กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedsengped[at]gmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 7 8 ... 10
31
( `д´)
32


ระหว่างเดินทางตลอดเกือบสี่ชั่วโมงที่ผมแทบจะไม่พูดกับมันเลย ปล่อยให้มันบ้านำ้ลายตลอดทาง ผมทำเพียงแค่นั่งดูไอจีเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์ลงด้านล่างเพื่อรีเฟรช เผื่อว่าจะได้เห็นอะไรอัพเดทจากพี่ลักษณ์บ้าง

แต่ตลอดเกือบสี่ชั่วโมง กลับไม่มีภาพอะไรจากพี่ลักษณ์ขึ้นฟีดมาเลย

“นี่มึงติดโซเชียลฯ ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่วะ!”  ไอ้ชาญมันถามผมหลังจากที่จอดรถถึงที่หมาย

“เสือก!!”

“โห…. ตั้งแต่มึงมีแฟนเนี่ย เกรี้ยวกราดจังวะ!”

“กูก็เป็นของกูแบบนี้ มาตั้งนานแล้ว!!”

“ห่างเหินจังวะ!” ชาญทำหน้ายียวนจนผมอยากกดหมัดลงบนหน้าตาเข้มๆ ของมันสักหนึ่งที

“แล้วที่นี่มัน……..?”  ผมเปลี่ยนเรื่องเพราะรำคาญ แต่พอมองออกมาก็พบกับความประหลาดใจ เมื่อเจอทิวทัศน์ที่ไม่คุ้นเคย

“อ้อ!! โรงแรมใหม่ที่กูกับมิสเตอร์หยาง แล้วก็หุ้นส่วนอีกสองสามคนลงทุนด้วยกันน่ะ นี่ก็เกือบ 100% แล้วนะ” ชาญยิ้มอย่างภาคภูมิแล้วเปิดประตูออกจากรถคันหรูทันที

“หา!! ว่าไงนะ!! ทำไมกูเพิ่งรู้ แล้ว….จะได้คุยเรื่องธุรกิจของเราไหมวะ?!?”  ผมโวยวายใส่มันทันทีที่ออกจากรถและมองหน้ามัน

“แน่นอนว่าได้คุยแน่ เพราะหุ้นส่วนที่เหลือที่พูดไว้ก่อนหน้านี้ก็มีมึงด้วย เพราะบริษัทเราก็เป็นหนึ่งในหุ้นส่วนโรงแรมนี้ด้วย ที่สำคัญ เราจะเป็นบริษัทที่ดูแลเรื่อง Supply ทั้งหมดของโรงแรม เป็นการขยายธุรกิจอีกแบบหนึ่ง!!” ชาญยิ้มกว้างแล้ว เดินมาหาผมพร้อมโอบไหล่กระชับแน่น

ผมที่อึ้งกับการย่อยข้อมูลตรงหน้า จึงทำได้เพียงพยายามคิดตาม และเดินตามจังหวะที่ชาญพยายามใช้แขนที่โอบผลักผมให้เดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ

“เดี๋ยวนะ!! นี่มันเมื่อไหร่เนี่ย!!”

“ก็…สักพัก กูอยากจะทำให้ประหลาดใจ เพราะดีลนี่มันใหญ่มาก จนสามารถขยายขนาดขององค์กรเราได้อีกระดับหนึ่งหากมันสำเร็จด้วยดี”

ผมพูดไม่ออก ความรู้สึกแรกคือ โกรธ ที่โดนหลอก และ ปิดบัง อีกหนึ่งความรู้สึก คือ ตื่นเต้น และดีใจกับภาพตรงหน้า

มันเป็นอาคารที่สูงใหญ่ ตกแต่งสวยงาม และมีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นแบบไทยๆ มันสวยมาก

ลมพัดเอาใบไม้ไหวโยกไปมาและตกกระทบที่ใบหน้า ภาพเหล่านี้มันช่างน่าประทับใจเหลือเกิน เราจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างที่นี่หรือนี่

เพียงเท่านี้ความโกรธก็หายไป เหลือเพียงแต่ไฟแห่งการทำงาน และเป้าหมายในหัวในอีกหลายปีข้างหน้า

…….
33
บทที่ 10 ผิวธารที่นิ่งจนบัวบาน ภายใต้กลับอลหม่านไปด้วยโคลนตม


หลังจากเหตุการณ์วันนั้น พี่ลักษณ์ก็ระมัดระวังตัวมากขึ้น การเข้ามาหาผมคือนอกจากเรื่องงานก็แทบจะไม่เจอกันเลยในที่ทำงาน แต่ผมก็ห้ามความคิดถึงของตัวเองไม่ไหว จึงได้นัดเจอกับพี่ลักษณ์ ที่คอนโดฯ ของพี่เขาบ้าง และคอนโดของผมบ้างตลอดวันจันทร์ถึงพฤหัสบดีที่ผ่านมา

แต่วันนี้ วันศุกร์ ผมเลยต้องการอะไรพิเศษกว่าเดิมหน่อย จึงส่งข้อความไปนัดพี่ลักษณ์ไปผับประจำของพี่เขา

แต่สิ่งที่เขาตอบกลับมาก็ทำให้ผมหม่นหมองลงไปพอควร

“ไม่ดีกว่า”

“ทำไมล่ะครับ อยู่แต่ในห้องไม่เบื่อเหรอ นึกว่าอยากเปลี่ยนบรรยากาศเสียอีก”
คนที่เป็นอินโทรเวิร์ทอย่างผมเป็นคนเอ่ยชวนข้างนอกเสียเองมันก็เลยดูขัดๆ กับบุคลิก จริง ๆ ผมชอบอยู่ในห้องกับพี่เขาสองคนมากกว่า แต่กลัวทำพี่ลักษณ์เบื่อก็เลยชวนออกไป

“งอนหรือเปล่าที่ปฏิเสธ?”

“ก็ไม่นะ จริงๆ ชอบเสียอีก อยากอยู่กับพี่แค่สองคน”

“ก็จริงนะ แต่พี่ก็อยากเปลี่ยนบรรยากาศอยู่นะ เดี๋ยวพี่จัดการเอง แล้วจะส่งโลเคชั่นให้นะ ตามมาล่ะ!!”

จบประโยคด้านบน พี่ลักษณ์ก็หายไปเลย ผมที่นั่งรอหน้าจอมือถือจึงได้แต่อ่านข้อความเมื่อครู่ แล้วก็เผลอยิ้มออกมาไม่รู้ตัว ไม่คิดว่าจะมีวันนี้เลย ให้ตายสิ!!

“มึงมีเรื่องติดค้างกับกูนะ มึงรู้ไหม!!?” เสียงคุ้นหูดังขึ้นมาตรงประตูหน้าห้อง

“เรื่องอะไร?” อารมณ์ดีเมื่อครู่หายไปหมดสิ้นเหมือนเทน้ำลงบนผืนทราย

“มึงมีความลับกับกู!!”

“อะไรของมึง!!”

“มองมือถือไปยิ้มไป มึงมีแฟนแล้วไม่บอกกู!! เพื่อนคนสำคัญอย่างกูรู้สึกเสียใจ”

(ฟังมันเติมยศให้ตัวเองสิ!!)

“เพื่อนคนสำคัญ ต้องให้กูเป็นคนพูดนะ!”

“หรือไม่จริง?!?”

ช่วงนี้รู้สึกท้อแท้เวลาพูดกับมัน ผมควรจะตัดปัญหาเลยไหมเนี่ย!

“เออๆ” ผมเออ ๆ ออๆ ไปให้มันผ่านไป

“เออๆ นี่เรื่องอะไร เรื่องที่กูเป็นคนเพื่อนคนสำคัญที่สุดในชีวิตมึง!!”

มันเติมอีกแล้ว

“ก็ทั้งสองอย่างนั่นแหละ!!”

“หา!!”

“มึงเป็นเพื่อนคนสำคัญครับ แล้วก็กูมีแฟนแล้ว พอใจมึงหรือยัง!?!”

“เชี้ยยยยยย กูไม่นึกว่ามึงจะยอมรับง่ายดายแบบนี้!!” จบประโยคชาญนิ่งไปพักใหญ่ ก่อนจะเอ่ยอีกประโยคตามมา

“หวังว่ามึงยังไม่ลืมนะ!!”

“ลืมเชี้ยอะไร ออกไปได้แล้ว กูไม่ว่าง!!”
เพราะต้องเตรียมตัวไปเที่ยวกับพี่ลักษณ์

“อ้าว!! พี่ศิ ยังไม่บอกมึงเหรอ?”

“บอกเรื่อง??” ผมถามใส่หน้าไอ้ชาญ มันกลับตีหน้าหน่ายใจตอบกลับมาพลางผ่อนหายใจยาว

ผมเริ่มฉุนขาด จึงกดโทรศัพท์เปิดลำโพงถึงเลขาฯ ที่แสนน่ารักทันที

“จะเลิกงานแล้วนะคะ ไหนว่าเย็นวันศุกร์จะไม่ตามงานด่วนคะ?” คุณศศิกานดา เลขานุการผู้ประเสริฐ ไม่ทักทายกันดีๆเลย  เพราะนี่คือเกล็ดย้อนของเธอ ห้ามสัมผัสเด็ดขาด เธอบอกตั้งแต่วันสัมภาษณ์งาน

ผมผ่อนลมหายใจก่อนที่จะพูด
“เย็นนี้ผมมีธุระอะไรไหมครับ?”

“แล้วในตารางมีไหมคะ?” เสียงปลายสายทุ้มต่ำ

“ไม่มีครับ”

“ไม่มีก็คือไม่มีค่ะ!! โทรศัพท์มาถามเรื่องแค่นี้เองหรือคะ”  เสียงเริ่มดังมาจากทางหน้าห้อง ดังกว่าเสียงที่มาจากสายโทรศัพท์

“คุณชาญ มาอ้างว่าผมลืม คุณศิเองก็ทราบว่าผมมีงาน” ผมตอบไปเพราะรู้ว่าได้โยนเผือกร้อนให้ไอ้เพื่อนรักเสียแล้ว

“อยู่ด้วยกันใช่ไหมคะ?”

“ใช่” ทันทีที่ผมตอบ ไอ้ชาญก็หน้าซีดลงไปเล็กน้อย คนผิวแทนเนี่ย เวลาหน้าซีดนี่มันเห็นชัดดีนะ

“คุณชาญคะ ไอ้การพูดขึ้นมาลอยๆ ว่าอาจจะมีนัดกับลูกค้า วันนี้เนี่ยไม่จัดว่าเป็นนัดหมายนะคะ ดิฉันยังไม่เห็นมีอีเมล์ยืนยันเลย จากคุณ แล้วก็จากมิสเตอร์หยางด้วย!!” เสียงสูงดังแหวกอากาศจากลำโพงโทรศัพท์ประจำโต๊ะแสบแก้วหูพอสมควร

“ไปตกลงกันเองนะคะ!!” เธอกระแทกเสียงลงอย่างอารมณ์เสีย แล้วตัดสายทันที

สักพักผมก็ได้ยินเสียงเก็บข้าวของลงกระเป๋าเสียงดัง

เพราะวันศุกร์เธอต้องขับรถไปหาคุณครีฟ สามีลูกครึ่งอังกฤษที่พัทยาทุกสัปดาห์ เธอเคยขอเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่เริ่มทำงาน ซึ่งผมก็ยอมรับเงื่อนไขนี้ได้

“ไม่มีกูคงไม่เป็นไรใช่ไหม?” ผมถามมันตรงๆ หลังจากกุมขมับไปพักใหญ่ ลูกน้องแต่ละคนคือ เหนื่อยใจ

“ไม่ได้สิ!! มึงก็รู้ว่า คุณหยางอยากจะเคลมกูจะแย่!! ไม่มีมึงเป็นไม้กันหมากูคงแย่!!” ไอ้ชาญตรงรี่มานั่งตรงข้ามผมจนแทบจะเหมือนท่าคุกเข่าขอร้อง

“เรื่องของมึง!! แล้วทำไมถึงเพิ่งมาบอก!!”

“ก็เขาก็เพิ่งตัดสินใจบินมาแบบกระทันหันเหมือนกัน นี่มันตั้งใจให้กูไปคนเดียวชัดๆ!!”

ผมนั่งกุมขมับอีกรอบ แต่ครั้งนี้ นิ้วผมกดลงไปในเนื้อหน้าผากเยอะกว่าเดิม ก่อนที่จะตอบตกลง

หลังจากปล่อยมันไปเตรียมตัวออกเดินทาง ผมก็เขียน sms หาพี่ลักษณ์เพื่อเลื่อนนัดทันที

พี่ลักษณ์เข้าใจและอวยพรให้การคุยธุรกิจสำเร็จลุล่วง (น่ารักที่สุด)

********
34
( ;`Д´)
35
ตอนที่ 2 : สี่เสาหลัก และ ชนวนระเบิดเวลา



ครืดดดดดดดด

เสียงล้อเครื่องบินส่วนตัวสีดำสนิทบดเบียดกับรันเวย์ ก่อนจะจอดสนิทลง ณ โรงจอดเครื่องบินส่วนบุคคลของสนามบินนานาชาติขอนแก่น ทันทีที่บันไดเครื่องบินถูกกางออก บอดี้การ์ดในชุดโปโลสีดำนับสิบนายก็กรูกันลงมาตรึงกำลังรอบพื้นที่อย่างรวดเร็วและเป็นระเบียบ เมื่อมั่นใจว่าทุกอย่างปลอดภัย ร่างสูงโปร่งของผมในชุดสูทลำลองจึงได้ก้าวลงมาเหยียบผืนดินอีสาน ภายในโรงจอดมีรถ SUV สีดำติดฟิล์มมืดสนิทหลายคันจอดติดเครื่องรออยู่

“คุณกานต์ คุณปุณณ์ เชิญที่รถคันที่สามครับ” หัวหน้าชุดรักษาความปลอดภัยผายมือเชื้อเชิญอย่างสุภาพ ผมพยักหน้ารับรู้

ภายใต้กรอบแว่นกันแดดสีดำ ผมกวาดสายตาประเมินสถานการณ์อย่างเงียบเชียบ เด็กอนุบาลยังดูออกว่าการคุ้มกันระดับนี้ ไม่ได้มีไว้เพื่อ ‘ดูแลความปลอดภัย’ เท่านั้น แต่มีไว้เพื่อ ‘คุมขัง’ ไม่ให้ผมหนี และเพื่อ ‘ป้องปราม’ ไม่ให้เจ้าถิ่นคิดจะแย่งชิงตัวผมไปได้ง่าย ๆ

เป้าหมายแรกของการเดินทางครั้งนี้คือ ‘ปฐพีไพศาล’ หนึ่งในสี่เสาหลัก ผู้ทรงอิทธิพลแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่กุมบังเหียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โรงงานอุตสาหกรรม และเส้นทางการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน

“คุณคินรออยู่ที่คาสิโนครับ” ปุณณ์กระซิบแจ้งเตือน

“อืม” ผมตอบรับสั้น ๆ ทอดสายตามองทิวทัศน์นอกหน้าต่างที่ค่อย ๆ เปลี่ยนจากทุ่งนาแห้งแล้ง เป็นนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยปล่องควันและแสงไฟ ... จะมีฉากบังหน้าไหนดีไปกว่าการเปลี่ยนพื้นที่รกร้างให้กลายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ แล้วสอดไส้ ‘บ่อนคาสิโน’ เข้าไปเป็นหัวใจสำคัญ



ณ ห้องรับรอง VIP ชั้นบนสุดของคาสิโน

เป็นเวลาเกือบชั่วโมงที่ผมนั่งรอการมาถึงของเจ้าบ้าน ในบรรดาทายาทรุ่นใหม่ของสี่เสาหลัก ‘คิน’ หรือ ‘ภาคิน ปฐพีไพศาล’ คือตัวเต็งอันดับหนึ่งที่อาหมายตาไว้ ด้วยภาพลักษณ์ภายนอกที่ดูสุขุม เป็นผู้ใหญ่ และมีความเป็นนักธุรกิจเต็มตัว แต่เบื้องหลังกลับเลื่องลือเรื่องความโหดเหี้ยมและพร้อมจะแทงข้างหลังทุกคนเพื่อผลประโยชน์

แกร๊ก

ประตูบานหนาถูกเปิดออก คินเดินเข้ามาด้วยท่าทีสง่าผ่าเผยในชุดสูทสั่งตัดเข้ารูป ผมสีดำสนิทถูกเซตเปิดหน้าผากเผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่เรียบเฉยไร้อารมณ์ ผมลุกขึ้นเตรียมจะทักทายตามมารยาท

ปึก!!!

ยังไม่ทันสิ้นคำ กำปั้นหนัก ๆ ก็เสยเข้าที่ลิ้นปี่ของผมเต็มแรง

“อั๊ก!!!” ความจุกแล่นปราดจนผมทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ตัวงอเป็นกุ้ง ลมหายใจขาดห้วงไปชั่วขณะ บรรยากาศในห้องตึงเครียดขึ้นทันที

“คุณคิน!!!” ปุณณ์ถลาเข้ามาประคองผมไว้ด้วยความตกใจ

“มึงอย่าเสือก ...”

พลั่ก!!!

คินใช้เท้าเขี่ยปุณณ์จนกระเด็นกลิ้งไปอีกทาง ก่อนจะย่อตัวลงมาใช้มือบีบคาง บังคับให้ผมเงยหน้าขึ้นสบตา

“... ไม่เคยคิดซินะ ว่าตัวเองจะตกต่ำได้ถึงขนาดนี้ ...” น้ำเสียงของเขาเย้ยหยันบาดลึกไปถึงกระดูกดำ

“... ศักดิ์ศรีที่เคยค้ำคอหายไปไหนหมด สายตาเย่อหยิ่งที่เคยใช้มองคนอื่นล่ะ ... หายไปไหนแล้ว”

ถุย!!!

ผมรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย ถ่มน้ำลายใส่หน้าหล่อ ๆ ของคิน คนตรงหน้าหลับตาลงนิ่ง ๆ มือหนาปาดคราบน้ำลายออกจากแก้มช้า ๆ

เพี๊ยะ!!! ฝ่ามือหนักตบเข้าที่ใบหน้าผมจนหน้าหัน เลือดกลบปาก เค็มปร่าไปทั่วลิ้น

“คุณคิน!!! หยุดเถอะครับ! ถ้านายท่านรู้จะเป็นเรื่องใหญ่นะครับ” ปุณณ์ตะโกนห้ามเสียงหลง

“มึงก็รู้ ...” คินไม่สนใจคำเตือนปุณณ์ จ้องหน้าผมเขม็ง

“... ว่าคุณค่าของมึงอยู่แค่เป็นหรือตาย จะครบสามสิบสองหรือแขนขาดไปสักข้าง ... มึงก็ยังมีค่าเท่าเดิม คือเป็นแค่ ‘เครื่องประดับ’ ”

ผมแสยะยิ้ม ทั้งที่มุมปากแตกยับ

“คุณคงกลัวมากสินะ ว่าจะทำเราหลุดมือไป ...” ผมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาอำมหิตคู่นั้น

“... คนอย่างคุณ นอกจากความเลวแล้ว ก็ไม่มีอะไรดีพอจะสู้คนอื่นได้เลย” คินขบกรามแน่น ก้มลงมากระซิบข้างหูผมด้วยน้ำเสียงหื่นกระหาย

“ปากดีไปเถอะ ... เอาไว้กูได้มึงมาเป็นเมียเมื่อไหร่ ...”

“... กูก็อยากรู้เหมือนกันว่าหน้าสวย ๆ ของมึง จะยังปากดีได้อยู่ไหมตอนโดนกูเอา” เขาปล่อยมือจากคางผมอย่างแรง จนผมหน้าสะบัดไปอีกทาง ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วเดินหันหลังให้

“คุณคิดถูกแล้วที่รู้สึกกลัว ...” ผมพูดขึ้นไล่หลังเขา

“... ถ้าไม่ใช่เพราะไอเดียของเรา คุณก็คงไม่มีปัญญาคิดเอาคาสิโนมาซ่อนไว้ในนิคมฯ ได้เนียนขนาดนี้หรอก” เท้าที่กำลังจะก้าวพ้นประตูชะงักกึกไปชั่วครู่ คินไม่หันกลับมามอง แต่ไหล่ที่เกร็งขึ้นบ่งบอกว่าคำพูดของผมแทงใจดำเขาเข้าอย่างจัง ก่อนจะเดินจากไปทิ้งไว้เพียงความเงียบและความเจ็บแสบในโพรงปาก





หลังจากการต้อนรับอันอบอุ่นที่อีสาน ผมก็ถูกพาเดินทางต่อขึ้นเหนือไปสัมผัสลมหนาวที่เชียงราย เพื่อพบกับวาโย เสาหลักต้นที่สองแห่งตระกูลเวหาภิรมย์

วาโยคือขั้วตรงข้ามกับคินอย่างสิ้นเชิง ชายหนุ่มวัยสามสิบกลาง ๆ ดีกรีปริญญาเอกจากต่างประเทศถึงสองใบ เขาคือผู้ควบคุมดูแลอาณาจักรข่าวกรอง ยาเสพติด อาชญากรรมไซเบอร์ และเครือข่ายแฮกเกอร์ระดับประเทศ วาโยคือมันสมองขององค์กร คือคนที่รู้ความลับทุกอย่างของทุกคน

“ยินดีต้อนรับครับน้องกานต์...”

วาโยต้อนรับผมด้วยรอยยิ้มอบอุ่นในห้องกระจกใสที่มองเห็นไร่ชาสุดลูกหูลูกตา เขาเลื่อนถ้วยชากุหลาบราคาแพงที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นมาให้ผมตรงหน้า

“...อากาศเชียงรายเย็นนะครับ ชาอุ่น ๆ น่าจะช่วยไม่ให้รอยช้ำตามตัวปวดมากไปกว่านี้”

มือที่กำลังจะเอื้อมไปแตะหูแก้วชาของผมชะงักกึกทันที ผมตวัดสายตาขึ้นมองใบหน้าเปื้อนยิ้มของชายตรงหน้า

“พี่วาโย... หูตาไวเหมือนเดิมเลยนะครับ” ผมพยายามคุมเสียงให้นิ่งที่สุด

“ขอบคุณครับน้องกานต์ มันเป็นหน้าที่ของพี่ที่ต้องใส่ใจรายละเอียด”

เขาไม่ได้แสดงท่าทีอยากได้ตัวผมจนตัวสั่นเหมือนคิน ออกจะไม่สนใจเกมการเมืองแย่งชิงอำนาจด้วยซ้ำ ซึ่งผมไม่แปลกใจเลย เพราะคนฉลาดอย่างวาโยย่อมรู้ดีว่าการนั่งบนภูดูเสือกัดกัน คือจุดที่ปลอดภัยและได้ผลประโยชน์สูงสุด

สังเกตจากระบบ Server ใหม่ล่าสุดที่เขากำลังติดตั้ง ก็รู้แล้วว่างบประมาณมหาศาลที่ไหลเข้ามาในช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจนี้ ... เข้ากระเป๋าใคร





จากเหนือล่องลงสู่แดนใต้ กลิ่นไอเค็มของทะเลอันดามันแตะจมูกทันทีที่ถึงภูเก็ต เสาหลักต้นที่สาม ‘ธีรานันท์ ชลธีรัตน์’ หรือ ‘นายหัวคราม’ เจ้าพ่อเมืองท่าผู้คุมเส้นทางเดินเรือและอาณาจักรการเงินสีเทาผ่านบัญชี Offshore และกระดานคริปโต

ครามเป็นคนเจ้าเสน่ห์ พูดจาไพเราะ และยิ้มเก่ง เขาไม่ได้พาผมไปที่ห้องเชือดหรือบ่อนคาสิโน แต่กลับพาผมมาพักที่พูลวิลล่าสุดหรูริมหน้าผาที่มองเห็นทะเลอันดามันกว้างไกลสุดสายตา ที่น่าประหลาดใจคือ... ไม่มีบอดี้การ์ดชุดดำยืนเฝ้าหน้าประตูห้องผมแม้แต่คนเดียว

“พี่เตรียมวิลล่าหลังนี้ไว้ให้น้องกานต์โดยเฉพาะเลยนะครับ อยากได้อะไรบอกคนของพี่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง” ครามเดินนำผมออกมาที่ระเบียงกว้าง รับลมทะเลที่พัดมาปะทะใบหน้า

“พี่ไม่กลัวผมหนีเหรอครับ... ปล่อยให้ผมอยู่แบบไม่มีการ์ดเฝ้าหน้าประตูสักคนแบบนี้” ผมถามหยั่งเชิง

ครามหัวเราะร่วน เขาเดินไปเท้าแขนกับราวระเบียง แล้วชี้มือลงไปที่ท่าเรือส่วนตัวด้านล่าง ซึ่งมีสปีดโบ๊ทลำหรูจอดเทียบท่าอยู่

“น้องกานต์ครับ...” ครามปรายตามองผมด้วยรอยยิ้มหวานละมุน

“...ถ้าอึดอัดหรือเบื่อเกมแย่งชิงอำนาจพวกนี้แล้ว เรือลำนั้นเติมน้ำมันไว้เต็มถัง กุญแจเสียบคาไว้ น้องกานต์เดินลงไปสตาร์ทแล้วขับออกสู่ทะเลเปิดได้เลย พี่จะไม่ส่งคนตามแม้แต่คนเดียว”

ผมมองตามนิ้วของเขาไปที่เรือลำนั้น หัวใจกระตุกวูบกับข้อเสนอที่หอมหวาน... แต่อิสรภาพที่ได้มาง่ายขนาดนี้ มันมีอยู่จริงหรือ?

"พี่คิดว่าผมจะเชื่อประโยคหลอกเด็กของพี่เหรอครับ"

"ฮ่า ๆ ๆ ถึงจะเป็นคำตอบที่ถูกต้อง แต่ก็น่าเสียดายนะครับ พี่อุตส่าห์หวังว่าน้องกานต์จะลองดู ... งั้นพี่ไม่กวนแล้ว พักผ่อนให้สบาย แล้วเราค่อยคุยธุระกัน ถือซะว่ามาพักผ่อนละกัน..."

“... ระหว่างนี้น้องกานต์อยากได้อะไรบอกพี่นะครับ ... ทะเลที่นี่สวย แต่มันก็ลึกและอันตรายเหมือนกัน” คำพูดของเขาแฝงนัยยะเสมอ ครามไม่สนใจเรื่องนอกบ้าน ตราบใดที่เรือสินค้าของเขายังเข้าออกได้สะดวก และตัวเลขในบัญชียังเป็นสีเขียว

ใครจะนั่งบนบัลลังก์ ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะใส่ใจ แต่ถ้าใครกล้ามาแตะต้องผลประโยชน์ของเขา ... รอยยิ้มหวานละมุนนั่นจะเปลี่ยนเป็นใบมีดอาบยาพิษทันที





แล้วก็มาถึงสถานที่สุดท้าย ... ตระกูลที่เปรียบเสมือน ‘กำปั้นเหล็ก’ ขององค์กร ‘ศิรินฤเบศร์’ ตระกูลลูกชังที่ถูกกดไว้ให้อยู่ในเงามาตลอด แต่กลับเป็นขุมกำลังหลักที่ขาดไม่ได้ เพราะพวกเขาคือผู้ควบคุมกองกำลังติดอาวุธ คลังแสง และหน่วยลอบสังหาร ไม่ว่าจะยุคไหน สมัยไหน ... ‘เพลิง คีรินทร์ ศิรินฤเบศร์’ ก็มักจะถูกวางตัวไว้ใกล้สายตาของนายใหญ่เสมอ ในฐานะ ‘ดาบ’ ที่คมที่สุด

“จำเป็นด้วยเหรอครับ” ผมถามเสียงเรียบ ขณะจ้องมองผ้าปิดตาสีดำที่เจ้าหน้าที่ยื่นมาให้

“เป็นกฎของที่นี่ครับ เพื่อความปลอดภัยครับ” ชายชุดดำตอบเสียงแข็ง ผมถอนหายใจ พยักหน้ายอมให้คาดตาแต่โดยดี

ฐานบัญชาการของศิรินฤเบศร์ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาหินปูนจังหวัดลพบุรี ลึกเข้าไปจากถนนหลักหลายสิบกิโลเมตร เพื่อให้เสียงปืนซ้อมรบกลมกลืนไปกับเสียงระเบิดหิน รถ SUV จอดสนิทหน้าโกดังขนาดมหึมาที่ถูกดัดแปลงเป็นสนามฝึกซ้อม

ผมถูกพาให้เดินลัดเลาะไปตามทางเดินซับซ้อน เสียงฝีเท้าดังก้องสะท้อนผนังปูนเปลือย จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูบานหนึ่ง

“เชิญครับ ... คุณเพลิงรออยู่ข้างใน” เสียงปลดล็อคประตูดังขึ้น พร้อมกับผ้าปิดตาที่ถูกดึงออก

ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!!

เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวทันทีที่ประตูปิดลง กลิ่นดินปืนลอยคลุ้งเตะจมูก ภาพตรงหน้าคือสนามซ้อมยิงปืนในร่มขนาดใหญ่ ที่ตอนนี้มีผู้ใช้งานเพียงคนเดียว ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ผิวสีน้ำผึ้งเข้มจากการตากแดดตากลม อยู่ในชุดเสื้อยืดสีดำพอดีตัวที่เผยให้เห็นมัดกล้ามและรอยสักรูปพยัคฆ์เหยียบเมฆที่ต้นแขนขวา เขายืนหันหลังให้ผม บรรจงเหนี่ยวไกใส่เป้ากระดาษที่อยู่ไกลออกไปอย่างใจเย็น

ปัง!!!

นัดสุดท้ายเจาะเข้ากลางหัวใจของเป้าหมาย

ป้ายดิจิทัลบอกคะแนนกระพริบโชว์ตัวเลข 97/100

เขาลดปืนลง ปลดแม็กกาซีนที่ว่างเปล่าออกแล้วบรรจุอันใหม่เข้าไปอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะหันกลับมา ... ดวงตาสีน้ำผึ้งคมกริบจ้องมองมาที่ผม

วินาทีที่สายตาเราประสานกัน ผมก้าวเข้าไปหาเขาอย่างรวดเร็ว ง้างมือขึ้นจนสุดแขน แล้วฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าคมเข้มนั้นเต็มแรง

เพี๊ยะ!!!

เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่นก้องสนามฝึก ใบหน้าของเพลิงสะบัดไปตามแรงตบ ปุณณ์ที่ยืนอยู่ด้านหลังชะงักแข็ง ราวกับลืมไปแล้วว่าต้องหายใจเพราะไม่เคยมีใครกล้าทำแบบนี้กับ ‘มัจจุราชแห่งศิรินฤเบศร์’ มาก่อน

เพลิงนิ่งไปชั่วอึดใจ ... ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มที่เริ่มแดงเป็นรอยนิ้วมือจนเห็นได้ชัด เขาค่อย ๆ หันหน้ากลับมามองผมช้า ๆ ก่อนจะ ยกปากกระบอกปืนขึ้นเล็งแสกกลางหน้าผากผมอย่างแม่นยำ ระยะห่างแค่นี้ ต่อให้ไม่ใช่เพลิง ผมก็ไม่มีทางรอด

บรรยากาศกดดันจนปุณณ์ที่ยืนอยู่ข้างหลังตัวเกร็งไปหมด แต่ผมกลับรู้สึกสงบอย่างประหลาด ผมขยับตัวเล็กน้อยจนปลายกระบอกปืนแทบจะสัมผัสหน้าผาก

“ถ้าคุณจะฆ่าเรา วันนี้เราคงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้หรอก ...” มือเรียวของผมยกขึ้นจับที่ลำกล้องปืนร้อน ๆ แล้วค่อย ๆ ดันมันลงต่ำ

“... อีกอย่าง คุณไม่คิดว่าระเบิดแสงวันนั้นมันแรงไปหน่อยเหรอ ...” ผมเลิกคิ้วมองเขา

“... เล่นเอาเราหูอื้อ ตาพร่าไปเป็นอาทิตย์เลยนะ” เพลิงยอมลดปืนลง ปล่อยให้ผมดึงกระบอกบืนไปจากมือได้ง่าย ๆ

“ใครสอนให้คุณเยิงปืนทะเล่อทะล่าใส่ประตูแบบนั้น” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถาม

“หึ ...” ผมแค่นหัวเราะ ยกปืนขึ้นเล็งไปที่เป้ากระดาษแทน

“... ก็คุณไง”

ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!!

ผมรัวกระสุนที่เหลือจนหมดแม็กกาซีนด้วยความคับแค้นใจ เมื่อเสียงปืนเงียบลง ผมหันไปมองป้ายคะแนน 46/100

เพลิงมองคะแนนแล้วแสยะยิ้มมุมปาก

“อย่าไปบอกใครเชียวนะ ว่าผมเป็นคนสอนคุณยิงปืน”





เสียงแก้วคริสตัลชนกันดังกริ๊งเบา ๆ เคล้าไปกับเสียงหัวเราะและบทสนทนาที่ดังก้องอยู่ภายใต้เพดานสูงของห้องบอลรูมโรงแรมหรูใจกลางกรุงเทพฯ แชนเดอเลียร์แก้วเจียระไนระย้าส่องแสงนวลตาสะท้อนกับเครื่องเพชรและนาฬิกาเรือนหรูของผู้ร่วมงาน โต๊ะยาวรูปตัวยู ถูกจับจองด้วยบุคคลระดับแนวหน้าขององค์กร

บรรยากาศดูอบอุ่นและเป็นกันเอง ... แต่สำหรับผม มันคือบรรยากาศของงานอัปมงคลของตัวเอง โดยมีพวกเขาเป็นแร้งที่มารอรุมทึ้ง ผมนั่งตัวตรงในชุดสูทกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้ม ขับผิวให้ดูขาวซีดยิ่งกว่าเดิม ดวงตาทอดมองเงาสะท้อนของตัวเองบนแก้วไวน์ ชีวิตของผมตอนนี้คงมีค่าไม่ต่างจาก ‘เครื่องประดับ’ ราคาแพงบนโต๊ะอาหาร ที่มีไว้เพื่อโชว์บารมีของเจ้าภาพเท่านั้น

ที่มุมหนึ่งของห้อง คิน นั่งเอนหลังด้วยท่วงท่าสบาย ๆ แต่ดวงตาคมกริบกลับฉายแววหิวกระหาย เขายกแก้ววิสกี้ขึ้นจิบ สายตาโลมเลียจ้องมองมาที่ผมเป็นระยะ ราวกับมั่นใจเต็มร้อยว่า ‘สินค้า’ ชิ้นงามนี้จะต้องตกเป็นของเขาอย่างแน่นอน ถัดไปอีกฝั่ง

วาโย นั่งไขว่ห้าง กวนน้ำแข็งในแก้วด้วยปลายนิ้วอย่างใจลอย เมื่อสายตาเราสบกัน เขายิ้มทักทายตามมารยาท แต่รอยยิ้มนั้นว่างเปล่า ผมรู้ดีว่าคนอย่างวาโยไม่เคยเอาหัวใจมาวางในงานเลี้ยงแบบนี้ ในหัวสมองอันปราดเปรื่องของเขาคงกำลังคำนวณ ‘ความคุ้มค่า’ และหาทางหนีทีไล่มากกว่าจะสนใจเรื่องแย่งชิงตัวผม

ส่วน คราม กำลังหัวเราะร่ากับคู่สนทนา สีหน้าดูรื่นเริงเหมือนมาเที่ยวพักผ่อน แต่ผมมั่นใจว่าภายใต้ท่าทีสบาย ๆ นั้น สมองของเขากำลังชั่งน้ำหนักดีลและผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อยู่ตลอดเวลา

และคนสุดท้าย เพลิง เขานั่งอยู่ไม่ไกลจากอามากนัก แต่ระยะห่างทางความรู้สึกกลับดูไกลลิบ ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีดำพอดีตัวนั่งนิ่งสงบเหมือนรูปปั้นหินผา กระดุมเสื้อเชิ้ตสองเม็ดบนที่ถูกปลดออกเผยให้เห็นรอยสักรูปพยัคฆ์เหยียบเมฆที่โผล่พ้นคอเสื้อออกมาวูบไหวทุกครั้งที่เขายกแก้วขึ้นดื่ม

“หลานคิดอะไรอยู่” เสียงทุ้มของอาดังขึ้นขัดจังหวะความคิด ผมสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะปั้นหน้ายิ้ม

“เปล่าครับ แค่กำลังมองบรรยากาศ” ผมยกแก้วไวน์ขึ้นจิบกลบเกลื่อนความประหม่า อายิ้มบาง ๆ ดวงตายังคงจับจ้องไปที่ฝูงฉลามที่กำลังแหวกว่ายอยู่เบื้องล่าง

คืนนี้ เกมประมูลของอาคงจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ผมได้ยินข่าวลือหนาหูว่าคินทุ่มหมดหน้าตักเพื่อให้ได้ตัวผม แค่คิดถึงคำขู่ของมันในวันนั้น ขนแขนผมก็ลุกชันด้วยความรังเกียจและหวาดกลัว ถ้าคินชนะ ชีวิตที่เหลือของผมคงไม่ต่างจากตกนรกทั้งเป็น

กริ๊ง กริ๊ง

เสียงช้อนเคาะกับแก้วคริสตัลดังกังวานเรียกความสนใจจากทุกคน เสียงพูดคุยค่อย ๆ เงียบลงจนเหลือเพียงความเงียบสงัด เจ้าของงานในชุดสูทสีเข้มลุกขึ้นยืนด้วยท่วงท่าสง่าผ่าเผย แก้วไวน์ในมือถูกชูขึ้นระดับอก

“ขอบคุณทุกคนที่มาในคืนนี้ ...” น้ำเสียงหนักแน่นทรงพลังสะท้อนก้องไปทั่วห้อง

“... ผมรู้ดีว่าทุกคนมีภารกิจรัดตัว แต่การที่พวกเรามารวมตัวกันได้ในค่ำคืนนี้ แปลว่าเรายังมีเป้าหมายเดียวกัน คือความยิ่งใหญ่ขององค์กร …” สายตาของอากวาดมองไปรอบโต๊ะอย่างช้า ๆ

“... ตั้งแต่วันที่พี่ชายของผมจากไป...” เขาหยุดเว้นจังหวะ เพื่อดึงอารมณ์ร่วม

“... ผมเฝ้าถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่าจะทำยังไงให้เรือลำนี้อยู่รอดในโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงทุกวินาที ...” หลายคนพยักหน้าเห็นด้วย บางคนแสร้งทำหน้าเศร้าโศกไว้อาลัย

“... ผมเห็นความพยายามของทุกคน...”

“... ปฐพีไพศาล ... ชลธีรัตน์ ... เวหาภิรมย์ ... ศิรินฤเบศร์ ...” สายตาเย็นเฉียบคู่นั้นไล่มองเจ้าของชื่อทีละคน ก่อนจะมาหยุดลงที่ผมเป็นคนสุดท้าย

“... และหลานรักของอา ...” อายกแก้วขึ้นสูงอีกนิด รอยยิ้มมุมปากกดลึกขึ้นจนดูน่ากลัว

“... ผมขอบคุณทุกข้อเสนอ ทั้งที่พูดออกมา และที่ไม่ได้พูดออกมา ...”

“... หลังจากไตร่ตรองอย่างละเอียดถี่ถ้วน ผมค้นพบว่า หากเราจะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เราไม่ได้ต้องการแค่เงินทองหรืออำนาจ ... แต่เราต้องการ ‘สายสัมพันธ์’ ที่แข็งแกร่งพอจะผูกมัดเราไว้ด้วยกัน ...”

หัวใจผมเต้นรัวแรงจนแทบทะลุอก มือที่จับแก้วไวน์เริ่มชื้นเหงื่อ วินาทีตัดสินชะตาชีวิตมาถึงแล้ว

“... เพื่อเป็นเกียรติแก่พี่ชายของผม และเพื่อให้สายเลือดของเขายังคงอยู่เป็นศูนย์รวมจิตใจขององค์กร ...” อาเว้นจังหวะอีกครั้ง บีบหัวใจคนฟังจนแทบหยุดเต้น

“... ผมตัดสินใจจะวางข้อเสนอทั้งหมดลง และเลือกให้หลานรักของผม ...” สายตาทุกคู่พุ่งเป้ามาที่ผมเป็นจุดเดียว

“... กานต์ ... แต่งงานกับ...” ความเงียบเข้าปกคลุมห้องจนได้ยินเสียงแอร์ทำงาน

“... คีรินทร์ ศิรินฤเบศร์”

ชื่อของเพลิงร่วงหล่นลงมากลางห้องราวกับระเบิดลูกใหญ่ แก้วไวน์ในมือใครหลายคนชะงักค้างกลางอากาศ คินที่กำลังจะยกแก้วดื่มฉลองชัยชนะถึงกับมือแข็งค้าง นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความคาดไม่ถึง

ผมหันขวับไปมองอาด้วยความตกตะลึง ‘พูดเล่นใช่ไหม?’ แต่สายตาของคนตรงหน้ากลับนิ่งสงบและเยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลก สายตาของผมค่อย ๆ เลื่อนไปหาชายร่างสูงใหญ่ที่เป็นเป้าสายตาของคนทั้งงาน เพลิงยังคงนั่งนิ่ง แผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้สบาย ๆ ราวกับรู้อยู่แล้ว หรือไม่ก็ไม่ยี่หระต่อโลกใบนี้ ดวงตาสีน้ำผึ้งเข้มเหลือบขึ้นมาสบตากับอาเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเลื่อนมาหยุดที่ผม ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีคิ้วขมวด ไม่มีแม้แต่เงาของความรู้สึกใด ๆ สะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นั้น จนกระทั่งเขาค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่

“ผมขอขอบคุณนายท่าน ที่มอบหมายเกียรติอันสูงสุดนี้ให้กับผม …” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ แต่หนักแน่น

“... และผมขอสัญญาต่อหน้าทุกคนตรงนี้ ว่าจะดูแลและปกป้องคุณกานต์อย่างดีที่สุด ... ด้วยชีวิตของผม” เขายกแก้วไวน์ขึ้นก้มศีรษะทำความเคารพ ‘นายใหญ่’ ก่อนจะกระดกไวน์รวดเดียวหมดแก้ว แล้ววางลงบนโต๊ะเสียงดัง กึ๊ก เบา ๆ

“หลานรักของอา...” อาหันมาถามผมด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกดดัน

“... พร้อมจะช่วยอาไหม” ผมกลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงคอ ลำคอแห้งผากราวกับทะเลทราย ทางเลือกของผมมีเพียงทางเดียว คือก้าวลงไปในนรกขุมนี้ด้วยความเต็มใจ

“พร้อมครับ” ผมตอบเสียงแผ่วแต่ชัดเจน

“ดีมาก ... หลานของอาน่ารักที่สุด” มือหนาวางลงบนศีรษะผม ออกแรงขยี้เบา ๆ อย่างพึงพอใจ

เสียงฮือฮาเริ่มดังขึ้นรอบห้อง บรรยากาศเปลี่ยนจากความอบอุ่นเป็นความตึงเครียดทันที ผมเหลือบมองไปทางคิน เขาจ้องเขม็งมาที่ผม ก่อนจะเลื่อนสายตาอาฆาตไปที่เพลิง ก่อนที่เจ้าตัวจะกระดกแก้ววิสกี้ในมือลงคออย่างหงุดหงิด

เพลิงไม่ได้สนใจปฏิกิริยาของใคร เขาเพียงแค่ยืนนิ่ง เป็นกำแพงหินผาที่ไม่สะทกสะท้านต่อพายุอารมณ์รอบข้าง นิ้วมือหนาเคาะลงบนขอบโต๊ะเบา ๆ เป็นจังหวะ ราวกับกำลังนับถอยหลังสู่สงคราม

ผมยกแก้วไวน์ขึ้นจิบอีกครั้ง คราวนี้รสฝาดขมของมันบาดลึกไปถึงขั้วหัวใจ ผมเคยคิดว่าตัวเองถูกพาออกมาเร่ขายเพื่อแลกเงินทอง แต่ความจริง มันเลวร้ายกว่านั้น อาไม่ได้ต้องการทรัพย์สินหรืออำนาจ แต่อาต้องการ ‘อำนาจเบ็ดเสร็จ’ การยกผมให้เพลิง คือแผนการที่แยบยล เพราะสงครามระหว่าง ‘ปฐพีไพศาล’ กับ ‘ศิรินฤเบศร์’ จะปะทุขึ้น โดยมีอานั่งจิบไวน์ดูความพินาศของทั้งสองตระกูลอยู่บนบัลลังก์

ในเงาสะท้อนของแก้วไวน์ ผมเห็นภาพตัวเองไม่ใช่เจ้าสาวในงานวิวาห์ แต่เป็น ‘ชนวนระเบิด’ ที่ถูกจุดไฟทิ้งไว้ท่ามกลางกองดินปืน ... เพื่อรอเวลาที่จะทำลายล้างทุกอย่างให้เป็นผุยผง
36
นิยายที่โพสจนจบแล้ว / Re: ให้รักได้มั้ย ถ้าหัวใจถามหา
« กระทู้ล่าสุด โดย seaNON เมื่อ 10-10-2026 14:42:24  »
 :hao3:
37
คลังกระทู้เก่า / dfdfdsfdfdfdfd
« กระทู้ล่าสุด โดย flynnrollins เมื่อ 09-10-2026 18:43:50  »
dfdfdfdfdfdfdfdfdfdfdfds




sdfsdsdsdsdsdsds
38
( :゚皿゚)
40
…………..


ผมนอนแผ่คว่ำร่างกดทับตัวพี่ลักษณ์พลางหืดหอบลมอุ่นลงบนร่างเปลือยเปล่าด้านล่างไม่ยั้ง ผมทุ่มและปลดปล่อยทุกอย่างของผมลงบนร่างเบื้องล่างอย่างพอใจ

หลังจากพักเหนื่อยจนพอใจ ผมยกตัวมองสภาพเตียงโดยรอบที่ยุ่งเหยิงและเละเทะ พยายามระลึกว่าระหว่างประลองยุทธ์กัน เราสองคนเผลอร้องเสียงแปลกๆ ออกไปดังเกินไปหรือไม่ ซึ่งผลก็คือ ผมรู้สึกใบหน้าร้อนผ่านไปหมด เมื่อระลึกถึงเสียงเหล่านั้น ภาวนาให้คนภายนอกห้องไม่ได้ยินเสียงเหล่านั้น

“พี่ไม่ไหวแล้วนะ ขอพักก่อน” พี่ลักษณ์พูดเสียงสั่นหลังจากผ่านไปหลายยก

“ครับพี่” ผมพลิกตะแคงตัวใช้แขนต่างหมอน มองร่างเปลือยตรงหน้าอย่างพอใจ พลางลูบไล้ไปตามแนวโค้งเว้าของพี่ลักษณ์อย่างเพลินใจ

ผมใช้สายตาไล่ไปตามปลายนิ้วที่สัมผัสกับร่างกำยำตรงหน้า ปล่อยใจไปกับความสุขตรงหน้าอย่างห้ามใจไม่ได้ ไม่นานนักส่วนหนึ่งของร่างกายก็ลุกขึ้นมาคึกคักพร้อมที่จะคุกคามอีกครั้ง

“อย่าสิ เดี๋ยวฝืนตัวเองเพราะอดใจไม่ไหวนะ!!” พี่ลักษณ์ที่น่าจะรู้สึกบางอย่างที่กระตุ้นตรงท่อนขาส่วนบนโอดครวญขึ้นมา แล้วเขาก็หันใบหน้าที่แสนน่ารักนั่นโปรยยิ้มบางมาที่ผม

ผมแทบจะอดใจไว้ไม่อยู่ น้องชายของผมมันพร้อมเต็มที่ แต่สายตาก็เหลือบไปเห็นรอยจ้ำช้ำบริเวณบั้นท้ายอีกฝ่ายที่ผมอาจจะให้อารมณ์พาไปจนขย้ำเสียช้ำ ทำให้ความต้องการเหล่านั้นไปต่อไม่ไหว

“อาบน้ำชำระร่างกายหน่อยไหม? แล้วจะกินข้าวต่อหรือเปล่า?” ผมโน้มลงไปจูบที่ไหล่หนึ่งครั้ง แต่เน้นลงที่ผิวเสียจนเสียงดังลั่น

“ของมันแน่อยู่แล้วดูสภาพพี่สิ” พี่ลักษณ์พลิกตัวขึ้นมาฉับพลัน เขานอนตะแคงหันหน้ามาทางผม ร่างเปลือยด้านหน้าที่ผมเห็นเต็มที่ด้วยหยาดเหงื่อและหงาดแห่งความรักเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปหมด

“เหม็นไปหมดแล้ว” พี่ลักษณ์พูดแบบเคืองๆ ความน่ารักแบบนี้มันเป็นประกายเข้าตาจนพร่ามัว

ผมทำได้เพียงลุกขึ้นและอุ้มพี่เขาออกจากเตียงในท่าเจ้าสาวแล้วพาเข้าห้องน้ำทันที

……….

ผมนั่งประหม่าระหว่างรับประทานอาหารบนโต๊ะที่ถูกนำไปอุ่นให้ร้อนอีกครั้ง เนื่องจากถูกปล่อยให้เย็นไปหลายนาที ส่วนพี่ลักษณ์ ที่ท่าทางหิวโหยก็ตั้งหน้าตั้งตาจัดการอาหารตรงหน้าเหมือนคนเพิ่งผ่านงานหนักมาทั้งวันแล้วไม่ได้กินอะไรเลย

เหตุผลที่ผมประหม่าน่ะหรือ?

ก็เพราะบริการประจำห้องของเราสองคนนั้นทำท่าประหม่าใส่ผมก่อนตั้งแต่ผมอาบน้ำแต่งตัวใหม่ แล้วเดินไปเปิดประตูห้อง สิ่งที่ผมเจอสิ่งแรกคือ บริกรประจำห้องที่ยืนหน้าแดงเป็นผลมะเขือเทศสุก และลุกลี้ลุกลนเข้ามาถามโน้นถามนี่ว่าจะให้ช่วยอะไรหรือไม่

ผมจึงได้แค่เอ่ยว่า “อุ่นอาหารให้หน่อย” แค่นั้น

สงสัยว่าผมคงเสียงดังไปหน่อย ได้แต่จำใส่ใจไว้ว่า จะไม่มาทำนอกสถานที่แบบนี้อีก

“เฮ้ย!! ว่าไง!! ได้ข่าวว่าทำเด็กใหม่กูกระอักกระอ่วนน่าดู!!”

เสียงคุ้นหูดังขึ้นไม่ไกล

“ไอ้ชาญนี่มึงมาได้ยังไง!?!” ผมหันไปด้วยสีหน้าประหลาดใจปนลนลาน รีบหันไปทางคนที่มาด้วยทันที

แต่พี่ลักษณ์ก็เหมือนหายตัวได้ เขาไม่อยู่ตรงนั้นเสียแล้ว แม้จะรู้สึกโล่งอก แต่ก็สงสัยไปในคราเดียวกันว่า เขาทำแบบนั้นได้ยังไง ผมคลาดสายตาเขาตอนไหน

“ก็กูเป็นหุ้นส่วนที่นี่”

ผมได้ยินแบบนั้นก็ยิ่งรู้สึกอยากคุยกับพี่ดนัยขึ้นมาเลย

“มึงไม่ต้องไปโกรธพี่ดนัยเลยนะ กูบังคับเขาเอง ให้พยายามแนะนำให้มึงมาที่นี่ให้ได้สักวัน”

“เพื่อ?!?” ผมใส่อารมณ์เข้าไปในคำสั้นๆ คำนั้นทั้งหมด

“แหมๆๆๆ กูก็แค่อยากให้มึงออกจากเพศพรมจรรย์เสียที แล้วก็เผื่อว่ากูจะมีโอกาสมอบความเป็นผัวให้มึงบ้าง” ประโยคหลังนี่มันพูดเบามาก แต่บังเอิญว่า ตอนโมโหผมจะหูดีมาก

“พ่อมึงสิ!! เล่นอะไรพิเรนทร์ กูเคยบอกมึงแล้วใช่ไหม? ว่ากูไม่เป็นเมียให้มึงเด็ดขาด!!”

“แหม….กูก็แค่เผื่อไหม? เผื่อมึงใจอ่อน!!”

“มึงนี่มีวิธียั่วโมโหกูได้ทุกวันเลยนะ!!”

“ว่าแต่……. ไหนล่ะคนที่ทำให้มึงตบะแตก มาทำเรื่องอย่างว่าได้ที่นี่ กูอยากเห็น!!”

“กลับแล้ว!!”

“เชี้ย!! เสียดาย นี่พอกูรู้นี่รีบซิ่งรถมาเลยนะมึง!!”

“สาระแนนะมึง!!”

“ว่าแต่…รุนแรงใช่ได้เลยนะ เล่นเอาห้องพิเศษกูเละเทะขนาดนี้”

ใบหน้าที่ร้อนผ่าวจากอารมณ์โกรธตอนนี้กลับร้อนยิ่งกว่าเดิม จากความอับอายตรงหน้า ผมก็ยังเก็บห้องได้ไม่เรียบร้อยเท่าไหร่

“โห…นี่มึงถึงกับใช้ถุงยางหมดโหลเลยหรือวะ?!? เห็นแล้วตาร้อนเลยกู ทั้งๆ ที่กูอยากใช้กับมึงนะเนี่ย”

“ช่วยไปไกลๆ ตีนกูเลยไป ก่อนที่ตีนกูจะลอยไปปะทะหน้ามึง!!!”

“เออๆ กูไปแล้ว ยังเดทค้างอยู่น่ะ บาย ว่างๆ เรามาด้วยกันนะ”

“ฝันไปเถอะ!!” ผมตวาดไล่หลังมัน ก่อนที่มันจะออกจากห้องหายไป


สักพักที่ผมเห็นหลังมันเดินออกจากบริเวณร้านจากหน้าต่างชั้นสองแล้ว ผมก็ลองเรียกหาสุดที่รักของผมทั่วห้อง

ไม่นานจากนั้นมากนัก เสียงกุกกักภายในห้องนอนก็ดังขึ้น พี่ลักษณ์ก็ออกจากมุมหนึ่งของห้อง ที่เหมือนเป็นประตูลับสามารถเปิดให้คนเข้าไปอยู่ได้ ภายในเป็นชั้นเก็บอุปกรณ์แปลกๆ ที่ผมไม่ใส่ใจจะถามและพินิจมองละเอียด

“พี่รู้ได้อย่างไร? เอ่อ… ผมไม่ถามแล้วดีกว่า…”  ผมกุมขมับกับพลังแห่งการสังเกตของพี่ลักษณ์ที่แสนน่าทึ่ง ไม่รู้หากว่าผมปล่อยเข้าห้องผมเอง ห้องของผมน่าจะถูกสำรวจจนหมดทุกซอกมุม

“เขามาได้อย่างไร?” พี่ลักษณ์เอ่ยขึ้นด้วยท่าทางประหลาดใจ

“ผมคบกับมันมานานจนเริ่มไม่ประหลาดใจแล้วครับ มันชอบผลุบๆ โผล่ๆ มาในที่ที่ผมคาดไม่ถึงเสมอ” ผมส่ายหน้าระอา

“แต่พี่ว่าก็ควรจะประหลาดใจสักหน่อยนะ เรื่องแบบนี้มันไม่มีคำว่าบังเอิญหรอกนะ!!” พี่ลักษณ์คิ้วขมวดจนหัวคิ้วแทบจะชนหากัน

แบบนี้ก็น่ารักดี

“หึงเหรอครับ?” ผมยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย พยายามสะกดความดีใจไว้

“ไม่หึงสักหน่อย เรายังเป็นแค่คนคุยกัน น้องก็ยังมีสิทธิ์มองคนอื่นนะ!!” พี่ลักษณ์เสียงสูงขึ้นนิดหน่อย พอจะสังเกตได้

“โอเคครับ แต่พูดให้สบายใจหน่อยก็ดี คือ มันกับผมเต็มที่ก็แค่เพื่อนแหละครับ ผมนึกภาพอะไรไกลกว่านี้ไม่ออก”

“แต่อีกคนดูท่าทางแล้วไม่ได้คิดแบบนั้นแน่ๆ!!”

“ผมทราบครับ มันก็เคยมาจีบผมนี่แหละ แต่เป็นผมเองที่ขีดเส้นกับมันแบบชัดเจน หลังจากนั้นพวกเราก็คบกันแค่เพื่อน!!”

“แล้วเคยเล่นเพื่อนหรือเปล่า?!?”

“บ้าเหรอพี่ หูยยย ขนลุก ไม่เอาๆ ไม่ใช่คนในสเปกเลย ยิ่งรู้จักนิสัยมันด้วยนะ ไม่เอาเด็ดขาด!!”

พี่ลักษณ์ไม่ได้ตอบอะไรกลับมา และหันมารับประทานอาหารตรงหน้าให้หมด

สุดท้ายอาหารมื้อนี้รวมค่าห้องพิเศษ รวมราคาหลายหมื่น แต่สำหรับผมมันคุ้มค่ามาก!!

……………..
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 7 8 ... 10
สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด