พี่ครับ...รักผมบ้างไหมครับ@Series ที่ลงเอย : ไดอารี่หน้าสุดท้าย
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: พี่ครับ...รักผมบ้างไหมครับ@Series ที่ลงเอย : ไดอารี่หน้าสุดท้าย  (อ่าน 119281 ครั้ง)

ออฟไลน์ daboo

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 467
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
อ่านแล้วมีความสุขจิงๆ

ออฟไลน์ NuNew

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +62/-2


อยากรัก.....ขอบคุณพี่เอมครับ น้องนูพร้อมลุยถ้าพี่เอมคอยเป็นกำลังใจเหมือนเดิม

McKnight.....เม้นได้ยาวมาก ทำให้รู้สึกว่ากำลังถูกติดตามอย่างใกล้ชิด กลัวจังว่าจะทำให้ผิดหวัง แต่ก็ สู้ ๆครับ

gang.....กระโดดไปมา ทั้งบ้าน ทั้งเล้า เหนื่อยมั้ยครับเก่ง คิดถึงนะครับ

namtarn11.....ตอนนี้อวลไปด้วยความรัก บางตอนอาจจะถูกขัดจังหวะเพราะมีกลิ่นตุ่ย ๆ

som.....อ่าน ๆ ไปก็คงรู้ว่าที่ไหนครับ แต่ว่าอย่าไปสนใจมันเลย เพราะผมบอกแต่ต้นแล้วว่า มันก็แค่ "ต้นแบบ" ของจริงเป็นยังไง

           ผมกับพี่นิวเท่านั้นที่รู้

Sofa......ก็นะ ชีวิตคนมันไม่ได้มีแต่ขาขึ้นนี่นา หวั่นไหวนิดหน่อยตอนขาลง แต่เรามั่นคงซะอย่างก็ผ่านมาได้ครับ

EARTHYSS :)....จบตอนนี้ิยิ้มออกแล้ว ตอนหน้าเตรียมผ้าเช็ดน้ำตาหน่อยดีมั้ยครับ...อ้อ....ผมมีบริการเหมือนกันนะ เอามั้ย

vvhite.....อย่ามัวแต่ซื้งนะครับ เปิดเทอมอย่าลืมอ่านหนังสือด้วยล่ะน้องแบงค์

daboo.....เรื่องนี้ "สุข" กว่าอีกเรื่องมั้ยครับ

ขอบคุณทุกคอมเม้นท์ที่ให้กำลังใจครับ ช่วงนี้จะรีบลงอย่างที่บอก งานเริ่มจะรัดตัวเข้าทุกทีแล้ว

คงไม่ได้มาอย่างสม่ำเสมอนะครับ











Series: The Second Page.

      วันที่กลับมาจากกรุงเทพ หลังจากไปส่งพี่นิวเข้าหอพัก คุณแม่เห็นผมนั่งอยู่หน้าบ้าน

ผมไม่รู้ตัวหรอกว่าหน้าตาของตัวเองเป็นยังไง แต่พอคุณแม่ทักว่า อย่างกับหมาหงอย

ถึงได้สำรวจตัวเองว่า บรรยากาศรอบ ๆ ตัวมันไม่สดชื่นเอาเสียเลย บ้านทั้งบ้านก็เงียบเหงา

ผมอยู่กับความเงียบอย่างนั้นมาเกือบอาทิตย์

      “กลับไปอยู่บ้านไหมนู”

      “ทำไมเหรอครับ”

      “อยู่ใกล้ ๆ แม่จะได้ไม่เหงา”

      คุณแม่หมายถึงแม่ของผมเอง

      “ครับ”

      “ไม่ใช่แม่ไม่อยากให้นูอยู่นะ แต่เป็นเพราะเรายังไม่ค่อยคุ้นเคยกันเท่าไร เวลาอย่างนี้

นูอาจจะอยากอยู่กับคนที่คุ้นเคยกัน”

      “ไม่เป็นไรครับ อยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน”

      ผมหมายความว่า ถ้าไม่มีพี่นิวอยู่ ที่ไหนก็เงียบเหงาพอกัน มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย

      “ไปเที่ยวที่โน่นกับแม่ไหม ไปหาพ่อเขา นูยังไม่เคยเจอเลยนี่”

      “ผม....รอไปพร้อมพี่นิวได้ไหมครับ”

      “อ้าว ทำไมล่ะ ไม่ต้องรอ ไปพร้อมแม่นี่แหละ อีกวันสองวันแม่จะไปดูพ่อเขาเสียหน่อย

ทิ้งมานาน ๆ ชักเป็นห่วง  พ่อไม่ค่อยดูแลตัวเอง ข้าวปลาก็ไม่ค่อยจะยอมกิน”

      “ผมไม่กล้า”

      “ไปกับแม่จะกลัวอะไร”

      “ขอผมไปพร้อมพี่นิวนะครับ”

      ใช่ครับ ถึงแม้ว่าผมจะมาเป็นลูกบุญธรรมของบ้านนี้ได้หลายเดือนแล้ว แต่ผมก็ยังไม่เคยพบคุณพ่อเลยสักครั้ง

นอกจากการพูดคุยโทรศัพท์ ในวันแรก ๆ เพื่อเป็นการแสดงออกว่าท่านยินดีต้อนรับผมเข้ามาอยู่ร่วมบ้าน

เรื่องที่คุณแม่รับผมเป็นลูกบูญธรรมก็แค่ในนาม ไม่ได้มีการทำนิติกรรมแต่อย่างใด เป็นเพราะผมขอไว้ว่า

แม่ผมก็มีผมเป็นลูกชายอยู่แค่คนเดียว ถ้าผมต้องเปลี่ยนนามสกุลมาใช้นามสกุลบ้านนี้

ไม่รู้ว่าพ่อกับแม่จะรู้สึกยังไงบ้าง เท่าที่ยอมให้ผมมาอยู่บ้านนี้ก็นับว่าท่านได้กรุณาผมมากแล้ว

      วันนี้ผมสอบเป็นวันสุดท้ายของเทอมหนึ่ง ม. 5 ผมตั้งใจอ่านหนังสือวิชานี้เป็นพิเศษ

และคิดว่าน่าจะได้คะแนนดีน่าพอใจ  เพราะเมื่อคืนนี้ได้กำลังใจดี พี่นิวโทรมาตอนที่ผมกำลังจะหยิบหนังสือออกมาอ่าน

ทำไมไม่รู้นะ ผมจะตื่นเต้นทุกครั้งที่เสียงโทรศัพท์ดังเป็นเพลง WILLOWS ON THE WATER ของ ENYA

ศิลปินคนโปรดของผม ทั้งที่จะว่าไปแล้ว มันก็ดังออกจะบ่อย (อย่างน้อยที่สุดก็วันเว้นวัน)

จนคุณแม่บอกว่า จะลดค่าขนมของพี่นิว เพราะสงสัยว่า เงินที่ส่งให้จะมากเกินไปจนไม่รู้จะใช้อะไร

ก็เลยเอามาจ่ายค่าโทรศัพท์เสียหมด

      คุณแม่บ่นแบบนี้ตั้งแต่เดือนแรกที่พี่นิวไปเรียนหนังสือ จนจะหมดเทอมก็ยังพูดเหมือนเดิม

แต่ก็ไม่ทำอย่างที่พูดสักที

      “สงสารเด็กแถวนี้ กลัวจะร้องไห้ขี้มูกโป่ง”

      ประโยชน์ก็เลยตกอยู่แก่พี่นิว เพราะคุณแม่สงสารผม (อิ...อิ)

      พี่นิวบอกว่าอีกสองอาทิตย์จะกลับบ้านแล้ว ช่วงนี้เขาก็กำลังสอบ เราก็เลยต่างคนต่างก็ให้กำลังใจกัน

เพื่อรอเวลาที่จะได้มาพบกันอีกครั้ง (ทำอย่างกับจากกันไปสิบปีเพิ่งจะมาเจอ...เว่อเนอะ)



      ยิ่งใกล้วันที่เขาจะกลับ ผมก็ยิ่งตื่นเต้น ไม่ค่อยจะเป็นอันทำอะไร คอยแต่จะนึกไปว่า

ถ้าพี่นิวกลับมาแล้วจะเป็นยังไง เจอกันครั้งแรกเค้าจะมีปฏิกิริยายังไงบ้าง

ส่วนผม.....คงจะใจสั่นด้วยความตื่นเต้น ผมคงจะไม่อยากละสายตาไปจากเขา....อ้อ....

ก่อนจะถึงตอนที่ว่านี้ผมคงจะไม่ละสายตาจากช่องทางออกของผู้โดยสารขาเข้าเลย

ถ้าพื้นที่ตรงนั้นว่าง ผมก็คงจะไปจับจองโดยไม่ไปไหน อาจจะเดินไปเดินมาเพื่อลดอาการตื่นเต้น

แต่รับรองได้ว่าคงไม่ห่างจากระยะที่ผมจะมองเห็นเขาได้ทันทีที่เขาเดินออกมา

      พี่นิวจะต้องได้เห็นผมเป็นคนแรก....ผมตั้งใจอย่างนั้นตั้งแต่ตอนที่กาในปฏิทินว่ายังเหลืออีก 7 วัน

กว่าเราจะได้พบกัน



      เวลาระหว่างการรอคอยหมดไปกับการจัดห้องเขา ห้องผม ซึ่งก็ไม่มีอะไรมาก ทุกอย่างถูกจัดวางไว้ที่เดิม

ยิ่งเจ้าของไม่อยู่ก็ยิ่งไม่มีอะไรให้รก นอกจากการทำความสะอาดตามปกติ

อ้อ....ผมซื้อชุดผ้าปูที่นอนใหม่ สำหรับห้องพี่นิว มันน่าจะช่วยให้บรรยากาศของความคิดถึงดูน่าประทับใจมากขึ้น

อะไรที่ใหม่....ต้องเป็นอะไรที่พี่นิวชอบ....แต่เขาชอบสีน้ำเงิน ซึ่งผมไม่ชอบมันทึบทึมเกินไปที่เป็นห้องนอน

ผมเลยใช้สีฟ้าไล่สีอ่อนแก่แทน (มันก็โทนเดียวกันอะน้า)

      ระเบียงหลังห้องของเราผมหาต้นไม้มาปลูกมากขึ้น ตอนนี้หน้าฝนไม่ค่อยจะมีแดด

ผมเลือกไม้ล้มลุกกระถางเล็ก ๆ ที่ชอบน้ำประเภทพลู มาจัดวางเป็นชั้น ๆ

ชั้นวางนี่ผมกับเข้มซื้อเหล็กฉากมาช่วยกันต่อให้เป็นชั้นสำหรับวางไม้กระดานเป็นแผ่น ๆ

ที่จริงผมอยากได้ไม้ดอกแต่คงได้แค่ต้นโมกข์ ที่พอจะให้ดอกหน้าฝนบ้าง แถมมีกลิ่นหอมอบอวลชื่นใจ

      .........แล้ววันที่ผมรอคอยก็มาถึงเสียที.........

      จะเรียกว่าตื่นแต่ไก่โห่ก็ได้ ถ้าหมายถึงเวลาที่ผมขยับตัวลุกจากที่นอน

แต่ความจริงแล้วผมแทบจะข่มตาให้หลับไม่ได้เลยตลอดทั้งคืน บางช่วงก็เพียงเคลิ้ม ๆ

ช่วงที่หลับนานที่สุดคงจะประมาณตีหนึ่งถึงตีสาม แล้วผมก็ต้องสะดุ้งตื่น

ตอนที่รถขนขยะของเทศบาลกระชากเสียงเครื่องยนต์อย่างแรงตรงหน้าบ้านนี่เอง

(รถใหญ่หกล้อครับ มันดังมากจริง ๆดังอย่างไม่เกรงใจชาวบ้านกันเลย)

      หลังจากทำธุระหลังตื่นนอนเสร็จ ผมก็โทรไปร้านดอกไม้ที่บ้านเราสั่งประจำ ให้เขาจัดดอกไม้ให้ 3 แจกัน

แล้วให้คนขับรถของคุณแม่ไปรับมาให้ ส่วนผมก็เข้าครัว เตรียมอาหารที่พี่นิวชอบ

กว่าทุกอย่างจะเสร็จตามที่ผมวางไว้ก็ได้เวลาออกจากบ้านพอดี

      “ไงล่ะเรา เหนื่อยไหม ทำอะไรวุ่นวายแต่เช้าเชียว”   

      “ไม่เหนื่อยครับคุณแม่ ก็ไม่ได้มีอะไรมากนี่ครับ แค่ทำกับข้าวเพิ่มเผื่ออีกคนหนึ่ง”

      “อืม คนสำคัญซะด้วยนะ”

      ผมยิ้มอาย  ๆให้คุณแม่ ถึงจะเป็นที่รู้กันระหว่างเรา ผมก็ยังรู้สึกกระดากอยู่ดี

     ทั้งที่คุณแม่ก็เอ็นดูผม แต่บางครั้งผมยังคิดออกนอกลู่นอกทางไปอีกว่า ถ้าตรงที่ผมยืนอยู่ เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง

คุณแม่จะยินดีกว่านี้ไหม ผมไม่ได้หวาดระแวงความสัมพันธ์ที่เราทุกคนมีต่อกัน แต่ผมห้ามความคิดนี้ไม่ได้เลย

นาน ๆ ครั้งมันจึงผุดขึ้นมาให้ใจผมฝ่ออย่างช่วยไม่ได้

      ผมไปถึงสนามบินก่อนเวลาเครื่องลงพอสมควร คุณแม่ไม่ได้มาด้วย แต่ให้รถที่บริษัทมารับผมที่บ้าน

ผมว่าคุณแม่ก็อยากเจอหน้าลูกชายเต็มแก่ แต่เพราะเข้าใจสถานการณ์ดี ก็เลยเป็นฝ่ายเลือกที่จะรออยู่ที่บ้าน



      ในวัยนั้น ผมไม่ได้คิดอะไรมากนัก คุณแม่คงไม่อยากขับรถให้เหนื่อย รออยู่บ้านเดี๋ยวลูกชายก็มา

แต่ปัจจุบันนี้ผมรู้จักคุณแม่มากขึ้น ผมเข้าใจแล้วว่าคุณแม่อยากให้ผมได้พบพี่นิวก่อน

พี่นิวจะได้ไม่ต้องพะวักพะวนว่า ระหว่างผมกับคุณแม่เขาควรจะให้ความสำคัญใครก่อนดี

ถ้าพี่นิวให้ความสำคัญกับผมมากไป คุณแม่ก็คงอดน้อยใจไมได้

แต่ถ้าพี่นิวให้ความสำคัญกับคุณแม่ คุณแม่ก็จะเห็นใจผม

กลัวผมจะน้อยใจที่อุตส่าห์เตรียมทุกอย่างไว้รอการกลับมาของพี่นิว....คุณแม่พี่นิวเป็นคนคิดอะไรลึกซึ้งมาก

เอาใจเขามาใส่ใจเราเสมอ แม้กระทั่งผมซึ่งเป็นคนอื่นแท้ ๆ ผมยังได้รับความเมตตาจากท่านมาตลอด

ที่สำคัญคุณแม่รักลูกเป็นที่สุด ดังนั้น สิ่งที่ผมจะตอบแทนความเมตตาได้ก็คงมีเพียงการใส่ใจดูแลพี่นิวแทนท่าน

ส่วนความรักไม่ต้องพูดถึง ผมมีให้พี่นิวเพียงคนเดียว จะมากจะน้อยแค่ไหน ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน

รู้แค่เพียงว่า ชีวิตนี้ผมคงรักใครไม่ได้อีกแล้ว


      ผมทำอย่างที่คิดเอาไว้ คือเดินอยู่ใกล้ ๆทางออก เมื่อยนักก็ถอยมานั่งที่เก้าอี้ตัวที่สามารถมองตรงดิ่งไปยังช่องทางออกนั้นได้ชัด ๆ

เวลาผ่านไปนานมาก ในความรู้สึกของผม หนึ่งชั่วโมงที่เดินไปเดินมา ราวกับว่ามันผ่านไปครึ่งค่อนวัน

.....เกลียดนาฬิกา....มันเดินช้าอย่างกับเต่าคลาน

      เวลารอคอยสิ้นสุดลง ผมเห็นร่างสูง ๆ ที่คุ้นตาเดินออกมาท่ามกลางกลุ่มคนแปลกหน้า

พี่นิวยังไม่เห็น ผมก็เลยเดินพุ่งตรงไปในทิศทางที่เขามองตรงมาจะเห็นผมได้พอดี

      เขาโบกมือทักทายผมก่อน ผมโบกตอบพร้อมกับส่งยิ้มที่คิดว่าสดใสที่สุดไปให้

ขณะที่พี่นิวยืนรอกระเป๋า ผมก็กดโทรศัพท์ออก แต่กลับมีเสียงอัตโนมัติบอกว่าไม่สามารถติดต่อได้ผมแปลกใจมาก

แล้วก็ตามมาด้วยความรู้สึกว่ามุกแป้ก....ผมลืมไปว่าขณะขึ้นเครื่องบิน ต้องปิดโทรศัพท์มือถือ....

กะจะบอกคิดถึงเขาทางโทรศัพท์เสียหน่อย ก็กลายเป็นเก้อไป

(เป็นความรู้สึกที่ผมอยากบอกพี่นิวเดี๋ยวนั้น...เหมือนคำนั้นมาจ่ออยู่ที่ริมฝีปาก)

      ตอนที่ผมเดินดิ่งเข้าไปหาเขา มีใครคนหนึ่ง เดินมาเหนี่ยวบ่าของพี่นิวให้หันกลับไป

แล้วทั้งคู่ก็หันไปหาอีกสองคนที่อยู่ข้าง ๆ แต่ละคนหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าขนาดกลาง ๆ มาคนละใบ

แล้วก็เดินกรูกันออกมาด้วยใบหน้าเปื้อนหัวเราะ

      เสียงพูดคุยที่ไม่ดังมาก แต่การโต้ตอบกันไปมาทำให้ผมรู้ว่า ทั้งหมดเป็นเพื่อนกัน

เพื่อนพี่นิวกลุ่มนี้ผมไม่รู้จัก และไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน

      อีกครั้งที่ผมเก้อ ที่คิดว่าระหว่างทางกลับบ้านจะมีแค่เราสองคน

      “นี่นู น้องชายกู”

      พี่นิวแนะนำผมกับเพื่อน ๆในกลุ่ม แล้วก็บอกให้ผมสวัสดีเพื่อนของเขาทั้งสามคน

แต่ละคนตัวสูงไล่เลี่ยกัน หน้าตาสะอาดสะอ้าน มีอยู่คนหนึ่งดูออกชัดว่าเป็นลูกคนจีนเหมือนผม

เขาทักผมอย่างสนิทสนมกว่าคนอื่น ๆ

      “ไงอาตี๋ มารับพี่ชายเหรอ”

      ด้วยความที่ยังไม่คุ้นเคย ทำให้ผมไม่กล้าโต้คารมกับใคร นอกจากตอบคำถาม

ที่บางคนโยนมาให้ อย่างเช่น เรียนที่ไหน ชั้นไหน ได้เกรดเท่าไร มีแฟนหรือยัง

      คำถามสุดท้ายเป็นจังหวะที่ผมคงจะสุดกลั้นกับเหตุการณ์ที่ไม่ได้คิดเผื่อไว้ล่วงหน้า

และอยากจะตอบโต้พี่นิวกับการที่เขาทำอะไรไม่บอกผม (เป็นเหตุให้ผมเก้อไปหลายเรื่อง

แต่ข้อใหญ่ใจความก็คือ ผมเสียความตั้งใจที่คิดว่าจะได้อยู่กับพี่นิวตามลำพัง

ได้พูดคุยให้หายคิดถึงก็คงเป็นไปไม่ได้แล้ว...เฮ้อ..เซ็ง)

      “มีแล้วครับ”

      “นั่นแน่...น่ารักป่าว อย่าลืมพามาให้พี่ ๆ รู้จักมั่งนะ”

      “ได้ครับ”

      ทั้งหกคนอัดแน่นกันอยู่ในรถ พี่เนย์ คนที่เป็นลูกจีนเหมือนผมตัวโต ขายาวกว่าใคร

พี่นิวก็เลยให้ไปนั่งข้างหน้าคู่กับคนขับ ที่เหลือก็ทยอยกันขึ้นไปนั่งด้านหลัง

ส่วนผม พี่นิวลากแขนออกมาให้ขึ้นเป็นคนสุดท้ายต่อจากเขา....ผมคิดว่าเขาอยากจะนั่งติดกับเพื่อน

ซึ่งมันก็ถูกอยู่แล้ว เพราะถ้าผมไปนั่งคั่นตรงกลาง เขาจะคุยกันก็ต้องพูดข้ามหน้า ข้ามหัวผม

แต่พอรถออกมาได้ระยะหนึ่ง ผมถึงได้รู้คำตอบ

      ด้วยความที่ต้องเบียดกันมาในเบาะหลัง ทำให้พี่นิวเอื้อมมืออ้อมหลังผมมาเกาะริมประตูรถเพื่อทรงตัว

แถมยังต้องนั่งเอียงตัวเล็กน้อย เพื่อเฉลี่ยที่นั่งกัน ทำให้ไหล่ผมอิงอกเขาพอดิบพอดี

แล้วผมก็รู้สึกว่ามือของพี่นิวแนบอยู่ที่เอวผม รั้งเบา ๆ ให้แนบชิดเข้าไปอีก

เสียงกระซิบข้างหูมีผมคนเดียวเท่านั้นที่ได้ยิน

      “คิดถึงจัง”

      คำนี้แค่คำเดียวทำให้ผมยิ้มจนเมื่อยแก้มมาตลอดทาง





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-10-2012 00:37:17 โดย ์NOO »

marshmallow_mallow

  • บุคคลทั่วไป
อ่านไป ลุ้นไป เขินจัง :o8:

namtarn11

  • บุคคลทั่วไป
น่ารักชะมัด ^^

ออฟไลน์ NuNew

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +62/-2


      คุณแม่บ่นนิดหน่อยเรื่องที่พิ่นิวพาเพื่อนมาบ้านไม่บอกล่วงหน้า เพราะเตรียมสถานที่ไม่ทัน อาหารก็ไม่พอ

แต่ผมไม่วิตก เพราะกับข้าวสดเต็มตู้เย็น อาจจะเลยเวลานิดหน่อยกว่าจะได้นั่งโต๊ะอาหารกัน

แต่ทุกคนก็ช่วยผมเตรียมอาหารด้วยความสนุกสนาน กว่าผมจะทำกับข้าวเสร็จ ทุกคนก็ช่วยไปชิมไปจนเกือบจะอิ่มกันแล้ว

      คุณแม่ออกความเห็นว่า จะให้ไปนอนโรงแรมกันหมด แต่เพื่อนพี่นิวทุกคนก็ปฏิเสธบอกว่าอยากอยู่บ้านมากกว่า

เพราะมีบริเวณให้นั่งเล่น พักโรงแรมก็อุดอู้เปล่า ๆ แถมขาดทุนอีกต่างหาก เพราะโรงแรมก็คงเป็นแค่ที่ซุกหัวนอน

ส่วนกลางวันมีโปรแกรมเที่ยวเต็มเหยียด สรุปว่าทุกคนนอนในห้องพี่นิวกันหมด

 เราไปซื้อเครื่องนอนมาเพิ่มอีก 1 ชุด มีฟูกยางกับหมอนหนุนและหมอนข้าง

      “เกรงใจจังเลยครับ พวกผมมารบกวนแม่แย่เลย”

      พี่หน่องคนที่เรียบร้อยที่สุดในกลุ่มพูดขึ้น

      “ไม่รบกวนหรอกลูก ซื้อของพวกนี้เก็บไว้ยังไงก็ได้ใช้อยู่แล้ว คราวหน้ามากันอีกจะได้เอามาใช้”

      “ขอบคุณครับ”

      ทุกคนกล่าวขอบคุณคุณแม่เป็นเสียงเดียวกัน

      “จะอยู่กี่วันก็ตามสบายนะลูก มะรืนนี้แม่จะไปหาพ่อ ว่าจะไปดูเขาหน่อย ขาดเหลืออะไรให้นิวกับนูเขาจัดการไป

ค่าใช้จ่ายเดือนนี้แม่จะเพิ่มให้นะนู ไปถึงที่โน่นแล้วแม่จะโอนเข้าบัญชีให้”

      “ขอบคุณครับคุณแม่”

      ผมเป็นคนถือค่าใช้จ่ายในบ้านเวลาที่คุณแม่ไปดูแลคุณพ่อ ก็ราว ๆ 3 อาทิตย์ และอยู่ที่บ้านนี้ 1 อาทิตย์

ป้าที่เป็นแม่บ้านจะได้รับเฉพาะค่ากับข้าวสดที่ต้องไปซื้อที่ตลาด คุณแม่จะเป็นคนจัดงบประมาณให้เอง

ถ้าเงินเหลือ ป้าก็จะเอามาคืนผม ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะเหลือ ผมก็เก็บใส่กล่อง จดบัญชีไว้ให้คุณแม่ดูทุกครั้งที่กลับมา

รวมกับเงินส่วนที่ผมดูแลอยู่ก็ไม่มากมายนักและคุณแม่ดูแล้วก็ไม่ได้สนใจเท่าไร

หลายเดือนเข้า พอมันเริ่มที่จะเป็นเงินก้อนหลายพันบาทอยู่ผมก็ใส่ซองคืนให้คุณแม่ซักทีหนึ่ง

แต่คุณแม่ก็เอากลับเข้าบัญชีผมเสมอ หลัง ๆ ผมบอกคุณแม่ว่าผมไม่สบายใจกับเรื่องนี้

คุณแม่ก็เลยแนะนำว่า พี่นิวกลับมาเมื่อไร ก็ให้ไปเปิดบัญชีชื่อสองคนเสียเลย

      ดังนั้น พอพี่นิวกลับมาคุณแม่ก็ถือโอกาสพูดเรื่องนี้ก่อน เพราะรู้ว่าผมไม่สบายใจจริง ๆ

      “มีชื่อนูด้วย จะได้เบิกใช้ได้เวลาฉุกเฉินขึ้นมา ส่วนชื่อนิวน่ะ ทำเพื่อความสบายใจของนู

แม่ไม่มีปัญหาหรอก แม่รู้ว่านูใช้เงินเป็น”

      “พี่ไม่รู้ว่านูจะทำให้มันยุ่งยากไปทำไม มีบัญชีของตัวเองอยู่แล้ว ก็ทำไปอย่างที่เคยทำ มันก็สะดวกดีออก”

      “นั่นบัญชีค่าใช้จ่ายส่วนตัวผมนี่ครับ ผมไม่อยากเอาไปปนกัน”

      “ก็ตามใจนะ แต่บอกซะก่อนว่าพี่ไม่ยุ่งด้วย แค่มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีก็พอ พี่ตามใจนูหรอกนะ”

      พี่นิวไม่ค่อยเต็มใจกับเรื่องนี้นัก นิสัยของเขาไม่ค่อยชอบยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเงิน ๆทอง ๆ

(ทุกวันนี้ก็ยังเป็นแบบนี้ ผมต้องเข้าไปดูแลบัญชีรายรับรายจ่ายของเขาเป็นระยะ ๆ)   

หลังจากนั้นคุณแม่ก็โอนเงินค่าใช้จ่ายเข้าบัญชีใหม่ของเรา ส่วนผมก็เบิกมาใช้เท่าที่จำเป็น

เงินส่วนที่เหลือก็พอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ จนปัจจุบันนี้ผมก็ไม่เคยถอนออกมาใช้เกินกว่าค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนเลย

(ก็หลายอยู่ครับ จะ10ปีเข้านี่แล้ว)



      ช่วงที่พี่นิวกลับบ้านน่าจะเป็นเวลาที่ผมมีความสุข แต่ก็เปล่าเลย ใจหนึ่งผมก็ดีใจที่พี่นิวมีเพื่อน ๆ ที่น่ารัก

ทุกคนมีอัธยาศัยดี มีมารยาท และเมื่อพวกเขาอยู่กันเป็นกลุ่ม ก็พูดคุยเฮฮาตลกทะลึ่งหยาบโลนตามประสาวัยรุ่น

อีกใจหนึ่งผมกลับรู้สึกว่าตัวเองเป็นติ่งอะไรสักอย่างที่ไม่มีความจำเป็นสำหรับบ้านนี้เลย ไม่มีผมเขาก็อยู่กันได้

ส่วนเกินอย่างผมก็ได้แต่หาที่หลบมุม อ่านหนังสือ ฟังเพลง หรือไม่ก็ปลูกต้นไม้ ตามลำพัง

      โปรแกรมเที่ยวจัดขึ้นอย่างง่าย ๆ เจ้าถิ่นอย่างพี่นิวตามใจเพื่อนสุด ๆผมได้ยินพวกเขาตกลงกันอย่างสนุกสนาน

ที่สนามหญ้าหน้าบ้าน บนโต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็ก มีขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มที่ผมเป็นคนจัดหาไปให้

มุมนี้เป็นมุมที่น่านั่งที่สุดของบ้าน เพราะได้เงาบ้านช่วยบังแดดบ่ายได้ดี ยิ่งตอนเย็นแดดร่มลมตกก็ยิ่งเย็นสบาย

      “ไปทะเลก่อนเลย ตอนเช้าไปดูพระอาทิตย์ขึ้น เล่นน้ำแล้วค่อยไปต่อ”

      พี่นิวเปิดโปรแกรมก่อน

      “ไปไหว้พระด้วย วัดเก่าแก่แถวอำเภอ.........น่ะ เออ...แล้วจะเลยไปถึง........ได้รึเปล่าอะนิว ไกลไปไหม”

      พี่เนย์เอ่ยถึงสถานที่ท่องเที่ยวในจัดหวัดใกล้เคียง ซึ่งใช้เวลาเดินทางไปมาไม่นานมาก

 คงเคยรู้จักสถานที่สำคัญของที่นี่มาบ้างแล้ว

      “ไม่ไกลหรอก แต่ถนนไม่ค่อยดี ยังเป็นดินลูกรังอยู่ กูไม่เคยไปเส้นนั้นด้วยดิ”

      “เออ ๆ งั้นก็กลับมาตั้งหลักที่บ้านก็ได้วะ”

      “................”

      “................”

      การพูดคุยวนไปเวียนมาอยู่แค่เรื่องเที่ยวกับเรื่องกิน ผมอยากรู้ว่าเขาคุยอะไรกันบ้างก็เลยไม่ได้ไปไหนไกลครับ

ทำเป็นเดินเข้า ๆ ออก ๆ ในบ้านกับ สวนหน้าบ้าน

      “พานูไปด้วยนะนิว ไปหลาย ๆ คนสนุกดี”

      ผมหูผึ่งทันทีที่ได้ยินชื่อตัวเองอยู่ในวงสนทนา
     
      “อย่าไปยุ่งกับเขาเลย ไปกันสี่คนน่ะดีแล้ว”

      คำตอบของพี่นิวเล่นเอาผมสะเทือนสิครับ พูดแบบนี้เหมือนตัดผมออกจากวงโคจรเลยนะนั่น

ใช่ว่าผมจะอยากไปกับเขาที่ไหนกัน แถวนี้มันก็ถิ่นผม ไปมาแล้วทั้งนั้น ผมแค่หวังว่าพี่นิวจะคิดเหมือนผม

คิดว่าเขาจะพาผมไปด้วย แค่ได้อยู่ใกล้กัน ได้เห็นกันตลอดเวลา ผมก็ดีใจจะตายแล้ว

ไม่ต้องมานุงนังนัวเนียกับผมก็ได้ แต่คำพูดนั้นมันบาดหูนะ บาดไปถึงใจผมเลย พอมีเพื่อน เขาก็ลืมผมได้เลยเหรอ

ผมไม่มีความหมายอะไรกับพี่นิวเลยเหรอ

      ผมลุกออกจากแปลงต้นไม้ที่ผมกำลังพรวนดินอยู่เดี๋ยวนั้น และเข้าไปเก็บตัวอยู่ในห้อง

จนเกือบจะได้เวลาอาหารผมก็เดินลงมา พบกับพี่ ๆ 3 คนกำลังนั่งดูโทรทัศน์กันอยู่ แต่ไม่เห็นพี่นิว

      “จะไปไหนเหรอนู”

      พี่เนย์ทักผมก่อน ท่าทางพี่เนย์จะเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดีกว่าใครในกลุ่ม เพราะเขามักจะเป็นคนชวนผมคุยเสมอ

ในขณะที่คนอื่น ๆ เพียงแค่คุยเสริม ที่เขาถามก็คงเห็นว่าผมแต่งตัวพร้อมที่จะออกจากบ้าน

 ด้วยกางเกงยีนส์กับเสื้อยืดแขนยาว

      “ไปบ้านแม่ในตลาดครับพี่เนย์”

      ผมไม่รู้ว่าผมบอกแบบนี้แล้วเขาจะเข้าใจหรือเปล่า แต่ผมเดาว่าพี่นิวคงบอกเพื่อนสนิทบางคนว่าผมไม่ใช่น้องแท้ ๆ

      “ไม่กินข้าวก่อนล่ะ”

      “ผมจะไปกินกับแม่ครับ”

      “แม่รู้รึยังว่าจะไปน่ะ”

      เสียงคนที่หายไปจากกลุ่ม โผล่มาได้จังหวะพอดี ตอนที่ลงมาไม่เห็นพี่นิวนั่งอยู่

ผมก็คิดว่าดีเหมือนกัน จะได้ไม่โดนดักคอเสียก่อน ที่ไหนได้ มาทันตอนผมกำลังหยิบกุญแจรถจนได้สิน่า

      “ไม่เห็นต้องบอกเลย ผมไปแม่ก็เห็นเองแหละ”

      “กินข้าวก่อนแล้วค่อยไป”

      พี่นิวเสียงแข็ง...ผมไม่ใช่น้องชายนะ ไม่ต้องมาดุ 
 
      “ผมจะไปกินกับแม่”

      “ไม่บอกล่วงหน้า แม่เขาจะมีอะไรให้กินไหมล่ะ”

      “ผมกินง่ายไม่เรื่องมากหรอกครับ มีอะไรผมก็กินไอ้นั่นแหละ”

      “กินข้าวก่อนแล้วเดี๋ยวพี่ไปส่ง อย่าขี่รถไปเองเลย มืดแล้ว”

      เรายืนต่อตากันอยู่อึดใจ ผมก็ตัดสินใจเดินออกมาพร้อมกุญแจรถในมือยังไม่ทันจะเอารถออกจากชายคา

พี่นิวก็มายืนขวางหน้าไว้

      “ทำไมดื้อนักนะ”

      “ผมก็แค่อยากไปหาแม่”

      “เป็นอะไรไปอีก เห็นหายไปตั้งแต่เย็นแล้ว ลงมาก็เป็นแบบนี้ ใครทำอะไรให้ไม่ถูกใจเหรอครับ”

      “เปล่าครับ”

      “อย่ามาโกหก”

      ได้ยินคำนี้ผมยิ่งแน่นอกด้วยความแค้นใจ ก็รู้ทั้งรู้ว่าผมมีอะไรในใจ จะมาถามทำไม

แน่จริงก็ถามให้มันตรงจุดไปเลยดีกว่า

      “รู้ดีนักแล้วทำไมถึงไม่รู้ว่าผมเป็นอะไร”

      “ก็พี่....”

      พี่นิวสะดุดคำพูดลง

      “เฮ้ย...นิว มึงก็ไปส่งน้องก่อน แล้วก็รีบกลับมากินข้าวสิวะ พวกกูรอก็ได้”
 
      พี่เนย์ตะโกนบอกมาจากประตูหน้าบ้าน ผมเหลียวไปดู ก็เห็นเงามืดที่บังแสงอยู่

ดูใหญ่โตน่ากลัวในความรู้สึกเหลือเกิน เงานั้นเคลื่อนกลับเข้าไปในบ้าน

ผมก็บิดกุญแจ เตรียมออกรถ แต่มือใหญ่ ๆ ก็ฉกเอากุญแจไปไว้ในกระเป๋ากางเกงของเขาซะก่อน

      “ผมมีกุญแจสำรอง”

      “นู...อย่าดื้อกับพี่”

      “ผมอยากกลับบ้าน”

      “แล้วที่นี่ไม่ใช่บ้านรึไง”

      “มะ...”

      “อย่าพูดออกมานะ!!!”

      เสียงแข็งของพี่นิวพูดสวนขึ้นมาพร้อมกับผม ทำให้ผมต้องหยุดตัวเองไว้แค่นั้น

และคำพูดประโยคหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ก็ย้อนกลับเข้ามาในความทรงจำ


      .....ที่นี่เป็นบ้านของพี่มาตั้งแต่เล็ก ถึงจะไม่ได้เกิดที่นี่ แต่พี่ก็ผูกพันเพราะใช้ชีวิตในบ้านนี้มาตลอด

ต่อไปนี้บ้านหลังนี้ก็เป็นบ้านของนูด้วยเหมือนกัน พี่ฝากนูดูแลบ้าน ดูแลแม่ ดูแลหัวใจของพี่ด้วยนะครับ.....


      เป็นคำพูดในค่ำคืนสุดท้ายที่เราได้อยู่ด้วยกันก่อนพี่นิวเดินทางไปเรียนที่กรุงเทพผมตอบรับไป

ด้วยความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกัน ความอบอุ่นที่ผมได้รับจากคนในบ้านมากมายท่วมท้นเกินกว่าที่ผมคาดคิดไว้

ระยะเวลาไม่ถึงปีที่ผมได้มาอยู่ที่นี่ ทำให้ผมรู้สึกกลมกลืนเหมือนเป็นส่วนหนึ่งอย่างแยกไม่ออก

แล้วความคิดที่ว่าตัวเองเป็นติ่งอะไรสักอย่างที่เหมือนส่วนเกินก็หายไปจากความคิดผม

มันทำให้ผมเริ่มยิ้มออก (แค่ในใจ) รับรู้ถึงความรู้สึกของคนตรงหน้า

ยิ่งเงยหน้าขึ้นสบตาก็ยิ่งทำให้อยากกัดลิ้นตัวเองนัก แววตาพี่นิวมันฟ้องทุกอย่างที่เขาคิดเกี่ยวกับตัวผม

แล้วผมมัวคิดอะไรที่มันเหลวไหลอย่างนั้นไปได้ยังไงกัน

      ผมน่าจะเดาได้ว่าการที่พี่นิวไม่อยากให้ผมร่วมทางไปเที่ยวด้วย ก็คงเพราะผมมักจะมีอาการเมารถเสมอ

ถ้าต้องนั่งรถไกล ๆ ยิ่งอยู่บนรถตลอดวัน เดี๋ยวโดนแอร์ เดี๋ยวเจอแดด อาจจะทำให้ถึงกับไม่สบาย

ช่วงเวลาสั้น ๆ ของปิดเทอม แทนที่เราจะได้ทำอะไรด้วยกันอย่างมีความสุข กลับต้องมานอนซม

เพราะพิษแดดผสมกับอาการเมา มันก็ไม่ใช่เรื่อง...ผมเข้าใจแล้วครับ แต่.....

      อยากแกล้ง

      “ไม่อยากให้ไป ผมไม่ไปก็ได้ครับ”

      “ดีครับ งั้นก็เข้าบ้านกัน”

      ไงล่ะ ยิ้มออกล่ะสิพี่นิวของผม

      ผมแบมือขอกุญแจรถ เพื่อจะใช้ล็อกรถ พี่นิวล้วงกระเป๋าหยิบออกมาให้ก่อนจะกำชับด้วยใบหน้าที่ยิ้มอย่างผู้ชนะ

      “เสร็จแล้วตามไปนะครับ พี่จะไปรอที่โต๊ะกินข้าว”

      ผมสอดกุญแจ แล้วติดเครื่องสตาร์ท เมื่อมองผ่านกระจกรถเห็นแผ่นหลังกว้างลับหายเข้าบ้านไปแล้ว

รถทะยานออกจากบ้านอย่างรวดเร็ว ผมไม่ได้รับปากว่าจะกินข้าวด้วยซะหน่อย แต่ไม่อยากให้ไปบ้านแม่

ผมไม่ไปก็ได้ ผมก็เลยไปหาอะไรกินตามลำพังให้เรียบร้อยก่อน ถึงจะกลับ....รอไปเถอะพี่นิว อิอิ




..........มีต่อครับ......

ออฟไลน์ NuNew

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +62/-2




หลังจากกินก๋วยเตี๋ยวราดหน้ายอดผักเจ้าอร่อยเสร็จ ผมก็ตระเวณไปตามที่ต่าง ๆ

ขี่รถเล่นกินลมชมแสงสีในตัวเมืองจนเบื่อก็ได้เวลากลับบ้าน

ผมคิดว่าป่านนี้ที่บ้านคงจะกินข้าวกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ตอนนี้ทุกคนคงจะรวมตัวกันดูรายการโทรทัศน์

      แต่ผมคิดผิด

      เมื่อผมไปถึงหน้าบ้าน ก็พบว่าประตูรั้วเปิดออกกว้างเหมือนจะรอรถเข้าออก

ทำให้ผมรู้สึกแปลกใจว่าต้องมีบางอย่างผิดปกติ

      กลุ่มเพื่อน ๆพี่นิวอยู่ที่หน้าโทรทัศน์จริง แต่พี่นิวกับคุณแม่นั่งอยู่ด้วยกันที่ม้าหินใต้ซุ้มเฟื่องฟ้าริมรั้ว   
 
      พอรถผมเข้าประตูมา ก็เจอกับร่างสูงของพี่นิวขวางอยู่อย่างรอคอย

      “นิว คุยกันดี ๆนะลูก อย่าลืมว่าลูกกำลังมีแขก”

      “ครับแม่”

      พี่นิวรับคำเบา ๆ แต่หนักแน่น จากนั้นคุณแม่ก็หันมาพูดกับผม

      “เราก็ห้ามดื้อ”

      “ครับคุณแม่”

      “ดับเครื่องรถ”

      พี่นิวหันมาสั่งผม ร่างสูงของพี่นิวยืนนิ่งไม่ขยับ แถมยังทำท่ากอดอกยอย่างกับอาจารย์ฝ่ายปกครองงั้นแหละ

ผมปิดกุญแจอย่างว่าง่าย แต่ดูเหมือนการพูดคุยต่อไปของเราคงไม่ง่ายนักถ้าเงียบ ๆ นิ่ง ๆ แบบนี้

ผมกลายเป็นจำเลยแหง ๆ จะอะไรนักหนาก็ไม่รู้ ผมแค่ออกไปขี่รถเล่นเท่านั้นเองนะ ทำอย่างกับผมเป็นเด็กสิบขวบ

      “ไปนั่งนู่น”

      …นู่น....ของพี่นิวก็คือม้าหินที่เดิมแหละครับ ผมก็ว่าง้าย...ง่าย ดูท่าพี่นิวตอนนี้ ไม่น่าจะไปขัดขืนเขาหรอกครับ ดุอะ

      “ทำไมทำแบบนี้”

      เขาถามผมทั้งที่ยังยืนข่มขวัญผมอยู่

      “ผมไปกินราดหน้ามา”

      “อ้อ...กะจะเลี่ยงว่างั้น พอพี่บอกไม่ให้ไปบ้านแม่ ก็ไม่ไป แต่ไปที่อื่นแทน”

      พูดอีกก็ถูกอีก ผมก้มหน้าเฉย ๆ เพราะเถียงไม่ออก

      “คิดจะประท้วงพี่ใช่มไหม”

      “เปล่าสักหน่อย”

      “เห็นไหมว่าบ้านเรากำลังมีแขก หลบออกไปแบบนี้มันเสียมารยาทมากรู้ไหม”

      “ผม...”

      “หามาให้ได้นะเหตุผลน่ะ ไม่งั้นมีเรื่องแน่”

      “พี่นิวอะ”

      “ทำตัวเป็นเด็ก ๆ ไปได้ พี่บอกไม่ให้ไปก็จะไป ไม่คิดหน้าคิดหลังซะบ้าง จะงอนอะไรนักหนา

มีอะไรทำไมไม่ถามพี่ ชอบคิดเองเออเอง แล้วมันใช่หรือเปล่าที่คิดน่ะ”

      นาน ๆ พี่นิวจะพูดอะไรยาว ๆ แบบนี้ ทำให้ผมรู้สึกผิดจนไม่กล้าสู้หน้า ทีแรกที่ทำก็แค่อยากแกล้ง

ให้เค้าหงุดหงิดเล่นเสียบ้าง อยากทำให้ผมน้อยใจทำไมล่ะ ที่ไม่ชวนผมไปเที่ยวด้วยกัน

ถึงตอนนี้ผมจะเข้าใจแล้วว่าเค้าหวังดี แต่ก็นะ...มันอยากเอาคืนนี่

      “แล้วนี่ไปถึงไหนมา กินราดหน้าอย่างเดียวคงไม่เป็นชั่วโมงอย่างนี้หรอกมั้ง”

      “ผมไปวนรถรอบเมือง”

      “อ้อ...ลูกเจ้าของปั๊ม”

      “พี่นิว....”

      ผมประท้วงเสียงอ่อย ยังจะมาประชดผมอีกนะ จะบอกว่าผมสำนึกผิดแล้ว มันก็พูดไม่ออกอะ

      “ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกเข้าใจไหมครับ”

      ....แบบไหนอะ....

      “ข้อแรก เวลามีแขกมา อย่าหลบหน้า มันเสียมารยาทเจ้าของบ้านรู้ไหม”

      “ครับ ผมขอโทษครับ”

      ผมได้แต่ก้มหน้างุด ๆ รับคำเขาไป ทำผิดก็ต้องยอมรับผิดครับ

      “พี่บอกพวกพี่ ๆ เขาไปแล้วว่านูไปกินข้าวที่บ้านแม่ อย่าให้เขารู้ว่าเราไปที่อื่นมา แล้วอีกอย่าง...”

      พี่จะหยุดพูดทำไมเนี่ย...ผมเลยต้องเงยหน้าขึ้นมองเค้าแทนคำถาม

      “ที่พี่ไม่ให้ไปด้วย เพราะนูจะเมารถแล้วจะเที่ยวไม่สนุก เกิดฝนตกจะยิ่งแย่ ไม่สบายขึ้นมาทำไง

พี่ก็จะพลอยติดไข้ไปด้วยอีกคน”

      เกี่ยวอะไรกัน?

      “แล้วที่ไปบอกพี่เนย์เขาว่ามีแฟนแล้วน่ะ คิดอะไรอยู่”

      “ไม่ได้คิดอะไรเลยครับ”

      พี่นิวเลิกคิ้ว ท่าทางบอกว่าไม่เชื่อ ผมก็เลยตอบไปงั้น ๆ

      “ก็อยากให้รู้ว่าผมมีแฟนน่ารักไง พี่อ้ะ”

      พี่นิวบีบแก้มผมทั้งสองข้าง

      “หมั่นเขี้ยว เข้าบ้านได้แล้ว ทักพี่ ๆ เขาด้วยนะ เขาไม่รู้หรอกว่าเราเกเรกับพี่”

      ผมขว้างค้อนให้พี่นิว แล้วสตาร์ทรถไปเข้าที่เก็บ พอเดินผ่านพวกพี่ ๆ ที่นั่งกันอยู่

ผมก็ยิ้มทักทาย (ตามคำสั่ง) พี่เนย์ก็เฮฮาตามประสา ดูทีท่าทุกคนคงไม่รู้จริง ๆน่ะแหละ ว่าผมไปก่อคดีอะไรมา

พอพี่นิวเดินมาสมทบ ผมก็ขอตัวขึ้นบนบ้านไปอาบน้ำ


      อาบน้ำเสร็จ ผมก็สวมชุดนอนเลย ไม่คิดจะลงไปร่วมวงกับพี่ ๆ อีก หยิบหนังสือมาอ่านบ้าง ฟังเพลงบ้าง

จนรู้สึกง่วงก็เดินไปปิดไฟเข้านอน

      ผมหลับไปนานเท่าไรไม่รู้ แต่มารู้สึกตัวตอนที่ที่นอนข้าง ๆยุบ แล้วใครคนหนึ่งก็เอื้อมแขนมารัดรอบตัวผม

 พร้อมกันระดมจูบเปะปะไปทั่วหน้า ตอนนี้ผมก็รู้แล้วว่าเป็นใคร เพราะกลิ่นนุ่ม ๆที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นแบบนี้

จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพี่นิวของผม

      “นอนเร็วจัง”

      “แล้วพี่นิวทำไมไม่ไปนอนล่ะครับ”

      ผมพูดพลาง เอื้อมมือไปเปิดโคมไฟหัวเตียง หยีตาดู พี่นิวสวมชุดนอนแล้วแต่ไม่เรียบร้อย

เพราะเสื้อไม่ได้ติดกระดุมสักเม็ด

      “ก็จะมานอนแล้วไง”

      “นอนไหน ห้องผมเหรอ”

      “อืม แปลกใจอะไร”

      ผมส่ายหน้าด้วย ยิ้มไปด้วยจนแก้มแทบแตก นึกว่าเขาจะนอนรวมกันที่ห้องพี่นิวนี่

      “ก็เห็นซื้อที่นอนมาเพิ่ม ผมนึกว่าพี่นิวนอนห้องโน้น”

      “เคยคิดจะถามกันไหมน่ะ”

      ผมไม่รู้จะตอบอะไร เพราะพี่นิวพูดถูกอีกแล้ว ก็เลยได้แต่จับสาบเสื้อพี่นิว รูดไปรูดมาอย่างไม่มีความหมายอะไร

แค่ไม่รู้จะเอามือไว้ตรงไหน ดีใจด้วย เขินด้วย

      พี่นิวก้มหน้ามาหอมแก้มผมอีก

      “คิดถึงจังเลย อยากทำอย่างนี้ตั้งแต่ในรถแล้วรู้ไหม”

      “ไม่รู้”

      พี่นิวหัวเราะเบา ๆ บีบจมูกผมด้วย ไม่เจ็บหรอก แต่มันเขินสายตาเขาน่ะ มองมาแบบนั้นผมไม่รู้จะตีหน้ายังไงนี่นา

ลูกตาวับ ๆนี่น่ะ อยากจะควักออกมาเสียจริงเลย....รู้นะคิดอะไรอยู่

      “ไม่เห็นบอกพี่มั่งเลย”

      “ผมเกือบจะบอกพี่นิวก่อนที่พี่นิวจะบอกผมซะอีก”

      “แล้วทำไมไม่บอก”

      “ก็พี่ปิดมือถืออะ”

      “หือ?”

      “ตอนที่พี่นิวรอกระเป๋าไง”

      “แล้ว....”

      “ผมกดโทรศัพท์ออก แล้วมันก็บอกว่าไม่มีสัญญาณ...”

      “อ๋อ...ฮ่า ๆ ๆ”

      ยังจะมาขำเสียงดัง ใครจะไปนึกถึงเล่า

      “งั้นตอนนี้ก็บอกสิ พี่บอกนูสองครั้งแล้ว แต่นูยังไม่บอกพี่เลยนะ”

      “ไม่อะ ไม่อยากบอกแล้ว”

      “อ้าว ทำไมอะ”

      พี่นิวหน้าถอดสี

      “ผมจะทำ......อย่างนี้แทนไงเล้า”

      แล้วก็เป็นผมที่เริ่มต้นก่อนด้วยความคิดถึง ความกระหายในความรัก ความอบอุ่นจากพี่นิว

ผมจับพี่นิวพลิกให้นอนหงายลงบนที่นอน คนตัวโต ๆ ทำเป็นตัวอ่อนยอมให้ผมขึ้นไปเกยอยู่บนอกได้อย่างง่ายดาย

เสื้อตัวที่ไม่ได้ติดกระดุม ง่ายแก่การปลดเปลื้อง ผมรูดมันออกจากแขนทั้งสองข้าง แล้วกองไว้บนพื้น

      มือของผมพรมไปบนเนื้อเนียนนุ่มของพี่นิวบอกเล่าความคิดถึงที่ผมมีต่อเขาอย่างมากมาย

ริมฝีปากของผมจุมพิตไปทั่วใบหน้าเกลี้ยงเกลาของพี่นิว บอกว่าผมโหยหาความรักจากเขาเพียงใด

ส่วนพี่นิวก็ไม่ยอมน้อยหน้า เขาบอกผ่านความรู้สึกเหล่านั้นให้ผมรับรู้ด้วยการตอบสนองผมเช่นกัน

กางเกงนอนถูกรูดออกจากขาไปกองที่ปลายเตียง ส่วนผมก็จัดการตัวเองอย่างไม่รอช้า เหมือนว่ายิ่งรีบก็จะยิ่งช้า

ผมแกะกระดุมแต่ละเม็ดได้อย่างยากเย็น

      พี่นิวยิ้มขำผม

      “ใจเย็น ๆ พี่อยู่กับนูทั้งคืน ห้องโน้นเค้าจองกันเต็มพื้นที่แล้วล่ะ”

      กระดุมเม็ดสุดท้ายหลุดออกไปแล้ว แทนที่ผมจะเป็นฝ่ายรุก กลับเป็นพี่นิว ที่จู่โจมโดยไม่ทันให้ผมได้ตั้งตัว

ทั้งทึ้งเสื้อ ทั้งดึงกางเกงผมออกเหวี่ยงไปคนละทาง

      “ไหนว่าให้ผมใจเย็นไง”

      “ฮื้อ จะพูดทำไมนะ คิดถึงจะแย่อยู่แล้ว”

      กว่าที่เราจะได้นอนหลับกันจริง ๆ ก็หลับนอนกันไปหลายรอบ

     รู้ตัวอีกที ตอนที่ได้ยินเสียงรถขยะเทศบาลมาเร่งเครื่องยนต์หน้าบ้านอีกแล้ว

      “ตีสามครับ”

      ผมตอบพี่นิว ตอนที่เค้างึมงำถามอยู่กับซอกคอของผมว่า...กี่ทุ่ม....

      “อืม”

      ผมมีความสุขจัง จำได้ว่าตัวเองอมยิ้มกระทั่งหลับไป ทั้ง ๆ ที่เรายังกอดก่ายกันอยู่ห้าเดือนที่รอคอย

ถึงจะยังไม่หนำใจกับความคิดถึงมากมายที่ผมสะสมไว้ในหัวใจ แต่ก็เหมือนน้ำหล่อเลี้ยงให้หัวใจผมเต้นต่อไป

เพื่อรับความรักจากเขาทุกวันทุกคืน

      บ้านเป็นแค่ที่นอนหลับพักผ่อนจริง ๆสำหรับเพื่อน ๆพี่นิว เพราะแต่ละวันหมดไปกับการเดินทางไปโน่นมานี่

แม้กระทั่งฝนจะตกก็ไม่เป็นอุปสรรค

      คุณแม่ไปหาคุณพ่อแล้ว เหลือแต่พวกเราก็ได้สนุกกันใหญ่ เพราะไม่มีผู้ใหญ่ให้ต้องเกรงใจ

กลับจากเที่ยวก็มีปาร์ตี้กันทุกคืน แต่กลุ่มนี้ก็ดีอยู่อย่างครับ คือไม่มีของมึนเมา อย่างมากก็แค่น้ำผลไม้หมัก

ผมมีหน้าที่หาอาหารคอยเสิร์ฟ ป้าแม่บ้านก็รสมือดี ทำอาหารแต่ละอย่างออกมาหมดเกลี้ยงไม่เหลือ

สร้างความประทับใจให้เพื่อนพี่นิวทุกคน

      หมดโปรแกรมเที่ยวภายในสี่วัน พอดีกับแผนที่วางไว้ล่วงหน้าว่ามีเวลาประมาณ1 อาทิตย์

รวมวันเที่ยวและวันเดินทาง เพื่อนพี่นิวก็เดินทางกลับด้วยรถทัวร์ เพราะเงินหมดไปกับการซื้อของฝากกันแทบหมดตัว



      ทีนี้ก็เหลือแต่เรา

      อย่าคิดว่าเพื่อนกลับไปแล้วพี่นิวจะยอมกลับไปนอนที่ห้องง่าย ๆนะครับ ทำยักท่าอย่างโง้นอย่างงี้ จนผมต้องเตือนสติ

      “เดี๋ยวพี่นางขึ้นมาเก็บห้องตอนเช้า”

      คนงานในบ้านไม่เคยรู้ความสัมพันธ์พิเศษระหว่างเราเลย

      “อืม”

      “ไปปูที่นอนให้หน่อยสิครับ”

      “เดี๋ยวพี่นางก็คงทำให้เองหรอกครับ”

      “ไม่เอาแบบนั้น...มานี่”

      พี่นิวจูงแขนผมเดินนำไปที่ห้องเขา พอมาถึงผมก็ร้อง...อ๋อ...

      ความจริงที่นอนก็ถูกเปลี่ยนเรียบร้อยแล้วน่ะแหละ ผ้าปูนอนสีเชียวอ่อนสลับฟ้าเป็นลายทางใหญ่บ้างเล็กบ้าง

คงเพิ่งจะเปลี่ยนเมื่อเช้านี้เอง เพราะยังขึงเรียบตึงอยู่เลย

      ผมพอจะเข้าใจเพราะมีผ้าปูอีกชุดหนึ่ง วางอยู่ที่ปลายเตียง ลักษณะจะว่าพับก็พูดได้ไม่เต็มปาก

แต่ก็อนุโลมได้ว่า พยายามพับล่ะ ผมเห็นก็จำได้ว่าเป็นผืนที่ผมปูให้ในวันที่เขาเดินทางกลับมา

      “ปูใหม่นะ พี่จะเอาผืนนี้ ดีนะที่วันนั้นพี่ขึ้นมาก่อน ก็เลยรีบเก็บไว้ก่อนที่พวกมันจะตามขึ้นมา

แล้วก็ให้พี่นางปูอีกผืนหนึ่งแทน”

      ผมดีใจพี่นิวอยากเป็นคนนอนบนผ้าปูผืนนี้เป็นคนแรก ปูผ้าเสร็จได้ไม่ทันไร ก็มีเสียงทักมาจากประตูห้องนอนพี่นิว

ซึ่งเปิดอ้าไว้

      “ทำอะไรกันจ๊ะเด็ก ๆ”

      คุณแม่มา

      “อ้าว...ไหนว่าแม่จะอยู่ดูแลพ่อไง”

      “ดูแล้ว พ่อเขาก็สบายดี ตอนนี้ได้เวลากลับมาดูแลลูกชาย”

      คุณแม่เข้ามากอดจูบพี่นิวใหญ่เลย ส่วนพี่นิวก็ตอบรับโดยอัตโนมัติ

       ถึงคราวที่ผมต้องเป็นฝ่ายถอยให้แม่ลูกได้ชื่นชมกันบ้างแล้ว คุณแม่คงเก็บความคิดถึงเอาไว้ไม่แสดงออก

ตอนที่เพื่อน ๆยังอยู่ พอได้โอกาสก็เลยเต็มที่ ผมเห็นแล้วก็ชื่นใจแทนเหมือนกันครับ แล้วก็นึกขอบคุณคุณแม่ในใจ

ที่ช่างเข้าใจลูกได้ดีเหลือเกิน

      คืนนี้ไม่มีปาร์ตี้ที่ครึกครื้น จะมีก็แต่การพูดคุยทักถามสารทุกข์สุกดิบประสาครอบครัวในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความรัก

ความอบอุ่น

      “ทำไมแม่กลับมาได้เวลาจังเลยครับ”

      พี่นิวถามประโยคเหมือนใจผมคิดเลย

      “ได้เวลาอะไรเหรอ”

      “ได้เวลาที่พวกนั้นกลับไปพอดี”

      คุณแม่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไม่ยอมตอบ

      “แม่ไปดูแลพ่อเขาเสร็จแล้วก็กลับมาไง”

      “ไม่อะครับ ทุกทีแม่ไม่เคยรีบไปรีบมาแบบนี้อะ”

      “อยากรู้จริง ๆเหรอ”

      “ครับ”

      “ครับ”

      ผมกับพี่นิวตอบเกือบจะพร้อมกัน

      “แม่โทรถามป้าเขาเมื่อวานนี้ ว่ารู้ไหมว่าเพื่อนนิวจะกลับกันวันไหน”

      “อ้อ.....มิน่าล่ะ แม่ก็มีสปายเหมือนกันน้า”

      “นิดนึง”

      คุณแม่วางช้อน ก่อนจะวางท่าจริงจัง

      “ลูกชายแม่ไปเรียนกรุงเทพ แม่ไม่ได้เจอหน้ามาห้าหกเดือน พอกลับมาแทนที่จะได้ชื่นชม

ก็ต้องพาเพื่อนเที่ยวซะอีก”

      “แต่ผมก็กลับบ้านทุกวันนี่ครับ”

      พี่นิวแย้ง

      “แล้วถ้าแม่จะกอดลูก จูบลูกต่อหน้าเพื่อน นิวจะยอมเหรอ”

      “แม่ก้อ ผมโตแล้วนะ แม่ก็ทำในห้องแม่รึห้องผมก็ได้นี่นา”

      “มันแปลก ๆนะลูกนะ จะแสดงความรักลูกนี่ แม่ต้องทำในห้องนอน”

      คุณแม่ขมวดคิ้ว ทำหน้าย่น

      ผมนั่งฟังสองคนแม่ลูกโต้กันไปมา แล้วก็นึกขำคุณแม่ไปด้วย เห็นใจไปด้วย ก็ลูกชายนี่นะ

พอโตแล้ว มักจะไม่ค่อยให้แม่ได้กอด ได้หอมต่อหน้าคนอื่นหรอก คงจะกระดาก

ส่วนผมเองที่จะให้แม่กอดก็พอมีบ้าง แต่ที่จะหอมนี่แทบจะไม่เคยเลยตั้งแต่เริ่มเรียนมอปลาย

คงเป็นเพราะไม่เคยทำ พอนานไปก็เลยไม่กล้าที่จะแสดงความรักด้วยวิธีนั้น

ทั้งที่นึกอยากทำอยู่เหมือนกัน....ไว้ผมจะลองทำกับแม่ดูบ้าง

      ผมหยุดขยับอวัยวะที่อยู่ใต้โต๊ะเพราะรู้สึกว่าคุณแม่กำลังจ้องผม คุณแม่จ้องมาสองครั้งแล้ว

อดไม่ได้ผมก็เลยต้องถาม เพราะคุณแม่เริ่มขมวดคิ้ว

      “มีอะไรเหรอครับคุณแม่”

      คุณแม่มองหน้าผมนิ่ง ๆ แต่ไม่ได้พูดอะไร

      “ครับคุณแม่? ”

      ผมถามย้ำ

      “นั่นน่ะสิ แม่ก็อยากรู้ว่านูมีอะไร ถึงได้เอาเท้าสะกิดแม่อยู่ได้”

      ผมแทบจะเอาหัวมุดลงใต้โต๊ะไปเดี๋ยวนั้น มิน่าล่ะ ผมถึงว่า ทำไมผมสะกิดพี่นิวตั้งหลายหน

เขาไม่เห็นจะเหลือบมองผมบ้างเลย ที่แท้.....เป็นเท้าคุณแม่...เวรกรรมจริงเลยผม

      ยังจะมาส่งยิ้มล้อผมอีกนะคนเรา

      เดี๋ยวเหอะ คืนนี้ผมจะทำให้ยิ้มไม่ออก!!!


       จบตอน  SERIES:THE SECOND PAGE
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-10-2012 23:43:18 โดย ์NOO »

namtarn11

  • บุคคลทั่วไป
น่ารักอ่ะ อมยิ้มตลอดเลย ^^

ออฟไลน์ Yarkrak

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1637
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-3
หร่อยมั๊ยย

tonkhaw

  • บุคคลทั่วไป
ว่าเเต่เข้มหายไปไหนเเล้วอ่ะ

แอบติดใจกันเพื่อนคนนี้ หายเงียบไปเลย

blue2u

  • บุคคลทั่วไป
 o13อ่านแล้วอารมณ์ดี อิอิ หวานมาก

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






vvhite

  • บุคคลทั่วไป
หวานกันตลอดเลย
อ่านแล้วจะละลาย ๕๕๕ :-[ :-[
แล้วมาต่ออีกนะครับพี่นู   :L2:

ออฟไลน์ gang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 144
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
มาต่ออีกนะ ครับ.  :กอด1:  เม้นท์ไม่เก่งเท่า แต่จริงใจในการอ่าน  o13

babynevercry

  • บุคคลทั่วไป
 :laugh: :laugh:

ฮาอ่ะ สะกิดเท้าคุณแม่

ว่าแต่ เข้มอ่ะ ...

ออฟไลน์ Asuke

  • แค่อยากบอกว่า ตอนนี้ผมไร้คู่
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 178
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-2
ตามอ่านเรื่องๆนี้ สามรอบแล้วนะคร้าบบบพี่นู่

แต่พี่นูเล่าไม่จบซักที  ค้างมากมาย ^^

ออฟไลน์ gang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 144
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
 :jul1:ลงแดงแล้วมาไวไวนะ

ออฟไลน์ NuNew

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +62/-2


ดีใจที่ได้รู้ว่ามีคนชอบอ่าน เข้ามาวันนี้ได้เจอน้อง ๆ ที่ติดตามกันมาแต่ชาติปางโน้น
 
เพราะว่าพี่นูเขียนมาเป็นชาติแล้วไม่จบซะที....ใช่มั้ยครับน้องทีม

มีคนถามถึงเข้มด้วย ...ผมก็จะบอกไว้ซะเลยว่า เข้มไม่ใช่พระเอกครับ เขียนถึงมาก ๆ ไม่ได้

เดี๋ยวพระเอกตัวจริงจะน้อยใจ



ช่วงนี้ได้เวลาของภารกิจที่บอกไว้เมื่อคราวก่อนแล้วนะครับ ว่างแล้วถึงจะได้เข้ามา

เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการวางแผนงานเดินตลาดและติดต่อลูกค้าครับ

ปีนี้ผลงานไม่ดีอย่างที่บอก ก็เลยต้องขยันเอาปลายปี ได้น้อยดีกว่าไม่ได้เลย
 




Series : The Third Page.

        เปิดเทอมใหม่ปีนี้ ผมเตรียมตัวอย่างเต็มที่ และคิดว่ามากพอสำหรับเด็ก ม.6

ในการจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ไม่ใช่เพราะผมมีความฝัน

แต่เพราะความหวังในหัวใจทั้งหมดที่ผมมี เพียงเพื่อจะได้อยู่ใกล้ๆ คนที่ผมรัก

   การจากกันมันเป็นความทรมานนับตั้งแต่เริ่มรู้ว่าจะต้องจากกันนั่นเลยทีเดียว

แต่ความห่างไกลกันนั้นทรมานยิ่งกว่า เพราะมันยาวนานเหลือเกินกว่าที่จะได้พบกันในแต่ละครั้ง

แม้ว่าพี่นิวจะกลับบ้านทุกปิดภาคเรียน หรือแม้แต่ในช่วงวันหยุดยาว ๆ เป็นบางครั้ง

แต่เขาก็ไม่อาจจะทำเช่นนั้นได้ตลอดไป เพราะกิจกรรมและการเรียนที่หนักขึ้นทุก ๆปี

เพิ่งจะปี 2 เท่านั้นเอง แต่พี่นิวก็มีอะไรให้ทำร่วมกับเพื่อนมากมายเสียจนหลายครั้ง

ที่เขาไม่สามารถแม้แต่จะกดโทรศัพท์มาคุยกัน  ครั้งหนึ่งขาโทรบอกผมอย่างถนอมน้ำใจว่า

เขาคงไม่ได้กลับบ้านในช่วงปิดเทอมแรก แต่ทันทีที่มีเวลาว่างเขาจะรีบมา

นั่นทำให้ผมเฝ้ารอวันแล้ววันเล่า แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าพี่นิวจะมาปรากฏตัวตรงหน้า

นอกจากเสียงนุ่ม ๆ ผ่านสายโทรศัพท์เช่นเคย ซึ่งจะว่าไปมันก็ไม่เคยเพียงพอสำหรับผม....

แต่ทำไมไม่รู้ ในอีกมุมหนึ่งผมกลับรู้สึกไปว่า พี่นิวไม่ได้ห่วงหาหรือพะวงถึงผมอย่างที่ผมกำลังรู้สึกอยู่เลย

เหมือน เขาจะยอมรับด้วยความยินดี ว่าเขาพอใจที่ได้อยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูง

และร่วมทำกิจกรรมอันแสนสนุกและชวน ตื่นเต้น

   จะบอกว่าผมไม่พอใจก็ไม่เชิง เพราะผมคิดเสมอว่า อะไรที่จะทำให้พี่นิวมีความสุข ผมจะรีบทำทันที

แต่ผมรู้สึกเหมือนตัวเองหมดความหมาย ที่พี่นิวไม่จำเป็นต้องมีผมเขาก็มีความสุขได้ ต่างจากผม

ที่ไหนที่ไม่มีเขาผมอาจจะยิ้มได้ หัวเราะได้ แต่มันไม่เคยเป็นความสุขที่แท้จริงสำหรับผมเลย

   แต่เมื่อผมได้คิด ผมก็กลับเกลียดตัวเองที่คิดไปว่า การที่พี่นิวมีความสุขโดยปราศจากผมเป็นความผิด

   เอาล่ะ...แทนที่ผมจะรู้สึกอะไรที่มันน่ารังเกียจระหว่างคนสองคนที่รักกัน

สู้ผมแสดงออกถึงความรักของผมด้วยการพยายามไต่ไปให้ถึงจุดที่เขาอยู่มันคงจะดีกว่า

และผมเชื่อว่าพี่นิวจะต้องยินดีไปกับผม และภาคภูมิใจที่ผมทำได้สำเร็จ



   ผมไม่ได้บอกพี่นิวว่าผมมีแผนการอะไรเพื่อ “เรา”

ผมลงมือทำทันที กีฬาที่ผมเคยเล่นหลังเลิกเรียน ผมก็เลิกสนใจ จนเข้มสงสัย และก็สิ้นสงสัยไปในเวลาต่อมา

เมื่อมันตามผมมาถึงบ้านในเย็นวันหนึ่ง และพบว่าผมกำลังอ่านหนังสืออย่างขะมักเขม้น

หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ อย่างบ้าคลั่ง เอาเป็นเอาตาย

   “ไอ้ที่กองท่วมหัวนั่นน่ะ จะอ่านให้หมดเมื่อไหร่เหรอวะ”

   เข้มถามผมทำให้ผมหันไปดูกองหนังสือที่กองซ้อนกันบนพื้นข้างโต๊ะ ความสูงของมันกำลังจะท่วมโต๊ะตัวนี้แหละ

   “อือ...อันนั้นอ่านหมดแล้ว กองนี้ดิยังไม่อ่านเลย แต่อีกไม่ถึงอาทิตย์ก็คงหมด”

   “หา...อาทิตย์หนึ่ง?”
   เข้มมองตามผมไปยังกองที่ผมพูดถึง มันสูงประมาณเกือบครึ่งของกองที่ผมบอกว่าอ่านหมดแล้ว

ผมพยักหน้าให้ทีหนึ่ง เข้มมันก็ทำตาโต เหลือก ๆใส่ผม

   “มึงไม่ทำอะไรเลยทั้งเดือน นอกจากอ่านหนังสือหมดนี่เหรอวะ”

   “เออ...”

   “ที่มึงเลิกเล่นบอลตอนเย็น แล้วหนีกลับบ้านก็เพราะจะมาอ่านหนังสือ...เหรอ”

   “อือ”

   “เสาร์อาทิตย์เพื่อน ๆ ไปไหนต่อไหนกัน มึงก็หมกตัวอยู่กับกองหนังสือ?”

   “ก็เออ....นี่มึงจะถามให้มันได้อะไรขึ้นมาวะ ในเมื่อมึงก็เห็นอยู่แล้วว่ากูอ่านหนังสือเรียน

ไม่ได้อ่านหนังสือการ์ตูนนะโว้ย”

   ผมตอบอย่างรำคาญ ๆ ข้อแรกการที่มันยิงคำถามทำให้ผมเสียเวลากับการตอบคำถามที่มันก็เห็นอยู่แล้ว

(ซึ่งมันจะถามหาหอกอะไรอีกก็ไม่รู้)  ข้อสอง ผมเสียเวลาไปกับมันมาหลายนาที

นั่นทำให้แผนการอ่านหนังสือของผมกับระยะเวลาที่กะไว้คลาดเคลื่อน

ผมอาจจะไม่เหลือเวลาได้ทบทวนบางบทที่สำคัญก่อนจะเริ่มการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่กำลังจะมีขึ้นเร็ว ๆนี้

   “กูก็แค่อยากให้แน่ใจว่ามึงรู้ตัวดีว่ากำลังทำอะไรอยู่”

   มันทำหน้าคว่ำ

   “อืม”

   ผมพยักหน้าให้มัน บอกจริง ๆว่าไม่รู้ว่ามันจะมาไม้ไหนอีก ถึงได้เว้าวอนถามแต่เรื่องที่มันก็เห็นตำตา

   “มึงจะอ่านให้ได้อะไรขึ้นมาวะ คนที่เค้าจะสอบเข้าจุฬา ธรรมศาสตร์ ไม่เห็นมีใครเค้าจะบ้าอ่านอย่างมึงเลย

แล้วมึงแน่ใจนะว่าอ่านขนาดนี้แล้วมึงจะสอบได้อย่างที่หวังไว้น่ะ มึงไม่เคยได้ยินรึไงว่า คนที่เรียนไม่ได้เรื่องบางคน

ก็เอนฯติดได้อย่างไม่น่าเชื่อ  ส่วนไอ้คนที่มันเรียนเก่ง ๆ ก็ยังเคยพลาด”

   “กูไม่สนคนอื่นหรอก กูรู้แต่ว่ากูจะพลาดไม่ได้เท่านั้นเอง และทางเดียวที่จะทำให้กูมั่นใจก็คือต้องอ่านเยอะ ๆ

ฝึกทำข้อสอบเก่า ๆ แล้วกูก็จะไม่ปล่อยให้เรื่องเหลวไหลมาทำลายความตั้งใจด้วย”

   “อ่อ...มึงมองว่าการเล่นบอลตอนเย็นอย่างที่เคยทำเป็นเรื่องเหลวไหลไปแล้วงั้นสิ มึงถึงได้ไม่เข้าไปร่วมกลุ่มอีกเลย”

   ผมรู้ตัวว่าพลาดไปหน่อย ที่พูดถึงกิจกรรมที่เราทำด้วยกันมาตลอดแบบนั้น

   “กูไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น แต่กูหมายถึงเรื่องอื่น ๆอะไรก็ได้ที่มันไม่มีประโยชน์ ส่วนเรื่องบอลน่ะ

ที่กูไม่ได้เล่นช่วงนี้เพราะถ้ากูเล่นจนเหนื่อย พอกลับมาถึงบ้านกูก็เพลีย พอเพลียก็กิน แล้วก็นอน

ไม่เป็นอันได้อ่านหนังสือกันพอดี”

   “มึงก็ทำอะไรให้มันพอดี ๆได้นี่หว่า เล่นแค่พอให้ได้เหงื่อ ไม่ต้องเอาเป็นเอาตายอย่างเมื่อก่อน”

   “เอาน่า ไว้กูอ่านกองนี้หมดแล้วค่อยว่ากันใหม่ ว่าแต่มึงอะ จะกลับเลยรึเปล่า หรือว่าจะอยู่กินข้าวเย็นกะกูก่อน”

   “โห ไล่กูเลยนะ”

   “กูถามต่อว่าจะกินข้าวกะกูไหมหูแตกนะมึง”

   “ไม่อะ ขี้เกียจนั่งดูมึงอ่านหนังสือ กูไปหาน้องน้ำต่อดีกว่า”

   “จีบทิ้งจีบขว้างระวังจะโดนเอาคืนไม่รู้ตัว”

   “เรื่องของกู ไม่รักกูก็ไม่ต้องมาทำเป็นห่วง”

   “ใครบอกว่ากูห่วง กูจะรอสมน้ำหน้ามึงตะหากโว้ย”

   นาน ๆ ครั้งมันจะเท้าความถึงความรู้สึกเก่า ๆ สักที ถึงแม้ว่าเข้มมันจะทำใจได้แล้วเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเรา

แต่เวลาที่อยู่กันสองคนมันก็อดที่จะแขวะผมไม่ได้ และผมเองก็ไม่อยากถือสา อย่างน้อยเข้มก็เป็นเพื่อนคนเดียว

ที่ผมพูดได้ทุกเรื่อง

   ก่อนที่การสอบจะเริ่มต้น พี่นิวก็โทรมาหาผม ซึ่งปกติเขาก็โทรเป็นประจำอยู่แล้ว แม้ว่าจะไม่ทุกวัน

แต่ก็บ่อยเท่าที่เวลาจะอำนวย แล้วอยู่ ๆ เขาก็ถามถึงเรื่องสอบตรงขึ้นมา ถ้าเขาไม่ถามผมก็คงไม่บอกว่าผมกำลังทำอะไร

ผมอยากให้เขาประหลาดใจ

   “ผมเลือก ม.Xครับพี่นิว”

   “อยากมาเรียนกรุงเทพรึไง”

   “ไม่อะ ผมอยากอยู่ใกล้ ๆ พี่นิวมากกว่าความจริงผมเรียนที่ไหนก็ได้”

   ผมพูดออกไปตรง ๆ ตามนิสัยและพี่นิวก็มักออกอาการเป็นปลื้มทุกครั้งที่ได้ยินอะไรทำนองนี้

แต่คราวนี้มันไม่เป็นอย่างนั้น

   “แต่พี่อยากให้นูเรียนที่บ้านมากกว่านะ”

   “ทำไมอะ”

   ผมทำเสียงโวยปนผิดหวังนิดหน่อยเพราะไม่เข้าใจความคิดของเขา

   “อีกสองปีพี่ก็จบแล้ว นูก็อยู่คนเดียวอยู่ดี”

   “ก็ไม่เห็นเป็นไรเลยอย่างน้อยเรายังได้อยู่ด้วยกันตั้งสองปีแน่ะ”

   “แล้วคิดเหรอว่า เราจะได้อยู่ด้วยกัน ต่อให้นูสอบได้ที่เดียวกับพี่ก็เหอะ นูก็รู้ว่าพี่แชร์ห้องกับเพื่อน

แล้วถ้านูมาเราจะอยู่กันยังไง”

   ผมไม่ได้คิดเรื่องนี้มาก่อน แต่ก็ยังพยายามหาทางออก

   “เราก็หาห้องที่มันใหญ่ขึ้น แล้วก็แชร์กันสามคน”

   “พี่ยังไม่พร้อมที่จะเปิดเผยเรื่องของเรากับใคร ๆ นะ รึว่านูพร้อม?”

   ผมชะงัก ซึ่งเป็นจังหวะให้พี่นิวแทรกเหตุผลที่จะโน้มน้าวผมให้ยอมจำนน

   “กลุ่มเพื่อนพี่ยังยอมรับเรื่อง...แบบนี้ไม่ได้เลย พี่กลัวว่าเราจะมีปัญหา ถ้านูย้ายมาอยู่ด้วยพี่อาจจะเผลอตัวทำอะไรไป

พี่ยังไม่อยากเสียเพื่อน เรามีโครงการที่จะทำอะไรด้วยกันหลายอย่างหลังเรียนจบ แล้วอีกอย่าง ถ้านูมาเรียนที่นี่

แล้วเราต้องแยกกันอยู่ มันจะมีประโยชน์อะไร พี่ว่ามันอาจจะแย่ไปกว่าเก่านะ”

   ผมกำลังจะเสนอทางนั้น พี่นิวก็ชิงตัดหน้าพูดออกมาเสียก่อน ไม่มีประตูไหนที่ผมจะแย้งเขาได้อีกแล้วใช่ไหม

   “นูเรียนที่นั่นก็ดีไปอย่างนะ จะได้ดูแลทั้งแม่นู แม่พี่ จำได้ไหมที่พี่ฝากไว้ก่อนจะมาเรียนน่ะ”

   “จำได้ครับ”

   ผมรับคำเสียงอ่อยลง

   “พี่ห่วงเรื่องของเราถึงได้ทำแบบนี้ อย่าโกรธพี่นะครับคนดี นูก็รู้ว่า ถ้าพี่ว่างพี่ก็จะกลับบ้าน

ไม่เคยไปเที่ยวที่ไหนกับเพื่อน ๆเลย”

   ใช่ครับ เขาไม่เคยเจาะจงที่จะไปเที่ยวกับเพื่อน เพราะมันแฝงมากับกิจกรรมช่วงปิดเทอมที่ผมขัดไม่ได้

และนั่นทำให้พี่นิวมีเวลาอยู่กับผมในช่วงปิดเทอมน้อยลง

   “วันเกิดนูตรงกับช่วงสอบของพี่พอดี แต่รู้สึกว่าอาจารย์จะติดสัมมนาอะไรสักอย่าง ถ้าเป็นอย่างนั้น

ก็มีเวลาเว้นว่างสามสี่วัน พี่จะกลับบ้าน  น่าจะตรงกับวันเกิดนูพอดี”

   “ครับพี่นิว”

   ผมรับคำอย่างหงอย ๆ เพราะที่พี่นิวพูดมีเหตุผล เราสองคนยังไม่พร้อมจะให้ใครรู้ว่า เรามีความสัมพันธ์กันแบบไหน

 .........นี่แหละ ที่ทำให้ผมจนมุม

   ผมก็ยังตะลุยอ่านหนังสือต่อไป แต่ไม่บ้าคลั่งเหมือนเดิม หลังเลิกเรียนก็เตะบอล แต่ไม่รู้สึกสนุกเหมือนเมื่อก่อน

ผมเริ่มเบื่อการเล่นกีฬากลางแจ้งแบบนี้แล้ว แต่ที่ยังเล่นบ้างก็เพราะไอ้เข้มบังคับเสียส่วนใหญ่

ซึ่งถ้าวันไหนมันไม่อยู่ผมก็ไม่เล่น ผมเริ่มห่างเหินจากเพื่อนร่วมห้องทีละน้อย นอกจากเพื่อนที่สนิทจริง ๆไม่กี่คน

ที่เรามักจะทำรายงานกลุ่มเดียวกัน เรียนพิเศษด้วยกัน และส่วนใหญ่ก็เป็นคนต่างจังหวัด เช่นเดียวกับเข้ม


   คุณแม่เห็นผมอ่านหนังสือน้อยลงก็ถามว่าเกิดอะไรขึ้น พอผมเล่าเรื่องที่คุยกับพี่นิวให้ฟัง

แต่ไม่ได้บอกเรื่องที่เราสองคนเป็นกังวลว่าใครจะล่วงรู้ความสัมพันธ์พิเศษของเรา

คุณแม่ก็โกรธพี่นิว หาว่ากีดกันความเจริญก้าวหน้าของผม คุณแม่คิดแค่นี้จริง ๆ

 อาจจะด้วยความคิดของคนต่างจังหวัดที่มองว่า เมืองหลวงคือศูนย์กลางของสรรพสิ่ง

โดยเฉพาะวิชาความรู้ที่มีให้เลือกหลายหลากสาขา

   “นูอยากไปเรียนกรุงเทพไหมล่ะลูก นิวเขาไม่ให้ไปอยู่ด้วย เราก็หาหอพักอยู่คนเดียวก็ได้

หอของมหาวิทยาลัยก็มี ถ้าเต็มก็หาหอใกล้ ๆ อยู่”

   “ผมเรียนที่ไหนก็ได้ครับคุณแม่ พี่นิวบอกว่า อยู่ทางนี้ให้ผมดูแลคุณแม่ กับแม่ผมให้ดี ๆ”

   “เออ...นั่นสิ แต่แม่น่ะนูไม่ต้องห่วงหรอก ไม่มีใครอยู่แม่ก็ไปอยู่กับพ่อเขา นาน ๆ ค่อยกลับมาดูบ้านซะทีหนึ่ง

แต่แม่นูน่ะสิ เค้าจะว่าไงมั่งไม่รู้นะ พรากลูกเค้ามาแล้วยังส่งไปเรียนซะไกล”

   “แม่ผมเขาไม่ว่าอะไรหรอกครับ แต่ผมห่วงเรื่องงานที่คุณแม่ต้องดูแลทางนี้ด้วย ผมไม่อยู่ใครจะช่วยบวกเลขให้”

   ผมแกล้งพูดติดตลก เผื่อจะช่วยให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น เพราะที่จริงยังห่อเหี่ยวในใจ

ยามที่ต้องพูดถึงแผนการเรียนที่ล้มไม่เป็นท่าของผม ตอนนั้นผมช่วยคุณแม่ดูบัญชีส่วนตัว

ของคุณพ่อกับกิจการเล็ก ๆของครอบครัวพี่นิว คุณแม่มักจะให้ผมบวกเลข จดรายการที่ต้องติดตามลงบันทึก

ไว้ในสมุดส่วนตัวของคุณแม่เสมอ รวมทั้งสมุดรายจ่ายของบ้านเราด้วย มันก็ไม่ได้มากมายอะไร

แต่เป็นเพราะคุณแม่ดูแลบัญชีกิจการของครอบครัวใหญ่ (ที่มีพี่น้องของคุณพ่อเป็นผู้บริหารที่เราเรียกง่าย ๆว่ากงสีครับ)

งานเล็ก ๆพวกนี้ก็เลยมักจะให้ผมช่วย

   “ไม่เป็นไรหรอก แม่ว่าจะให้เอิบกับเอื้อเข้ามาช่วยดูบ้าง ปีหน้านูก็เข้ามหาวิทยาลัย คงต้องเรียนหนักกว่านี้

แม่วางแผนไว้แล้วว่า เอิบกับเอื้อ เรียนจบ ปวส.พอดีจะได้ฝึกงานไปพลาง ๆ ถ้าเขายังไม่มีงานอื่นทำอะนะ”

   พี่เอิบอารี กับพี่เอื้ออารี เป็นฝาแฝด กำลังจะจบจากโรงเรียนพาณิชยการมีชื่อของที่นี่

ทั้งสองคนเป็นลูกของอาพี่นิว ซึ่งทำงานอยู่กับบริษัทกงสี แต่มาเรียนที่นี่โดยมีอาสะใภ้ตามมาดูแลใกล้ชิด

แถมยังขอซื้อบ้านพักส่วนตัวด้วยเงินกงสีอีกต่างหาก อ้างว่าเผื่อใครจะมาเรียนหรือว่ามาพักผ่อนก็มา “อาศัย” ได้

เรื่องเงินที่มาซื้อบ้านผมไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่เคยได้ยินพี่นิวกับคุณแม่คุยกันทำนองว่าพี่น้องคนอื่นไม่ค่อยจะพอใจเท่าไร

แต่ไม่มีใครกล้าค้านเพราะสงสารอา

   อาคนนี้เรียนหนังสือไม่จบอะไรสักอย่าง ได้ภรรยาเป็นลูกคนจีนขายของในตลาด (คุ้น ๆเนอะ)

ซึ่งก็ความรู้น้อยเหมือนกัน แต่ฉลาดมากตรงที่สามารถพาตัวเข้ามาสนิทชิดเชื้อกับครอบครัวของอาได้

ไป ๆ มา ๆก็ได้เสียกัน ทางพ่อแม่อาสะใภ้เขาจะเอาเรื่องก็ต้องเลยตามเลย ผมไม่รู้ว่ามีการตบแต่งกันหรือเปล่า 

แต่ผมไม่เคยเห็นอัลบั้มรูปงานแต่งเขาเลย ทั้ง ๆ ที่คนอื่น ๆ ก็มีกันทุกบ้าน

   นอกเรื่องไปไกลแล้ว....กลับมาเข้าเรื่องเดิมนะครับ

   “เรียนจบแล้ว พี่เอิบกับพี่เอื้อเขาไม่กลับบ้านที่โน่นเหรอครับ”

   “ไม่มั้ง เห็นแม่เขาบอกว่าจะให้หางานทำที่นี่ แต่แม่อยากให้เรียนต่ออีกหน่อย คู่นั้นเขาก็ไม่เอา

อยากจะทำงานท่าเดียว แม่ก็เลยว่าจะเอามาช่วยงานเราก่อน ถ้าทำได้ก็ค่อยหาตำแหน่งในบริษัทให้”

   “ครับ”

   “ตกลงว่าเราจะไม่ไปเรียนที่กรุงเทพแน่นะ”

   “ครับ ผมเลือกลงที่นี่หมดแล้วครับ ไม่มีที่กรุงเทพสักคณะเดียว พี่นิวเขาอยากให้ผมอยู่ที่นี่ ผมก็จะอยู่”

   “อย่าตามใจนิวมากนักเลย ถ้านูมีเหตุผลอะไรก็บอกพี่เขาไป หรือบอกแม่ก็ได้นะถ้ากลัวพี่เขาจะไม่เห็นด้วยน่ะ

แม่จะช่วยพูดให้”

   “ขอบคุณครับคุณแม่ พี่นิวเขาก็มีเหตุผลดีอยู่หรอก ผมมาคิดดูแล้วมันก็จริง พอพี่นิวเรียนจบผมจะอยู่กับใคร”

   “ทำยังกับคนช่วยตัวเองไม่ได้ แม่ว่าคนอื่นเขาก็เป็นกันทั้งนั้นแหละ ไปใหม่ ๆ ไม่รู้จักที่ทาง ยังไม่มีเพื่อน

ก็ต้องอาศัยคนรู้จักช่วยเหลือไปก่อน แต่อยู่ไปนาน ๆ เราเองก็ต้องปรับตัว ไปไหนมาเองได้ ไม่ต้องพึ่งพาใครแล้ว

ไหนจะเพื่อนที่เรียนด้วยกันอีก นูจะได้มีสังคมกว้างขึ้น เห็นโลกกว้างขึ้นด้วย อยู่แต่ที่บ้านเรา อะไร ๆก็รู้เห็นหมดแล้ว

 ไปเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ในที่ใหม่ ๆ มั่งดีไหม”

   “ขอบคุณครับคุณแม่ แต่มันไม่ทันแล้วล่ะครับ ผมเลือกคณะลงหมดแล้ว ยังไงก็ต้องได้ที่นี่สักคณะแหละครับ

เอาไว้ผมเรียนจบปริญญาตรีแล้วอยากจะเรียนต่อ ผมอาจจะขอแม่ไปต่อเมืองนอกก็ได้”

   ผมก็คุยฟุ้งไปอย่างนั้นเอง ไม่อยากให้คุณแม่ต้องมาพลอยเป็นกังวลกับเรื่องเรียนของผมมากนัก

เรื่องไปเรียนเมืองนอกก็ยังอีกไกล หนำซ้ำพ่อแม่ผมก็ไม่รู้จะมีเงินส่งหรือเปล่า ลำพังร้านขายของในตลาด

ถึงจะมีรายได้ดี แต่ถ้าต้องส่งผมไปเรียนต่างแดนแบบนั้น ที่บ้านก็ต้องประหยัดขึ้นเพื่ออนาคตของผม

....เอาไว้ค่อยคิด

   “แม่ส่งเอง ไม่ต้องไปรบกวนที่บ้านเขาหรอก แม่เป็นคนไปขอนูมา แม่ก็จะรับผิดชอบเรื่องเรียนให้

....ไม่ต้องพูดเลย ยังไงก็อีกหลายปี เอาใกล้ ๆ นี่ให้จบก่อนแล้วกัน แม่ขี้เกียจฝันค้างกลางอากาศ

เกิดเรียนไม่จบขึ้นมา แผนที่วางไว้พังหมดจะเสียกำลังใจซะเปล่า ๆ”

   “จบสิครับคุณแม่”

   ผมรีบรับคำมั่น คุณแม่จะได้สบายใจ

   “คุณแม่ก็เห็นเกรดผมนี่ครับ สามกว่าขนาดนี้ เรียนไม่จบก็ให้มันรู้ไป”

   “นู...แม่ไม่ได้จะสบประมาทว่านูเรียนไม่เก่งนะ แต่อนาคตมันเป็นของไม่แน่ ดีแล้วที่พูดเรื่องนี้ขึ้นมา

แม่ขอให้นูสัญญาอะไรกับแม่สักอย่างจะได้ไหม”

   “ครับ”

   “ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไร นูจะไม่ทิ้งการเรียน จำไว้นะลูก คนเราจะทำอะไรให้สำเร็จได้ ไม่ใช่แค่ความพยายามเท่านั้น

ความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ ทุกอย่างต้องประกอบกันมันถึงจะทำให้เราไปถึงจุดหมายได้

การศึกษาเป็นแค่เครื่องมือที่ทำให้เรารู้จักคิดและใช้เหตุผลในการหาทั้งสามอย่างนั้นมาใส่ตัว

นูมีโอกาสที่จะเรียนให้มากที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้ แม่รับรองได้ว่าแม่จะสนับสนุนนูเหมือนที่แม่ให้นิวทุกอย่าง

เพราะแม่รักนูเหมือนลูกแม่คนหนึ่ง แล้วแม่ทุกคนก็อยากจะเห็นอนาคตที่ดีของลูก อยากให้ลูกประสบความสำเร็จ

อย่างที่ลูกหวัง และแม่จะรอดูวันที่นูทำมันสำเร็จนะ”

   จบประโยคยาว ๆ ของคุณแม่ น้ำตาผมไม่รู้มันมาจากไหน มันไหลท่วมตารินลงมาตามแก้มซะจนผมเช็ดมันไม่ไหว

ผมไม่เคยสงสัยในความรักที่คุณแม่พี่นิวมีให้ผม ผมรู้ตลอดเวลาว่านั่นคือความจริงที่มาจากใจ

แต่คำพูดที่เพิ่งจบลงไป มันยิ่งกว่าความรู้สึกใด ๆที่ผมเคยได้รับจากคุณแม่ ผมไม่รู้ว่าหัวใจคุณแม่ทำด้วยอะไร

ทำไมถึงได้อบอุ่น และยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ เป็นครั้งแรกที่ผมโผเข้ากอดคุณแม่ เมื่ออ้อมแขนนั้นอ้าออก

คุณแม่ลูบหัวผมเบา ๆ แล้วพร่ำพูดสิ่งต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นคำที่ให้กำลังใจ ทำให้ผมรู้สึกดี

และรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับครอบครัวนี้มากขึ้น


พี่นิวช่างโชคดีที่ได้เกิดเป็นลูกคุณแม่ แต่ผมโชคดียิ่งกว่า......ที่ได้เป็นทั้งลูกคุณแม่ และได้เป็นทั้งคนรักของพี่นิว

namtarn11

  • บุคคลทั่วไป

ออฟไลน์ took-ta_naka

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 612
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +216/-10
 :monkeysad: :monkeysad:  ซึ้งซะ  รอตอนต่อไปค่ะ

โจ๊กกุ้ง

  • บุคคลทั่วไป
แม่พี่นิวเป็นคนดีมากน่ารักมากอ่ะ

vvhite

  • บุคคลทั่วไป
:monkeysad:
ซึ้งเลย ๕๕๕๕

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ gang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 144
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
รอออออออออิไปอ่าน นิยายไม่มีชื่อรอก่อนนะ

babynevercry

  • บุคคลทั่วไป
ซะงั้น ไม่ได้ไปอยู่ด้วยกันเฉยเลย

เง้ออออ

ออฟไลน์ NuNew

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +62/-2


 :pig4:

บวกเป็ดให้มิตรรักแฟนนิยายกันแล้ว

แวะคุยกันสักคำสองคำ

Series เท่าที่เขียนเรียบร้อยแล้วมี เจ็ดตอน

ตอนสุดท้ายคือ Series:The Seventh Page.

ยังเขียนตอนต่อไปเรื่อย ๆ แต่ผมไม่อยากใช้คำว่า The Eighth Page

เพราะว่า พอพูดเร็ว ๆ มันกลายเป็นอะไร เป็ด ๆนี่แหละ ลองดูสิครับ

เพราะฉะนั้น พอถึงตอนที่แปด ผมคงจะตั้งชื่อตอนล่ะ แต่ยังไม่ไได้ชื่อเก๋ ๆเลย

ไว้ค่อยว่ากันเมื่อเวลานั้นมาถึง

สำหรับคืนนี้ ราตรีสวัสดิ์ครับ



  :3123:







     ผมสอบวันสุดท้ายกลับมาบ้านก็พบว่าใครคนหนึ่งนั่งรอผมอยู่ที่ซุ้มต้นเฟื่องฟ้าที่ประตูรั้ว

ใครคนนั้นทำทีเป็นอ่านหนังสือ และเมื่อเห็นผมเปิดประตูช่องเล็กเดินเข้ามาก็วางมันลงอย่างช้า ๆ

แต่ใครจะรู้ว่า ภายใต้ท่าทีที่เฉื่อยเนือย ไม่มีคำทักทายอย่างตื่นเต้นดีใจ ผมกลับมองเห็นแววตาระริกไหว

ที่ซ่อนความยินดีไม่มิด แววตาที่ดูกระตือรือร้นคู่นั้น ชักชวนผมให้ออกเดินไปด้วยกันช้า ๆ

ทุกก้าวย่างไม่รีบเร่งร้อนรน แต่มือกลับสั่นจนต้องม้วนหนังสือเล่มนั้นจนแน่นแล้วกำมันไว้เพี่อลดอาการสั่นให้บรรเทาลง

   เราเดินขึ้นบันไดไปอย่างช้า ๆ แต่เพราะช้าผมก็เลยระงับความตื่นเต้นไว้แทบไม่ไหว

ถึงกับลื่นตอนที่ก้าวเท้าขึ้นบันไดช่วงกลางจนเกือบจะพลัดตก ดีที่พี่นิวรั้งเอวผมไว้ได้ทัน

   “ชอบใส่ถุงเท้าเดินขึ้นบันได แล้วก็อย่างนี้ทุกที”

   พี่นิวเอ็ดผมด้วยความตกใจ ก็จริงครับ ผมเกือบตกบันไดแน่ะ ถ้าเค้าคว้าไม่ทันผมร่วงแน่

อย่างน้อย ๆ ก็คงจะเคล็ดขัดยอกไปหลายวัน อย่างมากก็อาจจะส่วนใดส่วนหนึ่งหัก

   ผมนั่งลงที่ขั้นบันได แล้วถอดถุงเท้าทั้งสองข้างออกกลัวจะลื่นอีกครั้ง เพราะผมไม่แน่ใจว่าตอนนี้ขาผมที่มันสั่นอยู่

จะมีแรงก้าวเดินได้มั่นคงแค่ไหน

   อาการสั่นไม่ได้มาจากความตกใจที่เกือบพลัดตกหรอกครับ นั่นมันหายไปแล้วตอนที่รู้ว่าตัวเองปลอดภัย

แต่มันมาจากคนที่ช่วยผมไว้มากกว่า อีตอนเดินมาด้วยกัน เนื้อตัวไม่ได้แตะต้องกันผมก็ว่าใจผมก็เต้นตูมตาม

จนแทบจะโลดออกมาจากอกอยู่แล้วด้วยความดีใจ แล้วถูกเขารวบเข้าไปแนบอกเต็ม ๆแบบนั้น ผมจะอยู่เฉยไหวเหรอ

   พอถอดถุงเท้าได้ ผมก็กระโจนขึ้นบันไดทีเดียวสองขั้น โดยมีคนไม่รู้เรื่องรู้ราวกับความคิดของผม กระโจนตาม พลางตะโกนถาม

   “เป็นอะไรไป นู....”

   ผมไม่ได้ตอบ แต่ก้าวเข้าห้องของพี่นิวแล้วยืนเปิดประตูค้างไว้รอให้เขาเข้ามา

   “พูดแค่นี้เดินหนีพี่เลยเหรอ จะโกรธอะไรเนี่ย”

   พี่นิวเดินเข้ามาพอพ้นประตูผมก็ปิดพร้อมกดล็อก เป็นอันว่าเราสองคนถูกขังไว้ข้างในด้วยกัน

   “ใครว่าผมโกรธ”

   “ก็ใครล่ะวิ่งหนีมาก่อน”

   ผมกระโดดกอดพี่นิวยังไม่ทันให้เขาพูดจบ เสียงตอนท้ายเขาก็เลยแผ่วลง ทั้งที่ตอนต้นประโยคน่ะ ตะโกนใส่ผม....

งงล่ะสิ...แต่มือน่ะ ตอบรับกอดผมเสียแน่นโดยอัตโนมัติเชียว

   “ผมรีบตะหาก”

   “รีบไปไหน”

   “รีบเข้าห้อง”

   ผมเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าที่อยู่ในความคิดคำนึงของผมทั้งยามหลับยามตื่น

   “อยากบอกว่าผมคิดถึง”

   แล้วผมก็จูบพี่นิวอย่างรวดเร็ว จูบแรกหลังจากที่เราไมได้พบกันนานหลายเดือน หวานซะจนผมไม่อยากผละจาก

กลีบปากอิ่มยังคงนุ่มนวล ลิ้นยังคงอุ่น เราหยอกล้อกันด้วยจูบอยู่นาน จนผมต้องเป็นฝ่ายผลักพี่นิวออกจากตัว

หลังจากที่พี่นิวกลายเป็นฝ่ายจู่โจมและผมเป็นฝ่ายตั้งรับ

   “หายใจไม่ทันอะ”

   หน้าผมคงจะแดง เพราะมันร้อนระอุไปทุกขุมขน

   “ใครใช้ให้ทำกับพี่ก่อนล่ะ”

   ผมซุกหน้าลงกับบ่าของพี่นิว รู้สึกเหมือนมันจะกว้างขึ้น แน่นขึ้น แต่อบอุ่นไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ถึงจะไม่เห็นหน้าแต่ผมก็รู้ว่าเขากำลังยิ้ม ก็เหมือนกับผมที่ยังหุบยิ้มไม่ลงเลย

   “อาบน้ำกันปะ”

   พี่นิวชวนสียงแผ่ว....ไอ้เสียงแบบนี้นี่ เค้าเรียกว่าชวนอาบน้ำแน่เหรอ แต่ถึงผมจะสงสัยก็ไม่ขัดขืน...

หรือนี่ไม่ใช่สิ่งที่ผมรอคอย แล้วผมควรจะเล่นตัวไหมล่ะ

   เราผลัดกันแกะกระดุมเสื้อให้กันและกัน ผมแกะเสร็จก่อน เพราะพี่นิวใส่เสื้อโปโลกระดุมสองเม็ดที่กลัดกระดุมไว้แค่เม็ดเดียว

ในขณะที่พี่นิวต้องแกะกระดุมเสื้อนักเรียนของผมถึงหกเม็ด เป็นเหตุให้ผมเกทับได้อีก

   “ชักช้า”

   พี่นิวจ้องตาผม อ่านความหมายได้ว่า....ฝากไว้ก่อน

   ผมแกะกระดุมยีนส์ของพี่นิวออกแล้ว ในขณะที่พี่นิวเพิ่งจะดึงสายเข็มขัดออกจากหัวได้สำเร็จ

กางเกงนักเรียนของผมลงไปกองแทบเท้า ในขณะที่กางเกงยีนส์ยังแนบสะโพกพี่นิวอยู่

   เวลานั้นเองที่ผมคิดได้ว่า...ผมต่างหากที่เสียที เมื่อชั้นในชิ้นเล็ก ๆ ที่เกาะสะโพกผม ตอนนี้มันปลิวหวือไปกองในตะกร้าผ้า

เรียบร้อยแล้ว....ใช่ครับ ผมถูกเขาลอกคราบไม่เหลือ แต่พี่นิวยังอยู่ในเสื้อผ้าเต็มยศ ที่ไม่ติดกระดุม ไม่รูดซิป....เฮ้อ....

ความพ่ายแพ้ที่แสนหวานกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้วครับ


   ขอปิดประตูห้องน้ำก่อนนะครับ (อย่ารู้เลยว่าข้างในมีอะไรเกิดขึ้นมั่ง....อิอิ)      :z1:




    วันที่พี่นิวเดินทางกลับมา ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า แม้แต่ผมพี่นิวก็ไม่บอก กะจะให้เซอร์ไพรส์ ส่วนคุณแม่...

เมื่อสปายโทรไปบอกก็รีบเดินทางมาในวันรุ่งขึ้นทันที เราสองคนไม่รู้ตัวล่วงหน้าว่าจะมีคนบางคนโดนเฉ่ง

   พี่นิวหน้างอเป็นม้าหมากรุก ตอนที่ถูกคุณแม่เรียกไปซักถามเรื่องที่ไม่ให้ผมไปเรียนในกรุงเทพ

สร้างความแปลกใจให้ผมนิดหน่อย เพราะผมไม่เคยเห็นพี่นิวทำท่าเหมือนเด็กดื้อแบบนี้มาก่อน...แต่ก็นั่นแหละนะ

ผมเองก็เพิ่งจะเข้ามาเป็นสมาชิกบ้านนี้ไม่นาน คงไม่รู้ไม่เห็นทุกอย่างในครอบครัวนี้ได้ทุกซอกทุกมุมหรอกครับ

คุณแม่ย้ำให้ผมนั่งอยู่ด้วย (เราคุยกันในห้องคุณแม่) คงเห็นว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผมด้วย

   “แม่ไม่เข้าใจว่าทำไมนิวไม่ให้น้องไปเรียนด้วย”

   “ผมบอกนูแล้วนี่ครับ”

   “ทีตัวเองยังอยากจะไปอยู่ไกลหูไกลตาแม่ ทีกับน้องล่ะจะมาทิ้งภาระไว้ให้”

   พี่นิวเหลือบมองมาที่ผมนิดหนึ่ง คงสงสัยว่าผมมาฟ้องอะไรคุณแม่ ผมเลยต้องรีบแก้ตัว

   “ผมไม่ได้คิดว่าเป็นภาระนะครับ”

   “แม่ให้เรามานั่งฟัง ไม่ได้ให้มาออกความเห็น”

   “ขอโทษครับ”

   ผมก้มหน้าก้มตาขอโทษ แต่ก็ยังเหลือบไปเห็นจำเลยยิ้มมุมปาก

   “ผมสอบได้ที่นั่นแล้วแม่จะให้ผมเรียนที่ไหนล่ะครับ”

   “อย่ามาเล่นลูกไม้กับแม่ คิดว่าใครเขารู้ไม่ทันเหรอว่าเราแกล้ง อย่างนิวเนี่ยนะ สอบมหาวิทยาลัยที่นี่ไม่ผ่าน”

   “สี่เท้ายังรู้พลาด นี่แม่ก้อ”

   “เออ...ตัวเองเดินสองเท้า เอาไปเปรียบกับพวกสี่เท้า เจริญล่ะลูกแม่”

   “นักปราชญ์ยังรู้พลั้งอะแม่”

   “อย่ามาเล่นลิ้น เดี๋ยวนี้เก่งขนาดต่อปากต่อคำแม่แล้วเหรอฮึ”

   “แม่ค้าบ”

   พี่นิวทรุดตัวลงไปนั่งคุกเข่าที่พื้นตรงหน้าคุณแม่ แล้วก็โอบเอวเอาหน้าซบตัก....โหย....

เล่นบทนี้คุณแม่จะแข็งใจบ่นต่อได้ก็ให้มันรู้ไปสิน่า

   “หนุ่ยโตแล้วนะ หนุ่ยอยากไปผจญภัยนอกบ้านมั่ง เพื่อนมันก็ไปกันตั้งหลายคน อยู่ที่นี่สังคมมันก็แค่นี้

แม่ก็รู้ว่าที่นั่นมันมีอะไรให้เราค้นหาตั้งเยอะแยะ แม่ไม่อยากให้หนุ่ยฉลาดทันโลก ทันคนเหรอครับ”

   คงจะสงสัยกันนะครับว่า “หนุ่ย” มาจากไหน

   ภาษาบ้านผม คำว่า “นุ้ย” เด็ก ๆมักจะใช้แทนตัวเองครับ แปลว่า เล็ก น้อย นิด กะจิดริด อะไรทำนองนั้น

ให้ความหมายไปในทางน่ารักน่าเอ็นดู ผมเทียบเสียงใต้เป็นภาษากลางว่า “หนุ่ย” ซึ่งชื่อนี้ก็มักจะถูกตั้งเป็นชื่อเล่นเหมือนกัน

อาจจะต่างกันตรงที่ “นุ้ย” เป็นชื่อ หญิงหรือชายก็ได้ แต่ “หนุ่ย” ผมมักจะเจอแต่ผู้ชายนะครับ

   ด้วยความหมายของคำว่า “หนุ่ย” แบบที่ผมกล่าวมาข้างต้นคงพอจะเดาออกว่า เวลาที่พี่นิวเขาเริ่ม ”หนุ่ย” กับคุณแม่

ก็คือเวลาที่เขาอ้อน แล้วคุณแม่มีหรือจะไม่ “อ่อน” ยิ่งพอถูกพี่นิวชักจูงไปให้พ้นเรื่องที่เขาแกล้งสอบมหาวิทยาลัยที่นี่ไม่ได้

ก็เป็นอันรอดพ้นจากข้อหาไปได้ แต่คดีความของพี่นิวยังไม่หมดครับ เรื่องของผมยังไม่ได้รับการชำระ

(ซึ่งผมก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรเลย)

   “เอาเหอะ เรื่องมันแล้วก็ให้แล้วกันไป จะเรียนที่ไหนมันไม่สำคัญเท่ากับว่าเราตั้งใจเรียนแค่ไหนหรอก จริงไหม

แต่อีกเรื่องที่แม่ยังข้องใจนะนิว ทำไมลูกต้องห้ามไม่ให้นูไปเรียนที่โน่นด้วย ไม่คิดบ้างหรือว่าน้องก็คิดเหมือนนิว

แล้วจะไปปิดโอกาสเขาทำไม”

   “นูบอกผมว่าเขาเรียนที่ไหนก็ได้นี่ครับ”

   พี่นิวปรายตามาทางผมซึ่งทีแรกก็นั่งข้าง ๆเขา แต่พอเขาเข้าไปคลอเคลียคุณแม่ผมก็เลยอยู่ข้างหลังเขาไปซะ

เพราะคุณแม่นั่งอยู่บนเตียงตรงข้ามกับเรา พอเห็นพี่นิวเอี้ยวคอหันหลังมาทางผม คุณแม่ก็ปาดคางให้หันไปทางเดิม

กลัวว่าพี่นิวอาจจะส่งสายตาข่มขู่ผมไม่ให้พูดค้านเขา แต่เปล่าหรอกครับ พี่นิวเขาหันมาแลบลิ้นใส่ผมต่างหาก

ซึ่งผมโต้ตอบกลับไปไม่ได้เลย เพราะนั่งต่อตากับคุณแม่พอดี

   เขากล้าทำอย่างนั้นเพราะรู้ว่าผมตกลงใจตามเขาไปแล้วน่ะสิ (พี่นิวอะร้ายกาจมาก ใครไม่เจออย่างผมไม่รู้หรอก)

   “ถึงงั้นก็เหอะ ในเมื่อเขาตั้งใจแต่แรกแล้วว่าอยากไปเรียนที่โน่น แม่ก็พร้อมจะสนับสนุน เพราะแม่เป็นคนไปขอน้อง

มาจากที่บ้านเขา อยู่ ๆนิวมาทำแบบนี้ มันเหมือนเป็นการตัดโอกาสน้องนะ”

   “ผมมีเหตุผลนะครับ ผมบอกนูไปแล้ว เขาก็ยอมรับความจริง ว่าเราแยกกันอยู่มันดีที่สุดแล้วสำหรับเวลานี้

ผมอยู่กับเพื่อนกลุ่มใหญ่ นูเขาไปอยู่ด้วยผมก็คงไม่มีเวลาให้เขาเท่าไร ดีไม่ดี จะกลายเป็นว่าผมไม่สนใจ ไม่ใส่ใจดูแล

แม่ว่ามันไม่ยิ่งแย่เหรอครับ แล้วแม่ว่าถ้าผมยับยั้งใจตัวเองไม่ได้ ผมจะมองหน้าเพื่อนยังไง แต่ละคน

ยังไม่เคยรู้เรื่องของผมกับนูเลย”

   พูดถึงตอนนี้คุณแม่ก็อ้าปากค้าง คงมองข้ามไปตั้งแต่ต้น เพราะสำหรับคุณแม่ เรื่องของเรากลายเป็นเรื่อง “รับได้”

แต่สำหรับคนอื่นคุณแม่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “ยากที่จะรับได้”

   “นู....มาหาแม่มา”

    คุณแม่ยกมือข้างที่ว่างจากการโอบพี่นิว ยื่นมา ผมคลานเข่าเข้าไปนั่งต่อหน้าคุณแม่ ชิดกับพี่นิว

คุณแม่ลูบหัวผมอย่างเอ็นดู แล้วพูด

   “ไม่เป็นไรนะลูก เราอยู่รอเขากันที่นี่แหละ อยู่กับแม่ก็ได้ ปิดเทอมถ้าอยากไปหาพี่เขา เราค่อยไปด้วยกัน”

   ไม่มีอะไรที่ผมจะทำได้ดีไปกว่า การกราบลงบนตักคุณแม่ด้วยความรู้สึกขอบคุณท่วมท้นใจ

   “ขี้แย”

   พี่นิวหยิกแก้มผม เมื่อผมเงยหน้าขึ้นพร้อมกับน้ำตาคลอหน่วย

   “ไปว่าน้อง เราเหอะ ยังกับแม่ไม่เคยเห็นว่าเราก็ขี้แยเป็น”

   “แม่~~~~~”

   พี่นิวขานเรียกคุณแม่ซะยาว กะจะอ้อนอีกล่ะสิ ได้โอกาสผมก็อยากจะรู้บ้างว่า คนที่ผมรักเขาขี้แยด้วยเรื่องอะไร

ร้องจะเอาของเล่น หรือว่า ร้องตามเวลาที่คุณแม่หนีเที่ยว (ไปทำงาน) แล้วตัวเองถูกทิ้งให้อยู่กับพี่เลี้ยง

   “จริงเหรอครับคุณแม่ พี่นิวก็ขี้แยเหรอครับ”

   ได้ผลครับ คำยั่วยุของผมทำให้คุณแม่ผลักหัวพี่นิวออกจากตัก หลังจากที่โดนสะกิดสะเกาอยู่พักใหญ่

กะจะไม่ให้คุณแม่เล่า

   “ที่จริงนิวก็ไม่ใช่เด็กเลี้ยงยากนะ กินง่าย นอนง่าย ไม่งอแง แม่ทิ้งให้เขาอยู่กับคนเลี้ยงได้อย่างสบายใจเลยล่ะ”

   คนที่ถูกพูดถึงว่าเป็นเด็กเลี้ยงง่าย ถอนหายใจและเริ่มคลี่ยิ้ม

   “มายากเอาตอนโตนี่แหละ ตอนประถมก็ชักจะขี้โรค เช้า ๆ ตื่นมาทีล่ะเป็นได้บ่น ปวดหัว ปวดท้อง ปวดฟัน

สรรหาอะไรมาปวดได้เกือบทุกวัน แม่ต้องใจแข็งไม่ฟังข้ออ้างที่ไม่ยอมไปโรงเรียน ไม่งั้นคงไม่ต้องไปกันสักวันเลยแหละ”

   “แม่อะ หนุ่ยไม่ได้เกเรขนาดนั้นสักหน่อย ตอนนั้นเพื่อนมันชอบแกล้ง แม่ก็รู้ พ่อมันเป็นครูในโรงเรียน

ใคร ๆ ก็ไม่อยากทะเลาะกะมัน แล้วมันก็ชอบหาเรื่องหนุ่ย แย่งขนมหนุ่ยกินทุกวันเลย”

   ผมนั่งขำ “หนุ่ย” ที่ถูกเพื่อนแกล้งแล้วไม่กล้าสู้

   “ถ้าแม่รู้ตั้งแต่แรกก็ดีสิ จะได้รู้ว่าพ่อเพื่อนนิวเป็นลูกชายคนขับรถของคุณตาตอนที่คุณตารับราชการอยู่

แม่ถามนิวก็ไม่บอกความจริง แล้วตัวเองก็เลยพาลไม่อยากไปโรงเรียน”

   “หนุ่ยไม่รู้นี่”

   “เห็นไหมล่ะ มีอะไรไม่บอกแม่ ตัวเองก็จัดการไม่ได้”

   “ค้าบ รู้แล้วครับ ยอดคุณแม่”

   “หนุ่ย” เอียงแก้มซบตักคุณแม่ ประจบประแจงไม่ได้หยุด เป็นที่น่าหมั่นไส้มาก
   
   “ทีหลังมีอะไรก็มาบอกแม่ อย่างน้อยถึงแม่จะช่วยลูกไม่ได้ แต่เราก็ช่วยกันคิดได้ว่าจะเอายังไงต่อไป”

   “นี่แม่ยังพูดเรื่องเพื่อนคนนั้นอยู่หรือเปล่าครับ”

   พี่นิวย้อนถามหน้าทะเล้น จนคุณแม่ผลักหัวออกไปอีกที

   “เรื่องขี้แยมีแค่นี้เองเหรอครับคุณแม่”

   ผมถามด้วยความเสียดาย และมีความรู้สึกว่า คุณแม่น่าจะยังกั๊กอะไรไว้อีก
   
   “หมดแล้ว จะเอาอะไรอีก มีแต่เรื่องสมัยเด็ก ๆทั้งนั้นแหละ”

   พี่นิวเล่นตัดบทไปเลย แต่ “ยอดคุณแม่” ไม่ยอมตามน้ำ

   “ใครว่า เมื่อเร็ว ๆนี้ก็มีนะ”
 
   “แม่”

   อีกครั้งที่ “หนุ่ย” ลากเสียงยาว อ้อนคุณแม่สุดฤทธิ์

   ผมส่งสายตาอยากรู้ไปให้คุณแม่ ไม่กล้าคะยั้นคะยอมากครับ แต่ดูทีท่าคุณแม่ก็อยากเล่าอยู่

(ตกลงว่าคุณแม่รักผมหรือว่ารักพี่นิวมากกว่ากันครับ)

   “ก็สักสองปีได้มั้ง ใครไม่รู้มานั่งบีบน้ำตากับแม่....”

   “แม่”

   มาอีกแล้วครับเสียงของ “หนุ่ย”

   “จะเป็นจะตายให้ได้ ถ้าไม่ได้น้อง”

   “หนุ่ย” เงียบ แต่หน้าคว่ำไปแล้ว

   ผมกำลังตั้งใจฟัง อยู่ดี ๆ พี่นิวก็ลุกขึ้นเดินออกไป ท่าทางงอน ๆ

   “ช่างเขาเหอะ ทำเป็นโกรธไปงั้นแหละ ที่จริงน่ะอาย”

   ผมกำลังจะขอตัวตามพี่นิวไป แต่คุณแม่ชิงพูดขึ้นเสียก่อน

   “ก่อนที่แม่จะไปขอนูกับที่บ้านน่ะ แม่ก็คิดแล้วคิดอีกอยู่นานเลยนะ โทรไปปรึกษาพ่อเขาด้วย ว่าจะทำยังไงดี

เมื่อลูกเราก็ดูจะอาการหนักขึ้นทุกวัน”

   คุณแม่ลูบหัวผมแล้วยิ้ม

   “พี่เขาคงรักนูมากนะ อาจจะจำแนกไม่ออกด้วยซ้ำไปว่า ระหว่างรักน้องกับรักนู อย่างไหนมันจะมากกว่ากัน

แต่แม่รู้ว่าเขาทั้งรักทั้งเป็นห่วงนู เขาเคยอยากจะมีน้อง แต่แม่ไม่ค่อยแข็งแรง คุณพ่อตอนนั้นก็ไม่ค่อยมีเวลา

เราก็เลยตัดสินใจมีลูกแค่คนเดียวพอ ความรู้สึกอยากมีน้องมันคงฝังใจเขาอยู่ จนเขามาเจอนู ก็อาจจะตกหลุมรักมั้ง

แล้วไป ๆมา ๆก็เลยเป็นแบบเนี้ยะ แม่ก็คิดว่าไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ได้ทั้งน้องได้ทั้งแฟน พ่อเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร

ก็เลยตกลงใจไปขอนูมาเป็นลูก.....อะไรดีล่ะ”

   คุณแม่พูดเองก็ขำเอง คงตัดสินใจไม่ถูกว่าจะให้ผมอยู่ในฐานะไหนดี แต่บรรยากาศไม่ได้น่าอึดอัดสำหรับผมเลย

ตลอดเวลาของการพูดคุย ไม่มีช่วงไหนที่จะเครียดหรือกดดันสักนาทีเดียว


   จะสรุปว่าคุณแม่เป็นคนสมัยใหม่ก็ไม่ใช่ เพราะหลายอย่างยังยึดติดธรรมเนียมปฏิบัติแบบคนเก่า ๆอยู่ เช่นการทำบุญ

การไหว้บรรพบุรุษ ความเคารพที่ภรรยาพึงมีต่อสามี ไม่ห้วนกร้าว ทั้งที่นอกบ้านเวลาทำงานต่อหน้าลูกน้อง

คุณแม่ก็ดูกระฉับกระเฉง ดูเป็นผู้หญิงทำงานคนหนึ่งทีเดียว

   สำหรับคนในครอบครัว ซึ่งรวมผมอยู่ด้วย ผมเชื่อว่า ไม่ว่าคนในบ้านจะประสพปัญหาเรื่องใด

ไม่ว่าคนในครอบครัวจะผิดหรือจะถูก คุณแม่ก็พร้อมที่จะยืนหยัด ต่อสู้ อยู่เคียงข้างด้วยความรัก ความเอื้ออาทร

และพร้อมที่จะเข้าใจพวกเราเสมอ

   ผมออกจากห้องคุณแม่มาด้วยความตื้นตัน ผมว่าพักหลังมานี่ คุณแม่กับผมสนิทสนมกันมากขึ้น

หลายเรื่องราวที่คุณแม่เล่าให้ฟัง และในบางเรื่องที่เราได้ปรึกษากัน แสดงถึงความไว้เนื้อเชื่อใจ

ราวกับผมเป็นคนในครอบครัวนี้มาตั้งแต่เกิด ทำให้ผมยิ่งรักและเคารพคุณแม่มากขึ้นเป็นทวีคูณ

จะว่าไปแล้ว นอกจากพี่นิวจะเป็นคนที่กำหัวใจผมไว้ทั้งดวงแล้ว ผมว่าคุณแม่นี่แหละ ที่กุมมือพี่นิวไว้อีกทีหนึ่ง




     


..ต่ออีกนิด...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-10-2012 23:57:29 โดย ์NOO »

ออฟไลน์ NuNew

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +62/-2


    ผมเดินตามหาคนแกล้งงอนเสียรอบบ้าน เข้าห้องโน้นออกห้องนี้ ก็ไม่มีวี่แววว่าจะเจอ เว้นที่เดียวที่ผมยังไมได้หา

คือตรงระเบียง เพราะตอนนั้นมันค่ำแล้ว ที่ระเบียงก็มืด และผมก็ไม่คิดว่าพี่นิวจะไปนั่งซุ่มอยู่

   “แล้วตะกี้ผมเปิดประตูเข้ามาก็ไม่เรียกผมสักคำนะครับ”

   “ใครจะไปรู้ล่ะว่านูตามหาพี่”

   “แต่พี่นิวก็น่าจะอยากอยู่กับผมตามลำพังไม่ใช่เหรอครับ”

   นั่น....แปลให้เขาผิดได้อีกนะไอนู

   “ไม่รู้นี่ นึกว่าอยากอยู่คุยกับแม่ พี่ก็จะตามใจล่ะ”

   แกล้งงอนอยู่ตะกี้ เกิดจะงอนจริงขึ้นมาหรือไงครับพี่นิวของผม

   “หนุ่ย”

   ผมเรียก แต่เขาไม่ขาน

   “หนุ่ยครับ”

   “ไปหนุ่ยไกล ๆเลย”

   “โถ่ ๆๆ ผมล้อเล่นหรอก”

   ผมเดินไปประคองกอดคนที่นั่งชันเข่าอยู่บนเสื่อ มีหมอนใบใหญ่ กับผ้าห่มวางอยู่ข้าง ๆ

ยังกับเตรียมตัวจะมานอนตากน้ำค้างเลย

  พี่นิวไม่กอดตอบ แต่ก็ไม่ขัดขืน ผมก็ยิ่งได้ใจ หอมแก้มเขาอีก เผื่ออารมณ์จะดีขึ้น ที่จริงผมก็รู้อยู่แล้วว่าเขาแกล้งงอน

ทั้งที่อายอย่างที่คุณแม่บอก แต่เราอย่าไปรู้ทันเขาดีกว่า...ว่าไหม

   “แม่เล่าอะไรให้ฟังเหรอ”

   “เล่าตอนก่อนที่จะไปขอผมกับที่บ้าน”

   “เล่าว่าไง”

   ผมเล่าคร่าว ๆ เพราะใจความส่วนใหญ่พี่นิวเขารู้อยู่แล้ว แต่เขาถามผมก็ตอบไปสั้น ๆ

   “แล้วแม่บอกไหมว่าทำไมต้องไปขอ”

   พี่นิวดึงผมเข้าไปใกล้ ๆ จนแทบจะเกยตักเขาอยู่แล้ว
 
   “บอกครับ”

   ผมหยุด ไม่พูดต่อ เพราะยังคิดเหมือนเดิมว่าพี่นิวรู้เรื่องดีอยู่แล้ว ผมไม่จำเป็นต้องเล่า

   “แล้วไง ทำไมไม่พูดว่าแม่บอกว่าไง”

   “อ้าว....พี่นิวก็รู้แล้วจะมาถามผมทำไมล่ะครับ”

   “ก็อยากได้ยินนูเล่า”

   เกเรนะเนี่ย....ผมไม่ค่อยจะเข้าใจเขาเลย จะมาคาดคั้นอะไรกับสิ่งที่เขาก็รู้อยู่แล้ว

   “คุณแม่บอกว่าพี่นิวรักแล้วก็เป็นห่วงผมมาก”

   พี่นิวพยักหน้า

   “คุณแม่บอกว่าพี่นิวสับสนระหว่างความรู้สึกรักน้องกับรักผม”

   คิ้วเฉียง ๆ ขมวดเข้าหากัน แต่ก็ยังผงกหัวรับ

   “คุณแม่ก็เลยคิดว่าไปขอผมมาซะเลย ได้ทั้งน้องได้ทั้งแฟน”

   “ไม่เห็นมีตอนที่พี่ขี้แยเลย แม่อำอีกแล้วอะ”

   “แล้วพี่นิวขี้แยจริง ๆเหรอครับ”

   “ไม่เอา ไม่บอก”

   “ไม่บอกก็ไม่เป็นไรครับ แต่ผมอยากรู้เท่านั้นแหละ”

   “อยากรู้จริง ๆเหรอ”

   ผมพยักหน้าให้ทีหนึ่ง พี่นิวก็เอียงหน้าทำแก้มป่องส่งมาให้ ผมกดจุ๊บลงไปทีหนึ่งหนัก ๆ จนลมที่แก้มพุ่งออกมาทางปาก

ให้เราขำกันสองคน

   “พี่ไปขอร้องให้แม่ไปขอนูมาอยู่ด้วย แต่แม่ไม่เห็นด้วย เพราะไม่รู้จะพามาอยู่ในฐานะอะไร ที่บ้านนูก็ไม่ได้ลำบากขัดสน

ถึงขนาดต้องส่งลูกให้คนอื่นอุปการะ พี่บอกแม่ว่าก็บอกไปตรง ๆ ว่าขอมาให้พี่”

   “บ้านแตกพอดี”

   “แม่ก็ว่างั้น พอไม่รู้จะหาเหตุผลอะไรแม่ก็เลยไม่เล่นด้วย พี่คุกเข่าหน้าแม่ตั้งนาน”

   “ทำไมต้องคุกเข่า”

   “ขอร้องไง พี่บอกแม่ว่า ให้นูมาอยู่ตอนที่พี่ไปเรียนกรุงเทพแล้วก็ได้ ถ้าแม่ยังทำใจไม่ได้ แม่บอกว่า

ไม่ใช่ทำใจไม่ได้ แต่แม่ไม่มีเหตุผลดี ๆ ไปบอกกับที่บ้านนู แล้วแม่ก็เลยโทรไปปรึกษาพ่อ ตอนนั้นแหละ

ที่พี่นั่งคุกเข่ารอให้แม่พูดกับพ่อจนจบ”

   ผมยังนิ่งฟังพี่นิวพูดต่อไปอย่างตั้งใจ

   “แม่โต้ตอบกับพ่อนานมาก พี่ได้ยินแต่ที่แม่ตอบ เหมือนพ่อจะไม่เห็นด้วยพ่อคิดเหมือนแม่ พี่ก็เริ่มจะใจเสียแล้วล่ะ

ตอนนั้น พ่อก็เพิ่งจะได้รู้ว่าพี่ไม่ได้ชอบผู้หญิง พ่อขอคุยกับพี่ก่อน พี่ว่าเหมือนพ่อจะช็อกนะ

แต่สุดท้ายก็ขอคุยกับแม่ต่ออีกสักพัก แล้วก็สรุปมาเป็นแบบนี้”

   “โห สั้นจัง แล้วพี่นิวขี้แยตอนไหนอะ”

   “อยากรู้ซะจริง ๆนะ”

   พี่นิวตบแก้มผมเบา ๆ คงจะรำคาญที่ผมไม่ยอมให้ข้ามเรื่องนี้ไป

   “ตอนพูดกับพ่อ.....ตั้งแต่โตมานี่พี่ไม่เคยร้องไห้นะ เวลาที่พี่กับพ่ออยู่ด้วยกัน พ่อจะสอนให้พี่เข้มแข็งสมกับเป็นลูกผู้ชาย

น้ำตานี่อย่าให้พ่อเห็นเป็นอันขาด พี่ก็ทำอย่างนั้นมาตลอด”

   “แต่ผมเคยเห็น”

   “เห็นอะไร”

   “พี่นิวร้องไห้”

   คิ้วเฉียง ๆ เริ่มขมวดปมหลวม ๆอีกแล้วครับ คงนึกอะไรขึ้นได้

   “อย่าขุดคุ้ยเรื่องเก่าสิ”

   “ไม่ได้ขุดคุ้ย แค่อยากจะเตือนความจำ ว่าพี่นิวก็เคยขี้แย แล้วผมก็เป็นผ้าเช็ดหน้า”

   “ฮ่า ๆ ๆ”

   “ผ้าเช็ดหน้าผืนเล็ก ๆ ก็มีประโยชน์นะเห็นป่าว”

   “เห็นครับ ผ้าเช็ดหน้าอะไรไม่รู้ ยังกับผ้าขี้ริ้ว ดูซิ ตั้งแต่เช้าน่ะ อาบน้ำมั่งรึยัง หัวก็เหม็น”

   พี่นิวพิสูจน์กลิ่นด้วยการดมกระหม่อมผม

   “ตัวก็เหม็น”

   แล้วจะมาซุกที่คอผมทำไมเนี่ย

   “นี่ก็เหม็น”

   เอ้า....เหม็นแล้วจะเลื้อยลงไปทำไมตรงนั้น ผมจิกผมพี่นิวขึ้นมาก่อนที่เขาจะซุกลงไปต่ำกว่าใต้เอว

   “เดี๋ยวนี้จิกหัวพี่เหรอ...หือ”

   “ก็ไม่มีที่จะจับนี่ ทีพี่นิวยังเคยจิกหัวผมได้เลย”

   “นั่นมันอารมณ์พาไป ฮ่า ๆ ๆ”

   โอ๊ยยยย...เส้นตื้นจริ๊งคนอะไร พูดเองผมก็อายเองเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเราพูดถึงเรื่องอะไรกัน ก็เลยจะเปลี่ยนเรื่องพูด

ให้มันไกลเตียง เอ๊ย ไกลตัวหน่อย

   “จะกลับไปสอบวันไหนครับ”

   “พรุ่งนี้ไฟลท์ดึก”

   “หา!!!”

   มือใหญ่ ๆ ยกมาปิดปากผมไว้

   “จะตะโกนทำไมเนี่ย ตกใจหมด”

   “พี่นิวแหละทำผมตกใจ”

   “ตกใจอะไร”

   “ไม่ต้องมาทำไขสือ มาค้างแค่สองคืนเนี่ยนะ”

   “ก็ยังดีกว่าไม่มาไม่ใช่เหรอครับคนดี”

   พี่นิวกอดผม แล้วรั้งเข้าไปแนบอกแทนการพูดปลอบ...ผมเสียขวัญนะนั่นน่ะ

   “พรุ่งนี้จะได้ไปทำบุญวันเกิดด้วยกันไงดีไหม”

   ผมพยักหน้าเอื่อย ๆ.....มันก็ถูก แต่มาให้ชื่นใจแค่นี้ แล้ววันต่อ ๆ ไปล่ะ ผมคิดแค่นั้นแหละ ไม่อยากคิดอะไรไปล่วงหน้า

สู้ใช้เวลาที่เราได้อยู่ด้วยกันตอนนี้ให้คุ้มค่าดีกว่า

   เราสองคนผลัดกันเล่าเรื่องระหว่างที่เราต้องแยกกันอยู่ ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วที่เรื่องราวของเขาจะมีสีสันน่าสนใจกว่าเรื่องของผม

เพราะได้ไปอยู่ในสังคมใหม่ พบสิ่งแปลกใหม่ มีเรื่องราวใหม่ ๆ กับเพื่อนใหม่ ๆ แทบทุกวัน เรื่องของผมถูกพับเก็บ

หลังจากที่ผมเล่าเรื่องเรียน กับเรื่องการเตรียมตัวสอบเอนทรานซ์ให้ฟัง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดกับผม

พี่นิวล้วนแต่ผ่านวันเวลาเหล่านั้นมาหมดแล้ว อะไรที่เขายังไม่รู้ก็ไม่ใช่สาระสำคัญที่เราจะเอามาคุยกันในคืนนี้

หรืออย่างน้อย มันก็ไม่ใช่สาระสำคัญที่พี่นิวอยากจะรู้ในเวลานี้

   พี่นิวขยันดูเวลาจากโทรศัพท์มือถือเสียจริง เหมือนเขาจะมีนัดกับใคร หรือว่ารอสายใครอยู่ ผมก็รู้สึกตะหงิด ๆ อยู่ในใจ

นิดหน่อยว่า เวลาที่มีน้อยนิดของเรา ยังจะถูกใครเบียดบังได้อีกอย่างนั้นหรือ แต่ผมก็ไม่ปล่อยให้มันมารบกวนจิตใจนานหรอก

ก็บอกแล้วว่าเวลามีน้อยต้องใช้อย่างคุ้มค่า

   เรานอนคุยกันใต้แสงดาวจนกระทั่งเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ผมถอนใจอย่างแรงพร้อมกับความอดทนที่กำลังจะสิ้นสุด

แต่คนข้างกายผมเหมือนจะไม่รับรู้อะไร จากที่เรานั่งอิงกันอยู่ พี่นิวก็ร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ขึ้นมาท่ามกลางความเงียบสงบ

ใต้ฟ้าและหมู่ดาว มีเหล่าจิ้งหรีดและจักจั่นเป็นดนตรีประกอบ

   ผมได้แต่นั่งตัวแข็งทื่อ สบตาพี่นิวในความมืด เสียงทุ้มนุ่มขับขานเป็นเสียงตัวโน้ตที่เพี้ยนเสียจนผมคิดว่า

คงไม่มีนักแต่งเพลงคนไหนในโลกจะทนฟังได้นานเท่าผม

   แต่ผมไม่ใช่นักแต่งเพลง และถึงผมจะชอบฟังเพลงที่ไพเราะ ผมก็มั่นใจว่า ไม่มีเพลงไหนในโลก

ที่จะไพเราะเท่ากับเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ ในค่ำคืนนี้อีกแล้ว

   เสียงเพลงจบลงด้วยคำว่า

   “สุขสันต์วันเกิดนะครับ คนดีของพี่”

   พร้อมกับโลหะเย็น ๆ ที่ถูกสวมมาบนนิ้วชี้มือข้างที่ผมถนัด ผมกำลังจะเอ่ยปากถามว่า ทำไมต้องเป็นนิ้วนี้

คำตอบก็มา

   “แทนหัวใจของพี่ นูชี้เป็นชี้ตายพี่ได้ทั้งชีวิต ไม่มีนิ้วไหนจะเหมาะเท่านิ้วนี้อีกแล้ว”


   
   ขอบคุณพี่นิวที่รักผม

   ขอบคุณที่ให้เกียรติผมได้เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในชีวิตพี่

   ขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ ที่มีลูกชายที่แสนดีให้ผมได้รัก

   ขอบคุณพ่อกับแม่ ที่ให้ผมได้มีชีวิตอยู่เพื่อที่จะรัก....คนที่แสนดีที่ชื่อ “พี่นิว”



  จบตอน Series:The Third Page.

ออฟไลน์ Yarkrak

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1637
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-3
โรแมนติกเนอะ  อิอิ

babynevercry

  • บุคคลทั่วไป
แอบตกใจ นึกว่าพี่นิวมีกิ๊ก ฮ่าๆๆๆ


namtarn11

  • บุคคลทั่วไป
น่ารักอ่ะ มีแต่ความรักจริงๆ

ออฟไลน์ took-ta_naka

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 612
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +216/-10
 :m31:  อิจฉาอ่ะ  หวานมากมาย    :fire:   อยากได้แบบนี้บ้าง


ืื               รอตอนต่อไปจ้า

ออฟไลน์ NuNew

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +62/-2
ขอใช้เวลาประมาณ 15 นาที จะลงตอนใหม่ให้จบตอนไปเลยนะครับ

เพราะอาทิตย์หน้าอาจจะไม่ได้เข้ามายาว








     ผลการสอบเป็นไปตามที่ผมคาดหมาย ผมได้คณะที่อยู่ในมหาวิทยาลัยบ้านเกิด (ไม่ต้องไปไหนกันพอดี)

เข้มได้ไปเรียนต่างจังหวัด มันลงคณะของมหาวิทยาลัยที่บ้านเกิดเหมือนกัน

แต่ที่นั่นคะแนนสูงเกินความสามารถไป ก็เลยได้อีกจังหวัดหนึ่ง

     ทุกคนในครอบครัวร่วมกันแสดงความดีใจกับผม ทีแรกคุณแม่จะจัดงานเลี้ยงให้ผมกับเพื่อน ๆ

ก่อนจะแยกย้ายกันไปเรียน   แต่เอาเข้าจริง ทุกคนต่างก็มีเรื่องที่จะต้องตระเตรียมหลายอย่างจนไม่สนใจงานเลี้ยง

คงมีแต่ผมกับเข้มที่พบกันทุกวัน

กระทั่งวันสุดท้ายก่อนที่เข้มจะกลับบ้านเพื่อเตรียมตัวไปรายงานตัวที่มหาวิทยาลัย

   “มึงจะคิดถึงกูไหม”

   เข้มทำหน้าเหมือนหมาหงอยเลยตอนที่มันถามผมด้วยความไม่มั่นใจ

   “อืม...ไม่คิดถึงได้ไง เราคบกันมาตั้งกี่ปี”

   ผมพูดตามความรู้สึกจริง ๆ ทั้งหมดก็มีเพียงความเป็นเพื่อนที่สนิทยิ่งกว่าใคร

   “แต่กูคงคิดถึงมึงไปตลอด...นี่กูก็บอกเลิกแฟนแล้วนะเว้ย...กะว่าไปอยู่ทางโน้น กูจะเล็งไว้สักคน”

   “เล็งไว้ทำอะไร”

   ผมถามกลับไปอย่างไม่ค่อยใส่ใจนัก

   “ไว้ทำเมีย”

   ดูมันตอบมาหน้าตาเฉย

   “ไอ้บ้า!”

   “กูพูดจริง ๆนะ แต่ไม่เอาเมียผู้หญิงหรอก กูจะหาผู้ชายที่หน้าตาเหมือนมึง”

   “ไอ้ชั่ว!”

   ไม่รู้จะด่ามันยังไง ผมเองก็เขินที่มันยังฝังใจกับผมไม่เลิกราเสียที

   “ถ้าวันไหนมึงทิ้งพี่นิว มึงไปหากูนะ กูจะรอ”

   “ปากวอนตีนนะมึงน่ะ”

     ผมด่าพลาง หัวเราะพลาง มันเองก็พลอยหัวเราะไปกับผมด้วย มันรู้ว่าผมเข้าใจเจตนาของมัน...

มันรู้ว่าผมไม่มีวันทิ้งพี่นิวได้หรอก มันก็เลยพูดแบบนั้น ใจจริงมันคงอยากจะพูดในทำนองกลับกันมากกว่าว่า....

วันไหนพี่นิวทิ้งผม ให้ผมไปหามัน....ที่มันไม่พูดคงเพราะกลัวผมจะใจเสียและคิดมาก

   “กูซีเรียสนะนู...เอาเป็นว่า ถ้าวันไหนมึงต้องเสียใจเพราะพี่นิว มึงต้องบอกกู ห้ามปิดบัง”

   “มึงจะทำไม”

   “ถามตอนนี้กูก็ไม่รู้หรอก แต่ขอแค่มึงสัญญามาว่า มึงต้องส่งข่าวให้กูได้รู้ อย่างน้อยให้นึกว่า

กูเป็นเพื่อนที่เป็นห่วงมึงที่สุดก็พอ”




   วันที่ผมไปส่งเข้มที่ท่ารถกลับบ้านที่ต่างจังหวัด พี่นิวก็อยู่กับผมด้วย เข้มพูดในสิ่งที่ผมไม่เคยนึกถึงมาก่อน....

ว่ามันจะกล้าพูดอะไรเชย ๆ แบบนั้น (555)

   “พี่จำไว้นะ ว่านูเป็นเหมือนหัวใจของผม วันไหนที่พี่ทำให้มันเสียใจ ผมไม่ไว้พี่แน่”

   พี่นิวทำหน้าขึงขัง

   “ไม่ต้องห่วงหรอก ว่าแต่เข้มเหอะ อย่ามายุ่งกับคนของพี่ก็แล้วกัน”

   “อ้าว....ทำไมพี่นิวพูดแบบนี้ละครับ ผมกับมันน่ะ เพื่อนกันนะ ไม่ยุ่งกันได้ไง”

   พี่นิวทำหน้างอ เพราะคำพูดของผมเหมือนจะเข้าข้างเข้ม แต่ผมก็ต้องพูดกันให้เข้าใจก่อนว่าอะไรเป็นอะไร

เผื่อวันหน้าพี่นิวจะมาคิดเล็กคิดน้อยกับความเป็นเพื่อนระหว่างเรา ผมจะได้โต้แย้งได้บ้าง

   “แล้วเข้มเค้าคิดว่านูเป็นเพื่อนหรือเปล่าล่ะ”

   พี่นิวพึมพำเสียงไม่เบานัก เข้มก็มีทีท่าว่าจะไม่ยอมกัน จนผมต้องไล่มันให้ขึ้นรถไปก่อนที่จะเป็นเรื่อง

   “มึงต้องติดต่อกูนะ เบอร์กูมึงห้ามทิ้งนะ มึงก็เหมือนกัน เปลี่ยนเบอร์เมื่อไรบอกกูด้วย”

   “เออ...ไปได้แล้ว”

   “อะไรว้า ไล่กูจัง...ขอกอดหน่อยดิ”

   เข้มทำหน้าสลดเอาจริงเอาจัง

   “รุ่มร่ามนะมึง อายเขามั่งเหอะ คนเยอะแยะ”

   เข้มไม่ฟังอีร้าค่าอีรมโผเข้ามากอดผมหน้าตาเฉยโดยที่ผมไม่ทันตั้งตัว ส่วนพี่นิว ได้แต่ยืนมองตาโต ทำอะไรไม่ได้

กลัวคนจะมองแล้วสงสัยว่าเราเป็นอะไรกัน ส่วนผมก็ไม่อยากให้เข้มมันเก้อ แล้วอีกอย่างผมก็อยากเก็บความรู้สึกดี ๆ

ระหว่างเราสองคนไว้ในใจเหมือนกัน สองแขนผมก็เลยกอดตอบเข้ม แล้วพอคลายอ้อมกอด เข้มมันก็ยังก้มหน้า

แต่ยังจับมือผมไว้แน่น เสียงที่มันพูดมาเบา ๆ สั่นเครือจนผมเองก็น้ำตาซึมไปเหมือนกัน

   “นู อย่าลืมกูนะ...กูรักมึง”

     เราจากกันด้วยความรู้สึกดี ๆ และยังติดต่อกันตลอดปีแรกที่ห่างกัน แล้วก็ค่อยแผ่วลงในปีต่อ ๆมา

เพราะต่างคนต่างก็มีภาระ ประจวบเหมาะกับที่มันบอกผมว่า มันเจอคนที่ถูกใจแล้ว หน้าไม่เหมือนผม

แต่นิสัยเหมือนกันเลย คือไม่รักมัน (555) แต่มันก็ขยันตามจีบเช้าถึงเย็นถึงจนได้เป็นแฟนกันในที่สุด

   ผมลิ้มรสชีวิตนักศึกษาปีหนึ่งอย่างเบื่อ ๆ มีเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ผมยึดมั่นกับการเรียนก็คือ...สิ่งที่ผมจะต้องเป็นให้ได้

.....เหตุเพราะครอบครัวของผมค้าขาย พ่อพอมีความรู้ระดับมัธยมต้น ส่วนแม่แค่พออ่านออกเขียนได้

แรงกดดันจากญาติฝ่ายพ่อทำให้ผมคิดแค่ทำอย่างไรถึงจะเรียนให้จบปริญญาให้ได้

เรียนจบแล้วจะต้องทำงานดี ๆ ที่ใคร ๆ จะต้องยกย่อง หรือไม่ก็ยกมือไหว้ ทัศนคติของคนในครอบครัว

ที่ผมซึมซับมันมาโดยไม่รู้ตัว ทำให้ผมต้องพยายามเรียนเพื่อให้ญาติพ่อยอมรับผม

เพราะนั่นหมายถึงว่าใครก็จะมาว่าแม่ผมไม่ได้ว่าเรียนน้อยแล้วยังเลี้ยงลูกไม่ได้ดี



      ในขณะที่ผมตะลุยอยู่ในสังคมใหม่ของมหาวิทยาลัย พี่นิวก็กำลังคร่ำเคร่งกับหลักสูตรชั้นปีสาม

จนเราแทบไม่มีเวลามาหากัน มีที่พึ่งอย่างเดียวก็คือโทรศัพท์ แต่มันก็ไม่เคยพอ

ผมถวิลหาเขาอยู่ตลอดเวลา ด้วยว่าในมหาวิทยาลัยนี้ผมมีเพื่อนไม่มากนัก

ไหนจะนิสัยที่คบคนยากของผมทำให้เพื่อน ๆ ไม่ค่อยกล้าเข้าใกล้

   พอดีเหลือเกินที่ผมได้เจอคนที่มีลักษณะคล้าย ๆกัน คือขาดมนุษยสัมพันธ์ คุยไม่เก่ง

แถมเรียนหนังสือปานกลาง ส่วนดีที่สุดในตัว “อ๋อง” ก็คือ ความเป็นคนมีน้ำใจ แต่นั่นแหละ

กว่าที่มันจะกล้าหยิบยื่นน้ำใจให้ใคร มันก็ต้องสนิทกับคน ๆนั้นก่อน ซึ่งมันก็ต้องใช้เวลา

ส่วนผมไม่ใช่คนขาดมนุษยสัมพันธ์ อาจจะเป็นที่ผมต้องระมัดระวังตัวไม่ให้หลุด (เรื่องที่ผมมีคนรักเป็นผู้ชาย)

ดังนั้นผมก็เลยดูเป็นคนเงียบ ๆ ในสายตาเพื่อน นอกจากว่าได้คบกันจนเป็นเพื่อนสนิทผมก็ช่างคุย

คุยได้ทุกเรื่องยกเว้นเรื่องของตัวเอง....นี่ล่ะจุดอ่อนของผมที่ทำให้เพื่อนไม่ค่อยกล้าคบหาสนิทสนมด้วย

และเพราะว่าไม่มีเพื่อนฝูงที่จะไปสังสรรค์กันนอกเวลาเรียน ยามว่างของผมก็เลยกลับบ้าน

ทั้งที่ปีหนึ่งทุกคนจะต้องอยู่หอพักของมหาวิทยาลัย แต่หอพักในเวลานั้นเป็นที่ซุกหัวนอน

ระหว่างคืนวันจันทร์ถึงคืนวันพฤหัสเท่านั้น นอกนั้นผมจะกลับมานอนที่บ้านพี่นิวตลอด

     ราว ๆ ต้นเทอมสองของปีหนึ่งนั่นเอง ที่คุณแม่เริ่มไม่สบาย ผมก็เพิ่งจะรู้ว่าคุณแม่มีโรคประจำตัวคือโรคหอบ

ก่อนหน้านั้นที่ผมไม่เคยเห็นอาการหอบก็เพราะคุณแม่ดูแลสุขภาพตัวเองดีมาตลอด และไม่เคยห่างยา

ไหนจะกิจการของบ้านพี่นิวที่มีคุณแม่เป็นคนบริหาร เริ่มมีปัญหาหมุนเงินสดไม่ทัน

คุณแม่ต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้นจากการที่ต้องลดค่าใช้จ่ายบางอย่าง ลดจำนวนคนงาน

ในขณะที่กิจการกงสีของครอบครัวใหญ่ที่คุณพ่อนั่งเก้าอี้บริหาร และมีคุณแม่เป็นผู้จัดการแผนกบัญชี

ก็ต้องการการเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด ทำให้คุณแม่ต้องเดินทางข้ามจังหวัดบ่อยขึ้น ทำงานหนักขึ้น


   ผมพอมีเวลาว่างก็เลยช่วยงานได้บ้างในวันหยุด ทำให้เวลาส่วนตัวของผมเริ่มน้อยลง

แต่ยังไงเรื่องเรียนผมก็ไม่ให้เสีย แค่ไม่มีเวลาไปทำกิจกรรมเหมือนเพื่อนคนอื่น ๆ

นั่นยิ่งทำให้สัมพันธภาพระหว่างเพื่อนในชั้นเรียนกับผมห่างเหินกันมากขึ้นไปอีก

ระหว่างนั้นผมก็เลยมีเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวคืออ๋อง

     เหนื่อยมากเข้า เวลาว่างก็น้อยลง ผมกับพี่นิวก็ติดต่อกันน้อยลงไปด้วย เพราะเวลาว่างไม่ค่อยจะตรงกัน

เขาโทรมาตอนดึก ผมก็เข้านอนแล้วด้วยความอ่อนเพลีย ส่วนกลางวันนอกเวลาเรียน

ผมก็ไม่กล้ากวนเพราะไม่รู้ว่าเขาจะว่างหรือเปล่า  ก็เหลือวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ซึ่งหลายครั้งที่พี่นิวจะทำกิจกรรมกับเพื่อน

เราก็เลยไม่มีโอกาสได้คุยกัน

     ที่บ้านผมเองก็มีปัญหาคนงานชายขาดอยู่บ่อย ๆ มีแต่คนงานหญิง ที่ใช้ให้ยกของหนักก็ไม่ได้

แม่กับพ่อต้องลงมือเอง ผมต้องไปช่วยเก็บร้านทุกวันประมาณสองทุ่ม และตอนเช้าประมาณตีห้า

ผมก็ต้องตื่นไปช่วยยกของออกมาวาง โชคดีที่ผมเหนื่อยอย่างนี้ไม่กี่วัน พ่อก็หาคนงานชายได้ เป็นพม่า

พอพูดกันรู้เรื่อง เพราะมาอยู่เมืองไทยหลายปีแล้ว (แต่ยังไงก็เป็นแรงงานเถื่อน ให้ออกมาหน้าร้านไม่ได้ครับ

เจอตำรวจตรวจคนเข้าเมืองก็ได้เดือดร้อนกันอีก)

     คุณแม่รู้ว่าผมต้องเดินทางมาที่ร้านแม่ทุกวัน ไปมหาวิทยาลัย แล้วยังต้องไปช่วยงานคุณแม่ที่บริษัทอีก

ก็เลยบอกว่าจะหารถให้ผมใช้คันหนึ่ง ให้ผมไปเรียนขับรถ ผมคิดว่ามันก็ดีเหมือนกัน

เพราะเทอมสองเป็นฤดูฝนแล้ว ผมขี่มอเตอร์ไซค์ร่อนไปร่อนมา เจอฝนก็เปียกปอน

หรือถ้าตกหนักมาก ๆ ก็ต้องแวะหลบฝนก่อน ลำพังพ่อก็คงไม่คิดจะซื้อให้

เพราะเราไม่มีความจำเป็นต้องมีรถยนต์ถึงสองคัน แค่รถกระบะที่พ่อใช้คันเดียว ไปไหนมาไหนก็สะดวกพอแล้ว

แถมยังบรรทุกของได้อีก และผมยังเป็นเด็กในสายตาพ่อ ก็เลยไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องเสียเงินซื้อรถ

พ่อบอกว่าจะทำให้ผมฟุ้งเฟ้อเกินตัว


      ผมหาเวลาไปเรียนขับรถ ยังไม่ทันได้ไปสมัครเลยด้วยซ้ำ เรื่องก็มาหาถึงบ้าน


      อาสะใภ้คนที่มีลูกสาวฝาแฝด แวะมาเยี่ยมที่บ้านในเย็นวันหนึ่ง พาพี่เอิบกับพี่เอื้อมาด้วย

เห็นว่าจะให้ทำงานที่ห้างของคุณแม่ ตามที่คุณแม่เคยชวน แต่ตอนนั้นกับตอนนี้ฐานะทางการเงินของกิจการเปลี่ยนไปแล้ว

เราไม่มีเงินจะจ้างพนักงานเพิ่มแม้แต่คนเดียว ต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด ผมทำงานให้ยังไม่มีค่าตอบแทนเลย

นอกจากเงินรายเดือนที่เคยได้ ซึ่งพอเรียนมหาวิทยาลัยคุณแม่ก็จ่ายเพิ่มให้ ส่วนพ่อก็เพิ่มให้นิดหน่อย

ทำให้ผมพอจะมีเงินใช้จ่ายอย่างไม่อัตคัด

   คุณแม่ปฏิเสธอย่างนุ่มนวลตามนิสัย แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ยอมเข้าใจ คุณแม่บอกว่าขอผัดไปก่อน

ระยะนี้ห้างกำลังมีปัญหา ไม่ได้ระบุให้อาสะใภ้รู้ว่าปัญหาคืออะไร แต่อาสะใภ้ก็ช่างฉลาดปราชญ์เปรื่อง

ที่เดาได้ว่าเป็นเรื่องเงิน เรื่องมันก็เลยมาพาลเอาที่ผม ระหว่างนั้นผมไม่ได้เข้าไปร่วมวงคุยด้วย

เพราะไม่ได้สนิทสนมกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

“ได้ยินมาว่าคุณพี่จะซื้อรถคันใหม่เหรอคะ”

“ก็ว่าจะหารถมือสองดี ๆซักคันน่ะ”

“ที่ห้างกำลังมีปัญหาการเงิน แล้วทำไมถึงคิดจะซื้อรถล่ะคะ”

“พี่จะซื้อไว้ให้นูเขาใช้เวลาไปไหนมาไหนจะได้สะดวก วัน ๆหนึ่งเขาไปมาหลายที่ ไหนจะไปช่วยงานพี่ที่ห้าง

ไปที่ร้านในตลาด แล้วยังไปเรียนอีก นี่ก็หน้าฝนแล้ว จะได้ไม่ลำบาก”

“ทีเอื้อยจะฝากลูกทำงานบอกว่าไม่มีเงินจ้าง แต่ทำไมถึงซื้อรถได้”

    สิทธิ์ของเจ้าของกิจการแท้ ๆ คนอื่นยังกล้ามาตำหนิได้ ลำพังผมไม่มีความจำเป็นต้องใช้รถยนต์

ไม่มีก็ไม่ต้องใช้ รถมอเตอร์ไซค์ที่ผมใช้ก็ยังอยู่ในสภาพดี ผมอยากจะตอกหน้าอาสะใภ้แต่เกรงใจคุณแม่

เพราะรู้ว่ามันไม่ควร เขาเป็นผู้ใหญ่กว่าผมมาก อย่างน้อยเขาก็เป็นสะใภ้

ในขณะที่ผมไม่ได้มีอะไรเกี่ยวดองกับบ้านนี้เลย

     หลังจากที่สามแม่ลูกกลับไปแล้ว คุณแม่มองมาที่ผมอย่างเห็นใจ ซึ่งผมเข้าใจคุณแม่ดีว่าเป็นคนกลางคงลำบากใจมาก

“เรื่องรถ คุณแม่ไม่ต้องซื้อให้ผมหรอกครับ จะได้ไม่มีปัญหา”

“แต่แม่รับปากนูแล้ว แล้วเขาเองก็ไม่ได้มีสิทธิ์มีเสียงอะไรในกิจการของเราเลย แม้แต่ในบริษัทกงสีทางโน้น

เขาก็ไม่มีสิทธิ์ ไม่มีตำแหน่งอะไร นูอย่าไปสนใจเลยนะ”

“อย่าเลยครับ อีกอย่างหนึ่งตอนนี้เรามีเรื่องต้องใช้เงินอีกมาก เงินที่จะซื้อรถให้ผมเก็บไว้ใช้ก่อนดีกว่า

แค่นี้คุณแม่ก็เหนื่อยจะแย่แล้วนะครับ”

“นูก็เหนื่อย ทั้งเรียนทั้งช่วยงานสองบ้าน แม่ก็อยากให้ไปไหนมาไหนคล่องตัวหน่อย”

“มอเตอร์ไซค์นี่แหละครับ คล่องที่สุดแล้ว คุณแม่คิดดูสิครับ เวลารีบ ๆ รถก็ติดน่ะ ผมเข้าซอกซอยทางลัดได้สบาย ๆ เลย”

    ผมพยายามพูดให้คุณแม่ไม่ต้องกังวลใจ เหตุผลที่ยกมาอ้างก็เป็นเรื่องจริง

    จนในที่สุดคุณแม่ก็สรุปว่าจะยังไม่ซื้อในตอนนี้ จะรอให้การเงินคล่องตัวกว่านี้ค่อยคิดกันอีกที

เรื่องเรียนขับรถของผมก็เป็นอันพับไป ความจริงคุณแม่ให้ไปเรียนก่อน

แต่ผมคอยแต่จะผัดวันประกันพรุ่ง จนไม่ได้ใส่ใจมันอีกเลย

      จนกระทั่งเรื่องก็มาอีกในระลอกสอง

     ผมไม่รู้ว่าคุณแม่ตัดสินใจจะยกรถบีเอ็มดับเบิลยูคันที่ใช้อยู่ให้ผม เพิ่งมารู้เอาวันที่อาสะใภ้มาที่บ้านอีกครั้ง

เพื่อขอรถคันนั้นไปใช้เอง โดยอ้างว่า บ้านที่อาศัยอยู่ไปไหนมาไหนไม่ค่อยสะดวก ไม่มีรถโดยสารผ่าน ไกลตัวเมือง

ทั้งที่ก็อยู่มาตั้งแต่ที่พี่เอิบกับพี่เอื้อมาเรียนที่นี่ รวมแล้วก็เกือบสี่ปี กลับเพิ่งจะมารู้สึกเอาตอนนี้

“พี่จะยกให้นูไว้ใช้ แทนรถมือสองที่ว่าจะซื้อไง”

   เท่านั้นแหละ อาสะใภ้ก็ขุดอะไรต่อมิอะไรมาพูดร้อยแปดว่าผมเป็นคนนอก

เลี้ยงไปก็เปลืองสู้เลี้ยงดูลูกหลานกันเองยังดีเสียกว่า ตอนนั้นผมอยู่กับคุณแม่

เรากำลังปรึกษากันเรื่องสินค้าใหม่ที่จะสั่งเข้าห้าง ผมก็เลยได้นั่งร่วมฟังด้วย แต่ไม่ได้พูดอะไรออกไป

จนกระทั่งอาสะใภ้พูดไปถึงเรื่องที่ว่า ผมมาตัวเปล่า มีแต่จะมากอบโกยผลประโยชน์

ที่ให้ผมเข้ามาทำงานก็ควรจะระวังไว้ สักวันจะโดนผมโกงจนหมดตัว

     ผมไม่รู้ว่าผมเคยไปล่วงเกินเขาตั้งแต่เมื่อไร ทำไมเขาถึงจงเกลียดจงชังผมนัก

ที่ผ่านมาผมก็ไม่เคยเข้าไปร่วมกิจกรรมกับครอบครัวใหญ่ของพี่นิวที่มีคุณลุง คุณอา กับคนในครอบครัวร่วมด้วย

ถ้าผมจำเป็นจะต้องเดินทางไปที่นั่น ผมจะเก็บตัวอยู่ในบ้านเท่านั้น เพราะจะว่าไปการเข้ามาอยู่ในครอบครัวพี่นิว

มีเพียงคุณแม่กับคุณพ่อที่ให้การยอมรับ ทำให้ผมสำนึกได้ว่า...ดีแล้วที่เราไม่ได้เปลี่ยนนามสกุลตามที่คุณแม่เคยเปรยไว้

   การพูดดูถูกผมอย่างร้ายกาจแบบนั้นทำให้ผมหมดความอดทน จนต้องประกาศว่า ผมมาแต่ตัว ถ้าผมไปผมก็จะไปแต่ตัว

จะไม่เอาทรัพย์สินเงินทองใด ๆของบ้านนี้ไปแม้แต่สลึงเดียว ที่ผมช่วยงานคุณแม่เพราะผมต้องการตอบแทนพระคุณ

ที่คุณแม่เลี้ยงดูผมเหมือนลูกคนหนึ่ง ต่อให้อาสะใภ้ว่าอย่างไรผมก็คงจะต้องช่วยงานต่อไป

แล้วผมจะพิสูจน์ให้ดูว่าผมใช่คนขี้โกงอย่างที่เขากล่าวหาหรือเปล่า

“ผมใช้รถของผมไปตามเดิมนี่แหละครับคุณแม่ อาเอื้อยเขาจะได้สบายใจว่าผมไม่คิดจะมากอบโกยอะไร”

“เรื่องรถแม่ว่านูเอาไปใช้เฉย ๆ ก็ได้ แม่ก็ไม่ได้โอนเป็นชื่อนูสักหน่อย”

   คุณแม่ยืนยันจะยกให้ผมใช้ ผมคิดว่าคุณแม่คงต้องการแสดงให้อาสะใภ้เห็นว่าคำกล่าวหาของเขา

ไม่มีผลใด ๆกับคุณแม่ทั้งสิ้น แต่คุณแม่ไม่อยากจะว่าออกไปตรง ๆ ซึ่งมันก็ไม่ใช่นิสัยของคุณแม่อยู่แล้ว

“ทีกับเอื้อยคุณพี่ไม่ให้ทั้งที่เราเป็นญาติกันแท้ ๆ”

“เอื้อย...ของ ๆ พี่จะให้ใครมันก็เป็นสิทธิ์ของพี่ รถคันนี้พี่ใหญ่เขาก็เป็นคนซื้อให้จากเงินส่วนตัวของเขา

ไม่เกี่ยวกับเงินกิจการของครอบครัว แล้วทำไมพี่ถึงจะยกให้ใครใช้ไม่ได้”

คุณพ่อซื้อให้คุณแม่ตอนที่ต้องไปรับไปส่งพี่นิวที่โรงเรียน อายุของมันก็ไม่ใช่น้อยแล้ว

“คุณพี่เห็นคนอื่นดีกว่าญาติ”

“นูเขาก็เหมือนลูกพี่นะ แม่จะให้อะไรลูกนี่ต้องถามความเห็นคนอื่นด้วยเหรอเอื้อย”

“ตามใจคุณพี่ก็แล้วกัน เอื้อยจะได้ไปบอกพี่น้องทางโน้นว่าคุณพี่ทำอย่างนี้กับญาติ เห็นคนอื่นดีกว่าคนในครอบครัว”

“นูก็เป็นคนในครอบครัวพี่เหมือนกัน พี่อยากให้เอื้อยเข้าใจตามนี้หน่อยนะ”

   การพูดคุยโต้เถียง เป็นไปอย่างน่ารำคาญ เพราะอาเอื้อยไม่ยอมเข้าใจเหตุผลง่าย ๆ ที่คุณแม่หยิบยกมาให้ฟัง

ส่วนคุณแม่ก็คร้านจะพูดเพราะดูแล้วเหมือนสีซอให้ควายฟังเสียมากกว่า

     ดังนั้นพออาเอื้อยโวยวายมาก ๆ เข้า  คุณแม่ก็ได้แต่นิ่งฟัง จนแขกขอตัวกลับ ผมก็ตามไปส่ง

ดูท่าคุณแม่จะเหนื่อยล้ามาก...ผมเพิ่งเห็นฤทธิ์ของอาสะใภ้ที่เป็นตัวปัญหาประจำตระกูลก็วันนี้

และไม่เข้าใจมาจนบัดนี้ว่า อาหน่อยสามีของอาเอื้อย อดทนกับภรรยามาได้ยังไงเป็นสิบ ๆปี

และด้วยความที่อาหน่อยเป็นน้องสุดท้องที่ไม่ค่อยเอาไหน ไม่มีความรู้อะไร พี่ ๆ จึงสงสาร

ไม่อยากให้มีอะไรกระทบกระทั่ง ซึ่งผมไม่เคยเข้าใจความสัมพันธ์นี้เลย ดูเหมือนคนในครอบครัวนี้จะสร้างแต่ปัญหา

และมีแต่จะเรียกร้องทุกอย่าง ยกเว้นอาหน่อยที่เป็นคนเจียมเนื้อเจียมตัว (ผมเคยได้ยินคุณพ่อกับคุณแม่คุยกัน)

ตอนเดินไปส่งขึ้นรถรับจ้าง อาเอื้อยก็พูดสำทับผมอีกครั้งว่า ขอให้ผมทำได้อย่างที่พูด

“ไม่ใช่ว่าต่อหน้าอาเธอก็ทำเป็นพูดว่าไม่เอา ๆ พอคุณพี่ยกอะไรให้ก็รับไว้อีกล่ะ”

“ถ้าอาเอื้อยหมายถึงเรื่องรถ ผมยืนยันได้ครับผมไม่รับแล้ว ผมพูดคำไหนคำนั้น

ถ้าผมจะมีรถยนต์สักคันผมจะซื้อมันด้วยเงินของผมเอง”

“อ๋อ อาไม่ได้หมายถึงเรื่องที่จะซื้อรถเรื่องเดียวหรอกนะ อาว่าสุดท้ายเธอก็คงจะเอารถบีเอ็มคันนั้นไปใช้อยู่ดี

ก็หัดขับจนเป็นแล้วนี่ ไม่เอารถออกขับบ้างก็ให้มันรู้ไป”

    ผมหายใจแรงขึ้นด้วยความโมโหสุดขีด ผู้หญิงคนนี้ เป็นอะไรที่น่ารังเกียจ น่าขยะแขยงแม้กระทั่งความคิด

ที่พอหลุดออกมาจากปากก็มีแต่ของเน่าเหม็น ทุกความคิดที่กล่าวหาว่าร้ายคนอื่น ล้วนมาจากพฤติกรรมของตัวเองทั้งสิ้น

ทำให้ผมเข้าใจอย่างลึกซึ้งเลยว่า ตัวเองเลวอย่างไรก็คิดว่าคนอื่นเลวอย่างนั้น...ได้แก่อาเอื้อยคนนี้นี่เอง

“อาเอื้อยคงจะสบายใจขึ้น ถ้าผมบอกว่าผมยังขับรถไม่เป็นครับ เมื่อไรที่ผมคิดจะซื้อรถด้วยเงินของผมเอง

ผมค่อยไปเรียนขับรถ แค่นี้พอใจไหมครับ”

“ทำให้ได้อย่างที่พูดเถอะ อาจะรอดู”

   นั่นเป็นต้นเหตุที่ทำให้ทุกวันนี้ผมก็ยังขับรถไม่เป็นอยู่ดี เพราะผมยังไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อ

แล้วยังไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องซื้อ เพราะทุกวันนี้ผมมีมอเตอร์ไซค์คันเดียว

ก็ไปไหนมาไหนได้สะดวกคล่องแคล่วเหมือนกัน ถ้าเลิกงานฝนตกผมก็โทรตามพี่นิวให้มารับที่ทำงาน

ถ้าตกตอนเช้าผมก็ให้พี่นิวไปส่ง พี่นิวไม่อยู่ผมก็โทรบอกคนขับรถที่บริษัทของพี่นิวบ้าง 

อาศัยเพื่อน ๆ พี่ ๆ ที่ทำงานบ้าง แสนจะสบาย ไม่ต้องขับเองให้เหนื่อย ให้เครียดไปเปล่า ๆ

หาใครไม่เจอ ผมก็เรียกรถโดยสาร มันก็ไม่ได้ลำบากอะไร

     แม้ว่าตอนนี้อาเอื้อยจะไม่ค่อยกล้าเข้ามาก้าวก่ายครอบครัวพี่นิวมากเหมือนเมื่อก่อน

เพราะเราโตเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว แต่ผมก็ยังยึดถือคำมั่นของตัวเองตลอดมา (ด้วยความเจ็บใจ)

   
      เรื่องรถรู้ไปถึงหูพี่นิวจนได้ ก็คงจะเป็นคุณแม่ที่โทรไป เพราะผมเลิกสนใจไปเลยหลังจากที่พูดกับอาสะใภ้จบในวันนั้น

พี่นิวบอกให้ผมทำตามที่คุณแม่เห็นสมควร ซึ่งผมก็รับคำไปเพราะไม่อยากให้เขาต้องมาเป็นกังวล

กับเรื่องที่ผมได้ตัดสินใจไปแล้ว และเมื่อคุณแม่เองก็คะยั้นคะยอผมไม่ได้ รถเจ้าปัญหาก็เลยถูกขายไปในราคาถูก ๆ

ให้กับคนรู้จักด้วยความเสียดาย (ผมก็เสียดาย เพราะอย่างน้อยมันก็เป็นรถคันแรกที่พี่นิวขับให้ผมนั่ง)

    คุณแม่ซื้อรถคันใหม่พร้อมกับต้องจ้างคนขับเพราะผมยืนยันที่จะไม่ไปเรียนขับรถ

ทำให้คุณแม่ออกอาการงอนนิดหน่อย และแม้แต่พี่นิวก็ยังโทรมาต่อว่าผม

ทุกคนอิดหนาระอาใจกับผมจนเลิกพูดถึงเรื่องนี้ไปนาน

“ดื้อไม่เข้าเรื่อง จะอะไรนักหนากับรถคันเดียว”

“พี่นิวไม่มาเป็นผมจะไปรู้อะไร อาเอื้อยเขาพูดดักท่านั้นท่านี้ แล้วที่ร้ายที่สุดนะ เค้าหาว่าผมจ้องจะโกงสมบัติบ้านนี้...”

“ก็เราคิดหรือเปล่าล่ะ...ทำไมจะต้องไปเต้นตามเขา อาเอื้อยเป็นยังไงใคร ๆ ก็รู้ดี แล้วนี่คุณแม่ต้องจ้างคนขับรถเพิ่ม

แทนที่จะมีลูกหลานไว้ใกล้ตัว ถ้ามีนูคอยดูแลพี่จะได้วางใจ”

“ยังกับผมขับรถได้นี่”

“นี่ก็อีกเรื่อง ทำไมไม่ไปเรียน”

“ผมรอพี่นิวหัดให้”

“ไม่เอาอะ เดี๋ยวเราต้องมาทะเลาะกันเรื่องหัดขับรถเหมือนคู่ของเพื่อนพี่”

“พี่นิวไม่ได้ใจร้อนเหมือนเขาสักหน่อย แล้วผมก็สอนง่ายจะตาย”

“ไม่เถียงหรอกว่านูสอนง่าย...ทุกเรื่อง....โดยเฉพาะเรื่อง.....”

“หยุดเลยนะ....ห้ามพูด”

    ผมรีบบอกก่อนที่เขาจะพูดอะไรออกมาให้ผมอายจนหน้าแดง พี่นิวหัวเราะมาตามสาย

แล้วเราก็เลยเปลี่ยนเรื่องคุยไปเรื่อย ๆ สรุปว่าวันนั้นพี่นิวเข้าใจผม และรับปากว่าจะอธิบายให้คุณแม่เข้าใจ

จะได้เลิกงอนผมเสียที

    เรื่องรถยังไม่จบ ผมโดนอาสะใภ้พี่นิวต่อว่าเรื่องที่คุณแม่ขายรถให้คนอื่นไปแทนที่จะยกให้เขา

พอต่อว่าผมจนหนำใจแล้วเขาก็ตบท้ายด้วยการพูดว่า

“อีกหน่อยนิวเขาพาสะใภ้เข้าบ้านเธอก็ตกกระป๋อง”

    ผมกระหยิ่มในใจว่าอาสะใภ้ช่างไม่รู้อะไรเลย พี่นิวจะหาสะใภ้ได้อย่างไร ในเมื่อมีผมอยู่แล้วทั้งคน

แล้วพี่นิวเขาก็ไม่ได้ชอบผู้หญิงสักหน่อย แต่แล้วพี่เอิบก็เป็นคนพูดขึ้นมา

“พี่เห็นนิวเขาควงลูกเจ้าของร้านทองที่กรุงเทพ ไม่นานก็คงพามาเที่ยวบ้านหรอก เตรียมตัวรับพี่สะใภ้ให้ดีล่ะนู”

“พอเขาแต่งงานกันมีหลานให้คุณป้า นูจะทำไงล่ะ....กลับไปขายของในตลาดตามเดิมเหรอ”

พี่เอื้อช่วยเสริมเป็นปี่เป็นขลุ่ย ฟังดูจริงจัง คนพวกนี้นิสัยเหมือนกันหมด แค่คุณแม่รับผมมาเป็นลูกบุญธรรม

ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะมีสิทธิ์มีเสียงอะไรในสมบัติไปด้วยซักหน่อย มันเรื่องอะไรที่จะมาตั้งหน้าตั้งตาอิจฉาผม

เพียงแค่ผมได้เข้ามาอยู่ในบ้านนี้กันล่ะ ทำอย่างกับว่าถ้าไม่มีผมเขาจะมีสิทธิ์อย่างนั้นแหละ

ผมปล่อยให้สิ่งที่เขาสามคนแม่ลูกพูดลอยผ่านหูไปอย่างไม่ใส่ใจ



มีต่อครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-10-2012 00:33:30 โดย ์NOO »

ออฟไลน์ NuNew

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +62/-2



    ปิดเทอมกลางปีพี่นิวไม่ได้กลับบ้าน เขาโทรมาบอกแต่เนิ่น ๆแล้วว่าจะไปออกค่ายกับเพื่อนที่มหาวิทยาลัย

คุณแม่กับผมก็เลยมีแผนจะไปเยี่ยมเขาก่อนที่เขาจะเดินทางสองสามวัน หลังจากเขาไปแล้ว

เราถึงจะออกชอปปิ้งกันก่อนกลับบ้าน

วันที่ไปถึงพี่นิวไปรับที่สนามบิน  ทันทีที่เห็นเขาผมแทบจะหายจากอาการเมาเครื่องเป็นปลิดทิ้ง

“เป็นไงหน้าซีดเชียว เมื่อไรจะหายเมาเสียทีนะ ขึ้นเครื่องบ่อย ๆ ดีไหม”

พี่นิวกระเซ้าผม

“ผมเมาทุกอย่าง มิต้องนั่งกันทุกอย่างเหรอครับ”

“ทำไมไม่กินยาก่อนขึ้นเครื่องล่ะ”

“ไม่เอาอะ ผมกลัวหลับยาว”

“โตขึ้นไหมน่ะนิว”

“โธ่....แม่....เพิ่งมาก่อนเปิดเทอมนี่เอง จะโตเร็วขนาดนั้นเลยเหรอครับ อย่างผมคงไม่โตแล้วมั้ง”

“ไม่ใช่สูงขึ้น แม่หมายถึงตัวหนาขึ้นน่ะ ดูบึ้กขึ้นนะ...ว่าไหมนู”

“บึ้กของแม่นี่ ไม่ได้แปลว่าผมอ้วนขึ้นใช่ไหมครับ”

   เราหยอกล้อกันด้วยความคิดถึง จนหารถแท็กซี่ได้ พี่นิวให้ผมนั่งข้างหน้าเพราะกลัวว่าผมจะเมารถมากขึ้นกว่าเก่า

ส่วนเขาก็เปิดประตูให้คุณแม่ขึ้นไปก่อน แล้วถึงจะขึ้นตาม แต่ผู้โดยสารยังไม่หมดแค่นี้

ผมไม่ทันสังเกตว่า มีใครคนหนึ่งตามหลังเรามา น่าจะตั้งแต่ข้างในตัวอาคารแล้ว

เธอคนนั้นขึ้นเรียบร้อยรถจึงออกวิ่ง พี่นิวก็แนะนำให้คุณแม่รู้จัก

“แม่ครับ นี่พิม เพื่อนผม”

ผมนั่งข้างหน้าไม่เห็นเหตุการณ์ข้างหลัง แล้วพี่นิวก็แนะนำผมกับผู้หญิงคนนั้นตามธรรมเนียม

“นี่นู น้องชายนิว....นู...นี่พี่พิมเพื่อนที่คณะพี่”

ผมยกมือไหว้ตามอาวุโส แต่ไม่ได้หันไปคุยด้วย เพราะอาการหัวหมุนติ้วเริ่มสำแดงอีกแล้ว

“น้องนูเมารถเหรอนิว”

“อืม...เมาทุกอย่างที่เป็นยานพาหนะเลยพิม ยกเว้นมอเตอร์ไซค์....นั่นของชอบเขา”

“กินยาสักเม็ดไหมคะน้องนู พี่พิมมี”

“ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวก็ถึงที่พักแล้ว เกิดหลับบนรถขึ้นมาใครจะอุ้ม”

พี่นิวเป็นคนปฏิเสธแทนผม

“คุณแม่จะอยู่สักกี่วันคะ มีใครพาเที่ยวหรือยัง”

พี่พิมหันไปถามคุณแม่อย่างคนมีมนุษยสัมพันธ์ดี (แต่ผมเรียกว่าประจบ)

“ไม่เป็นไรจ้ะ แม่แค่เดินซื้อของที่ ๆคุ้นเคยน่ะ ไปไหนมาไหนก็คงอาศัยแท็กซี่แหละสะดวกดี ไม่ต้องมีคนพาเที่ยวหรอก”

“แม่นิวเป็นนิสิต ม....นะพิม ไม่ต้องกลัวหลงหรอก”

“โอ้โห....คุณแม่เก่งจังเลยค่ะ สมัยนั้นใครเอ็นติดม.นั้นได้น่ะ สุดยอดเลยนะคะ”

“ไม่ขนาดนั้นหรอกหนู คู่แข่งน้อยมากกว่า”

   บทสนทนาข้างหลังผมได้ยินบ้าง ไม่ได้ยินบ้าง เพราะอาการเมารถกำเริบ พอถึงที่พัก ผมก็โผเผเต็มที

รีบเช็คอินแล้วก็รีบขึ้นห้อง โดยไม่ได้สนใจว่าจะมีใครเดินตามมาหรือเปล่า

พอคนยกกระเป๋ามาวางให้เสร็จแล้วผมก็นอนฟุบลงบนเตียงทันที

“ทำไมแม่ไม่จองห้องชุดล่ะครับ ผมจะได้มานอนด้วย”

“แพงไป แต่ถ้านิวจะมาค้างก็ได้นี่ลูก นี่มันห้องคอนเนคชั่น”

   ผมได้ยินเสียงคุณแม่กับพี่นิวพูดกัน แต่ไม่มีแรงจะลุกขึ้นมาคุยด้วย เตียงที่ผมนอนอยู่ยุบตัวลง

ผมคิดว่าคงเป็นพี่นิว แต่ไม่ใช่....เพราะผมได้ยินเสียงเขาดังมาจากที่ไกล

“พิมกลับไปแล้วก็แวะไปที่ห้องให้ทีนะ หยิบกระเป๋าเสื้อผ้ามาให้หน่อย นิวเตรียมไว้แล้ว

วางอยู่บนเตียงนั่นแหละ มาให้ทันตอนค่ำล่ะ แม่จะเลี้ยงข้าว”

ฝ่ามืออุ่น ๆ ลูบหัวผมเบา ๆ ตามด้วยเสียงรำพึงของคุณแม่ ซึ่งนั่งลงบนเตียงข้าง ๆ ผม

“แล้วจะสนุกอะไรล่ะนี่นูเอ๊ย...เมารถเสียขนาดนี้น่ะ”

ประตูปิดดังคลิก แล้วพี่นิวก็พูดเสริมกับคุณแม่ อย่างกับว่าผมไม่ได้อยู่ตรงนี้ด้วย

“ดีแล้วครับ ปล่อยให้หลับไปเลย เดี๋ยวเราจะได้แอบไปหาอะไรอร่อย ๆ กินกัน”

“ม่ายอาว....ห้ามทิ้งผมไว้คนเดียวนะ มันโหวงเหวงอะ”

     ผมงอแงทั้งที่ตายังหลับ เพราะพิษของอาการเมารถยังไม่จางหาย อยากจะหลับให้สนิทแต่ก็ทำไม่ได้

มันรู้สึกปั่นป่วน ในท้องไปหมด...สงสัยผมคงจะต้อง.....

   “อุ๊ย...”

   คุณแม่หลบแทบไม่ทันตอนที่ผมถลันลุกจากที่นอน หันหาทิศที่น่าจะเป็นห้องน้ำ ที่เห็นจากหางตา

ตอนเดินเข้าห้องมาทีแรก เข้าไปเจอโถชักโครก ผมก็โก่งคออาเจียน ไม่สนใจใคร ไม่สนว่าที่นี่จะเป็นที่ไหน

พี่นิวตามมาลูบหลังให้จนกระทั่งอาการดีขึ้น เพราะอะไรก็ตามที่กินเข้าไปตั้งแต่เช้ามันออกมาหมดแล้ว

      หลังจากนั้นผมก็หลับแบบหมดสติ ไม่รับรู้อะไรรอบตัวอีกเลย มารู้สึกตัวตอนได้ยินเสียงกึกเบา ๆ

ที่โต๊ะเล็กใกล้ ๆ หัวนอน แต่ยังเพลียเกินกว่าจะเผยอหนังตาขึ้นมองดู

     ผมเข้าใจว่าคงเป็นพี่นิว เพราะเสียงพูดที่แม้จะใกล้เคียงเสียงกระซิบ ผมก็จำได้ขึ้นใจ เสียงนุ่ม ๆ ทุ้ม ๆ

แล้วยิ่งอยู่ในห้องเวลานี้ ต้องเป็นพี่นิวอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ที่ผมสงสัยก็คือเสียงคู่สนทนาที่กระซิบตอบกัน...

เป็นใคร เสียงผู้หญิงที่ผมไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย

   “พิมกลับไปก่อน พรุ่งนี้เช้านิวไปรับที่หอแล้วกัน...หรือว่าจะกินข้าวด้วยกันก่อน”

   “ไม่ดีกว่า นิวอยู่เถอะ พิมเกรงใจเอาไว้คราวหน้านะ”

   “ก็ตามใจ เตรียมของไปค่ายให้ด้วยนะ สงสัยนิวจะไม่มีเวลากลับไปหอ จนกว่าแม่จะกลับอะ”

   “อืม...จะซื้ออะไรเพิ่มไหม”

   “ไม่อะ....ไปไม่กี่วัน แต่เอ้อ....ซื้อแปรงสีฟันให้ด้วย”

   “อืม....ยาสีฟันล่ะ”

   “ก็ด้วยสิ ถามทำไมเนี่ย ไปด้วยกันทุกที น่าจะรู้”

   เสียงหัวเราะประสานกันเบา ๆ บอกความสนิทสนมคุ้นเคย รวมทั้งเรื่องที่พูดคุยกัน ราวกับคนรู้จิตรู้ใจกันดี

   ผมควรจะรู้สึกยังไงดี?

   ในเมื่อผมไม่เคยได้ยินชื่อเพื่อนคนนี้ของพี่นิวเลย เขาไม่เคยพูดถึงชื่อพี่พิมให้ที่บ้านฟัง...

หรือว่าเขาเพิ่งจะรู้จักกันก่อนหน้าที่เราจะมาไม่นาน....แต่ไม่น่าจะเป็นไปได้ คนจะสนิทสนมกันได้ขนาดนี้ได้

มันต้องใช้เวลา   แล้วเพื่อนพี่นิวคนอื่น ๆ ที่ผมรู้จักหายไปไหน

คำพูดที่ว่า....ไปด้วยกันทุกที....ล่ะ มีความหมายลึกซึ้งไปถึงไหนหรือเปล่า

เสียงเปิดประตูแล้วปิด...คงจะออกไปกันแล้ว ผมนอนนิ่ง ๆ พักหนึ่งก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นนั่ง

เผื่อว่าถ้ามีใครยังอยู่ จะได้เข้าใจว่าผมเพิ่งจะตื่นนอน ไม่ใช่ทำเป็นนอนนิ่ง ๆ เพื่อจะแอบฟังเขาสนทนากัน....

แต่ก็ว่างเปล่า...ทั้งห้องมีผมเพียงคนเดียว เขาออกไปกันแล้วทั้งสองคน

ผมควรจะคิดมากไหม....กับสิ่งที่ได้ยิน...กับห้องที่ว่างเปล่าตอนนี้ ซึ่งเป็นเวลาที่พี่นิวน่าจะอยู่กับผม

 ตั้งแต่เราพบหน้ากันที่สนามบินจนนาทีนี้ ผมยังไม่ได้แม้แต่กอดเดียวจากคนที่อยู่ในหัวใจผมตลอดเวลา

สิ่งที่ผมคิดจะทำเมื่อพบหน้าพี่นิว ถูกวางแผนมาเสียดิบดีก่อนออกเดินทาง....

จริงอยู่...ที่ผมไม่อาจจะกระโดดกอดพี่นิวได้ทันทีที่เห็นหน้า ทำอย่างนั้นมันก็เอิกเกริกเกินไป

แต่ทันทีที่ถึงห้องพัก ในที่ ๆเป็นส่วนตัวของเรา ผมน่าจะทำได้ แต่เป็นเพราะอาการเมาเครื่องบินของผม

ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่คิดไว้ล้มไปไม่เป็นท่า ไหนจะมีบุคคลที่ 3 ที่โผล่มาอย่างไม่คาดฝันอีก

แต่...นี่ไง....ณ เวลานี้ ผมอยู่ตรงนี้แล้ว....สบายดีแล้ว ทำไมอ้อมกอดของผมจึงยังว่างเปล่า

มิหนำซ้ำ ในหัวใจของผมมันยังห่อเหี่ยว โหวงเหวงพิกล เหมือนสิ่งที่เคยเติมเต็มมันได้มลายหายสูญไปหมดแล้ว

ประตูห้องถูกเปิดออกจากด้านนอก ผมรู้ว่าเป็นพี่นิวแน่ ๆ ไม่ต้องเหลียวไปดูก็รู้ว่าใช่

พี่นิวเดินยิ้มกริ่มตรงเข้ามาหาผม อ้อมแขนอ้าออกกว้างรอให้ผมเข้าไปซบ

นี่สินะ...ที่ผมรอคอย....หรือว่าผมจะหวาดระแวงอะไรไปเกินกว่าเหตุ?


 
     พี่นิวพาคุณแม่กับผมเดินชอปปิ้งได้สองวัน ก็ถึงเวลาที่เขาต้องไปออกค่าย

วันสุดท้ายที่อยู่กรุงเทพ เพื่อน ๆ ที่เคยไปค้างที่บ้านเราก็มาร่วมโต๊ะอาหารค่ำกับคุณแม่ที่โรงแรม

ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกัน
 
    พี่เนย์ทักผมอย่างเป็นกันเองเหมือนเคย แต่สนิทสนมมากขึ้น พี่หน่องคนที่เรียบร้อยที่สุดก็ยังคุยกับผม

คงมีแต่พี่หนึ่งที่ไม่ค่อยพูดเหมือนเดิม แต่ก็ส่งยิ้มอยู่ห่าง ๆ อย่างมีไมตรีมาให้

ส่วนพี่พิมที่ผมเพิ่งจะได้รู้จักก็พยายามพูดคุย ทักถามผมถึงเรื่องต่าง ๆ รวมทั้งเรื่องเรียน

เห็นได้ชัดว่าต้องการทำความรู้จักมากเกินกว่าที่เพื่อนคนหนึ่งพึงจะแสดงต่อญาติของเพื่อน

อย่างที่พี่เนย์ พี่หน่องและพี่หนึ่งเคยทำมา  ยิ่งไปกว่านั้น ผมยังสังเกตกิริยาอาการที่พี่พิมแสดงต่อพี่นิวได้อย่างชัดเจน

เพราะผมนั่งอยู่ด้านซ้ายมือของคุณแม่ ในขณะที่พี่นิวนั่งทางขวามือและมีพี่พิมประกบอยู่ไม่ห่าง

ยิ่งดู ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าเขาสองคนสนิทสนมกันมากเป็นพิเศษ แต่ผมก็บอกตัวเองไม่ได้ว่า พิเศษแบบคนรักหรือเปล่า 

รู้แค่ว่ามันต่างจากพี่เนย์ พี่หน่อง พี่หนึ่ง แต่ก็ไม่เหมือนกับตอนที่พี่นิวคบกับมุก

อาจจะเป็นเพราะโลกทรรศน์ของผมในเรื่องความรัก มันผิดแผกแตกต่างไปจากสามัญ

ก็เลยทำให้ผมไม่สามารถแยกแยะสายตาที่ชายหญิงแสดงต่อกันได้ว่า มันเป็นความสัมพันธ์สถานใด

หรือไม่เช่นนั้น ก็อาจจะเป็นเพราะใจผมไม่กล้ายอมรับว่า ในสายตาพี่นิวเริ่มมีใครคนอื่นเข้ามาแทนที่ผมไปแล้ว

ผมพยายามที่จะทำให้อาหารมื้อค่ำอร่อยตามที่มันควรจะเป็น เพราะใคร ๆ บนโต๊ะก็บอกว่าอร่อยทุกจาน

ผมมองว่ามันก็อาหารไทยธรรมดา อาจจะมีการตกแต่งให้ดูสวยงาม น่ากิน มากกว่าโต๊ะกินข้าวระดับชาวบ้านค่อนข้างมาก

แต่รสชาติที่แตะปลายลิ้น ผมไม่กล้ายืนยัน เพราะสำหรับผมแม้แต่บรรยากาศก็ยังกร่อย แล้วอาหารมันจะอร่อยไปได้อย่างไร


     พี่ผู้ชายสามคนที่ผมรู้จักพากันอำลาคุณแม่เพื่อจะกลับที่พัก โดยพี่เนย์เป็นคนขับรถส่วนตัวไปส่งทุก ๆคน

รวมทั้งพี่พิมด้วย ตอนนั้นคุณแม่ขอตัวขึ้นไปพักผ่อนก่อนแล้ว แต่พี่นิวยังคงยืนคุยกับพี่พิมไม่จบสักที

พี่เนย์จึงออกอาการไม่ค่อยสบอารมณ์เมื่อต้องยืนแกร่วคอยอย่างไม่มีจุดหมาย

ผมนั่งรออยู่ที่ล็อบบี้ ในขณะที่พี่เนย์ออกไปยืนรอแทบจะหน้าประตูทางเข้าเป็นการเร่งอยู่ในที

จากที่ผมนั่งอยู่ ผมเห็นพี่เนย์ทำท่าทางประกอบอาการอ้าปากพะงาบ ๆ ส่งมาให้พี่นิว

แต่ผมไม่เห็นว่าพี่นิวทำยังไงตอบไป เพราะเห็นแค่แผ่นหลังกว้างของเขาเท่านั้น

ส่วนพี่พิมคงจะไม่รู้ว่าสองคนนั้นส่งสัญญาณอะไรกัน ก็เลยคุยเอา ๆ แต่ที่ผมไม่เข้าใจก็คือ

พี่นิวไม่ได้มีอาการเร่งร้อนที่จะแยกจากพี่พิมเลย ผมดูจากท่าทางขัดอกขัดใจของพี่เนย์ที่แสดงออกมาก็พอรู้

....กว่าสองคนนั้นจะผละจากกันได้ ความอดทนของผมก็แทบจะสิ้นสุดลงไปด้วย

ผมเก็บความรู้สึกปั่นป่วน ความหวั่นไหว ไม่มั่นใจ และสุดท้ายคือความน้อยเนื้อต่ำใจไว้ใต้ใบหน้าที่นิ่งเฉยอย่างมิดชิด

ผมไม่กล้าเปิดเผยความรู้สึกเหล่านั้นออกมาเพราะไม่แน่ใจในสิ่งเห็น

 แต่ในขณะเดียวกันผมก็อยากจะแสดงมันออกมาให้พี่นิวได้รู้ว่าเขาทำอย่างนั้นมันไม่ยุติธรรมสำหรับผม

สี่ห้าเดือนที่เราห่างไกลกัน  ไม่มีเวลาไหนที่ผมจะไม่คิดถึงเขา

เพียงแต่ความคิดถึงนั้น ไม่ได้สร้างความกระวนกระวายใจให้ เพราะผมรู้ว่า ความห่างไกลนี้มันไม่ได้คงอยู่ตลอดไป

เดี๋ยวเราก็จะได้พบกัน ได้อยู่ร่วมกันเหมือนทุกช่วงเวลาที่ผ่านมา

ดังนั้นในความคิดถึงมันจึงเจือด้วยความหวัง ในความห่วงหาอาลัยอาวรณ์มันก็ยังกำซาบความสุขไว้ทุกอณู

แต่เมื่อเวลาที่ผมควรจะได้เก็บเกี่ยวความสุขระหว่างเรามาถึง กลับมีบางความรู้สึกที่ระบุไม่ได้

มาคั่นกลางทำให้ผมต้องหวาดระแวงอย่างไม่พอที่ ห้าเดือนที่ต้องห่างกัน

ผมขอแค่สามสี่วันที่จะได้ชื่นชมสมใจกับคนที่ผมรัก ทำไมมันถึงได้ยากเย็นนัก

...นี่ล่ะ ที่ผมบอกว่ามันไม่ยุติธรรมสำหรับผม

แล้วก็มาถึงเวลาที่เขาสองคนคุยจบ ผมเห็นแล้วก็เลยลุกขึ้นเดินล่วงหน้ามากดลิฟท์รอ

และในทันทีที่เข้าไปในลิฟท์ พี่นิวก็คว้ามือผมไปบีบไว้แน่น จนผมต้องบอกว่าเจ็บเพราะแหวนมันกดเบียดนิ้วผม

พี่นิวถึงคลายมือออกแล้วยกมือข้างนั้นของผมขึ้นมาจูบ ออกจากลิฟท์ผมก็โดนจูงจนแทบจะเป็นลากให้เดินเร็ว ๆ

จนถึงห้อง พี่นิวก็ผลักประตูอย่างแรงอย่างผิดวิสัย จากนั้นก็เดินไปสำรวจล็อกที่ประตูเชื่อมต่อกับห้องคุณแม่

ผมได้แต่ยืนหน้าเหวออยู่หน้าประตู และมองอย่างงง ๆ กับพายุหมุนที่ก่อตัวอย่างกระทันหัน

จากที่เมื่อกี้เป็นเพียงสายลมอ่อนเอื่อยที่เกียจคร้าน

“จะยืนอยู่ตรงนั้นทั้งคืนหรือไง”

ฟังเขาพูดสิครับ....ผมนะที่นั่งรอเขาจนแทบทนไม่ไหว

ตอนนี้เกิดจะมาเร่งอะไรกันนักหนา...ผมเดินไปถอดรองเท้า แล้วเตรียมตัวอาบน้ำก่อนเข้านอน

แต่ชายเสื้อยังรูดไม่ทันพ้นออกจากหัว ผมก็ถูกกอดจากข้างหลัง แถมยังมองอะไรไม่เห็นเพราะเสื้อมันปิดหน้าปิดตาอยู่

“จะอาบน้ำเหรอ”

พี่นิวกระซิบที่ข้างหู (ก็ไม่รู้จะกระซิบทำไมในเมื่อมีแค่เราสองคนในห้องนี้)

“ครับ”

“อาบด้วยกันนะ”

ผมรูดเสื้อออกทางหัวเสร็จแล้วหันมามองหน้าเขาอย่างอึ้ง ๆ....อารมณ์ไหนของเขาเนี่ย

ถ้าผมไม่ฟั่นเฟือนผมจำได้ว่า ตั้งแต่ลงจากเครื่องมาจนถึงเวลานี้

พี่นิวไม่มีลางบอกเหตุล่วงหน้ามาก่อนเลยว่า เขาอยากจะมีอะไรกับผม

จนผมปลงได้แล้วว่าเขาจะเอายังไงผมก็เอาอย่างนั้น...

มันคงไม่จำเป็นที่ทุกครั้งที่เราพบหน้ากันจะต้องมีฉากบนเตียงอยู่ร่ำไป

ผมถูกลากเข้าห้องน้ำไปจนได้ ทั้งที่ยังไม่ถอดกางเกง....อะไรจะใจร้อนขนาดนั้น

แล้วมันก็เป็นไปตามที่ผมคิดครับ....ว่าครั้งนี้ไม่มีฉากบนเตียง

แต่มีฉากในอ่างอาบน้ำแทน.....อิอิ



เราแทบจะไม่ได้นอนกันเลยตลอดคืน หลังจากที่ได้ตักตวงความสุขที่ห่างหายมานานหลายเดือน

ผมก็แกล้งแหย่พี่นิวตอนที่เรานอนกลิ้งเกลือกกันบนที่นอนว่า

“จะไปออกค่ายกับเขาไหวเหรอครับ เรี่ยวแรงโดนผมสูบหมดแล้วเนี่ย”

“จะมีอะไร ขึ้นรถก็นอน ไปถึงนู่นก็พักก่อนสักครึ่งวัน เป็นพี่เขาแล้วก็ใช้น้องเอาสิ ใครเขาทำเองกันเล่า”

พี่นิวเอามือที่นอนหนุนมาลูบหัวผม

“โหย...มีรุ่นพี่เอาเปรียบแบบนี้นี่เล่า รุ่นน้องบางคนถึงได้แข็งข้อ ไม่เคารพรุ่นพี่อะ”

“ไอ้ที่ให้น้องทำน่ะ มันงานทั่วไป ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร แต่พวกพี่นี่สิ ต้องดูแลน้อง ๆ ทั้งกลุ่ม

ไหนจะต้องรับผิดชอบโครงการอีก งานเล็กที่ไหน เนี่ย...เขาเรียกว่าตรียมเป็นผู้บริหารรู้ไหม”

“คร้าบ....ท่านผู้บริหาร ฝึก ๆ ไว้เหอะ ผมจะได้พึ่งใบบุญในวันข้างหน้ามั่ง”

ผมชอบล้อเขาเรื่องที่เขาจะได้เป็นผู้บริหารกิจการต่อจากคุณพ่อ ซึ่งเป็นพี่ชายคนโตของตระกูล

แต่พี่นิวมักจะออกตัวว่า ยังมีคุณลุงคุณอาอีกสามคนที่มีอาวุโสกว่า ซึ่งในความเป็นจริง

เราต่างคนก็รู้ดีว่าอนาคตยังมาไม่ถึง ถึงแม้ว่าญาติฝ่ายคุณพ่อจะเคยเปรยถึงเรื่องการบริหารในรุ่นลูกหลานอยู่บ้าง

เราก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก อย่างน้อยคุณพ่อกับพี่ ๆน้อง ๆ ก็ยังทำงานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แถมยังมีคุณปู่ คุณย่า รุ่นที่เคยก่อตั้งกิจการคอยดูแลอยู่ห่าง ๆ แม้ว่าจะวางมือจากการทำงานอย่างสิ้นเชิง

แต่โดยที่เป็นญาติผู้ใหญ่ ไม่ว่าเรื่องอะไรที่เป็นเรื่องสำคัญของครอบครัว

ท่านทั้งหลายเหล่านั้นก็แทบจะเรียกได้ว่ายัง “สงวนสิทธิ์” ในการตัดสินใจเสมอมา

(และเสมอไปตราบเท่าที่ท่านทั้งหลายยังมีลมหายใจอยู่)

เราลาจากกันอย่างอิ่มสุข โดยแยกย้ายกันที่โรงแรมนั่นเอง เพราะพี่นิวต้องไปขึ้นรถที่มหาวิทยาลัยตามนัดแต่เช้าตรู่

ถึงแม้ระยะเวลาของการได้อยู่ร่วมกันจะแสนสั้น แต่ผมก็พอใจเพียงเท่านั้น ก็ดีกว่าที่จะไม่ได้พบหน้ากันเลย

มาย้อนคิดดูอีกที ผมต้องขอบคุณคุณแม่ที่มอบโอกาสนี้ให้กับผมเพราะผมรู้ดีว่า

คุณแม่ไม่ใช่นักชอปปิ้ง ข้าวของเครื่องใช้ที่เดินซื้อด้วยกันส่วนใหญ่ก็มีแต่ของผม กับของฝากคนโน้นคนนี้

โดยเฉพาะของคุณพ่อจะมากเป็นพิเศษ ส่วนตัวคุณแม่เอง ได้ของกระจุกกระจิกจำพวกเครื่องหอม

ทั้งเทียนหอม กำยาน และน้ำหอมอโรมาฯ สารพัดกลิ่น (ซื้อมาทำไมเยอะแยะก็ไม่รู้ครับ

แต่ผมก็ซึมซับนิสัยชอบเครื่องหอมมาจากคุณแม่ 555)

คุณแม่จะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ถ้าผมลองพูดในทีขอบคุณที่คุณแม่ทำเพื่อผม

“แม่ก็คิดถึงลูกชายแม่เหมือนกันนี่นา”

ดูเถอะครับ....คุณแม่พี่นิวช่างน่ารักจริง ๆ









เห็นท่าจะไม่ไหว ง่วงจริง ๆครับ ไว้มาต่อพรุ่งนี้บ่าย ๆ (ถ้ามีเวลา)

พรุ่งนี้ผมไ่ม่กลับบ้านนนนนนนนนนนน

ถ้าหาเครื่องคอมฯ เล่นได้ ผมจะโพสท์ต่อนะครับ

ขอบคุณทุก ๆ คนที่มาติดตามครับ ผมเริ่มจะจำชื่อได้แล้ว

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด