮทตัน วิคเตอร์หอมแก้มผมหนักๆ และสูดจมูกค้างไว้นานพอสมควร สายตาผมเริ่มสอดส่องมองไปรอบๆ กลัวจะมีใครเห็นหรือแอบถ่ายอีกหรือเปล่า ตั้งแต่ผมรับรู้เรื่องคลิป ผมก็รู้สึกระแวงขึ้นมาทันที


“เข้าบ้านมั้ยครับ” ผมเอ่ยชวนเขาเบาๆ ไม่อยากยืนอยู่ตรงนี้นานๆ ถึงบ้านแถวนี้จะดูสงบไม่ยุ่งสุงสิงกันและกันเท่าไหร่ แต่ข่าวระหว่างเขากับผมก็ทำเอาหลอนไปเหมือนกัน


“ไปคุยบนรถฉันดีกว่า” เขากระซิบที่ริมหู ผมพยักหน้าเบาๆ ผละออกจากตัวเขา หันหลังไปดึงประตูรั้วให้ปิด ก่อนจะเดินไปตามแรงจูงมือของเขาไปที่รถ แลมเบอร์กินีสีเทามันวาวจอดอยู่ที่เดิมตรงที่เคยมาครั้งที่แล้ว ผมจะเดินแยกไปขึ้นฝั่งขวาของรถ แต่วิคเตอร์กลับดึงผมไปฝั่งคนขับ เขาเปิดประตู หย่อนก้นลงไปนั่งบนเบาะ ดึงผมให้ลงไปนั่งตักเขา จัดการจับผมให้นั่งคร่อมตักเขาไว้แล้วเอื้อมมือไปปิดประตูเสียงดังนิดๆ


เขาเลื่อนเบาะไปด้านหลังเพื่อไม่ให้หลังผมชิดกับพวงมาลัยรถจนเกินไป จมูกเราสองคนชนคลอเคลียกันเบาๆ ผมไม่กล้าสบตากับเขา เลยกดหน้าลงเล็กน้อย สองมือจับไหล่เขาไว้แน่น ส่วนสองมือของเขาโอบรอบเอวผมไว้


“Eyes on me. (มองฉันสิ)” ผมเลยเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา วิคเตอร์มองมาอย่างโหยหา มองจ้องไม่กระพริบตา มองจนผมกลืนน้ำลายลงคอ


เขาโน้มหน้ามาจูบผมอย่างแผ่วเบา ขบเม้มริมฝีปากเบาๆ สักพักลิ้นของเขาก็เริ่มออกมาคลอเคลียที่ริมฝีปากบนล่างของผม จนผมค่อยๆ เผยอปากอ้ารับลิ้นของเขาเข้าไปในโพรงปาก เขาเกลี่ยลิ้นผมช้าๆ สลับกับดูดมันหนักๆ เขาประกบริมฝีปากแนบชิดกว่าเดิม จูบเขาเริ่มหนักขึ้น จ้วงเอาๆ จนผมแทบหายใจไม่ทัน


“อือ… อือ… อะ…” ผมพยายามดึงหน้าหนีเขา แต่วิคเตอร์ตามมาจูบไม่ยอมปล่อย ผมพยายามตั้งรับจูบเขา แต่ก็อย่างเคยที่ผมแทบจะทำไม่ได้ เขาผละออกเร็วๆ สีหน้าหื่นกระหาย ผมได้แต่อ้าปากหายใจหอบน้อยๆ วิคเตอร์ดึงเสื้อยืดผมออก และพุ่งหน้ามาประกบปากผม แต่คราวนี้ผมหลบหน้าหนีเขา ดันหน้าเขาให้ออกห่าง


“ไม่… ไม่เอาแบบนี้…” ผมบอกเสียงหอบน้อยๆ วิคเตอร์มองหน้าผมอย่างเร่าร้อน สักพักเขาหลับตาลงอย่างพยายามระงับอารมณ์ ซุกหน้าลงบนอกเปลือยเปล่าของผม ลมหายใจร้อนๆ รดอยู่ตรงเนื้ออกของผมเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ผมยกมือซ้ายขึ้นลูบเส้นผมเขาอย่างแผ่วเบา


“I can’t sleep. I wanna fuck you. (ฉันนอนไม่หลับ ฉันอยากอึ๊บนาย)” ผมได้แต่แค่นยิ้มออกมา อยากจะขำแต่ก็ทำใจขำไม่ออกเลยได้แต่เงียบ วิคเตอร์ดึงหน้าออกจากอกผมมาสบตากับผมตรงๆ


“I mean I miss you. (ฉันหมายถึง ฉันคิดถึงนาย)” เหมือนเขาจะรู้สึกตัวและนึกขึ้นได้ว่าคำพูดเมื่อกี้มันส่งผลต่อผมยังไง ผมยิ้มออกมาน้อยๆ อย่างน้อยก็รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง


“Me, too. (ผมก็เหมือนกัน)” วิคเตอร์ผ่อนลมหายใจเบาๆ ซุกหน้าลงกับซอกคอผมแล้วกดจูบแรงๆ หนึ่งที ค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นมาผ่านแก้มจนมาหยุดสูดดมที่ขมับผมเนิ่นนานและผละออก


“กลับไทยเมื่อไหร่”


“วันมะรืนครับ” เขามองหน้าผมนิ่ง สองมือเริ่มลูบคลำไปทั่วตัวผมช้าๆ จนมาถึงหน้าอก สองมือเขาก็ไล้วนแผ่วเบา จนผมเริ่มบิดตัวนิดๆ วิคเตอร์ดันตัวผมให้หลังไปเอนพิงกับพวงมาลัยรถ เขาโน้มตัวตามมา ก้มหน้าลงไปดูดดึงยอดอกฝั่งซ้ายผม จากเบาๆ ค่อยๆ ขยับเป็นหนักขึ้นๆ ความเสียวแล่นไปทั่วแผ่นอกและใต้วงแขน


“อ้ะ…” ผมครางออกมาเบาๆ สั้นๆ สองมือยกขึ้นมาจับหัวเขาไว้และพยายามยกออก แต่วิคเตอร์ก็ยังคงดูดดึงไม่ยอมปล่อย เขายกมือซ้ายกดเลื่อนกระจกรถลงเล็กน้อยพอให้มีอากาศถ่ายเทในรถได้สะดวก


“วิคเตอร์… อย่านะ…” ถึงผมจะร้องห้ามเขา แต่ก็อดครางออกมาไม่ได้เมื่อมือซ้ายของเขา บุกรุกขย้ำชายน้อยของผมเต็มมือ รูดขึ้นรูดลงผ่านกางเกงบ็อกเซอร์จนมันเริ่มแข็งตัว พอมันแข็งตัวเขาก็ดึงหน้าออกจากหน้าอกผม ยกก้นผมขึ้นด้วยซ้ายมือเดียวและใช้มือขวาดึงกางเกงบ็อกเซอร์ออกอย่างรวดเร็ว กลายเป็นว่าตอนนี้ผมนั่งคร่อมเขาไว้ด้วยร่างเปลือยเปล่า


“หยุดเถอะครับ…” ผมบอกเสียงพร่า วิคเตอร์ไม่พูดอะไร แต่มองผมกลับมาด้วยสายตาที่แผดเผา เขาปลดกระดุมกางเกงยีนส์ออก ดึงมันลงไปไว้ที่เข่าพร้อมกางเกงใน ความใหญ่โตของเขาตั้งตรงคล้ายเทียนไข พร้อมสำหรับการออกรบบนรถ วิคเตอร์เอาปลายนิ้วชี้กับนิ้วกลางป้ายน้ำลายจนชุ่มและเอามาวนที่ช่องทางด้านหลังของผม เขาเอาน้ำลายมาป้ายสามครั้งจนผมรู้สึกชุ่มตรงนั้นไปหมด สองนิ้วเดิมเขาสอดเข้าไปด้านในช้าๆ ผมนิ่วหน้าอ้าปากน้อยๆ ผ่อนเสียงลมหายใจออกมาแผ่วเบา


วิคเตอร์ดันนิ้วเข้าออกเพื่อเบิกทางให้กับผม ความรู้สึกหนึบหนับและเสียวซ่านแล่นไปทั่วก้น เล่นเอาแมทน้อยแข็งชูชันเพราะแรงอารมณ์ที่ถูกปลุกปั่น วิคเตอร์วนนิ้วอีกสักพักก็ถอนออก ดึงผมให้ลุกขึ้นนั่งตัวตรงและยกตัวผมขึ้น มือขวาจับยักษ์น้อยของเขาเตรียมจ่อเข้ามาในร่างผม


“เดี๋ยว… ถุงยางล่ะ” ผมบอกพลางกลืนน้ำลายลงคอ


“นายเป็นคนแรกที่ฉันอึ๊บสด” เขาบอกเสียงกระเส่า ผมแอบประหลาดใจและกังขาอยู่ในใจ แต่ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ วิคเตอร์ก็ยัดความใหญ่ยาวของเขาเข้ามาในร่างผม


“อึบ…” ผมคราง หลับตาแน่นด้วยความคับแน่น ความรู้สึกนั้นแตกต่างจากตอนมีถุงยาง ผมรู้สึกว่ามันนุ่ม เนื้อแนบชิดติดกันกว่าเดิม รับรู้ถึงไออุ่นความเป็นชายของเขามากขึ้น สัมผัสได้ถึงความร้อนของเนื้อตรงส่วนนั้น ช่องทางผมตอดรัดอย่างแนบแน่นกว่าเดิม


“อ้า” วิคเตอร์ครางตอนที่มันขมิบรัดลูกชายสุดที่รักของเขา เขาหลับตาอ้าปากครางเสียงงึมงำในลำคอ ลืมตาขึ้นมองผมด้วยสายตาใคร่อยาก สองมือเขาจับเอวผมขยับโยกไปมาช้าๆ ผมเคลื่อนไหวตัวไปตามแรงนำของมือเขา ควบความแข็งขืนของเขาไปมาอย่างช้าๆ แล้วสักพักผมก็รู้สึกชุ่มไปด้วยน้ำอุ่นๆ ที่อัดฉีดอย่างรุนแรงในช่องทางอ่อนนุ่มของผม


“Ah! Yeah! Fuck!” วิคเตอร์ครางตามจังหวะที่แก่นกายเขากระตุกฉีดน้ำรักเข้าไปในร่างผม ผมได้แต่บิดตัวไปมา รับความอุ่นที่ล้นทะลักไปหมด


“Oh, yeah. Shit.” เขาทั้งคราง ทั้งสบถด้วยอาการหอบ เปลือกตาขยับขึ้นลงราวกับเขาออกแรงมาก ทั้งที่เพิ่งขยับไปได้นิดเดียว


“Fucking aroused. (แม่งโคตรเสียวเลย)” ผมรู้สึกร้อนๆ ที่หน้ากับคำสบถของเขาพร้อมกับสีหน้าที่เสียวตามคำพูดของเขาจริงๆ สองมือเขาจับเอวผมไว้แน่น และยักษ์น้อยของเขายังคงแช่แข็งไม่ยอมหดอยู่ในร่างผม ผมรู้สึกชุ่มฉ่ำและชื้นแฉะที่ด้านในไปหมด รับรู้ได้เลยว่าน้ำรักเขามากมายและเอ่อล้นขนาดไหน


“วิคเตอร์ คุณเสร็จแล้วก็เอาออกไปสิ” ผมบอกเสียงเบาหวิว แต่วิคเตอร์กลับส่ายหน้า ก่อนจะปรับเบาะให้เอนลงจนตัวเขาแทบจะนอนราบตรงๆ เขาขยับตัวขึ้นนิดหน่อยและยกเท้าขึ้นวางกับขอบเบาะ ชันเข่าขึ้น พอได้ที่เขาก็เริ่มกระแทกลำของเขาเข้าออกช้าๆ


ไม่ใช่แค่มีเสียงเนื้อกระทบกัน แต่น้ำรักของเขาที่ไหลออกจากร่างผมอาบไล้แก่นกายเขาจนเยิ้มไปหมดนั้นก็ทำให้เกิดเสียงอันหยาบโลนแสนน่าอายเพิ่มขึ้น แต่ไม่ว่าจะมีเสียงอะไร วิคเตอร์ก็ยังคงตั้งหน้าตั้งตาเด้งสะโพกเข้าหาผมช้าๆ แต่หนักหน่วง


ปับ ปับ ปับ ปับ ปับ~


เสียงเนื้อกระแทกเนื้อดังลั่นรถ ผมรู้สึกว่าน้ำขุ่นๆ สีขาวของเขากระจัดกระจายเปรอะเปื้อนไปทั่วแก้มก้นของผม ลามไปถึงหน้าท้องแกร่งของเขาที่มีชายเสื้อยืดปิดบังไว้อย่างหมิ่นเหม่


“เออ! เออ!” วิคเตอร์ส่งเสียงครางดังๆ ออกมาจนผมกลัวว่าจะมีใครผ่านมาได้ยินรึเปล่า แต่ดูเหมือนเขาจะไม่สนใจ ยังคงส่งเสียงครางต่อไปพร้อมกับจังหวะการซอยที่เริ่มรุนแรงขึ้นจนผมตัวโยกไหวอย่างรุนแรง สองมือผมจับไหล่เขาไว้แน่นเพื่อยึดร่างตัวเองไม่ให้กระเด้งหลุดออกจากตัวเขา


“อ๊ะ!! โอ๊ย… โอ๊ย…” ความรู้สึกเสียววาบ รู้สึกหนึบแน่นด้านใน ผมรู้สึกอิ่มเอิบกับความอ่อนนุ่มของเนื้อนุ่มๆ ของความเป็นชายวิคเตอร์ มันแข็งขืนแต่ก็รู้สึกลื่นไหลไปหมด แม้จะหยาบโลน แต่ก็ให้ความรู้สึกสนิทชิดเนื้อยิ่งกว่าการที่มีอะไรบางๆ มากั้นไว้ จริงอยู่ว่ามันแทบไม่รู้สึกเพราะถุงยางนั้นบาง แต่การที่เนื้ออุ่นๆ มันสวนเข้าออกกับด้านในร่างผมนั้น มันช่างให้ความรู้สึกร้อนรุ่มกว่าเดิม จนชายน้อยของผมแข็งตัวไม่ยอมอ่อนเลย


“Yes… yes…” วิคเตอร์ยังครางไม่หยุด จังหวะซอยสะโพกช้าลงมาอีกนิดแต่ก็ยังทำเอาตัวผมเด้งขึ้นลงแรงๆ อยู่ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าจากภายนอกนั้น รถเขาสั่นไหวแค่ไหน ถ้าใครเดินผ่านก็คงไม่ต้องคิดอะไรมากเลยว่าทำไมรถถึงโยกแรงขนาดนี้


“อืมมม…” ผมเองก็ครางเสียงกระเส่าเร้าอารมณ์ และเริ่มจะเป็นฝ่ายยกสะโพกขึ้นลงบ้าง วิคเตอร์เลยหยุดซอยใส่ผม เอาเท้าลงจากเบาะ นอนราบไปกับเบาะแบบสบายๆ ผมนั่งชันเข่าดีๆ และยกตัวขึ้นลงช้าๆ เสียงเนื้อที่เปื้อนไปด้วยน้ำขุ่นข้นของวิคเตอร์กระทบกันด้วยความหยาบ ตอนนี้ความอายสู้ความเสียวกระสันที่เกิดขึ้นระหว่างเราไม่ได้เลย


แม้สถานที่จะไม่ค่อยสะดวกสบาย แต่ต้องยอมรับว่าตั้งแต่ผมมีเซ็กส์กับเขามา ครั้งนี้ผมรู้สึกดีที่สุด


“Good… yeah… don’t stop… (ดี… อย่างงั้นแหละ… อย่าหยุด…)” มือเขาลูบขึ้นลูบลงไปทั่วร่างเปลือยเปล่าของผม ผมกัดริมฝีปากล่างเบาๆ หลับตาลงด้วยความเสียวและสุขใจ


ผมขย่มเขาเบาๆ ช้าๆ แต่ว่าจังหวะไม่ตกไปเรื่อยๆ เสียงครางเหนื่อยหอบของเราสองคนดังสลับกันอยู่ในรถ ผมขยับไปขยับมา เจ้าแมทน้อยก็พ่นน้ำสีขาวออกมาเลอะเสื้อยืดสีดำของวิคเตอร์โดยที่ผมยังไม่ได้ทำอะไร แต่ความเสียวที่เกิดขึ้นระหว่างที่ผมขยับขึ้นลงบนกลางตัววิคเตอร์ก็ทำให้มันระเบิดตัวเองออกมาได้ไม่ยาก


วิคเตอร์ละมือเขาออกจากเอวผม ดึงเสื้อยืดสีดำออกจากตัว กล้ามท้องเป็นลอนและกล้ามอกอันอัดแน่นของเขายังคงชวนหลงใหลเช่นทุกครั้ง ผมเลื่อนสองมือขึ้นไปลูบหน้าอกแกร่งของเขาทั้งสองข้าง วิคเตอร์ส่งเสียงตอบรับอย่างพอใจ และในที่สุดเขาก็ตัวกระตุกอีกหนพร้อมกับคำรามเสียงดังลั่นรถ ผมหยุดนิ่ง หลับตารับรู้ถึงแรงอัดฉีดน้ำอุ่นๆ ที่ออกมาจากแก่นกายวิคเตอร์ที่กระตุกอย่างรุนแรง


“อ้า!! อ้า!! เหี้ย…” วิคเตอร์ครางไม่เป็นภาษา ครางมั่วไปหมด เขาปลดปล่อยจนน้ำล้นออกมา ผมเลยยกตัวเองออกจากแท่งอุ่นๆ ของเขา น้ำสีขาวข้นไหลตามออกจนหยาดเยิ้มตามขาและดุ้นของเขาไปหมด วิคเตอร์นอนหอบหายใจรุนแรง ผมเองก็หายใจหอบน้อยๆ ทิ้งตัวลงนอนแนบแก้มบนอกเขา วิคเตอร์พ่นลมหายใจออกทางปาก ยกมือขวาขึ้นมาลูบหัวผมเบาๆ และกดจูบลงบนกลางกระหม่อมผมหนึ่งที


เราสองคนนอนหอบด้วยความเหนื่อย วิคเตอร์ขยุ้มเส้นผมของผมอย่างเบามือ สักพักเขาก็เอามือออก จัดการใช้เสื้อยืดของเขาเช็ดทำความสะอาดน้ำรักของเขาที่ก้นผมและบนตัวเขา มือซ้ายเขาเลื่อนไปที่ง่ามก้นผม ก่อนจะสอดนิ้วชี้กับนิ้วกลางเข้าไปข้างใน ไล้วนเบาๆ เพื่อให้น้ำรักของเขาที่ยังตกค้างอยู่ข้างในไหลออกมา ผมครางด้วยความเสียววูบเล็กน้อยยามที่นิ้วเขาหมุนวนและยัดเข้ายัดออก แม้จะเอาออกมาไม่หมดแต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกชุ่มฉ่ำเท่ากับตอนแรก อาวุธของวิคเตอร์ยังคงแข็งชูชัน สีอยู่กับร่องก้นผมไปมา


“ง่วงรึยัง” เขาถามพลางกดจูบลงบนขมับขวาผมเบาๆ ผมพยักหน้าถูไถไปกับอกเขาด้วยความเพลีย


“งั้นนอนซะนะ”


“แบบนี้เหรอ”


“อืม อย่างนี้แหละ” เขาว่าแล้วลูบแผ่นหลังผมเบาๆ มือขวาเขาจับมือซ้ายผมที่ใส่นาฬิกาเขาไว้ขึ้นมา กดจูบลงบนหลังมือผมหนักๆ ราวกับจะย้ำให้รู้


“ดูแลมันดีๆ นะ”


“ครับ…” ผมรับปาก ยกมือขวามาลูบไล้ที่ยอดอกสีน้ำตาลเขาไปมาอย่างเลื่อนลอย


“…คุณจะไปหาผมที่ไทยรึเปล่า” ผมถามเสียงเบาหวิว วิคเตอร์นิ่งเงียบไป ผมใจเต้นตึกๆ กับคำตอบของเขา


“อย่างที่เอมิลี่บอก ขอเวลาให้ฉันได้ทบทวนตัวเอง” ผมยิ้มขื่นๆ ออกมา รู้สึกใจกระตุกวาบๆ ในอกซ้าย


“ผมกลับไป คุณก็คงลืมผมแล้ว…” วิคเตอร์ถอนหายใจ ไม่ตอบอะไร ยกมือซ้ายกลับมาลูบแผ่นหลังผมตามเดิม ผมกระพริบตาไล่น้ำตาที่อาจจะเอ่อล้นออกมา


“ฉันไม่ลืมนายหรอก” เขาบอกเสียงนุ่มหลังจากเงียบอยู่พักใหญ่


“ไม่ลืม… แต่ก็อาจจะไม่ตามไป แต่ผมเข้าใจครับ พอห่างกัน คุณอาจจะยิ่งชัดเจนในตัวเองมากขึ้นว่าคิดกับผมยังไงกันแน่” คำว่ารักที่เขาโพล่งออกมา เมื่อผ่านเวลาตกตะกอน ไม่ร้อนรน ไม่รีบร้อน เมื่อทุกย่างนิ่ง มันก็คงไม่มีแล้ว มันก็เป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบในตอนนั้นเท่านั้น


“แมท… ฉันยังตอบอะไรตอนนี้ไม่ได้ ขอเวลาฉันหน่อยนะ” น้ำตาผมไหลลงบนแผงอกของเขาเงียบๆ วิคเตอร์ชะงักมือที่กำลังลูบไหล่ผม


“อย่าร้องไห้ อย่าร้องไห้ทั้งที่ฉันยังอยู่ตรงนี้”


“งั้นถ้าคุณไม่อยู่ ผมก็ร้องได้ใช่มั้ย” วิคเตอร์ถอนหายใจหนักๆ กดจมูกลงบนกลางศีรษะผม สองมือโอบกอดร่างผมที่นอนคุดคู้อยู่บนตัวเขาไว้ ผมเขยิบตัวซุกเข้าหาไออุ่นจากอกเขาอย่างแนบชิด


นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะได้รับไออุ่นจากอกเขาและได้รับความอบอุ่นจากอ้อมกอดเขารึเปล่านะ


เขาคือคนที่ให้ความทรงจำดีๆ กับผม แต่มันคงจะน่าเศร้ามาก ถ้าเขาจะกลายเป็นเพียงแค่ความทรงจำของผม ถึงแม้การที่ผมได้
เจอกับเขามันจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่มันก็เป็นช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตที่ผมว่าดีที่สุด ผมไม่รู้ว่าการที่เราเจอกันมันคือของขวัญอันล้ำค่าหรือว่ามันจะเป็นการลงโทษกันแน่…
 

To be continued…

(See you in Part: ONLY YOU)



ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8


ตอนพิเศษ You and I [1] :: Victor's Moment. [50%]




หลังจากคืนนั้น อีกวันผมก็แอบไปหาเขา ที่บอกว่าแอบเพราะผมไม่อยากให้เอมิลี่หรือไอ้เบนรู้เรื่อง เดี๋ยวจะพากันมารุมด่าผมอีก แมทเองก็ให้ความร่วมมือกับผมดีนะ ไม่ยอมบอกอะไรใครเลย แถมยังแอบพาผมเข้าไปนอนกกในห้องนอนตัวเองด้วย เรามีอะไรกันแบบไม่ใส่ถุงยาง โคตรให้ความรู้สึกดีสุดๆ แบบว่าเนื้อมันแนบเนื้อ แนบแบบได้อารมณ์จนยากจะห้ามใจไม่ให้ทำแรงๆ ซึ่งปกติผมก็ทำแมทแรงอยู่แล้ว แต่พอมันแนบชิดสนิทกันกว่าเก่า ผมว่ายิ่งเอายิ่งเสียว ยิ่งเวลาเนื้อด้านในเขาตอดรัดเนื้อแข็งๆ ของผม อารมณ์ผมก็ยิ่งพุ่งพล่าน เพราะมันรัดถึงเนื้อถึงตัวซะจริง


“อ๊ะ! อ๊ะ! อ๊ะ! เบาๆ โอ๊ย โอ๊ย…” แมทครางกระเส่า สองมือจิกผ้านวมบนเตียงเล็กๆ ของเขาแน่น  ผมนอนซ้อนหลังเขา ยกขาซ้ายเขาด้วยมือซ้ายผม ยกให้เขาอ้าขากว้างๆ เพื่อที่ผมจะได้กระแทกใส่ถนัดๆ ส่วนแขนขวาก็ให้เขาหนุนหัวแทนหมอน เขาก้มหน้าลงซุกต้นแขนผม พยายามร้องเบาๆ เพื่อไม่ให้ใครได้ยิน


“หันมานี่…” ผมบอกเขา แมทหันกลับมามองด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยว ผมก้มลงประกบปากกับเขา จูบอย่างดูดดื่ม ผมดูดริมฝีปากล่างของเขา ส่วนเขาดูดดึงริมฝีปากบนของผม


“อ้ำ… อื้ม…” เขาส่งเสียงยามที่ลิ้นเราสองคนนัวเนียกัน ช่วงล่างผมก็ดันเข้าดันออกไม่หยุด ผมกระแทกเน้นๆ อีกสามสี่ครั้ง ก็เกร็งไปทั้งตัว น้ำอุ่นๆ ฉีดเข้าไปอัดแน่นรวมกับน้ำรอบแรกที่ยังเปรอะเปื้อนร่างกายของเราทั้งสองคนอยู่


“แฮ่ก… แฮ่ก…” แมทหอบหายใจ ผมเองก็หอบน้อยๆ ออกแรงไปสองรอบ ผมใส่ไม่ยั้งตามเคย ผมแช่ท่อนแข็งๆ ของตัวเองไว้ในก้นของแมท สองแขนโอบกอดร่างเขาไว้ จูบซับเหงื่อที่หน้าผากและทั่วใบหน้า แมทเสร็จไปแล้วรอบนึง ซึ่งผมเป็นคนรูดขึ้นรูดลงให้เขาจนน้ำพุ่งออกมา


“พอยังครับ” เขาถามเสียงเหนื่อย ร่างกายอ่อนปวกเปียก สิ่งที่ค้างอยู่ในก้นเขา ค่อยๆ อ่อนตัวลง แต่ผมรู้ตัวดีว่าอีกสักพักมันจะกลับมาแข็งได้อย่างไว


“พักแปบนึงก็ได้” แมทถอนหายใจด้วยความโล่งอก เล่นเอาผมขำน้อยๆ อดใจไม่ไหวต้องหอมแก้มเขาแรงๆ ไปหลายที


“พรุ่งนี้ฉันไปส่งนะ ไม่ต้องโทรหาไอ้เบน” เขาพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม และทำท่าจะหลับ ว่าจะปล่อยให้พักแปบนึง แต่เวลาเขาหลับทีไร เขาชอบหลับยาว และจะงัวเงียงอแงมาก ผมเลยรีบลูบไล้ความเป็นชายของตัวเองให้มันแข็งโด่ขึ้นมาอีกรอบ อุ้มแมทขึ้น แล้วเดินไปตรงเก้าอี้ที่โต๊ะเขียนหนังสือ แมทมองงงๆ ผมยิ้มกับหน้าตาเขา เห็นแล้วมันเขี้ยวอีกละ เลยหอมแก้มเขาไปแรงๆ เพื่อปลุกให้เขาตื่น


ผมปล่อยให้เขายืนอยู่สักพัก ส่วนตัวเองนั่งลงบนเก้าอี้ พิงพนักเก้าอี้ไว้ จับแมทให้นั่งคร่อมลงไปบนความใหญ่ยาวของตัวเอง แมทแงนหน้าขึ้นพร้อมกับส่งเสียงครางยาวๆ สีหน้าหน้าเขาบ่งบอกว่าจุก เราสองคนนั่งนิ่งๆ กันสักพักเพื่อให้ร่างกายแมทปรับสภาพรับกับท่าทางที่ยิ่งเพิ่มความจุกเสียดและเสียวนี้


“จะขย่มเองหรือจะให้ฉันซอยสะโพกขึ้นไป” ผมแกล้งหยอกเขาด้วยการเสนอทางเลือก แมทไม่ตอบอะไร คว้าไหล่สองข้างผมได้ก็จับไว้แน่น และจัดการยกตัวขย่มขึ้นลงบนตัวผม


ผมยิ้มกว้าง จับเขามารับจูบเพื่อเป็นรางวัล ผมเอามือจับเอวเขาไว้ บีบเค้นแรงๆ อย่างมันส์มือ นั่งมองใบหน้าเขาที่บิดพลิ้วไปตามกามอารมณ์ ฟังเสียงครางแผ่วๆ จากริมฝีปากสีขมพูซีดๆ ผมปล่อยให้เขาออกลีลาเอง และนั่งพิงเก้าอี้มองเพลินๆ สองมือบีบเนื้อแน่นๆ ของเขาไปทั่ว สายตามองอย่างมัวเมา รู้สึกอิ่มใจที่เขาไม่เคยปฏิเสธผมเลยสักครั้ง นอกจากเขาจะไม่ไหวแล้วจริงๆ ถึงจะเอ่ยปากบอกให้หยุด ให้พอก่อน (แต่ผมก็ไม่เคยพอตามที่เขาขอหรอก)


“เป็นไงบ้าง เสียวมั้ย” ผมแกล้งถามเขาด้วยรอยยิ้มล้อเลียน แมทหน้าแดงหน่อยๆ เอวขยับขึ้นขยับลงบนกลางตัวผมอย่างช้าๆ แต่ว่าลงน้ำหนักมาดีมาก เนื้อลำใหญ่ยาวของผมถูไถสัมผัสกับเนื้อนิ่มๆ ด้านในของเขา น้ำสีขาวขุ่นไหลออกมาจากด้านในของแมท อาบไล้แท่งเอ็นร้อนของผมจนเลอะไปหมด เสียงเนื้อกระทบกับน้ำดังทุกครั้งเวลาที่แก้มก้นแมทกระทบกับเนื้อช่วงล่างของผม


“ตอบสิแมท…” ผมว่าเสียงแหบ โน้มหน้าไปดูดดึงริมฝีปากล่างเขาเบาๆ มือขวาเลื่อนมาจับแมทน้อยของเขา รูดขึ้นลงช้าๆ จนมันค่อยๆ ขยายตัวขึ้นมา


“สะ… เสียว… เสียว…” เจ้าตัวน้อยครางบอกพร้อมหน้าตาที่ยืนยันว่าเสียวอย่างที่พูดจริงๆ ผมมองเขาด้วยอารมณ์ดิบ สองมือจับเอวเขาไว้แน่น และช่วยยกตัวเขากระแทกขึ้นลงให้แรงกว่าเดิมจนเสียงเนื้อกระทบกันดังสนั่น นี่ถ้ามีใครอยู่ในบ้านคงสงสัยกันยกใหญ่ว่ามันคือเสียงอะไร แต่ตอนนี้ผมไม่สนใจใครละ เพราะนี่เป็นเวลาปล่อยตัวปล่อยใจไปกับการเอาเอเลี่ยนน้อยของผม


“อื้ม อื้ม อื้ม…”


“ดี ร้องอีก ฉันอยากฟังเสียงนายเยอะๆ” ผมบอกและโน้มหน้าไปดูดคอเขา แมทไม่ค่อยชอบให้ผมทำแบบนี้ เพราะผมดูดแรงจนขึ้นรอยชัด นั่นจะทำให้เขาไม่กล้าออกไปไหน เนื่องจากรอยมันปกปิดยาก แต่ผมไม่สนใจ ดูดไปรอบคอเขาจนมันแดงเถือกไปหมด


ก็ไม่รู้ว่าแมทจะเก็บกระเป๋าเสร็จตอนไหนเหมือนกัน เพราะผมอาจเอาเขาอยู่อย่างนี้ทั้งวันนั่นแหละ  เฮ้อ… ถ้าเขากลับไป ผมไม่ต้องนึกหน้าเขาแล้วนอนช่วยตัวเองหรอกเหรอเนี่ย ตอนนี้ผมกำลังคิดจะมีเซ็กส์กับเขาผ่านวีดีโอคอลด้วยซ้ำ ห่างกันแบบนี้ผมเหงาตายซะละมั้ง หรือผมจะสั่งทำตุ๊กตายางเป็นตัวเขาดีนะ?!


“อ๊ะ! อ๊ะ! แรงไป…”


“ฮึ่ม! ทำหน้าตาน่ามันเขี้ยวทำไมล่ะ บอกอย่าทำๆ” ผมว่าแล้วเร่งสะโพกเข้าใส่เขาแรงๆ ขาเก้าอี้กระทบกับพื้นไม้ดังกอกแกกลั่นห้องไปหมด


“โอ๊ย… โอ๊ย…” เขาร้องเสียงสั่น พยายามยกตัวหนีไปจากผม แต่ก็โดนผมจับกดลงมานั่งตามเดิม ลงโทษเขาด้วยการก้มลงไปดูดหัวนมเขาแรงๆ เสียงแมทร้องระงมไปทั่วห้องไม่รู้ว่าตอนนี้ร้องเพราะเสียวหรืออะไร แต่ที่รู้ตอนนี้คือผมโดนเขาตอดรัดจนลูกชายผมเสียวตั้งแต่ส่วนหัวยันส่วนโคนเลยแหละ



 :hao6:



--------------------------------- TBC. -----------------------------


อีกครึ่งหนึ่งเดี๋ยวตามมานะคะ
ดีใจที่ในที่สุดก็นั่งอัพทันบอร์ดเด็กดีจนได้ 55555 ทั้งวันอะค่ะ

พออ่านความคิดอีพี่ยักษ์แล้วเป็นไงมั่งคะ มันหื่นกว่าที่คิดปะ? 555555

กดไลค์เพจเฟซบุ๊คหรือฟอโล่วทวิตเตอร์ เพือเม้าท์มอยหอยกาบนอกรอบได้ที่นั่น ติดตามการสปอยล์ หรือร่วมเพ้อเจ้อไปกับตัวละครนอกรอบได้ที่นั่นค่ะ คลิกที่อักษรสีน้ำเงินตรงลายเซ็นเลยค่าาา

ออฟไลน์ Veesi3

  • coHon3 {ต้นฝ้าย}
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 787
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-2
 :sad4:  สนุกม๊ากกกก สงสารแมทมากค่ะ ที่มาได้กับอิตาวิค ถึงจะแซ่บอย่างไรแต่ไม่ไหวจริง ทรมานใจเกิ๊น ยอมใจน้องแมทจริงๆ รอร๊อน้าาา  สนุกมากก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-06-2015 02:10:06 โดย Veesi3 »

ออฟไลน์ Celestia

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 848
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
ตามมาจากเด็กดีมาเป็นกำลังใจให้ค่า ^ 0 ^ /

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ MinorMa

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 181
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-2
พี่วิคจะทำตุ๊กตายางเลยเหรอคะ 55555

ออฟไลน์ punchnaja

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3380
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +383/-5
พี่ยักษ์คิดแต่เรื่องบนเตียงจริงๆ5555+

แมทกลับคงเหงาเพราะขาดคนบนเตียงม้างงงง
อยากอ่านตอนแมทกลับไทยละอ่ะ แง

ออฟไลน์ akiko

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 624
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +45/-2
สนุกดีรื่องนี้แนวhardcore
เสียแต่วิกเตอร์ดูไม่ค่อยรัก ไม่ค่อยถนอมแมทซะเท่าไหร่
ไม่รู้ว่าสุดท้ายวิกเตอร์จะเป็นพระเอกจริงๆ หรือเปล่า

ถ้าใช่ต้องง้อแมทมากหน่อยๆ รังแกแมทซะเยอะ

ขอบคุณที่มาลงให้อ่านกันคะ :mew1: :mew1: :mew1:


ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8

ตอนพิเศษ พาร์ท You and I :: Victor's Moment. 100%



“No! Stop! I’m hurt! Don’t hit me. (อย่า! พอแล้ว! ผมเจ็บ อย่าตีผม)”


“I have told you, huh? Why don’t you remember what I said? (ฉันเคยบอกแกแล้วไม่ใช่หรอ ฮะ?! ทำไมแกไม่จำที่ฉันบอก)”


ความรู้สึกเจ็บจากหนังเข็มขัดแล่นไปทั่วผิวกาย ผมยกมือขึ้นมาปัดป้อง แต่ก็ยังโดนเส้นเข็มขัดฟาดไปตามแขน ตามหลัง น้ำตาผมไหลพราก พร้อมกับเสียงร้องไห้โฮ


“What are you doing?! (แกทำอะไรของแก?!)” เสียงทะเลาะกันลั่นบ้าน ทำเอาผมสะดุ้ง ยกมือขึ้นมาปิดหูเอาไว้ แล้วอ้อมกอดอุ่นๆ ก็โอบรัดร่างผมไว้แน่น ผมกอดตอบ และร้องไห้สะอึกสะอื้น


“That’s okay. That’s okay.” เสียงปลอบประโลมกล่อมผมเบาๆ มืออ่อนนุ่มลูบหัวผมไปมา


“No, that’s not okay.”


“Why? It’s gonna be okay.” เสียงหัวเราะน้อยๆ มาพร้อมกับรอยยิ้ม ความรู้สึกอุ่นๆ แตะลงที่หน้าผากของผม เสียงดังตุบตับดังขึ้นด้านหลัง ดังพร้อมกับเสียงก่นด่า ผมนั่งอยู่บนตักของใครคนหนึ่งด้วยน้ำตานองหน้า


และภาพก็เลือนรางหายไป…




“Mom!” ผมตะโกนสุดเสียง มองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึง ทุกอย่างที่อยู่รอบๆ ตัวเงียบสะงัด บรรยากาศความตึงเครียดแผ่เป็นวงกว้างรอบๆ ตัว


“วิคเตอร์…” เสียงอันอ่อนแรงของแม่มาพร้อมกับรอยยิ้มที่ยังคงอ่อนโยนเสมอ


“เพราะแก!” ผมหันไปมองคนต้นเหตุด้วยสีหน้าเอาเรื่อง


“เพราะพ่อต่างหาก!” ผมผลักอกพ่อแรงๆ พ่อมีท่าทีโมโหทันที เขาเงื้อมือขึ้นพร้อมชกผม ส่วนผมก็เงื้อมือขึ้นพร้อมจะชกเขาเช่นกัน


“No…” เสียงแหบแห้งของแม่ดังขึ้น พร้อมกับน้ำตาไหลลงมาอาบแก้ม ผมเดินเข้าไปหาแม่ด้วยอาการใจสั่นๆ ใจเริ่มรู้สึกไม่ดี ผมพยายามคุมสติตัวเองไม่ให้น้ำตาไหลออกมาและอุ้มร่างแม่ออกไป


ภาพดับวูบจนเหลือแต่ความมืดมิด ภาพตัดไปตัดมาในสุสานแห่งหนึ่ง ก่อนจะตัดมาที่ใบหน้าของย่าที่นอนอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าซีดเซียว แต่ก็มีความอิ่มเอิบด้วยรอยยิ้ม



“Don’t cry. You’re so handsome but when you’re cry, you are so ugly. (อย่าร้องไห้สิ หลานหล่อจะตาย แต่เวลาร้องไห้ทีไร ขี้เหร่ทุกที)” ผมยิ้มขำทั้งน้ำตา จับมือย่ามาแนบแก้มไว้


“ย่าห้ามไปจากผมไปนะ ย่าห้ามตามแม่ไปอีกคน” ย่าส่งเสียงหัวเราะอักๆ ตามภาษาคนชราที่อายุมากแล้ว


“หลานจะมาห้ามย่าไม่ให้ไปได้ยังไง พระเจ้ารอย่าอยู่”


“แล้วผมล่ะ! จะปล่อยให้ผมอยู่คนเดียวแบบนี้เหรอ?!” ผมถามเสียงดัง ขัดใจที่ย่าพูดแบบนี้ น้ำตาผมไหลลงมาเงียบๆ ผมเช็ดออกลวกๆ ย่ายิ้มอ่อนโยนและบอกเสียงนุ่มน่าฟัง


“เมื่อเขาเอาสิ่งหนึ่งไป แต่เขาจะส่งอีกสิ่งหนึ่งมาแทน…”


“…ไม่! ผมไม่ต้องการอะไรจากเขา เขาเอาแม่ไปแล้ว เขาจะมาเอาย่าไปอีกทำไม?!” ผมร้องไห้ไม่หยุด อารมณ์โกรธพล่านอยู่ในอกไปหมด ยิ่งโมโหเข้าไปอีกที่ย่ายังคงยิ้มอยู่ได้


“เชื่อย่านะ สักวันเขาจะส่งของขวัญชิ้นใหม่มาให้หลาน…”


ภาพสว่างจ้าหายไป รอบๆ ตัวผมมีแต่แสงสีขาวสว่างไสวไปทั่วบริเวณที่ผมยืนอยู่ ผมมองไปรอบๆ พลันสายตาก็สะดุดกับใครคนหนึ่งที่กำลังยืนส่งยิ้มสดใสมาให้



“แมท!” เขาส่งเสียงหัวเราะคิกคักอย่างน่ารัก วิ่งเร็วๆ เข้ามากอดผมไว้ ผมโอบวงแขนตอบรับร่างเขาทันที เขาซุกหน้าลงกับแผ่นอกผมและถูไถไปมาเบาๆ ตามนิสัยเขาเวลาจะอ้อน ผมก้มลงจูบลงบนเส้นผมเขา สูดดมกลิ่นหอมแรงๆ


“I miss you. I miss you.” ผมกอดเขาไว้แน่น สักพักผมรับรู้ถึงแรงสะอื้นของคนตัวเล็ก ไหล่เขาสั่นสะท้าน ผมตกใจผลักเขาออก ก็เห็นเขาร้องไห้ตาแดงก่ำ น้ำตานองหน้า


“คุณไม่รักผม คุณไม่รักผมเลย…”


“ไม่! ฉันรักนาย ฉันรักนายนะ” ผมบอกสีหน้าตื่นกลัว แมทร้องไห้โฮ ผมพยายามเช็ดน้ำตาให้เขา แต่เขาก็ยังไม่หยุดร้อง


“ไม่จริง คุณโหก เดี๋ยวคุณก็ลืมผม”


“ไม่! ไม่ลืม ฉันไม่ลืม” ผมพยายามดึงเขาเข้ามากอด แต่แมทปัดแขนผมออก และค่อยๆ เดินถอยห่างผมออกไป ผมมองเขาด้วยสายตาหวาดระแวง


“Don’t go! (อย่าไป!)”


“I have to go. I don’t  wanna be hurt. I will be your little-alien forever. (ผมต้องไป ผมไม่อยากเจ็บ ผมจะเป็นเอเลี่ยนน้อยของคุณตลอดไป)”


“No! Don’t leave me, Matt! (อย่า! อย่าไปจากฉันนะแมท!)” แมทหันหลังวิ่งหนีผมไปอย่างรวดเร็ว และไม่ว่าผมจะพยายามวิ่งไขว่คว้าเขาไว้เท่าไหร่ เขาก็หายไปในที่สุด ทิ้งให้ผมอยู่กับความมืดรอบๆ ตัวอีกครั้ง


ภาพดับวูบไปพร้อมกับใจที่หล่นหาย…


เฮือก!!!



------------------------------------TBC.---------------------------------


 :hao7:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-08-2015 16:14:06 โดย ขุ่นเจ้ »

ออฟไลน์ MinorMa

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 181
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-2
ฮืออ สงสารพี่วิคอ่ะ

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8

ตอนพิเศษ พาร์ท You and I :: Victor's Moment. 2

Living dead.




สี่ปีก่อน…
   

ต้นไม้สีเขียวขจีตั้งเรียงรายเป็นทิวแถว ตัดกับสีท้องฟ้าสีสดใสในยามเช้า ใบไม้โบกสะบัดไหวๆ ตามแรงลมที่พัดมาเอื่อยๆ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ แสงแดดสาดส่องจัดจ้าไปทั่วทุกบริเวณ ก้อนเมฆคล้ายปุยนุ่นสีขาวลอยเอื่อยๆ ไปตามสายลม ดอกไม้สีสวยสดงดงามเบ่งบานสะพรั่งอย่างน่ามอง ทุ่งหญ้าสีเขียวขจีที่กว้างใหญ่ไพศาลเต็มไปด้วยผู้คนนั่งเรียงรายกันบนเก้าอี้ไม้สีเบจ ในมือของแต่ล่ะคนถือดอกไม้สีม่วง สีฟ้าและสีขาวอันสะอาดตา บ้างก็ถือเป็นช่อ บ้างก็ถือเป็นดอกเดียว มันคงจะดีไม่น้อยถ้าดอกไม้ที่กำลังบานสะพรั่งนั้นบานอยู่บนแปลงดอกไม้ หรือดอกไม้ที่เหล่าผู้คนถือไว้นั้นจะถูกนำไปปักแจกัน แต่กลับกัน ดอกไม้ที่บานเบ่งสะพรั่งนั้น ถูกวางเรียงรายอยู่บนพื้นดิน มีป้ายหินอ่อนสีขาวโผล่พ้นขึ้นมาจากพื้นดิน และดอกไม้ที่อยู่ในมือของผู้คนมากมายที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ก็กำลังจะถูกนำไปวางรวมไว้ ณ ที่เดียวกัน เพื่อไว้อาลัยให้แด่ผู้ที่จากไป
   

จากไป… อย่างที่ผมไม่อยากยอมรับว่านั่นคือใครอีกคนที่ผมรักมากที่สุดในชีวิต รักยิ่งกว่าชีวิตของผม เพราะคนๆ นั้นรักผมด้วยชีวิตของตัวเองเช่นกัน
   

ผมนั่งเหม่อมองใครสักคนที่กำลังอยู่บนแท่นบัลลังก์พิธีกล่าวสุนทรพจน์ให้แก่ผู้ตายด้วยความเศร้าเสียใจ ผู้คนที่มาในวันนี้ต่างใส่ชุดสีดำเพื่อร่วมไว้อาลัยแก่ใครคนหนึ่งที่นอนหลับแบบไม่มีวันฟื้นอยู่ใต้พื้นดินอันเย็นชืด หลับอย่างสงบพร้อมกับการจากไปอย่างสงบ
   

สายตาผมเลื่อนไปมองหินอ่อนสีขาวที่สลักชื่อผู้ตายไว้อย่างเลื่อนลอย ผมมองไปตรงนั้นไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ราวกับตัวเองยังไม่เชื่อว่านี่คือเรื่องจริง ราวกับยังไม่เชื่อว่าคนที่ผมรักมากที่สุดได้จากผมไปอีกคน
   

ผมรู้สึกเคว้งคว้าง เหมือนตัวลอยอยู่กลางอากาศ พลันน้ำตาก็รื้นขึ้นมาที่ขอบตา ผมไม่ชอบร้องไห้ เพราะมันแสดงถึงความอ่อนแอ มันแสดงให้เห็นว่าผมเป็นไอ้ขี้แพ้ อย่างที่ผมเคยเป็น และผมไม่อยากจะเป็น ไม่อยากจะรู้สึกแบบนั้นอีก แต่น้ำตาที่เอ่อขึ้นมานี้ มันไม่ใช่อาการของคนแพ้ แต่มันเป็นอาการของคนอ่อนแอ ผมไม่เคยรู้สึกอ่อนแอขนาดนี้มาก่อน หลังจากที่เมื่อปีที่แล้วผมเพิ่งบอกกับตัวเองได้ว่าผมจะเข้มแข็ง แต่สุดท้ายความเข้มแข็งผมก็ถูกทำลายด้วยการจากไปของคนที่ผมรักในเวลาไล่เลี่ยกัน
   

นั่นทำให้ผมรู้ว่าจริงๆ แล้วผมไม่ใช่คนเข้มแข็งอะไรมาตั้งแต่ต้นนักหรอก แต่ผมอยู่ได้เพราะคนที่ผมรักและรักผม เพราะพวกเขาเติมเต็มให้กับชีวิตที่ขาดของผมได้ แม้จะขาดแต่เมื่อมีพวกเขาอยู่ ผมก็เลยไม่ได้รู้สึกขาดหรือรู้สึกว่าชีวิตต้องการอะไรไปมากกว่านั้นแล้ว ผมอยู่ได้ถ้ามีพวกเขา แต่ตอนนี้…
   

คนที่ผมรักเหล่านั้นได้จากผมไป จากไปแบบไม่มีวันกลับ และนั่นทำให้ความรู้สึกขาดหายที่ผมได้รับการเติมเต็มมาตลอดหลายปีจนเคยตัว เริ่มหวนกลับมาสู่ผมอีกครั้ง และหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ เมื่อมันว่างเปล่า ไร้ที่ยึดเหนี่ยว ไร้ที่พึ่งทางใจใดๆ อีกต่อไป
   

ผมจะอยู่ต่อไปยังไง ผมรู้ว่าตราบใดที่ยังมีลมหายใจ นั่นหมายถึงเราต้องใช้ชีวิตต่อ คำถามที่ว่าจะอยู่ต่อไปยังไง ผมรู้ว่ามันโคตรงี่เง่า แต่ถ้าไม่ได้มายืนอยู่ในจุดที่ผมเป็นอยู่ตอนนี้ ก็จะไม่มีวันเข้าใจ ว่าการสูญเสียของผม มันเลวร้ายมากขนาดไหน


“วิคเตอร์…” เสียงคนที่นั่งข้างๆ ผมดังขึ้นพร้อมกับมือซ้ายผมที่ถูกกุมเอาไว้ราวกับต้องการให้กำลังใจ ผมหันไปมองหน้าเอมิลี่เพื่อนสนิทของผมอีกหนึ่งคน เธอมองมาด้วยสายตาที่บอกว่าเธอเป็นกำลังใจให้


“เธอไม่อยากเห็นแกร้องไห้แบบนี้หรอก ไม่มีใครอยู่เช็ดน้ำตาให้แกแล้วนะ” เบนเนดิคท์เพื่อนสนิทผมตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัยบอกด้วยน้ำเสียงห่วงใย มือซ้ายวางลงบนไหล่ผม แล้วเพื่อนๆ ทุกคนที่มาในวันนี้ก็พูดให้กำลังใจผมกันล้นหลาม ผมรับฟังและยิ้มรับอ่อนๆ พร้อมน้ำตาที่หยดแหมะลงบนแก้ม ผมยกมือปาดทิ้งเร็วๆ สายตายังคงจ้องมองไปที่หลุมฝังศพที่ผู้คนเริ่มเอาดอกไม้ไปวางเพิ่มจนคล้ายเป็นแปลงดอกไม้ขนาดย่อม


ผมกับเพื่อนๆ ลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหน้าหลุมศพพร้อมๆ กัน ในมือผมถือดอกไฮเดรนเยียสีม่วงอ่อน ผมชอบดอกไม้อันนี้ ผมว่ามันเป็นพุ่มๆ สวยดี แต่เธอไม่ชอบ เธอบอกเสมอว่ามันคือดอกไม้แห่งหัวใจด้านชา เธอไม่อยากให้ผมเป็นเหมือนความหมายของมัน เพราะเธอรู้ว่าผมมีโอกาสเป็นแบบนั้น เธอจึงพยายามทำทุกอย่างให้หัวใจผมสดใส ไม่มืดมนจนกลายเป็นคนด้านชา
แต่เธอไม่รู้หรอกว่าอีกความหมายหนึ่งของดอกไม้นี้ มันมีความหมายดีๆ อีกความหมายซ่อนอยู่ และผมเองก็เคยให้กับเธออีกคนในสถานที่แบบนี้ และอยู่ไม่ไกลกันเลยสักนิด มันคงจะดีถ้าผมยื่นดอกไม้ช่อนี้ให้กับมือของเธอทั้งสองคน แต่กลับกลายเป็นว่าผมต้องวางดอกไม้ที่มีความหมายแทนคำขอบคุณอันยิ่งใหญ่ไว้หน้าหลุมศพพวกเธอ


แม้ผมจะบอกขอบคุณบ่อยแล้วตอนที่พวกเธอยังมีชีวิตอยู่ แต่การขอบคุณครั้งนี้ไม่เหมือนกับการขอบคุณครั้งก่อนๆ ผมขอบคุณเธอผ่านหน้าแผ่นหินอ่อนที่สลักชื่อเธอเอาไว้ มันไม่ใช่การขอบคุณที่น่าอภิรมย์นัก น้ำตาผมคลออยู่ที่ขอบตา ผมค่อยๆ วางดอกไฮเดรนเยียลงบนฐานแผ่นป้ายหินอ่อน


“Thank you for always understanding me, and accepted me for who I am. (ขอบคุณที่เข้าใจผมเสมอ ขอบคุณที่ยอมรับตัวตนผมเสมอมา)” แทบจะเป็นประโยคเดียวกันกับที่ผมเอ่ยเมื่อครั้งก่อนต่อหน้าหลุมศพของใครอีกคนหนึ่ง


ผมมองชื่อที่สลักอยู่บนหินอ่อนด้วยสายตาอ้อยอิ่ง ยกมือขึ้นและใช้แขนชุดสูทสีดำที่ใส่อยู่ซับน้ำตาของตัวเอง ผมเดินออกจากหลุมศพนั้นไปพร้อมเพื่อนๆ เพื่อให้คนอื่นได้มาวางดอกไม้ไว้อาลัยต่อไป


ผมกับเพื่อนๆ ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่แผ่ร่มเงากันแสงแดดอยู่แถวๆ ริมถนนที่ให้รถวิ่งได้ในสุสาน ผมมองผู้คนที่หลั่งไหลนำดอกไม้ไปวางไว้อาลัย บางคนก็หลั่งน้ำตาออกมาพร้อมอาการสะอึกสะอื้น ผมนึกถึงตัวเองตอนที่เป็นเด็กแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้นแบบนั้น ไม่ว่าสาเหตุจะมาจากอะไรก็ตาม ผมก็จะได้เธอทั้งคู่ที่จากผมไปคอยปลอบ คอยเช็ดน้ำตาให้ และมักจะซื้อขนมไม่ก็ของเล่นเอาใจผมเสมอ


“แกจะบินกลับนิวยอร์กพร้อมพวกฉันเลยรึเปล่า” เบนเนดิคท์เอ่ยถามผมหลังจากยืนนิ่งๆ กันมาสักพัก ผมหันไปมองทุกคนที่มองมาด้วยสายตาเป็นห่วง ผมหันไปมองคนกลุ่มหนึ่งที่ยืนอยู่ในเต้นท์สีขาวในชุดสูทสีดำ ชุดแสคกระโปรงสีดำที่กำลังยืนหน้าเศร้าไม่แพ้ไปกว่าผม


“ฉันกลับพร้อมพวกแกเลย” ผมบอกทั้งที่สายตายังคงมองผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่ง จนกระทั่งเขาหันมาสบตากับผม เขาก็หันไปพูดกับเหล่าผู้คนที่ยืนอยู่ในเต้นท์ด้วยกัน ก่อนจะเดินออกมาพร้อมกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ยังคงเปล่งปลั่งแม้ว่าเลขอายุจะมากขึ้นแล้วก็ตาม


“แกจะกลับบ้านก่อนมั้ย” เสียงทุ้มใหญ่ๆ เอ่ยถามทันทีหลังจากเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าผม ผมกับพ่อเราสูงพอๆ กัน แต่รูปร่างพ่อนั้นใหญ่กว่าผมมาก


“ไม่ ผมจะกลับนิวยอร์กเลย”


“ไม่คิดจะอยู่กับครอบครัวก่อนรึไง” เขาถามสีหน้าฉุนเล็กน้อย ผมแค่นยิ้มมุมปากนิดๆ


“ครอบครัวผมตายไปหมดแล้ว” ดวงตาของพ่อลุกวาวด้วยความไม่พอใจ เขาขบกรามจนสันกรามขึ้นสันนูน ผู้หญิงหน้าตาสะสวยในชุดแสคสีดำรัดรูปยกมือแตะไหล่เขาเบาๆ เป็นการเตือน


“แกอย่ามาชวนฉันทะเลานะ” เขาบอกเสียงเย็น มองผมด้วยสายตาไม่พอใจ


“ผมเปล่า ผมแค่พูดเรื่องจริง ครอบครัวผมมีแต่แม่กับย่า” ผมบอกเสียงนิ่ง มองพ่อแบบไม่แสดงอาการใดๆ นั่นยิ่งไปจุดอารมณ์ของเขา แต่เขาก็ยังพอมีสติอยู่บ้างว่าไม่ควรอาละวาดในงานศพแม่ตัวเอง


“What about her? (แล้วเธอล่ะ)” ผมชะงักไป เข้าใจว่าพ่อหมายถึงใคร ผมหลบสายตาพ่อมองไปทางอื่นแว้บหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจอย่างยากลำบากใจไม่น้อย


“ยังไงผมกับเธอก็ไม่ได้ใกล้ชิดกันนานแล้ว เธอคงชินที่จะอยู่กับพ่อแล้วล่ะ…”  ผมหันไปมองผู้หญิงที่ยืนข้างๆ พ่อด้วยสายตาสงบและบอกด้วยท่าทีสงบเช่นกัน


“…ฝากดูแลเธอด้วยก็แล้วกัน”


“แล้วไม่คิดจะอยู่กับเธอหน่อยรึไงวิคเตอร์ นอกจากลุค นายก็เป็นอีกคนที่เธอเหลืออยู่” ลิซ่าบอกด้วยสีหน้าอึกอัก ผมขบกรามเบาๆ แล้วพูดเสียงราบเรียบ


“ตอนนี้ผมยังไม่อยากเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของใคร” ผมรู้ว่ามันเห็นแก่ตัวที่บอกปัดกับคนสำคัญของผมอีกคนไปแบบนั้น แต่ ณ ตอนนี้สภาพจิตใจของผมไม่เข้มแข็งและแข็งแรงพอที่จะเป็นที่พึ่งพิงหรือพักพิงของใคร ผมเคยชินกับการที่แม่และย่าเป็นที่พักพิงทางใจของผม แต่วันนี้ทั้งสองจากผมไปแล้ว ผมยังไม่ชิน ยังทำใจไม่ได้


“งั้นก็ตามใจแก!” พ่อพูดเสียงกระแทก หมุนตัวเดินกลับไปทางเต้นท์ ลิซ่ามองหน้าผม เธอถอนหายใจ หมุนตัวเดินตามพ่อกลับไปที่เต้นท์


“กลับกันเถอะ” ผมหันไปบอกเพื่อนๆ พยายามไม่หันไปมองทางเต้นท์ เพื่อที่จะได้ไม่เห็นสายตาน้อยใจของใครคนหนึ่งที่กำลังมองมา สภาพผมไม่พร้อมโอบรับใครหรอก


----------------------------------TBC.----------------------------------------

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-08-2015 16:14:32 โดย ขุ่นเจ้ »

ออฟไลน์ Glitterycandy

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 170
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
ติ่งวิคเตอร์ตามมาอีกคนนะ 5555555 <3

ออฟไลน์ MinorMa

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 181
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-2
สงสารวิคเตอร์  TT.TT

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8
ตอนพิเศษพาร์ท You and I :: Victor's Moment. 2 [100%]




ผมวางรูปถ่ายของย่าลงข้างๆ รูปถ่ายของแม่ตรงตู้ทรงสูงข้างหัวเตียง ผมนั่งลงบนขอบเตียง มองภาพถ่ายของคนสองคนที่ผมรักที่สุดในชีวิต ผมรักเธอสองคนมาก รักจนไม่อาจหาคำพรรณนาใดๆ มาบอกว่าผมรักเธอสองคนมากแค่ไหนและแน่นอนว่าเมื่อคนที่เรารักสองคนจากเราไปในเวลาไล่เลี่ยกัน มันเป็นอะไรที่ชีวิตแทบเซล้มลงโดยที่ไม่มีใครคอยประคองเราไว้


จริงอยู่ว่าผมยังมีเพื่อนๆ แต่พวกนั้นก็ไม่เท่ากับแม่และย่าที่อยู่ดูแลผมมาตั้งแต่เด็กๆ รักและเอาใจใส่ผมจนโต ผมหันไปมองโล่รางวัลแก้วคริสตัลที่เป็นรูปชูสองนิ้ว โล่นั้นเป็นของขวัญวันเกิดที่ย่ามอบให้ผมพร้อมกับรถแลมเบอร์กินีรุ่นที่ผมอยากได้ ช่วงนั้นย่าป่วยหนัก ท่านป่วยเป็นโรคคนชรา ท่านอายุมากแล้ว ผมพยายามทำใจยอมรับว่าวันนึงเธอจะต้องจากผมไป แต่ผมก็ทำไม่ได้ ยิ่งเมื่อคิดว่าแม่จากผมไปคนหนึ่งแล้ว ผมก็ไม่อยากสูญเสียย่าไปอีกคน


ผมรู้ว่าการเกิดแก่เจ็บตายมันเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ แต่เอาเข้าจริงๆ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หรอกที่จะยอมรับการจากไปของคนที่เรารักที่สุดในชีวิต เพราะเมื่อรักมาก ก็ยิ่งเสียใจมากเช่นกัน


ย่าให้โล่คริสตัลนี้มาเพื่อต้องการจะบอกว่าให้ผมนั้นสู้กับทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิต และมันยังคือสัญลักษณ์ตัว V ของชื่อผมที่แปลว่าชัยชนะด้วย เธอรู้ว่าตัวเองกำลังจะจากไป เธอเลยอยากให้ผมสู้ อยากให้ผมเข้มแข็ง เพราะในตอนนั้นผมก็อ่อนแอจากเรื่องแม่มากพอแล้ว เธอเข้าใจดี และเธอก็ไปดี ไปอย่างสงบ ทิ้งอาการดำดิ่งจมลึกเข้าสู่ห้วงความเจ็บปวดไว้กับผม


ผมไม่อาจห้ามความรู้สึกคิดถึงเขาทั้งสองคนได้ง่ายๆ ทั้งสองคนจากผมไปใกล้ๆ กันจนผมตั้งรับไม่ทัน ยิ่งกับแม่ แม่จากไปแบบที่ผมไม่คาดคิด ที่สำคัญแม่จากไปเพราะผมเป็นต้นเหตุ มีแต่คนบอกผมว่าอย่าโทษตัวเอง แต่ผมก็มองหาข้อแก้ตัวให้กับตัวเองไม่ได้ว่าแม่ต้องตายเพราะผมเป็นต้นเหตุ อาจจะไม่ใช่สาเหตุหลัก แต่ต้นเหตุมันก็เพราะผม ไม่ใช่ใครอื่นหรอก


ผมล้มตัวลงนอนบนเตียง ปล่อยให้น้ำตาไหลเงียบๆ รู้สึกใจสั่นสะท้าน รู้สึกว่ามันเต้นอ่อนแรงกว่าปกติ รู้สึกว่าชีวิตนี้มันหมดแรงจะก้าวเดินต่อไป รู้สึกหมดกำลังใจในการใช้ชีวิต การสูญเสียที่เกิดขึ้นกับผม สำหรับผมมันมากเกินไป และมาเร็วเกินไป ผมมัวแต่มีความสุขจนลืมเผื่อใจไว้ให้ความทุกข์ แต่ใครจะไปเผื่อใจไว้ได้ล่ะ ก็เวลาที่มันสุข ผมก็สุขเต็มที่


ชีวิตผมดำเนินต่อไปอย่างเหี่ยวเฉา เพื่อนๆ พยายามหากิจกรรมให้ผมทำเพื่อที่จะได้ไม่ต้องจมปลักอยู่กับความเศร้าเสียใจที่เกิดขึ้น ผมก็พยายามที่จะดึงตัวเองออกจากความเศร้า ความทุกข์นั้น แต่มันก็ไม่ได้ทำง่ายๆ เช่นกัน


การใช้ชีวิตในช่วงเวลาทุกข์ทรมานของชีวิตนั้น มันไม่ใช่สิ่งที่สามารถไปในทางเดียวกันได้อย่างราบรื่น แม้ทุกคนจะพยายามฉุด พยายามดึงให้ผมพ้นจากความเศร้าก็ตามที ผมเองก็ไม่ได้ว่าเศร้าจนข้าวปลาไม่ยอมกิน ละทิ้งทุกอย่าง หันหลังให้กับทุกคน มันไม่ถึงขนาดนั้น แต่ผมก็ไม่สามารถแฮปปี้มีความสุข ฉีกยิ้มหรือหัวเราะได้ถนัดปาก ไม่สามารถมีความสุขได้อย่างเต็มอิ่ม มีก็ครึ่งๆ กลางๆ ไปไม่สุดสักทาง มันเหมือนกับแบตเตอร์รี่พลังงานชีวิตผมหมดแล้วหาแหล่งชาร์ตไม่เจอ ที่ร่างกายขยับเขยื้อนได้ทุกวันนี้ ก็เป็นไปตามกลไกร่างกาย แต่ไม่ได้เป็นไปตามสติ


ผมรู้ตัวเลยว่าสภาพจิตใจผมย่ำแย่มาก มันอ่อนแรง บางครั้งก็เจ็บปวดกับความเศร้าโสกเสียใจ พอเศร้าเสียใจ ผมก็เกิดความทุกข์ใจ และความทุกข์ใจก็เกาะกินกายและใจผม มันเหมือนชีวิตผมจมอยู่ในความมืดมิด มีแสงสว่างส่องผ่านมาเพียงเล็กน้อย


“นี่ถ้าแกยังเป็นแบบนี้อยู่ สักวันแกจะเฉาตายนะ!” อันเดรหนึ่งในเพื่อนสนิทของผมพูดพลางถอนหายใจอย่างเซ็งๆ วันนี้ทุกคนมาที่บ้านผม เพื่อมาอยู่เป็นเพื่อนผม พวกมันไม่ได้มาทุกวันหรอก มันก็มีการมีงานทำ ไม่ได้ว่างเพื่อผมขนาดนั้น แต่ถ้าว่างและนัดกันมาได้ มันก็จะยกโขยงกันมาจัดปาร์ตี้ที่บ้านผมบ่อยๆ และนอนค้างเสมอ


“วิคเตอร์ นายไม่ทำงานมาหลายเดือนแล้วนะ” เอมิลี่บอกอย่างเป็นกังวล


“ฉันไม่อยากทำ ฉันไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น” ผมบอก กระดกเบียร์กระป๋องขึ้นดื่ม ถึงผมจะไม่ได้ละทิ้งสิ่งใด แต่ผมก็ไม่เอาอะไรเช่นกัน ผมไม่ไปทำงานจนโดนเจ้าของงานด่าผ่านเอมิลี่มา สุดท้ายก็ไม่มีใครอยากจ้างผม หรือมีผมก็ไม่รับ ไม่ทำอะไรทั้งนั้น วันๆ เอาแต่อยู่บ้าน นั่งๆ นอนๆ กินอาหารแช่แข็ง ไม่ก็สั่งเดลิเวอร์รี่มากิน จนหุ่นผมเริ่มจะบวมๆ เล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก


“ตั้งสติหน่อยวิคเตอร์ นายกำลังจะทำให้ชีวิตนายพังนะ!”


“ฉันอยู่ได้น่า” ผมบอกปัดๆ ไป และคิดแบบนั้นจริงๆ ผมคิดว่าผมอยู่ได้ อยู่มันไปแบบนี้แหละ


“อยู่แบบไร้จุดมุ่งหมายในชีวิต ไม่คิดจะทำอะไรเลยน่ะเหรอ นายตอบแทนความรักความหวังดีของแม่และย่านายแบบนี้เนี่ยนะ” เอมิลี่ว่าอย่างเดือดจัด ผมรู้ว่าเธอพูดเพราะเป็นห่วงผมมากจนโกรธจัดกับสภาพที่ผมเป็นอยู่


“ฉันเห็นด้วยกับเอ็มนะเว้ย แกจะใช้ชีวิตเป๋ๆ แบบนี้ไม่ได้หรอก เดี๋ยวก็ได้เสียผู้เสียคนพอดี แม่กับย่าแกมองลงมาจากสวรรค์ คงสบายใจหรอกนะที่เห็นแกเป็นแบบนี้” เบนเนดิคท์พูดเสริมเอมิลี่ด้วยน้ำเสียงเลียบๆ เคียงๆ มันรู้ว่าถ้าจี้ผมมากๆ ผมจะระเบิดเอาได้ เพราะแค่นี้ผมก็เริ่มชักสีหน้าแล้ว


“ฉันดูแลตัวเองได้ ฉันยังไม่ตายง่ายๆ หรอก” ผมว่าเสียงหงุดหงิดเล็กน้อย


“นายก็ไม่ต่างจากตายไปแล้วเลยสักนิด…” เอมิลี่บอกพร้อมส่ายหน้าเอือมน้อยๆ ผมทำหน้าเบื่อหน่าย ผมรู้ว่าหวังดี แต่ใจผมมันก็ดันไม่รักดี ไม่รักตัวเอง ยิ่งปล่อยมันไว้ มันก็ยิ่งอ่อนแอลงทุกๆ วัน ผมรู้นะว่าไม่มีใครทำให้ตัวเราดีขึ้นได้นอกจากตัวเรา แต่ผมก็สลัดความเศร้าไม่พ้นตัวเองสักที


“สภาพยิ่งกว่าคนอกหักอีก” ไอ้ชาร์ลีว่าและส่ายหัวเบาๆ พลางพลิกไม้บาร์บีคิวที่กำลังปิ้งอยู่บนตะแกรงปิ้งย่าง


“ไม่อยากจะคิดว่าถ้าแกอกหักขึ้นมา สภาพจะเป็นยังไง” ผมชะงักกับคำพูดไอ้อันเดร นึกย้อนถึงสภาพตัวเองในช่วงเวลานั้น


“ก็คล้ายๆ แบบนี้แหละ แต่ตอนนั้นฉันมีแม่กับย่า” ผมบอกสั้นๆ แต่พวกมันคงได้ใจความ ผมเคยอกหักก่อนแม่จะเสีย สภาพก็แย่ไม่น้อย เธอเป็นรักแรกของผม ถึงจะพูดได้ไม่เต็มปากว่าเป็นรักแรกแบบแรกสุด แต่ก็… ถือว่าเป็นรักแรกจริงๆ นั่นแหละ เธอทิ้งผมไปเพราะรับไม่ได้กับสิ่งที่ผมทำ ผมกินไม่ได้นอนไม่หลับอยู่สามสี่วัน แต่ก็ได้แม่และย่าคอยปลอบผมไว้ จนผมค่อยๆ ดีขึ้นแล้วก็ทำใจปล่อยเธอไป


 หึ แฟนทิ้ง แม่ตาย และย่าก็เพิ่งตาย สุดท้าย ผมเหลืออะไรบ้าง


“โห ความรู้ใหม่ นี่แกเคยอกหักด้วยเหรอวะเนี่ย” อันเดรพูดด้วยสีหน้าทึ่งๆ ก็ไม่แปลกหรอก เพราะมันเห็นแต่ภาพผมควงผู้หญิงแบบไม่ผูกมัดไปเรื่อยเปื่อย แล้วอีกอย่างผมก็ไม่เคยเล่าให้พวกมันฟัง ก็ผมไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องเล่าให้ฟังสักหน่อย


 “ฉันว่าถ้าแกยังเป็นแบบนี้อยู่นะ ไอ้จ้อนของแกอาจจะเฉาไปด้วยก็ได้” เบนเนดิคท์บอกและยักคิ้วมาให้ ผมยกยิ้มเป็นรอยยิ้มขบขัน แทบจะเป็นการขำที่มากที่สุดในรอบหลายเดือนที่ผ่านมาเลยก็ว่าได้


“มันไม่เฉาตายง่ายๆ หรอก” ผมบอก


“เออ งั้นช่วยทำให้ดูหน่อย เพราะตอนนี้สภาพแกยิ่งกว่าหมดสมรรถภาพทางเพศอีก” ผมแอบมองไอ้เบนด้วยความหมั่นไส้ไม่ได้ ไอ้นี่นี่มันปากร้ายไม่เปลี่ยนแปลง


“ถ้าเหงาและเฉามากก็หาใครสักคนมาอยู่ข้างๆ ก็ได้นะเพื่อน” อันเดรเสนอทางเลือกขึ้นมา ไม่ใช่ผมไม่คิดหรอก แต่ตอนนี้ผมไม่พร้อมจะมีใคร จิตใจร่อแร่ขนาดนี้ คบกับใครไปก็คงไม่รอด


“นั่นสิ เก็บตัวอยู่คนเดียวแบบนี้ ได้ช่วยตัวเองทั้งชีวิตซะมั้ง” ไอ้ชาร์ลีบอก ทำเอาคนอื่นๆ หัวเราะกันยกใหญ่ ผมก็พลอยขำตามไปด้วย นานๆ ทีผมจะขำ อาจเป็นเพราะมันผ่านมาเกือบครึ่งปีแล้ว นับตั้งแต่ย่าผมเสีย แต่เอาเข้าจริง ผมก็ขำแค่นี้แหละ เพราะสุดท้ายผมก็สภาพซังกะตายอยู่ดี


“ฉันขอเวลาอีกหน่อย ตอนนี้ฉันยังอยากอยู่คนเดียว อีกอย่างมีพวกแกคอยมาอยู่เป็นเพื่อนด้วยแบบนี้ ฉันว่ามันก็โอเคแล้ว”


“แถมยังมีเอมิลี่ที่คอยบ่นแกไม่หยุดเรื่องไม่ยอมทำงาน” ทุกคนหัวเราะเมื่อนึกถึงเวลาที่เอมิลี่ชอบมาบ่นผมที่ไม่ยอมทำการทำงาน เอาเข้าจริงๆ ผมก็แอบคิดแบบง่ายๆ เหมือนกันว่า มรดกที่ย่าทิ้งไว้ให้ ผมใช้ชาตินี้ก็ยังไม่หมดเลย ขนาดแบ่งครึ่งกับพ่อแล้ว ผมว่ามันก็ยังมากพอที่จะให้ผมอยู่อย่างสบายๆ โดยที่ไม่ต้องทำงานอะไร


“ฉันไม่ได้ขอให้แกลืมแม่กับย่าแกหรอกนะ แต่ช่วยกลับมาเป็นไอ้วิคเตอร์คนเดิมได้มั้ย การที่แกจะร่าเริง ใช้ชีวิตสนุกสนาน มันไม่ใช่เรื่องผิดมหันต์ต่อเขาทั้งสองคนขนาดนั้นหรอก” ผมยิ้มอ่อนๆ ให้ไอ้เบน และพยักหน้ารับน้อยๆ


“อย่าทำร้ายตัวเองมากไปกว่านี้เลย” ชาร์ลีบอก ชูไม้บาร์บีคิ้วที่ปิ้งเสร็จแล้วขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะใช้ปากรูดกินเนื้อไก่ที่อยู่บนนั้น


ผมนั่งถอนหายใจ เขาว่ากันว่าเรื่องทุกอย่างต้องใช้เวลา ผมก็ได้แต่หวังว่าผมจะใช้เวลากับช่วงเวลาทุกข์ใจแบบนี้จนพอแล้ว ผมเองไม่ใช่ว่าไม่เบื่อ หรือเหนื่อยกับสิ่งที่เป็นอยู่ ถึงแม้ว่าเข็มนาฬิกามันจะวนกลับมาที่เดิม แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะเหมือนเดิม มันต้องมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง


ผมคงเอาแต่นั่งรอให้เวลาผ่านไปอย่างเดียวไม่ได้แล้วล่ะ…



-------------------------------------TBC.----------------------------------------



 :hao3:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-08-2015 16:14:54 โดย ขุ่นเจ้ »

ออฟไลน์ MinorMa

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 181
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-2
รับทราบ ซื้อหนังสือแน่นอนค่าา

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด