Love, In Every Lifetime : ตอนที่ 39 : คำสารภาพ
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedsengped[at]gmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: Love, In Every Lifetime : ตอนที่ 39 : คำสารภาพ  (อ่าน 23837 ครั้ง)

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 210
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
“Happy birthday to you...” ไอ้ตัวดีเดินถือเค้กออกมาจากห้องครัว ยิ้มหวานบนโครงหน้าสวยไม่ต่างอะไรจากสีน้ำที่ถูกแต่งแต้มลงบนภาพวาดด้วยฝีมือของจิตกรชั้นครูและทำให้ภาพนั้นมีชีวิตจริงราวกับหลุดออกมาจากเทพนิยาย ... ภาพจำนับร้อยพันฉายขึ้นในห้วงความคิดของคนตาชั้นเดียว จำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่มิลค์ถือเค้กวันเกิดให้ตัวเองคือเมื่อไหร่ ... อ่า!!! คิดออกแล้ว ตอนที่เพื่อนๆ จัดงานเลี้ยงวันเกิดรวมกับ farewell party ให้เมื่อหลายปีก่อน จำได้ว่าวันนั้นหลังแยกย้ายตัวเองทะเลาะกับแฟนเพราะอีกฝ่ายไม่พอใจที่มิลค์เป็นคนถือเค้กแทนที่จะเป็นเจ้าตัว

“...Happy birthday to you...” นิ้วมือเรียวสวยประคองถาดเค้กไว้อย่างทะนุถนอม ในขณะที่ 2 เท้าค่อยๆ ก้าวเดินใกล้เข้ามา

“...Happy birthday, Happy birthday, Happy birthday to youuuuuuuuu ...” จนกระทั้งจบเพลง เจ้าตัวก็ก้าวเท้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า จีจ้องมองใบหน้าสวยของมิลค์ผ่านแสงเทียง เปลวเทียนวูปไหวถูกสะท้อนอยู่ในดวงตาของคนตรงหน้า ดวงตาคู่นั้นส่องประกายราวกับมีดวงดาวนับพันซ้อนอยู่ ... เกือบลืมไปแล้วว่ารอยยิ้มของมิลค์สวยมากขนาดไหน

“... สุขสันต์วันเกิดนะมึง มีความสุขมากๆ”


----------

#วูปไหว #ใต้แสงเทียน #ความคุ้นเคยที่ไม่เคยหายไป
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 210
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Merry christmas นะครับทุกคน
มีความสุขมากๆครับ  :mew1:


ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 210
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
“... สวย สวยมาก” จีพูดขึ้นในจังหวะที่ผมละสายตาขึ้นมาจากภาพสะท้อนของจี้เพชรตรงหน้า เครื่องประดับส่องประกายระยิบระยับเล่นกับแสงไฟ ในขณะที่เราสองคนสบตากันผ่านกระจกบานใหญ่ ความเงียบเพียงไม่กี่วินาทีกลับเหมือนยาวนานนับชั่วโมง แต่แทนที่จะอึดอัด ความรู้สึกของผมตอนนี้กลับอบอุ่นอย่างยากจะบรรยาย

“I take this one ...” ผมบอกกับพนักงานขาย

“... ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ใส่เลยละกันเนอะ” คนด้านหลังส่งยิ้มให้ผ่านกระจก มือหนาคล้องตะขอเกี่ยวโซ่ให้ก่อนจะผละออกไปพร้อมรอยยิ้ม ... ผมไม่ได้ตั้งใจจะเลือกจี้อันนี้ด้วยซ้ำ แต่สาเหตสำคัญอีกข้อหนึ่งของการเลือกซื้อ jew ที่บางครั้งอาจจะสำคัญมากที่สุดคือ ... Every piece of jewelry has a story behind it.


----------


#เกราะกำบัง # สวย #ความคุ้นเคยที่ไม่เคยหายไป
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย


ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 210
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: Love, In Every Lifetime : Teaser ตอนที่ 36
«ตอบ #183 เมื่อ27-12-2025 12:16:16 »

Teaser ตอนที่ 36


“เปลี่ยนแผนวะมึง เย็นนี้น่าจะต้องไป joy กับพวกที่ทำงานกูนะ”

“เหรอ แล้วมึงจะให้กูไปด้วยเปล่า ถ้าไม่สะดวกกูนั่งเล่นอยู่ในห้องได้นะ”

“ไปด้วยๆ กูบอกพี่เขาแล้วว่ากูมีเพื่อนมาหาเลยจะปฏิเสธ แต่พี่เขาบอกให้ชวนมึงไปด้วย ...”

“... กูขอโทษ พอดีตอนที่กูย้ายมาใหม่ๆ พี่คนนี้เขาช่วยกูไว้เยอะมาก แล้วเขาบังเอิญมาวันนี้พอดี จะปฏิเสธก็เกรงใจเขา ... มึงโอเคไหมอะ กูไม่รู้ว่ามึงจะอึดอัดหรือเปล่า”

“กูไปได้ กูเป็น introvert ไม่ใช้ antisocial ไหมมึง … แต่กูใส่ชุดนี้ไปได้หรือเปล่า” ผมลุกขึ้นยืน กางมืออกทั้ง 2 ข้าง หมุนตัวซ้ายขวา

----------

มิลค์ : เจอกันวันพรุ่งนี้นะครับ ... จากน้องมิลค์คนเดิม เพิ่มเติมคือมีคนแอบเนียนพาไปเปิดตัวกับพี่ที่ทำงาน

#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 210
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: Love, In Every Lifetime : Teaser ตอนที่ 36
«ตอบ #184 เมื่อ28-12-2025 09:19:51 »

ตอนที่ 36 : ฤดูร้อน (Part 1/2)


“มิลค์ !!!” ผมนั่งเล่น tablet อยู่บนโซฟาเงยหน้าขึ้นตามเสียงเรียก จีสวมเสื้อโปโลสีฟ้ากับกางเกงยีนส์สีเข้ม สอดชายเสื้อเก็บเข้ากางเกงเรียบร้อย ทรงผมสบายๆ เมื่อบ่ายถูก set เป็นทรงเผยให้เห็นโครงหน้าคมชัด ส่วนข้อมือซ้ายสวมนาฬิกาแบรนด์หรู

“ต้องแต่งตัวดีขนาดนั้น” ผมถามเพราะแค่ไปนั่งเล่นที่บาร์ไม่เห็นจำเป็นต้องแต่งตัวดูดีขนาดนี้

“เปลี่ยนแผนวะมึง เย็นนี้น่าจะต้องไป joy กับพวกที่ทำงานกูนะ”

“เหรอ แล้วมึงจะให้กูไปด้วยเปล่า ถ้าไม่สะดวกกูนั่งเล่นอยู่ในห้องได้นะ”

“ไปด้วยๆ กูบอกพี่เขาแล้วว่ากูมีเพื่อนมาหาเลยจะปฏิเสธ แต่พี่เขาบอกให้ชวนมึงไปด้วย ...”

“... กูขอโทษ พอดีตอนที่กูย้ายมาใหม่ๆ พี่คนนี้เขาช่วยกูไว้เยอะมาก แล้วเขาบังเอิญมาวันนี้พอดี จะปฏิเสธก็เกรงใจเขา ... มึงโอเคไหมอะ กูไม่รู้ว่ามึงจะอึดอัดหรือเปล่า”

“กูไปได้ กูเป็น introvert ไม่ใช้ antisocial ไหมมึง … แต่กูใส่ชุดนี้ไปได้หรือเปล่า” ผมลุกขึ้นยืน กางมืออกทั้ง 2 ข้าง หมุนตัวซ้ายขวา ... จีมองคนหน้าที่ทำตัวเหมือนคนไม่แน่ใจว่าตอนนี้ตัวเองดูดีพอแล้วหรือยัง เขารู้สึกแปลกใจกับครวมจริงที่เพิ่งรับรู้ ไม่เคยคิดว่าคนที่อยู่ในแสงตลอดเวลาอย่างมิลค์ จะมีมุมที่ไม่มั่นใจในตัวเองด้วยเหมือนกัน แต่พอเจ้าตัวเล่าจีถึงได้จับสังเกตได้ว่าสมัยก่อนเวลาไปเลือกซื้อเสื้อผ้าด้วยกัน มิลค์จะถามเขาตลอดว่าใส่แล้วดูดีไหม ตัวใหญ่ไปไหม ตัวเล็กไปหรือเปล่า

“ได้ดิ มึงใส่แค่นี้ก็ดูดีแล้ว ... ไปกันเลยไหม” สำหรับจีแล้วไม่ว่ามิลค์ใส่อะไร คนตรงหน้าก็ดูโดนเด่นกว่าคนนับร้อยนับพันเสมอ

บาร์ที่จีพาผมไปอยู่ในย่านกลางคืนชื่อดัง บรรยากาศไม่ต่างอะไรจากเมื่อวานเท่าไหร่นัก แม้ปากจะบอกว่าสบายมาก แต่เอาเข้าจริงผมก็รู้สึกตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย พวกเรามาสายกว่าเวลานัดไปพอสมควร จีเพิ่งบอกผมว่าจริงๆ พี่เขานัดกินข้าวเย็นแต่เจ้าตัวไม่อยากให้ผมอึดอัดเลยพาผมไปกินข้าวเย็นก่อนแล้วค่อยตามมาสมทบกับคนอื่นๆ

ผมเดินตามแผ่นหลังของจีเข้าไปในร้าน ด้านในเปิดไฟสลัว คลอด้วยเสียงสากลเพลงคุ้นหู จากมุมนี้ผมเห็นจียกมือขึ้นทักทายกับคนกลุ่มใหญ่ที่นั่งอยู่มุมสุดของร้านอาหาร ผมก้าวขาช้าลงโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ คิดว่าจะมีกันไม่กี่คน แต่เท่าที่ประเมิณจากสายตาน่าจะสิบกว่าคนได้

“หวัดดีครับๆ พี่โยหวัดดีครับ ...” คนตรงหน้ายกมือรับไหว้น้องๆ ในกลุ่ม ก่อนจะค้อมหัวสวัสดีพี่ผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงกลาง

“... นี่มิลค์ เพื่อนผมครับ ...”

“... มิลค์นี่พี่โย พี่ที่กูเล่าให้ฟัง”

“สวัสดีครับพี่ มิลค์นะครับ ... หวัดดีครับ” ผมที่ยืนเยื่องอยู่ข้างหลังก้าวขึ้นมาพร้อมกับยกมื้อไหว้พี่โยตามคำแนะนำของจี ก่อนจะหันไปส่งยิ้มให้ใครอีกหลายคน

“เล่าเรื่องดีๆ ของพี่ หรือว่านินทาพี่ให้เพื่อนฟังกันแน่ ...” พี่โยเดินเข้ามาโอบไหล่จี เชื่อแล้วว่าสนิทกัน

“... น้องมิลค์ มันนินทาอะไรพี่ให้เราฟังบ้าง”

“เรื่องดีๆ ซิพี่” จีฉีกยิ้มกว้างก่อนที่ผมจะได้ตอบอะไร

“มาๆ นานๆ จะได้เจอน้องรัก คืนนี้ไม่เมาไม่เลิก” จีถูกพี่โยลากคอเข้าไปกลางวง ผมเลยเดินตามไปนั่งข้างๆ หลังจากสั่งเครื่องดื่มผมถือวิสาสะสังเกตเพื่อนร่วมโต๊ะ มองผ่านๆ ทุกคนก็ดูเหมือน expat ทั่วไป แต่สายตาของผมกลับไปสะดุดกับผู้หญิงอยู่ 2 คนที่นั่งอยู่ริมกลุ่ม พวกเธอสวยและแต่งตัวดีแต่กลับให้ความรู้สึกแต่งต่างจากคนอื่นๆ แม้จะไม่มีใครคุยด้วยแต่พวกเธอก็ทำตัวกลมกลืน สนใจกับบทสนทนารอบข้างแต่จากประสบการณ์ ผมบอกได้เลยว่าพวกเธอแค่ทำท่าเหมือนสนใจ แต่จริงๆ แล้วพวกเธอไม่ได้ฟังสิ่งที่คนอื่นๆ พูดกันอยู่ไม่แต่น้อย ... แล้วหัวใจของผมก็หล่นวูปราวกับจะล่วงหล่น เมื่อคิดได้ว่าพวกเธอคือเด็ก ent ที่ถูกจ้างมา

“มึงโอเคไหม ลุกลี้ลุกลนตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว” จีหันมากระซิบถามในจังหวะที่พี่โยเว้นว่างบทสนทนากับมัน

“มึง 2 คนนั้นคือเด็ก ent เหรอ” ผมกระซิบถาม

“อืม คงมีคนจ้างมาให้พี่โยมั้ง ... มีไรเปล่า”

“กูไม่ได้อยากเรื่องมากนะ แต่ถ้ามีภาพของกูร่วมเฟลมกับเด็ก ent หลุดไปละก็” ผมเอียงคอกระซิบเพราะไม่อยากให้ใครได้ยิน ... ถ้าไอ้ไอซ์รู้ว่าผมนั่งอยู่ในวงล้อมของเด็ก ent ละก็ ผมได้โดนมันหักคอแน่

“เชี่ย ทำไงดีวะ” จีทำตาโตเพราะก็เพิ่งนึกได้ว่าถ้าภาพหลุดออกไปมันต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ

“มึงกระซิบใครซักคนได้ไหม” จีทำหน้ากลืนไม่เข้าคลายไม่ออก ผมเข้าใจว่ามันตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าอึดอัดมากแค่ไหน

“เฮ้ยยยยยยยยยยยยยยยย!!!” แล้วเสียงอุทานดังลั่นก็ดึงความสนใจของพวกเราทั่งโต๊ะ เมื่ออยู่ๆ 3 คนที่นั่งอยู่ฝังตรงข้ามก็พร้อมใจกันประสาทเสียง

“พวกมึงเป็นอะไรวะ ...” พอพี่โยถาม 3 คนที่นั่งเหมือนจะเอาหัวชนกันก็ส่ง smartphone ในมือมาให้

“... อะไรวะ ... เฮ้ย!!!” ผมหันมองซ้ายขวาเมื่อรู้สึกว่าถูกพี่โยและคนอื่นๆ จ้องตาไม่กระพริบ

“จี เพื่อนแกคือ มิลค์ ติณสิงห์ เหรอ” 1 ใน 3 คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถาม

“ก็เออดิ” จีพยักหน้า

“แล้วทำไมแกไม่บอกชั้น ชั้นจะได้เก๊กสวย นี่ก็รั่วอยู่ได้ตั้งนาน ...”

“... สวัสดีนะคะคุณมิลค์ ...” แล้วเธอก็เปลี่ยนโหมดยกมือไหว้ผมด้วยท่าทางสวยงามประดุจแอร์ของสายการบินแห่งชาติ

“... ไม่ทราบว่าตอนนี้คุณมิลค์กำลังมองหาพนักงานแผนก analyst เพิ่มไหมคะ จิ๊บคิดค่าตัวไปไม่แพงนะคะ แสนนึงขาดตัวแต่สำหรับคุณมิลค์จิ๊บลดให้เหลือแสนห้าเลยคะ”

“555 ขายของกันตรงๆ แบบนี้เลยเหรอครับ” ผมตอบรับเธอด้วยรอยยิ้ม

“ตรงๆ แบบนี้ละคะ นี่ถ้ารู้แต่แรกว่าคุณมิลค์จะมา จิ๊บจะเตรียม resume มาด้วย ... ไอ้จีแกทำชั้นดูแย่” เธอหันไปจิกกัดจีก่อนจะหันกลับมาส่งยิ้มสวนให้ผมอีกครั้ง

“พี่ทำตัวไม่ถูกเลย อยู่ๆ ก็เพิ่งรู้ตัวว่ามีคนดังมานั่งร่วมโต๊ะ” ผิดกับจิ๊บที่ยังคงความกระตือรือร้น พี่โยยกมือขึ้นเกาหัวแก้เขิน

“ไม่เป็นไรครับพี่ กันเองตามสบายได้เลยครับ” ผมส่งยิ้มให้พี่โย ย้ำหลายรอบว่าให้เห็นผมเหมือนน้องในทีมคนหนึ่ง พี่โยแกร็งอยู่ซักพักก่อนจะหันมาใช้ alcohol เป็นเครื่องมือช่วยละลายพฤติกรรมของพวกเรา

หลังจากตัวตนของผมถูกเปิดเผย พี่โยก็บอกให้น้องๆ เด็ก ent กลับไปก่อนโดยที่ผมไม่ต้องเอ่ยปากขอร้อง จากนั้นพวกเราก็ทำความรู้จักกันอย่างลึกซึ้งผ่านการดวล shot แก้วแล้วแก้วเล่า ทุกคนคอแข็งเหมือนทำจากทองแดง มีแต่ผมนี่แหละที่ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ยังคออ่อนเหมือนเดิม ผ่านไปค่อนคืนใบหน้าผมก็เอ่อร้อนและถูกย้อมเป็นสีแดงด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอร์

“มึงไหวเปล่า” จีที่นั่งอยู่ข้างๆ กระซิบถาม

“ว่าจะพอแล้ว” ผมตอบเพราะรับรู้ได้ว่าตอนนี้ใกล้ถึง limit ของตัวเองมากแค่ไหน

“ดีแล้ว กูยังจำครั้งสุดท้ายที่มึงเมาแล้ววิ่งหนีกูไปเต้นสีกับฝรั้งได้อยู่เลย”

“เลว” ผมบึนปากใส่คนที่นั่งอยู่ข้างๆ แม้จะเอ่ยปากด่าแต่หัวใจกลับพองโต ผ่านมานานขนาดนี้ยังจำได้อยู่อีกเหรอ

“กูโคตรคิดถึง summer ปีนั้น ...”

“... เป็นช่วงเวลาที่กูมีความสุขมากที่สุด” จีเป็นฝ่ายเริ่มพูดถึงหนึ่งในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเรา 2 คน

“กูก็เหมือนกัน ...”

“... มันผ่านมานานมาก นานจนกูคิดว่าทั้งหมดคือความฝัน” สำหรับผม ความทรงจำช่วง summer trip เป็นเหมือนฝัน ที่วันนี้มันเลือนรางไปมากเหลือเกิน แต่ถึงอย่างนั้น ทุกครั้งที่หวนคิดถึง กลับทำให้หัวใจรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

“ถ้าเป็นฝัน ก็ถือว่าเป็นฝันดี” จีตอบก่อนที่เรา 2 คนจะสบตากันผ่านแสงสลัว จีเหมือนถูกมนต์สะกด แววตาของมิลค์หวานเยิ้มด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์

“พี่มิลค์!!! ชนแก้วกันคะ ...” แก้วเบียร์ถูกยัดใส่มือ เธอคือรุ่นน้องของจีที่ประกาศตัวว่าเป็นสมาชิกด้อมของผมกับพี่ Riven

“... หมดแก้วนะคะ” พูดจบเธอก็ชนแก้วกับผมแล้วกระดกแก้วในมือตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตาย ดูทรงแล้วเธอน่าจะดื่มได้หมดแก้วจริงๆ ผมได้แต่มองตาปริบๆ เพราะถ้าหมดแก้วรับรองว่าคืนนี้ผมไม่เหลือสภาพ

“จิ๊บซักหน่อย น้องเขาจะได้ไม่เสียน้ำใจ ...”

“... ที่เหลือเดียวกูจัดการให้” จีก้มลงมากระซิบข้างหู ผมสัมผัสได้ถึงลมร้อนที่เป่าลงบนแก้ม ... นิ้วมือเรียวสวยยกแก้วจรดริมฝีปาก เบียร์รสชาตินุ่มลิ้นไหลลงคอได้ไม่เท่าไหร่ มือหนาก็คว้าเอาแก้วออกจากมือเพื่อนสนิท แล้วยกขึ้นดื่มรวดเดียวหมดแก้ว รอยยิ้มสวยปรากฏขึ้นบนใบหน้าของมิลค์ ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไหร่จีก็ยังคงเป็นจีคนเดิมในความทรงจำวัยเยาว์ของมิลค์ ... เป็นฤดูร้อนที่ผ่อนคลายและแสนจะอบอุ่น ... เป็นอีกครั้งที่ 2 แล้วที่คนตรงหน้าทำให้ดอกไม่ในหัวใจของผมกลับมาเบ่งบาน ... คืนนี้ถ้าไม่เมาเหล้าก็เมาความรู้สึกที่มีให้มันนี่แหละ ... มีสิ่งหนึ่งที่มิลค์ไม่ทันได้สังเกตคือตำแหน่งที่จีจรดริมผีปากลงบนแก้วนั้นยังมีร่อยรอยจางๆ ของริมฝีปากของมิลค์ประทับอยู่
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28-12-2025 09:24:00 โดย Milky_Milky_Way »

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 210
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: Love, In Every Lifetime : Teaser ตอนที่ 36
«ตอบ #185 เมื่อ28-12-2025 09:23:34 »

ตอนที่ 36 : ฤดูร้อน (Part 2/2)


วันที่ 3 นับเป็นคืนสุดท้ายของ trip พักใจที่ดีที่สุดของผมในรอบหลายปี อย่างที่จีบอกว่าที่นี้ไม่ได้มีที่เที่ยวมากนัก ผมเก็บ sight seen จนครบตั้งแต่วันแรก เมื่อคืน search หาที่เที่ยวอยู่ค่อนคืนก็ไม่มีสถานที่ๆ ถูกใจ สุดท้ายเจ้าตัวเลยตัดสินใจพาผมไป shopping ที่ outlet แทน

ผมยืนอยู่พิงเคาน์เตอร์ครัว สายตากำลังจับจ่องไปยัง croissant แฮมชีสในเตาอบ พลางจิบกาแฟรอเวลา เสียงเปิดประตูห้องนอนดังขึ้นตามมาด้วยเสียงลาก slipper ในจังหวะก้าวเดิมที่ผมคุ้นชิน

“Hi” จีทักทายผมด้วยสีหน้าง่วงๆ ของคนเพิ่งตื่นนอน ปลายผมของคนตรงหน้าชี้ฟูไปคนละทิศละทาง

“Hi” ผมทักทายกลับพร้อมรอยยิ้ม

“มึงลงไปออกกำลังมาแล้ว?” คนในชุดบอลย้วยๆ ถามด้วยสีหน้างัวเงีย ตาชั้นเดียวคู่นั้นหรี่ลงจนเหมือนเป็นแค่เส้นบางๆ บนใบหน้า

“อืม อาบน้ำแต่งตัวพร้อมไป shopping แล้ว” ผมตื่นเช้าเป็นปกติอยู่แล้ว เลยฆ่าเวลารอจีด้วยการไปออกกำลังใน gym

“กูยังง่วงๆ อยู่เลย” มันเกาหัวแกรกๆ พร้อมกับหาวออกมาวอดใหญ่

“มึงจะนอนต่อก็ได้นะ วันนี้ตารางหลวมๆ”

“ไม่เอาๆ วันสุดท้ายที่มึงจะได้อยู่เต็มๆ วัน ต้องพามึงไปเที่ยวให้เต็มที่ ...”

“... เดียวกูไปอาบน้ำก่อน ... มิลค์ ...”

“... มึงทำกาแฟกับข้าวเช้าให้กูด้วยดิ”

“ฮึ? ... เออ ได้ดิ” ประหลาดใจเล็กน้อยเพราะปกติคนตรงหน้าไม่กินกาแฟ ยิ่งข้าวเช้าแล้วน้อยครั้งมาก

“ได้กลิ่นกาแฟ กับข้าวเช้าของมึงแล้วหิววะ ... กูขอ Americano ร้อนนะ”

“ได้ๆ เดียวกูไปทำให้ มึงไปอาบน้ำเลย” พอประตูห้องนอนใหญ่ปิดลง ผมถึงกับเข่าอ่อนจนต้องพิงเอวไว้กับเคาว์เตอร์ครัว ใจเต้นจนไม่สามารถจะหลบซ้อนรอยยิ้มของตัวเองเอาไว้ได้ ยิ้มของจีทำให้ผมไม่เป็นตัวของตัวเอง ... ผมไม่ได้ทำข้าวเช้าให้จีกินมานานมากแล้ว

จานอาหารถูกจัดเตรียมไว้อย่างสวยงาม กาแฟร้อนๆ ถูกวางลงบนโต๊ะในจังหวะเดียวกับที่จีก้าวออกจากห้อง กลิ่นหอมของกาแฟเข้ากันกับกลิ่นเนยของ bakery

“โคตรหอม มึงชงอร่อยกว่ากูเป็นร้อยเท่า” เจ้าตัวยิ้มกว้างหลังจากจิ๊บกาแฟ

“มึงก็อวยเกิ๊นนนน กูก็ชงปกติ” เขินแต่ก็ต้องแกล้งกลบเกลื่อน

เป็นมื้ออาหารที่เหมือนหลุดเข้าไปในนิยายรักหวานแหวว แสงแดดอ่อนๆ ที่สาดเข้ามายามเช้า เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และ เสียงกระทบกันของช้อนส้อมกับจานกระเบื้อง ... นี่ผมคิดไปเองคนเดียวหรือเปล่าว่าบรรยากาศมันเหมือนกับเช้าแรกของคู่แต่งงานใหม่ไม่มีผิด

หลังจบมื้อเช้าจีอาสาล้างจานแล้วไล่ผมไปเตรียมตัว พวกเรามาถึง outlet ก่อนเที่ยงเล็กน้อย แต่เพราะเพิ่งกินข้าวเช้าได้ไม่นานเลยตัดสินใจหาอะไรรองท้องง่ายๆ ก่อนที่ผมจะ shopping marathon ไปจนถึงช่วงบ่าย เหมือนเดิมที่ถุง shopping เกือบทั้งหมดอยู่ในมือของจีที่เดินตามผมเข้าร้าน โน้น ออกร้านนี้

“จี...” ผมที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องลองเสื้อถึงกับหลุดยิ้มเมื่อเห็นจีนั่งเอนหลังหลับคาโซฟา ขำก็ขำ สงสารก็สงสาร หรือช่วง 2-3 วันนี้ผมใช้งานเขาหนักเกินไป ปกติแล้วเสาร์อาทิตย์จีจะนอนตื่นสาย เจ้าตัวเคยเล่าให้ฟังว่าถ้าไม่มีอะไรต้องทำก็มักจะตื่นนอนช่วงบ่าย จากนั้นก็นั่งๆ นอนๆ อยู่ในห้องทั้งวัน แล้วดูช่วงที่ผมมาซิ นอนก็ดึกแถมยังตื่นเช้ากว่าปกติ ระหว่างวันยังพาผมตะลอนไปทั่ว แม้จะถามย้ำหลายรอบแต่เจ้าตัวก็ยังยืนยันว่าไหว แล้วดูสภาพตอนนี้

ผมเดินย่องเข้าไปใกล้ ก่อนจะย่อตัวลงข้างๆ โซฟา โอกาสแบบนี้หาไม่ได้อีกแล้ว มือเรียวสวยหยิบ smart phone ออกมาจากกระเป๋า ผมฉีกยิ้มกว้างพร้อมกับ selfie กับคนที่นอนคอพับคออ่อนอยู่ข้างๆ ไปหลายรูป ในจังหวะที่ผมลุกขึ้นเจ้าตัวก็รู้สึกตัวพอดี

“โทษที กูเผลอหลับ ... มึงเสร็จแล้วเหรอ” มันปรับท่านั่งให้กลับมาเป็นปกติ

“เสร็จแล้ว” จริงๆ แล้วยังไม่เสร็จ แต่เห็นสภาพมันแล้วผมว่าผมควรจะพอแค่นี้

“มึงอยากเดินดูอะไรอีกไหม หรืออยากไปไหน”

“กลับเลยก็ได้นะ กูได้ทุกอย่างที่อยากได้แล้ว” ผมกะเวลาแล้วว่าถ้ากลับตอนนี้จีน่าจะได้พักซักหน่อยก่อนจะถึงมื้อเย็น

“คืนนี้มึงอยากไปหาบาร์นั่งอีกหรือเปล่า”

“อยาก ... ถ้ามึงไหว”

“ไหวๆ แต่กลับตอนเที่ยงคืนได้เปล่า คืนนี้มีบอล”

“Deal”



เช้าวันถัดมา ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกวาบไหว แม้เช้านี้ท้องฟ้าจะสดใส พระอาทิตย์สาดแสงแรงกล้าแต่ในใจของผมกับอึมครึมผิดจากทุกเช้าที่ผ่านมา ผมมีเวลาเหลืออีกเพียงครึ่งวันเท่านั้น เมื่อคืนคิดมากจนแทบนอนไม่หลับ ก่อนมาที่นี่ในใจของผมเต็มไปด้วยคำถามและความรู้สึกมากมาย แม้หลายๆ คำถามจะได้คำตอบ และหลายๆ ความรู้สึกจะถูกเติมเต็ม แต่ก็ยังหลงเหลือมีพื้นที่ว่างเปล่าอีกมากมาย ... นับตั้งแต่เจอกันครั้งก่อนผมก็เฝ้าใฝ่ฝันถึงวันที่เราจะได้กลับมาเจอกันอีก พอเวลาใกล้จะหมด เลยอดไม่ได้ที่จะกังวลเรื่องอนาคตระหว่างเรา 2 คน จะได้เจอกันอีกไหม จะได้กลับมาใช้ชีวิตร่วมกันแบบนี้อีกหรือเปล่า ... ไม่ชอบความรู้สึกที่เป็นอยู่ตอนนี้เลย เหมือนย้อนกลับไปยังช่วงเวลาของ puppy love อีกครั้ง

หลังจากกลับขึ้นมาจาก gym ความรู้สึกอึมครึมในใจยังไม่หายไปไหน และยิ่งใกล้เวลาที่เจ้าของห้องจะตื่นผมก็ยิ่งรู้สึกกระวนกระวาย ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ที่ผมนั่งอยู่นิ่งๆ เพื่อคิดทบทวนความรู้สึกของตัวเองบนโซฟาในห้องนั่งเล่น รู้ตัวอีกทีก็ได้ยินเสียงลาก slipper เดินเข้ามา

“Hi / Hi” เรา 2 คนเอ่ยปากทักทางพร้อมกัน

“มึงกินข้าวแล้ว ?” จีถามเมื่อเห็นผมไม่ได้มีท่าทีจะทำอาหารเช้าเหมือนเมื่อวาน

“อืม โทษทีพอดีกูขึ้นมาแล้วหิวมากเลยขอกินก่อน ... มึงจะกินไหม เดียวกูทำให้” ผมโกหก จริงๆ แล้วไม่ได้หิว แต่เพราะฟุ้งซ่านเลยต้องทำอะไรซักอย่าง

“ไม่เอาวะ เดียวกินกลางวันเลยทีเดียว” ตอนนี้เกือบจะเที่ยงแล้ว เจ้าตัวบอกผมตั้งแต่เมื่อวานว่าวันนี้จะขอตื่นสายหน่อย

“กาแฟละเอาไหม เดียวกูชงให้”

“ซักแก้วก็ดี ... งั้นกูไปอาบน้ำก่อน” พอพยักหน้ารับ เจ้าตัวก็หันหลังเดินกลับไป



“มึงชงยังไงให้รสชาดกำลังดีวะ” จีถามหลังจากรับแก้วกาแฟจากมือผมไป เส้นผมของมันดูยังมีความชื้นอยู่เล็กน้อย

“มันขึ้นอยู่กับว่ามึงใส่น้ำใน espresso เพิ่มไปเท่าไหร่ ปกติกูกินเข้มเลยเติมน้ำเข้าไปอีก 40 ml แต่มึงกินอ่อน กูเลยเติมน้ำไป 60 ml ถ้าใส่มากกว่านี้กูว่ามันเจือจางไป”

“ใส่น้ำเพิ่ม 60 ml เนอะ กูจะจำไปใช้บ้าง ... ไม่รู้เมื่อไหร่มึงจะได้มาชงให้กูกินอีก” หัวใจกระตุกเมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย และก็เป็นเพราะประโยคนี้เช่นกันที่ทำให้ผมตัดสินใจได้

“จี กูขอคุยอะไรกับมึงหน่อยได้ไหม”

“อืม” มันตอบรับพลางละเลียดกาแฟในมือ ผมสูดหายใจเข้าเต็มอกเมื่อได้ยินเจ้าตัวตอบรับ

“ขอบคุณนะ trip นี้เป็น trip ที่กูมีความสุขมาก ขอบคุณมึงที่ให้กูมา ... กูมีความสุขมากที่ได้ใช้เวลาร่วมกับมึง ...”

“... กูดีใจมากนะเว้ย ที่เห็นมึงมีความสุขดี ... มีหลายเรื่องมากที่อยากจะพูดกับมึง และกูก็กังวลว่าจะพูดดีไหม แต่กูไม่รู้ว่าจะมีโอกาสแบบนี้อีกหรือเปล่า เพราะงั้น กูขอพูดเลยละกัน ...” พวกใจผมเต้นระรัว มือทั้ง 2 ข้างสั่นจนต้องกำมือเอาไว้

“... ที่มึงพูดบนรถวันนัน กูฟังแล้วใจไม่ดีเลย กูรู้ว่ามึงเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่กูอยากให้มึงรู้ว่ากูยินดีรับฟังมึงทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่หรือเล็ก กูรับฟังมึงได้ทุกอย่าง ...” มันพยักหน้าในจังหวะที่ผมหยุดเพื่อควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่ให้เตลิดไปไกล

“... มึงคือคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตกู ที่กูพูดกับมึงบนรถ กูหมายถึงแบบนั้นจริงๆ ... กูไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ถ้าไม่มีมึง ...”

“... กูไม่สามารถจะจินตนาการได้ว่าตัวเองจะอยู่ยังไง ถ้าไม่มีมึงอยู่บนโลกนี้ ... แค่คิดกูก็หายใจไม่ออกแล้ว ...” หลังจากประโยคนี้ ภาพของคนตรงหน้าก็เริ่มพร่ามัว ผมรีบยกมือขึ้นปาดน้ำตาทิ้ง

“... กูยอมทุกอย่างแล้ว อะไรก็ได้ ขอแค่ยังมีมึงอยู่ในชีวิต ... 2 ปีที่มึงหายไป ไม่มีวันไหนที่กูไม่คิดถึงมึง” ผมสูดหายใจเข้าเต็มปอด พร้อมกับปาดน้ำตาทิ้งอีกครั้ง

“ชูว์!!! มิลค์ ไม่ร้องนะมึง ไม่ร้อง ... ค่อยๆ หายใจ ...” พอจมอยู่ในอ้อมแขนของจี ผมถึงรู้ตัวว่าตัวเองร้องไห้จนตัวโยนและสะอื้นหนักมากจนหายใจแทบไม่ทัน

“... อย่างนั้นแหละ ค่อยๆ หายใจ ค่อยๆ” เสียงทุ้มกระซิบอยู่ข้างหู มือหน้าลูบขึ้นลงบนแผ่นหลังในเชิงปลอบโยน ผมหลับตา พยายามดึงรั้งสติที่กระเจิดกระเจิงของตัวเองกลับมา จะสติแตกตอนนี้ไม่ได้

“จี ...” ผมรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี ดันตัวออกจากอ้อมแขนของคนตรงหน้า เรา 2 คนสบตากัน ผมเม้มปากแน่น มันเอียงคอทำหน้าสงสัย

“... กูยังรักมึงเหมือนเดิม ... 18 ปีที่แล้วกูรักมึงยังไง วันนี้ความรู้สึกของกูก็ยังเป็นอย่างนั้น” ตาชั้นเดียวตรงหน้าเบิกกว้าง สีหน้าที่เมื่อครู่อ่อนโยนกลับเคร่งขรึมขึ้นทันตา

“มิลค์ / จี” ผมรีบพูดขัดก่อนที่คนตรงหน้าจะพูดอะไรออกมา

“คบกับกูได้ไหม ในเมื่อเราทั้งคู่ต่างก็ไม่มีใคร ... ลองคบกันได้ไหม” ผมพูดออกไปแล้ว พูดออกไปโดยที่ไม่ได้ไตร่ตรองเลยด้วยซ้ำ



ผมใช้มือหยิบ French fried จิ้มซอสมะเขือเทศแล้วส่งเข้าปาก ระหว่างที่เคี้ยวอดชำเลืองมองจีที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามไม่ได้ มันกำลังกัด burger คำโต ในจังหวะที่ผมกำลังจะละสายตากลับจีกลับเงยหน้าขึ้นมาซะก่อน เรา 2 คนเลยบังเอิญได้สบตากัน มันขมวดคิ้วเป็นเชิงสงสัยว่าผมต้องการอะไรหรือเปล่า ผมส่ายหัว ก่อนจะก้มหน้าก้มตากิน burger ในมือ

“เสร็จจากนี้เดียวไปหา café นั่งกินกาแฟ ฆ่าเวลานะ ตอนแรกว่าจะพามึงไป shopping แต่ไม่น่าจะทัน” ผมพยักหน้ารับ

“ไม่ shopping แล้ว ซื้อของไปตั้งเยอะ”

“café ที่มึงเคยส่งให้กูดู อยู่แถวไหนนะ” ผมเปิด application ในมือถือแล้วส่งให้คนตรงหน้า มันกดๆ จิ้มๆ ลงบนหน้าจอมือถือ

จีทำตัวเหมือนเดิม เหมือนไม่ได้มีเรื่องดราม่าหนักหน่วงเกิดขึ้นระหว่างเรา การถูกปฏิเสธจากคนๆ เดิมเป็นครั้งที่ 2 หลังจากสารภาพรักครั้งแรกไปนับสิบปีเป็นเรื่องที่ทำให้ผมสติแตกไปพอสมควร ผมยังจำภาพเมื่อชั่วโมงก่อนได้ติดตา มันเม้มปากและส่ายหน้าช้าๆ แค่นั้น เท่านั้นเลยจริงๆ ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีคำพูดใดใดเพิ่มเติม มันแค่กอดผมไว้ในขณะที่ผมร้องไห้สะอื้นจะเป็นจะตาย จนกระทั้งผมหยุดร้องและตั้งสติได้มันถึงไล่ให้ผมไปล้างหน้าล้างตา และหลังจากที่เดินกลับออกมา ประโยคแรกที่จีถามคือมื้อกลางวันผมอยากจะกินอะไร แล้วหลังจากนั้นไม่ถึง 5 นาที เราก็พูดคุยหยอกล้อกันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ไม่ไกลจากตรงนี้ น่าจะนั่งได้เกือบชั่วโมง แล้วไปส่งมึงที่สนามบินเวลาน่าจะพอดีๆ”

“ไม่อยากกลับเลยวะ” ผมพูด

“งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกลา” มันตอบกลับด้วยประโยค classic

“กูหนีตามมึงมาอยู่ที่นี้ได้ไหม ไม่กลับไปทำงานแล้ว” ไม่รู้อะไรดลใจให้พูดออกไปแทบนั้น รู้สึกเหมือนเป็นเด็กใจแตกไม่มีผิด

“ถ้าพรุ่งนี้มึงไม่โผล่ไปที่ office ไอ้ไอซ์บินตามมาหยุมหัวมึงถึงห้องกูแน่”

“กูจะบอกมันว่ากูไม่กลับไปทำงานแล้ว กูติดผู้ชาย” ผมพูดกึ่งตลก

“พอจีบกูไม่ติด ก็เตาะกูเป็นเด็ก sideline เลยนะ”

“ไอ้บ้า!!!” แล้วเราก็นั่งหัวเราะกัน 2 คน ... ถูกปฏิเสธครั้งที่ 2 ก็ไม่ได้เลวร้ายเหมือนที่คิด จะทำให้เสียบรรยากาศทำไม ในเมื่อผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเมื่อไหร่เราจะได้กลับมานั่งหัวเราะด้วยกันแบบนี้อีก ตอนนี้การอยู่กับปัจจุบัน และมีความสุขกับกับคนตรงหน้าให้มากที่สุดเท่าจะมากได้ ย่อมเป็นทางออกที่ดีที่สุด


----------


#สารภาพ #ปฎิเสธ #ครั้งที่ 2 #ฤดูร้อน
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28-12-2025 09:27:03 โดย Milky_Milky_Way »

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 210
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: Love, In Every Lifetime : ตอนที่ 36 : ฤดูร้อน
«ตอบ #186 เมื่อ30-12-2025 12:53:35 »

"... มิลค์ ...”

“... มึงทำกาแฟกับข้าวเช้าให้กูด้วยดิ”

“ฮึ? ... เออ ได้ดิ” ประหลาดใจเล็กน้อยเพราะปกติคนตรงหน้าไม่กินกาแฟ ยิ่งข้าวเช้าแล้วน้อยครั้งมาก

“ได้กลิ่นกาแฟ กับข้าวเช้าของมึงแล้วหิววะ ... กูขอ Americano ร้อนนะ”

“ได้ๆ เดียวกูไปทำให้ มึงไปอาบน้ำเลย” พอประตูห้องนอนใหญ่ปิดลง ผมถึงกับเข่าอ่อนจนต้องพิงเอวไว้กับเคาว์เตอร์ครัว ใจเต้นจนไม่สามารถจะหลบซ้อนรอยยิ้มของตัวเองเอาไว้ได้ ยิ้มของจีทำให้ผมไม่เป็นตัวของตัวเอง ... ผมไม่ได้ทำข้าวเช้าให้จีกินมานานมากแล้ว

จานอาหารถูกจัดเตรียมไว้อย่างสวยงาม กาแฟร้อนๆ ถูกวางลงบนโต๊ะในจังหวะเดียวกับที่จีก้าวออกจากห้อง กลิ่นหอมของกาแฟเข้ากันกับกลิ่นเนยของ bakery


----------


#ฤดูร้อน
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 210
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: Love, In Every Lifetime : ตอนที่ 36 : ฤดูร้อน
«ตอบ #187 เมื่อ31-12-2025 22:40:40 »

สวัสดีปีใหม่ 2026 นะครับทุกคน
มีความสุขมาก ๆ สุขภาพแข็งแรงนะครับ

 :mew1:

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 210
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: Love, In Every Lifetime : ตอนที่ 36 : ฤดูร้อน
«ตอบ #188 เมื่อ02-01-2026 09:30:26 »

“จี...” ผมที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องลองเสื้อถึงกับหลุดยิ้มเมื่อเห็นจีนั่งเอนหลังหลับคาโซฟา ขำก็ขำ สงสารก็สงสาร หรือช่วง 2-3 วันนี้ผมใช้งานเขาหนักเกินไป ปกติแล้วเสาร์อาทิตย์จีจะนอนตื่นสาย เจ้าตัวเคยเล่าให้ฟังว่าถ้าไม่มีอะไรต้องทำก็มักจะตื่นนอนช่วงบ่าย จากนั้นก็นั่งๆ นอนๆ อยู่ในห้องทั้งวัน แล้วดูช่วงที่ผมมาซิ นอนก็ดึกแถมยังตื่นเช้ากว่าปกติ ระหว่างวันยังพาผมตะลอนไปทั่ว แม้จะถามย้ำหลายรอบแต่เจ้าตัวก็ยังยืนยันว่าไหว แล้วดูสภาพตอนนี้

ผมเดินย่องเข้าไปใกล้ ก่อนจะย่อตัวลงข้างๆ โซฟา โอกาสแบบนี้หาไม่ได้อีกแล้ว มือเรียวสวยหยิบ smart phone ออกมาจากกระเป๋า ผมฉีกยิ้มกว้างพร้อมกับ selfie กับคนที่นอนคอพับคออ่อนอยู่ข้างๆ ไปหลายรูป ในจังหวะที่ผมลุกขึ้นเจ้าตัวก็รู้สึกตัวพอดี


----------


#selfie #หมดแรง #ฤดูร้อน
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย


----------

ปล. ตอนต่อไปเป็นตอนพิเศษ เจอกันอีกทีวันอาทิตย์เลยนะครับ ... taking time to relax, recharge and have fun นะครับทุกคน
 :hao7:

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 210
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ตอนพิเศษที่ 5 : ปัจจุบัน


“นั้นแหละครับหมอ เรื่องราวทั้งหมดระหว่างผมกับเขา” ผมพูดพลางกระฉับแขนโอบรอบหมอนอิงนุ่มนิ่มที่วางอยู่บนตัก ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากัน ลุ้นว่าชายสูงอายุในชุดกาวน์สีขาวตรงหน้าจะมีความคิดเห็นอย่างไร

“เอาจริงๆ นะ ฟังที่คุณเล่ามาทั้งหมด หมอยังลุ้นให้สุดท้ายคุณ 2 คนได้คบกัน” น้ำเสียงติดตลกของคุณหมอทำให้ผมหลุดหัวเราะออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน พอมีเสียงหัวเราะและรอยยิ้มบรรยากาศในห้องก็ดูผ่อนคลายลงอย่างไม่น่าเชื่อ

“555 ขอบคุณครับ ... ผมควรจะทำอย่างไรต่อ”

“หมอจะบอกคุณว่าหมอไม่สามารถให้คำตอบได้ว่าคุณควรจะไปต่อ หรือพอแค่นี้ นั้นเป็นคำตอบที่คุณต้องตอบด้วยตัวเอง ... แต่จากประสบการณ์ของหมอ คุณมีคำตอบอยู่แล้วในใจ แต่คุณแค่ยังไม่อยากยอมรับ ...”

“... สิ่งเดียวที่หมอสามารถช่วยคุณได้คือ support อารมณ์และความรู้สึกของคุณ ... คุณบอกว่าตอนอยู่บนเครื่องบิน คุณร้องไห้กลับมาตลอดทาง ตอนนี้ยังรู้สึกอยากร้องไห้อยู่ไหมครับ”

“ไม่แล้วครับ ตอนแรกก็อยาก แต่ตอนนี้ไม่แล้ว” ผมส่ายหัว

ผมเริ่มน้ำตารื้นตั้งแต่ขึ้นเครื่อง และทันทีที่ไฟในห้องผู้โดยสารปิดขณะกำลัง take off ผมก็คลุมโปงร้องไห้อยู่ในความเงียบโดยที่ไม่มีใครเห็น ไอซ์บอกกับผมเสมอว่าต่อให้แตกสลายแค่ไหนก็ต้องไม่มีใครได้เห็นน้ำตาของมิลค์ ติฒสิงห์ ... นี่แหละชีวิตของผม ก้าวออกจากห้องของจี ผมก็กลับกลายเป็น มิลค์ ติฒสิงห์ คนเดิม ... แค่จะร้องไห้ให้สุดยังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

“ดีแล้ว หมอเห็นด้วยนะที่คุณระบายความรู้สึกออกมา บางครั้งการร้องไห้ก็ช่วยได้เยอะครับ ...” หมอพยักหน้าพลางจดอะไรยุกยิกๆ ลงในกระดาษ

“... ตอนนี้คุณนอนหลับได้ไหมครับ”

“ได้ครับ ดีขึ้นกว่าตอนแรกๆ เยอะ”

“ดีครับ เวลาจะช่วยให้อารมณ์ของเราสงบและเย็นลง แล้วคุณภาพของการนอนละครับเป็นยังไงบ้าง มีฝันหรือตื่นขึ้นมากลางดึกบ้างไหม”

“ก็มีบ้างครับ” ยอมรับว่าวันแรกๆ ที่กลับมาผมข่มตานอนหลับไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

“คุณอยากให้หมอจ่ายยานอนหลับติดไหวไหมครับ”

“ได้ครับ”

“งั้นหมอจ่ายให้ แต่ถ้านอนได้ ไม่กินก็ได้นะครับ มันทำให้เราหลับจริงแต่พอตอนเช้าคุณจะรู้สึกไม่สดชื่นเท่าไหร่”

“ครับ” ผมยักหน้า เพราะความรู้ที่ยังเหลือติดตัวมาทำให้ผมพอคิดถึงกลไกของยากลุ่มนี้ออก

“นอกจากที่เล่าให้หมอฟังแล้ว คุณอยากให้หมอช่วย support คุณตรงไหนอีกไหม” ผมขมวดคิ้วให้กับคำถามที่เหมือนจะมีความหมายบางอย่างซ่อนอยู่

“หมอหมายถึงผมอยาก come out ไหมนะเหรอครับ ...” หมอพยักหน้า

“... ผมว่ายังไม่ต้องถึงขั้นนั้นหรอกครับ มันคงจะเป็นเรื่องใหญ่ ...” พูดถึงประโยคนี้ผมก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้นมา

“.... อ่า!!! คุณหมอรู้ว่าผมเป็นใคร” หมอยิ้มทันทีที่ถูกจับได้

“หมอขอโทษที่ละลาบละล้วง แต่ดูจากขั้นตอนมากมายกว่าจะได้เจอกัน หมอเลยถือวิสาสะทำการบ้านมาล่วงหน้า”

“ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจ แล้วก็ขอโทษแทนเพื่อนผมด้วย เขาอาจจะ protective ไปหน่อย แต่ก็เป็นเพียงไม่กี่คนที่ผมไว้ใจ ...” ไม่ใช้เรื่อยง่ายที่ผมจะมาพบหมอจิตเวชผู้ใหญ่ได้โดยที่ไม่มีข่าวหลุดลอดออกไป แต่ไอซ์ก็สามารถทำให้มันเกิดขึ้นได้

“... หมอครับ ... ผมคิดวนเวียนอยู่เรื่องหนึ่งตั้งแต่แยกจากเขาจนถึงวันนี้ ... หลังจากจบ trip ผมจะกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างไรโดยปราสจากเขาอยู่ข้างๆ” คุณหมอสูดหายใจเข้าเต็มปอด แววตาครุ่นคิดหาคำตอบ

4 วันที่ได้อยู่ด้วยกัน เหมือนผมหลุดเข้าไปอยู่ในโลกของจินตนาการ ... ถ้าเราได้คบกันจริงๆ ชีวิตประจำวันของเราก็คงไม่ต่างไปจากนี้หรือเปล่า ... ได้ตื่นมาทำข้าวให้จีกิน อยู่ด้วยกันตลอด 24 ชม. นั่งดูบอลเป็นเพื่อนจีกลางดึก วันหยุดเขาพาผมไป shopping ช่วยถือของและนั่งรอผมจะเผลอหลับไปโซฟา ... ทุกเหตุการณที่เกิดขึ้นครั้งหนึ่งเคยเป็นฝันกลางวันของผม

“อยู่กับปัจจุบัน ... คุณต้องมีสติ และใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันครับ”



ฉันยังจดจำวันที่ได้เจอเธอ
กลิ่นจากกายพาให้ใจพร่ำเพ้อ
พาให้ใจยังละเมอถึงเธอในความฝัน
ในวันนี้เหลือแค่เพียงตัวฉัน
เมื่อถึงคราวต้องห่างกันไม่พบเจอ
กลิ่นดอกไม้พลันล่องลอยจางหาย
วอนสายลมช่วยพัดหวนคืนกลับมา

                                 
   กลิ่นดอกไม้, Newery, 2023


----------


#ปัจจุบัน
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Love, In Every Lifetime : ตอนพิเศษที่ 5 : ปัจจุบัน
« ตอบ #189 เมื่อ: 04-01-2026 10:00:58 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 210
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ผมเริ่มน้ำตารื้นตั้งแต่ขึ้นเครื่อง และทันทีที่ไฟในห้องผู้โดยสารปิดขณะกำลัง take off ผมก็คลุมโปงร้องไห้อยู่ในความเงียบโดยที่ไม่มีใครเห็น ไอซ์บอกกับผมเสมอว่าต่อให้แตกสลายแค่ไหนก็ต้องไม่มีใครได้เห็นน้ำตาของมิลค์ ติฒสิงห์ ... นี่แหละชีวิตของผม ก้าวออกจากห้องของจี ผมก็กลับกลายเป็น มิลค์ ติฒสิงห์ คนเดิม ... แค่จะร้องไห้ให้สุดยังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ


----------


#แตกสลาย #คนเดิม #ปัจจุบัน
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 210
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
4 วันที่ได้อยู่ด้วยกัน เหมือนผมหลุดเข้าไปอยู่ในโลกของจินตนาการ ... ถ้าเราได้คบกันจริงๆ ชีวิตประจำวันของเราก็คงไม่ต่างไปจากนี้หรือเปล่า ... ได้ตื่นมาทำข้าวให้จีกิน อยู่ด้วยกันตลอด 24 ชม. นั่งดูบอลเป็นเพื่อนจีกลางดึก วันหยุดเขาพาผมไป shopping ช่วยถือของและนั่งรอผมจะเผลอหลับไปโซฟา ... ทุกเหตุการณที่เกิดขึ้นครั้งหนึ่งเคยเป็นฝันกลางวันของผม
แค่เกลียดตัวเองที่ลืมช้า มันลืมช้า เก่งแต่จำอะไรบ้าบอ
ยังอยู่กับคำว่าเฝ้ารอ ยังจำว่าเคยรักใคร
อยู่กับช่วงเวลา ที่รู้ว่าเอากลับมาไม่ได้

คนลืมช้า, โบว์ลิ่ง มานิดา, 2010

----------

#คนลืมช้า #ปัจจุบัน
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย


ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 210
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
เมื่อถึงคราวต้องห่างกันไม่พบเจอ
กลิ่นดอกไม้พลันล่องลอยจางหาย
วอนสายลมช่วยพัดหวนคืนกลับมา                       


----------


#กลิ่นดอกไม้ #ปัจจุบัน
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-01-2026 10:48:23 โดย Milky_Milky_Way »

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 210
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: Love, In Every Lifetime : Teaser ตอนที่ 37
«ตอบ #193 เมื่อ10-01-2026 12:36:33 »

Teaser ตอนที่ 37


“มึงจะกลับไปหามันอีก!!!” ไอซ์พูดเสียงเข้มทันทีที่ผมบอกว่าเดือนหน้ามี plan จะไปหาจี 4 วัน 3 คืน

“อืม”

“มึงบ้าเปล่าเนี่ย ครั้งที่แล้วมึงถึงขั้นต้องไปหาจิตแพทย์ ยังไม่เข็ดอีกเหรอวะ” ฟังที่มันพูดแล้วก็นึกย้อนกลับไป เจ็บแต่แลกกับความสุขที่ได้รับมาก็ถือว่าคุ้ม

“กูคิดถึงมัน คิดถึงช่วงเวลาที่ได้อยู่กับมัน”

“มึงมันบ้า … รู้ทั้งรู้ว่ากลับไปแล้วต้องเจ็บ”

“กูไม่มีทางเลือก ถ้ายังอยากจะมีมันอยู่ในชีวิต ... มึงบอกกูเองว่าไม่ผิดถ้ากูจะพยายาม” พอโดนย้อนคำพูดของตัวเอง มันก็มองบนใส่ผมพร้อมกับทำสีหน้าเหนื่อยใจ

“เออกูพูดเอง ตอนนั้นกูไม่รู้เปล่าวะว่ามึงจะขนาดนี้ ...”

“... อยากไปก็ไป เดียวกูจองคิวหมอจิตแพทย์ให้”

“ไอ้เหี้ยไอซ์!!!” ผมแยกเขี้ยวใส่คนตรงหน้า อาจจะฟังแล้วเหมือนพูดกันเล่นๆแต่ผมรู้ว่ามันจะทำแบบนั้นจริงๆ


---------

มิลค์ : เจอกันวันพรุ่งนี้ครับ จากน้องมิลค์คนเดิม เพิ่มเติมคือเตรียมตัวไปสิงคโปร์ (อีกรอบ)

#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 210
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: Love, In Every Lifetime : ตอนที่ 37 : หมดแรง
«ตอบ #194 เมื่อ11-01-2026 09:56:32 »

ตอนที่ 37 : หมดแรง (Part 1/2)



“ไอ้มิลค์!!! … เรื่องใหญ่แล้วมึง” ไอซ์เปิดประตูแล้วเดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าตึงๆ

“อะไรวะ” ผมเงยหน้าขึ้นมาจากกองเอกสาร มันพยักหน้าส่งสัญญาณให้เลขาหน้าห้องปิดประตู พร้อมกำชับเสียงแข็งว่าถ้ามันไม่อนุญาต ใครหน้าไหนก็ห้ามเข้ามาเด็ดขาด ... ชักไม่แน่ใจว่าระหว่างผมกับมันใครตำแหน่งอะไรกันแน่

“สายกูที่ HR เพิ่งบอกมา ... พี่ณรงค์จะลาออก”

“เหี้ย!!! มึงแน่ใจนะ”

“แน่ใจ มึงดูนี่” ผมมอง tablet ที่มันยื่นมาให้ ตรงหน้าคือหนังสือขอลาออกของพี่ณรงค์พร้อมลายเซ็น

“ชิบหายแล้วมึง บริษัทลุกเป็นไฟแน่”

“มึงเช็คกับพ่อมึงดิ เขามี plan ยังไง ...”

“... ถ้ากูรู้มีหรือพ่อมึงจะไม่รู้ แล้วรับรองได้เลยว่าตอนนี้แม่งรู้กันทั้งบริษัทแล้ว” มันพูดเมื่อเห็นสีหน้าลังเลของผม ใช่ ผมไม่มีเวลาเหลือแล้ว

แต่ยังไม่ทันได้กดโทรศัพท์ intercom บนโต๊ะทำงานของผมก็ดังขึ้น

“เหี้ยแล้วไหมละ” ไอซ์สบถเมื่อเห็นหมายเลขที่ปรากฏบนหน้าจอ ... สายตรงจาก office ของพ่อ



ท้องฟ้าข้างนอกมืดสนิท ผมเดินหน้าตึงกลับมา office

“เป็นไงมึง” เปิดประตูเข้ามาในห้องก็เจอไอ้ไอซ์นั่งรออยู่แล้ว มันไลน์บอกผมตั้งแต่ตอนเย็นแล้วว่าจะมารอ

“เหี้ยมาก กูบอกเลยว่าเหี้ยมาก” ผมวาง tablet ไว้บนโต๊ะ ก่อนจะเดินไปทิ้งตัวลงบนโซฟา แกะเนคไทพร้อมกับปลดกระดุมคอเม็ดบน เหนื่อยฉิบหาย ขอหลับตาสงบสติอารมณ์ตัวเองซักพัก

“มิลค์ มาแดกข้าวก่อน แดกไปคุยไปมึง” ลืมตาขึ้นมาถึงได้เห็นกล่องอาหารวางอยู่บนโต๊ะ

“มึงยังไม่กิน?” ผมถามพลางพยุงตัวลุกขึ้น เดินโซซัดโซเซไปยังโต๊ะกินข้าว

“ยัง รอมึงกินพร้อมกัน”

“ขอบใจ” เราต่างหยิบกล่อง spaghetti ของใครของมัน

“เล่ามาดิ มีเรื่องอะไรแซ่บๆ บ้าง” มันถามพลางเปิดกล่องอาหาร

“พี่ณรงค์ลาออกเพราะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ”

“ไม่น่าเลยวะ คนดีๆ ... แล้วไงต่อ ตำแหน่งของพี่ณรงค์ พ่อมึงจะเอายังไง”

“ตอนแรกพ่อจะให้กูแทนพี่ณรงค์เลย ในฐานะผู้ถือหุ้นลำดับที่ 2 แต่ยังไม่ทันได้เปิดประเด็น ผู้บริหารคนอื่นๆ ก็พูดดักคอซะก่อน”

“มันก็ไม่ถูกเปล่าวะ แม้จะเป็นบริษัทใหญ่แต่ก็เป็น family business ปะ ยังไงมึงก็ต้องขึ้นเป็น CEO อยู่แล้ว ถ้าพวกแม่งไม่เห็นแก่ตัวเกิดไปก็ควรจะสนับสนุนมึงให้ขึ้นไปทีละขั้นเปล่าวะ สุดท้ายคนที่ได้ประโยชน์ที่สุดก็คือบริษัท” ไอซ์ออกความเห็นอย่างใส่อารมณ์

“ตำแหน่งนี้ใครๆ ก็อยากได้ทั้งนั้น มองอีกมุมหนึ่ง มันก็เป็นตำแหน่งที่สูงที่สุดแล้วสำหรับคนนอกครอบครัว”

“แล้วไงต่อ”

“พ่อกูยอมเพราะไม่อยากให้มีแรงกระเพื่อม ยิ่งเป็นช่วงที่กำลังขอสัมปทานจากรัฐ แค่ปัญหาภายนอกก็ปวดหัวมากพอแล้ว ...”

“... พอจบเรื่องกู จากนั้นก็ซัดกันนัวเลยมึง อย่างกับ Game of Thrones ... ซัดกันเองไม่พอ บางเรื่องลากกูเข้าไปอีก ... ฟาดกูมา กูก็ฟาดกลับเปล่าวะ ... ชุลมุนกันถึงหัวค่ำ สุดท้ายพ่อเลยตัดบทว่าตำแหน่งของพี่ณรงค์ ทุกคนมีสิทธิ์เท่ากัน จะพิจารณาจากผลงานเป็นหลัก ตอนนี้จะยังไม่ตั้งใครขึ้นมาจนกว่าการขอสัมปทานจะเรียบร้อย”

“พ่อมึงพูดแบบนี้แสดงว่ามึงก็ยังมีสิทธิเปล่าวะ” มันถาม ผมพยักหน้า

“มึงเตรียมตัวได้เลย รับรองว่ามันต้องเป็นปีที่เหี้ยมากๆ” ผมพูดพลางหยิบทิชชูขึ้นมาเช็ดปาก ผมตัดสินใจตั้งแต่เดินออกมาจากห้องประชุมแล้วว่าถึงอย่างไรผมก็ต้องคว้าตำแหน่งนี้มาให้ได้ เพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าผมก็มีความสามารถไม่แพ้ใคร



...



“มึงจะกลับไปหามันอีก!!!” ไอซ์พูดเสียงเข้มทันทีที่ผมบอกว่าเดือนหน้ามี plan จะไปหาจี 4 วัน 3 คืน

“อืม”

“มึงบ้าเปล่าเนี่ย ครั้งที่แล้วมึงถึงขั้นต้องไปหาจิตแพทย์ ยังไม่เข็ดอีกเหรอวะ” ฟังที่มันพูดแล้วก็นึกย้อนกลับไป เจ็บแต่แลกกับความสุขที่ได้รับมาก็ถือว่าคุ้ม

“กูคิดถึงมัน คิดถึงช่วงเวลาที่ได้อยู่กับมัน”

“มึงมันบ้า … รู้ทั้งรู้ว่ากลับไปแล้วต้องเจ็บ”

“กูไม่มีทางเลือก ถ้ายังอยากจะมีมันอยู่ในชีวิต ... มึงบอกกูเองว่าไม่ผิดถ้ากูจะพยายาม” พอโดนย้อนคำพูดของตัวเอง มันก็มองบนใส่ผมพร้อมกับทำสีหน้าเหนื่อยใจ

“เออกูพูดเอง ตอนนั้นกูไม่รู้เปล่าวะว่ามึงจะขนาดนี้ ...”

“... อยากไปก็ไป เดียวกูจองคิวหมอจิตแพทย์ให้”

“ไอ้เหี้ยไอซ์!!!” ผมแยกเขี้ยวใส่คนตรงหน้า อาจจะฟังแล้วเหมือนพูดกันเล่นๆแต่ผมรู้ว่ามันจะทำแบบนั้นจริงๆ



‘He is worth every tear I cry’







“Hi” จีเอ่ยปากทักทายเมื่อผมก้าวเข้ามานั่งอยู่ในรถ มารอบนี้วันพฤหัสไม่ใช่วันหยุด เจ้าตัวเลยให้ผมบินมาช่วงหัวค่ำแทนจะได้ขับรถมารับหลังจากเลิกงานได้

“Hi ... เห็นมึงแต่งตัวแบบนี้แล้วไม่คุ้นเลย” ผมทักเพราะไม่เคยเห็นมันใส่ uniform มาก่อน แม้จะเป็นแค่เสื้อโปโลสกรีน logo บริษัทกับกางเกงยีนส์ก็ตาม

“พนักงาน office ก็งี้ ใครจะใส่ Valentino ทำงานเหมือนมึง” มันค้อน อะ!!! ไอ้นี้พูดแค่นี้ทำเป็นค้อน

“ไม่ค่อย up เฟสแต่รู้ทุกเรื่องนะมึง ...” อดไม่ได้เลยขอจิกกัดมันซักหน่อย แซวผมเรื่องชุด Valentino แสดงว่าเจ้าตัวได้เห็นบทสัมภาษณ์กับสื่อ online ล่าสุดของผมแล้วแน่ๆ ... แต่เดี๋ยวก่อน!!!

“... แล้วมึงรู้ได้ไงว่ากูใส่ Valentino” เพราะเป็นสื่อที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจผมเลยมั่นใจว่าในบทสัมภาษณ์ไม่มีเรื่องเกี่ยวกับ fashion แน่นอน ... เจ้าตัวถึงกับนิ่งไปเมื่อโดนผมถามย้อน

“เออ!!! กูรู้ละกัน ...” ผมอมยิ้ม ไม่บ่อยนักที่จะได้เห็นคนข้างๆ เสียอาการ ... ไป search มาสินะ

“... แล้วจะกินอะไร” เจ้าตัวชวนเปลี่ยนเรื่องอย่างเนียนๆ

“มึงกินยัง”

“ยังเลย รอกินพร้อมมึง” จีตอบกลับด้วยประโยคง่ายๆ แต่ก็ทำให้ผมยิ้มได้

“งั้นแล้วแต่มึงเลย”

“กินบะกุ๊ดเต๋ไหม”

“ได้ เสร็จแล้วไปต่อได้ปะ” ผมถามเพราะเปรี้ยวปากอยากนั่ง drink กับจี

“คืนนี้ไม่ได้วะ พรุ่งนี้ทำงาน ... เรื่องแม่บ้านเอาไง กูยัง cancel ทันนะ” พรุ่งนี้จีลางานได้แค่ช่วงบ่าย แต่ครึ่งเช้าเจ้านายใจดีอนุญาตให้ WFH ได้ ปกติจีจะมีแม่บ้านมาทำความสะอาดห้องทุกเช้าวันศุกร์ เจ้าตัวถามผมตั้งแต่สัปดาห์ก่อนแล้วว่าถ้าผมจะนอนตื่นสายหรืออยากได้ความเป็นส่วนตัวก็จะ cancel แม่บ้านให้

“ให้เขามานั้นแหละ กูมี meeting เช้าพอดี” จริงๆ แล้วผมจะบินมาพรุ่งนี้สายๆ ก็ได้เพราะกว่าจะได้เที่ยวจริงๆ ก็ช่วงบ่าย แต่ผมแค่อยากใช้เวลากับจีนานๆ ได้นั่งทำงานอยู่ข้างๆ กันเท่านั้นก็มากพอแล้ว

เรา 2 คนนั่งอยู่ในร้านบะกุ๊ดเต๋เจ้าดัง บรรยากาศย้อนยุคคล้ายร้านข้าวต้มโต้รุ่งเมื่อหลายสิบปีก่อน โต๊ะไม้เก่าๆ พัดลมติดเพดาน เสียงพูดคุยของลูกค้า เสียงตะโกนคุยระหว่างพนักงานและพ่อครัว ผมมองไปรอบๆ เพื่อซึมซับทุกสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นรูป รส กลิ่น เสียง และที่สำคัญคือคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

“มองอะไร” มันถามเมื่อเห็นผมมองแล้วอมยิ้ม

“เปล่า แค่คิดถึง” จีพยักหน้า รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฎขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา จากนั้นเจ้าตัวก็ก้มหน้าสนใจ smart phone ในมือ ... แม้จะปฏิเสธมาถึง 2 ครั้ง แต่เจ้าตัวก็ไม่มีท่าทีรังเกียจ ทำให้ผมมีความกล้ามากขึ้นที่จะแสดงความรู้สึกของตัวเอง ... แค่ได้ใช้ชีวิตประจำวันด้วยกัน ต่อให้กลับไปแล้วต้องเหงาจับใจแค่ไหน ผมก็ยินดีแลกกับทุกหยดน้ำตาที่เสียไป



“เบาๆ หน่อยมึง” ผมเอ่ยปากเตือนมิลค์ ที่คืนนี้เจ้าตัวดูจะ enjoy กับ cocktail ตรงหน้ามากกว่าปกติ

“เออน่า นิดหน่อยเอง” มันค้อน แล้วก็ก้มหน้าลงพลิกเมนูไปมา ... เมื่อก่อนมิลค์เป็นคนไม่ชอบกิน alcohol จีถึงรู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อยที่พอได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง เจ้าดู enjoy กับการดื่มมาก แต่ที่เหมือนเดิมคือมันไม่ชอบกินเบียร์ และมันหน้าแดงเร็วมาก อย่างเช่นตอนนี้ที่นอกจากจะหน้าแดงเป็นลูกตำลึงแล้ว ตาของมันยังหวานเยิ้มราวกับน้ำตาลเคี่ยวอีกต่างหาก

“ปกติมึงชอบอะไร” ผมถามมิลค์พลางยกแก้วทรงสูงตรงหน้าขึ้นมาจิบ

“ชอบมึง” ไอ้เหี้ยแล้วดูมันตอบผมกลับมา แทบสำลักเหล้า ไอ้มิลค์นี่บทมันจะแรด มันก็แรดได้มีจริตเหมือนกันนะ

“กูหมายถึงเหล้า” ผมตอบกลับมันเสียงเข้ม คงเมาแล้วมั้งถึงได้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไม่หยุด

“กินได้หมด ไม่มีอะไรที่ชอบเป็นพิเศษ” มิลค์ยักไหล่ตอบ แล้วกลับไปสนใจเมนูตรงหน้าอีกครั้ง

“เคยกิน Gin ไหม”

“ฮึ ไม่วะ” เจ้าตัวส่ายหัวไปมา

“ลองไหม”

“ที่มึงกินอยู่ปะ ...” ผมพยักหน้า

“... เอาดิ”

“ชอบแบบไหน ...” เจ้าตัวมองหน้าผม ก่อนจะยกนิ้วชี้ขึ้นมาตรงหน้า

“... 555 ไอ้เหี้ยมิลค์ มึงเลิกจีบกูได้แล้ว เดี๋ยวกูสั่งให้” ผมคว้าเมนูจากมือของมัน เลือก Gin กลิ่นผลไม้ ที่พอ mix กับ tonic แล้วน่าจะเหมาะกับ beginner อย่างมัน หันกลับมาถึงได้เห็นว่ามันส่งยิ้มหวานตาเยิ้มมาให้ ไม่รู้มันใจกล้าอะไรขึ้นมา ช่วงหลังๆ ถึงได้ปล่อยมุกจีบผมทุกครั้งที่มีโอกาส อย่างคืนนี้ผมโดนมันปล่อยมุกจีบมา 2 ครั้งติดกันรัวๆ

ไม่นานเครื่องดื่มก็มาเสิร์ฟ มันยกแก้วขึ้นมาพิจารณา ก่อนจะดมกลิ่น แล้วก็จิบเบาๆ

“เชี่ย!!! อร่อยยยยยย” มันยิ้มกว้าง ตาเป็นประกาย ผมแอบยิ้มให้ตัวเองที่แม้จะผ่านมานานขนาดนี้แต่ก็ยังเดาใจมันถูกว่าชอบอะไร ... เจ้าตัวจิบเข้าไปคำใหญ่ก่อนจะทำเสียงซู๊ดปากสดชื่นเสียเต็มประดา ... วันนี้มันดูแต่งตัวจัดกว่าเมื่อวาน เรียกได้ว่าแบรนด์เนมตั้งแต่หัวจรดเท้าลามไปยัง jewelry ถ้าจะให้เดาผมว่าทั้งตัวไอ้มิลค์ถอยรถยุโรปคันใหญ่ได้สบายๆ แปลกที่ถ้าของเหล่านี้ไปอยู่ในตัวของคนอื่นมันอาจจะดูเยอะไป แต่พออยู่บนตัวของมิลค์แล้ว ทุกอย่างดูพอเหมาะพอดี ไม่มากไป ไม่น้อยไป ... perfect น่าจะเป็นคำจำกัดความที่เหมาะสมกับลุคของมันในค่ำคืนนี้

หลังจากค้นพบเครื่องดื่มในดวงใจ มันก็ดูจะสนุกกับการสั่ง Gin กลิ่นแปลกๆ มาลอง แก้วที่ 1 แก้วที่ 2 แก้วที่ 3 และแก้วต่อๆ ไป ... เป็นอีกครั้งที่ผมหัวเราะแห้งๆ และบอกกับตัวเองว่า ‘กูไม่น่าเลย’

“ไอ้เหี้ยมิลค์มึงอย่าเดินเซ เดี๋ยวไปชนคนอื่น” ผมพูดเสียงเข้มๆ รีบคว้าตัวมันไว้ก่อนที่มันจะเดินเซไปชนคนที่เดินสวนมา

“เออๆ ไม่เซๆ” มันพูดพึมพำอยู่ในคอในขณะที่ตัวเองเดินเฉไปมาเหมือนปู

“ถึงแล้ว ยืนรอตรงนี้แป๊บเดี๋ยว เดียว Grab ก็มาแล้ว ...”

“... ห้ามนั่ง!!!” ผมดุเมื่อหันหลังให้มันได้ไม่ถึงเสี้ยววินาที เจ้าตัวก็ทำท่าจะหย่อนก้นลงบนทางเท้า ผมรู้ว่าคนอย่างมันไม่ซักเสื้อผ้าเองแต่อย่างน้อยก็ช่วยให้เกียรติกางเกงตัวละหลายหมื่นบ้าง ... เล่าให้ใครฟังจะมีใครเชื่อว่าคนที่สภาพโซซัดโซเซเมาเป็นหมาอยู่ตรงนี้คือ hiso เบอร์ต้นของเมืองไทย

“มันเมื่อย จะนั่ง” เมาเป็นหมาขนาดนี้แต่เรื่องเถียงคนอื่นฉอดๆ ความเป็นไอ้มิลค์ไม่เคย drop ... ดื้อชิบหาย

“สกปรก ห้ามนั่ง ยืนพิงกำแพงไว้ แป๊บเดียว Grab ก็มาแล้ว ...” ผมจับมันไปยืนพิงกำแพง พอแน่ใจว่าเจ้าตัวจะไม่ฟุบลงนั่งกับพื้นก็เป็นจังหวะเดียวกับที่คนขับโทรเข้ามา

“... เข้าไปมึง ระวังหัวกระแทก” มือหนาวางลงบนศีรษะทุยของมิลค์ ก่อนที่จีจะประคองเพื่อนสนิทเข้าไปในรถ

รถขับออกไปได้ไม่เท่าไหร่ ไอ้คนที่นอนคอพับคออ่อนพิงประตูรถก็เริ่มแผลงฤทธิ์มันย้ายเอาหัวเลื้อยมาซบอยู่ตรงต้นแขนของผม

“จี กูเหนื่อย” มันพูดเสียงอ่อแอ้ ทั้งที่เปลือกตาทั้ง 2 ข้างยังปิดสนิท

“เหนื่อยอะไร”

“กูเหนื่อย กูไม่เคยอยากรับผิดชอบอะไรทั้งนั้น ... กูแค่อยากใช้ชีวิตไปเรื่อยเปื่อย”

“คนเราต้องเติบโตมิลค์”

“มึงรู้หรือเปล่าว่ากูผ่านอะไรมาบ้าง … พอไม่มีมึงอยู่ข้างๆ เหมือนโลกทั้งใบเหลือแค่กูคนเดียว” ผมรู้สึกไปเองหรือเปล่า ทุกครั้งเวลาพูดถึงเรื่องของผม แววตาของคนตรงหน้าดูปวดร้าวอย่างถึงที่สุด

“คิดมาก มึงยังมีไอ้ไอซ์”

“ใช่ ... โชคดีที่ยังมีไอซ์ แต่ก็ไม่มีใครแทนที่มึงได้” หัวทุยยังคงถูไปมากับต้นแขน

“มึงยึดติดกับกูมากเกินไป”

“มึงทิ้งกูได้ไงวะ มึงทิ้งให้กูอยู่กลางฝูงหมาป่าพวกนั้นได้ยังไงวะ”

“มึงพูดเหมือนกูอยู่แล้วกูจะช่วยอะไรได้” ตอนเด็กๆ ผมอาจจะรู้สึกว่าโลกใบนี้มีแค่เรา 2 คน แต่พอโตขึ้นความจริงกลับโหดร้ายกว่านั้น ต่อให้ผมอยู่ผมก็ช่วยอะไรมิลค์ไม่ได้อยู่ดี

“ช่วยได้ดิ ... ขอแค่มีมึงอยู่ข้างๆ ต่อให้โลกทั้งใบถล่มลงมา กูก็มั่นใจว่าจะผ่านไปได้” เป็นประโยคที่พอได้ฟังอีกครั้งก็ทำให้หัวใจของผมสั่นไหวได้ไม่น้อย ประโยคเดิมเมื่อสิบกว่าปีก่อน ไม่คิดว่าผ่านมาจนถึงวันนี้มิลค์จะยังคงเชื่อมั่นในความรู้สึกนี้อยู่

“ใจเย็นมึง” ผมพูดพลางลูบแผ่นหลังของมันขึ้นลงเป็นเชิงปลอบโยน

“จี!!! สัญญากับกูว่าหมด contract นี้แล้วมึงจะกลับบ้าน ...” นิ้วมือเรียวสวยกำรอบแขนของผมไว้พร้อมเขย่าไปมาเป็นเชิงออดอ้อน มันเงยหน้าขึ้นมาจ้องตาผม แก้มของมันแดงจากฤทธิ์ของ alcohol ในขณะที่ดวงตาคู่นั้นช่างหวานเยิ้มจนผมไม่อาจละสายตาไปไหนได้

“... กลับบ้านนะ กูอยากมีมึงอยู่ข้างๆ ...” มันพูดเหมือนกับว่าหากผมกลับไป แล้วเราจะได้อยู่ใกล้กัน

“... ไอ้จี!!! มึงสัญญากับกูมา” แล้วคนเมาก็ทุบแขนผมเต็มแรง แม่งเอ้ยยยย เมาทีไรกูเดือนร้อนตลอด

“เออ กูสัญญา เลิกทุบได้แล้ว กูเจ็บ”

“ก็แค่เนี่ย จะเล่นตัวทำไมฮะ” มันเมามากจริงๆ ระหว่างทางกลับบ้านมิลค์พูดอะไรไม่รู้เยอะแยะไปหมด สลับเรื่องไปๆ มาๆ จนผมตามแทบไม่ทัน ส่วนมากจะเป็นเรื่องงาน ยิ่งพูดมันก็ยิ่งใส่อารณ์ จนต้องคอยบอกให้มันเบาเสียงลงเพราะกลัวว่าคนขับรถจะรำคาญจนไล่ตะเพิดลงกลางทาง

มันคงเครียดกับงานมากจริงๆ แต่ก็เป็นเรื่องปกติของคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบเยอะแบบมัน ... มันมาไกลมาก มาไกลมากจริงๆ ถ้านับจากเด็กน้อยที่โทรมาร้องไห้โฮกับผมเป็นคนแรกทันทีที่รู้ตัวว่าหลังเรียนจบเจ้าตัวต้องกลับมาช่วยงานพ่อ

ผมทอดสายตาพิจารณาเจ้าของใบหน้าสวย ทำงานหนักขนาดนี้แต่เจ้าตัวไม่โทรมลงเลยแม้แต่น้อย มันเป็นคนโครงหน้าสวยตั้งแต่เด็ก ปากนิด จมูกหน่อย พอมาประกอบกันแล้วทุกอย่างดูเหมาะเจาะลงตัว แม้จะอายุ 30 ปลายๆ แต่มันแทบจะไม่เปลี่ยนไปจากมิลค์ในความทรงจำวัยเยาว์ของผมเลยแม้แต่น้อย


ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 210
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: Love, In Every Lifetime : ตอนที่ 37 : หมดแรง
«ตอบ #195 เมื่อ11-01-2026 10:01:20 »

ตอนที่ 37 : หมดแรง (Part 2/2)


พอถึงคอนโดผมหิ้วปีกมันขึ้นลิฟต์ มันยังยืนไหวแต่ทรงตัวแทบไม่ได้ alcohol ในกระแสเลือดน่าจะออกฤทธิ์เต็มที่ ผมต้องเอาหัวทุยๆ ของมันมาวางแปะอยู่กับต้นแขน และระหว่างที่ประตูลิฟต์กำลังจะปิดมีผู้หญิง 2 คนเดินเข้ามา สังเกตจากการแต่งตัวและเวลา พวกเธอคงไปเที่ยวมาเหมือนกัน ผมส่งยิ้มทักทายตามมารยาท เอาจริงๆ คือแก้เขินเพราะไอ้ตัวดีที่อยู่ข้างๆ พูดเจื้อยแจ้วไม่ยอมหยุด จับสังเกตได้ว่าสายตาของเธอ 2 คนลอบมองสำรวจไอ้มิลค์ตลอดเวลา ให้ผมเดาคือกำลังแอบส่อง brand name บนตัวมัน อย่างที่บอกว่าวันนี้มันแต่งตัวหนัก ตั้งแต่หัวจรดเท้าผมว่าไม่ต่ำกว่า 7 หลัก

“ห้ามมอง!!!” ผมสะดุ้งเมื่ออยู่ๆ มันก็ยกมือขึ้นมาปิดตาผม

“มิลค์อย่าเสียงดัง เกรงใจคนอื่น ...” ผมรวบข้อมือมันไว้ด้วยมือข้างเดียว ในขณะที่เจ้าตัวเซจนแทบจะหงายหลัง ผมเลยใช้แขนอีกข้างล็อคตัวมันไว้

“... sorry, he is very drunk.” ผมโค้งหัวเป็นเชิงขอโทษพร้อมกับอธิบาย พวกเธอ 2 คนอมยิ้มให้กับพฤติกรรมของคนเมา ผมชำเลืองมองเลข digital ตรงประตูแล้วรู้สึกหงุดหงิดว่าทำไมวันนี้ลิฟต์ถึงได้เคลื่อนที่ช้ากว่าปกติ

“That's fine. He is so cute” เธอตอบกลับมาพร้อมรอยยิ้ม

“Don’t let his cute face fool you.” แล้วพวกเธอหัวเราะกลับมา

“มึงพูดกับเขาทำไม รู้จักกันเหรอ” สงบได้ไม่ถึง 5 นาที มันก็เริ่มแผลงฤทธิ์ มิลค์ถามผมด้วยน้ำเสียงหาเรื่อง ทั้งที่ตาแทบจะลืมไม่ขึ้นด้วยซ้ำ

“ไปๆ ถึงแล้ว” ผมไม่ต่อความกับคนเมาเพราะเป็นจังหวะเดียวกับที่ประตูลิฟต์เปิดออก แต่ใครจะรู้ว่าจังหวะที่ลากมันออกจากลิฟต์ เจ้าตัวผละออกจากผมแล้วหันไปตวัดสายตาไปมองแรงกับ 2 สาว

“Don’ t look at him. He is mine!!!” โอ้ยยยยยยย ไอ้มิลค์ คืนนี้มึงสร้างแต่เรื่อง ผมต้องรีบขอโทษขอโพยพวกเธอเป็นการใหญ่ โชคดีที่พวกเธอไม่ติดใจเพราะยังหัวเราะคิกคักกันเหมือนเดิม บอกแล้วว่าระวังจะถูกมันหลอก เห็นมันทำท่าทำทางน่ารักแบบนี้ ใครจะรู้ว่าบทจะแสบไอ้มิลค์ก็แสบได้สุดๆ เหมือนกัน

“มึงนั่งตรงนี้ อย่าไปไหน ...” พอจับมันนั่งลงบนโซฟา มันก็คว้าหมอนอิงมากอดแล้วก็เอนตัวลงไปนอน

“... เดี๋ยวกูไปล้างหน้าล้างตาแป๊บ แล้วจะกลับมาจัดการกับมึง” มันหลับตาพริ้ม ตอบรับงึมงำๆ ในลำคอ คิดว่าคงไม่เข้าใจที่ผมพูด แต่คอพับคออ่อนขนาดนี้คงหมดฤทธิ์แล้วละมั้ง

ผมกลับเข้าห้องนอนไปล้างหน้าล้างตา แต่พอเดินกลับออกมาอีกครั้งก็แทบจะล้มทั้งยืน ไอ้ตัวดียืนกระดกขวดเหล้าอยู่กลางห้อง ไอ้มิลค์ กูจะหักคอมึง!!!

“ไอ้มิลค์ หยุด!!!” 2 ขาก้าวยาวๆ ไปแย่งขวดเหล้าออกจากมือของมัน มันทำท่าจะยกขวดหนีแต่ผมไวกว่า พิจารณาขวดเหล้าในมือแล้วได้แต่ส่ายหัวอย่างเอือมระอา กะคร่าวๆ น่าจะซัดไปอีกพอสมควร

“ไม่เอา กูจะแดก” มันหันมาแยกเขี้ยวใส่ทั้งที่ตาแทบจะลืมไม่ขึ้น

“พอแล้ว มึงแดกเยอะแล้ว เก็บไว้กินพรุ่งนี้ต่อ” ผมประคองมันนั่งลงบนโซฟาอีกครั้ง ก่อนจะถอยออกมาเอาขวดเหล้าไปเก็บ

เดินไปได้ไม่กี่ก้าว หมอนอิงใบแรกก็ลอยข้ามหัวไปตกลงตรงหน้า พอหันกลับมาใบที่ 2 ก็ลอยมากระแทกเต็มอก ไอ้มิลค์ที่ก่อนหน้านี้ถูกผมวางไว้บนโซฟา ไถลตัวลงมานั่งพับเพียบอยู่บนพื้น อดไม่ได้เลยต้องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ดื้อฉิบหาย

“อย่าดื้อได้ไหมวะ” ผมเก็บขวดเหล้าใส่ตู้ ก่อนจะเดินกลับไปหามัน ตั้งใจว่าครั้งนี้จะลากมันไปโยนทิ้งบนเตียง ที่เหลือก็เรื่องของมัน ผมหมดความอดทนกับมันแล้ว

“ไอ้เหี้ยจี!!! ...” มันตะโกนเสียงอ้อแอ้ นิ้วมือเรียวสวยชี้ตรงมาที่ผม นั้นทำให้ผมเปลี่ยนใจนั่งลงบนโซฟาข้างๆ มันแทน

“... ขนาด idol เกาหลียังตามจีบกู มึงมั่นหน้ามาจากไหนวะถึงปฏิเสธกู 2 รอบ ...” ผมยกยิ้มอย่างพออกพอใจ เอากับมันซิ แล้วผมก็เปลี่ยนใจว่าจะปล่อยเลยตามเลย อยากรู้เหมือนกันว่ามันจะไปสุดที่ตรงไหน

“... มึงหายหัวไปได้ยังไงตั้ง 2 ปี”

“จริงๆ มันก็ไม่ถึง 2 ปีเปล่าวะ” ไม่เข้าใจว่ามันนับยังไงถึงบอกว่าผมหายไป 2 ปี ผมนับๆ ดูอย่างมากก็ปีครึ่ง

“ไม่ต้องมาเถียงกูเลย!!! ...” ไอ้นี่ ทำไมเอาแต่ใจตัวเองนักวะ

“... มึงรู้ไหมว่ากลับไปครั้งก่อนกูเหมือนคนบ้าเลย กูหยุดคิดเรื่องของมึงไม่ได้ ฟุ้งซ่านจนต้องไปหาจิตแพทย์ ...”

“... หมอคนนึงบอกให้กูปล่อยว่างอดีตแล้วอยู่กับปัจจุบัน ก็กูไม่อยากลืมเรื่องในอดีตอะ กูไม่อยากลืมเรื่องของเรา!!! ... หมออีกคนบอกให้กูเลิกคบมึง ...”

“... บ้าเปล่า หมอ!!! หมอไม่ได้ฟังที่ผมพูดเลยเหรอ ก็ผมเพิ่งบอกหมอไปไงว่าผมอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเขา ... มึงจำได้ไหม มึงเคยสัญญาอะไรกับกูไว้”

“......” ผมนิ่ง เพราะความจริงคือจำไม่ได้

“ไอ้ผู้ชายขี้ลืม ... You once promised me. You will keep our friendship before everything, nothing will ever make us apart and you will always stay by my side until the end of time …” มันจำได้? แม้จะเป็นเรื่องราวเด็กน้อยขนาดนั้น

“... and I promised you one thing. No one shall ever take your place …”

“... มึงสัญญากับกูแล้วอะ มึงทิ้งกูไปได้ยังไงวะ ... กูรักษาสัญญามาตลอด กูไม่เคยรักใครเลยนะเว้ย ... แต่มึง มึงจะมีแฟนอะไรเยอะแยะนักวะ ...” ไม่คุ้นกับน้ำเสียงนักเลงคุมปากซอยของมัน ในขณะที่กำปั้นเล็กๆ ทุบลงมาบนหัวเข่าแบบไม่ยั้ง

“... กูอิจฉาแฟนเก่ามึงทุกคน พวกเขาได้ในสิ่งที่กูทำได้แค่ฝัน แล้วทุกคนก็ทำให้มึงเสียใจ ...”

“... ทำไมวะ กูผิดตรงไหน กูรักมึงน้อยกว่าเหรอ กูสู้ไม่ได้ตรงไหน หน้าตาเหรอ ฐานะเหรอ หรือเพราะกูไม่ใช่ผู้หญิง ... มึงอยากให้กูไปแปลงเป็นผู้หญิงเหรอ หรือทำหน้าอก กูทำได้หมดนะ ถ้ามันทำให้มึงยอมคบกับกู”

“พอแล้วมิลค์ มึงพูดจนไปกันใหญ่แล้ว” เสียงเข้มๆ ทำให้คนตรงหน้าสลดลง จากที่คิดว่าจะไม่ถือสาคนเมา แต่ประโยคเมื่อครู่ก็ทำให้ผมอารมณ์ขุ่นมัวขึ้นมาได้ไม่น้อย ... ไม่ชอบให้มันเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร ... ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จากที่คิดว่าจะพามันเข้านอน ... คืนนี้มึงก็นอนอยู่ตรงนี้แทนละกัน

“วันที่มึงแต่งงานคือวันที่กูเสียใจที่สุดในชีวิต ... คืนนั้นกูร้องไห้อยู่ที่ลานจอดรถเป็นชั่วโมง ... แต่ต่อให้เสียใจยังไงกูก็ทนได้เพราะกูรู้ว่ามึงมีความสุข ...”

“... ตอนนี้มึงมีความสุขหรือเปล่า ...” ผมก้มหน้ามองมันที่ยังนั่งพับเพียบอยู่บนพื้นพลางคิดตามคำถามของมัน สำคัญด้วยเหรอว่าตอนนี้ผมจะมีความสุขหรือเปล่า และพอเจ้าตัวเงยหน้าขึ้นมาถึงเห็นว่ามันร้องไห้จนน้ำตาไหลอาบแก้ม ผมไม่ตอบเพราะไม่อยากให้เรื่องมันไปไกลมากกว่านี้

“... กูอยากให้มึงมีความสุข ... จะเจ็บแค่ไหนกูก็ทนได้ ขอแค่มึงมีความสุข” พูดจบมันก็ยกมือขึ้นปาดน้ำตา

“กูไปนอนแล้ว มึงนอนบนโซฟาไปละกัน” พูดจบผมก็หมุนตัวเดินกลับเข้าห้องนอน

กว่าจะอาบน้ำเป่าผมเสร็จก็เกือบครึ่งชั่วโมง ข้างนอกเงียบสนิท 2 จิต 2 ใจว่าจะออกไปดูมันดีหรือจะช่างมัน แต่สุดท้าย 2 ขาก็พาผมเดินออกมา ไอ้มิลค์นอนหลับฟุบอยู่บนพื้น หมดสภาพ celebrity เบอร์ต้นของประเทศ คนทั้งโลกอาจจะมองว่ามิลค์เป็นดังเจ้าชายสูงศักดิ์ที่ยากจะเข้าถึง แต่ในสายตาผมเขายังเป็นมิลค์คนเดิมที่เต็มไปด้วยอารมณ์อ่อนไหวและเปราะบาง ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะคุกเข่าลงกับพื้นแล้วใช้ 2 แขนช้อนตัวยกมันขึ้นมา เตือนกี่ครั้งไม่รู้จักจำว่าอย่าเมาจนหลับไม่ได้สติขนาดนี้ ใบหน้าสวยซบลงตรงหัวไหล่ ผมได้กลิ่นแอลกอฮอล์จากลมหายใจของคนในอ้อมแขนผสมปนเปกับกลิ่นน้ำหอมจางๆ แม้มันจะตัวเล็กกว่าผมแต่มันก็ผู้ชายคนหนึ่ง กว่าจะส่งมันถึงเตียง แขนทั้ง 2 ข้างก็ล้าไปหมด ... ใจนึงอยากจะเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ เจ้าตัวจะได้นอนสบายๆ แต่ไม่อยากทำให้เรื่องราวซับซ้อนไปมากกว่าที่เป็นอยู่ เลยทำแค่ถอดเครื่องประดับออกจากตัว ไม่ให้มันเผลอไปถูกับผิวเนียนจนเป็นแผล



ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกมึนหัวคลื่นไส้ อาการแฮงค์มาครบ เดินโซซัดโซเซเข้าห้องน้ำ พอได้ล้างหน้าล้างตาแล้วถึงรู้สึกสดชื่นขึ้นมาเล็กน้อย ทำไมมันหนักหัวขนาดนี้วะ อาการมาเต็มขนาดนี้แต่กลับคิดไม่ออกเลยว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นบ้าง กว่าจะพาร่างออกจากห้องนอนได้ก็ใช้เวลาซักพัก

ผมก้มเก็บหมอนที่หล่นอยู่หน้าห้องครัว 2 ใบ พลางขมวดคิ้วสงสัยว่าทำไมมันถึงมาวางอยู่ตรงนี้แต่สมองก็ตื้อเกินกว่าจะคิดอะไรออกเลยทำได้แค่ชงกาแฟ พอระดับ caffeine ในกระแสเลือดเริ่มสูงขึ้น สติก็เหมือนจะค่อยๆ กลับมาทีละนิด ... อืม เมื่อคืนดื่มไปหลายแก้ว จำได้ว่าเดินโซซัดตามหลังจีออกมาขึ้น Grab แล้วภาพก็ตัดไปตอนขึ้นลิฟต์มาพร้อมใครอีกคน หรือ 2 คนวะ จำไม่ได้ ... แล้วก็ ...

‘ไม่เคยอยากรับผิดชอบอะไรทั้งนั้น’

‘Don’ t look at him. He is mine!!’

‘ไอ้ผู้ชายขี้ลืม’

‘หรือเพราะกูไม่ใช่ผู้หญิง ... มึงอยากให้กูไปแปลงเป็นผู้หญิงเหรอ หรือทำหน้าอก’

‘จะเจ็บแค่ไหนกูก็ทนได้ ขอแค่มึงมีความสุข’

ภาพจำฉายขึ้นมาในหัวเป็น snap shot … ไอ้เหี้ยยยยยยยยย...ยยยยยย!!! กูทำอะไรลงปายยยยยยยยยยย พอความจำเริ่มกลับมาเท่านั้นแหละ แล้วนี่กูจะกล้ามองหน้าไอ้จีอีกไหม หันไปดูนาฬิกา บ่ายโมงกว่า แล้วอีกซักพักก็ได้เวลาเจ้าของห้องตื่นพอดี มาถึงขั้นนี้แล้วทำอะไรไม่ได้นอกจากตั้งใจว่าจะแกล้งเนียนๆ ทำเป็นลืมว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น ... สุดท้ายก็หนีไม่พ้นต้องกินยาแก้อาการเวียนหัวคลื่นไส้ แล้วก็เผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้

“Hi” ผมสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงเปิดปิดประตูห้องนอนพร้อมกับเสียงลากรองเท้า slipper ดังใกล้เข้ามา

“อืมมมมม Hi” ผมสลึมสลือตอบรับ สารภาพเลยว่ากำลังมึนยา

“ไม่แฮงค์ซิแปลก ไหวไหมมึง” มันถามพร้อมกับมองผมด้วยสายตาเวทนา

“ไหวๆ ... แต่มึนหัวฉิบหาย” ผมยันตัวลุกขึ้นมานั่ง กำลังประมวลว่าจะแกล้งทำตัวยังไงให้เนียนกริ๊บ เพราะจากที่คิดว่าจะนั่งวางแผนต่อ แต่พอกินยาแล้วก็ง่วงเลยเผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้

“เมื่อวานมึงแสบมากไอ้มิลค์ วันนี้กูจะคิดบัญชีมึง”

“อะไร กูทำอะไรวะ จำไม่ได้” เนียนไว้ไอ้มิลค์ keep cool เข้าไว้

“มึงโกหกไม่เนียน กรอกตาไปมาขนาดนั้นใครเขาจะเชื่อ” ยังไม่ทันได้เริ่ม ไอ้มิลค์ก็ถูกจับได้ซะแล้ว

“แฮะๆ ... กูจำได้เป็น shotๆ วะ ... กูพูดออกไปหมดเลยเหรอ”

“ก็หมดนะ ทั้งสิ่งที่ควรและไม่ควรพูด ...” เชี่ย ทำไมถึงรู้สึกว่าตัวเองกำลังโดนดุเลยวะ

“... แต่กูก็ดีใจนะที่มึงได้ระบายออกมา กูไปอาบน้ำแหละ”

“จี ...” ผมรั้งข้อมือมันไว้ก่อนที่มันจะเดินกลับเข้าห้องไป

“... กูไม่มีหวังเหรอ กูไม่เคยมีหวังเลยเหรอวะ ..” เอาวะมาถึงขนาดนี้แล้ว ลองใช้วิกฤตให้เป็นโอกาส ผมจ้องตามัน และพอเห็นมันส่ายหัวช้าๆ ผมก็รีบยกมือขึ้นปาดน้ำตา ... แต่อิเหี้ย ใครจะรู้ว่ามันจะกลายเป็นหายนะ

“... กูรักมึงมากนะ เมื่อคืนที่กูบอกว่ากูไม่เคยรักใครนอกจากมึง กูพูดจริง ... มึงคือคนที่กูตกหลุมรักมาตั้งแต่เด็ก เป็นฝันกลางวันของกูว่าชีวิตนี้จะมีความสุขมากแค่ไหนถ้าเราได้คบกัน ...”

“... ครั้งแรกที่กูสารภาพว่ารักมึง วันนั้นถ้ามึงตอบตกลง กูสาบานเลยว่ากูยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อให้ได้คบกับมึง แม้กูจะรู้ว่าโลกทั้งใบต้องถล่มใส่กูก็ตาม”

“เมื่อคืนมึงถามกูว่าตอนนี้ชีวิตกูมีความสุขไหม ... แล้วมึงละตอนนี้มึงมีความสุขหรือเปล่า ไม่เหนื่อยเหรอวะกับสิ่งที่กำลังทำอยู่” เจ้าตัวยิ้มบางๆ ให้กับคำสารภาพของผมก่อนที่จะถามกลับมา

“มึงเคยบอกกูไม่ใช่เหรอ ว่าคนเรานะไม่มีทางได้ทุกอย่างที่ตัวเองอยากได้ แม้ว่าคนๆ นั้นจะคือมิลค์ ติฒสิงห์ก็ตาม ...”

“... กูไม่แคร์แล้ว จะเป็นเพื่อนกันแบบนี้ตลอดไปก็ได้ แต่อย่างน้อยขอให้กูยังมีมึงอยู่ในชีวิตซักนิดก็ยังดี”

“เช็ดน้ำตาซะ ...” ผมรับเอากระดาษทิชชูถูกยื่นมาให้ตรงหน้า

“... ไม่เศร้านะมึง มึงมาที่นี้เพื่อ relax ไม่ใช่เหรอวะ ยังเหลือเวลาอีกวันครึ่งมา relax ให้เต็มที่แล้วกลับไปใช้ชีวิตแสนน่าเบื่อในวันจันทร์” พอน้ำตาถูกเช็ดออก ผมก็เห็นรอยยิ้มที่สดใสราวกับพระอาทิตย์ยิ้มแฉ่งอยู่ตรงหน้า รอยยิ้มของจีเยียวยาหัวใจของผมได้เสมอ



เหตุการณ์ซ้ำเดิมไม่ต่างจากครั้งที่แล้ว หลังกินข้าวเสร็จจีชวนผมมาซื้อของใน supermarket ในมือผมถือตระกร้าที่ข้างในมีแต่ถุงขนมขบเคี้ยวเต็มไปหมด ผมเดินตามหลังคนตัวสูงที่ตอนนี้เดินนำเข้ามาในโซนของแห้ง จีเลือกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 2-3 ยี่ห้อ

“มึงจะหยิบๆ วางๆ ถาดไข่ทำไมวะ” ผมถามเมื่อเห็นเจ้าตัวยกถาดไข่ขึ้นมาพิจารณาดูจนเกือบหมดชั้นแต่ไม่ยอมเลือกซักที

“บางอันสกปรก บางอันเปลือกมันแตก” จีอธิบายทั้งที่สายตายังจับจ้องอยู่กับถาดไข่ตรงหน้า

“บ้า super ดีขนาดนี้ใครจะเอาของแบบนั้นมาวางบน shelf” ผมพูดติดน้ำเสียงเบื่อๆ เล็กน้อย เพราะยืนมองมันเลือกไข่มาเกือบ 5 นาที

“อะ ...” จีหันกลับมาแล้วยื่นถาดไข่ให้ ผมมองไปตามนิ้วชี้ของมันถึงเห็นว่ามีไข่หลายฟองที่เปลือกมีรอยร้าว

“... มึงมันลูกคุณหนูไง ชีวิตนี้เคยซื้อของสดเองกี่ครั้ง ... รู้ไหมว่าถ้ามันเน่าคาตู้เย็นนี่เรื่องใหญ่มากเลยนะ” มันส่ายหัวพร้อมทำสีหน้าเอือมระอา เออกูผิดที่ไม่เคยเลือกซื้อไข่สดเอง!!!

“เออๆๆ มึงเลือกไปจนกว่าจะพอใจเลย”

“พอเถียงไม่ได้ก็โมโหกลบเกลื่อน ... เด็กน้อยเอ้ยยยย” มือหนาขยี้ลงบนหัวอย่างไม่ออมแรง พอทำหน้ายักษ์ใส่มันก็ฉีกยิ้มแล้วกลับไปเลือกถาดไข่ต่อ



“Hello … จิ๊บ ใจเย็น ค่อยๆ พูด เราได้ยินไม่ชัด ...” น้ำเสียงจริงจังของเพื่อนสนิททำให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นมาจากหน้าจอ smartphone

“... อืมๆ สรุปคือไม่รู้ว่าทำไมต้องผ่าตัด ... งั้นรอแป๊บ ...”

“... มิลค์ มึงยังมีความรู้เกี่ยวกับสัตวแพทย์อยู่ไหม”

“ฮะ!!! เออ คิดว่ามีนะ” ผมตอบรับแบบไม่มั่นใจ ความรู้ทุกอย่างใส่กล่องคืนอาจารย์ไปเกือบหมดแล้ว

“มึงจำจิ๊บได้ไหม เพื่อนกูที่เคยไปชวนมึงดวลเหล้าครั้งก่อนนะ”

“จำได้ ทำไมเหรอ”

“แมวมันจะคลอด แล้วหมอบอกว่าต้องผ่าตัด มึงคุยกับมันหน่อยได้เปล่า”

“ฮะ!!! กูเนี่ยนะ ...” มันพยักหน้า

“... แต่กูไม่ได้ทำมาเป็น 10 ปีแล้วนะ” 10 ปีแล้วมั้งที่ผมเดินออกจากวงการสัตวแพทย์ จำได้ว่าเช้านั้นพอส่งเล่ม Thesis เรียบร้อย ตอนบ่ายผมก็สวนสูทเดินเข้า The Nemean Group เลย

“จิ๊บมันก็ไม่รู้จะถามใครแล้ววะ มึงไหวเปล่า”

“อืม ลองดูก็ได้ ...” smartphone ถูกยัดใส่มือทันทีที่ผมตอบตกลง

“... สวัสดีครับ”

“สวัสดีคะพี่มิลค์ จิ๊บนะคะ พอดีมิลค์มีเรื่องอยากจะรบกวนคะ ไม่แน่ใจว่าพี่มิลค์สะดวกไหมคะ” ผมสัมผัสได้ถึงน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความกังวลของเธอ

“สะดวกครับ”

“คือแมวจิ๊บคลอดนะคะ แล้วหมอบอกว่าต้องผ่าคลอด”

“เบ่งคลอดมาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ” ผมถาม จีเคยเล่าให้ฟังว่าจิ๊บเป็นทาสแมว เป็นแมวตัวแรกที่เลี้ยง รักมากถึงขั้นพาแมวจากไทยมาอยู่ด้วยกันที่นี้

“ตั้งแต่เมื่อเช้าแล้วคะ ประมาณ 6 โมง” ผมคำนวณเลขในใจ ตอนนี้จะบ่าย 2 แล้ว น่าจะเบ่งคลอดมาประมาณ 8 ชม.

“แล้วคุณหมอได้อัลตราซาวด์หรือยังครับ”

“อัลตราซาวด์แล้วคะ คุณหมอบอกว่าหัวใจลูกเต้นช้า ไม่ถึง 200 ครั้งต่อนาที”

“พี่ว่าผ่าคลอดเถอะครับ” จบประโยค ปลายสายก็สะอื้นออกมา ผมไม่ได้พูดอะไรต่อ รออยู่เงียบๆ ส่งยิ้มจางๆ ให้จีที่ยื่นให้กำลังใจอยู่ข้างๆ

“ขอโทษคะ ... ต้องผ่าเลยเหรอคะ ไม่มีทางเลือกอื่นเลยเหรอคะ” ซักพักเธอถึงตั้งสติได้

“ต้องผ่าครับ ตอนนี้ผ่านมา 8 ชั่วโมงแล้วแต่ยังไม่เบ่งลูกออกมาซักตัว แล้วหัวใจลูกเต้นช้ามาก ตอนนี้เข้า criteria ของการผ่าคลอดแล้วนะครับ”

“ผ่าตัดจะอันตรายไหมคะ”

“เรื่องผ่าตัดพี่ว่าคุยกับหมอที่จะเป็นคนผ่าเองน่าจะได้ข้อมูลที่ครบถ้วนกว่านะ”



“มึงแม่งโคตรเท่ เหมือนหมอใน series เกาหลี”

“มึงก็อวยกูเกินนนนน แค่ให้คำปรึกษาเฉยๆ เอง” พูดไปก็อาย

“มึงไม่ได้รักษาหมาแมวมานานเท่าไหร่แล้ว”

“เกือบ 10 ปีแล้วมั้ง ตั้งแต่เข้ามาทำงานที่บริษัทก็ไม่ได้ทำอีกเลย เคยคิดว่าจะไปทำ part time กับรุ่นพี่ แต่พอกลับมาทำงานก็ยุ่งจนเวลานอนยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ”

“คิดถึงไหม” คนข้างๆ ถามพลางหักพวงมาลัยเข้าที่จอดรถใต้ดิน เราตัดสินใจจะกลับมากินมื้อเย็นแถวคอนโด แล้วค่อยนั่ง Taxi ไป Bar ที่อยู่ zone ใกล้ๆ

“ก่อนหน้านี้ไม่ แต่พอมาวันนี้ ... คิดถึงวะ ... จิ๊บทำให้กูจำได้อีกครั้งว่าความสุขของการเป็นสัตวแพทย์คืออะไร”

“คืออะไรวะ”

“ได้ช่วยรักษาหมาแมว และช่วยรักษาใจของเจ้าของ”

“เสียดายที่เป็นคืนสุดท้าย จิ๊บเลยนัดไม่ทัน อยากให้มึงได้กินข้าวกับมันซักมื้อ รับรองว่าจำไม่ลืม” ช่วงเวลาของความสุขผ่านไปไวเสมอ เผลอแป๊บเดียว คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายของ trip แล้ว

“จี”

“ฮึ?”

“กูกลับมาอีกนะ” ผมบอกสิ่งที่ผมไตร่ตรองจนตกตะกอนแล้ว

“มึงจะทำแบบนี้ได้ไปถึงเมื่อไหร่วะ”

“กูไม่รู้ ไม่มีใครตอบได้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง กูรู้แค่ว่าตอนนี้กูมีโอกาส กูต้องรีบคว้ามันไว้”

“ได้ซิ ... มึงมาได้บ่อยเท่าที่มึงต้องการ กูยินดีต้อนรับมึงเสมอ”

ผมไม่รู้ว่าจะเรียกการกลับมาเจอกันของเราอีกครั้งว่าอะไร มันอาจจะเป็นแค่ความบังเอิญ หรืออาจจะเป็นเรื่องของโชคชะตา แต่ที่แน่ๆ คือผมได้โอกาสของการมีชีวิตกลับมาอีกครั้ง ผมโหยหาช่วงเวลาของเรา 2 คนมาตลอด ในเมื่อเห็นโอกาสอยู่ตรงหน้า ผิดเหรอที่ผมจะรีบคว้ามันไว้ ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร เราอาจจะใกล้กันมากกว่านี้ หรืออาจจะต้องห่างกันไกลแสนไกล ... ผมเหมือนคนที่หลงทางอยู่กลางทะเลทรายแล้วอยู่ๆ ก็เจอ oasis ปรากฎขึ้นตรงหน้า ไม่ว่ามันจะเป็นของจริงหรือเป็นแค่ภาพลวงตา ผมก็ต้องคว้าโอกาสนี้ไว้เพื่อความอยู่รอด
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-01-2026 10:29:38 โดย Milky_Milky_Way »

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 210
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: Love, In Every Lifetime : Teaser ตอนที่ 37
«ตอบ #196 เมื่อ11-01-2026 10:28:05 »

#Oasis #Every Tear I Cry #หมดแรง
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-01-2026 10:32:31 โดย Milky_Milky_Way »

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 210
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: Love, In Every Lifetime : ตอนที่ 37 : หมดแรง
«ตอบ #197 เมื่อ12-01-2026 11:42:15 »

“เคยกิน Gin ไหม”

“ฮึ ไม่วะ” เจ้าตัวส่ายหัวไปมา

“ลองไหม”

“ที่มึงกินอยู่ปะ ...” ผมพยักหน้า

“... เอาดิ”

“ชอบแบบไหน ...” เจ้าตัวมองหน้าผม ก่อนจะยกนิ้วชี้ขึ้นมาตรงหน้า

“... 555 ไอ้เหี้ยมิลค์ มึงเลิกจีบกูได้แล้ว เดี๋ยวกูสั่งให้” ผมคว้าเมนูจากมือของมัน เลือก Gin กลิ่นผลไม้ ที่พอ mix กับ tonic แล้วน่าจะเหมาะกับ beginner อย่างมัน หันกลับมาถึงได้เห็นว่ามันส่งยิ้มหวานตาเยิ้มมาให้ ไม่รู้มันใจกล้าอะไรขึ้นมา ช่วงหลังๆ ถึงได้ปล่อยมุกจีบผมทุกครั้งที่มีโอกาส อย่างคืนนี้ผมโดนมันปล่อยมุกจีบมา 2 ครั้งติดกันรัวๆ


----------


#หมดแรง
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 210
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: Love, In Every Lifetime : ตอนที่ 37 : หมดแรง
«ตอบ #198 เมื่อ13-01-2026 09:21:00 »

“จี!!! สัญญากับกูว่าหมด contract นี้แล้วมึงจะกลับบ้าน ...” นิ้วมือเรียวสวยกำรอบแขนของผมไว้พร้อมเขย่าไปมาเป็นเชิงออดอ้อน มันเงยหน้าขึ้นมาจ้องตาผม แก้มของมันแดงจากฤทธิ์ของ alcohol ในขณะที่ดวงตาคู่นั้นช่างหวานเยิ้มจนผมไม่อาจละสายตาไปไหนได้

“... กลับบ้านนะ กูอยากมีมึงอยู่ข้างๆ ...” มันพูดเหมือนกับว่าหากผมกลับไป แล้วเราจะได้อยู่ใกล้กัน

“... ไอ้จี!!! มึงสัญญากับกูมา” แล้วคนเมาก็ทุบแขนผมเต็มแรง แม่งเอ้ยยยย เมาทีไรกูเดือนร้อนตลอด

“เออ กูสัญญา เลิกทุบได้แล้ว กูเจ็บ”

“ก็แค่เนี่ย จะเล่นตัวทำไมฮะ”

ผมทอดสายตาพิจารณาเจ้าของใบหน้าสวย มันเป็นคนโครงหน้าสวยตั้งแต่เด็ก ปากนิด จมูกหน่อย พอมาประกอบกันแล้วทุกอย่างดูเหมาะเจาะลงตัว แม้จะอายุ 30 ปลายๆ แต่มันแทบจะไม่เปลี่ยนไปจากมิลค์ในความทรงจำวัยเยาว์ของผมเลยแม้แต่น้อย


----------


#เมาเป็นหมา #หมดแรง
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-01-2026 09:26:49 โดย Milky_Milky_Way »

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 210
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: Love, In Every Lifetime : ตอนที่ 37 : หมดแรง
«ตอบ #199 เมื่อ14-01-2026 13:11:55 »

พอถึงคอนโดผมหิ้วปีกมันขึ้นลิฟต์ มันยังยืนไหวแต่ทรงตัวแทบไม่ได้ alcohol ในกระแสเลือดน่าจะออกฤทธิ์เต็มที่ ผมต้องเอาหัวทุยๆ ของมันมาวางแปะอยู่กับต้นแขน และระหว่างที่ประตูลิฟต์กำลังจะปิดมีผู้หญิง 2 คนเดินเข้ามา สังเกตจากการแต่งตัวและเวลา พวกเธอคงไปเที่ยวมาเหมือนกัน ผมส่งยิ้มทักทายตามมารยาท เอาจริงๆ คือแก้เขินเพราะไอ้ตัวดีที่อยู่ข้างๆ พูดเจื้อยแจ้วไม่ยอมหยุด จับสังเกตได้ว่าสายตาของเธอ 2 คนลอบมองสำรวจไอ้มิลค์ตลอดเวลา ให้ผมเดาคือกำลังแอบส่อง brand name บนตัวมัน อย่างที่บอกว่าวันนี้มันแต่งตัวหนัก ตั้งแต่หัวจรดเท้าผมว่าไม่ต่ำกว่า 7 หลัก

“ห้ามมอง!!!” ผมสะดุ้งเมื่ออยู่ๆ มันก็ยกมือขึ้นมาปิดตาผม

“มิลค์อย่าเสียงดัง เกรงใจคนอื่น ...” ผมรวบข้อมือมันไว้ด้วยมือข้างเดียว ในขณะที่เจ้าตัวเซจนแทบจะหงายหลัง ผมเลยใช้แขนอีกข้างล็อคตัวมันไว้

“... sorry, he is very drunk.” ผมโค้งหัวเป็นเชิงขอโทษพร้อมกับอธิบาย พวกเธอ 2 คนอมยิ้มให้กับพฤติกรรมของคนเมา ผมชำเลืองมองเลข digital ตรงประตูแล้วรู้สึกหงุดหงิดว่าทำไมวันนี้ลิฟต์ถึงได้เคลื่อนที่ช้ากว่าปกติ

“That's fine. He is so cute” เธอตอบกลับมาพร้อมรอยยิ้ม

“Don’t let his cute face fool you.” แล้วพวกเธอหัวเราะกลับมา


----------


#ความบันเทิงของจี #หมดแรง
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: Love, In Every Lifetime : ตอนที่ 37 : หมดแรง
« ตอบ #199 เมื่อ: 14-01-2026 13:11:55 »





ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 210
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: Love, In Every Lifetime : ตอนที่ 37 : หมดแรง
«ตอบ #200 เมื่อ16-01-2026 10:41:10 »


“กูอิจฉาแฟนเก่ามึงทุกคน พวกเขาได้ในสิ่งที่กูทำได้แค่ฝัน แล้วทุกคนก็ทำให้มึงเสียใจ ...”

“... กูผิดตรงไหน กูรักมึงน้อยกว่าเหรอ กูสู้ไม่ได้ตรงไหน หน้าตาเหรอ ฐานะเหรอ ..."


ถ้าหากว่าเปลี่ยนให้ฉันเป็นเขา คนที่ยืนข้างเธอ
จะทำให้เธอได้เจอกับรักที่ไม่มีวันเสียใจ
สลับให้คนที่คอยทำร้ายให้กลายเป็นคนไม่มีใคร
ให้ฉันกลายเป็นคนเดียวที่รักเธอ ทั้งใจ

ถ้าฉันเป็นเขา, Indogo, 2023



----------


#หมดแรง
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 210
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Love, In Every Lifetime : Teaser ตอนที่ 38
«ตอบ #201 เมื่อ17-01-2026 11:29:54 »

Teaser ตอนที่ 38


“ยินดีด้วยเว้ย!!!” เสียงกระทบกันของแก้วทรงสูงดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มของพวกเรา 4 คน

“ขอบใจพวกมึงมาก ...” ผมส่งยิ้มให้กับเพื่อนที่คบกันมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็กมัธยมหัวเกรียน

“... โดยเฉพาะมึง ถ้าไม่ได้มึงกูคงมาไม่ถึงตรงนี้” นิ้วมือเรียวสวยยื่นไปจับต้นแขนของเพื่อนสนิท แม้จะทำหน้าเหม็นเบื่อ แต่ผมก็รู้ว่าข้างในมันก็รู้สึกตื่นตันกับคำขอบคุณของผม ... ตำแหน่ง “รองประธานบริหาร” เป็นตำแหน่งที่ผมไม่คาดฝันว่าจะได้มาเพราะทั้งอายุและจังหวะเวลาผมยังสามารถรอได้อีกหลายปี

“รู้สึกยังไงบ้างที่ได้เป็น number 2” ไอ้อาร์ถาม

“วันที่ประกาศชื่อก็ดีใจนะ แต่หลังจากนั้นก็เฉยๆ วะ งานหนักขึ้น เวลาพักผ่อนน้อยลง”

“มึงแม่งตัวแทนหมู่บ้าน อายุเท่านี้แต่มาได้โคตรไกล”

“เออๆๆ ไม่คุยเรื่องกูแล้วดีกว่า ขอบใจพวกมึงที่เลี้ยงฉลอง แต่นานๆ ทีได้เจอกัน คุยเรื่องไร้สาระกันดีกว่า” ผมรีบเปลี่ยน topic ช่วงนี้ได้ยินคำอวยพรจนเมื่อยหู อยู่กับพวกมันไม่ต้องพิธีรีตองอะไรมาก อยากทำตัวไร้สาระ บ้าบอเหมือนสมัยก่อน

จากนั้นพวกเราก็ฉลองกันเต็มที่ ยิ่งดื่มบทสนทนายิ่งลื่นไหล่ ต่างคนต่าง update เรื่องราวของตัวเอง พวกมัน 3 คน แต่งงานมีลูก จนปีนี้หลานๆ เริ่มทยอยกับเข้าเรียนชั้นอนุบาลกันแล้ว


----------

มิลค์ : เจอกันวันพรุ่งนี้นะครับ ... จากน้องมิลค์คนเดิม พิ่มเติมคือเป็น VP แล้ว

#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 210
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: Love, In Every Lifetime : ตอนที่ 38 : Finally
«ตอบ #202 เมื่อ18-01-2026 09:57:38 »

ตอนที่ 38 : Finally


เวลาผ่านไปจากวัน เป็นเดือน และปี

“ยินดีด้วยเว้ย!!!” เสียงกระทบกันของแก้วทรงสูงดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มของพวกเรา 4 คน

“ขอบใจพวกมึงมาก ...” ผมส่งยิ้มให้กับเพื่อนที่คบกันมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็กมัธยมหัวเกรียน

“... โดยเฉพาะมึง ถ้าไม่ได้มึงกูคงมาไม่ถึงตรงนี้” นิ้วมือเรียวสวยยื่นไปจับต้นแขนของเพื่อนสนิท แม้จะทำหน้าเหม็นเบื่อ แต่ผมก็รู้ว่าข้างในมันก็รู้สึกตื้นตันกับคำขอบคุณของผม ... ตำแหน่ง “รองประธานบริหาร” เป็นตำแหน่งที่ผมไม่คาดฝันว่าจะได้มาเพราะทั้งอายุและจังหวะเวลาผมยังสามารถรอได้อีกหลายปี

“รู้สึกยังไงบ้างที่ได้เป็น number 2” ไอ้อาร์ถาม

“วันที่ประกาศชื่อก็ดีใจนะ แต่หลังจากนั้นก็เฉยๆ วะ งานหนักขึ้น เวลาพักผ่อนน้อยลง”

“มึงแม่งตัวแทนหมู่บ้าน อายุเท่านี้แต่มาได้โคตรไกล”

“เออๆๆ ไม่คุยเรื่องกูแล้วดีกว่า ขอบใจพวกมึงที่เลี้ยงฉลอง แต่นานๆ ทีได้เจอกัน คุยเรื่องไร้สาระกันดีกว่า” ผมรีบเปลี่ยน topic ช่วงนี้ได้ยินคำอวยพรจนเมื่อยหู อยู่กับพวกมันไม่ต้องพิธีรีตองอะไรมาก อยากทำตัวไร้สาระ บ้าบอเหมือนสมัยก่อน

จากนั้นพวกเราก็ฉลองกันเต็มที่ ยิ่งดื่มบทสนทนายิ่งลื่นไหล ต่างคนต่าง update เรื่องราวของตัวเอง พวกมัน 3 คน แต่งงานมีลูก จนปีนี้หลานๆ เริ่มทยอยกันเข้าเรียนชั้นอนุบาลกันแล้ว

“ไอ้จีเป็นไงบ้าง” โจถามขึ้นในขณะที่พวกเราเริ่มเมากันพอสมควร

“ก็ดีนะ กินอิ่ม นอนหลับ ล่าสุดที่เจอก็ดูมีความสุขดี” เรื่องที่ผมแอบชอบจี รวมถึงเรื่องที่เรากลับมาเจอกันอีกครั้งไม่ใช้ความลับสำหรับเพื่อนในกลุ่ม ปิดยังไงสุดท้ายพวกมันก็รู้อยู่ดี

“แม่งหายหน้าหายตาไปเลย กูไม่ได้เจอมันหลายปีแล้วนะเนี่ย มันไม่มี plan จะกลับมาบ้างเหรอ”

“อืม มันไม่ค่อยอยากกลับมาเท่าไหร่” จริงๆ แล้วจีมีวันลามากพอจะกลับมาได้บ่อยๆ แต่ผมก็สัมผัสได้ว่าเจ้าตัวชอบที่จะอยู่เงียบๆ คนเดียวมากกว่า การหย่าร้างของจี นอกจากจะทำให้คน 2 คนมองหน้ากันไม่ติดแล้วยังสร้างบาดแผลให้ครอบครัวของมันพอสมควร

“มึงก็เก่งนะ แทรกตัวเข้าไปได้”

“ตอนแรกก็ยาก แต่กูปล่อยมันไว้คนเดียวไม่ได้วะ” ผมตอบพลางคิดย้อนไปถึงตอนที่พยายามพาตัวเองเข้าไปอยู่ในโลกของจี

“จีมันเหมือนมีอะไรบางอย่างที่คนอื่นเข้าไม่ถึง ยกเว้นมึง ...”

“... มึงเทียวไปเทียวมากี่ปีแล้วเนี่ย”

“2 ปีกว่าแล้วมั้ง” 2 ปีกว่าแล้วที่ผมบินไปบินมาระหว่างกรุงเทพ - สิงคโปร์ แม้จะพยายามแบ่งเวลาแต่ดีที่สุดที่ผมทำได้คือบินไปหาจีทุก 5 - 6 เดือน และจากที่เคยไปเย็นวันพฤหัสกลับวันอาทิตย์ตอนนี้ผมมีเวลาแค่ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์เท่านั้น และบางครั้งยังต้องเลื่อนเที่ยวบินเพราะติดงานด่วน

“มึงไปอยู่กับมัน ทำอะไรบ้างวะ”

“ไม่ได้ทำอะไรเลย เหมือนไปใช้ชีวิตประจำวันกับมันอะ กูตื่นก่อน ก็ลงมาออกกำลัง กินกาแฟรอ กว่ามันจะตื่นก็เกือบบ่าย ออกไปหาข้าวกิน เย็นก็ไปนั่งเล่นที่บาร์ นั่งดื่มนั่งคุยกันจนดึก บางครั้งกลับมาแล้วก็นั่งคุยกันต่อยันตีสามถึงได้แยกย้ายกันไปนอน”

“รักแท้ ... มาขนาดนี้แล้ว กูไม่เข้าใจว่าทำไมมันไม่ยอมคบกับมึงซักที”

“เอาจริงนะ กูไม่แคร์แล้ว กูอยู่ได้” สำหรับผมตอนนี้จะรักหรือไม่รักไม่ใชาปัญหา ผมอยู่ได้ ขอแค่มีจีอยู่ในชีวิตก็พอ

อย่างที่ผมเคยบอกว่าไม่มีใครล่วงรู้อนาคต ท่ามกลางความดีใจจากความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน แต่ผมก็ยังกังวลอยู่ไม่น้อยว่าหลังจากนี้ตัวเองจะเหลือเวลาให้เรื่องระหว่างเรามากน้อยแค่ไหน พอโตขึ้นความรักก็ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิตอีกแล้ว หน้าที่การงานต่างหากที่สำคัญที่สุด ... ผมรู้ว่าเส้นเวลาของเรา 2 คนไม่มีวันทับซ้อนกันตลอดไป จากที่คิดว่าจะตักตวงความสุขไว้ให้ได้มากที่สุด อนาคตจะได้ไม่ต้องมานึกเสียใจ แต่พอใกล้ถึงเวลาร่ำลากลับรู้สึกว่าที่ผ่านมา เท่าไหร่ก็ไม่พอ







เสียงเคาะประตูดังขึ้น ก่อนที่ไอซ์จะเปิดประตูเข้ามา

“มิลค์ พ่อมึงเรียก”

“อืม” ผมตอบรับในขณะที่สายตายังจับจ้องอยู่บนหน้าจอ monitor

“มิลค์” มันเรียกชื่อผมอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเข้มๆ

“เออๆ รู้แล้ว ...”

“... มีไรวะ ทำไมมึงต้องมาเอง แล้วทำไมทำหน้าเครียดแบบนั้น” ไอซ์เลื่อนตำแหน่งจากหัวหน้าฝ่าย PR มาเป็น ผู้ช่วยประธานบริหาร รับผิดชอบฝ่าย PR, marketing และสำนักเลขา หมากที่ผมวางไว้กำลังทำหน้าที่ของมันอย่างสวยงาม

‘สำนักเลขา’ ชื่ออาจจะดูไม่สำคัญแต่ในความเป็นจริงแล้วใครได้คุมสำนักเลขา คนนั้นจะรู้เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในบริษัท เพราะตั้งแต่ประธานบริหารไปจนถึงรองผู้จัดการแผนกจะมีเลขาส่วนตัวคอยช่วยงาน เลขาเหล่านั้นขึ้นตรงและถูกคัดเลือกจากสำนักเลขา ข้อมูลรายวันทั้งหมดทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการจะถูกส่งกลับมาที่หัวหน้าสำนักงานทุกวัน เพราะฉะนั้นไม่ว่าใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ไม่มีทางหลุดรอดสายตาของไอซ์ไปได้ ตอนนี้การสื่อสารกับภายนอก และเรื่องที่เกิดขึ้นภายในทุกอย่างอยู่มือเพื่อนสนิทของผม

“กูมาเตือนมึงล่วงหน้า”

“เตือน? เรื่องอะไรวะ”

“กูพูดไม่ได้ เดี๋ยวมึงก็รู้ ... มึงต้องขึ้นไปชั้นบนเดี๋ยวนี้”



“กูรอมึงที่ห้องนะ” ไอซ์พูดขณะที่ผมก้าวออกจากลิฟต์

“เออ” ไอซ์มีสีหน้าเข้มขรึมมาตลอดทาง ผมว่าเรื่องที่พ่อจะพูดกับผมต้องเป็นเรื่องใหญ่มากแน่ๆ ไม่งั้นไอ้ไอซ์คงไม่เครียดขนาดนี้หรอก

“ตั้งสติไว้นะมึง”

“เออ”

“คุณมิลค์รอซักครู่นะคะ ...” เลขาหน้าห้องพ่อยิ้มให้เมื่อผมมาถึง ผมพยักหน้ารับ

“... คุณมิลค์รอพบท่านประธานแล้วค่ะ” เธอพูดเสียงใสผ่าน intercom ก่อนจะวางสายแล้วหันมาส่งยิ้มให้ผมอีกครั้ง

“คุณมิลค์เชิญค่ะ ...” ไม่นานประตูไม้สีน้ำตาลเข้มบานใหญ่ตรงหน้าก็ถูกเปิดออก

“... คุณท่านมีเรื่องจะคุยกับคุณมิลค์ 2 คนนะคะ” เธอตอบเมื่อเห็นผมขมวดคิ้วสงสัยว่าทำไมเธอถึงไม่มีท่าทีจะเดินตามผมเข้าไปในห้อง เพราะปกติเวลาคุยงานกันเลขาของพ่อจะตามมาจด minute ตลอด

“ว่าไงครับ” พ่อนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้สีน้ำตาลเข้มขนาดใหญ่ที่ถูกแกะสลักด้วยลวดลายวิจิตรสวยงาม ผนังด้านหลังโต๊ะทำงานประดับตราประจำบริษัท หรือที่พวกเพื่อน ๆ ชอบแซวว่าเป็นตราประจำตระกูลของผม … สิงโต Nemean ตัวปกรณัมในตำนานเทพกรีก สิงโตยักษ์ที่ไม่มีอาวุธใดๆ จะทำอันตรายได้

“ฉันจะให้แกแต่งงาน” ไม่มีบทเกริ่นนำ จุดประสงค์ของการคุยกันครั้งนี้ถูกบอกกล่าวออกมาตรงๆ พ่อเป็นคนแบบนี้เสมอตรงๆ ไม่อ้อมค้อม

ประโยคที่ได้ยินทำให้ทุกอย่างในโลกหยุดนิ่งไปชั่วขณะ เหมือนมหาสมุทรที่เงียบสงบก่อนที่จะถูกพายุอารมณ์พัดโหมกระหน่ำในชั่วพริบตา

“มิลค์ไม่แต่ง!!!” ทันทีที่ตั้งสติได้ ผมก็ตอบคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น ‘พ่อ’ เสียงแข็ง

“แกไม่มีทางเลือก ยังไงแกก็ต้องแต่ง”

“มิลค์ไม่แต่ง!!! หัวเด็ดตีนขาดยังไงมิลค์ก็ไม่แต่ง” จากที่มั่นใจว่าตัวเองผ่านมาแล้วทุกเหตุการณ์จนสามารถรับมือกับสถานการณ์อะไรก็ได้ แต่ยอมรับเลยว่าตอนนี้ข้างในของผมสั่นสะท้านไปหมด

“แกต้องแต่ง” พ่อยืนยันคำเดิม น้ำเสียงเรียบๆ ที่ดูไม่ได้ยี่ระกับความโกรธเกรี้ยวของผม ยิ่งทำให้พายุอารมณ์ในใจยิ่งโหมกระหน่ำเป็นพายุเพลิง

“พ่อ!!! พ่อก็รู้ว่ามิลค์ไม่ได้ชอบผู้หญิง พ่อไม่สงสารมิลค์ก็สงสารผู้หญิงที่จะต้องมาแต่งกับมิลค์หน่อยเถอะ คนเขามีพ่อมีแม่เหมือนกันจะให้เขามาเจอเรื่องแบบนี้ได้ยังไง”

“แกจะสนใจทำไม อยู่ๆ กันไปเดี๋ยวก็รักกันเอง”

“มิลค์จะพูดอีกครั้ง มิลค์ไม่แต่ง พ่อไม่มีสิทธิ์มาบังคับมิลค์” ผมตอบกลับเสียงเข้ม พูดจบก็หันหลังก้าวเท้าจะออกจากห้อง

“อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ ช่วงนี้แกบินไปสิงคโปร์เป็นว่าเล่น ... แกคิดจริงๆ เหรอว่าเจ้าจีมันจะกลับมาหาแก” ขาทั้ง 2 ข้างหยุดชะงัก รู้ทั้งรู้ว่าทำการกระทำของผมไม่อาจจะหลุดลอดสายตาจากคนตรงหน้าได้ แต่พอถึงเวลาต้องเผชิญหน้า ยอมรับเลยว่าสติหลุดไปไม่น้อย

“มันเรื่องส่วนตัวของมิลค์ พ่อไม่ต้องมายุ่ง!!!” ผมทำพฤติกรรมเหมือนเด็กที่พอจวนตัวก็ขึ้นเสียงทำอารมณ์เสียเพื่อกลบเกลื่อนความกลัว

ผลักประตูออกมาข้างนอกก็เจอกับเลขา 2 คนก้มหน้ามองพื้น พวกเธอคงได้ยินเสียงโวยวาย ไม่คิดเลยว่าอายุขนาดนี้แล้วจะต้องมาทะเลาะกับพ่อตัวเองเหมือนเด็กวัยรุ่น ... ฮึๆ ... ความตลกร้ายคือตอนผมเป็นวัยรุ่น พ่อไม่ได้อยู่เมืองไทยให้ผมทะเลาะด้วยซ้ำ



“มึงรู้ใช่ไหม ...” พอเจอหน้าไอ้ไอซ์ที่รออยู่ในห้องผมก็สาดอารมณ์ขุ่นๆ ใส่เพื่อนสนิท ... เห็นสีหน้ามันก็พอเดาออก ... มันรู้อยู่แล้วว่าพ่อจะเรียกผมไปคุยเรื่องอะไร

“... รู้แล้วทำไมมึงไม่บอกกูวะ มึงเป็นเพื่อนกูอยู่หรือเปล่า”

“มึงพูดแรงไปนะไอ้มิลค์ ...” เราเริ่มทะเลาะกันเสียงดัง

“... มันเป็นเรื่องในครอบครัวมึง กูจะพูดอะไรได้ ... แล้วมึงจะเอายังไง”

“กูไม่แต่ง เอาช้างมาลาก กูก็ไม่แต่ง ...”

“... กูได้จีกลับมาแล้ว ต่อให้ต้องเป็นโสดตลอดชีวิตกูก็จะรอ ...” น้ำตาของผมพรั่งพรูออกมาพอๆ กับสติที่กระเจิดกระเจิงไปแล้ว

“... กูจะไปหาจี”

“ฮะ!!! ไอ้มิลค์ใจเย็นๆ มึงจะไปได้ไง เย็นขนาดนี้แล้วไม่มี flight เหลือแล้ว”

“เช่า private jet ก็ได้ กูอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว” ผมเหมือนคนสติแตก พอตัดสินใจได้ว่าจะไปหาก็รีบเก็บของแต่เพราะสติที่ไม่ได้อยู่กับเนื้อกับตัวเลยทำให้ทุกอย่างดูวุ่นวายไปหมด

“ไอ้มิลค์มึงหยุดก่อน ... หยุด ... มึงสติแตกแล้ว” ไอซ์คว้ามือทั้ง 2 ข้างของผมที่กำลังเก็บของเอาไว้แล้วลากผมมานั่งโซฟา

“ไอซ์ กูไม่แต่ง ยังไงกูก็ไม่แต่ง กูจะไปหาจี ... ไอซ์ กูจะไปหาจี” ผมพูดซ้ำๆ โดยที่ตัวเองก็ไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่

“เออๆ มึงกลับห้องไปจัดของก่อนเดี๋ยวกูจัดการให้”

“กูไม่กลับ กูจะไปเลย”

“มึงใจเย็นๆ จะไปยังไงว่าไม่มีเสื้อผ้าซักชิ้น” ไอซ์ถาม มันพยายามเป็นคนที่มีสติในสถานการณ์ที่ผมสติหลุดไปแล้ว

“ไม่เอา กูจะไปเลย กูอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว”

“เออๆๆ เอาแต่ใจฉิบหาย”

แม้ปากจะบอกว่าโตแล้ว ใครก็ไม่มีสิทธิมาบังคับให้ผมทำอะไรทั้งนั้น แต่ในใจของผมกลับสั่นสะท้าน รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่วัชพืชข้างทางที่หาญกล้าฝืนพายุใหญ่ เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา พ่อมักจะได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการเสมอ

“ไอซ์”

“อะไรของมึง กูเก็บของให้อยู่ไม่เห็นหรือไง จะเร่งอะไรนักหนาวะ” มันหันหลังพูดกับผมด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

“ไอซ์”

“อะไรนักวะ ... เฮ้ยไอ้มิลค์ ... รอแป็บนะมึง ...” หน้ามันถอดสีเมื่อเห็นล้มตัวลงนอนขดอยู่บนโซฟา เชี่ย!!! ไม่ไหวแล้ว

“... เอ้า มึง ดื่ม เดี๋ยวกระเพาะจะทะลุซะก่อน ...” ผมคว้าเอาขวดพลาสติกที่บรรจุของเหลวสีมินต์จากมือของไอซ์แล้วกระดกเข้าไปค่อนขวด

“... ค่อยๆ ดื่ม เดี๋ยวสำลัก ดีขึ้นยัง ...” ผมพยักหน้า ผ่านไปประมาณ 10 นาที อาการปวดแสบปวดร้อนในช่องท้องถึงได้ลดลง

“... มึงนี่น่า รู้ว่าถ้าเครียดแล้วจะปวดท้องก็ยังไม่รู้จักประมาณตัวเอง ...”

“... กูรู้ว่าพูดไปก็ไม่ได้ช่วยให้มึงกังวลน้อยลง ... แต่อย่าคิดมาก เกิดอะไรขึ้นก็ค่อยๆ ช่วยกันแก้ สุขภาพของมึงสำคัญที่สุด”



สิงคโปร์ฝนตกหนักตั้งแต่ช่วงเย็น เม็ดฝนที่กระหน่ำลงมาพร้อมเสียงฟ้าร้องคำราม บรรยากาศช่างขมุกขมัวไม่ต่างอะไรจากความรู้สึกของผมเท่าไหร่ ไอซ์จัดการให้ทุกอย่าง นอกจากจอง private jet แล้วยังอาสาขับรถมาส่งที่สนามบินเพราะไม่อยากให้คนอื่นเห็นสภาพของผมตอนนี้เท่าไหร่ ... ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตุ๊กตาเซรามิคที่ไม่ว่าจะบอบบางหรือแตกหักมากเท่าไหร่แต่สิ่งที่คนภายนอกตู้กระจกจะได้เห็นกลับมีแค่ความสวยงามเท่านั้น

ผมยืนอยู่ในลิฟต์ สายตาจับจ้องไปยังแผ่นหลังกว้างที่คนยืนอยู่ด้านหน้า แทบจะกั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ตั้งแต่วินาทีที่ได้เจอหน้าแต่เพราะนึกถึงคำพูดของไอซ์ที่ย้ำหลายรอบว่าห้ามผมร้องไห้ หรือแสดงอารมณ์อ่อนไหวใดๆ ในที่สาธารณะเป็นอันขาด ทำให้ผมต้องคอยกัดลิ้นตัวเองมาตลอดทาง ไอซ์แทบจะบีบคอบังคับให้ผมสัญญาว่าทันทีที่ก้าวลงจากรถแล้วจะไม่หยิบโทรศัพท์โทรหาจีเพราะมันรู้ว่าถ้าคุยกันผมต้องสติแตกอีกรอบ มันบอกให้ผมมาคุยตอนเจอหน้าจีเลยทีเดียว

จีไม่ได้ถามอะไรแต่ดูจากสีหน้าของจีก็พอเดาได้ว่าไอซ์ต้องบอกมันแน่ๆ ว่าผมทะเลาะกับพ่อมา และจากพฤติกรรมที่ดูนิ่งเฉยตั้งแต่เจอหน้ากัน ผมว่าก็คงเป็นฝีมือไอซ์อีกเหมือนกันที่ดักทางไว้ ไม่ให้จีแสดงออกกับผมจนเกินงามในที่สาธารณะ



“จี จี ฮือออออออออออออออออออออออ...” ผมโผเข้าไปกอดคนตรงหน้าทันทีที่ประตูห้องปิด จีโอบผมไว้ในอ้อมแขน หน้าผากมนซบลงบนไหล่กว้าง มือหนาลูบไล้แผนหลังบางเป็นเชิงปลอบโยน อ้อมกอดที่คุ้นเคย เสียงเรียกชื่อและคำปลอบโยนที่คอยกระซิบข้างหูทำให้คลื่นลมในใจของผมสงบลงได้ไม่น้อย ผมกอดคนตรงหน้าแน่นราวกับว่าหากคลายออกแม้แต่น้อยเรื่องทุกอย่างจะเป็นแค่ความฝัน พอใจเริ่มสงบ สติก็เริ่มกลับมา ผมหยุดสะอื้น พยายามบังคับให้ตัวเองหายใจเข้าออกช้าๆ ... ณ เวลานี้ผมมีจีอยู่ข้างๆ ต่อให้ฟ้าถล่มลงมา ผมมั่นใจว่าจะผ่านมันไปได้เสมอ

“ร้องไห้จนจมูกแดง ตาบวมไปหมดแล้ว ...” คนตรงหน้าประคองใบหน้าของผมไว้ในฝ่ามือ นิ้วโป้งบรรจงเกลี่ยน้ำตาออกจากดวงตาคู่สวยอย่างทะนุถนอมราวกับว่าหากออกแรงแม้เพียงเล็กน้อยตุ๊กตาเซรามิคชิ้นงามตรงหน้าจะบุบสลายกลายเป็นเถ้าธุลี ... ทุกการกระทำของคนตรงหน้าทำให้ผมย้อนนึกไปถึงเรื่องในอดีต วันที่ผมร้องไห้เพราะทะเลาะกับเพื่อนที่มหาลัย จีก็ปลอบผมแบบนี้ ... วันนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมเริ่มรู้ตัวว่าตัวเองคิดกับคนตรงหน้ามากกว่าเพื่อนสนิท

“... ไหนบอกกูมาซิว่าทะเลาะอะไรกับพ่อ” ผมเหมือนกลับมามีชีวิตอีกครั้งเมื่อเห็นรอยยิ้มของจี ยิ้มของมันอบอุ่นไม่ต่างจากแสงแดดในฤดูหนาว ผมสูดจมูกพร้อมกับหลบสายตาของคนตรงหน้า พอได้สติถึงได้เริ่มรู้สึกอาย อายุใกล้จะขึ้นเลข 4 เข้าไปทุกที ทะเลาะกับพ่อแล้วต้องวิ่งหนีมาให้เพื่อนสนิทปลอบเหมือนเด็กอายุ 15 ขวบ

“พ่อจะบังคับให้กูแต่งงาน ...”

...

...

...

ความเงียบของคนตรงหน้าทำให้ผมต้องช้อนสายตาขึ้นมามอง ... แววตาที่เคยอบอุ่นแข็งค้าง ใบหน้าที่ก่อนหน้านี้เต็มไปด้วยรอยยิ้มเปลี่ยนเป็นเข้มขรึม อยู่ๆ ผมก็รู้สึกหวั่นไหวกับบรรยากาศ ณ ตอนนี้

“... จี ...”

“... อืมมมมมมมมม” สมองไร้สติไปชั่วขณะ เหมือนถูกหมัดเสยคางน็อคคาเวที เมื่อฝ่ามือใหญ่ที่ประคองใบหน้าไว้อยู่ดีๆ ก็ดึงรั้งผมเข้ามาประกบจูบ ทันทีที่ริมฝีปากสัมผัสกัน คนตรงหน้าก็สอดลิ้นร้อนเข้ามาควานทั่วโพรงปาก หัวใจของผมเต้นถี่รัว มันเป็นจูบที่เต็มไปด้วยแรงอารมณ์ ผมนิ่งไปชั่วขณะแต่พอตั้งสติได้ก็เหมือนเส้นกั้นบางๆ ที่เคยเหนี่ยวรั้งความยับยั้งช่างใจของตัวเองขาดสะบั้น ยิ่งคนตรงหน้าแสดงออกทางอารมณ์มากเท่าไหร่ผมก็ยิ่งตอบสนองมากเท่านั้น เรา 2 คนต่างตะโบมจูบซึ่งกันและกัน ห้องที่เงียบสงบทำให้ได้ยินเสียงจูบชัดเจน มือของผมเผลอขยำปลายเสื้อของคนตรงหน้าแน่น เมื่อสัมผัสได้ว่าจูบของเราเริ่มแผ่วลง

“มิลค์”

“อืม” โคตรเขิน โคตรเคลิ้ม

“สบตากูหน่อย ...” จะให้ผมสบตาได้ยังไงในเมื่อปลายจมูกของคนพูดยังคนคลอเคลียไปทั่วใบหน้าของผมไม่ห่าง นี้ถ้าไม่ใช่เพราะมันรั้งเอวไว้ผมคงทรุดลงไปนั่งอยู่บนพื้นนานแล้ว

“... มิลค์ ... มี sex กัน”

“ฮะ !!!” จากที่เคลิ้มๆ พอได้ยินคำขอของจีสติถึงกับกลับเข้าร่าง

“มี sex กัน” ตอนแรกคิดว่ามันล้อเล่นแต่ดูจากสีหน้าแล้ว ... คืนนี้ผมไม่รอดแน่ๆ

“กูไม่เข้าใจ”

“มึงเชื่อใจกูหรือเปล่า ...” ผมพยักหน้า

“... กูรักมึง รักมึงมานานมาก ...”

“... เชื่อใจกู แล้วพรุ่งนี้กูจะอธิบายทุกอย่าง แต่ตอนนี้ ... มึงเป็นของกูนะ” เชี่ยยยยยยย!!! หน้าร้อนจนแทบไหม้ หัวใจเต้นจนแทบกระเด็นออกมานอกหน้าอก ไม่เคยมีใครขอมี sex กับผมด้วยคำพูดชวนฝันที่เหมือนหลุดออกมาจากนิยายรักหวานแหววแบบนี้มาก่อน

พอพยักหน้า ริมฝีปากก็ถูกประกบจูบ เสียงตะโบมจูบกลับมาดังขึ้นอีกครั้ง ยิ่งจูบอารมณ์ของเราทั้งคู่ก็ยิ่งเตลิดไปไกล มือหนาสอดเข้ามาใต้ร่มผ้า ผิวเนียนถูกลูบไล้และสัมผัส ฝามือของจีร้อนรุ่มไปด้วยแรงปรารถนา กระดุมเสื้อถูกแกะออกด้วยมือเพียงข้างเดียวอย่างชำนาญ พอกระดุมเม็ดที่ 2 หลุดออกเผยให้เห็นผิวเนียนและจุดอ่อนไหวสีอ่อน ริมฝีปากหนาจึงค่อยๆ เลื่อนลงมาด้านล่าง

“โอ้ย!!! ...” ผมสะดุ้งเมื่อจีขบฟันลงบนผิวบริเวณต้นคอ เจ็บแต่ก็ยอมรับว่าสัมผัสที่ได้รับเป็นเครื่องกระตุ้นอารมณ์ชั้นดี

“... อ่าาาา!!!” เสียงครางหวานหลุดรอดออกจากลำคอเมื่อจุดอ่อนไหวด้านบนถูกกระตุ้นด้วยลิ้นและฟัน นิ้วมือเรียวสวยเลื่อนขึ้นมาขยุ้มเส้นผมของเพื่อนสนิทอย่างไม่อาจหักห้ามใจ

“ไปที่เตียงนะ” ความต้องการของจีกำลังเอ่อล้น คนตรงหน้ากระซิบเสียงกระเส่าข้างหู ผมสัมผัสได้ถึงอารมณ์พลุ่งพล่านของจีที่ขยับขยายจนเสียดสีอยู่แถวหน้าท้อง

“อืม” ผมตวัดขาทั้ง 2 ข้างล้อมเอวสอบทันทีที่ถูกคนตรงหน้ายกตัวให้ลอยขึ้นจากพื้น ริมฝีปากของเราไม่ผละออกจากกันจนกระทั่งแผ่นหลังของผมสัมผัสได้ถึงเตียงนุ่มๆ

เสื้อผ้าถูกถอดออกอย่าง่ายดาย รู้ตัวอีกทีผิวกายของผมก็หนาวสะท้านเพราะสัมผัสกับความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ จีที่นั่งคุกเข่าอยู่ตรงปลายเตียงขยับตัวขึ้นคร่อมอยู่ตรงสะโพกของผม ใบหน้าหล่อเหลาก้มลงมาคลอเคลียอยู่ไม่ห่าง ลมหายใจอุ่นๆ กระทบลงบนแก้มตามจังหวะการหายใจ เหมือนกระแสไฟฟ้าวิ่งช็อตไปทั่วร่างเมื่อริมฝีปากหนาจุ๊บลงบนหน้าผากอย่างแผ่วเบาก่อนจะเริ่มไล่ลงมาข้างขมับแล้วขบเม้มเบาๆ ที่ริมฝีปากของผม

“กูรักมึง” คนด้านบนพูดกับผมด้วยน้ำเสียงกระเส่า พร้อมกับวางมือลงบนแก้มของผมอย่างแผ่วเบา

“กูก็รักมึงเหมือนกัน”

“กูรู้ มึงบอกกูทุกครั้งที่มีโอกาส หลังจากวันนี้ให้กูเป็นฝ่ายบอกรักมึงนะ” เชี่ยยยยยยยยยยยยย สติของผมระเบิดกระจุยไม่ต่างจากโกโก้ครั้นช์ระเบิดกลางทุ่งข้าวสาลี ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้ยินประโยคหวานๆ จากจี

ประโยคบอกรักและคำหวานถูกกลบด้วยเสียงครางกระเส่าของผม เมื่อลิ้นร้อนบรรจงละเลงลงบนจุดอ่อนไหวด้านบน ก่อนจะค่อยๆ คืบคลานลงด้านล่าง แรงดูดและแรงกัดทำให้ผมร้องครางออกมาไม่เป็นประสา ยิ่งแน่ใจว่าไม่มีใครอื่นได้ยิน ยิ่งทำให้ผมปลดปล่อยอารมณ์ทั้งหมดของตัวเองอย่างไม่อาจซ่อนเร้น

“จี ... มันเสียว ...” ความเสียวซ่านแพร่ไปทั่วร่างเมื่อลิ้นร้อนสัมผัสลงบนส่วนอ่อนไหวด้านล่าง สัมผัสวาบหวิวเคลื่อนที่จากบนลงล่าง วนเวียนอยู่อย่างนั้นจนผมหายใจไม่เป็นจังหวะ

“... อะ!!! ...” เสียงครางหวานหลุดออกจากลำคอเมื่อโพรงปากของจีครอบลงบนส่วนอ่อนไหว สัมผัสที่ได้รับทำให้เหมือนกำลังลอยอยู่กลางอากาศ แรงดูดดุนภายในโพรงปาก สัมผัสของลิ้นร้อน ทำให้ผมเกร็งหน้าท้องตามจังหวะที่คนด้านล่างบรรจงมอบให้ ผ้าปูที่นอนถูกขยำจนยับยู่ยี่ก่อนที่นิ้วมือเรียวสวยจะละมาขยุ้มเส้นผมบนศีรษะที่ก้มๆ เงยๆ อยู่หว่างขา ... ผมมองเห็นสวรรค์อยู่รำไร

“... จี มิลค์ไม่ไหว มันจะเสร็จ” เรียวขาเนียนทั้ง 2 ข้างเริ่มบิดเร้า ลมหายใจเริ่มกระตุกขาดช่วง ... ผมเหมือนถูกกระชากจากประตูสวรรค์แล้วร่วงหล่นสู่พื้นดิน เมื่ออยู่ๆ การกระทำของคนด้านล่างหยุดชะงัก

“อย่าเพิ่งเสร็จ คืนนี้ยังอีกยาวไกล ...” จีลุกขึ้นมานั่งชันเข่าอยู่ด้านข้าง สายตาที่มองมาที่ร่างเปลือยเปล่าของผมทำให้รู้สึกวูบวาบจนไม่กล้าสบตา ไม่ยุติธรรมเลย ผมเปลือยเปล่าไปทั้งร่าง ในขณะที่คนตรงหน้าเสื้อผ้ายังอยู่ครบ และเหมือนจีจะรู้ว่าผมคิดอะไร เสื้อยืดสีขาวถูกถอดออกทางหัวเผยให้เห็นเส้นลายของกล้ามเนื้อที่สวยกว่าที่ผมจินตนาการไว้ มือหนาง่วนอยู่กับการปลดเข็มขัด ไม่กี่อึดใจให้หลังเสื้อผ้าทั้งหมดของจีที่ถูกปัดทิ้งลงข้างเตียง ปากบอกว่าไม่ยุติธรรมแต่พอคนตรงหน้าอยู่ในเปลือยเปล่าเหมือนกัน ผมกลับเขินอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี

“... เขินเหรอ ...” ผมพยักหน้ารับ เมื่อจีขยับลงตัวมานั่งคุกเข่าอยู่ด้านข้าง มันมองผมแล้วอมยิ้มก่อนจะเบี่ยงตัวไปด้านหลังเพื่อควานหาอะไรบางอย่างแถวหัวเตียง ใบหน้าของผมร้อนฉ่าอีกครั้งเมื่อเห็น lubricant ขวดใหญ่และซองถุงยางถูกหยิบออกมาจากลิ้นชัก

“... ใจเย็นๆ ค่อยเป็นค่อยไปนะ” จีเขยิบตัวลงมานอนอยู่ข้างๆ ท่อนแขนซ้ายถูกสอดเข้ามาใต้สะบัก เสียงกระซิบข้างหูและลมหายใจอุ่นที่สัมผัสบริเวณข้างแก้มไม่ได้ทำให้ผมแตกตื่นเท่ากับความเป็นชายของเจ้าตัวที่แข็งขืนและเสียดสีอยู่ใกล้สะโพก ความร้อนและน้ำหล่อลื่นที่หลั่งออกมาทำให้ผมรับรู้ได้ว่าคนตรงหน้าก็พร้อมจะเข้ามาเต็มที่แล้วเหมือนกัน

“อะ!!!” ผมอุทานเมื่อฝ่ามือด้านขวาสัมผัสเข้ากับต้นขา เรียวขาทั้ง 2 ข้างจับถูกแยกออกจากกัน สายตาของผมจับจ้องไปยังเจลใสจากหลอด lubricant ที่ถูกป้ายลงบนนิ้วชี้และนิ้วกลางข้างขวา ... แม้จะเขินแต่อีกใจหนึ่งก็นึกขำตัวเอง ผมไม่ใช่มือใหม่สำหรับเรื่องพวกนี้ จะบอกว่าเจนสนามพอตัวก็ได้ แต่ยอมรับเลยว่าพอจะมี sex กับคนที่แอบชอบมานาน ผมเหมือนกลับไปเป็นเด็กน้อยวัย 13 ทีไม่ประสากับเรื่องพวกนี้อีกครั้ง

ยอมรับว่าประหลาดใจไม่น้อยที่สิ่งที่สอดเข้าในในช่องทางด้านหลังไม่ใช่สิ่งที่คิด แต่กลับเป็นนิ้วชี้ที่หมุนวนรอบช้าๆ ลมหายใจของผมสะดุดเมื่อจีค่อยๆ ออกแรงกดแล้วสอดนิ้วชี้แทรกเข้ามาข้างในอย่างนุ่มนวล

“ถ้าไม่รัก กูไม่ทะนุถนอมมึงแบบนี้หรอกนะ” จีกระซิบข้างหู ผมเบี่ยงหน้าเพื่อปรับองศาเพื่อรับจูบจากคนตรงหน้า จูบที่ค่อยๆ ร้อนแรงขึ้นตามแรงอารมณ์ รู้ตัวอีกทีนิ้วกลางก็สอดตามเข้ามาเป็นนิ้วที่ 2

“จี” ผมครางออกมาเสียงหลง เมื่อนิ้วมือทั้ง 2 สัมผัสเข้ากับจุดอ่อนไหวภายใน คนตรงหน้าหลุดหัวเราะในลำคอ

จุดอ่อนไหวที่ถูกกระตุ้นอย่างถี่รัวและหนักแน่นทำให้ผมเริ่มเห็นประตูสวรรค์ถูกเปิดออกอีกครั้ง ผมบิดตัวไปมาในอ้อมแขนของจีเมื่ออารมณ์เสียวซ่านถูกกระตุ้นให้ไต่สูงขึ้นเรื่อยๆ

“จี จี มิลค์ไม่ไหวแล้ว ...” แขนซ้ายที่โอบอยู่ด้านหลังล็อคตัวผมไว้ในอ้อมแขน ลมหายใจของผมปะทะเข้ากับแผ่นอกขาวตามจังหวะที่ถูกกระตุ้นจากด้านล่าง เสียงนิ้วมือขยับเข้าออก ควานหาและเสียดสีกับช่องทางด้านหลังยิ่งจุดอารมณ์ของผมให้เตลิดไปไกล

“... จี จี ... อ่าาาาาา” ยิ่งผมสุขสม อีกคนก็ยิ่งกระตุ้นถี่รัว ‘เร็วขึ้น แรงขึ้น แรงอีก แบบนั้น ใกล้แล้ว อ่าาาาาา’ สุดท้ายผมก็ถึงฝั่งฝัน น้ำสีขาวพุ่งกระจายเลอะเนื้อเต็มหน้าท้องของตัวเองและแน่นอนว่าเลอะเนื้อตัวของคนที่นอนอยู่ข้างๆ

ผมหายใจหอบอยู่ในอ้อมแขนของคนที่นอนอยู่ข้างๆ ผมเสร็จสมอารมณ์หมายไปแล้วในขณะที่จียังอัดแน่นไปด้วยแรงอารมณ์ สะโพกสอบขยับเพื่อเสียดสีความเป็นชายของตัวเอากับต้นขาของผม

“กู ... ต่อได้ไหม ...” ผมหยักหน้าตอบรับคำขอ

อ้อมแขนที่กอดผมไว้คลายออก เจ้าตัวขยับตัวไปนั่งคุกเข่าอยู่ที่ปลายเท้า

“... มิลค์ ...” ผมผงกหัวขึ้นตามเสียงเรียก หัวใจที่เพิ่มสงบได้ไม่นานกลับมาเต้นสูบฉีดแรงอีกครั้งเมื่อเห็นคนที่นั่งอยู่ปลายเท้าใช้ริมฝีปากฉีกซองถุงยาง

ทั้งเขิน ทั้งอายจนต้องยกมือขึ้นมาปิดตา ไอ้บ้า!!! ใครสั่งใครสอนให้ทำแบบนี้กันวะ ... จากที่คิดว่าถ้าปิดตาแล้วจะช่วยให้อะไรดีขึ้น ผมคิดผิดไปถนัดเพราะพอหลับตาทุกสัมผัสจากจีเหมือนจะชัดเจนขึ้นเป็นเท่าตัว มือหนาลูปคลำบริเวณฝ่าเท้าก่อนจะไล่มายังข้อเท้าและเลื่อนเลยขึ้นมาถึงกลางน่อง ไม่นานเรียวขาข้างซ้ายก็ถูกยกขึ้นพาดไหล่ของคนที่คร่อมอยู่ด้านบน

“... สบตากูหน่อย ...” ผมสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงของจีกระซิบข้างหู

“... กูอยากสบตามึง ตอนที่เรา make love กันครั้งแรก ...” เชี่ยจี!!!!!!!!!! มึงจะทำให้กูขาดใจตายตรงนี้เลยใช่ไหม ... แล้วผมจะทำอะไรได้นอกจากทำตามที่มันขอ ... เรา 2 คนสบตากัน ผมเห็นภาพสะท้อนของตัวเองในดวงตาของคนตรงหน้า จีโน้มหน้าลงมาใกล้ ริมฝีปากของคนตรงหน้าเล่นกับริมฝีปากของผมอย่างหยอกล้อก่อนจะบรรจงแนบลงมา ลิ้นของเราพันเกี่ยวหยอกล้อกันอย่างอ้อยอิง ความละเมียดละไมของจูบทำให้อาการประหม่าของผมจางหายไปพอสมควร

“... กูรักมึง ... เป็นของกูนะมิลค์”

...

... คนด้านบนขมวดคิ้วเมื่อไม่เป็นสัญญานตอบรับจากผม แค่คิดจะพูดก็อายจนแทบแทรกแผ่นดินหนีแต่ก็มาขนาดนี้แล้ว

...

“กูเป็นของมึงตั้งนานแล้ว เป็นของมึงมาตลอด ... คืนนี้มึงต่างหากที่เป็นของกู”



‘When you kiss, it feels like finally’


----------


#รัก #ของกันและกัน #Finally
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-01-2026 10:00:41 โดย Milky_Milky_Way »

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 210
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: Love, In Every Lifetime : ตอนที่ 38 : Finally
«ตอบ #203 เมื่อ20-01-2026 10:07:52 »

ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตุ๊กตาเซรามิคที่ไม่ว่าจะบอบบางหรือแตกหักมากเท่าไหร่แต่สิ่งที่คนภายนอกตู้กระจกจะได้เห็นกลับมีแค่ความสวยงามเท่านั้น


----------


#Finally
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 210
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: Love, In Every Lifetime : ตอนที่ 38 : Finally
«ตอบ #204 เมื่อ21-01-2026 20:24:47 »

ผมยืนอยู่ในลิฟต์ สายตาจับจ้องไปยังแผ่นหลังกว้างที่คนยืนอยู่ด้านหน้า
แทบจะกั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ตั้งแต่วินาทีที่ได้เจอหน้า


---------


#Finally
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 210
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: Love, In Every Lifetime : ตอนที่ 38 : Finally
«ตอบ #205 เมื่อ23-01-2026 11:51:25 »

ผมผงกหัวขึ้นตามเสียงเรียก หัวใจที่เพิ่มสงบได้ไม่นานกลับมาเต้นสูบฉีดแรงอีกครั้งเมื่อเห็นคนที่นั่งอยู่ปลายเท้าใช้ริมฝีปากฉีกซองถุงยาง

ทั้งเขิน ทั้งอายจนต้องยกมือขึ้นมาปิดตา ไอ้บ้า!!! ใครสั่งใครสอนให้ทำแบบนี้กันวะ

จากที่คิดว่าถ้าปิดตาแล้วจะช่วยให้อะไรดีขึ้น ผมคิดผิดไปถนัดเพราะพอหลับตาทุกสัมผัสจากจีเหมือนจะชัดเจนขึ้นเป็นเท่าตัว

มือหนาลูปคลำบริเวณฝ่าเท้าก่อนจะไล่มายังข้อเท้าและเลื่อนเลยขึ้นมาถึงกลางน่อง

ไม่นานเรียวขาข้างซ้ายก็ถูกยกขึ้นพาดไหล่ของคนที่คร่อมอยู่ด้านบน


----------

#Finally
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-01-2026 11:54:48 โดย Milky_Milky_Way »

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 210
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Love, In Every Lifetime : Teaser ตอนที่ 39
«ตอบ #206 เมื่อ24-01-2026 14:28:48 »

Teaser ตอนที่ 39


ผมเดินออกมาจากห้องนอนอีกครั้ง กลิ่นหอมของอาหารเช้าและกาแฟก็เตะเข้าเต็มจมูก เมื่อคืนใช้แรงไปเยอะ เช้านี้ต้องเติมให้เต็มเพื่อชดเชยส่วนที่สึกหลอ

"ไหนว่าไม่ทำอาหารในห้อง" ถามเพราะเห็น American breakfast เต็มโต๊ะอาหารทั้งขนมปังปิ้ง แฮม ไข่ดาว เบค่อน จีเคยบอกว่าไม่ชอบทำอาหารในห้องเพราะไม่อยากให้มีกลิ่นติด ... ใช้ครับ อยู่ที่นี้มาจะ 3 ปีแล้วเจ้าตัวซื้ออาหารมากินทุกมื้อ อย่างมากก็ต้มมาม่า

"นี่ครั้งแรกเลยนะ เมื่อคืนจัดหนัก กลัวเมียกินไม่อิ่มแล้วไม่มีแรง" คนตรงหน้าเอ่ยปากแซวด้วยสีหน้าเปลื่อนยิ้ม ขำตัวเอง ก่อนหน้านี้ผมไม่ชอบถูกเรียนกว่า ‘เมีย’ แต่พอคำนี้ออกจากปากของจีกลับทำให้จั๊กจี้หัวใจอย่างน่าประหลาด

"ฮึ เคลมกูใหญ่เลยนะ" เขินวะ ... แม้จะไม่ใช้ครั้งแรกที่ผมตื่นมากินข้าวเช้าพร้อมกับคู่นอน แต่ก็ไม่เคยมีครั้งไหนที่ทำให้หัวใจฟูฟ่องได้เหมือนครั้งนี้

"กำลังเห่อเมียใหม่ป้ายแดง ..." มันอมยิ้ม แล้วส่งแก้วกาแฟในมือให้ผมก่อนที่เจ้าตัวจะนั่งลงฝังตรงข้าม


----------


มิลค์ : เจอกันพรุ่งนี้นะครับ จากน้องมิลค์คนเดิม เพิ่มเติมคือพี่จีทำข้าวเช้าให้กิน


#ฝันที่เป็นจริง
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 210
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Love, In Every Lifetime : ตอนที่ 39 : คำสารภาพ (Part 1/2)
«ตอบ #207 เมื่อ25-01-2026 09:31:00 »

ตอนที่ 39 : คำสารภาพ (Part 1/2)


ผมรู้สึกตัวท่ามกลางแสงรำไรที่ลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาภายในห้อง แสงแดดอ่อน ๆ กระทบกับผ้าปูที่นอนสีครีม ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ ผมกำลังนึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ... เรื่องจริงเหรอวะ ที่ผมกับจีข้ามเส้นกั้นของความเป็นเพื่อนไปแล้ว ... พอขยับตัวถึงได้รับรู้ว่าตัวเองอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า

เมื่อคืนเรา 2 คนมี sex กันค่อนคืน จำได้ลาง ๆ ว่าพอเสร็จรอบสุดท้าย ผมแทบจะหมดสติในอ้อมกอดของจี คนต้นเรื่องเลยต้องอุ้มผมมานอนห้องนอนเล็กเพราะเตียงนอนเดิมไม่อยู่ในสภาพที่จะใช้นอนได้ คนใส่อุปกรณ์ป้องกันนะไม่เท่าไหร่ แต่ผมนี่แหละที่เป็นคนทำเปรอะเลอะไปทั่วผ้าปูที่นอน

เงียบขนาดนี้ คนที่นอนอยู่ข้าง ๆ น่าจะยังไม่ตื่น เมื่อคืนจีเข้านอนทีหลัง กว่าจะตื่นก็คงเลยเที่ยงไปแล้ว

ผมพลิกตัวกลับมา ตั้งใจว่าจะขอเวลาทำใจแอบมองหน้าอดีตเพื่อนสนิทตอนหลับซักหน่อยเผื่อจะช่วยลดความตื่นเต้นลงได้ ก่อนที่จะตื่นขึ้นมาเจอหน้ากัน

"Hi" เสียงเข้ม ๆ จากคนที่นอนอยู่ข้าง ๆ กล่าวทักทาย ผมชะงักไปเล็กน้อย เพราะไม่คิดว่าจีจะเป็นฝ่ายมองอยู่ก่อนแล้ว

"Hi" โอ้โฮ้นี่เสียงกูเหรอนี้ แห้งแล้งอย่างกับทะเลทราย แค่ฟังน้ำเสียงก็รู้แล้วว่าเมื่อคืนผ่านศึกใหญ่มาขนาดไหน

"ทำไมทำหน้าตกใจ"

"คิดว่ามึงยังไม่ตื่น"

"จะแอบมองกูตอนหลับละซิ" มันยิ้มชอบใจเมื่อเห็นสีหน้าสารภาพความจริงของผม ... ผมเขินจนเผลอกัดปากตัวเอง

"กูไม่แน่ใจว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า"

คนตรงหน้าหัวเราะในลำคอ

"ทำไปหลายท่าขนาดนั้น ยังต้องถามอีกเหรอว่าเรื่องจริงหรือเปล่า"

"ไอ้บ้า ..." กูก็เขินเป็นนะมึง ให้กูได้มี moment สวย ๆ ของคนรับบทเป็นนายเอกบ้าง

"... แล้วตกลงตอนนี้เราเป็นอะไรกัน" ผมกลั้นใจถาม

"เมื่อคืนขอโทษที่ทำอะไรไม่ให้เกียรติมึง กูเข้าใจว่าคนสถานะอย่างมึงคงต้องการเวลาคิด ... กูเป็นให้ได้ทุกอย่างที่มึงต้องการ ... เพื่อน แฟน หรือว่าสามี ..."

...

...

...

"... ตกลงว่าไง"

"เป็น ... เป็นอย่างสุดท้าย"

จีนิ่งไปชั่วครู่ แต่แววตากลับวูบไหวไปด้วยความดีใจ

อายวะ ตอนแรกจะเลือกแฟนแต่เมื่อคืนได้กันไปตั้งหลายท่า เสียกันไปตั้งหลายน้ำ เกินเลยกว่าคำว่าแฟนไปเยอะ

"ฮึ ๆ กูก็ไม่อยากเสียเวลาเป็นแฟนมึงแล้วเหมือนกัน แต่งกันวันนี้เลยไหม" เจ้าตัวพูดติดตลก แต่รับรองได้ว่าถ้าผมตอบตกลง บ่ายนี้เรา 2 คนคงได้ยืนอยู่ในโบสถ์ที่ไหนซักแห่ง

"บ้า!!! ... กูไม่เคยคิดว่าจะมีวันนี้ ... นี่กูไม่ได้ฝันไปใช่ไหม" ผมยื่นมือไปตรงหน้าแต่ยังไม่ทันได้สัมผัสกันใบหน้าหล่อเหลาจีก็คว้ามือผมไปกุมไว้ก่อนจะดึงไปประทับจูบลงบนหลังมือ

ผมขยับตัวเข้าไปในอ้อมแขนของจี ใบหน้าของเราอยู่ใกล้กันมากจนผมอดใจเอาไว้ไม่ไหว ริมฝีปากสวยบรรจงจรดลงบนเปลือกตาชั้นเดียวตรงหน้า ก่อนจะเลื่อนลงมาประทับลงบนสันจมูก จมูกของเรา 2 คนคลอเคลียกันไปมา ก่อนที่ผมจะงับเบา ๆ ที่ปลายจมูก ... ผมหลงไหลจมูกโด่ง ๆ และดวงตาชั้นเดียวคู่นั้นมานาน สมัยก่อนเคยคิดจินตนาการว่าจะได้ประทับรอยจูบหลายต่อหลายครั้ง ไม่อยากจะเชื่อว่าวันนี้ความฝันของผมเกิดขึ้นจริงแล้ว

"มิลค์ ... กูเตือนไว้ก่อน ถ้ามึงยังทำแบบนี้ ระวังจะไม่ได้ลงจากเตียงเอานะ" คนตรงหน้าพูดพร้อมกับกระชับอ้อมแขน พอร่างกายเริ่มแนบชิดเสียดสี ผมก็สัมผัสได้ว่าคำเตือนของจีไม่ได้เกินจริงเลยแม้แต่น้อย เพราะความต้องการของเจ้าตัวกำลังขยายใหญ่และเสียดสีอยู่กับต้นขาของผม

"มึงอยากให้กูช่วยไหม ... กูใช้ปากให้มึงได้นะ" เชี่ยยยยยย กูพูดอะไรออกไปเนี่ยยยยยยยย แรดฉิบหาย ไม่รักษาความเป็นกุลสตรีเลยไอ้มิลค์

"ฮึๆ ไม่เป็นไร ยังมีเวลาอีกเยอะ ... ไปอาบน้ำไหม เดี๋ยวกูล้างหน้าล้างตาแล้วลุกไปทำข้าวเช้าให้กิน ... เรามีเรื่องต้องคุยกัน"

"ได้ เอาไว้คราวหลัง" ผมตอบพลางดันตัวเองลุกขึ้นมานั่งบนเตียง

"มึงไหวไหม เจ็บหรือเมื่อยตรงไหนบ้างเปล่า"

"เมื่อยนิดหน่อย เดี๋ยวกินยาอีกรอบน่าจะดีขึ้น" ผมนึกขอบใจคนตรงหน้าที่เมื่อคืนส่งยาลดอักเสบกับยาคลายกล้ามเนื้อให้ผมก่อนนอน ไม่งั้นสภาพผมเช้านี้คงไม่ต่างอะไรกับผู้ป่วยติดเตียง ... ถ้าเป็นสมัยก่อน บอกเลยว่าลงสนามกันยังสว่าง ผมก็ไหว แต่ตอนนี้ด้วยอายุและสังขารที่ไม่เอื้ออำนวยเหมือนเดิม บ่ายนี้ไม่ต้องไปนอนให้หมอทำกายภาพให้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว 555

พอเดินออกจากห้องนอน กลิ่นหอมของอาหารเช้าและกาแฟก็เตะเข้าเต็มจมูก

เมื่อคืนใช้แรงไปเยอะ เช้านี้ต้องเติมให้เต็มเพื่อชดเชยส่วนที่สึกหลอ

"ไหนว่าไม่ทำอาหารในห้อง" ถามเพราะเห็น American breakfast เต็มโต๊ะอาหารทั้งขนมปังปิ้ง แฮม ไข่ดาว เบค่อน จีเคยบอกว่าไม่ชอบทำอาหารในห้องเพราะไม่อยากให้มีกลิ่นติด ... ใช่ครับ อยู่ที่นี้มาจะ 3 ปีแล้วเจ้าตัวซื้ออาหารมากินทุกมื้อ อย่างมากก็แค่ต้มมาม่า

"นี่ครั้งแรกเลยนะ เมื่อคืนจัดหนัก กลัวเมียกินไม่อิ่มแล้วไม่มีแรง" คนตรงหน้าเอ่ยปากแซวด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม ขำตัวเอง ก่อนหน้านี้ผมไม่ชอบถูกเรียกกว่า ‘เมีย’ แต่พอคำนี้ออกจากปากของจีกลับทำให้จั๊กจี้หัวใจอย่างน่าประหลาด

"ฮึ เคลมกูใหญ่เลยนะ" เขินวะ ... แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมตื่นมากินข้าวเช้าพร้อมกับคนที่เคยมีอะไรด้วย แต่ก็ไม่เคยมีครั้งไหนที่ทำให้หัวใจฟูฟ่องได้เหมือนครั้งนี้

"กำลังเห่อเมียใหม่ป้ายแดง ..." มันอมยิ้ม แล้วส่งแก้วกาแฟในมือให้ผมก่อนที่เจ้าตัวจะนั่งลงฝั่งตรงข้าม

"... กินก่อนแล้วค่อยคุยกัน" ผมพยักหน้ารับ กินก่อนก็ดี ไม่รู้ว่าเรื่องที่ต้องคุยกันจะหนักหนามากน้อยแค่ไหน จะหวานจนน้ำตาลจืด หรือจะเฝื่อนจนพาให้กินอาหารตรงหน้าไม่ลงหรือเปล่า

เหมือนมื้อเช้าในฝันกลางวันสมัยเด็ก ๆ ไม่มีผิด ผมคิดไว้เสมอว่าถ้าได้คบกันแล้วชีวิตประจำวันของเราจะเป็นอย่างไร ... คงเป็นแบบที่เป็นอยู่ตอนนี้แหละครับ ... คนตรงหน้าแสนจะเอาอกเอาใจ จานอาหารไม่เคยว่างเพราะจีตักเติมให้ตลอด บทสนทนาลื่นไหลไปเรื่อย ๆ เคล้าคลอกับเสียงหัวเราะ รอยยิ้มที่เรามีให้กัน แสงแดดที่สาดส่องเข้ามา ถ้าได้เสียงนกร้องด้วยละก็ นี่มันฉากจบของนิยายรัก romantic ชัด ๆ

กว่าจะกินเสร็จ ช่วยกันล้างจานแล้วค่อยย้ายมานั่งกันบนโซฟาห้องนั่งเล่น เวลาก็เลยไปจนบ่ายคล้อย

"กูไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง" จีมองหน้าผม

เรา 2 คนต่างนั่งขัดสมาธิกอดหมอนอิงอยู่คนละฝั่งของโซฟา มันเม้มปากทำท่าเหมือนจะพูดแต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดเหล่านั้นลงในลำคอหลายครั้ง อย่าว่าแต่จีเลย ผมเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรเหมือนกัน พอมาคิด ๆ ดูแล้ว ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก

"กูไม่เข้าใจ เมื่อคืนมึงบอกว่ารักกูมานานมาก แล้วที่ผ่านมาคืออะไรวะ" ผมมีคำถามมากมายแต่ขอเลือกคำถามที่ผมสงสัยมากที่สุด ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ไม่ใช่ซิ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผมแสดงออกชัดเจนมาตลอดว่าต้องการอะไร แต่คนตรงหน้าต่างหากที่เป็นฝ่ายปฏิเสธ

"อืม กูรักมึงมานานมาก ดีไม่ดีอาจจะเป็นกูที่ตกหลุมรักมึงก่อน ..."

"... กูตั้งใจจะขอคบกับมึงตั้งแต่เริ่มทำงานใหม่ ๆ ตอนแรกกูคิดว่าหลังเรียนจบเราจะมีเวลาให้กันเหมือนเดิม แต่เราแทบจะไม่มีเวลาให้กันเลย ...”

“... กูต้องไป offshore ส่วนมึงก็ฝึกงานต่างจังหวัด... "

ผมคิดย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน ผมขึ้นปี 4 เริ่มมีวิชาที่จะต้องไปเรียนที่ศูนย์ฝึกต่างจังหวัด ส่วนจีก็ทำงาน offshore เวลาของเรา 2 คนต่างกันมาก เจอกันได้นาน ๆ ครั้ง จำได้ว่าถ้าช่วงไหนผมอยู่กรุงเทพแล้วตรงกับช่วงที่จีกลับจาก offshore มันจะมารับผมที่คณะเกือบทุกวัน บางวันก็พาไปกินข้าวแล้วส่งผมกลับคอนโดเพื่ออ่านหนังสือเตรียมสอบ ถ้าว่างหน่อยบางวันจีจะอยู่ค้างคืนเป็นเพื่อนและพาผมไปส่งที่คณะในตอนเช้า วันสุดท้ายของการสอบมันจะพาผมไปฉลองแล้วเราก็จะตัวติดกันไปอีกหลายวัน ... เป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ผมมีความสุขมาก

"... กูจะขอมึงคบอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะป๊าจับได้ซะก่อน ตอนนั้นกูกับป๊าทะเลาะกันใหญ่โต ป๊าไม่ยอม แต่กูยืนยันเสียงแข็งว่ายังไงก็จะคบกับมึง ..."

"... เรื่องป๊านะ กูจัดการได้ แต่"

ประโยคที่จบลงแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ ทำให้ผมสงสัย คนตรงหน้าจ้องผมตาไม่กระพริบ สีหน้าของจีตึงเครียดจนสังเกตได้ชัดเจน

... ผมมองลึกเข้าไปในดวงตาของจี

... แล้วอยู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นฉุดกระชากลงเหวลึก

... ผม ... รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น

"เพราะพ่อกูใช่ไหม ... เขารู้ ... เขาบังคับไม่ให้มึงคบกับกูใช่ไหม ..." ผมถามคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกจุกอยู่ในอก จีไม่ตอบคำถามแต่จากสีหน้าท่าทางที่แสดงออกยิ่งตอกย้ำว่าสิ่งที่ผมคิดคือเรื่องจริง

จนในที่สุดเจ้าตัวก็พยักหน้ารับ

จิ๊กซอชิ้นสุดท้ายถูกวางลงในช่องว่าง เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นภาพทั้งหมดชัดเจน คำถามที่ผมสงสัยมาตลอดว่าทำไมสุดท้ายแล้วเราถึงไม่ได้คบกัน ถูกเฉลยในวันนี้

ผมเข้าใจผิดมาตลอดว่าพ่อไม่เคยสงสัยเรื่องระหว่างผมกับจี ไม่เคยนึกสงสัยอะไรเลยจนกระทั่งประโยคที่พ่อพูดออกมาก่อนที่ผมจะเดินออกจากห้อง ผมไม่เคยเฉลียวใจเลยว่าทำไมอยู่ ๆ จีถึงมีแฟนหลังจากที่พ่อกลับมาเมืองไทยได้ไม่นาน ... รู้สึกตลกร้ายกับความสัมพันธ์พ่อลูก ทำตัวเป็น mastermind มาเกือบ 20 ปี แม้กระทั่งกับลูกแท้ ๆ ของตัวเอง

"... ข้อแลกเปลี่ยนของเขาคืออะไร"

"แลกกับการที่มึงจะได้เป็นสัตวแพทย์ตามที่มึงฝัน และไม่ถูกบังคับให้แต่งงานเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ" ผมยกหลังมือขึ้นเพื่อปาดน้ำตาทันทีที่ได้ยินคำตอบ

มันเป็นข้อแลกเปลี่ยนที่ทั้งร้ายกาจและเห็นแก่ตัว พ่อรู้อยู่แก่ใจว่าจีต้องตกลงเพื่อแลกกับความฝันของผม ถ้าผมเฉลียวใจซักนิด เรื่องคงไม่มาลากมาได้ยาวขนาดนี้ ... มิน่าช่วงใกล้เรียนจบพ่อถึงไม่พูดเรื่องให้ผมกลับมาช่วยงานที่บริษัทเลย

"ทำไมมึงไม่บอกกูวะ"

"บอกแล้วผลที่ได้มันจะต่างกันเหรอ เรายังเด็กด้วยกันทั้งคู่จะเอาอะไรไปต่อรอง ..."

"... ทำไมมึงถึงกลับมาช่วยงานที่บริษัท"

"มึงจำได้ไหม เราเคยวางแผนด้วยกันว่าช่วงเรียน ป.โท เราจะสลับกันไปเยี่ยมกันและกัน กูวาดฝันว่ามันจะเป็นแบบนั้นมาตลอด แต่พอสุดท้ายเหลือกูแค่คนเดียว กูทำใจไม่ได้ กูทั้งคิดถึงมึง และเจ็บปวดกับเรื่องทุกอย่าง ...”

“... ช่วงที่เรียนต่อกูแทบจะกินนอนอยู่ที่โรงพยาบาล ทำงานหนักเพื่อจะได้ลืมเรื่องของเรา สุดท้ายกูก็ทนไม่ไหว เลยคิดว่าอยากลองอะไรใหม่ ๆ จะได้เลิกคิดเรื่องเดิม ๆ ซักที วันที่กูส่งเล่ม thesis บ่ายวันนั้นกูก็เข้ามาทำงานที่บริษัทเลย"

พอรู้เรื่องทั้งหมดเลยอดคิดไม่ได้ว่าดีไม่ดีพ่ออาจจะคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วก็ได้ว่าแผนเรียนต่อ ป.โท ของผมแท้จริงแล้วจีเป็นคนต้นคิด และถ้าไม่มีจีอยู่ซักคน ผมไม่มีทางทนได้ จนสุดท้ายต้องกลับมา ... พ่อไม่ได้มองเห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ แบบคนทั่วไป เขาเห็นอะไรมากกว่านั้น เรื่องบางเรื่องแค่เห็น พ่อก็รู้แล้วว่าเบื่องหลังคืออะไร หรือบางครั้งอาจถึงขั้นทำนายอนาคตได้ ... พ่อเป็นคนน่ากลัว ถ้าคุณคิดจะอยู่ฝั่งตรงข้าม รับรองได้ว่าคนที่สร้างอาณาจักร The Nemean Group ขึ้นมาได้ภายใน 1 ชั่วอายุคน ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน

“ช่วงที่อยู่ต่างประเทศคนเดียว กูโคตรคิดถึงมึง กูดูรูปของมึงกับ clip ที่มึงอวยพรให้ซ้ำไปซ้ำมา”

“กูก็ทำแบบนั้นเหมือนกัน”

“ตอนแรกกูอยากกลับมาบ่อย ๆ กลับมาครั้งแรกจำได้เลยว่าสิ่งแรกที่กูทำคือไปหามึง”

“กูจำวันนั้นได้ วันที่มึงกลับมา แล้วมาหากูที่โรงพยาบาล พอเงยหน้าแล้วเห็นว่าเป็นมึง เหมือนอยู่ ๆ โลกทั้งใบก็สว่างขึ้นทันตา”

“กูก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน มันดีมากๆ ที่ได้เจอหน้ามึง แต่พอต้อง say goodbye กับมึงอีกหน ความรู้สึกมันหนักเกินไป กูเลยเลือกที่จะอยู่ที่โน่นไปยาว ๆ เลยดีกว่า ขอโทษนะ”

“ไม่เป็นไร กูเข้าใจว่าการบอกลามันไม่ง่าย” เพราะผมเองก็เจ็บปวดกับการบอกลาจีมานับครั้งไม่ถ้วน

"พอกูกลับมาถึงได้รู้ว่ามึงเลิกเป็นสัตวแพทย์แล้ว ตอนนั้นกู fail หนักมากเลยนะ เหมือนไม่รู้ว่าที่กูทำไปทั้งหมดมันเพื่ออะไร พยายามคิดว่าอย่างน้อยมึงก็ไม่ต้องถูกบังคับให้แต่งงาน ..."

ผมไม่เคยรู้เลยว่าจีเสียสละเพื่อผมมากขนาดไหน

"... ที่ผ่านมากูเคารพสัญญาที่ให้ไว้กับพ่อเสมอ พอมาวันนี้กลับเป็นพ่อที่ผิดสัญญา กูก็ไม่จำเป็นต้องรักษาสัญญาเหมือนกัน"

"มึงก็เลยตัดสินใจรวบหัวรวบหางกูเมื่อคืน?"

มันพยักหน้า

"กูจะไม่ยอมเสียมึงให้ใครเป็นอันขาด ...”

“... ที่ผ่านมากูมีโอกาสหลายครั้งแต่เพราะต้องการให้เกียรติมึงเลยไม่เคยฉวยโอกาส กูอยากให้เรื่องของเรามันค่อยเป็นค่อยไปก็เลยเอาแต่รอให้ทุกอย่างสุกงอม แต่ใครจะรู้ว่าทุกอย่างจะจบลงก่อนที่จะเริ่มต้นด้วยซ้ำ ...”

“... เมื่อวานพอได้ยินว่าพ่อบังคับให้มึงแต่งงาน กูโกรธมาก ... เราควรจะได้คบกันตั้งแต่สิบกว่าปีที่แล้ว ๆ เปล่าวะ...”

“... ตอนนั้นกูคิดตื้นๆ ว่ายอมเสียสละทุกอย่าง อย่างน้อยชีวิตมึงจะได้ก้าวต่อไป แล้วดูสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ซิ ชีวิตกูพัง แล้วชีวิตมึงก็ต้องมาพังตามกูอีกเหรอ ..."

"... มึงรู้หรือเปล่าว่ามันเจ็บแค่ไหน กูเห็นมึงร้องไห้ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งเพื่อขอให้กูยอมคบกับมึง และทั้งๆ ที่ในใจของกูมีแค่มึง แต่กูก็กลับต้องตอบปฏิเสธทุกครั้ง ..."

ที่ผ่านมาผมคิดมาตลอดว่าตัวเองเป็นฝ่ายเดียวที่เจ็บปวดกับเรื่องที่เกิดขึ้น วันนี้ผมได้รู้แล้วว่าจีก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน

"... กูไม่ชอบที่เห็นมึงเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ทำเหมือนตัวเองด้อยค่ากว่า ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วไม่มีใครสามารถเปรียบเทียบกับมึงได้เลย ... กูขอโทษที่วันนั้นไม่ได้เข้มแข็งเพื่อเรื่องของเราให้มากกว่านี้"

"พอรู้ความจริงแล้ว กูจะกล้าโทษมึงได้ยังไง ... There are many devils in this world, but you deal with the worst" ผมไม่โทษจีเลยแม้แต่น้อย เด็กอายุ 20 ต้นๆ จะเอาอะไรไปสู้คนมากประสบการณ์แบบพ่อ

“วันที่มึงสารภาพว่ารักกู กูรู้อยู่แล้วว่าวันนั้นจะต้องมาถึง กูเตรียมคำตอบไว้หมดแล้ว แต่พอถึงเวลาต้องบอกให้มึงตัดใจ กูก็เจ็บไม่ต่างกัน ตอนนั้นในหัวคิดอยู่อย่างเดียวว่าเพื่อมึง ๆ เพื่อความสุขของมึง ยิ่งต้องบอกว่ากูอยากแต่งงานอยากสร้างครอบครัว กูแมร่งโคตรเกลียดตัวเอง ...”

“... กูไม่เคยอยากอยู่กับใครนอกจากมึง มึงคือคนที่กูจินตนาการมาตลอดว่าจะยืนอยู่ข้าง ๆ ในวันแต่งงาน...”

“... มึงเคยเล่าให้ฟังใช่ไหมว่าวันที่กูแต่งงาน มึงร้องไห้อยู่ที่ลานจอดรถ ส่วนกู คืนนั้นต้องแอบไปร้องไห้ในห้องน้ำกลางดึก...”

“... ตอนตัดเค้กแต่งงานกูพยายามไม่มองหน้ามึง เพราะกูไม่อยากเกลียดตัวเองไปมากกว่านี้ แต่กูก็ทนไม่ไหว กูมองหน้ามึงแล้วจินตนาการว่าคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ คือมึง ...”

“... ที่ผ่านมากูเห็นแก่ตัว รู้ทั้งรู้ว่าต้องมีแฟน ต้องทำยังไงก็ได้ให้มึงตัดใจ แต่กูห้ามตัวเองไม่ให้แสดงออกว่ารักมึงไม่ได้ มึงถึงต้องเจ็บเพราะกูซ้ำ ๆ ... กูเป็นคนที่ดึงเจ้าชายบนหอคอยงาช้างอย่างมึงลงมาเลอะโคลนตมจนไม่เหลือชิ้นดี ... กูขอโทษ”

" ไม่เอา ไม่พูดแบบนั้น ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว ...” มันไม่ใช่ความผิดของจี ถ้าจะโทษต้องโทษความเลือดเย็นของพ่อที่หลอกใช้ความรักของจีที่มีให้ผม

“... เรามาเล่าเรื่องในมุมของตัวเองกันดีไหม มันเหมือนเราเปิดหนังสือเล่มเดียวกัน แต่มึงอ่านหน้าคู่กูอ่านหน้าคี่ ... กูอยากรู้ทุกเรื่อง ..." จีพยักหน้า

"... มึงเริ่มชอบกูตั้งแต่เมื่อไหร่" นี่เป็นอีกคำถามที่ผมอยากรู้มากที่สุด

"ตั้งแต่มึงไปเรียนต่อที่ XXX" ยิ่งคิดตามผมก็ยิ่งไม่เข้าใจ

"กูไม่เข้าใจ แต่ตอนนั้นมึงยังคบกับน้องฝนอยู่"

"คบ แต่พอได้คบกันจริง ๆ กูก็รู้ว่าคงไปกันไม่รอด ตอนนั้นกูพยายามจนถึงที่สุดแล้วแต่สุดท้ายก็เลิกกัน ..."

"... พอเราห่างกัน กูถึงได้รู้ว่าเวลาที่ไม่มีมึงอยู่ข้าง ๆ กูคิดถึงมึงมากแค่ไหน ...”

ผมคิดมาตลอดว่าตัวเองเป็นฝ่ายเริ่มชอบคนตรงหน้าก่อน ไม่น่าเชื่อว่าสุดท้ายจะเป็นจีที่ตกหลุมรักผมก่อน

“... กูมีเรื่องที่ต้องสารภาพกับมึงเยอะเลย มึงจำพี่กายได้ไหม"

"ใครวะ" ผมนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ชีวิตนี้เคยรู้กับคนชื่อกายด้วยเหรอ

"พี่คณะวิศวะที่อยู่หอเดียวกับมึงอะ"

"อ่อออออ จำได้แล้ว ทำไมวะ"

"วันที่กูไปรับมึงกลับบ้าน ก่อนจะออกจากหอ กูจงใจไล่มึงขึ้นรถ กูไม่อยากให้มึงได้ยินสิ่งที่กูพูดกับเขา ..." ผมพยักหน้ารับเพราะเริ่มจำได้ลางๆ

"... กูบอกเขาว่าขอบคุณที่ดูแลมึงมาตลอดหนึ่งเทอมที่ผ่านมา แต่หลังจากนี้กูไม่ต้องการให้เขาเข้ามายุ่งกับชีวิตมึงอีก มึงเป็นคนของกู กูดูแลเองได้" ผมอ้าปากค้าง ... แรงมากพ่อ ตัวเองอยู่ปี 1 แต่ปีนเกลียวไปพูดกับพี่ปี 3 แบบนี้

"ไอ้เหี้ยจีนี่มึงกล้าพูดขนาดนี้ต่อหน้าพี่เขาเลยเหรอ"

"เย็นนั้นตอนมึงเผลอกูก็แอบเอามือถือมึงมา block เบอร์พี่เขา"

ฮะ!!! อะไรนะ!!!

"ไอ้จี ไอ้คนเจ้าวางแผน" ผมชี้หน้าคนที่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เหมือนภูมิใจกับวีรกรรมของตัวเองหนักหนา

"กูตอบแล้ว คราวนี้กูถามบ้าง ... มึงเริ่มชอบกูตั้งแต่เมื่อไหร่"

"ตอนใกล้จบปี 1 มึงจำวันที่กูทะเลาะกับเพื่อนที่มหาลัยได้ไหม ..." มันพยักหน้า

ผมยังจำความรู้สึกวันนั้นได้ เหมือนเรื่องราวทั้งหมดเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันก่อน

"... นั่นแหละ หลังจากวันนั้น กูก็รู้ตัวว่ารู้สึกกับมึงมากกว่าเพื่อน แต่ตอนนั้นกูยังไม่กล้ายอมรับตัวเอง"

"แล้วมึงยอมรับได้เมื่อไหร่"

"ตอนไป summer ที่ Canada คืนที่ไปร้านเหล้าหลาย ๆ ร้านนะ คืนนั้นเป็นคืนแรกที่มึงนอนกอดกู"

"ฮึ ๆ กูมีเรื่องจะสารภาพ คืนนั้นกูจงใจกอดมึง ความรู้สึกตอนนั้นคือกูก็แทบจะเก็บเอาไว้ไม่อยู่แล้วเหมือนกัน กูรักมึงมาก แล้วก็หลงมากด้วย อยู่ใกล้กันขนาดนั้น ใครจะไปอดใจไหว แต่กูก็ไม่แน่ใจว่ามึงรู้สึกยังไงเลยแกล้งทำเป็นนอนละเมอกอดมึง"

"ไอ้เลววววววว นี่กูโดนมึงเอารัดเอาเปรียบมาตั้งแต่สมัยโน้นเลยเหรอ" ผมชี้หน้ามัน จียักไหล่เหมือนไม่แคร์ ใช่ซิ ตัวเองได้กำไรไปไม่รู้เท่าไหร่ คนที่ขาดทุนก็มีแต่ผมฝ่ายเดียว เพราะตั้งแต่กลับมาจาก Canada เราก็ skinship กับมากขึ้นจนเรื่องกอดกลายเป็นเรื่องธรรมดา

"สารภาพอีกเรื่อง บางคืนที่นอนกอดมึง กูต้องลุกขึ้นมาช่วยตัวเองกลางดึก ไม่งั้นกูได้จับมึงปล่ำจริงๆ แน่ ... ตอนนั้นมึงโคตรน่ารัก กูจำได้เลยว่าหลังจากมึงย้ายมหาลัยกลับมา pheromone มึงฟุ้งกระจายมาก”

"เเล้วตอนนี้กูไม่น่ารักแล้วเหรอ" ผมถามเพราะอยากจะสัพยอกคนตรงหน้า

"ตอนนี้มึงเหมือนนางพญา ที่พอเดินเข้ามาในห้องแล้วทุกคนต้องกลั้นหายใจเพื่อจ้องมอง" แต่คำตอบที่ได้ก็ทำให้ผมรู้สึกหน้าร้อนเพราะความอาย สามีป้ายแดงของผมนี่ก็ปากหวานไม่เบาเหมือนกัน

"ปากหวาน"

“กูเคยแอบจุ๊บมึงด้วยนะ”

“ฮะ!!! ...” ในขณะที่คนตรงข้ามพูดประโยควาบหวามด้วยสีหน้าตายสนิท ผมที่เป็นคนถูกพาดพิงตกใจจนแทบจะตกเก้าอี้

“... ตอนไหน” ไหนว่าให้เกียรติกูไง?

“ช่วงที่กูเริ่มทำงานใหม่ ๆ กูยังจำความรู้สึกนั้นได้อยู่เลย มึงเพิ่งสอบเสร็จ พอกูรับมึงกลับห้อง มึงก็หลับเป็นตาย กูอดใจไม่ไหวอยากรู้ว่าถ้าได้จูบมึงแล้วจะรู้สึกยังไง เลยลองจุ๊บปากมึงไปหนึ่งที”

“แล้วรู้สึกยังไง”

“เหมือนโลกทั้งใบระเบิดออกมาเป็นสีชมพู กูเหมือนจะลอยได้ เหมือนหลุดเข้าไปในฝัน”

“มึงแมร่งโคตรฉวยโอกาส” แม้ปากจะตำหนิแต่ความรู้สึกข้างในโคตรสั่นไหว

"เอาจริง ๆ นะ ถ้ารู้ว่าอนาคตเรื่องจะวุ่นวายขนาดนี้ กูน่าจะจับมึงทำเมียให้จบ ๆ ไปตั้งแต่ตอนนั้น"

"แล้วมึงคิดเหรอว่ากูจะยอม"

"มิลค์ จากประสบการณ์เมื่อคืนมึงคิดเหรอว่าถ้ากูจะทำแล้วมึงจะรอด"

ไอ้เชี่ยยยยยย เข้าตัวเต็ม ๆ ... ต้องยอมรับว่าคนตรงหน้าก็พอตัวไม่เบา

"มึงเกรงใจกูบ้างก็ได้ กูก็ลูกมีพ่อมีแม่ไหม"

"เหรอออออ เมื่อคืนได้กันไปหลายน้ำก็ไม่เห็นต้องขออนุญาตใครนะ"

"ไอ้จี!!! ... " คนตรงหน้าหัวเราะที่ได้กวนประสาทผม

“... ที่มึงบอกว่าที่ผ่านมาอยากให้เกียรติกูเลยไม่เคยคิดจะฉวยโอกาส ...”

“... กูจะบอกว่าถ้าตอนนั้นมึงทำ กูก็ยอมนะ ... เอาจริงคือกูก็รอว่าเมื่อไหร่มึงจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อนด้วยซ้ำเพราะกูไม่กล้า” แม้หลายคนที่กำลังอ่านอยู่ตอนนี้จะเบ้ปากใส่ แต่ผมไม่กล้าจริง ๆ ตอนนั้นผมไม่ได้เจนโลกแบบตอนนี้

“มึงแมร่ง!!! ทำไมถึงแรดขนาดนี้วะ แต่ต่อให้แรดยังไงกูก็รักของกู ...”

ผมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ... เขินวะ เขินโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!

"... รู้ปะ ตอนเรียนมหาลัย กูพยายามไปหามึงที่คณะบ่อย ๆ เพราะกูรู้ว่ามีคนจีบมึงเยอะ กูอยากไปแสดงตัวให้คนที่คณะมึงรู้ว่ากูนี่แหละคนพิเศษของมึง ..."

หวงเก่ง

"... เวลามึงไปร้านเหล้าแล้วกูตามไปรับ เพราะกูต้องการให้แน่ใจว่าคืนนั้นคนที่จะได้นอนข้างมึงคือกู ... และที่สำคัญพอมึงหลับกูจะได้ไล่เช็ค contact มือถือมึง ใครไม่น่าไว้วางใจ กู block หมด"

ผมมองหน้าจีตาปริบ ๆ มาเหนือเมฆชัด ๆ

“แล้วมึงรู้ได้ไงว่าใครเป็นใคร”

“กูรู้ว่ามึง mem ชื่อในมือถือตามวิธีที่กูแนะนำ กูเลยดูจากคำท้ายชื่อ”

"ไอ้เลว กูขายไม่ออกก็เพราะมึง"

"ฮึ ๆ ตอนนั้นกูคิดจริง ๆ ว่าช้าเร็วยังไงก็จะเดินหน้าจีบมึง แล้วก็มั่นใจมากว่าจะจีบติด ระหว่างรอกูก็แค่กำจัดคู่แข่งไปเรื่อย ๆ ..." ผมรู้ว่ามันเป็นคนเจ้าวางแผนแต่ก็ไม่คิดว่ามันจะทำขนาดนี้

“... มีอีกเรื่องที่กูอยากสารภาพ กูเคยหึงมึงกับไอซ์”

“ฮะ!!! กูกับไอ้ไอซ์เนี่ยนะ ...” ผมหลุดขำออกมาอย่างกลั่นไม่อยู่ คิดได้ไงวะ

“... มึงก็จินตนาการไปได้ แค่คิดกูก็ขนลุกไปหมดแล้ว” ผมเอามือลูบแขนไปมา จริงอยู่ว่าเคยมีข่าวลือระหว่างว่ากับไอซ์แต่ความน่าเชื่อถือก็ต่ำมากจนแทบจะเป็นการแซวเล่นในบริษัท ไม่คิดว่าคนใกล้ตัวอย่างจีจะคิดแบบนี้เหมือนกัน

“ตอนกูกลับมาจากเรียนต่อ มึงดูสนิทกับมันมาก มันได้ทุก ๆ อย่างที่เคยเป็นของกู ...”

“... เป็นเพื่อนสนิทของมึง อยู่ใกล้มึงมากที่สุด เป็นคนที่มึงเรียกหาเป็นคนแรก มึงไว้ใจมันที่สุด และที่สำคัญมันถือ key card ห้องมึง” คนตรงหน้าพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“วันนั้นที่มึงคืน key card กูรู้เลยว่าทุกอย่างจบแล้ว ที่ผ่านมาแม้ว่ากูจะโกรธ จะน้อยใจขนาดไหน กูก็ไม่เคยคิดจะขอ key card คืน เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้กูรู้สึกว่ามึงยังเป็นคนพิเศษ ...”

“... วันที่มึงไปเรียนต่อ กูเจ็บมากกว่าวันที่รู้ว่ามึงมีแฟนซะอีก ...”

“... เพราะแม้มึงจะมีแฟนแต่อย่างน้อยกูก็ยังมีมึงอยู่ใกล้ ๆ การยอมรับว่ามึงไม่ได้รักว่าเจ็บแล้ว แต่การที่ไม่มีมึงอยู่ในชีวิตเลยมันเจ็บยิ่งกว่า ...”

“... แต่กูจะทำอะไรได้ ต่อให้ร้องไห้จะเป็นจะตาย โลกก็ไม่ได้หยุดหมุนตามความรู้สึกของกูซักหน่อย”

“กูเดาว่าไอซ์รู้เรื่องของเรามาตั้งนานแล้ว” ผมพยักหน้ารับให้กับคำถามของจี

“มันรู้ตั้งแต่ก่อน Canada trip ที่กูยอมรับความรู้สึกของตัวเองได้ รวมถึงตอนที่ตัดสินใจบอกชอบมึงครั้งแรกก็เป็นเพราะมันนี่แหละ ...” นึก ๆ ไปผมกับไอซ์ก็ผ่านอะไรด้วยกันมาเยอะเหมือนกัน

“... หลังจากที่เรากลับมาเจอกันอีกครั้ง ถ้าไม่ใช่เพราะมัน กูก็ไม่รู้ว่าจะผ่านความรู้สึกเหล่านั้นมาได้ยังไง”

“กูควรจะต้องขอบใจมัน ที่อยู่ข้างมึงในช่วงเวลาที่กูยังเอาตัวเองไม่รอด”

“ส่วนกูก็ต้องขอบใจมึง 2 คน ที่ผลัดกันอยู่ข้างๆ กูมาตลอด” ผมเอื้อมมือไปข้างๆ นิ้วชี้ของเราสัมผัสกันเบาๆ ผมส่งยิ้มให้คนตรงหน้าในขณะที่จีตอบรับด้วยรอยยิ้มเช่นกัน

"ทำไมมึงทำหน้าแบบนั้น" จีถามเมื่ออยู่ ๆ ผมก็คิดเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้

"กูเสียดายเวลา ถ้านับจาก Canada trip ... 20 ปีเลยนะเว้ย เราเสียเวลาที่จะสร้างความทรงจำดี ๆ ด้วยกันไปตั้ง 20 ปี"

"แต่ 20 ปีที่มึงพูดมันก็ผ่านไปแล้ว ตอนนี้กูกับมึงมาเริ่มนับ 1 ด้วยกันใหม่"

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 210
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Love, In Every Lifetime : ตอนที่ 39 : คำสารภาพ (Part 2/2)
«ตอบ #208 เมื่อ25-01-2026 09:37:34 »

ตอนที่ 39 : คำสารภาพ (Part 2/2)


...

...

...

"กูสงสัย แฟนคนแรกของมึง มึงจงใจคบกับเขาเพราะสัญญาที่ให้ไว้กับพ่อกู หรือเพราะมึงรักเขาจริงๆ" ผมถามอีกคำถามที่โคตรอยากรู้

"ใครจะไปรัก กูรักมึงมาตั้งเท่าไหร่แล้วจะตัดใจกันง่าย ๆ ได้ยังไง ... วันนั้นกูแค่นัดกินข้าวกับเขาแบบเพื่อน แต่มันผิดแผนที่มึงบังเอิญมาเห็น กูเลยถือโอกาสตามน้ำ"

“ตอนนั้นกูคิดจริงๆ นะเว้ยว่าแล้วเราจะได้คบกัน กูยังจำวันนั้นได้ มึงเดินออกจากร้านอาหารมาง้อแต่กูเมิน แล้ววันต่อมามึงก็ต้องไป offshore ...”

“...ช่วงที่มึงไม่อยู่ กูโคตรทรมาน ทั้งกังวล ทั้งคิดถึง พอมึงบอกว่าจะลองคบกับเขา ... เหมือนกูถูกโลกทั้งใบถล่มใส่หน้า”

“กูขอโทษที่ทำให้มึงเสียใจ”

"แล้วคนอื่นๆ ละ มึงรักพวกเขาบ้างไหม"

"พูดยากวะ ยิ่งนานวันกูก็ยิ่งไม่เห็นโอกาสที่เราจะได้คบกัน จนสุดท้ายกูก็ยอมรับความจริง พยายามเริ่มต้นใหม่แต่มันก็ไม่ง่ายเลยซักครั้ง"

อย่าว่าแต่กับจีเลยเพราะผมเองก็ทำไม่ได้ ที่ผ่านมาผมมีทั้งแฟน ทั้ง FWB หรือแม้กระทั่ง ONS แต่สุดท้ายผมก็วนกลับมาที่คน ๆ เดิม

"แล้วปอละ มึงแต่งงานกับเขามึงรักเขาหรือเปล่า"

"กูคิดว่ามันจะ work ... เขาทำให้กูรู้สึกมากกว่าที่คนอื่นๆ"

"กูถามได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น" คนตรงหน้าเม้มปาก ก่อนที่จะพยักหน้าตอบรับ

"กูพยายามแล้ว แต่มันไปไม่รอดจริง ๆ ใคร ๆ กูคิดว่ากูมีคนอื่น ... นานวันเข้าก็ยิ่งห่างเหิน มันเริ่มจากกู แล้วเขาก็รู้สึกได้ ..."

"... กูไม่เป็นตัวของตัวเอง ความระแวงของเขา ... สุดท้ายกูก็ยอมรับว่ามันยื้อต่อไปไม่ไหว"

"เพราะกู ?" ผมถาม ในขณะที่น้ำตากำลังเต็มตื่นขึ้นมาทุกขณะ

"เพราะตัวกูเองต่างหาก เพราะกูรักมึงมากเกินไป เงาของมึงตามกูไปทุกที่ ... กูผิดเองที่ไม่ clear ตัวเองให้เรียบร้อยก่อนที่จะไปลากคนอื่นเข้ามาจนเรื่องมันวุ่นวายไปหมด"

"แล้วป๊าม๊ารู้ไหมว่ามึงเลิกกับเขาเพราะอะไร"

"กูไม่รู้ อย่างที่บอกกูปิดปากเงียบสนิท ..."

"... พูดเรื่องคนอื่นเยอะแล้ว พูดเรื่องของเราบ้าง กูมีเรื่องหนึ่งที่ยังกังวล"

"อืม เรื่องอะไร"

"กูเองก็ไม่เคยคิดว่าทุกอย่างจะเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้ มันทำให้กูไม่แน่ใจว่าจะดูแลมึงได้ดีเหมือนที่กูเคยมั่นใจไหม ... มึงไม่ใช่มิลค์คนเดิมกับเมื่อ 10 กว่าปีก่อนอีกแล้ว ..."

"... ตอนนั้นเรายังเป็นเด็ก โลกทั้งใบมีแค่กูกับมึง กูเป็นที่พึ่งให้มึงได้ทุกอย่าง แล้วดูตอนนี้ เหมือนเราอยู่บนโลกคนละใบกัน มึงเป็นผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ เป็น hiso เบอร์ต้น ๆ ของประเทศ ส่วนกูเป็นแค่พนักงานระดับกลาง ถ้าเทียบกับมึงแล้วกูไม่มั่นใจเลยซักนิดว่าจะดูแลมึงได้"

“จี”

“ครับ”

"อย่าพูดแบบนั้น ..." ผมขยับตัวจากปลายโซฟาอีกฝั่งไปนั่งประจัญหน้ากับจี นิ้วมือเรียวสวยลูปไล้เครื่องหน้าหล่อเหลาอย่างหลงไหล นิ้วชี้สัมผัสวนอยู่รอบริมฝีปาก ก่อนจะประคองใบหน้าหล่อเหลาขึ้นมาประทับจูบ จูบที่อ่อยอิ่งและละเมียดละมัย

"... ไม่ว่าจะเป็นเมื่อไหร่ แค่มีมึงอยู่ข้าง ๆ ต่อให้ฟ้าถล่มลงมา กูก็มั่นใจว่าจะผ่านไปได้ ... กูรักมึง"

"กูก็รักมึงเหมือนกัน" พูดจบจีทำท่าจะกระโจนใส่ ผมเลยรีบห้ามด้วยการเอานิ้วชี้แปะลงตรงริมฝีปากของคนตรงหน้า

"ช้าก่อนไอ้เสือ กูเข้าใจความต้องการของมึง กูเองก็ต้องการเหมือนกัน แต่ถ้าไม่ให้กูพักเลย ระวังจะต้องงดยาวนะจ๊ะ" พอผมเอ่ยปากห้าม มันทำหน้าสลดเหมือนลูกหมาถูกดุแต่ก็ยอมกลับไปนั่งที่เดิม

ผมไม่ได้ทรุดจนถึงขั้นมีไข้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเพราะห่างหายเรื่องอย่างว่าไปนาน เมื่อคืน ๆ เดียวก็ถือว่าหนักมากแล้ว ถ้าบ่ายนี้ต่ออีกไตรภาคหนึ่งรับรองว่าผมได้นอนซมอยู่บนเตียงไปตลอดทั้ง trip แน่

"เมื่อคืน ... มึงโอเคไหม ... กูหมายถึงกูไม่ได้ทำมึงเจ็บใช่เปล่า" ผมหลุดขำออกมากับสีหน้าท่าทางเหมือนเด็กขาดความมั่นใจในตัวเอง ทั้ง ๆ ที่เมื่อกี้ยังทำท่าจะกระโจนใส่ผมอยู่เลย

"โอเคดิ โอเคมาก เจ็บแค่ตอนแรก หลังจากนั้น ... ก็อย่างที่มึงเห็น ..." พูดไปก็เขิน

"... มึงรู้ได้ยังไงว่าจะต้องเตรียมตัวกูแบบไหน" พอผมถาม คนตรงหน้าก็หรี่ตามอง ทำหน้าทำตาเหมือนรู้ทัน

"จะหลอกถามกูว่างั้น ว่ากูเคยไม่มีอะไรกับผู้ชายคนอื่นหรือเปล่า ... ยังไม่ทันข้ามวันก็กลายเป็นเมียขี้หึงไปซะแล้ว"

"ไอ้จี ไอ้บ้า!!! กูไม่ได้คิดแบบนั้น" ผมแยกเขี้ยวใส่มัน

"ไม่ต้องกังวล มึงคือผู้ชายคนแรกที่กูมีอะไรด้วย ... กูหาข้อมูลมาบ้าง เอาจริงคือช่วงหลัง ๆ ที่มึงมาบ่อย ๆ กูก็เคยคิดนะว่าจะมีวันไหนบ้างไหมที่กูเผลอทำตามคำขอของมึง กูเลยคิดว่าลองหาข้อมูลไว้ก็ไม่เสียหาย ... งั้นกูขอถามกลับบ้าง..."

จะแย้งว่าตลอดระยะเวลาที่ขอ ผมขอให้มันคบกับผมแต่ไม่เคยขอให้มันยอมมีอะไรด้วยซักหน่อย แต่ไม่ทันได้แย้งก็ถูกมันถามกลับมาซะก่อน

"... กูเข้าใจว่าเมื่อคืนไม่ใช่ครั้งแรกของมึง แต่มึงบอกกูเองว่ามึงไม่ได้มีอะไรกับใครตั้งแต่เรากลับมาเจอกันอีกรอบ ... กูควรจะต้องเตรียมตัวมึงมากกว่านี้ หรือมึงควรจะต้องเจ็บมากกว่านี้หรือเปล่า คือกูทำใจมาว่าวันนี้มึงต้องนอนซมอยู่บนเตียงทั้งวัน"

"ไอ้จี!!! มึงหาว่ากูหลวมเหรอ!!! ไอ้เหี้ย!!! ไอ้เลว!!!" ผมคว้าหมอนอิงที่อยู่ตรงปลายเท้าปาใส่มัน เจ้าตัวรับหมอนใบนั้นได้พอดิบพอดีแล้วหัวเราะเสียงดังลั่นห้อง

"ทำร้ายร่างกายกูแล้วก็ตอบมา อย่าเนียน กูรู้ทันมึง ... มึงหึงกูได้ กูก็หึงมึงได้เหมือนกัน"

นี่ซินะคือข้อเสียของการคบกับเพื่อนสนิท มันรู้ทันเราทุกอย่าง

"กูใช้ toy" พูดไปก็อายปาก

"ฮะ??? เกี่ยวอะไรกับของเล่นวะ”

ไอ้จี!!! นี่มึงแกล้งโง่หรือโง่จริงวะเนี่ย

“toy ที่ไม่ใช่ของเล่นเด็กอะ” กระดากปากฉิบหาย

“อ่ออออออ ... ทำไมมึงต้องใช้ กูไม่เข้าใจ"

ผมกรอกตาเป็นเลข 8 นี่ผมยังอายไม่พอใช่ไหม

"มึงงงงงง กูเป็นรับ มึงเข้าใจปะ ..." ดูจากสีหน้าของมันแล้ว คงไม่เข้าใจ

"... มึงเป็นผู้ชาย กูหมายถึง ใช้แค่มือมึงก็ถึงฝั่งฝัน แต่กูเป็นรับ กูมีความต้องการมากว่านั้น"

"อ่าาาาาา กูเข้าใจแล้ว ... แล้วของกูกับ toy อันไหนทำถึงกว่ากัน"

"นี่มึงถามอะไรกูเนี่ยยยยยยยยย" คำถามเหี้ยอะไรเนี่ยยยยยยยยยยยยย แค่นี้กูยังอายไม่พอใช่ไหม

"ก็กูอยากรู้ กูไม่เคย เลยไม่แน่ใจว่าเมื่อคืนมึงรู้สึกยังไงบ้าง บอกกูหน่อย นะนะ ..."

เจอจีโหมดขี้อ่อนเข้าไปผมถึงกับไปไม่เป็นเลยทีเดียว

"... ของกูหรือ toy "

จะถามย้ำทำไมวะ ใครก็ได้ช่วยผมออกไปจากตรงนี้ที

"ของมึง" เขินแต่ก็ยอมตอบ เอาใจเขาหน่อย เมื่อคืนคุณเขา service ผมดีมาก สมกับที่รอคอยมาหลายปี

"เหรอ กูเหรอ ๆ ..." มันทำตาโต ฉีกยิ้มกว้างเหมือนเด็กน้อยที่ได้รับดาวในสมุดจดการบ้าน

"... ยังไงอะ อธิบายหน่อยกูไม่เข้าใจ" ผมหรี่ตามองมันเพราะเริ่มไม่แน่ใจว่ามันไม่รู้จริงๆ หรือแค่ต้องการจะแกล้งผมกันแน่

"กูอาย"

"ไม่เห็นต้องอายเลย เรื่องธรรมชาติ มึงบอกกูจะได้รู้ไงว่ามึงชอบหรือไม่ชอบอะไร"

...

...

...

"เมื่อคืนมันดีมาก กูยังแปลกใจเลยว่าทั้งที่เป็นครั้งแรกของมึงแต่ว่ามันดีมากๆ ... จี การที่มึงทำให้กูถึงได้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายนะเว้ย ถ้าอารมณ์ความรู้สึกมันไม่ได้ ไม่มีทางถึงได้โดยไม่ต้องใช้มือช่วย..."

"... เมื่อคืนกูถึงไปหลายรอบโดยที่ไม่ได้ใช้มือช่วยเลยซักครั้ง"

“กูอยากรู้ กับคนอื่นมึงถึงแบบนี้หรือเปล่า”

“น้อยครั้ง”

“ทำไม”

“ถ้าใจ ความรู้สึก สัมผัสมันไม่ได้ ยังไงก็ไม่ work หรอก ...”

"... แล้วกูละ มึงโอเคหรือเปล่า ชอบไม่ชอบตรงไหนบอกได้นะ" พูดไปก็กระดากปาก ที่ผ่านมาไม่เคยต้องมา review หลังการใช้งานเลยซักครั้ง

"เมื่อคืนเหมือนทุกอย่างที่กูจินตนาการไว้ ดีกว่าด้วยซ้ำ เสียงครางของมึงทำให้กูแทบคลั่ง กูชอบท่าทาง น้ำเสียง จังหวะตอบรับ ชอบเวลามึงเรียกชื่อกูก่อนที่มึงจะถึง ... กูชอบ ชอบทุกอย่างที่เป็นมึง ..." หน้าผมร้อนฉ่า เขินแต่ก็ดีใจที่จีชม

"... สารภาพว่าสมัยก่อนตอนมึงดื้อนะ บางครั้งกูก็ขี้เกียจจะเถียงกับมึง อยากจะจับมึงลากขึ้นเตียง เอาขาพาดไหล่ แล้วจับทำเมียซะให้รู้แล้วรู้รอดจะได้เลิกดื้อกับกูซักที" เอออออ

"มันไม่เกี่ยวกันไหม อิสัส …" ขอด่ามันซักที แต่แค่คิดตามที่มันพูดผมก็เสียวสันหลังวาบเพราะสมัยก่อนผมดื้อกับจีมากแค่ไหนทุกคนก็รู้ ๆ กัน

“… จี ... กูชอบ ...” ไม่แน่ใจว่าจะพูดออกไปดีไหม แต่พอคิดว่าอนาคตเราต้องมีอะไรกันบ่อยๆ พูดตั้งแต่วันนี้ไปเลยละกัน

“... ชอบที่มึงบีบคอ ตอนเรามีอะไรกันแล้ว ... กูชอบ ... ถูกจับบังคับ” พูดไปก็เขิน เหมือนยอมรับเลยว่าผมก็มีความ masochism เบา ๆ เหมือนกัน

“กูรู้อยู่แล้วว่ามึงต้องชอบ” มันตอบด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์

“มึงรู้?”

“กูรู้ตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วว่ามึงชอบถูกกูบังคับ” มันอมยิ้ม

“ไม่จริงอะ” ผมเถียง ใครจะไปโรคจิตแบบนั้น

“ตอนมึงดื้อ แล้วกูดุ สายตามึง ไม่ได้แสดงออกเลยนะว่ากลัว มึงท้าทายกูด้วยซ้ำ ...”

“... มึงชอบถูกกูบังคับ ยิ่งกูเด็ดขาดมึงยิ่งชอบ ... เจ้าชายบนหอคอยงาช้างอย่างมึงนะ ลึกๆ ก็ตื่นเต้นใช่ไหมละว่ากูจะปราบพยศมึงยังไง ...”

“... ไม่เถียง กูถือว่ามึงยอมรับนะ...”

เชี่ยยยยยย เถียงไม่ออกเพราะลึก ๆ ผมก็รู้สึกแบบนั้นจริง ๆ

“... มึงรู้ไหมว่าเวลาช่างภาพเขาจะดักถ่ายรูปผีเสื้อตามน้ำตกเขาทำยังไง เขาเอาน้ำปลาผสมกับน้ำแล้วราดลงบนหินให้ผีเสื้อมาตอม ใครจะคิดว่าของสวย ๆ งามแบบผีเสือก็มีมุมดาร์ก ๆ ... เหมือนกันกับมึง”

“เออ กูชอบ พอใจยัง กูชอบถูกบังคับ ชอบถูกทำ kiss mark ชอบถูกทำแรง ๆ” เมื่อหลังชนฝาผมก็สารภาพมุมมืดของตัวเองออกมา

“กูไม่ได้รังเกลียจ มึงชอบกูก็ยินดีจะทำให้มึงมีความสุข ... สรุปว่ามึงชอบแนว BDSM?” ผมส่ายหัว

“ชอบแค่ถูกบังคับ แต่ไม่ชอบอะไรเจ็บ ๆ”

“แล้ว toy ละ”

“ไม่ชอบเหมือนกัน”

“แต่มึงเพิ่งบอกว่าใช้ toy”

“กูใช้เฉพาะตอนช่วยตัวเอง แต่ไม่ชอบให้ใครมาใช้กับกู”

“โอเคกูจะจำไว้ มีอะไรอีกไหมที่มึงไม่ชอบ”

“อีกอย่างที่ไม่ชอบคือไม่ชอบให้ตีก้นตอนมี sex” เพราะที่ผ่านมาผมใช้ชีวิตแบบคนใจแตกมาหลายปีเลยต้องมีกฎเหล็กทั้งก่อน ระหว่าง และ หลังจากขึ้นเตียงกับผม กฎเหล็กบนเตียงของผมมีไม่กี่ข้อ ไม่ทำรอย ไม่ใช่ sex toy ไม่ BDSM และไม่ตีก้น

“สรุปคือแค่ชอบถูกบังคับ” ผมพยักหน้า

“มึงต้องคิดมิดีมิร้ายกับกูอยู่แน่ๆ” ผมแยกเขี้ยวใส่เมื่อรอยยิ้มเจ้าเลห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหล่า

“กูคิด ... คิดว่าหลังจากนี้กูจะได้ทำตามที่เคยจินตนาการเอาไว้ซักที ...”

“... แค่คิดว่ามึงนอนเปลือยบนเคาน์เตอร์ครัวที่ห้องแล้วกูจับขามึงขึ้นพาดบ่า มึง on top กูบนโซฟาห้องนั่งเล่นแล้วเราก็ดูวิวของกรุงเทพตอนกลางคืนด้วยกัน เบียดๆ กันในตู้เก็บของตรงโถงทางเดินก็น่าจะตื่นเต้นดีนะ ... กูคงต้องทำ check list ไว้รอแล้วนะ” มันแลบลิ้นเลียปากพร้อมกับมองผมด้วยสีหน้าหิวโหย

“ไอ้จี ใครจะทำอะไรบัดสีบัดเถลิงแบบนั้น” แม้จะขู่ฟ่อ แต่ใจกลับเต้นแรงเมื่อจินตนาการถึงภาพสถานที่เหล่านั้น

...

...

...

"มิลค์ ... กูมีเรื่องอยากจะขอ ... ไปตรวจเลือดกัน กูไม่อยากใช้ถุงยางกับมึง"

"กูก็เหมือนกัน" ผมใจง่ายไปไหม เพราะกับคนอื่นต่อให้ clean ขนาดไหนผมก็ยืนยันว่าจะต้องใส่

"บ่ายนี้ไปตรวจเลือดกัน เย็น ๆ ก็น่าจะรู้ผล" คนตรงหน้าทำท่าทางกระตือรือร้นจนหน้าหมั่นไส้ ... แต่เดี๋ยวก่อน ... ผมแสยะยิ้มช้า

"ใจเย็นไอ้หื่น ... ตอบกูมาก่อน ถ้าไม่นับที่ทำกับกูเมื่อคืน มึงมี sex ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่" ยิ้มสวยค้างอยู่บนใบหน้าหล่อเหลา ฮึๆๆ ... ผมแสยะยิ้ม (อีกครั้ง)

"เอออออออออออ"

"จะเออถึงชาติหน้าเลยไหม ตอบกูมา" คิดเหรอว่ามีแค่มึงที่รู้ทันกูอยู่ฝ่ายเดียว

"สัปดาห์ที่แล้ว ... โอ้ย ๆ ๆ มิลค์กูเจ็บ โอ้ยยยยยยยยยย" ทันทีที่ได้คำตอบ ผมก็คว้าหมอนอิงที่อยู่ใกล้มือที่สุดก่อนจะกระโจนเข้าไปฟาดคนตรงหน้าเต็มแรง

"สัปดาห์ที่แล้วเหรอ อิเหี้ยยยยยยยย!!! ... แรดนักนะมึง ปากบอกรักกู ๆ แต่เที่ยวไปแรดกับคนนั้นทีคนโน้นที ..." เราสองคนคลุกวงในกันจนสุดท้ายผมเป็นฝ่ายพลิกตัวขึ้นคร่อมอยู่ด้านบน

"... จี กูจะพูดกับมึงครั้งนี้ครั้งเดียว กูไม่ชอบคนเจ้าชู้ ถ้าคบกันแล้วมึงมีคนอื่น ต่อให้รักแค่ไหนกูก็ตัดได้ ... เข้าใจไหม"

"เข้าใจครับ" มันมองหน้าผมตาละห้อย

"ไปตรวจเลือดวันนี้ก็ได้ ..."

"...แต่กูจะยอมสดกับมึงก็ต่อเมื่อผลออกมาเป็น negative 2 ครั้งห่างกัน 3 เดือน" อีกครั้งที่รอยยิ้มบนใบหน้าหล่อเหล้าต้องแข็งค้างอยู่แบบนั้น

"โฮ้วววววววว มิลค์ 3 เดือนเลยเหรอ กูรอไม่ไหวหรอกนานๆ ถึงจะได้เจอกันซักที มึงกลับไปครั้งนี้จะได้เจอกันอีกทีเมื่อไหร่ก็ไม่รู้"

จะว่าขำก็ขำ จะว่าอุบาทว์สายตาก็ได้ที่ต้องมาเห็นจีทำท่าเหมือนเด็กอยากได้ของเล่น

"อย่าลำไย มึงแรดเองช่วยไม่ได้ นี่ยังไม่นับว่ากูไว้ใจมึงแค่ไหนว่าระหว่างที่กูไม่อยู่ มึงจะไม่ไปมีอะไรกับคนอื่นลับหลังกู ... แล้วใครบอกว่านานๆ จะได้เจอกันที ... กูจะมาหามึงทุกสัปดาห์" เชี่ย!!! พูดไปก็อายปาก เหมือนกลับไปเป็นวัยรุ่นติดแฟนทั้งที่อายุก็ใกล้เลข 4 เข้าไปทุกวัน

"ฮะ!!! ทุกสัปดาห์นี่หมายความว่ามาทุกศุกร์ เสาร์ อาทิตย์เลยเหรอ"

"ใช่ แต่ถ้าหมด contact นี้แล้วมึงต้องขอย้ายกลับมาไทยนะ"

"ได้ๆ กูกลับแน่..." คนตรงหน้ายิ้มกว้าง ยิ้มของจีสว่างไสวเหมือนดวงอาทิตย์

"... แล้วถ้าบริษัทไม่ให้ละ"

"ถ้าไม่ให้ก็ลาออก"

"ออกแล้วจะกูจะแดกอะไร"

ผมหลุดขำออกมารอบใหญ่เพราะคิดถึง meme จากภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง

"ลาออกมา ผู้ชายคนเดียวกูเลี้ยงได้ ตกลงเอาตามนี้นะ กูกำลังคิดอยู่ว่า week นี้จะขอ work from home ทั้งสัปดาห์ แล้วค่อยกลับวันอาทิตย์หน้า"



'When I wake up next to you,

it feels like home.'


----------


#ความในใจ #คำสารภาพ
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด