กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 [2] 3 4 5 6 ... 10
11
Boy's love story / Re: บริษัทหมาชน CHANBAEK {OMEGAVERSE} ตอนที่ 15 Remember 16/6/64
« กระทู้ล่าสุด โดย Ekkanek เมื่อ 16-06-2021 18:48:16  »
“เดี๋ยวเช็ดผมให้นะครับคุณรัชชานนท์”

ผมพยักหน้าตอบรับคำพูดของปาณัสม์ที่นั่งรออยู่บนที่นอน ในมือของเขามีผ้าผืนเล็กขนาดกำลังพอดี มันถูกเตรียมไว้เพื่อผม ถึงมันจะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ใคร ๆ ก็สามารถทำมันได้ด้วยตัวเอง แต่ถ้าหากว่าในสักวันหนึ่ง การเปิดรับใครสักคนเข้ามามันสามารถทำให้รายละเอียดเล็กน้อยที่ดูไม่สำคัญกลับชัดเจนขึ้นมาได้ในความสัมพันธ์ ผมคิดว่ามันคือสิ่งที่ดีและมีค่า ถ้าหากมันคือความรัก

ชีวิตคนเราในหนึ่งวัน การกระทำต่าง ๆ ล้วนเกิดจากความเคยชิน บางอย่างอาจจะเกิดจากการเรียนรู้บางอย่างอาจจะเกิดจากประสบการณ์ ว่าท้ายที่สุดแล้วตัวตนของเรานั้นชอบหรือไม่ชอบสิ่งใด มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เราเข้าใจกันอยู่แล้ว เรารู้ใจตัวเองดีกว่าใคร แต่จะว่าอะไรไหมถ้าผมใส่ความคิดเห็นของตัวเองลงไปว่า การเปิดรับใครเข้ามาในโลกของเราเพียงไม่นาน ถ้าใครคนนั้นสามารถจดจำความเคยชินของเราได้เกือบทั้งหมด มันคือสิ่งที่มหัศจรรย์เสียยิ่งกว่าอะไรบนโลกใบนี้



เราจะไม่โดดเดี่ยวและเหงา



เราจะไม่หลงลืมบางอย่างเพราะภาระหน้าที่พัดพามันไป



เราจะไม่คิดแปลกใจในความชอบที่ดูแตกต่างจากคนอื่น



เพราะทุกอย่างมันกลายเป็นสิ่งที่น่าจดจำของใครสักคนที่เขาใส่ใจคุณ หลงรักคุณและอยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่คุณ มันอาจจะเป็นความประทับใจก็ได้ เหมือนกับตอนที่คุณแอบชอบใครสักคนแล้วจดจำสิ่งที่คนนั้นชอบ คุณจำมันเพราะว่าอยากให้เขาประทับใจใช่ไหม มันก็ไม่ต่างกันนัก

“มานั่งตรงนี้เลยครับ” ผมนั่งลงบนพื้น ส่วนคู่ชีวิตก็ขยับจัดแจงท่านั่งที่คิดว่าสบายที่สุดให้ตัวเอง แรงขยับบนกลุ่มผมเบาสบายจนผมรู้สึกผ่อนคลาย ถ้าเป็นปกติ ผมคงไม่ใส่ใจรายละเอียดเท่านี้ ยิ่งเรื่องของความนุ่มนวลยิ่งแล้วใหญ่ ทุกอย่างเป็นไปอย่างรวดเร็วตามนิสัย

“สบายมากครับ” ผมพูดออกไปอย่างที่ใจคิด หลับตาลง สนใจแค่แรงขยับไปตามกลุ่มผม

“ถ้าเจ็บบอกผมได้นะครับ”

“ไม่เจ็บเลยปาณัสม์ มือคุณเบามาก”



บทสนทนาระหว่างเราเงียบลงไปชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศ เสียงสัมผัสเบาสบายและกลิ่นหอมจากเรือนกายคู่ชีวิต ผมจดจำทุกอย่างอย่างเงียบ ๆ ปล่อยให้ปาณัสม์ทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดคนตัวเล็กจึงเอ่ยถามบางสิ่งออกมา

“อีกไม่นานคุณจะกลับเข้าเมืองแล้วใช่ไหมครับ”

“อือ” ผมตอบรับในลำคอ “แต่ว่าผมจะพาคุณไปด้วย ผมบอกแม่ไว้แล้วว่าจะพาคุณเข้าเมืองไปเตรียมตัว”

“วันไหนครับคุณรัชชานนท์”

“เข้าเมืองวันพฤหัสบดี”

ปาณัสม์เงียบไปจนผมสงสัย

“ทำไมหรือ”

“คือ... เหมือนวันนั้นผมจะไม่ได้หยุด”

ผมถอนหายใจออกมาให้กับคำพูดนั้นของคู่ชีวิต

“นี่คุณกล้ามากนะ... ผมเป็นเจ้าของบริษัท เป็นคนเริ่มโครงการ แถมคุณยังเป็นคนของผมด้วยปาณัสม์”



คำพูดที่ว่าหายใจเข้าออกเป็นงาน คงอยู่ไม่ไกลสำหรับปาณัสม์



“หยุดคิดไปเลย” ผมบอกร่างเล็กที่ปล่อยกลิ่นหอมอ่อน ๆ ออกมา มันจางกว่าเดิมเล็กน้อย คงกำลังคิดกังวลอะไรอยู่เงียบ ๆ “กลิ่นคุณมันจะหายไปแล้ว ผมไม่สบายใจเลย”

“ถ้าเจ้าของบริษัทไม่หักเงินเดือน ผมก็จะหยุดคิดทุกอย่าง” ผมเอี้ยวตัวเตรียมหันไปหยิกแก้มกลมของคู่ชีวิต เจ้าตัวเล็กขยับถอยหนี ส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข ผมล่ะอยากจับมาตีจนกว่าจะเลิกคิดขยันจะทำงานอยู่ตลอดเวลาสักที

“ใครเขาจะหักเงินเดือนพนักงานที่ขยันทำงานกัน”

“ผมเป็นแค่พนักงานสำหรับคุณเหรอครับ”

ผมจ้องแววตากลมโตนั้นที่สื่อความหมายบางอย่างออกมา

ร้ายใช่เล่น...

“คุณคาดหวังอะไรในคำตอบของผมครับปาณัสม์” ผมยิ้มยียวนกลับไป “ผมจะเข้านอนแล้ว พรุ่งนี้ต้องตื่นให้ทันแย่งหน้าที่คุณ”

“นี่! คุณทำแต่เมนูที่มีผักนิดเดียว” ฝ่ามือเล็กฟาดลงบนต้นแขนของผม ตามมาด้วยหมอนหนุนนอนที่ถูกฟาดตามมาไม่หยุด ผมอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายเผลอรวบเอวบางนั้นเข้ามากกกอด แกล้งทำเป็นจะฟัดแก้มกลม เสียงร้องห้ามดังลั่นห้องนอน เราสองคนต่างหัวเราะให้กับพฤติกรรมย้อนวัยเหล่านั้น



มันนานมากแล้วที่ผมไม่ได้หัวเราะออกมาสุดเสียงแบบนี้



ยิ้มเพราะมีความสุขเช่นนี้



เมื่อสงครามจบลง พวกเราเอาแต่นอนกอดก่ายกัน ปาณัสม์ซุกตัวเข้าหาผมเพื่อหาความอบอุ่น ส่วนผมได้ความดีความชอบเป็นกลิ่นหอมหวานจากการเป็นผ้าห่มให้ปาณัสม์ ผมก้มลงหอมหัวกลมนั้น มอบจูบแผ่วเบาที่ขมับ

“ผมประหลาดใจที่คุณเป็นคนละคนกับตอนทำงาน” ฝ่ามือนุ่มนิ่มลูบไล้ไปตามกรอบหน้าของผม แววตานั้นเต็มไปด้วยประกายความสุข “รู้สึกโชคดีที่ได้เห็นอีกมุมหนึ่งของคุณ”

“ผมเป็นยังไงเวลาที่อยู่กับคุณครับ”

“คุณ... ดูเด็กลง หมายถึง บางมุมที่ดูเหมือนได้ละทิ้งความกดดันและความน่าเคารพมั้งครับ ตอนที่คุณทำงาน อยู่ต่อหน้าคนในระดับเดียวกัน คุณเป็นหัวหน้าที่ดี ดุ แล้วก็เด็ดขาด”

ผมตั้งใจฟังทุกถ้อยคำ

“แต่เวลาคุณอยู่กับผม คุณเป็นตัวของตัวเองในแบบที่คนอื่นอาจจะไม่เคยมองเห็นหรือสัมผัสมัน คุณมีด้านที่เปราะบาง มีด้านที่รับมือกับมันไม่ได้ คุณเป็นคนธรรมดา แต่งตัวกางเกงผ้าสบาย ๆ เสื้อยืดสีพื้นตัวใหญ่ รองเท้าที่ใช้ก็คือธรรมดาไม่ใช่แบบผู้บริหาร ยามที่คุณทำงานบ้าน มันเป็นมุมมองที่แปลกตา อาจจะเพราะผมชอบที่คุณมักจะลงมือทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ใช้สมาธิอยู่กับสิ่งเหล่านั้น คุณตั้งใจ...” ปาณัสม์เลื่อนนิ้วหัวแม่มือลงมาลูบไปตามริมฝีปากของผม “แล้วคุณก็ใจดีกับผมมากด้วย คุณทำให้ผมรู้สึกสบายใจ ผมฝากใจไว้ที่คุณได้ คุณรัชชานนท์”



ผมรู้สึกโชคดี ที่ตัวเองเลือกคนคนนี้



และผมสัญญา ว่าผมจะไม่ทำให้เขาต้องเจ็บปวด



ถ้าหากความเจ็บปวดนั้น เกิดมาจากผม ผมยินดียอมทำทุกอย่าง เพื่อให้เขามีความสุขจนหลงลืมมัน



ผมสาบาน...



“ผมรักคุณนะ คุณรัชชานนท์”



แววตานั้นมันเป็นของผม



มันสะท้อนภาพของผมแต่เพียงผู้เดียว



“ผมก็รักคุณเหมือนกันครับปาณัสม์”



















ปาณัสม์’ s part

เช้าวันพฤหัสบดีมาถึง มาถึงพร้อมกับเสียงโทรศัพท์ของคุณรัชชานนท์ที่ดังขึ้นมาอย่างไม่มีหยุดพัก ร่างสูงดูงุ่นง่านตั้งแต่เช้ามืด ผมที่นั่งทำหน้าตางัวเงียส่งสายตาปรือปรอยมองตามแผ่นหลังที่เดินหลบออกไปพูดคุยกับปลายสายที่เอาแต่โทรมาหาไม่หยุด พอจบจากสายนี้สายนั้นก็โทรเข้ามา อาจจะเป็นเพราะทุกอย่างกำลังเริ่มเป็นงานเป็นการมากขึ้นเรื่องในเรื่องของงานมงคลนั่นแหละนะ

ผมจัดการเก็บที่นอน เตรียมชุดเสื้อผ้าที่จะใส่ ผ้าเช็ดตัวที่พาดบ่า ทุกอย่างพร้อมแล้วสำหรับการตบแต่งเนื้อตัวให้พร้อมสำหรับการเดินทางกลับเข้าเมือง ผมเดินเข้าห้องน้ำไป ร่างกายต้องการน้ำเย็น ๆ ในยามเช้า ขับไล่ความง่วงออกไปให้หน่อย ร่างกายพัง ๆ จากการโหมทำงานเพื่อให้ได้มาซึ่งช่วงเวลาพักผ่อนนี่ช่างน่ากลัวเสียจริง

หลังอาบน้ำเสร็จ เป็นตาของคุณรัชชานนท์บ้างแล้วที่จะเข้าไปชำระเนื้อตัว ร่างสูงเดินเร็วหายวับเข้าไปในห้องน้ำ ผมเอาเวลาระหว่างนั้นมาตรวจดูของใช้รวมไปถึงเสื้อผ้าจำนวนหนึ่ง คงพอสำหรับระยะเวลาที่จะไปอยู่บ้านของคุณรัชชานนท์ นึกไปนึกว่าเวลาก็ผ่านไปเร็วจนน่าใจหาย ทุกอย่างดูหมุนเวียนไปตามกาลเวลาอย่างรวดเร็ว ถ้าหากรู้วันเวลาที่จะจัดงาน เวลาคงไหลไปไวมากกว่าทุกวันนี้เสียอีก



เราใช้เวลาจัดการทุกอย่างไม่นาน การเดินทางเริ่มตั้งแต่เวลาแปดโมงเช้า จากต่างจังหวัดเข้าสู่ตัวเมือง ไปถึงก็ประมาณเกือบเที่ยงวัน ร่างสูงขับรถเข้ามาที่สำนักงานใหญ่ เขาคว้าเอาซองเอกสารมากมาย ทุกอย่างดูเร่งรีบและดูเป็นงานเป็นการ ก่อนหน้าเขาบอกกับผมว่าช่วงเที่ยงตัวเขาเองมีเข้าประชุมเรื่องถอนการลงทุน ผมจำได้ว่าเป็นบริษัทของพี่อัยย์ จะว่าไปก็คิดถึงพี่เขาเหมือนกันนะ พอพี่อัยย์ถูกเรียกตัวกลับ บรรยากาศในที่ทำงานก็เข้าสู่สภาวะเรียบเฉย มีบ้างที่ได้พูดคุยกับคนในทีม แต่ส่วนมากก็จะเป็นเรื่องงานมากกว่า แต่ถึงแม้ว่าพี่เขาจะไม่ได้มาทำงานที่โครงการใหม่แล้ว พวกเราก็ยังติดต่อกันอยู่เรื่อย ๆ ถึงแม้ว่าพักหลัง ๆ จะห่างกันไปก็ตาม

ผมเดินตามคุณรัชชานนท์เข้าบริษัท คุณนนทัชเดินตรงเข้ามาแจงรายละเอียดรวดเร็วคล่องแคล่ว

“ปาณัสม์ครับ” คุณรัชชานนท์เรียกผม ผมมองใบหน้าของเขาเพื่อรอว่าจะพูดอะไรต่อไป “ผมเข้าประชุมก่อนนะครับ”

ผมพยักหน้าให้กับเขา มองส่งจนร่างสูงสะดุดตานั้นลับสายตาไป จังหวะที่ผมกำลังจะหมุนตัวเดินออกนอกบริษัท แรงกอดจากด้านหลังทำให้ผมหยุดชะงัก พอหันกลับไปจึงพบว่าเป็นบรรดาลูกทีมรุ่นน้อง พวกเขาต่างพากันเข้ามากอดผม แย่งตัวผมราวกับผมเป็นตุ๊กตาตัวใหญ่

“เดี๋ยวสิครับทุกคน” ผมรู้ดีว่าสายสัมพันธ์ของพวกเรานั้นเหนียวแน่น แต่แบบนี้ก็คือเหนียวแน่นเกินไปแล้ว!

“พี่ปาณัสม์! พวกเราคิดถึงพี่มาก”

“พี่จะกลับมาประจำที่นี่ตอนไหนเหรอครับ”

“คิดถึงพี่มากจริง ๆ ไม่มีพี่คอยคุยเล่นด้วยเลย ตอนนี้บรรยากาศเปลี่ยนไปจนพวกผมอยากย้ายไปทำงานกับพี่เลยเนี่ย”

ผมฟังคำพูดรัวเร็วราวกับเด็กของพวกเขา น้ำเสียงช่างฟ้องและอาการตัดพ้อเหล่านั้น พวกเรายืนคุยกันได้สักพัก หนึ่งในขบวนการนั้นก็โพล่งขึ้นมาว่าจะไปทานข้าวกับผมด้วย ถ้าผมไปไหนพวกเขาก็จะไปด้วย ผมส่ายหน้าให้กับรุ่นน้อง แต่ถึงอย่างไรมันก็เป็นไปเพราะความรักและเอ็นดู ผมตกลงกับคำขอนั้น ออกปากว่าจะเป็นคนเลี้ยง สายตาเป็นประกายถูกส่งมอบมาให้ผมราวกับผมเป็นคนที่สมควรค่าแก่การถูกยกย่อง



รู้สึกดี ที่ทุกคนยังเฝ้ารอการกลับมาของผม



คิดถึงบรรยากาศการทำงานที่นี่มากจริง ๆ



ผมจะตั้งใจทำงานและรอเวลาที่จะได้กลับมาทำที่นี่อีกครั้ง



ผมใช้เวลาอยู่กับบรรยากาศเก่า ๆ ผู้คนที่แสนคุ้นเคย สถานที่ที่คิดถึง รสชาติของอาหารที่ถูกปาก ทุกอย่างเหมือนย้อนเวลากลับไปยังช่วงเวลาที่ผ่านเลยมานาน ผมจดจำใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเพื่อนร่วมงาน จดจำทุกท่าทางและอาการตื่นเต้นดีใจยามผมบอกว่าผมกำลังจะแต่งงานในเร็ว ๆ นี้ ผมจำความรู้สึกนั้นได้เป็นอย่างดี

จำได้ถึงถ้อยคำอวยพรจากเพื่อนสนิท ถึงแม้ว่ามันจะพูดขอโทษเสียยกใหญ่ว่ามันไม่ได้อยู่ที่ไทยในตอนนี้ก็ตามและอาจจะบินกลับมาไม่ทัน แต่มันก็พูดแสดงความยินดีกับผมจากใจ

ผมพูดพร่ำบอกครอบครัวที่ล่วงลับไปยังสถานที่ที่ห่างไกล... ว่าผมมีความสุขมากแค่ไหนในตอนนี้ ถ้าพวกเขาฟังอยู่ ผมอยากบอกว่าผมนั้นสบายดี ไม่ต้องห่วงอะไรในตัวของผมอีกแล้ว ผมในวัยสามสิบเติบโตขึ้นอย่างดี

อีกคนที่ผมไม่อาจทดแทนบุญคุณคืนได้หมด... คือคุณแม่ของคุณรัชชานนท์





ในงานวิวาห์...

ผมได้รับสายตาที่เต็มไปด้วยความสุขมากเสียจนล้นอก มองภาพบรรยากาศในวันนั้นไว้อย่างดี ถ้อยคำอวยพรขอให้ความรักครั้งนี้ยืนยาวสลักลงไปในใจของผม ถ้อยคำตอบรับมั่นคงไม่ต่างจากวันที่ถูกขอแต่งงานในคืนนั้น ยังดังก้องอยู่ภายในหัว ผมยิ้ม ยิ้มด้วยความสุขล้น ยิ้มแบบที่คิดว่ามันคือที่สุดของชีวิต ขอบตาร้อนผ่าว ไหนจะมือของคนรักที่คอยเกลี่ยหยาดน้ำตาที่กลิ้งหล่นลงมา คุณรัชชานนท์เฝ้าบอกว่ารักผม รักมากขนาดไหน





รสจูบในวันนั้นผมจะไม่ลืม















พวกเรามอบจูบให้กันซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันช่างเนิ่นนานราวกับว่าเราสองกำลังเยาะเย้ยความงามของมหานครแห่งรัก ว่าต่อให้สถานที่แห่งนี้จะอบอวลไปด้วยบรรยากาศสำหรับคู่รักมากแค่ไหน ก็ไม่อาจสู้เราสองคนได้ ปาณัสม์ขบกัดริมฝีปากของผมราวกับจะยั่วยวนกัน ขบดึงมันราวกับฉากรักในภาพยนตร์ ผมประคองท้ายทอยคนรักเพื่อป้อนจูบลึกซึ้งมากกว่านั้น กลิ่นหอมหวานลอยม้วนตัวอยู่ในชั้นบรรยากาศ ค่ำคืนนี้ช่างงดงามเหลือเกิน

ผมผละใบหน้าออกมาจ้องมองดวงตาฉ่ำวาว ยังไงในสายตาของผมมันก็ยังคงสะท้อนภาพของคนตรงหน้าชัดเจน

“ขอบคุณที่เกิดมาเพื่อเป็นคู่ของผมนะครับปาณัสม์”

ฝ่ามือเล็กยกขึ้นประคองแก้มของผมไว้ “คุณก็เหมือนกัน”

“ผมรักคุณมาก มากเสียจนไม่รู้ว่ามันจะสิ้นสุดลงที่ตรงไหน”

“ก็ไม่ต้องมองหาจุดสิ้นสุดของมันสิครับ... ให้มันทำหน้าที่ของมันไปอย่างนั้น” ผมมองแหวนแต่งงานที่ประดับไว้บนนิ้วนางข้างซ้ายของปาณัสม์ มันย้ำเตือนให้ผมรู้ว่าไม่ได้ฝันไป “ผมจะไม่มองหาจุดสิ้นสุดของมันเหมือนกันดีไหมครับ”

ผมมอบจุมพิตสุดท้ายให้กับเขา ก่อนจะพากันเดินจูงมือชื่นชมบรรยากาศรอบ ๆ มหานครแห่งความรัก หรือ เมืองปารีส สถานที่ซึ่งคู่รักทั่วโลกมาเยือนอย่างไม่ขาดสาย ผมเชื่อแล้วว่าทำไมผู้คนถึงยกย่องให้ดินแดนแห่งนี้แสดงถึงความรัก เมื่อได้มายืนคู่กับคนรักทุกอย่างดูลงตัวไปหมดทุกอย่าง ผมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเตรียมเก็บภาพเผลอ ๆ ของปาณัสม์ เจ้าตัวเล็กเหม่อมองหอไอเฟลที่ตั้งตระหง่านเป็นฉากหลัง ผมกดบันทึกภาพ บันทึกมันไว้เป็นความทรงจำ

“สูงจัง” ปาณัสม์เอ่ย “พอมาเห็นด้วยตาของตัวเองแล้วรู้สึกไปอีกแบบเลยนะครับ”

“สวยดี”

“ใช่ มันสวยมากเลย”

“ผมหมายถึงคุณ”

“นี่!” ผมเอียงตัวหนีฝ่ามือหนัก ๆ ของคนรัก ก้าวเท้าหนีเมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กกว่าตั้งใจและมุ่งมั่นว่าจะทุบผมให้ได้ เราสองคนหยอกล้อกัน หลงลืมวัยที่มากขึ้นไปตามกาลเวลา หลงลืมทุกอย่างที่เคยแบกไว้บนไหล่สองข้าง ช่วงเวลานี้มีแค่เราที่วิ่งไปพร้อมกับเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม









ปาณัสม์’ s part

ผมมองเห็นเด็กหนุ่มอายุ 23 คนนั้น

คนที่เป็นแรงผลักดันให้ผมมีชีวิตต่อไปบนโลกที่ไม่น่าอยู่

เป็นคนที่ย้ำเตือนให้ผมดูแลตัวเองให้ดี รักษาสุขภาพและต้องมีชีวิตรอดในสภาพสังคมที่บีบบังคับเช่นนี้

ผมจดจำความลำบากในวัยเยาว์ จดจำทุกความสูญเสีย

จดจำโอกาสที่ผมเป็นคนเลือกปล่อยมันให้ลอยหายไป

ผมเกือบทิ้งทุกอย่าง แม้แต่ชีวิตของตัวเอง

จนได้มารู้จักกับผู้ชายที่ชื่อรัชชานนท์ คุณยังคงเป็นแบบนั้นในช่วงวัย 23 ปี



ผมอยากให้คุณเป็นแบบนั้นมาตลอด... เพราะรู้ว่าช่วงเวลาที่คุณนั้นสามารถใช้ชีวิตของตัวเองได้อย่างเต็มที่จริง ๆ คือตอนนั้น ถ้าเราต่างตบเท้าก้าวเข้าสู่สังเวียนชีวิต เราอาจจะหลงลืมการเป็นเด็กไปอย่างง่าย ๆ

กว่าจะรู้ตัวก็ตอนที่ได้เจออะไรที่พาย้อนวันวานแล้วหลุดพูดว่า ‘คิดถึงจัง... ไม่ได้ทำแบบนี้มานานแล้วนะ’





คงน่าเสียดายแย่





All grown -ups were once children…but

Only a few of them remember it.

                                                                                                                         The Little Prince









//แด่นักผจญภัยในห้วงกาลเวลาทุกท่าน มีสิ่งที่ทำให้นึกถึงเยอะแยะไปหมด อย่าหลงลืมการเป็นเด็กหรือวัยช่างฝัน ขอบคุณทุกคนที่เติบโตมาอย่างดี และชีวิตจริงมันยิ่งกว่าละคร
12
ก่อนอื่นขออนุญาติทำสารบัญนะครับ

เป็นคนนึงที่ชอบตัวละครฟักมากและก็บางทีอยากอ่านซ้ำอีก แต่ลันหาทีก็ยากอยู่

เลยขออนุญาติมานะที่นี่ด้วยนะครับ




  ตอน 1
  ตอน 2
  ตอน 3
  ตอน 4
  ตอน 5
  ตอน 6
  ตอน 7
  ตอน 8
  ตอน 9
  ตอน 10
  ตอน 11
  ตอน 12
  ตอน 13
  ตอน 14
  ตอน 15
  ตอน 16
  ตอน 17
  ตอน 18
  ตอน 19
  ตอน 20
  ตอนพิเศษ
  ตอน 21
  ตอน 22
  ตอน 23
  ตอน 24
  ตอน 25
  ตอน 26
  ตอน 27
  ตอน 28
  บทส่งท้าย
13
ขออนุญาตแปะสารบัญ

ชอบตอนที่องค์ชายอ้อนเจ้าเสือ ดูแล้วน่ารักดีชอบเล่าเรื่องได้ดีมาก

ตอนพิเศษตอนสุดท้ายอยากให้องค์ชายลงโทษเจ้าเสือหนักกว่านี้หน่อยไหนๆก็หายปัญญาอ่อนแล้ว




  บทนำ
  1
  2
  3
  4
  4.1
  5
  5.1
  6
  6.1
  7
  7.1
  8
  8.1
  9
  9.1
  10
  10.1
  11
  12
  12.1
  13
  13.1
  ตอนพิเศษ จูบ
  14
  14.1
  15
  15.1
  16
  16.1
  17
  17.1
  18
  18.1
  19
  20
  21
  22
  22.1
  23
  24
  ตอนพิเศษ - นักดนตรีลึกลับ 
  ตอนพิเศษ - ขนมง้อเจ้าเสือ
14
หายไปนานจัง ไรท์

ไม่มาต่อแล้วเหรอครับ

 :z3: :z3: :z3:
มาต่อค่ะแต่กำลังไล่แก้คำผิดอยู่ค่ะ  เรามีลงไว้ในธัญวลัยด้วยนะคะ  ต้อวขอโทษจริง :3123: :กอด1:
15
 :z3: :z3: เขินไม่ไหวแล้ววว
16
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

สรุปข้อสำคัญดังนี้

1.ห้ามละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
2.ห้ามโพสต์ข้อความที่ไม่เหมาะสมและเกิดความขัดแย้ง
3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่นี่หรือที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อขออนุญาตเจ้าของเรื่องก่อนนะครับ
4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด
โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอม

---------------------------------------------------------------------------------------
งานเขียนชิ้นนี้เป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว

พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗
ได้ให้ความคุ้มครองแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ในงานเขียน
โดย อัตโนมัติ  ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียน
เจ้าของลิขสิทธิ์ย่อมมีสิทธิแต่ผู้ เดียวที่จะทำซ้ำ ดัดแปลง
หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนหรือให้ประโยชน์อันเกิด จากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น

หากผู้ใดนำงานเขียนนี้ ไม่ว่าแต่บางส่วนหรือทั้งหมด
ไปพิมพ์จำหน่าย ลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลงหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน
โดยไม่ได้รับอนุญาต ย่อมถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์!!
ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ ๒๐,๐๐๐ -๒๐๐,๐๐๐ บาท
อ้างอิง
มาตรา ๖, มาตรา ๑๕, มาตรา ๒๗, มาตรา๖๙
แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๓๗
--------------------------------------------------------------------------------------------
ทำสารบัญมาฝากค่ะ  :3123:

สารบัญ "รัก...ร้าย..By G_wa"

ตอนที่ 1
ตอนที่ 2
ตอนที่ 3
ตอนที่ 4
ตอนที่ 5
ตอนที่ 6
ตอนที่ 7
ตอนที่ 8
ตอนที่ 9
ตอนที่ 10
ตอนที่ 11
ตอนที่ 12
ตอนที่ 13.1
ตอนที่ 13.2
ตอนที่ 14.1
ตอนที่ 14.2
ตอนที่ 15
ตอนที่ 16.1
ตอนที่ 16.2
ตอนที่ 17

ตอนพิเศษ เมื่อวันพระจันทร์สองดวง

ตอนที่ 18
ตอนที่ 19
ตอนที่ 20.1
ตอนที่ 20.2
ตอนที่ 21
ตอนที่ 22
ตอนที่ 23.1
ตอนที่ 23.2
ตอนที่ 24
ตอนที่ 25
ตอนที่ 26
ตอนที่ 27

ตอน...ถือศีล...กินเจ

ตอนที่ 28
ตอนที่ 29
ตอนที่ 30
ตอนที่ 31.1
ตอนที่ 31.2
ตอนที่ 32
ตอนที่ 33
ตอนที่ 34.1
ตอนที่ 34.2
ตอนที่ 35
ตอนที่ 36
ตอนที่ 37
ตอนที่ 38
ตอนที่ 39
ตอนที่ 40
ตอนที่ 41

ตอนพิเศษ...น่ารัก...แต่ไม่ได้รัก

ตอนที่ 42
ตอนที่ 43
ตอนที่ 44
ตอนที่ 45
ตอนที่ 46
ตอนที่ 47
ตอนที่ 48
ตอนที่ 49
ตอนที่ 50
ตอนที่ 51
ตอนที่ 52
ตอนที่ 53
ตอนที่ 54
ตอนที่ 55
ตอนที่ 56
ตอนที่ 57
ตอนที่ 58
ตอนที่ 59 END

ตอนพิเศษ 1
ตอนพิเศษ 2
ตอนพิเศษ...คนยึดติด
ตอนพิเศษ...ห่วงนิดหน่อย 1
ตอนพิเศษ...ห่วงนิดหน่อย 2

 :mew1: :mew3:


**  ขอบคุณ sweet_candy ที่ทำสารบัญมาให้นะคะ  :L2: :pig4:  **



นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องแต่ง 100% บุคคลหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องแต่งนะจ้ะ
นี่เป็นนิยายรักที่บรรจงสร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงของท่านผู้อ่าน  :m29:  (หรือสนองneedของผู้แต่งก็ไม่รู้นะ)
แล้วนิยายเรื่องนี้ คนโพสไม่ได้แต่งเองนะคะ ได้รับต้นฉบับมาอีกทีนึง ไม่สามารถมาต่อได้ทุกวันแต่รับรอง
ไม่หายแน่นอน จะมาต่อทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละกี่ตอนก็อยู่ที่ความขยันของผู้แต่ง และความสามารถในการทวง
ต้นฉบับของคนโพส  :laugh: นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นโดยนักเขียนที่มีชื่อเสียง? คนหนึ่งในเล้า ถ้าบอกชื่อนักเขียนไป
ทุกคนจะต้อง... อ๋อ โอ้ว  จริงเหรอ อ่านๆๆ ของนักเขียนคนนี้เหรอ? ผู้เขียนไม่อยากให้คนอ่านเกิดความสับสน
ในนิยาย เพราะเป็นนิยายคนละสไตล์กันจึงยังไม่ขอเอ่ยชื่อผู้เขียนนะคะ (นานๆไปจะมาเฉลย 555+)
เกริ่นมานานแล้วเอาเป็นว่า มาอ่านนิยายรัก กันเถอะค่ะ



----------------------------------------------------------------------------------------------------
รัก...ร้าย

ตอนที่ 1

เคยมีใครบอกคุณบ่อยๆ มั้ยว่า...คุณมันตัวซวย....ผมเองก็ไม่เคยเจอใครพูดใส่หน้าผมแบบนี้หรอก..มีเพียงตัวผม...ที่ด่าตัวเองแบบนี้เสมอๆ.....คำว่า ‘ตัวซวย’ สำหรับผม...ไม่ได้พาความเดือดร้อนไปให้ใคร แต่...นำความซวยให้ตัวเอง....เรื่องร้ายๆ มักเกิดขึ้นกับผม โดยที่ผม...ไม่ได้ก่อ......ครั้งนี้ก็เช่นกัน

เสียงโหวเหวกโวยวายด้านนอกทำให้ผมรู้สึกตัว เสียงพัดลมเพดานหมุนเอื่อยๆ ลมที่เกิดจากใบพัดไม่ได้ช่วยบรรเทาความร้อนได้เลย เหงื่อไหลอาบตามเนื้อตัวจนเหนอะหนะไปหมด ฟังจากเสียงแล้วด้านนอกน่าจะมีมากกว่าสามคน เสียงพูดคุยฟังแล้วเหมือนพวกไร้สติที่กำลังเมามายด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ ไม่รู้ว่าผู้คนละแวกนี้ทนอยู่ได้ไง น่าจะมีใครสักคนตะโกนด่าพวกมันซะบ้าง แต่ก็นั่นล่ะ....รอบๆ นี้จะมีบ้านคนหรือเปล่าก็ไม่รู้....และ....ถ้ามีใครสักคนเข้ามาที่นี่.....ผมก็จะได้ร้องขอความช่วยเหลือ....ร้องงั้นเหรอ....คงมีแต่เสียงอู้อี้ในลำคอเสียมากกว่า.....ที่น่ารำคาญกว่าเหงื่อที่ไหลย้อยของตัวเอง ก็คือ....เทปกาวขนาดใหญ่ที่ปิดปากผมอยู่นี่แหล่ะ และยังเศษผ้าอะไรสักอย่างที่ยัดอยู่ในปากผม

“อ้าว ตื่นแล้วเหรอมึง กูนึกว่าจะหลับข้ามวันซะแล้ว”ใครบางคนเปิดประตูเข้ามา ผมพยายามหันไปทางต้นเสียงมือที่ถูกจับมัดไพล่หลังและขาทั้งสองข้างที่ถูกมัดไว้ทำให้ขยับไม่สะดวก เงาร่างที่เดินเข้ามายืนค้ำหัวแสดงอำนาจตัวเองเต็มที่ ถ้าผมได้มองเห็นหน้ามันก็คงจะดี จะได้จำได้ว่าใคร......ที่จับผมมา 

“หนูพายตื่นแล้วเหรอเนี่ย ฝันร้ายเหรอครับ เหงื่อไหลเต็มตัวเลย”มือหยาบๆ จับไหล่ผมให้นอนหงาย ผ้าคาดตาที่มัดเอาไว้ทำให้การมองเห็นลดลง ภาพเงาลางๆ ของคนหลายคนยืนล้อมอยู่รอบๆ ผม เสียงหัวเราะพร้อมคำหยาบโลนที่พูดสลับกันไปมาทำเอาอยากจะตะโกนด่า แต่ก่อนหน้านั้น...อยากถามมากกว่า...ว่าจับผมมาทำไม เสียงพูดคุยไม่มีเสียงใครสักคนที่คุ้นเคย ผมไม่เคยมีปัญหากับใคร ฐานะทางบ้านก็ไม่ดีพอที่จะให้ใครขอแบ่ง สรุป...ไม่มีเหตุผลอะไรสักอย่างที่จะถูกกระทำแบบนี้

“พวกมึงจะเอาด้วยมั้ย หรือจะไปนั่งแดกเหล้าต่อ”

“ตามสบายเหอะมึง  ไม่ใช่รสนิยมกูว่ะ”

“กูก็ไม่ว่ะ แต่ขอดูในห้องด้วยแล้วกัน”

“กูด้วย”

“เสร็จเมื่อไหร่ไปบอกกูด้วย กูจะกลับมาอัดมันทีหลัง”

เสียงกุกกักจากการกระทำบางอย่าง พร้อมๆ กับเสียงเปิดปิดประตู เท่าที่ฟังรู้สึกจะมีทั้งหมดประมาณห้าคน และ...อยู่ในห้องสามคน ผมพยายามจับเสียงทุกการกระทำรอบๆ ตัว ใครบางคนดึงผมให้ลุกขึ้นนั่ง ผมพยายามขยับตัวหนีแต่กลับถูกลากขึ้นไปบนเตียงนุ่ม

“แก้เชือกที่ขามันออกสิวะ จะได้ถอดกางเกงได้”ร่างหนักๆ ทับตัวผมอยู่ด้านบน มือที่ถูกมัดอยู่ด้านหลังบิดจนเจ็บไปหมด ทันทีที่รู้สึกว่าเชือกคลายออก ผมก็ยกเท้าถีบออกไปอย่างไม่รู้ทิศ และมันก็โดนใครบางคน

ผลั่ก!!!

“โอ้ย!! ไอ้เชี่ย ฤทธิ์มากนักนะมึง”

“อึ๊ก!!”การตอบโต้ครั้งแรกถูกสนองกลับด้วยหมัดของใครบางคนเข้าเต็มคาง ถึงมองไม่เห็น...แต่คิดว่าปากคงแตกแน่ๆ

“อยู่นิ่งๆ สิวะ เดี๋ยวก็จับมัดอีกรอบหรอกมึง”มือไม้ที่พัวพันอยู่ที่ขา พยายามกดลงแนบกับเตียง หมัดหนักๆ กระแทกเข้าที่ท้องจนจุก เข็มขัดนักศึกษาถูกปลดออกอย่างรวดเร็ว ผมพยายามพลิกกายหนี แต่คนที่นั่งทับขาผมอยู่กลับไม่ยอมง่ายๆ เสื้อผ้าด้านบนและล่างถูกรุมทึ้งปลดออกอย่างรวดเร็ว ยิ่งขัดขืนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเจ็บตัวมากเท่านั้น

“อึ๊ก.....อื้ออออ”

“ไอ้สัตว์นี่ บอกให้อยู่นิ่งๆ ไง อยากเจ็บตัวนักหรือไงวะ”เสื้อผ้าท่อนล่างกำลังจะถูกดึงออกจากขา ผมพยายามงอเข่าตัวเองเพื่อรักษามันเอาไว้ ต่อให้ตอนนี้รู้ว่าตัวเองเปล่าเปลือย แต่ยังดีกว่าต้องสูญเสียไปทุกอย่าง

“มึงก็พูดเป็นเล่น ใครเขาจะยอมให้นอนข่มขืนง่ายๆ วะมึง”เสียงกลั้วหัวเราะดังประสานกันทันทีที่พูดจบ...ข่มขืนงั้นเหรอ

“อื้ออออออ.....อื้อออ”ผมไม่เคยทำอะไรให้ใคร ผมเป็นผู้ชาย ไอ้พวกนี้มันจะวิปริตเกินไปแล้ว ทั้งๆ ที่คิดว่าจะถูกจับมาซ้อม หรือปล้นธรรมดา แต่นี่...บ้าไปกันใหญ่แล้ว

“หึหึ....สงสัยอยากแล้วว่ะ ร้องเรียกมึงใหญ่เลย”เสียงหัวเราะดังมาจากคนที่จับขาผมอยู่

“ยังไม่ได้ทำอะไรเลย...ครางรอซะแล้ว ใจเย็นๆ สิ เดี๋ยวมึงได้ครางสมใจแน่”มือคนบนตัวกำลังลูบไล้ใบหน้าผม มันรู้สึกขยะแขยงจนอยากอาเจียน

“อื้อ!!”เทปกาวที่ปิดปากไว้ถูกดึงออกอย่างรวดเร็วจนเจ็บไปหมด ผมรีบคายเศษผ้าในปากออกมาทันที

“ไอ้บ้า!! พวกแกเป็นใคร ทำแบบนี้ต้องการอะไร ผมไปทำอะไรให้”

“เสียงน่ารักซะด้วย โทษทีนะ ดึงแรงไปหน่ย ปากแดงหมดเลย”นิ้วแกร่งลูบปากผมเบาๆ ผมรีบหันหน้าหนีสัมผัสที่น่ารังเกียจ

“ทุเรศ! วิปริตหรือไง ผมเป็นผู้ชายนะ!!”

“กูไม่รังแกผู้หญิงว่ะ เป็นผู้ชายน่ะดีแล้ว...มันส์กว่าตั้งเยอะ”คนบนตัวผมยังคงพูดตอบกลับมาอย่างอารมณ์ดี

“เร็วๆ เถอะมึง เดี๋ยวแบ็ตฯ กล้องกูหมด”เสียงเร่งที่มาจากปลายเท้าทำให้นึกขึ้นได้ว่ายังมีคนอื่นอยู่ กล้อง...พวกมันจะถ่ายวีดีโองั้นเหรอ นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรกับผมเนี่ย

“ปล่อย!! ช่วยด้วยยยย ใครก็ดะ!!”


“แหกปากทำไมวะ หนวกหู ทำเหมือนไม่เคยนะมึง”อีกครั้งแล้วสินะที่ผมต้องหยุดการกระทำตัวเอง เพราะหมัดของคนด้านบนที่กระทบใบหน้า มันเจ็บจนชา ขณะที่ยังมึนๆ เพราะแรงหมัด สัมผัสเปียกชื้นสัมผัสตามโครงหน้าและลำคอ ขาทั้งสองข้างถูกกางออกและนั่งทับไว้ แรงกดจูบซุกไซร้ตามใบหน้าอย่างหยาบโลน ปากหนาที่กดจูบและขบกัดจนเจ็บ ฝ่ามือที่เคล้นคลึงตามเนื้อตัวไม่ได้ทำให้คล้อยตามได้เลย

“อึ๊!!”ผมหลุดเสียงร้องออกมาเพราะแรงขบกัดบริเวณยอดอก ดูท่าเสียงผมคงเป็นที่ถูกใจ เพราะแทนที่จะหยุด มันกลับกระตุ้นผมด้วยวิธีเดิม แถมยังรุนแรงกว่าเก่า

“โอ้ย! เจ็บ ไอ้บ้า โรคจิตหรือไงวะ”เมื่อแรงเริ่มมี ผมก็ส่งเสียงร้องโวยวายอีกครั้ง

“หนวกหูชิบหาย มึงเอาผ้ายัดปากมันไว้เหมือนเดิมเถอะ”เสียงคนที่ปลายเท้าร้องบอก ผมหันหน้าหนีจากฝั่งที่คายผ้าออกไป

“อย่าเสียงดังสิวะ เดี๋ยวก็เจ็บตัวหรอก”คนตรงหน้าพูดใกล้ๆ หู ปากไล้เลียใบหูดูดดึงสลับกับกัดเบาๆ พร้อมกับเป่าลมหายใจอุ่นร้อนใส่ สะโพกบดเบียดพยายามกระตุ้นอารมณ์ผมเต็มที่

“อึ๊....อื้ออออ.....”ปากใครบางคนกำลังบดจูบผม ปลายลิ้นที่ลามเลียรอบปากจนชื้นแฉะ ผมพยายามเม้มปากตัวเองไว้แน่น นิ้วมือจิกยอดอกจนเจ็บ ปากที่เผยอออกคลายความเจ็บถูกสอดแทรกด้วยปลายลิ้น ยังไม่ทันจะได้โต้ตอบอย่างใจคิด มือหนักๆ ที่ทุบเข้าที่ท้องจนต้องอ้าปากออกอย่างเดิม ความจุกแร่นขึ้นมาจนร่างกายแทบงองุ้ม หากไม่มีคนทับอยู่ด้านบนผมก็คงทำอย่างนั้นได้

“อื้มม....”เสียงครางหวิวจากด้านบนที่ถอนปากออกไป มือหยาบยังคงลูบไล้ไปทั่วตัว นิ้วมือสะกิดยอดอกจนแข็งเป็นไต ร่างกายเริ่มตอบรับสัมผัสโดยธรรมชาติ ทั้งๆ ที่ใจไม่ได้อยากตอบสนอง

“อ๊ะ! ไม่..อื้อออออ”ผมร้องหายไปเพราะมือใหญ่ที่ตะปบลงมาแรงจนเจ็บปาก แก่นกายถูกกระตุ้นด้วยฝ่ามือของใครบางคน ไม่อยากคล้อยตามสัมผัสที่ช่ำชอง แต่ก็ทำได้ยากเหลือเกิน ปลายลิ้นร้อนชื้นเปียกนุ่มไล้เลียตามซอกขาด้านใน

“.....อื้มมม...อึ๊...อื้อออออ...อื้ออออ”เคลิ้มไปกับสัมผัสได้ไม่นาน ปลายนิ้วเย็นๆ เยิ้มไปด้วยอะไรบางอย่างก็รุกเข้ามาทางด้านหลังอย่างไม่ทันตั้งตัว

“อย่าเกร็งสิวะ”เสียงหงุดหงิดปนรำคาญ เมื่อทำอะไรไม่ได้ดั่งใจเพราะร่างกายที่เกร็งต้านสัมผัสของผม

“...อึ๊!!”มือหนักๆ ทุบลงที่ท้องและขาข้างซ้ายจนปวดหนึบ ผ่อนคลายเพียงครู่เดียวก็กลายเป็นเปิดโอกาสให้รุกไล่เข้ามาจนสุด นิ้วถูกสอดเพิ่มขึ้นพร้อมสัมผัสด้านหน้าที่ช่วยลดอาการเกร็ง นิ้วที่สอดเข้ามาเพิ่มมากขึ้นจนรู้สึกอึดอัด สะโพกถูกยกขึ้นเพื่อสอดบางสิ่งเข้ามาหนุนให้สูงขึ้น

“สั่นเชียวนะมึง...สั้นหนีหนีสั้นสู้วะ”เสียงกลั้วหัวเราะดังจากปลายเท้า ตอนนี้ไม่รู้สึกถึงแรงกดทับอีกแล้ว มันเจ็บเกิดกว่าจะขยับขาได้ เสียงร้องแหบแห้งจนไม่สามารถเอื้อนเอื่อยอะไรออกไป

“อย่าดิ้นน่า กูรู้น่าว่ามึงชอบ”

“อึ๊...อื้ออออ....อื้ออออ”ฝ่ามือที่คลายออกจากปากผมชั่วครู่ ถูกสลับกับมือใครบางคน ความรู้สึกที่กำลังถูกรุกรานด้านหลังทำให้ตะกายหนี แต่ความเจ็บที่ได้รับมีมากกว่าจะขยับตัวไหว ลิ้นชื้นของคนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ เลียตามโครงหน้าอย่างหื่นกระหาย

“อึ๊....เชี่ย อย่าเกร็งสิวะ”

“อึ๊!!........อื้ออออ”เสียงตะโกนในลำคอมันคงไม่ดังพอให้พวกมันได้ยินสินะ ยิ่งขัดขืนก็ยิ่งได้รับการตอบกลับอย่างรุนแรง กำปั้นหนักๆ กระแทกที่ชายโครงจนปวด ร่างกลายที่ผ่อนคลายถูกรุกสวนเข้ามาอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ส่วนอ่อนไหวเบื้องล่างแทบฉีกออกจากกัน แก่นกายที่สอดแทรกเข้ามาเร็วทำให้จุก ขาสองข้างสั่นเทิ้มเพราะความเจ็บและอึดอัด ยิ่งขยับก็เหมือนเปิดโอกาสให้คนด้านบนแทรกกายเข้ามาได้มากขึ้น

“อื้อออ......ทำตัวดีๆ นะ จะได้ไม่เจ็บ”เสียงทุ้มกระซิบเบาๆ ข้างหู ริมฝีปากขบเบาๆ ให้ความรู้สึกแปลกๆ จนต้องหันหนี ยอดอกทั้งสองข้างถูกมือใครบางคนหยอกล้อ สลับกับริมฝีปากที่ขบกัดจนแสบไปหมดทั้งสองข้าง

“อ๊ะ...อื้อออ”เศษผ้าถูกยัดเข้ามาในปากเพื่อปิดกั้นเสียงร้อง ร่างด้านบนเริ่มขยับเข้าออกรุนแรง มีเพียงเสียงครางจากรอบข้างให้ได้ยิน มือไม้หลายข้างปะป่ายตามเนื้อตัว สัมผัสคับแน่นด้านล่างทำให้ทรมาน ของเหลวที่ไหลออกมาทำให้รู้ว่าบางอย่างฉีกขาด ความเจ็บเริ่มกลายเป็นความชา เสียงครวญครางดังถี่ขึ้นเรื่อยๆ เศษผ้าในปากถูกดึงออกพร้อมใครบางคนที่ประกบจูบจนหายใจแทบไม่ทัน ปลายลิ้นสัมผัสหยอกเย้ากระตุ้นให้คล้อยตาม แต่...มันไม่ง่ายเลย ผมไม่มีอารมณ์ร่วมสักนิด

“ทำดีๆ นะมึง ถ้ากัดกูเอามึงตายแน่”เสียงหอบกระเส่าพูดแนบริมฝีปากที่เพิ่งถอนออกไป ผมไม่เข้าใจความหมายเท่าไหร่ แต่เงาร่างใครบางคนยืนคล่อมหน้าผม...นั่นแหล่ะถึงทำให้รู้สิ่งที่มันต้องการ ผมพยายามเบี่ยงหน้าหนีและเม้มปากแน่น

เพี๊ยะ!!

“อ้าปากสิวะ อย่าให้กูใช้กำลังนักเลย กูไม่ถนัดนักหรอก”เสียงเหี้ยมที่มาพร้อมฝ่ามือ ทันทีที่พูดจบมันก็บีบคางผมแน่น ผมอ้าปากออกอย่าเลี่ยงไม่ได้

“....อื้ม...นั่นล่ะ”เสียงพึงพอใจกับสิ่งที่มันพยายามยัดเยียดเข้ามาในปากทำเอาอยากสำรอก ปลายนิ้วจิกผมขึ้นมาและพยายามขยับเป็นจังหวะ แก่นกายร้อนในปากล่วงล้ำเข้าลึกจนสุดคอ เสียงร้องห้ามไม่เป็นผลกับพวกมัน เบื้องล่างยังคงถูกกระแทกกระทั้นรัวเร็วมากขึ้น ขณะที่ด้านบนก็ยังขยับกายเข้าออก ส่งเสียงครวญครางไม่ขาดปาก หยาดน้ำคาวๆ ไหลลงคอมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เสียงครางของพวกมันดังขึ้นจนแยกเสียงใครไม่ออก

“อ๊ะ...อาาา.....อาาาาาา”หยาดรักมากมายไหลที่ออกมาพร้อมเสียงครางสุดท้ายทำให้ผมสำลัก อยากอาเจียนแต่ก็ไม่มีอะไรออกมา แรงเสียดสีด้านล่างยิ่งเพิ่มหนักกว่าเดิมเมื่อไม่มีคนอื่นอยู่บนร่างผม ฝ่ามือหยาบจับสะโพกพร้อมขยับกายสอดแทรกเร็วและแรงขึ้น

“อาาาาา....อาาาซ์”เสียงทุ้มดังแนบหู พร้อมแรงกอดรัดที่สะโพก ภายในช่องทางด้านหลังอุ่นร้อนด้วยของเหลวที่ถูกปล่อยด้านใน ขณะที่ได้ยินเสียงพวกมันถอนหายใจอย่างเหนื่อยหอบ....น้ำตาผมรินไหลไม่ขาดสาย....ไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น ทำไมผมต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้ โดนใครก็ไม่รู้ลากมาข่มขืนอย่างทารุณ...บอกผมที...ผมทำผิดอะไร



------------------------------------------------------------------

 :m29: คนโพสไม่มีคำบรรยาย    ไปดีกว่า  :oni1:
17
Boy's love story / Re: Replaceable Love - รัก...แทนกันได้ ..... (ตอนที่ 12 ... 16 มิ.ย. 2564)
« กระทู้ล่าสุด โดย Nattie69 เมื่อ 16-06-2021 07:14:40  »
 :hao5: :sad11:
18
Boy's love story / Re: Replaceable Love - รัก...แทนกันได้ ..... (ตอนที่ 12 ... 16 มิ.ย. 2564)
« กระทู้ล่าสุด โดย sarawit เมื่อ 16-06-2021 01:59:33  »
       วีร์ยังคงไปเรียนตามปกติ แต่เพราะว่าเขากลับมาเงียบขรึมเหมือนที่เคยเป็นก่อนหน้า ทำให้เพื่อนๆคอยแวะเวียนมาถามไถ่แต่วีร์ก็บอกว่าไม่มีอะไรไม่ต้องเป็นห่วง แม้แต่กับแพรพรรณก็ตามวีร์ก็ไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังเลยสักนิด

       ในตอนเย็นของทุกวัน วีร์จะแวะไปที่โรงพยาบาลก่อนกลับบ้าน แม้จะไม่ได้เข้าเยี่ยมวีรดนย์แต่ก็ได้เห็นอยู่ไกลๆที่หน้าหอผู้ป่วยวิกฤติ ขอแค่ให้ได้รู้ว่าวีรดนย์มีสีหน้าที่ดีขึ้นเขาก็พอใจแล้ว

       แต่หากไม่เป็นเพราะนับตั้งแต่วีรดนย์ย้ายมาอยู่หอผู้ป่วยวิกฤติ ทุกวันที่วีร์เดินทางมาถึงโรงพยาบาลก็พบว่าวิธูกำลังนั่งอยู่ในหน้าห้อง เขายังไม่ได้เดินทางกลับเลยถึงแม้จะเป็นวันเรียนปกติแล้วก็ตาม หรือสองสามวันหลังนี้ที่พระยศขอตามมากับเขาด้วย โดยอ้างว่าจะมาหาแม่ของเขาที่โรงพยาบาลเพื่อที่จะได้กลับบ้านพร้อมกัน แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็นั่งอยู่กับเขาโดยตลอดจนถึงเวลาที่เขากลับ วีร์จะไม่รู้สึกเป็นกังวลอะไรเลย

       แต่วีร์ก็พยายามอย่างถึงที่สุดที่จะไม่คิดไปในทางร้าย แม้ว่าท่าทางที่เขากำลังแสดงออกไปให้คนอื่นๆเห็นจะไม่เป็นเช่นนั้น

        “นี่มึงอยากเรียนหมอเหรอ” วิธูที่นั่งข้างวีร์กำลังคุยกับพระยศที่นั่งข้างวีร์อีกฝั่งหนึ่ง

        “ก็อืม”

        “ทำไมถึงอยากเรียนหมอ”

        “ไม่รู้สิ เห็นที่แม่กูทำโน้นทำนี่แล้วอยากเป็นอย่างนั้นบ้างมั้ง”

        “แล้วที่บ้านมึงเป็นหมอกันหมดเหรอ”

        “เปล่า”

        “หือ?” วิธูชะโงกหน้าไปมองพระยศใกล้ๆอย่างสงสัย

        “พ่อกูเป็นตำรวจ พี่กูกำลังเรียนนายร้อยตำรวจ ส่วนน้องกูอยากเข้าเตรียมทหาร”

        “แล้วมึงไม่เอากับเขาด้วยเหรอ” วิธูกลับไปนั่งปกติตามเดิม

        “หึ ไม่เอาอะ” พระยศยักไหล่ตอบ “แต่ก็... คิดๆอยู่ว่าจะไปเรียนแพทย์ทหาร”

       วิธูพยักหน้ารับ

        “ไม่เหมือนบ้านนี้” วิธูชี้นิ้วมาทางวีร์ “พ่ออยู่ศึกษาธิการจังหวัด แม่เป็นครู พี่สาวจบบัญชี พี่ชายคนนึงจบวิศวะ อีกคนกำลังเรียนวิดยา แล้วมึงคิดจะเรียนอะไรนะ” เขาหันมาถามวีร์

       วีร์แค่ยักไหล่ ไม่ได้ตอบอะไร

        “เห็นมั้ยไปกันคนละทางเลย มึงไม่ต้องคิดมาก อยากเรียนอะไรก็เรียนไปเหอะ”

       พระยศพยักหน้ารับ

        “แล้วมึงอยากเรียนอะไร” พระยศหันไปถามวิธู

        “กูเหรอ” วิธูทำท่านึกอยู่ “กูไม่เก่งคำนวณ ท่องจำก็ไม่เอาอ่าว ภาษาก็ไม่ได้เรื่อง ยังคิดไม่ออกเลยว่าจะทำอะไรกิน”

        “แล้วมึงมีงานถนัดอะไรบ้างมั้ยละ” วิธูขมวดคิ้วนึกไปมา “อะไรก็ได้”

        “อืม กูก็พอเล่นเทนนิสไหวอยู่นะ แต่ก็สู้ไอ้เชี่ยนี้ไม่ได้อยู่ดี” วิธูบุ้ยหน้ามาทางวีร์

        “ห๊ะ จริงอะ” พระยศหันมาหาวีร์ สองคิ้วขมวดเข้าหากันพร้อมกับดวงตาที่หรี่ลง มองดูเพื่อนของเขาด้วยความสงสัย “แล้วไมมึงไม่ลงเทนนิส เห็นมึงไปลงแข่งแบตอยู่”

        “กูก็บอกมันอยู่”

       วีร์ยังคงนั่งเงียบไม่ได้โต้ตอบอะไร

        “มันเล่นเก่งก็จริง แต่มันเป็นพวกตื่นสนาม” มุมปากของวีร์กระตุกเล็กน้อยจนวิธูสังเกตได้ “ไม่กลัวก็ไม่กลัวดิ โด่... แต่มันไม่ชอบลงแข่ง พอเริ่มแข่งแล้วเกิดอยากจะเดินออกจากสนามทันที ไม่รู้เป็นไร”

       วิธูยังคงสนุกสนานกับการเล่าเรื่องราวเก่าๆของเพื่อนเขาต่อไป

        “แล้วมันก็นะ ชอบดูหนัง แต่ไม่ค่อยชอบนั่งในโรงหนัง หนังฉายไปไม่ถึงห้านาทีอยากจะลุกเดินออกซะงั้น”

        “เหรอ เป็นเอามากว่ะ” พระยศหัวเราะเล็กน้อย “งั้นก็รอเช่าหรือซื้อแผ่นมาดูที่บ้านก็ได้มั้ง”

        “ถึงจะดูที่บ้าน ดูได้แป๊บๆมันก็กดพอส แล้วไปทำโน้นทำนี้แล้วค่อยมาดูต่อ เอากับมันสิ”

       พระยศหันตัวมาหาวีร์

        “ไปหาหมอมั้ยมึง” วีร์ขมวดคิ้วหันมามองตอบกลับ “เดี๋ยวให้แม่กูติดต่อให้” วีร์ทำหน้าเหนื่อยหน่ายใจ “เผื่อว่าเป็นสมาธิสั้น รักษาแต่เนิ่นๆ หายขาดได้”

        “ตั้งใจเรียนเตรียมตัวไปเรียนหมอของมึงต่อไป” วีร์เอ่ยปากพูดกับเพื่อนๆเป็นครั้งแรกของวันนี้

       ทั้งวิธูและพระยศก็พยักหน้ารับโดยไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรนอกจากแค่มองตากัน ความพยายามในสองสามวันนี้ของพวกเขาดูเหมือนจะสำเร็จบ้างแล้วแม้เพียงน้อยนิดแต่ก็เริ่มเห็นเค้าลางที่ดีแล้ว แต่กระนั้นพวกเขาทั้งสองก็ไม่แน่ใจว่ามันจะทันการณ์หรือไม่

       ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าที่ดังเข้ามาใกล้พวกเขาเรื่อยๆ ทำให้ทั้งสามคนหันไปมอง ก็เห็นสองพี่น้องขาวตี๋ขวัญใจสาวน้อยสาวใหญ่ของโรงเรียนกำลังเดินมา คนน้องยิ้มมาแต่ไกล ส่วนคนพี่มีสีหน้านิ่งเฉยกว่าสักหน่อย

        “โอ๊ะ! คู่แฝดกูมาด้วย” แม้โดยคุณลักษณะภายนอกทุกอย่างจะตรงกันข้าม แต่วิธูก็ถือเอาว่าศศิทัศน์เป็นเพื่อนคู่แฝดของวีร์ไปแล้ว เหมือนกับที่แฟนสาวของเขาอย่างแพรไหมจับคู่กับแพรพรรณ “เฮีย หวัดดีครับ” วิธูเอ่ยทักทายวีรมาตุหลังจากที่พยักหน้าทักทายศศิทัศน์ ส่วนวีรมาตุยิ้มเล็กน้อยและพยักหน้ารับเป็นการทักทายตอบกลับ แล้วเขาก็หันไปมองด้านในของหอผู้ป่วยวิกฤติ ตรงเตียงหมายเลข 3 ที่มีคนที่เขาจำได้เป็นอย่างดีกำลังนอนหลับไม่ได้สติและมีสายระโยงระยางรายรอบตัวเต็มไปหมด

        “โน้น พ่อกับแม่กู นั่งอยู่โน้น” วิธูแนะนำพ่อแม่ของเขาที่นั่งห่างออกไปสักหน่อย ผู้ใหญ่ทั้งสองคนก็ตอบรับไหว้ของวีรมาตุและศศิทัศน์

       วีร์มองทั้งสองคนที่มาใหม่ด้วยความสงสัยจนเจ้าตัวต้องรีบพูดออกมา

        “ไอ้บิ๊ก กูเอานี่มาให้” ศศิทัศน์เปิดกระเป๋านักเรียนแล้วหยิบกระดาษชุดหนึ่งออกมา “อาจารย์ชัยวัฒน์ฝากมาให้มึง เผื่อว่ามึงสนใจ มึงก็ไม่น่ารีบออกมาเลย อาจารย์เขาอยากคุยกะมึงด้วย”

       พระยศรับเอกสารจากศศิทัศน์มาดูก็พบว่าเป็นใบสอบเข้าโครงการแข่งขันคณิตศาสตร์ซึ่งพระยศไม่ได้ตั้งใจจะเข้าร่วมแต่แรกอยู่แล้ว จึงพับเก็บเข้ากระเป๋าตัวเองไปโดยไม่ได้อ่านรายละเอียดอะไรเพิ่มเติม

        “อ่านแล้วก็ตัดสินใจด้วย พรุ่งนี้” ศศิทัศน์ย้ำคำขาดของอาจารย์ที่ฝากเขามา

        “ทำยังกะมึงอยากจะเข้าโครงการอย่างนั้นแหละ”

       ศศิทัศน์มีสีหน้าแบบไม่แยแสอะไร เพราะเขาเองก็ไม่ได้คิดจะเข้าร่วมโครงการด้วยเช่นกัน เพียงแต่ว่าอาจจะมีใจอ่อนลงบ้างเพราะลูกตื้อของอาจารย์

        “แล้ว... พี่มึงคนไหนวะ” ศศิทัศน์หันไปถามวิธู

        “เตียง 3” วิธูตอบพร้อมกับบุ้ยหน้าไปทางห้องผู้ป่วย

       เพียงแต่ว่ายังไม่ทันที่ใครจะได้ขยับตัวไปไหนหรือทำอะไรต่อ ก็มีพยาบาลหลายคนรีบวิ่งกรูไปที่เตียงผู้ป่วยหมายเลข 3 ที่ว่านั้น แต่ละคนเข้าประจำที่ในจุดต่างๆที่พวกเขาได้ร่ำเรียนและฝึกฝนมาเป็นอย่างดี คนหนึ่งรีบตรวจดูหน้าจอที่แสดงผลอัตราการเต้นของหัวใจ อีกคนหนึ่งตรวจดูเครื่องช่วยหายใจว่ามีความผิดปกติหรือไม่ คนอื่นๆตรวจตามร่างกายตามจุดต่างๆ และก็มีคนรีบวิ่งกลับไปที่ห้องควบคุมส่วนกลางและเข็นรถอุปกรณ์กลับไปยังที่เตียงหมายเลข 3  ก่อนที่ม่านจะถูกดึงปิดล้อมเตียง

       ในช่วงวินาทีนั้นที่หลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นมากมายพร้อมๆกัน คนที่นั่งอยู่หน้าห้องทำได้แค่เพียงลุกขึ้นไปยืนอยู่ใกล้ๆกระจกใสบานใหญ่ที่กั้นระหว่างผู้ป่วยและโลกภายนอก สองสามีภรรยาต่างกุมมือของกันและกันไว้ ฝ่ายสามีทั้งกุมมือภรรยาไว้ในมือข้างหนึ่งส่วนมืออีกข้างหนึ่งกำลังโอบอุ้มทั้งร่างกายและจิตใจของผู้เป็นคู่ชีวิต เด็กหนุ่มทั้งห้าคนก็ลุกขึ้นไปยืนอยู่ใกล้ๆ มองดูพยาบาลที่วิ่งเข้าออกระหว่างห้องควบคุมกลางกับเตียงผู้ป่วยที่ถูกม่านปิดอยู่

       ม่านที่แง้มออกเมื่อพยาบาลวิ่งเข้าออกทำให้เห็นเสื้อของผู้ป่วยที่ถูกเปิดออกและเหล่าพยาบาลกำลังติดเครื่องมือบางอย่างลงบนลำตัวของเขา ก่อนที่ม่านจะปิดสนิทอีกครั้ง

       หลังจากนั้นไม่นานนักทีมแพทย์สองสามคนเดินมาอย่างเร่งรีบจนถึงที่หน้าประตูหอผู้ป่วยวิกฤติ

        “แม่ครับ”

       เสียงเรียกทำให้หนึ่งในทีมแพทย์หันมาบุคคลที่เรียกเธอ เธอยิ้มให้ ก่อนที่รีบเดินตามเข้าไปข้างใน

       เนื่องจากบริเวณนี้ไม่ได้อยู่ในส่วนที่จะมีคนเดินผ่านไปมาอยู่แล้ว จึงทำให้เงียบสงบและเป็นผลดีต่อผู้ป่วยอาการหนักที่ต้องการพักผ่อนอย่างเพียงพอ ไร้การรบกวนจากภายนอกเพื่อฟื้นฟูร่างกาย แต่ ณ เวลานี้ แม้แต่เสียงหายใจก็แทบจะไม่ได้ยิน จะมีเพียงก็แต่เสียงของหัวใจที่เต้นรัวระทึกในโสตประสาทของแต่ละคน

       เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว ม่านก็ยังคงปิดอยู่ พยาบาลหลายคนยังคงวิ่งเข้าออกไม่หยุด มีแพทย์สองคนออกมาคุยปรึกษากันบางอย่างก่อนที่คนหนึ่งจะกลับเข้าไปที่เตียงผู้ป่วย ส่วนอีกคนเดินไปที่ห้องควบคุมกลางเพื่อโทรศัพท์ ไม่นานนักมีพยาบาลคนหนึ่งเข็นรถอุปกรณ์กลับไปยังที่ห้องควบคุมกลาง ส่วนพยาบาลคนอื่นๆก็ค่อยๆทยอยเดินออกมา แต่ผ้าม่านยังคงปิดอยู่เช่นเดิม

       แพทย์ที่ออกไปโทรศัพท์เดินกลับไปที่เตียงและเรียกแพทย์หญิงคนหนึ่งออกมาพูดคุยอยู่ไม่นาน แพทย์คนนั้นก็พยักหน้ารับก่อนจะหันมามองเหล่าผู้คนที่กำลังยืนรออยู่ด้านนอก แล้วเธอก็เดินออกมาจากห้องผู้ป่วยตรงไปที่สองสามีภรรยาต่างฝ่ายต่างมองหน้ากันและกัน

        “หมอเสียใจด้วยนะคะ”

       ฝ่ายภรรยารีบโผเข้ากอดฝ่ายสามี แม้ว่าเธอจะเตรียมใจมาบ้างแล้วแต่ตอนนี้เธอห้ามความเสียใจของตัวเองไว้ไม่อยู่จริงๆ ส่วนวิธูยืนอยู่นิ่งไม่ไหวติงเมื่อได้ยินจากปากของแพทย์ โดยมีน้ำตาคลออยู่ในเบ้าพร้อมที่จะไหลออกมาได้ทุกเมื่อ พระยศจึงตบบ่าวิธูเบาๆเพื่อให้กำลังใจ

        “ไม่เป็นไรครับ เรารู้ว่าหมอทำเต็มที่แล้ว” ผู้เป็นสามีจึงเอ่ยปากแทน แม้ว่าเขาเองก็เสียใจอยู่ไม่น้อย แต่ตอนนี้เขาต้องเป็นหลักยึดให้กับคู่ชีวิตและลูกชายที่ยังเหลืออยู่อีกหนึ่งคน

        “หมอขอโทษด้วยนะคะ” กาญจนายังคงแสดงความเสียใจต่อผู้เป็นบิดาและมารดาของคนไข้ที่เธอดูแลมานานร่วมปี “ส่วนเรื่องร่างของผู้เสียชีวิต เดี๋ยวจะมีเจ้าหน้าที่มาดำเนินการเรื่องเอกสารเพื่อขอรับบริจาคเพื่อการศึกษาต่อไป”

        “ได้ครับ”

       กาญจนาตอบขอบคุณแล้วก็หันไปมองเด็กหนุ่มทั้งหลายที่ยืนอยู่ใกล้ เธอยิ้มให้กับพระยศก่อนที่ผละเดินออกไปพร้อมกับทีมแพทย์คนอื่นๆ

        “บริจาคร่างเหรอ” วีรมาตุหันมาถามวิธู

        “ใช่ครับ เห็นพ่อกับแม่บอกว่าหมอมาขอไว้สักพักใหญ่แล้ว และพี่วีก็ตอบตกลง เห็นบอกว่าพี่วีอยากให้หมอหาวิธีรักษาให้ได้ ถึงไม่ใช่กับเขาแต่ก็ได้กับคนอื่นก็ยังดี” วิธูตอบด้วยเสียงที่สั่นเครือ เขายังสามารถกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาได้

        “เดี๋ยว!” เสียงของศศิทัศน์ดังขึ้นมา จนทุกคนหันมามอง “ไอ้วีร์หายไปไหน เมื่อกี้มันยังยืนอยู่ตรงนี้อยู่เลย”

       แต่ละคนต่างมองซ้ายมองขวาสลับไปมา ก็ไม่เจอคนๆนั้น แม้แต่แม่ของวิธูเองที่ยังเสียใจถึงกับหยุดร้องไห้และหันมองดูรอบๆด้วยความตกใจ

        “มันไม่ได้คิดอะไรแผลงๆใช่มั้ย”

       คำพูดของศศิทัศน์ทำให้ทุกคนแยกย้ายเดินตามหาไปทั่วบริเวณนั้น แต่ไม่ว่าซอกมุมไหนก็ไม่มีวี่แววว่าจะเจอ ทุกคนจึงกลับมารวมตัวกัน

        “โอเค ทุกคนแยกย้ายกันไปหาที่ต่างๆที่คิดว่าไอ้วีร์น่าจะไป” พระยศพยายามตั้งสติทั้งของตัวเองและคนอื่นๆ “เดี๋ยวกูวิ่งไปดูที่หน้าโรง’บาล เผื่อมันไปที่ป้ายรอรถ”

        “เดี๋ยวกูลงไปดูที่แถวๆคลินิกชั้นหนึ่ง” ศศิทัศน์เอ่ยเป็นคนต่อมา ก่อนที่จะหันไปถามวิธู “มึงรู้จักตึกโรงอาหารที่นี่มั้ย” วิธูพยักหน้ารับ “โอเค งั้นมึงไปดูแถวนั้น มันน่าจะไปไม่ไกลกว่านี้ นอกจากจะออกโรงพยาบาลไปแล้ว”

       พระยศได้ยินดังนั้นก็รีบวิ่งออกไปในทันที

        “ส่วนเฮีย...” ศศิทัศน์หันมาหาพี่ชายของเขา แต่ก็พบกับความว่างเปล่า “ไปไหนแล้ววะ เอ่อ... ช่างก่อน ไปหาไอ้วีร์ก่อนไป” เขาและวิธูก็รีบออกไปเช่นกัน ทิ้งให้ผู้ใหญ่สองคนยืนรออยู่ที่หน้าหอผู้ป่วยวิกฤติตามเดิม

*****

        “แล้วก็... มีอีกเรื่องที่เราอยากจะให้นายรักษาสัญญาไว้” คนที่นอนอยู่บนเตียงหันมาบอกกับเขา

        “อืมม ได้สิ” วีรมาตุตอบรับ

        “เมื่อวันนั้นมาถึง...”

        “อย่าพูดเป็นลางอย่างนั้นสิ” วีรมาตุรีบขัดซะก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดต่อ

        “วันนั้นมันมาถึงแน่ๆ อีกไม่นานนี้แล้ว” วีรดนย์ยิ้มรับกับสภาพของตัวเอง “เราอยากจะให้นายสัญญา ว่าจะตามหาน้องให้เจอ”

        “หมายความว่ายังไง” วีรมาตุถามกลับด้วยความไม่แน่ใจ

        “เราไม่คิดว่าน้องจะคิดสั้น” วีรดนย์รีบหยุดความสงสัยของวีรมาตุไว้ก่อน “น้องคงจะหนีไปอยู่คนเดียวเงียบๆ แต่น้องอาจจะเป็นอันตรายเพราะความเหม่อลอยได้ รีบตามหาน้องให้เจอเป็นดีที่สุด”

        “แล้วจะให้เราไปหาน้องเจอได้ที่ไหน”

        “คงไม่ไกลจากแถวนี้หรอก เราก็ไม่รู้เหมือนกัน ยังไม่เคยได้ออกไปไหนเลยตั้งแต่ขอส่งตัวมา” วีรดนย์มองดูสีหน้าครุ่นคิดของวีรมาตุ “สักที่นึงที่โล่งๆ เพราะน้องไม่ชอบที่แคบ และไม่มีคนพลุกพล่าน ไม่มีคนเลยได้ยิ่งดี”

       วีรมาตุพยักหน้ารับ

        “นายต้องนึกให้ออกนะ แล้วหาน้องให้เจอ”


*****

       วีรมาตุนึกไปถึงคำสัญญาที่ให้ไว้กับวีรดนย์ เมื่อคราวที่วีรดนย์นัดเขามาเจอกันที่โรงพยาบาล ในตอนนั้นวีรดนย์ยังคงพักอยู่ที่หออภิบาลผู้ป่วยปลอดเชื้อ ในขณะที่เขากำลังวิ่งไปตามที่ต่างๆไปทั่วตามที่วีรดนย์บอกไว้ ที่โล่งๆแต่ไม่มีคน วีรมาตุพยายามมองหาและนึกว่ามีสถานที่ไหนที่พอจะเป็นไปได้บ้าง

       เขาวิ่งไปมาจนเหนื่อยหอบจนต้องหยุดพักแล้วยกมือขึ้นเท้าสะเอวและเงยหน้าขึ้นเพื่อพยายามสร้างช่องว่างให้ปอดมีพื้นที่ขยายตัวให้ได้มากที่สุด เขาสูดอากาศเข้าไปลึกๆอยู่หายครั้งเพื่อที่จะได้มีแรงวิ่งหาต่อ พลันสายตามองขึ้นไกลจนถึงยอดตึกของโรงพยาบาล แล้วความคิดหนึ่งก็แว่บเข้ามาในหัว

        ‘เราไม่คิดว่าน้องจะคิดสั้น’

        “ไม่คิดสั้น ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ขึ้นไปบนนั้น”

       ว่าแล้ววีรมาตุก็ตัดสินใจวิ่งไปที่ลิฟต์โดยสารและตรงขึ้นไปชั้นสูงสุดของตึกโรงพยาบาล ชั้นดาดฟ้าเป็นที่โล่งเพราะมองไปได้ไกลสุดขอบสายตา ไม่มีคนเพราะแทบจะไม่มีใครสนใจขึ้นมาบริเวณนี้กันอยู่แล้ว เมื่อเขาขึ้นมาถึงชั้นสูงสุดที่ลิฟต์โดยสารจะพาขึ้นมาได้ เขายังต้องวิ่งขึ้นบันไดไปอีกชั้นครึ่งถึงจะเป็นชั้นที่มีประตูออกไปยังลานดาดฟ้าของตึก

       วีรมาตุพยายามสงบสติอารมณ์ หายใจเข้าออกลึกๆอยู่หลายครั้งก่อนที่จะเปิดประตูออกไป และพบว่าเป็นที่ๆเขาคิดไว้ไม่ผิดจริงๆ เป็นลานโล่งถึงจะไม่กว้างมากนักแต่ก็ไม่มีตึกใดสูงเท่าตึกนี้ในระยะใกล้ๆ และไม่มีคนพลุกพล่านอยู่บนนี้เลย... สักคน

       ไม่มีใครอยู่เลยสักคน

       วีรมาตุถอนหายใจด้วยความผิดหวัง พยายามนึกถึงที่ต่อไปที่เขาจะต้องไปหา เขาจึงเดินไปที่ขอบกำแพงฝั่งหนึ่ง เมื่อมองลงไปก็เห็นชั้นดาดฟ้าของอีกตึกที่ถูกดัดแปลงให้เป็นสวนหย่อมขนาดย่อมๆให้คนขึ้นมาพักผ่อนได้ แม้ว่าจะเป็นที่โล่งแต่ในตอนนี้ยังมีคนอื่นๆใช้บริการอยู่ วีรมาตุจึงถอนหายใจอีกครั้ง แล้วจึงตัดสินใจหันกลับเพื่อลงไปชั้นล่าง

       พลันสายตาหันไปเห็นขาข้างหนึ่งที่ใส่ถุงเท้าขาวยาวครึ่งน่องและรองเท้าผ้าใบสีดำตามระเบียบของโรงเรียนนั่งอยู่ที่พื้นหลบมุมทางเข้าออกประตูดาดฟ้าอยู่

       วีรมาตุรู้สึกหายใจโล่งขึ้นมาในทันที

       เขาจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วส่งข้อความไปหาน้องชายของเขาว่าเขาเจอวีร์แล้ว

*****

        “ถ้าหาเจอแล้วให้ทำอะไรต่อ”

        “ไม่ต้องทำอะไร”

       วีรมาตุมองดูสีหน้ายิ้มอย่างมีความสุขของวีรดนย์

        “ไม่ต้องทำอะไรเลยเหรอ”

        “ไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ต้องพูด ไม่ต้องปลอบใจ ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้นแค่อยู่ใกล้ๆก็พอ แค่ให้น้องรู้ว่ามีนายอยู่ใกล้ๆ น้องกำลังมองอะไรนายก็มองอันนั้น น้องกำลังฟังอะไรนายก็ฟังอันนั้น น้องอยู่คนเดียวเงียบๆนายก็อยู่เงียบๆไว้”


****

          วีรมาตุเดินอ้อมมุมผนังด้านข้างของประตูดาดฟ้า เขาเห็นวีร์นั่งชันเข่าพิงผนังอยู่กับพื้น สายตามองตรงไปข้างหน้าแต่แววตาล่องลอยไปไกล สีหน้าเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้มและไม่มีน้ำตา

       วีรมาตุนั่งลงข้างๆวีร์ ชันเข่าข้างหนึ่งที่ติดกับฝั่งของวีร์ส่วนอีกข้างยืนขาตรงไปข้างหน้า สายตามองดูท้องฟ้าที่กำลังถูกฉายไปด้วยสีส้มอมเหลืองอมแดงไปทั่ว มีเมฆบางๆพรางดวงอาทิตย์ที่กำลังใกล้ลาลับไปในอีกไม่กี่นาที ลมเย็นๆพัดเอื่อยมาอยู่เรื่อยๆ ไม่นานนักก็เริ่มเห็นแสงดาวประจำเมืองและหลอดไฟตามมุมตึกก็ติดขึ้นมาเวลาที่ได้ตั้งอัตโนมัติ จนท้องฟ้าก็เริ่มไล่เฉดสีใหม่พร้อมกับแต่งแต้มด้วยดาวระยิบระยับให้เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ

*****

        “แล้วยังไงต่อ”

        “น้องพร้อมเมื่อไหร่นายจะรู้เอง”


*****

       วีรมาตุนั่งมองภาพตรงหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างช้าๆ บ่งบอกเวลาที่เดินไปอย่างต่อเนื่องและไม่มีวันไหลกลับ ความเหนื่อยล้าจากที่ต้องวิ่งไปมาก่อนหน้านั้นได้หายไปบ้างแล้ว จะบอกว่าเขาสบายใจขึ้นก็ไม่เชิงนัก เพราะเรื่องที่เพิ่งจะเกิดขึ้นเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร อย่างน้อยก็กับคนที่อยู่ข้างๆเขา

       เวลาผ่านไปอีกนานเท่าไหร่ไม่มีใครได้ทันใส่ใจจะรับรู้

       วีรมาตุรู้สึกได้ถึงแรงกดเบาที่บ่าข้างหนึ่งของเขาพร้อมกับความรู้สึกอ่อนนุ่มของเส้นผมที่ใบหูข้างเดียวกันนั้น เขาลอบมองด้วยหางตาไปยังเด็กหนุ่มที่กำลังซบศีรษะลงบนบ่าของเขา แล้วเขาก็ย้ายสายตากลับไปมองภาพตรงหน้าตามเดิม

       ดวงอาทิตย์ได้ลาลับไปแล้ว แม้ว่าพอถึงเวลารุ่งเช้าเราจะได้มันเห็นอีกครั้งหนึ่ง แต่นั้นก็เป็นดวงอาทิตย์ของวันใหม่ วันเวลาที่ผ่านไปแล้วจะไม่หวนคืนกลับมาอีก




[โปรดติดตามตอนต่อไป]
19
Boy's love story / Re: Replaceable Love - รัก...แทนกันได้ ..... (ตอนที่ 12 ... 16 มิ.ย. 2564)
« กระทู้ล่าสุด โดย sarawit เมื่อ 16-06-2021 01:58:42  »
ตอนที่ 12 กาลเวลาไม่หวนคืน

       ช่วงบ่ายของวันหนึ่ง ในขณะที่ทุกคนในบ้านกำลังพักผ่อนกันตามอัธยาศัยหลังจากเสร็จสิ้นอาหารมือกลางวันแล้ว ผู้เป็นพ่อกำลังนั่งดูการแข่งขันกีฬาในโทรทัศน์ ผู้เป็นแม่กำลังคุยสนทนากับเพื่อนๆผ่านแอพลิเคชั่นในโทรศัพท์ พี่สาวคนโตกำลังดูวิดีโอออนไลน์ของศิลปินคนโปรดผ่านโทรศัพท์โดยที่เสียบหูฟังเอาไว้ พี่ชายคนรองและพี่ชายคนเล็กกำลังช่วยน้องชายคนเล็กของบ้านกรอกใบสมัครเพื่อเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

        “เขียนตัวบรรจง ไม่ต้องรีบ” พี่ชายที่นั่งฝั่งขวาคอยกำกับการกรอกข้อมูล ส่วนพี่ชายอีกคนที่นั่งฝั่งซ้ายกำลังจัดเตรียมเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการสมัครเข้าเรียน

        “พ่อชื่อ...” เด็กน้อยอ่านตามที่ใบสมัครเขียนไว้ให้กรอกลงในช่วงที่ว่างอยู่ “นายยุทธ นามสกุล วรรัญญา แล้วก็แม่ชื่อ นางนุช นามสกุล วรรัญญา เหมือนกัน”

       คนทั้งบ้านหันหน้ามามองกันไปมา เพราะนี่คือสิ่งที่เด็กชายตัวน้อยของบ้านเข้าใจมาโดยตลอด แต่หากปล่อยให้เขียนไปเช่นนี้ก็จะเป็นให้ข้อมูลที่ผิด แต่ถ้าบอกความจริงไปก็ไม่มีใครบอกว่าว่าจะเกิดอะไรขึ้น ขณะที่ยังไม่มีใครตัดสินใจอะไร เด็กชายตัวน้อยก็กรอกข้อมูลไปเรื่อยๆจนเสร็จ

        “เรียบร้อยแล้ว” เขาตรวจทานดูอีกรอบว่าไม่ได้เว้นว่างช่องไหนไว้อีก

        “แน่ใจนะ” คนข้างๆหันมาถามเขา

        “พี่ภูมิก็เอาไปดูสิ” เด็กชายวีร์ยื่นใบสมัครไปให้ดู อีกฝ่ายก็ทำเป็นตรวจตราดูตั้งแต่หัวกระดาษจนถึงบรรทัดล่างสุด

        “อืมๆ เรียบร้อย” เขายื่นใบสมัครกลับไปให้น้องชายคนเล็ก “เก็บใส่ซองไว้ มะรืนนี้จะได้หยิบเอาไปทีเดียว”

        “ไป ไปกินขนมกันดีกว่า แม่ทำไว้ตั้งแต่เช้า” ธีร์ลุกขึ้นยืนหลังจากยื่นเอกสารทั้งหมดที่ต้องใช้ให้น้องคนเล็กเก็บใส่ซองสีน้ำตาล จากนั้นเจ้าตัวและภูมิก็เดินเข้าไปที่ห้องครัวเพื่อยกขนมออกมา

       ส่วนเจ้าตัวน้อยยังคนง่วนอยู่กับเอกสาร โดยตรวจดูทุกใบว่ามีครบถ้วนตามที่ประกาศการรับสมัครเข้าเรียนได้แจ้งไว้ ส่วนเอกสารใบไหนที่ไม่ต้องใช้ก็เก็บกลับเข้าไว้ในแฟ้มที่ผู้เป็นแม่แยกจัดเก็บเอกสารราชการของแต่ละคนไว้ทั้งหมด แยกของใครของคนนั้นเป็นสัดส่วนเรียบร้อย เมื่อเวลาต้องใช้จะได้ไม่ต้องรื้อกันทั้งบ้านเพื่อตามหา

       พลันมีสายลมเอื่อยพัดมา ทำให้กระดาษบางๆใบหนึ่งปลิวจากโต๊ะตกลงไปที่พื้น

       เด็กชายวีร์จึงก้มลงเก็บเอกสารที่มีตราครุฑตัวแดงๆเห็นเด่นชัด ถัดลงมาเป็นชื่อของเอกสารบอกว่าเป็น ‘สูติบัตร’ เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เพราะถือได้ว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นใบแจ้งเกิดของตัวเอง จึงหยิบขึ้นมาดูโดยละเอียดทั้งหมด ไม่ว่าเป็นชื่อตัวเขาเอง วัน เวลา และสถานที่เกิด และไล่ลงมาจนเห็นว่าส่วนถัดไปนั้นมีบันทึกไว้ว่า ‘ไม่ปรากฎ’ ซึ่งเป็นส่วนของ ‘มารดา’

       เด็กชายวีร์เกิดความสงสัยในใจว่าเหตุใดจึงไม่ใส่ข้อมูลของแม่นุชลงไป จะว่าเจ้าหน้าที่จะลืมใส่ก็ไม่น่าใช่ แต่นั่นยังไม่ทำเขาแปลกใจมากเท่ากับส่วนของ ‘บิดา’ ว่าทำไมถึง...

        “ทำไมชื่อบิดาเป็นชื่อพี่ธีร์อะ”

       เขาอ่านอีกรอบให้แน่ใจว่าอ่านไม่ผิด แต่ไม่ว่ายังไงก็ยังอ่านเป็น

        นายธีร์ วรรัญญา x-xxxx-xxxxx-xx-x 16 ปี

       เขาเงยหน้าขึ้นมาเห็นทุกคนต่างตื่นตระหนกลุกขึ้นเดินเข้ามาหาเขา ยกเว้นเพียงคนเดียวที่ยืนนิ่งอยู่ที่ประตูห้องครัว ในมือถือจากขนมค้างไว้อยู่

        “หมายความว่าพรืออะ ทำไมถึงเป็นชื่อพี่ธีร์”

*****

       หลังจากที่รู้ความจริงแล้ว เด็กชายวีร์ในตอนนั้นเอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องไม่ยอมออกไปไหน ข้าวปลาอาหารก็ไม่ยอมกิน แม้ว่าร่างกายที่อ้วนจ้ำม่ำจะส่งเสียงประท้วงอยู่ตลอดเวลาก็ตาม ไม่ว่าใครเข้าไปคุยด้วยก็ไม่ยอมปริปาก ท้ายที่สุดคนในบ้านก็ต้องเดินไปตามเด็กหญิงข้างบ้านที่อยู่ในวัยเดียวกันกับน้องชายตัวน้อยให้มาช่วยปลอบ และให้ช่วยคะยั้นคะยอให้เด็กชายวีร์ยอมกินอะไรบ้าง

       แต่ขนาดเด็กหญิงแพรไหมมาถึงแล้ว เด็กชายวีร์ก็ยังไม่ยอมพูดอะไร เอาแต่ร้องสะอื้นให้เธอโอบกอดไว้ปลอบปะโลมไว้ ในเมื่อเธอใช้วิธีหลอกล่อให้เพื่อนของเธอพูดระบายออกมาไม่ได้ เธอจึงเป็นฝ่ายพูดเสียเอง ได้แต่เล่าเรื่องในช่วงนี้ของเธอว่าไปไหนมาบ้าง ไปเจอใครมาบ้าง แล้วก็ไปกินอะไรมาบ้าง

        “อื้อหือ แบ่บหวาหรอยนิ กั๋ดเต๋มคำเลย มันนิเยิ่มไล่เต๋มคางเลย”

        “ไน่หวากลัวอวน”

       เด็กหญิงเกือบจะกลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่เมื่อได้ยินเสียงของเพื่อนของเธอ

        “ฮาย มั้นก่อมีบางและ ทีซ่องทีม้ายพรือนิ”

       เธอได้ยินเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ ตามมาด้วยเสียงท้องร้อง

        “เนือยม้าย” เธอถามคนที่เธอกำลังกอดไว้เต็มวงแขน แม้ไม่มีเสียงตอบกลับแต่เธอก็รู้สึกได้ว่าเขาพยักหน้า “งั้นรอก๋อนนะ ไป่ห้าข้องกิ๋นมาห้ายนะ”

       เด็กหญิงแพรไหมผละออกจากเด็กชายวีร์ เธอยิ้มให้ก่อนที่จะลุกขึ้นออกจากห้องไป ไม่นานนักเธอก็กลับมาพร้อมจานอาหารที่ใส่ของกินมาเต็มพูน

*****

       วีร์นั่งเหม่อลอยอยู่บนรถประจำทางระหว่างเดินทางไปที่โรงพยาบาล ภาพเหตุการณ์เมื่อเกือบ 5 ปีมาแล้ว กลับมาวนเวียนอยู่ในหัวของเขาอีกครั้ง ในตอนนั้นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขารับรู้ว่าคนที่เขาเรียกว่าพ่อแม่มาโดยตลอดแท้จริงคือปู่กับย่า พี่สาวคนโตคือป้า พี่ชายคนเล็กคืออา ส่วนคนที่เขารักมากที่สุดที่คอยตามใจเขาทุกอย่างจะไม่ใช่พี่ชาย แต่เป็นพ่อของเขาเอง

       ส่วนผู้ที่เป็นแม่ของเขานั้นไม่มีใครยอมบอก เขารับรู้เพียงว่าฝ่ายครอบครัวของแม่ของเขาย้ายไปอยู่กันที่อื่น ไม่สามารถติดต่อกันได้ แม้จะลองสอบถามไปยังญาติคนอื่นๆทางฝ่ายนั้นก็ไม่มีใครรู้เช่นกัน จนเวลาผ่านมาเนิ่นนานหลายปีแล้ว ทุกคนเลยละความพยายาม และปล่อยให้ช่องข้อมูลมารดาในสูติบัตรของวีร์ว่างไว้ เพราะคิดว่าหากถ้าเขาไม่ได้ต้องการจะเกี่ยวข้องอะไรกันอีก ก็เสียเวลาเปล่าที่จะไปเหนี่ยวรั้งตามตัวกลับมา

       และเป็นเพราะว่าเด็กชายวีร์ในตอนนั้นเรียกคนในบ้านตามเด็กโตคนอื่นๆในตอนนั้นว่า พ่อ แม่ และพี่ ทุกคนจึงปล่อยเลยตามเลยไม่ได้ห้ามปรามหรือแก้ไขอะไร จนเป็นความเข้าใจใหม่ของเด็กตัวน้อยที่เพิ่มเริ่มจะรู้ประสีปะสา และเขาเติบโตขึ้นกับความสัมพันธ์รูปแบบนี้ จนกระทั้งวันที่เขารู้ความจริง

       ในท้ายที่สุดหลังจากที่เขายอมพูดคุยกับคนในบ้านอีกครั้ง ทุกคนกำลังปรับตัวที่จะเปลี่ยนสถานะของตัวเองแทนที่ความสัมพันธ์แบบเดิมที่เคยเป็นมาเกือบ 10 ปี แต่เด็กชายวีร์กลับอยากให้ทุกคนรักษาบรรยากาศในบ้านไว้แบบเดิม ให้เขาได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับพ่อแม่และพี่ๆอย่างเดิมแม้ว่าเขาจะรู้ความจริงแล้วก็ตาม และทุกคนก็ตกลงตามความต้องการของเด็กตัวน้อย

*****

        “ไอ่วีร์”

       วีร์เดินออกมาจากลิฟต์ กำลังจะรีบเดินไปยังหออภิบาลผู้ป่วยปลอดเชื้อ แต่ว่าถูกเสียงที่คุ้นเคยเรียกไว้เสียก่อน

        “เอ้า ไซมาโย่วทึ่งนี้อะ” วีร์เห็นวิธูยืนอยู่หน้าหออภิบาลผู้ป่วยวิกฤต แต่เมื่อมองเลยไปก็เห็นทั้งพ่อและแม่ของวิธูยืนอยู่ด้วย วีร์จึงยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองคน “พรือหล่าวนิ”

        “เค้าหย่ายผีวีมาโย่วทึ่งนี้แหล่ว” วิธูผงกศีรษะไปทางประตูหออภิบาลผู้ป่วยวิกฤติ

        “ไซอะ”

       วิธูเม้มปากเข้าหากัน ก่อนที่จะสูดหายใจลึก แล้วก็พ่นออกมา

        “ไอ่วี...” วิธูเว้นจังหวะการพูดไว้ พร้อมกับพยายามข่มสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด แต่ในใจภาวนาขอให้เกิดปาฏิหาริย์ก่อนที่เขาจะต้องพูดออกไปจริงๆ และเหมือนจะเป็นระฆังช่วยชีวิตที่ประตูหอผู้ป่วยถูกเปิดออกมา โดยมีคุณหมอหญิงท่านหนึ่งเดินออกมา ทุกคนจึงรีบกรูเข้าไปหาคุณหมอ

        “เป็นยังไงบ้างครับหมอ” ผู้เป็นพ่อเอ่ยถามคุณหมอที่ทำการรักษาลูกชายคนโตของเขามาโดยตลอด

        “ตอนนี้อาการคงที่แล้วนะคะ ไม่มีอะไรน่าห่วง แต่ว่าหมอคงต้องให้เฝ้ารอดูอาการอีกสักระยะหนึ่งก่อน ถึงจะบอกได้อีกทีค่ะ”

        “แล้วตอนนี้จะเข้าเยี่ยมได้มั้ยคะ” ผู้เป็นแม่สอบถามคุณหมอ

        “ก็เข้าเยี่ยมได้ตามเวลานะคะ แต่ว่าช่วงนี้เพราะฤทธิ์ของยาที่หมอสั่งไปจะทำให้คนไข้หลับอยู่ตลอด เดี๋ยวถ้าผลแล็บออกมาดีเมื่อไหร่ แล้วหมอจะสั่งปรับยาใหม่อีกทีนะคะ”

        “ได้ค่ะหมอ ขอบคุณคุณหมอมากนะคะ”

       ทั้งสามคนพ่อแม่ลูก รวมถึงวีร์ ต่างยกมือไหว้ขอบคุณคุณหมอ ก่อนที่หมอจะเดินจากไป เธอหันมายิ้มให้กำลังกับวีร์ และชื่อที่ปักอยู่บนเสื้อกาวน์ก็คือ ‘พญ. กาญจนา อาชา’

        “พี่วีเป็นอะไรหรอครับ” วีร์หันมาถามผู้ใหญ่ทั้งสองคนในทันทีที่คุณหมอเดินออกไปแล้ว สองสามีภรรยาก็หันมามองหน้ากัน โดยที่ฝ่ายภรรยาหันกลับมามองเขาก่อนและยิ้มให้

        “พี่เขาอาการทรุดลงนิดหน่อยนะลูก หมอเป็นห่วงว่าอยู่ที่โน้นเครื่องไม้เครื่องมือจะไม่พร้อมใช้งานได้ทัน เลยย้ายมาอยู่ที่นี่แทน”

        “ไม่ต้องเป็นห่วงนะ หมอมาดูให้อย่างใกล้ชิด สบายใจได้” ฝ่ายสามีเดินตามน้ำที่ฝ่ายภรรยานำทางมาให้

       วีร์ก็ยิ้มรับ หายใจได้โล่งขึ้น แต่ก็ได้ไม่นานนัก

        “พ่อ แม่” ลูกชายคนเล็กเอ่ยปากเรียกด้วยน้ำเสียงแข็ง สีหน้านิ่ง และแววตาเป็นประกายแก้ว “ถึงตอนนี้แล้ว บอกมันไปตะ” ทั้งพ่อและแม่ต่างหันมาส่งสายตาห้ามปราบลูกชายคนเล็กแต่ก็ไม่เป็นผล “ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะปิดมันแล้ว”

        “ทำไม เกิดอะไรขึ้น” วีร์หันไปคาดคั้นจากเพื่อนของเขา

       วิธูสูดหายใจลึกอีกครั้ง ปาฏิหาริย์ที่เขารอมันไม่มาอีกแล้ว

        “ไอ้วีร์ ทำใจดีๆนะ” วิธูเอื้อมมือไปจับไหล่ของวีร์ไว้ “พี่เขาจะอยู่กับเราได้อีกไม่นานแล้ว”

        “มึงพูดเล่นอะไรของมึงนิ ใช่เรื่องเออ” วีร์สะบัดมือของวิธูออก

        “กูไม่ได้พูดเล่น อาการพี่วีทรุดลงมาตลอดสักพักใหญ่แล้ว แต่ไม่มีใครกล้าบอกมึงเพราะพี่วีขอไว้ว่าจะเป็นคนบอกเอง” วิธูจับไหล่ของวีร์อีกครั้ง “แต่ตอนนี้ ไม่รู้ว่าพี่วีจะยังตื่นมาบอกมึงได้อีกมั้ย กูเลยคิดว่ามึงมีสิทธิ์ที่จะรู้ แล้วก็เตรียมใจไว้บ้าง”

       วีร์ส่ายหน้า เขายังไม่อาจยอมรับได้

        “เราลองหาหมอที่ใหม่ก็ได้ เผื่อว่าเขาจะมีทางรักษาวิธีอื่น”

        “ไอ้วีร์” วิธูเรียกสติของเพื่อนของเขาให้กลับมา “พี่วีเขายอมรับสภาพของเขาได้ มึงเองก็ต้องยอมรับให้ได้”

       วีร์นิ่งเงียบไปเมื่อได้ยินดังนั้น เมื่อหันไปหาผู้ใหญ่ทั้งสองคนโดยหวังว่าจะมีคำพูดอะไรที่ดีกว่านี้ แต่ทั้งสองคนกลับมองมาด้วยแววตาเศร้าสร้อย ยิ่งเป็นการตอกย้ำความจริงของสิ่งที่วิธูเพิ่งจะบอกเขาว่าเขาต้องยอมรับความจริงอันแสนเจ็บปวดนี้แล้ว

       วีร์ก้มหน้าลงมองไปที่พื้น ริมฝีปากเม้มสนิท กรามที่สั่นเพราะออกแรงเกร็ง มือที่กำจนแน่น เป็นอาการที่บอกได้เป็นอย่างดีว่าเขากำลังพยายามกลั้นความรู้สึกให้เก็บไว้อยู่ข้างในไม่ให้ล้นออกมาก เหมือนเขื่อนที่พยายามฝืนกำลังมวลน้ำในคืนที่พายุฝนกำลังกระหน่ำที่กำลังถาโถมเข้ามาและไม่มีทีท่าจะหยุด

       วิธูเห็นดังนั้น จึงค่อยดึงวีร์ให้ไปนั่งพักที่เก้าอี้ใกล้ๆ พยายามลูบบ่าลูบหลังเพื่อปลอบใจเพื่อน ถึงแม้ว่าในใจของเขาเองก็กำลังอ่อนล้าอยู่เช่นกัน

        “เลื่ออีกชั๋วโมงเลื้อโด่ว หว่าอีทึ่งเวลาเหยียม”

       วีร์ได้แต่พยักหน้ารับรู้เท่านั้น เหลืออีกชั่วโมงกว่าที่เขาจะปรับสภาพจิตใจให้กลับมาเป็นปกติ พร้อมที่จะเข้าไปเยี่ยมวีรดนย์ ไม่ว่าเขาจะตื่นมารับรู้หรือไม่ก็ตาม

*****

       จนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปนานพอสมควรแล้ว ทั้งชายหนุ่มและหญิงสาวยังคงนั่งรออยู่ที่ห้องรับแขกกันเงียบๆ รอคอยผู้ที่เป็นแก้วตาดวงใจของพวกเขากลับมา รอที่จะอธิบายเรื่องราวทุกอย่างให้เขาเข้าใจ รอแก้ตัว รอยอมรับผิด และรอการให้อภัย

       ต่างฝ่ายต่างคอยให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

       ในวันนี้ไม่ว่าใครวางแผนที่จะทำอะไรไว้ เป็นอันต้องยกเลิกไปทั้งหมด ธีร์ไม่ได้ออกไปซื้อของตามที่ตั้งใจไว้ วนกรเพียงแค่ต้องการมาบอกข่าวและขอคำปรึกษา ทั้งคู่กลับลงเอยด้วยการนั่งรออยู่ในบ้านตั้งแต่เช้าจนถึงเวลานี้

       แม้ว่าวีร์จะกลับช้าเลยเวลาไปจากปกติอยู่มาก และเขาก็ไม่ได้โทรศัพท์มาบอกธีร์เหมือนอย่างเคย แต่ธีร์เองก็ไม่กล้าโทรไปถามเหมือนกัน ครั้งจะโทรไปถามผ่านทางวิธูก็เกรงว่าอีกฝ่ายจะยิ่งหงุดหงิด ธีร์รู้ดีว่าหากวีร์ยังไม่พร้อมที่จะคุย ไม่ว่าจะเป็นใครทำอะไรก็ไม่อาจโน้มน้าววีร์ได้ง่ายๆ เพราะเขาเลี้ยงเด็กคนนี้เองมากับมือ ดังนั้นจึงได้แต่รอ และรอ

       จนกระทั้งมีเสียงเปิดประตูรั้วดังขึ้น ทั้งธีร์และวนกรจึงรีบลุกขึ้นแล้วหันไปดูที่หน้าบ้าน ก็เห็นคนที่พวกเขากำลังรอมาตลอดทั้งวันกำลังเดินเข้ามา ทั้งสองคนจึงหันมายิ้มเล็กน้อยให้กัน แม้ว่าจะรู้สึกดีใจขึ้นมาบ้างแต่ก็ยังรู้สึกประหม่าอยู่ไม่น้อย ตลอดระยะเวลาที่พวกเขารอคอยมาทั้งวันยังให้ความรู้สึกเทียบไม่ได้เลยกับระยะเวลาที่เด็กหนุ่มเดินจากประตูรั้วเข้ามาถึงในบ้าน แม้ว่าจะเป็นเวลาเพียงสั้นๆแต่มันดูเหมือนจะยาวนานเสียเหลือเกิน

       วีร์พยายามประวิงเวลาที่จะทำอะไรก็ตามในวันนี้ไว้ให้นานที่สุด แม้ว่าจะหมดเวลาเยี่ยมวีรดนย์ไปแล้วก็ตาม พ่อและแม่ของวีรดนย์และวิธูอาสาจะพาวีร์มาส่งที่บ้านแต่เขาก็ปฏิเสธไป วีร์เลือกที่จะนั่งรออยู่ในหน้าหอผู้ป่วยวิกฤติอยู่คนเดียวต่อ จนถึงเวลาที่ต้องกลับจริงๆ วีร์ก็ก้าวเดินอย่างช้าๆจนกว่าจะถึงป้ายรถประจำทางหน้าโรงพยาบาล เมื่อรถที่จะผ่านหมู่บ้านเขามาถึง วีร์ก็ปล่อยให้รถคนนั้นผ่านไป ผ่านไปแล้วผ่านไปเล่าถึงสองสามคันกว่าที่วีร์จะตัดใจขึ้นรถมาได้ ถึงหมู่บ้านแล้วเขาก็เดินอย่างช้าๆ อยากให้เวลาหยุดอยู่ ณ ตอนนี้

       แต่รถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อสีน้ำเงินเข้มที่ยังจอดอยู่หน้าบ้านของเขา ทำให้เวลาหมุนกลับมาเดินตามปกติดังเดิม

       เวลาที่ต้องเผชิญกับความจริง

       วีร์เดินเข้าไปถึงประตูหน้าบ้านก็เห็นทั้งธีร์และวนกรยืนรอเขาอยู่ ทั้งสองพยายามที่จะเอ่ยปากแต่ก็ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา ด้วยเพราะแววตาของวีร์ที่ดูเศร้าสร้อย ไหล่ที่ห่อลงเล็กน้อย และท่าทางการเดินที่ดูเซื่องซึม ยิ่งปิดปากของทั้งสองคนไว้สนิทไม่ให้คำใดเล็ดลอดออกมาก

       จนวีร์เดินผ่านทั้งสองคนเข้าไปในบ้าน

        “วีร์” ธีร์รั้งตัวเขาไว้ด้วยคำพูด

       วีร์หยุดยืนนิ่ง แต่ยังคงหันหน้าไปทางอื่น

        “พี่วีเป็นไงบ้าง”

       คำถามของธีร์ทำให้วีร์เม้มปาก สายตามองขึ้นไปข้างบนและกระพริบตาถี่ขึ้นเล็กน้อย ท่าทางเช่นนั้นทำให้ธีร์รีบเปลี่ยนคำถามใหม่ในทันที

        “หิวมั้ย กินอะไรมาแล้วยัง”

       วีร์หันไปเห็นที่โต๊ะอาหาร ก็พบว่ามีมุ้งฝาชีครอบอาหารอยู่ ถึงจะมองเห็นไม่ชัดแต่ก็พอจะดูออกว่ามีอาหารหลายจานวางอยู่ใต้มุ้งฝาชีนั้น นั้นหมายถึงทั้งธีร์และวนกรต่างก็ยังไม่ได้กินอะไรและรอเขากลับมา

       วีร์ถอนหายใจและหันหน้าไปทางอื่น

        “ถ้ากินมาแล้วก็ไม่เป็นไร ไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดแล้วพักผ่อนซะนะ วันนี้คงเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว” ธีร์จะเอื้อมมือไปจับบ่าของวีร์ แต่เขาก็ยั้งมือไว้ก่อน และมองดูเด็กหนุ่มเดินขึ้นบันไดไป

       ธีร์และวนกรหันมามองหน้ากัน ยิ้มให้กันเล็กน้อย ต่างฝ่ายต่างเห็นแววตาที่เศร้าสร้อยของกันและกัน

        “น้องวาจะกินอะไรก่อนมั้ย ตั้งแต่เช้ามาก็กินไปนิดเดียวเอง”

        “วากินอะไรไม่ลงแล้วพี่ธีร์”

        “แต่ตอนนี้น้องวาไม่ใช่ตัวคนเดียวแล้วนะ” วนกรได้ยินดังนั้นก็ยกมือขึ้นลูบท้องของตัวเอง “ต้องทำเพื่อลูกด้วย” ธีร์เข้าไปใกล้และวางมือของเขาลงไปบนบนมือของวนกร “ทั้งลูกที่อยู่ในท้อง และลูกที่อยู่ข้างบน”

       วนกรสูดหายใจลึกแล้วถอนออก ก่อนที่จะพยักหน้า

        “ไปกัน นิดหน่อยก็ยังดี”

       ธีร์จูงวนกรไปที่โต๊ะอาหาร ระหว่างทางเข้าเงยหน้ามองบันไดที่เชื่อมไปยังชั้นบนครู่หนึ่ง แล้วจึงบ่ายหน้าไปทางโต๊ะอาหารดังเดิม ในตอนนี้เขามีถึงสามชีวิตที่ต้องรับผิดชอบ เขาต้องเป็นคนที่มีสติมากที่สุด เพื่อให้ครอบครัวเล็กๆของเขาที่กำลังเติบโตขึ้นสามารถผ่านปัญหาในตอนนี้ไปให้ได้



[อ่านต่อด้านล่าง]
หน้า: 1 [2] 3 4 5 6 ... 10
สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด