21
Boy's love story / Re: บทอัศจรรย์รามลักษณ์ Enchanted Ram and Luck -บทนำ - บทที่ 7
« กระทู้ล่าสุด โดย Shonennihon เมื่อ 05-06-2026 08:58:43 »การนัดรับประทานมื้อเย็นกับลูกค้าคนสำคัญผ่านไปด้วยดี แม้ลูกค้าคนนั้นค่อนข้างที่จะ “ถึงเนื้อถึงตัว” ในระหว่างสนทนาร่วมโต๊ะกันพอสมควร แต่สุดท้ายเราก็ปิดข้อตกลงการค้าได้สำเร็จ
ระหว่างที่ชาญเดินไปส่งลูกค้าคนสำคัญกลับไปที่รถ ผมขอตัวอยู่ที่โต๊ะอาหารต่อเพราะรู้สึกเวียนหัว ซึ่งเป็นอาการป่วยการเมืองของผมเมื่อเจอลูกค้าประเภทนี้
ชาญที่รู้จักผมดี จึงอาสาเดินออกไปส่งแทนผมอย่างรู้ทัน แน่นอนว่าลูกค้าคนนั้นส่งยิ้มมาให้ผมก่อนกลับด้วยสีหน้าสมใจและทิ้งท้ายว่าจะขอประชุมแบบนี้อีกครั้งในการลงนามในสัญญาฉบับลายลักษณ์อักษร
แน่นอนว่าผมตอบรับไปตามมารยาท พร้อมยิ้มให้อีกฝ่ายได้ใจไป
ผมเหม่อมองท้องฟ้ายามค่ำคืน วันนี้มีเมฆสีแดงเรื่อลอยเคว้งคว้างไปทั่วบริเวณ ในที่สูงแบบนี้พอมองออกไรู้ปไกลรอบตัว ผมรู้สึกเหมือนตัวเองโดนครอบไว้ด้วยโดมกำมะหยี่สีนิลที่แต่งแต้มด้วยก้อนกำมะหยี่สีเทาแดง ให้ความรู้ผ่อนคลายไม่น้อย แต่แฝงไปด้วยความเปลี่ยวเหงาเดียวดาย
ผมเหม่ออยู่อย่างนั้นครู่ใหญ่ ก่อนที่จะโดนใบหน้าคมเข้มของไอ้ชาญมาบดบังสายตา
“มึงเป็นเชี้ยอะไร มาทำ MV อะไรตรงนี้”
รู้สึกเส้นเลือดปูดโปนตรงขมับ อยากคว้าหาอะไรเขี้ยงใส่หน้ามัน
“ตกใจหมด ไอ้บ้า ทำเชี้ยอะไรเนี่ย!!”
“มึงควรจะตอบคำถามกูก่อนไหม?? หรือว่ามึงไม่โอเคกับไอ้ไบฯ นั่น!! เมียก็มีลูกก็มี แต่ก็ยังทำหัวงูใส่เพื่อนกูอีก หากไม่เห็นว่าแม่งเป็นลูกค้านะ กูจะซัดซ้ายพิฆาตที่เบ้าหน้าให้แม่งหลับสักสองสามคืน” ไอ้ชาญอยู่ๆ ก็เปลี่ยนโหมดเสียดื้อ ๆ
“ใจเย็นมึง! แค่นี้กูไม่ถือหรอก!!”
“เออ ถ้ามันแค่นี้ก็ดีไป แต่กูกลัวว่า….”
“คนระดับนั้นจะยอมเสียชื่อตัวเองเหรอ?”
“คนระดับนั้นนั่นแหละน่ากลัว!!”
“จะบอกว่าเป็นคนแบบเดียวกับมึง!!”
“ก็ใช่ไง!!…… อ้าว! ไอ้นี่หลอกด่าเพื่อนหรือเปล่าเนี่ย!!”
ผมหัวเราะร่วมกับชาญอยู่พักใหญ่ ก่อนจะยกนาฬิกาขึ้นมาดูเวลา
21:45
เลขที่แสดงขึ้นมาบนหน้าปัดนาฬิกาสมาร์ทวอท์ช
“มีธุระ? นึกว่าเพื่อนจะมีเวลาให้กูบ้าง เราไม่ได้มานั่งชิลแบบนี้นานแล้วนะ!!” ไอ้ชาญบ่นอิดออดตามประสา
“ก่อนจะมางอนใส่กู ย้อนไปดูตัวเองก่อนไหมว่ามีเวลาให้เพื่อนหรือเปล่า? เห็นมีนัดเดททุกวัน!!” ผมสวนกลับไปด้วยน้ำเสียงแข็งขัน
“ก็มึงต่างหากที่เห็นงานสำคัญกว่ากู!! แล้วไหนจะคนใหม่ของมึงอีก!!”
“พูดดีๆ นะมึง คนใหม่อะไรของมึง!! กูมีที่ไหน!!”
“กูว่ามึงรู้ดีแก่ใจ!!”
“ไม่มีอะไรทั้งนั้นอย่ามโน!! ไหนมึงอยากดื่มอะไรก็สั่งเลย เดี๋ยวกูอยู่เป็นเพื่อนมึงเอง!!”
“โห…เพื่อนรัก!!” พูดจบไอ้ชาญมันลุกขึ้นนโผมากอดผมเต็มแรง
ผมผลักมันออกไปด้วยท่าทางรำคาญ ชาญมีอาการงอนเล็กน้อยก่อนที่จะเรียกบริกรเพื่อสั่งเครื่องดื่มเพิ่มเติม
ผมผ่อนลมหายใจออกยาว เมื่อผ่านพ้นเรื่องที่ชาญพยายามจับผิดผมอยู่ ผมก็ลังเลว่าจะบอกความจริงกับมันได้เลยหรือไม่ เพราะมันมักจะหวงผมเกินไป
ใครที่เข้าหาผมจะโดนมันตรวจสอบและกีดกันออกไปทันทีที่มันเห็นว่าไม่โอเค
ที่ผ่านมาผมไม่เคยสนใจใครเท่าไหร่ จึงได้แต่ปล่อยผ่านไป
แต่กับกรณีพี่ลักษณ์นี้ผมคงยอมไม่ได้ ผมคิดว่าอยากจะให้อะไรมันแน่นอนกว่านี้ก่อนดีกว่าค่อยบอกมัน
เพื่อนกันมันคงไม่โกรธ……
หลังจากน้ำค็อกเทลไหลผ่านลำคอไปได้หลายแก้ว และบทสนทนาแบบพริกถึงขิงตามประสาเพื่อนผ่านไปได้หลายชั่วโมง ก็มาถึงจุดที่ผมยอมแพ้
ตอนนี้ผมรู้สึกวิงเวียนศรีษะสูญเสียการทรงตัวไปพอสมควร รู้สึกไม่สามารถรับอะไรเข้าไปในร่างกายได้มากกว่านี้แล้ว ไม่งั้นได้พุ่งของเก่าออกมาหมดแน่นอน
ค็อกเทลถึงแม้ว่ามันจะอร่อย แต่พิษมันก็ร้ายแรงไม่ใช่ย่อย เหมือนน้ำผลไม้ใส่ยาพิษ
อาการของผมว่าแย่แล้ว ไอ้ชาญนี่มันยิ่งกว่าผมเสียอีก ไม่รู้ว่ามันไปคึกมาจากไหน ยกดื่มเหมือนกินนำ้เปล่า
บทสนทนานะหว่างมึนเมาส่วนใหญ่ก็มีแต่คำว่า เหงา เหงา เหงาจัง ทั้ง ๆ ที่ชาญเป็นคนที่มีคนควงอยู่ตลอด 7 วัน
ผมเลิกคิ้วแล้วสั่นศรีษะเบาๆ เพื่อสลัดความวิงเวียนออกไป แล้วจัดการเรียกเก็บเงินจากบริกร
แม้เพื่อนสนิทผมจะโวยวายไม่ยอมเลิกดื่ม แต่ก็ต้องยอมผมแต่โดยดีเมื่อเจอสายตาดุของผมจ้องไปอย่างเข้มขรึม!!
ผมพยายามทรงตัวเหยียดสุดความสูง แต่ก็เหมือนกับโลกของผมถูกยักษ์ไททันเขย่าโยกซ้ายขวา ผมเยียดตรงได้ไม่ถึง สามวินาทีก็ต้องเซไปด้านข้างเหมือนโลกมันเอียงไปทางนั้น
ผมสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด อากาศเมืองหลวงที่ไม่ได้บริสุทธิ์นักเข้าปอดแน่นสองข้าง แม้ไม่ได้สดชื่นแต่ก็เรียกสติและกำลังของผมกลับมาได้ประมาณหนึ่ง
ที่ผมต้องทำตัวเข้มแข็งขนาดนี้ก็เพราะมีไอ้เพื่อนภาระอาการหนักกว่าผมนั่งพับหมดแรงอยู่ตรงหน้า
“ลุก!!” ผมเหวี่ยงแขนที่ชาจนแทบไร้ความรู้สึกไปจับแขนไอ้ชาญไว้แน่น และพยายามเขย่าเต็มแรง
“มึงพูดเองนะ ได้ดิ!!” ไอ้ชาญพูดพลางใช้มือคว้าผมไว้แน่นและกระชับเข้าหาตัว
ผมร้องเสียงหลง แต่ดีนะที่ผมรู้ทัน จึงยังทรงตัวอยู่ได้ แต่ตอนนี้กลายเป็นจุดสนใจของทุกคนในร้านเสียแล้ว
“กูพูดจริงนะ หากมึงไม่ลุก กูจะทิ้งมึงไว้ตรงนี้” ผมเหวี่ยงแขนที่สะบัดหลุดจากมือหยาบใหญ่ของไอ้ชาญแล้วใช้นิ้วชี้เหวี่ยงลงไปทางพื้น
รู้สึกว่าตัวเองโมโหจนเริ่มสร่าง เพราะไอ้เพื่อนผมมันดูจะพยายามกดผมให้เป็นของมันเรื่อยเลย ไม่รู้ว่าล้อเล่นหรืออะไร แต่ผมไม่ชอบที่มันทำอะไรแบบนี้เลย
สุดท้ายผมก็พยุงร่างกายของคนเมาสองคนมาจนถึงหน้าลิฟต์ ไม่เคยคิดเลยว่าการรอลิฟต์มารับมันจะนานได้ขนาดนี้
ขณะที่ผมยืนอยู่ไททันตัวนั้นก็ยังจับโลกของผมเขย่าซ้ายขวาไปมา
ประตูลิฟต์เปิดออกพร้อมเสียงคุ้นหูดังขึ้น
“พี่ชาญ!!”
ชายร่างเล็กผิวขาวสว่างดุจดังจันทร์วันเพ็ญเดือนสิบสองโผเข้ามาพยุงแขนของไอ้ชาญอีกฝั่ง
แม้จะเหมือนชิวาว่าหิ่วปีกไซบีเรียน ฮักกี้ ผมก็ปล่อยให้หมาพันธุ์เล็กตัวนั้นดูแลจัดการ ก่อนจะถามคำถามออกไป
“น้องเอ มาได้ไงครับเนี่ย!!” ผมพูดพลางเอนตัวเข้าไปในลิฟต์เพื่อหาที่พักพิงเอนกายไปกับผนังลิฟท์กระจกสีสวย
“ผมเห็นใน ไอจีสตรอรี่ ที่พี่เขาโพสเรื่องฉลองๆ อะไรสักอย่าง คิดไว้แล้วว่าต้องฉลองจนหมดสภาพ!!” น้องตัวเล็กกำลังพยุงชายร่างใหญ่เข้าลิฟต์อย่างคล่องแคล่ว แรงเยอะกว่าร่างที่บอบบางมาก
น้องเอก็คือ หนึ่งใน คอลเลคชั่นของไอ้ชาญ เห็นแล้วก็อดสงสารน้องไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสเป็นตัวจริงไหม
“พี่ฝากมันด้วยแล้วกันนะ” ผมยิ้มให้ด้วยใบหน้าที่แทบจะไร้ความรู้สึก พอเห็นตัวเองในกระจกแล้วรู้สึกขบขันไม่น้อย
“กลับด้วยกันดิ มานอนบ้านกูก่อน เอจ๋าพาพวกพี่ไปส่งบ้านหน่อย” ไอ้ชาญยกมือขึ้นมารั้งแขกผมไว้แน่น ด้วยร่างกายที่อ่อนปวกเปียกเป็นกระดาษที่ชุ่มน้ำ ทำให้น้ำหนักของแรงแขนกดมาที่ผมเกือบล้ม
โชคดีที่น้องเอรั้งตัวไอ้ชาญออกห่างจากผมแทบจะทันที
“อย่าไปรบกวนพี่รามสิ!! ให้พี่เขากลับไปนอนบ้านสบายๆ ดีกว่า ตัวเองยังเอาตัวเองไม่รอดจะไปเพิ่มภาระให้พี่รามอีก!!”
น้องเอขมวดริ้วใส่ชายร่างใหญ่ที่คอพับลงไปคุยกับพื้นมาสักพักใหญ่
“ขอบคุณครับน้องเอ” ผมหันไปยิ้มให้น้องอีกครั้ง
“กูสบายดี กูเรียกรถกลับเองได้ มึงเถอะเอาตัวเองให้รอด!!” ผมพูดกับด้านหลังศรีษะเพื่อนสนิท
“ผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า ผมควรจะปล่อยพี่กลับบ้านเองได้ไหมเนี่ย พอกันเลย!” น้องเอเริ่มทำสีหน้าเป็นห่วงผม
ส่วนผมเริ่มมองเห็นร่างแยกของน้องเอเสียแล้ว แต่ผมก็กลั้นใจตอบกลับไป
“ไม่เป็นไร สบายมาก”
แม้ว่าน้องเอจะมีสีหน้ากังวลจนแทบจะเห็นหัวคิ้วผูกติดกัน แต่ก็ยอมปล่อยผมออกจากลิฟต์ลำพัง
ผมตรงรี่ไปที่รถตู้ที่จอดรออยู่ไม่ไกล
“คุณราม!! โอโห!! ดื่มหนักเลยนะครับเนี่ย!!” ชายวัยกลางคนใส่ชุดซาฟารีสีเทาเข้มกระโจนลงจากรถมาหาผมด้วยความเป็นห่วง
“ผมดูแย่ขนาดนั้นเลย?”
“ไม่หรอกครับ เพียงแต่คิดว่า ร้านอาหารยังไม่ปิดแต่สภาพคุณรามเหมือนดื่มยันสว่าง” คนขับรถส่วนตัวของผมพูดพลางเปิดประตูรถและพยุงผมขึ้นไปนั่งประจำที่
“เดี๋ยวผมเตรียมกาแฟร้อนไว้ให้นะครับ จะได้ดีขึ้น!”
โชคดีที่ผมมีเครื่องทำกาแฟบนรถเผื่อไว้ หลังจากคิดได้ผมก็พยักหน้าตอบรับ
หลังจากจิบกาแฟได้พักใหญ่ สติเริ่มกลับคืนมา ในห้วงความคิดผมก็นึกถึงร้านประจำของพี่ลักษณ์ และหน้าตาน่ารักๆ ของพี่ลักษณ์ก็ลอยมาให้เห็น
อาจเพราะความเมามาย ทำให้ผมไม่สามารถที่จะหยุดคิดถึงเขาได้เลย ภาพของหน้าตาและรูปร่างที่เคยเห็น มันฉายวนซ้ำไปมา
ในที่สุดผมก็ไม่อาจทนสิ่งเร้าเหล่านั้นไหว ผมบอกให้คนขับรถมุ่งหน้าไปที่จุดหมายที่ผมนึกถึงทันที
แม้ว่าจะลังเลอยู่ไม่น้อยที่หน้าร้านประจำของพี่ลักษณ์ ในที่สุดผมก็บอกให้คนขับรถของผมกลับบ้านไปก่อน แล้วสาวเท้าเข้าผับตรงหน้าอย่างมั่นใจ
ผมเดินตรงไปที่บาร์เครื่องดื่มอย่างระมัดระวัง เพราะยังคงมีแอลกอฮอล์อยู่ในระบบเลือดอยู่ไม่น้อย โชคดีที่วันนี้คนในร้านไม่เยอะไหร่ ทำให้ผมสามารถไปถึงจุดหมายภายในชั่วอึดใจ
“อ้าว!! วันนี้มาเสียดึกเลย” บาร์เทนเดอร์คนหล่อคนเดิมทักผม ความจำดีสมกับเป็นมืออาชีพ
“คุณลักษณ์ มาไหมครับวันนี้?” ผมถามนำไปก่อน จริงๆ ก็ไม่ควรถามเพราะพี่ลักษณ์เคยเล่าให้ฟังว่า มาทุกวันหยุด
“มานะ เห็นอยู่แว่บๆ แต่เวลานี้น่าจะไม่อยู่แล้วล่ะ คงหิ้วใครกลับไปแล้วล่ะครับ”
ผมได้ยินที่บาร์เทนเดอร์หนุ่มหล่อตอบกลับมา ทำให้แทบจะหมดแรง กำลังวังชาที่ต้านฤทธิ์แอลกอฮอล์ก็เริ่มจะถดถอย รู้ว่าตัวเองหน้าเย็นวูบวาบคล้ายเลือดไม่ไปเลี้ยงที่ใบหน้า
“ผมอาจจะเข้าใจผิดก็ได้ เห็นวันนี้ไอ้ลักษณ์เหมือนมันไม่ค่อยจอย คงจะกลับบ้านไปแล้วมากกว่า!!” บาร์เทนเดอร์ตอบอย่างทุลักทุเล สีหน้าล่อกแล่กเหมือนด้นสดคำตอบนี้มาได้จากในหัวที่ว่างเปล่า
ผมได้แต่ตอบกลับในใจว่า ให้มันเป็นแบบนั้นจริงๆ เถอะนะ
แต่ยังไม่ทันที่ผมจะย่อยข้อมูลใหม่ได้ บริกรคนหนึ่งก็เดินมาวางถาดข้างผมพลางบ่นอุบอิบ
“พี่ถา ไม่ต้องไปแก้ตัวให้ไอ้พี่ลักษณ์มันหรอกนะ วันนี้ก็นึกว่าจะรอเราเลิกงานกลับไปพร้อมกันเสียอีก อุตส่าห์นัดกันเสียดิบดีว่าจะไปย้ำเตือนความหลังกัน เราก็อุตสาห์เตรียมถุงยางไว้แล้ว ดูสิดันไปกับไอ้หน้าตี๋หน้าใหม่คนนั่น!”
“ใจเย็นมึง!!” บาร์เทนเดอร์สุดหล่อทำท่าทางไล่บริกรคนนั้นไปไกลๆ
หลังจากที่ได้ยิน ยิ่งทำให้ผมรู้สึกมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงจิตใจซ้ำๆ ไปมา หลายครั้ง
ทำไมผมต้องเจ็บปวดกับคนๆ นี้อีกแล้วนะ
ผมสั่งไวน์อย่างดีมาหนึ่งแก้วแล้วกรอกเข้าปากจนหมดในรวดเดียว หลังจากนั้นผมก็ออกมายืนพิงกระจกหน้าร้านอย่างเหม่อลอย
“อ้าว!! คุณราม!!” เสียงคุ้นหูดังขึ้นจากที่ใดที่หนึ่ง


กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้