:Love ♥ no boundaries: ตอนพิเศษส่งท้าย บ๊ายบาย [END] 22.09.18
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: :Love ♥ no boundaries: ตอนพิเศษส่งท้าย บ๊ายบาย [END] 22.09.18  (อ่าน 707504 ครั้ง)

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8


ผมเดินชิวๆ พร้อมฟังเพลงจากไอพอด อยู่บนสะพานบรู๊คลินมองบรรยากาศยามหัวค่ำของนิวยอร์ค รถแล่นไปมาอยู่ข้างล่างสะพานสำหรับรถยนต์ เฮ้อ… ได้เดินกลับบ้านแบบคนปกติเขามั่งนะ วันนี้จะรีบนอนแต่หัวค่ำเลย เอาให้เต็มอิ่ม หลังจากนอนตะขัดตะเขียนมาหลายวัน ผมยกกล้องถ่ายรูปขึ้นมาถ่ายบรรยากาศสะพานยามค่ำที่เริ่มเปิดไฟแล้ว นานๆ ทีจะได้มีโอกาสใช้กล้องถ่ายรูปอย่างอื่นบ้างนอกจากรูปตาวิคเตอร์ ที่ตอนนี้กินพื้นที่ในกล้องไปเยอะแล้วมั้ง


ผมถ่ายรูปอยู่พักใหญ่ก่อนจะตัดสินใจเดินกลับบ้าน อากาศช่วงสปริงของที่นี่เพิ่งเริ่มทำให้ผมรู้สึกว่ามันเย็น ผมรีบออกแรงเดิน เพราะไม่ได้ใส่เสื้อกันอากาศเย็นๆ มา มีเพียงเสื้อยืดลายป๊อปอายตัวเดียว


ตอนผมเปิดประตูไม้หน้าบ้านก็เป็นเวลาหนึ่งทุ่มกว่าแล้ว ผมเลื่อนดูหน้าฟีดไอจีของตัวเองไปเพลินๆพลางถอดรองเท้า เพื่อเตรียมตัวเข้าบ้าน แต่แล้วพี่อดัมก็ส่งเสียงร้องอีกรอบ ผมชะงักกึกเมื่อหน้าจอปรากฏชื่อเขา


VICTOR


“ฮัลโหล” ผมกรอกเสียงลงไปด้วยความงงงวย


“ฉันมีปัญหา มาที่บ้านฉันหน่อย”


“อะไรนะ?!” ผมเหมือนโดนค้อนทุบหัว รู้สึกวิ้งๆ ที่ขมับ


“จะเสียงดังทำไม รีบมาได้แล้ว อย่าช้านะ!” เขาบอกแค่นั้นและตัดสายทิ้งไป ผมยืนงงๆ สักพัก พลางถอนหายใจด้วยความอัดอั้น แล้วรีบใส่รองเท้าที่เพิ่งถอดไปเมื่อกี้นี้





ผมยืนหอบอยู่หน้าประตูบ้านของวิคเตอร์ โคมไฟสองข้างตรงประตูส่องแสงสว่างสีเหลืองนวลราวกับยกแสงจันทร์มาประดับไว้หน้าประตูบ้าน แต่นี่ไม่ใช่เวลามาชื่นชมโคมไฟ ผมรีบปรับลมหายใจให้เป็นปกติ ก่อนจะไขกุญแจบ้านเข้าไป แล้วปิดประตูตามหลัง ผมหันไปมองรอบๆ ทางเดิน ห้องครัว ก็ไม่เห็นตัวการที่โทรเรียกผมมา ผมเลยเดินไปที่ห้องรับรองแขก และได้แต่หวังว่าจะไม่เจอหนังสดอีกนะ


และผมก็ต้องโล่งอกเมื่อไม่เจอหนังสด ผมเห็นวิคเตอร์นั่งอยู่บนโซฟา กำลังเปิดทีวีดูรายการ TODAY SHOW  ช่อง NBC อยู่ มีเจ้าไมเคิลนอนอยู่ข้างเตาผิงของห้อง และที่ไม่ธรรมดาไปกว่านั้นคือเจ้าฟอกซ์นอนอยู่ข้างๆ เจ้าไมเคิลด้วย ผมตาโตมองด้วยความประหลาดใจ


“มันไม่ทะเลาะกันจริงๆ หรอเนี่ย” เหมือนผมไม่ได้ถามวิคเตอร์ เหมือนผมพูดลอยๆ ขึ้นมา


“ก็บอกแล้วว่ามันเป็นพี่น้องกัน” ผมละสายตาจากหมาและแมวคู่นั้นมามองเจ้าของของสองตัวนั้นก่อนจะตั้งสติถามเขา


“คุณมีอะไรครับ”


“ทำกับข้าวให้ที ฉันหิว” ผมตาโต เอียงคอมองเขาด้วยความทึ่ง


“อ้าว! ในตู้เย็นอาหารตั้งเยอะไม่ใช่หรอ?!”


“ฉันอยากกินอาหารสดๆ ไม่อยากกินอาหารแช่แข็ง” ผมยืนเกาหัวแกรกๆ สีหน้ายุ่งเหยิง ผมจะทำอะไรให้เขากินวะเนี่ย ขนาดตัวผมยังทำอะไรกินเองไม่เป็นเลย


“คือผมทำอาหารไม่เก่ง ผมทำเป็นแต่ง่ายๆ”


“ก็ง่ายๆ ของนายนั่นแหละ ทำมา มันก็คงดีกว่าอาหารแช่แข็งต้องเข้าไมโครเวฟ” เขาบอกง่ายๆ แบมือท่าทางสบายๆ แต่ผมนี่จะ
ตาย โอ้ยยย! ฉันทำเก่งสุดก็มาม่าผัดล่ะแกเอ๋ย!


“ผมออกไปซื้อให้ดีกว่า คุณอย่า…” เขาตวัดสายตาเรียวโตสองชั้นมามองผม จนผมต้องยิ้มแหยๆ เพราะรู้ว่าเขายืนยันในคำพูดนั้น


“ก็ได้ แต่ผมไม่รับประกันว่ามันจะกินได้รึเปล่านะ” เขายักไหล่เหมือนไม่ใส่ใจ เออ! ถ้าท้องเสียขึ้นมายังจะไม่ใส่ใจอีกมั้ย ไอ้หล่อใจยักษ์!


ผมเดินออกมาจากห้องนั้น แล้วเดินกลับไปที่ห้องครัว เดินตรงไปที่ตู้เย็น แล้วเปิดดูว่ามีอะไรจะหยิบมาทำอาหารได้บ้าง ผมเริ่มรู้สึกอยากเอามีดปลายแหลมเสียบหูตัวเอง ตอนแม่บอกให้ช่วยทำกับข้าว ทำไมผมถึงไม่สนใจจะทำนะ แต่ผมเคยลองแล้ว เคยช่วยแม่ทำแล้ว สุดท้ายแม่ก็บอกว่า


‘รอกินเฉยๆ เถอะ เดี๋ยวแม่ทำเอง แมททำวันนี้ก็ไม่ได้กินพอดี’


แล้วจะให้ผมทำยังไง ผมทำอะไรไม่เป็น หยิบจับอะไรก็ช้าไปหมด แถมยังเติมส่วนผสมผิดๆ ถูกๆ หลังจากนั้นผมก็ไม่เคยเข้าครัวไปช่วยแม่ทำกับข้าวที่มันมีส่วนผสมยากๆ อีกเลย นอกจากทำอะไรง่ายๆ กินเองตอนพ่อกับแม่ไปทำงานแล้วหิวกะทันหันขึ้นมา ผมถอนหายใจ แล้วเลือกหยิบไข่ หยิบพริก แล้วมองๆ ดูว่ามีอะไรอีกมั้ย ผมเห็นกุ้งแช่อยู่ในช่องใต้ช่องฟรีช เลยหยิบออกมา คือในตู้เย็นหมอนี่มีแต่อาหารสำเร็จรูป เตรียมอุ่นกินทั้งนั้น ไอ้อาหารสดๆ ทั้งหลาย หาได้ยากเต็มทน ที่ผมหยิบมาก็ใช่ว่าจะรู้ว่าจะทำอะไร แต่เห็นอะไรที่มันเป็นเนื้อเป็นหนัง เป็นชิ้นและตัวเองรู้จักมากที่สุดออกมากองไว้บนโต๊ะก่อนก็แล้วกัน


ผมสำรวจหาอุปกรณ์ทำครัว พวกกระทะ ตะหลิว น้ำมันงา น้ำมันพืชทั้งหลาย ผมเปิดตูชั้นบนที่ต้องเอื้อมเขย่งเปิดตามความเตี้ย แล้วหยิบออกมา ส่วนพวกกระทะ ตะหลิว แขวนไว้ด้านนอก ไม่ต้องเขย่งหยิบ พอเอาของมากองๆ รวมกัน ผมก็ยืนมองด้วยความสลด นี่ผมจะทำอะไรวะเนี่ย!


ผมหยิบไอโฟนออกมาจากกระเป๋า ตอนนี้ทุ่มสี่สิบแปด ที่เมืองไทยก็ราวๆ แปดโมงแล้ว ถ้าโทรถามแม่ตอนนี้จะได้มั้ยนะ แต่แม่คงไปทำงานแล้วแน่ๆ คงไม่สะดวกรับสาย ผมเลยเก็บไอโฟนยัดลงไปในกระเป๋า ก่อนจะมองของที่อยู่บนโต๊ะอีกรอบ


“เสร็จรึยัง ทำไมฉันไม่เห็นได้กลิ่นอาหารเลย!” เสียงตะโกนแข่งกับทีวีดังมาจากห้องรับรองแขกและห้องนั่งเล่นของบ้าน ถ้าปามีดแม่นๆ จะปาให้มันโค้งเข้าไปปักหัวแกในห้องนั้น!


“ผมยังไม่ได้เริ่มทำเลย ใจเย็นก่อน!” ผมตะโกนตอบกลับไป


“งั้นก็เริ่มสักทีสิ!” เขาตะโกนตอบกลับมา แต่ไม่ได้ตวาด เป็นน้ำเสียงเสียงดังธรรมดาๆ ทั่วๆ ไป ผมถอนใจ แล้วเริ่มหยิบจับของทั้งหลาย แบบนี้ก็ทำไข่เจียวกุ้งใส่พริกหน่อยๆ ก็แล้วกันนะ ผมเริ่มตอกไข่ก่อนเป็นอย่างแรก แล้วนี่ก็คือการทำอาหารให้คนอื่นกินเป็นครั้งแรกของผม ขนาดพ่อกับแม่ยังไม่เคยกินฝีมือผมเลยด้วยซ้ำ
 






ผมยกถาดใส่อาหารเข้ามาให้วิคเตอร์ที่นอนเอกเขนกดูทีวีสบายใจเฉิบพร้อมกระดกกระป๋องเบียร์อย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อน เขาหันมามองผมก่อนจะหดขาลงจากโต๊ะวางของ ให้ผมได้วางถาดอาหาร เขามองด้วยความสนใจและดูแปลกใจนิดๆ


“ผมทำได้แค่เนี้ยแหละ ไข่เจียวกุ้งกับข้าวสวย และซอสพริก” ผมบอกอย่างหวั่นๆ แต่ก็คิดว่าน่าจะพอกินได้ล่ะนะ เพราะมันไม่ใช่อาหารยากอะไร ผมเองก็เคยพอทำมาบ้าง แต่ไม่เคยลองใส่พริกไปด้วย แต่ผมไม่ได้ใส่ปริมาณมากหรอก เอาแค่ให้มีรสชาติแซ่บๆ หน่อยๆ


“ฉันกินแล้วจะไม่ตายใช่มั้ย” ผมกลอกตาด้วยความหมั่นไส้


“ถ้าตายเดี๋ยวผมเก็บศพคุณไปฝังให้เอง” ผมอดประชดไม่ได้ วิคเตอร์เบ้ปากก่อนจะหยิบช้อนขึ้นมาแล้วเริ่มตักไข่กินกับข้าว เขาเคี้ยวช้าๆ ราวกับกำลังพิจารณารสชาติของมันอยู่ ก่อนจะผงกหัวน้อยๆ


“ก็ใช้ได้นี่ แล้วบอกว่าทำไม่เป็น” ผมสีหน้าโล่งอก โล่งใจทันทีที่เขากินได้ ไม่ได้พ่นมันออกมาอย่างที่คิด


“ผมทำไม่เป็นจริงๆ ก็นี่มันอาหารง่ายๆ สุดแล้ว” เขาตักข้าวกับไข่และตักซอสพริกทาเล็กน้อยก่อนจะยัดใส่ปากแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ ทำเอาผมอดยิ้มไม่ได้


“งั้นไปเรียนทำอาหารยากๆ มา แล้วมาทำให้ฉันกิน ทั้งอาหารเช้า กลางวัน เย็น” ผมย่นไหล่ตาโตมองเขา อีกฝ่ายมองกลับมาด้วยท่าทางที่สื่อว่า มีอะไรผิดปกติรึไง?


“คุณเอาจริงหรอ”


“จริง พรุ่งนี้เริ่มซื้อของมาเก็บไว้ในตู้เย็นได้เลย” เขาว่าแล้วตักข้าวเข้าปากอีกคำ มันหาภาระให้ชีวิตผมอีกแล้ววว    แต่ผมก็ต้องจำนนต่อโชคชะตาอีกครั้งกับการเป็นพ่อครัวจำเป็น กลับไทยไป แม่ดีใจแน่ๆ


“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวกลับก่อนนะ” เขาหันมามองผมทั้งที่ยังมีข้าวเต็มปากแล้วพยักหน้าน้อยๆ เป็นเชิงอนุญาต ผมยิ้มขอบคุณเขาก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป








ผมเดินเปิดประตูบ้านเข้าไปก็เห็นเอิร์ท บาส เด็กผู้ชายตี๋ขาวที่ตาตี่ชั้นเดียวเลยแหละ ผู้หญิงอีกสามคน กำลังนั่งกินข้าวด้วยกันอยู่ที่โต๊ะอาหารของบ้าน มีป้าแมร์รี่กำลังยืนทำกับข้าวอยู่ในครัวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ทุกคนกำลังหัวเราะและตักอาหารกันสนุกสนานท่ามกลางฮีทเตอร์ที่ส่งอากาศอุ่นๆ ไปทั่วบ้าน


“แมท กินข้าวมารึยัง” บาสเอ่ยถามเมื่อเห็นผมเดินเข้าไป คนอื่นๆ ส่งยิ้มมาให้ ผมเหลือบมองไปทางเอิร์ทที่กำลังมองผมยิ้มๆ อยู่


“Soup? (ซุปมั้ย)” ป้าแมร์รี่ถามด้วยรอยยิ้ม ผมพยักหน้าตอบ เพราะกำลังรู้สึกหิวพอดี ป้าแกยิ้มก่อนจะหยิบถ้วยขึ้นมาตักซุปหอมๆ อะไรสักอย่างให้ ผมเดินไปนั่งตามคำชวนของบาส เขารีบยกเก้าอี้ให้ไปนั่งข้างเขาทันทีโดยมีสายตาเอิร์ทมองนิ่งๆ แต่ผมแกล้งทำเป็นไม่สนใจแล้วรับถ้วยซุปมาจากป้าแมร์รี่ อ่า… กลิ่นหอม ซุปเห็ดนี่เอง ผมตักซุปเข้าปาก และเริ่มทำความรู้จักกับเพื่อนบ้านที่บาสแนะนำให้รู้จัก


“ส่วนนี่ ไอ้เอิร์ท เคยเจอกัน แต่ยังไม่เคยรู้และคุยกันใช่ปะ” ใครว่าล่ะ มันไปมากกว่านั้นแล้วบาสเอ๋ย… ผมชะงักเล็กน้อย แล้วส่งยิ้มให้เอิร์ทที่ยิ้มหล่อตอบกลับมา เขาก็เนียน ผมก็เนียนว่าเพิ่งเคยรู้จักกัน ผมนั่งคุยกับทุกคนไปเรื่อย ก็สอบถามกันไปว่าใครมาจากที่ไหนบ้าง มาทำงานอะไร บาสดูเทคแคร์ทุกคนดีมาก แต่ชอบตักนั่นตักนี่ให้ผมกินเป็นพิเศษ อืม… ไม่หรอก ไม่คิดแบบนั้น บาสเขาไม่ได้มีอะไร เสน่ห์แกมันคงไม่แรงถึงขนาดผู้ชายสองคนมาแย่งกันมั้งนังแมท!



“ทำไมพี่เอิร์ทนั่งเงียบจัง ไม่พูดอะไรหน่อยหรอ” น้องนีนางหนึ่งที่มาจากมอดังในกรุงเทพฯ เอ่ยถามเอิร์ทที่นั่งฟังพวกเราคุยกัน เอิร์ทหันไปยิ้มเก้อๆ ให้หล่อน อีกฝ่ายยิ้มแบ๊วกลับไปให้ โถ… ฉันเห็นนะว่าหล่อนแอบเหล่มองเอิร์ทตลอดเวลา


“ไม่รู้จะพูดอะไรดี เห็นพูดกันเยอะแล้ว นั่งฟังก็สนุกดีออก” เขาบอกยิ้มๆ ชะนีนางนั้นแอ๊บยิ้มใส ที่บอกว่าแอ๊บเพราะมันดูออกเลยว่านางเมคยิ้มให้ตัวเองดูสวยขึ้นมา


“โห่… แต่บิวอยากได้ยินเสียงพี่พูดด้วยนี่หน่า” เพื่อนนีของนางอีกสองคนส่งเสียวแซวๆ จนเอิร์ทหัวเราะเขินๆ บาสกับอาตี๋ที่ตี๋กว่าบาสหัวเราะร่วมวงด้วย ผมก็ยิ้มๆ ไปตามกระแส


“แล้วน้องบิวจะให้พี่พูดอะไรอ่ะ” เอิร์ทถามเสียงหล่อ ผมจิ้มน่องไก่ขึ้นมากิน พลางหันไปมองหาป้าแมร์รี่ที่หายตัวไปจากครัวแล้ว


“พี่เอิร์ทมีแฟนยังคะ” น้องนีนามว่าบิวเอ่ยถาม เอิร์ทยิ้มกว้างเขินๆ แต่คนที่ตอบคือบาส


“ยังไม่มี เนี่ย ผู้ชายบนโต๊ะนี้ ยังไม่มีใครมีแฟนสักคน แต่ เฮ้ย… แมทมีแฟนยัง” แล้วสายตาทุกคู่ก็หันมามองผมที่กำลังเขมือบน่องไก่อยู่ จนผมอ้าปากค้างคาน่องไก่ เอ่อ… หันมาตอนที่มันไม่ทุเรศกว่านี้ไม่ได้หรอ ผมลดน่องไก่ลงแล้วยิ้มเอ๋อ


“อ้าว ปากเลอะหมดแล้ว” บาสหันไปหยิบทิชชู แล้วไม่ทันตั้งตัวเขาก็ซับปากให้ผม จนผมแอบตะลึง กลอกตามองไปรอบโต๊ะที่จ้องมองมา ผมนี่เกร็งมาก โดยเฉพาะกับสายตาของเอิร์ทที่มองตาแข็ง แต่บาสดูท่าทีสบายๆ


“เฮ้ย… กิ๊กกันปะเนี่ย” หนึ่งในสามสาวเอ่ยถามพร้อมหัวเราะน้อยๆ บาสหันไปมองแล้วยิ้มกว้าง


“ตาถึงนะเนี่ย รู้ได้ไงว่าแอบกิ๊กกัน บาสอุตส่าห์ไม่บอกใครละนะ” แล้วบาสก็หัวเราะพร้อมชะนีสามนางนั้น ผมได้แต่ยิ้มเหลอหลาไปเรื่อย ตอนแรกที่เจอบาสผมไม่คิดว่าเขาจะเป็นคนพูดเยอะแบบนี้นะ ดูเป็นคนพูดน้อย แต่สงสัยเริ่มปรับตัวได้และมีเพื่อนคุยเลยฟุ้งใหญ่ ในขณะที่ทุกคนกำลังหัวเราะและผมกำลังทำตัวไม่ถูกกับสายตาของเอิร์ทที่มองมาเหมือนไม่พอใจ เสียงมือถือของผมก็ดังขึ้น


๛Take me by the tongue, and I’ll know you…


“Hello?” ผมกรอกเสียงลงไปอย่างรวดเร็ว ทุกคนบนโต๊ะลดเสียงลงแต่ก็ยังไม่หยุดคุยกัน


“มาที่บ้านหน่อย” วิคเตอร์บอกเสียงมึนๆ ผมอดย่นคิ้วงงไม่ได้ ทุกคนหันมามองเมื่อเห็นสีหน้าผม


“คุณมีอะไรอีกครับ” ผมถามกลับ พยายามซ่อนความหงุดหงิดใจเอาไว้


“ทำไมต้องถามมาก บอกให้มาก็มาเหอะน่า” เขาว่าอย่างรำคาญแล้วกดตัดสายไปโดยไม่แคร์ว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ นี่ถ้าผมขี้อยู่ก็ต้องรีบขี้ให้เสร็จใช่ม้ายยย! ผมทำหน้าเซ็ง แล้วลุกขึ้นยืน พลางหยิบกระเป๋าขึ้นมาคล้องแขนขวา


“อ้าว ไปไหนหรอ” บาสเอ่ยถามด้วยความงง ทุกคนกำลังมองมาที่ผม


“เจ้านายเรียกอ่ะ” ผมบอกเสียงอ่อยๆ ทุกคนทำหน้าตกใจ


“สามทุ่มครึ่งแล้วเนี่ยนะ ยังจะเรียกไปอีกหรอ” เอิร์ทถามเสียงขุ่น หน้าตาบึ้งๆ ผมยิ้มแหย ก่อนจะพยักหน้า


“ให้เราไปเป็นเพื่อนเปล่า มันดึกแล้วนะ” บาสเสนอตัวออกมา ผมยิ้มๆ แล้วส่ายหัวเป็นการปฏิเสธ


“ไม่ต้องๆ สบายมาก เดี๋ยวเราไปก่อนดีกว่า” ผมส่งยิ้มให้ทุกคน แต่แทบชะงักยิ้มเมื่อเอิร์ทมองด้วยสายตาไม่ชอบใจ ผมรีบหมุนตัวเดินออกไปจากโต๊ะก่อนที่จะมีใครถามอะไรไปมากกว่านี้








ผมเปิดประตูบ้านเข้าไป พลางมองหาวิคเตอร์ทั่วชั้นหนึ่ง ผมเดินเข้าไปในห้องที่เขานั่งดูทีวีก่อนหน้านี้ก็ไม่มี เลยเดินไปอีกห้องที่เชื่อมกัน คือห้องโฮมเทียเตอร์ ที่เป็นห้องดูหนังขนาดย่อม มีจอภาพยนตร์ยักษ์ไว้สำหรับดูหนัง ดูทีวี เล่นเกมส์ ร้องคาราโอเกะยังได้ เป็นห้องที่ช่างแสนรื่นรมย์เสียจริง และห้องนี้ก็เป็นอีกห้องที่ผมได้รับอนุญาตให้เข้ามาสำรวจ เพราะผมถูกใช้ให้มาจัดแผ่นบลูเรย์หนังและดีวีดีให้เข้าที่เข้าทาง ผมเดินออกมาเมื่อไม่เห็นเขาอยู่ในห้องนั้น  พอเดินออกมาก็เจอกับเขาที่ยืนเหมือนยิ้มขำๆ อยู่ที่ตีนบันได


“คุณมีอะไรก็ว่ามาครับ” ผมบอกด้วยน้ำเสียงเอือมๆ และสีหน้าเหนื่อยๆ


“เอาอาหารให้ไมเคิลกับฟอกซ์หน่อย”


“What?!! (หา?!!)” ผมร้องเสียงหลง หน้าตาตื่นตูม แต่อีกฝ่ายกลับยักไหล่และทำสีหน้าสบายๆ ราวกับไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร


“คุณเรียกผมมาเพื่อมาให้อาหารหมากับแมวเนี่ยนะ คุณให้เองไม่เป็นรึไง?!” ผมถามสีหน้าบูดเบี้ยว เบี้ยวบูด อีกฝ่ายถลึงตามองเมื่อผมชักแสดงอาการไม่พอใจมากเกินไป


“เป็น! แต่ตอนที่ฉันโทรไป ฉันล้างจานอยู่เลยไม่ว่าง นายผิดเองนะที่ไม่รอล้างจานให้ฉันก่อน”


“ก็ตอนนี้คุณว่างแล้ว ทำไมคุณไม่ให้เองล่ะครับ” ผมถามด้วยความอดทนอดกลั้น


“ไหนๆ ก็เรียกนายมาแล้ว ก็ให้นายทำดีกว่า จะได้ไม่เสียเที่ยวที่มา” ผมขบกรามแน่น เดินเข้าไปหาแล้วแหงนหน้ามองอีกฝ่ายที่สูงอยู่แล้ว ยิ่งสูงขึ้นไปอีกเมื่อยืนอยู่บนบันได


“คุณรู้มั้ย ว่าจากบรู๊คลินมานี่ มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะ?!”


“ฉันก็ไม่ได้บอกว่ามันเป็นเรื่องเล่นๆ ฉันพูดแบบนั้นรึยังล่ะ” เขาบอกหน้าตากวนอารมณ์ ใจผมนี่เต้นตุบๆ ด้วยความโมโห เขาจงใจแกล้งผม ผมรู้ แต่แบบนี้ มันเกินไป ผมเหนื่อยนะ!


“คุณไม่ได้พูด แต่การกระทำคุณทำเหมือนมันเป็นเรื่องเล่นๆ คุณบอกให้ผมเลิกงานได้ แต่ก็ยังตามกลับมาทำนั่นทำนี่ ทั้งที่ผมอยู่ที่พักของผมแล้ว ผมไม่ได้รวยแบบคุณนะคุณเรย์มอนด์ที่จะได้มีเงินจ่ายค่ารถเล่นๆ ไปวันๆ…”


“ลาออกสิ” เขาขัดขึ้นมาหน้าตาเฉย ผมชะงัก ผมจ้องมองเขาด้วยความโกรธ ที่ดูอีกฝ่ายจะเห็นว่ามันเป็นแค่อารมณ์ๆ หนึ่งที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร ผมเม้มปาก แล้วถอนหายใจ


“อาหารของเจ้าสองตัวนั้นอยู่ตรงไหนครับ” ผมถามเสียงเรียบ หน้าตาเฉยชา เพราะรู้สึกไม่พอใจ แต่ก็ไม่อยากมีเรื่อง ในเมื่อเขาถือไพ่เหนือกว่าผมและถือใบฝึกงานผมอยู่


“ในครัว ตู้ใต้อ่างล้างจานของเจ้าไมเคิล ตู้ชั้นบนเหนือที่วางจานของเจ้าฟอกซ์” เขาบอกเฉยๆ เรียบๆ ไม่ได้สนใจสีหน้าอันไม่พึงพอใจของผม ผมเดินไปที่ครัวทันที เปิดตู้บนตู้ล่างตามที่เขาบอก ของเจ้าฟอกซ์เป็นอาหารกระป๋อง ส่วนของเจ้าไมเคิลเป็นอาหารเม็ด ผมมองหาที่ใส่อาหารของมันสองตัวอยู่สักพัก ก่อนที่จะได้ยินเสียงอะไรกระทบกับโต๊ะกลางห้องครัว ผมหันไปมองก็เห็นวิคเตอร์เอาถ้วยใส่อาหารของสองตัวนั้นมาวาง


“สีเหลืองของไมเคิล สีเงินของฟอกซ์” เขาบอกท่าทีปกติ ผมเหลือบมองเขาแว้บเดียว เพราะยังไม่พอใจอยู่ ไม่อยากพูดคุยอะไรด้วยตอนนี้ แต่ก็อีกนั่นแหละ เขาก็ดูไม่แคร์อะไรอยู่แล้ว ผมก็ไม่แคร์เหมือนกัน ผมปิดปากเงียบ นิ่งสนิทแล้วจัดการเทอาหารใส่ให้แต่ล่ะตัว


“Michael! Fox!” เขาตะโกนเรียกสมุนทั้งสองตัวเสียงดังลั่นบ้าน ก่อนที่ผมจะได้ยินเสียงวิ่งลงบันไดกุกกักๆ แล้วสักพักก็ปรากฏให้เห็นสองศรีพี่น้องต่างสายพันธ์เดินตามกันมา ผมที่หน้านิ่งๆ บึ้งๆ ก็อดยิ้มไม่ได้ที่เห็นเจ้าสองตัวนี้อยู่ด้วยกันเหมือนเป็นพันธ์เดียวกัน


“อาหารมื้อดึกพวกแกพร้อมแล้ว จัดการเลย!” สิ้นเสียงของวิคเตอร์ สองตัวนั้นก็มารุมที่ผม ผมหยิบจานใส่อาหารของมันทั้งสองตัววางลงที่พื้น ทั้งสองก้มหน้าก้มตากิน ผมยืดตัวขึ้น มองสองตัวนั้นยิ้มๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเจ้านายของสองตัวนี้ที่เก๊กหน้าเฉยอยู่


“ผมกลับได้รึยัง” ผมถามเสียงห้วน มองเขาหน้านิ่งสงบ อีกฝ่ายผายมือไปทางประตู


“เชิญ” ผมเดินไปหยิบเป้ขึ้นมา แล้วเดินตรงไปที่ประตู ก่อนจะเปิดออกจากบ้านเขาไป ผมเดินลงบันไดแล้วเลี้ยวซ้ายเดินไปตามฟุตบาท ก่อนจะเลี้ยวตรงหัวมุมของทาวน์เฮ้าส์หลังสุดท้ายของหมู่บ้าน







ผมยกกาแฟร้อนของร้านกาแฟยามดึกที่แวะซื้อก่อนเดินลงมารอรถไฟใต้ดิน อากาศเย็นๆ ตอนดึกๆ ของอุ่นคงพอช่วยได้บ้าง ผมไม่มีเสื้อกันหนาว เลยยืนลูบแขนตัวเองไปมาเพื่อลดอาการเย็น จริงๆ มันก็ไม่ได้หนาวเท่าเดือนพฤศจิกา ธันวา หรอก แต่มันก็เย็นพอสมควร


๛Take me by the tongue, and I’ll know you. Kiss me ‘till you’re drunk and l’ll show you...


ผมขมวดคิ้วตอนที่เอื้อมมือไปหยิบไอโฟนมาจากกระเป๋าหลังกางเกงยีนส์ว่าใครโทรมาหวังว่าคงไม่วิคเตอร์นะ แต่คำอธิษฐานผมที่เกี่ยวกับเขามักไม่เป็นจริงหรอก เพราะว่าเขาโทรมานั่นแหละ


“จะให้ผมไปให้อาหาร หมา ที่ไหนอีกหรอครับ” ผมเน้นเสียงตรงคำว่าหมาเป็นพิเศษด้วยความโมโห


“มาที่บ้านฉันหน่อย” ผมพ่นลมหายใจแรงๆ ด้วยความเซ็ง แล้วกดตัดสายไป ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับขึ้นบันไดรถไฟฟ้าใต้ดินที่เพิ่งจะเดินลงมาได้ไม่นาน ผมไม่อยากถามว่าจะให้ไปทำอะไร เพราะถึงผมถามไปยังไงเขาก็ให้ผมไปอยู่ดี


   ผมเดินกลับมาถึงบ้านวิคเตอร์อีกครั้งด้วยความหน่ายใจ จู่ๆ ก็รู้สึกเหนื่อยล้าไปหมด ขอบตาผมร้อนผ่าว แล้วนึกสมเพชตัวเองที่ดิ้นรนอยากมาฝึกงานที่นี่ ผมเลือกเอง ไม่ได้มีใครบังคับให้เลือก ผมเปิดประตูบ้านวิคเตอร์เข้าไปอีกรอบ เขายืนดื่มไวน์ด้วยท่าทีสบายใจ นี่ถ้าผมยังไม่ประสาทเสียหรือขอลาออกไปก่อน เขาจะไม่หยุดสินะ


“จะให้ผมทำอะไรอีกครับ” ผมถามหน้าตึง ใบหน้าเรียบเฉย น้ำเสียงเรียบๆ


“ขัดห้องน้ำชั้นล่างให้หน่อย เมื่อกี้เข้าไปดูแล้วรู้สึกมันสกปรก” ผมพยักหน้าอย่างเฉยชา แล้วเดินไปที่ห้องน้ำที่อยู่ใกล้ๆ กับห้องซักรีด พอผมเปิดเข้าไป ผมก็ไม่เห็นว่ามันจะสกปรกซกมกตรงไหน แต่ผมไม่เหลือแรงต่อปากต่อคำกับเขาแล้ว ผมจัดการฉีดน้ำ และเริ่มทำความสะอาดห้องน้ำที่มันสะอาดอยู่แล้วด้วยใจอันร้อนรุ่มเพราะความหงุดหงิด



“ผมขอตัวกลับบ้านก่อนนะครับ” ผมบอกหลังจากจัดการห้องน้ำให้เขาเสร็จ วิคเตอร์ที่อาบน้ำเปลี่ยนเป็นชุดนอนเรียบร้อยแล้ว พยักหน้าน้อยๆ ด้วยหน้าตากวนๆ ผมเดินออกจากบ้านไปด้วยความเหนื่อย เหนื่อยทั้งกายและใจ


ผมเดินอย่างเชื่องช้า ก้าวเท้าน้อยๆ ยิ่งดึกอากาศยิ่งเย็น จนแอบสั่นเหมือนกัน ผมกำลังจะเลี้ยวตรงหัวมุมที่เดิมเพื่อเดินไปสถานีรถไฟใต้ดิน เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นอีกรอบ ผมกลอกตาแล้วหยิบขึ้นมารับสาย


“กลับมาก่อน” ผมถอนหายใจแล้วหมุนตัวเดินกลับไป ณ บ้านหลังเดิมที่เพิ่งเดินจากมา ผมขบกรามแน่นและบอกกับตัวเองว่าให้อดทนไว้ พอผมเดินขึ้นบันไดไปหน้าประตู ยังไม่ทันไขกุญแจ ประตูก็เปิดออกก่อน วิคเตอร์ยืนถือถุงขยะสีดำใบหนึ่งเอาไว้แล้วยื่นมาให้ผม


“ฝากทิ้งที” ผมหน้านิ่วคิ้วขมวด วิคเตอร์เลิกคิ้วขึ้นสูง ผมต้องปลอบตัวเองอย่างเงียบๆ ว่าอย่าระเบิดออกมา ผมคว้าถุงนั้นมาจากมือเขา วิคเตอร์ปล่อยมือท่าทีสบายๆ


“Thank you. Good night. (ขอบใจ ราตรีสวัสดิ์นะ)”  เขาส่งยิ้มกวนๆ แล้วปิดประตู ทิ้งให้ผมยืนขอบตาแดงก่ำ น้ำตาตั้งท่าจะไหลออกมา ผมพยายามห้ามแล้ว แต่ด้วยความโกรธ ความเหนื่อย ความน้อยเนื้อต่ำใจ มันก็ทำให้ผมห้ามไม่ได้ ผมรีบปาดน้ำตาทิ้ง แล้วหมุนตัวจะเดินลงบนได แต่เรี่ยวแรงมันก็หมดขึ้นมาซะเฉยๆ ผมทรุดตัวนั่งลงร้องไห้อยู่ที่บันไดหน้าบ้านของวิคเตอร์ มีถุงขยะวางอยู่ข้างกาย ผมนั่งร้องไห้เงียบๆ ความรู้สึกจุกแน่นอยู่ในอก ผมไม่รู้เขาจะโทรเรียกผมมาแกล้งอะไรอีก ผมเลยตัดสินใจนั่งมันอยู่ตรงนี้แหละ มีอะไรก็จะได้เดินเข้าไปบ้านไปง่ายๆ ไม่ต้องเดินกลับไปกลับมาอีกแล้ว ผมปาดน้ำตาทิ้งแล้วทิ้งอีก แต่มันก็ไหลออกมาไม่ยอมหยุด


ผมนั่งเอาหัวพิงกับซี่กรงเหล็กบันไดทางขึ้น หลับตาไปพร้อมกับน้ำตาที่ค่อยๆ แห้งหายไป ผมคิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อ คิดถึงแม่ คิดถึงความสบายที่เคยตัวตอนอยู่เมืองไทย ผมไม่เคยทำอะไรแบบนี้ ไม่เคยต้องมาทน มาทำอะไรให้ใครขนาดนี้ แล้วนี่ผมจะเอายังไงต่อ ขอลาออก แล้วขอคุณเอมิลี่ไปทำอย่างอื่นดีมั้ย ถ้าเขาไม่ชอบผม จะได้สมใจเขาสักที
ความคิดตีกันวุ่นวายในหัว จนผมปวดหัว บวกกับร่างกายเพลียๆ เลยทำให้ผมหลับไปในสภาพนั้น ท่ามกลางอากาศเย็นจัด แม้ไม่หนาว แต่ก็ทำเอาผมสั่นได้เหมือนกัน…




---------------------------TBC.--------------------------------

รีบลง อีกบอร์ดจะจบพาร์ทแรกละ 55555 ติดตามการอัพเดตข่าวสารใดๆ ก่อนใครที่เพจเฟซหรือทวิตเตอร์จ้า

FICTION Y BY ขุ่นเจ้ & TWITTER


ออฟไลน์ fuku

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4524
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +461/-19
อ่านตอนแรกไปพุ่งไปอ่านอีกเวปเลย

เราชอบ ชอบ ชอบ ชอบ มากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

ตรงมันมีรายละเอียด มีมิติของตัวละคร นิสัยของแต่ละตัว เล่าผ่านเนื้อเรื่องได้แจ่มมาก
หมั่นไส้อิยักษ์มาก #โดดถีบแม่ม

หยอดกระปุกสะสมทรัพย์เพื่อเอเลี่ยนน้อย เอาเท้าเขี่ยอิยักษ์

ออฟไลน์ Takarajung_TK

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 954
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +60/-2
ดีใจที่เอาเรื่องนี้มาลงในเล้านะคะ
ตามอ่านที่เด็กดี ชอบมากกกกก
รอรวมเล่มค่ะ เป็นเรื่องหนึ่งที่คิดซื้อเก็บ  o13

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8
Re: ||Love, no boundaries. Part: You and I||::Chapter 5::18.06.58:: PG.2
«ตอบ #33 เมื่อ18-06-2015 18:08:24 »



CHAPTER 5 :: Reconcilement? Day dreaming.



“Whoah! (เฮ้ย!)”


ผมสะดุ้งตื่นด้วยความสะลึมสะลือเมื่อได้ยินเสียงห้าวๆ ดังขึ้น พร้อมกับความรู้สึกโดนถุงขยะสีดำที่วางทิ้งไว้ข้างตัวเมื่อคืนกระแทกเข้าใส่เบาๆ ผมกระพริบตามองไปรอบๆ ก็เห็นท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มเคลือบสลับกับสีฟ้าใส ผมกระพริบตาด้วยความหนักๆ มึนๆ ก่อนจะแหงนหน้าหันไปมองวิคเตอร์ที่ยืนอยู่ในชุดเสื้อฮู๊ทสีเทา กางเกงขายาวเนื้อนุ่มสีดำที่มีตัวเลขเขียนตรงช่วงต้นขากางเกงว่า 89 ผมกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งสนิทด้วยความฝืดและรู้สึกระคายคอ


“นายนอนตรงนี้หรอ?!” เขาเอยถามเสียงสูงสะบัด ผมเงยหน้ามองอันตื่นตะลึงของเขาก่อนจะถอนใจเบาๆ แล้วค่อยๆ ตอบเสียงแหบพร่า


“เผื่อคุณอยากเรียกใช้อะไรผมอีก ผมขี้เกียจข้ามสะพานบรู๊คลินบ่อยๆ แล้ว” ผมบอกเสียงเนือยๆ เดาว่าหน้าตาผมคงดูเหนื่อยๆ ด้วยเช่นกัน


“นายเพี้ยนไปแล้วรึไงถึงมานอนตรงนี้ เกิดบ้าอะไรขึ้นมา คิดจะประท้วงฉันรึไง?!” เขาถามเสียงห้วน เดาว่าผสมความโกรธด้วย ผมขบกรามแน่นแล้วลุกขึ้นยืนอย่างโงนเงน รู้สึกปวดเมื่อยตามตัวเพราะนอนในท่าประหลาด ก่อนจะหันไปมองใบหน้าถมึงทึงของอีกฝ่าย


“ผมไม่กล้าประท้วงคุณหรอกครับ เจ้านาย แต่ผมแค่เป็นกังวลว่าจะมารับใช้ไม่ทันใจคุณก็เท่านั้นเอง เพราะเผอิญผมอยู่ไกลเจ้านายตัวเองเหลือเกิน” ผมบอกเสียงที่พยายามไม่ให้มันสั่น หน้านิ่ง แม้จะมึนหัวและรู้สึกไม่สบายตัวแค่ไหนก็ตาม วิคเตอร์ขบกรามแน่น ใบหน้าตึงเครียดขึ้นมาทันที


“อย่ามาแดกดันฉัน!” เขาบอกด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำด้วยความเคือง ผมพยายามควบคุมสติตัวเองไม่ให้น้ำตาคลอแล้วไหลออกมาอีก


“ผมไม่กล้าหรอก ผมแค่พูดตามความจริง ผมอยู่ตรงนี้ เผื่อคุณเกิดอยากโทรเรียกผมมาทำงานอะไรให้อีก ผมจะได้เดินเข้าไปหาคุณได้เลย”


“แล้วทำไม…?!” เขาชะงักคำพูดตัวเองไว้ ก่อนจะมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า คราวนี้ใบหน้าเขายิ่งเกร็งกว่าเดิม


“โง่แล้วยังทำตัวอวดเก่งอีกนะ!” เขาบอกด้วยความโมโห ผมไม่เข้าใจเขาจะโมโหอะไร


“คุณจะโมโหไปทำไมครับ ผมเป็นคนตัดสินใจทำแบบนี้เอง ขอโทษทีที่ผมโง่ ขอโทษด้วยถ้าผมทำเหมือนไม่มีสมอง แต่ผมคิดได้แค่นี้จริงๆ ผมไม่อยากวิ่งไปวิ่งมาอีกแล้ว นั่งตรงนี้สะดวกเรียกใช้ดี” ผมบอกแล้วกลืนน้ำลายที่แห้งจนฝืดคอ ผมรู้สึกว่าริมฝีปากตัวเองแห้งจนต้องเม้มเอาน้ำลายออกมาหล่อลื่นบ้าง วิคเตอร์จ้องมองผมด้วยสายตาแข็งกร้าว


“เข้าไปในบ้าน!” เขาบอกเน้นสียง หน้าจริงจัง แต่ตอนนี้ผมไม่รู้สึกกลัวเขาเลย แต่ผมรู้สึกแห้งไปทั้งตัว รู้สึกปวดเนื้อปวดตัว


“ให้ผมทำอะไรอีกครับ ทำอาหารเช้า ขัดห้องน้ำห้องไหน หรือให้อาหารหมา แมว นก เป็ด ไก่ ที่ไหนอีก” ผมคลี่ยิ้มประชดน้อยๆ ด้วยความยากลำบาก อีกฝ่ายสีหน้าเข่นเขี้ยวและแทบจะแยกเขี้ยวใส่ผมอยู่แล้ว เขาไม่ตอบอะไรแต่หันกลับไปเปิดประตูบ้าน แล้วดึงแขนขวาผมเข้าไป ผมแทบตัวปลิว เพราะตัวเล็กกว่าเขาอยู่แล้ว และอาการก็โงนเงนไม่ค่อยมั่นคง เลยถูกเขาลากไปอย่างง่ายดาย วิคเตอร์กระแทกประตูปิดตามหลังด้วยอารมณ์ จนผมแอบสะดุ้ง กลัวประตูจะพังหรือเปล่า เขาลากผมไปที่ห้องรับรองแขกหรือห้องนั่งเล่นของเขานั่นแหละ แล้วบังคับให้ผมนั่งลงบนโซฟาสีขาว ตัวที่ผมเห็นเขาเคยพาสาวมาเผด็จศึกแต่ไม่สำเร็จ ผมลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีที่พยายามมั่นคง เขาทำตาดุใส่ผม


“คุณจะให้ผมทำอะไร ก็สั่งมาเถอะ อาหารเช้ามั้ย? จะได้รีบไปกองถ่าย วันนี้คุณเริ่มถ่ายตอนบ่าย…” ผมหยุดกลืนน้ำลายลงคอที่มันแห้งมาก และเหมือนมีอะไรเสียดสีคอตลอดเวลา ผมเม้มปากเพื่อให้น้ำลายเปียกที่ปากบ้าง ผมรู้สึกหนักที่หนังตา และรู้สึกหายใจไม่ค่อยสะดวก


“ยืนนิ่งๆ ให้ได้ก่อนเถอะ!” เขาบอกเสียงห้วนแล้วจับไหล่ผมให้นั่งลงตามเดิม ผมทำท่าดื้อจะลุกขึ้น เขาก็ถลึงตามองแล้วยกนิ้วชี้หน้าเป็นการห้าม จากนั้นเขาก็หมุนตัวเดินออกไป ผ่านไปสักพักเขาก็กลับเข้ามาพร้อมถืออะไรสักอย่างไว้ในมือ ผมมองเขาด้วยสายตาเหนื่อยล้า วิคเตอร์เดินเข้ามาแล้วนั่งลงใกล้ๆ ผม


“อ้าปาก” เขาสั่งเสียงห้วนๆ ตามเคย ผมย่นคิ้วกระพริบตามองเขางงๆ เขาทำหน้าตาโดนขัดใจ ก่อนจะเลื่อนมือซ้ายมาบีบแก้มผมจนผมต้องอ้าปาก ก่อนจะยัดเครื่องวัดไข้เข้ามาในปากผม แล้วหุบให้เสร็จสรรพ และทำหน้าดุๆ เป็นการเตือนว่าอย่าอ้าปากหรือดึงออกเด็ดขาด เขาดึงแขนเสื้อขึ้นดูนาฬิกาข้อมือสีดำที่ใส่อยู่ พอผ่านไปประมาณหนึ่งนาทีได้ เขาก็ดึงที่วัดไข้ออกจากปากผมแล้วก้มลงมอง


“อวดเก่งจนไม่สบาย สมใจอยากรึยัง” เขาว่าด้วยเสียงประชดประชัน หน้าตาออกแนวหมั่นไส้


“ผมไม่ได้อยากป่วยสักหน่อย”


“ไม่อยากป่วยแล้วไปนั่งทำอะไรอยู่ตรงนั้น”


“ก็บอกแล้วไงว่าผมกลัวคุณโทรตามแล้วผมจะมารับใช้ไม่ทันใจคุณ” ผมบอกเสียงแหวเล็กๆ ด้วยความโมโห เขาขบกรามแน่นก่อนจะผ่อนลมหายใจหนักหน่วง หน้าตาเครียดเล็กน้อย


“นายลาออกไปเถอะ” ผมไม่มีแรงจะทำตาโต ทำท่าหงุดหงิดหรือโมโหอะไรแล้ว ได้แต่ยิ้มเยาะน้อยๆ


“คุณอยากให้ผมออกรึเปล่า” ผมถามเขากลับด้วยใบหน้าอิดโรย วิคเตอร์นิ่งไป ใบหน้าเขาเฉยชาก็จริง แต่สายเขาครุ่นคิด


“แล้วนายอยากออกรึเปล่า” แน่ะ! ยังจะย้อนถามอีก


“ผมยังไงก็ได้ ถ้าคุณเอมิลี่บอกให้ออก ผมก็ออก แต่ถ้าคุณเอมิลี่บอกให้อยู่ต่อ ผมก็จะอยู่” วิคเตอร์ยิ้มมุมปากแล้วทำเสียง หึๆ ในลำคอ


“นี่หมายความว่า คำสั่งฉันไม่มีความหมายเลยงั้นสินะ”


“ถ้าไม่มีความหมายผมจะทำที่คุณสั่งทุกอย่างงั้นหรอ” ผมบอกเสียงสะบัดด้วยความขุ่นเคืองในใจ


“แต่นายก็ไม่ยอมลาออกอย่างที่ฉันบอก”


“เว้นเรื่องนี้เรื่องเดียว เพราะคนๆ เดียวที่สั่งให้ผมออกได้คือคุณเอมิลี่ เพราะเธอเป็นคนรับผมเข้ามาทำงาน และในเมื่อเธอมอบหมายงานนี้มาแล้ว ผมก็จะทำให้ดีที่สุด” ผมบอกด้วยสายตาและน้ำเสียงที่ยืนยันในความตั้งใจในการทำงานของผม ถึงตอนอยู่บ้านผมจะไม่เคยทำอะไรแบบนี้ แต่ถ้าผมได้รับผิดชอบอะไรสักอย่าง ผมก็จะทำให้สำเร็จเหมือนละครเวทีที่ผมรับหน้าที่เขียนบทและกำกับ ผมก็ทำมันจะสำเร็จแม้อุปสรรคจะเยอะแค่ไหนก็ตาม เขามองหน้าผมด้วยสายตาหยั่งเชิง ก่อนจะเบ้ปากเล็กน้อย


“ก็ได้…” เขาบอกแค่นั้น แล้วจ้องหน้าผม ใบหน้าเขาว่างเปล่าแต่แววตาเขาดูอ่อนลง ไม่ดุ ไม่กร้าว ใส่อีก ผมมองตอบกลับไปโดยไม่ได้คิดอะไร เป็นแค่อาการมองหน้าอีกฝ่ายค้างๆ แบบที่ลืมละสายตา เพราะว่ามึนจนไม่รู้จะต้องทำอะไรแบบไหนก่อน วิคเตอร์ย่นคิ้ว หน้าตาขมุกขมัวเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องไป ผมถอนหายใจเบาๆ แล้วกลืนน้ำลายลงคอที่ฝืดจนรู้สึกฝาด


เขาหายไปสักพักแล้วกลับเข้ามาอีกรอบพร้อมถือถาดสีเงินๆ เข้ามาด้วย ผมขยับตัวเล็กน้อย เขารีบเดินเข้ามาแล้วดันไหล่ให้ผมอยู่กับที่


“ผมแค่จะขยับตัวเฉยๆ” ผมบอกเขาเสียงอ่อน อีกฝ่ายเหมือนจะวางใจว่าผมจะไม่ลุกขึ้นยืนเลยปล่อยไหล่ผม เขาเดินมานั่งลงข้างผมที่ด้านซ้ายมือ ก่อนจะวางถาดสีเงินที่ในนั้นใส่พวกสำลี แอลกอฮอล์ เบตาดีน ผ้าก็อตทำแผลและเทปกาวสำหรับติดผ้าก็อต
ผมหันไปมองหน้าเขาด้วยอาการตื่นตระหนกเล็กๆ พ่อพระเอกทำหน้าตาและท่าทีเงอะๆ งะๆ ก่อนจะตัดสินใจดึงแขนซ้ายผมไป แล้วดันแขนผมยกขึ้นจนเห็นข้อศอกที่เป็นแผลได้ถนัด เขาค่อยๆ ดึงผ้าก็อตสีขาวอันเก่าออก ผมเกิดอาการกระตุกดึงแขนกลับ แต่เขาก็ตามมาคว้าแขนผมไว้อย่างไว แล้วถลึงตามองเป็นการเตือนให้อยู่นิ่งๆ ผมเองก็ตาจะปิด รู้สึกเพลีย ไม่มีแรงไปยื้อยุดกับเขา เลยปล่อยให้เขาจัดการดึงผ้าออกจนหมด เขามองที่แผลผมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมไปหยิบสำลีและแอลกอฮอล์ขึ้นมา เขาปล่อยมือออกจากแขน ผมค้างท่าพับข้อแขนไว้แบบนั้น วิคเตอร์เทแอลกอฮอล์ลงบนสำลี แล้วเอื้อมมือมาจับแขนผมไว้อีกครั้ง เขาทำท่าจะเช็ดสำลีที่แผลผม


“ผมทำเองก็ได้ ผมแค่ป่วย ไม่ได้พิการ” เขาตวัดสายตาขึ้นมามองด้วยความไม่พอใจ


“ปากเก่งได้ทุกเวลาเลยนะ” ผมทำหน้าเอือมแบบเพลียๆ


“ผมไม่ได้ปากเก่ง ผมแค่กำลังบอกว่าผมทำเองได้จริงๆ มันไม่ใช่เรื่องยากอะไรนี่ครับ” ผมตัดบทที่เขาจะเถียงด้วยการดึงสำลีชุบแอลกอฮอล์มาเช็ดแผลด้วยตัวเอง โดยไม่สนใจสายตาขวางๆ ของอีกฝ่าย พอผมเช็ดเสร็จก็หย่อนลงไปในถาดสีเงิน ก่อนจะหยิบเบตาดีนเหยาะลงสำลีแล้วเอามาชุบแผลสดที่ยังไม่แห้งสนิทของตัวเอง พอเสร็จขั้นตอนที่สองผมก็หยิบผ้าก็อตมาทำแปะแผลเอง แอบเหลือบมองหน้าวิคเตอร์ที่มองตามทุกอิริยาบถของผมกับใบหน้านิ่วคิ้วย่น แต่แววตามองด้วยความสนใจเหมือนคนเพิ่งเคยเห็นอะไรเป็นครั้งแรก


“น่าเวทนาจริงๆ…” เขาบอกเสียงทื่อ แล้วแย่งผ้าก็อตกับเทปกาวใสไป ก่อนจะค่อยๆ แปะลงบนแผลให้ผมจนปิดแผลทั้งหมด


“Thank you. (ขอบคุณครับ)” ผมเอ่ยขอบคุณใบหน้าเรียบเฉยแล้วลดแขนลง วิคเตอร์เองก็ทำหน้านิ่ง เกิดบรรยากาศเงียบๆ ชวนทำตัวไม่ถูกขึ้นรอบตัวเราสองคน จนผมต้องเป็นฝ่ายหันหน้าหนีไปทางอื่น แล้วสักพักเจ้าไมเคิลก็วิ่งลงบันไดมาทำลายความเงียบอันแสนไม่คุ้นเคยระหว่างเราสองคน มันวิ่งหน้าระรื่นเข้ามาก่อนจะกระโดดขึ้นบนโซฟา ทีแรกผมคิดว่ามันจะเดินข้ามตัวผมไปหาเจ้าของมัน แต่มันกลับนั่งชันขาหน้าแล้วจ้องหน้าผม จนผมอดยิ้มขำมันไม่ได้


“What’s up, Michael? (ว่าไงไมเคิ้ล)” มันไม่ตอบแต่ส่งเสียงเห่าดังๆ สองที แล้วกระพริบตาอย่างน่าเอ็นดูใส่ผม สักพักมันก็ยกขาซ้ายขึ้นมาสะกิดไหล่ผมเบาๆ


“He looks hungry. (สงสัยมันจะหิว)” ผมหันไปมองเจ้านายของไมเคิลที่บอกด้วยใบหน้าเรียบเฉย ก่อนจะหันกลับมามองที่ไมเคิลที่ส่งเสียงเห่าราวกับรับคำพูดของเจ้านายมัน


“Tells him. (บอกนายแกสิ)” ผมยื่นคางไปทางพ่อหล่อยิ้มยากที่นั่งอยู่ข้างๆ


“มันคงจำได้ว่านายเป็นคนให้อาหารมันเมื่อวาน พอเห็นหน้านายอีกรอบมันเลยคิดว่านายจะมาให้อาหารมันอีก” ผมหันกลับไปมองหน้าเขาด้วยสีหน้าเหลอหลาอีกรอบ อีกฝ่ายยักคิ้วให้หนึ่งที แล้วเอาศอกชันกับพนักโซฟาและใช้มือขวายันหน้าตัวเองไว้
เออ… คนหล่อ มันก็หล่อทุกท่วงท่า ทุกลีลาจริงๆ ผมกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผากอีกครั้งแล้วรีบละสายตาจากใบหน้าหล่อคมคายละลายใจจนแทบจะกลายเป็นน้ำแล้วไหลมาตามขา เอ่อ…น้ำเดินหรอแก? ผมย่นคิ้วนิดๆ สะบัดหัวหน่อยๆ  แล้วส่งยิ้มให้ไมเคิล ก่อนจะลุกขึ้นยืนเงียบๆ


“จะไปไหน” เขาเอ่ยถามเสียงห้วน ผมหันไปมองเขาเล็กน้อยก่อนจะสะบัดหน้าเบาๆ ไปทางไมเคิลให้เขารับรู้ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องนั้นไปทันที โดยมีไมเคิลวิ่งตามออกมา ผมมาที่ห้องครัวแล้วจัดการหาอาหารให้เจ้าโกลเด้นสีทองตัวโตนี่กิน พลางนึกสงสัยว่าเจ้าฟอกซ์น้องมันหายไปไหน ผมยืนมองเจ้าตูบก้มหน้าก้มตากินอาหารกระป๋องของสุนัขอย่างมูมมามแล้วยกยิ้มที่มุมปากน้อยๆ


“นายก็ต้องกินเหมือนกัน จะได้กินยา” ผมเงยหน้ามองคนที่เพิ่งเดินเข้ามาสมทบในห้องครัว ผมเม้มปากเบาๆ เพื่อให้ปากไม่แห้ง ก่อนจะเดินออกไป แต่ก็ถูกเขาคว้าแขนเอาไว้


“จะไปไหนอีก” ผมหันไปมองหน้าเขาพลางบิดแขนตัวเองออก ก่อนบอกเสียงเบื่อๆ


“ผมจะไปหาอะไรกิน แล้วเดี๋ยวจะกลับมาทำอาหารเช้าให้ละกันนะครับ” ผมว่าเสร็จก็เตรียมตัวจะเดินออกไป แต่วิคเตอร์ใช้ลำแขนขวามาดันอกผมไว้จนผมถอยหลังไปชิดติดกับโต๊ะทำกับข้าวในครัว ผมขบกรามเบาๆ สีหน้ามึนตึง


“จะให้ผมทำอะไรก็รีบบอกมา ผมจะได้ทำให้” อีกฝ่ายมองผมอย่างหงุดหงิดทั้งสีหน้าและสายตา แต่ผมเลือกไม่สนใจหันสายตาไปมองทางอื่น


“ทำหน้าให้มันดีๆ หน่อย” เขาบอกเสียงต่ำมีแววเสียงฟึดฟัด ผมยังคงไม่มองหน้าเขา


“คนป่วยก็ทำหน้าได้ดีเท่านี้แหละครับ” วิคเตอร์คงเหลืออด เขาใช้แขนขวาที่รั้งตัวผมไว้ บิดตัวผมให้หันไปหาเขา แต่ผมก็เลือกที่จะหันหน้าหนีไปมองทางอื่นด้วยใบหน้าเรียบเฉย ไม่แสดงอาการโกรธอย่างชัดเจนใดๆ


“ฉันไม่ชอบง้อใครนานๆ นะ ฉันรำคาญ!” เขาบอกเสียงต่ำหึ่งๆ และบีบไหล่ทั้งสองข้างผมแน่น ผมยิ้มเยาะๆ แล้วหันไปมองหน้าเขา


“จริงหรอเนี่ย ไม่บอกผมไม่รู้จริงๆ นะ ว่าไอ้ที่คุณทำอยู่มันคือการง้อ ช่างน่าประทับใจ” ผมยักคิ้วข้างหนึ่ง บิดปากคว่ำเล็กน้อยแล้วจ้องตาเขากลับ แล้วพยายามบิดไหล่ออกจากการเกาะกุม แต่เหมือนวิคเตอร์จะมีอารมณ์ (โกรธ) มากขึ้นเพราะเขาบีบไหล่ผมแน่นกว่าเดิมจนผมนิ่วหน้า


“โฮ่ง!” แล้วก่อนที่เขาจะทันได้ทำอะไรต่อเสียงของเจ้าไมเคิลก็ดังขึ้น เขาผลักผมออกเบาๆ ผมไม่สนใจเขาแล้วหันไปมองเจ้าตูบที่ทำหน้ายิ้มแล้วส่ายหางเหมือนจะขออาหารอีก ผมเลยเดินอ้อมโต๊ะไปหยิบอาหารมาให้มันอีกกระป๋อง


“เดินไปนั่งรอฉันในห้องนั่งเล่น” ผมผ่อนลมหายใจเบาๆ แล้วก้าวเดินออกจากห้องครัวไปโดยไม่หันไปสนใจท่าทีอะไรของเขาทั้งนั้น






วิคเตอร์กลับเข้ามาพร้อมกับถือถ้วยที่ใส่อะไรสักอย่างไว้ในมือขวา และถือถ้วยยาเล็กๆ พร้อมขวดน้ำหนึ่งขวดมาด้วย ผมขยับตัวนั่งตรงๆ เขานั่งลงแล้ววางถ้วยยาลงบนโต๊ะไม้พร้อมขวดน้ำ ก่อนจะหันมายื่นถ้วยที่ใส่เกี๊ยวกุ้งให้ผม


“กินซะ แล้วจะได้กินยา” เขาว่าเสียงห้วน หน้าตาไม่สบอารมณ์ ผมไม่อยากเถียง ไม่อยากวุ่นวายอะไรกับเขาในสภาพร่างกายอ่อนเพลียแบบนี้ เลยรับถ้วยมาแล้วคนเบาๆ เขาคงเอาออกมาจากตู้เย็นแล้วเข้าไมโครเวฟ ผมหันหน้าหนีเขา แล้วนั่งกินเงียบๆ ท่ามกลางสายตาของวิคเตอร์ที่จ้องมองมานิ่งๆ จนผมอึดอัดแทบเคี้ยวเกี้ยวไม่ได้


“คุณไม่ไปออกกำลังกายรึไงครับ ไม่ต้องมานั่งเฝ้าผมหรอก ผมไม่ใช่หมา” ผมแอบใช้ประโยคที่เขาเคยพูดไว้ย้อนเข้าให้ จนอีกฝ่ายขึงตามองผมทันที


“แต่หน้านายเหมือนหมา” ช้อนที่ตักเกี๊ยวเข้าปากค้างคาอยู่ในปาก ผมเหลือบตามองเขาด้วยความหน่าย คำด่าใหม่ๆ มีมาได้แทบทุกวัน แล้วถ้าคำไหนถูกอกถูกใจพี่แก ก็จะเรียกย้ำอยู่นั่นวันล่ะหลายรอบ ผมเลือกที่จะมองข้ามไปเพราะถ้าผมเถียง ผมคงไม่ได้กินเกี๊ยวกุ้งจนหมดแน่ๆ ผมเลยนั่งจัดการเกี๊ยวกุ้งจนหมด ก่อนจะวางถ้วยลงบนโต๊ะไม้สีขาว ผมกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบยามากินแต่อีกฝ่ายไวกว่า หยิบถ้วยยาและขวดน้ำขึ้นมา


“รอซักห้านาทีก่อน ค่อยกินยาตาม ให้อาหารมันถึงท้องดีๆ ก่อน” ผมกระพริบตามองเขา แล้วนึกไปถึงคำพูดที่พ่อชอบบอกเวลาผมป่วยแล้วต้องกินยาหลังอาหาร พ่อมักจะบอกแบบนี้แหละว่าให้รอสักพัก ไม่ต้องรีบ อาหารเพิ่งลงท้องไปอย่าเพิ่งส่งยาตามไปในกระเพาะ ผมเลยได้แต่นั่งรอ อีกฝ่ายดูนาฬิกาที่ข้อมือ พอเขาเห็นว่าครบตามที่เขาต้องการก็ยื่นยามาให้ ผมรับแล้วเอาใส่เข้าปาก แล้วยื่นมือไปขอน้ำแต่อีกฝ่ายกลับทำหน้าดุ


“กินแบบนั้นเดี๋ยวยาก็ติดคอตายหรอก!” ผมทำหน้าเซ็งและเอือม ผ่อนลมหายใจเบาๆ ก่อนจะแบมือเลิกคิ้วเป็นเชิงบอกว่าขอน้ำในมือ เขายื่นให้ สีหน้าหงุดหงิดเล็กๆ ผมกรอกน้ำแล้วกลืนยาลงไป


“คุณไปเตรียมตัวมั้ยครับ เดี๋ยวผมทำข้าวเช้ารอ” ผมบอกเสียงสงบ หน้าตาไม่เร่งรัดหรือรบเร้าเขา


“รออีกสักพักก่อน” ผมขมวดคิ้วเขาหากันทันที


“คุณจะรออะไร” เขาไม่ตอบแต่ก้มมองนาฬิกาข้อมืออีกรอบ แล้วคำตอบที่ผมถามก็ได้รับคำตอบเมื่อผู้หญิงคนหนึ่งเดินท่าทางรีบๆ เข้ามาในห้องนั่งเล่นที่ผมกับวิคเตอร์นั่งอยู่


“คุณเอมิลี่!” ผมร้องเสียงหลง สีหน้างง


“เกิดอะไรขึ้น นายเรียกฉันมาด่วนขนาดนี้ มีอะไรรึเปล่า” คุณเอมิลี่ที่อยู่ในชุดลำลองเหมือนเป็นชุดที่เปลี่ยนมาลวกๆ ทรงผมสั้นสีทองของเธอดูยุ่งๆ ดวงตาสีฟ้ามองผมกับวิคเตอร์สลับไปมาอย่างไม่เข้าใจ เออ… ผมก็ไม่เข้าใจ
แต่ก็มาเข้าใจตอนพ่อพระเอกพูดประโยคต่อไปเนี่ยแหละ


“ช่วยหางานใหม่ให้เขาทำที ไม่ต้องมาดูแลฉันแล้ว” ผมตวัดสายตาไปมองวิคเตอร์ที่มองหน้าผมด้วยใบหน้าเฉย แววตาเอื่อยเฉื่อย ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองเอมิลี่ที่กำลังถอนหายใจด้วยความเซ็ง


“ฉันว่าฉันคุยเรื่องนี้จบไปแล้วนะ”
ผมสูดลมหายแล้วผ่อนออกด้วยความเหนื่อยกายเหนื่อยใจ และเหนื่อยกับคนอย่างอีผู้ชายหน้าหล่อ หุ่นล่ำ แต่น่าขย้ำเขี้ยวใส่เพราะยิ้มยาก


“ถ้าเขาอยากให้ผมออก ออกก็ได้ครับ ผมเชื่อว่าคุณเอมิลี่คงมีงานใหม่ให้ผมทำ” ผมบอกหน้าตาย น้ำเสียงไม่เดือดเนื้อร้อนใจอะไร เอมิลี่ย่นคิ้วมองผมอย่างไม่ค่อยพอใจ ส่วนวิคเตอร์ขบกรามแน่นแล้วตวัดตาขวางมามองที่ผม ผมยักไหล่น้อยๆ


“ก็อยากให้ผมออกไม่ใช่รึไง” ผมถามหน้าตาเฉย จ้องเขาอย่างไม่ยอมแพ้แม้วิคเตอร์จะมองอย่างดุดัน แต่เอาสิถ้าในเมื่อจะไม่ใช่เจ้านายผมอีกแล้ว งั้นก็ไม่จำเป็นต้องก้มหน้าก้มตาหนีสายตานั่น


“แต่ฉันต้องการจะคุยใหม่ เอาหมอนี่ไปทำงานอะไรก็ได้ ที่ไม่ใช่มาดูแลฉัน” วิคเตอร์บอกอย่างมีน้ำโห จ้องหน้าผมอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ ถ้าเป็นช่วงแรกๆ ผมคงคอหดไม่กล้าสู้ แต่จากเหตุการณ์เมื่อคืน แถมต่อเนื่องมาถึงตอนนี้ มันทำให้ผมมองเขากลับอย่างไม่หวั่นเกรง เพราะใช่ว่าผมเองก็จะไม่มีอารมณ์หงุดหงิดเหมือนกัน คุณเอมิลี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วไปยืนตรงจอทีวี ตรงกลางระหว่างเราสองคนพอดี


“เล่าให้ฉันฟังหน่อยซิ ว่าทำไมเรื่องนี้ถูกขุดขึ้นมาอีกแล้ว” ผมสองคนนั่งจ้องหน้ากันอย่างไม่ยอมแพ้ ผมมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด ฉะนั้นผมก็ไม่จำเป็นต้องกลัว


“ไม่มีไรมาก ฉันแค่ไม่อยากได้คนๆ นี้มาดูแล” ผมเบ้ปากน้อยๆ แล้วหันไปมองคุณเอมิลี่ที่ยืนเท้าเอวมองวิคเตอร์อย่างเอาเรื่อง


“หนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา บอกฉันหน่อยว่าแมททำงานขาดตกบกพร่องตรงไหน” วิคเตอร์นิ่งไป แล้วราวกับเขากำลังหาคำตอบให้กับคำถามนั้น คุณเอมิลี่เปลี่ยนมายืนกอดอกมองอีกฝ่ายอย่างใจเย็นราวกับให้เวลาวิคเตอร์คิดคำตอบเหมือนกัน


“He’s so stubborn. (ดื้อเกินไป)” เขาบอกเสียงนิ่งหน้าเฉยหลังจากเงียบไปสักพัก ผมตวัดสายตาไปมองเขา ก่อนจะบอกด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเช่นกัน ไอ้นี่… ตอบไม่ตรงคำถามสักนิด!


“And please tell her that you’re so control freak, and freaking stubborn than I am. Oh—one more—you’re fucking self-willed. (ช่วยบอกคุณเอมิลี่ด้วยนะว่าตัวคุณเองก็เป็นไอบ้าบงการแล้วก็โคตรดื้อยิ่งกว่าผมอีก อ้อ อีกอย่าง คุณแม่งโคตรเอาแต่ใจตัวเอง)” ท่อนท้ายผมกระแทกเสียงพร้อมสีหน้าที่ยืนยันในคำพูดตัวเอง ผมขบกรามแล้วช้อนตามองเขาด้วยสายตาจิกกัดเต็มที่ อีกฝ่ายถลึงตามองกลับมา เขายกมือขึ้นมาทำท่าจะดีดหูผม ผมถลึงตามองกลับเป็นการเตือนว่าไม่มีสิทธิมาทำอะไรแบบนั้น เสียงหัวเราะน้อยๆ ของคุณเอมิลี่ดังขึ้น


“You are truly belong together. (เธอสองคนนี่เหมาะจะอยู่ด้วยกันจริงๆ)”
ขวับ


ผมกับวิคเตอร์หันไปมองเอมิลี่ที่ยิ้มจนหน้าที่สวยอยู่แล้ว สวยเข้าไปอีก ดวงตาสีฟ้าเป็นประกายวิบวับยามมองที่ผมสองคน


“ฉันหมายความว่า คนดื้อสองคนอยู่ด้วยกันนี่แหละเหมาะแล้ว”


“นี่หมายความว่าเธอจะไม่เปลี่ยนคนดูแลให้ฉันงั้นเหรอ” วิคเตอร์ถามเสียงเซ็ง


“จะเปลี่ยนทำไม ในเมื่อคนนี้ก็ดีอยู่แล้ว อีกสองเดือนกว่าๆ แมทเขาก็ไม่อยู่กวนใจนายแล้วล่ะ”


“แต่ตอนนี้หมอนี่กวนใจและกวนประสาทฉันอยู่!”  ช่วยบอกด้วยว่าตัวเองก็กวนตีน เอ้ย! กวนประสาทพอๆ กัน
เขากระแทกเสียงเข้ม แล้วชี้มาที่ผม ผมนึกหมั่นไส้เลยปัดมือเขาที่ชี้หน้าผมอยู่ พ่อพระเอกทำท่าจะเข้ามาทำร้ายร่างกายผม ผมเบิกตากว้างแล้วยกนิ้วชี้ขู่เขา


“ตอนนี้สถานะของเราสองคนยังไม่ชัดเจน ว่าใช่เจ้านายกับลูกน้องรึเปล่า ฉะนั้นคุณไม่มีสิทธิข่มขู่ผมนะ คุณวิคเตอร์!” ผมบอกเสียงสะบัด แต่ฟังชัด แยกเขี้ยว ถลึงตาใส่เขา จนอีกฝ่ายชะงักไป แต่สีหน้าเขาผมบอกได้เลยว่าหงุดหงิดมาก วิคเตอร์ชักมือที่ไม่รู้ว่าจะยื่นมาดีดหูหรือตีหัวผมกลับไปพร้อมใบหน้าไม่สบอารมณ์และน้ำเสียงฟึดฟัด ผมผ่อนอารมณ์ลงแล้วหันไปหาคุณเอมิลี่


“หางานใหม่ให้ผมทำเถอะครับคุณเอมิลี่ อยู่ไปก็ฝืนใจเขาเปล่าๆ”


“แล้วเธอล่ะ ฝืนใจที่จะทำงานนี้รึเปล่า”


“ผมแยกแยะได้ว่างานคืองาน ไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาปน ตราบใดที่ผมยังไม่ถึงขั้นเกลียดวิคเตอร์ ผมยังคงทำงานกับเขาได้เสมอ แต่ถ้าผมได้เกลียดใคร ผมก็ทำใจร่วมงานด้วยไม่ได้” ผมบอกเสียงนิ่ง หน้านิ่ง แต่แววตาไม่ไหวติง จนคุณเอมิลี่ยิ้มเหมือนถูกใจในคำพูดของผม


“แสดงว่าเธอยินดีที่จะทำงานนี้ต่อใช่มั้ย” เธอถามผมพร้อมรอยยิ้ม


“เหมือนที่ผมส่งอีเมล์มาบอกคุณนั่นแหละว่า ผมยินดีทำทุกงาน ขอแค่ให้คุณรับผมเข้าทำงาน ผมเลือกฝึกงานที่นี่ และคุณก็ใจดีเลือกผมเข้ามาร่วมงานด้วย  ฉะนั้นงานอะไรผมก็ทำทั้งนั้น” ผมจ้องตาเธอกลับอย่างแน่วแน่ เอมิลี่ยิ้มมุมปากแล้วพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะหันไปหาวิคเตอร์ที่นั่งเอาศอกสองแขนเท้ากับพนักโซฟาและยกขามาไขว่ห้างแบบผู้ชาย นี่ถ้าหน้าไม่หล่อจริง ทำท่านี้นี่โคตรกวนฝ่าเท้าชัดๆ


“นายจะไล่คนที่มีความตั้งใจทำงานแบบนี้ออกงั้นหรอ วิคเตอร์”


“ก็แค่คำพูด ใครก็พูดได้”


“งั้นบอกฉันมาสิ ว่าหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา แมททำงานไม่เต็มที่รึเปล่า มีตรงไหนทำให้นายไม่พอใจมั้ย” ผมหันไปมองหน้าคนถูกถามที่มองผมกลับมาราวกับกำลังหาจุดผิดพลาดของผมอีกครั้ง ผมเองระหว่างนั้นก็นึกว่า ตัวเองทำงานอะไรพลาดไปหรือเปล่า


“ว่าไง”


“ก็ยัง” เขายอมรับอย่าง่ายๆ จนผมแอบงง จนต้องย่นคิ้วน้อยๆ อะไรของพี่แก


“ก็ยัง? แล้วทำไมถึงอยากจะไล่เขาออก” วิคเตอร์ทำหน้าเอือม แล้วดึงแขนลงจากพนักโซฟาทั้งสองข้าง


“เออ! ไม่ออกก็ไม่ออก” เขาบอกเสียงห้วน หน้าตาไม่สบอารมณ์ หันหน้าหนีผมกับเอมิลี่ไปทางอื่น คุณเอมิลี่ยิ้มออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะขมวดคิ้วนิดๆ


“นายเองก็ไม่อยากให้เขาออกล่ะสิ” ผมเหล่ตาไปมองทางวิคเตอร์ อีกฝ่ายค่อยๆ หันมามองคุณเอมิลี่แล้วยิ้มอย่างขมขื่น


“ถึงฉันอยากให้หมอนี่ออกแทบตาย เธอก็ไม่ยอมหรอก” เขาบอกหน้าบูดหน้าบึ้ง เสียงอดทนอดกลั้น เอมิลี่ยิ้มเบ้ปากแล้วยักไหล่หนึ่งที


“แน่ล่ะ นานๆ ทีฉันจะเจอคนที่ดื้อพอๆ กับนาย ปล่อยไปก็น่าเสียดายแย่” วิคเตอร์เหลือบตามองเอมิลี่ สีหน้าเขาเหมือนคนกลืนไม่เข้าจะคายก็ไม่ออก ได้แต่ขบฟันจนสันกรามขึ้นรูปหน้าชัด


“ฉันไม่เข้าใจ ยังไงหมอนี่ก็ต้องกลับประเทศไทยอยู่ดี ออกไปตอนนี้หรือออกอีกสองเดือนข้างหน้า มันก็เหมือนกัน”


“ไม่เหมือนหรอก…” เอมิลี่บอก ก่อนจะเดินไปนั่งตรงโซฟาตัวเล็ก “…เพราะตอนนี้ไม่มีใครพร้อมมาดูแลนายหรอกนะ ถ้านายยังอยู่แต่ในโลกส่วนตัวมืดๆ ของตัวเอง” ผมเริ่มมึนๆ งงๆ ละ ว่าพวกเขากำลังพูดเรื่องราวอะไรที่มันมีนัยยะแฝงไปมากกว่าการบอกนิสัยวิคเตอร์หรือเปล่า


“ฉันก็เป็นของฉันอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว!” วิคเตอร์บอกหน้าตาขึงขัง แววตากระด้าง จนผมยังแอบสะดุ้ง แต่คุณเอมิลี่ดูเหมือนจะชินกับอาการแบบนี้เลยได้แต่ถอนใจเบาๆ แล้วยกมือสองข้างขึ้นเหมือนยอมแพ้


“โอเค ฉันจะไม่พูดถึงเรื่องนั้นอีก นายรู้ตัวดีว่านายเป็นอะไร” คุณเอมิลี่มองวิคเตอร์ด้วยสายตาที่แสดงถึงความเป็นห่วง อีกฝ่ายก้มหน้าลงไม่สบตา คุณเอมิลี่ลุกขึ้นยืน


“ฉันกลับก่อนก็แล้วกัน” เธอหันมายิ้มให้ผมเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกไป ผมหันไปมองวิคเตอร์ที่ยังก้มหน้าก้มตาเหมือนสติหลุดไปแล้ว ผมลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามคุณเอมิลี่ไปประตูบ้าน


[ต่อด้านล่างจ้า]

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8
Re: ||Love, no boundaries. Part: You and I||::Chapter 5::18.06.58:: PG.2
«ตอบ #34 เมื่อ18-06-2015 18:13:05 »



“Emily. (คุณเอมิลี่ครับ)” ผมเรียกเธอที่กำลังเปิดประตู คนถูกเรียกหันมามองด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นมองผมด้วยความสงสัย


“ว่าไง มีอะไรยังไม่เคลียร์หรอ” ผมเม้มปากพลางเดินเข้าไปใกล้เธอมากขึ้น


“ไม่มีคนอื่นดูแลเขาแล้วจริงๆ หรอครับ” อีกฝ่ายย่นคิ้วมองผมด้วยสายตาประเมิน ก่อนจะดึงมือผมออกไปนอกประตูบ้าน แล้วปิดประตูตามหลัง


“ทำไมถึงถามแบบนี้ เมื่อกี้เธอยังยืนยันว่าจะดูแลเขาอยู่เลย” ผมกลืนน้ำลายลงคอที่ยังรู้สึกแห้งอยู่นิดๆ ก่อนจะตอบ


“เปล่าหรอกครับ ผมแค่… แค่ไม่อยากให้เขาอึดอัดใจ ถ้าเขาไม่ชอบผมแต่ยังต้องมาทนเจอหน้าผมทุกวันไปอีกสองเดือน เขาอาจไม่มีความสุขกับการทำงานก็ได้นะครับ” ผมยิ้มเหมือนจะคลี่ยิ้ม แล้วก็เม้มปากด้วยความประหม่า เอมิลี่มองผมนิดหนึ่งก่อนจะยิ้มริมฝีปากบางเฉียบจนแก้มอิ่ม


“แบบนี้ความคิดฉันยิ่งถูกต้องแล้วล่ะ ที่ให้เธอมาดูแลเขา” ผมเลิกคิ้วขึ้น เบิกตากว้างมองผู้หญิงผมทองตรงหน้างงๆ ก่อนจะยิ้มด้วยความไม่เข้าใจ


“เขาก็ไม่ชอบคนที่ฉันส่งมาดูแลเขาทั้งนั้นแหละ”


“มีคนก่อนหน้าผมอีกหรอครับ” ผมถามด้วยความประหลาดใจ คุณเอมิลี่ส่ายหัวพร้อมกลั้วหัวเราะ


“เปล่า แค่ฉันเอ่ยปากว่าฉันจะหาคนมาดูแลแทนฉัน เขาก็โวยวายเสียงดังแล้ว”


“อ้าว แล้วทำไมคุณไม่ดูแลเขาต่อล่ะครับ”


“ฉันต้องดูแลนายแบบ นางแบบกี่ชีวิต เธอคิดดูสิ ฉันไม่ใช่ผู้จัดการส่วนตัวเขานะ จะให้ฉันมาดูแลเขาคนเดียวไม่ได้หรอก”


“เอ่อ… แต่เขาดู เอิ่ม… ชอบคุณ” ผมยิ้มแห้ง เพราะไม่รู้ว่าที่พูดออกไปเหมาะสมหรือเปล่า คุณเอมิลี่เบ้ปาก ส่ายหัวรัวๆ


“ถ้าชอบเพราะฉันตามใจเขา ล่ะก็ใช่ แต่ถ้าชอบในรูปแบบอื่น ไม่ใช่แน่นอน และฉันก็ไม่ชอบเขาหรอกนะ เราเป็นแค่เพื่อนกันเท่านั้น ฉันไม่เอาหรอก ผู้ชายอารมณ์แปรปรวนแบบนั้น ฉันคิดว่าเธอเข้าใจคำๆ นี้ดี” ผมรีบพยักหน้าเห็นด้วยอย่างรวดเร็ว จนเอมิลี่หลุดหัวเราะออกมา แล้วทำให้ผมยิ้มกว้างตามไปด้วย


“หรือไม่บางทีเขาอาจจะอยากได้คนดูแลผู้หญิงก็ได้นะครับ เขาอาจไม่ชอบคนดูแลผู้ชาย”


“เธอก็ผู้หญิงไม่ใช่หรอ” เอมิลี่บอกน้ำเสียงและรอยยิ้มแซวๆ จนผมยิ้มหน้าเหลอหลา


“เอ่อ… ก็ หมายถึง ผู้หญิงจริงๆ น่ะครับ” ผมลูบที่ใบหูด้วยความเก้อเขิน


“อย่าดีกว่า เธอเนี่ยแหละ เหมาะสมที่สุด มีทั้งความเป็นหญิงและความเป็นชายในตัวเอง” เอมิลี่ยิ้มชอบใจในคำพูดของตัวเอง ทำเอาผมยิ้มเขินจนหน้าร้อนผ่าว ก็รู้นะว่าตัวเองไม่ได้มีความมาดแมนจนคนนอกมองไม่ออก แต่พอถูกแซวแบบนี้ก็อดเขินไม่ได้


“เสียดายนะ” ผมหยุดยิ้มแล้วทำหน้างงๆ


“เสียดายอะไรหรอครับ”


“ก็เธอไง ถ้าสูงกว่านี้ ฉันจะจับเซ็นสัญญาเป็นนายแบบในสังกัดซะเลย หน้าตาเธอก็หล่อไม่แพ้วิคเตอร์เลยนะ” ผมหัวเราะน้อยๆ ยกมือขึ้นมาเกาแกมตัวเองเบาๆ แล้วอมยิ้มด้วยความ พยายาม เขิน หึๆ ชมว่าหล่อนี่เหมือนตบหน้าสิบที
ชมว่าสวยแทนได้มั้ย


เดี๋ยวนะ


“ฉันไปก่อนดีกว่า ยังไงก็ทำให้เต็มที่นะ ฉันเชื่อใจเธอ” ผมยิ้มกว้างแล้วผงกหัวสองสามที เอมิลี่ยิ้มเรียบๆ ก่อนจะเดินลงบันไดไป ผมมองเธอเดินไปขึ้นรถออดี้สีดำสี่ประตูที่ผมไม่รู้รุ่น ก่อนจะเปิดประตูบ้านแล้วเดินกลับเข้าไปด้านใน ผมเดินตรงไปที่ห้องนั่งเล่นห้องเดิม วิคเตอร์ยังคงนั่งที่เดิมแต่มีเจ้าฟอกซ์นอนอยู่บนตัก และมีเจ้าไมเคิลนอนอยู่ข้างๆ พอตาสีฟ้าของเจ้าฟอกซ์หันมาเห็นผมก็ส่งเสียงร้องเบาๆ จนเจ้านายมันหันมามองที่ผมด้วยเช่นกัน


“ฟ้องเอมิลี่อยู่ล่ะสิว่าฉันรังแกอะไรไปบ้าง” ผมถอนหายใจแล้วยืนกอดอกมองเขา


“ผมไม่ใช่คนขี้ฟ้อง” ผมบอกแค่นั้น วิคเตอร์อุ้มเจ้าฟอกซ์วางไว้ข้างเจ้าไมเคิล เจ้าน้องตัวเล็กเอาหัวดุนๆ ที่หน้าพี่ชายมัน จนเจ้าโกล้เด้นที่ดมๆ ตอนแรก อดใจไม่ไหวเลยแลบลิ้นมาเลียหัวน้องชาย


ผมละสายตาจากสองตัวนั้นมามองเจ้าของตัวสูงที่ก้มหน้าลงมามองผมอยู่ เขาย่นคิ้ว ก่อนที่มือไม้เขาจะยกขึ้นๆ ลงๆ เหมือนกำลังงงอะไรสักอย่าง จนผมเองก็งงตามไปด้วยว่าเขาเป็นอะไร


“ผมจะไปทำอาหารเช้าให้คุณก็แล้วกัน” ผมตัดบท ไม่อยากยืนมองหน้าเขา เพราะยังรู้สึกไม่ดีอยู่ ทั้งรู้สึกจากอาการป่วยและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น


“เอาให้ฟอกซ์ด้วยนะ” เขาบอกตามหลังมา ผมพยักหน้าตอบส่งๆ ไม่ได้หันกลับไปมอง แล้วเดินไปในห้องครัว ก่อนจะจัดการอาหารให้เจ้าแมวสีเทาลายจุดดำบางๆ ตัวอวบก่อน ผมวางถาดอาหารของมันไว้ที่พื้น รอให้มันออกมากินเอง แล้วก็หันไปจัดการเตรียมอาหารให้พ่อรูปหล่อใจยักษ์ ผมเปิดตู้เย็น ดูว่ามีอะไรจะสามารถทำได้อีกบ้าง ผมหยิบๆ ของที่มันเป็นของสดออกมาก่อน แต่ก็หาได้น้อยเต็มทน ผมล้วงไอโฟนจากกระเป๋ากางเกงยีนส์ขึ้นมา แล้วกดโทรหาแม่ที่เมืองไทย รอสัญญาณอยู่สี่ครั้งแม่ก็รับสาย


“ว่าไง” แม่ผมเอ่ยเสียงนุ่ม ผมเม้มปากเบาๆ แล้วกระแอมคอก่อนจะพูด


“ยังไม่นอนใช่มั้ย”


“ยัง ดูละครอยู่ มีอะไรรึเปล่า” ผมเกาหัวแกรกๆ สีหน้ายุ่งยากใจ


“คือแมทจะทำอาหาร แต่แมทไม่รู้จะทำยังไง” แม่เงียบไปสักพักหนึ่ง ผมสัมผัสได้ว่าแม่กำลังพักไปทำหน้างงๆ กับพ่ออยู่หรือเปล่า


“นึกยังไงจะทำกับข้าว” ไม่ได้นึกเลยต่างหาก…


“ก็… อยากลองทำดู จะได้ไม่ต้องเสียเงินซื้อบ่อยๆ” ผมบอกอย่างง่ายๆ ไม่ยืดเยื้อ


“แล้วแมทมีอะไรให้ทำบ้างล่ะ” ผมไม่รอช้าเริ่มไล่รายการอาหารที่วางกองอยู่บนโต๊ะให้แม่ฟัง แม่เงียบไปสักพักก่อนจะตอบ


“ทำข้าวผัดกุ้งกินสิ”


“ยากมั้ย” ผมถามกลับด้วยความไม่มั่นใจ


“ไม่ยากหรอก เดี๋ยวแม่บอก”


“อาจถึงดึกนะ”


“เออน่ะ” ผมยิ้มน้อยๆ ก่อนจะปัดความคิดถึงพ่อกับแม่ที่แว้บเข้ามาออกไป ไม่อยากมาหวานซึ้งตรึงใจอะไรตอนนี้ อีกอย่างไม่ใช่สไตล์ผมด้วย


ผมหยิบหูฟังออกมาแล้วเสียบเข้ากับโทรศัพท์ ก่อนจะยัดโทรศัพท์เข้าไปในกระเป๋ากางเกงยีนส์ตามเดิม แล้วเริ่มทำตามที่แม่บอกมาตามสาย เริ่มจากหั่นแครอทเป็นลูกเต๋าชิ้นเล็กๆ หั่นผักชีเตรียมไว้ ทุบกระเทียมที่หาได้น้อยนิดจากในครัว ผมทุบแล้วมันก็ชอบกระเด็นหนีอยู่เรื่อยจนผมแอบสบถคำหยาบให้แม่ได้ยินหลายครั้งจนแม่แอบดุว่าให้พูดดีๆ พอเตรียมทุกอย่างเสร็จ ผมก็เทข้าวลงไปในกระทะตามที่แม่บอกและใส่ส่วนผสมต่างๆ ตามที่แม่บอกมา


“ผัดนานมั้ยแม่”


“ให้ข้าวมันดูสุกๆ ไม่ขาวมากก็ใช้ได้แล้ว”


“แล้วข้าวสุกไม่ขาวมากมันเป็นไง”


“ก็ข้าวไม่แข็งแล้วไง เดี๋ยวมันสุกก็จะรู้เองแหละ ดูจากสีเนื้อกุ้งก็ได้” ผมผัดไปตามที่แม่บอกแล้วใส่พริกตามไปอีกที ก่อนจะเหยาะเครื่องปรุงที่ในครัวมีอยู่อย่างเดียวคือน้ำตาล นี่ผมต้องจดแล้วสินะว่าต้องซื้ออะไรมาใส่ครัวเขาไว้บ้าง จังหวะที่ผมกำลังผัดๆ ควันลอยฟุ้งอยู่ ผมก็เหลือบไปเห็นเจ้าฟอกซ์กำลังก้มกินอาหารของมันอยู่ เสียงกระดิ่งดังกุ๊งกิ๊งเวลาที่มันขยับปาก


“แม่ ข้าวมันกลิ่นหอมๆ แล้ว เอาขึ้นได้ยัง”


“กุ้งเปลี่ยนสียัง”


“ก็เปลี่ยนแล้วนะ สีส้มอ่อนๆ”


“งั้นเอาขึ้น” ผมจัดการตักข้าวผัดใส่จาน พอเสร็จเรียบร้อยผมก็หันไปหั่นมะนาวแบ่งสองซีกใหญ่ ซีกนึงเก็บไว้ในตู้เย็น อีกซีกนึงวางไว้บนจาน ก่อนจะโปรยผักชีลงบนข้าว จังหวะนั้นวิคเตอร์ที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็ก้าวเข้ามา เขามองอาหารด้วยความสนใจ ผมเลื่อนจานข้าวให้เขาแล้วกลับไปคุยกับแม่อีกนิดหนึ่ง


“แค่นี้นะแม่” ผมกำลังจะกดตัดสาย แต่เสียงแม่ก็ทำให้ผมชะงักไป


“เป็นไงบ้าง ไม่คุยกันมาเป็นอาทิตย์แล้ว” ผมถอนหายใจเบาๆ เหลือบตามองวิคเตอร์ที่มองกลับด้วยสายตางงๆ ที่ได้ยินผมพูดภาษาไทย


“ก็ดี”


“ไม่โทรหาแม่บ้างล่ะ”


“ไม่รู้จะคุยอะไรด้วย ถ้าจะทำกับข้าวอีกเดี๋ยวโทรไปหาละกัน”


“คิดถึงแม่กับพ่อมั้ย” ผมหลับตาลงด้วยความหน่ายใจ ไม่ใช่ว่าไม่คิดถึง แต่ทำไมต้องถามคำถามที่ผมคิดว่าไม่น่าถาม


“อยู่ไกลกัน มันก็ต้องมีบ้าง แค่นี้นะแม่ เจ้านายมาแล้ว” แม่เงียบไป แล้วผมก็ตัดสายไปทันทีก่อนจะถอดหูฟัง แล้วยัดเข้าไปในกระเป๋ากางเกง แต่ในตอนนั้นเองที่ผมก็รู้สึกใจหายไม่น้อย ยิ่งตอนนี้สภาพร่างกายผมกำลังอ่อนแอ ยิ่งคิดถึงแม่ เพราะปกติเวลาผมป่วย จะมีแม่หรือไม่ก็พ่อคอยดูแลตลอด


“Your parents? (ผู้ปกครองนายหรอ)” ผมที่กำลังก้มหน้าเหม่อลอยนิดๆ เงยหน้าขึ้นมองเขา ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ แทนการตอบคำถามเขาแทน


“Are you crying? (นายร้องไห้หรอ)” วิคเตอร์ขมวดคิ้ว หน้าเครียด จ้องหน้าผม ผมสบตาเขานิดหนึ่ง ก่อนจะส่ายหัวเบาๆ แล้วหันไปหยิบช้อนส้อมมาวางในจาน แล้วเดินอ้อมโต๊ะไปอีกฝั่งเพื่อจะเดินออกจากห้องครัวไป ผมหยุดเดินแล้วหันไปมองเขาที่กำลังมองผมหน้าอย่างไม่ละสายตา ผมกระพริบตาเพื่อไล่น้ำตาที่มันคลออยู่


“If you don’t mind, I will go back to my place—to take a shower, and change the cloth; and I will follow you to the production. (ถ้าคุณไม่ว่าอะไร ผมจะกลับไปที่พัก อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วผมจะตามไปที่กองถ่าย)” ผมยืนมองหน้าเขาสักพัก พอเห็นเขาไม่พูดอะไร ผมก็เดินเข้าไปในห้องนั่งเล่นเพื่อหยิบกระเป๋าเป้ ก่อนเดินออกมาผมขยี้หัวเจ้าไมเคิลเบาๆ


“ไม่สบายก็พักผ่อนสิ จะฝืนไปทำไม” เสียงห้วน แต่ทุ้มน่าฟังดังขึ้นตอนผมเดินผ่านห้องครัวจะออกไปที่ประตู ผมหยุดแล้วหันไปมองเขาที่นั่งอยู่บนเก้าอี้สูง


“ผมยังไม่ตายง่ายๆ หรอก ผมยังมีชีวิตอยู่รับใช้คุณอีกนาน” ผมบอกเสร็จก็เดินออกไปทันที ไม่รอให้เขาพูดว่าอะไรอีก ผมปิดประตูบ้านตามหลัง แล้วหยิบถุงขยะสีดำติดมือไปด้วยเพื่อเอาไปทิ้งให้เขา


“อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ รีบกลับมา แล้วไปพร้อมฉัน” ผมที่กำลังเดินๆ อยู่ ชะงักกึกแล้วหันกลับไปมองพ่อหน้าหล่อที่เปิดประตูออกมายืนมองผมที่กำลังถือถุงขยะอยู่


“You don’t need to do that. I get used to with the train. (ไม่จำเป็นหรอกครับ ผมชินกับรถไฟแล้ว)” ผมกำลังจะหมุนตัวไป แต่เพราะเขาเดินหน้าตึงมาทางผม เลยหยุดอยู่กับที่


“Stop irony me, and do what I said! (หยุดกระแทกแดกดันฉัน แล้วก็ทำตามที่ฉันบอก!)” ผมกลอกตาแว้บหนึ่ง ก่อนตอบเสียงทื่อ


“Yes. (ครับ)” ผมหมุนตัวเดินไป แต่ก็ต้องหยุดชะงักอีกครั้งเมื่อเสียงวิคเตอร์ดังขึ้น


“ฉันเปลี่ยนใจละ ฉันไปส่งนายแล้วรอรับกลับเลยดีกว่า” ผมรีบหมุนตัวกลับไปมองเขาทันที ไม่ใช่ว่าอึ้งที่เขาจะมีน้ำใจไปส่ง แต่งงว่าอะไรเข้าสิงคนๆ นี้อยู่


“ไม่ต้องครับ คุณกลับไปกินข้าว แล้วนั่งรอผมเฉยๆ ดีกว่า” เขาทำท่าจะเถียง แต่ผมยกมือเบรกเขาไว้ทันที


“ผมอุตส่าห์โทรถามแม่ว่าจะทำข้าวจานนั้นยังไง คุณจะทิ้งมันไปเฉยๆ ไม่ได้ ต้องกินให้หมด” เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย สีหน้าสับสนนิดๆ


“กลับมาค่อยกินก็ได้”


“ไม่ คุณต้องกิน ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ นี่มัน…” ผมชะงักแล้วรีบล้วงไอโฟนออกมาจากกระเป๋าเพื่อดูเวลา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกรอบ


“…มันเลยเวลากินอาหารเช้าของคุณมาหนึ่งชั่วโมงแล้ว คุณกลับไปกินข้าวเถอะ เดี๋ยวผมกลับเอง” เขายังคงหน้านิ่วคิ้วขมวดมองหน้าผมอยู่ ผมเอียงคอไปด้านขวาเล็กน้อย แล้วผายมือขวาไปทางประตูบ้าน วิคเตอร์เหมือนถูกแช่แข็ง เขายืนนิ่งงันอยู่กับที่สักพัก ก่อนจะเลิกคิ้วเร็วๆ หนึ่งที แล้วก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ


“หนึ่งชั่วโมงยี่สิบนาที แล้วรีบกลับมา” เขาเงยหน้าขึ้นบอกหลังจากวิเคราะห์เวลาสักพัก ผมผงกหัวขึ้นสองสามทีเป็นอันรับรู้ก่อนจะรีบหมุนตัวเดินไป พลางสายตาก็ไปสะดุดกับผู้หญิงสามคนยืนอยู่ตรงทาวน์เฮ้าส์ฝั่งตรงข้ามที่กำลังยืนซุบซิบๆ แล้วชี้ไปทางวิคเตอร์ ผมหันกลับไปมองก็เห็นเขายังคงยืนมองผมอยู่ ผมย่นคิ้วนิดหนึ่งแล้วหันหน้ากลับไปมองฟุตบาททางเดิน ก็เป็นจังหวะที่สามสาวนั้นเดินเข้าไปหาวิคเตอร์แล้วขอเขาถ่ายรูป ตอนผมกำลังเลี้ยวซ้ายตรงมุมตึก ผมหันกลับไปมองเล็กน้อย วิคเตอร์กำลังฉีกยิ้มให้กับกล้องของแต่ล่ะคน ผมละสายตาจากตรงนั้นแล้วรีบเดินไปขึ้นรถไฟใต้ดินทันที


ผมเพิ่งเคยเห็นแฟนคลับเข้ามาขอถ่ายรูปเขาก็วันนี้นี่แหละ แล้วระหว่างที่ผมเดินไปสถานีรถไฟใต้ดิน ผมก็ได้แต่สงสัยว่า ถ้าเขาเป็นคนมีโลกส่วนตัว ไม่ได้อยากจะมาเป็นอาชีพดารานักแสดง แล้วเขาจะทนอยู่ได้เหรอ? แล้วเขามาทำอาชีพนี้ทำไม แล้วไหนจะยังความร่ำรวยของวิคเตอร์ที่ผมยังไม่เข้าใจว่า เป็นดารานักแสดงนี่รวยขนาดมีเงินซื้อทาวน์เฮ้าส์สุดหรูและรถแบรนด์ดังขนาดนั้นได้เลยหรอแต่เขาอาจจะดังมากจนค่าตัวเยอะอย่างไม่คาดคิดเลยก็ได้มั้ง เพราะเรื่องรับงานกับรับเงินผมไม่ได้ดูแลตรงนั้นหรอก







หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ผมก็ออกจากบ้านป้าแมร์รี่แล้วกลับมาที่บ้านวิคเตอร์ทันที ผมกลับมาถึงก็เป็นเวลาสิบเอ็ดโมงแล้ว วิคเตอร์กำลังนอนหลับอยู่บนโซฟา มีเจ้าสองตัวนอนอยู่ด้านล่าง หลับทั้งนาย ทั้งหมา ทั้งแมว ผมเดินเข้าไปเงียบๆ แล้วกะสะกิดไหล่เขา แต่พอเห็นสีหน้านิ่วคิ้วขมวดของเขา ผมก็เริ่มนิ่วหน้าตาม เพราะกำลังสงสัยว่าเขาต้องฝันอะไรไม่ดีอยู่แน่ๆ วิคเตอร์สีหน้าดูเหมือนกำลังเจ็บปวด มือและแขนกระตุกเบาๆ ผมกระพริบตามองเขางงๆ ก่อนจะยื่นมือไปที่ไหล่ซ้ายเพื่อสะกิดให้เขาตื่น


จึ้กๆ


จริงๆ เรียกว่าจิ้มจะดีกว่าสะกิด ผมออกแรงจิ้มไหล่เขาสองสามที แต่ดูท่าอีกฝ่ายจะกำลังฝันว่าต่อยมวยหรือยังไงก็ไม่รู้ เพราะพอพี่แกสะดุ้ง ก็เล่นสะดุ้งซะนึกว่านักมวยมาเอง ชกหมัดเข้ามาที่แก้มขวาผม ดีที่ผมหลบทันเลยโดนเฉี่ยวๆ แต่ก็เสียววาบ แต่หมัดก็ยังแอบสะกิดแก้มผมไปเล็กน้อย เกิดความเจ็บแปลบๆ ที่แก้ม


ขวัญเอ๊ยขวัญมา ดีนะมีสกิลหลบหลีกที่ดีพอตัว


“เฮ้ย! ทำไมมาเงียบๆ แบบนี้” วิคเตอร์เด้งตัวตื่นขึ้นมาสีหน้าแตกตื่น และมีอาการหอบเล็กน้อย ผมยืนขึ้นแล้วลูบแก้มตัวเองเบาๆ นี่ถ้าหลบไม่ทันผมคงโดนชกเข้าที่แก้มเต็มๆ


“ก็เห็นคุณหลับอยู่ ผมไม่กล้าทำเสียงดัง” ผมว่า และเลือกที่จะไม่พูดว่าเห็นสีหน้าของเขา วิคเตอร์หลับตาลงช้าๆ แล้วผ่อนลมหายใจเบาๆ ผมมองอาการเขาด้วยความฉงนเล็กๆ ในหัวกำลังเกิดความสงสัยว่าเขาฝันอะไรอยู่ ผมสั่นหัวไล่ความคิดข้างในออกไปเบาๆ ก่อนจะหันไปมองเจ้าไมเคิลที่ตื่นขึ้นมามองเหตุการณ์งงๆ แล้วผมก็ต้องขำสีหน้าของมันที่งงได้น่าหมั่นเขี้ยวสุดๆ


“ยิ้มทำไม เกิดฉันต่อยหน้านายแหกขึ้นมา ก็หาว่าฉันรังแกอีก” ผมหยุดยิ้มแล้วหันหน้าบูดๆ ไปมองคนที่กำลังโวยวาย


“ผมยิ้มให้หมา ไม่ได้ยิ้มเพราะโดนคุณต่อย” เขาทำหน้าย่นแล้วหันไปมองเจ้าไมเคิลที่ฟุบหลับไปอีกรอบ ก่อนจะหันกลับมามองหน้าผมอีกครั้งแล้วลุกขึ้นยืน


“ประสาท ยิ้มให้หมา” ผมได้แต่เหลือบตามองเขาแล้วทำหน้าบึ้ง


“ไปทำงานกันได้รึยังครับ”


“เดี๋ยวค่อยไป อีกตั้งสองชั่วโมง” ผมมองหน้าเขาอย่างจริงจังขึ้นมาทันที


“ไม่ได้ ไปก่อนเวลา ดีกว่าไปช้า”


“แล้วนายก็ให้ฉันไปนั่งรอเนี่ยนะ”


“จากนี่ไปที่กองถ่าย ก็ชั่วโมงกว่าแล้ว คุณต้องรู้จักเผื่อเวลาด้วยสิ อย่าคิด…” เขายกมือขึ้นปัดๆ ทำหน้าเซ็งๆ


“รู้ละๆ ไม่ต้องบ่นยาวเหยียด ฉันนึกว่ามีแม่อีกคนเถอะ”


“ผมเชื่อว่าแม่คุณคงดีใจที่ลูกชายไปทำงานตรงต่อเวลา และตั้งใจทำงานให้คุ้มค่าจ้าง” ผมยิ้มกริ่ม วิคเตอร์เบ้ปากนิดๆ แล้วมองสำรวจหน้าผม จนผมต้องเอามือขึ้นมาจับๆ หน้าว่ามีอะไรติดหน้าอยู่รึเปล่า


“เอ้า!” เขาโยนกระปุกยาสีขาวมาให้ ผมรีบตะครุบคว้าเอาไว้ พอก้มดูก็เห็นว่าเป็นยาแอสไพริน


“กินตามที่ฉลากยาบอก หวังว่าคงอ่านออกนะ” เขาบอกแล้วเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์ ผมจิกตาใส่เขาเล็กน้อยก่อนพยักหน้าหงึกๆ แล้วถือกระปุกยานั้นไว้ วิคเตอร์เดินนำออกไป ผมเดินตามเขาออกไปจากห้องนั่งเล่น
พอมาถึงรถเขาผมก็รู้สึกไม่ชิน ที่ต้องขึ้นไปนั่งเลยยืนงงๆ อยู่ฝั่งขวามือของรถแบรนด์กระทิงดุสีเทา วิคเตอร์หันสายตาที่มีแว่นเรย์แบนด์ตั้งบังดวงตาอยู่บนสันดั้งโด่งมาที่ผม


โอ้โห… นี่แค่ใส่เสื้อยืดคอวีสีเทาเข้มรัดหุ่นแน่นหนัดกับกางเกงยีนส์เท่านั้นนะ อย่างกับเดินออกมาจากนิตยสารแอลเมน (ELLE MEN)


“ยืนหน้าเอ๋ออยู่ทำไม ขึ้นรถสิ” เขาบอกมาจากอีกฝั่งของรถ พลางเสยผมสีดำดกหนาที่ปรกหน้าเพราะลมพัดมา ผมเองก็เอามือจับผมที่ปรกหน้าไว้ไม่ให้มันปลิวเข้าตา


“ผมไปรถไฟได้จริงๆ นะ คุณไปเถอะ เดี๋ยวเจอกันที่โน่น” ผมว่าพลางปิดประตูแล้วเขยิบถอยห่างออกจากรถหนึ่งก้าว วิคเตอร์ถอดแว่นออกแล้วจ้องตาดุ


“หยุดอวดเก่ง แล้วขึ้นรถ”เขาบอกเสียงต่ำออกมาจากลำคอ


“ผมไม่ได้อวดเก่ง ผมแค่จะไปเอง ผมชินแล้ว ตูดผมมันไม่คุ้นกับเบาะรถคุณหรอก” ผมบอกเสียงขึ้นจมูก เพราะตอนนี้เป็นหวัด


“หายป่วยเมื่อไหร่ ฉันจะให้นายขึ้นรถไฟไปทั่วนิวยอร์ค ขึ้นรถ!!” เขาตะเบ็งเสียงดังอีกรอบ จนผมสะดุ้งเฮือก รีบเอื้อมมืออันลนลานไปเปิดประตูรถ ก่อนจะเข้าไปนั่งอย่างรวดเร็วแล้วปิดประตูตาม


พอเขาทำดุขึ้นมาจริงๆ แม่งก็น่ากลัวนะ


วิคเตอร์เข้ามานั่งตามแล้วปิดประตูเสียงดังปังจนผมสะดุ้งอีกครั้ง ไม่กล้าหันไปมองหน้าเขา ได้แต่กระพริบตาปริบๆ มองถนนข้างหน้าไปมา นั่งเฉยๆ ดีกว่า สถานการณ์นี้อย่าเพิ่งขึ้นเสียงกับพี่แกเลย


ฟึ่บ!


ผมหันไปมองด้วยความสะดุ้งนิดๆ เมื่อเขายื่นอะไรบางอย่างมาให้ ผมย่นคิ้วสลับกับมองหน้าเขาที่นิ่งเฉย แล้วเขย่าของตรงหน้าผมเป็นเชิงบอกให้รับไป ผมก้มลงมองแล้วหยิบมาจากมือเขา


“ช็อคโกแล็ต?” ผมถามงงๆ เงยหน้ามองอีกฝ่ายที่หันกลับไปมองถนน พลางสตาร์ทรถแล้ว


“กิน! จะได้ไม่หน้าบูดหน้าเบี้ยว เหมือนคนเยี่ยวไม่ออกมาเจ็ดวัน” เขาบอกหน้ามึน แล้วหักพวงมาลัยออกไปตามถนน ผมก็ได้แต่ทำหน้างง แต่พอเห็นเป็นช็อคโกแล็ตก็ตาวาววับ และแอบกลั้นยิ้มจนรูจมูกบาน อ่าหุๆ ช็อคโกแล็ต ของโปรด กินแล้วอารมณ์ดีจริงๆ นั่นแหละ ผมไม่สนใจว่าวิคเตอร์จะมองยังไงแต่แกะห่อฟรอยด์ที่ห่อหุ้มช็อคโกแล็ตอยู่ออกแล้วกัดช็อคโกแล็ตแท่งแบนเข้าไปในปากทันที


อื้มมม… หวานชุ่มนุ่มลิ้น


แล้วผมก็นั่งแทะเล็มช็อคโกแล็ตไปตลอดทาง พลางฟังเพลงจากไอพอดไปด้วย ผมเผลอหันไปมองวิคเตอร์ที่กำลังยิ้มน้อยๆ อยู่ ตอนแรกผมก็งงว่าเขายิ้มอะไรแต่พอมองไปที่โทรศัพท์ที่เขาเสียบไว้ตรงแท่นสำหรับวางโทรศัพท์ในรถ ก็เห็นว่าเขากำลังอ่านว้อทแอพ (Whats app) ของใครสักคนอยู่


คงเป็นสาวรายใหม่สินะ


แต่ว่า… เล่นโทรศัพท์แล้วขับรถเนี่ยนะ!


“นี่คุณ ขับรถก่อนมั้ยครับ โทรศัพท์มันเล่นเมื่อไหร่ก็ได้” เขาหุบยิ้มแล้วหันมามองหน้าผม ราวกับเพิ่งนึกได้ว่าผมมาด้วย โอ๊ย… อินเลิฟจนไม่สนใจสิ่งรอบข้าง


“ฉันไม่พานายไปตายหรอก”


“แต่คุณกำลังจะพาผมไปตาย ที่อเมริกาเคร่งเรื่องนี้มากไม่ใช่รึไง เดี๋ยวเถอะ เดี๋ยวก็โดนใบสั่งหรอก” ผมเบิ่งตาดุๆ แล้วแยกเขี้ยวใส่เขาด้วยความหมั่นไส้ อีกฝ่ายพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิดแล้วเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา พลางก้มๆ เงยมองจอกับถนนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์


“See you there. (เจอกันที่นั่น)” แล้วเขาก็กดส่งไปในว้อทแอพ ก่อนจะยัดโทรศัพท์เข้าไปที่แป้นตามเดิม พลางหันมามองผมเอือมๆ เป็นเชิงถามว่า พอใจรึยัง? ผมยิ้มกริ่มด้วยความพอใจ แล้วยักไหล่นิดๆ



[มีต่อด้านล่างค่า]

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8
Re: ||Love, no boundaries. Part: You and I||::Chapter 5::18.06.58:: PG.2
«ตอบ #35 เมื่อ18-06-2015 18:21:10 »



เที่ยงกว่าๆ ผมกับวิคเตอร์ก็มาถึงกองถ่ายที่รถตู้สีขาวคันใหญ่ (แต่มีลักษณะคล้ายรถบรรทุกกลายๆ)จอดอยู่สามคัน เนื่องด้วยวันนี้ขนมาเยอะไม่ได้ เพราะรถต้องจอดบนถนน แถมเป็นหน้าตึกอีก จริงๆ ส่วนมากเขาจะเซ็ทฉากถ่ายทำในสตูดิโอแล้วใช้ Green Screen มาวาดรูปออกแบบฉากตอนตัดต่ออีกที แต่งานแบบนี้ก็อยู่ที่ผู้กำกับแต่ล่ะคนด้วยว่าอยากได้ฟีลลิ่งแบบไหน ถ้าอยากได้ภาพจริงๆ ก็ยกโลเกชั่นไปถ่ายทำถึงสถานที่จริง แต่ถ้าคิดว่ามันตัดต่อได้ก็ใช้สตูดิโอโลด แต่ไม่ว่าจะทำยังไงผมก็รู้สึกทึ่งอย่างหนึ่งที่ซีรีส์ของเมืองนอกเขาทุ่มเททั้งแรงงานแรงเงินในการถ่ายทำจริงๆ เรียกว่าคุ้มคนดูสุดๆ


หน้าเซ็ทวันนี้เป็นตึกอิฐสีแดงประตูชั้นล่างสุดเป็นไม้สีขาว ใช้เป็นฉากสำนักงานของพระเอกในเรื่อง ทีมงานกำลังเดินเข้าออกกันขวักไขว่ วิคเตอร์ถอดแว่นเสียบไว้กับคอเสื้อ เดินดุ่มๆ ไปทางเต้นท์แต่งตัวที่อยู่ข้างๆ ซอกตึกที่ใช้เป็นโลเกชั่น เวลาเขามากองถ่ายไม่ค่อยพกอะไรมาเยอะแยะนักหรอก ถึงพกมาก็มากองอยู่ที่ผมหมด บทซีรีส์ผมก็คอยถือไว้ให้ โทรศัพท์กับที่ชาร์ตแบตโทรศัพท์เขาก็ฝากผมไว้ แว่นตาก็ฝากผมเวลาเข้าฉาก ถ้ามีหมวกมาด้วยก็จะฝากผมไว้แต่ไม่อนุญาตให้ใส่ เสื้อผ้า ก็ฝากผมไว้เวลาเข้าฉาก กระเป๋าตังค์ กุญแจรถ กุญแจบ้าน ก็ฝากผมเอาไว้ พอเสร็จงานก็ค่อยคืน


“Hey. (ไง)” เสียงใสๆ เอ่ยทักวิคเตอร์ทันทีที่เข้าไปในเต้นท์แต่งตัวสีขาว ผมกระพริบตามองสาวผมหยักโศกน้ำตาลแดง หน้าตาสวยๆ แต่สวยไม่คม คือสวยแต่รู้สึกว่ามีคนสวยมากกว่าหล่อนอีก อะไรแบบนี้ เธอคนนี้มาเล่นรับเชิญเป็นสาวข้างกายของพระเอกในซีรีส์ที่เขาเล่น ซึ่งจะออกอยู่ประมาณหกตอน วิคเตอร์ยิ้มแล้วเดินเข้าไปนั่งใกล้ๆ ก่อนจะพูดคุยกันอยู่สองคน


อ้อ… คงเป็นคนนี้สินะที่คุยกันในว้อทแอพ  และผมกำลังสงสัยว่า สรุปแล้วสเปคของอีพ่อพระเอกคนนี้นี่เป็นยังไงกันแน่ ผมเห็นมาสามคน ลักษณะไม่ซ้ำกันสักคน หรือเขาเป็นพวกไม่มีสเปค แค่ใครฟรีเซ็กส์กับเขาได้เขาก็เอางั้นหรอ


ผมเดินไปนั่งหลบมุมในเต้นท์ เพื่อรอรับของฝากจากเขา เสร็จแล้วกะว่าจะไปเดินเล่นแถวๆ นี้หน่อย (จะได้ไปมั้ยยังไม่รู้ อยากไว้ก่อน) ย่านนี้เรียกว่า Soho เป็นย่านที่มีแหล่งช้อปปิ้งแบรนด์เนมมากมาย หากใครอยากถลุงเงินเล่นๆ กับของแบรนด์เก๋ๆ รับรองว่าที่นี่ตอบโจทย์ แถมที่นี่ยังมีตึกสถาปัตยกรรมสวยๆ น่าเก็บรักษาเอาไว้ อย่างตึกที่ใช้ถ่ายทำเป็นสำนักงานก็มาใช้ตึกแห่งหนึ่งของละแวกนี้ในถ่ายทำ ระหว่างนั้นไลน์ผมก็เด้งขึ้นมา นังเก้าทักทายไถ่ถามความเป็นไปตามปกติ แล้วผมก็นั่งพิมพ์ไลน์คุยกับเพื่อนสนิทที่ไม่ได้คุยกันมาเป็นอาทิตย์ เม้าท์เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในหนึ่งอาทิตย์ของแต่ล่ะคน นังเก้าเล่าว่าไปถึงที่พักวันแรกก็โดนพาไปมอมเหล้าทันที เพราะเพื่อนสาวฝรั่งเอ่ยชวนไปปาร์ตี้ส่งเพื่อนอีกคนกลับประเทศ นางบอกนางแอบเข้าไปในหมู่บ้านนั้น เพราะอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ (หมู่บ้านนั้นเป็นที่พักสำหรับเด็กอายุถึงเกณฑ์ดื่มเหล้าได้แล้วเท่านั้น) พอเมาได้ที่ก็สนุกสุดเหวี่ยง คราวนี้เกิดเรื่องเมื่อตอนนางเกือบโดนโจรปลดทรัพย์สินตอนไปเมาต่อข้างนอก ดีที่นังแบมมันไปด้วยแต่ไม่ได้เมา เลยรอดปลอดภัย ผมก็เล่าบ้างนิดหน่อย พูดถึงพ่อพระเอกนิดๆ แต่ก็สะกิดให้นังเก้าสนใจได้ และไถ่ถามอย่างอยากรู้ ผมเลยบอกว่าเดี๋ยวมีเวลาว่างๆ ค่อยเปิดสไกป์คุยกันดีว่า อยากเม้าท์แบบมีเสียงมากกว่านั่งพิมพ์มือหงิก


ฟึ่บ!


แล้วอยู่ๆ โลกก็มืด เปล่าหรอก… มีอะไรมาคลุมหัวผมอยู่ ผมรีบดึงออกก็เลยเห็นว่าเป็นเสื้อยืดของวิคเตอร์ ที่ตอนนี้อีกฝ่ายกำลังสวมเสื้อเชิ้ตขาวเพื่อเข้าฉาก เขาโยนแว่นมาให้ผม เล่นเอาใจหายใจคว่ำเกิดรับไม่ได้ขึ้นมาแล้วตกแตกฉันไม่มีปัญญาซื้อใช้แกหรอกนะ ผมวางเสื้อกับแว่นเขาไว้บนตัก แล้วยกมือรับกางเกงยีนส์ที่เขาโยนมา


“กระเป๋าตังค์อยู่ในนั้น เก็บไว้ดีๆ” เขาบอกพลางใส่กางเกงสแลคสีดำของกองถ่ายเข้าไป


แหม… หน้าด้านจริงๆ แก้ผ้ากลางเต้นท์ไม่สนใจสายตาใคร ทั้งที่แกใส่แค่กางเกงในคาลวินไคลน์สีขาวตัวเดียว รู้แล้วย่ะว่ามีของเด็ด ไม่ต้องเน้นย้ำด้วยการถอดโชว์บ่อยๆ หรอก แต่ดูท่าพวกฝ่ายเสื้อผ้าจะเฉยๆ มาก ทุกคนดูนิ่ง แต่ผมนี่สิยังไม่ชินตาเลย ทั้งที่เห็นไอ้ของที่มันอยู่ในกางเกงในเนื้อนิ่มนั่นมาแล้ว แม้จะแว้บๆ ก็เหอะ แต่ก็รู้ว่า


ปืนใหญ่อาเซนอล เจอน้องชายเข้าให้แล้วล่ะ


วิคเตอร์ติดกระดุมกางเกงแล้วยัดเสื้อเข้าไป ก่อนจะเดินกลับไปนั่งคุยกับแม่ดารารับเชิญนั้นด้วยสายตาฟุ้งฟิ๊งกิงก่องแก้ว เหอะ! หวังว่าคนนี้ผมคงไม่ไปขัดจังหวะเขาอีกหรอกนะ


หลังจากแต่งตัว แต่งหน้า ทำผม เสร็จแล้ว ผู้กำกับก็เรียกนักแสดงไปหน้าเซ็ทเพื่อซักซ้อมคิวภายในตึกที่ใช้เป็นโลเกชั่นสำหรับวันนี้ ผมยืนแอบๆ ที่มุมห้องในตึกที่เซ็ทเป็นห้องทำงานของวิคเตอร์ในเรื่อง ยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปเพื่อทำเดลี่รีพอร์ต (Daily report) ส่งคุณเอมิลี่ วิคเตอร์กำลังยืนอ่านบท พลางพยักหน้ารับคำสั่งของผู้กำกับ โดยมีสาวรายใหม่ของวิคเตอร์ และนักแสดงคนอื่นๆ รวมถึงตัวประกอบ ยืนฟังอย่างตั้งใจอยู่ด้วย


พอซักซ้อมคิวเสร็จผู้กำกับก็สั่งให้เล่นเสมือนจริง เพื่อดูมุมกล้อง แอคติ้ง และองค์ประกอบของนักแสดง การถ่ายทำซีรีส์ (หรือที่เราติดปากเรียกกันว่าละคร) ของที่นี่ส่วนใหญ่จะใช้ฟิล์มใช้กล้องถ่ายทำตัวเดียวกัน เหมือนที่ใช้ถ่ายภาพยนตร์ ภาพเลยออกมาสวยและให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังดูหนังใหญ่อยู่  บางทีภาพแค่ยี่สิบสามสิบวิ แต่พวกพี่แกลงทุนยกเครนนะจ๊ะ แต่ภาพออกมาสวยฟุ้งฟิ๊งกิงกองแก้วแบบที่ต้องบอกต่อใครๆ


“Okay—Tape record! (เอาล่ะ บันทึกภาพละนะ!)” พอได้มุมตามที่ต้องการ ผู้กำกับก็ตะโกนบอกโดยไม่ต้องใช้วอร์เพราะอยู่ใกล้ๆ กัน ทุกคนเข้าประจำที่ วิคเตอร์กับแม่นางเอกรับเชิญนั่นยืนหัวร่อต่อกระซิก มุ้งมิ้งๆ กันสองคน จนผมห้ามความคิดตัวเองไม่ได้ว่า สองคนนี้ไปมุ้งมิ้งกันต่อบนเตียงแน่นอน


Coming soon…


“Tape…5…4…3…2…Action!” สิ้นเสียงผู้กำกับและเสียงเสลทตัดฉับ พร้อมดึงออกจากหน้ากล้อง นักแสดงทุกคนก็เริ่มขยับเขยื้อน และพูดตามบททันที


ไม่อยากชมแต่ก็อดชมไม่ได้ วิคเตอร์เป็นคนที่มีเสน่ห์มากเมื่อทำการแสดง คือวิคเตอร์ไม่ใช่คนหน้าหล่อที่เห็นแล้วจะสตั๊นท์ไปสิบวิหรือหนึ่งนาที เขาไม่ใช่แนวนั้น แต่เขาเป็นคนที่มีหนังหน้าดี โครงหน้าดี มีเสน่ห์ คือเป็นคนหล่อแต่ไม่ใช่ว่าหล่อลากกระชากใจตั้งแต่ครั้งแรกที่สบสายตา แต่เนื่องจากพื้นฐานหนังหน้าเขาดี เมื่อมองๆ ไปจะรู้สึกว่ามันหล่อเนอะ หน้าดีและยังหล่อ อะไรแบบนี้ แล้วยิ่งมาทำการแสดง ผมว่ามันยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้กับเขา คือผมก็ไม่รู้ว่า เพราะหน้าพี่แก หุ่นอันเป็นไม้แขวนเสื้อที่ดีที่ใส่อะไรก็ดูดีไปหมด หรือเพราะการแสดงของพี่แก ถึงหมอนั่นจะดูมึนๆ ไม่ค่อยพูดค่อยจากับใคร แต่สั่งอะไรไป ผมยังไม่เคยเห็นแกขัดข้อง แถมใส่แอคติ้งให้ได้หมด ก็ไม่แปลกใจล่ะนะที่ผู้กำกับจะไม่ยอมเปลี่ยนตัวเขาเป็นคนอื่น ผมเหลือบไปมองโปรดิวเซอร์ตัวอ้วนๆ หัวขาวโพลนที่ไม่ค่อยลงลอยกับวิคเตอร์ นั่งนิ่งมองภาพที่หน้าจอมอนิเตอร์ ตั้งแต่ผมมาที่กองถ่าย ผมยังไม่เห็นเขาพูดกับวิคเตอร์นอกรอบเลยสักคำ นอกจากคุยกันเรื่องงาน


‘You okay?’, ‘Understand?’, ‘Do you want to ask something about this scene?’, ‘Good’.
‘นายโอเคนะ’, ‘เข้าใจนะ’, ‘มีอะไรจะถามเกี่ยวกับฉากนี้อีกมั้ย’, ‘ดี’




ประโยควนซ้ำๆ เดิมๆ แล้วอีตาวิคเตอร์ก็ตอบไม่พ้นพวก เยส โน โอเค บางทีก็แค่พยักหน้า ละก็หันไปเตรียมตัวกับการแสดงต่อ หมอนี่มันมึนจริง หรือมันไม่สนใจก็ไม่รู้ แต่ที่รู้ๆ ในกองถ่ายหมอนี่แทบไม่คุย ไม่ยุ่งกับใคร คุยกับผู้กำกับและผมมากสุด
แต่อย่าคิดว่าชวนคุยชมนก ชมไม้ ชมสวน ชมก้อนอิฐ แบบนั้นนะ เรียกว่าชวนใช้ดีกว่า เอะอะหาเรื่องใช้ได้ทั้งวัน บางทีอยู่ที่กอง จู่ๆ ก็มาบอกให้ไปรับของที่แมนฮัทตัน ไอ้ปลวก! อาทิตย์นึงที่ผ่านมา ร่างจะแหลกเป็นสี่แยกไฟแดงเพราะวิ่งไปรับนั่นรับนี่ให้อีพระเอกใจยักษ์นี่มา


แต่ผมว่าตอนนี้หมอนั่นมีคนให้คุยมากกว่าสองคนแล้วล่ะ เพราะดูแล้วจะยิ้มระรื่นชื่นมื่นเหลือเกิน


“Great! Next! (เยี่ยม! ฉากต่อไปเลย!)” เมื่อสิ้นเสียงผู้กำกับ ทุกคนก็ย้ายมุม วิคเตอร์เดินคุยมากับสาวคนใหม่ ผมกะจะเดินไปที่เต้นท์อาหาร เพื่อหาอะไรกิน จะได้กินยาอีกเม็ด ตอนนี้อาการยังรุมๆ อยู่ ส่งเสียงไอน้อยๆ ไม่ขาดสาย กินยาเข้าไปซ้ำๆ จะได้ไข้ลด


เอี๊ยด!


ผมแทบเบรกเท้าไม่ทัน เมื่อนักแสดงคนสำคัญอีกคนของเรื่องที่เล่นเป็นเจ้าหน้าที่สืบสวนอีกคนในเรื่อง เดินตัดหน้าผมออกมาจากประตูหน้าของตึก ตอนผมเดินออกมาใช้ประตูข้างแล้วเดินอ้อมมาข้างหน้า เพราะไม่อยากไปเบียดเสียดกับฝูงทีมงานที่กำลังยืนออกันอยู่ ผมหยุดชะงักกะทันหัน จนทำให้เขาที่กำลังจะเดินเลี้ยวไปทางเต้นท์สวัสดิการ หยุดเดินแล้วหันมามอง ด้วยสายตาที่มองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า จนผมประหม่า และส่งยิ้มไม่เต็มปากไปให้


ใบหน้าขาวหล่อกำลังขบแน่น ยิ่งหน้าเขามีหนวดเคราสีน้ำแดงอ่อนที่อ่อนสีกว่าเส้นผมประดับอยู่ด้วยแล้ว มันทำให้เขาดูเหี้ยมมากจริงๆ กลีบจมูกโด่งแทบพุ่งมาแทงหน้าขยับเบาๆ ราวกับกำลังข่มอารมณ์ ดวงตาสีน้ำตาลอมเขียว กำลังมองผมอย่างไม่เป็นมิตร มันรู้สึกได้ ว่านั่นไม่ใช่สีหน้าและสายตาที่ดีที่นัก และไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมถูกมองด้วยสายตาแบบนี้ นี่คือครั้งที่สอง วันแรกๆ เขายังดูปกติกับผม แต่ช่วงสามวันหลังมานี้ เขาดูเหมือนเหยียดผมยังไงไม่รู้


อาจเป็นเพราะผมเป็นคนเอเชีย ผิวขาวเหลืองนวลๆ ด้วยมั้ง เลยทำให้ดูแตกต่าง แถมหน้าตาผมก็ผิดแปลกแหวกแนวคนในกองถ่ายทุกคนที่เป็นฝรั่งมังค่าหมด  ผมก็ได้แต่หวังว่าหมอนี่จะไม่ด่าผมออกมาว่าลิงเหลือง (Yellow monkey)


“Sean. (ฌอณ)” เขาละสายตาราวกับจะบีบผมให้ตายคามือจากผม เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาสะกิดเขาให้เดินตามไป ผมใจเต้นตุบๆ รู้สึกใจไม่ดีที่เห็นอาการนั้น ผมไม่รู้ว่าผมไปทำอะไรให้เขาไม่ถูกใจหรือเปล่า เพราะผมยังไม่เคยคุยกับเขาเลย แต่ผมเคยส่งยิ้มให้เขานะ แล้วเขาก็ยิ้มตอบกลับมาด้วย แต่เมื่อวานซืน วันก่อน และวันนี้ เขาเป็นอะไร ทำไมทำสีหน้าที่แสดงชัดเจนนักหนาว่าไม่ชอบผม


เกิดอะไรขึ้นโดยที่ไม่รู้ตัวรึเปล่า


ผมกระพริบตางงๆ ถอนหายใจแล้วส่ายหัวเบาๆ กับความไม่เข้าใจท่าทีของอีกฝ่าย จะบอกว่าคงไม่มีอะไรมั้งก็ไม่ได้ แต่ผมก็ไม่คิดจะถามคนที่จู่ๆ ก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังตีนแบบนี้หรอก เพิ่งเจอกันไม่กี่วันแล้วมาทำหน้าทำตาแบบนั้น น่าเอาคอนเวิร์สเขวี้ยงใส่หัวจริงๆ


ป้าบ!


“โอ๊ย!” ผมร้องเสียงหลงเป็นภาษาไทย แล้วเอามือขึ้นกุมหัวที่รู้สึกหนักๆ มึนๆ อ้ากกก! ใครขว้างคอนเวิร์สมาใส่ผมหรือเปล่า?!


“ตีหัวผมทำไมเนี่ย?!” ผมหันไปถามสียงแหว แม้เสียงจะขึ้นจมูกเพราะเป็นหวัด แต่เสียงผมก็สะบัดใช้ได้ และเพราะส่งเสียงมากไปทำให้ผมไอโครกๆ อีกสองสามรอบ


“กินยารึยัง?” วิคเตอร์ถามกลับหน้ามึน น้ำเสียงยียวน ผมดึงมือลงจากหัว แล้วถลึงตามองเขาด้วยความหงุดหงิดที่โดนเขาเอามือตีหัว แต่เขาไม่ได้ตีเต็มมือหรอก เขาชอบเอามือนึงวางรองไว้ก่อน แล้วค่อยเอาอีกมือฟาดลงมา


“กำลังจะไปกินนี่ไง!” ผมเสียงขู่ฟ่อ เหมือนเสียงแมวเหวี่ยง


“ฉันเห็นนายยืนทำหน้าเหมือนหมาหลงทางอยู่นานละ เลยเข้ามาช่วยชี้ทางว่าควรไปทางไหน” ผมอ้าปากจะด่า แต่ก็ต้องหุบลงเพราะเกิดอาการไอขึ้นมาอีกรอบ เลยได้แต่ส่งสายตามีดบินไปให้เขา


ชิ้งๆ


“ไปสิ!” เขาบอกเสียงย้ำ ผมสูดลมหายใจ ฟืด! ก่อนจะสะบัดหน้างอนๆ เดินหนีไป ก็เป็นเวลาเดียวกับที่แม่นางเอกรับเชิญเดินมาสมทบกับเขาพอดี


“Your servant is so—short. (คนใช้คุณนี่เตี้ยจริงๆ นะคะ)” แล้วนางก็หัวเราะคิกคักกับวิคเตอร์ที่ร่วมหัวเราะด้วยน้อยๆ


อ้าว! อีนี่!!


“I told you. (ก็ผมบอกแล้ว)”


อ้าว ไอ้นี่!! หน็อย… เอาฉันไปนินทาว่าเป็นคนใช้กับนังกิ๊กใหม่นี่งั้นหรอ?!


ไหนบอกว่าง้อไงวะ ไอ้ที่ทำๆ อยู่นี่ กดขี่ข่มเหงเหมือนเดิม เกี๊ยวกุ้ง ยาแก้ปวด และช็อคโกแล็ตที่ให้มา บอกเลยว่ามันไร้ค่ามาก!


 :hao3:

--------------------------------TBC.-----------------------------

ยาวเช่นเคย 55555 พอเอามาลงในบอร์ดนี้ รู้สึกเหนื่อยมากกับการอัพแต่ล่ะครั้ง เหนื่อยเพราะนิยายตัวเองยาวนี่แหละ แล้วกว่าจะอัพครบ ล่อไปสามสี่กระทู้ -..- รีบๆ ลงไว้ก่อน เพราะอีกบอร์ดเหลือบทส่งท้ายก้อจิจบพาร์ทแรกแล้นนน แต่ที่เล้าตอมคงลงทุกวันจ้า วันล่ะตอนเลย ไม่แน่อาจวันล่ะสองตอนเลยแหละ เผื่อใครที่สิงอยู่แต่เล้าจะได้อ่านทุกๆ วันเลยเนอะ ^^

กดไลค์เฟซบุ๊คหรือฟอโล่วทวิตเตอร์เพื่ออัพเดตข่าวสาร การเม้าท์มอยนอกรอบ หรือร่วมเพ้อเจ้อไปกับคนเขียน
คลิกตรงสีน้ำเงินด้านล่าง ตรงลายเซ็นเลยจ้า กดปุ๊บ ลิงก์เด้งปั๊บเลยยย



ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8


CHAPTER 6 :: A man who has a dark side


รถของวิคเตอร์จอดเทียบตรงริมฟุตบาทหน้าทาวน์เฮ้าส์ของเขาในเวลาหัวค่ำ ผมเปิดประตูลงจากรถ แล้วไออีกสองสามทีให้กับอากาศยามค่ำที่โชยมาปะทะร่าง โอ้ยยย… น้ำมูกไหลทั้งวันเลย น่ารำคาญอะไรอย่างนี้ ผมสั่งน้ำมูกใส่ทิชชูเสียงดังฟืดๆ พลางเดินตามหลังวิคเตอร์ขึ้นบันไดบ้านไปช้าๆ พอเปิดประตูบ้านเข้าไปได้ เจ้าไมเคิลก็วิ่งออกมาล้อมหน้าล้อมหลังวิคเตอร์ พร้อมส่งเสียงเห่าด้วยความดีใจทันที พ่อพระเอกก้มลองกอดกับหมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ที่ผมคิดว่าชีวิตนี้ไม่มีทางได้จากเขาหรอก ผมหันสายตาไปมองเจ้าฟอกซ์ที่นอนอยู่บนเค้าน์เตอร์เครื่องดื่มในครัว


“ของในครัวคุณจะหมดแล้ว เดี๋ยวผมไปซูเปอร์ฯ ซื้อของสดมาให้ละกันนะครับ” ผมบอกเสียงอู้อี้ขึ้นจมูก พลางสั่งน้ำมูกเสียงดังฟืด ตาก็ปรือจะปิดแหล่ไม่ปิดแหล่ วิคเตอร์ขยี้หัวเจ้าไมเคิลอีกทีก่อนจะยืนขึ้นแล้วมองมาที่ผมที่กำลังขยี้ตางัวเงียๆ


“แล้วเมื่อกี้ตอนอยู่ที่กองถ่ายทำไมไม่พูด แถวนั้นมีไชน่าทาวน์ ฉันจะได้ให้นายไปซื้อ” เขาบอกน้ำเสียงและสีหน้าหงุดหงิดนิดๆ ผมชะงักกึก เออว่ะ… ก่อนหน้านี้ทำไมไม่ไปหาซื้ออะไรที่ไชน่าทาวน์


แต่เหนือไชน่าทาวน์ ผมกำลังคิดถึงท่าทีหงุดหงิดๆ และดุๆ แบบนี้ เขาทำให้ผมนึกถึงพ่อดุผมเวลาที่ผมทำอะไรแล้วคิดไม่รอบคอบ ผมยิ้มแหย ยกมือลูบแก้มเบาๆ ก่อนจะตอบ


“ลืมอ่ะ” ผมยิ้มตาหวาน ไม่ได้หวานเพราะผมเป็นคนตาหวานนะ แต่เพราะมันเยิ้มจากอาการเป็นหวัด อีกฝ่ายทำปากยื่นนิดๆ สีหน้าเซ็งหน่อยๆ


“Damn retard. (ไอ้ติงต๊องเอ๊ย)” เขาบอกหน้ามึน แต่โคตรกวนบาทล่างสองบาทของผมที่ขยับยุกยิกไปมา ผมเม้มปากแน่น รูจมูกหุบๆ บานๆ เพราะพยายามไม่ให้อารมณ์เสียแล้วด่าเขากลับ สภาพนี้เถียงไปไอไปไม่เจิดแน่ๆ


“หยุดด่าผมสักแปบ แล้วเอาเงินให้ผมไปซื้อของดีกว่ามั้ยครับ” ผมบอกพลางยกทิชชูขึ้นมาซับน้ำมูกที่กำลังไหลออกมาอีกรอบ


“เดี๋ยวฉันไปด้วย” ผมปล่อยมือออกจากจมูกแล้วทำท่าเหมือนปัดแมลงหวี่แมลงวันที่กำลังบินตอมหน้า


“ไม่ต้องหรอก คุณอยู่นี่แหละ ผมจัดการเองได้ เอาแค่เงินมาก็พอ” ผมยืดมือขวาสุดแขนแล้วแบมือเป็นสัญลักษณ์ของการขอเงิน สีหน้าเขาเอือมเล็กน้อย


“สภาพอย่างกับจะไต่กลับลงหลุม ยังจะอวดดี” เขามองผมเหมือนหมดคำจะพูดแล้ว แต่จริงๆ ไม่มีทางหรอก คำพูด คำจิกกัด ของหมอนี่มีอีกสารพัด


“ก็ได้ ถ้าคุณอยากไป งั้นก็ไปกันครับ แต่เดินไปนะ ซูเปอร์ฯ อยู่ใกล้ๆ นี่เอง” เขาเหลือบตามองผมนิดหน่อย ก่อนจะหมุนตัวเดินนำออกจากบ้านไป ผมหันไปลูบหัวเจ้าแมวตาฟ้าตัวอวบเบาๆ ก่อนจะเดินตามเจ้านายของมันออกจากบ้านไป


ช่วงนี้มันยังเป็นช่วงเวลาหัวค่ำสายๆ อยู่ ประมาณทุ่มสองทุ่มนั่นล่ะ เลยยังมีคนออกมาเดินเตร็ดเตร่กันอยู่ แถวบ้านวิคเตอร์ เรียกได้ว่าเป็นย่านที่ถ้าไม่รวยจริงนั้นอยู่ยาก เพราะค่าครองชีพนั้นแสนจะสูง ทาวน์เฮ้าส์ที่วิคเตอร์อยู่ ผมลองไปค้นหาราคามา แม้จะไม่ได้บอกตัวเลขตรงๆ แต่จากการที่ได้ข้อมูลมาพบว่าราคามันแพงมาก อยู่ในย่าน Upper East side ใกล้เซ็นทรัลปาร์ค สวนสาธารณะใจกลางเมืองนิวยอร์คแบบนี้ด้วยแล้ว มันยิ่งทำให้ราคาสูงจนน่าใจหายวาบ ผมก็ไม่แปลกใจหรอกถ้าวิคเตอร์จะอยู่แถวนี้ มันเป็นสิทธิ์ของเขา เพียงแต่ผมแค่สงสัยในใจกับตัวเองว่า ค่าตัวการทำงานของเขามันเยอะขนาดนั้นเชียวหรอ เพราะเขาเองก็เพิ่งเริ่มจะดังได้ไม่เท่าไหร่ คือดัง แต่ผมว่าเขายังเหมือนเป็นดาวรุ่งอยู่ ประมาณนั้น


แต่ผมก็ได้แต่สงสัยแหละ ลองค้นข้อมูลในกูเกิ้ลเพิ่มเติม ผมก็ไม่ได้อะไรเพิ่มเติมไปมากกว่าครั้งแรกที่เคยหาข้อมูลเขา ส่วนใหญ่ที่ลงไว้ก็เป็นข้อมูลทั่วๆ ไป และถึงผมคิดจะถามเขาก็ยิ่งเป็นไปได้ยาก และเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ หากจะไปถามคุณเอมิลี่ ผมก็คิดว่ามันคงเกินหน้าที่ตัวเองที่จะไปถามซอกแซกประวัติของพ่อพระเอก ผมแค่ดูแลเขาในเรื่องทั่วๆ ไปตามที่เขาสั่ง คิดว่าข้อมูลเชิงลึกขนาดนั้นมันคงจะไม่จำเป็น


แต่ผม… ก็ยังสงสัย แม้จะไม่หมกมุ่น แต่ก็ยังสงสัยเป็นบางครั้งเวลาเจออะไรแปลกๆ มาสะกิดใจ จะว่าไปวิคเตอร์ก็ไม่ได้มีนิสัยประหลาดอะไร แต่บางครั้ง คนเราก็อดสงสัยในตัวคนที่เพิ่งรู้จักกันไม่ได้เหมือนกันนะ แบบว่ามีบางจุดที่เราอยากรู้ แต่เราไม่กล้าถาม และไม่คิดจะถามเพราะรู้คำตอบอยู่แล้วว่าคือ ไม่ตอบ


“จะซื้ออะไรบ้าง” เขาหันมาถามตอนเราเดินมาถึงหน้าซูเปอร์ฯ ที่ขายของสด ผลไม้ และของใช้ ให้อารมณ์เหมือน Top supermarket บ้านเรา


“คงเดินเข้าไปดูก่อน เจออะไรน่าทานผมก็คงซื้อไปเก็บไว้ให้คุณ” ผมบอกแล้วไอโครกๆ อีกสองสามที วิคเตอร์มองผมนิ่ง ก่อนจะผงกหัวขึ้น แล้วเดินนำเข้าไป เนื่องจากผมตัวเตี้ยและขาสั้นกว่าเขา พอเขาก้าวยาวๆ ทีนึง เหมือนผมต้องก้าวไปสามก้าว ผมเลยต้องเร่งฝีเท้าให้เร็วเพื่อนเดินให้ทันเขา


“เดินห่างๆ ฉันบ้างก็ได้ จะมาเดินใกล้อะไรนักหนา เดี๋ยวคนอื่นก็เข้าใจผิดหมด” เขาหันมาบอกหลังจากเราเดินเข้ามาในซูเปอร์ฯ ที่กำลังมีคนจับจ่ายซื้อของกันมากมาย ผมเบ้ปาก แล้วหยุดเดินตามเขากะทันหัน ให้เขานำหน้าไปก่อน ผมเข้าใจความหมายเขาดี เขาคงกลัวคนอื่นมองว่าเขาเดินควงผู้ชาย ยิ่งเขาไม่ได้อำพรางตัวเองแบบนี้ คนจะจำเขาง่ายขึ้น แม้เขาจะยังไม่ได้ดังสะพรั่ง แต่เขาก็เริ่มมีชื่อเสียงมีคนรู้จักแล้ว


ผมหันไปมองรอบๆ บางคนมองตามวิคเตอร์แล้วทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเหมือนกำลังคิดว่านั่นใช่เขารึเปล่า แต่คนที่นี่ส่วนใหญ่เขาจะไม่ค่อยแสดงอาการเห่อดารานักแสดงออกอย่างชัดเจนมากนัก ผมทิ้งระยะห่าง จากเขาไว้ไกลมาก ไม่กล้าเดินเข้าไปใกล้เขาอีกทั้งเกรงใจเขาที่ต้องมาเดินกับผม และทั้งกลัวว่าเขาจะหันมาว่าอะไรผมไปมากกว่านั้นให้ผมรู้สึกแย่เปล่าๆ ผมเลยเดินช้าๆ มองของไปเรื่อยๆ ผมแวะหยิบตะกร้าแล้วเริ่มเดินสำรวจหาอาหารให้เขา ที่นี่มีอาหารไทย มีเครื่องปรุงอาหารไทยขายด้วย แต่แพงกว่าที่เมืองไทยประมาณสองสามเท่า แม้ผมจะทำกับข้าวไม่เก่งแต่ก็พอจะมีความรู้อยู่บ้างนิดหน่อยจากการที่มองแม่ทำอาหารบ่อยๆ


ผมอ้อยอิ่งอยู่ตรงโซนเครื่องปรุง หยิบพริกสด พริกไทย น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอส น้ำมันพืช น้ำมันงา หยิบทุกอย่างที่คิดว่ามันคือเครื่องปรุงอาหารนั่นล่ะ แล้วก็เลือกหยิบทั้งของไทยของเทศ เอาไว้ทำให้เขากินหลายๆ อย่าง จะได้ไม่มาบ่นว่าทำอาหารซ้ำซากจำเจ
พอผมได้เครื่องปรุงที่ต้องการและคิดว่ามันแทบจะล้นตะกร้าแล้ว ผมก็เดินไปโซนอาหาร ผมหมุนตัวไปมองรอบๆ ก็ไม่เห็นวิคเตอร์แล้ว ผมถอนหายใจเบาๆ แล้วปล่อยผ่าน เลือกหยิบของสด ผัก ผลไม้ ใส่ตะกร้า จนตอนนี้น้ำหนักของตะกร้าเริ่มหนักขึ้น แต่ผมก็ยังอุ้มตะกร้าเอาไว้ และเดินสำรวจอาหารต่อไป คนเตี้ยๆ แต่ตัวไม่ได้เล็กมาก ถือตะกร้าในสภาพโอบอุ้มแบบนี้ ช่างเหมือนคนแคระของสโนว์ไวท์เวลาแบกของใหญ่เกินตัวซะจริงๆ


“Oh—sorry! (โอ๊ะ ขอโทษครับ)” สติผมถูกดึงกลับมาวืบ หลังจากเพลินกับการมองหาอาหารใส่เพิ่มเข้าไปในตะกร้า เมื่อเดินชนกับคนที่เขามาจับจ่ายซื้ออาหารในซูเปอร์ฯ เหมือนกัน


“หน้าคุ้นๆ นะ…” ผมยืดคอพ้นจากขอบตะกร้าเพื่อมองหน้ามองคนที่ผมเดินชนชัดๆ อีกที แล้วก็ต้องตาเป็นประกายวิบวับ พร้อมส่งรอยยิ้มไปให้


“อดัม!” ผมบอกเสียงดีใจ อีกฝ่ายยิ้มงงเล็กน้อย สีหน้าของเขาเหมือนกำลังนึกว่าผมเป็นใคร


“เราเคยเจอกันที่สตูดิโอที่วิคเตอร์ถ่ายแบบไงครับ ที่ผมเดินชนคุณ แล้วคุณก็พาผม…”


“เฮ้… ใจเย็น ไม่ต้องรีบพูดขนาดนั้น” เขาบอกพร้อมส่งรอยยิ้มหล่อเหลาน่าเอา เอ้ย! เอาการมาให้ ทำเอาผมยิ้มกว้างตาม


“คุณจำผมได้มั้ย” ผมถามเขาอีกทีพลางกระชับตะกร้าที่อัดอาหารไว้แน่น อดัมกำลังใช้ความคิดขณะที่มองหน้าผมด้วยความสงสัย นี่เขาจำผมไม่ได้หรอ ไหนว่าหน้าผมคุ้นไง


เอ๊ะ! หรือว่าหน้าผมจะไปเหมือนตัวอะไรที่เขาไปเห็นที่สวนสัตว์มาหรือเปล่า (ว่าไปโน่น)


“หน้าคุ้น แต่ฉันนึกชื่อนายไม่ออกแฮะ”


“แมทครับ ผมชื่อแมท” อดัมเลิกคิ้วขึ้นนิดหนึ่ง และส่งรอยยิ้มเท่ๆ มาให้


“ขอโทษที ฉันมันเป็นพวกจำชื่อคนไม่เก่งแต่จำหน้าได้นะ” ผมฉีกยิ้มกว้างให้ แล้วพยักหน้าหงึกๆ


“ไม่เป็นไรครับ จำหน้าได้ก็ยังดี” ผมหัวเราะน้อยๆ และผลที่ตามมาก็คือเสียงไออันน่ารำคาญ ผมกระชับตะกร้าที่เริ่มทำให้ผมปวดแขน


“นายซื้ออะไรเยอะแยะเนี่ย ตัวนิดเดียวกินขนาดนี้เลยหรอ” ผมพยายามหยุดไอ แล้วหันไปตอบคำถามเขา


“ไม่ใช่ของผมหรอกครับ ของวิคเตอร์” อดัมมีสีหน้าเข้าใจ ผมเหลือบมองลายสักนกอินทรีย์ที่เป็นลายยาวตรงแขนซ้ายของเขา งืมมม… เท่ง่ะ หุ่นล่ำๆ กับรอยสักเท่ๆ


“นายมาคนเดียวหรอ” เขาถามด้วยความแปลกใจ


“มากับวิคเตอร์ครับ แต่เขาไปไหนแล้วก็ไม่รู้ อันที่จริงก็เหมือนผมมาคนเดียวนั่นแหละครับ” ผมยิ้มเรื่อยๆ แล้วกระชับตะกร้าที่เริ่มหนักอีกรอบ อดัมมองตะกร้านั้นก่อนจะคว้าไปถือไว้


“ตัวเล็กแค่นี้ เดี๋ยวก็โดนอาหารทับตายหรอก ทำไมไม่เอารถเข็นมาล่ะ” ผมอ้าปากหวอหน่อยๆ แล้วกระพริบตาปริบๆ มองเขา
เออว่ะ ทำไมไม่เอารถเข็นมาวะ


“ฮะๆ นี่นายลืมรึไงว่าที่นี่เขามีรถเข็นให้” ผมหุบปากฉับ เลื่อนสายตาไปมองอดัมที่กำลังยิ้มขำๆ ผมยิ้มกลบเกลื่อนความงั่งของตัวเอง


“รออยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยวฉันไปเอารถเข็นมาให้” ผมกำลังจะอ้าปากบอกว่าเดี๋ยวผมไปเอาเอง แต่อดัมเดินผ่านผมไปพร้อมกับถือตะกร้าไปด้วย ผมมองตามแผ่นหลังเขาไปแล้วต้องใจสั่นหวิว


โอ้โหย! มัดกล้ามแน่นลื๊มมมม!


“ไอแมทใจ่บ่อดี๊…” ผมพูดสำเนียงเหนือเบาๆ กับตัวเอง มองตามคนตัวสูงที่ถือตะกร้าด้วยแขนอันแข็งแกร่ง แล้วภวังค์ผมก็หลุดด้วยเสียงจาม ฮัดเช่ย! ของตัวเอง ผมปิดจมูกเอาไว้แล้วกลอกตามองซ้ายมองขวาว่ามีคนเห็นอาการใจไม่ดีเมื่อเห็นมัดกล้ามของอดัมหรือเปล่า แต่ทุกคนก็ยังคงเดินจับจ่ายซื้อของไม่สนใจใคร ผมรอแค่แปบเดียวอดัมก็เข็นรถกลับมา ผมรีบสูดน้ำมูกแล้วตั้งสติที่เบลอเพราะอาการหวัดและอาการเมากล้ามของผู้ชายชื่อเดียวกับนักร้องคนโปรดของผม


“ขอบคุณนะครับ” ผมยกมือไหว้ขอบคุณเขาอย่างลืมตัว อดัมมองแล้วยิ้มกว้าง


“จำได้ว่าเจอกันครั้งแรก นายก็ยกมือไหว้ฉัน ครั้งนี้นายก็ยกมือไหว้ฉันอีกแล้ว” ผมลดมือลงแล้วหัวเราะเบาๆ


“อันนั้นไหว้สวัสดี อันนี้ไหว้ขอบคุณครับ” อดัมยิ้มพร้อมใบหน้าสงสัยและดูสนใจกับคำที่ผมบอก ผมเลยยกมือไหว้อีกรอบแล้วแนะนำวิถีไทยให้เขาฟัง


“In Thailand, if you met someone who are older than you—you will do this—and say ‘Sa-wad-dee-krub’. And when someone helps you—you will say ‘Kob-khun-krub’. (ที่ไทยเนี่ยนะครับ ถ้าคุณเจอคนที่อายุมากกว่าคุณ คุณจะยกมือไหว้แบบนี้ แล้วพูดว่า สวัสดีครับ แล้วถ้าใครช่วยคุณ คุณจะพูดว่าขอบคุณครับ)” ผมสั่นมือที่พนมแต้อยู่เบาๆ แล้วยิ้มแฉ่งให้อดัมที่ทำหน้ายิ้มด้วยความสนใจอยู่ เขายกมือขึ้นมาแล้วทำท่าไหว้ พร้อมโค้งหัวเบาๆ ผมเห็นแบบนั้นก็ส่งเสียงหัวเราะ เพราะเขาทำได้น่ารักมาก หน้าตาหล่อแบดบอยๆ แต่มาทำอะไรแบบนี้ มันเลยดูน่าเอ็นดูสุดๆ


“ฉันไปเมืองไทยมาสองครั้ง แต่ว่ายังไม่เคยมีคนสอนฉันไหว้แบบนี้เลย” เขาบอกพลางลดมือลงไปจับที่รถเข็น


“ก็คุณไปแต่ฟูลมูนปาร์ตี้ไม่ใช่หรอครับ ใครเขาจะมาสอนคุณล่ะ” ผมว่ายิ้มๆ พลางทำมือว่าขอรถเข็น แต่เขาส่ายหัวแล้วทำท่าผายมือให้ผมเดินต่อไปเลย ผมกระพริบตามองเขางงๆ


“เดี๋ยวฉันเข็นให้ นายอยากได้อะไรก็หยิบใส่เถอะ”


“แล้วคุณไม่รีบไปไหนหรอ”


“จริงๆ วันนี้ก็มีปาร์ตี้ที่ห้องเพื่อนฉัน แฟลตแถวนี้แหละ พวกนั้นสั่งให้ฉันซื้อของก่อนเข้าไปน่ะ” ผมหน้าเหวอ แล้วรีบจับรถเข็นที่อดัมกำลังเข็นเคลื่อนที่ไปช้าๆ


“งั้นคุณไปซื้อของเถอะครับ เดี๋ยวเพื่อนคุณจะรอนาน ผมดูแลตัวเองได้ครับ” อดัมส่ายหัวเบาๆ ผมก็ส่ายหัวหงึกๆ กลับไปเป็นการยืนยันว่าให้เขารีบไป อดัมยิ้มขำที่มุมปาก


“เอาน่า ฉันไม่รีบ เพื่อนฉันมันไม่อดตายหรอก” เขายักคิ้วชิวๆ แล้วเริ่มออกแรงเข็น


“แต่ว่า เพื่อนคุณก็จะรอนานอยู่ดีนะครับ” อดัมยิ้มน้อยๆ แล้วส่ายหัวหน่อยๆ และเข็นรถต่อไปโดยไม่พูดอะไรอีก นั่นเป็นการบอกว่าเขาจะยังไม่ไปตอนนี้


เอาจริง ผมก็รู้สึกดีนะที่มีอดัมมาเดินเข็นรถให้ แอบเหมือนฝันไม่ใช่น้อยเลยแหละที่คนที่ตัวเองแอบปลื้มปริ่มมายืนอยู่ตรงนี้ ยอมรับเลยว่า ผมใจสั่นกับรูปลักษณ์ภายนอกของเขามาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะหน้ามืดตามัวไม่สนใจนิสัยเขาซะทีเดียว มันเป็นอารมณ์แบบว่าเห็นหน้าคือชอบ แต่จะเพิ่มเลเวลชอบมั้ยอันนี้อยู่ที่นิสัยของคนที่เป็นเป้าหมายเราเลย


แต่จากการที่เจอมาสองครั้ง อดัมเขาก็ค่อนข้างน่ารักกับผมนะ ไม่รู้เป็นเพราะเขาเป็นฝรั่งด้วยหรือเปล่า เพราะฝรั่งส่วนมากเขาจะไม่ค่อยแบ่งแยกหรือคิดเล็กคิดน้อย คิดมากอะไร คืออย่างน้อยเขาก็แสดงออกด้านดีๆ ให้ผมเห็นน่ะ ก็เลยรู้สึกว่าเขาก็น่ารักกับเรานะ เพราะเขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจหรือแสดงท่าทีอะไรไม่ดีใส่ผม ก็… อย่างน้อยครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งที่เขาแสดงด้านชวนกรี๊ดและแอบปริ่มอยู่ในใจออกมา ก็เขากล้าเดินกับผมสองคนล่ะนะ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่คิดอะไรก็ตามแต่ผมก็ปริ่มเปรมไม่น้อย แอบกระโดดโลดเต้นคนเดียวอยู่ในใจที่คนที่เราแอบกรี๊ดมาเดินด้วย และอย่างน้อยก็ดีกว่าวิคเตอร์ที่เอ่ยปากไล่ผมให้ไปเดินไกลๆ ทั้งๆ ที่ก็เจอกันบ่อยกว่าอดัมอีก แต่ผมก็ไม่น้อยใจอะไรพ่อพระเอกนั่นหรอก เพราะมองๆ จากนิสัยเพี้ยนๆ แล้วก็ได้แต่บอกว่าปล่อยผ่านไปเถอะแล้วจะสบายใจเอง


“เอาอันนี้มั้ยครับ ท่าทางอร่อยนะ…” ผมยื่นตัวอย่างอาหารแม็กซิกันที่วางไว้บนถาดให้เขา แล้วหัวเราะเบาๆ เมื่ออดัมทำท่าย่นจมูกเพราะฉุนกลิ่นพริกรสปาปิก้า ผมวางไว้ที่เดิมแล้วเดินคุยกับอดัมต่อ


“คุณชอบกินอาหารไทยมั้ย”


“ชอบสิ ฉันไปเมืองไทยมาสองครั้ง ฉันชอบส้มตำมากนะ”


“ว้าว… จริงหรอครับ ผมก็ชอบนะ ยิ่งส้มตำ ผสมกับ ปู ปลาร้า ยิ่งชอบ รู้จักมั้ยครับ” อดัมส่ายหัวแล้วยิ้มนิดๆ


“ถ้ามีโอกาสผมจะทำให้กิน แต่จริงๆ ผมก็ทำไม่เป็นหรอก แม่ผมทำเป็น เดี๋ยวผมจะลองโทรถามแม่ให้ว่าต้องทำยังไงบ้าง…” ผมชะงักไป แล้วทำท่าคิด


 “…แต่ว่า ปลาร้าที่นี่สู้เวอร์ชั่นออริจินอลไม่ได้หรอกครับ ส้มตำปูปลาร้านี่ต้องกินที่ไทยจริงๆ นะ” ผมทำหน้ายู่เมื่อนึกได้ว่าจะไม่สามารถทำส้มตำแบบไทยออริจินอลให้เขาได้กิน อดัมหัวเราะเบาๆ


“ไว้ฉันไปไทยอีก นายก็ทำให้ฉันกินสิ” ผมหันไปยิ้มเอ๋อๆ นิดหน่อย


“คุณจะไปไทยอีกหรอครับ” ผมถามด้วยความตื่นเต้น อดัมยิ้มนิดๆ แล้วพยักหน้า


“ไปสิ แต่รอบนี้ฉันอยากไปเที่ยวทะเลที่อื่นบ้าง ที่ไม่ใช่ฟูลมูนปาร์ตี้น่ะ” ผมยิ้มด้วยความตื่นเต้นที่ได้ยินว่าเขาจะไปไทย


“แจ๋ว! ถ้าคุณไปรอบหน้า เดี๋ยวผมเป็นไกด์ให้คุณเอง เดี๋ยวผมพาไปเที่ยวทะเลที่อื่นเองครับ” ผมยิ้มกริ่ม ยังไม่ทันได้ไป ภาพทะเลในเมืองไทยก็ผุดขึ้นมาในหัวผมเต็มไปหมด อดัมยิ้มหล่อ


“จริงอ้ะ?” ผมพยักหน้ารัวๆ พร้อมยกสามนิ้วมือขวาขึ้นมาเป็นการยืนยัน


“จริงครับ ขอสัญญาเลย ว่าถ้าคุณอดัมไปเที่ยวไทย ผมจะเป็นไกด์ให้คุณฟรีๆ!” ผมเอาสามนิ้วมาจูบเบาๆ แล้วยื่นส่งให้เขาเหมือนแคตนิส เอเวอร์ดีน ในเดอะ ฮังเกอร์ เกม* อดัมหัวเราะน้อยๆ ผมรีบบอกความหมายของสามนิ้วนี้ก่อนที่เขาจะเข้าใจผิด


(*ในหนังสือถึงสัญลักษณ์ที่แสดงถึง การขอบคุณ การชื่นชม และการบอกลาคนรัก)


“ในหนังมีความหมายค่อนข้างเศร้า แต่สามนิ้วของผมหมายถึง ความยินดี ความเต็มใจ และ การให้  นะครับ” ผมยิ้มแป้น แล้วยักคิ้วให้เขาสองสามครั้ง อดัมยิ้มเบ้ปากแล้วพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะชูสามนิ้วขึ้นมาบ้าง


“โอเค ตามนี้นะ” เขาเอาสามนิ้วไปจูบแล้วยื่นส่งกลับมาให้ เล่นเอาผมยิ้มเขินจนแทบเมื่อยแก้ม ผมยกมือเกาแก้มเบาๆ แก้อาการเก้อเขินที่เกิดขึ้น อดัมมองหน้าผมแล้วยิ้มๆ เหมือนเขาจะรู้ว่าผมเป็นอะไรและคิดอะไรอยู่


อ้ากกก! ถ้าเขารู้ว่าผมแอบกรี๊ดเขาอยู่ เขาจะด่าผมมั้ยนะ แต่ดูจากอาการแล้วคงไม่ด่าหรอก แต่ผมกลัวเขาตีตัวออกห่างไปเลยน่ะสิ แบบนั้นเจ็บและน่าใจหายกว่าอีก



[มีต่อด้านล่างค่ะ]

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8


“Shorty. (เตี้ย)” เสียงเรียกทุ้มนุ่มของวิคเตอร์ดังขึ้นด้านหลัง ผมลดมือที่ชูสามนิ้วลงแล้วหันไปมอง เขาถือถุงใส่ของเต็มสองมือ ผมเห็นขวดไวน์ กระป๋องเบียร์ ขวดเครื่องดื่มชูกำลัง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างพวก Smirnoff ที่ผมเคยดื่มตอนไปเที่ยวผับแถวมหาวิทยาลัย เขาไม่มีอาหารอยู่ในมือเลย มีแต่เครื่องดื่มมึนเมาทั้งนั้น คงกะรอให้ผมซื้อของให้นั่นแหละ


“คุณจะกลับก่อนก็ได้นะครับ เดี๋ยวผมตามไป” เขามองหน้าผมนิ่งๆ ครู่หนึ่ง ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองอดัม แล้วผงกหัวขึ้นให้เบาๆ หนึ่งที ผมหันไปมองอดัมที่ส่งยิ้มนิดๆ มาให้แล้วพยักหน้ารับคำทักทายนั้น
ท่าทางสองคนนี้คงจะไม่ได้มีความสัมพันธ์ซับซ้อนอะไร แต่คงไม่สนิทกัน


“ได้ของครบรึยัง” เขาเอ่ยถามผมเรียบๆ พลางมองไปที่รถเข็น แล้วเขาก็ขมวดคิ้วนิดๆ


“ซื้ออะไรไปเยอะแยะ”


“ก็ซื้อให้คุณนั่นแหละ” ผมตอบง่ายๆ ก็ซื้อให้เขาจริงๆ นี่ ไม่ได้ซื้อไปให้ใครอื่นสักหน่อย เขาทำหน้า ปล่อยผ่าน ไม่เซาซี้ถามต่อ


“แล้วได้ของครบรึยัง ถ้าครบแล้วก็ไปจ่ายเงิน” เขาบอกเสียงหึ่งๆ ในลำคอ ผมหันไปมองของในรถเข็น ก็รู้สึกว่าที่จับยัดๆ ใส่มานี่ก็มากพอแล้ว เลยหันไปมองหน้าเขาแล้วพยักหน้าหงึกๆ เป็นสัญญาณบอกว่าไปจ่ายเงินก็ได้


“ขอบคุณมากนะครับอดัม ที่มาช่วยเข็นรถให้ แต่ผมคงต้องกลับก่อน” ผมหันไปบอกชายหนุ่มในมิติฝันของตัวเอง อีกฝ่ายยิ้มน้อยๆ แต่หล่อเป็นการรับรู้


“จะไปได้รึยัง ฉันหิวข้าว” เสียงหน่ายๆ และมึนๆ ดังมาจากพ่อรูปหล่ออีกคน ที่ผมหันไปเห็นว่าสีหน้าเขาเริ่มออกอาการเบื่อๆ ผมเห็นแบบนั้นก็รีบหันไปจับรถเข็น


“เดี๋ยวผมเข็นรถไปเองก็ได้ครับ”


“ไม่เป็นไร เดี๋ยว…” เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาดังขึ้นทำให้ต้องหยุดพูดไป อดัมหยิบขึ้นมารับสาย


“อยู่ที่โซนอาหารสด…อ้อ…มาสิ…ใช่…เดี๋ยวไปพร้อมกันก็ได้…”


“อดัม!” อดัมยังไม่ทันพูดจบ เสียงใสๆ เสียงหนึ่งก็ดึงขึ้นมาพร้อมร่างของหญิงสาวผมยาวสีดำ ตัวสูงอย่างกับนางแบบ หน้าตาก็สวยคม เธอฉีกยิ้มพลางยัดโทรศัพท์ไว้ในเสื้อแจ๊คแก็ตสีดำตัวสั้นเท่าเอว อดัมยิ้มแล้วหันไปมอง


“มาเร็วดีจัง”


“พอดีฉันอยู่แถวนี้ โทรไปหาพวกนั้นก็บอกว่าเธออยู่ที่นี่ ฉันเลยกะมาช่วยเธอซื้อของแล้วเข้าไปพร้อมกัน” ผมกำลังมองสายตาที่ทั้งคู่มองกัน แล้วความรู้สึกไม่ชอบมาพากลบางอย่างก็พุ่งวาบเข้ามาในใจ แล้วไอ้ความรู้สึกนั้นก็ชัดเจนขึ้นเมื่อฝ่ายผู้หญิงยื่นปากไปจูบริมฝีปากอดัมเบาๆ อดัมจูบตอบ พอผละออกก็ยิ้มให้กัน เล่นเอาผมเงิบ


แอร้ยยย!!! กรี๊ดตุ๊ดแตกอีกที ทำไมทำกับแมทแบบนี้ล่ะอดัม มีแฟนแล้วยังมาโปรยเสน่ห์ใส่กันอีกนะ!!! น้ำตาจะไหล!


“หึๆ” เสียงหัวเราะต่ำๆ ดังมาจากข้างหลัง ผมหันไปมองก็เห็นวิคเตอร์ยิ้มกลั้นขำอยู่ ก่อนจะทำหน้ากวนตีนกวนใจ แถมยังยักไหล่เป็นเชิงล้อเลียน ผมถลึงตามองเขา แล้วทำหน้าเข่นเขี้ยวใส่


“โอ๊ะ! พระเจ้า! นั่นวิคเตอร์ใช่มั้ยคะ?!” แล้วก่อนที่ผมจะเขย่งกัดหูอีกฝ่าย เสียงของแม่นางที่เพิ่งทำร้ายจิตใจผมด้วยการแย่งอดัมไป (?) ก็ดังขึ้นทำให้ผมต้องหยุดหันไปมอง


“ครับ” วิคเตอร์ตอบเสียงทุ้มๆ หล่อๆ แต่ตอนนี้ผมมองหน้าอดัมที่กำลังยิ้มมองหญิงสาวข้างกายด้วยสายตารักใคร่ เอ็นดู โฮฮฮ!!! เห็นแบบนี้แล้วปวดใจตุบๆ เลยเว้ยยยย!!! ที่มโนมาก่อนหน้านี้ พังทลายครืนนน!!!


“ขอถ่ายรูปหน่อยได้มั้ยคะ ฉันเป็นแฟนซีรีย์ของคุณค่ะ” วิคเตอร์ยิ้มนิดๆ แล้วพยักหน้าตอบรับ แม่สาวสวยคมผมดำควักโทรศัพท์ออกมายื่นให้อดัมแล้วบอกให้ช่วยถ่ายรูปให้เธอหน่อย เธอเดินเข้าไปยืนข้างวิคเตอร์ที่ถือของเต็มสองมือ แน่ล่ะไม่ต้องเดาให้เยอะ หมอนั่นยื่นถุงพวกนั้นมาให้ผมจนแทบรับไว้ไม่ทัน ก่อนจะหันไปโอบไหล่แฟนคลับของตัวเองเบาๆ แล้วยิ้มให้กับกล้อง อดัมกดถ่ายไปสองสามรูปเห็นจะได้ แต่ตอนนี้สติผมมันหลุดๆ ลอยๆ ใจเต้นตุบตับ ยอมรับว่าใจแป้วมาก นี่ดีนะยังไม่ลงลึกกับความรู้สึกตัวเอง แค่แอบกรี๊ด แต่แค่นี้ยังหน่วงๆ ในอกพิกล เฮอะ! แน่ล่ะไอ้แมทเอ๊ย แกเป็นผู้ชายนะ ไม่ใช่ผู้หญิง ยังไงผู้ชายก็ต้องเลือกผู้หญิงก่อนอยู่แล้ว…


ใช่… มันมักจะเป็นแบบนั้นเสมอ เมื่อไหร่จะหยุดเพ้อได้สักทีนะ คิดแล้วผมก็ยิ่งหน่วงแต่คราวนี้หน่วงเพราะนึกถึงเรื่องในอดีตต่างหาก เฮ้อ…


“ขอบคุณมากนะคะ ฉันรอซีซั่นสองอยู่นะคะ ถึงซีซั่นแรกจะยังไม่จบก็ตาม” หลังจากก้มดูรูปที่อดัมถ่ายให้แล้ว เธอก็ยิ้มขอบคุณวิคเตอร์


“ขอบคุณมากครับ” วิคเตอร์เอ่ยเสียงหล่อ ที่ผมไม่มีวันได้รับ ชิ!


“งั้นเราไปซื้อของกันเลยมั้ยอดัม” เธอหันไปถามอดัมผู้หล่อล่ำ คนถูกถามยิ้มเอาใจแล้วพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะหันมามองที่ผมที่ยืนฝืนยิ้มให้เขาอยู่


“ไว้เจอกันใหม่นะ…” เขายิ้ม แล้วชูสามนิ้วขึ้นมาก่อนจะจูบหนึ่งทีแล้วยื่นแขนตั้งฉากอีกรอบ ผมยิ้มอ่อนๆ ให้เขา


“…แมท” เขาเรียกชื่อผมแล้วยิ้มเท่ๆ มาให้ ก่อนจะลดมือลงแล้วคว้ามือแฟนเขามาจูง ก่อนจะพากันเดินผ่านผมและวิคเตอร์ไปท่ามกลางเสียงหัวเราะชอบใจของนางชะนีที่เอ่ยชมว่าเขาทำท่าชูสามนิ้วน่ารักจัง ผมได้แต่ถอนหายใจเบาๆ แล้วภาพเมื่อช่วงปลายปีที่แล้วก็แว้บเข้ามาในหัวผม


‘มันจะเป็นไปได้ยังไง…พี่เป็นผู้ชาย…แมทก็เป็นผู้ชาย…แมทคือน้องที่ดีที่สุด…’ ประโยคยาวกว่านั้น แต่ท่อนเหล่านี้นี้จำขึ้นใจผมที่สุด


แม้ความเศร้าในวันนั้นจะจางหายไปแล้ว แต่พอมาเจอภาพในวันนี้ สิ่งที่เป็นเหมือนปมในใจผมก็ผุดขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ยังไงผู้ชายก็ต้องคู่กับผู้หญิงอยู่ดี


“เลิกทำหน้าอกหักแล้วไปจ่ายเงินสักที จะได้กลับบ้าน” เสียงห้วนๆ ที่บ่งบอกถึงความหงุดหงิดดังขึ้นจนผมแอบสะดุ้งเบาๆ แล้วหันไปเงยหน้ามองวิคเตอร์ที่ยืนหน้านิ่วคิ้วขมวดไม่พอใจอยู่ ผมทำหน้าเอือมนิดๆ แล้วยกถุงใส่รถเข็น ก่อนจะเข็นรถผ่านเขาไปเพื่อไปคิดเงิน


พอคิดเงินเสร็จ ในมือผมก็มีถุงหนักๆ ข้างละสี่ถุงพลาสติก ที่แบกทีแทบแขนหัก ผมกำลังออกแรงเดินตามวิคเตอร์ที่เดินตัวปลิวแม้ว่าจะมีถุงเครื่องดื่มที่เขาซื้อมาก็ตาม แต่มันก็ไม่หนักหนาสำหรับเขาหรอก ผมหน้าแหย เพราะของหนัก


“เดินช้าจัง” เขาหันมาบ่นเมื่อเห็นว่าผมเดินห่างจากเขาหนึ่งช่วงตึก ผมมองค้อนเล็กๆ แล้วทำไม่สนใจต่อไปกับความไม่มีน้ำใจของเขา ผมก็ไม่อยากเรียกร้องให้เขามาช่วยหรอก ตอนนี้ไม่อยากพูดไม่อยากจาอะไร จิตใจกำลังแย่ เพราะภาพอดัมกับผู้หญิงคนนั้นมันดันตอกย้ำให้ผมคิดถึงอดีตที่เพิ่งผ่านพ้นไม่นานมานี้ มันทำให้ผมใจหวิวๆ เริ่มคิดอะไรมากมายอีกแล้ว
หมับ


“ถือไม่ไหวทำไมไม่ขอให้ช่วย” เขาเดินมาจับถุงพลาสติกที่มือซ้ายไปจากผม ผมตวัดสายตาเงยหน้าไปมองเขา แล้วความหงุดหงิดก็กัดกินใจผม ทำให้กระชากถุงพลาสติกกลับมา ก่อนจะเดินนำผ่านเขาไปทั้งที่ปวดแขนจะตายห่าอยู่แล้ว ผมรีบเร่งฝีเท้าเดินหนีเขา ไม่อยากอยู่ใกล้เขาตามที่เขาบอก จากตอนแรกที่ไม่ได้รู้สึกอะไร แต่พอเหตุการณ์จากอดัม ทำให้นึกถึงอดีต พาลคิดถึงที่เขาทำท่าไม่อยากให้ผมอยู่ใกล้เพราะอาย มันก็เลยทำให้จิตใจผมยิ่งแย่ ยิ่งเกิดอาการสั่นหวิว ตัวเบาแต่หน่วงๆ เป็นช่วงๆ พอมันประดังเข้ามา ปมที่อยู่ในใจผมเสมอมามันก็เริ่มทำร้ายผมอีกรอบ ทั้งที่มันจางหายไปพร้อมกับความเสียใจที่เคยเกิดขึ้นแล้ว


“เฮ้! รีบเดินแบบนั้นเดี๋ยวก็ล้มหรอก” เสียงของวิคเตอร์ดังตามหลังมา นั่นยิ่งทำให้ผมเร่งเท้าขึ้นอีก ผมเริ่มหายใจแรง และขอบตาเริ่มร้อนผ่าว ในใจกำลังรู้สึกอ่อนแอ


แน่สิ ยังไงผู้ชายก็ต้องเลือกผู้หญิงก่อนเสมอ ต่อให้เราทำดีแค่ไหน เป็นคนดี ให้ตายหรือต่อให้ตายยังไง เขาก็ไม่เลือกเรา เพราะเขาไม่ชอบผู้ชาย ไอ้ที่เขาทำดีด้วยจนทำเราคิดไปไกล นั่นเพราะพวกเขาไม่ได้คิดอะไร ทำไปเพราะมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีก็เท่านั้นเอง


หมับ


 ขวับ


ผมโดนจับที่ไหล่แล้วโดนดึงให้หันไป เป็นจังหวะเดียวกับที่ผมกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เมื่อนึกถึงเรื่องที่เคยทำร้ายจิตใจ น้ำตาผมไหลเงียบๆ ผมรีบก้มหน้าหนีวิคเตอร์ ไม่สนใจเขาจะมองผมด้วยความโกรธหรือหงุดหงิดขนาดไหน


“อยากถือมากก็เอาไปเลยครับ จะได้ถึงบ้านคุณสักที ผมจะได้รีบทำอาหารและรีบไป” ผมพยายามควบคุมเสียงตัวเองไม่ให้สั่น พยายามทำให้ปกติที่สุด แล้วยื่นถุงซ้ายมือให้เขา แต่พอมองที่มือเขา ผมก็ยังเห็นเขายืนนิ่ง ผมเลยหมุนตัวจะเดินต่อไป ตอนนี้หนักที่แขนยังไม่เท่าหนักที่ใจเลย


“เดี๋ยว!” เขาจับที่ต้นแขนผมไว้ ผมย่นคิ้วด้วยความรำคาญ แล้วเงยหน้าหันไปมองด้วยความหงุดหงิด ไม่สนใจว่าเขาจะเห็นน้ำตาละ


“อะไรอีกล่ะครับ?!” ผมถามเสียงขุ่น วิคเตอร์ก้มมองผมแล้วก็ได้แต่ทำหน้านิ่วด้วยความสงสัย คงงงที่เห็นผมร้องไห้


“แค่อดัมมีแฟนแล้ว นายถึงกับร้องไห้ขนาดนี้เลยหรอ นายชอบหมอนั่นมากรึไง” เขาหรี่ตาคมๆ สีน้ำตาลมองผม หน้าผมเซ็งเล็กน้อย แล้วส่ายหัวเบาๆ เป็นการตอบคำถามเขา เพราะตอนนี้จิตใจไม่ค่อยปกติเท่าไหร่


“แล้วนายร้องไห้ทำไม” ผมถอนหายใจเบาๆ ก่อนตอบเสียงเบื่อๆ


“ผมจะยิ้มจะร้องไห้ จะเป็น จะตาย คุณไม่ต้องสนใจหรอก สนใจว่ามื้อค่ำนี้ผมจะทำอะไรให้คุณกินดีกว่า แล้วก็ถ้าคุณจะกรุณาก็ช่วยปล่อยผมให้ไปสักที ผมหนัก!” ผมขมวดคิ้ว ส่งสายตารำคาญให้เขา แล้วสะบัดแขนออก วิคเตอร์ทำหน้านิ่ง ใบหน้าไร้อารมณ์ ก่อนจะดึงถุงในมือซ้ายผมไปทั้งหมด พอเขาเอาของไปแล้วผมก็ไม่พูดอะไรต่อ รีบหมุนตัวเดินกลับบ้านเขาทันที


ผมไม่ได้หันไปมองข้างหลังอีกว่าวิคเตอร์เดินตามมาถึงขนาดไหนแล้ว แต่พอไปถึงหน้าบันไดบ้านผมก็ต้องชะงักเมื่อเห็นผู้หญิงคนหนึ่งในชุดกางเกงยีนส์รัดรูปสีดำ ใส่เสือแจ๊คแก็ตหนังสีดำ ยืนอยู่หน้าประตูบ้าน พอเธอเห็นผมก็หรี่ตาลงมองนิดหน่อย ผมเองก็กำลังมองหน้าเธอเพราะรู้สึกคุ้นหน้าอยู่เหมือนกัน


“นายนั่นเอง!” เธอส่งเสียงแว้ด แล้วชี้หน้าผม ถลึงตามองด้วยความโกรธ ผมก็หน้าเหวอสิครับ จากที่กำลังหน่วงๆ เศร้าๆ ตอนนี้กลายเป็นมึนงง ว่าผมไปรู้จักเธอคนนี้หรอ แม้ว่าหน้าจะคุ้นแต่แสงไฟมันสลัวจนมองแว้บเดียวไม่ออกหรอก แต่พอเธอเดินลงบันไดมาขั้นสุดท้าย ผมก็ทำหน้าอ๋อทันที


ยัยเจ๊ผิวแทนสุดเซ็กซี่คนที่วิคเตอร์กำลังใช้ลิ้นทรมานวันที่ผมมาบ้านเขาครั้งแรกยังไงล่ะ


“มาหาวิคเตอร์หรอครับ เขากำลังมา…”


“Nicky! (นิคกี้!)” เสียงวิคเตอร์ดังขึ้นมาพอดีตอนที่ผมกำลังบอก นังเจ๊ที่กำลังถลึงตามองผมอยู่ก็ปรับสีหน้าเป็นยิ้มกว้าง แล้วรีบถลาไปหาวิคเตอร์ทันที


“วิคเตอร์! ฉันมาหาเธอ ฉันคิดถึงเธอ! เธอไม่ติดต่อฉันเลย!” ฮะ? ทั้งๆ ที่วันนั้น เจ๊แกด่าไอ้พระเอกนี่เน้นคำมากขนาดนั้นอ่ะนะ นึกว่าจะโกรธจนจะไม่เผาผี เผาร่างกันละ


“คุณมาทำไม” วิคเตอร์เอ่ยถามเสียงเรียบ ก้มมองยัยนิคกี้หน้านิ่วน้อยๆ


“ฉันอยากเจอเธอ ฉันคิดถึงเธอ และฉันคิดว่าเราสองคน ยังไม่เสร็จสิ้นภารกิจร่วมกัน ฉันเลยมาหาเธอ กลับมาทำสิ่งที่เราสองคนยังค้างคาเพราะ ไอ้บ้านี่!!” แรกๆ หล่อนก็เสียงอ่อนเสียงหวานหรอก อีท่อนท้ายนี่หันมากระแทกเสียงใส่ผมด้วยความโมโห


โห… ที่กลับมานี่เพราะอารมณ์ค้างสินะ หายไปเป็นอาทิตย์นึกว่าจบไปละ วิคเตอร์เงยหน้าขึ้นมองผมที่ตอนนี้ขึ้นมายืนอยู่หน้าประตูแล้ว ผมอ่านสายตาเขาไม่ออกหรอก ได้แต่ยักไหล่แล้วหมุนตัวไปไขประตูบ้านแล้วเดินเข้าไป หูยังแว่ว ได้ยินเสียงผู้หญิงคนนั้นอยู่


“ทำไมมันมีกุญแจบ้านเธอด้วยล่ะ?!” เจ้าหล่อนถามเสียงแหว ผมไม่สนใจ เดินไปที่ครัว เอาของวางไว้บนโต๊ะกลางห้องครัว


“คนดูแลผมเอง” วิคเตอร์ตอบ (ตอบได้ตรงคำถามมาก) และเหมือนผมได้ยินเสียงฝีเท้าเดินขึ้นบันไดมา สักพักวิคเตอร์และแม่ชะนีอารมณ์ค้างก็เดินตามเข้ามา


“คุณต้องการอะไรนิคกี้” วิคเตอร์วางของลงบนเค้าน์เตอร์ ผมเดินเข้าไปหยิบมาวางไว้บนโต๊ะ กะจะเอาของออกมาเก็บใส่ตู้เย็นไว้ให้เขา


“ฉันคิดถึงคุณ โดยเฉพาะ…” ผมเหลือบตาไปมองนิดหน่อย ก็เห็นแม่คนนั้นเดินเข้าไปใกล้วิคเตอร์แล้ววางมือลงบันไหล่เขา แล้วส่งสายตาเป็นประกายให้


“ลิ้นของคุณ” แหม่… เป็นคนตรงดีเนอะ ไม่สนใจเล้ยว่ามีผมอยู่ด้วย ผมก็ทำเป็นไม่สนใจ เอาของออกมากองไว้ที่โต๊ะ กำลังคิดว่าถ้าวิคเตอร์จะให้ผมไปผมก็จะไปทันที ไม่อยากอยู่ขวางทางรักของเขา


“อย่าเลย วันนี้ผมเหนื่อย ไม่มีอารมณ์” พ่อพระเอกรูปหล่อ บอกเสียงเรียบๆ พลางดึงมือของอีกฝ่ายออก จนผมแอบนิ่วหน้านิดๆ ไม่ได้ ว่าทำไมเขาดูหวงเนื้อหวงตัวจัง ทั้งที่หน้าไม่ให้เลย


“เดี๋ยวฉันอาบน้ำให้เธอก็ได้ ฉันจะนวดให้ด้วย รู้สึกดีเมื่อไหร่ เราค่อยสะสางสิ่งที่เราค้างคากันอยู่” ผมขยำถุงพลาสติกจนสองคนหันมามอง วิคเตอร์มองผมด้วยสายตาเอื่อยๆ ของเขานั่นแหละ ส่วนนังเจ๊นั่นลูกตาแทบจะทะลุเบ้าตาอยู่แล้ว


“ไม่ล่ะนิคกี้ ผมไม่มีอะไรค้างคาแล้ว” วิคเตอร์ว่าง่ายๆ ทำเอาอีกฝ่ายหน้ามุ่ยด้วยความขัดใจ เสียงกุกกักดังมาจากบันได แล้วสักพักก็ปรากฏเจ้าของฝีเท้าที่เป็นเจ้าโกลเด้นขนฟูที่มาพร้อมน้องชายมัน ผมยิ้มแล้วก้มลงกอดไมเคิล มันเลียหูผมใหญ่ ส่วนเจ้าฟอกซ์เอาหัวดุนๆ มือซ้ายผมที่ยื่นไปหามัน


“เธอเลี้ยงหมากับแมวด้วยหรอ” นิคกี้ถามเสียงประหลาดใจ พลางมองเจ้าสองตัวด้วยสีหน้าแหยงๆ วิคเตอร์มองอีกฝ่ายด้วยสายตานิ่งแต่ผมว่าก็ดูดุอยู่ไม่น้อย


“ใช่” เขาตอบสั้นๆ ห้วนๆ เจ๊ผิวแทนละสายตาจากผมและเจ้าสองตัวไปหาวิคเตอร์ ผมเลยลุกขึ้นจัดการหาอาหารให้มันสองตัว


“ได้โปรดเถอะวิคเตอร์ หลายวันมานี้ ฉันหยุดคิดถึงเธอไม่ได้ ได้โปรดทำให้ฉันหายค้างคาได้มั้ย…” เสียงออดอ้อนดังขึ้นอีกรอบ ผมไม่สนใจมองละ จัดการเทอาหารให้สองตัวนี้ จะได้รีบจัดการทำอาหารให้ไอ้ตัวใหญ่สุดของบ้านนี้สักที


“I do not want to fuck you any-more. (ผมไม่อยากเอาคุณอีกแล้ว)” วิคเตอร์เอ่ยช้าๆ เรียบๆ แต่เน้นชัดทุกคำ จนผมแอบเหลือบมองเหตุการณ์ไม่ได้ตอนที่กำลังเทอาหารกระป๋องให้เจ้าฟอกซ์ นิคกี้ทำหน้าขัดใจ ผมว่าคงมาจากทั้งกำลังมีอารมณ์ทางเพศที่กำลังพุ่งพล่านกับอารมณ์หงุดหงิดที่วิคเตอร์ไม่ยอมมีอะไรกับเธอ


“วิคเตอร์! เธอทำฉันค้าง แล้วจะปล่อยให้ผ่านไปง่ายๆ แบบเนี้ยหรอ ฉันไม่ใช่ผู้หญิงขายตัวนะ!” เธอแผดเสียงบอก วิคเตอร์ถอนหายใจเหนื่อยๆ เขากำลังจะอ้าปากพูดต่อ แต่เสียงๆ หนึ่ง เสียงที่นิ่งแต่ทรงพลังดังขึ้นมาจากประตูบ้านที่เปิดแง้มๆ ไว้


“แต่การที่เธอมาหาเขาถึงบ้านแบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับโสเภณีเดลิเวอร์รี่หรอกนะ”


เฮือก!




[มีต่อด้านล่างค่ะ]

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8


นังเจ๊นิคกี้หันไปมองด้วยความตะลึงปนโกรธ ผมก็เงยหน้าแล้วผุดลึกขึ้นยืน มองไปที่ประตู ผู้หญิงผมทองยาวสลวยเป็นลอนใหญ่ ดวงตาสีฟ้าเข้มกำลังจ้องมองนิคกี้ด้วยสายตาไม่เป็นมิตร ผมมองเธอด้วยความตะลึง เพราะว่าเธอสวยมาก ผิวขาว หน้าคม คมคาย ริมฝีปากหนาแต่สวย และสวยยิ่งขึ้นเมื่อแต่งแต้มลิปสติกสีชมพูเอาไว้ ท่วงท่าก็ดูสง่างาม เธอใส่เสื้อเชิ้ตขาวทับกับกางเกงรัดรูปหนังสีดำ มีกระเป๋าแอร์เมสสีดำคล้องแขนอยู่ รองเท้าส้นสูงเสริมให้เธอดูสง่าผ่าเผยเข้าไปอีก แถมหน้าอกหน้าก็ยังเต่งตึงดูเซ็กซี่ แม้ว่าจะดูอายุมากแล้วก็ตาม แต่ก็สวยในแบบผู้หญิงมีอายุ แต่ที่สำคัญเธอยังดูแซ่บ ทรงเสน่ห์และเซ็กซี่อีกต่างหาก พูดได้เต็มปากเต็มคำว่า แก่แต่ยังแซ่บ


“หล่อนเป็นใคร?!” นิคกี้ถามเสียงแหว จ้องมองผู้มาใหม่ไม่วางตา แล้วยังใช้สายตาสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความไม่ถูกใจ อีกฝ่ายยิ้มนิดๆ เชิดหน้านิดเดียวก็ดูสง่ากว่านิคกี้ไปหลายกิโล เธอก้าวเดินเข้ามาพร้อมกับปิดประตูตามหลัง


“ฉันหรอ?! ฉันก็เป็นแม่ของผู้ชายที่เธอกำลังขอร้องให้เขาพาเธอไปบนเตียงอยู่ไง” ผมอ้าปากหวอ มองหน้าคนที่บอกว่าเป็นแม่ของวิคเตอร์ แต่ยัยนิคกี้ดูเหมือนช็อคไปนิดๆ


“แม่?” ผู้หญิงที่เพิ่งมาใหม่ยกยิ้มมุมปากนิดเดียว


“คุณไม่ใช่แม่ผม อย่าพูดแบบนั้นอีก!!” เสียงห้วน แทบจะเป็นเสียงตะโกนของวิคเตอร์ ทำเอาผมและนิคกี้สะดุ้ง ผมหันไปมองวิคเตอร์ที่กำลังยืนขบกรามแน่น สายตาจ้องมองคนที่เขาบอกว่าไม่ใช่แม่อย่างน่ากลัว เขาดูโกรธเกรี้ยว ราวกับน้ำเชี่ยวกราด และเหมือนพยายามข่มอารมณ์เดือดไว้ภายใน ผมกระพริบตามองงงๆ แล้วหันไปมองสาวผมทองที่ยังคงยืนนิ่ง แต่รอยยิ้มกลับจางหายไป แล้วดูท่าเธอจะข่มอารมณ์อยู่เช่นกันกับการที่วิคเตอร์ตะเบ็งเสียงออกมาแบบนั้น


“สรุปคุณเป็นแม่วิคเตอร์รึเปล่า?!” นิคกี้เอ่ยถามสีหน้างง ผมเองก็อยากรู้ สรุปนี่มันอะไรกัน?


ผู้มาเยือนใหม่ เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยแล้วมองวิคเตอร์ด้วยสายตานิ่งสงบ ส่วนวิคเตอร์ยืนหน้าตาถมึงทึงบ่งบอกถึงความไม่พอใจอยู่ ผมเห็นว่าแววตาเขาแข็งกร้าวจนน่ากลัว ส่วนยัยนิคกี้ยืนมองสลับทั้งสองคนไปมาด้วยความไม่เข้าใจ ส่วนผมยืนมองเอ๋อๆ มือนึงก็ลูบหัวเจ้าไมเคิลที่ก้มหน้าก้มตากินอาหารของมันโดยไม่สนใจสิ่งแวดล้อมรอบข้างเลย


“เธอออกไปได้แล้ว” สาวสูงวัยผมทองหน้าตาสะสวยเอ่ยขึ้นเสียงเย็น แล้วกดตาลงต่ำมองนิคกี้ด้วยสายตาออกแนวปรามๆ และแอบข่มนิดๆ


“ไม่! เธอมีสิทธิอะไรมาสั่งฉัน” นิคกี้ส่งเสียงแหวขึ้นมา และทำหน้าว่าไม่ยอมออกไปง่ายๆ แน่ ส่วนคนที่สั่งว่าให้ออกไปได้แต่ยิ้มเรียบๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาแต่ทะว่าแฝงความไม่ชอบใจเอาไว้อยู่


“ฉันกำลังให้ทางเลือกเธออยู่ และถ้าเธอเลือกผิดทางฉันไม่รับประกันความปลอดภัยของเธอ” นิคกี้ผงะไปเล็กน้อย เมื่อเจอสีหน้าสงบแต่พร้อมตบเมื่อจำเป็น ผมเองยังอ้าปากค้างเมื่อเจออาการนี้


ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร แม่วิคเตอร์แน่หรอ ทำไมไม่เห็นเหมือนในรูปที่ผมเคยเห็น (แล้วผมแน่ใจได้ไงวะว่ารูปที่ผมเห็นคือแม่วิคเตอร์จริงๆ)  หรือเธอกัดสีผมใหม่ ก็แม่วิคเตอร์ผมดำนี่นา แถมแววตาก็ดูไม่ใจดีหรือมีเสน่ห์แบบที่ถ่ายถอดมาให้ลูกชายเลย ผู้หญิงคนนี้ดูทรงพลัง ดูเป็นเจ้าแม่เก็บค่าแชร์ประมาณนั้น


เดี๋ยวนะ เก็บค่าแชร์หรอ? เปรียบอย่างอื่นมั้ย?


“ขู่ฉันหรอ เธอคิดว่าเธอขู่ฉันได้หรอ” นิคกี้ยังคงไม่ยอมแพ้ สีหน้าเธอกลับมาสู้ใหม่อีกครั้ง นั่นทำให้สาวผมทองจ้องมองเธอเหมือนกำลังเหลืออด


“เขาไม่ลากขึ้นเตียง แล้วเธอยังจะดึงดันอยู่ต่อไปทำไม หน้าไม่อาย!” แม่วิคเตอร์บอกเสียงสั่นแต่ผมคิดว่าที่เธอเสียงสั่นเพราะกำลังโกรธมากกว่า ผมหันไปมองวิคเตอร์ เขาขบกรามแน่น สีหน้าบ่งบอกว่ากำลังเบื่อหน่ายเหตุการณ์ตรงนี้เต็มทน เขาเหมือนอยากจะอัดใครสักคน และผมคิดว่ายัยนิคกี้อาจโดนเขาอัดก่อนใครก็ได้เพราะยืนอยู่ใกล้เขาสุด


“คุณนิคกี้ครับ! ผมว่าคุณไปรอวิคเตอร์ในห้องโฮมเทียเตอร์ก่อนมั้ยครับ นั่งดูหนังหรือฟังเพลงรอเขาก่อน พอเขาคุยธุระกับแม่เขาเสร็จ คุณกับเขาจะได้คุยกันอย่างสะดวกๆ” ผมโพล่งออกไปท่ามกลางบรรยากาศร้อนระอุที่กำลังตึงเครียด ทุกคนหันมามองผมด้วยสายตาต่างกัน วิคเตอร์กำลังมองผมด้วยสายตางุนงง หน้านิ่วคิ้วขมวด คงกำลังสงสัยว่าผมทำอะไร ยัยนิคกี้กำลังมองผมประมาณว่า แกเป็นใครถึงมาสั่งฉัน ส่วนแม่ของวิคเตอร์กำลังมองผมราวกับว่าเพิ่งเห็นว่าผมอยู่ในห้องนี้ด้วย


“Who are you? (นายเป็นใคร)” คุณผมทองถามผมพร้อมสายตาที่กำลังสำรวจผมขึ้นลง ผมยิ้มอ่อนๆ ให้ก่อนจะเอ่ยปากบอกเขา


“I am his artist moderator. (ผมเป็นผู้ดูแลเขาครับ)” เธอย่นคิ้วมองผมราวกับไม่เคยเห็นมาก่อน เออแน่ล่ะ ก็เพิ่งจะเคยเจอกันวันแรกนี่หว่า จะไปเคยเห็นเคยเจอกันได้ยังไง


“แล้วนายมีสิทธิอะไรมาสั่งฉัน นายเตี้ย” ผมสะบัดตาไปมองยัยนิคกี้ หน็อย! กำลังพยายามหาทางออกให้อยู่นะนังชะนีคันค้าง เดี๋ยวปั๊ดเอาอาหารเม็ดของไมเคิลปาใส่หน้าซะหรอก


แต่ที่ผมทำได้จริงๆ คือยิ้มนิดๆ แล้วตอบอย่างใจเย็นเท่าที่จะทำได้


“ผมไม่มีสิทธิอะไรไปสั่งคุณหรอกครับ ผมแค่คิดว่าถ้าคุณยังยืนอยู่ตรงนี้ ไอ้ที่คุณหวังไว้ว่าจะได้ขึ้นเตียงกับวิคเตอร์ คุณอาจจะไม่ได้แม้แต่จะเหยียบเท้าลงปลายผ้านวมเขาด้วยซ้ำ…” ยัยนิคกี้อ้าปากจะพูดแทรกผมเลยรีบยกมือเบรกเจ้าหล่อนเอาไว้ และพูดต่อทันที


“แต่ถ้าคุณไปนั่งรออย่างสงบเสงี่ยม แล้วปล่อยให้แม่ลูกเขาคุยกัน เอ่อ… จะแม่จริงแม่ปลอมผมไม่รู้หรอก แต่คุณคนนี้เขาก็พูดอยู่ว่าวิคเตอร์เป็นลูกเขา ฉะนั้นคุณควรให้เวลาเขาสองคนนะครับ รึถ้าคุณไม่ไปรอในห้องตามที่ผมบอก คุณก็ออกไปรอนอกบ้านและอาจไม่ได้กลับเข้ามาอีกเลยก็ได้นะ” ผมยิ้มเป็นเชิงว่าผมหมายความตามนั้นจริงๆ นิคกี้ดูลังเลอยู่ครู่หนึ่งท่ามกลางสายตาของวิคเตอร์และคนที่บอกว่าเป็นแม่วิคเตอร์ สักพักเหมือนเธอจะตัดสินใจได้เมื่อเธอปรายตามองสาวผมทองเล็กน้อย ก่อนจะหันมาหาผม


“แล้วห้องโฮมเทียเตอร์อยู่ตรงไหน” ผมแอบย่นคิ้วเล็กน้อย นี่เธอไม่รู้หรือไงว่าห้องอยู่ไหน เธอไม่น่าจะมาบ้านวิคเตอร์เป็นครั้งแรกหรือครั้งที่สองหรอกนะ


“เดินผ่านห้องรับแขกไป ห้องที่ติดกัน” คนที่ตอบไม่ใช่ผมแต่เป็นวิคเตอร์ที่ตอนนี้ดูผ่อนคลายมากกว่าเดิม นิคกี้ยิ้มก่อนจะเขย่งหอมแก้มวิคเตอร์เบาๆ ส่วนอีกฝ่ายยืนนิ่งหน้าตาเฉย นิคกี้เดินสะบัดก้นไปตามทางที่วิคเตอร์บอก พอยัยนั่นเปิดประตูเข้าไปแล้ว คุณเจ๊ผมทองก็หันมามองผมด้วยสายตาประเมิน ผมเม้มปากเบาๆ แล้วยิ้มทั้งที่เม้มปาก


“เดี๋ยวผมไปรอในห้อง เอ่อ… ซักรีดละกันนะ” ผมวางกล่องอาหารของเจ้าไมเคิลไว้บนโต๊ะ แล้วเดินตัวลีบออกไปจากบริเวณนั้น มีเจ้าไมเคิลกับเจ้าฟอกซ์เดินตามผมไปด้วย ผมรีบเร่งฝีเท้าเดินมาที่ห้องซักรีด พอเข้าไปได้ผมก็เปิดไฟแล้วไปนั่งบนพื้น มีเจ้าไมเคิลกับเจ้าฟอกซ์มานอนเป็นเพื่อน สองพี่น้องนอนคลอเคลียกันจนผมอดยิ้มไม่ได้


“กลับไป!” เสียงของวิคเตอร์ดังแว่วเข้ามาในห้องจนผมแอบชะงักไป


“ฉันเป็นห่วงเธอนะวิคเตอร์ เธอจะไม่ให้ฉันมาดูเธอเลยรึไง?!” อีกคนตะเบ็งเสียงถามกลับ ท่าทางมีอารมณ์เช่นกัน


“มาดูทำไม?! ผมไม่ได้ขอร้อง!”


“ถ้าฉันไม่มา ป่านนี้เธอคงพานังนั่นขึ้นเตียงไปแล้วสินะ!”


“มันก็เรื่องของผม! คุณไม่เกี่ยว คุณไม่ใช่แม่ผม เราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกันทั้งนั้น!”


“แต่อย่างน้อย…”


“Lisa!!! (ลิซ่า!!!)” ผมแอบสะดุ้งกับเสียงของวิคเตอร์ที่ท่าทางโกรธเกี้ยวอย่างมาก ไม่ว่าสิ่งที่คุณลิซ่ากำลังจะพูดออกมาจะคือเรื่องอะไรก็ตาม แต่มันจุดอารมณ์ของวิคเตอร์ได้อย่างดีเชียวล่ะ


“หยุดพูด เรื่องนั้น สักทีเถอะ! มันคือความเลวร้ายที่สุดในชีวิตผม!!”


“เลวร้ายหรอ? เธอกล้าพูดอย่างนั้นได้ยังไง!”


“แล้วมีเหตุผลอะไรที่ผมจะไม่กล้าพูดล่ะ!” การเถียงกันอย่างดุเดือดของสองแม่ลูก ซึ่งผมเองก็ยังไม่แน่ใจว่าสรุปคุณลิซ่านี่ใช่แม่ของวิคเตอร์จริงๆ มั้ย แต่ดูจากรูปการคร่าวๆ นี้แล้ว ต้องไม่ใช่แม่ตัวจริงเสียงจริงแน่เลย
ถ้าให้ผมเดาแบบคนดูละครไทยบ่อยๆ คุณลิซ่านี่เป็นแม่เลี้ยงที่ลูกเลี้ยงไม่ชอบมากชัวร์ๆ


ว่าแต่… แม่แท้ๆ ของวิคเตอร์ไปไหนล่ะ ทำไมถึงให้แม่เลี้ยงมาดูแล?


“ขอโทษที่ฉันพูดถึงเรื่องนั้น…” เสียงคุณลิซ่าอ่อนลง ก่อนจะพูดต่อ


“พ่อเธอจะอยู่ที่นี่ถึงพรุ่งนี้ ถ้าว่างก็ไปหาเขาหน่อย”


“ไปทำไม? ผมไม่มีเรื่องให้ไปหาเขา”


“วิคเตอร์…”


“ผมไม่ไป เขาจะมาทำอะไรก็เรื่องของเขา แล้วอย่ามาพูดนะว่าเขาอยากเจอผม เอาบาทหลวงมาบอกผมยังไม่เชื่อเลย!”


“แต่เธอกับพ่อไม่ได้เจอกันนานแล้วนะ”


“ทำอย่างกับผมและเขาอยากเจอกันนักนี่…” เสียงวิคเตอร์เงียบหายไป ในขณะที่ผมกำลังนั่งอุ้มเจ้าฟอกซ์แล้วลูบหัวมันเบาๆ ด้วยความใจลอย หูลอยอยู่


“…แล้วนี่คุณมาหาผม ไม่กลัวรึไง เดี๋ยวก็โดนอีกหรอก ผมยังแปลกใจอยู่เลยนะว่าทำไมพ่อถึงเก็บคุณไว้นานกว่าคนอื่นๆ แต่… พอคิดอีกที ผมคิดว่าผมรู้นะว่าเพราะอะไร” แล้วเหมือนผมจะได้ยินเสียงหัวเราะ หึๆ มาจากวิคเตอร์เลยด้วยซ้ำ เพราะน้ำเสียงที่เขาพูดเหมือนเป็นการดูถูกเบาๆ แล้วก็เกิดเสียงรองเท้าส้นสูงกระแทกพื้นนิดหน่อย ก่อนที่อีกเสียงจะตามมาอย่างโวยวายดังลั่น จนผมเบิกตากว้าง


“ทุเรศ!!! อย่าทำอย่างนี้อีก!!! ไม่งั้นผมเล่นงานคุณหนักแน่!!!”


“มากกว่านี้ฉันก็เคยทำมาแล้ว!!!” เสียงคุณลิซ่าตะเบ็งสู้กลับ ผมนึกหน้าวิคเตอร์ตอนนี้ออกเลยว่าเขาต้องน่ากลัวมากแน่ๆ ยามที่กำลังโกรธจัดแบบนี้


ว่าแต่… เขาทำอะไรหรือพูดอะไรใส่กัน?! ผลพลาดอะไรไปรึเปล่า?! สติยิ่งหลุดๆ ลอยๆ อยู่ด้วย!


“แล้วอยากให้พ่อผมทำมากกว่าที่เคยทำมั้ยล่ะ!!” เสียงขู่ของวิคเตอร์ดังลั่น ต้องขอขอบคุณห้องโฮมเทียเตอร์นะที่เก็บเสียงอย่างดี ไม่งั้นชะนีค้างคืนอย่างยัยนิคกี้ได้วิ่งแจ้นออกมาป่วนยกกำลังแน่ๆ


ผมมัวแต่นึกอะไรเพลินๆ จนเสียงของคนสองคนที่ทะเลาะกันอยู่ด้านนอก เหมือนเป็นเสียงแว่วๆ อยู่พักหนึ่ง พอได้สติอีกทีก็เหมือนสองคนนั้นจะเปลี่ยนเรื่องพูดไปแล้ว (ซึ่งเรื่องก่อนหน้านี้ผมก็ไม่รู้หรอกว่าเขาพูดถึงอะไรกันบ้าง)


“ผมไม่ต้องการ!”


“แต่ฉันต้องการให้เธอมีคนดูแล!”


“ไม่ต้อง ผมมีแล้ว คุณไม่เห็นรึไง?!”


“เด็กนั่นน่ะหรอ?! ตัวเล็กแค่นั้น จะไปทำอะไรได้”


“หมอนั่นไม่ใช่เด็กแล้ว เขาอายุยี่สิบสามแล้ว และเขาก็ทำอะไรได้มากกว่าที่คุณคิด!” พูดถึงผมรึเปล่า? ผมอายุยี่สิบสามนะ ผมย่นคิ้ว กำลังงงว่าวิคเตอร์หมายถึงผมใช่มั้ย แต่งงยิ่งกว่าคือเขารู้ได้ยังไงว่าผมอายุเท่านั้น ผมยังไม่เคยบอกเขาเลยด้วยซ้ำ เพราะไม่มีโอกาสบอกและเขาไม่เคยถาม


คำตอบเดียวที่ผมได้คือ เขาคงถามคุณเอมิลี่


“แล้วเธอไว้ใจได้ยังไงว่าเด็กคนนั้นจะไม่อันตราย”


“อันตรายน้อยกว่าคนของคุณก็แล้วกัน!” วิคเตอร์ตอกกลับนิ่งๆ แต่เน้นน้ำเสียงอย่างชัดเจน เดี๋ยวนะ… เหมือนจะชมแหละ แต่มันก็ยังตะหงิดๆ อันตรายน้อยกว่าคนของคุณลิซ่า แต่หมายความว่าผมก็ยังอันตรายอยู่ดีใช่มะ


ชิ! ไอ้พระเอกลิเก! (แกๆ อเมริกาไม่ลิเกนะ)


“กลับไปได้แล้ว ผมรำคาญหน้าคุณเต็มทนละ!”


“งั้นเรียกเด็กคนนั้นออกมาพบฉันหน่อย” พบแอบสะดุ้งเบาๆ เตรียมตัวลุกขึ้นออกไปพบเขาทันที แต่อีกเสียงที่ตามมาก็ทำเอาผมนั่งลงแทบไม่ทัน


“ไม่ต้อง! เสียเวลาเปล่า หมอนั่นไม่ทำตามคำสั่งคุณหรอก เขาเป็นคนดูแลผม ไม่ใช่นักสืบของคุณ!” เสียงคุณลิซ่าเงียบไป เดาว่าคงกำลังเดือดจัดกับคำจิกกัดของวิคเตอร์อยู่ไม่น้อย


“ถ้าว่างก็ไปพบเขาด้วยที่แมนชั่น!” สิ้นเสียงพูด เสียงส้นสูงก็กระแทกไปตามพื้น ก่อนที่จะได้ยินเสียงประตูปิดกระแทกตาม ผมนั่งนิ่งๆ รอฟังความเคลื่อนไหวพร้อมเจ้าสองพี่น้องต่างสายพันธ์ที่เจ้าตัวเล็กหลับบนตักผมไปแล้ว ส่วนอีกตัวนอนหงายท้องอย่างน่าขำอยู่ข้างผม


ผมไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยอยู่ประมาณเกือบสิบนาที ตอนที่เอาไอโฟนขึ้นมาดูเวลา สงสัยวิคเตอร์เข้าไปเคลียร์กับยัยนิคกี้อยู่มั้ง ดีไม่ดีเคลียร์เลยเถิดถึงขั้นกำจัดอาการค้างให้แม่นางด้วยก็ได้ ผมพิมพ์ไลน์ไปหานังเก้ากับนังแบมในกรุ๊ปไลน์กลุ่มเพื่อนมหาวิทยาลัยว่า


ทำไมตัวอิจฉาต้องชื่อตอแหลๆ ด้วยวะ


สักพักเพื่อนๆ ในกรุ๊ปพิมพ์ตอบกันกลับมายกใหญ่ว่าผมพูดถึงอะไร มาถึงไม่เกริ่นนำใดๆ ก่อน แต่ผมแค่อยากระบายให้เพื่อนฟัง นังเก้า นังแบม ระดมถามใหญ่ ส่วนอีกสี่คนที่เหลือก็ถามด้วยความอยากรู้สุดพลัง แต่ผมก็ส่งสติ๊กเกอร์หัวเราะไปแค่นั้น แอบยิ้มขำที่ทิ้งให้เพื่อนๆ ค้างไว้ได้ แล้วผมก็โดนทุกคนรุมด่าว่ามาหลอกให้อยากแล้วจากไป


“ทำไมคุณทำแบบนี้กับฉันล่ะ!” ผมเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอ หันหัวมองไปรอบๆ เมื่อเสียงยัยนิคกี้ดังแว่วเข้ามา สงสัยลากกันออกมาคุยนอกห้องได้ละมั้ง


“เราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกันนะนิคกี้”


“ฉันรู้! แต่อย่างน้อย ฉันก็มาหาคุณถึงนี่แล้ว คุณก็น่าจะตอบสนองฉันหน่อย!” วิคเตอร์เงียบไปสักพัก ก่อนจะตอบเสียงเรียบ


“คุณต้องการแค่ไอ้จ้อนผมงั้นหรอ” โอ้ววว ก็รู้นะว่าแกเป็นคนมึน เป็นคนซึนๆ แต่พูดอ้อมๆ บ้างก็ได้


“ไม่นะคะ! ฉันต้องการคุณทั้งตัวนั่นแหละ” นิคกี้รีบตอบเสียงอ่อนเสียงหวาน


“นั่นคือสิ่งที่คุณต้องการงั้นหรอ?” วิคเตอร์ถามเสียงขื่นๆ ชอบกลแฮะ


“ฉันต้องการคุณนะวิคเตอร์ ฉันต้องการทั้งตัวคุณ ใจคุณ และคบกับคุณ” วิคเตอร์เงียบไป ผมกำลังแอบนึกภาพว่าตอนนี้ ยัยนิคกี้คงกำลังคลอเคลียและยั่วยวนพ่อพระเอกให้อารมณ์ลุกเป็นไฟอยู่


“ไม่นะ! วิคเตอร์… อย่าทำกับฉันอย่างนี้… อย่านะ!” ผมได้ยินเสียงโวยวายและเสียงกุกกักๆ ด้านนอก ก่อนจะได้ยินเสียงประตูบ้านกระแทกปิดอีกครั้ง จนนึกสงสัยว่าน่าจะได้เปลี่ยนบานประตูบ้านเร็วๆ นี้


“วิคเตอร์!!! เปิดประตูนะ!! ไอ้เฮงซวย!! ไอ้ลูกหมา!!” ผมได้ยินเสียงตะโกนอู้อี้ๆ ที่คาดว่าน่าจะดังมาจากหน้าประตูบ้าน กำลังนึกสงสัยว่ายัยนั่นไม่อายคนอื่นรึไง แล้วอีพ่อพระเอกนี่ไม่อายคนอื่นงั้นหรอ เดี๋ยวก็ได้เป็นข่าวหรอก


แอ๊ด!


เสียงประตูห้องซักรีดเปิด ผมเงยหน้าขึ้นมองขณะที่มือขวาเกาคางเจ้าฟอกซ์ อีกมือกำลังลูบพุงเจ้าไมเคิลที่นอนหงายท้องตึงหลังจากกินอิ่มอยู่ ผมสบตากับวิคเตอร์ที่กำลังยืนมองผมด้วยใบหน้าเรียบเฉย ผมยิ้มเก้อๆ เล็กน้อย มือก็ยังลูบยังเกาไม่หยุด


“ออกมาได้แล้ว” เขาว่าเสียงเหนื่อยๆ หน้าตาก็ดูเหนื่อยๆ ผมมองเขาด้วยความเป็นห่วง แต่ก็ไม่กล้าแสดงออกอะไรมาก ผมค่อยๆ อุ้มเจ้าฟอกซ์ที่หน้าตางัวเงียๆ ลงจากตัก แล้วลุกขึ้นยืน เดินไปที่ประตู แต่ก็ต้องกระพริบตาปริบๆ มองวิคเตอร์ที่ยืนขวางทางประตูอยู่ ผมเห็นสีหน้าอันเหนื่อยล้า แววตาอันหมองหม่นแล้วก็ไม่กล้าจะเซ้าซี้อะไรมาก เลยก้มลงกะจะลอดใต้แขนของเขาที่ยืนค้ำประตูอยู่ แต่สักพักผมก็ต้องสะดุ้งเบาๆ เมื่อเขาเอามือมาจับไหล่ผมไว้ ผมหันไปมองหน้าเขางงๆ วิคเตอร์กำลังยืนหน้าตาอ่อนล้า แววตาว้าวุ่น


“เอ่อ… คุณไปอาบน้ำก่อนก็ได้นะ เดี๋ยวผมทำกับข้าวไว้รอ” ผมส่งยิ้มนิดๆ ให้เขา อีกฝ่ายยืนมองหน้าผมเหมือนกำลังนึกอะไรอยู่ ผมควรจะพูดอะไรสักอย่างมั้ยนะ แบบว่าพูดให้กำลังใจเขาก็ยังดีอะไรแบบนี้ เพราะดูท่าทีของเขาตอนนี้เหมือนคนกำลังหมดแรงยังไงก็ไม่รู้


“ผมเคยดูละคร เอ่อ ละครไทยน่ะ ที่แม่เลี้ยงกับลูกเลี้ยงไม่ถูกกัน ผมพอจะเข้าใจอยู่แหละว่ามันทำใจยากที่ผู้หญิงอีกคนมาแย่งพ่อไปจากแม่เรา แต่คุณต้องเข้มแข็งเพื่อแม่คุณนะ อะ…เอ่อ…” ผมเกิดอาการใบ้กินกะทันหัน เมื่อวิคเตอร์ขมวดคิ้วฉับ แล้วจ้องผมด้วยสายตาเคร่งเครียด ผมขบริมฝีปากตัวเองเบาๆ


“ขอโทษครับ ผมแค่เดาจากบทสนทนาของคุณกับผู้หญิงคนนั้น แล้วบังเอิญ คุณสองคนก็พูดกันเสียงดังมาก ผม… ผมเลยได้ยิน” ผมยิ้มอย่างรู้สึกผิดที่เหมือนไปแอบฟังเขาพูดวิคเตอร์ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะปล่อยมือออกจากไหล่ผม


“เดาเก่งเหมือนกันนี่…” ผมยิ้มแหยๆ วิคเตอร์หน้านิ่งก่อนจะว่าต่อ


“…แต่ก็ยังเดาไม่ถูกทั้งหมดหรอก” เขาบอกแค่นั้นก่อนจะเดินออกไปจากประตูห้องซักรีด ผมย่นคิ้วด้วยความไม่เข้าใจและเกาหัวแกรกๆ ผมจะไปเดาถูกหมดได้ยังไงล่ะ ก็ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเขาเลยนอกจากข้อมูลในกูเกิ้ล
ผมเลิกงง แล้วเดินผละไปจากประตู กลับมาที่ห้องครัวที่ยังเคลียร์ของค้างไว้ วิคเตอร์กำลังเอาของออกจากถุงและจับยัดๆ ใส่ตู้เย็นและตู้เก็บของ ผมเดินไปจัดการของที่ตัวเองทำค้างไว้อยู่


ฟึ่บ!


อะไรบางอย่างผ่านหน้าผมไป แล้วไถลไปจอดอยู่เกือบขอบโต๊ะ ผมมองไปก็เห็นเป็นกล่องสี่เหลี่ยมสีทองนวลๆ ผมหยิบขึ้นมาแล้วเอามากองรวมกับของที่ผมวางไว้ เขาคงโยนมาให้ผมเก็บแหละ


“อันนั้นไม่ต้องเก็บ แต่ให้นายเอาไปชงแล้วดื่ม” ผมหันไปมองเหลอหลาว่าเขากำลังพูดถึงเรื่องอะไร วิคเตอร์เงยหน้ามองผมแล้วเลิกคิ้วขึ้นเหมือนเป็นคำถามว่าผมมองเขาทำไม


“มันคืออะไรครับ”


“ชาชงรสเปปเปอร์มิ้นต์”


“แล้วทำไมผมต้องชงดื่มด้วย” วิคเตอร์มองผมด้วยสายตาเหมือนรำคาญเล็กน้อยก่อนจะตอบเสียงห้วนๆ


“ก็นายเป็นหวัด” เป็นหวัด? แล้วกินชาทำไม มันมีความสัมพันธ์กันตรงไหนเหรอ ผมขมวดคิ้วแล้วหยิบกล่องชาขึ้นมาดู แล้วพยายามหาว่ามันมีสรรพคุณแก้หวัดเขียนไว้ตรงไหน


“ดื่มเข้าไปเถอะ อย่าทำหน้าเหมือนหมาสงสัยนักเลย” เขาว่าง่ายๆ เมื่อเห็นผมกำลังทำหน้าตาสงสัย


“คุณช่วยพูดอะไรมากกว่านี้ได้มั้ยครับ ว่าทำไมผมต้องดื่มชารสเปปเปอร์มิ้นต์ของ Twining ด้วย” วิคเตอร์ละจากสิ่งที่กำลังแล้วยืนมองผมด้วยสายตาเอือมๆ และสีหน้าเบื่อหน่าย


“มันช่วยลดเสมหะ อาการคัดจมูก น้ำมูกไหลของนายได้” เขาเลิกคิ้วเร็วๆ ขึ้นอีกครั้งเป็นเชิงถามว่า เข้าใจ๋? ผมทำตาโตหน่อยๆ แล้วพยักหน้ารับรู้เบาๆ นี่เขาซื้อมาให้ผมหรอเนี่ย โอ้ มีน้ำใจเหมือนกันแฮะ ผมอมยิ้มน้อยๆ


“ขอบคุณนะครับ”


“ไม่ต้องขอบคุณหรอก มันเป็นของแถม” ผมยิ้มเพลียๆ เออ! ไม่อยากได้คำขอบคุณก็ไม่ต้องเอา


“แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่ามันช่วยอาการที่คุณว่ามาได้” เขานิ่งไปนิดหนึ่งก่อนจะตอบ


“แม่ฉันเคยให้กินตอนฉันเป็นหวัด” ผมทำหน้าเข้าใจแล้วพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะทำเสียงอ้อมแอ้ม ไม่แน่ใจว่าควรถามหรือพูดดีมั้ย


“หมายถึง… เอ่อ… แม่ที่ไม่ใช่คุณลิซ่านั่นใช่มั้ย” วิคเตอร์ตวัดสายตาดุๆ มาให้ ผมรีบก้มหลบสายตาเขาแล้วจัดของที่ค้างไว้อยู่ให้เรียบร้อย เป็นอันได้คำตอบว่าผมไม่ควรยุ่งหรือถามเรื่องส่วนตัวเขาอีก ผมก้มหน้าก้มตาจัดของต่อไป แอบได้ยินเสียงถอนหายใจของเขา


“อืม… แม่จริงๆ ของฉัน  ไม่ใช่ลิซ่า” ผมเหมือนโดนเขาเอามือตบหัวจนมึน เพราะจู่ๆ เขาก็พูดขึ้นมา ผมเงยหน้าขึ้น แล้วเอียงคอมองเขา พลางกระพริบตาปริบๆ ด้วยความงง เพราะไม่คิดว่าเขาจะพูดอะไรต่อ


“แล้วแม่คุณไปไหนล่ะครับ ทำไมคุณลิซ่าถึงมาที่นี่ แล้ว… แล้วก็มาบอกว่าเขาเป็นแม่คุณ” ผมนึกว่าผมจะโดนจ้องตาดุ หรือเขาอาจส่งสายตาไม่พอใจมาให้ แต่แววตาเขากลับหม่นลง ใบหน้านิ่งงันไป ท่าทางดูเหงาหงอย เขาเป็นฝรั่งตัวใหญ่ แต่ตอนนี้ เขาดูตัวเล็กและบอบบางเหลือเกิน จนผมอดห่วงไม่ได้


“She’s gone. (เธอตายแล้ว)” ผมแทบหยุดหายใจ เมื่อเขาตอบกลับมา จ้องมองคนพูดที่มีสีหน้าเซื่องซึมอย่างเห็นได้ชัด ใจผมกระตุกตุบๆ ไม่รู้ว่าเพราะตื่นเต้นที่เขายอมตอบ หรือกำลังเสียใจแทนเขากันแน่


“ผม… ผมเสียใจด้วยครับ แล้วก็… ขอโทษที่ถามครับ” ผมเอ่ยเสียงเบา รู้สึกเศร้าใจไปกับเขา วิคเตอร์สบตาหม่นๆ ของเขากับผม ก่อนจะส่ายหัวเบาๆ


“ทำงานต่อเถอะ” เขาบอกแค่นั้นแล้วหันไปจัดของในตู้เย็นต่อไป ผมมองด้านหลังของเขาด้วยสายตาเศร้าสร้อย ดูเขาจะรักแม่มากแน่ๆ แน่ล่ะ ส่วนใหญ่ก็รักแม่กันทั้งนั้นแหละ ผมเองถึงจะดื้อยังไงแต่ใจก็รักแม่นะ ก็แม่เราทั้งคนนี่เนอะ


ผมไม่กล้าถามอะไรเขาอีก จัดการเตรียมของทำกับข้าวให้เขาต่อไป คิดว่าแค่นี้ก็เหนือความคาดหมายแล้วที่เขายอมตอบผมและยอมบอกในเรื่องที่เป็นส่วนตัวมากๆ ส่วนตัวถึงขึ้นที่ว่าหาในกูเกิ้ลก็ยังไม่เจอ วิกิพิเดียก็ยังไม่มีข้อมูลนี้เลย และตอนนั้นเองผมก็รู้สึกได้ว่า


วิคเตอร์มีกำแพงที่ขวางกั้นตัวเองไว้ และกำแพงนั้นดูท่าจะดำทะมึนใหญ่โตเลยทีเดียวล่ะ


[มีต่อด้านล่างค่ะ]

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8

หลังจากทำอาหารให้เขา ผมก็ขึ้นไปเตรียมน้ำไว้ให้เขาอาบที่ห้องนอนเขา รอบนี้ผมผสมแค่ครีมอาบน้ำของโปโลสำหรับผู้ชายเท่านั้น พอเตรียมน้ำ บีบยาสีฟันใส่แปรง ผ้าขนหนู และชุดนอนไว้ให้เขาเรียบร้อย ผมก็เดินลงมาข้างล่าง เพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน


“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมกลับก่อนนะครับ” ผมบอกวิคเตอร์ที่กำลังนั่งกินข้าวไข่เจียวกุ้งที่เขารีเควสว่าอยากกิน ตอนแรกผมจะทำข้าวผัดกระเพราให้แต่เขาไม่เอา เขาบอกอยากกินอันนี้


“วัดไข้ซิ” เขาบุ้ยปากไปทางเค้าน์เตอร์ครัว ผมหันไปมองก็เห็นว่ามีปรอทวัดไข้วางอยู่ ผมหันไปมองเขาก่อนจะตอบ


“อาการดีขึ้นแล้วครับ แค่ยังมีน้ำมูก เสมหะ แล้วก็อาการไอ”


“ฉันบอกให้วัดก็วัดสิ!” เขาถลึงตามองดุๆ แล้วชี้ไปที่เครื่องวัดไข้เพื่อเป็นการย้ำ ผมทำปากขมุบขมิบเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปหยิบปรอทวัดไข้แล้วยัดใส่ปาก ผมยกไอโฟนขึ้นมาดูเวลา พอเห็นว่าผ่านไปหนึ่งนาทีผมก็เอาออกมาดู ปรากฏว่าอุณหภูมิร่างกายผมอยู่อยู่ที่สามสิบแปด อึ๋ยยย… ไข้ยังเท่าเดิมอยู่เลย ผมทำหน้านิ่งๆ แล้วหันไปมองวิคเตอร์


“ก็ปกติครับ ไข้ลดลงแล้ว” เขาหรี่ตามองผม ส่วนผมก็ทำหน้าตาบ้องแบ๊ว วิคเตอร์ลุกขึ้นแล้วเดินตรงมาที่ผมก่อนจะดึงที่วัดไข้ไปดู ผมทำจมูกบาน และเริ่มขยับออกห่างจากร่างสูงที่ผมยืนใกล้แล้วสูงแค่ไหล่เขา และยังไม่ทันได้พูดอะไร เร็วกว่าแสงคือมือวิคเตอร์ที่ยื่นมาดีดติ่งหูผมอย่างเร็ว


“โอ้ยยย!” ผมร้องเป็นภาษาไทย เอามือกุมหูไว้แล้วทำหน้ายู่ใส่เขา วิคเตอร์ถลึงตามอง


“เป็นเด็กเป็นเล็กหัดโกหก!”


“ผมไม่เด็กแล้ว ผมยี่สิบสามแล้วนะ ที่อเมริกาอายุสิบหกก็ถือว่าโตแล้วไม่ใช่รึไง?!”


“ยังจะเถียงอีก!” เขาทำหน้าดุ ผมกัดปากล่างแน่น แล้วเบิกตามองเขา นึกหมั่นไส้ที่ทำท่าทำทางเหมือนพ่อผมไม่มีผิด
เออ… ก็จริงนั่นแหละ อีตานี่เวลาดุหรือบ่น เขาชอบทำให้ผมนึกถึงพ่ออยู่บ่อยๆ ทั้งน้ำเสียง ท่าทาง แถมหน้าตายังไปโซนเข้มๆ คล้ายกันอีกด้วย เพียงแต่วิคเตอร์จะหล่อคมคายกว่าพ่อผม แหม… ก็แน่ล่ะ พ่อผมเป็นแค่พ่อค้าขายของชำ ส่วนตานี่เป็นพระเอกนี่นะ 


“ไปกินข้าว แล้วจะได้กินยา” เขาบอกเสียงห้วน พร้อมวางที่วัดไข้ลงบนเค้าน์เตอร์ครัว


“ก็นี่ไง เดี๋ยวผมกลับไปทำอะไรกินที่บ้าน แล้วก็กินยานอน” วิคเตอร์กลอกตาก่อนจะบอกเสียงเซ็ง


“ฉันยังดูชั่วไม่พอรึไง?!”


“ชั่วอะไร ทำไมคุณถึงชั่ว” ผมถามสีหน้างงๆ  อีกฝ่ายทำปากจิ๊จ๊ะ แต่ไม่ตอบอะไรนอกจากเดินกลับไปที่โต๊ะกินข้าว ผมมองเขาตาปรือ และหันไปหยิบเป้ขึ้นมาสะพายเตรียมตัวกลับบ้าน


“ผมกลับก่อนนะ พรุ่งนี้เจอกัน ราตรีสวัสดิ์ครับ”


“มานั่งนี่!” ยังไม่ทันที่ผมจะได้เดินออกไป เขาก็ตะเบ็งเสียงจนใจผมแทบร่วงหล่น ผมงงๆ แต่ก็เดินไปนั่งที่เก้าอีกตัวที่อยู่เยื้องๆ กับเขา


“ตักข้าว แล้วนั่งกินให้หมด จะได้กินยา” เขาบอกเสียงมะนาวไม่มีน้ำ โอ๊ย! แห้งแท้น้อพ่อคุณเอ๊ย! ผมทำตามที่เขาบอกแบบมึนๆ ให้ตักข้าวผมก็ตัก


“กินแค่นั้นน่ะหรอ?!” เขาย่นคิ้วเมื่อชะโงกหน้ามาดูข้าวในจานผมที่ตักมาแค่สองทัพพี


“มันดึกแล้ว ผมไม่อยากกินเยอะ เดี๋ยวอ้วน” เขาหันมาสำรวจร่างกายผมทันที ดูตั้งแต่หัวถึงเท้าเลยทีเดียว


“ถ้ากลัวอ้วน กินแล้วก็รู้จักออกกำลังกายซะบ้าง!” ผมชะงักกึก เหลือบมองเขาเล็กน้อย ประโยคนี้สะกิดใจผมเบาๆ เพราะพ่อผมชอบพูดแบบนี้เปี๊ยบ!


จริงๆ นะ ตาวิคเตอร์นี่เหมือนพ่อผมอีกคนจริงๆ โคลนนิ่งกันมารึเปล่า


“ค่า!” ผมรับคำเป็นภาษาไทย แสร้งดัดเสียงหวาน หน้าตาแอบดัดจริตเล็กน้อย


“มันแปลว่าอะไร” เขาถามด้วยความสงสัย มองด้วยความไม่ไว้ใจ เขาต้องกำลังคิดว่ามันคือคำด่าอยู่แน่ๆ ผมตักไข่มาใส่จานแล้วตักเข้าปากหนึ่งคำก่อนจะตอบเขา


“Like a—yesss! (คล้ายกับ เยสสสน่ะ)” ผมตักข้าวเข้าปากอีกคำแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ อื้ม! จะว่าไปฝีมือการทำไข่เจียวกุ้งสูตรผสมนมสดข้นใส่พริกนิดหน่อยของผมนี่ก็อร่อยใช้ได้นะเนี่ย ผมเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย ลืมเวลาอ้วนไปเลย ผมช้อนตามองวิคเตอร์ก็เห็นว่าเขานั่งมองผมอยู่ราวกับเห็นของแปลก ผมอมยิ้มแก้มอูมเพราะเคี้ยวข้าวอยู่เต็มปาก ก่อนจะเคี้ยว หงับๆ ต่อไป มันอร่อยจริงๆ นะ ไว้ทำกินเองมั่งดีกว่า


“แก้มนายจะระเบิดรึเปล่า?” วิคเตอร์ย่นคิ้ว มองผมที่กำลังเคี้ยวข้าวแก้มยุ้ยด้วยสายตาระแวงนิดๆ ราวกับกลัวว่าแก้มผมจะระเบิด ผมส่ายหัวรัวๆ แล้วกลืนข้าวลงไป


“คุณจะบ้าหรอ นี่แก้มคนนะ ไม่ใช่ระเบิด!” ผมแอบมองค้อนเล็กๆ ใส่เขา ก่อนจะตักคำสุดท้ายเข้าปาก แล้วข้าวก็แทบพุ่ง เมื่อหัวผมสะเทือนไปหมดตอนที่โดนเขาเอามือหนึ่งทับหัวและอีกมือฟาดลงมา


“เตือนสติให้รู้ว่านายห้ามส่งสายตาแบบนั้นให้ฉัน อย่าเหลิง! ฉันให้มานั่งกินข้าวด้วย ไม่ได้หมายความว่าจะมาชักสีหน้าใส่ฉันได้นะ” เขาบอกน้ำเสียงปราม พร้อมใบหน้านิ่งเฉื่อยแบบที่ผมเห็นประจำ


ผมล่ะเซ็ง! เลยได้แต่ยิ้มประชดหน่อยๆ แล้วพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะกรอกน้ำใส่แก้วแล้วยกดื่ม หยิบไอโฟนขึ้นมาเพื่อรอเวลาห้า
นาทีแล้วค่อยกินยาตาม


“เออนี่ เดี๋ยวผมส่งรูปให้คุณในว้อทแอพ แล้วคุณเลือกรูปอัพเดตลงเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์และไอจีบ้างนะ” เขาที่กำลังยกแก้วไวน์แดงขึ้นดื่ม ปรายตามองผมเล็กน้อยก่อนจะบอก


“เดี๋ยวฉันเอารหัสให้ แล้วนายก็จัดการเองเถอะ ฉันขี้เกียจเลือก ขี้เกียจลง” ผมทำหน้าประหลาดใจทันที


“คุณไม่กลัวผมประจานคุณรึไง” เขายกยิ้มมุมปาก แล้วส่งเสียงหัวเราะออกทางจมูกเบาๆ เป็นเสียง หึ


“ถ้าอยากโดนดีดหู จนหูขาด ก็ลองดูสิ” เขายักคิ้วท้าทายมาให้ผม ผมได้แต่ทำปากขมุบขมิบราวกับกำลังท่องคำสาปแช่งเขาอยู่ พอผมเห็นว่าห้านาทีผ่านไปแล้ว ผมก็หยิบกระปุกยาที่เขาให้ไว้ตอนกลางวันออกมาแล้วกินยาเข้าไปหนึ่งเม็ด


“ผมเตรียมน้ำไว้ให้อาบแล้ว ผ้าขนหนูแขวนอยู่ที่ราว เสื้อคลุมอาบน้ำอยู่ที่ประตูห้องน้ำ ชุดนอนอยู่บนเตียง อ้อ! ยาสีฟันบีบไว้ให้แล้ว ฉะนั้นวันนี้ ราตรีสวัสดิ์นะครับ” ผมยิ้มกว้างให้เขาและทำท่าตะเบ๊ะ ก่อนจะเดินหมุนตัวเดินออกจากบ้านเขาไป โดยไม่ได้หันกลับไปมองเขาอีก เพราะตอนนี้กำลังรู้สึกดีที่ได้กลับบ้านก่อนเที่ยงคืน
อีกห้านาทีจะเที่ยงคืน…   







ผมเปิดประตูรั้วบ้านป้าแมร์รี่เข้าไปแล้วปิดตามหลัง แอบเผลอสั่งน้ำมูกลงบนพื้นหญ้าตามนิสัยที่ชอบทำเวลาอยู่บ้าน รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่น้ำมูกพุ่งลงพื้นแล้ว ขอโทษครับป้าแมร์รี่ผมไม่ได้ตั้งใจนะ


“แมท” เสียงเรียกชื่อผมนุ่มทุ้ม ฟังแล้วอบอุ่นหัวใจ (พิษไข้กำเริบ เลยเพ้อหนัก) ผมหันไปมองตอนที่ถอดรองเท้าเสร็จแล้วก็พบกับเอิร์ทที่อยู่ในชุดนอน เสื้อกล้าม กางเกงขาสั้น กำลังยืนกอดอกมองผมอยู่ตรงขอบประตู


“อ้าว ยังไม่นอนหรอเอิร์ท” ผมเอ่ยทักพร้อมส่งยิ้มกว้างไปให้ เอิร์ทยิ้มนิดๆ แล้วส่ายหัวหน่อยๆ ก่อนจะเดินตรงมาทางผม ก็พอดีกับที่ผมเดินขึ้นบันไดขึ้นไปตรงระเบียงบ้านพอดี


“เหมือนไม่เจอหน้ากันนานเลยนะ” เอิร์ทบอกแล้วยิ้มมุมปาก เสียงเขานี่นุ่มทุ้ม อบอุ่นใจจริงๆ ผมยิ้มกริ่ม แล้วมองหน้าเขา นึกถึงเรื่องที่คุยกันค้างไว้ว่า ทำไมผมจำเขาไม่ได้ ผมกำลังสงสัยตัวเองว่า เอ๋อ เสียสติ ถึงขั้นจำเขาไม่ได้เชียวหรอ แต่ถ้าใครเห็นผมตอนทำงานละครเวทีจะรู้ว่าผมหัวหมุน วุ่นวาย จริงๆ นะ ผมแทบไม่สนใจอย่างอื่นนอกจากหน้าที่กำกับของตัวเอง แหม… แค่เวลาดูแลการแสดงของนักแสดงและเอ็กซ์ตร้า ก็แทบจะไม่มีเวลามองอย่างอื่นแล้ว แต่ผมเล่นดูแลทั้งเสื้อผ้า หน้าผม ผสมด้วย โอ้โห.. คราวนี้ยิ่งยุ่งไปกันใหญ่


“มีอะไรรึเปล่า จ้องหน้าเราซะขนาดนั้น” เอิร์ทเลิกคิ้วขึ้นแล้วถามยิ้มๆ ผมยิ้มเก้อก่อนจะทำปากยื่นเหมือนเป็ด แล้วยกมือเกาคอเบาๆ บรรยากาศเงียบดีจัง ได้ยินเสียงลมหวือๆ ผ่านหูด้วย


“เรากำลังสงสัยตัวเองว่า จำเอิร์ทไม่ได้ขนาดนั้นเลยหรอ” เอิร์ทยิ้มขำนิดๆ


“จำไม่ได้ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย ไม่ต้องทำหน้าเครียดขนาดนั้น”


“แต่เราข้องใจตัวเองอ่ะ คนอะไร ทำไมจะจำคนที่เคยร่วมงานด้วยไม่ได้”


“ก็คนร่วมงานอีกคน ไม่สนใจสิ่งรอบข้างเลย ก็ไม่แปลกที่จะจำไม่ได้” เอิร์ทว่ายิ้มๆ รอยยิ้มเขาดูอบอุ่นพอๆ กับน้ำเสียงเลย หน้าตาหล่อเกลี้ยงเกลาขนาดนี้ ผมพลาดการจดจำเขาได้ยังไงนะ 


“เราสองคนเคยคุยกันปะ ตอนทำงาน” ผมถามด้วยความอยากรู้ต่อ ไอ้แมทเอ๊ย! ความจำแกเสียขนาดนั้นเลยรึเนี่ย


“ก็เคยคุยนะ แต่ก็ไม่ได้เป็นทางการมาก จริงๆ ไม่รู้ว่านั่นเรียกว่าคุยกันมั้ย เพราะแมทคุยกับเราไปด้วย แถมยังคุยโทรศัพท์ไปด้วย เราเลยไม่รู้ว่าแมทคุยกับใครกันแน่”


“โอ้โห เหตุการณ์นึกยากจัง แต่สรุปได้ว่าเราสองคนเคยคุยกันเนอะ”


“ก็คุย… ไม่ต้องซีเรียสหรอก เราเองก็ไม่ค่อยได้ยุ่งกับพวกแมทเท่าไหร่ ตอนทำงานด้วยกันก็ใช่ว่าเราจะไปทุกวัน ไปแค่ตอนพวกแมทมาเรียกให้ไปทำฉาก แก้ฉากนั่นแหละ”  ผมรู้สึกมึนๆ ไม่รู้มึนเพราะฤทธิ์ยาหรือว่ามึนเพราะคิดมากเกินไป ก็คงจริงอย่างที่เอิร์ทว่า ถึงจะร่วมงานกัน แต่ใช่ว่าพวกเอิร์ทจะมาบ่อย แต่เอาจริง ผมไม่ค่อยไปยุ่งกับฝ่ายฉากหรอก ส่วนใหญ่ฝ่ายฉากที่มาหาผมก็เป็นคนในเอกนั่นแหละ เอาแบบแปลนของฉากมาให้ดูว่าถูกใจผมมั้ย ใช่ที่ผมจินตนาการไว้รึเปล่า ต้องการแก้ตรงไหนอีก ซึ่งส่วนใหญ่เขาก็ทำได้ดีกันอยู่แล้ว ฉะนั้นยุ่งกับฝ่ายฉากอีกทีก็ตอนที่ฉากเสร็จ ยกขึ้นเวทีแล้ว


“เอ้อ! แล้ว… เอ่อ…” ผมใช้ฟันขบปากล่างตัวเอง แจ๊บๆ กำลังคิดว่าไอ้ที่เขาช่วยผมเรียกความทรงจำครั้งก่อนนั่น มันช่วยให้ผมนึกออกยังไง


“ครั้งก่อนที่เราสองคน เอิ่ม… แบบว่า ทวนความจำแบบที่เอิร์ทบอกอ่ะนะ… คือเราอยากรู้ว่า มันทวนความจำยังไงหรอ มันเกี่ยวข้องยังไงกัน… คือเรางง” ผมยิ้มยิงฟันแห้งๆ แก้มร้อนนิดๆ เพราะเขิน นึกถึงตอนเอิร์ทซุกไซร้แล้วก็รู้สึกวาบหวามที่ซอกคอตัวเองไม่น้อย เอิร์ทยิ้มที่มุมปาก


“อันนั้นไม่เกี่ยวข้องกับตอนทำงานหรอก”


“แล้วมันเกี่ยวกับอะไรอ่ะ แน่ะ! หรือหลอกแต๊ะอั๋งเรารึเปล่า” ผมทำเสียงล้อยานๆ แล้วยิ้มแซวเขา เอิร์ทยิ้มกว้างขำๆ


“แค่นั้นยังไม่เท่าที่แมททำกับเราเลย” ผมชะงัก สูดลมหายใจดัง ฮึบ! ตาโตมองเอิร์ท อ้ากกก! นั่นหมายความว่าไงกัน


“เราเคยทำอะไรเอิร์ทด้วยหรอ เฮ้ย! จริงอ้ะ?! ไม่นะ… ถ้ามันมีอะไรขนาดนั้น เราต้องรู้สึกและจำได้ดิ” โอเค ตอนนี้ผมเริ่มสติแตกละ รู้สึกว่ามันน่าพิศวงงงงวยสุดๆ อ่ะ จากตอนแรกแค่รู้สึกว่าเรื่องที่เขาพูดมันไม่ได้เป็นเรื่องลึกลับอะไร แต่พอได้ยินแบบนี้ ผมเริ่มรู้สึกระแวงตัวเองและระแวงเอิร์ท


“ใจเย็นๆ ไม่ได้มีอะไรกันถึงขั้นที่แมทกำลังคิดหรอกน่า” เอิร์ทบอกอย่างสงบ ผิดกับผมที่รู้สึกลุกลี้ลุกลน  ไม่ใช่ผมกลัวว่าเขาจะทำอะไรนะ ผมกลัวว่าตัวเองจะไปทำมิดีมิร้ายใส่เขาไว้แล้วผมไม่รู้ตัวรึเปล่า


“แล้วมีถึงขั้นไหนอ้ะ” ผมถาม สีหน้าไม่ดีแน่ๆ ตอนนี้ ผมสูดน้ำมูกฟุดฟิด เอิร์ทย่นคิ้วมองหน้าผมเล็กน้อย


“ไม่สบายหรอ” ผมพยักหน้ากึกๆ แล้วยกแขนเสื้อเช็ดจมูก


“นี่ๆ ตอบก่อนสิ ว่าเราทำอะไรเอิร์ท” เอิร์ทถอนใจเบาๆ ราวกับกำลังอ่อนใจกับความอยากรู้อยากเห็นของผม


“เข้าบ้านดีกว่า อากาศมันเย็น เดี๋ยวจะเป็นไข้หนักกว่าเดิม” เขาว่าแล้วเปิดประตูบ้านให้ ผมเดินเข้าไป เอิร์ทปิดประตูและล็อค สงสัยคงมีแค่ผมคนเดียวเนี่ยแหละที่กลับบ้านมืดค่ำดึกดื่นขนาดนี้


“เอิร์ท…” ผมยังไม่หายสงสัย พออยู่ตรงโซนครัว ผมก็หันไปถามเขาอีก


“จำเหตุการณ์เก่าๆ ไม่ได้ ก็ช่างมันเถอะแมท ไม่ต้องไปเหนื่อยรื้อหรอก…” เขาบอกพลางเดินเข้ามาใกล้ผมมากขึ้น จนตอนนี้เรายืนอยู่ใกล้กัน ใบหน้าห่างกันนิดนึง ผมล่ะกลัวขี้มูกกระเด็นไปโดนหน้าเขาจริงๆ


“จำไม่ได้ ก็สร้างใหม่ไปเลยมั้ย” เขาบอกเสียงทุ้ม เล่นเอาผมใจกระตุกวูบ เพราะแววตาที่เขามองมามันดูวิบวับกระชับใจชอบกล ผมกระตุกยิ้มงงๆ


“รู้มั้ย ตอนที่เจอแมทครั้งแรกที่นี่ เราทั้งงง ประหลาดใจ แล้วก็สับสน…” เขาเว้นช่วงแล้วเดินไปนั่งที่เก้าอี้ไม้ทรงสูงสี่เหลี่ยมที่เค้าน์เตอร์ครัว ก่อนจะดึงผมให้เข้าไปใกล้ๆ แล้วจับมือผมไว้แบบนั้น ตอนนี้เราตัวเท่ากัน ผมเลยไม่ต้องแหงนหน้าคุยกับเขา


“แล้วหายสับสนยัง” ผมยิ้มแห้ง เริ่มทำตัวไม่ถูกละตอนนี้ สายตาเขาที่มองผม มันละลายใจเกินไป ฮึ่ย! แล้วทำไมผมถึงต้องใจง่ายแบบนี้ด้วย แค่นี้นิดหน่อยก็ใจเต้นแล้ว เอิร์ทส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะตอบ


“ยัง… แต่ตอนนี้เราอยากรู้ว่าแมทยังอยากจะนึกเหตุการณ์เก่าๆ อยู่มั้ย” ผมพยักหน้ารัวๆ เอิร์ทยิ้มแล้วดึงผมไปใกล้เขามากขึ้น เขาอ้าขาแล้วใช้มือดันเอวผมเข้าไปอยู่ในล็อคหว่างขาเขาพอดี ผมนี่หายใจเฮือกเลย!


“อะ… เอิร์ท…” ผมถามเสียงสั่น ตอนนี้ใจเต้นตูมๆ เลยแหละ หน้าร้อนจัด จนคิดว่าไข้จะขึ้นอีกรอบ


“แมทเคยจูบใครมาก่อนมั้ย” ผมตาโตมองเขา จังหวะหัวใจกระหน่ำเต้นรัวกว่าเดิม


“ถามแบบนี้นี่…”


“ถามเฉยๆ แค่อยากรู้ว่าแมทเคยจูบใครรึเปล่า” ผมต้องหน้าแดงแปร๊ดไปแล้วแน่ๆ ผมกระพริบตาปริบๆ มองอีกฝ่าย ก่อนจะส่ายหัว เอิร์ทยิ้มออกมาด้วยความพอใจ


“งั้นจำไว้นะ ว่าเราเป็นจูบแรกของแมท” ผมอ้าปากหวอน้อยๆ สีหน้าแตกตื่น กำลังรู้สึกตึบๆ ที่ขมับกับสิ่งที่เขาพูด และตอนตึบๆ มึนๆ นั่นแหละที่เอิร์ทดึงผมเข้าไปใกล้ก่อนจะกดริมฝีปากของเขาเข้าหาผม ผมเบิกตากว้างเมื่อความรู้สึกอุ่นๆ และนุ่มๆ ที่มาจากริมฝีปากของอีกฝ่ายแนบลงบนริมฝีปากของผม มือผมกระตุกไปคว้าไหล่ทั้งสองข้างของเอิร์ทโดยอัตโนมัติ


อ้ากกก! จะ…จูบบบ!


 :hao7:


--------------------------------TBC.------------------------------

ใครอยากอ่านเร็วๆ ตามไปที่อีกบอร์ดได้นะคะ แต่ที่เล้าเป็ดคงลงวันล่ะตอน แต่บางวันอาจสองตอนเลย เพื่อให้ตามอีกบอร์ดทัน จะได้ลงตอนของคู่พิเศษควบคู่กันสองบอร์ด และพอลงพาร์ทใหม่จะได้ทันกันเนอะ
กดไลค์เพจเฟซบุ๊คไว้ได้นะคะ เพื่ออัพเดตข่าวสารต่างๆ เม้าท์มอยหอยกาบนอกรอบ และร่วมเพ้อเจ้อไปกับคนเขียนได้ที่นั่น
ดูตรงลายเซ็นด้านล่างเลยจ้า ^__^

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8
Re: ||Love, no boundaries. Part: You and I||::CHAPTER 7-10:: 20.06.58
«ตอบ #40 เมื่อ20-06-2015 11:04:41 »


CHAPTER 7 :: Timpani Rhythm


ผมจับไหล่เอิร์ทไว้แน่นด้วยความตกใจ ตัวสั่นเล็กน้อย จะดันตัวหนีก็โดนเอิร์ทใช้มือดันเอวไว้ ผมเลยจะดึงหน้าออก แต่เอิร์ทก็เอาริมฝีปากตามมาขยี้ริมฝีปากผม ความรู้สึกนุ่มๆ อุ่นๆ แล่นไปทั่วริมฝีปาก และตอนนี้ความรู้สึกเสียววูบกำลังตามมา เมื่อเอิร์ทพยายามใช้ลิ้นแทรกเข้ามาตรงช่องริมฝีปากของผมที่เผยออ้าอยู่เล็กน้อย ผมเบิกตากว้างกว่าเดิมและรีบยกมือขึ้นมาจับหน้าเอิร์ทไว้แล้วดึงออกทัน ในจังหวะที่ลิ้นของเอิร์ทแตะริมฝีปากล่างของผมพอดี


พอหลุดจากพันธนาการจูบของเอิร์ทได้ ผมก็รีบสูดลมหายใจเข้าเร็วๆ โอยยย… ฟืดฟาด ฟืดฟาด~ เหมือนขาดอากาศหายใจ  รู้สึกเหมือนตัวลอยละล่องอย่างบอกไม่ถูก มันวิ้งๆ พอปรับลมหายใจได้ผมก็เลื่อนสายตาไปมองเอิร์ทตรงๆ ก็เห็นเขากำลังยิ้มขำๆ อยู่ แต่แววตาเขาดู… เร่าร้อน ดูพร้อมจะรุกต่อ


“เอิร์ทขโมยจูบแรกของเราไปอ่ะ” ผมว่าทั้งที่ยังหอบนิดๆ หน้าตาเหวอเหวิ่งมาก หัวหมุนติ้วๆ ผมยังเอามือจับหน้าเอิร์ทไว้ รับรู้ได้ถึงผิวเนียนๆ ของเขา เอิร์ทยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าผมทำหน้าตาเหมือนพวกอ่อนหัด ก็แน่สิ ผมเคยจูบใครที่ไหน


“เปล่า นี่เป็นจูบสอง หรืออาจจะสาม หรือสี่ไปแล้วก็ไม่รู้ จูบแรกแมทเป็นคนจูบเราเอง” ผมตาโตจนลูกกะตาแทบจะหลุดจากเบ้า เอามือลดลงไปจับช่วงต้นหัวไหล่ของเอิร์ทไว้ และยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ เอิร์ทก็ยื่นหน้ามาจูบผมอีกรอบ แต่เป็นเพียงเอาริมฝีปากมาแตะ แต่ก็แตะอย่างแนบแน่น เหมือนเป็นจูบปิดปาก หรือจูบปลอบขวัญที่เห็นผมกำลังทำหน้าเหมือนหมาหลงทาง เอิร์ทถอนจูบออกแล้วยิ้มน้อยๆ แต่แววตาที่เขามองผมมานั้นดู… ไม่รู้สิ ดูเหมือนคนไม่มั่นใจอะไรสักอย่าง


“แล้วนี่ก็จูบที่ห้าแล้ว”


“โอยยย! นี่มันอะไรกัน” ผมครวญครางออกมาเสียงหลง สีหน้าสับสนงุนงง ยิ่งงงเข้าไปใหญ่ ผมยกมือขวามาพัดลมเข้าหน้าเบาๆ และพยายามตั้งสติพูดต่อไป


“นี่เอิร์ทไม่ได้กุเรื่องมาเพื่อหลอกจูบเราใช่มั้ยเนี่ย โอ๊ยตาย! เป็นคำพูดที่โคตรหลงตัวเอง คือ เราหมายถึง ระหว่างเรามีซัมติงกันจริงใช่มั้ย เราเคยจูบเอิร์ทด้วยหรอ” ผมแทบจะพ่นไฟออกจากปาก ยกมือเกาหัวตัวเองจนผมยุ่ง เอิร์ทหัวเราะเสียงทุ้มด้วยความชอบใจ ก่อนจะเอามือลูบๆ เส้นผมตรงที่ผมเกาจนยุ่งเหยิงเมื่อกี้ พอนึกได้อีกที


ก็รู้ว่าตัวเองอยู่ในอ้อมแขนขวาของเขา และเอิร์ทเอาเข่าหนีบไว้ไม่ให้ผมไปไหน หน้าผมร้อนวูบวาบเมื่อพบว่าตัวเองอยู่ในลักษณะท่าทางที่ไม่น่าไว้ใจ (ตัวเอง) เท่าไหร่


แบบนี้มันสยิวนะ~


“เคยสิ แต่แมทจำไม่ได้หรอก”


“เพราะอะไร?  ทำไมเราถึงจำไม่ได้ล่ะ จูบเลยนะเอิร์ท เราจะลืมได้ไง!” ผมว่าเสียงงุ้งงิ้งๆ เบะปากเหมือนเด็กๆ เอิร์ทยังคงยิ้มหล่อๆ ไม่เปลี่ยน ตาหวานๆ ของเขาเวลายิ้มกำลังมองผมเหมือนกำลังสนุก


“ก็จูบตอนเมาจะไปจำได้ไงล่ะ น็อคไปถึงตอนบ่ายเลยไม่ใช่หรอ” ผมอ้าปากค้าง


“เราเคยไปกินเหล้าด้วยกันด้วยหรอเอิร์ท?!”


“เคย หลังจบละครเวทีไง” ผมรีบประมวลภาพเหตุการณ์ มันอาจต้องย้อนไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งก็ยังไม่นานมาก เพราะยังไม่ครบปีเลย ประมาณหกเจ็ดเดือนได้ ภาพในวันนั้นวิ่งเข้าหัวผมอย่างรวดเร็ว ภาพแล่นไปมา ตัดไปตัดมา แต่ผมก็นึกไม่ออกอยู่ดี


“โห วันนั้นคนแน่นมาก แค่เอกเรา เรายังไม่รู้เลยว่าใครไปบ้าง พวกเอิร์ทไปด้วยนี่ ไม่ต้องสืบ จำไม่ได้หรอก”


“ก็ไม่แปลกใจหรอก มาถึงแมทก็ยกดื่มๆ ไม่รู้ไปอดอยากจากที่ไหนมา” เอิร์ทแซวขำๆ แต่มันทำให้ผมค่อยๆ หน้าหงอยลง


“ไม่ได้อดอยากหรอก วันนั้นเราเพิ่ง…” ผมถอนหายใจ สีหน้าเศร้าๆ จนเอิร์ทค่อยๆ หุบยิ้ม


“ไม่ต้องพูดถึงก็ได้ ถ้ามันทำให้รู้สึกไม่ดี” ผมยิ้มเศร้านิดๆ แล้วพยักหน้าเบาๆ สลัดภาพในหัวออกไป ภาพที่มันตัดอารมณ์ดีใจของผมหลังจากละครเวทีปิดม่านไป


“แล้วก็ ถ้าจำไม่ได้ ก็ไม่ต้องพยายามนึกแล้ว ปล่อยมันไปเถอะ” ผมเลิกเศร้าแล้วทำหน้ามุ่ยทันที


“เราก็รู้ตัวนะว่าเป็นคนคออ่อน กินมากๆ แล้วภาพจะตัดไปเลย แต่ไม่นึกว่าตัวเองจะลวนลามเอิร์ทไว้ด้วย เฮ้ย… ขอโทษนะ” ผมเอ่ยออกมาอย่างรู้สึกผิด ถ้านี่คือสิ่งที่ผมทำจริงๆ มันก็โคตรน่าอาย


“ไม่เป็นไร” เอิร์ทบอกด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่นเช่นเคย


“แต่เราก็อยากรู้นะ เอิร์ทจำเหตุการณ์ได้ใช่มั้ย เล่าให้ฟังหน่อยสิ” ผมเขย่าไล่เอิร์ทเบาๆ ทำสีหน้าอ้อนๆ อีกฝ่ายแกล้งหาวปากกว้าง ทำหน้าตาง่วงๆ


“ง่วงแล้วอ่ะ พรุ่งนี้ต้องไปทำงาน ไว้เล่าให้ฟังวันหน้านะ” เอิร์ทจับแขนผมไว้ก่อนจะดันตัวผมออกเบาๆ แล้วลุกขึ้นยืน ตอนนี้ผมเลยต้องเงยหน้ามองเขา


“เล่าตอนนี้ไม่ได้หรอ” เอิร์ทเม้มปากนิดหนึ่ง ก่อนจะยิ้มเรียบๆ


“แมทไม่สบายนะ ไปพักผ่อนเถอะ เราทำแมทเสียเวลาพักผ่อนไปเยอะแล้ว”


“โห่ เราไหวน่า” พูดไปก็สูดน้ำมูกไป จนเอิร์ทยิ้มขำอีกที


“ไปเถอะ ไปนอนกัน” เอิร์ทบอกแล้วจูงมือผมให้เดินไปพร้อมเขา ผมนี่ก็ใจง่ายให้เขาจับ ให้เขาจูบ ให้เขาจูง เนอะ เอ๊ะ! หรือลึกๆ แล้วผมจะชอบเอิร์ท นี่ผมชอบเอิร์ทรึเปล่านะ?


ไม่น่า… แม้จะใจเต้น แต่การโดนจู่โจมแบบนี้ มันก็ตื่นเต้นนะ มันเหมือนมีเหตุการณ์ระทึกใจพุ่งเข้าใส่แบบไม่ทันตั้งตัว ใจก็เลยเต้นตุบๆ แล้วผมไม่เคย จะ… จูบ กับใครด้วย แต่ถ้าจับใจความกับสิ่งที่เอิร์ทเล่ามา ก็แสดงว่าผมเคยจูบกับเขาแล้ว ฮือออ~ จูบตอนเมา มันจะทุเรศขนาดไหนกัน นี่ผมอ้วกใส่เขาด้วยรึเปล่าเนี่ย ผมรู้ตัวว่าเป็นคนคออ่อน อ่อนมากๆ ด้วย กินเหล้าไม่เก่ง แต่ผมถนัดเต้น ไปผับทีผมก็ถือแก้วเหล้าแก้วเดียวยันจบงานยังได้ นานน้าน ผมจะกินเหล้าจัดๆ แค่เบียร์สองขวดผมก็มึนแล้ว จำได้เหมือนกันว่าวันนั้น ซัดทั้งเบียร์ ทั้งเหล้า เข้าไปเยอะมาก  แล้วตอนนั้นผมก็ไม่รู้ว่าอารมณ์ไหนชัดเจนมากกว่ากัน ระหว่างดีใจ กับเสียใจ เลยยกดื่ม ยกดื่ม ใครส่งมาให้ ก็ดื่มหมด ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง วันนั้นโต๊ะกลุ่มผมใหญ่มากกก ใหญ่จนขี้เกียจมานั่งทักทายกันว่าใครเป็นใคร อีกอย่างแสงไฟก็ใช่ว่าจะสว่างไสว ตามประสาผับล่ะเนอะ ที่เปิดไฟแว้บๆ วับๆ อยากบอกว่าพอเมาแล้ว มันยิ่งสร้างอารมณ์มึนเมาได้อีกหลายเท่าเลยแหละ วันนั้นผมก็เลยภาพตัดฉับ ไม่รู้ด้วยซ้ำกลับไปหอได้ไง


ละผมเป็นห่าอะไรทำไมต้องไปจูบเอิร์ทตอนเมาด้วยวะ ฮึกๆ กระซิกๆ เอิร์ทบีบมือผม ผ่อนหนักผ่อนเบา จนมาหยุดอยู่หน้าห้องผม


“เอ่อ… เอิร์ท ถามอะไรหน่อยสิ” ผมถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ กำลังคิดอยู่ว่าควรถามคำถามที่อยากถามดีมั้ย เอิร์ทหยุดอยู่กับที่ เลิกคิ้วขึ้นแล้วยิ้มนิดๆ เป็นเชิงถามกลับ ผมกลืนน้ำลายลงคอเบาๆ ก่อนจะถาม ปกติผมไม่กล้าถามอะไรแบบนี้หรอกนะ แต่เขาจู่โจมขนาดนี้ มันก็เลยอดสงสัยไม่ได้


“เอิร์ทจูบเราอ่ะ เอิร์ทเป็น เอ่อ…” แต่ผมก็ไม่กล้าถามอยู่ดี… ผมทำหน้าหน้าลำบากใจ ก็ไม่รู้นี่นาว่าถามไปแบบนั้นจะทำให้เขาไม่พอใจหรือเปล่า เอิร์ทนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะตอบ


“เราก็ยังเป็นผู้ชายนะ…” เอิร์ทตอบคำถามเสียงเรียบ ใบหน้าหล่อแบบชายไทยนิ่งปกติ ผมทำหน้าไม่ถูก ได้แต่ยกยิ้มขึ้นยิ้มลงไปมา เป็นผู้ชายก็ไม่ว่าอะไรหรอก แต่มาจูบเขา มันยังไงล่ะตัวเอง


“ไม่รู้ดิ… คือเรา… เราก็ไม่ได้ตั้งใจนะ แต่ไม่รู้ว่ะ เห็นหน้าแมทกับบรรยากาศพาไปมั้ง เลยอยากจูบ อยากลองจูบ แต่ให้ไปทำกับผู้ชายคนอื่น เราก็ไม่เอานะ” เอิร์ทหน้าตาหนักใจ แววตาสับสน คิ้วย่นจนขึ้นร่องระหว่างคิ้วชัดเจน มือที่เขาจับมือผมไว้อยู่ก็ยังไม่ยอมปล่อย 


“เราถึงได้บอกไง ว่าตอนที่เจอแมทที่นี่ เราสับสัน แปลกใจ ประหลาดใจ ปนไปหมด ก่อนหน้านี้เรา…” เอิร์ทเม้มริมฝีปากหนาสีแดงปนคล้ำเล็กน้อยเข้าหากัน ก่อนจะแค่นยิ้มเล็กๆ


แกร๊ก~


เสียงเปิดประตูดังขึ้น เราสองคนหันไปมอง บาสที่หน้าตางัวเงียๆ โผล่หน้าออกมาพร้อมผมสีดำยุ่งๆ เอิร์ทค่อยๆ ปล่อยมือผมออก ผมเลยดึงมือมาไว้ข้างตัว


“มึงยังไม่นอนอีกหรอวะไอ้เอิร์ท” บาสถามพลางหาวฟอดๆ ก่อนจะหันมามองผมที่ยืนยิ้มกริ่มอยู่


“อ้าว… นี่อย่าบอกนะว่าเพิ่งเลิกงานอ่ะแมท” ผมพยักหน้าสองสามทีแล้วส่งยิ้มให้บาส อีกฝ่ายเดินออกมาจากห้องนอน โอ่… ยั่วสุดอะไรสุด ใส่แค่กางเกงขายาวนอนหรอพ่อหนุ่ม โอ้ยตาย ท้าอากาศเย็นๆ โนะ เนื้อแน่นอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด กล้ามท้องนี่เป็นลอนเชียว!


“ฝึกงานไรเนี่ย ทำไมกลับดึกจัง” บาสถามพลางยกมือกอดอกแล้วเอาไหล่ขวาพิงกับกรอบประตูห้อง


“ก็ทำทุกอย่างอ่ะ เจ้านายบอกให้ทำไร ก็ทำอันนั้นแหละ” บาสขมวดคิ้วเล็กน้อย ยกมือลูบคางเบาๆ ผมส่งเสียงไอโครกๆ เล็กน้อย บาสจ้องผมตาโต


“หวัดแดกอ่ะดิเนี่ย” โอ้โห… แดกเต็มหน้าเลยจ้ะ ผมพยักหน้าทั้งที่ยังไอ แล้วพยายามส่งยิ้มให้เขา บาสยิ้มทะเล้นก่อนจะหันไปมองเอิร์ท


“มึงนอนดึกทุกคืนเลยนะไอ้เอิร์ท แม่งไม่ง่วงหรอวะตอนไปทำงานอ่ะ” บาสพูดแล้วหาวอีกรอบ ผมหันไปมองหน้าเอิร์ทที่ยักคิ้วกวนๆ ไปให้บาสก่อนจะตอบ


“เออ เดี๋ยวกูเข้าไปนอนละเนี่ย ละมึงตื่นมาทำไม”


“กูได้ยินเสียงมึงสองคนคุยกันเลยลุกขึ้นมาดู” บาสตอบหน้าสะลึมสะลือ


“เออ มึงดูแล้วก็เข้าไปดิ เดี๋ยวกูตามเข้าไป” บาสหรี่ตามองเพื่อนตัวเองเล็กน้อย สลับกับมองมาที่ผม


“มึงจะอยู่คุยกับแมทหรอ เฮ้ย… แมทของกูนะเว้ย” จ้ะ… เราก็อยากเป็นของบาสจ้ะ อ่าหุๆ พูดเล่นพูดจริงไม่รู้ รู้แต่ว่าฟิน ผมนี่ยิ้มกว้างด้วยความขำ เอิร์ทเบะปากเล็กน้อย


“มึงหยุดหว่านเสน่ห์แล้วเข้าไปนอนเถอะไป ทำงานเช้ากว่ากูอีก” บาสยิ้มขำๆ ก่อนจะหันมาขยิบตาให้ผม แล้วเดินกลับเข้าห้องไป เอิร์ทหันมาหาผมที่ยืนยิ้มๆ อยู่


“ไม่ต้องยิ้มหรอก ไอ้บาสมันปากหวานอย่างนี้กับทุกคนแหละ สาวมันเยอะจะตาย”


“ถ้าให้ทาย ผู้ชายก็คงเยอะด้วย นี่บาสมีแฟนยัง” ผมถามเพราะแค่อยากถาม แต่เอิร์ทกลับจ้องผมตาวาววับ


“ถามทำไม”


“เอ้า แค่อยากรู้เฉยๆ”


“ยัง มันโปรยเสน่ห์ไปเรื่อยแบบนี้แหละ สาวในคอลเลคชั่นมันเป็นกระบุง ระวังตกหลุมมันอีกคนล่ะ” ผมทำจมูกบาน… ไม่ทันละ นี่อยู่ปากหลุมเสน่ห์ของบาสละมั้ง


“บาสอยู่มอเดียวกับเราปะ”


“เปล่า อยู่คนละมอ แต่มันเป็นเพื่อนเราตั้งแต่มอปลายอ่ะ มันนี่แหละชวนเรามาเวิร์ค แต่ดันทำงานคนล่ะที่” ผมพยักหน้ารับรู้เบาๆ เอิร์ทมองผมที่กำลังสูดน้ำมูกฟุดฟิด


“แมท… วันไหนว่างๆ ไปเที่ยวกันมั้ย” ผมหันไปมองเอิร์ทแล้วทำหน้าครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง


“ตอบไม่ได้เลยอ่ะเอิร์ท แต่เราอยากไปนะ ตั้งแต่มายังไม่ได้หยุดไปเที่ยวไหนเลย…” ไม่รู้จะมีวันหยุดรึเปล่าด้วย เฮ้อ อีตาวิคเตอร์จะยอมให้ผมหยุดบ้างมั้ยนะ


“…อืม แต่ถ้าเราได้วันหยุด เราจะบอกเอิร์ทนะ” เอิร์ทยิ้มน้อยๆ ด้วยความพอใจ


“อย่าลืมล่ะ” ผมยิ้มกริ่ม แล้วพยักหน้ารับปากเขา เอิร์ทมองไปทางประตูห้องผมก่อนจะยิ้มเหมือนขำอะไรสักอย่าง


“ให้เราไปนอนเป็นเพื่อนมั้ย” ผมทำปากยื่นพร้อมกลั้นขำ


“ไอบ้า ไม่ต้อง นอนเองได้น่า”


“ก็เคยอ่านเจอว่าถ้าคนเป็นหวัดต้องทำให้เหงื่ออกเยอะๆ จะได้หายไวๆ เราไปนอนเบียดให้ได้นะ จะได้หายไวๆ” แหมะ! เจ้าเล่ห์ใช่เล่นนะพ่อคนนี้ พอเริ่มคุยกันมากขึ้น มาดขรึมๆ ของเขาเหมือนจะลดลงจากที่เคยเห็นตอนแรกๆ หรือจริงๆ เขาอาจไม่ใช่คนเข้มคนขรึมอะไรก็ได้มั้ง


“แค่ผ้าห่มก็อุ่นพอแล้ว” ผมบอกพลางหาวปากกว้าง ส่งเสียงอื้ออึงเล็กน้อย เออ ก็ดีเนอะ ทำตัวปกติมากมาย ทั้งๆ ที่เพิ่งโดนอีกฝ่ายจูบปากมา ไม่แรดจริงทำไม่ได้นะไอ้แมท


“เราไปนอนแล้วนะ ไว้คุยกันใหม่” เอิร์ทส่งยิ้มให้ เขาดูผ่อนคลายขึ้นเยอะนะผมว่า ผมเดินไปไขกุญแจห้อง แต่ตอนที่กำลังจะเดินเข้าไปข้างใน ผมก็ถูกเอิร์ทจับแขนไว้ให้หันไปมองด้วยความงง


“ฝันดีนะ” เอิร์ทบอกแล้วส่งยิ้มน้อยๆ มาให้ ผมยิ้มตอบกลับไป


“เหมือนกัน… ไปละ ง่วง” เอิร์ทปล่อยแขน ผมยิ้มนิดๆ ให้เขาแล้วเดินเข้าห้องนอนก่อนจะปิดประตูตามหลัง หาววอดๆ อีกสองสามยก ผมเหวี่ยงเป้ไว้ปลายเตียงแล้วล้มตัวลงนอนด้วยความอ่อนเพลีย เอามือขึ้นมาอังหน้าก็ยังรับรู้ได้ถึงไอร้อนที่แผ่ออกมาอยู่ หวังว่ามันจะไม่กลายเป็นไข้นะ แบบนั้นโคตรทรมานกว่าหวัดอีก ผมคิดอย่างอ่อนล้าแล้วก็หลับตาไปพร้อมกับความง่วง








# Morning


ผมเดินไปจามไปตั้งแต่สถานีรถไฟใต้ดินละ เอะอะน้ำมูกก็จะไหล ทิชชูชุ่มไปหมดแล้ว ในมือซ้ายผมถือแก้วกาแฟสตาร์บัคร้อนๆ ของวิคเตอร์ หัวสมองกำลังเต้นตุบๆ รู้สึกว่าอาการปวดหัวตัวร้อนจะเพิ่มขึ้นยังไงก็ไม่รู้ ไม่เอาเป็นไข้นะ มันทรมาน ที่ข้อมือขวาผมคล้องถุงเบอร์เกอร์ยัดไส้เบคอนกับผักมาด้วย กะจะเอามากินเป็นอาหารเช้าเพื่อจะได้กินยา เมื่อเช้าผมตื่นได้เพราะเอิร์ทกับบาสมาเคาะห้อง ถ้าสองคนนั้นไม่มาเคาะ ป่านนี้ผมคงตื่นสายแน่ๆ พอผมเดินออกจากบ้านป้าแมร์รี่ไม่ทันรั้วปิดสนิท วิคเตอร์ก็โทรมาพอดี ผมล่ะแทบวิ่งไปคุยไป แต่วันนี้เขาไม่วีน ไม่เหวี่ยง ถามน้ำเสียงปกติว่าผมจะมาหรือเปล่าก็เท่านั้น สงสัยยังมีความเมตตาให้คนที่กำลังเป็นหวัดอยู่บ้าง


ผมเดินเตาะแตะมาตามฟุตบาทแถวทาวน์เฮ้าส์ของวิคเตอร์พร้อมกับเสียงเพลงที่ดังมาจากหูฟัง ผมว่าสักวันผมคงจะหูหนวกแน่ๆ เปิดฟังบ่อยๆ แบบนี้ ผมหยิบกุญแจออกมาจากกระเป๋า วันนี้ผมใส่กางเกงสีครีมขาสั้นเหนือเขา แร้ดแรด! (อายขนขาตัวเองจริงๆ) เสื้อยืดสีดำลายสกรีนหน้าอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เจาะหู เจาะจมูก ช่างแสนเก๋ แสนเท่ แล้วก็เปลี่ยนมาใส่รองเท้าแตะบ้าง เพราะเริ่มรู้สึกอับชื้นที่เท้า กลัวจะเป็นโรคเท้าเหม็นน่ะ แต่ผมพลาดอะไรไปอย่าง ด้วยความรีบจนลืมหยิบเสื้อกันหนาวลายทหารตัวโปรดมาด้วย มานึกได้อีกทีก็ตอนอยู่บนรถไฟใต้ดินแล้ว จะย้อนไปเอาก็ ว้า… สายละ เดี๋ยวโดนดีดหู


ผมไขกุญแจบ้านเข้าไปพลางกวาดตามองไปรอบๆ บ้าน สงบเสงี่ยมเรียบร้อย สงสัยเขาจะออกไปวิ่ง ไปออกกำลังกายล่ะมั้ง แล้วพอกลับมาสตาร์บัคก็จะเย็น และผมก็จะโดนด่า ช่างน่าประทับใจ ผมวางสตาร์บัคไว้ที่เค้าน์เตอร์ครัว แล้วหยิบเบอร์เกอร์ออกมากิน พลางเตรียมกระทะ น้ำมัน และเครื่องปรุงทำผัดกระเพราะหมูให้เขากิน นึกอะไรไม่ออกบอกผัดกระเพราล่ะวะงานนี้ เมื่อวานว่าจะทำให้กิน เขาดันอยากกินไข่เจียว ถือซะว่ามาเป็นเมนูเช้านี้แทนละกัน ลองสุดยอดอาหารสิ้นคิดของไทยหน่อยเป็นไง
   


ตอนที่ผมตักผัดกระเพราใส่จาน ก็เป็นตอนที่วิคเตอร์เปิดประตูบ้านเข้ามาในชุดกางเกงขาสั้นสีดำ และเสื้อฮู้ตสีเทา มีเจ้าไมเคิลเดินส่ายหางดุ๊กดิ๊กเข้ามาในบ้านด้วย วิคเตอร์หยุดมองผมครู่หนึ่งแล้วเขาก็ย่นคิ้ว ไล่สายตามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า รู้น่าว่าขนขามีไม่น้อย แต่อย่ามองจับจ้องขนาดนั้นสิ เดี๋ยวไปแวกซ์ก็ได้


“ขาสั้น? กับคนเป็นหวัดเนี่ยนะ” เขาถามน้ำเสียงประชดประชัน ผมเกลี่ยผัดกระเพราลงจานจนหมดแล้วค่อยตอบเขา


“ไข้มันคงไม่ขึ้นเพราะผมใส่ขาสั้นหรอกครับ” ผมฉีกยิ้มแหยๆ ให้เขาแล้วหันหลังเอากระทะใส่ลงไปในซิงค์อ่างล้างจาน พอหันกลับไปก็เห็นเขาหยิบสตาร์บัคขึ้นไปดื่ม


“เอาอาหารให้ไมเคิลด้วย ของฟอกซ์ก็เตรียมไว้ก่อน เดี๋ยวมันคงมากินเอง” ผมพยักหน้าหงึกๆ แล้วก้มลงไปหยิบอาหารของไมเคิลขึ้นมา ผมแกล้งเขย่าถุงอาหารใส่หน้าไมเคิล ที่มองตาเป็นประกาย หางสีน้ำตาลทองโบกสะบัดไปมาด้วยความตื่นเต้น


“เห่าก่อน เหาซิ โฮ่ง!!” ผมทำเสียงเห่าให้ไมเคิลฟัง มันเอียงคอมองด้วยความฉงน ผมหัวเราะชอบใจ แล้วเขย่าถุงอาหารมันอีกรอบ


“เห่า! โฮ่ง! เห่าแล้วจะได้กินนะไมเคิล โฮ่ง!!” ผมบอกหน้าตาทะเล้น ยิ้มแฉ่งให้เจ้าหมาตัวโตที่อ้าปากลิ้นห้อย แล้วสักพักเหมือนจะมันจะเข้าใจเลยส่งเสียงดังลั่น


โฮ่ง!!!


ผมแอบสะดุ้งตกใจเล็กน้อยแต่ก็ส่งเสียงหัวเราะถูกอกถูกใจ ผมก้มลงไปกอดมันหนึ่งที สัมผัสได้ถึงขนนุ่มๆ ของมัน ก่อนจะหยิบถ้วยใส่อาหารของมันมาวางไว้ตรงหน้า


“Well done! Well done! Good boy, Michael! (เก่งมาก เก่งมากเลย เจ้าหนูไมเคิล)” ผมบอกพลางเทอาหารให้มันแล้วขยี้หัวมันเบาๆ 


“ปัญญาอ่อน” เสียงทื่อๆ ดังขึ้น ช่างขัดอารมณ์เก่งเสียจริง ผมเบ้ปาก ปรายตาไปมองเจ้าของหมาที่ยืนยักคิ้วสองข้างกวนๆ พร้อมรอยยิ้มกวนตีนกวนใจมาให้ ผมแยกเขี้ยวใส่เขา อีกฝ่ายเบิกตากว้างมองกลับมา แล้วยกมือขึ้นทำท่าจะดีดหูผม ผมรีบเอามือตะครุบติ่งหูสองข้างเอาไว้ตามสัญชาติญาณ แล้วจ้องหน้าเขา ทำปากขมุบขมิบราวกับกำลังสาปแช่ง


“ด่าอะไรฉัน” เขาอ้าปากถามแล้วเอาลิ้นดันกระพุ้งแก้มซ้ายหนึ่งที ก่อนจะยกสตาร์บัคขึ้นดื่มอีกรอบ


แหม… ลีลายกลิ้นดันกระพุงแก้มนี่มันเท่จับใจจริงๆ ยิ่งผสมกับหน้าตานิ่งๆ แต่กวนๆ แล้ว พี่แกดูน่าหมั่นเขี้ยว น่าขย้ำอ่ะ ไม่ต้องปกปิดความรู้สึกให้เสียเวลา ก็ที่เห็นมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ นี่หว่า


“เปล่า! แค่ขยับปากเฉยๆ” ผมบอกหน้าบูดๆ อีกฝ่ายมองอย่างจับผิด เขายกนิ้วชี้หน้าผม ก่อนจะเดินออกจากครัวไป ผมแลบลิ้นตามหลัง แต่เหมือนหมอนั่นจะมีเรดาร์ตรวจจับการกระทำผมมั้ง เพราะเขาดันหันมาเห็นตอนผมแลบลิ้นพอดี วิคเตอร์หยุดเดินแล้วยิ้ม แต่เป็นยิ้มที่ผมรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องราวดีๆ เขาเดินกลับมา ผมรีบเอามือปิดหูทั้งสองข้างไว้แล้วทำคอย่น วิคเตอร์มองผมด้วยความเข่นเขี้ยว เขายกมือซ้ายขึ้นมาแล้วยื่นมาจับที่แก้มขวาผมเร็วๆ ก่อนจะบีบและดึงอย่างมันส์มือ


“โอ๊ยยย” ผมร้องเสียงอู้อี้ วิคเตอร์ดึงแก้มผมราวกับมันเป็นเยลลี่เด้งดึ๋ง แถมยังสลับกับบีบหนักๆ อีก


“แลบลิ้นใส่ฉันงั้นเหรอ” เขาว่าแล้วก็ดึงแก้มผม กระตุกๆ เป็นจังหวะ ผมปล่อยมือจากหู แล้วเอามือมาจับข้อมือเขาไว้


“เจ็บบบ” ผมโอดครวญ วิคเตอร์ยิ้มกว้างเหมือนกำลังชอบใจที่ได้ดึงแก้มผม และเห็นผมร้องโอดโอย ผมพยายามดึงมือเขาออกเพราะเริ่มรู้สึกปวดแก้ม อีกฝ่ายก็ทั้งบีบทั้งดึง แต่แรงบีบแรงดึงเริ่มผ่อนลง จนตอนนี้มันเป็นความรู้สึกสัมผัสนุ่มๆ ที่แก้มมากกว่า รอยยิ้มวิคเตอร์ค่อยๆ หุบลง เขาก้มมองผมสายตานิ่งไปพร้อมใบหน้า แต่มือเขายังคงบีบเบาๆ แล้วสักพักมันก็กลายเป็นแรงบีบที่อ่อนนุ่ม เป็นสัมผัสอุ่นๆ จากมือเขา วิคเตอร์เปลี่ยนจากบีบมาเป็นลูบแก้มผมเบาๆ จนรับรู้ได้ถึงความรู้สึกอบอุ่นที่แผ่มาจากมือเขา ผมช้อนตาขึ้นมองเขา กระพริบตาปริบๆ มองอีกฝ่าย วิคเตอร์มองผมเหมือนกำลังพิจารณา


“นายตัวร้อนนะ” เขาเอ่ยออกมาหลังจากเอามือแช่ที่แก้มผมไว้ครู่หนึ่ง ผมก็ไม่รู้จะตอบอะไร เลยได้แต่พยักหน้าน้อยๆ ขนาดผมยังรับรู้ได้เลยว่าลมหายใจตัวเองร้อนมาก วิคเตอร์ดึงมือออก ผมรีบเอามือขึ้นมาลูบแก้มที่รู้สึกระบมทันที


“ถ้าไปไม่ไหว ก็ไม่ต้องไป ฉันไปคนเดียวก็ได้” ผมส่ายหัวดุ๊กดิ๊ก


“ไม่เป็นไร ผมไหว ผมไปได้ คุณรีบไปอาบน้ำเถอะ เดี๋ยวไปกองถ่ายสายนะ” เขามองผมนิ่งอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ


“ไข้ขึ้นอย่ามาโทษฉันละกัน” เขาส่งสายตาดุๆ มาให้ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป ทิ้งความอบอุ่นกับความเจ็บบนแก้มผมไว้ ไม่ใช่แค่ที่แก้มอุ่น แต่ผมรู้สึกอุ่นที่ใจด้วย ผมรับรู้ได้ว่าใจยังเต้นปกติ แม้จังหวะอาจจะหนักหน่วงขึ้นมาหน่อยแต่ก็ไม่ได้รัวเหมือนตีกลองชุด แต่ความรู้สึกอุ่นๆ เหมือนมีน้ำมาหล่อเลี้ยงใจนี่มันช่างรู้สึกดีจัง รู้สึกเหมือนเวลาพ่อแตะตัวตอนไม่สบายเลยแฮะ ผมเลิกเหม่อเมื่อตอนที่เจ้าไมเคิลเห่าเรียกผม ให้เทอาหารให้มันอีก ก็เป็นจังหวะที่สายตาผมหันไปเห็นเจ้าฟอกซ์เดินมาพอดี ผมเลยไปหยิบอาหารกระป๋องของมันมาเทให้มันกิน ก่อนจะเดินไปล้างมือแล้วหยิบยาออกจากมาจากกระเป๋าเป้



[มีต่อด้านล่าง]

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8
Re: ||Love, no boundaries. Part: You and I||::CHAPTER 7-10:: 20.06.58
«ตอบ #41 เมื่อ20-06-2015 11:09:01 »


ผมนั่งรอวิคเตอร์ประมาณครึ่งชั่วโมงเขาก็เดินลงมาในชุดเสื้อเชิ้ตขาวตัวใหญ่ที่แบะตรงช่วงคอเป็นรูปตัววีจนเห็นช่วงกลางของแผงอกที่เป็นร่องแบ่งอกซ้ายอกขวาอับอวบอัดของเขา งืม… นมแน่นดีจัง นี่ถ้าใส่เสื้อในลายลูกไม้ ผมว่ามันก็กลายเป็นสองเต้าแบบที่ชะนีบางคนอายเลยล่ะมั้ง คริๆ ผมแอบกลั้นยิ้มขำกับตัวเอง วิคเตอร์เบนสายตาเคลือบแคลงใจมามอง ผมรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ นั่งกดดูฟีดเฟซบุ๊คต่อไป เสื้อที่เขาใส่นี่มันพอดีเมื่ออยู่บนร่างเขาอ่ะนะ ถ้ามาอยู่บนร่างผมคงเป็นกระโปรง ไม่ก็ชุดแสคไปเลยแหละ ผมนั่งรอเขาอยู่ตรงเก้าอี้ใกล้ประตูบ้าน เขาเดินเข้าไปดูอาหาร มองๆ เหมือนกำลังสงสัยว่ามันคืออะไร


“ผัดกระเพราะหมูครับ อาหารยอดฮิตของคนไทย” เขาเงยหน้าขึ้นมามองผมที่ถอดหูฟังออกข้างหนึ่ง เขาผงกหัวขึ้นเล็กน้อยแล้วนั่งลง ก่อนจะเริ่มตักอาหารใส่ปาก


“นายดื่มชาที่ฉันให้ไปรึยัง”


“ยังครับ ผมกะจะไปขอน้ำร้อนที่กองถ่ายชงดื่ม” วิคเตอร์เคี้ยวข้าวช้าๆ หรี่ตามองหน้าผม


“แล้วทำไมไม่ชงดื่มที่นี่ไปเลย” ผมกระพริบตาปริบๆ ด้วยความไม่แน่ใจ ใครจะไปกล้าวะ เกิดไม่พอใจด่าขึ้นมา ก็ซวยอีก


“ก็… ก็ผมไม่อยากรบกวนคุณ เดี๋ยวคุณก็มาด่าผมว่าวุ่นวายอีก” ผมบอกแล้วมองหน้าเขา หางตาตกเล็กน้อย อีกฝ่ายดูชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินไปหยิบกาต้มน้ำร้อนมาวางบนโต๊ะ


“จัดการต้มน้ำซะ แค่น้ำ ฉันไม่หวงหรอก” เขาว่าเสียงเรียบ ก่อนจะนั่งลงทานอาหารต่อ ผมมองเขาด้วยความไม่แน่ใจ ยังไม่กล้าลุกเดินไปหยิบกาต้มน้ำ เขาเงยหน้าขึ้นมองผม แล้วก็ทำหน้าดุ


“เร็วๆ” เขาบอกเสียงห้าวห้วน ผมค่อยๆ ลุกขึ้นแล้วเดินตรงไปที่โต๊ะ หยิบกาต้มน้ำขึ้นมา จัดการหาน้ำมาเทใส่ ก่อนจะวางลงบนแท่นทำความร้อนแล้วเสียบปลั๊ก ผมเดินไปหยิบชาออกจากกระเป๋าเป้ หาแก้วมาหนึ่งใบแล้วเทผงชาใส่ลงไป ส่วนถุงชาผมวางแยกไว้รอ ไว้ใส่ตอนเทน้ำร้อนลงไปแล้ว สัญญาณบอกว่าน้ำเดือดดังขึ้น ผมถอดปลั๊กออก แล้วเทน้ำใส่แก้ว หย่อนถุงช้าลงไป ผมยิ้มกริ่มเมื่อการชงชาครั้งแรกของผมดูท่าทางจะออกมาดี


“แค่นี้ก็ต้องยิ้ม มีอะไรให้น่ายิ้มนักหนา” ผมยิ้มกว้างค้างหันไปมองหน้าผู้ชายอีกคนในห้องครัว ที่กำลังมองผมด้วยความฉงน


“ก็ผมเพิ่งเคยชงชาครั้งแรกนี่นา มันน่าตื่นเต้นออก” ผมบอกแล้วสูดดมกลิ่นชา อืมมม… รสเปปเปอร์มิ้นต์นี่หอมดีจริงๆ กลิ่นสดชื่น ดมครั้งแรกยังรู้สึกดีกับจมูกเลย  ผมเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ตัวเดิม นั่งให้ห่างจากเขาไว้นั่นแหละดี จะได้มีมีคำพูดอะไรมาทำร้ายจิตใจกันอีก ผมนั่งจิบชาอุ่นๆ ไปเงียบๆ มีเสียงร้องของวงเดอะบีทเทิ้ลดังอยู่ในหู วิคเตอร์นั่งทานข้าวเงียบๆ เช่นกัน สองสามครั้งที่เราสบตากัน แล้วผมก็รีบหันหนีทุกครั้ง ไม่อยากจ้องหน้าเขานานๆ ให้เขาหาเรื่องด่าได้อีก จนผมดื่มชาหมดก็เอาแก้วไปล้าง ก็พอดีกับที่วิคเตอร์กินเสร็จ ผมเลยหยิบจานเขาไปล้างด้วย พอล้างเสร็จก็วางไว้บนซี่เหล็กสำหรับวางจานที่ล้างเสร็จแล้ว


“กินข้าวรึยัง” เขาถามน้ำเสียงและสีหน้าเรื่อยๆ เหมือนถามเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติในชีวิตจริงๆ นั่นแหละ ผมพยักหน้าหงึกๆ ก่อนตอบ


“กินแฮมเบอร์เกอร์ไปหนึ่งอัน แล้วก็กินยาตามไปแล้วครับ”


“ทำไมกินน้อยขนาดนั้น”


“ก็ผมรีบอ่ะ ก็ซื้อได้แค่เบอร์เกอร์แหละ”  วิคเตอร์ขบกรามเบาๆ ใบหน้ามีแววเอือมนิดหน่อย ก่อนจะว่าเสียงสะบัดแต่ไม่ใช่ไม่พอใจ มันเป็นเสียงตามปกติของเสียงเขาน่ะ


“วันหน้าถ้าทำอาหาร ก็รู้จักทำเผื่อตัวเองบ้าง” ผมส่ายหัวไปมา


“ไม่เอาหรอก ผมไม่อยากแย่งคุณกิน”


“เข้าโบสถ์ทุกวันอาทิตย์รึไง ถึงได้มีคุณธรรมซะขนาดนี้” ผมส่ายหัวดุ๊กดิ๊กอีกรอบ จ้องมองเขาตาแป๋ว


“ผมนับถือพุทธ เข้าโบสถ์เฉพาะมีงานบุญเท่านั้นแหละ” ผมยิ้มแป้น วิคเตอร์ทำหน้าเหมือนคนต้องอดทนกับอะไรสักอย่าง จนผมต้องเอียงคอ กระพริบตามองเขางงๆ คราวนี้วิคเตอร์ขมวดคิ้วฉับ ขบกรามแน่นเปรี๊ยะ!


“ไปได้แล้ว” เขาบอกเสียงห้วนๆ เหมือนหงุดหงิดอะไรสักอย่าง ก่อนจะเดินนำผมออกจากบ้านไป ผมทำหน้าย่น เกาหัวป้อยๆ ด้วยความเข้าใจ แล้วหยิบกระเป๋าเป้เดินตามเขาออกจากบ้านไป


ตอนถึงที่รถ ผมยืนลังเลว่าจะเอาไงดี รู้สึกเกร็งที่ต้องนั่งรถไปกับเขา ก็เมื่อวานเขาบอกให้อยู่ห่างๆ เขาไว้ อีกอย่างเมื่อวานที่เขาให้ผมขึ้นรถ คงเพราะความสมเพชเวทนาผมแค่วันเดียว วันนี้เขาคงกลับมาเหมือนเดิมแล้วแหละ


“เจอกันที่โลเกชั่นนะครับ” ผมบอกแล้วยิ้มริมฝีปากสั่นๆ ให้เขา วิคเตอร์หันกลับมามองด้วยสายตางงๆ


“ทำไมต้องเจอ? ก็ไปถึงพร้อมกันนี่” ผมกลืนน้ำลายลงคอที่รู้สึกโล่งขึ้นกว่าเก่าจากการได้จิบชา


“คุณไปเถอะ ผมขึ้นรถไฟใต้ดินไปดีกว่า” ผมบอกสีหน้าหวาดหวั่น อีกฝ่ายหน้าเอือมเซ็งๆ อย่างเห็นได้ชัด เขาก้าวเดินเข้ามาใกล้ผม ผมรีบถอยหลังหนีเขาไปสองก้าวใหญ่ อีกฝ่ายขมวดคิ้วเอียงหน้ามองผมด้วยความไม่เข้าใจ


“นายจะถอยหลังหนีฉันทำไม ฉันยังไม่ทันได้ทำอะไรเลยนะ” เขาบอกเสียงขุ่น หรี่ตามองผมอย่างจับผิด ผมห่อไหล่ คอย่นเล็กน้อย แล้วมองเขาตาโต ยิ้มไม่เต็มปากให้เขา


“อะไร? เป็นอะไรของนาย” เขาถามโดยที่ยังยืนอยู่จุดเดิมไม่ได้ขยับมาใกล้ผมอีก ผมกระแอมคอเล็กน้อย ก่อนจะยืดคอขึ้นแล้วยืนไหล่ผายตามปกติ


“เมื่อวานคุณบอกให้ผมอยู่ห่างๆ จากคุณ อันนั้นแค่เดิน แล้ววันนี้ต้องนั่งรถไปด้วยกัน…” ผมเหมือนหมาหูลู่ ตาตก มองเขาอย่างหวั่นใจ เขาขบกรามจนสันกรามขึ้นเป็นแนว ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ เราสองคนยืนนิ่งอยู่พักหนึ่ง ผมมองเขาอย่างเลิ่กลั่ก  เมื่อเห็นเขาไม่พูดอะไร ผมเลยค่อยๆ ขยับเท้าเดินทีล่ะนิด


“รีบไปนะครับ อย่าไปสายล่ะ แล้วก็อย่าเล่นมือถือตอนขับรถด้วย” ผมยกยิ้มนิดหน่อยให้เขา วิคเตอร์มองหน้าผมด้วยสายนิ่งสงบ ผมค่อยๆ หมุนตัวก่อนจะก้าวเท้าเดินไป ในใจรู้สึกตึบๆ มันยังไงดีล่ะ มันเต้นตุบๆ ด้วยความเศร้าใจนิดๆ มันกลายเป็นความเกร็งไปแล้ว ไอ้ตอนอยู่ในบ้าน มันต่างจากตอนอยู่นอกบ้านด้วยกันนะ ในบ้านอยู่ใกล้แค่ไหนก็ไม่มีสายตาใครมองนอกจากเจ้าไมเคิล กับเจ้าฟอกซ์ แต่อยู่นอกบ้านมีสายตากี่คู่ก็ไม่รู้ที่มองมา


ฮะ… เฮือก!


ผมหันไปมองคนที่เดินข้างๆ แล้วก็ต้องตาโต ตกใจเมื่อเจอวิคเตอร์เดินสูงตระหง่านอยู่ข้างๆ เขาใส่หมวกแกปสีดำใบเดิมที่มีตัว V สีเงิน ที่เขาเคยใส่ไปแคสติ้งบทหนัง และไม่ได้ใส่แว่นตากันแดด ผมดึงหูฟังออกจากหูแล้วหยุดมองเขา


“คุณมาเดินอะไรตรงนี้ รถคุณอยู่นู่นนะ” เขาหยุดเดินเช่นกัน แล้วหันมามองด้วยใบหน้าเรียบเฉย แต่แววตาเขากำลังเปล่งประกายวิบวับด้วยความซุกซน


“ฉันไม่ได้ขึ้นรถไฟใต้ดินนานละ เลยว่าจะกลับไปขึ้นสักวัน” ผมขมวดคิ้วมองหน้าเขาอย่างไม่ไว้ใจ หมอนี่มาไม้ไหนอีก


“รถคุณก็มี จะมาอยากสมถะอะไรวันนี้”


“นายเป็นเจ้าของรถไฟหรอ ถึงถามเซ้าซี้จัง” เขาเอามือยัดใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์สีน้ำเงินซีด แล้วก้มหน้ามองผม พร้อมยักคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม ผมยกมือเกาแก้มเบาๆ ไม่รู้จะทำสีหน้ายังไง


“ขอโทษครับ” ผมว่าแล้วเดินถอยหลังห่างจากเขาไปสามเก้าใหญ่ๆ อีกฝ่ายเอียงคอมองกลับมาด้วยสายตาวาววับ


“เชิญคุณเดินก่อนเลย เดี๋ยวผมจะค่อยๆ เดินตามไป” เขาถอนหายใจเซ็งๆ แล้วทำท่าจะเดินเข้ามาดีดหูผมหรืออะไรสักอย่างไม่รู้แหละ แต่ผมรีบกระเถิบเท้าหนีรัวๆ วิคเตอร์หยุดอยู่กับที่ แล้วหรี่ตามอง ผมเม้มปากแน่น กระพริบตาโตมองเขา จับสายเป้ตัวเองไว้แน่น แล้วไม่ทันได้เตรียมตัว วิคเตอร์ก็พุ่งตัวเข้ามาหาผม พอผมจะเขยิบหนี เขาก็เอาวงแขนอันแข็งแกร่งโอบรอบตัวผมไว้แน่น โหย… ผมตัวเล็กเกินไป หรือเขาตัวใหญ่ไปนะ เพราะโอบทีเดียววงแขนเขาก็โอบรัดรอบตัวผมอยู่หมัด ผมเริ่มดิ้นแต่ไม่ได้ดิ้นแรงหรอก กลัวโดนดีดหูอ่ะ


“เฮ้! คุณเรย์มอนด์ มาโอบผมไว้ทำไม” ผมบอกเงยหน้าขึ้นไปบอกเขาเสียงเบาๆ แต่หนักแน่นทุกคำ วิคเตอร์ยกมุมปากขวาขึ้นเหมือนกำลังขำ


“หมั่นไส้ ทำท่าทำทางอยากหนีฉันดีนัก”


“อ้าว! ก็คุณบอกให้ผมอยู่ห่างๆ คุณ เดินห่างๆ จากคุณ ผมก็ทำแล้วไงครับ” ผมบอกด้วยความไม่เข้าใจ ขมวดคิ้วมุ่น แหงนหน้ามองอีกฝ่ายที่สายตาดูคึกคักเชียว


“เชื่อฟังทุกคำสั่งยิ่งกว่าเจ้าไมเคิลอีกนะ” ผมแอบค้อนควับให้ไปหนึ่งที หน็อย… เอาฉันไปเปรียบกับหมาเรอะ!


“ก็เดี๋ยวคุณไม่เซ็นใบฝึกงานให้ผมขึ้นมา ผมก็แย่สิ…” ผมบอก แล้วหันไปมองรอบๆ ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา หันมามองบ้าง แต่ก็ไม่ได้จ้องอะไร ผมเริ่มรู้สึกไม่ดีที่ยืนเบียดกันแบบนี้ กลัวคนอื่นจะมองเขาไม่ดีอย่างที่เขาว่าจริงๆ  เลยพยายาม ดันตัวเองออก แต่วิคเตอร์ยิ่งกระชับวงแขนที่ล้อมตัวผมไว้แน่น


“คุณเรย์มอนด์ เดี๋ยวคนอื่นก็เข้าใจผิดอย่างที่คุณว่าหรอก”


“ไม่เป็นไร ฉันว่าเขาคงมองว่าฉันมีลูกมากกว่า ตัวนายแค่นี้ เขาไม่คิดว่านายเป็นแฟนฉันหรอก”


“งั้นเดี๋ยวเขาก็เขียนข่าวว่าคุณแอบซุกเมียเอาไว้หรอก!” ผมว่าต่ออย่างไม่ยอมแพ้ วิคเตอร์ยิ้มขำๆ ก่อนจะก้าวท้าวเดิน ทำเอาผมต้องก้าวเดินไปพร้อมเขาด้วย ในสภาพที่หัวชิดกับอกนูนแน่นของเขา เดินตัวเอียงๆ เพราะโดนดันให้เขาไปชิดกับสีข้างของอีกฝ่าย


“คุณเรย์มอนด์…” ผมกำลังจะอ้าปากบอกว่าให้ผมเดินดีๆ เถอะ แต่เขาก้มลงมามองหน้าผมด้วยสายดุดัน ทำเอาผมเงียบไป แล้วหันกลับไปมองฟุตบาท เพื่อก้าวท้าวเดินตามเขาให้ทัน


แบบนี้ไม่ดีแน่ ไม่ดีต่อหัวใจผมแน่ๆ ฮือออ… ก็มันเต้นแปลกๆ แล้วอ่ะ ผมแอบเบะปากเล็กๆ พร้อมก้าวเท้าเดินไปพร้อมกับจังหวะหัวใจที่เต้น ตึก ตัก ตึก ตัก อยู่ในอก จริงๆ เสียงหัวใจมันเหมือนเสียงกลองทิมปานี* เวลาโดนไม้กลองตีเป็นจังหวะ ตึ่ง ตึง ตึ่ง ตึง ตึ่ง ตึง มันรู้สึกทุ้มน้อยๆ อยู่ในอก มันเด้งๆ อ่ะ แต่มันเด้ง นุ่มนวลๆ


แล้วตอนนี้ โอะ… โอ๊ย ขาขวิดไปหมดแล้ว ก้าวเท้าไม่ทัน ฮือออ…


(*ทิมปานี (Timpani) เครื่องดนตรีในวงออร์เครสตา มีลักษณะเป็นกลองทรงกลมขนาดใหญ่ รูปร่างคล้ายกระทะ หนังทำจากหนังลูกวัว เวลาตีจะเด้งดึ๋งๆ เทียบได้กับเสียงเบส แต่ทุ้มนุ่มกว่าเสียงเบส)


“นี่! ผมไม่ได้ขายาวเหมือนคุณนะ เดินช้าๆ หน่อยสิ”


“ใครใช้ให้เกิดมาเตี้ยล่ะ นายสูงเท่าไหร่เนี่ย” ผมย่นจมูกแล้วเงยหน้าไปมองเขา เสียมารยาทจริงๆ ถามเรื่องส่วนสูงเนี่ย


“ร้อยเจ็ดสิบ!” แต่ผมก็ตอบอยู่ดี… แล้วก็ตอบเสียงมาดมั่นมากๆ ด้วย วิคเตอร์ย่นคิ้ว หรี่ตามอง พร้อมรอยยิ้มขำขันเล็กน้อยที่เห็นท่าทีอันภูมิใจกับส่วนสูงของผม


“โกหกอีกแล้วนะ ในพาสปอร์ตนาย นายสูงแค่หนึ่งร้อยหกสิบเจ็ดเอง” ผมอ้าปากหวอ ตาบ้านี่ไปเอาพาสปอร์ตผมมาจากไหนน่ะ แล้วเหมือนเขาจะรู้ว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่ เขาเลยตอบคำถามเอง


“เอมิลี่…” แต่เป็นคำตอบที่แสนสั้น แต่เป็นอันว่าเข้าใจกันได้


“ที่วัดส่วนสูงในพาสปอร์ตมันเสีย มันไม่ได้มาตรฐาน” ผมว่าเสียงงุ้งงิ้งๆ แถครับ… ผมแถ ตอแหลความสูงตัวเองมาตั้งสามเซ็นติเมตร แต่เวลาผมวัดข้างนอกมันได้เกือบร้อยเจ็ดสิบจริงๆ นะ ละผมก็จะติ๊ต่างว่ามันถึงร้อยเจ็ดสิบทุกครั้ง (ช่างหน้าไม่อาย)


“หึๆ ไอ้เด็กเลี้ยงแกะ” ผมเงยหน้าไปมองเขาด้วยใบหน้าบูดๆ แยกรูจมูกบานๆ ใส่เขา อีกฝ่ายยกมุมปากทั้งสองข้างขึ้นเป็นรอยยิ้มเรียบๆ แต่เท๊เท่


อ๊ะ! ใจเต้นไม่หยุดแฮะ มันเต้นเหมือนกลองทิมปานีจริงๆ เด้งนุ่มนวล ไม่ได้เร่งรุนแรงแบบกลองชุด คนเป็นหวัดมีอาการใจเต้นแบบนี้ด้วยมั้ยอ่ะ








ตอนที่เดินลงบันไดมาถึงสถานีรถไฟใต้ดิน วิคเตอร์ก็ยอมปล่อยวงแขนออกจากไหล่ผม ให้ผมได้เดินด้วยลำแข้งตัวเอง แต่ผมก็ยังเดินรั้งท้ายๆ เขาอยู่ดี เพราะไม่แน่ใจว่าตัวเองสามารถเดินใกล้เขาได้ขนาดไหน  ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามตั้งรับกับอาการใจเต้นเด้งๆ แต่นุ่มนวลที่ยังคั่งค้างอยู่เล็กน้อย ผมเดินไปรอวิคเตอร์ซื้อบัตรตั๋วรถไฟ เขาซื้อแบบสามวันไปกลับกี่รอบก็ได้ในราคายี่สิบเหรียญ


“ทำไมคุณไม่ซื้อแบบรอบเดียว ไปวันเดียวกลับล่ะครับ” เขาหันมามองตอนรับตั๋วจากช่องจำหน่ายตั๋ว


“ก็อยากซื้อแบบนี้” เขาว่าง่ายๆ หน้าตาสบายๆ ผมก็ได้แต่เลิกคิ้วหนึ่งทีแล้ว ยิ้มฝืดๆ แว้บหนึ่ง ก่อนจะปล่อยไปตามความต้องการของคุณชายเขา ส่วนของผมนั้นซื้อมาเป็นแบบอันลิมิเต็ด (Unlimited) เจ็ดวันไปกลับกี่รอบก็ได้ ผมซื้อไว้เท่านี้ก่อน ค่อยดูสถานการณ์ต่อไปว่าจะต้องเขยิบซื้อเป็นบัตรตั๋วรายเดือนเลยมั้ย เพราะผมคาดเดาเอาอะไรจากเจ้านายคนนี้ได้ยากเหลือเกิน
ตอนที่เราเข้ามาในตัวสถานีรถไฟก็เจอกับกลุ่มนักดนตรีเปิดหมวกที่กำลังร้องเพลง Lost stars พอได้ยินเพลงนั้นผมก็เลยวิ่งเอาแบงค์ดอลล่าห์ราคาหนึ่งดอลล่าห์สามใบไปวางใส่ถุงกีต้าร์ให้เขา หนุ่มที่เล่นกีต้าร์โปร่งส่งยิ้มมาให้ ส่วนคนอื่นก็โค้งหัวให้เล็กน้อยพร้อมรอยยิ้ม ฮิๆ เล่นเพลงที่พี่อดัมร้องและร่วมแสดงหนัง (เรื่อง Begin Again หนังน่ารักมากกก) ด้วยแบบนี้ ต้องติ๊บให้หน่อย แม้จะไม่ใช่เงินเยอะอะไรก็เถอะ แค่เกือบร้อยบาท ผมส่งยิ้มกว้างแล้วโบกไม้โบกมือไปให้ ก่อนจะหมุนตัวเพื่อเดินตามวิคเตอร์ไป แต่เดินไปได้สองก้าวผมก็ชนเข้ากับแผ่นอกกว้างของใครคนหนึ่ง


อ้าว วิคเตอร์เองนั่นแหละ ผมกระเถิบถอยหลังเล็กน้อย ถอนหายใจเบาๆ นึกว่าไปชนใครคนอื่นซะอีก


“ทำอะไร” เขาถามแล้วเลื่อนสายตาไปมองกลุ่มนักดนตรีที่ยังคงร้องเพลงต่อไป ก่อนจะละสายตากลับมามองผม


“ก็แค่เอาเงินไปให้พวกเขาเท่านั้นเอง” เขาขมวดคิ้วนิดๆ


“แล้วทำไมต้องให้”


“ก็เขาร้องเพลงที่พี่อดัม วงมารูนไฟว์ (Maroon 5) ร้องอ่ะ ผมก็เลยเอาเงินไปให้” วิคเตอร์ยิ้มมุมปากเหมือนเป็นรอยยิ้มเหยียดๆ เล็กน้อย แต่พอเขาทำมันดูเท่ ดูเหมือนคนกำลังขำน้อยๆ แบบคนเท่ๆ มากกว่า


“ท่าทางจะชอบจังเลยนะคนชื่ออดัมเนี่ย” ผมมองค้อนเขาเล็กๆ ก่อนจะตอบน้ำเสียงเริงร่าเบาๆ พร้อมรอยยิ้มอันอิ่มเอิบ


“ก็ชอบอ่ะ เขาเท่นี่นา”


“แล้วอดัมไหนเท่กว่ากันล่ะ” เขาถาม  หน้านิ่ง เชิดคางขึ้นนิดหน่อย ผมทำหน้าคิด ก่อนจะยิ้มกว้าง


“ก็เท่สองคนเลยนะ แต่ให้คะแนนพี่อดัมตากล้องมากกว่าหน่อย เพราะเขาใจดี แล้วก็อยู่ใกล้ผมกว่าพี่อดัมที่เป็นนักร้อง”


“แต่อดัมสองคนนั้นมีแฟนแล้วทั้งคู่นะ” เขาว่าแล้วยิ้มเบ้ปากหน่อยๆ ผมกัดปากล่าง แล้วมองค้อนเขางอนๆ
จะย้ำทำไมเนี่ย?!


“รู้แล้วน่า!” วิคเตอร์ยกมุมปากแบบขำๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินเดินนำผมไปรอรถไฟขบวนถัดไป ผมเดินเข้าไปใกล้เขาเล็กน้อย แต่ทิ้งระยะห่างเอาไว้ประมาณสองช่วงแขนของตัวเอง วิคเตอร์เอียงหน้ามามอง ผมเอามือจับสายเป้ไว้ แล้วเหลือบตาไปมองเขาอย่างประหม่า  ก่อนจะเขยิบออกจากเขาอีกนิด นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าผมยืนใกล้เขามากไปก็ได้ ผมแอบมองเขาก็เห็นว่าเขายังจ้องผมอยู่ ผมเลยเลื่อนสายตามามองระยะห่างของตัวเองกับเขา อันนี้มันก็ไกลแล้วนะ ผมต้องเขยิบอีกมั้ยเนี่ย รู้สึกกดดัน


หมับ


ฟืดดด!


ผมโดนคว้าเข้าที่แขนขวาแล้วถูกดึงเข้าไปยืนใกล้ๆ ร่างสูงหนาของอีกฝ่าย ผมอ้าปากหวอแล้วเงยหน้าขึ้นมองเขา อีกฝ่ายกำลังทำหน้าเหมือนกำลังหมั่นไส้ผมอยู่


“ฉันไม่ใช่หนอนบุ้ง อยู่ใกล้ก็ไม่คันหรอก” เขาบอกเสียงขุ่น แววตาหงุดหงิด ผมหันไปมองรอบๆ คนยังเยอะอยู่เลย จริงๆ ซับเวย์ที่นี่คนหลั่งไหลทั้งวันแหละ ผมหันกลับไปมองหน้าวิคเตอร์ ที่หันกลับไปมองข้างหน้าแทนแล้ว เขายังจับแขนผมไว้อยู่ เอาจริง เหมือนพ่อจูงลูกจริงๆ นั่นแหละ เพราะเขาตัวสูงแล้วหน้าก็มีอายุกว่าผม แต่ไม่ใช่ว่าเขาหน้าแก่นะ วิคเตอร์หน้าตาสมวัยเขานั่นแหละ เพียงแต่พออยู่ใกล้ผม เขาจะดูเป็นคนที่โตขึ้นมาอีกเยอะเลย เนื่องด้วยผมตัวเล็กและหน้าเด็กกว่าเขา แหงล่ะ คนเอเชีย กับคนตะวันตก มักมีประเด็นเรื่องหนังหน้ากับอายุให้พูดถึงกันอยู่บ่อยๆ เพราะคนเอเชียหน้ามักเด็ก ส่วนคนตะวันตกหน้ามักจะไปเร็วกว่าอายุจริง แต่สำหรับวิคเตอร์หน้าตาเขาสมวัย สมส่วนนะ เขาหล่อแบบคนโตอายุยี่สิบปลายๆ อ่ะ ดูหล่อแบบผู้ใหญ่แต่ไม่ใช่คนแก่น่ะนะ


ผมค่อยๆ กระตุกแขนตัวเองให้เขารู้ วิคเตอร์ก้มลงมามองก่อนจะปล่อยมือผมออก ก็เป็นจังหวะที่รถไฟมาพอดี ท่ามกลางฝูงคนที่เตรียมตัวแห่เข้าไปเบียดกันในรถไฟ ใจผมก็เป็นจังหวะตีกลองทิมปานีช้าๆ อีกแล้ว


โอยยย… ฮือออ ใจเย็นๆ ได้มั้ยล่ะ ทั้งใจ ทั้งคนเนี่ย


ผมเดินเข้ามาแล้วรีบจองที่ตรงพนักเหล็กที่อยู่ใกล้ประตู มันเป็นซี่เหล็กแนวนอนกั้นแบ่งระหว่างประตูอ่ะ คล้ายๆ กระจกกั้นแบ่งประตูแบบบีทีเอสกับเอ็มอาร์ทีรถไฟใต้ดินบ้านเราที่ไทยนั่นแหละ เพียงแต่มันเป็นเหล็กสีเงินๆ ไม่มีกระจก  แต่ประเด็นหลักจริงๆ คือวิคเตอร์ตามมายืนใกล้ๆ ด้วย เขาใช้มือซ้ายจับราวเหล็กเอาไว้ หน้าผมอยู่ระดับอกเขาเท่านั้นเอง กลิ่นตัวที่เป็นกลิ่นเนื้ออุ่นๆ ของเขาลอยมาแตะจมูก นี่ขนาดเป็นหวัดยังได้กลิ่นเนื้อเขาเลยนะ คิดดูสิว่ามันใกล้ขนาดไหน ผมได้แต่ก้มหน้าก้มตาไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองเขา มองแผงอกและไรขนเล็กๆ ที่โผล่พ้นขึ้นมา คือเขาไม่ได้มีขนดกหรือขนอุยนะ มันเป็นเหมือนไรขนเล็กๆ น่ะ


“มองอะไร” ฮึบ! ลมหายใจผมสะดุด เมื่อเสียงทุ้มถามเสียงเบาๆ ให้ได้ยินกันสองคน ผมเงยหน้าตามสัญชาตญาณ ก็เห็นเขาก้มหน้าลงมามองอยู่ อ่ะ… ฮือออ… หน้าใกล้กันไปแล้วนะ ผมเลยย่นคอลงแล้วส่ายหัวรัวๆ เป็นเชิงตอบว่าไม่ได้มองอะไร เขามองผมเหมือนกำลังจับผิด


“ไข้ขึ้นรึเปล่า ทำไมหน้าแดงๆ”


“เอ่อ… ปะ…เปล่าครับ” มันแดงเพราะว่าอยู่ใกล้ผู้ชายต่างหากล่ะ อันนี้ไม่ต้องอ้อมค้อมหรือคิดให้เสียเวลา เขินนะเจอแบบนี้  ใกล้กันอย่างนี้เนี่ย


“แน่ใจนะ” ผมพยักหน้าหงึกๆ แล้วลดสายตาลงต่ำ แต่ก็ยังรับรู้ได้ถึงสายตาของอีกฝ่ายที่กำลังก้มมองผมอยู่ 
ผมต้องยืนอยู่อย่างนี้อีกเกือบสิบสถานีกว่าจะถึงสถานีเป้าหมาย ทำไมเริ่มรู้สึกว่าวันนี้โลเกชั่นมันตั้งไกลจัง ตอนที่รถไฟจอดที่สถานีหนึ่งแถวๆ Woodside ฝั่งย่าน Queens คนก็พากันเดินออกไป วิคเตอร์เขยิบให้คนเดินออก จนหน้าอกเขาแนบกับหน้าผม เนื้อหน้าแนบเนื้ออกเลยทีนี้


อุ่นจัง…


คราวนี้กลิ่นเนื้ออุ่นๆ และกลิ่นครีมอาบน้ำของโปโลที่ผมผสมให้เขาอาบเมื่อคืน (และเมื่อเช้าเขาคงใช้กลิ่นนี้อาบอีก) ก็ฟุ้งอยู่ตรงจมูกผม ฮึก… อยากจะเบะปากร้องไห้ ไม่ยุติธรรมจริงๆ ที่หัวใจอีกฝ่ายยังเต้นจังหวะปกติ ส่วนผมนี่กลองทิมปานียังคงทำหน้าที่นุ่มนวลต่อไปได้ดีจริงๆ มันยังคงเต้น ตึ่ง ตึง ตึ่ง ตึง ตึ่ง ตึง อยู่เลย


แปะ~


มืออุ่นๆ แปะลงที่หน้าผาก ห้วงลมหายใจผมสะดุด เฮือก~ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของมือที่กำลังหน้านิ่วคิ้วขมวดน้อยๆ


“ตัวอุ่นๆ ไม่ร้อนมาก แต่ทำไมหน้าแดงจัง” มันไม่ได้แดงเพราะไข้ มันแดงเพราะแก๊!


“ระ…ร้อนมั้งครับ” เป็นคำตอบที่โคตรเห่ย เช้ยเชย และโหลยโท่ย ไม่สุโค่ยเลย ร้อนผีบ้าผีบอ หมอผีที่ไหนล่ะ อากาศเย็นจนแม่คะนิ้งจะทิ้งตัวลงพื้นโลกอยู่แล้ว (เว่อร์)


“ร้อนเหรอ?” วิคเตอร์ถาม สีหน้าดูเหลือเชื่อ


“คือ… คือ… มันร้อน แบบว่า… มันร้อนมาจากข้างในตัวน่ะครับ” คำตอบอันนี้พอจะชิงมงกุฎมิสยูนิเวิร์สได้มั้ยนะ


“งั้นเหรอ” สีหน้าเขายังคงติดสงสัยเล็กน้อย ก่อนจะเขยิบเข้ามาใกล้ผมอีก เมื่อมีคนกลุ่มหนึ่งเดินมาเตรียมตัวเดินออก คือที่นี่จะไม่มีเสียงประกาศ เราต้องคอยสังเกตป้ายเองน่ะ แต่เดี๋ยวก่อน… วิคเตอร์ คุณจะเอาให้ผมตัวแบนเลยมั้ย แผงอกคุณนี่ดันหน้าผมจนเหมือนผมซบอกคุณแล้วนะ


“คะ… คุณเรย์มอนด์…” ผมส่งเสียงกระซิบ พลางยกนิ้วจิ้มๆ ที่เนื้อตรงอกของเขาเบาๆ อีกฝ่ายถอยห่างไปนิดเดียว (นิดเดียวจริงๆ) แล้วก้มหน้าลงมอง


“มีอะไรรึเปล่า” เขาถามแล้วเหลียวหลังไปมองคนที่กำลังเดินออก เพื่อดูว่าตัวเองเบียดใครอยู่รึเปล่า



[มีต่อด้านล่าง]

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8
Re: ||Love, no boundaries. Part: You and I||::CHAPTER 7-10:: 20.06.58
«ตอบ #42 เมื่อ20-06-2015 11:14:07 »


“คุณเบียดผมจนจะแบนอยู่แล้ว คุณไม่เขยิบไปยืนตรงที่มันโล่งๆ นู่นล่ะ” ผมบุ้ยปากไปทางเสากระโดน (เสากระโดนหรอ?) ที่มีคนยืนหลอมแหลมอยู่ วิคเตอร์มองหน้าผมนิ่งๆ ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมเดินไปยืนไปตรงนั้น ผมผ่อนลมหายใจออก ฟู่…
ผมเหลือบตาไปมองเขา วิคเตอร์กำลังหน้านิ่วคิ้วขมวด เหมือนรู้สึกไม่สบายตัว เขามองไปรอบตัวเองเหมือนไม่คุ้นเคย แน่ล่ะ เขาคงห่างหายจากการขึ้นรถไฟมานาน ปกติก็ไปไหนมาไหนโดยรถตัวเองตลอด ไม่ต้องไปเบียดหรือยืนแออัดกับใคร ผมยกมือลูบอกซ้ายเบาๆ อาการใจเต้นทุ้มๆ เริ่มเข้าสู่สภาวะปกติเล็กน้อย


ผมเหลือบเห็นป้ายว่าถึงสถานีที่เราจะต้องลงแล้ว ผมเลยหันไปมองวิคเตอร์แล้วพยักหน้าเรียกเขาให้มายืนรอประตูเปิด พอรถไฟจอดสนิท ประตูเปิดออก ผมกับเขาก็เดินออกมาพร้อมผู้คนอีกจำนวนหยิบมือหนึ่ง ผมเดินนำเขาขึ้นบันไดไปสู่ตัวสถานีที่กำลังมีคนเดินเข้าเดินออกผ่านที่กั้นที่ต้องใช้บัตรผ่าน ผมแตตะบัตรตั๋วลงบนแท่นแตะ แล้วที่กั้นก็เปิดกว้างออก ผมเดินออกมารอครู่หนึ่ง ก่อนที่เราสองคนจะพากันเดินออกไปสู่บรรยากาศสายๆ นอกสถานี ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วผ่อนออก หลับตาลงวูบนึ่ง เพื่อเรียกสติสตังที่หลุดกระจัดกระจายตอนยู่บนรถไฟ


ความรู้สึกมันไม่ตื่นเต้นเท่าตอนโดนเอิร์ทจูบเมื่อคืน แต่มัน… อุ่นหัวใจ มันทุ้มอยู่ในใจ จังหวะหัวใจเต้นทุ้มๆ นุ่มนวล มันไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นแบบอะดรีนาลีนแล่นไปทั่วร่าง แต่มันตื่นเต้นแบบนุ่มนวล มันเหมือนความรู้สึกเนิบๆ แต่ไม่อืดอาดยืดยาด มันนุ่มนวล มันละมุน…


“เฮ้! ยืนเหม่ออะไรอยู่ เดินได้แล้ว” ผมสะดุ้ง หันไปมองวิคเตอร์ที่หมุนตัวกลับมามองแล้วเรียกผม ผมพยักหน้าเอ๋อๆ แล้วเดินตามเขาไป ยังคงไม่แน่ใจว่าเดินใกล้ๆ เขาได้มั้ย ผมเลยเว้นระยะห่างที่คิดว่ามันน่าจะพอดีๆ ไม่มากไม่น้อยเกินไป วิคเตอร์หันมามอง ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าฝีเท้าผมควรต้องอยู่ระดับไหน ตอนนี้ผมงง ผมสับสนกับเขาไปหมดแล้วเนี่ย กลัวว่าจะใกล้ไป เดี๋ยวไกลไปก็ดึงผมไปใกล้อีก แต่วิคเตอร์แค่ทิ้งรอยยิ้มสนุกๆ ไว้ก่อนจะหันกลับไปมองถนนแล้วเดินต่อไป ผมเพิ่งสังเกตว่าการเดินของวิคเตอร์นี่ดูดีมากนะ ผมว่ามันน่าจะมาจากการที่เขาเดินแบบบ่อยๆ เมื่อช่วงสมัยก่อนรึเปล่า แบบว่ามันอาจช่วยให้ท่วงท่าการเดินดูสง่าผ่าเผยน่ะ


วันนี้โลเกชั่นที่ใช้เป็นโกดังร้างแห่งหนึ่งที่อยู่ย่านชานเมืองของฝั่งควีนส์ ผมรู้แค่ว่ามันเป็นเหมือนดงโกดังเก็บของร้างที่ไม่มีคนใช้มานานแล้ว แต่ไม่ใช่โกดังร้างผีสิงอะไรหรอกนะ มันแค่ห่างไกลไปหน่อย เจ้าของเขาเลยไม่ค่อยได้มาใช้ เอาไว้เก็บของที่ไม่ได้ใช้แล้วมากกว่า แน่นอนว่าข้อมูลนี้ พี่กูเกิ้ลสุดที่รักช่วยผมไว้ ส่วนพ่อพระเอกหรอ ผมไม่กล้าถามอะไรหรอก ถามไปไม่รู้จะตอบรึเปล่า


เรามาถึงโลเกชั่นตอนสิบโมงครึ่งนิดๆ รถสีขาวคันใหญ่ๆ คล้ายรถตู้เจ้าประจำจอดเรียงรายกันทั่วไปหมด เต้นท์สีขาวถูกกางไว้เยอะกว่าปกติ  ถ้าเป็นโลเกชั่นที่ห่างไกลแบบนี้ มักจะต้องขนอะไรมาเยอะกว่าปกติ เห็นว่าจะถ่ายฉากนี้ให้เสร็จภายในวันนี้ไปเลย จะได้ไม่ต้องกลับมาอีก แล้วจะได้ถ่ายฉากอื่นๆ ไปเรื่อยๆ ตามคิว ฉากโกดังมีไม่เยอะมาก เขาเลยยกมาถ่ายวันนี้ให้เสร็จก่อน
วิคเตอร์เดินเข้าไปในเต้นท์แต่งตัว ผมเห็นแม่สาวรายใหม่ของเขาที่มาร่วมแสดงแค่หกตอนกำลังฉีกยิ้มรับพ่อพระเอกในจอและอาจจะเป็นพระเอกนอกจอเร็วๆ นี้ ผมเดินไปนั่งหลบมุมอยู่มุมหนึ่งเพื่อไม่ให้เกะกะขวางทางทีมงาน วิคเตอร์นั่งให้ช่างทำผมเริ่มละเลงผมเขาไปด้วย คุยกับแม่สาวผมหยักศกน้ำตาลแดงไปด้วย  ท่าทางฟุ้งฟิ้งกิงก่องแก้วสุดๆ ใบหน้านี่ยิ้มแย้มเหลือเกิน ผมยกมือจับหน้าอกตัวเอง โอเค ตอนนี้กลับสู่สภาวะปกติแล้ว กลองทิมปานีเงียบหายไปแล้วเรียบร้อย แต่มันแอบหน่วงตุ้มๆ ต่อมๆ แปลกๆ ชอบกล แบบมันกระตุกวูบหนึ่งที แล้วรู้สึกโหวงในอกเล็กน้อย ยิ่งตอนมองรอยยิ้มของวิคเตอร์ที่ยิ้มสดชื่นตอนคุยกับแม่สาวคนนั้น ผมขมวดคิ้วนิดๆ แล้วส่ายหัวกับตัวเองเบาๆ อย่าเพ้ออะไรอีกล่ะไอแมท ไอ้เหตุการณ์ก่อนหน้านี้มันไม่ได้มีอะไรเลย ละที่เกิดอาการนั้นผมว่ามันคืออาการเขินธรรมดาๆ นี่แหละ แหม… ผมชอบผู้ชายนะ แล้วมีผู้ชายมาคลอเคลียใกล้ๆ มันก็ตื่นเต้นสิ แบบว่าผมไม่ใช่คนที่อยู่ในมือชายบ่อยๆ ดูอย่างเอิร์ทเมื่อคืนสิ ใจผมก็เต้นตูมๆ


ผมสลัดความคิดนั้นทิ้ง ปล่อยให้เสียงคุยของวิคเตอร์กับสาวคนนั้นดังแว่วผ่านหูไปเรื่อยเปื่อย ก่อนจะหยิบกล้องออกมาจากกระเป๋าเป้ เพื่อเตรียมตัวเก็บภาพเดลี่รีพอร์ทส่งคุณเอมิลี่ ผมลุกขึ้นยืนกะว่าจะไปเก็บภาพบรรยากาศรอบๆ โลเกชั่นสักหน่อย ผมเดินออกไปนอกเต้นท์ เอากล้องคล้องคอ แล้วเดินหามุมเหมาะๆ ถ่ายรูป รอบๆ เป็นป่าที่ขึ้นรกรุงรัง มีโกดังเรียงเป็นตับ ผมหยุดยืนแล้วยกกล้องขึ้นมากดถ่ายภาพสองสามภาพ แล้วเดินไปยังจุดต่อไปเพื่อเก็บภาพรอบๆ


ผมกดไล่ดูภาพในกล้อง พอได้ทุกมุมที่ต้องการผมก็เดินกลับไปทางเต้นท์ ตอนที่ผมกำลังจะเลี้ยวตรงท้ายรถตู้ยักษ์สีขาว มีใครอีกคนเดินเลี้ยวมาพอดี เลยเดินชนกัน โชคดีที่ไม่ได้ชนแบบกระแทกกันรุนแรง ผมผงะด้วยความตกใจ เลื่อนสายตาไปมองก็เห็นว่าเป็นนักแสดงหนุ่มตาเขียวน้ำตาลคนนั้น ที่จ้องผมจนผมกลัวเมื่อวานนี้ ผมรู้สึกตัวลีบ ความกลัวเล็กๆ ก่อขึ้นในใจ อีกฝ่ายขบกรามแน่นแล้วจ้องผมตาแข็งกร้าว จนผมหน้าเสีย


“เดินยังไงของ แก วะ?!” เขาถามเสียงตวาดน่ากลัว ผมสะดุ้งตกใจ รีบยกมือขึ้นมาไหว้ขอโทษเขาทันที


“ขอโทษครับ ผมไม่ทันเห็นว่าคุณเดินมา”


“มีตาไว้ทำห่าอะไร ทำไมไม่ใช้ดูทาง?!” เขาตวาดอย่างหัวเสีย ผมสะดุ้งอีกรอบ เริ่มทำตัวไม่ถูก มือที่ยกขึ้นมาไหว้ค้างไว้อยู่อย่างนั้น แล้วสักพักอีกฝ่ายก็พุ่งเข้ามาบีบต้นแขนผมไว้แน่น แน่นจนผมรู้สึกเจ็บ แววตาอีกฝ่ายวาววับอย่างน่ากลัว


“รู้มั้ย?! คน ประเภท อย่างแก แม่งโคตรน่ารังเกียจ!” เขาบอกเสียงเข้ม ก่อนที่แรงบีบตรงต้นแขนผมจะเพิ่มขึ้น จนผมหน้าเหยเกด้วยความปวด รู้สึกน้ำตาคลอตรงขอบตา อีกฝ่ายแสยะยิ้ม ก่อนจะผลักร่างผมกระแทกกับรถตู้ยักษ์ดัง โครม!


“โอ๊ย!” ผมร้องเสียงสั่น เขาแสยะยิ้มอย่างพอใจก่อนจะเดินก้าวฉับๆ ออกไปจากบริเวณนั้น ผมมองตามด้วยความไม่เข้าใจ ผสมกับความเจ็บที่ต้นแขน แรงบีบเขามหาศาลมากสำหรับคนตัวเล็กกว่าเขาอย่างผม น้ำตาผมคลอ ผมย่นหน้าด้วยความเจ็บแล้วเอามือลูบต้นแขนตัวเองเบาๆ ถลกแขนเสื้อขึ้นดูก็เห็นรอยแดงเป็นรอยนิ้วมือ ผมจิ๊ปากด้วยความเจ็บ ร่างกายยิ่งอ่อนแออยู่ เจอแบบนี้เข้าไปแทบทรุด


นี่มันอะไรกันวะ ผมโคตรงง ผมไปทำอะไรให้เขา แล้วประเภทผมนี่คืออะไร ไม่ใช่คนหรอ เขาเป็นอะไรของเขาวะ ผมมั่นใจนะว่าผมยังไม่ทันทำอะไรให้เขาแน่ๆ ไม่แน่นอน แล้วผมก็พยายามไม่ไปยุ่งกับเขาด้วย ผมสับสน ทั้งเจ็บ ทั้งสับสน น้ำตาก็ตั้งท่าจะไหลเพราะความรู้สึกปวดหนึบๆ ที่ต้นแขน แล้วความโกรธก็พุ่งเข้ามา ไอ้ห่านั่น มันเป็นเชี่ยอะไร (ขอใช้คำหยาบหน่อย เหลืออดจริงๆ) คราวหน้าผมจะตั้งสติดีๆ ถ้ามันมาหาเรื่องอีกเดี๋ยวจะเอากรรไกรเสียบหูแม่ง


“เป็นอะไรน่ะ” วิคเตอร์ถามตอนที่ผมเดินแขนสั่นๆ กลับมาที่เต้นท์ ผมหน้าเสียเล็กน้อย แล้วแค่นยิ้มให้เขา ก่อนจะส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะเดินไปนั่งที่เก้าอี้ ตอนที่เผลอใช้แขนยันตัวเอาไว้ความปวดก็พุ่งแปล๊บมาที่โดนบีบ ผมหน้าเหยเก ก่อนจะค่อยๆ นั่งลง


“นายเป็นอะไร ทำไมทำหน้าแบบนั้น” วิคเตอร์ถาม แล้วมองอย่างสงสัย ผมไขว้แขนแล้วใช้มือลูบที่ต้นแขนทั้งสองข้างเบาๆ


“หนาวเหรอ?” เขาซักต่อ หน้านิ่วเล็กน้อย


“เปล่าครับ ผม… ผมเดินชนท้ายรถตู้มา” วิคเตอร์ทำหน้าเหวอไปนิดหน่อย คงกำลังเงิบกับคำตอบผมมั้ง


“ฉันก็รู้นะว่านายไม่ใช่คนสติดีเท่าไหร่ แต่นายเซ่อถึงขั้นเดินชนท้ายรถตู้เลยหรอ” เกือบจะดีอยู่แล้วเชียว ผมหันไปมองหน้าเขาตาปรือด้วยความเอือมที่โดนเขาจิกกัดอีกแล้ว


“ขอโทษทีที่ผมมันเซ่อ” วิคเตอร์ย่นหน้า มองผมเหมือนเห็นของประหลาด เออ ผมก็ประหลาดในสายตาเขาตลอดนั่นแหละ
แต่ก็ยังดีกว่าสายตาของผู้ชายคนเมื่อกี้ ถ้าหูไม่แว่ว ผมเคยได้ยินคนเรียกชื่อเขาว่า ฌอณ ใช่มั้ยนะ เขามีอะไรกับผมรึเปล่า ผมไปทำอะไรให้เขาไม่พอใจกันนะ


“แน่ใจนะว่าสติยังดีอยู่” ผมแยกเขี้ยวด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะพยักหน้ารับคำเขา อีกฝ่ายมองผมนิ่งๆ ราวกับจะมองให้แน่ใจว่าผมปกติจริงๆ ผมทำหน้าปกติสุขอย่างที่สุด จนวิคเตอร์เลิกสงสัยแล้วเดินออกจากเต้นท์ไปเพื่อเตรียมตัวถ่ายทำ
ผมถลกแขนเสื้อดูอีกรอบ รอยแดงๆ เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงช้ำๆ แรงกดที่เขากดมามันต้องเยอะมากแน่ๆ เพราะมันทิ้งความรู้สึกปวดตุบๆ เอาไว้ ในหัวก็ได้แต่นึกสงสัยว่าที่ผมโดนแบบนี้ มันเพราะอะไร







เวลาล่วงเลยมาถึงตอนเย็น ใกล้ถึงเวลาถ่ายฉากสุดท้าย ตอนนี้เป็นช่วงพักเบรกทานอาหารเย็นกันก่อน ผมกวาดตามองไปรอบๆ อย่างระแวงว่าไอ้ชอนไชไส้หมา นั่นจะมาทำร้ายอะไรผมอีก ผมเห็นมันนั่งอยู่ในเต้นท์ทานข้าวของนักแสดง ผมมานั่งกินข้าวเงียบๆ คนเดียวในเต้นท์แต่งตัว อาหารของที่กองทำให้ผมนึกถึงอาหารที่ถองถ่ายหนังที่ผมเคยเข้าไปฝึกงานช่วงสั้นๆ เลยอ่ะ ก็ที่นี่เขาสั่งพิซซ่าเกือบสิบหน้ามาแจกคนในกอง ผมได้อานิสงส์มาหนึ่งถาดเต็มๆ ไม่มีรสต้มยำกุ้งรสโปรดด้วย ผมเลยเลือกหยิบหน้าฮาวาเอี้ยนมากิน สิ้นคิดพอๆ กับผัดกระเพราไม่มีผิด


“ทำไมมานั่งกินคนเดียวล่ะแมท”   คุณลุงผู้กำกับซีรีย์ที่กำลังจะเดินผ่านไปหยุดทักทายผมพร้อมรอยยิ้มสุดจะใจดีราวกับลุงซานตาครอส คุณลุงแกรูปร่างท้วมๆ หน่อย ใส่แว่นหน้าตาใจดีๆ ยิ้มแย้มตลอดเวลา วันแรกที่ผมมากองแกชวนคุยแทบไม่หยุด ผมก็สนุกมากเพราะชอบฟังเรื่องการถ่ายทำและงานเบื้องหลังอยู่แล้ว ผมยิ้มกว้างก่อนจะตอบ


“ตรงนี้ก็สะดวกดีครับ ไม่เบียดใครดี” ผมพูดทั้งๆ ที่ยังเคี้ยวพิซซ่าไม่หมดปาก  ผมละสายตาไปมองถังดับเพลิงสีแดงขนาดกลางที่แกหนีบเอาไว้ใต้รักแร้หนึ่งอัน และถือไว้ในมือสองอันด้วยความฉงน


“เอาใช้เข้าฉากหรอครับคุณเดวิด” ชื่อคุณลุงซานต้านั่นแหละครับ ลุงเดวิดยักคิ้วหนึ่งทีก่อนจะพยักหน้าพร้อมตอบ


“ใช่แล้ว เตรียมพร้อมไว้ก่อน เดี๋ยวจะถ่ายฉากไฟไหม้น่ะ” ผมอ้าปากเป็นรูปตัวโอเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าด้วยความเข้าใจ


“หวังว่าเราจะใช้มันดับไฟแค่ตอนถ่ายเสร็จนะครับ” ลุงเดวิดหัวเราะชอบใจ ผมยิ้มกว้างไปให้


“พูดได้ดีนี่ ฉันก็ไม่คาดหวังจะใช้มันระหว่างถ่ายทำหรอกนะ” แกยิ้มใจดีให้อีกทีก่อนจะเดินไปที่หน้ามอนิเตอร์ ผมยัดพิซซ่าที่เหลืออีกครึ่งเข้าไปในปาก พลางมองอีกสี่ชิ้นที่ยังเหลืออยู่ในถาด แค่คิดแบบนั้นเสียงเรอเบาๆ ก็ดังออกจากปาก ผมถลกแขนเสื้อขึ้นดูรอยที่โดนบีบ ตอนนี้มันกลายเป็นแดงคล้ำจนจะออกเขียวแล้ว


หืมมม! ไม่น่ายืนงั่งเลยให้ตายสิจอร์จ คิดแล้วก็แค้น มัวแต่ตกใจจนเอ๋อแดก แต่ถึงผมคิดจะสู้ ผมว่าทักษะเทควันโด้พื้นฐานของ



ผมอาจทำอะไรหมอนั่นไม่ได้หรอก ตัวใหญ่กว่าผมอีก ถึงจะตัวเล็กกว่าวิคเตอร์ แต่ถ้าเทียบกับผม ก็กระต่ายน้อยกับหมีขาวอยู่ดี (แหม… พ่อกระต่ายน้อย)


ฮึ่ม!! แต่ยิ่งคิดผมก็ยิ่งรู้สึกเข่นเขี้ยว ผมหันไปมองรอบๆ อีกครั้ง ตอนนี้ไอบ้านั่นกำลังยืนสูบบุหรี่อยู่แถวๆ ท้ายเต้นท์ทานข้าวของนักแสดง มันกำลังยืนคุยกับนักแสดงร่วมซีรีย์อีกสองคน ภาพในหัวของผมตอนนี้คือ ผมจับมันมัดเปลือยกายกับต้นไม้ แล้วหยิบบุรี่มาจี้ไข่มัน ฮ่าๆๆๆ สะใจเป็นบ้า!


แต่ก็นะ… มันคือแค่ภาพมโน ผมมองหน้ามันแล้วครุ่นคิดว่าจะเอาคืนยังไงดี ช่วงเวลานี้ไอ้ที่สงสัยว่ามันเกลียดอะไรผมนักหนา พักไว้ก่อน เอาคืนก่อน ยิ่งเห็นรอยจ้ำช้ำแดงบนแขนตัวเองแบบนี้ ยิ่งรู้สึกขัดใจที่ตอนนั้นวิญญาณนางเอกอ่อนแอประทับทรง
เดี๋ยวเถอะไอ้ชอน ฉันจะจุดธูปอัญเชิญวิญญาณนางร้ายตัวแม่ของวงการละครไทยทุกองค์มารวมกันที่ฉัน แล้วฉันจะจัดการแก หน็อยแน่!  แต่ตอนนี้ฉันยังคิดไม่ออก รอวิญญาณนางร้ายนั่งเครื่องมานิวยอร์คก่อน เดี๋ยวก่อนๆ แกเจอแน่ คิดๆ แล้วแค้นสุดขีดจริงๆ ไม่น่าอ่อนแอเลยให้ตายสิ!


ป้าบ!!


ผมรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนตั้งแต่บนหัวยันลำคอ หัวแทบกระเด็นหลุดออกจากบ่า (เว่อร์) เมื่อเจออะไรสักอย่างฟาดเข้าที่หัว รู้สึกวิ้งเล็กน้อย และพยายามหาสติให้เจอก่อนจะหันไปมองวิคเตอร์ที่ถือกระดาษบทปึกหนาๆ ที่เพิ่งใช้ฟาดหัวผมไปเมื่อครู่


“เจ็บนะ!” ผมบอกเสียงแหว ก่อนจะเอื้อมมือไปตีแขนขวาเขาหนักๆ ด้วยความหงุดหงิด แต่ที่ผมตีไปบอกได้เลยมันคงไม่ระคายเนื้อเขาหรอก เนื้อแน่นหนาขนาดนั้น คงจี๊ดๆ เหมือนโดนยุงกัดเท่านั้นล่ะ วิคเตอร์ทำหน้าประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นผมตอบโต้แบบนี้


“ใกล้หายแล้วสินะ ถึงได้มีแรงฟาดกลับแบบนี้…” เขาเบ้ปากเล็กน้อย ผมทำหน้าบูดๆ อีกฝ่ายมองอย่างไม่เข้าใจก่อนถามต่อด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะเล็กน้อย


“เป็นอะไรของนาย ไปหงุดหงิดอะไรมา” หงุดหงิดสิ! คิดแผนเอาคืนไอ้บ้านั่นไม่ได้เนี่ย ยิ่งคิด อาการปวดหนึบๆ ที่โดนบีบตรงต้นแขนก็เหมือนจะเป็นการตอกย้ำว่าผมพลาดอย่างมหันต์ที่ไม่ตอบกลับทันควัน แบบนี้มันต้องได้ใจว่าผมกลัวมันแน่ๆ ซึ่งจริงๆ ถามว่ากลัวมั้ย ก็กลัว


แต่ผมก็ต้องเอาคืนบ้างสิ!


“ไม่มีอะไรครับ” ผมบอกแล้วเอามือลูบหน้าเบาๆ ทำปากยู่น้อยๆ คิดแค้นไปตอนนี้ก็คิดอะไรไม่ออก ช่างมันไปก่อนก็แล้วกัน วิคเตอร์ยักไหล่น้อยๆ แล้วทำหน้าเหมือนจะบอกว่า ก็เรื่องของนายแล้วกัน


“นายกินยารึยัง” โอ๊ะ… ผมแอบเหลือมองเขาเล็กน้อย ก่อนจะตอบ


“ยังครับ ยังกินพิซซ่าไม่หมดเลย”


“แล้วนายอิ่มหรือยัง” ผมส่ายหัวทันที


“ยัง รู้สึกแน่นนิดหน่อย แต่มันอร่อย ผมอยากกินให้หมด”ผมยิ้มแล้วหยิบพิซซ่าขึ้นมาหนึ่งชิ้น จิ้มลงไปในซอสมะเขือเทศก่อนจะกัดไปคำโต วิคเตอร์มองผมแล้วย่นคิ้ว แต่ก็มีรอยยิ้มขบขันเล็กน้อยตามมาด้วย


“รีบกินให้หมด จะได้รีบกินยา” ผมเคี้ยวพิซซ่าก้มอูมแล้วพยักหน้าให้เขา วิคเตอร์มองผมเหมือนยังติดสงสัยกับอาการผมเล็กน้อย ผมฉีกยิ้มไม่เห็นฟันแต่แก้มแทบแตกไปให้เพราะพิซซ่าอัดอยู่ในปากไปให้เขา เพื่อเป็นการยืนยันว่าผมยังปกติอยู่จริงๆ


“วิคเตอร์” ผมกับวิคเตอร์หันไปมองทางต้นเสียง เจ๊ผมหยักศกแดงว่าที่แฟนหรืออาจจะแค่คู่นอนในอนาคตของวิคเตอร์เดินมาพร้อมรอยยิ้มอันสวยเช้ง แม้หน้าเจ๊แกจะไม่ได้สวยที่สุด แต่สำหรับวงการแสดงหรือนางแบบ หน้าแบบนี้ถือว่ามีเอกลักษณ์ล่ะนะ โครงหน้าเหลี่ยมหน่อยๆ ดวงตาเรียวแต่ไม่ยกหางตาชี้ ทำให้ดูแววตาเธอดูน่ารักใสๆ


“What’s up? Natasha (ว่าไง นาตาชา)” โอ้โห… นาตาชา โรมานอฟ ผู้ช่วยของกัปตันอเมริกามาเองเลยวุ้ย แต่เจ๊นาตาชาคนนี้สวยสู้เจ๊สกาเล็ต โจฮัทสันไม่ได้หรอกนะ


ว่าที่กิ๊กใหม่ของวิคเตอร์หันมามองผมที่กำลังนั่งตัวเล็กเคี้ยวพิซซ่าหมับๆ อยู่ ก่อนจะส่งยิ้มมาให้เล็กน้อย เชอะ! หล่อนด่าฉันว่าเตี้ยไปเมื่อวาน งั้นฉันจะยิ้มให้นิดเดียวเท่านั้นแหละ


“เดวิดเรียกเราสองคนไปซ้อมคิวน่ะ ฉันเลยมาตาม” วิคเตอร์ส่งยิ้มหล่อๆ อันอบอุ่นให้อีกฝ่าย ผมเห็นแบบนั้นก็เลื่อนสายตาหลุบต่ำทำเป็นมองพิซซ่าที่เหลือในถาด ไม่อยากจะมองภาพจู๋จี๋อี๋อ๋อของพระนาง พิซซ่าก็เลี่ยนอยู่แล้ว เดี๋ยวเห็นภาพหวานแหววอันนี้เข้าไปอีก เกรงว่าจะสำรอกพิซซ่าหน้าฮาวาเอี้ยนออกมาหมดซะก่อน


“พอดีผมมาดูว่าคนแคระกินยารึยังน่ะ” ผมย่นจมูกก่อนจะเงยหน้าขึ้นส่งสายจิกกัดไปให้คนพูด ทว่าเขาไม่ได้มองมาทางผมเลยด้วยซ้ำ สายตาเขากำลังมองแม่นางเอกหกตอน (จำนอนตอนที่นางเล่น) ที่กำลังยิ้มขำอย่างสดใส เอ้อ… ก็ไม่แปลกใจหรอกนะถ้าวิคเตอร์จะชอบคนนี้ เวลาเธอยิ้มหรือหัวเราะมันทำให้เธอดูดีขึ้นเยอะเลย


“เขาไม่สบายเหรอคะ” เธอถามวิคเตอร์แล้วหันมายิ้มกว้างให้ ผมเคี้ยวพิซซ่าช้าๆ แล้วยิ้มตอบนิดๆ วิคเตอร์หันมามองผมก่อนจะตอบเสียงนุ่มน่าฟัง


“ใช่ ไม่สบายเพราะความดื้อของตัวเอง บวกกับนิสัยขี้ประชดประชัน เลยได้รับไข้หวัดเป็นรางวัลจากพระเจ้า” แหม… ทีพูดกับผมล่ะก็ น้ำเสียง กวนๆ มึนๆ จังนะ ผมขี้เกียจจะต่อความให้ยืดยาวเลยแอบเบะปากใส่เขาเล็กน้อย เสียงหัวเราะใสๆ ของสาวผมแดงหยักศกดังขึ้น


“เขาเหมือนเด็กเลยนะคะ มีการเบะปากเพราะงอนด้วย” เธอยิ้มชอบใจ ผมส่งยิ้มแก้มอูมๆ ไปให้ ไม่อยากจะพูดอะไร เลยยัดพิซซ่าเข้าไปในปากอีก เอาให้ปากมันไม่ว่าง จะได้ไม่ต้องเถียงกับใคร สองคนนี้อยากว่าอะไรก็เอาเล้ย!


“เด็กบางคนสมองยังดีกว่านี้เลย” หน็อย! ผมแทบจะเอาพิซซ่าชิ้นสุดท้ายในถาดปาหน้าเขา แต่ที่ทำได้จริงๆ ก็คือมองอย่างขุ่นเคือง แต่มันคงจะเป็นเหมือนการดูตลกของยัยเจ๊คนนี้มั้ง เอะอะก็เอาแต่ขำ ขำหาพระบิดาหล่อนรึไงกัน?!


“ฉันว่าเหมือนคุณพาลูกมากองถ่ายเลยนะคะวิคเตอร์ ไม่เหมือนคนดูแลคุณเลยสักนิด” วิคเตอร์มองผมด้วยดวงตาที่สุกใสเป็นประกายวิบวับพร้อมกับรอยยิ้มขำขันที่มุมปาก นี่ผมเป็นคนนะ ไม่ใช่สิ่งของที่ให้มานั่งมองแล้วยืนพินิจพิเคราะห์ แล้วส่งเสียงหัวเราะชอบใจ ผมได้แต่ยิ้มเกร็งๆ เพราะไม่รู้จะทำหน้ายังไง


“ลูกผมไม่หน้าตาแย่แบบนี้หรอก ถ้าผมมีลูก ต้องออกมาหน้าตาเหมือนคนกว่านี้” กร๊าซซซ!! ถ้าพ่นไฟได้ ผมจะพ่นใส่หน้าอีตาวิคเตอร์คนแรก แล้วก็ตามด้วยพ่นใส่หน้ายัยนาตาชามหาภัยนี่ซะ ผมถลึงตามองอีกฝ่าย กัดปากล่างไว้ด้วยความเข่นเขี้ยว ยัยนางเอกหันมามองแล้วหัวเราะอีกรอบ


“ฮะๆ ท่าทางสติเขาจะไม่ดีจริงๆ ด้วยนะคะ”


“ก็ผมบอกแล้วว่าหมอนี่สติไม่สมประกอบ” ทั้งคู่ยิ้มแล้วหัวเราะกันสองคน ผมขบกรามแน่น ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกจากจมูกช้าๆ


เอาล่ะ! ความอดทนผมสิ้นลงละ ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ความหงุดหงิดก่อนหน้านี้กับเรื่องไอ้ชอนไชไส้หมาเริ่มผสมกับการที่ถูกนังเจ๊นี่มองผมเหมือนเป็นตัวประหลาดแล้วยืนวิพากษ์วิจารณ์อย่างสนุกสนาน แล้วยังหัวเราะราวกับผมเป็นตัวตลก ที่สำคัญวิคเตอร์ยังเข้ากับแม่นี่เป็นปี่เป็นขลุ่ย


แหมะ!!


ผมฟาดพิซซ่าที่อยู่ในมือลงถาดด้วยความมีน้ำโหเล็กน้อย คนหงุดหงิดอยู่แล้ว มาเจอคนตอกย้ำความหงุดหงิดนี่มันไม่ใช่เรื่องราวดีๆ นะ สองคนนั้นหันมามองทั้งที่ยังคงยิ้มและหัวเราะ แต่เหมือนวิคเตอร์จะได้สติก่อนเพราะเขาหยุดนิ่งไป ส่วนยัยนาตาชายังยิ้มค้างๆ ด้วยความสนุกสนานอยู่ ผมส่งสายตาเรียบเฉยไปให้ทั้งสองคนก่อนจะเผยมือไปทางโกดัง



[มีต่อด้านล่าง]

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8
Re: ||Love, no boundaries. Part: You and I||::CHAPTER 7-10:: 20.06.58
«ตอบ #43 เมื่อ20-06-2015 11:15:07 »


“ผู้กำกับรอคุณสองคนอยู่ไม่ใช่เหรอครับ ทำไมไม่ไปสักทีล่ะ เอาเวลาที่กำลังยืนหัวเราะและจีบกันอยู่ไปทำงานมั้ยครับ ผมว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตคุณสองคนมากกว่าที่กำลังทำกันอยู่ตอนนี้แน่ๆ” ผมยิ้มอย่างสงบแต่พร้อมลุกตบเมื่อจำเป็น วิคเตอร์ส่งสายตาและสีหน้าเรียบๆ แต่แอบมีรอยยิ้มบางๆ ที่กลีบปากสีแดงนิดๆ ของเขา ส่วนนังชะนีหยักศกได้แต่ยืนหน้าเหวอไปแล้ว


“อะ…เอ่อ… จริงด้วยสินะ” เพิ่งรู้หรอยะว่ามันจริง!


“ครับ จริง และผมได้ยินว่า ผู้กำกับให้คุณมาตามวิคเตอร์เพื่อไปซักซ้อมการถ่ายทำ แต่ผมไม่รู้ว่าอะไรรั้งขาคุณไว้รึเปล่า ถึงไม่ยอมพากันเดินไปหาผู้กำกับเสียที ตอนที่คุณสองคนยืนหัวเราะผม ผมว่าพวกคุณคงซ้อมจนสามารถเล่นจริงได้ดีเยี่ยม แล้วมีชื่อเข้าชิงออสการ์ปีหน้าไปแล้วล่ะครับ” ผมยิ้มปากบางเฉียบ ส่งแววตาเป็นประกายไปให้ทั้งสองคนที่มีสีหน้าต่างกัน วิคเตอร์เชิดคางขึ้นนิดหน่อยแล้วมองหลุบตาต่ำมาที่ผม มุมปากยกขึ้น ผมได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของเขา ส่วนแม่นาตาชายืนหน้าเสียไปเล็กน้อย


“เชิญครับ…” ผมยืดสุดแขนไปทางโกดังเป็นการย้ำว่าให้ทั้งสองคนรีบไปไหนก็ไป วิคเตอร์เลิกคิ้วพร้อมเบ้ปากเล็กๆ ก่อนจะหันไปมองนางเอกของเขา


“We better go, Nat (ไปกันดีกว่า แนท)” คงเป็นชื่อย่อของแม่นั่นสินะ ยัยแนทพยักหน้าหงึกหงักทั้งที่ยังคงรู้สึกเอ๋อๆ กับคำพูดของผม ก่อนจะหมุนตัวเดินนำออกไป ส่วนวิคเตอร์หันมามองผมด้วยสายตาวาววับ และยกยิ้มมุมปากทั้งสองข้างขึ้นเป็นรอยยิ้มหน่อยๆ ผมเอียงคอแล้วเลิกคิ้วขึ้นสูง ก่อนจะบุ้ยปากไปทางโกดัง วิคเตอร์หันหน้าไปก่อนจะเดินออกไปทางโกดัง ผมถอนหายใจกับตัวเองเบาๆ


กลองทิมปานีหายไปแล้ว ตอนนี้มีแต่กลองสะบัดชัยแทน ตีดัง ปุงปังปุงปัง~ ในใจอัดแน่นไปด้วยความหงุดหงิดแทน นี่ถ้าสองคนนี้คบกัน ผมไม่ต้องเจอหน้ายัยเจ๊นั่นทุกวันเลยหรือไง แต่ที่ทำไปเมื่อกี้ก็น่าจะเตือนๆ นางได้บ้างแล้วนะว่าอย่ามามองผมเหมือนเป็นตัวประหลาดหรือสิ่งของแปลกๆ อยากขำก็ไปดูคณะละครตลกสินังปลวก คิดแล้วอารมณ์เสีย พอ! หยิบกล้องไปถ่ายรูปแล้วเตรียมตัวทำงานดีกว่า


ผมหยิบทิชชูมาเช็ดมือ เตรียมจะหยิบกล้อง แต่เผอิญได้ยินเสียงเตือนว้อทแอพพร้อมกับความสั่นระดับหกริกเตอร์ สั่นจนได้ยินเสียงครืด เสียงครืด~ ผมล้วงเข้าไปในกระเป๋าเป้ หยิบออกมาเปิดดู ก็เห็นว่าเป็นข้อความจากคุณเอมิลี่ที่แจ้งเรื่องงานถ่ายแบบของแบรนด์ดังอย่าง Calvin Klein ผมตาโต อดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้ที่เขาจะได้เป็นไม้แขวนเสื้อให้กับแบรนด์ที่ถือว่าดังเป็นอันดับต้นๆ ของเหล่าคุณผู้ชายทั้งหลาย คุณเอมิลี่บอกว่าเรื่องรายละเอียดเดี๋ยวจะแจ้งให้รู้อีกที แต่เธอบอกทิ้งท้ายไว้นิดหน่อยว่าเป็นเหมือนการกลับถิ่นเก่าของวิคเตอร์ ผมก็แอบพอเข้าใจบ้างนะ เพราะตอนที่ค้นข้อมูลเขาในกูเกิ้ล ผมเคยเห็นเขาใส่กางเกงชั้นในของแบรนด์นี้อยู่เหมือนกัน และถ้าให้เดาผมคิดว่าวิคเตอร์คงไม่ได้ถูกติดต่อไปให้ถ่ายเสื้อผ้าชุดสูทอะไรทำนองนั้นหรอก


“Come on! (เร็วเข้า!)” ผมสะดุ้งกับเสียงดังโหวกเหวกโวยวาย ก่อนจะเงยหน้าจากโทรศัพท์มองทีมงานที่กำลังวิ่งวุ่นไปมา ผมขมวดคิ้วด้วยความงง แล้ววางโทรศัพท์ไว้บนกระเป๋าเป้ แต่พอหันไปมองทางโกดังผมก็ใจกระตุกวูบราวกับมีคนมากระชากออกจากอก


ควันไฟพวยพุ่งเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ออกมาจากปากทางเข้าโกดัง และยังพุ่งออกทางช่องวางบนหลังคา ผมมองควันพวกนั้นพุ่งออกมาด้วยความงุนงง สับสนและตกใจ เสียงทีมงานในกองถ่ายตะโกนโวยวายดังลั่น ผมไม่แปลกใจหรอกว่าทำไมทุกคนถึงดูสติแตก เพราะควันมันฟุ้งน่ากลัวมาก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ากองเพลิงจะลุกลามหนักแค่ไหน ผมรีบหันสายตาไปมองที่หน้าโกดัง มีคนยืนออเต็มไปหมด ผมพยายามเพ่งเล็งมองหาวิคเตอร์ในหมู่ฝูงคน แต่กลับไม่พบเขา ใจผมกระตุกอีกรอบ เท้าค่อยๆ ก้าวเดินไปยังเต้นท์ตั้งหน้าจอมอนิเตอร์ สายตาก็ยังไม่หยุดเสาะหาร่างสูงใหญ่ของพ่อพระเอก แล้วผมก็ต้องหายใจ ฮึก!


ทีมงานสองคนหิ้วปีกของนาตาชาที่หน้าดำด้วยเขม่าไฟออกมา เธอส่งเสียงไอเพราะสำลักควันไฟ เมื่อกี้สองคนนั้นเข้าฉากด้วยกันนี่ ผมเริ่มเขย่งเท้าชะเง้อหาวิคเตอร์ในหมู่ทีมงาน แต่จริงๆ ไม่ต้องเขย่งมากก็ได้ เพราะเขาสูงเด่นอยู่แล้ว แต่พอไม่เห็นความสูงเด่นนั้นอยู่ท่ามกลางผู้คนแบบนี้ ผมก็เริ่มใจไม่ดี


“วิคเตอร์ล่ะครับ เขาอยู่ไหน?!” ผมหันไปถามผู้ช่วยผู้กำกับคนหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้ผมที่สุด เขาหันกลับมามองด้วยสายตาเป็นกังวล ซึ่งทำเอาผมรู้สึกเหมือนใจจะร่วงหล่น


“เขาติดอยู่ข้างใน กำลังส่งคนไปช่วย” ใจที่กำลังจะร่วงหล่น หล่นตุบ! ไปอยู่ที่เท้า ผมเหมือนตกจากที่สูง มันเสียววาบไปหมด ลำคอแห้งผาก ผมหันสายตาตื่นๆ ของตัวเองไปมองที่ประตูโกดัง เห็นเปลวไฟสีแดงพวยพุ่งออกมา ควันไฟยังคงพวยพุ่งเป็นกลุ่มหนา วินาทีนั้นเหมือนผมชัดดาวน์ตัวเอง ไม่รับรู้สิ่งรอบข้าง เสียงทุกอย่างกลายเป็นเสียงอื้ออึงในหู ความกลัวพุ่งขึ้นมาเกาะที่ใจ


ผมรีบสะบัดหัวแรงๆ ไม่… อย่าเพิ่งมาหัวตันตอนนี้ ผมมองไปรอบๆ เต้นท์แล้วพยายามคิด พอเห็นขวดน้ำดื่มวางไว้ ผมก็เดินเข้าไปหยิบขึ้นมาสองขวด พยายามมองหาผ้าขนหนูเล็กๆ หรืออะไรก็ตามที่จะใช้ชุบน้ำได้ แต่มันหาไม่เจอ ยิ่งได้ยินเสียงกรีดร้องของทีมงานสติที่ไม่ค่อยจะอยู่ครบก็ยิ่งรวนมากขึ้น ผมเลิกหาผาขนหนู แล้วรีบแทรกตัวเข้าไปใกล้ประตูโกดัง พอเห็นควันไฟและเปลวไฟ ผมก็เริ่มใจสั่น ผมหันไปมองนาตาชาแล้วเดินเข้าไปใกล้


“วิคเตอร์ล่ะ?! เขาอยู่ตรงไหนของโกดัง?!” ผมถามเสียงหนักแน่น แต่ก็แอบสั่นไม่น้อย นาตาชาที่กำลังเอาน้ำเกลือล้างจมูกหันมาตอบ


“ฉันไม่แน่ใจเลย พอไฟลุกลาม เขาก็รีบดันตัวฉันให้ห่างจากเปลวไฟ ฉันพยายามมองหาเขา แต่ควันไฟหนาเกินไป” เธอพูดไปน้ำตาก็คลอขอบตาด้วยความกลัว นั่นยิ่งทำให้ผมกลัวกว่าเธออีก ผมละสายตาจากนาตาชาแล้วหันไปมองที่เดวิด เขากำลังยืนด้วยสีหน้าวิตกกังวล ข้างๆ จอมอนิเตอร์มีถังดับเพลิงวางอยู่หนึ่งอัน ผมเห็นถังดับเพลิงที่เขาเคยถือไว้ก่อนหน้านี้ ก็พุ่งตัวไปหยิบขึ้นมาทันที


“แมท! จะไปไหน?! กลับมานี่!” ผมไม่สนใจเสียงเรียกของเดวิดและทีมงาน ตอนนี้ในหัวผมมีแต่ว่าวิคเตอร์อยู่ตรงไหนของโกดัง เสียงโวยวายและกรีดร้องดังอยู่ด้านหลัง ผมวิ่งฝ่าควันไฟและหลบเปลวไฟที่พวยพุ่ง ตอนนี้ผมไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนของโกดัง ผมหรี่ตามองไปรอบๆ ใจก็สั่นแรงด้วยความกลัว


“วิคเตอร์!! วิคเตอร์!! คุณอยู่ไหน?!” ผมตะโกนถาม สลับกับส่งเสียงไอ ขาก็ยังคงก้าวต่อไป ผมฉีดควันดับไฟออกจากถังดับเพลิงเมื่อเจอเปลวไฟขวางทางอยู่


“วิคเตอร์!!” ผมตะโกนอีกรอบ ใจสั่นไม่เป็นจังหวะ มือผมเริ่มสั่น เพราะรู้สึกถึงการเสียกำลังใจอย่างหดหู่ ขาก็เริ่มก้าวได้ทีล่ะนิด น้ำตาผมเริ่มไหล มันไหลเพราะทั้งควันไฟ และความกลัว ผมกวาดตามองไปรอบๆ และพยายามก้าวเท้าต่อไปพร้อมกับฉีดควันดับไฟไปด้วย แขนขวาก็หนีบน้ำสองขวดเอาไว้แน่น


“วิคเตอร์ คุณอยู่ไหน ตอบผมสิ!!” ผมพยายามกลั้นใจและตั้งสติควบคุมไม่ให้ตัวเองสั่น ทั้งที่มันยากเหลือเกินกลัวเขาจะเป็นอะไร และกลัวว่าตัวเองจะโดนไฟครอกตายหรือสำลักควันไฟตายรึเปล่า


-----------------------------TBC.-----------------------------

อ่านตอนต่อไปที่อยู่ด้านล่างได้เรื่อยๆ เลยค่ะ

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8
Re: ||Love, no boundaries. Part: You and I||::CHAPTER 7-10:: 20.06.58
«ตอบ #44 เมื่อ20-06-2015 11:19:28 »


CHAPTER 8 :: I though I heard you call my name.


ฟู่!!


ผมฉีดถังดับเพลิงใส่เปลวไฟที่สะบัดมาใกล้จนทำให้รู้สึกร้อนระอุที่เนื้อหนัง นอกจากน้ำตาที่เอ่อล้นขอบตาเพราะว่าอาการแสบจากควันไฟที่ลอยฟุ้งหนาแน่นไปรอบโกดัง ตอนนี้ยังมีเหงื่อที่เกาะเต็มหน้าเต็มตัวผมไปหมดเพราะความร้อนจากเปลวเพลิง ที่ตอนนี้ผมรู้สึกว่ามันเริ่มร้อนแรงขึ้น


“แค่ก…แอะ… วิค…ฮึก…วิคเตอร์!” ผมยังคงพยายามตะโกนเรียกชื่อของเขาต่อไป แม้จะไม่ได้ยินเสียงตอบรับอะไรกลับมา นอกจากเสียงไฟที่เผาไหม้ไม้ในโกดังชวนให้หวาดเสียว ผมไอจนรู้สึกทรมานลำคอ ทั้งเพราะควันไฟและเพราะอาการไอจากไข้หวัดของตัวเอง ตอนนี้รู้สึกแสบจี๊ดที่จมูกและลำคอ ผมเริ่มหายใจไม่สะดวก รู้สึกฝืดสากในลำคออย่างมาก


ผมปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มเงียบๆ เพราะควันไฟ สีหน้าผมตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก มันตระหนกไปหมด สติก็คอยจะหลุดๆ หายๆ  มองไปทางไหนก็เห็นแต่ควันไฟสีขาวผสมสีเทาขุ่น และเปลวไฟสีส้มสุดร้อนแรงที่ทำเอาผมรู้สึกเหมือนจะโดนย่างสด ฮือออ… ผมจะไม่กินหมูกระทะอีกแล้ว พวกเนื้อหมูมันคงทรมานแบบนี้สินะ


แกร่ก…แกร่ก…


เสียงไฟไหม้เศษไม้รอบๆ ตัว ทำให้ผมกวาดตามองไปทั่วด้วยความหวาดหวั่น แต่เท้าผมก็ยังคงก้าวต่อไปแม้ใจจะกลัวแค่ไหน แต่ตอนนี้ผมต้องหาวิคเตอร์ให้เจอก่อน ผมเดินสะเปะสะปะไปเรื่อย เพราะตอนนี้ทุกอย่างมันสุมเข้ามาที่ผมหมด ทั้งน้ำตาไหล อาการไอ อาการร้อนเนื้อหนัง และตอนนี้ควันไฟก็เริ่มหนากว่าเดิม


“วิคเตอร์…” ผมไม่ได้เรียกชื่อเขาเพราะอยากให้เขามาช่วย แต่ผมเรียกชื่อเขาเพราะอยากรู้ว่าเขาอยู่ไหน แต่เสียงเรียกที่เอ่ยออกไปตอนนี้มันช่างแผ่วเบาและแหบแห้ง ผมทิ้งตัวลงกับพื้นปูนที่ร้อนจัด จนสะดุ้งนิดๆ แต่ตอนนี้ผมไม่มีแรงไปต่อแล้ว ขวดน้ำกลิ้งออกจากใต้รักแร้ ถังดับเพลิงหล่นอยู่ข้างๆ ผมเอามือยันพื้นที่ร้อนจัดไว้แล้วนั่งไอน้ำตาไหลอาบแก้ม สติอันน้อยนิดที่พกพามาด้วยตอนแรกเริ่มเลือนรางจางหาย ผมคิดอะไรไม่ออกมันตื้อไปหมด


แสบจมูก…ฝาดลำคอ…น้ำตาไหลเพราะความแสบ…เนื้อร้อนราวกับกำลังจะถูกมอดไหม้ไปพร้อมกับกองไฟ


นี่ผมกำลังพาตัวเองมาตายใช่มั้ย


วินาทีที่เปลวไฟพุ่งเข้ามาใกล้ผมจนต้องยกมือบัง หน้าพ่อกับแม่ลอยเข้ามาในหัว ความกลัวเกาะกุมหัวใจแทนความกล้าที่พามาตอนแรก ผมร้องออกมาเพราะรู้สึกว่าแขนโดนไฟลวกเต็มๆ ก่อนจะขยับหนีตามสัญชาตญาณแม้จะแทบไม่มีแรง
ด้วยสติอันแทบจะหายไปจากสมอง ผมรีบถอดเสื้อยืดตัวเองออก แล้วยื่นมืออันสั่นเทาไปหยิบขวดน้ำ มาเทน้ำใส่เสื้อจนเปียกชุ่ม ก่อนจะเอามาปิดจมูกกันควันไฟไว้ อย่างน้อยมันก็ช่วยได้


พอได้ที่กำบังควันไฟ อาการไอก็เริ่มลดลง ผมกวาดตามองไปรอบๆ ตอนนี้มองไม่เห็นอะไรแล้ว ผมพยายามเงี่ยหูฟังถึงสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในนี้ และพอลองฟังดีๆ


ไม่มีใครหรอก นอกจากผม วิคเตอร์อาจจะออกไปแล้วก็ได้ แต่…


ผมจะแน่ใจได้ยังไง ถ้าเกิดเขานอนสลบอยู่ที่ไหนสักแห่งในโกดังล่ะ ผมหน้านิ่วคิ้วขมวด ทั้งร้อน ทั้งหงุดหงิดที่ตามหาเขาไม่เจอเสียที และตอนนี้ผมก็เริ่มจะไม่มีแรงฝืนเดินต่อไปแล้ว จากจุดที่ผมล้มลงเมื่อครู่ ผมขยับห่างออกมาได้อีกนิดเดียวเท่านั้น


โคร่ม!


เสียงกองไม้ใกล้ๆ ตัวที่ถูกเปลวไฟไหม้จนหล่นลงมากองกับพื้นกระจัดกระจายระเนระนาด ทำเอาผมหายใจสะดุดทันที ความหวาดกลัวเริ่มทวีคูน เมื่อผมมองไม่เห็นอะไรแล้วจริงๆ


นี่ผมกำลังเอาชีวิตมาทิ้งเปล่าประโยชน์ใช่รึเปล่า…


“Alien!!! (ต่างด้าว!!!)” เสียงร้องดังลั่นดังมาจากมุมใดมุมหนึ่งของโกดัง ผมตัวกระตุก ทั้งดีใจ ทั้งตื่นเต้น ที่ได้ยินเสียงมีชีวิตอย่างอื่นนอกจากผมบ้าง


“นายอยู่ไหน??!!” เสียงห้าวๆ อันคุ้นหูตะโกนถามอีกครั้ง มีแค่คนเดียวที่จะเรียกผมว่า ต่างด้าว ผมใจชื้นขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเสียงเขา นั่นแสดงว่าเขาปลอดภัย ผมดึงเสื้อยืดที่ชุ่มน้ำออกจากจมูก และพยายามลุกขึ้นยืน ก่อนจะรวบรวมกำลังเปล่งเสียงตอบออกไป


“ผม…ผมอยู่นี่!” แม้จะตอบออกไป แต่เท้าผมก็พยายามก้าวไปข้างหน้า แม้จะมองไม่เห็นทาง เพราะมีทั้งม่านควันไฟ ทั้งม่านน้ำตา บังสายตาไว้อยู่ ผมใช้เสื้อปิดจมูกไว้ และพยายามก้มตัวลงต่ำ ความปวดแสบปวดร้อนบนผิวเนื้อทำให้รู้สึกขาสั่น แขนสั่น
มันปวดแสบปวดร้อนเหลือเกิน…


ฟู่!!! ฟู่!!!


เสียงฉีดถังดับเพลิงดังขึ้นติดๆ กัน พร้อมกันนั้นควันสีขาวกลุ่มใหญ่ๆ จากถังดับเพลิงก็กลบควันไฟรอบๆ ตัวผมจนค่อยๆ จางหายไป ความร้อนของเปลวไฟค่อยๆ ลดลง แต่ผมก็ยังพยายามเดินต่อไป ยิ่งรู้ว่ามีคนเข้ามาช่วยแล้ว ความกลัวที่มีในตอนแรกเปลี่ยนเป็นแรงผลักดันว่าอย่าเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่เด็ดขาด


ผมก้าวต่อไป แม้ขาจะสั่นจนแทบหมดแรง น้ำตาไหลออกมา ทั้งจากควันไฟ ความกลัว และความดีใจที่ตัวเองจะไม่ถูกไฟครอกตายแล้ว วินาทีที่ผมกำลังจะล้มลง ก็มีอ้อมแขนของใครสักคนมารับร่างผมไว้


“อยู่นี่เอง!!” เสียงห้าวๆ ปนหอบดังขึ้น ผมเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของอ้อมแขนนั้น พลันน้ำตาก็ไหลออกมาอีกระลอก ทั้งโล่งใจที่เขายังอยู่ ทั้งดีใจที่เขามาช่วยชีวิตผมไว้ได้ทัน ผมโผเข้าหาเขาพร้อมน้ำตาและแรงสะอื้น



“ฮืออออ…ฮึก…ฮือออ…” ผมร้องไห้ออกมา ไม่รู้ว่าอารมณ์ไหนกันแน่ มันปั่นป่วนในหัวใจไปหมด ความกลัวยังเกาะกุมจนทำเอาผมใจสั่นพอๆ กับแขนและขา ผมซุกหน้าลงกับอกของวิคเตอร์ สะอึกสะอื้นตัวโยน อ้อมแขนแกร่งหนาของเขาโอบรัดร่างผมไว้แน่น เพราะตัวผมเองแทบจะยืนอยู่กับพื้นไม่อยู่


พอรู้ตัวอีกทีผมก็รู้สึกลอยได้เพราะวิคเตอร์อุ้มผมไว้แล้วพาเดินออกมาจากบริเวณที่ยืนอยู่ ผมเหลือบเห็นความวุ่นวายผ่านม่านน้ำตาที่ทีมงานห้าหกคนกำลังพ่นถังดับเพลิงใส่เปลวไฟจนมันเริ่มสงบลง ผมยังคงส่งเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น กำเสื้อยืดที่เปียกน้ำไว้ในมือแน่น อาการปวดแสบปวดร้อนแล่นไปทั่วร่าง แม้กระทั่งดวงตาและจมูก ที่แสบตุบๆ


ความรู้สึกเบลอๆ มึนๆ ยังคั่งค้างอยู่ในหัว ความกลัวยังเกาะกุมหัวใจเอาไว้ไม่ยอมปล่อย ยิ่งคิดถึงเปลวไฟ ควันโขมง ผมก็รู้สึกว่าร่างตัวเองสั่นหงึกๆ จนคนที่อุ้มผมอยู่รับรู้แล้วก้มลงมามองใบหน้าเปื้อนน้ำตาของผม น้ำตาผมไหลออกมาทั้งเพราะยังแสบตาจากควันไฟและความกลัว วิคเตอร์กระชับอ้อมแขนเขาแน่นขึ้นอีกนิด นั่นทำให้ผมเงยหน้าขึ้นไปมองเขา


ความอบอุ่นที่แล่นปราดไปทั่วร่างยามเขากระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้น ทำให้ผมลดอาการประหวั่นพรั่นพรึงในใจลงได้เยอะ แม้ไม่มีคำพูดปลอบประโลม แต่อ้อมกอดที่เขาอุ้มร่างเตี้ยๆ ของผมอยู่ตอนนี้มันทำให้ผมรับรู้ถึงความปลอดภัย ผมมองคางและกรอบหน้าของวิคเตอร์ที่มีไรหนวดประดับอยู่ด้วยความโล่งใจ ค่อยๆ ปลดปล่อยอาการหวาดๆ ออกไปจากใจ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังห้ามอาการสะอื้นเล็กๆ ไม่ได้


“โอยยย! พระเจ้า! เขาปลอดภัยแล้ว!” เสียงของคุณลุงเดวิดดังขึ้นด้วยความโล่งใจ พร้อมๆ กับเสียงปรบมือของทีมงานที่รอลุ้นอยู่ด้านนอก ผมหันตาแดงก่ำของตัวเองไปมอง ทั้งที่ยังส่งเสียงร้องไห้ฮึกๆ เงียบๆ บนอ้อมแขนของวิคเตอร์ที่กำลังช้อนตัวผมอยู่


“พาเขาไปนั่งก่อน” เดวิดเอ่ยปากบอกแล้วเดินนำวิคเตอร์เข้าไปในเต้นท์ที่อยู่บริเวณด้านหน้าโกดัง  เขาค่อยๆ วางร่างที่ยังสั่นระริกลงบนเก้าอี้ของคุณเดวิดที่เจ้าตัวยกมาวางไว้ให้นั่ง ก่อนจะเดินหลบฉากออกไป ทิ้งให้ผมอยู่กับวิคเตอร์ที่เลื่อนเก้าอี้มานั่งตรงข้าม ผมมองสภาพเขาที่มีรอยด่างๆ ดำๆ บนเสื้อ ส่วนใบหน้ามีรอยเปื้อนจางๆ เท่านั้น อีกฝ่ายกำลังจ้องมองผมด้วยสายตาเรียวคมมีเสน่ห์คู่นั้น


“เสียสติรึเปล่า ถึงได้วิ่งเข้าไป” เขาบอกพลางเอนหลังพิงพนักพร้อมยกมือกอดอก ผมกระพริบตาไล่น้ำตาก่อนจะตอบ


“ก็คุณอยู่ในนั้นนี่” ผมบอกเสียงอู้อี้ พลางสูดจมูกฟืดๆ ยกเสื้อยืดที่เปียกน้ำชุ่มขึ้นมาเช็ดจมูก วิคเตอร์ขมวดคิ้วก่อนจะเอื้อมมือมาดึงแขนซ้ายผมไปพลิกดู


“ไปโดนอะไรมา” เขาถามเมื่อเห็นแขนผมแดงเถือก พอถูกเขาทักอาการปวดแสบปวดร้อนที่แขนก็บังเกิดอีกรอบ และยังไม่ทันได้ตอบสายตาวิคเตอร์ก็เลื่อนไปดูที่ขาผมอีก


“แล้วที่ขานั่นอีก…” เขาทำหน้ามุ่ย ก่อนจะดึงมือทั้งสองข้างผมไปแบดู ทำให้ผมต้องปล่อยเสื้อยืดในมือไว้บนตัก ผมมือสั่นน้อยๆ ตอนที่เขาจับมือดูรอยแดงจากการที่เอามือทาบกับพื้นปูนซีเมนต์ร้อนๆ


“นายนี่มันดื้อจริงๆ วิ่งเข้าไปให้ตัวเองเจ็บตัวแท้ๆ” เขาบ่นเสียงหึ่ง เสียงห้วนตามนิสัย เหมือนพ่อบ่นลูก เขาปล่อยมือผม ก่อนจะเอื้อมมือมาจับๆ ที่ช่วงต้นแขน ลูบๆ รอยนิ้วมือสีช้ำ แล้วก็ต้องขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะละสายตามามองหน้าผม


“แล้วนี่รอยอะไร ไม่ใช่รอยพองจากไฟนี่” ผมกลืนน้ำลายลงที่ฝาดเฝื่อน ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองรอบๆ กองถ่าย เพื่อหาคนทำรอยนี้ แต่ก็ไม่พบแม้แต่ยอดเส้นผมของไอ้ชอนไชไส้หมานั่น วิคเตอร์มองตามสายตาผมงงๆ ก่อนจะวกกลับมามองหน้าผมอีกครั้ง


“ใครทำอะไร…” เขาเอ่ยถาม ผมเม้มปากเบาๆ ไม่แน่ใจว่าพูดไปแล้วเขาจะเชื่อมั้ย แต่พอเห็นแววตาที่มองมาอย่างต้องการคำตอบผมก็เลยเอ่ยปากบอกเสียงพร่า


“Sean… (ฌอณ…)” ผมบอกไปแค่นั้น คิดว่าเขาน่าจะเข้าใจ หมายถึงว่าเข้าใจว่าใครทำรอยนี้กับผม วิคเตอร์ชะงักไปนิดหน่อย ก่อนจะทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจ


“อย่าว่าแต่คุณงงเลย ผมเองก็งง ว่าผมไปทำอะไรให้เขา อยู่ๆ เขาก็เข้ามาหาเรื่อง” ผมบอกเสียงอ่อย และไออีกสามสี่ทีส่งท้าย วิคเตอร์ดึงมือออกจากต้นแขนผมแล้วกลับไปนั่งเอนหลังกับพนักเก้าอี้ มองผมอย่างพิจารณา ผมยกมือขึ้นกอดอกไว้ เริ่มรู้สึกตัวว่าตอนนี้ตัวเองเปลือยท่อนบนอยู่ วิคเตอร์เหมือนจะจับอาการเคอะเขินของผมได้ก็ยิ้มมุมปากขำๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน แล้วหมุนตัวเดินออกไปทางเต้นท์แต่งตัว ผมรีบยกเสื้อยืดขึ้นมาแล้วสวมเสื้อกลับลงไป เป็นจังหวะที่คุณเดวิดเดินกลับมาพร้อมของเต็มมือ


“นี่ น้ำเกลือ ล้างหน้า ล้างจมูกซะ ส่วนนี่เจลเย็น ใช้ทาตรงที่มันพองๆ แดงๆ ตามแขนขาของนาย” ผมยิ้มขอบคุณลุงซานต้าประจำกองถ่าย แล้ววางของเหล่านั้นไว้บนโต๊ะหน้าจอมอนิเตอร์ อย่างแรกคือล้างหน้ากับล้างจมูก แล้วต่อมาผมก็เปิดฝาเจลเย็นที่ไว้ใช้สำหรับทาเวลาเกิดอาการพุพองจากไฟ ผมเริ่มทาที่บริเวณน่องและต้นขาก่อน ตอนทางลงไปผมรู้สึกเย็นจัด แต่มันให้ความรู้สึกสบายตรงที่พองๆ และแดงๆ มาก


 “ถอดเสื้อออก” เสียงของวิคเตอร์ดังขึ้น จนผมต้องเงยหน้าจากน่องขึ้นไปมองเจ้าของเสียง ที่กำลังถือเสื้อเชิ้ตสีขาวของเขาที่ใส่มาเมื่อเช้าอยู่


“ถอดทำไมอ่ะ” ผมถามงงๆ


“เปลี่ยนเสื้อซะ ตัวนั้นเปียกแล้วไม่ใช่รึไง”


“ผมใส่ได้น่า” ผมบอกเสียงอู้อี้ วิคเตอร์ไม่พูดไม่จาอะไรอีก แต่เดินเข้ามาประชิดร่างผม แล้วจัดการดึงเสื้อออกจากตัวผมไปอย่างรวดเร็ว จนผมหน้าเหวอไม่ทันตั้งตัว เขาดึงเจลในมือผมออก แล้วหันไปฝากให้เดวิดถือไว้ ก่อนจะเดินอ้อมไปด้านหลังแล้วโน้มตัวลงมาใกล้จนแก้มผมสัมผัสกับหนวดสากๆ ของเขา ห้วงลมหายใจผมสะดุดเล็กน้อย ก่อนที่จะปล่อยให้เขาจับแขนผมยัดเข้าไปในแขนเสื้อทั้งสองข้าง แถมยังอยู่ในท่านั้นตอนติดกระดุมเสื้อให้ด้วย ผมนั่งตัวเกร็ง พร้อมกับอาการวูบวาบในอก


ผมนั่งนิ่งก้มหน้าเงียบๆ ไม่พูดอะไร ปล่อยให้วิคเตอร์ค่อยๆ ติดกระดุมในท่าทางประหลาดๆ ที่เหมือนกำลังโอบกอดผมจากด้านหลังอยู่ ใบหน้าเขายังจ้องอยู่ที่มือตัวเองที่กำลังติดกระดุมเสื้อให้ผม เขาจะรู้ตัวมั้ยว่าการติดกระดุมมันต้องติดข้างหน้านะ ท่าแบบนี้มันไม่ดี…


ไม่ดีต่อการเต้นของหัวใจผม


“เหมือนพ่อแต่งตัวให้ลูกเลยนะ” เดวิดเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ ผมเงยหน้าขึ้นไปมองเขาแล้วยิ้มเจื่อนๆ ก็เป็นจังหวะที่วิคเตอร์ดันใบหน้าเขาออกแล้วเดินอ้อมมานั่งตรงเก้าอี้ตัวเดิม


“เฮ้อ… โชคดีนะที่วิคเตอร์เข้าไปช่วยเธอไว้ได้ทัน ฉันร้องห้ามเธอ แต่เธอนี่วิ่งไวจริงๆ” ผมเงยหน้าขึ้นแล้วยิ้มเฝื่อนๆ ไปให้คนพูดที่กำลังยิ้มใจดีมาให้ เดวิดส่ายหัวน้อยๆ เหมือนยอมแพ้กับความไวของผม


“คิดว่าตัวเองเป็นสไปเดอร์แมนรึไง ถึงได้ใจกล้าเข้าไปเล่นกับไฟ” วิคเตอร์เอ่ยอย่างประชดประชัน ผมหันไปมองค้อนเล็กๆ ก่อนจะตอบเสียงประชดเช่นกัน


“เปล่า… เป็นสไปเดอร์เกิร์ล” เดวิดหัวเราะเอิ๊กอ๊าก ผิดกับวิคเตอร์ที่กำลังทำหน้าขรึม ผมเบะปากเล็กๆ ด้วยความงอน คนอุตส่าห์เป็นห่วง กลัวว่าจะตายในกองไฟ ยังมาทำเสียงและสีหน้าบูดๆ เบี้ยวๆ อีก


“แต่สุดท้ายแมงมุมสาวก็ต้องให้กัปตันอเมริกาไปช่วยไม่ใช่หรอ” เสียงเอ่ยแซวพร้อมรอยยิ้มของเดวิด ทำให้ผมหันไปมองแล้วยิ้มเจื่อนๆ หางตาเหลือบไปเห็นรอยยิ้มเยาะๆ มุมปากของพ่อพระเอก ผมเลยหันไปมองตาขวางแบบงอนๆ


“แถมแม่แมงมุมสาวคนเก่งยังร้องไห้ขี้มูกโป่ง กลายสภาพจากแมงมุมเป็นแมงเม่าบินเข้ากองไฟซะงั้น” วิคเตอร์ทับทมอีกระลอก ผมทำหน้าบูด แล้วกอดอกก่อนจะไอค่อกแค่กอีกหนึ่งยก


“แต่แมงเม่าตัวนี้ก็บินเข้ากองไฟทันทีที่รู้ว่านายอยู่ข้างในนะวิคเตอร์” ผมแบะปากมองหน้าคนที่ตัวเองพะว้าพะวงกลัวว่าจะโดนไฟครอกตาย อีกฝ่ายทำเพียงยักไหล่น้อยๆ พร้อมส่งรอยยิ้มกวนๆ มาให้


“แบบนี้ยิ่งตอกย้ำให้ผมรู้ว่าตัวเขาสติไม่ดีจริงๆ…” ประโยคนั้นทำเอาผมเคืองขึ้นมาทันที ชิ! นี่ผมโง่เองสินะ


“อ้าว… ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ” เดวิดหันไปมองวิคเตอร์อย่างไม่เข้าใจ ซึ่งเจ้าตัวก็ยิ้มมาดกวน หน้าตามึนๆ จนผมนึกหมั่นไส้


“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมสติไม่ดี เขาเองก็นิสัยไม่ดีแถมยังปากไม่ดีอีก” ผมหันยิ้มน้อยๆ ให้เดวิดที่ยิ้มเหวอๆ กับคำพูดนั้น ก่อนจะหันไปสบตากับคนปากไม่ดีที่กำลังยิ้มเบ้ปากราวกับไม่สะทกสะท้านกับคำพูดนั้น ผมเบะปากใส่อย่างนึกหมั่น เฮอะ!
คิดแล้วก็ทั้งเซ็ง ทั้งนอยด์ ผมเลยลุกขึ้นยืนจนชายเสื้อเชิ้ตคลุมกางเกงขาสั้นมิด ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าเหมือนผมใส่กระโปรงสีขาวอยู่ เดวิดส่งเสียงหัวเราะ


“เสื้อตัวใหญ่ หรือเธอตัวเล็กกันแน่เนี่ยแมท”  ผมยิ้มแหะๆ ก่อนจะพยายามดึงชายเสื้อขึ้นมาให้เห็นว่าตัวเองยังใส่กางเกงอยู่ เดวิดเห็นแบบนั้นก็ยิ่งขำ ผมได้แต่ยิ้มยิงฟันแหะๆ ไปกับเขา ก่อนจะหันไปหาวิคเตอร์ที่ทำหน้าเหมือนกลั้นยิ้มอยู่


“ผมขออนุญาตกลับบ้านก่อนได้มั้ย ผมขอกลับไปพักผ่อนหน่อยเถอะ” ผมส่งสายตาขอร้องเล็กๆ ไปให้วิคเตอร์ จะไม่ให้ไปก็ใจร้ายไปละมั้ง


“ไม่อนุญาต”


เออ… มันใจร้ายจริงๆ นั่นแหละ


“กลับพร้อมวิคเตอร์นั่นแหละแมท นี่ก็เลิกกองแล้ว” ผมทำหน้างงๆ


“ไม่ถ่ายต่อหรอครับ”


“โอ๊ย… สภาพนี้ ฝืนไปก็ไม่ได้อะไร เอาไว้กลับมาถ่ายใหม่ดีกว่า” ผมพยักหน้ารับรู้เบาๆ ก่อนจะยื่นมือไปรับเจลเย็นที่เดวิดยื่นกลับมาให้ แล้วยืนทาเจลที่แขนต่อ เดวิดขอตัวออกไปตรวจดูสภาพของโกดัง เลยเหลือผมกับวิคเตอร์สองคน ผมเหลือบไปมองเขาก็เห็นว่าเขากำลังนั่งมองผมยืนทาเจลอยู่ ผมมองเขาอย่างประหม่า กลอกตามองเขาแว้บไปแว้บมา


 “ไป…”


“วิคเตอร์!” เสียงวิคเตอร์ที่กำลังจะเปล่งออกมาหายไป หลังจากมองผมที่แอบสบตาเขาเป็นระยะ เมื่อถูกเสียงของยัยนาตาชาแทรกเข้ามา พร้อมกับที่เธอวิ่งเข้ามาด้วยท่าทีร้อนรน


“เธอเป็นยังไงบ้าง” ไม่ว่าเปล่า ยังจับๆ ลูบๆ แขนของวิคเตอร์ด้วย อีกฝ่ายยิ้มกริ่มด้วยความดีใจล่ะมั้งที่อีกฝ่ายเป็นห่วง


“ผมไม่เป็นไร”เขาตอบสีหน้าสบายๆ


“ฉันเป็นห่วงเธอแทบแย่!” เธอบอกเสียงตื่นๆ หน้าตาดูเป็นห่วงจริงๆ คนถูกห่วงยิ้มกว้างก่อนจะจับมืออีกฝ่ายมากุมไว้


“ขอบคุณมาก ที่เป็นห่วง” ผมมองสองคนนั้นที่แสดงวามรักผ่านทางสายตา นั่นไม่ใช่ประเด็น…


แค่แม่นี่บอกว่าเป็นห่วงแทบแย่ ก็ได้รับขอบคุณแล้วสินะ ผมยิ้มขื่นๆ กับความโง่เง่าของตัวเอง ที่นึกห่วงเขาจนต้องวิ่งเข้าไปตามหาอีกฝ่ายในโกดัง ผมเป็นห่วงเขา เพราะผมดูแลเขา กลัวว่าเขาจะเป็นอะไรไป กลัวว่าตัวเองจะทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอ มันเป็นความห่วงของคนที่รู้จักกัน แล้วรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังแย่ แต่เราสามารถช่วยเหลือเขาได้ เราก็อยากจะทำ เหมือนช่วยเหลือกันในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน


แต่มันคงเป็นน้ำใจอันไร้ค่าที่ผมมอบให้เขา


ทั้งที่คิดว่าไม่เป็นไร แต่พอเห็นแบบนี้ ก็นะ… อดรู้สึกแย่ไม่ได้เหมือนกัน


[มีต่อด้านล่าง]

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8
Re: ||Love, no boundaries. Part: You and I||::CHAPTER 7-10:: 20.06.58
«ตอบ #45 เมื่อ20-06-2015 11:23:28 »


ผมผ่อนลมหายใจออกทางจมูก กำลังนึกว่าตัวเองต้องการอะไรกันแน่ ผมอยากให้เขาซาบซึ้งรึเปล่า ผมอยากให้เขาประทับใจรึเปล่า บอกตรงๆ ว่าตอนที่วิ่งเข้าไปผมไม่ได้คิดแบบนั้นเลยแม้แต่นิด


ผมทำไปเพราะห่วงเขาจริงๆ ตอนนั้นคิดแค่ว่าถ้าเขาเป็นอะไรไป มันไม่ใช่เรื่องที่ดี ผมคงรู้สึกแย่ ผมดูแลเขา และผมก็คิดว่าการดูแลเขานั่นหมายถึงทุกๆ เรื่อง นั่นคือหน้าที่ที่ผมต้องทำ


คำว่า ‘ดูแล’ สำหรับผม มันคือการดูแลจริงๆ


ไม่ขอบคุณไม่ว่า แม้แค่นั้นแหละที่ต้องการ แต่ถ้าจะไม่ให้ก็ไม่บังคับ แต่แค่อย่าทำให้รู้สึกแย่กับสิ่งที่เราทำให้เลย
แต่จริงๆ วิคเตอร์ก็ไม่ผิดที่จะเอ่ยขอบคุณผู้หญิงคนนั้น แต่พอคิดว่าทีกับผมกลับด่าว่าสติไม่ดีที่วิ่งเข้าไปในโกดัง มันก็อดรู้สึกเฟลไม่ได้ เหมือนพ่อชมลูกคนโตว่าเรียนเก่ง ทั้งๆ ที่ลูกคนเล็กก็พยายามทำเต็มที่แล้ว แต่กลับไม่ได้รับคำชม


ผมเดินผ่านคู่รักชูชื่นที่กำลังนั่งคุยกันด้วยรอยยิ้ม และน้ำเสียงห่วงใย ปล่อยให้เขาซาบซึ้งกันต่อไป ที่ทำอยู่ตอนนี้ ผมบอกเลยว่าไม่ได้ประชด แต่ก็บอกตรงๆ ว่า… ผมน้อยใจ ตอนแรกไม่คิดอะไรจริงๆ แต่พอได้ยินเขาขอบคุณผู้หญิงคนนั้น มันก็อดน้อยใจไม่ได้


เฮ้อ… ผมก็แค่คนรับใช้ จะไปสู้อะไรกับว่าที่แฟนใหม่เขาได้ล่ะ รายนั้นน่ะแค่ยืนยิ้มสวยๆ เป็นกำลังใจให้ ก็แทบจะได้รับจูบตอบแล้ว นี่ล่ะน้า สถานะอันแตกต่างอย่างชัดเจน ทั้งสถานะทางเพศ และสถานะที่เป็นสำหรับวิคเตอร์


ผมเดินไอค่อกแค่กมาที่เต้นท์แต่งตัว แล้วจัดการเก็บของตัวเองให้เรียบร้อย พร้อมทั้งยัดเจลเย็นใส่ไปด้วย ไหนๆ ก็ไหนๆ ขอเลยละกันนะ ผมหันไปมองที่เต้นท์หน้าโกดัง สองคนนั้นยังคงนั่งคุยกันด้วยรอยยิ้ม


อาการใจเต้นที่เกิดขึ้นไปเมื่อสายๆ มันมะลายหายไปหมดแล้วล่ะ ที่มันเป็นแบบนั้น มันก็เป็นเพียงเพราะความใกล้ชิดกับผู้ชาย นานๆ ทีผมจะได้ใกล้ชิดกับผู้ชายขนาดนั้น ถึงผมจะชอบผู้ชาย แต่ผมไม่ค่อยได้คลุกคลีกับผู้ชายในลักษณะชวนหวั่นไหวแบบนั้นบ่อยนักหรอก พอเกิดขึ้นทีมันก็เลยเกิดอาการใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ ให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานเล่นๆ จะได้ไม่โดนหินปูนเกาะ
ผมยิ้มเยาะกับตัวเองน้อยๆ และละสายตาจากว่าที่คู่รักหวานชื่นนั้น แล้วตัดสินใจจะกลับบ้าน ถ้านั่งรอ ผมคิดว่าผมคงมีสภาพไม่ต่างจากศพคาเต้นท์ ผมหยิบกระเป๋าเป้ขึ้นมาและเดินออกจากเต้นท์ ทิ้งคู่รักคู่นั้นไว้เบื้องหลัง อยากสวีทก็เอาให้เต็มที่ แต่ให้ผมมานั่งรอในสภาพร่างกายแบบนี้ ผมไม่เอาด้วยหรอก ตอนนี้รู้สึกเหมือนไข้จะขึ้นด้วย รู้สึกเนืองๆ ชอบกล


ตอนที่จะเดินพ้นจากบริเวณกองถ่ายผมเจอกับไอ้ชอนไชไส้หมากำลังยืนคุยกับทีมงาน มันส่งสายตาเยาะๆ มาที่ผม ผมเลยมองตาขวางกลับ นั่นจึงทำให้มันทำหน้าเหี้ยมและพุ่งตรงมาที่ผม ในระหว่างนั้นผมรีบหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป่าเป้ออกมาไว้เพื่อป้องกันตัว


“แกมองหน้าฉันแบบนั้นหมายความว่าไงวะ” มันถามเสียงกดต่ำ แต่คุกคาม ผมจ้องตากลับ เอาสิ มารอบนี้สติผมดีกว่ารอบที่แล้วนะ


“แล้ว แก ล่ะ มองหน้าฉันแบบนั้นหมายความว่ายังไง” ผมถามเสียงห้วนด้วยความไม่พอใจกลับ และเน้นกระแทกคำว่า YOU ให้มันรู้ว่าผมไม่ได้สื่อจะเรียกมันว่า คุณ


พอผมพูดแบบนั้นมันก็ทำท่าจะเข้ามาเอาเรื่อง แต่ผมยกปากกาหัวแหลมที่เอาออกมาถือไว้ขึ้นมาขู่มันทันที นั่นทำให้อีกฝ่ายชะงักและมองปลายปากกาหัวแหลมที่จ่ออยู่ที่คอหอย


“รอบที่แล้วฉันตั้งตัวไม่ทัน แต่รอบนี้ฉันไม่ยอมหรอกนะ ฉันไม่รู้ว่าฉันไปทำอะไรให้แก แต่ถ้าไม่ชอบฉัน ก็อย่ามายุ่ง อย่ามาใกล้กัน ต่างคนต่างอยู่…” ผมมองตาวาววับอย่างเอาเรื่องกลับไป อีกฝ่ายยิ้มเยาะมุมปาก ผมเลยรีบพูดต่อ


“แกอาจจะคิดว่าฉันไม่มีปัญญาทำอะไรแก แต่อย่าลืมว่าฉันกับแก ต่างก็มีสมอง แกคิดทำร้ายฉันได้ ฉันก็ทำร้ายแกได้เหมือนกัน!” ผมจ่อปลายปากกาเข้าไปใกล้เนื้อที่คอมันมากขึ้น ไอ้ฌอณผงะออกไปเล็กน้อย แต่แววตามันยังเอาเรื่องอยู่ มันเดินถอยห่างออกจากผมไปแต่ไม่วายทิ้งสีหน้าเอาเรื่องไว้


ผมมองตามแผ่นหลังของมันที่เดินกลับเข้าไปด้านในของกองถ่าย ผมรู้ว่ามันไม่จบลงแค่นี้แน่ แต่ผมก็ต้องขู่ไว้ก่อน เรื่องอะไรจะให้มันมาขู่เอาๆ ฝ่ายเดียว ผมไม่ใช่เบี้ยล่างหรือขี้ข้ามันซะหน่อย เป็นขี้ข้าไอ้บ้าวิคเตอร์คนเดียวก็เหนื่อยจะลงหลุมแล้ว ผมพ่นลมหายใจแล้วหมุนตัวเดินออกจากกองถ่ายไปด้วยใจอันหนักอึ้ง


วันนี้เจ็บมาเยอะ โดนมาเยอะเหลือเกิน ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ขอกลับไปหลับข้ามวันหน่อยเถอะนะ



   




“แมท…”


เสียงเรียกเบาๆ ดังขึ้นใกล้ๆ หู พร้อมกับแรงสะกิดเบาๆ ที่หัวไหล่ ผมลืมตาอย่างงัวเงีย รู้สึกเปลือกตาหนักๆ แต่ก็เปิดเปลือกตาขึ้นมาจนได้ ค่อยๆ ปรับรับกับภาพในห้องนอนของตัวเอง แสงไฟจากด้านนอกลอดเข้ามาทางบานกระจกระเบียงที่ไม่ได้ปิดผ้าม่านไว้ ผมหันไปมองคนเรียกก็พบว่าเป็นบาสที่นั่งอยู่ขอบเตียง ผมงงๆ ที่เห็นเขา


“มีอะไรเหรอ” ผมถามมึนๆ ทั้งเพราะง่วงและฤทธิ์ยาแก้แพ้กับแก้ไข้ที่กินเข้าไปตอนกลับมาถึงบ้าน ดวงตาหรี่ปรือเหมือนคนอยากจะหลับต่อ


“มีคนมาหาแมทอ่ะ” บาสว่าแล้วส่งรอยยิ้มมาให้ ผมเลิกคิ้วขึ้นด้วยความงง มองคนมาตามตาปรือ


“ใครหรอ” ผมถามพลางหาวปากกว้างพร้อมส่งเสียง ฮ้าว! ดังๆ จนน้ำตาซึมที่ขอบตา บาสยักไหล่ก่อนตอบ


“เขาบอกเขาเป็นเจ้านายแมท” ผมชะงัก หาวที่สองที่กำลังจะอ้าปาก เกิดอาการค้างปากหวอ ก่อนจะค่อยๆ เบิกตาโตๆ แล้วเด้งตัวลุกขึ้นนั่งทันที


“เจ้านายหรอ?!” ผมถามเสียงหลงด้วยความตกใจ เจ้านาย รู้อยู่แล้วล่ะ ว่าเจ้านายที่ว่านั่นคือใคร แต่ที่ตกใจคือ เขาตามมาที่นี่เนี่ยนะ มาได้ไง?


“เออดิ เนี่ย… เขารออยู่ข้างล่าง กำลังนั่งคุยกับป้าเมอยู่” ผมพยักหัวหงึกๆ เอามือเกาหัวแกรกๆ ด้วยความงงนิดๆ ที่ยังคั่งค้างอยู่ในหัว ผมเขยิบตัวทำท่าจะลงจากเตียง บาสเลยลุกขึ้นยืนหลบให้


“บาสกลับมานานแล้วหรอ” ผมถามในจังหวะที่เหวี่ยงขาทั้งสองข้างลงจากเตียง ก่อนจะยืนขึ้นทั้งสภาพเสื้อเชิ้ตตัวโคร่งนั่น


“ก็นานแล้วเหมือนกัน” บาสตอบ ก่อนจะก้มลงมองที่ชายเสื้อเชิ้ตที่มันคลุมร่างผมเป็นกระโปรงอยู่ ผมมองตามสายตาอีกฝ่าย คงกำลังคิดอยู่สินะว่าผมเตี้ยหรือเสื้อตัวใหญ่


“แมท…” บาสละสายตาจากตรงนั้นขึ้นมามองหน้าผมที่เพิ่งเงยหน้าขึ้นกลับไปมองหน้าเขาด้วยแววตาและหน้าตาเหลอหลา อีกฝ่ายกำลังมองด้วยสายตามีแววล้อๆ ก่อนจะยิ้มพรายแล้วตอบ


“แม่งโคตรยั่งเลยว่ะ” แล้วบาสก็หัวเราะชอบอกชอบใจ ส่วนผมก็ได้แต่ทำหน้าเหวอเป็นอีเหวิ่ง ก่อนจะหัวเราะตามเขาเบาๆ อย่างเอ๋อๆ แต่พอตั้งสติได้ก็เลยรับมุขเขาซะเลย


“ยั่วแล้วอยากมั้ยคะพี่บาส” ผมแกล้งส่งสายตาปิ๊งๆ ไปให้ อีกฝ่ายยิ้มชอบใจ ก่อนจะเอามือมาจับแก้มผมแล้วดึงเบาๆ


“อยากสิจ๊ะ ถ้าน้องแมทให้ พี่บาสก็เอา” ผมแสร้งทำตาโต ปากจู๋ แล้วเอาไหล่กระแซะๆ อีกฝ่าย ก่อนจะผละตัวออกแล้วหัวเราะ แล้วเอ่ยชวนเขาลงไปข้างล่าง ก่อนที่จะได้เอากันขึ้นมาจริงๆ อ๊ะ! ไม่ใช่อย่างนั้นนะ ผมไม่ได้อยากเอาบาสนะ


เอ่อ… ยิ่งพูดยิ่งส่อความต้องการ


ตอนนี้บาสขี้เล่น พูดเก่ง ขึ้นเยอะมาก ผมว่าจริงๆ นี่คือนิสัยเขาแหละ เพียงแต่วันแรกที่เราเจอกัน มันไม่ใช่ช่วงเวลาที่จะมานั่งเปิดเผยนิสัยใส่กันอ่ะนะ เทียบกันระหว่างบาสกับเอิร์ท ผมว่าบาสมีเสน่ห์ก็ตรงนิสัยขี้เล่น ขี้หยอกเขานี่ล่ะ ส่วนเอิร์ท รายนั้นออกจะนิ่งไปหน่อย จริงๆ ไม่นิ่งมากหรอก แต่เวลาผมเจอ ชอบเห็นใบหน้าเขาคิดเยอะๆ ตลอดเลย แต่ล่าสุดที่จูบ… เอ่อ นั่นแหละ ผมว่าเอิร์ทก็เริ่มดูผ่อนคลายมากขึ้น


“อ้าว คุณเอมิลี่” ผมเอ่ยออกไปอย่างแปลกใจเมื่อเดินลงมาถึงข้างล่างแล้วพบกับคนที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้ว่าจะเจอ คุณเอมิลี่หันมายิ้มให้ผมอย่างเป็นมิตรเช่นเคย เธอกำลังนั่งพูดคุยกับป้าแมร์รี่ที่โซนนั่งเล่นของบ้าน


“ฉันมารับเธอ” หลังจากมองหน้าผมที่ทำสีหน้างงๆ เธอก็พูดขึ้น แต่นั่นทำให้ผมงงและสงสัยเข้าไปอีก


“รับไปไหนครับ”


“อย่าเพิ่งถามเลยนะ ไปกับฉันก่อนเถอะ” เธอยิ้มเรียบๆ มาให้ ผมยกมือเกาหัวยุ่งๆ ก่อนจะพยักหน้ารับ


“แต่นี่มันจะสี่ทุ่มแล้วนะครับ เขายังต้องไปทำงานอีกหรอ” บาสถามด้วยความสงสัย เอมิลี่มองบาสแล้วยิ้ม


“ไม่ได้พาไปทำงานหรอก” ทั้งบาสและผมเลิกคิ้วขึ้นมองหน้าคุณเอมิลี่ เธอก็ยังเอาแต่ยิ้มอย่างใจดีก่อนจะลุกขึ้นยืนเป็นสัญญาณว่าจะออกไปแล้ว


“เอ่อ… ขอผมไปเอากระเป๋าก่อนนะครับ” คุณเอมิลี่พยักหน้า ผมหมุนตัวแล้วรีบเดินขึ้นไปเอากระเป๋าเป้ที่อยู่บนห้อง

   





ผมนั่งอยู่บนรถกับคุณเอมิลี่ ตอนนี้รถของเธออยู่บนสะพานบรู๊คลินกำลังจะแล่นข้ามไปฝั่งแมนฮัทตัน หลังจากหยิบกระเป๋าเป้แล้วลงมาเราสองคนก็ออกมาจากบ้านเลย ผมได้ทันหันไปส่งยิ้มให้บาสและป้าแมร์รี่นิดหน่อย ก่อนจะเผอิญเจอกับเอิร์ทและเหล่าชะนีน้อยที่อยู่ร่วมบ้านด้วยกัน กลุ่มที่เคยกะลิ้มกะเหลี่ยเอิร์ทนั่นแหละ พวกนั้นเพิ่งกลับมากำลังเดินเข้ามาในบ้าน ผมมองหน้าเขาอย่างอิหลักอิเหลื่อ ส่วนอีกฝ่ายทำหน้ายิ้มๆ แต่ก่อนที่จะได้อ้าปากพูดอะไรกัน คุณเอมิลี่ก็รีบหันมาเร่งให้ผมได้แต่ส่งยิ้มบางๆ ไปให้เอิร์ทเท่านั้น


จากบ้านป้าแมร์รี่ ตอนนี้เราสองคนก็นั่งมาได้สักพัก คุณเอมิลี่ก็ยังไม่ได้บอกอะไรเพิ่มเติม


“เรากำลังจะไปไหนกันครับ” ผมตัดสินใจเอ่ยถามทำลายความเงียบที่ก่อตัวขึ้นมาครู่ใหญ่ๆ


“ไปบ้านวิคเตอร์” คราวนี้ผมมองหน้าคนพูดงงๆ เอมิลี่ยิ้มก่อนจะตอบ


“เขาโทรไปเล่าให้ฉันฟังเรื่องวันนี้แล้วล่ะ” เธอบอกแล้วยิ้มให้ผมอย่างอ่อนโยน “ขอบใจเธอมากนะ ที่เสี่ยงชีวิตเข้าไปช่วยเขา
ทั้งๆ ที่ก็เกือบเอาตัวเองไม่รอด”


“ผมทำไปเพราะผมมีหน้าที่ดูแลเขานี่ครับ” ผมตอบไปตามความจริง


“ฉันถึงรู้สึกดีใจที่ฉันคิดไม่ผิดที่ให้เธอมาทำงานนี้... “ เธอเว้นช่วงแล้วถอนหายใจเบาๆ “…ถ้าเป็นฉัน ฉันยังไม่แน่ใจเลยว่าจะกล้าเข้าไปในกองไฟรึเปล่า แต่เธอ… เข้าไปทั้งที่อาจจะตายก็ได้” ผมไม่รู้จะพูดอะไร ก็ได้แต่ยิ้มน้อยๆ


“ขอบใจเธอมากนะแมท” เอ่ยพร้อมรอยยิ้มอันจริงใจ สีหน้าของอีกฝ่ายที่แสดงออกมา ผมรับรู้ได้ว่าเธอขอบคุณตามที่บอกจริงๆ  ผมยิ้มตอบกลับไปพร้อมผงกหัวรับเบาๆ


“ผมรับคำสั่งมาแล้วนี่ครับ”


“และเธอก็ทำหน้าที่ได้ดีมาก ดีกว่าที่ฉันคิดไว้ซะอีก” เราสองคนยิ้มให้กัน ผมยกมือเกาแก้มแก้เขินกับคำชมที่ได้รับ


“แล้วทำไมผมจะต้องไปบ้านเขาอีกล่ะครับ เขามีอะไรอีกรึเปล่า” คราวนี้คุณเอมิลี่ถอนหายใจอย่างหนักเหมือนออกอาการเอือมๆ ไม่น้อย


“ไปถึงแล้วเธอสองคนก็เคลียร์กันเองเถอะนะ” ผมย่นคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ


“แล้วทำไมเขาไม่มารับผมเองล่ะครับ” คุณเอมิลี่ส่ายหัวน้อยๆ แต่ก็มีรอยยิ้ม เหมือนจะเป็นรอยยิ้มขำๆ


“รายนั้นก็โกรธที่เธอหนีกลับมาก่อนน่ะสิ” ผมทำหน้ามุ่ยทันที ก็ตัวเองมัวแต่นั่งจู๋จี๋อี๋อ๋อกับว่าที่แฟนไม่ใช่รึไงล่ะ ให้ผมนั่งรอจนกลายเป็นศพอืดหรอ คนที่ควรโกรธน่ะคือผมมากกว่า


“อย่าถือสาวิคเตอร์เลยนะ บางทีเขาอาจจะอารมณ์แปลกๆ ไปบ้าง” เอมิลี่เหมือนจะจับสีหน้าไม่พอใจของผมได้เลยพูดขึ้นมา


“ไม่ใช่แค่บางทีหรอกครับ ผมว่าเขาเป็นทุกที ทุกที่ด้วย” คนฟังหัวเราะน้อยๆ ก่อนจะว่าต่อ


“เธอต้องเข้าใจเขานะ สภาวะอารมณ์ของเขามันยังไม่ค่อยเข้าที่เข้าทาง เรื่องที่เกิดขึ้นกับเขา มันส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและอารมณ์ของเขามาก” ประโยคนั้นทำให้ผมนิ่ง มึนงง กับสิ่งที่ได้ยิน และก็รู้สึกสนใจ หรืออีกนัยผมว่าผมกำลังอยากเผือก


“หมายความว่ายังไงหรอครับ” คุณเอมิลี่ทำหน้าลำบากใจนิดหน่อย ก่อนจะตอบ


“วิคเตอร์เสียคนที่เขารักไปสามคนในเวลาไล่เลี่ยกัน…” ผมรู้สึกตึ้บๆ ที่ขมับแปลกๆ เกิดคำถามในใจว่าอะไร ยังไง? สามคนเลยหรอ? สูญเสียอะไรถึงสามคน อ้อ… ผมนึกขึ้นได้ หนึ่งในนั้นคือแม่เขา


“หนึ่งในสามคือแม่เขาใช่มั้ยครับ” เอมิลี่ยิ้มนิดๆ อย่างแปลกใจ


“เขาคงเล่าให้เธอฟังสินะ”


“เปล่าหรอกครับ ผมหลอกถามเขามากกว่า” คนขับรถหัวเราะน้อยๆ ก่อนจะว่าต่อ


“แต่ก็ถือว่าเขายังเล่าล่ะนะ ซึ่งจริงๆ วิคเตอร์ไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเลย แม้กระทั่งเวลาให้สัมภาษณ์ เขาเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจตลอดเวลา แต่จริงๆ ฉันไม่อยากให้เขาทำแบบนั้นหรอก เพราะฉันว่า ยิ่งเก็บ ยิ่งเจ็บ แล้วมันก็ทำร้ายจิตใจเขา…”


“แต่เขาก็ดูปกติดีนี่ครับ ผมหมายถึงว่าดูไม่รู้เลยว่าเขา เอ่อ… เสียใจ”


“เราอาจจะเห็นว่าคนๆ นึง ภายนอกดูปกติ แต่ใครจะรู้ล่ะว่าภายในเขาเป็นยังไง…” เธอหันมายิ้มน้อยๆ ให้กับผม แล้วเลิกคิ้วขึ้น


“…จริงมั้ย?” ผมเม้มปากเบาๆ แล้วละสายตาไปมองถนนที่กำลังพาเข้าสู่ตัวเมืองแมนฮัทตัน ที่ตอนนี้ไฟจากตึกต่างๆ ส่องแสงระยิบระยับเหมือนดวงดาว เกิดความเงียบขึ้นอีกชั่วขณะหนึ่งในระหว่างที่ผมกำลังนึกถึงใบหน้าเคร่งขรึม ดูทะมึน และดูโหดด้วยซ้ำในบางที


“ผมว่าเขาดูเหมือนคนเจ้าอารมณ์ แข็งกระด้าง ขี้รำคาญ ปิดกั้นตัวเอง แล้วก็… ชอบทำหน้าตาโหดๆ”  ผมบอกอย่างปั้นปึ่งเล็กๆ คุณเอมิลี่ยิ้ม ทำสีหน้าเหมือนกำลังนึกอะไรอยู่ ก่อนจะว่าต่อ


“ถ้าถามฉันนะ… ฉันว่านั่นอาจจะเป็นเกราะที่เขาสร้างขึ้นมาก็ได้ล่ะมั้ง…” ผมหันไปยิ้มอย่างงๆ ให้กับคนพูดประโยคนั้น


“…วิคเตอร์เป็นคนอ่อนโยนมากนะ ถ้าเธอได้รู้จัก นี่! อย่าเพิ่งทำหน้าแขยงแบบนั้นสิ” คุณเอมิลี่หัวเราะเสียงดัง เมื่อเห็นผมทำหน้าเหมือนเห็นของน่าเกลียดน่ากลัวตอนที่เธอพูดว่าวิคเตอร์เป็น คนอ่อนโยน


“ฉันพูดจริงๆ นะ ตอนที่ฉันรู้จักเขาแรกๆ วิคเตอร์ไม่ใช่แบบนี้หรอก คนล่ะคนเลยล่ะ แต่ก็ใช่ว่าจะต่างกันมาก เพียงแต่ไม่ได้หยาบกระด้าง หรือดูก้าวร้าวแบบที่เธอเจอทุกวันหรอก” คุณเอมิลี่เว้นช่วงเปิดไฟเลี้ยวเพื่อเลี้ยวไปตามเส้นทางที่จะมุ่งหน้าสู่เซ็นทรัลปาร์ค


“ผมว่าเหมือนเขาจะเป็นกับผมคนเดียวมากกว่า ผมเห็นกับคนอื่นเขาก็ดูปกติ แล้วก็ดูปกติสุดๆ กับนาตาชา” ผมกอดอกแล้วแบะปากอย่างนึกงอน คนฟังขำพรืด ก่อนจะว่า


“ฉันก็หวังว่านาตาชาจะได้รับรอยยิ้มจากเขาไปนานๆ นะ…” ผมขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังพูด


โอ๊ย! พอเป็นเรื่องราวของผู้ชายคนนี้ทีไร ทำไมมันถึงเข้าใจยากนัก


“เขาเป็นคนซับซ้อนหรอครับ” คุณเอมิลี่ไหวไหล่น้อยๆ ส่ายหัวเบาๆ เหมือนไม่รู้ว่าจะตอบยังไงดี ผมเลยได้นั่งเงียบๆ สายตาหันไปมองตึกสูงในเมืองแมนฮัทตัน


“คนที่สูญเสียคนที่ตัวเองรักมากที่สุดในชีวิตไปในเวลาใกล้ๆ กัน เธอคิดว่าจะมีสภาพเป็นยังไง” จู่ๆ หลังจากเงียบกันไป คุณเอมิลี่ก็เอ่ยถามคำถามนั้นขึ้นมา ผมนิ่งคิดสักพักก่อนจะตอบ


“คง… คงเคว้งคว้าง เหมือนอยู่คนเดียว…”


“วิคเตอร์ไม่ได้เสียแค่คนที่เขารัก แต่เขาเสียสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเขาไปด้วย เมื่อมันหายไปติดๆ กัน เขาก็เป็นอย่างที่เธอบอก เคว้งคว้าง สับสน เหมือนคนหลงทาง…” แล้วคำพูดประโยคหนึ่งที่คุณเอมิลี่เคยพูดกับผมไว้เมื่ออาทิตย์ก่อน ก็ดังก้องขึ้นมาในหัว
วิคเตอร์สูญเสียจนเกือบเสียคน


แบบนี้ใช่รึเปล่านะ?


 “ทุกวันนี้ เขาก็ยังปรับอารมณ์ตัวเองไม่ได้ หมายถึงว่า ปรับได้ แต่อาจไม่ดีนัก แต่ก็ถือว่าดีกว่าเมื่อสองสามปีก่อน ตอนนั้นถ้าเธอมาเจอเขาล่ะก็ เธอจะรู้สึกเหมือนอยู่กับซอมบี้ มีร่างกาย แต่วิญญาณหลุดลอยไปไหนก็ไม่รู้”


“แต่เขาก็ยังมีพ่อ และก็ เอ่อ… แม่เลี้ยงไม่ใช่หรอครับ” คุณเอมิลี่หันมาเลิกคิ้วเหมือนจะประหลาดใจ แต่ก็ไม่ถามว่าผมรู้ได้ยังไง


“เรื่องนั้นฉันก็ไม่รู้หรอก สิ่งที่ฉันบอกเธอ ก็เป็นสิ่งที่เขาต้องการ จะพูดมากกว่า พูดเพื่อให้ทุกคนหยุดถาม ฉันไม่รู้อะไรไปมากกว่านี้ แม้กระทั่งว่าเขาสูญเสียใครไปยังไง ฉันรู้แต่ว่าเขาสูญเสีย…” คุณเอมิลี่ถอนหายใจเบาๆ แล้วพูดต่อ


“…สภาพเขาในตอนนั้น มันแย่มากๆ เลยล่ะ” ผมรู้สึกใจกระตุกวูบ นึกสภาพย่ำแย่ของผู้ชายคนนั้นไม่ออก แต่สีหน้าและแววตาของคุณเอมิลี่ก็น่าจะบอกได้ดีว่ามันคงแย่มากจริงๆ


 “แล้วเพื่อนฝูงเขาล่ะครับ เขาต้องมีเพื่อนฝูงที่คอยอยู่เป็นกำลังใจบ้างสิ”


“มีสิ เธอเห็นเขาแบบนั้น แต่เขาก็มีเพื่อนนะ เพียงแต่… เธอนึกออกมั้ย กำลังใจจากเพื่อน ไม่เหมือนกำลังใจจากคนที่เรารักหรอก แล้วเมื่อคนที่คอยอยู่ให้กำลังใจเรามาตลอด มาจากเราไป เธอจะเอาจากที่ไหนอีกล่ะ” ผมนั่งนิ่ง ข้อมูลที่ได้รู้มาแล่นไปแล่นมาในหัว นึกถึงตัวเองที่ยังมีพ่อกับแม่อยู่ครบ แล้วก็ใจแป้ว ผมไม่ค่อยจะมีความสัมพันธ์ที่ดีเท่าไหร่กับพ่อกับแม่ แต่อย่างน้อยผมก็ยังมีพวกเขาคอยเป็นกำลังใจสำคัญในชีวิตอยู่


“ที่ฉันเล่าให้เธอฟัง ไม่ได้ต้องการให้เธอไปสงสารเขา แค่อยากจะให้เธอเข้าใจว่าบางทีที่เขาดูเหมือนคนขึ้นๆ ลงๆ เพราะสภาวะจิตใจเขาค่อนข้างแปรปรวนง่าย เหมือนหินผาที่เคยมั่นคง แต่วันนึงโดนระเบิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนมันเริ่มกร่อน และแตกเป็นชิ้นเล็กๆ แต่ก็ยังพยายามทำตัวให้เข้มแข็งไว้เสมอ มันเลยทำให้บางทีเขาดูเข้าถึงยาก…” รถของคุณเอมิลี่จอดตรงหน้าบ้านวิคเตอร์ในบรรยากาศกลางคืนที่เงียบสงัด แสงไฟจากทาวน์เฮ้าส์สีขาวแต่ล่ะหลังส่องแสงวิบวับ


“มันเหมือนคนสองขั้วในคนๆ เดียวกัน ฉันว่าบางทีเขาเองก็ยังรับมือกับตัวเองไม่ไหว” คุณเอมิลี่หันมาเอ่ยต่อตอนที่ดับเครื่องยนต์


“ผมว่าเขาเหมือนคนมีกำแพงกั้นตัวเองจากคนภายนอกเลย” ผมพูดตามที่ตัวเองรู้สึกบ้าง คุณเอมิลี่ทำหน้าคิดเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าเบาๆ


“พูดแบบนั้นก็ไม่ผิดหรอก คงเพราะเกราะที่เขาพยายามสร้างขึ้นมาเพื่อดูแลตัวเองในยามที่ไม่มีใครล่ะมั้ง เลยทำให้ดูมีกำแพงกั้นตัวเขากับคนภายนอกไว้”ผมทำหน้านิ่วน้อยๆ ก่อนจะว่าเสียงขุ่นๆ


“ช่างเป็นคนที่แปลกประหลาด…” คุณเอมิลี่ยิ้มบางๆ ก่อนจะถอนหายใจหนักๆ


“แมท… บางทีเราไม่ได้เป็นเขา เราก็ไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เขาเจอมันหนักหนาสำหรับเขาแค่ไหน…” ผมกระพริบตามองอีกฝ่าย คำพูดนั้นทำให้ผมสะกิดใจตัวเอง


จริงสิ… คนเราชอบตัดสินปัญหาคนอื่นด้วยความคิดตัวเราเอง บางทีเรามองว่ามันเล็กน้อย แต่สำหรับคนที่เขาเจอปัญหานั้นๆ มันอาจจะหนักหนาสาหัสสำหรับเขาก็ได้ สำหรับผมอาจจะมองว่าสิ่งที่วิคเตอร์เจอมันดูเบา ไม่หนักเท่าไหร่ คนอื่นมีปัญหาหนักกว่าเขาตั้งเยอะ


แต่ใครจะไปรู้… การสูญเสียคนที่เขารักไปถึงสามคน ในเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งผมก็ไม่รู้หรอกมันไล่เลี่ยกันขนาดไหน มันอาจจะกระทบกระเทือนจิตใจเขาอย่างมหันต์ เพราะเมื่อคนที่เรารักที่สุดจากไป ใครบ้างล่ะจะไม่ทุกข์ใจ แค่คนเดียวยังว่าแย่แล้ว ทำใจตั้งนาน แต่นี่จากไปตั้งสามคน คงไม่แปลกถ้าเขาจะเสียใจนานจนปรับอารมณ์ตัวเองได้ยาก


ผมว่าตอนนี้เหมือนวิคเตอร์กำลังจมอยู่กับอดีต กับความเสียใจ เขายังไม่ปล่อยวาง มันเลยทำให้เขาเหมือนอยู่ในด้านมืดของชีวิต


“คุยกันดีๆ ล่ะ นี่ฉันยังแปลกใจ ว่าไปรับลูกน้องมาเคลียร์กับเจ้านาย หรือไปรับแฟนสาวมาเคลียร์กับแฟนหนุ่มกันแน่” คุณเอมิลี่ว่าติดตลกพร้อมเสียงหัวเราะ ผมอ้าปากพะงาบๆ และกระพริบตาปริบๆ กับประโยคนั้น


“ฉันล้อเล่น เข้าไปหาเขาเถอะ” ผมยิ้มเจื่อนๆ แล้วพยักหน้านิดหน่อย ก่อนจะเปิดประตูลงจากรถ ตอนปิดประตูผมก้มลงไปโบกมือลาคุณเอมิลี่ที่โบกมือตอบกลับมาพร้อมรอยยิ้ม ก่อนที่เธอจะสตาร์ทรถแล้วขับรถออกไป ผมหันไปมองประตูไม้สีน้ำตาลแก่ ก่อนจะถอนหายใจแล้วเดินขึ้นบันไดไป หยิบกุญแจออกมาไขแล้วเปิดเข้าไปในบ้านก่อนจะปิดประตูตามหลัง ผมกวาดตามองไปรอบๆ ในห้องครัวเปิดไฟจากโคมไฟรูปร่างเหมือนฝาชีที่ห้อยอยู่กลางห้อง


ที่ห้องนั่งเล่นมืดสนิท แต่มีไฟจากบันไดที่นำขึ้นไปชั้นสองส่องสว่างนำทางอยู่บ้าง ผมเดินไปอย่างเก้ๆ กังๆ พยายามมองหาเจ้าของบ้าน แต่ดูท่าจะไม่อยู่


ผมเลยตัดสินใจเดินไปเปิดประตูบ้านอีกครั้ง แล้วออกมานั่งรอเขาที่บันไดหน้าบ้าน ที่ๆ ผมเคยนั่งหลับนั่นแหละ ไม่กล้าเสี่ยงนั่งรอในบ้าน เดี๋ยวลงมาจะมาด่าผมอีกว่าวุ่นวาย กับผู้ชายคนนี้ เดานิสัย เดาอารมณ์ยากจนทำให้นึกระแวงไปหมด
ผมนั่งจับๆ ดมๆ ดอกกุหลาบที่แทบจะเกี่ยวพันราวเหล็กบันไดทั้งสองฝั่งของบันไดหน้าบ้าน แล้วก็เกิดไอเดียว่า ทิ้งไว้ก็เสียเปล่า เลยคิดจะตัดไปใส่แจกัญให้เขาแล้วตั้งโชว์ไว้ในบ้านเขา


ผมนั่งมองๆ ดอกกุหลาบสีแดงสดทั้งสองฝั่ง ดูๆ ว่าดอกไหนน่าเอาไปปักแจกันบ้าง แล้วก็พบว่ามันสวยแทบทุกดอก แบบนี้ก็ตัดไปใส่ให้เกือบหมดเลยแล้วกัน แต่เอ๊ะ! ผมว่ามันจะกลายเป็นว่าผมจุ้นจ้านน่ะสิ ไม่เอาดีกว่า หยุดความคิดนั้นไว้ เดี๋ยวจะโดนด่าฟรีๆ อีก


กริ๊ก~


เสียงเปิดประตูที่ด้านหลังทำให้ผมเอี้ยวตัวไปมอง ประตูเปิดกว้างขึ้น แล้วเจ้าของบ้านที่อยู่ในชุดเสื้อยืดเนื้อนิ่มสีขาวและกางเกงขายาวสีเทาเนื้อนุ่ม พร้อมนอน กำลังยืนมองหน้าผมอยู่ ผมขยับตัวไม่แน่ใจว่าต้องลุกขึ้นยืนรับเสด็จเขามั้ย แต่สักพักเขาก็เดินออกมาข้างนอกแล้วปิดประตูตามหลัง ก่อนจะเดินมานั่งลงข้างๆ ผม


[มีต่อด้านล่าง]

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8
Re: ||Love, no boundaries. Part: You and I||::CHAPTER 7-10:: 20.06.58
«ตอบ #46 เมื่อ20-06-2015 11:27:03 »


ผมมองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรีบหลบสายตาเมื่อเขาหันมามอง ผมทำเป็นมองถนน ต้นไม้ริมถนน และแสงไฟจากเสาไฟไปเรื่อย มองรถหรูๆ มากมายที่จอดอยู่หน้าทาวน์เฮ้าส์แต่ล่ะหลัง แสงไฟสีเหลืองอมส้มจากสองข้างบานประตูบ้านสาดส่องมาที่ร่างของเราสองคน เสียงรถราวิ่งแว่วได้ยินมาจากที่ไกลๆ คงจะเป็นแถวๆ เซ็นทรัลปาร์คล่ะมั้ง


“นายหนีกลับก่อนทำไม” เขาเอ่ยถามเสียงห้วน แฝงความไม่พอใจเอาไว้ ผมเม้มปากเบาๆ ก่อนจะหันไปมองเขาที่กำลังมองผมอยู่ด้วยใบหน้าขึงตึง


“แล้วคุณกลับกี่โมงล่ะครับ” ผมเอ่ยถามกลับบ้าง อีกฝ่ายชะงักไปนิดหนึ่ง นั่นทำให้ผมรู้ว่ากว่าเขาจะกลับนั่นคืออีกนาน  ผมยิ้มเอือมๆ ก่อนจะว่าต่อ


“ถ้าผมรอคุณ จากที่ผมได้นอนพักผ่อนสบายๆ บนเตียง ผมคงต้องนอนหลังขดหลังแข็งบนเก้าอี้ที่เต้นท์กองถ่าย คุณคิดว่าผมจะเลือกอะไรล่ะครับ” ผมบอกแล้วยิ้มบางเฉียบ แต่แววตาแฝงความประชดไว้เต็มที่


“แต่ฉันก็บอกแล้วไงว่าไม่อนุญาตให้นายกลับก่อน” แหนะ… ยังจะมีหน้ามาทวงคำสั่งของตัวเอง ผมทำเสียงจิ๊ที่ปาก มองพ่อหน้าหล่อเข้มแต่แววตาละมุนที่กำลังมองกลับมาเหมือนไม่พอใจ


“คุณจะให้ผมอยู่ทำอะไรครับ รอคุณนั่งคุยกับแฟนคุณงั้นหรอ ทั้งๆ ที่คุณก็เห็นสภาพผมแล้ว” ผมอดใจสั่นไม่ได้ เมื่อนึกถึงช่วงเวลานั้น คนอะไรจะใจร้ายได้ขนาดนี้ สภาพอืดพองไปทั้งแขนทั้งขายังจะให้มานั่งรออีก


“เขายังไม่ใช่แฟนฉัน” อีกฝ่ายตอบกลับมาเรียบๆ ผมก็ตอบกลับไปเรียบๆ เหมือนกัน


“แต่เดี๋ยวก็เป็น” ผมเบือนหน้าหนีเขา มองไปยังทาวน์เฮ้าส์ฝั่งตรงข้ามที่กำลังมีผู้หญิงและผู้ชายเดินจับมือและส่งยิ้มให้กันผ่านไป อีกไม่นานคนข้างๆ ผมก็คงอยู่ในโมเม้นต์นั้นกับยัยนาตาชาหน้าเหลี่ยมนั่น


“ผมก็รู้อยู่แล้วล่ะ ว่าคุณเป็นคนใจดำ แต่การที่จะให้ผมมานั่งรอคุณสวีตหวานกับแฟน ทั้งที่ผมกำลังแย่… แบบนั้น… มันก็เกินไปหน่อยมั้ยครับ” ผมว่าทั้งๆ ที่ยังมองข้างหน้าต่อไป ไม่ได้หันไปมองเขา ลมเย็นๆ พัดผ่านผิวจนต้องเอามือลูบแขนที่โดนไฟลวกเบาๆ


“ปากนายนี่มันประชดประชันเก่งจริงๆ นะ” เสียงฮึ่มๆ จากลำคอเหมือนจะขุ่นเคืองกับคำจิกกัดของผมดังขึ้น ผมเหลือบตาไปมองแวบเดียวเท่านั้น แล้วก็หันกลับไปมองด้านหน้าต่อ


“คุณเรียกผมมา มีอะไรครับ ผมบอกตรงๆ ว่าผมอยากพักผ่อน ถ้าเรียกมาเพื่อทะเลาะ ผมขอเป็นพรุ่งนี้ได้มั้ย” ผมบอกเสียงเอื่อย หน้าตาเบื่อนิดๆ นี่เรียกมาทำอะไร เรียกมาโดนด่า โดนว่าอีกตามเคย


“ถ้าผมขัดคำสั่งคุณ ผมขอโทษก็แล้วกัน…” รู้ตัวอีกทีว่าขอบตาร้อนผ่าวก็ตอนที่หันไปมองหน้าคนข้างๆ ที่กำลังมองมานิ่งๆ


“…ถ้ามันร้ายแรงมาก คุณไล่ผมออกก็ได้นะ ผมยอมแพ้คุณแล้วก็ได้ ถ้าเรื่องที่ผมหนีกลับก่อนมันทำให้คุณโกรธ ไม่พอใจมาก ผมยอมก็ได้” ภาพตรงหน้าพร่าเบลอเมื่อน้ำตาเอ่อล้นขึ้นมา ผมกลอกตามองขึ้นข้างบน พยายามประคับประครองไม่ให้มันหยดแหมะออกมา อีกฝ่ายนิ่งเงียบไม่พูดอะไร ผมตัดสินใจลุกขึ้นยืนแล้วบอกเสียงสั่นๆ โดยไม่หันไปมองหน้าเขา


“ถ้าคุณไม่ว่าอะไร ผมขอกลับบ้านไปพักผ่อนนะครับ พรุ่งนี้ผมจะรีบมาแต่เช้า” ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา ผมเลยถือว่าเขาอนุญาตแล้ว เลยก้าวเดินลงบันไดบ้านเขาไป


แต่พอเดินไปได้แค่ก้าวสองก้าวแขนขวาผมก็ถูกดึงไว้ พร้อมแรงบีบที่ข้อมือเบาๆ ผมหันไปมองทั้งที่ยังรู้สึกว่าตาแดง จากการกลั้นน้ำตา คนจับมือผมไว้มองเหมือนไม่รู้สึกรู้สา แต่แววตาที่มองมาก็ดูอ่อนลง


“เข้าไปในบ้าน” ผมไม่ตอบอะไร ไม่มีแรงจะโต้ตอบ เลยเดินตามแรงที่คนตัวโตจูงผมเดินขึ้นบันไดแล้วเดินผ่านประตูบ้านที่เขาเปิดเมื่อกี้นี้ ผมกลับเข้ามายืนในบ้านเขาอีกครั้ง เจ้าของบ้านปิดประตูตามหลัง ก่อนจะจูงผมเดินไปที่บันได แล้วพาผมเดินขึ้นไปยังชั้นสอง ผมมองคนที่เดินนำผมอยู่ด้วยความไม่เข้าใจ ก่อนจะงงเข้าไปอีกเมื่อเขากำลังเปิดประตูห้องนอนของตัวเอง


“คะ…คุณเรย์มอนด์” ผมเอ่ยตะกุกตะกัก สมองไม่ได้คิดอะไรไม่ดีหรอก แต่กำลังแปลกใจว่าคนที่ชอบความเป็นส่วนตัว และหวงห้องนอนอย่างเขา ทำไมถึงพาผมมาที่นี่


“อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าซะ” เขาบอกหลังจากปิดประตูตามหลัง ผมเดินเข้ามาอยู่ในห้องนอนเขาที่ตอนแรกผมมองว่ามันคือสไตล์วินเทจ แต่จริงๆ สไตล์นี้เขาเรียกว่าสไตล์อเมริกันคันทรี่จะเหมาะกว่า แต่ห้องก็ผสมความโมเดิร์นอย่าลงตัว แสงไฟสีส้มนวลๆ ชวนให้ห้องดูอบอุ่นน่านอนอย่างมาก ผมมองเจ้าของห้องอย่างไม่มั่นใจ


“ผมไม่มีเสื้อผ้าเปลี่ยน”


“เข้าไปอาบเถอะน่า” เขาบอกออกจะติดรำคาญเล็กน้อย ผมย่นคิ้วน้อยๆ


“คุณไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้ก็ได้นะ ผมกลับไปอาบ…”


“ขอร้องล่ะ จะไม่เถียง ไม่ต่อปากต่อคำ กับฉันสักครั้งได้มั้ย” เขาบอกอย่างจนใจ หน้าตาดูอ่อนอกอ่อนใจเหลือเกิน ผมกระพริบตาปริบๆ มองเขา ก่อนจะพยักหน้า แล้วถอดกระเป๋าเป้ออก ก่อนจะมองหาที่วาง แต่เจ้าของห้องนอนคว้าไปถือไว้


“ผ้าเช็ดตัวอยู่ในห้องน้ำ มีแปรงสีฟันอันใหม่อยู่ที่ลิ้นชักอ่างล้างหน้า จัดการตัวเองให้เรียบร้อย” ผมกลืนน้ำลายลงคอ แล้วพยักหน้ารับคำสั่งเขา ก่อนจะหมุนตัวเดินไปทางห้องน้ำ และแน่ล่ะ เขาก็ยังไม่ทิ้งลายคนชอบบงการอยู่ดี


“สิบนาทีนะ!” ผมอดกลอกตาไม่ได้ ก่อนจะรีบก้าวเท้าเดินเร็วๆ เข้าไปในห้องน้ำ


ผมถอดเสื้อผ้าออก พลางสำรวจห้องน้ำ มีอ่างอาบน้ำทรงกลมอยู่บนแท่นยกสูงที่มีบันไดสองขั้นสำหรับเดินขึ้นไป ห้องสำหรับอาบน้ำขนาดใหญ่ มีกระจกใสๆ แต่ดูแข็งแรงกั้นแยกส่วนเอาไว้ อ่างล่างหน้าก็กว้างใหญ่มาก แบบว่าเอาคนสี่คนมายืนแปรงฟันด้วยกันได้ โซนชักโครกอยู่ใกล้ๆ กับห้องอาบน้ำ แต่ก็แบ่งกั้นฉากด้วยกำแพงอิฐสูงมิดหัวผม แต่ถ้าเป็นวิคเตอร์คงอยู่ระดับอกเขา
จริงๆ ผมก็เข้ามาบ่อยนะ แต่มักจะเข้ามาเตรียมของต่างๆ ไว้ให้คุณชายแกมากกว่า วันนี้มีบุญได้ใช้อย่างไม่น่าเชื่อ ผมตรงเข้าห้องอาบน้ำ แล้วจัดการล้างหน้า สระผม ก่อนจะเลือกครีมอาบน้ำกลิ่นน้ำนมที่ใกล้เคียงกับกลิ่นที่ผมใช้ที่สุดมาชโลมทั่วตัวแล้วถูจนเกิดฟอง


ยามที่ฟองน้ำถูตัวแล่นผ่านบริเวณผิวพองแดง ผมสะดุ้งตัวโยน เพราะรู้สึกแสบและเจ็บ แต่ไม่มีเวลามายืนอ้อยอิ่งนานมากนัก เดี๋ยวเกินสิบนาทีแล้วอาจมีระเบิดลงได้ ผมรีบล้างครีมอาบน้ำที่เป็นฟองทั่วตัวออก ก่อนจะหยิบผ้าขนหนูมาซับๆ หน้า เช็ดผม และเช็ดตัว ผมยังไม่ได้แปรงฟันเลยเดินไปที่อ่างล้างหน้าแล้วหยิบแปรงสีฟันอันใหม่จากลิ้นชักใต้อ่างล่างหน้ามาหนึ่งอัน ก่อนจะใช้มันทำหน้าที่ขจัดสิ่งสกปรกในช่องปาก เมื่อใช้เสร็จ ผมก็เสียบแปรงสีฟันไว้ในแก้วข้างๆ แปรงสีฟันอีกอันของวิคเตอร์


ปังๆ!!!


“นี่มันสิบสองนาทีแล้วนะ เสร็จรึยัง!” เสียงทุบประตูตามมาด้วยเสียงตะโกนถามจนผมสะดุ้งเฮือก ก่อนจะรีบหันรีหันขวาง คว้าผ้าคลุมอาบน้ำขึ้นมาใส่ แล้วเอาผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่คล้องคอไว้ ก่อนจะเดินไปเปิดประตู ก็พบกับคนหน้ามุ่ย


“เอ้านี่ เสื้อผ้า เปลี่ยนซะ” เขายื่นเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวใหญ่และตัวใหม่มาให้ พร้อมกับส่งกางเกงบ็อกเซอร์สีเทามาให้ด้วย ผมรับไว้โดยไม่พูดอะไร ก่อนจะถูกจับที่ต้นไหล่ เขาคงไม่ได้ตั้งใจจะบีบแรงแต่มันดันสะเทือนรอยที่โดนไอ้ฌอณบีบ


“โอ๊ย!” ผมร้องออกมาเป็นภาษาไทย วิคเตอร์ชะงัก แม้จะฟังไม่ออก แต่คงเดาจากสีหน้าผมได้ว่าเจ็บ เขาคลายแรงบีบลง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นจับเบาๆ แล้วพาเดินไปที่โซฟาสีแดงตัวยาวและกว้างขวางที่อยู่ปลายเตียง


“ใส่เสื้อผ้าซะ” ผมหน้าเหวอ


“หา!” ผมร้องเสียงหลง เมื่อเขายืนจ้อง แล้วยักคิ้วเป็นเชิงย้ำคำสั่งเมื่อกี้


“เปลี่ยนตรงนี้เลยหรอ?!”


“ตรงนี้และตอนนี้!” เขาบอกเสียงหนักแน่น ผมเบิกตากว้าง คิ้วขมวดเข้าหากัน เหมือนอีกฝ่ายจะรู้ว่าผมคิดอะไรอยู่เลยถอนหายใจหนักๆ ก่อนจะหมุนตัวหนีไปอีกทาง


“นี่นายเป็นผู้ชายที่ชอบผู้ชาย หรือเป็นผู้หญิงกันแน่เนี่ย” เขาว่าน้ำเสียงหงุดหงิด หน้าตาก็คงหงุดหงิดไม่ต่างจากเสียงล่ะมั้งนั่น


“จริงๆ อยากเป็นอย่างหลังมากกว่า” ผมว่าอย่างติดตลกแล้วยิ้มกริ่ม


“ยังจะเล่นอีก เร็วๆ!” ผมสะดุ้ง หุบยิ้มทันที ก่อนจะรีบถอดเสื้อคลุมแล้วจัดการใส่เสื้อกับกางเกงที่เขาให้มา เห็นแล้วก็ต้องตาปรือกับตัวเอง แบบนี้ไม่ต้องใส่บ็อกเซอร์ก็ได้มั้ง คลุมขนาดนี้


“เสร็จแล้วครับ” ผมบอกเมื่อจัดการตัวเองเรียบร้อย อีกฝ่ายหันมาแล้วชะงักไปนิดหนึ่ง แต่อย่าได้คิดว่าเขาชะงักเพราะมันดูยั่วหรือดูน่ารักอะไรทำนองนั้นนะ เพราะคำพูดที่ตามมานั่น…


“ฉันว่าฉันหาเสื้อให้นายใส่นะ ทำไมกลายเป็นกระโปรง”


มันช่างน่าเอาผ้าขนหนูฟาดหัวจริงๆ


ผมหน้างอนิดๆ อีกฝ่ายยิ้มมุมปาก ก่อนจะชี้ไปที่โซฟาปลายเตียงเป็นการบอกให้ผมนั่งลง ผมก็เดินไปนั่งแต่โดยดี วิคเตอร์เดินไปหยิบอะไรบางอย่างจากโต๊ะที่เขาชอบนั่งทานข้าว ก่อนจะกลับมานั่งข้างๆ เขาหยิบผ้าขนหนูกับผ้าคลุมกองไว้ที่พื้น


“เฮ้ย… กองไว้ที่พื้นทำไม มันสกปรก”


“ไม่เห็นเป็นไร เดี๋ยวนายก็ต้องซักอยู่แล้ว” โอ๊ะ… โอ่…


ผมทำหน้ายู่ วิคเตอร์ไม่พูดอะไรต่อ แต่จับให้ผมหันไปนั่งตรงๆ ต่อหน้าเขา ก่อนที่เขาจะจับแขนซ้ายผมไป พับแขนเสื้อไปกองไว้ที่ข้อศอก เขามองแผลแดงๆ ที่โดนไฟลวกก่อนจะหยิบหลอดยาอะไรสักอย่างขึ้นมา บิดเปิดฝาก่อนจะบีบลงบนแขนผม
ผมมองการกระทำนั้นอย่างเอ๋อๆ เขาใช้มือทาครีมเย็นๆ ที่บีบทิ้งไว้บนแขนผมอย่างเบามือ ทาวนๆ สลับกับออกแรงนวดเบาๆ หน้าผมร้อนวูบวาบเมื่อเริ่มรู้สึกได้ว่าห้องมันเงียบขนาดไหน มีเพียงลมหายใจของเราสองคน และเราสองคนก็นั่งใกล้กันเหลือเกิน


“ไหนพลิกขาที่มันพองมาซิ” เขาบอกเสียงทุ้ม ผมสะดุดจากภวังค์เล็กๆ ของตัวเอง ก่อนจะกระเถิบห่างออกจากเขานิดหน่อย เอามือสองข้างยันพื้นโซฟาเนื้อนุ่มไว้ ขาซ้ายนั่งขัดสมาธิ ยื่นขาขวาออกไปเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ปลายเท้าโดนอีกฝ่ายในท่างอขานิดๆ ก่อนจะพลิกขาด้านนอกให้เขาเห็นรอยแดง ที่น่องด้านนอก


“มีที่ต้นขาอีกรึเปล่า” ผมพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะดึงชายเสื้อเชิ้ตขึ้น พร้อมกับเลิกบ็อกเซอร์ขึ้นไปอีกนิด วิคเตอร์ส่งสายตามองรอยแดงๆ พองๆ ผมเม้มปาก ใบหน้าร้อนวาบ ก็ท่าที่นั่งอยู่ตอนนี้มันก็ใช่ย่อยนะ


ยืดขาแต่งอเข่าไว้นิดหน่อย แล้วเอียงเล็กน้อย มือยันพื้นโซฟา อกแอ่นนิดๆ นี่ถ้าเป็นผู้หญิง วิคเตอร์คงกระโจนเข้าใส่ไปแล้ว
วิคเตอร์ส่งฝ่ามือใหญ่ของเขามาลูบๆ ที่รอยแดงตรงต้นขาของผม เล่นเอาผมแทบหายใจไม่เป็นจังหวะ มือเขาลูบเบาๆ แต่ส่งผลต่อขนที่ต้นคอผมมาก มันลุกชันด้วยความหวิว ใบหน้าก็ร้อนจัดจนคิดว่ายาแก้ไข้ที่กินไปมันไม่ได้ผลรึเปล่า ผมเลยได้แต่ก้มหน้างุด ไม่กล้าสบตาอีกฝ่าย เขาถอนมือที่ลูบๆ อยู่ออกไป นั่นทำให้ผมถึงกับผ่อนลมหายใจออกช้าๆ แล้วเงยหน้าขึ้นตามปกติ แล้วก็ได้เห็นว่าอีกฝ่ายที่กำลังจะเอาครีมในมือมาทาให้ผม ชะงักไป



ผมได้แต่กระพริบตามองคนตัวใหญ่กว่าตัวเองที่กำลังจ้องมองผมเหมือนกำลังงงอะไรในตัวผมสักอย่าง มือที่กำลังจะเอาครีมมาทาค้างกลางอากาศ คิ้วเข้มแต่ไม่หนาจนเกินไปย่นเข้าหากันเล็กน้อย ใบหน้าเรียวสวยที่ช่วงคางไม่แหลมจนเกินไป  กำลังขบแน่นจนเห็นลายเส้นสันกรามด้านข้าง เขาเม้มปาก ใบหน้าอันมีเนื้อหนังหน้าที่ดีนั่นกำลังครุ่นคิดอะไรสักอย่าง ผมตาโตขึ้นนิดๆ แล้วกลอกตาไปซ้ายขวา เหมือนมองหาอะไรก็ได้ที่จะมาทำลายบรรยากาศเงียบๆ แสงไฟสีส้มนวลๆ แบบนี้


ไม่ดี แบบนี้ไม่ดีเลยจริงๆ ใจเต้นจนปวดผนังอกไปหมดแล้ว


และเหมือนอีกฝ่ายจะได้สติ เขาสั่นหัวนิดหน่อย ก่อนจะยื่นมือมาป้ายครีมตรงต้นขา แต่คราวนี้มันดูรีบๆ ลวกๆ ก่อนจะผละไปที่น่องที่มีรอยแดงอีกที่


“นายคิดว่าฉันจะเอาตัวไม่รอดขนาดนั้นเลยหรอ ถึงได้คิดสั้นวิ่งเข้าไปในโกดัง” ผมงงนิดหน่อยเมื่อจู่ๆ เขาก็พูดขึ้นมา เพราะมัวแต่กำลังอึนกับบรรยากาศรอบตัว พอคลำสติเจอก็เลยตอบกลับไป


“เปล่าครับ ตอนนั้น… ผมกลัวแค่ว่าคุณจะเป็นอันตราย ผมเลยวิ่งเข้าไป” คนฟังถอนหายใจหนักๆ ก่อนจะบีบครีมเพิ่มแล้วทาลงไปที่รอยแดงๆ รอบๆ น่อง


“นายเห็นฉันเป็นคนไม่มีสมองรึไง นายคิดจริงๆ หรอว่าฉันจะอยู่ให้ไฟไหม้ตัวเองตาย”


“ก็… ก็… เผื่อคุณพลาด” วิคเตอร์ลูบน่องผมเบาๆ อย่างอ่อนโยน


ฮือออ… อย่าสิ ขนลุกไปทั้งตัวแล้ว


“ฉันถึงว่านายสติไม่ดีไง คนอะไรวิ่งเข้าไปหาไฟ”


“ก็คนที่เป็นห่วงคุณไง…” ผมบอกอย่างซื่อๆ อีกฝ่ายชะงักไป ก่อนจะละมือออกจากน่องขาผม แล้วเงยหน้าขึ้นมาสบตาแป๋วของผมที่กำลังมองเขาแบบไม่ปิดบัง


“ผมเป็นห่วงคุณ ตอนนั้นผมคิดแค่นี้จริงๆ ไม่ได้จะทำตัวเป็นฮีโร่หรืออะไร แต่ผมเห็นคุณยังไม่ออกมา ผมก็ใจไม่ดี ผมกลัวคุณสลบอยู่ที่ไหนสักแห่งของโกดังแล้วไม่มีใครรู้ ไม่มีใครไปช่วย” ผมชักขาตัวเองกลับแล้วเหวี่ยงเท้าลงไปที่พื้นทั้งสองข้าง กลับมานั่งห้อยขาจากโซฟาในท่าปกติ


“แต่สิ่งที่นายไม่รู้ ก็คือ โกดังมันมีทางออกข้างหลัง พอไฟมาข้างหน้า นายคิดว่าฉันจะวิ่งฝ่าเปลวไฟกลับออกไปรึไง” ผมอ้าปากหวอ หันไปมองคนพูดที่กำลังทำสีหน้าเหนื่อยหน่าย


สรุป… ตูโง่สินะ


“ก็… ใครจะไปรู้…” ผมบอกเสียงอู้อี้ขึ้นจมูก แล้วทำปากยื่นเหมือนเป็ด อีกฝ่ายถอนหายใจอีกรอบ ก่อนจะเอื้อมมือเขามาดึงมือของผมทั้งสองข้างไป แล้วบีบครีมเย็นๆ นั่นลงฝ่ามือทั้งสองข้าง ก่อนจะนวดอย่างเบามือ ความอุ่นแล่นจากฝ่ามือขึ้นมาตามแขนและส่งผลให้ใบหน้าร้อนวูบวาบ


ขนแขนแสตนด์อัพ แสตนด์อัพ~ สแตนด์อัพ~  สตนด์อัพ~  ใกล้เธอทีไรล่ะขนแขนแสตนนนนด์อัพพพ~~


เมื่อกี้ตอนลูบที่ต้นขากับน่อง เล่นเอาขนที่ต้นคอลุกชันจนกลายเป็นหนังเป็ด ตอนนี้ลูบมือด้วยความละมุนละไม มันทำให้ใจเต้นทุ้มๆ เหมือนเมื่อเช้า แถมยังทำเอาขนแขนลุกพรึบ ผมนั่งก้มหน้าก้มตาไม่พูดไม่จา ไม่กล้าเงยหน้าคนที่กำลังจับมือผมบีบเบาๆ


“Matt… (แมท…)” ผมชะงักก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายด้วยดวงตาที่เบิกกว้างแล้วมองเขาอย่างงงๆ


เขาเรียกชื่อผม นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเรียกชื่อผม ไม่ใช่ชื่อประหลาดๆ ที่เขาตั้งขึ้นมาเพื่อด่าผมเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา


“Y…yes… (คะ… ครับ…)” ผมตอบตะกุกตะกัก ลมหายใจเริ่มสูดเข้าสูดออกไม่เป็นปกติ รับรู้ถึงอาการใจเต้นที่มันกระแทกผนังอกซ้ายจนรู้สึกตึบๆ


วิคเตอร์จับมือผมไว้ทั้งที่ยังนวดและบีบเบาๆ สายตาที่เขามองมาดูไม่แข็งกระด้าง ใบหน้านั้นดูอ่อนโยน ไม่เคร่งครัด เคร่งขรึมหรือทำหน้าโหดแบบที่ชอบทำ


“Thank you. (ขอบคุณนะ)” สำเนียงบริทิชที่ผมชอบ ครั้งนี้ดูจะเพราะขึ้นเป็นล้านเท่า เสียงทุ้มนุ่มนั้นเอ่ยออกมาอย่างน่าฟัง แม้จะไม่มีรอยยิ้มใดๆ ส่งมา แต่แค่แววตาและใบหน้าอันอ่อนโยนแบบที่ผมไม่เคยได้รับนั้น…


ก็เพียงพอแล้ว… แค่นี้ก็ดีใจแล้ว…


ผมยิ้มกว้างตอบกลับไปด้วยความดีใจ แววตาต้องเป็นประกายไปแล้วแน่ๆ นี่มันครั้งแรก ครั้งแรกจริงๆ ที่เขาเรียกชื่อผม ครั้งแรกที่เขาเอ่ยชื่อผมออกมาจากกลีบปากสีแดงหม่นๆ ของเขา


“Not at all. (ไม่เป็นไรครับ)” ผมตอบกลับไป ลืมความน้อยใจ ความเสียใจใดๆ ก่อนหน้านี้ที่มีทั้งหมด แค่นี้มันก็ทำให้ผมอุ่นหัวใจมากแล้วจริงๆ


วิคเตอร์ปล่อยมือผมลงช้าๆ พร้อมกับยักคิ้วขวามาให้หนึ่งที ก่อนจะส่งรอยยิ้มที่มุมปากมาให้เล็กน้อย ผมเอามือมาวางไว้บนตักโดยหงายหลังมือวางไว้เพราะหน้ามือเพิ่งทาครีมเย็นแก้อาการพุพองของเขามา


“เดี๋ยวจะหาว่าฉันใจดำอีก” ผมหัวเราะน้อยๆ ก่อนจะยิ้มกว้างแล้วแอบชำเลืองมองเขา อีกฝ่ายส่งยาในฝ่ามือมาให้สองเม็ด


“อ้าปาก…” ผมอ้าปากตามที่เขาสั่งอย่างว่าง่าย ตอนนี้ถ้าเอายาพิษให้ผมกินผมก็คงตายแบบโง่ๆ นี่ล่ะ แต่คิดว่ายาที่เขาให้กินน่าจะเป็นยาแก้ไข้ แก้หวัด และลดน้ำมูกมากกว่า ผมอมยาเข้าไป ก่อนจะรับน้ำในแก้วที่วิคเตอร์ส่งมาให้เนื่องด้วยมือผมยังไม่สะดวกหยิบจับอะไรเอง วิคเตอร์ดึงแก้วน้ำออกจากปากแล้ววางไว้บนพนักโซฟา


“ขอบคุณครับ…” ผมเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม แต่อีกฝ่ายไม่ได้ยิ้มตอบกลับมาหรอก แต่อย่างน้อยก็ไม่ทำหน้าดุ หน้าโหดล่ะนะ


“…เอ่อ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอกลับก่อน…”


“นอนที่นี่แหละ” ผมมองเขาตาโตทันที แค่ที่ทำให้นี่ก็ใจดีละนะ นี่ยังจะให้นอนที่นี่อีกเหรอ ชั่วโมงนี้มาแปลกวุ้ย


“มันดึกแล้ว ฉันขี้เกียจขับรถไปส่ง แล้วนายก็อยู่ในชุดนอน คงไม่คิดจะขึ้นรถไฟกลับสภาพนี้หรอกนะ” เขาบอกเมื่อเห็นผมทำหน้าตา อ้ำๆ อึ้งๆ ไม่ให้อึ้งได้ไงล่ะ นี่มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้ อิมพอสสิเบิ้ลมากๆ


“ทำไม? แปลกขนาดนั้นเลยรึไง เรียก เวิร์ด เรคคอร์ด มาบันทึกไว้เลยมั้ยล่ะ” เขายิ้มมุมปากอย่างขบขัน ก่อนจะลุกขึ้นยืน หยิบของออกจากโซฟาไปวางที่โต๊ะใกล้หน้าต่างกับระเบียง ผมมองตามร่างสูงโปร่งหน้าของอีกฝ่าย แล้วถามอย่างไม่ค่อยแน่ใจ


“คุณแน่ใจหรอครับ ว่าผมนอนได้” อีกฝ่ายหันมาหลังจากวางของเสร็จ ใบหน้านิ่งไปหน่อยก่อนจะตอบ


“ฉันพูดแบบไหนก็แบบนั้นล่ะ…” แล้วใบหน้าเขาก็กลับมาเครียดตามเดิมอีกแล้ว “…แต่นายนอนโซฟาข้างล่างได้มั้ย” เขาบอกอย่างอึดอัดใจ ผมมองเขาตาปริบๆ ก่อนจะพยักหน้าหงึกๆ


“ได้ครับ ไม่มีปัญหา” ผมบอกอย่างจริงใจ อีกฝ่ายดูจะเครียดอยู่ไม่น้อย ทำให้ผมนึกถึงคำพูดคุณเอมิลี่
เขาคงไม่ชินล่ะมั้ง กำแพงที่เขามีในใจ มันคงกำลังทำหน้าที่กั้นคนอื่นออกจากตัวเองอยู่


“โทษที ฉันชินกับความเป็นส่วนตัวมากกว่า…” เขาบอกสีหน้าขรึม น้ำเสียงอ่อนลงแบบคนเศร้า แต่ผมก็งงๆ นะ ทำเหมือนไม่เคยมีใครมานอนด้วยงั้นแหละ ชะนีพวกนั้นไง โหนเสาเตียงสี่เสาจนหักไปหลายรอบแล้วมั้ง แต่ก็นะ นั่นชะนี นี่เก้ง
แต่ผมก็ไม่กล้าถามหรอก บรรยากาศกำลังดี เรื่องอะไรจะทำลายล่ะ


“หรือนายจะไปนอนที่ห้องของไมเคิลกับฟอกซ์มั้ยล่ะ อยู่ห้องถัดไปนี่เอง”


โอเค… ถึงผมไม่ทำลาย ไอ้บ้านี่ก็ทำลายอยู่ดี


หมดมู้ด หมดฟีลดีๆ หมด ผมทำหน้าเบ้ อีกฝ่ายหัวเราะในลำคอ ผมลุกขึ้นยืนเตรียมตัวจะออกจากห้องนอน แต่ก็เดินไปเอาเสื้อผ้าในห้องน้ำออกมา ก่อนจะจะกลับมาหยิบกระเป๋าเป้


“หมอน ผ้าห่ม นายหยิบจากห้องซักรีดได้เลย” ผมยิ้มนิดๆ แล้วพยักหน้าหลายที ก่อนจะพาร่างตัวเองออกจากห้องนอนอันกว้างขวางของเจ้าของบ้าน เพื่อลงไปยังที่นอนของตัวเอง


คิดอีกที… ผมคงไม่ได้หูเพี้ยนใช่มั้ย? ไม่ใช่ว่าผมฟังเพลงมากไปจนแก้วหูอักเสบหรอกนะ…


อืมมม… แต่ดูท่าทางจะไม่เพี้ยน เพราะรอยยิ้มที่ปากผมมันตอบคำถามนั้นได้ดีเชียวล่ะ


[อ่านตอนต่อไปที่ด้านล่างได้เลยค่ะ]

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8
Re: ||Love, no boundaries. Part: You and I||::CHAPTER 7-10:: 20.06.58
«ตอบ #47 เมื่อ20-06-2015 11:34:35 »

CHAPTER 9 :: Would you like to eat banana for breakfast?




ผมรู้สึกว่าแสงแดดอ่อนๆ สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างกระจกบานใหญ่ในห้องนั่งเล่นของบ้านที่เมื่อคืนไม่ได้ปิดม่านบังเอาไว้ แต่ด้วยความเหนื่อยเมื่อยล้าที่ดูท่าจะสะสมทำให้ผมยังคงนอนงัวเงียอยู่บนโซฟาสีขาวตัวใหญ่ยักษ์ ที่แทบจะเป็นเตียงได้ เครื่องปรับอากาศยังคงส่งลมเย็นสบายในอุณหภูมิที่พอเหมาะไปรอบห้อง นั่นยิ่งทำให้น่านอนต่อเหลือเกิน


แผลบๆ


เสียงอะไรสักอย่างและความรู้สึกแฉะชื้นที่ข้อเท้า ทำให้ผมย่นคิ้วหน่อยๆ ก่อนจะชักเท้าหนีด้วยความรำคาญ ก่อนจะค่อยๆ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อบนใบหน้าที่ย่นไปเมื่อกี้ เสียงและความชื้นเงียบหายไปสักพัก ก่อนที่เสียงอื่นจะตามมา


โฮ่ง!!!


ผมแอบสะดุ้งเล็กๆ แต่ก็ยังไม่ได้เปิดเปลือกตาอันหนักอึ้งของตัวเองขึ้นมามอง เสียงเหมือนหมาเห่า แล้วสติที่เลือนรางก็รับรู้ว่าหมาที่จะเห่าในบ้านหลังนี้ได้ก็แค่ตัวเดียวเท่านั้น


โฮ่ง!! โฮ่ง!!


เหมียว~  เหมียว ~


คราวนี้ไม่ได้มาแค่เสียงหมาแต่มาพร้อมเสียงแมว และมันก็ผสมปนเปกันไปหมด ผมเลยถอนหายใจหนักๆ ก่อนจะเปิดเปลือกตาขึ้นมามองเพดานของห้องที่มีไฟชานนาเรียขนาดกลางห้อยต่องแต่งอยู่ แต่ตั้งแต่ผมเข้าออกบ้านนี้ ยังไม่เคยเห็นมันถูกเปิดใช้เลยสักครั้ง มีแต่ใช้ไฟที่ติดรอบๆ ผนังห้องมากกว่า


โฮ่ง!! เหมียว~ โฮ่ง!! เหมียว~ เฮี้ยววว~


เสียงเจ้าสองพี่น้องตีกันมั่ว  จนผมได้ยินว่ามันผสมปนเปกันไปหมด ผมยกหลังมือมาขยี้ตาทั้งสองข้างแล้วอ้าปากหาวกว้างอีกรอบ ก่อนจะหันหน้าไปมองเจ้าสองตัวทั้งที่ยังนอนอยู่


“What’s up, bro!? (ว่าไงไอ้น้อง)” ไมเคิลหูลู่ลง หน้าตาดูดีใจที่ผมตื่นแล้ว หางพวงๆ ของมันก็สะบัดไปมาด้วยความตื่นเต้น จนผมอดยกยิ้มขำไม่ได้ ผมดันตัวเองลุกขึ้นนั่ง เจ้าฟอกซ์เลยกระโดดขึ้นมานั่งบนตักผมแล้วเอาหัวมาดุนๆ ที่มือ ผมยิ้มแล้วยกมือลูบหัวมันเบาๆ


โฮ่ง!!


เจ้าไมเคิลส่งเสียงอีกครั้งทำให้ผมหันไปมอง มันโบกหากสะบัดไปมาจนตูดสั่น ผมยิ้ม ก่อนจะมองไปทางบันไดที่พาไปสู่ชั้นสอง มองสำรวจไปรอบๆ บ้านเพื่อหาวี่แววของเจ้าของเจ้าสองตัวนี้


“เจ้านายแกยังไม่ตื่นหรือว่าไง” ผมถามแล้วมองหน้าไมเคิลที่เอียงคอมองหน้าผมเหมือนงงๆ มันส่งเสียงหงิงๆ ในลำคอ ผมอุ้มเจ้าฟอกซ์ตัวอ้วนลงไปวางบนพื้นห้องก่อนจะเลื่อนตัวเองออกจากผ้านวมสีขาว เดินออกจากห้องนั่งเล่นของบ้านไปทางห้องครัวโดยมีเจ้าสองตัวนั้นเดินตามมา


ผมหยิบอาหารของเจ้าสองตัวนี้ออกมาแล้วจัดการเทใส่ถ้วยอาหารของทั้งสองตัว เจาฟอกซ์จัดการอาหารของมันทันทีที่ผมเลื่อนถาดอาหารให้ แต่เจ้าไมเคิลกลับแหงนหน้ามองหน้าผม ไม่ก้มกินอาหาร


“มีอะไรรึเปล่าไมเคิล” ผมถามด้วยสีหน้างงๆ ปกติมันก็ต้องพุ่งตัวเข้ากินแล้วสิ แต่นี่มันยังนั่งมองหน้าผมราวกับจะบอกอะไร


“ทำไมไม่กินล่ะ” ผมเลื่อนถ้วยใส่อาหารของมันไปใกล้ขึ้น แต่มันกลับเดินถอยหลังแบบอุ้ยอ้าย จนผมย่นคิ้วด้วยความแปลกใจ เจ้าโกลเด้นตัวใหญ่หมุนตัวเดินเตาะแตะออกไปจากห้องครัว ผมมองตามอย่างงงๆ แล้วสักพักมันก็วกกลับมา แล้วเอียงคอมองหน้าผม ก่อนจะส่งเสียง


โฮ่ง!!


ผมเลิกคิ้วมองเจ้าหมาขนสีทองน้ำตาลที่มองกลับมาราวกับจะบอกอะไรสักอย่าง มันหมุนตัวเดินออกไปอีกรอบ ผมยกมือเกาหัวตัวเองด้วยความไม่เข้าใจ


อะไรของมันวะ แล้วนี่ผมกำลังพยายามสื่อสารกับหมาอยู่เนี่ยนะ จะเข้าใจกันได้มั้ย


ขณะที่ผมกำลังใช้ความคิด เจ้าไมเคิลก็ย้อนกลับมาอีกรอบ มามองหน้าผมพร้อมโบกหางไปมา ตอนนั้นผมเริ่มรับรู้ว่าเหมือนมันต้องการให้เดินตามมันไป ผมเลยวางกล่องอาหารของไมเคิลไว้บนโต๊ะหินอ่อนตัวใหญ่ในห้องครัว แล้วเดินตามเจ้าหมาอารมณ์ดีที่ออกแรงวิ่งอย่างกระตือรือร้นราวกับดีใจที่ผมเข้าใจมันเสียที  ผมเดินตาไมเคิลที่วิ่งขึ้นบันไดบ้านไป


พอขึ้นมาชั้นสอง ผมก็เห็นเจ้าไมเคิลนั่งอยู่หน้าประตูห้องนอนของเจ้านายมัน ผมเดินตามไปหยุดอยู่ข้างๆ มันที่กำลังนั่งลิ้นห้อย แล้วแหงนหน้าเอียงคอมามองผม


“เจ้านายแกหลับอยู่ อย่าไปรบกวนเขาเลย” ผมบอกเมื่อเห็นหน้าตา ท่าทางและสายตาของมันที่เหมือนพยายามจะบอกให้ผมทำอะไร มันส่งเสียงเห่าใส่ประตูห้องนอน ผมเลยหันไปมองรอบๆ ชั้นสองที่เป็นชั้นห้องนอนของวิคเตอร์ และมีห้องอีกสามสี่ห้องที่ผมไม่เคยมีโอกาสได้สำรวจ ก่อนที่สายตาจะไปป๊ะกับนาฬิกาติดผนังทรงกลมสีขาวขนากใหญ่ที่หน้าปัดบอกเวลาเป็นแบบดิจิตอล


7.40


ผมขมวดคิ้ว สำหรับวิคเตอร์เวลานี้น่าจะสายแล้ว เพราะดูท่าทางเขาจะเป็นคนตื่นเช้า ก็ดูได้จากที่ชอบโทรมาจิกผมตั้งแต่หกโมงเช้าบ้าง เจ็ดโมงเช้าบ้าง ผมหันกลับไปมองเจ้าไมเคิลที่นั่งอยู่ที่เดิมและยังคงมองหน้าผมราวกับจะบอกว่าเปิดประตูให้มันไปปลุกเจ้านายของมันหน่อย


“แกเข้าไปคนเดียวนะ ฉันไม่ได้รับอนุญาต” ผมบอกเจ้าหมาขนนิ่มเสียงเบา มันโบกหางเหมือนรับรู้ ผมเลยจับลูกบิดของประตูก่อนจะผลักเปิดกว้างเพื่อเปิดทางให้ไมเคิลเข้าไป


ทันทีที่ผมเปิดประตู เจ้าไมเคิลก็เดินพรวดเข้าไปในห้องทันที ผมค่อยๆ ดึงประตูปิด แต่ยังไม่ทันที่ประตูจะปิดสนิท เจ้าไมเคิลก็วิ่งกลับมาหน้าตาดูตื่นๆ ก่อนจะเห่าใส่ผมรัวๆ


โฮ่ง!! โฮ่ง!! โฮ่ง!!


ผมทำปากจู๋แล้วยกนิ้วชี้ขึ้นมาแตะปาก เป็นสัญลักษณ์บอกให้มันหยุด เพื่อไม่ให้มันส่งเสียงดังรบกวนคนขี้หงุดหงิดที่กำลังนอนอยู่ เดี๋ยวตื่นมาเห็นผมมายุ่มย่ามที่ห้องนอนตัวเอง พาลจะอาละวาดใส่ผมเข้าให้


“เงียบๆ สิ ไมเคิล เดี๋ยวเจ้านายแกก็ตื่นมาด่าฉันหรอก” ผมบอกเสียงเบาแต่ก็ลงเสียงหนัก เพื่อย้ำให้เจ้าหมายักษ์นี่รู้ว่ามันกำลังจะทำให้ผมซวย ไมเคิลยอมหยุดเห่า นั่นทำให้ผมโล่งใจ แต่แค่แปบเดียวเท่านั้นล่ะ เพราะไมเคิลงับเข้าที่ข้อมือผมเบาๆ แล้วพยายามลากผมเข้าไปในห้องนอนของเจ้านายมัน เล่นเอาผมหน้าตื่น เสียววาบที่อก


“ไม่ๆ ไมเคิล ฉันไม่เข้าไป!” ผมบอกเสียงเบาอย่างตื่นตระหนก พยายามดึงมือตัวเองออก แต่เจ้าไมเคิลไม่ยอม ยังคงงับข้อมือผมไว้แล้วก็พยายามเดินถอยหลังอย่างต้วมเตี้ยม ผมสั่นหัว หน้าตาหวาดๆ ว่าไม่เอา ถึงเมื่อคืนเขาจะใจดีกับผม แต่ใครจะรับประกันว่าเช้านี้เขาจะเหมือนเดิม อารมณ์ของเขาในแต่ล่ะวันเหมือนกันที่ไหน ขึ้นๆ ลงๆ จนผมงงและตามไม่ทัน


ผมถูกดึงเข้ามาในห้องนอนของวิคเตอร์จนได้ เนื่องด้วยเพราะไม่กล้ากระชากมือตัวเองออจากปากไมเคิล กลัวว่าจะเลือดไหลเพราะโดนเขี้ยวคมๆ ของเจ้าหมา


“ไมเคิล!” ผมกระซิบเสียงเข้ม จ้องตาดุใส่มัน จนเจ้าหมายักษ์ยอมคลายปากที่งับข้อมือผมไว้ออก ผมถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะละสายตาไปมองที่เตียงว่าเจ้าของห้องยังคงหลับอยู่แน่ๆ หรือเปล่า แต่ภาพที่ผมเห็นทำเอาผมขมวดคิ้วฉับ
สีหน้าของเขากำลังดูเจ็บปวด ทุรนทุราย ใบหน้านิ่วคิ้วขมวด เขากำมือแน่น ยกแหวกว่ายไปมากลางอากาศเหมือนกับกำลังต่อสู้หรือป้องกันตัวจากอะไรสักอย่าง  ลมหายใจเขาฟึดฟัด ใบหน้าสะบัดไปมา จนผมใจกระตุกวูบ


ผมเดินเข้าไปใกล้เตียงนอนขนาดใหญ่ของเขา มองเขาด้วยความไม่เข้าใจและความเป็นห่วง สีหน้าเขาดูทรมาน ใบหน้าชุ่มไปด้วยเหงื่อแม้ลมเย็นๆ ของเครื่องปรับอากาซจะสาดไปทั่วห้องก็ตาม


“คุณเรย์มอนด์” ผมเรียกเขา น้ำเสียงไม่ดังไม่เบาจนเกินไป แต่อีกฝ่ายหลับตาแน่น ยกมือขึ้นป้องหน้าตัวเอง เหมือนคนกำลังจะโดนทำร้าย ผมเห็นแบบนั้นก็ตกใจ


“วิคเตอร์!!” ผมเริ่มตะโกนเรียกชื่อเขา เพื่อให้เขาตื่นจากฝันร้ายที่ผมไม่รู้ว่าเขากำลังฝันถึงเรื่องอะไร แต่ดูเหมือนเขาจะจมลึกกับมัน ผมเอื้อมมือไปจับมือเขา พยายามจับข้อมือของเขาไว้ เพื่อให้เขาหยุดดิ้น แต่คนตัวใหญ่ที่แรงยิ่งกว่าหมีควายสะบัดมือผมออกอย่างแรง ดีที่ผมไม่โดนลูกหลงหมัดของอีกฝ่าย ผมใจหายวาบ แต่เห็นสีหน้าเขาแล้วก็อดห่วงไม่ได้ เลยเสี่ยงอีกรอบโดยการออกแรงคว้าข้อมือทั้งสองข้างของเขาไว้ ผมเกือบตัวปลิวตอนที่เขาทำท่าจะสะบัดแขนทั้งสองข้างอีกรอบ แต่คราวนี้ผมออกแรงยื้อไว้เต็มที่ ยังไงคนนอนหลับกับคนที่ตื่นแล้วพร้อมสติเต็มร้อย แรงมันต้องต่างกันบ้างล่ะน่า ถึงแม้ในเวลาปกติ เขาจะแรงเยอะกว่าผม แต่ตอนนี้สติเขาเลือนรางคงไม่มีแรงมากเท่าไหร่


มือเขายังคงพยายามสะบัดไปมา แต่ผมนั่งข้างๆ เตียงแล้วจับแขนเขาไว้แน่น ผมก้มลงไปใกล้เขา เหงื่อผุดเต็มหน้า ใบหน้าเกร็งแน่น คิ้วขมวดอย่างแน่นหนา ผมตัดสินใจเอ่ยเรียกชื่อเขาอย่างนุ่มทุ้ม


“Victor… Victor… It’s okay… Wake up… there’s nothing. (วิคเตอร์… วิคเตอร์… ไม่เป็นอะไรแล้ว… คุณตื่นสิ… มันไม่มีอะไรหรอก)” ผมบอกเขาอย่างใจเย็น เสียงทุ้มสม่ำเสมอ ราวกับปลอบประโลมเด็กคนหนึ่งที่กำลังร้องไห้ แต่เด็กคนนี้ตัวใหญ่จังแฮะ ผมแอบยิ้มน้อยๆ กับความคิดของตัวเอง


แล้วเหมือนเสียงนั้นจะทำให้เขาดูหายใจเบาลงและช้าลง ใบหน้าค่อยๆ ผ่อนคลาย คิ้วที่ขมวดเป็นปมแน่น ค่อยๆ ขยับห่างออกจากกัน ใบหน้าที่ตอนแรกเกร็งจนดูน่าปวดแทนค่อยๆ คลายความเครียดลง มือที่ผมจับอยู่ค่อยๆ อ่อนลงเช่นกัน จากตอนแรกที่เกร็งจนข้อขาว


ผมรู้สึกผ่อนคลายตามไปด้วย ตอนแรกที่เขาเกร็งไปทุกส่วนแบบนั้น ผมเองก็ยังรู้สึกเกร็งตาม ลมหายใจของวิคเตอร์ค่อยๆ ปรับจนเข้าสู่สภาวะปกติ ใบหน้ากลับมาดูดีเหมือนเดิม ไม่บิดเบี้ยวอีกแล้ว แต่ใบหน้าเรียวคมมีเหงื่อเกาะเต็มไปหมด


ผมเห็นว่าเขาดูสงบลงแล้ว เลยค่อยๆ คลายมือที่กำข้อมือเขาไว้แน่นออก ก่อนจะวางมือเขาไว้บนแผ่นอกกว้าง แน่นและหนาของเขาอย่างเบามือเพื่อจะได้ไม่รบกวนให้เขาตื่น ผมค่อยๆ ลุกขึ้นยืน แล้วก้าวเท้าเบาๆ ไปยังห้องน้ำ ผ่านเจ้าไมเคิลที่นั่งเอาเท้าหน้าชันพื้นอยู่ ผมยิ้มแล้วยกมือขยี้หัวมันเบาๆ มันคงเห็นว่าเจ้าของตัวเองนอนดิ้นอยู่สินะ เลยเรียกผมเข้ามาดู


“You cool. (เจ๋งมาก)” ผมยกนิ้วโป้งให้มัน แล้วยิ้มกริ่มส่งไปให้ เจ้าไมเคิลหายใจ ฮักๆ ลิ้นห้อย แต่มันก็ตอบรับคำชมด้วยการโบกหางไปมาเบาๆ ผมยิ้มแล้วเดินต่อไปที่ห้องน้ำ ก่อนจะมองหาผ้าขนหนูผืนเล็ก แล้วหยิบติดมือออกมาหนึ่งผืน


ผมยืนมองร่างเขาที่นอนอย่างสงบลงแล้วด้วยความสงสัยใคร่รู้ เป็นห่วงและบวกความโล่งใจ สงสัยที่ว่าฝันของเขาคือฝันอะไร ทำไมถึงทำให้เขาอยู่ในสภาพที่ดูบอบบางและหวาดกลัวขนาดนั้น เป็นห่วงที่เขามีสีหน้าบิดเบี้ยวราวกับกำลังเจ็บปวดอย่างยิ่ง และโล่งใจที่ตอนนี้ร่างใหญ่หนาของเขาสงบลงแล้ว


ผมค่อยๆ หย่อนก้นนั่งลงที่ขอบเตียงที่เดิม แล้วโน้มตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย ยกผ้าขนหนูขึ้นมาแตะลงบนใบหน้าของอีกฝ่าย แล้วค่อยๆ ซับอย่างเบามือ พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่กดแรงเพื่อรบกวนอีกฝ่าย กะว่าซับหน้าเสร็จแล้ว จะรีบออกจากห้องนอนเขาไปก่อนที่อีกฝ่ายจะตื่นมาเจอผม


หมับ!


เฮือก!


ฟึ่บ!


ใจผมหล่นไปอยู่ตาตุ่มทันทีที่อีกฝ่ายคว้าข้อมือผมไว้แน่น ก่อนที่เขาจะเด้งตัวขึ้นมา ทำให้ผมนั่งในองศาแปลกๆ เพราะก้นอยู่ที่ขอบเตียงส่วนตัวเหมือนราบอยู่บนตักเขา และใบหน้าของเราสองคนที่อยู่ใกล้กันชนิดที่ลมหายใจเป่ารดใส่กันอย่างสัมผัสได้
วิคเตอร์จ้องหน้าผมด้วยดวงตาวาววับ ใบหน้าเคร่งตามแบบฉบับ ผมหน้าเสีย ค่อยๆ กลืนน้ำลายลงคอช้าๆ พร้อมๆ กับจังหวะของหัวใจที่เต้นกระหน่ำด้วยความตื่นเต้นเพราะความกลัวโดนดุ


“ผะ… ผม…”


“เข้ามาในห้องฉันทำไม” เขาถามเสียงราบเรียบ ใบหน้านิ่งจนน่ากลัว ผมนิ่วหน้าเล็กน้อยเพราะโดนเขาบีบข้อมือทั้งสองข้างไว้แน่น


“ขะ… ขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ…”


“ไม่ได้ตั้งใจ แต่นั่งอยู่บนเตียงฉันเนี่ยนะ ฉันบอกแล้วไงว่าอย่าเข้ามา ถ้าฉันไม่อนุญาต” เขาบอกอย่างไม่พอใจ ผมหน้าบึ้งไปเล็กน้อยก่อนจะรีบพูดขึ้นมาก่อนจะโดนแย่งพูดอีก


“ถ้าคุณจะฟังผมพูดก่อน คุณจะไม่อารมณ์เสียแบบนี้หรอก…” ผมมองค้อนอีกฝ่ายอย่างนึกหมั่นไส้ รู้น่าว่าชอบความเป็นส่วนตัว แต่อย่าเพิ่งหงุดหงิดก่อนฟังสิโว้ย วิคเตอร์มองผมกลับอย่างสงบ ราวกับจะเปิดโอกาสให้ผมพูดต่อ


“ไมเคิลพาผมเข้ามา…” ผมบุ้ยปากไปทางเจ้าหมาแสนรู้ที่เอียงคอมองกลับมา วิคเตอร์หันไปมองไมเคิล ก่อนจะเลื่อนสายตามามองผมต่อ


“…ไมเคิลเห็นว่าคุณ เอ่อ… นอน แบบว่า… นอนไม่ปกติ มันคงเป็นห่วงคุณ เลยตามผมเข้ามาดู”
ผมบอกเขาโดยพยายามใช้คำศัพท์ให้ดูไม่น่าเกลียดหรือดูซ้ำเติมอีกฝ่าย วิคเตอร์หน้านิ่วนิดหน่อยเหมือนกำลังคิดอะไรสักอย่าง ก่อนจะกลับมามีสีหน้าปกติ  เขาผ่อนลมหายใจช้าๆ แล้วสักพักก็ยกยิ้มที่มุมปากขวา


“นี่กะเข้ามาทำมิดีมิร้ายฉัน ตอนฉันหลับล่ะสิ” เขาบอกเสียงกวนๆ ใบหน้าก็กวนพอกัน ผมเบ้ปากอย่างหมั่นไส้ แล้วดึงมือตัวเองออกจากการเกาะกุมที่เริ่มผ่อนแรงกำออกแล้ว


“ก็เกือบสำเร็จแล้วล่ะครับ ถ้าคุณไม่ตื่นขึ้นมาก่อน ไม่อย่างนั้นล่ะก็…” ผมกัดปากล่างแล้วหรี่ตามองอีกฝ่ายที่มองเหมือนกำลังประเมินท่าทีผม


“…ผมได้กินกล้วยของคุณเป็นอาหารเช้าแน่ๆ” ผมยิ้มทั้งที่ยังกัดปากล่างไว้ แล้วยักคิ้วส่งให้วิคเตอร์อย่างท้าทาย อีกฝ่ายอ้าปากน้อยๆ แล้วส่งลิ้นมาดุนฟันล่าง สีหน้าดูกำลังขบขัน แววตาวิบวับจ้องมองผมนิ่งๆ อยู่ครู่หนึ่ง แล้วสักพักแววตานั้นก็เหมือนคิดอะไรบางอย่างออก ผมพยายามไม่จับจ้องปลายลิ้นเขาที่ขยับไปมาตามขอบฟันล่าง


มันช่าง… เย้ายวนชวนใจสั่นจริงๆ


“ถ้ากินค้างไว้ ทำไมไม่กินให้เสร็จซะเลยล่ะ” เขาบอกเสียงแหบอย่างเซ็กซี่ ผมเบิกตากว้างแล้วมองหน้าคนพูดอย่างหวาดระแวง ยิ่งเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์พร้อมสายตาแพรวพราวนั่น ยิ่งชวนให้ใจไม่ดี


“ผม… ผมอิ่มแล้ว” ผมพูดด้วยความระแวดระวัง ผมรู้หรอกว่าเขาคิดจะทำอะไร เห็นแค่แววตาก็รู้แล้ว แต่ไม่เอาหรอก ถ้าเขาทำ ผมก็แย่อยู่ฝ่ายเดียว ส่วนอีกคนคงหน้าระรื่นที่ได้แกล้ง


วิคเตอร์เลิกคิ้วขึ้น ทำหน้าทำตาเหมือนฉงนสงสัยอะไรหนักหนา เขาเอามือขวามาลูบคางไปมาราวกับกำลังใช้ความคิด จังหวะนั้นผมค่อยๆ ขยับตัวออกห่างจากเขา กระโตกระตากไม่ได้ ยิ่งทำแบบนั้น มันเหมือนเป็นการเร่งสารอดรีนาลีนให้พุ่งพล่าน และถ้ามันพุ่งพล่าน เขาต้องทำอะไรที่ไม่คาดคิดแน่ๆ


“ฉันว่านายตัวเล็กไป กินกล้วยจะช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อนะ รู้รึเปล่า” เขาบอกเสียงเย้าๆ หลังจากมองสำรวจร่างผมอยู่พักหนึ่ง
นั่นมันทฤษฏีผีบ้าผีบอที่ไหน มันคือทฤษฏีอะไร ทำไมไม่เคยได้ยิน เพิ่มกล้ามเนื้อนี่มันต้องพวกอกไก่อะไรแบบนี้ไม่ใช่หรอ กล้วยเนี่ยนะเพิ่มกล้ามเนื้อ


“มะ… ไม่รู้ และคิดว่ามันไม่น่าช่วยให้เพิ่มกล้ามเนื้ออะไรได้ทั้งนั้นแหละ…” ผมกลับมานั่งตัวตรงๆ ในท่าทางปกติได้แล้ว และเริ่มคิดว่าจะลุกออกจากเตียงเขาเสียที


“ไม่รู้งั้นเหรอ…” เขาเอียงคอด้วยท่าทีที่น่ามอง แล้วเลิกคิ้วมองกลับมา ก่อนจะบอกด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ผมลมหายใจสะดุด


“งั้นลองกินสิจะได้รู้ กล้วยฉันมีสารเร่งกล้ามเนื้อนะ” ผมอ้าปากหวอ กับคำพูดนั้น กระพริบตาปริบๆ มองเจ้าของกล้วย เอ้ย! มองเจ้าของห้องนอนที่ยิ้มแบบแบดบอยมาให้ ซึ่งมันเป็นยิ้มไม่น่าไว้วางใจเอาเสียเลย


ผมพยายามยามตั้งสติ ไม่ได้! อยู่กับผู้ชายคนนี้ ห้ามสติหลุด ถ้าหลุดคือลอยละล่อง! แล้วถ้าลอยละล่อง ก็ม่องเท่งมันตรงนี้แหละ!


“มะ… ไม่เป็นไรครับ ผมเกรงใจ เก็บกล้วยคุณไว้ให้คนอื่นเถอะ ผมไปซื้อซูเปอร์มาเก็ตเองดีกว่า” ผมบอกแล้วเด้งตัวขึ้นจากเตียง แต่แล้วก็ต้อง


เฮือก!!


ผมสะดุ้ง เมื่อจังหวะที่เด้งตัวลุกขึ้นยืน โดนวิคเตอร์คว้าข้อมือเอาไว้อย่างรวดเร็ว แถมอีกฝ่ายังจับเอาไว้แน่น ผมตาโตมองอีกฝ่ายที่กำลังกัดปากล่างไว้อย่างเซ็กซี่ แล้วมองผมด้วยสายตามัวเมา


มะ… ไม่น่าไว้ใจ กะ… กดดัน


“ไม่เป็นไร ไม่ต้องเสียงเงินซื้อหรอก กินของฉันเนี่ยแหละ ไหนๆ เมื่อคืนฉันก็แสดงน้ำใจให้นายเห็นแล้ว วันนี้ฉันจะแสดงน้ำใจอีกครั้งจะเป็นไรไป…” ผมยิ้มเกร็งแล้วกลืนน้ำลายลงคอ ก็รู้นะว่าเขาล้อเล่น ไม่ได้คิดจริงจังอะไร แต่ใจผมมันหวิวนะคร้าบ ใจผมมันอ่อนแอต่อลูกเล่นแพรวพราวแบบนี้นะคร้าบบบ


“น้ำใจ… น้ำใจอะไรครับ แค่คุณให้ผมนอนนี่ ผมก็ถือว่าเป็นน้ำใจที่ดีที่สุดแล้วล่ะ” ผมยิ้มแห้ง แล้วพยายามแกะมือเขาออก แต่กลายเป็นว่าอีกฝ่ายส่งอีกมือมาจับอีกมือของผมไว้ ทำให้ตอนนี้ผมไร้ซึ่งทางสู้


“น้ำใจที่จะให้กล้วยฉันเป็นอาหารเช้าไง  กล้วยลูกนี้ ใหญ่ ยาว เนื้อนุ่มนะ ไม่อยากลองหรอ” เขายิ้มอย่างสนุกสนานวงการฮอลลีวูดที่เห็นผมหน้าตาเลิ่กลั่ก


“ไม่ครับ ไม่เป็นไร ผมว่าเดี๋ยวผมไปทำอาหารเช้ารอคุณดีกว่านะ” ผมพยายามหาทางออกให้กับตัวเอง เลยหาเรื่องแถออกไป แต่อีกฝ่ายส่ายหน้าช้าๆ พร้อมรอยยิ้มอันชวนสยิว


“นายมาเป็นอาหารเช้าให้ฉันก็ได้นี่”


โอยยย… จะเป็นลม


ผมยิ้มแหะๆ แล้วหันหลังไปมองตัวช่วยอย่างไมเคิล แต่พอหันไปผมก็แทบจะร้องไห้ เมื่อเจ้าหมายักษ์แสนรู้หายออกจากห้องนอนแล้ว ถ้าให้เดามันคงกลับไปกินอาหารแน่ๆ แล้วทำไมแกต้องไปตอนนี้ล่ะไมเคิล


ฟึ่บ!


อ้าก!


ในจังหวะที่ผมเผลอหันไปมองหาไมเคิลผู้นำทางมาที่ห้องแห่งนี้ ผมก็โดนพ่อพระเอกดึงกลับขึ้นไปบนเตียง ก่อนจะจับผมหงายหลังลงบนเตียงให้ผมใจเสียจนร้องกรี๊ดอยู่ในอกเงียบๆ


ตอนนี้ผมโดนกดข้อมือทั้งสองข้างไว้บนเตียงนอนตามแนวขวาง มีร่างฝรั่งตัวใหญ่ไหล่กว้างคร่อมทับอยู่บนตัวเล็กๆ ของตัวเอง ผมอ้าปากพะงาบๆ มองคนคร่อมที่ทำหน้าตากรุ้มกริ่มขมิบใจ (มันเป็นยังไง ?)


“คะ… คุณเรย์มอนด์ ผมเป็นผู้ชายนะ ผู้ชาย!!” ผมร้องบอกเขาหลังจากได้สติแล้ว อีกฝ่ายเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถามว่า แล้วไง?


“ฉันรู้แล้วว่านายเป็นผู้ชาย ก็เห็นกันอยู่ทุกวัน” ว่าด้วยน้ำเสียงสบายๆ ไม่ทุกข์ไม่ร้อนอีก


“นี่! คุณเลิกเล่นได้แล้ว เดี๋ยวสายนะครับ!”


“วันนี้ไม่มีคิวถ่าย จะสายได้ยังไง แล้วฉันก็ไม่มีงานที่ไหนด้วย” เขาบอกหน้าตาสบายอกสบายใจ แต่ไอ้คนโดนคร่อมอย่างผมนี่เสียวอกเสียวใจเหลือเกิน


“มี! งานตอนกลางคืนไง! ที่หอสมุดตรงถนน 42!” ผมรีบบอกลิ้นแทบพันกัน อีกฝ่ายย่นคิ้วนิดหน่อยก่อนจะทำหน้าตาชิวๆ


“ก็นั่นตอนกลางคืน นี่มันยังเช้าอยู่เลย”


“แต่คุณก็ต้องเตรียมตัวนะ!”


“นายจะรีบให้ฉันเตรียมตัวไปทำไม อีกตั้งหลายชั่วโมง”


ฮือออ… ผมแบะปากอย่างหมดหนทาง แต่อีกฝ่ายกลับยิ้มชอบใจ


“คุณเรย์มอนด์ ปล่อยผมสักทีเถอะ ผมตัวเล็กกว่าคุณนะ นั่งทับจนผมจะแบนแล้ว”


“แล้วถ้าฉันให้นาย นั่งทับ ฉันบ้าง เอามั้ย?” น้ำเสียงเน้นย้ำคำว่า นั่งทับ อย่างมีเลศนัยและแววตาล้อๆ ของอีกฝ่ายทำให้ผมย่นคอ หน้ายู่ กลอกตาซ้ายทีขวาที


“คุณเลิกเล่นแบบนี้เถอะครับ เอาไว้ไปทำแบบนี้กับคุณนาตาชาเถอะ”


“ไม่ต้องบอก ฉันทำแน่ แต่ยังไม่ถึงเวลาของเขา”


แง่ะ… แล้วมันใช่เวลาของกูเรอะ


วิคเตอร์ยังคงยิ้มทะเล้น นั่นทำให้ผมห้ามใจลำบากที่จะไม่ให้มองรอยยิ้มนั้น นานๆ ทีผมจะได้มีโอกาสเห็นรอยยิ้มของเขา รอยยิ้มที่ดูสบายใจ ไม่มีความเคร่งขรึมเคร่งเครียด


แต่ประเด็นคือมันมักจะมาจากการแกล้งผมเนี่ยแหละ!


“วิค… เอ่อ… คุณเรย์มอนด์ คุณเป็นผู้ชายนะ คุณจะมาเอาผู้ชายได้ยังไง” ผมบอกเสียงขุ่น หน้าตาและแววตาขมุกขมัว นี่ผมโดนจับกดแบบนี้มานานแล้วนะ


“ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ ก็แค่มีอะไรกัน ไม่ได้จะรักกันซะหน่อย เคยบอกแล้วไงถ้านายทำให้ฉันปลดปล่อยได้ ฉันก็โอเค”
โอ้โหยยย! ดูเถอะ ดูความหน้าด้าน ความหงี่ของผู้ชายคนนี้ จะเอาได้แม้กระทั่งผู้ชายด้วยกัน ถึงฉันจะชอบผู้ชาย แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันต้องอ้าขาให้ผู้ชายทุกคนนะโว้ยยย


“คุณคิดว่าผมจะอ้าขาให้ผู้ชายทุกคนรึไง งั้นผมก็คงมีสามีเป็นร้อยคนแล้วมั้ง ผมไม่ได้ใจง่ายนะ!” ผมบอกอย่างเข่นเขี้ยว นึกโมโหไม่น้อยที่อีกฝ่ายมองว่ามันเป็นเรื่องง่ายๆ ไม่ใช่เรื่องยากอะไรที่ผู้ชายกับผู้ชายจะมีอะไรกันแล้วก็จบ


“ไม่ง่ายงั้นหรอ…” วิคเตอร์เลิกคิ้ว แล้วทำหน้าคิด ก่อนจะก้มลงมองผมด้วยแววตาวาบวับ


“ถ้าไม่ง่าย งั้นก็ปล้ำเลยแล้วกัน”


แว้กกกก!!! นี่ฉันไม่ใช่นางเอกจำเลยรักนะเว้ยยย ที่จะมาจับปล้ำกันเนี่ยยย


ผมตาโต หุบปาก อ้าปาก สลับไปมา นึกคำด่าไม่ออก ยิ่งเห็นรอยยิ้มกวนๆ พร้อมหน้าตาเจ้าเล่ห์นั่นก็ทำให้ยิ่งหงุดหงิด เขาส่งสายตากรุ้มกริ่มกระหยิ่มใจมาให้ ผมเริ่มดิ้น ถีบขาในอากาศไปเรื่อย รู้ทั้งรู้ว่าไม่มีประโยชน์ แต่ก็ยกถีบไปมา เพื่อหวังให้คนข้างบนสะเทือน แต่ดูจะเปล่าประโยชน์เพราะอีกฝ่ายยังคงนั่งนิ่งไม่สะทกสะท้านใดๆ แถมยังดูชอบอกชอบใจที่เห็นผมดิ้น


แง~ เล่นแบบนี้มันไม่ปลอดภัยต่อสิ่งที่อยู่ในบอกเซอร์นะเว้ย ฮือออ~ ไม่ได้ใส่ กกน. ข้างในไว้ด้วย ถ้ามันตื่นตัวขึ้นมาไอ้บ้าหน้าหล่อที่นั่งทับผมอยู่มันก็ต้องรับรู้ และเดี๋ยวก็จะล้อผมไม่เลิก กระซิกๆ แต่โชคยังดีที่ตอนนี้สติไม่ได้คิดไปในทางลามก มันเลยยังคงสงบนิ่งอยู่


“นี่! วิคเตอร์! เลิกเล่นได้แล้ว ผมหนักนะ” เรียกชื่อจริงแม่งซะเลย หวงชื่อดีนัก แต่เจ้าของชื่อกลับทำหน้าตามึนเหมือนไม่ได้รู้สึกอะไร 


“วิคเตอร์! วิคเตอร์! วิคเตอร์! วิคเตอออร์!!!” ผมแหกปากร้องเรียกชื่อเขาพร้อมดิ้นสะบัดหน้าไปมา และพยายามออกแรงที่ข้อแขนที่โดนเขากดเอาไว้


ฮึก~ ช่างไร้ประโยชน์


“ว่าไง? เรียกฉัน มีอะไรรึเปล่า” แน่ะ! ยังทำหน้ามึนถามกลับ ผมแบะปาก แล้วพยายามคิดทางเอาตัวรอด


“มี! ออกไปจากตัวผมสักที ผมอึดอัดแล้วนะ!” ผมบอกอย่างขุ่นเคือง และพยายามทำหน้าให้รู้ว่าผมเริ่มหงุดหงิดแล้วนะ แต่ทำไมไอ้หนวดหน้าหล่อมันยังยิ้มกริ่มเหมือนขบขันอยู่นั่นล่ะ นี่หน้าโหดนะ หน้าโหด!


“อะไรกัน ฉันจะออกจากตัวนายได้ไง ยังไม่ทันได้เข้าไปเลย…” วูบค่ะ! วูบบบ! พูดจาแง่ๆ ง่ามๆ แบบนี้ เล่นเอาใจกระตุก
ผมเม้มปาก คิ้วย่น กรอกตาสลับไปมาซ้ายขวา พยายามคิด พยายามหาทางหนีทีไล่ แต่ทำไมมันช่างดูตีบตัน พอกลับมามองด้านบนตัวเองตอนนี้ ใบหน้าหล่อและแววตาอันทรงพลังแต่มีเสน่ห์ของอีกฝ่ายก็โน้มเข้ามาใกล้ผมมากขึ้น เล่นเอาผมใจกระตุกอีกหน ลมหายใจอุ่นๆ ของอีกฝ่ายรดอยู่ตรงหน้า ผมรู้สึกว่าหน้าเหวอนิดๆ มองแววตาที่เหมือนมึนเมาของอีกฝ่าย แล้วเสียงอันแผ่วเบาแต่ทำเอาขนคอผมลุกซู่ ก็ดังขึ้นใกล้ๆ หู


“แต่ถ้าฉันเข้าไปเมื่อไหร่ ฉันจะอัดและนายต้องรู้จักอึดนะ รู้รึเปล่า”


หมุน ติ้ว ติ้ว ติ้ว!



ผมรู้สึกหัวหมุน มึน เบลอ  มันวิ้งๆ ยังไงชอบกล อย่าไปนะ อย่าไป สติจ๋า~  อย่าไปไหน อยู่ด้วยกันก่อน


ลมหายใจของอีกฝ่ายรินรดอยู่ตรงซอกคอซ้ายผม มันทั้งอุ่น ทั้งเสียว ทั้งสยิว ผมสะบัดหน้าหนี แต่เหมือนจะยิ่งเป็นการเปิดช่องทางการซุกไซร้บนลำคอให้แก่อีกฝ่ายได้ง่ายขึ้น วินาทีที่จมูกของวิคเตอร์แตะลงบนซอกคอ ขนผมลุกไปทั้งตัว ความรู้สึกอ่อนยวบยาบแล่นไปทั่วร่าง ลมหายใจผมสะดุด แทบลืมการหายใจไปเลยด้วยซ้ำ และผมคิดว่าผมกำลังจะขาดใจตายเมื่อผู้ชายตัวโต กำลังลากจมูกเกลี่ยไล้ไปมาตรงซอกคอ


ไม่นะ! ต้องรีบหยุดอีกฝ่าย ไม่งั้นน้องชายผมตื่นแน่ เพราะแค่นี้ผมก็รู้สึกว่ามันเริ่มบิดขี้เกียจขยับตัวในบ็อกเซอร์แล้ว แอร๊ยยย!


“ทำไปก็เท่านั้นแหละ ผมไม่รู้สึกอะไรหรอก ธรรมดามากกก!” ผมรีบรัวออกมาแล้วเน้นเสียงเพื่อเน้นย้ำให้เขารู้ตัว แล้วเหมือนจะได้ผล เมื่ออีกฝ่ายที่กำลังลากจมูกไปมาที่ซอกคอผมหยุดการกระทำนั้น แล้วดันตัวขึ้นมาในท่าเดิม ผมรู้สึกโล่งอกที่อย่างน้อยก็ดึงเขาออกจากซอกคอตัวเองได้


วิคเตอร์หรี่ตามองผมที่ยักคิ้วกวนๆ ไปให้ หุๆ เคยอ่านบทความเจอว่าถ้ากำลังจะโดนปล้ำหรือข่มขืน ต้องพูดให้ไอ้พวกที่คิดจะข่มขืนเราเสียเซลฟ์อย่างที่สุด เพราะมันจะอารมณ์สะดุด อ่าโฮะๆ รู้สึกขอบคุณคนเขียนบทความนั้นจัง ผมยิ้มกริ่มแล้วพระพริบตามองอีกฝ่ายอย่างรู้สึกมีชัย วิคเตอร์ย่นคิ้วเล็กน้อย มองผมด้วยสายตาช่างใจกับคำพูดที่ผมพูดออกไป


“ธรรมดาหรอ ฉันธรรมดางั้นหรอ” เขาถามแล้วมองด้วยสายตาเป็นคำถามเช่นเดียวกัน เอาล่ะ อย่างน้อยตอนนี้ก็หยุดเขาได้ ประโยคเมื่อกี้คงทำลายความมั่นของเขาได้พอสมควร งั้นแบบนี้ต้องยิ่งกระทุ้ง!




[มีต่อด้านล่าง]

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8
Re: ||Love, no boundaries. Part: You and I||::CHAPTER 7-10:: 20.06.58
«ตอบ #48 เมื่อ20-06-2015 11:38:02 »


“ช่ายยย… ธรรมดามาก แบบว่าเบสิคสุดๆ ไร้ซึ่งความดึงดูด ไร้ซึ่งความปรารถนามาก บอกได้เลยว่าคุณเหมือนแฟชั่นที่เชยไปแล้ว!” ผมบอกด้วยน้ำเสียงสดใส พร้อมส่งรอยยิ้มกว้างขวางไปให้อีกฝ่าย เพื่อบอกเขาว่าสิ่งที่ผมพูดนั้นมันเป็นเรื่องจริง วิคเตอร์นิ่งไป ดวงตาเรียวคมสองชั้นกำลังมองผมอย่างประเมิน ท่าทีเขาดูเหมือนคนโดนสตั๊นท์ไปสักสิบวินาที ผมพยายามหาจังหวะในการหลุดจากการโดนกดนี้


“ฉันทำให้นายเกิดอารมณ์ไม่ได้เลยเหรอ” ผมยิ้มแป้นแล้วส่ายหัวอย่างแข็งขันเป็นการยืนยันในความคิดของตัวเอง วิคเตอร์ยกยิ้มที่มุมปากซ้าย แววตากลับมาวิบวับอีกครั้ง


“เข้าใจละ แบบนี้ธรรมดาไป แต่ถ้าแบบนี้ล่ะ…” เขาปล่อยมือที่กดข้อมือผมไว้ ผมยิ้มโล่งอก แล้วพยายามออกแรงขยับที่ข้อมือ แต่อนิจจาสงสัยว่าโดนกดนานไป มันเลยรู้สึกหมดเรี่ยวแรง แต่แล้วภาพตรงหน้าก็ทำเอาผมแทบหมดแรงจริงๆ


วิคเตอร์ถอดเสื้อยืดที่เขาใส่นอนออกจากตัว ก่อนจะโยนไปที่โซฟาอย่างไม่ใส่ใจ ผมอ้าปากหวอกับภาพที่เห็นตรงหน้า ทั้งที่ก็เคยเห็นมาแล้ว แต่ไหล่กว้าง กล้ามหนาแต่ไม่บึ้กแบบพวกประกวดกล้าม หน้าอกอันอวบแน่น หัวนมสีน้ำตาลอัลมอนด์ ซิกส์แพคที่เรียงตัวสวยงามและไม่ได้แข็งปักจนน่ากลัว เอวคอดแบบคนหุ่นสวยในแบบฉบับผู้ชาย กล้ามสามเหลี่ยมทรงคว่ำสุดเซ็กซี่ และสะโพกโค้งนูนอย่างน่ามอง ที่มองทีไรชอบทำให้คิดถึงเวลาที่มันขยับเข้าๆ ออกๆ นั้น มันทำให้ผมรู้สึกเบลอและพร่ามัวไปชั่วขณะ


ว้ากกก! เอาอีกแล้ว มันยั่วอีกแล้ววว!


คนเขียนบทความนั้นคงลืมเขียนวิธีที่จะสู้กับการยั่วของผู้ชายสินะ กระซิกๆ


“แบบนี้เรียกว่าพิเศษได้รึยัง” เจ้าของร่างกายสุดเซ็กซี่เอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มกวนๆ เขาส่งสายตากรุ้มกริ่มชวนลิ้มลองมาให้ ผมที่ยังคงนอนอยู่ในท่าเดิม มองหน้า มองหุ่นอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกวูบวาบ ตอนนี้สติจะสั่งให้ตัวเองลุกขึ้นหนียังแทบไม่มีเลย


“มะ… ไม่… ไม่เลย…” ผมเอ่ยออกมาเสียงแผ่ว แถมยังตะกุกตะกัก สีหน้าคงดูเหมือนคนเงอะงะโง่เง่าเต็มทน ใช่! น้องแมทจะไม่ทน! เพราะมันทนยากนะแบบนี้ แต่น้องแมทก็ต้องข่มใจให้ทนกับกิเลศวิคเตอร์ให้ได้ ไม่งั้นโดนกิเลศครอบงำแน่ๆ เพราะตอนนี้กิเลศมันคร่อมร่างผมอยู่ ผมไม่อยากโดนเขาเอาอะไรมาครอบปากตัวเองหรอกนะ


อ๊ายยย! แล้วนี่ผมกำลังคิดอะไร ไม่นะ ภาพที่กล้วยเข้าปากนี่มันคืออะไร ไม่ๆ อย่าคิดๆ เดี๋ยวแมทน้อยตื่น อย่า!!!


“หืมมม… ยังไม่พิเศษอีกหรอ ต้องถอดข้างล่างอีกรึเปล่าเนี่ย” พ่อพระเอกยิ้มแย้ม แววตาสนุกสุกใส แล้วไม่ยิ้มเปล่า กลับเอามือลูบๆ คลำๆ ไปทั่วเรือนร่างตัวเองอีก ผมแทบจะหยุดหายใจแล้วจริงๆ ลีลาการลูบไล้ร่างกายของเขามันช่างชวนให้ร่วมลูบด้วยเหลือเกิน ผมมองมือหนาใหญ่ทั้งสองข้างของอีกฝ่ายลูบไปที่ไหล่ กล้าม หน้าอก ลูบวนหัวนม แล้วค่อยๆ รูดลงมาตามช่วงลำตัวยาวของตัวเอง ก่อนจะเอามือมาลูบๆ วนๆ ตรงกล้ามท้องที่เรียงตัวสวยงาม


ผมกัดปากตัวเองไว้แน่น บอกตัวเองให้ข่มใจ ระงับฮอร์โมนพุ่งพล่านของตัวเอง ไม่ว่าตอนนี้ฮอร์โมนตัวไหนกำลังทำงานอยู่ ผมกำลังต่อสู้กับมัน ให้มันสงบลงให้ได้ สติหนอ สติ นี่เป็นเพียงสิ่งยั่วยุที่ไม่จีรังยั่งยืน วันหนึ่งก็ต้องเหี่ยวต้องแก่ไปตามกาลเวลา

โอมมม… ไม่มีอะไรยั่งยืนนะแมทนะ


แต่พอเจอลีลาที่อีกฝ่ายเอามือขวาล้วงเข้าไปในขอบกางเกงนอนแล้วลูบไปลูบมาตามแนวยาวของขอบกางเกง ก็ทำเอาผมแทบ
จะพุ่งพล่านไปพร้อมฮอร์โมนในร่าง แถมไอ้ที่พยายามข่มสติบอกตัวเองเมื่อกี้ ก็กระเจิงหายไปจากหัวหมด
โอมมม… แต่ตอนนี้เขายังไม่แก่ ยังไม่เหี่ยว แถมยังดูฟิตปึ๋งปั๋ง เรือนร่างเขาทรงพลังต่อจิตใจลูกเหลือเกิน เขายังคงลูบไล้หน้าท้องเบื้องล่างตรงช่วงกล้ามท้องสามเหลี่ยมทรงคว่ำนั่นไปมาอย่างยั่วเย้า ชวนสยิวใจเมื่อยามมอง ช่วยลูกด้วยพระพุทธองค์ ฮือออ~


โอ๊ยยย… หน้าไม่ได้หล่อขั้นเทพ ขั้นพรม ขั้นสวรรค์ที่ไหน แต่เสน่ห์ทางเพศนี่รุนแรงจริงๆ พ่อคุณเอ๊ย!


ฟึ่บ!


ผมเด้งตัวลุกขึ้นนั่ง เพราะตอนนี้มันเป็นช่วงเวลาอันตรายแล้วจริงๆ ไม่ใช่เล่นๆ แล้วตอนนี้ ถ้าเกิดยังยั่วกันอยู่แบบนี้ ไอ้นั่นของผมลุกแน่ๆ เพราะตอนนี้บอกได้เลยว่ามันเริ่มค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาแล้ว


“พอแล้วๆ หยุดเลย พิเศษแล้ว คุณดี ดีมาก เซ็กส์แอพเพียลยอดเยี่ยม ไร้ที่ติ ที่นี้ก็ปล่อยผมไปได้แล้ว” ผมว่ารัวๆ ลิ้นแทบบิดเป็นเกลียว ผมนั่งใกล้ร่างเขา ศีรษะอยู่ใต้คางอีกฝ่าย แต่ผมพยายามไม่สนใจท่าที่เรากำลังอยู่ในขณะนี้ ผมเอามือดันๆ ไหล่เขา เพื่อให้อีกฝ่ายล้มออกจากร่างตัวเอง แต่เหมือนผมกำลังเอามือทุบกำแพงเมืองจีนไม่มีผิด เพราะมันทั้งแน่น ทั้งแกร่ง แถมเจ้าตัวยังนิ่งไม่ไหวติง แทบไม่กระดิก แค่สั่นไปตามแรงผลักผมเฉยๆ


“วิคเตอร์! เราไร้สาระกันมานานแล้วนะ เมื่อไหร่คุณจะไปอาบน้ำ ไปกินข้าวสักที” ผมหยุดทุบ หยุดผลักไหล่เขา แล้วเงยหน้าขึ้นไปมองอีกฝ่ายที่กำลังมองผมอย่างขบขันอยู่ ผมแยกเขี้ยวใส่เขาด้วยความโมโหนิดๆ ที่อีกฝ่ายยังคงดูสนุกสนานวงการบันเทิงอยู่


“นี่!” ผมส่งเสียงด้วยความหงุดหงิดเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงทำตัวมึนตึงกับคำพูดของผม นี่พูดไปแล้วมันเข้าทางรูหูแต่ทะลุออกทางรูจมูกรึไงเนี่ย


หมับ


ฟึ่บ!


อ้าก!


อีกแล้ววว!


ผมโดนจับที่ข้อมือทั้งสองข้างอีกครั้ง ก่อนจะโดนดันตัวกลับลงไปบนเตียง ผมโดนจับกดอีกรอบ โดยผู้ชายคนเดิมที่นั่งยิ้มชอบอกชอบใจอยู่เหนือร่างผม


“อะไรอีกล่ะเนี่ย?!” ผมร้องออกมาอย่างโมโห โอ๊ยยย! เหนื่อยแล้วนะโว้ย เหนื่อยทั้งกาย เหนื่อยทั้งใจ มันล้าไปหมดแล้ว โดยเฉพาะที่ใจมันแทบทรุด ไม่เหลือพลังจะต้านทานแล้วนะว้อยยย!


“นายบอกว่าฉันเซ็กส์แอพเพียลยอดเยี่ยม งั้นเรามาดูกันดีกว่าว่าเซ็กส์ระหว่างเราจะยอดเยี่ยมมั้ย” สิ้นเสียงของพ่อฝรั่งตัวใหญ่ ผมก็ตาโต อ้าปากหวออีกรอบ ทุกคำพูดที่อยากจะพูดออกมาขัดตาทัพถูกกลืนหายไป หัวใจเริ่มกระแทกกับผนังอก แล้วก่อนที่จะได้พูดอะไรต่อ หรือต่อล้อต่อเถียงกันอย่างเคย ใบหน้าวิคเตอร์ก็ซุกเข้าที่ซอกคอผมทันที


“วะ…วิคเตอร์!” ผมร้องเสียงหลง นี่เขายังคงแค่ล้อเล่นอยู่ใช่มั้ย เขายังคงแค่อยากแกล้งและอยากยั่วผมอยู่ใช่รึเปล่า ไม่เอานะ อย่าเอาจริงนะ แบบนี้มันไม่ใช่ละ


“วิค…” เสียงผมสั่น ก่อนจะพยายามสะบัดหน้าหนี แต่พอผมสะบัดมาทางที่เข้าซุกไซร้อยู่ เขาก็เปลี่ยนไปซุกไซ้ซอกคออีกฝั่ง คราวนี้มันไม่ได้มาแค่จมูกลากถูไถไปมา แต่ริมฝากนุ่มๆ แต่แข็งแรงด้วยการกดริมฝีปากลงที่ซอกคอ ทำเอาผมตัวสั่น และขนลุกไปหมด สติผมแทบไม่เหลือแล้ว


“Don’t… (อย่า…)” ผมร้องห้ามเขา แต่ร่างกายผมกลับทรยศ เพราะมันรู้สึกเสียววาบไปทั้งร่าง ให้ความรู้สึกตื่นตัว ซู่ซ่าพิกล ผมสะบัดหน้าเพื่อไล่เขาออกไปจากซอกคอ และย่นคอเพื่อเก็บซอกคอของตัวเองเอาไว้ วิคเตอร์มองหน้าผม ก่อนจะยิ้มเจ้าเล่ห์เหมือนจะบอกเป็นนัยๆ ว่า ทำไปก็ไร้ประโยชน์ แล้วเขาก็โน้มตัวลงมาเอาฟันขบเบาๆ ที่ปลายคาง เล่นเอาผมแหงนหน้ารับด้วยความเสียวซ่าน พอซอกคอผมเปิดช่องว่างอีกครั้ง เขาก็ซุกไซ้อีกรอบ อย่างไม่ปราณีในอารมณ์ของผมสักนิด


ตอนนี้อย่าได้ถามความรู้สึก เพราะมันมึนยิ่งกว่ากินเหล้าเข้าไปซะอีก มึนแค่ไหน เมาแค่ไหน ผมว่าผมรู้สึกได้จากการที่ช่วงล่างของตัวเองตื่นตัวเต็มที่


ฮึก~ น่าอายจริงๆ


“Mr.Raymond, please—stop… (คุณเรย์มอนด์ ได้โปรด หยุดเถอะครับ…)” ผมบอกอย่างสิ้นหวัง ร่างกายผมอ่อนยวบยาบไปหมด คงมีแต่เจ้าแมทน้อยที่แข็งแรงที่สุดในบรรดาอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย


“Hmmm? (หืมมม)” เสียงของเจ้านายผมดังแว่วๆ อยู่ที่ซอกคอซ้าย เขาเหมือนไม่รับรู้ ไม่สนใจอะไร ผมเองก็แทบจะไม่รับรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้วตอนนี้ มันเบลอ มันมัวไปหมด ผมตาปรือให้กับความเสียวที่เขาสร้างให้


ไม่นะ… มันกำลังจะมากเกินไป มันกำลังจะเกินขอบเขตแล้ว…


“หยุด… คุณกำลังจะนอกใจคุณนาตาชานะ” ผมงัดไม้ตายออกมา เอ่ยถึงผู้หญิงที่เขากำลังจะคบนี่ล่ะ เผื่อจะเตือนสติเขาได้บ้าง แล้วไม่รู้ว่าได้ผลมั้ยแต่วิคเตอร์ก็นิ่งไป แต่แค่แปบเดียว แถมประโยคที่ตามมาก็ทำเอาผมใจหล่นวูบ


“ไม่ได้นอกใจซะหน่อย แค่นอกกาย แค่มีเซ็กส์เอง…”


หล่นวูบ… ไม่ใช่เพราะเสียวซ่าน แต่มันเป็นคำพูดที่ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า เป็นได้แค่ที่ระบายความใคร่เท่านั้น แค่เกิดมาไม่ใช่ชายแท้ ก็ทำให้ผมรู้สึกแย่ทุกครั้งอยู่แล้วเวลาที่จะชอบใคร เพราะนั่นหมายถึงว่าโอกาสผมแทบจะไม่มี เนื่องด้วยไม่ใช่ผู้หญิง


แล้วเหตุการณ์ที่ทำให้ผมสูญเสียความมั่นใจ สูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง และสูญเสียความเชื่อมั่นในความรักของเพศอย่างผมในอดีต ก็ทำให้ผมนิ่งไป คิดถึงแล้วก็เศร้า รู้สึกเหงาในหัวใจ แต่ไม่ร้องไห้หรอก เพราะมันผ่านมาแล้ว


‘พี่ก็ผู้ชาย แมทก็ผู้ชาย จะรักกันได้ยังไง…’


ใช่ จะรักกันได้ยังไง… รักกันไม่ได้หรอก… แต่ถ้าแค่เซ็กส์ก็ได้สินะ…


“ผมจะมีเซ็กส์กับคนที่ผมรักเท่านั้น…” ผมเอ่ยออกไปเสียงเรียบ ใบหน้านิ่งเฉย วิคเตอร์ที่กำลังลากริมฝีปากไปมาที่ซอกคอผมหยุดการกระทำของตัวเอง ก่อนจะดันตัวขึ้นมาแล้วมองหน้าผมด้วยแววตาเหมือนจะงงๆ ไปนิด


“ผมไม่ได้รักคุณ คุณไม่ได้รักผม เราสองคนไม่ได้รักกัน ผมไม่รู้ว่าคุณกำลังเล่นสนุกหรือเอาจริงกันแน่ แต่ว่าผมไม่โอเค ถ้าคุณคิดแค่ว่าจะมีเซ็กส์กับผมแล้วจบไป ปลดปล่อยความใคร่ตัวเองเสร็จแล้วก็ไป แบบนั้นคุณไปช่วยตัวเองกับรูปคุณนาตาชาเถอะ…” ผมไม่ได้ตะโกนด่าเขารุนแรง หรือเอ่ยออกมาอย่างประชดประชัน แต่ผมแค่บอก บอกธรรมดา ปกติ บอกตามความคิด ความรู้สึกของตัวเอง


“แล้วถ้าฉันจ่ายเงินให้เยอะๆ นายจะยอมมั้ย” ผมกลอกตาด้วยความเซ็ง นี่เขาถามจริง หรือถามเล่นเนี่ย


“ไม่เอา… ถ้าจะจ่ายคุณต้องจ่ายด้วยความรัก ซึ่งคุณไม่มีวันให้ผมได้อยู่แล้ว เพราะคุณเป็นผู้ชายที่ชอบผู้หญิง ถึงคุณจะบอกว่ามีเซ็กส์กับผมได้โดยไม่คิดอะไร แต่ผมคิด ผมไม่ใช่ผู้ชายขายตัวนะครับ เก็บเงินคุณไว้ซื้อถุงยางหรือไม่ก็กุญแจข้อมืออันใหม่ หรือไม่ก็อุปกรณ์พิสดารต่างๆ ไว้สำหรับคุณนาตาชาหรือผู้หญิงคนอื่นจะดีกว่า ส่วนผมขอเงินค่าสตาร์บัคที่ซื้อให้คุณก็พอ” ผมเลิกคิ้วขึ้นแล้วมองเขาอย่างแน่วแน่ วิคเตอร์กระพริบตาปริบๆ มองผมเหมือนงุนงง ก่อนจะขมวดคิ้วเหมือนกำลังใช้ความคิดไปกับคำพูดผม แล้วสักพักเขาก็มีสีหน้าว่างเปล่า แววตาที่มองมาที่ผมดูว่างเปล่าเช่นกัน ผมมองเขาด้วยความไม่เข้าใจว่าเป็นอะไร


วิคเตอร์ปล่อยมือที่กดข้อมือผมไว้ออก แล้วนั่งนิ่งมองผมที่นอนแผ่หลาอยู่ใต้ร่างเขา เขามองผมนิ่งๆ สักพัก ก่อนจะยิ้มนิดๆ แล้วพ่นคำพูดออกมาจากปาก คำพูดที่ทำให้ผมแทบอยากจะกระชากหัวเขาไปโขกกับเสาเตียง


“จ่ายด้วยน้ำสเปิร์มของฉันแทนได้มั้ย มีให้เยอะกว่ารักอีกนะ” เขายิ้มยั่ว ส่งสายตาเชิญชวนมาให้ ผมมองตาขวางเล็กน้อย แล้วยื่นมือไปตีที่กล้ามทองของเขาด้วยความหมั่นไส้ อีกฝ่ายหัวเราะชอบใจ แล้วกระเถิบตัวเล็กน้อย แต่สักพักเขาก็นิ่งไป ก่อนจะย่นคิ้ว หรี่ตามองหน้าผม ที่มองกลับด้วยความไม่เข้าใจ


หมับ


เฮือก!


ผมสะดุ้งกับการกระทำของอีกฝ่ายทันที


วิคเตอร์ใช้มือขวาคว้าหมับเข้าที่ส่วนล่างของผมที่ยังคงแข็งตัวอยู่ ผมเบิกตากว้างมองอีกฝ่ายที่กำลังยิ้มอย่างสนุกสนาน แววตานี่พราวระยับเชียวล่ะ แงะ~ อย่าจับแบบน้านนน!


“ปากบอกไม่อยากมีเซ็กส์กับฉัน แต่ไอ้จ้อนนายกลับสวนกระแสกับปากนายนะ”


ฉ่า~


ผมรู้สึกร้อนที่หน้า แก้มต้องแดงเปล่งปลั่งราวกับคนสุขภาพดีอยู่แน่ๆ แต่ผมไม่ได้แดงเพราะสุขภาพดี  มันแดงเพราะโดนของดีต่างหาก ฮือออ


“ปล่อย…ปล่อยนะ…” ผมพูดได้แค่นี้แหละ หมดคำจะพูดกับผู้ชายคนนี้แล้วจริงๆ คนอะไรกวนตีนกวนใจได้ขนาดนี้!


“ฉันช่วยให้มันสงบได้นะ” แน่ะ! ไม่ว่าเปล่ายังบีบเบาๆ อีก ผมนี่ตัวเกร็ง และก่อนที่เขาจะทำอะไรไปมากกว่านี้ ผมก็รีบลุกขึ้น แล้วออกแรงผลักเขาออกไปให้พ้นตัว แต่ก็ไร้ผล เพราะเขายังคงนั่งอยู่ที่เดิม แค่ตัวโยกนิดหน่อย เขามองหน้าผมแล้วก็หัวเราะน้อยๆ ก่อนจะยอมปล่อยมือตัวเองออกจากส่วนล่างของผม


“ออกไปๆ” ผมว่าแล้วดันตัวเขาออก ซึ่งรอบนี้เขากลิ้งตัวเองออกไปแล้วนอนลงข้างๆ  แต่มิวายส่งสายตาล้อเลียนและรอยยิ้มล้อๆ มาให้ ผมย่นจมูกและเบ้ปากใส่อย่างหมั่นไส้


หน็อย! ผมกำลังจะอ้าปากแว้ดๆ ใส่ แต่สายก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่าง เลยเปลี่ยนเป็นยิ้มกริ่มบ้าง และไม่รอช้าเพราะเดี๋ยวอีกฝ่ายจะรู้ตัว ผมรีบยื่นไปมือออกไปคว้าทันที


หมับ!


“เฮ้ย!” วิคเตอร์ร้องเสียงดังลั่นตอนที่ผมเอามือตะปบเข้าที่เป้ากางเกงนูนๆ ของเขา ชะ! ว่าแต่เขา อีหนวดเป็นเอง


“แหม… คุณเองก็ใช่ย่อยนะ แอบมีอารมณ์กับผมล่ะซี้!” ผมว่าแล้วบีบลำกล้วยที่แข็งขันของเขา พร้อมส่งรอยยิ้มใสซื่อและแววตาใสปิ๊งไปให้อีกฝ่าย ที่กำลังหน้าตาตื่น


อืมมม… ลำแน่น ใหญ่ และคับมือ ดีจัง


“Alien! (ต่างด้าว!)” เขาว่าเสียงดุ แววตาปรามๆ ผมทำปากยื่น ก่อนจะปล่อยมือออกจากเจ้าวิคเตอร์ยักษ์
ป้าบ!


“โอ๊ย!” ผมร้องเสียงลั่น เมื่อโดนเขาเอามือซ้ายวางบนหัวก่อนจะเอามือขวาตามมาตบลงอย่างที่ชอบทำ ผมยกมือกุมหัวทันทีที่เขาถอนมือออกไปก่อนจะหน้ามุ่ยหันไปจิกตาใส่อีกฝ่ายที่กำลังทำหน้าดุ


“อะไรเล่า! ทีคุณยังจับของผมได้เลย ทำไมผมจะจับของคุณบ้างไม่ได้!”


“ยังจะเถียงอีก!” เขาบอกเสียงเข้ม แล้วทำท่าจะเข้ามาดีดหู ผมรีบตะกุยตะกายออกจากเตียงแล้วไปยืนอยู่ขอบเตียงทันที ก่อนที่จะโดนทำร้ายร่างกายไปมากกว่านี้


“อย่าเอาเปรียบกันสิครับ คุณจับ ผมก็จับ ก็ยุติธรรมดี เรื่องอะไรจะให้คุณจับฝ่ายเดียว” วิคเตอร์ถลึงตาใส่ผม ก่อนจะกระเถิบตัวทำท่าจะลงจากเตียง ผมรีบเดินถอยหลังหนีทันที


“พูดมาก สงสัยต้องเอากล้วยกระแทกปากจริงๆ ซะแล้วมั้ง” เขาทำหน้าตาเหี้ยมเกรียม ราวกับโมโหที่ผมพูดมาก พูดไม่หยุด ส่วนผมก็หน้าตื่น และค่อยๆ เดินถอยหลังทีล่ะนิด ส่วนอีกฝ่ายก็ค่อยๆ กระเถิบลงจากเตียงอย่างเชื่องช้า


“วิคเตอร์…”


“อย่าเรียกชื่อฉัน!” ยังไม่ทันพูดจบ เขาก็แทรกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ได้ตะโกนหรือตะคอก แค่บอกเสียงเข้มพร้อมหน้าตาที่เคร่งขรึม แต่แววตาเขานี่วิบวับเหลือเกิน ผมเหลือบตาไปมองทางประตูก็เห็นว่ามันแง้มเปิดอยู่ จากที่ผมยืนอยู่ตรงนี้วิ่งไปสี่ห้าก้าวก็น่าจะพุ่งตัวออกไปได้


“ผมขอออกไปก่อนแล้วกัน” ผมบอกแค่นั้นแล้วหมุนตัววิ่งทันที แต่ผมก็ต้องใจหายวาบเมื่อรู้สึกว่าวิคเตอร์วิ่งตามมาด้วย


“จะไปไหน?!” แว้กกก! เสียงก็มาด้วย ผมวิ่งหน้าตั้งไปทางบันไดแล้วตะโกนตอบกลับไปเสียงดัง


“ไปทำอาหารให้คุณไง!” ผมวิ่งไปตามทางที่นำไปสู่บันได เหลือบหันไปมองก็เห็นอีกฝ่ายวิ่งเหยาะๆ ตามมา นึกหงุดหงิดไม่น้อยที่อีกฝ่ายหน้าตาชิว ส่วนผมนี่หน้าตาลนลานไปหมด ผมเลี้ยวลงบันได แล้วสปีดเท้าวิ่งลงเสียงดังตึงตังๆ  เสียงตึงตามหลังผมมา ในขณะที่ผมกำลังจะวิ่งถึงบันไดขั้นสุดท้ายแล้ว


“อ้ากกก!” ผมเผลอตะโกนเสียงดังออกมาเพราะรู้สึกตื่นเต้นที่โดนวิ่งไล่ล่า การได้เปล่งเสียงออกมาจากข้างในมันเป็นการช่วยบรรเทาอดรีนาลีนที่กำลังแล่นไปมาได้บ้าง โชคดีที่ผมออกตัวมาก่อน ไม่งั้นเขาคว้าตัวผมได้สบายๆ เลย ก็อีกฝ่ายแขนขายาวซะขนาดนั้น


“มานี่!”


ฮือออ~ แง~


ตอนที่ผมก้าวพ้นบันไดขั้นสุดท้าย ผมก็โดนเขาคว้าเข้าไปประชิดแผงอกของเขา ความรู้สึกอุ่นจากเนื้ออกของเขาแนบอยู่ที่แก้ม จนรู้สึกได้ถึงเสียงหัวใจเต้นตุบๆ ของอีกฝ่าย ผมรู้สึกหอบหน่อยๆ หัวใจเต้นถี่ แต่ไม่ใช่เพราะเขินอาย แต่เป็นเพราะเหนื่อยยย ทำไมอีกฝ่ายดูสบายๆ จัง เป็นเพราะเขาออกกำลังกายรึเปล่านะ


แอ่กกก! รู้สึกเหมือนจะตาย อ้อมแขนเขากอดรัดผมไว้แน่นอย่างกับงูรัดเหยื่อ แต่มันก็คงคล้ายๆ กันแหละ เพราะผมเป็นเหยื่อเขา


“เงยหน้าขึ้นมา” เขาสั่งเสียงเข้ม ผมรีบสะบัดหน้าขึ้นไปมองเขาตามคำสั่งทันที ก็ได้เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังทำหน้าตาไม่น่าไว้วางใจ ไอ้รอยยิ้มแบดบอยๆ และแววตาแพรวพราวนั่น ผมไม่ชอบเลยจริงๆ มันทำให้นึกเสียววาบและหวาดระแวง ว่าเขาจะมีแผนประหลาดๆ อะไรอีกหรือเปล่า


“คุณเรย์มอนด์ เล่นเป็นเด็กอยู่นั่นแหละ” ผมว่าหน้ามุ่ย และขยับไปมาในอ้อมกอดเขา แต่ขยับได้มากสุดก็แค่นิ้วมือเท่านั้นล่ะมั้ง นอกนั้นโดนรัดแน่นไปหมด



[มีต่อด้านล่าง]

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8
Re: ||Love, no boundaries. Part: You and I||::CHAPTER 7-10:: 20.06.58
«ตอบ #49 เมื่อ20-06-2015 11:41:43 »


“แล้วใครว่าฉันแก่” เขาบอกหน้าตาย น้ำเสียงสบายๆ


“แต่อย่างน้อยคุณก็แก่กว่าผม อายุมากกว่าผม ฉะนั้นเทียบกันแล้ว ผมเด็ก คุณแก่” ผมยิ้มกริ่ม กับความภูมิใจเล็กๆ ที่ตัวเองเด็กกว่าคนตัวโตตรงหน้า คนโดนว่าแก่หรี่ตามองกลับมา


“ปากเก่งจริงนะ ไหนมาดูซิว่าปากเก่งแบบนี้ จะทำอย่างอื่นเก่งด้วยรึเปล่า” เขาบอกแล้วพุ่งตัวจะเข้ามาจูบ ไม่ได้บอกว่าเขาจะจูบผมหรอกนะ แต่ไอ้ท่าทางที่พุ่งเข้ามาใกล้ปากแบบนี้ ก็คงไม่ใช่อย่างอื่น ผมเลยรีบยกมือที่ยังพอขยับได้ขึ้นมาปิดปากตัวเอาไว้นั่นเลยทำให้อีกฝ่ายชะงัก


“เอามือออกไป” เขาสั่งหน้านิ่ง เสียงสงบ แต่ผมว่าไอ้ความสงบนี่ไม่ค่อยน่าไว้ใจ ผมส่ายหัวรัวๆ


“ต้องให้ฉันบังคับใช่มั้ย” เขาเอียงคอถาม ยิ้มมุมปากอย่างเท่ ผมตาโตแล้วส่ายหัวอีกรอบ วิคเตอร์ทำท่าจะพุ่งเข้ามา ผมเลยรีบเอามือออกจากปากแล้วยกมือขึ้นมาพนมเป็นรูปดอกบัวตูม


“ยอมแล้วๆ ยอมแล้ว ผมขอโทษ ขอโทษๆๆ ขอโทษครับ” ผมหลับตาปี๋แล้วบอกเสียงรัว บอกอย่างรวดเร็ว สั่นมือที่พนมไว้ไปมา สิ่งที่รับรู้ตอนนี้คือลมหายใจอุ่นๆ ที่รดอยู่ตรงหน้าผาก


“หึ!” เสียงหัวเราะออกมาจากลำคอของอีกฝ่าย ผมลืมตาขึ้นมองหน้าเจ้านายตัวเองที่มองกลับมาด้วยแววตาพึงพอใจเหมือนผู้มีชัยคงรู้สึกดีสินะที่เห็นผมยอมให้ เลยอดเบ้ปากใส่ไม่ได้ จนอีกฝ่ายถลึงตามอง ผมเลยต้องสงบ


โฮ่ง!!


เสียงเห่าของเจ้าไมเคิลทำให้เราสองคนหันไปมอง เจ้าหมาขนฟูตัวใหญ่กำลังยืนเอียงคอมองเราสองคนด้วยความสงสัย แต่หางก็ส่ายไปมาช้าๆ มันคงกำลังงงว่าเราสองคนทำอะไรอยู่


“เดี๋ยวฉันจะพาไมเคิลออกไปข้างนอก ส่วนนาย ทำอาหาร ซักผ้า เตรียมชุดให้ฉันสำหรับคืนนี้ ฉันกลับมา ทุกอย่างต้องเสร็จเรียบร้อย” เขาสั่งเสียงเข้ม เรียบแต่เฉียบขาด ผมพยักหน้าหงึกหงักตอบรับอย่างรวดเร็ว


แล้วก็เกิดความเงียบขึ้นครู่หนึ่ง เราสองคนมองตากันไปมา ผมเอียงคอมองเขาแล้วกระพริบตาปริบๆ ก่อนจะเอามือจิ้มอกเขาเบาๆ


“ปล่อยสิ ผมจะได้ไปทำตามคำสั่งของคุณ” เขามองผมอยู่อีกอึดใจหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ คลายอ้อมกอดออก ผมดันตัวเองห่างจากเขาเล็กน้อย ผมยกแขน ยกมือ ที่โดนไฟกับความร้อนเมื่อวานทำร้ายขึ้นมาดู ก็เห็นว่ามันดูดีกว่าเมื่อวานนี้เยอะมาก ผมเลยพลิกขาแล้วเลิกชายเสื้อขึ้นดู ก็เห็นว่าอาการแดงลดลงเช่นกัน ที่มีตอนนี้ก็นาจะเป็นอาการแสบๆ คันๆ บ้างนิดหน่อย


“อาบน้ำเสร็จก็เอายามาทาเพิ่ม” ผมเงียบหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายที่กำลังมองผมสำรวจร่างกายตัวเอง ผมพยักหน้ารับคำสั่งเขา


“แล้วอาการไข้หวัดดีขึ้นรึยัง”


“ดีกว่าเดิมครับ ไข้ลดลงแล้ว น้ำมูกก็ลดลง”


“กินยาเข้าไปอีกก็แล้วกัน”  ผมยิ้มนิดๆ แล้วพยักหน้ารับอีกรอบ วิคเตอร์มองผมอย่างเฉยๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินขึ้นบันไดไป ผมถอนหายใจโล่งอก แล้วมองตามเจ้าไมเคิลที่เดินเตาะแตะๆ ตามเจ้านายมันขึ้นบันไดไป ผมส่งเสียงหัวเราะเล็กๆ คิกคักๆ ยิ้มขำกับท่าทางของเจ้าหมาตัวใหญ่ที่เดินบิดตูดช้าๆ ขึ้นบันไดไป


ฟึ่บ


หงับ!


“อ้ากกก!”


ผมร้องเสียงดังลั่นเมื่อโดนจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัวและไม่รู้ตัว ก็ไว้ใจว่าอีกฝ่ายเดินขึ้นบันไดไปแล้ว แต่ที่ไหนได้ เขากลับพุ่งตัวกลับมาอย่างรวดเร็วแล้วดึงตัวผมเข้าไปใกล้ ก่อนจะก้มลงมาที่ซอกคอผม แล้วใช้ฟันงับเข้าที่ซอกคอซ้ายแรงๆ หนึ่งที
ผมยืนนิ่งตาเบิกกว้างกับการกระทำของอีกฝ่าย ความรู้สึกเจ็บ แต่ไม่ได้เจ็บปวดมาก เพราะเขางับเบาๆ แต่ก็รับรู้ถึงถึงแรงขบลงมาของฟันที่เรียงตัวสวยของเขา ผมรู้สึกมึนหัวไปชั่วขณะ เช้านี้มึนหัวไปกี่รอบแล้วเนี่ยยย!


“เป็นรอยเตือนใจว่าอย่าปากเก่งอีก หัดสงบปากสงบคำซะบ้าง ไม่ใช่เถียงไปซะหมด” เขาเอ่ยออกมาหลังจากถอนคมฟันออกไปแล้ว ผมอ้าปาหวอยกมือตะปบเข้าที่ซอกคอที่โดนเขาขบกัด รู้สึกมีน้ำลายติดนิดๆ ผมเลื่อนสายตาตื่นๆ ของตัวเองไปมองเจ้าของรอยฟันบนซอกคอที่กำลังยิ้มอย่างพอใจ


“คุณเตือนก็ได้นี่ ไม่เห็นต้องกัดเลย!” อีกฝ่ายเลิกคิ้วกวนๆ แล้วยักไหล่แบบสบายๆ เขายิ้มเบ้ปากอย่างน่าหมั่นไส้ก่อนจะว่า


“คนดื้ออย่างนาย พูดไปก็เท่านั้นแหละ ดีเท่าไหร่แล้วที่ฉันไม่จับนายตีก้น” เขาว่าอย่างเข่นเขี้ยวแล้วยกนิ้วชี้ชี้หน้าผม เหมือนพ่อดุลูก ผมกัดฟันกรอดๆ แล้วถลึงตามองอีกฝ่าย


“อยากโดนอีกใช่มั้ย แต่ครั้งนี้ฉันจะกัดปากนาย เอาให้เลือดไหลจนพูดไม่ได้ไปเป็นอาทิตย์เลย” เหมือนเขาจะพูดเล่น แต่แววตาและน้ำเสียงดูไม่เล่น ผมเลยสงบเสงี่ยม ทำหน้าตาปกติ แต่ก็แอบหน้างอเล็กๆ


“ไปอาบน้ำสิ จะได้ไปทำอย่างอื่น” เขาสั่งอย่างหน้านิ่วคิ้วขมวด ผมเบะปากเล็กๆ


“ผมขอกลับไปอาบน้ำที่พักของตัวเองก่อนได้มั้ยครับ จะได้เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ด้วย”


“ไม่ต้อง เสียเวลา อาบที่นี่นั่นแหละ เสื้อผ้าก็ใส่ของฉันไปก่อน”


“นี่! เราตัวต่างกันอย่างกับหมาปอมเมอเรเนียนกับกอลิล่า ผมใส่เสื้อคุณทีไรอย่างกับใส่กระโปรง” วิคเตอร์ยิ้มมุมปากแบบขบขัน


“แหม… เปรียบตัวเองซะน่ารัก ส่วนฉันเอาไปเปรียบกับกอลิล่าเนี่ยนะ”


“เอ้า! ก็เหมือนจริงๆ นี่” ผมบอกอย่างหมั่นไส้ แต่จริงๆ มันไม่เป็นความจริงนะ วิคเตอร์ค่อนข้างห่างไกลจากไอ้ลิงยักษ์นั่นเยอะ


“สงสัยอยากโดนกัดปาก” อีกฝ่ายหรี่ตาแล้วบอกด้วยน้ำเสียงคุกคาม ผมรีบเอามือปิดปากทันที แล้วมองเขาอย่างเลิ่กลั่ก เขามองผมอีกครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจพูดออกมา


“งั้นรีบไปรีบกลับ ฉันให้เวลาไม่เกินเที่ยง ถ้าเกินเมื่อไหร่ นายโดนดีแน่!” เขาขู่หน้าโหด ผมแอบเบ้ปากในมือที่ยกมาปิดปากไว้


“อย่าแอบเบ้ปาก!” เฮือก! ดันรู้อีกนะ ผมเลยปล่อยมือออกจากปาก แล้วยิ้มแห้งให้เขา


“โอเคครับ ผมจะรีบไป รีบกลับ” ผมยิ้มดีใจที่จะได้กลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ไม่ใช่เหมือนใส่กระโปรงแบบนี้


ผมหมุนตัวเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่นหยิบกางเกงขาสั้นของตัวเองมาใส่ทับบ็อกเซอร์เข้าไป หยิบกระเป๋าแล้วเดินออกจากห้องนั่งเล่น ก็ยังเห็นว่าเขายืนอยู่ที่เดิม ผมเผลอยกมือไหว้สวัสดีเขา อีกฝ่ายทำหน้างงๆ นิดหน่อยที่เห็นผมยกมือไหว้


“ธรรมเนียมไทยน่ะ เจอคนที่ แก่ กว่า ต้องไปลามาไหว้” ผมเน้นเสียงตรงคำว่าแก่แล้วยิ้มกว้างส่งไปให้


ฟิ้ววว!


ผมรีบวิ่งหนีไปทางประตูทันที เมื่ออีกฝ่ายทำท่าจะเข้ามาประชิดตัวผม ยิ่งเห็นหน้าตาที่เหมือนจะหมั่นไส้ผมไม่น้อยแบบนั้น ต้องรีบวิ่งหนี พอผมวิ่งเจ้าไมเคิลก็ส่งเสียงเห่าอย่างตื่นเต้น มันคงนึกว่าผมชวนมันวิ่งเล่นสินะ แต่เปล่าเลยฉันวิ่งหนีเจ้านายแกต่างหากเจ้าหมายักษ์ 










ช่วงเวลาที่กลับไปจัดการตัวเองที่บ้านป้าแมร์รี่ ผมนี่แทบเสียสติ ลนลานไปหมด เพราะกลัวตัวเองสาย จนป้าแมร์รี่ต้องเข้ามาบอกให้ผมใจเย็นๆ ผมถึงตั้งสติได้และค่อยๆ จัดการตัวเองอย่างไม่เร่งรีบ พออาบน้ำแต่งตัวเสร็จผมก็เร่งฝีเท้าออกจากที่พัก ก่อนออกจากบ้านผมเจอบาสที่กำลังจะไปทำงาน (เข้ากะสาย) เราสองคนเลยได้มีเวลาเดินคุยกัน จนกระทั่งขึ้นรถไฟมาพร้อมๆ กัน ผมกับเขาคุยกันราวกับไม่ได้คุยกันมานานมาก คุยเรื่องทั่วๆ ไป ไม่มีประเด็นหลักที่แน่นอน คุยกันจนคอหอยแทบพัง (เว่อร์) แน่ล่ะ ผมแทบไม่เจอใครที่บ้านเลย ตั้งแต่มาถึงที่นี่ผมได้คุยกับคนอื่นน้อยมาก นอกนั้นพูดกับอีพ่อพระเอกเป็นส่วนใหญ่ 


“เออ แมท รอยที่คอนั่นมันอะไรอ่ะ”


เฮือก!


นั่งคุยเรื่องสัพเพเหระอยู่ดีๆ ทำไมวกมาเรื่องนี้ละพ่อหนุ่มแว่นกล้ามแน่น นี่ยกปกคอเสื้อบังมิดสุดๆ แล้วนะ ผมรู้สึกหน้าแห้ง ปากแห้ง ไปในบันดล แงๆ ไอ้รอยฟัน รอยแดง รอยดูดนี่ ลบยากเสียจริง (มันจะลบออกได้ไง) ตอนผมอาบน้ำ ก็เห็นแล้วล่ะว่ามันแดงชัด ส่วนไอ้รอยฟันนั่น ก็ทิ้งรอยไว้จางๆ


ฮ่วยยย! อยากจะจับไอ้เจ้าของรอยนี่เลาะฟันออกจากปากซะจริง!


“ยุง ยุงกัด ยุงนิวยอร์คแม่งปากจัดกัดเจ็บยิ่งกว่ายุงไทยมาก” นึกแล้วอยากจะฟาดยุงตัวนั้นให้ตายคามือ
บาสหรี่ตามองผ่านกรอบแว่นอย่างไม่เชื่อในคำตอบ ผมยิ้มเม้มปากอย่างประหม่า แล้วก็ค่อยๆ จับคอเสื้อเชิ้ตสีดำของตัวเองขึ้นมาปิดร่องรอยนั้นไว้


“ยุงกัดจริงอ่อวะแมท แม่งเหมือนรอยดูด รอยกัด” ผมอ้าปากหวอ เมื่อโดนเขาพูดกระแทกใส่หน้าอย่างง่ายๆ หน้าตาสบายๆ แต่
เล่นเอาผมหัวใจจะวาย


 โอ๊ยยย! พ่อคุณ พูดตรงจริ๊งงง!


“ยะ…ยุง ยุง จริงจริงนะ” ผมพยายามบอกเสียงปกติ แต่เสียงก็ทั้งแผ่ว ทั้งแป้ว เหลือเกิน  บาสคลี่ยิ้มเหมือนรู้ทันก่อนจะว่า


“มานิวยอร์คไม่ถึงเดือน นี่แมทมีเจ้าของแล้วหรอเนี่ย”


“เฮ้ย! เจ้าของไม่มี มีแต่เจ้านาย” ผมรีบโพล่งออกไปทันที แต่นั่นยิ่งทำให้บาสมองผมแทบตาไม่กระพริบ


“เจ้านายแมทผู้ชายผู้หญิง?”


“ผู้หญิง คนเมื่อวานไง ที่มารับเราที่บ้านป้าแมร์รี่อ่ะ” ผมบอกทันทีที่นึกได้ว่าบาสเคยเจอคุณเอมิลี่แล้ว และผมก็ไม่ได้โกหกสักหน่อย เจ้านายผมจริงๆ ก็คือคุณเอมิลี่นี่แหละ ส่วนอีกคน ละไว้ละกันนะในสถานการณ์แบบนี้


“แต่แม่งเหมือนรอยดูดจริงๆ นะ” บาสยังคงมองไปที่ซอกคอผมอย่างตั้งอกตั้งใจ คนโดนมองอย่างผมก็ได้แต่เอามือขยุ้มคอเสื้อไว้


“ถ้าเป็นแค่รอยยุงกัดจริง ทำไมต้องพยายามปิดด้วยอ่ะ” บ๊ะ! เดี๋ยวปัดจับแก้ผ้าเอาไฟแช็คลนไข่ซะหรอก


“ก็มันเหมือนรอยดูดแบบที่บาสว่าไง”


“แต่ถ้าแมทมั่นใจว่าเป็นแค่รอยยุงกัด ไม่เห็นต้องพยายามปิดเลย” บาสบอกง่ายๆ ผมนิ่งไปนิดหนึ่ง ก่อนจะปล่อยมือออกจากคอเสื้อ แล้วส่งยิ้มทำเหมือนว่าเห็นด้วยกับคำพูดนั้น บาสยิ้มมุมปากอย่างขำๆ


“แมท… เราเคยทำให้คนอื่น และคนอื่นก็เคยทำให้เรานะ ทำไมเราจะไม่รู้ว่านั่นไม่ใช่รอยยุงกัด” อึ้งครับ! ผมนี่นิ่งอย่างกับรูปปั้น เลิกคิ้วขึ้นสูงแล้วทำตาโตมองอีกฝ่ายที่มองกลับมาพร้อมรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม


“ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย แค่สงสัยว่าใครเป็นคนทำ แต่ไม่ใช่ผู้หญิงคนเมื่อวานแน่ๆ” ผมยิ้มอย่างจนมุม แล้วก็แบะปากราวกับจะร้องไห้


“แค่เล่นกันเฉยๆ อ่ะ ไม่ได้มีอะไรไปมากกว่านั้น”


“ไอ้คนเล่นแม่งเล่นซะเหมือนจริง เล่นซะเกือบรอบคอ” บาสหัวเราะน้อยๆ ส่วนผมก็รู้สึกร้อนๆ ที่หน้า ไม่ยุติธรรมอีกละ ไอ้คนทำป่านนี้นอนอาบน้ำอยู่ในอ่างสบายใจเฉิบแล้วมั้ง


“น่าเกลียดมากมั้ย” ผมถามด้วยความกังวล พลางเอามือจับๆ ลูบๆ ตรงซอกคอทั้งสองฝั่งของตัวเอง


“มันก็ไม่ได้เรียกว่าน่าเกลียดอ่ะ แต่มันมีหลายรอยจนน่าตกใจมากกว่า ดีนะแมทไม่ได้ขาวมาก ไม่งั้นเห็นตั้งแต่ร้อยเมตร” ผมหน้าเสีย ดึงปกคอเสื้อมาปิดๆ อีกครั้ง


“ว่าแต่ใครทำเนี่ย มีแฟนแล้วจริงดิ” ผมหน้าตื่น ส่ายหัวรัวๆ


“แฟนที่ไหน ไม่มีเลยสักคน คนมาจีบยังไม่มี ชีวิตนี้ไม่เคยโดนจีบด้วยซ้ำ” ผมบอกอย่างจริงใจ มันเป็นเรื่องจริงที่ทำให้รู้สึกเจ็บปวดเบาๆ เมื่อย้อนคิดได้ว่า ผมไม่เคยมีแฟน ไม่เคยมีคนมาจีบ ไม่เคยมีคนมาชอบ มีแต่ไปชอบเขา แล้วก็อกหัก แถมยังอกหัก จนทำให้ไม่กล้าชอบใครเพราะกลัวผิดหวัง


“จริงอ้ะ? หน้าตาแมทก็ไม่ได้ขี้เหร่สักหน่อย อาจไม่โดดเด่น แต่แมทก็หน้าตาน่ารักนะเว้ย” บาสบอกอย่างจริงใจ พร้อมรอยยิ้มกวนๆ แต่ไม่ได้รู้สึกว่ามันกวนเท้าอะไรแบบนั้น มันเป็นรอยยิ้มกวนๆ แบบน่ามอง จนผมต้องยิ้มตาม
อ่าหุๆ อย่างน้อยพ่อตี๋แต่ตาไม่ตี่หน้าตาดีคนนี้ก็มองว่าฉันหน้าตาดีล่ะนะ นานน้านทีจะมีคนชม


“พูดขนาดนี้คิดอะไรกับเราปะเนี่ย” ผมบอกพร้อมหัวเราะน้อยๆ อีกฝ่ายยิ้มกว้างอย่างขบขัน


“คิด แต่ไม่ได้คิดแบบนั้นหรอก เรามีน้องชาย เห็นแมทละนึกถึงน้องชายตัวเอง ตัวเล็กๆ งี้แหละ แต่น้องเราผอมกว่านี้นะ” บาสบอกแล้วหัวเราะเบาๆ ผมหน้าเหวอด้วยความตกใจ


“เราดูอ้วนมากเลยหรอ”


“เปล่าๆ ไม่ได้อ้วน แต่แมทดูมีเนื้อมีหนังมากกว่าน้องเราเฉยๆ อย่างแมทนี่เขาเรียกว่าจับเต็มไม้เต็มมือ” บาสบอกยิ้มๆ ผมทำหน้าเข้าใจว่า อ้อ แล้วพยักหน้าเบาๆ


“เอ้อ… พรุ่งนี้เรากับไอ้เอิร์ทหยุด เลยว่าจะไปนั่งชิวที่บาร์แถวไทม์สแควร์ สักทุ่มสองทุ่มอ่ะ แมทไปด้วยกันปะ” ผมทำหน้าคิดนิดหนึ่ง กำลังคิดว่าตัวเองมีภารกิจอะไรเกี่ยวกับวิคเตอร์อีกหรือเปล่า


“เดี๋ยวเราขอให้คำตอบอีกที แต่วันนี้เจ้านายเราก็มีงานแถวๆ นั้น เราอาจจะแว้บไปได้ตอนที่เจ้านายทำงานอยู่”


“เออ ถ้าไปได้ก็บอกนะ ไอ้เอิร์ทมันก็ฝากมาชวน มันอยากให้แมทไปด้วย” ผมแอบชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะยิ้มรับ


“ได้ๆ เดี่ยวขอถามเจ้านายก่อน ละเดี๋ยวเราโทรบอก งั้นขอเบอร์บาสไว้เลยละกัน” ผมหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าเกางเกงสกินนี่ (Skinny) สียีนส์ซีดๆ แล้วยื่นโทรศัพท์ให้หนุ่มแว่น เขารับไปแล้วกดหมายเลขโทรศัพท์ที่สหรัฐฯ ให้ ก่อนจะโทรเข้าเบอร์ตัวเองแล้วยื่นโทรศัพท์กลับมาให้ผม


“ไปให้ได้นะ ไอ้เอิร์ทแม่งโคตรอยากให้แมทไปด้วย” ยอมรับเลยว่าแอบรู้สึกดีใจ เพราะผมไม่เคยมีความรู้สึกอย่างนี้หรอก ไอ้ความรู้สึกที่ว่ามีผู้ชายอยากให้ไปนั่นไปนี่ด้วยกัน


รู้สึกสวย ฮ่าๆๆๆ


“จะพยายาม แต่คิดว่าไม่น่ามีปัญหา” หวังว่านะ ได้แต่ปลอบใจตัวเองไปงั้นล่ะ กะอีตาวิคเตอร์อย่าได้คิดว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะมันมีเสมอ บาสยิ้มกริ่มก่อนจะบอกประโยคต่อมาที่ทำให้ผมแอบใจเต้นไม่น้อย


“ไม่เคยโดนจีบ จะโดนจีบก็คราวนี้แหละแมท” ผมหน้าเหลอหลา แต่ก็เผลอยิ้มออกมาอย่างเขินๆ ทั้งที่พยายามกลั้นยิ้ม แต่ยิ่งกลั้นก็ยิ่งยิ้มจนรู้สึกเมื่อยหน้า บาสคลี่ยิ้มเป็นรอยยิ้มขำๆ


“ขอถามได้มั้ย ว่ามันหมายความว่าไง” บาสเลิกคิ้วนิดหนึ่ง ราวกับกำลังคิดว่าพูดได้มั้ย แต่สักพักเหมือนเขาจะคิดว่าไม่น่าใช่เรื่องใหญ่อะไร เลยไหวไหล่เบาๆ แล้วก็ว่าต่อ


“เอิร์ทมันชอบแมท มันก็เพิ่งบอกเราเมื่อวานตอนที่แมทออกไป มันไปนั่งรอแมทกลับยันดึก เราออกมาตาม ก็เลยนั่งเปิดใจคุยกัน มันก็เลยสารภาพออกมา จริงๆ แม่งก็อย่าเรียกว่าสารภาพเลยว่ะ เรียกว่ามันตอบข้อสงสัยเรามากกว่า เพราะเราคิดมาสักพักละว่ามันชอบแมทรึเปล่า” บาสบอกน้ำเสียงสบายๆ แต่คนที่ได้ฟังอย่างผม ถึงกับกระพริบตาปริบๆ หน้าตาเอ๋อแดกไปแล้ว


ชอบ… มีคนชอบผมเนี่ยนะ แล้วเป็นเอิร์ท ผู้ชายที่หน้าตาถือว่าหล่อมากคนหนึ่งเลยนะ คือ ก็พอจะรู้สึกนิดๆ ตอนเขาจูบว่าเขาคิดอะไรมากกว่านั้นหรือเปล่า แต่ไม่คิดว่าเขาจะชอบ


“จริงอ่อ” ผมแอบงงๆ ปนสงสัยอะไรนิดหน่อย แต่ถึงจะสงสัยอะไร ผมก็พูดออกไปได้แค่นั้น เพราะรู้สึกว่าสติมันมวนๆ แปลกๆ มันเหมือนมีเสียงหึ่งๆ อยู่ในหัวตัวเอง ความรู้สึกมันตีกันในอกไปหมด มันปั่นป่วน ความดีใจก็มี ความรู้สึกงงก็มี ความอึ้งก็มี


“รอฟังจากปากมันอีกทีละกัน จะได้รู้ว่าชัวร์รึเปล่า” บาสบอกยิ้มๆ ผมย่นหน้าด้วยความเขินนิดๆ ก่อนจะถามอย่างนึกสงสัย


“เอิร์ทเป็น เอ่อ… “ ไม่รู้ทำไม ผมไม่กล้าเรียกคนอื่นว่า เกย์ ผมมีความรู้สึกว่าไม่อยากตัดสินใครอย่างเร็ว หรือถ้ายังไม่รู้จักกันดีผมก็ไม่อยากไปบอกว่าคนนั้นคนนี้เป็นเกย์ บางทีท่าทางภายนอกอาจเหมือน แต่เขาอาจไม่ได้เป็นก็ได้ อย่างเอิร์ท ผมก็ไม่รู้สึกว่าเขาเป็นเลยแฮะ ฉะนั้นไม่รู้ว่าเรียกเกย์ได้หรือเปล่า


“ถ้าถามว่าก่อนหน้านี้มันเคยมีแฟนเป็นผู้ชายมั้ย ก็ไม่มีนะ แต่มันก็ไม่เคยคบผู้หญิงคนไหนจริงจัง คุยๆ เอาๆ ไปเรื่อย…” ผมตาโตมองบาสอีกรอบ อีกฝ่ายหัวเราะที่เห็นหน้าตาผมเหลอหลา


“มันก็ผู้ชาย ใครให้มัน มันก็เอา ใครไม่ยอมให้ มันก็ไม่เอา”


“แล้วเอิร์ทไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนเลยหรอ”


“ไอ้เป็นตัวเป็นตนเนี่ย ก็มีแหละ แต่คบยาวๆ จริงจังนี่เรายังไม่เคยเห็นว่ะ เราไม่เคยเห็นมันคบกับใครได้เกินปี แต่มันไม่ใช่คนเจ้าชู้นะ คุยทีล่ะคนแล้วก็เอาทีล่ะคน”


“แล้วถ้าเอิร์ทเคยมีแฟนเป็นผู้หญิงมาแล้ว จู่ๆ มาเปลี่ยนแนวมาชอบเราได้ไง บ้า ตลกแล้วอ่ะ” ผมเริ่มรู้สึกแปลกๆ ชอบผู้หญิง มีแฟนเป็นผู้หญิง เคยมีอะไรกับผู้หญิง แล้วจู่ๆ จะมาชอบผู้ชายอย่างผมเนี่ยนะ


“เราว่าไอ้เอิร์ทแม่งเป็นไบ (Bisexual) มันเคยโดนผู้ชายจีบ มันก็คุยนะ ไม่เห็นมันปฏิเสธ” ไม่รู้จะทำหน้ายังไงดี เลยได้แต่ทำหน้าเก้อๆ ไปเรื่อย ก่อนจะนึกขมวดคิ้วเพราะนึกถึงคำพูดของเอิร์ทได้ ที่บอกว่าถ้าให้ไปจูบผู้ชายคนอื่นที่ไม่ใช่ผมก็ไม่เอา ผมกำลังจะเอ่ยปากถามบาส แต่พอนึกได้ว่าถ้าถามก็ต้องเล่าเรื่องจูบให้ฟัง เลยพอสตัวเองไว้แล้วเปลี่ยนคำถามทันที


“แล้วบาสไม่ เอ่อ… ไม่ แบบว่า ไม่ชอบหรือเปล่า ที่เอิร์ทเป็นแบบนี้” บาสเลิกคิ้วขึ้นสูงแล้วยิ้มเหมือนกำลังขำ


“ทำไมเราต้องรู้สึกงั้นด้วยอ่ะ ไอ้เอิร์ทมันเพื่อนเรานะ เพื่อนสนิทด้วย มันจะเป็นไงก็ช่างมันดิ ขอแค่มันไม่มายุ่งกับตูดเราก็พอละ” แล้วบาสก็หัวเราะชอบอกชอบใจ นี่ถ้าเป็นเมืองไทยคงโดนหันมามองด้วยสายตาแปลกๆ แต่ที่นี่คนไม่ค่อยสนใจกันหรอก อยากทำไรก็ทำ ผมเลยหัวเราะไปด้วย รู้สึกดีกับผู้ชายคนนี้เหลือเกินที่เขาไม่นึกรังเกียจเพื่อนตัวเองที่เปิดเผยว่าชอบผู้ชาย
ที่สำคัญคือชอบผู้ชายอย่างผม คนอย่างผมเนี่ยนะ…


แม้ผมจะไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกแบบไหนกันแน่ แต่ความรู้สึกหนึ่งที่มีต่อเอิร์ทคือ ความรู้สึกขอบคุณ… ขอบคุณที่ทำให้ผมรู้ว่าการมีคนมาชอบมันก็เป็นเรื่องราวดีๆ แบบนี้นี่เอง


[มีต่อด้านล่าง]

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ||Love, no boundaries. Part: You and I||::CHAPTER 7-10:: 20.06.58
« ตอบ #49 เมื่อ: 20-06-2015 11:41:43 »





ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8
Re: ||Love, no boundaries. Part: You and I||::CHAPTER 7-10:: 20.06.58
«ตอบ #50 เมื่อ20-06-2015 11:43:55 »


ผมมาถึงบ้านวิคเตอร์ตอนสิบโมงนิดๆ แอบรู้สึกผิดเหมือนกันที่วันนี้ทำอาหารให้เขาทานช้า ปกติเขาจะทานมื้อเช้าไม่เกินแปดโมงเช้า สายสุดๆ ก็แปดโมงครึ่ง แต่นี่เลยเวลาอาหารเขามาเยอะแล้ว ผมเลยรีบจัดการตระเตรียมอาหารให้เขาโดยไม่ได้สนใจจะเสาะหาว่าเขากลับมาจากข้างนอกหรือยัง หรือว่าอยู่ส่วนไหนของบ้าน ผมตัดสินใจทำข้าวไข่เจียวง่ายๆ ที่ใช้เวลาไม่มากไปเสิร์ฟให้เขาในห้องนอน เพราะกลัวว่าถ้าทำอย่างอื่นมันจะใช้เวลานาน


ผมยกถาดอาหารมาวางไว้ที่โต๊ะทรงกลมใกล้ริมหน้าต่างและระเบียงห้อง จัดการราดซอสพริกลงบนไข่ วางสตาร์บัคไว้ข้างๆ จานข้าวพร้อมน้ำเปล่าอีกหนึ่งแก้วใหญ่ ก่อนจะหยิบถาดอาหารเตรียมตัวจะหมุนเดินออกจากห้อง แต่ก็ต้องสะดุ้งเพราะหมุนตัวเดินไปชนเจ้าของห้องที่เปลือยกายท่อนบนใส่แค่ผ้าขนหนูหมิ่นเหม่ไว้เบื้องล่าง


“ตกใจหมดเลย!” ผมเอามือจับอกแล้วถอนหายใจเบาๆ ยกมือปาดน้ำออกจากคิ้วที่ติดมาจากแผงอกของเขา อีกฝ่ายชะโงกหน้าไปดูอาหารบนโต๊ะ ก่อนจะเลื่อนสายตามามองผม


“ฉันกลับมา แล้วนายก็เพิ่งทำงานเสร็จอย่างเดียวเนี่ยนะ” เขาเลิกคิ้วถามพลางเอาผ้าขนหนูเช็ดหัวที่เปียกไปด้วย ผมพยายามข่มใจไม่ให้มองตรงกล้ามท้องสามเหลี่ยมทรงคว่ำนั่น ไอ้ช่วงนั้นนี่มองทีไรคิดไปไกลทุกที


“ขอโทษทีครับที่ไปนาน…”


“ก็บอกแล้วว่าให้อาบน้ำที่นี่ซะก็หมดเรื่อง” ทำไมจะต้องพูดแทรก ทำไมถึงไม่เป็นคนที่ฟังอะไรให้จบก่อนนะ โวะ! ผมกลอกตาแว้บหนึ่งแล้วตอบเขาเสียงเซ็งๆ


“ขอโทษอีกทีครับ ผมก็พยายามเร่งสุดๆ แล้ว ผมทำอาหารง่ายๆ มาให้ เพราะมันเลยเวลาทานอาหารเช้าของคุณมาสองชั่วโมงแล้ว ผมกลัวคุณหิว”


“ใช่ ฉันหิว เป็นเพราะนายนั่นแหละ” ผมทำปากยื่นแบบเซ็งๆ ขี้เกียจจะต่อปากต่อคำ


“คุณเสียเวลาทานข้าวไปอีกสามนาทีเพราะยืนหาเรื่องผม ผมว่าเอาเวลานั้นไปทานข้าวเถอะครับ คุณเรย์มอนด์” ผมเบี่ยงตัวแล้วผายมือให้เขาไปที่โต๊ะทานข้าว เขาหรี่ตามองผมเล็กน้อย ก่อนจะยอมเดินไปนั่งที่เก้าอี้ ผมพ่นลมหายใจเบาๆ แล้วก้าวเดินออกจากห้อง เพื่อไปซักผ้าให้เขา และจะได้กลับมาเตรียมชุดสำหรับงานคืนนี้


“เดี๋ยวผูกหูกระต่ายให้ฉันด้วยนะ แล้วฉันขอเปลี่ยนจากสูทวาเลนติโน (Valentino) มาเป็นสูทอมานี่ (Armani)” เขาตะโกนไล่หลังตามมา ผมหันไปมองเขาแล้วยิ้มรับคำสั่ง


“Yes, as you wish—my boss. (ครับ ตามที่คุณปรารถนาเลยครับ เจ้านาย)” แล้วผมก็โดนผ้าขนหนูผืนเล็กของเขาอัดเข้าที่หน้า โทษฐานที่ใช้น้ำเสียงประชดประชัน พร้อมรอยยิ้มกระแทกแดกดันอีกฝ่าย


ตอบผมที นี่คือคนที่พยายามจะยัดกล้วยเข้าปากผมเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้วหรือเปล่า








รถของวิคเตอร์เข้ามาจอดเทียบหน้าหอสมุด หรือที่ชาวนิวยอร์คเรียกว่า New York Public Library ตรงถนน 42 หรือถ้าให้แปลแบบไทยๆ ก็อารมณ์หอสมุดแห่งชาติ หรือจะเรียกง่ายๆ ว่าหอสมุดชาวบ้าน แต่ผมคิดว่ามันคงไม่เหมือนหอสมุดประชาชนที่เหล่าผู้ใหญ่บ้านหรือกำนันสร้างไว้ให้ชาวบ้านมาอ่านหนังสือหรอกมั้ง ผมว่าน่าจะต่างกันอยู่นะ (ต่างสิ)


หอสมุดแห่งนี้ใช้เป็นฉากในหนังดังๆ หลายเรื่องๆ แต่ที่ทำให้ผมจดจำหอสมุดแห่งนี้ได้มากที่สุดคงจะเป็นเรื่อง Sex  And The City ที่ใช้หอสมุดเป็นฉากแต่งงานของพระนาง แต่สุดท้ายงานแต่งก็ล่มเพราะอีฝ่ายชายโลเล ชะนีก็ต้องหอบกระโปรงบานๆ กลับไปพร้อมความบอบช้ำ แน่นอนว่านอกจากเป็นหอสมุดแล้ว ที่นี่ยังใช้เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยง งานแต่ง งานสังสรรค์ได้ด้วย แต่ต้องจองคิวนะ เพราะว่าคิวยาวมากและขอจัดงานยากมาก ถ้าไม่เด่นไม่ดังจริงก็ไม่ใช่ง่ายๆ ที่จะได้จัดงานที่นี่และทางหอสมุดเองก็ใช่ว่าจะเปิดให้ใช้ที่นี่มาจัดงานเลี้ยงปาร์ตี้อะไรได้บ่อยๆ ก็อย่างว่ามันคือหอสมุดนี่นะ



งานที่วิคเตอร์มาเป็นงานเลี้ยงครบรอบของนิตยสารชื่อดังเล่มหนึ่งของวงการแฟชั่น ของวงการสื่อพิมพ์นิวยอร์ค ซึ่งแน่นอนว่าวิคเตอร์ที่เริ่มจากการเป็นนายแบบมาก่อนก็ต้องรู้จักมักจีกับพวกนิตยสารอะไรแบบนี้อยู่แล้ว เขาจึงถูกเชิญมาเพราะร่วมงานกับนิตยสารเล่มนี้หลายครั้ง เลยรู้จักกับบรรณาธิการของหนังสือเป็นอย่างดี


ผมลงมายืนมองบรรยากาศอันอลังการงานสร้างที่หน้าหอสมุด แสงแฟลชวูบวาบสว่างไสวไปมา เหล่าเซเลบริตี้คนดัง และเหล่าดารานักแสดง นักร้องที่มีชื่อเสียงมากมาย เดินเข้างานเรียกแสงแฟลชจากช่างภาพไม่หยุด เสียงตะโกนเรียกให้หันไปมองกล้องนั้นกล้องนี้ดังแว่วมา


“จะเข้าไปหรือจะรออยู่ข้างนอก” เจ้าชาย เอ๊ย! เจ้านายผมเอ่ยถามเมื่อยื่นกุญแจให้กับคนขับรถไปจัดการรถเขาเรียบร้อยแล้ว
วิคเตอร์อยู่ในชุดสูทสีดำมันขลับ ที่ผ่านการตัดเย็บมาอย่างดีไม่มีหลุดลุ่ย ด้านในเป็นเสื้อเชิ้ตขาว เพิ่มความเก๋ด้วยหูกระต่ายสีดำที่ผมเพียรพยายามในการเรียนรู้จากคลิปในยูทูป กว่าจะพับให้มันเป็นหูกระต่ายได้ ผมนี่แทบอยากจะไปเฉือนหูกระต่ายจริงๆ มาเย็บให้เขาซะ กางเกงสแลคสีดำมันเลื่อมสะท้อนแสงดูน่ามอง รองเท้าขัดมันที่แน่นอนว่าผมนั่งขัดให้กับมือ เขาไม่ได้ใช้หรอก แต่ผมเห็นว่ามันดูไม่เนี้ยบพอเลยนั่งขัดให้เอง


“พอดีเพื่อนผมชวนไปบาร์แถวนี้ ถ้าคุณไม่ว่าอะไร ผมขอไปรอคุณที่บาร์ก็แล้วกัน ถ้าคุณเลิกแล้วก็โทรมาบอกนะครับ” เขาทำหน้าคิดเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าเบาๆ


“ฉันคงอยู่ไม่นาน น่ารำคาญจะตาย นี่ถ้าไม่ติดว่าฉันเคยนอนกับยัยบรรณาธิการมาก่อน ฉันไม่มาหรอก” อะ…อะไรนะ ผมอ้าปากหวอเมื่อได้ยินประโยคนั้น แต่อีกฝ่ายกลับพูดออกมาอย่างหน้าตาเฉย แถมยังมีสีหน้าติดรำคาญเล็กๆ ด้วยซ้ำ


“คะ…ครับ” ผมรู้สึกตกตะลึงจนไม่รู้จะพูดอะไร ได้แต่มองหน้าพ่อหน้าหล่อ ที่วันนี้หล่อเนี้ยบด้วยทรงผมเวทลุคส์ (Wet looks) หรือหวีเปียก ที่ผมทำให้กับมือ เขาดูดีมาก ดูหล่อแบบคุณชาย เจ้าชายยุคคลาสสิคๆ หน่อยเนื่องด้วยผมเขาจะมีความหยักยุ่งอยู่เล็กน้อย แต่ไม่ได้หยิกหยอยเป็นฝอยขัดหม้อหรอกนะ ไม่ได้หยิกถี่ๆ ขนาดนั้นอ่ะ ผมว่าวิคเตอร์เขามีทรงผมที่เหมือนจะยุ่งเหยิงตลอดเวลา แต่ไม่ได้ดูรกรุงรัง นั่นทำให้เขาดูเซ็กซี่มาก พอทำผมทรงหวีเปียกแบบนี้มันออกมาเข้ากับเขามาก แต่ก็ไม่ดูเรียบแปล้จนเรียบติดหัว โครงหน้าเขาดีอยู่แล้ว ไม่ว่าทำผมทรงอะไรมันก็เข้าไปหมด และที่สำคัญวิคเตอร์เป็นไม้แขวนเสื้อที่ดีมาก ใส่ชุดอะไรแม่งก็ดูดีจริงๆ นะ ผมว่าถ้าเขาใส่เสื้อยืดธรรมดาๆ มางานยังเข้าไปในงานได้สบายๆ ถึงแม้หน้าเขาจะไม่ได้หล่อเปะเว่อร์วังอลังการ แบบว่าเห็นแล้วสะดุด แต่บอกแล้วว่าผู้ชายคนนี้มีเสน่ห์ ดูเป็นผู้ชายมีอะไรในตัวเอง เป็นคนที่ยิ่งมองแล้วยิ่งติดตาติดใจ  ยิ่งเสน่ห์ทางเพศขอการันตีว่าพุ่งทะยานจริงๆ บอกได้จากเหตุการณ์บนเตียงที่เขาทำกับผมนั่นแหละ ซึ่งผมว่าผู้ชายที่หล่อแบบไม่เป๊ะ แต่หล่อแบบมีลูกเล่นแพรวพราว มีเสน่ห์น่าค้นหา มันน่าสยบให้ยิ่งกว่าพวกหน้าเป๊ะจนหาที่ติไม่ได้อีกนะ บางเป๊ะเกิรไปก็รู้สึกว่ามันหล่อเกิ๊น หล่อจนรู้สึกว่ามันแค่หล่ออ่ะ แต่แบบวิคเตอร์นี่หล่อแล้วยังมีเสน่ห์ไง


“คุณรีบเข้าไปเถอะครับ” ผมบอกเมื่อเห็นว่าเขายังคงทำหน้าเซ็งๆ เหมือนไม่อยากเข้าไปในงาน เขายืนมองหน้าหอสมุดที่มีเหล่าช่างภาพ เหล่านักข่าว ยืนเต็มไปหมด


“นี่… หน้าก็หล่อ แต่งตัวก็ดูดี อย่าทำหน้าบูดอย่างนั้นสิครับ ผมอุตส่าห์รีดสูท ทำหูกระต่าย ขัดรองเท้า และทำผมให้นะ” เขาหันมามองทั้งที่สีหน้าและสายตายังคงเหมือนหงุดหงิดๆ ผมก็ได้แต่ส่งยิ้มกลับไปเหมือนจะปลอบใจว่ายังไงเขาก็ต้องเข้าไปในงาน อีกฝ่ายถอนหายใจเบาๆ แล้วสีหน้าก็ดีขึ้นนิดหน่อย


“นายไปเถอะ” ผมยิ้มแล้วพยักหน้าหงึกๆ อีกฝ่ายมีสีหน้าดีขึ้น ก่อนจะเดินไปทางบริเวณด้านหน้าหอสมุด ผมมองตามแผ่นหลังของเขา ท่วงท่าการเดินช่างดูสง่าราวกับเดินแคทวอล์คอยู่ตลอดเวลา พอไปถึงบริเวณพรมแดงที่ปูขึ้นไปตามขั้นบันได้ นักข่าว ช่างภาพทั้งหลายแหล่ก็กรูเข้ามาหาเขาแล้วระดมแสงแฟลชใส่ไม่ยั้ง มีไมค์อีกสี่ห้าอันจ่ออยู่ตรงหน้า นี่ขนาดเขายังไม่ได้ดังเป็นพลุแตกนะ ยังได้รับความสนใจขนาดนี้


ผมตัดสินใจหมุนตัวเดินออกมาจากบริเวณหน้าหอสมุดเพื่อเดินไปที่ไทม์สแควร์ จากตรงนี้ไปถึงที่นั่น มันก็ไม่ใกล้ไม่ไกลจนเกินไป เรียกว่าระยะทางพอดี ให้ผมบอกเป็นตัวเลขกิโลเมตร ผมก็ไม่เก่งเลข ไม่ได้เรียนด้านวัดถนนด้วยสิ แต่เอาเป็นว่ามันอยู่บนถนนสาย 42 เหมือนกัน ซึ่งการที่สถานที่ที่อยู่บนเส้นทางเดียวกันของที่นี่ ก็แค่เดินๆ ไปสักพักมันก็จะถึง 


แสงสีแถวหอสมุดที่โดดเด่นสุดๆ ก็คงมาจากงานเลี้ยงฉลองครบรอบนิตยสารนั่นแหละ ส่วนบริเวณอื่นๆ ก็มีแสงสียามค่ำคืนประปรายไมได้คึกคักอะไร แต่พอผมเริ่มเข้าใกล้ย่านไทม์สแควร์ก็เริ่มสัมผัสได้ถึงแสงสีของจอดิจิตอลมีอยู่เต็มไปทั่วราวกับเป็นกระจกประดับก็ไม่ปาน จอดิจิตอลที่ติดในย่านนี้นั้นให้ความสว่างไสวโดยแทบไม่ต้องเปิดไฟอย่างอื่นเลยด้วยซ้ำ


ผมเดินมาถึงตรงแยกถนนที่รอสัญญาณไฟที่จะข้ามไปถึงใจกลางไทม์สแควร์ระหว่างรอสัญญาณไฟผมก็โทรหาบาสเพื่อให้คำตอบที่ค้างเอาไว้ บาสบอกว่าเขาเองก็กำลังนั่งรถไฟมากับเอิร์ท ตอนที่ได้ยินชื่อคนหลังผมแอบใจเต้นเบาๆ รู้สึกตื่นๆ ชอบกลที่จะเจอเขาหลังจากที่ได้รู้ความรู้สึกของอีกฝ่าย


ผมวางสายก็เป็นช่วงที่สัญญาณไฟให้คนเดินพอดี ผมเดินข้ามถนนไปตรงริมฟุตบาท มองเห็นแสงไฟสีแดง สีฟ้า สีเหลืองสลับไปมาจากหน้าจอดิจิตอลไกลๆ แล้วก็อดตื่นเต้นไม่ได้ที่จะได้เข้าไปอยู่ใจกลางไทม์แสควร์สักที จะได้รู้สึกว่าตัวเองมาถึงนิวยอร์คจริงๆ สักทีสินะ


ในระหว่างทางที่ผมเดินไปก็เป็นย่านตึกเก่า ตึกโทรม แต่ก็ไม่ได้ดูสกปรกมาก แต่ตรงช่วงหนึ่งมีถังขยะใบใหญ่วางอยู่และมีขยะกองพะเนินล้นออกมา ตรงนั้นกำลังมีผู้ชายคนหนึ่งยืนก้มหน้าก้มตาหาอะไรบางอย่างจากกองขยะ ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะหยุดเดิน แต่พอเห็นว่าสภาพรกรุงรังของผู้ชายคนนั้นแล้วก็ทำเอาผมหวั่นไม่ได้ เพราะดูจากท่าทางแล้วเขาเป็นพวก Homeless หรือคนไร้บ้านที่มีอยู่เยอะแยะในรัฐนิวยอร์คแห่งนี้


และนั่น… เขาคงรับรู้ถึงการมาของผม เขาหยุดคุ้ยกองขยะ แล้วหันใบหน้าที่มีหนวดครึ้มและแววตาสีชาซีดจางหันมามอง ผมยืนนิ่งไม่กล้าขยับ บริเวณตรงนี้ไฟก็สลัวๆ มัวๆ ผมมองเลยร่างเขาไปไกลๆ เห็นแสงไฟอันคึกคักสาดไปมาบนพื้นถนน นึกในใจว่าถ้าออกวิ่งพุ่งตัวไปที่ไทม์สแควร์ตอนนี้ ผมจะโดนวิ่งไล่ตามหรือเปล่า


“You…” ผมแทบกลั้นหายใจเมื่อเขาเอ่ยเสียงแหบพร่าออกมา แล้วจ้องเขม็งมาทางที่ผมยืนอยู่ ผมกำสายกระเป๋าเป้แน่น คิดในใจว่าถ้าวิ่งไปข้างหน้าไม่ได้ ก็หมุนตัวหนีกลับแล้วกันวะ


“Hey!” เขาตะเบ็งเสียง แล้วจ้องหน้าผมเขม็ง ความรู้สึกหวาดกลัวเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ ผมเขยิบเท้าถอยหลังช้าๆ เตรียมพร้อมสำหรับวิ่ง แต่แล้วผมก็ต้องชะงักเบิกตากว้างเมื่อผู้ชายไร้บ้านคนนั้นคว้าขวดเบียร์ขึ้นมา แล้วทำท่าจะขว้างขวดนั้นเข้าใส่ผม


แว้กกก! ผมกำลังจะโดนปล้นนน อย่างที่เคยได้ยินมา!


[อ่านตอนต่อไปได้ที่ด้านล่างเลยค่ะ]




ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8
Re: ||Love, no boundaries. Part: You and I||::CHAPTER 7-10:: 20.06.58
«ตอบ #51 เมื่อ20-06-2015 11:51:38 »


CHAPTER 10 :: Love, no boundaries.


วิ่งสิวะวิ่ง! เฮ้ย! ทำไมไม่วิ่งเนี่ย?!


เสียงในหัวผมสั่งว่าให้วิ่ง แต่อีขาเจ้ากรรมดันวิ่งไม่ออก มันสั่นนิดๆ ร่างทั้งร่างเหมือนจะไร้ความรู้สึกไปชั่วขณะ ในขณะที่ใจเต้นรัวราวกับมีคนตีกลองรบในใจ ผมตัวแข็งทื่อมองมือของผู้ชายไร้บ้านคนนั้นที่พร้อมพุ่งขวดเบียร์มาทางที่ผมยืนอยู่ ใบหน้าก็จ้องเขม็งกลับมาอย่างน่ากลัว


บรรยากาศนี้ไม่ใช่เรื่องราวดีๆ เลยจริงๆ


“Stay calm… (ใจเย็น…)” ผมยังทันพูดไม่จบเขาก็ทำหน้าเหี้ยมแล้วตะโกนเสียงดังลั่น


“Get down! (หมอบลง!)” ผมเบิกตากว้างด้วยความตกใจและผสมความงง แต่เหมือนต่อมการรับรู้จะไปโดยอัตโนมัติ พอเขาบอกให้ผมหมอบ ผมก็ทิ้งร่างตัวเองลงกับพื้นอย่างว่องไว


เพล้ง!


“Shit! (เหี้ย!)” หืมมม… เสียงใครวะ เสียงห้าวอย่างกับจะกินหัวใคร


เสียงขวดเบียร์กระทบกับกำแพงจนแตก ผมตกใจจนตัวกระตุก ก้มหมอบอย่างหวาดหวั่น แต่ก็พยายามเงยหน้าขึ้นมองเหตุการณ์ตรงหน้าต่อ โฮมเลสคนนั้นเดินหน้าเหี้ยมเข้ามาทางผม


เชี่ยแล้ววว!


หมับ!


ผมโดนจับเข้าที่แขน ความรู้สึกแรกว่าชายตาซีด ผมสั้นเกือบเกรียนสีดำ หนวดเคราเฟิ้มต้องเป็นคนจับแน่ๆ แต่พอหันไปตามแรงดึง ก็เห็นผู้ชายอีกคนตัวใหญ่ทะมึน แถมยังดำทะมึนอีกต่างหาก ผมเบิกตากว้างมองอีกฝ่าย


 “Give me 100 dollars, and you can go. (ให้ฉันร้อยดอลล่าร์ แล้วแกก็ไปได้)” เสียงไอ้ที่มันสบถเมื่อกี้นี้หว่าผมย่นคิ้วมองหน้าไอ้หัวโล้นผิวสีตัวใหญ่ตรงหน้า


จะบ้าเรอะ! เงินต้องสามพันกว่า แกจะให้ฉันยื่นให้แกง่ายๆ แล้วบอกว่า เอาไปสิครับ ผมให้ เงี้ยหรอ? 


ทุ้ยยย!


“Let him go. (ปล่อยเขาไป)” เสียงอีกเสียงดังมาจากด้านหลัง ผมหันไปมองทั้งงง ทั้งตกใจ และทั้งกลัว ตอนนี้ในหัวรวนไปหมด สรุปว่าระหว่างสองคนนี้


ผมควรกลัวคนไหน?


“What is it about you!? (แกมายุ่งอะไรด้วยวะ!?)” ไอ้โล้นผิวสีตะคอกถามอีกฝ่าย ผมเริ่มนิ่วหน้าเมื่อมันบีบแขนผมแรงขึ้น
โฮมเลสคนนั้นไม่ตอบอะไร ได้แต่จ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างขวางๆ ผมเริ่มเจ็บแขน โอ๊ย! ไอ้บ้านี่ดันมาบีบตรงจุดเดียวกับที่ไอ้ฌอณบีบไว้อีก มันเพิ่งผ่านมาวันเดียวเองนะเว้ย นี่โดนซ้ำอีกละ แค่นั้นก็ม่วงช้ำไปหมดแล้ว


อั่ก!


“Arg! (อ้าก!)” ผมสะบัดสันมือซ้ายเข้าที่คอหอยของมันอย่างแรงเพราะเริ่มทนที่มันบีบแขนไว้ไม่ได้ มันร้องเสียงหลงแล้วปล่อยมือออกจากแขนผม กระเถิบถอยหนีด้วยความตกใจ แล้วส่งเสียงไอแค่กๆ อยู่หลายที ผมเองก็กระเถิบถอยหนีมันไปยืนอยู่ข้างๆ โฮมเลสคนนั้น แต่พอนึกได้ว่าอีกฝ่ายก็ไม่น่าไว้ใจ ผมก็เลยกระเถิบออกห่างจากเขา อีกฝ่ายมองด้วยสายตาเฉยๆ ราวกับไม่ได้รู้สึกอะไร


“YOU! (แก!)” ไอ้โล้นคนนั้นทำท่าจะพุ่งตัวเข้ามาทำร้ายร่างกายผม แต่สักพักผมก็ได้ยินเสียงหมาขู่ ไอ้โล้นนั่นชะงักแล้วหันไปมองด้านหลัง ก็เห็นว่ามีหมาตัวใหญ่พันธ์ The German Shepherd หรือสุนัขตำรวจที่เป็นพันธ์ยอดฮิตสำหรับให้เจ้าหน้าที่จูงไปปฏิบัติงานด้วย มันกำลังยืนแยกเขี้ยวจ้องมองไอ้โล้นคนนั้นอย่างอาฆาต


“Go away! (ไปให้พ้น!)” มันเอ่ยปากไล่เจ้าหมาตัวนั้น แต่ดูท่าจะไม่ได้ผล เพราะเจ้าตูบหูตั้งยิ่งแยกเขี้ยวอย่างน่ากลัว ไอ้โล้นผิวสีเริ่มก้าวเท้าถอยหลัง แต่พอมันขยับก้าวใหญ่ เจ้าหมาขนสีน้ำตาลปนสีดำก็พุ่งตัวเข้าหาไอ้โล้นนั่นทันที


“Fuck! (เวรเอ๊ย!)” มันสบถแล้วรีบวิ่งไปทันที โดยมีเจ้าหมาตัวใหญ่วิ่งตามอย่างรวดเร็วไปพร้อมกับเสียงเห่าข่มขวัญ ผมอ้าปากหวอมองตามอย่างงงๆ ปนตกใจ


วี้ดดดด!


ผมหันไปมองตามเสียง ชายไร้บ้านเอามือขึ้นมาเป่าปากทำเสียงคล้ายนกหวีดที่ปาก สักพักผมก็ต้องรู้สึกทึ่งเมื่อเจ้าตูบตัวที่วิ่งตามไอ้คนที่จะเอาเงินผม วิ่งกลับมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะนั่งเอาขาหน้าชันพื้นไว้แล้วมองชายไร้บ้านคนนั้นอย่างไม่มีพิษภัย ผิดกับเมื่อกี้ที่ขู่ไอ้โล้นนั่นอย่างน่ากลัว


“Good. (ดีมาก)” ผู้ชายคนนั้นยกนิ้วโป้งให้กับเจ้าหมาที่นั่งลิ้นห้อยแล้วส่ายหางไปมา ผมมองด้วยความงงนิดหน่อย ก็ไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจเลย แต่แค่กำลังพยายามทำความเข้าใจให้มากขึ้นอยู่


“นายโอเคนะ” ผมหลุดจากกระแสความคิดที่ตีอยู่ในหัวแล้วหันไปมองอีกฝ่าย เขามองกลับมาด้วยสายตาเรียบๆ ใบหน้าก็เรียบเฉย ผมรู้สึกว่ากล้ามเนื้อที่หน้ากระตุกแปลกๆ


“เอ่อ… โอเคครับ”ผมตอบกลับไปอย่างมึนๆ อีกฝ่ายพยักหน้าน้อยๆ


“ดี เดินไปไหนมาไหนรู้จักระวังตัวหน่อย นิวยอร์คที่เธอกำลังเดินอยู่ ไม่มีสไปเดอร์แมนหรอกนะ”  เขาบอกแบบนั้นแล้วเดินกลับ
ไปที่กองขยะก่อนจะเริ่มคุ้ยเขี่ยอีกครั้ง ผมมองเจ้าหมาเดินตามเขาไปแล้วใช้จมูกดมดอมไปทั่ว


“คุณช่วยผมไว้…” ผมกระเถิบเข้าไปใกล้เขาอีกหน่อย รู้สึกไว้ใจอีกฝ่ายขึ้นมาบ้าง เขายังคงคุ้ยเขี่ยขยะต่อไปโดยไม่ได้หันมาตอบอะไรผม


“ขอบคุณนะครับ” เขาหันมามองหน้าผม สีหน้าไม่แสดงอาการอะไร แล้วพยักหน้าตอบรับกับคำขอบคุณเบาๆ ก่อนจะหันกลับไปสนใจกองขยะต่อ โดยมีเจ้าหมาตัวใหญ่เดินวนเวียนใช้จมูกดมไปเรื่อย


“ผมไม่คิดว่าจะมีคนเดินตามมา ผมมัวแต่มองคุณ…”


“คิดว่าฉันจะทำร้ายเธอสินะ” เขาพูดโดยที่ไม่ได้หันมามอง มือยังคงคุ้ยกองขยะต่อไป ผมหน้าเสียไปเล็กน้อย


“ขอโทษครับที่คิดแบบนั้น” ผมเอ่ยออกไปเสียงแผ่ว รู้สึกผิดตงิดในใจที่ไปคิดว่าเขาจะทำร้าย


แต่ถ้าพูดกันตามความจริง เห็นสภาพรุงรังขนาดนี้ ใครจะไม่กลัวไว้ก่อนล่ะ


“ไม่เป็นไร ใครเห็นสภาพฉันก็ต้องกลัวทั้งนั้นแหละ” เขาพูดน้ำเสียงไม่เดือดเนื้อร้อนใจหรือเสียใจใดๆ โดยที่สมาธิของเขายังไม่ได้หลุดจากกองขยะเลยสักนิด แล้วก็เห็นเขาหยิบกล่องพิซซ่าหนึ่งกล่องขึ้นมาเปิดออก ผมเห็นแว้บๆ ในนั้นว่ามีพิซซ่าอยู่สามชิ้น


“เอ่อ… คุณหาอะไรกินหรอครับ” ผมถามอย่างไม่ค่อยมั่นใจ ผมกลัวว่าพูดไปจะเป็นการไปดูถูกเขาหรือเปล่า เลยพยายามใช้น้ำเสียงแบบสุภาพที่สุด


“ใช่ แต่ไม่ได้ให้ตัวเองหรอกนะ ให้เจ้ายักษ์นี่” เขายกนิ้วโป้งชี้ไปทางเจ้าหมาตัวโตที่เงยหน้ามองเขาอยู่ ชายหนุ่มคนนั้นหันไปหาแล้วพูดเสียงใจดี


“วันนี้แกได้กินของดีเป็นพิซซ่าเลยนะ นานๆ ทีจะมีหลุดมานะเนี่ย” เจ้าหมาเหมือนรับรู้เพราะมันทำท่ากระตือรือร้นยกใหญ่ หางพวงๆ ของมันโบกสะบัดไปมา ทำให้ผมนึกถึงเจ้าไมเคิล


“ทำยังไงถึงจะได้กิน?” เขาบอกแล้วยกกล่องพิซซ่าหนีเจ้าหมาตัวนั้น แววตามันเป็นประกายก่อนที่มันจะยกขาหน้าทั้งสองข้างขึ้น โฮมเลสคนนั้นหัวเราะชอบใจก่อนจะวางถาดพิซซ่าลง ผมมองการกระทำนั้นแล้วก็ยิ้มขึ้นมาอย่างอุ่นใจ


แม้เขาจะไม่มีอะไร แต่เขาดูมีความสุข


“แล้วคุณทานอะไรรึยังครับ” ผมถาม เขาหันมามองเฉยๆ ก่อนจะยักไหล่เล็กน้อย


“เงินที่ทางการให้มาหมดไปแล้ว ฉันคงต้องรอเงินครั้งต่อไป” เขาบอกสีหน้าสบายๆ ราวกับมันเป็นเรื่องปกติของเขา แต่ผมนี่รู้สึกกระตุกในอก พูดแบบนี้แสดงว่าเขายังไม่ได้กินอะไรเลย แล้วนานแค่ไหนแล้วเนี่ย


“คุณไม่ได้กินอาหารมานานแค่ไหนแล้วครับ” เขากำลังเริ่มคุ้ยเขี่ยขยะต่อไป แต่พอผมถามเขาก็หยุดแล้วหันมามองก่อนทำหน้าครุ่นคิดแล้วตอบ


“สามวันแล้วมั้ง แต่ฉันก็กินกับเจ้าหนูเนี่ยแหละ” เขาคงหมายถึงหมาสินะ ผมอดทำหน้าเหยไม่ได้ นี่เขากินอาหารจากกองขยะงั้นหรอ


“คุณกินอาหารจากขยะเนี่ยนะ?” ผมถามเสียงสูง อันที่จริงผมก็เคยเห็นข่าวตามทีวีมาบ้าง หรือเคยเห็นในละคร หรือแม้กระทั่งเคยได้ยินจากที่ไทยนั่นแหละว่าคนจรจัดถ้าไม่มีอะไรกิน ก็ต้องหาจากกองขยะ แต่วันนี้ผมกำลังมาสัมผัสและเห็นด้วยตาตัวเอง


“มันก็ไม่ได้เลวร้ายซักหน่อย อาหารบางอย่างยังดีๆ อยู่เลย ไม่เข้าใจคนสมัยนี้ อาหารดีๆ ทำไมไม่เก็บไว้กินวันหน้า” เขาบอกด้วยสีหน้าแบบว่าไม่เข้าใจอย่างที่ตัวเองพูดจริงๆ ผมขมวดคิ้วหันไปมองสภาพกองขยะที่ล้นออกมาจากถังแล้วก็ต้องรู้สึกพะอืดพะอมในอก


ใครว่านิวยอร์คเจริญแล้วผมไม่เถียง แต่ถ้าบอกว่านิวยอร์คสะอาด ระบบสาธารณสุขดี ผมขอเถียงนะ


“แต่ก็ดีนะ ทิ้งมาเยอะๆ ฉันก็จะได้กินอาหารดีๆ ที่ฉันไม่มีปัญญาซื้อ ถึงฉันจะไม่เข้าใจพวกเขาที่ทิ้งอาหาร แต่ฉันก็รู้สึกขอบคุณพวกเขาในเวลาเดียวกันที่ทิ้งอาหารเหล่านั้น” พอได้ฟังแล้วผมอดรู้สึกโหวงเหวงในอกไม่ได้


ยังมีคนบนโลกนี้ที่ลำบากอีกมาก ซึ่งคนตรงหน้านี้ก็คือหนึ่งในนั้น เขาแทบไม่มีกิน แต่เขาก็ยังคงดำรงชีวิตอยู่ได้ และที่ผมรู้สึกทึ่งก็คือ เขาดูชิวกับไลฟ์สไตล์นี้มาก แถมยังทำให้ผมรู้สึกแย่ที่เขามองเรื่องที่ผมคิดว่าเขาจะทำร้ายผมเป็นเรื่องธรรมดา


“อยากกินอะไรมั้ยครับ” ผมถามออกไปหลังจากมองเขานิ่งอยู่สักพัก อีกฝ่ายหันมามองด้วยสีหน้างงๆ แล้วเลิกคิ้วขึ้นสูงพลางใช้ความคิด


“เธอจะซื้อให้ฉันกินรึไง” เขาถามแล้วยกยิ้มแบบขำๆ ผมเม้มปากเบาๆ โดยไม่ตอบอะไร เขากลอกตาไปมาอยู่พักหนึ่งก่อนจะเอ่ยออกมา


“อยากกินแมคโดนัล เคเอฟซี แล้วก็โดนัท” ผมมองหน้าเขานิ่งแล้วพยักหน้า


“คุณรออยู่ตรงนี้ก็แล้วกันนะครับ เดี๋ยวผมกลับมา”


“เฮ้! ไม่ต้องใจดีหรอกน่า” ผมไม่ฟังเสียงเขา แต่วิ่งออกจากบริเวณนั้นไป เปิดแผนที่ขึ้นมาแล้วค้นหาร้านแมคโดนัลเป็นอย่างแรก


ผมรู้ว่ามันโคตรงี่เง่าและอาจโดนหาว่าสร้างภาพ แต่ผมรู้สึกว่าผมอยากทำให้ อยากหาให้เขากิน ผมวิ่งไปยิ้มไป และต้องหัวเราะกับตัวเองเมื่อน้ำตาคลอที่เบ้าตา


นานๆ ทีจะทำความดีขนาดนี้ล่ะมั้งเลยซึ้งใจกับตัวเองใหญ่








ผมวิ่งกลับมาพร้อมของพะรุงพะรังในมือ ผมสั่งแฮมเบอร์เกอร์มาให้เขาสามเซ็ท เคเอฟซีเซ็ทใหญ่สองเซ็ท แว้บไปซื้อดังกิ้นโดนัทมาให้เขาสองกล่อง หยิบเอาทุกหน้า ทุกรสมาให้ และซื้อน้ำดื่มมาให้เขาด้วย ผมกลับมาที่กองขยะที่เดิมในซอกระหว่างตึกสองตึก เขานั่งพิงกำแพงอิฐของตึกเอาไว้ มีเจ้าหมาตัวโตนอนหมอบอยู่ข้างๆ เขาหันมามองผมแล้วทำหน้าทึ่งๆ


“นี่เธอเอาจริงหรอเนี่ย” เขาถามอย่างไม่อยากเชื่อ ผมส่งยิ้มกว้างให้เขาแล้วเดินเอาของไปวางไว้ตรงหน้า เขากวาดสายตามองถุงใหญ่ๆ ที่วางกองไว้ตรงหน้าเขาเป็นแนวยาว


“ซื้อมาให้ขนาดนี้แล้วจะว่าโกหกได้ยังไงล่ะครับ” ผมบอกแล้วนั่งลงเยื้องๆ เขา โดยเว้นระยะนิดหนึ่งเพื่อให้เขามีพื้นที่ในการหยิบจับของกิน เขาแหวกถุงเหล่านั้นไปมาอย่างตื่นเต้นราวกับไม่เคยได้แตะต้องมันมาก่อน


ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วล่ะ เขาคงไม่เคยกินมาก่อน หรืออาจจะเคยกินแต่คงนานมาแล้ว


“ถือว่าเป็นการขอบคุณที่คุณช่วยผมไว้ และเป็นการขอโทษที่ผมเข้าใจคุณผิด”


“โอย! พ่อหนุ่ม ฉันไม่ถือสาอะไรหรอก ฉันชินแล้วที่คนจะมองแบบนั้น…” เขาบอกด้วยสีหน้าตื่นเต้นกับกล่องไก่เคเอฟซี เขาหยิบขึ้นมาก่อนจะส่งให้เจ้าหมาหนึ่งชิ้น และหยิบขึ้นมากินเองหนึ่งชิ้น ผมยิ้มที่เห็นภาพนั้น มันทำให้รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก


“แต่ยังไงก็ขอบคุณมากนะ” ผมยิ้มกว้างแล้วพยักหน้าตอบรับ เขายิ้มดีใจ ดวงตาสีซีดเป็นประกาย เขากินไปหัวเราะกับเจ้าหมาไป ผมยิ้มอย่างอุ่นใจ รู้สึกดีในหัวใจที่ได้ทำให้เขากินของอร่อยๆ นึกถึงตัวเองที่บางทีก็กินทิ้งกินขว้างอย่างไม่นึกเสียดาย เพราะคิดแค่ว่าเดี๋ยวมาอีกก็ได้


แต่สำหรับบางคน ทุกเศษชิ้น ทุกเศษเนื้อ มันมีค่ากับเขามาก เพราะนั่นหมายถึงความอิ่มท้องของเขาในแต่ล่ะวัน


“เธอดูไม่ใช่คนอเมริกันหรือยุโรป มาจากไหนล่ะ” เขาถามตอนที่ส่งอกไก่ไปให้เจ้าหมาฮีโร่ผู้พิชิตโจรไถตังค์


“ผมเป็นคนเอเชียครับ มาจากประเทศไทย” เขาย่นคิ้ว ทำหน้างง คงไม่รู้จักประเทศไทยสินะ แต่ผมก็ไม่ได้ประหลาดใจหรอก เพราะยังมีคนอีกมากบนโลกนี้ที่ไม่รู้จักเมืองไทย


“ใต้หวันรึเปล่า” นั่นไง! พอบอกว่ามาจากไทย คนไหนที่ไม่รู้จักก็จะตีความว่าคือใต้หวันทันที ผมยิ้มน้อยๆ แล้วส่ายหัว


“ไม่ใช่ใต้หวันครับ คนล่ะประเทศเลย ช่างมันเถอะครับ คุณกินดีกว่า” เขาพยักหน้าทั้งที่น่องไก่ยังคาปาก ผมสำรวจสภาพเขาที่ใส่เสื้อกันหนาวตัวหนา กางเกงยีนส์ทรงกระบอกที่เปรอะเปื้อนจนสียีนส์ผิดเพี้ยน รองเท้าแตะคู่เก่าที่ทำท่าจะขาดแหล่มิขาดแหล่


“ทำไมคุณถึงมาเป็นโฮมเลสได้ล่ะครับ” ผมถามออกไปด้วยความสงสัย คนถูกถามยกกระป๋องโค้กขึ้นมาดูดก่อนจะตอบคำถามผม


“ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นหรอก ใครอยากจะเป็นแบบนี้กันล่ะ” เขายิ้มเศร้าๆ แต่ก็ไหวไหล่น้อยๆ บ่งบอกว่าถึงไม่อยากแต่ในเมื่อมันกลายมาเป็นแบบนี้ ก็ต้องยอมรับ


“แล้วเจ้าหมานั่น…” ผมบุ้ยปากไปทางเจ้าหมาตัวโตที่กำลังดมๆ โดนัททรงกลมอยู่ เขาหันไปมองเล็กน้อยก่อนจะหันมาตอบยิ้มๆ


“มันเป็น เพื่อน คนเดียวของฉันเลยล่ะ” เขายกมือซ้ายลูบหัวมันเบาๆ แววตาเต็มไปด้วยความรัก ความสุขใจ ยามที่เขาเอ่ยปากออกมาว่ามันคือ เพื่อน ของเขา


“คุณเลี้ยงมันมาเหรอครับ” ผมถาม ยิ้มน้อยๆ ตอนที่เจ้าหมานั่นเลียมือเจ้านายของมัน เขาหันมามองผมแล้วส่ายหัวเบาๆ


“เปล่า ฉันเจอมันที่กองขยะ ฉันให้อาหารมัน จากนั้นมันก็ตามฉันไปทุกที่” ผมเลื่อนสายตาไปมองเจ้าตัวโต แม้จะอดมือกินมื้อ แต่ผมคิดว่าเขาก็เลี้ยงดูมันดีไม่น้อย เพราะตัวของมันไม่ได้ผอมจนเกินไป


นี่สินะ ความรักของหมา ซื่อสัตย์และมั่นคงต่อเจ้านาย แม้ไม่ใช่เจ้านายจริงๆ แต่เมื่อเห็นว่าเขาไม่ทิ้งมัน มันก็เลยไม่ทิ้งเขาเช่นกัน


“เอ่อ… คุณไม่มีญาติที่ไหนเลยหรอครับ” ผมถามออกไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ ไม่แน่ใจว่ามันจะไปทำร้ายความรู้สึกเขาหรือว่าตอกย้ำอะไรเขาหรือเปล่า แต่คนถูกถามกลับยิ้ม แต่ก็เป็นรอยยิ้มติดเศร้าเล็กๆ


“ตายหมดแล้ว…” ผมสูดลมหายใจเข้าปอดดัง ฟึด! เบิกตาขึ้นมองคนพูด จู่ๆ ผมก็นึกไปถึงวิคเตอร์ อาการผมเป็นอย่างเดียวกันวันที่เขาบอกว่าแม่เขาตายแล้ว


แต่สิ่งที่ไม่เหมือนกันคืออาการคนบอก วิคเตอร์ดูเศร้าสร้อย แต่ผู้ชายโฮมเลสคนนี้แม้จะเศร้าแต่เขายังยิ้มได้


“แล้วคุณ… คุณเศร้ามั้ยครับ แบบว่า… รู้สึกโดดเดี่ยวมัย” เขายิ้มบางๆ แล้วพยักหน้าหงึกๆ


“แน่นอนอยู่แล้ว ตัวคนเดียวนี่นะ แต่จะให้ฉันมัวมานั่งซึมเศร้าเหงาหงอยกับชีวิต พวกนั้นก็ไม่ฟื้นกลับมาหรอก ฉันยังมีชีวิต ฉันต้องใช้ชีวิตต่อไป พวกเขาตาย ไม่ได้หมายความว่าฉันต้องตายไปด้วย…” ผมมองเขาด้วยความทึ่งเล็กๆ ผสมความประทับใจกับความคิดของเขา


“คุณเก่งจัง ทำใจได้ด้วย” ผมบอกยิ้มๆ อีกฝ่ายยักไหล่ขวาน้อยๆ แล้วยกน่องไก่ขึ้นกัดอีกครั้ง ก่อนจะเคี้ยวจนหมดปาก แล้วก็พูดต่อ


“ก็แค่ต้องยอมรับความจริง ว่าพวกเขาจากไปแล้ว จากไปทีล่ะคนสองคน จนสุดท้ายก็ไม่เหลือใคร ฉันร้องไห้ ฉันเกลียดน้ำตานะ แต่มันก็ทำให้ฉันรู้ว่าฉันยังมีชีวิตอยู่…” เขาบอกสีหน้าปกติ ไม่มีอาการเสียใจ ไม่มีอาการโศกเศร้าใดๆ เขายื่นน่องไก่อีกชิ้นให้เจ้าหมาข้างกายเขา มันทิ้งโดนัทแล้วหันมางับง่องไก่เข้าปากทันที ผมหัวเราะน้อยๆ


“คุณรักมันมากมั้ยครับ” ผมเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ แบบว่าแค่ออยากรู้เฉยๆ น่ะ เขาหันมามองหน้าผมแล้วมองด้วยสายตาสงสัย คงงงว่าผมถามไปทำไม


“รักสิ ก็มันเป็นเพื่อนฉัน เป็นตัว ไม่สิ เป็น คน เดียวที่อยู่กับฉันทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะลำบากแค่ไหนมันก็ไม่เคยทิ้งฉัน ผิดกับคนที่ฉันเคยรัก พอฉันลำบาก เขาก็ทิ้งฉันไป…” ผมเบิกตากว้างเล็กน้อย มองเขาด้วยความแปลกใจ เขาหัวเราะเบาๆ เหมือนจะรู้ว่าผมคิดอะไรอยู่


“ฉันเคยมีคนรัก แต่เขาก็ทิ้งฉัน พอฉันเริ่มไม่เหลืออะไร เขาก็ไป แต่ฉันไม่โกรธเขาหรอก เขาก็ต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับชีวิตเขาสิ” ผมล่ะนับถือเขาจริงๆ เลยนะ ความคิดของเขาไม่เคยทำร้ายตัวเองเลยจริงๆ


“แล้วเธอล่ะ มีความรักมั้ย…” ผมชะงักไปที่จู่ๆ เขาก็เปลี่ยนมาถามผมแทน ผมกระพริบตามองเขา รู้สึกมึนๆ นิดหน่อยที่โดนถามกะทันหัน


“ก็มี… มั้งครับ” ผมตอบแบบไม่เต็มเสียง ไม่แน่ใจว่าควรตอบยังไง ชีวิตนี้ผมเคยมีความรักแบบคู่รักที่ไหนล่ะ


“อ้าว… พูดอย่างกับไม่เคยรักใคร” ผมใจกระตุกวูบ หันไปมองหน้าเขา คำพูดของเขาทำเอาผมนึกใจสั่นอยู่ไม่น้อย
เคยสิ… เคย… แล้วก็ผิดหวังไง ถึงชีวิตนี้ไม่เคยคบกับใคร แต่ใจผม ใช่ว่าไม่เคยรัก แม้มันจะคือการแอบรักก็ตามเถอะ


“ผมรักคนๆ นึง ไม่สิ เคย รักมากกว่า แบบว่า…แอบชอบ รักเขาข้างเดียวน่ะ” ผมแค่นยิ้มออกมาเมื่อนึกถึงหน้าคนที่ตัวเองเคยแอบรัก ฮะๆ อันที่จริงแม่งก็ไม่ค่อยแอบหรอก ช่วงปีหลังๆ เขาก็คงรู้ตัวขึ้นบ้างแล้วล่ะ


“แล้วสมหวังมั้ย” เขาถามพลางยกน้ำเปล่าขึ้นดื่ม สลับกับน้ำโค้ก ผมบิดริมฝีปากเล็กน้อย แล้วส่ายหัวเบาๆ


“หกปีที่ผมรักเขา มันไร้ค่าภายในแค่วันเดียว” ผมเอ่ยเศร้าๆ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์วันนั้น เหตุการณ์ที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่สำหรับใครอื่น แต่การที่ผมคนนี้จะกล้าไปสารภาพรักกับคนๆ นั้น มันต้องรวบรวมความกล้าอย่างมากมายเหลือเกิน


“ฉันว่ามันมีค่าออก” ผมเลิกคิ้วขึ้นแล้วหันไปมองหน้าเขา


“ถูกปฏิเสธ มันจะไปมีค่าอะไรล่ะครับ”


“ก็มีค่าที่ความรักของเธอไง หกปีที่เธอรักคนๆ เดียว มั่นคงกับแค่คนๆ เดียว ทั้งที่เขาไม่รักเลย แต่เธอก็ยังรักแค่คนเดียว ฉันว่ามันมีค่ามากนะ” ผมนิ่งไป เม้มปากเบาๆ แล้วมองหน้าเขาด้วยสายตาออกจะเอ๋อๆ นิดหน่อย


“เขาอาจไม่เห็นค่า แต่เธอจงรู้ไว้นะ ว่าความรักที่เธอมีให้เขา มันมีค่ามาก” ผมค่อยๆ คลี่ยิ้ม แต่ก็เป็นรอยยิ้มเพียงนิดเดียวก่อนจะรู้สึกเศร้าในใจอยู่ดี


“แต่ต่อให้ผมรักเขาอีกสิบปี หรือไปแอบรักใครอีกหกปี ผมก็ไม่มีวันสมหวังหรอกครับ เพราะผมเป็นผู้ชาย ไม่ใช่ผู้หญิง…” ผมบอกแล้วเงยหน้ามองเขา อีกคนทำตาโตมองกลับมาจนผมอดหัวเราะไม่ได้


“I like a man—I am gay. Maybe you can call me a faggot. (ผมชอบผู้ชาย ผมเป็นเกย์ หรือคุณจะเรียกผมว่าไอ้กะเทยก็ได้นะ)” ผมยิ้มอย่างขบขัน อีกฝ่ายกลืนแฮมเบอร์เกอร์ที่เพิ่งหยิบขึ้นมากินลงคอ ยังคงจ้องมองผมนิ่ง ก่อนจะส่งเบอร์เกอร์อีกครึ่งให้เจ้าหมาข้างกายเขา มันงับแล้วแหงนหน้าเคี้ยวเบอร์เกอร์อย่างรวดเร็ว


“จะเป็นเพศอะไร หรือเป็นใครก็มีความรักได้ทั้งนั้นแหละ…” เขาบอกแล้วหันกลับมามองหน้าผมที่กำลังมองเขาตาแป๋ว เขายิ้มนิดๆ ก่อนจะว่าต่อ


“Have you ever seen the love? Has someone ever touched it? Has someone ever catch it in the hand? No one, but we all can feel the love—love is all around you—and love could happens with everyone on earth. (เธอเคยเห็นความรักรึเปล่าว่าหน้าตามันเป็นยังไง มีใครเคยแตะต้องมันได้มั้ย มีใครเคยคว้ามันเอาไว้ในมือได้รึเปล่า… ไม่มีหรอก แต่เราทุกคนสัมผัสมันได้ ความรักมันลอยอยู่รอบตัวเราไปหมด มันเกิดขึ้นกับใครก็ได้ทั้งนั้นบนโลกนี้)” ผมนิ่งไป มองหน้าโฮมเลสที่ยกยิ้มมุมปากแล้วยักคิ้วน้อยๆ มาให้ ผมยิ้มบางๆ ตอบกลับไป


“Love is… no boundaries…(รัก… คือสิ่งที่ไม่มีพรมแดน…)” เขายิ้มกว้าง แล้ววางไก่ลงในกล่องแล้วอ้าแขนรับเจ้าหมาตัวโตที่เดินเข้าไปนอนขดตัวบนตักเขา ชายคนนั้นยิ้มแล้วใช้มือซ้ายลูบหัวมันเบาๆ มันค่อยๆ หลับตาลงก่อนจะหายใจอย่างสม่ำเสมอ โฮมเลสคนนั้นเงยหน้าขึ้นมามองผมแล้วยิ้มบางๆ มาให้ แต่เป็นยิ้มที่แสนจะอบอุ่นเหลือเกิน


ผมมองภาพนั้น แล้วยิ้มด้วยความเข้าใจ…





[มีต่อด้านล่าง]

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8
Re: ||Love, no boundaries. Part: You and I||::CHAPTER 7-10:: 20.06.58
«ตอบ #52 เมื่อ20-06-2015 11:56:21 »


“เฮ้ย! ยิ้มไม่หุบเลย อะไรจะหน้าบานขนาดน้าน!”


เสียงบาสเอ่ยแซว ทำให้ผมหลุดจากภวังค์ของตัวเอง แล้วหันไปยิ้มกว่างออกแนวเขินเล็กๆ ให้กับเขา บาสหัวเราะกลับมา ส่วนอีกคนที่มาด้วยกันกำลังมองผมแล้วยิ้มน้อยๆ แต่เป็นรอยยิ้มที่ถ้าผมไม่เข้าข้างตัวเองจนเกินไป มันเหมือนรอยยิ้มที่ชื่นชมอยู่ไม่น้อย


ผมนั่งคุยกับโฮมเลสคนนั้นอีกสักพัก ส่วนใหญ่ก็คุยเรื่องทั่วไป เขาแค่ถามผมเพิ่มเติมว่ามาทำอะไรที่ไหนอย่างไร ผมก็ถามเขาแค่ว่าไม่คิดจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้เหรอ เขาตอบกลับมาเพียงว่า


‘ถามว่าอยากมีมั้ย ฉันก็อยากมีนะ แต่ที่มีอยู่ฉันก็โอเคกับมันแล้ว อาจจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ฉันก็ไม่รังเกียจชีวิตแบบนี้นักหรอก’


ผมยิ้มเป็นกำลังใจให้เขา เพราะรับรู้ได้ว่าเขาคงพอใจกับสิ่งที่เขาเป็นอยู่แล้ว ผมไม่ได้สืบเสาะประวัติเขาต่อ เพราะรู้สึกว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ต้องมานั่งถามไถ่กันขนาดนั้น เขานั่งกอดเจ้าหมายักษ์ตัวนั้นไว้ในอ้อมกอด ไม่มีท่าทีรำคาญหรืออยากผลักไสมันออกจากตัก  ผมเห็นแบบนั้นก็เลยจัดการซื้ออาหารหมาไว้ให้เขาด้วย มันจะได้มีอาหารส่วนตัวไว้กิน ผมซื้อมาให้เยอะเชียวล่ะน่าจะอยู่ได้เป็นอาทิตย์


“อย่าลืมทวงเงินค่าอาหารหมาที่ฝากซื้อมาให้นะ” ผมหันไปบอกเอิร์ทที่เดินอยู่ข้างๆ  เขาส่งยิ้มมาให้อย่างอ่อนโยน ทำให้หน้าหล่อคมเข้มที่มีสันกรามแข็งแกร่งแบบชายไทยแท้ดูไม่แข็งกระด้าง รู้สึกละมุน รู้สึกว่าหล่อละเมียด
รอยยิ้มช่วยให้หน้าเขาดูอ่อนลงได้จริงๆ และแววตาเวลาเขายิ้ม ทำให้ดูเป็นผู้ชายตาหวาน แต่เขาไม่ใช่คนหน้าหวานนะ เอิร์ทห่างไกลคำนั้นมาก


“ไม่เป็นไร ถือว่าเราทำบุญร่วมชาติกับแมทละกัน” ผมยิ้มเม้มปากแบบเขินๆ กระพริบตามองอีกฝ่ายพร้อมใบหน้ารุมๆ บาสส่งเสียหัวเราะชอบใจ


“นั่น มันหยอดแล้วหนึ่งดอก คืนนี้รอนับดีกว่าว่าไอ้เอิร์ทจะหยอดทั้งหมดกี่ดอก” บาสส่งเสียงร่าเริงแล้วเอามือคล้องคอเอิร์ทพลางเขย่าเบาๆ เอิร์ทยิ้มกว้าง ส่วนผมยิ้มเขินจนกล้ามเนื้อที่หน้าปวดหนึบไปหมด


เอิร์ทคงรู้แล้วว่าบาสบอกอะไรผมไปก่อนหน้านี้ เขาดูไม่โกรธบาสหรือเขินผมเลยสักนิด กลับทำตัวชิว แถมยังดูผ่อนคลายกว่าช่วงแรกๆ ที่เราเจอกันที่นิวยอร์คซะอีก ผมว่าแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน มันไม่เกร็ง ไม่ต้องคอยมองหน้าเขาที่นิ่งสนิทเหมือนคิดอะไรอยู่ตลอดเวลา ได้เห็นสีหน้าเขาในแบบอื่นบ้างมันก็ดีเหมือนกัน


“โหย หน้าแดง หูแดงหมดแล้ว…” บาสยิ้มแซวๆ เมื่อเห็นหน้าผมแดง แก้มแดง ผมก้มหน้าลงเล็กน้อยหลบสายตาของคนที่ทำให้ผมเขินที่มองมาเหมือนมีแววล้อๆ อยู่


“ไอ้เอิร์ท มึงก็หยอดแมทเบาๆ หน่อย แมทแม่งไม่เคยโดนใครจีบนะเว้ย เดี๋ยวเขาจะทำตัวไม่ถูก”  ที่บาสพูดมานั่นถูกต้องอย่างที่สุด ผมทำตัวไม่ถูกจริงๆ ไม่รู้ว่าจะต้องทำหน้า หรือวางมือแบบไหน หรือต้องวางตัวยังไง มันเลยดูประหม่า ดูเก้ๆ กังๆ ไปหมด


“จริงเหรอแมท” เสียงทุ้มของเอิร์ทถามขึ้นทำให้ผมเงยหน้าขึ้นไปมองอย่างเงอะงะ ผมหน้าเอ๋อๆ มองอีกฝ่ายที่ยิ้มกริ่ม


“ก็… ไม่เคย ไม่มีหรอก ดูหน้าเราดิ ใครจะมาชอบ มองมาก็มองผ่านเลยไป” ผมบอกเสียงแผ่ว แต่ไม่ใช่เพราะน้อยใจในหนังหน้าตัวเอง แต่กำลังรู้สึกประหม่ากับสายตาหวานๆ ของเอิร์ทที่ส่งมาให้


“มันก็จริงนะ…” เอิร์ทบอกยิ้มๆ ผมทำหน้างอ มองค้อนเขากลับไป


“เหี้ย! มึงชอบเขาแล้วพูดงี้เนี่ยนะ” บาสโวยวายออกมา หน้านิ่วคิ้วขมวดมองเอิร์ท คนโดนมองยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี


อืม… เวลาเขายิ้มนี่ ยิ้มหวานมากเลย


“ก็มองผ่าน แต่พอได้มองนานๆ ก็ไม่อยากมองผ่านแล้ว” เอิร์ทบอกด้วยท่าทีปกติ พร้อมรอยยิ้มน้อยๆ แต่ชวนมอง ผมก้มหน้างุด ไม่รู้จะทำตัวยังไง ไม่เคยโดนใครชมแบบกะลิ้มกะเหลี่ย ไม่เคยโดนใครทำแบบนี้ใส่


“อ้าว ก้มหน้าอีกแล้ว เงยหน้าดิ อยากมองหน้า” เอิร์ทบอกพลางยื่นมือมาสะกิดที่ข้อศอกเบาๆ ผมเลยรีบเงยหน้าขึ้นตามสัญชาตญาณเวลาได้ยินคำสั่งอะไรแบบนี้  ช่วงนี้สมองจะไวต่อคำพูดแนวนี้เป็นพิเศษเพราะต้องคอยรับคำสั่งจากอีพ่อพระเอกอยู่บ่อยๆ


“โอ้ย! นี่กูส่วนเกินใช่มั้ยเนี่ย” บาสแกล้งโวย เอิร์ทหันไปด่าคำหยาบใส่อย่างขำๆ แล้วสองคนนั้นก็ทะเลาะกัน แต่ไมได้ทะเลาะกันจริงจัง แค่เถียงกันไปมาเรื่องผมเนี่ยแหละ ส่วนผมก็ได้แต่เดินตามต้อยๆ พลางมองแสงสีในย่านไทม์แสควร์ไปด้วย จอดิจิตอล จอแอลซีดีทั้งหลาย มีตัวอักษรวิ่งไปมา วิ่งโชว์โฆษณาเต็มไปหมด


จริงๆ เห็นบาสบอกว่าบาร์ที่เรากำลังจะต้องเดินเลยย่านไทม์สแควร์ไปอีก แต่ที่พาเดินเข้ามาเพราะเห็นว่าผมยังไม่เคยได้มาเหยียบที่นี่ ผมก็เลยถือโอกาสถ่ายรูปเก็บเอาไว้ ที่นี่จะคึกคักเป็นอย่างมากในช่วงตอนกลางคืน ส่วนตอนกลางวันก็จะปกติ ไม่เร่าร้อนอะไรเท่าไหร่ แต่กลางคืนพอมีไฟเปิดสว่างก็ดูน่าตื่นตาตื่นใจทันที แสงไฟมาจากบนหน้าจอ จากตามตัวตึกและยอดตึก จากร้านค้าแบรนด์เนม รานอาหารผับบาร์ และบอร์ดเวย์ มันเลยทำให้ดูตื่นตาตื่นใจเป็นพิเศษ


ผมไม่อยากรบกวนเวลาของอีกสองคนนั้นเลยไม่ได้ถ่ายรูปอะไรมาเยอะ ถ่ายแค่ภาพกว้างๆ ให้รู้ว่ามาเหยียบแล้วนะ ก่อนจะอัพลงอินสตราแกรมกับเฟซบุ๊คตามวิถีของชาวโซเชียล แล้วเราทั้งสามคนก็พากันเดินไปบาร์ ที่บาสสืบเสาะหาแหล่งมาจนเจอ
บาร์ที่บาสพามานั่งชิว เป็นร้านเหล้าด้านล่างมุมตึกและอยู่ตรงมุมถนนเส้นหนึ่ง ภายในร้านมีบาร์ไม้ทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง ไว้สำหรับสั่งเครื่องดื่มแล้วมีเก้าอี้ทรงสูงให้นั่งอยู่ตรงนั้นได้ แต่ในร้านก็มีโต๊ะเป็นชุด และโซฟาเป็นชุดจัดไว้ให้นั่ง มีบาร์ทรงยาวจัดไว้อยู่มุมด้านในของร้าน  บรรยากาศภายในร้านให้ความรู้สึกถึงไม้สีน้ำตาล เพราะเฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ทำจากไม้สีน้ำตาลเกือบทั้งหมด ให้อารมณ์คันทรี่ผสมคาวบอยหน่อยๆ แสงไฟสีเหลืองสลัวๆ เปิดไปทั่วบาร์ ให้ความรู้สึกอบอุ่นเมื่อมันปะทะเข้ากับไม้แล้วสะท้อนแสงไปทั่วร้าน


“กินไรแมท” บาสเอ่ยถามหลังจากเราเลือกนั่งที่โซฟาเก่าๆ ชุดหนึ่งที่อยู่ใกล้กับประตูทางออก ผมมองไปรอบๆ แล้วก็ต้องทำหน้าเหมือนคนโง่ เพราะไม่รู้จะกินอะไรดี


“บาสกับเอิร์ทกินอะไร เราก็กินอันนั้นแหละ เราไม่สันทัดเรื่องเหล้าหรอก”


“แน่ใจนะว่ากินแล้วจะไม่เมา” เอิร์ทถามยิ้มๆ ผมยิ้มตอบกลับไป


“ก็กินน้อยๆ ไง กินแค่แก้วสองแก้วก็พอ”


“แก้วสองแก้วจะไปสนุกตรงไหน แมทชอบกินไรเวลาไปร้านเหล้าอ่ะ” บาสถามพลางพลิกเมนูในมือดูไปมา ผมฟังเสียงเพลงของวงเดอะบีทเทิลไหลไปไหลมาในหัวครู่หนึ่งก่อนจะตอบ


“เราชอบกินพวกบาร์คาดี้ (Barcadi)  สเมอร์นอฟ (Smirnoff) อะไรแบบเนี้ย” บาสเลิกคิ้วขึ้นแล้วมองไปทางบาร์ใหญ่ ก่อนจะละสายตาไปมองบาร์เล็ก


“ท่าทางร้านแบบนี้จะไม่มีว่ะ คงมีแต่พวกเหล้า งั้นแมทกินกับเรากับไอ้เอิร์ทแหละ กินให้มากกว่าแก้วสองแก้วไปเลย เมาเต็มที่ เดี๋ยวพากลับบ้านเอง” ผมยิ้มอ้าปากหวอแล้วก็พยักหน้าหงึกๆ บาสเดินไปสั่งเหล้าที่บาร์ใหญ่ที่อยู่กลางร้าน ผมมองไปรอบๆ ร้าน ดูผู้คนมากมายที่กำลังนั่งคุยกันอย่างออกรส พอเหล้าเข้าปากทุกคนคงเริ่มคึกคัก ผมยิ้มนิดๆ แล้วสายตาก็กลับมามองที่เอิร์ทที่นั่งมองอยู่ก่อนแล้ว ผมชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะส่งยิ้มเขินๆ ไปให้เขา แล้วยืดไหล่ขึ้นเล็กน้อยแก้เขิน เอิร์ทเห็นแบบนั้นก็หัวเราะน้อยๆ


“เป็นอะไร เขินเหรอ” เอิร์ทถามสีหน้ายิ้มๆ เขาดูปกติ ดูชิวมาก ทำไมเขาดูไม่รู้สึกเคอะเขินเลยอ่ะ


“โอย… รู้คำตอบอยู่แล้ว ถามทำไมอีกล่ะ” ผมแกล้งมองค้อนเขา อีกฝ่ายยิ้มกว้าง


“อยากถามให้เขินอีก”


“โวะ… นิสัยเสีย” ผมย่นจมูกใส่เขา เอิร์ทมองกลับมาด้วยสายตาวิบวับ


“เสียก็ช่วยซ่อมหน่อยดิ” เขายิ้มเหมือนพวกเพลย์บอย ยิ้มแบบชวนเชิญ ผมยิ้มเบ้ปากแล้วยกมือเกาต้นคอแก้เขิน เอิร์ทยิ้มอารมณ์ดี แต่สักพักรอยยิ้มเขาก็เริ่มหายไป เปลี่ยนมาเป็นหน้านิ่วคิ้วขมวดแทน ผมเบิกตากว้างมองอีกฝ่าย


“มีอะไรเหรอ…” ยังถามไม่ทันจบเขาก็แทรกเสียงขึ้นมาแต่ไม่ได้ตวาดหรือตะคอกอะไร


“ใครทำรอยที่คอ” เขาถามเสียงโทนเดียว หน้านิ่ง แต่แววตาจ้องเขม็ง ผมกำลังจะอ้าปากบอกว่าเป็นรอยยุงกัด อีกฝ่ายก็แทรกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว


“อย่ามาบอกว่ารอยยุงกัดนะ เราเคยทำให้แมท ทำไมเราจะไม่รู้” เขาบอกเสียงกดต่ำอยู่ในลำคอ ผมอ้าปากหวอ ไม่ได้อึ้งที่เขารู้ว่าไม่ใช่รอยยุงกัด แต่อึ้งที่เขาบอกว่าเคยทำให้


“เดี๋ยว! เอิร์ทเคยมาทำให้ตอนไหน” ผมย่นคิ้วมองหน้าเขา อีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีตกใจอะไรเลยที่โดนถาม แต่กลับตอบด้วยน้ำเสียงง่ายๆ


“เมื่ออาทิตย์แรกที่เรานั่งคุยกัน แล้วแมทเผลอหลับไป” แล้วผมก็นึกไปถึงวันที่วิคเตอร์แซวเรื่องรอยจูบที่ต้นคอแต่ผมเถียงว่ามันคือรอยยุงกัด ไม่ก็โดนบุ้งโดนหนอนแทน


“อ้าว แล้วเอิร์ทมาทำให้เราทำไมอ่ะ” ผมถามเสียงหลง แบะปากเหมือนจะร้องไห้ แต่ไม่ได้จะร้องหรอก แค่ทำหน้าหน้าเหมือนหมากำลังสงสัย


“เนื้อที่คอแมทแน่นดี ตัวก็หอมเหมือนกลิ่นนม ว่าจะเดินผ่านไปแล้วเหมือนกัน แต่นอนเอียงคอขนาดนั้น เลยไม่ทันห้ามตัวเอง” เขายักคิ้วหน้าตายมาให้ ผมขมวดคิ้วแน่น อ้าปากกว้างกว่าเดิมแล้วเอียงคอมองเขาด้วยความทึ่งปนความงง
คนอะไรทำไมตอบคำถามได้หน้าตาเฉย นี่มันเรื่องที่ควรเฉยได้ใช่มั้ย หรือยังไง?


“แค่เนี้ย?” ผมไม่รู้จะพูดอะไรละจริงๆ อีกฝ่ายยักไหล่แล้วเอนตัวพิงโซฟา


“อือ… แค่นั้น” ผมยกมือเกาหัวตัวเอง แล้วทำสีหน้ายุ่งเหยิง เอิร์ทยิ้มขำกับท่าทางของผม ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองบาสที่เดินถือขวดเหล้าใสๆ ทรงสูงที่เห็นน้ำข้างในที่เป็นสีใสเหมือนกันพร้อมแก้วช็อตขนาดเต็มฝ่ามือสามใบ พร้อมกับถ้วยเล็กที่ในนั้น
เหมือนจะเป็นเมล็ดกาแฟมาวางไว้บนโต๊ะไม้ตรงกลาง


“Sambuca เหล้าจากอิตาลี ดีกรีหนักแน่น…นี่แมทกินข้าวมายัง” บาสหันมาถาม ผมพยักหน้าตอบกลับไป บาสยิ้มแล้วดีดนิ้วด้วยความถูกใจ


“เยี่ยมเลย กินข้าวแล้วกินขวดนี้เข้าไปนะ โคตรสบายท้อง!” บาสบอกอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะจัดการเทเหล้าสีใสเหมือนน้ำเชื่อมใส่แก้วของทุกคน หยิบเมล็ดกาแฟใส่แต่ล่ะแก้ว แก้วล่ะสามสีเม็ด


“ไอ้เอิร์ทกูยืมไฟแช็คหน่อย กูลืมหยิบของตัวเองมา” เอิร์ทล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงแล้วยื่นไฟแช็คสีเงินส่งให้ บาสจุดไฟแช็คใส่แต่ล่ะแก้ว ลูกไฟเล็กๆ สีส้มลอยวนๆ อยู่ขอบปากแก้ว แล้วยื่นส่งให้แต่ล่ะคน ก่อนจะยื่นแก้วออกมาทำท่าว่าจะชวนให้ชนแก้ว


“สำหรับเดตแรกของไอ้เอิร์ทกับแมทน้อย!” บาสบอกเสียงสดชื่น ผมหน้ายู่แต่ก็มีรอยยิ้มเขินๆ ส่วนเอิร์ทยิ้มกริ่มชอบใจ เอิร์ทเตือนให้ผมดับไฟก่อนค่อยยกดื่ม ผมกระดกแก้วนั้นเข้าไปหมดรวดเดียว รสชาติมันออกหวานนิดๆ แต่ก็มีกลิ่นแอลกอฮอลมากกว่า วินาทีที่มันผ่านช่วงลำคอ ผมรู้สึกเหมือนโดนแผดเผา แต่พอมันลงท้องไป กลับรู้สึกเย็นสบาย


“ตกลงว่าใครทำรอยที่คอ” ผมที่กำลังเทเหล้าขาว เอ้ย! เหล้าสีใสจากอิตาลีลงแก้วชะงักไป หันไปมองเอิร์ทอย่างไม่อยากเชื่อสายตาว่าจะยังไม่ลืมคำถามนี้อีก


“เพื่อนที่ทำงาน เล่นปล้ำกันเฉยๆ”


“เล่นเหรอ? เล่นปล้ำกันเนี่ยนะ ไม่มีอย่างอื่นเล่นแล้วรึไง” เอิร์ทถามน้ำเสียงน่ากลัว หน้าตาที่ยิ้มๆ เมื่อกี้นี้หายไป เสียงบาสหัวเราะชอบใจดังอยู่ข้างๆ


“ไอ้เอิร์ท อย่าหึงดิวะ มึงยังไม่ได้เป็นอะไรกับเขาเลยนะ เขายังมีสิทธิโดนคนอื่นแตะเนื้อต้องตัวนะเว้ย” โอ้ยยย! สองคนนี้จะทำให้ผมสติหลุดนะ การที่เขาพูดจาแบบนี้ มันทำให้ผมประหม่า ทำให้รู้สึกเกร็ง เพราะผมไม่เคยโดนจีบ ไม่เคยโดนพูดจาเหมือนมีเจ้าของแล้วมาก่อน ผมไม่รู้ว่าต้องทำตัวยังไง แสดงสีหน้าท่าทางแบบไหนถึงจะเหมาะสม


เอิร์ทสีหน้าเซ็ง  ดูก็รู้ว่ากำลังหงุดหงิด บาสหัวเราะหึๆ ในลำคอ ผมจัดการกระดกเหล้าเข้าปากเป็นแก้วที่สอง ความรู้สึกยังโอเคอยู่ ยังรู้สึกตัว ผมไม่อยากเมามาก เพราะรู้ลิมิตตัวเองดี พอคิดถึงเรื่องเมาแล้วก็ต้องหันไปมองเอิร์ท เขาบอกผมเคยจูบเขาตอนเมา และนี่ถ้าผมเมาครั้งนี้ ผมไม่ปล้ำเขาเลยเหรอเนี่ย






เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วไม่รู้ รู้แต่ว่าโต๊ะผมเริ่มเสียงดังแข่งกับเสียงเพลง โต๊ะอื่นๆ พอเริ่มเมามากขึ้นและยิ่งดึกมากขึ้นก็เริ่มเสียงดังตามเลเวลความเมา ผมนั่งหัวเราะกับเรื่องเล่าตลกทั้งหลายของบาส ยกแก้วดื่มไปแล้วไม่รู้กี่แก้ว แต่ที่รู้ที่เห็นตอนนี้คือ ขวดเหล้าเป็นขวดที่สามแล้ว สติผมเริ่มเบลอๆ มึนๆ แต่ก็ยังรู้ว่าอะไรเป็นอะไรอยู่


“ไอ้เอิร์ท รุ่นพี่ผู้ชายที่คณะมึงคนนั้นเขายังตามจีบมึงอยู่ปะวะ” บาสถามเสียงกังวาน ใบหน้าแดงก่ำ แต่เขาก็ยังดูไม่เมา ยังดูปกติดี ส่วนเอิร์ทสายตาดูกรึ่มๆ แต่ผิวขาวเหลืองของเขายังคงไม่แสดงอาการใดๆ ออกมา


“เออ! จีบอยู่ แม่งจีบน่ากลัวขึ้นทุกวัน  ขนาดรู้ว่ากูมาอเมริกา มีการบอกว่าจะบินมาเยี่ยม แต่ขอให้กูไปนอนที่โฮสเทลเป็นเพื่อนหน่อย” เอิร์ทบอกหน้านิ่วน้อยๆ ผมยิ้มหัวเราะกับใบหน้าของเขา


“แล้วเขาจะมาจริงเหรอวะ?”


“ไม่รู้ แต่กูบอกไปแล้วไม่ต้องมา กูไม่มีเวลาให้หรอก”


“เขาก็หน้าตาดี นิสัยก็เจ้าบุญทุ่มดีนะมึง ไม่เอาจริงดิวะ” ผมมองสองคนนั้นคุยกันไปมา เอิร์ทสั่นหัวหน้าตาเหมือนกลัวๆ พี่คนที่ว่านี่ต้องรุกเอิร์ทหนักมากแน่ๆ ผมหัวเราะคิกคัก เอิร์ทมองผมอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะคว้าเอวผมเข้าไปนั่งใกล้ๆ


“เมายัง” เขาถามเสียงนุ่มลมหายใจร้อนผสมกลิ่นแอลกอฮอลรสชะเอมรดอยู่ที่หน้าผาก ผมยิ้มตาเยิ้มแล้วส่ายหัวไปมาบนไหล่กว้างของเขา


“ยังงง… ยังโอเคอยู่” ผมบอกเสียงอ้อแอ้ แล้วยิ้มกว้าง มันยังไม่เมานะ แต่มันมึน เอิร์ทยิ้มน้อยๆ ก่อนจะยกแก้วเหล้ามายื่นให้ผมอีก


“นี่มึงจะเผด็จศึกแมทคืนนี้รึไง” บาสถามเสียงกลั้วหัวเราะ ผมยกยิ้มเมาๆ แล้วรับแก้วเหล้ามาจากเอิร์ทก่อนจะกระดกรวดเดียวหมด พอคอมันคุ้นชินกับความแสบร้อน ผมก็ยกดื่มได้สบายมาก


“ไม่รู้ ดูก่อน ถ้ายั่วแบบครั้งที่แล้ว กูไม่ปล่อยไปหรอก” เอิร์ทว่าอย่างขำๆ ผมเอามือดันอกแน่นนุ่นของเขาไว้ แล้วมองหน้าเขา ด้วยสายตาเยิ้มๆ ของตัวเอง


“แน่ะ! นิสัยไม่ดี จะปล้ำเราตอนเมาหรอ…” ผมสะอึกเลยหยุดพูดไป บาสหัวเราะเสียงดัง เอิร์ทยิ้มกว้างอย่างชอบใจในคำพูดนั้น


“แหม! ไอ้นี่ ทีพี่คนนั้นไม่เอา จะเอาแมทนะ ถามจริง สรุปมึงชอบได้ทั้งหญิงทั้งชายใช่มั้ย” บาสเปิดปากถาม ผมนั่งโงนเงนอยู่ข้างเอิร์ท อีกฝ่ายเห็นว่าผมดูไม่มั่นคงเลยดึงไปซบไหล่ไว้


“มึงคบกูมาก็เห็นไม่ใช่หรอว่ากูคบกับใครบ้าง”


“แต่มึงไม่เคยคบผู้ชายเป็นตัวเป็นตนนะ มีแต่พวกที่มาจีบมึง”


“ก็เขาจีบกู กูไม่ได้จีบเขา”


“อ้าว แมทก็ผู้ชาย อาจจะนิสัยเหมือนผู้หญิงหน่อย แต่ต่างกันตรงไหนวะ” แม้จะมึน แต่ก็อยากได้ยินคำตอบนั้น ผมเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาที่ก้มมองลงมาจนจมูกแทบจะชนกัน


“ก็นี่แมท…” เขาตอบออกมาแค่นั้น เหมือนเขาเองก็หาคำตอบของคำถามบาสไม่เจอเหมือนกัน ผมเลิกคิ้วมองหน้าเขางงๆ อย่างมึนๆ ก่อนจะก้มหน้าหนีสายตาเขา


“โวะ! ไอ้ห่า คำตอบเหี้ยไรของมึงเนี่ย” เอิร์ทไม่ตอบอะไรนอกจากหัวเราะในลำคอ แล้วประครองร่างผมเอาไว้แบบนั้น
ผมรู้สึกถึงความสั่นที่กระเป๋าเกาเกง เลยดันตัวออกจากอกเอิร์ทแล้วคลำๆ หาโทรศัพท์ก่อนจะดึงออกมาดู เป็นการสั่นเตือนจากว้อทแอพ กดเปิดดูก็เห็นข้อความนั้นมาจากวิคเตอร์


‘ฉันกำลังกลับบ้าน ส่วนนายก็กลับได้เลย’


พอเห็นข้อความนั้นผมก็ยิ้มกว้างอย่างคนเสียสติ ส่งอีโมชั่น โอเค ยิ้มตาหวาน ยิ้มตาเป็นรูปหัวใจ อีโมชั่นส่งจูบ ไปให้เขาเต็มจนเห็นลางๆ ว่ามันยาวพรืด ก่อนจะส่งเสียงดีใจอย่างดังจนเอิร์ทกับบาสมองด้วยความตกใจ


“วู้ววว! ไม่ต้องกลับไปละเว้ยยย!” ผมตะโกนออกมา รับรู้ได้ว่าโต๊ะรอบๆ หันมามองด้วยความฉงนกันนิดหน่อยก่อนที่จะหันกลับไปสนใจธุระตัวเองต่อ ผมยัดโทรศัพท์กลับเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ก่อนจะยกเหล้าเทใส่แก้ว และยื่นออกไปข้างหน้าเชิญชวนให้อีกสองคนชนแก้วด้วยกัน


“เจ้านายปล่อยเรากลับบ้านแล้ววว! ต้องฉลองงง!” ผมบอกเสียงดีใจ วันนี้ได้เลิกงานเร็วกว่าปกติ มันต้องฉลองสิ


“งั้นเหรอ เอ้าๆ งั้นฉลองๆ ฉลองให้แมทน้อย!” บาสว่าอย่างอารมณ์ดีแล้วยกแก้วขึ้นดื่ม เอิร์ทก็ชนแก้วแล้วยกขึ้นดื่มตาม
เราสามคนนั่งเมากันจนเกือบจะสั่งขวดที่สี่มาแล้ว แต่เอิร์ทหันมามองสภาพผมที่ตอนนี้หน้าแดงแปร๊ด ไอ้ตรงลำคอที่มีรอยแดงๆ คราวนี้ดูเนียนไปเลยพอกินเหล้าเข้าไปเพราะตัวผมแดงเถือก แต่ไม่ได้รู้สึกคันหรอกนะ มันเป็นอาการแดงแบบคนที่ไม่ค่อยกินเหล้าอย่างผมน่ะ พอกินทีและถ้ากินหนักๆ จะมีสภาพตัวแดงๆ แบบนี้แหละ พอเอิร์ทเห็นแบบนั้นก็ชวนกลับเพราะเวลาตอนนี้ก็ห้าทุ่มแล้ว แถมผมยังดูไม่มีสติ นั่งโงนเงนไปมา จะล้มแหล่มิล้มแหล่ แต่มีเอิร์ทคอยประครองไว้


“โดนไอ้เอิร์ทจับปล้ำคืนนี้ซะแล้วมั้งแมทน้อย” ผมได้ยินเสียงบาสแว่วๆ มา ผมหันไปยิ้มตาฉ่ำใส่บาส ยกนิ้วชี้ส่ายไปมา


“ไม่อาววว ไม่โดนนน ไม่ห้ายยย อยากได้ต้องจีบเสะ ไหนว่าชอบ ไหนว่าจะจีบงายยย” บาสหัวเราะอย่างถูกใจ ผมได้ยินเสียงหัวเราะมาจากคนที่ประครองผมไม่ให้ล้มอยู่


“ข้ามขั้นไปก่อนได้มั้ย แล้วเดี๋ยวค่อยจีบอีกที” เอิร์ทว่าอย่างตลก ผมทำหน้ายุ่งแล้วแหงนหน้าไปมองเอิร์ท แบะปากใส่ก่อนว่าเขาเสียงอ้อแอ้


“เอิร์ทหื่น เอิร์ทบ้า…” แล้วผมก็เรอเสียงดัง จนอีกสองคนหัวเราะดังลั่น ผมยิ้มแป้นตามด้วยความเมา เท้าเดินไปตามแรงประครองของเอิร์ท


แหมมม… ช่วงแรกๆ อะไรก็ดี๊ดีเนอะ นี่ใช่มั้ยที่เขาเรียกกันว่าช่วงโปรโมชั่น ผมเคยเห็นแต่เพื่อนๆ ในกลุ่มโดนจีบ โดนประคบประหงมอย่างดีในตอนแรกๆ แทบจะเป็นนางฟ้ากันทู้กกกคนนน แต่ตัวผมเองไม่เคยเจออะไรแบบนี้หรอก


“เอิร์ท…เอิ๊ก…” ผมเรียกเอิร์ทและส่งเสียงเรอไปด้วย เอิร์ทมองกลับมาอย่างขำๆ


“ขอบใจนะ…” ผมบอกเสียงอ่อนเสียงหวาน  ดวงตาก็หวานเยิ้ม รู้สึกได้ว่ามันฉ่ำไปด้วยน้ำ รู้สึกเหมือนมีน้ำหล่อเลี้ยงกระบอกตาเยอะกว่าปกติ


“ขอบใจอะไร” ผมมองเขาตาปรือ กลืนน้ำลายลงคอก่อนจะพูดออกมาเสียงเหมือนคนง้องแง้ง


“ขอบจายยย ที่ชอบบบเรา เราไม่เคยมีใครมาชอบเลยยย มีแต่ไปชอบเขาแล้วก็อกหักกก…ฮือออ…” ผมเบะปากร้องไห้


“อ้าวเฮ้ย ปีแตกซะงั้น!” เสียงบาสดังมาจากอีกข้าง ผมหันไปมองหน้าบาสทั้งน้ำตา


“เราซึ้งใจจจ ที่เอิร์ทมาชอบ เราขอบคูนนน” ผมบอกเสียงกระซิก บาสหัวเราะอีกรอบ ที่เห็นผมพูดจาไปเรื่อยเปื่อยเหมือนคนสติไม่เต็ม ผมหันกลับไปมองเอิร์ทที่มองมาด้วยรอยยิ้มเท่ๆ


“ถ้าเราไม่ชอบเอิร์ทตอบ เอิร์ทโกรธมั้ยยย…” ผมถามหน้าตางัวเงีย และสติก็เริ่มงัวเงียเต็มทน


“ไม่อยากให้โกรธ แมทก็ชอบเราตอบสิ” ผมส่ายหัว เบ้ปากเล็กๆ เหมือนจะร้องไห้อีกรอบ


“ม่ายยยรู้ววว… เราไม่รู้ว่าชอบเอิร์ทมั้ย แต่เราขอบคุณ  ขอบคุณที่ชอบคนที่ไม่มีอะไรอย่างเรา…” เอิร์ทยิ้มก่อนจะเช็ดน้ำตาที่แก้มให้จนหมด แต่ก็ยังรู้สึกว่ามีคราบเย็นๆ ติดอยู่ที่หนังใต้ตาเล็กน้อย


“ยังไม่ต้องชอบมันตอนนี้ก็ได้แมท แต่แมทจะให้มันจีบมั้ย” ผมพยักหน้าหงึกๆ จนบาสยิ้มขำ


“จีบสิ… จีบเลยยย… เราไม่เคยโดนจีบบบ จีบมาจีบมาจีบช้านนนที~…” ผมร้องเพลงเสียงยานออกไป สร้างเสียงหัวเราะให้บาสกับเอิร์ทอีกรอบ ผมเองก็ยิ้มขบขันพร้อมหน้าตาเมาๆ


“แต่ว่า…” ผมมองหน้าเอิร์ทแล้วยิ้มเผล่ให้เขา อีกฝ่ายยิ้มกว้างอย่างขำๆ กลับมา


“ถ้าจีบแล้วเราไม่ชอบบบ… เอิร์ทอย่าร้องไห้แบบเรานะ… อย่าร้อง… ร้องไห้มันทรมานนน… ปวดตา… ปวดหัว… ปวดใจไปหมดดด… อย่าร้องไห้ให้คนอย่างเรา… เอิร์ทหน้าตาดี มีคนให้เลือกอีกเยอะ… เราสิไม่มีคายให้เลือกหรอกกก…” ผมบอกเสียงอ้อแอ้ ส่งเสียงแจ๊บๆ เปลือกตาก็ทำท่าจะปิดลงแล้ว


“สัญญาสิ…สัญญาว่าจะไม่ร้องไห้เพราะเรา…” เปลือกตาผมค่อยๆ ปิดลง พร้อมกับสติที่ใกล้หลุดเต็มทน แต่ก็ยังทันได้ยินเสียงทุ้มๆ ของเอิร์ท


“เราสัญญา…”


----------------------------TBC.----------------------

 :hao3:





ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8
Re: ||Love, no boundaries. Part: You and I||::CHAPTER 10.1-15:: 21.06.58
«ตอบ #53 เมื่อ21-06-2015 13:03:44 »


CHAPTER 10.1 :: Special Earth zone




“เราสัญญา…”


คำพูดแผ่วเบาที่พูดไปงั้น เมื่อเห็นคนถามดูท่าทางอยากได้คำยืนยันเหลือเกิน แต่จริงๆ ในใจผมไม่อยากให้ไอ้คำสัญญานี้เกิดขึ้นจริงๆ หรือเป็นเรื่องจริงในทางใดทางหนึ่ง ทั้งเรื่องที่ผมจะไม่เสียใจ และทั้งเรื่องที่แมทจะไม่ชอบผม มันรู้สึกวูบวาบในอกเหมือนกันพอได้ยินแบบนี้


ผมมองหน้าใสๆ ที่แต่ก่อนมันไม่ได้ใสเด้งขนาดนี้ นึกสงสัยว่าไปทำอะไรมาถึงได้ดูหน้าตาน่ารักขึ้นกว่าช่วงที่ผมเคยเห็นเขา ยามนี้หน้าใสๆ นั้นมีสีแดงระเรื่อเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล แมทซุกหน้าลงที่อกผม คงกำลังอาจคิดว่านั่นคือหมอนก็เป็นได้ ผมยกยิ้มมุมปากมองใบหน้าที่ผมชอบเผลอแอบมองอยู่บ่อยๆ


ทั้งๆ ที่ตอนแรกก็มองผ่านเลยไปอย่างที่บอกกับเจ้าตัวนั่นแหละ แต่พอได้เจอหน้ากันบ่อยๆ เจอกันแทบทุกวัน ก็เผลอมองแบบรู้ตัวบ้างไม่รู้ตัวบ้าง รู้ตัวชัดๆ อีกทีก็ชอบแอบมองเจ้าของใบหน้าเรียวแต่ไม่เล็ก แถมมีแก้มป่องนิดๆ เพราะเป็นคนกินจุกจิก ผมยังจำได้ว่าวันที่ผมนั่งมองเขากินช็อคโกแล็ตที่ผมรู้มาว่าเป็นของโปรดเขา แมทนั่งกินด้วยดวงตาเป็นประกาย แก้มอูมๆ ขยับไปตามแรงเคี้ยว หมับๆ ทำให้ผมย่นคิ้วมองเขา


ช่างเป็นคนที่ทำหน้าตาทำตาได้ตลก พอเพื่อนเอาขนมอย่างอื่นที่ตัวเองฝากซื้อมาให้ ก็ปรบมือดีใจ ดวงตาเป็นประกายวิบวับ ใบหน้ายิ้มแย้มเหมือนเด็กน้อยที่ได้ของเล่นถูกใจ ก่อนจะนั่งกินนั่นกินนี่จนอิ่ม แล้วกลับไปทำงานด้วยความจริงจังต่อ
นั่นยิ่งทำให้ผมขมวดคิ้วกับบุคลิกของคนๆ นี้ ที่เดี๋ยวเด็ก เดี๋ยวโต


“เอาไงวะ เดินไปสถานีรถไฟแบบนี้ กว่าจะถึง เช้าแล้วมั้ง” ไอ้บาสบอกพลางเริ่มแกะบุหรี่ออกมาเตรียมดูด ผมเห็นแบบนั้นก็ดุมันทันที


“ไอ้เหี้ย อย่าดูด แมทไม่ชอบกลิ่นบุหรี่” ผมจำได้เพราะผมเคยดูดตอนกำลังทำงานให้กับละครเวทีของเขา แล้วแม่ตัวดีคนนี้เขาก็เดินมาดูงาน พอได้กลิ่นบุหรี่ก็โวยวาย แล้วเดินหนีกลับไปทันที


“โอ้โห ทะนุถนอมซะจริ้ง” มันบ่น แต่ก็ยอมเก็บบุหรี่กลับเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ


“เดี๋ยวนั่งแท็กซี่กลับแล้วกัน” ผมตัดสินใจบอกมัน ไอ้บาสพยักหน้าเห็นด้วย แล้วเดินนำไปที่ถนนเพื่อจะเรียกแท็กซี่ ผมอุ้มแมทไว้ในอ้อมแขน แล้วเดินตามไอ้บาสไป มันหันกลับมามองแล้วยิ้มล้อๆ


“เจ้าบ่าวจะพาเจ้าสาวไปเปิดซิงคืนนี้ใช่มั้ยครับ”


“ไอ้อกุศล” ผมสบถด่ามัน แต่ก็มีรอยยิ้มขำๆ ไปให้ นี่ถ้ายกขาเตะมันได้ผมจะยกอยู่หรอก แต่กลัวไปโดนคนที่กำลังหลับ ดูท่าทางหลับสบายเชียว นี่ดีนะที่ตัวไม่ได้หนักมาก ไม่งั้นผมคงอุ้มไม่ไหว


“ที่แมทพูดเมื่อกี้ เหมือนจะบอกเป็นลางเลยว่าเขาอาจไม่ชอบมึง”  ไอ้บาสพูดออกมาตรงๆ แม้ผมจะทำนิ่งแต่คำพูดของมันก็ทำเอาผมจะกระตุกไม่น้อย ผมเงียบเพราะไม่รู้จะพูดอะไร ได้แต่มองหน้าคนตัวเล็กที่ยามนี้หลับคอพับคออ่อนอยู่ที่อก


“แต่กูว่าเขาก็ไม่ได้ปิดโอกาสมึง” ไอ้บาสพูดต่อเมื่อเห็นผมนิ่งไป มันคงกำลังคิดว่าพูดให้ผมเสียกำลังใจอยู่มั้งเลยรีบพูดประโยคนี้ออกมา


“ให้โอกาส แต่ก็อย่างที่มึงพูด เขาอาจไม่ชอบ ไม่ตอบรับอะไรกูเลยก็ได้” ผมบอกด้วยน้ำเสียงปกติ ไม่ได้รู้สึกเศร้าหรือรู้สึกกลัวอะไร


“มึงก็ลองก่อน ใช่ว่ามึงเพิ่งเคยจีบแมทคนแรกซะเมื่อไหร่ อ้าว…เออ ไอ้ห่า นั่นมันผู้หญิงนี่หว่า” ไอบาสเกาหัวแกรกๆ ผมหัวเราะในลำคอนึกขำกับท่าทีของมัน


“กูอยากรู้ชัดๆ ว่ะ ว่าทำไมมึงถึงมาชอบแมทได้วะ เออ ถ้ามึงแสดงอาการว่าจะชอบผู้ชายแบบ ชัดเจน ให้กูรู้สักหน่อย กูจะไม่สงสัย” ผมนิ่งคิดไปกับคำถามของมัน อย่างที่มันพูด ผมไม่เคยแสดงอาการ หรือแสดงตัวว่าผมชอบผู้ชายหรือสนใจผู้ชายมาก่อน มีผู้ชายเข้ามาจีบ เข้ามาชอบ ผมก็คุยกับทุกคน ถามว่าชอบมั้ย บางคนผมก็รู้สึกดีด้วยนะ รู้สึกดีที่เขาให้ความรู้สึกดีๆ กับเราก่อนนั่นแหละ แต่คุยไปสักพักทุกคนก็เริ่มจะออกอาการกับผมมากเกินไปจนผมกลัว ผมไม่เหมารวมว่าเกย์ทุกคนต้องน่ากลัวหรือรุกหนักอย่างที่ผมเจอหรอก แต่ที่ผมเจอมามันก็สร้างความผวาให้ผมได้ไม่น้อย ผมไม่เคยคิดมากกับคำว่า เสียตูด ขุดทอง หรือฟันดาบ อะไรแนวๆ นั้นที่คนชอบเอามาล้อพวกที่คบผู้ชายด้วยกัน แต่พวกที่เข้ามาจีบผมแต่ล่ะคน มันทำให้ผมขนลุกกับคำพวกนั้นไปเลยจริงๆ ก็แม่งคิดแต่จะให้ผมเสียบอย่างเดียว นี่ยังดีที่พวกนั้นไม่คิดจะเสียบผม หรือคิดผมก็ไม่รู้นะ


“ไอ้เหี้ย คิดนานจังวะ คำถามกูยากเกินไปรึไง”ไอ้บาสหันมาถามอีกทีตอนที่เราเดินมาถึงริมถนนใกล้ๆ กับซอกตึกที่ผมมาเจอแมทนั่งคุยกับโฮมเลสคนหนึ่ง ตอนที่ผมเห็นภาพนั้นผมย่นคิ้วมองด้วยความประหลาดใจว่าเขาไปนั่งทำอะไรตรงพื้น พอได้รู้ว่าอีกฝ่ายซื้อของมาให้โฮมเลสกิน แถมยังฝากไอ้บาสซื้ออาหารหมามาให้หมาของโฮมเลสคนนั้น ผมก็เข้าใจ แล้วก็มองภาพนั้นด้วยรอยยิ้ม


ความใจดี ความเอาใจใส่ของเขา ก็น่าจะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ผมชอบเขา


“ก็อย่างที่กูเคยเล่าให้มึงฟังนั่นแหละ” ผมบอกมัน ในเรื่องที่เรารู้กัน ตอนแรกมันทำหน้างง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเข้าใจ


“อ่อ… เรื่องไอ้รุ่นพี่ที่แมทชอบอ่ะหรอ กูว่าถ้าแมทเป็นผู้หญิงป่านนี้แม่งคบกับไอ้เหี้ยนั่นไปละ คนอะไรดีชิบหาย มั่นคง อดทน ไม่วอกแวก ขนาดรู้ว่าเขาไม่รักก็ยังรักอยู่ได้ตั้งหกปี” และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมสนใจคนในอ้อมกอด


ผมรับรู้ว่าแมทแอบชอบรุ่นพี่คนหนึ่งมาตั้งแต่มอปลาย เห็นว่าเป็นผู้ชายคนเดียวที่แมทชอบ ไม่สิ เรียกว่ารักเลยดีกว่า ที่ผมรู้มาคือแมทจมปลักอยู่กับคนๆ นี้คนเดียว ไม่มีคนอื่น ไม่ชอบใคร ไม่จีบใคร ถ้าจะเรียกว่าไม่เคยนอกใจยังว่าได้ ส่วนไอ้เรื่องไม่มีใครจีบ ผมว่าแมทไม่สนใจใครมากกว่า เลยไม่รู้ว่าตัวเองก็มีคนแอบมองตัวเองอยู่ไม่น้อย


ตอนที่ผมรู้ ผมทึ่งมาก เพื่อนผมที่มาช่วยแมททำฉากละครเวที มันรู้ มันยังทึ่ง แทบไม่มีใครอยากเชื่อว่าคนๆ นึงจะรอใครแค่คนเดียวได้หลายปีขนาดนี้ มันอาจจะมีคนที่รอมากกว่านี้ แต่นี่คือคนแรกที่ผมเคยเจอ ผมรู้สึกสนใจแมทตั้งแต่ตอนนั้นว่าคนอะไรทำไมจิตใจมันมั่นคงจังวะ เพราะเกย์ที่ผมเคยเจอมากับตัวเอง รักเร็ว เปลี่ยนคู่เร็วมาก อย่างคนที่ผมเจอๆ มา บอกรักผม ชอบผม แต่พอผมไม่เล่นด้วย ก็เห็นคร่ำครวญเสียใจอยู่สามสี่วัน หลังจากนั้นผมก็เห็นว่ามีคนใหม่ไปแล้ว แต่กับแมทไม่ใช่…


“เออ ตอนแรกกูก็ไม่เชื่อ กูคิดว่าพูดให้ดูดีไปงั้น แต่วันที่ไปร้านเหล้าหลังละครเวทีจบ กูเลยได้รู้ว่าแม่งเรื่องจริง”


“แต่กูว่ารักแบบแมทก็น่ากลัว รักคนอื่นจนบางทีลืมรักตัวเอง” ไอ้บาสมองหน้าแมทที่หลับไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่ ผมเริ่มรู้สึกเมื่อยๆ แขน แต่ก็พอดีกับที่แท็กซี่สีเหลืองคันหนึ่งขับผ่านมาพอดี ไอ้บาสโบกให้จอดก่อนจะชะโงกหน้าคุยกับคนขับ ก่อนที่มันจะเปิดประตูให้ผมพาแมทเข้าไปนั่งที่ด้านหลัง ส่วนมันก็อ้อมไปนั่งอีกฝั่ง


“แล้วนี่มึงยังชอบผู้หญิงอยู่มั้ยวะ” ไอ้บาสถามหลังจากรถแท็กซี่ออกตัวไปได้สักพัก ผมโอบไหล่แมทไว้ให้เขาหลับพิงที่ไหล่ซ้าย


“ชอบดิวะ กูก็ยังผู้ชายนะ แต่ตอนนี้คือกูชอบแมท” ผมบอกออกไปตรงๆ ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอ้อมค้อมอีกทำไม เคยสารภาพกับมันไปแล้ว และมันก็รับได้ ไม่ว่ากัน ผมรู้สึกโล่งใจที่มันไม่นึกรังเกียจหรือมองเป็นเรื่องวิปริตอะไรแต่กลับสนับสนุน เพราะมันบอกว่า…


“แต่มึงชอบแมทก็เหมือนได้แฟนเป็นผู้หญิงอ่ะ จากที่มึงเล่ามา กูว่าดีกว่าผู้หญิงบางคนอีก…” ผมหันไปมองหน้ามันแล้วยิ้มมุมปากหน่อยๆ มันเหลือบมองเสี้ยวหน้าแมทเล็กน้อยก่อนจะว่าต่อ


“หน้าตาแมทก็ไม่ได้แย่นะมึง กูยังเคยบอกเลยว่าเขาเป็นคนน่ารัก แต่ต้องมองนานๆ ว่ะ”


“แบบนี้ดีแล้ว ไอ้พวกหน้าสวย หน้าหวานแบบผู้หญิงที่เคยมาจีบกู แบบนั้นมันล่อตาเกินไป แบบแมทนี่ล่ะ ไม่ล่อตาล่อใจใครดี” ผมยิ้ม ลูบมือขึ้นลงตรงไหล่แมทเบาๆ ไอ้บาสย่นหน้าเหมือนเลี่ยนกับคำพูดผม


“โอ๊ย! ไอ้ห่า คบกับมึงมา ยังไม่เคยเห็นมึงทำท่าหวงใครขนาดนี้ ขนาดขวัญมึงยังไม่หวงขนาดนี้” สีหน้าขำๆ ของผมสะดุดไปเมื่อมันเอ่ยชื่อผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นมา


“เหี้ย! มึงจะพูดถึงเขาทำไม เขาไม่ใช่แฟนกูแล้ว”


“เออ! ไม่ใช่แฟนแล้ว แต่พอมึงเซี้ยนมึงก็ไปหาเขา ถามจริง มึงจะเก็บเขาไว้แค่เอางั้นเหรอ?” ผมถอนหายใจเบาๆ


“มึงก็รู้ระหว่างกูกับขวัญ มันเป็นความสัมพันธ์ซับซ้อนแบบเหี้ยๆ ไม่ได้เก็บเขาไว้เพื่อเอา เออ ก็เอานั่นแหละ แต่กูไม่เคยบังคับเขา กูให้โอกาสเขาไปแล้ว แต่เขาไม่ไป คนมาจีบเขาตั้งเยอะ เขาก็ไม่เอา”


“นี่ก็อีกคน มั่นคงซะเหลือเกิน เลิกกะมึงไปแล้ว ยังไม่ไปไหนอีก ยอมให้มึงเอาเปรียบอยู่ได้”


“กูก็ไม่อยากเอาเปรียบเขานะ แต่เขาเสนอมาเอง เขาเป็นคนพูดเองว่าเขาอยู่แบบนี้ได้”


“แต่มึงก็สนองให้เขา ถ้ามึงไม่สนอง มันจะยาวมาถึงทุกวันนี้หรอวะ”


“ไอ้บาส กูรู้ว่าแบบนี้มันเหี้ย กูยอมรับว่ากูเองก็เหี้ย แต่มาเสนอให้กูแบบนี้ คนเหี้ยๆ อย่างกูก็เอาดิ”


“นี่กูควรสงสารเขามั้ยวะ มีโอกาสไปแล้วแต่ไม่ไป ทั้งๆ ที่ตัวเองก็สวยเลือกได้…” ผมส่ายหัวอย่างไม่รู้ ไม่รู้จริงๆ ว่าทำไมเขาถึงไม่ทิ้งผมไป ทั้งๆ ที่ผมไม่มีใจให้เขาแล้วมีแต่ร่างกายให้เขา แล้วก็ให้ได้แค่บนเตียงเท่านั้น


“มึงอยู่กับเขาแบบนี้นานเท่าไหร่แล้วนะ” ผมเลิกคิ้วพลางทำหน้านึก ก่อนจะตอบแบบผ่านๆ เพราะผมจำไม่ได้และไม่ได้นับจริงๆ


“เกือบปีได้แล้วมั้ง”


“ครั้งล่าสุดที่มีอะไรกัน เมื่อไหร่วะ” ไอ้ห่าเอ๊ย! ก็รู้นะว่ามันถามเฉยๆ แต่ทำเอาผมสะอึกไปเหมือนกัน รู้สึกว่าความชั่วตัวเองมันชัดขึ้นในใจ


“วันที่กูโดนแมทจู่โจมนั่นแหละ” ไอ้บาสมองหน้าผมแล้วทำหน้านึกขึ้นได้ ก่อนที่จะหัวเราะออกมา ผมเองก็ยิ้มขำไปด้วย นึกถึงเหตุการณ์นั้นทีไร ต้องรู้สึกว่าตัวเองแม่งบ้าทุกที


“แมทน้อยนี่เก่งจริงๆ เมาก็ยังปลุกอารมณ์เพื่อนกูได้”


“แหม ไอ้สัส มึงลองมาโดนกอด โดนจูบ โดนลูบ โดนคลำแบบกูสิ แม่งขนาดเมายังยั่วเก่งขนาดนั้น กูไม่อยากคิดว่าเวลาสติดีๆ จะเก่งขนาดไหน”


“เฮ้ยๆ ใจเย็น แมทบริสุทธิ ส่วนมึงมันสกปรก ให้เกียรติเขาหน่อย คิดอะไรก็นึกถึงประตูหลังเขาบ้าง คนไม่เคยโดนไปนี่ไข้แดกไปเป็นอาทิตย์ก็มี” ผมหัวเราะกับความรู้ดีของมัน พูดอย่างกับเคย แต่มันไม่เคยหรอก ไอ้บาสมันมีเพื่อนเป็นเกย์เลยรู้ดี ผมก็มีแต่ไม่ค่อยได้สนใจสอบถามอะไรแบบนี้หรอก แต่ไอ้ห่านี่มันอยากรู้อยากเห็นไปหมดนั่นแหละ


“งั่มๆ แจ๊บๆ…” เสียงดังงึมงำๆ ดังมาจากคนข้างตัวผม ทำให้ต้องหันไปมอง ก็เห็นคนหน้าเด็กกำลังเอาหัวคลอเคลียที่ไหล่ผมก่อนจะนิ่งไปเมื่อได้มุมที่พอใจ ผมยิ้มกว้างด้วยความขำ


“ละนี่มึงชอบเขามากมั้ย” ผมหันกลับไปมองไอ้บาสทั้งที่มีรอยยิ้มขำคนนอนหลับอยู่บนใบหน้า


“กูได้คำตอบจากรอยยิ้มมึงละ” ไอ้บาสว่ายิ้มๆ ผมยิ้มตอบกลับไป


“แต่มึงต้องเผื่อใจไว้ด้วยนะ กูไม่อยากเตือนงี้หรอก เพราะมึงก็ผ่านประสบการณ์มาเยอะ แต่ที่กูเตือนเพราะใจแมท” ผมมองหน้ามัน พอจะเข้าใจคำพูดของมันอยู่เหมือนกัน


“เขามั่นคงเกินไป กูยังสงสัยว่ารักไอ้รุ่นพี่นั่นมากขนาดนั้น จะตัดใจได้รึยัง อีกอย่างมึงก็ได้ยิน เขาบอกว่าตัวเขาเป็นคนไม่มีอะไร กูกลัวเขาจะอกหักจนไม่กล้ารักใครอีก” ผมนิ่ง แล้วคิดตามที่ไอ้บาสพูด


มันก็จริง จากเรื่องราวที่ผมรู้มา แมทเสียศูนย์ไปเหมือนกัน ผมไม่รู้รายละเอียด รู้แต่ว่าเขาเสียใจมาก ถึงไม่รู้อะไรไปมากกว่าความเสียใจของเขา แต่การที่เขากินเหล้าไม่หยุดจนเมาไม่ได้สติ แล้วพูดจาคร่ำครวญนั้น มันก็บอกได้แล้วว่าเขาบอบช้ำทางความรู้สึกขนาดไหน


‘ฮึก… แมทรักพี่… แค่นั้นมันไม่พอสินะ…ฮ่าๆ… รู้มั้ยยย… ว่าแมทรักพี่แค่ไหนนน… แมทเสียจายยย… เสียใจที่ไม่ใช่ผู้หญิงงง…ถ้าแมทเป็นผู้หญิงพี่ก็จะรักแมทใช่ม้ายยย…ฮือออ…’


“เออ แต่กูสงสัยอยู่อย่าง ไหนมึงว่า ลืมๆ เรื่องแมทไปแล้วไงวะ ทำไมมันวกกลับมาอีกรอบ” ผมนิ่งอยู่กับเรื่องราวตอนที่แมทเมาคราวนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองมันที่กำลังมองกลับมาด้วยความสงสัยอย่างที่มันพูดจริงๆ
เพราะอะไรงั้นเหรอ… เพราะอะไรถึงวกกลับมา…


“กูลืมไปแล้วจริงๆ เลิกคิดไปแล้วด้วย แต่เพราะ…” ผมหยุดพูด แล้วก็หาคำตอบให้ตัวเอง ทั้งที่จริงๆ มีคำตอบอยู่แล้วล่ะ ผมยิ้ม ยิ้มกับคำตอบนั้นที่ผมนั่งเฝ้าครุ่นคิดกับตัวเองมาหลายวันก่อนหน้านี้ แม้มันจะดูน้ำเน่า…แต่มันก็ทำให้ผมรื้อฟื้นความทรงจำเกี่ยวกับแมทขึ้นมาได้อีกรอบ


[มีต่อด้านล่าง]

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8
Re: ||Love, no boundaries. Part: You and I||::CHAPTER 10.1-15:: 21.06.58
«ตอบ #54 เมื่อ21-06-2015 13:06:42 »


ผมอุ้มร่างแมทที่นอนอยู่ในอ้อมกอดขึ้นบันไดไปที่ห้อง ไอ้บาสหยิบกุญแจห้องแมทที่ควานหากันจนเจอในกระเป๋าเป้ของเจ้าตัวมาไขเปิดห้อง ผมเดินไปที่เตียงแล้วค่อยๆ วางร่างเขาลงอย่างเบามือ แต่แขนยังคงอยู่ใต้ร่างเขา


“มึงจะนอนกับแมทรึเปล่า”


“ให้เขานอนคนเดียวเหอะ เตียงเล็กแค่นี้”


“มึงก็นอนเบียดไปดิ เบียดๆ กันอบอุ่นดีออก”


“กูกลัวเบียดมากไป มันจะมากกว่านอนเบียดน่ะสิ” ผมตอบอย่างข่มอารมณ์ รู้ตัวว่ากำลังคิดเรื่องไม่ดีอยู่ ไอ้บาสหัวเราะเอิ๊กอ๊าก


“เอาน่า ครั้งที่แล้วมึงยังรอดมาได้” ไอ้บาสว่าอย่างอารมณ์ดี  ผมด่ามันแบบไม่มีเสียงว่า ไอ้-เหี้ย เน้นๆ ชัดๆ ทีล่ะคำ ส่วนมันก็ได้แต่ยิ้มขำไปเรื่อย ผมค่อยๆ ดึงแขนออกจากช่วงหลังและช่วงเอวของแมท


หมับ!


“พี่เอกกก…” แมทคว้าแขนผมไว้ทันทีที่ผมดึงออกจนพ้นร่างเขา ผมถึงกับสะดุ้งตกใจแต่ที่เงิบยิ่งกว่าคือชื่อไอ้คนที่เจ้าตัวเผลอเรียกออกมานั่นแหละ


“ใครวะ?” ไอ้บาสถามหน้านิ่วคิ้วขมวด ผมทำหน้าเซ็งหันไปบอกมัน


“ชื่อไอ้รุ่นพี่เหี้ยนั่น…” ผมบอกแล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูงทั้งที่โดนแมทคว้าข้อมือไว้ ไอ้บาสส่งเสียหัวเราะอีกรอบ


“โอ้โหแม่งรักจริงว่ะ กูไม่อยากคิดถ้าแมทคบกับไอ้เหี้ยนั่นแล้วเลิกกัน แมทไม่ยอมอยู่เป็นหม้ายเลยหรอวะ” ไอ้บาสเอ่ยอย่างขำๆ แต่ผมนี่ไม่ขำด้วย


แม่ง! อารมณ์เสียโว้ยยย!


“เหี้ยเอ๊ย! เพ้อถึงมันซะกูแทบเงิบ” ผมสบถออกมาแต่ก็ไม่ได้ดังมาก กลัวจะรบกวนคนที่จับข้อมือผมอยู่


“คืนนี้มึงเป็นไอ้พี่เอกให้แมทไปก่อนละกัน จับมือแน่นขนาดนั้นคงไม่ยอมให้มึงไปแล้วล่ะ” ผมขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด ไอ้อยากนอนด้วยก็อยากอยู่หรอก แต่ไม่อยากนอนเพราะแมทคิดว่าเป็นคนอื่นดิวะ


“เอาน่า ไอ้เหี้ยเอิร์ท แมทไม่ได้ตั้งใจ มึงให้เวลาเขาหน่อย” ผมหน้าเซ็ง แต่ก็พยักหน้ารับๆ ไป ไอ้บาสตบบ่าเบาๆ ราวกับจะให้กำลังใจ


“คืนนี้ถ้าโดนน้องแมทเบียด พี่เอิร์ทก็อย่าบุ่มบ่ามนะคะ” ไอ้บาสบอกอย่างอารมณ์ดีก่อนจะวางกุญแจห้องแมทไว้ที่หัวเตียง แล้วเดินออกไปพร้อมกับปิดประตูให้ ผมถอนหายใจเบาๆ แล้วก้าวขายาวๆ ขึ้นไปบนเตียงแล้วล้มตัวลงนอนอยู่ด้านหลังแมท ก่อนจะใช้มือซ้ายที่คนเมาจับไว้แน่น ลากเขาเข้ามาแนบชิดแผ่นอกของตัวเอง แม้จะมีกลิ่นเหล้าคละคลุ้งออกมาจากลมหายใจ แต่ซอกคอของเขาก็ยังส่งกลิ่นหอมๆ ของครีมอาบน้ำกลิ่นน้ำนมมายั่วจมูกผม จนอดใจไม่ไหวที่จะกดจมูกลงไปสูดกลิ่นเข้าปอดลึกๆ
แมทขยับตัวดิ้นเล็กน้อยแล้วดึงแขนผมเข้าไปกอดไว้แน่นราวกับเป็นตุ๊กตา นั่นทำให้ผมยิ่งดึงเขาเข้ามาแนบชิดติดอกตัวเองมากขึ้น ก่อนจะใช้แขนขวาสอดเข้าไปใต้ศีรษะเป็นหมอนรองให้เขา แมทครางในลำคอ ไม่รู้ว่าขัดใจหรือพอใจ แต่เจ้าตัวก็เกลี่ยหัวไปมาบนแขนผมสักพักจนอดขนลุกไม่ได้


แล้วนั่นไง! ไม่ใช่แค่ขนที่ลุก ไอ้ส่วนอื่นมันดันลุกตามไปด้วย ยิ่งคนตัวเล็กขยับก้นไปมา มันก็ยิ่งเสียดสี ผมที่คิดอกุศลอยู่แล้วมันก็ยิ่งลุกจนสุดท้ายก็คับเต็มกางเกงชั้นใน รู้สึกปวดหนึบไปหมด


“ฮึ่ม…” ผมครางในลำคออย่างใช้ความอดทนอดกลั้น ที่จะทำอยู่แค่กอด แม้เจ้าเอิร์ทน้อยที่ไม่น้อยจะปวดตุบๆ และพยายามดันตัวเองออกมาสู่โลกภายนอกก็ตาม


“อืมมม…” เหมือนคนในอ้อมกอดจะพอใจที่ผมกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น นั่นทำให้ผมยิ้ม มองเสี้ยวหน้าของผู้ชายคนแรกที่ผมรู้สึกชอบ ซึ่งผมไม่เคยคิดว่าจะชอบ หลังจากที่สับสนกับตัวเองอยู่บ่อยๆ จนตอนนี้ผมก็ยอมรับกับตัวเองว่าผมชอบเขา แม้ช่วงหนึ่งผมจะลืมเรื่องเขาไปเลยก็ตาม แต่เพราะสิ่งที่ผมบอกไอ้บาสไป มันเลยทำให้ผมต้องกลับมาคิดเรื่องเขาอีกครั้ง






“เพราะอะไรวะ?” ไอ้บาสเลิกคิ้วขึ้นงงๆ แล้วถามอย่างสงสัย วันนี้ไอ้บาสแม่งสงสัยไปกี่รอบและกี่อย่างแล้วก็ไม่รู้ ผมมองหน้ามันอย่างเคอะเขิน เริ่มรู้สึกเสี่ยวๆ กับคำตอบของตัวเอง


“มึงเป็นเหี้ยไรเนี่ย” มันเอ่ยถามเมื่อเห็นสีหน้าของผม ผมพ่นลมหายใจพรืดก่อนจะตอบมัน


“กูว่าเพราะพรหมลิขิต…” ผมตอบทื่อๆ แล้วรอรับเสียงหัวเราะก๊ากหรือน้ำเสียงล้อเลียนจากมัน แต่ไอ้บาสกลับทำหน้านิ่วคิ้วขมวด


“พรหมลิขิต? มึงเอาเหี้ยไรคิดวะ แล้วทำไมถึงต้องเป็นพรหมลิขิต เป็นเทพองค์อื่นลิขิตไม่ได้รึไง” ผมไม่รู้ว่ามันเอาฮาหรือว่ามันพูดจริง แต่สีหน้ามันก็ดูติดตลกตามนิสัยมัน ไอ้ห่านี่ แรกๆ จะดูเป็นคนเงียบๆ ดูเป็นคนอ่อนโยน แต่อย่าได้รู้จักมันลึกซึ้งเชียว ที่เห็นๆ ตอนแรกหาไม่เจอหรอก


“เดี๋ยวกูส่งมึงไปถามเองว่าเป็นเทพองค์อื่นได้มั้ย มาๆ เข้ามาใกล้ๆ ตีนกูนี่ เดี๋ยวจะกระทืบไปเฝ้าเทพเอง” ผมยักคิ้วเรียกมันมา พร้อมยกเท้ารอ ไอ้บาสทำหน้าตากวนตีนก่อนจะยิ้มกวนโมโห แต่ผมกำลังอารมณ์ดีเลยได้แต่หัวเราะ


“แอ้…” เสียงเหมือนเด็กงอแงเพราะโดนขัดใจดังขึ้นใกล้ๆ ผม ทำให้ต้องหยุดเคลื่อนไหวร่างกายตัวเอง พอผมหยุดแกล้งยกเท้าถีบไอ้บาสคนที่อาศัยไหล่ผมพิงก็ครางพอใจในลำคอ


“ครับๆ คุณนาย ขอโทษครับที่รบกวน” ผมบอกเสียงเบาแล้วลูบไหล่แมทเบาๆ เป็นการปลอบ


“แหม่ะ! เอาอกเอาใจกันดีจริงๆ ตอนเอาก็เอากันให้ดีนะ…” ไอ้บาสเอ่ยแซวอีกรอบ นี่ถ้าแมทตื่นมาได้ยิน คงนั่งก้มหน้าไม่พูดไม่จา ผมยกนิ้วกลางให้มันแทนคำด่า ไม่กล้าขยับตัวมากกลัวจะไปขัดใจคุณนายเขาอีก


“ไม่ต้องบอก เอาดีไม่ดีให้แมทตัดสิน” ผมบอกติดตลก ไอ้บาสทำหน้าเหมือนเอือมระอา ประมาณว่า มึงนี่มันเหี้ยจริงๆ


“แมทดันเจอไอ้เหี้ยเอิร์ทซะด้วย…”  ผมยิ้มกว้าง เข้าใจว่าไอ้บาสหมายถึงอะไร ผมไม่ใช่พวกนักบุญ หรือผู้ถือศีลที่จะมีความอดทนอดกลั้นในเรื่องนั้น อย่างที่ผมยอมรับกับไอ้บาสนั่นแหละว่าผมมันคนเหี้ย ไม่ใช่คนดีอะไร


“เออ เข้าเรื่องๆ ไหนบอกกูดิ๊ว่าทำไมมึงคิดว่าเป็นพรหมลิขิต แม่ง ความคิดนี้ไม่เข้ากะหน้ามึงเลย” ผมไม่เถียง ขนาดผมคิดเอง ผมยังมีความคิดแบบมันเลยว่าหน้าตาผมไม่เหมาะกับเรื่องพรรค์นี้หรอก ไอ้เรื่องหวานๆ เรื่องรักแบบเพ้อฝันเนี่ย
แต่พอมาเจอแมท มันก็ทำให้ผมอดคิดไม่ได้เหมือนกัน


“ก็การที่กูมาเจอแมทที่นี่ไง…” ผมบอกยิ้มๆ “…วันที่กูกลับบ้านพร้อมมึง แล้วกูเห็นแมท กูตกใจนะ กูไม่คิดว่าจะมาเจอเขาที่นี่ เพราะก่อนหน้านี้ไม่มีวี่แววอะไรให้กูกับเขาได้คุยกันต่อเลย หลังจากคืนนั้นกูกับเขาก็ห่างหายกันไป จนมาเจอกันที่นี่เนี่ยแหละ” ไอ้บาสพยักหน้าเบาๆ มันเอามือซ้ายลูบคางไปมาอย่างใช้ความคิด


“ก็น่าคิด… มาไกลขนาดนี้ยังมาเจอกัน เออ… เหมือนจะน้ำเน่า แต่ก็น่าคิดว่ะ” ผมยิ้มที่มันก็คิดเหมือนผม รู้สึกดีใจที่ไม่ได้คิดไปแค่คนเดียว ไม่รู้ว่าเพราะมันกรึ่มๆ ด้วยฤทธิ์เหล้าเลยคิดแบบนั้น หรือมันคิดแบบนั้นจริงๆ แต่ยังไงมันก็ทำให้ผมรู้สึกดีล่ะนะ


“แต่ไม่แน่ก็อาจเป็นกรรมลิขิตก็ได้นะมึง” อ้าว ไอ้สัส เมื่อกี้มึงยังไปทางเดียวกับกู ทำไมทีนี้ตีโค้งหนีวะ


“พ่องงง!” ผมไม่รู้จะหาคำไหนมาด่ามันจริงๆ ที่ทำโมเม้นต์ดีๆ ของผมหายหมด


“มึงเห็นรอยที่คอแมทมั้ย กูว่าไอ้คนที่เล่นปล้ำแมทนี่ไม่ใช่เพื่อนร่วมงานธรรมดาๆ” ผมชะงักไป แล้วหันไปมองคนตัวเล็กข้างกาย ผมเองก็ติดอยู่ในใจเหมือนกันว่าเล่นปล้ำห่าอะไร ทำไมรอยมันเยอะขนาดนี้ แล้วเพื่อนที่ไหนเขามาเล่นกันแบบนี้วะ


“เพื่อนเหี้ยไรคิสมาร์คไปทั่วคอแบบนั้น” ผมหันกลับไปมองไอ้บาส ความรู้สึกหนักอึ้งวนๆ อยู่ในหัว


“มึงคิดว่ามันเป็นใครวะ” ผมถามเสียงเบา


“กูจะไปรู้เรอะ แมทแทบไม่บอกอะไรพวกเราเลย กลับบ้านทีก็กลับดึก ตอนเช้าก็ออกไปแต่เช้าตรู่ กูตื่นมาก็ไม่ค่อยเจอหรอก ถ้าได้เจอวันไหน วันนั้นถือว่าบุญบารมีคงมากจริงๆ” การจะเจอแมทที่บ้านป้าแมร์รี่ไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างกับพวกเราไม่ได้เช่าบ้านอยู่ด้วยกันงั้นล่ะ นานๆ ทีถึงจะได้เจอกัน แล้วเจอกันแต่ล่ะครั้งก็แค่แว้บๆ แปบๆ เท่านั้น


“จะจีบก็รีบจีบให้ติด ตอนนี้เขายังโสดเขาก็มีสิทธิเลือก แมทอาจคิดว่าไม่ไม่มีใครสนใจเขา แต่ไอ้เหี้ยที่มันจูบแมทเต็มคอขนาดนั้นอาจกำลังสนใจแมทอยู่ก็ได้ และนั่นหมายความว่ามึงมีคู่แข่ง” ไอ้บาสพูดเรียบๆ แต่ทำให้ผมนิ่งเงียบไป หันไปมองแก้มป่องๆ ของคนที่นอนหลับอยู่


ใครวะ…







ผมมองเสี้ยวหน้าด้านซ้ายของแมท แม่คุณนายนอนหลับอย่างสบายใจบนแขนผมที่อีกสักพักมันคงจะเริ่มชาจนไร้ความรู้สึก ผมเรียกแมทว่าคุณนายเพราะผมและเพื่อนๆ ชอบแซวเขาอย่างลับๆ ยามที่เขาทำงานว่าโคตรดุเหมือนพวกคุณหญิง คุณนายไม่มีผิด ดุ เจ้าระเบียบ และเป๊ะมาก  ถ้าอะไรไม่ได้ดั่งใจก็จะบ่นจนทุกคนแทบจะหลับหรือเบือนหน้าหนี แต่ยิ่งหนีคุณนายแกก็จะจิกไม่เลิก ต้องยืนรอฟังให้เขาบ่นจบซะก่อน


ช่วงเวลาที่ทำละครเวทีร่วมกัน ผมเห็นแมทหลากหลายอารมณ์มาก นอกเวลางานเขาจะสนุกสนาน เหมือนเด็กตัวเล็ก วิ่งซนไปมา แกล้งคนอื่นไปทั่ว และไม่มีใครกล้าแกล้งกลับเพราะกลัวอิทธิฤทธิ์ของเจ้าเตี้ยคนนี้ เห็นตัวเล็กๆ เจ้าเนื้อแบบนี้แต่กลับข่มคนตัวโตๆ ในทีมงานไว้ได้หมด แต่ผมคิดว่าที่ทุกคนกลัวไม่ใช่เพราะแมทน่ากลัวหรอก แต่คุณนายแกเป็นผู้กำกับ ตำแหน่งใหญ่สุด อาจารย์หนุนหลังเต็มที่ แต่แมทไม่เคยบ้าอำนาจกับตำแหน่งที่ได้ จะใช้อำนาจในทางที่ถูกที่ควรในเรื่องงานเท่านั้น


ผมชอบมองแมทตอนทำงานนะ เขาดูมีเสน่ห์ มีความเป็นผู้นำสูง ความตั้งใจของเขามันน่ามองมาก เขาเตรียมตัวมาดีมากในการทำงาน พอถึงเวลาสั่งงานเขาก็จะสั่งเป๊ะๆ ตามนั้น แต่ก็ไม่เคยยึดความคิดของตัวเองเป็นหลัก ถ้ามีใครเสนออะไร แล้วมันใช้ได้ แมทจะบอกว่าได้ ถ้าไม่ได้ก็จะบอกว่าเพราะอะไร แต่ส่วนใหญ่ผมเห็นแมทพลาดน้อยมาก และทุกคนค่อนข้างยอมรับกับการทำงานของแมทจริงๆ


และที่สำคัญที่ผมชอบอีกอย่างในตัวคนๆ นี้คือ ความไม่ยอมแพ้ ไม่หนีปัญหา เกิดปัญหาอะไรขึ้น แมทจะสู้กับมัน ค่อยๆ หาทางแก้ บางคนคิดว่าอับจนหนทางแต่แมทจะไม่ยอม ถ้าเขาอยากทำอะไรให้สำเร็จ เขาจะทำมันจนกว่าจะสำเร็จ แต่ถ้าถึงที่สุดแล้วมันไปไม่รอดจริงๆ เขาก็ยอมถอย คล้ายกับว่าอย่างน้อย ให้เขาได้ลองสู้ก่อน


แต่เหตุการณ์แรกที่ผมประทับใจแมทจริงๆ นั้น มันไม่ใช่อะไรพวกนี้หรอก มันเป็นเหตุการณ์ที่ผมทั้งขำ ทั้งงง ทั้งสงสัย และกลายเป็นว่าครุ่นคิดเรื่องเขาไม่หยุด  ผมหวังว่าสักวันจะได้เล่าให้เขาฟัง ว่าอะไรที่ทำให้ผมเริ่มสนใจและประทับใจในตัวเขา แล้วกลายมาเป็นชอบอย่างที่ผมเป็นตอนนี้ ซึ่งไม่เคยเป็นกับผู้ชายคนไหนมาก่อน ทั้งๆ ที่ผมมีผู้ชายมาจีบก็มากพอสมควร


ผมมองหน้าเขาแล้วก็ยิ้ม นึกหมั่นเขี้ยวแก้มป่องน้อยๆ นั่น มันน่าหยิก น่าฟัด เขาชอบทำตัวเหมือนเด็ก แต่ไม่ใช่แอ๊บแบ๊ว เขาเหมือนเด็กเอาแต่ใจแต่ไม่ใช่คนร้ายกาจ แต่พอได้ของอะไรถูกใจผมจะเห็นแววตาเขาเป็นประกายอย่างน่ามอง ผมชอบมองเวลาที่เขาดีใจนะ มันน่ารักดี ดูน่ามอง เขาไม่ใช่คนเพอร์เฟ็กต์ หรือว่าหน้าตาดีจนต้องสะดุดอะไร แต่แมทน่ารักด้วยนิสัยของเขา ท่าทาง กิริยา มันดูมีเสน่ห์ไปหมด ที่ผมพูดได้ขนาดนี้ รู้สึกได้ขนาดนี้ เพราะผม ยอมรับ กับตัวเองแล้วว่า ผมชอบเขา  ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยมานั่งคิด พิจารณาหรือพรรณนาอะไรเกี่ยวกับตัวแมทได้ขนาดนี้หรอก


“แมท…” ผมลองเรียกชื่อเขาดู คนถูกเรียกขยับศีรษะเล็กน้อยก่อนจะส่งเสียงเล็กออกมาจากลำคอ


“หือออ…” แล้วเขาก็กอดแขนซ้ายผมแน่น ผมยกยิ้มด้วยความขำ


“เราชอบแมทนะ” บอกไปไม่รู้ว่าเข้าไปถึงโสตประสาทการรับรู้มั้ย อันที่จริงเจ้าตัวก็รู้แล้วล่ะว่าผมชอบเขา เพราะไอ้บาสไปบอกให้ก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งผมไม่ได้โกรธไอ้บาสเลย กลับรู้สึกขอบคุณมันนิดๆ ที่ผมไม่ต้องมาบอกเขาต่อหน้า แบบว่าบอกว่า ชอบนะ อะไรแบบนี้ ซึ่งตอนที่จูบเขานั่นไม่นับนะ อันนั้นมันเป็นความรู้สึกอยากจริงๆ ถ้าบอกว่าชอบเขาแบบซึ่งๆ หน้า ผมก็คงเขินไม่แพ้กัน พอเขารู้ความรู้สึกผมแล้วโดยที่ไม่ต้องบอกย้ำอีก  ผมว่ามันก็ง่ายต่อการหยอด ต่อการเกี้ยว


ผมรู้สึกดีนะที่เขาไม่เคยมีแฟน หรือไม่เคยมีคนมาจีบเขา เพราะมันให้ความรู้สึกดีตรงที่ว่าเราคือคนแรกของเขาอะไรแบบนี้ และอยากเป็นคนแรกในเรื่องอื่นด้วย (คงไม่ต้องบอกว่าเรื่องอะไร ก็ไอ้ที่ข่มๆ ใจไม่ให้ทำนี่ล่ะ)


แต่หลังจากเห็นรอยที่คอเขาบวกกับคำพูดไอ้บาสเรื่องคู่แข่ง ผมก็อดคิดไม่ได้ว่ามันเป็นใคร มันชอบแมทจริงหรือเปล่า มันคิดจะจีบแมทจริงๆ มั้ย หรือแค่เล่นๆ อย่างที่แมทบอก ผมอุตส่าห์สบายใจไปละว่าชอบคนที่ไม่ได้ฮ็อต ไม่ได้โดดเด่นอะไร มันจะเป็นเรื่องดีต่อผม เพราะไม่ต้องไปแข่ง ไปแย่งกับใคร ให้ผมได้มีโอกาสทำคะแนนเต็มที่ในการพิชิตใจแมท เพราะดูแล้วคนๆ นี้พิชิตใจยากพอสมควร


แต่… ไม่ว่าคนๆ นั้นจะเป็นใคร แต่ในเมื่อผมยังมีโอกาสและแมทก็ไม่ได้ปิดโอกาส ผมก็จะลองดู แม้แมทจะบอกแล้วก็ตามว่าอาจไม่ได้ชอบผม แต่นี่มันเพิ่งเริ่มต้น ผมก็ยังพอมีโอกาสใช่มั้ย? ผมไม่เคยต้องมาจีบใครแข่งกับคนอื่นเลยนะ เพราะส่วนมาก สาวๆ สปาร์คกับผมง่าย แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนหรอก ใช่ว่าทุกคนจะชอบผมจริงมั้ยล่ะ ใครคนไหนไม่เล่นด้วย ไม่ชอบตอบ ผมก็ไม่เคยฝืน แต่ใครคนไหนที่คุยกันถูกคอก็ไปต่อ แต่จะสานต่อยาวๆ หรือแค่จบลงบนเตียงอันนั้นค่อยว่ากันอีกที


แต่กลับคนนี้ ผมสนใจมาสักพักแล้ว แต่ไม่เคยได้ลองสปาร์คใส่กันสักครั้ง (และแมทคงเป็นผู้ชายคนเดียวที่ผมอยากสปาร์คด้วย) ผมเลยอยากลอง แมทเองก็ให้โอกาสแล้วด้วย ถึงจะมีคู่แข่งแต่ผมก็อยากลองดู ผมคิด… คิดว่าถ้าผมได้คนๆ นี้เป็นแฟน ผมคงไม่ต้องคอยระแวงเหมือนแฟนเก่าบางคนที่ว่าจะไปแอบมีใครคนอื่นรึเปล่า เพราะผมเชื่อว่าคนอย่างแมท ถ้ารักใครแล้ว ก็รักหมดใจ ให้หมดเท่าที่ตัวเองมี


เรื่องที่แมทเป็นผู้ชาย ตอนแรกผมคิดมาก คิดหลายๆ อย่าง แต่สุดท้ายก็ต้องยอมกับความรู้สึกตัวเอง ยิ่งได้มาเจอเขาที่นิวยอร์คยิ่งใจเต้น ยิ่งรู้สึกถึงความเร้าใจแปลกๆ แบบว่าไม่น่าเชื่อว่าจะมาเจอกัน แต่ก็ดันมาเจอ


ผมเลยอยากลอง… ลองปล่อยไปตามใจ… ถ้าวันนึงผมจะรักแมท ผมก็คงให้มันเป็นไปตามความรู้สึกที่เป็น… เพราะผมไม่อยากบังคับความรัก ก็ถ้ามันจะรัก ก็ให้มันรัก แม้เขาจะเป็นผู้ชาย แต่ความรักมันไม่ใช่เรื่องของเพศหรือร่างกาย หรือสิ่งใดมากำหนด แต่มันคือความรู้สึก… ถ้าผมจะรัก ก็เพราะผมรู้สึกรัก…


อย่างที่รู้ตัวและบอกกับไอ้บาส หน้าตาผมไม่เหมาะกับไอ้เรื่องความเชื่อในรักหรืออะไรหวานๆ โรแมนติคแบบนี้หรอก… แต่ผมว่าเรื่องแบบนี้อยู่ในตัวทุกคนแหละ อยู่ที่ว่ามันจะเกิดขึ้นกับใคร ไอ้ความรู้สึกอ่อนโยน ความรู้สึกที่ละทิ้งทุกอย่างแล้วเอาใจเป็นที่ตั้ง


“วันนี้แค่ชอบ… แต่ถ้าวันนึงเรารักแมทขึ้นมา…แมทคงไม่ว่าอะไรใช่มั้ย” ผมกระซิบถามแผ่วเบา รู้ว่าคนเมาคงไม่รู้เรื่อง แต่แมทก็ยังส่งเสียงตอบกลับมา


“อื้อออ…” ผมหัวเราะน้อยๆ ยกมือขวาเกลี่ยเส้นผมเขาอย่างเบามือ เขาส่งเสียงมาไม่ใช่เพราะตอบรับอะไรผมหรอก แต่คงรำคาญที่มีลมแผ่วๆ เป่าอยู่ที่หูมากกว่า


“ฝันดีนะ…” ผมบอกแล้วจูบที่ขมับเขาเบาๆ


[อ่านตอนต่อไปที่ดา้นล่างได้เลยค่ะ]




ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-8
Re: ||Love, no boundaries. Part: You and I||::CHAPTER 10.1-15:: 21.06.58
«ตอบ #55 เมื่อ21-06-2015 13:11:36 »


CHAPTER 11 :: You made me think of...


Special: Victor Jean Raymond



พั่บ!! พั่บ!! พั่บ!!


เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังอย่างรุนแรงจนเตียงนอนในห้องโยกไหวและส่งเสียงดังกึกๆ อย่างต่อเนื่อง ผสมผสานกับเสียงครางอันหวานหูดังขึ้นเป็นระยะ อุณหภูมิในห้องร้อนแรงด้วยความฮ็อตของชายหนุ่มผู้ซึ่งกำลังบรรเลงเพลงรักให้กับหญิงสาวอย่างถึงใจ


“Ah! Ah! Oh! Oh—my gosh!”(อ้า! อ้า! โอ๊ว! โอ้ว พระเจ้า!)” หญิงสาวกรีดร้องและกวาดแขนไปทั่วเตียงราวกับจะที่ยึด พอหล่อนจะเอามือมาจับที่ตัวของชายหนุ่ม เขาก็รีบจับข้อมือทั้งสองข้างของหล่อนไว้และขึงติดกับเตียง ก่อนจะเร่งสะโพกรัวใส่บริเวณกลางง่ามขาของอีกฝ่ายอย่างไม่ยั้ง จนหน้าตาสวยๆ นั้นเริ่มเหยเกด้วยความเสียว เส้นผมสีดำมันขลับสะบัดไปมาด้วยความรู้สึกเสียดเสียวที่บริเวณ ตรงนั้น…


“V…Victor. (ว…วิคเตอร์)” เจ้าหล่อนเรียกชื่อของนักแสดงหนุ่มด้วยเสียงหอบเหนื่อย พยายามบิดมือไปมาอย่างพยายามจะหลุดออกจากการถูกกดข้อมือไว้ ชายหนุ่มก้มลงไปดูดดึงยอดอกสีชมพูของหล่อนเพื่อเป็นการปลอบประโลม


วิคเตอร์ลดแรงถี่ในการขยับสะโพกแต่ยังคงจังหวะที่ชวนให้หญิงสาวรู้สึกเสียวตรงช่วงกึ่งกลางของง่ามขา เมื่อดูดดื่มยอดอกจนพอใจ ชายหนุ่มก็ปล่อยข้อมือและเอามือทั้งสองข้างยันกายไว้ ก่อนจะเริ่มขยับสะโพกอย่างเร็วๆ อีกครั้ง จนหญิงสาวถึงกับผวาเฮือก ยกมือคว้าเข้าที่ต้นแขนแน่นๆ เอาไว้ราวกับจะหาที่ยึด วิคเตอร์ขยับสะโพกเข้าออกอย่างเร็วและจังหวะสม่ำเสมอ ก่อนที่เขาจะเริ่มรับรู้ถึงอาการเกร็งตัวของอีกฝ่าย


“Oh! Fuckkk! (โอ้ว!  เช็ดดด!)” เสียงกรีดร้องของแม่สาวผมดำมันขลับ หน้าตาสวยคมดังออกมาเมื่อเจ้าหล่อนถึงจุดสุดยอดจนตัวเกร็งและสั่นเทิ้ม หล่อนเลื่อนมืออันสั่นเทามาดันหน้าอกชายหนุ่มไว้ราวกับกำลังห้ามปรามว่าอย่าเพิ่งทำอะไรกับตัวเองต่อ
ชายหนุ่มเองก็หน้าเหยเกด้วยความเสียวเมื่อช่องทางของหญิงสาวบีบรัดแท่งชายของเขาแน่น ในขณะที่หล่อนไปถึงยอดสุดของอารมณ์วาบหวาม


“Please… please stop—I—give me a moment… (เดี๋ยว ได้โปรด หยุดก่อนเถอะค่ะ ฉัน… ขอเวลานอกสักแปบ…)” เสียงเล็กๆ พูดขึ้นด้วยอาการติดสั่น ใบหน้าของหล่อนแดงแจ๋ ราวกับไปออกกำลังกายหนักๆ มา แต่เป็นการออกกำลังกายที่มีชายหนุ่มร่างสูงเนื้อแน่นเป็นเครื่องออกกำลังกายให้กับหล่อน


“Victor—Give her a break. Come here. (วิคเตอร์ ให้เธอพักก่อนเถอะ มานี่สิคะ)” เสียงอันเย้ายวนอีกเสียงดังขึ้นข้างๆ คนถูกเรียกหันไปมองสาวผมน้ำตาลแดงที่หน้าตาคล้ายตุ๊กตาบาร์บี้ หล่อนกำลังนั่งลูบวนไปมาตรงส่วนนั้นของตัวเองอย่างเชิญชวน เขายกยิ้มมุมปากก่อนจะถอนเจ้าน้องชายที่กำลังอยู่ในอาการค้างจากอีกคน ก่อนจะกระเถิบเข้าไปหาหญิงสาวผิวขาวอมชมพูที่เป็น เป้าหมายจริงๆ ของคืนนี้


เขาก้มลงไปใช้ลิ้นละเลงตรงกลีบเนื้อสีสดอย่างช่ำชอง เพียงแค่เริ่มไปไม่กี่นาที แม่สาวหน้าตาบาร์บี้ก็ยกมือขึ้นมาขยุ้มเรือนผมสีดำของเขา ผ่อนเบาผ่อนหนักตามอารมณ์เสียวที่พุ่งขึ้นเป็นระยะตามจังหวะที่ลิ้นสะบัดไปมา


“Ah!” เสียงครางออกมาจากลำคอของเจ้าหล่อน ยิ่งทำให้วิคเตอร์เร่งปลายลิ้นเกลี่ยไล้ไปมาบนกลีบปากทางรัก สาวผมดำมันขลับลุกขึ้นนั่งหลังจากหายจากอาการหอบเหนื่อย หล่อนจับให้วิคเตอร์นอนหงาย แล้วดึงถุงยางอนามัยออกก่อนจะโยนทิ้งไปข้างเตียง ชายหนุ่มพลิกตัวให้อย่างไม่อิดออด แต่ลิ้นก็ยังคงทำหน้าที่สร้างอารมณ์ให้กับสาวผมน้ำตาลแดงต่อไปโดยที่เจ้าของกลีบเนื้อสีสดใช้มือดันตัวขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้ใบหน้าของวิคเตอร์อยู่ข้างล่างหล่อนอย่างสบาย และอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมเพื่อให้ลิ้นตวัดได้อย่างถูกจุดเสียว


สาวสวยผมดำจัดการครอบริมฝีปากลงไปบนความเป็นชายของวิคเตอร์ที่ตั้งตระหง่านอย่างน่าชื่นชม เจ้าหล่อนใช้ทั้งมือและปากรูดรั้งและดูดดึงขึ้นลงไปมา จนเจ้าของแก่นกายต้องเกร็งกล้ามท้องเล็กน้อยด้วยความเสียว


“Come on! I love it! Faster! (เอาเลย! ฉันชอบ! เร็วขึ้นอีกสิคะ!)” เสียงแม่สาวบาร์บี้ดังขึ้นพร้อมหน้าตาอันเสียวซ่านในอารมณ์  วิคเตอร์เองก็เร่งตวัดปลายลิ้นอย่างรัวและเร็ว จนคนโดนเริ่มขาสั่น แขนสั่นอย่างควบคุมไม่อยู่เมื่อใกล้ถึงจุดแตกซ่านของร่างกาย ส่วนวิคเตอร์เองก็เริ่มเกร็งหน้าท้องจนเนื้อที่กล้ามท้องขึ้นชัดเจน ลมหายใจหอบกระเส่าที่ออกมาทางจมูกดังฟึดฟัดอย่างรุนแรง บ่งบอกว่าชายหนุ่มนั้นใกล้จะปลดปล่อยเต็มที แต่ลิ้นก็ยังไม่หยุดสร้างอารมณ์ให้หญิงสาวที่อยู่ด้านบนต่อ แถมยังเร่งความเร็วจนหญิงเริ่มสมองพล่าเบลอ


บ๊วบ…บ๊วบ…


เสียงดูดกลืนแก่นกายของชายหนุ่มดังอย่างแผ่วเบา แต่ก็รับรู้ถึงการใช้ปากอย่างคล่องแคล่วของคนที่ยุ่งอยู่กับช่วงกลางของร่างกายเขา วิคเตอร์ขมวดคิ้วแน่นด้วยความเสียวท้องน้อย ก่อนที่หญิงสาวผมดำจะรูดขึ้นรูดลงอีกไม่กี่ที น้ำสีขาวข้นก็พุ่งออกมาราวกับน้ำพุขนาดย่อม ทั้งข้น ทั้งเข้ม ทั้งพุ่งรุนแรง…


“Fuck!” วิคเตอร์ส่งเสียงคำรามออกมาก่อนจะตวัดลิ้นบนกลีบนุ่มของหญิงสาวอีกสักพักแล้วร่างขาวนวลด้านบนก็กรีดร้องออกมาดังลั่นห้อง ก่อนทรุดฮวบลงจนเผลอนั่งทับใบหน้าหล่อเหลาอันมีเสน่ห์ที่เจ้าหล่อนมองไม่วางตาตอนเจอกัน คนถูกนั่งทับหน้าด้วยแก้มก้นจับร่างอวบอัดออกไปจากใบหน้าตัวเอง แล้วนอนหายใจหอบหนักๆ


เขานอนหอบอยู่ครู่หนึ่งก็รับรู้ถึงความอุ่นของลิ้นที่กวาดไล่ไปทั่วความเป็นชายที่ยังตั้งโด่ไม่ยอมล้ม เขาผงกหัวขึ้นมอง ก็เห็นสองสาวกำลังใช้ลิ้นกวาดเลียน้ำข้นขุ่นสีขาวที่ไหลอาบแท่งชายของเขาและที่เลอะกระจัดกระจายอยู่บนกล้ามท้อง


“Ummm… so good. (อืมมม… รสชาติดีจัง)” แม่สาวบาร์บี้บอกเสียงปลื้มปริ่ม พร้อมส่งสายตาวาบหวามมาให้ วิคเตอร์ยิ้มนิดๆ ก่อนจะนอนแผ่หลาปล่อยให้สองสาวจัดการทำความสะอาดให้แก่นกายและกล้ามท้องของตัวเอง


“It still be hard. Do you want to let it down, sir? (มันยังตั้งอยู่เลย  ทำให้มันสงบดีมั้ยคะ)” สาวสวยผมดำสลวยเอ่ยถามเสียงยั่วยวน วิคเตอร์ดันข้อศอกขึ้นมาแล้วมองสองสาวที่ยังคงผลัดกันหยอกล้อที่ปลายยอดสีชมพูอ่อนของแก่นกายสีน้ำตาลอ่อนของตัวเอง สองสาวมองกลับมาอย่างเชิญชวนราวกับจะบอกว่าพร้อมเริ่มอีกครั้งแล้ว


แม้จะเสียววูบวาบตรงช่วงท้องน้อยเพราะโดนดูดเลียตรงแก่นกายอยู่ก็ตาม แต่วิคเตอร์ก็กำลังมองร่างกายอันเปลือยเปล่าของทั้งคู่ด้วยใบหน้าสงบ แววตากำลังครุ่นคิดบางสิ่งบางอย่าง สองสาวผลัดกันใช้มือรูดรั้งและออกแรงบีบท่อนชายของเขาอย่างเบามือ


“เป็นอะไรรึเปล่าคะ” สาวผมดำมันขลับดวงตาเฉี่ยวคมถามด้วยเสียงแผ่วแต่เซ็กซี่ วิคเตอร์เอียงหน้าเล็กน้อยสายตาที่ครุ่นคิดเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นกำลังมองใบหน้าทั้งสองคน ก่อนจะขมวดคิ้วนิดๆ


“ครั้งนี้ผมเสร็จน่ะ” เขาเลิกคิ้วขึ้นแล้วบอกเสียงพึมพำ กำลังนึกถึงอะไรบางอย่างอยู่ หญิงสาวสองคนมองหน้าชายหนุ่มด้วยความขบขัน


“พูดอย่างกับคุณเสื่อมสมรรถภาพทางเพศงั้นแหละ” สาวผมยาวสีดำผู้มีดวงตาเฉี่ยวที่เขาจำชื่อไม่ได้เอ่ยถามขึ้นอย่างแซวๆ วิคเตอร์ยกยิ้มมุมปากอย่างชวนมองด้วยความขำเล็กๆ


“แต่ไว้ใจตัวเองเถอะค่ะ ว่าคุณไม่เสื่อมหรอก…” สาวผมแดงน้ำตาลส่งสายตายั่วเย้ามาให้ พร้อมน้ำเสียงกระเส่าที่มีความหมาย วิคเตอร์เบ้ปากแล้วยักคิ้วนิดๆ ราวกับจะบอกว่า รู้ตัวดีว่าตัวเองไม่ใช่คนเซ็กส์เสื่อม แต่ที่บอกว่าตัวเองเสร็จเพราะครั้งนี้ไม่โดนขัดต่างหาก


หึ… สองครั้งก่อน โดนขัดจังหวะจนหมดอารมณ์โดยคนๆ เดียว โดนขัดให้ค้างจนต้องแอบช่วยตัวเองเพื่อให้รู้สึกปลดปล่อย ไม่ค้างคา


ไอ้มารผจญ… เขาคิดอย่างนึกหมั่นไส้แกมมันเขี้ยวเล็กๆ เมื่อนึกถึงหน้าคนที่ขัดเขาระหว่างมีเซ็กส์มาแล้วสองครั้ง แถมเข้ามาถูกจังหวะในขณะที่กำลังได้อารมณ์ซะด้วยนะ


“Shall we fuck again? (เอากันอีกรอบมั้ยคะ)” แม่สาวบาร์บี้เอ่ยถามอย่างเชิญชวนพลางโยกตัวมาเลียหัวนมสีอัลมอนด์ด้วยลิ้นร้อน เล่นเอาหัวนมชายหนุ่มตั้งชูชันทันที แต่กระนั้นเขาก็ชะงักไปเล็กน้อย


“Fuck?...(เอากัน?)” เขาพูดทวนคำนั้นเบาๆ ราวกับพูดกับตัวเอง


“Yeah, just fuck.” (หึ แค่เอากันสินะ)” ชายหนุ่มแค่นยิ้มเล็กๆ แล้วนิ่งไปชั่วขณะหนึ่ง


“Are you okay, baby? (คุณโอเคมั้ยคะที่รัก)” จากใบหน้านิ่งๆ ธรรมดา คราวนี้วิคเตอร์เปลี่ยนเป็นถมึงทึง หันไปจ้องแม่สาวบาร์บี้จนอีกฝ่ายผงะไปเล็กน้อยด้วยความตกใจ วิคเตอร์ขยับตัวจนท่อนชายหลุดออกจากปากของแม่สาวตาคมผมดำที่กำลังใช้ปากเพลินๆ จนเจ้าตัวถึงกับเหวอ อ้าปากหวอ เพราะกำลังสนุกกับการลิ้มรสแก่นกายของชายหนุ่ม


“I’m not your baby. (ผมไม่ใช่ที่รักของค