พี่ครับ...รักผมบ้างไหมครับ@Series ที่ลงเอย : ไดอารี่หน้าสุดท้าย
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: พี่ครับ...รักผมบ้างไหมครับ@Series ที่ลงเอย : ไดอารี่หน้าสุดท้าย  (อ่าน 119160 ครั้ง)

ออฟไลน์ KuMaY

  • คนไม่สำคัญ ทำไรก็ผิด
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 620
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-0
อ่านกี่ครั้งก็ยังเศร้า ปวดจิตทุกทีเลยอ่ะพี่นู :m15:
พี่นิวใจร้ายมากๆๆๆๆๆๆๆๆ :angry2:

ออฟไลน์ analogue

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 627
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-3
เศร้าอ่ะ ทำไมพี่นิวถึงใจร้ายอย่างนี้กันนะๆ

pimpreaw

  • บุคคลทั่วไป
เศร้าอะ :sad11:

ออฟไลน์ everlastingly

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 476
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-1
โอ๊ย...อะไรเนี้ยะ ตายๆๆๆๆ มันเศร้ามากแบบอธิบายไม่ถูก สงสารมากถึงมากที่สุด คนอ่านจะใจสลายแทน ฮือๆๆๆๆ 
:m15:  :monkeysad:  :sad11:
ย้ำอีกที...มันเศร้า เหมือนจะอยู่อย่างมีความสุขดี แต่ไหนกลายมาเป็นอย่างนี้ คนอ่านจิตตกเลย  o22

ออฟไลน์ gang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 144
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
อ่านกี่ครั้งน้ำตาก็ยังคงไหล :sad4:  คิดถึจุงเบย

ออฟไลน์ gang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 144
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
 :เฮ้อ:คิดถึง :กอด1:มากกกกก มาไวๆๆๆนะครับ

ออฟไลน์ NuNew

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +62/-2


ตอนพิเศษตอนนี้ ผมเพิ่งจะเขียนได้ไม่ถึงเดือนเอง ไม่เคยลงไว้ที่บ้านผมด้วยซ้ำ

เพราะตอนนั้นความยังไม่แตก ที่ได้กล้าเล่าเพราะว่าตอนนี้พี่นิวเค้ารู้เรื่องแล้วครับ

เพื่อนฝูงเค้าเล่ากันเอง เกือบทำผมเดือดร้อน เพราะพี่นิวเ้ค้าว่าผมว่าทำไมไม่บอก



ตอนพิเศษที่เอามาลงนี้ผมก็ลงไปพร้อม ๆกับที่บ้านผมเองนะครับ

สำหรับในเล้านี้ก็เท่ากับเป็นการอ่านต่อเนื่องไปตามลำดับเหตุการณ์


คิดถึงเหมือนกันนะเนี่ย คราวนี้คงได้มาลงต่อเรื่อย ๆ ซะทีนะครับ

จะพยายามให้สม่ำเสมอ (ตามประสาคนไม่ค่อยมีวินัย)

 :really2:









        พี่นิวจากไปเรียนที่ต่างประเทศได้ปีกว่า ๆ แล้ว และเขาคงมีชีวิตในรูปแบบใหม่ที่ต้องการ ในขณะที่ผมยังย่ำอยู่บนทางเส้นเดิม

 เพราะไม่อาจจะหักใจจากเขาได้สักที

        ทุกเวลานาทีที่ผ่านไป ผมได้พยายามแล้วที่จะทำอย่างที่พี่นิวทิ้งท้ายไว้ในจดหมายฉบับนั้น แต่ใคร ๆ ก็รู้ว่ามันไม่ง่ายเลย

หัวใจดวงเดียวดวงเดิมของผมไม่เคยมีใครมาเติมเต็มได้ เพราะมันเต็มปรี่อยู่เช่นนั้นตลอดมา ด้วยความรู้สึกที่มีต่อคน ๆ เดิม

    ในความรักที่ผมกอดเก็บมันไว้ในส่วนลึก ถูกเคลือบคลุมไว้ด้วยความปวดหนึบจากความคิดถึงคะนึงหา

ทุกครั้งที่ผมหวนนึกถึงความรักที่เคยอ่อนหวานในอดีต ผมต้องฝ่าฟันความเจ็บปวดนั้นไปให้ได้เสียก่อน

ที่จะได้ลิ้มรสว่า หวานรักนั้นเป็นฉันใด....มันช่างแสนทรมานกับความพยายามที่สร้างขึ้นเพื่อทำร้ายตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า

ตลอด 365 วันที่ผ่านมา และผมคงต้องอยู่กับมันไปอีกนาน.....อาจจะเท่ากับช่วงชีวิตที่เหลือของตัวเองก็ได้


      ระหว่างที่ผมต่อสู้กับจิตใจของตัวเองนั้น ใช่ว่าผมจะอยู่โดดเดี่ยวลำพัง นอกเหนือจากกำลังใจที่มีค่าของคุณแม่

และพลังความรักอันยิ่งใหญ่ของพ่อกับแม่ ผมก็ยังมีพี่คนหนึ่งที่โผล่เข้ามาได้จังหวะ

ทั้งที่ความจริงผมทำเขาหล่นหายไปในอดีตนานแล้ว....พี่เนย์


        เราพบกันโดยบังเอิญที่สนามบิน ในวันที่ผมกับเพื่อน ๆ ถูกเกณฑ์ให้ไปรอรับอาจารย์พิเศษท่านหนึ่งที่สนามบิน

ซึ่งจะมาบรรยายในตอนบ่ายวันนั้น

        ขณะที่ผมกำลังยืนรอกับเพื่อนในกลุ่ม เพื่อนหญิงสองคนที่ยืนข้าง ๆ ก็สะกิดให้ดูผู้ชายตัวสูงใหญ่คนหนึ่งท่าทางดูดีมาก

ผมว่าคนบางคนไม่ต้องหน้าตาดีจัด แต่บุคลิกที่โดดเด่นกลับทำให้เขาดู “หล่อ” ขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ...พี่เนย์ก็เป็นเช่นนั้นแหละ

        ผมจำเขาไม่ได้ในทีแรก แค่รู้สึกว่าผู้ชายคนนี้หน้าตาคุ้นดี พี่เนย์เป็นฝ่ายเดินเข้ามาทักผมก่อน

        “นูใช่มั้ย”

        ผมเอียงคอ เพ่งมองอึดใจหนึ่งก็ยิ้มออก แล้วยกมือไหว้ทักทายพี่เนย์ และช่วยไม่ได้เลยที่ ใบหน้าพี่เนย์ดันทำให้ผมนึกถึงใครอีกคนที่เป็นเพื่อนกัน

ความเจ็บปวดกระแทกเข้ามาในทันทีนั้นโดยไม่ทันตั้งตัว แต่อย่างไรเสียผมก็คงแสดงอะไรอื่นออกไปไม่ได้ นอกจากรอยยิ้ม

        “สวัสดีครับพี่เนย์ มาทำอะไรที่นี่ล่ะครับ”

        “มาสัมมนา.....”

        พี่เนย์พูดถึงโครงการของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ทำให้ผมรู้ว่าเขาเป็นวิศวกรประจำอยู่สำนักงานใหญ่

และถูกส่งมาประจำชั่วคราวเพื่อเตรียมสร้างสถานที่สำคัญของประเทศ (ฟังดูยิ่งใหญ่เนอะ...ตามนั้นแหละครับ)

        “เก่งจังเลยครับ อย่างนี้ก็อนาคตไกลแน่ ๆ”

        “ยังไม่รู้เลยนู พี่อยากทำงานอิสระมากกว่า แต่ที่บ้านพี่อยากให้สอบพี่ก็สอบ ดันได้ซะอีก ไม่น่าเลย”

        “อ้าว...” ผมอุทาน พลางหัวเราะขำพี่เนย์  “ใคร ๆ ก็อยากเข้านะนั่นน่ะ”

        “แต่คงไม่ใช่พี่หรอก เออ...ว่าแต่วันไหนมีเวลามั่งล่ะเนี่ย ไปกินข้าวด้วยกันหน่อยดีกว่า นี่นะนามบัตรพี่ ไหนของนูล่ะมีมั้ย”

        “โอ๊ย...พี่เนย์อะ ผมเป็นแค่นักศึกษาจะทำนามบัตรไปทำไมกันครับ”

      “ก็ไม่รู้สิ เผื่อจะมีเบอร์ทงเบอร์โทรให้พี่มั่ง รึว่าจะแจกแต่สาว ๆ...หือ”

        “ไม่มีอะครับ” ผมก้มดูเลขหมายโทรศัพท์ในนามบัตร แล้วกดโทรออก

        พี่เนย์หยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาดูหลังจากที่มันดังแค่กริ่งเดียว

        “โอเค พี่บันทึกไว้เรียบร้อยแล้ว เอ่อ...พี่ไปก่อนนะ”

        พี่เนย์ท่าทางเลิ่กลั่ก เหลียวไปด้านหลังผม ซึ่งสาว ๆ กลุ่มเล็ก ๆ คงกำลังจ้องอยู่

        “สาว ๆ เดี๋ยวนี้น่ากลัวว่ะ ดูสายตาดิ มองซะพี่เขินไปหมดแล้ว”

        “ก็ใครใช้ให้พี่หน้าตาดีล่ะครับ”

        “โอย....เอาเข้าไป ไปล่ะ แล้วพี่จะโทรหานะ”

        ท่าทางพี่เนย์จะเขินจริงเขินจัง รีบสาวเท้าเดินจากไปโดยเร็ว ปล่อยให้ผมตอบคำถามของเหล่าสาว ๆ ในกลุ่มนั้นอีกหลายคำ

ว่ารู้จักกันได้ยังไง

    ไม่เจอกัน 2-3 ปี พี่เนย์ดูตัวโตขึ้นเยอะเลย ผมจำเมื่อตอนแรกรู้จักได้ว่าพี่เนย์เป็นคนที่ตัวใหญ่ที่สุดในกลุ่ม

ตอนนั้นพี่เขาดูน่ากลัวมากในความรู้สึกของผม เพราะทั้งสูงใหญ่ และเต็มไปด้วยมัดกล้าม

ซึ่งคงเป็นเพราะผมยังเป็นเพียงเด็กมัธยมปลายที่รูปร่างเพรียวบาง แถมยังไม่สูงเท่าตอนนี้ 

แต่ในวันนี้ผมกลับมองพี่เนย์ในอีกมุมหนึ่งอย่างผู้ชายมองผู้ชายด้วยกัน ผมว่าพี่เนย์รูปร่างสูงใหญ่เหมือนฝรั่งมากกว่า

ถึงแม้ลำตัวจะดูหนา แต่ความสูงเกิน 180 ทำให้ดูเพรียวได้อย่างลงตัว

จึงไม่แปลกอะไรที่ผมจะเห็นสายตาของคนที่เดินไปเดินมาแถว ๆ นั้นเหลียวมองพี่เนย์กันเป็นตาเดียว


        ผมยังไม่ทันลืมนัด พี่เนย์ก็ติดต่อมาในคืนนั้นเอง

      “พี่เข้าประจำที่ทำงานแล้วล่ะนู วันนี้สัมมนาเสร็จเค้าก็ให้รถประจำตำแหน่งมาด้วย”

        “โห.....สุดยอดเลยพี่เนย์ แล้วจะอยู่นานมั้ยครับเนี่ย”
       
    “จนกว่าจะสร้างโรงงานเสร็จนั่นล่ะ คงสักสองปีมั้ง”

      “อืม...งั้นเหรอครับ”

         “แต่พี่คงไม่ได้อยู่ตลอด 2 ปีหรอกนะ เค้าจะส่งวิศวกรคนใหม่มาประจำแทน ก็...ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้อยู่สักกี่เดือน

แต่อย่างน้อย ๆ พี่ว่านูคงทนเห็นหน้าพี่ไปไม่ต่ำกว่า 10 เดือนล่ะ”

      “ทนอะไรกันพี่เนย์ ดีสิครับ อยู่นาน ๆ เลยก็ได้ ผมจะพาเที่ยวเอง”

      “พูดใหม่ซิ”

      “ฮ่า ๆ ผมจะให้พี่เนย์ขับรถพาผมเที่ยวเอง...อย่างนี้ใช่มั้ยครับ”

     พี่เนย์ส่งเสียงหัวเราะมาแทนคำตอบ เป็นที่รู้กันว่าผมขับรถยนต์ไม่เป็นจนบัดนี้ สมัยที่ยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่

ผมโดนบังคับให้ไปเรียนขับรถ และพี่เนย์ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่บ่นว่า ผมคิดมากไม่เข้าเรื่อง

ที่เอาความคิดความต้องการของคนอื่นมาเป็นเงื่อนไขในการใช้ชีวิตมากเกินไป


        และแล้วสุดสัปดาห์นั้นเอง พี่เนย์ก็เป็นฝ่ายโทรหาผม ชวนให้ไปเที่ยวที่ทำงานของเขา

      “วันเสาร์พี่ทำแค่ครึ่งวัน มาเที่ยวกันนะนู”

      “พี่เนย์จะมารับผมเหรอครับ หรือว่าให้ผมไปหาเอง”

      “เออ...มันดูไม่ค่อยดีนะ ถ้าพี่จะบอกให้นูมาเองเนี่ย แต่มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นแหละ จะได้ไม่เสียเวลาเที่ยวไง

ครึ่งวันที่เหลือ เราจะเที่ยวกันให้ค่ำไปเลย แล้วคืนนั้นพี่จะไปนอนที่บ้าน แบบนี้ดีมั้ย”

      “พี่เนย์จะมานอนบ้านผมเหรอ”

      “ก็เออสิ ขัดข้องอะไรรึเปล่า รึถ้านูไม่สะดวกเดี๋ยวพี่นอนโรงแรมก็ได้”

      ผมอึกอัก....ลืมไปว่าพี่เนย์อาจจะยังไม่รู้ว่าผมไม่ได้อยู่ที่บ้านพี่นิวแล้ว ถ้าหากพี่เนย์คาดหวังว่าจะได้นอนที่บ้านหลังที่เคยมาค้างเขาก็คงจะผิดหวัง

      “พี่เนย์”

      “เออ ๆ ไม่เป็นไร พี่ไปนอนโรงแรมก็ได้คืนเดียวเอง อย่าคิดมากน่า”

      “เปล่าครับ ผมไม่ได้ว่าอย่างงั้น ผมแค่จะบอกว่า ถ้าพี่เนย์จะค้างคงต้องค้างที่บ้านผมนะ”

      “แล้วมันต่างกันตรงไหนล่ะ”

      “บ้านผมนะ ไม่ใช่บ้านพี่นิวที่พี่เนย์มาเที่ยวคราวก่อนนะครับ”

      “อ้อ....เหรอ ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ พี่นอนที่ไหนก็ได้ แต่ถ้านูไม่สะดวกให้พี่ไปค้างที่บ้าน พี่ก็จะนอนโรงแรมสักคืนไง”

      “ก็ถ้าพี่เนย์ไม่รังเกียจ มานอนบ้านผมก็ได้ครับ ผมอยู่กับพ่อกับแม่”

      “ในตลาดนั่นน่ะเหรอ”

      “ไม่ใช่ครับ บ้านที่เป็นที่นอนจริง ๆน่ะ นั่นมันร้านขายของ เอาไว้ให้เด็กที่ร้านนอนเฝ้าอะครับ”

      เป็นอันว่าพี่เนย์จะมาค้างด้วยในคืนวันเสาร์ ผมว่าพี่เนย์น่าจะมีแผนอย่างอื่นด้วยไม่ใช่แค่ค้างคืนเท่านั้น

อย่าบอกให้ผมพาเที่ยวผับเที่ยวบาร์เหล้าก็แล้วกัน ผมไม่ได้เจนจัดขนาดนั้น นอกนั้นอยากไปไหน อยากกินอะไร ผมพาไปได้หมด

      เช้าวันเสาร์ผมออกจากบ้านประมาณแปดโมงเช้า นั่งรถโดยสารประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงที่ทำงานของพี่เนย์

ซึ่งอยู่นอกเมืองออกไปไกลพอสมควร ผมเข้าไปติดต่อ รปภ.ด้านหน้า ก็ดูเหมือนว่าเขาจะรออยู่แล้ว

พอรู้ว่าเป็นผม เขาก็เอารถกอล์ฟขนาดหกที่นั่งออกไปส่งผมที่อาคารที่พี่เนย์อยู่ทันที

      พี่เนย์เลี้ยงข้าวกลางวัน ผิดแผนไปจากที่วางไว้ว่า เราจะไปกินอาหารริมทะเลกัน เพราะเขาติดงานด่วน

ซึ่งชายหาดที่เราตั้งใจจะไปนั่งเล่นกันอยู่ห่างจากที่ทำงานของพี่เนย์ไปประมาณ 15 กิโลเมตร

ผมเคยผ่านไปละแวกนั้นเมื่อนานมาแล้ว เพราะชายหาดแห่งนั้นไม่ได้มีชื่อเสียงทางด้านการท่องเที่ยวมากนัก

แต่สำหรับคนที่ชอบความสงบเงียบ ก็น่าสนใจ เพราะคนไม่พลุกพล่านดี

      หลังอาหารกลางวัน พี่เนย์ถูกตามตัวไปโรงงานด่วน หลังจากนั้น 10 นาทีก็เดินหน้ามุ่ยมาบอกว่า คงไปไม่ได้แล้ว

เพราะเครื่องจักรในโรงงานเสีย ต้องใช้เวลาซ่อมพักใหญ่ กว่าจะเสร็จ เราก็ไม่มีเวลาพอจะไปนั่งเล่นริมทะเลกันแล้ว

      “ขอโทษทีนะนู ชวนมาเที่ยวแท้ ๆ”

      “ไม่เป็นไรหรอกครับ ว่าแต่พี่เนย์จะยังไปค้างที่บ้านอยู่มั้ยอะ”

      “ไปสิ แต่นูคงต้องรอพี่เสร็จงานก่อน มันนานนะ”

      ตอนนี้เพิ่งจะบ่ายโมง ถ้าพี่เนย์พูดอย่างนี้ ก็คงจะหมายความได้ว่า กว่าจะซ่อมเครื่องจักรเสร็จ ก็อาจจะติดไปจนถึงบ่ายแก่

 หรือไม่ก็เย็นไปโน่น....แต่ทำไงได้ล่ะครับ ก็มาแล้วนี่

      “ไม่เป็นไรครับ ผมรอได้”

      เป็นคำตอบเดียวที่ผมจะตอบออกไปได้...ก็ไม่ได้ขับรถมาเองนี่นา แล้วพี่เนย์ก็ถือว่าเป็นแขก และอย่างน้อยที่สุด

ผมรู้สึกดีที่ได้เจอเขาอีกครั้ง พี่เนย์เป็นคนที่พูดคุยกับผมมากที่สุดในจำนวนเพื่อนของพี่นิวที่เคยมาค้างที่บ้าน

เมื่อครั้งที่ยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ เราเคยคุยกันถูกคอมาก มาถึงตอนนี้ผมก็ว่าผมรู้สึกสนิทใจกับพี่เนย์เหมือนมีพี่ชายอีกคนหนึ่งเลย



      หลังจากครั้งนั้น ผมกับพี่เนย์ก็นัดไปเที่ยวกันอีก 2-3 ครั้ง ซึ่งก็ไม่ได้เที่ยวไกล ๆ เพราะพี่เนย์ต้องทำงานวันเสาร์ครึ่งวัน

แถมยังเคยถูกตามตัวไปทำงานด่วนในวันอาทิตย์อีกด้วย เจออุปสรรคเข้าเป็นครั้งที่ 2 ผมก็เลยบอกพี่เนย์ว่า อย่าได้นัดเที่ยวไกล ๆกันเลยจะดีกว่า

เพราะผมห่วงงานของเขา เราสองคนก็เลยได้ไปชายหาดใกล้ที่ทำงานของพี่เนย์กันบ่อยที่สุด

เพราะไปกลับสะดวก ถูกตามตัวมาทำงานเมื่อไรก็กลับได้เลย กะเวลาได้ด้วย

      ชายหาดที่นี่จะว่าไม่สวยงามเลยก็ไม่ใช่ เพียงแต่กว่าจะเดินทางเข้าไปจนถึงบริเวณที่นั่งเล่นกินลมชมวิวได้

ก็ต้องขับรถเข้าไปในหมู่บ้านลึกพอสมควร จอดรถใต้ต้นไม้ริมทางแล้วก็ต้องเดินเท้าเข้าไปอีกเกือบ ๆร้อยเมตรถึงจะเจอทะเล

และต้องเดินต่อไปอีกเกือบร้อยเมตร ถึงจะเป็นบริเวณที่นั่งเล่นได้....โอย...ไกลโคตร แต่ผมก็ชอบที่มันเงียบสงบดี

        ด้วยเหตุที่เรามากันหลายครั้งแล้ว พบว่าอาหารที่ขายอยู่ตามร้าน นอกจากความสดของอาหารทะเลแล้ว

ไม่มีอะไรอร่อยถูกปากเราสองคนเลย ดังนั้น ผมก็เลยมีหน้าที่เตรียมอาหารมานั่งกินกัน แต่อย่าคิดว่าผมจะทำอะไรที่มันเป็นเรื่องเป็นราวนะครับ

เพราะครัวหนุ่มโสดอย่างพี่เนย์ไม่ได้เอื้ออำนวยขนาดนั้น อย่างมากที่สุดก็คือข้าวผัดเนื้อสัตว์แล้วแต่จะหาได้ในตลาดใกล้ ๆ ที่พัก

แต่วันนี้ผมทำเมนูแซนด์วิชแฮม กับข้าวโพดอบเนย เครื่องดื่มก็เป็นน้ำอัดลมที่มีขายทั่วไปสำหรับตัวเอง และเบียร์เย็น ๆสำหรับพี่เนย์


      ที่นี่ไม่มีอันตรายเลย ถ้าดูจากสภาพความเป็นอยู่ก็คือหมู่บ้านชาวประมงดี ๆนี่เอง หลายครั้งที่เคยมา

เราสองคนจะเดินเล่นเรื่อยเปื่อยไปตามริมหาด ลัดเลาะลุยคลื่นปีนขึ้นเนินเขาลูกเล็ก ๆ ที่ยื่นตัวออกไปในทะเล

ตัดช่วงของหาดทรายให้ขาดออกจากกัน เพื่อจะข้ามไปอีกฟากของเนิน ซึ่งเป็นชายหาดเช่นกัน


      เราสองคนกำลังอยู่บนยอดเนิน นั่งเอนตัวลงพิงหินหน้าตัดค่อนข้างเรียบ มองออกไปในท้องทะเลกว้างเบื้องหน้า

เหนือขึ้นไปคือร่มไม้ที่ไม่ได้ร่มครึ้มนัก แต่แดดที่ไม่แรงร้อนทำให้เรานั่งอยู่ได้โดยอาศัยร่มไม้ใบบังที่มีแสงแดดลอดลงมารำไร

สายลมโชยมาเพียงแผ่วเบา ปัดเป่าความร้อนรอบกายให้บรรเทาลงได้ ผมหันไปมองพี่เนย์เห็นเขานอนหลับตาก็ไม่อยากกวน

จึงทำเพียงนั่งหายใจเงียบ ๆ คนเดียว ปล่อยความคิดให้ล่องลอยออกไปโดยไม่รู้ตัวว่ามันทอดเวลาออกไปนานเท่าไรแล้ว

      “คิดอะไรอยู่”

      พี่เนย์ที่ผมคิดว่าเขาหลับ ทำลายความเงียบขึ้นมา ผมหันไปหาเขา พร้อมกับเลิกคิ้ว แล้วก็ตามมาด้วยการส่ายหน้า

      “คิ้วขมวดเชียว”

      “ผมเปล่า”

      “ก็เห็นอยู่เนี่ย เฮ้ย!… มานั่งเล่นพักผ่อน ใครเค้าเก็บเอาเรื่องรกหัวมาคิดกันล่ะฮึ”

      “ผมไม่ได้คิดอะไรจริง ๆครับ”

      พี่เนย์ไม่โต้ตอบ แต่ถอนหายใจแทน แล้วก็ขยับตัวลุกขึ้นอย่างกระฉับกระเฉง

      “ปะ”

      “ไปไหน”

      “ลงไปทางโน้นกัน”

      ....ทางโน้น....ที่พี่เนย์หมายถึงก็คืออีกฟากหนึ่งของเนิน ซึ่งผมเพิ่งจะเคยลงไปแค่ครั้งเดียว เพราะขี้เกียจปีนขึ้นตอนขากลับ....มันเหนื่อย

ถึงมันจะไม่สูงมากก็เหอะ แต่การออกแรงต้านแรงโน้มถ่วงของโลก มันก็เหนื่อยไม่ใช่เหรอ

      พี่เนย์ไม่รอให้ผมปฏิเสธ ดูจากสีหน้าเขาแล้ว ผมก็ถูกบังคับน่ะแหละ

      เราปีนลงไปข้างล่างกันอย่างไม่ยากเย็น เพราะมีแง่หิน และทางเดิน รวมทั้งมีไม้ยืนต้นลำต้นเล็กให้เราได้เหนี่ยวเพื่อการทรงตัวไปตลอดทาง

แต่พอถึงพื้นทรายข้างล่างนี่สิ...ผมก็ดันเข่าทรุดแทบจะลงไปคลุกทรายเลยทีเดียว

      “เดินยังไงล่ะเอ๊อ...”

      พี่เนย์กุมต้นแขนผมไว้ได้ด้วยมือเดียว แล้วหิ้วผมขึ้นทั้งตัวด้วยอีกมือหนึ่งที่อ้อมมาโอบด้านหลัง ทำให้สีข้างของเราแนบกัน

และทำให้ผมไม่ต้องลงไปคลุกทราย ซึ่งผมมานึกดูทีหลังว่า แค่ล้มไปบนทราย เจ็บก็ไม่เจ็บ ทรายแห้งปัดออกได้ง่าย เสื้อผ้าก็ใช่ว่าจะเปรอะเปื้อน

แต่ทำไมปฏิกิริยาของพี่เนย์ ถึงจริงจังขนาดนั้น

      “ขอบคุณครับ”

      เมื่อผมยืนทรงตัวได้ ก็เดินเลาะเลียบหาดให้น้ำทะเลซัดหน้าขาเล่น เนื้อทรายหยาบสีขาวนวล นุ่มเท้า

ทำให้รู้สึกเพลิดเพลิน จนลืมไปว่ามีคนเดินมาด้วยกันอีกคนหนึ่ง

      “อีกกี่ปีจบเนี่ยนู”

      “เทอมหน้าอีกเทอมครับ”

      “เออ จริงสิ พี่ก็หลง ๆ....คิดรึยังว่าจะทำงานหรือว่าอยากเรียนต่อ”

      “ผมเบื่อเรียน”

      “เฮ่ย”

      พี่เนย์เบิกตาโต เหมือนไม่เชื่อหูว่าจะได้ยินผมที่ดูเป็นเด็กคงแก่เรียนพูดออกไปอย่างนั้น

      “เอาจริง ๆ สิ อย่าพูดเล่น”

      “ผมพูดจริง ผมเบื่อเรียนแล้วครับ อยากทำงาน อยากหาตังค์ใช้เอง”

      “ไม่อะ พี่ไม่เชื่อหรอก มีอะไรกันแน่ไหนบอกมาซิ”

      พี่เนย์ทำท่าไม่เชื่อเอาจริง ๆ ไม่ว่าผมจะพูดยังไง แถมยังเชียร์ให้ผมเรียนต่อปริญญาโทอีกต่างหาก

      “พี่ยังอยากเรียนเลย แต่หมดทุนแล้ว พอได้ทำงานที่นี่ ป๊าก็ตัดความรับผิดชอบเลย ถ้าพี่อยากเรียนก็ต้องหาเงินเรียนเอง”

      “ผมก็ไม่มีเงินเรียนเหมือนกันแหละ”

      “พี่จำได้ว่า คุณแม่ของนิวตั้งใจจะส่งนูเรียนไปเรื่อย ๆ นะ”

      จะพูดขึ้นมาทำไมก็ไม่รู้...ผมนึกขุ่นใจกับชื่อที่พี่เนย์พูดถึง ทั้งที่ก็รู้นั่นแหละว่าพี่เขาไม่เคยรู้เรื่องใด ๆที่เกิดขึ้นกับผมมาก่อน

      “ครับ คุณแม่ก็พูดอยู่เรื่อย ๆแหละ แต่ก็อย่างที่บอกว่าผมขี้เกียจเองมากกว่า”

      “เสียดายอะ พี่ว่านูเป็นเด็กเรียนดี พี่อยากให้นูเรียนสูง ๆ เอ...หรือว่าจะรอเรียนพร้อมพี่เอามั้ย”

      “อย่าเลยครับ ผมเบื่อเรียนแล้วจริง ๆ ขืนรอผมพี่เนย์จะหนวดหงอกซะเปล่า ๆ ฮ่า ๆ”

      พี่เนย์ผลักท้ายทอยผมเบา ๆ เมื่อผมพูดจบ แล้วเปลี่ยนมาเอามือพาดไหล่ผมแทน ดูไปก็เหมือนเพื่อนสนิทเดินด้วยกัน

      “ก็จริง พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่ถึงจะเก็บเงินพอที่จะเรียนได้”

      “ขอทุนสิครับ”

      “พี่ไม่เก่งเหมือนนูนี่”

      “ผมไม่ได้เรียนเก่งอะไรหรอกครับ มาดูเกรดผมตอนนี้สิ แย่มากเลยล่ะพี่เนย์”

      ผมเผลอหลุดปากออกไป ทำเอาพี่เนย์หันขวับมาขมวดคิ้วใส่

      “ทำไม เกิดอะไรขึ้น”

      “ก็ไม่ทำไมหรอกครับ มันยากขึ้น แล้วผมก็ขี้เกียจขึ้น แค่นั้นเอง”

      “พูดหมา ๆ งี้ได้ไง”

      พี่เนย์ขึ้นเสียง เขาไม่เคยใช้คำพูดแรง ๆ อย่างนี้กับผมมาก่อน ทำเอาผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนเหลวไหลยังไงไม่รู้

      “โทษที พี่เผลอไป”

      “ไม่เป็นไรครับ”

      “ไหนบอกมาซิ ทำไมเกรดตก”

      พี่เนย์ลากผมเข้าไปนั่งใต้ต้นไม้ห่างทะเลออกไป ด้วยท่าทางที่เอาจริง สายตาคาดคั้นคู่นั้นคงไม่ยอมให้ผมปิดปากเงียบอยู่ได้เป็นแน่

      “ก็....มันยากจริง ๆนี่ครับ”

      “ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องหรอกมั้ง”

      “พี่เนย์อะ”

      ผมเริ่มจะเสียงอ่อน เพราะทนกับสายตาคาดคั้นของพี่เนย์ไม่ไหว แต่จะให้พูดถึงสาเหตุที่แท้จริงออกไป ผมก็ยังไม่กล้าพอ

ไหนจะกลัวว่าต้องพาดพิงไปถึงพี่นิวอีก เขาเคยบอกผมว่าเพื่อนในกลุ่มของเขาเกลียดเกย์ เขาถึงจำเป็นต้องปิดบังความสัมพันธ์ของเราสองคนเอาไว้

      “ไปแอบชอบใครแล้วเค้าไม่ชอบเราใช่มั้ย”

      บิงโก!!

      “ก็ทำนองนั้น”

      “โถ่เอ๊ย...เหตุผลเน่า ๆ เค้าไม่ชอบเรามันก็ไม่ถึงกับตายซะหน่อย หาใหม่สิวะ”

      “ครับ ผมก็ว่างั้น”

      เราสองคนนั่งมองทะเลอยู่ในความเงียบอีกครั้ง ผมที่ไม่รู้จะชวนคุยอะไร ได้แต่นั่งคุ้ยเขี่ยทรายเล่น พี่เนย์นั่งข้าง ๆ ได้สักพักก็ลุกขึ้นเดินห่างออกไป

      ผมมองตามหลังของเขาแล้วคิดถึงพี่นิวขึ้นมาจับใจ

      หากวันนี้ผมยังมีพี่นิวเคียงข้าง การนั่งมองทะเลคงไม่เงียบเหงาอย่างนี้

การมีคนอื่นเข้ามาทำกิจกรรมที่เราเคยทำร่วมกัน ยิ่งทำให้ผมหวนระลึกถึงวันวาน

      เคยคิดว่า อยากจะเก็บคืนวันเก่า ๆ ไว้ระลึกถึงวันที่เราต้องอยู่คนเดียว แต่เมื่อวันเวลาที่ว่าได้มาถึงจริง ๆ

ผมกลับตัดสินใจไม่ได้ว่า ระหว่างลืม กับ จดจำ สิ่งไหนจะทำให้ผมหลุดพ้นจากบ่วงความทุกข์ได้เร็วกว่ากัน

      เผลอเดี๋ยวเดียว พระอาทิตย์ก็คล้อยต่ำลงไปมากแล้ว พี่เนย์เดินไปเดินมาใกล้ ๆในขณะที่ผมนั่งเอน ๆ อยู่กับต้นไม้ที่เดิม

ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเรียกว่าเที่ยวด้วยกันได้หรือเปล่า เพราะดูเหมือนเราต่างคนต่างอยู่กันคนละมุมด้วยความสมัครใจ

      “กลับกันเถอะ”

      พี่เนย์พูดชวนขึ้นด้วยเสียงเรียบ ๆ พร้อมกับออกเดินนำไปก่อน ผมลุกขึ้นปัดทรายออกจากกางเกงด้วยความเคยชิน

ทั้งที่ตอนเดินทรายก็ยังเปื้อนชายกางเกงอยู่ดี

      พี่เนย์เดินขึ้นเดินเนินนำหน้าไปก่อนอย่างเคย แล้วหยุดยืนรอผมเมื่อขึ้นไปถึงยอด พอผมตามทัน แทนที่เราจะเดินลงกันต่อ

พี่เนย์กลับฉุดแขนผมเอาไว้ให้ยืนมองทะเลด้วยกันนิ่ง ๆ

      ผมหันไปมองหน้าพี่เนย์เตรียมจะถาม แต่พี่เนย์กลับชิงพูดขึ้นก่อน

      “เรียนต่อกันเถอะนู อีก 2-3 ปี ไหวมั้ย”

      ผมยังงงอยู่ ก็เลยไม่ได้ตอบอะไรออกไป

      “ถึงพี่จะไม่ค่อยชอบงานที่ทำอยู่ แต่เงินเดือนดี ไหนจะมีโบนัสอีก สัก 3 ปีพี่คงเก็บเงินเรียนต่อได้

แล้วถ้าไม่พอ พี่ก็คงขอป๊าได้บ้าง ขอพี่สาวได้บ้าง เราไม่ได้เอาเงินไปใช้ในทางไม่ดี เขาต้องสนับสนุนแน่ ๆ นูว่ามั้ย”

      ผมพยักหน้ากับความเห็นตอนท้าย แต่ไม่ได้หมายความว่า ผมจะรับปากที่จะไปเรียนต่อกับพี่เนย์

      “พี่คงไม่มีปัญญาไปเรียนเมืองนอกเหมือนนิวหรอก อิจฉามันชะมัดเลย”

      ลมแรงพัดมาวูบหนึ่ง หอบเอาเม็ดทรายขึ้นมาได้ยังไงก็ไม่รู้ แต่มันก็ปลิวมาเข้านัยน์ตาจนได้ ผมยกมือขึ้นจะขยี้ตามสัญชาตญาณ แต่โดนปัดออก

      “อย่าขยี้สิ อยู่เฉย ๆ”

      ผมพยายามเบิกตากว้าง ๆ เพื่อให้น้ำตาไหลออกมาชะเอาเม็ดทรายออกไปแต่ไม่สำเร็จ

      “พี่จะล้างตาให้อย่าหลับตานะ”

      พี่เนย์มีขวดน้ำใบเล็กติดกระเป๋ากางเกงมาด้วย แต่หลังจากเอาน้ำล้างตาแล้ว ผมก็รู้สึกทั้งแสบ ทั้งเจ็บที่เปลือกตาไปพร้อม ๆกัน

      “เดี๋ยวเข้าเมืองแล้วไปหาหมอกัน”

      “ไม่ต้องหรอกครับพี่เนย์ ผมไม่เคืองตาแล้ว แค่เจ็บ ๆ ที่เปลือกตาเอง นอนพักคืนนึงพรุ่งนี้ก็คงดีขึ้น”

      “ทำไมดื้อจัง ไปหาหมอหน่อยจะเป็นไร อย่างน้อยก็ให้หมอดูว่าทรายมันบาดลูกกะตารึเปล่า”

      เสียงแข็ง ๆ ที่พูดด้วยความห่วงใยทำเอาผมปฏิเสธไม่ลง รู้สึกดีใจที่มีพี่ชายมาคอยดูแลแทนพี่ชายแท้ ๆ ที่เคยเป็นของผมคนเดียว

แต่ตอนนี้เขาไปมีแฟนแล้ว อีกไม่นานก็คงจะแต่งงานกัน ส่วนคนที่ผมคิดจะฝากชีวิตไว้ ก็หันหลังให้ผมเสียแล้ว

ความตื้นตันใจปรี่ล้นขึ้นมาจนผมน้ำตาซึม

      “ขอบคุณครับ”

      “ขอบคุณทำไม”

      “ขอบคุณที่ดูแลผม”

      พี่เนย์หันหน้าไปทางอื่น ทำท่าจะออกเดินต่อ

      “ไม่เป็นไรหรอกเล็กน้อยจะตาย...ไปเถอะ กลับกัน...เดี๋ยวจะเย็นเกินไป”

      พอเดินถึงชั้นล่าง พี่เนย์ก็หยุดรอผมอีก

      “ลงมาดี ๆ ล่ะ อย่าทรุดลงไปอีก”

      “โถ่...ตอนนั้นเข่ามันทรุด ไม่ใช่ว่าผมจะอ่อนแออะไรสักหน่อย พี่เนย์ก็”

      “ก็นั่นแหละ คนดี ๆ แข็งแรง ๆ ที่ไหนจะเข่าทรุดได้ง่าย ๆ นี่ออกกำลังกายมั่งรึเปล่าล่ะนู”

      “ไม่อะครับ เมื่อก่อนเล่นบอล แต่ผมไม่เล่นนานแล้ว ไม่มีเพื่อนที่เล่นเข้าขากันก็เลยเลิก”

      “นั่นสินะ พี่ก็เหมือนกัน แต่มันก็มีกีฬาอื่นที่เราเล่นคนเดียวได้นี่”

      “เล่นคนเดียวมันก็ไม่สนุกสิครับ”

      “ว่ายน้ำไง ไม่สนุกแต่สบาย ไม่ร้อนด้วย...เอานะ ว่าง ๆ เราไปกัน”

      “ผมว่ายน้ำไม่เป็น”

      พี่เนย์ทำหน้าตาเบื่อหน่าย

      “อะไรว้า ขับรถก็ไม่เป็น นี่ก็ว่ายน้ำไม่เป็นอีก แล้วเล่นอะไรเป็นมั่งล่ะเรา”

      “ปั่นจักรยานครับ”

      “ฮ่า ๆ  โอเคเลย เดี๋ยวพี่ไปซื้อจักรยานสักคัน แล้วเราจะไปปั่นที่ไหนกันล่ะ”

      พี่เนย์หัวเราะชอบใจ ทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่า จะมีที่ไหนให้เราไปปั่นรถเล่นได้บ้าง

      “ในม.ผมไง ที่ตั้งกว้าง หรือไม่งั้นก็ในสวนสาธารณะก็ได้ครับ”

      กิจกรรมของเราก็เลยเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอย่าง ผมรู้สึกสนุกกับการที่มีทั้งเพื่อน ที่เป็นทั้งพี่ชาย มาทำกิจกรรมร่วมกัน

แม้ว่าระยะเวลาจะไม่นานนัก แต่พี่เนย์ก็ได้อยู่ทำงานโครงการไปถึงปีครึ่ง แม้ว่าในบางครั้งจะรู้สึกเศร้าหมองไปบ้าง

เมื่อนึกถึงคนบางคนที่จากไปไกล แต่พี่เนย์ก็ทำให้ช่วงเวลานั้นของผมมีชีวิตชีวา และทำให้ผมพอจะมีความสุขกับเขาได้บ้าง






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-11-2012 23:29:20 โดย ์NOO »

ออฟไลน์ NuNew

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +62/-2




      แล้ววันลาจากก็มาถึง พี่เนย์มาค้างคืนที่บ้านก่อนจะขึ้นเครื่องกลับไปรายงานตัวที่สำนักงานใหญ่

ซึ่งความจริงเขาควรจะได้กลับไปกับรถตู้ของสำนักงานที่มารับพนักงานกลับไปพร้อม ๆกันอีก 3 คน

      “รถไปถึงวันพรุ่งนี้ มันเป็นวันเสาร์ ยังไงก็เข้าไปรายงานตัวไม่ได้อยู่ดี เพราะที่ทำการปิด พี่จะได้มีวันหยุดพักผ่อนกับนูอีกตั้ง 2 วัน”

      ตลอด 2 วันก็หาได้เป็นการพักผ่อนอย่างที่พี่เนย์บอกไว้ไม่

      ผมพาพี่เนย์ไปไหว้พระที่วัดที่มีชื่อเสียง 2 แห่ง นอกนั้นก็ตระเวนเที่ยวไปทั่ว สุดแล้วจะนึกถึงที่ไหนได้

โดยอาศัยรถกระบะของพ่อ ซึ่งให้มาใช้ได้ 1 วัน

      และคงเป็นเพราะเราสองคนชอบทะเลเหมือน ๆ กัน ที่เที่ยวแห่งสุดท้ายของวันจึงมาจบลงที่ทะเล ตอนตะวันยอแสง

      ที่นี่ตะวันตกดิน แต่ขึ้นจากทะเล น่าเสียดายที่ผมไม่ทันได้นึก ไม่งั้นคงได้พาพี่เนย์มามองดูตะวันขึ้นด้วยกัน............???

      ไม่สินะ...ตะวันขึ้น เหมาะสำหรับจะนั่งดูกับคู่รักเท่านั้น....

      “อิ่มจนพุงกางเลยนู ดูสิ”

      พี่เนย์เลิกชายเสื้อขึ้นจนเห็นพุงขาว ๆ แถมยังลูบให้ดูอีกต่างหาก

ผมนึกถึงพี่นิว ถ้าอิ่มจนพุงกางอย่างพี่เนย์ อย่างมากก็ล้มตัวลงนอนเหยียด เพราะเขามักจะบอกว่าสบายตัวดี

แต่ผมจะเป็นคนฉุดให้เขาลุกขึ้นนั่งตัวตรง เพราะคุณแม่บอกว่า กินอิ่มแล้วนอนเลยมันไม่ดีต่อสุขภาพ

ทำให้กระเพาะอาหารย่อยไม่สะดวก ผมก็ทำตามเสมอ แต่ลูกชายคุณแม่ไม่ค่อยเชื่อฟัง

      ....จนได้สิน่า....ไม่ว่ายังไง ผมก็ยังอดนึกไปถึงอีกคนที่ไม่ได้เห็นกันอีกแล้ว ...แล้วอย่างนี้เมื่อไรผมถึงจะลืมเขาได้เสียที

      “อีกแล้วนะเรา”

      พี่เนย์ลูบหัวผมเบา ๆ ในสัมผัสนั้นผมรู้สึกได้ถึงความอบอุ่น และความใส่ใจที่มีอยู่เต็มเปี่ยม มาตลอดระยะเวลาปีกว่า

ที่ผมกับพี่เนย์ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อย ๆ ผมมักจะรู้สึกเช่นนี้เสมอ เวลาที่เขาแสดงความรักและเอ็นดูต่อผมแบบนี้

      “ไม่ใช่สักหน่อย ผมแค่คิดอะไรเล่น ๆ ต่างหาก”

      ผมตอบปฏิเสธ ทั้งที่โกหก เพราะฉะนั้นผมก็เลยต้องปกปิดแววตาแจ้งความเท็จนั้นด้วยการก้มหน้ามองพื้นทราย

      “นู”

      ผมเงยหน้าขึ้น รู้สึกได้ถึงความจริงจังในน้ำเสียงอ่อน ๆ ที่เรียกชื่อตัวเอง

      “พี่ไม่รู้หรอกนะว่านูเป็นอะไร ทุกข์ใจเรื่องอะไร ถามกี่ทีก็ไม่เคยจะได้รับคำตอบ....แต่ก็เอาเถอะ

พี่เข้าใจดีนะ ว่าเราทุกคนต่างก็มีความลับกันทั้งนั้น แต่สำหรับพี่....พี่ขอได้มั้ย....อย่ามีความลับกับพี่เลย”

      ผมยังคงมองพี่เนย์แน่วนิ่ง ด้วยไม่รู้จุดประสงค์ของคำขอนั้น

      “เอ้อ...ก็เราสนิทกันแล้วนี่ ถึงพี่จะเป็นพี่ แต่เราก็เป็น...เพื่อนกันได้....รึไม่ใช่”

      “เป็นพี่เนย์แหละครับดีแล้ว”

      ผมเล่นลิ้น จะยังไงก็ไม่รู้ ผมรู้สึกว่าคำพูดของพี่เนย์ฟังดูแปลก ๆ แม้แต่แววตาที่มองผมก็แปลกไป

      “พี่อยากเป็นคนที่นูสามารถปรับทุกข์ได้ อยากให้นูมองเห็นพี่ตลอดเวลาที่นูต้องการความช่วยเหลือ

จะเป็นอะไรก็ได้สำหรับนู แต่พี่ขอแค่นี้...ได้มั้ย”

      ผมเริ่มอึ้งกับคำขอ

      มันกินความหมายมากมายก็ได้ แค่เศษเสี้ยวก็ได้ แล้วแต่ความรู้สึกที่คนสองคนมีต่อกัน

แต่สำหรับผม สิ่งที่พี่เนย์ขอ ผมเคยมีให้คน ๆ หนึ่ง ซึ่งตอนนี้เขาไม่อยู่เคียงข้างผมเพื่อทำหน้าที่นั้นอีกต่อไปแล้ว

แต่ถ้าจะถามถึงคนที่ผมปรับทุกข์ได้...ก็คนที่บ้านนั่นไง ทั้งพ่อแม่ และพี่ชาย ทุกคนพร้อมที่จะโอบประคอง

ยามที่ผมล้มลุกคลุกคลาน ผิดหวังท้อแท้ และต้องการกำลังใจ

แต่ผมต่างหาก ที่ไม่พร้อมที่จะให้พวกเขาได้ฟังความทุกข์ที่มันฝังแน่นอยู่ในหัวใจผมมาแรมปี

      แล้วพี่เนย์ล่ะ...จะเป็นคนนั้นได้มั้ย

      “ขอบคุณครับ ถ้าผมต้องการคนปลอบใจ ผมจะบอกพี่เนย์”

      พี่เนย์พยักหน้าเนิบ ๆ พร้อมกับยิ้มน้อย ๆมาให้ผม

      “บอกพี่ได้มั้ย ว่าทำไมนูถึงย้ายออกจากบ้านนิว”

      “ที่นั่นไม่มีใครอยู่อะ แต่ผมก็ไป ๆ มา ๆนะครับ ไปคอยดูแลบ้านบ้าง ไปหาคุณแม่บ้าง เวลาท่านมาพัก

แต่พี่เนย์ก็รู้ว่าส่วนใหญ่คุณแม่ต้องดูแลคุณพ่อที่โน่น นาน ๆถึงจะมาสักที”

      “เหตุผลแค่นั้นน่ะเหรอ”

      “ครับ”


      “แปลกนะ....ทำไมพี่รู้สึกว่าเรื่องราวมันมากกว่านั้นก็ไม่รู้”

      พี่เนย์บ่นเบา ๆ แต่ค่อนข้างจริงจัง  ครั้นจะให้ผมบอกออกไป ผมคงไม่กล้าเสี่ยง ไม่ใช่เพื่อตัวเอง

แต่ผมนึกถึงอีกคนที่อยู่ไกล ถึงตอนนี้เราจะแยกจากกันแล้ว แต่หากมีใครรู้เรื่องราวระหว่างเรา

ผมว่ามันคงมีผลกับเขาในทางลบ...ผมยอมให้มันเกิดขึ้นไม่ได้แน่ ๆ

      “ไม่บอกก็ไม่เป็นไร แต่พี่ก็ยังยืนยันคำเดิม พี่อยากเป็นมากกว่าพี่สำหรับนู”

      ถ้าผมตอบรับก็คงเข้าเนื้อ แต่ถ้าปฏิเสธก็ยิ่งจะดูไม่ดี ผมเลยอาศัยความเงียบแทนคำตอบ และส่งรอยยิ้มให้พี่เนย์ไป

อย่างน้อยมันก็คือการแสดงออกถึงความรู้สึกขอบคุณ



      ผมคิดว่านั่นจะเป็นที่สุดแล้วที่เราสองคนได้พูดคุยกันก่อนจาก แต่ไม่เลย ระหว่างที่รอรถมารับไปสนามบิน

พี่เนย์กลับทำอะไรที่ผมคาดไม่ถึง

      “ที่จริงพี่อยากให้นูไปส่งนะ”

      “อ้าว...ผมไปได้นะครับ แต่พี่เนย์....”

      “ที่ไม่ให้ไปเพราะพี่กลัวจะทำอะไรที่น่าขายหน้าออกไปน่ะสิ แต่จริง ๆ แล้วพี่อยากให้นูไปส่งมาก ๆรู้มั้ย”

      “แล้วพี่เนย์จะเอายังไงครับ ผมไปด้วยก็ได้”

      ผมทำท่าจะหยิบถุงเท้ามาใส่ ส่วนเสื้อผ้าก็พร้อมอยู่แล้วไม่ต้องเปลี่ยน แค่พี่เนย์บอกว่าให้ไปส่ง

ผมก็แค่สวมรองเท้าอีกคู่แค่นี้ก็ไปไหนต่อไหนได้แล้ว

      “แต่ถ้าเป็นที่นี่ มีเรารู้กันสองคน แล้วนูก็.....อย่างมากพี่ก็อาจจะโดนนูชกหน้าให้สักที”

      “พูดอะไรแปลก ๆอะพี่เนย์ ผมจะไปชกหน้าพี่เนย์ทำไมกัน”

      พี่เนย์เดินไปหยิบกระเป๋าสะพายใส่ของส่วนตัวขึ้นบ่า เอี้ยวตัวลงหิ้วหูกระเป๋าเดินทางใบใหญ่อีกใบ

เป็นทีบอกว่าเขาจะลงไปรอรถข้างล่าง ผมก็เลยเดินไปจะหยิบกระเป๋าอีกใบมาช่วยถือลงไปให้บ้าง

      แต่ทันใดนั้น พี่เนย์ก็วางกระเป๋าทั้งสองใบแล้วเดินย้อนกลับมาสวมกอดผมอย่างรวดเร็ว....ทั้งหมดเกิดขึ้นเร็วมาก

ผมยังไม่ทันได้คว้ากระเป๋าใส่มือเลยด้วยซ้ำ

      ผมยืนตัวแข็งอยู่ในอ้อมกอดของพี่เนย์ หัวใจเต้นตูมตามแทบจะกระแทกออกมานอกอก

พร้อมกันนั้นก็รับรู้ถึงแรงกระแทกของหัวใจอีกดวงที่เต้นโครมครามไม่แพ้กันในทรวงอกของคนตัวโตที่กำลังกอดผม

      “จะชกหน้าพี่มั้ย”

      ผมส่ายหน้าได้ไม่มาก เพราะถูกกอดไว้กับอกแน่นบึ้ก

      “ขอให้พี่ได้กอดนูหน่อยนะ”

      แล้วผมจะทำอะไรได้นอกจากยืนอยู่เฉย ๆ

      เสียงหัวใจเต้นค่อย ๆแผ่วลง แต่พี่เนย์ก็ยังไม่คลายอ้อมกอดออกไป จนผมต้องเป็นฝ่ายผละออกมาเสียเอง

พร้อมกับคำถามกึ่งกลัวกึ่งกล้าออกจากปากของตัวเอง

      “พี่เนย์คิดอะไรกับผม”

      พี่เนย์ถอนหายใจหนัก ๆก่อนจะตอบ

      “พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน”

      “หวังว่ามันคงไม่ใช่”

      “พี่ก็อยากจะหวังอย่างนั้น....แล้วพี่ก็บอกตัวเองมาตลอดว่านูเป็นเหมือนน้อง แต่ที่ทะเลเมื่อวานนี้

พี่ถึงได้มั่นใจว่า ไม่ใช่แค่น้อง  พี่อยากเป็นมากกว่าพี่ นูให้พี่ได้มั้ย”

      ผมส่ายหน้า ในขณะที่พี่เนย์พยักหน้าอย่างเข้าใจ

  สำหรับผม....การส่ายหน้า นั่นหมายถึง ผมไม่สามารถรักใครได้อีก และผมก็ไม่สามารถให้ใครมาแทนที่คน ๆนั้นได้

ส่วนพี่เนย์ ผมคิดว่าเขายังไม่พร้อมที่จะเป็นอย่างที่เขาบอกผมจริง ๆหรอก

ความรู้สึกของเขาในวันนี้มันอาจจะแค่ฉาบฉวย รู้สึกเช่นนี้ในวันนี้ แต่ไม่อาจทำให้มันเป็นจริงขึ้นมาได้ เช่นเดียวกับที่ผมกับพี่นิวประสพอยู่

   ส่วนในวันหน้า ผมไม่กล้าคิด เพราะผมเคยคิดถึงอนาคตระหว่างผมกับพี่นิวมาแล้ว และมันก็จบไปแล้ว

ทิ้งร่องรอยความเจ็บช้ำเอาไว้ให้ผมได้ลิ้มรสอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ผมไม่อยากให้พี่เนย์ต้องอยู่ในสภาพนี้

รวมทั้งผมเองก็ไม่พร้อมที่จะทำตามคำขอของเขาด้วย


      พี่เนย์ขึ้นรถไปสนามบินโดยที่ผมไม่กล้าเสนอตัวไปส่ง ก่อนออกจากห้องของผม พี่เนย์ก็ขอกอดอีกเป็นครั้งที่สอง

คราวนี้ผมปฏิเสธ เพราะรู้เสียแล้วว่าเขาคิดยังไง พี่เนย์ทำหน้าเศร้า จนผมเกือบจะใจอ่อนอยู่แล้วเชียว

      “พี่ไม่รู้หรอกนะว่าความรู้สึกที่มีต่อนูตอนนี้เรียกว่าอะไร มันออกจะแปลก ๆสำหรับพี่อยู่เหมือนกัน

แต่พี่อยากจะบอกว่า พี่ไม่อยากไปเลยนูเชื่อพี่มั้ย”

      ผมบีบมือตัวเองจนรู้สึกว่ามันเริ่มเจ็บ ถึงได้รู้ตัวว่า น้ำตามันกำลังกลบตาจนมองเห็นพื้นกระเบื้องใต้ฝ่าเท้าพร่าเลือนไปหมด...

ใครคนหนึ่งเต็มใจที่จะไปจากผม เป็นคนที่ผมรักเท่าชีวิต แต่คน ๆนี้ บอกผมว่าเขาไม่อยากจากผมไป

กลับเป็นคนที่ผมไม่พร้อมจะเปิดใจให้...โลกของความรักไม่มีอะไรสมดุลกันเลยสินะ

      ผมรู้สึกถึงสัมผัสที่กดลงมาที่ขมับ ตอนนั้นน้ำตาเม็ดเป้งก็หยดลงมาจนเต็มแก้มแล้ว

      “อย่าบอกว่าน้ำตานี้สำหรับพี่นะ พี่คงไม่สบายใจถ้ารู้ว่าพี่ทำนูร้องไห้”

      “เปล่าครับ...”

      ผมยิ้มให้พี่เนย์อย่างไม่ต้องฝืนเลย

      “ผมขอบคุณสำหรับความรู้สึกดี ๆ ที่พี่เนย์มีให้ มันจะเรียกอะไรก็ช่างมันเถอะครับ

ถึงผมจะตอบรับไม่ได้ แต่เราก็ยังเป็นพี่น้องกันได้ไม่ใช่หรือครับ”


      สัมพันธภาพแม้จะออกมาในรูปใด แต่ถ้าคนสองคนยอมรับเงื่อนไของอีกฝ่ายได้ มันก็ลงตัว

ถึงยังไง รักกัน มันก็ดีกว่าเกลียดกันอยู่แล้วไม่ใช่หรือครับ



      พี่เนย์ (ถือโอกาส) จูบหน้าผากของผมอีกทีก่อนจาก ในอารมณ์อย่างนั้น ผมจะกล้าชกหน้าพี่เขามั้ยครับ





     จบตอนพิเศษครับ

     พี่นิวถามว่า ถ้าพี่เนย์ไม่บอก ผมจะเล่าให้เค้าฟังเมื่อไหร่

      ผมก็เลยบอกว่า ผมคงไม่เล่าหรอก ไม่รู้ม้ันจะได้อะไรขึ้นมา

     เกือบจะโดนโกรธแน่ะครับ คนอะไรขี้ใจน้อยเป็นบ้า


      รออีกสองสามวันนะครับ ผมจะมาลง Series ต่อ ช่วงนี้งานเริ่มซาลงบ้างแล้ว

     ก่อนจะหนักอีกในเดือนสุดท้าย เร็ว ๆนี้ ยังกับ ฟ้าสงบก่อนมีพายุเลยเชียว ชีวิตผม


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-11-2012 23:29:46 โดย ์NOO »

ออฟไลน์ ♠DekDoy♠

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4619
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +421/-8

ออฟไลน์ took-ta_naka

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 612
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +216/-10
 :serius2:  สงสารพี่เนย์อ่ะ   นูยึดมั่นในความรักจัง  รึว่าจะเรียกว่ายึดติดดีนะ


แต่มันก็ผ่านพ้นมาแล้ว


เป็นกำลังใจให้ค่ะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ bobie

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2213
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +269/-7
สงสารพี่เนย์นะ
แต่เป็นพี่น้องกันก็คงดีแล้วล่ะเนอะ
ความรักพี่นูมั่นคงมากอ่ะ
รอตั้ง2ปีเลยนะ
แล้วพี่นิวกลับมาจะเป็นยังไงล่ะเนี่ย

ออฟไลน์ Aoya

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 929
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +84/-3

พี่เนย์เป็นคนดีมากเลย อ่านแล้วอยากให้นูเลือกพี่เนย์
เพราะช่วงนั้นคงเป็นช่วงเวลาที่ลำบากและเจ็บปวดที่สุดของนู
ถ้ามีพี่เนย์มาช่วยดูแล นูก็คงจะทำใจได้เร็วขึ้น
อีกอย่างพี่นิวจะได้รู้ว่านูน่ะไม่ใช่ของตาย

แต่ว่าช่วงเวลานั้นมันได้ผ่านพ้นไปแล้ว ตอนนี้นูมีความสุขดีใช่ไหมคะ
ขอให้มีความสุขแบบนี้ไปนานๆ นะคะ

ปล. บ้านของน้องนูอยู่ที่ไหนคะ ทำลิงค์ให้หน่อยสิคะ ^^

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12-11-2012 12:28:07 โดย Aoya »

namtarn11

  • บุคคลทั่วไป
บ้างครั้งก็หน้าจะให้โอกาสพี่เนย์นะ

ออฟไลน์ Yarkrak

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1637
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-3
น่าจะรับพี่เนย์ไว้พิจารณา แล้วจะได้เห็นอีกคนอกแตกตาย ฮ่า ฮ่า (แอบโรคจิต)

โจ๊กกุ้ง

  • บุคคลทั่วไป
อ่านแล้วก็นับถือนูจริงๆรักพี่นิวมากเลยอ่ะ

ออฟไลน์ ka[ze]na

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3858
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +192/-6
เข้าใจนูมากมาย.....เหอะๆๆๆ ไม่มีใครแทนที่ได้

เพราะไม่คิดที่จะให้ใครมาแทน....กัน

ออฟไลน์ choijiin

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2082
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +445/-5
ยังโกรธพี่นิวอยู่นะ
อ่านตอนนี้แล้วแอบสะใจ
อย่าคิดว่าคุณนู(ของนัท)เป็นของตายนะพี่นิว
เดี๋ยวจะเสียใจ เช๊อะๆๆ
 :m16: :m16:

อยากกินไข่พะโล้ โปะ

  • บุคคลทั่วไป
ชอบเพ่เนย์แอร๊ยยย>< '
แตถ้าคบไปแล้วเป็นแบบพี่นูก้ไม่ไหวอ๊า

ออฟไลน์ everlastingly

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 476
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-1
เฮ้อ...ก็นะ พี่นูสู้ๆให้กำลังใจเสมอนะ  :กอด1:
เวลาอาจช่วยรักษาความเจ็บปวดไ้ด้ แม้ไม่รู้ว่าอีกเนิ่นนานขนาดไหน คงต้องยอมรับและอดทนครั้นที่ความเจ็บปวดมันถูกสะกิดขึ้นมา
คนเรามันก็ฝังใจอ่ะเนาัะ ยิ่งอยู่ด้วยกันมาเนิ่นนานและผ่านปัญหามาด้วยกันขนาดนั้น ยังทำให้เราเจ็บปวดได้  :m15:
สำหรับพี่เนย์อย่างน้อยคำว่า "พี่น้อง" มันก็ช่วยปรึกษากันได้ ดีไม่ดีอาจช่วยรักษาแผลใจของอีกคนได้
ยังไงๆ ก็อยากจะบอกพี่นูว่า  :monkeysad: "พี่นูเป็นคนที่เข้มแข็งมากๆ" เพราะเรื่องที่พี่เจอมันเจ็บปวดมากจริงๆ
 

ออฟไลน์ muiko

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-3
อ่านรวดเดียวเลย อ่านเเล้วสงสารนูจัง  :monkeysad:
น่าจะให้โอกาสตัวเองกับคนอื่นบ้าง
ทีพี่นิวยังไปมีคนอื่นได้เลย แล้วที่พี่เนย์ทำ ทำไมพี่นิวต้องโกรธด้วย
แค่นูไม่เล่าให้ฟัง พี่นิวเองคบกับพิมไม่รู้ว่านานขนาดไหนเเล้วยังไงเล่าให้นูฟังเลย :m31:
ต้องให้นูมาเห็นจากรูป อธิบายไว้ด้วยจดหมาย
เเถมยังเห็นเเก่ตัวโดยการโยนภาระให้นูเป็นคนตัดสินใจอีก
แล้วในเมื่อช่วงเวลานั้น มันก็เป็นช่วงที่พี่นิวทิ้งนูไว้คนเดียวเองหนิ :angry2:

ตอนนี้นูอาจจะกลับมาคบพี่นิวเหมือนเดิมเเล้ว นูให้อภัยพี่นิวยังไงนะ
หรือว่าเเค่พี่นิวเรียนจบก็กลับมาคบกันเหมือนไม่มีอะไร
หรือว่าตอนนี้คบกันเเบบพี่น้องนะ

รอค่ะ :pig4:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-11-2012 01:58:38 โดย muiko »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ akiko

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 626
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +45/-2
อ่านไปร้องไห้ไป ส่งสารนู
แต่สุดท้ายนิวก็กลับมาใช่มั๊ย
 :o12: :o12: :o12:

ออฟไลน์ gang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 144
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
อืม มีรักก็ทุกข์ไม่มีรักก็เหงา รักคุณนู. สู้ๆๆๆงานต่อไป

ออฟไลน์ LadySaiKim

  • ▫▪□Dezine'Kim□▪▫
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1813
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-0
ทำไมรู้สึกว่าพี่นิวใจร้ายกับพี่นูมากอ้ะ  :m15: :m15: :m15: :m15: :m15: :o10: :o10: :o10: :o10: :o10:

พี่นูสู้ๆน้า  o15 o15 o15 o15 o15

"คู่กันแล้วไม่แคล้วกันหรอก" คำนี้ยังใช่ได้กับทุกยุคทุกสมัยจริงๆ  o13 o13 o13 o13 o13  :laugh: :laugh: :laugh: :laugh: :laugh:

ออฟไลน์ gambee

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 451
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
เจ็บปวดใจไปกับนู
สี่ปีที่รอมาตลอด รักและซื่อสัตย์ตลอดมาแต่คนรักกันทำกันยังงี้ชิ
แล้วที่ไปเรียนต่อเขาไปด้วยกันใช่ใหมแล้วมีอะไรให้ต้องเลือก
(จดหมายนั้นชั้นจะใส่กรอบไว้เตือนใจเลยคอยดูอยากเลิกก็บอกกันดิ(คนอ่านมันอินเกิ้นอย่าถือสา555))
แล้วถ้านูไม่ติดสอบและไปงานด้วยอะไรจะเกิดขึ้นแต่นิวไม่แคร์เลยใช่ใหม
น้ำตาหยดแหมะๆ :sad4:
นูผ่านช่วงเวลานั้นมาได้เก่งมาก
ให้กำลังใจนูจ้า
ส่วนนิวยังไม่ปลื้ม

ออฟไลน์ NuNew

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +62/-2


รีบลงอย่างรวดเร็ว ง่วงจนปวดตาไปหมดแล้วครับ

ว่าจะลงตั้งแต่หัวค่ำ ดันมัวแต่เล่นเกม เลยยาวถึงวันใหม่

พรุ่งนี้จะมารับเสียงสะท้อน  ที่ต่อว่าพี่นิวมานะครับ








      การเรียนของผมไม่เคยตกต่ำอย่างนี้มาก่อน จนใคร ๆ ก็แปลกใจ แต่ผมไม่สนใจ

   ...ก็ผมทำได้เท่านี้...นั่นคือคำแก้ตัวให้กับความอ่อนแอของตัวเอง ที่ยังตั้งรับไม่ทั

นกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งในชีวิต

     พี่นิวไม่อยู่ คุณแม่ก็มีเวลาอยู่บ้านน้อยลง เพราะต้องไป ๆ มา ๆ ระหว่างกิจการกงสีกับกิจการของตัวเอง

กว่าจะรู้ว่าการเรียนผมย่ำแย่แค่ไหน ก็เกือบจะเกินเยียวยา คงเป็นบุญของผมมั้ง ที่เกรดปีแรก ๆทำไว้ดี

พอมาเฉลี่ยกันก็เลยพอดูได้ แต่คุณแม่ไม่ค่อยพอใจ ถ้าเป็นลูกตัวเองผมคงจะโดนดุมากกว่านี้

   “ปกตินูไม่ใช่เด็กเหลวไหล แม่คิดว่าแม่รู้จักนูดี ถ้าแค่เรื่องของนิวทำให้นูเป็นได้ขนาดนี้

แม่คงรู้สึกผิดต่อพ่อกับแม่ของนู ที่รับปากว่าจะดูแลอย่างดีแต่ก็ทำไม่ได้”

   ผมได้แต่นั่งก้มหน้า

   “แม่ขอโทษที่ลูกชายของแม่ทำให้ลูกชายอีกคนต้องเสียใจ มีอะไรที่แม่พอจะช่วยให้นูรู้สึกดีขึ้นได้ก็บอกมาเถอะ

แม่จะทำให้ดีที่สุด อย่างน้อยก็ไถ่โทษที่นิวทำให้นูต้องเสียใจ”

   “ไม่หรอกครับคุณแม่ ไม่มีใครต้องไถ่โทษ แม้แต่พี่นิวก็มีสิทธิ์ที่จะทำตามที่เขาต้องการ

ผมจะพยายามเลิกคิดให้เรากลับมาเหมือนเดิมครับ”.....แม้จะรู้ว่ามันยาก

   “นูไม่คิดจะกลับไปอยู่บ้านโน้นหรอกใช่ไหม”

   น้ำเสียงของคุณแม่คาดหวังในคำตอบจากผมในทางบวก ผมรู้ดี และผมก็ยังตัดสินใจไม่ได้

พูดให้ถูกก็คือผมยังตัดใจจากบ้านนี้ไปไม่ได้ ทุกตารางนิ้วของที่นี่เต็มไปด้วยความทรงจำที่มีพี่นิวเป็นจุดศูนย์กลาง



   ทุกวันผมจะเข้าไปในห้องพี่นิว เพื่อจะสูดเอาละอองอากาศที่มีกลิ่นไอของพี่นิวให้เต็มปอด

สัมผัสข้าวของที่เขาเคยใช้แทนความรู้สึกว่าได้สัมผัสตัวเขา ทบทวนภาพอดีตที่เราเคยอยู่ร่วมกันในห้องนี้

   ทุก ๆอย่างเพียงเพื่อให้ตัวเองมีเรี่ยวแรงที่จะหายใจต่อไปได้อีกวัน.....และอีกวัน

   ผมไม่รู้เลยว่าจะหยัดยืนด้วยพละกำลังของตัวเองได้เมื่อไร แต่ก็ใช่ว่าผมจะไม่พยายาม

หลายต่อหลายครั้งที่ผมมีแรงบันดาลใจจากละครบางเรื่อง จากเพลงบางเพลง จากหนังสือบางเล่ม และจากเพื่อนบางคน

แต่ผมก็ทำได้แค่ชั่วครั้งชั่วคราว เมื่อกลับมาถึงบ้าน ในสิ่งแวดล้อมเก่า ๆ ผมก็กลับคิดถึงพี่นิว

พร้อมกับคำพูดในจดหมายฉบับสุดท้ายขึ้นมาอีก

   ปีนั้นทั้งปี การเรียนของผมล้มเหลวไม่เป็นท่า ผมทำคะแนนหลาย ๆวิชาได้ไม่ดีเลย เกรดตกทุกวิชา

และทำให้ผมหมดหวังที่จะได้เกียรตินิยม

   พ่อกับแม่ไม่ได้ว่าอะไร นอกจากให้กำลังใจ พี่ชายพูดว่าผิดหวังในตัวผม

   ส่วนคุณแม่มีแต่แววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ซึ่งผมไม่อยากเห็นเลย

ทั้งหมดไม่ใช่ความผิดของคุณแม่สักหน่อย ผมต่างหากที่เป็นคนผิด....ผิดที่ไม่มีสติ ไม่รับผิดชอบในหน้าที่

ปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล ปล่อยให้ความรักมากำหนดทิศทางการดำเนินชีวิต

   ผมผิดเองที่ทำให้ทุกคนผิดหวัง จากเด็กเรียนดี ผมทำตัวเหลวไหลได้อย่างไม่น่าเชื่อ

   ผมลืมไปได้ยังไงว่า เคยรับปากกับพ่อแม่ผม กับคุณแม่พี่นิว ว่าผมจะไม่ทิ้งการเรียน

   จากนี้ไปผมจะกลับไปเป็นนูคนเดิม แต่....ผมคงต้องกลับไปตั้งหลักที่บ้านของตัวเอง

เพราะตราบใดที่ผมยังอยู่ที่บ้านนี้ อดีตก็คงตามมารบกวนผมอยู่ร่ำไป

   ผมบอกคุณแม่คำเดียว คุณแม่ก็ไม่คัดค้าน ทั้งที่นั่นคงไม่ใช่ความต้องการของท่าน แต่ทำยังไงได้

ถ้านี่เป็นทางเดียวที่จะทำให้ผมลุกขึ้นสู้ใหม่ได้ คุณแม่ก็คงไม่กล้าทัดทาน

   “นูยังเป็นลูกบ้านนี้อยู่นะ อยากกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้ทุกเวลา”

   คุณแม่ไม่รับคืนกุญแจบ้านที่ผมถืออยู่ทุกดอก แถมยังบอกว่า ถ้าช่วงไหนที่คุณแม่ต้องไปดูแลคุณพ่อนาน ๆ

ผมต้องกลับมาดูบ้านบ้าง เพราะทิ้งให้ป้าแม่บ้านกับพี่นางอยู่ตามลำพัง ทั้งคู่คงไม่สบายใจ

   ดังนั้นตอนปีสี่ผมจึงกลับมาอยู่กับพ่อแม่ที่บ้านหลังเดิม และอยู่ที่นั่นกระทั่งเรียนจบ

   ผมแวะไปดูบ้านตามที่คุณแม่เคยบอก และก็ยังช่วยงานที่ร้านเหมือนเดิม

แต่กิจการก็ซวดเซลงเรื่อย ๆ จนต้องเซ้งไปในที่สุด แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครเสียใจ

คุณพ่อแค่เสียดายเพราะเป็นกิจการที่ร่วมกันทำตอนที่แต่งงานใหม่ ๆ

เปรียบเหมือนบ้านที่ช่วยกันสร้างมาด้วยกันกับคุณแม่ ส่วนคุณแม่เสียอีกกลับชอบใจ

   “จะได้มีเวลาประกบคุณพ่อแบบไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง”

   ....เป็นงั้นไป....

   ผมนึกอยากรู้ขึ้นมาว่า พี่นิวจะว่าอะไรไหม ถ้าเขาได้รู้ว่ากิจการของครอบครัวตัวเองปิดลงแล้ว

แต่ก็นึกไม่ออกว่าทำยังไงจะให้ได้รู้ ผมรู้ว่าพี่นิวติดต่อที่บ้านมาเป็นระยะ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องธรรมดา

อย่างน้อยพี่นิวก็ยังใช้เงินของทางบ้านอยู่ คุณแม่ไม่พูดถึงพี่นิวให้ผมได้ยินอีกเลย

และผมก็ไม่เคยถามถึง (ทั้งที่อยากรู้ใจแทบขาด)


   วันศุกร์นี้ผมตั้งใจจะไปดูบ้านให้คุณแม่ แล้วก็ถึงวันที่ต้องให้เงินค่าใช้จ่ายในบ้านให้ป้าด้วย

(คุณแม่ไม่ยอมยึดอำนาจกลับคืนเสียที) ผมขี่มอเตอร์ไซค์คันเดิมเข้าไปจอดที่ใต้ชายคาหน้าบ้าน

ซึ่งแต่ก่อนนี้ผมจะต้องไปจอดที่โรงรถด้านข้าง แต่เมื่อไม่มีใครอยู่ ผมก็ทำอะไรตามสบาย

   เหลียวไปมองรอบ ๆ บ้าน หญ้าเริ่มจะรก คงต้องตามคนงานมาตัดเสียที ไม้ประดับบางต้นก็ยืนต้นตายไปบ้างแล้ว

เพราะไม่มีคนรดน้ำ ใส่ปุ๋ย คนงานที่ให้มาทำสวนก็มาบ้างไม่มาบ้าง เพราะนายจ้างไม่อยู่

   ผมเดินขึ้นไปวางเป้ใบเล็กบนห้องนอน ที่เตียงคลุมผ้าขาวไว้กันฝุ่น ผมตลบผ้าออกมันก็อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน

ซึ่งพี่นางจะเข้ามาทำความสะอาดห้องผมทุกอาทิตย์ เพราะเป็นห้องเดียวที่มีคนเข้า ๆ ออก ๆ

ส่วนห้องอื่น ๆ ก็แล้วแต่สภาพ ถ้าผมมาแล้วเห็นว่ามันสกปรกไป ก็จะบอกให้เขาทำสักที

กับถ้าคุณแม่จะมาก็จะทำเตรียมไว้ ดังนั้นข้าวของทุก ๆ อย่างจึงยังอยู่ที่เดิมไม่มีการเคลื่อนย้าย

จนผมแทบจะจำได้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน และอะไรหายไป

   ซึ่งตอนนี้ผมสังเกตเห็นว่า รูปถ่ายเล็ก ๆ ที่ผมเหน็บไว้ที่กรอบกระจกเงาที่โต๊ะเครื่องแป้ง มันหายไป

รูปนั้นเป็นรูปคู่ของผมกับพี่นิวในงานวันเกิดของเขา ไม่มีอะไรพิเศษ นอกจากว่า มันเป็นรูปคู่ของเราเพียงรูปเดียวในเวลานั้น

ผมพลิกหาทุก ๆ พื้นที่ในห้องก็ไม่พบ ผมไม่คิดว่าพี่นางจะเป็นคนเอาไป หรือแม้แต่จะทำมันหล่นหาย

เพราะมันอยู่ตรงนี้มาแต่ไหนแต่ไร ถ้าหายมันก็คงหายเสียนานแล้ว....มีบางอย่างทำให้ผมเอะใจ

   ผมเดินไปเปิดประตูห้องที่ไม่ได้เข้ามานานเกือบปี ดูเผิน ๆ ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม

จนผมเกือบจะแน่ใจว่า คนที่เข้ามาในห้องนี้ตลอดเวลาที่พี่นิวไม่อยู่มีแค่ผมกับพี่นางที่มาทำความสะอาดให้

   แต่แล้วผมก็สะดุดเข้ากับหลอดกลม ๆสีเงินเล็ก ๆที่วางอยู่บนโต๊ะกระจก รวม ๆ ไปกับของกระจุกกระจิก

ที่ถ้าไม่สังเกตก็คงไม่รู้ว่ามันเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ไม่เคยมีมาก่อน....ผมหวังว่ามันจะเป็นของฝากที่ยังไม่เคยถูกใช้

   .....แต่ผมคิดผิด....

   มันเป็นลิปสติกสีชมพูที่ถูกใช้ไปแล้วเกือบหมดแท่ง

   ผมเกือบจะขาดสติ แล้วขว้างสิ่งนั้นออกไปนอกหน้าต่าง โดยไม่คิดจะหาคำตอบว่ามันเป็นของใคร และมันมาจากไหน

สมองผมประมวลอย่างรวดเร็วก็รู้ว่า ไม่ใช่ของคุณแม่เพราะคุณแม่ไม่เคยใช้สีนี้

และของคุณแม่ก็คงไม่มาวางเกะกะในห้องของลูกชาย

   แล้วผมก็ได้คำตอบเมื่อเดินเข้าครัวไปเห็นป้าเอากับข้าวสองสามอย่างมาอุ่นวางบนโต๊ะ

กับข้าวพวกนี้ไม่ใช่ฝีมือป้า ผมจำได้ เมนูแบบนี้คงต้องสั่งจากร้านอาหารดี ๆเท่านั้นแหละ

   “เลี้ยงอะไรกันครับป้า”

   “ไม่ได้เลี้ยงค่ะ น้องนิวพาเพื่อนมาเที่ยวบ้านเมื่อสองวันก่อน...แล้วน้องนูไม่รู้หรอกเหรอ”

   “อ๋อ...ผมลืมไป นึกว่าเดือนหน้า”

   ผมฝืนใจคุยกับป้าต่ออีกสองสามประโยคก็ไม่ไหวแล้ว เลยเดินตัวเย็นออกมาแล้วกลับขึ้นไปบนห้อง ด้วยอาการชา

รู้สึกเหมือนมีอากาศเย็น ๆผ่านเข้าไปในเนื้อหนังแทรกเข้าไปในเส้นเลือดกระจายไปทั่วร่าง

   ผมไม่ได้ลืมหรอก ความจริงผมไม่เคยรู้เลยต่างหาก ป้าไม่รู้ความเป็นไปของผมมากนัก ก็เล่าไปเรื่อยว่า

พี่นิวมากับเพื่อนผู้หญิง ค้างที่นี่คืนเดียวแล้วก็ไป ไม่รู้ว่าไปไหน แต่คงไม่ย้อนกลับมาแล้ว

   ผมบอกไม่ถูกว่า เสียใจที่ไม่ได้เจอ กับ ดีใจที่ไม่เห็นเขากับภาพบาดตาบาดใจ

อย่างไหนกันแน่ที่ผมกำลังรู้สึกอยู่ตอนนี้

   ผมอยากได้ข่าวคราวจากเขา อยากพบหน้า อยากได้ยินเสียง แต่ต้องไม่ใช่แบบนี้

   ผมไม่ได้เสียน้ำตากับเรื่องพี่นิวมานานพอดู และครั้งนี้ผมก็ไม่ได้เสียน้ำตาเลยแม้แต่หยดเดียว

แต่มันกลับไหลรินอยู่ข้างในหัวใจผม เคยอ่านบทกลอนที่พูดถึงความทุกข์ระทมของคนที่ต้องเลิกร้างห่างกัน

เคยได้ฟังเพลงเกี่ยวกับคนอกหัก มันให้ความรู้สึกเศร้าซึม ชวนให้ร้องไห้ตามไปด้วย

   แต่พอเกิดขึ้นกับตัวเอง สิ่งที่ได้รับกลับเจ็บปวดร้าวรานยิ่งกว่า จนเพลงกับบทกลอนกลายเป็นนิทานก่อนนอนไปเลย

   ก้อนแข็ง ๆ ในคอมันดันกันขึ้นมาจนจุก กลืนมันกลับลงไปก็เจ็บจนแน่นหน้าอก

ผมต้องคู้ตัวลงกดฝ่ามือกับอกข้างซ้ายเพื่อให้ความเจ็บนั้นบรรเทา แต่เหมือนมันจะไม่มีอะไรดีขึ้นเลย

ถ้าผมยังฝืนกลั้นน้ำตาไม่ให้มันไหล มันก็คงจะยังเจ็บอยู่อย่างนี้สินะ

   ผมปล่อยให้มันไหลออกมาเรื่อย ๆ เท่าที่มันต้องการ การได้ระบายความเจ็บปวดรวดร้าวในใจ

คงจะเป็นวิถีทางเดียวที่ผมทำได้ในเวลานี้ เพราะผมบอกใครไม่ได้

   ไม่ว่าใครที่ผมนึกถึงล้วนแต่เป็นคนที่ผมรัก และรักผม บอกพวกเขาก็รังแต่จะทำให้เป็นทุกข์

ผมทุกข์คนเดียวก็มากพอแล้ว ยิ่งกว่านั้น พ่อกับแม่ผมไม่เคยรู้เรื่องระหว่างผมกับพี่นิว

บอกไปแล้วเขาจะรับได้หรือ บอกไปแล้วเขาจะโกรธ จะเกลียดพี่นิวไหม ที่ทำให้ผมเสียใจ

ส่วนคุณแม่ก็คงไม่ต่างกัน เท่าที่ผมเป็นอยู่ ท่านก็รู้สึกผิดมากพอแล้ว ทั้งที่ไม่มีส่วนในเรื่องนี้เลย

ตรงกันข้าม.....คุณแม่อยู่ข้างผมตลอดเวลา แต่ทุกคนต่างรู้ดี เรื่องของหัวใจใครก็ชี้นำไม่ได้

นั่นเป็นปัญหาที่ผมต้องเผชิญและฝ่าฟันมันไปให้ได้

    ผมนึกถึงเข้ม และดีใจที่มันไม่ได้มารู้มาเห็นด้วยในเวลานี้ ผมยังจำที่มันบอกไว้ได้ว่า

ถ้าพี่นิวทำให้ผมเสียใจ ผมต้องบอกมัน แถมมันยังขู่พี่นิวว่า ถ้าทำให้ผมเสียใจมันจะเอาเรื่อง

    จริง ๆแล้วผมก็ไม่รู้หรอกว่า ถ้าบอกมันตอนนี้ มันจะยังมีความคิดเหมือนเดิมหรือเปล่า

เพราะมันมีแฟนแล้ว ความรู้สึกลึกซึ้งที่มันมีต่อผมก็อาจจะเจือจางไปแล้ว

ดีไม่ดี มันก็คงจะลืมไปแล้วด้วยว่าพูดอะไรไว้ แต่ในที่สุดผมก็เลือกที่จะไม่บอกเข้ม




ออฟไลน์ ♠DekDoy♠

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4619
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +421/-8
อยากจะตบพี่นิวสักทีสองทีจริง ๆ

โจ๊กกุ้ง

  • บุคคลทั่วไป
เม้นท์ไม่ออกแต่อ่านละเจ็บแทนเลยอ่ะ TT_TT

ออฟไลน์ fangjunk

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 11
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
อ่านตอนนี้เสร็จแล้วก็เห็นใจนูนะ   แต่ไม่สงสารอ่ะเพราะนูทำตัวเอง  นูเหมือนรักมากจนไม่เผื่อใจ  รักมากจนไม่คิดจะออกไปไหนคิดว่าโลกนี้มันสวยงามมีแค่สองเรา  คนเรามีสิทธิ์ที่จะเลือกและเราคิดว่านิวให้นูเลือกทางเดินของตัวเองและนูก็เลือกเอง  ไม่เข้าข้างนิวนะเพราะนิวก็เห็นแก่ตัวอ่ะตอนจะไปเหมือนยังกั๊กๆนูไว้เป็นของตาย  ถ้านูเลือกที่จะออกจากบ้านไปเรียนต่างจังหวัดไปเจอสภาพแวดล้อมใหม่ๆน่าจะดีกว่านี้   ณ ตอนนี้ที่อ่านนะ  แต่ก็นะรักแรกและรักมากความรักทำให้คนมีทั้งสุขและทุกเสมอ   

ออฟไลน์ muiko

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-3
อ่านเเล้วอยากตบพี่นิว :beat:

คนเเบบบนี้นูไม่น่าให้อภัยเลย แย่ที่สุดอ่ะ
หาคนใหม่เถอะอย่าให้เค้าเห็นว่านูเป็นของตาย
ดีเเล้วเเหละที่ไม่เจอ เจอกันนูคงน่าสงสารกว่านี้อ่ะ :sad4:

นูคงรักพี่นิวมากเลยเนาะถึงกลับมาคบกับคนเห็นแก่ตัว
ไม่รักษาสัญญาแบบพี่นิวได้อีก
ขอให้นูโชคดีค่ะ  :pig4:

ออฟไลน์ IRIS

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 438
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-1
อ่านเรื่องนี้ทีไร ก็มีแต่ทำถามอยู่ในใจว่า "กลับมาคบกันอีกได้ยังไง"  "ให้อภัยได้ยังไง" แล้ว ณ ปัจจุบันไม่ระแวงบ้างรึไง อย่างที่หลายๆ คนเคยบอกว่ามีครั้งแรก ก็ต้องมีครั้งต่อๆ ไป  :เฮ้อ:

อ่านตอนนี้แล้วเห็นด้วยกับข้างบนนะ เห็นใจ แต่ไม่สงสาร เพราะนูเลือกเอง ก็คงต้องรับผลที่ตัวเองเลือก   

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด