At Dawn : แล้วพบกันใหม่....ตอน43 (12-07-17) ​p.23 ตอนจบ
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: At Dawn : แล้วพบกันใหม่....ตอน43 (12-07-17) ​p.23 ตอนจบ  (อ่าน 177434 ครั้ง)

ออฟไลน์ kajidrid

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 191
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +249/-3
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย

เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

*****************************************************************************************

สารบัญ
Intro
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2
ตอนที่ 3
ตอนที่ 4
ตอนที่ 5
ตอนที่ 6
ตอนที่ 7
ตอนที่ 8
ตอนที่ 9
ตอนที่ 10
ตอนที่ 11
ตอนที่ 12
ตอนที่ 13
ตอนที่ 14
ตอนที่ 15
ตอนที่ 16
ตอนที่ 17
ตอนที่ 18.1
ตอนที่ 18.2
ตอนที่ 19
ตอนที่ 20
ตอนที่ 21
ตอนที่ 22
ตอนที่ 23
ตอนที่ 24
ตอนที่ 25
ตอนที่ ตอนพิเศษ
ตอนที่ 26
ตอนที่ 27
ตอนที่ 28
ตอนที่ 29
ตอนที่ 30
ตอนที่ 31
ตอนที่ 32
ตอนที่ 33
ตอนที่ 34
ตอนที่ 35
ตอนที่ 36
ตอนที่ 37
ตอนที่ 38
ตอนที่ 39
ตอนพิเศษ 1
ตอนพิเศษ 2
ตอนพิเศษ 3
ตอนพิเศษ 4
ตอนพิเศษ 5
ตอนที่ 40
ตอนที่ 41
ตอนที่ 42
ตอนที่ 43 ตอนจบ
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12-07-2017 13:44:14 โดย kajidrid »

ออฟไลน์ kajidrid

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 191
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +249/-3
Title :  At Dawn
วารินทร์ x วิณณ์

*********


Intro



อกหักไม่ตายหรอก
ใครๆ ก็บอกผมแบบนี้ แต่ว่า...ทำไมเธอถึงตายล่ะ?

รอบตัวผมมีแต่สีอึมครึม เพื่อนผม เพื่อนเธอ ครอบครัวเธอ คนรอบตัวเธอ ทุกคนล้วนเศร้าโศกกับการจากไปของรินนา ผมก็เศร้าเหมือนกัน แต่ดูเหมือนแค่เศร้าจะไม่เพียงพอ ทุกคนต่างบอกว่าผมควร “สลด” กว่านี้

“วิน” ผมหันไปตามเสียงเรียก สีหน้าเขาแย่มาก แย่กว่าผมซะอีก
“ไม่เป็นไรนะ ไม่ต้องคิดมาก”

“ครับพี่รุต” ผมบอกพี่ชายของรินนาเพื่อให้เขาสบายใจ แต่ใจผมไม่ได้สบายขึ้นหรอก คนตายทั้งคน และที่สำคัญ ตายเพราะผม...อย่างน้อยๆ นี่ก็เป็นสาเหตุการตายที่ใครๆ พูดกัน

“มันไม่ใช่ความผิดวินนะครับ”

“หรอครับ”
“งั้น พี่บอกคนอื่นด้วยสิ วินเบื่อแล้วเหมือนกัน” อาจจะดูเย็นชา แต่ผมกล้าพูดเลยว่าผมไม่ใช่เย็นชาโดยสันดาน ผมแค่พูดคำที่อั้นเต็มหัวไปหมด หลุดมาคำเดียวก็ไม่ได้ทำให้คำในหัวผมอยู่กันแบบหลวมๆ หรอก

“เข้าไปด้านในเถอะ”
“ยืนตรงนี้มีแค่ฝุ่นควัน” ผมพยักหน้ารับคำชวนแล้วกดหน้าลงจากปล่องสูง รินนาจากไปตลอดกาล จบแล้วเรื่องของเราที่ผมไม่ค่อยเข้าใจ แต่กลับถูกบอกเสมอว่า “รินตายเพราะวินนั่นแหล่ะ”

ถ้ารินนาตายเพราะผม...งั้นเธอก็ผิดด้วยเหมือนกัน เพราะเธอทำให้ผมรู้สึกเหมือนตาย
ไม่ได้ทรมานเหมือนตายเพราะเธอจากไปหรอก ผมทรมานเพราะถ้อยคำถากถางและสายตาดูแคลนของคนที่ไม่เคยรู้อะไรเลย แต่กลับยกเท้าตัวเองเหนือแกนโลกแล้วเหยียบย่ำลงบนสิ่งที่พวกเขาไม่เห็นค่าและเรียกมันธุลี

เบื้องหน้าผมคือพี่ชายเธอ พี่รุตต์
พี่ชายที่เดินนำหน้าผมมาตั้งแต่เด็ก เขาเข้าใจผมทุกอย่าง แม้แต่เรื่องที่น้องสาวเขาต้องตาย เขาก็เข้าใจว่าไม่ใช่ความผิดผม
หากมีพี่รุตต์เพิ่มอีกสัก 99 คนบนโลกใบนี้ ผมคงมีความสุขขึ้นมาก

“วิน มาเถอะ”

“ครับ” ผมรับคำแล้วเร่งฝีเท้าตามเขาไป พลันผมก็หยุดมองใครคนหนึ่งที่ยืนใส่ชุดดำเหมือนคนทั้งวัดแต่กลับสะดุดตาเหลือเกิน ผมไม่รู้จักเขา เราไม่รู้จักกัน แต่ผมกลับรู้สึกได้ว่าเขาเองก็มองมาทางผม

“โปร ไปเถอะ”

“คุณไปก่อนเลย ผมขออยู่ตรงนี้สักพัก” เขาตอบใครอีกคนที่เร่งรัดเขา ชื่อของเขาคือโปร ผู้ชายคนนี้ผละสายตาจากผมไปมองบนฟ้า ส่วนผมเลือกจะก้มหน้าเดินสวนเขาไปอีกทิศทาง แต่เมื่อคล้อยหลังเขามา ผมก็หันไปมองบนฟ้านั่นบ้าง

ควันสีขาวจางจากอีกปล่องสูงค่อยๆ ไต่ตัวขึ้นหาก้อนเมฆมวลแน่น ผมไม่รู้ว่าเขารู้สึกยังไงเมื่อมองควันจางนั้น แต่เมื่อผมลดสายตาจากฟ้าและมองแผ่นหลังเขาที่ตั้งตระหง่านจังก้าท้าทายท้องฟ้าอยู่ น้ำตาผมกลับรินไหล

“วิน มาเถอะครับ รออะไรอยู่” เขารีบกระพริบตาปรับอารมณ์ พลันเราก็สบตากันอีกครั้งจนได้

โปร คือชื่อของเขา
วิน เขาจะได้ยินไหมว่าคือชื่อของผม


#### @ D A W N  ######


หน้าต่างไม้เหนือหัวบานเล็กส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด เสียงของมันปลุกคนนอนไม่ค่อยหลับอย่างผมให้ตื่นขึ้นอย่างง่ายดายและไร้อาการงัวเงีย พอขยับตัว ขาก็หล่นจากเก้าอี้ไม้ตัวยาวที่ใช้นอนมาค่อนคืน เสียงขวดแก้วล้มระเนระนาดไร้วินัยดังขึ้นทันที

“แดกเบียร์กันไม่เคยเก็บ” ผมบ่นไอ้เพื่อนตัวดีระหว่างขยี้ตาแก้ง่วง ไอ้เพื่อนเวรคงกลับบ้านมันตั้งแต่เช้ามืด ไอ้โอม...ชื่อเพื่อนผมนั่นแหล่ะ เป็นคนติดบ้านมากครับ ไม่ว่าจะเมาที่ไหนจะต้องกลับไปสกัดเยี่ยวที่บ้านตัวเองเสมอ วันนี้ก็คงเหมือนกัน
ก่อนจะเช็คสถานะเพื่อน ผมต้องดูแลตัวเองก่อนด้วยการเข้าห้องน้ำ แปรงฟัน อาบน้ำ สระผม เงาในกระจกสะท้อนสีหน้าค่อนข้างแย่ ทำให้ผมนึกได้ว่าเมื่อคืนนื้ดื่มหนักแค่ไหน ผมเมามากถึงขึ้นฝันไปถึงเรื่องราวเมื่อ 5 ปีที่แล้ว
เรื่องที่ผมไม่เคยต้องการจดจำ แต่มันไม่เคยเลือนหายไปจากความทรงจำของผมเลย

RRRR
โทรศัพท์กลางบ้านดังขึ้น สาวเท้าไปไม่ถึง 20 ก้าวเราก็เจอกัน ผมยกหูโทรศัพท์แบบโบราณขึ้นแนบหู ปลายสายพูดสิ่งเดิมๆ และผมก็ตอบรับด้วยอาการเดิมๆ คือวางสายโดยไม่ตอบอะไรกลับไป
มื้อเช้าจากผมไปนานแล้วแม้ว่าท้องยังว่างอยู่ เพราะฉะนั้นผมจึงต้องมานั่งคิดเรื่องมื้อเที่ยงของตัวเอง
วันนี้คือวันอาทิตย์ หากออกไปห้างก็คงมีอะไรให้เลือกกินเยอะแยะ แต่ผมขี้เกียจออกไปเผชิญกับผู้คน ผมรำคาญสายตาที่ผมไม่อาจเข้าถึงความคิดที่แท้จริงของพวกเขา

ไอโฟนส่งเสียงร้อง แสดงว่าเพื่อนๆ ทั้งหลาย ไม่ใครก็ใครสักคนกำลังต้องการผม พอหยิบมาดูหน้าจอก็อดหัวเราะไม่ได้

“ว่าไงโอม มึงกลับไปตอนไหน” เพื่อนสนิทครับ เราสนิทกันตั้งแต่เข้าเรียนปี.1 มันเป็นคนแรกที่ทักผม และเป็นคนเดียวที่ยังคงคุยกับผม แม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นและมันก็เป็นคนหนึ่งที่อยู่ตรงนั้น
“อือ โอเค”
“ร้านอะไร ผับที่มึงบอกทำงานพิเศษมาเป็นปีเขาก็ไม่รับมึงเป็นพนักงานน่ะหรอ? ผับเชี่ยๆ ไปทำงานร้านขายข้าวต้มเถอะว่ะ” ผมอำมันเล่นเรื่องที่มันโคตรเซ้นซิทีฟ

โอมมันรักเจ้าของร้านมากครับ แม้จะทะเลาะกับเขาบ่อยแต่มันก็รักเขาชิบหาย ผมไม่เคยถามเลยว่าทำไมถึงได้รักเขานัก มันก็ไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังเหมือนกัน เล่าแค่เรื่องที่มันเห็นว่าน่ารักเท่านั้น แต่ผมก็ไม่คิดว่านิสัยแบบนั้นจะน่ารักตรงไหน อาทิเช่น เขาด่ามันเรื่องมันโดดเรียน ตั้งแต่ป.ตรี จนตอนนี้ที่เรียนต่อป.โทด้วยกัน เขาก็ยังด่ามันเรื่องโดดเรียนอยู่ เขารู้ว่ามันดื่มน้ำแร่เท่านั้น น้ำเปล่าธรรมดามันไม่ดื่ม เขามีเบอร์แม่มัน และสามารถเคลียร์กับแม่มันได้เวลาที่มันขอร้องให้ช่วยแก้ตัว

ผมว่ามันกำลังหลง โอมคงคิดว่าไอ้เจ้าของผับนั้นเป็นพ่อมันเอง

“อืมๆ เดี๋ยวคืนนี้กูไปหาก็แล้วกัน มึงไม่ยุ่งแน่นะ” ไอ้โอมรับคำแล้วก็ตัดสายผม ผมเลยแช่อยู่กับตัวเองในบ้านหลังเล็กๆ ท้ายชุมชนที่ติดกับวัดริมแม่น้ำเจ้าพระยา

สมุดวาดรูปส่วนตัวได้รับความสนใจจากผมอีกครั้ง จำได้ว่าล่าสุดที่จับมันก็คือเมื่อเดือนก่อน ผมหยิบมาวาดรูปให้กับเด็กผู้หญิงหลานร้านขายข้าวแกงที่ซื้อกินบ่อยๆ พอดีเด็กคนนั้นแต่งตัวสวยไปงานโรงเรียน แล้วยายแกอยากมีรูปถ่ายเป็นที่ระลึก ผมไม่ได้ถ่ายให้ด้วยไอโฟน เพราะขี้เกียจหาที่ปรินท์ให้ยุ่งยาก และแกก็ไม่ได้มีเฟซบุ้คให้ตามไปกดไลค์ ผมเลยวาดรูปเหมือนให้หลานสาวแก ดูเหมือนเด็กคนนั้นจะชอบมาก กอดผมแน่นเชียว...ถ้าปัดมือเล็กๆ นั่นออกน้องเขาคงเสียใจน่าดู ผมก็เลยนั่งนิ่งๆ แม้ว่านิสัยจริงๆของแล้วจะเกลียดการสัมผัสกายที่สุด

และรูปที่ผมคิดจะวาดวันนี้ ก็คือรูปของคนที่ผมฝันถึง

แน่นอนว่าไม่ใช่รินนา เธอไม่ได้มีค่าขนาดนั้น

ผมวาดรูปผู้ชายคนนั้นต่างหาก ผู้ชายที่ชื่อว่า “โปร”


#### @ D A W N  ######


Tbc



สวัสดีค่ะ

มาเขียนเรื่องใหม่โดยไม่มีใครเรียกร้อง ฮ่าาาาา
เป็นการตัดสินใจที่ด่วนได้มาก ทั้งชื่อเรื่องที่อาจจะให้อารมณ์ขัดๆ กับโทนเรื่อง และการเริ่มต้นนิยายเรื่องใหม่ ทั้งที่ใกล้จะสอบคอมพรีฯ และทำเล่มจบ อุวะฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง

ชอบไม่ชอบยังไงติชมได้ค่ะ

สำหรับคนที่จำกะจิ๊ดริดได้....นายวารินทร์ก็คือ!! พี่โป๊ะนั่นเอง เอิ๊กๆๆๆ (หัวเราะทำไม)

แล้วเจอกันใหม่ตอนที่ 1 อย่างเป็นทางการค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-10-2014 20:03:17 โดย kajidrid »

ออฟไลน์ kun

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3593
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +122/-10
จิ้มๆๆๆๆๆๆ
รออ่านจร้า

ออฟไลน์ YounIn

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1526
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-8
อดีตนีั่นมีอะไรน้อ แล้วโปรที่ว่าจะเป็นใครกัน

ออฟไลน์ aiLime13

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 462
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1146/-11
    • twitter
พี่โป๊ะที่เราหมั่นไส้มาตลอดจะได้เป็นพระเอกกับเค้าแล้วหรอคะ?
เย้ จุดพลุฉลอง 555555555555555555

รอดูว่าเรื่องนี้นางจะทำให้คนอ่านหมั่นไส้ได้อีกรึเปล่า
เปิดปมมาก็ทำให้อยากรู้ต่อแล้วเชียว

รอตอนหน้าค่า >_<

ออฟไลน์ AeRoMoZa

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 432
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-1
เปิดมาก็หน่วงดีเลย555

วิน ดูนิ่ง เงียบจนน่ากลัวในความคิดเราตอนนี้
ไอ้พี่โป๊ะนี่จะมายังไงละหนอ...
แต่วินแบบ หืม ฝันถึงพี่โป๊ะอ่ะนะ? แถมวาดรูปด้วย
มาวินมากๆนะเนี่ย ลุ้นกันต่อไป
เพราะจริงๆไม่คิดว่าความนิ่งเงียบของวิน จะเปลี่ยนมาเป็นลุกขึ้นมาจีบพี่โป๊ะได้น่ะสิ
แต่ทำไมวินดูสนใจพี่โป๊ะจัง

เป็นกำลังใจให้น้า รออ่านต่อด้วย
ชอบสำนวนการเขียนที่มีเอกลักษณ์
อย่าง "...ยกเท้าตัวเองเหนือแกนโลกแล้วเหยียบย่ำ..."

ออฟไลน์ kajidrid

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 191
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +249/-3
Re: At Dawn : แล้วพบกันใหม่.... ตอน1(14-10-14)
«ตอบ #6 เมื่อ14-10-2014 19:49:15 »

Title :  At Dawn
วารินทร์ x วิณณ์
*********


ตอนที่ 1

เสียงอึกทึกนี่ก็เหมือนๆ กับผับอื่นนั่นแหล่ะ ผมไม่รู้สึกว่าที่นี่น่าชื่นชอบมากกว่าผับอื่นๆ ตรงไหน เลยเดาไม่ได้ว่าเพราะอะไร ไอ้โอมเพื่อนรักถึงได้กล้าการันตีความประทับใจ

เรานัดกัน 5 ทุ่ม แต่นี่ผมมายืนกระดิกตีนรอมัน 10 นาทีแล้ว มันก็ยังไม่มา เอาวะ โทรหาแม่งก็ได้
กำลังจะรอสายอยู่ 2-3 ตู๊ด ไอ้โอมก็วิ่งหอบแฮ่กๆ มาหา

“มาแล้วหรอมึง ชวนกี่ครั้งก็ไม่เคยมา วันนี้เลยทำใจผิดหวังอยู่ 10 นาที แต่มึงก็มาเซอร์ไพรส์ รักมึงว่ะวิน”
“มาๆ มาเลย แดกไรได้แดกไปเลยนะ ไม่ต้องกลัวกลับบ้านไม่ได้ เดี๋ยวกูไปส่ง” ผมบอกรึยังว่าโอมมันพูดมาก มากแบบพูดแทรกไม่ทัน โดยเฉพาะคนที่ขี้เกียจสื่อสารกับคนอย่างผมด้วยแล้ว ก็ได้แต่ฟังอย่างเดียว
“วันนี้พี่โป๊ะไม่มาร้าน ทางโล่ง”

“เฮ้ย! กูไม่แดกเหล้าโจรหรอกนะ กูจ่ายได้ ไม่เอาหรอกมึง” ผมรีบบอกปัดเพราะไม่อย่างทำชั่ว ทางบ้านไม่ปลื้มครับ แค่ออกมาใช้ชีวิตอยู่คนเดียวที่หลังวัดก็ไฟท์แทบตาย ถ้าผมทำอะไรที่มันดูนอกลู่ รับรองได้โดนตีหัวลากตัวกลับบ้านแน่นอน

ไอ้โอมส่งเสียงจิ๊จ๊ะไม่พอใจอุดมการณ์เล็กๆ ของผม แต่มันก็ยอมเข้าใจในที่สุด แต่ก็ย้ำว่า “แดกๆ ไปเถอะ กูจ่ายเอง” เอ้า! อยากให้แดกก็จะแดก แม่งเอาแต่ใจชิบหาย

ผมส่ายหัวไม่รู้ไม่สนใจ แล้วก็เดินตามมันเข้าไปด้านในของร้าน
จากเสียงอึกทึกน่าเบื่อหน่าย กลับกลายโซนงียบๆ มีเคาท์เตอร์เล็กๆ แยกออกมาอีกส่วนหนึ่ง ด้านหน้ามีโซฟาตัวกลมล้อมรอบโต๊ะเตี้ยที่วางกระจายกันราว 4-5 ตัว เสียงค่อยสงบลงหน่อย

“ตรงนี้ส่วนมากพี่โป๊ะเค้าจะมานั่งทำงานของเค้าเรื่อยเปื่อย”

“ทำงาน? มันไม่ใช่ที่ที่เกิดสมาธิเลยว่ะ กูว่าพี่โป๊ะของมึงนี่แปลกๆ”

“ไม่แปลกนะเว้ย! ถ้าพี่โป๊ะแปลก มึงก็ประหลาดเหมือนกันไอ้วิน”
“เอ้านี่” เหยียบที่มันปุ๊บ ก็ยัดเหล้าปั๊บเลย ผมดมก่อนนิดหน่อยแล้วก็ค่อยๆ จิบ ผมเลือกนั่งติดริมกระจกเพราะอยากเอนตัวพิงอะไรไว้ซักอย่าง ผมเป็นโรคไร้กระดูก โดยเฉพาะกับไอ้โอม ใกล้กันไม่ได้เลย ต้องเอียงไปพิงมันเสมอ
“แล้วมึงเป็นไงมั่ง” มันถามต่อเมื่อชงเหล้าให้ตัวเองจนหนำใจแล้ว ผมมองรอบๆ จึงสังเกตุได้ว่าโซนนี้ไม่มีคนมานั่งเลย
“เอ้าเฮ้ย! ไม่ตอบเล่า มึงนี่นะ เลิกซึนได้แล้ว”

“ซึนคืออะไรวะ?” ผมถามเพราะไม่รู้จริงๆ จมูกช่างเสือกของผมได้กลิ่นเหล้าในแก้วไอ้โอม เข้มมากครับ

“กูก็ไม่รู้ จำจากที่โดนด่ามา”
“ว่าไง มึงเป็นไงมั่ง กลับบ้านมั่งมั้ย?”

“กลับ”

“บ้านไหน?” แม่งรู้ทัน ผมถอนหายใจแล้วหันมองนอกกระจก วิวตรงนี้ดีชิบหาย เป็นสวนเล็กๆ ท่าทางจะเย็นสบายดีกว่าที่แคบๆ ติดแอร์ตรงนี้

“บ้านกู”

“แล้วบ้านคุณของมึงล่ะ”

“ไม่มีเหตุให้แวะไป จะแวะไปทำไม มันมากเรื่อง”

“วิน เขารักมึงนะ”

“กู้รู้” ผมบอกเท่านี้แล้วกระดกเหล้ารวดเดียวหมดแก้ว จะได้ถือโอกาสไล่มันไปชงมาใหม่ รำคาญมันทุกครั้งที่มันพูดเรื่องทางบ้านของผม ไอ้โอมมันไม่ยอมแก้ทัศนคติเดิมๆ ของมันเสียที ผมบอกไปหลายรอบแล้วว่าผมโอเค ผมไม่เป็นไร ผมรับได้กับการเป็นเด็กบ้านแตก แต่มันก็ยังดราม่าประเด็นบ้านแตกมาจนถึงตอนนี้ เฮ้อ!

ผมขี้เกียจพูดอะไรมาก มันชงเหล้ามาเท่าไหร่ก็เลยดื่มๆ ให้มันหมดไป ไม่รู้เลยว่าไอ้โอมมันจะใช้จินตนาการสูงส่ง ถอดรหัสพฤติกรรมผมออกมาว่า “มึงอย่ากินเหล้าประชดชีวิตสิวะวิน”

คือ....ก็มึงไม่ใช่หรอที่ชวนกูมาที่นี่
มึงอีกนั่นแหล่ะที่ชงเหล้าให้กูแดก พอกูแดกตามวัตถุประสงค์มึง มึงเสือกคิดว่ากูแดกประชดชีวิต เอาเถอะ กูไม่มีอะไรจะพูดแล้ว!


“อ้าวพี่โป๊ะ ไหนว่าวันนี้ไม่เข้าร้านไงพี่” ใครบางคนทักทายไอ้โอมหลังจากที่มันมอมเหล้าผมอยู่ราว 3 ชั่วโมงเห็นจะได้

“มาดูมึงนั่นแหล่ะ ไอ้อิ่มโทรบอกว่ามึงพาเพื่อนมาแดกเหล้ากันเหมือนอาบ มีไรป่าววะ”

ผมเดาว่าคนที่พูดประโยคยาวๆ นี้คือพี่โป๊ะของไอ้โอม มันลุกขึ้นยืนต้อนรับเขาแล้วอมยิ้ม ถามอะไรก็ตอบ เซื่องโคตรๆ เลย ไอ้เพื่อนพูดมากของผมหายไปไหนแล้ววะ

“แล้วนี่หรอเพื่อนมึง”

“ครับ”
“ไอ้วินมันบ้านแตก พี่อย่าใจร้ายกับมันนะ”

“ใจร้ายห่าเหวอะไร ยุงกัด กูยังขอขมาก่อนตบไส้ไหล เมตตาสูงขนาดนี้หาได้ที่ไหน”
โห่วววววววววววว
ไม่ใช่แค่ไอ้โอมคนเดียวครับที่ส่งเสียงนี้ ผมจับได้ว่าเด็กในร้านคนอื่นๆ ก็ส่งเสียงแบบเดียวกัน แต่พวกเขาก็หัวเราะตบท้าย

“แล้วไงมึงเนี่ย”
“บ้านแตกเลยต้องมาแดกเหล้าหรอ? ห๊ะ?”
จู่ๆ พี่โป๊ะคนนี้ก็นั่งจ่อมอยู่ตรงหน้าผม เขายื่นหน้ามาใกล้ๆ แถมยังวางแขนไว้บนไหล่ผมอีกต่างหาก

กู หนัก นะ!

“ทักกูสิ จ้องหน้ากูไปสเก็ตภาพหรอ”
“เพื่อนมึงเป็นใบ้หรอโอม”

“บ้าพี่!”
“วิน” มันเรียกผมเชิงเตือน ไอ้โอมคงอยากสร้างความประทับใจแรกเจอสินะ โอเค กูจัดให้ก็ได้

ผมยกมือไหว้ เงยหน้ามาก็ยิ้มให้แล้วก็ทักทายอย่างมีมารยาท

“สวัสดีครับพี่โป๊ะ ผมชื่อวิน”
“สะกดด้วยนอเนน แล้วก็นอเนนการันต์”
“ภาษาอังกฤษ ดับเบิ้ลยะ”

“สัส! กวนตีนนะมึง!” เขาตบหัวผมเบาๆ แต่ก็ยิ้มให้ด้วยมุมปาก บอกไว้ตรงนี้เลยว่าผมไม่ประทับใจไอ้ยิ้มห่าเหวนี่หรอก กูจำได้แค่มึงตบหัวกูเท่านั้นแหล่ะ ไอ้มนุษย์ตัวควาย!

“เพื่อนไอ้โอมมันเลยหรอ? รุ่นเดียวกันหรือรุ่นน้องวะ หน้าละอ่อน”

“รุ่นเดียวกัน” ผมตอบให้ แต่คำว่าครับมันได้รับอนุญาตให้ผ่านลูกกระเดือกแล้ว ติดเคอร์ฟิว

“งี้ก็อายุ 26 แล้วดิ”
“รุ่นเดียวกับจิ้งจกเจมเลย”
“ตัวก็พอๆ กันเลยว่ะ”
“สูงเท่าไหร่”

“176” แล้วจิ้งจกเจมคือใครวะ? แล้วบอกกูเพื่ออะไรวะ? ไอ้มนุษย์คนนี้สติดีมั้ยวะ? ผมขยับตัวหนีหน้าเขา แต่ไอ้มนุษย์นี่ก็ยังสะเออะมาจับหน้าผมให้หันไปมองมัน แล้วผมทำยังไงน่ะหรอ?

ผั่วะ!
ปัดครับ ปัดอัตโนมัติด้วย
ปกติผมเป็นคนหวงตัว ถ้าไม่อนุญาตก็อย่ามาถูกตัวผม หรืออยู่ใกล้ๆ ผม เพราะผมขี้รำคาญ กับไอ้โอมก็ไม่มีเรื่องสกินชิพมาทำให้ผมอึดอัดเลย แล้วไอ้ห่านี่!!

มันจับหน้าผมใหม่
สลัดเป็ด! เมื่อกี้ไม่ทำให้แม่งแปลรหัสทางร่างกายได้หรอว่ากูไม่ให้มึงแตะ ผมปัดอีกครั้งมันก็จับใหม่ ไอ้เหี้ยยย กูระอาแล้วนะ

“พี่ครับ ผมไม่ชอบ”

“พูดแต่แรกสิ ปัดมือกูทำห่าอะไร”
“กูก็ไม่ชอบให้ใครขัดใจกูเหมือนกัน”

“แต่นี่ตัววิน หน้าวิน”
“พี่ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำแบบนี้”

“ไอ้ลูกหมา!”

สิ่งที่มันทำกับผมคือการเอามือมาบี้แก้มผมเล่น ขยี้ๆๆ จนผมเจ็บ และพอผมจะสะบัดหน้าหนีมันก็เปลี่ยนมาบีบไหล่แล้วก็จับตัวผมเขย่าๆๆๆๆ แล้วก็ทิ้งลงบนเก้าอี้อย่างแรง พร้อมกับทิ้งคำว่า “คิดซะว่ากูผสมเหล้าให้ ไอ้ยุ่ง!”

“วิน มึงเป็นไงมั่ง” ไอ้โอมปรี่มาถามอาการผม บอกตรงๆ ว่าผมมึนมาก รู้สึกโลกแม่งเอียงๆ อาจเป็นเพราะกินเหล้าไปเยอะด้วย แล้วมาถูกเขย่าราวกับเป็นขวดยาแบบเมื่อกี้อีก

“มึนสิไอ้เหี้ย” ผมตอบอย่างอารมณ์เสีย ไอ้โอมเลยไปหาน้ำเปล่ามาให้ผม แต่อารมณ์ผมมาคุแล้ว บอกไว้เลยว่าไม่มีมนุษย์ตัวไหนเคยทำกับผมแบบนี้มาก่อน
ผมไม่ชอบยุ่งกับใคร ไม่ชอบสุงสิงกับสังคม แต่ถ้าผมบอกว่าไม่ก็คือไม่ ห้ามก็ห้าม แล้วไอ้ที่มนุษย์ควายตัวนั้นมันทำ ก็ไม่ควรได้รับการให้อภัยเลยสักนิด

“เฮ้ย! วิน แดกน้ำสิมึง เหล้าเอาไว้ก่อน”

“ไม่ เอามานี่” ผมคว้าแก้วเหล้ามันแล้วกรอกเข้าปาก สายตาสอดส่ายหาไอ้มนุษย์ที่ทำให้ผมอารมณ์เสียในวันที่อุตส่าห์มาทัศนาโลกภายนอก แล้วก็เจอตัวจนได้
“เดี๋ยวกูมา แต่ถ้ากูกองลงกับพื้น มึงไปส่งกูที่บ้านด้วย บ้านกูนะโอม ไม่ใช่บ้านใหญ่” ผมสั่งเสียไว้ด้วยความรอบคอบแล้วก็เดินเซๆ มึนๆ ตามไอ้มนุษย์ควายตัวถึกที่มองเห็นได้ในระยะไกลและในที่มืด

“เฮ้ย!” ผมคว้าไหล่มันไว้ ซึ่งก็สุดแขนผมนี่แหล่ะ แม่งตัวสูงอ่ะ ไหล่ก็หนา ผมเลยต้องออกแรงกระชากให้มันหันมาเจรจากับอารมณ์เน่าๆ ของผม
“อย่ามาจับวินอีก!”
“เข้าใจมั้ย?”

“จะทำไมกูล่ะ”
“นี่ไง จับอยู่” มันทำอย่างปากว่า ไอ้มนุษย์ควายดึงตัวผมไปโอบไว้แล้วก็โน้มหน้ามาหา ตามันคมวิบฝ่าความมืดมากระแทกตาผม แม่งตาคมบาดใจจริงๆ ถ้าได้นั่งวาดรูปมันคงมองเพลิน เฮ้ย!! ผมไม่อยากวาดรูปมันหรอก ไอ้ถึก! กล้ามแม่งก็แน่น มัดกล้ามมันต้องสวยแน่ๆ เลย แต่ผมไม่มีวันวาดรูปมันหรอก สาบาน!!
“ว่าไงล่ะครับน้องวิน จะทำอะไรพี่”

“สัส!” ผมด่าใส่แล้วก็ผลักมันออก คว้าแก้วจากมือใครไม่รู้แต่เสือกอยู่ใกล้มือผมพอดีตามไปฟาดมันที่หัว
เสียงเพล้งทำให้รอบตัวเงียบงัน เสียงพูดคุยจอแจหายไปจากโสตประสาท ยินเพียงเสียงเพลงฝรั่งที่ผมจับใจความไม่ได้เพราะคนร้องแม่งคงแดกยาบ้าก่อนอัดเสียง

“ไอ้วิน!”
“เฮ้ย! พี่โป๊ะหัวแตก!”

ผมมองผู้คนวิ่งพล่านอยู่ท่าเดิม สายตาผมจับภาพอะไรที่ชัดเจนไม่ได้ ไอ้โอมเข้ามาตรงหน้าผมแล้วพูดอะไรก็ไม่รู้ ทั้งที่มันตะโกนแต่กลับไม่มีคำไหนเข้าหูผมเลย

สิ่งที่ชัดที่สุดสำหรับผม ก็คือหน้าของไอ้พี่โป๊ะที่ทรุดลงนั่งกับพื้นแล้วเงยมองผม เราสบตากันอยู่นาน คนที่หลบตาก่อนก็คือผม

จริงๆแล้วผมไม่ได้หลบตาเขาหรอก แต่ผมวูบไปเลยต่างหาก


#### @ D A W N  ######


กลายเป็นว่าผมไปสร้างวีรกรรมให้พี่สุดที่รักของไอ้โอม ฟังจากที่มันเล่า...จริงๆ แล้วก็คือการบ่นนั่นแหล่ะ เรื่องที่มผทำไว้เมื่อคืนนี้ถูกบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ของมนุษย์ควายเลยครับ ไอ้โอมยืนยันว่าไม่เคยมีใครทำกับพี่โป๊ะแบบนี้ ผมเชื่อมันครับ เพราะสายตาที่เขามองผมเมื่อคืนนี้ มันมีความประหลาดใจมากกว่าความโกรธ

“แล้วนี่มึงโอเครึยัง” มันถามผมเป็นรอบที่ 100 แล้ว ซึ่งผมก็ตอบเหมือนเดิมคือ

“โอเคแล้ว”

“แล้วทำไมไม่กินโจ๊กล่ะ กูไม่ได้ทำเองหรอก กูออกไปซื้อมา”
“เจ้าที่มึงเคยพากูไปซื้อนั่นแหล่ะ หน้าวัดเลย ร้านป้ายเขียว”
“ไม่ใส่ขิงด้วย กูจำได้ว่ามึงไม่ชอบ”
“ถ้าโอเคแล้วมึงต้องกินสิวิน”

“มึงใส่ตับกับไส้อ่อนรึเปล่า”

“น่าจะมีนะ อยากกินหรอ เดี๋ยวก็คัดออกมาให้”

“กูไม่แดกเครื่องใน”

“อ่าว”
“งั้นกูแดกให้ เดี๋ยวเหลือแต่หมูไว้ให้มึง”
“มึงจะกินใช่มั้ย”

“อือ ฝากด้วย” ผมยอมรับปากจนได้ จากที่ตั้งใจจะบ่ายเบี่ยงไม่กินโจ๊กเพราะไม่ชอบความเละของมัน ก็ต้องยอมกินเพราะไม่อยากให้โอมมันพยายามสูญเปล่า

ผมนอนบนโซฟาแม้ว่าบ้านหลังเล็กนี้จะมีห้องนอนและเตียงอย่างดีกางรออยู่ก็ตาม เช้านี้อากาศบ้านผมสดใสเหมือนเนดิม กลิ่นคาวน้ำกร่อยลอยมาเตะจมูกตามทิศทางลม เสียงนกร้องโต้กันไปมา แม้กระทั่งเสียงพวกมันระดมกางปีกแล้วกระพรือขึ้นสู่ท้องฟ้ายกฝูง ผมก็ยังได้ยิน

“สงบจัง”

“เงียบฉี่เลย” ไอ้โอมโต้ ผมเลยตะแคงหน้ามองนิดนึงก่อนจะนอนหน้าตรงมองเพดานไม้เหมือนเดิม

“สงบต่างหาก มึงไม่เข้าใจ”

“แอ็บสแตรคอย่างมึง ใครเข้าใจก็เทพแล้ว”
“อื้อ พี่โป๊ะฝากบอกว่าไม่ต้องขอโทษหรอก เขาไม่ถือ”

“แล้วมันฝากขอโทษกูรึเปล่า”
“มันจับหน้ากู”

“วิน เรื่องธรรมดาป่าววะ?”

“ถ้าคนแปลกหน้าบีบไข่มึง มึงจะไหว้ขอบคุณมันหรอ?”

“แต่เขาไม่ได้บีบจู๋มึงสักนิด”

“แก้มกูสำคัญ”
“แม่ใหญ่กูยังไม่ได้แตะเลย”

“เฮ้อออ”
“โอเค แดกโจ๊ก กูกินเครื่องในให้หมดแล้ว อ่อ กูแดกหมูหมดแล้วด้วย มึงแดกข้าวเละๆ ไปก็แล้วกัน” เพื่อนชั่ว! ผมด่ามันด้วยสายตา แล้วก็แหงนหน้ามองเพดานต่อ ให้มันรู้ว่ากูไม่แดก ไอ้โอมนั่งเฝ้าผมอยู่พักเดียวก็ไปเปิดทีวีดู

วันนี้วันจันทร์ครับ แต่ผมว่าง เหตุผลหลักที่ทำให้ว่างก็คือ ผมไม่มีงานทำ
ผมก็อยากทำงานไปด้วย เรียนโทไปด้วยเหมือนกัน แต่ที่บ้านบอกว่าผมไม่น่าจะบริหารจัดการเวลาได้ ก็เลยขอให้ผมเลือกว่าจะทำอะไรก่อนหลัง ระหว่างเรียนปริญญาโท และทำงาน
ผมเลือกทำงาน บทสรุปก็คือ การเรียนต่อครับ นี่แหล่ะบ้านผม

ส่วนไอ้โอม มันเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วยครับ มันเก่งมากในสายตาผม แต่ผมไม่เคยชมมันหรอก คิดว่ามันน่าจะหลงตัวเองประมาณหนึ่งอยู่แล้ว
งานของมันมีทั้งบริษัทประจำ ก็คือบริษัทรับจัดอีเวนท์ของไอ้พี่โป๊ะสุดที่รักมันนั่นแหล่ะ งานรองก็คือไปช่วยงานที่ผับ
ไม่ร้ว่าสุทธิแล้วรายรับของมันพอรายจ่ายมั้ย แต่ก็เห็นมันอยู่ได้โดยไม่เดือดร้อนพ่อแม่และผองเพื่อน อย่างน้อยๆ มันก็ไม่เคยยืมเงินผม ชั่วสุดก็ขอเลย

“วิน สระผมให้หน่อย” เป็นเจ้านายกูมาแต่ชาติปางไหนมิทราบ ผมส่งเสียงขัดใจแต่ก็ยอมลุกจากโซฟาตัวหวงไปสระผมให้มันที่หน้าบ้าน

อย่างที่เคยบอกไว้ ผมไม่ค่อยมีเพื่อน และมันก็เป็นคนเดียวที่ยอมคบผม เพราะฉะนั้น ไม่ว่ามันจะต้องการให้ทำอะไรยากยิ่งยวดแค่ไหน ผมก็จะทำให้มันเสมอ

โอมไว้ผมยาวครับ แค่คางเท่านั้นแหล่ะ หัวมันทุยก็เลยจัดทรงออกมาหล่อแท้
ตอนนี้ไอ้เพื่อนชั่วนอนตัวยาวราบกับโต๊ะไม้เก่าๆ แต่แข็งแรงพอสำหรับน้ำหนักไม่เกิน 100 กิโลกรัม หัวมันเลยขอบเก้าอี้ยาวมานิดหน่อย ส่วนผมก็ยืนราดน้ำจากปลายสายยางใส่หัวมันครับ
“เทยาแล้ว ขยี้ดิ” ผมสั่งแล้วรีบขยับขาหนีฟองแชมพูที่เกิดจากการขยี้หัวตัวเองของไอ้โอม ท่าทางมันจะมีความสุข เพราะมันขยี้ๆๆ เหมือนซักผ้าขี้ริ้ว แต่กลับยิ้มแฉ่ง ปากก็จ้อไม่หยุด เรื่องที่พล่ามส่วนมากก็เรื่องไอ้พี่โป๊ะของมันนั่นแหล่ะ

“ครีมนวดล่ะมึง” มันท้วงเมื่อผมยืนนิ่งรดน้ำใส่หัวมันทั้งที่ไม่มีฟองแชมพูเคลือบอยู่แล้ว

“อื้อ”  ผมรับคำแล้วคว้าครีมนวดมาเทใส่หัวมัน แล้วก็รอให้มันขยำหัวตัวเองให้หนำใจ ไอ้ตัวดีส่งสัญญาณด้วยการเอามือเปรอะครีมนวดมาสะกิดหัวเข่าผม แม่งก็ว่าหลบมาไกลแล้วยังสะกิดถึงอีกหรอ เมื่อได้สัญญาณผมก็เปิดน้ำ ล้างหัวให้มัน โดยโก่งขาหนีมากกว่าเดิม

แต่สุดท้าย การขอให้สระผมให้ของมัน ก็คือการจับผมอาบน้ำเสมอ
ไอ้โอมคว้าผ้าเช็ดหัวจนแห้งหมาด มันคว้าเสื้อผมแล้วก็ลากไปที่ท่าน้ำอีกที อย่าคิดว่ามันถีบผมตกแม่น้ำนะครับ มันไมได้โหดขนาดนั้น โอมก็แค่ผลักตัวผมไปยืนกลางแจ้ง แล้วก็ขโมยสายยางไปจากมือผม เผื่ออัดน้ำใส่ตัวผมจนไม่สามารถลืมหูลืมตาได้

“ไอ้เหี้ยโอม!”
“หยุดเลยนะมึง ควาย กูหนาวแล้วด้วย”
“เชี่ย เดี๋ยวเป็นหวัดนอนโรงพยาบาลอีก กูรำคาญตัวเอง โอม! หยุด!”


จ๋อง จ๋อง จ๋อง
เสียงน้ำหยดล่ะมั้งที่ผมได้ยิน ปกติแล้วมันจะต้องหัวเราะใส่แล้วก็ลากผมไปใส่ไว้ในห้องน้ำ เพื่อให้ผมอาบน้ำเหมือนคนปกติ แต่วันนี้มีแต่เสียงจ๋อม จ๋อม จ๋อม ของน้ำที่ปลิดขั้วตัวเองออกจากปลายสายยาง

ผมหันมองมัน ถึงได้เห็นว่าไอ้โอมก็หันมองไปทางอื่นเหมือนกัน

“พี่โป๊ะ มายังไงเนี่ย!”

นั่นสิ มนุษย์ควายนี่โผล่มาได้ยังไง และโผล่มาทำไม?


#### @ D A W N  ######


“อยู่คนเดียวหรอวิน” ไม่ชินเลยแฮะ ผมค่อนข้างทำตัวไม่ถูกที่ต้องมาตอบคำถามเขา ในบ้านผมเอง

บ้านนี้คือบ้านผม ผมกล้าพูดได้เต็มปากเพราะผมใช้เงินตัวเองซื้อ แม้แหล่งเงินจริงๆ จะเป็นเงินเดือนสำหรับใช้จ่ายประจำที่ป้าผมโอนให้ แต่ถ้าผมไม่รู้จักออมไว้ หรือเอาไปลงทุนอย่างอื่นให้มันงอกเงย ผมก็ไม่มีทางได้บ้านนี้มาด้วยเงินสดหรอก

และเมื่อมันเป็นบ้านผม ผมก็กล้าบอกเลยว่าผมไม่เคยชวนใครมาบ้าน เว้นไอ้โอม ส่วนเพื่อนคนอื่นๆ ที่เคยมา ก็ตามตูดไอ้โอมมาทั้งนั้น พวกนั้นผมไม่คิดว่าเป็นเพื่อนผม ตั้งสถานะให้เป็นเพื่อนไอ้โอมมากกว่า

แล้วไอ้ตัวนี้ล่ะ อะไร? ยังไง?

“อยู่คนเดียวหรอ พี่ถามไม่ได้ยินรึไง”

“อืม” ผมรับคำในลำคอ หันมองหาไอ้โอมด้วยหวังว่ามันจะมาช่วยลดความเงียบ แต่มันก็ยังสิงอยู่ในครัว เสียงฉ่าและกลิ่นกะเพราะทำให้เดาได้ว่ามื้อกลางวันจะได้กินอะไร

“ติดริมแม่น้ำ แต่เข้าซอยมาก็ลึก เปลี่ยวรึเปล่าตอนกลางคืน” ถ้ากูเปลี่ยวแล้วจะทำไมหรอ? คิดว่ากูจะประสาทขนาดขูดเสาแก้เปลี่ยวหรอ? ผมขมวดคิ้วใส่มันแล้วก็เลือกจะเงียบแทนตอบคำถาม เขาก็เลยต้องถามใหม่ให้ผมกระจ่างกว่าเดิม
“หมายถึง เปลี่ยวอ่ะ ทางเปลี่ยว อันตราย อะไรแบบนี้ เปลี่ยวมั้ย”

“ไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก”
“อยู่มาหลายปีแล้วไม่เคยมีโจรสักฝูง มีแต่ยุงนิดหน่อย”

“อืม”
“แล้วพ่อแม่ไปไหนหมด”

“หย่ากัน”

“แล้วใครเลี้ยงมา”

“ทำไมพี่เสือกเรื่องวินจังเลย ไม่ตอบแล้วได้มั้ย มันเรื่องส่วนตัว”

“โอเค พี่เห็นเราลำบากหรอกนะ”
“โอมมันก็การันตีว่าเราเป็นเด็กดี”
“มาทำงานกับพี่ก็แล้วกัน พรุ่งนี้เลย เดี๋ยวให้โอมพามา”
“จะทำอะไรค่อยดูความสามารถอีกที”

“..............”

“หรือว่ามีที่อื่นเรียกไปทำงานแล้ว”
“ไม่อยากหาเงินเรียนเองรึไง”

เขาคิดว่าผมไม่มีเงินเรียนสินะ คิดว่าผมจนกรอบไม่มีจะกินด้วยรึเปล่าเนี่ย

“แล้ว....” ผมแกล้งถามต่อ
“พี่ให้เงินเดือนเท่าไหร่ วินยังเรียนโทไปจบเลย ทำเล่มอยู่”

“เท่าไอ้โอมนั่นแหล่ะ”
“ก็รุ่นเดียวกันไม่ใช่หรอ?”

“แต่วินไม่มีประสบการณ์นะ”

“เออ”
“พี่อยากช่วย ไม่ชอบเห็นคนเดือดร้อน” กูเดือดร้อนตรงไหนวะ? บอกตรงๆ เลยว่าผมงงมาก แต่เดาเอาว่าเขาคิดว่าผมเป็นเด็กบ้านแตก ใช้ชีวิตตามยถากรรม ปากกัดตีนถีบล่ะมั้ง

“โอเค งั้นวินไปทำงานกับพี่...โป๊ะนะ”

“อื้อ ตั้งใจล่ะ ทั้งเรื่องเรียนเรื่องทำงานเลย”
“แล้วก็...พี่ชื่อโปร ถ้าจะมีสักคนช่วยเรียกชื่อพี่ให้มันถูก ก็คงจะดี”

“อ่อ พี่...โปร”

-โปร ไปเถอะ-

“พี่โปร”

“อืม อะไร?”

“เปล่า” ผมบอกปัดแม้ว่าหัวคิ้วจะวิ่งชนกันเป็นระรอก เขาชื่อโปร...บังเอิญจังแฮะ คงไม่ใช่หรอก โลกนี้ต้องมีเป็นล้านโปรอยู่แล้ว

“เฮ้ย โอม ทำเสร็จรึยัง”
“ไปกินข้างนอกมั้ย หรือโทรสั่งอะไรมาก็ได้”
“พี่จะไปอีกงานต่อ”

“เฮ้ยพี่ อุตส่าห์มา กินข้าวก่อน”
“ผมทำเสร็จแล้ว มาๆๆ”

คำว่าเสร็จแล้วของมัน แปลว่ากำลังทำอะไรอีกนิดหน่อยครับ ผมอดแค่นหัวเราะไม่ได้เมื่อไอ้พี่โป๊ะพยักหน้าเชื่อน้ำคำไอ้โอมมัน แต่พอเขาเงยหน้ามองผมที่ยืนค้ำหัวผมอยู่ ก็ต้องรีบหุบยิ้มแล้วเดินผิวปากออกไปรับอากาศข้างนอก

กลายเป็นว่าบ้านผม ที่ที่สามารถการันตีความเงียบสงบได้ เปลี่ยนเป็นที่ที่มีมนุษย์ที่ผมไม่ได้เชื้อเชิญและเพิ่งเจอกันแค่ไม่ถึง 5 ชั่วโมงดิบดี มานั่งจิบกาแฟไปแล้วเรียบร้อย


กว่ามนุษย์ควายไอ้พี่โป๊ะจะไปจากพื้นที่ส่วนตัวของผม ก็ปาไปบ่าย 2 โมง ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาบอกว่ามีอีกงานที่ต้องรีบไป แต่กลับมานั่งแซะแมะอยู่กับไอ้โอม ดูทีวีบ้านผม ใช้ไฟบ้านผม ดื่มน้ำบ้านผมแล้วบอกว่า วันหลังซื้อน้ำแร่มาแช่ไว้ด้วย เผื่อโอม หึ เขาเป็นมนุษย์ประหลาดจริงๆ
ผมได้อยู่กับความเงียบอีกครั้งเพราะเขาลากไอ้โอมกลับไปด้วย ต้องขอบคุณเขามากๆ เพราะผมเริ่มรำคาญเสียงและความพูดมากของมันแล้ว

ผมกลับเข้าบ้านอีกครั้งก็ตอนค่ำ เมื่อบ่าย..หลังจากได้อยู่คนเดียวอีกครั้งผมก็นั่งมองเรือแล่นเรื่อยเปื่อย มีบ้างที่แหงนหน้ามองโรงแรมหรูเกิน 5 ดาวเรียบริมเจ้าพระยาที่วาดวงโค้งอย่างอ่อนโยน
มื้อเย็นคนเดียวเริ่มขึ้นก่อนที่เสียงโทรศัพท์ในบ้านร้องไม่นาน ผมเดินไปรับสาย ไม่พูดอะไรอีกตามเคย ผมเพียงแค่ฟังปลายสายพูดๆๆๆ แล้วก็วางไปเมื่อทางนั้นพูดจบ

ผัดกะเพราที่ไอ้โอมแบ่งไว้ให้ถูกข้าวไม่ขัดสีโปะหน้า ผมคลุกๆ อยู่ไม่นานก็ตักเข้าปาก นั่งกินคนเดียวไม่กี่คำก็สั่งให้ตัวเองอิ่ม ดื่มน้ำที่ไม่ใช่น้ำแร่เพราะลิ้นผมไม่ได้กระแดะเหมือนไอ้โอม จากนั้นผมก็แล่นไปที่กระดานวาดรูปในห้องนอน

มันตั้งอยู่ริมระเบียงในห้องนอน ชั้น 2 ของตัวบ้านไม่ส่งให้ผมเข้าใกล้หมู่ดาวมากไปกว่ามนุษย์คนอื่นเลยสักนิด
ผ้าคลุมกระดานวาดรูปถูกดึงออก รูปรินนาและตัวผมเองเคล้าคลอกันอยู่ในกระดาษใบเดียว

เธอดูมีความสุข ผมเองก็มีความสุข
ตอนนั้นผมไม่รู้เลยว่าความสุขของเธอจะกัดกินผมขนาดนี้ และไม่รู้ด้วยว่าความสุขที่เริ่มจืดจางลงของผมจะฆ่าเธอเช่นกัน
แต่ถ้าผมผิดที่ทำให้เธอตาย เธอก็ผิดเหมือนกันที่ทำให้ผมไม่อยากมีชีวิตอยู่

ผมถอนลมหายใจที่เปื้อนมลทินความรู้สึกทิ้งไป ดึงรูปนั้นออก และเริ่มต้นวาดรูปใหม่ รูปคนใหม่

-โปร ไปเถอะ-

ผมรู้จักใครคนนั้นแค่นี้จริงๆ
แผ่นหลังตรงตระหง่าน ศรีษะที่แหงนขึ้นมองฟ้า สีของฟ้าที่แสนเศร้าหมอง
ทุกครั้งที่ผมนึกถึงอารมณ์รอบตัวของเขา และตัวเขา ผมจะน้ำตาไหล
บางที ผมอาจจะร้องไห้แทนเขา หรือบางที เขาอาจจะทำให้ผมตระหนักได้ว่าควรยอมให้ต่อมน้ำตากลั่นน้ำตาแห่งความเสียใจออกมา

พู่กันเบอร์ใหญ่สุดคือปลายทางอารมณ์ของผม
สีดำของสีเสื้อ
สีส้มแก่จัด เปรอะเปื้อนด้วยสีครามเข้มของท้องฟ้า
ควันจางแทบมองไม่เห็นถ้าไม่ได้สังเกต
แสงไฟจากที่ไกลๆ

เขายืนอยู่ตรงนั้นนานตราบเท่าที่เขาต้องการ

-วิน มาเถอะ-

แต่ผมซึมซับเขาได้เท่านั้นจริงๆ


ไอโฟนส่งเสียงร้องจนผมสะดุ้ง อารมณ์หม่นๆ สะสมอยู่ที่ปลายพู่กัน ปลายทางของมันมาได้เท่านั้นจริงๆ
ผมรับโทรศัพท์หลังจากเห็นหน้าคนที่โทรมา

“ครับพี่รุตต์”
“ได้ครับ เดี๋ยววินไปหา ไม่อยากอยู่คนเดียวเหมือนกัน”



Tbc…




ตอน 1 มาแล้วค่าาา มู้ดแอนด์โทนไม่ทำให้ลิงค์ไปถึงพี่โป๊ะในเรื่องก่อนๆ เลยเนอะ ฮ่าๆๆๆ
ฝากติดตามด้วยนะคะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-10-2014 20:23:02 โดย kajidrid »

ออฟไลน์ AeRoMoZa

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 432
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-1
Re: At Dawn : แล้วพบกันใหม่.... ตอน1(14-10-14)
«ตอบ #7 เมื่อ15-10-2014 00:16:33 »

โหย สรุปอยากวาดรูปพี่โป๊ะ ทั้งๆที่เห็นแต่แผ่นหลังน่ะนะ
เจอตัวเป็นๆก็ดันจำไม่ได้ แถมยึดติดกับคนเก่า
ท่าทางจะแย่แล้วล่ะงานนี้ หมายถึงพี่โป๊ะแย่นะ555
ดูเหมือนวินจะไม่เปิดรับใครใหม่ๆเลยนะเนี่ย
ตีกรอบไว้ชัดเจนและแน่นหนามาก
ก่อนหน้านี้เป็นยังไงเหรอ อยากรู้จัง...
พี่โป๊ะคะ ท่าทางศึกนี้จะใหญ่หลวงนัก
ทั้งด้านความประทับใจแรกที่ถูกขีดกั้นด้วยเส้นแน่นหนา
และการตีความที่ผิดไปของตัวเองเกี่ยวกับวิน
แล้วก็ ส่วนวินนะ อื้อหือ ฟาดแก้วไปงั้น แต่ไม่รู้สึกผิด
นี่แหละเรื่องยาก ฮา พี่โป๊ะก็แสนดีเกิ๊น

รออ่านต่ออยู่นะคะ
เริ่มได้กลิ่นของความปวดใจมาแว้บๆละ

ออฟไลน์ aiLime13

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 462
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1146/-11
    • twitter
Re: At Dawn : แล้วพบกันใหม่.... ตอน1(14-10-14)
«ตอบ #8 เมื่อ15-10-2014 11:42:32 »

ได้กลิ่นอายหม่นๆ ปนความดราม่า  :hao5:

วินเอ้ย พี่โป๊ะตัวจริงมาอยู่ตรงหน้าแล้วลูก
ว่าแต่พี่รุตณ์นี่ใครรรรรรรรรรรร มีความสัมพันธ์ยังไงกับวินนนน

แล้วพี่โป๊ะก็ชวนงง เดาว่าคงต้องรู้จักวินไม่มากก็น้อยอยู่ก่อนรึเปล่า?
ไม่อย่างนั้นก็คงไม่มาชวนคนที่ทำให้ตัวเองหัวแตกไปทำงานด้วย
แต่เอ๊ะ? หรือพี่โป๊ะจะเป็นพวกมาโซคิสชอบความเจ็บปวด 555555
สารภาพว่าแอบงงกับพฤติกรรมพี่โป๊ะเหมือนวินเลยค่า >_<

เหมือนกับว่าจะมีอีกหลายปม?

รอติดตามตอนหน้า พี่โป๊ะดูต่างจากเรื่องที่ผ่านมา แต่ความน่าหมั่นไส้ยังหลงเหลืออยู่นิดๆ 5555

ออฟไลน์ [N]€ẃÿ{k}uñĢ

  • ~ῲเจ้าแม่Dramaῴ~
  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5186
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +740/-5
Re: At Dawn : แล้วพบกันใหม่.... ตอน1(14-10-14)
«ตอบ #9 เมื่อ15-10-2014 12:19:55 »

:katai2-1:
อ่านแล้วบอกเลยว่าความบังเอิญมีอยู่จริง เพียงแต่อยู่ที่ว่ามันจะมาเมื่อไหร่
ส่วนตัวคิดว่าตัวละครมาเร็วมาก เนื้อเรื่องน่าติดตามดี รออ่านต่อนะจ๊ะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: At Dawn : แล้วพบกันใหม่.... ตอน1(14-10-14)
« ตอบ #9 เมื่อ: 15-10-2014 12:19:55 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Raiwyn

  • - ไรวิน -
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 86
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-1
Re: At Dawn : แล้วพบกันใหม่.... ตอน1(14-10-14)
«ตอบ #10 เมื่อ15-10-2014 22:02:28 »

พี่โปรชอบน้องวินมาตั้งแต่แรกแล้วใช่ม้าา  :-[

ออฟไลน์ Ysolip

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 169
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-1
Re: At Dawn : แล้วพบกันใหม่.... ตอน1(14-10-14)
«ตอบ #11 เมื่อ18-10-2014 08:14:50 »

พี่โปรรรรรรรรรรรรรรรรรรรร  :o8:

Kanya97

  • บุคคลทั่วไป
Re: At Dawn : แล้วพบกันใหม่.... ตอน1(14-10-14)
«ตอบ #12 เมื่อ18-10-2014 23:16:34 »

มาต่อไวๆ นะค้าาา ติดตามค่ะ สู้ๆๆ :D

ออฟไลน์ kajidrid

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 191
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +249/-3
Re: At Dawn : แล้วพบกันใหม่.... ตอน2(7-11-14)
«ตอบ #13 เมื่อ07-11-2014 20:37:35 »

Title :  At Dawn
วารินทร์ x วิณณ์
*********

ตอนที่ 2


ทั้งที่น้ำเปล่าที่ไหนก็รสชาติเหมือนกันทั้งนั้น แต่การนั่งดื่มน้ำเปล่าไม่เย็นมากในคอนโดพี่รุตต์กลับทำให้ผมรู้สึกเย็นใจขึ้นมาก เสียงแอร์แผ่วเบากล่อมเพลงที่ไร้เนื้อร้องใส่หูผมด้วยทำนองอืดๆ

“เป็นอะไรรึเปล่าวิน” พี่รุตต์ชอบถามผมแบบนี้เสมอทั้งที่เขาเองก็รู้คำตอบว่าดีว่าในโลกนี้ มีอยู่เรื่องเดียวที่กวนใจผมอยู่

“ไม่เป็นไรนี่ครับ” และผมก็โกหกเหมือนอย่างเคย จะว่ากันว่าผมเป็นคนไม่ดีก็ยอม ก็ผมโกหกคนอื่นเป็นประจำอยู่แล้ว แต่กับตัวเองผมไม่เคยโกหก

“โกหก” คนนี้ก็จับได้ทุกครั้ง พี่รุตต์ถอดแว่นพลางขยี้หัวตาตัวเองระหว่างนั่งลงบนโซฟาตัวเล็กกว่า เพราะโซฟาตัวยาวถูกผมยึดเอาไว้แล้ว

“อืม วินโกหก”
“เป็นแหล่ะ เบื่อๆ”

“เรื่องเดิม?” เขาเลิกคิ้วถาม ไม่รู้ตัวเลยว่าแสดงสีหน้าแบบนี้แล้วทำให้ริ้วรอยระบายไปทั่วผืนหน้าผาก ผมหัวเราะรอยย่นบนหน้าเขาแล้วก็ก้มหน้าดื่มน้ำอีกอึก

“วินกลับมาฝันอีกแล้ว”

“ฝันอะไรครับ”
“พี่บอกแล้วไงว่าไม่ต้องคิดมาก”

“ของแบบนี้มันห้ามกันไม่ได้ คิดว่าวินอยากคิดถึงเรื่องนั้นนักรึไง ประสาทจะกิน”

“บ่นเป็นคนแก่” เขาว่าผมทั้งที่ตัวเองมีตีนกาเต็มไปหมด พี่รุตต์ก้มหน้าดื่มกาแฟของตัวเองบ้าง พวกเรานั่งกันอยู่เงียบๆ พักใหญ่ ผมจึงเอ่ยลา ซึ่งนั่นก็ทำให้เขางุนงง

“แล้วตกลง วินเป็นอะไร จู่ๆ ก็บอกว่าไม่อยากอยู่คนเดียว”

“ก็แค่ไม่อยากอยู่คนเดียว” ผมตอบตามตรง แต่ไม่มีคำอธิบายอะไรเพิ่ม ชายตรงหน้าเพียงแค่หัวเราะราวกับรู้เรื่องในหัวผมดี เขาดื่มกาแฟจนหมดแล้วก็ลุกขึ้นยืนพ่นคำที่ผมไม่เคยได้ยินมันออกมาจากปากเขา

“งั้นไปเที่ยวกัน”

ฤาษีออกจากถ้ำรึไง?
ผมล่ะอดสงสัยไม่ได้จริงๆ
พี่รุตต์อายุเกิน 35 แล้ว เป็นพี่ผมร่วม 10 ปี
เขาดูแลผมเหมือนน้องชายแท้ๆ คนหนึ่ง จะว่าไปแล้ว เขาเข้าใจผมมากกว่าที่เขาเข้าใจน้องสาวแท้ๆ ของตัวเองเสียอีก
อย่างน้อยเขาก็ไม่ด่าว่าผมเป็นฆาตรกรที่ทำให้น้องสาวเขาต้องตาย สิ่งที่เขาทำกลับตรงกันข้ามกับสิ่งที่เขาถูกคาดหวังให้ทำด้วยซ้ำ

เขายังญาติดีกับผม ผมเลยมีเขาเป็นคนรอบตัวในโลกแคบๆ ของตัวเอง
เอาเป็นว่า โลกของผม มีคนที่ผมรู้สึกไว้ใจเพียงแค่พี่รุตต์ และไอ้โอม

ทั้งที่ชวนผมเที่ยวตอนสี่ทุ่มกว่า แต่ปลายทางที่เขาพาผมมากลับเป็นร้านข้าวต้มข้างทางแถวบ้านผมเอง พอเห็นสีหน้างงๆ ของผม พี่รุตต์ก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดี

“จริงๆ แล้วพี่อยากมาส่ง อยากแน่ใจว่าวินถึงบ้านดีเท่านั้นแหล่ะ หรือว่าวินอยากไปเที่ยวจริงๆ”
“ไปไหนดีล่ะ? แต่ไม่เอาพวกผับบาร์นะ”

“ขั้วโลกใต้ ไปกันมั้ยครับ?” ผมแกล้งยียวนแล้วคีบไข่เค็มซีกบางเปื้อนน้ำยำรสจัดเข้าปาก อีกฝ่ายชูมะเหงกใส่หน้าผมแล้วก็ขยับแว่น สงสัยจะเล็งหาผักบุ้งยอดอ่อนที่สุดล่ะมั้ง

“นี่เรายังไม่ได้บอกพี่เลยว่าฝันอะไร”

“เรื่อยๆ น่ะครับ พี่รุตต์ไม่ต้องสนใจ ไม่มีอะไรเกี่ยวกับรินอีกต่อไปแล้ว” เขาเงียบไปเมื่อผมเอ่ยชื่อน้องสาวเขา สุดท้ายพี่ชายของคนที่ตายเพราะผมก็ก้มหน้าจมอยู่กับความเงียบ

“พี่ถามเราซีเรียสหน่อยได้มั้ย”

“ครับ”

“เมื่อไหร่วินจะเลิกลงโทษตัวเองสักที”

“ลงโทษตัวเอง? วินน่ะหรอ?” ผมลงโทษตัวเองตอนไหน ไม่เห็นรู้เรื่องเลย

“ใช่ วินนั่นแหล่ะ” พี่รุตต์ย้ำความคิดเขาแล้วขยับแว่นอีกครั้ง
“เราน่ะ ไม่ยอมมีความสุข ไม่รู้ตัวรึไง”

“พี่อย่าบ้า ที่วินทำ วินลงโทษคนพวกนั้นต่างหาก!” ผมวางตะเกียบแล้วถอนหายใจอย่างไม่สบอารมณ์ เขาคิดว่าเขาเป็นจิตแพทย์ที่กำลังวินิจฉัยอาการคนป่วยอยู่รึไง ผิดแล้ว ข้อแรก ผมไม่ได้ป่วย ข้อสอง เขาไม่ใช่หมอ

“หรอครับ ปกติแล้วคนที่ถูกทำโทษต้องไม่มีความสุข”
“แต่ตอนนี้ ทุกคนมีความสุขกันหมด ยกเว้นวิน”

ผมเงียบเพราะไม่อยากเถียงอะไร หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ผมไม่รู้จะเอาอะไรไปเถียง
พี่รุตต์ถอนหายใจบ้าง เขาดึงมือผมไปจับไว้ ลูบอย่างแผ่วเบาแล้วบอกกับผมตรงๆ

“วิน มีความสุขได้แล้วนะครับ”
“วินไม่ได้ผิดอะไรเลย พี่บอกตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่หรอ?”

“แล้วอะไรที่ทำให้พี่รุตต์คิดว่าวินกำลังไม่มีความสุข” ผมถามกลับบ้าง อยากรู้รายละเอียดที่ประกอบกันขึ้นเป็นตรรกะของเขาเหมือนกัน

“วินไม่อยู่กับคุณอาสุ”
“อาสุเขารักวินมากนะ”

“อะไรอีกครับ”

“วินไม่มีความรักเสียที”

“นี่หรอเหตุผลที่ทำให้พี่คิดว่าวินไม่มีความสุข”
“ขอแย้งนะครับ วินโตแล้ว อยากออกมาอยู่คนเดียว และปัญญาวินก็อยู่ได้แค่บ้านหลังเล็กๆ ริมน้ำ ท้ายชุมชนหลังวัดนั่น และอีกอย่าง ที่วินไม่มีความรักก็เพราะไม่มีคนที่เจ๋งพอที่วินจะรัก”

“แล้ววินรักคนแบบไหนล่ะ ตอบพี่ได้มั้ย?”

“คนที่.....” ผมขมวดคิ้วเรียกสเปคคนรักที่คิดว่าอยากจะมีขึ้นมาในหัว
“คนที่รักวิน เข้าใจในตัววิน แล้วก็รับได้ในความเป็นตัววิน”
“คนที่ ต่อให้วินอยู่ในสลัมท้ายวัด ก็ไม่รู้สึกรังเกียจอะไร คนที่ไม่สนใจว่าวินจะเป็นลูกใคร”
“ที่สำคัญ ไม่สนใจจะขุดคุ้ยอดีต ขอแค่นี้”


“งั้นก็ง่าย”
“พี่สมัครเป็นตัวเลือกวินตอนนี้เลยได้มั้ย”

“ตลก!” ผมดึงมือออกทันที พี่รุตต์หัวเราะจนตาหยีแล้วก็ทำให้ผมรู้ว่าเขาอำผมเล่น

“อย่าซีเรียสสิ ก็วินไม่บอกคุณลักษณะสำคัญนี่นาว่าต้องเป็นหญิงเท่านั้น”

“วินก็ไม่ได้บอกว่าต้องเป็นผู้หญิงเท่านั้น วินอาจรักทอมก็ได้”

“ครับ ว่าไงก็ว่าตามกัน”
“งั้นก่อนไป พี่คงต้องขออะไรวินสักอย่าง”

“ไป? พี่รุตต์จะไปไหนครับ”

“พี่จะไปเป็นอาจารย์ที่ยูในญี่ปุ่น”

หรอ? เพิ่งรู้ ตัดสินใจนานรึยัง ไม่คิดจะบอกกันบ้างหรอวะ แม่ง น้อยใจเถอะ
ผมไม่ได้พูดสิ่งที่คิด แต่สีหน้าก็คงฟ้องเขาหมดแล้ว พี่รุตต์ยิ้มให้อย่างใจดี แล้วก็ดึงมือผมไปจับใหม่

“มีอะไรที่ทำให้เศร้าแล้วไม่รู้จะพูดกับใครก็โทรหาพี่ เมลก็ได้ ติดต่อทางไหนก็ได้ ไปหาก็ได้”
“อย่าเก็บตัวมากกว่านี้นะครับ”
“แล้วก็...ถ้าเจอคนที่มีครบคุณสมบัติ ก็รักเขาเถอะ”

รักเขาเสียเถอะ ถ้าพบคนที่มีครบคุณสมบัติที่ต้องการ
คำสั่งเสียแสนง่าย แต่พี่รุตต์ก็น่าจะรู้ดีที่สุดว่ามันเป็นการกระทำที่ยากมากสำหรับผม
ผมรักใครไม่เป็น
ถ้ารักเป็น น้องสาวเขาคงไม่ตาย

พอถูกจ้องอย่างตั้งความหวัง ผมเลยต้องพยักหน้าตกปากรับคำไปเสียให้มันจบๆ
พี่รุตต์ยิ้มพอใจแล้วก็สอยผักบุ้งผัดเข้าปาก คนนี้ก็ไม่ได้แปลกน้อยไปกว่าผมนักหรอก ทั้งที่พ่อแม่เขาด่าผมสาดเสียเทเสีย เขาก็ยังคงรักคงเอ็นดูผมเหมือนเดิม พี่รุตต์เคยแตกหักกับแม่เพราะพยายามอธิบายเหตุผลว่าเพราะอะไรผมถึงไม่ใช่คนผิด แต่ใครกันจะเสียเวลาฟัง

“แล้วพี่รุตต์จะไปญี่ปุ่นเมื่อไหร่ครับ”

“หืม? ก็อีกราว 4 เดือน”
“กลัวเหงาก็รีบหาแฟนเข้าสิ”

“วินมีไอ้โอม ไม่เป็นไรหรอก”

“น้องโอมเขาก็ต้องมีชีวิตส่วนตัว จะตัวติดอยู่กับวินได้ถึงเมื่อไหร่กัน” ก็จริง...แต่เวลาที่ต้องแยกกันยังไม่มาถึง แล้วทำไมผมถึงต้องเตรียมตัวเตรียมใจกับการอยู่คนเดียวบนโลกด้วยล่ะ

ผมยักไหล่ไม่แคร์แล้วก็เรียกเด็กเสิร์ฟเพื่อสั่งน้ำอัดลมเพิ่มอีกแก้ว แน่นอนว่าถูกเขามองปรามๆ เพราะพี่รุตต์ไม่ชอบให้ผมดื่มน้ำไม่มีประโยชน์ แต่ใครจะแคร์กันล่ะ?


จากที่คิดว่าจะไปอาศัยนอนคอนโดหรูๆของพี่รุตต์ ผมก็ระเห็จกลับบ้านหลังเล็กและนั่งทำรายงานอยู่คนเดียว เสียงแอร์หึ่งๆ ห้องผมไม่น่าฟังเท่าแอร์ห้องพี่รุตต์เลย เฮ้ออ หรือว่าผมควรกลับไปอยู่ในที่ที่ใครๆ ต่างเห็นว่าสมควร
... อยู่กับแม่ใหญ่...
คิดอีกทีก็ได้ข้อสรุปว่าอย่าดีกว่า ผมเป็นคนดื้อเอง ดื้อมากด้วย เพราะฉะนั้นผมก็ต้องอยู่กับเส้นทางที่ผมเลือกให้ได้
“อืม อันนี้ทำไงวะ” การบ้านเดี่ยวที่ทำค้างไว้หลายวันก่อปัญหาให้ผมอีกครั้ง และก็ต้องได้รับการแก้ไขด่วนๆ ด้วย เพราะต้องส่งวันเสาร์นี้แล้ว
ไอ้โอมเป็นที่พึ่งแรกและที่พึ่งเดียวของผม แม้จะเกือบตี 2 แล้วแต่ผมก็ไม่รู้สึกผิดที่โทรศัพท์หามัน
“อันโหล” ควาย อันห่าอะไรจำนวนเป็นโหล ผมหัวเราะชอบใจที่ได้กวนมันตอนดึก ปล่อยให้มันตั้งสติสักพักก็บอกธุระ
“กูทำการบ้าน แต่งง ส่งของมึงมาให้ดูเป็นตัวอย่างหน่อย”
“บ้านไรอ่ะ คืนจานหมดแย้ว” หาวตบท้ายให้ฟังอีกต่างหาก ไอ้โอมนี่ตลกดีจริงๆ ผมข่มเสียงหัวเราะไว้แล้วก็บอกชื่ออาจารย์ที่ใจดำสั่งการบ้านกันได้ลงคอ
ไอ้โอมรับคำว่าจะส่งการบ้านที่มันเองก็ยังทำไม่เสร็จดีมาให้ผมดู รออยู่ครู่เดียวเมลก็เด้งขึ้นเตือน ไอ้ห่านี่มีวินัยดีจริงๆ
ผมอ่านการบ้านมันดู ถึงได้รู้ว่าของตัวเองยังขาดข้อมูลอยู่มาก
เรื่องลอกงานนี่ไม่ต้องห่วงครับ ผมไม่ทำอยู่แล้ว ถึงอยากทำก็ทำไม่ได้ เพราะเราศึกษาทฤษฎีเดียวกันนี้แบบต่างองค์กร ฉะนั้นก็ทำได้แค่ดูเป็นแนวทางเท่านั้น
ไอ้โอมเลือกศึกษาข้อมูลบริษัทผลิตภาพยนตร์โฆษณา ของผมเลือกนิตยสารครับ
ผมเจอข้อมูลบางอย่างของมันที่น่าสนใจ ก็เลยโทรหามันอีกรอบ ไอ้ “อันโหล” โผล่มาต้อนรับอีกตามเคย
“โอม”

“อืม”

“มึงรู้จักหุ้นส่วนนิตยสาร....ด้วยหรอวะ”

“อื้อ พี่โป๊ะไง”
“ข้อมูลการบ้านกูก็ได้จากพี่โป๊ะนี่แหล่ะ”
“มึงเอาไรมั้ย มึงทำสื่อไรวะ”

“นิตยสาร”

“เดี๋ยวกูบอกพี่โป๊ะให้”

“เฮ้ย! ไม่ต....” ไม่ทันแล้วครับ ไอ้ตัวดีวางสายไปแล้ว ครั้นจะกวนมันอีกรอบก็ใช่ที่ ผมเลยปรินท์งานไอ้โอมออกมา กะว่าจะอ่านในกระดาษก่อนนอนเพราะเริ่มรู้สึกปวดหัวตาขึ้นมาหนึบๆ

กระดาษ 20 กว่าแผ่นอยู่ในมือผมที่นอนแผ่หลาอยู่บนเตียงในห้องนอน แต่อ่านไปได้ไม่กี่แผ่น ผมก็ผล็อยหลับ....



พระอาทิตย์ดวงเดิมเดินมาทางมาถึงพิกัดใกล้เคียงกับเมื่อวาน ผมถูกปลุกด้วยเสียงนาฬิกาที่ตั้งไว้ เสียงกรี๊งงงงงเหมือนโลกนี้กำลังเกิดเพลิงไหม้ปลุกประสาทผมได้ดีมากๆ
ผมทำความเข้าใจตัวเองอยู่พักหนึ่งจึงจำได้ว่าเมื่อคืนนี้ทำอะไรค้างไว้ อ่านการบ้านไอ้โอมนี่เอง
เรื่องหน่วงใจมาเคาะผนังอกผมทันทีที่นึกถึงชื่อที่ไอ้โอมเอ่ยถึงเมื่อคืน

มันจะบอกไอ้พี่โป๊ะให้ว่าผมต้องการข้อมูลนิตยสารหัวนั้น อืมมม ไงดีล่ะ?
ผมควรรับความช่วยเหลือของเขารึเปล่า
เมื่อเช้านี้ไอ้หมอนี่เพิ่งพูดเสียงทุ้มๆ ใส่ผมว่าจะจ้างไปทำงานที่ร้าน เพื่อผมจะได้มีค่าเล่าเรียนส่งเสียตัวเองได้
แล้วนี่ยังจะยื่นมือมาช่วยเรื่องข้อมูลบริษัทที่ผลิตนิตยสารนี้อีกหรอ?
บอกตรงๆ เลย ผมไม่อยากติดหนี้ใคร ไม่อยากพึ่งพาใครให้ความรู้สึกภูมิใจในตัวเองถูกริดรอน
ใช่ว่าหยิ่งนักหนา แต่ผมมีเรื่องที่ภูมิใจในตัวเองอยู่ไม่มากนักหรอก

“ช่างแม่ง” ในที่สุดก็ตัดสินใจได้ ปล่อยมันไปตามดวงก็แล้วกัน ผมคิดแบบนี้ เพราะไม่อยากลงทุนลงแรงโทรหาไอ้โอม เพื่อให้มันไปบอกพี่ชายสุดที่รักของมันว่าไม่ต้องมาช่วยอะไรผม เพราะเดี๋ยวจะกลายเป็นความวุ่นวายมากกว่าหากว่าไอ้โอมยังไม่ได้เอื้อนเอ่ยอะไรกับพี่โป๊ะสุดสวาทขาดใจของมัน มันก็ต้องมาจี้ถามเหตุผลจากผมอีกว่าเพราะอะไรถึงไม่อยากให้เขาช่วย
เอาเป็นว่า ถ้าไอ้พี่โป๊ะโผล่มาวุ่นวายอะไรกับผม ผมก็จะปฏิเสธไปยังสุภาพระดับสูงสุด


RRRRRRR
โทรศัพท์ข้างล่างดังขึ้นตามเวลา
กลุ่มคนที่โทรเข้าเบอร์ 02 นี่มีราว 3 คน
คนนึงขับรถเก่ง อีกคนทำกับข้าวเก่งมาก และอีกคนสั่งการเป็นเลิศ
ผมไม่ลงไปรับโทรศัพท์ ซึ่งมันก็เงียบไปหลังจากดังอยู่ 3-4 ครั้งตามปกติ
ส่วนความเคลื่อนไหวในไอโฟนเข้านี้ มีข้อความแจ้งเงินเข้าซึ่งก็คือเงินเดือนประจำที่ผมได้รับอยู่ทุกๆเดือน จำนวนก็พอเลี้ยงตัวได้ครึ่งปี ถ้าอิงตามไลฟ์สไตล์ของผม ณ เวลานี้
ไลน์ก็มีข้อความในห้องรวมงานกลุ่มของเพื่อนป.โท ที่ผมไม่ค่อยโต้ตอบอะไรมากนัก ไลน์กลุ่มทั้งรุ่น ไลน์ที่คุยกับพี่รุตต์ และไอ้โอม

น่าแปลกใจเหมือนกันที่ผมอ่านข้อความมันก่อนของพี่รุตต์
-บอกพี่โป๊ะให้แล้ว อยากได้อะไรลิสต์เลยนะมึง ส่งเมลหาเขาเอาเอง- มันส่งเมลของไอ้พี่โป๊ะมาให้ผมด้วย

wrin@.... ชื่อเมลทางการเลยนี่นา เพราะหลังแอสไซน์คือชื่อบริษัทแน่ๆ
อืม เอาไงดีล่ะ ไม่อยากกวนเลย แต่อีก 2 วันต้องส่งการบ้านแล้วด้วย
เท่ากับว่า ถ้าผมขอข้อมูลเขาวันนี้ แล้วได้ภายในวันนี้ ผมมีเวลาทำการบ้านอันแสนยากเย็นนี้ 2 วัน
แต่ถ้าเล่นตัว แล้วก็ไม่รู้ว่าจะได้ข้อมูลเมื่อไหร่ ผมอาจไม่มีโอกาสได้แบกการบ้านไปส่งก็ได้
เอาวะ นี่ผมทำเพื่อการศึกษาหรอกน่ะ

ผมตัดสินใจตื่นและทำตัวกระปรี้กระเปร่า เดินด๊อกแด๊กเข้าห้องน้ำและลงมากินข้าวเช้าที่มีคนนำมาให้พร้อมสรรพ วันนี้มีต้มจืดที่ชอบ แล้วก็ธัญพืชอบแห้งและนมถั่วเหลืองเคียงข้างเหมือนเคย
แต่ว่า วันนี้มีบางอย่างผิดปกติอยู่ที่หน้าบ้านผม

รถยนต์

“แบบนี้ตลอด” ผมบ่นเมื่อเดาได้ว่ามันมาได้ยังไง เบอร์ที่จำได้แม่นผุดขึ้นทีละตัวตามคำสั่งจากนิ้วผม เมื่อครับ 10 หลักก็กดโทรออก ปลายสายรับอย่างว่องไวและส่งน้ำเสียงหวานหยด

“ชอบมั้ยลูก”

“แม่ใหญ่ครับ ก็รู้ว่าวินไม่เอา”

“แล้วหนูจะไปเรียนยังไง ไอ้นั่งมอเตอร์ไซค์มาท่าเรือแล้วล่องเรือหัวแดงหน้าดำน่ะไม่เอาแล้ว แม่ห่วง”
“ขับไปเรียนไงลูก เฉพาะวันไปเรียนก็ได้นะ นะครับวิน”

“.........” พูดไม่ออก แต่ไม่อยากได้ ไม่อยากรับอะไรทั้งนั้น

“วินครับ” แต่แม่ใหญ่เป็นป้าผมครับ เลี้ยงผมมาตั้งแต่เล็ก ศัพท์ภาษาจีนคำแรกเธอก็เป็นคนสอนให้ ไอ้คำว่าหว่อนี่แหล่ะ  และก็ได้อยู่คำเดียว
“ลูกวิน”

“ครับ วินจะขับ เฉพาะวันไปเรียนนะครับ”
“พอแล้วนะครับ ไม่ต้องส่งอะไรมา วินอยู่ได้”

“ครับลูก”
“อื้อ จะไปญี่ปุ่นเพื่อส่งพี่รุตต์เขามั้ย”

“ไม่ส่งครับ” ผมตอบอย่างรวดเร็ว ผมกับพี่รุตต์ก็แค่สนิทกัน แม้เขาจะเป็นหนึ่งไม่กี่คนในโลกที่ผมยอมให้เข้าใกล้ แต่สำหรับเขาแล้ว ผมอาจเป็นแค่เด็กไม่รู้จักโตที่น่ารำคาญของเขาก็ได้ ผมไม่ชอบถ่วงความเจริญใครหรอก

“เหงามั้ยครับ”

ผมไม่ตอบ แต่ยอมรับว่าคิดตาม
เหงาหรอ? คงไม่เหงาหรอก ก็มีไอ้โอมอีกคนนี่นา หรือถ้าโอมไม่ว่างมาคุยกับผมเลย ผมก็ยังมี.....นก เสียงเรือ ฟ้าสีส้ม สายลม และความเงียบ

ผมคงไม่เหงาหรอก


“แค่นี้นะครับ” ผมตัดบทแล้วเดินไปสำรวจรถ ตลกดีจริงๆเลยป้าผม ทั้งที่รู้ว่าผมมาอุดอู้อยู่ในบ้านไม้ท้ายซอยข้างวัดแบบนี้ ยังอุตส่าห์ซื้อรถเต่านำเข้าจากยุโรปมาให้ ป้ายแดง สีเหลืองอี๋ซะขนาดนี้ ผมไม่สะดุดตาชาวบ้านเลยเนอะ

ผมมุดเข้าโผล่ออกจากรถอยู่หลายนาทีเหมือนกัน เพื่อสำรวจว่าไอ้รถคู่มือนี้จะทำให้ผมถูกใจได้มากน้อยแค่ไหน คะแนนในหัวข้อสปอยล์หลานของป้าสุครั้งนี้ เอาไป 8 เต็ม 10 ครับ หัก 2 คะแนนเพราะผมไม่ชอบสีเหลือง และป้าไม่ถามผมก่อนว่าถ้าจะเอารถ จะเอายี่ห้อไหน รุ่นอะไร ผมก็มีรุ่นในใจเหมือนกันนะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-11-2014 22:42:18 โดย kajidrid »

ออฟไลน์ kajidrid

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 191
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +249/-3
Re: At Dawn : แล้วพบกันใหม่.... ตอน2(7-11-14)
«ตอบ #14 เมื่อ07-11-2014 20:41:41 »


กิ๊งก่องงงงง
ปรากฏการณ์ประหลาดมากเกิดขึ้นในชีวิตผมในเช้าวันนี้
มีคนมาหาผม?
ไอ้เสร่อคนนั้นคือใคร

กิ๊งก่องงงงงง
แต่ไม่ว่ามันจะเป็นใคร มันน่ารำคาญมาก

“ครับ รู้แล้ว” ผมส่งเสียงปรามจังหวะนิ้วกดกริ่ง เดินไปหน้ารั้วอย่างไม่เต็มใจ รั้วบ้านผมเป็นรั้วไม้ซี่ใหญ่ที่วางติดกันถี่มาก การจะสบตากันกับคนข้างนอกได้ ต้องพร้อมใจกันเอียงหัวในองศาและรูซี่ไม้เดียวกันครับ
ผมเปิดรั้วด้วยความไม่เต็มใจนัก คนที่ยืนรอการต้อนรับจากผม ก็คือไอ้พี่โป๊ะ

“มาไงเนี่ย” คงไม่ใช่คำทักทายที่แปลกนักหรอก ใช่มั้ยครับ แต่ไอ้พี่โป๊ะก็ทำหน้าประหลาดใส่ผมอยู่ดี เขาเลิกคิ้วมองผมแล้วก็เอ่ยเอื้อนคำทักทาย

“เชิญพี่เข้าบ้านสิ”

“แล้วพี่มาทำไมล่ะครับ”

“พูดในบ้านได้มั้ย? ไม่รู้ว่าขับรถเข้ามาได้ด้วย เดินมานี่ร้อนชิบ” เขาคงจอดรถไว้ในรั้ววัดนั่นแหล่ะผมเดา และคงเป็นข้อมูลดิบจากไอ้โอมอีกเช่นเคย
ผมเบี่ยงตัวให้ ท่าทางแบบนี้ผมก็คือว่าเชิญแล้วแหล่ะ แต่ไอ้นี่ก็ยังยืนท่าเดิม ตัวแม่งก็สูงยังเสือกเซตผมตั้งขึ้นไปอีก มึงจะลงลีกส์แข่งสูงกับเสาไฟฟ้ารึไงมิทราบ

“เข้ามาสิครับ” สุดท้ายก็ต้องเชิญมัน แม่งเอ้ย ไอ้อ่อนวิน

“รถใครหรอ”

“รถวิน”

“ซื้อเองหรอ?”

“มีคนซื้อให้”

“ใคร”

“เขาเต็มใจซื้อให้ก็แล้วกัน ไม่ได้ปล้นหรือขู่ใครมาหรอก”

“ผู้หญิงหรือผู้ชายซื้อให้”
“แฟนหรอ? โอมบอกไม่มี วินอกหักยับเยินจนไม่กล้ามีความรักไม่ใช่หรอ?”

หรอ? กูเป็นงั้นหรอ?
ผมหันไปขมวดคิ้วใส่ ข้อมูลเกี่ยวกับตัวผมที่เขารู้มาทำไมมันตรงกันข้ามกับความจริงวะ

“ตกลงใครซื้อให้”

“ผู้หญิง” ผมเลือกตอบตามคำถามเขาแทน ขี้เกียจอธิบายเรื่องจริง อีกอย่าง นายโป๊ะนี่ก็ถือเป็นประชากรชายขอบในเขตแดนส่วนตัวของผมด้วย

“อ่อ มีแม่ยก” สาดดดดดดดดดดดดดดดดด กูไม่ใช่ลิเก และกูก็ร้องเพลงลูกทุ่งห่วยแตกมาก
“แล้วแม่รู้รึเปล่าว่ามีผู้หญิงเลี้ยง”

“รู้”

“แม่วินยอมให้ผู้หญิงแก่เลี้ยงดูวินหรอ”
“เฮ้ย พี่ว่าไม่เหมาะหรอก เรายังมีอนาคตอีกไกล เขาอาจต้องการสิ่งแลกเปลี่ยนเป็นอนาคตวินเลยนะ คิดดีๆ”

แล้วผมคิดอะไรผิดตรงไหนวะเนี่ย
มันมึน หรือผมงงกันแน่

ผมถอนหายใจใส่แล้วก็เดินเข้าบ้าน เขาก็เลยเลิกรบเร้าถามเรื่องรถจากผม แต่เปลี่ยนมาถามเรื่องอาหารบนโต๊ะแทน

“ทำเองหรอ?”
“ทำอาหารเก่งนี่”
“แล้วนี่กินอะไรรึยัง?”
“กินข้าวเช้าซะสิ สมองต้องการอาหารเช้า”
“เดี๋ยวพี่รอที่ชิงช้าหน้าแม่น้ำก็ได้ พี่กินมาแล้ว”

คือ....ผมเนี่ย ยังเคี้ยวข้าวไม่หมดคำดี
ยังคิดอยู่เลยว่าจะชวนเขากินข้าวด้วยดีมั้ย?
แล้วก็ยังสงสัยอยู่ว่าเขามาทำไม แต่แม่งเดินออกไปรอผมตามที่บอกแล้ว
ผมช้าเอง หรือมันเร็วเกินไปกันแน่วะ?

ผมถอนหายใจอีกครั้ง ลุกจากโต๊ะกินข้าวในครัวเล็ก เดินมาหน้าบ้าน มองข้ามรถคันใหม่ไปและตะโกนบอกเขาว่า
“พี่โป๊ะ วินฟังพี่พูดไม่ทันอ่ะ เข้ามาบ้านก่อนเว้ย!”


มันขำ
ไม่รู้ขำห่าอะไรนัก ผมก็นั่งเคี้ยวข้าวให้เขามองอยู่นี่แหล่ะ
เมื่อกี้ผมชวนเขากินข้าวเช้าด้วยกัน แต่ไม่ได้แจกแจงหรอกว่าอาหารหน้าตาดีมากพวกนี้มาจากไหน แต่เขาปฏิเสธ บอกว่าพี่กินมาแล้วครับ แล้วก็นั่งดื่มน้ำร่วมโต๊ะอาหารกับผม
เขาถามหาหนังสือพิมพ์ด้วย ขอโทษนะ บ้านผมไม่ใช่โรงแรม ผมช่วยเขาแก้ปัญหาด้วยการชี้มือถือของเขา ให้แม่งรู้ว่ามึงก็อ่านๆ ในเน็ตนั่นแหล่ะ

“อิ่มแล้วครับ”
“ตกลงพี่โป๊ะมาทำไม” ที่ต้องบอกแบบนี้ก็เพราะว่าเมื่อกี้ผมถามเขาระหว่างกินข้าวว่าเขามาทำไม เขาก็บอกว่า “กินให้เสร็จค่อยพูด” ผมก็เลยทำตามนั้น

“ก็วินต้องไปทำงานกับพี่วันนี้”
“เราลืมหรอ?” ก็ไม่ลืมหรอก แต่ไม่ได้คิดเรื่องนี้เลยต่างหาก เอาง่ายๆ ก็คือไม่ได้สนใจจำด้วยซ้ำ ผมส่ายหน้าปฏิเสธเพื่อเอาตัวรอด เขาก็เลยยักไหล่
“ไม่ลืมก็ดี งั้นก็ไปทำงานสิ”

“ให้ทำที่ไหนล่ะ?”

“ท่าพระจันทร์” ไกลตัวกูเกิ๊นนนนน เรียนก็ตรงนั้น นี่วันธรรมดายังต้องไปที่ท่านี้อีกหรอ เบื่อนะเว้ย

“ทำอะไรครับ”

“ดูแลร้านให้หน่อย”
“จริงๆ ก็คิดไว้ว่าจะให้ไอ้โอมมันดู แต่ว่าโอมมันทำงานประจำที่บริษัทอีเว้นท์พี่ด้วย”
“ไม่ว่างดูให้หรอก”
“วินมาช่วยหน่อยก็แล้วกัน”
“พี่ให้เงินเดือนประจำ 2 หมื่น แต่ร้านพี่ต้องเรียบร้อยดี ไม่มีนอกใน ของไม่ดีห้ามมีมายุ่งเกี่ยวกับร้านพี่ ทั้งยาทั้งหนัง”

“หนัง?”
“แผ่นผีหรอครับ”

“ฮื้ออออ” เสียงถอนหายใจแม่งบอกได้ชัดมากกว่ากูเดาผิด
“ผู้หญิงสิ”
“ห้ามใครมาปี้กันที่ร้านกู ชัดมั้ยครับ”

“ครับ” แม่งแรงว่ะ

“เมื่อกี้บอกเงินเดือนประจำค่าเฝ้าร้านไปแล้ว”
“วินจะได้เพิ่มตามยอดขายในร้าน”

“ร้านพี่โป๊ะขายอะไรครับ”

“ร้านกาแฟธรรมดานี่แหล่ะ”
“สูตรพี่มีให้ เครื่องชงกาแฟ เมล็ดกาแฟสดก็มีให้ อุปกรณ์ วัตถุดิบ ลูกมือชงกาแฟและเครื่องดื่มอื่นๆ 1 คน”

“แล้ววินทำอะไรครับ”

“ก็ดูร้านให้ไง ดูความเรียบร้อยทั้งหมด”
“ระบบมันมีอยู่แล้วก็จริง แต่ปัญหาที่มองไม่เห็น หรือยังไม่ปูดมันก็มี ถึงได้หาคนไปดูให้”
“พี่ไม่ซีเรียสว่าต้องเข้าออกกี่โมง แต่ร้านกาแฟก็ควรเปิดแต่เช้าให้เท่าทันนักศึกษา และเด็กๆ น้องๆ เขาก็นิยมนั่งร้านกาแฟ แอร์เย็นๆ และเจ้าของร้านหน้าตาดีให้แทะเล็ม จริงมั้ย?”

“สรุปคือจ้างวินไปนั่งล่อลูกค้าผู้หญิงใช่มั้ยครับ”

“ฉลาดมาก”  เหี้ยมาก กูไม่ใช่ปก men’s health นะเว้ย จะได้ชอบให้ผู้หญิงมาจับมาจ้องน่ะ
“เอามั้ยล่ะ?”

ไม่เอาก็ไม่ถือว่าโง่มากใช่มั้ย?
คือเงิน 2 หมื่น ผมหาเองได้ ง่ายกว่านี้มากด้วย แต่มันก็น่าสนใจตรงที่ผมไม่ต้องทำอะไรมาก แค่นั่งเงียบๆ ให้คนมอง คอยสอดส่องว่ามีอะไรผิดปกติมั้ยแค่นั้นเอง แทบไม่ต้องวุ่นวายกับใคร ใกล้มหาวิทยาลัย มีเวลาหาข้อมูล อ่านหนังสือ ทำเล่มจบ บลา บลา ประโยชน์ก็เยอะอยู่
เอาไงดี?

“ว่าไงไอ้ยุ่ง” คำๆ นี้ทำให้ผมเสยตามองเขาขุ่นๆ ผมไม่ได้ยุ่งซะหน่อย ผมอยู่ของผมเฉยๆ มาตลอดนั่นแหล่ะ
“อย่าเล่นตัวน่า เงิน 2 หมื่นต่อเดือน เก็บดีๆ ก็พอค่าเทอมนะ ไหนจะมาร์จิ้นจากยอดขายที่พี่ให้อีก ไปเข้าทำงานเครือเสี่ยเจริญยังไม่ได้เท่านี้เลย”
“ว่าไงครับ”

“ก็....”

“ก็โอเค ใช่มั้ย?”

“ก็ดีนะ แต่วินไม่เอาด้วยหรอก”

“เอ้าเฮ้ย! 2 หมื่นห้าเอ้า ว่าไง!” แม่งใจถึงว่ะ ผมหลุดหัวเราะแล้วก็เงยหน้ามองเขาอีกรอบ ไอ้พี่โป๊ะมองผมค้างๆ และเมื่อผมพยักหน้าตกลง เขาก็บี้แก้มผมแสดงอาการดีอกดีใจ
แล้วผมทำยังไงน่ะหรอ?

ปัดมือแม่ง!

“โอ้ยยยยย ไอ้เหี้ยพี่โป๊ะ กูเจ็บนะ!” ต้องร้องครับ เพราะมันเล่นใหญ่เลยรอบนี้ แม่งบีบไข่ผม ไอ้เหี้ย!

#### @ D A W N  ######

ร้านกาแฟเล็กๆ ซ่อนตัวอยู่ในหลืบระหว่างร้านขายข้าวชื่อดัง และบ้านคนธรรมดา หน้าร้านก็คือร้านอาหารที่ยื่นออกไปในส่วนแม่น้ำ ทางเดินแคบมีกลิ่นเหม็นคาวน้ำตลอดเวลา ซ้ำยังมีกลิ่นควันจากการประกอบอาหารมาผสมเข้าไป

ผมจามไปแล้ว 5 ครั้ง ซึ่งนั่นทำให้ผมรู้ตัวเลยว่า ถ้าอยู่ที่นี่ในระยะยาวหน่อย โรคภูมิแพ้ระบบทางเดินหายใจของผมจะกลับมา

พี่โป๊ะจอดรถไว้ข้างถนนหน้ามหาวิทยาลัย เขาขับรถพาผมมาร้านโดยปัจจุบันทันด่วนมาก ที่ด่วนกว่านั้นก็คือ เขาให้เริ่มงานวันนี้เลย ก็เลยหนีบผมมาที่ร้านโดยไม่ปล่อยให้ผมหาเหตุผลมาปฏิเสธอีก
ร้านเขาน่ารักดี กะทัดรัด แต่ดูไม่แคบ ด้วยเพราะทาผนังสีเหลืองอ่าน ประดับด้วยรูปวิวทิวทัศน์ในยุคเก่าๆ รูปรถเก่าๆ และเฟอร์นิเจอร์ในร้านก็เน้นสีสันและรูปแบบเก่าๆ
เข้าไปก็เจอโต๊ะ 2 โต๊ะเล็ก สำหรับลูกค้า 2 คน และอีก 2 โต๊ะใหญ่สำหรับลูกค้า 4 คนขึ้นไป ด้านในสุดคือเคาน์เตอร์เครื่องดื่ม เคาน์เตอร์ยกสูง มีเก้าอี้สูงปรี๊ดดดดด ให้มันนั่งโชว์แข้งยาวๆ ของมันด้วยครับ

“สวยป่ะ” ตอบไม่สวยแล้วผมจะได้กลับบ้านรึเปล่าล่ะ ผมพยักหน้าชื่นชมแล้วก็มองโดยรอบอีกครั้ง พลันสายตาก็เจอกับสิ่งที่เคลื่อนไหวได้
มนุษย์ผู้หญิงครับ
และเป็นลักษณะที่ผมเกลียดเสียด้วยสิ

“นี่ทราย”
“ทราย นี่วิน รุ่นๆ เดียวกันนี่แหล่ะ มาช่วยพี่ดูร้าน”

“อ่อค่ะ หวัดดีค่ะวิน”

“...............” ผมไม่ทักทายอะไร สายตาที่ผู้หญิงคนนี้มองผมมันทำให้หวนนึกถึงใครคนหนึ่ง

“วิน ทรายทัก ไม่ได้ยินหรอ”

“ครับ หวัดดี” ผมทักตอบตามมารยาท ใจเริ่มคิดถึงบ้าน คิดถึงกระดานวาดรูป คิดถึงที่เงียบๆ ของตัวเอง

“ทรายค่ะ” ก็ได้ยินแล้วนี่ว่าผมชื่ออะไร แล้วผมก็ได้ยินไปแล้วเมื่อกี้นี่เองว่าเธอชื่ออะไร

“...............”

“วิน”

“อืม ผมชื่อวิน”
“วอแหวน สระอิ นอเนน นอเนนการันต์”
“ภาษาอังกฤษสะกดด้วย ดับบละ”

“เดี๋ยวพี่มานะทราย”
“วินมานี่!”

แล้วผมก็ถูกลากออกจากร้าน ลาก ลาก ลากมาจนถึงท่าเรือข้ามฟากไปฝั่งศิริราช

“ทำอะไร กวนตีนสาวหรอวะ? จีบเค้ารึไง?”
“บอกแล้วใช่มั้ยว่าห้ามเรื่องปี้กันในร้าน ห้ามเด็ดขาด”
“แล้วก็”

“งั้นวินไม่ทำ พี่หาคนอื่นเถอะ” ผมกระชากเสียงใส่แล้วเดินลงเรือข้ามฟากแม่งเลย จ่ายไป 5 บาทไม่เอาเงินทอนด้วย ไอ้ห่านี่อะไรนัก ไม่เคยรู้เหี้ยอะไรจริงสักอย่าง แต่เอาการอนุมานของตัวเองเป็นที่ตั้ง เรื่องอะไรผมต้องยอมให้มันลากมาด่าริมแม่น้ำแบบนี้อีก!

“วิน อย่าหนีดิ!”

“วินไม่หนีใครหรอก พี่ต่างหากที่ตามมาเอง””
“ถ้าพี่โป๊ะไม่ตามมา วินจะต้องหนีใครด้วยหรอ”

“กวนตีนใหญ่แล้วนะ”

“สิทธิ์ของวิน”

“แล้วจู่ๆ จะไม่ทำ มันเรื่องอะไรวะ ไม่เข้าใจ!”

“ก็พี่ว่าวิน!”

“แล้ววินวิเศษจากไหน ทำไมว่าไม่ได้”

“แล้วพี่วิเศษจากไหน ทำไมว่าวินได้!” หอบแดกสิครับ เถียงกันกลางแดดกลางโป๊ะเลย ผมโกยอากาศที่ไม่ได้หอมสดชื่นนักแล้วก็ขึ้นเรือ ไม่นานเขาก็เดินมานั่งด้วยแล้วก็เริ่มถามใหม่ อยากรู้จังว่าเขาไม่เหนื่อยบ้างหรอ

“เป็นไร”

“ไม่นี่ วินโอเค”

“โอเคแล้วทำไมไม่ทำงานกับพี่”

“ช่างเถอะ เอาเป็นว่าพี่ไปหาคนอื่น”

“พี่ขอเหตุผล”

“วินไม่ชอบอยู่ใกล้ผู้หญิง”

“ทรายหรอ? อ้าว รู้จักกันมาก่อนแล้วหรอ?”

“เปล่า ถึงไม่ใช่ทราย แต่ผู้หญิงลักษณะแบบนี้วินไม่ชอบ”

“ทรายก็น่ารักออก ตากลม ผมสวย ตัวเล็กน่ารัก เป็นมิตร เรียนรู้เร็ว ทำงานเก่ง แล้วก็คอกาแฟ”
“จริงๆ วินกับทรายแทบไม่ต้องโคงานกันเลย วินแวะมาดูความเรียบร้อยวันละ 3-4 ครั้งก็ได้”

“ถ้าเขาดีทุกอย่าง พี่ก็ให้เขาดูร้านด้วยสิ”

“เขาก็ไม่ได้โอเคขนาดนั้น”
“อย่างวิน พี่แทร็คได้ เพื่อนไอ้โอม ตามได้ พี่รู้จักบ้านแล้วด้วย แล้ววินก็ต้องการเงินส่งตัวเองเรียน พี่รู้ปูมหลัง”
“แต่กับทราย รับมาแบบงงๆ เขาวอล์คอินเข้ามาที่ร้านตามป้าย นอกจากหลักฐานกระดาษ พี่ก็ไม่รู้จักอะไรเขาอีก”
“เพราะงั้นถึงต้องมีคนคุมร้านอีกที แล้วพี่ก็ชอบหน่วยก้านวินมากกว่า”

“วินก็ไม่ชอบผู้หญิงแบบนี้อยู่ดี”

“ทำไม เหมือนแฟนเก่าหรอ?” ผมกลอกตาหนี และคิดว่าเขาคงรู้คำตอบแน่ๆ  ไอ้พี่โป๊ะถอนหายใจแล้วก็ลูบหัวผมเบาๆ

“วิน อดีตก็อดีต อย่าให้ใครหรืออะไรมาฉุดรั้งก้าวเดินของเราเลย อยู่กับความขมขื่นที่ตัวเองสร้างขึ้นมาเอง มันไม่มีความสุขหรอก”

“พูดเหมือนรู้” ผมแกล้งเหน็บแล้วก็ขยับหัวหนีมือเขา ก็บอกแล้วไงว่าไม่ชอบให้ใครโดนตัว

พี่โป๊ะถอนหายใจบ้าง เขายกขาไขว่ห้างแล้วเบี่ยงตัวมองแม่น้ำ สายตาเขาทอดมองไปไกลแสนไกลอยู่พักนึง จากนั้นก็หันกลับมามองผม

“พี่รู้สิ ก็พี่อยู่กับความรู้สึกแบบนั้นมาตลอด”

แดดจัดกระทบผิวน้ำสีกร่อย สะท้อนแสงแยงตาผมจนแสบพร่า แต่ที่ผมยังไม่หลบลี้หรือปิดเปลือกตาหนีแสงจ้านั้น ก็เพราะว่าผมรู้สึกอยากมองสีหน้าของคนที่บอกว่าตัวเองเป็นทุกข์ อยากรู้ว่ามันเหมือนกับสีหน้าผมเวลาส่องกระจกรึเปล่า

และผมคิดว่าผมได้คำตอบแล้ว


Cut




Talk : สวัสดีค่ะ
เจอกันหลังวันลอยกระทงด้วย
ขออภัยที่มาต่อล่าช้าอีกแล้ว แต่รอบนี้ลงยาวเลยค่ะ
เรื่องความถี่ในการลงฟิคของเราน่าจะเป็นระดับนี้ต่อไป เพราะเราต้องเริ่มทำเล่มด้วยไรด้วย
นอกจากชะลอเรื่องพี่โป๊ะน้องวิณณ์์แล้ว เราก็ต้องชะลอตอนพิเศษพี่นำน้องธามเช่นกันค่ะ แต่เล่มพิเศษของพี่หนึ่งน้องเจมยังสานต่อนะคะ

ขอบคุณสำหรับการติดตามค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-11-2014 22:34:20 โดย kajidrid »

ออฟไลน์ AeRoMoZa

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 432
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-1
Re: At Dawn : แล้วพบกันใหม่.... ตอน2(7-11-14)
«ตอบ #15 เมื่อ07-11-2014 22:34:01 »

อ่านแล้วแบบ เอ่อออ พี่โป๊ะมึนหรือน้องวินมึนกันแน่คะ555
โอมบอกข้อมูลเพื่อนก็บอกไม่หมด ก็โอเคนะ
แต่ดันบอกส่วนสำคัญครึ่งๆกลางๆ เรื่องฐานะที่บ้านน้องวินน่ะ
เลยอยากจะฮา คนนึงมึน อีกคนไม่มึน แต่รู้ไม่หมดจนมึน เลยพาอีกคนที่มึนอยู่แล้วมึนตาม

เอ่อ แอบคิดในบทสนทนานะ พี่รุตต์แอบชอบวินรึเปล่า คือดูดูแลเป็นห่วงดี
หรือเราคิดมากไปเอง ตอนพี่รุตต์พูดเล่น(มั้ง) ที่จะขอสมัครเป็นคนรักน่ะ
มันแอบคิดว่าพี่รุตต์พูดแบบจากความจริงรึเปล่า

เรื่องนี้นี่ จะพากันเศร้ามั้ย มันจะหม่นมากมั้ย
ชอบเวลาพี่โป๊ะโผล่มา แต่พอคิดอะไรขึ้นมาที อื้อหือ อึมครึมเลยอ่ะ

แอบมาอีดิทเล็กน้อย พี่โป๊ะเริ่มสนใจน้องวินแบบไม่รู้ตัวแหงๆ

รออ่านต่อนะคะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-11-2014 22:39:03 โดย AeRoMoZa »

ออฟไลน์ Ysolip

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 169
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-1
Re: At Dawn : แล้วพบกันใหม่.... ตอน2(7-11-14)
«ตอบ #16 เมื่อ09-11-2014 18:52:36 »

 :a5: :a5: :a5: :a5: :a5:
ช็อคค้างไปเลยค่ะกำลังอ่านแก้มปริอยู่ดีๆ แบบ เฮ้ย!  o22 o22 o22 ตามอีโมทั้งสองเลย ตัดจบแบบค้างสุดติ่ง

ออฟไลน์ Raiwyn

  • - ไรวิน -
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 86
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-1
Re: At Dawn : แล้วพบกันใหม่.... ตอน2(7-11-14)
«ตอบ #17 เมื่อ09-11-2014 19:41:01 »

เราจะรอ มาต่อขอยาวๆนะคะ น้องวินน่ารักดี  :m1:

ออฟไลน์ kajidrid

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 191
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +249/-3
Re: At Dawn : แล้วพบกันใหม่.... ตอน3(22-11-14)
«ตอบ #18 เมื่อ22-11-2014 13:25:28 »

Title :  At Dawn
วารินทร์ x วิณณ์
*********


ตอนที่ 3

สี่ทุ่มกว่าแล้ว ปกติผมจะอยู่ในชุดเสื้อย้วย กางเกงเลเตรียมนอน แต่คืนนี้เป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่สำหรับผม
ผมอยู่กับเขา 2 ต่อ 2
ในร้านที่แสงไฟสีเหลืองนวลดูโรแมนติก เสียงเพลงฝรั่งยุค 80-90s ขับกล่อมเราทั้งคู่มาตั้งแต่ 2 ทุ่มปลายๆ
ผมง่วงแล้วแต่เขาดูเหมือนจะยังไหว หนำซ้ำยังดูตื่นตัวมากกว่าเมื่อกลางวันด้วยซ้ำ

“ดูรึยังที่พี่เมลไปให้น่ะ” เขาทักเมื่อเห็นผมเหม่อมองฝาผนัง นายมือโปรนี่มือโปรสมชื่อดีเหมือนกัน เขารู้หมดเลยว่าผมควรรู้อะไรบ้าง และควรเรียบเรียง จัดแจงสารบัญรายงานของตัวเองด้วยหัวข้ออะไรก่อนหลัง เรียกได้ว่ารายงานที่ผมทำค้างไว้ และยังขาดข้อมูลอีกมาก คืบหน้ามาเกือบถึงเส้นชัยแล้วครับ แม้ว่าจะแลกด้วยน้ำหล่อเลี้ยงตาที่แห้งเหือดลงทุกวินาทีก็ตาม

“ดูแล้ว แต่มันง่วง ขอพักตาแป๊บนึง” ผมต่อรอง แต่เขากลับไม่เอ่ยอนุญาตหรือห้ามปราม นายมือโปรลุกไปหลังเคาน์เตอร์ในร้านตัวเองแทน เสียงช้อนกระทบแก้วใสดังตามจังหวะบิดข้อมือ ครู่เดียวผมก็รู้ว่าเขาทำอะไร

“โกโก้ร้อนช่วยได้ เหนื่อยแล้วก็พอ ค่อยทำต่อพรุ่งนี้ ทันมั้ย?”

“ทันครับ” ทำไมผมว่าง่ายจัง แต่ช่างเถอะ ไว้ค่อยประเมินตัวเองตอนไม่ง่วง ผมเซฟงานและพับหน้าจอคอมพร้อมกับตั้งตารอโกโก้ร้อนๆ จากเขา ซึ่งก็รอไม่นาน

“วินทำนิตยสาร ชอบหรอ?”

“จริงๆ วินชอบวาดรูป”
“แต่มันไม่มีธุรกิจวาดรูปให้ทำมาหากินนี่ วินก็ว่านิตยสารใกล้ศิลป์มากสุดแล้ว นอกนั้นเป็นศาสตร์หมดเลย”

“ขึ้นชื่อว่าธุรกิจหาเลี้ยงตัวเองมันก็ศาสตร์ทั้งนั้นแหล่ะ”
“แล้วถ้าจบนี่ จะทำงานอะไร”

“ก็...คงลองสมัครพวกช่างภาพอะไรแบบนี้ วินทำอะไรก็ได้ที่ได้ใช้สีและจินตนาการ”

“สร้างฉาก ทำแบ็คกราวน์ ออกแบบผลิตภัณฑ์ก็ได้นะ แต่ต้องเรียนอะไรเพิ่มไปต่อยอด นี่ก็เรียนโทแล้ว ทำไมถึงเรียนโทแบบที่ต้องไปต่อยอดอีก ทำงานบนดอยกันหรอ? ไอ้โอมอีกคน” เขาพูดเหมือนบ่นๆ แล้วก็เดินไปชงกาแฟสำหรับตัวเองอีกแก้ว

พี่โป๊ะมานั่งเบียดผม ตอนแรกผมก็ดื้อโดยการกางศอกดันตัวมันออกไป แต่สุดท้ายก็โดนผลักหัวทิ้งพร้อมกับคำอธิบาย

“หลบสิ พี่จะดูให้ว่าขาดอะไรอีก”

“พี่จะรู้ได้ยังไงว่ารายงานวินต้องการอะไรบ้าง” ใช่มะ? กูไม่ได้โง่นะ อย่ามาเนียนแกล้งกู

“เฮ้อออ”
“เคยถามอาจารย์ประจำวิชามั้ยว่าวิชาที่เรียนอยู่นี่มีเกสต์มาสอนมั้ย? พี่ว่าอาจารย์เขาต้องบอกก่อนตั้งแต่สอนกันวันแรกเลยนะ เราได้ฟังอะไรมั่งไอ้ยุ่ง”

ไรวะ พูดเหมือนกูผิด
แล้วเกี่ยวอะไรกับเกสต์ที่จะมาสอน ประสาท!
ผมยื่นปากใส่แล้วก็ดื่มโกโก้จนหมดแก้ว นายมือโปรไม่ได้พูดอะไรสักคำระหว่างดูงานผม เขานั่งกระดิกเท้ากราดตาดูเร็วๆ แล้วก็พับหน้าจอผมลงเหมือนเดิม

“จะ 5 ทุ่มแล้ว เดี๋ยวพี่ไปส่ง แล้วค่อยไปร้านต่อ”

“ไปร้านหรอครับ ผับนั้นน่ะหรอ?”

“อื้อ ผับที่โดนเด็กอวดดีมันเอาแก้วฟาดหัวนั่นแหล่ะ ดีว่าบาดไม่ลึก แต่เป็นแผลเป็นเล็กๆ เลยนะ” เขาโอ้อวดแล้วก้มหัวแหกผมให้ผมดู ไอ้ผมก็ดูตามที่เขานำเสนอ เออว่ะ จริงด้วย เป็นแผลเป็นเลย

“วินขอโทษ”

“ไม่เป็นไร โอมมันเล่าให้ฟังแล้ว พี่เข้าใจเด็กมีปมเสมอ”
“ไปเถอะ ดื่มให้หมดแล้วปิดร้าน”

“ครับ” ผมรับคำและทำหน้าที่ “ปิดร้าน” เป็นวันแรกของงาน

จะว่าไปชีวิตผมก็ประหลาดขึ้นมากเมื่อเจอเขา
ผมต้องทำงานวันนี้วันแรก แต่ก็ไม่อยากทำเพราะผู้หญิงคนหนึ่ง ทั้งที่บอกเหตุผลไปตรงๆ ผมก็ยังต้องทำงานที่นี่อยู่ดีเพราะสายตาเขาสั่ง
เขาไม่ได้ใช้อำนาจสั่งให้ผมยอมทำงานที่ร้านนี้แม้ว่าจะไม่ชอบเพื่อนร่วมงานเลย แต่เขาใช้ความรู้สึกเขามาเรียกร้องให้ผมอยากอยู่ใกล้เขา เพื่อมองเขาให้ชัดกว่านี้ ผมก็เลยตัดสินใจทำงานที่ร้านกาแฟนี้

ประหลาดกว่านั้นก็คือ เมื่อได้ตัวผมกลับร้านแล้วเขากลับปิดร้าน แล้วก็ขลุกอยู่กับผมและโน้ตบุ๊คที่ถ่อกันกลับไปเอามา เขานั่งเงียบๆ ช่วยผมทำรายงานเท่าที่ช่วยได้ ซึ่งผมต้องแอบกระซิบว่า เขาช่วยได้มากกกกกกก

มีการถามนั่นนี่บ้างตามที่เขาอยากรู้ แต่ดูเหมือนคำตอบจากผมจะทำให้เขางุนงงมากขึ้นไปอีก
เขาถามผมว่าก่อนหน้านี้ทำงานอะไร ผมก็บอกไม่ได้ทำ
ถามว่าแล้วได้เงินจากไหน ผมตอบมีคนให้
ถามว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย ผมก็บอกผู้หญิง
ถามด้วยว่าใช่แม่มั้ย ผมก็บอก ไม่ใช่
สุดท้ายเขาก็ทนไม่ไหว ถามผมโต้งๆ ว่า “วินขายตัวหรอ?”

แสรดดดดดดดดดดดดดด
ผมฟาดปากไปเหนาะๆ มือ มองจ้องให้มันรู้ว่าหยาบมาก! เขาถึงได้รู้ว่าผมไม่ได้ขายตัว ไอ้ประหลาดนี่ สงสัยแม่งไปฟังไอ้โอมเวิ่นเรื่องผมให้ฟัง แล้วก็ฟังไม่ได้ศัพท์ ดัดจริตจับไปกระเดียด!

การโดนฟาดปากไป 1 ที ทำให้เขานั่งห่างจากผมแล้วก็เงียบใส่ แม่งโกรธ แต่กูไม่ง้อใครไง สุดท้ายเขาก็มาสะกิดแล้วถามว่า “เย็นแล้ว จะกินอะไร ร้านป้าข้างๆ ทำอร่อย”
โธ่! อ่อน! แต่ก็รู้สึกขอบคุณเขาอยู่ดี

“กุญแจไว้ที่วินนะ”
“ของพี่ก็มีดอกนึง”

“แล้ว...ได้ให้คนนั้นเก็บรึเปล่า”

“ใคร?”

“ทรายไงครับ”

“อ๋อ ไม่สิ”
“วินคุมร้าน ทรายเป็นลูกมือ วินต้องดูแลกุญแจร้าน และกุญแจเซฟ เคลียร์นะ”

“อ้อ ครับ”

“แล้ววินขับรถเป็นรึยัง คันที่มีคนซื้อให้น่ะ จะขับได้มั้ย?” เดินกันมาสักพักเขาก็ถามขึ้น ผมต้องรีบหุบหาวเร็วๆ เพื่อตอบ

“ขับเป็นครับ”

“แถวนี้ก็ไม่มีที่จอดเนอะ”
“ไงดี แต่ขับมาก็สะดวกดี”

“ไม่เป็นไร วินชอบนั่งเรือมามากกว่า เรือด่วนก็สะดวก”

“แต่ต้องระวังตัวด้วย”

“ครับ” รับคำเป็นงั้นแหล่ะครับ ผมเป็นคนไม่ระวังตัวเลย ไม่สนใจระวังตัวถึงขนาดว่าสามารถเดินชนกระถางต้นไม้แขวนกำแพงได้แม้จะมีป้ายเตือนให้ระวังศีรษะไว้แล้วก็ตาม

“ถึงบ้านแล้วก็รีบนอนซะ”
“พรุ่งนี้เจอกันที่ร้าน”

“ครับ” ครับแล้วก็งงเอง แล้วเขาจะมาที่ร้านนี้ทำไมบ่อยๆ ก็ให้ผมดูแลแล้วไม่ใช่หรอ? หรือว่ายังไว้ใจไม่ได้ อืมมมเนอะ ก็ผมกับเขาเพิ่งรู้จักกัน คงกลัวผมเชิดเงินล่ะมั้ง

รถสปอร์ตนิ่มตูดดี แต่ฝีมือการขับรถหยาบมาก นี่เป็นการนั่งรถที่คนอื่นขับครั้งแรกของผม ตั้งแต่เกิดมาผมมีคนขับรถให้นั่งอยู่ 2 คน คนนึงเชี่ยวชาญการขับรถมาก อีกคนสั่งการเป็นเลิศ แต่นายมือโปรถือว่าขับรถห่วยที่สุด เพราะเขาใจร้อน ตามตูดใครไม่ได้ จะเสียเกียรติทันที

แป๊บเดียวก็ถึงซอยบ้านไม้หลังเล็กของผม เขาจอดรถไว้ในวัดแล้วก็เดินมาส่งผมที่หน้าบ้าน จากนั้นก็เดินกลับไปลำพัง

นายมือโปรเป็นคนดี ผมสัมผัสได้แล้วแหล่ะ
แต่ว่า ผมไม่รู้ว่าเขาดีแบบนี้อยู่แล้ว หรือดีกับผมโดยเฉพาะ
ตัวแปรที่ชื่อว่าเวลา น่าจะเป็นด่านสกัดความจริงที่ดีสำหรับผม

#### @ D A W N  ######

กริ๊งงงงงงงงงงงงงง
เสียงโทรศัพท์ข้างล่างตรงต่อเวลาฉันใด ผมก็ต้องตื่นตรงเวลาฉันนั้น อย่างน้อยๆ ก็ต้องตื่นมากินข้าวเช้า และจากนั้นจะกินสาย กินบ่าย กินเย็น มันก็เรื่องของผม
สติผมค่อยๆ ตื่น เหมือนกับเปลือกตาที่ค่อยๆ แย้มแยกออกจากกัน
แสงรุ่งอรุณส่งอณูวิตามินดีเข้าตา จนผมต้องพูดขอบคุณกลับไปว่า “สัด แสบตา”
วิถีที่ไม่ค่อยเข้ารูปเข้ารอยของผมเคลื่อนที่อีกครั้ง

ข้าวเช้าถูกปรุงแต่ง จัดวางอย่างดีที่โต๊ะอาหาร วันนี้เมนูฝรั่ง
ผมอาบน้ำ แต่งตัวเสียใหม่แล้วมานั่งทานอาหารเช้าคนเดียว กำลังดื่มนมที่เอาไปอุ่นในไมโครเวฟเองอีกรอบอย่างมีความสุข เสียงกริ่งหน้าประตูบ้านก็ดังขึ้น

วันนี้ผมไม่ขมวดคิ้วสงสัยว่าใครมา และคำตอบที่ผุดในใจก็ไม่ใช่ไอ้โอม

“ครับ พี่โป๊ะ” ผมรับโทรศัพท์ที่ดังขึ้นในจังหวะที่กริ่งหยุดส่งเสียง ปลายสายบอกความประสงค์มาสั้นๆ และเขาก็ได้ตามนั้นทันที

“เข้ามาเลยครับ ประตูไม่ได้ล๊อค”


นายมือโปรพูดมากชิบหาย ถ้าเขาพูดให้ลิงหลับได้ ผมจะเป็นผู้ชนะลิงในสาขาเอาชนะความง่วงได้ทันที เพราะผมฟังเขาพูด แต่ผมก็ยังไม่หลับ แม้จะง่วงสุดๆ ก็ตาม

“แล้วการบ้าน เสร็จรึยัง”
“ส่งพรุ่งนี้ใช่มั้ย?”

“ครับ”

“งั้นก็ทำให้เสร็จ”

“อ้าว แล้วที่ร้าน”

“ก็ไปทำที่ร้านไง เดี๋ยวพี่ช่วยเอง”
“เมื่อคืนไปช่วยของไอ้โอมมันเสร็จแล้ว”

“พี่โป๊ะรับจ้างทำรายงานหรอ?”

“ไอ้ยุ่ง ไอ้บ้า!”
“พี่เห็นเป็นน้องหรอกน่าถึงได้ช่วย ไม่งั้นอย่าหวัง”
“กินต่อดิ นี่ทำเองหรือซื้อวะ หน้าตาดีเชียว”

“เอ่อ......” ถ้าตอบทำเอง เรื่องจะยาวทันทีใช่มั้ย?
“ซื้อ”

“ก็ว่างั้น ถ้าวินทำอาหารประณีตแบบนี้ได้ นิสัยคงไม่หยาบแบบนี้” แสรดดด ด่ากู ผมชูนิ้วกลางให้แล้วก็หั่นเนื้อติดกระดูกหมูกินต่อ

วันนี้เขามีพัฒนาการครับ เพราะเขามาชงกาแฟที่ครัวผมดื่มระหว่างรอผมกินข้าว
ได้สัมผัสกับวิถีชีวิตเขาครบ 1 วันเต็มๆ แล้วผมอดสงสัยไม่ได้ว่าเขาว่างมากหรอ? ไม่ทำงานประจำรึไง ทำไมมานั่งเฝ้าผม ไม่ดิ เฝ้าร้านได้นานเป็นวันๆ ตกดึกก็ไปผับ สงสัยจะรวยจัดๆ ไว้ค่อยสืบประวัติเขาเอาดีกว่า

“อื้อ” มันสำลักด้วยตัวของมันเองครับ ดูเหมือนเขาจะอยากพูดอะไรกะทันหันจนกลืนกาแฟไม่ทัน
“แค่ก แค่ก”
“พี่แค่ก แค่ก แค่ก”
“แค่ก แค่ก แค่ก” เฮ้ย เฮ้ย ไปกันใหญ่มาก ผมรีบเอาน้ำเปล่าให้เขาดื่มแล้วก็ลูบหลัง

“ดีๆ ดิพี่โป๊ะ อย่ามาตายในบ้าน เดือดร้อน วิ่งไปวัดได้มั้ย ใกล้นะ”

“กวนตีนนะยุ่ง” หายสำลักแล้วก็ปากหมา ผมยักคิ้วใส่แล้วกลับมานั่งดื่มนมของตัวเอง

“ปากหมาแสดงว่าไม่ตายแล้ว”
“แล้วเมื่อกี้พี่จะพูดออะไร”

“อ๋อ จะบอกว่าวันนี้ทรายไม่มา ขอลางาน”

“ไปไหน”

“จะอยากรู้ทำไม ไม่ชอบหน้าเขาเพราะหน้าเหมือนแฟนเก่าวินไม่ใช่หรอ?”
“ช่างเขาเถอะน่า”

“โอเค แค่อยากรู้มันสมเหตุสมผลที่จะลางานมั้ย ถ้าเหตุผลนี้พี่ยอมรับได้ วินก็ใช้ลางานบ้าง” เขาด่าผมด้วยหัวคิ้วและอาการส่ายหน้าไม่สนใจ ผมก็เลยนั่งดื่มนมต่อ

การเดินทางของผมวันนี้ รถยนต์ครับ
ผมไม่ได้นั่งเรืออย่างที่ปรารถนา และไม่ได้นั่งรถสปอร์ตของเขาด้วย
เขามาขับรถผม แหมๆ อยากขับยี่ห้อนี้ก็บอก ทำฟงทำฟอร์มมาบอกว่ารถมันจะเศร้าถ้าไม่ขับมันซะบ้าง รู้ทันหรอกน่า

เขาขับไปจอดในมหาวิทยาลัยครับ จริงๆ จอดแช่ไม่ได้ถ้าไม่ใช่บุคลากรของสถาบัน แต่เขาทำได้อ่ะ หลุดรอดเข้ามาได้แล้วก็จอดที่ชั้นจอดรถใต้ตึกที่ผมเรียน เขาดูรู้จักที่ทางทุกซอกในรั้วมหาวิทยาลัยนี้

“พี่โปร”

“อืม”

“จบที่นี่หรอ”

“อืม” โอเค คำตอบมาเป็นฉากๆ ด้วยเสียง “อืม” เสียงเดียว
“วินก็ไปเขียนคำขอซะนะ จะได้มีป้ายจอดติดหน้ารถไว้”

“ครับ” ผมรับคำแล้วก็เดินตามตูดเขาไป

ผมเป็นคนเปิดร้าน เขากระดิกตีนรอ  เออสินะ กูมันลูกจ้างนี่หว่า ผมคงลืมตัวไปชั่วขณะ
เข้าร้านปุ๊บเขาก็อุ่นเครื่องชงกาแฟ ทำความสะอาดอุปกรณ์อีกรอบทั้งที่เมื่อคืนก็ทำไปแล้ว เปิดเพลง เปลี่ยนนิตยสารอ่านเล่นในร้าน แล้วก็ออกไป อ้างว่า “พี่ไปหาขนมน่ากินมาเติมก่อน”

ผมก็เลยนั่งเฝ้าร้านอยู่เงียบๆ
เช้านี้ยังไม่มีลูกค้าโผล่มาเลยครับ ก็เหงาๆ เหมือนกัน แต่ดีว่ามีรายงานต้องทำต่อ แล้วเขาก็เอาข้อมูลมาให้ผมเพิ่มได้ แถมด้วยรายงานประจำปีให้ผมมานั่งแกะงบการเงิน ลำบากกูดีแท้ แต่มันก็ทำให้ผมรู้อะไรเกี่ยวกับนิตยสารเล่มที่กำลังศึกษาเพิ่มอีกหลายประเด็น

กำลังเพลินได้ 10 กว่านาที เสียงกระพรวนจากประตูก็แว่วดัง

“สวัสดีครับ” ผมทักทายลูกค้าตามที่เคยมีประสบการณ์ถูกทักทายจากเซเว่น ท่าทางลูกค้าจะตกใจเพราะเธอมองผมด้วยตากลมโต แล้วก็หันรีหันหันขวางด้วยไม่รู้จะนั่งที่ไหนดี

“นั่งได้ตามสบายเลยครับ” ผมบอกแล้วยิ้มให้นิดๆ เธอก็เลยนั่งโต๊ะสำหรับ 6 คนขึ้นไปทั้งที่เธอมาคนเดียว ผมไม่พูดอะไร เพียงแค่เซฟงานแล้วพับหน้าจอ เพื่อรอออเดอร์ของเธอ และรอการกลับมาของคนที่ชงกาแฟเป็น

“เอ่ออ...เมนู”

“อ่อ นี่ครับ” ผมยิ้มแหยๆ ให้ระหว่างยื่นเมนู เธอก็ก้มหน้าก้มตาดูไป ผมก็เลยโทรศัพท์หานายมือโปรแล้วบอกไปส้นๆ ว่า -มีออเดอร์ วินไม่รู้เรื่อง-

ไม่ถึง 2 นาที เขาก็กลับเข้าร้านพร้อมด้วยถุงขนมสไตล์เบเกอรี่หอบใหญ่

“อ่อออ ชาเอิร์ลเกรย์ร้อนค่ะ”
“แล้วเค้ก....”

“ยังไม่ได้ทำเลยค่ะ  แต่ถ้ารอได้ แนะนำให้นั่งรอทานนะคะ พี่กำลังจะทำ” ไอ้สาดดดดดดดดด โปรยเสน่ห์เหี้ยๆ และไม่น่าเชื่อ ว่าเธอชอบเหี้ยมีเสน่ห์

“งั้น รอก็ได้ค่ะ” ผมมองหน้าลูกค้าคนแรกของวัน สลับกับนายมือโปรที่ยิ้มหล่อให้สาว แล้วก็ผลุบหายเข้าหลังร้านไป เออเว้ย มึงก็มีแม่เหล็กดูดสาวคือตัวมึงแล้ว มีกูไว้ทำซากไรวะ?

“ขนมอย่างอื่นก่อนมั้ยครับ? เอ่อออ” ผมเหลียวไปมองที่เคาน์เตอร์
“เมอแรงก์ก็พอกล้อมแกล้ม ทานกับชาร้อนสดชื่นดี”

“ค่ะ ก็ดีค่ะ” เธอยิ้มให้ผมแล้วก็ก้มหน้าหลบตา ผมก็เลยมาแกะเมอแรงก์ใส่จานเคียงชา จำนวนเท่ารูปตัวอย่างที่แปะไว้ด้านในเคาน์เตอร์อีกที อืมมมม กูนี่ก็เรียนรู้งานเร็วแฮะ

เมื่อเธอได้ชาและเมอแรงก์ตามออเดอร์แล้ว หน้าที่ผมก็จบลง
ผมกลับมาหลังเคาน์เตอร์ ปีนนั่งบนเก้าอี้สูงและปั่นรายงานตัวเองต่อเหมือนเดิม

นายมือโปรทำเค้กเป็นจริงๆ ครับ ผมไม่รู้กระบวนการเพราะไม่ได้เข้าไปดูหลังร้าน แต่เขาสามารถเดินมาถามลูกค้าว่าวันนี้อยากทานเค้กมะพร้าวหรือครีมสด เธอเลือกครีมสด นายมือโปรก็โปรยต่อว่า ขอบคุณนะคะที่ช่วยเลือกเค้กให้คนทั้งโลกวันนี้

มึงเมาน้ำกร่อยแถวนี้ป่าวว้า?

ผมแอบอ้วก แต่ไม่พ้นสายตาเขาหรอกครับ ขากลับเข้าห้องครัวด้านหลังอีกครั้ง มันหยิกเอวผม ไอ้เหี้ยยยย กูก็เจ็บเป็นนะ!

ออเดอร์แรกของวัน ฟันไปเกือบสี่ร้อย
โอเค ผมรู้แล้วว่าเหี้ยมีเสน่ห์มันมีชีวิตรอดได้ยังไง หึ!!


“เสร็จมั้ยไอ้ยุ่ง”

“ยังไม่เสร็จ”

“นานจัง ชักให้เอามั้ย?”

“ไอ้เหี้ย ลามกอ่ะ” ผมหันไปด่าตรงๆ แต่เขาก็หัวเราะกลับมา โรคจิตชิบหายเสียงหัวเราะมึงเนี่ย ผมทวนๆ ดูอีกรอบ แล้วก็ป้ายสีแดงในจุดที่ผมไม่มั่นใจเอาไว้ จากนั้นก็หันหน้าจอให้เขาลองอ่านแล้วออกคำสั่งบ้าง

“พี่เติมให้ที เดี๋ยววินไปซื้อข้าวให้”

“ไม่ต้อง” มันคว้าคอเสื้อผมที่ไหลตัวลงจากโต๊ะทันทีเลยครับ
“แก้ด้วยกัน วินจะได้รู้เรื่อง แล้วค่อยไปกินข้าวด้วยกัน”
“วันนี้พี่รวย ได้มาเกือบสี่ร้อย เห็นป่ะ?”

มึงก็กล้าอวดเนอะ ได้สี่ร้อยจะแดกข้าวแล้ว ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าที่มึงอีกหล่ะ หรือได้มาฟรี?
ผมหน้ามุ่ยใส่ แต่ก็ปีนขึ้นเก้าอี้อีกรอบแล้วก็รอเขาประเมินผลงาน
นายมือโปรไม่ได้ติอะไร จุดที่ผมไม่เข้าใจเขาก็ไม่เติมให้ แต่ช่วยหาข้อมูลเพิ่มให้แค่นั้น และแล้วรายงานผมก็เสร็จทันส่งในเวลา 13.30 น.พอดีครับ ท้องร้องโครกครากกันทั้งคู่เลย

#### @ D A W N  ######

วันนี้วันเสาร์
ผมมีเรียนช่วงบ่ายครับ
นายจ้างผมเขาบอกว่าให้ผมหยุดเสาร์-อาทิตย์ได้ เพราะติดเรียน แต่ยังไงก็ต้องมาเปิดร้าน รอทรายมาก่อนแล้วก็ไปเรียน สามทุ่มก็มาปิดร้าน เท่ากับว่า อิสรภาพในการไปเที่ยวต่อกับไอ้โอมของผมหมดไปทุกวัน เพราะผมต้องกลับมาปิดร้าน ไม่ว่าก่อนหน้าจะไปเริงร่าท้าไฟที่ไหนก็ตาม

ทรายไม่มาถึงร้านสักทีทั้งที่แม่งก็ปาเข้าไปเที่ยงแล้ว
ทำไมชีวิตผมต้องผูกติดอยู่กับเงื่อนไขที่ผมไม่ได้เปิดรับมันอย่างเต็มใจด้วยวะ?
ผมควรโทรบอกนายมือโปรดีมั้ยว่าลูกจ้างอีกคนของเขายังไม่เข้าร้านเลย มันจะเป็นการฟ้องเกินไปรึเปล่า
สุดท้ายผมก็ปล่อยเรื่องนี้ไปเพราะมันเกินเลยสิ่งที่ผมต้องรับผิดชอบ และตัดสินใจ ปิดร้านแม่งเลย!

บ่ายนี้ผมมีนัดส่งรายงานและฟังบรรยายจากเกสต์กิตติมศักดิ์
ไอ้โอมมาเรียนตั้งแต่เช้าแล้ว มันเรียนภาษาอังกฤษครับ ส่วนผมไม่ต้อง ผมผ่านแล้ว
เราเจอกันที่ห้องเลยครับ ที่นั่งก็ใกล้ๆ กันคือแถวที่ 3 จากหลังห้อง แต่วันนี้ไอ้โอมสร้างสิ่งประหลาดใจให้กับผม
“อ้าว ไมมึงนั่งซะหน้าเลย เจ๊ๆ เค้าไม่ด่าเอาหรอ แย่งที่”

“เจ๊ๆ ไม่ได้เยี่ยวจองที่ไว้นี่หว่า” ดูมันตอบ
“เกสต์วันนี้กูรักมาก ต้องตั้งใจ มึงก็มานั่งข้างๆ กูนี่”

“ไม่เป็นไร ลำบากคนอื่นเค้า” ผมบอกปัดเพราะขี้เกียจพบเจอกับปฏิกิริยาด้านสายตาของเจ้าของเก้าอี้ในมโนแลนด์ นึกออกใช่มั้ยครับ? คือเก้าอี้ทั้งหลายมันก็อยู่มาเป็นสิบๆ ปี พวกคุณๆ แค่มานั่งไม่กี่ชั่วโมงในไม่กี่วัน ก็อนุมานเอาว่ามันจะเป็นเก้าอี้คุณๆ ไปตลอดชีวิต ใครมานั่งทับรอยตูดเป็นได้เต้นจะเป็นจะตาย ผมรำคาญอาการพวกนี้มาก

“มาเหอะ เดี๋ยวมึงก็โดนเรียกให้มานั่งหน้าๆ อยู่ดี”  ไรของมันวะเนี่ย

ผมมีแรงทัดทานความดื้อของไอ้โอมต่ำมาก ก็เลยเดินถอนหายใจมานั่งใกล้ๆ ตามที่มันเรียก
13.30 น. ในห้องคลาคล่ำไปด้วยนักศึกษาปริญญาโท บ้างก็พร้อมหลับ บ้างก็พร้อมกินต่อ แต่บ้างส่วนมากพร้อมคุยครับ เสียงก็เลยจอแจ
ผมก็คุยกับเพื่อนในห้องบ้าง แล้วแต่หัวข้อสนทนา เรื่องไหนที่เจ๊ๆ เฮียๆ เขาอยากให้ผมสนใจก็จะเรียกชื่อ ผมก็คุยด้วยปกติ ยิ้มแย้ม เฮฮาปกติ แต่เมื่อหันกลับมาสู่โลกของผมแล้ว มันก็มีแต่ความเงียบ และน่าเบื่อหน่าย
แม้ข้างๆ จะมีไอ้โอมที่เป็นเหมือนศูนย์รวมเพื่อนๆ ผมก็รู้สึกว่าโลกนี้มันน่าเบื่อเหมือนเดิม

“มาแล้วๆ เอกสาร”

“เฮ้ย! หยิบแจกเลย ออกไปเอากันทีละคนมันวุ่นวาย”

“เอากันไรเฮีย ทางเดินนะ อนาจารไปมั้ย”

“ไอ้ห่า กูหมายถึงไปเอาเอกสาร พวกมึงก็ลามก”

บลา บลา บลา บทสนทนาชวนหัวก็ไม่พ้นเรื่องอย่างว่า รุ่นเด็กๆ อย่างผมก็จะหัวเราะเริงร่ากันไป ส่วนพวกเจ๊ๆ ทั้งหลายที่ถือตัวหน่อยดูจะไม่แฮปปี้ที่ทิศทางหัวข้อสนทนาในห้องมันต่ำกว่าเอว

เอกสารประกอบการบรรยายของวิทยากรถูกส่งต่อกันเป็นทอดๆ
องค์กรที่จะได้รับการพูดถึงในบ่ายวันนี้ คือบริษัทรับจ้างผลิตภาพยนตร์โฆษณาครับ
ไอ้โอมนั่งจ้องมองหัวข้อและชื่อผู้บรรยายด้วยใบหน้ามีความสุข
และเมื่อประตูห้องออก อัญเชิญผู้วิทยากรตัวเป็นๆ สู่สายตาชาวเรา ผมก็รู้เสียทีว่ามันมีความสุขอะไรนัก

“สวัสดีครับ นักศึกษา”
“ผมวารินทร์ วณิคพันธุ์ ครับ ผู้บรรยายพิเศษวันนี้ของพวกคุณ ยินดีที่ได้รู้จัก”

ครับ มันคือ ไอ้พี่โป๊ะ




- cut -



เราจะสอบอยู่ต้นเดือนหน้าและกลางเดือนหน้า เพราะงั้นเจอกันอีกทีก็ปลายปีนะคะ >,<

ฝากพี่โป๊ะไว้ในอ้อมใจด้วย คุณคนอ่านที่คิดว่าพี่โป๊ะต้องเถื่อนดิบกันใช่มั้ย ตัวจริงแกก็อ่อนโยนอยู่น้า
รบกวนดูกันไปเรื่อยๆ นะคะว่า คนอย่างพี่โป๊ะ จะมีความรักเหมือนชาวบ้านเค้ารึเปล่า และจะจัดการกับความรู้สึกตัวเองยังไง
ส่วนน้องวิน...เราว่าคาแรกเตอร์เงียบๆ แบบนี้แหล่ะที่เหมาะมือพี่โป๊ะสุดแล้ว (ฮ่าๆๆ ออกแนวคิดเองเอง สรุปเอาเอง)

ขอบคุณสำหรับการติดตามค่ะ



ออฟไลน์ Raiwyn

  • - ไรวิน -
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 86
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-1
Re: At Dawn : แล้วพบกันใหม่.... ตอน3(22-11-14)
«ตอบ #19 เมื่อ22-11-2014 13:59:43 »

น้องวินน่ารักก ตลกอ่ะ เรียกพี่โปรว่าเหี้ยมีเสน่ห์ 55555555555555

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: At Dawn : แล้วพบกันใหม่.... ตอน3(22-11-14)
« ตอบ #19 เมื่อ: 22-11-2014 13:59:43 »





ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
Re: At Dawn : แล้วพบกันใหม่.... ตอน3(22-11-14)
«ตอบ #20 เมื่อ23-11-2014 11:16:02 »

พี่โป๊ะเรื่องนี้ที่เป็นพระเอกเอง ให้อารมณ์แบบหนังคนละม้วนกับสองเรื่องก่อนเลย

ออฟไลน์ kajidrid

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 191
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +249/-3
Re: At Dawn : แล้วพบกันใหม่.... ตอน4(10-12-14)
«ตอบ #21 เมื่อ10-12-2014 17:19:36 »

Title :  At Dawn
วารินทร์ x วิณณ์
*********


ตอนที่ 4

“ตัวอย่างการถ่ายทำภาพยนตร์โฆษณาที่พวกคุณเห็น ก็จะมีตั้งแต่ช่วงพรี-โพรดัคชั่น โพรดัคชั่น  แล้วก็โพสต์-โพรดัคชั่น ทราบมาว่าห้องนี้มีสื่อเป็นส่วนมาก ทั้งพรินท์ ทีวี วิทยุ นิวมีเดีย ไม่ว่าพวกคุณจะอยู่ระดับปฏิบัติการ หรือระดับบริหารแล้วก็ตาม สิ่งที่ผมคาดหวังให้พวกคุณทำ และควรจะทำได้ดีก็คือวางแผนการผลิตสื่อภาพยนตร์โฆษณา 1 ชิ้น สินค้าไม่จำกัด เป็นงานกลุ่มนะครับ 7-8 คน น่าจะจับกลุ่มกันเองได้ โตๆ กันแล้ว
เกณฑ์การให้คะแนน ผมไม่มายด์เรื่องชิ้นงานในท้ายที่สุด ถ้าออกมาดูดี ก็ยินดีด้วย แต่แม้จะออกมาไม่ดีเลย ตัดต่อไม่เนียน ภาพไม่สวย มุมไม่ได้ ก็ขอให้เข้าใจกันไว้ว่ามันเป็นเรื่องของประสบการณ์
สิ่งที่ผมใส่ใจมากๆ คือแผนงานโปรเจคนี้ มีคะแนนการบริหารจัดการภายใน การจัดการด้านทรัพยากรบุคคล คุณมีกัน 7-8 คน พวกคุณวางสมองของกลุ่มไว้ตำแหน่งไหน คนช่างคิดทำหน้าที่อะไร คนละเอียดทำหน้าที่อะไร หัวหน้ากลุ่มคือใคร สั่งงานแบบไหน อ้างอิงจากทฤษฎีใด
ทุกขั้นทุกตอนที่ทำงาน จ่ายงาน หรือสั่งงานกัน ผมขอให้เขียนเป็นรีพอร์ทอย่างละเอียด โดยมีทฤษฎีการบริหารองค์กรสื่ออ้างอิงเสมอ
ฉะนั้น สิ่งที่ผมจะได้รับจากพวกคุณในวันสอบปลายภาคก็คือ สื่อภาพยนตร์โฆษณา 1 ชิ้น และแผนการทำงานของพวกคุณ โดยละเอียดครับ
ข่าวดีกว่านั้น วิชานี้ อาจารย์พาพิศยกให้ผมดูแลเรื่องการออกข้อสอบ และเราจะไม่มีสอบกัน
คะแนนเต็มจากการผลิตสื่อคือ 60 คะแนน อีก 40 อยู่ที่อาจารย์พาพิศ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะมาจากการดิสคัสกันในห้อง”

มันพูดยาวมากกกกกกกกกกกก ผมเห็นเจ๊ๆ บางคนจนยิกๆ แล้วก็แทบทุ่มปากกาเพราะจดไม่ทันครับ หลายคนเงยหน้าจากเอกสารประกอบที่ผมว่ามันก็มีประโยชน์อยู่นะ แต่ต้องค้นคว้าเพิ่มกันอีกในเรื่องทฤษฎี ตอนนี้แทบทั้งห้องมองหน้าพี่โป๊ะเหมือนไม่อยากจะเชื่อว่ามันยังเป็นมนุษย์อยู่

“สงสัยอะไรเพิ่มมั้ยครับ”
“ครับ ด้านหลัง” พี่โป๊ะยืดคอบอกตำแหน่ง เฮียหัวหน้าห้องเป็นคนยกมือครับ ดูจากตีนกาบนหน้าแล้ว เฮียแก่กว่าพี่โป๊ะแน่นอน

“สงสัยว่า ถ้าต้องทำขนาดนี้แล้ว วิชานี้ยังมีเรียนอยู่มั้ยครับ หรือว่าให้พวกเราเอาเวลาเรียนไปทำเทอมโปรเจคนี้กัน”

“เรียนครับ ผมจะมาเจอพวกคุณอีก 3 ครั้ง หลังจากนั้นจะเป็นวิทยากรท่านอื่นแล้วแต่อาจารย์พาพิศจะเห็นควร”
“ตามตารางสอบ พวกคุณสอบกันสิ้นเดือนหน้า ก็เท่ากับมีเวลา 2 เดือนเต็มๆ ในการทำเทอมโปรเจค ผมไม่เห็นว่าเงื่อนไขด้านเวลาจะมากดดันอะไรพวกคุณได้”
“และอย่างที่บอก แต่จะย้ำให้อีกที ผมไม่ได้ใส่ใจเรื่องเอาท์พุทที่ออกมาว่าเทพน้อยง่อยมากขนาดไหน ผมเข้าใจว่าบางคนไม่ได้สายทีวีหรือโฆษณา ไม่ชินกับการผลิตสื่อเคลื่อนไหว แต่จะให้คะแนนจากการบริหารงานในกลุ่มพวกคุณ เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องกลัวเรื่องใครกระดูกใหญ่ กระดูกเล็ก”

“ครับเชิญ” พี่โป๊ะหันหาอีกคนที่ยกมือ

“คือ มีออปชั่นอื่นมั้ยคะ แบบเลือกไม่ทำเทอมโปรเจค แล้วไปสอบเอาปลายภาค 60 คะแนน”

“อืม น่าสนใจนะครับ ทำไมถึงเลือกจะสอบล่ะครับ”

“ก็...ไหนๆ ก็ต้องอ่านหนังสือเพื่อสอบประมวลอยู่แล้ว วิชานี้ก็เป็นหนึ่งในเนื้อหา จะได้ทุ่มเวลาอ่านหนังสืออย่างเดียว”

“ผมว่าแบบนั้นมันเอาเปรียบกันเกินไป”
“ถ้าคุณจะมานั่งเรียนเพื่อสอบประมวลให้ผ่าน ผมว่าคุณไม่ผ่านหรอก”
“เพราะไม่มีอาจารย์ท่านไหนออกตามตำราที่จับรวมมาเป็นเอกสารให้คุณอ่าน อาจารย์เขาออกตามเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้น ไม่ว่ายังไงก็ต้องอแดปให้เป็น เพราะฉะนั้น นี่ก็เป็นโอกาสฝึก”

ดูเหมือนแกงค์ผู้หญิงจะผิดหวังที่ไม่มีออปชั่นถูกใจ เอาจริงๆ แล้วผมก็เห็นด้วยกับพี่โปรนะ ถ้าจะไม่ทำเทอมโปรเจคเพราะต้องอ่านเตรียมสอบประมวล งั้นก็ไม่ต้องทำห่าเหวอะไรทั้งนั้นแหล่ะ เดี๋ยวจะกินเวลาอ่านหนังสือกันพอดี แต่ก็ไม่มีใครการันตีว่าอ่านแล้วสอบผ่าน และการได้ทำงาน ได้ลงมือจริงๆ มันก็น่าจะซึมซับหลักการมากกว่า อีกอย่าง พี่แกก็บังคับให้เขียนกระบวนการทำงาน 3 พีมาอย่างละเอียด ไม่ต้องอ่านหนังสือก็จำได้อยู่ดี

“หรือว่า จะเลือกก็ได้นะครับ”
“จะสอบ หรือจะทำเทอมโปรเจค” เขาเป็นคนยืดหยุ่นกว่าที่ผมคิดเสียอีก ไอ้โอมหันมองหน้าผมแล้วก็หันหลังไปนับๆ หัวเฮียคนอื่น คงกำลังจับกลุ่มกันอยู่ละมั้ง

สุดท้าย ห้องประชาธิปไตยจ๋าก็เลือกจะยกมือโหวตครับ แม้พี่โป๊ะจะเปิดทางให้เลือก 2 ทาง แต่เฮียหัวหน้าห้องของพวกผมบอกว่า ทำแบบนั้นมันจะก่อโอกาสลังเลภายหลังแล้วมาขอเปลี่ยนเงื่อนไขกันอีก มากมาย ไม่จบ เพราะฉะนั้นก็โหวตให้มันเหลือทางเดียว กติกาเดียว จะได้เท่าเทียมกันหมด

“พวกน้องไม่ต้องกลัวว่าตัดต่อห่วยแล้วอาจารย์จะไม่ให้คะแนนหรอก ไปจ้างตัดต่อก็ได้ แต่น้องต้องมีไอเดียในหัวไง แล้วก็เขียนระบบความคิดการวางแผนมาให้อาจารย์เขาอ่าน กำหนดจำนวนหน้ามั้ยครับ” ประโยคหลังนี่เฮียยกมือถามพี่โป๊ะ

“ไม่ครับ เทอมที่แล้วมีกลุ่มหนึ่งที่วาดแผนผังการทำงาน ขั้นตอน โครงสร้างกลุ่ม รวมสุทธิแล้วเขาส่งผม 3 แผ่น รวมหน้าปก แม็กมุมบน และเขาได้ A”

เกิดเสียงฮือฮาอีกแล้ว ห้องผมบ้าเกรดกันจริงๆ
พี่โป๊ะหัวเราะนิดๆ แล้วก็หมุนตัวกลับไปนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ ครู่เดียว จอหน้าห้องก็เผยตัวอย่างรายงานที่เขาให้ A ขึ้นมาให้เห็น กวาดตามองแป๊บเดียวผมก็ตัดสินได้เหมือนกัน ถ้าเป็นผม ผมจะให้โคตร A เลย
พวกรุ่นพี่ส่ง 3 แผ่นจริงๆครับ แผ่นแรกเป็นปก ขนาดเอ4 แผ่นที่สอง เป็นสตอรี่บอร์ดแผ่นใหญ่ พับไว้เท่าเอ 4 กางออกมาได้การ์ตูน 8 ช่อง และมีทั้งข้างหน้า ข้างหลัง เท่ากับว่าแผ่นหนึ่งมีการ์ตูน 16 ช่อง สองแผ่นก็ 32 ช่องในการบอกเล่าเรื่องราวการทำงาน เออว่ะ แม่งเจ๋ง

“ถ้าทำได้ดีเท่านี้ หรือดีกว่านี้ ก็เอเห็นๆ จริงมั้ย” แม่งมีลูกล่อลูกชนด้วยว่ะ ผมหัวเราะอยู่คนเดียวแล้วก็หันมองไอ้โอมที่เท้าคางมองผมเงียบๆ

“อะไร?” ผมถามมันอย่างระแวงนิดๆ ไอ้นี่ทำหน้านิ่งแล้วดูโรคจิตชิบหาย

“มึงเป็นคนถ่ายรูปการทำเทอมโปรเจคของกลุ่มเรานะ กูเชื่อสายตามึง”

“อืม” ผมรับคำโดยง่าย เพราะผมก็คิดเหมือนกันกับมันนั่นแหล่ะ นอกจากถ่ายรูปแล้ว ก็ไม่มีเรื่องไหนที่ผมทำได้ดีกว่าคนในกลุ่ม


วันทำการของผมยังไม่หมดอายุขัยง่ายๆ
หกโมงกว่าแล้วผมก็ยังไม่ได้เอนหลังพักตา กลับต้องมานั่งจ่อมอยู่หลังเคาน์เตอร์ในร้านกาแฟ ค่ำนี้มีลูกค้านั่งอ่านหนังสือ ดูดกาแฟกันอยู่ 3 โต๊ะ และ...ทราย เธอบอกผมทันทีที่ผมเข้าร้านแล้วเจอหน้าเธอว่า เธอมาบ่ายโมง แต่ร้านปิดก็เลยโทรบอกพี่โปร พี่โปรเลยมาเปิดร้านให้...

“วิน ดื่มชาร้อนๆ มั้ย เราทำให้”

“ไม่เอา”

“จะได้สดชื่น”

“ไม่เป็นไร” ผมปฏิเสธกลางๆ ไม่ได้บอกเหตุผลเพิ่ม ไม่ได้หันไปมองหน้าเธอด้วยซ้ำ

“อ่ะ ร้อนๆ” คือ กูเพิ่งปฏิเสธไปไม่ใช่หรอวะ อะไรของผู้หญิงกันล่ะเนี่ย เซ้าซี้
“มันดีนะ สดชื่น เชื่อเราสิ”

“ขอบใจ” ผมเลยรับไว้ ขี้เกียจเรื่องมาก ควันฉุยๆ ลอยขึ้นเหนือปากแก้วสีขาวขุ่น กลิ่นหอมบางๆ ดึงมือผมไปจับหูแก้วพลางยกขึ้นดื่ม

“อืม งานดีนี่”

“ใช่มั้ยล่ะ” ทรายหัวเราะนิดๆ แล้วก็นั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์คู่กับผม ผมก้มหน้าอ่านการ์ตูนในไอแพด ส่วนทรายก็ก้มหน้าแชทกับไอโฟน เราต่างคนต่างเงียบ ลูกค้าก็เงียบ ทำให้เสียงเพลงที่เปิดบรรเลงคลอเคลียในร้านขับกล่อมพวกเราให้จมดิ่มเข้าสู่โลกของตัวเอง

“อือวิน”

“อือ” ผมรับคำในลำคอ สะดุ้งนิดๆ เพราะกำลังจดจ่ออยู่กับฉากต่อสู้ของพระเอกในการ์ตูน

“ทำไมไม่ชอบเรา”

“เปล่านี่” ปากผมพูดคำนี้จนชินแล้วครับ ไม่ได้คิดด้วยซ้ำก่อนจะพูดไป แต่กลับทำให้ผู้หญิงข้างๆ ผมยิ้มออกมา

“ดีจัง คิดว่าโดนเกลียดซะอีก”
“เราชอบวินนะ”
“เฮ้ย! เราหมายถึง อยากเป็นมิตรไว้ อยากเป็นเพื่อนด้วย เราอยากทำงานที่ร้านนี้นานๆ ถ้าอยู่แล้วอึดอัดใจ มันก็ไม่ดี”

“เราไม่ทำงานที่ร้านนี้ก็ได้ ทรายจะได้ไม่ต้องอึดอัด แล้วก็ไม่ต้องพยายามทำตัวเป็นมิตรกับเราด้วย”

“เฮ้ย! เราไม่ได้หมายความว่าอยากให้วินไปที่อื่นนะ”
“คือ จะพูดไงดี”

“ช่างเถอะ เราไม่ได้สนใจ”
“ทรายก็ไม่ต้องมาสนใจเราหรอก”

“ก็เราสนไปแล้วนี่”

ผมเงียบใส่หลังจากส่งเสียงถอนหายใจดังๆ ให้เธอได้ยิน จะได้รู้ว่าผมไม่ได้เต้นตามเรื่องอึดอัดใจของเธอ ทรายควรไปสนใจพี่โป๊ะ ไปแคร์พี่โป๊ะ เพราะนั่นคือนายจ้าง คือคนจ่ายค่าจ้าง ผมมันก็แค่ลูกจ้างเหมือนทราย จะมาสนใจผมทำไมกันเล่า

“คงไม่มีลูกค้าแล้ว 2 ทุ่มกว่าแล้ว ไปเข้าร้านเหล้ากันหมดแล้วมั้ง”
“เรากลับก่อนนะ”

“อือ”
“อ้อ! พรุ่งนี้เรามีเรียนแค่บ่าย ทรายจะมาร้านกี่โมง มาไวหน่อยได้มั้ย เปิดร้านแล้วเราจะไปห้องสมุด”

“อ๋อออ ได้สิ เดี๋ยวเรารีบมา”
“กินข้าวเช้าด้วยกันมั้ย เดี๋ยวซื้อมาเผื่อ”

“ไม่เอา เรามีคนดูแลแล้ว ขอบใจ” ผมบอกตามความจริงแล้วก็ก้มหน้าอ่านการ์ตูนในไอแพดต่อ ดูเหมือนทรายจะจ้องผมอยู่พักหนึ่งแล้วก็รูดตัวลงจากเก้าอี้สูงหลังเคาน์เตอร์ ถอดผ้ากันเปื้อนที่มีโลโก้ของร้าน แล้วก็ออกจากร้านไปโดยทิ้งคำว่า “เจอกันพรุ่งนี้นะวิน” ไว้บนเก้าอี้ที่ว่างเปล่าข้างตัวผม

3 ทุ่มครึ่ง
ผมหาวหวอดและเตรียมตัวปิดร้านเพื่อกลับบ้าน
วันนี้คงต้องพึ่งบริการแท็กซี่เพราะดึกแล้ว เรือหมด ผมตรวจดูบิลขายของและจำนวนเงินในเครื่อง เมื่อเห็นว่าตรงกันก็จดจำนวน แล้วก็แม็คใบเสร็จรวมกันเก็บไว้ในลิ้นชักตามระบบที่นายมือโปรบอกไว้เป๊ะๆ กวาดตาดูอีกรอบก็เปิดประตูร้านออกมา

“เฮ้ย! ตกใจหมด!” ตัวประหลาดแม่งยืนขวางทางผมอยู่ หน้าผมชนไหล่มันจนจมูกแทบบี้
“พี่โป๊ะมายืนทำอะไรตรงนี้เนี่ย!”

“เพิ่งมา ปิดร้านเสร็จแล้วหรอ ว่าจะมาช่วย”

“มาช่วยทำไม ถ้าพี่มีเวลามาช่วยวินปิดร้านพี่ก็ดูแลร้านนี้ไว้เองเลยสิ ก็ไม่ได้ดูยุ่งมากนี่หว่า”

“วินนี่เอะอะก็จะไม่ทำงานนะ ไม่ทำงานแล้วจะมีเงินได้ยังไง อย่ามารักสบายเกาะผู้หญิงกินดิ” แม่งงงง อยากจะบอกเหลือเกินว่าที่เกาะแดกอยู่ทุกวันนี้น่ะป้ากู! แต่ช่างมันเถอะ ปล่อยให้โง่เหมือนหน้าตาต่อไปก็แล้วกัน

“วินปิดเสร็จแล้ว พี่จะเข้าไปดูบิลอีกรอบก็ได้แต่วินจะกลับแล้ว”

“เดี๋ยวพี่ไปส่ง”

“วินกลับได้”

“เถอะน่า เดี๋ยวไปส่ง พี่ต้องไปแถวนั้นอยู่แล้ว”

“หือ?” มันไปมีธุระอะไรแถวนั้นวะ? แล้วหน้าผมก็คงบอกหมดแล้วว่าสงสัย อยากเสือก เขาก็เลยบอกรายละเอียดเพิ่ม

“มันมีร้านอาหารกึ่งบาร์ มาขายพี่ เจ้าของเดิมเขาจะย้ายครอบครัวไปอยู่เมืองนอก”
“พี่จะไปดูสถานที่จริง อยากรู้ว่าจะแมเนจได้มั้ย”
“สงสัยอะไรอีกมั้ย?”

“ไม่อ่ะ เมื่อกี้ก็ไม่ได้สงสัย พี่บอกเองต่างหาก” ผมแก้ตัวแล้วก็ยืนแกร่วรอเขาอยู่หน้าร้าน นายมือโปรมุดเข้าร้านไปทำอะไรครู่เดียวก็เดินออกมา

“เช็คเงินดีแล้วหรอครับ” ผมถามนำ แต่เขาแค่ยักไหล่แล้วบอกผมแค่ว่า “พี่แวะมารดน้ำต้นกระบองเพชร” แวะมาเท่านี้? โทรสั่งก็ได้มั้ง ผมสั้นหน้าเบาๆ เพื่อสลัดความง่วงและความมึนในหัว หาวปากกว้างอีกทีนายมือโปรก็ลากตัวผมไปที่รถเขาแล้ว

วันนี้ได้นั่งนิสสันสปอร์ต ฟังค์ชั่นเสริมก็รุ่นี้คือมุดรถเมล์ครับ รถห่าไรวะแม่งโคตรเตี้ย ตอนแรกผมก็ไม่เตี้ยหรอก แต่พอมุดเข้าประตูรถเท่านั้นแหล่ะ เตี้ยเลย เขาขับรถขึ้นทางด่วนมาลงท่าเรือแล้วค่อยวกมาทางพระราม 3

ร้านที่เขาแวะมาดูเป็นร้านดังเชียวครับ อยู่ติดสะพานข้ามแยกเลย เขาเลี้ยวรถเข้าร้านโดยไม่ถามผมสักคำว่าอยากกลับบ้านก่อนมั้ย จอดรถเสร็จก็เดินดุ่มๆ ลงไป ไม่ลืมหันมามองผมด้วยสายตาที่ถากถางกันว่า จะนั่งรอรากงอกจากตูดหรอ ผมก็เลยต้องลงจากรถ

“กินข้าวก่อน อยากรู้แม่ครัวทำอร่อยมั้ย”

“วินง่วง พี่กินเถอะ”

“อืม เดี๋ยวพี่สั่งเอง วินนั่งรอไปเถอะ”
“ของมาเดี๋ยวก็หิวเอง” หรอ? ตรรกะนี้ไม่เคยได้ยินว่ะ

ผมนั่งงัวเงียครู่เดียวเบียร์ก็มาเสิร์ฟ พอผมจะหยิบรินใส่แก้ว เขากลับริบไปต่อหน้าต่อตา

“นอนไปสิ” ไอ้เหี้ย กวนตีนกู ผมทำหน้าบึ้งใส่ ไม่ให้ก็ไม่แดกเว้ย

ไม่ใช่แค่เบียร์หรอกครับ ทุกเมนูที่มันสั่งมา มันไม่ให้ผมกินสักอย่าง ไอ้เหี้ยนี่เลวกว่าโคตรเหี้ย ได้ยินป่ะเนี่ยว่าท้องกูร้อง

แล้วดูอาหาร กลิ่นหอมโผงผางมาก หอมหน้าไม่อาย หอมไม่เห็นใจคนทำได้แค่ดม อาหารแม่งเลว!

“หิวมั้ยวิน”

“.............”

“หิวก็บอกว่าหิว จะได้กิน” ผมไม่ตอบอะไร แต่เริ่มหันซ้ายแลขวา พอเห็นที่หมายก็ย้ายก้นตัวเองทันที ครับ ผมเปิดโต๊ะใหม่ สั่งอาหารเอง สั่งเบียร์ด้วย สั่งทุกสิ่งที่อย่างที่อยากกิน สั่งเสร็จแล้วค่อยหันไปมองหน้ามัน

“แยกทางกันเถอะพี่ เสือกกวนตีนนัก”

“วิน เราเป็นน้องพี่ตั้งหลายปี ทำตัวดีๆ หน่อย”

“เหรอะ!”

“พี่ตัดเกรดวินได้เลยนะ”

“แล้วไง”

“อยากได้เอก็ทำตัวดีๆ”

“เลววววววว วินจะรายงานที่คณะ”

“เขาจะเชื่อใคร พี่ประวัติดีจะตาย”

“เหรอะ!”

“อ่อลืมไป วินประวัติดีกว่า นายสกุลใหญ่” ผมหันขวับไปมองเขา แต่นายมือโปรก็ยังตีสีหน้ากวนตีนเหมือนเดิม หรือว่ามันรู้แล้วว่าผมเป็นใคร หมายถึง มีฐานะทางสังคมแบบไหน ไม่หรอกม้างงงงงงงงง มันก็ยังกวนตีนผมเหมือนเดิม

“ทำซีเรียสไปได้ พี่ไม่ถือหรอกน่า แค่นามสกุลเหมือนนายแบงก์เอง” อ่อออ ดีจังที่เขาคิดว่าผมแค่นามสกุลเหมือนนายแบงก์ ในห้องเรียนก็เหมือนกัน ส่วนมากคิดว่าแค่นามสกุลเหมือนตระกูลใหญ่ แต่ก็มีพี่บางคนรู้ โดยเฉพาะพี่ที่เป็นนักข่าวสังคม แต่แกก็ไม่ได้มาหาประเด็นอะไรจากผมนัก

“ก็...ก็ รู้แล้วหรอ? โถ่ อุตส่าห์จะอำว่าวินมาจากตระกูลดัง”

“ตระกูลดังแล้วไง ขี้หอมหรอ?”
“ว่างๆ ดมให้ดูหน่อย”

“ฮึ ไอ้บ้า” ผมด่า แต่รอบนี้เขาไม่โกรธ นายมือโปรเดินมายกอาหารบนโต๊ะผมกลับไปโต๊ะเดิม แล้วก็ลากผมไปนั่งกินข้าวด้วยกัน เขาทำเหมือนเมื่อกี้เขาไม่ได้กวนตีนผม และผมก็ไม่ได้ดื้อใส่เขา  หมอนี่ตักเนื้อหมูใส่จานตัวเอง ตักผักให้ผม เขี่ยหากระเทียมเจียวไปกินแล้วจิ้มผักชีมาให้ผม

ผมไม่ได้กินข้าวกับคนที่วุ่นวายแบบนี้มาหลายปีแล้ว
ครั้งสุดท้ายที่กินแบบวุ่นวายก็คือเมื่อวันปีใหม่ปีที่แล้ว ผมกินข้าวกับครอบครัว แน่นอนว่ามีแค่ป้าสุเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เรียกได้ว่าเป็นครอบครัว คนอื่นเขาฉลองกันไปก่อนหน้าแล้ว

ป้าสุของผมก็ชอบทำอะไรวุ่นวายแบบนี้แหล่ะ ป้ารู้ทุกอย่างว่าผมชอบอะไร แต่ควรกินแบบไหน แพ้อะไรและอยากกินแบบไหน ป้าเป็นคนเดียวที่ทำให้ผมน้ำตาไหลได้โดยไม่ต้องพูดเรื่องเศร้าเลย แค่ป้ายิ้ม ลูบหัวผม ลูบแก้มผม กอดผมไว้ บอกรักผม ชื่นชมผม สปอยล์ผมต่างต่างนานา ในขณะที่คนรอบนอกเอาแต่กร่นด่าว่าผมมันเป็นเด็กสร้างปัญหา พาแต่เรื่องไม่ดีเข้าตระกูล

แม้ผมจะหลีกหนีโลกอยู่ตลอดเวลา แต่ผมก็ไม่เคยปฏิเสธว่าต้องการใครสักคนที่จะยืนนิ่งเป็นแกนโลกให้ผมคว้าไขว่
และแม้จะมีป้าสุคอยเป็นแกนโลกให้ผมอยู่ก็เถอะ ลึกๆ ลงไปในใจ มันก็เคว้งคว้างอยู่กลางทะเลอยู่ดี

“อื้อนี่วิน”
“เทอมโปรเจค ไหวมั้ย”

“พี่โป๊ะอย่ามาพูดกับวินเรื่องนี้ดิ ไม่ต้องช่วย มันไม่ยุติธรรมกับคนอื่น”

“หรอ?”
“ดูนี่” เขาง่วนกับโทรศัพท์ครู่หนึ่งก็ยื่นมาตรงหน้าผม เห็นแล้วตะลึงตึงตึงเลยครับ อินบ๊อกซ์ในเมลที่เขาให้ไว้ในห้องมีแต่เมลจากนักศึกษาในห้องผมเมลมาถามแนวทางทำเทอมโปรเจคทั้งนั้น
“พี่ตอบหมด ทุกกลุ่มแหล่ะ ไม่ต้องกลัว ไม่ไบแอส”
“แล้ววินก็ไม่ใช่ประแภทที่พี่โปรดด้วย”
“หรือเรามีอะไรต่อกัน? บ้า!!!” ไอ้คำว่าบ้า เค้าดัดเสียงเป็นกะเทยตัวควายใจเหี้ยด้วยครับ ผมดีดข้าวใส่เขาแต่ก็ลงท้ายด้วยเสียงหัวเราะ ปลาเก๋าราดพริกร้านนี้มันอร่อยถูกปากดีเหมือนกัน ไม่รู้อร่อยอยู่แล้วหรือเพราะอารมณ์ดี

“ว่าไงล่ะ กลุ่มวินทำไหวมั้ย?”

“ยังไม่ได้คุยโครงกันเลย แต่คิดว่าไม่มีปัญหาหรอก”
“วินอยู่กลุ่มเฮีย....เอ่ออ คนที่แก่สุดในห้องนั่นแหล่ะ เฮียมันทำบริษัทผลิตรายการอยู่แล้ว”

“อือ”
“ก็...มีอะไรให้อาจารย์ช่วยก็บอกแล้วกัน”

“เหร่อะ!” ผมทำเสียงกวนตีนแล้วก็กระดกขวดเบียร์ขึ้นดื่ม ส่วนนายมือโปรได้สิทธิ์ดื่มอีกแค่ที่เหลือติดก้นแก้วมันเท่านั้น

#### @ D A W N  ######

ออฟไลน์ kajidrid

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 191
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +249/-3
Re: At Dawn : แล้วพบกันใหม่.... ตอน3(22-11-14)
«ตอบ #22 เมื่อ10-12-2014 17:21:50 »

เช้าวันนี้ของผมแปลกไป เพราะผมไม่ได้ตื่นเพราะเสียงนาฬิกาปลุก และไม่ได้นอนรอฟังเสียงโทรศัพท์ข้างล่างดังเพื่อลงไปกินข้าวที่มีคนจัดหามาให้ ผมตื่นเพราะการมาเยี่ยมของคนสำคัญ

“ตาวิน ยังไม่ตื่นอีกหรอลูก พระอาทิตย์ขึ้นโด่งไปไหนต่อไหน” แล้วพระอาทิตย์ไปไหนต่อล่ะครับป้าสุ ผู้หญิงที่แทนตัวเองว่าแม่ ทั้งที่เป็นป้าผม และผมก็เรียกว่าป้ามาลูบหัวดึงหางผมตั้งแต่หกโมงเช้า
ความงัวเงียที่ยังเกาะลูกตา ทำให้ป้าสุสามารถเดินวุ่นวายในบ้านผมเพื่อตรวจตราชีวิตผมให้อยู่ในโลกที่เธอจินตนาการถึงได้

ไม่มีบุหรี่
ไม่มีเครื่องมือเสพยาอันตราย
ไม่มีหนังสือโป๊เกินพอดี
ไม่มีซากถุงยาอนามัย
เพียงเท่านี้ป้าสุก็ปลื้มใจในตัวผมแล้ว
นอนหรี่ตามองป้าสุเดินสำรวจตรวจการบ้านงานชีวิตของผมแล้วก็อดขำไม่ได้ คือถ้าคนมันจะเลว ระดับการตรวจเลเวลแค่นี้ไม่ครณาความคิดจะเลวหรอกครับป้า

“ทำอะไรกับป้าสุ”

“แม่ก็ดูน่ะสิว่าเราอยู่ยังไง”

“อยู่เป็นปีแล้วยังต้องดูอีกหรอครับ?” ผมถามพลางลุกขึ้นนั่ง อาการหาวหวอดเรียวมือหอมโลชั่นกลิ่นดอกไม้สักดอกบนโลกใบนี้มาสู่แก้มผมเบาๆ

“พระอาทิตย์เดินทางทุกวัน โลกก็เปลี่ยนทุกวัน ไอ้เรื่องอยู่แบบเดิมๆ น่ะมันเป็นไม่ได้อยู่แล้ววิน”
“ลุกสิลูก ไปล้างหน้าล้างตาแล้วลงไปทานข้าว”
“แม่มาทานกับวิน ดีมั้ย? จะได้ไม่เหงา”

“ขอบคุณครับ” ผมบอกแล้วลุกไปกอดป้าสุแน่นๆ ก่อนจะวิ่งเข้าห้องน้ำไป ยินเสียงบ่นแว่วๆ แต่ฟังอย่างจับใจความไม่ได้

แต่งตัวใหม่เรียบร้อยแล้วก็วิ่งตึงตังลงมาทานข้าว ข้าวเช้าวันนี้ต้องอร่อยมากแน่ๆ เพราะไม่ได้กินคนเดียว
ผมได้ของกำนัลอื่นด้วยครับ ไม่รู้บ้านอื่นจะเป็นแบบนี้มั้ย แต่บ้านผมเป็น ไม่สิ! ต้องบอกว่าป้าผมเป็น
ป้าสุชอบให้ผมแต่งตัวตามฤดูกาล ทั้งที่ประเทศไทยแม่งก็มีอยู่ไม่กี่ฤดู เรียกว่าใส่เสื้อกล้ามทั้งปียังไม่ประหลาดเลย

“เรียนเป็นยังไงบ้างวิน”

“ก็ดีครับ เทอมนี้ยังเรียนอยู่ แต่เทอมหน้าก็ทำเล่มจบอย่างเดียวแล้ว”
“เทอมนี้เรียนแค่ 2ตัวเอง สบายๆ”

“ตั้งใจนะลูก”

“ครับ”

“แล้วจะเลี้ยงส่งพี่รุตต์ยังไงดี”
“วินไม่ล่ำลาไม่ได้หรอกนะ พี่รุตต์เขาดีกับวินมาก”

“วินรู้”
“เอาไว้วินจะเลี้ยงส่งพี่รุตต์เอง ป้าสุไม่ต้องห่วง”
“อีกอย่าง ต่อให้พี่รุตต์ไปอยู่ญี่ปุ่นแล้ว เขาไม่หนีวินไม่พ้นอยู่ดี” ผมหัวเราะส่งท้าย แม้ว่าใจจะโหวงๆ เมื่อต้องพูดถึงพี่รุตต์ที่ผมเคยมีเขาติดตัวยิ่งกว่าเงา แต่กลับกำลังจะไม่มีกันอีกต่อไป อย่างน้อยก็ไม่มีกันและกันในระยะใกล้
“วินจะตามมมมมมมม”

“แล้วหนูอยากไปอยู่ญี่ปุ่นมั้ยละลูก”

“โอ้ย! ไม่เอาหรอกครับ วินขี้เกียจศึกษาภาษาต่างประเทศเพิ่ม ภาษาจีนที่ป้าสุหวังไว้ยังเอาไม่รอดเลย”

“ไปเที่ยว ไปพักผ่อนก็ได้”
“เอามั้ย ไปกับพี่เขานั่นแหล่ะ แล้วสบายใจก็กลับ”

“......................” ฟังแล้วแปร่งๆ ทำไมผมต้องไปเที่ยวญี่ปุ่นเพื่อให้สบายใจแล้วกลับมาด้วย ผมมีอะไรที่ไม่สบายใจอยู่หรอ ไม่ยักรู้

“ไงจ๊ะ?”

“ไม่ไปครับ”
“ถ้าอยากไป เดี๋ยววินบอกเอง”
“เอาเป็นว่า วินโอเคแค่เลี้ยงส่งพี่รุตต์แค่นั้น เรื่องอื่นไกลกว่านั้นช่างมันเถอะครับ”
“อีกอย่างนะครับป้าสุ วินสบายดี สบายมาก”

“แน่ใจหรอลูก ก็วันนี้มัน...”

“วันนี้ทำไมหรอครับ?”

“บ้านนั้นเค้ากำหนดทำบุญครบรอบ 5 ปีที่หนูรินนาเสีย”

“แล้ว?”

“มันก็ก่อนวันที่ตารุตต์บินไปญี่ปุ่นวันเดียว”

“อ่อ  งั้นวินจะนัดพี่รุตต์ก่อนหน้านั้นก็แล้วกันครับ วันจะได้ไม่ตีนกัน ไม่อยากให้พี่รุตต์ลำบากใจ”

“วินโอเคจริงๆ หรอลูก”

“ครับ”

“งั้นไปร่วมงานหน่อยมั้ย?”

“ไม่ครับ โลกของวินไม่ได้พวกเขาอยู่ ทำไมวินต้องไปร่วมสังคยนาด้วย”
“เขาเกลียดวิน วินก็เกลียดเขา ยุติธรรมดีออก”

“ตาวิน หนูลดความแค้นใจลงบ้างเถอะลูก”

“วินไม่เคยแค้นครับ ถ้าแค้น วินต้องอยากให้บ้านนั้นล่มจม แต่นี่วินปล่อยหมดทุกอย่างแล้ว พวกเขาก็แค่อากาศ”

“แม่ล่ะเหนื่อยใจ”
“ดื่มนมด้วยลูก”
“อื้อ เสื้อผ้ามีกลิ่นเบียร์ กลิ่นเหล้า”
“ดื่มกับใครครับ น้องโอมหรอ”

“เอ่อออ ครับ ดื่มกับไอ้โอม”

“โตแล้วน้า”
“จะ 25 แล้วลูก คิดๆ เรื่องอนาคตได้แล้ว” แล้วก็บลา บลา บลา ผมซดซุปน่องไก่เหยาะน้ำส้มพริกอย่างเมามัน เพราะมันเป็นจานโปรด เกลี้ยงแล้วก็ดืมน้ำอักๆ และหาวอีกรอบ ก็มันง่วงจริงๆ นี่นา เมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็...

ก็....
ก็จัดการไอ้พี่โป๊ะอยู่นานเชียว
ซึ่งตอนนี้ มันนอนอยู่ที่ห้องว่างอีกห้องหนึ่ง ที่ชั้น 2
และยังไม่ตื่น....ล่ะมั้ง

“เอ่อ! ป้าสุครับ เจ็ดโมงกว่าแล้ว วันนี้ไม่ทำงานหรอครับ”

“อิ่มแล้วก็ไล่ป้า”
“ไปสิจ๊ะ อยากไปช่วยป้าบ้างรึยัง? หือ?”

“เอ่อ ยังครับ วินยังไม่พร้อม”
“แต่ป้าก็ไม่ควรสายเพราะมัวแต่สั่งสอนวินทั้งที่วินรู้อยู่แล้วว่าต้องทำอะไรบ้างกับชีวิต”
“รีบไปทำงานเถอะครับ”
“สิครับ”

“ฮื้อออ ยังไงกันเรา”
“โอเค โอเค ระวังตัวด้วยนะเราน่ะ”
“ป้าไปล่ะ”

“รักป้าสุนะครับ” ผมบอกความรู้สึกแล้วลุกจากเก้าอี้ไปกอดป้าไว้ สูดกลิ่นเรือนผมหอมอ่อนๆ แล้วรู้สึกสบายใจอย่างประหลาด เมื่อดูแลผมจนสมใจแล้ว ป้าสุก็ปล่อยให้ผมได้อยู่คนเดียวเสียที

“พี่”
“พี่โป๊ะ”
“พี่โป๊ะตื่นรึยังครับ?”
“พี่โป๊ะ” ผมเปิดประตูห้องเข้าไปหาเขา แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า ไอ้พี่โป๊ะหายไปแล้ว ไปไหนวะ


“วินนนนนนนนนนนนนนนนน”

หือ?
เสียงคนที่ควรอยู่ในห้องนี้ดังมาจากข้างล่าง ผมเลยรีบวิ่งกลับไปดู ที่ได้พบคือบ้าหอบฟางคนนึงที่หิ้วของเต็มมือเต็มแขน ใส่หมวกของผม เสื้อผมด้วย

“พี่โป๊ะ อะไรอ่ะ”

“พี่ไปซื้อของมาทำอาหารเช้าให้กิน”
“มาช่วยกันด้วยนะ เดี๋ยวได้ออกไปที่ร้าน”

“.............” ไงดีวะ คือกูอิ่มชิบหาย

“อ้าว กินแล้วหรอ?”
“กินกับใคร มีแขกมาหรอ?”
“อ๋ออออ ยัยป้าตัณหากลับที่เลี้ยงต้อยวินล่ะสิ ใช่มั้ย?”
“หรือไอ้โอมมมา ไม่ใช่อ่ะ ถ้ามันมามันต้องโทรบอกพี่ดิ ก็พี่บอกมันไว้แล้วว่าพี่มานอนบ้านวิน”
“ตกลงแอบกินข้าวเช้ากับใคร”

“เอ่ออออ” แล้วทำไมผมต้องอึกอักด้วย ก็นี่มันเรื่องของผม บ้านผม ชีวิตผม ไอ้ห่านี่ต่างหากที่ยุ่งวุ่นวาย
“เรื่องของวินเถอะน่า! พี่หิวก็ทำกินเองแล้วกัน แต่คราวหน้าอย่ามานั่งกับวินหรือบ้านวินอีกนะ”
“แล้วเสื้อ หมวก ขอกันรึยังถึงได้เอาไปใส่”

“ขอแล้ว แต่วินเอาแต่หลับ ไม่ตอบคือไม่ปฎิเสธ ไม่รู้หรอ”  ผมเงียบใส่แล้วก็หนีไปดูทีวีในห้องรับแขก นายมือโปรทำนั่นนี่เรื่อยเปื่อย แต่ก็มีกลิ่นหอมออกมาจากครัว ไม่นานนักเขาก็ถือจานข้าวโป๊ะไข่ดาวมานั่งกินหน้าทีวี ไอ้ไร้ระเบียบ!

“กินมั้ย”

“อิ่มแล้วครับ”

“อื้อ พี่เห็นซุปน่องไก่ใส่พริกตำด้วย ของชอบเลยอ่ะ ซื้อที่ไหน กินหน่อยได้ป่ะ”

“กินไปเถอะครับ” ผมไม่ตอบว่าซื้อที่ไหน แต่อนุญาตให้เขาเอาน่องไก่อุดปาก

“แล้ววันนี้มีเรียนมั้ย?”

“มีบ่าย”

“อ่อ วันนี้ร้านกาแฟปิดนะ ไม่ต้องไปดูแล”

“อ่าว แล้วไมเพิ่งบอก แล้วปิดเพราะอะไรครับ”

“มันเป็นวันที่พี่จะอยู่นิ่งๆ ไม่ทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้เวลากับใครคนหนึ่งเต็มที่”

“อ๋ออออ คือจะพาแฟนไปเที่ยว พูดซะยาก!”

“เปล่า ไม่ได้ไปเที่ยวกับแฟนหรอก คนที่พี่จะให้เวลาเขาไม่ใช่แฟนพี่ และเราก็ใช้เวลาร่วมกันไม่ได้อีกแล้ว”

“ทำไมอ่ะ”

“ก็เขาจากไปแล้ว เสียแล้ว”
“พี่แค่จะใช้เวลาทั้งวันนี้ในทุกๆ ปี เพื่อรำลึกถึงลูกแพร์น่ะ”

“ก็เรื่องของพี่”
“กินอิ่มแล้วก็กลับไปอาบน้ำที่บ้านพี่นะ เสื้อวิน เอาไปซักมาให้ด้วย ส่วนหมวกไม่เป็นไร”

“อะไรวะ ไล่กันได้ไง นี่อาจารย์นะ”

“วินไม่ได้เรียนแค่วิชาเดียวสักหน่อย” แปลว่ามึงไม่ได้สำคัญมากนัก อย่าอวดเบ่ง

“ชิ!” ชิพ่อชิแม่มึงสิ กูสิต้องชิ! ผมใช้สายตาไล่เขาอีกทีแล้วก็หนีขึ้นห้อง

ผมรู้สึกหงุดหงิดกับสีหน้า แววตา น้ำเสียง ของนายมือโปร ตอนที่เขาพูดถึงผู้หญิงของเขาที่ตายไปแล้ว
มันสำคัญนักหนารึไงกับการผูกตัวเองไว้กับอดีต
หรือถ้ามันเป็นรักที่สวยงามนัก ก็ควรตายตามความรักไปให้รู้แล้วรู้รอด! มาคร่ำครวญครางให้คนบนโลกมนุษย์สะอิดสะเอียนทำไม

“วิน พี่กลับแล้วนะ อยู่บ้านดีๆ ล่ะ”

“เรื่องของวินเถอะน่า!”

“ฮื่ออ ดื้อชิบหาย” ไม่พูดเปล่า เขาก้าวเข้ามาในห้องแล้วก็มาขยี้ๆ หัวผมก่อนจะตบแก้มเบาๆ  กูไม่ใช่เด็ก 5 ขวบ ช่วยแคร์ 20 ปีที่มึงหั่นอายุกูด้วย

แล้วเขาก็ไปจริงๆ
ผมได้อยู่กับตัวเองอีกครั้งในสายๆ วันอาทิตย์
ตอนนี้ ผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าผมอยากอยู่คนเดียว

ผมโทรศัพท์หาคนที่เป็นหมือนหลุมดำของจักรวาลของผม ที่เรียกแบบนี้ก็เพราะเขาจะดูดซับทุกอย่างที่สำรอกใส่ โดยไม่สะท้อนสิ่งใดออกมาเลย

“พี่รุตต์ วินเอง”
“เย็นนี้ว่างมั้ยครับ เรียนเสร็จแล้ววินไปหา”
“อยากเลี้ยงส่ง”

ได้สิ งั้นวินมาที่ร้าน.....
ร้านนี้ผมรู้จัก อยู่แถวสุขุวิท ปากซอยคือโรงแรมของป้าผมเอง พี่รุตต์บอกว่าเขาไปทำธุระแถวนั้นช่วงเย็นแล้วจะไปรอผมที่ร้านเลย
ลมอุ่นๆ พัดเข้ามาทางหน้าต่าง บางทีกระแสลมนี้อาจจะพัดเข้ามาอยู่เป็นนิจอยู่แล้วก็ได้แต่ผมเพิ่งจะรู้สึกถึงมันในตอนนี้ในผมสงบ

บางที ทั้งโลกนี้ คนที่ทำให้หัวใจผมสงบได้ ทำให้ความคิดผมนิ่งได้ คงมีแค่พี่รุตต์เพียงคนเดียว

Cut



ฝากพี่โป๊ะกับน้องวินไว้อีกเรื่องนะคะ

สำหรับนักอ่านที่ยังไม่ลืมพี่หนึ่ง-น้องเจม
รบกวนช่วยติดตามความคืบหน้าของการรวมเล่ม Hear, me ด้วยนะคะ

^__________________^
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-01-2015 19:39:07 โดย kajidrid »

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4110
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +114/-8
Re: At Dawn : แล้วพบกันใหม่.... ตอน4(10-12-14)
«ตอบ #23 เมื่อ10-12-2014 18:24:52 »

เอ๋... กับพี่รุตต์นี่ยังไง
เป็นกำลังใจให้คนเขียนจ๊ะ

ออฟไลน์ kautumn

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 438
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-0
Re: At Dawn : แล้วพบกันใหม่.... ตอน4(10-12-14)
«ตอบ #24 เมื่อ19-12-2014 16:04:14 »

ตามมาให้กำลังใจ Khun kajidrid ค่ะ
ตามมาจาก hear me ชอบสไตล์การแต่งค่ะ
เรื่องนี้เป็นเรื่องของ นายโปะ ที่ชอบจิกกัด น้องเจมของพี่หนึ่งละซิ
เดี๋ยวอ่านแล้วจิกลับมาเมนท์นะค่ะ :mew3:

จริงๆ ตอนเราอ่าน hear me เราแปลกใจละ ว่า นิยายของคุณ kajidrid สนุกมากๆเลยน่ะ
แต่ทำไมหน้า page น้อยมากๆเลยอ่ะ
ใครที่แวะเข้ามา เราก็อยากจะแนะนำนะ ว่านิยาย hear me อ่านแล้วสนุกจริงๆนะ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=36379.0;nowap
ส่วนเรื่องของ พี่นำกับน้องธาม เรายังไม่ได้อ่านเลขสปอยไม่ได้ๆๆ

ออฟไลน์ lightseeker

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 112
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
Re: At Dawn : แล้วพบกันใหม่.... ตอน4(10-12-14)
«ตอบ #25 เมื่อ19-12-2014 16:18:55 »

พี่โปรมาช้าอ่ะ ต้องทำคะแนนแซงพี่รุตหน่อยนะ สู้เค้าา :ped149:

ออฟไลน์ cinpetals

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 452
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
Re: At Dawn : แล้วพบกันใหม่.... ตอน4(10-12-14)
«ตอบ #26 เมื่อ23-12-2014 00:19:11 »

นึกถึงครั้งแรกที่อ่านเจอพี่โปร
นี่คิดว่าชอบหนึ่ง คิดแล้วขรรม 55555

ออฟไลน์ PandP

  • Déjame vivir esa fantasía.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1170
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +137/-0
    • http://www.facebook.com/iAMpingPINGping
Re: At Dawn : แล้วพบกันใหม่.... ตอน4(10-12-14)
«ตอบ #27 เมื่อ23-12-2014 00:58:15 »

จริงๆเราชอบนิสัยของวินนะคะ ดูคล้ายๆเราเลย
แบบ ชอบอยู่กับตัวเอง พยายามทำอะไรด้วยตัวเอง จัดหมวดหมู่ความสำคัญของคน
แต่เราว่าที่มาของนิสัยเหล่านี้ เรากับวินคงจะมีที่มาต่างกัน
เราจะรอติดตามตอนต่อๆไปนะคะ

ออฟไลน์ JustWait

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3348
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-4
Re: At Dawn : แล้วพบกันใหม่.... ตอน4(10-12-14)
«ตอบ #28 เมื่อ23-12-2014 01:21:42 »

อุ๊ย สนุกค่ะ รอนะคะ :katai2-1:

ออฟไลน์ kajidrid

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 191
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +249/-3
Re: At Dawn : แล้วพบกันใหม่.... ตอน5(31-12-14)
«ตอบ #29 เมื่อ31-12-2014 02:13:53 »

Title :  At Dawn
วารินทร์ x วิณณ์
*********
ตอนที่ 5


อาการเหม่อลอยของไอ้โอมทำให้ผมยังไม่รีบเก็บดินสอและยัดเอกสารประกอบการเรียนลงกระเป๋าครับ ดูมันค่อยๆ ละเลียดเก็บของของมันแล้วรำคาญตาพิลึก ทั้งคาบก็ไม่ยื่นหน้ามาชวนผมคุยหรือชวนโดดไปดมมันสูบบุหรี่เลย
“โอม เป็นไรป่าววะ”

“เฮียกูดิ” น่าจะเป็นไอ้พี่โป๊ะนั่นแหล่ะ เฮียของไอ้โอมเนี่ย

“เฮียมึงทำไมหรอ? ตายหรอ?”

“สัดวิน ถอนคำพูดเลย ถอน ถอน” มันสั่งผมพร้อมกับแบมือรอที่คางเพื่อให้ผมบ้วนอากาศใส่มือมัน พอทำให้แล้วมันก็วิ่งไปข้างนอกห้อง อะไรมึงจะจริงจังขนาดนั้นวะโอม
“สัดวิน มึงอย่าแช่งเฮียดิวะ”
“วันนี้เป็นวันที่พี่กูเฮิร์ทสุด”

“ทำไมวะ วันอกหักหรอ?”

“อื้อ วันนี้คือวันที่ผู้หญิงที่พี่โป๊ะรักตาย”
“ตายเด็ดเดี่ยวด้วยมึง ตายเพื่อรัก”
“ผู้หญิงเขาซิ่งรถตกทางด่วน เพราะทะเลาะกับคนที่เขารัก”

“อ๋อออ เฮียมึงเป็นต้นเหตุให้แฟนตายหรอ?” โลกนี้มีคนที่ประสบการณ์เลวร้ายแบบผมด้วย คนไม่ไกลตัวเลย

“ไม่ใช่เว้ยวิน”
“กูพูดว่าผู้หญิงที่เฮียรัก เขาผิดหวังจากคนที่เขารัก ซึ่งก็ไม่ใช่เฮีย เขาก็เลยตาย”

“แล้วเกี่ยวกับเฮียมึงตรงไหน”

“ก็ผู้หญิงคนนี้เฮียรักไง!”

“แต่เขาก็ไม่ได้ตายเพราะพี่โป๊ะ ใช่มั้ยเล่า!”

“เออ ก็ใช่”

“แล้วเฮิร์ททำไม”

“มึงนี่มันใจด้านดำของจริงเลย กูกลับแล้ว!” แล้วก็สะบัดตูดหนีผมไป ผมถอนหายใจเพราะไม่ชอบโกรธกับไอ้โอม แต่แป๊บเดียวมันก็โผล่หน้าเข้าประตูมาใหม่

“วิน กินเหล้าป่าวคืนนี้”

“ไม่อ่ะ นัดพี่รุตต์” ผมบอกตรงๆ พอได้ยินชื่อนี้มันก็ทำท่าเบาอกเบาใจ แล้วก็เดินจากไปของจริง เพื่อนร่วมเรียนหลายคนร่ำลาผมพอเป็นพิธี ผมก็เอ่ยลาตามมารยาท แล้วก็แบกตัวเองมาที่รถ ผมควรขอบคุณไอ้พี่โป๊ะขี้เสือกมั้ยที่ทำให้ผมมีสติ๊กเกอร์จอดรถ และเดินทางมาเรียนแบบเหงื่อไม่ออกมากเหมือนตอนนั่งเรือเมื่อปีแรก

เอาของโยนใส่รถสีเหลืองที่จุดภาพความเป็นผู้ชายลั้ลลาให้กับผมอย่างโหดร้ายเสร็จแล้วก็เดินเข้าลิฟต์เพื่อไปห้องสมุดก่อนครับ งานเดี่ยวที่เพิ่มขึ้นแทบทุกคาบทำให้ผมร่าเริงไม่ออก แต่ก็ไม่คิดจะยกเลิกนัดกับพี่รุตต์หรอก ผมตั้งใจไปเจอเขามาก กล้าพูดเลย

พอได้หนังสือที่ต้องการแล้วก็เกิดอาการโล่งใจไปเปราะหนึ่ง ผมไม่ใช่คนเรียนดี อาศัยว่าผมรับผิดชอบสิ่งที่ผมต้องทำเสมอ หน้าที่ก็คือหน้าที่ ไอ้อยากหรือไม่อยากมันไม่ใช่คำตอบที่ดีของโลกนี้หรอกครับ

แสงอาทิตย์ยาม 6 โมงเย็นเป็นสีส้มน่าดู ถ้าท้องฟ้าคือผลส้มจริงๆ และวันนี้ฝนตก ผมคงได้ลิ้มรสน้ำส้มหวานฉ่ำแน่ๆ ลมเอื่อยฉุดจังหวะการก้าวเดินของผมให้ช้าลงจนแทบจะใกล้เคียงกับการเดินทอดน่อง ผู้คนเดินสวนกันไปมาแต่กลับไม่จอแจเลยในสายตาผม ไม่รู้สิ ผมชอบบรรยากาศแบบนี้

วันนี้ร้านกาแฟปิด พี่โป๊ะบอกผมไว้ แต่ไม่รู้นึกยังไง ผมเดินมาถึงหน้าร้านแล้ว
แต่แทนที่พบกับประตูไม้ทึบที่ถูกดึงมาปิดหน้าร้านจนมิด ผมกลับได้พบกลับร้านที่สว่างไสวที่ป้ายหน้าประตูเขียนว่า CLOSED ข้างในร้านเหมือนมีอีกโลกซ่อนอยู่โดยไม่อนุญาตให้ใครก้าวเข้าไปยุ่งเกี่ยว
ไฟในร้าน นอกจากมีไฟปกติแล้วยังมีการประดับไฟสีสันนวลตา โต๊ะทั้งหมดถูกรวบไปชิดผนัง ตรงกลางร้านมีโต๊ะเพียง 1 ตัว และเก้าอี้ 1 ตัวเท่านั้น
บนโต๊ะมีเค้กก้อนสวย เทียนที่ปักอยู่ส่องแสงสกาว
จานเล็กถูกจัดวางในตำแหน่งตรงกับเก้าอี้
ครู่เดียว คนในร้านเพียงคนเดียวก็เดินออกจากด้านหลัง ในมือมีเครื่องดื่มสีสวย
เขาบรรจงวางแก้วเครื่องดื่มอย่างประณีต บริกรคนนี้ยืนตัวตรง จ้องมองแสงเทียนเล่มเดียวบนหน้าเค้กอยู่หลายอึดใจ เขาโน้มตัวเป่าเทียนและยืดตัวขึ้นอีกครั้ง แต่สายตายังมองอยู่ที่เค้กก้อนเดิม
ผมคิดว่าเขาร้องไห้ เขาไม่ได้น้ำตาไหลเพราะประกายแสงจากเทียนแน่นอน
ผมถอยหลังจากต้นไม้สูงเท่าผมในกระถางที่ช่วยบังตัวผมไว้ และเดินกลับไปยังที่ของผมโดยไม่หันกลับไปมองเขาอีกเลย
สีส้มของท้องฟ้าถูกกลบด้วยสีครามเข้ม ถ้าตอนนี้ฝนตกลงมา ใบหน้าผมคงมีแต่น้ำคลำ

#### @ D A W N  ######

ร้านอาหารกึ่งบาร์ที่พี่รุตต์นัดผมไว้ตระหง่านอยู่ตรงหน้าแต่ผมยังไม่ก้าวเข้าร้านหรอกครับ ผมยืนปรับอารมณ์หดหู่ที่แบกติดตัวมาโดยไม่รู้ตัวอยู่หน้ารถ แต่ถอนหายใจอยู่ไม่กี่นาที พี่รุตต์ก็วิ่งอออกมาหา วันนี้พี่ชายของผมหล่อมาก
“มานานรึยังวิน”

“เมื่อกี้ครับ”

“แล้วทำไมไม่เข้าไปล่ะ กลัวหลงรึไง เราไม่ใช่เด็ก 5 ขวบแล้วนะ”

“ตลกแล้ว วินเนี่ยนะกลัวหลง แถวนี้ก็บ้านวินเถอะ” ผมเถียงแล้วก็ยิ้มให้วงแขนที่เหวี่ยงมากอดคอ พี่รุตต์พาผมมานั่งที่โต๊ะประจำของเขาแล้วก็สั่งเครื่องดื่มโปรดของผม

“ชาร้อนครับ” จะว่าไปก็อายเหมือนกัน ผมไม่ใช่คนชอบเครื่องดื่มแอลกอลฮอล เรียกว่าดื่มได้แต่ให้เลือกก็ไม่เอาเพราะรู้สึกว่ารสชาตมันติดลิ้นนานเกินไป กินอะไรต่อแล้วไม่อร่อย ทั้งโลกมันเฝื่อนไปหมดไม่เว้นแม้แต่มะนาวเปรี้ยวจี๊ด และที่ชอบดื่มชาร้อนก็เพราะติดมาจากป้าสุครับ

“แล้วพี่รุตต์มารอนานมั้ย”

“ไม่นานหรอก จริงๆ พี่มาธุระแถวนี้อยู่แล้ว” โกหกเถอะครับ นั่งตรงกันข้ามแต่ได้กลิ่นน้ำหอม เสื้อก็ไม่ยับเลย หน้าผ่องด้วย ดูวูบเดียวก็รู้ว่าเตรียมตัวมาเจอกัน ต่างกับผมลิบลับ เมื่อบ่ายออกมาเรียนด้วยสภาพไหน ตอนนี้ก็สภาพเดิม เพิ่มอัตราเยินไปอีก10%

“ไง ธุระวินคือ?”

“โหย วินไม่ได้มากวนสักหน่อย”
“วินนัดมาเลี้ยงข้าว เลี้ยงส่งพี่รุตต์ไปญี่ปุ่นไง ไรเนี่ย”

“อ๋อออ อันนั้นไม่ลืมหรอก แต่คิดว่าอาจจะมีธุระอะไรให้พี่ช่วยก่อน”
“แล้วเรียนเป็นไงครับ หือ?”

“เรื่อยๆ ครับ”

“จบแล้วทำอะไร?”

“ยังคิดๆ อยู่”

“จบแล้ว ระหว่างคิด ไปหาพี่นะ”

“คิดก่อน ไปญี่ปุ่นนี่ต้องเที่ยวอะไรอ่ะ วินไม่บ้าช้อปไรหรอก อ้อ! ไปตระเวนถ่ายรูปดีกว่า ได้ๆ พี่รุตต์หาที่สวยๆ ไว้รอเลย”

“เราก็คิดเท่านี้ แค่ไปหาพี่ ไปอยู่กับพี่ใกล้ๆ ไปด้วยเหตุผลแค่นี้ไม่ได้หรอครับ”

“ไม่อ่า วินไม่ได้ลูกแหง่ติดพี่รุตต์ขนาดนั้นสักหน่อย”

“แต่พี่ติดวินนี่”
“นะ”


ผมเงียบไม่ตอบ แปลว่าไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น ชาร้อนมาเสิร์ฟผมในที่สุด เราเริ่มต้นสั่งอาหารกัน ร้านนี้เป็นสไตล์มิกซ์คัลเจอร์ครับ อาหารหลายชาติแต่อแดปให้ถูกจริตคนไทย

เมื่อสั่งอาหารกันแล้วเขาก็จ้องหน้าผมต่อ ผมก็เลยนั่งเล่นโทรศัพท์ พี่รุตต์บ่นลอยๆ ว่า “หนีตลอด” แต่ผมไม่เงยหน้าไปถามว่าเขาหมายถึงอะไร
ผมไม่รู้ใจเขา แต่รู้สึกถึงเงื่อนงำความรู้สึกเขา และเลือกจะไม่ถามหาความกระจ่างใดๆ
ผมก็เป็นแบบนี้แหล่ะ คลุมเครือ ให้คำตอบแน่นอนกับใครไม่ได้ เพราะคนที่เฝ้าถามอะไรต่อมิอะไรจากผม มักมีคำตอบที่ใจเขาต้องการอยู่แล้ว ตอบไปก็ทำให้เขาผิดหวังเปล่าๆ เงียบไว้คงดีกว่า

“ทานกันเถอะ” พี่รุตต์ได้ฤกษ์เปิดปากอีกครั้งก็ตอนที่อาหารมาเสิร์ฟ ผมถือโอกาสสั่งไวน์ให้เขาด้วย พอเขาพองตาถาม ผมก็บอกว่า “เดี๋ยววินไปส่งที่คอนโดก็ได้ พรุ่งนี้ให้คนมาเอารถ” พี่รุตต์อมยิ้มแล้วก็ยอมรับการดูแลจากผม ซึ่งแทบจะไม่ผิดแผกไปจากการทานข้าวกันปกติเลย

เริ่มดึกขึ้น คนก็เริ่มเยอะ แต่ไปเยอะในส่วนที่เป็นบาร์เครื่องดื่มแทน ผมจิบชาร้อนคู่กับพี่รุตต์ที่จิบไวน์ ดูไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่แต่เราก็คุยนั่นนี่กันไปเรื่อยๆ ส่วนใหญ่เขาจะเป็นคนถามและผมจะเป็นคนตอบ พี่รุตต์พอใจจะรู้เรื่องของเท่าที่เขาอยากรู้ แม้ว่าเขาจะรู้อยู่แล้วว่าผมเป็นคนประเภทไหน เขาก็ยังเฝ้าถาม

“อื้อวิน”

“ครับ”

“บ้านพี่เขากำหนดวันทำบุญให้หนูรินแล้ว”

“ครับ”

“มามั้ย”

“ไม่ครับ”

“งั้นเราไปแวะไปทำบุญให้หนูรินที่วัดกัน 2 คนก็แล้วกัน พรุ่งนี้ก็ได้ ดีมั้ย?”

“อ้อ เอางั้นก็ดีครับ” ผมตอบเรียบๆ แต่หัวใจผมเบาหวิว มันเหมือนคำให้อภัยจากใจพี่ชายของผู้หญิงที่ตายเพราะผม พี่รุตต์ยื่นมือมาจับมือผม แล้วค่อยเลื้อยมาจับแก้ม เขายิ้มให้ และหัวใจผมก็รับความอ่อนโยนนั้นไว้โดยดี

เสียงเพลงฝรั่งยุคเก่าๆ ดังแว่วเข้าหู ดูเข้ากับคนจิบไวน์มากกว่าคนจิบชา แต่ผมไม่ถือหรอก ก็ผมชอบของผมแบบนี้นี่นา

“ง่วงมั้ย”

“ยัง พี่รุตต์ง่วงหรอ? หรือเมา”

“3 ขวดเอง ไม่เมาครับ แต่วินบอกจะไปส่งแล้วนะ” เขารีบดักคอเชียว คงกลัวผมชิ่งล่ะมั้ง
“ค้างห้องพี่มั้ย”

“....................”

“หืม?”

ผมละสายตาจากขอบแก้วชาโค้งมนเพื่อเงยหน้าสบตากับเขา สีหน้าพี่รุตต์จริงจังจนผมไม่อาจทำเป็นไม่รู้อะไรได้ ผมเงียบใส่เขามานานเกินไปแล้วสินะ

“ครับ” ตอบแล้วก็ยิ้มให้ พี่รุตต์อมยิ้มแล้วจิบไวน์ต่อ แต่สายตาภายใต้แว่นสีใสยังคงจับจ้องที่ใบหน้าผมอยู่ ยิ่งถูกจ้องผมก็ยิ่งก้มหน้า ผมไม่ได้อาย ผมแค่ไม่รู้จะสู้สายตาเขาด้วยความรู้สึกไหนดี

สำหรับผมแล้ว พี่รุตต์เป็นพี่ชายที่ดีมาก และก็เป็นมากกว่าพี่ชาย แต่ไม่รู้จะจำกัดความว่าอย่างไร
สำหรับพี่รุตต์แล้ว ผมคงเป็นน้องชายที่ไม่ค่อยดีมาก แต่ก็เป็นมากกว่าน้องชาย....ล่ะมั้ง
ความสัมพันธ์ของเราไม่ได้ลึกซึ้ง ผมกล้าพูดว่าผมไม่ได้รักเขา แต่ไม่กล้าตัดสินแทนเขาว่าไม่ได้รักผม เราไม่ใช่แฟนกัน แต่ผมมักพักความรู้สึกด้านลบไว้ที่สายตาเขาเสมอ
จนตอนนี้ ผมเองก็ไม่รู้ว่าใครเอาเปรียบใครอยู่กันแน่

5 ทุ่มกว่าแล้วพี่รุตต์ดื่มไว้ไป 5 ขวด คนเดียวซะด้วย ผมก็แทบจะท้องผูกเพราะจิบแต่ชาร้อนนี่แหล่ะ
จ่ายเงินเลี้ยงมื้อเย็นเขาเสร็จก็เดินให้เขากอดคอมาที่รถครับ แต่ที่เซอร์ไพรส์ไม่ใช่รถสีเหลืองที่เหมือนเรืองแสงเองได้ แต่กลับเป็นคนที่ยืนอยู่หน้ารถผมต่างหาก

“พี่โป๊ะ”

“อือ พี่เอง”
“ทำไมวินทำตัวแบบนี้”
“แม่ยกก็มี นี่ให้หมอเลี้ยงอีกหรอ”

“หมอ?”

“เออสิ นี่จะพากันไปตรวจลำไส้กันรึไง?”

“ตรวจลำไส้?”

“ใช่!”
“วิน มันไม่ยากหรอกนะ การใช้ชีวิตแบบที่ยังน่าภูมิใจ อย่าเห็นแก่เงินน้อยนิดที่เขาเลี้ยงต้อยเลย”

โอเค ในที่สุดกูรู้แล้วว่าไอ้บ้านี่พล่ามเรื่องอะไร ผมถอนหายใจแล้วเงยหน้ามองพี่รุตต์ที่งงจนน่าสงสาร

“พี่รุตต์ เอ่อออ เพื่อนรุ่นพี่ไอ้โอมน่ะครับ คงเมา พี่รุตต์นั่งรอหน้าร้านนะ เดี๋ยววินเคลียร์กับเขาก่อน แม่งเกะกะ”

“พี่เคลียร์ให้เอามั้ย ท่าทางเขาจะไม่ค่อยเข้าใจโลกนะ พูดจากับวินแปลกๆ ไม่ดีเลย”

“ไม่เป็นไรครับ วินจัดการได้” ผมบอกด้วยความมั่นใจแล้วก็เดินย่ามในกลับไปหานายมือโปรที่ยังคงยืนจ้องผมด้วยใบหน้าบอกบุญไม่รับ เขากอดอกเหมือนครูฝ่ายปกครองสมัยมัธยม แต่วัยเขายังไม่ก้าวล่วงไปขั้นนั้น

“พี่โป๊ะ” ผมเรียกชื่อสั้นๆ แล้วก็ถอนหายใจ กำลังจะหลับตาพูดอีกรอบเขาก็ออกคำสั่ง

“ขึ้นรถ ไปคุยกันในรถ หรือจะหน้าไม่อายให้พี่ประจานตรงนี้ก็ได้” แล้วกูผิดอะไรวะเนี่ย! ผมส่ายหน้าอย่างระอาใจและด้วความขี้เกียจจะมีเรื่องมีราวกับใคร ผมก็ขึ้นรถตัวเองตามที่เขาบอก และก็โง่นั่งฝั่งข้างคนขับมันซะงั้น

“ใคร? จ่ายหนักหรอ” นี่โลกของนายมือโปรเป็นสีดำทั้งใบรึไง ทำไมมองอะไรเป็นลบไปหมดแบบนี้

“เขาไม่ได้จ่าย วินจ่าย” ผมไม่ได้โกหกนะ ก็มื้อนี้ผมเป็นคนเลี้ยงพี่รุตต์จริงๆ

“นี่วินเอาเงินจากแม่ยก มาปรนเปรอหมอหนุ่มหรอ?” ไอ้นิยายยยย!
“เฮ้ย ทำตัวแบบนี้ไม่ดีหรอกนะ ละอายแก่ใจบ้างสิ นี่คิดขายตัวมาซื้อไอ้ตัวหรอ?” เฮ้ย! แม่งลามปามพี่กูอีกต่างหาก พี่รุตต์เขาแทบไม่เคยเตะหมาเลย มึงก็กล้าดึงเขาลงต่ำ อยากตบปากมันจริงๆ
ผมชักสีหน้าให้รู้ว่าไม่พอใจมากๆ ปรายตามองไอ้พี่โป๊ะอยู่แป๊บเดียวก็ยื่นหน้าไปพิสูจน์กลิ่นคุ้นจมูก ชัดเลย แม่งเมา! แต่อย่ามาอ้างความเมาแล้วพูดจาให้ร้ายคนอื่นเขาแบบนี้ ผมไม่ชอบ

“พี่โป๊ะ วันนี้พี่โป๊ะเมา พูดอะไรออกมาวินจะถือว่าไม่ได้ แต่ให้รู้ไว้เลยว่าวินจำได้”
“พี่สร่างเมื่อไหร่ วินจะพาพี่มาขอโทษพี่ชายวิน และพี่ต้องขอโทษด้วยปากกกกกก!!” ผมบี้นิ้วโป้งลงบนปากมัน เอาให้บุ๋มไปชนเหงือกจนแม่งพากันอักเสบเลยเอ้า!
“...ของพี่เอง” ผมพูดประโยคจนจบพลางถอนนิ้วโป้งออกจากริมฝีปากเขา นายมือโปรมองผมนิ่งๆ แล้วก็ขมวดคิ้วใส่

“นิ้ว...”

“ทำไม นิ้ววินทำไม”

“เค็ม” และมันก็ร่วง

ครับ มันน็อคกลางอากาศเอาดื้อๆ เลย ผมละได้แต่นั่งงง แล้วผมจะแบกมันออกจากรถยังไง ผมต้องไปส่งพี่รุตต์ที่คอนโดด้วยนะ ตั้งใจจะค้างด้วย แม้จะมึนนิดๆ ว่าเขาชวนไปค้างทำอะไรและผมจะอยากทำด้วยมั้ย แต่ตอนนี้แผนนั้นคงล่มไปแล้ว เพราะมีผู้ชายตัวควายๆ มาหลับทับพวงมาลัยผมอยู่แบบนี้

“เฮ้ย พี่โป๊ะ ตื่นก่อนดิ”
“เฮ้ย ง่วงก็กลับไปนอนดิ อย่ามาหน้าด้าน นี่รถวิน วินมีธุระ”
“เฮ้ยยย ตื่น!”
เขาไม่ตื่นครับ ผมก็เลยต้องถอนหายใจอีกรอบและลงรถมาเพื่อบอกพี่รุตต์ว่า “วินขอโทษครับ ดูเหมือนวินต้องเก็บซากเขาไปด้วย พี่กลับเองได้มั้ย เมาก็นั่งแท็กซี่”
พี่ชายที่ดีกับผมเสมอไม่ทำให้ผมลำบากใจเลย เขายิ้มพลางพยักหน้า และก็ลุกขึ้นยืนตัวตรง เดินมาโอบผมหลวมๆ และเดินไปที่รถตัวเองที่อยู่ไม่ห่างกันนัก
เขาดูแลตัวเองได้ดีเสมอ ไม่เหมือนกับอีกคนเลยให้ตาย!

ผมไม่รู้จักแหล่งกบดานของนายมือโปร จะโทรถามไอ้โอม หรือตามมันมากู้ซากพี่ชายสุดที่รักมันไปฝังกลบที่บ่อบำบัดก็เกรงใจ นี่มันก็ดึกมากแล้ว และถ้าหากว่านายมือโปรอยากเข้าสังคม ก็คงไม่มาดื่มคนเดียวแล้วมาพล่ามนิยาย 3 เล่ม 10 ใส่หน้าผมแบบนี้หรอก

เอาเป็นว่า คืนนี้ผมก็ต้องแบ่งห้องให้เขานอนอีก 1 คืน

ผมให้นายมือโปรพักร่างที่ห้องรับรองที่เขาใช้นอนเมื่อคืนนั่นแหล่ะครับ เอาเสื้อผ้ามาวางไว้วให้พี่โซฟาเดี่ยวด้วย เผื่อเขาจะลุกมาอาบน้ำกลางดึก จัดท่าทางให้นอนเสร็จแล้วก็ได้แต่ยืนถอนหายใจ ไม่ได้เห็นอกเห็นใจคนเมาหรอกครับ แต่เห็นใจตัวเอง ผมไม่ใช่คนรูปร่างสูงใหญ่ ตรงกันข้ามด้วยซ้ำโดยเฉพาะความใหญ่ ผมไม่สนใจการออกกำลังการสร้างกล้ามเนื้อ ฉะนั้น เรี่ยวแรงที่ทุ่มเทให้กับการลากนายมือโปรเข้าบ้าน ลากขึ้นบันไดแล้วทุ่มมันลงบนเตียง ก็เรียกได้ว่างัดมาจากส้นตีนเลยครับ

“ประสาทชิบหาย คนห่าไรวะ” ผมบ่นเขาส่งท้ายแล้วก็เดินกลับห้องตัวเอง

หวังว่าเมื่อรุ่งสางมาปลุกผมอีกครั้ง ความวุ่นวายจากนายคนนี้จะหมดไปเสียที

#### @ D A W N  #####

ดูเหมือนผมจะเป็นคนทำบุญไม่ขึ้น หรือทำบุญให้ตายก็เจอแต่อะไรหยาบๆ เหมือนเดิมล่ะมั้ง
เช้านี้ผมถูกปลุกด้วยคนแปลกปลอมของชีวิต นายมือโปรนั่นแหล่ะครับ เขาขึ้นมานั่งบนเตียงผม ด้วยเสื้อผ้าของผมที่ผมเจียดแบ่งให้เมื่อคืน พอเห็นผมตื่นลืมตา เขาก็ส่งยิ้มให้
นายคนนี้เป็นคนยิ้มแล้วอบอุ่นดีเหมือนกัน
“ตื่นได้แล้ววิน”
“เมื่อคืนขอบคุณนะ พี่ทำเรื่องอะไรไม่ดีรึเปล่า เมาหนักๆ แล้วปากหมาน่ะ”

“อ่อ ครับ”
“วินว่าก็หมาปกติ” ผมหลอกด่าแล้วก็ลุกขึ้นนั่งหาว นายมือโปรหัวเราะแล้วก็ลุกขึ้นบิดขี้เกียจแล้วถือวิสาสะเดินไปรับลมเช้าที่ระเบียงห้อง

“วิน อะไรอ่ะ วาดรูปหรอ?”
“วาดเองหรอ? แล้วนี่วาดใคร เศร้าเชียว” เขาน่าจะหมายถึงรูปวาดของผมที่ตั้งตัวอยู่บนขาตั้ง ผมไม่ได้ตอบอะไร แต่ลุกเดินออกไปหาเขาที่ระเบียง นายมือโปรหันกลับมามองทวงคำตอบ แต่ผมไม่มีอะไรจะตอบ ผมทำเพียงแค่มองภาพนั้นแล้วทอดสายตามองพระอาทิตย์ยามรุ่งสาง

มันสวย แต่มันก็เศร้าอยู่ดี


มื้อเช้าของบ้านผมยังสร้างความงงงวยให้นายมือโปรได้อยู่ดี และก็สะกิดต่อมเสือกของเขาเช่นกัน
“อื้อ เมื่อคืน พี่จำได้ลางๆ ว่าด่าวิน”

“ครับ พี่บอกว่าวินกับพี่ชายวินจะพากันไปตรวจลำไส้ ขยายความหน่อยดิว่าหมายถึงอะไร”
“แล้วพี่โป๊ะก็คิดว่า ไม่ดิ พูดออกมาเลยว่าวินขายตัว พูดว่าวินหลอกเอาเงินแม่ยกมาเลี้ยงผู้ชาย”

“แล้วจริงมั้ย?”

“เรื่องของวินเถอะ แต่ยังไงพี่ก็ต้องขอโทษพี่รุตต์ เขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไปพูดหมิ่นเขาแบบนั้น วินจะยุให้เขาฟ้องร้องพี่”

“โถ ไอ้ลูกหมา!” บุญคุณเต้าเจี้ยวหลนทรงเครื่อง ผักสด และแกงจืดหมูสับล้วนๆ นี่ไม่เอื้ออานิสงส์ใดให้ผมเลย มันตบหัวผมอีกแล้ว ไอ้เวร!
“ตาขุ่นเชียว ทำไม ตบหัวไม่ได้หรอ?”

“เออ!” ผมตอบกระชากอย่างอารมณ์เสีย แล้วก็เลยเถิดไปเตะขาเขาใต้โต๊ะ นายมือโปรทำท่าเจ็บสะดีดสะดิ้งไม่กี่ครั้งก็จ้วงข้าวเช้าเข้าปากเหมือนเดิม

“พี่ว่าพี่เลิกถามวินเรื่องวินดีกว่า ถามอะไรไม่เคยตอบเลย มีแต่เรื่องของวิน เรื่องของวิน”
“เป็นคนดีๆไม่ชอบ ชอบเป็นกบอยู่ในกะลา รอเจ้าหญิงมาเตะกะลาแล้วช้อนตัวไปจูบเปิดปากหรอ?” เข้าใจเหมือนกันกับผมใช่มั้ยครับว่าเขาด่าผมอยู่
ผมมองค้อนใส่ แล้วก็กินข้าวของผมต่อไป หนึ่งเพราะไม่อยากเสวนากับคนกวนประสาท สองคือกลัวกินหมูสับไม่ทันมัน

นายมือโปรไปจากบ้านผมเสียที โลกสงบๆ ของผมกลับมาแล้ว แต่อยู่กับความเงียบได้ไม่นานโทรศัพท์มือถือก็ดัง ชื่อที่หน้าจอทำให้ผมระลึกได้ว่าวันนี้ผมมีภารกิจ

“ครับพี่รุตต์”
“หือ? เมื่อคืนหรอ? ส่งพี่เขาเรียบร้อยครับ ไม่มีปัญหาอะไร พี่รุตต์ก็อย่าถือสาเลย เขาป่วย” ผมโป้ปดแล้วก็หัวเราะในลำคออยู่คนเดียว เรานัดแนะเวลาที่จะไปกันที่วัดเพื่อทำบุญให้รินนาครับ เมื่อได้ข้อสรุปก็วางสาย ผมเทตัวนอนหนุนหนังสือที่ยืมมาจากห้องสมุด มือก็เล่นไอแพดบ้าง หาข้อมูลเกียวกับทฤษฎีที่เพิ่งได้เรียนบ้าง แต่ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ได้ไม่นานก็หลับตา หัวคิดวนอยู่เรื่องที่ว่า ผมจะพูดอะไรกับรินนาในวันนี้ดี

#### @ D A W N  #####

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด