Chapter 25 : มารยาเมื่อวันศุกร์ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่นภเกตน์จะออกไซต์งานในต่างจังหวัดและเป็นวันที่เขาต้องเข้ามาดูแลความเรียบร้อยที่สำนักงานใหญ่อีกครั้งวนเวียนมาถึง
ร่างโปร่งนั่งอยู่ภายในห้องทำงานชั่วคราว สายตาของเขาจับจ้องอยู่แต่บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือในมือ
เมื่อวานเขาต้องไปออกไซต์งานไกลมาก กว่าจะกลับมาถึงที่พักอีกครั้งก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยงคืน ด้วยความอ่อนเพลียจึงตรงไปนอนโดยไม่ได้สนใจว่าผู้ช่วยหน้าแมวๆ จะกลับมาที่ออฟฟิศหรือกลับไปนอนบ้านแล้วหรือยัง เขาไม่ได้เจอและไม่ได้พบหน้าอีกฝ่ายมาเกือบสามวันแล้ว ก็รู้สึกแปลกๆ อยู่นะ กับคนที่ปกติทำงานด้วยกันทุกวัน
...จะโทรไปบอกตฤณดีมั้ยนะ ว่าเขาเสร็จงานตามกำหนดการแล้ว เผื่อว่าเขาจะได้ชวนไปรับประทานทานอาหารมื้อค่ำด้วยกัน... แต่ถ้าตฤณยังอยู่ไกลและยังไม่เสร็จงานล่ะ วันเสาร์อาทิตย์ก็ยังต้องออกไปทำงานอีก
นภเกตน์พรูลมหายใจออกหนักๆ เขาไม่เคยต้องโทรหาผู้ช่วยมาก่อน ก็เคยตัวติดกันตลอดเวลาแบบนั้น... พอเคลื่อนนิ้วกดหาเบอร์โทร จู่ๆ หัวใจก็พาลเต้นระรัว เหงื่อออกจนฝ่ามือเปียกชุ่ม
“ฮื้ยยยย! แค่โทรหาผู้ช่วย มันจะอะไรกันนักกันหนา” ร่างโปร่งบ่นพึมพำกับตนเอง แต่แล้วโทรศัพท์ในมือก็ดังขึ้น เขาสะดุ้งสุดตัว “หวา!”
...ตฤณ!
ริมฝีปากสีแดงสดคลี่ยิ้มบาง หากพอเห็นชื่อคนที่โทรเข้ามา รอยยิ้มนั้นก็จางหายไปทันควัน “ครับ อาพี”
“แหม ทำไมทำเสียงเหี่ยวแบบนั้น รอใครโทรมาอยู่เรอะ” ปลายสายต่อว่าอย่างน้อยอกน้อยใจ
“เปล่าครับ อามีอะไรรึเปล่า”
“มี! วันเสาร์อาต้องไปไดรฟ์กอล์ฟกับกลุ่มผู้บริหารของดาต้าโปร นภต้องไปกับอาด้วย”
“อะ... แต่!”
“ไม่มีแต่ พรุ่งนี้เจ็ดโมงเช้า อาจะส่งรถไปรับนะ วันนี้เสร็จงานแล้วก็รีบกลับบ้านล่ะ” พีรพัฒน์วางหูไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่หลานชายจะมีโอกาสหาอะไรมาโต้แย้งได้
“เฮ้อ!” ...ไปไดรฟ์กอล์ฟ หลังจากนั้นก็คงต้องพากันไปเลี้ยงอาหาร นั่นก็แปลว่าวันเสาร์จะเป็นอีกวันที่เขาไม่ได้เจอตฤณน่ะสิ
นภเกตน์ก้มหน้าลงมองโทรศัพท์มือถือในมืออีกครั้ง จากนั้นจึงกดโทรออกไป
ฝ่ายตฤณนั้น เขายังติดแหง็กอยู่ที่ต่างจังหวัด งานส่วนของเขาน่ะเสร็จแล้วก็จริง แต่ติดที่ต้องเสียเวลารีโมตเข้าไปช่วยงานลูกน้องที่มีปัญหา พองานเสร็จสิ้นลงตามกำหนดการแล้ว ชายหนุ่มก็รวบข้าวของทุกอย่างไว้ในมือ จากนั้นจึงเดินดุ่มๆ กลับไปยังรถที่จอดรออยู่ เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าอันมืดมิด เพราะต่างจังหวัดแบบนี้ ตัวเมืองไม่ได้เต็มไปด้วยแสงไฟสว่างไสวอย่างในเมืองใหญ่ๆ แล้ววันนี้เขาก็คงจะวืด ไม่ได้เจอเจ้านายอีกตามเคย
...เมื่อไหร่ไอ้โพรเจกต์นรกนี่จะเสร็จซะทีวะ! ...และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่คนบ้างานอย่างตฤณคิดเช่นนั้น
ระหว่างที่เดินไปขึ้นรถ โทรศัพท์มือถือของชายหนุ่มก็ดังขึ้น ทว่ามือเขาไม่ว่าง จึงต้องปล่อยให้ดังไปแบบนั้น จนกระทั่งเอาของเก็บใส่รถแล้วก้าวเข้าไปนั่ง เขาถึงได้หยิบโทรศัพท์ที่ปลายสายเงียบไปแล้วขึ้นมาดู นัยน์ตาสีนิลเบิกโพลง
“คุณนภ!”
“อื้อ... ทำไมไม่รับสายกันนะ” ...จะกดโทรออกไปแต่ละที มันต้องใช้ความกล้ามากนะรู้มั้ย! ขณะที่นภเกตน์กำลังลังเลที่จะกดโทรออกไปอีกครั้ง คนที่เขาต้องการจะโทรหาก็โทรกลับเข้ามาพอดี ชายหนุ่มสะดุ้งเฮือก หัวใจเต้นราวกับกลองใหญ่ที่ถูกตีรัว
“คุณนภ เสร็จงานแล้วเหรอครับ”
เมื่อได้ยินเสียงทุ้มต่ำดังมาจากปลายสาย ผู้เป็นก็นายชะงักงัน... เขาคิดถึงน้ำเสียงนั้น ทั้งที่เป็นเสียงของคนที่เขาคิดว่าชอบแกล้งและกวนประสาทมากก็ตามที “อืม...” ร่างโปร่งพูดไม่ออก ไอ้ที่คิดไว้ว่าจะพูดก็ดันลืมไปเสียหมด เกิดอาการเบลอขึ้นมาอย่างฉับพลัน
ตฤณยิ้มกว้าง น้ำเสียงของเขาบ่งบอกถึงความดีใจอย่างชัดเจน “ผมก็เพิ่งเสร็จงาน แต่กว่าจะถึงกรุงเทพฯ คงอีกประมาณสองชั่วโมงน่ะครับ วันนี้วันศุกร์ซะด้วยซี รถติดน่าดู แต่ว่าผมหิวแล้วก็เหนื่อยจังเลยครับ” ...ตฤณตั้งใจจะสื่อว่า อีกสองชั่วโมงเท่านั้น อยากจะขอให้รอเขาสักหน่อย ที่บอกว่าหิว คืออยากให้ทำอาหารให้รับประทาน และที่บอกกว่าเหนื่อย คืออยากจะขอความเห็นใจ
หากเจ้านายนั้นมัวแต่ตื่นเต้น สมองยังประมวลผลไม่ทันเสร็จ ริมฝีปากก็ชิงเอ่ยตอบไปเสียก่อน “ผมกำลังจะกลับแล้ว งานส่วนของผมเสร็จเรียบร้อยดี”
ปลายสายเงียบไปสักพัก ก่อนจะตอบกลับมาสั้นๆ “ครับ”
...จุดประสงค์ของการโทรมาหาเขา ก็เพื่อจะบอกแค่นี้เนี่ยนะ เขาควรจะรู้ว่าเจ้านายเป็นคนยังไง จะหวังอะไรมากมายกันวะ แค่ได้ยินเสียง แค่เจ้านายเป็นฝ่ายโทรมาหาเขาก่อน ก็น่าจะดีใจแล้วไอ้ตฤณเอ๊ย
ขณะที่กำลังนึกน้อยอกน้อยใจ ตฤณถอดเสื้อสูทโยนไว้บนเบาะรถข้างๆ ตน เศษฝุ่นที่ตกค้างตามเสื้อผ้ามาตั้งแต่ตอนที่ชายหนุ่มผิวสีแทนอยู่ในห้องเซิร์ฟเวอร์ของสาขาย่อยที่เข้าไปติดตั้งจึงฟุ้งกระจาย เป็นผลให้เขารู้สึกระคายเคืองจนต้องจามออกมาหลายๆ ครั้ง
“ฮัดชิ้วววว ชิ้ว!”
“...ไม่สบายเหรอ” นภเกตน์นึกเป็นห่วง เพราะตฤณทำงานหนักมากและไม่ค่อยได้มีเวลาพัก แล้วยังบ่นว่าเหนื่อยอย่างนั้น ถ้างั้นเขาก็ไม่ควรจะรบกวนอีกฝ่ายให้มากไปกว่านี้
น้ำเสียงของเจ้านายฟังดูเหมือนว่าจะเป็นห่วงอยู่นิดๆ และนั่นก็ทำให้คนเจ้าเล่ห์นึกอะไรขึ้นมาได้ “ปวดหัวนิดหน่อยน่ะครับ ตัวรุมๆ”
“งั้นรีบกลับบ้านไปกินยาแล้วนอนซะนะ วันอาทิตย์เสร็จงานแล้วโทรรายงานผมด้วย”
ตู้ดๆๆๆ ผู้เป็นนายวางหูโทรศัพท์ไปอย่างรวดเร็ว
ตฤณอ้าปากค้าง... เขากะว่าจะใช้ข้ออ้างว่าป่วยนี่อ้อนเจ้านายซะหน่อย
“โฮวววว คุณนภ! ใจร้ายเกินไปแล้ว!” ชายหนุ่มตะโกนเสียงลั่น
นภเกตน์ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาขนาดใหญ่ในห้องนั่งเล่นที่คอนโดมิเนียมของตน พลางเหลือบมองนาฬิกาที่บอกเวลาเที่ยงคืนกว่าๆ แล้ว วันนี้ทั้งวันเขาถูกอาพีรพัฒน์ลากไปลากมาอยู่ตลอด เพราะนอกจากกลุ่มผู้บริหารของทางดาต้าโปรจะอยู่ที่สนามกอล์ฟนั้นแล้ว ยังมีทีมผู้บริหารของทาง NS ไปด้วยอีกหลายคน รวมถึงผู้จัดการฝ่ายเซลส์ ที่เข้ามาประจบประแจงเขาอยู่ตลอดวัน หลังเสร็จจากไดรฟ์กอล์ฟแล้ว พวกเขาก็พากันไปต่อที่ร้านอาหารสุดหรู นั่งรับประทานอาหารพร้อมกับพูดคุยกันไปเรื่อยๆ จนเกือบเที่ยงคืนถึงจะยอมแยกย้ายกันกลับบ้านของตนเองไป อาพีรพัฒน์คะยั้นคะยอให้เขาไปค้างคืนที่บ้านด้วย แต่... ถ้าเขาไป ก็อาจจะคลาดกับตฤณอีกน่ะซี
ชายหนุ่มผิวขาวลุกจากโซฟาแล้วเดินไปยังหน้าต่างฝั่งที่อยู่ตรงข้ามกับห้องทำงานของตน ซึ่งที่นั่นปิดไฟมืดสนิท ถ้างั้นตฤณก็คงจะกลับไปนอนที่บ้านตั้งแต่ก่อนที่เขาจะกลับมาถึงคอนโดมิเนียมแล้ว
“เฮ้อ!” ร่างโปร่งถอนหายใจ จากนั้นก็เดินกลับไปยังห้องนอน เขาหยุดยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่เพื่อสำรวจเงาของตนเองในกระจก แล้วยกมือขึ้นสัมผัสลำคอตรงที่เคยมีร่องรอยสีแดงช้ำซึ่งตฤณเป็นคนฝากไว้ หากปัจจุบันจางหายไปจนหมดแล้ว
ชายหนุ่มผิวสีแทนยืนนิ่งเป็นรูปปั้นอยู่ตรงลานจอดรถของบริษัท NS ซึ่งมีรถจอดอยู่เพียงไม่กี่คัน บริเวณนั้นเงียบกริบ มีแสงไฟจากเสาไฟพอสลัว ใบหน้าคมสันแหงนมองไปยังห้องพักของเจ้านายซึ่งอยู่สูงขึ้นไปจากพื้นตรงที่เขายืนอยู่ไม่ใช่น้อย จากนั้นจึงพ่นลมหายใจออกยาว ความรู้สึกในตอนนั้นเปรียบได้กับต้นหญ้าที่อยากจะไขว่คว้าดวงตะวันเสียจริงๆ
ตฤณก้มลงมองนาฬิกาบนข้อมือสลับเงยหน้ามองขึ้นไปบนตึกคอนโดมิเนียมอยู่หลายครั้งอย่างกำลังชั่งใจ... ดึกป่านนี้ นภเกตน์คงจะนอนแล้ว เขาไม่อยากรบกวนอีกฝ่าย ถ้าอย่างนั้นคืนนี้เขาก็คงจะวืดตามเคย กลับไปนอนบ้านก็แล้วกัน
รถโตโยต้าบุโรทั่งเคลื่อนออกจากลานจอดรถไปช้าๆ ร่างสูงบอกกับตนเองว่าไม่เป็นไร เพราะพรุ่งนี้เขาจะออกไปติดตั้งที่ไซต์งานสองแห่งสุดท้ายในจังหวัดใกล้ๆ สักตอนบ่ายก็คงจะได้กลับเข้ากรุงเทพฯ เพื่อไปตรวจสอบความเรียบร้อยที่สำนักงานใหญ่ แล้วตอนเย็นของวันเขาก็จะว่าง คราวนี้เขาจะไปยืนรอเจ้านายที่หน้าห้องพักในคอนโดมิเนียมเลย!
หากอะไรๆ ไม่เป็นไปตามแผนอย่างที่ใจคิด หลังจากตฤณกลับจากไซต์งานสุดท้ายและมาตรวจสอบความเรียบร้อยของงานที่สำนักงานใหญ่ กิตติซึ่งเป็นตัวแทนทางภาคใต้ก็โทรศัพท์เข้ามาโวยวาย ว่ามีไซต์งานในส่วนที่ตนรับผิดชอบยังไม่เสร็จเรียบร้อย และต้องเดินทางไปแก้ไขตรวจสอบกันอีกครั้ง ตฤณจึงติดแหง็กอยู่ที่สำนักงานใหญ่เพื่อรอตรวจสอบและปิดรายงานสำหรับการติดตั้งภายในสัปดาห์แรก
“หิวจังโว้ย! วันอาทิตย์แบบนี้ ร้านอาหารก็ดันปิด นึกว่าจะได้กลับเร็วๆ ซะอีก เร็วหน่อยสิว้อย ไอ้กิต!” เขาบ่นใส่สายโทรศัพท์
“โธ่ ไอ้หน้าแมวอย่าเร่งดิ๊ ใกล้แล้วๆ”
“มึงทำไปก่อน ขอเวลาสิบห้านาทีไปร้านสะดวกซื้อแถวนี้หน่อย กูไม่ไหวแล้ว หิวจนตาลาย เดี๋ยวมาว่ะ”
“สิบห้านาทีรอไม่ได้เหรอมึง!” กิตติครางหงิงมากับสาย
“ไม่รอเว้ย” ชายหนุ่มวางสาย แล้ววิ่งจู๊ดออกจากห้องไป
ชายหนุ่มผิวสีแทนใช้แรงเฮือกสุดท้ายในการวิ่งไปร้านสะดวกซื้อที่อยู่ไกลออกไปถึงสามบล็อกถนน เขาหยิบขนมปังหลายอันจากชั้นวางขาย พอจ่ายเงินเสร็จ มือหยาบก็รีบแกะห่อแล้วยัดๆ ใส่ปากไปโดยที่แทบไม่ต้องเสียเวลาเคี้ยว หลังจากนั้นจึงวิ่งกลับไปยังจุดที่จากมาพลางยกแก้วน้ำอัดลมในมือขึ้นซด เหงื่อชุ่มใบหน้าอันหล่อเหลาของเขาไปหมด ก่อนร่างสูงจะมาหยุดหอบเป็นแมวหอบแดดอยู่หน้าห้องทำงานชั่วคราว แล้วเปิดประตูผลัวะเข้าไป
ภายในห้องมีใครบางคนนั่งอยู่ ร่างโปร่งบางที่อยู่ในเสื้อยืดกับกางเกงยีนส์แบบที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก ทำให้ตฤณถึงกับยิ้มกว้าง
“คุณนภ มาได้ยังไงครับเนี่ย!” เขายกมือขึ้นขยี้ตารัวๆ หรือเพราะเมื่อกี้หิวจัดจนเกิดภาพหลอนกันวะ
“ก็นั่งแท็กซี่มา ไม่ได้ไกลอะไร” ผู้เป็นนายตอบก่อนจะหันกลับไปป้อนคำสั่งลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อเรียกดูผลจากการติดตั้งในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา “มีปัญหาทำไมไม่โทรบอกผม”
“ปัญหาแค่นี้ผมแก้เองก็ได้น่ะครับ แล้ววันนี้วันหยุด...”
“ก็เป็นวันหยุดของคุณเหมือนกัน” นภเกตน์พึมพำ ปลายนิ้วเรียวกดรัวๆ ไปบนแป้นพิมพ์ พร้อมกับก้มหน้าลงต่ำ เพื่อซ่อนรอยยิ้มบางๆ เมื่อได้พบกับคนที่ตนนึกถึงอยู่หลายวัน
ตฤณเดินไปนั่งลงข้างๆ เจ้านาย “แล้วคุณนภรู้ได้ยังไงครับว่ามีปัญหา”
“ผมโทรไปสอบถามความเรียบร้อยกับคุณกิตติ คุณบวรวิทย์ คุณภูริณัฐเมื่อตอนประมาณบ่ายสามได้” นภเกตน์รู้หรอกว่าปัญหาง่ายๆ แค่นี้ลูกน้องเขาจัดการกันเองได้ แต่เขาใช้ปัญหานั้นเป็นข้ออ้างให้ตัวเองเดินทางมาที่สำนักงานใหญ่นี่ต่างหาก เขาไม่ได้หยุดคิดหรือลังเลแม้แต่น้อยเลยด้วยซ้ำ
“อ่อ...” ...ก่อนหน้าที่กิตติจะโทรมาโวยวายกับเขาน่ะเอง ร่างสูงคิดอยู่ในใจ ก่อนจะยิ้มกว้างจนแก้มบุ๋ม แล้วโน้มใบหน้าเข้าไปหาอีกฝ่ายทั้งยังหอบแฮกๆ “ผมดีใจที่คุณนภมานะครับ”
ตึก
ปลายนิ้วเรียวที่กำลังรัวพิมพ์หยุดกึก พร้อมกับหัวใจดวงน้อยๆ ที่มันเหมือนจะหยุดเต้นไปชั่วครู่ นภเกตน์รู้สึกร้อนบนผิวหน้าชอบกล เริ่มมีอาการแปลกๆ แบบที่ทำให้เขาหงุดหงิด อยากจะยกโต๊ะทุ่มใส่คนตรงหน้าแรงๆ
“...แล้ว... ที่ว่าปวดหัว... ไม่สบายหายรึยัง” ร่างโปร่งเอ่ยถามเสียงแผ่ว
เมื่อได้ยินคำถามและเห็นท่าทางน่ารักของอีกฝ่าย ร่างสูงก็แทบจะกระโจนขึ้นไปกระโดดโลดเต้นบนโต๊ะทำงานซะเดี๋ยวนั้น เขารีบพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสทันควัน มือหยาบล้วงหยิบกระดาษทิชชูที่ติดมาจากตอนไปซื้ออาหารที่ร้านสะดวกซื้อขึ้นมาซับเหงื่อ จากนั้นก็ไอแค่กๆ อีกสองสามที พลางตอบไปด้วยเสียงแห้งๆ “ผมไม่เป็นอะไรมากหรอกครับ เดี๋ยวกินยาก็ดีขึ้น”
“แล้วมียารึเปล่า”
“ไม่มีเลยครับ เดี๋ยวตอนกลับค่อยแวะซื้อ”
“งั้นกลับไปพักเถอะ เดี๋ยวผมรีโมตเข้าไปดูที่คุณกิตติแก้ไว้แล้วทดสอบก็เสร็จแล้ว”
วันนี้ไอ้ตฤณจะสู้ว้อย! เขาจะไม่ยอมกลับไปคนเดียวเป็นอันขาด “ผมเป็นห่วงงานน่ะครับ ขอผมรอดูผลจากทางนู้นก่อนดีกว่า”
“...ก็ตามใจ”
สักพักกิตติก็โทรเข้ามายังสำนักงานใหญ่ นภเกตน์ช่วยทดสอบระบบแทนเจ้าของโพรเจกต์อยู่สักพักจนทุกอย่างเสร็จสิ้นไปด้วยดี หากพอเขาหันกลับมาหาผู้ช่วยตัวแสบ ชายหนุ่มก็ฟุบหน้าลงไปกับโต๊ะแล้ว
“คุณตฤณ” ร่างโปร่งเรียกพลางเขย่าหัวไหล่กว้างเบาๆ “คุณตฤณ เสร็จแล้วนะ”
“อืม...” ตฤณทำเป็นเงยหน้าขึ้นอย่างงัวเงีย เขาปรือตาขึ้นมองเจ้านายแล้วกะพริบตาหลายๆ หน “เสร็จแล้วเหรอครับ”
นภเกตน์โน้มใบหน้าเข้าไปพิจารณาอีกฝ่ายใกล้ๆ “หน้าคุณแดงมากเลย สงสัยจะมีไข้”
...จะไม่แดงได้ไงล่ะคร้าบ เมื่อกี้ทั้งกดทั้งถูหน้ากับโต๊ะตั้งนานง่ะ... ร่างสูงพยายามซ่อนใบหน้ากรุ้มกริ่ม แล้วทำตาปรือปรอย “ปวดหัวจังเลยครับ”
“คุณเหงื่อออกมากเลยนะ” มือขาวล้วงหยิบผ้าเช็ดหน้าของตนออกมาช่วยซับเหงื่อให้ “งั้นรีบกลับเถอะ” ร่างโปร่งลุกขึ้น หากผู้ช่วยผู้น่าสงสารในสายตาตนยังนั่งนิ่ง ศีรษะสั่นคลอนไปมาเหมือนจะตั้งไม่ค่อยอยู่เลยด้วยซ้ำ นภเกตน์จึงช่วยพยุงอีกฝ่ายให้ลุกขึ้น
“ขอโทษนะครับ จู่ๆ ก็หมดแรง แค่กๆๆ”
“...ช่วยไม่ได้นี่นะ” นภเกตน์จับแขนแกร่งคล้องคอ แล้วช่วยประคองร่างสูงเดินไปช้าๆ มือข้างที่ว่างก็หอบแล็ปท็อปของผู้ช่วยไปด้วย หากเมื่อยิ่งเดินออกไป อีกฝ่ายก็เหมือนจะยิ่งลากขาให้ช้าลงไปอีก “เดินไม่ไหวเหรอ เดี๋ยวผมไปตามคนขับรถ...”
“ไม่... ไม่เป็นไรครับ ขอโทษที... แค่กๆ” ...ก็ตัวคุณนภเกตน์หอมอะ เลยเผลอซบแล้วซบอีก “ผมแค่รู้สึกเพลียๆ นิดหน่อย”
ร่างโปร่งพาผู้ช่วยของตนเดินโซเซไปจนถึงลานจอดรถ เมื่อพนักงานขับรถเห็นเข้าก็ปราดเข้ามาช่วยทันควัน “คุณตฤณเป็นอะไรครับเนี่ย”
“เห็นว่าไม่ค่อยสบาย” นภเกตน์ส่งร่างสูงต่อให้คนขับรถช่วยประคอง ส่วนเขาเดินไปช่วยเปิดประตูรถให้
“ไม่สบาย?” ...เห... เมื่อตอนบ่ายยังเห็นฟิตปั๋งอยู่เลยนี่หว่า คนขับรถขมวดคิ้ว พลางมองใบหน้าของชายหนุ่มผิวสีน้ำผึ้งอย่างสงสัย
“ชี่... ผมป่วยๆ เออออกับผมหน่อยนะพี่ เดี๋ยวพรุ่งนี้เลี้ยงข้าว” ตฤณกระซิบ
คนขับรถพยักหน้าหงึกหงัก ก็ของฟรี ทำไมจะไม่เอา “ครับๆ” ก่อนจะทำเป็นพยุงให้อีกฝ่ายเข้าไปนั่งในรถ
ร่างโปร่งก้าวเข้าไปนั่งเคียงข้างตฤณ แล้วออกคำสั่งกับคนขับ “เดี๋ยวแวะร้านขายยาด้วยนะ”
TBC~*คนเรานี่ ช่างมารยาจริงๆ 555555 คุณนภคนซื่อ ตามอิพี่ตฤณไม่เคยทันเลย
แต่สรุปว่าใครทนความคิดถึงไม่ได้ก่อนนะ อิอิ
น้องนภของเฮาแย่แว้ววววว
ขอบคุณทุกคนที่แวะมาอ่านค่ะ