กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedsengped[at]gmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 2 [3] 4 5 6 7 ... 10
21
ตอนพิเศษที่ 1 : บทลงโทษและคำขอร้อง



รถค่อย ๆ ชะลอความเร็วเมื่อใกล้ถึงประตูเหล็กดัดงดงามวิจิตร แสงไฟจากโคมประดับตลอด 2 ข้างถนนลอดเข้ามาในตัวรถยนต์ จนกระทั่งรถ SUV คันหรู จอดสนิทตรงหน้าบันไดหินอ่อน

เพลิงเปิดประตูลงจากรถก่อน แล้วหันมาเปิดประตูให้ผม เขากลับไปใช้โทนเสียงเดิมของบอดี้การ์ดที่ผมเริ่มคุ้นเคย

“เชิญครับคุณกานต์” ผมพยักหน้าแล้วก้าวลงจากรถ

เสียงรองเท้าหนังกระทบกับพื้นหินอ่อนดังไปก้องตามจังหวะการก้าวเดินของคนสองคน

“คุณจำเป็นต้องส่งเราถึงห้องนอน? คงไม่มีใครถือปืนเข้ามายิงเราในบ้านตัวเองหรอกมั้ง”

“ความปลอดภัยของคุณกานต์คือเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับผมครับ”

“ถ้าคุณกังวลมากขนาดนั้น ไม่เข้ามานอนข้างเราบนเตียงไปเลยล่ะ” คนอะไร พอกลับเข้ามาในบ้านก็สลับโหมดกลับมาเป็นหุ่นยนต์อีกครั้ง

“รอเดี๋ยวครับ” เพลิงยกมือห้ามผมที่กำลังจะเปิดประตูห้องนอน

“คุณนี่มันเหลือเกินจริงๆ ...” ผมพูดขึ้นในขณะที่เดินตามหลังเขาเข้ามาในห้องนอน เพลิงเดินสำรวจความเรียบร้อยทั่วทั้งห้อง ก่อนที่จะมีท่าทีผ่อนคลายลงเล็กน้อยเมื่อไม่พบว่ามีมือสังหารแอบซ่อนตัวอยู่ในตู้เสื้อผ้า

“... นั่นประตูอะไร ห้องเก็บของเหรอ” ผมถามเมื่อมองไปรอบๆ แล้วเห็นประตูบานหนึ่งที่ดูเหมือนจะอยู่ผิดที่ผิดทาง

“ประตูห้องนอนผมครับ” คนตรงหน้าตอบด้วยน้ำเสียงธรรมดา

“ฮะ!!! นี่คุณพูดเล่นใช่ไหม” ดวงตาของผมเบิกกว้าง แต่หากสังเกตจากท่าทีของบอดี้การ์ดร่างสูงใหญ่ตรงหน้าแล้ว คำตอบเมื่อครู่ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นอย่างแน่นอน





ห้องกระจกขัดเงาของศูนย์ฝึกภาคสนามแตกตื่นขึ้นมาทันที เมื่อผมก้าวเท้าฉับ ๆ เข้าไปเผชิญหน้ากับหัวหน้าทีมรักษาความปลอดภัย ชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำที่มีรอยแผลเป็นพาดผ่านใบหน้าหันมาค้อมหัวให้ผมตามมารยาท

“เราบอกคุณแล้วไง ว่าไม่ใช่ความผิดของเพลิง เราจงใจหนีออกมาเอง” ผมกระแทกเสียง หวังจะใช้ความผิดของตัวเองมาบังหน้าและช่วยคนหน้านิ่งที่กำลังดวงตก หัวหน้าทีมนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าเฉียบขาด

“ผมทราบดีครับคุณกานต์... แต่เพลิงก็บกพร่องในหน้าที่ที่ปล่อยให้คุณหายไปจากสายตา”

“แต่ตอนนี้เราก็ปลอดภัยดีนี่!” ผมยังดื้อดึง

“เพราะโชคช่วยครับไม่ใช่เพราะใคร... วินัยของหน่วยภาคสนามคือคำสั่งตาย ถ้าวันนี้ผมละเลย แล้วพรุ่งนี้มีเหตุการณ์เหมือนเดิมเกิดขึ้นอีก ระเบียบวินัยของเราก็จะไม่มีความหมาย... ขออภัยด้วยครับคุณกานต์ แต่นี่เป็นเรื่องภายในของหน่วยคุ้มกัน”

ผมขบกรามแน่น เมื่อถูกปฎิเสธอย่างไร้เยื่อใย ความเป็นนายน้อยของตระกูลไม่ได้ช่วยให้ผมมีสิทธิพิเศษใด ๆ มากกว่าคนปกติ

สุดท้ายผมทำได้แค่เดินสะบัดหน้าออกมาด้วยความหงุดหงิดแต่ขามันกลับทรยศ แทนที่จะเดินกลับขึ้นห้องนอน ผมกลับสาวเท้าลัดเลาะไปตามทางเดินปูนเปลือยจนมาถึงลานฝึกกลางแจ้ง และภาพตรงหน้าทำให้หัวใจของผมกระตุกวูบ แดดยามบ่ายเปรี้ยงปร้างจนไอแดดเต้นระยิบระยับบนพื้นปูน ร่างสูงใหญ่ของเพลิงอยู่ในชุดกางเกงยุทธวิธีสีเข้ม เสื้อยืดสีดำตัวหนาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจนแนบสนิทไปกับแผ่นหลังกว้างและมัดกล้ามเนื้อแกร่ง

เขากำลังอยู่ท่าค้ำศอกแขนสองข้างยันพื้นปูนร้อน ๆ เอาไว้ แผ่นหลังตรงนิ่งสนิทราวกับหุ่นสลักทว่ามัดกล้ามที่ต้นแขนและเส้นเลือดที่ปูดโปนขยับเกร็งจนสั่นระริกฟ้องว่าเขาถูกสั่งค้างท่านี้มานานหลายชั่วโมงแล้ว ข้าง ๆ มีผู้ช่วยครูฝึกยืนถือนาฬิกาจับตาดูอยู่ไม่ห่าง ผมยืนกำหมัดแน่น มองดูหยาดเหงื่อที่ไหลจากปลายคางของเพลิงหยดลงบนพื้นปูนทีละหยด... ระเหยหายไปกับความร้อน ใบหน้าคมคายของเขายังคงนิ่งสนิทสวนทางกับร่างกายที่สั่นเทาเพราะความล้าของกล้ามเนื้อ ดวงตาสีน้ำผึ้งคู่นั้นจดจ่ออยู่กับเศษกรวดบนพื้นตรงหน้าอย่างโดดเดี่ยว... ‘ความคึกคะนองของคุณ ทำให้ผมและคนอื่น ๆ เดือดร้อนไปด้วย’ ประโยคของเขาลอยแวบเข้ามาในหัว

ผมสูดหายใจลึก ปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นนายน้อยผู้เอาแต่ใจ ก่อนจะเดินอาด ๆ เข้าไปกลางลานฝึก

“คุณกานต์” ผู้ช่วยครูฝึกรีบยืดตัวตรงทำความเคารพ

“เรามาตามคุณไปพบหัวหน้าหน่วย”

“เอ่อ” อีกฝ่ายมีสีหน้าลังเล ผมรู้ว่ามันไม่ใช่ข้ออ้างที่ฟังขึ้นเท่าไหร่ จะมีสักกี่คนในบ้านหลังนี้ที่กล้าใช้นายน้อยของตระกูล

“เราบอกให้ไปก็ไปสิ!” ผมหรี่ตามองปั้นหน้ายักษ์

พอเจอไม้ตายเข้าไป ผู้คุมก็รีบวิ่งหน้าตั้งออกไป ทันทีที่ลานฝึกเหลือแค่เราสองคน ผมไม่รอช้า รีบถลาเข้าไปนั่งยองๆ บนพื้นปูนข้าง ๆ ตัวเพลิงทันที ผมล้วงเอาขวดน้ำเกลือแร่เย็นจัดกับแผงยาแก้ปวดออกมาวาง

“เพลิง... พอได้แล้ว ลุกขึ้นมาก่อน” ผมพึมพำ พยายามจะเอามือไปช้อนใต้ไหล่หนาให้เขาลุก

“อย่าครับคุณกานต์...” เสียงทุ้มต่ำที่เคยทรงพลัง บัดนี้แหบพร่าและสั่นเครือตามแรงขยับของร่างกาย แต่กระนั้นเขาก็ยังดื้อที่จะค้างท่าเดิมไว้

“...ผมยังเหลือเวลาทำโทษอีกครึ่งชั่วโมง”

“คุณนี่มันบ้าหรือเปล่าฮะ!...” ผมดุเสียงเขียว

“... เราบอกให้ลุกก็ลุกดิ! นี่คำสั่งเรานะ!...”

ดวงตาสีน้ำผึ้งเข้มเหลือบขึ้นมามองผมแวบหนึ่ง เพลิงกัดฟันกรอด สันกรามขึ้นรูปแน่นจนเห็นเส้นเลือดตรงขมับเต้นตุบ ร่างกายเขาขยับกระตุกเบา ๆ เพราะกล้ามเนื้อเริ่มรับน้ำหนักไม่ไหว

ผมไม่รอช้า จัดการบิดฝาขวดน้ำเกลือแร่แล้วส่งไปจ่อที่ริมฝีปากแห้งผากของเขา

“... กินซะ... ถือว่าเราขอร้อง” เพลิงตะแคงหน้ามามองขวดน้ำในมือผม ก่อนจะยอมยื่นหน้าเข้ามางับปากขวดจากมือผมแล้วดื่มเอา ๆ ราวกับคนขาดน้ำกลางทะเลทราย ผมประคองขวดน้ำให้เขาอย่างระมัดระวัง สายตามองไล่ตามหยดน้ำเกลือแร่ที่ไหลเปื้อนมุมปากล่างลงมาตามลำคอหนา

“ขอบคุณครับ คุณกลับไปเถอะ แดดร้อนขนาดนี้เดี๋ยวคุณจะไม่สบาย” เขาพึมพำหลังจากผละปากออก ก่อนจะกลับไปเพ่งสมาธิอยู่กับการเกร็งร่างกาย

ผมกำแผงยาแก้ปวดในมือแน่น มองสบดวงตาสีน้ำผึ้งคู่นั้นที่กลับไปจดจ่ออยู่กับเศษกรวดบนพื้นปูนตามเดิมอย่างไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา สุดท้ายผมก็ทำได้เพียงวางแผงยาไว้ข้างขวดน้ำเกลือแร่ แล้วขยับตัวลุกขึ้นยืนช้า ๆ ผมยอมถอยออกมา... เพราะเมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ไม่ว่าผมจะใช้สถานะนายน้อยหรือคำสั่งใด ๆ มาบีบบังคับ หุ่นยนต์บ้าหน้าที่ตรงหน้าก็คงไม่มีวันยอมละทิ้งวินัยของตัวเองจนกว่าจะครบกำหนดเวลา



----------


บทที่ 4 : จับได้ ไล่ทัน



ความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่วคฤหาสน์ มีเพียงเสียงหรีดหริ่งเรไรดังระงม หลังจากเอาหูแทบประตูห้องนอนของบอดี้การ์ดหน้านิ่งอยู่นาน จนแน่ใจว่าอีกฝั่งหลับสนิท ผมก็เปิดประตูห้องนอนออกอย่างเบามือและย่องเท้าเปล่าลงบันไดหินอ่อนอย่างระมัดระวังที่สุดในชีวิต ในมือข้างซ้ายถือรองเท้าหนังราคาเหยียบแสน ส่วนมือขวากระชับสาบเสื้อคลุมอาบน้ำตัวหนาที่สวมทับเชิ้ตผ้าไหมปลดกระดุมลึกและกางเกงสแล็คเข้ารูปเอาไว้

เส้นทางระหว่างห้องนอนมาถึงโรงจอดรถปลอดโปร่ง ผมกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ ภาพแสงสีเสียงในผับหรูและแก้วเหล้าลอยเด่นอยู่ตรงหน้า ... อีกนิดเดียว ... นิดเดียวเท่านั้น ผมก็จะได้สัมผัสกับอิสรภาพ

แกร๊ก

ทันทีที่บานประตูเข้าโรงจอดรถถูกปิดลง เสียงจุดไฟแช็ก Zippo ก็ดังขึ้นอย่างชัดเจนในความเงียบ ตามมาด้วยแสงไฟสีส้มวูบหนึ่งที่สว่างวาบขึ้นในเงามืด เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและดวงตาสีน้ำผึ้งที่สะท้อนแสงไฟวาววับ

ร่างสูงใหญ่ของเพลิงนั่งไขว่ห้างพิงมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ที่จอดขวางทางออกพอดี

“จะไปเดินแฟชั่นโชว์ที่ไหนตอนตีหนึ่งเหรอครับ ... คุณกานต์?” เสียงทุ้มต่ำถามขึ้นท่ามกลางแสงไฟริบหรี่

ผมสะดุ้งโหยงจนเกือบทำรองเท้าหลุดมือ หัวใจที่เต้นแรงเพราะความตื่นเต้นเปลี่ยนเป็นเต้นระรัวเพราะความตกใจและความโมโห ผมสูดหายใจลึก ปรับสีหน้าตื่นตระหนกให้กลับมาบึ้งตึง

“คุณมานั่งทำอะไรตรงนี้มืด ๆ คนเขาจะเดินมาสูดอากาศ”

เพลิงไม่สะเทือน เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สายตาคมกวาดมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า เหมือนเครื่องสแกนกรรมที่มองทะลุเสื้อคลุมอาบน้ำของผมได้

“สูดอากาศในชุดไปเที่ยวเต็มยศ พร้อมรองเท้าหนัง Italian Leather เหรอครับ” เขาเลิกคิ้วข้างหนึ่ง มุมปากยกยิ้มที่ดูกวนประสาทที่สุดในโลก

“อย่ามารู้ดี หลีกไป เราจะออกไปข้างนอก!” เมื่อถูกต้อนจนมุม ผมก็หมดความอดทน

“ไม่ได้ครับถ้าคุณจะไป ผมก็จะไปด้วย” เพลิงตอบเสียงเรียบ ยืนขวางประตูไว้เหมือนกำแพงหิน

“เราไม่ใช่เด็กแล้ว หลีกไปนะ”

ผมพุ่งตัวเข้าใส่ ตั้งใจจะใช้ไหล่กระแทกเขาให้พ้นทาง แต่เพลิงกลับยืนนิ่งสนิทเหมือนรากไม้ที่ฝังลึกในดิน แรงกระแทกของผมทำอะไรเขาไม่ได้เลยสักนิด ซ้ำร้าย ... ท่อนแขนแข็งแรงนั่นกลับตวัดรวบเอวผมไว้ แล้วดันร่างผมถอยกรูดไปจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับกำแพงอิฐของโรงรถ

ปึก!

“ปล่อยเรานะ ไอ้บ้า!!!” ผมดิ้นพราด พยายามจะยกเท้าเตะหน้าแข้งเขา แต่เพลิงไวกว่า เขาใช้เข่าข้างหนึ่งแทรกเข้ามาที่หว่างขาผม ล็อกต้นขาผมไว้จนขยับไม่ได้ พร้อมกับใช้ท่อนแขนดันอกของผมจนแผ่นหลังแนบชิดไปกับกำแพง

“คุณก็หยุดดิ้นสักทีซิครับ” เพลิงกดเสียงต่ำลง แววตาที่เคยราบเรียบตอนนี้ดูดุดันจนผมเผลอกลืนน้ำลาย

“ปล่อยเรา เราจะออกไปข้างนอก” ผมยังปากเก่ง ทั้งที่ใจเต้นโครมคราม

เพลิงขยับหน้าเข้ามาใกล้อีกนิด

“ถ้าคุณก้าวขาออกจากประตูนี้แม้แต่ก้าวเดียว ...” เขาเว้นจังหวะ สายตาดุจ้องลึกเข้ามาในตาผม

“... แต่ผมจะ ‘แบก’ คุณขึ้นบ่า เดินผ่าวงล้อมลูกน้องทุกคนกลับไปส่งถึงเตียงนอน”

“...” ผมชะงักกึก จินตนาการภาพตัวเองดิ้นพราด ๆ อยู่บนบ่าของเพลิงต่อหน้าลูกน้องนับสิบคน ความอับอายแล่นริ้วขึ้นมาถึงใบหู

“อยากลองดูไหมครับ รับรองว่าพรุ่งนี้เช้าพวกการ์ดได้เอาไปเม้าท์กันสนุกปากแน่ ... ว่านายน้อยกานต์โดนหิ้วกลับห้องเหมือนเด็กดื้อ”

ผมเม้มปากแน่นจนเจ็บ จ้องหน้าเขาอย่างเคียดแค้น แต่รู้ดีว่าคนอย่างเพลิง ... พูดจริงทำจริง

“เออ!!! เราไม่ไปก็ได้” ผมตะโกนใส่หน้าเขา สะบัดตัวออกจากการเกาะกุมอย่างแรง จัดเสื้อคลุมอาบน้ำให้เข้าที่ด้วยมือที่สั่นเทาเพราะความโกรธ

“ฝากไว้ก่อนเถอะ” ผมแยกเขี้ยวใส่คนตรงหน้า แล้วกระทืบเท้าเดินปัง ๆ กลับเข้าตัวตึก

เดินไปได้ไม่กี่ก้าว เสียงทุ้ม ๆ ของเพลิงก็ตะโกนไล่หลังมา

“ฝันดีครับคุณกานต์”

ผมหันขวับมาชูนิ้วกลางใส่เขาท่ามกลางความมืด ก่อนจะรีบจ้ำอ้าวหนีไปพร้อมกับความพ่ายแพ้ที่ย่อยยับ





กลิ่นน้ำมันเครื่องจางๆ ผสมกับกลิ่นเบาะหนังแท้คือกลิ่นที่ผมโหยหาที่สุดในรอบเดือน

ผมยืนอยู่หน้า ‘ลูกรัก’ Ferrari 812 Superfast สีแดงเพลิงที่จอดสงบนิ่งอยู่ใต้ผ้าคลุม ในมือผมกำกุญแจสำรองที่แอบขโมยมาจากห้องรักษาความปลอดภัยด้วยความยากลำบากระดับ Mission Impossible ... หัวใจผมเต้นแรงยิ่งกว่าตอนลุ้นไพ่

วันนี้แหละ ... จะต้องเป็นวันของผม

ผมกระชากผ้าคลุมออก เผยให้เห็นตัวถังเงาวับสะท้อนแสงไฟนีออน เปิดประตูรถแล้วแทรกตัวเข้าไปนั่งหลังพวงมาลัย สัมผัสเย็นเยียบของ Paddle Shift ทำให้น้ำตาผมแทบไหลด้วยความปริ่มเปรม

ผมกดปุ่ม Start Engine

บรึ้มมมมมมมม!!!

เสียงเครื่องยนต์ V12 คำรามก้องโรงรถราวกับสัตว์ป่าตื่นจากการจำศีล เสียงหวานหูที่รถ SUV กันกระสุนคันเท่าบ้านไม่มีวันทำได้ ผมยิ้มกว้างจนแก้มปริ กดรีโมตเปิดประตูโรงรถรอไว้ แล้วกำพวงมาลัยแน่น

ผมตบเกียร์ เหยียบคันเร่งมิดไมล์เพื่อจะพุ่งตัวออกไปแบบกระชากวิญญาณ

บรื้นนนนนนนน!!!!

เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่ม รอบเครื่องพุ่งทะยานไปแตะขีดแดง แรงสั่นสะเทือนสะท้านไปทั้งคัน ... แต่ ... รถคันหรูกลับไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย

ภาพตรงหน้ายังคงเป็นกำแพงโรงรถมุมเดิม เสาต้นเดิม ไม่มีแรง G กระชากร่างให้หลังติดเบาะอย่างที่ควรจะเป็น ... ผมก้มมองหน้าปัด เกียร์ 1 ก็เข้าแล้วนี่หว่า ผมลองเข้าเกียร์ใหม่แล้วเหยียบคันเร่งอีกครั้ง

บรื้นนนนนน!!! แกร๊กๆๆๆ

ล้อหลังหมุนจี๋ เสียงยางบดอะไรสักอย่างดังเอี๊ยดอ๊าด แต่ตัวรถกลับนิ่งสนิทเหมือนถูกทากาวตราช้างไว้กับพื้น

“อะไรวะเนี่ย!!!” ผมสบถลั่น

ก๊อก ก๊อก...

เสียงเคาะกระจกเบา ๆ ดังขึ้นท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์ที่กำลังคำราม

ผมหันขวับไปมอง แล้วก็แทบอยากจะเอาหัวโขกกระจกให้แตกตายไปตรงนั้น ... เพลิง ยืนกอดอก ก้มหน้ามองผมผ่านกระจกฟิล์มดำ ใบหน้าหล่อคมคายนั่นเรียบเฉยไร้อารมณ์

ผมลดกระจกลงด้วยความโมโหเลือดขึ้นหน้า

“คุณทำอะไรกับรถของเรา!!!” ผมตะโกนแข่งเสียงเครื่อง

เพลิงไม่ตอบ แต่ใช้หัวแม่มือชี้ไปที่ล้อหลังของรถ

ผมชะโงกหน้าออกไปมองกระจกมองข้าง แล้วก็ต้องอ้าปากค้าง ... แม่แรง

แม่แรงยกรถสีแดงแจ๊ดถูกดีดขึ้นจนล้อคู่หลังของลูกรักผมลอยเคว้งคว้างอยู่เหนือพื้นคอนกรีตไม่ถึงนิ้ว แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้แรงม้าเกือบ 800 ตัวกลายเป็นแค่พัดลมเป่าฝุ่นราคาแพง

“เสียงเครื่องยนต์เพราะดีนะครับ” เพลิงพูดขึ้นน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับกำลังชมดินฟ้าอากาศ

“คุณ!!! เอามันลงเดี๋ยวนี้”

“ไม่ได้ครับ” เพลิงส่ายหน้าเบา ๆ แล้วเดินมาเปิดประตูรถฝั่งคนขับให้ผมอย่างสุภาพ

“เชิญลงครับ รถของคุณจอดรออยู่หน้าบ้านสิบนาทีแล้ว”

“เราไม่ไป เราจะขับคันนี้ คุณเอาแม่แรงออกเดี๋ยวนี้” ผมยังดื้อดึง เกาะพวงมาลัยแน่นเหมือนตุ๊กแก

เพลิงยังคงทำหน้านิ่งเรียบไร้ความรู้สึก ก่อนจะก้มตัวลงมา

“คุณกานต์ครับ ...” เขาพูดเสียงเข้มขึ้นนิดนึง

“... แม่แรงตัวนี้เป็นรุ่นไฮดรอลิกพิเศษ ผมล็อกวาล์วเอาไว้ กุญแจปลดล็อกอยู่ที่ ... นายท่าน”

“...” ผมชะงักกึก ชื่อพ่อเหมือนคาถาสะกดวิญญาณ

“ยังไงวันนี้คุณก็ไม่มีทางเอารถลงมาได้ ... เราเสียเวลามามากพอแล้ว ...”

ผมกัดฟันกรอด สะบัดตัวลุกออกจากเบาะรถเฟอร์รารี่ด้วยความเจ็บใจ ปิดประตูดัง ปัง!!! ใส่หน้าเขา

“… เชิญครับนายน้อย”

ผมเดินกระแทกเท้าปึงปังผ่านหน้าเขาไป

“หุบปากไปเลย!!!”





เสียงดนตรี EDM ที่เคยดังกระหึ่มเงียบลงไปพักใหญ่แล้ว พนักงานโรงแรมเริ่มเดินเก็บแก้วและขวดเปล่าที่เกลื่อนกลาด แต่ผู้ซึ่งสติสัมปชัญญะเหลืออยู่ไม่ถึง 20% ยังคงกอดขวดแชมเปญเปล่าแน่น นั่งแปะอยู่บนพรมลวดลายหรูหราหน้าลิฟต์อย่างหมดสภาพ

“คุณกานต์ครับ ... ลุกได้แล้วครับ งานเลิกแล้ว” เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นเหนือหัว

ผมพยายามแหงนหน้ามอง แต่โลกมันหมุนติ้วจนต้องหลับตาปี๋

“ม่ายยย ... ยังไม่เลิกกก ... ไปบอกดีเจ ... เปิดเพลงต่อออ” ผมพูดเสียงอ้อแอ้ ลิ้นพันกันมั่วไปหมด

“ดีเจกลับไปแล้วครับ ตอนนี้ผมเปิดห้องพักข้างบนไว้ให้แล้ว ลุกครับ” เพลิงในสภาพที่ยังดูเนี๊ยบเหมือนตอนหัวค่ำ ต่างกับผมที่เนคไทไปทาง เสื้อหลุดลุ่ยไปทาง เขายื่นมือมาจะดึงแขนผม

ผมสะบัดแขนหนี

“ไม่ไป!!! ไม่นอน!!! จะกินต่อ!!!”

“คุณกานต์ลดเสียงลงหน่อยครับ แขกคนอื่นกำลังมอง” น้ำเสียงเขาเริ่มเข้มขึ้น

ผมปรือตามองไปรอบ ๆ เห็นแขกไฮโซสองสามคู่ที่กำลังรอลิฟต์หันมาซุบซิบกัน แต่ความเมาทำให้ความหน้าบางของผมหายวับไปกับตา

“มองก็มองดิ ใครสน!!!” ผมตะโกนใส่ พร้อมกับทิ้งตัวลงนอนแผ่หรากับพื้นพรมแม่งเลย

ผมเชิดหน้าท้าทาย ทั้งที่ตายังลืมไม่ค่อยขึ้น คิดในใจว่าคนอย่างเพลิงคงไม่กล้าทำอะไรบ้า ๆ ต่อหน้าธารกำนัลหรอก

เพลิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ เสียงถอนหายใจนั้นดังพอสมควรให้ผมรับรู้ถึงความเบื่อหน่าย

“ผมให้โอกาสคุณลุกเอง ... หนึ่ง...” เขาเริ่มนับ

ผมนอนนิ่ง ทำหูทวนลม พลิกตัวหนี

“... สอง”

“รำคาญญญ ... เราจะนอนนน คุณจะไปไหนก็ไป”

“สาม”

พรึ่บ!!!

โลกทั้งใบพลิกกลับด้านในเสี้ยววินาที!

“เฮ้ย!!! โอ๊ยยย! ทำเชี่ยไรเนี่ย!!!”

ผมแหกปากลั่นเมื่อรู้สึกถึงแรงมหาศาลที่กระชากเอวผมลอยหวือขึ้นจากพื้น ก่อนที่หน้าท้องของผมจะกระแทกเข้ากับไหล่หนา ๆ แข็ง ๆ ของเขาอย่างจัง หัวผมห้อยตกลงมา เลือดไหลย้อนลงศีรษะจนหน้ามืด

“ปล่อยเรานะ” ผมทุบกำปั้นลงบนแผ่นหลังกว้างของเขาดังตุ้บตั้บ ถีบขาไปมากลางอากาศเหมือนเต่าหงายท้อง

“อยู่นิ่ง ๆ ครับ เดี๋ยวตกพื้น” เพลิงพูดเสียงเรียบ มือข้างหนึ่งล็อกขาผมไว้แน่น อีกข้างประคองเอวผมเดินดุ่ม ๆ ไปที่หน้าลิฟต์อย่างไม่สะทกสะท้าน

ติ๊ง

เสียงลิฟต์ดังขึ้น พร้อมกับประตูสีทองที่เปิดออก ... และข้างในนั้นมีกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติยืนอยู่เต็มลิฟต์

ทุกสายตาจับจ้องมาที่ภาพบอดี้การ์ดหน้านิ่งแบกผู้ชายสภาพเมาเละเทะพาดบ่า

“Good evening” เพลิงทักทายคนในลิฟต์ด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงเป๊ะเว่อร์ หน้าตายสุดๆ ก่อนจะแทรกตัวพาผมเข้าไปยืนข้างใน

ความเงียบในลิฟต์ช่างน่าอึดอัด ... แต่เสียงโวยวายของผมดังกว่า

“อื้อออ... ปล่อยยย... อายเค้า” ผมเริ่มได้สติเพราะความอาย พยายามจะซุกหน้าหนีเข้าไปในเสื้อสูทด้านหลังของเขา

“เมื่อกี้บอกไม่สนไม่ใช่เหรอครับ? ...” เพลิงกระซิบตอบเบา ๆ มือหนาตบที่สะโพกผมเบา ๆ หนึ่งทีเป็นการเตือน

“... ทนหน่อยนะครับ อีกสิบชั้น”

“ไอ้บ้าเพลิง!!! ปล่อยเรานะ” ผมงึมงำด่าเขาใส่แผ่นหลัง แต่ก็ยอมสงบลงเพราะขืนดิ้นต่อไป มีหวังได้อ้วกแตกกลางวงแขกฝรั่งแน่ๆ

ภาพสุดท้ายที่ผมจำได้ก่อนลิฟต์จะปิด คือสายตาสงสารปนขบขันของชาวต่างชาติที่มองส่งมา ... ฝากไว้ก่อนเถอะ ... ตื่นมาหายเมาเมื่อไหร่ โดนแน่!





แสงแดดจ้าที่ลอดผ่านม่านเนื้อหนาเข้ามาแยงตา ทำให้ผมต้องนิ่วหน้าด้วยความรำคาญ ความรู้สึกแรกที่ถมทับเข้ามาคือ ‘ปวดหัวฉิบหาย’ เหมือนมีคนเอาค้อนปอนด์มาทุบอยู่ในกะโหลก

ผมค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่ง สภาพตัวเองดูไม่จืด ... เสื้อเชิ้ตเมื่อคืนยับยู่ยี่ กางเกงสแล็คยังคาอยู่ที่เอว แต่อย่างน้อยเนคไทก็ถูกปลดออก ... นี่ผมนอนทั้งชุดนี้เลยเหรอ?

ผมกวาดตามองไปรอบห้องสวีทที่กว้างขวาง บรรยากาศเงียบสงบ สายตาไปสะดุดกับโซฟาเบดตัวยาวที่มุมห้อง บนนั้นมีหมอนใบใหญ่และผ้าห่มนวมพับวางซ้อนกันไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

เขานอนโซฟาเหรอ?

ความทรงจำเมื่อคืนค่อย ๆ ไหลย้อนกลับมา ภาพที่ผมลงไปนอนดิ้นกับพื้น ภาพที่โดนแบกขึ้นบ่า ภาพสายตาคนในลิฟต์

“เวรเอ๊ยยยย” ผมยกมือปิดหน้า อยากจะมุดดินหนีความอาย แต่ตอนนี้ความหิวน้ำและอาการคลื่นไส้มันเรียกร้องมากกว่า

ผมพาร่างกายอันหนักอึ้งเดินโซซัดโซเซออกมาที่โซนห้องนั่งเล่น กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟคั่วบดลอยมาแตะจมูกเป็นอย่างแรก

เพลิงยืนหันหลังอยู่ที่เคาน์เตอร์บาร์ เขายังอยู่ในชุดเดิมของเมื่อคืน เพียงแต่ถอดสูทตัวนอกออก พับแขนเสื้อเชิ้ตสีขาวขึ้นมาถึงศอก และปลดกระดุมคอสองเม็ดทำให้เห็นรอยสักสีดำแวบ ๆ แวม ๆ จากสาบเสื้อ ท่าทางที่ดูผ่อนคลายแต่ยังคงความเนี้ยบนั้นช่างตรงข้ามกับสภาพศพเดินได้ของผมลิบลับ

“ตื่นแล้วเหรอครับ”

เขาหันกลับมาเหมือนมีเรดาร์หลังหัว ในมือถือแก้วกาแฟร้อน ๆ ส่งกลิ่นหอมฉุย

“อือ” ผมครางตอบในลำคอ รับแก้วกาแฟสีดำสนิทที่เขายื่นมาให้ตรงหน้าอย่างงง ๆ

“กาแฟดำ น่าจะช่วยให้ดีขึ้น ...” เขาพูดด้วยน้ำเสียงปกติ ไม่มีแววประชดประชันหรือดุด่าเหมือนที่ผมเตรียมใจไว้

“... ผมสั่ง American Breakfast กับข้าวต้มปลาไว้ให้แล้ว อีกสิบห้านาที Room Service น่าจะมาส่ง”

ผมจิบกาแฟอุ่น ๆ ความขมปร่าทำให้สมองเริ่มทำงานขึ้นมานิดนึง ผมเงยหน้ามองเขาอย่างไม่เชื่อสายตา

“คุณ ... เรื่องเมื่อคืน”

“เรื่องไหนก่อนดีครับ เรื่องที่คุณเมาแล้วนอนดิ้นกับพื้น หรือเรื่องที่ตะโกนด่าผมในลิฟต์ครับ?...” เขาเลิกคิ้วถามหน้านิ่งๆ

ผมแทบสำลักกาแฟ

เพลิงไม่ขยี้ต่อ เขาเดินไปหยิบถุงกระดาษเล็ก ๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะมาวางตรงหน้าผม

“... ผมให้บัตเลอร์ไปซื้อมาให้ครับ ยาแก้ปวดหัวกับวิตามินเกลือแร่ กินข้าวเสร็จแล้วกินยานะครับ เช้านี้คุณพยายามดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ ร่างกายคุณขาดน้ำมาก”

ผมมองถุงยา สลับกับมองหน้าเขา สมองประมวลผลไม่ทัน ... ดูแลดีจังวะ?

“ปวดหัวมากไหมครับ?” เขาถามย้ำเมื่อเห็นผมยืนนิ่ง

“อือ... เหมือนหัวจะระเบิด” ผมยอมรับเสียงอ่อย ความซ่าเมื่อคืนหายไปหมดเกลี้ยง

“สมควรครับ ดื่มไปขนาดนั้น ...” เพลิงพูดเรียบ ๆ ก่อนจะเดินไปหยิบไอแพดขึ้นมาเช็กดู

“... วันนี้ผมโทรแจ้งเคลียร์งานช่วงบ่ายให้คุณแล้ว ... เดี๋ยวทานข้าวเสร็จ เช็กเอาท์ แล้วผมจะพาคุณกลับไปนอนพักต่อที่บ้าน”

“แต่บ่ายนี้เรามีนัดกับพ่อไม่ใช่เหรอ”

“ผมรู้ครับ ... ผมแจ้งเลขานายแล้วว่าเมื่อคืนคุณอาหารเป็นพิษ เลยต้องพักผ่อน ...”

ผมอ้าปากค้าง ... นี่เขา ... ช่วยโกหกพ่อให้ด้วย?

“... แล้วก็...” เพลิงกวาดสายตามองมาที่ไหล่และเอวของผม

“... ถ้าช่วงเย็นรู้สึกปวดเมื่อยเนื้อตัว ... บอกผมนะครับ ผมสั่งให้เตรียมหมอนวดแผนไทยมารอไว้แล้ว ... เมื่อคืนผมอาจจะลงน้ำหนักมือแรงไปหน่อยตอนแบกคุณ”

ประโยคสุดท้ายเขาพูดด้วยสีหน้าสำนึกผิดนิด ๆ แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้กำแพงความหมั่นไส้ในใจผมพังทลายลง

ผมยืนถือกาแฟค้าง อึ้งจนพูดไม่ออก ... ตอนแรกกะว่าตื่นมาจะวีนฉ่ำที่เขาทำให้ผมอับอาย หรือไม่ก็เตรียมแผลงฤทธิ์เต็มที่ แต่เจอ Service Mind ระดับ 5 ดาวแบบนี้เข้าไป ...

คนอะไรวะ ... บทจะโหดก็น่ากลัวชิบหาย บทจะดีก็ดูแลดีจนงง

"ข ... ขอบใจ" ผมพึมพำเบา ๆ หลบสายตาเขา แล้วยกกาแฟขึ้นจิบแก้เก้อ

“ด้วยความยินดีครับคุณกานต์”
22
Boy's love story / Re: ทีเซอร์ ๔๐. In Love We Trust :ซ่อนหาย: Secret Garden 23/10/2569
« กระทู้ล่าสุด โดย KADUMPA เมื่อ 23-10-2026 22:22:59  »

“ผมไม่ได้ทำอะไรเลย จับผมมาที่นี่ทำไม” ทันทีที่เท็น เห็นเจ้าหน้าที่พิเศษพชร เดินเข้ามาในห้องสอบสวน เด็กหนุ่มวัยสิบเก้าปี ก็ถามขึ้นแทบจะในทันที พชร ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์หนุ่มวัยยี่สิบเก้าปี ที่เพิ่งปิดประตูห้องตามหลัง ไม่ได้ตอบคำถาม กระแอมเบา ๆ เพื่อเคลียร์ลำคอ ก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ ฝั่งตรงข้ามกับเด็กหนุ่ม เขาเปิดฝาขวดน้ำดื่ม หนึ่งในสองขวดที่ถือติดมือเข้ามาด้วย จิบมันนิดหนึ่ง ก่อนจะดันขวดที่ยังไม่เปิด ไปที่ด้านหน้าของเท็น

 

“แล้วทำไมน้องถึงวิ่งหนีเจ้าหน้าที่ ตอนที่ถูกสั่งให้หยุด” เจ้าหน้าที่พิเศษพชรถามขึ้นด้วยเสียงที่กึ่งตลก กึ่งอยากรู้เหตุผล กลั้วหัวเราะเบา ๆ “ก็ผมตกใจ อยู่ ๆ ก็พากันตะโกน แล้วก็วิ่งกรูกันมาแบบนั้น” เท็นตอบกลับไปในทันที พชรพยักหน้าทำท่าว่า เหตุผลของเด็กหนุ่มพอจะรับฟังได้ “แถมมันก็มืด พอผมได้ยินเสียงคนตะโกนดังลั่นแบบนั้น ก็ต้องตกใจวิ่งหนีเอาไว้ก่อนเป็นธรรมดา” เท็นพูดสำทับความน่าเชื่อถือให้กับคำพูดของตัวเอง



“ที่มืด ๆ แบบนั้น ก็เห็นว่ามันมืด แล้วน้องทำไมถึงไปเดินป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้น” ถามคำถามนี้ออกไป น้ำเสียงของพชรดูจะเป็นทางการขึ้นมาในทันที จนทำให้เท็นสังเกตและรับรู้ได้เช่นกัน ถึงความจริงจังนั้น “ก็ผมเพิ่งเลิกงาน แล้วงานก็ยุ่งทั้งวัน แถมยังโดนหัวหน้าด่าเป็นชุดอีก ผมก็เดินคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย เดินไปถึงตรงนั้นได้ยังไง ตอนไหน ผมยังไม่รู้ตัวเลย” เท็นบอกกับพชรออกไป ว่าเขาเดินเพื่อนเคลียร์สมองจากโรงภาพยนตร์ที่ทำงานอยู่ และไกลพอสมควร จนไปถึงที่สวนสาธารณะแห่งนั้น

 

“แล้วรู้มั้ย ว่าเราเจออะไรที่สวนนั้น ก่อนหน้านั้น” พชรมองดูเท็นส่ายหน้าดิก ไม่รู้ว่าเจ้าหน้าที่เจออะไรแบบที่พชรถามออกมา “อาร์เจ” เท็นสีหน้าซีดเผือดลงทันควัน เมื่อพชรยื่นรูปของเด็กหนุ่มวันสิบแปดปีคนหนึ่งไปให้เขาดู “น้องรู้จักใช่มั้ย” เท็นส่ายหน้าปฏิเสธอย่างแข็งขัน สายตาพยายามจ้องกลับมาที่ตาของพชร แต่สุดท้ายก็ยอมแพ้ ยอมหลบสายตาไปในที่สุด

 

“ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ผมไม่เคยเจอเขามาก่อน ไม่ได้รู้จักกัน” เท็นพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง เบือนสายตาไปจากรูปของอาร์เจ “เราพบร่างของอาร์เจที่สวนนั่น” พชรเพิ่มเติมรายละเอียดออกไป “เขาถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม” พชรเคาะนิ้วลงบนรูปของอาร์เจ ทำให้เท็นต้องเหลือบสายตากลับมามองรูปใบนั้นอีกครั้ง น้ำตาใส ๆ รื้นขึ้นมาที่ขอบตาของเท็น อย่างเลี่ยงไม่ได้

 

“ผมเสียใจด้วย ที่เกิดเรื่องแบบนั้นกับเขา” เท็นพูด พยายามกลั้นน้ำเสียงไม่ให้สั่นเครือ แต่ก็ยักไหล่ให้กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับอาร์เจ ให้พชรรู้ว่า มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาเลยแม้แต่น้อย “น้องกำลังจะบอกว่า น้องกับอาร์เจ” พชรหยุดนิดหนึ่ง รอจนเท็นสบตากับเขา ก่อนจะพูดต่อไปว่า “อาร์เจไม่ใช่คนรู้จัก อาร์เจไม่ใช่เพื่อน หรือาร์เจไม่ได้เป็นอะไรกับน้องมากไปกว่านั้นเลย” ตอนนี้เท็นกำลังพยายามอดกลั้นความรู้สึกที่มีเอาไว้อย่างที่สุด

 

“มันไม่ผิดเลยนะ ที่เราจะมีความรู้สึกดี ๆ ให้กับใครสักคน” พชรพูดออกมาอย่างคนที่พอจะเข้าใจอะไรได้ดีพอสมควรแล้ว “ความรักมันไม่ควรจะถูกกำหนด ว่าเรารักใครได้ หรือเราไม่ควรจะรักใคร” มาตอนนี้เท็น ขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน “แม้ว่าในความเป็นจริง กับผู้คนที่เราอยู่ด้วย กับคนที่เราต้องรับมือด้วยในแต่ละวัน คนพวกนั้นจะไม่ยอมรับกับความรู้สึกที่เรามีให้กับใครคนนั้น ที่ทำให้เรามีความสุข ที่ได้อยู่ด้วย” เท็นกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อไล่หยาดน้ำตาที่กำลังล้นขอบตา



“พี่จะไปรู้อะไร” เท็นถามออกไป เป่าไล่ลมหายใจหนัก ๆ เผื่อว่ามันจะช่วยผ่อนคลายความรู้สึกของเขาให้ดีขึ้นได้บ้าง “จากประสบการณ์ตรงเลยไอ้น้อง” พชรพูดกลั้วหัวเราะ “พี่เนี่ยลูกสาม ลูกชายคนเล็กชอบผู้ชาย ส่วนลูกสาวพี่คนโตชอบผู้หญิง แต่รู้อะไรมั้ย พี่โอเค ไม่ว่าลูกของพี่จะชอบเพศไหน พี่พอใจที่พวกเขาได้รู้จักรักเป็น” คำพูดของพชร ยิ่งทำให้น้ำตาของเท็น ยิ่งไหลลงมาเป็นสาย

 

“สิ่งที่เรารู้แน่ ๆ ก็คือ” พชรหยิบเอากระดาษที่พิมพ์บทสนทนาจากแอพในโซเชียลมีเดีย ออกมาจากแฟ้มเอกสาร “บัญชีชื่อ แมน เลิฟ เฟม ถูกใช้ติดต่อกับบัญชีของอาร์เจ ตั้งแต่ห้าเดือนที่แล้ว ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ที่สวนนั้นกับอาร์เจ” พชรกระจายกระดาษเหล่านั้นออก มันมีข้อความที่ส่งโต้ตอบกัน ที่แสดงถึงความต้องการนัดพบกัน เพื่อกิจกรรมทางเพศ ระหว่างผู้ชายสองคน



“พี่อยากรู้ว่า มันเกิดอะไรขึ้นในคืนนั้น คืนที่เท็นนัดอาร์เจออกไปพบ” พชรถามเด็กหนุ่มออกไปตรง ๆ “นั่นไม่ใช่ผมพี่ ไม่ใช่แอคเคาท์ของผม ผมไม่ได้ชอบผู้ชายด้วยกัน ผมไม่ใช่เกย์ ผมเป็นเกย์ไม่ได้” เท็นรีบปฏิเสธเป็นพัลวัน “โทรศัพท์มือถือของน้อง กำลังถูกเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอยู่ในตอนนี้ จะย้อนกลับไปไม่เจอว่า บัญชีนี้น้องเป็นคนสร้างขึ้นมาเอง ไม่เอาน่า เท็น บอกพี่มาตามตรงเถอะ พูดความจริงออกมา ว่าคืนนั้นมันเกิดอะไรขึ้น หลังจากที่เราเป็นคนนัดอาร์เจให้ออกไปเจอ” พชรบอกกับเท็นไปแบบว่า ยังไงความจริงก็ต้องปรากฏให้เห็นออกมาอยู่ดี

 

“บอกพี่มาเถอะ หรือยังไง อาร์เจเขาจะทำร้ายน้องหรือไง หรือว่าน้องทำเพื่อป้องกันตัว” เท็นรีบพยักหน้าในทันที “เขาใช้มีดจะทำร้ายผมเขาใช้มีดจะแทงผม ผมเลยต้องตอบโต้กลับไป” เท็นพูดออกมาในที่สุด “น้องใช้ปืนยิงอาร์เจ” เหมือนกับสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางความรู้สึกของเท็น “น้องยิงเขาไปกี่นัด” พชรถามอีก “สอง สองนัด” เท็นตะโกนตอบกลับมาในที่สุด โลกทั้งใบของเขากำลังหมุนเคว้งสั่นไหวไปหมด



“น้องบอกว่า อาร์เจต้องการจะแทงน้อง เขาใช้มีดแทงน้อง ทำไม” พชรถามคำถามเพิ่มอีก “ก็เพราะว่าเขารู้ว่าเป็นผม เขาเลยต้องการจะทำร้ายผม” เท็นร้องไห้ออกมาอย่างหนัก “มันจะเป็นแบบนั้นไปได้ยัง ในเมื่ออาร์เจไม่รู้ว่าบัญชีนี้เป็นบัญชีของน้อง เท็น น้องเป็นคนสร้างมันขึ้นมาใหม่ แล้วใช้มันนัดเขาให้ออกมาพบ เขาจะรู้ได้ยังไง ว่าเป็นแฟนเก่าที่นัดให้เขาออกมาหา” พชรถามเสียงเข้มกลับไปที่เท็น ในรายงานผลชันสูตร อาร์เจถูกอาวุธปืนยิงมจากที่ไกล ปลอกกระสุนในที่เกิดเหตุมีเก้านัด กระสุนเจาะเข้าร่างของอาร์เจเจ็ดครั้ง



“ผมเป็นเกย์ไม่ได้ ผมเป็นเกย์ไม่ได้” เท็นสะอึกสะอื้นออกมาอย่างหนัก “พี่เข้าใจผมมั้ย” พชรถอนหายใจออกมาอย่างหนักใจ สวนสาธารณะแห่งนั้น เป็นที่พอจะรู้กันว่า เป็นแหล่งนัดพบชั่วคราวของชาวเกย์ เพื่อกิจกรรมอย่างว่า และเป็นไปได้ว่า เท็นจงใจนัดให้อาร์เจมาที่นี่ ก็เพื่อจะใช้ชื่อเสียงในด้านลบของที่นี่ เป็นหนึ่งในฉากบังหน้าว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับอาร์เจนั้น เป็นไปเพราะการนัดออกมานั้น เกิดผิดพลาด และกลายเป็นอาชญากรรมที่เป็นสาเหตุในการพรากชีวิตของอาร์เจไปในคืนนั้น ในรายงานเอง ก็ระบุเอาไว้อย่างชัดเจน ว่าไม่พบอาวุธมีดหรือของมีคมใด ๆ ในที่เกิดเหตุแต่อย่างใด

 

“ไง” เสียงทักดังขึ้น เมื่อพชรออกมาจากห้องสอบสวนนั้น “วันนี้รับบทเป็นพ่อลูกสาม” เสียงนั้นกลั้วหัวเราะ “อย่าแซว” พชรหัวเราะออกมาด้วยเช่นกัน “แต่มันก็ทำให้งานได้ผล” พชรพูด พลางเซ็นชื่อลงในเอกสารตรงหน้า “แต่งานก็สำเร็จไปได้ด้วยดี ตั้งแต่เจ้าหน้าที่พิเศษกุลฉัตร จับกุมผู้ต้องหามาให้ผมสอบสวนได้นั่นแหละ” พชรกล่าวชมอีกฝ่ายที่ยืนอยู่ไม่ไกล

 

“ยังไง” กุลฉัตรถามออกไป เมื่อเห็นพชรถอนหายใจยาวพรืดออกมา “คิดไปมันก็แปลก” พชรพูดพลางเขียนเอกสารตรงหน้าไปด้วย โดยมีกุลฉัตรยืนรอฟังอยู่ “คนเรานี่ ไม่กล้าให้คนอื่นรู้ว่าเป็นเกย์ โดยยังมีอิสระอยู่กับตัว” พชรพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง “แต่กลับโอเค ที่จะถูกจองจำอิสรภาพนั้น แล้วคนอื่นก็รู้อยู่ดี ว่าเป็นเกย์ แบบในเคสนี้” พชรเงยหน้าขึ้นจากเอกสารตรงหน้า “ผมแค่ไม่เข้าใจ” พชรสบตานิ่งกับกุลฉัตร

 

“อาร์เจ งานเพลงของเราได้รับเลือกให้เข้ารอบแล้ว” เสียงของเด็กหนุ่มพนักงานเดินตั๋วในโรงภาพยนตร์อย่างเท็น ตะโกนลั่นด้วยความดีใจ บอกกับแฟนของตัวเองออกไป “นี่เราต้องขอลายเซ็นเอาไว้ล่วงหน้าหรือเปล่า เผื่ออนาคตดังแล้วเหลิง ลืมตัว แบบเป็นศิลปิน เป็นเซเลบดัง แล้วเราเข้าไม่ถึง ขอพื้นที่ส่วนตัวให้กับศิลปินด้วยค่ะ แบบเนี้ย” อาร์เจเอ่ยแซวแฟนหนุ่มของตัวเองออกไป

 

“ใครจะไปทำแบบนั้นได้ลง ก็ในเมื่อเรามีแฟนสวยและน่ารักขนาดนี้” เท็นหอมแก้มของอาร์เจฟอดใหญ่ และนั่นก็ทำให้อาร์เจยิ้มกว้างอย่างซ่อนเอาไว้ไม่ได้เช่นกัน “อีกหน่อยเราก็มีแฟนเป็นแร็ปเปอร์ชื่อดังคับประเทศ” อาร์เจทำเสียงตื่นเต้นดีใจ “ใครจะรู้ อาร์เจอาจจะมีแฟนเป็นแร็ปเปอร์ ที่ดังระดับโลกเลยก็ได้ แบบดังสุด ๆ ดังโคตร ๆ ดังมากไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว” เท็นและอาร์เจนอนกอดกันกลมบนเตียงในห้องพักเล็ก ๆ ของพวกเขา

 

“ปล่อยเพลงไปแล้ว ยอดวิวขึ้นขนาดนี้ มันต้องฉลองกันหน่อยแล้ว” แร็ปเปอร์รุ่นพี่ ที่เอาเพลงที่เท็นแต่ง มาเรียบเรียงดนตรีให้ใหม่ แล้วพามาเข้าห้องอัดเสียง ก่อนจะปล่อยลงในแพล็ตฟอร์มเพลงออนไลน์ต่าง ๆ บอกกับเท็นด้วยความยินดีและพอใจในผลงานที่ออกมา ที่มันดีมากจนเหนือความคาดหมาย “ขอแค่อย่างเดียว ห้ามมีอะไรมาขัดลาภเข้าใจมั้ย ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม แร็ปเปอร์ คือเพลง เหล้า บลิง ๆ และผู้หญิงเท่านั้น ใช่มั้ย ไอ้เท็น” สิ่งที่เท็นได้ยินในวันนั้น นำมาถึงวันนี้ วันที่เท็นต้องทนดูอาร์เจ เดินออกจากชีวิตของเขาไปพร้อมน้ำตา

 

“มาเจอกันมั้ย วันนี้” อ่านข้อความที่เด้งขึ้นมาที่หน้าจอโทรศัพท์มือถือ ข้อความจาก แมน เลิฟ เฟม ที่ทักมาคุยกับเขาเมื่อประมาณห้าเดือนที่แล้ว แต่ก็ยังไม่มีโอกาสได้เจอตัวจริง ๆ กันสักที “ที่ไหน” อาร์เจถามกลับไป รอสักพัก ก่อนจะมีข้อความตอบกลับมาว่า “ที่สวน” คำโค้ดลับที่ใครในแวดวงก็รู้ ว่ามันคือที่ไหน “อยาก” นั่นทำให้อาร์เจตอบกลับไปว่า “หนูออกสาวนะพี่ และหนูไม่เคยทำในที่แบบนั้น” ข้อความที่อาร์เจได้รับหลังจากนั้นคือ แมน เลิฟ เฟม บอกว่าจะรอ

 

“ถึงแล้ว” อาร์เจพิมพ์ข้อความส่งไปอีกครั้ง “เหมือนกัน” คำตอบกลับมาแทบจะในทันที “ยืนอยู่ตรงทางเดินข้างหน้า” อาร์เจตอบกลับไป “เดินมาหาหนูตรงนี้” อาร์เจพยายามสอดสายตามองไปรอบ ๆ ก่อนจะมองเห็นแสงจากหน้าจอโทรศัพท์สว่างขึ้นหลังพุ่มไม้ไกลออกไป “หลบอยู่ตรงนั้นหรือ” คำถามสุดท้ายนั้นเป็นของอาร์เจ ส่วนเท็นที่หน้าจอแสดงเพจไดอารี่ออนไลน์ของอาร์เจ ที่เขียนเล่าถึงเรื่องราวความรักที่จบไปแล้วของตัวเอง ที่คนในโลกออนไลน์เริ่มเดากันไปต่าง ๆ นานา ว่าใครกัน ที่เป็นคนทำร้ายหัวใจของอาร์เจคนนั้น และการเดามันก็ใกล้ตัวเท็นเข้ามาทุกที ๆ อาร์เจกำลังเดินไปที่แสงสว่างจากหน้าจอหลังพุ่มไม้นั้นดับลง ปากกระบอกปืนยื่นออกมาจากหลังพุ่มไม้พุ่มเดียวกัน ก่อนเสียงปืนดังรัวขึ้น

***************************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย Jay J

ซ่อนกลิ่น - Palmy

https://www.youtube.com/watch?v=M7ovvi6UdcI


ลมอ่อนพัดโชยมา น้ำตาก็ไหลริน

The tender wind bring the breeze, tears are falling down

เหลือเพียงกลิ่นหัวใจ คลุ้งไปกับความเหงา

The heart vapor lingers, loneliness is fuming

รักยังไม่จางไป ตรึงติดชิดดวงใจ

Love is yet fading away, still attaches the mind

ยังหอมรัญจวนชวนให้ฝัน

It's dreamy to yearn for


เคยแอบแนบเคียงกาย อิงแอบมิรู้คลาย

Used to once really close, right next to side by side

ใต้เงาของแสงจันทร์ เย้ายวนไม่เลือนหาย

Under the shadow of moonlight, keeps enticing greatly

ซ่อนเก็บไว้ข้างใน ตรงสุดลึกดวงใจ

Hiding it deep inside, right in the middle of the heart

ถนอมเธออยู่ในนั้น

Cherishing you right in there


คงไว้ได้แค่กลิ่น ที่ไม่เคยเลือนลา

That scent remains, and never leaves

ยังหอมดังวันเก่า ยามเมื่อลมโชยมา

Smelling as good like the old days when the breeze reaching

ทิ้งไว้เพียงอดีต ที่ไม่เคยหวนมา

What is left is the past, it never returns

ซ่อนเธอไว้ในใจ

Hiding you in my heart


เจ้าดอกไม้ซ่อนกลิ่น หอมบาดลึกเกินใคร

Those Tuberoses, the odor is quite dark deep

หอมเกินหักห้ามใจ ทุกคราวต้องหวั่นไหว

Perfuming that's hard to resist, gives hearts trembles

ร้อยเก็บเจ้ามาลัย ทัดเธอไว้ในใจ

Made a garland of, hanging in the heart

เพื่อคงกลิ่นหอมไว้อย่างนั้น

To preserve that scent entirely


คงไว้ได้แค่กลิ่น ที่ไม่เคยเลือนลา

That scent remains, and never leaves

ยังหอมดังวันเก่า ยามเมื่อลมโชยมา

Smelling as good like the old days when the breeze reaching

ทิ้งไว้เพียงอดีต ที่ไม่เคยหวนมา

What is left is the past, it never returns

ซ่อนเธอไว้ในใจ

Hiding you in my heart

(ซ่อนเธอไว้ในใจ)

(Secretly in my heart)


คงไว้ได้แค่กลิ่น ที่ไม่เคยเลือนลา

That scent remains, and never leaves

ยังหอมดังวันเก่า ยามเมื่อลมโชยมา

Smelling as good like the old days when the breeze reaching

ทิ้งไว้เพียงอดีต ที่ไม่เคยหวนมา

What is left is the past, it never returns

ซ่อนเธอไว้ในใจ

Hiding you in my heart

(ซ่อนเธอไว้ในใจ)

(Secretly in my heart)


ทิ้งไว้เพียงอดีตที่ไม่เคยหวนมา

Left it there in the past, none ever returns

ซ่อนเธอไว้ในใจ

Keeping you dark in my heart
23
...
24
(*`エ´*)
25
Boy's love story / Re: A’ 90s Love Story Tee&Win Breeze & Belonging — สายลม…สองเรา
« กระทู้ล่าสุด โดย Bboyseries เมื่อ 20-10-2026 15:49:20  »
บทนำ
สายลม...สองเรา


ฟ้ามืดสลัว อิชั้นเพิ่งก้าวเท้าลงจากรถเมล์ร้อนขาว-แดง สาย 82 พระประแดง–สนามหลวง

เริ่ดเลยล่ะ! วันนี้วันเสาร์ หลังเลิกงาน คนอื่นเขาก็ไปเฮฮาปาร์ตี้ผีกระสือกันที่ไหนสักแห่ง ส่วนอิชั้นน้านนน มาเที่ยวสนามหลวงยามค่ำคืนคร้า เก๋ ๆ ยูเรก้ากันเลยล่ะ!

อ้าว สวัสดีคุณผู้อ่านคร้า เปิดหัวมาก็อะไรก็ไม่รู้บุ

“บุ” นี่คือสำเนียงลาวขอนแก่นเด้อคร้า หลายคนที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้คงมีคำถามว่า

“นี่กูกำลังอ่านอะไร”

ไม่ต้องงงค่ะคุณขา ตอนนี้ดิฉันกำลังพาทุกคนย้อนกลับไปซึมซับบรรยากาศช่วงปี 1999 ถึงต้นปี 2000 กับไดอารี่รัก ลับ เอ๊ะ หรือรัก? ของดิฉันกับใครสักคน

โน่นค่ะ เบิ่งตาตามไปนะคะ ใครคนนั้นคือไอ้ตี๋หล่อ หน้าหม้อ น่าล่อ เอ๊ย! หน้าหล่อถูกแล้ว ซึ่งกำลังวิ่งเตะบอลเท่ ๆ อยู่กลางสนามหลวงนั่นล่ะค่ะ

แต่ ๆ ๆ เดี๋ยวนะคะ เปิดเรื่องแบบนี้มันง่ายไป จู่ ๆ คุณจะไปรู้จักไอ้ตี๋นั่นเลยไม่ได้! คุณ คุณ คุณ และคุณ ต้องไปรู้จักฮีพร้อมดิฉันค่ะ

ตีฉากกลับค่ะ กลับไปยังฉากเริ่มต้น ณ บัดนาว!

หมายเหตุจากกรุงเกย์: ดิฉันคือผู้ชายนะคะ ไดอารี่นี้เป็น BL จ้ะ ส่วนที่เห็นดิฉันพูดคะ ๆ ขา ๆ นั่นคือวิธีเล่าเรื่องในอีกมุมหนึ่งค่ะ

โทรโข่ง !! นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งค่ะ มิใช่เรื่องเล่าประวัติศาสตร์รักเราไม่เก่าเลย ใดๆ ทั้งสิ้น ชื่อ ตัวละคร พฤติกรรม นามสกุล สถานที่ อื่นๆ ใดๆ ล้วนมาจากโลก Story ทั้งสิ้นค่ะ .... ไหว้ย่อ !!


**************************************

สวัสดีนักอ่านทุกท่านจ้า… Bboyseries กลับมาแล้ว! ❤️

“กลับมายืนที่เดิม ที่ที่เคยคุ้นตา…”

อะแฮ่ม! ขออนุญาตร้องเพลงเรียกความทรงจำกันสักหน่อย

การกลับมาครั้งนี้ ไม่ได้มาเพราะอะไรหรอกครับ… แค่หัวใจมันเรียกร้อง

และคราวนี้ ผมพาสายลมหนาวมาหอบเอาเรื่องราวความรักของคนอีกคู่มาฝากกัน กับเรื่องราวบทใหม่ที่อยากชวนทุกคนกลับมาสัมผัสภาษาเขียนในแบบ Bboyseries อีกครั้ง

หลังจากที่เราเคยร่วมเดินทางไปกับความรักของ…

 บอย – ต้น จาก Real Love

 ต่อ – เอ็ม จาก จนกว่าฟ้าจะมีเวลา

 เต็น – แชมป์ จาก รักในสองนิยาม

 ธันว์ – ไนท์ จาก หัวใจใกล้กัน

วันนี้ถึงเวลาที่เราจะได้ทำความรู้จักกับใครอีกคู่ ผ่านเรื่องราวความรัก ความทรงจำ และสายลมที่อาจพัดพาใครบางคนกลับเข้ามาในหัวใจอีกครั้ง…

ฝากติดตามและเป็นกำลังใจให้กันด้วยนะครับ หวังว่าเรื่องราวครั้งใหม่นี้จะทำให้ทุกคนได้ยิ้ม ได้หัวเราะ และเผลอคิดถึงวันเก่า ๆ ไปด้วยกัน

คิดถึงเสมอ และยินดีที่ได้กลับมาพบกันอีกครั้งนะครับ

สำหรับนักอ่านเจนเดิม… ขอบคุณที่ยังมีพื้นที่เล็ก ๆ ให้ Bboyseries อยู่ในความทรงจำ

และสำหรับนักอ่านเจนใหม่… ยินดีต้อนรับเข้าสู่โลกของเราครับ หวังว่าเราจะได้รู้จักกันผ่านตัวอักษรเหล่านี้

Some stories never really end. They simply wait for the right moment to begin again.

บางเรื่องราวไม่เคยจบลงจริง ๆ … มันเพียงรอเวลาที่เหมาะสม เพื่อเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

โปรดติดตามบทเริ่มต้น จ้า






 






 

26
Boy's love story / Re: A’ 90s Love Story Tee&Win Breeze & Belonging — สายลม…สองเรา
« กระทู้ล่าสุด โดย Bboyseries เมื่อ 20-10-2026 14:57:54  »
A’ 90s Love Story Tee&Win
Breeze & Belonging — สายลม…สองเรา

แนะนำเรื่อง

กรุงเทพฯ ปี 1999
ท่ามกลางเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยความฝันและความแตกต่าง เด็กหนุ่มจากต่างจังหวัดวัย 19 ปี ได้พบกับใครบางคนที่ทำให้ชีวิตธรรมดา ๆ ของเขาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
วินเป็นเด็กหนุ่มปากเก่ง ขี้เล่น และมีวิธีรับมือกับโลกในแบบของตัวเอง ส่วนตี๋คือชายหนุ่มที่ก้าวเข้ามาในชีวิตของเขา พร้อมความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอธิบาย
แต่ความรักไม่ได้มีเพียงช่วงเวลาที่ทำให้ยิ้มได้ บางครั้งความแตกต่าง ความเข้าใจผิด และคำพูดของคนที่เรารัก ก็ทำให้หัวใจเจ็บปวดได้มากกว่าที่คิด

Bboyseries is back.
A familiar name. A new story. And so much more to tell.

ห่างหายไปนาน แต่เรื่องราวยังไม่เคยจบลง
ความรัก ความผูกพัน การเติบโต และวันวานในยุค 90s ที่ยังคงทิ้งร่องรอยไว้ในหัวใจ
เพราะบางคนอาจเป็นเพียงสายลมที่พัดผ่านเข้ามาในชีวิต
แต่สำหรับใครบางคน…เขาอาจกลายเป็นความทรงจำที่ไม่มีวันพัดผ่านไป
ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้ง

Bboyseries
27
Boy's love story / A’ 90s Love Story Tee&Win Breeze & Belonging — สายลม…สองเรา
« กระทู้ล่าสุด โดย Bboyseries เมื่อ 20-10-2026 14:37:37  »
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม
28
ตามหานิยายเรื่องนี้ค่ะ เพราะ...รัก" (Breath...ลมหายใจสุดท้ายของความรัก)

รบกวนขอลิ้งก์ได้ไหมคะ หรือนิยายลบไปแล้วหรอคะ ใครก็ได้ช่วยหน่อยค่ะ

ขอบคุณค่ะ
29
ตอนที่ 3 : แรกพบ ไม่สบตา



10 ปีที่แล้ว

รถลีมูซีนสีดำเงาแล่นผ่านประตูเหล็กดัดลวดลายวิจิตรเข้ามาช้า ๆ ก่อนที่ประตูอัตโนมัติจะค่อย ๆ เลื่อนปิดลง ... เหมือนกำแพงที่ขีดเส้นระหว่างโลกใบเก่าและใบใหม่ ... ผมนั่งพิงเบาะหนังสีครีม หลุบตามองเงาตัวเองบนกระจกที่สะท้อนแสงแดดยามบ่ายเข้ามาจนตาพร่า ผมสวมสูทสีเทาอ่อนที่สั่งตัดจากลอนดอนและผูกเนคไทผ้าไหมที่อาจารย์ที่ปรึกษาซื้อให้เป็นของขวัญจบปริญญาโท

สองข้างทางเป็นแนวต้นไม้ตัดแต่งอย่างดี สลับกับรูปปั้นหินอ่อนตั้งเป็นช่วง ๆ น้ำพุขนาดใหญ่กลางลานยังผุดกระเซ็นเป็นสายเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ทุกอย่างกลับไปเหมือนเดิม … ยกเว้นตัวผมที่รู้สึกว่าหายใจไม่ค่อยออก

รถยนต์คันหรูจอดสนิทตรงหน้าบันไดหินอ่อนที่ทอดยาวนำขึ้นไปสู่โถงใหญ่ ผมขยับลำคอที่ถูกเนคไทรัดแน่นไปมาเล็กน้อยก่อนจะก้าวลงจากรถทันทีที่คนขับลงมาเปิดประตูให้

“ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับคุณกานต์” เสียงหนึ่งดังขึ้น

ผมหันกลับไปมอง ถึงได้เจอกับพ่อบ้าน เราส่งยิ้มทักทายให้แก่กันตามประสาลูกของ ‘นาย’ กับคนเก่าคนแก่ของครอบครัว ก่อนที่ผมจะเดินตามแผ่นหลังที่เริ่มจะค่อมลงตามวัยเข้าไปในตัวอาคาร

พื้นหินอ่อนขัดเงาจนสะท้อนภาพเพดานสูงกับแชนเดอเลียร์แก้วเจียระไนระยิบระยับ ผมเคยคิดว่าที่นี่สวยงามราวกับพระราชวัง แต่วันนี้สถานที่เดียวกันกลับให้ความรู้สึกเหมือนพิพิธภัณฑ์ที่เอาของ ‘ล้ำค่า’ มาตั้งโชว์ และของล้ำค่านั้น … ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน

ผมปรายตามองไปทางปีกซ้ายของตัวบ้าน ห้องโถงกว้างที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยม้าโยกไม้และกล่องของเล่นตัวต่อในวัยเด็กของผม บัดนี้มันถูกทุบกำแพงขยายออกจนกลายเป็นห้องรับรองแขกวีไอพีที่ดูโอ่อ่าแต่เย็นชา กรอบรูปครอบครัวขนาดใหญ่ถูกย้ายตำแหน่งจากโถงกลางไปหลบอยู่ตรงมุมมืดสุดของโถงทางเดินชั้นสอง มีเพียงสิ่งเดียวที่ยังทำให้รู้ว่านี่คือบ้าน... กลิ่นดอกมะลิสดกับกลิ่นอายแดดยามบ่ายที่โชยมาจากแจกันแก้วเจียระไนบนโต๊ะคอนโซล แม่บ้านเก่าแก่ยังคงจัดดอกไม้แบบเดิมไว้ที่มุมเดิมไม่เปลี่ยน

“ขึ้นไปที่ห้องทำงานได้เลยนะครับ นายท่านรออยู่” พ่อบ้านเอ่ยขึ้นเมื่อเราเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าบันได

ผมพยักหน้ารับ ก่อนจะก้าวขึ้นบันไดทีละขั้น เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหินอ่อนดังเป็นจังหวะในห้องโถงที่เงียบเกินไป ทุกก้าวที่เดินเหมือนกำลังเดินกลับไปสวมกุญแจมือของตัวเอง

เท้าทั้งสองข้างหยุดนิ่งอยู่หน้าประตูไม้บานใหญ่ ผมผ่อนลมหายใจเข้าออกช้า ๆ ก่อนที่จะผลักบานประตูตรงหน้าออก ... และเมื่อประตูบานนั้นปิดลง ... ถือเป็นการละทิ้งโลกใบเก่าของผมโดยสมบูรณ์

กลิ่นซิการ์ผสมกลิ่นวิสกี้ลอยแตะจมูกทันทีที่ก้าวเข้าไป ภายในห้องทำงานกว้างใหญ่ มีโต๊ะไม้สักตัวเดิมตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง ด้านหลังมีชั้นวางหนังสือเรียงรายเต็มผนัง สลับกับกรอบรูปขาวดำของคนรุ่นก่อน ๆ

ชายวัยกลางคนในสูทสีเข้มนั่งอยู่หลังโต๊ะ มือข้างหนึ่งถือแท็บเล็ต ในขณะที่อีกข้างถือแก้วคริสตัลใสที่มีของเหลวสีอำพันเหลืออยู่ครึ่งแก้ว เส้นผมที่เริ่มมีสีเงินแซมขับให้ดวงตาคมเข้มดูน่าเกรงขามมากขึ้นกว่าเดิม

“กลับมาแล้วเหรอ” น้ำเสียงทุ้มต่ำพูดขึ้นโดยที่ยังไม่เงยหน้ามอง

“ครับพ่อ” ผมตอบสั้น ๆ

เขาเงยหน้าขึ้นมามองตรง แค่แวบแรกผมก็ต้องกลืนน้ำลายลงคอ มันเป็นสายตาที่ผมคุ้นเคย สายตาเขาหรี่ลงเล็กน้อย ดวงตาเหมือนเครื่องสแกนที่คอยเช็กว่าของที่ลงทุนส่งไปต่างประเทศกลับมาในสภาพดีหรือไม่

“โตขึ้นเยอะ ...” เขาพูดราวกับกำลังดูหุ้นที่ราคาขึ้น

“... หน้าตาก็ดี ท่าทางจะคุยกับฝรั่งรู้เรื่อง”

“ก็พอใช้ได้ครับ” ผมยิ้มสุภาพ

“ดี ...” เขาวางแก้วลงบนโต๊ะเสียงเบา ก่อนจะหันหน้าไปทางประตูด้านข้างแล้วเอ่ยสั้น

“... เข้ามาได้แล้ว” ผมเลิกคิ้วนิด ๆ ไม่รู้ว่าเขาพูดกับใคร

ไม่นานเกินรอประตูไม้เล็กด้านข้างที่เมื่อครู่ปิดสนิทถูกผลักออกช้า ๆ

ชายหนุ่มร่างสูงในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำพอดีตัว กางเกงทรง tactical สีเดียวกัน ก้าวเข้ามาด้วยจังหวะเดินที่นิ่งและมั่นคง รองเท้าบูททำให้เสียงฝีเท้าแทบไม่ดังไปบนพื้นไม้

ผิวของเขาเป็นสีน้ำผึ้งเข้มแบบคนที่อยู่กลางแจ้งบ่อย ๆ เส้นผมสั้นด้านข้างไถเกรียน ด้านบนยาวกว่าหน่อยถูกเซ็ตลวก ๆ พอให้ดูไม่รุงรังเกินไป เส้นเลือดนูนใต้ท่อนแขนที่พับแขนเสื้อขึ้นจนถึงข้อศอกบอกชัดว่าเจ้าตัวไม่ได้ใช้เวลาในฟิตเนสเพื่อถ่ายรูปลงโซเชียล ลวดลายรอยสักสีหมึกตัดกับผิวเข้มโผล่ให้เห็นแวบ ๆ ตรงข้อมือและลำคอด้านข้าง ก่อนจะหายลับไปใต้เนื้อผ้า

เขาหยุดยืนตรงหน้าโต๊ะทำงาน ผมสังเกตเห็นว่าเขาไม่มองผมเลยแม้แต่นิดเดียว ดวงตาคมเข้มยังคงจดจ่ออยู่กับคนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะนั้น

“นี่คือ คีรินทร์ ศิรินฤเบศร์ ...” พ่อเอ่ยขึ้น

“... ต่อไปนี้ ‘เพลิง’ จะเป็นเงาของแก” คิ้วผมกระตุกเล็กน้อยกับคำว่า ‘เงา’

“... ตั้งแต่วันนี้ไป มึงมีหน้าที่เดียว ...” เขาหันไปมองชายตรงหน้า

“... ดูแลกานต์ให้ดีที่สุด ปกป้องเขา แม้จะต้องแลกด้วยชีวิต”

“ครับนาย” เสียงทุ้มของเขาตอบรับสั้น ๆ ชัดถ้อยชัดคำ ไม่มีความลังเลแม้แต่นิดเดียว

พ่อหันกลับมาทางผม

“กานต์ นี่ เพลิง”

คราวนี้เขาถึงได้หันมามองผม ดวงตาสีน้ำผึ้งเข้มสบตาตรง ๆ ไม่มีหลบ ไม่ค้อม ไม่ลดระดับสายตาลงอย่างที่ลูกน้องส่วนใหญ่ทำเวลามองผม

ผมยกยิ้มบาง ๆ ตอบกลับไปตามมารยาท

“ยินดีที่ได้รู้จักครับ”

“ครับ” เขาตอบสั้น ๆ เท่านั้น ริมฝีปากแทบไม่ขยับเป็นรอยยิ้ม

บอดี้การ์ดส่วนใหญ่ที่ผมเคยเห็นมีสองแบบ แบบที่โค้งตัวจนเกือบจะกราบเท้า และแบบที่ทำตัวเป็นกำแพงนิ่ง ๆ ไม่พูดไม่จา … คนตรงหน้าคือแบบหลัง … แบบที่รู้ดีว่าตัวเองมีค่าพอจะไม่ต้องอ้อนวอนขอที่ยืนจากใคร

“เดี๋ยววันนี้ให้เพลิงพาไปข้างนอกหน่อยก็ดี ... ไปดูเสียหน่อยว่าข้างนอกมันเปลี่ยนไปแค่ไหน” พ่อพูดราวกับเพิ่งนึกออก
“ครับพ่อ” ผมขยับยิ้ม เพราะไม่ได้กลับเมืองไทยมานับสิบปี เท่าที่สังเกตระหว่างทางกลับมาจากสนามบิน กรุงเทพเปลี่ยนไปมากเมื่อเปรียบเทียบกับความทรงจำในวัยเยาว์ของผม





ประตูห้องทำงานปิดลงเบื้องหลัง เหลือเพียงทางเดินที่ทอดตามโถงกว้าง เราเดินเคียงกันในความเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ผมจะเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน

“คุณอายุเท่าไหร่” ผมถามโดยที่สายตายังมองตรงไปข้างหน้า

“ยี่สิบแปดครับ” เสียงเรียบ ๆ ตอบกลับมาทันที

“เราดูไม่ออกเลยว่าคุณแก่กว่าเราตั้งสามปี” ผมหัวเราะในลำคอเบา ๆ

เขาเหลือบตามามองแวบหนึ่ง

“ขอบคุณครับ” ไม่รู้ว่าเป็นคนไม่ค่อยพูด หรือไม่อยากพูดกับผมกันแน่

“ปกติคุณทำตำแหน่งอะไรอยู่” ผมถามต่อ

“ทีมภาคสนามครับ ผมเพิ่งถูกเรียกตัวกลับมา” เขาตอบ

“ขอโทษนะ ที่อยู่ ๆ คุณก็เหมือนถูกลดตำแหน่งให้มาเป็นบอดี้การ์ดเดินตามเรา”

“ผมทำตามคำสั่งครับ หน้าที่ผมคือทำตามคำสั่ง ไม่ได้มีสิทธิ์รู้สึกอะไร”

“ฟังดูน่าเบื่อนะ” ผมย่นจมูกเล็กน้อย

เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงเรียบ แต่สายตาคมกริบหันมาโฟกัสที่ผมชัดขึ้น

“มันไม่ใช่หน้าที่ที่น่าเบื่อหรอกครับ … แค่เป็นหน้าที่ที่แบกความเสี่ยง ถ้าคุณเป็นอะไรขึ้นมา ผมก็คงมีชะตากรรมไม่ต่างกัน”

“เราก็ไม่ชอบมีคนเดินตามตลอดเวลานะ” เพราะรู้สึกเหมือนถูกคำพูดประชด ผมเลยปากไวพูดออกไปโดยที่ไม่ทันได้ยั้งคิด

“ผมก็ไม่ได้อยากเดินตามคุณทั้งวันเหมือนกันครับ ... แต่ระหว่าง ‘อยาก’ กับ ‘จำเป็นต้องทำ’ … ผมเลือกอย่างหลัง ...” เขาพูดตรง ๆ

เราสองคนเดินเคียงคู่กัน ท่ามกลางความเงียบจนมาถึงโถงใหญ่ชั้นล่าง

“... คุณอยากจะไปไหนครับ” เพลิงถาม

“ออกไปข้างนอก เบื่อจะอยู่ในบ้านแล้ว” ผมตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด แม้ว่าเท้าจะเพิ่งเหยียบพื้นบ้านไม่ถึงชั่วโมงด้วยซ้ำ

เขาพยักหน้า

“งั้นผมขอเช็กกับศูนย์รักษาความปลอดภัยก่อนครับ”

“ไม่ต้องหรอก ... เราอยากเดินเล่นเองมากกว่า” เพลิงเงียบไปชั่ววินาที สายตาเย็น ๆ ของเขานิ่งขึ้นจนผมสัมผัสได้

“ผมขอโทษครับ แต่ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป คุณไปไหน ผมต้องไปด้วยทุกที่ ...” เขาพูดช้า ๆ ชัด ๆ

“... ถ้าคุณอยากเดินเล่น ผมจะเดินตามคุณอยู่ห่าง ๆ ... แต่คุณจะไม่เดินคนเดียว”

ผมเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ รู้สึกเหมือนกำลังเถียงกับกำแพงคอนกรีตที่ขยับไม่ได้





เฮ่อออออออ!!!

ผมถอนหายใจเป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ของบ่ายวันนี้ ขณะยืนนิ่งอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ในห้องลองเสื้อวีไอพีของแบรนด์ดังกลางห้างหรู ในกระจกสะท้อนใบหน้าของคนสวมเชิ้ตขาวเนื้อดีทับด้วยสูทสีเข้มพอดีตัว

“เราว่าต้องเอาเอวเข้าอีกหน่อย รู้สึกว่ามันหลวมไปครับ” ผมเดินออกมาจากห้องลองเสื้อ แล้วบอกกับพนักงานขายเสียงเรียบ

“ได้เลยค่ะ” เธอตอบรับด้วยรอยยิ้ม แล้วเดินหายไปหลังร้าน ทิ้งให้ผมอยู่ตามลำพังกับเงาของตัวเองที่ยืนปักหลักอยู่มุมห้อง ... บรรยากาศรอบตัวของ เพลิง คีรินทร์ ศิรินฤเบศร์ ให้ความรู้สึกตรงกันข้ามกับความหรูหรา สายตาคมกริบของเขาจ้องมองผมสลับกับสแกนไปรอบห้องเหมือนเรดาร์ตรวจจับวัตถุระเบิด

ผมมองเขาผ่านเงาสะท้อนในกระจก

“คุณไม่ต้องยืนเกร็งขนาดนั้นก็ได้นะ นี่ห้องลองเสื้อ ไม่ใช่สนามรบ” ผมเอ่ยขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ

“หน้าที่ผมคือดูแลความปลอดภัยของคุณ ... ไม่ว่าจะเป็นในห้องลองเสื้อหรือในสนามรบ” ทุ้มตอบกลับมาทันทีโดยไม่ต้องคิด

ผมลอบกลอกตาเบา ๆ คนอะไรมาตรฐานสูงจนน่าอึดอัด

จบประโยค เจ้าตัวก็ก้าวเข้ามาใกล้ ผมเห็นเงาเขาชัดขึ้นในกระจก ฝ่ามือหยาบกร้านที่เต็มไปด้วยรอยด้านจากการจับอาวุธยื่นมาจัดปกเสื้อเชิ้ตของผมให้ตรง จากนั้นเลื่อนลงมาดึงชายเสื้อสูทด้านหลังให้เข้าที่ ก่อนจะใช้มืออีกข้างปัดเบา ๆ ผ่านช่วงเอวและกระเป๋ากางเกงด้านขวา

สัมผัสรวดเร็วและแผ่วเบาจนผมคิดว่าเขาแค่เป็นคนเจ้าระเบียบเกินเหตุ

“ขยับไหล่นิดครับ”

ผมทำตามที่เขาบอก แล้วเพลิงก็ถอยกลับไปยืนที่เดิม สายตากลับไปกวาดรอบห้องราวกับเมื่อกี้ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น

ไม่นานพนักงานก็เดินกลับมา พวกเธอจัดการวัดสัดส่วนลำตัวของผมอย่างชำนาญ

“เราอยากลองสูทลำลองตัวนั้นด้วยครับ” ผมชี้นิ้วไปยังสูทผ้าฝ้ายสีอ่อนที่แขวนอยู่ไม่ไกล

“ได้ค่ะ คุณกานต์เข้าไปรอในห้องลองก่อนแล้วเดี๋ยวหนูเอาสูทเข้าไปให้นะคะ”

“ครับ”

ยืนรออยู่ในห้องได้ไม่นานพนักงานก็นำสูทตัวนั้น พร้อมกับสูทต่างสีแต่เนื้อผ้าเดียวกันมาให้ผมลองอีกหลายตัว ในจังหวะที่ผมเอื้อมมือไปขยับเสื้อสูทที่แขวนเรียงรายอยู่บนราวแขวน สายตาของผมเหลือบไปเห็นบานประตูสีขาวแปะป้าย ‘Staff Only’ ซ้อนอยู่ด้านหลัง

สมองผมสั่งการเร็วกว่าความคิด

แกร๊ก ...

ผมผลักประตูไม้แผ่นบางเข้าไปทันที พลันจังหวะหัวใจก็พุ่งกระฉูดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นระทึกใจ ทางเดินหลังร้านแคบและมืดกว่าที่คิด แสงไฟนีออนกะพริบวิบวับส่งเสียงครางหึ่งน่ารำคาญใจ ผมรีบซอยเท้าสับไปข้างหน้าอย่างรนลาน สายตาล่อกแล่กคอยระแวงหันหลังกลับไปมองประตูบานเดิมตลอดเวลา

โครม!!!

เพราะรีบร้อนเกินไป ปลายรองเท้าหนังเฉียดกระแทกเข้ากับขอบกล่องลังกระดาษที่วางระเกะระกะจนทรงตัวเกือบไม่อยู่ เสื้อเชิ้ตขาวเฉียดกับโครงเหล็กหลังร้านผมสูดหายใจลึก กัดฟันทรงตัวแล้ววิ่งต่อจนถึงลิฟต์ขนของ

ปลายนิ้วเรียวสั่นระริกตอนรัวกดปุ่มเรียกลิฟต์ หัวใจเต้นโครมครามรัวกระหน่ำอยู่กลางอกราวกับจะทะลุออกมา ในหัวจินตนาการไปไกลว่าประตูหลังร้านจะถูกกระชากออกและมีร่างสูงใหญ่ของเพลิงโผล่มาวินาทีใดวินาทีหนึ่ง ทันทีที่ประตูลิฟต์เหล็กเก่าๆ เลื่อนเปิดออก ผมพุ่งตัวเข้าไปด้านใน พยายามกดปุ่มปิดประตูซ้ำๆ

ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้นล่าง ผมก็ไม่รอช้า รีบวิ่งฝ่าความมืดของชั้นใต้ดินทะลุออกไปหน้าถนนใหญ่ แล้วก้าวขาขึ้นรถรับจ้างที่จอดอยู่ข้างทางทันทีด้วยอาการหอบหายใจจนตัวโยน

รถรับจ้างสีเขียวเหลืองเคลื่อนที่ไปเรื่อย ๆ ตามคำขอร้องของผม ผมเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง กรุงเทพมหานครเปลี่ยนแปลงไปมากจริงๆ ระบบขนส่งมวลชน ตึกสูงระฟ้า ผู้คนเดินกันขวักไขว่ แล้วสายตาของผมก็สะดุดกับสถานที่แห่งหนึ่ง สถานที่ที่ผมได้เห็นบ่อยครั้งในหลาย ๆ ซีรีส์ของประเทศไทย





ผมใช้เวลาเกือบชั่วโมงเดินเลาะริมแผงอาหารไปเรื่อย ๆ ถุงหมูปิ้ง ไส้กรอกแดงทอด ข้าวโพดคลุกเนย และแก้วพลาสติกทรงสูงในน้ำหวานสีเขียว ถูกวางกองไว้บนโต๊ะเหล็กสีแดง ในขณะที่ปากกำลังเคี้ยวของโปรดในวัยเด็ก หูก็แอบฟังเสียงผู้คนหัวเราะพูดคุยกันด้วยภาษาและสำเนียงหลากหลาย

“หายไปหนึ่งชั่วโมงกับห้านาที” ผมชะงักเมื่อได้เสียงทุ้มเย็นเยียบดังขึ้นเหนือศีรษะ ก่อนที่จะตั้งสติได้แล้วกินไส้กรอกแดงทอดชิ้นสุดท้าย

ผมค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองร่างสูงในชุดสูทดำที่ยืนค้ำหัวอยู่ ดวงตาสีน้ำผึ้งเข้มคู่นั้นไม่ได้พรางความโกรธ หรือความรู้สึกใด ๆ เอาไว้เลย

“ลุกขึ้นครับ” เขาออกคำสั่ง

“คุณตามมาถูกได้ยังไง” ผมถามกลับ พยายามทำเสียงแข็งสู้

เพลิงไม่ตอบ เขาแค่เลื่อนสายตาลงมาที่กระเป๋ากางเกงด้านหลังของผม ก่อนจะเอื้อมมือมาล้วงเข้ามาอย่างถือวิสาสะ นิ้วมือหยาบดึงวัตถุสีดำขนาดจิ๋วออกมา โชว์ให้ผมดู

ดวงตาของผมเบิกตากว้าง

“คุณแอบติด...”

“... คุณไม่มีสิทธิ์”

“ผมมีสิทธิ์ทุกอย่างที่จะรักษาชีวิตคุณ ...” เสียงเข้ม ๆ ทำให้คนที่นั่งอยู่โต๊ะตัวข้างๆ หันมามอง เพลิงสูดหายใจลึก ปรับน้ำเสียงให้กลับมาราบเรียบดังเดิม

“... หนึ่งชั่วโมงห้านาทีที่คุณหายไป ... คุณรู้ไหมว่ามันอันตรายแค่ไหน ...”

“... ความคึกคะนองของคุณ ทำให้ผมและคนอื่น ๆ เดือนร้อนไปด้วย”

“เรา ... เราแค่ ... อยากมีพื้นที่ให้หายใจ” ผมเสียงอ่อยลง เพลิงมองผมนิ่ง แววตาที่เคยวาวโรจน์อ่อนลงเพียงนิดเดียวเมื่อเห็นสีหน้าสำนึกผิดของผม

“คุณมีพื้นที่ให้หายใจได้ แต่พื้นที่ตรงนั้นต้องอยู่ในสายตาของผม ... กลับเถอะครับ ก่อนที่ทุกอย่างจะแย่ไปกว่านี้” ผมเม้มปากแน่น พยักหน้า แล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

“ถ้าเรากลับตอนนี้ คุณจะโดนลงโทษน้อยลงไหม” เพลิงชะงักไปเล็กน้อย เหมือนไม่คิดว่าผมจะถาม

“คนที่จะตอบคำถามของคุณได้ ไม่ใช่ผม”

“งั้น ...” ผมกลั้นใจ

“... ให้เวลาเราอีกสิบห้านาทีได้ไหม”

“ไม่ได้ครับ” เขาปฏิเสธทันที

“สิบห้านาที แล้วเราจะยอมกลับไปพร้อมกับคุณ เราจะบอกหัวหน้าของคุณว่าคุณไม่ผิด เราจงใจหนีออกมาเอง” ผมต่อรอง

เพลิงจ้องหน้าผม เขากำลังประเมินว่าระหว่างหน้าที่กับแววตาเว้าวอนของผม อะไรจะมีอิทธิพลกับเขามากกว่ากัน และในที่สุดเขาก็ทิ้งลมหายใจเฮือกใหญ่ หันมองนาฬิกาข้อมือ

“สิบนาที”

“สิบห้านาที”

“สิบสอง” เขาต่อรองหน้าตาย

“โอเค สิบสองนาที” ผมหลุดขำออกมาทั้งที่สถานการณ์ไม่น่าขำ

ผมเดินนำเขาไปตามทางเดินตลาดนัด โดยมีเพลิงเดินประกบหลังในระยะเอื้อมมือถึง เขาดูระแวดระวังตลอดเวลา สายตาสแกนมองคนเดินผ่านไปมาราวกับว่าทุกคนคือมือปืน

“คุณชอบไส้กรอกอีสานไหม” ผมหันไปถาม

“กินได้ครับ” ผมส่ายหน้าให้กับคำตอบแบบกำปั้นทุบดิน ยื่นแบงก์ห้าสิบให้แม่ค้า ผมซื้อมาอีกสองไม้ แล้วยื่นไม้หนึ่งไปตรงหน้าเขา

เพลิงมองไม้เสียบไส้กรอกอีสานในมือผมสลับกับใบหน้าผม เขาทำหน้าเหมือนผมกำลังยื่นระเบิดเวลาให้กู้

“รับไปสิครับคุณบอดี้การ์ด หรือกลัวว่าจะมียาพิษ?”

สุดท้ายมือหนาที่คุ้นเคยแต่กับการจับด้ามปืนก็ยอมเอื้อมมารับไม้ไส้กรอกอีสานไป

“คุณเองอย่ามัวแต่เล่น ใกล้จะหมดเวลาสิบสอ ... แปดนาทีที่เหลืออยู่ของคุณ” เขาพูดเสียงดุ แต่ยอมยกไม้ไส้กรอกขึ้นกัดคำเล็ก ๆ

ภาพที่เห็นทำให้ผมเผลอยิ้มออกมา ... ใครจะคิดว่าคนที่แพร่รังสีอำมหิตตลอดเวลาจะมีมุมเหมือนคนปกติทั่วไปกับเขาบ้าง





ภายในรถเงียบกว่าที่ควรจะเป็น เสียงเครื่องยนต์และแอร์เย็นจัดกลืนเสียงทุกอย่างภายนอกไปหมด ผมนั่งพิงเบาะด้านหลัง ในขณะที่เพลิงนั่งอยู่ในตำแหน่งข้างคนขับ

“เมื่อกี้ผมทำโกรธมากไหม” สุดท้ายก็เป็นผมที่ทนไม่ไหวกับความเงียบก่อน

ผมหันไปถาม ดวงตายังมองวิวเมืองที่ไหลย้อนกลับไปทางด้านหลังนอกกระจก

“แล้วคุณคิดว่ายังไงล่ะครับ” เสียงข้างตัวตอบแบบไม่ปรุงแต่ง

“ก่อนจะมาทำงานกับพ่อเรา คุณอยู่ไหนมาก่อน...” ผมเปลี่ยนคำถาม

เพลิงเงียบไปเล็กน้อยเหมือนไม่แน่ใจว่ามีอะไรซ้อนอยู่หลังคำถามง่ายๆ คำถามนี้หรือเปล่า

“... ตอบมาเถอะ เราแค่อย่างรู้ว่าคนที่ต่อจากนี้จะเป็นเงาตามตัวของเราเป็นคนยังไงเท่านั้นเอง”

“ตอนเด็ก ๆ ผมทำงานรับจ้าง”

“รับจ้าง ... หมายถึงทำอะไรบ้าง”

“เปลี่ยนไปเรื่อยครับ แล้วแต่ช่วง ใครจ้างอะไรผมก็ทำหมด”

“แล้วคุณเข้ามาทำงานนี้ได้ยังไง” ผมคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าจากเด็กรับจ้างทั่วไปจะก้าวเข้ามาในวงการมาเฟียได้ยังไง

“หนี้ครับ พ่อผมเป็นหนี้ พอพ่อเสีย ผมก็ต้องใช้หนี้แทน” น้ำเสียงเขาเรียบมาก ราวกับกำลังเล่าเรื่องเมื่อเช้ากินอะไรเป็นอาหารเช้า

“แล้วทำไมถึงได้ไปทำงานภาคสนามล่ะ”

“คงเป็นเพราะผมชอบเล่นกีฬา สกิลพวกนี้เป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับคนที่ทำงานในภาคสนาม”

“คุณคงมีฝีมือมากซินะ ไม่งั้นคงไม่ถูกส่งมาให้ดูแลเรา ...” เพลิงทำหน้านิ่งๆ กลับมาแทนคำตอบ

“... ส่วนเราเกิดมาแล้วก็เป็นลูกมาเฟียเลย ... เผื่อคุณไม่รู้ว่าเราเข้ามาอยู่ในวงการนี้ได้ยังไง”

“ครับ” ในรถเงียบสนิทขนาดที่ผมได้ยินเสียงน็อตขยับ มุกตลกเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศของผมถูกความนิ่งของเพลิงทำให้กลายสภาพเป็นมุกห้าบาทสิบบาท

“แล้ว... ตอนเด็ก ๆ คุณมีอะไรที่อยากเป็นไหม”

เพลิงนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง

“ตอนประถมอยากเป็นคนขับรถแท็กซี่ครับ” ผมหันขวับไปมองหน้าเขาทันที

“จริง?”

“ครับ ...” เขายังตอบด้วยน้ำเสียงแบบเดิม

“... ตอนนั้นคิดแค่ว่าถ้าได้ขับรถแท็กซี่ ก็จะได้นอนแอบนอนในรถที่ติดแอร์เย็นสบาย

ผมหัวเราะในลำคอเบา ๆ

“ถ้าอยากอยู่ห้องแอร์ ทำงานในห้างหรือในโรงแรมก็ได้นี่”

“ไม่มีใครรับคนทำงานรับจ้างแบบผมไปทำงานในโรงแรมหรอกครับ”

หลังจากประโยคบอกเล่าของเพลิงภายในรถกลับมาเงียบอีกครั้ง

“แล้วคุณล่ะครับ” คราวนี้เพลิงเป็นฝ่ายเอ่ยถามบ้าง

“หือ?”

“ถ้าคุณไม่ได้เกิดมาเป็นลูกของนาย ... คุณฝันอยากทำอะไร”

“ฝันเหรอ ... คุณคิดว่าเรามีสิทธิที่จะฝันด้วยเหรอ” ตั้งแต่จำความได้ผมก็เลี้ยงดูขึ้นมาเพื่อเป็นทายาทอันดับที่ 1 ผมเป็นคนไม่มีเพื่อน และไม่มีความฝัน ชีวิตผมมีเพียงแค่หน้าที่ และราคาที่ไหลเวียนอยู่ในสายเลือดตั้งแต่เกิด

ผมเกิดที่เมืองไทย แต่ถูกส่งไปเรียนที่อังกฤษมาตั้งแต่เด็ก แม้จะไม่ได้มีอิสระเหมือนคนในวัยเดียวกันแต่ระยะห่างจากพ่อก็ทำให้ผมมีพื้นที่หายใจมากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ แค่วันแรก ผมก็รู้สึกเหมือนว่าตัวเองถูกกำแพงที่มองไม่เห็นบีบอัดจนแทบขยับไม่ได้

“เรากำลังคุยกันในเรื่องไม่มีวันได้เกิดขึ้นจริงอยู่นะครับ”

ผมเอนหัวพิงเบาะ มองไฟท้ายรถคันหน้าไหลเป็นเส้นยาว ๆ

“เราอยากเกิดมาเป็นลูกของพนักงานออฟฟิสธรรมดาๆ ...”

“... แค่นั้นแหละ ความฝันของเรา”





รถค่อย ๆ ชะลอความเร็วเมื่อใกล้ถึงประตูเหล็กดัดงดงามวิจิตร แสงไฟจากโคมประดับตลอด 2 ข้างถนนลอดเข้ามาในตัวรถยนต์ จนกระทั้งรถ SUV คันหรู จอดสนิทตรงหน้าบันไดหินอ่อน

เพลิงเปิดประตูลงจากรถก่อน แล้วหันมาเปิดประตูให้ผม เขากลับไปใช้โทนเสียงเดิมของบอดี้การ์ดที่ผมเริ่มคุ้นเคย

“เชิญครับคุณกานต์” ผมพยักหน้าแล้วก้างลงจากรถ

เสียงรองเท้าหนังกระทบกับพื้นหินอ่อนดังไปก้องตามจังหวะการก้าวเดินของคนสองคน

“คุณจำเป็นต้องส่งเราถึงห้องนอน? คงไม่มีใครถือปืนเข้ามายิงเราในบ้านตัวเองหรอกมั้ง”

“ความปลอดภัยของคุณกานต์คือเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับผมครับ”

“ถ้าคุณกังวลมากขนาดนั้น ไม่เข้ามานอนข้างเราบนเตียงไปเลยละ” คนอะไร พอกลับเข้ามาในบ้านก็สลับโหมดกลับมาเป็นหุ่นยนต์อีกครั้ง

“รอเดี๋ยวครับ” เพลิงยกมือห้ามผมที่กำลังจะเปิดประตูห้องนอน

“คุณนี่มันเหลือเกินจริงๆ ...” ผมพูดขึ้นในขณะที่เดินตามหลังเขาเข้ามาในห้องนอน เพลิงเดินสำรวจความเรียบร้อยทั่วทั้งห้อง ก่อนที่จะมีท่าทีผ่อนคลายลงเล็กน้อยเมื่อไม่พบว่ามีมือสังหารแอบซ้อนตัวอยู่ในตู้เสื้อผ้า

“... นั้นประตูอะไร ห้องเก็บของเหรอ” ผมถามเมื่อมองไปรอบๆ แล้วเห็นประตูบานหนึ่งที่ดูเหมือนจะอยู่ผิดที่ผิดทาง

“ประตูห้องนอนผมครับ” คนตรงหน้าตอบด้วยน้ำเสียงธรรมดา

“ฮะ!!! นี่คุณพูดเล่นใช่ไหม” ดวงตาของผมเบิกกว้าง แต่หากสังเกตจากท่าทีของบอดี้การ์ดร่างสูงใหญ่ตรงหน้าแล้ว คำตอบเมื่อครู่ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นอย่างแน่นอน
30
Boy's love story / Re: The Power of Lyrics;Story of MEN'sLove เรื่องผู้: พัน กอง หมวด (15) 17-10-69
« กระทู้ล่าสุด โดย KADUMPA เมื่อ 17-10-2026 22:09:00  »

“กูเกลียดมัน อีนี่ มันตอแหลน่าดู” ชนิดาพูดด้วยอาการเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน “แล้วทัศน์เองก็ไม่รู้จะอะไรกับมันนักหนา ต้องเข้าไปวนเวียนวอแวกับอีนี่ขนาดนั้น” อาการอิจฉาตาร้อน ริษยาในความสนิทสนมของสองคนนั้นของชนิดา ไม่สามารถถูกใบหน้าสวย ๆ นั้น ปกปิดมันเอาไว้ได้อีกต่อไป โดยเฉพาะ เมื่อมีบรรดาเพื่อนในกลุ่ม เป็นลูกคู่กันเกรียวขนาดนี้



“จริง นิดา เธอมาก่อนมันแท้ ๆ แถมทัศน์ก็แสดงท่าทีมีใจกับนิดาตั้งแต่แรกเจอ พวกเราก็เห็นกันอยู่ จริงมั้ย ใช่มั้ยพวกเรา” บรรดาเพื่อน ๆ พากันพยักพเยิดเออออห่อหมกกันทั้งกลุ่ม “แบบนี้ ฉันต้องจัดการ ต้องลงมือทำอะไรสักอย่างแล้ว” ชนิดาที่ถูกไฟสุมรุมเผาจิตใจ ด้วยความแค้นมานาน ตั้งแต่เห็นว่าทัศน์นั้น แสดงความสนอกสนใจในตัวของหญิงสาวอีกคน ในแบบที่ไม่เคยแสดงกันเธอเลยสักครั้ง แม้ว่าจะเป็นเพื่อนในกลุ่มเดียวกันก็ตาม คิดวางแผนชั่วขึ้นมาในทันที



ทัศน์ที่เพิ่งมาถึงร้านเหล้าที่เพื่อน ๆ ในกลุ่มนัดกันมาสังสรรค์ ก็ถูกชนิดาคะยั้นคะยอให้รีบดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลายต่อหลายแก้วติดกันในทันที ด้วยเหตุผลที่ว่า เขาต้องตามระดับความกรึ่มเมาของเพื่อนคนอื่น ๆ ให้ทัน เนื่องจากตัวเขานั้นมาถึงร้านช้า ทัศน์นั้นพยายามตามน้ำไป แต่ก็คอยจะชวนคนอื่นคุย เพื่อไม่ให้ตัวเขานั้น ดื่มจนเกินเลยลิมิตที่ตั้งใจเอาไว้

 

“พลอย” ทัศน์ตกใจที่ได้เห็นเพื่อนอีกคนในกลุ่ม เดินพาอีกฝ่ายเข้ามาในร้าน “อ้าวพวกเรา พลอยมาแล้ว ดีใจมั้ยพวกเรา” ทั้งกลุ่มยกเว้นทัศน์ ทำท่าปรบมือพร้อมส่งเสียงเฮอย่างจริงใจเสียเต็มประดา ที่ได้เห็นพลอยมาร่วมวงสังสรรค์ด้วยในค่ำคืนนี้ “ทัศน์ไม่นึกว่าพลอยจะมาด้วย” ทัศน์พูดกับพลอย โดยที่พลอยก็พยักหน้าพร้อมยิ้มให้ “ถือเป็นเซอร์ไพรส์ของค่ำคืนอันแสนวิเศษนี้ยังไงล่ะ ว่าแต่พลอย ดื่มอะไรดีจ๊ะ” ชนิดาเชิญชวนให้พลอยสั่งเครื่องดื่ม

 

“เราขอแค่เครื่องดื่มขวดเดียวก็พอ” พลอยตอบออกไปแบบนั้น ทัศน์ทำท่าว่าจะไปสั่งเบียร์ขวดเล็ก ๆ มาให้พลอย แต่ชนิดาก็ส่งเสียงห้ามขึ้นมาเสียก่อน “อะไรกันพลอย มาทั้งที เอ้าพวกแก ชงเหล้าให้พลอย สาวน้อยคนสวยของกลุ่มเราหน่อยสิ” ทัศน์มองไปที่ชายอีกสามคน ที่บอกว่าเป็นเพื่อนอีกกลุ่มของชนิดา ที่เขาเองก็เพิ่งเคยเจอครั้งนี้เป็นครั้งแรก รีบตอบรับด้วยความยินดี

 

“ส่วนทัศน์ นิดาขอให้ทัศน์ไปช่วยดูรายการสั่งกับพนักงาน ที่หน้าบาร์ให้นิดาหน่อยนะ คราวที่แล้ว มีของที่ไม่ได้สั่งเกินมา คราวนี้ทัศน์ช่วยดูให้นิดาหน่อย ส่วนพลอย ก็ไปห้องน้ำเป็นเพื่อนหน่อย กลับมาก็พอดีได้ดื่มเหล้าชงให้ชื่นใจ” ชนิดาไม่พูดเปล่า ส่งสัญญาณให้เพื่อนผู้หญิงอีกสองคน พากันดึงตัวพลอยให้เดินไปทางห้องน้ำ ส่วนชนิดาก็รอจนมั่นใจ เห็นทัศน์เดินไปที่หน้าบาร์ ชนิดาจึงค่อยยื่นขวดแก้วเล็ก ๆ ที่มีของเหลวอะไรบางอย่าง ส่งให้กับเพื่อนชายสามคนนั้น เอาไปหยดลงในแก้วเหล้า



“ดื่มสิครับ พลอย ดื่มเลย หมดแก้ว” ทันทีที่พลอยเดินกลับมาจากห้องน้ำ ผู้ชายสามคนนนั้นก็คะยั้นคะยอให้พลอยยกแก้วเหล้าชงนั้นขึ้นดื่ม ทัศน์ที่รู้สึกไม่ดี ตามสายตาของผู้ชายด้วยกันที่ดูกันออก พยายามจะออกตัวแทนอีกฝ่าย “ถ้าพลอยไม่ถนัดดื่ม เดี๋ยวทัศน์ดื่มแทนเองก็ได้” ทัศน์ทำท่าจะหยิบแก้วเหล้านั้นแทนพลอย แต่ชนิดาก็ห้ามเอาไว้ “เอาทุกคนชนแก้ว” ชนิดาประกาศกลางวง ทุกคนมีเครื่องดื่มถืออยู่ในมือ พลอยมองไปที่แก้วใบเดียวที่วางอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะค่อย ๆ เอื้อมมือออกไปหยิบ แต่ต่อหน้าทุกคนนั้น แก้วเหล้าใบนั้น อยู่ ๆ ก็เหมือนกับถูกดันให้ล้มลง น้ำสีอำพันในแก้ว หกนองบนโต๊ะ ก่อนที่พลอยจะทันได้สัมผัสแก้วใบนั้นเสียด้วยซ้ำ

 

เสียงคลิก ๆ ที่ลูกบิดประตูดังขึ้นอย่างแผ่วเบา ท่ามกลางความเงียบสงัดของยามค่ำคืน ก่อนที่ประตูหน้าบ้านจะค่อย ๆ ถูกดันให้เปิดแง้มออก แสงไฟจากด้านนอกสาดเข้ามาด้านในบ้าน เผยให้เห็นเงาของผู้ชายชายรูปร่างสูงใหญ่ ทอดดำทะมึนยาวไปบนพื้นบ้าน เสียงฝีเท้าที่พยายามจะเดินให้เงียบเสียงมากที่สุด พื้นบ้านส่งเสียงลั่นขึ้น จากน้ำหนักตัวของชายร่างใหญ่นั้น ก่อนที่ประตูบ้านจะถูกปิดตามหลัง จนตัวบ้านกลับมาเงียบและมืดอีกครั้ง

 

“ตัวเล็ก ตื่น” เสียงกระซิบดังที่ข้างหูเด็กชายวันสิบขวบ “อืม” เสียงตอบรับในลำคอ อย่างที่ตัวเล็กเคยทำ เวลารับปากเสียงพูดที่คุ้นเคยเสียงนี้อยู่เป็นประจำ “ลุกขึ้นจากที่นอน” เสียงนั้นสั่ง ตัวเล็กดันตัวเองให้ลุกขึ้นจากที่นอนอย่างว่าง่าย เพราะรู้ดีว่า หากไม่ยอมทำตามที่เสียงนั้นสั่ง การถูกดึงขาให้แทบตกลงจากเตียงนอน เป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นถัดไป หากว่าตัวเล็กยังคงชักช้าโอ้เอ้อยู่

 

“เดินลงไปที่ชั้นล่าง” เสียงกระซิบที่ข้างหู บอกกับตัวเล็กให้ทำตาม เมื่อมีเสียงกุกกัก ๆ ดังออกมาจากห้องนอนใหญ่ “พ่อกับแม่” ตัวเล็กเผลอพูดเสียงดังออกไป ด้วยความเป็นห่วง “ไม่ใช่เวลาที่จะมาห่วงพ่อทัศน์กับแม่พลอย เอาตัวเองให้รอดก่อน” เสียงนั้นสั่งเฉียบขาด ก่อนที่ตัวเล็กจะวิ่งลงบันไดรวดเดียว จนมาถึงชั้นล่าง มีเสียงเปิดประตูห้องนอนของพ่อและแม่ตามหลังมา



“ห้องครัว” เสียงกระซิบบอกที่ข้างหูของตัวเล็ก เด็กชายวิ่งไปที่ส่วนด้านหลังบ้าน “เปิดประตูหลังบ้านให้อ้าทิ้งเอาไว้” ตัวเล็กทำตาม ก่อนจะมานั่งหลบที่ด้านข้างตู้เย็น ที่เป็นมุมมืด ที่เป็นมุมอับแสงส่องมาไม่ถึง มองมาไม่เห็น แต่สามารถมองไปที่ประตูหลังบ้านที่เปิดทิ้งเอาไว้ได้อย่างชัดเจน และแทบจะในทันทีที่ตัวเล็กดึงตัวเองให้กลืนหายเข้ามาในมุมมืดของห้องนั้น ผู้ชายร่างสูงใหญ่คนนั้นก็มาหยุดยืนมองไปที่ประตูที่เปิดทิ้งเอาไว้

 

ร่างสูงใหญ่ดำทะมึนนั้น ดูจะลังเล เมื่อมองออกไปที่ด้านนอกประตูนั่น ราวกับกำลังประเมินสถานการณ์อะไรบางอย่างอยู่ ก่อนจะตัดสินใจค่อย ๆ สืบเท้า ค่อย ๆ เดินก้าวสั้น ๆ อย่างระมัดระวังไปที่ประตูหลังครัวที่ถูกเปิดเอาไว้ ด้านนอกนั้นมืดสนิท แสงจากไฟถนนไกล ๆ ที่ส่องมา พอจะทำให้มองเห็นด้านนอกได้พอราง ๆ หากว่ามีอะไรหรือสิ่งใดเคลื่อนไหวอยู่ ร่างสูงใหญ่นั้น ยืนอยู่หน้าประตู ส่ายหน้ามองไปมา

 

“หยิบมีด” เสียงกระซิบนั้นดังขึ้นข้างหูของตัวเล็ก “เร็ว” เสียงกระซิบย้ำ “รีบหยิบมีด” จังหวะเดียวกันนั้น เสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นจากด้านนอก พร้อมการเคลื่อนไหว ชายร่างสูงจึงพรวดพราด ถลันตัวจนพ้นประตูออกไป ตัวเล็กรีบยืนขึ้น มองไปที่บล็อกไม้ที่ใช้สำหรับเก็บมีดทำครัว ดึงมีดยาวเล่มหนึ่งมาถือเอาไว้ในมือ ก่อนจะย่อตัวลงนั่ง แล้วให้ความมืดที่มุมห้องนั้น ใช้เป็นที่กำบังพรางตัวจากสายตาอีกครั้ง

 

ไม่นานหลังจากนั้น ชายร่างสูงใหญ่ปรากฏกายอีกครั้งที่ประตูครัว ทำท่าทางสอดส่ายสายตามองหา สิ่งที่คิดว่าเขาเห็นที่ด่านนอกนั่น แต่ก็ยังไม่เจออะไร เสียงกระซิบที่ข้างหูของัวเล็กสั่งออกมาว่า แทงมันเลย ใช้มีดแทงมัน เมื่อชายร่างสูงใหญ่นั้นหันหน้ามองออกไปที่ด้านนอกอีกครั้ง เด็กชายวัยสิบขวบมีอาการลังเลอย่างเห็นได้ชัด ทั้งหวาดกลัวทั้งตื่นเต้นตระหนกสั่นเทิ้มไปหมด ก่อนที่ตัวเล็กจะรู้สึกถึงแรงบีบมือที่กำลังกำด้ามมีดเอาไว้

 

“โอ๊ย ตัวเล็ก เธอนี่นะ” ผู้หมวดโพล่งเสียงพูดพร้อมกลั้วหัวเราะออกมา “นี่เธอกำลังจะบอกว่า พ่อทัศน์กับแม่พลอย มีอะไรบางอย่าง คอยดูแลและคอยคุ้มครองอยู่อย่างนั้นเนี่ยนะ” ผู้หมวดถามอีกฝ่ายออกไปด้วยอาการยิ้ม ๆ เอ็นดูกับสิ่งที่ได้ยินอีกฝ่ายบอกกับเขา “พ่อไม่มี แต่แม่มี” ตัวเล็กตอบกลับผู้หมวดไป “แม่ได้รับสืบทอดมาตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก” ผู้หมวดพยักหน้าตามไปด้วย ขณะที่ฟังตัวเล็กพูด



“แต่พอแม่คลอดเธอออกมา ตัวเล็ก” ผู้หมวดทวนความที่ได้ยินจากเรื่องที่ตัวเล็กเป็นคนเล่ามา “ความคุ้มครองและคอยดูแลนั้น” ผู้หมวดหยุดนิดหนึ่ง มองสบตากับอีกฝ่าย “ก็ถูกโอนจากแม่มาอยู่ที่เธอ” แทนคำตอบ ตัวเล็กพยักหน้าช้า ๆ กลับไป “เธออำฉันหรือเปล่าเนี่ย” ผู้หมวดถามกลั้วเสียงหัวเราะ “ตลอดเวลาที่เราสองคนไปไหนมาไหนด้วยกัน เราอยู่ด้วยกัน ความคุ้มครองดูแลนี้ ก็อยู่กับเราตลอดเวลาอย่างนั้นหรือ” ผู้หมวดยิ้มกว้าง รอฟังคำตอบ ว่าตัวเล็กจะพูดว่า สิ่งที่เล่ามาทั้งหมด เป็นเพียงแค่เรื่องล้อเล่นเท่านั้น



“เธอไม่ได้ล้อฉันเล่น” ผู้หมวดหุบยิ้ม ก่อนจะพูดขึ้นมาแบบนั้น ตัวเล็กไม่พูดอะไร ได้แต่สบตากับผู้หมวด ก่อนจะมองเลยไปทางด้านหลัง ประตูที่เปิดออกไปที่ระเบียงหลังห้อง เสียงลูกบิดถูกหมุน ก่อนที่ประตูจะค่อย ๆ ส่งเสียงออกมา ว่ามันกำลังถูกเปิดออก ยังไม่ทันที่ผู้หมวดจะหันไปมองที่ต้นเสียงนั้น เสียงวิ่งก็ได้ดังผ่านตัวเขาไปหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องน้ำ เสียงสวิตช์ไฟถูกกด ไฟในห้องน้ำสว่างขึ้น แล้วประตูห้องน้ำก็ถูกผลักเข้าไป

 

“เสียงนั่นคือเขา” ผู้หมวดถามตัวเล็กออกไปด้วยน้ำเสียงหวั่น ๆ “ใช่เขา ใช่มั้ย” แทนคำตอบ ตัวเล็กพยักหน้ากลับไป “เขาโอเคใช่มั้ย คือ เราอยู่ด้วยกันแบบนี้” ผู้หมวดถาม ด้วยความรู้สึกค่อนข้างที่จะแน่ชัดกับตัวเองว่า กำลังมีใครจ้องเขามาจากทางห้องน้ำนั่น “ก็บอกว่าเป็นเพื่อน” ตัวเล็กบอกกับผู้หมวดไปตามความจริง “ก็บอกเขาไปแบบนั้นตลอด” ผู้หมวดฟังที่ตัวเล็กพูด พลางรู้สึกขนลุกเกรียวที่ต้นคอ

 

“แล้วเรื่องที่เธอขอให้ฉันทำ คือ เรื่องที่เธออยากจะลบความสามารถพิเศษที่เธอมี ด้วยการให้เราทำแบบนั้นกัน เขาก็โอเค ถูกมั้ย” ผู้หมวดถาม กลืนน้ำลายลงคอไปอย่างยากลำบาก ตัวเล็กสบตากับผู้หมวดที่จ้องมา ด้วยความอยากรู้ในคำตอบ ซึ่งตัวเล็กเองก็ไม่อยากจะโกหกอีกฝ่ายแต่อย่างใด “ก็ไม่เชิง” ตัวเล็กพูดอ้อมแอ้มออกมา “ยังไง ก็ไม่เชิง” ผู้หมวดถามขึ้นมาในทันที ใบหน้าเป็นกังวล คิ้วขมวดม้วนเป็นโบ



“เราก็บอกกับเขาไป ขอเขาว่า เราไม่อยากมีอะไรแบบนี้ติดตัวแล้ว จะขอใช้วิธีที่แม่เคยบอกเอาไว้ เพื่อลบความสามารถของเรา ให้มันหายไป ก็บอกกับเขาว่า มีเพื่อนมาช่วยทำให้แล้ว ให้เขารับรู้เอาไว้ ว่าผู้หมวดไม่ใช่ภัยคุกคามเรา เหมือนกับคืนวันนั้น ตอนที่เราเป็นเด็ก” เรื่องที่ตัวเล็กเล่าให้ฟัง มันยังคงทำให้ผู้หมวดยังคงมีคำถามที่ยังสงสัยอยู่เช่นกัน ว่าหลังจากที่เสียงกระซิบบอกให้ตัวเล็ก เด็กชายตัวน้อยวัยสิบขวบที่กำมีดทำครัวอยู่นั้น “ยังมีอะไรอีกเยอะ อีกหลายอย่างใช่มั้ย ที่เธอยังไม่ได้เล่าให้ฉันฟัง” ตัวเล็กเอง จริง ๆ แล้ว ก็ไม่อยากที่จะมีความลับอะไรกับผู้หมวด “เธอเชื่อใจฉันมั้ย ตัวเล็ก” เด็กหนุ่มสองคนสบตากัน ด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบายออกมาเป็นคำพูด

***********************************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย Jay J

รักยังไม่ต้องการ - มาช่า

https://www.youtube.com/watch?v=fYCz1wNxkqI


แน่ใจจริงหรือที่บอกว่ารัก

Are you really sure to say the word love?

รักคนเคยเจอะเจอแต่สิ่งร้ายร้าย

To love someone that bad things are always around

ถามตัวเองให้ดี ก่อนบอก

Ask yourself truly before answering

ว่าเธอรู้จักตัวฉัน

Whether you know about me

ดีหรือยัง

All that well


ไม่เคยหวงใจ

Never guard my heart

รักใครก็เททั้งใจให้ไป

When I love someone, I throw it all in

แต่เจอะกันไม่เท่าไร

But we have just met

อย่ามาจริงจังเร็วเอาแบบนี้

Hold your horse Mister, don't rush


ท่ามกลางแสงไฟ

In the spotlight

มืดมัวเห็นใครก็คงดีอยู่

Dark space may make anyone look good

ต้องเจอะกันชัดชัดดู

We have to see everything transparently

ให้รู้ว่าใครเป็นใคร

Then we know who's who

ดีกว่าไหม

Don't you think?


อย่ามาเร่งเร้าสรุปว่ารัก

Don't rush yourself that this is love

รักยังไม่ต้องการ อย่าด่วนรีบร้อน

Love is yet needed now, assumption is not inclusive

ขอ just fun tonight

Let's have fun tonight

อย่าด่วนเรียกร้อง

Neither ask nor demand

อย่าผูกมัดตอนนี้

Just don't get our hands tied right now


อย่ามาเร่งเร้าสรุปว่ารัก

Don't rush yourself that this is love

ฉันยังไม่ต้องการ อย่าโกรธได้ไหม

I just don't want it now, please don't get mad

ขอ chill chill กับเธอไปก่อนได้ไหม

Let's us chill out, shall we?

เมื่อไหร่แน่ใจแล้ว

Then when we both are sure

แล้วเราค่อยรักกัน

Then, we'll fall in love


ไม่เคยเล่นตัว

Never play hard to get

สนใจก็ลองคบกันไปก่อน

If interested, well we'll string along

อะไรไม่แน่นอน

Nothing is certain

อย่านอนใจเลยกับคนอย่างฉัน

Don't you make peace with a person like me


ก็พอสนใจ

And yes, I'm attracted to you

ว่าเธอ ก็เออก็ดูดีอยู่

Yep, you look so damn fine

ช่วยถอดเลยให้ฉันดู

Then strip yourself all naked

ว่าใจเธอมีดีขนาดไหน

To show how good your heart really is


อย่ามาเร่งเร้าสรุปว่ารัก

Don't rush yourself that this is love

รักยังไม่ต้องการ อย่าด่วนรีบร้อน

Love is yet needed now, assumption is not inclusive

ขอ just fun tonight

Let's have fun tonight

อย่าด่วนเรียกร้อง

Neither ask nor demand

อย่าผูกมัดตอนนี้

Just don't get our hands tied right now


อย่ามาเร่งเร้าสรุปว่ารัก

Don't rush yourself that this is love

ฉันยังไม่ต้องการ อย่าโกรธได้ไหม

I just don't want it now, please don't get mad

ขอ chill chill กับเธอไปก่อนได้ไหม

Let's us chill out, shall we?

เมื่อไหร่แน่ใจแล้ว

Then when we both are sure

แล้วเราค่อยรักกัน

Then, we'll fall in love


อย่ามาเร่งเร้าสรุปว่ารัก

Don't rush yourself that this is love

รักยังไม่ต้องการ อย่าด่วนรีบร้อน

Love is yet needed now, assumption is not inclusive

ขอ just fun tonight

Let's have fun tonight

อย่าด่วนเรียกร้อง

Neither ask nor demand

อย่าผูกมัดตอนนี้

Just don't get our hands tied right now


อย่ามาเร่งเร้าสรุปว่ารัก

Don't rush yourself that this is love

ฉันยังไม่ต้องการ อย่าโกรธได้ไหม

I just don't want it now, please don't get mad

ขอ chill chill กับเธอไปก่อนได้ไหม

Let's us chill out, shall we?

เมื่อไหร่แน่ใจแล้ว

Then when we both are sure


แล้วเราค่อยรักกัน

Then, we'll fall head over heels in love
หน้า: 1 2 [3] 4 5 6 7 ... 10
สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด