35
ตอนที่ 2 : สี่เสาหลัก และ ชนวนระเบิดเวลา
ครืดดดดดดดด
เสียงล้อเครื่องบินส่วนตัวสีดำสนิทบดเบียดกับรันเวย์ ก่อนจะจอดสนิทลง ณ โรงจอดเครื่องบินส่วนบุคคลของสนามบินนานาชาติขอนแก่น ทันทีที่บันไดเครื่องบินถูกกางออก บอดี้การ์ดในชุดโปโลสีดำนับสิบนายก็กรูกันลงมาตรึงกำลังรอบพื้นที่อย่างรวดเร็วและเป็นระเบียบ เมื่อมั่นใจว่าทุกอย่างปลอดภัย ร่างสูงโปร่งของผมในชุดสูทลำลองจึงได้ก้าวลงมาเหยียบผืนดินอีสาน ภายในโรงจอดมีรถ SUV สีดำติดฟิล์มมืดสนิทหลายคันจอดติดเครื่องรออยู่
“คุณกานต์ คุณปุณณ์ เชิญที่รถคันที่สามครับ” หัวหน้าชุดรักษาความปลอดภัยผายมือเชื้อเชิญอย่างสุภาพ ผมพยักหน้ารับรู้
ภายใต้กรอบแว่นกันแดดสีดำ ผมกวาดสายตาประเมินสถานการณ์อย่างเงียบเชียบ เด็กอนุบาลยังดูออกว่าการคุ้มกันระดับนี้ ไม่ได้มีไว้เพื่อ ‘ดูแลความปลอดภัย’ เท่านั้น แต่มีไว้เพื่อ ‘คุมขัง’ ไม่ให้ผมหนี และเพื่อ ‘ป้องปราม’ ไม่ให้เจ้าถิ่นคิดจะแย่งชิงตัวผมไปได้ง่าย ๆ
เป้าหมายแรกของการเดินทางครั้งนี้คือ ‘ปฐพีไพศาล’ หนึ่งในสี่เสาหลัก ผู้ทรงอิทธิพลแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่กุมบังเหียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โรงงานอุตสาหกรรม และเส้นทางการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน
“คุณคินรออยู่ที่คาสิโนครับ” ปุณณ์กระซิบแจ้งเตือน
“อืม” ผมตอบรับสั้น ๆ ทอดสายตามองทิวทัศน์นอกหน้าต่างที่ค่อย ๆ เปลี่ยนจากทุ่งนาแห้งแล้ง เป็นนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยปล่องควันและแสงไฟ ... จะมีฉากบังหน้าไหนดีไปกว่าการเปลี่ยนพื้นที่รกร้างให้กลายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ แล้วสอดไส้ ‘บ่อนคาสิโน’ เข้าไปเป็นหัวใจสำคัญ
ณ ห้องรับรอง VIP ชั้นบนสุดของคาสิโน
เป็นเวลาเกือบชั่วโมงที่ผมนั่งรอการมาถึงของเจ้าบ้าน ในบรรดาทายาทรุ่นใหม่ของสี่เสาหลัก ‘คิน’ หรือ ‘ภาคิน ปฐพีไพศาล’ คือตัวเต็งอันดับหนึ่งที่อาหมายตาไว้ ด้วยภาพลักษณ์ภายนอกที่ดูสุขุม เป็นผู้ใหญ่ และมีความเป็นนักธุรกิจเต็มตัว แต่เบื้องหลังกลับเลื่องลือเรื่องความโหดเหี้ยมและพร้อมจะแทงข้างหลังทุกคนเพื่อผลประโยชน์
แกร๊ก
ประตูบานหนาถูกเปิดออก คินเดินเข้ามาด้วยท่าทีสง่าผ่าเผยในชุดสูทสั่งตัดเข้ารูป ผมสีดำสนิทถูกเซตเปิดหน้าผากเผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่เรียบเฉยไร้อารมณ์ ผมลุกขึ้นเตรียมจะทักทายตามมารยาท
ปึก!!!
ยังไม่ทันสิ้นคำ กำปั้นหนัก ๆ ก็เสยเข้าที่ลิ้นปี่ของผมเต็มแรง
“อั๊ก!!!” ความจุกแล่นปราดจนผมทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ตัวงอเป็นกุ้ง ลมหายใจขาดห้วงไปชั่วขณะ บรรยากาศในห้องตึงเครียดขึ้นทันที
“คุณคิน!!!” ปุณณ์ถลาเข้ามาประคองผมไว้ด้วยความตกใจ
“มึงอย่าเสือก ...”
พลั่ก!!!
คินใช้เท้าเขี่ยปุณณ์จนกระเด็นกลิ้งไปอีกทาง ก่อนจะย่อตัวลงมาใช้มือบีบคาง บังคับให้ผมเงยหน้าขึ้นสบตา
“... ไม่เคยคิดซินะ ว่าตัวเองจะตกต่ำได้ถึงขนาดนี้ ...” น้ำเสียงของเขาเย้ยหยันบาดลึกไปถึงกระดูกดำ
“... ศักดิ์ศรีที่เคยค้ำคอหายไปไหนหมด สายตาเย่อหยิ่งที่เคยใช้มองคนอื่นล่ะ ... หายไปไหนแล้ว”
ถุย!!!
ผมรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย ถ่มน้ำลายใส่หน้าหล่อ ๆ ของคิน คนตรงหน้าหลับตาลงนิ่ง ๆ มือหนาปาดคราบน้ำลายออกจากแก้มช้า ๆ
เพี๊ยะ!!! ฝ่ามือหนักตบเข้าที่ใบหน้าผมจนหน้าหัน เลือดกลบปาก เค็มปร่าไปทั่วลิ้น
“คุณคิน!!! หยุดเถอะครับ! ถ้านายท่านรู้จะเป็นเรื่องใหญ่นะครับ” ปุณณ์ตะโกนห้ามเสียงหลง
“มึงก็รู้ ...” คินไม่สนใจคำเตือนปุณณ์ จ้องหน้าผมเขม็ง
“... ว่าคุณค่าของมึงอยู่แค่เป็นหรือตาย จะครบสามสิบสองหรือแขนขาดไปสักข้าง ... มึงก็ยังมีค่าเท่าเดิม คือเป็นแค่ ‘เครื่องประดับ’ ”
ผมแสยะยิ้ม ทั้งที่มุมปากแตกยับ
“คุณคงกลัวมากสินะ ว่าจะทำเราหลุดมือไป ...” ผมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาอำมหิตคู่นั้น
“... คนอย่างคุณ นอกจากความเลวแล้ว ก็ไม่มีอะไรดีพอจะสู้คนอื่นได้เลย” คินขบกรามแน่น ก้มลงมากระซิบข้างหูผมด้วยน้ำเสียงหื่นกระหาย
“ปากดีไปเถอะ ... เอาไว้กูได้มึงมาเป็นเมียเมื่อไหร่ ...”
“... กูก็อยากรู้เหมือนกันว่าหน้าสวย ๆ ของมึง จะยังปากดีได้อยู่ไหมตอนโดนกูเอา” เขาปล่อยมือจากคางผมอย่างแรง จนผมหน้าสะบัดไปอีกทาง ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วเดินหันหลังให้
“คุณคิดถูกแล้วที่รู้สึกกลัว ...” ผมพูดขึ้นไล่หลังเขา
“... ถ้าไม่ใช่เพราะไอเดียของเรา คุณก็คงไม่มีปัญญาคิดเอาคาสิโนมาซ่อนไว้ในนิคมฯ ได้เนียนขนาดนี้หรอก” เท้าที่กำลังจะก้าวพ้นประตูชะงักกึกไปชั่วครู่ คินไม่หันกลับมามอง แต่ไหล่ที่เกร็งขึ้นบ่งบอกว่าคำพูดของผมแทงใจดำเขาเข้าอย่างจัง ก่อนจะเดินจากไปทิ้งไว้เพียงความเงียบและความเจ็บแสบในโพรงปาก
หลังจากการต้อนรับอันอบอุ่นที่อีสาน ผมก็ถูกพาเดินทางต่อขึ้นเหนือไปสัมผัสลมหนาวที่เชียงราย เพื่อพบกับวาโย เสาหลักต้นที่สองแห่งตระกูลเวหาภิรมย์
วาโยคือขั้วตรงข้ามกับคินอย่างสิ้นเชิง ชายหนุ่มวัยสามสิบกลาง ๆ ดีกรีปริญญาเอกจากต่างประเทศถึงสองใบ เขาคือผู้ควบคุมดูแลอาณาจักรข่าวกรอง ยาเสพติด อาชญากรรมไซเบอร์ และเครือข่ายแฮกเกอร์ระดับประเทศ วาโยคือมันสมองขององค์กร คือคนที่รู้ความลับทุกอย่างของทุกคน
“ยินดีต้อนรับครับน้องกานต์...”
วาโยต้อนรับผมด้วยรอยยิ้มอบอุ่นในห้องกระจกใสที่มองเห็นไร่ชาสุดลูกหูลูกตา เขาเลื่อนถ้วยชากุหลาบราคาแพงที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นมาให้ผมตรงหน้า
“...อากาศเชียงรายเย็นนะครับ ชาอุ่น ๆ น่าจะช่วยไม่ให้รอยช้ำตามตัวปวดมากไปกว่านี้”
มือที่กำลังจะเอื้อมไปแตะหูแก้วชาของผมชะงักกึกทันที ผมตวัดสายตาขึ้นมองใบหน้าเปื้อนยิ้มของชายตรงหน้า
“พี่วาโย... หูตาไวเหมือนเดิมเลยนะครับ” ผมพยายามคุมเสียงให้นิ่งที่สุด
“ขอบคุณครับน้องกานต์ มันเป็นหน้าที่ของพี่ที่ต้องใส่ใจรายละเอียด”
เขาไม่ได้แสดงท่าทีอยากได้ตัวผมจนตัวสั่นเหมือนคิน ออกจะไม่สนใจเกมการเมืองแย่งชิงอำนาจด้วยซ้ำ ซึ่งผมไม่แปลกใจเลย เพราะคนฉลาดอย่างวาโยย่อมรู้ดีว่าการนั่งบนภูดูเสือกัดกัน คือจุดที่ปลอดภัยและได้ผลประโยชน์สูงสุด
สังเกตจากระบบ Server ใหม่ล่าสุดที่เขากำลังติดตั้ง ก็รู้แล้วว่างบประมาณมหาศาลที่ไหลเข้ามาในช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจนี้ ... เข้ากระเป๋าใคร
จากเหนือล่องลงสู่แดนใต้ กลิ่นไอเค็มของทะเลอันดามันแตะจมูกทันทีที่ถึงภูเก็ต เสาหลักต้นที่สาม ‘ธีรานันท์ ชลธีรัตน์’ หรือ ‘นายหัวคราม’ เจ้าพ่อเมืองท่าผู้คุมเส้นทางเดินเรือและอาณาจักรการเงินสีเทาผ่านบัญชี Offshore และกระดานคริปโต
ครามเป็นคนเจ้าเสน่ห์ พูดจาไพเราะ และยิ้มเก่ง เขาไม่ได้พาผมไปที่ห้องเชือดหรือบ่อนคาสิโน แต่กลับพาผมมาพักที่พูลวิลล่าสุดหรูริมหน้าผาที่มองเห็นทะเลอันดามันกว้างไกลสุดสายตา ที่น่าประหลาดใจคือ... ไม่มีบอดี้การ์ดชุดดำยืนเฝ้าหน้าประตูห้องผมแม้แต่คนเดียว
“พี่เตรียมวิลล่าหลังนี้ไว้ให้น้องกานต์โดยเฉพาะเลยนะครับ อยากได้อะไรบอกคนของพี่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง” ครามเดินนำผมออกมาที่ระเบียงกว้าง รับลมทะเลที่พัดมาปะทะใบหน้า
“พี่ไม่กลัวผมหนีเหรอครับ... ปล่อยให้ผมอยู่แบบไม่มีการ์ดเฝ้าหน้าประตูสักคนแบบนี้” ผมถามหยั่งเชิง
ครามหัวเราะร่วน เขาเดินไปเท้าแขนกับราวระเบียง แล้วชี้มือลงไปที่ท่าเรือส่วนตัวด้านล่าง ซึ่งมีสปีดโบ๊ทลำหรูจอดเทียบท่าอยู่
“น้องกานต์ครับ...” ครามปรายตามองผมด้วยรอยยิ้มหวานละมุน
“...ถ้าอึดอัดหรือเบื่อเกมแย่งชิงอำนาจพวกนี้แล้ว เรือลำนั้นเติมน้ำมันไว้เต็มถัง กุญแจเสียบคาไว้ น้องกานต์เดินลงไปสตาร์ทแล้วขับออกสู่ทะเลเปิดได้เลย พี่จะไม่ส่งคนตามแม้แต่คนเดียว”
ผมมองตามนิ้วของเขาไปที่เรือลำนั้น หัวใจกระตุกวูบกับข้อเสนอที่หอมหวาน... แต่อิสรภาพที่ได้มาง่ายขนาดนี้ มันมีอยู่จริงหรือ?
"พี่คิดว่าผมจะเชื่อประโยคหลอกเด็กของพี่เหรอครับ"
"ฮ่า ๆ ๆ ถึงจะเป็นคำตอบที่ถูกต้อง แต่ก็น่าเสียดายนะครับ พี่อุตส่าห์หวังว่าน้องกานต์จะลองดู ... งั้นพี่ไม่กวนแล้ว พักผ่อนให้สบาย แล้วเราค่อยคุยธุระกัน ถือซะว่ามาพักผ่อนละกัน..."
“... ระหว่างนี้น้องกานต์อยากได้อะไรบอกพี่นะครับ ... ทะเลที่นี่สวย แต่มันก็ลึกและอันตรายเหมือนกัน” คำพูดของเขาแฝงนัยยะเสมอ ครามไม่สนใจเรื่องนอกบ้าน ตราบใดที่เรือสินค้าของเขายังเข้าออกได้สะดวก และตัวเลขในบัญชียังเป็นสีเขียว
ใครจะนั่งบนบัลลังก์ ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะใส่ใจ แต่ถ้าใครกล้ามาแตะต้องผลประโยชน์ของเขา ... รอยยิ้มหวานละมุนนั่นจะเปลี่ยนเป็นใบมีดอาบยาพิษทันที
แล้วก็มาถึงสถานที่สุดท้าย ... ตระกูลที่เปรียบเสมือน ‘กำปั้นเหล็ก’ ขององค์กร ‘ศิรินฤเบศร์’ ตระกูลลูกชังที่ถูกกดไว้ให้อยู่ในเงามาตลอด แต่กลับเป็นขุมกำลังหลักที่ขาดไม่ได้ เพราะพวกเขาคือผู้ควบคุมกองกำลังติดอาวุธ คลังแสง และหน่วยลอบสังหาร ไม่ว่าจะยุคไหน สมัยไหน ... ‘เพลิง คีรินทร์ ศิรินฤเบศร์’ ก็มักจะถูกวางตัวไว้ใกล้สายตาของนายใหญ่เสมอ ในฐานะ ‘ดาบ’ ที่คมที่สุด
“จำเป็นด้วยเหรอครับ” ผมถามเสียงเรียบ ขณะจ้องมองผ้าปิดตาสีดำที่เจ้าหน้าที่ยื่นมาให้
“เป็นกฎของที่นี่ครับ เพื่อความปลอดภัยครับ” ชายชุดดำตอบเสียงแข็ง ผมถอนหายใจ พยักหน้ายอมให้คาดตาแต่โดยดี
ฐานบัญชาการของศิรินฤเบศร์ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาหินปูนจังหวัดลพบุรี ลึกเข้าไปจากถนนหลักหลายสิบกิโลเมตร เพื่อให้เสียงปืนซ้อมรบกลมกลืนไปกับเสียงระเบิดหิน รถ SUV จอดสนิทหน้าโกดังขนาดมหึมาที่ถูกดัดแปลงเป็นสนามฝึกซ้อม
ผมถูกพาให้เดินลัดเลาะไปตามทางเดินซับซ้อน เสียงฝีเท้าดังก้องสะท้อนผนังปูนเปลือย จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูบานหนึ่ง
“เชิญครับ ... คุณเพลิงรออยู่ข้างใน” เสียงปลดล็อคประตูดังขึ้น พร้อมกับผ้าปิดตาที่ถูกดึงออก
ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!!
เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวทันทีที่ประตูปิดลง กลิ่นดินปืนลอยคลุ้งเตะจมูก ภาพตรงหน้าคือสนามซ้อมยิงปืนในร่มขนาดใหญ่ ที่ตอนนี้มีผู้ใช้งานเพียงคนเดียว ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ผิวสีน้ำผึ้งเข้มจากการตากแดดตากลม อยู่ในชุดเสื้อยืดสีดำพอดีตัวที่เผยให้เห็นมัดกล้ามและรอยสักรูปพยัคฆ์เหยียบเมฆที่ต้นแขนขวา เขายืนหันหลังให้ผม บรรจงเหนี่ยวไกใส่เป้ากระดาษที่อยู่ไกลออกไปอย่างใจเย็น
ปัง!!!
นัดสุดท้ายเจาะเข้ากลางหัวใจของเป้าหมาย
ป้ายดิจิทัลบอกคะแนนกระพริบโชว์ตัวเลข 97/100
เขาลดปืนลง ปลดแม็กกาซีนที่ว่างเปล่าออกแล้วบรรจุอันใหม่เข้าไปอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะหันกลับมา ... ดวงตาสีน้ำผึ้งคมกริบจ้องมองมาที่ผม
วินาทีที่สายตาเราประสานกัน ผมก้าวเข้าไปหาเขาอย่างรวดเร็ว ง้างมือขึ้นจนสุดแขน แล้วฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าคมเข้มนั้นเต็มแรง
เพี๊ยะ!!!
เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่นก้องสนามฝึก ใบหน้าของเพลิงสะบัดไปตามแรงตบ ปุณณ์ที่ยืนอยู่ด้านหลังชะงักแข็ง ราวกับลืมไปแล้วว่าต้องหายใจเพราะไม่เคยมีใครกล้าทำแบบนี้กับ ‘มัจจุราชแห่งศิรินฤเบศร์’ มาก่อน
เพลิงนิ่งไปชั่วอึดใจ ... ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มที่เริ่มแดงเป็นรอยนิ้วมือจนเห็นได้ชัด เขาค่อย ๆ หันหน้ากลับมามองผมช้า ๆ ก่อนจะ ยกปากกระบอกปืนขึ้นเล็งแสกกลางหน้าผากผมอย่างแม่นยำ ระยะห่างแค่นี้ ต่อให้ไม่ใช่เพลิง ผมก็ไม่มีทางรอด
บรรยากาศกดดันจนปุณณ์ที่ยืนอยู่ข้างหลังตัวเกร็งไปหมด แต่ผมกลับรู้สึกสงบอย่างประหลาด ผมขยับตัวเล็กน้อยจนปลายกระบอกปืนแทบจะสัมผัสหน้าผาก
“ถ้าคุณจะฆ่าเรา วันนี้เราคงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้หรอก ...” มือเรียวของผมยกขึ้นจับที่ลำกล้องปืนร้อน ๆ แล้วค่อย ๆ ดันมันลงต่ำ
“... อีกอย่าง คุณไม่คิดว่าระเบิดแสงวันนั้นมันแรงไปหน่อยเหรอ ...” ผมเลิกคิ้วมองเขา
“... เล่นเอาเราหูอื้อ ตาพร่าไปเป็นอาทิตย์เลยนะ” เพลิงยอมลดปืนลง ปล่อยให้ผมดึงกระบอกบืนไปจากมือได้ง่าย ๆ
“ใครสอนให้คุณเยิงปืนทะเล่อทะล่าใส่ประตูแบบนั้น” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถาม
“หึ ...” ผมแค่นหัวเราะ ยกปืนขึ้นเล็งไปที่เป้ากระดาษแทน
“... ก็คุณไง”
ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!!
ผมรัวกระสุนที่เหลือจนหมดแม็กกาซีนด้วยความคับแค้นใจ เมื่อเสียงปืนเงียบลง ผมหันไปมองป้ายคะแนน 46/100
เพลิงมองคะแนนแล้วแสยะยิ้มมุมปาก
“อย่าไปบอกใครเชียวนะ ว่าผมเป็นคนสอนคุณยิงปืน”
เสียงแก้วคริสตัลชนกันดังกริ๊งเบา ๆ เคล้าไปกับเสียงหัวเราะและบทสนทนาที่ดังก้องอยู่ภายใต้เพดานสูงของห้องบอลรูมโรงแรมหรูใจกลางกรุงเทพฯ แชนเดอเลียร์แก้วเจียระไนระย้าส่องแสงนวลตาสะท้อนกับเครื่องเพชรและนาฬิกาเรือนหรูของผู้ร่วมงาน โต๊ะยาวรูปตัวยู ถูกจับจองด้วยบุคคลระดับแนวหน้าขององค์กร
บรรยากาศดูอบอุ่นและเป็นกันเอง ... แต่สำหรับผม มันคือบรรยากาศของงานอัปมงคลของตัวเอง โดยมีพวกเขาเป็นแร้งที่มารอรุมทึ้ง ผมนั่งตัวตรงในชุดสูทกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้ม ขับผิวให้ดูขาวซีดยิ่งกว่าเดิม ดวงตาทอดมองเงาสะท้อนของตัวเองบนแก้วไวน์ ชีวิตของผมตอนนี้คงมีค่าไม่ต่างจาก ‘เครื่องประดับ’ ราคาแพงบนโต๊ะอาหาร ที่มีไว้เพื่อโชว์บารมีของเจ้าภาพเท่านั้น
ที่มุมหนึ่งของห้อง คิน นั่งเอนหลังด้วยท่วงท่าสบาย ๆ แต่ดวงตาคมกริบกลับฉายแววหิวกระหาย เขายกแก้ววิสกี้ขึ้นจิบ สายตาโลมเลียจ้องมองมาที่ผมเป็นระยะ ราวกับมั่นใจเต็มร้อยว่า ‘สินค้า’ ชิ้นงามนี้จะต้องตกเป็นของเขาอย่างแน่นอน ถัดไปอีกฝั่ง
วาโย นั่งไขว่ห้าง กวนน้ำแข็งในแก้วด้วยปลายนิ้วอย่างใจลอย เมื่อสายตาเราสบกัน เขายิ้มทักทายตามมารยาท แต่รอยยิ้มนั้นว่างเปล่า ผมรู้ดีว่าคนอย่างวาโยไม่เคยเอาหัวใจมาวางในงานเลี้ยงแบบนี้ ในหัวสมองอันปราดเปรื่องของเขาคงกำลังคำนวณ ‘ความคุ้มค่า’ และหาทางหนีทีไล่มากกว่าจะสนใจเรื่องแย่งชิงตัวผม
ส่วน คราม กำลังหัวเราะร่ากับคู่สนทนา สีหน้าดูรื่นเริงเหมือนมาเที่ยวพักผ่อน แต่ผมมั่นใจว่าภายใต้ท่าทีสบาย ๆ นั้น สมองของเขากำลังชั่งน้ำหนักดีลและผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อยู่ตลอดเวลา
และคนสุดท้าย เพลิง เขานั่งอยู่ไม่ไกลจากอามากนัก แต่ระยะห่างทางความรู้สึกกลับดูไกลลิบ ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีดำพอดีตัวนั่งนิ่งสงบเหมือนรูปปั้นหินผา กระดุมเสื้อเชิ้ตสองเม็ดบนที่ถูกปลดออกเผยให้เห็นรอยสักรูปพยัคฆ์เหยียบเมฆที่โผล่พ้นคอเสื้อออกมาวูบไหวทุกครั้งที่เขายกแก้วขึ้นดื่ม
“หลานคิดอะไรอยู่” เสียงทุ้มของอาดังขึ้นขัดจังหวะความคิด ผมสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะปั้นหน้ายิ้ม
“เปล่าครับ แค่กำลังมองบรรยากาศ” ผมยกแก้วไวน์ขึ้นจิบกลบเกลื่อนความประหม่า อายิ้มบาง ๆ ดวงตายังคงจับจ้องไปที่ฝูงฉลามที่กำลังแหวกว่ายอยู่เบื้องล่าง
คืนนี้ เกมประมูลของอาคงจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ผมได้ยินข่าวลือหนาหูว่าคินทุ่มหมดหน้าตักเพื่อให้ได้ตัวผม แค่คิดถึงคำขู่ของมันในวันนั้น ขนแขนผมก็ลุกชันด้วยความรังเกียจและหวาดกลัว ถ้าคินชนะ ชีวิตที่เหลือของผมคงไม่ต่างจากตกนรกทั้งเป็น
กริ๊ง กริ๊ง
เสียงช้อนเคาะกับแก้วคริสตัลดังกังวานเรียกความสนใจจากทุกคน เสียงพูดคุยค่อย ๆ เงียบลงจนเหลือเพียงความเงียบสงัด เจ้าของงานในชุดสูทสีเข้มลุกขึ้นยืนด้วยท่วงท่าสง่าผ่าเผย แก้วไวน์ในมือถูกชูขึ้นระดับอก
“ขอบคุณทุกคนที่มาในคืนนี้ ...” น้ำเสียงหนักแน่นทรงพลังสะท้อนก้องไปทั่วห้อง
“... ผมรู้ดีว่าทุกคนมีภารกิจรัดตัว แต่การที่พวกเรามารวมตัวกันได้ในค่ำคืนนี้ แปลว่าเรายังมีเป้าหมายเดียวกัน คือความยิ่งใหญ่ขององค์กร …” สายตาของอากวาดมองไปรอบโต๊ะอย่างช้า ๆ
“... ตั้งแต่วันที่พี่ชายของผมจากไป...” เขาหยุดเว้นจังหวะ เพื่อดึงอารมณ์ร่วม
“... ผมเฝ้าถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่าจะทำยังไงให้เรือลำนี้อยู่รอดในโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงทุกวินาที ...” หลายคนพยักหน้าเห็นด้วย บางคนแสร้งทำหน้าเศร้าโศกไว้อาลัย
“... ผมเห็นความพยายามของทุกคน...”
“... ปฐพีไพศาล ... ชลธีรัตน์ ... เวหาภิรมย์ ... ศิรินฤเบศร์ ...” สายตาเย็นเฉียบคู่นั้นไล่มองเจ้าของชื่อทีละคน ก่อนจะมาหยุดลงที่ผมเป็นคนสุดท้าย
“... และหลานรักของอา ...” อายกแก้วขึ้นสูงอีกนิด รอยยิ้มมุมปากกดลึกขึ้นจนดูน่ากลัว
“... ผมขอบคุณทุกข้อเสนอ ทั้งที่พูดออกมา และที่ไม่ได้พูดออกมา ...”
“... หลังจากไตร่ตรองอย่างละเอียดถี่ถ้วน ผมค้นพบว่า หากเราจะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เราไม่ได้ต้องการแค่เงินทองหรืออำนาจ ... แต่เราต้องการ ‘สายสัมพันธ์’ ที่แข็งแกร่งพอจะผูกมัดเราไว้ด้วยกัน ...”
หัวใจผมเต้นรัวแรงจนแทบทะลุอก มือที่จับแก้วไวน์เริ่มชื้นเหงื่อ วินาทีตัดสินชะตาชีวิตมาถึงแล้ว
“... เพื่อเป็นเกียรติแก่พี่ชายของผม และเพื่อให้สายเลือดของเขายังคงอยู่เป็นศูนย์รวมจิตใจขององค์กร ...” อาเว้นจังหวะอีกครั้ง บีบหัวใจคนฟังจนแทบหยุดเต้น
“... ผมตัดสินใจจะวางข้อเสนอทั้งหมดลง และเลือกให้หลานรักของผม ...” สายตาทุกคู่พุ่งเป้ามาที่ผมเป็นจุดเดียว
“... กานต์ ... แต่งงานกับ...” ความเงียบเข้าปกคลุมห้องจนได้ยินเสียงแอร์ทำงาน
“... คีรินทร์ ศิรินฤเบศร์”
ชื่อของเพลิงร่วงหล่นลงมากลางห้องราวกับระเบิดลูกใหญ่ แก้วไวน์ในมือใครหลายคนชะงักค้างกลางอากาศ คินที่กำลังจะยกแก้วดื่มฉลองชัยชนะถึงกับมือแข็งค้าง นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความคาดไม่ถึง
ผมหันขวับไปมองอาด้วยความตกตะลึง ‘พูดเล่นใช่ไหม?’ แต่สายตาของคนตรงหน้ากลับนิ่งสงบและเยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลก สายตาของผมค่อย ๆ เลื่อนไปหาชายร่างสูงใหญ่ที่เป็นเป้าสายตาของคนทั้งงาน เพลิงยังคงนั่งนิ่ง แผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้สบาย ๆ ราวกับรู้อยู่แล้ว หรือไม่ก็ไม่ยี่หระต่อโลกใบนี้ ดวงตาสีน้ำผึ้งเข้มเหลือบขึ้นมาสบตากับอาเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเลื่อนมาหยุดที่ผม ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีคิ้วขมวด ไม่มีแม้แต่เงาของความรู้สึกใด ๆ สะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นั้น จนกระทั่งเขาค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่
“ผมขอขอบคุณนายท่าน ที่มอบหมายเกียรติอันสูงสุดนี้ให้กับผม …” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ แต่หนักแน่น
“... และผมขอสัญญาต่อหน้าทุกคนตรงนี้ ว่าจะดูแลและปกป้องคุณกานต์อย่างดีที่สุด ... ด้วยชีวิตของผม” เขายกแก้วไวน์ขึ้นก้มศีรษะทำความเคารพ ‘นายใหญ่’ ก่อนจะกระดกไวน์รวดเดียวหมดแก้ว แล้ววางลงบนโต๊ะเสียงดัง กึ๊ก เบา ๆ
“หลานรักของอา...” อาหันมาถามผมด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกดดัน
“... พร้อมจะช่วยอาไหม” ผมกลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงคอ ลำคอแห้งผากราวกับทะเลทราย ทางเลือกของผมมีเพียงทางเดียว คือก้าวลงไปในนรกขุมนี้ด้วยความเต็มใจ
“พร้อมครับ” ผมตอบเสียงแผ่วแต่ชัดเจน
“ดีมาก ... หลานของอาน่ารักที่สุด” มือหนาวางลงบนศีรษะผม ออกแรงขยี้เบา ๆ อย่างพึงพอใจ
เสียงฮือฮาเริ่มดังขึ้นรอบห้อง บรรยากาศเปลี่ยนจากความอบอุ่นเป็นความตึงเครียดทันที ผมเหลือบมองไปทางคิน เขาจ้องเขม็งมาที่ผม ก่อนจะเลื่อนสายตาอาฆาตไปที่เพลิง ก่อนที่เจ้าตัวจะกระดกแก้ววิสกี้ในมือลงคออย่างหงุดหงิด
เพลิงไม่ได้สนใจปฏิกิริยาของใคร เขาเพียงแค่ยืนนิ่ง เป็นกำแพงหินผาที่ไม่สะทกสะท้านต่อพายุอารมณ์รอบข้าง นิ้วมือหนาเคาะลงบนขอบโต๊ะเบา ๆ เป็นจังหวะ ราวกับกำลังนับถอยหลังสู่สงคราม
ผมยกแก้วไวน์ขึ้นจิบอีกครั้ง คราวนี้รสฝาดขมของมันบาดลึกไปถึงขั้วหัวใจ ผมเคยคิดว่าตัวเองถูกพาออกมาเร่ขายเพื่อแลกเงินทอง แต่ความจริง มันเลวร้ายกว่านั้น อาไม่ได้ต้องการทรัพย์สินหรืออำนาจ แต่อาต้องการ ‘อำนาจเบ็ดเสร็จ’ การยกผมให้เพลิง คือแผนการที่แยบยล เพราะสงครามระหว่าง ‘ปฐพีไพศาล’ กับ ‘ศิรินฤเบศร์’ จะปะทุขึ้น โดยมีอานั่งจิบไวน์ดูความพินาศของทั้งสองตระกูลอยู่บนบัลลังก์
ในเงาสะท้อนของแก้วไวน์ ผมเห็นภาพตัวเองไม่ใช่เจ้าสาวในงานวิวาห์ แต่เป็น ‘ชนวนระเบิด’ ที่ถูกจุดไฟทิ้งไว้ท่ามกลางกองดินปืน ... เพื่อรอเวลาที่จะทำลายล้างทุกอย่างให้เป็นผุยผง