กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 ... 3 4 5 6 [7] 8 9 10
61
:L2: :3123: :L1: :pig4:

ขอบคุณที่อยู่ด้วยกันมาจนถึงตอนจบค่ะ รออ่านตอนพิเศษ #เภฟิล์มหมอเต็ม นะคะ  :L2:
62
Boy's love story / Re: Up! [Mpreg] ☆YOUniverse☆ .. #พี่ภูของผม (2020-09-18 : Universe 40th)
« กระทู้ล่าสุด โดย weedear เมื่อ 18-09-2020 21:50:46  »
 :mew1:
63
Boy's love story / Re: ○ หลงรักเร่ ○ บทที่ 5 ○ 18/9/2020
« กระทู้ล่าสุด โดย nut2557 เมื่อ 18-09-2020 21:42:54  »
 :m15: :m15:
64
Boy's love story / Re: OWAZA ตอนที่ 12 (16/9/63)
« กระทู้ล่าสุด โดย noteno เมื่อ 18-09-2020 21:07:30  »
เบสโดนนางเเมงมุมสะกดใช่มั้ยย ตัวละครตัวนี้จะเป้นตัวสุดท้ายมั้ย เป้นแค่สมุนหรือบิ๊กบอส.,.รอกันต่อปายย
65
แอบอ่านที่ออฟฟิศ แล้วก็นั่งน้ำตาซึมน้ำตาไหล จนเพื่อนตกใจว่าเป็นอะไร 

ยิ่งอ่านตอนหลังๆ ยิ่งจิตตก บีบหัวใจมาก ประหนึ่งเป็นเลอมาน เป็นจ้อยเสียเอง

นั่งลุ้นว่าจะจบแบบ happy ending หรือ sad ending แต่หวังใจว่าจะเป็น happy ending สมหวังทั้งสองคู่เลย

รอคุณดอกไม้มาต่อใจจดจ่อนะคะ

ปล สงสัยว่าท่านชายอาทิตย์กับครูปรีชาในอดีต น่าจะมีความรู้สึกเกินเพื่อนเหมือนกันน้าาาา
66
Boy's love story / Re: ○ หลงรักเร่ ○ บทที่ 5 ○ 18/9/2020
« กระทู้ล่าสุด โดย Tulah เมื่อ 18-09-2020 21:04:31  »
บทที่ 5



รถยนต์ญี่ปุ่นคันใหญ่ดับเครื่องลงหน้าโรงรถ กฤษณ์ไม่ได้นำรถเข้าไปจอดให้เรียบร้อยเนื่องจากเขาคิดว่าแวะมาเพียงเพื่อรับประทานอาหารแล้วก็จะได้กลับคอนโด ดวงตาคมเหลือบมองรถยนต์ยุโรปที่จอดอยู่ในซอง น้องชายและน้องสะใภ้คงมาค้างที่นี่เมื่อคืน

อันที่จริงแล้วก็อนุมานได้ไม่ยากนัก เป็นธรรมเนียมที่ทุกคนในบ้านจะกลับมารวมกันเป็นวันอาทิตย์ บรรยากาศคึกคักน่าดู คงเป็นเพราะทั้งบิดาและมารดาของช้องนางก็อยู่บ้านข้างกันนี่เอง หากจะพูดกันตามตรง ทั้งบ้านเขาและบ้านของช้องนางก็ไปมาหาสู่กันตั้งแต่เรียนมัธยมแล้วด้วยซ้ำ

“หนูช่วยค่ะคุณกฤษณ์” สาวใช้เดินตรงมาหาเขา กฤษณ์ส่งถุงผลไม้ให้หล่อน ด้านในมีองุ่นเขียวนำเข้าพวงโต และขนมอบอีกสองสามอย่าง

“ขอบใจมาก”

ห้องนั่งเล่นไม่มีใครอยู่ เสียงสนทนามาจากพื้นที่สำหรับรับประทานอาหาร ทั้งมารดาและเเม่บ้านของเขาจัดมื้อกลางวันแล้ว

“นี่ไงพ่อคนกินยากมาถึงแล้ว” เสียงกระเซ้าของคุณภัทราทำเอาลูกชายคนโตถึงกับขมวดคิ้ว

“นินทาอะไรกันครับ” ชายหนุ่มนั่งลงใกล้หัวโต๊ะซึ่งเป็นที่ประจำของมารดา ฝั่งตรงข้ามคือน้องชายและน้องสะใภ้

“คุณแม่บอกว่ามื้อนี้พี่กฤษณ์คงเจริญอาหารน้อยน่ะค่ะ” เสียงหวานใสดังขึ้น รอยยิ้มยิ่งขับให้ช้องนางเข้ากันกับชุดคลุมท้องสีชมพูอ่อน

อาหารบนโต๊ะคราวนี้ไม่ใช่อาหารไทยอย่างที่ลูกชายคนโตชอบ คราวนี้เป็นคิวของลูกชายคนโปรด เพราะกุนต์ไม่ชอบรับระทานอาหารรสจัดเท่าไหร่นัก คุณภัทราเลยลงมือทำสปาเกตตี้กุ้งแม่น้ำ ใส่เครื่องหลายอย่าง ทั้งมะเขือเทศ มะกอกดำ หัวหอม และเบคอนทอดจนกรอบ ไม่เท่านั้น เธอยังทำไก่อบแกล้มถั่วแขก แคร์ร็อต และหน่อไม้ฝรั่งราดเกรวี่ รับประทานคู่กับมันบดเนื้อเนียน อย่างสุดท้ายคือสลัดร็อคเก็ตที่มีบัลซามิกมาตัดเปรี้ยวช่วยแก้เลี่ยน

“เรื่องมากน่ะสิ” กุนต์ย่นจมูก พี่ชายเขาน่ะมันพวกเพอร์เฟกต์ชั่นนิสต์ ทุกอย่างต้องถูกต้องสมบูรณ์ หากมีอะไรผิดที่ผิดทางเกินเส้นที่ขีดไว้ สงสัยคงต้องสิ้นใจตาย

“ดีกว่าพวกไม่เลือก” กฤษณ์ไม่ค่อยปฏิเสธ หากมื้อไหนชอบ เขาก็ทานมาก หากมื้อไหนไม่ชอบเขาก็ทานน้อย

บางครั้งกุนต์ก็คิดว่าพี่ชายของเขาควรจะชื่อ ‘กริช’ ไปเสียให้จบ ๆ ทั้งท่าทางเรียบเฉยและคำพูดคำจาเชือดเฉือนแทงใจดำอย่างนั้น.. ไม่เห็นต่างอะไรกับมีดสักนิด

“ช่อเป็นยังไงบ้าง” กฤษณ์ตักผักอบลงจาน เขาเจอเธอบ้าง แต่ไม่ได้พูดจากันเป็นกิจจะลักษณะมาสักพัก

“ดีค่ะ เจ้าคนนี้ก็เริ่มดิ้นแล้ว” มือเล็กลูบลงบนหน้าท้อง แรงขยับน้อย ๆ พอให้จุกจากเจ้าตัวน้อยทำให้ช้องนางหัวเราะ

“พอพูดถึงก็ถีบเลยค่ะ นี่ฟังรู้เรื่องแล้วใช่ไหมลูก” คนกำลังจะเป็นแม่เย้าแหย่

“สงสัยจะชอบพี่กฤษณ์ อยู่กับผมไม่ยักเห็นดิ้น” กุนต์เหลือบมองพี่ชาย อีกฝ่ายยังตีหน้าเฉยเหมือนทุกที

“น่ากลัวจะโตมาใจร้อนเหมือนกุนต์น่ะสิ” คุณภัทราเอ่ยขึ้น “รู้ไหมตอนแม่ท้อง.. กุนต์นี่ดิ้นจนน่ากลัว”

“ใจร้อนตั้งแต่อยู่ในท้องเลยหรือคะ.. จะกังวลดีไหมเนี่ย” ช้องนางช้อนตามองมองสามี รอยยิ้มของเธอเหมือนดอกไม้แรกแย้ม

“เอาไว้ออกมาไม่เหมือนผมสิค่อยน่ากังวล” กุนต์หัวเราะ ลูบมือไปบนหน้าท้องของภรรยา สายตาเรียบเฉย

“แล้วตอนคุณแม่ท้องพี่กฤษณ์เป็นยังไงหรือคะ” ศรีสะใภ้ถามไว้เป็นประสบการณ์ เพราะเธอเป็นลูกคนเดียวถึงรู้ว่ามันโดดเดี่ยว จะอย่างไรก็คงต้องมีคนที่สองไว้เป็นเพื่อนคู่คิด

“ไม่เหมือนกุนต์เลย คุณพ่อยังทักว่าท้องลมให้ดีใจเก้อหรือเปล่า” ภัทราหวนนึกถึงสามี บนใบหน้าฉายประกายความสุขล้น น่าเสียดายที่เขาไม่ทันอยู่ได้เล่นกับหลาน

“ตากฤษณ์ดิ้นน้อยมาก แม่กับคุณพ่อต้องลุ้นให้ขยับตัว.. เรียกว่าเรียบร้อยตั้งแต่อยู่ในท้อง” อาจารย์หนุ่มฟังเฉย ๆ โดยไม่ได้ออกความเห็น ชินชาเสียแล้วกับการที่มีใครสักคนนำเขาไปเปรียบเทียบกับน้องชาย

“สัปดาห์หน้าจะมีนัดหมอ คุณเเม่อยากไปด้วยกันไหมคะ” หญิงสาวว่า บางครั้งคุณกุนต์ก็ติดงาน คงไม่สะดวกพาเธอไปโรงพยาบาลนัก

ช้องนางนึกตำหนิตัวเองเล็ก ๆ .. ทั้งที่มีคนขับรถไปส่งถึงที่ แต่เธอก็ยังดูแลตัวเองไม่ได้

“ได้สิลูก ถ้าจะไม่เบื่อคนแก่ล่ะนะ” คุณภัทราหัวเราะเบิกบาน มีคุณย่าคนไหนบ้างที่ไม่อยากเห็นหลานคนแรก

“ตากฤษณ์เห็นหลานหรือยัง”

“ยังครับ” อาจารย์หนุ่มส่ายหน้า พอจะทราบว่าเป็นหลานชายเท่านั้น เขารับโทรศัพท์ที่มีภาพอัลตร้าซาวด์ของน้องสะใภ้มาดู

“เห็นไหมคะพี่กฤษณ์.. ไม่เหมือนช่อเลยสักอย่าง” คนพูดทำท่าน้อยอกน้อยใจ ตาโตแต่ยาวรีไม่เหมือนเธอ จมูกงุ้มบริเวณปลายน้อย ๆ ก็ไม่เหมือนเธอ แม้กระทั่งริมฝีปากก็ยังไม่เหมือน

“เอาไว้ก็มีลูกสาวอีกคนสิ จะได้เหมือนช่อ” กระแสเสียงอ่อนโยนของคนเป็นพี่ใหญ่เอ่ยขึ้น “พี่ชายน้องสาว น่าจะดีนะ กุนต์ว่ายังไง”

“ไม่รู้สิครับ ดูก่อนแล้วกันว่าผมจะเลี้ยงได้ไหม” กุนต์บอกปัด ไม่ทันได้สนใจท่าทีของภรรยาสาว

ช้องนางได้แต่ยิ้มเจื่อน บังคับตัวเองไม่ให้สั่น เธอรู้เต็มอกว่าเขาไม่ได้รัก ไม่ได้สนใจ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร...ทั้งเธอและเขาก็กลายเป็นครอบครัวเดียวกันเเล้วไม่ใช่หรือ?





------------------------------------------------





ตั้งแต่วันที่ไปกินข้าวกับอาจารย์กฤษณ์ ปัณณ์ก็แทบไม่พบเขาอีกนอกจากในคาบเรียน ทุกอย่างเหมือนก่อนหน้านี้ อาจารย์บรรยายหน้าชั้น ส่วนเขาก็ตั้งใจเรียน ใคร ๆ ต่างก็ชื่นชมเรื่องรูปลักษณ์ของอาจารย์ไม่เปลี่ยนแปลง

ปัณณ์ไม่ปฏิเสธ.. เขาดูดี แต่เหมือนไร้ชีวิต

“อย่าลืมส่งการบ้านของอาทิตย์ที่แล้วนะครับ ผมจะปิดรับวันนี้ตอนห้าโมงเย็น” เสียงทุ้มนุ่มของอาจารย์หน้าชั้นเอ่ยขึ้น เขาตอบคำถามเรื่องบทเรียนวันนี้ไปแล้วเกือบยี่สิบนาที พอเห็นนักศึกษาหลายคนรวบข้าวของลงกระเป๋าก็พูดต่อ

“ถ้าไม่มีใครอยากซักถามอะไรแล้ว เลิกคลาสก็ได้ครับ ผมไม่อยากทรมานพวกคุณนานไปกว่านี้” กฤษณ์พูดติดตลก

นักเรียนหลายคนไหว้ขอบคุณ บางคนงัดรายงานออกมา เตรียมจะเอาไปหย่อนไว้ที่กล่องรับการบ้านหน้าห้องพักอาจารย์บนชั้นเก้า

“จะส่งงานแล้วไปเก็บชั่วโมงเลยไหม” ใบบุญถาม ตอนนี้สี่โมงเย็นแล้ว เหลือเวลาอีกแค่ชั่วโมงเดียวในการส่งงาน วันนี้ทั้งเขาเเละปัณณ์ต่างก็ไม่ได้ไปทำงานพิเศษที่ไหน

“เอาสิ น่าจะได้สักสองชั่วโมง” ปัณณ์พยักหน้า นักเรียนทุนทุกคนต่างเก็บชั่วโมงช่วยงานคณะและมหาวิทยาลัยให้ถึงเกณฑ์ที่กำหนด เทอมนี้ปัณณ์ทำงานจนหัวหมุน จนจวนจะหมดเวลาแล้วเขายังเหลือค้างไว้อีกหกชั่วโมง

ปัณณ์หย่อนกระดาษลงในกล่องรับการบ้านหน้าห้องอาจารย์กฤษณ์ นึกว้าวุ่นถึงเจ้าของกล่อง ครั้งแรกที่พบกัน เด็กหนุ่มนึกฝันว่าจะได้พบเขาอีกสักครั้งมาโดยตลอด แต่เมื่อพบกันแล้ว ปัณพัทธกลับรู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นมาฉุดรั้งไว้ ไม่มีอะไรคืบหน้า..

เขาและใบบุญได้งานจัดหนังสือในห้องภาควิชา ปัณณ์หยิบลังกระดาษใบใหญ่มากาง เตรียมจะเรียงหนังสือเรียนที่ขายไม่หมดใส่ลงในนั้น ส่วนใบบุญก็ช่วยเขียนชื่อรายวิชาปิดหน้ากล่อง

พนักงานธุรการจะเป็นคนจัดการนำหนังสือที่บรรจุลงลังนี้ไปเก็บ พวกเขามีหน้าที่แค่เพียงเคลียร์ชั้นวางให้ว่าง ในอีกสองสามสัปดาห์ข้างหน้า ที่นี่จะกลายเป็นพื้นที่เก็บข้อสอบจากส่วนกลาง

หกโมงครึ่งแล้ว.. พระอาทิตย์คล้อยลงต่ำ จนกระทั่งหายลับไปในที่สุด ในห้องภาควิชาแทบไม่มีใคร เหลือเพียงนักศึกษาทั้งสองและพนักงานเท่านั้น เธอขอบัตรนักศึกษาของปัณณ์กับใบบุญเพื่อจะบันทึกเวลาในคอมพิวเตอร์ให้

“ปัณณ์.. คือเราไปก่อนได้ไหม มีธุระด่วน” ใบบุญสะกิดเขา โทรศัพท์ในมือสั่นครืดคราด

“เอาสิ ไว้เจอกัน” ปัณณ์โบกมือ เขาตั้งใจว่าจะแวะเข้าห้องน้ำก่อนค่อยเดินทางกลับบ้าน

ทางเดินยาวจากห้องภาควิชาไปยังหน้าโถงลิฟท์เงียบสนิท ห้องพักอาจารย์หลายห้องต่างปิดไฟ เหลือห้องหนึ่งที่อาจารย์สามคนแชร์กันใช้

กล่องรับการบ้านและรายงานของนักศึกษาข้างหน้าเรียงรายตามชื่ออาจารย์ เด็กหนุ่มพบว่ามีสามกล่องที่มีกระดาษอัดอยู่เต็ม ข้างล่างระบุชื่ออาจารย์กฤษณ์

ไฟในห้องยังเปิดสว่างจ้า ปัณพัทธยืนจ้องประตูบานใหญ่อยู่ครู่งหนึ่ง อดคิดไม่ได้ว่าเขาจะกลับบ้านไปแล้วหรือยัง เสียงลูกบิดเเละประตูที่เปิดผางออกทำให้นักศึกษาหนุ่มสะดุ้งน้อย ๆ

..ใครคนที่เขาคิดถึงอยู่เมื่อครู่กำลังยืนอยู่ต่อหน้า..

เหมือนเวลาหยุดหมุนไปชั่วขณะ เขาสบตาอาจารย์กฤษณ์ นัยน์ตาสีนิลไม่แสดงความรู้สึก สถานการณ์คงเงียบงันและแปลกประหลาดเกินไป อีกฝ่ายถึงตัดสินใจทำลายความเงียบ

“มีอะไรหรือเปล่า ปัณพัทธ”

“ไม่ครับ ผมแค่มาเก็บชั่วโมง” เด็กหนุ่มหลบตาเขา ไม่ได้โกหกเสียหน่อย แต่ทำไมถึงรู้สึกกลัวขึ้นมาได้

“อ้อ..” เขาจะออกจากห้อง แต่เด็กหนุ่มไม่ขยับไปไหน

“อาจารย์ยังไม่กลับหรือครับ” ปัณณ์กัดริมฝีปาก รู้สึกโง่เง่าเหลือเกิน ในครรลองสายตามีเพียงพื้นหินเทียมมันปลาบกับรองเท้าผ้าใบคู่เก่งของตัวเอง

“ถ้าจะคุยกัน..อย่างน้อยคุณก็ควรจะมองหน้าผม” คำตำหนินั้นทำให้ปัณณ์รู้สึกเจ็บนิดหน่อย ที่ที่รู้สึกชัดเจนกว่าคือสรรพนามที่กลับมาห่างเหินอีกครั้ง

..บางทีเด็กหนุ่มอาจจะคิดเข้าข้างตัวเองมากเกินไป ทั้งเขาและปัณณ์ต่างก็ไม่เคยใกล้ชิดกันมาแต่แรก..

“ขอโทษครับ” ปัณณ์ก้าวถอย เขาเงยขึ้นมาสบตาคนตัวสูงกว่า สายตาใต้เลนส์แว่นของเขาทำให้ปัณณ์รู้สึกเหมือนทั้งร่างติดอยู่ในกล่อง อึดอัดและคับแคบ

“ถ้าคุณไม่ได้รีบไปไหน ช่วยยกกล่องข้างหน้ามาไว้ที่โต๊ะผมหน่อยแล้วกัน” เจ้าของเสียงทุ้มหายกลับเข้าไปในห้อง ประตูปิดลงเบา ๆ ตามหลังเขาไป

ปัณณ์ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง.. ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่

เด็กหนุ่มหยิบกล่องใส่การบ้านสามใบมาซ้อนกันก่อนจะอุ้มพวกมันเข้าห้องพักอาจารย์ไป ภายในห้องเงียบสนิท พอจะอนุมานได้ว่าอาจารย์อีกสองท่านที่ใช้ห้องร่วมกันคงกลับบ้านไปแล้ว โต๊ะของอาจารย์กฤษณ์อยู่ด้านในสุด ร่างสูงนั่งอยู่หน้าเเล็ปท็อป บนโต๊ะของเขาสะอาดเรียบร้อย มีกาแฟร้อนในแก้วกระดาษเหลืออยู่ครึ่งหนึ่ง

“ขอบใจมาก”

“ให้ผมช่วยอะไรอีกไหมครับ” ปัณณ์ขบริมฝีปาก สบตาเขาอย่างไม่แน่ใจ รอยยิ้มที่ก่อตัวน้อย ๆ แล้วมลายไปอย่างรวดเร็วของอีกฝ่ายทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกอับอาย

หากเขาเฉย..ปัณณ์ก็ควรจะเฉยเสียไม่ใช่หรือ

“ถ้าไม่ลำบากเกินไป ช่วยเรียงเลขที่ให้ผมหน่อยแล้วกัน” กฤษณ์หันกลับไปมองจออีกครั้ง

“ครับ” ปัณณ์นั่งลงตรงข้ามกับอาจารย์ เพิ่งจะได้สังเกตเขาใกล้ ๆ

นักศึกษาหนุ่มคิดว่ากฤษณ์อาจจะชอบสีขาว น้อยครั้งนักที่เขาจะเห็นว่ากฤษณ์ใส่เสื้อสีอื่น จะหมดวันแล้วแต่เสื้อเชิ้ตของเขายังเรียบกริบ

ปัณพัทธอดคิดไม่ได้.. ที่บ้านเขา มีใครทำหน้าที่ดูแลบ้านแล้วหรือยัง?

“มีคำถามหรือเปล่า” เสียงทุ้มนุ่มถามขึ้น เด็กคนนี้มองหน้าเขามาพักหนึ่งแล้ว

“ไม่ครับ” ปัณณ์หลบตา มือเรียวหยิบกระดาษจากกล่องแรกขึ้นมา มันเป็นของนักศึกษานอกคณะที่ลงเรียนวิชาของกฤษณ์เป็นวิชาโท

ข้างนอกมีฝนตกโปรยปรายมาระยะหนึ่ง ยิ่งทำให้อุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในห้องพักอาจารย์เย็นขึ้นอีก กฤษณ์เหลือบมองเด็ก เขาเห็นว่าปัณณ์ตัวสั่น.. คงไม่ชอบอากาศหนาวจัด

ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง ที่มุมห้องเป็นโต๊ะชงกาแฟสำหรับอาจารย์ เขาหยิบแก้วกระดาษมาใบหนึ่งแล้วบรรจงชงเครื่องดื่ม

“ดื่มสิ ช่วยได้นะ” แก้วกระดาษวางลงตรงหน้าปัณพัทธ มันบรรจุโกโก้ร้อนสีน้ำตาลส่งกลิ่นหอมลอยในอากาศ ไม่เพียงแต่เครื่องดื่มเท่านั้น กฤษณ์หันไปหยิบเอาสูทที่แขวนไว้มาส่งให้เด็กด้วย

“ขอบคุณครับอาจารย์” ปัณณ์รับเสื้อตัวใหญ่มาสวม ผ้าเนื้อดีทำให้รู้สึกอุ่น กลิ่นน้ำหอมที่ติดเสื้อทำให้หัวใจลิงโลด

ความอบอุ่นเข้าปกคลุมหัวใจของเด็กหนุ่มอีกหน วันนี้เขาเหมือนได้พบกับผู้ชายคนนั้นอีกครั้ง

ผู้ชายคนที่ไม่หมางเมินต่อความเจ็บปวดของปัณณ์...แม้มันจะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม

“ผมช่วย”

อาจารย์กฤษณ์ปิดเเล็ปท็อป เขาเก็บมันใส่กระเป๋าก่อนจะลุกขึ้นมาช่วยนักศึกษาหนุ่มเรียงเลขที่ในกล่องสุดท้าย คืนนี้เขาตั้งใจว่าจะหอบมันกลับไปตรวจที่คอนโด

พอเขาขยับเข้ามานั่งใกล้ ๆ กลิ่นน้ำหอมของเขาก็ชวนให้ปัณพัทธใจเต้น เด็กหนุ่มมือสั่นน้อย ๆ ค่อย ๆ รวบกระดาษขึ้นมาเคาะให้ทุกแผ่นอยู่เสมอกันก่อนจะคลิปให้รวมเป็นปึกเดียว

“คุณกินเลอะ” เสียงทุ้มของอาจารย์กฤษณ์เรียกให้ปัณณ์หันไปหา เด็กหนุ่มมองหากระดาษทิชชูเเต่ไม่พบ จึงใช้หลังมือเช็ดทำความสะอาด หากกฤษณ์กลับส่ายศีรษะ

“ผมทำให้” นิ้วโป้งของอาจารย์เเตะลงที่มุมปากของเด็กหนุ่มเเผ่วเบา เขาลากไล้เอาคราบสีเข้มจากโกโก้ออกไป

ปัณพัทธสั่นน้อย ๆ เขาเพิ่งได้สังเกตอาจารย์กฤษณ์อย่างใกล้ชิด เขาตาโตแต่เป็นทรงเรียวยาว หากจะบอกว่าดวงตาคือหน้าต่างของดวงใจ ปัณณ์ก็ยิ่งอยากค้นให้ลึก.. น่าเสียดาย หน้าต่างบานนี้คงปิดอยู่ เขาถึงค้นไม่พบอะไรเลยสักอย่าง

ไอร้อนจากร่างกายกำยำช่วยทำให้ปัณณ์รู้สึกอบอุ่นขึ้น เมื่อไหร่ไม่รู้ที่เขาได้เห็นดวงตาเรียวคู่นั้นชัดเจนยิ่งขึ้นอีก สัมผัสจากนิ้วโป้งของคนแก่วัยกว่าผละจากไปเมื่อไหร่ปัณณ์ก็ไม่รู้เช่นเดียวกัน หากสิ่งที่รู้แน่ใชัดในตอนนี้คือริมฝีปากของเขากำลังถูกครอบครองโดยคนเบื้องหน้า

เด็กหนุ่มหลับตาลง ปล่อยให้ร่างกายตอบสนองต่อสัมผัสของเขาโดยไม่นึกห้าม เมื่อเขาเม้มริมฝีปากล่าง ปัณณ์ก็ตอบรับด้วยการขบริมฝีปากบน

เสียงหายใจของอีกฝ่ายทำให้ในท้องของเด็กหนุ่มขมวดเกร็ง มือเล็กขยำลงที่อกเสื้อของอีกฝ่าย ปัณณ์นึกตำหนิตัวเองที่ทำเสื้อทำงานของเขายับเสียได้ กฤษณ์ถอนตัวออก.. พริบตาหนึ่ง ปัณณ์คิดว่าเห็นความรู้สึกบางอย่างเจืออยู่ในนั้น

มันเจือจาง..และอันตรธานหายไปในที่สุด

“จะกลับพร้อมกันไหม” เสียงของเขาทำให้ปัณณ์ต้องเงยหน้ามอง อาจารย์กฤษณ์ผละห่าง ทำราวกับว่าเมื่อครู่ปัณณ์ฝันไป มือใหญ่หย่อนการบ้านทั้งสามปึกใส่กระเป๋าแล้วเอาขึ้นสะพายไหล่เป็นสัญญาณว่าถึงเวลาเลิกงานแล้ว

“รบกวนอาจารย์ส่งผมลงแค่ป้ายรถเมล์หน้ามหาวิทยาลัยก็พอครับ” ปัณณ์รู้ดีแก่ใจ ตอนนี้เจตนาของตัวเองไม่บริสุทธิ์ แต่ไม่รู้ว่าเขาตระหนักชัดถึงเรื่องนี้หรือไม่







ปัณพัทธกลับถึงบ้านเกือบจะสามทุ่ม วันนี้รถติด แต่ไม่แย่จนถึงกับต้องจอดแช่นาน ๆ อย่างช่วงเย็นวันศุกร์ เขาเดินเข้าซอย หลายบ้านปิดประตูแล้ว หากแสงไฟนีออนยังลอดออกมาพอให้เห็นทางเดิน

กลิ่นเหม็นสาบค้างท่อยังเหมือนเดิม คราวนี้แถมกลิ่นบุหรี่ของพวกแก๊งเด็กแว้นยังฉุนจนแสบจมูก รองเท้าผ้าใบสีอ่อนหยุดลงหน้าบ้านชั้นเดียว เขาถอดรองเท้าดันมันเข้าไปซอกหนึ่ง

เสียงรายการข่าวจบลงแล้ว ละครทีวีกำลังจะมา ลุงขี้เหล้าของปัณณ์นั่งอยู่ที่พื้น ข้างตัวมีขวดเหล้าขาวกับถั่วลิสงคั่ววางไว้ ไร้เงาของมารดาของเขาที่ควรจะนั่งอยู่ใกล้ ๆ อย่างทุกที

“แม่ไปไหน”

“จะไหว้สักทียังไม่มีเลยนะมึง” ชายวัยห้าสิบค่อนขอด ดีกรีของสุรากับอากาศทำให้ร้อนจนต้องถอดเสื้อ พอเห็นปัณณ์ไม่พูดอะไรต่อถึงยอมลงให้

“ไปช่วยงานศพ กว่าจะกลับคงสี่ทุ่ม”

ปัณพัทธพยักหน้า เดินเลยเข้าห้องนอน ไม่คิดจะหาอะไรใส่ท้องด้วยซ้ำ คราวนี้เขาไม่พลาดให้เกิดเหตุการณ์อย่างวันนั้นอีกแน่ มือเล็กกดล็อกลูกบิด ปัณณ์ถอดถุงเท้าโยนลงตะกร้าผ้าเขาเปิดพัดลม เพราะแม่ไม่อยู่ ปัณณ์ถึงยังไม่กล้าออกไปอาบน้ำ

เด็กหนุ่มนอนเอกเขนกอยู่บนฟูก เสียงลูกบิดประตูถูกหมุนทำให้เขาดีดตัวขึ้นมานั่งหลังตรง คนข้างนอกเปิดเข้ามาไม่ได้เพราะติดล็อก

“โอ้โฮ เดี๋ยวนี้ล็อกห้องด้วยเว้ย มันอะไรกันนักหนา” เสียงคึกคะนองของลุงดังขึ้นหน้าห้อง จังหวะจะโคนพอให้เดาได้ว่าน่าจะเมาแล้ว

เสียงไม้ลั่นออดแอดเป็นสัญญาณว่าคนที่อยู่หน้าห้องผละจากไปแล้ว ปัณณ์โล่งใจแต่ก็ยังคอยระวัง เสียงฝีเท้าหนัก ๆ วนกลับมาหน้าห้องอีกครั้ง ปัณณ์ยัดมือถือลงกระเป๋า ลุกขึ้นดันประตูไว้เมื่อลูกบิดเขย่าอีกหน

“รู้จักกูน้อยไปแล้วไอ้ปัณณ์” ลุงของเขาตะโกนอย่างผู้ชนะ ในมือมีกุญแจห้อง เขาเสียบผิดเสียบถูกอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะไขเข้าไปได้

พอเมาแล้วไม่รู้ว่าคนแก่อย่างนี้ไปเอาเรี่ยวแรงเหมือนช้างสารมาจากไหน สุดท้ายปัณณ์ก็เเพ้ ประตูห้องดีดผลัวะเข้ามาอย่างแรง

“ออกไป” เด็กหนุ่มถอยมาตั้งหลัก ลุงของเขายืนจังก้าอยู่ที่ปากประตู

“ถ้าจะเอาเงินก็ไปหยิบเอาบนโต๊ะ” ปัณณ์ต่อรอง ในกระเป๋ามีเงินสดอยู่สองสามร้อยบาท คิดว่าลุงน่าจะหยิบเอาไปซื้อสุราเกรดดีกว่าที่กินอยู่ได้สักขวด

“กูไม่เอาหรอกเงินน่ะ” เจ้าของเสียงแหบเเห้งหัวเราะ เหล้าไม่ใช่น้ำเปลี่ยนนิสัย หากเป็นน้ำเผยสันดานต่างหาก

“กูจะเอามึง! ” มือใหญ่ชี้หน้าปัณณ์ พี่ชายของเเม่เดินเข้ามาหา ปัณณ์ถีบมันออกแต่คงเบาเกินไป มันแค่ถอยไปสองสามก้าวแล้วก็ปราดเข้ามาใหม่

“อย่ามายุ่งกับกู! ” ปัณณ์ถอยหนี พยายามจะใช้เสียงดังเข้าสู้

“ฤทธิ์เยอะนักนะมึง” หมัดลุ่น ๆ ชกลงที่หน้าท้องแบนเรียบ ปัณณ์จุกจนทรุดตัวลงไปนั่งคุดคู้ ร้องไม่ออกด้วยซ้ำ

เสื้อนักศึกษาของถูกขยุ้ม ลุงคงปรารถนาจะทึ้งมันออก ถึงปัณณ์จะจุกแต่ก็ยังพยายามปัดป้อง น้ำตาเขารื้นขึ้น ปัณณ์รู้.. เขามันก็แค่เลือดเนื้อเชื้อไขของเเม่ที่ติดท้องมาขออาศัย

จะไม่ขอให้ลุงรักและเอ็นดูกันก็ได้ แต่อย่างเดียวที่ปัณณ์ขอ.. เพียงแค่อย่าทำร้ายกันก็พอ

“อย่าทำ! ” ปัณณ์ข่วนแขนลุงจนเลือดซิบ กระดุมเม็ดบนหลุดกระเด็นไปบนพื้น

“ยอมกูดีๆ เถอะ ยังไงวันนี้มึงก็ไม่รอดหรอก”

ปัณณ์เม้มปาก มันคงรอมาสักระยะแล้ว เด็กหนุ่มกัดฟันดิ้นหนีมาถึงโต๊ะเขียนหนังสือ ชายวัยห้าสิบไล่ต้อน เผยยิ้มอย่างย่ามใจเมื่อปัณณ์จนมุม

มือเรียวเอื้อมคว้ากล่องใส่เครื่องเขียนบนโต๊ะ มันล้มคว่ำ ปากกาและดินสอทั้งหมดหล่นกระจาย กระไกรด้ามยาวถูกฉวยไว้ในมือ ลุงคงไม่เห็น เพราะมัวเเต่สนใจจะกระชากขาเขา สองแขนออกเเรงดึงทีเดียว ทั้งร่างของก็ปัณณ์ก็โดนลากมาอยู่กลางห้องแล้ว

มือหนึ่งของลุงกดเด็กปัณณ์ไว้กับพื้น อีกมือสาละวนอยู่ที่ซิปกางเกงตัวเอง ปัณณ์กำกรรไกรตัดกระดาษไว้ไม่ให้มันเลื่อนหลุดไปไหน

ใบหน้าเจือกลิ่นเเอลกอฮอล์เหม็นฉุนซุกลงมาที่ลำคอของปัณณ์ น้ำตาของเด็กหนุ่มไหลริน ความโกรธ เกลียด และกลัวหล่อหลอมเป็นความกล้าในที่สุด กรรไกรเรียวยาวถูกกำไว้ก่อนจะแทงสวนเข้าไปที่ท้องของลุง

เด็กหนุ่มสัมผัสถึงความรู้สึกของของเเข็งที่ทะลุผ่านผิวเนื้อของอีกฝ่ายได้ชัดเจน เขาตกใจ ได้เเต่ดึงมืออกเเละปากรรไกรไปที่มุมห้อง ปัณณ์น้ำตาท่วม มือเรียวสั่นเทา ลุงทรุดตัวลงนอนทับเขาอยู่อย่างนั้น คงเจ็บจนไม่มีแรงลุก

ปัณณ์ดันร่างพี่ชายของแม่ออกจากตัว ปากแผลไม่กว้างนัก แต่เลือดสีแดงชาดไหลทะลักออกมาจนน่ากลัว บางส่วนเลอะเสื้อนักศึกษาเป็นวง กลิ่นคาวคุ้งทำให้เด็กหนุ่มคลื่นเหียน ลุงชี้หน้าปัณณ์ สายตาคมกร้าว เขาคงแค้นมาก แต่พูดไม่ออก เด็กหนุ่มได้ยินเสียงคนเดินมาจากหน้าบ้าน

ตอนนี้สี่ทุ่มกว่าแล้ว คงเป็นแม่..

มารดาของปัณพัทธวางตะกร้าลงที่พื้น ภายในบรรจุอาหารเลี้ยงจากงานศพที่เจ้าของงานให้มาเป็นสินน้ำใจ ทั้งบ้านเงียบอย่างน่าประหลาดทั้งที่เสียงโทรทัศน์ยังเล่นอยู่

ประตูห้องนอนของลูกชายเปิดกว้าง ทั้งที่ปกติมันมักจะปิดอยู่เสมอ ภาพภายในทำให้หล่อนหวีดร้อง พี่ชายแท้ ๆ นอนกองอยู่กับพื้น เลือดไหลอาบท้อง ลูกชายของหล่อนนั่งคุดคู้ น้ำตาไหลอาบหน้าจนดูไม่ได้

“มึงทำห่าอะไรของมึงไอ้ปัณณ์” หล่อนปราดเข้ามาตบศีรษะลูกชายจนหน้าทิ่ม หล่อนหันรีหันขวาง จะเรียกตำรวจก็กลัวว่าเรื่องราวจะยิ่งบานปลาย

“ลุง.. อึ่ก จะปล้ำปัณณ์” เด็กหนุ่มสะอื้น เขาบอกแม่ว่าต่อสายหาโรงพยาบาลแล้ว รถพยาบาลกำลังมา

ปัณณ์ไม่ได้ต้องการให้ลุงตาย.. เขาหมายเพียงแค่ให้ลุงหยุดการคุกคามเท่านั้น

“กูเปล่า กูแค่มาขอค่าเหล้า” คนพูดไม่ลุกขึ้น ความเจ็บเเล่นริ้วไปทั่ว อาการเมามายสร่างหายไปตั้งแต่ถูกแทง

“ตอแหลนักนะมึง เก่งแต่เรื่องต่ำ ๆ ” แม่ผลักหัวปัณณ์อีกหน เด็กหนุ่มกัดริมฝีปาก แม่ทำเขาที่ตัว แต่ความเจ็บปวดดันแล่นริ้วไปที่ใจ

แม้แต่ความจริง..แม่ก็ยังไม่คิดฟัง

“ถ้ามึงยังตอแหลไม่เลิก กูจะแจ้งตำรวจมาจับมึง” เเม่ชี้หน้าปัณณ์ เดือดดาลกับพฤติกรรมของลูกชาย ถึงแม้ว่าพี่ชายของหล่อนจะไม่ใช่พวกเอาการเอางานเท่าไหร่นัก แต่ก็ไม่ได้เลวทรามต่ำช้า ไม่เป็นพวกผิดเพศอย่างลูกชาย

หากเรื่องนี่เกิดขึ้นจริง.. หล่อนยังเชื่อมากกว่าด้วยซ้ำหากจะบอกว่าปัณณ์เป็นคนเริ่มก่อน

“แม่…” ปัณพัทธคราง “ปัณณ์ไม่ได้โกหก” เด็กหนุ่มสะอื้นฮัก รู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างในใจสลายลง

..ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เเม่ไม่เคยมองปัณณ์ในแง่ดีเลยสักหน..

“หุบปาก ออกไปจากบ้านกูเดี๋ยวนี้เลย วันนี้แทงพี่กูืแล้วพรุ่งนี้มึงจะมาแทงกูไหม! ” เธอขึ้นเสียง มองเห็นกรรไกรเปื้อนเลือดที่มุมห้องแล้วยิ่งนึกขยะแขยงเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง

“แม่..” ปัณพัทธสิ้นหวังเหลือเกิน ไม่รู้ว่าแม่จะทำอย่างที่พูดจริงหรือไม่ เขายกมือขึ้น หมายจะแตะตัวมารดาแต่หล่อนกลับใช้เท้ายันให้ปัณณ์ออกไปนั่งห่าง ๆ

“กูบอกให้มึงออกไป! ไปให้พ้นหน้ากู! ถ้าไม่ไปมึงติดคุกหัวโตแน่ไอ้เด็กเวร” หล่อนหยิบเอาดินสอและปากกาที่กระจายเกลื่อนบนพื้นเสื่อน้ำมันเขวี้ยงใส่ลูกชาย

“มึงนี่มันเกิดมาเป็นภาระกูแท้ ๆ รู้อย่างนี้กูน่าจะเอาขี้เถ้ายัดปากให้ตายๆ ไปซะ” คำบริภาษจากเเม่ทำให้ใจของปัณพัทธขาดวิ่น ไม่เพียงแต่สัมพันธ์แม่ลูกเท่านั้นที่พังทลาย หากสิ่งที่สลายลงอาจมีตัวตนของเด็กหนุ่มรวมอยู่ด้วย

แม้กระทั่งคนที่คลอดเขาออกมายังไม่ยอมรับ.. แล้วใครเล่าจะยอมรับ?

น้ำตาเม็ดใสไหลออกตากดวงตาโศก ปัณณ์รู้สึกโดดเดี่ยวและอ้างว้าง ความรู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียวบนโลกไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลย แม่ตอกย้ำความไร้คุณค่าของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตัวตนของปัณณ์พัทธ์เเทบจะเหลือเพียงเปลือก

หากถามว่าปัณณ์รักแม่ไหม… ปัณณ์ก็ยังรู้แน่ว่าเขารัก

แต่หากถามว่าแม่รักปัณณ์หรือไม่… ปัณณ์ไม่คิดว่าเขาจะได้ยินคำตอบที่หวังไว้

ช่วงเวลาของการอยู่อาศัยในบ้านหลังนี้ของปัณพัทธจบลงแล้ว แม่ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองแม้เพียงหาวตา ไม่ไถ่ถามว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง เจ็บตรงไหน รู้สึกอย่างไร ไม่เคยมี…

ปัณณ์รู้อย่างเดียว… การที่เขาเกิดขึ้นมา มันเป็นคราวซวยของแม่

เด็กหนุ่มได้ยินเสียงแอมบูแลนซ์ดังอยู่หน้าปากซอย ถนนในนี้แคบเกินไป เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลถึงเอาเปลสนามมารับลุงไป แม่ขึ้นรถไปกับลุงด้วย

ในบ้านเงียบกริบ เขาได้ยินเเต่เสียงเม็ดฝนโปรยปรายลงมา มันดังขึ้นอีกเมื่อตกกระทบหลังคาสังกะสี เด็กหนุ่มหวาดกลัวจับใจ หากลุงกลับมาเมื่อไหร่คงกะเช็คบิลเขาให้หายแค้น เสาหลักสุดท้ายในบ้านของปัณณ์ทลายลง แม่ไม่ใช่ที่พึ่งที่ไว้ใจได้อีกแล้ว

ปัณณ์ยัดเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเป้ เขาโกยหนังสือเรียนลงถุงพลาสติก พวกมันจะได้ปลอดภัยหากโดนฝน เด็กหนุ่มตัดสินใจก้าวเท้าออกจากบ้าน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจุดหมายปลายทางคือที่ไหน ปัณณ์เดินลัดเลาะออกมาจากซอย ฝนตกหนักจนเขาต้องหลบที่ป้ายรถเมล์ข้างหน้า

เขาลืมเปลี่ยนชุดนักศึกษาออก เลือดสีเเดงของลุงที่เลือบริเวณหน้าท้องของเขากระจายเป็นวงกว้างอีกครั้งเมื่อโดนฝน ปัณณ์มีเพื่อนเพียงคนเดียวคือใบบุญ ฝ่ายนั้นอยู่หอพักในมหาวิทยาลัย เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะไปพักด้วยได้

เด็กหนุ่มเปิดกระเป๋าสตางค์ ภายในมีเงินสด บัตรประชาชน บัตรนักศีกษา บัตรกดเงินสดที่มียอดเงินในบัญชีเพียงน้อยนิด

นามบัตรกระดาษของใครสักคนยังอยู่ในนั้น ปัณณ์พลิกมันขึ้น เห็นชื่อเเละเบอร์โทรศัพท์สิบหลักแล้วก็ได้แต่กลั้นใจ

ตอนนี้เขามืดแปดด้านแล้วจริง ๆ เขาชั่งใจอยู่นานว่าจะทำอย่างไรหากเขาตัดสินใจจะละเมิดกฎเหล็กของตัวเองแล้ว เขาจะมีที่พัก มีเงิน ไม่ต้องดิ้นรนอีก แต่สิ่งที่ต้องนำไปเเลก ไม่ใช่เพียงร่างกาย หากรวมถึงจิตวิญญาณ..

ปัณพัทธปาดน้ำตา เขามองท้องฟ้า ไม่รู้ว่าทำไมวันนี้มันถึงได้มืดมนนัก..

ลำเเขนเรียวตวัดขึ้นกอดอก กัดฟันอดทนต่อความหนาวเหน็บที่เข้าเกาะกุมร่างกาย ความอ้างว้างและว้าเหว่กัดกร่อนวิญญาณเขาจนแหลกสลาย

ถึงขนาดนี้แล้ว… รูปทรัพย์และความสะดวกสบายอาจมีค่ายิ่งกว่าร่างกายและจิตใจที่แตกหักจนไม่เหลือชิ้นดี

มือสั่นเทากดเลขโทรศัพท์ รอสายอยู่สักพักปลายสายก็กดรับ “สวัสดีครับ”

“คุณกุนต์..” ปัณณ์เรียกเขา พยายามจะกลั้นสะอื้น

“ถ้าผมขายตัวให้คุณ.. ผมจะได้อะไรบ้าง”


-------------------------------------

สวัสดีค่ะ ห้าตอนไม่เคยทอล์คเลย ขอบคุณทุกๆคอมเม้นท์นะคะ เป็นกำลังใจให้ได้มากๆเลยค่ะ

ขออนุญาตแจ้งช่องทางติดตามการอัพนิยายได้ที่ @Tulah_t หรือ #หลงรักเร่ นะคะ จะรอในเเท็กตลอดไปค่ะ ขอบคุณค่ะ 5555555
67
Boy's love story / Re: {Omegavers} The InsTinct ‘สีแดง’ [20+] :: ABnormal {18/09/2020}
« กระทู้ล่าสุด โดย MarinG เมื่อ 18-09-2020 20:53:06  »
ABnormal


ณ คอฟฟี่ช็อป แห่งหนึ่ง


คอฟฟี่ช็อปแห่งนี้เป็นเพียงแค่ร้านเล็กๆที่อยู่ห่างออกมาจากรั้วมหาลัยประมาณห้าร้อยเมตร ภายนอกร้านนั้นก็ดูตกแต่งธรรมดา แต่เมื่อเข้ามาดูภายในร้านแล้วละก็จะพบกับผู้คนนั่งกันอยู่แน่นร้าน สาเหตุนั้นอาจจะเป็นเพราะกลิ่นหอมที่กระจายไปทั่วร้านจนทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และอีกเหตุผลหนึ่งก็คงจะเป็นเพราะ... บาริสต้าของร้านนี้ พ่วงด้วยตำแหน่งเจ้าของร้านซะกระมัง


‘เทียนหลี่’


หรือที่คนรู้จักส่วนใหญ่จะเรียกกันสั้นว่า ‘เทียน’ ด้วยใบหน้าที่สวย และรอยยิ้มที่อบอุ่นแสนหวานชวนฝัน ความสามารถที่พูดคุยให้คำปรึกษากับผู้คนอย่างเป็นมิตร นั้นทำให้ใครหลายๆคนต่างก็หลงไหล


และที่นี่ก็ยังเป็นที่เบต้า อัลฟ่า และโอเมก้าอยู่กันอย่างเท่าเทียม ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้ผู้คนที่อยู่ในร้านนี้มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างเป็นมิตร ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นเพศอะไรก็ตาม เมื่ออยู่ที่นี่แล้วรู้สึกผ่อนคลาย นั้นอาจก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ร้านนี้กลายเป็นที่นิยมในเกือบทุกกลุ่มวัย


“เฮ้อ... ทำไมวันนี้มันถึงได้แย่แบบนี้นะ อยู่ดีดีอาจารย์ก็ดันสอบควิชซะงั้นเลย”


เด็กหนุ่มในชุดนักศึกษาพูดบ่นขึ้นพร้อมกับเอาหน้าลงไปฟุ่บกับโต๊ะเคาเตอร์บาร์ เทียนหลี่ที่เห็นดังนั้นก็อดหัวหัวเราะในลำคอไม่ได้ เทียนหลี่ค่อยๆเทชาเขียวปั่นลงในแก้วพลาสติกจากนั้นก็ปิดฝาแล้วเสิร์ฟให้กับคนที่อยู่ตรงหน้าตัวเอง


“มันก็เป็นสิทธ์ของอาจารย์เขานิ แล้วกานต์ทำข้อสอบได้รึป่าวละ... ชาเขียวปั่นของคุณลูกค้าได้แล้วครับ”


“มันก็ทำได้แหละครับ... แต่ดูเหมือนเขาจะมองผมแปลกๆ คงจะสงสัยละมั่งว่าทำไมโอเมก้าอย่างผมถึงทำข้อสอบได้ละมั่ง...”


“...”


“สุดท้ายแล้วไม่ว่าที่ไหนโอเมก้าก็ยัง...”


มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆ เทียนหลี่เองก็ยอมรับว่าในสังคมตอนนี้โลกยังคงมองโอเมก้าในแง่ลบกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็มักจะถูกจัดให้อยู่กลุ่มสุดท้ายเสมอ ยิ่งเด็กพึ่งเคยใช่ชีวิตในสังคมใหญ่แบบนี้ด้วยแล้วด้วย มันคงยากที่จะยังยากในการปรับตัว คงจะกลัวอยู่แน่นอนว่าถ้าเกิดฮีทในสถานที่ใหญ่ๆอย่างมหาลัยขึ้นมาคงกลายเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ ในตอนนี้ก็คงจะพูดทำได้แค่พูดกำลังใจเท่านั้น และเทียนหลี่ก็ค่อยๆลูบหัวของกานต์พร้อมกับยิ้มให้อย่างอ่อนโยน...


“ก็ที่นี่ไงละที่กานต์สามารถอยู่ได้อย่างสบายใจ ไม่เป็นไรนะ ถ้ายังเชื่อมั่นความสุขจะต้องเดินมาหากานต์อย่างแน่นอน...”


“ฮะฮะฮะ ขอบคุณนะครับพี่เทียน... หว่า!!”


จากสัมผัสจากการลูบหัวที่อ่อนโยนเมื่อกี้ มันกลับการเป็นการขยี้มันเมามันส์แทน ซึ่งคราวนี้ไม่ได้มาจากเทียนหลี่แต่อย่างใด เมื่อกานต์หันหลังไปก็พบกับโอมที่อยู่ในชุดของพนักงานร้านเช่นเดียวกับเขา รอยยิ้มที่ออกมาจากโอมนั้นต่างจากเทียนหลี่อย่างลิบลับ แต่ดูกวนประสาท... แต่มันกลับทำให้กานต์รู้สึกชื่นใจมากกว่า


“พะ พี่โอม...”


“อย่าพูดอะไรน่าหดหู่แบบนั้นสิ มีอะไรก็มาปรึกษาพี่ได้นะ”


พูดจบก็ขยี้หัวกานต์อีกสองสามที ก่อนที่โอมจะเดินไปทำงานเสิร์ฟอาหารต่อ ส่วนกานต์หลังจากที่โอมเดินจากไปแล้วก็เผลอเอามือขึ้นมาจับตรงที่ถูกขยี้อย่างไม่รู้ตัว เมื่อเทียนหลี่เห็นดังนั้นก็เข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นเกือบจะทุกอย่าง  ดันเจอเรื่องยุ่งยากเข้าซะแล้วสิ... งั้นตัวเขาควรจะยื่นมือเข้าไปช่วยในเรื่องนี้มากแค่ไหนกันนะ


“สนิทกับโอมด้วยเหรอ”


“ห๊ะ!! ก็ เออ ประมาณว่าเป็นรุ่นพี่ที่คณะน่ะครับ แล้วก็รู้จักกันตอนรับน้อง... แล้วพี่เขาก็คอยช่วยเหลือผมด้วย แล้วก็... แล้วก็...”


“...ก็เลยชอบเค้าสินะ”


“พะ พี่เทียนพูดอะไรนะครับ ผมน่ะไม่ได้... ไม่ได้...”


“...”


“...ผมชอบเขาครับ”


ถึงตอนแรกกานต์จะพยายามปฏิเสธสิ่งที่เทียนหลี่พูดก็ตาม แต่ด้วยใบหน้าที่แดงจัดรวมถึงท่าทีร้อนตัวของกานต์นั้นมันออกจนชัดเจน ซะจนสามารถอธิบายทุกสิ่งได้ทั้งหมด กานต์รู้เลยว่าเขาคงไม่สามารถโกหกผู้ชายคนนี้ได้แน่นอน ในวันนี้กานต์ได้รู้แล้วรอยยิ้มของผู้ชายคนที่นอกจากมันจะดูอบอุ่น แล้วมันยังสามารถดูเจ้าเล่ห์ได้อีกด้วย


“แต่ว่าพี่เขาเป็นอัลฟ่า... เพราะงั้นแล้วมันคงเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ต่อให้เรารักกันได้ครอบครัวของเขาคงจะไม่มีทางยอมรับผมหรอก”


คำพูดของกานต์ทำให้เทียนหลี่สะอึกไปเล็กน้อย มันทำให้เขานึกย้อนกลับไปยังอดีตของตัวเอง เขาเองก็เคยคิดแบบนี้เหมือนกัน และในใจตอนนี้เขาก็ยังคงคิดอยู่ แต่... เขาอยากจะให้ความคิดนี้เกิดเพียงแค่กับเขาคนแค่เดียว ไม่จำเป็นต้องให้ใครเลือกทางเดียวกันกับเขา เพราะสุดท้ายแล้วผลลัพธ์มันจะออกเป็นอย่างไรตัวของเทียนหลี่ย่อมรู้ดีที่สุด...


“กานต์เชื่อเรื่องคู่แห่งโชคชะตารึป่าว...”


“เออ จะว่ายังไงดีละมันก็พูดยากเหมือนกันนะครับ ถ้าถามว่าเชื่อไหม...ก็คงเชื่ออยู่บ้างละมั่งครับ”


“แล้วไม่คิดมั่งเหรอว่าโอมอาจจะเป็นคนในโชคชะตาคนนั้นก็ได้น่ะ”


“ฮ่าฮ่าฮ่า ถ้ามันง่ายแบบนั้นคนเขาคงจะมีคู่กันเกลื่อนเต็มไปเป็นหมดแล้วละครับ แต่ถ้าพูดถึงเรื่องความรักแบบนี้แล้ว ผมเองอยากรู้เรื่องของพี่เทียนเหมือนกันนะครับ พี่เทียนเองก็เป็นคนสวยนะครับ มีแฟนรึยังครับเนี่ย”


พอพูดถึงเรื่องนี้เทียนหลี่ก็ยังคงมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าเช่นเคย เพียงแต่ความรู้สึกที่ปล่อยออกมาจากรอยยิ้มนั้นมันต่างออกไป แต่คนที่จะรู้สึกถึงมันมันได้ก็คงจะมีแค่ตัวของเขาเองเท่านั้นละ


“ก็เคยมีนะ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วละ สำหรับโอเมก้า... ไม่สิ สำหรับคนอย่างพี่แล้ว เรื่องมีแฟนเนี่ยเอาไว้หลังสุดเลยละ”


“พี่เทียนเป็นโอเมก้า!! ผมก็นึกว่าพี่เป็น...”


“เบต้า... ใช่ไหมละ”


ประโยคที่ถูกเทียนหลี่พูดตัดขึ้นมานั้นมันทำให้เกิดช่องว่างความเงียบที่ทำให้กานต์รู้สึกเหงื่อตก กานต์รู้สึกตกใจจริงๆที่รู้ว่าเทียนหลี่เป็นโอเมก้า เพราะจากการที่สังเกตมาตลอดนั้น จากการกระทำต่างๆที่ผ่านมา ไม่ว่าใครก็คงจะคิดว่าเทียนหลี่เป็นเบต้า หรือถ้าจะไม่ใช่ก็ดูแล้วควรจะเป็นอัลฟ่ามากกว่าโอเมก้าเสียอีก แต่ตอนนี้ที่แน่ๆกานต์ต้องพยายามหาเรื่องคุยเพื่อทำลายให้บรรยายหนักอึ้งนี่เสียก่อน


“อ๊ะ จริงด้วย!! แล้วคู่แห่งโชคชะตาของพี่เทียนละครับ...”


“...”


“...เคยเจอบ้างรึป่าว”


กานต์พึ่งรู้สึกตัวว่า ตัวเองได้พลาดในการเลือกประโยคคำถามไปซะแล้ว... (อ๊ากกกกกกกกกกกกกก/เสียงในใจกานต์)


“คู่แห่งโชคชะตา... ก็อาจจะเคยเจอแล้วละมั้ง”


“จริงเหรอครับ!!” น่าสนใจขึ้นมาซะงั้นกานต์คิด


“แต่สุดท้ายพี่ก็เลือกที่จะทิ้งโชคชะตาที่ว่านั้นไปเอง ไม่ว่านั้นจะเป็นของจริงหรือไม่ก็ตาม...”


สุดท้ายอารมณ์ก็ยังคงดิ่งลงเหวอย่างช่วยไม่ได้ กานต์อยากจะพูดขอโทษเหลือเกิน ที่ไม่ฉลาดในการตั้งคำถามชวนคุยเอาซะเลย บรรยายการในตอนนี้ทำเอากานต์อยากจะร้องไห้มากๆ แต่เมื่อกานต์ได้ก้มลองดูที่นาฬิกาข้อมือ เขาก็นึกขึ้นได้ว่าวันนี้มีเรียนบ่าย และมันก็ใกล้จะถึงเวลาเรียนแล้วด้วย ถ้าขืนเป็นแบบนี้เขาอาจจะเข้าเรียนสายก็ได้ ดังนั้นกานต์จึงตัดสินใจคว้าแก้วน้ำที่อยู่บนเคาน์เตอร์ และรีบสะพายกระเป๋าเตรียมออกวิ่ง


“พี่เทียนครับงั้นผมคงต้องขอตัวก่อน...”


หมับ!!


“เอ๋...จับแขนผมไว้ทำไมครับ!!”


“โอมใกล้ถึงเวลาเรียนแล้วใช่ไหม ถ้างั้นพี่ฝากกานต์ไปกับโอมด้วยนะ”


“ได้คร้าบ! งั้นกานต์ไปรอพี่ที่หลังร้านก่อนเลย เดี๋ยวพี่ขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อแปปเดียว”


กานต์ได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อเมื่อตามสิ่งที่เทียนหลี่ทำไม่ทัน สุดท้ายกานต์ก็ได้ไปกับโอมตามที่เทียนหลี่จัดแจงเอาไว้ โดยมีเทียนหลี่โบกมือลาเป็นกำลังใจให้จากในร้าน สุดท้ายเลยกลายเป็นว่าเขาเผลอไปยุ่งเรื่องคนอื่นจนได้ แต่มันอาจจะเป็นการทำไป เพราะแก้อาจการตกใจจากเรื่องเมื่อกี้ที่พูดออกมา
ตัวเขาได้ทิ้งคนที่อาจจะเป็นโชคชะตาของตัวเองไปจริงๆงั้นเหรอ... งั้นไงเขาก็เป็นคนเลือกเอง เพราะอาจจะดีกว่าที่คนๆนั้นจะได้อยู่กับเขาก็ได้


หลังจากเลยเวลาบ่ายโมงไปแล้ว คนในร้านก็ค่อยๆลดลงไปเรื่อยๆจนกว่าจะถึงเวลาเลิกงาน หรือประมาณห้าโมงเย็นนั้นเองที่จะคนจะเริ่มแน่นขึ้นมาอีกครั้ง ร้านของเทียนหลี่มักจะปิดไม่เป็นเวลาเท่าไหร่นัก บางครั้งก็หนึ่งทุ่ม สามทุ่ม หรือปิดร้านเกือบห้าทุ่มก็เคยมีมาแล้ว


ซึ่งเมื่อถึงช่วงเย็นก็มักมีลูกค้าที่คุ้นหน้าคุ้นตา แวะเข้ามาในเวลาช่วงหนึ่งทุ่มกว่าๆด้วยชุดไปรเวทเสมอ แล้วเทียนหลี่ก็ยิ้มออกมาเพื่อทักทาย กานต์มักจะมาที่ร้านในช่วงเวลานี้บ่อยๆ เพราะมันอยู่ห่างจากหอพักของเขาไม่มากนัก


“เมื่อตอนบ่ายทำกันแสบมากเลยนะพี่เทียน...”


“ฮ่าฮ่าฮ่า ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วเป็นยังไงบ้างล่ะ...”


“...”


กานต์ไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่แสดงออกด้วยท่าทางที่หลบสายตา แถมด้วยแก้มสีแดงที่ชัดเจนขึ้นไปถึงใบหูนั่นทำให้เทียนหลี่สรุปได้ว่า...


‘มันต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ’


เมื่อเห็นดังนั้นเทียนหลี่จึงหยุดไม่ได้เลยที่จะต้องซักถามความจริงจากปากของกานต์ ถึงจะดูเป็นเด็กไปหน่อย แต่ยังไงการได้ยุ่งเรื่องน่ารักๆแบบนี้ก็สนุกจริงๆ ในขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกันอยู่นั้นเองบทสนทนาทุกอย่างก็ต้องถูกหยุดลง เมื่อมีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้าน


กริ๊ง...!!


เมื่อเทียนหลี่เห็นผู้ชายคนนี้ก็มองไปรอบๆร้าน โชคดีที่ตอนนี้ก็ค่อยข้างจะเหลือน้อยแล้ว เทียนหลี่ขอโทษที่ต้องให้กานต์กลับไปก่อน เพราะดูเหมือนว่าวันนี้เขาจะต้องปิดร้านเร็วๆกว่าปกติซะแล้ว หลังจากที่ลูกค้าคนสุดท้ายเดินออกจากร้าน และเทียนหลี่เอาประตูเหล็กลงหมดทุกบานแล้ว ในที่สุดก็ถึงเวลาที่เขาจะได้เริ่มคุยกับผู้ชายคนนี้ซักที...


“วันนี้มาที่นี่มีอะไร...”


“เทียนหลี่... ใครสอนให้นายพูดกับพี่ชายห้วนๆแบบนี้กัน”


ผู้ชายคนนี้ก็คือ ‘จงซิน’ หรือพี่ชายของเทียนหลี่ ผู้บริหารใหญ่ของบริษัทชั้นนำในเรื่องผลิตยาระงับฟีโรโมน และความต้องการทางเพศ ที่มีความจำเป็นสำหรับโอเมก้าและอัลฟ่าในปัจจุบันอย่างมาก ซึ่งในวันนี้ที่จงซินมาที่นี่ก็เพื่อจะมาดูความคืบหน้าของสินค้าทดลองนั้นเอง


“เป็นยังไงบ้างละ มันอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากครั้งก่อนที่ฉันมาตรวจสอบรึป่าว”


“ทุกอย่างยังเป็นปกติ ยังไม่มีใคร... ไม่มีโอเมก้าคนไหนที่เกิดอาการฮีทภายในร้ายเลยซักราย รวมถึงอัลฟ่าเองก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะคลุ้มคลั่งด้วย”


“งั้นก็หมายความว่ากลิ่นอโรม่าตัวนี้ประสิทธิภาพใช่ได้ น่าจะใช้เป็นสินค้าตัวใหม่ได้...”


สิ่งที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันอยู่นั้นก็คือตัวจริงของกลิ่นหอมภายในร้าน สาเหตุที่คนที่เข้ามาที่นี่แล้วรู้สึกใจใจสงบนั้นก็เป็นเพราะคุณสมบัติของยาระงับตัวใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาในรูปแบบของกลิ่นอโรม่า ส่วนร้านแห่งนี้ก็คือห้องทดลองที่ถูกสร้างขึ้นนั้นเอง จงซินเอากระดาษบางอย่างขึ้นมาจดพร้อมกับเดินดูไปทั่วร้าน หลังจากเสร็จแล้วก็วางของต่างๆเอาไว้ที่โต๊ะแล้วเดินเข้ามาหาเทียนหลี่


“เรื่องงานจบแล้ว... งั้นต่อไปก็ถึงเรื่องของเราบ้างละนะ”


“...เห้อ” เทียนหลี่ถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย


“เทียนเทียน!! เมื่อไหร่นายจะกลับบ้านซักทีห๊ะ!! รู้บ้างรึป่าวว่าคนที่บ้านเป็นห่วงแค่ไหน ทั้งที่เฮียก็บอกแล้วว่าการสังเกตการณ์ให้คนอื่นมาทำแทนก็ได้”


เทียนหลี่ถอนหายใจอีกครั้งกับสภาพของพี่ชายที่อยู่ตรงหน้า ถ้ายังอยู่ในเรื่องงานก็จะทั้งวางมาดและก็น่าหมั้นไส้ที่สุดเลยแท้ๆ แต่พอเรื่องงานจบที่ไรก็จะกลายเป็นพี่ติดน้องแบบนี้ทุกที่ เพราะแบบนี้ไงเทียนหลี่เลยไม่ค่อยอยากจะกลับบ้านซักเท่าไหร่ เพราะถ้ากลับไปบ้านเขายังต้องเจอคนที่นิสัยแบบนี้อีกตั้งสามคน คงเป็นเพาะว่าตัวเขาเป็นลูกคนเล็กด้วยละมั่ง ที่บ้านก็เลยทำเหมือนว่าเขาเป็นเด็กเล็กๆที่ต้องทะนุถนอมอยู่ตลอดเวลา


“เป็นผมนั่นแหละดีแล้ว... เพราะถ้าเกิดความผิดพลาดอะไรขึ้นมา ผมก็คงจะไม่เป็นอะไรอยู่ดี”


“อย่าพูดอย่างงั้นสิ... แล้วม๊าก็บอกมาด้วยว่า นสบควรจะมีคนดูแลได้แล้วนะ”


“เรื่องนี้ผมขอเถอะเฮีย... แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว”


“หรือว่านาย... ยังคิดถึงไอ้หมอนั้นอยู่”


คำถามนี้ของจงซินทำให้เทียนหลี่ชะงักไปเล็กน้อย ถ้าหากถามว่าเขายังคิดถึงอยู่รึป่าว เทียนหลี่ยังคงคิดถึงเขาอยู่... เพียงแต่ไม่ใช่ในฐานะคนรัก มันอาจจะเป็นเหมือนกับที่ใครๆต่างพูดกันว่าใจของมนุษย์นั้นมันเปลี่ยนกันได้อย่างง่ายดาย เมื่อเวลาผ่านไปคนที่เคยรักก็เป็นเพียงแค่คนรู้จัก หากวันใดได้เจอหน้ากันอีกพวกเขาอาจจะไปแม้แต่ทักกันเลยก็ได้


“เห้อ... ผมจะกลับบ้านก็ได้”


“เฮียรู้อยู่ละว่านายต้อง... ห๊ะ จริงเหรอ!! งั้นหมายความว่านายจะเลิกทำงานนี้แล้วกลับไปอยู่ที่บ้านใช่รึป่าว”


“ผมจะกลับไปอยู่ที่บ้านสามวัน แล้วก็ไม่เลิกทำงานนี้ด้วย”


“ทำไมละเทียนเทียน...”


“เพราะงานนี้มันเหมาะกับผม... ที่ไม่ปกติ” พูดจบเทียนหลี่ก็เดินหายเข้าที่หลังร้านปล่อยให้จงซินอยู่เพียงลำพัง


ไม่ปกติ... จะว่าไปแล้วนั้นมันก็เป็นเหตุผลที่เทียนหลี่ขอรับหน้าที่จะเป็นคนสังเกตการณ์นี่นะ จงซินเอามือลูบหน้าตัวเองหนึ่งทีพร้อมกับถอนหายใจยาวๆ คำว่าไม่ปกติที่เทียนหลี่พูดนั้นหมายถึงร่างกายของตัวเขาเอง ระบบร่างกายของเทียนหลี่นั้นไม่ปกติมาตั้งที่เข้าเกิดแล้ว แพทย์ไม่สามารถระบุได้ว่าเทียนหลี่นั้นเป็นเพศอะไรกันแน่ระหว่างอัลฟ่าหรือว่าโอเมก้า แต่เนื่องจากในใบรับรองจำเป็นต้องใส่เพศที่ชัดเจน ทางครอบครัวจึงขอให้แพทย์ใส่เพศของเขาเป็นโอเมก้า ระบบฮอร์โมนที่ทำงานผิดปกตินั้นทำให้เขายากที่จะไม่เข้าสู่ช่วงฮีทหรืออาจจะไม่มีเลย และทนต่อฟีโรโมนที่โอเมก้าปล่อยออกมาได้อย่างกับเบต้า แต่เขาก็ไม่ใช่เบต้า...


ถึงแม้ว่ามันมันจะดูเหมือนว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่เพราะมันเป็นแบบนั้นบางครั้งร่างกายของเทียนหลี่มักจะทำงานผิดปกติทำให้เขาเป็นลมสลบไป และถ้าหากมันเกิดขึ้นบ่อยๆคงจะไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ


หลังจากที่เทียนหลี่เก็บของเสร็จ เขาก็เดินไปที่รถของจงซินโดยที่มีคนรับใช้คอยรอรับอยู่ หลังจากที่จงซินที่ตามมาที่หลังขึ้นนั่งแล้ว รถก็เริ่มเคลื่อนตัวออกจากบริเวณร้านกาแฟทันที เทียนหลี่มองออกไปที่นอกหน้าต่างพร้อมกับครุ่นคิดบางอย่าง ถึงเหตุผลอีกอย่างที่ทำให้เขาไม่อยากจะกลับไปที่บ้าน นั่นเป็นเพราะป๊าและม๊าของเขาอยากให้เทียนหลี่แต่งงานมีครอบครัว เพราะนั้นอาจจะเป็นวิธีที่จะทำให้เทียนหลี่เป็นปกติ จากที่แพทย์สันนิฐานไว้ก็คือ ‘การใช้วิธีบางอย่างเพื่อนกระตุ้นให้ฮอร์โมนเพศทำงานอย่างสมบูรณ์’ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเทียนหลี่ต้องเลือกว่า...
 

จะกัดต้นคอ โอเมก้า เพื่อจะเป็น อัลฟ่า


หรือจะยอมโดน อัลฟ่า กัดเพื่อเป็น โอเมก้า


...



ในระหว่างที่รถแล่นออกไปนั้นเองเทียนหลี่ไม่ได้สังเกตเลยว่ามีใครคนหนึ่งเห็นเขาตอนเดินออกจากร้านก่อนที่จะเดินขึ้นรถซะแล้ว


“หาพบแล้ว...”


68


   
   “เหนืออออออ มาช่วยรุ้งหน่อยสิคะ รถเสียตรงถนน XXX อ่ะ เปลี่ยวด้วยแถวนี้ มาเหอะน้าๆๆๆๆ”




   ผมแทบจะน้ำตาไหลพรากเมื่อได้ยินเสียงของรุ้งที่ผมไปคั่วเอาไว้(และกำลังจะสร้างปัญหาให้ผมแน่ๆ) ผมที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จ เพิ่งหายเมาหมาดๆเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้วกำลังจะเลี้ยวรถไปรับไอ้ตากลม อยู่ปากซอยหน้าบ้านแล้ว โธ่!


   “เอ่อ ก็ได้ครับ”


เบอร์โทรก็มี ทำไมไม่โทรบอก????


   
69
Boy's love story / Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 36 :: up! 11-9-63} #หน้า 8
« กระทู้ล่าสุด โดย patwo เมื่อ 18-09-2020 20:33:09  »

คว่ำหน้าจอมือถือของตัวเองลงพร้อมกับถอนหายใจ สายตาที่จ้องไปข้างหน้าผมนิ่งคิดประโยคที่อ่านซ้ำไปมา ก่อนจะส่ายหน้าสะบัดความคิดนั้นออกไป ยิ่งคิดยิ่งกังวล ยิ่งคาดเดาก็ยิ่งไม่ได้อะไร ตอนนี้มันเองก็ยังไม่เอ่ยปากชวน ถ้าชวนเมื่อไหร่ก็ค่อยว่ากัน เพราะบางทีมันอาจจะนั่งทบทวนแล้วรู้สึกว่า ไม่ชวนดีกว่า ก็ได้

“ มึง ” เสียงที่เอ่ยเรียกกันในตอนที่เลิกเรียนของคนที่นั่งถัดไปแค่เก้าอี้สองตัว ผมหันไปมองต้นเสียงนั้น อาจเพราะมันไม่มีเสียงอะไร ผมก็เลยได้ยินมันชัด อาร์มที่กำลังจ้องมองกัน “ หลังเลิกเรียนไปกินข้าวกัน ”

ท่ามกลางสายตาของทั้งไอ้โฮมกับไอ้จุ้นที่มองกันแบบยิ้มๆ พร้อมด้วยสายตาคาดหวังในคำตอบของผม ก็คงอยากจะให้ไปแบบสุดตัว ในตอนนั้นผมตอบรับ

“ ได้สิ ”

หลังจากคำตอบตกลง เวลาภายในห้องก็เหมือนจะเดินเร็วขึ้นแบบที่กระพริบตาไม่กี่ครั้ง เวลาที่เคยเชื่องช้าในคราวแรก ก็กลายเป็นติดสปีช จนจบลง นักศึกษาทุกคนถอยหลังออกจากโต๊ะ จัดเก็บของ ลุกขึ้นยืน รวมถึงผมที่ก็พยายามทำตัวให้ปกติที่สุด แม้ว่ามือตอนนี้จะพยายามจัดเอกสารซ้ำไปมา แบบที่ให้เข้าที่แล้ว เข้าที่อีก

“ แล้วจะไปกินข้าวที่ไหนกัน ” ไอ้จุ้นหันมาถามผม เอกสารที่ถือก็หล่นลงโต๊ะไปแบบไม่ทันตั้งตัว มือโกยมันเข้าที่อีกครั้งผมหันไปหาอาร์ม มันก็ยืนมองกันยิ้มๆ

“ ไม่รู้เหมือนกัน อาหารญี่ปุ่นมั้ย มึงชอบกิน ”

แทบจะลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศในตอนที่ได้ยินท้ายประโยคนั้น ก็ยังจำได้อยู่เลย ว่าผมชอบกินอาหารญี่ปุ่น ทั้งๆที่คิดว่า น่าจะลืมกันไปหมดแล้ว

“ กูคิดว่ามึงลืมไปแล้วนะ ว่ากูชอบกินอะไร ”

“ แล้วทำไมต้องลืมอะ ” มันที่ถามกลับมาแบบนั้นทำให้ผมนิ่ง “ แค่เลิกชอบ ต้องเลิกเป็นเพื่อนด้วยเหรอวะ คบกันมาเป็นสิบปี กูไม่ลืมหรอกว่าเพื่อนสนิทกูชอบกินอะไร ”

ประโยคที่ชวนให้ผมใบ้กินนั้น สายตาที่เหลือบมองไอ้จุ้นที ไอ้โฮมที แต่พวกมันทั้งคู่ก็แค่ยิ้มไม่ได้ตอบอะไร ผมหันไปมองอาร์มที่ยกมือขึ้น แล้วชี้ไปตรงประตู

“ ไปกันเถอะ ”

“ โอเค ” ผ่อนลมหายใจออกไปก่อนจะก้ามเดินตาม เราเดินมาถึงลานจอด

รถของอาร์มเป็นรถคันดีสีดำที่ผมจำป้ายทะเบียนได้แม่น ท่ามกลางเลขไม่กี่ตัวที่จำได้ในหัว เสียงปลดล็อคดังขึ้นตอนที่ร่างสูงเดินไปอีกฝั่ง แต่ตอนที่ผมจะเปิดประตูข้างคนขับ กลับพบตุ๊กตาโดนัลดั๊กตัวขนาดอุ้มที่วางอยู่บนที่นั่ง

“ โทษที ” คนขับว่าแบบนั้นก่อนจะดึงตุ๊กตาตัวนั้นไปวางไว้ตรงที่นั่งหลัง “ ตุ๊กตาของไอ้เมี่ยงมันน่ะ มันชอบกอดเวลานั่งรถมากับกู ”

“ เหรอ ” เผลอหลุดยยิ้มให้กับความน่ารักนั้น อีกฝ่ายก็พยักหน้ารับ

“ ไอ้สัดนั่นชอบขับรถเอง เวลากูขับมันจะพกตุ๊กตามาด้วย บอกว่าไม่ชอบให้มือว่าง ”

“ เหมือนเด็กเล็กเลยนะไอ้สัด ต้องกอดตุ๊กตา ”

“ นิสัยมันก็เหมือนเด็กเล็ก ” หันมาบอกกันด้วยรอยยิ้มที่ไม่ได้ยิ้มแค่ปาก แต่เป็นความสุขที่ออกมาจากทั้งหมด  ไม่ว่าจะแววตา หรือท่าทาง “ แล้วเมื่อเช้างอแงชิบหาย อยากกินซาลาเปาหมูแดงเซเว่น กูบอก กินข้าวต้มแล้ว พอก่อน ก็คือไม่ยอม อยากกิน จนต้องจอดรถ ให้ลงไปซื้อ ”

“ พูดเหมือนหงุดหงิด แต่ในแววตาคือเอ็นดูชิบหายเลยนะ ” แซวมันแบบนั้น อีกคนก็พยักหน้ารับ “ หลงสุด ”

“ กรุณาเรียกว่าหลงสัด ขอพูดแค่นี้ กูคือโคตรรักมัน แบบที่ในสมองมีแค่คำว่า น่ารัก เวลามองหน้ามัน ”

“ ไม่รู้จะพูดอะไรเลยกู ” ผมบอกมันแบบจำยอม “ มึงมาขนาดนี้แล้ว ”

“ แล้วมึงอะ เป็นยังไงบ้าง หายไปไหนมาตั้งนาน กลับบ้านเหรอ หรือยังไง ”

“ กูได้ข่าวว่า ไอ้จุ้นบอกให้มึงโทรหาแม่กู แต่มึงไม่ยอมโทร ” คนฟังพยักหน้ารับพอดีกับเครื่องยนต์ที่ถูกสตาร์ทขึ้น “ ขอบใจที่ไม่โทรนะไอ้สัด ไม่งั้นชิบหายแน่ ”

“ ก็คิดไว้แล้วว่าต้องอย่างงั้น ” อาร์มมันบอก “ แล้วยังไง มึงใช้ชีวิตยังไงก่อนหน้านี้ ”

“ ฟังแล้วมึงจะอึ้ง ” คนฟังขมวดคิ้ว ผมก็หันไปบอกก “ ไปอยู่กับไอ้เบสมา ”

“ ห๊ะ ? ” ไม่ใช่แค่คำพูด แต่มันมาพร้อมกับรถที่เบรคแบบที่เรียกว่ากระทันหันจนผมแทบจะพุ่งออกไปด้านนอก คนขับถามย้ำอีกครั้ง “ ไอ้เบส ไอ้เบสเพื่อนรักมึงอะนะ ”

“ K ” ผมสบกับคำประชดนั่น “ เออ เพื่อนรักกูนั่นแหละ ”

“ เดี๋ยวนะ ไปเจอกันได้ยังไง แล้วยังไงถึงไปอยู่กับมันได้ ” รถยนต์ถูกขับออกไปอีกครั้ง ผมก็หันออกไปนอกหน้าต่าง

“ วันนั้นหลังจากที่ทะเลาะกับมึง กูไปเมา แล้วก็เจอมันที่ผับ ตอนนั้นไม่อยากกลับบ้าน ก็เลยขอมันไปอยู่ด้วย เพราะคิดว่าคงไม่มีใครตามกูเจอแน่นอน ก็คงไม่มีใครคิดว่ากูจะอยู่กับมันอะนะจริงมั้ย ”

“ อื้ม ” เสียงทุ้มขานรับในคอ ก่อนจะยกยิ้ม “ กูคนนึงแหละไอ้สัดที่ไม่คิดอย่างงั้นเลย ” ยักคิ้วให้มันเป็นคำตอบแบบภูมิใจ อีกฝ่ายก็ถามต่อ “ แล้วอยู่กับมันเป็นยังไง เลิกเป็นศัตรูกันยัง ”

“ ก็คิดว่าเลิกแล้วมั้ง ” บอกแบบนั้นกันหันไปมองนอกหน้าต่างอีกครั้ง น่าแปลก ที่อยู่ๆผมก็คิดถึงความรู้สึกตลอดอาทิตย์ที่อยู่กับอีกคนมา

ระหว่างเรา มันไม่มีประโยคไหน หรือตอนไหนเลยที่เราจะมานั่งชวนกันพูดคุยถึงเรื่องส่วนตัว ที่ประจำของเราเป็นโซฟาตัวใหญ่หน้าทีวี เรื่องเดียวที่เข้ากันได้ก็เหมือนจะเป็นเกมส์ เรานอนพร้อมกันแต่ไม่มีใครคุยกันเลยก่อนนอน เราแค่เล่นมือถือ แต่ถึงอย่างงั้น ระหว่างเรากลับเป็นอะไรที่สบายใจมากๆ

มันน่าสบายใจ จนรู้สึกตกใจ ว่าทำไมตัวเองถึงรู้สึกอย่างงั้น

เป็นความสบายใจที่ผมไม่ได้คิดถึงใครอื่น ไม่ได้คิดถึงอาร์ม และสิ่งเดียวที่กังวล ก็มีเพียงแค่เช้าตื่นนอนที่ต้องตัดสินใจก่อนไปเรียน ว่าต้องทำตัวยังไงในการเผชิญหน้า ให้ผมกับอาร์มรู้สึกไม่อึดอัด

ผมไม่เคยถามตัวเองเลยด้วยซ้ำ ว่าตอนนี้รู้สึกยังไงกับการไม่ถูกรัก ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้น ก็ไขว่คว้าจะเป็นตาย จนยอมทำแทบทุกอย่าง แล้วกลายร่างเป็นคนสิ้นคิดคนนึง

“ มึง ”

“ ว่าไง ”

“ ความรักคืออะไรวะ พอรู้มั้ย ” หันไปมองคนขับที่ขมวดคิ้วให้กันตอนที่ฟังอย่างสงสัย “ กูก็แค่อยากรู้ว่ากูรู้สึกยังไงกับมึง บอกหน่อยได้มั้ยวะ ”

“ ความรักคืออะไรเหรอวะ ” คนตอบทวนคำพูดนั้นซ้ำพลางมองไปข้างหน้า อาร์มกำลังคิดมันอย่างดี “ กูว่ามันต่างไปในเฉพาะบุคคลนะ อาจจะเรียกว่า คนละนิยาม แต่ละคนคงรู้สึกถึงความรักคืออะไรได้ต่างกัน ”

“ เหรอวะ ”

“ ตอนที่กูรักมึง กูรู้ตัวว่ากูรัก เพราะกูไม่อยากจะให้มึงรักใครนอกจากกู กูไม่ชอบเวลาที่มึงมีคนอื่น ไม่ชอบเวลาที่มึงมีแฟน แต่กับรู้สึกมีความสุขทุกครั้ง ที่เห็นมึงเลิกกัน  กูอยากเป็นคนที่กอดมึงได้ในตอนที่มึงเศร้า กูอยากเป็นทั้งรอยยิ้ม แล้วก็ความสุขของมึง แล้วนั่นก็คือความรักของกู ที่เคยมีให้มึง ”

“ อื้ม แล้วกับเมี่ยงละ ตอนนั้นรู้ได้ยังไงวะ ว่ารักมัน ”

“ อาจจะเป็นตอนที่มันไม่สนใจกูเลย ตอนที่มันบอกว่า ถ้ายังเลิกรู้สึกกับคนเก่าไม่ได้ ก็อย่ามายุ่งกับมัน ตอนนั้นใจกูเหมือนจะขาด เหมือนเจอคนที่อยากจะกอดมากๆ แต่กอดไม่ได้ ”

“ เหรอ ”

“ ความรู้สึกของกูตอนนั้น มันโคตรทรมานเลยรู้มั้ย เหมือนความสุขมันกองอยู่ตรงหน้า แต่ทำเหี้ยอะไรไม่ได้เลย กูรู้แค่ว่า กูอยากมีมัน อยากใช้ชีวิตแบบที่มีความสุขกับมันไปทุกวัน ”

“ รู้มั้ยว่ากูไม่เคยรู้สึกอย่างงั้นกับมึงเลย ” ทุกอย่างในรถตอนนั้นมีแต่ความเงียบกับประโยคที่ผมพูด “ กูขนลุกทุกครั้งที่เราจูบ กูไม่ชอบทุกครั้งที่เราต้องใกล้กัน แต่กูรู้สึกว่ากูปฎิเสธไม่ได้ เพราะถ้ากูทำ กูจะเสียเพื่อนแบบมึงไป แล้วกูก็ไม่อยากจะให้มันเป็นแบบนั้น ”

“ ขอโทษ ”

“ ขอโทษทำไมไอ้สัด ” ผมถามยิ้มๆ “ มึงไม่ผิดหรอก กูผิดเอง กูสิต้องขอโทษ ขอโทษนะที่ไม่ได้บอกมึงออกไปตามตรงว่ารู้ยังไง กูขอโทษที่แม้แต่เมื่อวาน หรือเมื่อกี้ กูก็ยังนั่งถามตัวเองว่าจริงๆ สิ่งที่กูรู้สึก มันคือความรักมั้ย ทั้งๆที่มันไม่ต้องถามแล้ว ทุกอย่างมันชัดมากๆอยู่แล้ว ว่ากูไม่ได้รัก เพราะถ้ารัก กูจะไม่บอกให้มึงรอ ถ้ารักก็คงอยากจะให้มึงมาอยู่ใกล้ๆ ไม่มีใครรักแล้วบอกให้อยู่ไกลๆ หรือรอก่อนหรอก จริงมั้ย ”

“ จริง แต่ก็ไม่ใช่แบบนั้นทั้งหมด ที่มึงทำ มึงก็รัก แต่มึงแค่รักแบบเพื่อน มึงเลยไม่อยากจะเสียกูไป ทุกอย่างมันก็แค่นั้น ไม่ใช่มึงไม่รักหรอกดีน มึงรักกูนะ แต่ความรักของกูกับมึงในตอนนั้น มันแค่มีสถานะที่ไม่เหมือนกัน ก็เท่านั้นเอง ”

หัวของผมโล่งไปในช่วงขณะนึง และแม้แต่หัวใจเองก็เหมือนจะเป็นเช่นนั้น คล้ายกับลมพัดอ่อนๆในช่วงฤดูหนาว ลมเย็นของช่วงเวลานั้นพัดผ่านผิวกาย เป็นความสบายอกสบายใจอย่างที่อยากสูดอากาศนั้นเข้าไปให้เต็มปอด

 “ ฟังเพลงหน่อยแล้วกัน แก้เบื่อ ” อาร์มมันว่าแบบนั้นก่อนจะเอื้อมมือไปกดปุ่มเปิดเพลง บนหน้าปัดวิทยุ เป็นช่วงเวลาที่เปิดเพลงยาวๆพอดี แต่เรามาสายไปเล็กน้อย เพลงที่ฟังมันถึงช่วงจบพอดี ก่อนที่มันจะขึ้นเพลงใหม่

ด้วยทำนองที่คุ้นหู ผมหันมองคนขับรถที่หันมามองกันพอดีในตอนนั้น ตอนที่คำร้องของบทเพลงนั้น เริ่มต้นขึ้น ‘ รู้ไหมว่าเราเจอกันครั้งแรกตอนไหน ความทรงจำเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เมื่อไหร่ที่ทำให้เราสองคนเริ่มหวั่นไหว ’

ผมหลุดยิ้มออกมา จำได้ว่าครั้งนึง เราเคยนั่งอยู่ด้วยกันแบบนี้ วันนั้นเพลงนี้ก็ดังขึ้นมาเหมือนวันนี้ อาร์มตอนนั้นจับมือของผม ตอนที่ถึงประโยคที่ว่า ‘ขอสัญญา ว่าจะรักเพียงคุณ ว่าจะรักแค่คุณ ว่าจะรักแค่คุณเท่านั้น’ แต่ในตอนนี้มือนั้นกลับเอื้อมออกไป มือข้างนั้น ปิดวิทยุลง

“ ไม่ใช่กูแล้วเนอะ ” เอ่ยพูดออกไปสั้นๆ เสียงทุ้มก็ตอบกลับ

“ อื้ม ตอนนี้มันไม่ใช่มึงแล้ว ”

“ มึงมีความสุขมากเลยใช่มั้ย ที่ได้คบกับเมี่ยง ”

“ อื้ม มีความสุขมากๆ ”

“ ดีแล้ว ” พูดอย่างงั้น ด้วยความรู้สึกที่มาจากใจ ผมยิ้มให้มัน เหมือนมันเองที่หันมายิ้มให้ผม “ มีความสุขให้มันมากๆนะมึง กอดมันไว้ให้แน่นๆด้วยนะ ความรักของมึงน่ะ ”

“ แน่นอนอยู่แล้ว ” คำพูดมั่นใจสมเป็นคนตรงหน้าทำให้ผมยิ้มกว้างมากขึ้นไปอีก

“ กูดีใจนะ ที่เห็นมึงมีความสุข ”

“ ดีน ” เลิกคิ้วมองคนที่หันมายิ้มให้ “ ถึงทุกอย่างที่เคยเป็นของมึง จะไม่ใช่ของมึงแล้ว แต่มึงยังเป็นเพื่อนกูนะ เพื่อนที่สนิทที่สุดในชีวิตกู แล้วตำแหน่งตรงนี้ มันจะเป็นของมึงไม่เปลี่ยนแปลง ”

“ กูรู้ ” ผมพยักหน้ารับ “ ดีที่สุดแล้วที่เป็นแบบนั้น ”

“ อื้ม ”

“ แต่ว่า ไม่ไปแล้วได้มั้ยวะ กินข้าว ” หันไปบอกกคนพามาที่ก็หันมามองด้วยความไม่เข้าใจ “ ไม่ได้อะไรนะไอ้สัด กูแค่รู้สึกว่าตอนนี้ มันไม่ใช่อารมณ์ที่กูจะไปกินข้าวกับมึงอะ ”

“ เศร้าๆเนอะ ”

“ อื้ม ” ผมตอบรับ “ ก็ไม่ได้เศร้า เสียใจเหี้ยอะไรหรอก แต่รู้สึกเศร้า จนไม่อยากจะแดกแล้วว่ะ ”

“ เข้าใจ ” อาร์มมันตอบ “ แล้วจะเอายังไง ให้ไปส่งที่ไหน ”

“ ข้างหน้านี่ก็ได้ ” เชิดหน้าไปตรงทางเท้าที่มีจอดพอดี อีกฝ่ายก็พยักหน้ารับ ก่อนจะเลี้ยวเข้าไปจอดตามที่บอก “ เจอกันพรุ่งนี้ ”

“ อื้ม ” ยิ้มให้กันอย่างงั้น ผมก็ยิ้มตอบ  ก่อนจะเดินลงไปจากรถ ที่ก็ขับออกไปหลังจากนั้นไม่นาน ส่วนผมที่ได้แต่ยืนมามองตามมันไป

ที่บอกว่าเศร้า คือเศร้าจริงๆ เศร้าจนกินอะไรไม่ลง เศร้าแบบที่คงไม่อยากจะยิ้ม หรือหัวเราะ มันเป็นเศร้าที่ทำไมตอนนั้นถึงไม่พูดออกไป ว่าไม่เคยรักมันเลย เศร้าที่ทำให้อีกฝ่ายเสียใจมาตั้งนานแล้วเพิ่งรู้สึกตัวก็วันนี้ ว่าไม่น่าเลย

“ ขอโทษนะมึง ” ไม่มีอะไรเหมาะกับคำพูดนี้อีกแล้ว ท้ายที่สุดก็มีแค่นี้ ที่พอจะพูดได้ แม้กับเรื่องราวที่ผ่านไปแล้ว “ ขอโทษจริงๆ ”

ผมหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาหลังจากถอนหายใจ บนหน้าจอที่ไม่มีแจ้งเตือนอะไร นิ้วมือกดปุ่มโทรออกไปหาเบอร์ที่โทรหาบ่อยที่สุดในช่วงนี้ แบบที่รองจากเบอร์ของแม่

“ ยังไง ” เสียงกวนตีนที่ตอบรับอย่างเคย ชวนให้ผมยกยิ้ม “ ว่าไงไอ้สัด ”

“ ยั๊วะจัง ”

“ ก็แล้วทำไมไม่พูด ”

“ อยากกินอาหารญี่ปุ่น ” พูดแบบนั้นปลายสายก็เงียบ “ มากินด้วยกันหน่อย ”

“ ไมได้ไปกินข้าวกับไอ้อาร์มเหรอวะ ”

“ เคลียร์กันเสร็จแล้ว แต่เศร้าเกินอะ เลยไม่ไปละ ”

“ เหรอ ”

“ มากินอาหารญี่ปุ่นเป็นเพื่อนหน่อย ” ผมพูดย้ำอีกฝ่ายก็ถอนหายใจ

“ กูเรียนอยู่ ” แต่ก็เหมือนทุกทีที่ผมเอาแต่ใจ  “ แล้วอยู่ไหน ”

“ ห้างข้างมหาลัยอะ ”

“ อีกสิบนาที ”

“ โอเค เจอกันนะ ”

“ ครับ ไอ้สัด ” นั่นแหละ แต่ก็ตามใจกันอยู่ดี

.............................................

มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก กับเรื่องราวตรงนี้
อบอุ่น แต่ก็เศร้าๆยังไงไม่รู้
แต่ตอนหน้าเจอน้องเมี่ยงดีกว่า คิดถึงยัยน้องแล้วววว ใช่ม้ายยย
ฝาแท็ก #นายท่านของแก้มหอม ด้วยนะคะ
ขอบคุณมากฮับ
 :กอด1: :L2: :3123: :L1: :pig4:
70
Boy's love story / Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 36 :: up! 11-9-63} #หน้า 8
« กระทู้ล่าสุด โดย patwo เมื่อ 18-09-2020 20:32:31  »
ตอนที่ 37

ภายในห้องเรียนไม่มีคำว่าเงียบเชียบ ทุกคนดูแตกตื่นในตอนที่ผมเปิดประตูเข้าไปในห้องเรียน ท่าทางดีใจผสมปนเปไปกับความแปลกใจในแววตานั้น พร้อมทั้งคำถามมากมายที่พุ่งเข้ามาใส่อย่างไม่มีพัก แต่โดยทั่วไปแล้ว มันก็เป็นคำถามประเภทเดียวกันหมด 

อย่าง ‘หายไปไหนมา’ ‘ทำไมไม่มาเรียน’ แล้วสุดท้ายก็ ‘คิดว่ามึงดร็อปเรียนไปแล้ว’  แต่ทว่าคำถามพวกนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกอึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออกอยู่ในขณะนี้ แต่กลับเป็นคนที่คิดว่าน่าจะอยู่ที่นี่ แต่ยังไม่เห็นต่างหาก ที่ทำให้รู้สึกอย่างงั้น

“ อีกนานกว่ามันจะมา ” คนที่ยืนข้างกันเหมือนจะจับสังเกตได้พูดขึ้นมาแบบนั้น ผมก็ถอนหายใจโล่ง แน่นอนว่าเพราะไม่มีไอ้อาร์มอยู่ “ ป่านนี้มันคงนั่งกินข้าวอยู่กับเมียมันที่โรงอาหารนั่นแหละ ห่างกันแทบไม่ได้ หวานจนอยากจะอ้วก กูบอกเลย ”

“ มึงพูดเหมือนหึงเลย ” หันไปแซวอีกคนที่ก็เหลือบตามองบน ไอ้จุ้นมันถอนหายใจ “ ทำไม จะอ้วกเหรอไอ้สัด ”

“ อยากให้มึงไปเห็นมันสวีทกันสักครั้งจังไอ้สัด ”

“ ยังไง มันป้อนข้าว ป้อนน้ำกันเหรอ ”

“ ก็ไม่ถึงขนาดนั้น ” พูดแบบนั้นก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งตรงที่นั่งแถวประจำของเรา แผ่นหลังที่พิงลงกับเก้าอี้ก็ทำทีเป็นคิด “ มันก็ประมานว่า ดูแลกันจนออกนอกหน้าเหลือเกิน ถ้าเช้าๆมาถึงมหาลัยมันก็จะเดินมานั่งที่โต๊ะด้วยกัน พอกันไปกินข้าว ก็งุ้งงิ้งกันสองคน ”

“ แล้วไงต่อ ” ผมยิ้มถาม เพราะรู้สึกถึงความไม่มีอะไรในเนื้อหานั้น

“ พอซื้อข้าวเสร็จ ไอ้อาร์มก็เดินไปซื้อน้ำให้ กินน้ำอะไรดี แล้วไอ้เมี่ยงก็แบบ น้ำเปล่าก็ได้ แล้วจากนั้นก็กลับมากินด้วยกัน คุยกันสองคน ตอนเย็นไปซื้อของกันนะ อีกฝ่าย อื้ม เอาสิ อยากกินของทอด ทอดให้กินหน่อย ไอ้อาร์มก็ยิ้ม ได้สิครับ กูแบบ จ้า ไอ้สัด อย่าให้กูมีบ้าง ขิงเช้าเย็นแบบยาวไปเลยไอ้เหี้ย ”

“ กูว่าอันนี้ไม่ได้หวานเหี้ยอะไรหรอก แฟนกันเค้าดูแลกันปกติไอ้สัด ส่วนมึง คืออคติ หน้าเหี้ย ”

“ ดีน.. มึงแม่ง ” อีกฝ่ายส่ายหน้าไปมา ราวกับผิดหวังในการตอบรับกลับของผมอยู่ไม่น้อย

“ อะไร ”

“ ปกติมึงต้องไม่เป็นแบบนี้ไม่ใช่เหรอวะ ยั๊วะหน่อยไอ้สัด ” หลุดยิ้มกับคำพูดนั้นก่อนจะส่ายหน้า

“ แล้วมึงจะให้กูยั๊วะเหี้ยอะไร ก็มันเป็นแฟนกัน ” คนฟังถอนหายใจ  “ เอาจริงๆ นี่พูดเพราะแค่อยากจะเข้าข้างกูเปล่าวะ ”

“ ไม่ใช่แบบนั้นไอ้สัด ” ถึงจะเถียงออกมา แต่ผมก็รู้แหละว่ามันคิดแบบนั้น ไอ้จุ้นเป็นเพื่อนที่ดี ผมรู้ มันก็แค่อยากจะอยู่ข้างผม อยากให้ผมรู้สึกว่ามีมันอยู่ข้างๆ

ถึงบางทีมันจะออกมาในรูปแบบ
ที่เหมือนจะตามใจกันอย่างผิดที่ผิดทางบ้างก็เถอะ

“ แล้วมึง..” เงียบไปอยู่นาน อีกคนก็ถามขึ้นมาแบบไม่เต็มเสียง “ เป็นยังไงบ้างวะ ”

“ สบายดี ” ตอบเรียบๆอีกคนก็ถอนหายใจ

“ พวกกูแม่งโคตรเป็นห่วงเลยรู้มั้ย ” จุ้นมันว่า “ กูโทรหามึงทุกวัน แล้วก็ทุกเวลาที่ว่างเลย  แต่มึงแม่งคือไม่เปิดมือถือเลยเหรอวะ ”

“ อื้ม ” ตอบสั้นๆ อีกคนก็ถอนหายใจ

“ กูส่งข้อความไปหามึงทุกช่องทางเลยนะมึงรู้มั้ย ทั้งไลน์ เฟส ข้อความ คือกูแม่งติดต่อมึงทุกทางเลย ยันอ้อนวอนให้ไอ้สัดอาร์มโทรหาแม่มึง ”

“ ห๊ะ ? ” ถึงขั้นสบถออกมาในตอนที่ได้ยิน ในตอนนั้นสีหน้าผมเปลี่ยนจนไอ้จุ้นถึงกับงง “ ไอ้อาร์มมันติดต่อแม่กูไปเหรอ ”

“ กูแค่บอก แต่มันไม่ทำ ” อีกฝ่ายว่า ผมก็ผ่อนลมหายใจ

“ มึงไม่ได้อยู่บ้านเหรอวะ กูคิดว่ามึงกลับไปอยู่บ้านตลอดเลย เลยอยากจะให้ไอ้อาร์มโทรไป ”

“ ก็โชคดีที่มันไม่โทร ” ได้แต่ยิ้มแห้งๆ กับคำพูดนั้น ผมหันมองไอ้จุ้น “ กูไม่ได้อยู่บ้านเลยไอ้สัด ”

“ แล้วมึงไปอยู่ไหนมา ”

“ ก็..” ปากที่กำลังจะเอ่ยบอก สวนทางกับสมองที่ตั้งคำถามอย่าง ‘ บอกดีมั้ยวะ ’ ขึ้นมา ก่อนที่สายตาของผมจะหันไปเหลือบมองประตู อาจารย์ประจำภาควิชาเดินเข้ามาแล้ว และคนที่ผมไม่อยากจะเจอหน้า ก็เดินตามเข้ามาด้วยเช่นกัน

“ มาละ ” จุ้นมันพูดเสียงเรียบๆ ต่างกับคนเข้ามาใหม่ที่หันมาเห็นผมแล้วฝีเท้านั้นกลับชะงักลง อาร์มนิ่งอยู่นานในตอนนั้น สายตาของเราที่มองจ้องกัน ก่อนไอ้โฮมจะได้สติ เอื้อมมือดันหลังอีกคนให้เดินมา

“ มาเรียนได้แล้วเหรอมึง ” โฮมมันทักผมที่ก็แค่ยักคิ้วกลับไปให้ ก่อนอีกคนจะหันไปเหลือบมองคนข้างตัวที่ตอนนี้ทำได้แค่มองหน้า แต่มันเหมือนจะไม่สามารถเอ่ยคำพูดอะไรออกมาได้สักอย่าง

“ ไง ” ใจของผมสั่น แม้มือจะยกขึ้นทักอีกฝ่ายพร้อมกับยักคิ้วให้ตามถนัด แต่ถึงอย่างงั้นฟันในปากกลับกัดกันแน่ราวกับจะเก็บกดความรู้สึกตื่นเต้นที่แทบจะทะลักออกมานั้นไม่ได้ แต่คนที่มองกันอยู่กลับดูตกใจไม่น้อย แววตาคมเบิกตาขึ้น  ก่อนจะยกยิ้มดีใจ

“ ไง ” พูดแบบนั้นก่อนจะดึงเอาเก้าอี้ที่อยู่ถัดจากผมตรงที่ปกติออก มันนั่งลง ส่วนไอ้โฮมก็นั่งตรงตัวถัดไป

ทุกอย่างก็เหมือนกับปกติในทุกครั้งที่เคยเป็น แต่วันนี้บอกเลยว่าโคตรอึดอัด จนต้องแสดงออกมาทางกายภาพ แบบที่แขนสองข้างของผมเกร็ง มือเองก็กำกันแน่น เป็นความรู้สึกที่ไม่กล้าแม้จะหันไปสบตา

ลมหายใจเหมือนจะกลายเป็นของหนัก ทุกอย่างจุกอยู่ในอกนี้ น้ำลายเหนียวถูกกลืนลงคอซ้ำแล้วซ้ำเล่า และไม่ว่าจะพยายามสงบสติอารมณ์ลงยังไง ก็เหมือนจะข่มใจให้ทำตัวตามปกติไม่ได้เลย

“ ย้ายที่นั่งกันหน่อย ” อาร์มหันไปบอกโฮม ในตอนนั้นผมก็หันไปมองหน้ามัน อีกคนก็ยิ้มให้ผม แบบที่รู้ดีว่าตอนนี้กำลังรู้สึกอะไร “ ไม่ต้องคิดมาก กูเข้าใจว่ามึงเกร็ง ”

“ อ่า..” ได้แต่ตอบออกไปสั้นๆ แบบที่เถียงอะไรออกไปไม่ได้เลย เพราะท่าทางที่ดูสบายใจขึ้นในตอนที่ไอ้โฮมย้ายมานั่งด้วยกันใกล้ๆนั้น ไม่มีทางไหนเลยที่พอจะปฎิเสธได้ ว่ามันไม่ใช่อย่างงั้น “ โทษที ”

“ ไม่เป็นไร ” โฮมมันว่าในตอนที่เหลือบมองผม “ แต่ดีแล้วที่มึงมาเรียนสักที พวกกูแม่งโคตรเป็นห่วงเลย ”

“ อื้ม ” ขานรับสั้นๆในคอก่อนจะก้มลงมือโทรศัพท์แบบที่ไม่รู้ว่าจะเอาสายตาจดจ่อไปทางไหน ก็คิดไว้อยู่แล้วว่าวันแรกมันต้องอึดอัด แต่ก็ไม่คิดเหมือนกันว่าพอเอาเข้าจริง มันจะหนักขนาดนี้


ครืน ครืน ครืน

เหลือบสายตาไปมองมือถือในตอนที่มันสั่น บนหน้าจอนั้นปรากฏข้อความจากคนที่เพิ่งทิ้งกันหน้าตาเฉยตรงลานจอดรถ แต่ก็เป็นคนเดียวกันที่ทำให้รู้สึกสบายใจขึ้นอย่างฉับพลันในตอนที่เห็น

best:
เป็นยังไง
สุขสบายดีมั้ยครับ

deen:
คนที่มันทิ้งกูได้หน้าตาเฉย
มีหน้ามาถามเหี้ยอะไรแบบนั้นด้วยเหรอ

best:
งอนเป็นเมียเลยน้า

deen:
ไอ้สัด

best:
ถามจริงๆ
เป็นยังไงบ้าง

deen:
แย่อะ

best:
เหรอ

deen:
อื้ม

คำว่า อ่านแล้ว ขึ้นอยู่ข้างๆข้อความของผมแต่ทว่ากลับไมมีข้อความอะไรตอบกลับ แม้จะแบบกวนตีนกันเหมือนปกติ ก็ไม่มี จนผมได้แต่ถอนหายใจออกมา

best:
ก้าวแรกก็แบบนี้
เพราะงั้นต้องมีก้าวสอง

deen:
K

best:
ทำไม
คือจะไม่มาแล้วว่างั้น

deen:
ก็ไม่ใช่จะอย่างงั้น

best:
ตอแหลแน่ๆ
พล๊อตพรุ่งนี้อาจจะฟอร์มป่วยใกล้ตาย


ได้แต่ถอนหายใจออกมากับคำพูดนั้นอีกครั้ง ‘ก็เสือกมองกันออกอีกไอ้หน้าสัด’ เอาจริงก็ไม่ต่างกับที่คิดเท่าไหร่ ในในใจลึกๆของผมตอนนี้ คือพรุ่งนี้จะฟอร์มป่วย เพราะไม่อยากจะมาเรียนแบบที่ต้องเรียนทั้งเช้า แล้วก็บ่าย


best:
แต่กูเชื่อว่าทุกอย่างมันจะดีขึ้นนะ
ไม่แย่ลงหรอก

deen:
เหรอ

best:
ก็ไอ้อาร์มมันส่งข้อความมาหาไอ้เมี่ยง
ขอไปกินข้าวกับมึงหลังเลิกเรียน
แสดงว่ามันไม่มีอะไรแย่หรอก
จริงมั้ย


ผมหันไปมองคนที่ถูกพูดถึง อาร์มที่กำลังกดพิมพ์อะไรสักอย่างในมือถือ พร้อมกับเงยหน้ามองหน้าจอของสไลค์ที่กำลังฉายเนื้อหาการเรียนภายในชั่วโมงที่อาจารย์กำลังอธิบาย


deen:
มึงรู้ได้ยังไง

best:
ก็ไอ้เมี่ยงมันนั่งข้างกู
แล้วมันก็หันมาบอก
ว่าหลังเลิกเรียนอาร์มจะชวนมึงไปกินข้าว
เพราะมันมีเรียนคาบเดียว
แล้วพวกกูมีสอง

deen:
เหรอ

best:
มันยังไม่ได้บอกมึงเหรอ

deen:
บอกเหี้ยอะไร
นอกจากคำว่าไง
ยังไม่ได้พูดเหี้ยอะไรกันเลย

best:
ทำเหี้ยมาเยอะอะเนอะ
เข้าใจอยู่
ว่ายากหน่อย

deen:
หน้าเหี้ย

best:
แต่เพราะงั้นมึงยิ่งควรไปนะ
จะได้คุยกับมันแค่สองคนไง


ผ่อนลมหายใจออกมากับข้อความนั้นอย่างอดไม่ได้ที่จะกังวล ผมเหลือบมองคนข้างๆอีกครั้ง แต่เหมือนไอ้โฮมมันจะสังเกตได้ ก็เลยหันมามองกันก่อนจะค่อยๆเอียงตัวเองพิงกับเบาะพิงของเก้าอี้เพื่อให้ผมเห็นคนที่ตั้งใจจะมองชัดขึ้น จนต้องหลุดยิ้มกับความพยายามของมันแล้วสบถออกไป

“ ไอ้สัด ”

“ เห็นว่ามึงอยากมองไง กูเลยหลีกทางให้ ” มันว่าแบบนั้นก่อนจะยักคิ้วให้กัน ผมก็ก้มลงอ่านข้อความบนหน้าจอมือถือนั่นอีกครั้ง


deen:
แล้วไอ้เมี่ยงให้ไปเหรอวะ
กูไม่ชอบสร้างปัญหาครอบครัวให้ใคร

best:
แหม
แล้วที่สร้างมาละครับ

deen:
ไอ้สัด

best:
มันให้ไป


deen:
ช่างกล้าหาญ
ไม่กลัวถ่านไฟเก่ามันคุเหรอไง
บอกก่อนว่ารอบนี้ถ้าคุขึ้นมา
ดับไม่ได้แล้วนะ

best:
ไม่คุหรอก

deen:
มันมั่นใจอะไรขนาดนั้นก่อน

best:
กูต่างหาก
ที่มั่นใจในตัวมึง
ว่ามันจะไม่เป็นอย่างงั้น
ไอ้เมี่ยงไม่ได้พูด


คำพูดนั้นทำให้ผมนิ่ง ไม่มีข้อความอะไรหลุดเข้ามาในหัวเลยแม้แต่จะเป็นประโยคแค่ประโยคเดียว ผมคิดถึงสีหน้าของคนที่กำลังสนทนาด้วยนั้น ผมคิดถึงเมื่อคืน ตอนที่ดีนมองตาผม แล้วพูดเพื่อให้ผมก้าวไปข้างหน้า

แล้วตอนนี้มันก็เหมือนจะยังผลักดันกันอยู่แบบนั้น ด้วยความรู้สึกที่อยากจะให้หลุดพ้นออกจากเรื่องราวที่ค้างคาใจที่ทำให้ผมไม่มีความสุขสักที

best:
แล้วกูก็เป็นคนที่บอกไอ้เมี่ยง
ว่าปล่อยให้มันได้ชวนมึงไปเถอะ
เพราะถ้ามึงไม่คุยตอนนี้
ก็คงไม่ได้คุยแล้ว

deen:
ทำไมจะไม่ได้คุย
ได้คุยสิ

best:
ไม่ใช่คุยแบบทั่วไป
หมายถึงเรื่องของพวกมึงที่ค้างคาอยู่
กูอยากให้มึงบอกมัน
บอกในสิ่งที่มึงรู้สึก


deen:
สิ่งที่กูรู้สึกเหรอ


best:
อื้ม

deen:
ไม่มีอะไรที่กูรู้สึกมั้ยละไอ้สัด

best:
แล้วมึงไม่อยากจะขอโทษมันหน่อยเหรอ
ตลอดหลายปีที่มึงบอกให้มันคอย
แต่จริงๆมึงไม่ได้รักมันเลยอะ

deen:
แต่กูยังไม่รู้เลย
ว่าตอนนั้นกูรู้สึกยังไงกับมันกันแน่

best:
มึงได้คุยกับมัน
มึงก็รู้เองแหละ
ว่าจริงๆแล้ว
ความรู้สึกนั้นคืออะไร

deen:
เหรอ

best:
อื้ม
เพราะช่วงเวลานั้น
มันจะตอบคำถามที่มึงสงสัยได้หมดเลย

หน้า: 1 ... 3 4 5 6 [7] 8 9 10
สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด