คืนครั้งที่6 ถนนคนเดิน ☻✿
“วิ่งดิเอ๋วิ่ง!!” ไอ้พี่เหี้ยแม่งงงงง นอนจากจะมายุ่งกับผมแล้วยังสะเออะวิ่งนำผมไปอีกแม่งเอ้ย ผมวิ่งไปหอบไปเพราะมันเลยเวลานัดมาพอสมควรแล้วครับ
พี่ทิตย์นัดผมวันเสาร์ซึ่งก็คือวันนี้ครับ ผมบอกไปแล้วว่าผมมีเรียนพิเศษและพี่ทิตย์ก็เลยนัดผมตอนหลังเลิกเรียนพิเศษซึ่งผมก็บอกไปเต็มปากครับว่าสี่โมงว่าง แต่ตอนนี้มันสี่โมงครึ่งแล้วครับแถมยังมีตัวไม่ได้รับเชิญมาด้วยหนึ่งคนครับ ให้ทายว่าใคร พี่รหัสผมไงครับ มันเรียนที่เดียวกับผม พอเห็นผมรีบมันก็เข้ามาถามแล้วก็วิ่งนำผมเนี่ย
“นั่นมันปะวะ” เริ่มสาวเท้าช้าลงเพราะเห็นเป้าหมายแล้วครับ แต่ความเหนื่อยผมไม่ได้ลดลงเลยสักนิดเดียวครับ ไอ้เหี้ยพี่รหัสผมมันก็ดูจะไม่เหนื่อยเลยสักนิดครับ
“พี่ทิตย์…” มายืนสงสัยแบบมันจะไปรู้ไหมว่าใช่หรือเปล่า ก็เรียกชื่อไปเลยสิครับ คนที่ยืนกอดอกอยู่ค่อยๆหันมาผมก็เลยรู้ว่าเป็นพี่ทิตย์จริงๆครับ
“มึงมาเสือกเหี้ยไรเนี่ย” พี่ทิตย์มองผมแว๊บนึงก่อนที่จะหันหน้าไปมองไอ้เหี้ยพี่รหัสของผมครับ ต่อยกันเลยเถอะครับถ้าจะมองกวนตีนใส่กันขนาดนี้ แต่ตอนนี้ผมไม่มีอารมณ์จะทำอะไรทั้งนั้นนอกจากยืนหอบ
“หิวน้ำอ่ะ” ผมบ่นออกมาเบาๆแล้วมองหาร้านน้ำก็ไม่มีครับ แถวนี้แม่งมีแต่ร้านนั่งกินแพงๆทั้งนั้นเลยครับ ขอร้านชานมไข่มุกให้ผมเดินกินตอนนี้ไม่ได้หรือไงวะเนี่ย มองเงยหน้าขึ้นมองพี่ๆสองคนที่ยืนจ้องกวนตีนกันอย่างรำคาญครับ พี่รหัสผมก็นะรู้ว่าผมจะมาหาพี่ทิตย์ก็ยังจะอยากมาอีก
“พี่ไม่กวนละอุ่น เจอกันมึง” มันยังกวนตีนโดยการโบกมือลาด้วยครับ ผมถอนหายใจออกมาแล้วมองไปที่ร้านอาหารเล็กๆที่อยู่ตรงหน้าผมกับพี่ทิตย์ มันเป็นร้านคล้ายๆร้านเบเกอรี่แต่มันข้าวขายด้วยน่ะครับพอจะนึกภาพออกไหมครับ ตกแต่งร้านไม่ได้สาวจ๋าเท่าไหร่ด้วย
“พี่ทิตย์จะไปไหน” พี่ทิตย์ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาแล้วก็มองหน้าผม
“ถนนคนเดิน” ผมร้องอ๋อออกมาเบาๆ แถวนี้มีถนนคนเดินทุกๆเสาร์-อาทิตย์ครับ ช่วงนี่ของก็มาตั้งกันแล้วครับแล้ววันนี้ไม่มีวี่แววของฝนเสียด้วย แต่อากาศมันยังร้อนอบอยู่เลยครับ ถ้ารออีกสักหน่อยอากาศน่าจะดีกว่านี้
“รอในนี้ก่อนไหม ผมว่าตอนนี้มันยังร้อนอยู่เลย” ผมชี้เข้าไปที่ร้านอาหารร้านนั้นพี่ทิตย์ก็มองตามนิ้วผมไป
“พี่ไม่เคยเข้าว่ะ ถ้าร้านเหล้าฝั่งนู้นก็ว่าไปอย่าง” ผมขมวดคิ้วยุ่งแทนคำตอบให้พี่ทิตย์ที่ชี้ไปทางร้านเหล้าปั่นที่อยู่ฝั่งตรงข้ามครับ พี่ทิตย์ยิ้มขำผมออกมานั่นก็ทำให้ผมหน้ามุ่ยยิ่งกว่าเดิมครับ
“เฮ้ยรอด้วยดิ” พี่ทิตย์ร้องออกมาเพราะผมเดินเลี่ยงพี่เข้าผลักประตูร้านเขามาเลยครับ แอร์เย็นๆในร้านทำให้ผมลอบยิ้มออกมา พี่ทิตย์เดินตามผมมาด้านหลังพร้อมมองไปรอบๆ เชื่อเลยครับว่าไม่เคยเข้าจริงๆ ผมมาที่นี่ไม่กี่ครั้งหรอกครับส่วนมากจะลงมาซื้อให้แม่
“เอาโกโก้ปั่นครับ” ผมเงยหน้ามองเมนูสักพักก็บอกพี่พนักงานครับ จริงๆไม่ต้องมองเลยก็ยังได้ครับเพราะผมก็ไม่รู้จะสั่งอะไรนอกจากโกโก้อยู่แล้ว แต่พี่ทิตย์ที่ยืนเกาะไหล่ผมทั้งสองข้างอยู่ด้านหลังไม่ยอมพูดอะไรสักคำ ผมเงยหน้ามองก็เห็นพี่ทิตย์กำลังมองเมนูด้านบนอยู่
“กินอะไร” ผมถามขึ้นมาพี่ทิตย์ก็ก้มลงมองผมแทน สภาพโคตรน่าขนลุกครับผมเลยปัดมือพี่ทิตย์ออกจากไหล่ทั้งสองข้างแล้วขยับตัวเข้าใกล้เคาน์เตอร์อีกนิดครับ
“เอาชาเขียวปั่นแล้วกันครับ” ผมติดใจที่พี่ทิตย์สั่งอยู่นิดหน่อยครับ ร้านนี้ชาเขียวปั่นหวานมากเกินความจำเป็นมากๆแต่จะให้บอกพี่ทิตย์ตอนนี้ก็จะดูไม่ใช่ที่เลยครับ ผมเลยยืนมองเขาใส่น้ำตาลไปเรื่อยๆจนของตัวเองได้ครับ ผมคว้าแก้วแล้วหลบทางให้พี่ทิตย์รอของตัวเอง ยกแก้วขึ้นดูดน้ำให้หายอยากครับ พี่ทิตย์หันมายิ้มขำผม ผมก็มองตาปริบๆด้วยความงง
“เหี้ย…” พี่ทิตย์สบถออกมาเบาๆหลังจากที่ดูดไปอึกแรกพร้อมทำหน้าเหยเก มันหวานเกินไปจริงๆนะครับผมเคยเผลอสั่งไปครั้งหนึ่งแต่น้ำอย่างอื่นมันก็ไม่ได้หวานอะไร
“หวานเกินไปใช่ไหม ตอนแรกผมก็จะบอกแต่ไม่กล้า” พี่ทิตย์วางแก้วลงกับโต๊ะพร้อมถอนหายใจ ผมมองตามแก้วแล้วยกแก้วโกโก้ปั่นของผมยื่นให้พี่ทิตย์ พี่ทิตย์ก็ทำหน้างงๆครับ ที่อย่างงี้ล่ะมาทำงง ผมยื่นให้ใหม่แล้วส่งเสียงอื้ออึงในลำคอให้พี่ทิตย์รับไป
“เอาอันนี้ไปก็ได้ เดี๋ยวๆขออีกนิดนึง” ผมเอามาดูดอีกอึกหนึ่งก่อนจะส่งให้พี่ทิตย์ พี่ทิตย์ยิ้มแปลกๆออกมาแล้วรับแก้วโกโก้ของผมไปครับ
“ไปกี่โมงดี” ผมถามขึ้นแล้วยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา ใกล้จะห้าโมงแล้วครับแดดก็ร้อนอยู่ดีล่ะแต่รับได้กว่าเมื้อกี้ พี่ทิตย์ยกนาฬิกาขึ้นดูตามผมแล้วเงยหน้าขึ้นมองหน้าผม
“สักพักก็ได้พี่ไม่รีบ อุ่นรีบหรือเปล่า กลับบ้านกี่โมง” ผมส่ายหน้าไปมา
“ไม่รีบ กลับเองผมกลับตอนไหนก็ได้” ผมพูดไปตามความเป็นจริงครับ รถตู้กลับบ้านมีเป็นรอบๆรอหน่อยก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยครับ ผมไม่ได้เดินถนนคนเดินมาตั้งนานแล้วด้วยเพราะขี้เกียจเดิน ครั้งนี้มีคนมาเดินด้วยก็ไม่ได้เสียหายอะไร ผมรู้สึกอยากกินขนมสายไหมมากๆด้วยครับ เคยเป็นไหมครับที่อยู่ๆก็อยากกินอะไรสักอย่างขึ้นมา
“อุ่นหายปวดฟันหรือยัง” ผมเม้มปากแน่นแล้วดึงข้างแก้มตัวเอง
“ผมเจ็บตรงนี้มากกว่า แต่เห็นเขาบอกว่าเดี๋ยวก็ชินนะ” พี่ทิตย์พยักหน้ารับแล้วไม่ได้พูดอะไรอีกแต่เหมือนกำลังมองอะไรอยู่ผมเลยหันไปมองตาม เป็นผู้หญิงหน้าตาน่ารักคนหนึ่งกำลังเดินเข้าร้านมากับเพื่อนครับ ผมมองตามเธอไปยันเคาน์เตอร์แล้วก็หันมาขมวดคิ้วมองพิ่ทิตย์ หน้าม่อชิบหาย
“เบาๆหน่อยพี่ หูดำหมดแล้วนั่นน่ะ” ผมพูดแซวพี่ทิตย์ก็มองผมนิดหน่อยก่อนจะยิ้มแห้งๆออกมา
“ชอบผู้หญิงแนวๆนั้นเหรอ” ผมมองแล้วเลิกคิ้วถามพี่ทิตย์ หน้าตาผู้หญิงคนเมื่อกี้คล้ายๆและดูสไตล์เดียวกันกับพี่เนยเลยครับ คือน่ารักแล้วก็ดูมั่นใจในตัวเอง
“เปล่า ก็นั่นน่ะพี่ไอ้เนย” ผมหันกลับไปมองอีกครั้ง งั้นก็ต้องอยู่มหาลัยแล้วสิครับ ตัวเล็กกว่าพี่เนยอีกนะเนี่ย อยู่ดีๆพี่เขาก็หันมาครับผมเลยรีบหันกลับมามองพี่ทิตย์ พี่ทิตย์ก็ยิ้มพร้อมโบกมือเบาๆพี่เขาก็โบกมือตอบมาครับ
ผมคว้าแก้วโกโก้ของผมขึ้นมาดูดมองพี่ทิตย์ที่นั่งอยู่ตรงหน้ากำลังนั่งคุยกับพี่ของพี่เนยที่ยืนอยู่ข้างๆอย่างเบื่อหน่าย คุยอะไรก็ไม่รู้ครับแต่ก็นานพอสมควรเลยเถอะ ยกนาฬิกาขึ้นมาดูก็แล้วนั่งพิงเก้าอี้ไปดูดโกโก้ไปก็แล้ว เมื่อไหร่จะเลิกคุยวะ น่าหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูกครับ
“เพื่อนรอแล้ว พี่ไปละอาทิตย์” ไปสักที... แล้วผมจะมานั่งหงุดหงิดทำไมก็ไม่รู้ครับ พี่ทิตย์ลุกขึ้นมองออกไปนอกร้านแล้วกวักมือให้ผมลุกขึ้นตามผมก็ลุกตามอย่างว่าง่าย
“80บาทค่ะ” ผมก้มหน้าลงหยิบตังในกระเป๋าตังแต่พี่ทิตย์ก็ยื่นตังจ่ายไปแล้วครับ หล่อเลยครับ ผมเบ้ปากออกมานิดหน่อยแล้วยื่นแบงค์ยี่สิบให้พี่ทิตย์พี่เขาก็ดันกลับมา ผมก็จับมือพี่ทิตย์มายัดแบงค์ยี่สิบของผมลงไปครับ แถมด้วยการจับมือพี่ทิตย์ให้ยัดแบงค์พวกนั้นลงในกระเป๋ากางเกง
“เอ่อ..” เสียงพี่พนักงานร้องขึ้นมาผมเลยปล่อยมือจากพี่ทิตย์ครับ พี่ทิตย์เลยรับเงินทอนจากพี่พนักงานได้
เอาล่ะเว้ย ถนนคนเดินที่ไม่ได้เดินมานานกับคนที่ไม่ได้รู้จักอะไรกันเล๊ยครั้งแรกของผม ท้องฟ้าเริ่มมืดกำลังดีกับไฟที่ค่อยๆทยอยเปิดขึ้นมา สวยมากๆเลยครับ แถวนี้ที่เข้ามันจะเจอพวกเสื้อผ้าก่อนเป็นส่วนมากก็เลยเร่งเดินหน่อยเพราะมันไม่ได้น่าสนใจอะไร
“มานี่พี่ทิตย์!” เดินไม่รอเลยเถอะครับ ผมแวะร้านไอติมโคนธรรมดาๆที่ดูน่ากินเหมาะกับอากาศอบๆแบบนี้ กวาดสายตามองว่ามันมีรสอะไรบ้างแล้วก็สั่งพี่คนขายไปครับ
“ขอบคุณครับ” ผมพึมพำตอนพี่เขายื่นไอติมวนิลามาให้ผมแล้วยื่นเงินเพื่อจ่ายครับ คราวนี้พี่ทิตย์ก็เหมือนจะจ่ายให้แต่ยื่นไม่ทันผมครับ ดีแล้วแหละ ไม่รู้จะจ่ายให้ผมทำไม
“ทริปกินของอุ่นหรือเปล่าเนี่ย เพิ่งจัดฟันมากินเยอะชิบหาย” ผมยิ้มเผล้ออกมาทันทีครับ ก็ผมน่ะเดินกินเดินแวะมาตลอดทางเลยครับ ของกินเต็มมือเลยด้วยพี่ทิตย์ก็แย่งผมจ่ายตลอดจนผมได้แต่มองตาปริบๆ อยากจ่ายมากจ่ายไปเลยครับผมมีแต่ได้อยู่แล้ว พี่ทิตย์จ่ายของกินให้ผมจนมันเกินเงินที่ติดผมไว้มากโขแล้วครับ
“เอ้า กินเร็ว” ผมตอบแทนบุญคุณโดยการจิ้มลูกชิ้นป้อนพี่ทิตย์ทั้งที่ยังเดินอยู่นี่ล่ะครับ พี่ทิตย์หันมามองแล้วผงะไปนิดหน่อยเหมือนตกใจแล้วก็หยิบไปถือเองพร้อมยัดปากผมครับ หัวเราะไปเถ๊อะ ผมบ่นพึมพำพร้อมเคี้ยวมันจนแก้มตุ่ยอย่างรู้สึกได้ครับก็ในปากผมยังมีที่ผมยัดไว้ก่อนหน้านั้นนี่ครับ
“พี่ยังไม่คืนเงินอุ่นเลย” ผมส่ายหน้าพรืดไปมา
“ไม่ต้องคืนแล้วมั้ง จ่ายของกินให้ผมตั้งเยอะแยะแล้ว” เยอะจริงๆนะครับเกินร้อยล่ะครับที่แน่ๆ พี่ทิตย์กลับส่ายหน้าไปมา
“ไม่เกี่ยว” พี่ทิตย์มองไปรอบๆผมก็มองตามครับ แถวนี้เหมือนโซนของเล่นเด็กแล้วก็พวกของใช้เลยครับ เสียงอื้ออึงจากคนที่เดินเบียดไปเบียดมากับเสียงเพลงที่ดังขึ้นทำให้ผมรำคาญอยู่นิดหน่อย ผมหันไปสนใจกับน้องที่เดินผ่านขาผมไปแล้วก็มองไปที่แผงของเล่นที่วางอยู่บนพื้น
พอผมเงยหน้าอีกที… พี่ทิตย์ก็หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้
ถนนแค่นี้ยังจะหลงกันอีกโว้ยยยยยยย
ผมเดินไปตามทางเรื่อยๆก็ไม่มีวี่แววจะเห็นผู้ชายใส่เสื้อแขนยาวสีน้ำเงินที่ผมคุ้นตาอยู่เลยครับ เดินคนเดียวแม่งโคตรจะเปรี้ยวเลยครับ ผมไม่ชอบที่ๆคนเยอะๆอยู่แล้วด้วย หงุดหงิด ปวดหัว น่ารำคาญ ผมเม้มปากแน่นแล้วเดินตามทางไปเรื่อยๆทางแม่งก็เป็นแค่ทางตรงธรรมดาจะหายไปไหนได้วะ
ครืดดดดดด
ผมคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาดูก็เห็นเบอร์ชื่อพี่อาทิตย์พร้อมไอ้รูปหัวใจบ้าๆด้านหลังเลยกดรับครับ เสียงดังแทรรกเข้ามาคล้ายกับที่ๆผมอยู่ผมเลยมองไปรอบๆพร้อมกรอกเสียงตอบไป
“พี่ทิตย์อยู่ไหนเนี่ย!” ผมตะโกนแข่งกับเสียงเพลงและเสียงคนที่เดินผ่านไปมา ผมเข้าไปหลบคนในร้านเสื้อผ้าร้านนึงครับ พี่คนขายเขาไม่ได้ว่าอะไรผมเลยยืนเนียนอยู่ตรงนั้น
‘อุ่นนั่นแหละอยู่ไหน พี่หาของคืนได้แล้วนะ’ ผมขมวดคิ้วแน่นหลังจากได้รับคำถามกลับจากปลายสาย
“อยู่ร้านเสื้อที่ตรงข้ามร้านน้ำส้มแล้วก็มีร้าน…”
‘พอๆ พี่เห็นอุ่นแล้ว’ กำลังจะสาธยายร้านกับข้าวข้างๆก็เห็นพี่ทิตย์เดินเข้ามาอยู่ในระยะสายตาพอครับ ผมเลยกดวางสายแล้วเดินออกมาจากร้านให้ผู้คนเบียดเหมือนเดิม
“จับไว้ เดี๋ยวก็หลงอีก” ผมก้มลงมองมือพี่ทิตย์ที่สอดเข้ามา เหมือนเด็กปัญญาอ่อนเลยครับที่ต้องมาเดินจูงมือกันแบบนี้ ผมไม่ได้ว่าอะไรแต่ก็ไม่ได้กระชับมือพี่ทิตย์ให้แน่นขึ้นปล่อยมนไว้แบบนั้นแล้วก็เดินตามเขาเฉยๆ แต่ที่ทำให้ผมต้องขมวดคิ้วแน่นก็เพราะมือพี่ทิตย์มันชุ่มไปด้วยเหงื่อเลยครับ
“ผมเหนียวมือ..” ผมพูดแล้วใช้มืออีกข้างดันมือผมออก พี่ทิตย์มองมือตัวเองที่เปียกชุ่มแล้วเอาถูกับกางเกงแล้วก็พาผมเดินกลับมาที่เดิมเพราะบอกว่าหาของให้ผมเจอแล้ว
“เอาสีอะไร?” ผมยิ้มขำออกมาเพราะของเซ่นผมวันนี้มันน่ารักดีครับ กำไลที่ทำจากแท่งเรืองแสงครับมันยังไม่ได้หักและวางเรียงกันผมแผงขายของเล่นเล็กๆ ในนั้นมีทั้งแหวนแล้วก็สร้อยอะไรเยอะแยะเต็มไปหมดแต่ของห้าบาทมีแค่กำไรครับ
“เอาอันนี้” ผมชี้ไปที่สีแดงครับ ไม่ได้ชอบเป็นพิเศษหรอกครับแต่คิดว่าถ้ามันอยู่ในความมืดมันคงสวยกว่าสีอื่นๆเท่านั้นเองครับ หรือว่าจริงๆผมชอบสีแดงวะ ช่างมันเถอะครับแต่ผมจะเอาแค่นั้นเอง
“เอาสองอันนี้ครับ” พี่ทิตย์หยิบสีแดงอันหนึ่งแล้วก็สีน้ำเงินอันหนึ่งครับสงสัยจะซื้อไว้ใส่เอง ผมรับมันคืนจากพ่อค้าแล้วหักๆมันตรงนั้นจนมันเริ่มมีแสงออกมาครับ พี่ทิตย์มองผมอยู่พักนึงก็หยิบของตัวเองที่ตอนแรกใส่กระเป๋ากางเกงมาหักอยู่ข้างๆผมครับ
“ของผมสีสวยกว่า” ผมยิ้มออกมานิดหน่อยแล้วโชว์กำไลที่หักจนมันเรื่องแสงทั้งอันแล้วให้พี่ทิตย์ดู พี่ทิตย์ส่ายหัวยิ้มแล้วก็ชูของตัวเองอยู่ข้างๆผม
“เหมาะกันเนอะ สีแดงกับน้ำเงิน” มันเหมาะกันตรงไหนวะ ผมได้แต่ขมวดคิ้วอย่างงงๆกับตรรกะความคิดของพี่ทิตย์แล้วก็ดูท่าว่าพ่อค้าเขาก็งงเหมือนกันครับผมเลยระบายยิ้มออกมาเพราะขนาดพี่พ่อค้าเขายังมองเลยเหอะครับ ผมเอาใส่ข้อมือไว้แล้วดันให้พี่ทิตย์เดินไปข้างหน้า
“ไปไหนต่อดีอ่ะ” ไม่มีที่ไปแล้วครับ เดินมาจนใกล้จะสุดทางก็ไม่มีวี่แววของสายไหมที่ผมอยากกินเลยสักนิด พี่ทิตย์เดินเงียบมาตลอดทางทำให้ผมเบื่อขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“ขอพี่จับมืออุ่นอีกครั้งได้ไหม” ผมเงยหน้าขึ้นมองหน้าพี่ทิตย์ทันทีด้วยความสงสัยครับ มันฟังดูแปลกๆยังไงชอบกลที่ผู้ชายจะมาขอจับมือผู้ชายครับ พี่ทิตย์มองผมตอบแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรนอกจากเอามือวางอยู่ตรงหน้าผมทั้งที่ตอนนี้เรากำลังเดินกันอยู่นะครับ
“อือ…” ผมเอามือผมแตะลงไปอย่างระแวงก็ได้ยินเสียงพี่ทิตย์ถอนหายใจออกมาครับ สัมผัสเย็นๆที่แตะโดนแขนผมก็ทำให้รู้ว่ามือข้างที่จับผมไว้ก็ใส่ไอ้กำไลเรืองแสงอันนั้นอยู่ แล้วผมเพราะพี่ทิตย์ก็ใส่ข้างที่โดนจับเหมือนกันครับ
ผมรู้สึกเหมือนมีคนกำลังมองผมอยู่ รู้สึกไม่ดีขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกเลยครับไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน ผมปล่อยให้พี่ทิตย์จับมือเหมือนเดิมแต่ก็ไม่ได้จับมือตอบ คือแค่ปล่อยเลยตามเลยครับ ผมมองซ้ายมองขวากับบรรยากาศที่เริ่มครึกครื้นขึ้นเรื่อยๆเพราะตอนนี้ทุ่มกว่าได้แล้วครับ ยิ่งคนเยอะผมยิ่งโดนเบียดจนต้องเดินตัวติดกับพี่ทิตย์ตลอดเวลา เพราะพี่ทิตย์ไม่ยอมปล่อยมือผมเลยครับ
“สายไหม!” เดินมาตั้งไกลเพิ่งจะมาเจอร้านสายไหมที่ผมตามหาครับ พี่ทิตย์เลิกคิ้วมองผมแต่ผมก็ดึงตัวพี่ทิตย์ให้เดินฝ่าคนไปตามหาความฝันที่ร้านสายไหมครับ โอ้ยย สายไหมฟูๆนุ่มๆของน้ำอุ่น
“เอาไม้นึงครับ” ผมกัดริมฝีปากล่างตัวเองเล่นระหว่างรอแล้วแกว่งแขนตัวเองไปมาด้วยครับ แต่ผมลืมไปอย่างหนึ่งว่ามือผมกับพี่ทิตย์ยังจับกันอยู่ ผมเลยมองหน้าพี่ทิตย์แล้วก็มองต่ำลงมองจ้องมือแล้วก็เงยหน้าขึ้นอีกรอบพี่ทิตย์ก็ปล่อยมือผมครับ
“เป็นไง อิ่มยันพรุ่งนี้เลยไหมพี่ว่า” ผมส่ายหน้าไปมาแล้วเอามือดึงสายไหมที่ถือไว้ขึ้นมากินครับ ต้องรีบกินมากๆเพราะตอนนี้กำลังเดินไปหารถตู้กลับบ้านครับ แล้วลมมันก็พัดแรงมากจนสายไหมผมเริ่มจะหดลงอย่างรวดเร็ว
“ช่วยกินหน่อย” ผมยื่นให้ตรงหน้าพี่ทิตย์พี่ทิตย์ก็ยิ้มล้อผมออกมาครับ
“อิ่มแล้วเหรอ ขนาดวันเดียวพี่ยังจะหมดตัว วันอื่นพี่จะเลี้ยงไหวไหมเนี่ย” พี่ทิตย์เหมือนแกล้งบ่นพึมพำกับตัวเองให้ผมได้ยินครับ ผมกลอกตาอย่างนึกหมั่นไส้แล้วดึงสายไหมกลับมาทั้งที่พี่ทิตย์กำลังยกมือจะหยิบ
“ใครใช้ให้เลี้ยงวะ” แล้วผมก็โดนผลักหัวครับ พี่ทิตย์ยิ้มแต่ผมเงียบบางทีผมก็ไม่ชอบให้ใครมาเล่นหัวแต่บางทีผมก็ชอบครับ แล้วแต่อารมณ์จริงๆ ผมนิ่งแล้วมองนู้นมองนี่รอบตัวพร้อมกินสายไหมในมือไปด้วย
ปกติเวลานี้ผมคงนอนอยู่บ้านแล้วล่ะครับ ได้มาเห็นแสงไฟตามถนน เสียงรถที่วิ่งผ่านไปมา ถึงมันออกจะแปลกไปสักหน่อยที่พี่ทิตย์ชวนมาถนนคนเดินแบบนี้แต่ผมก็ว่ามันก็สนุกดีนะครับ มันคงไม่แปลกอะไรสำหรับคนที่เข้าใจยากแบบพี่ทิตย์หรอกเนอะ
ที่แปลกอีกอย่างนึงคือเราใส่กำไลเรืองแสงกันทั้งคู่ครับ เดินผ่านใครเขาก็มองกันแปลกๆ ไม่เข้าใจเหมือนกันครับผมเป็นแค่เด็กม.ต้นเองนะจะใส่กำไลแบบนี้ไม่ได้เลยเหรอ หรือเขามองเพราะใส่กันสองคน แล้วมันยังไงวะครับ
“ขึ้นไหมน้อง” พี่คนขับกับพี่คนขายตะโกนขึ้นมาครับผมเลยสาวเท้าให้เร็วขึ้นนิดหน่อยเพราะรถคงกำลังจะเต็มแล้วมั้งครับ
“งั้นพี่ส่งแค่ตรงนี้นะ” ผมพยักหน้ารับแล้วพี่ทิตย์ก็ชูมือขึ้นนิดหน่อยแล้วชี้ไปที่กำไลของตัวเอง
“ไอ้นี่”
“เก็บไว้ดีๆเหมือนของอย่างอื่นด้วยนะ”
อยู่ดีๆผมก็รู้สึกแปลกๆกับรอยยิ้มของพี่ทิตย์ขึ้นมาครับ ผมมองหน้าพี่ทิตย์นิ่งอยู่พักนึงก็คลายปมที่คิ้วออกจากกันแล้วผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ แล้วก็นึกอะไรขึ้นมาได้อย่างนึงแต่ก็ขี้เกียจจะอ้าปากพูดออกไปครับเลยเปลี่ยนเป็นโบกมือเบาๆแทนที่จะพูดออกไป
“กลับบ้านดีๆ” ผมพูดไปแค่นั้นแล้วก็ไม่ได้พูดสิ่งที่ผมสงสัย
เก็บไว้ดีๆเหมือนของอย่างอื่นด้วยนะ?
พี่ทิตย์รู้ได้ยังไงว่าผมเก็บ? …
………………………………………………………………………………………………………..
เสาร์อาทิตย์ผ่านไปไวเหมือนโกหกครับ นั่งงงๆอยู่บ้านอยู่ดีๆก็วันจันทร์แล้วครับ ผมขยี้หัวตัวเองไปด้วยเตรียมของเพื่อเรียนคาบต่อไปไปด้วย คาบต่อไปต้องไปเรียนห้องวิทย์ครับ ซึ่งคาบนี้อาจารย์ปล่อยก่อนเวลาผมเลยไม่รีบร้อนอะไรเท่าไหร่
เสียงซุบซิบจากกลุ่มเดิมๆเรียกความสนใจจากผมผมเลยเหลือบตาไปมองครับ วันนี้จะอะไรอีกล่ะ ผมวางของที่ใช้เรียนวันนี้ไว้บนโต๊ะแล้วหย่อนตูดลงนั่งเก้าอี้อีกครั้ง
“ผิดคนหรือเปล่า”
“เพื่อนนะเว้ย มองข้างหลังทุกวันทำไมจะจำไม่ได้”
“ก็เหมือนอยู่นะแก”
“ก็จริงของแก…”
คราวนี้มันเรื่องอะไรล่ะ
“อุ่น…” แล้วจะเรียกผมทำไม? ผมขมวดคิ้วจนแน่นแล้วหันไปหากลุ่มด้านหลังผมทันทีครับ
“เอ่อ…แกอะแหละ” ยึกยักกันไปกันมาจนผมสงสัยครับ มีอะไรกับผมหรือเปล่าทำไมต้องทำท่าทีแบบนี้ด้วยก็ไม่รู้สิครับ แต่คนนึงในกลุ่มท่นั่งตรงกลางก้มลงเลื่อนโทรศัพท์สักพักแล้วเงยหน้าขึ้นถามผม
“อุ่นสนิทกับพี่อาทิตย์ขั้นไหนอ่ะ” ผมเงียบใส่คำถามแต่ไม่ได้หันหน้าหนีไปไหนครับ ผมไล่มองทีละคนอย่างเบื่อหน่าย จะอยากรู้ไปทำไม? ทำไมต้องมายุ่งเรื่องของผม ไม่สิ หลายๆเรื่องผมก็ยุ่งไปมากกว่าพวกเธออีกมั้ง
“ก็รุ่นพี่”
“รุ่นพี่ต้องจับมือเดินด้วยว่ะแก” คนในกลุ่มนั้นคนนึงที่ยืนอยู่พึมพำเหมือนติดตลกขึ้นผมเลยเงยหน้าขึ้นมองทันทีครับ เพื่อนในกลุ่มมองกันเลิกลั่กแล้วเพื่อนที่ยืนอยู่ก็ยกมือขึ้นปิดปาก
“คืออุ่นอย่าโกรธเรานะ มีคนส่งให้เราเราเลยสงสัย ก็ไม่มีอะไรก็ไม่มีอะไรเนอะ” ผมคว้าโทรศัพท์มาดูก็เห็นรูปคนสองคนที่เดินจับมือกันอยู่ ให้มองยังไงมันก็ผมกับพี่ทิตย์แบบไม่มีข้อแก้ตัวครับ กำไลข้อมืออันนั้นผมยังเก็บไว้ในกระเป๋านักเรียนของผม
“แล้วไง?” ผมเลิกคิ้วถามแต่ก็ส่ายหน้ากันหมดทุกคนเลยครับ
“ก็พี่อาทิตย์จีบกระต่ายอยู่นี่เนอะ จะเป็นเกย์ได้ไง” ผมเหลือบมองไปทางกระต่ายตามคำพูดของเธอทันทีครับ เพราะระดับเสียงที่ไม่ได้เบาเลยสักนิด กระต่ายที่โดนพาดพิงชื่อเก็บของใส่กระเป๋าแล้วหันมามองด้วยสายตาหงุดหงิดไม่แพ้กับผมครับ
ผมถอนหายใจออกมาเสียงดังแล้วหันกลับมาที่โต๊ะตัวเอง หอบของทุกอย่างที่ผมเตรียมไว้แล้วลุกขึ้นเดินออกมาจากห้องเลยครับ ผมไม่ชอบ ผมไม่ชอบจริงๆนะครับ ทำไมพี่ทิตย์ต้องมาจับมือผมให้คนอื่นเห็นแบบนี้ด้วยวะ แล้วถ้ามันไม่มีอะไรทำไมผมต้องเหวี่ยงใส่พวกนั้นด้วยวะ แบบนี้แม่งยิ่งเข้าใจผิดกันไปใหญ่ครับ
แม่งเอ๊ย…
ผมเห็นพี่ทิตย์เดินมากับเพื่อนอยู่ที่บันไดทางขึ้นตึกวิทย์ซึ่งก็คือตึกห้องประจำของพี่ทิตย์นั่นล่ะครับ พี่ทิตย์เหมือนจะเห็นผมเลยมองมาและทำท่าจะยิ้มให้ กลุ่มพวกนั้นก็เดินอยู่แถวๆผมพอดีเลยครับ ผมเม้มปากแน่นแล้วเดินเลี่ยงอ้อมไปขึ้นบันไดอีกฝั่งของตึกครับ
ไม่เห็นพี่เหรอ
เสียงไลน์ที่ดังขึ้นทำให้ผมเลื่อนดูแล้วมันก็ปรากฏข้อความของพี่ทิตย์ขึ้นมา ผมถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย กดอ่านไลน์พี่ทิตย์แล้วสไลด์เพื่อลบมัน
ผมเป็นบ้าอะไรของผมวะเนี่ย
_______________________________________________________________________
(ยื่นแส้ให้ฟาด) ฮือออ มาช้ามากกกค่ะ
คืนนอกสถานที่ครั้งแรกเลยนะเนี่ย เหลืออีก20บาทซะแล้วค่ะ
ขอบคุณทุกคนๆที่ติดตามอ่านกันนะคะ ตอนแรกๆคืดว่าจะไม่มีคนอ่านเพราะมันใส๊ใส55555555
ขอบคุณทุกๆความเห็น ทุกๆบวกเป็ด ทวงได้เสมอเหมือนเดิมนะคะ

ฝากแท็ค #น้องครับยืมตังหน่อย ด้วยนะคะ
