ตอนที่ 38 : Finallyเวลาผ่านไปจากวัน เป็นเดือน และปี
“ยินดีด้วยเว้ย!!!” เสียงกระทบกันของแก้วทรงสูงดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มของพวกเรา 4 คน
“ขอบใจพวกมึงมาก ...” ผมส่งยิ้มให้กับเพื่อนที่คบกันมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็กมัธยมหัวเกรียน
“... โดยเฉพาะมึง ถ้าไม่ได้มึงกูคงมาไม่ถึงตรงนี้” นิ้วมือเรียวสวยยื่นไปจับต้นแขนของเพื่อนสนิท แม้จะทำหน้าเหม็นเบื่อ แต่ผมก็รู้ว่าข้างในมันก็รู้สึกตื้นตันกับคำขอบคุณของผม ... ตำแหน่ง “รองประธานบริหาร” เป็นตำแหน่งที่ผมไม่คาดฝันว่าจะได้มาเพราะทั้งอายุและจังหวะเวลาผมยังสามารถรอได้อีกหลายปี
“รู้สึกยังไงบ้างที่ได้เป็น number 2” ไอ้อาร์ถาม
“วันที่ประกาศชื่อก็ดีใจนะ แต่หลังจากนั้นก็เฉยๆ วะ งานหนักขึ้น เวลาพักผ่อนน้อยลง”
“มึงแม่งตัวแทนหมู่บ้าน อายุเท่านี้แต่มาได้โคตรไกล”
“เออๆๆ ไม่คุยเรื่องกูแล้วดีกว่า ขอบใจพวกมึงที่เลี้ยงฉลอง แต่นานๆ ทีได้เจอกัน คุยเรื่องไร้สาระกันดีกว่า” ผมรีบเปลี่ยน topic ช่วงนี้ได้ยินคำอวยพรจนเมื่อยหู อยู่กับพวกมันไม่ต้องพิธีรีตองอะไรมาก อยากทำตัวไร้สาระ บ้าบอเหมือนสมัยก่อน
จากนั้นพวกเราก็ฉลองกันเต็มที่ ยิ่งดื่มบทสนทนายิ่งลื่นไหล ต่างคนต่าง update เรื่องราวของตัวเอง พวกมัน 3 คน แต่งงานมีลูก จนปีนี้หลานๆ เริ่มทยอยกันเข้าเรียนชั้นอนุบาลกันแล้ว
“ไอ้จีเป็นไงบ้าง” โจถามขึ้นในขณะที่พวกเราเริ่มเมากันพอสมควร
“ก็ดีนะ กินอิ่ม นอนหลับ ล่าสุดที่เจอก็ดูมีความสุขดี” เรื่องที่ผมแอบชอบจี รวมถึงเรื่องที่เรากลับมาเจอกันอีกครั้งไม่ใช้ความลับสำหรับเพื่อนในกลุ่ม ปิดยังไงสุดท้ายพวกมันก็รู้อยู่ดี
“แม่งหายหน้าหายตาไปเลย กูไม่ได้เจอมันหลายปีแล้วนะเนี่ย มันไม่มี plan จะกลับมาบ้างเหรอ”
“อืม มันไม่ค่อยอยากกลับมาเท่าไหร่” จริงๆ แล้วจีมีวันลามากพอจะกลับมาได้บ่อยๆ แต่ผมก็สัมผัสได้ว่าเจ้าตัวชอบที่จะอยู่เงียบๆ คนเดียวมากกว่า การหย่าร้างของจี นอกจากจะทำให้คน 2 คนมองหน้ากันไม่ติดแล้วยังสร้างบาดแผลให้ครอบครัวของมันพอสมควร
“มึงก็เก่งนะ แทรกตัวเข้าไปได้”
“ตอนแรกก็ยาก แต่กูปล่อยมันไว้คนเดียวไม่ได้วะ” ผมตอบพลางคิดย้อนไปถึงตอนที่พยายามพาตัวเองเข้าไปอยู่ในโลกของจี
“จีมันเหมือนมีอะไรบางอย่างที่คนอื่นเข้าไม่ถึง ยกเว้นมึง ...”
“... มึงเทียวไปเทียวมากี่ปีแล้วเนี่ย”
“2 ปีกว่าแล้วมั้ง” 2 ปีกว่าแล้วที่ผมบินไปบินมาระหว่างกรุงเทพ - สิงคโปร์ แม้จะพยายามแบ่งเวลาแต่ดีที่สุดที่ผมทำได้คือบินไปหาจีทุก 5 - 6 เดือน และจากที่เคยไปเย็นวันพฤหัสกลับวันอาทิตย์ตอนนี้ผมมีเวลาแค่ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์เท่านั้น และบางครั้งยังต้องเลื่อนเที่ยวบินเพราะติดงานด่วน
“มึงไปอยู่กับมัน ทำอะไรบ้างวะ”
“ไม่ได้ทำอะไรเลย เหมือนไปใช้ชีวิตประจำวันกับมันอะ กูตื่นก่อน ก็ลงมาออกกำลัง กินกาแฟรอ กว่ามันจะตื่นก็เกือบบ่าย ออกไปหาข้าวกิน เย็นก็ไปนั่งเล่นที่บาร์ นั่งดื่มนั่งคุยกันจนดึก บางครั้งกลับมาแล้วก็นั่งคุยกันต่อยันตีสามถึงได้แยกย้ายกันไปนอน”
“รักแท้ ... มาขนาดนี้แล้ว กูไม่เข้าใจว่าทำไมมันไม่ยอมคบกับมึงซักที”
“เอาจริงนะ กูไม่แคร์แล้ว กูอยู่ได้” สำหรับผมตอนนี้จะรักหรือไม่รักไม่ใชาปัญหา ผมอยู่ได้ ขอแค่มีจีอยู่ในชีวิตก็พอ
อย่างที่ผมเคยบอกว่าไม่มีใครล่วงรู้อนาคต ท่ามกลางความดีใจจากความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน แต่ผมก็ยังกังวลอยู่ไม่น้อยว่าหลังจากนี้ตัวเองจะเหลือเวลาให้เรื่องระหว่างเรามากน้อยแค่ไหน พอโตขึ้นความรักก็ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิตอีกแล้ว หน้าที่การงานต่างหากที่สำคัญที่สุด ... ผมรู้ว่าเส้นเวลาของเรา 2 คนไม่มีวันทับซ้อนกันตลอดไป จากที่คิดว่าจะตักตวงความสุขไว้ให้ได้มากที่สุด อนาคตจะได้ไม่ต้องมานึกเสียใจ แต่พอใกล้ถึงเวลาร่ำลากลับรู้สึกว่าที่ผ่านมา เท่าไหร่ก็ไม่พอ
…
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ก่อนที่ไอซ์จะเปิดประตูเข้ามา
“มิลค์ พ่อมึงเรียก”
“อืม” ผมตอบรับในขณะที่สายตายังจับจ้องอยู่บนหน้าจอ monitor
“มิลค์” มันเรียกชื่อผมอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเข้มๆ
“เออๆ รู้แล้ว ...”
“... มีไรวะ ทำไมมึงต้องมาเอง แล้วทำไมทำหน้าเครียดแบบนั้น” ไอซ์เลื่อนตำแหน่งจากหัวหน้าฝ่าย PR มาเป็น ผู้ช่วยประธานบริหาร รับผิดชอบฝ่าย PR, marketing และสำนักเลขา หมากที่ผมวางไว้กำลังทำหน้าที่ของมันอย่างสวยงาม
‘สำนักเลขา’ ชื่ออาจจะดูไม่สำคัญแต่ในความเป็นจริงแล้วใครได้คุมสำนักเลขา คนนั้นจะรู้เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในบริษัท เพราะตั้งแต่ประธานบริหารไปจนถึงรองผู้จัดการแผนกจะมีเลขาส่วนตัวคอยช่วยงาน เลขาเหล่านั้นขึ้นตรงและถูกคัดเลือกจากสำนักเลขา ข้อมูลรายวันทั้งหมดทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการจะถูกส่งกลับมาที่หัวหน้าสำนักงานทุกวัน เพราะฉะนั้นไม่ว่าใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ไม่มีทางหลุดรอดสายตาของไอซ์ไปได้ ตอนนี้การสื่อสารกับภายนอก และเรื่องที่เกิดขึ้นภายในทุกอย่างอยู่มือเพื่อนสนิทของผม
“กูมาเตือนมึงล่วงหน้า”
“เตือน? เรื่องอะไรวะ”
“กูพูดไม่ได้ เดี๋ยวมึงก็รู้ ... มึงต้องขึ้นไปชั้นบนเดี๋ยวนี้”
“กูรอมึงที่ห้องนะ” ไอซ์พูดขณะที่ผมก้าวออกจากลิฟต์
“เออ” ไอซ์มีสีหน้าเข้มขรึมมาตลอดทาง ผมว่าเรื่องที่พ่อจะพูดกับผมต้องเป็นเรื่องใหญ่มากแน่ๆ ไม่งั้นไอ้ไอซ์คงไม่เครียดขนาดนี้หรอก
“ตั้งสติไว้นะมึง”
“เออ”
“คุณมิลค์รอซักครู่นะคะ ...” เลขาหน้าห้องพ่อยิ้มให้เมื่อผมมาถึง ผมพยักหน้ารับ
“... คุณมิลค์รอพบท่านประธานแล้วค่ะ” เธอพูดเสียงใสผ่าน intercom ก่อนจะวางสายแล้วหันมาส่งยิ้มให้ผมอีกครั้ง
“คุณมิลค์เชิญค่ะ ...” ไม่นานประตูไม้สีน้ำตาลเข้มบานใหญ่ตรงหน้าก็ถูกเปิดออก
“... คุณท่านมีเรื่องจะคุยกับคุณมิลค์ 2 คนนะคะ” เธอตอบเมื่อเห็นผมขมวดคิ้วสงสัยว่าทำไมเธอถึงไม่มีท่าทีจะเดินตามผมเข้าไปในห้อง เพราะปกติเวลาคุยงานกันเลขาของพ่อจะตามมาจด minute ตลอด
“ว่าไงครับ” พ่อนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้สีน้ำตาลเข้มขนาดใหญ่ที่ถูกแกะสลักด้วยลวดลายวิจิตรสวยงาม ผนังด้านหลังโต๊ะทำงานประดับตราประจำบริษัท หรือที่พวกเพื่อน ๆ ชอบแซวว่าเป็นตราประจำตระกูลของผม … สิงโต Nemean ตัวปกรณัมในตำนานเทพกรีก สิงโตยักษ์ที่ไม่มีอาวุธใดๆ จะทำอันตรายได้
“ฉันจะให้แกแต่งงาน” ไม่มีบทเกริ่นนำ จุดประสงค์ของการคุยกันครั้งนี้ถูกบอกกล่าวออกมาตรงๆ พ่อเป็นคนแบบนี้เสมอตรงๆ ไม่อ้อมค้อม
ประโยคที่ได้ยินทำให้ทุกอย่างในโลกหยุดนิ่งไปชั่วขณะ เหมือนมหาสมุทรที่เงียบสงบก่อนที่จะถูกพายุอารมณ์พัดโหมกระหน่ำในชั่วพริบตา
“มิลค์ไม่แต่ง!!!” ทันทีที่ตั้งสติได้ ผมก็ตอบคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น ‘พ่อ’ เสียงแข็ง
“แกไม่มีทางเลือก ยังไงแกก็ต้องแต่ง”
“มิลค์ไม่แต่ง!!! หัวเด็ดตีนขาดยังไงมิลค์ก็ไม่แต่ง” จากที่มั่นใจว่าตัวเองผ่านมาแล้วทุกเหตุการณ์จนสามารถรับมือกับสถานการณ์อะไรก็ได้ แต่ยอมรับเลยว่าตอนนี้ข้างในของผมสั่นสะท้านไปหมด
“แกต้องแต่ง” พ่อยืนยันคำเดิม น้ำเสียงเรียบๆ ที่ดูไม่ได้ยี่ระกับความโกรธเกรี้ยวของผม ยิ่งทำให้พายุอารมณ์ในใจยิ่งโหมกระหน่ำเป็นพายุเพลิง
“พ่อ!!! พ่อก็รู้ว่ามิลค์ไม่ได้ชอบผู้หญิง พ่อไม่สงสารมิลค์ก็สงสารผู้หญิงที่จะต้องมาแต่งกับมิลค์หน่อยเถอะ คนเขามีพ่อมีแม่เหมือนกันจะให้เขามาเจอเรื่องแบบนี้ได้ยังไง”
“แกจะสนใจทำไม อยู่ๆ กันไปเดี๋ยวก็รักกันเอง”
“มิลค์จะพูดอีกครั้ง มิลค์ไม่แต่ง พ่อไม่มีสิทธิ์มาบังคับมิลค์” ผมตอบกลับเสียงเข้ม พูดจบก็หันหลังก้าวเท้าจะออกจากห้อง
“อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ ช่วงนี้แกบินไปสิงคโปร์เป็นว่าเล่น ... แกคิดจริงๆ เหรอว่าเจ้าจีมันจะกลับมาหาแก” ขาทั้ง 2 ข้างหยุดชะงัก รู้ทั้งรู้ว่าทำการกระทำของผมไม่อาจจะหลุดลอดสายตาจากคนตรงหน้าได้ แต่พอถึงเวลาต้องเผชิญหน้า ยอมรับเลยว่าสติหลุดไปไม่น้อย
“มันเรื่องส่วนตัวของมิลค์ พ่อไม่ต้องมายุ่ง!!!” ผมทำพฤติกรรมเหมือนเด็กที่พอจวนตัวก็ขึ้นเสียงทำอารมณ์เสียเพื่อกลบเกลื่อนความกลัว
ผลักประตูออกมาข้างนอกก็เจอกับเลขา 2 คนก้มหน้ามองพื้น พวกเธอคงได้ยินเสียงโวยวาย ไม่คิดเลยว่าอายุขนาดนี้แล้วจะต้องมาทะเลาะกับพ่อตัวเองเหมือนเด็กวัยรุ่น ... ฮึๆ ... ความตลกร้ายคือตอนผมเป็นวัยรุ่น พ่อไม่ได้อยู่เมืองไทยให้ผมทะเลาะด้วยซ้ำ
“มึงรู้ใช่ไหม ...” พอเจอหน้าไอ้ไอซ์ที่รออยู่ในห้องผมก็สาดอารมณ์ขุ่นๆ ใส่เพื่อนสนิท ... เห็นสีหน้ามันก็พอเดาออก ... มันรู้อยู่แล้วว่าพ่อจะเรียกผมไปคุยเรื่องอะไร
“... รู้แล้วทำไมมึงไม่บอกกูวะ มึงเป็นเพื่อนกูอยู่หรือเปล่า”
“มึงพูดแรงไปนะไอ้มิลค์ ...” เราเริ่มทะเลาะกันเสียงดัง
“... มันเป็นเรื่องในครอบครัวมึง กูจะพูดอะไรได้ ... แล้วมึงจะเอายังไง”
“กูไม่แต่ง เอาช้างมาลาก กูก็ไม่แต่ง ...”
“... กูได้จีกลับมาแล้ว ต่อให้ต้องเป็นโสดตลอดชีวิตกูก็จะรอ ...” น้ำตาของผมพรั่งพรูออกมาพอๆ กับสติที่กระเจิดกระเจิงไปแล้ว
“... กูจะไปหาจี”
“ฮะ!!! ไอ้มิลค์ใจเย็นๆ มึงจะไปได้ไง เย็นขนาดนี้แล้วไม่มี flight เหลือแล้ว”
“เช่า private jet ก็ได้ กูอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว” ผมเหมือนคนสติแตก พอตัดสินใจได้ว่าจะไปหาก็รีบเก็บของแต่เพราะสติที่ไม่ได้อยู่กับเนื้อกับตัวเลยทำให้ทุกอย่างดูวุ่นวายไปหมด
“ไอ้มิลค์มึงหยุดก่อน ... หยุด ... มึงสติแตกแล้ว” ไอซ์คว้ามือทั้ง 2 ข้างของผมที่กำลังเก็บของเอาไว้แล้วลากผมมานั่งโซฟา
“ไอซ์ กูไม่แต่ง ยังไงกูก็ไม่แต่ง กูจะไปหาจี ... ไอซ์ กูจะไปหาจี” ผมพูดซ้ำๆ โดยที่ตัวเองก็ไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่
“เออๆ มึงกลับห้องไปจัดของก่อนเดี๋ยวกูจัดการให้”
“กูไม่กลับ กูจะไปเลย”
“มึงใจเย็นๆ จะไปยังไงว่าไม่มีเสื้อผ้าซักชิ้น” ไอซ์ถาม มันพยายามเป็นคนที่มีสติในสถานการณ์ที่ผมสติหลุดไปแล้ว
“ไม่เอา กูจะไปเลย กูอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว”
“เออๆๆ เอาแต่ใจฉิบหาย”
แม้ปากจะบอกว่าโตแล้ว ใครก็ไม่มีสิทธิมาบังคับให้ผมทำอะไรทั้งนั้น แต่ในใจของผมกลับสั่นสะท้าน รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่วัชพืชข้างทางที่หาญกล้าฝืนพายุใหญ่ เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา พ่อมักจะได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการเสมอ
“ไอซ์”
“อะไรของมึง กูเก็บของให้อยู่ไม่เห็นหรือไง จะเร่งอะไรนักหนาวะ” มันหันหลังพูดกับผมด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“ไอซ์”
“อะไรนักวะ ... เฮ้ยไอ้มิลค์ ... รอแป็บนะมึง ...” หน้ามันถอดสีเมื่อเห็นล้มตัวลงนอนขดอยู่บนโซฟา เชี่ย!!! ไม่ไหวแล้ว
“... เอ้า มึง ดื่ม เดี๋ยวกระเพาะจะทะลุซะก่อน ...” ผมคว้าเอาขวดพลาสติกที่บรรจุของเหลวสีมินต์จากมือของไอซ์แล้วกระดกเข้าไปค่อนขวด
“... ค่อยๆ ดื่ม เดี๋ยวสำลัก ดีขึ้นยัง ...” ผมพยักหน้า ผ่านไปประมาณ 10 นาที อาการปวดแสบปวดร้อนในช่องท้องถึงได้ลดลง
“... มึงนี่น่า รู้ว่าถ้าเครียดแล้วจะปวดท้องก็ยังไม่รู้จักประมาณตัวเอง ...”
“... กูรู้ว่าพูดไปก็ไม่ได้ช่วยให้มึงกังวลน้อยลง ... แต่อย่าคิดมาก เกิดอะไรขึ้นก็ค่อยๆ ช่วยกันแก้ สุขภาพของมึงสำคัญที่สุด”
สิงคโปร์ฝนตกหนักตั้งแต่ช่วงเย็น เม็ดฝนที่กระหน่ำลงมาพร้อมเสียงฟ้าร้องคำราม บรรยากาศช่างขมุกขมัวไม่ต่างอะไรจากความรู้สึกของผมเท่าไหร่ ไอซ์จัดการให้ทุกอย่าง นอกจากจอง private jet แล้วยังอาสาขับรถมาส่งที่สนามบินเพราะไม่อยากให้คนอื่นเห็นสภาพของผมตอนนี้เท่าไหร่ ... ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตุ๊กตาเซรามิคที่ไม่ว่าจะบอบบางหรือแตกหักมากเท่าไหร่แต่สิ่งที่คนภายนอกตู้กระจกจะได้เห็นกลับมีแค่ความสวยงามเท่านั้น
ผมยืนอยู่ในลิฟต์ สายตาจับจ้องไปยังแผ่นหลังกว้างที่คนยืนอยู่ด้านหน้า แทบจะกั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ตั้งแต่วินาทีที่ได้เจอหน้าแต่เพราะนึกถึงคำพูดของไอซ์ที่ย้ำหลายรอบว่าห้ามผมร้องไห้ หรือแสดงอารมณ์อ่อนไหวใดๆ ในที่สาธารณะเป็นอันขาด ทำให้ผมต้องคอยกัดลิ้นตัวเองมาตลอดทาง ไอซ์แทบจะบีบคอบังคับให้ผมสัญญาว่าทันทีที่ก้าวลงจากรถแล้วจะไม่หยิบโทรศัพท์โทรหาจีเพราะมันรู้ว่าถ้าคุยกันผมต้องสติแตกอีกรอบ มันบอกให้ผมมาคุยตอนเจอหน้าจีเลยทีเดียว
จีไม่ได้ถามอะไรแต่ดูจากสีหน้าของจีก็พอเดาได้ว่าไอซ์ต้องบอกมันแน่ๆ ว่าผมทะเลาะกับพ่อมา และจากพฤติกรรมที่ดูนิ่งเฉยตั้งแต่เจอหน้ากัน ผมว่าก็คงเป็นฝีมือไอซ์อีกเหมือนกันที่ดักทางไว้ ไม่ให้จีแสดงออกกับผมจนเกินงามในที่สาธารณะ
“จี จี ฮือออออออออออออออออออออออ...” ผมโผเข้าไปกอดคนตรงหน้าทันทีที่ประตูห้องปิด จีโอบผมไว้ในอ้อมแขน หน้าผากมนซบลงบนไหล่กว้าง มือหนาลูบไล้แผนหลังบางเป็นเชิงปลอบโยน อ้อมกอดที่คุ้นเคย เสียงเรียกชื่อและคำปลอบโยนที่คอยกระซิบข้างหูทำให้คลื่นลมในใจของผมสงบลงได้ไม่น้อย ผมกอดคนตรงหน้าแน่นราวกับว่าหากคลายออกแม้แต่น้อยเรื่องทุกอย่างจะเป็นแค่ความฝัน พอใจเริ่มสงบ สติก็เริ่มกลับมา ผมหยุดสะอื้น พยายามบังคับให้ตัวเองหายใจเข้าออกช้าๆ ... ณ เวลานี้ผมมีจีอยู่ข้างๆ ต่อให้ฟ้าถล่มลงมา ผมมั่นใจว่าจะผ่านมันไปได้เสมอ
“ร้องไห้จนจมูกแดง ตาบวมไปหมดแล้ว ...” คนตรงหน้าประคองใบหน้าของผมไว้ในฝ่ามือ นิ้วโป้งบรรจงเกลี่ยน้ำตาออกจากดวงตาคู่สวยอย่างทะนุถนอมราวกับว่าหากออกแรงแม้เพียงเล็กน้อยตุ๊กตาเซรามิคชิ้นงามตรงหน้าจะบุบสลายกลายเป็นเถ้าธุลี ... ทุกการกระทำของคนตรงหน้าทำให้ผมย้อนนึกไปถึงเรื่องในอดีต วันที่ผมร้องไห้เพราะทะเลาะกับเพื่อนที่มหาลัย จีก็ปลอบผมแบบนี้ ... วันนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมเริ่มรู้ตัวว่าตัวเองคิดกับคนตรงหน้ามากกว่าเพื่อนสนิท
“... ไหนบอกกูมาซิว่าทะเลาะอะไรกับพ่อ” ผมเหมือนกลับมามีชีวิตอีกครั้งเมื่อเห็นรอยยิ้มของจี ยิ้มของมันอบอุ่นไม่ต่างจากแสงแดดในฤดูหนาว ผมสูดจมูกพร้อมกับหลบสายตาของคนตรงหน้า พอได้สติถึงได้เริ่มรู้สึกอาย อายุใกล้จะขึ้นเลข 4 เข้าไปทุกที ทะเลาะกับพ่อแล้วต้องวิ่งหนีมาให้เพื่อนสนิทปลอบเหมือนเด็กอายุ 15 ขวบ
“พ่อจะบังคับให้กูแต่งงาน ...”
...
...
...
ความเงียบของคนตรงหน้าทำให้ผมต้องช้อนสายตาขึ้นมามอง ... แววตาที่เคยอบอุ่นแข็งค้าง ใบหน้าที่ก่อนหน้านี้เต็มไปด้วยรอยยิ้มเปลี่ยนเป็นเข้มขรึม อยู่ๆ ผมก็รู้สึกหวั่นไหวกับบรรยากาศ ณ ตอนนี้
“... จี ...”
“... อืมมมมมมมมม” สมองไร้สติไปชั่วขณะ เหมือนถูกหมัดเสยคางน็อคคาเวที เมื่อฝ่ามือใหญ่ที่ประคองใบหน้าไว้อยู่ดีๆ ก็ดึงรั้งผมเข้ามาประกบจูบ ทันทีที่ริมฝีปากสัมผัสกัน คนตรงหน้าก็สอดลิ้นร้อนเข้ามาควานทั่วโพรงปาก หัวใจของผมเต้นถี่รัว มันเป็นจูบที่เต็มไปด้วยแรงอารมณ์ ผมนิ่งไปชั่วขณะแต่พอตั้งสติได้ก็เหมือนเส้นกั้นบางๆ ที่เคยเหนี่ยวรั้งความยับยั้งช่างใจของตัวเองขาดสะบั้น ยิ่งคนตรงหน้าแสดงออกทางอารมณ์มากเท่าไหร่ผมก็ยิ่งตอบสนองมากเท่านั้น เรา 2 คนต่างตะโบมจูบซึ่งกันและกัน ห้องที่เงียบสงบทำให้ได้ยินเสียงจูบชัดเจน มือของผมเผลอขยำปลายเสื้อของคนตรงหน้าแน่น เมื่อสัมผัสได้ว่าจูบของเราเริ่มแผ่วลง
“มิลค์”
“อืม” โคตรเขิน โคตรเคลิ้ม
“สบตากูหน่อย ...” จะให้ผมสบตาได้ยังไงในเมื่อปลายจมูกของคนพูดยังคนคลอเคลียไปทั่วใบหน้าของผมไม่ห่าง นี้ถ้าไม่ใช่เพราะมันรั้งเอวไว้ผมคงทรุดลงไปนั่งอยู่บนพื้นนานแล้ว
“... มิลค์ ... มี sex กัน”
“ฮะ !!!” จากที่เคลิ้มๆ พอได้ยินคำขอของจีสติถึงกับกลับเข้าร่าง
“มี sex กัน” ตอนแรกคิดว่ามันล้อเล่นแต่ดูจากสีหน้าแล้ว ... คืนนี้ผมไม่รอดแน่ๆ
“กูไม่เข้าใจ”
“มึงเชื่อใจกูหรือเปล่า ...” ผมพยักหน้า
“... กูรักมึง รักมึงมานานมาก ...”
“... เชื่อใจกู แล้วพรุ่งนี้กูจะอธิบายทุกอย่าง แต่ตอนนี้ ... มึงเป็นของกูนะ” เชี่ยยยยยยย!!! หน้าร้อนจนแทบไหม้ หัวใจเต้นจนแทบกระเด็นออกมานอกหน้าอก ไม่เคยมีใครขอมี sex กับผมด้วยคำพูดชวนฝันที่เหมือนหลุดออกมาจากนิยายรักหวานแหววแบบนี้มาก่อน
พอพยักหน้า ริมฝีปากก็ถูกประกบจูบ เสียงตะโบมจูบกลับมาดังขึ้นอีกครั้ง ยิ่งจูบอารมณ์ของเราทั้งคู่ก็ยิ่งเตลิดไปไกล มือหนาสอดเข้ามาใต้ร่มผ้า ผิวเนียนถูกลูบไล้และสัมผัส ฝามือของจีร้อนรุ่มไปด้วยแรงปรารถนา กระดุมเสื้อถูกแกะออกด้วยมือเพียงข้างเดียวอย่างชำนาญ พอกระดุมเม็ดที่ 2 หลุดออกเผยให้เห็นผิวเนียนและจุดอ่อนไหวสีอ่อน ริมฝีปากหนาจึงค่อยๆ เลื่อนลงมาด้านล่าง
“โอ้ย!!! ...” ผมสะดุ้งเมื่อจีขบฟันลงบนผิวบริเวณต้นคอ เจ็บแต่ก็ยอมรับว่าสัมผัสที่ได้รับเป็นเครื่องกระตุ้นอารมณ์ชั้นดี
“... อ่าาาา!!!” เสียงครางหวานหลุดรอดออกจากลำคอเมื่อจุดอ่อนไหวด้านบนถูกกระตุ้นด้วยลิ้นและฟัน นิ้วมือเรียวสวยเลื่อนขึ้นมาขยุ้มเส้นผมของเพื่อนสนิทอย่างไม่อาจหักห้ามใจ
“ไปที่เตียงนะ” ความต้องการของจีกำลังเอ่อล้น คนตรงหน้ากระซิบเสียงกระเส่าข้างหู ผมสัมผัสได้ถึงอารมณ์พลุ่งพล่านของจีที่ขยับขยายจนเสียดสีอยู่แถวหน้าท้อง
“อืม” ผมตวัดขาทั้ง 2 ข้างล้อมเอวสอบทันทีที่ถูกคนตรงหน้ายกตัวให้ลอยขึ้นจากพื้น ริมฝีปากของเราไม่ผละออกจากกันจนกระทั่งแผ่นหลังของผมสัมผัสได้ถึงเตียงนุ่มๆ
เสื้อผ้าถูกถอดออกอย่าง่ายดาย รู้ตัวอีกทีผิวกายของผมก็หนาวสะท้านเพราะสัมผัสกับความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ จีที่นั่งคุกเข่าอยู่ตรงปลายเตียงขยับตัวขึ้นคร่อมอยู่ตรงสะโพกของผม ใบหน้าหล่อเหลาก้มลงมาคลอเคลียอยู่ไม่ห่าง ลมหายใจอุ่นๆ กระทบลงบนแก้มตามจังหวะการหายใจ เหมือนกระแสไฟฟ้าวิ่งช็อตไปทั่วร่างเมื่อริมฝีปากหนาจุ๊บลงบนหน้าผากอย่างแผ่วเบาก่อนจะเริ่มไล่ลงมาข้างขมับแล้วขบเม้มเบาๆ ที่ริมฝีปากของผม
“กูรักมึง” คนด้านบนพูดกับผมด้วยน้ำเสียงกระเส่า พร้อมกับวางมือลงบนแก้มของผมอย่างแผ่วเบา
“กูก็รักมึงเหมือนกัน”
“กูรู้ มึงบอกกูทุกครั้งที่มีโอกาส หลังจากวันนี้ให้กูเป็นฝ่ายบอกรักมึงนะ” เชี่ยยยยยยยยยยยยย สติของผมระเบิดกระจุยไม่ต่างจากโกโก้ครั้นช์ระเบิดกลางทุ่งข้าวสาลี ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้ยินประโยคหวานๆ จากจี
ประโยคบอกรักและคำหวานถูกกลบด้วยเสียงครางกระเส่าของผม เมื่อลิ้นร้อนบรรจงละเลงลงบนจุดอ่อนไหวด้านบน ก่อนจะค่อยๆ คืบคลานลงด้านล่าง แรงดูดและแรงกัดทำให้ผมร้องครางออกมาไม่เป็นประสา ยิ่งแน่ใจว่าไม่มีใครอื่นได้ยิน ยิ่งทำให้ผมปลดปล่อยอารมณ์ทั้งหมดของตัวเองอย่างไม่อาจซ่อนเร้น
“จี ... มันเสียว ...” ความเสียวซ่านแพร่ไปทั่วร่างเมื่อลิ้นร้อนสัมผัสลงบนส่วนอ่อนไหวด้านล่าง สัมผัสวาบหวิวเคลื่อนที่จากบนลงล่าง วนเวียนอยู่อย่างนั้นจนผมหายใจไม่เป็นจังหวะ
“... อะ!!! ...” เสียงครางหวานหลุดออกจากลำคอเมื่อโพรงปากของจีครอบลงบนส่วนอ่อนไหว สัมผัสที่ได้รับทำให้เหมือนกำลังลอยอยู่กลางอากาศ แรงดูดดุนภายในโพรงปาก สัมผัสของลิ้นร้อน ทำให้ผมเกร็งหน้าท้องตามจังหวะที่คนด้านล่างบรรจงมอบให้ ผ้าปูที่นอนถูกขยำจนยับยู่ยี่ก่อนที่นิ้วมือเรียวสวยจะละมาขยุ้มเส้นผมบนศีรษะที่ก้มๆ เงยๆ อยู่หว่างขา ... ผมมองเห็นสวรรค์อยู่รำไร
“... จี มิลค์ไม่ไหว มันจะเสร็จ” เรียวขาเนียนทั้ง 2 ข้างเริ่มบิดเร้า ลมหายใจเริ่มกระตุกขาดช่วง ... ผมเหมือนถูกกระชากจากประตูสวรรค์แล้วร่วงหล่นสู่พื้นดิน เมื่ออยู่ๆ การกระทำของคนด้านล่างหยุดชะงัก
“อย่าเพิ่งเสร็จ คืนนี้ยังอีกยาวไกล ...” จีลุกขึ้นมานั่งชันเข่าอยู่ด้านข้าง สายตาที่มองมาที่ร่างเปลือยเปล่าของผมทำให้รู้สึกวูบวาบจนไม่กล้าสบตา ไม่ยุติธรรมเลย ผมเปลือยเปล่าไปทั้งร่าง ในขณะที่คนตรงหน้าเสื้อผ้ายังอยู่ครบ และเหมือนจีจะรู้ว่าผมคิดอะไร เสื้อยืดสีขาวถูกถอดออกทางหัวเผยให้เห็นเส้นลายของกล้ามเนื้อที่สวยกว่าที่ผมจินตนาการไว้ มือหนาง่วนอยู่กับการปลดเข็มขัด ไม่กี่อึดใจให้หลังเสื้อผ้าทั้งหมดของจีที่ถูกปัดทิ้งลงข้างเตียง ปากบอกว่าไม่ยุติธรรมแต่พอคนตรงหน้าอยู่ในเปลือยเปล่าเหมือนกัน ผมกลับเขินอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี
“... เขินเหรอ ...” ผมพยักหน้ารับ เมื่อจีขยับลงตัวมานั่งคุกเข่าอยู่ด้านข้าง มันมองผมแล้วอมยิ้มก่อนจะเบี่ยงตัวไปด้านหลังเพื่อควานหาอะไรบางอย่างแถวหัวเตียง ใบหน้าของผมร้อนฉ่าอีกครั้งเมื่อเห็น lubricant ขวดใหญ่และซองถุงยางถูกหยิบออกมาจากลิ้นชัก
“... ใจเย็นๆ ค่อยเป็นค่อยไปนะ” จีเขยิบตัวลงมานอนอยู่ข้างๆ ท่อนแขนซ้ายถูกสอดเข้ามาใต้สะบัก เสียงกระซิบข้างหูและลมหายใจอุ่นที่สัมผัสบริเวณข้างแก้มไม่ได้ทำให้ผมแตกตื่นเท่ากับความเป็นชายของเจ้าตัวที่แข็งขืนและเสียดสีอยู่ใกล้สะโพก ความร้อนและน้ำหล่อลื่นที่หลั่งออกมาทำให้ผมรับรู้ได้ว่าคนตรงหน้าก็พร้อมจะเข้ามาเต็มที่แล้วเหมือนกัน
“อะ!!!” ผมอุทานเมื่อฝ่ามือด้านขวาสัมผัสเข้ากับต้นขา เรียวขาทั้ง 2 ข้างจับถูกแยกออกจากกัน สายตาของผมจับจ้องไปยังเจลใสจากหลอด lubricant ที่ถูกป้ายลงบนนิ้วชี้และนิ้วกลางข้างขวา ... แม้จะเขินแต่อีกใจหนึ่งก็นึกขำตัวเอง ผมไม่ใช่มือใหม่สำหรับเรื่องพวกนี้ จะบอกว่าเจนสนามพอตัวก็ได้ แต่ยอมรับเลยว่าพอจะมี sex กับคนที่แอบชอบมานาน ผมเหมือนกลับไปเป็นเด็กน้อยวัย 13 ทีไม่ประสากับเรื่องพวกนี้อีกครั้ง
ยอมรับว่าประหลาดใจไม่น้อยที่สิ่งที่สอดเข้าในในช่องทางด้านหลังไม่ใช่สิ่งที่คิด แต่กลับเป็นนิ้วชี้ที่หมุนวนรอบช้าๆ ลมหายใจของผมสะดุดเมื่อจีค่อยๆ ออกแรงกดแล้วสอดนิ้วชี้แทรกเข้ามาข้างในอย่างนุ่มนวล
“ถ้าไม่รัก กูไม่ทะนุถนอมมึงแบบนี้หรอกนะ” จีกระซิบข้างหู ผมเบี่ยงหน้าเพื่อปรับองศาเพื่อรับจูบจากคนตรงหน้า จูบที่ค่อยๆ ร้อนแรงขึ้นตามแรงอารมณ์ รู้ตัวอีกทีนิ้วกลางก็สอดตามเข้ามาเป็นนิ้วที่ 2
“จี” ผมครางออกมาเสียงหลง เมื่อนิ้วมือทั้ง 2 สัมผัสเข้ากับจุดอ่อนไหวภายใน คนตรงหน้าหลุดหัวเราะในลำคอ
จุดอ่อนไหวที่ถูกกระตุ้นอย่างถี่รัวและหนักแน่นทำให้ผมเริ่มเห็นประตูสวรรค์ถูกเปิดออกอีกครั้ง ผมบิดตัวไปมาในอ้อมแขนของจีเมื่ออารมณ์เสียวซ่านถูกกระตุ้นให้ไต่สูงขึ้นเรื่อยๆ
“จี จี มิลค์ไม่ไหวแล้ว ...” แขนซ้ายที่โอบอยู่ด้านหลังล็อคตัวผมไว้ในอ้อมแขน ลมหายใจของผมปะทะเข้ากับแผ่นอกขาวตามจังหวะที่ถูกกระตุ้นจากด้านล่าง เสียงนิ้วมือขยับเข้าออก ควานหาและเสียดสีกับช่องทางด้านหลังยิ่งจุดอารมณ์ของผมให้เตลิดไปไกล
“... จี จี ... อ่าาาาาา” ยิ่งผมสุขสม อีกคนก็ยิ่งกระตุ้นถี่รัว ‘เร็วขึ้น แรงขึ้น แรงอีก แบบนั้น ใกล้แล้ว อ่าาาาาา’ สุดท้ายผมก็ถึงฝั่งฝัน น้ำสีขาวพุ่งกระจายเลอะเนื้อเต็มหน้าท้องของตัวเองและแน่นอนว่าเลอะเนื้อตัวของคนที่นอนอยู่ข้างๆ
ผมหายใจหอบอยู่ในอ้อมแขนของคนที่นอนอยู่ข้างๆ ผมเสร็จสมอารมณ์หมายไปแล้วในขณะที่จียังอัดแน่นไปด้วยแรงอารมณ์ สะโพกสอบขยับเพื่อเสียดสีความเป็นชายของตัวเอากับต้นขาของผม
“กู ... ต่อได้ไหม ...” ผมหยักหน้าตอบรับคำขอ
อ้อมแขนที่กอดผมไว้คลายออก เจ้าตัวขยับตัวไปนั่งคุกเข่าอยู่ที่ปลายเท้า
“... มิลค์ ...” ผมผงกหัวขึ้นตามเสียงเรียก หัวใจที่เพิ่มสงบได้ไม่นานกลับมาเต้นสูบฉีดแรงอีกครั้งเมื่อเห็นคนที่นั่งอยู่ปลายเท้าใช้ริมฝีปากฉีกซองถุงยาง
ทั้งเขิน ทั้งอายจนต้องยกมือขึ้นมาปิดตา ไอ้บ้า!!! ใครสั่งใครสอนให้ทำแบบนี้กันวะ ... จากที่คิดว่าถ้าปิดตาแล้วจะช่วยให้อะไรดีขึ้น ผมคิดผิดไปถนัดเพราะพอหลับตาทุกสัมผัสจากจีเหมือนจะชัดเจนขึ้นเป็นเท่าตัว มือหนาลูปคลำบริเวณฝ่าเท้าก่อนจะไล่มายังข้อเท้าและเลื่อนเลยขึ้นมาถึงกลางน่อง ไม่นานเรียวขาข้างซ้ายก็ถูกยกขึ้นพาดไหล่ของคนที่คร่อมอยู่ด้านบน
“... สบตากูหน่อย ...” ผมสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงของจีกระซิบข้างหู
“... กูอยากสบตามึง ตอนที่เรา make love กันครั้งแรก ...” เชี่ยจี!!!!!!!!!! มึงจะทำให้กูขาดใจตายตรงนี้เลยใช่ไหม ... แล้วผมจะทำอะไรได้นอกจากทำตามที่มันขอ ... เรา 2 คนสบตากัน ผมเห็นภาพสะท้อนของตัวเองในดวงตาของคนตรงหน้า จีโน้มหน้าลงมาใกล้ ริมฝีปากของคนตรงหน้าเล่นกับริมฝีปากของผมอย่างหยอกล้อก่อนจะบรรจงแนบลงมา ลิ้นของเราพันเกี่ยวหยอกล้อกันอย่างอ้อยอิง ความละเมียดละไมของจูบทำให้อาการประหม่าของผมจางหายไปพอสมควร
“... กูรักมึง ... เป็นของกูนะมิลค์”
...
... คนด้านบนขมวดคิ้วเมื่อไม่เป็นสัญญานตอบรับจากผม แค่คิดจะพูดก็อายจนแทบแทรกแผ่นดินหนีแต่ก็มาขนาดนี้แล้ว
...
“กูเป็นของมึงตั้งนานแล้ว เป็นของมึงมาตลอด ... คืนนี้มึงต่างหากที่เป็นของกู”
‘When you kiss, it feels like finally’
----------
#รัก #ของกันและกัน #Finally
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย