ในห้วงคำนึง...ที่คิดถึงกัน: Nostalgia บทที่ ๑๕. ให้คิดถึงสัญญา ๔/๑๒/๒๕๖๕
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ในห้วงคำนึง...ที่คิดถึงกัน: Nostalgia บทที่ ๑๕. ให้คิดถึงสัญญา ๔/๑๒/๒๕๖๕  (อ่าน 294 ครั้ง)

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย

เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-12-2022 21:07:39 โดย KADUMPA »

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
บทที่ ๑. ความคิดถึงเดินทาง

๒๕๖๕

2022



“มาครบกันแล้วใช่มั้ย ทุกคนพร้อมนะ งั้นเรามาเริ่มซ้อมบทกันเลยดีกว่า” เสียงรุ่นพี่ปีสี่ ที่เป็นผู้กำกับการแสดงร้องบอก เมื่อเห็นว่า เวลามันล่าช้าไปกว่าที่ตั้งเอาไว้มากแล้ว “ยังขาดนางเอกอีกคนครับ ไม่รู้หายไปไหน โทรตามก็ไม่รับสาย ติดต่ออะไรไม่ได้เลย” หนึ่งในทีมงานบอกปัญหาที่ทีมงานกำลังประสบอยู่ให้ผู้กำกับรับรู้

“เฮ้ยอะไรวะ” ผู้กำกับพูดขึ้นอย่างอารมณ์เสีย “เมื่อวานก็เห็นรับปากเอาไว้อย่างดิบดี ทำไมเป็นอย่างนี้อีกแล้ววะ” คำว่า 'อีกแล้ว' ที่ท้ายประโยคของผู้กำกับ ทำให้ทุกคนในทีมงานหันมามองหน้ากันอย่างเลิ่กลั่ก เพราะคำพูดนั้นมันทำทุกคนที่พยายามเลี่ยง ไม่พูดถึง เรื่องที่เล่าต่อ ๆ กันมาว่า มันคืออาถรรพ์ของละครคณะ ที่ต้องเกิดขึ้นทุกปี

“มึงโทรตามอีกทีซิ” รุ่นพี่ผู้กำกับชี้นิ้วสั่งทีมงานรุ่นน้องให้ติดต่อนักแสดงนำคนสำคัญอีกครั้ง ก่อนจะเห็นรุ่นน้องที่กดโทรศัพท์หานางเอกประจำเรื่อง ส่ายหน้ากลับมา เมื่อปลายสายเปลี่ยนจากไม่มีคนรับสาย เป็นติดต่อไม่ได้ เพราะได้ปิดเครื่องไปแล้ว “มันอะไรกันนักกันหนาวะเนี่ย” อาการหัวเสียของผู้กำกับ ทำเอาบรรยากาศตึงเครียดไปทั้งกองถ่าย

“โคตรสียเวลากูมากเลย มึงรู้มั้ย” ดีน หนุ่มฮอตปี 4 อดีตเดือดมหาวิทยาลัย ผู้มารับบทพระเอกของเรื่อง ในละครเวทีงานครบรอบมหาวิทยาลัยพูดขึ้น พร้อมกับพ่นลมหายใจออกมาอย่างจงใจให้รู้ว่า เขารู้สึกเบื่อหน่ายกับสิ่งที่เกิดขึ้น “เฮ้ย ดีน ใจเย็น ๆ ก่อน เดี๋ยวกูรีบเคลียร์ตรงนี้ให้ ใจเย็น ๆ” ผู้กำกับจากต่างคณะกัน ที่เป็นคนดึงตัวดีนให้มาร่วมแสดงในงานนี้ด้วย รีบพูดขึ้น

“กูไม่สามารถเสียนักแสดงเพิ่มได้แล้วว่ะ” ผู้กำกับพูดด้วยสีหน้าไม่สู้ดี “แล้วจะเอายังไงต่อ” ดีนถาม ผู้กำกับทำหน้าแหย ๆ ก่อนทำท่าครุ่นคิด เมื่อรุ่นน้องในทีมงานยืนยันมาอีกครั้งว่า นางเอกของเรื่องปิดโทรศัพท์มือถือไปแล้ว แถมยังเห็นมีเรื่องที่ส่งต่อกันในโซเชียลว่า นางเอกละครเวทีคนนี้ กำลังมีเรื่องคลิปหลุดอะไรทำนองนั้น

“นี่พวกมึง ที่กูบอกให้ไปไหว้เจ้าที่ พวกมึงทำกันแล้วใช่มั้ย” ผู้กำกับเริ่มหันไปหาเรื่องทีมงาน ที่ต่างพากันบอกว่า ได้ทำทุกอย่างตามที่รุ่นพี่ผู้กำกับสั่งแล้ว “อาถรรพ์จริง ๆ ด้วย แน่ ๆ เลย มันเกิดขึ้นทุกปีสิน่า อย่างที่เขาพูดกัน เมื่อปีที่แล้ว นางเอกก็ถูกรถมอเตอร์ไซค์เฉี่ยว มาซ้อมบทไม่ได้อย่างนี้เลย” ดีนหลุดหัวเราะออกมา เมื่อได้ยินทีมงานพูดแบบนั้น ทำเอาหลายคนพูดลอย ๆ ขึ้นมา

“ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องหัวเราะก็ได้” หนึ่งในทีมงานรู้สึกไม่พอใจที่เห็นท่าทางแบบนั้นของดีน “งมงาย” ดีนขยับปากพูดแบบไม่มีเสียงใส่ทีมงาน แบบให้มั่นใจว่า ทุกคนอ่านริมฝีปากของเขาออก “ดีน มันเรื่องจริงนะเว้ย มึงน่ะโชคดีที่เล่นเป็นพระเอก เพราะเรื่องราวซวย ๆ มันเกิดกับคนที่มารับบทเป็นนางเอกเท่านั้น” รุ่นพี่ผู้กำกับที่ตอนแรกก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง จนมาตอนนี้ เขาชักจะมั่นใจแล้ว

“เอายังไงกันดีวะ พวกมึง ช่วยกูคิดหน่อย” รุ่นพี่ผู้กำกับถามทีมงาน “นี่ถ้ากูทำละครเวทีครั้งนี้ล่ม อาจารย์เล่นงานกูยับแน่” รุ่นพี่ผู้กำกับยกมือทั้งสองข้างขึ้นเกาศีรษะแรง ๆ ด้วยเผื่อว่า มันจะทำให้เขาคิดหาทางออกได้ “หานางเอกใหม่ทันมั้ยพี่” ใครอีกคนในทีมงานถามขึ้น ก็เมื่อมันเป็นแบบนี้ ก็หาคนอื่นมาแทน

“นางเอกคนนี้ คือคนเดียวที่ตกลงกล้ารับเล่น เผื่อพวกมึงจะไม่รู้ กูเนี่ยแทบจะไล่กราบนักศึกษาสวย ๆ ทั้งมหาวิทยาลัยของเรา เพื่อให้มาแสดงเรื่องนี้ แล้วพวกมึงคิดว่า กูจะไปหานางเอกคนไหนมาได้อีก ยิ่งถ้าทั่วทั้งมอรู้กันหมดเรื่องคลิปหลุดนี่เข้าไปอีก ใครจะยอมมาเล่นวะ” รุ่นพี่ผู้กำกับร่ายยาว กว่าเขาจะหานางเอกมาได้ เลือดตาแทบกระเด็น

“งั้นก็เปลี่ยนบท แบบ ให้เป็นนายเอกไปเลยพี่” รุ่นน้องผู้หญิงคนหนึ่งเสนอขึ้น หลาย ๆ คนพากันคิกคักกับความเห็นนี้ “มันกำลังมานะเว้ย สมัยนี้ ยังไงก็ต้องวายป่ะวะ มีหนังวาย ซีรี่ส์วายแล้ว ละครเวทีวายก็ต้องมาแล้วมั้ย โปรโมทไปเลย ว่าปีนี้ละครมหาวิทยาลัยเน้นเป็นการตระหนักรู้และความเข้าใจเรื่องของแอลจีบีทีคิวพลัส อีกอย่างพอเราเปลี่ยนมาเป็นนายเอก ไม่ใช่นางเอก อาถรรพ์อะไรนั่น ก็คงไม่มีแล้วมั้ง หรือไงวะ” มาถึงตรงนี้ หลาย ๆ คนฟังแล้วก็เริ่มคล้อยตาม

“กู แม่ง ต้องแก้บทอีก แต่ แล้วจะเอาใครมาเล่นวะ” สิ้นสุดเสียงถามของรุ่นพี่ผู้กำกับ “ผมเอาเอกสารจากอาจารย์มาพี่เซ็นครับ” ทุกสายตาหันมองไปทางต้นเสียงของผู้ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ “เออ วางไว้ก่อน เดี๋ยวกูเซ็นให้” รุ่นพี่ผู้กำกับพูดแบบขอไปที เพราะกำลังพยายามใช้ความคิดอยู่

“แต่อาจารย์ต้องการให้พี่เซ็นชื่อเดี๋ยวนี้นะครับ เรื่องใช้อาคารสถานที่” คนที่เดินเอาเอกสารมาให้ ยังไม่ลดความพยายาม “ก็กูบอกว่า” รุ่นพี่ผู้กำกับหันมา กำลังจะตวาดใส่ เมื่อโดนเซ้าซี้ไม่เลิก แต่พอเห็นว่าเป็นใคร ที่เอาเอกสารมาให้เขาเซ็น ก็พาให้ทุกคนตรงนั้น เริ่มสะกิดสะเกากันให้หันมามองดูด้วย

“ไอ้ปัน” เสียงรุ่นพี่ผู้กำกับเรียกชื่อคนที่มาใหม่ “กูเป็นรุ่นพี่คณะมึง กูสั่งอะไร มึงต้องทำ มันคือคติประจำคณะเรา มึงจำได้ใช่มั้ย” พูดจบรุ่นพี่ผู้กำกับก็คว้าแขนของดีนและปันไว้คนละข้าง ก่อนจะดึงตัวทั้งสองคน เดินตามเขาขึ้นไปที่ด้านบนเวที “อะไรเนี่ยพี่” ปันร้องเสียงหลง ก่อนจะเห็นดีนหันมองมาทางเขาแวบหนึ่ง

“เทปปัน มึงยืนตรงนี้” รุ่นพี่ผู้กำกับจัดแจงกำหนดจุดที่จะให้นักแสดงยืนตอนแสดงจริง “ส่วนไอ้ดีน มึงยืนตรงนี้” แล้วกำหนดตำแหน่งที่ยืนของดีนตามมา “หันหน้ามามองกัน” รุ่นพี่ผู้กำกับสั่ง ภาพที่ทุกคนตรงนั้นเห็น ต่างพากันพยักหน้า “ว่าไงพวกมึง” รุ่นพี่ผู้กำกับหันมาถามกับทีมงาน

“ดูความต่างของความสูงนั่นสิ นั่นมันเมะเคะวายในตำนานชัด ๆ” ทุกคนใช้สายตาวัดระดับความสูง แล้วก็ยิ้มไม่ได้ เมื่อศีรษะของปันอยู่แค่ปลายคางของดีนเท่านั้น ทีมบทส่งเสียงวี้ดว้ายกัน เมื่อนึกถึงฉากหนึ่งที่ต้องเข้าพระเข้านางกัน แล้วพระเอกต้องก้มตัวเข้าหานางเอก ถ้านักแสดงความสูงต่างกันแบบพอเหมาะพอเจาะแบบนี้ มันก็ตรงตามที่ทีมเขียนบทวางไว้เป๊ะ ๆ

“พี่ผมไม่เล่น” ปันส่งเสียงประท้วง รุ่นพี่ผู้กำกับรีบส่งเสียงห้ามแกมบังคับ “ดีน กูจะเปลี่ยนให้มันเป็นละครวายแทน มึงไม่มีปัญหาอะไรนะ แล้วนี่ไอ้เทปปันรุ่นน้องปีสามที่คณะกูเอง หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักคนนี้แหละ นายเอกคนแรกของมึง” ดีนมองไปที่เทปปัน นึกขำกับชื่อของอีกฝ่าย “แค่ชื่อก็น่ากินแล้ว หิวเลยเนี่ย” ปากนั้นไวกว่าความคิด พูดออกไปโดยไม่ทันได้รู้ตัว

“ไอ้สัสดีน หยอกนายเอกกูตั้งแต่วันแรกเจอเลยหรือ ดี สลายพฤติกรรมกันตั้งแต่เริ่ม เวลาเล่นจริงจะได้ไม่เขินกัน ว่าแต่ มีใครถ่ายคลิปไว้ทันมั่งมั้ยวะ เผื่อกูจะเอาไว้โปรโมท” เสียงผู้กำกับพูดติดตลก ก่อนจะมีทีมงานยกไม้ยกมือ ให้รู้ว่า ทุกอย่างได้ถูกบันทึกไว้หมดแล้ว

“กูแค่พูดเล่นมั้ย” ดีนแก้ตัว แต่ยังไม่ละสายตาจากเทปปัน จน คนชื่ออร่อยน่ากิน ต้องเสหันไปมองทางอื่น เพราะรู้สึกประหลาดกับสายตาแบบนั้น “ดีน กูขอคิวมึงตามเดิมนะ” รุ่นพี่ผู้กำกับรีบรวบรัดตัดความ เมื่อเห็นว่าดีนไม่ได้ปฏิเสธเรื่องเปลี่ยนบทและตัวนักแสดงนำ “ส่วนปัน เดี๋ยวกูส่งคิวให้ มึงมีหน้าที่ทำตัวให้ว่างตามทุกคิวที่กูบอก แค่นั้น” ปันพยายามจะทักท้วง แต่รุ่นพี่ก็ยังยืนยันตามเดิม

“แล้วนี่เราจะไม่ลองซ้อมกันซักซีนสองซีนหรือ ไหน ๆ ก็ครบทีมกันแล้วนี่” ดีนที่เห็นท่าทางกระอักกระอ่วนใจของปัน ก็นึกอย่างจะแกล้งขึ้นมา ปันหันมาขมวดคิ้วใส่ดีน ที่ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ยิ่งเห็นท่าทางไม่พอใจจากปัน ดีนก็ยิ่งนึกสนุก อยากจะทำให้อีกฝ่ายได้อายมากขึ้น

“เออ ก็ดีนะ” รุ่นพี่ผู้กำกับเห็นด้วย ก่อนทีมบทจะบอกว่าให้ลองเล่นซีนไหน ดีนที่เคยอ่านบทมาแล้ว พอจะรู้ซีนที่ว่านี้คร่าว ๆ ผู้กำกับอธิบายว่าตัวละครของปันกำลังรู้สึกโกรธตัวละครของดีนอยู่ พูดเท่านั้น ก็บอกให้ดีนเล่นไปได้เลย เพราะดีนจะเป็นตัวนำในฉากนี้ จากนั้นผู้กำกับก็บอกว่าจะลงไปดูที่ด้านล่างเวที ก่อนจะวิ่งลงไป

ปันไม่รู้ว่าจะทำตัวยังไงดี เขาไม่เคยคิดที่จะมาทำอะไรแบบนี้ การแสดงออกต่อหน้าผู้คน ถ้าอยู่ในกลุ่มเพื่อน มันก็เป็นแค่เรื่องสนุกสนาน ตลกเฮฮากันไป แต่นี่ มันคืองานใหญ่ของมหาวิทยาลัย ที่จะมีการขายบัตรเข้าชมการแสดง แถมเปิดให้คนนอกเข้ามาร่วมงานได้ด้วย ในหอประชุมที่จุผู้ชมได้หลายพันคนแบบนี้

ดีนที่เห็นว่าปันยืนไกลจากจุดมาร์คบนพื้นแบบนั้น ก็ขยับเดินเข้าไปใกล้ เขาเห็นอีกฝ่ายสะดุ้งตัวขึ้น ท่าทางไปไม่เป็นแบบนั้น ทำให้เขาต้องรีบซ่อนความสะใจเอาไว้ในใบหน้า เสียงตะโกนบอกสิ่งที่จะเกิดขึ้นในซีนนี้ดังออกจากปากรุ่นพี่ผู้กำกับ ฉากนี้เป็นหนึ่งในฉากสำคัญ เป็นซีนอารมณ์ให้ทุกคนเงียบเสียง ก่อนจะบอกให้ดีนดึงตัวของปันเข้ามากอด

“เดี๋ยวพี่ ต้องกอดด้วยหรือ” เทปปันร้องถามเสียงหลง “มันคือเลิฟซีน” ดีนบอกกับปัน ลงใจจะกระตุ้นให้อีกฝ่ายรู้สึกกระอักกระอ่วนใจมากยิ่งขึ้น เพราะถ้าเขาบอกออกไปตรง ๆ ว่าไม่อยากเล่นกับปัน เพราะว่าปันเป็นผู้ชาย เขาคงโดนประณามอย่างแน่นอน สู้ให้ทุกคนเห็นว่า ไม่ควรเข็นแนวคิดนี้ เพราะมันไปไม่รอด ได้เห็นมันกับตาของตัวเองจะดีกว่า ว่าปันไม่มีทางทำมันออกมาได้ดีอย่างแน่นอน

“จบซีนด้วยการจูบ” ดีนพูดแหย่ปันเพิ่ม ปันยิ่งทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ดีนยิ่งรู้สึกชอบใจ “ในบทต้องจูบจริง” ตอนนี้ปันหูอื้อได้ยินเสียงวิ้งดังลั่นไปหมด ไฟในหอประชุมดับลง เหลือเพียงไฟฟอลโลที่ส่องมาที่ดีนและปัน แต่แรกดีนตั้งใจที่จะแค่ยื่นหน้าเข้าไปใกล้กับปันให้มากที่สุด เพื่อต้องการให้อีกฝ่ายสติแตกแล้วร้องโวยวาย ไม่ยอมเล่นต่อ ไม่ยอมแสดงแล้วแบบนั้น

“ผมใช้เวลาตามหาคุณมานานแสนนาน” ดีนพูดไปตามบท ปันมองหน้าสบสายตากับดีน ความรู้สึกเหมือนกับต้องมนต์สะกด ปันยืนนิ่ง ไม่ขยับตัวหนี เมื่อดีนยื่นใบหน้าใกล้เข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ “มันคงเป็นโชคชะตา หรือไม่ก็ฟ้าลิขิตเอาไว้ ที่ทำให้เราได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง ในชาตินี้” ไม่พูดเปล่า ไม่แต่เพียงยื่นหน้าเข้าใกล้เท่านั้น ดีนดึงตัวของปันเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของเขา

“จำผมได้มั้ย” เสียงพูดของดีน ปันเหมือนได้ยินมันมาจากที่อันแสนไกล เขาอยากจะแข็งขืนต่อการถูกดึงเข้าไปใกล้กับคนที่อยู่ตรงหน้า แต่ราวกับว่า มันมีพลังดึงดูดบางอย่าง ที่ทำให้หัวใจของเขาไม่ต่อต้าน “ผมรักคุณ” ดีนพูดประโยคนั้นจบ แล้วความรู้สึกประหลาดก็แล่นเข้าสู่กลางหัวใจของเขา ดีนจ้องเข้าไปในดวงตาของปัน เขามองเห็นความหวาดหวั่นข้างในนั้น

ดีนโน้มตัวลงตามบท ที่เขาจะต้องจูบกับนางเอก ปันเห็นท่าทางนั้นของดีน เขาร้องอยู่ในใจให้ตัวเองปัดป้อง แต่อีกความรู้สึกหนึ่งที่พลุ่งพล่านอยู่ในใจ มันอาจจะมาจากความโกรธที่เห็นว่าตัวเขากลับทำตรงกันข้ามกับที่ตัวเองสั่ง 'รอรับการจูบนั้น' ปันตกใจกับความคิดที่แล่นเข้ามาครอบทับความรู้สึกของเขาในตอนนี้ ตัวเขาปันสั่นเทิ้ม และดีนก็รับรู้ได้ ทีมงานที่อยู่ตรงนั้น ทุกคนต่างตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น กับเคมีที่เข้ากันอย่างลงตัวของคนทั้งคู่

“เดี๋ยวก่อน ไม่” ปันร้องห้ามออกมา ก่อนจะดันตัวให้หลุดออกจากอ้อมกอดของอีกฝ่าย ดีนรู้สึกเหมือนหัวใจของเขาถูกปฏิเสธ เขาไม่เข้าใจความรู้สึกนี้ ทำไมเขาต้องผิดหวังกับท่าทีไม่ตอบรับของปันด้วย ทั้งรุ่นพี่ผู้กำกับและทีมงานทั้งหมดร้องฮือออกมาด้วยความผิดหวัง ที่ไม่ได้เห็นจุดไคลแม็กซ์ของฉากนี้

“เฮ้ย ไอ้สองคนบนเวทีน่ะ ทำไมไม่เล่นต่อให้จบฉาก” เสียงรุ่นพี่ผู้กำกับโวยวายดังลั่นมาจากข้างล่างเวที “กูยังไม่ได้สั่งคัทนะ” เสียงโวยวายนั้น ทำเอาทีมงานหัวเราะออกมาครืนใหญ่ แต่ท่ามกลางความขบขันของทุกคนที่ตรงนั้น สองคนที่ยืนอยู่บนเวที กับสิ่งที่คนทั้งคู่รับรู้ ไม่มีใครสังเกตเห็นมัน

“รู้สึกใช่มั้ย” ดีนถามออกมา มองหน้าของปันที่พยายามจะหลบสายตา “รู้สึกเหมือนกันใช่มั้ย” ดีนถามย้ำ เมื่อปันหันหลังกลับ ทำท่าจะเดินลงจากเวที ปันไม่รู้จะตอบดีนว่าอย่างไร เพราะเขาไม่สามารถหาคำมาอธิบายอะไรได้ในตอนนี้ กับสิ่งที่เขารู้สึก รวมไปถึงภาพแปลก ๆ ที่แล่นผ่านมาให้เขาเห็น ภาพต่าง ๆ เหล่านั้น ที่เขาไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร

***********************************

แปลคำร้องภาษาอังกฤษโดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=vOFIxSQ2vi4

ยังเดินผ่านทุกวัน

Still walk pass there every day

ที่ที่เราพบกันเมื่อก่อน

The place we used to meet back then

ยังจำซ้ำซ้ำได้ทุกตอน

Remember that like the back of my hand

ราวกับมีใครมาหมุนย้อนเวลา

As if someone made the time stand still



แต่ก็คงจะหมุนย้อนได้แค่ในความคิด

But that would only exist in my thought

ในชีวิตจริงคงไม่เจอกันอีกแล้ว

For real, there’s no chance I will see you again

ยืนอยู่ตรงที่เดิม

Standing here all alone

แต่ไม่มีวี่แวว

No sight of you

เธอจากไปแล้ว

You’ve already been long gone

และคงไม่ย้อนคืนมาหา

No way you would come back to me



ได้แต่ฝากความคิดของฉันเอาไว้

Here’s my reminiscence that’s kept alive

เผื่อวันไหนเธอผ่านมา

Perhaps one day you’ll stroll along

เห็นที่เดียวกันนี้

At this very same place

เธอจะนึกขึ้นได้ว่า

Should you suddenly recall

เคยมีคนหนึ่งยืนข้างเธอ

There was me standing by your side

อยู่ตรงนี้เสมอตลอดมา

Always, and ever would be



ให้เธอสัมผัสความคิดที่ฉันทิ้งไว้

You might recognize how I felt

อาจไม่เห็นได้ด้วยตา

And that might be invisible to naked eyes

ฉันจะฝากเอาไว้

I left it there

อยู่ในพื้นดินและท้องฟ้า

On all ground and up in the sky

มันเป็นความคิดที่กระซิบว่า

A whisper to your very heart

ฉันยังรักเธอ

That I love you



อยากเจอเธอเหลือเกิน

I wish I could go see you

เพราะก่อนที่เราต้องเดินแยกทาง

Before we took our separate ways

ฉันมีความคิดหลายหลายอย่าง

I had all these thoughts for words

หลายอย่างเหลือเกินที่ฉัน

So many, too many of them

ไม่ได้พูดไป

That were unspoken



แต่กลับมานึกขึ้นได้ในเวลานี้

Now, it’s all coming back to me

ในเวลาที่เธอเดินจากฉันไปแสนไกล

The day you walked away so damn far

หากเธอนั้นยังอยู่

If you stayed,

จะกอดเธอให้ชื่นใจ

I’d put you in my arms

และค่อยพูดออกไป

Then I’d say

ทุกสิ่งที่อยู่ในใจฉัน

Everything that my heart desires



ได้แต่ฝากความคิดของฉันเอาไว้

Here’s my reminiscence that’s kept alive

เผื่อวันไหนเธอผ่านมา

Perhaps one day you’ll stroll along

เห็นที่เดียวกันนี้

At this very same place

เธอจะนึกขึ้นได้ว่า

Should you suddenly recall

เคยมีคนหนึ่งยืนข้างเธอ

There was me standing by your side

อยู่ตรงนี้เสมอตลอดมา

Always, and ever would be



ให้เธอสัมผัสความคิดที่ฉันทิ้งไว้

You might recognize how I felt

อาจไม่เห็นได้ด้วยตา

And that might be invisible to naked eyes

ฉันจะฝากเอาไว้

I left it there

อยู่ในพื้นดินและท้องฟ้า

On all ground and up in the sky

มันเป็นความคิดที่กระซิบว่า

A whisper to your very heart

ฉันยังรักเธอ

That I love you



ขอ ให้เธอสัมผัสความคิดที่ฉันทิ้งไว้

I’m asking of you to feel how I feel

อาจไม่เห็นได้ด้วยตา

Take your heart to perceive mine

ฉันได้ฝากเอาไว้

What I’ve had for you

อยู่ในพื้นดินและท้องฟ้า

Upon this earth and up there in the sky



มันเป็นความคิดที่กระซิบว่า

And that whisper goes …

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
บทที่ ๒. ใจกลางความรู้สึก



1994

2537



กั้งดันเทปคาสเซทเพลงอัลบั้มใหม่ปิดเข้าซาวเบาท์ที่เขาเพิ่งเก็บเงินซื้อมา ก่อนจะกดปุ่มเพลย์เพื่อเล่นเพลง เสียงพูดเหมือนบทพระสวดที่ต้นเพลง ดังขึ้นผ่านสายหูฟัง กั้งยิ้มออกมาโดยอัตโนมัติ มันเป็นอัลบั้มที่เขารอคอยที่จะได้ฟัง เพราะกว่าที่เขาจะเก็บเงินพอที่ซื้อซาวเบาท์มือสองเครื่องนี้ได้ครบ

พอเลิกเรียนวันนี้ กั้งก็ตรงไปที่ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่อยู่ไม่ไกลจากบ้าน ร้านที่เขาเทียวเวียนไปดูเครื่องเล่นเทปแบบพกพานี้อยู่บ่อยครั้ง กั้งแวะไปดู ไปสอบถาม ไปชวนคนขายคุย จนเจ้าของร้านที่เห็นว่าเขาอยากได้มันมาก บอกว่าจะเก็บเอาไว้ให้ ถ้ากั้งเก็บเงินซื้อได้ครบทันกำหนดที่ได้ตั้งกันไว้

จนเมื่อกั้งเก็บเงินจากค่าขนมไปโรงเรียนได้ครบ จะเรียกว่าอดกินของอร่อยมานานเลยก็ว่าได้ กั้งก็รีบไปที่ร้านนี้ ก่อนจะพาเจ้าซาวเบาท์เครื่องสุดที่รักนี้ ตรงดิ่งกลับมาที่บ้าน ก่อนจะเข้าห้องนอนปิดประตู ขังตัวเองอยู่กับความสุขในหัวใจที่กำลังเอ่อล้น ทั้งจากแววตาของกั้งเอง และจากหัวใจที่ปลาบปลื้มนี้

กั้งตื่นเต้นดีใจ ในมือของเขาถือปกเทปเอาไว้ เปิดดูเนื้อร้องของเพลงแรกในอัลบั้ม มันเป็นเพลงที่มีจังหวะคึกคัก ชวนให้ขยับแข้งขยับขาไปตามท่วงทำนองที่กวน ๆ นั้น กั้งกวาดตาดูเนื้อร้องทั้งหมดบนปกเทปไปอย่างเร็ว ๆ และรอให้นักร้องที่กั้งรู้สึกว่า เธอเท่ที่สุดในสายตาของเขา เริ่มร้องเพลงประโยคแรกของเพลง

'จะจองเวรไปถึงไหน วุ่นวายอะไรกันถึงนี่ วนวนเวียนเวียนอยู่แถวนี้ รื้อฟื้นอะไรกันยกใหญ่' กั้งร้องตามเนื้อเพลงบนปก ก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงนอน เพื่อรอท่อนฮุคที่กำลังจะมาถึง ในเมื่อมีเขาคนเดียวที่อยู่บ้าน ดังนั้น กั้งจึงตะโกนออกมาจนสุดเสียง ร้องตามเนื้อร้องที่มี และโยกหัว ยักไหล่ ขยับเอวไปมา กระโดดโลดเต้นไปจนทั่วห้อง

โดยเฉพาะเมื่อถึงท่อนที่มีเสียงกีตาร์โซโล่ดังขึ้น กั้งเหมือนได้ปลดปล่อยความรู้สึก ให้นักร้องที่เขาชอบ เพลงที่เขาถูกใจ และดนตรีที่เขาปลาบปลื้ม ที่มันเล่นผ่านซาวเบาท์เครื่องแรกที่เขารักมาก นำพาเขาให้หลุดไปอยู่ในโลกที่มันมีแต่ความสุข มันช่างแสนสนุก และมันก็ทำให้เขารู้สึกสบายใจ

กั้งกดกรอเทปกลับไปที่จุดเริ่มต้น และให้มันเล่นเพลงที่เขาชอบอีกหลายครั้ง และทุก ๆ ครั้ง เขาจะร้องตามไปอย่างมีความสุข ได้เป็นตัวของตัวเอง ได้ทำในสิ่งที่เขารัก มันคือความสุขที่เขาสามารถหามันมาได้จริง ได้ดื่มด่ำ เหมือนถูกโอบกอดด้วยเสียงดนตรี เป็นการบรรเทาเบาบางอะไรก็แล้วแต่ ที่เข้ามารบกวนจิตใจของตัวเอง

หลังจากนั้น กั้งก็ปล่อยให้เครื่องเล่นเพลง ได้เล่นผ่านเพลงในอัลบั้มนั้นไปเรื่อย ๆ แต่ละเพลงที่ผ่านไป กั้งยิ่งรู้สึกดีใจ ที่เขานั้นเก็บเงินซื้อทั้งเทปและเครื่องเล่นนี้มา ที่ก่อนหน้านี้ โลกของเขาภายในห้องนอนเล็ก ๆ ที่ดัดแปลงมาจากห้องที่เคยใช้เก็บเครื่องมือช่างของพ่อ มันเงียบเหงาและว้าเหว่มากจนเกินไป

“แม่ วันนี้มีอะไรกินบ้าง” กั้งที่ฟังเพลงจนจบทั้งอัลบั้มแล้ว ดูเวลา แม่น่าจะกลับมาถึงบ้านแล้ว เขาจึงลงมาจากชั้นสองของบ้าน ก็เห็นแม่อยู่ในครัวพอดี กั้งไล่เปิดดูกับข้าวในถุงพลาสติกที่วางอยู่บนโต๊ะกินข้าวกลางหห้องครัวขนาดย่อมนั้น “เคาะประตูเรียกตั้งนาน ทำไมไม่ตอบ” เสียงถามนั้น ฟังดูขุ่นมัวอย่างชัดเจน กั้งเหลือบสายตามองเจ้าของคำถามแวบเดียว ก่อนจะหยิบแกงถุงมาแกะใส่ถ้วย

“ฟังเพลงอยู่ ไม่ได้ยิน” กั้งตอบคำถามนั้น “แกมีวิทยุหรือไง ถึงมีเพลงฟังได้” คำถามนั้นยังคงต่อเนื่อง “ซาวเบาท์” กั้งตอบ นึกหงุดหงิดเหมือนกัน ที่ถูกถามแบบนี้ต่อหน้าแม่ “ก็เก็บเงินซื้อมา เก็บเงินซื้อเอง มือสอง” กั้งตอบหญิงสาวที่ใส่ชุดนักศึกษามหาวิทยาลัย ที่นั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าวฝั่งตรงข้าม

“รวยจังนะ” กั้งเงยหน้าขึ้นจ้องตากับพี่สาวของตัวเอง “เก็บตังค์เอา ค่อย ๆ เก็บ ออมจากค่าขนม” กั้งพูดช้า ๆ กึ่ง ๆ ให้พี่สาวรู้ว่า สิ่งที่เขาทำ มันไม่ใช่เรื่องผิดอะไร “ไปซื้อมาตั้งแต่เมื่อไหร่” แม่ถามขึ้น เมื่อบทสนทนาระหว่างกั้งกับพี่สาว เรียกความสนใจจากแม่จนได้ “กั้งเก็บเงินมานานแล้ว เพิ่งได้ครบ เพิ่งไปซื้อวันนี้” กั้งปากก็ตอบแม่ไป แต่ก็มองหน้าพี่สาวด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง

“แล้วฟังเพลงอะไร ร้องซะเสียงดังลั่นบ้าน เคาะเรียกก็ไม่ได้ยิน ฉันกลับบ้านมาปุ๊บ อ่านหนังสือไม่รู้เรื่องเลย” พี่สาวของกั้งถามคำถามอย่างไม่ลดละ “พี่กุ้งนี่กลับถึงบ้านปุ๊บ อ่านหนังสือปั๊บเลยหรือ อัจฉริยะมาเกิดแน่ ๆ” เสียงพูดเหน็บแนมจากกั้ง ทำเอากุ้ง ผู้เป็นพี่สาวยืดหลังขึ้น หน้าเชิด เพราะรู้ว่ากำลังโดนน้องชายแดกดันเข้าให้

“อยากเป็นยู่ยี่หรือไง” สายตาของกุ้งที่มองมาที่กั้ง มีแววแห่งความขบขันอยู่ในที “ผมยาวตรง ตัดหน้าม้า ใส่ยีนขาด ๆ งี้ รึไง” กุ้งไม่ได้ปิดบังใด ๆ ว่าเขากำลังเย้ยหยันกั้ง “เป็นได้ก็ดี เป็นได้เหมือนคนเก่ง ๆ ก็ไม่เห็นว่าจะเสียหายตรงไหน” กั้งสวนกลับทันควัน และนั่นยิ่งทำให้กุ้งยิ่งไม่ลดราวาศอก

“อยากเป็นผู้หญิง” กุ้งยักไหล่ยักคอ เหมือนกำลังรอคำตอบจากกั้งให้พูดออกมา ส่วนกั้งนั้นความรู้สึกหน้าชาไปกับคำถามนั้น ที่มันฟังดูแทงใจดำของเขาอยู่แล้ว และนี่ คำถามนี้ ยิ่งมาถามต่อหน้าแม่แล้วด้วย “กั้งมันเป็นผู้ชาย มันจะเป็นผู้หญิงอะไรนั่นไปได้ยังไง” แม่พูดขึ้น ก่อนจะบอกให้กั้งตักข้าวใส่จานให้ทุกคน

“แม่ไม่เคยเห็นกะเทยหรือ” กุ้งเลื่อนจานข้าวที่กั้งเพิ่งส่งให้ มาไว้ที่ด้านหน้าของตัวเอง ก่อนจะทำท่าชี้นิ้วโบ้ยไปโบ้ยมาไปทางกั้ง “พูดจาอะไรเหลวไหล กินข้าวได้แล้ว กั้งนั่งลง กินข้าว” แม่พูดตัดบท ก่อนจะบอกให้กั้งนั่งลงที่เก้าอี้ตัวข้าง ๆ กัน “แล้วถ้าแกอยากจะเอาอย่างผู้หญิงเก่ง ๆ จริง แกก็เอาแบบพี่กุ้งเขานี่” กั้งเม้มปากเขาหากันจนเป็นเส้นตรง กับอีกครั้ง ที่เขาได้ยินแม่พูดแบบนี้ จากนับครั้งไม่ถ้วน

“เรียนดี เอนทรานซ์เข้าคณะดี ๆ ได้ นี่แม่ยังเสียดายนะ ที่แก เจ้ากุ้ง ยอมสละสิทธิ์เรียนหมอ มาเรียนเภสัชนี่แทน” แม่ถอนหายใจ ที่เห็นลูกต้องเลือกเรียนคณะที่มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า เพราะเธอเองมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในตอนนั้น “กุ้งไม่อยากให้แม่เหนื่อยนี่นา เนี่ย รีบเรียนให้จบ กุ้งจะได้ออกมาทำงาน หาเงิน ดูแลแม่” กั้งเหลือบมองกุ้งที่เอื้อมมือไปบีบมือแม่ โดยที่แม่ของเขา เริ่มมีน้ำหูน้ำตาให้เห็น

“แกจะเอาเยี่ยงเอาอย่าง ก็ทำให้ได้อย่างพี่กุ้งเขา แกจะเอนทรานซ์อยู่ ตั้งใจให้มาก ๆ” กั้งที่ได้ยินแม่พูดแบบนั้น รู้สึกว่า รสชาติของแกงถุงที่เขาเพิ่งตัดเข้าปากไปนั้น มันช่างแย่มากจริง ๆ ในมื้อนี้ “แล้วแกคิดจะเอนทรานซ์เข้าคณะอะไร ให้ฉันช่วยอะไรบอกได้นะ ฉันยินดี” กุ้งหันมาตั้งหัวข้อการสนทนาเกี่ยวข้องกับกั้งอีกครั้ง

“นั่นสิ ไม่เห็นบอกให้แม่รู้บ้างเลย ว่าแกจะเรียนต่อคณะอะไร” แม่ถามกั้ง โดยที่กั้งมีอาการอึกอักที่จะพูดออกไปอย่างชัดเจน กุ้งแค่นหัวเราะออกมาอย่างสะใจ กั้งนั้นเผลอกัดกรามอย่างลืมตัว เหตุเพราะพี่สาวของเขารู้อยู่เต็มอก ว่าเขาต้องการเข้าเรียนที่คณะไหน มหาวิทยาลัยอะไร ยิ่งเมื่อวันก่อน มีอาจารย์จากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ที่เพิ่งเปิดใหม่ มาบรรยายแนะแนวทางที่โรงเรียน

“แกเรียนสายวิทย์คณิตมา แกจะเลือกเรียนหมอก็ได้นะกั้ง เรียนแทนพี่กุ้งเขา ที่พี่เขาเสียสละไม่เรียน เพื่อตอนนั้นแม่จะได้ส่งทั้งแกทั้งพี่กุ้งเรียนไหว แต่ตอนนี้ ถ้าแกจะเรียนจริง ๆ ไม่ต้องห่วง แม่หาทางส่งแกเรียนได้” แม่พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง หลังจากเคยผิดหวังกับลูกสาวคนโตมาแล้วครั้งหนึ่ง แม้จะเข้าใจดีว่าเพราะอะไรก็ตาม

“เรียนอย่างอื่นดีกว่ามั้งแม่ ใช้เงินน้อย ๆ หรือกั้งก็ขอทุนเอา” แม่รีบโบกไม้โบกมือห้าม ตั้งแต่กั้งยังพูดไม่จบ “แกก็ดีแต่เถียงไปเรื่อย เหมือนพ่อแกไม่มีผิด รั้นอะไรไม่เข้าท่า ฉันบอกให้ทำอะไร ทำไมถึงต้องขวางโลกไปเสียทุกครั้ง” แม่พูดด้วยสีหน้าไม่พอใจ น้ำเสียงของแม่ยังคงชัดเจนว่า ยังเคืองพ่ออยู่ไม่เสื่อมคลาย

“แล้วแกอย่ามาพูดนะ ว่าพ่อแกดีอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าพ่อแกดีจริง พ่อแกต้องทิ้งอะไรไว้ให้ฉันบ้างสิ ไม่ให้ฉันต้องก้มหน้าทำงานงก ๆๆ แบกภาระ แบกหนี้ทุกอย่างที่พ่อแกสร้างเอาไว้อยู่คนเดียวแบบนี้ มันต้องทิ้งสมบัติ เงินทองเอาไว้ให้กันบ้าง แต่นี่อะไร ไม่มี ไม่มีเลย” โต๊ะกินข้าวของสามแม่ลูก เงียบสงัด เสียงพูดของแม่สั่นเครือ มันเจือไปทั่วด้วยความโกรธ น้อยใจ เสียใจ และหวั่นไหวอยู่ในที

“ถ้างั้น แกฟังฉันนะ กั้ง” แม่พูดโดยไม่หันมามองกั้ง แต่ทั้งเขาและกุ้งพี่สาวได้เห็นคือ น้ำตาที่ไหลลงมาบนใบหน้าของแม่ “แกตั้งใจเอนทรานซ์เข้าหมอให้ติด ไม่ใช่แค่พยายามนะ แต่ต้องสอบให้ติด ต้องเข้าไปเรียนแทนพี่แกให้ได้ เอามหาวิทยาลัยดี ๆ เวลาใครถามฉัน ว่าแกเรียนที่ไหน ฉันจะได้บอกเขาได้แบบไม่อายปาก” แม่ใช้นิ้วปาดน้ำตาอย่างลวก ๆ ออกจากแก้ม

“ฉันเองก็ไม่อยากที่จะต้องเหนื่อยอยู่อย่างนี้แล้ว ทุกวันนี้ ฉันทำทุกอย่างเพื่อให้แกได้มีโอกาสมากกว่าใคร ๆ มากกว่าฉัน มากกว่าพี่สาวแก นี่แกฟังฉันอยู่ใช่มั้ย” แม่ถามกั้งเสียงเครียด กุ้งกลั้นขำ กั้งพยักหน้ากับแม่ “ตอบฉันสิ พูด ไม่ใช่พยักหน้า ฉันถามแกว่า ที่ฉันพูดมาทั้งหมดนี่ ที่ฉันปากเปียกปากแฉะพร่ำสอนแก กั้ง แกเข้าใจใช่มั้ย” แม่หันมามองหน้ากั้งในที่สุด

“กั้งเข้าใจแล้วแม่” กั้งหันไปสบตากับแม่ ก่อนจะก้มลงมองข้าวในจานของตัวเอง ที่แทบจะไม่พร่องลงไปเลย ก่อนที่เขาจะได้ยินแม่ของเขาพูดถึงลูกของป้า ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกันกับเขาอีกว่า “กุ้ง แกจำพี่พลอย ลูกป้าจิตต์ได้มั้ย นั่นน่ะไปเรียนต่อปริญญาโทที่อังกฤษแล้วนะ เห็นบอกว่าจะเรียนสองปี มันเรียนอะไรนะ” แม่ถามขึ้น กุ้งตอบแม่ไปว่า พี่พลอยที่เป็นลูกพี่ลูกน้องนั้น เรียนจบป.ตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์

“เออ มันเก่งมากเลยนะ แถมยังขวนขวายหาทางไปเรียนต่อโทเมืองนอกเมืองนาได้อีก ลูกบ้านป้าจิตต์สามคน ได้ดิบได้ดีกันทุกคน นี่ป้าจิตต์เล่าให้ฟังว่า ไปเรียนนี่ ไปเรียนด้วยกันกับเพื่อน มีเพื่อนผู้หญิงไปด้วยกันอีกคนหนึ่ง ก็ดีนะ ไปอยู่ต่างบ้านต่างเมือง มีเพื่อนไปด้วย จะได้ไม่เหงา”

“แต่ป้าจิตต์นี่ก็นะ อวดลูกตัวเองมากจนเกินไป ทำข้ามหน้าข้ามตาลูกบ้านคนอื่น น่าเกลียดไปหน่อย ฉันรึ ก็อยากจะบอกตอกหน้าแกกลับไปเหมือนกันแหละ แต่ติดตรงที่ กับแกนะ กุ้ง ฉันน่ะไม่ห่วงหรอก จะมีก็แต่ไอ้กั้งนี่แหละ อยากจะให้มันได้ดิบได้ดี จบเป็นหมงเป็นหมออะไรไป บั้นปลายชีวิตเผื่อฉันจะฝากผีฝากไข้กับมันได้บ้าง ก็ไม่รู้ว่า มันจะทำให้ฉันได้สักกี่มากน้อยกัน”

“เอ้า จะกินมั้ยน่ะ ข่าวน่ะ นั่งเขี่ยอยู่นั่นแหละ ถ้าไม่กินก็ไปซะ อย่ามานั่งขวางหูขวางตาอยู่ ไป เก็บล้างให้เรียบร้อย ทำไมฉันต้องพูดบอกแกเยอะแยะตลอดเวลาด้วย อะไรที่ต้องทำ ทำไมถึงไม่รู้ตัว ไม่รู้เอาเองบ้าง” แม่เอ็ดตะโรใส่กั้ง ที่เห็นเขานั่งใช้ช้อนเขี่ยข้าวในจานตรงหน้าไปมา ก่อนสุดท้ายจะเอ่ยปากไล่กั้งให้กลับเข้าห้องไป

กั้งปิดประตูห้องนอนตามหลัง ก่อนจะลงกลอนให้เสียงแผ่วเบาที่สุด เขาเดินมาทรุดตัวลงนั่งที่บนเตียงนอน ภาพสีหน้าประหนึ่งว่าสาแกใจนักหนาของกุ้ง ที่เห็นน้องชายโดนแม่เล่นงาน มันติดตากั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มันคือสิ่งที่ติดค้างในใจของเขามาตั้งแต่จำความได้ มันมีแต่ความสงสัย ว่าทำไม ทำไม เพิ่มขึ้นอยู่ทุกวัน

คืนนั้น กั้งเสียบหูฟัง ปล่อยให้เพลงจากเทปคาสเซทที่เขาเพิ่งซื้อมากับซาวเบาท์เครื่องใหม่ ส่งผ่านเสียงเพลงให้ขับคลอวนไปมา กับเพลงที่เขาชื่นชอบ กั้งกรอมันกลับไปมา ฟังซ้ำ และวนกลับไปฟังมันอีกครั้ง จนพลังจากถ่านไฟฉายที่ขับเคลื่อนซาวเบาท์เริ่มอ่อนแรง และตัวของเขาเอง ที่จิตใจโรยรา ได้หลับไปทั้งน้ำตาในยามดึกดื่นเที่ยงคืน ของค่ำคืนนั้น

*********************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=CHNO85mTJAI&list=OLAK5uy_kpiyWZXbcwH9C_smMK80qvWpGhu_UVTtM


จะจองเวรไปถึงไหน

Vindictive much?

วุ่นวายอะไรกันถึงนี่

Keep stirring things up

วนวนเวียนเวียนอยู่แถวนี้

Been around here too much

รื้อฟื้นอะไรกันยกใหญ่

Say there’s so much to talk


ไม่มีอะไรต้องรื้อฟื้น

Nothing really needs to talk about

ไม่มีอะไรต้องเริ่มใหม่

None needs to get restarted

ที่เคยทำอย่างไรไว้

Whatever that happened before

อโหสิกรรมให้ทุกอย่าง

I say we’re all even


ก็จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด

Be happy and live well

อย่าเบียดเบียนกันและกันเลย

Don’t take advantage of one another

ไปสู่ที่ชอบที่ชอบเถิด

Stay in the right place

อย่าเป็นเวรเป็นกรรมต่อกันเลย

Keep all the bad karma away


จะจองเวรไปถึงไหน

Revenge, why now?

เลิกแล้วต่อกันไปซะเถอะ

Just give it all up

อะไรให้ทำอีกตั้งเยอะ

There’re so many things to do

แยกย้ายไปทำกันซะไป

Let’s part ways, shall we?


ก็จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด

Sleep soundly and peace out!

อย่าเบียดเบียนกันและกันเลย

Leave other people alone

ไปสู่ที่ชอบที่ชอบเถิด

Be where you are pleased

อย่าเป็นเวรเป็นกรรมต่อกันเลย

Stop all negative energy out there


จะจองเวรไปถึงไหน

Tit for tat, what for?

เลิกแล้วต่อกันไปซะเถอะ

Call a truce, can’t we?

อะไรให้ทำอีกตั้งเยอะ

So much left to see in the world

แยกย้ายไปทำกันซะไป

Get a life, don’t you think?

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
บทที่ ๓. ความคิดถึงกลับมา



2565

2022



“คุณเจ็บหรือเปล่า” หนุ่มใหญ่รูปร่างกำยำสมส่วนถามขึ้น ก่อนที่เขาจะขยับถอนตัวออกจากอีกฝ่าย ที่กำลังลดขาทั้งสองข้างลงวางกับพื้น แล้วลุกขึ้นนั่งที่ขอบเตียงนอน หนุ่มใหญ่คนนั้นดึงกระดาษาทิชชูออกจากกล่อง ก่อนจะใช้มันพันแล้วถอดอุปกรณ์ป้องกันที่มีน้ำสีขาวขุ่นขังแน่นอยู่ในนั้นออก

“ไม่เป็นไรครับ ผมโอเค” ตฤณตอบกลับเบา ๆ เมื่ออีกฝ่ายนั่งคุกเข่าลงตรงหน้า ทำท่าจะครอบปากลงที่ส่วนความเป็นชายของเขา เพื่อต้องการจะปลดเปลื้องอารมณ์ให้ “ผมเข้าห้องน้ำก่อน” นฤเบศ หนุ่มใหญ่เจ้าของห้องเพ้นท์เฮ้าส์ราคาแพงระยับใจกลางกรุงเทพฯ พยักหน้ารับรู้ ก่อนจะมองตามร่างเปลือยเปล่าของอีกฝ่าย เดินเข้าห้องน้ำไป

ตฤณเปิดน้ำจากเรนชาวเวอร์ ให้ไหลผ่านผมที่เขาเพิ่งไปตัดมาใหม่ ที่มันสั้นจนเกือบเกรียน น้ำที่เย็นจัด พอจะทำให้เขารู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้าง ตฤณพ่นลมหายใจเบา ๆ ออกจากปาก ก่อนจะแหงนหน้าขึ้นรับน้ำเย็นจัดนั้น ให้กระทบกับใบหน้าของเขาตรง ๆ ตฤณค้างตัวอยู่ตรงนั้นสักพัก ก่อนจะผลักก๊อกน้ำให้กลับขึ้นที่เดิม น้ำจากเรนชาวเวอร์หยุดไหล ตฤณมองหาผ้าขนหนู แต่ก็ไม่พบ

“เช็ดตัวครับ” นฤเบศพูดพร้อมยื่นผ้าขนหนูสีขาวผืนใหญ่หนาหนุ่มให้ เมื่อตฤณเลื่อนบานประตูกระจกฝ้านั้นออกมา ตฤณรับมันมาพันรอบตัว ต่อหน้าหนุ่มใหญ่ที่มองเขาด้วยสายตาพึงใจ “คุณผอมไปนะ” หนุ่มใหญ่มองตามอีกฝ่ายที่เดินไปกองเสื้อผ้าบนพื้นห้อง ก่อนจะหยิบกางเกงยีนสีซีดขึ้นมาเริ่มสวม

“ไม่หรอก กางเกงยังคับอยู่เลยนะ” ตฤณทำพูดติดตลก นฤเบศเดินเข้าไปหา ทั้ง ๆ ร่างกายที่ยังเปลือยเปล่าอยู่ “ยังไม่กลับได้หรือครับ” หนุ่มใหญ่ขอร้อง ก่อนเอื้อมแขนทั้งสองไปรั้งเอวของตฤณไว้จากทางด้านหลัง เจ้าของเอวสวมเสื้อเชิ้ตเอาไว้ แต่ยังไม่ได้ติดกระดุม “คุณก็ยังไม่เสร็จเลย” หนุ่มใหญ่ก้มลงจูบเบา ๆ ที่ต้นคอของตฤณ

“ให้ผมช่วยนะ” นฤเบศทำเสียงอ้อนให้อีกฝ่ายอยู่ต่อ ให้ค้างคืนกับเขาที่นี่ “เสร็จในปากผมก็ได้ คุณชอบไม่ใช่หรือ” ตฤณหลับตาเมื่ออีกฝ่ายประทับจูบลงบนริมฝีปากของเขา “ดูของผมสิ ตื่นอีกแล้ว” ตฤณหัวเราะเบา ๆ เมื่อเห็นว่านฤเบศไม่ได้แค่พูดเล่น ก่อนหนุ่มใหญ่จะเอามือของตฤณไปจับทดสอบความแข็งแกร่งของแก่นกายนั้น

“ตฤณ” หนุ่มใหญ่เรียกชื่ออีกฝ่าย เมื่อรับรู้ถึงมือนุ่ม ๆ ที่รูดขึ้นลงบนความเป็นชายนั้น “อย่าแกล้งผมแบบนี้สิ” แทนที่ตฤณจะสานต่อจนเลยเถิดไปถึงขั้นไหน ๆ เขากลับหยุด ปล่อยให้ความแข็งขันนั้นเป็นอิสระ แล้วสวมเสื้อผ้าของตัวเองต่อจนเสร็จ “คุณก็รู้ว่าผมไม่ชอบหลับบนเตียงคนอื่น” ตฤณพูดพลางมองหาโทรศัพท์มือถือของตัวเอง นฤเบศมองตามอีกฝ่ายด้วยอารมณ์ที่ยังค้างคา

“ว้าว” ตฤณหยิบโทรศัพท์มือถือของเขา หย่อนมันใส่กระเป๋ากางเกงยีน ก่อนจะหันมาหัวเราะเบา ๆ เมื่อหันมาเห็นว่า นฤเบศยังคงปึ๋งปั๋งไม่ลดลงเลย “ได้ใช้ตัวช่วยอะไรไปบ้างครับเนี่ย” ตฤณพูดหยอกกับเจ้าของห้องเพ้นท์เฮ้าส์ไปอย่างนั้น แต่เขาก็รู้ว่า กับผู้ชายอายุขึ้นเลขห้าแล้ว นฤเบศถือว่าดูแลรักษาสุขภาพ และปั้นหุ่น รักษากล้ามท้องได้อย่างดีเยี่ยมคนหนึ่ง

“งั้นคุณก็ต้องอยู่พิสูจน์แล้วล่ะ” นฤเบศตอบกลับ แต่เขาก็รู้ดี ว่าถ้าลองว่าตฤณไม่ตอบตกลงว่าจะทำ ยังไงเสีย ตฤณไม่ยอมทำอย่าแน่นอน ก็ดูอย่างทรงผมสั้นเกือบกุดนี่ปะไร ใครเลยจะห้ามได้ ทั้ง ๆ ที่นฤเบศชอบผมสลวยดำขลับของตฤณมากกว่า เหมือนตฤณจะรู้ว่านฤเบศอยากจะพูดอะไร เขาเอามือลูบผมสั้น ๆ ของตัวเอง ก่อนจะพูดว่า

“ปีนี้ผมสี่สิบห้าแล้ว ไม่ไหวแล้วล่ะ กับทรงผมเกาหลีแบบที่เคยตัดมา” และเช่นกัน นี่เป็นวิธีการเลี่ยงเรื่องที่ตฤณไม่อยากพูดเช่นกัน และนั่นก็คือ เขาไม่อยู่ขึ้นเตียงกับหนุ่มใหญ่กล้ามสวย เจ้าของห้องพักหรูหราแพงระยับในคืนนี้อีกครั้งอย่างแน่นอน “ให้ผมขับรถไปส่งคุณที่คอนโดนะ” ตฤณส่ายหน้าปฏิเสธขณะสวมรองเท้าผ้าใบคู่เก่ง มันแทบจะลืมสีขาวที่มันเป็นตอนตฤณซื้อมันมา แต่มันทนทาน ใส่สบาย และตฤณก็รักมันมาก

“งั้นคุณเอารถผมไป” นฤเบศกำลังจะเดินไปหยิบกุญแจรถให้ “ไม่เอาครับ” ตฤณพูดสั้น ๆ เรียบ ๆ และเขาหมายความตามนั้น “ถ้าผมจะต้องอด” นฤเบศพูดขึ้น ชี้นิ้วไปที่ส่วนกลางกายของเขา ที่อ่อนตัวลงแล้ว “คุณก็ต้องพบกันกับผมครึ่งทาง” นฤเบศยื่นคำขาด เมื่อเห็นตฤณกำลังจะเปิดประตูออกจากห้องชุดสุดหรูของเขาไป

“คุณตฤณจะให้ผมขับรถไปส่งที่คอนโดเลย หรือว่า คุณตฤณอยากแวะซื้อของหรือทำธุระที่ไหนก่อนมั้ยครับ” สุดท้าย ตฤณก็ยอมให้คนรถของนฤเบศขับรถคันหรูมาส่ง “ไปที่คอนโดเลยก็ได้ ขอบคุณครับ” ตฤณตอบขอบคุณคนรถไปอย่างสุภาพ ก่อนจะนั่งไปในรถแบบเงียบ ๆ สายตามองออกไปที่การจราจรด้านนอก มองดูรถราที่ขวักไขว่ และความเปลี่ยนแปลงไปของเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ

ขับรถมาอีกพักใหญ่ ๆ ฝ่าการจราจรที่ไม่ค่อยหนาแน่นมากนัก ในเวลายามเย็นของวันอาทิตย์ คนรถของนฤเบศ ก็เบนหัวรถคันหรูเข้าไปในคอนโดที่ราคาแพงไม่เบาของตฤณ เขาบอกให้คนรถขับตรงไปที่ตึกด้านในสุด เพื่อให้ไปใกล้กับทางวนรถออกไปที่ตึกด้านหน้าได้ง่ายขึ้น

“คุณตฤณครับ คือนายสั่งผมเอาไว้ว่า” คนขับรถที่จอดรถตามคำสั่งของตฤณ ทำท่าอึกอัก อยากจะบอกอะไรบางอย่างกับเขา “ไปบอกนายของพี่นะ ว่าผมไม่เอา พูดตามที่ผมบอกนะครับ ตามนี้เลย” ตฤณพอจะรู้ว่า คนรถโดนนฤเบศหนุ่มใหญ่ขู่บังคับมาอย่างไร “แล้วถ้าเขามาเล่นงานหรือลงโทษอะไรพี่ ให้พี่อ้างชื่อผมไปเลย ให้นายของพี่มาเคลียร์กับผมเอง” ตฤณพูดพลางยิ้มให้กับพี่คนรถ ก่อนจะกล่าวขอบคุณก่อนจะเปิดประตูแล้วก้าวลงจากรถไป



คนรถเองนั้นรู้ดีถึงความสัมพันธ์ระหว่างนฤเบศนายของตน กับคุณตฤณหน้าสวยคนนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่า สิบกว่าปีที่ทั้งคู่ไปมาหาสู่กันในเชิงคู่ขานี้ คนรถเห็นนายของตัวเอง ตัดคนอื่นออกจากชีวิตไปมากมาย มีหนุ่มมากมายหลายคนที่นายเคยพากลับไปที่คอนโดหรูที่อื่น ๆ ของนายมีมากมาย ยกเว้นเพียงคุณตฤณคนเดียวที่นายยอมให้ไปที่เพ้นท์เฮ้าส์ แถมยังคะยั้นคะยอให้คุณตฤณคนนี้ใช้รถยุโรปคันงามสุดหวงคันนี้อีก นี่ถ้าเป็นคนก่อน ๆ หน้านี้ล่ะก็ รับรองไม่มีทางพูดปฏิเสธแบบนี้แน่นอน

ตฤณยกโทรศัพท์มือถือขึ้นดู เมื่อได้ยินเสียงเรียกเข้าดังขึ้น มันเป็นเบอร์โทรศัพท์ที่เขาไม่ได้บันทึกเอาไว้ ใจจริงเขาเหนื่อยมาก อยากจะแค่สั่งอาหารเย็นมากิน แล้วพักผ่อนอยู่ที่ห้องคอนโดเงียบ ๆ ไม่อยากจะรับสายใคร กับวันอาทิตย์แบบนี้ แค่เขาออกไปหานฤเบศที่เพ้นท์เฮ้าส์ ก็รู้สึกเพลียมากแล้ว

“ครับ สวัสดีครับ นี่ใครครับ” ตฤณกรอกเสียงลงไปตามสาย ที่ปลายอีกด้านหนึ่ง นิ่งอยู่อึดใจหนึ่ง ตฤณกำลังจะบอกตัดสาย “ที่เราโทรคุยกันวันก่อนไงครับ ที่ติดต่องานเอาไว้” เสียงทุ้ม ๆ ที่ปลายสายดังขึ้น ตฤณนึกทบทวน ก่อนจะจำได้ว่า ก่อนหน้านี้สองวัน มีสายโทรมาสอบถามเขาเรื่องงาน แต่เขาบอกไปว่า ให้โทรกลับมาอีกครั้งวันอาทิตย์

“อ้อ เรื่องนั้น ผมคงต้องปฏิเสธนะครับ ขอโทษด้วยจริง ๆ แค่นี้นะครับ” ตฤณพูดตัดบท ก่อนจะกดวางสาย เขาเดินเข้าไปด้านในของล็อบบี้คอนโด ที่เป็นตึกส่วนด้านในสุด เป็นสัดเป็นส่วนและค่อนข้างจะมีความเป็นส่วนตัวสูง เพราะมีจำนวนยูนิตน้อยกว่าตึกทางด้านนอก ตฤณกำลังจะเดินตรงไปที่ลิฟต์ พลันมีเสียงพูดมาจากทางด้านหลังเขาว่า

“ปกติ ตัดสายคนอื่นแบบนี้ประจำหรือครับ” เสียงพูดนั้นเหมือนกับเสียงในโทรศัพท์ที่ตฤณเพิ่งวางสายใส่ไป ตฤณหันกลับไปมอง ก็เห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง หน้าตาคมคาย ตัวสูง สูงกว่าค่าเฉลี่ยของเด็กวัยรุ่นทั่วไปสมัยนี้อย่างแน่นอน “ตามตัวก็ยาก แถมยังเล่นตัวอีก น่าจะคุ้มกับที่ต้องเหนื่อยออกตามหานะครับ มันดูลึกลับดี” เด็กหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่บอกอารมณ์ ไม่แน่ใจว่านี่แค่เป็นการพูดไปอย่างนั้น หรือตฤณกำลังโดนเด็กหนุ่มคนนี้ถากถางกันแน่

“คือผม เอ่อ เรื่องงานนั่น ผมคงไม่มีวันว่างให้เลยนะครับ ไม่ว่างจริง ๆ ครับ” ตฤณพูดออกไปแบบแบ่งรับแบ่งสู้ “ที่บอกไม่ว่างนี่ ไม่ว่างเฉพาะวันนี้หรือเปล่าครับ เห็นกลับเสียเย็นเลย” เด็กหนุ่มพูดไปยิ้มไป ตฤณเดาทางไม่ถูก เหมือนมันเป็นวิธีการชวนคุยของอีกฝ่าย ที่กระแนะกระแหนไป แต่ก็ดึงให้เขาตอบโต้ไปด้วย

“ไปไหนมาครับเนี่ย ไปทำอะไรมา บอกได้มั้ยครับ เล่าให้ฟังหน่อย เอาที่พอจะเล่าได้ก็พอครับ หรือจะเล่าแบบหมดเปลือกเลย ก็พร้อมฟังครับ” ตฤณรู้สึกสะอึกกับคำพูดของเด็กหนุ่ม แถมยังสะกิดใจกับคำถามที่แสนจะธรรมดานั้น เด็กคนนี้จะไปรู้ได้อย่างไรว่าเขาไปทำอะไรมา แต่ทำไมเขาถึงไม่กล้าตอบคำถามง่าย ๆ นี้ออกไป ไม่สิ เขาจะตอบออกไปตามตรงได้อย่างไร ว่าเขาเพิ่งไปมีอะไรกับคู่ขามา แต่ถ้าให้พูดเป็นอย่างอื่น จู่ ๆ ทำไมถึงกลัวการพูดโกหกกับเด็กหนุ่มคนที่เพิ่งเคยเจอคนนี้ล่ะ

“ว่าไงครับ” เด็กหนุ่มถามย้ำ ตฤณรู้สึกราวกับว่า เขากำลังถูกเด็กหนุ่มที่น่าจะอายุน้อยกว่าเขาเกินสองรอบ ต้อนให้จนมุม “นั่นมันเรื่องส่วนตัวนะครับ” ปลายเสียงของตฤณซ่อนความขุ่นเอาไว้ไม่มิด แต่แทนที่มันจะทำให้เด็กหนุ่มกลัวว่า อาจจะทำให้ตฤณโกรธ กลายเป็นว่าเด็กหนุ่มกลับยิ้มออกมาอย่างนึกขัน เหมือนกับว่า เด็กหนุ่มกำลังเอ็นดูเขาเสียมากกว่า แวบนั้น รอยยิ้มของเด็กหนุ่ม มันทำให้ตฤณใจกระหวัดนึกถึงอะไรบางอย่าง ที่เขาไม่ได้คิดถึงมานานแสนนานแล้ว

“ว่าแล้ว” ตฤณรู้สึกหงุดหงิดกับไอ้ท่าทางการพูดของเด็กหนุ่มอยู่ไม่น้อย ไอ้อาการพูดไปยิ้มไป ที่มันน่าหมั่นไส้อย่างกับรู้ว่า ถ้าตัวเองทำแบบนี้แล้วมันจะดึงดูดความรู้สึกของคนที่พูดด้วย แม้ว่าจะไม่พอใจ แต่ก็หยุดต่อปากต่อคำด้วยไม่ได้ “ก็ไม่เป็นไรครับ เผื่อว่า วันหลังเราอาจจะได้ทำอะไร ๆ ที่เป็นเรื่องส่วนตัวนี่ด้วยกันบ้าง” ไอ้การพูดสองแง่สองง่ามกับคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกันนี่ ตฤณถามตัวเอง ว่าเขาควรจะรู้สึกกับเด็กสมัยนี้ยังไงดีนะ

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวนะ” ตฤณไม่คิดว่า เขาควรจะยืนต่อล้อต่อเถียงกับเด็กหนุ่มไปให้เนิ่นนานกว่านี้ ตฤณกำลังจะหันเดินไป “เชื่อเรื่องสัญญามั้ยครับ” เด็กหนุ่มถามขึ้น ตฤณตวัดสายตาขึ้นมองไปที่ใบหน้าของเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้า “ถ้าได้ให้สัญญากับใครสักคนไปแล้ว สัญญาต้องเป็นสัญญามั้ยครับ” ตฤณชะงักงันไปกับประโยคคำถามนั้นของเด็กหนุ่ม

“คนเราต้องรักษาสัญญาที่ให้ไว้มั้ยครับ” เด็กหนุ่มพูดพลางขยับเท้าเดินเข้าหาตฤณ อะไรกัน นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเด็กคนนี้ถึงได้มาพูดอะไรแบบนี้กับเขา ตฤณถามตัวเขาเองด้วยคำถามมากมาย “อะไรที่มันสำคัญมาก ๆ สำหรับเรา” เด็กหนุ่มมาหยุดยืนอยู่ห่างจากตฤณเพียงแค่คืบ

“เราจะลืมมันลงได้จริง ๆ หรือเปล่า” ตฤณมองหน้าเด็กหนุ่ม สายตาประสานเข้ากับของคนที่อายุน้อยกว่า “ถ้ามันหายไป” เสียงทุ้มนุ่มกว่าเด็กหนุ่มทั่วไปนั้น ดังมากระทบโสตประสาทของตฤณอย่างชัดเจน “เราจะคิดถึงมันมั้ยครับ” แววตาของเด็กหนุ่ม ทำให้ความรู้สึกประหลาดอะไรบางอย่าง แล่นเข้าไปที่กลางหัวใจของตฤณ มันทำให้เขารู้สึกเจ็บแปลบที่กลางใจนั้น

มันคืออะไรกัน มันไกลแต่เหมือนอยู่ใกล้ มันจับต้องไม่ได้ แต่เหมือนอิ่มเอมแม้ไม่มีตัวตน ความอบอุ่นที่ไหลวน แม้ว่านี่คือคนแปลกหน้า มันคืออะไร ตฤณตอบตัวเองไม่ได้สักอย่าง แล้วเจ้าความรู้สึกที่มันทำให้เขาเหมือนจุกอยู่ที่อก จะสลัดทิ้งก็กลัวว่าจะสูญเสียมันไปตลอดกาล จะดึงรั้งมันเอาไว้ กลับเป็นว่าเขากลัวมันจะทำให้เขาทนรับมันไม่ไหว

“เราขึ้นไปคุยกันต่อบนห้องกันดีมั้ยครับ” เสียงของเด็กหนุ่มคราวนี้ อ่อนลง ฟังดูไม่ใช่การแดกดันอย่างก่อนหน้า “ฮะ” ตฤณไม่แน่ใจว่า เขาได้ยินมันถูกต้องอย่างที่เด็กหนุ่มได้พูดออกมาหรือไม่ “ทำไม กลัวหรือ” คำพูดสั้น ๆ นี้ ทำให้ตฤณถึงกลับต้องขมวดคิ้ว ไม่ใช่เพราะว่าไม่พอใจกับการพูดท้าทายอะไรนั่น แต่มันคือความรู้สึกตกใจ เมื่อนึกถึงเรื่องอะไรบางอย่างในอดีตขึ้นมาได้ บางอย่างที่มันผ่านเวลามาเนิ่นนาน และตฤณคิดว่า เขาได้ลืมมันไปหมดสิ้นแล้ว

***********************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=4KBSJBr-QxQ



ลมเอยลมเจ้าผ่านพัด พาเธอมาให้เจอฉัน

Wind, you brought my love to me

ลมเอ๋ยลมเจ้านั้นก็พัดเธอผ่านไป

Then you did take him away from me as well

คนที่เคยอยู่เคียง แต่วันนี้เค้าอยู่ที่ไหน

My love was here, but now he went away

เจ้าลมเอ๋ย เจ้าลมพัดไปแห่งใดกันหนา

Wind, where did you take him to?


ลมเอยลมเจ้าผ่านพบ เจอผู้คนนับหมื่นพัน

Wind, lots of people out there you’ve seen

วอนสายลมเจ้านั้นช่วยพัดเธอกลับมา

Begging of you bring back the one to me

นานแล้วนานเท่าไหรยังจดจำทุกคำสัญญา

It’s been really long, but the promise is still kept

เฝ้ารอคอยสายลมพัดพาเธอมาอีกครั้ง

Cause I know wind will bring him home again


ลมเจ้าเอ๋ย ไฉนเลยไม่เคยจะหวนมา

Wind, why you never go the same path?

ลมเจ้าขา พัดพาเธอมาได้ไหม

Wind, would you please have him come back to me?


ลมเอยลมเจ้าผ่านพัด พาถ้อยคำรักจากฉัน

Wind, whichever way you go; take my love with you

วอนสายลมเจ้านั้นช่วยพัดไปบอกเธอ

Asking of you to let him hear me well

คนที่คอยตรงนี้ยังคิดถึง เขาคิดถึงเธอ

That I’ve been waiting for him, and I miss him so

ว่าเมื่อไหร่เขาจะได้เจอ ได้เจออีกครั้ง

When will we see each other once again?


คนที่คอยตรงนี้ เฝ้ารอคอยทุกวันเวลา

I’ve been longing for him, waiting for him to come back home

เฝ้ารอคอยสายลมพัดพาเธอมาอีกครั้ง

Wishing the wind would bring him to me for one last time

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
บทที่ ๔. ประมาณนี้หรือเปล่า



2536

1993



ท็อปตื่นแต่เช้า เขาเด้งตัวลงจากที่นอนทันที เพื่อรีบอาบน้ำแต่งตัว เพราะวันนี้เขามีนัดไปดูหนังกับเพื่อน ท็อปรู้สึกตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย นี่ถือเป็นการนัดไปดูหนังครั้งแรกด้วยกันกับเพื่อนคนนี้ เมื่อคืนเขาต้องรออยู่เกือบสองทุ่ม กว่าที่เพื่อนคนนี้จะโทรมายืนยันว่า จะได้ไปกับเขาด้วยหรือไม่

“ปิดเทอม ปกติลูกแม่ไม่ตื่นเช้าขนาดนี้นี่นา” แม่ของท็อปถึงกับพูดกระเซ้าลูกชาย เมื่อเห็นเขาเดินลงบันไดมา “แล้วนี่แต่งตัวซะหล่อ ตัวหอมฟุ้งเชียว มีนัดกับสาวที่ไหนจะเนี่ย” แม่ของท็อปพูดติดตลก ส่วนพ่อของเขาที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โซฟา ลอบมองลูกชายมาแบบเงียบ ๆ

“ไม่มีสาวที่ไหนทั้งนั้น แหละครับแม่” ท็อปที่เดินไปนั่งที่โต๊ะทานอาหาร ตอบกลับแม่ของเขา “วันนี้ผมนัดกับเพื่อน ว่าจะไปดูหนังกัน” พ่อของท็อปละสายตาจากลูกชาย ก่อนจะก้มนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ต่อไป แม่ของท็อปพยักหน้าให้กับแม่บ้าน ก่อนจะได้ยินเสียงของแม่บ้านถามท็อปขึ้นว่า

“เช้านี้ คุณหนูจะรับอาหารเช้าฝรั่ง หรือจะรับข้าวต้มกุ้งดีคะ” ท็อปหยุดนิ่งไปนิดหนึ่ง เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ แม่ของเขาเห็นรอยยิ้มจาง ๆ แต้มอยู่ที่ริมฝีปากของลูกชาย ดูแล้วเหมือนกับกำลังคิดถึงเรื่องที่ทำให้นึกพึงพอใจ “ผมขอข้าวต้มครับแม่นวล” ท็อปหันไปตอบแม่บ้านอย่างสุภาพ ก่อนที่แม่บ้านจะนำถ้วยข้าวต้มมาวางไว้ตรงหน้า ทำให้ท็อปนึกถึงวิชาคหกรรมที่ได้เรียนเมื่อเทอมที่ผ่านมา

“แล้วนี่จะออกไปยังไง” แม่ของท็อปรินนมและน้ำส้มใส่แก้วให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเธอ ก่อนแม่บ้านจะนำแก้วน้ำดื่มอุณหภูมิห้องมาวางเพิ่มให้ “คงแท็กซี่น่ะครับแม่” ท็อปตอบแม่ของเขาออกไป เพราะเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าจากหมู่บ้านของเขา จะไปถึงโรงหนังที่นัดกันไว้ จะไปยังไงเหมือนกัน

“แล้วจะไปถูกหรือท็อป” แม่ของเขาพูดอย่างเป็นห่วงลูกชาย “คุณก็ ลูกมันเป็นผู้ชาย ปล่อย ๆ มันไปบ้างเถอะน่า ให้มันได้ไปเจอความลำบากอะไรของมันบ้าง แล้วก็ใช่ว่านั่งรถแท็กซี่มันจะลำบากอะไร นี่เขาก็บังคับให้ติดมิเตอร์ค่าโดยสารแล้วด้วย อีกอย่างลูกมันก็โตแล้ว มันไม่มีคนขับรถไปส่งสักวัน เป็นไรหรอกคุณ” พ่อของท็อปส่ายหน้าไปกับความช่างเป็นห่วงของภรรยา

ท็อปที่ตักข้าวต้มกุ้งเข้าปาก เคี้ยวไปยิ้มไป เมื่อเห็นแม่ของเขาค้อนขวับใส่พ่อเสียวงใหญ่ ปีนี้ท็อปเรียนจบมัธยมต้นแล้ว ปีหน้าเขาก็จะขึ้นมัธยมปลายเป็นปีแรก เขารู้สึกว่า เขาไม่ใช่เด็ก ๆ อีกต่อไปแล้ว เรื่องแค่นี้กับการนั่งรถแท็กซี่ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ดีซะอีก เขาไม่อยากถูกเรียกว่าลูกคุณหนูสักเท่าไหร่ อย่างน้อย ก็ไม่อยากให้เพื่อนคนที่เขาจะไปเจอวันนี้ มองเขาเป็นลูกคุณหนูอะไรนี่เหมือนกัน

“ยังไงก็แล้วแต่ อย่ากลับบ้านเย็นมากนักนะลูก แม่เป็นห่วง” แม่ของเขาไม่วายสำทับไว้กับท็อปเรื่องเวลากลับบ้าน “เดี๋ยวแม่ให้ลุงศักดิ์ออกไปเรียกแท็กซี่ให้” ยังไม่ทันที่ใครจะได้คัดค้านอะไร แม่ของท็อปก็เดินออกไปเรียกคนขับรถให้ไปตามแท็กซี่มารับลูกชาย ท็อปกับพ่อมองหน้ากัน ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมากันทั้งคู่

ท็อปต้องรีบขึ้นแท็กซี่ออกจากบ้านมา เพราะไม่อย่างนั้น เผลอ ๆ เดี๋ยวจะไม่ได้ออกมาจนได้ เขาบอกคนขับรถแท็กซี่ถึงที่หมาย มันคือโรงหนังเอเธนส์ ที่ตั้งอยู่บนถนนพญาไท นั่งรถไปก็ลองกะเวลาไป ว่าคงจะไปถึงพอดีกับอีกฝ่ายที่จะนั่งรถเมล์มา จุดที่นัดกันไว้ ก็คือป้ายรถเมล์ที่อยู่ไม่ไกลจากด้านหน้าซอยทางเข้าโรงหนังแห่งนั้น

ใช้เวลาพอประมาณ รถแท็กซี่ก็มาจอดใกล้ ๆ กับทางเข้าโรงภาพยนตร์แบบสแตนด์อะโลนโรงใหญ่ ที่ปกติจะฉายภาพยนตร์ไทยเสียส่วนใหญ่ ท็อปจ่ายค่าโดยสาร ก่อนจะลงจากรถแล้วเดินไปที่ป้ายรถเมล์ เขาสอดส่ายสายตามองหาเพื่อน แต่ก็ยังไม่เห็น เลยไปหยุดยืนอยู่เลยป้ายรถเมล์ไปเล็กน้อย แล้วมองสายรถเมล์ที่วิ่งเข้ามาจอดที่ป้าย ยืนอยู่สักพัก ก็มีรถเมล์สีครีมแดงขับเข้ามาจอด ก่อนที่ใบหน้าที่คุ้นเคยนั้น เดินลงจากรถมา

“รอนานมั้ย” คนที่เพิ่งมาใหม่ถาม เมื่อเห็นท็อปเดินมาหา “เราก็เพิ่งมา” ท็อปตอบออกไป ก่อนจะเห็นอีกฝ่ายมองเหมือนสำรวจไปทั่วใบหน้าของเขา “เหงื่อเต็มหน้าเลย” ท็อปรู้สึกใจเต้นตึกตัก “มาเราเช็ดหน้าให้” เมื่ออีกฝ่ายหยิบกระดาษทิชชูสีชมพูในย่ามผ้าสะพายข้าง ขึ้นมาซับเหงื่อให้กับเขา ท็อปมองไปที่ใบหน้าของอีกฝ่าย ที่ดูซูบลงจากตอนก่อนปิดเทอม

“ยังไม่ถึงรอบฉายเลยนะ อีกตั้งนาน” คนที่เพิ่งมาใหม่ พูดพลางยัดทิชชูที่ซับเหงื่อให้ท็อปลงใส่ย่าม “เราก็ไปซื้อตั๋วกันก่อน จะได้เลือกที่นั่งดี ๆ ไง” ท็อปที่เป็นคนนัดเวลาให้มาเร็ว ๆ ตอบกลับ ก่อนจะนำอีกฝ่ายเดินเข้าไปในที่โรงหนัง “ท็อปอยากดูหนังเรื่องนี้หรือ” คำถามเหมือนชวนคุย ไม่ได้อยากได้คำตอบอะไรจริงจัง

“อืม เรื่องนี้ เราว่ามันน่าจะสนุกนะ เราเคยดูพี่มอสพี่แท่งตั้งแต่เรื่องกลิ้งไว้ก่อน พ่อสอนไว้แล้วล่ะ ตลกมาก ๆ เลย หนังสนุกมาก” ท็อปพูดด้วยท่าทางร่าเริงสนุกสนาน ก่อนจะเห็นอีกฝ่ายยิ้มพลางพยักหน้าให้ “นันยังไม่เคยดูหรือ” เสียงพูดของท็อปอ่อนลง เมื่อรู้สึกว่า ตัวเขาอาจจะพูดจาอวดตัวมากจนเกินไป

“ไม่เคยหรอก” นันตอบเพื่อนกลับไป ท็อปจึงพอจะเดาได้ว่า ครั้งนี้ก็น่าจะเป็นครั้งแรกที่นันได้มาดูหนังในโรงภาพยนตร์ด้วยเช่นกัน ถึงตรงนี้ ทั้งสองคนก็เดินมาถึงช่องจำหน่ายตั๋วพอดี พนักงานได้เปิดขายตั๋วแล้ว มีคนยืนต่อคิวซื้อเพียงไม่กี่คน ไม่นานก็ถึงคิวของทั้งคู่ ท็อปบอกคนขายไปว่าเขาเลือกที่นั่งตรงไหน บนกระดาษแผนผังนั้น ยังเหลือที่นั่งดี ๆ อีกเยอะ

“คนละห้าสิบบาทเอง” ท็อปรับตั๋วมาถือไว้ในมือ พูดออกไปโดยไม่คิดอะไร นันสะดุ้งเหมือนนึกขึ้นได้ ก่อนจะล้วงมือลงไปในย่ามผ้าที่สะพายอยู่ แต่ก็ดูจะอึกอักอยู่ไม่น้อยที่จะหยิบของในย่ามนั้นออกมา “คือ” นันตัดสินใจรวบรวมความกล้า หยิบเอาถุงพลาสติก ที่รัดหนังยางวงนั้นออกมา

“เราขอโทษที มันมีแต่เหรียญนะ” นันข่มเอาความรู้สึกอาย ที่ตอนนี้ใบหน้าของเขารู้สึกยิบ ๆ ไปหมด ที่ต้องยื่นถุงพลาสติกใส่เหรียญ ที่เขารวบรวมมา เพื่อจ่ายค่าตั๋วหนังคืนให้กับท็อป แต่นันก็รู้ว่า มันดีกว่าจะเอาเปรียบอีกฝ่าย เพียงเพราะรู้ว่าที่บ้านของท็อปนั้นรวยมาก และท็อปไม่ได้เดือดร้อนอะไรกับเงินจำนวนนี้

ท็อปอึ้งไปพอสมควร แต่ไม่ใช่เพราะเรื่องเหรียญอะไรนั่น แต่เป็นเพราะเขาลืมนึก พูดออกไปแบบไม่ทันคิดอีกแล้ว ที่นันรีบหยิบเงินให้เขา คงรู้สึกว่าเขาพูดทวงค่าตั๋วนี่แน่ ๆ เลย ท็อปรู้สึกว่าเขาจะทำมันพังเสียแล้ว เพราะเขาอยากให้นันประทับใจ ที่ออกมาเที่ยวกับเขาในวันนี้

“เดี๋ยวก่อนก็ได้” ท็อปรีบบอกกับนัน “ฝากไว้ที่นันก่อน เราไม่ได้เอาเป้มา” ท็อปรีบยิ้มให้กับนัน เขาเห็นว่านันหน้าเสียแวบหนึ่ง ท็อปเลยพยายามทำให้บรรยากาศมันดีขึ้น “นันหิวมั้ย” ท็อปถาม ก่อนจะมองหาร้านอาหารใกล้ ๆ แต่มันยังเช้าอยู่มาก ยังไม่ค่อยมีร้านไหนเปิดเลย และนี่คือสาเหตุที่เขาบอกแม่นวลว่า เขาขอเพียงข้าวต้มกุ้งถ้วยเล็ก ๆ เท่านั้น เพื่อที่ว่า เขาจะได้เก็บท้องมากินข้าวกับนัน

“เรากินข้าวมาแล้ว” นันรู้ตัวว่าพูดโกหก เพราะเขาคำนวณเงินมาพอดี ค่าตั๋วหนัง ค่ารถเมล์ รวมทั้งถ้าจะกินข้าวกลางวัน ถ้ากินก๋วยเตี๋ยวสักชาม น้ำเปล่าดื่มจากที่ร้าน ก็คงจะพอ ท็อปได้ยินนันตอบแบบนั้น ก็รู้สึกหงอย ๆ เพราะเขาอยากเลี้ยงข้าวนัน อยากกินข้าวด้วยกัน หลังจากที่รู้สึกคิดถึงอีกฝ่าย ตั้งแต่ปิดเทอมไปแล้วไม่ได้เจอกันที่โรงเรียนอย่างทุกวัน

“ระหว่างที่รอหนังฉาย ไปเดินเล่นสยามกันก่อนดีกว่า” ไวเท่าความคิด ท็อปคว้ามือของนันให้เดินตามเขาออกไปที่ป้ายรถเมล์ “เดี๋ยวนั่งแท็กซี่ไปกัน” ท็อปพูด เมื่อทั้งสองเดินใกล้จะถึงป้ายรถเมล์ นันได้ยินแบบนั้น ถึงกับต้องดึงมือของท็อปเอาไว้ “สยามอยู่เลยแค่นี้เอง ไม่ไกล” พูดจบนันก็มองไปเห็นรถเมล์สายที่วิ่งผ่านไปหน้าสยามเซนเตอร์พอดี เขาเลยบอกให้ท็อปวิ่งตามไปขึ้นรถเมล์คันที่เพิ่งเข้ามาจอดที่ป้าย

บนรถเมล์คนแน่นพอสมควร เหลือที่นั่งว่างเดี่ยวอยู่ที่เดียว ท็อปเลยบอกให้นันเป็นคนนั่ง ก่อนที่เขาจะมายืนจับราวพนักพิงเอาไว้หน้าหลัง เหมือนโอบป้องกันนันที่นั่งอยู่เอาไว้ นันยื่นค่ารถเมล์คนละสามบาทห้าสิบสตางค์ให้กับพนักงานเก็บค่าโดยสาร ก่อนจะรับตั๋วมา นันเอาเลขแปดมาหารผลบวกรวมของเลขบนตั๋ว ก่อนจะยิ้ม ๆ เมื่อนึกถึงคำทำนาย

“ทายว่าอะไร” ท็อปก้มลงจนใบหน้าของเขาเกือบสัมผัสกับแก้มของนัน “เราได้เศษเจ็ด ของท็อปหารลงตัว” นันตอบเสียงดังแข่งกับเสียงรถเมล์ “ของเราจะโชคดี ส่วนของท็อป หวังอะไรอยู่ก็จะสมหวัง” ท็อปยิ้มกว้างออกมาในทันที ที่ได้ยินนันบอกแบบนั้น อาการที่ไม่รู้จะเอามือไม่ไปวางไว้ตรงไหน มันกำลังเกิดขึ้นกับท็อปอยู่ในตอนนี้

ทั้งสองคนลงจากรถเมล์ ก่อนจะเดินเข้าไปในศูนย์การค้าที่มีเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ ความหรูหราด้านใน ทำให้นันตื่นตาตื่นใจไม่น้อย ปกติสถานที่แบบนี้ เขาไม่คิดที่จะเข้ามา แม้จะเข้ามาเดินเล่นตากแอร์แค่นั้นก็ตาม นันกลัวว่า ถ้าหากเขาเดินไปชนอะไรล้ม แตกหักเสียหายเข้า เขาไม่มีปัญญาจะหาเงินมาชดใช้ให้ได้

“กินเคเอฟซีกัน” ท็อปจับมือของนันที่พยายามจะดึงมือเพื่อห้าม ท็อปจับมือของนันแน่นขึ้น แล้วพาเดินเข้าไปในร้าน “นันนั่งรอที่โต๊ะก่อนนะ เดี๋ยวเราไปซื้อมาให้” นันพยายามจะห้ามท็อป เพื่อให้ท็อปเปลี่ยนใจไปหาอะไรกินที่ราคาย่อมเยากว่านี้ แต่ก็ไม่เป็นผล ท็อปบังคับให้นันนั่งรอที่โต๊ะ ก่อนที่ตัวเขาจะเดินไปที่เคาน์เตอร์แล้วสั่งอาหารมาจนพูนถาดอาหาร

“กินให้เต็มที่เลยนัน เราเลี้ยงเอง” ท็อปรีบพูด เมื่อเขายกถาดอาหารมาวางไว้ที่โต๊ะ “กินด้วยกัน เร็วนัน” ไม่พูดเปล่า ท็อปจัดแจงตักไก่ทอดชิ้นใหญ่ที่สุดใส่จานให้นัน “ซิงเกอร์เบอร์เกอร์ก็มี อร่อยนะ อ้ะ นี่เป๊ปซี่” นันมองอาหารมากมายที่ท็อปตักใส่จานให้เขา “ท็อป” นันเรียกชื่ออีกฝ่าย ท็อปไม่เงยหน้าขึ้นมองนัน

“เราอยากฉลองกับนันที่เรียนจบม.สาม และจะได้เรียนต่อม.สี่ ที่โรงเรียนเดียวกันอีกไง” ท็อปพูดพลางเสยกแก้วน้ำอัดลมขึ้นดื่ม นันมีรอยยิ้มน้อย ๆ แต้มบนใบหน้า ท้อปพอจะโล่งใจขึ้นมาได้หนึ่งเปลาะ “อ้อ ท็อป เราเอานี่มาคืนให้” นันยื่นบัตรโทรศัพท์ให้กับท็อป “เราไม่ได้ใช้โทรไปที่ไหนนะ ใช้แค่โทรไปหาท็อปเมื่อวานเท่านั้น” บัตรโทรศัพท์ราคาหนึ่งร้อยบาท เป็นบัตรที่ท็อปให้นันไว้ ก่อนที่จะปิดภาคเรียน เพื่อให้นันโทรมาคุยเล่นกับเขาบ้าง

“นันเก็บเอาไว้ ท็อปให้นันนะ นันจะได้โทรมาหาท็อปบ่อย ๆ ได้ไง เดี๋ยวท็อปซื้อให้นันอีก นันเก็บเอาไว้หลาย ๆ ใบ จะได้ไม่ต้องกลัวหมด ท็อปอยากให้นันโทรหาท็อป” นันมองเห็นความจริงจังบนใบหน้าของอีกฝ่าย ท็อปพูดด้วยน้ำตาที่รื้นขึ้นที่ขอบตา เพราะเขารู้ว่า สามปีที่เป็นเพื่อนกันมา ความเป็นอยู่ของนันลำบากขนาดไหน นันที่ต้องการทุนในการเรียนมาตลอด แต่เพิ่งจะมาได้ทุนให้เปล่า สำหรับนักเรียนที่มีความประพฤติดีและมีผลการเรียนดีเยี่ยมตลอดมา แต่ยากจน เมื่อจะขึ้นมัธยมปลายนี่เอง

จากนั้น ทั้งสองก็เริ่มลงมือกินมื้ออาหารฉลองปิดเทอมกันอย่างเอร็ดอร่อย นันที่เพิ่งเคยได้ลิ้มรสชาติอาหารเชนใหญ่จากเมืองนอก ก็พอจะเข้าใจว่า เพื่อน ๆ ในห้องส่วนใหญ่ ทำไมถึงชอบนัดกันมากินที่ร้านนี้ ท็อปเองนั้น ดีใจที่เขาทำให้นันยิ้มออกมาได้ เขาหาเรื่องตลก ๆ มาเล่าให้นันฟัง สลับกับเรื่องขำ ๆ ฮา ๆ ที่เกิดขึ้นตอนเรียนมัธยมต้นมาด้วยกัน

จนเมื่อใกล้ถึงเวลาที่หนังจะฉาย ท็อปเรียกรถแท็กซี่ให้ไปส่งที่โรงหนังเอเธนส์ เพราะกลัวว่าจะไปไม่ทันรอบฉาย วันนี้คนมาดูเกือบเต็มโรง ในรอบเดียวกันกับเขาทั้งสองคน ท้อปซื้อขนมซื้อน้ำ ก่อนที่เขากับนันจะช่วยกันหอบเข้าไปในโรงหนัง หนังวัยรุ่นที่มีชื่อเรื่องว่า ปีหนึ่งเพื่อนกันและวันอัศจรรย์ของผม ถ้าจะเปรียบเนื้อเรื่อง ก็น่าจะเทียบได้กับหนังแนว คัมมิ่ง ออฟ เอจ หนังที่มีเนื้อหาของวัยรุ่น ที่กำลังค้นหาตัวตนที่ตัวเองเป็น อะไรทำนองนั้น

*******************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=cJ3t_4uSaRk


เพลงนี้ควรเปิดดังดัง

This song should be played loudly

โดยเฉพาะบริเวณที่มีคนหนาแน่น

Especially in the crowded areas


แต่ก่อนไม่เคยเอาใจใคร

Never once wanted to please anyone

ไม่อยากจะมีคนพิเศษ

Never needed someone special

ไปเจอะกับใครยังไม่เคยหยุด

None of people out there could make me stop


แต่เจอะกับเธอมันจังงัง

But with you I am stunned

เกิดอยากเอาใจเธอที่สุด

Anything I can do you for

แต่ทำอย่างไรมันไม่เคยรู้

But what things you do prefer


ต้องโทรไปหาทุกวันเลย

Give you a call every day

ไปไหนต้องคอยตาม

Ask you where you are

ต้องหาเรื่องคุยอยู่เสมอ

Talk to you non - stop

ถ้าแต่งตัวสวยต้องคอยชม

Compliment about your dress

ต้องยิ้มเมื่อเจอเธอ

Smile always on my face

ต้องมีดอกไม้ให้ทุกวัน

Flowers sent to you daily


ประมาณนี้หรือเปล่า

Is this how they do?

ทำนองนี้หรือเปล่า

Is this what it is?

อย่างที่เขา ทำทำกันให้มีรัก

Like people who fall in love

ราวราวนี้ หรือเปล่า

Any of these they do?

แนวแนวนี้ หรือเปล่า

Is it correct as we say?

อย่างที่เขา ทำทำกันให้ถึงใจ

That you’re pleased how I roll


ไปหยิบตำราเอามาดู

Reading through many books

ต่างต่างนานาตั้งร้อยแปด

Plenty of ways to make impressions

ต่างต่างกันไป มันไม่มีหมด

Countless methods after methods


ไอ้อย่างที่ใครว่าดีดี

What they say that’s good

บอกบอกกันมาก็ขอจด

I’m taking notes all the way

แต่ถูกใจเธอน่ะมันอย่างไหน

But what exactly you do love


ต้องส่งต้องรับทุกวันเลย

Drive and pick you up right at your door

คำพูดต้องดูดี

Speak elegantly

ต้องช่วยดูแลอยู่เสมอ

Take care of you to the fullest

ถ้าแต่งตัวสวยต้องคอยชม

Compliment about your dress

ต้องยิ้มเมื่อเจอเธอ

Smile always on my face

ต้องมีดอกไม้ให้ทุกวัน

Flowers sent to you daily


ประมาณนี้หรือเปล่า

Is this how they do?

ทำนองนี้หรือเปล่า

Is this what it is?

อย่างที่เขา ทำทำกันให้มีรัก

Like people who fall in love

ราวราวนี้ หรือเปล่า

Any of these they do?

แนวแนวนี้ หรือเปล่า

Is it correct as we say?

อย่างที่เขา ทำทำกันให้ถึงใจ

That you’re pleased how I roll


เธอจะชอบยังไงล่ะเนี่ย

What things do you really like?

จะเลือกอะไรไปให้เธอล่ะ

What do I get you to get your heart?

เลือกยาก เลือกยาก

Difficult, dame difficult

ก็แค่ดอกไม้น่ะ

They’re just flowers

สีที่เธอชอบ

The color you like

จะเหลือง เอ๊ะ รึจะม่วง

Daffodil or Magenta

สีที่เธอชอบ

The color you’ll pick

คิดคิดว่าม่วงน่า

Or just simple Violet

ยิ้มยังไงจะเท่ มันจะเท่

How to look cool when I smile

ควรจะเท่มั้ยเนี่ย

Or do I even look bright?

พูดโน่น พูดนี่

Say this, talk that

เธอจะชอบมั้ยเนี่ย

Will you be okay with it?

ไปรับเธอถึงที่บ้าน

Go ask you out for a date

เธอจะชอบ เธอจะมามั้ยล่ะ

Will you say Yes, my pumpkin?

พูดดีดีเข้าไว้ คิดว่าชอบน่า

Just say what you like, I guess I’ll be fine

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
บทที่ ๕. สัญญาให้จำ



2565

2022



เทปปันเดินเข่าเข้าไปด้านในศาลาการเปรียญ ก่อนจะนั่งพับเพียบลงที่ด้านหน้าพื้นที่ยกสูงขึ้น เขาก้มตัวลงกราบพระพุทธรูปที่ตั้งอยู่ที่โต๊ะหมู่บูชา ก่อนจะก้มลงกราบอีกครั้งใกล้กับเท้าของอิสตรีที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เขา เทปปันเงยหน้าขึ้นมองสตรีวัยกลางคนผู้นั้น ที่ก้าวถอยหลังไปสองสามก้าว ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งพับเพียบเช่นกัน

“ปันอยากมากราบขอพรจากแม่ ปันใกล้จะสอบแล้ว” ปันเอ่ยประโยคนั้นออกไป ใบหน้าของผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงข้ามกันนั้นเรียบเฉย แต่สายตาบอกความเมตตาและความปรารถนาดีอย่างเปี่ยมล้น “ตั้งใจอ่านหนังสือ และก็ส่งงานอาจารย์ให้ครบ หากไม่บกพร่องในสิ่งเหล่านี้ การสอบของปันก็จะเป็นไปได้ด้วยดี” เสียงพูดนั้นอ่อนโยน แม้จะไม่แสดงอาการยินดียินร้ายอะไรมากมาย แต่ก็ยังคงความอบอุ่นอยู่ในน้ำเสียงที่ฟังแล้วสบายใจนั้น

“ไม่ตั้งตนอยู่ในความประมาท” เทปปันทวนคำสอนของแม่ที่ย้ำกับเขาเสมอมา หญิงวัยกลางคนพยักหน้าให้ช้า ๆ แทนคำพูด ผู้หญิงคนนี้คือแม่ของเขาเอง แม่มาอาศัยอยู่ที่วัดได้เกือบหนึ่งเดือนแล้ว เพื่อเตรียมตัวปลงผมบวชชีตลอดชีวิต เทปปันมาหาแม่ของเขาบ่อยเท่าที่ทำได้ เพราะแม่ของเขาทำความตกลงก่อนหน้านี้แล้วว่า เมื่อแม่ได้บวชเป็นแม่ชีโดยสมบูรณ์แล้ว ทั้งสองคนจะไม่สามารถใกล้ชิดและพบกันบ่อยเหมือนอย่างตอนนี้

“ความกลัวคือการปรุงแต่ง” แม่ของเขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเมตตา “โมหะคือความหลง หลงไปในความไม่รู้ ความเขลา มันเป็นภัยแก่ตัวเอง คิดไปก่อน คิดไปเอง คิดจนไกลเกินความจำเป็นของตัวเอง” เหมือนว่าผู้เป็นแม่จะรู้ ว่าลูกชายของเธอในใจนั้นคิดอะไรอยู่ รู้สึกแบบไหนในตอนนี้

“กลัวอะไร ก็ให้ลองอยู่กับสิ่งนั้นเสีย จะได้ลดโมหะที่ครองความคิดนั้นลงด้วย” ความจริงแล้ว เทปปันจะต้องกลัวอะไร ในเมื่อมรดกของพ่อและแม่ เงินสด บ้าน ที่ดิน เครื่องประดับ รถยนต์หรู ทุกอย่างมันมากมายจนกินจนใช้ไม่หมด ถูกโอนมาเป็นชื่อของเขาหมดแล้ว แถมด้วยหุ้นในบริษัทของพ่อที่เพิ่งขายไปนั้น เงินจำนวนมหาศาลเพิ่งถูกโอนเข้าบัญชีของเขาเมื่อไม่กี่วันมานี้

เทปปันเสียพ่อของเขา ซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่นไปแล้วคนหนึ่ง และนั่นคือการจากตาย จากกันอย่างไม่มีวันหวนกลับ และนั้นก็ทำให้เขากลัวมากพออยู่แล้ว แต่เขากำลังจะเสียแม่ไปอีกคน แม้จะไม่ใช่การจากแบบที่ไม่มีวันได้พบหน้ากันอีก แต่การจากแบบนี้ มันช่างทรมานจิตใจ รู้ว่าแม่ยังอยู่ แต่จะมาหา จะมากอด หอม จะทำไม่ได้อย่างเคย

“วันหนึ่งสัญญาจะทำให้ปันนั้นรู้ ว่าปันจะต้องทำอย่างไรต่อไป” เทปปันได้ยินแม่ของเขาพูดเรื่อง 'สัญญา' กับเขาอยู่หลายครั้ง ทีแรกเขาก็นึกว่า แม่พูดเกี่ยวกับสัญญาทางธุรกิจ หรือคำมั่นอะไรที่เคยให้กันไว้ แต่มันหาเป็นเช่นนั้นไม่ “จำที่แม่บอกได้ใช่มั้ย สัญญาคือหนึ่งในขันธ์ห้า คือความจำ สิ่งที่เราจำได้ วันหนึ่งข้างหน้านี้ ปันจะมองเห็นว่าสัญญาที่มีของปันคืออะไร แม้สัญญาจะย้อนกลับไปได้โดยไม่มีที่สิ้นสุด แต่จะลึกได้ขนาดไหนนั้น แม่ก็ตอบแทนปันไม่ได้ ขึ้นอยู่กับอวิชชาที่ขวางไว้ คือกิเกสวัฏฏะและมิจฉาทิฐิ ที่มี”

เทปปันสบตากับแม่ เขาไม่แน่ใจนัก ว่าเขาเข้าใจทุกอย่างที่แม่พูดมานี้หรือไม่ เพราะทั้งหมดที่แม่พูดมา เขายังมองไม่เห็นเลยว่า สัญญา ที่ว่า จะมาในรูปแบบไหน อย่างไร เขารู้เพียงว่า นี่เป็นสาเหตุหลักที่แม่ของเขา ตัดสินใจที่จะบวชตลอดชีวิต หากว่าอย่างน้อย มันจะช่วยอะไรเทปปัน ลูกชายของเธอได้บ้าง

วันนี้เทปปันมีเรียนช่วงบ่าย หลังจากที่ไปหาแม่ของเขาที่วัดมาแล้วในช่วงเช้า เขาก็ขับรถมาที่มหาวิทยาลัย ก่อนจะไปนั่งรวมกลุ่มกับเพื่อน ๆ ที่ใต้ตึกคณะ พอเพื่อน ๆ เห็นหน้าเขา ก็เริ่มส่งเสียงแซวกันใหญ่ เพราะรับรู้กันแล้วว่า นางเอกละครเวทีของมหาวิทยาลัยปีนี้ ได้ถูกเปลี่ยนมาเป็นนายเอกแทน และนั่นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือเทปปันหนุ่มลูกครึ่งไทย - ญี่ปุ่น เพื่อนของพวกเขานี่เอง

“แถมอาจารย์ที่ปรึกษาการแสดง ก็อนุมัติเรื่องการเปลี่ยนบทแล้วด้วย” ใครคนหนึ่งในกลุ่มเพื่อน พูดขึ้น พลางโชว์ประกาศที่ส่งต่อ ๆ กันในโลกโซเชียลให้ดู เทปปันลอบถอนหายใจ เขาหวังเอาไว้ว่า อาจารย์จะไม่เห็นดีเห็นงามไปด้วย แต่สุดท้ายแล้ว อาจารย์ที่ปรึกษางานนี้ ก็อนุญาตแนวคิดนี้ ที่ว่าอยากให้เปิดกว้างทางความคิด และจะได้ลดกระแสหรือว่าถ้าเป็นไปได้ ก็กลบกระแสคลิปหลุดอะไรนั่นของนางเอกคนก่อนไปเลย เบี่ยงประเด็นให้คนมาพูดถึงละครเวทีวายนี่แทน

“ไอ้ปัน มึงมาก็ดีแล้ว มึงอ่านไลน์มึงด้วย กูส่งคิวซ้อมให้มึงแล้ว มึงห้ามเบี้ยว ถ้าเบี้ยวกูจะให้อาจารย์เล่นงานมึง” รุ่นพี่ผู้กำกับเดินผ่านมาที่ใต้ตึกพร้อมกับกลุ่มเพื่อนของตัวเอง หลายคนกระซิบกระซาบกัน เพราะอยากเห็นหน้านายเอกละครเวทีคนใหม่ รุ่นพี่ผู้หญิงบางคน รีบยกกล้องถ่ายรูปของเทปปัน พร้อมขอแกมบังคับเพื่อจะเอารูปไปลงเพจโปรโมทงานละคร

“แล้วเจอกันเวลาซ้อม” รุ่นพี่ผู้กำกับร้องบอกแล้วเดินจากไป พวกรุ่นพี่คนอื่น ๆ ก็ทำโบกไม้โบกมือ ทำท่าทำทางสนุกสนานเฮฮากันไป 'ใช่สิ ก็ไม่ใช่ตัวเองนี่' เทปปันพูดกับตัวเองในใจ รู้สึกเซ็งที่ไม่สามารถพาตัวเองออกจากความซวยนี้ได้ เพราะทั้งอาจารย์ รุ่นพี่ และเพื่อน ๆ ต่างพากันสนับสนุนเรื่องบ้า ๆ นี้กันหมด

เทปปันพยายามจะสลัดความคิดเรื่องละครเวทีวายออกจากความคิด แต่กลับกลายเป็นว่า มันคอยวนเวียนเข้ามาทำลายสมาธิเขาตลอดทั้งคาบเรียน เขารู้สึกไม่โอเคที่อะไรที่อาจารย์บรรยายในวันนี้ แทบไม่ได้หัวเขาเลย แถมภาพใบหน้าของดีน พระเอกละครเวทีวาย ยังคอยแวบมาแวบไปในห้วงความคิดของเขาอีก

เสียงออดบอกหมดเวลาคาบเรียน ทำเอาเทปปันสะดุ้ง อะไรกัน ทำไมวันนี้วิชานี้ถึงได้ผ่านไปเร็วนัก เขาอยากจะยืดเวลาให้ออกไปอีกนาน ๆ เพราะนั่นหมายความว่า เขาจะต้องไปซ้อมละครเวทีในเย็นนี้ เทปปันอ่านดูคิวที่รุ่นพี่ผู้กำกับส่งมาให้ เขามีคิวซ้อมมันแทบจะทุกวันเลย บทจะเยอะอะไรขนาดนั้น

เทปปันเก็บของลงกระเป๋าสะพาย ก่อนจะต้องเดินฝ่าวงเพื่อน ๆ ที่แซวเขาอย่างหนักหน่วง จนเขาต้องหันกลับไปยกนิ้วกลางให้พวกมัน พวกนั้นพากันส่งเสียงโห่ฮากันอย่างชอบใจ เทปปันเดินลงมาจากตึก ก่อนจะรู้สึกได้ในทันทีว่า ตลอดทางที่เขาเดินมานั้น เริ่มมีคนมองมาที่เขา ชี้มือชี้ไม้ชวนกันพูดถึง นี่แสดงว่ารุ่นพี่เอารูปที่ถ่าย ไปโพสต์ลงเพจโปรโมทแล้วแน่ ๆ

เทปปันมาหยุดยืนอยู่ด้านหน้าหอประชุมใหญ่ เขาได้ยินเสียงทีมงานดังมาจากด้านใน แต่เขาไม่อยากจะเดินเข้าไป อยากจะคิดว่า นี่มันคือฝันบ้า ๆ ที่แค่หลับตาแน่น ๆ แล้วพอลืมตาขึ้นมา ทุกอย่างก็เป็นแค่เพียงเรื่องหยอกกันเล่น แต่พอเทปปันหลับตาปี๋ แล้วลืมตาขึ้น ก็เห็นว่าดีนยืนอยู่ตรงหน้าของเขาแล้ว

“ทำอะไรน่ะ” พูดด้วยน้ำเสียงแข็ง ๆ แต่แววตาของดีน กลับบอกไปอีกเรื่องเลยว่า ไอ้ท่าทางประหลาด ๆ ที่เขาเพิ่งเห็นเทปปันทำ มันตลกแกมน่าเอ็นดูไม่น้อย เทปปันไม่ตอบ แต่เลี่ยงหลบตามองไปทางอื่น “ทำไมไม่เข้าไปข้างใน” ดีนเดินมายืนหยุดอยู่ข้าง ๆ เทปปัน “หรือคิดจะเบี้ยว” ดีนถามเสียงดุ ก่อนจะเห็นเทปปันทำตาเขียวใส่ “ป๊อดว่ะ” พูดจบ ดีนก็เปิดประตูเดินเข้าหอประชุมใหญ่ และไม่พลาดที่จะส่งเสียงบอกทีมงานด้านในว่า นายเอกยืนอยู่ที่ด้านนอกแล้ว นั่นทำให้เทปปันต้องจำใจเดินตามเข้าไปเช่นกัน

“ปัน นี่บท” ทีมงานยื่นบททั้งหมดให้กับเทปปัน เขารับมันมาถือไว้ในมือ มีทีมงานอีกคน มารับกระเป๋าสะพายเขาไปเก็บไว้ให้ก่อน อาการเกร็ง ๆ ของเทปปันแสดงออกมาอย่างชัดเจน มีทีมแอคติ้งมาช่วยพูดให้ผ่อนคลายลง เทปปันมองไปทางดีน มองเห็นได้ชัดว่า ดีนนั้นดูผ่อนคลายกว่าเขาเยอะ ส่วนดีนนั้น เขาพยายามทำตัวให้นิ่งมากที่สุด ไม่อยากให้ใครจับสังเกตได้ ว่าเขาเองนั้น กำลังรู้สึกตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย

“ดีนเอ็งอ่านบทมาแล้ว” เสียงรุ่นพี่ผู้กำกับถามพระเอกสุดหล่อของเรื่อง ดีนพยักหน้ารับ “ส่วนเรา ปัน เรามีหน้าที่ต้องไปอ่านบทมาให้ครบ เข้าใจมั้ย แล้วถ้ามีตรงไหนไม่เข้าใจ ถามได้เลย อารมณ์ตัวละคร การตีความบท อะไรก็ตาม อย่าเก็บเอาไว้ ให้มาคุยกัน เข้าใจนะ” เทปปันเริ่มสังเกตเห็นว่า รุ่นพี่ผู้กำกับและทีมงานทุกคน เริ่มเข้าสู่โหมดจริงจังกันแล้ว

“เราเริ่มจากตัวละครนำสองตัวนี้กันก่อนเลยแล้วกัน” แอคติ้งโค้ชพูดกับดีนและเทปปัน ซึ่งแน่นอน ดีนได้รับการบรีฟไปแล้วก่อนหน้า ว่าตัวละครเขามีความรู้สึกนึกคิดอะไร “ปัน ก่อนหน้านี้บทนี้เป็นผู้หญิง แต่พอมาปรับบทแล้ว ฉันอยากให้แกลองวาดภาพขึ้นมา ว่าตัวละครของแกรักพระเอก แต่ที่ยังแข็งขืน เพราะยังไม่แน่ใจในคำพูดของพระเอก ยังไม่แน่ใจในตัวเขามากนัก” ปันฟังแล้วก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าเขาจะไปเริ่มไอ้ความรู้สึกอะไรนี่จากที่ไหน

“เอาฟีลแกกำลังงอนแฟนอยู่ก็ได้ พูดอะไรมา ก็ไม่ค่อยอยากจะเชื่อ” เสียงรุ่นพี่ผู้กำกับบอกกับเขา ตายล่ะ เทปปันนึกกับตัวเอง งอนแฟน งอนยังไงล่ะเนี่ย เกิดมาเคยมีแฟนกับเขาที่ไหนกัน แววตากังวลของเทปปันมองเห็นได้ไม่ยากเลย “เรามาเริ่มจากฉากที่พระเอกมาง้อนายเอกเลยแล้วกัน วอร์มอัพ ก่อนจะไปฉากที่ยากกว่านี้” รุ่นพี่ผู้กำกับเริ่มซ้อมบทจากฉากที่ว่า ง่ายที่สุดแล้วในเรื่อง ปันเปิดบทไปที่ฉากนี้ ที่ส่วนใหญ่จะเป็นดีน ที่มีบทพูดค่อนข้างเยอะหลายประโยค

“คุณคิดว่าอะไรที่ทำให้เราได้มาเจอกัน” ดีนเริ่มต้นพูดบทของเขา เทปปันหันไปมองหน้าอีกฝ่าย “ถ้าไม่ใช่โชคชะตา มันจะเป็นสิ่งใด ที่ทำให้เรามาอยู่ด้วยกันตรงนี้” อะไรบางอย่างในสองประโยคนี้ของดีน ทำให้เทปปันรู้สึกสะกิดในหัวใจ การได้สบตากับดีน มันยิ่งทำให้อารมณ์ประหลาดบางอย่าง ก่อตัวไหลวนอยู่ในความรู้สึกของเทปปัน

“จะให้เชื่ออะไรได้อีก” เทปปันพูดบทของเขาออกไป ดีนชะงักไปนิดหนึ่ง ทำไมเขารู้สึกเหมือนเคยได้ยินเทปปันพูดประโยคนี้มาแล้วก่อนหน้านี้ แต่เมื่อไหร่ เขานึกไม่ออก ซึ่งนั่นมันจะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อนี่คือการเข้าฉากต่อบทกันครั้งแรกของเขาและเทปปัน ความรู้สึกจากเมื่อครั้งที่แล้ว ที่อยู่ ๆ ดีนก็เกิดความน้อยใจ เสียใจ แบบไม่มีที่มาที่ไป เมื่อเห็นเทปปันไม่ตอบรับเขานั้น มันกลับมาอีกครั้ง

“เออ ๆๆ พอได้ อารมณ์พ่อแง่แม่งอน พระเอกก็จะง้อ นายเอกก็จะงอน แบบนี้ดี” รุ่นพี่ผู้กำกับรู้สึกว่า การแสดงออกด้วยท่าทีอะไรบางอย่างระหว่างสองคน ดูเหมือนจะเข้ากับบท แต่อาจจะเป็นเพราะเขาคิดไปเอง เหมือนกับว่า ทั้งสองคน มีเรื่องให้ต้องงอนง้อกันจริง ๆ

“ดีนฉากนี้ มึงต้องคว้าตัวของปันเอาไว้ ตอนที่ปันมันต้องหันแล้วเดินหนีไป กูอยากให้คนดูนั้นเก็ทฟีลว่า มึงทั้งหวง ทั้งห่วง ทั้งรัก อยากดูแลปันไปตลอดชีวิต ไอ้ดีน” พระเอกของเรื่องพยักหน้ารับทราบ ก่อนจะมองไปที่นายเอกของเรื่อง ที่รุ่นพี่ผู้กำกับบอกให้ปันขยับเดินเข้าใกล้ดีนอีก เพราะฉากนี้ทั้งสองคนต้องโต้เถียงกันในระยะประชิด

“ดีนมึงพูดประโยคต่อจากนั้นเลย แล้วเดี๋ยวปัน สะบัดหน้า หันตัวหนี ทำท่าจะเดินจากไป” รุ่นพี่ผู้กำกับอธิบายบทให้กับทั้งสองฟัง ก่อนจะให้ดีนและปันต่อบทที่เหลืออยู่ให้จบ “ผมจะไม่ยอมเสียคุณไปอีกแล้ว ผมจะไม่ยอมให้ใครมาแยกเราให้จากกันได้อีก” ดีนพูดจบ เทปปันก็สะบัดหน้าหนี พร้อมก้าวขา กำลังจะเดินไป ดีนคว้าข้อมือของเทปปันเอาไว้ ก่อนที่เทปปันจะได้ยินดีนเรียกชื่อตัวละครของเทปปันออกมา

เทปปันในหัวขาวโพลนไปหมด เมื่อได้ยินชื่อนั้น ที่มันดังก้องไปทั้งโสตประสาทของเขา ตอนนี้มือของเขาเย็นเฉียบ แต่ในใจกลับร้อนวูบวาบอย่างประหลาด ก่อนที่เทปปันจะเริ่มได้ยินเสียงพูดคุยกันของคนหลายคนอยู่รอบ ๆ ตัวเขา เทปปันค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เขากะพริบตาถี่ ๆ เหมือนคนเริ่มรู้สึกตัว และเมื่อเขาลืมตามองและเห็นทุกอย่างชัดเจนขึ้น เทปปันพบว่า เขากำลังนอนอยู่บนพื้น โดยมีทีมงานอยู่รอบตัวเต็มไปหมด

แต่ที่สำคัญกว่าอะไรทั้งหมด เทปปันรู้สึกตัว ฟื้นคืนสติขึ้นมาอยู่ในอ้อมแขนของดีน ที่คว้าตัวเทปปันไว้ได้ทัน ตอนที่เขาเป็นลมหมดสติไป โดยที่เทปปันมองเห็นแววตาที่เป็นห่วงเป็นใยของดีน ที่แสดงออกมาได้อย่างชัดเจน

***************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=k-b4eKycJeg



สวัสดีครับ

Hey, there

เรามีสิ่งดีแนะนำคุณ หวังไว้ว่าคุณนั้นสนใจ

This good thing is available, thinking you may be interested in

โปรดีที่ไม่เคยให้ใคร ล็อกไว้ให้คุณคนพิเศษ

A great promo that’s locked specially only for you

เรามีบริการครบวงจร ดูแลตั้งแต่ตอนที่คุณตื่น

One stop service, starts from the very dawn

เช้าสายช่วงเย็นหรือว่ากลางคืน ไม่เว้นวันหยุดราชการ

Throughout the day with no holidays


พร้อมรับและส่งคุณ ว่ามาเถอะคุณไม่ว่าที่ไหน

Ready to pick up and drop off, wherever you want to go

พร้อมหามาให้คุณ ว่ามาเถอะคุณต้องการอะไร

Ready to give you all, whatever your heart desires

พร้อมรักเพียงแค่คุณ ถ้าเพียงแต่คุณนั้นยอมเปิดใจ

Ready to love just you, all you need is to open your mind

ขอให้ผมรับใช้ได้ไหมคุณ

And I’ll be at your service


สิ่งดีดีที่เรียกว่ารัก คุณจะรับสักที่ไหมครับ

The nice thing’s called love, will you take one home?

มีแต่คุณที่จะได้รับ 24 ชั่วโมงไม่เคยจะพัก

The service is all around, 24 hours non - stop

ไม่ต้องให้ผมสักอย่าง คุณก็ได้ไปทั้งใจ

Nothing you need to give back; my heart is yours to yearn

ลองพิจารณา เปิดโอกาสให้กันเถอะนะ

Put it in your thought, give me a chance

แค่คุณทดลองใช้ รับประกันยินดีคืนใจ

It’s a trial run, satisfaction guaranteed

ถ้าผมไม่ใช่ ยินดีรับใจคืน

If I’m not as advertised, feel free to return my heart


มีคำว่ารักให้ไม่จำกัด

This love is unlimited

อยากให้ลองรักผมดูสักครั้ง

Why not give it a try

ถ้าผมไม่ใช่ ยินดีรับใจคืน

If I’m not the one you need, I’m pleased to take my heart back


เต็มใจบริการให้คุณฟรี ถ้าคุณว่าดีก็ทิปด้วยใจ

This service is free of charge, but a small tip is always appreciated

รักแท้ดีดีผมมีให้ รับไว้ไม่มีวันผิดหวัง

The true and genuine love to give, you’ll never be disappointed

คุณยังไม่ต้องมารักผมหรอก จะรอจนกว่าคุณนั้นมั่นใจ

Don’t need to say you love me right away, tell me when you are certain

แค่รู้ไว้เลยนานเท่าไหร่ รักผมไม่มีหมดเขต

Just so you know that my love never ever expires


พร้อมรับและส่งคุณ ว่ามาเถอะคุณไม่ว่าที่ไหน

Ready to pick up and drop off, wherever you want to go

พร้อมหามาให้คุณ ว่ามาเถอะคุณต้องการอะไร

Ready to give you all, whatever your heart desires

พร้อมรักเพียงแค่คุณ ถ้าเพียงแต่คุณนั้นยอมเปิดใจ

Ready to love just you, all you need is to open your mind

ขอให้ผมรับใช้ได้ไหมคุณ

And I’ll be at your service


สิ่งดีดีที่เรียกว่ารัก คุณจะรับสักที่ไหมครับ

The nice thing’s called love, will you take one home?

มีแต่คุณที่จะได้รับ 24 ชั่วโมงไม่เคยจะพัก

The service is all around, 24 hours non - stop

ไม่ต้องให้ผมสักอย่าง คุณก็ได้ไปทั้งใจ

Nothing you need to give back; my heart is yours to yearn

ลองพิจารณา เปิดโอกาสให้กันเถอะนะ

Put it in your thought, give me a chance

แค่คุณทดลองใช้ รับประกันยินดีคืนใจ

It’s a trial run, satisfaction guaranteed

ถ้าผมไม่ใช่ ยินดีรับใจคืน

If I’m not as advertised, feel free to return my heart


มีคำว่ารักให้ไม่จำกัด อยากให้ลองรักผมดูสักครั้ง

My love has no limit, come taste it for yourself

ผมจะรับประกันว่าในทุกวันจะรักแค่คุณ

I do definitely love you every single day

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
บทที่ ๖. มาเจอคนที่รักและเข้าใจ



2536

1993



ท็อปทำอะไรไม่ถูก เมื่อเห็นนันน้ำตาไหลพรากลงนองหน้า หลังจากที่ทั้งสองคน เดินออกมาจากโรงภาพยนตร์ ท็อปไม่เคยเห็นนันร้องไห้มากมายอย่างนี้มาก่อน นันพยายามเช็ดน้ำตาให้หมดไป แต่ยิ่งเช็ดก็เหมือนกับว่า เป็นการเร่งเร้าให้ตัวเองนั้น ต้องน้ำตาไหลลงมามากกว่าเดิม นันจึงเดินเลี่ยงหลบไปที่อีกมุมของโรงภาพยนตร์

“นัน อย่าร้องไห้แบบนี้สิ เราใจไม่ดีเลย” ท็อปที่เดินตามมา พยายามพูดปลอบอีกฝ่าย ที่ยังคงมีน้ำหูน้ำตาอยู่ แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่เป็นผล “เราพยายามจะหยุดร้องแล้ว แต่มันทำไม่ได้” นันพูดด้วยน้ำเสียงที่ขึ้นจมูก ตอนนี้ทั้งดวงตาและจมูกของนันมีสีแดง จากการร้องไห้ออกมาอย่างหนัก

“ก็หนังมันเศร้านี่นา” นันพูดด้วยน้ำเสียงอู้อี้ ๆ พลางเช็ดน้ำตาป้อย ๆ ท็อปพยายามกลั้นหัวเราะด้วยความเอ็นดูอีกฝ่าย แต่ก็นึกเห็นด้วยกับนัน ที่เนื้อเรื่องมันชวนให้เศร้าจริง ๆ “การมีพี่ชายแบบนั้น มันดีจริง ๆ นะ” นันถอนหายใจยาวออกมา เพื่อไล่ความรู้สึกเสียใจที่เกิดขึ้น จากที่ตัวเองรู้สึกเข้าถึงไปกับบทและการแสดงของนักแสดงในเรื่อง

“ถ้านันอยากมีพี่ชายแบบในหนัง เราเป็นพี่ชายให้นันก็ได้นะ” ท็อปบอกกับอีกฝ่าย ด้วยน้ำเสียงและใบหน้าที่อ่อนโยน เขาพูดไป ไม่ใช่เพียงเพราะต้องการจะปลอบใจนันเท่านั้น แต่เป็นเพราะท็อปเองก็รู้ดีว่า นันนั้น แทบจะไม่มีที่พึ่งอื่นใดเลยในชีวิต “จริงๆ นะ” เหมือนท็อปกลัวว่านันจะไม่เชื่อ และคิดว่าเขาแค่พูดล้อเล่นไปอย่างนั้นเอง

“นันมีปัญหาอะไร มีเรื่องอะไรที่อยากจะพูด อยากจะคุย หรืออยากจะระบายสัพเพเหระ อะไรก็ได้ เรายินดีเสมอที่จะอยู่กับนันในช่วงเวลาแย่ ๆ” ท็อปรู้ตัว ว่าเขานั้นพูดออกมาด้วยความจริงใจ “แต่สักวันเราก็ต้องจากกัน” นันนึกถึงเนื้อเรื่องในหนังที่เพิ่งดูจบไป การร่ำลามันคือส่วนที่เศร้าที่สุดแล้วในความรู้สึก

“ถ้าเอาตามเนื้อเรื่องในหนัง ก็ต้องให้เราตายไปเสียก่อนล่ะนะ” ท็อปทำเป็นพูดติดตลกออกไป แต่นันที่ได้ยินท็อปพูดแบบนั้นออกมา สีหน้าของนันนั้นดูสลดลง “ไม่พูดเรื่องแบบนี้ได้มั้ย” เสียงของนันฟังดูเศร้าสร้อยยิ่งนัก เพราะเท่าที่ท็อปรู้มา ที่นันเหลือตัวคนเดียว ก็เพราะว่าทุกคนได้จากนันไป การอยู่ตัวคนเดียวในโลก มันอ้างว้างมากเกินกว่าที่จะอธิบายให้ใครเข้าใจ โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้เผชิญความขาดตกบกพร่องในชีวิตแบบท็อป

“เราจะกลับมา” ท็อปพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เราจะกลับมาหานัน เราจะไม่ทิ้งนันไปไหนทั้งนั้น เราสัญญา” ท้อปเอื้อมมือไปจับมือของนันเอาไว้ ก่อนจะบีบมือของนันเบา ๆ แทนคำมั่นสัญญาให้นันได้เชื่อใจและวางใจ นันดึงมือออกจากมือของท็อป เมื่อมีครอบครัวพ่อแม่ลูกสี่คน ได้เดินผ่านมา และมองมาที่ทั้งคู่ ด้วยสายตาที่ดูตำหนิติเตียน

“ยืนทำอะไรกันตรงนั้น สองคนนั้นน่ะ” เสียงหญิงกลางคนร้องถามออกมา “เปล่าครับ ผมกับเพื่อน เรายืนคุยกันเฉย ๆ” ท็อปตอบกลับไป ก่อนจะพยักหน้าให้นัน เป็นเชิงให้เดินออกไปจากที่ตรงนั้น “พ่อแม่รู้มั้ยเนี่ย ว่ามาทำอะไรกันแบบนี้ ยังเด็กอยู่ทั้งคู่เลย แถมเป็นผู้ชายด้วยกันอีกต่างหาก” เสียงชายวัยกลางคนกล่าวสำทับผู้เป็นภรรยาของตัวเอง

“พวกผมไม่ได้ทำอะไรนี่ครับ” ท็อปเถียงทั้งสองคนนั้นไป เพราะเขาไม่คิดว่า เขากับนันนั้นทำอะไรผิดหรือไม่ดีไป “ก็เห็นอยู่เนี่ย ว่ายืนจับมือถือแขนกันอยู่ ทำตัวน่าเกลียดในที่สาธารณะแล้วยังจะมาบอกว่าเปล่าอีก ผู้หญิงผู้ชายเขายังไม่กล้าทำอะไรแบบนี้กันเลย น้ากับแฟนยังไม่กล้าจับมือกันเดินเลย” ท็อปนึกฉุนที่หญิงชายคู่นี้ไม่ยอมลดละ

“ผมจะทำมากกว่านี้ยังได้เลย” ท็อปไม่พูดเปล่าเขาดึงตัวของนันเข้ามาโอบไหล่เอาไว้จนแน่น “จะให้ผมหอมแก้มเพื่อนผมตอนนี้ เดี๋ยวนี้เลยก็ยังได้เลย” นันได้ยินท็อปพูดแบบนั้น ก็รีบห้ามปรามอีกฝ่ายเอาไว้ “นี่ฉันพูดเตือนดี ๆ ทำไมถึงพูดจาย้อนพูดใหญ่แบบนี้ล่ะ” เสียงของหญิงกลางคนได้แหวขึ้น จนเริ่มมีผู้คนแถวนั้นหันมามอง สงสัยว่าเกิดการโต้เถียงอะไรกันขึ้น

“ไปเถอะท็อป” นันพูดเสียงสั่น เพราะไม่อยากให้ท็อปมีเรื่องตต่อล้อต่อเถียงกันคนแปลกหน้า “คุณน้าครับ ขอโทษแทนเพื่อนผมด้วยนะครับ” ไม่พูดเปล่า นันยกมือไหว้ขอโทษหญิงชายวัยกลางคนคู่นั้นอย่างนอบน้อม “ไม่ต้องไปไหว้ ไม่ต้องไปขอโทษคนแบบนี้” ท็อปกุมมือของนันเอาไว้ รีบกดลง เพราะไม่อยากให้นันเสียมือไหว้คนทั้งคู่

“มีอะไรกันครับ” เสียงถามจากคนที่เดินผ่านมาเจอ “ก็ไอ้เด็กสองคนนี่น่ะสิ มันยืนจับมือจับไม้ ลูบ ๆ คลำ ๆ กันอยู่ในมุมลับตานั่น ฉันเข้ามาเตือน พวกมันก็ด่าฉันกับแฟนแบบเสีย ๆ หาย ๆ” หญิงวัยกลางคนพูดเสียงดัง ด้วยความไม่พอใจอย่างที่สุด ที่เห็นท็อปพูดตอบโต้กลับมากับเธอ

“ถ้ามันลับตาคนแล้วพี่เห็นเด็กมันทำแบบนั้นได้ยังไงล่ะครับ” ชายวัยกลางคนที่เข้ามาสอบถาม ได้พูดขึ้น หญิงชายที่มีวิวาทะกับท็อปทำหน้าเหวอ เมื่อเห็นว่าชายคนดังกล่าวไม่ได้เข้าข้างพวกเขา “ไป ๆ ไอ้หนุ่มสองคนนั่น รีบไปซะ” ท็อปยกมือไหว้ของคุณชายวัยกลางคนที่เข้ามาไกล่เกลี่ยเรื่องให้ “แล้วทีหลังอย่าทำอะไรประเจิดประเจ้ออีก เข้าใจมั้ย” ท็อปรับคำผู้อาวุโสกว่า ก่อนจะจงใจจับมือนัน แล้วเดินพาอีกฝ่ายออกไปจากตรงนั้น ทิ้งให้คู่ผัวเมียนั่น ร้องโวยวายหาว่าตนโดนดูถูก อยู่ที่ด้านหลังนั่น

“คราวหลังเราไม่มาเที่ยวกับท็อปแล้วดีกว่า” นันพูดขึ้น พอทั้งคู่เดินมาจนถึงป้ายรถเมล์ “อ้าว ทำไมล่ะนัน” ได้ยินแบบนั้น ท็อปถึงกับรู้สึกใจแป้ว “เราไม่อยากให้ท็อปมีเรื่องกับคนอื่น” นันหมายความตามที่เขาพูดจริง ๆ นันไม่อยากเห็นท็อปต้องมีปัญหา เพราะว่ามีเขาเป็นตัวต้นเหตุ

“เราบอกแล้วไง ว่าเราจะปกป้องนันเอง” ท็อปพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เราดูแลตัวเองได้” นันตอบกลับไป ท็อปยิ้มน้อย ๆ ในหน้า “เรารู้ แต่เราก็ยังอยากจะดูแลนันอยู่ดี” ท็อปอยากจะพูดประโยคนี้กันนันมานานแล้ว “ท็อปปล่อยมือเราก่อน” นันพูดขอคืนมือของเขา จากการเกาะกุมของอีกฝ่าย ท็อปยิ้มเขิน ๆ ทำท่าลังเลเหมือนจะอิดออด แต่ก็ยอมปล่อยมือของนันให้เป็นอิสระแต่โดยดี

“นันให้ท็อปเป็นพี่ชายแล้วนะ จำไม่ได้หรือ” ท็อปทวงคำสัญญาที่นันเพิ่งให้กับเขาหยก ๆ นันสบสายตากับท็อป แต่ความรู้สึกอะไรบางอย่าง ที่ส่งผ่านสายตาของท็อปมาให้กับเขา ทำให้นันต้องเส หลบสายตาจากอีกฝ่ายไป “พี่ชายก็ต้องดูแลน้องชายนะ” ท็อปพูดพลางยกมือขึ้นแตะที่ข้างแก้มของนันเบา ๆ ท็อปไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไรเหมือนกัน ที่วันนี้ เขาทำทุกอย่างที่เคยได้คิดแต่แค่อยู่ในใจ เพราะปกติเขาไม่เคยเป็นแบบนี้ ไม่ว่าจะการเถียงผู้ใหญ่ หรือการแสดงออกกับนัน เพื่อนสนิทของเขาคนนี้

“เดี๋ยวเรากลับบ้านก่อนนะ” นันบอกกับท็อป ที่สีหน้าบ่งบอกอย่างชัดเจนถึงความรู้สึกเสียดาย ที่วันนี้จะได้อยู่ด้วยกันเพียงเท่านี้ นันยื่นย่ามที่เขาสะพายมา ส่งให้กับท็อป “เงินค่าตั๋วหนังส่วนของเรา” นันบอกกับท็อป ก่อนจะเห็นท็อปส่ายหน้า บอกให้นันเก็บเงินนั้นเอาไว้ ด้วยที่ว่า วันนี้เขาอยากจะพานันมาเลี้ยงข้าว เลี้ยงหนังจริง ๆ แต่ถ้าบอกก่อน ท็อปก็กลัวว่านันจะปฏิเสธ ไม่ยอมมากับเขา

ท็อปเดินข้ามสะพานลอยมาส่งนันขึ้นรถที่ป้ายรถเมล์ฝั่งตรงข้าม แม้ว่านันจะห้ามเขาเอาไว้ แต่ท็อปก็ทำเป็นหูทวนลม เดินมาส่งนันที่อีกฝั่งถนนอยู่ดี ขณะรอรถเมล์สายที่นันจะขึ้นไป ในใจของท็อปก็ภาวนาไป ให้รถเมล์สายดังกล่าวมาช้า ๆ หรือไม่มาเลยได้ยิ่งดี เขาจะได้มีข้ออ้าง นั่งรถแท็กซี่ไปส่งนันที่บ้าน

“เรากลับก่อนนะ” เสียงพูดของนัน ทำให้ท็อปแสดงสีหน้าผิดหวังออกมาอย่างเห็นได้ชัด รถเมล์สายที่นันรอ เยี่ยมหน้าขับตรงมาแต่ไกล “โทรหาเราบ่อย ๆ นะ” ท็อปบอกกับนัน เมื่อรถเมล์กำลังจะเข้าเทียบจอดที่ป้าย นันยิ้มให้กับท็อปแทนคำตอบ ก่อนจะหันไป และกำลังจะเดินขึ้นบันไดรถเมล์ ท็อปก็รีบยัดมือใส่อะไรบางอย่างลงในย่ามของนัน โดยที่นันไม่ทันจะได้ท้วงอะไร รถออกมาจากป้ายไกลพอสมควรแล้ว นันถึงได้รู้ว่า ท็อปใส่บัตรโทรศัพท์หลายใบมาให้ เพื่อนันจะได้โทรหาท็อปจากตู้โทรศัพท์สาธารณะได้

จากวันนั้น ที่ท็อปและนันได้ไปดูหนังด้วยกัน มันเป็นเวลากว่าสองสัปดาห์แล้ว ท็อปได้แต่เฝ้ารอให้นันโทรหาเขา แต่จนแล้วจนรอด นันก็ยังไม่โทรมาเสียที ทุกครั้งที่โทรศัพท์ที่บ้านดังขึ้น ท็อปจะใจเต้นแรงทุกที เพราะหวังใจว่า สายที่เพิ่งโทรเข้ามานั้น จะเป็นสายของนัน ที่ท็อปเฝ้ารอ แต่ทุกครั้ง ก็เป็นคนอื่นที่โทรมา ท็อปได้แต่ถอนหายใจ เพราะนึกเป็นห่วงนัน ว่าอีกฝ่ายจะเป็นอย่างไรบ้าง

“บ้านคุณฤทธิ์ค่ะ” ท็อปที่วิ่งมาจากทางด้านหน้าบ้าน เมื่อเขาได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น แต่ไม่ว่าคุณแม่บ้านนั้นรับสายเสียก่อน “จะเรียนสายกับใครคะ” เสียงคุณแม่บ้านกรอกเสียงถามไปที่ปลายสาย “จะให้แจ้งว่า ใครจะเรียนสายด้วยคะ คุณนันนะคะ” ท็อปได้ยินแบบนั้น ก็รีบเดินเข้าไปหาคุณแม่บ้านทันที

“เพื่อนผมเองครับแม่นวล” ท็อปบอกกับคุณแม่บ้านไป “อย่าคุยสายนานนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะดุเอา” คุณแม่บ้านเตือนให้ท็อปรับรู้ ก่อนจะเดือนเลี่ยงไปทางด้านหลังครัว เพื่อให้ความเป็นส่วนตัวแก่คุณหนู ผู้เป็นลูกชายเจ้าของบ้าน “นัน นัน เป็นอย่างไรบ้าง ทำไมไม่โทรหาเราเลย เราเป็นห่วงนันมากรู้มั้ย นี่มันสองอาทิตย์กว่าแล้วนะ” ท็อปพูดรัวเร็วกรอกหูโทรศัพท์ลงไปหาอีกฝ่ายในทันที

“ท็อป” นันไม่ได้พูดตอบอะไรมา เพียงแต่ เรียกชื่อของอีกฝ่าย ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “นัน นันเป็นอะไรหรือเปล่า” ท็อปถามอีกฝ่ายกลับไปด้วยความเป็นห่วง “นันโอเคมั้ย” ท็อปยิ่งห่วงนันมากยิ่งขึ้น เมื่อนันพยายามตอบกลับมาว่าโอเค แต่น้ำเสียงที่ท็อปได้ยินนั้น ฟังดูก็รู้ ว่านันกำลังรู้สึกแย่มาก ๆ อย่างแน่นอน

“ตอนนี้นันอยู่ที่ไหน นันปลอดภัยดีใช่มั้ย” ท็อปร้อนรนมากกว่าเดิม “นันอยู่ที่ไหน เดี๋ยวเรานั่งรถแท็กซี่ไปหา” ท็อปได้ยินนันตอบกลับมาว่า มันดึกแล้ว ท็อปอย่านั่งรถออกมาคนเดียว “เพราะมันดึกแล้วน่ะสิ นัน เราถึงอยากจะนั่งรถไปรับ นันไม่ได้อยู่ที่บ้านใช่มั้ยตอนนี้” มาถึงตอนนี้ นันถึงค่อยยอมรับกับท็อปว่า เขาออกจากบ้านมา ก่อนที่ท็อปจะได้ยินนันถามว่า บ้านของท็อปอยู่แถวไหน ถ้านันจะนั่งรถเมล์ไปเอง

“นันจะมายังไงคนเดียว” ท็อปนึกเป็นห่วง เพราะจากบ้านของนัน นั่งรถมาที่บ้านเขา ก็ใช้เวลาพอสมควร ท็อปบอกพิกัดบ้านของเขาให้นันรู้ เมื่อนันยืนยันว่า เขาจะนั่งรถเมล์มาเอง ท็อปกำชับป้ายรถประจำทางพร้อมกับจุดสังเกตกับนัน และถ้านันหาไม่เจอหรือยังไง นันต้องรีบหาตู้โทรศัพท์ แล้วโทรบอกท็อปให้รู้ในทันที

ท็อปนั่งรอนันอยู่เป็นชั่วโมง แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววของอีกฝ่าย แถมนันก็ยังไม่โทรหาเขาเลย ตั้งแต่วางหูกันไป ท็อปที่ร้อนใจ เดินออกไปชะโงกมองที่หน้าบ้าน เพื่อมองหาใบหน้าที่คุ้นเคยนั้น แต่จนแล้วจนรอด นันก็ยังมาไม่ถึง ท็อปเดินวนไปวนมาอยู่ที่หน้าบ้าน ผุดลุกผุดนั่งที่เก้าอี้ม้าหินอ่อน ก่อนท้ายที่สุด ตัดสินใจ เดินออกไปดูที่ด้านนอกตัวบ้าน

“นัน” ท็อปที่เดินออกมาจนเกือบถึงด้านหน้าหมู่บ้าน ก็เห็นนันเดินเหงื่อโทรมกายเข้ามาหา “ทำไมนันมาช้าจังเลย” เกือบจะฟังดูแล้ว เป็นการตำหนิ ท็อปถามออกไปด้วยความเป็นห่วงอย่างที่สุด จากราว ๆ เกือบหนุ่งทุ่มที่ได้คุยกัน จนตอนนี้เกือบจะสี่ทุ่มแล้ว “เราเดินมา” น้ำเสียงของนันรู้สึกผิดที่ทำให้เพื่อนต้องเป็นห่วง

“เดินมา” ท็อปตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน “เดินมาจากไหน จากป้ายรถเมล์หน้าหมู่บ้านเราน่ะหรือ” ท็อปถามออกไป ไม่ทันได้สังเกตอะไรอย่างอื่น รวมถึงท่าทีของนัน ด้วยความเป็นห่วงอีกฝ่าย ก่อนที่ท็อปจะต้องตกใจ เมื่อรู้ว่า นันเดินมาไกลกว่านั้นมาก เพราะเขามีเงินค่ารถพอแค่หนึ่งต่อ จึงเดินจากป้ายรถที่ต้องลงป้ายนั้น แล้วเดินต่อมาจนมาถึงที่นี่

“นั่นมันไกลมากเลยนะ แล้วนันเป็นอะไรมั้ย” ท็อปถามออกไป จนสังเกตเห็นว่า นันหันไปหน้าด้านขวาหนีเขาอยู่ตลอดเวลาที่พูดด้วย ท็อปยกมือขึ้นแตะคางของนัน เพื่อหันใบหน้าด้านนั้นของนันมาให้เขาดู แก้มด้านนั้นของนันบวมช้ำ มุมปากของนันแตกเป็นทางยาว ยังมีเลือดซึมออกมาให้เห็น

“ใครทำอะไรนัน” ท็อปถามออกไป ก่อนจะรีบกะพริบตาถี่ ๆ ไล่หยาดน้ำตาที่รื้นขึ้นขอบตาของเขา “มีอะไรหรอก เราแค่หกล้มน่ะ” นันตอบกลับมา พยายามข่มความรู้สึก และทำน้ำเสียงให้เป็นปกติ แต่มันก็ชัดเจนเหลือเกิน ท็อปได้ยินเสียงที่สั่นเครือของนันอย่างชัดเจน แล้วมันทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดที่หัวใจ

“ไม่เป็นไรแล้วนะ นันปลอดภัยแล้ว ท็อปอยู่ตรงนี้กับนันแล้วนะ” ท็อปดึงตัวของนันเข้ามากอดเอาไว้จนแน่น และทันทีที่นันเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของท็อป ความอบอุ่นกายและความอบอุ่นใจที่ได้รับ มันทำให้ทุกสิ่งที่นันพยายามเก็บ พยายามกลั้นมันเอาไว้ ได้พังทลายลงมาเหมือนทำนบแตก เสียงสะอื้นของนัน ทำให้ท็อปยิ่งกอดนันแน่นขึ้นอีก โดยที่ท็อปเอง ก็รุ้สึกเจ้บปวดไปกับนัน น้ำตาของเขาไหลจากของตา ได้แต่พูดปลอบประโลมจิตใจของอีกฝ่าย ให้นันได้ระบายความรู้สึกทั้งมวลในใจนั้นออกมา โดยที่เขาจะไม่ปล่อยให้นันต้องอยู่อย่างอ้างว้างและเดียวดาย ท็อปจะไม่ทิ้งนันไปไหนทั้งนั้น

******************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=z9KaLdOqZs0



ฉันเดินอย่างอ้างว้าง กับทิศทางที่ไม่มั่นใจ

I am feeling desolated in the uncertain directions

บอกกับใคร ใครเขาจะเชื่อ

Who will believe me if I tell them this?

เบื่อตัวเอง ที่ยังสับสน

I’m fed up with myself being so confused


เหงา ฉันเหงาเหลือเกิน

Lonely, and all alone that I am

เมื่อฉันเดินไปข้างหน้า

Yet, I have to go through what lies ahead

อยากรู้เหลือเกินว่า

I wish I would know

จะเดินไปเพื่ออะไร

The reason of me keeping this up

เมื่อใครคนนั้นได้จากไปแล้ว

Now that someone I love is now gone


ไม่เคยจากไปไหน ไม่เคยจะจางหายไป

I never ever left you, and I will never do

อยู่ใกล้ใกล้ ส่งใจผูกพัน

Always be here, showing you how we’re bonding

ในเมื่อวันนี้ นายยังไม่มีความสุข

Cause today you’re still unhappy

ฉันจึงกลับมา กลับมา

Therefore, I’m back, back here


กลับมาแล้ว กลับมา

I am here, I’m with you

กลับมาแล้ว กลับมา

I am here, I’m here for you

จะกลับมา เมื่อนายต้องการ

I’ll come back anytime you need me

ฉันจะกลับมา กลับมา

I’ll be home to you, for you

เมื่อนายต้องการ

Every time you need me to

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
บทที่ ๗. อยากลืมกลับจำ



2565

2022



“ไม่มีอะไรที่ผมจะต้องกลัว” ตฤณตอบกลับเด็กหนุ่มไป “ถ้าอย่างนั้น เราก็ขึ้นห้องกันเลยสิครับ” เด็กหนุ่มดูท่าทางกระตือรือร้น ที่ได้ยินแบบนั้น “แต่ผมไม่ได้บอกว่าจะให้คุณขึ้นไปที่ห้องด้วยนะ” ตฤณเสียงเขียวด้วยตั้งใจจะกำราบให้อยู่หมัด “กับคุณ” เด็กหนุ่มพูดออกมา หยุดเว้นช่วงนิดหนึ่ง ขยับเท้าเดินเข้าหาตฤณจนเกือบชิด

“เรื่องสถานที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ที่ไหนก็ได้” อยู่ ๆ ตฤณก็รู้สึกร้อนวูบขึ้นมาที่ใบหน้า ที่รู้สึกว่ามันกำลังเต้นยิบ ๆ จากอากัปกิริยา คำพูด และท่าทางของเด็กหนุ่ม ที่เหมือนจะจงใจใช้คำพูดที่ชวนให้คิดไปไกลกับเขา “พูดอะไรเพ้อเจ้อ” ตฤณดุเด็กหนุ่มเข้าให้ แต่แทนที่จะเขาจะเห็นเด็กหนุ่มคนนี้มีท่าทีสลดลง ไอ้ท่าทางพึงพอใจ ยิ้มกรุ้มกริ่มในใบหน้านั่น มันหมายความว่าอะไรกัน

“พรุ่งนี้วันหยุด เจอกันเช้าหน่อยก็ดี” เด็กหนุ่มพูดออกมา เหมือนกับว่า เขากับตฤณได้ตกลงนัดกันแล้วเป็นที่เรียบร้อย “ผมไม่ว่างจะมาเจอคุณหรอกนะ” ตฤณประท้วง แต่ดูไปแล้ว คำพูดของเขาแทบจะไม่มีผลต่อความคิดของเด็กหนุ่มคนนี้เลยสักนิด “ทำตัวให้ว่าง นี่ไม่ใช่การต่อรอง” เด็กหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่ประหนึ่งเหมือนกำลังออกคำสั่ง

“กรุณาตรงเวลาด้วย” สายตาของเด็กหนุ่มที่ใช้มองมานั้น ทำให้ตฤณต้องหลบสายพัลวัน “ไม่ได้รับปาก ผมไม่ไปไหนกับคุณทั้งนั้น” แม้ตฤณจะพูดปฏิเสธออกไปตรง ๆ แบบนั้นแล้ว แต่เด็กหนุ่มก็ยังคงมองตามตฤณที่เดินเข้าลิฟต์ไปด้วยความเอ็นดู ซึ่งตฤณรู้สึกว่า เด็กหนุ่มคนนี้ทำอย่างกับทั้งสองคนนั้น คุ้นเคยกันมาก่อนยังไงยังงั้น

ตฤณกลับเข้ามาในห้องคอนโด เขาพยายามทำโน่นทำนี่ เพื่อต้องการสลัดใบหน้าของเด็กหนุ่มให้ออกไปจากความคิด แต่ยิ่งทำมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนว่า ภาพใบหน้าของเด็กหนุ่มกลับยิ่งลอยเข้ามาให้เห็น โดยเฉพาะสายตาที่เด็กหนุ่มนั้นใช้มองเขา จะให้ตฤณปฏิเสธว่า มันไม่ทำให้เขารู้สึกหวามไหว เขาก็พูดได้ไม่เต็มปากนัก

“ให้ตายเถอะ” ตฤณบ่นออกมาดัง ๆ นี่เขาทั้งอาบน้ำ ทำอาหารเบา ๆ สำหรับมื้อเย็น ก่อนจะมานั่งจิบเหล้าผสมที่เขาชอบ แต่จนแล้วจนรอด เหมือนกับเนื้อเพลงเก่าเพลงหนึ่งในอดีต ที่ร้องไว้ว่า อยากจะลืมแต่กลับยิ่งจำ “ช่างเถอะ เดี๋ยวก็ไม่ได้เจอกันแล้ว” ตฤณพูดกับตัวเอง เพราะเขาตั้งใจเอาไว้แล้ว ว่าจะไม่ไปเจอเด็กคนนี้อีก จะเลี่ยงไม่พบปะ ไม่พูดคุยด้วย เดี๋ยวพอเด็กหนุ่มคนนี้เบื่อ เพราะตฤณทำตัวน่ารำคาญ ก็รามือไปเอง

เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาดังขึ้น ขณะที่ตฤณกระดกเหล้าลงคอไปจนหมดแก้ว และกำลังจะลุกไปชงแก้วใหม่ หน้าจอมือถือบอกว่า เป็นรุ่นพี่ที่นับถือกัน ที่เคยช่วยเขามาในอดีต ตฤณผ่อนลมหายใจออกมาเบา ๆ ใจจริงเขาไม่อยากจะรับสายเท่าไหร่ แต่ก็อีก สำหรับผู้ที่เคยมีพระคุณกับเขามา อย่างรุ่นพี่คนนี้ ตฤณจึงหยิบมือถือขึ้นมากดรับสาย

“สวัสดีครับพี่ มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ” ตฤณกรอกเสียงพูดลงไป “แกช่วยฉันได้แน่นอน ตฤณ” เสียงนั้นตอบกลับมาแทบจะในทันที และฟังดูแล้ว ดีใจมากด้วยซ้ำ ที่ตฤณช่วยพูดออกตัวนำแบบนั้น “แกช่วยเอาไอ้เด็กบ้านี่ไป เอาไปให้ห่าง ๆ ฉันสักที นี่ฉันจะบ้าตายกับมันวันละร้อยรอบแล้ว” รุ่นพี่ของตฤณพูดด้วยความรู้สึก ราวกับได้ตฤณมาเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจ

“พี่พูดเรื่องอะไรครับเนี่ย เด็กอะไรที่ไหน” ตฤณไม่เข้าใจที่รุ่นพี่ผู้หญิงคนนี้พูดมา “อ้าว นี่มันไม่ได้ไปหาแกที่คอนโดหรอกหรือ ก็ไหนมันบอกกับพี่ว่า มีเรื่องด่วน เรื่องสำคัญ ต้องเจอแกให้ได้ มันมานั่งคาดคั้นเอาที่อยู่ เบอร์มือถือแกจากพี่นี่แหละ” ตฤณขมวดคิ้วไปกับคำพูดของรุ่นพี่ที่เขาได้ยิน เพราะถ้าเป็นเด็กบ้า มันมีอยู่คนเดียวเท่านั้น ที่ตฤณได้เจอในวันนี้ และนั่นก็คือ

“ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของบอสพี่เอง” รุ่นพี่บอกกับตฤณ และเขาเองก็คิดว่า น่าจะเป็นเด็กหนุ่มคนเดียวกันกับที่มาหาเขาที่ใต้คอนโดนี่แหละ “รักมาก ตามใจมาก สปอยล์ขั้นสุด จะทำอะไร อยากได้อะไร ไม่มีขัดใจ” รุ่นพี่ของตฤณพูดยาว เหมือนกับดีใจที่มีคนมาให้เธอได้มีโอกาส พูดระบายความอัดอั้นออกมาเสียที

“ก่อนหน้านี้ก็ดูจะไม่ได้เป็นคนเอาแต่ใจอะไรมากมายขนาดนี้ ฉันก็เพิ่งเห็นมาเคสอยากจะเจอแกนี่แหละ บอกว่าสัญญาต้องเป็นสัญญาอะไรก็ไม่รู้ ฉันก็ไม่เข้าใจนะ แกเคยเจอกับมันมาก่อนหรือไง” กับรุ่นพี่ของตฤณเอง ยังรู้สึกว่า เด็กหนุ่มรู้จักกับรุ่นน้องของเขาคนนี้ดี แต่นั่นก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะทั้งสองคน ไม่ได้อายุรุ่นราวคราวเดียวกันสักหน่อย

“ผมก็เคยเจอเขา ก็เพิ่งหนแรกวันนี้แหละพี่” ตฤณตอบกลับรุ่นพี่ของเขาไป เขาเองก็นึกแปลกใจอยู่เหมือนกัน ที่เด็กหนุ่มดูผ่อนคลาย เหมือนคลายกังวลลง เมื่อได้เจอหน้าตฤณ ได้รู้ว่าตฤณอยู่ที่ไหน และมีเบอร์โทรศัพท์มือถือของตฤณ ให้ติดต่อมาหาได้ “แล้วเขารู้จักผมได้ยังไง พี่พอจะรู้มั้ย” ตฤณเอง ก็อดถามออกไปด้วยความอยากรู้ไม่ได้

“พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน กับเจ้านายพี่ พี่ไม่ค่อยกล้าเซ้าซี้ไรนัก” รุ่นพี่เอง ใจหนึ่งก็อยากจะเอ่ยปากสอบถามความเป็นมาเป็นไปจากเจ้านายของเธอเหมือนกัน “ไม่อยากรนหาเรื่องเดือดร้อน” เสียงรุ่นพี่ฟังดูแล้ว ดูขยาดจริง ๆ กับการทำตัวขัดหูขัดตาเจ้านาย “ลูกชายคนนี้ กว่าจะได้มา” แม้แต่การจะทำตัวขัดใจลูกชายคนเดียว ทายาทนักธุรกิจใหญ่คนสำคัญของประเทศด้วย

“พูดได้เลยว่า ลูกชายคนนี้ พระให้มา” ตฤณสะดุดกับคำพูดนี้ของรุ่นพี่ จนต้องถามกลับไปด้วยความสงสัย “ฟังดูก็ไม่น่าเชื่อใช่มั้ยล่ะ” รุ่นพี่ส่งเสียงกลับมาจากปลายสาย “เขาเม้าท์ต่อ ๆ กันมา ว่านายพี่กับเมียอยากมีลูกมาก ๆ มากถึงมากที่สุด แต่ก็นะ รวยมหาศาลขนาดนี้ ขาดแต่ทายาทที่จะมาสืบทอด” รุ่นพี่ของตฤณ เมื่อได้ที ก็เอ่ยปากนินทาเจ้านายของตัวเองอย่างออกรส

“ทำยังไง ก็ไม่สามารถมีลูกได้สักที เลยไปหาพระ ไปขอกับพระ ตั้งจิตอธิษฐานเลยว่า หากมีใครที่เคยล่วงลับไปที่มีวาสนาต่อกัน อยากจะมาเกิดเป็นลูก พวกตนยินดีเป็นพ่อแม่ให้ ยินดีที่จะเลี้ยงดูอย่างดี ไม่มีวันจะทำให้ต้องเสียใจ” ตฤณฟังแบบนั้นแล้ว ก็รู้สึกทึ่ง ที่ทั้งสองคนที่มีฐานะอยู่ในระดับเจ้าสัว ยังต้องพึ่งพาเรื่องอะไรแบบนี้เช่นกัน

“แล้วเป็นไงล่ะ ขอปุ๊บ ได้ปั๊บ คุณผู้หญิงแกท้องในเดือนนั้นเลย ทั้ง ๆ ที่อายุก็ไม่ใช่น้อยแล้ว ทำกิฟท์มาไม่รู้จะกี่หนต่อกี่หน เสียเงินไปเป็นสิบ ๆ ล้าน แต่พอขอลูกจากพระปุ๊บ ปั่มปั๊มกันทีเดียว ลูกชายมาเกิดเฉย” รุ่นพี่พูดพลางกลั้วหัวเราะ “แกพอจะเข้าใจฉันแล้วใช่มั้ยตฤณ ว่าทำไมแกถึงต้องรับใช้ฉัน ตามที่แกพูดตอบรับสายฉัน แกพูดเองนะ อย่ามากลับคำตอนนี้ เพราะฉันไม่อยากจะพูดลำเลิกทวงบุญคุณอะไรกับแก” ตฤณฟังแล้วรู้สึกอยากเขกกะโหลกตัวเอง ที่ปากไว ใจนึกอยากจะดึงประโยคนั้นของตัวเองกลับมา

“ไม่ว่า ไอ้เด็กบ้านี่ต้องการอะไร แกจัดการให้มันซะ เข้าใจมั้ย มันจะได้เลิกกวนฉันเสียที ฉันจะเป็นโรคประสาทตายอยู่แล้ว ตั้งแต่มันไม่เลิกไม่รา จนฉันแทบไม่ต้องทำอะไร เมื่อมันกวนประสาท โทรหาฉันทุกนาที ฉันบอกแกเลยนะ ว่ามันโทรไม่เลิกจริง ๆ นี่ถ้าไม่ติดว่า มันเป็นลูกชายของนายนะ แม่จะ” รุ่นพี่ของตฤณเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน แต่ก็ทำได้แค่นั้น เพราะเมื่อคิดถึงจำนวนเงินโบนัสงาม ๆ ตอนปลายปีแล้ว ก็ได้แต่รับคำ 'รับทราบค่ะ คุณหนู' ไม่ก็ 'ทันทีค่ะ คุณหนู' ไปทุกครั้ง

“ฉันรับรอง ว่างานนี้ฉันไม่ให้แกเหนื่อยฟรีหรอก” เหมือนจะรู้ทัน รุ่นพี่บอกจำนวนเงินค่าเหนื่อยที่ตฤณจะได้รับ ซึ่งมันก็มากโขทีเดียว เพื่อแลกกับอะไรก็ตาม ที่เด็กหนุ่มบ้านรวยคนนี้ต้องการให้เขาทำ “โอเคนะตฤณ ฉันไม่กวนแกแล้ว แกจะได้พักผ่อน ฉันรู้ว่าวันหยุดแบบนี้ แกไม่ก็ไม่อยากจะรับสายใครนักหรอก ไม่เว้นแม้แต่สายของฉัน” ตฤณลอบถอนหายใจ เมื่อโดนรุ่นพี่พูดดักคอ ที่ปลายสายด้านโน้นจบการสนทนาด้วยเสียงหัวเราะเบา ๆ และรวบรัดเพื่อเป็นอันรู้กันว่า ตฤณห้ามปฏิเสธ

ตฤณวางโทรศัพท์มือถือลงบนโต๊ะ ก่อนจะเห็นว่ามันส่งเสียงดังขั้นอีกครั้ง และครั้งนี้เป็นสายของนฤเบศที่เรียกเข้ามา ตฤณนั่งมองดูหน้าจอนั้น แต่ไม่หยิบมันขึ้นมา มันเงียบเสียงลง ก่อนจะดังขึ้นอีกครั้ง ตฤณปล่อยให้มันดังอยู่อย่างนั้น จนมันตัดสายไปเอง ก่อนที่จะมีข้อความส่งมาว่า นฤเบศชวนเขาไปกินข้าวเย็นด้วยพรุ่งนี้ ตฤณหยิบมันขึ้นมากดอ่าน ก่อนจะส่งข้อความกลับไปว่า เขาอยากพักผ่อน ไว้เจอกันวันหลัง นฤเบศโทรกลับมาอีกครั้ง แต่ตฤณไม่ได้กดรับสายแต่อย่างใด

คืนนั้นตฤณเข้านอนเกือบเที่ยงคืน เขารู้สึกกระสับกระส่ายกับอากาศด้านนอกห้องที่ร้อนอบอ้าว ตฤณเหงื่อชุ่มโชก แม้ว่าเขาจะเปิดเครื่องปรับอากาศค่อนข้างเย็นกว่าปกติ กึ่งหลับกึ่งตื่น ตฤณรับรู้ว่าตัวเองกำลังฝันอยู่ เหมือนกับเขากำลังยืนมองดูตัวเองทำโน่นทำนี่ ในสถานที่ที่เขาคุ้นเคยในวัยเด็ก มันประหลาดในความรู้สึก เมื่ออยู่ ๆ เขาก็เห็นตัวเองที่อยู่ในความฝัน กำลังร้องไห้ตัวโยน กรีดร้องเสียงโหยหวนชวนหดหู่ กับภาพตรงหน้า ที่แสนจะสะเทือนใจนั้น

ตฤณสะดุ้งตื่นขึ้น เมื่อได้ยินเสียงตัวเองร้องตะโกนเสียงหลง เขาหายใจหอบหนัก เมื่อเรื่องราวในความฝันนั้น เขาได้กลบมันทิ้งอยู่ในความทรงจำ พยายามจะไม่หวนนึกถึงมันมานานหลายปีแล้ว ไม่สิ มันนานมากจริง ๆ เพราะตอนนี้อายุของเขาก็ล่วงเข้าสี่สิบกว่าแล้ว

เช้านี้ ตฤณพยายามจำประคองอารมณ์ของตัวเองไม่ให้ขุ่นมัว พยายามจะทำให้ตัวเองรู้สึกสดชื่นขึ้น แม้ว่าจะมีข้อความหลายต่อหลายข้อความส่งมาหาเขา ถามเขาตั้งแต่เขาตื่นหรือยัง กินกาแฟอร่อยมั้ย ไปจนถึงข้อความที่ส่งมาย้ำว่า วันนี้ตฤณมีนัดกับเขา เด็กหนุ่มลูกชายเจ้านายของรุ่นพี่ ตฤณได้แต่อ่านแต่ไม่ตอบ จนเด็กหนุ่มต้องส่งรูปอิโมจิร้องไห้มาให้เขา และตฤณต้องรีบวางมือถือของเขาลง เมื่ออยู่ ๆ ใจของเขาก็เต้นแรงขึ้นมาเสียอย่างนั้น

“รู้แล้วน่า กำลังจะลงไป” ตฤณจงใจทำเสียงหงุดหงิดใส่ เมื่อยังไม่ทันจะถึงเวลานัด เด็กหนุ่มก็โทรมาหาเขา และพอคุยกันรู้เรื่องแล้ว ก็ยังโทรมาหา ถามเขาซ้ำ ๆ ว่าลงมาหรือยัง ลงมาหรือยัง จนตฤณต้องทำเสียงดุใส่ แต่นั่น กลับทำให้เด็กหนุ่มหัวเราะเสียงใสออกมา ฟังดูชอบอกชอบใจด้วยซ้ำ ที่แกล้งตฤณได้สำเร็จ

“ลงมาช้ามาก สายเกินเวลาที่นัดกันไว้” เด็กหนุ่มเปิดฉากทันที ที่เห็นตฤณเดินมาหาเขา “ก็ถ้าไม่มีคนส่งข้อความกวน โทรมายิ่งกว่าแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ ผมก็ไม่ลงมาช้าหรอก” ตฤณพูดกลับไป นึกอยากจะลอก ดึง ทึ้ง ไอ้รอยยิ้มยียวนบนใบหน้าของอีกฝ่ายออก แล้วเอาไปทิ้งไกล ๆ ให้เจ้าตัวหาไม่เจอ จะได้ไม่ทำท่าทียิ้มแบบจะเยาะเย้ยก็ไม่ใช่ จะผูกมิตรก็ดูจะกวนโมโหมากกว่านี้ได้อีก

“แล้วนี่จะยังไง” ตฤณพูดตัดบท เมื่อรู้สึกตัวว่า กำลังทำให้เด็กหนุ่มพึงพอใจอีกแล้ว ที่ทำให้เขาพูดจาต่อล้อต่อเถียงด้วยได้ “ก็ถ้าเราไปคุยกันดี ๆ” เด็กหนุ่มเน้นเสียงไปที่คำว่า 'ดี ๆ ' แต่ก่อนที่ตฤณจะได้พูดอะไร “ที่ห้องของคุณ” เด็กหนุ่มก็จบประโยคของตัวเอง ด้วยการชวนตฤณขึ้นห้องอีกแล้ว

“พูดจาให้มันเป็นผู้ใหญ่หน่อย คุณโตแล้วนะ ไม่ใช่เด็กน้อย” ตฤณกำลังนึกไปว่า สาเหตุที่ทำให้เด็กหนุ่มคนนี้เหลิงไปกันใหญ่ ก็คือ เรื่องที่ไม่มีใครคอยว่ากล่าวตักเตือนนี่แหละ “ก็ได้” เด็กหนุ่มทำท่ายอมแพ้ “เราก็ขึ้นไปที่ห้องของคุณ แล้วทำอะไร อย่างที่ผู้ใหญ่เขาทำกัน ไปสิ” อยู่ ๆ เด็กหนุ่มก็คว้าหมับเข้าที่ข้อมือของตฤณ จนเขาต้องตกใจ รีบดึงแขนของตัวเองกลับมา

“พูดจาอะไรเลอะเทอะ” ตฤณไม่เพียงแต่ดุเด็กหนุ่มออกไป แต่เขาเผลอตัว ตีเข้าให้ที่แขนของเด็กหนุ่มเสียงดังเพี้ยะ ก่อนจะนึกขึ้นได้ ว่าเขาไม่ควรจะทำแบบนั้น เด็กหนุ่มกลับทำตรงกันข้าม เขายิ้มกว้างที่อยู่ ๆ ตฤณก็มาสัมผัสร่างกายของเขาแบบนั้น “ยังมือหนักเหมือน” เด็กหนุ่มพูดขึ้น ก่อนจะกลืนท้ายประโยคนั้นลงไป

“แต่งตัวเชย” อยู่ ๆ เด็กหนุ่มก็หันมาวิจารณ์การแต่งตัวของเขา กับเสื้อยืดกางเกงยีนสบาย ๆ รองเท้าผ้าใบมอ ๆ คู่เก่ง “ผมอายุเยอะแล้ว จะเอาอะไรมาก” ตฤณแอบเคืองนิด ๆ เมื่อได้ยินเด็กหนุ่มพูดแบบนั้น แต่ เอ๊ะ ทำไมเขาต้องมารู้สึกหงุดหงิดเรื่องอะไรแบบนี้ด้วยล่ะ “ดูน่ารักดี” แล้วตฤณก็ต้องหลบตาจากเด็กหนุ่ม เมื่อจู่ ๆ ก็ได้ยินคำพูดอะไรแบบนั้น แบบไม่ทันจะได้ตั้งตัว

“แล้วนี่จะให้ผมเรียกคุณว่าอะไร” ใช่สิ ตฤณเพิ่งนึกได้ว่า เขายังไม่รู้จักชื่อของเด็กหนุ่มเลย แถมเขาก็เพิ่งจะสังเกตเห็นว่า เด็กหนุ่มไม่ใช้สรรพนามเรียกแทนตัวเองหรือว่าแทนตัวของตฤณสักครั้ง “อยากเรียกว่าอะไรล่ะ” คำถามนั้นทำให้ โดยไม่คาดคิดมาก่อน ชื่อ ๆ หนึ่ง ที่ตฤณเก็บอยู่ในใจมานานแสนนาน ก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขาเป็นชื่อแรก

“แล้วคุณชื่ออะไรล่ะ” ตฤณกลืนชื่อนั้นให้กลับสู่ความทรงจำไป แล้วถามเด็กหนุ่มออกไปแบบนั้น “พ่อตั้งชื่อให้ว่าวิน” ตฤณได้ยินแล้ว ก็พลางคิดว่า เด็กหนุ่มคนนี้คงจะเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของผู้เป็นพ่อและแม่ ที่ได้เขามาเกิดเป็นลูกสินะ “โอเค” ตฤณรับทราบตามนั้น “ตฤณ อีกชื่อน่าเรียกกว่าตั้งเยอะ” ตฤณที่เดินนำออกไป กำลังจะเปิดประตูเพื่ออกไปนอกอาคาร ชะงักเท้าเมื่อได้ยินแบบนั้น

“แต่เรียกตฤณก็ได้ เรียกตฤณเฉย ๆ นะ วินกับตฤณ โอเคนะ” เด็กหนุ่มพูดออกมาแบบตัดสินใจแทนอีกฝ่ายเรียบร้อย “เพียงแต่ วินคิดว่า วินรู้จักตฤณในอีกแบบมากกว่า” คำพูดของวิน ทำให้เรื่องราวความหลังที่ตฤณไม่ได้กลับไปเยี่ยมเยียนมัน กำลังหลั่งไหล พรั่งพรูกลับมาหาเขาจนท่วมท้น

*************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=O-QWKCcbRFg



เธอไม่เหมือนกับคนที่เคยฝันใฝ่

Nothing like I have pictured you to be

และตัวฉันก็คงไม่ใช่ ใครคนนั้น

And I’m not who you’ll fall for either

แต่เพียงได้พบเหมือนเรานั้นเคยเคยพบเจอในฝัน

Yet, we’re here as if we were in each other’s dreams before

หัวใจฉันเต้นไม่เหมือนเดิมเมื่อใกล้เธอ

My heart is never the same when I’m close to you


เสี้ยวนาทีที่ใกล้กับเธอโลกนี้ก็เปลี่ยน

The world has changed now that we’re together

แค่มีเธออยู่เคียงต้องการแค่เพียงเท่านั้น

If you’re here with me, that means the whole world to me

ไม่อาจหาเหตุผลข้อไหน ไม่มีสิ่งใดยืนยัน

I can’t find a good reason for it; nothing can prove what I say

ทุกเรื่องระหว่างเรานั้นมันคืออะไร

What’s really going on between us


ดังนิทานที่เล่ากี่ครั้งก็ยังเหมือนเดิม

As it goes, the tale remains unchanged

นั่นคือฉันรักเธอ รักเธอ ไม่เคยเปลี่ยนผันไป

That I am falling in love with you, only you as time flies

หากดาวได้ยินคำอธิษฐาน ของหัวใจ

Stars hear the prayer coming from my heart

กี่พันครั้งก็ยังจะขอ ให้ดวงใจฉันอยู่ใกล้เธอ

A thousand times still, I’m asking my heart to be yours


ดังนิทานที่เล่ากี่ครั้งก็ยังเหมือนเดิม

As it goes, the tale remains unchanged

นั่นคือฉันรักเธอ รักเธอ ไม่เคยเปลี่ยนผันไป

That I am falling in love with you, only you as time flies

หากดาวได้ยินคำอธิษฐาน ของหัวใจ

Stars hear the prayer coming from my heart

กี่พันครั้งก็ยังจะขอ ให้ดวงใจฉันอยู่ใกล้เธอ

A thousand times still, I’m asking my heart to be yours


หากดาวได้ยินคำอธิษฐาน ของหัวใจ

The stars hear my wish, true to my heart

กี่พันครั้งก็ยังจะขอ ให้ดวงใจฉันอยู่ใกล้เธอ

No matter how long it is, my heart still belongs to you

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
บทที่ ๘. มีใครให้คิดถึง



2537

1994



กั้งเท้าคางมองออกไปทางด้านนอกประตูห้องเรียน เขานั่งอยู่ที่โต๊ะเรียนหลังสุด ทางมุมห้องด้านซ้าย เมื่อหันหน้าเข้าหากระดานดำ อาจารย์กำลังอธิบายเกี่ยวกับวิชาเรียนในช่วงท้าย ๆ คาบ กั้งฟังไปอย่างนั้น ไม่ได้ซึมซับเข้าหัวสักเท่าไหร่ เพราะยังไงเขาก็ไม่ได้เอาวิชานี้ไปใช้สอบต่อ เพื่อเข้ามหาวิทยาลัย เอาแค่พอผ่าน ไม่ต้องเสียเวลากลับมาสอบซ่อมก็พอ

กั้งที่นั่งเหม่อออกไปด้านนอกห้องนั้น อยู่ ๆ ก็ปรากฏว่ามีใครบางคนตัวสูงใหญ่ เดินผ่านหน้าห้องเรียนของเขาไปแบบเร็ว ๆ เหมือนกลัวว่าใครจะจำได้ว่าเป็นตัวเองแบบนั้น ก่อนที่จะทิ้งช่วงไปสักอึดใจ แล้วเดินย้อนกลับมาใหม่ เยี่ยมหน้ามองเข้ามาในห้อง แล้วกวาดสายตามองหา จนมาสบตากับกั้งที่มองอยู่ก่อนแล้ว

กั้งเห็นเพื่อนชั้นเรียนเดียวกันแต่ต่างห้อง มายืนพยักพเยิดยักคิ้วให้ ทำให้เขาหลุดยิ้มออกมา คนตัวสูงใหญ่มีท่าทางเขิน ๆ ก่อนจะชี้ไปที่นาฬิกาข้อมือของตัวเอง ว่ามันหมดเวลาเรียนแล้ว กั้งส่ายหน้าน้อย ๆ ก่อนที่จะทำปากบุ้ยบ้ายไปที่อาจารย์ประจำวิชา ที่ยังยืนสอนอยู่ที่หน้าห้อง และก่อนที่เด็กหนุ่มร่างกายสูงใหญ่นั้นจะได้ทันรู้ตัว

“นี่นายกรภัทร เธอมายืนทำลับ ๆ ล่อ ๆ อะไรอยู่ที่หน้าห้องเรียนคนอื่น” เจ้าของชื่อถึงกับสะดุ้ง เมื่อได้ยินอาจารย์ประจำชั้นของตน ถามประโยคนั้นออกมาเสียงดัง เพื่อน ๆ ในห้องเรียนของกั้ง พากันหัวเราะออกมาครืนใหญ่ “เปล่าครับอาจารย์ คือผม” กรภัทรอึกอัก ไม่รู้จะตอบคำถามของอาจารย์ไปว่าอย่างไรดี

“หรือเธอมารอใคร จะกลับบ้านพร้อมใครในห้องนี้หรือไง” อาจารย์ถามต่อ กรภัทรเริ่มมือไม้ไม่รู้จะเอาไปวางไว้ที่ไหน ยิ่งเพื่อนในห้องเรียนเริ่มส่งเสียงฮือฮากันออกมา เหมือนรู้กันว่ากรภัทรมาดักรอใคร กั้งเห็นกรภัทรทำหน้าไม่ถูก ก็ขำไปกันท่าทางของเพื่อนต่างห้องอย่างอดไม่ได้

“กั้ง นายกรภัทรเขามารอเธอใช่มั้ย” สิ้นเสียงถามของอาจารย์ เพื่อน ๆ ทั้งหมดก็โห่แซวกันออกมาพร้อมกัน กรภัทรยกมือขึ้นลูบต้นคอไปมาแบบคนกำลังอาย “เราแค่บ้านอยู่ทางเดียวกันเท่านั้นครับอาจารย์ บ้านผมอยู่เลยบ้านเขาไปอีก” กั้งพูดตอบอาจารย์ไป ยิ่งทำให้เพื่อน ๆ ต่างพากันเอิ๊กอ๊าก แซวกันต่อแบบไม่หยุด

“ไปก่อน กรภัทร ยังไม่เลิกคาบเรียน เธออย่ามารบกวนสมาธิเพื่อน” อาจารย์ไล่ไม่ให้เด็กหนุ่มตัวสูงคนนี้ มายืนเกะกะที่หน้าห้องเรียนคนอื่น กรภัทรเลยทำตัวลีบ ๆ เดินเลี่ยงหลบฉากไป เพื่อน ๆ ในห้องเดียวกันกับกั้ง ยังคิกคักไปกับ 'คู่ขวัญ' ที่ต่างพากันเริ่มแซวทั้งคู่ ตั้งแต่กลับมาจากการเข้าค่ายนักศึกษาวิชาทหาร รักษาดินแดน ที่ผ่านมา ว่าทั้งคู่นั้นเป็นบัดดี้กันตอนไปฝึกที่เขาชนไก่ และแม้จะอยู่คนละห้องกัน แต่ก็ดูตัวติดกันอยู่ตลอดเวลา

อาจารย์สอนเกินเวลาคาบเรียนไปเล็กน้อย ก่อนที่จะสั่งงานให้ไปทำ แล้วเอามาส่งในคาบถัดไป กั้งนัดแนะกับเพื่อนสนิทที่เป็นผู้หญิงอีกสองคนว่า ให้ไปหาข้อมูลมาแชร์กัน ทั้งสามพูดคุยกันอยู่สักพัก เพื่อน ๆ ส่วนใหญ่ในห้องเรียนทยอยกลับบ้านกันไปแล้ว หลังจากหมดเวลาเรียนวิชาสุดท้ายของวัน

“แก งานปัจฉิม ห้องเราจะแสดงอะไรบนเวทีดี” หนึ่งในเพื่อนสนิทของกั้งถามขึ้น กั้งส่ายหน้า บอกว่าเขาเองก็ยังคิดไม่ออก เพราะตั้งแต่ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมการแสดงงานกีฬาสีไปตั้งแต่เทอมแรก ก็ไม่ได้ทำโปรเจ็กต์งานโรงเรียนอะไรอีก “มันต้องแบบเจ๋ง ๆ เป็นที่ฮือฮา เอาแบบคนต้องโจษจันเล่าขานกันต่อ อีกนานเท่านาน” เพื่อนอีกคนเสนอไอเดีย พลางพูดให้เพื่อนชวนกันเคลิ้มตาม

“ใช่ ฉันเห็นด้วย” คนแรกรีบพูดสนับสนุน “และก็ต้องเป็นแกเท่านั้น กั้ง” เพื่อนทำท่าวาดฝัน ประหนึ่งเห็นภาพจริงบนเวทีหอประชุมใหญ่ของโรงเรียน “แกจะต้องขึ้นแสดงอะไรที่มันเฉิดฉาย เร่าร้อน ไฟลุกพึ่บ” พูดจบทั้งสามคนก็พากันหัวเราะกันจนน้ำตาไหล ต่างตลกไปกับทั้งความคิดและท่าทางชม้อยชม้ายชายตาที่ทำใส่กันเอง

“แล้วนี่ แกกับคุณชายกรภัทร ยังไงกันแน่” หนึ่งในเพื่อนสนิทของกั้งถามขึ้น หลังจากกลั้นขำกันได้แล้ว “ก็ไม่ยังไง” กั้งตอบเพื่อนกลับไป ก่อนจะเก็บข้าวของใส่กระเป๋านักเรียนสีดำ เขาขยับคลิปหนีบสีดำที่ใช้หนีบด้านข้างกระเป๋า ให้กระชับขึ้น ทำให้กระเป๋าแบนมากที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้

“ไม่ยังไง แต่มาหาถึงห้องเรียน มารับกลับบ้านด้วยกันเนี่ยนะ น่าเชื่อตายล่ะ” อีกคนทำเสียงเล็กเสียงน้อย ไม่เชื่อในสิ่งที่กั้งพูด “กลับบ้านด้วยกันมาตั้งแต่เทอมที่แล้ว ไม่ยักจะมีใครสนใจพูดถึง” กั้งพูดต่อ เขาเก็บข้าวของเรียบร้อย ทำท่าจะลุกขึ้น “ก็มันไม่ชัดเจนเหมือนตอนแกสองคนกลับมาจากค่ายรด.นี่หว่า” เพื่อนดึงตัวของกั้งเอาไว้ก่อน ยังไม่ยอมให้ลุกเดินออกจากห้องเรียนไป

“ใช่” อีกคนเห็นด้วย ก่อนพูดขึ้นอีกครั้งว่า “ฉันได้ยินพวกกลุ่มผู้ชายมันคุยกัน ว่าแกสองคนสนิทกันมาก ตอนไปเข้าค่าย บอกมาเดี๋ยวนี้นะกั้ง ว่าแกสนิทกันมากแค่ไหนแล้ว” เสียงถามนั้นคาดคั้น เพราะอยากรู้คำตอบจากปากของเพื่อนรักจริง ๆ ไม่ได้แค่ถามเอาความบันเทิงโห่ฮาป่าเท่านั้น กั้งมองหน้าเพื่อนทั้งสองคนสลับไปมา

“ก็นอนด้วยกันทุกคืน พอใจยัง” กั้งตอบเพื่อนรักทั้งสองคนไป ก่อนทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ กึ่งจริงกึ่งเล่น พูดให้มีเลศนัย ทิ้งให้เพื่อนเกิดความสงสัยใคร่รู้ต่อไปอีกเสียอย่างนั้น “เฮ้ย กั้ง แกกลับมาก่อน มาเล่าต่อให้จบก่อน มันยังไงกัน กั้ง อีกั้ง” เสียงเรียกของเพื่อนดังลั่นไล่ตามหลังเขามา กั้งแอบหัวเราะไปกับความอยากรู้อยากเห็นของเพื่อนผู้หญิงทั้งสองคนของเขา ก่อนจะเดินลงบันไดตึกเรียนลงมาชั้นล่าง

“ทำไมสองคนนั้น ชอบเรียกกั้งว่าอี” เสียงทักดังขึ้นที่ด้านหลังของกั้ง คนถูกทักหันไปมอง ก่อนจะเห็นคนที่ยืนรออยู่ก่อนหน้า ทำหน้าไม่สบอารมณ์อยู่ก่อนแล้ว “ทำไมล่ะ มันสองคนก็เรียกแบบนี้มาตั้งนานแล้ว เพื่อนกัน ไม่มีอะไรหรอก” กั้งตอบไปตามตรง เพื่อนผู้หญิงทั้งสองคนนั่น คบกับเขามาตั้งเข้ามัธยมปีที่หนึ่งที่โรงเรียนนี้แล้ว

“ทิวไม่ชอบเลย เวลาได้ยินแบบนั้น” กั้งนึกเอ็นดูสีหน้าของเด็กหนุ่มตัวสูงใหญ่คนที่ยืนอยู่ตรงหน้า กรภัทรก็เป็นแบบนี้เอง ตอนไปเข้าค่ายด้วยกัน จนกระทั่งกลับมาแล้ว กั้งก็ได้เขาคนนี้ดูแลและปกป้องมาตลอด “หวงหรือ” กั้งถามแบบทีเล่นทีจริง “แล้วหวงได้มั้ยล่ะ” ทิวย้อนถามอีกฝ่ายกลับไป ก่อนจะเห็นกั้งส่ายหัวโยกคลอนไปมา เหมือนทุกครั้งที่กั้งทำแกล้งเขา

“คิดมาก แก่เร็วนะ” กั้งพูดหยอกทิว มันทำให้เด็กหนุ่มตัวสูงกว่า ยกมือขึ้นจะเอามะเหงกเขกเข้าให้ กั้งหัวเราะออกมาเสียงใส การได้อยู่กับทิว มันก็ทำให้กั้งรู้สึกอารมณ์เบิกบานขึ้นมาได้ “มา เอากระเป๋ามา ทิวถือให้” ทิวยื่นมือไปจะหยิบกระเป๋านักเรียนมาจากมือของอีกฝ่าย

“ไม่เป็นไร เราถือเอง” กั้งปฏิเสธ แต่ทิวยังยืนยัน พร้อมดึงกระเป๋าของกั้งไปถือคู่กับของตัวเอง “ทำไมหนักจัง แบกหินมาโรงเรียนหรือไง” ทิวที่ออกเดินนำหน้าไปทางประตูโรงเรียน หันมาถามแบบติดตลก กับน้ำหนักกระเป๋านักเรียนของกั้ง “ความรู้ทั้งนั้นนะนั่นน่ะ” กั้งพูดอวดกลับไป ทำท่าเป็นผู้ทรงภูมิ ที่มีกระเป๋านักเรียนหนักกว่าใคร ด้วยวิชาความรู้ที่อัดแน่นอยู่ในนั้น

“ใช่ แต่เป็นกระเป๋านะ ที่คงแก่เรียน แต่ไม่ใช่ในนี้ของเจ้าของมัน” ไม่พูดเปล่า ทิวชี้นิ้วไปที่หัวของตัวเอง เป็นเชิงว่าเย้าแหย่กั้งว่า กระเป๋านั้นฉลาดว่าเจ้าตัว “อ๋อ นี่ว่ากั้งโง่เหรอ” กั้งทำเสียงฮึดฮัดใส่ ยกมือตีผัวะเข้าให้ที่ต้นแขนใหญ่ ๆ ของทิว เจ้าของตันแขนนั้นหัวเราะชอบใจ ก่อนตอบกลับมาว่า

“ก็ทิวกลัวว่าถ้ากั้งไม่โง่” ทิวหยุดเดิน ทำให้กั้งเดินเข้ามาทันกันพอดี “กั้งจะไปเดินกับคนอื่น ไม่มาเดินกับทิว” เสี้ยวหนึ่งในน้ำเสียงของทิว ฟังดูแล้วรับรู้ถึงความหวั่นไหวลึก ๆ ข้างในใจ แวบหนึ่งในสายตาคู่นั้นของทิวที่มองมา กั้งสังเกตเห็นว่า มันมีความหวาดหวั่นที่เจ้าตัวพยายามซ่อนมันเอาไว้ กดมันลงไปไม่ยอมให้มันเผยออกมา

“ยังไม่กลับบ้านได้มั้ย” กั้งที่เดินตามทิวออกมาจนถึงป้ายรถเมล์ด้านหน้าโรงเรียนถามขึ้น ทิวหันมามองอีกฝ่าย พยักหน้าช้า ๆ ก่อนตอบว่าได้ “ไปไหนกันดี” ทิวถาม กั้งจู๋ปากทำหน้านึก “ไปไหนก็ได้ที่มีแค่เราสองคน” กั้งยื่นหน้าเข้าหาทิว เด็กหนุ่มตัวสูงใหญ่รู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาที่ใบหน้า เวลาที่กั้งทำตัวใกล้ชิดสนิทสนมกับเขา

“อย่าท้านะ” ทิวพูดออกไป บางทีเขาก็นึกฉุนกั้งที่มักจะทำอะไรทีเล่นทีจริง จนเขาแสดงออกกับอีกฝ่ายกลับไปไม่ถูก “กลัวไม่พาไปมากกว่า” กั้งยังไม่วาย ยังไม่เลิกพูดจาเย้าทิว “งั้นก็เตรียมตัวไว้ได้เลย เร็ว ๆ นี้ ได้ไปกัดก้อนเกลือกินด้วยกันแน่” ทิวพูดแบบจริงจัง กั้งเอามือกุมท้อง ล้อเลียนกลับว่า ตัวเองต้องหิวจนอดตายแน่ ๆ ก่อนที่จะเห็นทิวหลุดยิ้มออกมา จากความทะเล้นของคนตัวเล็กกว่าตรงหน้า

เย็นวันนั้น ทั้งสองคนจึงตกลงกันว่า จะไปร้องคาราโอเกะกัน ราคาค่าห้องสำหรับนักเรีนแบบเขาทั้งสองคนนั้นเอาการอยู่ แต่ทิวที่ที่บ้านพอจะมีฐานะ เป็นคนจ่ายค่าบริการ เครื่องดื่ม และของกินเล่น กั้งบอกว่าจะเก็บเงินมาใช้คืนให้ ทิวพูดแววตาเป็นประกายดูจริงจัง ว่าให้กั้งเตรียมตัวใช้ให้เขาเป็นอย่างอื่นดีกว่า

ทั้งสองคนร้องเพลงกันอย่างสนุกสนาน ทิวชอบฟังกั้งร้องเพลง เพราะกั้งเป็นคนร้องเพลงเพราะ แถมยังมีพระสวรรค์ในเรื่องการจัดการแสดงต่าง ๆ อย่างตอนกีฬาสี กั้งก็เป็นแม่งานทำการแสดงจนได้รับรางวัลชนะเลิศ ต่างกับตัวเขา ที่ทิวถนัดการออกแรงใช้กำลัง ทิวเป็นฝ่ายช่วยทำฉาก จัดเวทีในงานโรงเรียน และก็เป็นนักกีฬาบาสเกตบอลทีมโรงเรียน

“เหนื่อยแล้ว ขอพักหน่อยนะ” ทิวได้ยินกั้งพูด ก่อนที่จะเห็นกั้งเอนตัวพิงศีรษะลงมาบนไหล่กว้าง ๆ ของเขา ส่วนหนึ่งของแผนหลังของกั้ง ทาบทับมาบนแผงอกด้านซ้ายของเขา ทิวหัวใจเต้นแรง เขารู้ตัวว่ามันกำลังเต้นจนแทบจะหลุดออกมานอกอกของเขา กั้งพิงตัวมาที่เขา ก่อนจะเริ่มร้องเพลงไปด้วย จมูกของทิว อยู่ไม่ไกลจากที่ข้างหูของกั้ง มันทำให้ทิวนึกย้อนไปถึงค่ำคืนนั้น ที่ทั้งสองไปเข้าค่ายฝึกด้วยกัน

การฝึกคืนสุดท้ายที่ค่าย มันทำให้นักศึกษาวิชาทหารเหนื่อยล้าไปตาม ๆ กัน ครูฝึกดูจะไม่ค่อยเคร่งเครียดมากเท่ากับวันแรกที่มาถึง คืนนี้ทุกคนได้รับคำสั่งจากครูจ่าให้อาบน้ำและพักผ่อนได้ตามอัธยาศัย หลังจากได้รับประทานอาหารเย็นกันแล้ว มีกิจกรรมตรวจเยี่ยมเล็กน้อย ก่อนที่ครูจ่าจะปล่อยให้ทุกคนกลับเข้าเต็นท์และพักผ่อนนอนหลับได้

คืนนั้นอากาศค่อนข้างหนาวเย็น ผ้าห่มที่ทิวและกั้งเตรียมมา หากว่าแยกกันห่ม มันไม่ช่วยต้านความหนาวเหน็บในยามค่ำคืน ที่น้ำค้างลงจัดได้สักเท่าไหร่ ทั้งสองคนเลยเอาผ้าห่มมาซ้อนกัน แล้วซุกตัวเข้าใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน ความเงียบที่โรยตัวลงมาโดยรอบพื้นที่กางเต็นท์นอน ทำให้ทุกอย่างสงัดลง ได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตัวเองและลมหายใจที่อุ่นนั้น ท่ามกลางความเหน็บหนาว

กั้งรู้สึกในกลางดึก ว่าทิวขยับตัวเข้ามานอนชิดที่แผ่นหลังของเขา ก่อนที่จะรับรู้ถึงความอบอุ่นจากร่างกายของทิว ที่กำลังแผ่เข้าหาตัวของเขา กั้งขยับตัวให้ทิวรู้ ว่าเขารู้สึกตัวแล้ว ความเงียบที่ทั้งสองคนได้ยิน กับเสียงหัวใจที่กำลังเต้นโครมคราม ที่บันท้ายของกั้ง ความแข็งแกร่งแข็งขืนแนบเข้ามาหา กั้งไม่แน่ใจว่าทำไม แต่หนั่นเนื้อด้านหลังของเขาแอ่นรับความชูชันภายใต้กางเกงฝึกหนานั้นโดยอัตโนมัติ

ในความมืด กั้งเอื้อมมือไปด้านหลัง ความนูนเป่งที่รอคอยมือของเขาให้ไปสัมผัสนั้นผงกตัวเข้าให้มือของกั้งแทบจะในทันที เสียงลมหายใจของทิวแรงขึ้น เมื่อกั้งลูบมันไปมาจากด้านนอก ทิวคว้ามือของกั้งเอาไว้ เมื่อรู้ว่ากั้งจะดึงมือกลับ เสียงรูดซิปกางเกงลงอย่างช้า ๆ แผ่วเบา ให้เกิดเสียงดังน้อยที่สุด

มือของกั้งถูกทิวดึงเข้าไปในร่องระหว่างซิปกางเกงของทิว ก่อนจะลดเลี้ยวเข้าไปสัมผัสกับหนั่นเนื้อที่เคยอ่อนหยุ่น มาตอนนี้แข็งแกร่งดังเหล็กกล้า ที่ร้อนจนทำละลายมือของเขา ทิวกอดเอวของกั้งแน่นขึ้น เมื่อความเร็วในการขยับมือของกั้งกำลังจะทำให้เขาไม่สามารถทนกักเก็บมันไว้ได้อีกต่อไป ทิวซุกจมูกฝังลงมาที่ข้างใบหูของกั้ง ลมหายใจของทิวฟืดฟาด ก่อนจะที่เขาจะเกร็งตัวกระตุกเอาความข้นเหลวเนืองนองใส่มือของกั้ง

โดยไม่ต้องพูดกัน ทิวรับรู้ว่า กั้งจัดการกับความหนืดข้นขาวพวกนั้นด้วยการกลืนกินมันลงไป ทิวเอื้อมมือไปที่ด้านหน้าของกั้ง ก่อนจะได้ยินกั้งกระซิบบอกเขาเบา ๆ ว่า ไม่เป็นไร กั้งดึงมือของทิวมาแทบไว้ที่หน้าอกของตัวเอง ทิวขยับตัวกอดกั้งเอาไว้จนแนบชิด ก่อนที่ทั้งคู่จะหลับผล็อยลงไป ด้วยความอบอุ่นของร่างกายกันและกันอย่างนั้น

**********************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=DGZDLuBBkuM


ผ่านการฆ่าเชื้อบรรจุเอาไว้อยู่ในกล่อง

Sterilized and ready to drink out of the package

อยากเป็นเจ้าของไม่ต้องไปซื้อให้ฟรีฟรี

You can own it, and it is free of charge

สะอาดแท้แท้นี่แหละความรักยูเอชที

All perfectly clean and that’ s the UHT love

ให้เธอคนนี้ให้เธอมีไว้เพียงผู้เดียว

It is for you and you and you only


ดูเธอตัวก็โต๊โตคงดื่มนมทุกวัน

You seem big enough ‘cause drinking it up

วิ่งตามเธอยังไม่ค่อยทันเธอช่างดูแข็งแรงและสดใส

Fit, firm and healthy, and that you are

อารมณ์เธอก็ดี๊ดีดีกับคนทั่วไป

Great feelings towards all crowds

ไม่ว่าพบเจอใครมาตั้งหลายรายชมว่าเธอนั้นดีกันประจำ

All of them saying that you are the best


ก็คิดมาแล้วจึงอยากเอาของมาให้เธอ

Without any doubt, I’m giving it to you

อยากมาเสนอหัวใจให้เธอนี้

This heart of mine I am offering it to you

ประกอบด้วยรักที่กลั่นมาแล้วเป็นของดี

This is the refined love that’s one of a kind

ไม่ได้เติมสีเติมสารอันตราย

No harms and no nothing else added


พูดง่ายง่ายว่าชอบมาก เข้าท่ามากใช่เข้าท่ามาก

Easy to say that I like, it fits all that matter

พูดง่ายง่ายว่าใช่แน่ ต้องใช่แน่ต้องใช่ต้องใช่แน่

Easy to call it genuine, it is all I need

พูดง่ายง่ายว่าชอบมาก เข้าท่ามากใช่เข้าท่ามาก

Easy to say that I like, it fits all that matter

พูดง่ายง่ายว่าใช่แน่ ต้องใช่แน่ต้องใช่ต้องใช่แน่

Easy to call it genuine, it is all you need

ใช่แน่แน่

We’ll concede


ใจเรามันก็สร้างมามาจากความคิดดี

My heart is made of great attitudes

เฝ้าดูแลมาตั้งหลายปียังไม่เคยให้ใครมาก่อนเลย

Been carefully taken a good care of, no one can ever touch it

เกเรเข้าสักครั้งหนึ่งเราก็ยังไม่เคย

Never once disarrays nor disobeys

ถ้าไม่เชื่อลองดูลองมาคบเลยไปด้วยกันสักทีจะติดใจ

Questions? Come get me and you’ll be hooked instantly


ก็คิดมาแล้วจึงอยากเอาของมาให้เธอ

Been thinking about it and this is all for you

อยากมาเสนอหัวใจให้เธอนี้

This heart is going to be given to you

ประกอบด้วยรักที่กลั่นมาแล้วเป็นของดี

Everything about it is precisely thought to be a perfection

ไม่ได้เติมสีเติมสารอันตราย

No feelings have been harmed in the making of it

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
บทที่ ๙. แล้วคิดถึงกัน



2565

2022


“ผมไม่ได้อยากมา พ่อก็บังคับผมอยู่เรื่อย” ดีนยืนโต้เถียงอยู่กับพ่อของเขา โดยที่คนอื่น ๆ เริ่มพากันเดินเข้าจับจองที่นั่งกันจนหนาตาแล้ว “แกนี่นะ ฉันสั่งให้ทำอะไร ก็ทำให้ฉันสักหน่อย มันจะเป็นอะไรไป” ผู้เป็นพ่อนึกเอือมระอานิสัยรั้นเอาแต่ใจของลูกชายของตนเองอยู่ไม่น้อย เช้านี้ก็เช่นกัน ที่กว่าที่ผู้เป็นพ่อจะเข็นพ่อลูกชายตัวดีคนนี้ให้มาถึงที่นี่ได้

“เด็กสมัยใหม่อย่างแก อย่าทำตัวห่างวัดห่างวากันนัก” ดีนเบือนหน้าหนีบิดาของตน ที่เริ่มบ่นเขามาตั้งแต่เช้ามืด จนสามารถแซะเขาออกมาจากที่นอน และมายืนอยู่ที่ด้านหน้าบริเวณพิธีในตอนนี้ “เอาแต่เที่ยวเล่นเรื่อยเปื่อยไปวัน ๆ หัดเข้าวัดทำบุญกับเขาเสียบ้าง” เสียงพ่อของดีนยังคงบ่นกรอกหูเขาไม่หยุด

“แล้วมันมีคนรุ่นราวคราวเดียวกับผมมากันเสียที่ไหน พอลองมองออกไปดูสิ” ดีนไม่วายเอ่ยปากเถียงพ่อของเขา ท้าให้ผู้เป็นบิดา มองหาได้เลย “มีแต่รุ่นบุกเบิกกันทั้งนั้น” ดีนรู้สึกเซ็งด้วยที่ว่า วันหยุดแทนที่เขาจะได้ไปพักผ่อนได้ตามใจ กลับต้องมาเข้าพิธีน่าเบื่อ ๆ อะไรที่วัดนี้ด้วยก็ไม่รู้

เทปปันพยายามทำตัวให้เล็กลง เขาย่นตัวให้ค่อย ๆ ไหลลงไปกับเก้าอี้พลาสติกสีฟ้า ที่ทางวัดเอาผ้าสีขาวมาหุ้มเอาไว้ ให้บรรดาผู้มาเข้าร่วมพิธีศักดิ์สิทธิ์นี้ ได้นั่งอย่างรู้สึกสบายขึ้น เขาตกใจไม่ใช่น้อย ที่อยู่ ๆ ก็หันไปเห็นดีนยืนหน้ามุ่ย คุยกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ที่เป็นแขกวีไอพีของงาน จากที่เขาได้ยินพวกลูกศิษย์ของหลวงพ่อของวัดแห่งนี้ พูดกันก่อนหน้านี้

ไวเท่าความคิด เพราะไม่อยากจะเจอหน้ากับอีกฝ่าย แถมไม่ต้องการให้อีกคนนั้นมองเห็น เทปปันรีบลุกขึ้น เพื่อจะเดินออกจากแถวที่นั่ง ที่เขานั่งอยู่ เพื่อแทรกตัวออกไปทางด้านข้างพิธี แต่พอเทปปันลุกขึ้นยืน ก็มีผู้เข้าร่วมในพิธีสองสามคน เดินเข้ามาพอดี เทปปันจึงต้องหยุดยืนเพื่อให้คนอื่น เดินแทรกเข้าไปด้านในของแถวที่นั่ง พอทำท่าว่าคนจะหมด เทปปันก็จะเดินออก ก็มีคนเดินเข้ามาอีก

“นั่นไง ทำไมจะไม่มีคนรุ่นราวคราวเดียวกับแก” พ่อของดีนี้นิ้วบอกลูกชายจองตัวเองให้มองตามไป “หน้าตาดี ผิวพรรณผ่องใสอีกต่างหาก นี่คงเพราะเด็กคนนี้ เขาเข้าวัดเข้าวา ทำบุญบ่อย ๆ แกดูเอาไว้เป็นตัวอย่างเจ้าดีน อ้าว แล้วนั่นแกจะไปไหน” อยู่ ๆ ดีนก็เดินไปทางที่นั่งของผู้ร่วมเข้าพิธี

“ก็พ่อบอกให้ผมมาวัดกับพ่อ มาร่วมพิธีด้วย ผมก็ตามใจพ่ออยู่นี่ไง พ่ออย่าสับไปสับมาสิครับ ตกลงจะให้ผมกลับหรือให้ผมอยู่ต่อ” ผู้เป็นบิดานึกฉุนที่ถูกลูกชายย้อนเข้าให้แบบนั้น แต่ก็โบกมือไล่ให้ดีนเดินเข้าไปในบริเวณพิธี เป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องทั้งด่าทั้งติ ทั้งหว่านล้อมให้ดีนอยู่ที่วัดนี้ต่อ

“พี่ครับ ผมมาด้วยกันกับคนนี้ พี่พอจะขยับไปนั่งเก้าอี้อีกตัวได้มั้ยครับ ผมอยากนั่งกับเขา” ดีนที่เดินมาถึง สะกิดผู้หญิงที่ดูอายุเยอะกว่าเขาสักหน่อย แล้วบอกความต้องการของตัวเองให้รู้ “นะครับ เขางอนผมอยู่ ต้องตามมาง้อเนี่ย” ดีนทำตาเศร้าหน้าหงอยบอกกับพี่ผู้หญิงคนนั้นไป เทปปันรีบส่ายหน้าปฏิเสธ ก่อนจะเห็นพี่ผู้หญิงคนนั้นบอกให้เพื่อน ๆ ของเธอขยับไล่กันเข้าไปนั่งด้านใน เพื่อเหลือเก้าอี้ว่างให้ดีนได้นั่งด้วยอีกคน

“ขอบคุณมากครับพี่” ดีนกล่าวขอบคุณอีกครั้ง ทรุดตัวลงนั่งที่ข้าง ๆ กันกับเทปปัน ที่คนที่นั่งอยู่ก่อนอย่างเทปปัน ทำท่าจะลุกขึ้นเดินหนี กลุ่มของพี่ผู้หญิงคนนั้น หลังจากที่รู้เรื่องแล้ว ก็พากันยิ้ม ๆ แล้วหันมามองดีนกับเทปปัน “อย่าลุกเดินเพ่นพ่าน เกรงใจคนอื่นเขา พิธีกำลังจะเริ่มแล้ว นั่งลง” ดีนคว้าข้อมือของเทปปัน ฉุดให้อีกฝ่ายกลับลงมานั่งข้าง ๆ กันอีกครั้ง

เทปปันจำเป็นต้องนั่งลง เพราะพอมองไปรอบ ๆ ผู้เข้าร่วมพิธีต่างพากันเข้ามานั่งที่เก้าอี้จนเต็มพื้นที่แล้ว เทปปันหันไปดีน ที่อีกฝ่ายจ้องหน้าเขาอยู่ก่อนแล้ว เทปปันขมวดคิ้วใส่อีกฝ่าย ดีนยิ้มแบบกลั้นขำ เหมือนถูกใจที่แกล้งเทปปันได้ เจ้าของข้อมือนั้น ก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ ว่าดีนยังไม่ยอมปล่อยข้อมือของเขาให้เป็นอิสระ

“ปล่อยได้แล้ว” เทปปันพูดเสียงดุ ก่อนจะดึงมือของตัวเองออกจากการเกาะกุมนั้น ดีนทำหน้าเหมือนเสียดายอยู่ในที พอนึกขึ้นได้ว่า ก็ประหลาดใจอยู่ครามครัน ว่าเขาจะนึกเสียดายทำไม แปลกชะมัด ที่เดินมานั่งตรงนี้ ก็เพราะว่าแค่เห็นว่าเป็นเทปปันไม่ใช่หรือไง แค่อยากจะยั่วโมโหอีกฝ่าย และจะได้มีอะไรทำแก้เซ็ง เมื่อตัวเขาเองหนีจากการบังคับของพ่อไม่ได้ในครั้งนี้ แค่นั้นเองไม่ใช่หรือ

“แล้วเธอเป็นยังไงบ้างเนี่ย” ดีนยื่นหน้าเข้าไปหาอีกฝ่าย ถามไถ่เทปปันแสดงความเป็นห่วง “ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย” เทปปันเลื่อนใบหน้าหนี เพราะรู้สึกว่าใบหน้าของดีน และของเขาเองนั้น มันดูจะใกล้กันเกินไปแล้ว “ก็ไม่ใช่อะไร” ดีนพูดขึ้น ยืดตัวนั่งหลังตรงพิงพนักอีกครั้ง “ตั้งแต่เธอเป็นลมล้มพับไปคราวที่แล้ว” ดีนที่นึกถึงภาพที่เขาคว้าตัวเทปปันไว้ในอ้อมแขนในวันนั้น

“ไม่ได้เป็นลมสักหน่อย” เทปปันเถียงอีกฝ่าย “ทำไมถึงชอบเถียงนักนะ” ดีนดุเทปปันกลับไป เพราะจากวันที่เขาโอบตัวเทปันไว้ในอ้อมกอดได้ทัน จนอีกฝ่ายไม่ล้มฟาดไปกับพื้นเสียก่อนนั้น เขาก็พยายามทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายมาจากผู้กำกับละครเวทีอย่างเคร่งครัด แต่เป็นที่เทปปันนั่นแหละ ที่ไม่ยักจะอยากร่วมมือด้วยดี ๆ

“ต่อไป เดี๋ยวทางลูกศิษย์ลูกหาของหลวงพ่อ จะเดินแจกเชือกขาวให้กับแขกผู้เข้าร่วมพิธีทุกท่านนะครับ” เสียงประกาศออกไมโครโฟนแจ้งออกลำโพง ดีนมองเห็นลูกศิษย์คนหนึ่งเดินเข้ามาทางด้านใกล้ที่เทปปันนั่งอยู่ เขาจึงยื่นมือออกไปรับเชือกขาวนั้น ก็พอดีกับที่เทปปันยื่นมือออกไปด้วยพอดี

“เขาชอบแย่งผมทำนั่นนี่ประจำ” ดีนทำขมวดคิ้ว ส่ายหน้าเอือมระอากับลูกศิษย์หลวงพ่อ ที่หัวเราะออกมาเมื่อได้ยินเขาพูดแบบนั้น “เอา ๆ แบ่งกันดี ๆ วันนี้วันดีอย่าตีกัน” เทปปันหลุดเสียงจิ๊จ๊ะปากออกมา ดีนเม้มปากแต่ดวงตาของเขานั้นยิ้ม “เอาไปผูกกับสายสิญจน์ด้านบนนั่น” ลูกศิษย์ของหลวงพ่อบอกกับทั้งคู่ ก่อนจะเดินไปแจกเชือกขาวให้กับคนอื่นต่อ ดีนและเทปปันแหงนหน้าขึ้นมองสายสิญจน์เส้นยาวหลายเส้น ที่ผูกไขว้เอาไว้ที่ด้านบนเหนือศีรษะ ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของพิธี

“ผูกให้เอามั้ย” ดีนนั้น ยืนขึ้นผูกเชือกเข้ากันสายสิญจน์ ตามองทที่ถูกไป แต่ปากก็ถามเทปปันไปด้วย แทนคำตอบเทปปันนั่งลงบนเก้าอี้ทันที ที่ผูกเชือกนั้นเสร็จ ดีนย่นจมูกใส่ เมื่อเห็นอีกฝ่ายแสดงออกอย่างชัดเจนว่า เรื่องง่าย ๆ แค่นี้ ทำเองได้สบายมาก ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากดีนแต่อย่างใด

“เก่ง” ดีนนั่งลงบนเก้าอี้ ไม่วายจะค่อนขอดเข้าเทปปันเข้าให้อีก “เธออย่าลืมสิ ว่าผู้กำกับสั่งเราสองคนเอาไว้ว่ายังไง” ใช่ว่าเทปปันจะลืมเรื่องที่รุ่นพี่ผู้กำกับบอกเอาไว้ สั่งแล้วสั่งอีก ย้ำนักย้ำหนา “นายก็เห็นว่าฉันไม่ได้เป็นอะไร ฉันสบายดี” เทปปันพูดโดยไม่มองหน้าดีน “แต่เธอจะเห็นแต่ตัวเองไม่ได้สิ” ดีนพูดด้วยน้ำเสียงและใบหน้าที่ดูจริงจัง

“เธอเป็นนายเอก ฉันเป็นพระเอก เป็นตัวนำของเรื่อง” คำพูดของดีน ทำให้กลุ่มพี่ผู้หญิงก่อนหน้า พากันตั้งใจฟังบทสนทนาที่กำลังเกิดขึ้นของคนทั้งคู่ “ฉันก็ดูแลตัวเองดีที่สุดอยู่นี่ไง” เทปปันลืมตัวเถียงขึ้น พูดเสียงดังทั้งแข่งกับเสียงที่ดังจ้อกแจ้กอยู่รอบข้าง และก็อยากจะใช้มันข่มอีกฝ่ายด้วย

“ถ้าเธอเจ็บป่วยหรือเป็นอะไรไป มีอีกหลายคนที่จะต้องเดือดร้อนไปด้วย” ดีนพูด สบตากับเทปปัน โดยที่ฝ่ายหลังก็รู้ดี ว่าที่ดีนพูดมันไม่ผิดอะไร และก็เข้าใจได้ เพราะว่าทีมงานละครเวทีทุกคนตั้งใจทำมันออกมาให้ดีที่สุด “ฉันต้องดูแลเธอ” ดีนพูดกับเทปปัน “เธอต้องให้ฉันดูแล” ดีนพูดย้ำไม่ใช่แต่เฉพาะสิ่งที่เขาต้องทำ แต่รวมถึงสิ่งที่เทปปันต้องยอมให้เขาทำด้วย

“ว่ายังไง” ดีนถาม ก่อนจะยักคิ้วให้กับเทปปันหนึ่งที นี่ถ้าไม่มีทีมงานมาเกี่ยวข้อง ว่าจะเป็นคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด หากว่าละครเรื่องนี้ ต้องหานายเอกคนใหม่อีกครั้งล่ะก็ “รู้แล้วน่า” เทปปันก็ไม่คิดจะยอมทำอะไรแบบนี้เช่นกัน เพราะดีนไม่ใช่คนที่เทปปันคิดจะคบค้าหรือจะสมาคมด้วยตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ด้วยลักษณะท่าทาง การพูด การแสดงออก หรือแม้แต่วิถีการเลือกใช้ชีวิต ดีนไม่ได้อยู่ในวงการโคจรของชีวิตเทปปันอย่างแน่นอน

“พิธีจะค่อนข้างยาว ขอให้ทุกคนตั้งใจ มีสมาธิ ตั้งจิตภาวนา” เสียงประกาศเตือนให้ผู้เข้าร่วมพิธีในวันนี้อยู่ในอาการสำรวม ดีนหันไปมองเทปปัน ที่กำลังคล้องปลายเชือกที่ผูกห้อยลงมาจากสายสิญจน์ด้านบน ให้เป็นห่วงวงกลม ก่อนจะวางไว้บนศีรษะ เทปปันหันมามองทางดีน ที่อีกฝ่ายนั้น มือก็ผูกคล้องเชือกไป แต่ไม่ได้ละสายตาจากใบหน้าของเทปปันเลย พอคล้องเชือกนั้นเสร็จ ก็นำมันมาวางไว้บนศีรษะของตัวเอง

ดีนเองก็แปลกใจ ที่ว่าเมื่อเช้านี้ กว่าที่พ่อจะลากเขาออกจากบ้านมาได้ เขานั้นทั้งขัดทั้งขืน ทั้งหาวิธีพูดจาเอาตัวรอด ให้หลุดออกจากการบังคับของพ่อ เพราะไม่อยากจะมาที่วัดนี้เลยสักนิด แต่แปลก เมื่อตอนที่เขาได้เห็นว่าเทปปันก็อยู่ที่นี่ด้วย เขากลับรู้สึกว่า ใจที่เคยร้อนรุ่ม ดิ้นรนที่จะหนีไปจากที่นี่ พยายามที่จะพาตัวเองออกไป ไปที่อื่นเสียให้พ้น ๆ กลับกลายเป็นว่า ตอนนี้ใจของเขาสงบขึ้น มันรับรู้ได้ถึงความร่มเย็นโดยรอบ

“ถามอีกอย่างสิ” ดีนชะโงกหน้าเข้าหาเทปปัน “วันนั้นน่ะ ตอนที่ฉันพูดตามบท แล้วต้องเรียกชื่อตัวละครของเธอในเรื่อง อยู่ดี ๆ เธอก็ล้มฟุบลงไป” ดีนค่อย ๆ ลำดับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตอนนั้นให้เทปปันฟัง “ฉันคว้าตัวเธอเอาไว้ เธอร่วงลงไปเหมือนไร้น้ำหนัก แถมยังนอนนิ่งมาก ไม่ขยับเลยในอ้อมแขนของฉัน” ดีนยังคงจำสิ่งที่เกิดขึ้นได้ดี ราวกับว่ามันเพิ่งจะเกิดเมื่อหลัด ๆ ที่ผ่านมานี่เอง

“ฉันตกใจเหมือนกันนะ ก็ตอนนั้นฉันนึกว่า ฉันเสียเธอไปแล้ว” เทปปันมองตากับดีน น้ำเสียงของดีนที่ปลายประโยคประโยคนั้น ทำให้เทปปันรู้สึกใจเต้นแปลก ๆ “ก่อนที่เธอจะลืมตาขึ้น เธอเอามือมาแตะที่อกฉันแบบนี้” ดีนดึงมือของเทปปันมาวางไว้ที่หน้าอกด้านซ้ายของเขา ใจของเทปปันอยากดึงมมือของตัวเองกลับ แต่ร่างกายกลับปล่อยให้มือของตัวเอง รับรู้ถึงการเต้นของหัวใจของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน

“ก่อนลืมตา เธอเรียกชื่อใครบางคน” ดีนจำชื่อนี้ได้ดี เพราะมันไม่ใช่ทั้งชื่อของเขา หรือว่าชื่อตัวละครของเขาในบทละครเวที “เธอเรียกฉันว่า” ดีนกำลังจะเอ่ยชื่อนั้นออกมา ก็พอดีกับที่มีลมพัดผ่านเข้ามาในบริเวณพิธีนั้นวูบใหญ่ พัดเอาเชือกที่คนอื่น ๆ วางพาดเอาไว้ที่บนศีรษะ ร่วงลงมา มีเพียงเชือกของแค่ดีนกับเทปปันนั้น ที่ยังคงวางนิ่งสนิทอยู่ที่เดิม ดีนกับเทปปันมองไปรอบ ๆ ที่ผู้มาร่วมพิธีต่างพากันจัดเชือกของพวกเขาใหม่อีกครั้ง

“เธอว่ามันแปลกมั้ย” ดีนถามเทปปัน ที่คราวนี้เจ้าตัวคนถูกถามพยักหน้าตอบรับ “แปลก” เทปปันพูดออกมา ดีนขยับเก้าอี้ให้เข้าใกล้เทปปันอีกนิด ก่อนจะดึงเชือกขาวให้เคลื่อนตามเขามาด้วย “น่าจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ” ดีนทำเป็นพูดติดตลก เทปปันส่ายหน้า เพราะเพิ่งจะเห็นดีนทำท่าทางจริงจัง แต่ก็เปลี่ยนมาเป็นหยอกล้ออีกแล้ว

“ขอวางหน่อย” ดีนร้องบอกเทปปัน เมื่อเทปปันขยับตัว ตอนที่ดีนเอาข้อศอกไปวางบนพนักเก้าอี้ของเทปปัน “นั่งดี ๆ สิ” เทปปันบอกกับอีกฝ่าย “ก็มันเมื่อย” ดีนประท้วง แต่ก็ยังไม่ยอมเอาข้อศอกออกอยู่ เทปปันเหนื่อยที่จะห้ามอีกฝ่ายขึ้นมาเสียอย่างนั้น “ดีนเลยขยับตัวนั่งตัวตรงขึ้น แล้ววางแขนของเขาพาดไปตามตวามยาวของพพนักพิง โอบด้านหลังของเทปปันเอาไว้

'นี่เชือกขาวหรือสายสิญจน์มงคลแฝดงานแต่งกันแน่คะเนี่ย' พี่ผู้หญิงที่สละเก้าอี้ให้ดีนได้นั่ง แอบแชะภาพของคนทั้งคู่เอาไว้ เพราะในสายตาของเธอ ดีนและเทปปันดูกะหนุงกะหนิงเกินกว่าแค่เพื่อน ที่บังเอิญมาด้วยกันและแค่อยากนั่งใกล้กันไปมากจริง ๆ เธอจึงตั้งแคปชั่นนั้นขึ้น ก่อนจะกดโพสต์ภาพลงในแอพโซเชียลมีเดีย ทุกแอพที่เธอมี

เสียงเตือนว่า พิธีกำลังจะเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง แม่ของเทปปันที่ตอนนี้ได้บวชเป็นแม่ชีโดยสมบูรณ์แล้ว แม่ชียืนหลบอยู่ที่ด้านข้าง แต่สามารถมองดูได้จนทั่วบริเวณพิธี แม่ชีมองตรงมาที่เทปปัน ก็ให้สะท้อนใจลึก ๆ ว่าสิ่งที่แม่ชีคิดเอาไว้ ไม่น่าจะผิดอย่างแน่นอน เพราะตอนนี้แม่ชีมองเห็น เชือกสีขาวของคนอื่น ๆ ในพิธีนั้น เป็นเชือกขาวธรรมดา แต่เชือกขาวที่คล้องจากสายสิญจน์ลงมาที่ศีรษะของทั้งลูกชายและเด็กหนุ่มอีกคนนั้น ตอนนี้มีแสงเรือง ๆ ส่องออกมาแค่สองคนนี้ ในขณะที่คนอื่น ๆ ในงาน ดูจะไม่สังเกตเห็นแสงเรืองเรื่อสวยงามเย็นตานี้ แต่อย่างใด

**********************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=d58dAfkkP3s


เธอเปรียบดังเสมือนดวงใจ ตามติดตรึงแนบชิดข้างกาย

You are absolutely my heart, always right here by my side

หวังว่าเธอจะไม่ไปไหน รักจำนนถึงเธอคนดี

Wish you are here forever; I surrender to you my dear

ผู้เป็นที่รักในใจ ไม่มีเธอคงคิดตรอมใจ

You’re my love, without you I’m saddened

ฉันสัญญาจะไม่ไปไหน

I promise you I’ll be here

ขอเพียงเธอเข้ามา นั่งในดวงใจ

Just so you hold a special place in my heart


โปรดส่งยิ้มมาสักหน่อย ช่วยบอกรักฉันบ่อยบ่อย

Give your smile to me, often tell me that you love me

วอนเธอจงอย่าจืดจาง ใจคงบางถ้าขาดเธอ

Please don’t give us up, otherwise my heart will be torn

หากแม้นวันใดที่ไม่มีกันคงช้ำ

No way I can live my life without you


เธอเปรียบดังเสมือนดวงใจ ตามติดตรึงแนบชิดข้างกาย

You are absolutely my heart, always right here by my side

หวังว่าเธอจะไม่ไปไหน รักจำนนถึงเธอคนดี

Wish you are here forever; I surrender to you my dear

ผู้เป็นที่รักในใจ ไม่มีเธอคงคิดตรอมใจ

You’re my love, without you I’m saddened

ฉันสัญญาจะไม่ไปไหน

I promise you I’ll be here

ขอเพียงเธอเข้ามา นั่งในดวงใจ

Just so you hold a special place in my heart


ดวงใจฉันมีแค่หนึ่ง และรักอย่างสุดซึ้งเต็มดวงใจ

There’s one heart I own, and I use it to love you the best way I can

หากแม้นใครทำเธอหวั่นไหว ขอเธอจงไม่เปลี่ยนไป

If someone tries to steal you from me, please think of me how sad I will be

ก็เพราะเธอเป็นเจ้าของดวงใจ ดวงนี้

You know you own my heart, you own me


เธอเปรียบดังเสมือนดวงใจ ตามติดตรึงแนบชิดข้างกาย

You are absolutely my heart, always right here by my side

หวังว่าเธอจะไม่ไปไหน รักจำนนถึงเธอคนดี

Wish you are here forever; I surrender to you my dear

ผู้เป็นที่รักในใจ ไม่มีเธอคงคิดตรอมใจ

You’re my love, without you I’m saddened

ฉันสัญญาจะไม่ไปไหน

I promise you I’ll be here

ขอเพียงเธอเข้ามา

Come near and you’ll see


มีฉัน แล้วจะไม่ผิดหวัง

You have me, no disappointments

จะไม่มองจะไม่มอง ใครซ้อนทับใจ

You’ll the only one I see, never a two - timer

ใจดวงนี้ จะไม่หยุดพัก

This heart will work hard

จะปรนนิบัติภักดี เธอทุกวัน

Taking care of you every day

มีฉัน แล้วจะไม่ผิดหวัง

You have me, no disappointments

จะไม่มองจะไม่มอง ใครซ้อนทับใจ

You’ll the only one I see, never a two - timer

ใจดวงนี้ จะไม่หยุดพัก

This heart will work hard

จะปรนนิบัติภักดีเป็นฮันนี่ให้ทุกวัน

Taking a good care of you, because you are my daily honey


หวังว่าเธอจะไม่ไปไหน ถึงเธอคนดี

Wish you’ll stay with me, asking of you my love

ฉันสัญญาจะไม่ไปไหน ขอเพียงเธอเข้ามา

I’m keeping my promise, if you that

นั่งในดวงใจ

Hold a special heart right here in my mind

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
บทที่ ๑๐. อยากให้คิดถึง



2536

1993



เสียงโกลาหลนั้น ดังมาจากรอบบริเวณ ความสับสนวุ่นวายสร้างความหวาดกลัวขึ้นมาในจิตใจได้โดยฉับพลัน เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด เสียงร่ำไห้ด้วยความเสียใจ เสียงผู้คนพยายามเรียกหาคนที่ตัวเองรัก ความทุกข์โศกโทมนัสในจิตใจเหล่านั้น รับรู้ได้อย่างไม่ยากเย็น โดยไม่ต้องอธิบายอะไรมากมาย

ควันไฟที่ลอยอยู่ในอากาศ มันดูหนาตาและน่ากลัว นันใช้มือปัดไปมาที่ด้านหน้าของตัวเอง หวังใจว่าจะทำให้ควันไฟที่เกาะกันหนาทึบ ได้เบาบางจางลง แต่ยิ่งนันปัดมือมากขึ้นเท่าไหร่ เพื่อหวังจะไล่กลุ่มควันนั้นให้หมดไป กลับทำให้ควันที่ทำให้ต้องรู้สึกร้อนระอุนั้น รายล้อมรอบตัวของเขามากยิ่งขึ้น

'นัน' เสียงเรียกชื่อของเขาดังมาจากที่ไหนสักแห่ง นันขยับหันไปทางต้นเสียง แต่กลับมีเสียงอีกทิศทางหนึ่ง 'นัน' เรียกชื่อเขาดังแว่วมาให้ได้ยิน 'ทางไหน ต้องไปทางไหน' นันรู้สึกได้ว่า เขาตะโกนถามออกไปจนสุดเสียง เพียงแต่มันกลับฟังดูแล้ว เขาแทบจะไม่ได้ยินเสียงพูดของตัวเองเลยด้วยซ้ำ

ใจของนันในตอนนี้หวาดกลัวกับสิ่งที่กำลังเกิดรอบกายเขา ควันหนาทึบที่รังแต่จะหนามากขึ้นทุกที ทำให้เขามองเห็นได้ไม่เกินหนึ่งฝ่ามือจากปลายจมูก ลมหายใจที่หอบหนักขึ้น มันมาจากความกลัวที่กำลังกัดกินหัวใจ อะไรกันแน่ นี่มันเกิดอะไรขึ้น นันพยายามก้าวเท้าเดินไปข้างหน้า เผื่อว่า เขาจะเจอกับใครหรืออะไรก็ได้ ที่พอจะทำให้เขาได้รับรู้ ว่าเขากำลังเจอะเจอกับอะไร

เสียงเหมือนเหล็กกระทบกันดังขึ้นจากทางเบื้องหน้าของนัน นันหยุดเท้า จ้องมองฝ่ากลุ่มควันหนานั้น แต่เขามองไม่เห็นอะไรทั้งนั้น อะไรบางอย่างส่งเสียงคลิก ฟังดูประหลาดในความรู้สึก มันทำให้หัวใจของเขายิ่งเต้นแรง มันคือความกลัวที่ผสมกับความไม่รู้ และนั่นยิ่งทำให้นันรู้ได้ถึงความกลัวที่มันจับจิตจับใจ

นันหันขวับไปทางด้านหลัง เมื่อมีเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของใครบางคนดังขึ้น ก่อนที่เสียงเดินนั้น จะเปลี่ยนเป็นเสียงวิ่งอย่างเร็ว เข้าหานัน ปฏิกิริยาตอบสนองกับเสียงนั้นก็คือ นันถอยเท้ากรูด เพื่อให้ตัวเองออกห่างจากเสียงที่ฟังดูคุกคามนั้น แต่อาการก้าวถอยหลังของตัวเอง ดูเหมือนมันจะช้ากว่า เสียงวิ่งที่พุ่งตรงมาที่เขา

“ไม่นะ” นันได้ยินเสียงกรีดร้องของตัวเอง ก่อนที่เขาจะรู้ตัวอีกที ก็นั่งอยู่บนพื้น ความรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างหล่นลงมาจากด้านบน ร่วงใส่ตัวของเขาอย่างไม่หยุดหย่อน นันยกแขนทั้งสองข้างขึ้นด้านบน แรงกระแทกที่ตกลงบนแขนของนัน ทำให้เขารู้สึกเจ็บแปลบ แต่แปลก ที่ความเจ็บนั้นมันแล่นจากแขน ตรงเข้าสู่กลางหัวใจของเขา และความเจ็บปวดนั้นมันยิ่งทวีคูณมากยิ่งขึ้น มากยิ่งขึ้น จนนันไม่คิดว่า เขาจะรับมันได้ไหวอีกต่อไป

“ท็อป” นันกรีดร้องชื่ออีกฝ่ายออกมาจนสุดเสียง เมื่ออยู่ ๆ เอเขาก้มลงมอง ร่างของท็อปก็นอนสลบไม่ไหวติงอยู่ในอ้อมแขนของเขา “ท็อปตื่น ท็อปเป็นอะไรไป” นันเขย่าตัวของท็อปด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่เขามี พยายามจะปลุกให้อีกฝ่ายนั้นตื่นลืมตาขึ้นมา แต่ต่อให้นันเขย่าตัวของท็อปแรงแค่ไหน แต่ดูไปแล้ว ร่างของท็อปกลับนิ่ง ไร้การตอบสนองใด ๆ

“ท็อปตื่นสิ ลืมตาขึ้นมามองนัน ท็อป ตื่น ตื่น ท็อป” นันได้ยินตัวเองกรีดร้องดังลั่น มันโหยหวนและฟังดูวังเวงทะลุเข้าไปถึงส่วนลึกของหัวใจ ร่างของท็อปไหวไปตามแรงมือของนัน ที่พยายามทั้งผลักทั้งดันตัวของท็อป นันพยายามยกร่างของอีกฝ่ายขึ้น ขาทั้งสองข้างนั้นตะเกียกตะกาย เหยียบดันพื้น เพื่อให้ตัวเองลุกขึ้นจากพื้น

แต่ยิ่งทำพื้นก็ยิ่งลื่น แต่ยิ่งพยายามมากขึ้น ร่างของท็อปก็ยิ่งหนักขึ้น และหนักขึ้น และเริ่มที่จะเคลื่อนออกจากอ้อมแขนของนัน ที่กรีดร้องชื่อของท็อปนับครั้งไม่ถ้วน ขืนแรงที่แขนที่อ่อนล้าและหมดกำลังลงทุกที ๆ น้ำตาที่ไหลพรากออกมาจากสองหน่วยตา ปริ่มว่าจะขาดใจ เมื่อเห็นร่างของท็อปค่อย ๆ ร่วงไหลออกจากกอดนั้น และแวบหนึ่งในหัว นี่คือการเจอะเจอกันเป็นครั้งสุดท้าย

นันสะดุ้งเฮือก ลืมตาโพลง และสูดลมหายใจเข้าปอด เหมือนว่าตัวเองกำลังจะขาดอากาศนั้น ดวงตาที่เปิดลืมขึ้น มีคราบน้ำตาเปรอะอยู่บนแพขนตา นันหายใจเหนื่อยหอบ พยายามรวบรวมสติ ก่อนจะค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกมา ให้ตัวเองหายตื่นตระหนกลง เมื่อสายตามองเห็นใบหน้าของท็อป ที่นอนฟุบอยู่ที่ข้างเตียงนอนนั้น

นันที่นอนตะแคงหันข้างอยู่ มีใบหน้าของท็อปที่นอนหนุนแขนตัวเองอยู่ข้าง ๆ กัน ท็อปกำลังหลับอยู่ นันรีบไล่สายตาลงไป เลื่อนจากดวงตาของท็อป ลงไปที่ปลายจมูกโด่งเป็นสันนั่น ก่อนจะมองดูที่หน้าอกของท็อปใต้เสื้อนักฟุตบอลทีมโรงเรียน ท็อปหายใจเข้าออกหน้าอกของเขาเคลื่นขึ้นเลงอย่างเป็นจังหวะ ดูแล้วปกติ นั้นที่รวบรวมสติได้แล้ว ก็รู้ว่า ตัวเองเพิ่งผวาตื่นจากความฝัน

ตั้งแต่วันนั้น ที่นันได้มาหาท็อปที่บ้าน หนึ่งสัปดาห์แล้วสินะ นันบอกกับตัวอง หนึ่งสัปดาห์เต็มที่เขายังไม่ได้กลับบ้าน และได้อาศัยค้างอ้างแรมอยู่ที่บ้านของท็อป โดยที่ท็อปนั้น ให้นันนอนบนเตียงนอน แล้วตัวของท็อปมานอนหลับฟุบ เฝ้านันอยู่ที่ข้าง ๆ เตียง เพื่อให้แน่ใจว่า นันนั้นนอนหลับสบายดี นันเกรงใจท็อปเป็นอย่างมาก บอกให้ท็อปกลับขึ้นมานอนบนเตียงนอนของตัวเอง แต่ท็อปก็ไม่ยอม ยังคงยืนยันที่จะทำแบบนี้

นันยิ้มออกมาทั้งน้ำตา เมื่อเห็นว่า ท็อปยังคงอยู่ตรงนี้ ข้าง ๆ กายของเขา ไม่ได้จากไปไหน และรู้สึกใจชื้นขึ้น เมื่อรับรู้ว่า สิ่งที่เขาเพิ่งเห็นนั้น มันเป็นเพียงแค่ความฝัน ถึงแม้ว่าความรู้สึกจากความฝัน มันยังคงติดอยู่ในใจ ฝันมันดูแล้วประหลาด แต่ความกลัวที่เกาะกุมอยู่ มันท่วมท้นจนทำให้ใจนึกประหวั่นไม่น้อย

“นัน ร้องไห้ทำไม” ท็อปที่รู้สึกว่า นันขยับตัวอยู่ใกล้ ๆ ลืมตาขึ้นมามอง ก็เห็นว่าคราบน้ำตายังคงไหลเปื้อนแก้มของอีกฝ่ายอยู่ “ไม่มีอะไร” นันรีบเช็ดรอบคราวน้ำตานั้นออกจากใบหน้า ยิ้มให้กับท็อป เพื่อยืนยันว่าตัวเขานั้นสบายดี “ฝันร้ายใช่มั้ย” เสียงถามของท็อปอ่อนโยน ฟังดูแล้ว มันปลอบประโลมหัวใจของนั้นให้รับรู้ได้ว่า ยังมีคนที่ใส่ใจความเป็นไปของเขาอยู่ตรงนี้

“ไม่เป็นไรแล้วนะ มันก็แค่ความฝัน” ท็อปใช้ปลายนิ้วของเขา ไล่ซับความชื้นจากหยาดน้ำตา ที่ยังคงเหลืออยู่จากใบหน้าของนัน ความอ่อนโยนที่ท็อปแสดงออก นันรู้สึกมันได้ด้วยการสัมผัสกาย และรับรู้มันได้ด้วยการสื่อถึงใจ “ท็อปอย่าใจดีกับเรานักเลย” นันพูดออกไป เพราะเขาคงต้องใจหาย หากว่าหลังจากนี้ สิ่งต่าง ๆ ที่ท็อปทำให้เพื่อเขา มันจะเหลือแค่เพียงในความทรงจำเท่านั้น

“ท็อปบอกนันแล้วไง คนเป็นพี่ชายก็ต้องดูแลน้องชายให้ดีที่สุด” ท็อปยืนยันว่า เขานั้นต้องการที่จะรักษาคำสัญญาที่ได้ให้ไว้กับนันก่อนหน้า “ท็อปเป็นคนพูดเอง ก็ต้องทำให้ได้” ท็อปยิ้มให้กับนัน เป็นรอยยิ้มที่ทำให้นันรู้สึกว่า เขาปลอดภัยเมื่อได้เห็น เมื่อมีท็อปอยู่ใกล้ ๆ มันช่วยให้นันเกิดกำลังใจขึ้นมาอย่างอัตโนมัติ

“ยังเจ็บอยู่ไหม” ท็อปมองไปที่แก้มของนัน ที่มันมีรอยช้ำ จากวันที่เขาออกไปเจอนันที่หน้าหมู่บ้าน นันส่ายหน้าแทนคำตอบ แววตาที่ท็อปเห็นจากนันนั้น ยังไม่พ้นความเศร้าที่เจ้าตัวไม่สามารถหลบเลี่ยง แม้นันจะพยายามมากแค่ไหน เพื่อไม่ให้ตัวเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้ท็อปเดือดร้อนใจ

“แล้วที่หลังล่ะ ยังเจ็บอยู่ใช่มั้ย” ท็อปถามนัน เพราะก่อนหน้านี้ ท็อปตกใจที่ได้เห็นรอยช้ำขนาดใหญ่ ที่ด้านหลังช่วงเอว ที่มันเป็นจ้ำเขียว อีกทั้งยังได้เห็นรอยฟกช้ำเก่า ที่มีทั้งหายแล้ว และยังไม่ดีขึ้น กระจายอยู่ทั่วแผ่นหลังของนัน เจ้าของแผ่นหลังนั้น ไม่ทันที่จะซ่อนรอยพวกนี้จากสายตาของท็อป แม้ว่าจะบอกว่า มันเป็นเพราะตัวของเขาเองที่ซุ่มซ่าม มักจะหกล้มหรือเดินตกบันไดเอง แต่ท็อปนั้นไม่ใช่คนโง่ ทำไมท็อปจะไม่รู้ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับนัน

“ขอท็อปดูหน่อยได้มั้ย จะได้ทายา” ท็อปพยักหน้ากับนัน ก่อนจะขยับตัว เพื่อขึ้นไปบนเตียงนอน ท็อปนั่งเยื้องไปทางด้านหลังของนัน รอให้เจ้าตัวลุกขึ้นนั่ง นันทำท่าลังเล ก่อนจะเห็นท็อปหยิบเอาหลอดยาแก้ฟกช้ำมาถือไว้ในมือ ท็อปเห็นนันหันมองตรงไปด้านหน้า ก่อนจะค่อย ๆ เอื้อมมือขึ้นมาปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตแขนยาว ที่ท็อปหามาให้นันใส่ ท็อปค่อย ๆ มองดูเสื้อเชิ้ตนั้นคล้อยลงจากไหล่ของนัน เผยให้เห็นผิวขาว ๆ ของนัน ที่มันตัดกับรอยช้ำเหล่านั้นค่อนข้างชัด

นันพยายามนั่งนิ่ง ๆ เพราะในใจของเขานั้นสั่น และมันทำให้ร่างของเขาเทิ้มไปด้วย ความเย็นจากครีมนั้นรู้สึกได้ เมื่อมันสัมผัสลงบนผิวของนัน ความเจ็บของในทำให้นันเผลอบีบมือเพื่อกลั้นมันเอาไว้ ท็อปเบามือลง เมื่อเห็นว่านันเอี้ยวตัวแบบนั้น และตอนนี้ เมื่อท็อปได้สัมผัสเนื้อตัวของนัน บางอย่างในร่างกายของท็อปก็เริ่มตื่นตัว โดยที่ท็อปห้ามมันไม่ได้

ท็อปเอามือข้างหนึ่งลงดันความแข็งขันที่กึ่งกลางลำตัวของเขาเอาไว้ ให้ซ่อนจากสายตาของนัน หากว่าอีกฝ่ายจะฟันมาเห็นเข้า แต่ยิ่งห้าม ความแข็งแกร่งนั้น มันก็ยิ่งดันมือของเขามากขึ้นอีก นันได้ยินเสียงหายใจหนัก ๆ ของท็อป ก่อนจะรู้สึกได้ว่า ท็อปนั้นขยับตัวเข้ามาทางด้านหลัง แล้วนั่งชิดติดกับตัวของนัน

“นัน” เสียงกระซิบของท็อปที่ข้างหู “หันหน้ามาหน่อยได้มั้ย” ท็อปบอกกับนัน ที่ยังคงนั่งมองตรงไปข้างหน้า “นัน” ท็อปเรียกนันอีกครั้ง ก่อนจะเห็นนันค่อย ๆ หันหน้ากลับมามองเขา “นันรู้ใช่มั้ย ว่าท็อปไม่ได้แค่อยากเป็นพี่ชายของนัน” ท็อปถามอีกฝ่ายเสียงสั่น ๆ นันเองก็ใจเต้นไม่เป็นส่ำ กลืนน้ำลายลงคอไปอย่างยากลำบาก เมื่อเห็นว่าใบหน้าของท็อปห่างจากใบหน้าของตัวเองไม่ถึงคืบ แถมตามด้วยคำพูดของท็อป ที่เดาได้ไม่ยาก ว่าท็อปกำลังจะพูดนำไปในทางไหน

“ท็อป คือเรา” นันพูดออกไปด้วยความรู้สึกที่สั่นไหวไหวหวั่น รับรู้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ สะอาด ๆ จากท็อป ที่ใบหน้าของทั้งสอง ขยับเข้ามาใกล้กันแบบนี้ “ท็อปขอจูบนันได้มั้ย” ด้วยฮอร์โมนและความใกล้ชิด เด็กหนุ่มสองคนในวัยที่กำลังใฝ่ในเรื่องเพศ อะไรก็ตามที่เป็นเรื่องกระตุ้นความรู้สึกของพวกเขาได้ มันก็สร้างแรงขับให้การแสดงออกนั้นไวกว่าความคิดมากนัก

“ท็อปเคยทำหรือ” นันถามอีกฝ่ายออกไป ท็อปส่ายหน้าปฏิเสธ ก่อนจะพูดขึ้นว่า “แต่ท็อปอยากทำกับนัน” ท็อปพูดออกไป รู้สึกเหมือนกับว่าเขาโล่งอก ที่ได้พูดในสิ่งที่เก็บเอาไว้ในใจมานาน “ท็อปชอบผู้ชาย” นันถามออกไปเบา ๆ ก่อนจะเปลี่ยนประโยคว่า “ท็อปชอบแบบเราหรือ” ท็อปพพยักหน้า สายตาไม่ละไปจากริมฝีปากของนัน ก่อนยื่นหน้าเข้าหานัน และประกบริมฝีปากเข้ากับนันแบบเร็ว ๆ

“เขาทำกันแบบนี้หรือ” นันถามอีกฝ่ายยิ้ม ๆ ท็อปเองก็ยิ้มเขิน สั่นไปหมด เพราะนี่คือครั้งแรกของเขา ที่ได้จูบกับใครสักคน ชายหรือหญิงก็ตาม “หรือแบบนี้” ท็อปเอ่ยขึ้น ก่อนจะยื่นหน้าเข้าหานันอีกครั้ง แล้วบรรจงประกบริมฝีปากของตัวเองเข้ากับนัน ก่อนจะขยับไปมา เพื่อเปิดริมฝีปากของนันให้เผยอขึ้นรับความนุ่มนวลนั้น ก่อนจะรู้ตัวอีกที ท็อปก็แทรกลิ้นเข้าไปในโพรงปากของนัน แล้วตวัดรัดกับลิ้นของอีกฝ่าย

“ชอบมั้ย” ท็อปถอนปากออก ก่อนจะถามนัน แล้วเห็นนันพยักหน้าแทนคำตอบ “เราเขิน” นันบอกกับท็อป ก่อนที่จะได้ยินท็อปเองหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ ว่าเขาสามารถทำให้นันรู้สึกแบบนั้นได้ “เราก็เขิน” ท็อปบอกออกไป “แล้วเราก็ตื่นเต้นด้วย” ท็อปก้มลงมองที่เป้ากางเกงของตัวเอง ที่มันนูนขึ้นมาอย่างมาก นันมองไปที่ตรงนั้นก่อนจะมองมือของท็อป ที่เอื้อมมาจับมือของเขาแล้วเอาไปวางบนความอุ่นแข็งที่รออยู่

**********************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=xYZDTFZyqcU



คืนนั้นคืนที่นอนฝัน ว่ามันถึงวันสุดท้าย

That night I was dreaming the day everything’s come to an end

มองเห็นเราต้องลากันไป ใจทั้งใจมันสั่น

Saw ourselves saying goodbye, my whole heart was shaken

ตื่นขึ้นมาน้ำตายังคลอตา ขออย่าให้เหมือนในฝัน

Then I woke up, tears still there and I prayed nothing like that ever to happen

มันไม่จริง มันไม่จริง เราไม่เป็นอย่างนั้น

None of it is true, it can’t be real, we’re not that way


คืนนั้นเป็นแค่เพียงฝัน ยังรับมันไม่ไหว

That very night it was all dream, still I couldn’t take it

ความฝันมันจะจริงวันใด ในหัวใจยังหวั่น

That dream is some day going to happen, my heart trembles

อยากวิงวอน ขอเธอด้วยดวงใจ ขออย่าใจร้ายกับฉัน

I’m begging of you with all my heart, please be gentle and kind to me

มีอะไร ให้อภัย มีจิตใจต่อกัน

Whatever is between us, forgive me and care for me


อย่าให้ถึงวันนั้นเลย

The day can never come true

แค่เพียงแต่คิด หัวใจก็เจียนสลาย

Thinking of that already breaks my heart

วันแห่งความปวดร้าว วันที่เจ็บช้ำใจ

The day consumed by the pain, the day my heart is wrenched

อย่าให้ถึงวันนั้นเลย อย่าให้มันต้องกลายเป็นจริง

Please never let that day come true, never ever let it be real

อย่าให้ถึงวันนั้นเลย อย่าให้มันต้องกลายเป็นจริง

Never let it happen, never allow this to be us


สิ่งใดใดที่มี เทียบไม่ได้กับเธอ

Everything out there in the world, you’re irreplaceable

โลกยังดีเสมอ ถ้าเธอยังอยู่

The world isn’t shattered if you’re still here with me


อยากวิงวอน ขอเธอด้วยดวงใจ ขออย่าใจร้ายกับฉัน

I’m begging of you with all my heart, please be gentle and kind to me

มีอะไร ให้อภัย มีจิตใจต่อกัน

Whatever happens between us, forgive me and care for me


อย่าให้ถึงวันนั้นเลย อย่าให้มันต้องกลายเป็นจริง

That day is forbidden, it cannot become true

อย่าให้ถึงวันนั้นเลย อย่าให้มันต้องกลายเป็นจริง

That day is taboo, it cannot be all real

อย่าให้ถึงวันนั้นเลย อย่าให้มันต้องกลายเป็นจริง

That day is impermissible, it ain’t for real

อย่าให้ถึงวันนั้นเลย

Never let that day be truth

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
บทที่ ๑๑. เขาคนนั้นที่คิดถึง



2565

2022



“อย่างน้อยคุณก็ควรจะมีคำเรียกนำหน้าชื่อของผม” ตฤณท้วงกับเด็กหนุ่ม ที่ดูจะพอใจที่จะเรียกเพียงแค่ชื่อของกันและกันเท่านั้น “อย่างเช่นคำว่าอะไรล่ะครับ” วินทำหน้ากลั้นยิ้มเอาไว้ ก่อนจะพูดต่อไปว่า “น้า อา หรือเรียกว่าป้าดีล่ะ” วินพูดจบ แทนจะได้คำตอบเป็นคำพูด กลับได้สายตาเขียวปั้ดมาจากอีกฝ่ายแทน

“แค่พี่ก็พอมั้ย” ตฤณตอบกลับวินไป ก่อนจะเห็นเด็กหนุ่มตัวสุงตรงหน้า ยิ้มกว้างกลับมาให้เขา “เราอย่ามาเถียงเรื่องอะไรแบบนี้กันอยู่เลย วินจะเรียกว่าตฤณ” เด็กหนุ่มชี้นิ้วไปที่อีกฝ่าย “และตฤณก็จะเรียกวิน” ก่อนที่จะจิ้มนิ้วชี้ที่แผงอกกว้างของตัวเอง ทำเอาตฤณต้องเสหลบตามองไปที่อื่น เพราะนอกจากรอยยิ้มที่ทำให้โลกดูสดใสขึ้นแล้ว ยังมีเสื้อเชิ้ตสีขาวที่วินใส่อยู่แบบจงใจปลดกระดุมโชว์กล้ามอกนั้นด้วย

“ตกลงคุณจะให้ผมช่วยทำอะไรก็บอกมา” ตฤณเปลี่ยนเรื่องที่คุยกันอยู่ไปเสียดื้อ ๆ “วินบอกตฤณแน่นอน แต่ไม่ใช่ที่นี่ ตฤณต้องไปกับวินก่อน” รถยนต์คันหรูเข้ามาจอดเทียบตรงที่ทั้งสองคนยืนอยู่ “ขึ้นรถสิครับตฤณ” เจ้าของชื่อแลดูลังเลที่จะก้าวขึ้นไปนั่งบนรถ ที่คนขับลงมาเปิดประตูรอไว้ให้แล้ว

“ตฤณนี่เป็นคนขี้กลัวไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ไม่ยักรู้” สีหน้า แววตา และน้ำเสียงที่แสดงออกมา มันคือการกระทำที่จงใจจะยั่วให้อีกฝ่ายโต้ตอบอย่างลืมตัว “มีอะไรที่ผมต้องกลัว” ตฤณตอบกลับวินไปแทบจะในทันที และเป็นอีกครั้ง ที่อะไรบางอย่างในแววตาของวิน ที่ทำให้ตฤณต้องแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น

“ดีครับ ถ้าอย่างนั้น ตฤณก็แสดงความกล้าให้วินเห็นหน่อยสิครับ” วินผายมือเป็นเชิงเชื้อเชิญให้อีกฝ่ายเข้าไปนั่งในรถ ปกติตฤณไม่ค่อยชอบวิธีการอะไรแบบนี้ ถ้าจะขึ้นรถ เขาเปิดประตูรถแล้วเข้าไปนั่งเองได้ นฤเบศเคยจะทำแบบนี้เช่นกันในครั้งแรก ๆ ที่ไปไหนมาไหนด้วยกัน แต่ตฤณก็ปฏิเสธบอกให้หนุ่มใหญ่มาดีผู้นั้น เลิกทำแบบนั้นให้เขา

“หรือจะต้องให้วินอุ้ม ได้นะ วินไม่ติดอยู่แล้ว” แม้จะอยู่ต่อหน้าคนขับรถ แต่วินก็ทำท่าจะเข้ามาอุ้มตัวของตฤณจริง ๆ จนตฤณต้องรีบเดินเข้าไปนั่งในรถแต่โดยดี วินยิ้มแล้วมองตามอีกฝ่ายที่ดูจะตุปัดตุป่องกับเขา ก่อนที่วินจะก้าวขึ้นรถ ตฤณเลื่อนตัวเองให้ขยับเข้าไปนั่งชิดกับประตูอีกด้านหนึ่ง คนขับโค้งให้กับวิน ก่อนจะปิดประตูให้เขา แล้วรีบไปนั่งประจำเบาะที่นั่งคนขับอย่างรวดเร็ว

“ขับไปตามที่บอกเอาไว้” วินออกคำสั่งกับคนขับรถ ที่รับคำในทันที “ครับนายน้อย” เสียงคนขับตอบกลับมา ตฤณพอจะเห็นภาพที่รุ่นพี่บอกกับเขาทางโทรศัพท์ก่อนหน้านี้แล้ว ว่านายน้อยวิน เป็นแก้วตาดวงใจของตระกูล ที่ว่าใครก็ตามที่มาทำงานให้กับครอบครัวนี้ ยังไงก็ห้ามขัดใจ เพราะไม่ว่าวินจะต้องการอะไร แค่เอ่ยปาก นายใหญ่และนายหญิงก็จัดหามาให้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

“ถึงยังไงก็ควรพูดกับเขาดี ๆ ทั้งคำพูดและน้ำเสียง” เหมือนจะพูดลอย ๆ ออกมา แต่วินก็หันมาทางตฤณ ที่ร่นตัวไปนั่งติดกับประตูรถอีกฝั่ง อย่างจงใจทำให้นายน้อยรู้ว่า ตฤณไม่ได้อยากนั่งใกล้ด้วย “ตฤณว่าแต่วิน แล้วตัวของตฤณล่ะ พูดกับวินดี ๆ ทั้งคำพูดและน้ำเสียงหรือยัง” ตฤณรู้สึกจี้เข้าที่กลางอก เมื่อถูกเด็กหนุ่มย้อนเกล็ดเข้าให้ แต่วินดูจะไม่ได้จริงจังอะไรกับคำพูดประโยคนั้นของเขา แค่อยากจะยั่วให้ตฤณต่อปากต่อคำด้วยมากกว่า

“ผมไม่หลงกลเถียงกับคุณหรอกนะ” ตฤณแสดงตนว่า ตอนนี้เขาเริ่มทันเกมของเด็กหนุ่มแล้ว “ว้า โดนรู้ทันเสียแล้ว” ตฤณทำหน้าเศร้า ยื่นหน้าเข้าหาตฤณ “ไม่น่ารักเลยนะครับ เดี๋ยวก็คุณ เดี๋ยวก็ผม” วินทำแววตาเศร้า และดูหงอย ๆ ให้ตฤณได้เห็น ตฤณที่เห็นแบบนั้น ก็ทำเป็นมองออกนอกหน้าต่าง เสทำเป็นชะโงกดูนั่นดูนี่

“แล้วนี่คุณจะพาผมไปไหน” ตฤณถามขึ้น เมื่อคนขับได้ขับรถเข้าสู่กระแสการจราจรของเมืองหลวง “ไม่ต้องกลัวหรอกครับตฤณ” วินพูดหน้านิ่ง ๆ “วินไม่พาตฤณไปขายหรอก ส่งตฤณต่อให้พวกค้ามนุษย์ ไม่น่าจะได้ราคาเท่าไหร่” ตฤณรู้สึกหน้าชายิบ ๆ เมื่อได้ยินแบบนั้น เขาถึงกับนิ่งเงียบ ไม่พูดไม่ถามอะไรต่อ

“ปิดพาร์ทิชั่นซะ” สิ้นคำสั่ง คนขับรถก็รับคำนายน้อยของตระกูล ก่อนที่ตฤณจะเห็นกระจกไฟฟ้าสีดำทึบ เลื่อนขึ้นปิดระหว่างคนขับกับห้องโดยสารทางด้านหลัง รถวิ่งอยู่ในการจราจรที่ค่อนข้างคับคั่ง ตฤณค่อย ๆ แอบชำเลืองมองไปที่อีกฝ่าย แต่ดูเหมือนว่า วินจะจับทางเขาได้ เหมือนจะรู้ทันความคิดของไปเสียทุกอย่าง เพราะตฤณที่หันไปมอง ก็เจอสายตาของวินที่มองเขาอยู่ก่อนแล้ว

ตฤณจึงเลือกที่จะหลับตา ทำเป็นแกล้งหลับ ทั้ง ๆ ที่ในใจของเขาเริ่มที่จะสับสน เริ่มที่จะตั้งคำถามให้กับตัวเอง อะไรบางอย่างมันกำลังกระตุ้นเตือนให้เรื่องราวของใครบางคน ที่ตฤณคิดว่าเขาได้ซ่อนเขาคนนั้นเอาไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจ ไม่มีใครได้ล่วงรู้ ว่ามีใครคนนั้น 'ยังคงมีชีวิตอยู่' ที่นั่นมาตลอด เหมือนกับว่า เขาที่เป็นคนคนนั้นของใจ ไม่เคยจากไปไหน

ตฤณเดินตามวินมาหยุดยืนอยู่ที่ด้านหน้าร้านหนังสือ เมื่อที่นี่คือที่แห่งแรกที่คนขับได้รับมอบหมายให้ขับรถพาวินและตฤณมา ตอนมาถึง วินก็ออกคำสั่งให้คนขับรออยู่ที่รถนี่ ส่วนเขาและตฤณจะเข้าไปทำธุระ ตฤณหันไปมองหน้าวิน เหมือนกับเพื่อให้แน่ใจจริง ๆ ว่าวินจะมาที่นี่จริง ๆ หรือเปล่า ก่อนจะเห็นวินพยักหน้าแล้วก็เดินนำตฤณเข้าไปที่ด้านในของร้าน

“ตฤณช่วยวินเลือกหนังสือหน่อย” นายน้อยแห่งตระกูลผู้มั่งคั่งพูดขอร้องคนที่มาด้วย กับน้ำเสียงที่ตฤณฟังแล้วก็คงเสียงมารยาท ถ้าจะบอกปัดหรือปฏิเสธ “อยากได้หนังสือเกี่ยวกับอะไร แนวไหนครับ” ตฤณถามออกไป เพราะร้านหนังสือขนาดใหญ่แบบนี้ เริ่มต้นจากการรู้แนวหนังสือ รู้ชื่อหนังสือ น่าจะดีที่สุด

“ก็ดูไปเรื่อย ๆ ชอบอันไหนก็ซื้อ” วินตอบ ซึ่งมันฟังดูแล้วแปลกกับที่เด็กหนุ่มบอกกับเขาว่า ต้องการให้มาช่วยเลือกก่อนหน้านี้ เพราะตฤณคิดว่าวินมีเล่มที่หมายตาเอาไว้แล้วเสียอีก ตฤณเดินไปตามชั้นหนังสือต่าง ๆ นานเท่าไหร่แล้ว ที่เขาเองก็ไม่ได้มาเดินดูหนังสือแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อน ตอนที่เขายังเป็นวัยรุ่น ใช่สินะ มันนานมากมาแล้ว ที่เขาเคยมาเดินดูหนังสือแบบนี้กับใครคนหนึ่ง

“เขายังทำหนังสือแบบนี้ขายอยู่อีกหรือ” ตฤณประหลาดใจแกมดีใจ ก่อนจะหยิบหนังสือเนื้อเพลงภาษาอังกฤษมาหยิบเปิดไล่ดู “ทำไมล่ะ มันเชยมากขนาดนั้นเลยหรือ” วินถามขึ้น ยืนมองตฤณที่สีหน้าและแววตาดูสว่างขึ้นด้วยความดีใจ “คุณไม่รู้อะไร สมัยผมเป็นวัยรุ่น อายุเท่า ๆ กับคุณ หนังสือเพลงนี่คือที่สุดแล้วนะ” วินยิ้มออกมา เขามองดูใบหน้าที่มีรอยยิ้มเช่นกันของตฤณ อย่างไม่วางตา

“คนยุคนั้น” วินพูดขึ้น มองท่าทางของตฤณอย่างสำรวจ “หมายถึง คนยุคเก้าศูนย์ เขาซื้อหนังสือเพลงกันเป็นว่าเล่นเลยหรือครับ” คำถามนั้นของวิน ทำให้ตฤณถึงกับหลุดหัวเราะออกมา ก่อนจะแย้งออกไปว่า “ใครว่ากันล่ะคุณ” ตฤณพูด วินเห็นแววตาแห่งความสดใสฉาบทับอยู่ในนั้น จนวินรู้สึกว่าตฤณนั้นช่างน่าเอ็นดู

“ผมก็เตรียมกระดาษ เตรียมดินสอ มาลอกเนื้อเพลงน่ะสิ” ตฤณพูดพลางคิดถึงเรื่องราวย้อนอดีตกลับไป “ก็มีเงินไม่พอเท่าจำนวนเพลงที่อยากได้นี่นา จะซื้อหลายเล่มก็หมดตัวพอดี ก็สมัยนั้น เขายังไม่เคร่งเรื่องลิขสิทธิ์อะไรทำนองนั้นนี่นะ แล้วส่วนใหญ่ร้านหนังสือสมัยนั้น เขาก็วางเล่มหน้าสุด เอาไว้ให้อ่านฟรีอยู่แล้ว ขอแค่อย่าทำหนังสือของเขายับ และอย่าขโมยเป็นพอ ผมก็ต้องเพียรมาร้านหนังสืออยู่บ่อย ๆ แหม ก็มันไม่มีให้โหลดได้ง่าย ๆ เหมือนตอนนี้นี่นา” ตฤณหัวเราะ พลางส่ายหัวให้กับตัวเองในสมัยนั้น

“น่ารักดี” วินเอ่ยขึ้น ก่อนรอสบตากับตฤณ “น่าเอ็นดูดีนะ วินว่า” สายตาที่วินมองมาที่ตฤณ ทำให้ตฤณรู้สึกวูบวาบขึ้นมาที่ใบหน้า มันเป็นอาการที่ไม่เกิดขึ้นกับเขานานมากแล้ว ครั้งสุดท้ายที่เขารู้สึกอะไรแบบนี้ มันเมื่อไหร่กับใครกันนะ แล้วแวบนั้น ใบหน้าของคนคนนั้น ก็ฉายสว่างวาบขึ้นมาในความทรงจำของตฤณ

“เล่มนี้ ถ้าเราจะกลับมาอ่านใหม่ทีหลัง แล้วกลัวว่าใครจะมาซื้อไปเสียก่อน หรือหาไม่เจอ ก็เลื่อนมันไปไว้ด้านในแบบนี้” ตฤณมองดูเด็กหนุ่มดันหนังสือเล่มนี้เข้าไปที่ด้านในสุดของชั้นวาง แต่ว่าก็ยังคงมองเห็นได้จากด้านนอก วิธีนี้ แบบนี้ ตฤณเคยเห็นใครคนหนึ่งทำมันมาก่อน และตอนนี้ภาพแห่งความหลังภาพนี้ที่เหมือนกับว่า มันกลับลอยขึ้นมาเหนือผิวน้ำ หลังจากที่จมอยู่ที่ด้านล่างสายนทีนั้นมานานแสนนาน

“แล้วอย่างการ์ตูนพวกนี้ล่ะ วินรู้มาว่า สมัยยุคไนน์ตี้มันดังมาก ๆ เลยนี่นา” วินเดินนำไปหยิบแผ่นดีวีดีการ์ตูนเรื่องดังในอดีต ที่จัดวางอยู่บนชั้นไม่ไกลจากตรงนั้น ขึ้นมาถือไว้ในมือ ตฤณเดินตามมาดูแผ่นการ์ตูนที่วินถืออยู่ “ตฤณเป็นตัวไหน” วินกระเซ้า ถามเอาคำตอบกับตฤณ อะไรบางอย่างดึงตฤณกลับไปหาภาพความทรงจำในครั้งนั้น

“เป็นตัวไหนก็ไม่ได้ทั้งนั้นแหละ” ตฤณตอบออกไป ไม่เลือกตัวการ์ตูนที่อยุ่บนหน้าปกนั้นเลยสักตัว “ไม่ได้สิ แบบนี้หน้ากากทักซิโด้จะได้คู่กับนางเอกอย่างเซเล่อร์มูนหรือ” ตฤณท้วง ยังคงต้องการให้ตฤณเลือกตัวละครเอกนั้นอยู่ดี “สมัยนั้น คนอย่างพวกผม เขาไม่เรียกกันว่านางเอกน่ะสิ” ตฤณพูดขึ้นต่อจากคำพูดของวิน ซึ่งนั่นทำให้เด็กหนุ่มเห็นแววความเศร้าสั่นไหวในดวงตาของตฤณ

“มันไม่เหมือนกับสมัยนี้ ที่คนเขาก็ช่างคิดช่างเข้าใจ มีคำเรียกให้เลือกใช้ว่านายเอก” ตฤณมองภาพตัวละครในการ์ตูน แล้วนึกถึงความรู้สึกที่ยังคงสะท้อนอยู่ภายในใจของตัวเอง “ถ้าตอนนั้น มันเป็นอย่างทุกวันนี้ บางที อะไร ๆ มันคงจะดีกว่านี้” ตฤณหลบสายตาจากวิน ที่มองและฟังตฤณพูดอย่างเงียบ ๆ

“ผมว่า ผมคงไม่ได้เรื่อง คงช่วยคุณเลือกหนังสือไม่ได้ คุณอยากได้เล่มไหน ก็หยิบเอาเองแล้วกันนะ เดี๋ยวผมเดินไปรอคุณที่ข้างนอกร้าน” พูดจบ ตฤณก็รีบเดินออกไปจากตรงนั้น ความรู้สึกที่มีก้อนอะไรแข็ง ๆ แล่นเข้ามาจุกที่คอหอย ทำให้เขาหวั่นไหวและอ่อนไหวไปหมด ยิ่งภาพของใครบางคนขึ้นมาทาบทับเข้ากับวิน เด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า มันทำให้ตฤณบอกกับตัวเองว่า เขาต้องเดินออกไปจากตรงนั้น

วินเดินตามออกมาที่ด้านหน้าร้าน ตฤณถามถึงหนังสือที่วินต้องการ แต่เด็กหนุ่มบบอกว่า เอาไว้เขาจะกลับมาดูอีกครั้งในวันหลัง ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง บอกว่า เขามีอีกที่ที่อยากจะไป ตฤณพยักหน้า คิดว่ามีนคงจะเป็นการดี ที่จะได้ไปที่อื่น ไปในที่ที่ไม่มีอะไรกระตุ้นเตือนความทรงจำที่เคยมีในครั้งก่อน กับใครบางคนที่ไม่เคยลบเลือนออกไปจากใจ

แต่แล้ว ตฤณก็ต้องหยุดก้าวเท้า เขาชะงักจนแทบจะสะดุดเท้าของตัวเอง เมื่อเห็นว่าวินกำลังจะพาเขาไปที่ไหน วินหันมามองตฤณที่หยุดยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น เด็กหน่ามเอ่ยปากเรียกอีกฝ่ายให้เดินตามเข้าไป ตฤณส่ายหน้า และหันหลังกลับ ทำท่าจะเดินหนี วินรีบสาวเท้าเข้าไปดักหน้าตฤณไว้ได้ทัน

“คุณพาผมมาที่นี่ทำไม” ตฤณถาม เมื่อวินคว้าแขนของเขาเอาไว้ได้ทัน เมื่อเห็นตฤณทำท่าจะวิ่งหนี “ตฤณจะหนีวินทำไม” เสียงพูดนั้นฟังดูน้อยใจมากกว่าที่จะขุ่นใจ “เข้าไปด้านในด้วยกัน” วินพูดกึ่งบังคับ ก่อนจะใช้แขนทั้งสองกึ่งโอบกึ่งช้อนเอวของอีกฝ่ายให้เดินตาม ตฤณขยับขืนตัว ส่ายหน้าบอกกับวินว่า เขาจะไม่เข้าไปในนั้น

“ช่วยพาผมออกไปจากที่นี่ ได้โปรด ผมขอร้อง” วินเห็นตฤณทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ หยาดน้ำใส ๆ เอ่อท้นขึ้นที่ขอบตาทั้งสอง วินรู้สึกตกใจเช่นกัน ที่ได้เห็นแบบนั้น และยิ่งทำนองของเพลงฮิตสมัยเก้าศูนย์เพลงนั้นดังขึ้นจากลำโพงด้านหน้าร้านคาราโอเกะด้วยแล้ว วินรับรู้ได้ทันทีถึงความรู้สึกเสียใจ เศร้าใจ และความเจ็บปวดที่แสดงออกมาจากสีหน้าและแววตาของตฤณ

************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=RJvsn8WFKmM


ทุกทุกสิ่งนั้นเปลี่ยนไป

Everything seemed to change

เมื่อตอนลืมตาขึ้นมา และมองท้องฟ้าในตอนไหน

I opened my eyes today and saw the sky up there

เหงาเหลือเกินเมื่อเธอจากไป

I am so lonely since the day you were gone

เหม่อมองพระจันทร์ทุกคืน ฉันคิดถึงเธอเกินทนไหว

Seeing the moon each night, it makes me miss you so desperately


โอ้ว บางครั้งที่ใจอ่อนไหว

Oh, dear, my heart feels empty

น้ำตายิ่งบีบยิ่งคั้น

Tears endlessly pain me

ร้องออกมาเท่าไหร่ เธอรู้มั้ย

How long those nights last, don’t you know?


แต่ละคืนที่มองไม่เห็นใคร

No one’s home at night

อดทนไว้หัวใจยังสั่น

My heart’s shaking yet holding up

แต่ละวันเดือนปีที่หมุนไป

Months turned to years and so on

เธอรู้มั้ยว่าใครคิดถึงเธอ

And that doesn’t change me, I miss you so

ตรงนี้ไม่มีเธอแล้ว

Though I don’t have you here

แต่ย้ำ ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม

But it’s still the same as usual

ฉันคิดถึงเธอเหลือเกิน

I do miss you dearly


เพราะโอกาสที่เราเจอกัน

The chance we both will meet

แค่เพียงในยามค่ำคืน เวลาฉันนอนหลับตาฝัน

Is in the night when I am away dreaming

ทุกทุกสิ่ง ที่เราผูกพัน

Everything that has been bonding us

และฉันยังภาวนาเพื่อขอให้เธออยู่ตรงนั้น

That’s what I’m praying to have you with me right here


โอ้ว บางครั้งที่ใจอ่อนไหว

Oh, dear, my heart feels empty

น้ำตายิ่งบีบยิ่งคั้น

Tears endlessly pain me

ร้องออกมาเท่าไหร่ เธอรู้มั้ย

How long those nights last, don’t you know?


แต่ละคืนที่มองไม่เห็นใคร

No one’s home at night

อดทนไว้หัวใจยังสั่น

My heart’s shaking yet holding up

แต่ละวันเดือนปีที่หมุนไป

Months turned to years and so on

เธอรู้มั้ยว่าใครคิดถึงเธอ

And that doesn’t change me, I miss you so

ตรงนี้ไม่มีเธอแล้ว

Though I don’t have you here

แต่ย้ำ ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม

But it’s still the same as usual

ฉันคิดถึงเธอ

I do miss you


แต่ละคืนที่มองไม่เห็นใคร

Each night, I have no one to spend it with

อดทนไว้หัวใจยังสั่น

Be patient though my heart aches

แต่ละวันเดือนปีที่หมุนไป

Months and then years that went by

เธอรู้มั้ยว่าใครคิดถึงเธอ

Do you know who misses you still?

ตรงนี้ไม่มีเธอแล้ว

No, you’re no longer here anymore

แต่ย้ำ ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม

Yet it still screams at me that I don’t change

ฉันคิดถึงเธอเหลือเกิน

I miss you so so much


เธอจะรู้บ้างมั้ย บ้างมั้ย บ้างมั้ย

Do you know this? Don’t you? Will you?

ฉันคิดถึงเธอเหลือเกิน

I miss you with my whole heart

ฉันคิดถึงเธอเหลือเกิน

I miss you so much, boy

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

ออฟไลน์ evanescence_69

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 188
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-3
ใครเป็นใครในแต่ละพาร์ทอ่ะ

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
บทที่ ๑๒. คิดถึงจึงมาหา



2545

2002



“คุณอดทนเอาไว้นะ หมอ ลูกผมจะคลอดอยู่แล้ว ทำไมหมอยังดูใจเย็นอยู่ได้” ชายผู้ที่กำลังจะได้เป็นพ่อคน รอคอยการกำเนิดของลูกคนแรกของตัวเองและภรรยา ถามคุณหมอที่อยู่ในห้องคลอดด้วยกัน ด้วยน้ำเสียงที่ทั้งเป็นกังวลและหวาดหวั่นอยู่ในที นายแพทย์ผู้รับหน้าที่ทำคลอดให้กับภรรยาของเขา ถึงกับต้องโบกมือให้เขาใจเย็น ๆ ไว้ก่อน

“รอให้ช่องคลอดของคุณแม่ขยายให้ถึงสี่ถึงหน้านิ้วก่อนนะครับ คุณพ่อใจเย็น ๆ ก่อน และคุณแม่อย่าเพิ่งเบ่งคลอดนะครับ เดี๋ยวพอถึงเวลา หมอจะให้จังหวะ แล้วตอนนั้น คุณแม่ค่อยเบ่งให้สุดแรงเลยนะครับ” คำอธิบายของคุณหมอ ยังไงก็ไม่สามารถทำให้เหงื่อเม็ดเป้งที่ไหลซึมออกมาบนหน้าผากว่าที่คุณพ่อให้แห้งหายไปได้

“ฉันเจ็บจะแย่อยู่แล้วหมอ หมอยังจะบอกให้รออยู่อีกหรือ แล้วหมอจะเปิดเพลงอะไรของหมอ ถ้าจะเปิดเบา ๆ งุ้งงิ้ง ๆ แบบนี้ หมออย่าเปิดเลยดีกว่า” เสียงของว่าที่คุณแม่คนใหม่ ที่เริ่มจะไม่ทนกับความเจ็บปวดจนเกินจะทนนี้แล้ว เริ่มหันมาแว้ดใส่นายแพทย์ประจำเคสคลอดธรรมชาติ

“ใจเย็น ๆ ครับคุณแม่ เพลงนี้กำลังดังเลย คุณแม่เคยได้ยินชื่อนักร้องคนนี้มั้ยครับ ปาล์มมี่ ถ้างั้นเดี๋ยวผมจะให้พยาบาลเปิดเพลงนี้ดัง ๆ แล้วถ้าคุณแม่อยากจะร้องดัง ๆ ก็ร้องดัง ๆ ปล่อยออกมาให้เต็มที่เลยนะครับ” คุณหมอบอกกับว่าที่คุณแม่ “เอาล่ะช่องคลอดของคุณแม่ขยายได้ห้านิ้วแล้ว แต่หมอจะตัดฝีเย็บเพิ่ม พอหมอให้สัญญาณคุณแม่ก็เบ่งเลยนะครับ คุณพ่อด้วย ช่วยคุณแม่เบ่งนะครับ พร้อมนะ” เสียงเพลงจากวิทยุเปิดเร่งโวลุ่มดังขึ้น พร้อมกับการกรีดร้องที่ดังที่สุดของชีวิตจากทั้งว่าที่คุณพ่อคุณแม่คู่นี้ รวมถึงชีวิตใหม่ของเด็กผู้ชายคนนี้ที่ลืมตาขึ้นมาดูโลก

“เด็กสมบูรณ์แข็งแรงดีนะคะ ดีใจด้วยนะคะ คุณพ่อคุณแม่” เสียงพยาบาลร้องบอก ก่อนจะนำเด็กชายแรกเกิดมาวางไว้ที่หน้าอกของผู้เป็นแม่ สองสามีภรรยาก้มลงมอง จูบหอมเด็กน้อยด้วยความรัก “มีปานแดงเล็ก ๆ ที่หัวไหล่ด้วยนะคะ” สองสามีภรรยาสบตากัน นึกถึงคำพูดของหลวงพ่อ ที่เคยพูดกับพวกเขาไว้ ว่าหากว่าเด็กที่ขอพรจากองค์พระไป เกิดมาพร้อมกับตำหนิ นั่นก็หมายความว่า เรื่องราวเดิม ได้ติดตามเด็กน้อยคนนี้มาด้วย



2550

2007



“ปลายปีนี้เราจะไปเที่ยวที่ไหนกันดีคุณ” เสียงนายหญิงถามผู้เป็นสามี ขณะที่คุณแม่บ้านกำลังตั้งโต๊ะอาหารมื้อเย็น “จะอยู่ที่ไทยนี่ หรือว่าจะไปแถวยุโรปกันดี” คำถามนั้นทำให้นายใหญ่เงยหน้าขึ้นจากหนังสือพิมพ์ในมือ “ไปสวิตเซอร์แลนด์ก็ดีนะ” ผู้เป็นสามีพูดขึ้น ก่อนจะมองไปที่เด็กชายตัวน้อยที่กำลังจะอายุครบห้าขวบในปีนี้ ที่กำลังไถรถแข่งในมมือเล่นอยู่ที่พรมราคาแพงระยับ

“วินเริ่มโตพอที่จะเดินทางไกล ๆ ได้แล้ว ปกติก็ไม่ค่อยงอแงเท่าไร่ นวลตักข้าวให้คุณท่านเลย” เสียงนายหญิงพูดบอกคุณหัวหน้าแม่บ้าน “ก็ให้นวลไปช่วยดูด้วยก็ได้ ได้มั้ยล่ะ ฮึ” นายใหญ่ที่เป็นคุณท่านของบ้านถามกับแม่บ้านผู้รู้ใจนายหญิงที่สุด “นวลก็ยังไม่เคยไปยุรงยุโรปอะไรกับเขาเลยสักครั้ง ถ้าคุณท่านจะกรุณา” นายหญิงหันไปบีบแขนคุณแม่บ้าน ก่อนจะยิ้มเป็นเชิงรับรองและอนุญาต ว่าให้ไปช่วยเธอดูแลนายน้อยวินด้วยกัน

“วันเกิดคุณวินก็ปลายปี ดีเสียอีกนะคะ คุณวินน่าจะชอบ” คุณแม่บ้านนวลที่ช่วยเลี้ยงนายน้อยของตระกูลนี้มาเห็นดีเห็นงามด้วย “งั้นก็ยื่นวีซ่าแต่เนิ่น ๆ เวลาหนึ่งเดือน ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร วินเดี๋ยวค่อยเล่นต่อ มากินข้าวก่อนลูก” เสียงผู้เป็นภรรยาเจ้าของคฤหาสน์หลังนี้เอ่ยเรียกลูกชายคนเดียวของตน ก่อนจะต้องลุกขึ้นไปเดินมองหา เมื่อไม่เห็นว่าเด็กชายนั่งเล่นอยู่ตรงนั้นแล้ว

สองสามีภรรยาร้อนรน รีบเดินตามหาพร้อมเรียกชื่อบุตรชายของตัวเองไปด้วย ก่อนที่นายท่านและนายหญิงของบ้าน จะหันมามองหน้ากัน เมื่อได้ยินเสียงเพลงดังออกมาจากทางหน้าบ้าน ทั้งสองคนสามีภรรยา จึงเดินออกไปดู ก่อนจะเห็นคนขับรถยืนอยู่ข้าง ๆ ตัวรถ ที่ประตูด้านข้างคนขับเปิดอ้าเอาไว้อยู่

“ผมกำลังจะเอารถไปล้าง แต่นายน้อยเดินขึ้นมานั่งเสียก่อน ผมก็เลย” นายท่านพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะเดินเข้าไปหาบุตรชาย ที่กำลังกดเปิดเพลงเดิมขึ้นฟังอยู่แบบนั้น “วิน ทำอะไรลูก” นายใหญ่ของคฤหาสน์หลังงาม ถามลูกชายคนเดียวของเขา ที่จ้องไปที่หน้าจอแอลซีดีภายในรถ ก่อนจะกดเล่นเพลงเดิมนั้นซ้ำอีก

“เฝ้าแต่คิดถึง ได้แต่คิดถึงสิ่งที่สองเราเคยมี เฝ้าแต่คิดถึง ได้แต่คิดถึง นึกทีไรก็ยิ้มทุกที มีแต่คิดถึง มีแต่คิดถึง อยากให้เธอได้อยู่ตรงนี้ คิดถึงเธอ คิดถึงเธอ” เสียงร้องนั้นดังออกไปจนทั่วบริเวณ “ชอบเพลงนี้หรือลูก วิน” ผู้เป็นพ่อถามบุตรชาย ก่อนที่เด็กชายจะหันมาพยักหน้าแทนคำตอบ “คิดถึง สัญญาแล้ว ต้องเป็นสัญญา” สองสามีภรรยามองหน้ากันอีกครั้ง ที่ได้ยินลูกชายคนเดียวของพวกเขาพูดแบบนั้น



2561

2018



“เฮ้ยกูปวดท้อง กูไม่ไหวแล้วจริง ๆ กูไปก่อนล่ะ ไม่ทันแล้วกู ไม่ทันแล้ว” เสียงนักร้องนำของวง ที่เมื่อวานตอนเย็น ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า วันนี้เป็นวันงานโรงเรียน ที่ตัวเองต้องขึ้นแสดง แต่ก็ยังจะไปร่วมปาร์ตี้ส้มตำจนเต็มคราบ ซึ่งก็ออกอาการตั้งแต่เมื่อคืน ล่วงเลยมาจนถึงตอนนี้ นี่ยังดีที่ไม่ถึงกับล้มพังพาบไป ยังมีเรี่ยวแรงเดินเหิน ทั้ง ๆ ที่เทียวไปเทียวมาห้องน้ำอยู่ไม่ขาด

“เอาไงล่ะทีนี้ แล้วใครจะมาเป็นคนร้องนำวะ” เพื่อนในวงพากันเซ็ง เมื่อนักร้องนำของวงทำท่าว่าจะทำให้งานคราวนี้ล่มเสียแล้ว “ไอ้วินไง” ใครคนหนึ่งนึกขึ้นได้ รีบตะโกนบอกเพื่อนด้วยความหวัง “ไอ้วินนั่นแหละเหมาะที่สุด” เพื่อนอีกคนก็เห็นด้วยเช่นกัน ก่อนที่ใครอีกคนจะรีบกดมือถือ ถามว่าตอนนี้วินอยู่ที่ไหน แล้วพากันรีบวิ่งไปหา

“แต่กูไม่เคยซ้อมกับวงเลย” วินออกตัว เพราะเขารับหน้าที่ในส่วนอื่นให้กับงานโรงเรียน ไม่ได้คิดว่าจะขึ้นเวทีร้องเพลงให้คนทั้งโรงเรียนฟังแต่อย่างใด “แต่มึงน่ะเหมาะสมที่สุดแล้ว ไอ้วิน ช่วยพวกกูหน่อย” เสียงกึ่งบังคับกึ่งขอร้อง กับเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานในตอนนี้ ที่ทั้งวงกำลังต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

“ใช่ มึงน่ะชอบอะไรที่มันยุคเก้าศูนย์แบบนี้อยู่แล้วไม่ใช่หรือไง เพลงนี้ นักร้องก็ยุคเดียวกันกับที่มึงชอบ” เพื่อนอีกคนรีบแจกแจงเหตุผล “เออ จริงนะ มึงก็ชอบเพลงแนวนี้อยู่แล้ว” เพื่อนคนที่เป็นต้นคิดให้วินมาเป็นนักร้องนำช่วยชีวิตวงของพวกเขาไว้ พูดเสริมขึ้น “กูว่า ไอ้วินแม่งน่าจะไม่ใช่แค่ชอบอะไร ๆ ในยุคนั้นนะเว้ย แม่งอาจจะหลุดมาจากยุคนั้นเลยก็ได้ แบบวิน รีบอร์น กำเนิดใหม่ไดโนวินเลยนะเว้ย” เพื่อน ๆ ทุกคนตรงนั้นทีได้ยิน ถึงกับพากันหัวเราะแล้วเฮกันลั่น

“คนที่ฉันนั้นมองอยู่ทุกทุกวันน่ะใช่รึเปล่า คนที่ฉันนั้นคุยอยู่ทุกทุกวันน่ะใช่รึเปล่า คนที่ยิ้มให้กันอยู่ทุกทุกวันน่ะใช่รึเปล่า คนที่รักฉันอยู่ไหน คนที่เค้าต้องการให้ฉันเข้าใจอยู่นี่รึเปล่า คนที่เค้าต้องการให้คิดถึงกันอยู่นี่รึเปล่า คนที่เค้าต้องการให้ฉันรักจริงอยู่นี่รึเปล่า เป็นผู้ต้องหาต่อไป”

วินเด็กหนุ่มในวัยสิบหกปี ขึ้นเวทีสนุกสนานไปกับเพื่อน ๆ และเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมาก ที่ทำให้งานโรงเรียนในครั้งนี้ ไม่ล่มอย่างที่กลัวกัน เพื่อนคนที่ท้องไส้ปั่นป่วน เข้ามาขอบคุณวินที่ช่วยเหลือวงเอาไว้ในครั้งนี้ วินเองก็คิดว่าเขาตัดสินใจถูก ในขณะที่เขากำลังร้องเพลงนี้อยู่บนเวที ใบหน้าของใครคนนั้น ที่เขาเห็นในฝัน ก็ลอยเข้ามาให้เขาเห็นในห้วงคำนึงอยู่ไม่ได้ขาด



2565

2022



“เรากินมื้อกลางวันกันก่อนนะครับ วินหิวแล้ว ตฤณหิวมั้ย” วินชวนอีกฝ่ายคุย เพราะตั้งแต่ทั้งสองคนมานั่งที่โต๊ะในร้านอาหารที่วินได้จองไว้ โดยพื้นที่บริเวณสวนด้านนอกทั้งหมด ทางร้านจะปิดให้บริการแก่ลูกค้าคนอื่น จนกว่าวินและตฤณจะทานอาหารเสร็จ จะมีแค่เพียงเขาทั้งสองคนที่กันพื้นที่เอาไว้เป็นการส่วนตัว

“วินเลือกอาหารไว้แล้วบางส่วน แต่ถ้าตฤณอยากจะกินอะไรเพิ่ม สั่งได้เลยนะ” วินยิ้มให้กับอีกฝ่าย พนักงานวางเมนูอาหารไว้ให้กับตฤณ “ผมไม่ได้อยากจะกินอะไรเป็นพิเศษ คุณสั่งเอาไว้แล้ว ตามนั้นก็แล้วกัน” ตฤณตอบกลับเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ทางด้านขวามมือของตัวเองไป วินเลยหันไปบอกกับพนักงานให้จัดอาหารมาเท่าที่เขาสั่งไว้ล่วงหน้าก่อน

“ร้านนี้วินมากินหลายครั้งแล้ว อาหารอร่อยหลายอย่าง วันหลังเราก็มากินด้วยกันบ่อย ๆ” วินพูดด้วยท่าทางที่อยากจะชวนอีกฝ่ายคุยด้วย ตฤณมองท่าทางของวินที่แสดงออกแบบนั้น “เมนูเนื้อของที่นี่ก็เด็ดหลายอย่าง” อาหารที่วินได้สั่งไว้ พนักงานได้นนำมาวางจนเต็มโต๊ะ การพูดการจาของวิน ทำให้ตฤณสะกิดใจอยู่ไม่น้อย

“เอามาตัดเป็นชิ้นพอคำแบบนี้” ตฤณมองดูวิน ใช้มีดหั่นเนื้อเกรดพิเศษ ก่อนจะตักเอามาวางไว้ในจานของตฤณ “จะให้ดีนะ ต้องราดซอสแจ่วชุ่ม ๆ แต่เสียดาย ที่นี่เขาเสิร์ฟแบบฝรั่ง” ตฤณกะพริบตาถี่ ๆ พยายามไล่เรียงความคิด ว่าลักษณะการพูด การกินอาหารแบบนี้ เหมือนใครบางคนที่เขาเคยรู้จัก

“ลองกินนี่ด้วยนะตฤณ” เจ้าของชื่อมองดูวินที่กำลังตักเส้นสปาเกตตีมาจัดไว้ในจานเล็ก ม้วนเส้นให้มีขนาดพอดีคำ “วางแฮมลงไปด้านบน โปะด้วยเบคอนกรอบ ๆ” ตฤณรู้สึกตัวชา มือไม้ของเขารู้สึกสั่นเทิ้ม ใจของตฤณเต้นรัวเร็ว “พริกแห้งนี่ถึงมันจะเผ็ดไปหน่อย แต่มันช่วยเรื่องความเลี่ยน” ตฤณขยับริมฝีปากพูดประโยคเดียวกันกับวิน ตั้งแต่คำแรกจนคำสุดท้ายได้พอดี ถูกต้องทุกคำ

“กินเยอะ ๆ นะตฤณ หรือจะให้วินป้อน” วินพูด ก่อนจะยกแก้วน้ำเย็นขึ้นดื่ม ตฤณมองตามทุกอิริยาบถของเด็กหนุ่ม วินวางแก้วน้ำลง ตฤณมองตามมือของวินที่วางแก้วนั้น ก่อนจะเลื่อนสายตากลับไปที่ริมฝีปากของวิน ที่กำลังขยับก้อนน้ำแข็งที่เอาเข้าปากไปด้วย ตอนที่ยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม ก่อนที่ก้อนแข็ง ๆ อะไรบางอย่างจะแล่นเข้ามาจุกที่คอหอยของตฤณ

ตฤณแทบไม่เชื่อสายตาของตัวเอง มองวินที่กำลังเคี้ยวน้ำแข็งแบบนั้น มีใครคนหนึ่งที่ชอบเคี้ยวน้ำแข็งเล่นแบบนี้ แถมลักษณะการเคี้ยวนั้นยิ่งทำให้ตฤณจุกอยู่ในอก วินมองตรงมาที่ตฤณ เมื่อเห็นอีกฝ่ายยื่นมือเข้ามาใกล้ ตฤณทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ เขาแตะปลายนิ้วลงบนริมฝีปากของวิน ที่ขยับเคี้ยวน้ำแข็งช้าลง จนหยุดในที่สุด

ตฤณรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะสำลักอากาศ ราวกับว่าอากาศไม่พอที่จะหายใจ เมื่อวินจุมพิตเบา ๆ เข้าที่ปลายนิ้วของตฤณ ก่อนจะหลับตา แล้วเลื่อนจมูกหอมไปที่ปลายนิ้วมือของตฤณ ที่เจ้าของมือรู้สึกสะท้านไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย จนทำให้วินรู้สึกได้ เด็กหนุ่มลืมตาขึ้นมองไปที่อีกฝ่าย ตฤณมีน้ำตารื้นขึ้นขอบตาทั้งสองข้าง เมื่อมองเห็นสายตาที่แสดงความโหยหา ออกมาจากแววตาของวินแบบนั้น

“ตฤณเคยคิดถึงใครสักคน มากจนมันปวดไปทั้งใจมั้ย” ตฤณมองเด็กหนุ่มดึงมือของเขาไปแนบเข้ากับแก้ม ความอบอุ่นที่มันเลือนหายไปจากใจเป็นเวลานานนับปี ตฤณกลับรู้สึกได้ว่า มันกำลังแผ่ซ่านออกมาจากแก้มของวิน ที่ทั้งนำเสียง แววตา และคำถามของวินประโยคนั้น มันทำให้ตฤณสั่นไปทั้งหัวใจ

**********************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=2kh-re0Wass



คงจะจริงที่วันเวลา

May be true that date and time

มันจะพาอะไรให้เปลี่ยน

Will change every single thing

เป็นเรื่องธรรมดาที่ใครก็เข้าใจ

It’s nothing new for us to understand


ใจของคนก็คงเหมือนกัน

Like our hearts, won’t be any different

เพียงไม่นานก็เปลี่ยนผันไป

Doesn’t take long to utterly change

แต่อาจไม่ใช่สำหรับฉัน

But that may not apply to me

ที่ยังคงทำอะไรเดิมเดิมอย่างนั้น

‘Cause I still do things exactly the same

แค่เพราะฉันไม่ชอบเปลี่ยนแปลง

None of alterations I do

ไม่ใช่ยังรักใคร

Not that I’m still in love


ตรงนี้ไม่มีใครคิดถึงเธอ

No one here is still thinking of you

เป็นแค่เพียงบางครั้งยังไม่ชินเท่าไร

Just sometimes I slip, unfortunately

คงเพราะวันเหล่านั้นสวยงามเกินไป

Maybe the old days were too ravishing

จนฉันเองก็ไม่เข้าใจ เพราะอะไรต้องลืม

It’s beyond my imagination as to why to forget the whole thing


ฉันแค่รู้สึกดีที่ได้นึกถึงมัน

I am feeling good remembering it

คงไม่ผิดถ้าเก็บไปฝันบางคืน

Would it be bad for me to dream it in some nights?

ไม่ต้องคิดมากมาย

Don’t you worry about that

ไม่มีใครเขาคิดถึงเธอ

No one seemingly think of you


ขอเถอะเธออย่าโทษฉันเลย

Please, dear, don’t you blame me for

ที่ไม่เคยจะลืมทุกอย่าง

That I can’t literally throw everything away

คงสักวันที่มันจะจางหายไป

It might be one day, they would disappear


ที่ยังทำอะไรเดิมเดิมอย่างนั้น

‘Cause I still do things exactly the same

แค่เพราะฉันไม่ชอบเปลี่ยนแปลง

None of alterations I do

ไม่ใช่ยังรักใคร

Not that I’m still in love


ตรงนี้ไม่มีใครคิดถึงเธอ

No one here is still thinking of you

เป็นแค่เพียงบางครั้งยังไม่ชินเท่าไร

Just sometimes I slip, unfortunately

คงเพราะวันเหล่านั้นสวยงามเกินไป

Maybe the old days were too ravishing

จนฉันเองก็ไม่เข้าใจ เพราะอะไรต้องลืม

It’s beyond my imagination as to why to forget the whole thing


ฉันแค่รู้สึกดีที่ได้นึกถึงมัน

I am feeling good remembering it

คงไม่ผิดถ้าเก็บไปฝันบางคืน

Would it be bad for me to dream it in some nights?

ไม่ต้องคิดมากมาย

Don’t you worry about that

ไม่มีใครเขาคิดถึงเธอ

No one seemingly think of you


ตรงนี้ไม่มีใครคิดถึงเธอ

Shouldn’t someone still miss you over here

เป็นแค่เพียงบางครั้งยังไม่ชินเท่าไร

It may be some chance ‘cause I’m still not used to it

คงเพราะวันเหล่านั้นสวยงามเกินไป

Those old times were too precious and priceless

จนฉันเองก็ไม่เข้าใจ เพราะอะไรต้องลืม

That makes me to not comprehend the reason to forget


ฉันแค่รู้สึกดีที่ได้นึกถึงมัน

I’m feeling alive thinking about it

คงไม่ผิดถ้าเก็บไปฝันทุกคืน

Would I be so wrong to dream of you every night?

ไม่ต้องคิดมากมาย

Please be trouble – free

ไม่มีใครเขาคิดถึงเธอ

No one here fantasizes about you


คิดถึงเธอ

I’ve been longing for you so

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
บทที่ ๑๓. อยู่ด้วยคิดถึง



2565

2022



ดีนเปิดประตูรถตู้ก่อนจะก้าวลงมายืนบิดตัวไปมา เพื่อไล่ความเมื่อยขบ โดยมีพ่อของเขาก้าวตามลงมา ผู้เป็นบิดามองลูกชายแล้วต้องส่ายหน้าให้ ดีนหาวหวอด ๆ ก่อนจะเดินเข้าไปในบ้าน โดยมีน้องสาวและผู้เป็นแม่เดินตามเข้าไป ขณะที่พ่อของดีน ยืนสั่งงานคนขับรถต่ออีกเล็กน้อย จึงค่อยเดินตามไปเป็นคนปิดท้าย

ดีนล้มตัวลงนอนบนโซฟายาวในห้องรับแขก แม่บอกกับดีนว่า เย็นนี้จะต้องไปงานเลี้ยงกับผู้ใหญ่ในกระทรวง ดีนฟังนิ่ง ๆ ไม่ทำท่าหืออือใด ๆ ในใจรู้อยู่แล้ว ว่าแม่ต้องการอยากจะให้เขาไปพบเจอผู้หลักผู้ใหญ่ให้ได้มากที่สุด เมื่อเขาเองก็กำลังจะเรียนจบมหาวิทยาลัย แม่พูดจบก็เดินขึ้นไปชั้นบนกับน้องสาวของเขา ที่น้องของดีนดูจะตื่นเต้นและกระตือรือร้นที่จะไปงานเลี้ยงที่น่าเบื่อนี้มากกว่าเขาเสียอีก

“แกไปอาบน้ำแต่งตัวได้แล้วดีน เดี๋ยวแกต้องไปงานเลี้ยงกับแม่แก” พ่อที่เดินตามเข้าบ้านมา พูดกับลูกชายของตัวเองที่ยังเห็นนอนเอกเขนกอยู่บนโซฟาห้องรับแขก “ฉันรู้ว่าแกไม่อยากไป แต่มันถึงกับจะทำให้แกลำบากขนาดนั้นเลยหรือ ถ้าแกจะทำอะไรเพื่อเอาใจแม่แกสักหน่อย” ดีนเลื่อนตัวขึ้นนั่งจากท่านอน ก่อนจะพูดกับตัวเองว่า เขามักจะต้องทำอะไรเอาใจคนอื่นอยู่เสมอ ๆ มานานเท่าไหร่แล้ว

“ฉันดีใจนะ ที่แกไปวัดกับฉันในวันนี้” เหมือนว่าผู้เป็นพ่อเองก็พอจะเดาความรู้สึกของลูกชายตัวเองได้ไม่ยากนัก “แกเอาใจฉันไปแล้ว ก็เอาใจแม่แกอีกสักคน ไหวมั้ย” ดีนสบตากับพ่อของเขา ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ แทนคำตอบ แม้ว่าสายตาของเขาจะเต็มไปด้วยความเบื่อหน่ายที่จะต้องไปยืนแกร่วในงานแบบนี้

“เออ พ่อเห็นแกไปนั่งกับเด็กคนนั้น ลูกเต้าเหล่าใครกัน เพื่อนแกหรือ” พ่อของดีนที่กำลังจะเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน นึกขึ้นได้ จึงหันมาถามกับลูกชาย ดีนตอบรับคำเบา ๆ “ครับ” พ่อของเด็กหนุ่มนึกประหลาดใจ ที่ดีนดูจะปุบปับดูสดใส สดชื่นขึ้น เมื่อได้ยินพ่อเอ่ยถึงเด็กหนุ่มคนนั้น “เพื่อนที่มหาวิทยาลัยน่ะครับ ชื่อปัน เทปปัน” ดีนไม่รู้สึกท้วงตัวเองเหมือนครั้งก่อน ๆ กลับพูดบอกพ่อของเขา แนะนำชื่ออีกฝ่ายกับพ่อของตัวเองเสร็จสรรพ

“เห็นมั้ยล่ะ ไม่ใช่มีแต่คนแก่ ๆ รุ่นบุกเบิกอย่างที่แกค่อนขอดเสียที่ไหน” พ่อของดีนรีบชี้ให้ลูกชายเห็น “แถมดูท่าทางเพื่อนของแก คงจะไม่ช่างคัดช่างค้านพ่อแม่สักเท่าไหร่นักด้วย” ดีนหัวเราะเบา ๆ ออกมา รู้ทั้งรู้ว่าเพิ่งโดนพ่อว่าเข้าให้ แต่คราวนี้ เขากลับไม่รู้สึกเซ็งไปกับคำพูดตำหนิของพ่อที่ใช้ตำหนิเขา เหมือนอย่างทุกครั้ง แต่กลับรู้สึกดีใจที่ความบังเอิญในวันนี้ รวมกับการตัดสินใจตัดปัญหาของเขา ยอมไปวัดกับพ่อ ทำให้ได้เจอและได้ใช้เวลากับเทปปันทั้งวัน

เทปปันก้มลงกราบแม่ชี ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับท่าน ที่มองเทปปันอยู่ก่อนแล้วด้วยสายตาที่อ่อนโยน เทปปันตั้งใจเข้ามากราบแม่ชี ก่อนที่จะขอตัวลากลับบ้านก่อน หลังจากที่อยู่ช่วยพี่ ๆ ทีมครัว เป็นลูกมือล้างจานชามที่ใช้ใส่อาหารในโรงทาน เลี้ยงแขกเหรื่อและผู้ที่เข้ามาร่วมในงานพิธีวันนี้

“แม่ชีสบายดีนะครับ” ถึงแม้ว่า สถานภาพของแม่ชีจะเปลี่ยนไปเป็นผู้ทรงศีล แต่สายใยที่มีทั้งความรักและความผูกพันระหว่างกัน ก็ยังคงอยู่ และไม่อาจจะตัดรอนลงไปได้ง่าย ๆ “แม่สบายดี ปันไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะ” น้ำเสียงที่แสดงถึงความมีเมตตาบวกกับท่าทางที่นิ่งสงบของแม่ชี ทำให้เทปปันนั้นพลอยสบายใจไปด้วย

“ปันจะบอกให้แม่ชีทราบด้วยว่า ช่วงนี้หลังเลิกเรียน ปันอาจจะไม่ได้มาเยี่ยมแม่ชีเหมือนทุกครั้ง เผอิญว่า ปันต้องไปช่วยกิจกรรมของทางมหาวิทยาลัยครับ” ปันเองบอกไปแบบนั้น ก็คิดกังวลอยู่ในใจว่า การที่ไม่บอกออกไปตรง ๆ กับแม่ชี ว่าตัวเองต้องไปซ้อมละครเวที ซึ่งตัวเองนั้นแสดงเป็นตัวนายเอกของเรื่อง และอีกคนนั้น นั่นก็คือพระเอกที่ต้องเล่นคู่กัน ซึ่งมันจะถือว่าเป็นความผิดมั้ย เพราะใจก็เกรงว่าจะทำให้แม่ชีไม่สบายใจ

“กับพ่อหนุ่มที่นั่งคู่กันวันน่ะหรือ” ปันได้ยินแม่ชีพูดแบบนั้น ก็ไม่รู้จะตอบออกไปอย่างไรดี “เพื่อนที่มหาวิทยาลัยใช่มั้ย มีคนสนิทกับเขาแล้วหรือ” แม่ชีถามต่อ ปันยิ้มแห้ง ๆ ก่อนตอบออกไปว่า “ใช่ครับ เป็นรุ่นพี่ปีสี่” แม่ชีพยักหน้ารับทราบ “แม่ชีทราบโดยญาณ” เหมือนจะกึ่ง ๆ ถามออกไปแบบว่าแน่ใจอยู่แล้ว

“เปล่าหรอกลูก” แม่ชีตอบปฏิเสธ “ไม่ต้องใช้ญาณจิตใด ๆ เห็น ก็พอจะบอกได้ ว่าเขาอยากจะใกล้ชิดสนิทสนมด้วยกันกับปัน” แม่ชีบอกกับเทปปัน มองเห็นใบหน้าของลูกชาย ที่แก้มขึ้นสีแดงระเรื่อ “เมื่อบุญให้ผล จะมีคนดี ๆ เข้ามาหาเราเอง” ด้วยความที่แม่ชีนั้น ตัดสินใจละทางโลก ท่านจึงรู้สึกเบาใจ หากว่าเทปปันจะแวดล้อมไปด้วยลักษณะทางสังคมที่ดี และนั่นรวมถึงคนดี ๆ ที่อยู่ใกล้ชิดในชีวิตด้วย

“เราไม่ได้สนิทอะไรกันมากขนาดนั้นหรอกครับแม่ชี” เทปปันรีบบอกแม่ชีออกไป โดยที่พูดออกไปแบบนั้น แต่กลับไม่กล้าสบตากับแม่ชีตรง ๆ “ศีลเป็นเครื่องหอมทางใจที่เสมอกัน เมื่อคนมีการงดเว้นข้อประพฤติผิดแบบเดียวกัน ใจสองใจนั้นจึงจะไปด้วยกันได้” เทปปันฟังแม่ชีสอน ก็กระหวัดใจถึงดีน คนที่ชอบพูดจาเย้าแหย่ ชอบพูดแกล้งนั่นแกล้งนี้ไม่มีหยุดคนนั้น

“อย่างน้อย ก็พอจะดูแล้วว่า พ่อหนุ่มคนนั้นดูมีศรัทธาไปในทางเดียวกัน ยอมละความสุขส่วนตัว สละเวลามานั่งจำกัดตัวเองอยู่ในกรอบ ตามผู้ใหญ่มาอยู่ในวัดในวา” ดั่งคำที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสแสดงเอาไว้ถึงคำว่า 'คู่บุญ' ที่จะมีความเหมือนกันเอาไว้อยู่สี่ประการ และสองในสี่ประการนั้น ก็ดูจะเข้ากันกับทั้งดีนและเทปปันในวันนี้ และนั่นก็คือ มีศรัทธาเหมือนกันและมีศีลที่เป็นเครื่องหอมดึงดูดให้เข้าหากัน

เทปปันกราบลาแม่ชี ก่อนที่เวลาที่แม่ชีจะเริ่มสวดมนต์ทำวัตรเย็น ระหว่างทางที่กลับบ้าน เทปปันนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขาและดีนในวันนี้ มันแปลกอยู่ไม่ใช่น้อย ที่สิ่งนี้มันเกิดขึ้น เพราะคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญเป็นแน่ ที่เขาทั้งสองคน จะมาเจอกันที่วัดและนั่งอยู่ในพิธีด้วยกันตลอด จนเกิดอะไรบางอย่าง ที่ไม่รู้ว่าจะหาคำอธิบายดี ๆ แบบไหน มาพูดได้ และนั่นมันทำให้ทั้งเทปปันและดีน ต่างก็อยากที่จะหาคำตอบเพื่อไขความกระจ่างให้มากขึ้น

ดีนเดินตามแม่ของเขา ที่เพียรพาลูกชายเข้าไปสวัสดีผู้ใหญ่นายโตหลายต่อหลายคน ที่มางานเลี้ยงนี้ เธอให้ลูกชายได้ฝากเนื้อฝากตัว และหลายต่อหลายครั้ง ดีนก็ได้ยินแม่ฝากฝังเขาเอาไว้กับผู้หลักผู้ใหญ่ เผื่อเอาไว้ตอนที่เขาเรียนจบแล้ว โดยที่แม่พูดกับดีนว่า อย่างน้อยก็ให้ได้รู้จักหน้าค่าตาเอาไว้ก็ยังดี รู้จักคนเยอะ ก็มีโอกาสดึงตัวเรียกไปใช้งาน เรียกไปแทนคนอื่นที่ไม่พร้อม ได้มากกว่าคนอื่น

ดีนที่แม้จะรู้สึกอึดอัดอยู่ไม่น้อย ที่ต้องคอยปั้นหน้าคอยยิ้ม คอยตอบรับคำ กับบรรดาผู้มีหน้ามีตาในวงสังคม หรือผู้ที่สามารถกำหนดเรื่องราวต่าง ๆ ให้เป็นไปได้ โดยที่เขาเอง ก็ลอบมองเห็นความสุขที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของแม่เขาเอง ดีนจึงไม่ทำตัวขบถต่อธรรมเนียมปฏิบัติ ที่เขาคิดว่ามันไม่จำเป็นแล้วในสมัยนี้ แต่ทั้งพ่อและแม่ของเขาบอกเอาไว้ ว่าทำไปก็ไม่เสียหลาย

“หน่วยก้านดีนี่เรา มีแฟนหรือยังล่ะ” ว่าแล้วเชียว ดีนคิดกับตัวเอง นี่ถ้าเขาเสี่ยงโชคแล้วมันแม่นแบบนี้ ว่าจะต้องมีใครสักคนถามคำถามแบบนี้กับเขา “ยังครับ ผมรอเจอคนที่ถูกใจอยู่” ดีนตอบออกไป ใจคิดว่าอยากจะพูดจาร้าย ๆ ตอบกลับ แต่ก็รู้สึกสงสารแม่ หากว่าเขาจะต้องมาฉีกหน้าคนระดับอธิบดีต่อหน้าแม่ของเขา

“เข้าใจ ๆ ผู้ชายหล่อ ๆ แบบเรา ๆ ก็ต้องเลือกผู้หญิงสวย ๆ เป็นธรรมดา” ดีนได้ยินคนในวงสนทนาหัวเราะกันครืน เมื่อได้ยินประโยคแบบนั้น เขาเองไม่เห็นว่ามันจะตลกตรงไหน พลันก็คิดถึงใบหน้าของใครบางคน แล้วเกิดเผลอยิ้มขึ้นมาอย่างไม่ทันรู้ตัว “ไม่ใช่ว่า แอบมีใครแล้วไม่บอกแม่เขานะ ไอ้หนุ่ม” เสียงใครสักคนเอ่ยแซวเขา ดีนถึงกับเก็บอาการไม่อยู่ จนทุกคนหัวเราะและแซวเขาออกมา ว่าหูของดีนแดงก่ำไปหมดแล้ว

เทปปันเปิดกระปุกไอศกรีมที่สั่งซื้อผ่านแอพลิเคชันส่งอาหารมา เขากลับมาถึงที่ห้องนานแล้ว ช่วงนี้เขาเลือกที่จะมาอยู่ที่คอนโด เพราะว่ามันสะดวกที่จะไปกลับมหาวิทยาลัย หากว่าต้องซ้อมละครเวทีจนถึงค่ำ ส่วนบ้านหลังใหญ่หลังเดิมที่เขาอยู่กับพ่อและแม่มาตั้งแต่เกิด ก่อนที่ทุกอย่างในชีวิตของเขาจะเปลี่ยนไป เทปปันก็ให้คนงานที่เคยทำงานให้กับบ้านของเขามาก่อน ช่วยดูแลให้

เทปปันหันไปมองโทรศัพท์มือถือของเขา ที่เพิ่งส่งเสียงว่า มีคนส่งข้อความมาทางแอพสนทนา เทปปันตักไอศกรีมเข้าปากก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมาดู ที่หน้าจอขึ้นให้เห็นว่า เป็นใครไปไม่ได้เลย นอกจากนายตัวแสบที่คอยแต่จะยียวนกวนประสาทเขาไม่เลิก และเหมือนว่า ดีนจะเดาทางเทปปันถูก อีกหนึ่งข้อความที่ถูกส่งมาหาเทปปัน บอกว่า ถ้าเทปปันอ่านแต่ไม่ยอมตอบกลับ ดีนจะกวนอีกฝ่ายทั้งคืนแน่

“กำลังกินไอติม” ข้อความจากเทปปันถูกส่งกลับไป ดีนที่แอบหลบออกมาด้านนอกงานเลี้ยง หลุดยิ้มออกมาในทันที “กินด้วยคนสิ” ดีนรีบตอบกลับไป แล้วใจจดใจจ่อรอให้เทปปันตอบกลับมา “ไปซื้อเอง” อ่านแล้ว ดีนก็ต้องพ่นลมหายใจออกมาอย่างแรง “ทำไมใจร้ายจัง” ดีนเองก็ยังไม่เข้าใจ ว่าทำไมเขาถึงต้องหวังใจที่จะเห็นคำพูดดี ๆ ประโยคนุ่มนวลตอบกลับมาจากเทปปัน

เทปปันถึงกับเม้มปากเข้าหากัน เมื่ออ่านข้อความล่าสุดของดีน ที่ว่าเขาเป็นคนใจร้าย อะไรกัน เทปปันดุตัวเอง อยู่ ๆ จะไปนึกสงสาร รู้สึกผิดทำไมกับคนแบบนี้กัน ยังไม่ทันที่เทปปันจะตกลงกับตัวเองยังไม่ได้เลย ถึงเรื่องที่ว่า ควรจะพูดกับดีนให้ดีกว่าที่ทำมา หรือว่าจะต้องเห็นใจอีกฝ่ายด้วยหรือ หากว่าพูดอะไรออกไป แล้วดีนแสดงท่าทีน้อยใจนั้นออกมา

“เธออยู่ไหนเนี่ย” ทันทีที่ภาพใบหน้าของเทปปันปรากฏขึ้นบนหน้าขอโทรศัพท์ของเขา ที่ได้โทรศัพท์ผ่านวิดีโอไปหา ดีนก็ถามขึ้นทันที “อยู่บ้านสิ” เทปปันตอบกลับไป ก่อนจะสังเกตเห็นดีนผมเผ้าเรียบร้อย อยู่ในชุดสูทหล่อเหลา “แต่งตัวหล่อเชียว” เทปปันรู้สึกตัวทันทีว่าเขาเผลอที่พูดออกไป แต่ก็ไม่สามารถเรียกมันคืนกลับมาได้แล้ว

“เธอชอบหรือ” ดีนถาม พยายามซ่อนรอยยิ้มเอาไว้ แต่เขาก็ไม่สามารถซ่อนมันเอาไว้ได้มิดแต่อย่างใด “ชอบชุดสูทที่ใส่ต่างหาก” เทปปันรีบพูดออกไปทันทีเช่นกัน ดีนทำอมยิ้ม เมื่อเห็นเทปปันพยายามกลบเกลื่อน “แล้วเธอล่ะ อยู่บ้านไม่เห็นโป๊เลย” ดีนพูดเมื่อเห็นว่า เทปปันอยู่ในชุดนอนแล้ว

“เพี้ยนหรือไง” เทปปันพูดพลางขมวดคิ้วใส่ “ในบทมันมีตอนที่เธอต้องถอดเสื้อผ้าด้วยนะ เธอน่าจะเตรียมพร้อมสำหรับบท ก็แก้ผ้าต่อหน้าฉันให้ชินไปก่อน” เทปปันถึงกับเบิกตาโพลง ที่ได้ยินดีนบอกว่าในบท เขาต้องถอดผ้าถอดผ่อนด้วย “ไหน ตรงไหน อยู่ฉากไหน องค์ไหนของบท” เทปปันรีบเดินไปเปิดบทที่ได้รับมาพลิกหาดู ดีนเองก็ได้เห็นภาพคร่าว ๆ ของห้องคอนโดของอีกฝ่ายไปด้วย โดยที่ทำให้เขาโล่งใจ พอจะบอกได้ว่าเทปปันอยู่คนเดียว

“เธอเนี่ยนะ” ดีนพูดออกไปด้วยอาการกลั้วหัวเราะ ก่อนที่เทปปันจะรู้ตัวว่า เพิ่งโดนดีนหลอกอำเข้าให้ “แต่ในบทมีการป้อนอาหารกันนะ เธอไม่ลองป้อนไอติมให้ฉันกินดูก่อน ซ้อม ๆ ไง” ดีนทำท่าให้เทปปันตักไอศกรีมป้อนเข้าปากเขา “อ้ำ” ดีนทำเสียงอ่อนเสียงหวานใส่อีกฝ่าย ก่อนจะเห็นเทปปันทำท่าทางเกร็งไปหมด เมื่อรู้ว่า บทที่ว่านี้มันมีอยู่จริง และดีนไม่ได้หลอกเหมือนก่อนหน้า

“ไว้ฉันโทรมาหาอีกนะ วิดีโอ คอลกัน” ดีนพูดกับเทปปัน ไม่ใช่คำขอ แต่เหมือนเป็นคำสัญญา ว่าจะโทรมาหาอีก “จะดีหรือ” เทปปันไม่แน่ใจว่า ทำไมเขาถึงถามออกไปแบบนั้น เพราะถ้าไม่ต้องการให้ดีนโทรมาอีก ทำไมไม่พูดสั้น ๆ ห้ามเขาออกไปตรง ๆ ก็สิ้นเรื่อง ซึ่งนั่นมันไม่ใช่เรื่องยากอะไรสำหรับเทปปันเลยสักนิด

“เธอมองตาฉัน แล้วบอกกับฉันสิ ว่าไม่อยากให้ฉันโทรหาแล้ว” ดีนที่นำเสียงเหมือนจะตัดพ้ออยู่ในที พูดกับเทปปัน ที่อยู่ ๆ เมื่อมองหน้าดีน ก็ไม่สามารถจ้องตากับอีกฝ่ายได้อย่างที่เคยทำ แถมไอดีที่ดีนบังคับจากเขาเพื่อเอาไปเพิ่มเพื่อนในแอพ มันก็บล็อกอีกฝ่ายได้ไม่ใช่หรือ “เงียบคือยอมให้โทรหานะ” ดีนพูดยิ้ม ๆ ก่อนจะได้ยินเทปปันพูดขึ้นว่า “ตามใจก็แล้วกัน” แล้วกดวางสายไป ทิ้งไว้แค่ใจที่เต้นรัวของปลายสายทั้งสองด้าน

*******************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=MYmRz0Qkwkw


หยุดตรงนี้แค่เท่านี้เข้าใจไหม

This is where my heart is held up

ท่องเอาไว้บอกหัวใจให้หยุดฝัน

Telling it to stop having such a dream

เมื่อความจริงคงไม่เป็นเหมือนนิทาน

The truth is nothing like what’s in the fairy tales

ที่มีแค่เธอกับฉัน กับความรักที่สวยงาม

That’s it just you and me, love and what a wonderful world


พยายามปิดไว้ให้มันลึกจนสุดใจ

Trying so hard to bury it deep in my heart

ทำยังไงไม่ให้เธอได้รู้

Every single way to not let you find out


อย่าให้เธอมองสายตา

Never let you look in my eyes

อย่าไปเผยความในใจ เก็บเอาไว้แค่ในใจ

You’ll see what’s kept inside, it’s supposed to stay on my mind

ที่ฉันสบตาไม่ได้ กลัวเธอได้ยินคำข้างใน

Can’t let you catch my eyes, afraid that you’ll hear on the inside

เพราะสายตาฉันมันโกหกไม่เป็น

‘Cause my eyes can’t tell no lies


ถ้าใจฉันและใจเธอไม่ต่างกัน

If you and I that we both are on the same page

ถ้าสงสัยว่าฉันนั้นคิดอย่างไร

If you wonder how I really do feel

ช่วยมองตาและ ฟังเสียงของหัวใจ

Look into my eyes, listen to my heart

แล้วเธอจะได้ยิน คำคำนั้น

Then you’ll realize those words I have


พยายามปิดไว้ให้มันลึกจนสุดใจ

Trying so hard to bury it deep in my heart

ทำยังไงไม่ให้เธอได้รู้

Every single way to not let you find out


อย่าให้เธอมองสายตา

Never let you look in my eyes

อย่าไปเผยความในใจ เก็บเอาไว้แค่ในใจ

You’ll see what’ s kept inside, it’s supposed to stay on my mind

ที่ฉันสบตาไม่ได้ กลัวเธอได้ยินคำข้างใน

Can’t let you catch my eyes, afraid that you’ll hear on the inside

เพราะสายตาฉันมันโกหกไม่เป็น

‘Cause my eyes can’t fool no one


อยากให้เธอมอง สายตา แล้วเธอจะได้ยิน

Now look into my eyes, you’ll hear what it has to say

แค่เธอมองตา เธอจะได้ยินคำข้างใน

Look me in the eyes, it’ll speak directly to you

เพราะสายตาฉันมันโกหกไม่เป็น

‘Cause my eyes cannot really fool you

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
บทที่ ๑๔. ให้หวนคิดถึง

 

2536

1993



“เดี๋ยวก่อนนัน” ท็อปโหย่งตัวออก ทำให้ส่วนแก่นกายความเป็นชายของเขา ที่ชุ่มไปด้วยโลชั่นทาผิว เลื่อนหลุดจากอุ้งมือของนัน “เรายังไม่อยากเสร็จ” ท็อปที่ตอนนี้อารมณ์เตลิดจนกู่ไม่กลับ จึงทำให้เขากล้าพูดเรื่องอย่างว่านี้ได้โดยถนัดปากและสะดวกใจขึ้น นันมองใบหน้าแดงก่ำของท็อป ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกหฤหรรษ์ พึงพอใจกับกิจกรรมที่กำลังดำเนินอยู่ ระหว่างเขากับนัน

“เราช่วย ของนันดันกางเกงแล้ว” ไม่พูดเปล่า ท็อปเอื้อมมือไปจับเบา ๆ ที่กลางหว่างขาของนัน “เอาออกมาเถอะนะ” ท็อปสบตากับนัน แล้วดึงเอากางเกงขาสั้นของนันออกจากตัว ก่อนจะรูดมันออกไปที่ปลายเท้า นันหลบสายตาของท็อป ชั้นในเก่าคร่ำ ที่ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นสีขาวสะอาดตา ปรากฏอยู่ต่อหน้าของท็อป

“ถอดออกเลยนัน ท็อปอยากเห็นของนัน” ท็อปกระซิบที่ข้างหูของอีกฝ่าย นันลังเลในทีแรก แต่ด้วยที่ว่าท็อปนั้น ส่งเสียงหายใจหนักหน่วง ฟังกระเส่าอยู่ที่ข้างหูของนัน มันช่วยกระตุ้นอารมณ์ของเด็กหนุ่มให้พลุ่งพล่านมากยิ่งขึ้น เมื่อตอนนี้ ทั้งสองคน ท็อปและนัน นอนร่างเปลือยเปล่าอยู่ข้าง ๆ กัน สายตาของทั้งสองคนนั้น ต่างฝ่ายต่างผลัดกันสำรวจและแทะโลมกันและกัน

ท็อปและนันนอนมองสบตาของกัน มือของทั้งสองขยับขึ้นลง เพื่อช่วยให้อีกฝ่ายรู้สึกดี หลายครั้งที่ทั้งคู่ต้องผ่อนแรงลง เพื่อยืดระยะเวลาความสุขสมนี้ให้ยาวนานออกไปก่อน ไม่อยากที่จะให้ถึงฝั่งฝันจนเร็วเกินไปนัก แต่สุดท้าย วัยคึกคะนองอย่างที่ทั้งคู่เป็นอยู่ ทุกอย่างก็เนืองนองออกมาใส่กันและกัน

“ดีกว่าทำเองเยอะเลย” ท็อปพูดพลางหัวเราะ ในขณะที่นันกำลังใช้ผ้าขนหนูผืนเล็ก เช็ดคราบเหนียวข้นออกจากมือและหน้าท้องของตัวเอง “ท็อปคงทำบ่อย” นันพูด สบตากับอีกฝ่าย “ก็บ่อยนะ” ท็อปบอก ทำท่าเขิน ก่อนจะหัวเราะออกมากลบเกลื่อน “ของนันสวยดีนะ” ท็อปที่เช็ดคราบข้นเหนียวที่กระเซ็นมาจนถึงหน้าอก มองไปที่แก่นกายของอีกฝ่ายอย่างชื่นชอบ

“ไม่รู้ว่า อีกด้านจะสวยแบบนี้หรือเปล่า” นันได้ยินแบบนั้น ถึงกับต้องหลบตาจากท็อป แล้วทำท่าเขินอายออกมาให้เห็น “พูดอะไรน่ะท็อป” ถามออกไปแบบนั้น แต่ก็พอจะเดาได้ ว่าท็อปนั้นกำลังจูงบทสนทนานี้ไปทางไหน “ก็ท็อปอยากรู้ ว่าตรงเนี้ยของนัน จะทำให้ท็อปรู้สึกดีกว่ามือของนันหรือเปล่าน่ะสิ” ท็อปขยับตัวเข้าหานัน ก่อนจะประกบปากลงจูบนันอย่างดูดดื่ม

“ลองทำกันดูมั้ย” ท็อปชวน ในขณะที่ใช้มือไล้ลงไปจากหลังของนัน จนไปหยุดอยู่ที่หนั่นเนื้อกลมกลึงด้านหลัง “ท็อปเคยทำหรือ” นันถามเสียงเบาหวิว ท็อปส่ายหน้าปฏิเสธ “แต่ท็อปอยากลอง ได้มั้ย” ท็อปไล้นิ้วไปตามเนินเนื้อที่เต็มไม้เต็มมือนั้นของนัน “ท็อปมีถุงยางมั้ย” นันถามขึ้น “ไม่มี มันเป็นครั้งแรกของเราสองคน ไม่มีอะไรต้องกลัว นะ” ท็อปพยักหน้าช้า ๆ เหมือนเพิ่มความมั่นใจให้กับนันเช่นกัน

“เคยเห็นแต่ในหนังสือ” ท็อปพูดขึ้น ก่อนจะหยัดตัวขึ้น แล้วเดินโทง ๆ ไปที่ตู้เสื้อผ้าที่ตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของห้องนอน ก่อนจะขยับดึงเอาชั้นวางหนังสือที่อยู่ติดกับหน้าต่างออกมา ด้วยอาการที่พยายามทำให้เกิดเสียงดังเมื่อลากของหนัก ๆ บนพื้นให้น้อยที่สุด ก่อนที่นันจะเห็นท็อปชะโงกเข้าไปที่ด้านหลังตู้นั้น แล้วหยิบเอาแมกาซีนสองสามเล่มติดมือออกมาด้วย

หน้าปกของนิตยสารเหล่านั้น เป็นรูปของนายแบบหุ่นดี อยู่ในชุดกางเกงว่ายน้ำ ที่แสดงถึงความอวบอูมแห่งสรีระความเป็นชายอย่างจงใจ ท็อปขยับดันนิตยสารเข้าไปตรงหน้าของนัน ก่อนจะบอกให้นันเปิดดู ท็อปยิ้มแบบเขิน ๆ เมื่อในตอนนี้เขาได้เปิดเผยตัวตนกับนัน อย่างหมดเปลือกขนาดนี้

“เปิดดูสินัน” คนถูกคะยั้นคะยอพลิกกระดาษปกออก มันเป็นรูปของนายแบบในชุดว่ายน้ำ โพสต์ท่าทางต่าง ๆ ก่อนจะเหลือเพียงร่างกายที่เปลือยเปล่า กับท่อนอันแข็งแกร่งยามที่บุรุษเพศถูกกระตุ้นกำหนัด เมื่อเปิดอีกเล่มขึ้นดู ภายในเล่มนี้ มีชายหนุ่มสองคนกอดรัดฟัดเหวี่ยงกัน ด้วยว่าทั้งสองคนนั้นเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน จากสายยางที่ต่างฝ่ายต่างฉีดใส่กันจนร่างกายเปียกชุ่ม

“ชอบมั้ยนัน” ท็อปถามขึ้น เมื่อนันเปิดถึงหน้าที่ชายคนตัวเล็กกว่า จับเอาท่อนเอ็นอุ่นลำเขื่องของชายหนุ่มคนที่ร่างกายสูงและกำยำกว่า เข้าปากไปจนเกือบหมดความยาว นันเงยหน้าขึ้นสบตากับท็อป ก่อนจะก้มลงไปมองที่หน้าตักของท็อปที่ทรุดตัวลงมานั่งที่ข้าง ๆ เขาอีกครั้ง “ทำแบบนี้ให้ท็อปหน่อยได้มั้ยนัน” ท็อปพูดขึ้น ก่อนจะหอมแก้มของนันเบา ๆ

“แล้วแบบนี้ล่ะ” มือของนันเปิดหนังสือจนมาหยุดอยู่ที่หน้ากลางของเล่ม มันคือภาพที่ตอนนี้ ท่อนเขื่องลำนั้น ชำแรกหายเข้าไปในร่างกายทางบั้นท้ายของอีกฝ่ายเกินกว่าครึ่ง “ท็อปเคยอ่านในเล่ม เขาบอกว่า ใช้โลชั่นทาเยอะ ๆ นันจะไม่รู้สึกเจ็บ” ท็อปบอกกับนัน ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วดันเอวของตัวเองให้ส่วนหน้าเข้าหานัน จนปลายความแข็งขืนของตัวเองนั้น ไปแตะอยู่บนริมฝีปากของนันพอดี

หลังเลิกเรียนวันนี้ นันกลับบ้านไปแล้ว โดยให้เหตุผลกับท็อปว่า ต้องกลับไปช่วยงานที่บ้าน ทำให้ท็อปนั้นต้องนั่นแกร่วอยู่ที่ใต้ตึกเรียน เพราะทีแรกเขาตั้งใจจะชวนนันไปเดินเล่นดูนั่นดูนี่ที่ห้างสรรพสินค้า เด็กหนุ่มเลยบอกกับคนรถว่า ไม่ต้องมารับ เพราะจะไปกับเพื่อน แต่แผนที่จะใช้เวลาอยู่กับนันในช่วงเย็นก็ต้องมาพังลง

ท็อปเดินไปนั่งกับกลุ่มเพื่อนอีกสองสามคน นั่งคุยเฮฮากันไปสักพัก เพื่อนกลุ่มนี้ก็พากันแยกย้ายกลับบ้าน ท็อปจึงเดินออกไปที่ป้ายรถเมล์หน้าโรงเรียนด้วย เขารู้สึกเซ็ง ๆ ไม่น้อย และยังไม่อยากจะกลับบ้านในทันที ท็อปมองเห็นรถเมล์สายที่เคยขึ้นผิดครั้งหนึ่ง จำได้ว่า รถเมล์สายนี้มันไปสุดสายอยู่ที่ตลาดชานเมือง ที่ไม่ไกลเท่าไหร่หากว่าเขาจะนั่งย้อนกลับมา เพื่อมาขึ้นรถเมล์สายที่กลับบ้านได้

ไวเท่าความคิด ท็อปรีบขึ้นรถเมล์สายนี้ทันที จ่ายเงินกับกระเป๋ารถ ก่อนจะคิดในใจว่า นั่งรถเมล์เล่นก็แล้วกัน เผื่อเจออะไรอร่อย ๆ ที่ตลาด ไว้ค่อยซื้อติดมือกลับไปกินด้วย นี่รถเข็นขายขนมโตเกียวเจ้าอร่อย ที่เคยมาขายอยู่หน้าโรงเรียน ก็ไม่เห็นมาหลายวันแล้ว เมื่อเย็นอยากจะกินเกี๊ยวทอดราดน้ำจิ้มฉ่ำ ๆ ก็มีเด็กนักเรียนรุมซื้อกันจนเยอะเกิน

รถเมล์วิ่งไปตามเส้นทาง แดดเวลาห้าโมงเย็นเริ่มอ่อนแสงลง เย็นย่ำในฤดูหนาวแบบนี้นั้น ทำให้มืดเร็วเสียด้วย รถแล่นผ่านสถานที่ต่าง ๆ ลมเย็น ๆ พัดเข้ามาปะทะใบหน้าของท็อป มันก็ทำให้รู้สึกสดชื่นไปอีกแบบ บนรถสลับแน่นไปด้วยผู้โดยสารบ้าง พร่องจำนวนลงไปบ้างตลอดทางที่ขับไป

ใช้เวลาไม่นาน รถเมล์ก็แล่นมาจนเกือบสุดทาง กระเป๋ารถเมล์ประกาศให้ผู้โดยสารรับทราบว่า ป้ายหน้าจะสุดสายของเส้นทางแล้ว ผู้โดยสารที่เหลือเตรียมตัวลง ท็อปก็เช่นกัน เมื่อรถเมล์เข้าจอดที่ป้าย เด็กหนุ่มเดินลงจากรถมา มองซ้ายมองขวาเหมือนจะดึงเอาความจำจากเมื่อครั้งที่ขึ้นรถผิดนั้นมาใช้

“ทางนี้แหละ” ท็อปพูดกับตัวเอง ก่อนจะเดินไปทางซ้ายมือ ด้วยจำได้ว่าเป็นตลาดเย็นที่ตั้งแผงเป็นแนวยาว ขายอาหารนานาชนิดในช่วงเย็น แต่ตอนนั้น ด้วยความไม่คุ้นที่ กลัวว่าจะกลับบ้านช้าเกินไป ท็อปเลยเดินผ่าน ๆ ไม่ทันได้สำรวจอะไรมากมาย มาวันนี้เมื่อดูเวลาแล้ว เดินเล่นดูนั่นดูนี่สักหน่อย ยังพอมีเวลา

ท็อปเดินมาทางที่ตัวเองจำได้ แต่เย็นนี้ แผงอาหารที่มาตั้งขาย ดูบางตาจากเมื่อครั้งนั้นมาก ท็อปเดินไล่ดูว่า แต่ละร้านขายอะไรบ้าง แต่ยังไม่มีร้านไหนเตะตา ทำให้เขาอยากเข้าไปอุดหนุน ท็อปเดินดูไล่ยาวมาจนเกือบถึงด้านท้าย ที่เลยไปก็จะเป็นตัวตลาดสด ที่เปิดขายในช่วงเช้า ท็อปมองไปด้านหน้า เห็นทางเล็ก ๆ เลี้ยวเข้าไปก่อนจะถึงทางเข้าตลาด

ท็อปเดินลงไปทางนั้น ก่อนจะเห็นทางเดินที่เลาะเข้าไป ก็เจอเข้ากับแผงหนังสือ ท็อปสะดุดตากับหนังสือผู้ใหญ่ ที่วางขายตั้งอยู่บนแผงคู่กับหนังสือธรรมดาอื่น ๆ อย่างเปิดเผย มันเป็นหนังสือที่สื่ออย่างชัดเจนว่า เนื้อหาด้านในนั้นเป็นไปในแนวไหน หญิงสาวที่เป็นแบบบนหน้าปก กับชุดที่เกินคำว่าวับ ๆ แวม ๆ นั้นบ่งบอกว่าเมื่อเปิดดูด้านใน ก็จะร้อนแรงอล่างฉ่างมากขึ้นทวีคูณ

“ดูได้เลยน้อง อยากได้เล่มไหนบอกพี่ เดี๋ยวพี่จัดการให้ แจ่มทุกเล่ม” เสียงเจ้าของแผงหนังสือเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นท็อปเดินมาหยุดด้อม ๆ มอง ๆ อยู่ที่หน้าร้าน แต่ดูลังเลยังไม่กล้าเดินเข้ามาด้านใน “สนใจแบบไหน ถามพี่ได้ รับรองจัดให้ตามความต้องการ” เจ้าของร้านอวดอ้างโฆษณาสรรพคุณเสร็จสรรพ ท็อปยิ้มแบบกลบเกลื่อนความตื่นเต้นของตัวเอง

“ปกติปกแข็งนี่พี่ขายเล่มละร้อย แต่สำหรับน้องพี่ลดให้ เหลือเล่มละเก้าสิบ ปกอ่อนนั่นพี่ให้แปดสิบไปเลย” ท็อปนั้นหูก็ฟังไป ส่วนตาก็ละไล่ดูปกหนังสือเย้ายวนอารมณ์ที่วางขายอย่างละลานตา ท็อปเดินจากด้านที่คนขายนั่งอยู่ ลึกเข้าไปด้านใน หนังสือทางด้านในนี้ ทำให้ท็อปถึงกับต้องใจเต้นเร็วและรัว เพราะเขาไม่คิดว่า จะมีนิตยสารแบบนี้ทำออกมาขายด้วย

ท็อปมองหน้าปกที่มีรูปของนายแบบที่กล้านุ่งน้อยชิ้น และเน้นให้ความเป็นชายนั้น ชัดเจน ยั่วยวน และชวนจ่ายเงินซื้อ แม้ว่าจะยังคงมีอาภรณ์บาง ๆ ชิ้นสุดท้ายนั้นห่อหุ้มอยู่ก็ตาม ทีแรกท็อปก็แค่มองภาพหน้าปกเหล่านั้นด้วยความตื่นเต้น แต่ที่มันทำให้ท็อปถึงกับต้องเอากระเป๋านักเรียนมาบังด้านหน้ากางเกงของเขาเอาไว้ ก็คือหนังสือเล่มหนึ่ง ที่วางซุกอยู่ด้านในสุดของแผง

ที่หน้าปกนั้นเป็นผู้ชายสองคน ที่เผยอปากเหมือนกับว่า ทั้งสองเพิ่งแยกออกหลังจากจูบกันอย่างดื่มด่ำ ท็อปนึกสงสัยว่าด้านในของหนังสือมันจะเป็นเช่นไร แต่ก็ไม่กล้าถามกับคนขาย ท็อปหยิบหนังสือเล่มอื่นมาสองเล่ม พร้อมกับเอาเล่มที่เขาหมายตานี้ มาสอดเข้าไว้ข้างใต้สองเล่มนั้น ก่อนจะเดินเข้าไปหาคนขาย

คนขายรับหนังสือทั้งสามเล่มไปจากท็อป ก่อนจะมองหน้าท็อป เมื่อเห็นว่าเล่มที่อยู่ใต้สุด เป็นหนังสือแบบไหน ท็อปนั้นใจเต้นระรัวด้วยกลัวว่า คนขายจะทักเรื่องหนังสือเล่มนั้นที่เขาหยิบติดมาด้วย แต่คนขายก็หยิบเอาถุงกระดาษสีน้ำตาลไม่มีลวดลายอะไรด้านหน้า เอามาเปิดขึ้น แล้วสอดหนังสือหน้าปกชายสองคนนั้นใส่ลงไป

ท็อปยื่นเงินค่าหนังสือให้กับคนขาย ก่อนจะรับหนังสือทั้งหมดมาด้วยมือที่ดูสั่น ๆ ท็อปไม่กล้ามองหน้าคนขาย ก่อนจะเดินไปไกลจากร้าน ท็อปเอาหนังสือทั้งหมดรีบใส่ในกระเป๋านักเรียน แล้วเดินก้มหน้างุด ๆ รีบออกไปจากตรงนั้น ในใจเต้นไม่เป็นส่ำ อยากจะนั่งรถเมล์กลับให้ถึงบ้านเร็ว ๆ เพื่อเปิดดูว่า ด้านในหนังสือเล่มนั้นเป็นอย่างไร

ท็อปตัวสั่นเทิ้มไปหมด เมื่อเขากดร่างกายเข้าหานัน จนสุดแรง ก่อนจะล้มตัวลงนอนแผ่บนเตียง โดยไม่สนว่าของเหลวที่ได้ปลดปล่อยออกไปจากร่างกาย จะหยดลงเปื้อนไปที่ตรงไหนบ้าง ท็อปกลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงไป รู้สึกคอแห้งกระหายน้ำไม่น้อย หลังจากที่ใช้พลังไปค่อนข้างมาก

“สุดยอดเลย” ท็อปพูดขึ้น ก่อนดึงตัวนันเอามากอด “นันชอบมั้ย” นันที่ไม่ได้ตอบท็อป แต่เลือกที่จะซุกตัวเข้าหาแผงอกของท็อปแทน “เจ็บหรือเปล่า” แทนคำตอบ นันส่ายหน้าเข้ากับไหล่กว้างของท็อปแทน “เดี๋ยวเริ่มใหม่นะ ขอท็อปอีกรอบ” ท็อปพูดยิ้มกรุ้มกริ่ม นันที่หน้าขึ้นมาเห็นท็อปยิ้มแบบนั้น ก็ใช้มือตีแขนอีกฝ่ายเข้าให้ ท็อปกอดนันเอาไว้จนแน่น แล้วหัวเราะออกมาอย่างพึงพอใจ

********************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=5puJ1EK6oFk


หากฉันเก็บเวลาในขวดแก้ว

If I ever stored time in a glass bottle,

สิ่งที่ฉันจะทำคือสะสมคืนและวัน

I would collect those days and nights

ที่ล่วงเลยมานิรันดร์

That seemed to have been an eternity

เพียงรอวันจะมอบมันแก่เธอ

To give all of them to you


หากฉันทำให้คืนวันเป็นนิรันดร์

If I ever turned days and nights to be forever,

ที่จะทำให้ความหวังกลับเป็นจริงขึ้นมา

That could bring back hopes as reality

ฉันจะเก็บทุกโมงยามราวสมบัติอันล้ำค่า

Every single hour I deemed it priceless

จะนำมาให้แก่เธอ

To be given you for


หากฉันมีกล่องสักใบ ฉันจะใส่แต่ความหวัง

I’d use a box to place in hopes

หากฉันมีกล่องอีกใบ ฉันจะใส่แต่ความฝัน

In another box, I’d put only dreams

ที่ไม่เคยเป็นจริง กล่องนั้นคงว่างเปล่า

Those were never real, boxes are still empty

หากเปี่ยมด้วยความทรงจำ ที่วันนั้นมีเธออยู่

Yet it is filled with good memories that I had you then


หากฉันมีกล่องสักใบ ฉันจะใส่แต่ความหวัง

I’d use a box to place in hopes

หากฉันมีกล่องอีกใบ ฉันจะใส่แต่ความฝัน

In another box, I’d put only dreams

ที่ไม่เคยเป็นจริง กล่องนั้นคงว่างเปล่า

Those were never real, boxes are still empty

หากเปี่ยมด้วยความทรงจำ ที่วันนั้นมีเธออยู่

Yet it is filled with good memories that I had you then


ถ้าวันนี้เพียงแค่ฉัน

If today I’ve only got

มีกล่องสักใบ ฉันจะใส่แต่ความหวัง

A box to put all my hopes

หากฉันมีกล่องอีกใบ ฉันจะใส่แต่ความฝัน

Another box to put all my dreams

ที่ไม่เคยเป็นจริง กล่องนั้นคงว่างเปล่า

That they haven’t become real, boxes are still unoccupied

หากเปี่ยมด้วยความทรงจำ ที่วันนั้นมีเธออยู่

Yet it is full of memories that I had you back then

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
บทที่ ๑๕. ให้คิดถึงสัญญา



2537

1994



“ทำไมเดินช้าจัง” ทิวที่เดินล้ำหน้าอีกคนไปอยู่หลายก้าว หันมามองแล้วเอ่ยถามขึ้น กั้งที่ชะลอเท้าลงจนหยุดเดิน สายตามองเลยไปข้างหน้า ทิวมองตามสายตาของกั้งไป ทั้งสองหยุดอยู่ไม่ไกลจากบ้านของกั้งเท่าไรนัก “ยังไม่อยากเข้าบ้าน” กั้งพูดไปตามความจริง จากความรู้สึกที่ตนมี

“เป็นอะไร มีอะไรหรือเปล่า เล่าให้ทิวฟังได้นะ” ทิวที่พอจะรู้มาบ้าง ว่ากั้งนั้นไม่ค่อยลงรอยกับพี่สาว เดินเข้ามาหา หยุดยืนตรงหน้า ก่อนจะใช้มือขยี้หัวเกรียน ๆ ที่กั้งเพิ่งประชดโกนหัวจนเลี่ยนเตียนโล่งแบบนี้ “มันก็เรื่องเดิม ๆ นั่นแหละ” กั้งตอบก่อนจะชักสีหน้าให้เห็น ทิวหัวเราะเบา ๆ เพราะรู้นิสัยของอีกฝ่ายดี

“ทนอีกหน่อยนะ” ทิวพูดเสียงอ้อนอยู่ในที กั้งทำหน้าเบื่อหน่ายเต็มทน ว่าตัวเองต้องอึดอัดอดกลั้นแบบนี้ไปอีกนานเท่าไหร่ และมันชัดเจนว่า ทั้งสองคนเคยได้พูดปรึกษากันถึงสถานการณ์นี้มาก่อนหน้าแล้ว “เดี๋ยวพอเราได้ไปเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกัน อะไร ๆ มันก็จะดีขึ้นกว่านี้” กั้งสบตากับทิว ที่ทิวนั้นไม่ใช่เพียงแค่พูดปลอบใจกั้ง

“แน่นะ ไม่ได้พูดให้ฝันเก้อฝันค้าง แบบเคาะกะลาให้หมาดีใจนะ” กั้งถามออกไป มันฟังดูติดตลก แต่ความจริงแล้วเจ้าตัวอยากได้คำยืนยันที่หนักแน่นจากอีกฝ่าย “น้อยใจอะไรเนี่ย” ทิวที่เห็นสีหน้าของกั้งที่ทำตุปัดตุป่อง ก็พลอยนึกขำ “ทิวทำอะไรให้กั้งไม่พอใจหรือเปล่า” ทิวแกล้งทำหน้าเศร้าให้กั้งเห็น

“เปล่า” กั้งพูดเสียงอ่อน ตั้งแต่ได้ใกล้ชิดสนิทกับทิว ก็มีแต่ทิวต่างหากที่คอยทำทุกอย่างตามใจกั้ง แม้แต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง กินนั่นกินนี่ อะไรต่าง ๆ ที่ฟุ่มเฟือย ทิวเป็นคนรับผิดชอบจัดการให้ทั้งหมด “แต่ทิวสัญญาเอาไว้แล้ว จำได้มั้ย” กั้งทวนความทรงจำให้กับอีกฝ่าย กับสิ่งที่ทั้งสองได้พูดจาและทำข้อตกลงกันไว้แล้ว

“ทิวก็ไม่ได้คิดจะเปลี่ยนใจนี่นา” ทิวตอบให้อีกฝ่ายคลายกังวล “รอให้เราได้ไปเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกันแค่นั้น” ทิวพูดสบตากับกั้ง “ยังไง ทิวก็ต้องออกไปอยู่หอข้างนอก ที่บ้านทิวก็เห็นด้วยและก็ตกลงแล้ว นี่พ่อกับแม่ก็หาหอพักให้อยู่ เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหาแน่นอน” ทิวพูดปลอบกั้งด้วยเสียงอ่อนโยน เขาอยากให้กั้งสบายใจขึ้น

“ถึงตอนนั้น กั้งก็ย้ายไปอยู่ที่หอทิว เราก็จะได้ไปเรียนด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน” ทิวเองก็คิดเอาไว้เช่นกัน ไม่ต่างจากกั้งกับเรื่องที่คิดเอาไว้ในอนาคตอันใกล้นี้ “ได้นอนด้วยกัน” กั้งพูดปิดท้ายประโยคให้ ทิวทำตาโต หันมองซ้ายมองขวาเหมือนกลัวใครจะมาได้ยินเข้า

“ไม่ปล่อยให้รอดตั้งแต่คืนแรกหรอก” ทิวยื่นตัว ชะโงกหน้ามากระซิบที่ข้างหูของกั้ง “ทำเป็นหรือไง” กั้งเย้าทิวออกไป ทิวตอนนี้หน้าหูแดงไปหมด ไม่ตอบแต่ก็มองกั้งไม่วางตา “ถ้าทำแค่อย่างตอนไปค่าย แบบเด็ก ๆ ทำกัน แบบนั้นไม่เอาแล้วนะ” กั้งพูดบอกกับทิว ก่อนจะนึกเขินเองเหมือนกัน ทิวนั้นส่ายหน้าให้กับการพูดแบบไม่กลัวอายของกั้ง

“เดี๋ยวขอเวลาทิวศึกษาก่อน เรื่องนั้นน่ะ” ทิวพูดเสียงอ้อมแอ้ม ก่อนจะใช้กระเป๋านักเรียนมาบังเป้ากางเกงของตัวเอง ที่อยู่ ๆ มันก็เกิดอาการพองตัวขึ้นมาอย่างกะทันหัน กั้งมองเห็นแบบนั้น ก็ทำยิ้ม ๆ นึกถึงคืนวันนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็ทำให้เขาใจสั่นเช่นกัน ทิวนั้นเป็นเด็กหนุ่มที่กั้งยอมใกล้ชิดด้วยในแบบนั้น คนแรกและเพียงคนเดียว

“ไม่ต้องคิดมาก” ทิวพูดขึ้น “เข้าบ้านได้แล้ว มืดแล้ว” ทิวยื่นกระเป๋านักเรียนของทิว ที่เขาเอาไปถือให้ ส่งคืนให้กับกั้ง “พรุ่งนี้เจอกันที่โรงเรียน” กั้งพูดหลังจากรับกระเป๋านักเรียนของตัวเองกลับคืนมา ทิวพยักหน้ารับคำ “ไปนะ” กั้งบอกกับอีกฝ่าย ท่าทางชัดเจนว่ายังไม่อยากจะเข้าบ้าน

“พรุ่งนี้ก็เจอกัน ทิวยังไม่รีบตายสักหน่อย” ทิวพูดพลางหัวเราะขบขัน เมื่อเห็นกั้งทำยืดยาดอ้อยอิ่ง ไม่ยอมเดินเข้าบ้าน “อย่าพูดแบบนั้นสิ” กั้งที่ใจหาย ใจของเขาหล่นวูบลงไปในทันที รีบเดินเข้าไปหาทิวแล้วเอาปลายนิ้วมือแตะลงไปที่ริมฝีปากของทิว เป็นเชิงห้ามไม่ให้เขาพูดจาอะไรแบบนี้ ทิวก้มลงมองที่มือของกั้ง เข้าใจว่ากั้งหมายความว่าอย่างไร ทิวหลับตาลง กั้งมองเห็นอีกฝ่ายปิดเปลือกตา ก่อนจะเห็นทิวยื่นริมฝีปากจุมพิตไปเบา ๆ ที่ปลายนิ้วของกั้ง

“โอ๊ย อะไรมันจะสวีทกันขนาดนั้น” ทันทีที่กั้งเดินเข้าบ้านมา ก็ได้ยินเสียงกั้ง ผู้เป็นพี่สาว ร้องตะโกนออกมาเสียงดัง ราวกับว่าได้นั่งรออยู่นานแล้ว ที่จะพูดประโยคนี้กับน้องชายของตน กั้งมองไปตามต้นเสียงนั้น ใบหน้าของกั้งที่มีรอยยิ้มเปื้อนอยู่ แต่มันไม่ใช่ยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความชื่นชมใด ๆ แต่มันดูออกได้ตั้งแต่แรกเห็นเลยว่า นี่คือการยิ้มเยาะ

“หวานแหววแต๋วจ๋าเสียจริง ๆ ให้ตายเถอะ” กั้งมองดูกุ้งเดินเข้ามาหา เสียงพูดของกุ้งนั้นจงใจที่จะจี้ใจดำอีกฝ่ายมากกว่า “ต้องการอะไร” กั้งโพล่งถามออกไป น้ำเสียงนั้นฟังดูสั่น ๆ “ก็เปล่านี่ ฉันก็พูดอะไรของฉันไปเรื่อย” กุ้งทำพูดปฏิเสธ “ก็พูดไปตามที่ตามันเห็น” อาการทำตามองขึ้นมองลงของกุ้ง มันยียวนชวนโมโหอยู่ไม่น้อย

“เดี๋ยวนี้มีแฟนมาส่งถึงบ้านเลยนะ” กุ้งไม่ออมปากออมคำ พูดใส่กั้งออกไปตรง ๆ “เพื่อนกัน” กั้งแก้ไขคำพูดของพี่สาว “เพื่อนกันต้องเดินกะหนุงกะหนิงมาส่งกันถึงหน้าบ้านด้วย” พูดเปล่า กุ้งทำหน้าไม่เชื่อในคำแก้ต่างของน้องชาย “ถือกระเป๋านักเรียนให้กัน แกนี่นะ กั้ง ช่างโชคดีเป็นบ้าเลย ฉันที่เป็นผู้หญิงแท้ ๆ” กุ้งพูดเน้นกระแทกเสียงลงไปที่คำว่า 'แท้ ๆ '

“ยังไม่มีผู้ชายเดินตามต้อย ๆ ทำให้ขนาดนี้เลย” กุ้งพูดพลางทำมือปิดปาก ส่งเสียงหัวเราะคิกคัก ประหนึ่งว่าที่เธอได้ยินตัวเองพูด มันเป็นเรื่องช่างน่าขบขันเสียเต็มประดา “ที่ไม่มีผู้ชายคนไหนเดินตาม คงไม่ใช่เรื่องที่ว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายหรอก พี่กุ้ง” กั้งสบตาพี่สาวของตัวเองตรง ๆ พูดออกไปด้วยความพยายามให้ทั้งน้ำเสียงและท่าทางเรียบนิ่งที่สุด

“แต่น่าจะเป็นเพราะสันดานมากกว่า ที่ทำให้ผู้ชายเขาขยาด” กั้งถึงกับรู้สึกอึ้งไปเหมือนกัน ไม่ใช่เรื่องที่เขาพูดจาแรง ๆ กับพี่ของตัวเองหรอก แต่มันเป็นเพราะว่า กั้งไม่อยากจะเชื่อว่าวันหนึ่ง และวันนั้นมันก็ได้มาถึง วันที่เขากล้าพูดประโยคแบบนี้ออกไปตรง ๆ พูดกับคนที่เป็นพี่สาวของตัวเอง

“อีกั้ง นี่ปากหรือกระโถน อีตุ๊ดนี่ มึงจบเห่แน่ ถ้ากูเล่าเรื่องนี้ให้แม่ฟัง” กุ้งอารมณ์พุ่งปรี๊ด เพราะเธอเองก็ไม่เคยเห็นท่าทีตอบโต้แบบนี้จากกั้งเช่นกัน ตลอดระยะเวลาที่เป็นพี่น้องกันมา ตั้งแต่เกิด กั้งมีแต่เงียบเสียงเมื่อมีอะไรมากระทบความรู้สึก มีคำพูดมาสะกิดใจ โดยเฉพาะเรื่องที่ฉวัดเฉวียนเฉียดเข้าหาเรื่องเพศแบบนี้

“กั้งถามจริง ๆ เถอะ” กั้งพูดต่อ นึกเสียใจไม่ใช่น้อยกับคำบริภาษที่ได้ยินจากปากของพี่สาว คนที่ถือได้ว่า กำเนิดเกิดคลานตามกันมา “เคยรักกันบ้างมั้ย” กุ้งทำเป็นไม่ได้ยินคำถามจากปากของกั้ง “คือถ้ากั้งรู้ ว่าพี่กุ้งไม่ได้รักกั้ง แม้ว่าเราจะเป็นพี่น้องพ่อแม่เดียวกัน กั้งจะได้เข้าใจ ว่าอย่าได้หวังอะไรที่มันดีงามจากคนที่เป็นพี่” กั้งเองก็ไม่อยากจะเก็บเอาเรื่องนี้มานั่งเสียใจ เหมือนกับที่เขารู้สึกทรมานกับมันมาตลอด อีกต่อไป

“อะไรกันอีกสองคนนี้” แม่เปิดประตูบ้านเข้ามา กั้งรีบกะพริบตาถี่ ๆ ไล่รอยชื้นที่รื้นอยู่ที่ขอบตาให้หายไป “ไม่มีอะไรหรอกแม่ กุ้งก็แค่ถามไถ่กั้ง น้องชายสุดที่รักไปตามประสา” กุ้งรีบพูดออกมา ก่อนจะเดินเข้าไปช่วยถือถุงพลาสติกหลายต่อหลายถุงในมือแม่ เอาไปวางไว้บนโต๊ะกลมทานข้าว “แล้วนี่ทำไมเพิ่งถึงบ้าน” แม่ถามกั้งที่ยังคงอยู่ในชุดเครื่องแบบและในมือยังคงถือกระเป๋านักเรียนอยู่

“กั้งไม่กินข้าวนะ กินมาแล้ว เพื่อนเลี้ยง” กั้งพูดจบ ก็ทำท่าจะเดินไป “เออดีนี่ ฉันทานงก ๆ แทบตาย แทนที่จะช่วยกันประหยัด กลับทำตัวเป็นผู้ดี กินข้าวนอกบ้าน แหม จริง ๆ เลยนะไอ้กั้ง” ผู้เป็นแม่พูดด้วยอาการหัวเสีย เมื่อได้ยินลูกชายเสียเงินเสียทอง กินข้าวมาจากนอกบ้าน “กั้งไม่ได้จ่ายเอง เพื่อนมันเลี้ยง” กั้งหันมาแก้ตัว แต่ก็ดูเหมือนว่าจะช่วยอะไรไม่ได้เลย แม่เอ่ยปากไล่กั้งไปให้พ้นหน้า กั้งหันหลังเดินไป ได้ยินเสียงพูดฉอเลาะ คำออเซาะแม่จากกุ้งดังอยู่เบื้องหลัง

“กลับเสียเย็นเลยลูก พ่อกับแม่รอไม่ไหว กินข้าวเย็นกันไปแล้ว” ทิวที่กลับถึงบ้าน เห็นแม่ของเขารออยู่ที่หน้าบ้าน “ขอโทษที่ทำให้ต้องรอนะครับคุณแม่ แต่ทิวกินมาจากข้างนอกแล้ว อิ่มมากเลย” ทิวหอมแก้มแม่ของเขาฟอดใหญ่ ก่อนจะใช้มือตีเข้าที่ท้องเพื่อแสดงว่า เขาอิ่มมากจริง ๆ

“คุณอาผู้ว่ามาเยี่ยมคุณพ่อแน่ะลูก ทิว ลูกเข้าไปกราบสวัสดีคุณอาเขาเสียหน่อย” แม่พูดพลางใช้มือดุนหลังลูกชายให้เดินไปที่ห้องรับแขก โดยที่ทิวไม่ทันจะได้เอ่ยปากปฏิเสธแต่อย่างใด “มาแล้วสินะเจ้าตัวดี ไปเถลไถลโอ้เอ้ถึงไหนมา กว่าจะกลับถึงบ้านได้” พ่อของทิวส่งเสียงดุลูกชาย เมื่อเห็นทิวเยี่ยมหน้าเข้าไปที่ห้องรับแขก

“สวัสดีครับคุณอา” ทิวยกมือไหว้ท่านผู้ว่า ที่นั่งอยู่บนโซฟาตัวแพงที่สั่งมาจากเมืองนอก “โอ้โฮ ไม่ได้เจอกันไม่เท่าไหร่ ดูเข้าเถอะ เผลอแป๊บเดียวโตเป็นหนุ่มหล่อ สูงยาวเข่าดี เอ๊ะ ว่าแต่ จะไข่ดีด้วยหรือเปล่าวะ” ทิวยิ้มแห้ง ๆ ให้กับการทักทายของคุณฯอาผู้ว่า เพื่อสนิทของคุณพ่อของเขา และยิ่งได้เห็นว่า ยังมีอีกคนหนึ่งนั่งรวมอยู่ในวงสนทนาด้วย

“น้องจุ๋มไง ลูกสาวอาเอง จำได้มั้ยล่ะ ที่เคยมาวิ่งเล่นด้วยกันตั้งแต่เด็ก ๆ ไงล่ะ ตอนนั้นนะ โอย เจ้าทิวนี่ร้องไห้ใหญ่เลย ตอนจุ๋มต้องกลับบ้านเพราะเปิดเทอม ติดสาวตั้งแต่เด็กแต่เล็ก” เสียงของคุณอาผู้ว่าคุยดังโขมงโฉงเฉงไปหมด ทิวพยักหน้าให้กับจุ๋มที่นั่งอยู่ข้างกับพ่อของเธอ จุ๋มยิ้มตอบ ก่อนจะเอียงหน้าหลบไปแอบยิ้ม เมื่อได้กลับมาเจอทิวอีกครั้ง

“ไม่ใช่ว่าตอนนี้ ก็ติดหญิงอยู่เหมือนกันล่ะ” คุณอาผู้ว่ายังไม่วายพูดแซวทิวต่ออีก คำพูดของคุณอาผู้ว่า ทำให้พ่อของทิวมองหน้าเขาด้วยสายตาและท่าทีที่ดูเคร่งขรึม “มานั่งนี่ก่อนทิว” พ่อของทิวเรียกลูกชาย ให้มานั่งที่เก้าอี้ตัวข้าง ๆ ที่อยู่ตรงข้ามกับจุ๋ม ที่ตอนนี้เธอมองเขาด้วยท่าที เหมือนจะงอนอยู่เล็ก ๆ หากว่าทิวจะไปติดสาวที่ไหนจริง ตามคำที่พ่อของเธอว่า

“ทิวสบายดีนะคะ” จุ๋มเอ่ยทัก ยิ้มหวานให้กับเขา “สบายดีครับ จุ๋มสบายดีนะ” ทิวตอบกลับตามมารยาท “ลูกทิวไม่ได้ไปเที่ยวเล่นเตร็ดเตร่ที่ไหนหรอกค่ะ ท่านผู้ว่า ช่วงนี้ติวหนังสือหนัก สถาบันกวดวิชานั้นวิชานี้ ทิวเป็นเด็กรักเรียนมากค่ะ” ทิวมองแม่ของเขา ที่ยกถาดผลไม้เข้ามาวางที่โต๊ะ “ทานผลไม้กันค่ะ” ก่อนจะเชิญชวนทุกคนให้ลิ้มรสผลไม้ส่งตรงมาจากเมืองนอก

“พูดถึงเรื่องเรียนขึ้นมาก็ดีแล้ว จบม.ปลายแล้ว ผมจะส่งลูกสาวให้ไปเรียนเมืองนอกเลย อยากให้เขาได้ภาษาอังกฤษ จะให้ไปประเทศใกล้ ๆ ก็กลัวจะไม่แน่นปึ้กเหมือนไปประเทศเจ้าของภาษา ไหน ๆ ก็เรียนที่ไทยเก่งแล้ว” คุณอาผู้ว่าหันไปกล่าวชมจุ๋ม ที่ยิ้มรับคำพูดของพ่อตัวเอง พ่อของทิวกล่าวชมเด็กสาวด้วยอีกปาก

“ถ้าอย่างนั้น ผมขอฝากลูกชายผมไปด้วยสักคน จะได้ไหมครับท่านผู้ว่า” แทบไม่เชื่อหู ทิวหันขวับไปมองพ่อของเขา และกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง แต่แม่ของทิวจับลงที่บ่าของลูกชาย บีบเบา ๆ เป็นเชิงห้ามให้ทิวกลืนคำพูดอะไรก็แล้วแต่ที่เขามีลงไป และสายตาของพ่อที่มองมาที่ทิว ก็ไม่แตกต่างกัน

“โอ้ว งั้นก็ดีเลยสิครับ ลูกจุ๋มของผมจะได้มีเพื่อน ช่วยกันเรียนช่วยกันจบ ไปอยู่ไกลบ้านไกลเมืองจะได้ไม่เหงาด้วย ดีมั้ยทิว จุ๋มเอาพวกรายละเอียดมหาวิทยาลัยที่โน่นมาให้ทิวเขาเลือกดู” คุณอาผู้ว่าถามทิวแบบไม่ต้องการคำตอบ “จุ๋มลองอ่านหลาย ๆ ที่แล้ว มีแต่ที่ดัง ๆ ดี ๆ ทั้งนั้นเลยค่ะทิว” เพราะหลังจากนั้น ทิวก็ได้แต่นั่งฟังผู้ใหญ่ตกลงกันเองเออเอง แต่ภายในหัวของเขา กลับมีแต่ภาพของกั้งฉายวนเวียนซ้ำไปซ้ำมา ส่วนในใจของทิว ก็กระวนกระวายถึงความรู้สึกของกั้ง คนที่เขาสัญญาอะไรต่ออะไรหลายอย่างเอาไว้มากมาย

********************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.sanook.com/music/song/5csZVqKdqtH06ktfdkx2rA==/


ไกลโพ้น มันไกลเหลือเกิน

Away, so far away

เรายังหลงเดินไม่มีจุดหมาย

We’ve been lost trying to reach our destination


เวิ้งว้างสายตา ภายใต้ตะวันสีแดง

Deserted before you, under the red-hot sun

ทั้งร้อนทั้งแรงกับลมร้อนผ่าว

Scorching heat to burn down the wind

พบเห็นแต่ทราย ทอดยาวไปตามเส้นทาง

Dunes after dunes, just sands the whole place

ด้วยตาที่แสนเลือนลาง เห็นเงาบางอย่างไกลไกล

With blurry eyes, seeing something in the distance


เหมือนท้องทะเล ปรากฏอยู่เหนือพื้นทราย

As if the ocean appeared above the desert

เหมือนพื้นละลายด้วยไอร้อนแดด

As though the ground melting in a ray of sunlight

เห็นเห็นอยู่ไกล หัวใจมีแรงกลับคืน

Looking it out there, strength coming back to my heart

กัดฟันลุกขึ้นยืน ฝืนใจตะเกียกตะกาย

Bite the bullet to be struggling through


ไกลโพ้น มันไกลเหลือเกิน

Away, so far away

เรายังหลงเดินไม่มีจุดหมาย

We’ve been lost trying to reach our destination


แต่มันเป็นสิ่งลวงตาเท่านั้น

It turned out to be all delusion

สิ่งปลอมปลอม สิ่งลวงลวงที่หลอนสายตา

Phony and fake you name it deceiving you

ไม่มีทาง ไม่มีวันไขว่คว้า

Not a chance, no way to grasp it

เมื่อมันเป็นเพียงภาพลวงตา

Since it is all illusion

ที่แท้ทุกอย่าง ก็เหลือเพียงแต่ผืนทราย

The truth reveals, sand is what was left


เวิ้งว้างหัวใจ ทนอยู่ภายในสังคม

Lost in your feelings, stuck in this society

ที่หลงชื่นชมกับความสวยงาม

That appreciates perfections

พบเห็นผู้คน ที่คอยดิ้นรนไขว่คว้า

People then are found, battling through expectations

ตกอยู่ในห้วงมายา ทะเลคอนกรีตในเมือง

Drowning under hallucinations of the sea in city of concrete


ไกลโพ้น มันไกลเหลือเกิน

Away, so far away

เรายังหลงเดินไม่มีจุดหมาย

We’ve been lost trying to reach our destination


แต่มันเป็นสิ่งลวงตาเท่านั้น

It turned out to be all delusion

สิ่งปลอมปลอม สิ่งลวงลวงที่หลอนสายตา

Phony and fake you name it deceiving you

ไม่มีทาง ไม่มีวันไขว่คว้า

Not a chance, no way to grasp it

เมื่อมันเป็นเพียงภาพลวงตา

Since it is all illusion

ที่แท้ทุกอย่าง ไม่ใช่ความสุขแท้จริง

None of these is unable to give you blissfulness


ไกลโพ้น มันไกลเหลือเกิน

Away, so far away out there

เรายังหลงเดินไม่มีจุดหมาย

We’re still lost with no way out


ไกลโพ้น มันไกลเหลือเกิน

Away, so far away out there

เรายังหลงเดินไม่มีจุดหมาย

We’re still lost, how blind we are


ไกลโพ้น มันไกลเหลือเกิน

Away, so far away out there

เรายังหลงเดินไม่มีจุดหมาย

We’re kept from our journey’s destination

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด