ถ้าเธอเป็นท้องฟ้า (ส่งท้าย : ถ้าเรายังคิดถึงกัน) 28-12-2558 หน้า 22
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ถ้าเธอเป็นท้องฟ้า (ส่งท้าย : ถ้าเรายังคิดถึงกัน) 28-12-2558 หน้า 22  (อ่าน 316782 ครั้ง)

ออฟไลน์ ถ้าเธอเป็นท้องฟ้า

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 376
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +466/-3
    • ถ้าเธอเป็นท้องฟ้า
ตอนที่ 9 คำขอโทษและพันธนาการที่มองไม่เห็น






“พี่จ้าคะ ปีนี้พี่จ้ากับเพื่อน ๆ จะไปงานเลี้ยงรุ่นที่โรงเรียนไหมคะ ขวัญจะได้จองโต๊ะให้” สาวน้อยในชุดนักเรียนม.ปลายที่เดินเข้ามาในบ้านเอ่ยขึ้น ที่หน้าอกเสื้อเหนือตัวอักษรตัวย่อของโรงเรียนมีเข็มกลัดที่สั่งทำพิเศษติดอยู่ นั่นเป็นสัญญลักษณ์ให้รู้ว่าเธอคือผู้ที่นักเรียนส่วนใหญ่ในโรงเรียนเลือกมาเพื่อเป็นปากเสียงแทนพวกเขา คล้ายกับการเลือกส.ส.เข้าไปทำหน้าที่ในสภา



“กลัวคนอื่นเขาจะว่าว่าขาดตกบกพร่องในหน้าที่ประธานนักเรียนหรือไงกันถึงมาบังคับขายบัตรกับพี่”


“ไม่ใช่สักหน่อย ขวัญไม่ได้บังคับขายนะ แค่ขอความเมตตาจากรุ่นพี่ ๆ ที่จบไปแล้วต่างหาก” สาวน้อยยิ้มก่อนจะนั่งลงที่โซฟามองชายหนุ่มในชุดนักศึกษาที่กำลังง่วนอยู่กับการคัดรูปภาพที่เพิ่งอัดมาเพื่อเตรียมส่งอาจารย์


“แล้วตกลงจะให้ขวัญจองให้ไหมคะ”



“อื้อ..เอาสิปีก่อนก็พลาดมาครั้งหนึ่งแล้ว” อาทิตย์ทัศน์กล่าวพรางนึกถึงเมื่อครั้งที่เขายังเรียนปี 1 ที่ต้องไปออกค่ายในต่างจังหวัดซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่โรงเรียนจัดงานคืนสู่เหย้า ทำให้เขาพลาดโอกาสที่จะกลับไปเจอเพื่อน ๆ อีกครั้งหลังจากเรียนจบ


“พี่จ้าเจอพี่นนท์บ้างหรือเปล่าคะ” คำถามของจอมขวัญทำให้อาทิตย์ทัศน์นิ่งไปชั่วขณะ ตาคมที่ยังคงจดจ้องอยู่กับภาพถ่ายในมือวูบหม่นลงไปเล็กน้อยก่อนจะตอบแบบไม่ใส่ใจนัก


“ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เจอกัน”


“อืม...อาจจะเก็บตัวมั้ง” หญิงสาวเอ่ยขึ้น


“เก็บตัวเหรอ” อาทิตย์ทัศน์มองหน้าคนพูดด้วยความสงสัย


“ค่ะ เพื่อน ๆ ที่เคยอยู่ชมรมนาฏศิลป์ด้วยกันบอกว่าพี่ตวงเขาไม่ได้คบกับพี่นนท์แล้ว”


คำพูดของน้องสาวทำเอาอาทิตย์ทัศน์รู้สึกแปลกใจและอดเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้ จะว่าไปก่อนหน้านี้เขาเองก็มีเรื่องที่แปลกใจอยู่เหมือนกันที่เมื่อ 2-3 วันก่อนเขาพบตวงสุดานั่งรถไปกับใครคนหนึ่งที่ไม่ใช่ณัฐนนท์ แต่เขาก็ยังมองในแง่ดีว่านั่นคงจะเป็นเพื่อน ๆ ในคณะของเธอ



....


‘คืนสู่เหย้าชาวฟ้า-ขาว’


หลังจากที่ท่านผู้อำนวยการโรงเรียนได้กล่าวเปิดงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว บรรดาศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันที่พากันเงียบเสียงไปเมื่อสักครู่ก็เริ่มส่งเสียงพูดคุยกันเป็นนกกระจอกแตกรังอีกครั้ง ในไม่กี่นาทีต่อมาการแสดงชุดแรกของค่ำคืนของการคืนสู่เหย้าก็เริ่มต้นขึ้น เป็นการแสดงของเหล่ารุ่นน้องจากชมรมนาฏศิลป์ซึ่งได้รับการปรบมือเกรียวกราวจากโต๊ะของกลุ่มอดีตสมาชิกชมรม


อาทิตย์ทัศน์ชะเง้อมองหญิงสาวหน้าตาสะสวยอดีตดาวโรงเรียนและผู้รั้งตำแหน่งดาวคณะอักษรศาสตร์ซึ่งนั่งรวมอยู่กับเพื่อน ๆ ของเธอที่โต๊ะถัดไปไม่ไกล เธอไม่ได้มาพร้อมกับใครคนหนึ่งอย่างที่เขาคาดการณ์เอาไว้ว่าจะได้เห็นทั้งคู่มาด้วยกัน


ชายหนุ่มละสายตาจากตวงสุดาทันทีเมื่อพิธีกรบนเวทีประกาศว่าการแสดงชุดที่สองกำลังจะเริ่มขึ้น ไม่นานบรรดาสาว ๆ ในชุดระบำสเปนสีแดงสดก็วิ่งกรูกันออกมาจากหลังเวทีพร้อมกับเสียงดนตรีจังหวะเร้าใจที่ไม่คุ้นหูคนไทยสักเท่าไร แต่ก็สามารถสร้างความตื่นตาตื่นใจและเรียกเสียงปรบมือจากคนที่นั่งชมอยู่ได้เป็นอย่างมาก


อาทิตย์ทัศน์สะพายกล้องตัวเก่งไปยืนที่หน้าเวทีเพื่อเก็บภาพจอมขวัญ และหลังจากการแสดงชุดที่สองจบลงเขาก็รีบเดินไปที่หลังเวทีเพื่อถ่ายภาพให้น้องสาวของเขาทันทีตามที่ได้ตกลงกันเอาไว้


“พี่จ้ามาแล้ว” หญิงสาวในชุดระบำสีแดงร้องขึ้น ทำให้บรรดาเด็ก ๆ ที่อยู่หลังเวทีต่างมองเขาเป็นตาเดียว


“กรี๊ด!!!!! พี่จ้าหล่อขึ้น” หนุ่มน้อยท่าทางอ้อนแอ้นร้องเสียงดังจนอาทิตย์ทัศน์ทำหน้าไม่ถูก เขายิ้มน้อย ๆ ก่อนจะเดินตรงไปหาจอมขวัญที่ยืนอยู่ด้านใน


“พี่จ้าถ่ายรูปให้ขวัญกับเพื่อน ๆ หน่อยนะ” พูดจบเธอก็จูงมือพาพี่ชายเดินไปยังกลุ่มของเพื่อน ๆ ที่ตั้งแถวรออยู่ก่อนแล้ว


“พร้อมนะครับ หนึ่ง...สอง....สาม” สิ้นเสียงอาทิตย์ทัศน์เสียงกดชัตเตอร์ก็รัวขึ้นติดต่อกัน หลังจากถ่ายรูปจนหนำใจแล้วบรรดาสาว ๆ จึงแยกย้ายกันไปเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวที่ห้องชมรม


“สวัสดีจ้า” เสียงหนึ่งดังขึ้นขณะที่อาทิตย์ทัศน์ยังคงยืนรอน้องสาวของเขาที่ด้านหลังเวที


“ตวง” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับลอบสำรวจคนตรงหน้า เพียงสองปีหลังจากเรียนจบในระดับมัธยมเท่านั้น แต่เธอกลับดูเป็นผู้ใหญ่มาก ผมดำขลับที่ไว้ยาวถึงกลางหลังแบบสาวนาฏศิลป์ถูกดัดเป็นลอนหลวม ๆ และทำสีน้ำตาลเข้มแบบที่กำลังฮิตกันอยู่ในขณะนั้น


“ไม่ค่อยได้เจอกันเลยนะจ้า เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันแท้ ๆ” เธอกล่าว


“ขึ้นปีสองแล้วเราออกภาคสนามไปถ่ายรูปนอกสถานที่บ่อยน่ะ กลับมาก็อยู่แต่ในห้องมืด”


“เรียนแบบจ้านี่น่าสนุกจังเลยเนอะ” ตวงสุดากล่าวยิ้ม ๆ ก่อนจะชวนเขาเดินเลี่ยงเสียงดังมายังฝั่งโรงยิมซึ่งอยู่ด้านหลังอาคารเรียน


“คิดว่าตวงจะมากับนนท์เสียอีก” อาทิตย์ทัศน์เอ่ยขึ้น


หญิงสาวหันมายิ้มอย่างแปลกใจ “นี่จ้ายังไม่รู้เหรอ”


“รู้ รู้ว่าอะไรเหรอ”


“ก็เรื่องที่ตวงเลิกกับนนท์แล้ว นนท์ไม่ได้เล่าให้จ้าฟังหรอกเหรอ น่าแปลกจัง เป็นเพื่อนสนิทกันแท้ ๆ”



อาทิตย์ทัศน์ส่ายหน้าเล็กน้อย “คงเรียกแบบนั้นไม่ได้แล้วละ”


“อ้าว ทำไมล่ะ”


“เรากับนนท์ห่าง ๆ กันมาตั้งนานแล้วละ ตั้งแต่ก่อนเรียนจบ”


คำบอกเล่าของชายหนุ่มตรงหน้าทำให้คนฟังมีสีหน้าที่ไม่ค่อยดีนัก ตวงสุดารู้ดีอยู่แก่ใจว่าตนเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ถ้าวันนั้นเธอไม่ขอร้องให้ณัฐนนท์ออกห่างจากอาทิตย์ทัศน์ความสัมพันธ์ระหว่างเขาทั้งสองคนก็คงไม่เป็นแบบนี้


“ตวงขอโทษนะจ้า” ตวงสุดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา


“ขอโทษเราเรื่องอะไรเหรอ”


“ตวงเป็นคนบอกให้นนท์อยู่ห่าง ๆ จ้า เพราะตวงไม่ชอบที่คนอื่น ๆ ในโรงเรียนพยายามจับคู่ให้นนท์กับจ้า”


ความจริงจากปากของหญิงสาวตรงหน้าทำเอาคนฟังรู้สึกชาไปทั้งตัว ไม่คิดว่าเรื่องไม่เป็นเรื่องจะทำให้เขาต้องสูญเสียเพื่อนคนหนึ่งไป แล้วก็ไม่คิดเลยว่าเพื่อนที่เขารักมากที่สุดจะยอมตกลงทำตามเงื่อนไขที่ดูไม่ค่อยมีเหตุผลนี้


“ช่างมันเถอะตวง เรื่องมันผ่านมานานแล้ว” อาทิตย์ทัศน์กล่าว เขาเองยังไม่เห็นประโยชน์ของการรื้อฟื้นเรื่องเก่า ๆ ที่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้วขึ้นมาพูด


“แต่ว่ายังไงตวงก็อยากจะขอโทษจ้านะ” ตวงสุดากล่าวอย่างจริงใจ “จ้าไม่รู้เรื่องที่ตวงเลิกกับนนท์ ถ้าอย่างนั้นจ้าก็คงยังไม่รู้เรื่องที่นนท์กำลังจะไปเรียนต่อต่างประเทศด้วยใช่ไหม”


อาทิตย์ทัศน์พยักหน้า นึกอยากจะหายตัวไปจากตรงนั้นเสียดื้อ ๆ เพราะไม่อยากจะรับรู้เรื่องราวอะไรทั้งนั้น



...


“พี่จ้า” จอมขวัญที่นั่งซ้อนท้ายจักรยานเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เพราะตั้งแต่ออกมาจากโรงเรียนอาทิตย์ทัศน์ก็ไม่พูดอะไรกับเธออีกเลย


“ขวัญได้ยินนะ เรื่องที่พี่ตวงพูดกับพี่จ้า” เธอกล่าวพร้อมกับวางมือเล็ก ๆ บนแผ่นหลังของเขาเหมือนทุกครั้งที่รู้สึกว่าพี่ชายกำลังต้องการกำลังใจ “พี่จ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม”


“พี่ไม่เป็นไร” อาทิตย์ทัศน์ตอบเสียงเรียบ ๆ


“พี่จ้าโกรธพี่นนท์ไหม”


“ไม่นะ แต่แค่รู้สึกแปลกใจ คิดไม่ถึงว่าเพื่อนเราจะยอมทำตามเงื่อนไขที่ดูไม่มีเหตุผลนั่น” อาทิตย์ทัศน์หยุดถอนหายใจ “ขวัญเข้าใจที่พี่พูดไหม”


“ขวัญเข้าใจค่ะ ขวัญถึงโกรธพี่นนท์มาก ๆ ที่ทำกับพี่จ้าแบบนี้” จอมขวัญกำมือแน่น


อาทิตย์เหลียวมองน้องสาวก่อนจะกล่าว “อย่าไปโกรธเขาเลยขวัญ บางที....ถ้าเราตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือก เราก็อาจจะตัดสินใจเลือกที่จะทำแบบนั้นก็ได้นะ”



.....



หลายวันต่อมา...


ชายหนุ่มในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์สวมทับด้วยเสื้อช็อปคณะวิศกรรมศาสตร์รู้สึกแปลกใจไม่น้อยที่พบกับสาวน้อยในชุดนักเรียนม.ปลายที่กำลังยืนรอเขาอยู่ที่หน้าคณะ


“ขวัญมาทำอะไรที่นี่” ณัฐนนท์ทัก


“ขวัญมาหาพี่นนท์ มีเรื่องอยากจะคุยกับพี่นนท์”


“มีเรื่องอะไรเหรอ”


“พี่นนท์ไม่คิดจะบอกพี่จ้าหน่อยเหรอคะ เรื่องที่พี่จะไปต่างประเทศน่ะ ไม่สงสารพี่จ้าบ้างเหรอ เป็นเพื่อนกันภาษาอะไรถึงไม่คุยกันเพราะผู้หญิงคนเดียว”


คำพูดของจอมขวัญทำให้ความรู้สึกผิดที่มีอยู่ภายในใจของณัฐนนท์ถูกปลุกขึ้นอีกครั้ง เขาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะกล่าว “พี่ขอโทษนะ”


“ถ้าพี่นนท์อยากขอโทษ พี่นนท์ไปขอโทษพี่จ้าดีกว่าค่ะ ขวัญกลับละ” ชายหนุ่มได้แต่มองตามร่างเล็ก ๆ ที่เดินหันหลังให้โดยไม่สนใจคำทัดทานจากเขาเลยแม้แต่น้อย....




...




หลายวันหลังจากนั้น...



“อ้าว นนท์ ไปยังไงมายังไงจ๊ะ แม่ไม่เห็นมาหาจ้าตั้งนานแล้ว นึกว่าลืมกันแล้วเสียอีก” เสียงของแม่ดังขึ้นหลังจากเสียงกดกริ่งที่หน้าประตูรั้วเงียบลงสักพัก อาทิตย์ทัศน์ละสายตาจากหนังสือตรงหน้าก่อนจะมองไปยังต้นเสียง


“จ้า นนท์มาน่ะลูก” ผู้เป็นแม่กล่าวขณะเดินนำชายหนุ่มร่างสูงเจ้าของแววตาหม่นเศร้าเข้ามาในบ้าน


“นั่งคุยกันไปก่อนนะลูก เดี๋ยวแม่ไปหาขนมให้ทาน” พูดจบเธอก็เดินหายเข้าไปในครัวก่อนจะกลับออกมาอีกครั้งพร้อมกับถาดขนมและเครื่องดื่ม


“ขอบคุณครับแม่” ณัฐนนท์กล่าวก่อนจะเดินไปรับถาดขนมนั้นมาวางที่โต๊ะเขียนหนังสือของอาทิตย์ทัศน์


“เดี๋ยวแม่จะออกไปข้างนอกนะ ยังไงถ้านนท์ไม่รีบกลับละก็อยู่ทานข้าวเย็นด้วยกันก่อนนะลูก เดี๋ยวบ่าย ๆ แม่จะกลับมาทำของอร่อย ๆ ให้ทาน”


“ครับ” ชายหนุ่มตอบยิ้ม ๆ พรางมองหญิงวัยกลางคนที่กำลังเดินออกไปจากบ้าน ไม่นานนักประตูรั้วก็ถูกลากปิดก่อนที่รถเก๋งคันเก่าแก่ของบ้านจะถูกขับออกไป



“ไม่เจอกันนานเลยนะ” ร่างสูงเอ่ยขึ้น


“อืม” อาทิตย์ทัศน์พยักหน้า “นายมีอะไรหรือเปล่าถึงมาที่นี่”


“เราจะมาลานาย”


ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้ว แต่ประโยคสั้น ๆ นั้นก็ทำเอาคนฟังถึงกับใจหาย “นายจะไปไหน”


“พ่อจะส่งเราไปอยู่กับอาที่อเมริกา”


“แล้วเรื่องเรียนทางนี้ล่ะ”


“เราคุยกับที่บ้านแล้วว่าจะลาออกจากมหาวิทยาลัยแล้วไปเริ่มกันใหม่ที่โน่น”



“อืม” อาทิตย์ทัศน์ได้แต่พยักหน้า รู้สึกคอแห้งไปหมด พยายามจะกลืนน้ำลายแต่เหมือนมีอะไรจุกอยู่ที่ลำคอ











“ไหนบอกว่าลบทิ้งไปแล้วไง” ณัฐนนท์กล่าวขึ้นเมื่อเห็นกรอบรูปที่เขาถ่ายคู่กับอาทิตย์ทัศน์ตั้งอยู่บนโต๊ะ “เราขอได้ไหม”


“อย่าเลย” ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือรีบคว้ามันมาไว้ในมือทันทีก่อนจะลุกขึ้น


“ทำไมล่ะ” ณัฐนนท์เอ่ยขึ้นพร้อมกับคว้าข้อมือของอาทิตย์ทัศน์เอาไว้


“เกะกะเปล่า ๆ”


ชายหนุ่มที่ตัวสูงกว่าถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะเดินเข้ามาประชิดตัว มือหนาที่เหลืออีกข้างค่อย ๆ สอดรัดเอวของคนตัวเล็กกว่าจากด้านหลัง ณัฐนนท์ค่อย ๆ โน้มตัววางคางของตัวเองลงบนบ่าของคนที่ยืนหันหลังให้ ในขณะที่อาทิตย์ทัศน์สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ ที่รดรินอยู่ข้างแก้ม ทำให้กรอบรูปที่ถืออยู่ในมือหล่นลงกระทบพื้นจนกระจกแตกกระจาย










“ขอโทษที่ทำให้ต้องเสียใจนะ”


“นายไม่จำเป็นต้องขอโทษ เราไม่ได้โกรธนาย” อาทิตย์ทัศนกล่าวพร้อมทั้งพยายามขยับตัวให้หลุดพ้นจากพันธนาการของเขาแต่ก็ไม่เป็นผล ณัฐนนท์เลื่อนมืออีกข้างขึ้นมาโอบรัดเอวบางและกระชับวงแขนให้แน่นขึ้น


“ไม่โกรธจริง ๆ เหรอ”


อาทิตย์ทัศน์ไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขาเพียงแต่พูดประโยคสั้น ๆ แต่หนักแน่นราวกับมีประกาศิต


“ปล่อยเราเถอะ”


น้ำเสียงที่ฟังดูจริงจังนั้นทำให้ณัฐนนท์ต้องยอมคลายวงแขนออก เขามองดูชายหนุ่มที่กำลังนั่งลงเก็บเศษกระจกแตกที่พื้นอย่างตัดสินใจ....









“โอ๊ย!” อาทิตย์ทัศน์อุทานเบา ๆ ก่อนจะกุมนิ้วตัวเองที่ขณะนี้มีเลือดซึมออกมาเพราะโดนกระจกบาด


“ระวังหน่อยสิ” ร่างสูงนั่งลงอย่างรีบร้อนก่อนจะคว้ามือเขามาดูบาดแผล ริมฝีปากหยักได้รูปค่อย ๆ เลื่อนเข้าไปใกล้พร้อมกับซับเลือดที่ปลายนิ้วเรียว


อาทิตย์ทัศน์ตกใจกับการกระทำของคนที่นั่งประจัญหน้ากันอยู่ไม่น้อย เขารีบชักมือกลับทันทีในขณะที่ณัฐนนท์เองก็พยายามที่จะขยับเข้ามาใกล้ ๆ ให้มากขึ้น ชายหนุ่มใช้สองมือจับที่ต้นแขนทั้งสองข้างของอาทิตย์ทัศน์พร้อมกับรั้งร่างของเขามาใกล้ ๆ ตาคมจ้องลึกลงไปยังตาคู่สวยก่อนที่ใบหน้าคมเข้มจะโน้มเข้าหาจนใบหน้าของเขาทั้งสองอยู่ห่างกันเพียงแค่ปลายจมูกกั้น







“รอเรานะ” ณัฐนนท์กระซิบด้วยเสียงอันแผ่วเบาจนหัวใจคนฟังแทบจะลอยหลุดไปในอากาศ





อาทิตย์ทัศน์เม้มปากแน่นเพื่อเรียกสติคืนมา “อย่าทำแบบนี้เลยถ้านายไม่แน่ใจ” เขาเอ่ยขึ้นพร้อมกับจ้องคนตรงหน้าตาเขม็งก่อนจะออกแรงผลักเขาให้ออกห่างได้ทันเวลาก่อนที่ริมฝีปากของตนเองจะอยู่ภายใต้การควบคุมโดยริมฝีปากของคนที่ได้ชื่อว่าเคยเป็นเพื่อนที่สนิทกัน....






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-12-2013 16:42:55 โดย ถ้าเธอเป็นท้องฟ้า »

ออฟไลน์ quiicheh.

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1653
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-9
อ่านพาร์ทนนท์-จ้ามากๆแล้วอยากให้คู่กันแทนตังแล้วอะ ฮึ่ยยยยย
คือนนท์จ้าดูมีไรดึงดูดเข้าหากันน่ะค่ะ Y_Y

ออฟไลน์ warin

  • รถไฟขบวนนั้น ได้แล่นผ่านไปแล้ว
  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1938
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +60/-1
    • -

ออฟไลน์ Palmpalm

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 671
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-4
นน-จ้า คู่กันก็ดี แต่เราหมดใจกับนนอ่ะ
เชียร์ตังดีกว่า บรรยากาศสดใสกว่าเยอะ

ออฟไลน์ AGALIGO

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 318
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-4

บอกอีกคนให้รอแล้วตัวเองแน่ใจแล้วหรือ
ถ้าไม่แน่ใจว่าทำได้หรือเปล่า---อย่าพูดซะดีกว่า

นี่ถ้าจอมยุ่งไม่ไปตามก็คงไม่คิดที่จะมาลากันเลยสินะ

+ 1 + เป็ดจ้า

ปล. ลงกฎแค่หน้าแรกหน้าเดียวพอแล้วจ้ะ

ออฟไลน์ เกริด้า(๐-*-๐)v

  • ไม่อยากคิดอะไรทั้งนั้นแหละ
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3191
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +349/-29
อึนเนอะ อึดอัดใจจัง เฮ้อ!  :เฮ้อ:

ออฟไลน์ ♠DekDoy♠

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4526
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +421/-8
รอบ้าอะไรผ่านมากี่ปีแล้วยังไม่เห็นกลับมา

ออฟไลน์ ถ้าเธอเป็นท้องฟ้า

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 376
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +466/-3
    • ถ้าเธอเป็นท้องฟ้า
ตอนที่ 10 ความจริง






หัวคิ้วหนาของอาทิตญทัศน์ค่อย ๆ ขมวดเข้าหากันเมื่อร่างสูงเจ้าของใบหน้าระบายยิ้มค่อย ๆ ปรากฏขึ้นที่บันไดเลื่อนของสถานีรถไฟฟ้า มันน่าจะเป็นความบังเอิญถ้าคนตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เขาไม่ออกอาการกระดี๊กระด๊าจนเกินเหตุ ก่อนหน้านี้นึกสงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมจอมขวัญถึงนัดเจอเขาที่สถานีนี้ อาทิตย์ทัศน์ส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปมองแสงไฟจากหน้าขบวนรถที่เห็นอยู่ไกล ๆ ท่ามกลางความมืดผ่านเลนส์กล้องดิจิตัลในมือ ไม่นานรถไฟฟ้าก็เข้าจอดเทียบชานชลา ผู้คนจำนวนมากต่างกรูกันไปยืนออที่หน้าประตูด้วยความรีบร้อน จะมีก็แต่เพียงพวกเขาสามคนที่ยังคงยืนมองภาพนั้นจากปลายสถานี


“สวัสดีครับ” เสียงที่ช่วงนี้มักจะได้ยินบ่อยดังขึ้นทำให้อาทิตย์ทัศน์ต้องหันไปกล่าวทักทายเขาตามมารยาท


“คิดว่าพี่ตังจะไม่มาแล้วนะคะเนี่ย” จอมขวัญเอ่ยขึ้น


“ครับ ปกติพี่ก็ไม่ได้กลับเวลานี้หรอก แต่ว่าวันนี้มีเรื่องอยากจะรบกวนก็เลยต้องขอให้น้องขวัญมารอ”
 

“เรื่องอะไรเหรอคะ”


ตฤณกรยิ้มก่อนจะเปิดกระเป๋าหยิบซองกระดาษสีน้ำตาลซองเล็ก ๆ ออกมาและส่งให้


“อะไรเหรอคะ” จอมขวัญถามด้วยความสงสัยขณะที่รับมันมา


“พี่ฝากให้คุณถ้าเธอเป็นท้องฟ้าที พอดีว่าช่วงนี้พี่แมสเซนเจอร์ประจำเว็บเขาไม่อยู่ ก็เลยต้องรบกวนน้องขวัญ”


“อ๋อ ได้เลยค่ะพี่ตัง ขวัญยินดี” หญิงสาวกล่าวก่อนจะเก็บซองกระดาษใส่กระเป๋าสะพายของเธอซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่สัญญาณเตือนการปิดประตูรถไฟฟ้าดังขึ้น


“แล้วนี่พี่ตังไปลงสถานีไหนคะ”


“พี่ลงสะพานตากสิน แล้วน้องขวัญล่ะ”


“ขวัญไปลงวงเวียนใหญ่ค่ะ ดีจังเลยทางเดียวกันไปด้วยกัน จริงไหมคะพี่จ้า” จอมขวัญหันไปถามชายหนุ่มที่ยังคงยืนถ่ายรูปเงียบ ๆ  อาทิตย์ทัศน์ลดกล้องลงพร้อมกับพยักหน้าเล็กน้อย ตฤณกรหันมาสบตาเขาแว้บหนึ่งก่อนจะเตือนทุกคนให้เตรียมตัวเมื่อเห็นรถไฟฟ้าอีกขบวนกำลังจะเคลื่อนเข้าเทียบชานชลา....





....



“อะไร” ชายหนุ่มที่กำลังนั่งมองแสงไฟระยิบระยิบริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่ยขึ้นเมื่อจอมขวัญยื่นซองกระดาษสีน้ำตาลซองเล็ก ๆ มาให้


“ของพี่จ้าไงคะ คุณดีไซเนอร์สุดหล่อเขาฝากมาให้”


อาทิตย์ทัศน์รับซองกระดาษนั้นมาถือเอาไว้ในมือ


“วันหลังขวัญบอกเขาที ว่าไม่ต้องให้อะไรพี่แล้ว”


“ทำไมล่ะคะ พี่จ้าไม่ชอบหน้าพี่ตังเหรอคะ”


“ไม่ใช่อย่างนั้น”


“ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่ลองทำความรู้จักกับเขาดูบ้างล่ะคะ”


“เราเลิกพูดเรื่องนี้กันดีกว่า” อาทิตย์ทัศน์ถอนหายใจก่อนจะลุกขึ้นเดินไปยืนรอที่หน้าประตู....



....



“ขวัญไม่อยากให้พี่จ้าจมอยู่กับอดีต ไม่อยากให้พี่จ้ารอ หลายปีมานี้มันก็น่าจะสามารถพิสูจน์อะไรบางอย่างได้แล้วไม่ใช่เหรอคะ พี่จ้าก็เห็นแล้วว่าเขาไม่ได้กลับมาตามที่เขาสัญญา” หญิงสาวกล่าวกับชายหนุ่มที่กำลังไขกุญแจรั้ว


เสียงรั้วเหล็กถูกเลื่อนออกอย่างแรง คนตัวเล็กที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ เผลอหลับตาเมื่อได้ยินเสียงเหล็กกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว ตาคู่สวยได้แต่มองตามแผ่นกว้างของพี่ชายที่กำลังเดินเข้าไปในบ้านโดยไม่หันกลับมามองเธออีกเลย....


เสียงประตูห้องถูกปิดลงอย่างรีบร้อน อาทิตย์ทัศน์เดินเข้าไปในห้องน้ำก่อนจะเอื้อมมือที่สั่นเทาเปิดฝักบัว โดยหวังว่าน้ำจากฝักบัวที่ค่อย ๆ ไหลชโลมใบหน้าจะสามารถปิดบังคราบน้ำตานั้นเอาไว้ได้....




“ถ้าจ้าถามเราตอนนี้ว่าเรารู้สึกยังไงกับจ้า เราก็คงจะตอบว่าเราเองก็ยังไม่แน่ใจในความรู้สึกของเรา แต่เราสัญญาว่าเราจะกลับมา จะกลับมาตอบคำถามของจ้า รอเราก่อนนะ” ณัฐนนท์กล่าวก่อนจะวางมือของตัวเองบนไหล่ของคนตัวเล็กกว่าพร้อมกับบีบเบา ๆ


อาทิตย์ทัศน์พยักหน้าพร้อมกับดึงมือเขาออก “รีบไปเถอะ เดี๋ยวตกเครื่อง”


“อืม” คนตัวสูงพยักหน้าก่อนจะเดินลากกระเป๋าหายไปกับคนจำนวนมากภายในสนามบิน



ภาพของการจากลารวมถึงคำสัญญาที่มีให้กันยังคงชัดเจนในทุกรายละเอียด แม้ว่าเวลาจะผ่านมาเกือบสิบเอ็ดปีแล้วก็ตาม ในช่วงเวลาเกือบสิบเอ็ดปีที่ไม่มีแม้แต่ข่าวคราวที่จะส่งถึงกันนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้อาทิตย์ทัศน์นึกตำหนิตัวเองเสมอว่ายังจะรอเขาอยู่ทำไม....


 
....ซองกระดาษสีน้ำตาลถูกวางเอาไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือในห้องนอนตั้งแต่กลับมาถึงบ้านโดยที่อาทิตย์ทัศน์ไม่ได้สนใจจะหยิบมันขึ้นมาเปิดออกดูเลยแม้แต่น้อย หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยเขาก็ลงไปนั่งเตรียมเอกสารการสอนที่โต๊ะทำงานข้างล่างจนกระทั่งเริ่มรู้สึกง่วงจึงกลับขึ้นไปบนห้องนอนอีกครั้ง ชายหนุ่มเดินไปทิ้งตัวลงนอนเอามือก่ายหน้าผาก ในใจยังคงคิดถึงสิ่งที่น้องสาวพูดเมื่อก่อนที่จะแยกกันกับคำสัญญาของใครคนหนึ่ง...





ชายหนุ่มนอนพลิกตัวไปมาพยายามจะข่มตาให้หลับ บรรยากาศรอบ ๆ ตัวเงียบเสียจนได้ยินเสียงเดินของเข็มวินาทีจากนาฬิกาข้อมือที่วางอยู่บนหัวเตียงได้อย่างชัดเจน อาทิตย์ทัศน์ผุดลุกขึ้นตาคมมองซองกระดาษที่ถูกวางสงบนิ่งอยู่บนโต๊ะอย่างพิจารณาก่อนจะเดินไปหยิบมันแล้วกลับมานั่งลงที่เตียงนอน เขาค่อย ๆ ดึงกระดาษ ขนาดเท่ากับโปสการ์ด 2-3 ออกมาก่อนจะล้มตัวลงนอนอีกครั้ง ดวงตายังคงจ้องไปที่ภาพสเก็ตซ์ใบหนึ่งซึ่งเป็นภาพสเก็ตซ์บันไดทางขึ้นไปยังวัดหรือศาสนสถานที่ไหนสักแห่ง ด้านหน้ามีปูนปั้นรูปพญานาคขนาดใหญ่เลื้อยทอดตัวยาวตามแนวเชิงบันได เหนือขึ้นไปไกล ๆ มีลายเส้นขยุกขยิกที่เน้นน้ำหนักให้เห็นเป็นภาพของกลุ่มคนกำลังยืนทำอะไรสักอย่าง ส่วนอีกสองใบที่เหลือนั้นใบหนึ่งเป็นภาพสเก็ตซ์ระฆังใบน้อยซึ่งแขวนอยู่ตามแนวรั้วเหล็ก กับอีกใบเป็นภาพด้านหลังของผู้ชายสวมหมวกแก็ปซึ่งถูกวางองค์ประกอบให้กินพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของภาพ พื้นหลังไม่ได้ถูกเก็บลายละเอียดจึงทำให้ไม่รู้ว่าเขากำลังยืนอยู่ที่ไหน รู้เพียงว่าคนวาดตั้งใจเน้นที่ลายเส้นบนเสื้อที่เห็นแต่เพียงด้านหลังที่เป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษซึ่งอ่านไม่เป็นคำ


‘phot…’



สีเหลืองเก่า ๆ ของกระดาษทำให้คาดเดาได้ว่ามันถูกวาดเอาไว้นานมากแล้ว...



‘หน้าหนาวนี้ผมอยากแนะนำที่เที่ยวให้คุณบ้าง คิดว่าไม่น่าใช่เรื่องยากสำหรับคุณที่จะรู้ว่ามันอยู่ที่ไหน ถ้าไปแล้วอย่าลืมส่งโปสการ์ดมาให้ผมบ้างนะ’



ชายหนุ่มอ่านประโยคสั้น ๆ นั้นก่อนจะหลับไป....




...



เช้าวันหนึ่งในปลายเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเป็นวันหยุด อาทิตย์ทัศน์ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นตั้งแต่เช้าด้วยกลิ่นหอม ๆ ของอาหารที่แม่ทำ ชายหนุ่มลุกขึ้นอาบน้ำอาบท่าก่อนจะเดินลงไปยังชั้นล่างของบ้านในชุดกางเกงสีครีมขาสั้นเหนือเข่าขึ้นมาเล็กน้อย เสื้อเชิ้ตสีฟ้าแขนยาวถูกพับขึ้นเหนือศอกขณะเดินลงบันไดมา อาทิตย์ทัศน์ยืนเกาะประตูมองแม่ของเขาที่กำลังยืนอยู่หน้าเตาในห้องครัวพร้อมกับยิ้ม


“วันนี้แม่ทำอะไรให้จ้าทานครับกลิ่นหอมไปถึงข้างบนเลย”


อรนุชหันมามองลูกชายอย่างแปลกใจ “ทำไมตื่นแต่เช้าจังเลยล่ะลูก เมื่อคืนกล่าวจะกลับถึงบ้านก็ตั้งดึก”


“ก็กลิ่นกับข้าวแม่ปลุกจ้าตื่นแต่เช้าเลยน่ะสิครับ ทนนอนต่อไม่ไหว ท้องมันร้อง” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับยกมือลูบท้องตัวเองไปมา


“ตายจริง” ผู้เป็นแม่อุทานเบา ๆ พร้อมกับยิ้มอย่างอ่อนโยน


“จ้าตักข้าวรอเลยนะแม่” อาทิตย์ทัศน์กล่าวก่อนจะเดินเข้าไปหยิบจานและช้อนมาวางบนโต๊ะ


“เดี๋ยวก่อนลูก ก่อนจะทานข้าวแม่วานจ้าเอาต้มข่าไก่ไปให้ป้าดาที แม่ตักแบ่งใส่หม้อไว้แล้ว วางอยู่บนหลังตู้นั่นน่ะ”


“ได้ครับ” อาทิตย์ทัศน์กล่าวก่อนจะเดินประคองหม้อสแตนเลสใบเล็กที่ยังคงอุ่น ๆ อยู่เดินออกจากบ้านไป


ชายหนุ่มข้ามถนนหน้าบ้านไปยังบ้านฝั่งตรงข้าม เขาชะเง้อมองเข้าไปข้างในเห็นว่ามีคนอยู่จึงเปิดประตูรั้วเตี้ย ๆ เดินเข้าไปภายในบ้าน


“ป้าดาครับ แม่ให้จ้าเอากับข้าวมาให้ จ้าวางไว้ในครัวให้นะครับ” อาทิตย์ทัศน์เอ่ยขึ้นขณะเดินมุ่งหน้าเข้าไปในครัวซึ่งอยู่ด้านในสุดของตัวบ้านโดนไม่ทันมองคนที่กำลังนั่งรื้อชิ้นส่วนนาฬิกาแขวนฝาผนังแบบลูกตุ้มซึ่งเป็นนาฬิกาเรือนเก่าแก่ที่สุดในบ้านอยู่ที่โต๊ะญี่ปุ่นริมประตูบานเลื่อนที่เปิดสู่สวนหย่อมเล็ก ๆ ข้างบ้าน


“ป้าดาไม่อยู่ครับ” เสียงที่คุ้นหูดังขึ้นทำให้คนที่กำลังจะเดินผ่านต้องชะงัก


“เพิ่งออกไปวัดเมื่อกี้นี่เอง” ตฤณกรกล่าวก่อนจะยิ้มให้


อาทิตย์ทัศน์พยักหน้าก่อนจะเดินเข้าไปในครัว ไม่รู้สึกแปลกใจนักที่ได้เจอเขาในวันนี้ เพราะ ‘ป้าดา’ มักจะพูดถึงแขกคนใหม่ของบ้านให้เขาและแม่ฟังเสมอ ๆ ป้าดาเล่าให้ฟังว่าตฤณกรมาที่บ้านบ่อย ๆ จนเริ่มจนในระแวกนี้รวมถึงป้าดาเองสงสัยว่าผู้ชายคนนี้จะเป็นคนที่จอมขวัญกำลังคบหาดูใจอยู่หรือไม่ ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่อาทิตย์ทัศน์ไม่อาจให้คำตอบได้เช่นกัน

ชายหนุ่มเจ้าของใบหน้าระบายยิ้มมองตามหลังคนร่างสูงซึ่งดูจะตัวบางกว่าเขานิดหน่อยที่กำลังเดินหายเข้าไปในครัว ครู่หนึ่งเมื่ออาทิตย์ทัศน์เดินกลับออกมาเขาก็พบว่าตฤณกรยังคงนั่งนิ่งประสานสายตากับเขาอยู่อย่างนั้น


“แล้ว....”


“คุณจะถามว่าแล้วผมมาได้ยังไง กับ แล้วน้องขวัญไปไหนใช่ไหมครับ” ตฤณกรกล่าวพร้อมกับลอบมองสำรวจคนตรงหน้า ไม่เคยเห็นเขาในชุดสบาย ๆ แบบนี้มาก่อน ผิวขาวละเอียดกับขาเรียวยาวนั่นทำให้เขานึกอยากที่จะดูแลตัวเองขึ้นมาบ้าง อาทิตย์ทัศน์พยักหน้าก่อนจะเดินไปนั่งขัดสมาธิลงในฝั่งตรงข้ามของโต๊ะตัวเล็กพร้อมกับเท้าแขนมองสิ่งที่ตฤณกรกำลังทำอย่างสนใจ


“บังเอิญเมื่อวันก่อนผมคุยกับน้องขวัญเรื่องของแต่งบ้านเก่า ๆ ก็เลยรู้ว่าเธอมีนาฬิกาลูกตุ้มที่เธอทำพังตอนเด็ก ๆ อยู่เรือนหนึ่ง ผมก็เลยขอมาดู เผื่อว่าจะเป็นพี่เบิร์ดกับเขาบ้าง”


“หมายความว่ายังไง” อาทิตย์ทัศน์ขมวดคิ้ว


“โห...คุณนี่ ไม่เข้าใจวัยรุ่นเลย ก็เผื่อว่าจะซ่อมได้ยังไงล่ะครับ” ตฤณกรหัวเราะ


“วัยรุ่นมากเลยนะพี่เบิร์ดน่ะ” อาทิตย์ทัศน์ส่ายหน้าเซ็ง ๆ ไว้อาลัยให้กับมุขซุปตาร์ก่อนจะถามถึงน้องสาว “แล้วยัยขวัญล่ะครับ”


“ไปกับแฟน”


คำตอบตฤณกรสร้างความรู้สึกแปลกใจให้เกิดขึ้นได้ไม่น้อย


“ไปมีแฟนตั้งแต่เมื่อไร” ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเองก่อนจะนึกได้ “เอ้า! แล้วที่ป้าดาบอกว่าคุณมาที่นี่บ่อย ๆ น่ะไม่ได้มาจีบยัยขวัญหรอกเหรอ” อาทิตย์ทัศน์ถือโอกาสถามคำถามที่หลาย ๆ คนในระแวกนี้รวมถึงป้าดามักจะถามเขา


“อะไรกัน นี่คุณเป็นพี่น้องบ้านตรงข้ามกันยังไง ถึงไม่รู้ว่าน้องสาวมีแฟน”


“ผมไม่ใช่พวกที่จะต้องรู้เรื่องคนอื่นไปเสียหมดทุกเรื่องนี่”


แม้จะเป็นน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่ตฤณกรก็รู้ได้ทันทีว่าคนตรงหน้ากำลังไม่พอใจเขาอยู่ในที


“นี่คุณกำลังหลอกด่าผมอยู่หรือเปล่าเนี่ย”


“เฮ้ยคุณ ผมยังไม่ได้ว่าอะไรคุณสักคำเลยนะ แต่ถ้ามันทำให้คุณคิดแบบนั้นผมเองก็จนปัญญา” อาทิตย์ทัศน์กล่าวด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่ดูผ่อนคลายขึ้น 


ตฤณกรยิ้มอย่างอารมณ์ดี อย่างน้อยวันนี้เขาก็ทำให้คนตรงหน้าพูดกับเขาได้มากกว่าคำว่าสวัสดีเหมือนทุกครั้งที่เจอกัน “ผมล้อเล่นหรอกน่า น้องขวัญน่ะเธอไปส่งคุณแม่ที่วัด เดี๋ยวอีกสักพักก็คงจะกลับ” ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ ในลำคออย่างพอใจ


“ถ้าอย่างนั้นผมกลับละ ถ้าคุณยังไม่ได้ทานข้าวก็หาทานเองในครัวก็แล้วกัน กับข้าวก็มีแล้วคิดว่าป้าดาคงไม่ว่าอะไรหรอก” อาทิตย์ทัศน์กล่าวก่อนจะลุกขึ้น


“ขอบคุณที่เป็นห่วงนะครับ อ้อ...แล้วก็อยากให้คุณเข้าใจเสียใหม่ว่าที่ผมมาที่นี่ ผมไม่ได้มาจีบน้องขวัญนะครับ ผมมาสืบคดีต่างหาก” ตฤณกรหัวเราะ “รออยู่ว่าเมื่อไรผู้ร้ายตัวจริงจะยอมรับสารภาพ”


อาทิตย์ทัศน์ได้แต่มองคนพูดเฉย ๆ ก่อนจะเดินออกจากบ้านไป....



....



“พี่ตัง เมื่อกี้ขวัญตอนเลี้ยวเข้าซอยมาขวัญเห็นหลังพี่จ้าไว ๆ พี่จ้ามาเหรอคะ” จอมขวัญที่เดินเข้ามาในบ้านเอ่ยขึ้น


“ครับ แวะเอากับข้าวมาให้”


“แล้วเป็นยังไงบ้างคะ” สาวน้อยยิ้มก่อนจะนั่งลงมองคนที่กำลังก้มหน้าก้มตาประกอบชิ้นส่วนนาฬิกา


“อะไรเป็นยังไงครับ ถามถึงนาฬิกาหรือคน”


“เรื่องนาฬิกาน่ะเอาไว้ก่อนเถอะค่ะ ขวัญอยากรู้เรื่องคนมากกว่า พี่จ้าน่ะได้คุยอะไรกันหรือเปล่าคะ แล้วเป็นยังไงบ้าง”


“ก็ไม่เป็นยังไงครับ” ตฤณกรยิ้ม “ก็ยังไม่ยอมหลุดปากอะไรออกมาเหมือนเดิม”


“เฮ้อ!!!!” คนตัวเล็กถอนหายใจ “พี่จ้าน่ะ ถ้าไม่รู้สึกเชื่อใจหรือไม่ได้สนิทกับใครจริง ๆ ก็จะดูนิ่ง ๆ แบบนี้ละค่ะ แต่ถ้ารู้จักกันจริง ๆ จะรู้ว่าพี่จ้าน่ะทั้งน่ารักแล้วก็ใจดี แถมยังติดจะเกรงใจทุกคนอีกต่างหาก”


“ว่าแต่น้องขวัญเถอะ ไม่กลัวโดนโกรธเหรอที่ย้ายฝั่งมาเป็นพวกพี่”


“พี่จ้าโกรธใครไม่เป็นหรอกค่ะ ส่วนเรื่อง username นั่นน่ะ ขวัญก็ไม่ได้เป็นคนบอกพี่ตังสักหน่อย ถ้าจะโกรธก็ต้องไปโกรธพี่วิชโน่น พอเหล้าเข้าปากก็เอาคายความลับของเพื่อนออกมาหมด” จอมขวัญกล่าว


ตฤณกรมองหญิงสาวตรงหน้ายิ้ม ๆ ก่อนจะนึกถึงเมื่อครั้งที่เจอกับนราวิชโดยบังเอิญรวมถึงแผนการอันชั่วร้ายของตัวเองที่ผุดขึ้นมาอย่างกะทันหันเมื่อนราวิชชวนเขาไปนั่งเป็นเพื่อนดื่มเบียร์


“เหอะ ๆ ป่านนี้คงยังไม่รู้ตัวเลยมั้งว่าเอาความลับของเพื่อนมาเล่าให้คนอื่นฟังหมดแล้ว”


“นั่นสิคะ” จอมขวัญหัวเราะ หญิงสาวเงียบไปสักพักมองดูนาฬิกาที่กลับมาเดินอีกครั้ง


“พี่ตังแน่ใจแล้วใช่ไหมคะ”


“เรื่องอะไรครับ”


“ก็...เรื่องพี่จ้า”


“แล้วน้องขวัญเห็นว่ายังไงล่ะครับ”


“ขวัญแค่นึกสงสัยค่ะว่าถ้าเกิดคุณถ้าเธอเป็นท้องฟ้าไม่ใช่พี่จ้า แต่เป็นขวัญหรือเป็น...ผู้ชายคนอื่น ๆ พี่ตังจะทำยังไง”


“พี่ก็คงใช้ชีวิตตามปกติแล้วก็ยินดีที่มีเพื่อนเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน”


“แล้วพอเป็นพี่จ้าล่ะคะ”


ตฤณกรอมยิ้มก่อนจะตอบ “แต่พอรู้ว่าเป็นเขา....พี่ถึงต้องมานั่งทำอะไรแบบนี้ไง”


“แบบไหนคะ”


“ก็มานั่งมองรั้วบ้านเขาจากบ้านน้องขวัญแบบนี้ไงครับ” ชายหนุ่มหัวเราะ


“พี่ตังนี่พูดเสียเห็นภาพเลยนะคะ” จอมขวัญยิ้ม



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-12-2013 01:44:25 โดย ถ้าเธอเป็นท้องฟ้า »

ออฟไลน์ ถ้าเธอเป็นท้องฟ้า

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 376
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +466/-3
    • ถ้าเธอเป็นท้องฟ้า
หลังจากขลุกอยู่ที่บ้านของจอมขวัญเกือบทั้งวัน ตฤณกรจึงขอตัวกลับในตอนบ่ายแก่ ๆ ขณะที่กำลังเดินอยู่ในซอยแคบ ๆ เสียงแตรรถก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ชายหนุ่มหยุดมองรถยนต์นั่งแบบครอบครัวที่แล่นมาจอดใกล้ ๆ จากนั้นคนจึงขับค่อย ๆ ลดกระจกลงพร้อมกับกล่าวทักทาย


“ตังใช่ไหมจ๊ะ” อรนุชเอ่ยขึ้น


“ครับคุณป้า”


“จะไปไหนจ๊ะเนี่ย”


“ผมมาบ้านน้องขวัญแล้วก็กำลังจะกลับครับ” ตฤณกรกล่าวก่อนจะเบนสายตาจากรอยยิ้มอันอ่อนโยนนั้นไปยังคนที่นั่งหน้านิ่งอยู่ข้าง ๆ


“ถ้าอย่างนั้นไปด้วยกันสิจ๊ะ ป้ากำลังจะออกไปทำธุระข้างนอกพอดีเลย” เมื่อเห็นว่าเจ้าของรถยื่นไมตรีมาให้เช่นนี้ ชายหนุ่มจึงไม่ขัดข้องที่จะรับมันไว้ เขารีบเดินอ้อมหน้ารถไปเปิดประตูด้านหลังทันที


“ขอบคุณนะครับคุณป้า” ชายหนุ่มกล่าวเมื่อเข้ามานั่งในรถ สังเกตเห็นว่าที่ที่นั่งข้าง ๆ มีกระเป๋ากับขาตั้งกล้องวางอยู่


“แล้วนี่จะให้ป้าส่งที่ไหนดีจ๊ะ”


“อืม...ผมรบกวนคุณป้าส่งผมที่สถานีรถไฟฟ้าได้ไหมครับ”


“ได้สิจ๊ะ นี่ป้าก็กำลังจะไปส่งจ้าอยู่พอดี”


อาทิตย์ทัศน์เหลือบมองผู้เป็นแม่ที่ดูจะใจดีกับคนแปลกหน้าเป็นพิเศษ.....




อรนุชจอดแอบข้างทางส่งลูกชายและชายหนุ่มแปลกหน้าลงที่ใกล้ ๆ กับสถานีรถไฟฟ้าวงเวียนใหญ่


“จ้าไปก่อนนะแม่”


“ขอบคุณนะครับคุณป้า” ตฤณกรกล่าว


หญิงวัยกลางคนยิ้มให้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านหลังผ่านกระจกมองหลังก่อนจะเอ่ยปากเตือนลูกชายที่กำลังจะเปิดประตูลงจากรถ



“อย่าลืมของที่เบาะหลังนะลูก”


อาทิตย์ทัศน์พยักหน้าขณะเปิดประตูลงจากรถ และเมื่อตูถูกปิดเรียบร้อยเขาก็พบว่าชายหนุ่มที่โดยสารมาด้วยหยิบของของเขาออกมาให้เรียบร้อยแล้ว อาทิตย์ทัศน์กล่าวขอบคุณก่อนจะดึงกระเป๋าใส่กล้องมาจากมือเขา


“ขาตั้งนี่เดี๋ยวผมถือให้” ตฤณกรกล่าวพร้อมกับยกกระเป๋าใส่ขาตั้งกล้องขึ้นสะพาย


“ผมถือเองได้ คุณส่งมาเถอะ”


“ไม่เป็นไร ถือว่าตอบแทนที่คุณให้ผมติดรถมาด้วยก็แล้วกัน”


“ถ้าอยากตอบแทนคุณคงต้องไปตอบแทนแม่ผมโน่น”


“พูดแบบนี้แสดงว่าถ้าเป็นคุณ คุณคงปล่อยผมให้เดินออกมาเรียกแท็กซี่หน้าปากซอยแน่ ๆ”


อาทิตย์ทัศน์ไม่ได้พูดอะไร เขายังคงเดินไปเรื่อย ๆ จนถึงบันไดทางขึ้นสถานีรถไฟฟ้า


“ใจร้ายจริง ๆ” ตฤณกรพึมพำ









...



“แล้วนี่คุณจะไปไหนเนี่ย” ตฤณกรเอ่ยขึ้นเมื่อทั้งคู่แตะบัตรผ่านประตูของสถานีรถไฟฟ้าเรียบร้อยแล้ว


“ผมจะไปวัดอรุณ” อาทิตย์ทัศน์ตอบ จากนั้นพวกเขาก็เดินขึ้นไปรอรถไฟฟ้าที่ข้างบนสถานี เนื่องจากเป็นวันหยุดและเป็นสถานีที่อยู่เกือบต้นทาง คนในรถไฟฟ้าจึงมีจำนวนไม่มากนัก อาทิตย์ทัศน์เดินไปยืนที่ข้างประตูอีกฝั่งหนึ่งก่อนจะทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง


“ไม่นั่งเหรอคุณ”


“แค่ไม่กี่สถานีก็ถึงแล้ว”


เพียงไม่นานก็ถึงสถานีรถไฟฟ้าสะพานตากสิน


“ขอขาตั้งกล้องของผมคืนด้วยครับ” อาทิตย์ทัศน์เอ่ยขึ้นขณะที่ทั้งคู่กำลังเดินลงจากสถานี “ผมจะไปแล้ว”


“ก็ไปสิครับ” ตฤณกรกล่าวอย่างอารมณ์ดีพร้อมกับกระชับสายสะพายของกระเป๋าใส่ขาตั้งกล้องที่สะพายอยู่


“คุณก็เอาขาตั้งกล้องผมมาสิ ผมจะได้ไป”


“คุณก็ไปสิครับ ผมจะไปด้วย”


“เฮ้ย!!! คุณก็กลับบ้านคุณไปสิ จะไปกับผมทำไม”


“เถอะน่าคุณ ผมรับรองเลยว่าจะไม่ดื้อไม่ซนไม่งอแงร้องกลับก่อนแน่ ๆ ว่าแต่นี่เราต้องไปท่าเรือสาทรใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นรีบไปเถอะ” ตฤณกรกล่าวพร้อมกับเอื้อมมือรั้งสายกระเป๋าใส่กล้องที่อาทิตย์ทัศน์สะพายอยู่ให้เขาเดินต่อ








บนเรือด่วนเจ้าพระยา...


ตฤณกรยืนมองชายหนุ่มที่กำลังยืนถ่ายรูปทิวทัศน์ริมฝั่งแม่น้ำอยู่ที่ท้ายลำเรือ ซึ่งมีบรรดาผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวหลายคนที่ต้องยืนเหมือนกันต่างก็อดไม่ได้ที่จะหยิบทั้งโทรศัพท์มือและกล้องดิจิตัลออกมาเก็บภาพบรรยากาศสองฝั่งน้ำในยามเย็นเช่นนี้


อาทิตย์ทัศน์ลดกล้องลงเชคภาพที่เพิ่งรัวชัตเตอร์ไปเมื่อสักครู่ ก่อนจะหันไปหาคนที่มาด้วยกัน ในที่สุดเขาก็พบว่าตฤณกรยืนอยู่ที่ฝั่งตรงข้าม อาทิตย์ทัศน์ยกกล้องขึ้นอีกครั้งพร้อมกับมองดูชายหนุ่มร่างสูงที่สะพายขาตั้งกล้องผ่านเลนส์ก่อนจะซูมภาพและพยายามปรับโฟกัส เจ้าของร่างสูงยกมือขึ้นเสยผมที่ปลิวไสวไปตามกระแสลมแรงและขยับกรอบแว่นสายตาให้เข้าที่ ดวงตาคมยังคงมองไปที่กลุ่มของเด็ก ๆ ที่กำลังเล่นกระโดดน้ำกันอย่างสนุกสนานพลันรอยยิ้มเล็ก ๆ ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ตฤณกรหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงออกมาก่อนจะเลื่อนไปฟังก์ชันถ่ายภาพจากนั้นเขาจึงทำการบันทึกภาพที่ได้เห็นตลอดสองฝั่งแม่น้ำเอาไว้ หลังจากนั้นพักใหญ่ยอดของพระปรางค์วัดอรุณก็ปรากฏขึ้นแก่สายตาของทุกคนในเรือ เรือด่วนเจ้าพระยาค่อย ๆ เบนหัวเข้าเทียบท่าที่ท่าเตียนเพื่อส่งผู้โดยสารที่ต้องการจะไปยังวัดอรุณ


“เมื่อกี้ตอนอยู่บนเรือ คุณแอบถ่ายรูปผมเหรอ” คนที่เดินตามขึ้นมาบนโป๊ะเอ่ยขึ้น


อาทิตย์ทัศน์ขมวดคิ้วก่อนจะยกกล้องขึ้น “ผมลบก็ได้”


“อย่าเพิ่ง ๆ ผมแค่ถามเฉย ๆ วัยรุ่นใจร้อนจริงคุณนี่” ตฤณกรรีบร้องห้ามก่อนจะดึงกล้องจากมือของเขา แต่สายกล้องที่ยังคล้องอยู่ที่คอทำให้คนที่ตัวเล็กกว่าเซตามแรงดึงมาด้วย


“ผมขอดูหน่อย” พูดจบตฤณกรก็กดดูภาพของตัวเขาที่อาทิตย์ทัศน์ถ่ายไว้ตอนที่อยู่บนเรือ


อาทิตย์ทัศน์เหลือบมองคนตัวสูงที่ขณะนี้อยู่ใกล้เขาเหลือเกิน ตาคมยังคงจ้องหน้าจอ LCD ของกล้องดิจิตัลพร้อมกับกดปุ่มเพื่อเลื่อนดูภาพไปเรื่อย ๆ


“โห...ดูดีอ่ะคุณ ถ่ายผมออกมาหล่อมาก ๆ แต่อย่างว่าแหละ คนมันน่าตาดี” ชายหนุ่มเจ้าของใบหน้าระบายยิ้มกล่าวก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของกล้อง “อย่าลบนะ”
 

อาทิตย์ทัศน์ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะดึงกล้องจากมือเขา “ผมรู้แล้วน่า”









“แล้วนี่คุณจะไม่ข้ามฟากไปฝั่งโน้นเหรอ ไหนบอกว่าจะมาวัดอรุณไง” ตฤณกรเอ่ยขึ้นขณะที่อาทิตย์ทัศน์กำลังหยิบขาตั้งกล้องออกมากาง


“ไม่” ชายหนุ่มตอบเพียงสั้น ๆ ก่อนจะจัดการตั้งกล้องกับขาตั้ง นั่นเป็นเพราะแสงสุดท้ายของวันกำลังจะหมดลงจึงต้องอาศัยขาตั้งกล้องในการถ่ายภาพ และในไม่ช้าเสียงชัตเตอร์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง...






“คุณดูนี่สิ” อาทิตย์ทัศน์เอ่ยขึ้นก่อนจะขยับตัวเบี่ยงให้คนตัวสูงกว่าดูภาพที่ถ่ายได้จากจอ LCD  “ถ้าข้ามไปฝั่งโน้นจะถ่ายได้ภาพพระปรางค์ทั้งองค์แบบนี้ได้ยังไง”


“จริงด้วย” ตฤณกรกล่าวขณะยื่นหน้าเข้ามาดูภาพใกล้ ๆ แสงจากสปอร์ตไลท์ที่สาดกระทบองค์พระปรางค์ทำให้ภาพที่ได้เป็นภาพของพระปรางค์สีทองอร่ามที่ตั้งอยู่ริมฝั่งน้ำท่ามกลางบรรยากาศใกล้ค่ำ ท้องฟ้าโดยรอบกำลังเปลี่ยนเป็นสีชมพูอมม่วง


“หรือว่าคุณอยากจะข้ามไปไหม” อาทิตย์ทัศน์ถามขึ้นในขณะที่คนตัวสูงส่ายหน้าช้า ๆ แทนคำตอบ


“จะข้ามไปก็ได้นะ ถ้าอยากไป”


“ไม่ดีกว่า” ตฤณกรกล่าวก่อนจะยืดตัวขึ้นมองทิวทัศน์เบื้องหน้า “บางครั้งของบางอย่างก็ต้องมองจากที่ไกล ๆ ถึงจะสวย คุณว่าไหม”


“อืม” อาทิตย์ทัศน์พยักหน้า


“ส่วนบางอย่างที่ไม่ใช่ของ อืม..ผมหมายถึงคนน่ะ บางครั้งก็ต้องอยู่ใกล้ ๆ กันให้มาก ๆ ถึงจะอบอุ่น” ชายหนุ่มหัวเราะให้กับแนวคิดบ้า ๆ บอ ๆ ของตัวเอง “ว่าแต่คุณจะเอารูปพวกนี้ไปทำอะไรเหรอ”


“เอาไว้สำหรับยกตัวอย่างให้นักศึกษาดูในห้องเรียนน่ะ เกี่ยวกับการถ่ายภาพในที่แสงน้อยโดยใช้ขาตั้งกล้อง”





 



   
...



“คุณหิวหรือยัง” คนตัวเล็กกว่าเอ่ยขึ้นขณะที่ทั้งคู่เดินออกมาจากท่าเตียนไปตามถนนที่ขนานไปกับแนวกำแพงของพระบรมหาราชวัง


“นิดหน่อยน่ะ แต่ไม่เป็นไรหรอก คุณทำงานของคุณให้เสร็จเถอะ ผมสัญญาไว้แล้วว่าผมจะไม่ดื้อไม่ซนแล้วก็ไม่งอแงด้วย” ตฤณกรพูดกลั้วหัวเราะ


“คุณคงไม่ได้พูดจากวนประสาทแบบนี้ตั้งแต่เด็กใช่ไหม” อาทิตย์ทัศน์ถามคนที่กำลังถือขาตั้งกล้องเดินนำหน้าเขา


“ทำไมล่ะ” คนตัวสูงหยุดรอพร้อมกับขมวดคิ้วด้วยความสงสัย


“เพราะถ้าคุณพูดจากวนประสาทแบบนี้ตั้งแต่เด็ก คุณคงไม่มีโอกาสโตมาได้ถึงทุกวันนี้หรอก” อาทิตย์ทัศน์กล่าวหน้านิ่ง


ตฤณกรมองดูคนตัวเล็กกว่าที่ขณะนี้กลับปรากฏรอยยิ้มเล็ก ๆ บนใบหน้า แน่ละ...คงดีใจที่สามารถหลอกด่าเขาได้ ชายหนุ่มคิดในใจก่อนจะยิ้มออกมา


“ยิ้มอะไรของคุณ”


“เปล๊า” คนตัวสูงยักไหล่เหมือนไม่แยแส


“ถ้าอย่างนั้นผมขอถ่ายรูปที่หัวมุมถนนนั่นอีก 2-3 รูปนะ แล้วจะพาไปเลี้ยงข้าว”


“คร้าบบบบบ” ตฤณกรกล่าวอย่างว่าง่าย



อาทิตย์ทัศน์ตั้งกล้องตรงหัวมุมถนนฝั่งตรงข้ามกับมหาวิทยาลัยศิลปากรเพื่อเก็บภาพไฟประดับถนนบริเวณพระบรมมหาราชวัง จากนั้นเขาจึงพาตฤณกรไปยังร้านอาหารแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำ หลังจากสั่งอาหารเรียบร้อยแล้ว อาทิตย์ทัศน์ก็หยิบกล้องดิจิทัลออกมาจากกระเป๋าเพื่อเชคภาพที่ได้ทำการถ่ายไปทั้งหมดก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเมื่อเห็นว่าคนช่างพูดที่มาด้วยกันกลับเงียบผิดปกติ ภาพที่เห็นก็คือตฤณกรที่กำลังง่วนอยู่กับการสเก็ตซ์ภาพที่เขาถ่ายเอาไว้ด้วยโทรศัพท์มือถือเมื่อตอนโดยสารเรือด่วนเจ้าพระยาลงบนกระดาษขนาดเท่ากับโปสการ์ด มือที่ตวัดปากกาหมึกซึมไปมาทำให้กระดาษเปล่าใบเล็ก ๆ ที่เขาพกไว้ในกระเป๋าเสื้อใบนั้นกลับเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายในเวลาไม่ถึงห้านาที ครู่หนึ่งพนักงานเสิร์ฟก็ยกอาหารมาวางตรงหน้าก่อนที่ทั้งคู่จะลงมือทานอาหารกันเงียบ ๆ


หลังจากรับประทานอาหารเรียบร้อยแล้ว อาทิตย์ทัศน์และตฤณกรก็โดยสารเรือด่วนเจ้าพระยากลับไปที่ท่าเรือสาทรอีกครั้ง ตฤณกรอาสาเดินมาส่งอาทิตย์ทัศน์ที่สถานีรถไฟฟ้าสะพานตากสิน


“ขอบคุณมากนะ” เจ้าของขาตั้งกล้องกล่าวขอบคุณขณะรับกระเป๋าขาตั้งกล้องจากคนตัวสูงตรงหน้าก่อนที่ทั้งคู่จะแยกย้ายกันไป


“ไม่เป็นไร ผมเองก็ต้องขอบคุณคุณเหมือนกันที่ยอมให้ผมร่วมทางไปด้วย”



อาทิตย์ทัศน์พยักหน้าก่อนจะหันหลังให้



“จ้า”


ร่างเล็กถูกรั้งให้หันมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูอบอุ่น...


อาทิตย์ทัศน์ก้มลงมองมือหนาที่ยื่นกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยลายเส้นปากกามาให้ มันเป็นกระดาษใบเดียวกันกับที่ตฤณกรนั่งสเก็ตซ์ที่ร้านอาหารเมื่อสักพักใหญ่ ๆ


“นี่โปสการ์ดของคุณ ขอบคุณนะครับ คุณ....ถ้าเธอเป็นท้องฟ้า” คนตัวสูงยิ้ม


อาทิตย์ทัศน์เลื่อนสายตาจากกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาสบตาเขา “ในเมื่อคุณรู้แล้วว่าผมเป็นใครยังจะมายุ่งกับผมอีกทำไม”


“ผมชอบยุ่งมั้ง”









‘แต่ผมจะยุ่งเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับคุณเท่านั้นนะ’



 



   
น้ำเสียงและรอยยิ้มนั้นยังคงชัดเจนในความรู้สึกของอาทิตย์ทัศน์เหมือนมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่นาทีก่อน ทั้งที่ขณะนี้ใกล้เช้าเต็มทีแล้วแต่เขากลับนอนไม่หลับ โปสการ์ดใบที่เพิ่งได้รับมาเมื่อตอนหัวค่ำยังคงวางอยู่บนโต๊ะ....


โปสการ์ด....
ที่ดีไซเนอร์สุดหล่อเขียนถึงคุณถ้าเธอเป็นท้องฟ้า....

 
ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์โน้ตบุคเองก็ถูกเปิดค้างไว้ที่ภาพของเขาคนนั้น....




....



ขอบคุณคุณคนอ่านทุกท่านสำหรับคอมเม้นท์นะคะ ^^ ขอบคุณค่ะคุณwarin คุณPalmpalm คุณเกริด้า(๐-*-๐)v
ขอบคุณคุณ AGALIGO กับคุณiamnan สำหรับคำแนะนำเรื่องกฎนะคะ เกร็งมากเหมือนกัน กลัวทำผิด --"
นนท์ฝากขอบคุณคุณ quiicheh ที่แอบเชียร์นะคะ
อ่านคอมเม้นท์คุณ iamnan แล้วนนท์บอกว่าแอบสะดุ้งค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-12-2013 12:07:10 โดย ถ้าเธอเป็นท้องฟ้า »

ออฟไลน์ warin

  • รถไฟขบวนนั้น ได้แล่นผ่านไปแล้ว
  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1938
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +60/-1
    • -
รอลุ้นว่านนท์จะออกมาตอนไหน อิอิ  หายไปต้อง 11 ปีแล้วนะนนท์ 
จ้าก็มั่นคงดีนะ รอมานานขนาดนี้  เป็นการรอคอยที่่ไม่เห็นปลายทางเล้ย
จ้าเปิดใจให้ตังได้แล้วนะ  เชียร์ตังดีกว่า
ขอบคุณที่มาลงให้อ่านไวมากจ้า

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Palmpalm

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 671
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-4
11ปี มันนานไปมั้ยกับข่าวคราวที่เงียบหาย
นนใจร้ายมากที่ผูกมัดจ้าไว้แบบนี้
หยุดรอแล้วเปิดใจได้แล้วจ้า
เชียร์ตังออกนอกหน้า

Tasaitatsu

  • บุคคลทั่วไป
ในที่สุดก็อ่านตามทันถึงตอนล่าสุดเสียที
ชอบบรรยากาศการบรรยายของนิยายเรื่องนี้จัง
มันทำให้เห็นว่าคัวละครแต่ละตัวใช้ชีวิตและมีความรู้สึกนึกคิดยังไง
เข้ามาอ่านครั้งแรกเพราะสะดุดชื่อเรื่อง พอได้อ่านถึงตอน11 ก็คิดไม่ผิดจริงๆที่คลิกเข้ามา
ขอบคุณสำหรับนิยายดีๆเรื่องนี้นะคะ ^^
รอลุ้นว่าอาจารย์จ้าจะได้เจอกับนนท์อีกครั้งหนึ่งไหม
อยากจะรู้ว่านนท์ยังจำสัญญาที่ให้กับจ้าไว้ได้รึเปล่า
เพราะคิดว่าจุดนั้น น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนทำให้อาจารย์จ้าเปิดใจรับพี่ตังเข้าไปในชีวิตได้

ออฟไลน์ ♠DekDoy♠

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4526
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +421/-8
ให้นนท์มาเจอจ้าเลยก็ดีนะแต่นนท์ต้องมีคนอื่นไปแล้วนะ จ้าจะได้เปิดใจกับตังสักที

ออฟไลน์ bulldog17

  • ❤GOT7
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3689
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +265/-12
11ปี....คนรอมันท้อนะ


/โบกธงเชียร์ดีไซเนอร์สุดหล่อ

ออฟไลน์ PetitDragon

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4138
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +343/-5
ตังสู้ๆ


อ่านไปยิ้มไป   บอกเลยว่า ชอบมากกกกกกกครับ  o13




ออฟไลน์ quiicheh.

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1653
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-9
ขอเปลี่ยนใจไม่เชียร์แล้วค่า โธโลเลจริงๆฉัน
แต่ทำจ้ารอมา11ปีนี่ใช้ไม่ได้
เข้าทางตังละดิ ใครๆรอบตัวจ้าก็ชอบตังหมดเลย

ออฟไลน์ AGALIGO

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 318
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-4

ไม่ใช่พอเค้ารักกันแล้วถึงกลับมาทวงสัญญานะ
ในเมื่อหายไปแบบนี้ก็ไปแล้วไปลับไม่ต้องกลับมาหรอก

รู้ความจริงแล้วว่าเป็นใครแล้วจะมัวแต่มาขลุกอยู่ที่บ้านจอมยุ่งอยู่ทำไม
แต่ตอนล่าสุดนี่ก็ดูเหมือนจะเปิดใจกันมากขึ้นแล้วนะ

+ 1 + เป็ดจ้า
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-12-2013 16:05:06 โดย AGALIGO »

ออฟไลน์ lonesomeness

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 235
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-2
จ้าเย็นชาจังเลยนะคะ
แต่ก็มีบางทีที่แอบเผยความน่ารักออกมา

ตังอ่อนโยนมากก ชอบผู้ชายแบบนี้ ถ้าอยู่ใกล้ๆคงอบอุ่นหัวใจน่าดู 555

ออฟไลน์ ถ้าเธอเป็นท้องฟ้า

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 376
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +466/-3
    • ถ้าเธอเป็นท้องฟ้า
ตอนที่ 11 สิ่งตอบแทน





อาทิตย์ทัศน์นั่งมองชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่กำลังเล่าเรื่องขำขันอยู่ท่ามกลางหมู่เพื่อน ๆ ที่โซฟาหน้าทีวีก่อนจะหันกลับมาสบตาน้องสาวที่นั่งตัวลีบทบทวนความผิดของตัวเองอยู่ใกล้ ๆ


“เอ้า! สองพี่น้อง วันนี้เป็นอะไรกันไปจ๊ะ ทำไมไม่พูดไม่จา” บก.สาวสวยเอ่ยขึ้นขณะเดินมานั่งร่วมวงสนทนาด้วย วันนี้เป็นวันดี เป็นวันหยุดงานของเธอหลังจากต้องออกไปเก็บข้อมูลตามสถานที่ท่องเที่ยวในต่างจังหวัดอยู่ร่วมเดือน ‘อรณภัทร์’ หรือ ‘พี่อ้อน’ ของน้อง ๆ ภาควิชาศิลปะการถ่ายภาพจึงนัดรวมตัวบรรดาเพื่อนสนิทและน้อง ๆ เพื่อพบปะสังสรรค์กันที่บ้านของเธอ


“ไม่มีอะไรค่ะพี่อ้อน” จอมขวัญหัวเราะแหะ ๆ


อรณภัทร์พยักหน้ายิ้ม ๆ ก่อนจะหันไปหาชายหนุ่มหน้านิ่งที่นั่งอยู่ข้าง ๆ


“แล้วพ่อหนุ่มน้อยนี่ล่ะจ๊ะ เป็นอะไรหรือเปล่า หน้าตูมเชียว”


“เปล่าครับ” อาทิตย์ทัศน์ตอบเสียงเรียบ ยังไม่ทันที่ทั้งสามจะได้พูดอะไรกันต่อ ร่างสะโอดสะองของสาวน้อยนางหนึ่งก็ปรากฏขึ้น เธอเดินประคองถาดอาหารวางที่โต๊ะอาหารซึ่งตั้งอยู่ที่มุมหนึ่งของบ้านพร้อมกับร้องเรียกทุกคน


“เดี๋ยวขวัญไปช่วยพี่ลัลยกอาหารในครัวนะคะ” จอมขวัญกล่าวก่อนจะลุกขึ้นเดินตาม ‘ลัลลดา’ พี่รหัสสาวสวยของอาทิตย์ทัศน์เข้าไปในครัว


“มีอะไรอยากเล่าให้พี่ฟังไหมจ้า” อรณภัทร์เอ่ยขึ้น ทั้งที่เธอรู้เรื่องราวทั้งหมดจากจอมขวัญมาก่อนแล้ว แต่เธอก็ยังอยากให้เขาเป็นคนเล่ามันด้วยตัวเอง


อาทิตย์ทัศน์ถอนหายใจก่อนจะกล่าว “ผมคิดว่าขวัญเล่าให้พี่อ้อนฟังหมดแล้วเสียอีก”


“เล่าแล้วจ้ะ แต่พี่อยากฟังเรื่องทั้งหมดจากจ้ามากกว่า อยากรู้ว่าจ้าคิดยังไง”


ชายหนุ่มมองไปที่นราวิชที่ยังคงสนุกกับการแสดงท่าทางล้อเลียนรายการทีวี “ตอนนี้คิดอะไรไม่ออก แต่ที่แน่ ๆ กำลังนึกอิจฉาไอ้คนที่มันไม่ได้รู้เรื่องอะไรกับเขาเลย”


“อ๋อ...ไอ้ตัวต้นเหตุ” อรณภัทร์หัวเราะ “อย่าไปโกรธมันเลย”


“ผมไม่ได้โกรธพี่วิชหรอกครับพี่อ้อน คิดไว้อยู่แล้วว่าวันหนึ่งความจริงมันก็ต้องเปิดเผย”


“แล้วเขายังมาเจอเราอยู่หรือเปล่า”


อาทิตย์ทัศน์พยักหน้า “ก็มีบ้างครับ เขามาหาขวัญ”


“อืม...นี่ก็เกือบสามปีแล้วสินะ ที่ต่างคนต่างรู้ว่ามีอีกคนอยู่บนโลกใบนี้”


“ถ้ารู้ว่ามันจะยุ่งยากขนาดนี้ผมไม่หลงกลพี่วิชเข้าไปช่วยงานในเว็บตั้งแต่แรกดีกว่า”


“จ้า....” อรณภัทร์เอื้อมมือมาบีบมือของชายหนุ่ม “ฟังพี่นะ นี่มันไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก เรื่องนี้มันง่ายนิดเดียวเอง มันมีแค่ว่าเขารู้สึกยังไงกับจ้า แล้วจ้าเองน่ะจะยอมเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ทำความรู้จักกับใครสักคนหรือเปล่า บางทีสุดท้ายแล้วสิ่งที่จ้าได้รับจากเหตุการณ์ครั้งนี้อาจจะเป็นแค่การได้เพื่อนที่ดีเพิ่มขึ้นอีกคนก็ได้นะ”


อาทิตย์ทัศน์เงยหน้าขึ้นสบตาหญิงสาวก่อนจะพยักหน้า ในใจยังคงครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกจนกระทั่งเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่กี่วันก่อน....




...


“พี่จ้ายังโกรธขวัญอยู่เหรอคะ” จอมขวัญเอ่ยขึ้นขณะที่ทั้งคู่กำลังจะแยกกันที่หน้าบ้าน


“พี่ไม่ได้โกรธขวัญ”


“แล้วทำไมพี่จ้าเงียบ ๆ ไปล่ะคะ”


อาทิตย์ทัศน์ยิ้มจาง ๆ ก่อนจะเอื้อมมือวางที่ศีรษะหญิงสาว “พี่ไม่ได้โกรธจริง ๆ ขวัญอย่าคิดมากนะ เข้าบ้านได้แล้วไป น้ำค้างลงเดี๋ยวไม่สบาย”


จอมขวัญพยักหน้าก่อนจะเปิดประตูเข้าไปในบ้านอย่างเชื่อฟังในขณะที่ชายหนุ่มยังคงยืนมองตามหลังของคนตัวเล็กจนกระทั่งเธอลับตาไป...




...



กระดาษสเก็ตซ์ถูกวางกระจายไว้เต็มโต๊ะในขณะที่ดีไซเนอร์หนุ่มเอาแต่นั่งเหม่ออกไปที่นอกกระจกบานใหญ่ของร้านกาแฟแห่งหนึ่งแถวสามย่าน หลังเสร็จจากการคุยงานกับลูกค้าตั้งแต่เมื่อตอนเที่ยงเขาก็มานั่งเก็บตัวอยู่ที่นี่


“กาแฟได้แล้วครับ” หนุ่มน้อยในชุดพนักงานที่สวมทับด้วยผ้ากันเปื้อนสีเข้มเอ่ยขึ้นพร้อมกับวางถ้วยกาแฟร้อนถ้วยที่สามลงบนโต๊ะ


“ขอบคุณครับ” ตฤณกรละสายตาจากภาพรถราที่กำลังผ่านไปผ่านมาในซอยแคบ ๆ หันกลับมามองถ้วยกาแฟหอมกรุ่นที่ถูกวางไว้ใกล้กับสมุดสเก็ตซ์ เขายกถ้วยขึ้นสูดกลิ่นหอมของกาแฟก่อนจะค่อย ๆ จิบมันช้า ๆ พลันสายตาก็ปะทะเข้ากับร่างของหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งที่กำลังเดินหอบถุงกระดาษที่ได้จากซูเปอร์มาร์เก็ตผ่านไป ตฤณกรรีบวางถ้วยกาแฟก่อนจะรีบเก็บสมุดสเก็ตซ์และงานทั้งหมดบนโต๊ะลงกระเป๋าสะพายก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงและไม่ลืมที่จะวางเงินค่ากาแฟเอาไว้ ชายหนุ่มรีบเปิดประตูออกไปจากร้านก่อนจะมองหาผู้หญิงคนเมื่อสักครู่ ในที่สุดเขาก็เห็นเธอกำลังเดินข้ามถนนไปยังฝั่งตรงข้ามเมื่อสัญญาณไฟสำหรับคนข้ามปรากฏขึ้น ตฤณกรจึงวิ่งตามเธอไปทันที


“คุณป้าครับ” เสียงที่ดังขึ้นจากด้านหลังทำให้อรนุชค่อย ๆ ชะลอฝีเท้าก่อนจะหันไปหาเจ้าของเสียง


“อ้าว ตัง มาทำอะไรแถวนี้จ๊ะ”


“ผมทำงานแถวนี้ครับ แล้วคุณป้าล่ะครับมาทำอะไรแถวนี้” ชายหนุ่มกล่าวก่อนจะช่วยถือของพะรุงพะรังในมือของเธอ


“ป้ามาซื้อของจ้ะ เดี๋ยวจะแวะไปเอาของที่ร้านแล้วก็ว่าจะกลับบ้าน”


“ร้าน...ร้านอะไรเหรอครับ”


“ป้าหุ้นกับเพื่อนเปิดร้านสอนทำอาหารน่ะจ้ะ”


ตฤณกรพยักหน้า เขาไม่แปลกใจนักเพราะเคยรู้มาจากจอมขวัญบ้างแล้วว่าคุณน้าบ้านตรงข้ามของเธอทำอาหารอร่อยแถมยังเคยเป็นผู้ช่วยเชฟในภัตตาคารของโรงแรมดัง ๆ มาแล้วหลายที่



“ผมเคยเห็นอยู่เหมือนกัน ตึกใหญ่ ๆ ที่อยู่ตรงหัวมุมถนนใช่ไหมครับ”


“นั่นแหละจ้ะ ในระแวกนี้มีอยู่ที่เดียว”


“ไกลเหมือนกันนะครับ แล้วทำไมคุณป้าไม่ขับรถมาล่ะครับ”


“ตอนแรกป้าก็ขับมาจ้ะ แต่มันเสียกลางทาง นี่ก็ให้ที่อู่เขามาลากไปแล้ว”


“ถ้าอย่างนั้นผมไปส่งดีกว่าครับ พอดีวันนี้ผมเอารถมา”


“อุ้ย! เกรงใจน่ะจ้ะ เสียเวลาทำงานของตังแย่ เดี๋ยวป้าเรียกแท็กซี่ไปเองก็ได้”


“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมไม่ต้องเข้าบริษัทแล้ว คุณป้ารอผมตรงนี้ก่อนก็แล้วกันนะครับ เดี๋ยวผมข้ามไปเอารถก่อน”


อรนุชมองตามหลังชายหนุ่มที่หิ้วของพะรุงพะรังข้ามถนนกลับไปยังฝั่งที่เขามาก่อนที่เขาจะหายเข้าไปในซอยเล็ก ๆ ข้างร้านกาแฟ หลังจากนั้นไม่นานนักรถเก๋งสีดำก็แล่นเข้ามาจอดที่ข้างทางตรงจุดที่เธอยืนอยู่


“ขอบใจมากนะจ๊ะตัง” อรนุชกล่าวเมื่อขึ้นมานั่งบนรถ


“ไม่เป็นไรครับ ผมยินดี” ตฤณกรกล่าวด้วยรอยยิ้ม เขาพาอรนุชแวะไปเอาของที่ร้านของเธอก่อนจะไปส่งที่บ้านแถววงเวียนใหญ่ เมื่อถึงบ้านชายหนุ่มก็เดินไปเปิดท้ายรถเพื่อหยิบข้าวของเข้าไปส่งข้างใน


“ตังรีบไปไหนหรือเปล่าจ๊ะ” อรนุชถามขึ้นเมื่อชายหนุ่มวางถุงจากซูเปอร์มาร์เก็ตลงบนโต๊ะ


“เปล่าครับ” ชายหนุ่มตอบตามความจริง


“ถ้าอย่างนั้นอยู่ทานข้าวเย็นด้วยกันก่อนสิจ๊ะ เดี๋ยวป้าจะทำอะไรอร่อย ๆ ให้ทาน” ผู้เป็นเจ้าของบ้านกล่าวก่อนจะเงยหน้ามองนาฬิกาติดฝาผนัง “วันนี้จ้าบอกว่าจะกลับเร็ว เดี๋ยวอีกสักพักก็คงมาถึง” 


“ถ้าอย่างนั้นผมคงต้องรบกวนแล้วละครับ” ตฤณกรตอบยิ้ม ๆ มีหรือที่เขาจะพลาดโอกาสอันดีนี้ ชายหนุ่มเดินสำรวจไปรอบ ๆ บ้านสองชั้นที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย ด้านหลังเป็นสวนหย่อมมีศาลาไม้เล็ก ๆ สำหรับนั่งพักผ่อน ด้านข้างของบ้านเป็นกระจกบานเลื่อนเปิดสู่ระเบียงไม้เล็ก ๆ ที่ยื่นออกสู่บ่อเลี้ยงปลาสวยงาม มีไม้น้ำปลูกอยู่ล้อมรอบ ภาพในบ้านตกแต่งด้วยภาพถ่ายใส่กรอบอย่างดีมีทั้งภาพสีและภาพขาวดำ ที่ชั้นวางหนังสือเต็มไปด้วยหนังสือเกี่ยวกับการถ่ายภาพ เหนือขึ้นไปมีภาพขาวดำของนายทหารเรือหน้าตาหล่อเหลาติดอยู่ ข้าง ๆ กันเป็นภาพของอาทิตย์ทัศน์ที่ถ่ายเมื่อครั้งรับปริญญาคู่กับผู้เป็นแม่ ส่วนบนโต๊ะทำงานมีภาพตั้งโต๊ะซึ่งเป็นภาพถ่ายที่เขาถ่ายกับเพื่อน ๆ ชาวต่างชาติเมื่อครั้งได้รับทุนไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ


ตฤณกรหยิบภาพตั้งโต๊ะภาพหนึ่งขึ้นมาดู มันเป็นภาพของชายหนุ่มที่กำลังนั่งเอามือเท้าคาง ที่สำคัญคือเขายิ้ม และเป็นยิ้มที่ออกมาจากความรู้สึกจริง ๆ รอยยิ้มนั้นปรากฏที่ดวงตาและที่ริมฝีปากบาง แก้มเป็นพวงใสมีรอยบุ๋มเล็ก ๆ ปรากฏขึ้น ในความคิดของตฤณกรรอยยิ้มแบบนั้นทำให้โลกทั้งใบดูสดใสขึ้นเป็นกอง น่าเสียดายที่เจ้าของไม่ค่อยเผยมันให้ใครได้เห็น


“รูปนั้นน้องขวัญเป็นคนถ่ายจ้ะ ปกติจ้าถ่ายแต่รูปคนอื่น ไม่ค่อยมีรูปตัวเองเท่าไร” อรนุชที่เดินออกมาจากในครัวเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นชายหนุ่มกำลังดูรูปของลูกชายอย่างสนใจก่อนจะเดินไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่กำลังสั่นอยู่บนโต๊ะหน้าทีวี


“ครับ” ตฤณกรกล่าวทั้งที่สายตายังคงจดจ้องไปที่รูปนั้น....





“ว่าไงลูก”


“จ้ะ แม่ซื้อมาแล้ว ลูกไม่ต้องซื้ออะไรเข้ามาแล้วละ นี่แม่ก็กำลังทำกับข้าวอยู่ จ้ะ แล้วเจอกันจ้ะ”


อรนุชกดวางสายก่อนจะหันมากล่าวกับตฤณกร “ตามสบายนะตัง เปิดทีวีดูก็ได้”


“ครับคุณป้า” ชายหนุ่มกล่าวกับคนที่กำลังจะเดินกลับเข้าไปในครัว เขายิ้มกับคนในภาพก่อนหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงก่อนจะถ่ายรูปนั้นเอาไว้...



เสียงลากเปิดประตูรั้วทำให้คนที่กำลังเพลินอยู่กับการดูภาพในนิตยสารเกี่ยวกับกล้องต้องผุดลุกขึ้น ไม่ช้ารถเก๋งสีขาวก็แล่นเข้ามาจอดในบ้าน อาทิตย์ทัศน์เปิดประตูลงมาจากรถพร้อมกับมองรถที่จอดอยู่อย่างแปลกใจก่อนจะเดินไปเปิดท้ายรถหยิบกระเป๋าคอมพิวเตอร์โน้ตบุคและสมุดส่งงานของนักศึกษาออกมา


“รถใครเหรอครับแม่” อาทิตย์ทัศน์เอ่ยขึ้นเมื่อเดินเข้ามาในบ้าน


“รถผมเองครับ” ตฤณกรกล่าวด้วยรอยยิ้ม


“คุณ!” ลูกชายเจ้าของบ้านขมวดคิ้วก่อนจะมองหาผู้เป็นแม่


“จ้า ลูกไปอาบน้ำอาบท่าแล้วลงมาทานข้าวนะ” เสียงอรนุชดังออกมาจากในครัว


“คะ ครับ” อาทิตย์ทัศน์ตอบกลับไปก่อนจะเดินไปวางข้าวของลงบนโต๊ะทำงานก่อนจะหันมาเอาความกับคนตัวสูงที่เดินออกไปดูปลาคราฟสีสวยที่ระเบียง


“คุณเข้ามาในบ้านผมได้ยังไง”


“คุณแม่คุณให้ผมเข้ามา”


“ผมหมายถึงทำไมแม่ถึงให้คุณเข้ามา”


“ก็ผมไปเจอท่านโดยบังเอิญ รถท่านเสีย ผมก็เลยอาสามาส่ง” ตฤณกรอธิบาย....







...



อรนุชซึ่งนั่งอยู่หัวโต๊ะมองดูชายหนุ่มสองคนที่เอาแต่นั่งจ้องหน้ากันก่อนจะเอ่ยขึ้น



“ทานข้าวกันดีกว่านะจ๊ะ”



“ทำไมแม่ไม่โทร.บอกจ้าล่ะครับ จ้าจะได้ไปรับจะได้ไม่ต้องรบกวนคนอื่น” อาทิตย์ทัศน์กล่าวพร้อมกับตักข้าวใส่จานให้แม่ของเขา


“มันกะทันหัน แม่ก็เลยไม่อยากกวน พอดีเจอตังระหว่างทาง ตังก็เลยอาสามาส่งแม่”


“ไม่เป็นการรบกวนเลยครับ” ตฤณกรกล่าวอย่างสบายใจโดยไม่สนใจสายตาพิฆาตของคนตรงหน้า


 “น่าเสียดายที่หนูขวัญไม่อยู่หลายวัน ไม่งั้นป้าจะชวนมาทานข้าวด้วยกัน วันนี้อยู่กันพร้อมหน้า”


คำพูดของผู้เป็นแม่ทำเอาลูกชายถึงกับชะงัก ชายหนุ่มขมวดคิ้วก่อนจะถาม“พร้อมหน้ายังไงแม่”


“อ้าว ก็วันนี้ตังมาทานข้าวกับเราด้วยไง ตังเป็นเพื่อนลูกแล้วก็เพื่อนหนูขวัญไม่ใช่เหรอ”


“ใช่ครับคุณป้า” ตฤณกรชิงตอบก่อนจะส่งจานเปล่าให้อาทิตย์ทัศน์ “ขอข้าวให้เพื่อนด้วยครับ” เขายิ้ม


คนหน้าตูมรับจานเปล่ามาก่อนจะตักข้าวส่งให้เขา


“ขอบคุณคร้าบบบบ”


อรนุชมองชายหนุ่มใบหน้าระบายยิ้มก่อนจะยิ้มตามเขาไปด้วย


หลังรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยตฤณกรก็โดนอาทิตย์ทัศน์ไล่ออกมาจากห้องครัวทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาเสนอตัวจะช่วยล้างจานก็ตาม คนตัวสูงเดินออกมานั่งดูปลาคราฟที่ระเบียงพร้อมกับโยนอาหารให้มันกิน ครู่หนึ่งอาทิตย์ทัศน์ก็เดินออกมาจากในครัว เขาเหลือบมองคนที่กำลังนั่งห้อยขาอยู่ที่ระเบียงเล็กน้อยก่อนจะเดินมาหาผู้เป็นแม่


“ช่างเขาบอกหรือเปล่าครับแม่ว่ารถจะเสร็จเมื่อไร”


“เขาบอกว่าถ้าเสร็จแล้วจะโทรมาบอกนะ แต่เห็นว่าคิวยาวเชียว” อรนุชที่นั่งปอกผลไม้อยู่ที่โซฟาเอ่ยขึ้น


“ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้แม่เอารถจ้าไปใช้ก่อนก็แล้วกันครับ เดี๋ยวจ้าไปรถไฟฟ้าเอง”


“จ้าเอาไว้ใช้เถอะลูก แม่เห็นงานนักศึกษาตั้งเบ้อเริ่มลูกจะหอบไปยังไงไหว”


“ไม่เป็นไรหรอกแม่”


“ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ผมแวะมารับคุณก็ได้” ตฤณกรเอ่ยขึ้น


“ไม่เป็นไร ผมไปเองได้”


“นั่นสิตัง บ้านลูกไม่ได้อยู่ใกล้ ๆ แถวนี้นะ”


“แค่ข้ามแม่น้ำมาเองครับคุณป้า แค่นี้เอง”





....


“พรุ่งนี้ผมไปเองได้ คุณไม่ต้องมารับหรอก” อาทิตย์ทัศน์กล่าวหลังจากเปิดประตูรั้วให้รถออก


“แล้วคุณจะออกไปยังไง ไม่รู้ละคุณรอผมที่บ้านแล้วกัน เดี๋ยวผมมารับแต่เช้า” คนร่างสูงที่อยู่ในรถกล่าวก่อนจะค่อย ๆ ขับรถออกไปทิ้งให้อาทิตย์ทัศน์มองตามอย่างขัดใจ



...


เช้าวันต่อมาอาทิตย์ทัศน์ตื่นเช้าเป็นพิเศษ รีบอาบน้ำแต่งตัวหวังจะออกจากบ้านให้ได้ก่อนที่ตฤณกรจะมารับ เมื่อมองจากหน้าต่างห้องนอนเขาเห็นแม่กำลังยืนรดน้ำต้นไม้อยู่ที่สนามและไม่มีรถของใครจอดอยู่ที่หน้าบ้าน ชายหนุ่มยิ้มกริ่มก่อนจะเปิดประตูออกจากห้องไป แต่เมื่อลงบันไดมาเขาก็ต้องตกใจแทบตกบันไดเมื่อเห็นชายหนุ่มเจ้าของใบหน้าระบายยิ้มกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่โซฟา


“เฮ่ย!”


ตฤณกรอดขำไม่ได้เมื่อเห็นใบหน้าที่แสดงอาการตกใจสุดขีดแบบนั้น เขาพยายามกลั้นหัวเราะก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงปกติ “อ้าวคุณ เสร็จแล้วเหรอ จะไปเลยหรือเปล่าหรือว่าจะทานข้าวก่อน วันนี้แม่คุณทำข้าวต้ม อร่อยมากเลยนะ”


“คุณมาทำไมแต่เช้าเนี่ย” อาทิตย์ทัศน์ร้องขึ้น


“ก็ผมกลัวว่าคุณจะไม่รอผมน่ะสิ แล้วก็จริง ๆ ด้วย วันนี้แม่คุณบอกว่าคุณตื่นเช้าผิดปกติ นี่คุณจะแกล้งให้ผมมาเสียเที่ยวใช่ไหม” คนตัวสูงกล่าวอย่างรู้ทัน


“จะบ้าเหรอ ผมไม่ได้คิดแบบนั้นสักหน่อย” ชายหนุ่มกล่าวทั้งที่ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องทำเสียงสูง เขาเดินไปหยิบกระเป๋าใส่คอมพิวเตอร์โน้ตบุคและกระเป๋าใส่กล้องมาวางที่โซฟาก่อนจะหายเข้าไปในครัว



....



“ของคุณมีแค่นี้เหรอ” ตฤณกรเอ่ยขึ้นก่อนจะเอื้อมมือดึงข้าวของในมือของอาทิตย์ทัศน์


“เปล่า ยังมีอีก” ชายหนุ่มกล่าวก่อนจะยอมปล่อยของในมือแต่โดยดี....



....


“โอ้โห นี่สองรอบแล้วนะคุณ ยังไม่หมดอีกเหรอ”ตฤณกรบ่นขณะหอบสมุดภาพของนักศึกษาและฟิวเจอร์บอร์ดแผ่นใหญ่หลายแผ่นเดินตามหลังอาทิตย์ทัศน์ที่อยู่ในสภาพไม่ต่างกัน


“อย่าบ่นเลยน่าคุณ เดี๋ยวกลับไปเอากองสุดท้ายในบ้านก็หมดแล้ว ใครใช้ให้คุณจอดรถไกลขนาดนี้ล่ะ”


“ผมกลัวไก่ เอ๊ย! กลัวคุณตื่นนี่ ถ้าอย่างนั้นครั้งต่อไปผมจะเอาเข้าไปจอดในบ้านนะ”



“ยังจะมีครั้งต่อไปอีกเหรอ” อาทิตย์ทัศน์พึมพำกับตัวเอง



“นี่ถ้าไปเองคุณจะขนไปยังไงหมด”



“ก็ผมบอกคุณแล้วไงว่าผมไปเองได้ เดี๋ยวเรียกแท็กซี่มารับก็ได้” อาทิตย์ทัศน์กล่าวพร้อมกับวางสมุดภาพของนักศึกษาลงที่หลังรถ...



...



“แล้วเย็นนี้คุณจะเอางานกลับมาตรวจอีกหรือเปล่า ผมจะได้ไปรับ” ตฤณกรเอ่ยขึ้นขณะที่กำลังขับรถข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา


“ไม่” คนตัวเล็กกว่าตอบทั้งที่สายตายังคงมองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อชื่นชมบรรยากาศยามเช้าของกรุงเทพมหานคร


“งั้นผมไปรับ” คำพูดของคนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยทำให้คิ้วหนาของเขาต้องขมวดเข้าหากันอีกครั้ง


“เอ้า! ก็ผมไม่ได้เอางานกลับมาตรวจแล้วคุณจะไปรับทำไม”


“ทางเดียวกันกลับด้วยกันไง จะได้ช่วยรัฐประหยัดน้ำมันไงครับ” ตฤณกรกล่าวอย่างอารมณ์ดี “คุณอย่าหนีกลับก่อนก็แล้วกัน ไม่งั้นผมจะมารอตั้งแต่เที่ยงเลย”


อาทิตย์ทัศน์เหลือบมองคนข้าง ๆ อย่างอ่อนใจ เขาเลือกที่จะไม่ตอบโต้ใด ๆ แต่ภายในใจกำลังคิดแผนการที่จะหลบเลี่ยง


“ทำไมคุณต้องขนงานมาตรวจที่บ้านด้วยล่ะ ทำไมไม่ตรวจให้เสร็จที่มหาวิทยาลัย”


“เอากลับมาตรวจที่บ้านจะได้กลับบ้านเร็ว ๆ ไง ขืนรอตรวจให้เสร็จที่มหาวิทยาลัยกว่าจะกลับถึงบ้านแม่ก็ต้องรอผมจนหลับหน้าทีวีทุกวัน”


“แล้วคุณพ่อคุณล่ะ”


“พ่อผมเสียตั้งแต่ผมยังเด็ก ตั้งแต่นั้นมาเราก็อยู่กันสองคนแม่ลูก”


“พ่อคุณเป็นทหารเรือเหรอ”


“ใช่”


“ผมเห็นภาพที่ติดอยู่บนฝาผนัง ท่านหล่อมาก ๆ เลยนะ ไม่แปลกใจเลย คุณนี่ได้ความหล่อมาจากพ่อนี่เอง”


“กวนประสาท” อาทิตย์ทัศน์พึมพำ


“คุณยังโชคดีนะ ยังมีทั้งคุณพ่อคุณแม่”


“พูดยังกับคุณโตมาในกระบอกไม้ไผ่อย่างนั้นแหละ”


“ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง” ตฤณกรหัวเราะ


“หมายความว่ายังไง”


“ก็หลังจากผมเกิดได้ไม่นานพ่อกับแม่ก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ผมก็เลยถูกโอนมาให้ลุงกับป้าเลี้ยง”









“ผมขอโทษนะ” อาทิตย์ทัศน์เอ่ยขึ้นเมื่อรู้สึกว่าตนเองได้พูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดออกไป


“ขอโทษอะไรกันคุณ คุณไม่ได้ไปตัดสายเบรครถพ่อกับแม่ผมเสียหน่อย”


อาทิตย์ทัศน์ถอนหายใจอย่างเซ็งในอารมณ์ “คุณนี่มันกวน....” ชายหนุ่มกลืนคำต่อท้ายลงคออย่างยากลำบาก รู้สึกเหมือนมีอะไรจุกอยู่ที่ลำคอ....



....



“ขอบคุณมากนะครับที่มาส่ง” คนร่างเล็กกว่ากล่าวกับคนที่นั่งอยู่ในรถขณะที่นักศึกษาช่วยกันหอบงานจากท้ายรถของเขาเข้าไปในตึกของคณะ


“ไม่เป็นไรครับ ผมยินดี แต่ถ้าคุณอยากจะตอบแทนผมละก็....” คนตัวสูงกล่าวพร้อมกับสบตาคนฟัง








“ช่วยยิ้มให้ผมบ้างก็พอ” 

 






...


ขอบคุณคุณคนอ่านทุกท่านสำหรับการติดตามและคอมเม้นท์นะคะ

จบตอนนี้แล้วขออนุญาตหายไปปฏิบัติภารกิจทั้งการงานและการเรียนก่อนนะคะ

แล้วเดี๋ยวจะกลับมาต่อตอนที่ 12 ค่ะ ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-12-2013 09:50:37 โดย ถ้าเธอเป็นท้องฟ้า »

ออฟไลน์ PetitDragon

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4138
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +343/-5
เอาใจช่วยนะตัง   :katai5:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ ♠DekDoy♠

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4526
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +421/-8
ตังสู้ ๆ ชนะใจพี่จ้าให้ได้

ออฟไลน์ zitronen-tee

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 320
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
    • https://www.facebook.com/DaisyLetter
ประทับใจเรื่องนี้จังเลยค่ะ ดำเนินเรื่องเนิบๆ แต่ให้ความรู้สึกละมุนละไม

ออฟไลน์ Palmpalm

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 671
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-4
ตังสู้ๆ ^_^

ออฟไลน์ AGALIGO

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 318
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-4

จ้ามีกำแพงสูงคงไม่อยากเสียใจอีก
แต่ว่าคบกันแบบเพื่อนก็ได้นี่นา

ชอบตรงที่ตังให้การ์ดลายเส้นกับจ้าอ่ะ
มันเหมือนเขียนจดหมายรักจีบกัน
ยิ่งนานวันจำนวนก็ยิ่งเยอะตามไปด้วย
เมื่อเวลาผ่านไปใครคนใดคนหนึ่งอาจจะไม่อยู่แล้ว
แต่สามารถเอามาดูระลึกถึงความหลังได้
ซาบซึ้ง---อบอุ่นหัวใจ---น้ำตาจะไหล

+ 1 + เป็ดจ้า
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-12-2013 21:19:30 โดย AGALIGO »

ออฟไลน์ ถ้าเธอเป็นท้องฟ้า

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 376
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +466/-3
    • ถ้าเธอเป็นท้องฟ้า
ตอนที่ 12 มวยถูกคู่




‘ช่วยยิ้มให้ผมบ้างก็พอ’








น้ำเสียงอบอุ่นและแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจของคนพูดเมื่อตอนเช้ายังคงทำให้หัวใจของคนที่ได้ฟังเต้นแรงทุกครั้งที่นึกถึง ตาคมยังคงกวาดมองกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ที่เขียนอธิบายแนวคิดของภาพถ่ายซึ่งถูกติดไปที่ด้านหลังฟิวเจอร์บอร์ดแผ่นใหญ่ที่นักศึกษาเพิ่งนำเข้ามาส่งในห้องพักเมื่อสักครู่ แต่ผู้เป็นอาจารย์กลับอ่านจับใจความมันไม่ได้เลยทั้งที่มีอยู่ไม่กี่บรรทัด หน้าเรียวส่ายรัวหวังจะสลัดสิ่งที่กำลังคิดอยู่นี้ออกไป อาทิตย์ทัศน์ตัดสินใจวางงานตรงหน้าลงก่อนจะเอนหลังพิงพักเก้าอี้พร้อมกับผ่อนลมหายใจยาว


เสียงเปิดประตูเข้ามาทำให้ชายหนุ่มต้องชะเง้อมองไปเหนือพาทิชัน ไม่ช้าร่างเล็ก ๆ ของหญิงสาวผู้หนึ่งก็เดินผ่านมา


“กลับมาแล้วเหรอครับพี่จิต” อาทิตย์ทัศนเอ่ยขึ้น


“ใช่จ้ะ เพิ่งประชุมเสร็จน่ะ ประชุมกันยาวนานจริง ๆ”


“เรื่องงานออกร้านของมหาวิทยาลัยน่ะเหรอครับ”


“ใช่จ้ะ งานนี้ท่าทางจะเป็นงานใหญ่ จัดช่วงหลังเปิดเทอมไปไม่นาน”


“ครับ” อาทิตย์ทัศน์พยักหน้า เขาคุ้นเคยกับ ‘งานออกร้าน’ ที่ว่าเป็นอย่างดี เพราะตลอดทั้งสี่ปีของการเรียนระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยเขาก็มักจะร่วมทำกิจกรรมนี้กับเพื่อนร่วมภาควิชาเสมอ


“ปีนี้คณะเราจะมีกลยุทธ์อะไรไปต่อกรกับคณะสถาปัตย์ล่ะพี่” นราวิชที่เดินถือเอกสารออกมาจากโต๊ะด้านในเอ่ยขึ้น


“นี่แหละเป็นสิ่งที่พวกเรา ไม่สิ พวกแกต้องช่วยกันคิด เพราะฉะนั้นอาจารย์หนุ่มไฟแรง ๆ นี่ยิ่งต้องเอาตำแหน่งคณะกรรมการฝ่ายสร้างสรรค์กิจกรรมไปเลย เดี๋ยวพี่จะบอกให้อาจารย์ทรีดีแกเอาชื่อพวกแกกับอาจารย์หนุ่ม ๆ ทางฝั่งออกแบบเสนอท่านคณบดีเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการอีกที”


“ศิลปกรรมของเราต้องไม่แพ้จ้ะ”


“ซะงั้น” นราวิชกล่าว “งานเข้าอีกแล้ว”


“งานถนัดพี่ไม่ใช่เหรอพี่วิช” อาทิตย์ทัศน์หัวเราะก่อนจะนึกถึงคณะคู่แข่งที่แข่งกันหารายได้กับคณะของเขาทุกปี ทั้งที่รายได้ทั้งหมดเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้ว จุดหมายก็คือนำไปบำรุงกิจการภายในหมาวิทยาลัยเหมือนกัน ไม่รู้จะแข่งกันไปทำไม แต่แม้จะแข่งขันกันทั้งสองคณะก็เป็นพันธมิตรกันเป็นผู้นำในเรื่องของกิจกรรมสร้างสรรค์ต่าง ๆ ร่วมกัน


“ปีที่แล้วกับปีก่อนก็คิดกันจนหัวจะระเบิด ปีนี้ผมส่งไอ้จ้าเข้าประกวดแล้วกันพี่ ถือว่าเป็นการรับน้องใหม่” นราวิชหัวเราะ


“อ้าว โยนให้ผมเฉยเลย”


“เอาละ ไม่ต้องเกี่ยงกันจ้ะ ยังไงสองคนนี้ก็ต้องถูกแต่งตั้งเป็นกรรมการแน่ ๆ” จิตตรียิ้ม “ว่าแต่นี่ได้เวลาเลิกงานแล้วนะ ยังไม่กลับกันอีกเหรอ”


คำพูดของหญิงสาวทำให้อาทิตย์ทัศน์รีบก้มมองนาฬิกาข้อมือนึกถึงคนที่มาส่งเขาเมื่อเช้า ทั้งสามคนลงมาห้องทำงานพร้อมกันเพื่อจะไปยังลานจอดรถ


“หาอะไรน่ะพี่วิช” อาทิตย์ทัศน์ขมวดคิ้วเมื่อเห็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่หยุดควานหาบางสิ่งในกระเป๋ากางเกง


“หากุญแจรถ” เขากล่าวทั้งที่มือยังคงล้วงลงไปในกระเป๋าทั้งกระเป๋าข้างและกระเป๋าหลัง


“โทร.เข้าดิ” อาทิตย์ทัศน์เอ่ยขึ้นขณะที่จิตตรีเดินเข้ามาสมทบ


“เออ ไหนแกลองโทรซิไอ้จ้า” นราวิชรับมุข


“สงสัยจะลืมไว้ที่เคาน์เตอร์ตอนแวะคุยกับพี่ยามเมื่อกี้ว่ะ” พูดจบเขารีบเดินกลับเข้าไปในตึก


“เบอร์วิชเบอร์อะไรนะ” จิตตรีกล่าวก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาจากกระเป๋าสะพาย


“พี่จิตจะโทร.ไปไหนครับ” อาทิตย์ทัศน์หัวเราะ


“อ้าว ก็จะโทรเข้าเครื่องวิชไง”


“พี่วิชเขาหากุญแจรถครับ ไม่ได้หาโทรศัพท์” ชายหนุ่มยังคงหัวเราะชอบใจ


“ไอ้จ้า!!!! นี่แกอำฉันเหรอ” หญิงสาวร้องขึ้นก่อนจะทำหน้างอน ๆ


“โอ๋ ๆ อย่างอนเลยนะครับ” อาทิตย์ทัศน์ยิ้มล้อ ๆ “ผมล้อเล่นน่า”


“อะไรกัน ๆ เสียงดังเชียวเข้าไปถึงข้างใน” นราวิชที่วิ่งกลับออกมาจากตึกเอ่ยขึ้น


“วิชแกดูน้องแก มันหลอกฉัน”


“หลอกอะไร ผมยังไม่ได้หลอกเลย พี่จิตนั่นแหละเข้าใจผิดเอง” อาทิตย์ทัศน์ยิ้มตาหยี


“แกไปหลอกอะไรพี่จิตวะ” ชายหนุ่มร่างใหญ่หันมากล่าวกับคนที่กำลังยกมือทั้งสองขึ้นปฏิเสธพัลวัน


“ฉันคิดว่าแกหาโทรศัพท์ ก็เห็นเจ้าจ้ามันบอกว่าให้ลองโทรเข้าก็เลยจะกดโทรให้เนี่ย” หญิงสาวบ่น


“ไอ้จ้า กวงติงตลอด กับคนสูงอายุยังไม่เว้นนะแก”


“ไอ้วิช แกอีกคน” หญิงสาวกล่าวก่อนจะใช้มือเล็ก ๆ ของเธอตีที่แขนของนราวิช จากนั้นทั้งหมดก็พากันหัวเราะ






“เออ แล้วนี่เอารถจอดไว้ไหนวะจ้า” ชายหนุ่มร่างใหญ่กล่าวหลังจากจิตตรีแยกไป


“วันนี้ผมไม่ได้เอารถมาพี่”


“งั้นไปด้วยกันสิ เดี๋ยวพี่ไปส่งที่สถานีรถไฟฟ้า” นราวิชเสนอแต่อาทิตย์ทัศน์กลับส่ายหน้าช้า ๆ


“ไม่เป็นไรครับ ผมนัดกับเพื่อนไว้ พี่ไปเถอะ”


“อ่อ ถ้าอย่างนั้นพี่ไปก่อน พรุ่งนี้เจอกัน” คนร่างใหญ่กล่าวก่อนจะเดินไปที่ลานจอดรถ


อาทิตย์ทัศน์เดินไปนั่งที่ม้านั่งข้างสนามฟุตบอลก่อนจะทอดสายตามองบรรดานักศึกษาชายที่กำลังดวลแข้งกันอยู่ในสนาม โดยไม่ทันได้สนใจคนที่เดินมานั่งข้าง ๆ


“คุณนี่แสบจริง ๆ” เสียงนั้นทำให้เขาต้องละสายตาจากภาพตรงหน้า


“ผมไปทำอะไร”


“ก็เมื่อกี้คุณทำอะไรไว้ล่ะ” ตฤณกรหัวเราะ


“นี่คุณแอบดูผมเหรอ”


“ก็ถ้าไม่แอบดูจะรู้เหรอว่าคุณแสบแค่ไหน”


“รู้อย่างนี้แล้วก็ควรจะอยู่ห่าง ๆ ผมไว้” คนร่างเล็กกว่าหัวเราะในลำคอก่อนจะลุกขึ้น


“ผมบอกแล้วไงว่าผมอยากเป็นเพื่อนกับคุณ” ตฤณกรกล่าวขณะลุกขึ้นตาม...











“จะหมดวันแล้วนะคุณ วันนี้คุณลืมทำอะไรหรือเปล่า” คนตัวสูงที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยเอ่ยขึ้นก่อนจะค่อย ๆ จอดรถที่หน้าบ้านของคนที่ยังคงถามคำตอบคำตลอดทาง


“อะไรของคุณ” อาทิตย์ทัศน์ขมวดคิ้ว


“วันนี้คุณยังไม่ได้ยิ้มให้ผมเลยนะ”


คนหน้าตูมเงยหน้าขึ้นสบตาเขาก่อนจะค่อย ๆ ฉีกยิ้มอย่างไม่เต็มใจนัก


“แบบนี้ที่บ้านผมเขาเรียกว่าแยกเขี้ยว” ตฤณกรหัวเราะ


“ผมไม่ใช่หมานะ” อาทิตย์ทัศน์กล่าวเสียงเรียบขณะปลดเข็มขัดนิรภัย “ขอบคุณที่มาส่ง”


“ไม่เป็นไรครับ”ตฤณกรยิ้มก่อนจะปลดล็อคประตู เขารอจนชายหนุ่มเดินหายเข้าไปในบ้าน พักใหญ่ ๆ ไฟที่ห้องนอนชั้นสองก็สว่างขึ้น อาทิตย์ทัศน์มองดูรถเก๋งสีดำที่ยังคงจอดนิ่งอยู่ที่นอกรั้วผ่านช่องของม่านหน้าต่างเป็นเวลานานทีเดียวกว่ารถคันนั้นจะเคลื่อนออกไป...


   



ตั้งแต่วันนั้นมาแม้เขาจะพยายามหลบเลี่ยง แต่สุดท้ายรถเก๋งสีดำก็จะมารับเขาที่บ้านทุกเช้าและมาส่งในตอนเย็นจนกระทั่งรถของแม่ซ่อมเสร็จ อาทิตย์ทัศน์ละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์โน้ตบุคก่อนจะยืดตัวมองชายหนุ่มที่นั่งดูทีวีกับน้องสาวบ้านตรงข้ามและแม่ของเขาอยู่ที่โซฟา


“บ้านช่องไม่มีจะอยู่กันหรือไง” ปากบางพึมพำขณะคิ้วหนาเริ่มขมวดเข้าหากันเพราะรู้สึกว่าพักนี้จะเห็นหน้าเขาบ่อยพอ ๆ กับเห็นหน้าแม่ตัวเอง ที่เป็นเช่นนี้ก็คงเพราะประโยคสั้น ๆ ที่อาจจะเป็นเพียงการพูดเพื่อมารยาทของแม่ แต่คนฟังดันตีความเอาเองแบบตรงตัวก็เป็นได้...


“อันที่จริงผมเป็นคนเชียงใหม่ครับ แต่ว่ามาอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้”



“ผมอยู่คอนโดแถวสาทรน่ะครับคุณป้า วันไหนเลิกงานเร็ว กลับไปก็ไม่รู้จะทำอะไรอยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยม ส่วนใหญ่ก็อยู่ที่ทำงาน ยิ่งวันไหนมีงานด่วนก็ค้างกันที่นั่นเลย”


“ถ้าอย่างนั้นวันไหนเบื่อ ๆ ตังก็แวะมานั่งเล่นนอนเล่นที่บ้านป้าได้นะ ตังมาแล้วบ้านครึกครื้นขึ้นเยอะเลย”


“ครับคุณป้า”


“นี่ป้าก็เลยรู้สึกว่าเหมือนมีลูกชายเพิ่มขึ้นมาอีกคน”



คนตัวสูงยิ้มจนแก้มแทบปริในขณะที่อาทิตย์ทัศน์ได้แต่นั่งฟังเฉย ๆ อยากจะถามแม่เหลือเกินว่าจะไม่ถามความคิดเห็นของเขาเสียหน่อยหรือว่าอยากมีพี่ชายหรือน้องชายเพิ่มอีกคนไหม...


ในที่สุดจาก ‘แขกบ้านตรงข้าม’ ก็กลายมาเป็น ‘ลูกชายคนใหม่ของแม่’ ไปในที่สุด


อาทิตย์ทัศน์ปิดคอมพิวเตอร์โน้ตบุคก่อนจะเดินขึ้นบันไดไป เขาเปิดประตูเข้าไปในห้องก่อนจะล้มตัวลงนอนด้วยความอ่อนเพลียหลังจากที่ช่วงนี้ต้องพานักศึกษาออกไปถ่ายภาพนอกสถานที่บ่อย ๆ ลมพัดเย็นพาม่านหน้าต่างสีขาวปลิวไสว ตาคมค่อย ๆ ปิดลงช้า ๆ ก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทรา


ชายหนุ่มตื่นขึ้นอีกครั้งในตอนบ่ายแก่ ๆ เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูรั้ว เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างเขาก็เห็นผู้เป็นแม่กำลังเปิดประตูเข้าไปในรถซึ่งมีป้าดานั่งอยู่ด้านหน้าคู่กับคนขับซึ่งก็คือจอมขวัญ อาทิตย์ทัศน์เดินเข้าไปล้างหน้าล้างตาให้ห้องน้ำก่อนจะเปิดประตูลงไปข้างล่าง



“ตื่นแล้วเหรอคุณ” ตฤณกรที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ระเบียงเอ่ยขึ้น


“นี่คุณยังไม่กลับอีกเหรอ” อาทิตย์ทัศน์กล่าวก่อนจะเดินไปนั่งขัดสมาธิลงที่โซฟา


“ถ้ากลับแล้วคุณจะเห็นผมไหมล่ะครับ” คำพูดของคนตัวสูงทำเอาคนที่กำลังงัวเงียตาสว่างทันที มือเรียวคว้าหมอนที่วางอยู่ข้าง ๆ ก่อนจะปาใส่คนที่นั่งอยู่ที่ระเบียงเต็มแรง


“เฮ้ยคุณ! ทำอะไรเนี่ย” ตฤณกรร้องขึ้นพร้อมกับคว้าหมอนตกอยู่บนพื้นมากอดไว้


อาทิตย์ทัศน์ไม่ได้ตอบอะไรก่อนจะเบนความสนใจไปอยู่ที่หน้าจอทีวี


“คุณหิวหรือเปล่า” คนตัวสูงที่เดินมานั่งที่โซฟาตัวข้าง ๆ เอ่ยขึ้น


“ไม่...”


“แต่ผมหิว ออกไปหาอะไรทานกันเถอะ”


“คุณหิวคุณก็ออกไปทานหรือไม่ก็กลับบ้านคุณไปสิ ผมจะรอทานกับแม่ผม”


“ไม่ต้องรอหรอก แม่คุณบอกว่าให้คุณหาอะไรทานไปก่อนได้เลย เพราะว่าแม่คุณกับป้าดาแล้วก็น้องขวัญน่ะ เขาออกไปเวียนเทียนที่วัดกัน พวกห่างไกลศาสนาอย่างคุณคงไม่เคยไปหรอกมั้ง” ตฤณกรกล่าวก่อนจะปาหมอนใส่หน้าคนที่เอาแต่นั่งจอจ้องจอทีวี


“เฮ้ย! นี่คุณหรอกด่าผมเหรอ”อาทิตย์ทัศน์ขมวดคิ้ว


ตฤณกรได้แต่หัวเราะก่อนจะลุกขึ้น “ไปเร็วคุณ ไปหาอะไรทานกัน”


อาทิตย์ทัศน์มองตามหลังคนตัวสูงก่อนจะถอนหายใจ เขาส่ายหน้าก่อนจะลุกขึ้นคว้ากุญแจบ้านแล้วเดินตามออกไป....


แสงสุดท้ายของวันกำลังจะหมด ชายหนุ่มสองคนเดินไปตามถนนในหมู่บ้านจัดสรรซึ่งระหว่างทางมีทั้งจักรยานและจักรยานยนต์ขี่สวนออกมา ที่ตะกร้าหน้ารถหลายคันมีดอกไม้สำหรับบูชาพระ เมื่อเห็นแล้วก็เดาได้ไม่ยากว่าคนเหล่านี้กำลังจะไปเวียนเทียนที่วัดในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาวันนี้เป็นแน่ ไม่นานนักทั้งตฤณกรและอาทิตย์ทัศน์ก็เดินมาถึงตลาดโต้รุ่งในหมู่บ้าน


“ทานอะไรดีคุณ” คนตัวสูงเอ่ยขึ้น


“คุณอยากทานอะไรก็ทาน” อาทิตย์ทัศน์กล่าว ตัวเขาเองก็นึกไม่ออกว่าจะทานอะไรเหมือนกัน


“งั้นก๋วยเตี๋ยวก็แล้วกัน” พูดจบตฤณกรก็เดินนำไปที่รถเข็นขายก๋วยเตี๋ยวทันที


“เอาเย็นตาโฟเส้นใหญ่ครับ” ชายหนุ่มสั่งกับอาแปะที่กำลังยืนลวกเส้นก๋วยเตี๋ยว


“สองครับแปะ” อาทิตย์ทัศน์เอ่ยขึ้น


“นี่คิดบ้างไหมเนี่ย” คนตัวสูงกล่าวเมื่อทั้งคู่นั่งลงที่โต๊ะหน้ารถเข็นพอดี


“คิด พิจารณา ทบทวน ไตร่ตรองมาเป็นอย่างดี” คนตัวเล็กกว่าตอบเรียบ ๆ แต่กลับดูกวนประสาทที่สุดในความรู้สึกของตฤณกร


“สงสัยตอนเด็ก ๆ จะชอบลอกข้อสอบนะคุณน่ะ”


อาทิตย์ทัศน์ทำตาโตก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “คุณรู้ได้ยังไงน่ะ อืม...ส่วนคุณ...” ชายหนุ่มพยายามกลั้นหัวเราะ “แสนรู้แบบนี้คงกินเพ็ทดีกรีเป็นอาหารสินะ”


“นี่! คุณหลอกด่าผมอีกแล้วนะ” ตฤณกรขมวดคิ้วก่อนจะปรากฏรอยยิ้มเล็ก ๆ บนใบหน้าเมื่อเห็นคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามพยายามกลั้นหัวเราะและหันหน้าไปทางอื่น


“จะหัวเราะก็หัวเราะ ไม่ต้องเก็บไว้หรอกคุณ แหม...ด่าผมได้ละมีความสุข”


อาทิตย์ทัศน์เม้มปากแน่นพยายามกลั้นหัวเราะจนหน้าแดง เขาหันกลับมาประจัญหน้ากับคนที่นั่งตรงข้ามกันอีกครั้งเมื่ออาแปะยกชามก๋วยเตี๋ยวมาเสิร์ฟ “ทานดีกว่า หรือว่าคุณอยากได้เพ็ทดีกรี”


“ยังอีก ยังไม่เลิก” ตฤณกรมองคนตรงหน้ายิ้ม ๆ


“คุณทานเลือดไหม” อาทิตย์ทัศน์เอ่ยพร้อมกับใช้ตะเกียบคีบเลือดก้อนโตขึ้นมา


ตฤณกรพยักหน้าเล็กน้อย “คุณไม่ทานเหรอ คุณไม่ทาน ทำไมไม่บอกแปะเขา คุณบอกเขาได้นี่ว่าให้เอาออกให้หน่อย เขาจะได้ให้อย่างอื่นมาแทน เอาไหมเดี๋ยวผมบอกให้” ตฤณกรกล่าวก่อนจะหันไปหาอาแปะที่รถเข็น


“เฮ้ย! ไม่ต้องหรอกคุณ เกรงใจแปะ ไหน ๆ เขาก็ใส่มาแล้ว คุณก็ทานนี่” พูดจบอาทิตย์ทัศน์ก็วางเลือดลงในชามฝั่งตรงข้าม


“แล้วถ้าผมไม่ทานเนี่ย มันก็ต้องถูกทิ้ง เสียของเข้าไปอีก ถ้าเขาใส่อะไรที่คุณไม่ทานลงมาอีกคุณไม่ต้องเขี่ยทิ้งแล้วทานแต่เส้นอย่างเดียวเหรอ”


“พูดมากจริง”


“ก็มันจริงนี่คุณ เราเกรงใจคนอื่นได้แต่อย่าให้ตัวเองต้องเดือดร้อนสิ บางทีเรานึกถึงแต่คนอื่น แต่คนอื่นเขาอาจจะไม่ได้นึกถึงเราเลยก็ได้ คุณว่าจริงไหม”


อาทิตย์ทัศน์เงยหน้าขึ้นสบตาคนตรงหน้าก่อนจะก้มหน้าก้มตาจัดการกับก๋วยเตี๋ยวในชามเงียบ ๆ


 




เดือนต่อมา...


“เฮ้อ!!!!!!!!!!!!!” เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ทำเอาบรรดาเพื่อน ๆ ที่นั่งคุยงานกันอยู่ในห้องต้องเงยหน้าขึ้นมองหาต้นเสียง ตฤณกรใช้มือทั้งสองข้างขยี้ผมตัวเองจนยุ่งเหยิงก่อนจะฟุบหน้าลงกับโต๊ะทำงาน


“มันเป็นอะไรของมันวะ” คนหนึ่งในกลุ่มที่นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานตัวใหญ่กลางห้องเอ่ยขึ้น


“แก้งานให้ลูกค้าน่ะสิ เห็นนั่งแก้มาหลายวันแล้วยังไม่เสร็จ” หนุ่มร่างท้วมที่นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์โน้ตบุคตอบแทนเพื่อน


“เยอะเหรอวะ”


“งานน่ะไม่เยอะหรอก ที่เยอะน่ะลูกค้า” ตฤณกรเงยหน้าขึ้นตอบ


“เอาน่า ค่อย ๆ รีบทำไป” สาวเปรี้ยวร่างอวบซึ่งเป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มพูดกลั้วหัวเราะ


“ตกลงให้รีบหรือให้ค่อย ๆ วะแนนนี่” ตฤณกรขมวดคิ้ว


“ก็ค่อย ๆ แล้วก็รีบ ๆ นั่นแหละ”

 
“เฮ้อ!!!!! พรุ่งนี้ก็มีประชุมเรื่องนักศึกษาฝึกงานอีก” ชายหนุ่มเจ้าของใบหน้าอิดโรยบ่น “ยังไม่รู้เลยว่าต้องทำอะไรบ้าง”


“อ้าว ก็เมื่อเช้าพี่นีฝ่ายบุคคลเขาเอาเอกสารมาให้แกแล้วไง ยังไม่ได้ดูเหรอ”พัฒน์กล่าว


“ไหนวะ” ตฤณกรมองซ้ายมองขวากวาดสายตาหาเอกสารที่ว่า


“นี่หรือเปล่า” หญิงสาวคนเดิมก้มลงหยิบเอกสารที่หล่นอยู่ข้างเก้าอี้ขึ้นมาดู


บรรดาหนุ่ม ๆ ที่สุมหัวคุยงานกันอยู่ต่างพากันลุกขึ้นมาดูอย่างสนใจ “ไหน ๆ ดูซิ เผื่อจะมีน้องฝึกงานสาว ๆ สวย ๆ มาทำให้ไอ้ตังมันกระชุ่มกระชวยบ้าง”


แนนนี่ยิ้มก่อนจะพลิกเอกสาร 2-3 แผ่นที่เย็บรวมกันอ่าน “มีแต่ผู้ชายทั้งนั้นเลยนี่นา เสร็จฉันละงานนี้”


“เก็บอาการหน่อยยัยแน่นนะนี่” พัฒน์หัวเราะ


“ไอ้พัฒน์ ฉันชื่อแนนนี่ย่ะ เรียกให้มันถูก” เธอหันไปค้อนชายหนุ่มร่างท้วม ก่อนจะส่งเอกสารให้ตฤณกร “อ่ะนี่ เอกสารแก”


 จากนั้นเธอก็เดินกลับไปนั่งรวมกลุ่มกับเพื่อน ๆ ที่โต๊ะทำงานใหญ่


ตฤณกรถอนหายใจก่อนจะเปิดเอกสารออกอ่าน ในเอกสารแจ้งว่าเขาจะต้องดูแลนักศึกษาฝึกงานจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งจำนวน 3 คน เป็นนักศึกษาจากภาควิชาออกแบบ 2 คน และนักศึกษาจากภาควิชาศิลปะการถ่ายภาพ 1 คน ซึ่งก็ไม่มีอะไรน่าสนใจนัก ชายหนุ่มถอนหายใจอีกเฮือกเมื่ออ่านมาถึงหน้าที่ต่าง ๆ ของการเป็นพี่เลี้ยงให้กับนักศึกษาฝึกงาน มันยิ่งทำให้รู้สึกว่าไม่มีอะไรน่าสนใจเข้าไปใหญ่


ตฤณกรอ่านข้อความยาวยืดนั้นคร่าว ๆ ก่อนจะเปิดไปที่หน้าสุดท้ายซึ่งแสดงชื่อของอาจารย์นิเทศ 2 ท่าน หนึ่งในนั้นเป็นคนที่เขารู้จัก


“อาจารย์อาทิตย์ทัศน์ กิตติวรกุล” ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเองพร้อมกับรอยยิ้มจาง ๆ ที่ปรากฏบนใบหน้า...




....นี่คงเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่สุดในเอกสารฉบับนี้....   



เช้าวันต่อมาภายในห้องประชุมของบริษัทแห่งหนึ่ง อาทิตย์ทัศน์หันไปสบตาคนที่นั่งเยื้องกันที่ฝั่งตรงข้ามเล็กน้อยหลังจากผู้จัดการบริษัทแนะนำว่าเขาคือคนที่จะเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลนักศึกษาฝึกงานในครั้งนี้ หลังจากประชุมเสร็จเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลก็พานักศึกษาฝึกงานไปแนะนำให้พนักงานในฝ่ายต่าง ๆ ได้รู้จัก


“ยังไงก็ดูแลกันให้ดีนะ มีปัญหาอะไรก็โทรมาคุยได้ ทั้งผมทั้งอาจารย์ชนะชัย ไม่ต้องคิดว่าเป็นอาจารย์หรือนักศึกษาภาคไหน ยังไงอาจารย์นิเทศก็ต้องดูแลพวกเราทุกคนจนฝึกงานเสร็จอยู่แล้ว” อาทิตย์ทัศน์กล่าวกับนักศึกษาทั้งสามคน


“ขอบคุณครับอาจารย์” ชายหนุ่มทั้งสามคนกล่าวขึ้นพร้อมกันก่อนที่ทั้งหมดจะแยกย้ายกันที่หน้าลิฟท์


มือเรียวเอื้อมกดปุ่มก่อนจะเงยหน้ามองตัวเลขดิจิตัลที่ค่อย ๆ ลดลง จนในที่สุดลิฟท์ก็เปิดออก อาทิตย์ทัศน์ก้าวเข้าไปยืนรวมกับคนข้างในอีก 3-4 คน แต่ก่อนที่ประตูลิฟท์จะปิดใครคนหนึ่งก็ร้องขึ้นพร้อมกับแทรกตัวเข้ามา


“ไปด้วยครับ”


อาทิตย์ทัศน์เหลือบมองคนตัวสูงที่เข้ามายืนในมุมหนึ่งซึ่งห่างออกไป คิ้วหนาเริ่มขมวดเข้าหากันเมื่อลิฟท์หยุดเกือบทุกชั้นตั้งแต่ชั้น 16 ที่เขาเข้ามาจนกระทั่งถึงชั้น 9 ตลอดทางมีคนเข้ามาใหม่ รู้สึกว่าวันนี้คนไทยจะมีน้ำใจผิดปกติเพราะต่างคนต่างขยับเพื่อให้คนข้างนอกสามารถเข้ามายืนในลิฟท์ได้ จากคนที่เคยยืนอยู่ห่างกันจึงกลายมาเป็นยืนข้าง ๆ กันในที่สุด


ตฤณกรเหลือบมองคนที่ความสูงเลยไหล่เขาขึ้นมานิดหน่อย ปลายจมูกโด่งยังคงสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่คุ้นเคยเป็นระยะจนกระทั่งประตูลิฟท์เปิดออกเมื่อถึงชั้นล่างสุดของอาคาร 25 ชั้น อาทิตย์ทัศน์ขยับตัวเดินตามคนอื่น ๆ ออกมาจากลิฟท์ด้วยความรู้สึกเหมือนได้หลุดจากพันธนาการบางอย่าง จากนั้นเขาก็เดินตรงไปที่ประตูทางออกทันที


“เดี๋ยวสิครับอาจารย์” ตฤณกรเอ่ยขึ้นเมื่อเดินมาดักหน้าเขาเอาไว้


“มีอะไรว่ามา” 


“นี่เบอร์ติดต่อผมครับ” คนตัวสูงยิ้มพร้อมกับยื่นนามบัตรให้


อาทิตย์ทัศน์รับมันมาก่อนจะเก็บใส่สมุดบันทึกที่ถืออยู่ในมือ


“โห....ไม่ดูเลยอ่ะ” คนตัวสูงบ่น


“มีอะไรอีกไหม ผมต้องรีบกลับไปสอน”


“แล้วอาจารย์ไม่คิดจะให้เบอร์ผมไว้บ้างเหรอครับ เผื่อมีปัญหาอะไรจะได้ติดต่อได้”


“ในสมุดประจำตัวของนักศึกษาน่าจะมีเบอร์ติดต่อภาควิชาอยู่แล้ว คุณโทร.ตามเบอร์นั้นได้เลย”


“เดี๋ยวสิคุณ แล้วถ้ามันมีเหตุฉุกเฉินที่ผมต้องติดต่อคุณล่ะครับ แบบเร่งด่วน ด่วนมาก ๆ ด่วนที่สุด สำคัญมาก ๆ .....”


“พอ ๆ” อาทิตย์ทัศน์กล่าวพร้อมกับถอนหายใจด้วยความเซ็งก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงส่งให้คนตัวสูงตรงหน้า ตฤณกรยิ้มก่อนจะรับมันมากดเบอร์ตัวเอง กดไปก็มองคนที่ยืนหน้าตูมอยู่ตรงหน้าไป กดไปก็ยิ้มไป เขายิ้มอย่างพอใจเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าของตัวเองดังขึ้น จากนั้นจึงส่งโทรศัพท์คืนให้อาทิตย์ทัศน์


“ขอบคุณครับ” คนตัวสูงยิ้มตาหยี



...



“เป็นอะไรวะ อารมณ์ดีอย่างกับคนบ้า” พัฒน์เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นเพื่อนซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะฝั่งตรงข้ามเอาแต่กดโทรศัพท์ไปยิ้มไป


ตฤณกรไม่ได้ตอบอะไรเขายังคงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่อย่างนั้นก่อนจะกดเลือกรูปของใครบางคนที่เขาถ่ายเอาไว้นานแล้วบันทึกพร้อมกับเบอร์โทรศัพท์.....






....



ขอบคุณที่ติดตามนะคะ ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์มาก ๆ เลย

มันช่วยในการประกอบการคิดว่า เรื่องมันน่าจะไปในทิศทางไหน

พอดีช่วงนี้มีเวลาเลยเขียนได้เยอะหน่อย นึกอะไรได้ก็เขียน ๆ เก็บไว้ เดี๋ยวจะลืม

แต่ว่าถ้าหายไปนาน ๆ อย่าว่ากันนะคะ ขออภัยไว้ล่วงหน้าด้วยค่ะ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-12-2013 22:03:42 โดย ถ้าเธอเป็นท้องฟ้า »

ออฟไลน์ Aoya

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 906
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +84/-3
เป็นกำลังใจให้ตัง
ส่วนนนท์ให้เขาไปดีเถอะ อย่าให้กลับมาเลย

ออฟไลน์ warin

  • รถไฟขบวนนั้น ได้แล่นผ่านไปแล้ว
  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1938
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +60/-1
    • -
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด มาว่องไวมาก
ใกล้เข้าไปทุกทีแล้วนะ  ไม่ใจอ่อนให้มันรู้ไปนะนายจ้า

ออฟไลน์ bluerose

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 111
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
เพิ่งเข้ามาอ่านวันนี้วันแรก รู้สึกเหมือนพลาดอะไรที่เพิ่งเข้ามาค้นพบ 5555 เรื่องนี้น่ารักอ่ะค่ะ อ่านไปฟินไป อ่านไปเคลิ้มไป ค่อยๆเริ่มค่อยๆใกล้กัน ตั้งสามปีเชียวน่ะกว่าจะได้เจอได้คุยกันจริงจังๆ น่ารักสุดๆไปเลยค่ั

ออฟไลน์ PetitDragon

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4138
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +343/-5
ได้เบอร์มาแล้วๆๆๆ


เอาใจช่วยตังสุดๆ  :hao7:

ออฟไลน์ quiicheh.

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1653
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-9
ตังแน่ใจหรอว่าอยากเป้นแค่เพื่อน
แม่งหยั่งกะคนจีบกัน

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด