21
Boy's love story / กานต์ & เพลิง : แหวนแต่งงานของมาเฟีย : ตอนพิเศษที่ 1 และ ตอนที่ 4
« กระทู้ล่าสุด โดย Milky_Milky_Way เมื่อ 25-10-2026 11:32:04 »ตอนพิเศษที่ 1 : บทลงโทษและคำขอร้อง
รถค่อย ๆ ชะลอความเร็วเมื่อใกล้ถึงประตูเหล็กดัดงดงามวิจิตร แสงไฟจากโคมประดับตลอด 2 ข้างถนนลอดเข้ามาในตัวรถยนต์ จนกระทั่งรถ SUV คันหรู จอดสนิทตรงหน้าบันไดหินอ่อน
เพลิงเปิดประตูลงจากรถก่อน แล้วหันมาเปิดประตูให้ผม เขากลับไปใช้โทนเสียงเดิมของบอดี้การ์ดที่ผมเริ่มคุ้นเคย
“เชิญครับคุณกานต์” ผมพยักหน้าแล้วก้าวลงจากรถ
เสียงรองเท้าหนังกระทบกับพื้นหินอ่อนดังไปก้องตามจังหวะการก้าวเดินของคนสองคน
“คุณจำเป็นต้องส่งเราถึงห้องนอน? คงไม่มีใครถือปืนเข้ามายิงเราในบ้านตัวเองหรอกมั้ง”
“ความปลอดภัยของคุณกานต์คือเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับผมครับ”
“ถ้าคุณกังวลมากขนาดนั้น ไม่เข้ามานอนข้างเราบนเตียงไปเลยล่ะ” คนอะไร พอกลับเข้ามาในบ้านก็สลับโหมดกลับมาเป็นหุ่นยนต์อีกครั้ง
“รอเดี๋ยวครับ” เพลิงยกมือห้ามผมที่กำลังจะเปิดประตูห้องนอน
“คุณนี่มันเหลือเกินจริงๆ ...” ผมพูดขึ้นในขณะที่เดินตามหลังเขาเข้ามาในห้องนอน เพลิงเดินสำรวจความเรียบร้อยทั่วทั้งห้อง ก่อนที่จะมีท่าทีผ่อนคลายลงเล็กน้อยเมื่อไม่พบว่ามีมือสังหารแอบซ่อนตัวอยู่ในตู้เสื้อผ้า
“... นั่นประตูอะไร ห้องเก็บของเหรอ” ผมถามเมื่อมองไปรอบๆ แล้วเห็นประตูบานหนึ่งที่ดูเหมือนจะอยู่ผิดที่ผิดทาง
“ประตูห้องนอนผมครับ” คนตรงหน้าตอบด้วยน้ำเสียงธรรมดา
“ฮะ!!! นี่คุณพูดเล่นใช่ไหม” ดวงตาของผมเบิกกว้าง แต่หากสังเกตจากท่าทีของบอดี้การ์ดร่างสูงใหญ่ตรงหน้าแล้ว คำตอบเมื่อครู่ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นอย่างแน่นอน
ห้องกระจกขัดเงาของศูนย์ฝึกภาคสนามแตกตื่นขึ้นมาทันที เมื่อผมก้าวเท้าฉับ ๆ เข้าไปเผชิญหน้ากับหัวหน้าทีมรักษาความปลอดภัย ชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำที่มีรอยแผลเป็นพาดผ่านใบหน้าหันมาค้อมหัวให้ผมตามมารยาท
“เราบอกคุณแล้วไง ว่าไม่ใช่ความผิดของเพลิง เราจงใจหนีออกมาเอง” ผมกระแทกเสียง หวังจะใช้ความผิดของตัวเองมาบังหน้าและช่วยคนหน้านิ่งที่กำลังดวงตก หัวหน้าทีมนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าเฉียบขาด
“ผมทราบดีครับคุณกานต์... แต่เพลิงก็บกพร่องในหน้าที่ที่ปล่อยให้คุณหายไปจากสายตา”
“แต่ตอนนี้เราก็ปลอดภัยดีนี่!” ผมยังดื้อดึง
“เพราะโชคช่วยครับไม่ใช่เพราะใคร... วินัยของหน่วยภาคสนามคือคำสั่งตาย ถ้าวันนี้ผมละเลย แล้วพรุ่งนี้มีเหตุการณ์เหมือนเดิมเกิดขึ้นอีก ระเบียบวินัยของเราก็จะไม่มีความหมาย... ขออภัยด้วยครับคุณกานต์ แต่นี่เป็นเรื่องภายในของหน่วยคุ้มกัน”
ผมขบกรามแน่น เมื่อถูกปฎิเสธอย่างไร้เยื่อใย ความเป็นนายน้อยของตระกูลไม่ได้ช่วยให้ผมมีสิทธิพิเศษใด ๆ มากกว่าคนปกติ
สุดท้ายผมทำได้แค่เดินสะบัดหน้าออกมาด้วยความหงุดหงิดแต่ขามันกลับทรยศ แทนที่จะเดินกลับขึ้นห้องนอน ผมกลับสาวเท้าลัดเลาะไปตามทางเดินปูนเปลือยจนมาถึงลานฝึกกลางแจ้ง และภาพตรงหน้าทำให้หัวใจของผมกระตุกวูบ แดดยามบ่ายเปรี้ยงปร้างจนไอแดดเต้นระยิบระยับบนพื้นปูน ร่างสูงใหญ่ของเพลิงอยู่ในชุดกางเกงยุทธวิธีสีเข้ม เสื้อยืดสีดำตัวหนาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจนแนบสนิทไปกับแผ่นหลังกว้างและมัดกล้ามเนื้อแกร่ง
เขากำลังอยู่ท่าค้ำศอกแขนสองข้างยันพื้นปูนร้อน ๆ เอาไว้ แผ่นหลังตรงนิ่งสนิทราวกับหุ่นสลักทว่ามัดกล้ามที่ต้นแขนและเส้นเลือดที่ปูดโปนขยับเกร็งจนสั่นระริกฟ้องว่าเขาถูกสั่งค้างท่านี้มานานหลายชั่วโมงแล้ว ข้าง ๆ มีผู้ช่วยครูฝึกยืนถือนาฬิกาจับตาดูอยู่ไม่ห่าง ผมยืนกำหมัดแน่น มองดูหยาดเหงื่อที่ไหลจากปลายคางของเพลิงหยดลงบนพื้นปูนทีละหยด... ระเหยหายไปกับความร้อน ใบหน้าคมคายของเขายังคงนิ่งสนิทสวนทางกับร่างกายที่สั่นเทาเพราะความล้าของกล้ามเนื้อ ดวงตาสีน้ำผึ้งคู่นั้นจดจ่ออยู่กับเศษกรวดบนพื้นตรงหน้าอย่างโดดเดี่ยว... ‘ความคึกคะนองของคุณ ทำให้ผมและคนอื่น ๆ เดือดร้อนไปด้วย’ ประโยคของเขาลอยแวบเข้ามาในหัว
ผมสูดหายใจลึก ปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นนายน้อยผู้เอาแต่ใจ ก่อนจะเดินอาด ๆ เข้าไปกลางลานฝึก
“คุณกานต์” ผู้ช่วยครูฝึกรีบยืดตัวตรงทำความเคารพ
“เรามาตามคุณไปพบหัวหน้าหน่วย”
“เอ่อ” อีกฝ่ายมีสีหน้าลังเล ผมรู้ว่ามันไม่ใช่ข้ออ้างที่ฟังขึ้นเท่าไหร่ จะมีสักกี่คนในบ้านหลังนี้ที่กล้าใช้นายน้อยของตระกูล
“เราบอกให้ไปก็ไปสิ!” ผมหรี่ตามองปั้นหน้ายักษ์
พอเจอไม้ตายเข้าไป ผู้คุมก็รีบวิ่งหน้าตั้งออกไป ทันทีที่ลานฝึกเหลือแค่เราสองคน ผมไม่รอช้า รีบถลาเข้าไปนั่งยองๆ บนพื้นปูนข้าง ๆ ตัวเพลิงทันที ผมล้วงเอาขวดน้ำเกลือแร่เย็นจัดกับแผงยาแก้ปวดออกมาวาง
“เพลิง... พอได้แล้ว ลุกขึ้นมาก่อน” ผมพึมพำ พยายามจะเอามือไปช้อนใต้ไหล่หนาให้เขาลุก
“อย่าครับคุณกานต์...” เสียงทุ้มต่ำที่เคยทรงพลัง บัดนี้แหบพร่าและสั่นเครือตามแรงขยับของร่างกาย แต่กระนั้นเขาก็ยังดื้อที่จะค้างท่าเดิมไว้
“...ผมยังเหลือเวลาทำโทษอีกครึ่งชั่วโมง”
“คุณนี่มันบ้าหรือเปล่าฮะ!...” ผมดุเสียงเขียว
“... เราบอกให้ลุกก็ลุกดิ! นี่คำสั่งเรานะ!...”
ดวงตาสีน้ำผึ้งเข้มเหลือบขึ้นมามองผมแวบหนึ่ง เพลิงกัดฟันกรอด สันกรามขึ้นรูปแน่นจนเห็นเส้นเลือดตรงขมับเต้นตุบ ร่างกายเขาขยับกระตุกเบา ๆ เพราะกล้ามเนื้อเริ่มรับน้ำหนักไม่ไหว
ผมไม่รอช้า จัดการบิดฝาขวดน้ำเกลือแร่แล้วส่งไปจ่อที่ริมฝีปากแห้งผากของเขา
“... กินซะ... ถือว่าเราขอร้อง” เพลิงตะแคงหน้ามามองขวดน้ำในมือผม ก่อนจะยอมยื่นหน้าเข้ามางับปากขวดจากมือผมแล้วดื่มเอา ๆ ราวกับคนขาดน้ำกลางทะเลทราย ผมประคองขวดน้ำให้เขาอย่างระมัดระวัง สายตามองไล่ตามหยดน้ำเกลือแร่ที่ไหลเปื้อนมุมปากล่างลงมาตามลำคอหนา
“ขอบคุณครับ คุณกลับไปเถอะ แดดร้อนขนาดนี้เดี๋ยวคุณจะไม่สบาย” เขาพึมพำหลังจากผละปากออก ก่อนจะกลับไปเพ่งสมาธิอยู่กับการเกร็งร่างกาย
ผมกำแผงยาแก้ปวดในมือแน่น มองสบดวงตาสีน้ำผึ้งคู่นั้นที่กลับไปจดจ่ออยู่กับเศษกรวดบนพื้นปูนตามเดิมอย่างไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา สุดท้ายผมก็ทำได้เพียงวางแผงยาไว้ข้างขวดน้ำเกลือแร่ แล้วขยับตัวลุกขึ้นยืนช้า ๆ ผมยอมถอยออกมา... เพราะเมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ไม่ว่าผมจะใช้สถานะนายน้อยหรือคำสั่งใด ๆ มาบีบบังคับ หุ่นยนต์บ้าหน้าที่ตรงหน้าก็คงไม่มีวันยอมละทิ้งวินัยของตัวเองจนกว่าจะครบกำหนดเวลา
----------
บทที่ 4 : จับได้ ไล่ทัน
ความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่วคฤหาสน์ มีเพียงเสียงหรีดหริ่งเรไรดังระงม หลังจากเอาหูแทบประตูห้องนอนของบอดี้การ์ดหน้านิ่งอยู่นาน จนแน่ใจว่าอีกฝั่งหลับสนิท ผมก็เปิดประตูห้องนอนออกอย่างเบามือและย่องเท้าเปล่าลงบันไดหินอ่อนอย่างระมัดระวังที่สุดในชีวิต ในมือข้างซ้ายถือรองเท้าหนังราคาเหยียบแสน ส่วนมือขวากระชับสาบเสื้อคลุมอาบน้ำตัวหนาที่สวมทับเชิ้ตผ้าไหมปลดกระดุมลึกและกางเกงสแล็คเข้ารูปเอาไว้
เส้นทางระหว่างห้องนอนมาถึงโรงจอดรถปลอดโปร่ง ผมกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ ภาพแสงสีเสียงในผับหรูและแก้วเหล้าลอยเด่นอยู่ตรงหน้า ... อีกนิดเดียว ... นิดเดียวเท่านั้น ผมก็จะได้สัมผัสกับอิสรภาพ
แกร๊ก
ทันทีที่บานประตูเข้าโรงจอดรถถูกปิดลง เสียงจุดไฟแช็ก Zippo ก็ดังขึ้นอย่างชัดเจนในความเงียบ ตามมาด้วยแสงไฟสีส้มวูบหนึ่งที่สว่างวาบขึ้นในเงามืด เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและดวงตาสีน้ำผึ้งที่สะท้อนแสงไฟวาววับ
ร่างสูงใหญ่ของเพลิงนั่งไขว่ห้างพิงมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ที่จอดขวางทางออกพอดี
“จะไปเดินแฟชั่นโชว์ที่ไหนตอนตีหนึ่งเหรอครับ ... คุณกานต์?” เสียงทุ้มต่ำถามขึ้นท่ามกลางแสงไฟริบหรี่
ผมสะดุ้งโหยงจนเกือบทำรองเท้าหลุดมือ หัวใจที่เต้นแรงเพราะความตื่นเต้นเปลี่ยนเป็นเต้นระรัวเพราะความตกใจและความโมโห ผมสูดหายใจลึก ปรับสีหน้าตื่นตระหนกให้กลับมาบึ้งตึง
“คุณมานั่งทำอะไรตรงนี้มืด ๆ คนเขาจะเดินมาสูดอากาศ”
เพลิงไม่สะเทือน เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สายตาคมกวาดมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า เหมือนเครื่องสแกนกรรมที่มองทะลุเสื้อคลุมอาบน้ำของผมได้
“สูดอากาศในชุดไปเที่ยวเต็มยศ พร้อมรองเท้าหนัง Italian Leather เหรอครับ” เขาเลิกคิ้วข้างหนึ่ง มุมปากยกยิ้มที่ดูกวนประสาทที่สุดในโลก
“อย่ามารู้ดี หลีกไป เราจะออกไปข้างนอก!” เมื่อถูกต้อนจนมุม ผมก็หมดความอดทน
“ไม่ได้ครับถ้าคุณจะไป ผมก็จะไปด้วย” เพลิงตอบเสียงเรียบ ยืนขวางประตูไว้เหมือนกำแพงหิน
“เราไม่ใช่เด็กแล้ว หลีกไปนะ”
ผมพุ่งตัวเข้าใส่ ตั้งใจจะใช้ไหล่กระแทกเขาให้พ้นทาง แต่เพลิงกลับยืนนิ่งสนิทเหมือนรากไม้ที่ฝังลึกในดิน แรงกระแทกของผมทำอะไรเขาไม่ได้เลยสักนิด ซ้ำร้าย ... ท่อนแขนแข็งแรงนั่นกลับตวัดรวบเอวผมไว้ แล้วดันร่างผมถอยกรูดไปจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับกำแพงอิฐของโรงรถ
ปึก!
“ปล่อยเรานะ ไอ้บ้า!!!” ผมดิ้นพราด พยายามจะยกเท้าเตะหน้าแข้งเขา แต่เพลิงไวกว่า เขาใช้เข่าข้างหนึ่งแทรกเข้ามาที่หว่างขาผม ล็อกต้นขาผมไว้จนขยับไม่ได้ พร้อมกับใช้ท่อนแขนดันอกของผมจนแผ่นหลังแนบชิดไปกับกำแพง
“คุณก็หยุดดิ้นสักทีซิครับ” เพลิงกดเสียงต่ำลง แววตาที่เคยราบเรียบตอนนี้ดูดุดันจนผมเผลอกลืนน้ำลาย
“ปล่อยเรา เราจะออกไปข้างนอก” ผมยังปากเก่ง ทั้งที่ใจเต้นโครมคราม
เพลิงขยับหน้าเข้ามาใกล้อีกนิด
“ถ้าคุณก้าวขาออกจากประตูนี้แม้แต่ก้าวเดียว ...” เขาเว้นจังหวะ สายตาดุจ้องลึกเข้ามาในตาผม
“... แต่ผมจะ ‘แบก’ คุณขึ้นบ่า เดินผ่าวงล้อมลูกน้องทุกคนกลับไปส่งถึงเตียงนอน”
“...” ผมชะงักกึก จินตนาการภาพตัวเองดิ้นพราด ๆ อยู่บนบ่าของเพลิงต่อหน้าลูกน้องนับสิบคน ความอับอายแล่นริ้วขึ้นมาถึงใบหู
“อยากลองดูไหมครับ รับรองว่าพรุ่งนี้เช้าพวกการ์ดได้เอาไปเม้าท์กันสนุกปากแน่ ... ว่านายน้อยกานต์โดนหิ้วกลับห้องเหมือนเด็กดื้อ”
ผมเม้มปากแน่นจนเจ็บ จ้องหน้าเขาอย่างเคียดแค้น แต่รู้ดีว่าคนอย่างเพลิง ... พูดจริงทำจริง
“เออ!!! เราไม่ไปก็ได้” ผมตะโกนใส่หน้าเขา สะบัดตัวออกจากการเกาะกุมอย่างแรง จัดเสื้อคลุมอาบน้ำให้เข้าที่ด้วยมือที่สั่นเทาเพราะความโกรธ
“ฝากไว้ก่อนเถอะ” ผมแยกเขี้ยวใส่คนตรงหน้า แล้วกระทืบเท้าเดินปัง ๆ กลับเข้าตัวตึก
เดินไปได้ไม่กี่ก้าว เสียงทุ้ม ๆ ของเพลิงก็ตะโกนไล่หลังมา
“ฝันดีครับคุณกานต์”
ผมหันขวับมาชูนิ้วกลางใส่เขาท่ามกลางความมืด ก่อนจะรีบจ้ำอ้าวหนีไปพร้อมกับความพ่ายแพ้ที่ย่อยยับ
กลิ่นน้ำมันเครื่องจางๆ ผสมกับกลิ่นเบาะหนังแท้คือกลิ่นที่ผมโหยหาที่สุดในรอบเดือน
ผมยืนอยู่หน้า ‘ลูกรัก’ Ferrari 812 Superfast สีแดงเพลิงที่จอดสงบนิ่งอยู่ใต้ผ้าคลุม ในมือผมกำกุญแจสำรองที่แอบขโมยมาจากห้องรักษาความปลอดภัยด้วยความยากลำบากระดับ Mission Impossible ... หัวใจผมเต้นแรงยิ่งกว่าตอนลุ้นไพ่
วันนี้แหละ ... จะต้องเป็นวันของผม
ผมกระชากผ้าคลุมออก เผยให้เห็นตัวถังเงาวับสะท้อนแสงไฟนีออน เปิดประตูรถแล้วแทรกตัวเข้าไปนั่งหลังพวงมาลัย สัมผัสเย็นเยียบของ Paddle Shift ทำให้น้ำตาผมแทบไหลด้วยความปริ่มเปรม
ผมกดปุ่ม Start Engine
บรึ้มมมมมมมม!!!
เสียงเครื่องยนต์ V12 คำรามก้องโรงรถราวกับสัตว์ป่าตื่นจากการจำศีล เสียงหวานหูที่รถ SUV กันกระสุนคันเท่าบ้านไม่มีวันทำได้ ผมยิ้มกว้างจนแก้มปริ กดรีโมตเปิดประตูโรงรถรอไว้ แล้วกำพวงมาลัยแน่น
ผมตบเกียร์ เหยียบคันเร่งมิดไมล์เพื่อจะพุ่งตัวออกไปแบบกระชากวิญญาณ
บรื้นนนนนนนน!!!!
เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่ม รอบเครื่องพุ่งทะยานไปแตะขีดแดง แรงสั่นสะเทือนสะท้านไปทั้งคัน ... แต่ ... รถคันหรูกลับไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
ภาพตรงหน้ายังคงเป็นกำแพงโรงรถมุมเดิม เสาต้นเดิม ไม่มีแรง G กระชากร่างให้หลังติดเบาะอย่างที่ควรจะเป็น ... ผมก้มมองหน้าปัด เกียร์ 1 ก็เข้าแล้วนี่หว่า ผมลองเข้าเกียร์ใหม่แล้วเหยียบคันเร่งอีกครั้ง
บรื้นนนนนน!!! แกร๊กๆๆๆ
ล้อหลังหมุนจี๋ เสียงยางบดอะไรสักอย่างดังเอี๊ยดอ๊าด แต่ตัวรถกลับนิ่งสนิทเหมือนถูกทากาวตราช้างไว้กับพื้น
“อะไรวะเนี่ย!!!” ผมสบถลั่น
ก๊อก ก๊อก...
เสียงเคาะกระจกเบา ๆ ดังขึ้นท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์ที่กำลังคำราม
ผมหันขวับไปมอง แล้วก็แทบอยากจะเอาหัวโขกกระจกให้แตกตายไปตรงนั้น ... เพลิง ยืนกอดอก ก้มหน้ามองผมผ่านกระจกฟิล์มดำ ใบหน้าหล่อคมคายนั่นเรียบเฉยไร้อารมณ์
ผมลดกระจกลงด้วยความโมโหเลือดขึ้นหน้า
“คุณทำอะไรกับรถของเรา!!!” ผมตะโกนแข่งเสียงเครื่อง
เพลิงไม่ตอบ แต่ใช้หัวแม่มือชี้ไปที่ล้อหลังของรถ
ผมชะโงกหน้าออกไปมองกระจกมองข้าง แล้วก็ต้องอ้าปากค้าง ... แม่แรง
แม่แรงยกรถสีแดงแจ๊ดถูกดีดขึ้นจนล้อคู่หลังของลูกรักผมลอยเคว้งคว้างอยู่เหนือพื้นคอนกรีตไม่ถึงนิ้ว แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้แรงม้าเกือบ 800 ตัวกลายเป็นแค่พัดลมเป่าฝุ่นราคาแพง
“เสียงเครื่องยนต์เพราะดีนะครับ” เพลิงพูดขึ้นน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับกำลังชมดินฟ้าอากาศ
“คุณ!!! เอามันลงเดี๋ยวนี้”
“ไม่ได้ครับ” เพลิงส่ายหน้าเบา ๆ แล้วเดินมาเปิดประตูรถฝั่งคนขับให้ผมอย่างสุภาพ
“เชิญลงครับ รถของคุณจอดรออยู่หน้าบ้านสิบนาทีแล้ว”
“เราไม่ไป เราจะขับคันนี้ คุณเอาแม่แรงออกเดี๋ยวนี้” ผมยังดื้อดึง เกาะพวงมาลัยแน่นเหมือนตุ๊กแก
เพลิงยังคงทำหน้านิ่งเรียบไร้ความรู้สึก ก่อนจะก้มตัวลงมา
“คุณกานต์ครับ ...” เขาพูดเสียงเข้มขึ้นนิดนึง
“... แม่แรงตัวนี้เป็นรุ่นไฮดรอลิกพิเศษ ผมล็อกวาล์วเอาไว้ กุญแจปลดล็อกอยู่ที่ ... นายท่าน”
“...” ผมชะงักกึก ชื่อพ่อเหมือนคาถาสะกดวิญญาณ
“ยังไงวันนี้คุณก็ไม่มีทางเอารถลงมาได้ ... เราเสียเวลามามากพอแล้ว ...”
ผมกัดฟันกรอด สะบัดตัวลุกออกจากเบาะรถเฟอร์รารี่ด้วยความเจ็บใจ ปิดประตูดัง ปัง!!! ใส่หน้าเขา
“… เชิญครับนายน้อย”
ผมเดินกระแทกเท้าปึงปังผ่านหน้าเขาไป
“หุบปากไปเลย!!!”
เสียงดนตรี EDM ที่เคยดังกระหึ่มเงียบลงไปพักใหญ่แล้ว พนักงานโรงแรมเริ่มเดินเก็บแก้วและขวดเปล่าที่เกลื่อนกลาด แต่ผู้ซึ่งสติสัมปชัญญะเหลืออยู่ไม่ถึง 20% ยังคงกอดขวดแชมเปญเปล่าแน่น นั่งแปะอยู่บนพรมลวดลายหรูหราหน้าลิฟต์อย่างหมดสภาพ
“คุณกานต์ครับ ... ลุกได้แล้วครับ งานเลิกแล้ว” เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นเหนือหัว
ผมพยายามแหงนหน้ามอง แต่โลกมันหมุนติ้วจนต้องหลับตาปี๋
“ม่ายยย ... ยังไม่เลิกกก ... ไปบอกดีเจ ... เปิดเพลงต่อออ” ผมพูดเสียงอ้อแอ้ ลิ้นพันกันมั่วไปหมด
“ดีเจกลับไปแล้วครับ ตอนนี้ผมเปิดห้องพักข้างบนไว้ให้แล้ว ลุกครับ” เพลิงในสภาพที่ยังดูเนี๊ยบเหมือนตอนหัวค่ำ ต่างกับผมที่เนคไทไปทาง เสื้อหลุดลุ่ยไปทาง เขายื่นมือมาจะดึงแขนผม
ผมสะบัดแขนหนี
“ไม่ไป!!! ไม่นอน!!! จะกินต่อ!!!”
“คุณกานต์ลดเสียงลงหน่อยครับ แขกคนอื่นกำลังมอง” น้ำเสียงเขาเริ่มเข้มขึ้น
ผมปรือตามองไปรอบ ๆ เห็นแขกไฮโซสองสามคู่ที่กำลังรอลิฟต์หันมาซุบซิบกัน แต่ความเมาทำให้ความหน้าบางของผมหายวับไปกับตา
“มองก็มองดิ ใครสน!!!” ผมตะโกนใส่ พร้อมกับทิ้งตัวลงนอนแผ่หรากับพื้นพรมแม่งเลย
ผมเชิดหน้าท้าทาย ทั้งที่ตายังลืมไม่ค่อยขึ้น คิดในใจว่าคนอย่างเพลิงคงไม่กล้าทำอะไรบ้า ๆ ต่อหน้าธารกำนัลหรอก
เพลิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ เสียงถอนหายใจนั้นดังพอสมควรให้ผมรับรู้ถึงความเบื่อหน่าย
“ผมให้โอกาสคุณลุกเอง ... หนึ่ง...” เขาเริ่มนับ
ผมนอนนิ่ง ทำหูทวนลม พลิกตัวหนี
“... สอง”
“รำคาญญญ ... เราจะนอนนน คุณจะไปไหนก็ไป”
“สาม”
พรึ่บ!!!
โลกทั้งใบพลิกกลับด้านในเสี้ยววินาที!
“เฮ้ย!!! โอ๊ยยย! ทำเชี่ยไรเนี่ย!!!”
ผมแหกปากลั่นเมื่อรู้สึกถึงแรงมหาศาลที่กระชากเอวผมลอยหวือขึ้นจากพื้น ก่อนที่หน้าท้องของผมจะกระแทกเข้ากับไหล่หนา ๆ แข็ง ๆ ของเขาอย่างจัง หัวผมห้อยตกลงมา เลือดไหลย้อนลงศีรษะจนหน้ามืด
“ปล่อยเรานะ” ผมทุบกำปั้นลงบนแผ่นหลังกว้างของเขาดังตุ้บตั้บ ถีบขาไปมากลางอากาศเหมือนเต่าหงายท้อง
“อยู่นิ่ง ๆ ครับ เดี๋ยวตกพื้น” เพลิงพูดเสียงเรียบ มือข้างหนึ่งล็อกขาผมไว้แน่น อีกข้างประคองเอวผมเดินดุ่ม ๆ ไปที่หน้าลิฟต์อย่างไม่สะทกสะท้าน
ติ๊ง
เสียงลิฟต์ดังขึ้น พร้อมกับประตูสีทองที่เปิดออก ... และข้างในนั้นมีกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติยืนอยู่เต็มลิฟต์
ทุกสายตาจับจ้องมาที่ภาพบอดี้การ์ดหน้านิ่งแบกผู้ชายสภาพเมาเละเทะพาดบ่า
“Good evening” เพลิงทักทายคนในลิฟต์ด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงเป๊ะเว่อร์ หน้าตายสุดๆ ก่อนจะแทรกตัวพาผมเข้าไปยืนข้างใน
ความเงียบในลิฟต์ช่างน่าอึดอัด ... แต่เสียงโวยวายของผมดังกว่า
“อื้อออ... ปล่อยยย... อายเค้า” ผมเริ่มได้สติเพราะความอาย พยายามจะซุกหน้าหนีเข้าไปในเสื้อสูทด้านหลังของเขา
“เมื่อกี้บอกไม่สนไม่ใช่เหรอครับ? ...” เพลิงกระซิบตอบเบา ๆ มือหนาตบที่สะโพกผมเบา ๆ หนึ่งทีเป็นการเตือน
“... ทนหน่อยนะครับ อีกสิบชั้น”
“ไอ้บ้าเพลิง!!! ปล่อยเรานะ” ผมงึมงำด่าเขาใส่แผ่นหลัง แต่ก็ยอมสงบลงเพราะขืนดิ้นต่อไป มีหวังได้อ้วกแตกกลางวงแขกฝรั่งแน่ๆ
ภาพสุดท้ายที่ผมจำได้ก่อนลิฟต์จะปิด คือสายตาสงสารปนขบขันของชาวต่างชาติที่มองส่งมา ... ฝากไว้ก่อนเถอะ ... ตื่นมาหายเมาเมื่อไหร่ โดนแน่!
แสงแดดจ้าที่ลอดผ่านม่านเนื้อหนาเข้ามาแยงตา ทำให้ผมต้องนิ่วหน้าด้วยความรำคาญ ความรู้สึกแรกที่ถมทับเข้ามาคือ ‘ปวดหัวฉิบหาย’ เหมือนมีคนเอาค้อนปอนด์มาทุบอยู่ในกะโหลก
ผมค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่ง สภาพตัวเองดูไม่จืด ... เสื้อเชิ้ตเมื่อคืนยับยู่ยี่ กางเกงสแล็คยังคาอยู่ที่เอว แต่อย่างน้อยเนคไทก็ถูกปลดออก ... นี่ผมนอนทั้งชุดนี้เลยเหรอ?
ผมกวาดตามองไปรอบห้องสวีทที่กว้างขวาง บรรยากาศเงียบสงบ สายตาไปสะดุดกับโซฟาเบดตัวยาวที่มุมห้อง บนนั้นมีหมอนใบใหญ่และผ้าห่มนวมพับวางซ้อนกันไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
เขานอนโซฟาเหรอ?
ความทรงจำเมื่อคืนค่อย ๆ ไหลย้อนกลับมา ภาพที่ผมลงไปนอนดิ้นกับพื้น ภาพที่โดนแบกขึ้นบ่า ภาพสายตาคนในลิฟต์
“เวรเอ๊ยยยย” ผมยกมือปิดหน้า อยากจะมุดดินหนีความอาย แต่ตอนนี้ความหิวน้ำและอาการคลื่นไส้มันเรียกร้องมากกว่า
ผมพาร่างกายอันหนักอึ้งเดินโซซัดโซเซออกมาที่โซนห้องนั่งเล่น กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟคั่วบดลอยมาแตะจมูกเป็นอย่างแรก
เพลิงยืนหันหลังอยู่ที่เคาน์เตอร์บาร์ เขายังอยู่ในชุดเดิมของเมื่อคืน เพียงแต่ถอดสูทตัวนอกออก พับแขนเสื้อเชิ้ตสีขาวขึ้นมาถึงศอก และปลดกระดุมคอสองเม็ดทำให้เห็นรอยสักสีดำแวบ ๆ แวม ๆ จากสาบเสื้อ ท่าทางที่ดูผ่อนคลายแต่ยังคงความเนี้ยบนั้นช่างตรงข้ามกับสภาพศพเดินได้ของผมลิบลับ
“ตื่นแล้วเหรอครับ”
เขาหันกลับมาเหมือนมีเรดาร์หลังหัว ในมือถือแก้วกาแฟร้อน ๆ ส่งกลิ่นหอมฉุย
“อือ” ผมครางตอบในลำคอ รับแก้วกาแฟสีดำสนิทที่เขายื่นมาให้ตรงหน้าอย่างงง ๆ
“กาแฟดำ น่าจะช่วยให้ดีขึ้น ...” เขาพูดด้วยน้ำเสียงปกติ ไม่มีแววประชดประชันหรือดุด่าเหมือนที่ผมเตรียมใจไว้
“... ผมสั่ง American Breakfast กับข้าวต้มปลาไว้ให้แล้ว อีกสิบห้านาที Room Service น่าจะมาส่ง”
ผมจิบกาแฟอุ่น ๆ ความขมปร่าทำให้สมองเริ่มทำงานขึ้นมานิดนึง ผมเงยหน้ามองเขาอย่างไม่เชื่อสายตา
“คุณ ... เรื่องเมื่อคืน”
“เรื่องไหนก่อนดีครับ เรื่องที่คุณเมาแล้วนอนดิ้นกับพื้น หรือเรื่องที่ตะโกนด่าผมในลิฟต์ครับ?...” เขาเลิกคิ้วถามหน้านิ่งๆ
ผมแทบสำลักกาแฟ
เพลิงไม่ขยี้ต่อ เขาเดินไปหยิบถุงกระดาษเล็ก ๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะมาวางตรงหน้าผม
“... ผมให้บัตเลอร์ไปซื้อมาให้ครับ ยาแก้ปวดหัวกับวิตามินเกลือแร่ กินข้าวเสร็จแล้วกินยานะครับ เช้านี้คุณพยายามดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ ร่างกายคุณขาดน้ำมาก”
ผมมองถุงยา สลับกับมองหน้าเขา สมองประมวลผลไม่ทัน ... ดูแลดีจังวะ?
“ปวดหัวมากไหมครับ?” เขาถามย้ำเมื่อเห็นผมยืนนิ่ง
“อือ... เหมือนหัวจะระเบิด” ผมยอมรับเสียงอ่อย ความซ่าเมื่อคืนหายไปหมดเกลี้ยง
“สมควรครับ ดื่มไปขนาดนั้น ...” เพลิงพูดเรียบ ๆ ก่อนจะเดินไปหยิบไอแพดขึ้นมาเช็กดู
“... วันนี้ผมโทรแจ้งเคลียร์งานช่วงบ่ายให้คุณแล้ว ... เดี๋ยวทานข้าวเสร็จ เช็กเอาท์ แล้วผมจะพาคุณกลับไปนอนพักต่อที่บ้าน”
“แต่บ่ายนี้เรามีนัดกับพ่อไม่ใช่เหรอ”
“ผมรู้ครับ ... ผมแจ้งเลขานายแล้วว่าเมื่อคืนคุณอาหารเป็นพิษ เลยต้องพักผ่อน ...”
ผมอ้าปากค้าง ... นี่เขา ... ช่วยโกหกพ่อให้ด้วย?
“... แล้วก็...” เพลิงกวาดสายตามองมาที่ไหล่และเอวของผม
“... ถ้าช่วงเย็นรู้สึกปวดเมื่อยเนื้อตัว ... บอกผมนะครับ ผมสั่งให้เตรียมหมอนวดแผนไทยมารอไว้แล้ว ... เมื่อคืนผมอาจจะลงน้ำหนักมือแรงไปหน่อยตอนแบกคุณ”
ประโยคสุดท้ายเขาพูดด้วยสีหน้าสำนึกผิดนิด ๆ แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้กำแพงความหมั่นไส้ในใจผมพังทลายลง
ผมยืนถือกาแฟค้าง อึ้งจนพูดไม่ออก ... ตอนแรกกะว่าตื่นมาจะวีนฉ่ำที่เขาทำให้ผมอับอาย หรือไม่ก็เตรียมแผลงฤทธิ์เต็มที่ แต่เจอ Service Mind ระดับ 5 ดาวแบบนี้เข้าไป ...
คนอะไรวะ ... บทจะโหดก็น่ากลัวชิบหาย บทจะดีก็ดูแลดีจนงง
"ข ... ขอบใจ" ผมพึมพำเบา ๆ หลบสายตาเขา แล้วยกกาแฟขึ้นจิบแก้เก้อ
“ด้วยความยินดีครับคุณกานต์”
รถค่อย ๆ ชะลอความเร็วเมื่อใกล้ถึงประตูเหล็กดัดงดงามวิจิตร แสงไฟจากโคมประดับตลอด 2 ข้างถนนลอดเข้ามาในตัวรถยนต์ จนกระทั่งรถ SUV คันหรู จอดสนิทตรงหน้าบันไดหินอ่อน
เพลิงเปิดประตูลงจากรถก่อน แล้วหันมาเปิดประตูให้ผม เขากลับไปใช้โทนเสียงเดิมของบอดี้การ์ดที่ผมเริ่มคุ้นเคย
“เชิญครับคุณกานต์” ผมพยักหน้าแล้วก้าวลงจากรถ
เสียงรองเท้าหนังกระทบกับพื้นหินอ่อนดังไปก้องตามจังหวะการก้าวเดินของคนสองคน
“คุณจำเป็นต้องส่งเราถึงห้องนอน? คงไม่มีใครถือปืนเข้ามายิงเราในบ้านตัวเองหรอกมั้ง”
“ความปลอดภัยของคุณกานต์คือเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับผมครับ”
“ถ้าคุณกังวลมากขนาดนั้น ไม่เข้ามานอนข้างเราบนเตียงไปเลยล่ะ” คนอะไร พอกลับเข้ามาในบ้านก็สลับโหมดกลับมาเป็นหุ่นยนต์อีกครั้ง
“รอเดี๋ยวครับ” เพลิงยกมือห้ามผมที่กำลังจะเปิดประตูห้องนอน
“คุณนี่มันเหลือเกินจริงๆ ...” ผมพูดขึ้นในขณะที่เดินตามหลังเขาเข้ามาในห้องนอน เพลิงเดินสำรวจความเรียบร้อยทั่วทั้งห้อง ก่อนที่จะมีท่าทีผ่อนคลายลงเล็กน้อยเมื่อไม่พบว่ามีมือสังหารแอบซ่อนตัวอยู่ในตู้เสื้อผ้า
“... นั่นประตูอะไร ห้องเก็บของเหรอ” ผมถามเมื่อมองไปรอบๆ แล้วเห็นประตูบานหนึ่งที่ดูเหมือนจะอยู่ผิดที่ผิดทาง
“ประตูห้องนอนผมครับ” คนตรงหน้าตอบด้วยน้ำเสียงธรรมดา
“ฮะ!!! นี่คุณพูดเล่นใช่ไหม” ดวงตาของผมเบิกกว้าง แต่หากสังเกตจากท่าทีของบอดี้การ์ดร่างสูงใหญ่ตรงหน้าแล้ว คำตอบเมื่อครู่ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นอย่างแน่นอน
ห้องกระจกขัดเงาของศูนย์ฝึกภาคสนามแตกตื่นขึ้นมาทันที เมื่อผมก้าวเท้าฉับ ๆ เข้าไปเผชิญหน้ากับหัวหน้าทีมรักษาความปลอดภัย ชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำที่มีรอยแผลเป็นพาดผ่านใบหน้าหันมาค้อมหัวให้ผมตามมารยาท
“เราบอกคุณแล้วไง ว่าไม่ใช่ความผิดของเพลิง เราจงใจหนีออกมาเอง” ผมกระแทกเสียง หวังจะใช้ความผิดของตัวเองมาบังหน้าและช่วยคนหน้านิ่งที่กำลังดวงตก หัวหน้าทีมนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าเฉียบขาด
“ผมทราบดีครับคุณกานต์... แต่เพลิงก็บกพร่องในหน้าที่ที่ปล่อยให้คุณหายไปจากสายตา”
“แต่ตอนนี้เราก็ปลอดภัยดีนี่!” ผมยังดื้อดึง
“เพราะโชคช่วยครับไม่ใช่เพราะใคร... วินัยของหน่วยภาคสนามคือคำสั่งตาย ถ้าวันนี้ผมละเลย แล้วพรุ่งนี้มีเหตุการณ์เหมือนเดิมเกิดขึ้นอีก ระเบียบวินัยของเราก็จะไม่มีความหมาย... ขออภัยด้วยครับคุณกานต์ แต่นี่เป็นเรื่องภายในของหน่วยคุ้มกัน”
ผมขบกรามแน่น เมื่อถูกปฎิเสธอย่างไร้เยื่อใย ความเป็นนายน้อยของตระกูลไม่ได้ช่วยให้ผมมีสิทธิพิเศษใด ๆ มากกว่าคนปกติ
สุดท้ายผมทำได้แค่เดินสะบัดหน้าออกมาด้วยความหงุดหงิดแต่ขามันกลับทรยศ แทนที่จะเดินกลับขึ้นห้องนอน ผมกลับสาวเท้าลัดเลาะไปตามทางเดินปูนเปลือยจนมาถึงลานฝึกกลางแจ้ง และภาพตรงหน้าทำให้หัวใจของผมกระตุกวูบ แดดยามบ่ายเปรี้ยงปร้างจนไอแดดเต้นระยิบระยับบนพื้นปูน ร่างสูงใหญ่ของเพลิงอยู่ในชุดกางเกงยุทธวิธีสีเข้ม เสื้อยืดสีดำตัวหนาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจนแนบสนิทไปกับแผ่นหลังกว้างและมัดกล้ามเนื้อแกร่ง
เขากำลังอยู่ท่าค้ำศอกแขนสองข้างยันพื้นปูนร้อน ๆ เอาไว้ แผ่นหลังตรงนิ่งสนิทราวกับหุ่นสลักทว่ามัดกล้ามที่ต้นแขนและเส้นเลือดที่ปูดโปนขยับเกร็งจนสั่นระริกฟ้องว่าเขาถูกสั่งค้างท่านี้มานานหลายชั่วโมงแล้ว ข้าง ๆ มีผู้ช่วยครูฝึกยืนถือนาฬิกาจับตาดูอยู่ไม่ห่าง ผมยืนกำหมัดแน่น มองดูหยาดเหงื่อที่ไหลจากปลายคางของเพลิงหยดลงบนพื้นปูนทีละหยด... ระเหยหายไปกับความร้อน ใบหน้าคมคายของเขายังคงนิ่งสนิทสวนทางกับร่างกายที่สั่นเทาเพราะความล้าของกล้ามเนื้อ ดวงตาสีน้ำผึ้งคู่นั้นจดจ่ออยู่กับเศษกรวดบนพื้นตรงหน้าอย่างโดดเดี่ยว... ‘ความคึกคะนองของคุณ ทำให้ผมและคนอื่น ๆ เดือดร้อนไปด้วย’ ประโยคของเขาลอยแวบเข้ามาในหัว
ผมสูดหายใจลึก ปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นนายน้อยผู้เอาแต่ใจ ก่อนจะเดินอาด ๆ เข้าไปกลางลานฝึก
“คุณกานต์” ผู้ช่วยครูฝึกรีบยืดตัวตรงทำความเคารพ
“เรามาตามคุณไปพบหัวหน้าหน่วย”
“เอ่อ” อีกฝ่ายมีสีหน้าลังเล ผมรู้ว่ามันไม่ใช่ข้ออ้างที่ฟังขึ้นเท่าไหร่ จะมีสักกี่คนในบ้านหลังนี้ที่กล้าใช้นายน้อยของตระกูล
“เราบอกให้ไปก็ไปสิ!” ผมหรี่ตามองปั้นหน้ายักษ์
พอเจอไม้ตายเข้าไป ผู้คุมก็รีบวิ่งหน้าตั้งออกไป ทันทีที่ลานฝึกเหลือแค่เราสองคน ผมไม่รอช้า รีบถลาเข้าไปนั่งยองๆ บนพื้นปูนข้าง ๆ ตัวเพลิงทันที ผมล้วงเอาขวดน้ำเกลือแร่เย็นจัดกับแผงยาแก้ปวดออกมาวาง
“เพลิง... พอได้แล้ว ลุกขึ้นมาก่อน” ผมพึมพำ พยายามจะเอามือไปช้อนใต้ไหล่หนาให้เขาลุก
“อย่าครับคุณกานต์...” เสียงทุ้มต่ำที่เคยทรงพลัง บัดนี้แหบพร่าและสั่นเครือตามแรงขยับของร่างกาย แต่กระนั้นเขาก็ยังดื้อที่จะค้างท่าเดิมไว้
“...ผมยังเหลือเวลาทำโทษอีกครึ่งชั่วโมง”
“คุณนี่มันบ้าหรือเปล่าฮะ!...” ผมดุเสียงเขียว
“... เราบอกให้ลุกก็ลุกดิ! นี่คำสั่งเรานะ!...”
ดวงตาสีน้ำผึ้งเข้มเหลือบขึ้นมามองผมแวบหนึ่ง เพลิงกัดฟันกรอด สันกรามขึ้นรูปแน่นจนเห็นเส้นเลือดตรงขมับเต้นตุบ ร่างกายเขาขยับกระตุกเบา ๆ เพราะกล้ามเนื้อเริ่มรับน้ำหนักไม่ไหว
ผมไม่รอช้า จัดการบิดฝาขวดน้ำเกลือแร่แล้วส่งไปจ่อที่ริมฝีปากแห้งผากของเขา
“... กินซะ... ถือว่าเราขอร้อง” เพลิงตะแคงหน้ามามองขวดน้ำในมือผม ก่อนจะยอมยื่นหน้าเข้ามางับปากขวดจากมือผมแล้วดื่มเอา ๆ ราวกับคนขาดน้ำกลางทะเลทราย ผมประคองขวดน้ำให้เขาอย่างระมัดระวัง สายตามองไล่ตามหยดน้ำเกลือแร่ที่ไหลเปื้อนมุมปากล่างลงมาตามลำคอหนา
“ขอบคุณครับ คุณกลับไปเถอะ แดดร้อนขนาดนี้เดี๋ยวคุณจะไม่สบาย” เขาพึมพำหลังจากผละปากออก ก่อนจะกลับไปเพ่งสมาธิอยู่กับการเกร็งร่างกาย
ผมกำแผงยาแก้ปวดในมือแน่น มองสบดวงตาสีน้ำผึ้งคู่นั้นที่กลับไปจดจ่ออยู่กับเศษกรวดบนพื้นปูนตามเดิมอย่างไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา สุดท้ายผมก็ทำได้เพียงวางแผงยาไว้ข้างขวดน้ำเกลือแร่ แล้วขยับตัวลุกขึ้นยืนช้า ๆ ผมยอมถอยออกมา... เพราะเมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ไม่ว่าผมจะใช้สถานะนายน้อยหรือคำสั่งใด ๆ มาบีบบังคับ หุ่นยนต์บ้าหน้าที่ตรงหน้าก็คงไม่มีวันยอมละทิ้งวินัยของตัวเองจนกว่าจะครบกำหนดเวลา
----------
บทที่ 4 : จับได้ ไล่ทัน
ความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่วคฤหาสน์ มีเพียงเสียงหรีดหริ่งเรไรดังระงม หลังจากเอาหูแทบประตูห้องนอนของบอดี้การ์ดหน้านิ่งอยู่นาน จนแน่ใจว่าอีกฝั่งหลับสนิท ผมก็เปิดประตูห้องนอนออกอย่างเบามือและย่องเท้าเปล่าลงบันไดหินอ่อนอย่างระมัดระวังที่สุดในชีวิต ในมือข้างซ้ายถือรองเท้าหนังราคาเหยียบแสน ส่วนมือขวากระชับสาบเสื้อคลุมอาบน้ำตัวหนาที่สวมทับเชิ้ตผ้าไหมปลดกระดุมลึกและกางเกงสแล็คเข้ารูปเอาไว้
เส้นทางระหว่างห้องนอนมาถึงโรงจอดรถปลอดโปร่ง ผมกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ ภาพแสงสีเสียงในผับหรูและแก้วเหล้าลอยเด่นอยู่ตรงหน้า ... อีกนิดเดียว ... นิดเดียวเท่านั้น ผมก็จะได้สัมผัสกับอิสรภาพ
แกร๊ก
ทันทีที่บานประตูเข้าโรงจอดรถถูกปิดลง เสียงจุดไฟแช็ก Zippo ก็ดังขึ้นอย่างชัดเจนในความเงียบ ตามมาด้วยแสงไฟสีส้มวูบหนึ่งที่สว่างวาบขึ้นในเงามืด เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและดวงตาสีน้ำผึ้งที่สะท้อนแสงไฟวาววับ
ร่างสูงใหญ่ของเพลิงนั่งไขว่ห้างพิงมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ที่จอดขวางทางออกพอดี
“จะไปเดินแฟชั่นโชว์ที่ไหนตอนตีหนึ่งเหรอครับ ... คุณกานต์?” เสียงทุ้มต่ำถามขึ้นท่ามกลางแสงไฟริบหรี่
ผมสะดุ้งโหยงจนเกือบทำรองเท้าหลุดมือ หัวใจที่เต้นแรงเพราะความตื่นเต้นเปลี่ยนเป็นเต้นระรัวเพราะความตกใจและความโมโห ผมสูดหายใจลึก ปรับสีหน้าตื่นตระหนกให้กลับมาบึ้งตึง
“คุณมานั่งทำอะไรตรงนี้มืด ๆ คนเขาจะเดินมาสูดอากาศ”
เพลิงไม่สะเทือน เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สายตาคมกวาดมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า เหมือนเครื่องสแกนกรรมที่มองทะลุเสื้อคลุมอาบน้ำของผมได้
“สูดอากาศในชุดไปเที่ยวเต็มยศ พร้อมรองเท้าหนัง Italian Leather เหรอครับ” เขาเลิกคิ้วข้างหนึ่ง มุมปากยกยิ้มที่ดูกวนประสาทที่สุดในโลก
“อย่ามารู้ดี หลีกไป เราจะออกไปข้างนอก!” เมื่อถูกต้อนจนมุม ผมก็หมดความอดทน
“ไม่ได้ครับถ้าคุณจะไป ผมก็จะไปด้วย” เพลิงตอบเสียงเรียบ ยืนขวางประตูไว้เหมือนกำแพงหิน
“เราไม่ใช่เด็กแล้ว หลีกไปนะ”
ผมพุ่งตัวเข้าใส่ ตั้งใจจะใช้ไหล่กระแทกเขาให้พ้นทาง แต่เพลิงกลับยืนนิ่งสนิทเหมือนรากไม้ที่ฝังลึกในดิน แรงกระแทกของผมทำอะไรเขาไม่ได้เลยสักนิด ซ้ำร้าย ... ท่อนแขนแข็งแรงนั่นกลับตวัดรวบเอวผมไว้ แล้วดันร่างผมถอยกรูดไปจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับกำแพงอิฐของโรงรถ
ปึก!
“ปล่อยเรานะ ไอ้บ้า!!!” ผมดิ้นพราด พยายามจะยกเท้าเตะหน้าแข้งเขา แต่เพลิงไวกว่า เขาใช้เข่าข้างหนึ่งแทรกเข้ามาที่หว่างขาผม ล็อกต้นขาผมไว้จนขยับไม่ได้ พร้อมกับใช้ท่อนแขนดันอกของผมจนแผ่นหลังแนบชิดไปกับกำแพง
“คุณก็หยุดดิ้นสักทีซิครับ” เพลิงกดเสียงต่ำลง แววตาที่เคยราบเรียบตอนนี้ดูดุดันจนผมเผลอกลืนน้ำลาย
“ปล่อยเรา เราจะออกไปข้างนอก” ผมยังปากเก่ง ทั้งที่ใจเต้นโครมคราม
เพลิงขยับหน้าเข้ามาใกล้อีกนิด
“ถ้าคุณก้าวขาออกจากประตูนี้แม้แต่ก้าวเดียว ...” เขาเว้นจังหวะ สายตาดุจ้องลึกเข้ามาในตาผม
“... แต่ผมจะ ‘แบก’ คุณขึ้นบ่า เดินผ่าวงล้อมลูกน้องทุกคนกลับไปส่งถึงเตียงนอน”
“...” ผมชะงักกึก จินตนาการภาพตัวเองดิ้นพราด ๆ อยู่บนบ่าของเพลิงต่อหน้าลูกน้องนับสิบคน ความอับอายแล่นริ้วขึ้นมาถึงใบหู
“อยากลองดูไหมครับ รับรองว่าพรุ่งนี้เช้าพวกการ์ดได้เอาไปเม้าท์กันสนุกปากแน่ ... ว่านายน้อยกานต์โดนหิ้วกลับห้องเหมือนเด็กดื้อ”
ผมเม้มปากแน่นจนเจ็บ จ้องหน้าเขาอย่างเคียดแค้น แต่รู้ดีว่าคนอย่างเพลิง ... พูดจริงทำจริง
“เออ!!! เราไม่ไปก็ได้” ผมตะโกนใส่หน้าเขา สะบัดตัวออกจากการเกาะกุมอย่างแรง จัดเสื้อคลุมอาบน้ำให้เข้าที่ด้วยมือที่สั่นเทาเพราะความโกรธ
“ฝากไว้ก่อนเถอะ” ผมแยกเขี้ยวใส่คนตรงหน้า แล้วกระทืบเท้าเดินปัง ๆ กลับเข้าตัวตึก
เดินไปได้ไม่กี่ก้าว เสียงทุ้ม ๆ ของเพลิงก็ตะโกนไล่หลังมา
“ฝันดีครับคุณกานต์”
ผมหันขวับมาชูนิ้วกลางใส่เขาท่ามกลางความมืด ก่อนจะรีบจ้ำอ้าวหนีไปพร้อมกับความพ่ายแพ้ที่ย่อยยับ
กลิ่นน้ำมันเครื่องจางๆ ผสมกับกลิ่นเบาะหนังแท้คือกลิ่นที่ผมโหยหาที่สุดในรอบเดือน
ผมยืนอยู่หน้า ‘ลูกรัก’ Ferrari 812 Superfast สีแดงเพลิงที่จอดสงบนิ่งอยู่ใต้ผ้าคลุม ในมือผมกำกุญแจสำรองที่แอบขโมยมาจากห้องรักษาความปลอดภัยด้วยความยากลำบากระดับ Mission Impossible ... หัวใจผมเต้นแรงยิ่งกว่าตอนลุ้นไพ่
วันนี้แหละ ... จะต้องเป็นวันของผม
ผมกระชากผ้าคลุมออก เผยให้เห็นตัวถังเงาวับสะท้อนแสงไฟนีออน เปิดประตูรถแล้วแทรกตัวเข้าไปนั่งหลังพวงมาลัย สัมผัสเย็นเยียบของ Paddle Shift ทำให้น้ำตาผมแทบไหลด้วยความปริ่มเปรม
ผมกดปุ่ม Start Engine
บรึ้มมมมมมมม!!!
เสียงเครื่องยนต์ V12 คำรามก้องโรงรถราวกับสัตว์ป่าตื่นจากการจำศีล เสียงหวานหูที่รถ SUV กันกระสุนคันเท่าบ้านไม่มีวันทำได้ ผมยิ้มกว้างจนแก้มปริ กดรีโมตเปิดประตูโรงรถรอไว้ แล้วกำพวงมาลัยแน่น
ผมตบเกียร์ เหยียบคันเร่งมิดไมล์เพื่อจะพุ่งตัวออกไปแบบกระชากวิญญาณ
บรื้นนนนนนนน!!!!
เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่ม รอบเครื่องพุ่งทะยานไปแตะขีดแดง แรงสั่นสะเทือนสะท้านไปทั้งคัน ... แต่ ... รถคันหรูกลับไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
ภาพตรงหน้ายังคงเป็นกำแพงโรงรถมุมเดิม เสาต้นเดิม ไม่มีแรง G กระชากร่างให้หลังติดเบาะอย่างที่ควรจะเป็น ... ผมก้มมองหน้าปัด เกียร์ 1 ก็เข้าแล้วนี่หว่า ผมลองเข้าเกียร์ใหม่แล้วเหยียบคันเร่งอีกครั้ง
บรื้นนนนนน!!! แกร๊กๆๆๆ
ล้อหลังหมุนจี๋ เสียงยางบดอะไรสักอย่างดังเอี๊ยดอ๊าด แต่ตัวรถกลับนิ่งสนิทเหมือนถูกทากาวตราช้างไว้กับพื้น
“อะไรวะเนี่ย!!!” ผมสบถลั่น
ก๊อก ก๊อก...
เสียงเคาะกระจกเบา ๆ ดังขึ้นท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์ที่กำลังคำราม
ผมหันขวับไปมอง แล้วก็แทบอยากจะเอาหัวโขกกระจกให้แตกตายไปตรงนั้น ... เพลิง ยืนกอดอก ก้มหน้ามองผมผ่านกระจกฟิล์มดำ ใบหน้าหล่อคมคายนั่นเรียบเฉยไร้อารมณ์
ผมลดกระจกลงด้วยความโมโหเลือดขึ้นหน้า
“คุณทำอะไรกับรถของเรา!!!” ผมตะโกนแข่งเสียงเครื่อง
เพลิงไม่ตอบ แต่ใช้หัวแม่มือชี้ไปที่ล้อหลังของรถ
ผมชะโงกหน้าออกไปมองกระจกมองข้าง แล้วก็ต้องอ้าปากค้าง ... แม่แรง
แม่แรงยกรถสีแดงแจ๊ดถูกดีดขึ้นจนล้อคู่หลังของลูกรักผมลอยเคว้งคว้างอยู่เหนือพื้นคอนกรีตไม่ถึงนิ้ว แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้แรงม้าเกือบ 800 ตัวกลายเป็นแค่พัดลมเป่าฝุ่นราคาแพง
“เสียงเครื่องยนต์เพราะดีนะครับ” เพลิงพูดขึ้นน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับกำลังชมดินฟ้าอากาศ
“คุณ!!! เอามันลงเดี๋ยวนี้”
“ไม่ได้ครับ” เพลิงส่ายหน้าเบา ๆ แล้วเดินมาเปิดประตูรถฝั่งคนขับให้ผมอย่างสุภาพ
“เชิญลงครับ รถของคุณจอดรออยู่หน้าบ้านสิบนาทีแล้ว”
“เราไม่ไป เราจะขับคันนี้ คุณเอาแม่แรงออกเดี๋ยวนี้” ผมยังดื้อดึง เกาะพวงมาลัยแน่นเหมือนตุ๊กแก
เพลิงยังคงทำหน้านิ่งเรียบไร้ความรู้สึก ก่อนจะก้มตัวลงมา
“คุณกานต์ครับ ...” เขาพูดเสียงเข้มขึ้นนิดนึง
“... แม่แรงตัวนี้เป็นรุ่นไฮดรอลิกพิเศษ ผมล็อกวาล์วเอาไว้ กุญแจปลดล็อกอยู่ที่ ... นายท่าน”
“...” ผมชะงักกึก ชื่อพ่อเหมือนคาถาสะกดวิญญาณ
“ยังไงวันนี้คุณก็ไม่มีทางเอารถลงมาได้ ... เราเสียเวลามามากพอแล้ว ...”
ผมกัดฟันกรอด สะบัดตัวลุกออกจากเบาะรถเฟอร์รารี่ด้วยความเจ็บใจ ปิดประตูดัง ปัง!!! ใส่หน้าเขา
“… เชิญครับนายน้อย”
ผมเดินกระแทกเท้าปึงปังผ่านหน้าเขาไป
“หุบปากไปเลย!!!”
เสียงดนตรี EDM ที่เคยดังกระหึ่มเงียบลงไปพักใหญ่แล้ว พนักงานโรงแรมเริ่มเดินเก็บแก้วและขวดเปล่าที่เกลื่อนกลาด แต่ผู้ซึ่งสติสัมปชัญญะเหลืออยู่ไม่ถึง 20% ยังคงกอดขวดแชมเปญเปล่าแน่น นั่งแปะอยู่บนพรมลวดลายหรูหราหน้าลิฟต์อย่างหมดสภาพ
“คุณกานต์ครับ ... ลุกได้แล้วครับ งานเลิกแล้ว” เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นเหนือหัว
ผมพยายามแหงนหน้ามอง แต่โลกมันหมุนติ้วจนต้องหลับตาปี๋
“ม่ายยย ... ยังไม่เลิกกก ... ไปบอกดีเจ ... เปิดเพลงต่อออ” ผมพูดเสียงอ้อแอ้ ลิ้นพันกันมั่วไปหมด
“ดีเจกลับไปแล้วครับ ตอนนี้ผมเปิดห้องพักข้างบนไว้ให้แล้ว ลุกครับ” เพลิงในสภาพที่ยังดูเนี๊ยบเหมือนตอนหัวค่ำ ต่างกับผมที่เนคไทไปทาง เสื้อหลุดลุ่ยไปทาง เขายื่นมือมาจะดึงแขนผม
ผมสะบัดแขนหนี
“ไม่ไป!!! ไม่นอน!!! จะกินต่อ!!!”
“คุณกานต์ลดเสียงลงหน่อยครับ แขกคนอื่นกำลังมอง” น้ำเสียงเขาเริ่มเข้มขึ้น
ผมปรือตามองไปรอบ ๆ เห็นแขกไฮโซสองสามคู่ที่กำลังรอลิฟต์หันมาซุบซิบกัน แต่ความเมาทำให้ความหน้าบางของผมหายวับไปกับตา
“มองก็มองดิ ใครสน!!!” ผมตะโกนใส่ พร้อมกับทิ้งตัวลงนอนแผ่หรากับพื้นพรมแม่งเลย
ผมเชิดหน้าท้าทาย ทั้งที่ตายังลืมไม่ค่อยขึ้น คิดในใจว่าคนอย่างเพลิงคงไม่กล้าทำอะไรบ้า ๆ ต่อหน้าธารกำนัลหรอก
เพลิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ เสียงถอนหายใจนั้นดังพอสมควรให้ผมรับรู้ถึงความเบื่อหน่าย
“ผมให้โอกาสคุณลุกเอง ... หนึ่ง...” เขาเริ่มนับ
ผมนอนนิ่ง ทำหูทวนลม พลิกตัวหนี
“... สอง”
“รำคาญญญ ... เราจะนอนนน คุณจะไปไหนก็ไป”
“สาม”
พรึ่บ!!!
โลกทั้งใบพลิกกลับด้านในเสี้ยววินาที!
“เฮ้ย!!! โอ๊ยยย! ทำเชี่ยไรเนี่ย!!!”
ผมแหกปากลั่นเมื่อรู้สึกถึงแรงมหาศาลที่กระชากเอวผมลอยหวือขึ้นจากพื้น ก่อนที่หน้าท้องของผมจะกระแทกเข้ากับไหล่หนา ๆ แข็ง ๆ ของเขาอย่างจัง หัวผมห้อยตกลงมา เลือดไหลย้อนลงศีรษะจนหน้ามืด
“ปล่อยเรานะ” ผมทุบกำปั้นลงบนแผ่นหลังกว้างของเขาดังตุ้บตั้บ ถีบขาไปมากลางอากาศเหมือนเต่าหงายท้อง
“อยู่นิ่ง ๆ ครับ เดี๋ยวตกพื้น” เพลิงพูดเสียงเรียบ มือข้างหนึ่งล็อกขาผมไว้แน่น อีกข้างประคองเอวผมเดินดุ่ม ๆ ไปที่หน้าลิฟต์อย่างไม่สะทกสะท้าน
ติ๊ง
เสียงลิฟต์ดังขึ้น พร้อมกับประตูสีทองที่เปิดออก ... และข้างในนั้นมีกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติยืนอยู่เต็มลิฟต์
ทุกสายตาจับจ้องมาที่ภาพบอดี้การ์ดหน้านิ่งแบกผู้ชายสภาพเมาเละเทะพาดบ่า
“Good evening” เพลิงทักทายคนในลิฟต์ด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงเป๊ะเว่อร์ หน้าตายสุดๆ ก่อนจะแทรกตัวพาผมเข้าไปยืนข้างใน
ความเงียบในลิฟต์ช่างน่าอึดอัด ... แต่เสียงโวยวายของผมดังกว่า
“อื้อออ... ปล่อยยย... อายเค้า” ผมเริ่มได้สติเพราะความอาย พยายามจะซุกหน้าหนีเข้าไปในเสื้อสูทด้านหลังของเขา
“เมื่อกี้บอกไม่สนไม่ใช่เหรอครับ? ...” เพลิงกระซิบตอบเบา ๆ มือหนาตบที่สะโพกผมเบา ๆ หนึ่งทีเป็นการเตือน
“... ทนหน่อยนะครับ อีกสิบชั้น”
“ไอ้บ้าเพลิง!!! ปล่อยเรานะ” ผมงึมงำด่าเขาใส่แผ่นหลัง แต่ก็ยอมสงบลงเพราะขืนดิ้นต่อไป มีหวังได้อ้วกแตกกลางวงแขกฝรั่งแน่ๆ
ภาพสุดท้ายที่ผมจำได้ก่อนลิฟต์จะปิด คือสายตาสงสารปนขบขันของชาวต่างชาติที่มองส่งมา ... ฝากไว้ก่อนเถอะ ... ตื่นมาหายเมาเมื่อไหร่ โดนแน่!
แสงแดดจ้าที่ลอดผ่านม่านเนื้อหนาเข้ามาแยงตา ทำให้ผมต้องนิ่วหน้าด้วยความรำคาญ ความรู้สึกแรกที่ถมทับเข้ามาคือ ‘ปวดหัวฉิบหาย’ เหมือนมีคนเอาค้อนปอนด์มาทุบอยู่ในกะโหลก
ผมค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่ง สภาพตัวเองดูไม่จืด ... เสื้อเชิ้ตเมื่อคืนยับยู่ยี่ กางเกงสแล็คยังคาอยู่ที่เอว แต่อย่างน้อยเนคไทก็ถูกปลดออก ... นี่ผมนอนทั้งชุดนี้เลยเหรอ?
ผมกวาดตามองไปรอบห้องสวีทที่กว้างขวาง บรรยากาศเงียบสงบ สายตาไปสะดุดกับโซฟาเบดตัวยาวที่มุมห้อง บนนั้นมีหมอนใบใหญ่และผ้าห่มนวมพับวางซ้อนกันไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
เขานอนโซฟาเหรอ?
ความทรงจำเมื่อคืนค่อย ๆ ไหลย้อนกลับมา ภาพที่ผมลงไปนอนดิ้นกับพื้น ภาพที่โดนแบกขึ้นบ่า ภาพสายตาคนในลิฟต์
“เวรเอ๊ยยยย” ผมยกมือปิดหน้า อยากจะมุดดินหนีความอาย แต่ตอนนี้ความหิวน้ำและอาการคลื่นไส้มันเรียกร้องมากกว่า
ผมพาร่างกายอันหนักอึ้งเดินโซซัดโซเซออกมาที่โซนห้องนั่งเล่น กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟคั่วบดลอยมาแตะจมูกเป็นอย่างแรก
เพลิงยืนหันหลังอยู่ที่เคาน์เตอร์บาร์ เขายังอยู่ในชุดเดิมของเมื่อคืน เพียงแต่ถอดสูทตัวนอกออก พับแขนเสื้อเชิ้ตสีขาวขึ้นมาถึงศอก และปลดกระดุมคอสองเม็ดทำให้เห็นรอยสักสีดำแวบ ๆ แวม ๆ จากสาบเสื้อ ท่าทางที่ดูผ่อนคลายแต่ยังคงความเนี้ยบนั้นช่างตรงข้ามกับสภาพศพเดินได้ของผมลิบลับ
“ตื่นแล้วเหรอครับ”
เขาหันกลับมาเหมือนมีเรดาร์หลังหัว ในมือถือแก้วกาแฟร้อน ๆ ส่งกลิ่นหอมฉุย
“อือ” ผมครางตอบในลำคอ รับแก้วกาแฟสีดำสนิทที่เขายื่นมาให้ตรงหน้าอย่างงง ๆ
“กาแฟดำ น่าจะช่วยให้ดีขึ้น ...” เขาพูดด้วยน้ำเสียงปกติ ไม่มีแววประชดประชันหรือดุด่าเหมือนที่ผมเตรียมใจไว้
“... ผมสั่ง American Breakfast กับข้าวต้มปลาไว้ให้แล้ว อีกสิบห้านาที Room Service น่าจะมาส่ง”
ผมจิบกาแฟอุ่น ๆ ความขมปร่าทำให้สมองเริ่มทำงานขึ้นมานิดนึง ผมเงยหน้ามองเขาอย่างไม่เชื่อสายตา
“คุณ ... เรื่องเมื่อคืน”
“เรื่องไหนก่อนดีครับ เรื่องที่คุณเมาแล้วนอนดิ้นกับพื้น หรือเรื่องที่ตะโกนด่าผมในลิฟต์ครับ?...” เขาเลิกคิ้วถามหน้านิ่งๆ
ผมแทบสำลักกาแฟ
เพลิงไม่ขยี้ต่อ เขาเดินไปหยิบถุงกระดาษเล็ก ๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะมาวางตรงหน้าผม
“... ผมให้บัตเลอร์ไปซื้อมาให้ครับ ยาแก้ปวดหัวกับวิตามินเกลือแร่ กินข้าวเสร็จแล้วกินยานะครับ เช้านี้คุณพยายามดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ ร่างกายคุณขาดน้ำมาก”
ผมมองถุงยา สลับกับมองหน้าเขา สมองประมวลผลไม่ทัน ... ดูแลดีจังวะ?
“ปวดหัวมากไหมครับ?” เขาถามย้ำเมื่อเห็นผมยืนนิ่ง
“อือ... เหมือนหัวจะระเบิด” ผมยอมรับเสียงอ่อย ความซ่าเมื่อคืนหายไปหมดเกลี้ยง
“สมควรครับ ดื่มไปขนาดนั้น ...” เพลิงพูดเรียบ ๆ ก่อนจะเดินไปหยิบไอแพดขึ้นมาเช็กดู
“... วันนี้ผมโทรแจ้งเคลียร์งานช่วงบ่ายให้คุณแล้ว ... เดี๋ยวทานข้าวเสร็จ เช็กเอาท์ แล้วผมจะพาคุณกลับไปนอนพักต่อที่บ้าน”
“แต่บ่ายนี้เรามีนัดกับพ่อไม่ใช่เหรอ”
“ผมรู้ครับ ... ผมแจ้งเลขานายแล้วว่าเมื่อคืนคุณอาหารเป็นพิษ เลยต้องพักผ่อน ...”
ผมอ้าปากค้าง ... นี่เขา ... ช่วยโกหกพ่อให้ด้วย?
“... แล้วก็...” เพลิงกวาดสายตามองมาที่ไหล่และเอวของผม
“... ถ้าช่วงเย็นรู้สึกปวดเมื่อยเนื้อตัว ... บอกผมนะครับ ผมสั่งให้เตรียมหมอนวดแผนไทยมารอไว้แล้ว ... เมื่อคืนผมอาจจะลงน้ำหนักมือแรงไปหน่อยตอนแบกคุณ”
ประโยคสุดท้ายเขาพูดด้วยสีหน้าสำนึกผิดนิด ๆ แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้กำแพงความหมั่นไส้ในใจผมพังทลายลง
ผมยืนถือกาแฟค้าง อึ้งจนพูดไม่ออก ... ตอนแรกกะว่าตื่นมาจะวีนฉ่ำที่เขาทำให้ผมอับอาย หรือไม่ก็เตรียมแผลงฤทธิ์เต็มที่ แต่เจอ Service Mind ระดับ 5 ดาวแบบนี้เข้าไป ...
คนอะไรวะ ... บทจะโหดก็น่ากลัวชิบหาย บทจะดีก็ดูแลดีจนงง
"ข ... ขอบใจ" ผมพึมพำเบา ๆ หลบสายตาเขา แล้วยกกาแฟขึ้นจิบแก้เก้อ
“ด้วยความยินดีครับคุณกานต์”


กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้