ในห้วงคำนึง...ที่คิดถึงกัน: Nostalgia บทที่ ๕๔. คิดถึงคนที่จากไป ๑๒/๖/๒๕๖๖
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ในห้วงคำนึง...ที่คิดถึงกัน: Nostalgia บทที่ ๕๔. คิดถึงคนที่จากไป ๑๒/๖/๒๕๖๖  (อ่าน 4372 ครั้ง)

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย

เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12-06-2023 13:24:02 โดย KADUMPA »

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๑. ความคิดถึงเดินทาง

๒๕๖๕

2022



“มาครบกันแล้วใช่มั้ย ทุกคนพร้อมนะ งั้นเรามาเริ่มซ้อมบทกันเลยดีกว่า” เสียงรุ่นพี่ปีสี่ ที่เป็นผู้กำกับการแสดงร้องบอก เมื่อเห็นว่า เวลามันล่าช้าไปกว่าที่ตั้งเอาไว้มากแล้ว “ยังขาดนางเอกอีกคนครับ ไม่รู้หายไปไหน โทรตามก็ไม่รับสาย ติดต่ออะไรไม่ได้เลย” หนึ่งในทีมงานบอกปัญหาที่ทีมงานกำลังประสบอยู่ให้ผู้กำกับรับรู้

“เฮ้ยอะไรวะ” ผู้กำกับพูดขึ้นอย่างอารมณ์เสีย “เมื่อวานก็เห็นรับปากเอาไว้อย่างดิบดี ทำไมเป็นอย่างนี้อีกแล้ววะ” คำว่า 'อีกแล้ว' ที่ท้ายประโยคของผู้กำกับ ทำให้ทุกคนในทีมงานหันมามองหน้ากันอย่างเลิ่กลั่ก เพราะคำพูดนั้นมันทำทุกคนที่พยายามเลี่ยง ไม่พูดถึง เรื่องที่เล่าต่อ ๆ กันมาว่า มันคืออาถรรพ์ของละครคณะ ที่ต้องเกิดขึ้นทุกปี

“มึงโทรตามอีกทีซิ” รุ่นพี่ผู้กำกับชี้นิ้วสั่งทีมงานรุ่นน้องให้ติดต่อนักแสดงนำคนสำคัญอีกครั้ง ก่อนจะเห็นรุ่นน้องที่กดโทรศัพท์หานางเอกประจำเรื่อง ส่ายหน้ากลับมา เมื่อปลายสายเปลี่ยนจากไม่มีคนรับสาย เป็นติดต่อไม่ได้ เพราะได้ปิดเครื่องไปแล้ว “มันอะไรกันนักกันหนาวะเนี่ย” อาการหัวเสียของผู้กำกับ ทำเอาบรรยากาศตึงเครียดไปทั้งกองถ่าย

“โคตรสียเวลากูมากเลย มึงรู้มั้ย” ดีน หนุ่มฮอตปี 4 อดีตเดือดมหาวิทยาลัย ผู้มารับบทพระเอกของเรื่อง ในละครเวทีงานครบรอบมหาวิทยาลัยพูดขึ้น พร้อมกับพ่นลมหายใจออกมาอย่างจงใจให้รู้ว่า เขารู้สึกเบื่อหน่ายกับสิ่งที่เกิดขึ้น “เฮ้ย ดีน ใจเย็น ๆ ก่อน เดี๋ยวกูรีบเคลียร์ตรงนี้ให้ ใจเย็น ๆ” ผู้กำกับจากต่างคณะกัน ที่เป็นคนดึงตัวดีนให้มาร่วมแสดงในงานนี้ด้วย รีบพูดขึ้น

“กูไม่สามารถเสียนักแสดงเพิ่มได้แล้วว่ะ” ผู้กำกับพูดด้วยสีหน้าไม่สู้ดี “แล้วจะเอายังไงต่อ” ดีนถาม ผู้กำกับทำหน้าแหย ๆ ก่อนทำท่าครุ่นคิด เมื่อรุ่นน้องในทีมงานยืนยันมาอีกครั้งว่า นางเอกของเรื่องปิดโทรศัพท์มือถือไปแล้ว แถมยังเห็นมีเรื่องที่ส่งต่อกันในโซเชียลว่า นางเอกละครเวทีคนนี้ กำลังมีเรื่องคลิปหลุดอะไรทำนองนั้น

“นี่พวกมึง ที่กูบอกให้ไปไหว้เจ้าที่ พวกมึงทำกันแล้วใช่มั้ย” ผู้กำกับเริ่มหันไปหาเรื่องทีมงาน ที่ต่างพากันบอกว่า ได้ทำทุกอย่างตามที่รุ่นพี่ผู้กำกับสั่งแล้ว “อาถรรพ์จริง ๆ ด้วย แน่ ๆ เลย มันเกิดขึ้นทุกปีสิน่า อย่างที่เขาพูดกัน เมื่อปีที่แล้ว นางเอกก็ถูกรถมอเตอร์ไซค์เฉี่ยว มาซ้อมบทไม่ได้อย่างนี้เลย” ดีนหลุดหัวเราะออกมา เมื่อได้ยินทีมงานพูดแบบนั้น ทำเอาหลายคนพูดลอย ๆ ขึ้นมา

“ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องหัวเราะก็ได้” หนึ่งในทีมงานรู้สึกไม่พอใจที่เห็นท่าทางแบบนั้นของดีน “งมงาย” ดีนขยับปากพูดแบบไม่มีเสียงใส่ทีมงาน แบบให้มั่นใจว่า ทุกคนอ่านริมฝีปากของเขาออก “ดีน มันเรื่องจริงนะเว้ย มึงน่ะโชคดีที่เล่นเป็นพระเอก เพราะเรื่องราวซวย ๆ มันเกิดกับคนที่มารับบทเป็นนางเอกเท่านั้น” รุ่นพี่ผู้กำกับที่ตอนแรกก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง จนมาตอนนี้ เขาชักจะมั่นใจแล้ว

“เอายังไงกันดีวะ พวกมึง ช่วยกูคิดหน่อย” รุ่นพี่ผู้กำกับถามทีมงาน “นี่ถ้ากูทำละครเวทีครั้งนี้ล่ม อาจารย์เล่นงานกูยับแน่” รุ่นพี่ผู้กำกับยกมือทั้งสองข้างขึ้นเกาศีรษะแรง ๆ ด้วยเผื่อว่า มันจะทำให้เขาคิดหาทางออกได้ “หานางเอกใหม่ทันมั้ยพี่” ใครอีกคนในทีมงานถามขึ้น ก็เมื่อมันเป็นแบบนี้ ก็หาคนอื่นมาแทน

“นางเอกคนนี้ คือคนเดียวที่ตกลงกล้ารับเล่น เผื่อพวกมึงจะไม่รู้ กูเนี่ยแทบจะไล่กราบนักศึกษาสวย ๆ ทั้งมหาวิทยาลัยของเรา เพื่อให้มาแสดงเรื่องนี้ แล้วพวกมึงคิดว่า กูจะไปหานางเอกคนไหนมาได้อีก ยิ่งถ้าทั่วทั้งมอรู้กันหมดเรื่องคลิปหลุดนี่เข้าไปอีก ใครจะยอมมาเล่นวะ” รุ่นพี่ผู้กำกับร่ายยาว กว่าเขาจะหานางเอกมาได้ เลือดตาแทบกระเด็น

“งั้นก็เปลี่ยนบท แบบ ให้เป็นนายเอกไปเลยพี่” รุ่นน้องผู้หญิงคนหนึ่งเสนอขึ้น หลาย ๆ คนพากันคิกคักกับความเห็นนี้ “มันกำลังมานะเว้ย สมัยนี้ ยังไงก็ต้องวายป่ะวะ มีหนังวาย ซีรี่ส์วายแล้ว ละครเวทีวายก็ต้องมาแล้วมั้ย โปรโมทไปเลย ว่าปีนี้ละครมหาวิทยาลัยเน้นเป็นการตระหนักรู้และความเข้าใจเรื่องของแอลจีบีทีคิวพลัส อีกอย่างพอเราเปลี่ยนมาเป็นนายเอก ไม่ใช่นางเอก อาถรรพ์อะไรนั่น ก็คงไม่มีแล้วมั้ง หรือไงวะ” มาถึงตรงนี้ หลาย ๆ คนฟังแล้วก็เริ่มคล้อยตาม

“กู แม่ง ต้องแก้บทอีก แต่ แล้วจะเอาใครมาเล่นวะ” สิ้นสุดเสียงถามของรุ่นพี่ผู้กำกับ “ผมเอาเอกสารจากอาจารย์มาพี่เซ็นครับ” ทุกสายตาหันมองไปทางต้นเสียงของผู้ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ “เออ วางไว้ก่อน เดี๋ยวกูเซ็นให้” รุ่นพี่ผู้กำกับพูดแบบขอไปที เพราะกำลังพยายามใช้ความคิดอยู่

“แต่อาจารย์ต้องการให้พี่เซ็นชื่อเดี๋ยวนี้นะครับ เรื่องใช้อาคารสถานที่” คนที่เดินเอาเอกสารมาให้ ยังไม่ลดความพยายาม “ก็กูบอกว่า” รุ่นพี่ผู้กำกับหันมา กำลังจะตวาดใส่ เมื่อโดนเซ้าซี้ไม่เลิก แต่พอเห็นว่าเป็นใคร ที่เอาเอกสารมาให้เขาเซ็น ก็พาให้ทุกคนตรงนั้น เริ่มสะกิดสะเกากันให้หันมามองดูด้วย

“ไอ้ปัน” เสียงรุ่นพี่ผู้กำกับเรียกชื่อคนที่มาใหม่ “กูเป็นรุ่นพี่คณะมึง กูสั่งอะไร มึงต้องทำ มันคือคติประจำคณะเรา มึงจำได้ใช่มั้ย” พูดจบรุ่นพี่ผู้กำกับก็คว้าแขนของดีนและปันไว้คนละข้าง ก่อนจะดึงตัวทั้งสองคน เดินตามเขาขึ้นไปที่ด้านบนเวที “อะไรเนี่ยพี่” ปันร้องเสียงหลง ก่อนจะเห็นดีนหันมองมาทางเขาแวบหนึ่ง

“เทปปัน มึงยืนตรงนี้” รุ่นพี่ผู้กำกับจัดแจงกำหนดจุดที่จะให้นักแสดงยืนตอนแสดงจริง “ส่วนไอ้ดีน มึงยืนตรงนี้” แล้วกำหนดตำแหน่งที่ยืนของดีนตามมา “หันหน้ามามองกัน” รุ่นพี่ผู้กำกับสั่ง ภาพที่ทุกคนตรงนั้นเห็น ต่างพากันพยักหน้า “ว่าไงพวกมึง” รุ่นพี่ผู้กำกับหันมาถามกับทีมงาน

“ดูความต่างของความสูงนั่นสิ นั่นมันเมะเคะวายในตำนานชัด ๆ” ทุกคนใช้สายตาวัดระดับความสูง แล้วก็ยิ้มไม่ได้ เมื่อศีรษะของปันอยู่แค่ปลายคางของดีนเท่านั้น ทีมบทส่งเสียงวี้ดว้ายกัน เมื่อนึกถึงฉากหนึ่งที่ต้องเข้าพระเข้านางกัน แล้วพระเอกต้องก้มตัวเข้าหานางเอก ถ้านักแสดงความสูงต่างกันแบบพอเหมาะพอเจาะแบบนี้ มันก็ตรงตามที่ทีมเขียนบทวางไว้เป๊ะ ๆ

“พี่ผมไม่เล่น” ปันส่งเสียงประท้วง รุ่นพี่ผู้กำกับรีบส่งเสียงห้ามแกมบังคับ “ดีน กูจะเปลี่ยนให้มันเป็นละครวายแทน มึงไม่มีปัญหาอะไรนะ แล้วนี่ไอ้เทปปันรุ่นน้องปีสามที่คณะกูเอง หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักคนนี้แหละ นายเอกคนแรกของมึง” ดีนมองไปที่เทปปัน นึกขำกับชื่อของอีกฝ่าย “แค่ชื่อก็น่ากินแล้ว หิวเลยเนี่ย” ปากนั้นไวกว่าความคิด พูดออกไปโดยไม่ทันได้รู้ตัว

“ไอ้สัสดีน หยอกนายเอกกูตั้งแต่วันแรกเจอเลยหรือ ดี สลายพฤติกรรมกันตั้งแต่เริ่ม เวลาเล่นจริงจะได้ไม่เขินกัน ว่าแต่ มีใครถ่ายคลิปไว้ทันมั่งมั้ยวะ เผื่อกูจะเอาไว้โปรโมท” เสียงผู้กำกับพูดติดตลก ก่อนจะมีทีมงานยกไม้ยกมือ ให้รู้ว่า ทุกอย่างได้ถูกบันทึกไว้หมดแล้ว

“กูแค่พูดเล่นมั้ย” ดีนแก้ตัว แต่ยังไม่ละสายตาจากเทปปัน จน คนชื่ออร่อยน่ากิน ต้องเสหันไปมองทางอื่น เพราะรู้สึกประหลาดกับสายตาแบบนั้น “ดีน กูขอคิวมึงตามเดิมนะ” รุ่นพี่ผู้กำกับรีบรวบรัดตัดความ เมื่อเห็นว่าดีนไม่ได้ปฏิเสธเรื่องเปลี่ยนบทและตัวนักแสดงนำ “ส่วนปัน เดี๋ยวกูส่งคิวให้ มึงมีหน้าที่ทำตัวให้ว่างตามทุกคิวที่กูบอก แค่นั้น” ปันพยายามจะทักท้วง แต่รุ่นพี่ก็ยังยืนยันตามเดิม

“แล้วนี่เราจะไม่ลองซ้อมกันซักซีนสองซีนหรือ ไหน ๆ ก็ครบทีมกันแล้วนี่” ดีนที่เห็นท่าทางกระอักกระอ่วนใจของปัน ก็นึกอย่างจะแกล้งขึ้นมา ปันหันมาขมวดคิ้วใส่ดีน ที่ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ยิ่งเห็นท่าทางไม่พอใจจากปัน ดีนก็ยิ่งนึกสนุก อยากจะทำให้อีกฝ่ายได้อายมากขึ้น

“เออ ก็ดีนะ” รุ่นพี่ผู้กำกับเห็นด้วย ก่อนทีมบทจะบอกว่าให้ลองเล่นซีนไหน ดีนที่เคยอ่านบทมาแล้ว พอจะรู้ซีนที่ว่านี้คร่าว ๆ ผู้กำกับอธิบายว่าตัวละครของปันกำลังรู้สึกโกรธตัวละครของดีนอยู่ พูดเท่านั้น ก็บอกให้ดีนเล่นไปได้เลย เพราะดีนจะเป็นตัวนำในฉากนี้ จากนั้นผู้กำกับก็บอกว่าจะลงไปดูที่ด้านล่างเวที ก่อนจะวิ่งลงไป

ปันไม่รู้ว่าจะทำตัวยังไงดี เขาไม่เคยคิดที่จะมาทำอะไรแบบนี้ การแสดงออกต่อหน้าผู้คน ถ้าอยู่ในกลุ่มเพื่อน มันก็เป็นแค่เรื่องสนุกสนาน ตลกเฮฮากันไป แต่นี่ มันคืองานใหญ่ของมหาวิทยาลัย ที่จะมีการขายบัตรเข้าชมการแสดง แถมเปิดให้คนนอกเข้ามาร่วมงานได้ด้วย ในหอประชุมที่จุผู้ชมได้หลายพันคนแบบนี้

ดีนที่เห็นว่าปันยืนไกลจากจุดมาร์คบนพื้นแบบนั้น ก็ขยับเดินเข้าไปใกล้ เขาเห็นอีกฝ่ายสะดุ้งตัวขึ้น ท่าทางไปไม่เป็นแบบนั้น ทำให้เขาต้องรีบซ่อนความสะใจเอาไว้ในใบหน้า เสียงตะโกนบอกสิ่งที่จะเกิดขึ้นในซีนนี้ดังออกจากปากรุ่นพี่ผู้กำกับ ฉากนี้เป็นหนึ่งในฉากสำคัญ เป็นซีนอารมณ์ให้ทุกคนเงียบเสียง ก่อนจะบอกให้ดีนดึงตัวของปันเข้ามากอด

“เดี๋ยวพี่ ต้องกอดด้วยหรือ” เทปปันร้องถามเสียงหลง “มันคือเลิฟซีน” ดีนบอกกับปัน ลงใจจะกระตุ้นให้อีกฝ่ายรู้สึกกระอักกระอ่วนใจมากยิ่งขึ้น เพราะถ้าเขาบอกออกไปตรง ๆ ว่าไม่อยากเล่นกับปัน เพราะว่าปันเป็นผู้ชาย เขาคงโดนประณามอย่างแน่นอน สู้ให้ทุกคนเห็นว่า ไม่ควรเข็นแนวคิดนี้ เพราะมันไปไม่รอด ได้เห็นมันกับตาของตัวเองจะดีกว่า ว่าปันไม่มีทางทำมันออกมาได้ดีอย่างแน่นอน

“จบซีนด้วยการจูบ” ดีนพูดแหย่ปันเพิ่ม ปันยิ่งทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ดีนยิ่งรู้สึกชอบใจ “ในบทต้องจูบจริง” ตอนนี้ปันหูอื้อได้ยินเสียงวิ้งดังลั่นไปหมด ไฟในหอประชุมดับลง เหลือเพียงไฟฟอลโลที่ส่องมาที่ดีนและปัน แต่แรกดีนตั้งใจที่จะแค่ยื่นหน้าเข้าไปใกล้กับปันให้มากที่สุด เพื่อต้องการให้อีกฝ่ายสติแตกแล้วร้องโวยวาย ไม่ยอมเล่นต่อ ไม่ยอมแสดงแล้วแบบนั้น

“ผมใช้เวลาตามหาคุณมานานแสนนาน” ดีนพูดไปตามบท ปันมองหน้าสบสายตากับดีน ความรู้สึกเหมือนกับต้องมนต์สะกด ปันยืนนิ่ง ไม่ขยับตัวหนี เมื่อดีนยื่นใบหน้าใกล้เข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ “มันคงเป็นโชคชะตา หรือไม่ก็ฟ้าลิขิตเอาไว้ ที่ทำให้เราได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง ในชาตินี้” ไม่พูดเปล่า ไม่แต่เพียงยื่นหน้าเข้าใกล้เท่านั้น ดีนดึงตัวของปันเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของเขา

“จำผมได้มั้ย” เสียงพูดของดีน ปันเหมือนได้ยินมันมาจากที่อันแสนไกล เขาอยากจะแข็งขืนต่อการถูกดึงเข้าไปใกล้กับคนที่อยู่ตรงหน้า แต่ราวกับว่า มันมีพลังดึงดูดบางอย่าง ที่ทำให้หัวใจของเขาไม่ต่อต้าน “ผมรักคุณ” ดีนพูดประโยคนั้นจบ แล้วความรู้สึกประหลาดก็แล่นเข้าสู่กลางหัวใจของเขา ดีนจ้องเข้าไปในดวงตาของปัน เขามองเห็นความหวาดหวั่นข้างในนั้น

ดีนโน้มตัวลงตามบท ที่เขาจะต้องจูบกับนางเอก ปันเห็นท่าทางนั้นของดีน เขาร้องอยู่ในใจให้ตัวเองปัดป้อง แต่อีกความรู้สึกหนึ่งที่พลุ่งพล่านอยู่ในใจ มันอาจจะมาจากความโกรธที่เห็นว่าตัวเขากลับทำตรงกันข้ามกับที่ตัวเองสั่ง 'รอรับการจูบนั้น' ปันตกใจกับความคิดที่แล่นเข้ามาครอบทับความรู้สึกของเขาในตอนนี้ ตัวเขาปันสั่นเทิ้ม และดีนก็รับรู้ได้ ทีมงานที่อยู่ตรงนั้น ทุกคนต่างตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น กับเคมีที่เข้ากันอย่างลงตัวของคนทั้งคู่

“เดี๋ยวก่อน ไม่” ปันร้องห้ามออกมา ก่อนจะดันตัวให้หลุดออกจากอ้อมกอดของอีกฝ่าย ดีนรู้สึกเหมือนหัวใจของเขาถูกปฏิเสธ เขาไม่เข้าใจความรู้สึกนี้ ทำไมเขาต้องผิดหวังกับท่าทีไม่ตอบรับของปันด้วย ทั้งรุ่นพี่ผู้กำกับและทีมงานทั้งหมดร้องฮือออกมาด้วยความผิดหวัง ที่ไม่ได้เห็นจุดไคลแม็กซ์ของฉากนี้

“เฮ้ย ไอ้สองคนบนเวทีน่ะ ทำไมไม่เล่นต่อให้จบฉาก” เสียงรุ่นพี่ผู้กำกับโวยวายดังลั่นมาจากข้างล่างเวที “กูยังไม่ได้สั่งคัทนะ” เสียงโวยวายนั้น ทำเอาทีมงานหัวเราะออกมาครืนใหญ่ แต่ท่ามกลางความขบขันของทุกคนที่ตรงนั้น สองคนที่ยืนอยู่บนเวที กับสิ่งที่คนทั้งคู่รับรู้ ไม่มีใครสังเกตเห็นมัน

“รู้สึกใช่มั้ย” ดีนถามออกมา มองหน้าของปันที่พยายามจะหลบสายตา “รู้สึกเหมือนกันใช่มั้ย” ดีนถามย้ำ เมื่อปันหันหลังกลับ ทำท่าจะเดินลงจากเวที ปันไม่รู้จะตอบดีนว่าอย่างไร เพราะเขาไม่สามารถหาคำมาอธิบายอะไรได้ในตอนนี้ กับสิ่งที่เขารู้สึก รวมไปถึงภาพแปลก ๆ ที่แล่นผ่านมาให้เขาเห็น ภาพต่าง ๆ เหล่านั้น ที่เขาไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร

***********************************

แปลคำร้องภาษาอังกฤษโดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=vOFIxSQ2vi4

ยังเดินผ่านทุกวัน

Still walk pass there every day

ที่ที่เราพบกันเมื่อก่อน

The place we used to meet back then

ยังจำซ้ำซ้ำได้ทุกตอน

Remember that like the back of my hand

ราวกับมีใครมาหมุนย้อนเวลา

As if someone made the time stand still



แต่ก็คงจะหมุนย้อนได้แค่ในความคิด

But that would only exist in my thought

ในชีวิตจริงคงไม่เจอกันอีกแล้ว

For real, there’s no chance I will see you again

ยืนอยู่ตรงที่เดิม

Standing here all alone

แต่ไม่มีวี่แวว

No sight of you

เธอจากไปแล้ว

You’ve already been long gone

และคงไม่ย้อนคืนมาหา

No way you would come back to me



ได้แต่ฝากความคิดของฉันเอาไว้

Here’s my reminiscence that’s kept alive

เผื่อวันไหนเธอผ่านมา

Perhaps one day you’ll stroll along

เห็นที่เดียวกันนี้

At this very same place

เธอจะนึกขึ้นได้ว่า

Should you suddenly recall

เคยมีคนหนึ่งยืนข้างเธอ

There was me standing by your side

อยู่ตรงนี้เสมอตลอดมา

Always, and ever would be



ให้เธอสัมผัสความคิดที่ฉันทิ้งไว้

You might recognize how I felt

อาจไม่เห็นได้ด้วยตา

And that might be invisible to naked eyes

ฉันจะฝากเอาไว้

I left it there

อยู่ในพื้นดินและท้องฟ้า

On all ground and up in the sky

มันเป็นความคิดที่กระซิบว่า

A whisper to your very heart

ฉันยังรักเธอ

That I love you



อยากเจอเธอเหลือเกิน

I wish I could go see you

เพราะก่อนที่เราต้องเดินแยกทาง

Before we took our separate ways

ฉันมีความคิดหลายหลายอย่าง

I had all these thoughts for words

หลายอย่างเหลือเกินที่ฉัน

So many, too many of them

ไม่ได้พูดไป

That were unspoken



แต่กลับมานึกขึ้นได้ในเวลานี้

Now, it’s all coming back to me

ในเวลาที่เธอเดินจากฉันไปแสนไกล

The day you walked away so damn far

หากเธอนั้นยังอยู่

If you stayed,

จะกอดเธอให้ชื่นใจ

I’d put you in my arms

และค่อยพูดออกไป

Then I’d say

ทุกสิ่งที่อยู่ในใจฉัน

Everything that my heart desires



ได้แต่ฝากความคิดของฉันเอาไว้

Here’s my reminiscence that’s kept alive

เผื่อวันไหนเธอผ่านมา

Perhaps one day you’ll stroll along

เห็นที่เดียวกันนี้

At this very same place

เธอจะนึกขึ้นได้ว่า

Should you suddenly recall

เคยมีคนหนึ่งยืนข้างเธอ

There was me standing by your side

อยู่ตรงนี้เสมอตลอดมา

Always, and ever would be



ให้เธอสัมผัสความคิดที่ฉันทิ้งไว้

You might recognize how I felt

อาจไม่เห็นได้ด้วยตา

And that might be invisible to naked eyes

ฉันจะฝากเอาไว้

I left it there

อยู่ในพื้นดินและท้องฟ้า

On all ground and up in the sky

มันเป็นความคิดที่กระซิบว่า

A whisper to your very heart

ฉันยังรักเธอ

That I love you



ขอ ให้เธอสัมผัสความคิดที่ฉันทิ้งไว้

I’m asking of you to feel how I feel

อาจไม่เห็นได้ด้วยตา

Take your heart to perceive mine

ฉันได้ฝากเอาไว้

What I’ve had for you

อยู่ในพื้นดินและท้องฟ้า

Upon this earth and up there in the sky



มันเป็นความคิดที่กระซิบว่า

And that whisper goes …

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๒. ใจกลางความรู้สึก



1994

2537



กั้งดันเทปคาสเซทเพลงอัลบั้มใหม่ปิดเข้าซาวเบาท์ที่เขาเพิ่งเก็บเงินซื้อมา ก่อนจะกดปุ่มเพลย์เพื่อเล่นเพลง เสียงพูดเหมือนบทพระสวดที่ต้นเพลง ดังขึ้นผ่านสายหูฟัง กั้งยิ้มออกมาโดยอัตโนมัติ มันเป็นอัลบั้มที่เขารอคอยที่จะได้ฟัง เพราะกว่าที่เขาจะเก็บเงินพอที่ซื้อซาวเบาท์มือสองเครื่องนี้ได้ครบ

พอเลิกเรียนวันนี้ กั้งก็ตรงไปที่ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่อยู่ไม่ไกลจากบ้าน ร้านที่เขาเทียวเวียนไปดูเครื่องเล่นเทปแบบพกพานี้อยู่บ่อยครั้ง กั้งแวะไปดู ไปสอบถาม ไปชวนคนขายคุย จนเจ้าของร้านที่เห็นว่าเขาอยากได้มันมาก บอกว่าจะเก็บเอาไว้ให้ ถ้ากั้งเก็บเงินซื้อได้ครบทันกำหนดที่ได้ตั้งกันไว้

จนเมื่อกั้งเก็บเงินจากค่าขนมไปโรงเรียนได้ครบ จะเรียกว่าอดกินของอร่อยมานานเลยก็ว่าได้ กั้งก็รีบไปที่ร้านนี้ ก่อนจะพาเจ้าซาวเบาท์เครื่องสุดที่รักนี้ ตรงดิ่งกลับมาที่บ้าน ก่อนจะเข้าห้องนอนปิดประตู ขังตัวเองอยู่กับความสุขในหัวใจที่กำลังเอ่อล้น ทั้งจากแววตาของกั้งเอง และจากหัวใจที่ปลาบปลื้มนี้

กั้งตื่นเต้นดีใจ ในมือของเขาถือปกเทปเอาไว้ เปิดดูเนื้อร้องของเพลงแรกในอัลบั้ม มันเป็นเพลงที่มีจังหวะคึกคัก ชวนให้ขยับแข้งขยับขาไปตามท่วงทำนองที่กวน ๆ นั้น กั้งกวาดตาดูเนื้อร้องทั้งหมดบนปกเทปไปอย่างเร็ว ๆ และรอให้นักร้องที่กั้งรู้สึกว่า เธอเท่ที่สุดในสายตาของเขา เริ่มร้องเพลงประโยคแรกของเพลง

'จะจองเวรไปถึงไหน วุ่นวายอะไรกันถึงนี่ วนวนเวียนเวียนอยู่แถวนี้ รื้อฟื้นอะไรกันยกใหญ่' กั้งร้องตามเนื้อเพลงบนปก ก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงนอน เพื่อรอท่อนฮุคที่กำลังจะมาถึง ในเมื่อมีเขาคนเดียวที่อยู่บ้าน ดังนั้น กั้งจึงตะโกนออกมาจนสุดเสียง ร้องตามเนื้อร้องที่มี และโยกหัว ยักไหล่ ขยับเอวไปมา กระโดดโลดเต้นไปจนทั่วห้อง

โดยเฉพาะเมื่อถึงท่อนที่มีเสียงกีตาร์โซโล่ดังขึ้น กั้งเหมือนได้ปลดปล่อยความรู้สึก ให้นักร้องที่เขาชอบ เพลงที่เขาถูกใจ และดนตรีที่เขาปลาบปลื้ม ที่มันเล่นผ่านซาวเบาท์เครื่องแรกที่เขารักมาก นำพาเขาให้หลุดไปอยู่ในโลกที่มันมีแต่ความสุข มันช่างแสนสนุก และมันก็ทำให้เขารู้สึกสบายใจ

กั้งกดกรอเทปกลับไปที่จุดเริ่มต้น และให้มันเล่นเพลงที่เขาชอบอีกหลายครั้ง และทุก ๆ ครั้ง เขาจะร้องตามไปอย่างมีความสุข ได้เป็นตัวของตัวเอง ได้ทำในสิ่งที่เขารัก มันคือความสุขที่เขาสามารถหามันมาได้จริง ได้ดื่มด่ำ เหมือนถูกโอบกอดด้วยเสียงดนตรี เป็นการบรรเทาเบาบางอะไรก็แล้วแต่ ที่เข้ามารบกวนจิตใจของตัวเอง

หลังจากนั้น กั้งก็ปล่อยให้เครื่องเล่นเพลง ได้เล่นผ่านเพลงในอัลบั้มนั้นไปเรื่อย ๆ แต่ละเพลงที่ผ่านไป กั้งยิ่งรู้สึกดีใจ ที่เขานั้นเก็บเงินซื้อทั้งเทปและเครื่องเล่นนี้มา ที่ก่อนหน้านี้ โลกของเขาภายในห้องนอนเล็ก ๆ ที่ดัดแปลงมาจากห้องที่เคยใช้เก็บเครื่องมือช่างของพ่อ มันเงียบเหงาและว้าเหว่มากจนเกินไป

“แม่ วันนี้มีอะไรกินบ้าง” กั้งที่ฟังเพลงจนจบทั้งอัลบั้มแล้ว ดูเวลา แม่น่าจะกลับมาถึงบ้านแล้ว เขาจึงลงมาจากชั้นสองของบ้าน ก็เห็นแม่อยู่ในครัวพอดี กั้งไล่เปิดดูกับข้าวในถุงพลาสติกที่วางอยู่บนโต๊ะกินข้าวกลางหห้องครัวขนาดย่อมนั้น “เคาะประตูเรียกตั้งนาน ทำไมไม่ตอบ” เสียงถามนั้น ฟังดูขุ่นมัวอย่างชัดเจน กั้งเหลือบสายตามองเจ้าของคำถามแวบเดียว ก่อนจะหยิบแกงถุงมาแกะใส่ถ้วย

“ฟังเพลงอยู่ ไม่ได้ยิน” กั้งตอบคำถามนั้น “แกมีวิทยุหรือไง ถึงมีเพลงฟังได้” คำถามนั้นยังคงต่อเนื่อง “ซาวเบาท์” กั้งตอบ นึกหงุดหงิดเหมือนกัน ที่ถูกถามแบบนี้ต่อหน้าแม่ “ก็เก็บเงินซื้อมา เก็บเงินซื้อเอง มือสอง” กั้งตอบหญิงสาวที่ใส่ชุดนักศึกษามหาวิทยาลัย ที่นั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าวฝั่งตรงข้าม

“รวยจังนะ” กั้งเงยหน้าขึ้นจ้องตากับพี่สาวของตัวเอง “เก็บตังค์เอา ค่อย ๆ เก็บ ออมจากค่าขนม” กั้งพูดช้า ๆ กึ่ง ๆ ให้พี่สาวรู้ว่า สิ่งที่เขาทำ มันไม่ใช่เรื่องผิดอะไร “ไปซื้อมาตั้งแต่เมื่อไหร่” แม่ถามขึ้น เมื่อบทสนทนาระหว่างกั้งกับพี่สาว เรียกความสนใจจากแม่จนได้ “กั้งเก็บเงินมานานแล้ว เพิ่งได้ครบ เพิ่งไปซื้อวันนี้” กั้งปากก็ตอบแม่ไป แต่ก็มองหน้าพี่สาวด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง

“แล้วฟังเพลงอะไร ร้องซะเสียงดังลั่นบ้าน เคาะเรียกก็ไม่ได้ยิน ฉันกลับบ้านมาปุ๊บ อ่านหนังสือไม่รู้เรื่องเลย” พี่สาวของกั้งถามคำถามอย่างไม่ลดละ “พี่กุ้งนี่กลับถึงบ้านปุ๊บ อ่านหนังสือปั๊บเลยหรือ อัจฉริยะมาเกิดแน่ ๆ” เสียงพูดเหน็บแนมจากกั้ง ทำเอากุ้ง ผู้เป็นพี่สาวยืดหลังขึ้น หน้าเชิด เพราะรู้ว่ากำลังโดนน้องชายแดกดันเข้าให้

“อยากเป็นยู่ยี่หรือไง” สายตาของกุ้งที่มองมาที่กั้ง มีแววแห่งความขบขันอยู่ในที “ผมยาวตรง ตัดหน้าม้า ใส่ยีนขาด ๆ งี้ รึไง” กุ้งไม่ได้ปิดบังใด ๆ ว่าเขากำลังเย้ยหยันกั้ง “เป็นได้ก็ดี เป็นได้เหมือนคนเก่ง ๆ ก็ไม่เห็นว่าจะเสียหายตรงไหน” กั้งสวนกลับทันควัน และนั่นยิ่งทำให้กุ้งยิ่งไม่ลดราวาศอก

“อยากเป็นผู้หญิง” กุ้งยักไหล่ยักคอ เหมือนกำลังรอคำตอบจากกั้งให้พูดออกมา ส่วนกั้งนั้นความรู้สึกหน้าชาไปกับคำถามนั้น ที่มันฟังดูแทงใจดำของเขาอยู่แล้ว และนี่ คำถามนี้ ยิ่งมาถามต่อหน้าแม่แล้วด้วย “กั้งมันเป็นผู้ชาย มันจะเป็นผู้หญิงอะไรนั่นไปได้ยังไง” แม่พูดขึ้น ก่อนจะบอกให้กั้งตักข้าวใส่จานให้ทุกคน

“แม่ไม่เคยเห็นกะเทยหรือ” กุ้งเลื่อนจานข้าวที่กั้งเพิ่งส่งให้ มาไว้ที่ด้านหน้าของตัวเอง ก่อนจะทำท่าชี้นิ้วโบ้ยไปโบ้ยมาไปทางกั้ง “พูดจาอะไรเหลวไหล กินข้าวได้แล้ว กั้งนั่งลง กินข้าว” แม่พูดตัดบท ก่อนจะบอกให้กั้งนั่งลงที่เก้าอี้ตัวข้าง ๆ กัน “แล้วถ้าแกอยากจะเอาอย่างผู้หญิงเก่ง ๆ จริง แกก็เอาแบบพี่กุ้งเขานี่” กั้งเม้มปากเขาหากันจนเป็นเส้นตรง กับอีกครั้ง ที่เขาได้ยินแม่พูดแบบนี้ จากนับครั้งไม่ถ้วน

“เรียนดี เอนทรานซ์เข้าคณะดี ๆ ได้ นี่แม่ยังเสียดายนะ ที่แก เจ้ากุ้ง ยอมสละสิทธิ์เรียนหมอ มาเรียนเภสัชนี่แทน” แม่ถอนหายใจ ที่เห็นลูกต้องเลือกเรียนคณะที่มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า เพราะเธอเองมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในตอนนั้น “กุ้งไม่อยากให้แม่เหนื่อยนี่นา เนี่ย รีบเรียนให้จบ กุ้งจะได้ออกมาทำงาน หาเงิน ดูแลแม่” กั้งเหลือบมองกุ้งที่เอื้อมมือไปบีบมือแม่ โดยที่แม่ของเขา เริ่มมีน้ำหูน้ำตาให้เห็น

“แกจะเอาเยี่ยงเอาอย่าง ก็ทำให้ได้อย่างพี่กุ้งเขา แกจะเอนทรานซ์อยู่ ตั้งใจให้มาก ๆ” กั้งที่ได้ยินแม่พูดแบบนั้น รู้สึกว่า รสชาติของแกงถุงที่เขาเพิ่งตัดเข้าปากไปนั้น มันช่างแย่มากจริง ๆ ในมื้อนี้ “แล้วแกคิดจะเอนทรานซ์เข้าคณะอะไร ให้ฉันช่วยอะไรบอกได้นะ ฉันยินดี” กุ้งหันมาตั้งหัวข้อการสนทนาเกี่ยวข้องกับกั้งอีกครั้ง

“นั่นสิ ไม่เห็นบอกให้แม่รู้บ้างเลย ว่าแกจะเรียนต่อคณะอะไร” แม่ถามกั้ง โดยที่กั้งมีอาการอึกอักที่จะพูดออกไปอย่างชัดเจน กุ้งแค่นหัวเราะออกมาอย่างสะใจ กั้งนั้นเผลอกัดกรามอย่างลืมตัว เหตุเพราะพี่สาวของเขารู้อยู่เต็มอก ว่าเขาต้องการเข้าเรียนที่คณะไหน มหาวิทยาลัยอะไร ยิ่งเมื่อวันก่อน มีอาจารย์จากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ที่เพิ่งเปิดใหม่ มาบรรยายแนะแนวทางที่โรงเรียน

“แกเรียนสายวิทย์คณิตมา แกจะเลือกเรียนหมอก็ได้นะกั้ง เรียนแทนพี่กุ้งเขา ที่พี่เขาเสียสละไม่เรียน เพื่อตอนนั้นแม่จะได้ส่งทั้งแกทั้งพี่กุ้งเรียนไหว แต่ตอนนี้ ถ้าแกจะเรียนจริง ๆ ไม่ต้องห่วง แม่หาทางส่งแกเรียนได้” แม่พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง หลังจากเคยผิดหวังกับลูกสาวคนโตมาแล้วครั้งหนึ่ง แม้จะเข้าใจดีว่าเพราะอะไรก็ตาม

“เรียนอย่างอื่นดีกว่ามั้งแม่ ใช้เงินน้อย ๆ หรือกั้งก็ขอทุนเอา” แม่รีบโบกไม้โบกมือห้าม ตั้งแต่กั้งยังพูดไม่จบ “แกก็ดีแต่เถียงไปเรื่อย เหมือนพ่อแกไม่มีผิด รั้นอะไรไม่เข้าท่า ฉันบอกให้ทำอะไร ทำไมถึงต้องขวางโลกไปเสียทุกครั้ง” แม่พูดด้วยสีหน้าไม่พอใจ น้ำเสียงของแม่ยังคงชัดเจนว่า ยังเคืองพ่ออยู่ไม่เสื่อมคลาย

“แล้วแกอย่ามาพูดนะ ว่าพ่อแกดีอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าพ่อแกดีจริง พ่อแกต้องทิ้งอะไรไว้ให้ฉันบ้างสิ ไม่ให้ฉันต้องก้มหน้าทำงานงก ๆๆ แบกภาระ แบกหนี้ทุกอย่างที่พ่อแกสร้างเอาไว้อยู่คนเดียวแบบนี้ มันต้องทิ้งสมบัติ เงินทองเอาไว้ให้กันบ้าง แต่นี่อะไร ไม่มี ไม่มีเลย” โต๊ะกินข้าวของสามแม่ลูก เงียบสงัด เสียงพูดของแม่สั่นเครือ มันเจือไปทั่วด้วยความโกรธ น้อยใจ เสียใจ และหวั่นไหวอยู่ในที

“ถ้างั้น แกฟังฉันนะ กั้ง” แม่พูดโดยไม่หันมามองกั้ง แต่ทั้งเขาและกุ้งพี่สาวได้เห็นคือ น้ำตาที่ไหลลงมาบนใบหน้าของแม่ “แกตั้งใจเอนทรานซ์เข้าหมอให้ติด ไม่ใช่แค่พยายามนะ แต่ต้องสอบให้ติด ต้องเข้าไปเรียนแทนพี่แกให้ได้ เอามหาวิทยาลัยดี ๆ เวลาใครถามฉัน ว่าแกเรียนที่ไหน ฉันจะได้บอกเขาได้แบบไม่อายปาก” แม่ใช้นิ้วปาดน้ำตาอย่างลวก ๆ ออกจากแก้ม

“ฉันเองก็ไม่อยากที่จะต้องเหนื่อยอยู่อย่างนี้แล้ว ทุกวันนี้ ฉันทำทุกอย่างเพื่อให้แกได้มีโอกาสมากกว่าใคร ๆ มากกว่าฉัน มากกว่าพี่สาวแก นี่แกฟังฉันอยู่ใช่มั้ย” แม่ถามกั้งเสียงเครียด กุ้งกลั้นขำ กั้งพยักหน้ากับแม่ “ตอบฉันสิ พูด ไม่ใช่พยักหน้า ฉันถามแกว่า ที่ฉันพูดมาทั้งหมดนี่ ที่ฉันปากเปียกปากแฉะพร่ำสอนแก กั้ง แกเข้าใจใช่มั้ย” แม่หันมามองหน้ากั้งในที่สุด

“กั้งเข้าใจแล้วแม่” กั้งหันไปสบตากับแม่ ก่อนจะก้มลงมองข้าวในจานของตัวเอง ที่แทบจะไม่พร่องลงไปเลย ก่อนที่เขาจะได้ยินแม่ของเขาพูดถึงลูกของป้า ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกันกับเขาอีกว่า “กุ้ง แกจำพี่พลอย ลูกป้าจิตต์ได้มั้ย นั่นน่ะไปเรียนต่อปริญญาโทที่อังกฤษแล้วนะ เห็นบอกว่าจะเรียนสองปี มันเรียนอะไรนะ” แม่ถามขึ้น กุ้งตอบแม่ไปว่า พี่พลอยที่เป็นลูกพี่ลูกน้องนั้น เรียนจบป.ตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์

“เออ มันเก่งมากเลยนะ แถมยังขวนขวายหาทางไปเรียนต่อโทเมืองนอกเมืองนาได้อีก ลูกบ้านป้าจิตต์สามคน ได้ดิบได้ดีกันทุกคน นี่ป้าจิตต์เล่าให้ฟังว่า ไปเรียนนี่ ไปเรียนด้วยกันกับเพื่อน มีเพื่อนผู้หญิงไปด้วยกันอีกคนหนึ่ง ก็ดีนะ ไปอยู่ต่างบ้านต่างเมือง มีเพื่อนไปด้วย จะได้ไม่เหงา”

“แต่ป้าจิตต์นี่ก็นะ อวดลูกตัวเองมากจนเกินไป ทำข้ามหน้าข้ามตาลูกบ้านคนอื่น น่าเกลียดไปหน่อย ฉันรึ ก็อยากจะบอกตอกหน้าแกกลับไปเหมือนกันแหละ แต่ติดตรงที่ กับแกนะ กุ้ง ฉันน่ะไม่ห่วงหรอก จะมีก็แต่ไอ้กั้งนี่แหละ อยากจะให้มันได้ดิบได้ดี จบเป็นหมงเป็นหมออะไรไป บั้นปลายชีวิตเผื่อฉันจะฝากผีฝากไข้กับมันได้บ้าง ก็ไม่รู้ว่า มันจะทำให้ฉันได้สักกี่มากน้อยกัน”

“เอ้า จะกินมั้ยน่ะ ข่าวน่ะ นั่งเขี่ยอยู่นั่นแหละ ถ้าไม่กินก็ไปซะ อย่ามานั่งขวางหูขวางตาอยู่ ไป เก็บล้างให้เรียบร้อย ทำไมฉันต้องพูดบอกแกเยอะแยะตลอดเวลาด้วย อะไรที่ต้องทำ ทำไมถึงไม่รู้ตัว ไม่รู้เอาเองบ้าง” แม่เอ็ดตะโรใส่กั้ง ที่เห็นเขานั่งใช้ช้อนเขี่ยข้าวในจานตรงหน้าไปมา ก่อนสุดท้ายจะเอ่ยปากไล่กั้งให้กลับเข้าห้องไป

กั้งปิดประตูห้องนอนตามหลัง ก่อนจะลงกลอนให้เสียงแผ่วเบาที่สุด เขาเดินมาทรุดตัวลงนั่งที่บนเตียงนอน ภาพสีหน้าประหนึ่งว่าสาแกใจนักหนาของกุ้ง ที่เห็นน้องชายโดนแม่เล่นงาน มันติดตากั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มันคือสิ่งที่ติดค้างในใจของเขามาตั้งแต่จำความได้ มันมีแต่ความสงสัย ว่าทำไม ทำไม เพิ่มขึ้นอยู่ทุกวัน

คืนนั้น กั้งเสียบหูฟัง ปล่อยให้เพลงจากเทปคาสเซทที่เขาเพิ่งซื้อมากับซาวเบาท์เครื่องใหม่ ส่งผ่านเสียงเพลงให้ขับคลอวนไปมา กับเพลงที่เขาชื่นชอบ กั้งกรอมันกลับไปมา ฟังซ้ำ และวนกลับไปฟังมันอีกครั้ง จนพลังจากถ่านไฟฉายที่ขับเคลื่อนซาวเบาท์เริ่มอ่อนแรง และตัวของเขาเอง ที่จิตใจโรยรา ได้หลับไปทั้งน้ำตาในยามดึกดื่นเที่ยงคืน ของค่ำคืนนั้น

*********************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=CHNO85mTJAI&list=OLAK5uy_kpiyWZXbcwH9C_smMK80qvWpGhu_UVTtM


จะจองเวรไปถึงไหน

Vindictive much?

วุ่นวายอะไรกันถึงนี่

Keep stirring things up

วนวนเวียนเวียนอยู่แถวนี้

Been around here too much

รื้อฟื้นอะไรกันยกใหญ่

Say there’s so much to talk


ไม่มีอะไรต้องรื้อฟื้น

Nothing really needs to talk about

ไม่มีอะไรต้องเริ่มใหม่

None needs to get restarted

ที่เคยทำอย่างไรไว้

Whatever that happened before

อโหสิกรรมให้ทุกอย่าง

I say we’re all even


ก็จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด

Be happy and live well

อย่าเบียดเบียนกันและกันเลย

Don’t take advantage of one another

ไปสู่ที่ชอบที่ชอบเถิด

Stay in the right place

อย่าเป็นเวรเป็นกรรมต่อกันเลย

Keep all the bad karma away


จะจองเวรไปถึงไหน

Revenge, why now?

เลิกแล้วต่อกันไปซะเถอะ

Just give it all up

อะไรให้ทำอีกตั้งเยอะ

There’re so many things to do

แยกย้ายไปทำกันซะไป

Let’s part ways, shall we?


ก็จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด

Sleep soundly and peace out!

อย่าเบียดเบียนกันและกันเลย

Leave other people alone

ไปสู่ที่ชอบที่ชอบเถิด

Be where you are pleased

อย่าเป็นเวรเป็นกรรมต่อกันเลย

Stop all negative energy out there


จะจองเวรไปถึงไหน

Tit for tat, what for?

เลิกแล้วต่อกันไปซะเถอะ

Call a truce, can’t we?

อะไรให้ทำอีกตั้งเยอะ

So much left to see in the world

แยกย้ายไปทำกันซะไป

Get a life, don’t you think?

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๓. ความคิดถึงกลับมา



2565

2022



“คุณเจ็บหรือเปล่า” หนุ่มใหญ่รูปร่างกำยำสมส่วนถามขึ้น ก่อนที่เขาจะขยับถอนตัวออกจากอีกฝ่าย ที่กำลังลดขาทั้งสองข้างลงวางกับพื้น แล้วลุกขึ้นนั่งที่ขอบเตียงนอน หนุ่มใหญ่คนนั้นดึงกระดาษาทิชชูออกจากกล่อง ก่อนจะใช้มันพันแล้วถอดอุปกรณ์ป้องกันที่มีน้ำสีขาวขุ่นขังแน่นอยู่ในนั้นออก

“ไม่เป็นไรครับ ผมโอเค” ตฤณตอบกลับเบา ๆ เมื่ออีกฝ่ายนั่งคุกเข่าลงตรงหน้า ทำท่าจะครอบปากลงที่ส่วนความเป็นชายของเขา เพื่อต้องการจะปลดเปลื้องอารมณ์ให้ “ผมเข้าห้องน้ำก่อน” นฤเบศ หนุ่มใหญ่เจ้าของห้องเพ้นท์เฮ้าส์ราคาแพงระยับใจกลางกรุงเทพฯ พยักหน้ารับรู้ ก่อนจะมองตามร่างเปลือยเปล่าของอีกฝ่าย เดินเข้าห้องน้ำไป

ตฤณเปิดน้ำจากเรนชาวเวอร์ ให้ไหลผ่านผมที่เขาเพิ่งไปตัดมาใหม่ ที่มันสั้นจนเกือบเกรียน น้ำที่เย็นจัด พอจะทำให้เขารู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้าง ตฤณพ่นลมหายใจเบา ๆ ออกจากปาก ก่อนจะแหงนหน้าขึ้นรับน้ำเย็นจัดนั้น ให้กระทบกับใบหน้าของเขาตรง ๆ ตฤณค้างตัวอยู่ตรงนั้นสักพัก ก่อนจะผลักก๊อกน้ำให้กลับขึ้นที่เดิม น้ำจากเรนชาวเวอร์หยุดไหล ตฤณมองหาผ้าขนหนู แต่ก็ไม่พบ

“เช็ดตัวครับ” นฤเบศพูดพร้อมยื่นผ้าขนหนูสีขาวผืนใหญ่หนาหนุ่มให้ เมื่อตฤณเลื่อนบานประตูกระจกฝ้านั้นออกมา ตฤณรับมันมาพันรอบตัว ต่อหน้าหนุ่มใหญ่ที่มองเขาด้วยสายตาพึงใจ “คุณผอมไปนะ” หนุ่มใหญ่มองตามอีกฝ่ายที่เดินไปกองเสื้อผ้าบนพื้นห้อง ก่อนจะหยิบกางเกงยีนสีซีดขึ้นมาเริ่มสวม

“ไม่หรอก กางเกงยังคับอยู่เลยนะ” ตฤณทำพูดติดตลก นฤเบศเดินเข้าไปหา ทั้ง ๆ ร่างกายที่ยังเปลือยเปล่าอยู่ “ยังไม่กลับได้หรือครับ” หนุ่มใหญ่ขอร้อง ก่อนเอื้อมแขนทั้งสองไปรั้งเอวของตฤณไว้จากทางด้านหลัง เจ้าของเอวสวมเสื้อเชิ้ตเอาไว้ แต่ยังไม่ได้ติดกระดุม “คุณก็ยังไม่เสร็จเลย” หนุ่มใหญ่ก้มลงจูบเบา ๆ ที่ต้นคอของตฤณ

“ให้ผมช่วยนะ” นฤเบศทำเสียงอ้อนให้อีกฝ่ายอยู่ต่อ ให้ค้างคืนกับเขาที่นี่ “เสร็จในปากผมก็ได้ คุณชอบไม่ใช่หรือ” ตฤณหลับตาเมื่ออีกฝ่ายประทับจูบลงบนริมฝีปากของเขา “ดูของผมสิ ตื่นอีกแล้ว” ตฤณหัวเราะเบา ๆ เมื่อเห็นว่านฤเบศไม่ได้แค่พูดเล่น ก่อนหนุ่มใหญ่จะเอามือของตฤณไปจับทดสอบความแข็งแกร่งของแก่นกายนั้น

“ตฤณ” หนุ่มใหญ่เรียกชื่ออีกฝ่าย เมื่อรับรู้ถึงมือนุ่ม ๆ ที่รูดขึ้นลงบนความเป็นชายนั้น “อย่าแกล้งผมแบบนี้สิ” แทนที่ตฤณจะสานต่อจนเลยเถิดไปถึงขั้นไหน ๆ เขากลับหยุด ปล่อยให้ความแข็งขันนั้นเป็นอิสระ แล้วสวมเสื้อผ้าของตัวเองต่อจนเสร็จ “คุณก็รู้ว่าผมไม่ชอบหลับบนเตียงคนอื่น” ตฤณพูดพลางมองหาโทรศัพท์มือถือของตัวเอง นฤเบศมองตามอีกฝ่ายด้วยอารมณ์ที่ยังค้างคา

“ว้าว” ตฤณหยิบโทรศัพท์มือถือของเขา หย่อนมันใส่กระเป๋ากางเกงยีน ก่อนจะหันมาหัวเราะเบา ๆ เมื่อหันมาเห็นว่า นฤเบศยังคงปึ๋งปั๋งไม่ลดลงเลย “ได้ใช้ตัวช่วยอะไรไปบ้างครับเนี่ย” ตฤณพูดหยอกกับเจ้าของห้องเพ้นท์เฮ้าส์ไปอย่างนั้น แต่เขาก็รู้ว่า กับผู้ชายอายุขึ้นเลขห้าแล้ว นฤเบศถือว่าดูแลรักษาสุขภาพ และปั้นหุ่น รักษากล้ามท้องได้อย่างดีเยี่ยมคนหนึ่ง

“งั้นคุณก็ต้องอยู่พิสูจน์แล้วล่ะ” นฤเบศตอบกลับ แต่เขาก็รู้ดี ว่าถ้าลองว่าตฤณไม่ตอบตกลงว่าจะทำ ยังไงเสีย ตฤณไม่ยอมทำอย่าแน่นอน ก็ดูอย่างทรงผมสั้นเกือบกุดนี่ปะไร ใครเลยจะห้ามได้ ทั้ง ๆ ที่นฤเบศชอบผมสลวยดำขลับของตฤณมากกว่า เหมือนตฤณจะรู้ว่านฤเบศอยากจะพูดอะไร เขาเอามือลูบผมสั้น ๆ ของตัวเอง ก่อนจะพูดว่า

“ปีนี้ผมสี่สิบห้าแล้ว ไม่ไหวแล้วล่ะ กับทรงผมเกาหลีแบบที่เคยตัดมา” และเช่นกัน นี่เป็นวิธีการเลี่ยงเรื่องที่ตฤณไม่อยากพูดเช่นกัน และนั่นก็คือ เขาไม่อยู่ขึ้นเตียงกับหนุ่มใหญ่กล้ามสวย เจ้าของห้องพักหรูหราแพงระยับในคืนนี้อีกครั้งอย่างแน่นอน “ให้ผมขับรถไปส่งคุณที่คอนโดนะ” ตฤณส่ายหน้าปฏิเสธขณะสวมรองเท้าผ้าใบคู่เก่ง มันแทบจะลืมสีขาวที่มันเป็นตอนตฤณซื้อมันมา แต่มันทนทาน ใส่สบาย และตฤณก็รักมันมาก

“งั้นคุณเอารถผมไป” นฤเบศกำลังจะเดินไปหยิบกุญแจรถให้ “ไม่เอาครับ” ตฤณพูดสั้น ๆ เรียบ ๆ และเขาหมายความตามนั้น “ถ้าผมจะต้องอด” นฤเบศพูดขึ้น ชี้นิ้วไปที่ส่วนกลางกายของเขา ที่อ่อนตัวลงแล้ว “คุณก็ต้องพบกันกับผมครึ่งทาง” นฤเบศยื่นคำขาด เมื่อเห็นตฤณกำลังจะเปิดประตูออกจากห้องชุดสุดหรูของเขาไป

“คุณตฤณจะให้ผมขับรถไปส่งที่คอนโดเลย หรือว่า คุณตฤณอยากแวะซื้อของหรือทำธุระที่ไหนก่อนมั้ยครับ” สุดท้าย ตฤณก็ยอมให้คนรถของนฤเบศขับรถคันหรูมาส่ง “ไปที่คอนโดเลยก็ได้ ขอบคุณครับ” ตฤณตอบขอบคุณคนรถไปอย่างสุภาพ ก่อนจะนั่งไปในรถแบบเงียบ ๆ สายตามองออกไปที่การจราจรด้านนอก มองดูรถราที่ขวักไขว่ และความเปลี่ยนแปลงไปของเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ

ขับรถมาอีกพักใหญ่ ๆ ฝ่าการจราจรที่ไม่ค่อยหนาแน่นมากนัก ในเวลายามเย็นของวันอาทิตย์ คนรถของนฤเบศ ก็เบนหัวรถคันหรูเข้าไปในคอนโดที่ราคาแพงไม่เบาของตฤณ เขาบอกให้คนรถขับตรงไปที่ตึกด้านในสุด เพื่อให้ไปใกล้กับทางวนรถออกไปที่ตึกด้านหน้าได้ง่ายขึ้น

“คุณตฤณครับ คือนายสั่งผมเอาไว้ว่า” คนขับรถที่จอดรถตามคำสั่งของตฤณ ทำท่าอึกอัก อยากจะบอกอะไรบางอย่างกับเขา “ไปบอกนายของพี่นะ ว่าผมไม่เอา พูดตามที่ผมบอกนะครับ ตามนี้เลย” ตฤณพอจะรู้ว่า คนรถโดนนฤเบศหนุ่มใหญ่ขู่บังคับมาอย่างไร “แล้วถ้าเขามาเล่นงานหรือลงโทษอะไรพี่ ให้พี่อ้างชื่อผมไปเลย ให้นายของพี่มาเคลียร์กับผมเอง” ตฤณพูดพลางยิ้มให้กับพี่คนรถ ก่อนจะกล่าวขอบคุณก่อนจะเปิดประตูแล้วก้าวลงจากรถไป



คนรถเองนั้นรู้ดีถึงความสัมพันธ์ระหว่างนฤเบศนายของตน กับคุณตฤณหน้าสวยคนนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่า สิบกว่าปีที่ทั้งคู่ไปมาหาสู่กันในเชิงคู่ขานี้ คนรถเห็นนายของตัวเอง ตัดคนอื่นออกจากชีวิตไปมากมาย มีหนุ่มมากมายหลายคนที่นายเคยพากลับไปที่คอนโดหรูที่อื่น ๆ ของนายมีมากมาย ยกเว้นเพียงคุณตฤณคนเดียวที่นายยอมให้ไปที่เพ้นท์เฮ้าส์ แถมยังคะยั้นคะยอให้คุณตฤณคนนี้ใช้รถยุโรปคันงามสุดหวงคันนี้อีก นี่ถ้าเป็นคนก่อน ๆ หน้านี้ล่ะก็ รับรองไม่มีทางพูดปฏิเสธแบบนี้แน่นอน

ตฤณยกโทรศัพท์มือถือขึ้นดู เมื่อได้ยินเสียงเรียกเข้าดังขึ้น มันเป็นเบอร์โทรศัพท์ที่เขาไม่ได้บันทึกเอาไว้ ใจจริงเขาเหนื่อยมาก อยากจะแค่สั่งอาหารเย็นมากิน แล้วพักผ่อนอยู่ที่ห้องคอนโดเงียบ ๆ ไม่อยากจะรับสายใคร กับวันอาทิตย์แบบนี้ แค่เขาออกไปหานฤเบศที่เพ้นท์เฮ้าส์ ก็รู้สึกเพลียมากแล้ว

“ครับ สวัสดีครับ นี่ใครครับ” ตฤณกรอกเสียงลงไปตามสาย ที่ปลายอีกด้านหนึ่ง นิ่งอยู่อึดใจหนึ่ง ตฤณกำลังจะบอกตัดสาย “ที่เราโทรคุยกันวันก่อนไงครับ ที่ติดต่องานเอาไว้” เสียงทุ้ม ๆ ที่ปลายสายดังขึ้น ตฤณนึกทบทวน ก่อนจะจำได้ว่า ก่อนหน้านี้สองวัน มีสายโทรมาสอบถามเขาเรื่องงาน แต่เขาบอกไปว่า ให้โทรกลับมาอีกครั้งวันอาทิตย์

“อ้อ เรื่องนั้น ผมคงต้องปฏิเสธนะครับ ขอโทษด้วยจริง ๆ แค่นี้นะครับ” ตฤณพูดตัดบท ก่อนจะกดวางสาย เขาเดินเข้าไปด้านในของล็อบบี้คอนโด ที่เป็นตึกส่วนด้านในสุด เป็นสัดเป็นส่วนและค่อนข้างจะมีความเป็นส่วนตัวสูง เพราะมีจำนวนยูนิตน้อยกว่าตึกทางด้านนอก ตฤณกำลังจะเดินตรงไปที่ลิฟต์ พลันมีเสียงพูดมาจากทางด้านหลังเขาว่า

“ปกติ ตัดสายคนอื่นแบบนี้ประจำหรือครับ” เสียงพูดนั้นเหมือนกับเสียงในโทรศัพท์ที่ตฤณเพิ่งวางสายใส่ไป ตฤณหันกลับไปมอง ก็เห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง หน้าตาคมคาย ตัวสูง สูงกว่าค่าเฉลี่ยของเด็กวัยรุ่นทั่วไปสมัยนี้อย่างแน่นอน “ตามตัวก็ยาก แถมยังเล่นตัวอีก น่าจะคุ้มกับที่ต้องเหนื่อยออกตามหานะครับ มันดูลึกลับดี” เด็กหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่บอกอารมณ์ ไม่แน่ใจว่านี่แค่เป็นการพูดไปอย่างนั้น หรือตฤณกำลังโดนเด็กหนุ่มคนนี้ถากถางกันแน่

“คือผม เอ่อ เรื่องงานนั่น ผมคงไม่มีวันว่างให้เลยนะครับ ไม่ว่างจริง ๆ ครับ” ตฤณพูดออกไปแบบแบ่งรับแบ่งสู้ “ที่บอกไม่ว่างนี่ ไม่ว่างเฉพาะวันนี้หรือเปล่าครับ เห็นกลับเสียเย็นเลย” เด็กหนุ่มพูดไปยิ้มไป ตฤณเดาทางไม่ถูก เหมือนมันเป็นวิธีการชวนคุยของอีกฝ่าย ที่กระแนะกระแหนไป แต่ก็ดึงให้เขาตอบโต้ไปด้วย

“ไปไหนมาครับเนี่ย ไปทำอะไรมา บอกได้มั้ยครับ เล่าให้ฟังหน่อย เอาที่พอจะเล่าได้ก็พอครับ หรือจะเล่าแบบหมดเปลือกเลย ก็พร้อมฟังครับ” ตฤณรู้สึกสะอึกกับคำพูดของเด็กหนุ่ม แถมยังสะกิดใจกับคำถามที่แสนจะธรรมดานั้น เด็กคนนี้จะไปรู้ได้อย่างไรว่าเขาไปทำอะไรมา แต่ทำไมเขาถึงไม่กล้าตอบคำถามง่าย ๆ นี้ออกไป ไม่สิ เขาจะตอบออกไปตามตรงได้อย่างไร ว่าเขาเพิ่งไปมีอะไรกับคู่ขามา แต่ถ้าให้พูดเป็นอย่างอื่น จู่ ๆ ทำไมถึงกลัวการพูดโกหกกับเด็กหนุ่มคนที่เพิ่งเคยเจอคนนี้ล่ะ

“ว่าไงครับ” เด็กหนุ่มถามย้ำ ตฤณรู้สึกราวกับว่า เขากำลังถูกเด็กหนุ่มที่น่าจะอายุน้อยกว่าเขาเกินสองรอบ ต้อนให้จนมุม “นั่นมันเรื่องส่วนตัวนะครับ” ปลายเสียงของตฤณซ่อนความขุ่นเอาไว้ไม่มิด แต่แทนที่มันจะทำให้เด็กหนุ่มกลัวว่า อาจจะทำให้ตฤณโกรธ กลายเป็นว่าเด็กหนุ่มกลับยิ้มออกมาอย่างนึกขัน เหมือนกับว่า เด็กหนุ่มกำลังเอ็นดูเขาเสียมากกว่า แวบนั้น รอยยิ้มของเด็กหนุ่ม มันทำให้ตฤณใจกระหวัดนึกถึงอะไรบางอย่าง ที่เขาไม่ได้คิดถึงมานานแสนนานแล้ว

“ว่าแล้ว” ตฤณรู้สึกหงุดหงิดกับไอ้ท่าทางการพูดของเด็กหนุ่มอยู่ไม่น้อย ไอ้อาการพูดไปยิ้มไป ที่มันน่าหมั่นไส้อย่างกับรู้ว่า ถ้าตัวเองทำแบบนี้แล้วมันจะดึงดูดความรู้สึกของคนที่พูดด้วย แม้ว่าจะไม่พอใจ แต่ก็หยุดต่อปากต่อคำด้วยไม่ได้ “ก็ไม่เป็นไรครับ เผื่อว่า วันหลังเราอาจจะได้ทำอะไร ๆ ที่เป็นเรื่องส่วนตัวนี่ด้วยกันบ้าง” ไอ้การพูดสองแง่สองง่ามกับคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกันนี่ ตฤณถามตัวเอง ว่าเขาควรจะรู้สึกกับเด็กสมัยนี้ยังไงดีนะ

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวนะ” ตฤณไม่คิดว่า เขาควรจะยืนต่อล้อต่อเถียงกับเด็กหนุ่มไปให้เนิ่นนานกว่านี้ ตฤณกำลังจะหันเดินไป “เชื่อเรื่องสัญญามั้ยครับ” เด็กหนุ่มถามขึ้น ตฤณตวัดสายตาขึ้นมองไปที่ใบหน้าของเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้า “ถ้าได้ให้สัญญากับใครสักคนไปแล้ว สัญญาต้องเป็นสัญญามั้ยครับ” ตฤณชะงักงันไปกับประโยคคำถามนั้นของเด็กหนุ่ม

“คนเราต้องรักษาสัญญาที่ให้ไว้มั้ยครับ” เด็กหนุ่มพูดพลางขยับเท้าเดินเข้าหาตฤณ อะไรกัน นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเด็กคนนี้ถึงได้มาพูดอะไรแบบนี้กับเขา ตฤณถามตัวเขาเองด้วยคำถามมากมาย “อะไรที่มันสำคัญมาก ๆ สำหรับเรา” เด็กหนุ่มมาหยุดยืนอยู่ห่างจากตฤณเพียงแค่คืบ

“เราจะลืมมันลงได้จริง ๆ หรือเปล่า” ตฤณมองหน้าเด็กหนุ่ม สายตาประสานเข้ากับของคนที่อายุน้อยกว่า “ถ้ามันหายไป” เสียงทุ้มนุ่มกว่าเด็กหนุ่มทั่วไปนั้น ดังมากระทบโสตประสาทของตฤณอย่างชัดเจน “เราจะคิดถึงมันมั้ยครับ” แววตาของเด็กหนุ่ม ทำให้ความรู้สึกประหลาดอะไรบางอย่าง แล่นเข้าไปที่กลางหัวใจของตฤณ มันทำให้เขารู้สึกเจ็บแปลบที่กลางใจนั้น

มันคืออะไรกัน มันไกลแต่เหมือนอยู่ใกล้ มันจับต้องไม่ได้ แต่เหมือนอิ่มเอมแม้ไม่มีตัวตน ความอบอุ่นที่ไหลวน แม้ว่านี่คือคนแปลกหน้า มันคืออะไร ตฤณตอบตัวเองไม่ได้สักอย่าง แล้วเจ้าความรู้สึกที่มันทำให้เขาเหมือนจุกอยู่ที่อก จะสลัดทิ้งก็กลัวว่าจะสูญเสียมันไปตลอดกาล จะดึงรั้งมันเอาไว้ กลับเป็นว่าเขากลัวมันจะทำให้เขาทนรับมันไม่ไหว

“เราขึ้นไปคุยกันต่อบนห้องกันดีมั้ยครับ” เสียงของเด็กหนุ่มคราวนี้ อ่อนลง ฟังดูไม่ใช่การแดกดันอย่างก่อนหน้า “ฮะ” ตฤณไม่แน่ใจว่า เขาได้ยินมันถูกต้องอย่างที่เด็กหนุ่มได้พูดออกมาหรือไม่ “ทำไม กลัวหรือ” คำพูดสั้น ๆ นี้ ทำให้ตฤณถึงกลับต้องขมวดคิ้ว ไม่ใช่เพราะว่าไม่พอใจกับการพูดท้าทายอะไรนั่น แต่มันคือความรู้สึกตกใจ เมื่อนึกถึงเรื่องอะไรบางอย่างในอดีตขึ้นมาได้ บางอย่างที่มันผ่านเวลามาเนิ่นนาน และตฤณคิดว่า เขาได้ลืมมันไปหมดสิ้นแล้ว

***********************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=4KBSJBr-QxQ



ลมเอยลมเจ้าผ่านพัด พาเธอมาให้เจอฉัน

Wind, you brought my love to me

ลมเอ๋ยลมเจ้านั้นก็พัดเธอผ่านไป

Then you did take him away from me as well

คนที่เคยอยู่เคียง แต่วันนี้เค้าอยู่ที่ไหน

My love was here, but now he went away

เจ้าลมเอ๋ย เจ้าลมพัดไปแห่งใดกันหนา

Wind, where did you take him to?


ลมเอยลมเจ้าผ่านพบ เจอผู้คนนับหมื่นพัน

Wind, lots of people out there you’ve seen

วอนสายลมเจ้านั้นช่วยพัดเธอกลับมา

Begging of you bring back the one to me

นานแล้วนานเท่าไหรยังจดจำทุกคำสัญญา

It’s been really long, but the promise is still kept

เฝ้ารอคอยสายลมพัดพาเธอมาอีกครั้ง

Cause I know wind will bring him home again


ลมเจ้าเอ๋ย ไฉนเลยไม่เคยจะหวนมา

Wind, why you never go the same path?

ลมเจ้าขา พัดพาเธอมาได้ไหม

Wind, would you please have him come back to me?


ลมเอยลมเจ้าผ่านพัด พาถ้อยคำรักจากฉัน

Wind, whichever way you go; take my love with you

วอนสายลมเจ้านั้นช่วยพัดไปบอกเธอ

Asking of you to let him hear me well

คนที่คอยตรงนี้ยังคิดถึง เขาคิดถึงเธอ

That I’ve been waiting for him, and I miss him so

ว่าเมื่อไหร่เขาจะได้เจอ ได้เจออีกครั้ง

When will we see each other once again?


คนที่คอยตรงนี้ เฝ้ารอคอยทุกวันเวลา

I’ve been longing for him, waiting for him to come back home

เฝ้ารอคอยสายลมพัดพาเธอมาอีกครั้ง

Wishing the wind would bring him to me for one last time

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๔. ประมาณนี้หรือเปล่า



2536

1993



ท็อปตื่นแต่เช้า เขาเด้งตัวลงจากที่นอนทันที เพื่อรีบอาบน้ำแต่งตัว เพราะวันนี้เขามีนัดไปดูหนังกับเพื่อน ท็อปรู้สึกตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย นี่ถือเป็นการนัดไปดูหนังครั้งแรกด้วยกันกับเพื่อนคนนี้ เมื่อคืนเขาต้องรออยู่เกือบสองทุ่ม กว่าที่เพื่อนคนนี้จะโทรมายืนยันว่า จะได้ไปกับเขาด้วยหรือไม่

“ปิดเทอม ปกติลูกแม่ไม่ตื่นเช้าขนาดนี้นี่นา” แม่ของท็อปถึงกับพูดกระเซ้าลูกชาย เมื่อเห็นเขาเดินลงบันไดมา “แล้วนี่แต่งตัวซะหล่อ ตัวหอมฟุ้งเชียว มีนัดกับสาวที่ไหนจะเนี่ย” แม่ของท็อปพูดติดตลก ส่วนพ่อของเขาที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โซฟา ลอบมองลูกชายมาแบบเงียบ ๆ

“ไม่มีสาวที่ไหนทั้งนั้น แหละครับแม่” ท็อปที่เดินไปนั่งที่โต๊ะทานอาหาร ตอบกลับแม่ของเขา “วันนี้ผมนัดกับเพื่อน ว่าจะไปดูหนังกัน” พ่อของท็อปละสายตาจากลูกชาย ก่อนจะก้มนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ต่อไป แม่ของท็อปพยักหน้าให้กับแม่บ้าน ก่อนจะได้ยินเสียงของแม่บ้านถามท็อปขึ้นว่า

“เช้านี้ คุณหนูจะรับอาหารเช้าฝรั่ง หรือจะรับข้าวต้มกุ้งดีคะ” ท็อปหยุดนิ่งไปนิดหนึ่ง เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ แม่ของเขาเห็นรอยยิ้มจาง ๆ แต้มอยู่ที่ริมฝีปากของลูกชาย ดูแล้วเหมือนกับกำลังคิดถึงเรื่องที่ทำให้นึกพึงพอใจ “ผมขอข้าวต้มครับแม่นวล” ท็อปหันไปตอบแม่บ้านอย่างสุภาพ ก่อนที่แม่บ้านจะนำถ้วยข้าวต้มมาวางไว้ตรงหน้า ทำให้ท็อปนึกถึงวิชาคหกรรมที่ได้เรียนเมื่อเทอมที่ผ่านมา

“แล้วนี่จะออกไปยังไง” แม่ของท็อปรินนมและน้ำส้มใส่แก้วให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเธอ ก่อนแม่บ้านจะนำแก้วน้ำดื่มอุณหภูมิห้องมาวางเพิ่มให้ “คงแท็กซี่น่ะครับแม่” ท็อปตอบแม่ของเขาออกไป เพราะเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าจากหมู่บ้านของเขา จะไปถึงโรงหนังที่นัดกันไว้ จะไปยังไงเหมือนกัน

“แล้วจะไปถูกหรือท็อป” แม่ของเขาพูดอย่างเป็นห่วงลูกชาย “คุณก็ ลูกมันเป็นผู้ชาย ปล่อย ๆ มันไปบ้างเถอะน่า ให้มันได้ไปเจอความลำบากอะไรของมันบ้าง แล้วก็ใช่ว่านั่งรถแท็กซี่มันจะลำบากอะไร นี่เขาก็บังคับให้ติดมิเตอร์ค่าโดยสารแล้วด้วย อีกอย่างลูกมันก็โตแล้ว มันไม่มีคนขับรถไปส่งสักวัน เป็นไรหรอกคุณ” พ่อของท็อปส่ายหน้าไปกับความช่างเป็นห่วงของภรรยา

ท็อปที่ตักข้าวต้มกุ้งเข้าปาก เคี้ยวไปยิ้มไป เมื่อเห็นแม่ของเขาค้อนขวับใส่พ่อเสียวงใหญ่ ปีนี้ท็อปเรียนจบมัธยมต้นแล้ว ปีหน้าเขาก็จะขึ้นมัธยมปลายเป็นปีแรก เขารู้สึกว่า เขาไม่ใช่เด็ก ๆ อีกต่อไปแล้ว เรื่องแค่นี้กับการนั่งรถแท็กซี่ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ดีซะอีก เขาไม่อยากถูกเรียกว่าลูกคุณหนูสักเท่าไหร่ อย่างน้อย ก็ไม่อยากให้เพื่อนคนที่เขาจะไปเจอวันนี้ มองเขาเป็นลูกคุณหนูอะไรนี่เหมือนกัน

“ยังไงก็แล้วแต่ อย่ากลับบ้านเย็นมากนักนะลูก แม่เป็นห่วง” แม่ของเขาไม่วายสำทับไว้กับท็อปเรื่องเวลากลับบ้าน “เดี๋ยวแม่ให้ลุงศักดิ์ออกไปเรียกแท็กซี่ให้” ยังไม่ทันที่ใครจะได้คัดค้านอะไร แม่ของท็อปก็เดินออกไปเรียกคนขับรถให้ไปตามแท็กซี่มารับลูกชาย ท็อปกับพ่อมองหน้ากัน ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมากันทั้งคู่

ท็อปต้องรีบขึ้นแท็กซี่ออกจากบ้านมา เพราะไม่อย่างนั้น เผลอ ๆ เดี๋ยวจะไม่ได้ออกมาจนได้ เขาบอกคนขับรถแท็กซี่ถึงที่หมาย มันคือโรงหนังเอเธนส์ ที่ตั้งอยู่บนถนนพญาไท นั่งรถไปก็ลองกะเวลาไป ว่าคงจะไปถึงพอดีกับอีกฝ่ายที่จะนั่งรถเมล์มา จุดที่นัดกันไว้ ก็คือป้ายรถเมล์ที่อยู่ไม่ไกลจากด้านหน้าซอยทางเข้าโรงหนังแห่งนั้น

ใช้เวลาพอประมาณ รถแท็กซี่ก็มาจอดใกล้ ๆ กับทางเข้าโรงภาพยนตร์แบบสแตนด์อะโลนโรงใหญ่ ที่ปกติจะฉายภาพยนตร์ไทยเสียส่วนใหญ่ ท็อปจ่ายค่าโดยสาร ก่อนจะลงจากรถแล้วเดินไปที่ป้ายรถเมล์ เขาสอดส่ายสายตามองหาเพื่อน แต่ก็ยังไม่เห็น เลยไปหยุดยืนอยู่เลยป้ายรถเมล์ไปเล็กน้อย แล้วมองสายรถเมล์ที่วิ่งเข้ามาจอดที่ป้าย ยืนอยู่สักพัก ก็มีรถเมล์สีครีมแดงขับเข้ามาจอด ก่อนที่ใบหน้าที่คุ้นเคยนั้น เดินลงจากรถมา

“รอนานมั้ย” คนที่เพิ่งมาใหม่ถาม เมื่อเห็นท็อปเดินมาหา “เราก็เพิ่งมา” ท็อปตอบออกไป ก่อนจะเห็นอีกฝ่ายมองเหมือนสำรวจไปทั่วใบหน้าของเขา “เหงื่อเต็มหน้าเลย” ท็อปรู้สึกใจเต้นตึกตัก “มาเราเช็ดหน้าให้” เมื่ออีกฝ่ายหยิบกระดาษทิชชูสีชมพูในย่ามผ้าสะพายข้าง ขึ้นมาซับเหงื่อให้กับเขา ท็อปมองไปที่ใบหน้าของอีกฝ่าย ที่ดูซูบลงจากตอนก่อนปิดเทอม

“ยังไม่ถึงรอบฉายเลยนะ อีกตั้งนาน” คนที่เพิ่งมาใหม่ พูดพลางยัดทิชชูที่ซับเหงื่อให้ท็อปลงใส่ย่าม “เราก็ไปซื้อตั๋วกันก่อน จะได้เลือกที่นั่งดี ๆ ไง” ท็อปที่เป็นคนนัดเวลาให้มาเร็ว ๆ ตอบกลับ ก่อนจะนำอีกฝ่ายเดินเข้าไปในที่โรงหนัง “ท็อปอยากดูหนังเรื่องนี้หรือ” คำถามเหมือนชวนคุย ไม่ได้อยากได้คำตอบอะไรจริงจัง

“อืม เรื่องนี้ เราว่ามันน่าจะสนุกนะ เราเคยดูพี่มอสพี่แท่งตั้งแต่เรื่องกลิ้งไว้ก่อน พ่อสอนไว้แล้วล่ะ ตลกมาก ๆ เลย หนังสนุกมาก” ท็อปพูดด้วยท่าทางร่าเริงสนุกสนาน ก่อนจะเห็นอีกฝ่ายยิ้มพลางพยักหน้าให้ “นันยังไม่เคยดูหรือ” เสียงพูดของท็อปอ่อนลง เมื่อรู้สึกว่า ตัวเขาอาจจะพูดจาอวดตัวมากจนเกินไป

“ไม่เคยหรอก” นันตอบเพื่อนกลับไป ท็อปจึงพอจะเดาได้ว่า ครั้งนี้ก็น่าจะเป็นครั้งแรกที่นันได้มาดูหนังในโรงภาพยนตร์ด้วยเช่นกัน ถึงตรงนี้ ทั้งสองคนก็เดินมาถึงช่องจำหน่ายตั๋วพอดี พนักงานได้เปิดขายตั๋วแล้ว มีคนยืนต่อคิวซื้อเพียงไม่กี่คน ไม่นานก็ถึงคิวของทั้งคู่ ท็อปบอกคนขายไปว่าเขาเลือกที่นั่งตรงไหน บนกระดาษแผนผังนั้น ยังเหลือที่นั่งดี ๆ อีกเยอะ

“คนละห้าสิบบาทเอง” ท็อปรับตั๋วมาถือไว้ในมือ พูดออกไปโดยไม่คิดอะไร นันสะดุ้งเหมือนนึกขึ้นได้ ก่อนจะล้วงมือลงไปในย่ามผ้าที่สะพายอยู่ แต่ก็ดูจะอึกอักอยู่ไม่น้อยที่จะหยิบของในย่ามนั้นออกมา “คือ” นันตัดสินใจรวบรวมความกล้า หยิบเอาถุงพลาสติก ที่รัดหนังยางวงนั้นออกมา

“เราขอโทษที มันมีแต่เหรียญนะ” นันข่มเอาความรู้สึกอาย ที่ตอนนี้ใบหน้าของเขารู้สึกยิบ ๆ ไปหมด ที่ต้องยื่นถุงพลาสติกใส่เหรียญ ที่เขารวบรวมมา เพื่อจ่ายค่าตั๋วหนังคืนให้กับท็อป แต่นันก็รู้ว่า มันดีกว่าจะเอาเปรียบอีกฝ่าย เพียงเพราะรู้ว่าที่บ้านของท็อปนั้นรวยมาก และท็อปไม่ได้เดือดร้อนอะไรกับเงินจำนวนนี้

ท็อปอึ้งไปพอสมควร แต่ไม่ใช่เพราะเรื่องเหรียญอะไรนั่น แต่เป็นเพราะเขาลืมนึก พูดออกไปแบบไม่ทันคิดอีกแล้ว ที่นันรีบหยิบเงินให้เขา คงรู้สึกว่าเขาพูดทวงค่าตั๋วนี่แน่ ๆ เลย ท็อปรู้สึกว่าเขาจะทำมันพังเสียแล้ว เพราะเขาอยากให้นันประทับใจ ที่ออกมาเที่ยวกับเขาในวันนี้

“เดี๋ยวก่อนก็ได้” ท็อปรีบบอกกับนัน “ฝากไว้ที่นันก่อน เราไม่ได้เอาเป้มา” ท็อปรีบยิ้มให้กับนัน เขาเห็นว่านันหน้าเสียแวบหนึ่ง ท็อปเลยพยายามทำให้บรรยากาศมันดีขึ้น “นันหิวมั้ย” ท็อปถาม ก่อนจะมองหาร้านอาหารใกล้ ๆ แต่มันยังเช้าอยู่มาก ยังไม่ค่อยมีร้านไหนเปิดเลย และนี่คือสาเหตุที่เขาบอกแม่นวลว่า เขาขอเพียงข้าวต้มกุ้งถ้วยเล็ก ๆ เท่านั้น เพื่อที่ว่า เขาจะได้เก็บท้องมากินข้าวกับนัน

“เรากินข้าวมาแล้ว” นันรู้ตัวว่าพูดโกหก เพราะเขาคำนวณเงินมาพอดี ค่าตั๋วหนัง ค่ารถเมล์ รวมทั้งถ้าจะกินข้าวกลางวัน ถ้ากินก๋วยเตี๋ยวสักชาม น้ำเปล่าดื่มจากที่ร้าน ก็คงจะพอ ท็อปได้ยินนันตอบแบบนั้น ก็รู้สึกหงอย ๆ เพราะเขาอยากเลี้ยงข้าวนัน อยากกินข้าวด้วยกัน หลังจากที่รู้สึกคิดถึงอีกฝ่าย ตั้งแต่ปิดเทอมไปแล้วไม่ได้เจอกันที่โรงเรียนอย่างทุกวัน

“ระหว่างที่รอหนังฉาย ไปเดินเล่นสยามกันก่อนดีกว่า” ไวเท่าความคิด ท็อปคว้ามือของนันให้เดินตามเขาออกไปที่ป้ายรถเมล์ “เดี๋ยวนั่งแท็กซี่ไปกัน” ท็อปพูด เมื่อทั้งสองเดินใกล้จะถึงป้ายรถเมล์ นันได้ยินแบบนั้น ถึงกับต้องดึงมือของท็อปเอาไว้ “สยามอยู่เลยแค่นี้เอง ไม่ไกล” พูดจบนันก็มองไปเห็นรถเมล์สายที่วิ่งผ่านไปหน้าสยามเซนเตอร์พอดี เขาเลยบอกให้ท็อปวิ่งตามไปขึ้นรถเมล์คันที่เพิ่งเข้ามาจอดที่ป้าย

บนรถเมล์คนแน่นพอสมควร เหลือที่นั่งว่างเดี่ยวอยู่ที่เดียว ท็อปเลยบอกให้นันเป็นคนนั่ง ก่อนที่เขาจะมายืนจับราวพนักพิงเอาไว้หน้าหลัง เหมือนโอบป้องกันนันที่นั่งอยู่เอาไว้ นันยื่นค่ารถเมล์คนละสามบาทห้าสิบสตางค์ให้กับพนักงานเก็บค่าโดยสาร ก่อนจะรับตั๋วมา นันเอาเลขแปดมาหารผลบวกรวมของเลขบนตั๋ว ก่อนจะยิ้ม ๆ เมื่อนึกถึงคำทำนาย

“ทายว่าอะไร” ท็อปก้มลงจนใบหน้าของเขาเกือบสัมผัสกับแก้มของนัน “เราได้เศษเจ็ด ของท็อปหารลงตัว” นันตอบเสียงดังแข่งกับเสียงรถเมล์ “ของเราจะโชคดี ส่วนของท็อป หวังอะไรอยู่ก็จะสมหวัง” ท็อปยิ้มกว้างออกมาในทันที ที่ได้ยินนันบอกแบบนั้น อาการที่ไม่รู้จะเอามือไม่ไปวางไว้ตรงไหน มันกำลังเกิดขึ้นกับท็อปอยู่ในตอนนี้

ทั้งสองคนลงจากรถเมล์ ก่อนจะเดินเข้าไปในศูนย์การค้าที่มีเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ ความหรูหราด้านใน ทำให้นันตื่นตาตื่นใจไม่น้อย ปกติสถานที่แบบนี้ เขาไม่คิดที่จะเข้ามา แม้จะเข้ามาเดินเล่นตากแอร์แค่นั้นก็ตาม นันกลัวว่า ถ้าหากเขาเดินไปชนอะไรล้ม แตกหักเสียหายเข้า เขาไม่มีปัญญาจะหาเงินมาชดใช้ให้ได้

“กินเคเอฟซีกัน” ท็อปจับมือของนันที่พยายามจะดึงมือเพื่อห้าม ท็อปจับมือของนันแน่นขึ้น แล้วพาเดินเข้าไปในร้าน “นันนั่งรอที่โต๊ะก่อนนะ เดี๋ยวเราไปซื้อมาให้” นันพยายามจะห้ามท็อป เพื่อให้ท็อปเปลี่ยนใจไปหาอะไรกินที่ราคาย่อมเยากว่านี้ แต่ก็ไม่เป็นผล ท็อปบังคับให้นันนั่งรอที่โต๊ะ ก่อนที่ตัวเขาจะเดินไปที่เคาน์เตอร์แล้วสั่งอาหารมาจนพูนถาดอาหาร

“กินให้เต็มที่เลยนัน เราเลี้ยงเอง” ท็อปรีบพูด เมื่อเขายกถาดอาหารมาวางไว้ที่โต๊ะ “กินด้วยกัน เร็วนัน” ไม่พูดเปล่า ท็อปจัดแจงตักไก่ทอดชิ้นใหญ่ที่สุดใส่จานให้นัน “ซิงเกอร์เบอร์เกอร์ก็มี อร่อยนะ อ้ะ นี่เป๊ปซี่” นันมองอาหารมากมายที่ท็อปตักใส่จานให้เขา “ท็อป” นันเรียกชื่ออีกฝ่าย ท็อปไม่เงยหน้าขึ้นมองนัน

“เราอยากฉลองกับนันที่เรียนจบม.สาม และจะได้เรียนต่อม.สี่ ที่โรงเรียนเดียวกันอีกไง” ท็อปพูดพลางเสยกแก้วน้ำอัดลมขึ้นดื่ม นันมีรอยยิ้มน้อย ๆ แต้มบนใบหน้า ท้อปพอจะโล่งใจขึ้นมาได้หนึ่งเปลาะ “อ้อ ท็อป เราเอานี่มาคืนให้” นันยื่นบัตรโทรศัพท์ให้กับท็อป “เราไม่ได้ใช้โทรไปที่ไหนนะ ใช้แค่โทรไปหาท็อปเมื่อวานเท่านั้น” บัตรโทรศัพท์ราคาหนึ่งร้อยบาท เป็นบัตรที่ท็อปให้นันไว้ ก่อนที่จะปิดภาคเรียน เพื่อให้นันโทรมาคุยเล่นกับเขาบ้าง

“นันเก็บเอาไว้ ท็อปให้นันนะ นันจะได้โทรมาหาท็อปบ่อย ๆ ได้ไง เดี๋ยวท็อปซื้อให้นันอีก นันเก็บเอาไว้หลาย ๆ ใบ จะได้ไม่ต้องกลัวหมด ท็อปอยากให้นันโทรหาท็อป” นันมองเห็นความจริงจังบนใบหน้าของอีกฝ่าย ท็อปพูดด้วยน้ำตาที่รื้นขึ้นที่ขอบตา เพราะเขารู้ว่า สามปีที่เป็นเพื่อนกันมา ความเป็นอยู่ของนันลำบากขนาดไหน นันที่ต้องการทุนในการเรียนมาตลอด แต่เพิ่งจะมาได้ทุนให้เปล่า สำหรับนักเรียนที่มีความประพฤติดีและมีผลการเรียนดีเยี่ยมตลอดมา แต่ยากจน เมื่อจะขึ้นมัธยมปลายนี่เอง

จากนั้น ทั้งสองก็เริ่มลงมือกินมื้ออาหารฉลองปิดเทอมกันอย่างเอร็ดอร่อย นันที่เพิ่งเคยได้ลิ้มรสชาติอาหารเชนใหญ่จากเมืองนอก ก็พอจะเข้าใจว่า เพื่อน ๆ ในห้องส่วนใหญ่ ทำไมถึงชอบนัดกันมากินที่ร้านนี้ ท็อปเองนั้น ดีใจที่เขาทำให้นันยิ้มออกมาได้ เขาหาเรื่องตลก ๆ มาเล่าให้นันฟัง สลับกับเรื่องขำ ๆ ฮา ๆ ที่เกิดขึ้นตอนเรียนมัธยมต้นมาด้วยกัน

จนเมื่อใกล้ถึงเวลาที่หนังจะฉาย ท็อปเรียกรถแท็กซี่ให้ไปส่งที่โรงหนังเอเธนส์ เพราะกลัวว่าจะไปไม่ทันรอบฉาย วันนี้คนมาดูเกือบเต็มโรง ในรอบเดียวกันกับเขาทั้งสองคน ท้อปซื้อขนมซื้อน้ำ ก่อนที่เขากับนันจะช่วยกันหอบเข้าไปในโรงหนัง หนังวัยรุ่นที่มีชื่อเรื่องว่า ปีหนึ่งเพื่อนกันและวันอัศจรรย์ของผม ถ้าจะเปรียบเนื้อเรื่อง ก็น่าจะเทียบได้กับหนังแนว คัมมิ่ง ออฟ เอจ หนังที่มีเนื้อหาของวัยรุ่น ที่กำลังค้นหาตัวตนที่ตัวเองเป็น อะไรทำนองนั้น

*******************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=cJ3t_4uSaRk


เพลงนี้ควรเปิดดังดัง

This song should be played loudly

โดยเฉพาะบริเวณที่มีคนหนาแน่น

Especially in the crowded areas


แต่ก่อนไม่เคยเอาใจใคร

Never once wanted to please anyone

ไม่อยากจะมีคนพิเศษ

Never needed someone special

ไปเจอะกับใครยังไม่เคยหยุด

None of people out there could make me stop


แต่เจอะกับเธอมันจังงัง

But with you I am stunned

เกิดอยากเอาใจเธอที่สุด

Anything I can do you for

แต่ทำอย่างไรมันไม่เคยรู้

But what things you do prefer


ต้องโทรไปหาทุกวันเลย

Give you a call every day

ไปไหนต้องคอยตาม

Ask you where you are

ต้องหาเรื่องคุยอยู่เสมอ

Talk to you non - stop

ถ้าแต่งตัวสวยต้องคอยชม

Compliment about your dress

ต้องยิ้มเมื่อเจอเธอ

Smile always on my face

ต้องมีดอกไม้ให้ทุกวัน

Flowers sent to you daily


ประมาณนี้หรือเปล่า

Is this how they do?

ทำนองนี้หรือเปล่า

Is this what it is?

อย่างที่เขา ทำทำกันให้มีรัก

Like people who fall in love

ราวราวนี้ หรือเปล่า

Any of these they do?

แนวแนวนี้ หรือเปล่า

Is it correct as we say?

อย่างที่เขา ทำทำกันให้ถึงใจ

That you’re pleased how I roll


ไปหยิบตำราเอามาดู

Reading through many books

ต่างต่างนานาตั้งร้อยแปด

Plenty of ways to make impressions

ต่างต่างกันไป มันไม่มีหมด

Countless methods after methods


ไอ้อย่างที่ใครว่าดีดี

What they say that’s good

บอกบอกกันมาก็ขอจด

I’m taking notes all the way

แต่ถูกใจเธอน่ะมันอย่างไหน

But what exactly you do love


ต้องส่งต้องรับทุกวันเลย

Drive and pick you up right at your door

คำพูดต้องดูดี

Speak elegantly

ต้องช่วยดูแลอยู่เสมอ

Take care of you to the fullest

ถ้าแต่งตัวสวยต้องคอยชม

Compliment about your dress

ต้องยิ้มเมื่อเจอเธอ

Smile always on my face

ต้องมีดอกไม้ให้ทุกวัน

Flowers sent to you daily


ประมาณนี้หรือเปล่า

Is this how they do?

ทำนองนี้หรือเปล่า

Is this what it is?

อย่างที่เขา ทำทำกันให้มีรัก

Like people who fall in love

ราวราวนี้ หรือเปล่า

Any of these they do?

แนวแนวนี้ หรือเปล่า

Is it correct as we say?

อย่างที่เขา ทำทำกันให้ถึงใจ

That you’re pleased how I roll


เธอจะชอบยังไงล่ะเนี่ย

What things do you really like?

จะเลือกอะไรไปให้เธอล่ะ

What do I get you to get your heart?

เลือกยาก เลือกยาก

Difficult, dame difficult

ก็แค่ดอกไม้น่ะ

They’re just flowers

สีที่เธอชอบ

The color you like

จะเหลือง เอ๊ะ รึจะม่วง

Daffodil or Magenta

สีที่เธอชอบ

The color you’ll pick

คิดคิดว่าม่วงน่า

Or just simple Violet

ยิ้มยังไงจะเท่ มันจะเท่

How to look cool when I smile

ควรจะเท่มั้ยเนี่ย

Or do I even look bright?

พูดโน่น พูดนี่

Say this, talk that

เธอจะชอบมั้ยเนี่ย

Will you be okay with it?

ไปรับเธอถึงที่บ้าน

Go ask you out for a date

เธอจะชอบ เธอจะมามั้ยล่ะ

Will you say Yes, my pumpkin?

พูดดีดีเข้าไว้ คิดว่าชอบน่า

Just say what you like, I guess I’ll be fine

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๕. สัญญาให้จำ



2565

2022



เทปปันเดินเข่าเข้าไปด้านในศาลาการเปรียญ ก่อนจะนั่งพับเพียบลงที่ด้านหน้าพื้นที่ยกสูงขึ้น เขาก้มตัวลงกราบพระพุทธรูปที่ตั้งอยู่ที่โต๊ะหมู่บูชา ก่อนจะก้มลงกราบอีกครั้งใกล้กับเท้าของอิสตรีที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เขา เทปปันเงยหน้าขึ้นมองสตรีวัยกลางคนผู้นั้น ที่ก้าวถอยหลังไปสองสามก้าว ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งพับเพียบเช่นกัน

“ปันอยากมากราบขอพรจากแม่ ปันใกล้จะสอบแล้ว” ปันเอ่ยประโยคนั้นออกไป ใบหน้าของผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงข้ามกันนั้นเรียบเฉย แต่สายตาบอกความเมตตาและความปรารถนาดีอย่างเปี่ยมล้น “ตั้งใจอ่านหนังสือ และก็ส่งงานอาจารย์ให้ครบ หากไม่บกพร่องในสิ่งเหล่านี้ การสอบของปันก็จะเป็นไปได้ด้วยดี” เสียงพูดนั้นอ่อนโยน แม้จะไม่แสดงอาการยินดียินร้ายอะไรมากมาย แต่ก็ยังคงความอบอุ่นอยู่ในน้ำเสียงที่ฟังแล้วสบายใจนั้น

“ไม่ตั้งตนอยู่ในความประมาท” เทปปันทวนคำสอนของแม่ที่ย้ำกับเขาเสมอมา หญิงวัยกลางคนพยักหน้าให้ช้า ๆ แทนคำพูด ผู้หญิงคนนี้คือแม่ของเขาเอง แม่มาอาศัยอยู่ที่วัดได้เกือบหนึ่งเดือนแล้ว เพื่อเตรียมตัวปลงผมบวชชีตลอดชีวิต เทปปันมาหาแม่ของเขาบ่อยเท่าที่ทำได้ เพราะแม่ของเขาทำความตกลงก่อนหน้านี้แล้วว่า เมื่อแม่ได้บวชเป็นแม่ชีโดยสมบูรณ์แล้ว ทั้งสองคนจะไม่สามารถใกล้ชิดและพบกันบ่อยเหมือนอย่างตอนนี้

“ความกลัวคือการปรุงแต่ง” แม่ของเขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเมตตา “โมหะคือความหลง หลงไปในความไม่รู้ ความเขลา มันเป็นภัยแก่ตัวเอง คิดไปก่อน คิดไปเอง คิดจนไกลเกินความจำเป็นของตัวเอง” เหมือนว่าผู้เป็นแม่จะรู้ ว่าลูกชายของเธอในใจนั้นคิดอะไรอยู่ รู้สึกแบบไหนในตอนนี้

“กลัวอะไร ก็ให้ลองอยู่กับสิ่งนั้นเสีย จะได้ลดโมหะที่ครองความคิดนั้นลงด้วย” ความจริงแล้ว เทปปันจะต้องกลัวอะไร ในเมื่อมรดกของพ่อและแม่ เงินสด บ้าน ที่ดิน เครื่องประดับ รถยนต์หรู ทุกอย่างมันมากมายจนกินจนใช้ไม่หมด ถูกโอนมาเป็นชื่อของเขาหมดแล้ว แถมด้วยหุ้นในบริษัทของพ่อที่เพิ่งขายไปนั้น เงินจำนวนมหาศาลเพิ่งถูกโอนเข้าบัญชีของเขาเมื่อไม่กี่วันมานี้

เทปปันเสียพ่อของเขา ซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่นไปแล้วคนหนึ่ง และนั่นคือการจากตาย จากกันอย่างไม่มีวันหวนกลับ และนั้นก็ทำให้เขากลัวมากพออยู่แล้ว แต่เขากำลังจะเสียแม่ไปอีกคน แม้จะไม่ใช่การจากแบบที่ไม่มีวันได้พบหน้ากันอีก แต่การจากแบบนี้ มันช่างทรมานจิตใจ รู้ว่าแม่ยังอยู่ แต่จะมาหา จะมากอด หอม จะทำไม่ได้อย่างเคย

“วันหนึ่งสัญญาจะทำให้ปันนั้นรู้ ว่าปันจะต้องทำอย่างไรต่อไป” เทปปันได้ยินแม่ของเขาพูดเรื่อง 'สัญญา' กับเขาอยู่หลายครั้ง ทีแรกเขาก็นึกว่า แม่พูดเกี่ยวกับสัญญาทางธุรกิจ หรือคำมั่นอะไรที่เคยให้กันไว้ แต่มันหาเป็นเช่นนั้นไม่ “จำที่แม่บอกได้ใช่มั้ย สัญญาคือหนึ่งในขันธ์ห้า คือความจำ สิ่งที่เราจำได้ วันหนึ่งข้างหน้านี้ ปันจะมองเห็นว่าสัญญาที่มีของปันคืออะไร แม้สัญญาจะย้อนกลับไปได้โดยไม่มีที่สิ้นสุด แต่จะลึกได้ขนาดไหนนั้น แม่ก็ตอบแทนปันไม่ได้ ขึ้นอยู่กับอวิชชาที่ขวางไว้ คือกิเกสวัฏฏะและมิจฉาทิฐิ ที่มี”

เทปปันสบตากับแม่ เขาไม่แน่ใจนัก ว่าเขาเข้าใจทุกอย่างที่แม่พูดมานี้หรือไม่ เพราะทั้งหมดที่แม่พูดมา เขายังมองไม่เห็นเลยว่า สัญญา ที่ว่า จะมาในรูปแบบไหน อย่างไร เขารู้เพียงว่า นี่เป็นสาเหตุหลักที่แม่ของเขา ตัดสินใจที่จะบวชตลอดชีวิต หากว่าอย่างน้อย มันจะช่วยอะไรเทปปัน ลูกชายของเธอได้บ้าง

วันนี้เทปปันมีเรียนช่วงบ่าย หลังจากที่ไปหาแม่ของเขาที่วัดมาแล้วในช่วงเช้า เขาก็ขับรถมาที่มหาวิทยาลัย ก่อนจะไปนั่งรวมกลุ่มกับเพื่อน ๆ ที่ใต้ตึกคณะ พอเพื่อน ๆ เห็นหน้าเขา ก็เริ่มส่งเสียงแซวกันใหญ่ เพราะรับรู้กันแล้วว่า นางเอกละครเวทีของมหาวิทยาลัยปีนี้ ได้ถูกเปลี่ยนมาเป็นนายเอกแทน และนั่นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือเทปปันหนุ่มลูกครึ่งไทย - ญี่ปุ่น เพื่อนของพวกเขานี่เอง

“แถมอาจารย์ที่ปรึกษาการแสดง ก็อนุมัติเรื่องการเปลี่ยนบทแล้วด้วย” ใครคนหนึ่งในกลุ่มเพื่อน พูดขึ้น พลางโชว์ประกาศที่ส่งต่อ ๆ กันในโลกโซเชียลให้ดู เทปปันลอบถอนหายใจ เขาหวังเอาไว้ว่า อาจารย์จะไม่เห็นดีเห็นงามไปด้วย แต่สุดท้ายแล้ว อาจารย์ที่ปรึกษางานนี้ ก็อนุญาตแนวคิดนี้ ที่ว่าอยากให้เปิดกว้างทางความคิด และจะได้ลดกระแสหรือว่าถ้าเป็นไปได้ ก็กลบกระแสคลิปหลุดอะไรนั่นของนางเอกคนก่อนไปเลย เบี่ยงประเด็นให้คนมาพูดถึงละครเวทีวายนี่แทน

“ไอ้ปัน มึงมาก็ดีแล้ว มึงอ่านไลน์มึงด้วย กูส่งคิวซ้อมให้มึงแล้ว มึงห้ามเบี้ยว ถ้าเบี้ยวกูจะให้อาจารย์เล่นงานมึง” รุ่นพี่ผู้กำกับเดินผ่านมาที่ใต้ตึกพร้อมกับกลุ่มเพื่อนของตัวเอง หลายคนกระซิบกระซาบกัน เพราะอยากเห็นหน้านายเอกละครเวทีคนใหม่ รุ่นพี่ผู้หญิงบางคน รีบยกกล้องถ่ายรูปของเทปปัน พร้อมขอแกมบังคับเพื่อจะเอารูปไปลงเพจโปรโมทงานละคร

“แล้วเจอกันเวลาซ้อม” รุ่นพี่ผู้กำกับร้องบอกแล้วเดินจากไป พวกรุ่นพี่คนอื่น ๆ ก็ทำโบกไม้โบกมือ ทำท่าทำทางสนุกสนานเฮฮากันไป 'ใช่สิ ก็ไม่ใช่ตัวเองนี่' เทปปันพูดกับตัวเองในใจ รู้สึกเซ็งที่ไม่สามารถพาตัวเองออกจากความซวยนี้ได้ เพราะทั้งอาจารย์ รุ่นพี่ และเพื่อน ๆ ต่างพากันสนับสนุนเรื่องบ้า ๆ นี้กันหมด

เทปปันพยายามจะสลัดความคิดเรื่องละครเวทีวายออกจากความคิด แต่กลับกลายเป็นว่า มันคอยวนเวียนเข้ามาทำลายสมาธิเขาตลอดทั้งคาบเรียน เขารู้สึกไม่โอเคที่อะไรที่อาจารย์บรรยายในวันนี้ แทบไม่ได้หัวเขาเลย แถมภาพใบหน้าของดีน พระเอกละครเวทีวาย ยังคอยแวบมาแวบไปในห้วงความคิดของเขาอีก

เสียงออดบอกหมดเวลาคาบเรียน ทำเอาเทปปันสะดุ้ง อะไรกัน ทำไมวันนี้วิชานี้ถึงได้ผ่านไปเร็วนัก เขาอยากจะยืดเวลาให้ออกไปอีกนาน ๆ เพราะนั่นหมายความว่า เขาจะต้องไปซ้อมละครเวทีในเย็นนี้ เทปปันอ่านดูคิวที่รุ่นพี่ผู้กำกับส่งมาให้ เขามีคิวซ้อมมันแทบจะทุกวันเลย บทจะเยอะอะไรขนาดนั้น

เทปปันเก็บของลงกระเป๋าสะพาย ก่อนจะต้องเดินฝ่าวงเพื่อน ๆ ที่แซวเขาอย่างหนักหน่วง จนเขาต้องหันกลับไปยกนิ้วกลางให้พวกมัน พวกนั้นพากันส่งเสียงโห่ฮากันอย่างชอบใจ เทปปันเดินลงมาจากตึก ก่อนจะรู้สึกได้ในทันทีว่า ตลอดทางที่เขาเดินมานั้น เริ่มมีคนมองมาที่เขา ชี้มือชี้ไม้ชวนกันพูดถึง นี่แสดงว่ารุ่นพี่เอารูปที่ถ่าย ไปโพสต์ลงเพจโปรโมทแล้วแน่ ๆ

เทปปันมาหยุดยืนอยู่ด้านหน้าหอประชุมใหญ่ เขาได้ยินเสียงทีมงานดังมาจากด้านใน แต่เขาไม่อยากจะเดินเข้าไป อยากจะคิดว่า นี่มันคือฝันบ้า ๆ ที่แค่หลับตาแน่น ๆ แล้วพอลืมตาขึ้นมา ทุกอย่างก็เป็นแค่เพียงเรื่องหยอกกันเล่น แต่พอเทปปันหลับตาปี๋ แล้วลืมตาขึ้น ก็เห็นว่าดีนยืนอยู่ตรงหน้าของเขาแล้ว

“ทำอะไรน่ะ” พูดด้วยน้ำเสียงแข็ง ๆ แต่แววตาของดีน กลับบอกไปอีกเรื่องเลยว่า ไอ้ท่าทางประหลาด ๆ ที่เขาเพิ่งเห็นเทปปันทำ มันตลกแกมน่าเอ็นดูไม่น้อย เทปปันไม่ตอบ แต่เลี่ยงหลบตามองไปทางอื่น “ทำไมไม่เข้าไปข้างใน” ดีนเดินมายืนหยุดอยู่ข้าง ๆ เทปปัน “หรือคิดจะเบี้ยว” ดีนถามเสียงดุ ก่อนจะเห็นเทปปันทำตาเขียวใส่ “ป๊อดว่ะ” พูดจบ ดีนก็เปิดประตูเดินเข้าหอประชุมใหญ่ และไม่พลาดที่จะส่งเสียงบอกทีมงานด้านในว่า นายเอกยืนอยู่ที่ด้านนอกแล้ว นั่นทำให้เทปปันต้องจำใจเดินตามเข้าไปเช่นกัน

“ปัน นี่บท” ทีมงานยื่นบททั้งหมดให้กับเทปปัน เขารับมันมาถือไว้ในมือ มีทีมงานอีกคน มารับกระเป๋าสะพายเขาไปเก็บไว้ให้ก่อน อาการเกร็ง ๆ ของเทปปันแสดงออกมาอย่างชัดเจน มีทีมแอคติ้งมาช่วยพูดให้ผ่อนคลายลง เทปปันมองไปทางดีน มองเห็นได้ชัดว่า ดีนนั้นดูผ่อนคลายกว่าเขาเยอะ ส่วนดีนนั้น เขาพยายามทำตัวให้นิ่งมากที่สุด ไม่อยากให้ใครจับสังเกตได้ ว่าเขาเองนั้น กำลังรู้สึกตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย

“ดีนเอ็งอ่านบทมาแล้ว” เสียงรุ่นพี่ผู้กำกับถามพระเอกสุดหล่อของเรื่อง ดีนพยักหน้ารับ “ส่วนเรา ปัน เรามีหน้าที่ต้องไปอ่านบทมาให้ครบ เข้าใจมั้ย แล้วถ้ามีตรงไหนไม่เข้าใจ ถามได้เลย อารมณ์ตัวละคร การตีความบท อะไรก็ตาม อย่าเก็บเอาไว้ ให้มาคุยกัน เข้าใจนะ” เทปปันเริ่มสังเกตเห็นว่า รุ่นพี่ผู้กำกับและทีมงานทุกคน เริ่มเข้าสู่โหมดจริงจังกันแล้ว

“เราเริ่มจากตัวละครนำสองตัวนี้กันก่อนเลยแล้วกัน” แอคติ้งโค้ชพูดกับดีนและเทปปัน ซึ่งแน่นอน ดีนได้รับการบรีฟไปแล้วก่อนหน้า ว่าตัวละครเขามีความรู้สึกนึกคิดอะไร “ปัน ก่อนหน้านี้บทนี้เป็นผู้หญิง แต่พอมาปรับบทแล้ว ฉันอยากให้แกลองวาดภาพขึ้นมา ว่าตัวละครของแกรักพระเอก แต่ที่ยังแข็งขืน เพราะยังไม่แน่ใจในคำพูดของพระเอก ยังไม่แน่ใจในตัวเขามากนัก” ปันฟังแล้วก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าเขาจะไปเริ่มไอ้ความรู้สึกอะไรนี่จากที่ไหน

“เอาฟีลแกกำลังงอนแฟนอยู่ก็ได้ พูดอะไรมา ก็ไม่ค่อยอยากจะเชื่อ” เสียงรุ่นพี่ผู้กำกับบอกกับเขา ตายล่ะ เทปปันนึกกับตัวเอง งอนแฟน งอนยังไงล่ะเนี่ย เกิดมาเคยมีแฟนกับเขาที่ไหนกัน แววตากังวลของเทปปันมองเห็นได้ไม่ยากเลย “เรามาเริ่มจากฉากที่พระเอกมาง้อนายเอกเลยแล้วกัน วอร์มอัพ ก่อนจะไปฉากที่ยากกว่านี้” รุ่นพี่ผู้กำกับเริ่มซ้อมบทจากฉากที่ว่า ง่ายที่สุดแล้วในเรื่อง ปันเปิดบทไปที่ฉากนี้ ที่ส่วนใหญ่จะเป็นดีน ที่มีบทพูดค่อนข้างเยอะหลายประโยค

“คุณคิดว่าอะไรที่ทำให้เราได้มาเจอกัน” ดีนเริ่มต้นพูดบทของเขา เทปปันหันไปมองหน้าอีกฝ่าย “ถ้าไม่ใช่โชคชะตา มันจะเป็นสิ่งใด ที่ทำให้เรามาอยู่ด้วยกันตรงนี้” อะไรบางอย่างในสองประโยคนี้ของดีน ทำให้เทปปันรู้สึกสะกิดในหัวใจ การได้สบตากับดีน มันยิ่งทำให้อารมณ์ประหลาดบางอย่าง ก่อตัวไหลวนอยู่ในความรู้สึกของเทปปัน

“จะให้เชื่ออะไรได้อีก” เทปปันพูดบทของเขาออกไป ดีนชะงักไปนิดหนึ่ง ทำไมเขารู้สึกเหมือนเคยได้ยินเทปปันพูดประโยคนี้มาแล้วก่อนหน้านี้ แต่เมื่อไหร่ เขานึกไม่ออก ซึ่งนั่นมันจะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อนี่คือการเข้าฉากต่อบทกันครั้งแรกของเขาและเทปปัน ความรู้สึกจากเมื่อครั้งที่แล้ว ที่อยู่ ๆ ดีนก็เกิดความน้อยใจ เสียใจ แบบไม่มีที่มาที่ไป เมื่อเห็นเทปปันไม่ตอบรับเขานั้น มันกลับมาอีกครั้ง

“เออ ๆๆ พอได้ อารมณ์พ่อแง่แม่งอน พระเอกก็จะง้อ นายเอกก็จะงอน แบบนี้ดี” รุ่นพี่ผู้กำกับรู้สึกว่า การแสดงออกด้วยท่าทีอะไรบางอย่างระหว่างสองคน ดูเหมือนจะเข้ากับบท แต่อาจจะเป็นเพราะเขาคิดไปเอง เหมือนกับว่า ทั้งสองคน มีเรื่องให้ต้องงอนง้อกันจริง ๆ

“ดีนฉากนี้ มึงต้องคว้าตัวของปันเอาไว้ ตอนที่ปันมันต้องหันแล้วเดินหนีไป กูอยากให้คนดูนั้นเก็ทฟีลว่า มึงทั้งหวง ทั้งห่วง ทั้งรัก อยากดูแลปันไปตลอดชีวิต ไอ้ดีน” พระเอกของเรื่องพยักหน้ารับทราบ ก่อนจะมองไปที่นายเอกของเรื่อง ที่รุ่นพี่ผู้กำกับบอกให้ปันขยับเดินเข้าใกล้ดีนอีก เพราะฉากนี้ทั้งสองคนต้องโต้เถียงกันในระยะประชิด

“ดีนมึงพูดประโยคต่อจากนั้นเลย แล้วเดี๋ยวปัน สะบัดหน้า หันตัวหนี ทำท่าจะเดินจากไป” รุ่นพี่ผู้กำกับอธิบายบทให้กับทั้งสองฟัง ก่อนจะให้ดีนและปันต่อบทที่เหลืออยู่ให้จบ “ผมจะไม่ยอมเสียคุณไปอีกแล้ว ผมจะไม่ยอมให้ใครมาแยกเราให้จากกันได้อีก” ดีนพูดจบ เทปปันก็สะบัดหน้าหนี พร้อมก้าวขา กำลังจะเดินไป ดีนคว้าข้อมือของเทปปันเอาไว้ ก่อนที่เทปปันจะได้ยินดีนเรียกชื่อตัวละครของเทปปันออกมา

เทปปันในหัวขาวโพลนไปหมด เมื่อได้ยินชื่อนั้น ที่มันดังก้องไปทั้งโสตประสาทของเขา ตอนนี้มือของเขาเย็นเฉียบ แต่ในใจกลับร้อนวูบวาบอย่างประหลาด ก่อนที่เทปปันจะเริ่มได้ยินเสียงพูดคุยกันของคนหลายคนอยู่รอบ ๆ ตัวเขา เทปปันค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เขากะพริบตาถี่ ๆ เหมือนคนเริ่มรู้สึกตัว และเมื่อเขาลืมตามองและเห็นทุกอย่างชัดเจนขึ้น เทปปันพบว่า เขากำลังนอนอยู่บนพื้น โดยมีทีมงานอยู่รอบตัวเต็มไปหมด

แต่ที่สำคัญกว่าอะไรทั้งหมด เทปปันรู้สึกตัว ฟื้นคืนสติขึ้นมาอยู่ในอ้อมแขนของดีน ที่คว้าตัวเทปปันไว้ได้ทัน ตอนที่เขาเป็นลมหมดสติไป โดยที่เทปปันมองเห็นแววตาที่เป็นห่วงเป็นใยของดีน ที่แสดงออกมาได้อย่างชัดเจน

***************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=k-b4eKycJeg



สวัสดีครับ

Hey, there

เรามีสิ่งดีแนะนำคุณ หวังไว้ว่าคุณนั้นสนใจ

This good thing is available, thinking you may be interested in

โปรดีที่ไม่เคยให้ใคร ล็อกไว้ให้คุณคนพิเศษ

A great promo that’s locked specially only for you

เรามีบริการครบวงจร ดูแลตั้งแต่ตอนที่คุณตื่น

One stop service, starts from the very dawn

เช้าสายช่วงเย็นหรือว่ากลางคืน ไม่เว้นวันหยุดราชการ

Throughout the day with no holidays


พร้อมรับและส่งคุณ ว่ามาเถอะคุณไม่ว่าที่ไหน

Ready to pick up and drop off, wherever you want to go

พร้อมหามาให้คุณ ว่ามาเถอะคุณต้องการอะไร

Ready to give you all, whatever your heart desires

พร้อมรักเพียงแค่คุณ ถ้าเพียงแต่คุณนั้นยอมเปิดใจ

Ready to love just you, all you need is to open your mind

ขอให้ผมรับใช้ได้ไหมคุณ

And I’ll be at your service


สิ่งดีดีที่เรียกว่ารัก คุณจะรับสักที่ไหมครับ

The nice thing’s called love, will you take one home?

มีแต่คุณที่จะได้รับ 24 ชั่วโมงไม่เคยจะพัก

The service is all around, 24 hours non - stop

ไม่ต้องให้ผมสักอย่าง คุณก็ได้ไปทั้งใจ

Nothing you need to give back; my heart is yours to yearn

ลองพิจารณา เปิดโอกาสให้กันเถอะนะ

Put it in your thought, give me a chance

แค่คุณทดลองใช้ รับประกันยินดีคืนใจ

It’s a trial run, satisfaction guaranteed

ถ้าผมไม่ใช่ ยินดีรับใจคืน

If I’m not as advertised, feel free to return my heart


มีคำว่ารักให้ไม่จำกัด

This love is unlimited

อยากให้ลองรักผมดูสักครั้ง

Why not give it a try

ถ้าผมไม่ใช่ ยินดีรับใจคืน

If I’m not the one you need, I’m pleased to take my heart back


เต็มใจบริการให้คุณฟรี ถ้าคุณว่าดีก็ทิปด้วยใจ

This service is free of charge, but a small tip is always appreciated

รักแท้ดีดีผมมีให้ รับไว้ไม่มีวันผิดหวัง

The true and genuine love to give, you’ll never be disappointed

คุณยังไม่ต้องมารักผมหรอก จะรอจนกว่าคุณนั้นมั่นใจ

Don’t need to say you love me right away, tell me when you are certain

แค่รู้ไว้เลยนานเท่าไหร่ รักผมไม่มีหมดเขต

Just so you know that my love never ever expires


พร้อมรับและส่งคุณ ว่ามาเถอะคุณไม่ว่าที่ไหน

Ready to pick up and drop off, wherever you want to go

พร้อมหามาให้คุณ ว่ามาเถอะคุณต้องการอะไร

Ready to give you all, whatever your heart desires

พร้อมรักเพียงแค่คุณ ถ้าเพียงแต่คุณนั้นยอมเปิดใจ

Ready to love just you, all you need is to open your mind

ขอให้ผมรับใช้ได้ไหมคุณ

And I’ll be at your service


สิ่งดีดีที่เรียกว่ารัก คุณจะรับสักที่ไหมครับ

The nice thing’s called love, will you take one home?

มีแต่คุณที่จะได้รับ 24 ชั่วโมงไม่เคยจะพัก

The service is all around, 24 hours non - stop

ไม่ต้องให้ผมสักอย่าง คุณก็ได้ไปทั้งใจ

Nothing you need to give back; my heart is yours to yearn

ลองพิจารณา เปิดโอกาสให้กันเถอะนะ

Put it in your thought, give me a chance

แค่คุณทดลองใช้ รับประกันยินดีคืนใจ

It’s a trial run, satisfaction guaranteed

ถ้าผมไม่ใช่ ยินดีรับใจคืน

If I’m not as advertised, feel free to return my heart


มีคำว่ารักให้ไม่จำกัด อยากให้ลองรักผมดูสักครั้ง

My love has no limit, come taste it for yourself

ผมจะรับประกันว่าในทุกวันจะรักแค่คุณ

I do definitely love you every single day

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๖. มาเจอคนที่รักและเข้าใจ



2536

1993



ท็อปทำอะไรไม่ถูก เมื่อเห็นนันน้ำตาไหลพรากลงนองหน้า หลังจากที่ทั้งสองคน เดินออกมาจากโรงภาพยนตร์ ท็อปไม่เคยเห็นนันร้องไห้มากมายอย่างนี้มาก่อน นันพยายามเช็ดน้ำตาให้หมดไป แต่ยิ่งเช็ดก็เหมือนกับว่า เป็นการเร่งเร้าให้ตัวเองนั้น ต้องน้ำตาไหลลงมามากกว่าเดิม นันจึงเดินเลี่ยงหลบไปที่อีกมุมของโรงภาพยนตร์

“นัน อย่าร้องไห้แบบนี้สิ เราใจไม่ดีเลย” ท็อปที่เดินตามมา พยายามพูดปลอบอีกฝ่าย ที่ยังคงมีน้ำหูน้ำตาอยู่ แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่เป็นผล “เราพยายามจะหยุดร้องแล้ว แต่มันทำไม่ได้” นันพูดด้วยน้ำเสียงที่ขึ้นจมูก ตอนนี้ทั้งดวงตาและจมูกของนันมีสีแดง จากการร้องไห้ออกมาอย่างหนัก

“ก็หนังมันเศร้านี่นา” นันพูดด้วยน้ำเสียงอู้อี้ ๆ พลางเช็ดน้ำตาป้อย ๆ ท็อปพยายามกลั้นหัวเราะด้วยความเอ็นดูอีกฝ่าย แต่ก็นึกเห็นด้วยกับนัน ที่เนื้อเรื่องมันชวนให้เศร้าจริง ๆ “การมีพี่ชายแบบนั้น มันดีจริง ๆ นะ” นันถอนหายใจยาวออกมา เพื่อไล่ความรู้สึกเสียใจที่เกิดขึ้น จากที่ตัวเองรู้สึกเข้าถึงไปกับบทและการแสดงของนักแสดงในเรื่อง

“ถ้านันอยากมีพี่ชายแบบในหนัง เราเป็นพี่ชายให้นันก็ได้นะ” ท็อปบอกกับอีกฝ่าย ด้วยน้ำเสียงและใบหน้าที่อ่อนโยน เขาพูดไป ไม่ใช่เพียงเพราะต้องการจะปลอบใจนันเท่านั้น แต่เป็นเพราะท็อปเองก็รู้ดีว่า นันนั้น แทบจะไม่มีที่พึ่งอื่นใดเลยในชีวิต “จริงๆ นะ” เหมือนท็อปกลัวว่านันจะไม่เชื่อ และคิดว่าเขาแค่พูดล้อเล่นไปอย่างนั้นเอง

“นันมีปัญหาอะไร มีเรื่องอะไรที่อยากจะพูด อยากจะคุย หรืออยากจะระบายสัพเพเหระ อะไรก็ได้ เรายินดีเสมอที่จะอยู่กับนันในช่วงเวลาแย่ ๆ” ท็อปรู้ตัว ว่าเขานั้นพูดออกมาด้วยความจริงใจ “แต่สักวันเราก็ต้องจากกัน” นันนึกถึงเนื้อเรื่องในหนังที่เพิ่งดูจบไป การร่ำลามันคือส่วนที่เศร้าที่สุดแล้วในความรู้สึก

“ถ้าเอาตามเนื้อเรื่องในหนัง ก็ต้องให้เราตายไปเสียก่อนล่ะนะ” ท็อปทำเป็นพูดติดตลกออกไป แต่นันที่ได้ยินท็อปพูดแบบนั้นออกมา สีหน้าของนันนั้นดูสลดลง “ไม่พูดเรื่องแบบนี้ได้มั้ย” เสียงของนันฟังดูเศร้าสร้อยยิ่งนัก เพราะเท่าที่ท็อปรู้มา ที่นันเหลือตัวคนเดียว ก็เพราะว่าทุกคนได้จากนันไป การอยู่ตัวคนเดียวในโลก มันอ้างว้างมากเกินกว่าที่จะอธิบายให้ใครเข้าใจ โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้เผชิญความขาดตกบกพร่องในชีวิตแบบท็อป

“เราจะกลับมา” ท็อปพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เราจะกลับมาหานัน เราจะไม่ทิ้งนันไปไหนทั้งนั้น เราสัญญา” ท้อปเอื้อมมือไปจับมือของนันเอาไว้ ก่อนจะบีบมือของนันเบา ๆ แทนคำมั่นสัญญาให้นันได้เชื่อใจและวางใจ นันดึงมือออกจากมือของท็อป เมื่อมีครอบครัวพ่อแม่ลูกสี่คน ได้เดินผ่านมา และมองมาที่ทั้งคู่ ด้วยสายตาที่ดูตำหนิติเตียน

“ยืนทำอะไรกันตรงนั้น สองคนนั้นน่ะ” เสียงหญิงกลางคนร้องถามออกมา “เปล่าครับ ผมกับเพื่อน เรายืนคุยกันเฉย ๆ” ท็อปตอบกลับไป ก่อนจะพยักหน้าให้นัน เป็นเชิงให้เดินออกไปจากที่ตรงนั้น “พ่อแม่รู้มั้ยเนี่ย ว่ามาทำอะไรกันแบบนี้ ยังเด็กอยู่ทั้งคู่เลย แถมเป็นผู้ชายด้วยกันอีกต่างหาก” เสียงชายวัยกลางคนกล่าวสำทับผู้เป็นภรรยาของตัวเอง

“พวกผมไม่ได้ทำอะไรนี่ครับ” ท็อปเถียงทั้งสองคนนั้นไป เพราะเขาไม่คิดว่า เขากับนันนั้นทำอะไรผิดหรือไม่ดีไป “ก็เห็นอยู่เนี่ย ว่ายืนจับมือถือแขนกันอยู่ ทำตัวน่าเกลียดในที่สาธารณะแล้วยังจะมาบอกว่าเปล่าอีก ผู้หญิงผู้ชายเขายังไม่กล้าทำอะไรแบบนี้กันเลย น้ากับแฟนยังไม่กล้าจับมือกันเดินเลย” ท็อปนึกฉุนที่หญิงชายคู่นี้ไม่ยอมลดละ

“ผมจะทำมากกว่านี้ยังได้เลย” ท็อปไม่พูดเปล่าเขาดึงตัวของนันเข้ามาโอบไหล่เอาไว้จนแน่น “จะให้ผมหอมแก้มเพื่อนผมตอนนี้ เดี๋ยวนี้เลยก็ยังได้เลย” นันได้ยินท็อปพูดแบบนั้น ก็รีบห้ามปรามอีกฝ่ายเอาไว้ “นี่ฉันพูดเตือนดี ๆ ทำไมถึงพูดจาย้อนพูดใหญ่แบบนี้ล่ะ” เสียงของหญิงกลางคนได้แหวขึ้น จนเริ่มมีผู้คนแถวนั้นหันมามอง สงสัยว่าเกิดการโต้เถียงอะไรกันขึ้น

“ไปเถอะท็อป” นันพูดเสียงสั่น เพราะไม่อยากให้ท็อปมีเรื่องตต่อล้อต่อเถียงกันคนแปลกหน้า “คุณน้าครับ ขอโทษแทนเพื่อนผมด้วยนะครับ” ไม่พูดเปล่า นันยกมือไหว้ขอโทษหญิงชายวัยกลางคนคู่นั้นอย่างนอบน้อม “ไม่ต้องไปไหว้ ไม่ต้องไปขอโทษคนแบบนี้” ท็อปกุมมือของนันเอาไว้ รีบกดลง เพราะไม่อยากให้นันเสียมือไหว้คนทั้งคู่

“มีอะไรกันครับ” เสียงถามจากคนที่เดินผ่านมาเจอ “ก็ไอ้เด็กสองคนนี่น่ะสิ มันยืนจับมือจับไม้ ลูบ ๆ คลำ ๆ กันอยู่ในมุมลับตานั่น ฉันเข้ามาเตือน พวกมันก็ด่าฉันกับแฟนแบบเสีย ๆ หาย ๆ” หญิงวัยกลางคนพูดเสียงดัง ด้วยความไม่พอใจอย่างที่สุด ที่เห็นท็อปพูดตอบโต้กลับมากับเธอ

“ถ้ามันลับตาคนแล้วพี่เห็นเด็กมันทำแบบนั้นได้ยังไงล่ะครับ” ชายวัยกลางคนที่เข้ามาสอบถาม ได้พูดขึ้น หญิงชายที่มีวิวาทะกับท็อปทำหน้าเหวอ เมื่อเห็นว่าชายคนดังกล่าวไม่ได้เข้าข้างพวกเขา “ไป ๆ ไอ้หนุ่มสองคนนั่น รีบไปซะ” ท็อปยกมือไหว้ของคุณชายวัยกลางคนที่เข้ามาไกล่เกลี่ยเรื่องให้ “แล้วทีหลังอย่าทำอะไรประเจิดประเจ้ออีก เข้าใจมั้ย” ท็อปรับคำผู้อาวุโสกว่า ก่อนจะจงใจจับมือนัน แล้วเดินพาอีกฝ่ายออกไปจากตรงนั้น ทิ้งให้คู่ผัวเมียนั่น ร้องโวยวายหาว่าตนโดนดูถูก อยู่ที่ด้านหลังนั่น

“คราวหลังเราไม่มาเที่ยวกับท็อปแล้วดีกว่า” นันพูดขึ้น พอทั้งคู่เดินมาจนถึงป้ายรถเมล์ “อ้าว ทำไมล่ะนัน” ได้ยินแบบนั้น ท็อปถึงกับรู้สึกใจแป้ว “เราไม่อยากให้ท็อปมีเรื่องกับคนอื่น” นันหมายความตามที่เขาพูดจริง ๆ นันไม่อยากเห็นท็อปต้องมีปัญหา เพราะว่ามีเขาเป็นตัวต้นเหตุ

“เราบอกแล้วไง ว่าเราจะปกป้องนันเอง” ท็อปพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เราดูแลตัวเองได้” นันตอบกลับไป ท็อปยิ้มน้อย ๆ ในหน้า “เรารู้ แต่เราก็ยังอยากจะดูแลนันอยู่ดี” ท็อปอยากจะพูดประโยคนี้กันนันมานานแล้ว “ท็อปปล่อยมือเราก่อน” นันพูดขอคืนมือของเขา จากการเกาะกุมของอีกฝ่าย ท็อปยิ้มเขิน ๆ ทำท่าลังเลเหมือนจะอิดออด แต่ก็ยอมปล่อยมือของนันให้เป็นอิสระแต่โดยดี

“นันให้ท็อปเป็นพี่ชายแล้วนะ จำไม่ได้หรือ” ท็อปทวงคำสัญญาที่นันเพิ่งให้กับเขาหยก ๆ นันสบสายตากับท็อป แต่ความรู้สึกอะไรบางอย่าง ที่ส่งผ่านสายตาของท็อปมาให้กับเขา ทำให้นันต้องเส หลบสายตาจากอีกฝ่ายไป “พี่ชายก็ต้องดูแลน้องชายนะ” ท็อปพูดพลางยกมือขึ้นแตะที่ข้างแก้มของนันเบา ๆ ท็อปไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไรเหมือนกัน ที่วันนี้ เขาทำทุกอย่างที่เคยได้คิดแต่แค่อยู่ในใจ เพราะปกติเขาไม่เคยเป็นแบบนี้ ไม่ว่าจะการเถียงผู้ใหญ่ หรือการแสดงออกกับนัน เพื่อนสนิทของเขาคนนี้

“เดี๋ยวเรากลับบ้านก่อนนะ” นันบอกกับท็อป ที่สีหน้าบ่งบอกอย่างชัดเจนถึงความรู้สึกเสียดาย ที่วันนี้จะได้อยู่ด้วยกันเพียงเท่านี้ นันยื่นย่ามที่เขาสะพายมา ส่งให้กับท็อป “เงินค่าตั๋วหนังส่วนของเรา” นันบอกกับท็อป ก่อนจะเห็นท็อปส่ายหน้า บอกให้นันเก็บเงินนั้นเอาไว้ ด้วยที่ว่า วันนี้เขาอยากจะพานันมาเลี้ยงข้าว เลี้ยงหนังจริง ๆ แต่ถ้าบอกก่อน ท็อปก็กลัวว่านันจะปฏิเสธ ไม่ยอมมากับเขา

ท็อปเดินข้ามสะพานลอยมาส่งนันขึ้นรถที่ป้ายรถเมล์ฝั่งตรงข้าม แม้ว่านันจะห้ามเขาเอาไว้ แต่ท็อปก็ทำเป็นหูทวนลม เดินมาส่งนันที่อีกฝั่งถนนอยู่ดี ขณะรอรถเมล์สายที่นันจะขึ้นไป ในใจของท็อปก็ภาวนาไป ให้รถเมล์สายดังกล่าวมาช้า ๆ หรือไม่มาเลยได้ยิ่งดี เขาจะได้มีข้ออ้าง นั่งรถแท็กซี่ไปส่งนันที่บ้าน

“เรากลับก่อนนะ” เสียงพูดของนัน ทำให้ท็อปแสดงสีหน้าผิดหวังออกมาอย่างเห็นได้ชัด รถเมล์สายที่นันรอ เยี่ยมหน้าขับตรงมาแต่ไกล “โทรหาเราบ่อย ๆ นะ” ท็อปบอกกับนัน เมื่อรถเมล์กำลังจะเข้าเทียบจอดที่ป้าย นันยิ้มให้กับท็อปแทนคำตอบ ก่อนจะหันไป และกำลังจะเดินขึ้นบันไดรถเมล์ ท็อปก็รีบยัดมือใส่อะไรบางอย่างลงในย่ามของนัน โดยที่นันไม่ทันจะได้ท้วงอะไร รถออกมาจากป้ายไกลพอสมควรแล้ว นันถึงได้รู้ว่า ท็อปใส่บัตรโทรศัพท์หลายใบมาให้ เพื่อนันจะได้โทรหาท็อปจากตู้โทรศัพท์สาธารณะได้

จากวันนั้น ที่ท็อปและนันได้ไปดูหนังด้วยกัน มันเป็นเวลากว่าสองสัปดาห์แล้ว ท็อปได้แต่เฝ้ารอให้นันโทรหาเขา แต่จนแล้วจนรอด นันก็ยังไม่โทรมาเสียที ทุกครั้งที่โทรศัพท์ที่บ้านดังขึ้น ท็อปจะใจเต้นแรงทุกที เพราะหวังใจว่า สายที่เพิ่งโทรเข้ามานั้น จะเป็นสายของนัน ที่ท็อปเฝ้ารอ แต่ทุกครั้ง ก็เป็นคนอื่นที่โทรมา ท็อปได้แต่ถอนหายใจ เพราะนึกเป็นห่วงนัน ว่าอีกฝ่ายจะเป็นอย่างไรบ้าง

“บ้านคุณฤทธิ์ค่ะ” ท็อปที่วิ่งมาจากทางด้านหน้าบ้าน เมื่อเขาได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น แต่ไม่ว่าคุณแม่บ้านนั้นรับสายเสียก่อน “จะเรียนสายกับใครคะ” เสียงคุณแม่บ้านกรอกเสียงถามไปที่ปลายสาย “จะให้แจ้งว่า ใครจะเรียนสายด้วยคะ คุณนันนะคะ” ท็อปได้ยินแบบนั้น ก็รีบเดินเข้าไปหาคุณแม่บ้านทันที

“เพื่อนผมเองครับแม่นวล” ท็อปบอกกับคุณแม่บ้านไป “อย่าคุยสายนานนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะดุเอา” คุณแม่บ้านเตือนให้ท็อปรับรู้ ก่อนจะเดือนเลี่ยงไปทางด้านหลังครัว เพื่อให้ความเป็นส่วนตัวแก่คุณหนู ผู้เป็นลูกชายเจ้าของบ้าน “นัน นัน เป็นอย่างไรบ้าง ทำไมไม่โทรหาเราเลย เราเป็นห่วงนันมากรู้มั้ย นี่มันสองอาทิตย์กว่าแล้วนะ” ท็อปพูดรัวเร็วกรอกหูโทรศัพท์ลงไปหาอีกฝ่ายในทันที

“ท็อป” นันไม่ได้พูดตอบอะไรมา เพียงแต่ เรียกชื่อของอีกฝ่าย ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “นัน นันเป็นอะไรหรือเปล่า” ท็อปถามอีกฝ่ายกลับไปด้วยความเป็นห่วง “นันโอเคมั้ย” ท็อปยิ่งห่วงนันมากยิ่งขึ้น เมื่อนันพยายามตอบกลับมาว่าโอเค แต่น้ำเสียงที่ท็อปได้ยินนั้น ฟังดูก็รู้ ว่านันกำลังรู้สึกแย่มาก ๆ อย่างแน่นอน

“ตอนนี้นันอยู่ที่ไหน นันปลอดภัยดีใช่มั้ย” ท็อปร้อนรนมากกว่าเดิม “นันอยู่ที่ไหน เดี๋ยวเรานั่งรถแท็กซี่ไปหา” ท็อปได้ยินนันตอบกลับมาว่า มันดึกแล้ว ท็อปอย่านั่งรถออกมาคนเดียว “เพราะมันดึกแล้วน่ะสิ นัน เราถึงอยากจะนั่งรถไปรับ นันไม่ได้อยู่ที่บ้านใช่มั้ยตอนนี้” มาถึงตอนนี้ นันถึงค่อยยอมรับกับท็อปว่า เขาออกจากบ้านมา ก่อนที่ท็อปจะได้ยินนันถามว่า บ้านของท็อปอยู่แถวไหน ถ้านันจะนั่งรถเมล์ไปเอง

“นันจะมายังไงคนเดียว” ท็อปนึกเป็นห่วง เพราะจากบ้านของนัน นั่งรถมาที่บ้านเขา ก็ใช้เวลาพอสมควร ท็อปบอกพิกัดบ้านของเขาให้นันรู้ เมื่อนันยืนยันว่า เขาจะนั่งรถเมล์มาเอง ท็อปกำชับป้ายรถประจำทางพร้อมกับจุดสังเกตกับนัน และถ้านันหาไม่เจอหรือยังไง นันต้องรีบหาตู้โทรศัพท์ แล้วโทรบอกท็อปให้รู้ในทันที

ท็อปนั่งรอนันอยู่เป็นชั่วโมง แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววของอีกฝ่าย แถมนันก็ยังไม่โทรหาเขาเลย ตั้งแต่วางหูกันไป ท็อปที่ร้อนใจ เดินออกไปชะโงกมองที่หน้าบ้าน เพื่อมองหาใบหน้าที่คุ้นเคยนั้น แต่จนแล้วจนรอด นันก็ยังมาไม่ถึง ท็อปเดินวนไปวนมาอยู่ที่หน้าบ้าน ผุดลุกผุดนั่งที่เก้าอี้ม้าหินอ่อน ก่อนท้ายที่สุด ตัดสินใจ เดินออกไปดูที่ด้านนอกตัวบ้าน

“นัน” ท็อปที่เดินออกมาจนเกือบถึงด้านหน้าหมู่บ้าน ก็เห็นนันเดินเหงื่อโทรมกายเข้ามาหา “ทำไมนันมาช้าจังเลย” เกือบจะฟังดูแล้ว เป็นการตำหนิ ท็อปถามออกไปด้วยความเป็นห่วงอย่างที่สุด จากราว ๆ เกือบหนุ่งทุ่มที่ได้คุยกัน จนตอนนี้เกือบจะสี่ทุ่มแล้ว “เราเดินมา” น้ำเสียงของนันรู้สึกผิดที่ทำให้เพื่อนต้องเป็นห่วง

“เดินมา” ท็อปตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน “เดินมาจากไหน จากป้ายรถเมล์หน้าหมู่บ้านเราน่ะหรือ” ท็อปถามออกไป ไม่ทันได้สังเกตอะไรอย่างอื่น รวมถึงท่าทีของนัน ด้วยความเป็นห่วงอีกฝ่าย ก่อนที่ท็อปจะต้องตกใจ เมื่อรู้ว่า นันเดินมาไกลกว่านั้นมาก เพราะเขามีเงินค่ารถพอแค่หนึ่งต่อ จึงเดินจากป้ายรถที่ต้องลงป้ายนั้น แล้วเดินต่อมาจนมาถึงที่นี่

“นั่นมันไกลมากเลยนะ แล้วนันเป็นอะไรมั้ย” ท็อปถามออกไป จนสังเกตเห็นว่า นันหันไปหน้าด้านขวาหนีเขาอยู่ตลอดเวลาที่พูดด้วย ท็อปยกมือขึ้นแตะคางของนัน เพื่อหันใบหน้าด้านนั้นของนันมาให้เขาดู แก้มด้านนั้นของนันบวมช้ำ มุมปากของนันแตกเป็นทางยาว ยังมีเลือดซึมออกมาให้เห็น

“ใครทำอะไรนัน” ท็อปถามออกไป ก่อนจะรีบกะพริบตาถี่ ๆ ไล่หยาดน้ำตาที่รื้นขึ้นขอบตาของเขา “มีอะไรหรอก เราแค่หกล้มน่ะ” นันตอบกลับมา พยายามข่มความรู้สึก และทำน้ำเสียงให้เป็นปกติ แต่มันก็ชัดเจนเหลือเกิน ท็อปได้ยินเสียงที่สั่นเครือของนันอย่างชัดเจน แล้วมันทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดที่หัวใจ

“ไม่เป็นไรแล้วนะ นันปลอดภัยแล้ว ท็อปอยู่ตรงนี้กับนันแล้วนะ” ท็อปดึงตัวของนันเข้ามากอดเอาไว้จนแน่น และทันทีที่นันเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของท็อป ความอบอุ่นกายและความอบอุ่นใจที่ได้รับ มันทำให้ทุกสิ่งที่นันพยายามเก็บ พยายามกลั้นมันเอาไว้ ได้พังทลายลงมาเหมือนทำนบแตก เสียงสะอื้นของนัน ทำให้ท็อปยิ่งกอดนันแน่นขึ้นอีก โดยที่ท็อปเอง ก็รุ้สึกเจ้บปวดไปกับนัน น้ำตาของเขาไหลจากของตา ได้แต่พูดปลอบประโลมจิตใจของอีกฝ่าย ให้นันได้ระบายความรู้สึกทั้งมวลในใจนั้นออกมา โดยที่เขาจะไม่ปล่อยให้นันต้องอยู่อย่างอ้างว้างและเดียวดาย ท็อปจะไม่ทิ้งนันไปไหนทั้งนั้น

******************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=z9KaLdOqZs0



ฉันเดินอย่างอ้างว้าง กับทิศทางที่ไม่มั่นใจ

I am feeling desolated in the uncertain directions

บอกกับใคร ใครเขาจะเชื่อ

Who will believe me if I tell them this?

เบื่อตัวเอง ที่ยังสับสน

I’m fed up with myself being so confused


เหงา ฉันเหงาเหลือเกิน

Lonely, and all alone that I am

เมื่อฉันเดินไปข้างหน้า

Yet, I have to go through what lies ahead

อยากรู้เหลือเกินว่า

I wish I would know

จะเดินไปเพื่ออะไร

The reason of me keeping this up

เมื่อใครคนนั้นได้จากไปแล้ว

Now that someone I love is now gone


ไม่เคยจากไปไหน ไม่เคยจะจางหายไป

I never ever left you, and I will never do

อยู่ใกล้ใกล้ ส่งใจผูกพัน

Always be here, showing you how we’re bonding

ในเมื่อวันนี้ นายยังไม่มีความสุข

Cause today you’re still unhappy

ฉันจึงกลับมา กลับมา

Therefore, I’m back, back here


กลับมาแล้ว กลับมา

I am here, I’m with you

กลับมาแล้ว กลับมา

I am here, I’m here for you

จะกลับมา เมื่อนายต้องการ

I’ll come back anytime you need me

ฉันจะกลับมา กลับมา

I’ll be home to you, for you

เมื่อนายต้องการ

Every time you need me to

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๗. อยากลืมกลับจำ



2565

2022



“ไม่มีอะไรที่ผมจะต้องกลัว” ตฤณตอบกลับเด็กหนุ่มไป “ถ้าอย่างนั้น เราก็ขึ้นห้องกันเลยสิครับ” เด็กหนุ่มดูท่าทางกระตือรือร้น ที่ได้ยินแบบนั้น “แต่ผมไม่ได้บอกว่าจะให้คุณขึ้นไปที่ห้องด้วยนะ” ตฤณเสียงเขียวด้วยตั้งใจจะกำราบให้อยู่หมัด “กับคุณ” เด็กหนุ่มพูดออกมา หยุดเว้นช่วงนิดหนึ่ง ขยับเท้าเดินเข้าหาตฤณจนเกือบชิด

“เรื่องสถานที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ที่ไหนก็ได้” อยู่ ๆ ตฤณก็รู้สึกร้อนวูบขึ้นมาที่ใบหน้า ที่รู้สึกว่ามันกำลังเต้นยิบ ๆ จากอากัปกิริยา คำพูด และท่าทางของเด็กหนุ่ม ที่เหมือนจะจงใจใช้คำพูดที่ชวนให้คิดไปไกลกับเขา “พูดอะไรเพ้อเจ้อ” ตฤณดุเด็กหนุ่มเข้าให้ แต่แทนที่จะเขาจะเห็นเด็กหนุ่มคนนี้มีท่าทีสลดลง ไอ้ท่าทางพึงพอใจ ยิ้มกรุ้มกริ่มในใบหน้านั่น มันหมายความว่าอะไรกัน

“พรุ่งนี้วันหยุด เจอกันเช้าหน่อยก็ดี” เด็กหนุ่มพูดออกมา เหมือนกับว่า เขากับตฤณได้ตกลงนัดกันแล้วเป็นที่เรียบร้อย “ผมไม่ว่างจะมาเจอคุณหรอกนะ” ตฤณประท้วง แต่ดูไปแล้ว คำพูดของเขาแทบจะไม่มีผลต่อความคิดของเด็กหนุ่มคนนี้เลยสักนิด “ทำตัวให้ว่าง นี่ไม่ใช่การต่อรอง” เด็กหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่ประหนึ่งเหมือนกำลังออกคำสั่ง

“กรุณาตรงเวลาด้วย” สายตาของเด็กหนุ่มที่ใช้มองมานั้น ทำให้ตฤณต้องหลบสายพัลวัน “ไม่ได้รับปาก ผมไม่ไปไหนกับคุณทั้งนั้น” แม้ตฤณจะพูดปฏิเสธออกไปตรง ๆ แบบนั้นแล้ว แต่เด็กหนุ่มก็ยังคงมองตามตฤณที่เดินเข้าลิฟต์ไปด้วยความเอ็นดู ซึ่งตฤณรู้สึกว่า เด็กหนุ่มคนนี้ทำอย่างกับทั้งสองคนนั้น คุ้นเคยกันมาก่อนยังไงยังงั้น

ตฤณกลับเข้ามาในห้องคอนโด เขาพยายามทำโน่นทำนี่ เพื่อต้องการสลัดใบหน้าของเด็กหนุ่มให้ออกไปจากความคิด แต่ยิ่งทำมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนว่า ภาพใบหน้าของเด็กหนุ่มกลับยิ่งลอยเข้ามาให้เห็น โดยเฉพาะสายตาที่เด็กหนุ่มนั้นใช้มองเขา จะให้ตฤณปฏิเสธว่า มันไม่ทำให้เขารู้สึกหวามไหว เขาก็พูดได้ไม่เต็มปากนัก

“ให้ตายเถอะ” ตฤณบ่นออกมาดัง ๆ นี่เขาทั้งอาบน้ำ ทำอาหารเบา ๆ สำหรับมื้อเย็น ก่อนจะมานั่งจิบเหล้าผสมที่เขาชอบ แต่จนแล้วจนรอด เหมือนกับเนื้อเพลงเก่าเพลงหนึ่งในอดีต ที่ร้องไว้ว่า อยากจะลืมแต่กลับยิ่งจำ “ช่างเถอะ เดี๋ยวก็ไม่ได้เจอกันแล้ว” ตฤณพูดกับตัวเอง เพราะเขาตั้งใจเอาไว้แล้ว ว่าจะไม่ไปเจอเด็กคนนี้อีก จะเลี่ยงไม่พบปะ ไม่พูดคุยด้วย เดี๋ยวพอเด็กหนุ่มคนนี้เบื่อ เพราะตฤณทำตัวน่ารำคาญ ก็รามือไปเอง

เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาดังขึ้น ขณะที่ตฤณกระดกเหล้าลงคอไปจนหมดแก้ว และกำลังจะลุกไปชงแก้วใหม่ หน้าจอมือถือบอกว่า เป็นรุ่นพี่ที่นับถือกัน ที่เคยช่วยเขามาในอดีต ตฤณผ่อนลมหายใจออกมาเบา ๆ ใจจริงเขาไม่อยากจะรับสายเท่าไหร่ แต่ก็อีก สำหรับผู้ที่เคยมีพระคุณกับเขามา อย่างรุ่นพี่คนนี้ ตฤณจึงหยิบมือถือขึ้นมากดรับสาย

“สวัสดีครับพี่ มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ” ตฤณกรอกเสียงพูดลงไป “แกช่วยฉันได้แน่นอน ตฤณ” เสียงนั้นตอบกลับมาแทบจะในทันที และฟังดูแล้ว ดีใจมากด้วยซ้ำ ที่ตฤณช่วยพูดออกตัวนำแบบนั้น “แกช่วยเอาไอ้เด็กบ้านี่ไป เอาไปให้ห่าง ๆ ฉันสักที นี่ฉันจะบ้าตายกับมันวันละร้อยรอบแล้ว” รุ่นพี่ของตฤณพูดด้วยความรู้สึก ราวกับได้ตฤณมาเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจ

“พี่พูดเรื่องอะไรครับเนี่ย เด็กอะไรที่ไหน” ตฤณไม่เข้าใจที่รุ่นพี่ผู้หญิงคนนี้พูดมา “อ้าว นี่มันไม่ได้ไปหาแกที่คอนโดหรอกหรือ ก็ไหนมันบอกกับพี่ว่า มีเรื่องด่วน เรื่องสำคัญ ต้องเจอแกให้ได้ มันมานั่งคาดคั้นเอาที่อยู่ เบอร์มือถือแกจากพี่นี่แหละ” ตฤณขมวดคิ้วไปกับคำพูดของรุ่นพี่ที่เขาได้ยิน เพราะถ้าเป็นเด็กบ้า มันมีอยู่คนเดียวเท่านั้น ที่ตฤณได้เจอในวันนี้ และนั่นก็คือ

“ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของบอสพี่เอง” รุ่นพี่บอกกับตฤณ และเขาเองก็คิดว่า น่าจะเป็นเด็กหนุ่มคนเดียวกันกับที่มาหาเขาที่ใต้คอนโดนี่แหละ “รักมาก ตามใจมาก สปอยล์ขั้นสุด จะทำอะไร อยากได้อะไร ไม่มีขัดใจ” รุ่นพี่ของตฤณพูดยาว เหมือนกับดีใจที่มีคนมาให้เธอได้มีโอกาส พูดระบายความอัดอั้นออกมาเสียที

“ก่อนหน้านี้ก็ดูจะไม่ได้เป็นคนเอาแต่ใจอะไรมากมายขนาดนี้ ฉันก็เพิ่งเห็นมาเคสอยากจะเจอแกนี่แหละ บอกว่าสัญญาต้องเป็นสัญญาอะไรก็ไม่รู้ ฉันก็ไม่เข้าใจนะ แกเคยเจอกับมันมาก่อนหรือไง” กับรุ่นพี่ของตฤณเอง ยังรู้สึกว่า เด็กหนุ่มรู้จักกับรุ่นน้องของเขาคนนี้ดี แต่นั่นก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะทั้งสองคน ไม่ได้อายุรุ่นราวคราวเดียวกันสักหน่อย

“ผมก็เคยเจอเขา ก็เพิ่งหนแรกวันนี้แหละพี่” ตฤณตอบกลับรุ่นพี่ของเขาไป เขาเองก็นึกแปลกใจอยู่เหมือนกัน ที่เด็กหนุ่มดูผ่อนคลาย เหมือนคลายกังวลลง เมื่อได้เจอหน้าตฤณ ได้รู้ว่าตฤณอยู่ที่ไหน และมีเบอร์โทรศัพท์มือถือของตฤณ ให้ติดต่อมาหาได้ “แล้วเขารู้จักผมได้ยังไง พี่พอจะรู้มั้ย” ตฤณเอง ก็อดถามออกไปด้วยความอยากรู้ไม่ได้

“พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน กับเจ้านายพี่ พี่ไม่ค่อยกล้าเซ้าซี้ไรนัก” รุ่นพี่เอง ใจหนึ่งก็อยากจะเอ่ยปากสอบถามความเป็นมาเป็นไปจากเจ้านายของเธอเหมือนกัน “ไม่อยากรนหาเรื่องเดือดร้อน” เสียงรุ่นพี่ฟังดูแล้ว ดูขยาดจริง ๆ กับการทำตัวขัดหูขัดตาเจ้านาย “ลูกชายคนนี้ กว่าจะได้มา” แม้แต่การจะทำตัวขัดใจลูกชายคนเดียว ทายาทนักธุรกิจใหญ่คนสำคัญของประเทศด้วย

“พูดได้เลยว่า ลูกชายคนนี้ พระให้มา” ตฤณสะดุดกับคำพูดนี้ของรุ่นพี่ จนต้องถามกลับไปด้วยความสงสัย “ฟังดูก็ไม่น่าเชื่อใช่มั้ยล่ะ” รุ่นพี่ส่งเสียงกลับมาจากปลายสาย “เขาเม้าท์ต่อ ๆ กันมา ว่านายพี่กับเมียอยากมีลูกมาก ๆ มากถึงมากที่สุด แต่ก็นะ รวยมหาศาลขนาดนี้ ขาดแต่ทายาทที่จะมาสืบทอด” รุ่นพี่ของตฤณ เมื่อได้ที ก็เอ่ยปากนินทาเจ้านายของตัวเองอย่างออกรส

“ทำยังไง ก็ไม่สามารถมีลูกได้สักที เลยไปหาพระ ไปขอกับพระ ตั้งจิตอธิษฐานเลยว่า หากมีใครที่เคยล่วงลับไปที่มีวาสนาต่อกัน อยากจะมาเกิดเป็นลูก พวกตนยินดีเป็นพ่อแม่ให้ ยินดีที่จะเลี้ยงดูอย่างดี ไม่มีวันจะทำให้ต้องเสียใจ” ตฤณฟังแบบนั้นแล้ว ก็รู้สึกทึ่ง ที่ทั้งสองคนที่มีฐานะอยู่ในระดับเจ้าสัว ยังต้องพึ่งพาเรื่องอะไรแบบนี้เช่นกัน

“แล้วเป็นไงล่ะ ขอปุ๊บ ได้ปั๊บ คุณผู้หญิงแกท้องในเดือนนั้นเลย ทั้ง ๆ ที่อายุก็ไม่ใช่น้อยแล้ว ทำกิฟท์มาไม่รู้จะกี่หนต่อกี่หน เสียเงินไปเป็นสิบ ๆ ล้าน แต่พอขอลูกจากพระปุ๊บ ปั่มปั๊มกันทีเดียว ลูกชายมาเกิดเฉย” รุ่นพี่พูดพลางกลั้วหัวเราะ “แกพอจะเข้าใจฉันแล้วใช่มั้ยตฤณ ว่าทำไมแกถึงต้องรับใช้ฉัน ตามที่แกพูดตอบรับสายฉัน แกพูดเองนะ อย่ามากลับคำตอนนี้ เพราะฉันไม่อยากจะพูดลำเลิกทวงบุญคุณอะไรกับแก” ตฤณฟังแล้วรู้สึกอยากเขกกะโหลกตัวเอง ที่ปากไว ใจนึกอยากจะดึงประโยคนั้นของตัวเองกลับมา

“ไม่ว่า ไอ้เด็กบ้านี่ต้องการอะไร แกจัดการให้มันซะ เข้าใจมั้ย มันจะได้เลิกกวนฉันเสียที ฉันจะเป็นโรคประสาทตายอยู่แล้ว ตั้งแต่มันไม่เลิกไม่รา จนฉันแทบไม่ต้องทำอะไร เมื่อมันกวนประสาท โทรหาฉันทุกนาที ฉันบอกแกเลยนะ ว่ามันโทรไม่เลิกจริง ๆ นี่ถ้าไม่ติดว่า มันเป็นลูกชายของนายนะ แม่จะ” รุ่นพี่ของตฤณเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน แต่ก็ทำได้แค่นั้น เพราะเมื่อคิดถึงจำนวนเงินโบนัสงาม ๆ ตอนปลายปีแล้ว ก็ได้แต่รับคำ 'รับทราบค่ะ คุณหนู' ไม่ก็ 'ทันทีค่ะ คุณหนู' ไปทุกครั้ง

“ฉันรับรอง ว่างานนี้ฉันไม่ให้แกเหนื่อยฟรีหรอก” เหมือนจะรู้ทัน รุ่นพี่บอกจำนวนเงินค่าเหนื่อยที่ตฤณจะได้รับ ซึ่งมันก็มากโขทีเดียว เพื่อแลกกับอะไรก็ตาม ที่เด็กหนุ่มบ้านรวยคนนี้ต้องการให้เขาทำ “โอเคนะตฤณ ฉันไม่กวนแกแล้ว แกจะได้พักผ่อน ฉันรู้ว่าวันหยุดแบบนี้ แกไม่ก็ไม่อยากจะรับสายใครนักหรอก ไม่เว้นแม้แต่สายของฉัน” ตฤณลอบถอนหายใจ เมื่อโดนรุ่นพี่พูดดักคอ ที่ปลายสายด้านโน้นจบการสนทนาด้วยเสียงหัวเราะเบา ๆ และรวบรัดเพื่อเป็นอันรู้กันว่า ตฤณห้ามปฏิเสธ

ตฤณวางโทรศัพท์มือถือลงบนโต๊ะ ก่อนจะเห็นว่ามันส่งเสียงดังขั้นอีกครั้ง และครั้งนี้เป็นสายของนฤเบศที่เรียกเข้ามา ตฤณนั่งมองดูหน้าจอนั้น แต่ไม่หยิบมันขึ้นมา มันเงียบเสียงลง ก่อนจะดังขึ้นอีกครั้ง ตฤณปล่อยให้มันดังอยู่อย่างนั้น จนมันตัดสายไปเอง ก่อนที่จะมีข้อความส่งมาว่า นฤเบศชวนเขาไปกินข้าวเย็นด้วยพรุ่งนี้ ตฤณหยิบมันขึ้นมากดอ่าน ก่อนจะส่งข้อความกลับไปว่า เขาอยากพักผ่อน ไว้เจอกันวันหลัง นฤเบศโทรกลับมาอีกครั้ง แต่ตฤณไม่ได้กดรับสายแต่อย่างใด

คืนนั้นตฤณเข้านอนเกือบเที่ยงคืน เขารู้สึกกระสับกระส่ายกับอากาศด้านนอกห้องที่ร้อนอบอ้าว ตฤณเหงื่อชุ่มโชก แม้ว่าเขาจะเปิดเครื่องปรับอากาศค่อนข้างเย็นกว่าปกติ กึ่งหลับกึ่งตื่น ตฤณรับรู้ว่าตัวเองกำลังฝันอยู่ เหมือนกับเขากำลังยืนมองดูตัวเองทำโน่นทำนี่ ในสถานที่ที่เขาคุ้นเคยในวัยเด็ก มันประหลาดในความรู้สึก เมื่ออยู่ ๆ เขาก็เห็นตัวเองที่อยู่ในความฝัน กำลังร้องไห้ตัวโยน กรีดร้องเสียงโหยหวนชวนหดหู่ กับภาพตรงหน้า ที่แสนจะสะเทือนใจนั้น

ตฤณสะดุ้งตื่นขึ้น เมื่อได้ยินเสียงตัวเองร้องตะโกนเสียงหลง เขาหายใจหอบหนัก เมื่อเรื่องราวในความฝันนั้น เขาได้กลบมันทิ้งอยู่ในความทรงจำ พยายามจะไม่หวนนึกถึงมันมานานหลายปีแล้ว ไม่สิ มันนานมากจริง ๆ เพราะตอนนี้อายุของเขาก็ล่วงเข้าสี่สิบกว่าแล้ว

เช้านี้ ตฤณพยายามจำประคองอารมณ์ของตัวเองไม่ให้ขุ่นมัว พยายามจะทำให้ตัวเองรู้สึกสดชื่นขึ้น แม้ว่าจะมีข้อความหลายต่อหลายข้อความส่งมาหาเขา ถามเขาตั้งแต่เขาตื่นหรือยัง กินกาแฟอร่อยมั้ย ไปจนถึงข้อความที่ส่งมาย้ำว่า วันนี้ตฤณมีนัดกับเขา เด็กหนุ่มลูกชายเจ้านายของรุ่นพี่ ตฤณได้แต่อ่านแต่ไม่ตอบ จนเด็กหนุ่มต้องส่งรูปอิโมจิร้องไห้มาให้เขา และตฤณต้องรีบวางมือถือของเขาลง เมื่ออยู่ ๆ ใจของเขาก็เต้นแรงขึ้นมาเสียอย่างนั้น

“รู้แล้วน่า กำลังจะลงไป” ตฤณจงใจทำเสียงหงุดหงิดใส่ เมื่อยังไม่ทันจะถึงเวลานัด เด็กหนุ่มก็โทรมาหาเขา และพอคุยกันรู้เรื่องแล้ว ก็ยังโทรมาหา ถามเขาซ้ำ ๆ ว่าลงมาหรือยัง ลงมาหรือยัง จนตฤณต้องทำเสียงดุใส่ แต่นั่น กลับทำให้เด็กหนุ่มหัวเราะเสียงใสออกมา ฟังดูชอบอกชอบใจด้วยซ้ำ ที่แกล้งตฤณได้สำเร็จ

“ลงมาช้ามาก สายเกินเวลาที่นัดกันไว้” เด็กหนุ่มเปิดฉากทันที ที่เห็นตฤณเดินมาหาเขา “ก็ถ้าไม่มีคนส่งข้อความกวน โทรมายิ่งกว่าแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ ผมก็ไม่ลงมาช้าหรอก” ตฤณพูดกลับไป นึกอยากจะลอก ดึง ทึ้ง ไอ้รอยยิ้มยียวนบนใบหน้าของอีกฝ่ายออก แล้วเอาไปทิ้งไกล ๆ ให้เจ้าตัวหาไม่เจอ จะได้ไม่ทำท่าทียิ้มแบบจะเยาะเย้ยก็ไม่ใช่ จะผูกมิตรก็ดูจะกวนโมโหมากกว่านี้ได้อีก

“แล้วนี่จะยังไง” ตฤณพูดตัดบท เมื่อรู้สึกตัวว่า กำลังทำให้เด็กหนุ่มพึงพอใจอีกแล้ว ที่ทำให้เขาพูดจาต่อล้อต่อเถียงด้วยได้ “ก็ถ้าเราไปคุยกันดี ๆ” เด็กหนุ่มเน้นเสียงไปที่คำว่า 'ดี ๆ ' แต่ก่อนที่ตฤณจะได้พูดอะไร “ที่ห้องของคุณ” เด็กหนุ่มก็จบประโยคของตัวเอง ด้วยการชวนตฤณขึ้นห้องอีกแล้ว

“พูดจาให้มันเป็นผู้ใหญ่หน่อย คุณโตแล้วนะ ไม่ใช่เด็กน้อย” ตฤณกำลังนึกไปว่า สาเหตุที่ทำให้เด็กหนุ่มคนนี้เหลิงไปกันใหญ่ ก็คือ เรื่องที่ไม่มีใครคอยว่ากล่าวตักเตือนนี่แหละ “ก็ได้” เด็กหนุ่มทำท่ายอมแพ้ “เราก็ขึ้นไปที่ห้องของคุณ แล้วทำอะไร อย่างที่ผู้ใหญ่เขาทำกัน ไปสิ” อยู่ ๆ เด็กหนุ่มก็คว้าหมับเข้าที่ข้อมือของตฤณ จนเขาต้องตกใจ รีบดึงแขนของตัวเองกลับมา

“พูดจาอะไรเลอะเทอะ” ตฤณไม่เพียงแต่ดุเด็กหนุ่มออกไป แต่เขาเผลอตัว ตีเข้าให้ที่แขนของเด็กหนุ่มเสียงดังเพี้ยะ ก่อนจะนึกขึ้นได้ ว่าเขาไม่ควรจะทำแบบนั้น เด็กหนุ่มกลับทำตรงกันข้าม เขายิ้มกว้างที่อยู่ ๆ ตฤณก็มาสัมผัสร่างกายของเขาแบบนั้น “ยังมือหนักเหมือน” เด็กหนุ่มพูดขึ้น ก่อนจะกลืนท้ายประโยคนั้นลงไป

“แต่งตัวเชย” อยู่ ๆ เด็กหนุ่มก็หันมาวิจารณ์การแต่งตัวของเขา กับเสื้อยืดกางเกงยีนสบาย ๆ รองเท้าผ้าใบมอ ๆ คู่เก่ง “ผมอายุเยอะแล้ว จะเอาอะไรมาก” ตฤณแอบเคืองนิด ๆ เมื่อได้ยินเด็กหนุ่มพูดแบบนั้น แต่ เอ๊ะ ทำไมเขาต้องมารู้สึกหงุดหงิดเรื่องอะไรแบบนี้ด้วยล่ะ “ดูน่ารักดี” แล้วตฤณก็ต้องหลบตาจากเด็กหนุ่ม เมื่อจู่ ๆ ก็ได้ยินคำพูดอะไรแบบนั้น แบบไม่ทันจะได้ตั้งตัว

“แล้วนี่จะให้ผมเรียกคุณว่าอะไร” ใช่สิ ตฤณเพิ่งนึกได้ว่า เขายังไม่รู้จักชื่อของเด็กหนุ่มเลย แถมเขาก็เพิ่งจะสังเกตเห็นว่า เด็กหนุ่มไม่ใช้สรรพนามเรียกแทนตัวเองหรือว่าแทนตัวของตฤณสักครั้ง “อยากเรียกว่าอะไรล่ะ” คำถามนั้นทำให้ โดยไม่คาดคิดมาก่อน ชื่อ ๆ หนึ่ง ที่ตฤณเก็บอยู่ในใจมานานแสนนาน ก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขาเป็นชื่อแรก

“แล้วคุณชื่ออะไรล่ะ” ตฤณกลืนชื่อนั้นให้กลับสู่ความทรงจำไป แล้วถามเด็กหนุ่มออกไปแบบนั้น “พ่อตั้งชื่อให้ว่าวิน” ตฤณได้ยินแล้ว ก็พลางคิดว่า เด็กหนุ่มคนนี้คงจะเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของผู้เป็นพ่อและแม่ ที่ได้เขามาเกิดเป็นลูกสินะ “โอเค” ตฤณรับทราบตามนั้น “ตฤณ อีกชื่อน่าเรียกกว่าตั้งเยอะ” ตฤณที่เดินนำออกไป กำลังจะเปิดประตูเพื่ออกไปนอกอาคาร ชะงักเท้าเมื่อได้ยินแบบนั้น

“แต่เรียกตฤณก็ได้ เรียกตฤณเฉย ๆ นะ วินกับตฤณ โอเคนะ” เด็กหนุ่มพูดออกมาแบบตัดสินใจแทนอีกฝ่ายเรียบร้อย “เพียงแต่ วินคิดว่า วินรู้จักตฤณในอีกแบบมากกว่า” คำพูดของวิน ทำให้เรื่องราวความหลังที่ตฤณไม่ได้กลับไปเยี่ยมเยียนมัน กำลังหลั่งไหล พรั่งพรูกลับมาหาเขาจนท่วมท้น

*************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=O-QWKCcbRFg



เธอไม่เหมือนกับคนที่เคยฝันใฝ่

Nothing like I have pictured you to be

และตัวฉันก็คงไม่ใช่ ใครคนนั้น

And I’m not who you’ll fall for either

แต่เพียงได้พบเหมือนเรานั้นเคยเคยพบเจอในฝัน

Yet, we’re here as if we were in each other’s dreams before

หัวใจฉันเต้นไม่เหมือนเดิมเมื่อใกล้เธอ

My heart is never the same when I’m close to you


เสี้ยวนาทีที่ใกล้กับเธอโลกนี้ก็เปลี่ยน

The world has changed now that we’re together

แค่มีเธออยู่เคียงต้องการแค่เพียงเท่านั้น

If you’re here with me, that means the whole world to me

ไม่อาจหาเหตุผลข้อไหน ไม่มีสิ่งใดยืนยัน

I can’t find a good reason for it; nothing can prove what I say

ทุกเรื่องระหว่างเรานั้นมันคืออะไร

What’s really going on between us


ดังนิทานที่เล่ากี่ครั้งก็ยังเหมือนเดิม

As it goes, the tale remains unchanged

นั่นคือฉันรักเธอ รักเธอ ไม่เคยเปลี่ยนผันไป

That I am falling in love with you, only you as time flies

หากดาวได้ยินคำอธิษฐาน ของหัวใจ

Stars hear the prayer coming from my heart

กี่พันครั้งก็ยังจะขอ ให้ดวงใจฉันอยู่ใกล้เธอ

A thousand times still, I’m asking my heart to be yours


ดังนิทานที่เล่ากี่ครั้งก็ยังเหมือนเดิม

As it goes, the tale remains unchanged

นั่นคือฉันรักเธอ รักเธอ ไม่เคยเปลี่ยนผันไป

That I am falling in love with you, only you as time flies

หากดาวได้ยินคำอธิษฐาน ของหัวใจ

Stars hear the prayer coming from my heart

กี่พันครั้งก็ยังจะขอ ให้ดวงใจฉันอยู่ใกล้เธอ

A thousand times still, I’m asking my heart to be yours


หากดาวได้ยินคำอธิษฐาน ของหัวใจ

The stars hear my wish, true to my heart

กี่พันครั้งก็ยังจะขอ ให้ดวงใจฉันอยู่ใกล้เธอ

No matter how long it is, my heart still belongs to you

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๘. มีใครให้คิดถึง



2537

1994



กั้งเท้าคางมองออกไปทางด้านนอกประตูห้องเรียน เขานั่งอยู่ที่โต๊ะเรียนหลังสุด ทางมุมห้องด้านซ้าย เมื่อหันหน้าเข้าหากระดานดำ อาจารย์กำลังอธิบายเกี่ยวกับวิชาเรียนในช่วงท้าย ๆ คาบ กั้งฟังไปอย่างนั้น ไม่ได้ซึมซับเข้าหัวสักเท่าไหร่ เพราะยังไงเขาก็ไม่ได้เอาวิชานี้ไปใช้สอบต่อ เพื่อเข้ามหาวิทยาลัย เอาแค่พอผ่าน ไม่ต้องเสียเวลากลับมาสอบซ่อมก็พอ

กั้งที่นั่งเหม่อออกไปด้านนอกห้องนั้น อยู่ ๆ ก็ปรากฏว่ามีใครบางคนตัวสูงใหญ่ เดินผ่านหน้าห้องเรียนของเขาไปแบบเร็ว ๆ เหมือนกลัวว่าใครจะจำได้ว่าเป็นตัวเองแบบนั้น ก่อนที่จะทิ้งช่วงไปสักอึดใจ แล้วเดินย้อนกลับมาใหม่ เยี่ยมหน้ามองเข้ามาในห้อง แล้วกวาดสายตามองหา จนมาสบตากับกั้งที่มองอยู่ก่อนแล้ว

กั้งเห็นเพื่อนชั้นเรียนเดียวกันแต่ต่างห้อง มายืนพยักพเยิดยักคิ้วให้ ทำให้เขาหลุดยิ้มออกมา คนตัวสูงใหญ่มีท่าทางเขิน ๆ ก่อนจะชี้ไปที่นาฬิกาข้อมือของตัวเอง ว่ามันหมดเวลาเรียนแล้ว กั้งส่ายหน้าน้อย ๆ ก่อนที่จะทำปากบุ้ยบ้ายไปที่อาจารย์ประจำวิชา ที่ยังยืนสอนอยู่ที่หน้าห้อง และก่อนที่เด็กหนุ่มร่างกายสูงใหญ่นั้นจะได้ทันรู้ตัว

“นี่นายกรภัทร เธอมายืนทำลับ ๆ ล่อ ๆ อะไรอยู่ที่หน้าห้องเรียนคนอื่น” เจ้าของชื่อถึงกับสะดุ้ง เมื่อได้ยินอาจารย์ประจำชั้นของตน ถามประโยคนั้นออกมาเสียงดัง เพื่อน ๆ ในห้องเรียนของกั้ง พากันหัวเราะออกมาครืนใหญ่ “เปล่าครับอาจารย์ คือผม” กรภัทรอึกอัก ไม่รู้จะตอบคำถามของอาจารย์ไปว่าอย่างไรดี

“หรือเธอมารอใคร จะกลับบ้านพร้อมใครในห้องนี้หรือไง” อาจารย์ถามต่อ กรภัทรเริ่มมือไม้ไม่รู้จะเอาไปวางไว้ที่ไหน ยิ่งเพื่อนในห้องเรียนเริ่มส่งเสียงฮือฮากันออกมา เหมือนรู้กันว่ากรภัทรมาดักรอใคร กั้งเห็นกรภัทรทำหน้าไม่ถูก ก็ขำไปกันท่าทางของเพื่อนต่างห้องอย่างอดไม่ได้

“กั้ง นายกรภัทรเขามารอเธอใช่มั้ย” สิ้นเสียงถามของอาจารย์ เพื่อน ๆ ทั้งหมดก็โห่แซวกันออกมาพร้อมกัน กรภัทรยกมือขึ้นลูบต้นคอไปมาแบบคนกำลังอาย “เราแค่บ้านอยู่ทางเดียวกันเท่านั้นครับอาจารย์ บ้านผมอยู่เลยบ้านเขาไปอีก” กั้งพูดตอบอาจารย์ไป ยิ่งทำให้เพื่อน ๆ ต่างพากันเอิ๊กอ๊าก แซวกันต่อแบบไม่หยุด

“ไปก่อน กรภัทร ยังไม่เลิกคาบเรียน เธออย่ามารบกวนสมาธิเพื่อน” อาจารย์ไล่ไม่ให้เด็กหนุ่มตัวสูงคนนี้ มายืนเกะกะที่หน้าห้องเรียนคนอื่น กรภัทรเลยทำตัวลีบ ๆ เดินเลี่ยงหลบฉากไป เพื่อน ๆ ในห้องเดียวกันกับกั้ง ยังคิกคักไปกับ 'คู่ขวัญ' ที่ต่างพากันเริ่มแซวทั้งคู่ ตั้งแต่กลับมาจากการเข้าค่ายนักศึกษาวิชาทหาร รักษาดินแดน ที่ผ่านมา ว่าทั้งคู่นั้นเป็นบัดดี้กันตอนไปฝึกที่เขาชนไก่ และแม้จะอยู่คนละห้องกัน แต่ก็ดูตัวติดกันอยู่ตลอดเวลา

อาจารย์สอนเกินเวลาคาบเรียนไปเล็กน้อย ก่อนที่จะสั่งงานให้ไปทำ แล้วเอามาส่งในคาบถัดไป กั้งนัดแนะกับเพื่อนสนิทที่เป็นผู้หญิงอีกสองคนว่า ให้ไปหาข้อมูลมาแชร์กัน ทั้งสามพูดคุยกันอยู่สักพัก เพื่อน ๆ ส่วนใหญ่ในห้องเรียนทยอยกลับบ้านกันไปแล้ว หลังจากหมดเวลาเรียนวิชาสุดท้ายของวัน

“แก งานปัจฉิม ห้องเราจะแสดงอะไรบนเวทีดี” หนึ่งในเพื่อนสนิทของกั้งถามขึ้น กั้งส่ายหน้า บอกว่าเขาเองก็ยังคิดไม่ออก เพราะตั้งแต่ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมการแสดงงานกีฬาสีไปตั้งแต่เทอมแรก ก็ไม่ได้ทำโปรเจ็กต์งานโรงเรียนอะไรอีก “มันต้องแบบเจ๋ง ๆ เป็นที่ฮือฮา เอาแบบคนต้องโจษจันเล่าขานกันต่อ อีกนานเท่านาน” เพื่อนอีกคนเสนอไอเดีย พลางพูดให้เพื่อนชวนกันเคลิ้มตาม

“ใช่ ฉันเห็นด้วย” คนแรกรีบพูดสนับสนุน “และก็ต้องเป็นแกเท่านั้น กั้ง” เพื่อนทำท่าวาดฝัน ประหนึ่งเห็นภาพจริงบนเวทีหอประชุมใหญ่ของโรงเรียน “แกจะต้องขึ้นแสดงอะไรที่มันเฉิดฉาย เร่าร้อน ไฟลุกพึ่บ” พูดจบทั้งสามคนก็พากันหัวเราะกันจนน้ำตาไหล ต่างตลกไปกับทั้งความคิดและท่าทางชม้อยชม้ายชายตาที่ทำใส่กันเอง

“แล้วนี่ แกกับคุณชายกรภัทร ยังไงกันแน่” หนึ่งในเพื่อนสนิทของกั้งถามขึ้น หลังจากกลั้นขำกันได้แล้ว “ก็ไม่ยังไง” กั้งตอบเพื่อนกลับไป ก่อนจะเก็บข้าวของใส่กระเป๋านักเรียนสีดำ เขาขยับคลิปหนีบสีดำที่ใช้หนีบด้านข้างกระเป๋า ให้กระชับขึ้น ทำให้กระเป๋าแบนมากที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้

“ไม่ยังไง แต่มาหาถึงห้องเรียน มารับกลับบ้านด้วยกันเนี่ยนะ น่าเชื่อตายล่ะ” อีกคนทำเสียงเล็กเสียงน้อย ไม่เชื่อในสิ่งที่กั้งพูด “กลับบ้านด้วยกันมาตั้งแต่เทอมที่แล้ว ไม่ยักจะมีใครสนใจพูดถึง” กั้งพูดต่อ เขาเก็บข้าวของเรียบร้อย ทำท่าจะลุกขึ้น “ก็มันไม่ชัดเจนเหมือนตอนแกสองคนกลับมาจากค่ายรด.นี่หว่า” เพื่อนดึงตัวของกั้งเอาไว้ก่อน ยังไม่ยอมให้ลุกเดินออกจากห้องเรียนไป

“ใช่” อีกคนเห็นด้วย ก่อนพูดขึ้นอีกครั้งว่า “ฉันได้ยินพวกกลุ่มผู้ชายมันคุยกัน ว่าแกสองคนสนิทกันมาก ตอนไปเข้าค่าย บอกมาเดี๋ยวนี้นะกั้ง ว่าแกสนิทกันมากแค่ไหนแล้ว” เสียงถามนั้นคาดคั้น เพราะอยากรู้คำตอบจากปากของเพื่อนรักจริง ๆ ไม่ได้แค่ถามเอาความบันเทิงโห่ฮาป่าเท่านั้น กั้งมองหน้าเพื่อนทั้งสองคนสลับไปมา

“ก็นอนด้วยกันทุกคืน พอใจยัง” กั้งตอบเพื่อนรักทั้งสองคนไป ก่อนทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ กึ่งจริงกึ่งเล่น พูดให้มีเลศนัย ทิ้งให้เพื่อนเกิดความสงสัยใคร่รู้ต่อไปอีกเสียอย่างนั้น “เฮ้ย กั้ง แกกลับมาก่อน มาเล่าต่อให้จบก่อน มันยังไงกัน กั้ง อีกั้ง” เสียงเรียกของเพื่อนดังลั่นไล่ตามหลังเขามา กั้งแอบหัวเราะไปกับความอยากรู้อยากเห็นของเพื่อนผู้หญิงทั้งสองคนของเขา ก่อนจะเดินลงบันไดตึกเรียนลงมาชั้นล่าง

“ทำไมสองคนนั้น ชอบเรียกกั้งว่าอี” เสียงทักดังขึ้นที่ด้านหลังของกั้ง คนถูกทักหันไปมอง ก่อนจะเห็นคนที่ยืนรออยู่ก่อนหน้า ทำหน้าไม่สบอารมณ์อยู่ก่อนแล้ว “ทำไมล่ะ มันสองคนก็เรียกแบบนี้มาตั้งนานแล้ว เพื่อนกัน ไม่มีอะไรหรอก” กั้งตอบไปตามตรง เพื่อนผู้หญิงทั้งสองคนนั่น คบกับเขามาตั้งเข้ามัธยมปีที่หนึ่งที่โรงเรียนนี้แล้ว

“ทิวไม่ชอบเลย เวลาได้ยินแบบนั้น” กั้งนึกเอ็นดูสีหน้าของเด็กหนุ่มตัวสูงใหญ่คนที่ยืนอยู่ตรงหน้า กรภัทรก็เป็นแบบนี้เอง ตอนไปเข้าค่ายด้วยกัน จนกระทั่งกลับมาแล้ว กั้งก็ได้เขาคนนี้ดูแลและปกป้องมาตลอด “หวงหรือ” กั้งถามแบบทีเล่นทีจริง “แล้วหวงได้มั้ยล่ะ” ทิวย้อนถามอีกฝ่ายกลับไป ก่อนจะเห็นกั้งส่ายหัวโยกคลอนไปมา เหมือนทุกครั้งที่กั้งทำแกล้งเขา

“คิดมาก แก่เร็วนะ” กั้งพูดหยอกทิว มันทำให้เด็กหนุ่มตัวสูงกว่า ยกมือขึ้นจะเอามะเหงกเขกเข้าให้ กั้งหัวเราะออกมาเสียงใส การได้อยู่กับทิว มันก็ทำให้กั้งรู้สึกอารมณ์เบิกบานขึ้นมาได้ “มา เอากระเป๋ามา ทิวถือให้” ทิวยื่นมือไปจะหยิบกระเป๋านักเรียนมาจากมือของอีกฝ่าย

“ไม่เป็นไร เราถือเอง” กั้งปฏิเสธ แต่ทิวยังยืนยัน พร้อมดึงกระเป๋าของกั้งไปถือคู่กับของตัวเอง “ทำไมหนักจัง แบกหินมาโรงเรียนหรือไง” ทิวที่ออกเดินนำหน้าไปทางประตูโรงเรียน หันมาถามแบบติดตลก กับน้ำหนักกระเป๋านักเรียนของกั้ง “ความรู้ทั้งนั้นนะนั่นน่ะ” กั้งพูดอวดกลับไป ทำท่าเป็นผู้ทรงภูมิ ที่มีกระเป๋านักเรียนหนักกว่าใคร ด้วยวิชาความรู้ที่อัดแน่นอยู่ในนั้น

“ใช่ แต่เป็นกระเป๋านะ ที่คงแก่เรียน แต่ไม่ใช่ในนี้ของเจ้าของมัน” ไม่พูดเปล่า ทิวชี้นิ้วไปที่หัวของตัวเอง เป็นเชิงว่าเย้าแหย่กั้งว่า กระเป๋านั้นฉลาดว่าเจ้าตัว “อ๋อ นี่ว่ากั้งโง่เหรอ” กั้งทำเสียงฮึดฮัดใส่ ยกมือตีผัวะเข้าให้ที่ต้นแขนใหญ่ ๆ ของทิว เจ้าของตันแขนนั้นหัวเราะชอบใจ ก่อนตอบกลับมาว่า

“ก็ทิวกลัวว่าถ้ากั้งไม่โง่” ทิวหยุดเดิน ทำให้กั้งเดินเข้ามาทันกันพอดี “กั้งจะไปเดินกับคนอื่น ไม่มาเดินกับทิว” เสี้ยวหนึ่งในน้ำเสียงของทิว ฟังดูแล้วรับรู้ถึงความหวั่นไหวลึก ๆ ข้างในใจ แวบหนึ่งในสายตาคู่นั้นของทิวที่มองมา กั้งสังเกตเห็นว่า มันมีความหวาดหวั่นที่เจ้าตัวพยายามซ่อนมันเอาไว้ กดมันลงไปไม่ยอมให้มันเผยออกมา

“ยังไม่กลับบ้านได้มั้ย” กั้งที่เดินตามทิวออกมาจนถึงป้ายรถเมล์ด้านหน้าโรงเรียนถามขึ้น ทิวหันมามองอีกฝ่าย พยักหน้าช้า ๆ ก่อนตอบว่าได้ “ไปไหนกันดี” ทิวถาม กั้งจู๋ปากทำหน้านึก “ไปไหนก็ได้ที่มีแค่เราสองคน” กั้งยื่นหน้าเข้าหาทิว เด็กหนุ่มตัวสูงใหญ่รู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาที่ใบหน้า เวลาที่กั้งทำตัวใกล้ชิดสนิทสนมกับเขา

“อย่าท้านะ” ทิวพูดออกไป บางทีเขาก็นึกฉุนกั้งที่มักจะทำอะไรทีเล่นทีจริง จนเขาแสดงออกกับอีกฝ่ายกลับไปไม่ถูก “กลัวไม่พาไปมากกว่า” กั้งยังไม่วาย ยังไม่เลิกพูดจาเย้าทิว “งั้นก็เตรียมตัวไว้ได้เลย เร็ว ๆ นี้ ได้ไปกัดก้อนเกลือกินด้วยกันแน่” ทิวพูดแบบจริงจัง กั้งเอามือกุมท้อง ล้อเลียนกลับว่า ตัวเองต้องหิวจนอดตายแน่ ๆ ก่อนที่จะเห็นทิวหลุดยิ้มออกมา จากความทะเล้นของคนตัวเล็กกว่าตรงหน้า

เย็นวันนั้น ทั้งสองคนจึงตกลงกันว่า จะไปร้องคาราโอเกะกัน ราคาค่าห้องสำหรับนักเรีนแบบเขาทั้งสองคนนั้นเอาการอยู่ แต่ทิวที่ที่บ้านพอจะมีฐานะ เป็นคนจ่ายค่าบริการ เครื่องดื่ม และของกินเล่น กั้งบอกว่าจะเก็บเงินมาใช้คืนให้ ทิวพูดแววตาเป็นประกายดูจริงจัง ว่าให้กั้งเตรียมตัวใช้ให้เขาเป็นอย่างอื่นดีกว่า

ทั้งสองคนร้องเพลงกันอย่างสนุกสนาน ทิวชอบฟังกั้งร้องเพลง เพราะกั้งเป็นคนร้องเพลงเพราะ แถมยังมีพระสวรรค์ในเรื่องการจัดการแสดงต่าง ๆ อย่างตอนกีฬาสี กั้งก็เป็นแม่งานทำการแสดงจนได้รับรางวัลชนะเลิศ ต่างกับตัวเขา ที่ทิวถนัดการออกแรงใช้กำลัง ทิวเป็นฝ่ายช่วยทำฉาก จัดเวทีในงานโรงเรียน และก็เป็นนักกีฬาบาสเกตบอลทีมโรงเรียน

“เหนื่อยแล้ว ขอพักหน่อยนะ” ทิวได้ยินกั้งพูด ก่อนที่จะเห็นกั้งเอนตัวพิงศีรษะลงมาบนไหล่กว้าง ๆ ของเขา ส่วนหนึ่งของแผนหลังของกั้ง ทาบทับมาบนแผงอกด้านซ้ายของเขา ทิวหัวใจเต้นแรง เขารู้ตัวว่ามันกำลังเต้นจนแทบจะหลุดออกมานอกอกของเขา กั้งพิงตัวมาที่เขา ก่อนจะเริ่มร้องเพลงไปด้วย จมูกของทิว อยู่ไม่ไกลจากที่ข้างหูของกั้ง มันทำให้ทิวนึกย้อนไปถึงค่ำคืนนั้น ที่ทั้งสองไปเข้าค่ายฝึกด้วยกัน

การฝึกคืนสุดท้ายที่ค่าย มันทำให้นักศึกษาวิชาทหารเหนื่อยล้าไปตาม ๆ กัน ครูฝึกดูจะไม่ค่อยเคร่งเครียดมากเท่ากับวันแรกที่มาถึง คืนนี้ทุกคนได้รับคำสั่งจากครูจ่าให้อาบน้ำและพักผ่อนได้ตามอัธยาศัย หลังจากได้รับประทานอาหารเย็นกันแล้ว มีกิจกรรมตรวจเยี่ยมเล็กน้อย ก่อนที่ครูจ่าจะปล่อยให้ทุกคนกลับเข้าเต็นท์และพักผ่อนนอนหลับได้

คืนนั้นอากาศค่อนข้างหนาวเย็น ผ้าห่มที่ทิวและกั้งเตรียมมา หากว่าแยกกันห่ม มันไม่ช่วยต้านความหนาวเหน็บในยามค่ำคืน ที่น้ำค้างลงจัดได้สักเท่าไหร่ ทั้งสองคนเลยเอาผ้าห่มมาซ้อนกัน แล้วซุกตัวเข้าใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน ความเงียบที่โรยตัวลงมาโดยรอบพื้นที่กางเต็นท์นอน ทำให้ทุกอย่างสงัดลง ได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตัวเองและลมหายใจที่อุ่นนั้น ท่ามกลางความเหน็บหนาว

กั้งรู้สึกในกลางดึก ว่าทิวขยับตัวเข้ามานอนชิดที่แผ่นหลังของเขา ก่อนที่จะรับรู้ถึงความอบอุ่นจากร่างกายของทิว ที่กำลังแผ่เข้าหาตัวของเขา กั้งขยับตัวให้ทิวรู้ ว่าเขารู้สึกตัวแล้ว ความเงียบที่ทั้งสองคนได้ยิน กับเสียงหัวใจที่กำลังเต้นโครมคราม ที่บันท้ายของกั้ง ความแข็งแกร่งแข็งขืนแนบเข้ามาหา กั้งไม่แน่ใจว่าทำไม แต่หนั่นเนื้อด้านหลังของเขาแอ่นรับความชูชันภายใต้กางเกงฝึกหนานั้นโดยอัตโนมัติ

ในความมืด กั้งเอื้อมมือไปด้านหลัง ความนูนเป่งที่รอคอยมือของเขาให้ไปสัมผัสนั้นผงกตัวเข้าให้มือของกั้งแทบจะในทันที เสียงลมหายใจของทิวแรงขึ้น เมื่อกั้งลูบมันไปมาจากด้านนอก ทิวคว้ามือของกั้งเอาไว้ เมื่อรู้ว่ากั้งจะดึงมือกลับ เสียงรูดซิปกางเกงลงอย่างช้า ๆ แผ่วเบา ให้เกิดเสียงดังน้อยที่สุด

มือของกั้งถูกทิวดึงเข้าไปในร่องระหว่างซิปกางเกงของทิว ก่อนจะลดเลี้ยวเข้าไปสัมผัสกับหนั่นเนื้อที่เคยอ่อนหยุ่น มาตอนนี้แข็งแกร่งดังเหล็กกล้า ที่ร้อนจนทำละลายมือของเขา ทิวกอดเอวของกั้งแน่นขึ้น เมื่อความเร็วในการขยับมือของกั้งกำลังจะทำให้เขาไม่สามารถทนกักเก็บมันไว้ได้อีกต่อไป ทิวซุกจมูกฝังลงมาที่ข้างใบหูของกั้ง ลมหายใจของทิวฟืดฟาด ก่อนจะที่เขาจะเกร็งตัวกระตุกเอาความข้นเหลวเนืองนองใส่มือของกั้ง

โดยไม่ต้องพูดกัน ทิวรับรู้ว่า กั้งจัดการกับความหนืดข้นขาวพวกนั้นด้วยการกลืนกินมันลงไป ทิวเอื้อมมือไปที่ด้านหน้าของกั้ง ก่อนจะได้ยินกั้งกระซิบบอกเขาเบา ๆ ว่า ไม่เป็นไร กั้งดึงมือของทิวมาแทบไว้ที่หน้าอกของตัวเอง ทิวขยับตัวกอดกั้งเอาไว้จนแนบชิด ก่อนที่ทั้งคู่จะหลับผล็อยลงไป ด้วยความอบอุ่นของร่างกายกันและกันอย่างนั้น

**********************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=DGZDLuBBkuM


ผ่านการฆ่าเชื้อบรรจุเอาไว้อยู่ในกล่อง

Sterilized and ready to drink out of the package

อยากเป็นเจ้าของไม่ต้องไปซื้อให้ฟรีฟรี

You can own it, and it is free of charge

สะอาดแท้แท้นี่แหละความรักยูเอชที

All perfectly clean and that’ s the UHT love

ให้เธอคนนี้ให้เธอมีไว้เพียงผู้เดียว

It is for you and you and you only


ดูเธอตัวก็โต๊โตคงดื่มนมทุกวัน

You seem big enough ‘cause drinking it up

วิ่งตามเธอยังไม่ค่อยทันเธอช่างดูแข็งแรงและสดใส

Fit, firm and healthy, and that you are

อารมณ์เธอก็ดี๊ดีดีกับคนทั่วไป

Great feelings towards all crowds

ไม่ว่าพบเจอใครมาตั้งหลายรายชมว่าเธอนั้นดีกันประจำ

All of them saying that you are the best


ก็คิดมาแล้วจึงอยากเอาของมาให้เธอ

Without any doubt, I’m giving it to you

อยากมาเสนอหัวใจให้เธอนี้

This heart of mine I am offering it to you

ประกอบด้วยรักที่กลั่นมาแล้วเป็นของดี

This is the refined love that’s one of a kind

ไม่ได้เติมสีเติมสารอันตราย

No harms and no nothing else added


พูดง่ายง่ายว่าชอบมาก เข้าท่ามากใช่เข้าท่ามาก

Easy to say that I like, it fits all that matter

พูดง่ายง่ายว่าใช่แน่ ต้องใช่แน่ต้องใช่ต้องใช่แน่

Easy to call it genuine, it is all I need

พูดง่ายง่ายว่าชอบมาก เข้าท่ามากใช่เข้าท่ามาก

Easy to say that I like, it fits all that matter

พูดง่ายง่ายว่าใช่แน่ ต้องใช่แน่ต้องใช่ต้องใช่แน่

Easy to call it genuine, it is all you need

ใช่แน่แน่

We’ll concede


ใจเรามันก็สร้างมามาจากความคิดดี

My heart is made of great attitudes

เฝ้าดูแลมาตั้งหลายปียังไม่เคยให้ใครมาก่อนเลย

Been carefully taken a good care of, no one can ever touch it

เกเรเข้าสักครั้งหนึ่งเราก็ยังไม่เคย

Never once disarrays nor disobeys

ถ้าไม่เชื่อลองดูลองมาคบเลยไปด้วยกันสักทีจะติดใจ

Questions? Come get me and you’ll be hooked instantly


ก็คิดมาแล้วจึงอยากเอาของมาให้เธอ

Been thinking about it and this is all for you

อยากมาเสนอหัวใจให้เธอนี้

This heart is going to be given to you

ประกอบด้วยรักที่กลั่นมาแล้วเป็นของดี

Everything about it is precisely thought to be a perfection

ไม่ได้เติมสีเติมสารอันตราย

No feelings have been harmed in the making of it

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๙. แล้วคิดถึงกัน



2565

2022


“ผมไม่ได้อยากมา พ่อก็บังคับผมอยู่เรื่อย” ดีนยืนโต้เถียงอยู่กับพ่อของเขา โดยที่คนอื่น ๆ เริ่มพากันเดินเข้าจับจองที่นั่งกันจนหนาตาแล้ว “แกนี่นะ ฉันสั่งให้ทำอะไร ก็ทำให้ฉันสักหน่อย มันจะเป็นอะไรไป” ผู้เป็นพ่อนึกเอือมระอานิสัยรั้นเอาแต่ใจของลูกชายของตนเองอยู่ไม่น้อย เช้านี้ก็เช่นกัน ที่กว่าที่ผู้เป็นพ่อจะเข็นพ่อลูกชายตัวดีคนนี้ให้มาถึงที่นี่ได้

“เด็กสมัยใหม่อย่างแก อย่าทำตัวห่างวัดห่างวากันนัก” ดีนเบือนหน้าหนีบิดาของตน ที่เริ่มบ่นเขามาตั้งแต่เช้ามืด จนสามารถแซะเขาออกมาจากที่นอน และมายืนอยู่ที่ด้านหน้าบริเวณพิธีในตอนนี้ “เอาแต่เที่ยวเล่นเรื่อยเปื่อยไปวัน ๆ หัดเข้าวัดทำบุญกับเขาเสียบ้าง” เสียงพ่อของดีนยังคงบ่นกรอกหูเขาไม่หยุด

“แล้วมันมีคนรุ่นราวคราวเดียวกับผมมากันเสียที่ไหน พอลองมองออกไปดูสิ” ดีนไม่วายเอ่ยปากเถียงพ่อของเขา ท้าให้ผู้เป็นบิดา มองหาได้เลย “มีแต่รุ่นบุกเบิกกันทั้งนั้น” ดีนรู้สึกเซ็งด้วยที่ว่า วันหยุดแทนที่เขาจะได้ไปพักผ่อนได้ตามใจ กลับต้องมาเข้าพิธีน่าเบื่อ ๆ อะไรที่วัดนี้ด้วยก็ไม่รู้

เทปปันพยายามทำตัวให้เล็กลง เขาย่นตัวให้ค่อย ๆ ไหลลงไปกับเก้าอี้พลาสติกสีฟ้า ที่ทางวัดเอาผ้าสีขาวมาหุ้มเอาไว้ ให้บรรดาผู้มาเข้าร่วมพิธีศักดิ์สิทธิ์นี้ ได้นั่งอย่างรู้สึกสบายขึ้น เขาตกใจไม่ใช่น้อย ที่อยู่ ๆ ก็หันไปเห็นดีนยืนหน้ามุ่ย คุยกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ที่เป็นแขกวีไอพีของงาน จากที่เขาได้ยินพวกลูกศิษย์ของหลวงพ่อของวัดแห่งนี้ พูดกันก่อนหน้านี้

ไวเท่าความคิด เพราะไม่อยากจะเจอหน้ากับอีกฝ่าย แถมไม่ต้องการให้อีกคนนั้นมองเห็น เทปปันรีบลุกขึ้น เพื่อจะเดินออกจากแถวที่นั่ง ที่เขานั่งอยู่ เพื่อแทรกตัวออกไปทางด้านข้างพิธี แต่พอเทปปันลุกขึ้นยืน ก็มีผู้เข้าร่วมในพิธีสองสามคน เดินเข้ามาพอดี เทปปันจึงต้องหยุดยืนเพื่อให้คนอื่น เดินแทรกเข้าไปด้านในของแถวที่นั่ง พอทำท่าว่าคนจะหมด เทปปันก็จะเดินออก ก็มีคนเดินเข้ามาอีก

“นั่นไง ทำไมจะไม่มีคนรุ่นราวคราวเดียวกับแก” พ่อของดีนี้นิ้วบอกลูกชายจองตัวเองให้มองตามไป “หน้าตาดี ผิวพรรณผ่องใสอีกต่างหาก นี่คงเพราะเด็กคนนี้ เขาเข้าวัดเข้าวา ทำบุญบ่อย ๆ แกดูเอาไว้เป็นตัวอย่างเจ้าดีน อ้าว แล้วนั่นแกจะไปไหน” อยู่ ๆ ดีนก็เดินไปทางที่นั่งของผู้ร่วมเข้าพิธี

“ก็พ่อบอกให้ผมมาวัดกับพ่อ มาร่วมพิธีด้วย ผมก็ตามใจพ่ออยู่นี่ไง พ่ออย่าสับไปสับมาสิครับ ตกลงจะให้ผมกลับหรือให้ผมอยู่ต่อ” ผู้เป็นบิดานึกฉุนที่ถูกลูกชายย้อนเข้าให้แบบนั้น แต่ก็โบกมือไล่ให้ดีนเดินเข้าไปในบริเวณพิธี เป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องทั้งด่าทั้งติ ทั้งหว่านล้อมให้ดีนอยู่ที่วัดนี้ต่อ

“พี่ครับ ผมมาด้วยกันกับคนนี้ พี่พอจะขยับไปนั่งเก้าอี้อีกตัวได้มั้ยครับ ผมอยากนั่งกับเขา” ดีนที่เดินมาถึง สะกิดผู้หญิงที่ดูอายุเยอะกว่าเขาสักหน่อย แล้วบอกความต้องการของตัวเองให้รู้ “นะครับ เขางอนผมอยู่ ต้องตามมาง้อเนี่ย” ดีนทำตาเศร้าหน้าหงอยบอกกับพี่ผู้หญิงคนนั้นไป เทปปันรีบส่ายหน้าปฏิเสธ ก่อนจะเห็นพี่ผู้หญิงคนนั้นบอกให้เพื่อน ๆ ของเธอขยับไล่กันเข้าไปนั่งด้านใน เพื่อเหลือเก้าอี้ว่างให้ดีนได้นั่งด้วยอีกคน

“ขอบคุณมากครับพี่” ดีนกล่าวขอบคุณอีกครั้ง ทรุดตัวลงนั่งที่ข้าง ๆ กันกับเทปปัน ที่คนที่นั่งอยู่ก่อนอย่างเทปปัน ทำท่าจะลุกขึ้นเดินหนี กลุ่มของพี่ผู้หญิงคนนั้น หลังจากที่รู้เรื่องแล้ว ก็พากันยิ้ม ๆ แล้วหันมามองดีนกับเทปปัน “อย่าลุกเดินเพ่นพ่าน เกรงใจคนอื่นเขา พิธีกำลังจะเริ่มแล้ว นั่งลง” ดีนคว้าข้อมือของเทปปัน ฉุดให้อีกฝ่ายกลับลงมานั่งข้าง ๆ กันอีกครั้ง

เทปปันจำเป็นต้องนั่งลง เพราะพอมองไปรอบ ๆ ผู้เข้าร่วมพิธีต่างพากันเข้ามานั่งที่เก้าอี้จนเต็มพื้นที่แล้ว เทปปันหันไปดีน ที่อีกฝ่ายจ้องหน้าเขาอยู่ก่อนแล้ว เทปปันขมวดคิ้วใส่อีกฝ่าย ดีนยิ้มแบบกลั้นขำ เหมือนถูกใจที่แกล้งเทปปันได้ เจ้าของข้อมือนั้น ก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ ว่าดีนยังไม่ยอมปล่อยข้อมือของเขาให้เป็นอิสระ

“ปล่อยได้แล้ว” เทปปันพูดเสียงดุ ก่อนจะดึงมือของตัวเองออกจากการเกาะกุมนั้น ดีนทำหน้าเหมือนเสียดายอยู่ในที พอนึกขึ้นได้ว่า ก็ประหลาดใจอยู่ครามครัน ว่าเขาจะนึกเสียดายทำไม แปลกชะมัด ที่เดินมานั่งตรงนี้ ก็เพราะว่าแค่เห็นว่าเป็นเทปปันไม่ใช่หรือไง แค่อยากจะยั่วโมโหอีกฝ่าย และจะได้มีอะไรทำแก้เซ็ง เมื่อตัวเขาเองหนีจากการบังคับของพ่อไม่ได้ในครั้งนี้ แค่นั้นเองไม่ใช่หรือ

“แล้วเธอเป็นยังไงบ้างเนี่ย” ดีนยื่นหน้าเข้าไปหาอีกฝ่าย ถามไถ่เทปปันแสดงความเป็นห่วง “ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย” เทปปันเลื่อนใบหน้าหนี เพราะรู้สึกว่าใบหน้าของดีน และของเขาเองนั้น มันดูจะใกล้กันเกินไปแล้ว “ก็ไม่ใช่อะไร” ดีนพูดขึ้น ยืดตัวนั่งหลังตรงพิงพนักอีกครั้ง “ตั้งแต่เธอเป็นลมล้มพับไปคราวที่แล้ว” ดีนที่นึกถึงภาพที่เขาคว้าตัวเทปปันไว้ในอ้อมแขนในวันนั้น

“ไม่ได้เป็นลมสักหน่อย” เทปปันเถียงอีกฝ่าย “ทำไมถึงชอบเถียงนักนะ” ดีนดุเทปปันกลับไป เพราะจากวันที่เขาโอบตัวเทปันไว้ในอ้อมกอดได้ทัน จนอีกฝ่ายไม่ล้มฟาดไปกับพื้นเสียก่อนนั้น เขาก็พยายามทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายมาจากผู้กำกับละครเวทีอย่างเคร่งครัด แต่เป็นที่เทปปันนั่นแหละ ที่ไม่ยักจะอยากร่วมมือด้วยดี ๆ

“ต่อไป เดี๋ยวทางลูกศิษย์ลูกหาของหลวงพ่อ จะเดินแจกเชือกขาวให้กับแขกผู้เข้าร่วมพิธีทุกท่านนะครับ” เสียงประกาศออกไมโครโฟนแจ้งออกลำโพง ดีนมองเห็นลูกศิษย์คนหนึ่งเดินเข้ามาทางด้านใกล้ที่เทปปันนั่งอยู่ เขาจึงยื่นมือออกไปรับเชือกขาวนั้น ก็พอดีกับที่เทปปันยื่นมือออกไปด้วยพอดี

“เขาชอบแย่งผมทำนั่นนี่ประจำ” ดีนทำขมวดคิ้ว ส่ายหน้าเอือมระอากับลูกศิษย์หลวงพ่อ ที่หัวเราะออกมาเมื่อได้ยินเขาพูดแบบนั้น “เอา ๆ แบ่งกันดี ๆ วันนี้วันดีอย่าตีกัน” เทปปันหลุดเสียงจิ๊จ๊ะปากออกมา ดีนเม้มปากแต่ดวงตาของเขานั้นยิ้ม “เอาไปผูกกับสายสิญจน์ด้านบนนั่น” ลูกศิษย์ของหลวงพ่อบอกกับทั้งคู่ ก่อนจะเดินไปแจกเชือกขาวให้กับคนอื่นต่อ ดีนและเทปปันแหงนหน้าขึ้นมองสายสิญจน์เส้นยาวหลายเส้น ที่ผูกไขว้เอาไว้ที่ด้านบนเหนือศีรษะ ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของพิธี

“ผูกให้เอามั้ย” ดีนนั้น ยืนขึ้นผูกเชือกเข้ากันสายสิญจน์ ตามองทที่ถูกไป แต่ปากก็ถามเทปปันไปด้วย แทนคำตอบเทปปันนั่งลงบนเก้าอี้ทันที ที่ผูกเชือกนั้นเสร็จ ดีนย่นจมูกใส่ เมื่อเห็นอีกฝ่ายแสดงออกอย่างชัดเจนว่า เรื่องง่าย ๆ แค่นี้ ทำเองได้สบายมาก ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากดีนแต่อย่างใด

“เก่ง” ดีนนั่งลงบนเก้าอี้ ไม่วายจะค่อนขอดเข้าเทปปันเข้าให้อีก “เธออย่าลืมสิ ว่าผู้กำกับสั่งเราสองคนเอาไว้ว่ายังไง” ใช่ว่าเทปปันจะลืมเรื่องที่รุ่นพี่ผู้กำกับบอกเอาไว้ สั่งแล้วสั่งอีก ย้ำนักย้ำหนา “นายก็เห็นว่าฉันไม่ได้เป็นอะไร ฉันสบายดี” เทปปันพูดโดยไม่มองหน้าดีน “แต่เธอจะเห็นแต่ตัวเองไม่ได้สิ” ดีนพูดด้วยน้ำเสียงและใบหน้าที่ดูจริงจัง

“เธอเป็นนายเอก ฉันเป็นพระเอก เป็นตัวนำของเรื่อง” คำพูดของดีน ทำให้กลุ่มพี่ผู้หญิงก่อนหน้า พากันตั้งใจฟังบทสนทนาที่กำลังเกิดขึ้นของคนทั้งคู่ “ฉันก็ดูแลตัวเองดีที่สุดอยู่นี่ไง” เทปปันลืมตัวเถียงขึ้น พูดเสียงดังทั้งแข่งกับเสียงที่ดังจ้อกแจ้กอยู่รอบข้าง และก็อยากจะใช้มันข่มอีกฝ่ายด้วย

“ถ้าเธอเจ็บป่วยหรือเป็นอะไรไป มีอีกหลายคนที่จะต้องเดือดร้อนไปด้วย” ดีนพูด สบตากับเทปปัน โดยที่ฝ่ายหลังก็รู้ดี ว่าที่ดีนพูดมันไม่ผิดอะไร และก็เข้าใจได้ เพราะว่าทีมงานละครเวทีทุกคนตั้งใจทำมันออกมาให้ดีที่สุด “ฉันต้องดูแลเธอ” ดีนพูดกับเทปปัน “เธอต้องให้ฉันดูแล” ดีนพูดย้ำไม่ใช่แต่เฉพาะสิ่งที่เขาต้องทำ แต่รวมถึงสิ่งที่เทปปันต้องยอมให้เขาทำด้วย

“ว่ายังไง” ดีนถาม ก่อนจะยักคิ้วให้กับเทปปันหนึ่งที นี่ถ้าไม่มีทีมงานมาเกี่ยวข้อง ว่าจะเป็นคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด หากว่าละครเรื่องนี้ ต้องหานายเอกคนใหม่อีกครั้งล่ะก็ “รู้แล้วน่า” เทปปันก็ไม่คิดจะยอมทำอะไรแบบนี้เช่นกัน เพราะดีนไม่ใช่คนที่เทปปันคิดจะคบค้าหรือจะสมาคมด้วยตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ด้วยลักษณะท่าทาง การพูด การแสดงออก หรือแม้แต่วิถีการเลือกใช้ชีวิต ดีนไม่ได้อยู่ในวงการโคจรของชีวิตเทปปันอย่างแน่นอน

“พิธีจะค่อนข้างยาว ขอให้ทุกคนตั้งใจ มีสมาธิ ตั้งจิตภาวนา” เสียงประกาศเตือนให้ผู้เข้าร่วมพิธีในวันนี้อยู่ในอาการสำรวม ดีนหันไปมองเทปปัน ที่กำลังคล้องปลายเชือกที่ผูกห้อยลงมาจากสายสิญจน์ด้านบน ให้เป็นห่วงวงกลม ก่อนจะวางไว้บนศีรษะ เทปปันหันมามองทางดีน ที่อีกฝ่ายนั้น มือก็ผูกคล้องเชือกไป แต่ไม่ได้ละสายตาจากใบหน้าของเทปปันเลย พอคล้องเชือกนั้นเสร็จ ก็นำมันมาวางไว้บนศีรษะของตัวเอง

ดีนเองก็แปลกใจ ที่ว่าเมื่อเช้านี้ กว่าที่พ่อจะลากเขาออกจากบ้านมาได้ เขานั้นทั้งขัดทั้งขืน ทั้งหาวิธีพูดจาเอาตัวรอด ให้หลุดออกจากการบังคับของพ่อ เพราะไม่อยากจะมาที่วัดนี้เลยสักนิด แต่แปลก เมื่อตอนที่เขาได้เห็นว่าเทปปันก็อยู่ที่นี่ด้วย เขากลับรู้สึกว่า ใจที่เคยร้อนรุ่ม ดิ้นรนที่จะหนีไปจากที่นี่ พยายามที่จะพาตัวเองออกไป ไปที่อื่นเสียให้พ้น ๆ กลับกลายเป็นว่า ตอนนี้ใจของเขาสงบขึ้น มันรับรู้ได้ถึงความร่มเย็นโดยรอบ

“ถามอีกอย่างสิ” ดีนชะโงกหน้าเข้าหาเทปปัน “วันนั้นน่ะ ตอนที่ฉันพูดตามบท แล้วต้องเรียกชื่อตัวละครของเธอในเรื่อง อยู่ดี ๆ เธอก็ล้มฟุบลงไป” ดีนค่อย ๆ ลำดับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตอนนั้นให้เทปปันฟัง “ฉันคว้าตัวเธอเอาไว้ เธอร่วงลงไปเหมือนไร้น้ำหนัก แถมยังนอนนิ่งมาก ไม่ขยับเลยในอ้อมแขนของฉัน” ดีนยังคงจำสิ่งที่เกิดขึ้นได้ดี ราวกับว่ามันเพิ่งจะเกิดเมื่อหลัด ๆ ที่ผ่านมานี่เอง

“ฉันตกใจเหมือนกันนะ ก็ตอนนั้นฉันนึกว่า ฉันเสียเธอไปแล้ว” เทปปันมองตากับดีน น้ำเสียงของดีนที่ปลายประโยคประโยคนั้น ทำให้เทปปันรู้สึกใจเต้นแปลก ๆ “ก่อนที่เธอจะลืมตาขึ้น เธอเอามือมาแตะที่อกฉันแบบนี้” ดีนดึงมือของเทปปันมาวางไว้ที่หน้าอกด้านซ้ายของเขา ใจของเทปปันอยากดึงมมือของตัวเองกลับ แต่ร่างกายกลับปล่อยให้มือของตัวเอง รับรู้ถึงการเต้นของหัวใจของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน

“ก่อนลืมตา เธอเรียกชื่อใครบางคน” ดีนจำชื่อนี้ได้ดี เพราะมันไม่ใช่ทั้งชื่อของเขา หรือว่าชื่อตัวละครของเขาในบทละครเวที “เธอเรียกฉันว่า” ดีนกำลังจะเอ่ยชื่อนั้นออกมา ก็พอดีกับที่มีลมพัดผ่านเข้ามาในบริเวณพิธีนั้นวูบใหญ่ พัดเอาเชือกที่คนอื่น ๆ วางพาดเอาไว้ที่บนศีรษะ ร่วงลงมา มีเพียงเชือกของแค่ดีนกับเทปปันนั้น ที่ยังคงวางนิ่งสนิทอยู่ที่เดิม ดีนกับเทปปันมองไปรอบ ๆ ที่ผู้มาร่วมพิธีต่างพากันจัดเชือกของพวกเขาใหม่อีกครั้ง

“เธอว่ามันแปลกมั้ย” ดีนถามเทปปัน ที่คราวนี้เจ้าตัวคนถูกถามพยักหน้าตอบรับ “แปลก” เทปปันพูดออกมา ดีนขยับเก้าอี้ให้เข้าใกล้เทปปันอีกนิด ก่อนจะดึงเชือกขาวให้เคลื่อนตามเขามาด้วย “น่าจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ” ดีนทำเป็นพูดติดตลก เทปปันส่ายหน้า เพราะเพิ่งจะเห็นดีนทำท่าทางจริงจัง แต่ก็เปลี่ยนมาเป็นหยอกล้ออีกแล้ว

“ขอวางหน่อย” ดีนร้องบอกเทปปัน เมื่อเทปปันขยับตัว ตอนที่ดีนเอาข้อศอกไปวางบนพนักเก้าอี้ของเทปปัน “นั่งดี ๆ สิ” เทปปันบอกกับอีกฝ่าย “ก็มันเมื่อย” ดีนประท้วง แต่ก็ยังไม่ยอมเอาข้อศอกออกอยู่ เทปปันเหนื่อยที่จะห้ามอีกฝ่ายขึ้นมาเสียอย่างนั้น “ดีนเลยขยับตัวนั่งตัวตรงขึ้น แล้ววางแขนของเขาพาดไปตามตวามยาวของพพนักพิง โอบด้านหลังของเทปปันเอาไว้

'นี่เชือกขาวหรือสายสิญจน์มงคลแฝดงานแต่งกันแน่คะเนี่ย' พี่ผู้หญิงที่สละเก้าอี้ให้ดีนได้นั่ง แอบแชะภาพของคนทั้งคู่เอาไว้ เพราะในสายตาของเธอ ดีนและเทปปันดูกะหนุงกะหนิงเกินกว่าแค่เพื่อน ที่บังเอิญมาด้วยกันและแค่อยากนั่งใกล้กันไปมากจริง ๆ เธอจึงตั้งแคปชั่นนั้นขึ้น ก่อนจะกดโพสต์ภาพลงในแอพโซเชียลมีเดีย ทุกแอพที่เธอมี

เสียงเตือนว่า พิธีกำลังจะเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง แม่ของเทปปันที่ตอนนี้ได้บวชเป็นแม่ชีโดยสมบูรณ์แล้ว แม่ชียืนหลบอยู่ที่ด้านข้าง แต่สามารถมองดูได้จนทั่วบริเวณพิธี แม่ชีมองตรงมาที่เทปปัน ก็ให้สะท้อนใจลึก ๆ ว่าสิ่งที่แม่ชีคิดเอาไว้ ไม่น่าจะผิดอย่างแน่นอน เพราะตอนนี้แม่ชีมองเห็น เชือกสีขาวของคนอื่น ๆ ในพิธีนั้น เป็นเชือกขาวธรรมดา แต่เชือกขาวที่คล้องจากสายสิญจน์ลงมาที่ศีรษะของทั้งลูกชายและเด็กหนุ่มอีกคนนั้น ตอนนี้มีแสงเรือง ๆ ส่องออกมาแค่สองคนนี้ ในขณะที่คนอื่น ๆ ในงาน ดูจะไม่สังเกตเห็นแสงเรืองเรื่อสวยงามเย็นตานี้ แต่อย่างใด

**********************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=d58dAfkkP3s


เธอเปรียบดังเสมือนดวงใจ ตามติดตรึงแนบชิดข้างกาย

You are absolutely my heart, always right here by my side

หวังว่าเธอจะไม่ไปไหน รักจำนนถึงเธอคนดี

Wish you are here forever; I surrender to you my dear

ผู้เป็นที่รักในใจ ไม่มีเธอคงคิดตรอมใจ

You’re my love, without you I’m saddened

ฉันสัญญาจะไม่ไปไหน

I promise you I’ll be here

ขอเพียงเธอเข้ามา นั่งในดวงใจ

Just so you hold a special place in my heart


โปรดส่งยิ้มมาสักหน่อย ช่วยบอกรักฉันบ่อยบ่อย

Give your smile to me, often tell me that you love me

วอนเธอจงอย่าจืดจาง ใจคงบางถ้าขาดเธอ

Please don’t give us up, otherwise my heart will be torn

หากแม้นวันใดที่ไม่มีกันคงช้ำ

No way I can live my life without you


เธอเปรียบดังเสมือนดวงใจ ตามติดตรึงแนบชิดข้างกาย

You are absolutely my heart, always right here by my side

หวังว่าเธอจะไม่ไปไหน รักจำนนถึงเธอคนดี

Wish you are here forever; I surrender to you my dear

ผู้เป็นที่รักในใจ ไม่มีเธอคงคิดตรอมใจ

You’re my love, without you I’m saddened

ฉันสัญญาจะไม่ไปไหน

I promise you I’ll be here

ขอเพียงเธอเข้ามา นั่งในดวงใจ

Just so you hold a special place in my heart


ดวงใจฉันมีแค่หนึ่ง และรักอย่างสุดซึ้งเต็มดวงใจ

There’s one heart I own, and I use it to love you the best way I can

หากแม้นใครทำเธอหวั่นไหว ขอเธอจงไม่เปลี่ยนไป

If someone tries to steal you from me, please think of me how sad I will be

ก็เพราะเธอเป็นเจ้าของดวงใจ ดวงนี้

You know you own my heart, you own me


เธอเปรียบดังเสมือนดวงใจ ตามติดตรึงแนบชิดข้างกาย

You are absolutely my heart, always right here by my side

หวังว่าเธอจะไม่ไปไหน รักจำนนถึงเธอคนดี

Wish you are here forever; I surrender to you my dear

ผู้เป็นที่รักในใจ ไม่มีเธอคงคิดตรอมใจ

You’re my love, without you I’m saddened

ฉันสัญญาจะไม่ไปไหน

I promise you I’ll be here

ขอเพียงเธอเข้ามา

Come near and you’ll see


มีฉัน แล้วจะไม่ผิดหวัง

You have me, no disappointments

จะไม่มองจะไม่มอง ใครซ้อนทับใจ

You’ll the only one I see, never a two - timer

ใจดวงนี้ จะไม่หยุดพัก

This heart will work hard

จะปรนนิบัติภักดี เธอทุกวัน

Taking care of you every day

มีฉัน แล้วจะไม่ผิดหวัง

You have me, no disappointments

จะไม่มองจะไม่มอง ใครซ้อนทับใจ

You’ll the only one I see, never a two - timer

ใจดวงนี้ จะไม่หยุดพัก

This heart will work hard

จะปรนนิบัติภักดีเป็นฮันนี่ให้ทุกวัน

Taking a good care of you, because you are my daily honey


หวังว่าเธอจะไม่ไปไหน ถึงเธอคนดี

Wish you’ll stay with me, asking of you my love

ฉันสัญญาจะไม่ไปไหน ขอเพียงเธอเข้ามา

I’m keeping my promise, if you that

นั่งในดวงใจ

Hold a special heart right here in my mind

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๑๐. อยากให้คิดถึง



2536

1993



เสียงโกลาหลนั้น ดังมาจากรอบบริเวณ ความสับสนวุ่นวายสร้างความหวาดกลัวขึ้นมาในจิตใจได้โดยฉับพลัน เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด เสียงร่ำไห้ด้วยความเสียใจ เสียงผู้คนพยายามเรียกหาคนที่ตัวเองรัก ความทุกข์โศกโทมนัสในจิตใจเหล่านั้น รับรู้ได้อย่างไม่ยากเย็น โดยไม่ต้องอธิบายอะไรมากมาย

ควันไฟที่ลอยอยู่ในอากาศ มันดูหนาตาและน่ากลัว นันใช้มือปัดไปมาที่ด้านหน้าของตัวเอง หวังใจว่าจะทำให้ควันไฟที่เกาะกันหนาทึบ ได้เบาบางจางลง แต่ยิ่งนันปัดมือมากขึ้นเท่าไหร่ เพื่อหวังจะไล่กลุ่มควันนั้นให้หมดไป กลับทำให้ควันที่ทำให้ต้องรู้สึกร้อนระอุนั้น รายล้อมรอบตัวของเขามากยิ่งขึ้น

'นัน' เสียงเรียกชื่อของเขาดังมาจากที่ไหนสักแห่ง นันขยับหันไปทางต้นเสียง แต่กลับมีเสียงอีกทิศทางหนึ่ง 'นัน' เรียกชื่อเขาดังแว่วมาให้ได้ยิน 'ทางไหน ต้องไปทางไหน' นันรู้สึกได้ว่า เขาตะโกนถามออกไปจนสุดเสียง เพียงแต่มันกลับฟังดูแล้ว เขาแทบจะไม่ได้ยินเสียงพูดของตัวเองเลยด้วยซ้ำ

ใจของนันในตอนนี้หวาดกลัวกับสิ่งที่กำลังเกิดรอบกายเขา ควันหนาทึบที่รังแต่จะหนามากขึ้นทุกที ทำให้เขามองเห็นได้ไม่เกินหนึ่งฝ่ามือจากปลายจมูก ลมหายใจที่หอบหนักขึ้น มันมาจากความกลัวที่กำลังกัดกินหัวใจ อะไรกันแน่ นี่มันเกิดอะไรขึ้น นันพยายามก้าวเท้าเดินไปข้างหน้า เผื่อว่า เขาจะเจอกับใครหรืออะไรก็ได้ ที่พอจะทำให้เขาได้รับรู้ ว่าเขากำลังเจอะเจอกับอะไร

เสียงเหมือนเหล็กกระทบกันดังขึ้นจากทางเบื้องหน้าของนัน นันหยุดเท้า จ้องมองฝ่ากลุ่มควันหนานั้น แต่เขามองไม่เห็นอะไรทั้งนั้น อะไรบางอย่างส่งเสียงคลิก ฟังดูประหลาดในความรู้สึก มันทำให้หัวใจของเขายิ่งเต้นแรง มันคือความกลัวที่ผสมกับความไม่รู้ และนั่นยิ่งทำให้นันรู้ได้ถึงความกลัวที่มันจับจิตจับใจ

นันหันขวับไปทางด้านหลัง เมื่อมีเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของใครบางคนดังขึ้น ก่อนที่เสียงเดินนั้น จะเปลี่ยนเป็นเสียงวิ่งอย่างเร็ว เข้าหานัน ปฏิกิริยาตอบสนองกับเสียงนั้นก็คือ นันถอยเท้ากรูด เพื่อให้ตัวเองออกห่างจากเสียงที่ฟังดูคุกคามนั้น แต่อาการก้าวถอยหลังของตัวเอง ดูเหมือนมันจะช้ากว่า เสียงวิ่งที่พุ่งตรงมาที่เขา

“ไม่นะ” นันได้ยินเสียงกรีดร้องของตัวเอง ก่อนที่เขาจะรู้ตัวอีกที ก็นั่งอยู่บนพื้น ความรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างหล่นลงมาจากด้านบน ร่วงใส่ตัวของเขาอย่างไม่หยุดหย่อน นันยกแขนทั้งสองข้างขึ้นด้านบน แรงกระแทกที่ตกลงบนแขนของนัน ทำให้เขารู้สึกเจ็บแปลบ แต่แปลก ที่ความเจ็บนั้นมันแล่นจากแขน ตรงเข้าสู่กลางหัวใจของเขา และความเจ็บปวดนั้นมันยิ่งทวีคูณมากยิ่งขึ้น มากยิ่งขึ้น จนนันไม่คิดว่า เขาจะรับมันได้ไหวอีกต่อไป

“ท็อป” นันกรีดร้องชื่ออีกฝ่ายออกมาจนสุดเสียง เมื่ออยู่ ๆ เอเขาก้มลงมอง ร่างของท็อปก็นอนสลบไม่ไหวติงอยู่ในอ้อมแขนของเขา “ท็อปตื่น ท็อปเป็นอะไรไป” นันเขย่าตัวของท็อปด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่เขามี พยายามจะปลุกให้อีกฝ่ายนั้นตื่นลืมตาขึ้นมา แต่ต่อให้นันเขย่าตัวของท็อปแรงแค่ไหน แต่ดูไปแล้ว ร่างของท็อปกลับนิ่ง ไร้การตอบสนองใด ๆ

“ท็อปตื่นสิ ลืมตาขึ้นมามองนัน ท็อป ตื่น ตื่น ท็อป” นันได้ยินตัวเองกรีดร้องดังลั่น มันโหยหวนและฟังดูวังเวงทะลุเข้าไปถึงส่วนลึกของหัวใจ ร่างของท็อปไหวไปตามแรงมือของนัน ที่พยายามทั้งผลักทั้งดันตัวของท็อป นันพยายามยกร่างของอีกฝ่ายขึ้น ขาทั้งสองข้างนั้นตะเกียกตะกาย เหยียบดันพื้น เพื่อให้ตัวเองลุกขึ้นจากพื้น

แต่ยิ่งทำพื้นก็ยิ่งลื่น แต่ยิ่งพยายามมากขึ้น ร่างของท็อปก็ยิ่งหนักขึ้น และหนักขึ้น และเริ่มที่จะเคลื่อนออกจากอ้อมแขนของนัน ที่กรีดร้องชื่อของท็อปนับครั้งไม่ถ้วน ขืนแรงที่แขนที่อ่อนล้าและหมดกำลังลงทุกที ๆ น้ำตาที่ไหลพรากออกมาจากสองหน่วยตา ปริ่มว่าจะขาดใจ เมื่อเห็นร่างของท็อปค่อย ๆ ร่วงไหลออกจากกอดนั้น และแวบหนึ่งในหัว นี่คือการเจอะเจอกันเป็นครั้งสุดท้าย

นันสะดุ้งเฮือก ลืมตาโพลง และสูดลมหายใจเข้าปอด เหมือนว่าตัวเองกำลังจะขาดอากาศนั้น ดวงตาที่เปิดลืมขึ้น มีคราบน้ำตาเปรอะอยู่บนแพขนตา นันหายใจเหนื่อยหอบ พยายามรวบรวมสติ ก่อนจะค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกมา ให้ตัวเองหายตื่นตระหนกลง เมื่อสายตามองเห็นใบหน้าของท็อป ที่นอนฟุบอยู่ที่ข้างเตียงนอนนั้น

นันที่นอนตะแคงหันข้างอยู่ มีใบหน้าของท็อปที่นอนหนุนแขนตัวเองอยู่ข้าง ๆ กัน ท็อปกำลังหลับอยู่ นันรีบไล่สายตาลงไป เลื่อนจากดวงตาของท็อป ลงไปที่ปลายจมูกโด่งเป็นสันนั่น ก่อนจะมองดูที่หน้าอกของท็อปใต้เสื้อนักฟุตบอลทีมโรงเรียน ท็อปหายใจเข้าออกหน้าอกของเขาเคลื่นขึ้นเลงอย่างเป็นจังหวะ ดูแล้วปกติ นั้นที่รวบรวมสติได้แล้ว ก็รู้ว่า ตัวเองเพิ่งผวาตื่นจากความฝัน

ตั้งแต่วันนั้น ที่นันได้มาหาท็อปที่บ้าน หนึ่งสัปดาห์แล้วสินะ นันบอกกับตัวอง หนึ่งสัปดาห์เต็มที่เขายังไม่ได้กลับบ้าน และได้อาศัยค้างอ้างแรมอยู่ที่บ้านของท็อป โดยที่ท็อปนั้น ให้นันนอนบนเตียงนอน แล้วตัวของท็อปมานอนหลับฟุบ เฝ้านันอยู่ที่ข้าง ๆ เตียง เพื่อให้แน่ใจว่า นันนั้นนอนหลับสบายดี นันเกรงใจท็อปเป็นอย่างมาก บอกให้ท็อปกลับขึ้นมานอนบนเตียงนอนของตัวเอง แต่ท็อปก็ไม่ยอม ยังคงยืนยันที่จะทำแบบนี้

นันยิ้มออกมาทั้งน้ำตา เมื่อเห็นว่า ท็อปยังคงอยู่ตรงนี้ ข้าง ๆ กายของเขา ไม่ได้จากไปไหน และรู้สึกใจชื้นขึ้น เมื่อรับรู้ว่า สิ่งที่เขาเพิ่งเห็นนั้น มันเป็นเพียงแค่ความฝัน ถึงแม้ว่าความรู้สึกจากความฝัน มันยังคงติดอยู่ในใจ ฝันมันดูแล้วประหลาด แต่ความกลัวที่เกาะกุมอยู่ มันท่วมท้นจนทำให้ใจนึกประหวั่นไม่น้อย

“นัน ร้องไห้ทำไม” ท็อปที่รู้สึกว่า นันขยับตัวอยู่ใกล้ ๆ ลืมตาขึ้นมามอง ก็เห็นว่าคราบน้ำตายังคงไหลเปื้อนแก้มของอีกฝ่ายอยู่ “ไม่มีอะไร” นันรีบเช็ดรอบคราวน้ำตานั้นออกจากใบหน้า ยิ้มให้กับท็อป เพื่อยืนยันว่าตัวเขานั้นสบายดี “ฝันร้ายใช่มั้ย” เสียงถามของท็อปอ่อนโยน ฟังดูแล้ว มันปลอบประโลมหัวใจของนั้นให้รับรู้ได้ว่า ยังมีคนที่ใส่ใจความเป็นไปของเขาอยู่ตรงนี้

“ไม่เป็นไรแล้วนะ มันก็แค่ความฝัน” ท็อปใช้ปลายนิ้วของเขา ไล่ซับความชื้นจากหยาดน้ำตา ที่ยังคงเหลืออยู่จากใบหน้าของนัน ความอ่อนโยนที่ท็อปแสดงออก นันรู้สึกมันได้ด้วยการสัมผัสกาย และรับรู้มันได้ด้วยการสื่อถึงใจ “ท็อปอย่าใจดีกับเรานักเลย” นันพูดออกไป เพราะเขาคงต้องใจหาย หากว่าหลังจากนี้ สิ่งต่าง ๆ ที่ท็อปทำให้เพื่อเขา มันจะเหลือแค่เพียงในความทรงจำเท่านั้น

“ท็อปบอกนันแล้วไง คนเป็นพี่ชายก็ต้องดูแลน้องชายให้ดีที่สุด” ท็อปยืนยันว่า เขานั้นต้องการที่จะรักษาคำสัญญาที่ได้ให้ไว้กับนันก่อนหน้า “ท็อปเป็นคนพูดเอง ก็ต้องทำให้ได้” ท็อปยิ้มให้กับนัน เป็นรอยยิ้มที่ทำให้นันรู้สึกว่า เขาปลอดภัยเมื่อได้เห็น เมื่อมีท็อปอยู่ใกล้ ๆ มันช่วยให้นันเกิดกำลังใจขึ้นมาอย่างอัตโนมัติ

“ยังเจ็บอยู่ไหม” ท็อปมองไปที่แก้มของนัน ที่มันมีรอยช้ำ จากวันที่เขาออกไปเจอนันที่หน้าหมู่บ้าน นันส่ายหน้าแทนคำตอบ แววตาที่ท็อปเห็นจากนันนั้น ยังไม่พ้นความเศร้าที่เจ้าตัวไม่สามารถหลบเลี่ยง แม้นันจะพยายามมากแค่ไหน เพื่อไม่ให้ตัวเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้ท็อปเดือดร้อนใจ

“แล้วที่หลังล่ะ ยังเจ็บอยู่ใช่มั้ย” ท็อปถามนัน เพราะก่อนหน้านี้ ท็อปตกใจที่ได้เห็นรอยช้ำขนาดใหญ่ ที่ด้านหลังช่วงเอว ที่มันเป็นจ้ำเขียว อีกทั้งยังได้เห็นรอยฟกช้ำเก่า ที่มีทั้งหายแล้ว และยังไม่ดีขึ้น กระจายอยู่ทั่วแผ่นหลังของนัน เจ้าของแผ่นหลังนั้น ไม่ทันที่จะซ่อนรอยพวกนี้จากสายตาของท็อป แม้ว่าจะบอกว่า มันเป็นเพราะตัวของเขาเองที่ซุ่มซ่าม มักจะหกล้มหรือเดินตกบันไดเอง แต่ท็อปนั้นไม่ใช่คนโง่ ทำไมท็อปจะไม่รู้ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับนัน

“ขอท็อปดูหน่อยได้มั้ย จะได้ทายา” ท็อปพยักหน้ากับนัน ก่อนจะขยับตัว เพื่อขึ้นไปบนเตียงนอน ท็อปนั่งเยื้องไปทางด้านหลังของนัน รอให้เจ้าตัวลุกขึ้นนั่ง นันทำท่าลังเล ก่อนจะเห็นท็อปหยิบเอาหลอดยาแก้ฟกช้ำมาถือไว้ในมือ ท็อปเห็นนันหันมองตรงไปด้านหน้า ก่อนจะค่อย ๆ เอื้อมมือขึ้นมาปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตแขนยาว ที่ท็อปหามาให้นันใส่ ท็อปค่อย ๆ มองดูเสื้อเชิ้ตนั้นคล้อยลงจากไหล่ของนัน เผยให้เห็นผิวขาว ๆ ของนัน ที่มันตัดกับรอยช้ำเหล่านั้นค่อนข้างชัด

นันพยายามนั่งนิ่ง ๆ เพราะในใจของเขานั้นสั่น และมันทำให้ร่างของเขาเทิ้มไปด้วย ความเย็นจากครีมนั้นรู้สึกได้ เมื่อมันสัมผัสลงบนผิวของนัน ความเจ็บของในทำให้นันเผลอบีบมือเพื่อกลั้นมันเอาไว้ ท็อปเบามือลง เมื่อเห็นว่านันเอี้ยวตัวแบบนั้น และตอนนี้ เมื่อท็อปได้สัมผัสเนื้อตัวของนัน บางอย่างในร่างกายของท็อปก็เริ่มตื่นตัว โดยที่ท็อปห้ามมันไม่ได้

ท็อปเอามือข้างหนึ่งลงดันความแข็งขันที่กึ่งกลางลำตัวของเขาเอาไว้ ให้ซ่อนจากสายตาของนัน หากว่าอีกฝ่ายจะฟันมาเห็นเข้า แต่ยิ่งห้าม ความแข็งแกร่งนั้น มันก็ยิ่งดันมือของเขามากขึ้นอีก นันได้ยินเสียงหายใจหนัก ๆ ของท็อป ก่อนจะรู้สึกได้ว่า ท็อปนั้นขยับตัวเข้ามาทางด้านหลัง แล้วนั่งชิดติดกับตัวของนัน

“นัน” เสียงกระซิบของท็อปที่ข้างหู “หันหน้ามาหน่อยได้มั้ย” ท็อปบอกกับนัน ที่ยังคงนั่งมองตรงไปข้างหน้า “นัน” ท็อปเรียกนันอีกครั้ง ก่อนจะเห็นนันค่อย ๆ หันหน้ากลับมามองเขา “นันรู้ใช่มั้ย ว่าท็อปไม่ได้แค่อยากเป็นพี่ชายของนัน” ท็อปถามอีกฝ่ายเสียงสั่น ๆ นันเองก็ใจเต้นไม่เป็นส่ำ กลืนน้ำลายลงคอไปอย่างยากลำบาก เมื่อเห็นว่าใบหน้าของท็อปห่างจากใบหน้าของตัวเองไม่ถึงคืบ แถมตามด้วยคำพูดของท็อป ที่เดาได้ไม่ยาก ว่าท็อปกำลังจะพูดนำไปในทางไหน

“ท็อป คือเรา” นันพูดออกไปด้วยความรู้สึกที่สั่นไหวไหวหวั่น รับรู้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ สะอาด ๆ จากท็อป ที่ใบหน้าของทั้งสอง ขยับเข้ามาใกล้กันแบบนี้ “ท็อปขอจูบนันได้มั้ย” ด้วยฮอร์โมนและความใกล้ชิด เด็กหนุ่มสองคนในวัยที่กำลังใฝ่ในเรื่องเพศ อะไรก็ตามที่เป็นเรื่องกระตุ้นความรู้สึกของพวกเขาได้ มันก็สร้างแรงขับให้การแสดงออกนั้นไวกว่าความคิดมากนัก

“ท็อปเคยทำหรือ” นันถามอีกฝ่ายออกไป ท็อปส่ายหน้าปฏิเสธ ก่อนจะพูดขึ้นว่า “แต่ท็อปอยากทำกับนัน” ท็อปพูดออกไป รู้สึกเหมือนกับว่าเขาโล่งอก ที่ได้พูดในสิ่งที่เก็บเอาไว้ในใจมานาน “ท็อปชอบผู้ชาย” นันถามออกไปเบา ๆ ก่อนจะเปลี่ยนประโยคว่า “ท็อปชอบแบบเราหรือ” ท็อปพพยักหน้า สายตาไม่ละไปจากริมฝีปากของนัน ก่อนยื่นหน้าเข้าหานัน และประกบริมฝีปากเข้ากับนันแบบเร็ว ๆ

“เขาทำกันแบบนี้หรือ” นันถามอีกฝ่ายยิ้ม ๆ ท็อปเองก็ยิ้มเขิน สั่นไปหมด เพราะนี่คือครั้งแรกของเขา ที่ได้จูบกับใครสักคน ชายหรือหญิงก็ตาม “หรือแบบนี้” ท็อปเอ่ยขึ้น ก่อนจะยื่นหน้าเข้าหานันอีกครั้ง แล้วบรรจงประกบริมฝีปากของตัวเองเข้ากับนัน ก่อนจะขยับไปมา เพื่อเปิดริมฝีปากของนันให้เผยอขึ้นรับความนุ่มนวลนั้น ก่อนจะรู้ตัวอีกที ท็อปก็แทรกลิ้นเข้าไปในโพรงปากของนัน แล้วตวัดรัดกับลิ้นของอีกฝ่าย

“ชอบมั้ย” ท็อปถอนปากออก ก่อนจะถามนัน แล้วเห็นนันพยักหน้าแทนคำตอบ “เราเขิน” นันบอกกับท็อป ก่อนที่จะได้ยินท็อปเองหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ ว่าเขาสามารถทำให้นันรู้สึกแบบนั้นได้ “เราก็เขิน” ท็อปบอกออกไป “แล้วเราก็ตื่นเต้นด้วย” ท็อปก้มลงมองที่เป้ากางเกงของตัวเอง ที่มันนูนขึ้นมาอย่างมาก นันมองไปที่ตรงนั้นก่อนจะมองมือของท็อป ที่เอื้อมมาจับมือของเขาแล้วเอาไปวางบนความอุ่นแข็งที่รออยู่

**********************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=xYZDTFZyqcU



คืนนั้นคืนที่นอนฝัน ว่ามันถึงวันสุดท้าย

That night I was dreaming the day everything’s come to an end

มองเห็นเราต้องลากันไป ใจทั้งใจมันสั่น

Saw ourselves saying goodbye, my whole heart was shaken

ตื่นขึ้นมาน้ำตายังคลอตา ขออย่าให้เหมือนในฝัน

Then I woke up, tears still there and I prayed nothing like that ever to happen

มันไม่จริง มันไม่จริง เราไม่เป็นอย่างนั้น

None of it is true, it can’t be real, we’re not that way


คืนนั้นเป็นแค่เพียงฝัน ยังรับมันไม่ไหว

That very night it was all dream, still I couldn’t take it

ความฝันมันจะจริงวันใด ในหัวใจยังหวั่น

That dream is some day going to happen, my heart trembles

อยากวิงวอน ขอเธอด้วยดวงใจ ขออย่าใจร้ายกับฉัน

I’m begging of you with all my heart, please be gentle and kind to me

มีอะไร ให้อภัย มีจิตใจต่อกัน

Whatever is between us, forgive me and care for me


อย่าให้ถึงวันนั้นเลย

The day can never come true

แค่เพียงแต่คิด หัวใจก็เจียนสลาย

Thinking of that already breaks my heart

วันแห่งความปวดร้าว วันที่เจ็บช้ำใจ

The day consumed by the pain, the day my heart is wrenched

อย่าให้ถึงวันนั้นเลย อย่าให้มันต้องกลายเป็นจริง

Please never let that day come true, never ever let it be real

อย่าให้ถึงวันนั้นเลย อย่าให้มันต้องกลายเป็นจริง

Never let it happen, never allow this to be us


สิ่งใดใดที่มี เทียบไม่ได้กับเธอ

Everything out there in the world, you’re irreplaceable

โลกยังดีเสมอ ถ้าเธอยังอยู่

The world isn’t shattered if you’re still here with me


อยากวิงวอน ขอเธอด้วยดวงใจ ขออย่าใจร้ายกับฉัน

I’m begging of you with all my heart, please be gentle and kind to me

มีอะไร ให้อภัย มีจิตใจต่อกัน

Whatever happens between us, forgive me and care for me


อย่าให้ถึงวันนั้นเลย อย่าให้มันต้องกลายเป็นจริง

That day is forbidden, it cannot become true

อย่าให้ถึงวันนั้นเลย อย่าให้มันต้องกลายเป็นจริง

That day is taboo, it cannot be all real

อย่าให้ถึงวันนั้นเลย อย่าให้มันต้องกลายเป็นจริง

That day is impermissible, it ain’t for real

อย่าให้ถึงวันนั้นเลย

Never let that day be truth

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๑๑. เขาคนนั้นที่คิดถึง



2565

2022



“อย่างน้อยคุณก็ควรจะมีคำเรียกนำหน้าชื่อของผม” ตฤณท้วงกับเด็กหนุ่ม ที่ดูจะพอใจที่จะเรียกเพียงแค่ชื่อของกันและกันเท่านั้น “อย่างเช่นคำว่าอะไรล่ะครับ” วินทำหน้ากลั้นยิ้มเอาไว้ ก่อนจะพูดต่อไปว่า “น้า อา หรือเรียกว่าป้าดีล่ะ” วินพูดจบ แทนจะได้คำตอบเป็นคำพูด กลับได้สายตาเขียวปั้ดมาจากอีกฝ่ายแทน

“แค่พี่ก็พอมั้ย” ตฤณตอบกลับวินไป ก่อนจะเห็นเด็กหนุ่มตัวสุงตรงหน้า ยิ้มกว้างกลับมาให้เขา “เราอย่ามาเถียงเรื่องอะไรแบบนี้กันอยู่เลย วินจะเรียกว่าตฤณ” เด็กหนุ่มชี้นิ้วไปที่อีกฝ่าย “และตฤณก็จะเรียกวิน” ก่อนที่จะจิ้มนิ้วชี้ที่แผงอกกว้างของตัวเอง ทำเอาตฤณต้องเสหลบตามองไปที่อื่น เพราะนอกจากรอยยิ้มที่ทำให้โลกดูสดใสขึ้นแล้ว ยังมีเสื้อเชิ้ตสีขาวที่วินใส่อยู่แบบจงใจปลดกระดุมโชว์กล้ามอกนั้นด้วย

“ตกลงคุณจะให้ผมช่วยทำอะไรก็บอกมา” ตฤณเปลี่ยนเรื่องที่คุยกันอยู่ไปเสียดื้อ ๆ “วินบอกตฤณแน่นอน แต่ไม่ใช่ที่นี่ ตฤณต้องไปกับวินก่อน” รถยนต์คันหรูเข้ามาจอดเทียบตรงที่ทั้งสองคนยืนอยู่ “ขึ้นรถสิครับตฤณ” เจ้าของชื่อแลดูลังเลที่จะก้าวขึ้นไปนั่งบนรถ ที่คนขับลงมาเปิดประตูรอไว้ให้แล้ว

“ตฤณนี่เป็นคนขี้กลัวไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ไม่ยักรู้” สีหน้า แววตา และน้ำเสียงที่แสดงออกมา มันคือการกระทำที่จงใจจะยั่วให้อีกฝ่ายโต้ตอบอย่างลืมตัว “มีอะไรที่ผมต้องกลัว” ตฤณตอบกลับวินไปแทบจะในทันที และเป็นอีกครั้ง ที่อะไรบางอย่างในแววตาของวิน ที่ทำให้ตฤณต้องแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น

“ดีครับ ถ้าอย่างนั้น ตฤณก็แสดงความกล้าให้วินเห็นหน่อยสิครับ” วินผายมือเป็นเชิงเชื้อเชิญให้อีกฝ่ายเข้าไปนั่งในรถ ปกติตฤณไม่ค่อยชอบวิธีการอะไรแบบนี้ ถ้าจะขึ้นรถ เขาเปิดประตูรถแล้วเข้าไปนั่งเองได้ นฤเบศเคยจะทำแบบนี้เช่นกันในครั้งแรก ๆ ที่ไปไหนมาไหนด้วยกัน แต่ตฤณก็ปฏิเสธบอกให้หนุ่มใหญ่มาดีผู้นั้น เลิกทำแบบนั้นให้เขา

“หรือจะต้องให้วินอุ้ม ได้นะ วินไม่ติดอยู่แล้ว” แม้จะอยู่ต่อหน้าคนขับรถ แต่วินก็ทำท่าจะเข้ามาอุ้มตัวของตฤณจริง ๆ จนตฤณต้องรีบเดินเข้าไปนั่งในรถแต่โดยดี วินยิ้มแล้วมองตามอีกฝ่ายที่ดูจะตุปัดตุป่องกับเขา ก่อนที่วินจะก้าวขึ้นรถ ตฤณเลื่อนตัวเองให้ขยับเข้าไปนั่งชิดกับประตูอีกด้านหนึ่ง คนขับโค้งให้กับวิน ก่อนจะปิดประตูให้เขา แล้วรีบไปนั่งประจำเบาะที่นั่งคนขับอย่างรวดเร็ว

“ขับไปตามที่บอกเอาไว้” วินออกคำสั่งกับคนขับรถ ที่รับคำในทันที “ครับนายน้อย” เสียงคนขับตอบกลับมา ตฤณพอจะเห็นภาพที่รุ่นพี่บอกกับเขาทางโทรศัพท์ก่อนหน้านี้แล้ว ว่านายน้อยวิน เป็นแก้วตาดวงใจของตระกูล ที่ว่าใครก็ตามที่มาทำงานให้กับครอบครัวนี้ ยังไงก็ห้ามขัดใจ เพราะไม่ว่าวินจะต้องการอะไร แค่เอ่ยปาก นายใหญ่และนายหญิงก็จัดหามาให้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

“ถึงยังไงก็ควรพูดกับเขาดี ๆ ทั้งคำพูดและน้ำเสียง” เหมือนจะพูดลอย ๆ ออกมา แต่วินก็หันมาทางตฤณ ที่ร่นตัวไปนั่งติดกับประตูรถอีกฝั่ง อย่างจงใจทำให้นายน้อยรู้ว่า ตฤณไม่ได้อยากนั่งใกล้ด้วย “ตฤณว่าแต่วิน แล้วตัวของตฤณล่ะ พูดกับวินดี ๆ ทั้งคำพูดและน้ำเสียงหรือยัง” ตฤณรู้สึกจี้เข้าที่กลางอก เมื่อถูกเด็กหนุ่มย้อนเกล็ดเข้าให้ แต่วินดูจะไม่ได้จริงจังอะไรกับคำพูดประโยคนั้นของเขา แค่อยากจะยั่วให้ตฤณต่อปากต่อคำด้วยมากกว่า

“ผมไม่หลงกลเถียงกับคุณหรอกนะ” ตฤณแสดงตนว่า ตอนนี้เขาเริ่มทันเกมของเด็กหนุ่มแล้ว “ว้า โดนรู้ทันเสียแล้ว” ตฤณทำหน้าเศร้า ยื่นหน้าเข้าหาตฤณ “ไม่น่ารักเลยนะครับ เดี๋ยวก็คุณ เดี๋ยวก็ผม” วินทำแววตาเศร้า และดูหงอย ๆ ให้ตฤณได้เห็น ตฤณที่เห็นแบบนั้น ก็ทำเป็นมองออกนอกหน้าต่าง เสทำเป็นชะโงกดูนั่นดูนี่

“แล้วนี่คุณจะพาผมไปไหน” ตฤณถามขึ้น เมื่อคนขับได้ขับรถเข้าสู่กระแสการจราจรของเมืองหลวง “ไม่ต้องกลัวหรอกครับตฤณ” วินพูดหน้านิ่ง ๆ “วินไม่พาตฤณไปขายหรอก ส่งตฤณต่อให้พวกค้ามนุษย์ ไม่น่าจะได้ราคาเท่าไหร่” ตฤณรู้สึกหน้าชายิบ ๆ เมื่อได้ยินแบบนั้น เขาถึงกับนิ่งเงียบ ไม่พูดไม่ถามอะไรต่อ

“ปิดพาร์ทิชั่นซะ” สิ้นคำสั่ง คนขับรถก็รับคำนายน้อยของตระกูล ก่อนที่ตฤณจะเห็นกระจกไฟฟ้าสีดำทึบ เลื่อนขึ้นปิดระหว่างคนขับกับห้องโดยสารทางด้านหลัง รถวิ่งอยู่ในการจราจรที่ค่อนข้างคับคั่ง ตฤณค่อย ๆ แอบชำเลืองมองไปที่อีกฝ่าย แต่ดูเหมือนว่า วินจะจับทางเขาได้ เหมือนจะรู้ทันความคิดของไปเสียทุกอย่าง เพราะตฤณที่หันไปมอง ก็เจอสายตาของวินที่มองเขาอยู่ก่อนแล้ว

ตฤณจึงเลือกที่จะหลับตา ทำเป็นแกล้งหลับ ทั้ง ๆ ที่ในใจของเขาเริ่มที่จะสับสน เริ่มที่จะตั้งคำถามให้กับตัวเอง อะไรบางอย่างมันกำลังกระตุ้นเตือนให้เรื่องราวของใครบางคน ที่ตฤณคิดว่าเขาได้ซ่อนเขาคนนั้นเอาไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจ ไม่มีใครได้ล่วงรู้ ว่ามีใครคนนั้น 'ยังคงมีชีวิตอยู่' ที่นั่นมาตลอด เหมือนกับว่า เขาที่เป็นคนคนนั้นของใจ ไม่เคยจากไปไหน

ตฤณเดินตามวินมาหยุดยืนอยู่ที่ด้านหน้าร้านหนังสือ เมื่อที่นี่คือที่แห่งแรกที่คนขับได้รับมอบหมายให้ขับรถพาวินและตฤณมา ตอนมาถึง วินก็ออกคำสั่งให้คนขับรออยู่ที่รถนี่ ส่วนเขาและตฤณจะเข้าไปทำธุระ ตฤณหันไปมองหน้าวิน เหมือนกับเพื่อให้แน่ใจจริง ๆ ว่าวินจะมาที่นี่จริง ๆ หรือเปล่า ก่อนจะเห็นวินพยักหน้าแล้วก็เดินนำตฤณเข้าไปที่ด้านในของร้าน

“ตฤณช่วยวินเลือกหนังสือหน่อย” นายน้อยแห่งตระกูลผู้มั่งคั่งพูดขอร้องคนที่มาด้วย กับน้ำเสียงที่ตฤณฟังแล้วก็คงเสียงมารยาท ถ้าจะบอกปัดหรือปฏิเสธ “อยากได้หนังสือเกี่ยวกับอะไร แนวไหนครับ” ตฤณถามออกไป เพราะร้านหนังสือขนาดใหญ่แบบนี้ เริ่มต้นจากการรู้แนวหนังสือ รู้ชื่อหนังสือ น่าจะดีที่สุด

“ก็ดูไปเรื่อย ๆ ชอบอันไหนก็ซื้อ” วินตอบ ซึ่งมันฟังดูแล้วแปลกกับที่เด็กหนุ่มบอกกับเขาว่า ต้องการให้มาช่วยเลือกก่อนหน้านี้ เพราะตฤณคิดว่าวินมีเล่มที่หมายตาเอาไว้แล้วเสียอีก ตฤณเดินไปตามชั้นหนังสือต่าง ๆ นานเท่าไหร่แล้ว ที่เขาเองก็ไม่ได้มาเดินดูหนังสือแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อน ตอนที่เขายังเป็นวัยรุ่น ใช่สินะ มันนานมากมาแล้ว ที่เขาเคยมาเดินดูหนังสือแบบนี้กับใครคนหนึ่ง

“เขายังทำหนังสือแบบนี้ขายอยู่อีกหรือ” ตฤณประหลาดใจแกมดีใจ ก่อนจะหยิบหนังสือเนื้อเพลงภาษาอังกฤษมาหยิบเปิดไล่ดู “ทำไมล่ะ มันเชยมากขนาดนั้นเลยหรือ” วินถามขึ้น ยืนมองตฤณที่สีหน้าและแววตาดูสว่างขึ้นด้วยความดีใจ “คุณไม่รู้อะไร สมัยผมเป็นวัยรุ่น อายุเท่า ๆ กับคุณ หนังสือเพลงนี่คือที่สุดแล้วนะ” วินยิ้มออกมา เขามองดูใบหน้าที่มีรอยยิ้มเช่นกันของตฤณ อย่างไม่วางตา

“คนยุคนั้น” วินพูดขึ้น มองท่าทางของตฤณอย่างสำรวจ “หมายถึง คนยุคเก้าศูนย์ เขาซื้อหนังสือเพลงกันเป็นว่าเล่นเลยหรือครับ” คำถามนั้นของวิน ทำให้ตฤณถึงกับหลุดหัวเราะออกมา ก่อนจะแย้งออกไปว่า “ใครว่ากันล่ะคุณ” ตฤณพูด วินเห็นแววตาแห่งความสดใสฉาบทับอยู่ในนั้น จนวินรู้สึกว่าตฤณนั้นช่างน่าเอ็นดู

“ผมก็เตรียมกระดาษ เตรียมดินสอ มาลอกเนื้อเพลงน่ะสิ” ตฤณพูดพลางคิดถึงเรื่องราวย้อนอดีตกลับไป “ก็มีเงินไม่พอเท่าจำนวนเพลงที่อยากได้นี่นา จะซื้อหลายเล่มก็หมดตัวพอดี ก็สมัยนั้น เขายังไม่เคร่งเรื่องลิขสิทธิ์อะไรทำนองนั้นนี่นะ แล้วส่วนใหญ่ร้านหนังสือสมัยนั้น เขาก็วางเล่มหน้าสุด เอาไว้ให้อ่านฟรีอยู่แล้ว ขอแค่อย่าทำหนังสือของเขายับ และอย่าขโมยเป็นพอ ผมก็ต้องเพียรมาร้านหนังสืออยู่บ่อย ๆ แหม ก็มันไม่มีให้โหลดได้ง่าย ๆ เหมือนตอนนี้นี่นา” ตฤณหัวเราะ พลางส่ายหัวให้กับตัวเองในสมัยนั้น

“น่ารักดี” วินเอ่ยขึ้น ก่อนรอสบตากับตฤณ “น่าเอ็นดูดีนะ วินว่า” สายตาที่วินมองมาที่ตฤณ ทำให้ตฤณรู้สึกวูบวาบขึ้นมาที่ใบหน้า มันเป็นอาการที่ไม่เกิดขึ้นกับเขานานมากแล้ว ครั้งสุดท้ายที่เขารู้สึกอะไรแบบนี้ มันเมื่อไหร่กับใครกันนะ แล้วแวบนั้น ใบหน้าของคนคนนั้น ก็ฉายสว่างวาบขึ้นมาในความทรงจำของตฤณ

“เล่มนี้ ถ้าเราจะกลับมาอ่านใหม่ทีหลัง แล้วกลัวว่าใครจะมาซื้อไปเสียก่อน หรือหาไม่เจอ ก็เลื่อนมันไปไว้ด้านในแบบนี้” ตฤณมองดูเด็กหนุ่มดันหนังสือเล่มนี้เข้าไปที่ด้านในสุดของชั้นวาง แต่ว่าก็ยังคงมองเห็นได้จากด้านนอก วิธีนี้ แบบนี้ ตฤณเคยเห็นใครคนหนึ่งทำมันมาก่อน และตอนนี้ภาพแห่งความหลังภาพนี้ที่เหมือนกับว่า มันกลับลอยขึ้นมาเหนือผิวน้ำ หลังจากที่จมอยู่ที่ด้านล่างสายนทีนั้นมานานแสนนาน

“แล้วอย่างการ์ตูนพวกนี้ล่ะ วินรู้มาว่า สมัยยุคไนน์ตี้มันดังมาก ๆ เลยนี่นา” วินเดินนำไปหยิบแผ่นดีวีดีการ์ตูนเรื่องดังในอดีต ที่จัดวางอยู่บนชั้นไม่ไกลจากตรงนั้น ขึ้นมาถือไว้ในมือ ตฤณเดินตามมาดูแผ่นการ์ตูนที่วินถืออยู่ “ตฤณเป็นตัวไหน” วินกระเซ้า ถามเอาคำตอบกับตฤณ อะไรบางอย่างดึงตฤณกลับไปหาภาพความทรงจำในครั้งนั้น

“เป็นตัวไหนก็ไม่ได้ทั้งนั้นแหละ” ตฤณตอบออกไป ไม่เลือกตัวการ์ตูนที่อยุ่บนหน้าปกนั้นเลยสักตัว “ไม่ได้สิ แบบนี้หน้ากากทักซิโด้จะได้คู่กับนางเอกอย่างเซเล่อร์มูนหรือ” ตฤณท้วง ยังคงต้องการให้ตฤณเลือกตัวละครเอกนั้นอยู่ดี “สมัยนั้น คนอย่างพวกผม เขาไม่เรียกกันว่านางเอกน่ะสิ” ตฤณพูดขึ้นต่อจากคำพูดของวิน ซึ่งนั่นทำให้เด็กหนุ่มเห็นแววความเศร้าสั่นไหวในดวงตาของตฤณ

“มันไม่เหมือนกับสมัยนี้ ที่คนเขาก็ช่างคิดช่างเข้าใจ มีคำเรียกให้เลือกใช้ว่านายเอก” ตฤณมองภาพตัวละครในการ์ตูน แล้วนึกถึงความรู้สึกที่ยังคงสะท้อนอยู่ภายในใจของตัวเอง “ถ้าตอนนั้น มันเป็นอย่างทุกวันนี้ บางที อะไร ๆ มันคงจะดีกว่านี้” ตฤณหลบสายตาจากวิน ที่มองและฟังตฤณพูดอย่างเงียบ ๆ

“ผมว่า ผมคงไม่ได้เรื่อง คงช่วยคุณเลือกหนังสือไม่ได้ คุณอยากได้เล่มไหน ก็หยิบเอาเองแล้วกันนะ เดี๋ยวผมเดินไปรอคุณที่ข้างนอกร้าน” พูดจบ ตฤณก็รีบเดินออกไปจากตรงนั้น ความรู้สึกที่มีก้อนอะไรแข็ง ๆ แล่นเข้ามาจุกที่คอหอย ทำให้เขาหวั่นไหวและอ่อนไหวไปหมด ยิ่งภาพของใครบางคนขึ้นมาทาบทับเข้ากับวิน เด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า มันทำให้ตฤณบอกกับตัวเองว่า เขาต้องเดินออกไปจากตรงนั้น

วินเดินตามออกมาที่ด้านหน้าร้าน ตฤณถามถึงหนังสือที่วินต้องการ แต่เด็กหนุ่มบบอกว่า เอาไว้เขาจะกลับมาดูอีกครั้งในวันหลัง ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง บอกว่า เขามีอีกที่ที่อยากจะไป ตฤณพยักหน้า คิดว่ามีนคงจะเป็นการดี ที่จะได้ไปที่อื่น ไปในที่ที่ไม่มีอะไรกระตุ้นเตือนความทรงจำที่เคยมีในครั้งก่อน กับใครบางคนที่ไม่เคยลบเลือนออกไปจากใจ

แต่แล้ว ตฤณก็ต้องหยุดก้าวเท้า เขาชะงักจนแทบจะสะดุดเท้าของตัวเอง เมื่อเห็นว่าวินกำลังจะพาเขาไปที่ไหน วินหันมามองตฤณที่หยุดยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น เด็กหน่ามเอ่ยปากเรียกอีกฝ่ายให้เดินตามเข้าไป ตฤณส่ายหน้า และหันหลังกลับ ทำท่าจะเดินหนี วินรีบสาวเท้าเข้าไปดักหน้าตฤณไว้ได้ทัน

“คุณพาผมมาที่นี่ทำไม” ตฤณถาม เมื่อวินคว้าแขนของเขาเอาไว้ได้ทัน เมื่อเห็นตฤณทำท่าจะวิ่งหนี “ตฤณจะหนีวินทำไม” เสียงพูดนั้นฟังดูน้อยใจมากกว่าที่จะขุ่นใจ “เข้าไปด้านในด้วยกัน” วินพูดกึ่งบังคับ ก่อนจะใช้แขนทั้งสองกึ่งโอบกึ่งช้อนเอวของอีกฝ่ายให้เดินตาม ตฤณขยับขืนตัว ส่ายหน้าบอกกับวินว่า เขาจะไม่เข้าไปในนั้น

“ช่วยพาผมออกไปจากที่นี่ ได้โปรด ผมขอร้อง” วินเห็นตฤณทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ หยาดน้ำใส ๆ เอ่อท้นขึ้นที่ขอบตาทั้งสอง วินรู้สึกตกใจเช่นกัน ที่ได้เห็นแบบนั้น และยิ่งทำนองของเพลงฮิตสมัยเก้าศูนย์เพลงนั้นดังขึ้นจากลำโพงด้านหน้าร้านคาราโอเกะด้วยแล้ว วินรับรู้ได้ทันทีถึงความรู้สึกเสียใจ เศร้าใจ และความเจ็บปวดที่แสดงออกมาจากสีหน้าและแววตาของตฤณ

************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=RJvsn8WFKmM


ทุกทุกสิ่งนั้นเปลี่ยนไป

Everything seemed to change

เมื่อตอนลืมตาขึ้นมา และมองท้องฟ้าในตอนไหน

I opened my eyes today and saw the sky up there

เหงาเหลือเกินเมื่อเธอจากไป

I am so lonely since the day you were gone

เหม่อมองพระจันทร์ทุกคืน ฉันคิดถึงเธอเกินทนไหว

Seeing the moon each night, it makes me miss you so desperately


โอ้ว บางครั้งที่ใจอ่อนไหว

Oh, dear, my heart feels empty

น้ำตายิ่งบีบยิ่งคั้น

Tears endlessly pain me

ร้องออกมาเท่าไหร่ เธอรู้มั้ย

How long those nights last, don’t you know?


แต่ละคืนที่มองไม่เห็นใคร

No one’s home at night

อดทนไว้หัวใจยังสั่น

My heart’s shaking yet holding up

แต่ละวันเดือนปีที่หมุนไป

Months turned to years and so on

เธอรู้มั้ยว่าใครคิดถึงเธอ

And that doesn’t change me, I miss you so

ตรงนี้ไม่มีเธอแล้ว

Though I don’t have you here

แต่ย้ำ ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม

But it’s still the same as usual

ฉันคิดถึงเธอเหลือเกิน

I do miss you dearly


เพราะโอกาสที่เราเจอกัน

The chance we both will meet

แค่เพียงในยามค่ำคืน เวลาฉันนอนหลับตาฝัน

Is in the night when I am away dreaming

ทุกทุกสิ่ง ที่เราผูกพัน

Everything that has been bonding us

และฉันยังภาวนาเพื่อขอให้เธออยู่ตรงนั้น

That’s what I’m praying to have you with me right here


โอ้ว บางครั้งที่ใจอ่อนไหว

Oh, dear, my heart feels empty

น้ำตายิ่งบีบยิ่งคั้น

Tears endlessly pain me

ร้องออกมาเท่าไหร่ เธอรู้มั้ย

How long those nights last, don’t you know?


แต่ละคืนที่มองไม่เห็นใคร

No one’s home at night

อดทนไว้หัวใจยังสั่น

My heart’s shaking yet holding up

แต่ละวันเดือนปีที่หมุนไป

Months turned to years and so on

เธอรู้มั้ยว่าใครคิดถึงเธอ

And that doesn’t change me, I miss you so

ตรงนี้ไม่มีเธอแล้ว

Though I don’t have you here

แต่ย้ำ ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม

But it’s still the same as usual

ฉันคิดถึงเธอ

I do miss you


แต่ละคืนที่มองไม่เห็นใคร

Each night, I have no one to spend it with

อดทนไว้หัวใจยังสั่น

Be patient though my heart aches

แต่ละวันเดือนปีที่หมุนไป

Months and then years that went by

เธอรู้มั้ยว่าใครคิดถึงเธอ

Do you know who misses you still?

ตรงนี้ไม่มีเธอแล้ว

No, you’re no longer here anymore

แต่ย้ำ ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม

Yet it still screams at me that I don’t change

ฉันคิดถึงเธอเหลือเกิน

I miss you so so much


เธอจะรู้บ้างมั้ย บ้างมั้ย บ้างมั้ย

Do you know this? Don’t you? Will you?

ฉันคิดถึงเธอเหลือเกิน

I miss you with my whole heart

ฉันคิดถึงเธอเหลือเกิน

I miss you so much, boy

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0

ออฟไลน์ evanescence_69

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 193
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-3
ใครเป็นใครในแต่ละพาร์ทอ่ะ

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๑๒. คิดถึงจึงมาหา



2545

2002



“คุณอดทนเอาไว้นะ หมอ ลูกผมจะคลอดอยู่แล้ว ทำไมหมอยังดูใจเย็นอยู่ได้” ชายผู้ที่กำลังจะได้เป็นพ่อคน รอคอยการกำเนิดของลูกคนแรกของตัวเองและภรรยา ถามคุณหมอที่อยู่ในห้องคลอดด้วยกัน ด้วยน้ำเสียงที่ทั้งเป็นกังวลและหวาดหวั่นอยู่ในที นายแพทย์ผู้รับหน้าที่ทำคลอดให้กับภรรยาของเขา ถึงกับต้องโบกมือให้เขาใจเย็น ๆ ไว้ก่อน

“รอให้ช่องคลอดของคุณแม่ขยายให้ถึงสี่ถึงหน้านิ้วก่อนนะครับ คุณพ่อใจเย็น ๆ ก่อน และคุณแม่อย่าเพิ่งเบ่งคลอดนะครับ เดี๋ยวพอถึงเวลา หมอจะให้จังหวะ แล้วตอนนั้น คุณแม่ค่อยเบ่งให้สุดแรงเลยนะครับ” คำอธิบายของคุณหมอ ยังไงก็ไม่สามารถทำให้เหงื่อเม็ดเป้งที่ไหลซึมออกมาบนหน้าผากว่าที่คุณพ่อให้แห้งหายไปได้

“ฉันเจ็บจะแย่อยู่แล้วหมอ หมอยังจะบอกให้รออยู่อีกหรือ แล้วหมอจะเปิดเพลงอะไรของหมอ ถ้าจะเปิดเบา ๆ งุ้งงิ้ง ๆ แบบนี้ หมออย่าเปิดเลยดีกว่า” เสียงของว่าที่คุณแม่คนใหม่ ที่เริ่มจะไม่ทนกับความเจ็บปวดจนเกินจะทนนี้แล้ว เริ่มหันมาแว้ดใส่นายแพทย์ประจำเคสคลอดธรรมชาติ

“ใจเย็น ๆ ครับคุณแม่ เพลงนี้กำลังดังเลย คุณแม่เคยได้ยินชื่อนักร้องคนนี้มั้ยครับ ปาล์มมี่ ถ้างั้นเดี๋ยวผมจะให้พยาบาลเปิดเพลงนี้ดัง ๆ แล้วถ้าคุณแม่อยากจะร้องดัง ๆ ก็ร้องดัง ๆ ปล่อยออกมาให้เต็มที่เลยนะครับ” คุณหมอบอกกับว่าที่คุณแม่ “เอาล่ะช่องคลอดของคุณแม่ขยายได้ห้านิ้วแล้ว แต่หมอจะตัดฝีเย็บเพิ่ม พอหมอให้สัญญาณคุณแม่ก็เบ่งเลยนะครับ คุณพ่อด้วย ช่วยคุณแม่เบ่งนะครับ พร้อมนะ” เสียงเพลงจากวิทยุเปิดเร่งโวลุ่มดังขึ้น พร้อมกับการกรีดร้องที่ดังที่สุดของชีวิตจากทั้งว่าที่คุณพ่อคุณแม่คู่นี้ รวมถึงชีวิตใหม่ของเด็กผู้ชายคนนี้ที่ลืมตาขึ้นมาดูโลก

“เด็กสมบูรณ์แข็งแรงดีนะคะ ดีใจด้วยนะคะ คุณพ่อคุณแม่” เสียงพยาบาลร้องบอก ก่อนจะนำเด็กชายแรกเกิดมาวางไว้ที่หน้าอกของผู้เป็นแม่ สองสามีภรรยาก้มลงมอง จูบหอมเด็กน้อยด้วยความรัก “มีปานแดงเล็ก ๆ ที่หัวไหล่ด้วยนะคะ” สองสามีภรรยาสบตากัน นึกถึงคำพูดของหลวงพ่อ ที่เคยพูดกับพวกเขาไว้ ว่าหากว่าเด็กที่ขอพรจากองค์พระไป เกิดมาพร้อมกับตำหนิ นั่นก็หมายความว่า เรื่องราวเดิม ได้ติดตามเด็กน้อยคนนี้มาด้วย



2550

2007



“ปลายปีนี้เราจะไปเที่ยวที่ไหนกันดีคุณ” เสียงนายหญิงถามผู้เป็นสามี ขณะที่คุณแม่บ้านกำลังตั้งโต๊ะอาหารมื้อเย็น “จะอยู่ที่ไทยนี่ หรือว่าจะไปแถวยุโรปกันดี” คำถามนั้นทำให้นายใหญ่เงยหน้าขึ้นจากหนังสือพิมพ์ในมือ “ไปสวิตเซอร์แลนด์ก็ดีนะ” ผู้เป็นสามีพูดขึ้น ก่อนจะมองไปที่เด็กชายตัวน้อยที่กำลังจะอายุครบห้าขวบในปีนี้ ที่กำลังไถรถแข่งในมมือเล่นอยู่ที่พรมราคาแพงระยับ

“วินเริ่มโตพอที่จะเดินทางไกล ๆ ได้แล้ว ปกติก็ไม่ค่อยงอแงเท่าไร่ นวลตักข้าวให้คุณท่านเลย” เสียงนายหญิงพูดบอกคุณหัวหน้าแม่บ้าน “ก็ให้นวลไปช่วยดูด้วยก็ได้ ได้มั้ยล่ะ ฮึ” นายใหญ่ที่เป็นคุณท่านของบ้านถามกับแม่บ้านผู้รู้ใจนายหญิงที่สุด “นวลก็ยังไม่เคยไปยุรงยุโรปอะไรกับเขาเลยสักครั้ง ถ้าคุณท่านจะกรุณา” นายหญิงหันไปบีบแขนคุณแม่บ้าน ก่อนจะยิ้มเป็นเชิงรับรองและอนุญาต ว่าให้ไปช่วยเธอดูแลนายน้อยวินด้วยกัน

“วันเกิดคุณวินก็ปลายปี ดีเสียอีกนะคะ คุณวินน่าจะชอบ” คุณแม่บ้านนวลที่ช่วยเลี้ยงนายน้อยของตระกูลนี้มาเห็นดีเห็นงามด้วย “งั้นก็ยื่นวีซ่าแต่เนิ่น ๆ เวลาหนึ่งเดือน ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร วินเดี๋ยวค่อยเล่นต่อ มากินข้าวก่อนลูก” เสียงผู้เป็นภรรยาเจ้าของคฤหาสน์หลังนี้เอ่ยเรียกลูกชายคนเดียวของตน ก่อนจะต้องลุกขึ้นไปเดินมองหา เมื่อไม่เห็นว่าเด็กชายนั่งเล่นอยู่ตรงนั้นแล้ว

สองสามีภรรยาร้อนรน รีบเดินตามหาพร้อมเรียกชื่อบุตรชายของตัวเองไปด้วย ก่อนที่นายท่านและนายหญิงของบ้าน จะหันมามองหน้ากัน เมื่อได้ยินเสียงเพลงดังออกมาจากทางหน้าบ้าน ทั้งสองคนสามีภรรยา จึงเดินออกไปดู ก่อนจะเห็นคนขับรถยืนอยู่ข้าง ๆ ตัวรถ ที่ประตูด้านข้างคนขับเปิดอ้าเอาไว้อยู่

“ผมกำลังจะเอารถไปล้าง แต่นายน้อยเดินขึ้นมานั่งเสียก่อน ผมก็เลย” นายท่านพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะเดินเข้าไปหาบุตรชาย ที่กำลังกดเปิดเพลงเดิมขึ้นฟังอยู่แบบนั้น “วิน ทำอะไรลูก” นายใหญ่ของคฤหาสน์หลังงาม ถามลูกชายคนเดียวของเขา ที่จ้องไปที่หน้าจอแอลซีดีภายในรถ ก่อนจะกดเล่นเพลงเดิมนั้นซ้ำอีก

“เฝ้าแต่คิดถึง ได้แต่คิดถึงสิ่งที่สองเราเคยมี เฝ้าแต่คิดถึง ได้แต่คิดถึง นึกทีไรก็ยิ้มทุกที มีแต่คิดถึง มีแต่คิดถึง อยากให้เธอได้อยู่ตรงนี้ คิดถึงเธอ คิดถึงเธอ” เสียงร้องนั้นดังออกไปจนทั่วบริเวณ “ชอบเพลงนี้หรือลูก วิน” ผู้เป็นพ่อถามบุตรชาย ก่อนที่เด็กชายจะหันมาพยักหน้าแทนคำตอบ “คิดถึง สัญญาแล้ว ต้องเป็นสัญญา” สองสามีภรรยามองหน้ากันอีกครั้ง ที่ได้ยินลูกชายคนเดียวของพวกเขาพูดแบบนั้น



2561

2018



“เฮ้ยกูปวดท้อง กูไม่ไหวแล้วจริง ๆ กูไปก่อนล่ะ ไม่ทันแล้วกู ไม่ทันแล้ว” เสียงนักร้องนำของวง ที่เมื่อวานตอนเย็น ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า วันนี้เป็นวันงานโรงเรียน ที่ตัวเองต้องขึ้นแสดง แต่ก็ยังจะไปร่วมปาร์ตี้ส้มตำจนเต็มคราบ ซึ่งก็ออกอาการตั้งแต่เมื่อคืน ล่วงเลยมาจนถึงตอนนี้ นี่ยังดีที่ไม่ถึงกับล้มพังพาบไป ยังมีเรี่ยวแรงเดินเหิน ทั้ง ๆ ที่เทียวไปเทียวมาห้องน้ำอยู่ไม่ขาด

“เอาไงล่ะทีนี้ แล้วใครจะมาเป็นคนร้องนำวะ” เพื่อนในวงพากันเซ็ง เมื่อนักร้องนำของวงทำท่าว่าจะทำให้งานคราวนี้ล่มเสียแล้ว “ไอ้วินไง” ใครคนหนึ่งนึกขึ้นได้ รีบตะโกนบอกเพื่อนด้วยความหวัง “ไอ้วินนั่นแหละเหมาะที่สุด” เพื่อนอีกคนก็เห็นด้วยเช่นกัน ก่อนที่ใครอีกคนจะรีบกดมือถือ ถามว่าตอนนี้วินอยู่ที่ไหน แล้วพากันรีบวิ่งไปหา

“แต่กูไม่เคยซ้อมกับวงเลย” วินออกตัว เพราะเขารับหน้าที่ในส่วนอื่นให้กับงานโรงเรียน ไม่ได้คิดว่าจะขึ้นเวทีร้องเพลงให้คนทั้งโรงเรียนฟังแต่อย่างใด “แต่มึงน่ะเหมาะสมที่สุดแล้ว ไอ้วิน ช่วยพวกกูหน่อย” เสียงกึ่งบังคับกึ่งขอร้อง กับเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานในตอนนี้ ที่ทั้งวงกำลังต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

“ใช่ มึงน่ะชอบอะไรที่มันยุคเก้าศูนย์แบบนี้อยู่แล้วไม่ใช่หรือไง เพลงนี้ นักร้องก็ยุคเดียวกันกับที่มึงชอบ” เพื่อนอีกคนรีบแจกแจงเหตุผล “เออ จริงนะ มึงก็ชอบเพลงแนวนี้อยู่แล้ว” เพื่อนคนที่เป็นต้นคิดให้วินมาเป็นนักร้องนำช่วยชีวิตวงของพวกเขาไว้ พูดเสริมขึ้น “กูว่า ไอ้วินแม่งน่าจะไม่ใช่แค่ชอบอะไร ๆ ในยุคนั้นนะเว้ย แม่งอาจจะหลุดมาจากยุคนั้นเลยก็ได้ แบบวิน รีบอร์น กำเนิดใหม่ไดโนวินเลยนะเว้ย” เพื่อน ๆ ทุกคนตรงนั้นทีได้ยิน ถึงกับพากันหัวเราะแล้วเฮกันลั่น

“คนที่ฉันนั้นมองอยู่ทุกทุกวันน่ะใช่รึเปล่า คนที่ฉันนั้นคุยอยู่ทุกทุกวันน่ะใช่รึเปล่า คนที่ยิ้มให้กันอยู่ทุกทุกวันน่ะใช่รึเปล่า คนที่รักฉันอยู่ไหน คนที่เค้าต้องการให้ฉันเข้าใจอยู่นี่รึเปล่า คนที่เค้าต้องการให้คิดถึงกันอยู่นี่รึเปล่า คนที่เค้าต้องการให้ฉันรักจริงอยู่นี่รึเปล่า เป็นผู้ต้องหาต่อไป”

วินเด็กหนุ่มในวัยสิบหกปี ขึ้นเวทีสนุกสนานไปกับเพื่อน ๆ และเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมาก ที่ทำให้งานโรงเรียนในครั้งนี้ ไม่ล่มอย่างที่กลัวกัน เพื่อนคนที่ท้องไส้ปั่นป่วน เข้ามาขอบคุณวินที่ช่วยเหลือวงเอาไว้ในครั้งนี้ วินเองก็คิดว่าเขาตัดสินใจถูก ในขณะที่เขากำลังร้องเพลงนี้อยู่บนเวที ใบหน้าของใครคนนั้น ที่เขาเห็นในฝัน ก็ลอยเข้ามาให้เขาเห็นในห้วงคำนึงอยู่ไม่ได้ขาด



2565

2022



“เรากินมื้อกลางวันกันก่อนนะครับ วินหิวแล้ว ตฤณหิวมั้ย” วินชวนอีกฝ่ายคุย เพราะตั้งแต่ทั้งสองคนมานั่งที่โต๊ะในร้านอาหารที่วินได้จองไว้ โดยพื้นที่บริเวณสวนด้านนอกทั้งหมด ทางร้านจะปิดให้บริการแก่ลูกค้าคนอื่น จนกว่าวินและตฤณจะทานอาหารเสร็จ จะมีแค่เพียงเขาทั้งสองคนที่กันพื้นที่เอาไว้เป็นการส่วนตัว

“วินเลือกอาหารไว้แล้วบางส่วน แต่ถ้าตฤณอยากจะกินอะไรเพิ่ม สั่งได้เลยนะ” วินยิ้มให้กับอีกฝ่าย พนักงานวางเมนูอาหารไว้ให้กับตฤณ “ผมไม่ได้อยากจะกินอะไรเป็นพิเศษ คุณสั่งเอาไว้แล้ว ตามนั้นก็แล้วกัน” ตฤณตอบกลับเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ทางด้านขวามมือของตัวเองไป วินเลยหันไปบอกกับพนักงานให้จัดอาหารมาเท่าที่เขาสั่งไว้ล่วงหน้าก่อน

“ร้านนี้วินมากินหลายครั้งแล้ว อาหารอร่อยหลายอย่าง วันหลังเราก็มากินด้วยกันบ่อย ๆ” วินพูดด้วยท่าทางที่อยากจะชวนอีกฝ่ายคุยด้วย ตฤณมองท่าทางของวินที่แสดงออกแบบนั้น “เมนูเนื้อของที่นี่ก็เด็ดหลายอย่าง” อาหารที่วินได้สั่งไว้ พนักงานได้นนำมาวางจนเต็มโต๊ะ การพูดการจาของวิน ทำให้ตฤณสะกิดใจอยู่ไม่น้อย

“เอามาตัดเป็นชิ้นพอคำแบบนี้” ตฤณมองดูวิน ใช้มีดหั่นเนื้อเกรดพิเศษ ก่อนจะตักเอามาวางไว้ในจานของตฤณ “จะให้ดีนะ ต้องราดซอสแจ่วชุ่ม ๆ แต่เสียดาย ที่นี่เขาเสิร์ฟแบบฝรั่ง” ตฤณกะพริบตาถี่ ๆ พยายามไล่เรียงความคิด ว่าลักษณะการพูด การกินอาหารแบบนี้ เหมือนใครบางคนที่เขาเคยรู้จัก

“ลองกินนี่ด้วยนะตฤณ” เจ้าของชื่อมองดูวินที่กำลังตักเส้นสปาเกตตีมาจัดไว้ในจานเล็ก ม้วนเส้นให้มีขนาดพอดีคำ “วางแฮมลงไปด้านบน โปะด้วยเบคอนกรอบ ๆ” ตฤณรู้สึกตัวชา มือไม้ของเขารู้สึกสั่นเทิ้ม ใจของตฤณเต้นรัวเร็ว “พริกแห้งนี่ถึงมันจะเผ็ดไปหน่อย แต่มันช่วยเรื่องความเลี่ยน” ตฤณขยับริมฝีปากพูดประโยคเดียวกันกับวิน ตั้งแต่คำแรกจนคำสุดท้ายได้พอดี ถูกต้องทุกคำ

“กินเยอะ ๆ นะตฤณ หรือจะให้วินป้อน” วินพูด ก่อนจะยกแก้วน้ำเย็นขึ้นดื่ม ตฤณมองตามทุกอิริยาบถของเด็กหนุ่ม วินวางแก้วน้ำลง ตฤณมองตามมือของวินที่วางแก้วนั้น ก่อนจะเลื่อนสายตากลับไปที่ริมฝีปากของวิน ที่กำลังขยับก้อนน้ำแข็งที่เอาเข้าปากไปด้วย ตอนที่ยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม ก่อนที่ก้อนแข็ง ๆ อะไรบางอย่างจะแล่นเข้ามาจุกที่คอหอยของตฤณ

ตฤณแทบไม่เชื่อสายตาของตัวเอง มองวินที่กำลังเคี้ยวน้ำแข็งแบบนั้น มีใครคนหนึ่งที่ชอบเคี้ยวน้ำแข็งเล่นแบบนี้ แถมลักษณะการเคี้ยวนั้นยิ่งทำให้ตฤณจุกอยู่ในอก วินมองตรงมาที่ตฤณ เมื่อเห็นอีกฝ่ายยื่นมือเข้ามาใกล้ ตฤณทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ เขาแตะปลายนิ้วลงบนริมฝีปากของวิน ที่ขยับเคี้ยวน้ำแข็งช้าลง จนหยุดในที่สุด

ตฤณรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะสำลักอากาศ ราวกับว่าอากาศไม่พอที่จะหายใจ เมื่อวินจุมพิตเบา ๆ เข้าที่ปลายนิ้วของตฤณ ก่อนจะหลับตา แล้วเลื่อนจมูกหอมไปที่ปลายนิ้วมือของตฤณ ที่เจ้าของมือรู้สึกสะท้านไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย จนทำให้วินรู้สึกได้ เด็กหนุ่มลืมตาขึ้นมองไปที่อีกฝ่าย ตฤณมีน้ำตารื้นขึ้นขอบตาทั้งสองข้าง เมื่อมองเห็นสายตาที่แสดงความโหยหา ออกมาจากแววตาของวินแบบนั้น

“ตฤณเคยคิดถึงใครสักคน มากจนมันปวดไปทั้งใจมั้ย” ตฤณมองเด็กหนุ่มดึงมือของเขาไปแนบเข้ากับแก้ม ความอบอุ่นที่มันเลือนหายไปจากใจเป็นเวลานานนับปี ตฤณกลับรู้สึกได้ว่า มันกำลังแผ่ซ่านออกมาจากแก้มของวิน ที่ทั้งนำเสียง แววตา และคำถามของวินประโยคนั้น มันทำให้ตฤณสั่นไปทั้งหัวใจ

**********************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=2kh-re0Wass



คงจะจริงที่วันเวลา

May be true that date and time

มันจะพาอะไรให้เปลี่ยน

Will change every single thing

เป็นเรื่องธรรมดาที่ใครก็เข้าใจ

It’s nothing new for us to understand


ใจของคนก็คงเหมือนกัน

Like our hearts, won’t be any different

เพียงไม่นานก็เปลี่ยนผันไป

Doesn’t take long to utterly change

แต่อาจไม่ใช่สำหรับฉัน

But that may not apply to me

ที่ยังคงทำอะไรเดิมเดิมอย่างนั้น

‘Cause I still do things exactly the same

แค่เพราะฉันไม่ชอบเปลี่ยนแปลง

None of alterations I do

ไม่ใช่ยังรักใคร

Not that I’m still in love


ตรงนี้ไม่มีใครคิดถึงเธอ

No one here is still thinking of you

เป็นแค่เพียงบางครั้งยังไม่ชินเท่าไร

Just sometimes I slip, unfortunately

คงเพราะวันเหล่านั้นสวยงามเกินไป

Maybe the old days were too ravishing

จนฉันเองก็ไม่เข้าใจ เพราะอะไรต้องลืม

It’s beyond my imagination as to why to forget the whole thing


ฉันแค่รู้สึกดีที่ได้นึกถึงมัน

I am feeling good remembering it

คงไม่ผิดถ้าเก็บไปฝันบางคืน

Would it be bad for me to dream it in some nights?

ไม่ต้องคิดมากมาย

Don’t you worry about that

ไม่มีใครเขาคิดถึงเธอ

No one seemingly think of you


ขอเถอะเธออย่าโทษฉันเลย

Please, dear, don’t you blame me for

ที่ไม่เคยจะลืมทุกอย่าง

That I can’t literally throw everything away

คงสักวันที่มันจะจางหายไป

It might be one day, they would disappear


ที่ยังทำอะไรเดิมเดิมอย่างนั้น

‘Cause I still do things exactly the same

แค่เพราะฉันไม่ชอบเปลี่ยนแปลง

None of alterations I do

ไม่ใช่ยังรักใคร

Not that I’m still in love


ตรงนี้ไม่มีใครคิดถึงเธอ

No one here is still thinking of you

เป็นแค่เพียงบางครั้งยังไม่ชินเท่าไร

Just sometimes I slip, unfortunately

คงเพราะวันเหล่านั้นสวยงามเกินไป

Maybe the old days were too ravishing

จนฉันเองก็ไม่เข้าใจ เพราะอะไรต้องลืม

It’s beyond my imagination as to why to forget the whole thing


ฉันแค่รู้สึกดีที่ได้นึกถึงมัน

I am feeling good remembering it

คงไม่ผิดถ้าเก็บไปฝันบางคืน

Would it be bad for me to dream it in some nights?

ไม่ต้องคิดมากมาย

Don’t you worry about that

ไม่มีใครเขาคิดถึงเธอ

No one seemingly think of you


ตรงนี้ไม่มีใครคิดถึงเธอ

Shouldn’t someone still miss you over here

เป็นแค่เพียงบางครั้งยังไม่ชินเท่าไร

It may be some chance ‘cause I’m still not used to it

คงเพราะวันเหล่านั้นสวยงามเกินไป

Those old times were too precious and priceless

จนฉันเองก็ไม่เข้าใจ เพราะอะไรต้องลืม

That makes me to not comprehend the reason to forget


ฉันแค่รู้สึกดีที่ได้นึกถึงมัน

I’m feeling alive thinking about it

คงไม่ผิดถ้าเก็บไปฝันทุกคืน

Would I be so wrong to dream of you every night?

ไม่ต้องคิดมากมาย

Please be trouble – free

ไม่มีใครเขาคิดถึงเธอ

No one here fantasizes about you


คิดถึงเธอ

I’ve been longing for you so

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๑๓. อยู่ด้วยคิดถึง



2565

2022



ดีนเปิดประตูรถตู้ก่อนจะก้าวลงมายืนบิดตัวไปมา เพื่อไล่ความเมื่อยขบ โดยมีพ่อของเขาก้าวตามลงมา ผู้เป็นบิดามองลูกชายแล้วต้องส่ายหน้าให้ ดีนหาวหวอด ๆ ก่อนจะเดินเข้าไปในบ้าน โดยมีน้องสาวและผู้เป็นแม่เดินตามเข้าไป ขณะที่พ่อของดีน ยืนสั่งงานคนขับรถต่ออีกเล็กน้อย จึงค่อยเดินตามไปเป็นคนปิดท้าย

ดีนล้มตัวลงนอนบนโซฟายาวในห้องรับแขก แม่บอกกับดีนว่า เย็นนี้จะต้องไปงานเลี้ยงกับผู้ใหญ่ในกระทรวง ดีนฟังนิ่ง ๆ ไม่ทำท่าหืออือใด ๆ ในใจรู้อยู่แล้ว ว่าแม่ต้องการอยากจะให้เขาไปพบเจอผู้หลักผู้ใหญ่ให้ได้มากที่สุด เมื่อเขาเองก็กำลังจะเรียนจบมหาวิทยาลัย แม่พูดจบก็เดินขึ้นไปชั้นบนกับน้องสาวของเขา ที่น้องของดีนดูจะตื่นเต้นและกระตือรือร้นที่จะไปงานเลี้ยงที่น่าเบื่อนี้มากกว่าเขาเสียอีก

“แกไปอาบน้ำแต่งตัวได้แล้วดีน เดี๋ยวแกต้องไปงานเลี้ยงกับแม่แก” พ่อที่เดินตามเข้าบ้านมา พูดกับลูกชายของตัวเองที่ยังเห็นนอนเอกเขนกอยู่บนโซฟาห้องรับแขก “ฉันรู้ว่าแกไม่อยากไป แต่มันถึงกับจะทำให้แกลำบากขนาดนั้นเลยหรือ ถ้าแกจะทำอะไรเพื่อเอาใจแม่แกสักหน่อย” ดีนเลื่อนตัวขึ้นนั่งจากท่านอน ก่อนจะพูดกับตัวเองว่า เขามักจะต้องทำอะไรเอาใจคนอื่นอยู่เสมอ ๆ มานานเท่าไหร่แล้ว

“ฉันดีใจนะ ที่แกไปวัดกับฉันในวันนี้” เหมือนว่าผู้เป็นพ่อเองก็พอจะเดาความรู้สึกของลูกชายตัวเองได้ไม่ยากนัก “แกเอาใจฉันไปแล้ว ก็เอาใจแม่แกอีกสักคน ไหวมั้ย” ดีนสบตากับพ่อของเขา ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ แทนคำตอบ แม้ว่าสายตาของเขาจะเต็มไปด้วยความเบื่อหน่ายที่จะต้องไปยืนแกร่วในงานแบบนี้

“เออ พ่อเห็นแกไปนั่งกับเด็กคนนั้น ลูกเต้าเหล่าใครกัน เพื่อนแกหรือ” พ่อของดีนที่กำลังจะเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน นึกขึ้นได้ จึงหันมาถามกับลูกชาย ดีนตอบรับคำเบา ๆ “ครับ” พ่อของเด็กหนุ่มนึกประหลาดใจ ที่ดีนดูจะปุบปับดูสดใส สดชื่นขึ้น เมื่อได้ยินพ่อเอ่ยถึงเด็กหนุ่มคนนั้น “เพื่อนที่มหาวิทยาลัยน่ะครับ ชื่อปัน เทปปัน” ดีนไม่รู้สึกท้วงตัวเองเหมือนครั้งก่อน ๆ กลับพูดบอกพ่อของเขา แนะนำชื่ออีกฝ่ายกับพ่อของตัวเองเสร็จสรรพ

“เห็นมั้ยล่ะ ไม่ใช่มีแต่คนแก่ ๆ รุ่นบุกเบิกอย่างที่แกค่อนขอดเสียที่ไหน” พ่อของดีนรีบชี้ให้ลูกชายเห็น “แถมดูท่าทางเพื่อนของแก คงจะไม่ช่างคัดช่างค้านพ่อแม่สักเท่าไหร่นักด้วย” ดีนหัวเราะเบา ๆ ออกมา รู้ทั้งรู้ว่าเพิ่งโดนพ่อว่าเข้าให้ แต่คราวนี้ เขากลับไม่รู้สึกเซ็งไปกับคำพูดตำหนิของพ่อที่ใช้ตำหนิเขา เหมือนอย่างทุกครั้ง แต่กลับรู้สึกดีใจที่ความบังเอิญในวันนี้ รวมกับการตัดสินใจตัดปัญหาของเขา ยอมไปวัดกับพ่อ ทำให้ได้เจอและได้ใช้เวลากับเทปปันทั้งวัน

เทปปันก้มลงกราบแม่ชี ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับท่าน ที่มองเทปปันอยู่ก่อนแล้วด้วยสายตาที่อ่อนโยน เทปปันตั้งใจเข้ามากราบแม่ชี ก่อนที่จะขอตัวลากลับบ้านก่อน หลังจากที่อยู่ช่วยพี่ ๆ ทีมครัว เป็นลูกมือล้างจานชามที่ใช้ใส่อาหารในโรงทาน เลี้ยงแขกเหรื่อและผู้ที่เข้ามาร่วมในงานพิธีวันนี้

“แม่ชีสบายดีนะครับ” ถึงแม้ว่า สถานภาพของแม่ชีจะเปลี่ยนไปเป็นผู้ทรงศีล แต่สายใยที่มีทั้งความรักและความผูกพันระหว่างกัน ก็ยังคงอยู่ และไม่อาจจะตัดรอนลงไปได้ง่าย ๆ “แม่สบายดี ปันไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะ” น้ำเสียงที่แสดงถึงความมีเมตตาบวกกับท่าทางที่นิ่งสงบของแม่ชี ทำให้เทปปันนั้นพลอยสบายใจไปด้วย

“ปันจะบอกให้แม่ชีทราบด้วยว่า ช่วงนี้หลังเลิกเรียน ปันอาจจะไม่ได้มาเยี่ยมแม่ชีเหมือนทุกครั้ง เผอิญว่า ปันต้องไปช่วยกิจกรรมของทางมหาวิทยาลัยครับ” ปันเองบอกไปแบบนั้น ก็คิดกังวลอยู่ในใจว่า การที่ไม่บอกออกไปตรง ๆ กับแม่ชี ว่าตัวเองต้องไปซ้อมละครเวที ซึ่งตัวเองนั้นแสดงเป็นตัวนายเอกของเรื่อง และอีกคนนั้น นั่นก็คือพระเอกที่ต้องเล่นคู่กัน ซึ่งมันจะถือว่าเป็นความผิดมั้ย เพราะใจก็เกรงว่าจะทำให้แม่ชีไม่สบายใจ

“กับพ่อหนุ่มที่นั่งคู่กันวันน่ะหรือ” ปันได้ยินแม่ชีพูดแบบนั้น ก็ไม่รู้จะตอบออกไปอย่างไรดี “เพื่อนที่มหาวิทยาลัยใช่มั้ย มีคนสนิทกับเขาแล้วหรือ” แม่ชีถามต่อ ปันยิ้มแห้ง ๆ ก่อนตอบออกไปว่า “ใช่ครับ เป็นรุ่นพี่ปีสี่” แม่ชีพยักหน้ารับทราบ “แม่ชีทราบโดยญาณ” เหมือนจะกึ่ง ๆ ถามออกไปแบบว่าแน่ใจอยู่แล้ว

“เปล่าหรอกลูก” แม่ชีตอบปฏิเสธ “ไม่ต้องใช้ญาณจิตใด ๆ เห็น ก็พอจะบอกได้ ว่าเขาอยากจะใกล้ชิดสนิทสนมด้วยกันกับปัน” แม่ชีบอกกับเทปปัน มองเห็นใบหน้าของลูกชาย ที่แก้มขึ้นสีแดงระเรื่อ “เมื่อบุญให้ผล จะมีคนดี ๆ เข้ามาหาเราเอง” ด้วยความที่แม่ชีนั้น ตัดสินใจละทางโลก ท่านจึงรู้สึกเบาใจ หากว่าเทปปันจะแวดล้อมไปด้วยลักษณะทางสังคมที่ดี และนั่นรวมถึงคนดี ๆ ที่อยู่ใกล้ชิดในชีวิตด้วย

“เราไม่ได้สนิทอะไรกันมากขนาดนั้นหรอกครับแม่ชี” เทปปันรีบบอกแม่ชีออกไป โดยที่พูดออกไปแบบนั้น แต่กลับไม่กล้าสบตากับแม่ชีตรง ๆ “ศีลเป็นเครื่องหอมทางใจที่เสมอกัน เมื่อคนมีการงดเว้นข้อประพฤติผิดแบบเดียวกัน ใจสองใจนั้นจึงจะไปด้วยกันได้” เทปปันฟังแม่ชีสอน ก็กระหวัดใจถึงดีน คนที่ชอบพูดจาเย้าแหย่ ชอบพูดแกล้งนั่นแกล้งนี้ไม่มีหยุดคนนั้น

“อย่างน้อย ก็พอจะดูแล้วว่า พ่อหนุ่มคนนั้นดูมีศรัทธาไปในทางเดียวกัน ยอมละความสุขส่วนตัว สละเวลามานั่งจำกัดตัวเองอยู่ในกรอบ ตามผู้ใหญ่มาอยู่ในวัดในวา” ดั่งคำที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสแสดงเอาไว้ถึงคำว่า 'คู่บุญ' ที่จะมีความเหมือนกันเอาไว้อยู่สี่ประการ และสองในสี่ประการนั้น ก็ดูจะเข้ากันกับทั้งดีนและเทปปันในวันนี้ และนั่นก็คือ มีศรัทธาเหมือนกันและมีศีลที่เป็นเครื่องหอมดึงดูดให้เข้าหากัน

เทปปันกราบลาแม่ชี ก่อนที่เวลาที่แม่ชีจะเริ่มสวดมนต์ทำวัตรเย็น ระหว่างทางที่กลับบ้าน เทปปันนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขาและดีนในวันนี้ มันแปลกอยู่ไม่ใช่น้อย ที่สิ่งนี้มันเกิดขึ้น เพราะคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญเป็นแน่ ที่เขาทั้งสองคน จะมาเจอกันที่วัดและนั่งอยู่ในพิธีด้วยกันตลอด จนเกิดอะไรบางอย่าง ที่ไม่รู้ว่าจะหาคำอธิบายดี ๆ แบบไหน มาพูดได้ และนั่นมันทำให้ทั้งเทปปันและดีน ต่างก็อยากที่จะหาคำตอบเพื่อไขความกระจ่างให้มากขึ้น

ดีนเดินตามแม่ของเขา ที่เพียรพาลูกชายเข้าไปสวัสดีผู้ใหญ่นายโตหลายต่อหลายคน ที่มางานเลี้ยงนี้ เธอให้ลูกชายได้ฝากเนื้อฝากตัว และหลายต่อหลายครั้ง ดีนก็ได้ยินแม่ฝากฝังเขาเอาไว้กับผู้หลักผู้ใหญ่ เผื่อเอาไว้ตอนที่เขาเรียนจบแล้ว โดยที่แม่พูดกับดีนว่า อย่างน้อยก็ให้ได้รู้จักหน้าค่าตาเอาไว้ก็ยังดี รู้จักคนเยอะ ก็มีโอกาสดึงตัวเรียกไปใช้งาน เรียกไปแทนคนอื่นที่ไม่พร้อม ได้มากกว่าคนอื่น

ดีนที่แม้จะรู้สึกอึดอัดอยู่ไม่น้อย ที่ต้องคอยปั้นหน้าคอยยิ้ม คอยตอบรับคำ กับบรรดาผู้มีหน้ามีตาในวงสังคม หรือผู้ที่สามารถกำหนดเรื่องราวต่าง ๆ ให้เป็นไปได้ โดยที่เขาเอง ก็ลอบมองเห็นความสุขที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของแม่เขาเอง ดีนจึงไม่ทำตัวขบถต่อธรรมเนียมปฏิบัติ ที่เขาคิดว่ามันไม่จำเป็นแล้วในสมัยนี้ แต่ทั้งพ่อและแม่ของเขาบอกเอาไว้ ว่าทำไปก็ไม่เสียหลาย

“หน่วยก้านดีนี่เรา มีแฟนหรือยังล่ะ” ว่าแล้วเชียว ดีนคิดกับตัวเอง นี่ถ้าเขาเสี่ยงโชคแล้วมันแม่นแบบนี้ ว่าจะต้องมีใครสักคนถามคำถามแบบนี้กับเขา “ยังครับ ผมรอเจอคนที่ถูกใจอยู่” ดีนตอบออกไป ใจคิดว่าอยากจะพูดจาร้าย ๆ ตอบกลับ แต่ก็รู้สึกสงสารแม่ หากว่าเขาจะต้องมาฉีกหน้าคนระดับอธิบดีต่อหน้าแม่ของเขา

“เข้าใจ ๆ ผู้ชายหล่อ ๆ แบบเรา ๆ ก็ต้องเลือกผู้หญิงสวย ๆ เป็นธรรมดา” ดีนได้ยินคนในวงสนทนาหัวเราะกันครืน เมื่อได้ยินประโยคแบบนั้น เขาเองไม่เห็นว่ามันจะตลกตรงไหน พลันก็คิดถึงใบหน้าของใครบางคน แล้วเกิดเผลอยิ้มขึ้นมาอย่างไม่ทันรู้ตัว “ไม่ใช่ว่า แอบมีใครแล้วไม่บอกแม่เขานะ ไอ้หนุ่ม” เสียงใครสักคนเอ่ยแซวเขา ดีนถึงกับเก็บอาการไม่อยู่ จนทุกคนหัวเราะและแซวเขาออกมา ว่าหูของดีนแดงก่ำไปหมดแล้ว

เทปปันเปิดกระปุกไอศกรีมที่สั่งซื้อผ่านแอพลิเคชันส่งอาหารมา เขากลับมาถึงที่ห้องนานแล้ว ช่วงนี้เขาเลือกที่จะมาอยู่ที่คอนโด เพราะว่ามันสะดวกที่จะไปกลับมหาวิทยาลัย หากว่าต้องซ้อมละครเวทีจนถึงค่ำ ส่วนบ้านหลังใหญ่หลังเดิมที่เขาอยู่กับพ่อและแม่มาตั้งแต่เกิด ก่อนที่ทุกอย่างในชีวิตของเขาจะเปลี่ยนไป เทปปันก็ให้คนงานที่เคยทำงานให้กับบ้านของเขามาก่อน ช่วยดูแลให้

เทปปันหันไปมองโทรศัพท์มือถือของเขา ที่เพิ่งส่งเสียงว่า มีคนส่งข้อความมาทางแอพสนทนา เทปปันตักไอศกรีมเข้าปากก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมาดู ที่หน้าจอขึ้นให้เห็นว่า เป็นใครไปไม่ได้เลย นอกจากนายตัวแสบที่คอยแต่จะยียวนกวนประสาทเขาไม่เลิก และเหมือนว่า ดีนจะเดาทางเทปปันถูก อีกหนึ่งข้อความที่ถูกส่งมาหาเทปปัน บอกว่า ถ้าเทปปันอ่านแต่ไม่ยอมตอบกลับ ดีนจะกวนอีกฝ่ายทั้งคืนแน่

“กำลังกินไอติม” ข้อความจากเทปปันถูกส่งกลับไป ดีนที่แอบหลบออกมาด้านนอกงานเลี้ยง หลุดยิ้มออกมาในทันที “กินด้วยคนสิ” ดีนรีบตอบกลับไป แล้วใจจดใจจ่อรอให้เทปปันตอบกลับมา “ไปซื้อเอง” อ่านแล้ว ดีนก็ต้องพ่นลมหายใจออกมาอย่างแรง “ทำไมใจร้ายจัง” ดีนเองก็ยังไม่เข้าใจ ว่าทำไมเขาถึงต้องหวังใจที่จะเห็นคำพูดดี ๆ ประโยคนุ่มนวลตอบกลับมาจากเทปปัน

เทปปันถึงกับเม้มปากเข้าหากัน เมื่ออ่านข้อความล่าสุดของดีน ที่ว่าเขาเป็นคนใจร้าย อะไรกัน เทปปันดุตัวเอง อยู่ ๆ จะไปนึกสงสาร รู้สึกผิดทำไมกับคนแบบนี้กัน ยังไม่ทันที่เทปปันจะตกลงกับตัวเองยังไม่ได้เลย ถึงเรื่องที่ว่า ควรจะพูดกับดีนให้ดีกว่าที่ทำมา หรือว่าจะต้องเห็นใจอีกฝ่ายด้วยหรือ หากว่าพูดอะไรออกไป แล้วดีนแสดงท่าทีน้อยใจนั้นออกมา

“เธออยู่ไหนเนี่ย” ทันทีที่ภาพใบหน้าของเทปปันปรากฏขึ้นบนหน้าขอโทรศัพท์ของเขา ที่ได้โทรศัพท์ผ่านวิดีโอไปหา ดีนก็ถามขึ้นทันที “อยู่บ้านสิ” เทปปันตอบกลับไป ก่อนจะสังเกตเห็นดีนผมเผ้าเรียบร้อย อยู่ในชุดสูทหล่อเหลา “แต่งตัวหล่อเชียว” เทปปันรู้สึกตัวทันทีว่าเขาเผลอที่พูดออกไป แต่ก็ไม่สามารถเรียกมันคืนกลับมาได้แล้ว

“เธอชอบหรือ” ดีนถาม พยายามซ่อนรอยยิ้มเอาไว้ แต่เขาก็ไม่สามารถซ่อนมันเอาไว้ได้มิดแต่อย่างใด “ชอบชุดสูทที่ใส่ต่างหาก” เทปปันรีบพูดออกไปทันทีเช่นกัน ดีนทำอมยิ้ม เมื่อเห็นเทปปันพยายามกลบเกลื่อน “แล้วเธอล่ะ อยู่บ้านไม่เห็นโป๊เลย” ดีนพูดเมื่อเห็นว่า เทปปันอยู่ในชุดนอนแล้ว

“เพี้ยนหรือไง” เทปปันพูดพลางขมวดคิ้วใส่ “ในบทมันมีตอนที่เธอต้องถอดเสื้อผ้าด้วยนะ เธอน่าจะเตรียมพร้อมสำหรับบท ก็แก้ผ้าต่อหน้าฉันให้ชินไปก่อน” เทปปันถึงกับเบิกตาโพลง ที่ได้ยินดีนบอกว่าในบท เขาต้องถอดผ้าถอดผ่อนด้วย “ไหน ตรงไหน อยู่ฉากไหน องค์ไหนของบท” เทปปันรีบเดินไปเปิดบทที่ได้รับมาพลิกหาดู ดีนเองก็ได้เห็นภาพคร่าว ๆ ของห้องคอนโดของอีกฝ่ายไปด้วย โดยที่ทำให้เขาโล่งใจ พอจะบอกได้ว่าเทปปันอยู่คนเดียว

“เธอเนี่ยนะ” ดีนพูดออกไปด้วยอาการกลั้วหัวเราะ ก่อนที่เทปปันจะรู้ตัวว่า เพิ่งโดนดีนหลอกอำเข้าให้ “แต่ในบทมีการป้อนอาหารกันนะ เธอไม่ลองป้อนไอติมให้ฉันกินดูก่อน ซ้อม ๆ ไง” ดีนทำท่าให้เทปปันตักไอศกรีมป้อนเข้าปากเขา “อ้ำ” ดีนทำเสียงอ่อนเสียงหวานใส่อีกฝ่าย ก่อนจะเห็นเทปปันทำท่าทางเกร็งไปหมด เมื่อรู้ว่า บทที่ว่านี้มันมีอยู่จริง และดีนไม่ได้หลอกเหมือนก่อนหน้า

“ไว้ฉันโทรมาหาอีกนะ วิดีโอ คอลกัน” ดีนพูดกับเทปปัน ไม่ใช่คำขอ แต่เหมือนเป็นคำสัญญา ว่าจะโทรมาหาอีก “จะดีหรือ” เทปปันไม่แน่ใจว่า ทำไมเขาถึงถามออกไปแบบนั้น เพราะถ้าไม่ต้องการให้ดีนโทรมาอีก ทำไมไม่พูดสั้น ๆ ห้ามเขาออกไปตรง ๆ ก็สิ้นเรื่อง ซึ่งนั่นมันไม่ใช่เรื่องยากอะไรสำหรับเทปปันเลยสักนิด

“เธอมองตาฉัน แล้วบอกกับฉันสิ ว่าไม่อยากให้ฉันโทรหาแล้ว” ดีนที่นำเสียงเหมือนจะตัดพ้ออยู่ในที พูดกับเทปปัน ที่อยู่ ๆ เมื่อมองหน้าดีน ก็ไม่สามารถจ้องตากับอีกฝ่ายได้อย่างที่เคยทำ แถมไอดีที่ดีนบังคับจากเขาเพื่อเอาไปเพิ่มเพื่อนในแอพ มันก็บล็อกอีกฝ่ายได้ไม่ใช่หรือ “เงียบคือยอมให้โทรหานะ” ดีนพูดยิ้ม ๆ ก่อนจะได้ยินเทปปันพูดขึ้นว่า “ตามใจก็แล้วกัน” แล้วกดวางสายไป ทิ้งไว้แค่ใจที่เต้นรัวของปลายสายทั้งสองด้าน

*******************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=MYmRz0Qkwkw


หยุดตรงนี้แค่เท่านี้เข้าใจไหม

This is where my heart is held up

ท่องเอาไว้บอกหัวใจให้หยุดฝัน

Telling it to stop having such a dream

เมื่อความจริงคงไม่เป็นเหมือนนิทาน

The truth is nothing like what’s in the fairy tales

ที่มีแค่เธอกับฉัน กับความรักที่สวยงาม

That’s it just you and me, love and what a wonderful world


พยายามปิดไว้ให้มันลึกจนสุดใจ

Trying so hard to bury it deep in my heart

ทำยังไงไม่ให้เธอได้รู้

Every single way to not let you find out


อย่าให้เธอมองสายตา

Never let you look in my eyes

อย่าไปเผยความในใจ เก็บเอาไว้แค่ในใจ

You’ll see what’s kept inside, it’s supposed to stay on my mind

ที่ฉันสบตาไม่ได้ กลัวเธอได้ยินคำข้างใน

Can’t let you catch my eyes, afraid that you’ll hear on the inside

เพราะสายตาฉันมันโกหกไม่เป็น

‘Cause my eyes can’t tell no lies


ถ้าใจฉันและใจเธอไม่ต่างกัน

If you and I that we both are on the same page

ถ้าสงสัยว่าฉันนั้นคิดอย่างไร

If you wonder how I really do feel

ช่วยมองตาและ ฟังเสียงของหัวใจ

Look into my eyes, listen to my heart

แล้วเธอจะได้ยิน คำคำนั้น

Then you’ll realize those words I have


พยายามปิดไว้ให้มันลึกจนสุดใจ

Trying so hard to bury it deep in my heart

ทำยังไงไม่ให้เธอได้รู้

Every single way to not let you find out


อย่าให้เธอมองสายตา

Never let you look in my eyes

อย่าไปเผยความในใจ เก็บเอาไว้แค่ในใจ

You’ll see what’ s kept inside, it’s supposed to stay on my mind

ที่ฉันสบตาไม่ได้ กลัวเธอได้ยินคำข้างใน

Can’t let you catch my eyes, afraid that you’ll hear on the inside

เพราะสายตาฉันมันโกหกไม่เป็น

‘Cause my eyes can’t fool no one


อยากให้เธอมอง สายตา แล้วเธอจะได้ยิน

Now look into my eyes, you’ll hear what it has to say

แค่เธอมองตา เธอจะได้ยินคำข้างใน

Look me in the eyes, it’ll speak directly to you

เพราะสายตาฉันมันโกหกไม่เป็น

‘Cause my eyes cannot really fool you

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๑๔. ให้หวนคิดถึง

 

2536

1993



“เดี๋ยวก่อนนัน” ท็อปโหย่งตัวออก ทำให้ส่วนแก่นกายความเป็นชายของเขา ที่ชุ่มไปด้วยโลชั่นทาผิว เลื่อนหลุดจากอุ้งมือของนัน “เรายังไม่อยากเสร็จ” ท็อปที่ตอนนี้อารมณ์เตลิดจนกู่ไม่กลับ จึงทำให้เขากล้าพูดเรื่องอย่างว่านี้ได้โดยถนัดปากและสะดวกใจขึ้น นันมองใบหน้าแดงก่ำของท็อป ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกหฤหรรษ์ พึงพอใจกับกิจกรรมที่กำลังดำเนินอยู่ ระหว่างเขากับนัน

“เราช่วย ของนันดันกางเกงแล้ว” ไม่พูดเปล่า ท็อปเอื้อมมือไปจับเบา ๆ ที่กลางหว่างขาของนัน “เอาออกมาเถอะนะ” ท็อปสบตากับนัน แล้วดึงเอากางเกงขาสั้นของนันออกจากตัว ก่อนจะรูดมันออกไปที่ปลายเท้า นันหลบสายตาของท็อป ชั้นในเก่าคร่ำ ที่ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นสีขาวสะอาดตา ปรากฏอยู่ต่อหน้าของท็อป

“ถอดออกเลยนัน ท็อปอยากเห็นของนัน” ท็อปกระซิบที่ข้างหูของอีกฝ่าย นันลังเลในทีแรก แต่ด้วยที่ว่าท็อปนั้น ส่งเสียงหายใจหนักหน่วง ฟังกระเส่าอยู่ที่ข้างหูของนัน มันช่วยกระตุ้นอารมณ์ของเด็กหนุ่มให้พลุ่งพล่านมากยิ่งขึ้น เมื่อตอนนี้ ทั้งสองคน ท็อปและนัน นอนร่างเปลือยเปล่าอยู่ข้าง ๆ กัน สายตาของทั้งสองคนนั้น ต่างฝ่ายต่างผลัดกันสำรวจและแทะโลมกันและกัน

ท็อปและนันนอนมองสบตาของกัน มือของทั้งสองขยับขึ้นลง เพื่อช่วยให้อีกฝ่ายรู้สึกดี หลายครั้งที่ทั้งคู่ต้องผ่อนแรงลง เพื่อยืดระยะเวลาความสุขสมนี้ให้ยาวนานออกไปก่อน ไม่อยากที่จะให้ถึงฝั่งฝันจนเร็วเกินไปนัก แต่สุดท้าย วัยคึกคะนองอย่างที่ทั้งคู่เป็นอยู่ ทุกอย่างก็เนืองนองออกมาใส่กันและกัน

“ดีกว่าทำเองเยอะเลย” ท็อปพูดพลางหัวเราะ ในขณะที่นันกำลังใช้ผ้าขนหนูผืนเล็ก เช็ดคราบเหนียวข้นออกจากมือและหน้าท้องของตัวเอง “ท็อปคงทำบ่อย” นันพูด สบตากับอีกฝ่าย “ก็บ่อยนะ” ท็อปบอก ทำท่าเขิน ก่อนจะหัวเราะออกมากลบเกลื่อน “ของนันสวยดีนะ” ท็อปที่เช็ดคราบข้นเหนียวที่กระเซ็นมาจนถึงหน้าอก มองไปที่แก่นกายของอีกฝ่ายอย่างชื่นชอบ

“ไม่รู้ว่า อีกด้านจะสวยแบบนี้หรือเปล่า” นันได้ยินแบบนั้น ถึงกับต้องหลบตาจากท็อป แล้วทำท่าเขินอายออกมาให้เห็น “พูดอะไรน่ะท็อป” ถามออกไปแบบนั้น แต่ก็พอจะเดาได้ ว่าท็อปนั้นกำลังจูงบทสนทนานี้ไปทางไหน “ก็ท็อปอยากรู้ ว่าตรงเนี้ยของนัน จะทำให้ท็อปรู้สึกดีกว่ามือของนันหรือเปล่าน่ะสิ” ท็อปขยับตัวเข้าหานัน ก่อนจะประกบปากลงจูบนันอย่างดูดดื่ม

“ลองทำกันดูมั้ย” ท็อปชวน ในขณะที่ใช้มือไล้ลงไปจากหลังของนัน จนไปหยุดอยู่ที่หนั่นเนื้อกลมกลึงด้านหลัง “ท็อปเคยทำหรือ” นันถามเสียงเบาหวิว ท็อปส่ายหน้าปฏิเสธ “แต่ท็อปอยากลอง ได้มั้ย” ท็อปไล้นิ้วไปตามเนินเนื้อที่เต็มไม้เต็มมือนั้นของนัน “ท็อปมีถุงยางมั้ย” นันถามขึ้น “ไม่มี มันเป็นครั้งแรกของเราสองคน ไม่มีอะไรต้องกลัว นะ” ท็อปพยักหน้าช้า ๆ เหมือนเพิ่มความมั่นใจให้กับนันเช่นกัน

“เคยเห็นแต่ในหนังสือ” ท็อปพูดขึ้น ก่อนจะหยัดตัวขึ้น แล้วเดินโทง ๆ ไปที่ตู้เสื้อผ้าที่ตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของห้องนอน ก่อนจะขยับดึงเอาชั้นวางหนังสือที่อยู่ติดกับหน้าต่างออกมา ด้วยอาการที่พยายามทำให้เกิดเสียงดังเมื่อลากของหนัก ๆ บนพื้นให้น้อยที่สุด ก่อนที่นันจะเห็นท็อปชะโงกเข้าไปที่ด้านหลังตู้นั้น แล้วหยิบเอาแมกาซีนสองสามเล่มติดมือออกมาด้วย

หน้าปกของนิตยสารเหล่านั้น เป็นรูปของนายแบบหุ่นดี อยู่ในชุดกางเกงว่ายน้ำ ที่แสดงถึงความอวบอูมแห่งสรีระความเป็นชายอย่างจงใจ ท็อปขยับดันนิตยสารเข้าไปตรงหน้าของนัน ก่อนจะบอกให้นันเปิดดู ท็อปยิ้มแบบเขิน ๆ เมื่อในตอนนี้เขาได้เปิดเผยตัวตนกับนัน อย่างหมดเปลือกขนาดนี้

“เปิดดูสินัน” คนถูกคะยั้นคะยอพลิกกระดาษปกออก มันเป็นรูปของนายแบบในชุดว่ายน้ำ โพสต์ท่าทางต่าง ๆ ก่อนจะเหลือเพียงร่างกายที่เปลือยเปล่า กับท่อนอันแข็งแกร่งยามที่บุรุษเพศถูกกระตุ้นกำหนัด เมื่อเปิดอีกเล่มขึ้นดู ภายในเล่มนี้ มีชายหนุ่มสองคนกอดรัดฟัดเหวี่ยงกัน ด้วยว่าทั้งสองคนนั้นเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน จากสายยางที่ต่างฝ่ายต่างฉีดใส่กันจนร่างกายเปียกชุ่ม

“ชอบมั้ยนัน” ท็อปถามขึ้น เมื่อนันเปิดถึงหน้าที่ชายคนตัวเล็กกว่า จับเอาท่อนเอ็นอุ่นลำเขื่องของชายหนุ่มคนที่ร่างกายสูงและกำยำกว่า เข้าปากไปจนเกือบหมดความยาว นันเงยหน้าขึ้นสบตากับท็อป ก่อนจะก้มลงไปมองที่หน้าตักของท็อปที่ทรุดตัวลงมานั่งที่ข้าง ๆ เขาอีกครั้ง “ทำแบบนี้ให้ท็อปหน่อยได้มั้ยนัน” ท็อปพูดขึ้น ก่อนจะหอมแก้มของนันเบา ๆ

“แล้วแบบนี้ล่ะ” มือของนันเปิดหนังสือจนมาหยุดอยู่ที่หน้ากลางของเล่ม มันคือภาพที่ตอนนี้ ท่อนเขื่องลำนั้น ชำแรกหายเข้าไปในร่างกายทางบั้นท้ายของอีกฝ่ายเกินกว่าครึ่ง “ท็อปเคยอ่านในเล่ม เขาบอกว่า ใช้โลชั่นทาเยอะ ๆ นันจะไม่รู้สึกเจ็บ” ท็อปบอกกับนัน ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วดันเอวของตัวเองให้ส่วนหน้าเข้าหานัน จนปลายความแข็งขืนของตัวเองนั้น ไปแตะอยู่บนริมฝีปากของนันพอดี

หลังเลิกเรียนวันนี้ นันกลับบ้านไปแล้ว โดยให้เหตุผลกับท็อปว่า ต้องกลับไปช่วยงานที่บ้าน ทำให้ท็อปนั้นต้องนั่นแกร่วอยู่ที่ใต้ตึกเรียน เพราะทีแรกเขาตั้งใจจะชวนนันไปเดินเล่นดูนั่นดูนี่ที่ห้างสรรพสินค้า เด็กหนุ่มเลยบอกกับคนรถว่า ไม่ต้องมารับ เพราะจะไปกับเพื่อน แต่แผนที่จะใช้เวลาอยู่กับนันในช่วงเย็นก็ต้องมาพังลง

ท็อปเดินไปนั่งกับกลุ่มเพื่อนอีกสองสามคน นั่งคุยเฮฮากันไปสักพัก เพื่อนกลุ่มนี้ก็พากันแยกย้ายกลับบ้าน ท็อปจึงเดินออกไปที่ป้ายรถเมล์หน้าโรงเรียนด้วย เขารู้สึกเซ็ง ๆ ไม่น้อย และยังไม่อยากจะกลับบ้านในทันที ท็อปมองเห็นรถเมล์สายที่เคยขึ้นผิดครั้งหนึ่ง จำได้ว่า รถเมล์สายนี้มันไปสุดสายอยู่ที่ตลาดชานเมือง ที่ไม่ไกลเท่าไหร่หากว่าเขาจะนั่งย้อนกลับมา เพื่อมาขึ้นรถเมล์สายที่กลับบ้านได้

ไวเท่าความคิด ท็อปรีบขึ้นรถเมล์สายนี้ทันที จ่ายเงินกับกระเป๋ารถ ก่อนจะคิดในใจว่า นั่งรถเมล์เล่นก็แล้วกัน เผื่อเจออะไรอร่อย ๆ ที่ตลาด ไว้ค่อยซื้อติดมือกลับไปกินด้วย นี่รถเข็นขายขนมโตเกียวเจ้าอร่อย ที่เคยมาขายอยู่หน้าโรงเรียน ก็ไม่เห็นมาหลายวันแล้ว เมื่อเย็นอยากจะกินเกี๊ยวทอดราดน้ำจิ้มฉ่ำ ๆ ก็มีเด็กนักเรียนรุมซื้อกันจนเยอะเกิน

รถเมล์วิ่งไปตามเส้นทาง แดดเวลาห้าโมงเย็นเริ่มอ่อนแสงลง เย็นย่ำในฤดูหนาวแบบนี้นั้น ทำให้มืดเร็วเสียด้วย รถแล่นผ่านสถานที่ต่าง ๆ ลมเย็น ๆ พัดเข้ามาปะทะใบหน้าของท็อป มันก็ทำให้รู้สึกสดชื่นไปอีกแบบ บนรถสลับแน่นไปด้วยผู้โดยสารบ้าง พร่องจำนวนลงไปบ้างตลอดทางที่ขับไป

ใช้เวลาไม่นาน รถเมล์ก็แล่นมาจนเกือบสุดทาง กระเป๋ารถเมล์ประกาศให้ผู้โดยสารรับทราบว่า ป้ายหน้าจะสุดสายของเส้นทางแล้ว ผู้โดยสารที่เหลือเตรียมตัวลง ท็อปก็เช่นกัน เมื่อรถเมล์เข้าจอดที่ป้าย เด็กหนุ่มเดินลงจากรถมา มองซ้ายมองขวาเหมือนจะดึงเอาความจำจากเมื่อครั้งที่ขึ้นรถผิดนั้นมาใช้

“ทางนี้แหละ” ท็อปพูดกับตัวเอง ก่อนจะเดินไปทางซ้ายมือ ด้วยจำได้ว่าเป็นตลาดเย็นที่ตั้งแผงเป็นแนวยาว ขายอาหารนานาชนิดในช่วงเย็น แต่ตอนนั้น ด้วยความไม่คุ้นที่ กลัวว่าจะกลับบ้านช้าเกินไป ท็อปเลยเดินผ่าน ๆ ไม่ทันได้สำรวจอะไรมากมาย มาวันนี้เมื่อดูเวลาแล้ว เดินเล่นดูนั่นดูนี่สักหน่อย ยังพอมีเวลา

ท็อปเดินมาทางที่ตัวเองจำได้ แต่เย็นนี้ แผงอาหารที่มาตั้งขาย ดูบางตาจากเมื่อครั้งนั้นมาก ท็อปเดินไล่ดูว่า แต่ละร้านขายอะไรบ้าง แต่ยังไม่มีร้านไหนเตะตา ทำให้เขาอยากเข้าไปอุดหนุน ท็อปเดินดูไล่ยาวมาจนเกือบถึงด้านท้าย ที่เลยไปก็จะเป็นตัวตลาดสด ที่เปิดขายในช่วงเช้า ท็อปมองไปด้านหน้า เห็นทางเล็ก ๆ เลี้ยวเข้าไปก่อนจะถึงทางเข้าตลาด

ท็อปเดินลงไปทางนั้น ก่อนจะเห็นทางเดินที่เลาะเข้าไป ก็เจอเข้ากับแผงหนังสือ ท็อปสะดุดตากับหนังสือผู้ใหญ่ ที่วางขายตั้งอยู่บนแผงคู่กับหนังสือธรรมดาอื่น ๆ อย่างเปิดเผย มันเป็นหนังสือที่สื่ออย่างชัดเจนว่า เนื้อหาด้านในนั้นเป็นไปในแนวไหน หญิงสาวที่เป็นแบบบนหน้าปก กับชุดที่เกินคำว่าวับ ๆ แวม ๆ นั้นบ่งบอกว่าเมื่อเปิดดูด้านใน ก็จะร้อนแรงอล่างฉ่างมากขึ้นทวีคูณ

“ดูได้เลยน้อง อยากได้เล่มไหนบอกพี่ เดี๋ยวพี่จัดการให้ แจ่มทุกเล่ม” เสียงเจ้าของแผงหนังสือเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นท็อปเดินมาหยุดด้อม ๆ มอง ๆ อยู่ที่หน้าร้าน แต่ดูลังเลยังไม่กล้าเดินเข้ามาด้านใน “สนใจแบบไหน ถามพี่ได้ รับรองจัดให้ตามความต้องการ” เจ้าของร้านอวดอ้างโฆษณาสรรพคุณเสร็จสรรพ ท็อปยิ้มแบบกลบเกลื่อนความตื่นเต้นของตัวเอง

“ปกติปกแข็งนี่พี่ขายเล่มละร้อย แต่สำหรับน้องพี่ลดให้ เหลือเล่มละเก้าสิบ ปกอ่อนนั่นพี่ให้แปดสิบไปเลย” ท็อปนั้นหูก็ฟังไป ส่วนตาก็ละไล่ดูปกหนังสือเย้ายวนอารมณ์ที่วางขายอย่างละลานตา ท็อปเดินจากด้านที่คนขายนั่งอยู่ ลึกเข้าไปด้านใน หนังสือทางด้านในนี้ ทำให้ท็อปถึงกับต้องใจเต้นเร็วและรัว เพราะเขาไม่คิดว่า จะมีนิตยสารแบบนี้ทำออกมาขายด้วย

ท็อปมองหน้าปกที่มีรูปของนายแบบที่กล้านุ่งน้อยชิ้น และเน้นให้ความเป็นชายนั้น ชัดเจน ยั่วยวน และชวนจ่ายเงินซื้อ แม้ว่าจะยังคงมีอาภรณ์บาง ๆ ชิ้นสุดท้ายนั้นห่อหุ้มอยู่ก็ตาม ทีแรกท็อปก็แค่มองภาพหน้าปกเหล่านั้นด้วยความตื่นเต้น แต่ที่มันทำให้ท็อปถึงกับต้องเอากระเป๋านักเรียนมาบังด้านหน้ากางเกงของเขาเอาไว้ ก็คือหนังสือเล่มหนึ่ง ที่วางซุกอยู่ด้านในสุดของแผง

ที่หน้าปกนั้นเป็นผู้ชายสองคน ที่เผยอปากเหมือนกับว่า ทั้งสองเพิ่งแยกออกหลังจากจูบกันอย่างดื่มด่ำ ท็อปนึกสงสัยว่าด้านในของหนังสือมันจะเป็นเช่นไร แต่ก็ไม่กล้าถามกับคนขาย ท็อปหยิบหนังสือเล่มอื่นมาสองเล่ม พร้อมกับเอาเล่มที่เขาหมายตานี้ มาสอดเข้าไว้ข้างใต้สองเล่มนั้น ก่อนจะเดินเข้าไปหาคนขาย

คนขายรับหนังสือทั้งสามเล่มไปจากท็อป ก่อนจะมองหน้าท็อป เมื่อเห็นว่าเล่มที่อยู่ใต้สุด เป็นหนังสือแบบไหน ท็อปนั้นใจเต้นระรัวด้วยกลัวว่า คนขายจะทักเรื่องหนังสือเล่มนั้นที่เขาหยิบติดมาด้วย แต่คนขายก็หยิบเอาถุงกระดาษสีน้ำตาลไม่มีลวดลายอะไรด้านหน้า เอามาเปิดขึ้น แล้วสอดหนังสือหน้าปกชายสองคนนั้นใส่ลงไป

ท็อปยื่นเงินค่าหนังสือให้กับคนขาย ก่อนจะรับหนังสือทั้งหมดมาด้วยมือที่ดูสั่น ๆ ท็อปไม่กล้ามองหน้าคนขาย ก่อนจะเดินไปไกลจากร้าน ท็อปเอาหนังสือทั้งหมดรีบใส่ในกระเป๋านักเรียน แล้วเดินก้มหน้างุด ๆ รีบออกไปจากตรงนั้น ในใจเต้นไม่เป็นส่ำ อยากจะนั่งรถเมล์กลับให้ถึงบ้านเร็ว ๆ เพื่อเปิดดูว่า ด้านในหนังสือเล่มนั้นเป็นอย่างไร

ท็อปตัวสั่นเทิ้มไปหมด เมื่อเขากดร่างกายเข้าหานัน จนสุดแรง ก่อนจะล้มตัวลงนอนแผ่บนเตียง โดยไม่สนว่าของเหลวที่ได้ปลดปล่อยออกไปจากร่างกาย จะหยดลงเปื้อนไปที่ตรงไหนบ้าง ท็อปกลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงไป รู้สึกคอแห้งกระหายน้ำไม่น้อย หลังจากที่ใช้พลังไปค่อนข้างมาก

“สุดยอดเลย” ท็อปพูดขึ้น ก่อนดึงตัวนันเอามากอด “นันชอบมั้ย” นันที่ไม่ได้ตอบท็อป แต่เลือกที่จะซุกตัวเข้าหาแผงอกของท็อปแทน “เจ็บหรือเปล่า” แทนคำตอบ นันส่ายหน้าเข้ากับไหล่กว้างของท็อปแทน “เดี๋ยวเริ่มใหม่นะ ขอท็อปอีกรอบ” ท็อปพูดยิ้มกรุ้มกริ่ม นันที่หน้าขึ้นมาเห็นท็อปยิ้มแบบนั้น ก็ใช้มือตีแขนอีกฝ่ายเข้าให้ ท็อปกอดนันเอาไว้จนแน่น แล้วหัวเราะออกมาอย่างพึงพอใจ

********************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=5puJ1EK6oFk


หากฉันเก็บเวลาในขวดแก้ว

If I ever stored time in a glass bottle,

สิ่งที่ฉันจะทำคือสะสมคืนและวัน

I would collect those days and nights

ที่ล่วงเลยมานิรันดร์

That seemed to have been an eternity

เพียงรอวันจะมอบมันแก่เธอ

To give all of them to you


หากฉันทำให้คืนวันเป็นนิรันดร์

If I ever turned days and nights to be forever,

ที่จะทำให้ความหวังกลับเป็นจริงขึ้นมา

That could bring back hopes as reality

ฉันจะเก็บทุกโมงยามราวสมบัติอันล้ำค่า

Every single hour I deemed it priceless

จะนำมาให้แก่เธอ

To be given you for


หากฉันมีกล่องสักใบ ฉันจะใส่แต่ความหวัง

I’d use a box to place in hopes

หากฉันมีกล่องอีกใบ ฉันจะใส่แต่ความฝัน

In another box, I’d put only dreams

ที่ไม่เคยเป็นจริง กล่องนั้นคงว่างเปล่า

Those were never real, boxes are still empty

หากเปี่ยมด้วยความทรงจำ ที่วันนั้นมีเธออยู่

Yet it is filled with good memories that I had you then


หากฉันมีกล่องสักใบ ฉันจะใส่แต่ความหวัง

I’d use a box to place in hopes

หากฉันมีกล่องอีกใบ ฉันจะใส่แต่ความฝัน

In another box, I’d put only dreams

ที่ไม่เคยเป็นจริง กล่องนั้นคงว่างเปล่า

Those were never real, boxes are still empty

หากเปี่ยมด้วยความทรงจำ ที่วันนั้นมีเธออยู่

Yet it is filled with good memories that I had you then


ถ้าวันนี้เพียงแค่ฉัน

If today I’ve only got

มีกล่องสักใบ ฉันจะใส่แต่ความหวัง

A box to put all my hopes

หากฉันมีกล่องอีกใบ ฉันจะใส่แต่ความฝัน

Another box to put all my dreams

ที่ไม่เคยเป็นจริง กล่องนั้นคงว่างเปล่า

That they haven’t become real, boxes are still unoccupied

หากเปี่ยมด้วยความทรงจำ ที่วันนั้นมีเธออยู่

Yet it is full of memories that I had you back then

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๑๕. ให้คิดถึงสัญญา



2537

1994



“ทำไมเดินช้าจัง” ทิวที่เดินล้ำหน้าอีกคนไปอยู่หลายก้าว หันมามองแล้วเอ่ยถามขึ้น กั้งที่ชะลอเท้าลงจนหยุดเดิน สายตามองเลยไปข้างหน้า ทิวมองตามสายตาของกั้งไป ทั้งสองหยุดอยู่ไม่ไกลจากบ้านของกั้งเท่าไรนัก “ยังไม่อยากเข้าบ้าน” กั้งพูดไปตามความจริง จากความรู้สึกที่ตนมี

“เป็นอะไร มีอะไรหรือเปล่า เล่าให้ทิวฟังได้นะ” ทิวที่พอจะรู้มาบ้าง ว่ากั้งนั้นไม่ค่อยลงรอยกับพี่สาว เดินเข้ามาหา หยุดยืนตรงหน้า ก่อนจะใช้มือขยี้หัวเกรียน ๆ ที่กั้งเพิ่งประชดโกนหัวจนเลี่ยนเตียนโล่งแบบนี้ “มันก็เรื่องเดิม ๆ นั่นแหละ” กั้งตอบก่อนจะชักสีหน้าให้เห็น ทิวหัวเราะเบา ๆ เพราะรู้นิสัยของอีกฝ่ายดี

“ทนอีกหน่อยนะ” ทิวพูดเสียงอ้อนอยู่ในที กั้งทำหน้าเบื่อหน่ายเต็มทน ว่าตัวเองต้องอึดอัดอดกลั้นแบบนี้ไปอีกนานเท่าไหร่ และมันชัดเจนว่า ทั้งสองคนเคยได้พูดปรึกษากันถึงสถานการณ์นี้มาก่อนหน้าแล้ว “เดี๋ยวพอเราได้ไปเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกัน อะไร ๆ มันก็จะดีขึ้นกว่านี้” กั้งสบตากับทิว ที่ทิวนั้นไม่ใช่เพียงแค่พูดปลอบใจกั้ง

“แน่นะ ไม่ได้พูดให้ฝันเก้อฝันค้าง แบบเคาะกะลาให้หมาดีใจนะ” กั้งถามออกไป มันฟังดูติดตลก แต่ความจริงแล้วเจ้าตัวอยากได้คำยืนยันที่หนักแน่นจากอีกฝ่าย “น้อยใจอะไรเนี่ย” ทิวที่เห็นสีหน้าของกั้งที่ทำตุปัดตุป่อง ก็พลอยนึกขำ “ทิวทำอะไรให้กั้งไม่พอใจหรือเปล่า” ทิวแกล้งทำหน้าเศร้าให้กั้งเห็น

“เปล่า” กั้งพูดเสียงอ่อน ตั้งแต่ได้ใกล้ชิดสนิทกับทิว ก็มีแต่ทิวต่างหากที่คอยทำทุกอย่างตามใจกั้ง แม้แต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง กินนั่นกินนี่ อะไรต่าง ๆ ที่ฟุ่มเฟือย ทิวเป็นคนรับผิดชอบจัดการให้ทั้งหมด “แต่ทิวสัญญาเอาไว้แล้ว จำได้มั้ย” กั้งทวนความทรงจำให้กับอีกฝ่าย กับสิ่งที่ทั้งสองได้พูดจาและทำข้อตกลงกันไว้แล้ว

“ทิวก็ไม่ได้คิดจะเปลี่ยนใจนี่นา” ทิวตอบให้อีกฝ่ายคลายกังวล “รอให้เราได้ไปเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกันแค่นั้น” ทิวพูดสบตากับกั้ง “ยังไง ทิวก็ต้องออกไปอยู่หอข้างนอก ที่บ้านทิวก็เห็นด้วยและก็ตกลงแล้ว นี่พ่อกับแม่ก็หาหอพักให้อยู่ เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหาแน่นอน” ทิวพูดปลอบกั้งด้วยเสียงอ่อนโยน เขาอยากให้กั้งสบายใจขึ้น

“ถึงตอนนั้น กั้งก็ย้ายไปอยู่ที่หอทิว เราก็จะได้ไปเรียนด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน” ทิวเองก็คิดเอาไว้เช่นกัน ไม่ต่างจากกั้งกับเรื่องที่คิดเอาไว้ในอนาคตอันใกล้นี้ “ได้นอนด้วยกัน” กั้งพูดปิดท้ายประโยคให้ ทิวทำตาโต หันมองซ้ายมองขวาเหมือนกลัวใครจะมาได้ยินเข้า

“ไม่ปล่อยให้รอดตั้งแต่คืนแรกหรอก” ทิวยื่นตัว ชะโงกหน้ามากระซิบที่ข้างหูของกั้ง “ทำเป็นหรือไง” กั้งเย้าทิวออกไป ทิวตอนนี้หน้าหูแดงไปหมด ไม่ตอบแต่ก็มองกั้งไม่วางตา “ถ้าทำแค่อย่างตอนไปค่าย แบบเด็ก ๆ ทำกัน แบบนั้นไม่เอาแล้วนะ” กั้งพูดบอกกับทิว ก่อนจะนึกเขินเองเหมือนกัน ทิวนั้นส่ายหน้าให้กับการพูดแบบไม่กลัวอายของกั้ง

“เดี๋ยวขอเวลาทิวศึกษาก่อน เรื่องนั้นน่ะ” ทิวพูดเสียงอ้อมแอ้ม ก่อนจะใช้กระเป๋านักเรียนมาบังเป้ากางเกงของตัวเอง ที่อยู่ ๆ มันก็เกิดอาการพองตัวขึ้นมาอย่างกะทันหัน กั้งมองเห็นแบบนั้น ก็ทำยิ้ม ๆ นึกถึงคืนวันนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็ทำให้เขาใจสั่นเช่นกัน ทิวนั้นเป็นเด็กหนุ่มที่กั้งยอมใกล้ชิดด้วยในแบบนั้น คนแรกและเพียงคนเดียว

“ไม่ต้องคิดมาก” ทิวพูดขึ้น “เข้าบ้านได้แล้ว มืดแล้ว” ทิวยื่นกระเป๋านักเรียนของทิว ที่เขาเอาไปถือให้ ส่งคืนให้กับกั้ง “พรุ่งนี้เจอกันที่โรงเรียน” กั้งพูดหลังจากรับกระเป๋านักเรียนของตัวเองกลับคืนมา ทิวพยักหน้ารับคำ “ไปนะ” กั้งบอกกับอีกฝ่าย ท่าทางชัดเจนว่ายังไม่อยากจะเข้าบ้าน

“พรุ่งนี้ก็เจอกัน ทิวยังไม่รีบตายสักหน่อย” ทิวพูดพลางหัวเราะขบขัน เมื่อเห็นกั้งทำยืดยาดอ้อยอิ่ง ไม่ยอมเดินเข้าบ้าน “อย่าพูดแบบนั้นสิ” กั้งที่ใจหาย ใจของเขาหล่นวูบลงไปในทันที รีบเดินเข้าไปหาทิวแล้วเอาปลายนิ้วมือแตะลงไปที่ริมฝีปากของทิว เป็นเชิงห้ามไม่ให้เขาพูดจาอะไรแบบนี้ ทิวก้มลงมองที่มือของกั้ง เข้าใจว่ากั้งหมายความว่าอย่างไร ทิวหลับตาลง กั้งมองเห็นอีกฝ่ายปิดเปลือกตา ก่อนจะเห็นทิวยื่นริมฝีปากจุมพิตไปเบา ๆ ที่ปลายนิ้วของกั้ง

“โอ๊ย อะไรมันจะสวีทกันขนาดนั้น” ทันทีที่กั้งเดินเข้าบ้านมา ก็ได้ยินเสียงกั้ง ผู้เป็นพี่สาว ร้องตะโกนออกมาเสียงดัง ราวกับว่าได้นั่งรออยู่นานแล้ว ที่จะพูดประโยคนี้กับน้องชายของตน กั้งมองไปตามต้นเสียงนั้น ใบหน้าของกั้งที่มีรอยยิ้มเปื้อนอยู่ แต่มันไม่ใช่ยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความชื่นชมใด ๆ แต่มันดูออกได้ตั้งแต่แรกเห็นเลยว่า นี่คือการยิ้มเยาะ

“หวานแหววแต๋วจ๋าเสียจริง ๆ ให้ตายเถอะ” กั้งมองดูกุ้งเดินเข้ามาหา เสียงพูดของกุ้งนั้นจงใจที่จะจี้ใจดำอีกฝ่ายมากกว่า “ต้องการอะไร” กั้งโพล่งถามออกไป น้ำเสียงนั้นฟังดูสั่น ๆ “ก็เปล่านี่ ฉันก็พูดอะไรของฉันไปเรื่อย” กุ้งทำพูดปฏิเสธ “ก็พูดไปตามที่ตามันเห็น” อาการทำตามองขึ้นมองลงของกุ้ง มันยียวนชวนโมโหอยู่ไม่น้อย

“เดี๋ยวนี้มีแฟนมาส่งถึงบ้านเลยนะ” กุ้งไม่ออมปากออมคำ พูดใส่กั้งออกไปตรง ๆ “เพื่อนกัน” กั้งแก้ไขคำพูดของพี่สาว “เพื่อนกันต้องเดินกะหนุงกะหนิงมาส่งกันถึงหน้าบ้านด้วย” พูดเปล่า กุ้งทำหน้าไม่เชื่อในคำแก้ต่างของน้องชาย “ถือกระเป๋านักเรียนให้กัน แกนี่นะ กั้ง ช่างโชคดีเป็นบ้าเลย ฉันที่เป็นผู้หญิงแท้ ๆ” กุ้งพูดเน้นกระแทกเสียงลงไปที่คำว่า 'แท้ ๆ '

“ยังไม่มีผู้ชายเดินตามต้อย ๆ ทำให้ขนาดนี้เลย” กุ้งพูดพลางทำมือปิดปาก ส่งเสียงหัวเราะคิกคัก ประหนึ่งว่าที่เธอได้ยินตัวเองพูด มันเป็นเรื่องช่างน่าขบขันเสียเต็มประดา “ที่ไม่มีผู้ชายคนไหนเดินตาม คงไม่ใช่เรื่องที่ว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายหรอก พี่กุ้ง” กั้งสบตาพี่สาวของตัวเองตรง ๆ พูดออกไปด้วยความพยายามให้ทั้งน้ำเสียงและท่าทางเรียบนิ่งที่สุด

“แต่น่าจะเป็นเพราะสันดานมากกว่า ที่ทำให้ผู้ชายเขาขยาด” กั้งถึงกับรู้สึกอึ้งไปเหมือนกัน ไม่ใช่เรื่องที่เขาพูดจาแรง ๆ กับพี่ของตัวเองหรอก แต่มันเป็นเพราะว่า กั้งไม่อยากจะเชื่อว่าวันหนึ่ง และวันนั้นมันก็ได้มาถึง วันที่เขากล้าพูดประโยคแบบนี้ออกไปตรง ๆ พูดกับคนที่เป็นพี่สาวของตัวเอง

“อีกั้ง นี่ปากหรือกระโถน อีตุ๊ดนี่ มึงจบเห่แน่ ถ้ากูเล่าเรื่องนี้ให้แม่ฟัง” กุ้งอารมณ์พุ่งปรี๊ด เพราะเธอเองก็ไม่เคยเห็นท่าทีตอบโต้แบบนี้จากกั้งเช่นกัน ตลอดระยะเวลาที่เป็นพี่น้องกันมา ตั้งแต่เกิด กั้งมีแต่เงียบเสียงเมื่อมีอะไรมากระทบความรู้สึก มีคำพูดมาสะกิดใจ โดยเฉพาะเรื่องที่ฉวัดเฉวียนเฉียดเข้าหาเรื่องเพศแบบนี้

“กั้งถามจริง ๆ เถอะ” กั้งพูดต่อ นึกเสียใจไม่ใช่น้อยกับคำบริภาษที่ได้ยินจากปากของพี่สาว คนที่ถือได้ว่า กำเนิดเกิดคลานตามกันมา “เคยรักกันบ้างมั้ย” กุ้งทำเป็นไม่ได้ยินคำถามจากปากของกั้ง “คือถ้ากั้งรู้ ว่าพี่กุ้งไม่ได้รักกั้ง แม้ว่าเราจะเป็นพี่น้องพ่อแม่เดียวกัน กั้งจะได้เข้าใจ ว่าอย่าได้หวังอะไรที่มันดีงามจากคนที่เป็นพี่” กั้งเองก็ไม่อยากจะเก็บเอาเรื่องนี้มานั่งเสียใจ เหมือนกับที่เขารู้สึกทรมานกับมันมาตลอด อีกต่อไป

“อะไรกันอีกสองคนนี้” แม่เปิดประตูบ้านเข้ามา กั้งรีบกะพริบตาถี่ ๆ ไล่รอยชื้นที่รื้นอยู่ที่ขอบตาให้หายไป “ไม่มีอะไรหรอกแม่ กุ้งก็แค่ถามไถ่กั้ง น้องชายสุดที่รักไปตามประสา” กุ้งรีบพูดออกมา ก่อนจะเดินเข้าไปช่วยถือถุงพลาสติกหลายต่อหลายถุงในมือแม่ เอาไปวางไว้บนโต๊ะกลมทานข้าว “แล้วนี่ทำไมเพิ่งถึงบ้าน” แม่ถามกั้งที่ยังคงอยู่ในชุดเครื่องแบบและในมือยังคงถือกระเป๋านักเรียนอยู่

“กั้งไม่กินข้าวนะ กินมาแล้ว เพื่อนเลี้ยง” กั้งพูดจบ ก็ทำท่าจะเดินไป “เออดีนี่ ฉันทานงก ๆ แทบตาย แทนที่จะช่วยกันประหยัด กลับทำตัวเป็นผู้ดี กินข้าวนอกบ้าน แหม จริง ๆ เลยนะไอ้กั้ง” ผู้เป็นแม่พูดด้วยอาการหัวเสีย เมื่อได้ยินลูกชายเสียเงินเสียทอง กินข้าวมาจากนอกบ้าน “กั้งไม่ได้จ่ายเอง เพื่อนมันเลี้ยง” กั้งหันมาแก้ตัว แต่ก็ดูเหมือนว่าจะช่วยอะไรไม่ได้เลย แม่เอ่ยปากไล่กั้งไปให้พ้นหน้า กั้งหันหลังเดินไป ได้ยินเสียงพูดฉอเลาะ คำออเซาะแม่จากกุ้งดังอยู่เบื้องหลัง

“กลับเสียเย็นเลยลูก พ่อกับแม่รอไม่ไหว กินข้าวเย็นกันไปแล้ว” ทิวที่กลับถึงบ้าน เห็นแม่ของเขารออยู่ที่หน้าบ้าน “ขอโทษที่ทำให้ต้องรอนะครับคุณแม่ แต่ทิวกินมาจากข้างนอกแล้ว อิ่มมากเลย” ทิวหอมแก้มแม่ของเขาฟอดใหญ่ ก่อนจะใช้มือตีเข้าที่ท้องเพื่อแสดงว่า เขาอิ่มมากจริง ๆ

“คุณอาผู้ว่ามาเยี่ยมคุณพ่อแน่ะลูก ทิว ลูกเข้าไปกราบสวัสดีคุณอาเขาเสียหน่อย” แม่พูดพลางใช้มือดุนหลังลูกชายให้เดินไปที่ห้องรับแขก โดยที่ทิวไม่ทันจะได้เอ่ยปากปฏิเสธแต่อย่างใด “มาแล้วสินะเจ้าตัวดี ไปเถลไถลโอ้เอ้ถึงไหนมา กว่าจะกลับถึงบ้านได้” พ่อของทิวส่งเสียงดุลูกชาย เมื่อเห็นทิวเยี่ยมหน้าเข้าไปที่ห้องรับแขก

“สวัสดีครับคุณอา” ทิวยกมือไหว้ท่านผู้ว่า ที่นั่งอยู่บนโซฟาตัวแพงที่สั่งมาจากเมืองนอก “โอ้โฮ ไม่ได้เจอกันไม่เท่าไหร่ ดูเข้าเถอะ เผลอแป๊บเดียวโตเป็นหนุ่มหล่อ สูงยาวเข่าดี เอ๊ะ ว่าแต่ จะไข่ดีด้วยหรือเปล่าวะ” ทิวยิ้มแห้ง ๆ ให้กับการทักทายของคุณฯอาผู้ว่า เพื่อสนิทของคุณพ่อของเขา และยิ่งได้เห็นว่า ยังมีอีกคนหนึ่งนั่งรวมอยู่ในวงสนทนาด้วย

“น้องจุ๋มไง ลูกสาวอาเอง จำได้มั้ยล่ะ ที่เคยมาวิ่งเล่นด้วยกันตั้งแต่เด็ก ๆ ไงล่ะ ตอนนั้นนะ โอย เจ้าทิวนี่ร้องไห้ใหญ่เลย ตอนจุ๋มต้องกลับบ้านเพราะเปิดเทอม ติดสาวตั้งแต่เด็กแต่เล็ก” เสียงของคุณอาผู้ว่าคุยดังโขมงโฉงเฉงไปหมด ทิวพยักหน้าให้กับจุ๋มที่นั่งอยู่ข้างกับพ่อของเธอ จุ๋มยิ้มตอบ ก่อนจะเอียงหน้าหลบไปแอบยิ้ม เมื่อได้กลับมาเจอทิวอีกครั้ง

“ไม่ใช่ว่าตอนนี้ ก็ติดหญิงอยู่เหมือนกันล่ะ” คุณอาผู้ว่ายังไม่วายพูดแซวทิวต่ออีก คำพูดของคุณอาผู้ว่า ทำให้พ่อของทิวมองหน้าเขาด้วยสายตาและท่าทีที่ดูเคร่งขรึม “มานั่งนี่ก่อนทิว” พ่อของทิวเรียกลูกชาย ให้มานั่งที่เก้าอี้ตัวข้าง ๆ ที่อยู่ตรงข้ามกับจุ๋ม ที่ตอนนี้เธอมองเขาด้วยท่าที เหมือนจะงอนอยู่เล็ก ๆ หากว่าทิวจะไปติดสาวที่ไหนจริง ตามคำที่พ่อของเธอว่า

“ทิวสบายดีนะคะ” จุ๋มเอ่ยทัก ยิ้มหวานให้กับเขา “สบายดีครับ จุ๋มสบายดีนะ” ทิวตอบกลับตามมารยาท “ลูกทิวไม่ได้ไปเที่ยวเล่นเตร็ดเตร่ที่ไหนหรอกค่ะ ท่านผู้ว่า ช่วงนี้ติวหนังสือหนัก สถาบันกวดวิชานั้นวิชานี้ ทิวเป็นเด็กรักเรียนมากค่ะ” ทิวมองแม่ของเขา ที่ยกถาดผลไม้เข้ามาวางที่โต๊ะ “ทานผลไม้กันค่ะ” ก่อนจะเชิญชวนทุกคนให้ลิ้มรสผลไม้ส่งตรงมาจากเมืองนอก

“พูดถึงเรื่องเรียนขึ้นมาก็ดีแล้ว จบม.ปลายแล้ว ผมจะส่งลูกสาวให้ไปเรียนเมืองนอกเลย อยากให้เขาได้ภาษาอังกฤษ จะให้ไปประเทศใกล้ ๆ ก็กลัวจะไม่แน่นปึ้กเหมือนไปประเทศเจ้าของภาษา ไหน ๆ ก็เรียนที่ไทยเก่งแล้ว” คุณอาผู้ว่าหันไปกล่าวชมจุ๋ม ที่ยิ้มรับคำพูดของพ่อตัวเอง พ่อของทิวกล่าวชมเด็กสาวด้วยอีกปาก

“ถ้าอย่างนั้น ผมขอฝากลูกชายผมไปด้วยสักคน จะได้ไหมครับท่านผู้ว่า” แทบไม่เชื่อหู ทิวหันขวับไปมองพ่อของเขา และกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง แต่แม่ของทิวจับลงที่บ่าของลูกชาย บีบเบา ๆ เป็นเชิงห้ามให้ทิวกลืนคำพูดอะไรก็แล้วแต่ที่เขามีลงไป และสายตาของพ่อที่มองมาที่ทิว ก็ไม่แตกต่างกัน

“โอ้ว งั้นก็ดีเลยสิครับ ลูกจุ๋มของผมจะได้มีเพื่อน ช่วยกันเรียนช่วยกันจบ ไปอยู่ไกลบ้านไกลเมืองจะได้ไม่เหงาด้วย ดีมั้ยทิว จุ๋มเอาพวกรายละเอียดมหาวิทยาลัยที่โน่นมาให้ทิวเขาเลือกดู” คุณอาผู้ว่าถามทิวแบบไม่ต้องการคำตอบ “จุ๋มลองอ่านหลาย ๆ ที่แล้ว มีแต่ที่ดัง ๆ ดี ๆ ทั้งนั้นเลยค่ะทิว” เพราะหลังจากนั้น ทิวก็ได้แต่นั่งฟังผู้ใหญ่ตกลงกันเองเออเอง แต่ภายในหัวของเขา กลับมีแต่ภาพของกั้งฉายวนเวียนซ้ำไปซ้ำมา ส่วนในใจของทิว ก็กระวนกระวายถึงความรู้สึกของกั้ง คนที่เขาสัญญาอะไรต่ออะไรหลายอย่างเอาไว้มากมาย

********************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.sanook.com/music/song/5csZVqKdqtH06ktfdkx2rA==/


ไกลโพ้น มันไกลเหลือเกิน

Away, so far away

เรายังหลงเดินไม่มีจุดหมาย

We’ve been lost trying to reach our destination


เวิ้งว้างสายตา ภายใต้ตะวันสีแดง

Deserted before you, under the red-hot sun

ทั้งร้อนทั้งแรงกับลมร้อนผ่าว

Scorching heat to burn down the wind

พบเห็นแต่ทราย ทอดยาวไปตามเส้นทาง

Dunes after dunes, just sands the whole place

ด้วยตาที่แสนเลือนลาง เห็นเงาบางอย่างไกลไกล

With blurry eyes, seeing something in the distance


เหมือนท้องทะเล ปรากฏอยู่เหนือพื้นทราย

As if the ocean appeared above the desert

เหมือนพื้นละลายด้วยไอร้อนแดด

As though the ground melting in a ray of sunlight

เห็นเห็นอยู่ไกล หัวใจมีแรงกลับคืน

Looking it out there, strength coming back to my heart

กัดฟันลุกขึ้นยืน ฝืนใจตะเกียกตะกาย

Bite the bullet to be struggling through


ไกลโพ้น มันไกลเหลือเกิน

Away, so far away

เรายังหลงเดินไม่มีจุดหมาย

We’ve been lost trying to reach our destination


แต่มันเป็นสิ่งลวงตาเท่านั้น

It turned out to be all delusion

สิ่งปลอมปลอม สิ่งลวงลวงที่หลอนสายตา

Phony and fake you name it deceiving you

ไม่มีทาง ไม่มีวันไขว่คว้า

Not a chance, no way to grasp it

เมื่อมันเป็นเพียงภาพลวงตา

Since it is all illusion

ที่แท้ทุกอย่าง ก็เหลือเพียงแต่ผืนทราย

The truth reveals, sand is what was left


เวิ้งว้างหัวใจ ทนอยู่ภายในสังคม

Lost in your feelings, stuck in this society

ที่หลงชื่นชมกับความสวยงาม

That appreciates perfections

พบเห็นผู้คน ที่คอยดิ้นรนไขว่คว้า

People then are found, battling through expectations

ตกอยู่ในห้วงมายา ทะเลคอนกรีตในเมือง

Drowning under hallucinations of the sea in city of concrete


ไกลโพ้น มันไกลเหลือเกิน

Away, so far away

เรายังหลงเดินไม่มีจุดหมาย

We’ve been lost trying to reach our destination


แต่มันเป็นสิ่งลวงตาเท่านั้น

It turned out to be all delusion

สิ่งปลอมปลอม สิ่งลวงลวงที่หลอนสายตา

Phony and fake you name it deceiving you

ไม่มีทาง ไม่มีวันไขว่คว้า

Not a chance, no way to grasp it

เมื่อมันเป็นเพียงภาพลวงตา

Since it is all illusion

ที่แท้ทุกอย่าง ไม่ใช่ความสุขแท้จริง

None of these is unable to give you blissfulness


ไกลโพ้น มันไกลเหลือเกิน

Away, so far away out there

เรายังหลงเดินไม่มีจุดหมาย

We’re still lost with no way out


ไกลโพ้น มันไกลเหลือเกิน

Away, so far away out there

เรายังหลงเดินไม่มีจุดหมาย

We’re still lost, how blind we are


ไกลโพ้น มันไกลเหลือเกิน

Away, so far away out there

เรายังหลงเดินไม่มีจุดหมาย

We’re kept from our journey’s destination

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๑๖. คิดถึงเมื่อกลับมา



2565

2022



“อ้าว ๆ ไอ้สองคนนั้น ท่องบทกันไปก่อน อย่าให้เห็นว่าอู้กันนะเว้ย” เสียงรุ่นพี่ปีสี่ ผู้กำกับการแสดงละครเวทีงานครบรอบของมหาวิทยาลัย ร้องตะโกนสั่งสองนักแสดงนำที่ยืนอยู่บนเวที “ส่วนพวกฉาก พวกกำกับศิลป์ พวกมึงตามกูมานี่เลย มาคุยกับกูหน่อยสิ ว่าทำไมงานของพวกมึงถึงไม่คืบหน้ากันเลย” รุ่นพี่ผู้กำกับบ่นเสียงดังอย่างหัวเสีย เมื่อฉากที่เขาต้องการยังออกมาไม่ได้ดั่งใจ

“ฉากนี้เราอยากให้ทั้งสองคน แสดงความรู้สึกออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ” ผู้ช่วยผู้กำกับสาวลักษณะห้าวหาญทอมบอย แต่มีความละเมียดละไมอยู่ในที กำลังทำความเข้าใจกับฉากที่ดีนและเทปปันต้องเข้าบทส่งอารมณ์ให้กันและกัน “แต่ทีนี้ พอมันมาเป็นละครเวที มันก็ต้องเล่นให้ชัด ให้คนที่นั่งอยู่ด้านหลัง ไกลออกไป ได้รู้สึกได้มากเท่า ๆ กับคนดูที่นั่งอยู่ด้านหน้า” ดีนพยักหน้ารับทราบ ก่อนจะหันไปมองหน้าของเทปปันที่มีความกังวลแสดงออกมา

“ปัน ถึงแม้ว่าแกจะเป็นนายเอก แต่ฉากนี้แกจะต้องเล่นด้วยความเข้มแข็ง” ผู้ช่วยผู้กำกับกำชับกับเทปปัน “แกต้องเข้มแข็งทางอารมณ์ แม้ว่าแกจะอยากได้ยินคำว่ารักจากพระเอกมากขนาดไหน แต่แกก็ต้องซ่อนความรู้สึกนั้นเอาไว้จากท่าทาง” เทปปันฟังผู้ช่วยผู้กำกับ อธิบายความรู้สึกของตัวละครของเขาในเรื่อง

“แต่สายตาของแก กลับจะต้องบอกความจริงในใจของตัวละครออกมา” เทปปันได้ยินแบบนั้น แล้วก็ให้ต้องพะวงว่า เขาจะแสดงมันออกมาอย่างไรดี “แกเคยโดนจีบมั้ยปัน เคยมีใครบอกรักแกมั้ย” ผู้ช่วยผู้กำกับโพล่งถามเทปปันออกมา ทำเอาคนถูกถามถึงกับไปไม่เป็น ไม่รู้จะตอบออกไปอย่างไร โดยเฉพาะการมีดีนที่ยืนมองหน้า สังเกตอากัปกิริยาของกันอย่างซึ่ง ๆ หน้า

“แกน่ารักขนาดนี้ ไม่มีคนมาจีบได้ยังไงวะ งง” ไม่พูดเปล่า ผู้ช่วยผู้กำกับยังหันไปหัวเราะกับทีมงานที่เห็นพ้องด้วยคล้อยตามกัน อย่างเปิดเผยอีก เทปปันรู้ดีว่ากำลังโดนสายตาของดีนจับจ้องอยู่ จึงเลี่ยงไม่ยอมสบตากับอีกฝ่าย ส่วนดีนนั้น เขากำลังถามตัวเองว่า ไอ้ความรู้สึกที่วูบวาบอยู่ภายในใจนี้ ที่มันเกิดขึ้นทันทีหลังจากได้ยินคำถามนี้ของผู้ช่วยผู้กำกับ มันคืออะไรกัน

“ส่วนแก ดีน” ผู้ช่วยผู้กำกับหันมาพูดกับเขา “ตัวละครแกนั้น ใจอยากจะบอกความรู้สึกที่มีออกไป” ผู้ช่วยผู้กำกับหยุดนิดหนึ่ง เมื่อเห็นดีนมองเทปปันแบบไม่ละสายตา “เออ คงเอาไว้ คีพเอาไว้ เลี้ยงมันเอาไว้ ไอ้ความรู้สึกแบบนี้แหละ สายตาอย่างนี้เลย” ผู้ช่วยผู้กำกับนั้นมองเห็นได้ ว่าดีนนั้นกำลังเก็ทฟีล

“อยากบอกให้เขารู้ใจจะขาด ว่าลึก ๆ แล้ว รู้สึกกับเขายังไง” เสียงของผู้ช่วยผู้กำกับผ่านเข้ามาให้ดีนได้ยินเป็นระลอก “แต่ในกลับไม่กล้า กลัวไปหมด กลัวความรู้สึกของตัวเอง” ดีนมองไปที่เทปปัน ที่กำลังจงใจเลี่ยง ไม่ยอมสบตากับเขา เทปปันนั้นกำลังรู้สึกพลุ่งพล่านอยู่ในใจอย่างประหลาด

“และที่กลัวที่สุด ก็คือ” เสียงของผู้ช่วยผู้กำกับกำลังสร้างอารมณ์และบรรยากาศให้กับสองนักแสดงนำของเรื่อง “ที่กลัวที่สุด นั่นก็คือ กลัวเขาไม่รับรัก” ที่มันแปลกสำหรับดีนก็คือ เขารู้สึกสะท้อนอยู่ในอก เมื่อผู้ช่วยผู้กำกับพูดออกมาแบบนั้น “ดีน แกน่าจะมีประสบการณ์จีบสาวมาเยอะ” เทปปันได้ยินผู้ช่วยผู้กำกับพูดแบบนั้น ก็ผ่านสายตาเพียงแวบเดียว มองเร็ว ๆ ไปที่ดีน เห็นอีกฝ่ายมองมาที่เขา ในแววตาดูจะอยากบอกว่า มันไม่ใช่อย่างที่เทปปันคิด

“ในเรื่อง แกต้องทำเหมือนว่าแกสับสน ทั้ง ๆ ที่แกเองไม่ได้สับสน แกรู้ตัวอยู่แล้ว ว่าแกชอบนายเอก ชอบมาตลอด ชอบเพียงคนเดียวเท่านั้น” ดีนถึงกับต้องกลืนน้ำลายลงคอ เมื่อนึกถึงความเป็นจริงบางอย่างขึ้นมา ความเป็นจริงที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า “แกโกหกตัวเอง” ผู้ช่วยผู้กำกับอธิบายถึงสถานการณ์ของตัวละครพระเอกในเรื่อง ให้ดีนได้เข้าใจ

“แต่ในเรื่อง แกต้องจีบผู้ชาย คนที่แกรักคือผู้ชาย นายเอกของเรื่อง แกไม่สนหรอกเรื่องนั้น แกแค่อยากได้รักกัน แค่ได้รักกันก็พอ” ผู้ช่วยผู้กำกับดึงข้อมือของดีน ให้ยื่นไปด้านหน้า ก่อนจะดันให้ดีนพลิกมือแบขึ้น “ความรู้สึกรักที่มันเอ่อจนล้นใจ ความผูกพันที่เกิดจากความชิดใกล้ ต้องการอยากจะปกป้องและดูแล” มือของเทปปัน ถูกนำมาวางไว้บนมือของดีน

เทปปันมองตามมือของตัวเอง ที่ผู้ช่วยผู้กำกับดึงมาวางประกบเอาไว้กับมือของอีกฝ่าย พลันความประหลาดก็ได้เกิดขึ้น มันคลับคล้ายคลับคลากับเมื่อตอนที่ทั้งสองคน นั่งฟังบทสวดที่วัด ดีนทำตาโต เมื่อรู้สึกเช่นเดียวกันกับเทปปัน พื้นเวทีที่ทั้งสองคนนั้นยืนอยู่ เริ่มสั่นไปหมด ดีนและเทปปันหันไปมองคนรอบ ๆ ข้าง แต่ทุกคนกลับดูไปแล้ว ไม่ได้แตกตื่นหรือรับรู้กับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า

พระคุณเจ้านำสวดภาษาบาลีบทต่าง ๆ ผ่านมากว่าชั่วโมงแล้ว ดีนขยับตัวแล้วขยับตัวอีกด้วยความเมื่อยขบ เขาเหลือบตาดูเทปปันที่นั่งนิ่ง หลังตรง แทบจะไม่ยุกยิกใด ๆ เลย ด้วยความทึ่ง ในขณะที่ดีนเอง ต้องดันตัวเองให้ขึ้นจากพนักพิง เพราะเขาไหลตัวลงไป เหยียดขายาวออกไปด้านหน้าอย่างคร้าน ๆ

“ฉันเมื่อยมาก ขอพิงหน่อยสิ” ดีนหันไปทำกระซิบกระซาบกับเทปปัน ที่ทำเสียงจุ๊ปากใส่เขาทันทีที่ดดีนชวนคุย “อย่าเสียงดังสิ” เทปปันดุอีกฝ่ายเข้าให้ ดีนดันตัวเองขึ้นนั่งตรง ๆ “ก็ถ้าเธอให้ฉันนั่งพิง” ดีนพูดได้เพียงเท่านั้น เมื่อบทสวดขออโหสิกรรมดังขึ้น ดีนรู้สึกถึงเก้าอี้ที่ตัวเองกำลังนั่งอยู่ ขาเก้าอี้มันขยับสั่นได้เอง

“นั่งดี ๆ ได้มั้ย อย่าสั่นขาเล่นสิ” เทปปันที่เริ่มเสียสมาธิ เพราะรู้สึกถึงอาการสั่นและขยับของเก้าอี้ นึกไปว่า น่าจะเป็นเพราะดีน ที่นั่งสั่นขากระดิกเท้าเล่น ก่อนที่เทปปันจะหันไปสบตากับดีนที่มองมาอยู่ก่อนแล้ว เทปปันก้มลงไปมองที่พื้น ภาพที่เห็นก็คือ ดีนนั้นยกเท้าทั้งสองข้างลอยขึ้นจากพื้น แต่พื้นตรงที่ทั้งสองนั่งอยู่กลับสั่งแรงขึ้นเป็นทวีคูณ

ดีนรีบหันไปมองรอบ ๆ ผู้มาร่วมงานบุญ ต่างดูนิ่งเฉย ไม่ได้มีท่าทีแตกตื่นไปกับการที่พื้นของบริเวณพิธีนั้น กำลังสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นแบบนั้น แต่อย่างใด ดูแล้ว มีเพียงแค่เขาและเทปปันเท่านั้นที่รู้สึก ทั้งสองหันซ้ายหันขวา แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าคนอื่น ๆ จะสังเกตเห็นอาการตระหนกของทั้งคู่แต่อย่างใด กลับเป็นว่า ทุกคนยังคงนั่งฟังพระสวดด้วยใบหน้าที่อิ่มเอิบบุญ

“ดีน” เทปปันเผลอหลุดเรียกชื่อของอีกฝ่าย เมื่อพื้นมันสั่นแรงมากขึ้นจนน่ากลัว “ปัน จับเอาไว้” เทปปันที่ได้ยินดีนร้องบอก ก็เอื้อมมือไปจับมือของดีนเอาไว้ ทันทีที่ทั้งสองจับมือกัน ทุกอย่างโดยรอบนั้นกลับดูนิ่งสงัด ทุกอย่างเหมือนหยุดเคลื่อนไหว ภาพที่ก่อนหน้าเป็นภาพของเหล่าผู้มาร่วมงานบุญนั้นเลือนหายไป

เทปปันรู้สึกตัวอีกที เขาก็จำได้ว่า นี่เป็นสถานที่เดิมที่เขาเห็น จากเมื่อครั้งงานบุญที่วัด มาครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน จากภาพการซ้อมละครบนเวที ตอนนี้เทปปันนั่งอยู่บนเก้าอี้ในที่ที่หนึ่ง ที่รอบข้างปกคลุมไปด้วยความมืด แต่แปลกที่เทปปันมองเห็นสิ่งรอบข้างได้ชัดเจน ในระยะห่างไปไม่เกินสองช่วงแขน

เทปปันเงยหน้ามองไปที่ด้านบน เชือกสีขาวที่ผูกเอาไว้แบบพาดกันไปมา เหมือนกับที่งานบุญยังคงอยู่ เหมือนกับตอนที่เขาเห็นครั้งก่อน แต่วันนี้มีเชือกเส้นหนึ่ง มันเรืองแสงขึ้นมา เชือกเส้นนั้นปลายเชือกหายเข้าไปในความมืดด้านหน้า เทปปันลุกขึ้นยืน เดินไปหยุดอยู่ใต้เชือกเส้นนั้น มองมันด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะเห็นเชือกสีขาวเรืองแสงนั้นขยับสั่นเบา ๆ เทปปันมองตามไปอีกครั้ง ก่อนได้ยินเสียงเรียกชื่อของใครบางคน ดังมาจากที่ไกล ๆ

แรงดึงแผ่วเบา ทำให้เทปปันก้มหน้าลงมองที่มือของตัวเอง ด้านสีแดงเส้นบาง ๆ เส้นหนึ่ง ถูกร้อยผูกเข้ากับนิ้วก้อยมือซ้ายของเขา มันมีแรงดึงเบา ๆ เกิดขึ้น เทปปันไล่สายตาไปตามด้ายสีแดงนั้น เช่นกัน ที่ปลายอีกด้านหนึ่ง พุ่งหายเข้าไปในความมืดเบื้องหน้า เทปปันได้ยินเสียงเรียกชื่อใครบางคน ดังแว่วผ่านมาจากความมืดนั้น

อะไรบางอย่าง ดึงดูดความอยากรู้ของเทปปันให้เพิ่มมากขึ้น เขาอยากจะสิ้นความสงสัย ว่ามันมีอะไรกันแน่ ที่อยู่ลึกเข้าไปด้านหลังม่ายสีดำสนิทที่อยู่เบื้องหน้า แรงกระตุกที่เทปปันรู้สึกได้ที่นิ้วก้อยของเขา ทำให้เทปปันตัดสินใจละความกลัว ก้าวเท้าไปข้างหน้า หนึ่งก้าว สองก้าว รับรู้ได้ว่า ตัวของเขากำลังเดินเข้าหาความมืดสนิทนั้น โดยมีแค่เพียงเชือกสีขาวเรืองแสงด้านบนศีรษะทำทาง และมีด้ายสีแดงเส้นนี้นำใจ

เทปปันสืบเท้า ค่อย ๆ เดินไปข้างหน้าฝ่าความมืดอย่างระมัดระวัง ใจเต้นแรงโครมครามไปหมด เมื่อคิดว่า ตัวเองกำลังจะได้เจอกับอะไรที่ด้านหน้านั่น แสงเรืองจากเชือกสีขาวเส้นที่อยู่ด้านบนหัว พอจะทำให้อุ่นใจได้บ้าง ว่าอย่างน้อยก็ยังมีที่พึ่ง พอให้คลายความกลัวลงไปได้บ้าง แม้ว่าจะไม่รู้เลย สิ่งใดกัน ที่กำลังรอคอยเขาอยู่

อาจจะเป็นสิ่งของ อาจจะเป็นคน หรืออาจจะเป็นอะไรก็ได้ที่อีกฝั่งของความมืดนี้ แต่เขาก็อยากรู้ ท่ามกลางความกังวลและความหวาดหวั่นที่กำลังรุกเร้าความรู้สึก ความอยากรู้มันฆ่าคนได้ มันไม่ได้ต่างอะไรกับที่เทปปันกำลังทำอยู่นี่เลย แรงดึงจากเส้นด้ายสีแดงแรงขึ้น เมื่อเทปปันก้าวเท้าเร็วขึ้น มันเหมือนกับว่า ด้านสีแดงเส้นนี้ก็กำลังกระตุ้นและผลักดันให้เทปปันเดินต่อไป จนกว่าความสงสัยในหัวใจจะสิ้นลง

เทปปันเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ มันเหมือนกับทางเดินนั้นไม่มีที่สิ้นสุด เชือกสีขาวเรืองแสงที่เขาใช้มันเป็นเครื่องนำทาง ความยาวของมันก็ดูจะไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แปลกแต่จริง เพราะเขารู้ดีว่า เขาไม่ได้กำลังฝันอยู่ เชือกที่ไหนจะยาวได้ขนาดนี้ และใครกันที่สามารถผูกเชือกที่มองไม่เห็นปลายทั้งสองข้าง ได้อย่างน่ามหัศจรรย์

แถมยังด้านสีแดงนี่อีกล่ะ เทปปันมองเห็นด้ายสีแดงกระตุกดึงนิ้วก้อยซ้ายของเขาเบา ๆ เป็นระยะ ๆ เทปปันก้าวเท้าเร็วขึ้น เขาอยากจะรู้แล้ว ว่าที่อีกฝั่งนั้น มันมีอะไรกันแน่ จะดีจะร้าย จะเป็นจะตายอย่างไร เขาขอรับรู้มันเสียเลยในวันนี้ จากคราวที่แล้ว ที่ทุกอย่างมันหยุดลง ที่เขาและดีน ถูกคนที่มาในงานพิธีช่วยพยุงให้ลุกขึ้นจากพื้น เพราะคิดว่าพวกเขาทั้งสองคนนั้น ผล็อยหลับไปเพราะง่วงนอนจากเสียงพระสวด จนร่วงตกจากเก้าอี้

ทันใดนั้น จู่ ๆ ที่ด้านหน้าของเทปปัน เงามืดที่ปกคลุมอยู่ เริ่มจะคลายตัวลงและค่อย ๆ มีแสงสว่างเรื่อขึ้น เชือกขาวด้านบนที่นำทางเขามา หายไปต่อหน้าต่อตา เทปปันก้มลงมองที่ด้านสีแดง มันมีแรงดึงที่ทำให้ตัวเขาถึงกับต้องรีบเดินให้ไว้ขึ้น มาคราวนี้ มันแปลกประหลาดเหลือเกิน ที่อยู่ ๆ พื้นที่เทปปันรู้สึกว่าตัวเองเหยียบอยู่ กลับมลายหายไป เขารู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ และทันใดนั้น เทปปันก็รู้สึกว่า ตัวเองได้ร่วงตกจากที่สูงจนวูบวาบไปทั่วท้อง

“เธอก็เดินตามเชือกสีขาวมีแสงนั่นมาใช่มั้ย” เทปปันตกใจที่อยู่ ๆ คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา ก็คือดีน ที่ตอนนี้เทปปันบีบมือทั้งสองของดีนจนแน่น “ทำไมเธอรู้” เทปปันถามดีนออกไป สีหน้าของดีนเองก็บ่งบอกถึงความประหลาดใจไม่แพ้กัน “แล้วด้ายสีแดงที่นิ้วก้อยล่ะ” เทปปันถามขึ้น มองไปที่มือของตัวเองที่จับกับมือของดีน

“เธอก็เห็นมันเหมือนกัน” ดีนพูดขึ้น สบตาเข้ากับเทปปัน เมื่อทั้งสองยืนอยู่คนละฟากฝั่ง และเดินเข้าหากันจนมาบรรจบ ณ ที่ตรงนี้ “สองคนมันอิมโพรไวซ์บทหรือยังไงวะ” รุ่นพี่ผู้กำกับที่เดินมาสมทบกับผู้ช่วยของเขา พลิกหาในบท “แต่มันได้อารมณ์ดีนะ เหมือนสองคนนี้ มันได้กลับมาเจอกันอีกครั้งจริง ๆ” ผู้ช่วยผู้กำกับรู้สึกถึงสายตาที่ทั้งดีนและเทปปันใช้มองกัน ว่ามันดีมาก ดีจนคิดว่า นี่มันไม่ใช่แค่การแสดง

“ไม่อยากเป็นพี่แล้ว ได้ไหม” ดีนบอกกับเทปปัน ด้วยประโยคที่อยู่ ๆ ก็ผุดขึ้นมาในความคิด เทปปันพอได้ยินประโยคนั้น ก็รู้สึกเหมือนถูกลมเย็น ๆ พัดเข้าต้องกับผิว มันเหมือนกับว่า เขาเคยได้ยินประโยคนี้จากที่ไหนสักแห่ง จากใครสักคน จากช่วงเวลาหนึ่งเวลาใด ที่ไม่แน่ใจว่า ทำไมมันถึงมีผลต่อหัวใจของเขาอยู่ในตอนนี้

******************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=dtwJQF98lHs


Hey ข้างบนนั้น

Hey, you up there

อากาศมันคงจะดีใช่ไหม

The weather is fine, isn’t it?

รู้ คนอย่างฉัน

I know that I

ไม่มีวันที่จะได้ขึ้นไป

Can’t bump myself up where you are


แม้ฉันพยายามจะทำเท่าไร

Though I may as well try so hard

ดูเหมือนมันไม่มีประโยชน์อะไร

But it turns out to be all useless

และมันคงเป็นได้เพียงแค่ฝัน

It can only stay in a dream

แม้ฉันพยายามจะเดินเข้าไป

Even I manage to walk right through

เหมือนว่าเธอก็จะยิ่งห่างไปไกล

To you, still we’re very far from it

ไม่มีทาง

Just no way


อยากเป็นคนนั้นคนที่เธอรัก

Wish I would be the one you love

ต้องเป็นคนแบบไหน

What in a man you’re searching for?

จะมีทางไหนที่ทำให้เธอ

What more can I do to make you,

มองที่ฉันบ้างไหม

Look right at me?

ฉันยินดีจะทำ ฉันจะทำ

I’m more than happy to do it, I’ll do it

แม้ยากเย็นเท่าไหร่

It will be so darn difficult

หรือไม่ว่าจะทำยังไง

Or it’s an out-of-this-world quest

ก็เป็นได้แค่คนนอกสายตา

You’re still way out of my league


ไม่มีทางขึ้นไปบนฟ้า

Can’t stay up there with you

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๑๗. คิดถึง (ที่) รัก



2565

2022



“เข้ามาสิ ห้องรกหน่อยนะ” ตฤณดันประตูห้องให้เปิดค้างเอาไว้ ก่อนจะขยับเท้าเพื่อหลีกให้อีกฝ่ายเดินเข้ามาด้านใน “ห้องกว้างดีจัง” วินที่เดินตามเข้ามากล่าวชมห้องพักของอีกฝ่าย “ตกแต่งสวยอีกต่างหาก” วินเอ่ยชมอีกครั้ง เมื่อกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้อง ก่อนจะสบตากับเจ้าของห้อง ที่ปิดประตูตามหลังมา

“ขอบคุณนะครับ” วินกล่าวกับตฤณ ด้วยแววตาที่ดูหยอกล้ออยู่ในที “ขอบคุณเรื่องอะไร” ตฤณถามกลับไปด้วยความสงสัยในคำพูดนั้นของเด็กหนุ่ม “ก็ขอบคุณ” เหมือนกับว่าตฤณเอง กลับเป็นฝ่ายหลงกลอีกฝ่าย เมื่อวินตอบกลับมาว่า “ก็ขอบคุณที่พาวินขึ้นห้องนอน” ไม่ใช่แค่แววตาที่มันมีความซุกซนเหมือนลูกแก้วกลิ้งไปมาอยู่ในนั้น

“พาผู้ชายขึ้นห้องนะเรา” แต่น้ำเสียงของวินที่ใช้ ที่ตฤณได้ยิน มันมีอะไรบางอย่างที่ไหววนอยู่เช่นกัน ที่ทำให้ตฤณเหมือนว่ากำลังคุยกับเพื่อนเก่า ที่ห่างหายกันไปนาน ใช่แล้ว ห่างหายกันไปนานแสนนาน “ยินดีที่ได้เป็นคนแรกเสมอ” เสียงพูดของวินนั้นฟังดูภูมิใจอยู่ไม่ใช่น้อย

“รู้ได้ยังไงว่าเป็นคนแรก” ตฤณที่อยู่ ๆ ก็เกิดใจเต้นตึกตักขึ้นมา รีบพูดเร็วปรื๋อ ก่อนจะเดินไปที่เคาน์เตอร์ส่วนครัวฝรั่งที่สั่งให้ช่างทำขึ้นพิเศษ “รู้มาว่าหวงห้องมาก” วินพูดพลางมองตามอีกฝ่ายที่ทำท่าว่าไม่ได้ยินที่เด็กหนุ่มพูด ตฤณเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์ครัวนั้น กับประโยคของเด็กหนุ่มที่แทรกตัวเข้ามาติดอยู่ในความคิด

ตฤณหันกลับไปมองวิน เด็กหนุ่มร่างสูงยิ้มให้เขาอย่างเปิดเผย มันเป็นรอยยิ้มที่ตฤณเองก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ดูแล้วสบายตาสบายใจ ตฤณหยิบเอาแก้วไวน์ราคาแพงระยับเข้าไปเก็บเอาไว้ในตู้ด้านบน สายตามองตามไปที่วิน ที่กำลังเดินดูนั่นดูนี่ เหมมือนกับกำลังสำรวจห้องไปในตัว

“ที่ไหนเนี่ย” วินร้องถาม มองมาที่ตฤณให้รู้ว่า เด็กหนุ่มถามขึ้นเพื่อต้องการคำตอบจริง ๆ “ญี่ปุ่น” ตฤณตอบเด็กหนุ่มกลับไป วินหันกลับไปมองรูปถ่ายในกรอบเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะกลมเล็ก ๆ ลำลองนั้น ก่อนที่ตฤณจะเห็นเด็กหนุ่มเดินตรงไปที่กรอบรูปอีกบาน ที่ตั้งอยู่ที่บนตู้โชว์ ดูแยกจากรูปอื่น ๆ อย่างตั้งใจ

“แล้วรูปนี้ล่ะ ที่ไหน” เสียงวินถามขึ้น ในน้ำเสียงฟังแล้วสั่น ๆ เหมือนกับมันมีผลกับความรู้สึกของเด็กหนุ่มเสียแบบนั้น “ดอยเสมอดาว” ตฤณตอบออกไปเบา ๆ เห็นวินพยักหน้าน้อย ๆ ก่อนจะได้ยินเด็กหนุ่มถามขึ้นอีกครั้ง โดยไม่ได้หันกลับมามองตฤณ “ไปกับใคร บอกได้มั้ย” วินถามออกไป ก่อนจะเม้มปากแน่น เหมือนรอคอยคำตอบที่เด็กหนุ่มเอง อาจจะไม่ได้เป็นไปอย่างที่คาดหวังเอาไว้

“ไปคนเดียว” แปลกใจอยู่เหมือนกัน ตฤณรู้สึกได้ในทันที ว่าคำตอบนี้เขาอยากที่จะบอกความจริงออกไป ไม่อยากให้อีกฝ่ายฟังคำตอบอื่นใด “ไม่ได้ชวนใคร ตอนนั้นอยากไป ก็เก็บกระเป๋าไปเลย ไม่ได้วางแผนเสียด้วยซ้ำ” ตฤณเล่าถึงปุบปับแพลนของเขา เมื่อปลายปีนั้น ที่เขามีเวลาว่างยาวติดกับหนึ่งสัปดาห์เป็นปีแรก

“สนุกมั้ย” วินถามขึ้น หันมามองตฤณอีกครั้ง และเขารู้ตัวว่าตอนนี้เขายิ้มออกแล้ว “ถือเป็นทริปเที่ยวที่ดีที่สุด เท่าที่เคยไปมา” ตฤณตอบไปตามความจริงอีกครั้ง อากาศบนดอยที่หนาวเหน็บ แต่กลับอบอุ่นใจไม่คลาย ซึ่งนั่นตรึงอยู่ในความคิด และยังคงติดอยู่ในความรู้สึกของตฤณจนถึงตอนนี้

“น่านสิ” วินพูดทำเสียงยานคาง ล้อไปกับชื่อจังหวัดที่ดอยเสมอดาวตั้งอยู่ ตฤณเองยังหลุดหัวเราะออกมา เมื่อรู้ว่าเด็กหนุ่มจงใจและต้องการที่จะให้เป็นแบบนั้น วินรู้สึกดีและเขาฟังที่ตฤณเล่าด้วยความรู้สึกเพลิดเพลิน อะไรบางอย่างทำให้เด็กหนุ่มรับรู้ได้ว่า ตฤณเริ่มผ่อนคลายขึ้นที่ได้อยู่ใกล้กันกับเขา

“จริง ๆ ถ้าได้ไปกับใครสักคน มันคงจะดีไม่น้อย” ตฤณเผลอพูดสิ่งที่ยังคงค้างคาอยู่ในความคิดออกมา “คนที่ยังอยู่ในใจน่ะหรือ” วินถามขึ้น สายตาที่มองมาที่ตฤณ ไม่มีแววล้อเล่นอย่างเคย ตฤณเมื่อรู้ตัวว่าอาจจะแชร์ความรู้สึกออกไปมากเกิน ก็ทำเหมือนไม่ได้ยินประโยคคำถามของเด็กหนุ่มไปเสียอย่างนั้น

“เวลาเกือบสามสิบปี เกิดอะไรขึ้นมาตั้งมากมายสินะ” เสียงพูดของวิน ฟังดูเหมือนกับคนรุ่นราวคราวเดียวกันกับตฤณ กำลังสนทนาอยู่กับเขา ตฤณเสหันไปหยิบผ้ามาเช็ดที่เคานเตอร์เพื่อเลี่ยงการสบตากับอีกฝ่าย วินขยับเดินเข้ามาหาตฤณ มองเห็นว่าอีกฝ่ายจงใจไม่หันมามอง ทำเช็ดนั่นจัดนี่กับของที่อยู่ตรงหน้า ทั้ง ๆ ที่ทุกอย่างก็ดูเป็นระเบียบสะอาดสะอ้านอยู่แล้ว

“นี่เราจะเริ่มสอนเริ่มเรียนกันได้หรือยัง” ตฤณเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ใกล้ ๆ ก็แกล้งพูดขึ้น เบนเข็มให้การสนทนาเปลี่ยนไปเรื่องอื่น “ตฤณรีบหรือ” เจ้าของชื่อต้องหันไปมองอีกฝ่ายเมื่อได้ยินคำถามแบบนั้น “แต่วินไม่รีบ” เด็กหนุ่มพูด ทั้ง ๆ ที่ข้อตกลงคือ ค่าจ้างจะถูกคิดเป็นรายชั่วโมง ยิ่งนานมากเท่าไหร่ ใช้เวลานาน เสียเวลาไปมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งแพงขึ้นเท่านั้น

“ผมรู้ว่าคุณรวย แต่ว่า” ตฤณพยายามจะพูดให้อีกฝ่ายเข้าใจ “ถ้าอย่างนั้นก็รู้แล้วนะ ว่าวินไม่สนว่าการได้ใช้เวลาอยู่กับตฤณ มันจะแพงแค่ไหน” คำพูดนั้น หากในสถานการณ์อื่น ตฤณคงคิดได้แค่แง่เดียว ว่าเด็กหนุ่มคงเป็นแค่ลูกเศรษฐี ที่อวดรวยไปตามประสา แต่กับครั้งนี้ ที่มันมีความรู้สึกอื่น ๆ ประกอบด้วย ถ้าจะพูดแบบไม่โกหกกัน ตฤณกลับรู้สึกดีอย่างประหลาดที่ได้ยินวินพูดแบบนั้น

“ใช้แต่ครัวฝรั่ง กินแต่อาหารฝรั่งแล้วหรือเดี๋ยวนี้” วินถาม พลางลูบมือไปตามไอส์แลนด์ครัวนอกที่ตฤณสั่งทำมาด้วยราคาแพงหูฉี่ “ก็ถ้ารีบ ๆ ทำอะไรง่าย ๆ กิน มันก็สะดวกดี เร็วด้วย แป๊บเดียวก็ได้กินเลย ไม่เสียเวลา” ตฤณบอกกับอีกฝ่ายไปตามความจริง ชีวิตที่เร่งรีบ มันก็ทำให้การใช้ชีวิตในช่วงก่อนหน้ากับเดี๋ยวนี้ เปลี่ยนแปลงแตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง

“ครัวไทยอยู่ด้านหลังใช่มั้ย” วินถามเสร็จ ก็ออกเดินนำเจ้าของห้องไป ตฤณเดินตามเด็กหนุ่มไปที่ห้องครัว ที่อยู่ติดระเบียงด้านหลัง โดยไม่ทักท้วงใด ๆ ทั้ง ๆ ที่ตฤณไม่เคยให้ใครได้ย่างกราย ล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวของเขาได้มากขนาดนี้มาก่อน “ไหนมีอะไรกินบ้าง” ตฤณมองวิน ที่อีกฝ่ายเหมือนกับเด็กชายตัวน้อย ๆ ที่มองหาของกินในครัว

“ไม่ค่อยได้ทำ ก็เลยไม่ได้ซื้ออะไรติดไว้เลย” ไม่พูดเปล่า ตฤณเดินไปเปิดตู้เย็นไซด์บายไซด์ขนาดใหญ่ให้วินดู ว่าเขาไม่ได้โกหกแต่อย่างใด “หิวจัง” วินพูดพลางทำหน้าตาน่าสงสาร “ทำอะไรให้วินกินหน่อย นะครับตฤณ” ก่อนจะพูดออดอ้อนอีกฝ่าย รบเร้าจนตฤณต้องยอมตอบตกลงออกไป

“แต่มีข้อแม้นะ” ตฤณมองหาของในตู้เย็น และคิดว่าเขาพอจะทำอะไรให้เด็กหนุ่มแก้หิวไปก่อน “ออกไปนั่งรอข้างนอก อย่าเกะกะในนี้” ตฤณออกคำสั่ง ด้วยแต่ไหนแต่ไรเวลาเขาทำอาหาร ตฤณไม่ชอบให้มีคนมาวุ่นวายในครัวของเขา “ขออยู่ดูไม่ได้หรือ” วินร้องขอข้อแม้ แต่สุดท้าย ก็ต้องยอมออกจากครัวตามที่เจ้าของห้องยื่นคำขาด

“มาแล้ว” ใช้เวลาเพียงไม่นาน เมนูที่ส่งกลิ่นหอมฉุยลอยออกมาจากส่วนครัว ก็ถูกนำมาวางไว้ตรงหน้าของวิน “โห น่ากินสุด ๆ” ในชามกลมสีขาวใบใหญ่ อย่างที่ร้านอาหารหรู ๆ ใช้กัน มันคืออาหารสุดแสนที่จะธรรมดาที่สุด แต่หน้าตาน่ากินมากที่สุดในความรู้สึกของวิน ตฤณส่งช้อนสั้นและตะเกียบให้กับเด็กหนุ่ม

“ขอบคุณนะครับ” คำขอบคุณของวิน ทำให้ตฤณกระหวัดนึกถึงใครบางคน “ในตู้เย็นมีเหลือแค่หมูบด ก็เลยทำได้แค่นี้ ไม่รู้จะอร่อยหรือเปล่านะ” ตฤณพูดออกตัว ตั้งใจจะพูดออกไปด้วยว่า 'ไม่ได้ทำนานแล้ว' แต่ก็เลือกที่จะเงียบเสียงลง “โอ้โห” วินที่มองดูเมนูที่ส่งกลิ่นหอมยั่วยวนร้องออกมา

“นอกจากจะน่ากินมาก ๆ แล้ว ยังเหมือนต้นฉบับอีกต่างหาก” ที่วินพูด นั่นคือการที่ตฤณนั้น ทำหมูสับแผ่นกลม ๆ วางโปะลงบนเส้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้เหมือนเป๊ะ “ก็เห็นในโฆษณามาตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก เคยดูมั้ย มันว่ายังไงนะ อ้อ เสียงอะไรน่ะ เสียงหมูสับ” ตฤณพูดพลางหัวเราะออกมา เมื่อจำได้ดีถึงโฆษณาที่เคยดูเมื่อนานมาแล้ว ที่ตอนนั้นที่ผลิตภัณฑ์นี้ออกมาขายใหม่ ๆ ตฤณยังนึกว่าในห่อแถมหมูสับแบบนี้มาให้เลยด้วยซ้ำ

“เคยมีคนเขาบ่น ว่าตอนที่ผมทำบะหมี่นี่แรก ๆ มันไม่เห็นจะเหมือนกับที่ดูในทีวี” ตฤณระลึกถึงความหลัง ครั้งยังสมัยวัยรุ่น “ผมก็เลยไปฝึกทำอยู่นาน ฝึกแล้วฝึกอีก ต้องการที่จะทำให้เหมือน ทำไปกินไปจนเอียนบะหมี่กันเลยทีเดียว” ตฤณพูดกลางนึกขำตัวเองเมื่อครั้งก่อนนั้น ด้วยว่า ต้องการที่จะทำเอาใจใครคนหนึ่งคนนั้น

“ฟังแล้วอิจฉาคนคนนั้นจัง” ตฤณละสายตาจากชามบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขึ้นสบตากับวิน “อยากให้ตฤณทำแบบนี้ให้วินกินบ่อย ๆ” เด็กหนุ่มบอกออกไปตามสิ่งที่เขาอยากให้เป็น “เคยทำได้เหมือนแค่เพียงครั้งเดียว” ตฤณพูดออกไป “แล้วก็ไม่ได้ทำอีกเลย จนมาวันนี้” วินฟังที่ตฤณพูดออกมาเงียบ ๆ สีหน้าและแววตาของตฤณเจือไปด้วยความเศร้าอย่างปิดเอาไว้ไม่มิด

“อร่อย” วินกล่าวชม หลังจากตักมันเข้าปากไป “ไม่ได้กินอร่อย ๆ แบบนี้มานานแล้ว” ตฤณมองดูเด็กหนุ่มคีบเส้นบะหมี่เข้าปากด้วยความรีบร้อน “กินช้า ๆ เดี๋ยวสำลัก เป่าก่อน เดี๋ยวมันลวกปาก” พอตฤณพูดดุอีกฝ่ายจบ ก็เดินไปรินน้ำดื่มใส่แก้วมาให้กับวิน เด็กหนุ่มใบหน้าเปื้อนยิ้ม เพราะกำลังกินเมนูที่แสนจะถูกใจ ทั้งรสชาติของอาหารในชาม และอาหารตาที่อยู่ตรงหน้าเขา

ตฤณเดินกลับออกมาจากครัวไทยด้านหลัง เพื่อเก็บล้างชามบะหมี่จนเรียบร้อย เขาขยับกำลังจะเรียกเด็กหนุ่ม ก่อนจะเห็นว่าวินนั้น นอนเหยียดยาวบนโซฟาตัวยาว ผล็อยหลับไปแล้ว ตฤณเดินมาหยุดอยู่ที่ด้านข้าง มองดูใบหน้าของเด็กหนุ่มที่ดูไม่กวนโมโห เท่าตอนที่ตื่น ตฤณทรุดตัวลงนั่งตรงที่ว่างของโซฟา มองดูใบหน้าของเด็กหนุ่มอย่างเงียบ ๆ

“ขอต่ออีกหน่อยนะ อีกห้านาที” วินขยับตัวใช้มือโอบกอดเอวตฤณเอาไว้ ก่อนนะซุกหน้าเข้าหาตักของอีกฝ่าย พูดขอเวลางีบต่ออีกหน่อย ตฤณที่ได้ยินคำพูดนั้นของวิน บวกกับกิริยาท่าทางที่แสดงออกมาของเด็กหนุ่ม ทำเอาตฤณถึงกับต้องรีบเบือนหน้าไปอีกทาง เมื่ออยู่ ๆ น้ำตาอุ่น ๆ ก็ไหลออกมาจากสองหน่วยตา จนอาบแก้มไปหมด

วินลืมตาขึ้น เมื่อหยาดน้ำตาใส ๆ ของตฤณ ร่วงหล่นลงบนแก้มของเขา วินรีบหยัดตัวลุกขึ้น เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังร้องไห้อยู่ แม้ว่าตฤณจะพยายามปาดน้ำตาให้หมดไปอย่างลวก ๆ แต่ใจเจ้ากรรม มันกลับยิ่งหวนนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา หยดน้ำตาก็ร่วงเผาะลงอย่างไม่อาจจะห้ามได้

“ร้องไห้กับวินก็ได้นะตฤณ ร้องเถอะ ปล่อยมันออกมา อย่าเก็บเอาไว้” วินที่รั้งตัวของตฤณที่พยายามจะลุกเดินหนีเอาไว้ พูดด้วยเสียงที่อ่อนโยน ก่อนจะโอบกอดตัวของตฤณ ให้อีกฝ่ายซุกเข้ากับแผงอกกว้างของตัวเขา ตฤณที่รู้ดีว่ามันยากเหลือเกิน กับการจับเรื่องราวทุกอย่างยัดกลับเข้าไปในซอกหลืบของหัวใจ ที่ตฤณเคยคิดว่า เขาได้ปิดตายและขังลืมมันไปแล้ว

*****************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย Jay J

https://www.youtube.com/watch? v=xXUFl-hDG2g



ถ้าเธอรักใครคนหนึ่ง เธอเองจะรู้หรือเปล่า

If you ever love someone, will you then know?

ว่ารักของเธอชั่วคราวหรือรักของเธอยาวนานกว่านั้น

That your love serves for a limited time or that it is for a longer period

ถ้าเธอพบใครคนหนึ่ง ที่เธอให้ความสำคัญ

If you ever meet someone, and that one really matters to you

เมื่อเธอสบตาคู่นั้นเธอรู้สึกอย่างไร

To meet someone’s gaze, what that makes you feel?


รักหนึ่งอาจเกิดด้วยใครลิขิตหรือมันอาจเกิดด้วยตาต้องใจ

One love can be destined, or else it is love at first sight

หรือมันอาจเกิดด้วยเหตุผลใด ใครเล่าเลยใครจะเลยล่วงรู้

Then there can be other reasons, who will be able to predict it?

อาจเกิดเพราะใครกำหนดหรือใครขีดกฎเกณฑ์ไว้ให้เจอ

It can turn out it’s because of a mighty power or that it is predetermined

ให้เราต้องพบกันอยู่เสมอ ทุกครั้งไป

That we do have to be together, as always


ถ้าเธอรักใครคนหนึ่ง เธอเองจะรู้หรือเปล่า

If you ever love someone, will you be able to realize?

ว่ารักของเธอชั่วคราวหรือรักของเธอยาวนานกว่านั้น

That your love is such impermanent or it stays forevermore

ถ้าเธอพบใครคนหนึ่ง ที่เธอให้ความสำคัญ

If you ever meet someone and you know that this is the one,

เมื่อเธอสบตาคู่นั้นเธอรู้สึกอย่างไร

How do you feel when the eyes are met?


เมื่อรักผลิบานในความรู้สึก เธอไม่ต้องตรึกตรองลึกลงไป

When love’s blooming and flourishing, no need to lose your sleep over it

ขอเธอติดตามฟังเสียงหัวใจ พาล่องลอยไปจนไกลดุจฝัน

Just follow the voice in your own heart and let it freewheel and dream away

เมื่อรักไม่อาจกำหนด และไม่อาจกดเก็บไม่ให้เกิด

Since love may not be designed and cannot be held back and whatnots

เธอเพียงแค่ปล่อยให้ใจเตลิด ลอยไป

All you do is let your heart be free and float on air


ถ้าเธอรักใครคนหนึ่ง เธอเองจะรู้หรือเปล่า

If you ever fall in love, will you then know?

ว่ารักของเธอชั่วคราวหรือรักของเธอยาวนานกว่านั้น

That your love serves for a limited time or that it is for a longer period

ถ้าเธอพบใครคนหนึ่ง ที่เธอให้ความสำคัญ

If you ever see someone, and that’s how your feet getting swept off

เมื่อเธอสบตาคู่นั้นเธอรู้สึกอย่างไร

To meet someone’s gaze, doesn’t that make you feel amazed?


ถ้าเธอรักใครคนหนึ่ง แลติดตราตรึงหัวใจ

If you ever fall head over heels, your heart is all that is imprinted

ความรักจะเกิดขึ้นมาแบบไหนอย่างไรคงไม่สำคัญ

Love in whichever way occurs, it doesn’t really matter now, does it?

เท่าเธอรักด้วยทั้งหมด ทุกสิ่งที่มันเป็นฉัน

As long as you love me with every fiber of my being

ในชีวิตนี้แค่นั้นที่ใจฉันต้องการ

In my life, I never do need anything more


แม้นานแค่ไหน

It can be an eternity

จะเป็นความรักหนึ่งเดียวที่ใจ

This is one love that my very heart

ฉันต้องการ

Will ever ask for

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
๑๘. ถ้าไม่ (อยาก) คิดถึง



2536

1993



“นันอยู่กับเราไปก่อนก็ได้ ถ้ากลับบ้านไปตอนนี้ ท็อปเป็นห่วง” ท็อปที่ได้ยินนันบอกกับเขาว่า อยากจะกลับไปดูบ้าน เอ่ยห้ามอีกฝ่ายขึ้นมาในทันที ด้วยสภาพร่างกายที่เขาเห็นนันเป็นในคืนวันนั้น ท็อปก็ทำใจไม่ลง ที่จะยอมให้นันกลับไปเจออะไรก็แล้วแต่ ที่อีกฝ่ายต้องผ่านมาอย่างยากลำบาก

“เราอยากกลับไปดูบ้าน ไม่รู้ว่าข้าวของของเราจะยังอยู่มั้ย” ท็อปเข้าใจที่นันพูด ก่อนหน้านี้นันหลุดปากบอกกับเขาแล้วว่า ตอนที่นันออกจากบ้านมาได้ เสียงตะโกนด่าไล่หลังนั้น ขู่ว่าจะทิ้งข้าวของของนันไปให้หมด เพราะยังไงมันก็เป็นขยะเช่นเดียวกันกับเจ้าของของมันนั่นแหละ

“แต่เราอยู่ที่นี่มาหลายวันแล้วนะ” นันพูดพลางทำหน้าที่แสดงออกว่า ตัวเองนั้นเกรงใจอยู่ไม่น้อย ที่มาอยู่รบกวนท็อปแบบนี้ “ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย” ท็อปรีบตอบออกไปในทันที ที่ได้ยินนันบอกแบบนั้น “พ่อกับแม่ท็อปก็ไม่อยู่ จะมีก็แต่ป้านวล ป้าแม่บ้าน ป้านวลเอง เขาก็ดูเรามาตั้งแต่เด็ก ๆ” ท็อปพูดเล่าเรื่องราวให้นันได้ฟัง

“แล้วท็อปก็บอกพ่อกับแม่แล้ว ว่าขอให้นันอยู่ที่นี่ก่อน รอให้ทุกอย่างโอเค แล้วก็ค่อยกลับไป” ท็อปบอกกับนัน พยายามพูดให้นันสบายใจได้ ไม่ต้องห่วงว่าพ่อและแม่ของเขาจะว่าอะไร เพราะท็อปได้รับอนุญาตแล้ว อีกอย่าง ก็ยังอีกหลายวัน กว่าที่พ่อและแม่ของท็อปจะกลับมาจากต่างจังหวัด

“พ่อกับแม่ของท็อปใจดีจัง ยอมให้เรามาอยู่ด้วย ไม่ว่าอะไรสักคำ” นันพูดจบ มีสีหน้าและแววตาที่เศร้าลง ท็อปเห็นแบบนั้นก็ยื่นมือไปบีบมือของอีกฝ่าย “บ้านเรายินดีต้อนรับนันเสมอ นันทำใจให้สบาย คิดเสียว่าเป็นบ้านของนันเอง ทำตัวตามสบายได้เลย ที่นี่ไม่มีใครทำอะไรนัน ไม่มีใครคิดร้ายกับนันแน่นอน เราสัญญา” ท็อปพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“เดี๋ยวเราก็เหลิงพอดี” นันบอกกับท็อปออกไปแบบนั้น “นันเหลิงได้เลยเต็มที่ ท็อปพร้อมจะเอาใจนันเอง” ท็อปพูดตอบกลับอีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้ม เขาเองก็ไม่เข้าใจว่า เหตุใดที่บ้านของนัน ถึงได้ใจร้ายกับนันนัก ทั้ง ๆ ที่นันทั้งนิสัยดี ทั้งไม่คิดจะเอาเปรียบใคร แถมยังออกจะติดเจียมตัวจนเกินไปเสียด้วยซ้ำ

“ตอนนี้มีแค่นันกับท็อป เราจะทำอะไรยังไง ก็ไม่มีใครว่า” ท็อปรับรองกับนั้นว่า ตอนนี้บ้านทั้งหลังเป็นของคนทั้งคู่ จะกิน จะนั่ง จะเล่น จะนอน ยังไงก็มีแค่เขาสองคนเท่านั้น “นันอยู่ต่อกับท็อปนะ อยู่ด้วยกัน เดี๋ยวรอให้พ่อกับแม่กลับมา ค่อยถามดู ว่าจะช่วยนันยังไงได้บ้าง เผลอ ๆ ท็อปพูดให้พ่อกับแม่รับนันมาดูแลด้วยเลยก็ได้” ท็อปพูดด้วยดวงตาเป็นประกาย แสดงออกถึงความมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองพูด

“อีกไม่กี่วันก็จะสงกรานต์แล้ว เราจะได้ไปเล่นน้ำด้วยกัน ดีเลย ปีก่อนท็อปเล่นคนเดียว เหงาจะแย่” อย่างน้อย ท็อปบอกกับตัวเอง ถ้าเขาไม่อยากจะเล่นน้ำคนเดียวแบบเซ็ง ๆ โดยมีข้ออ้างที่ฟังขึ้น พ่อกับแม่ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะเขามีนันออกไปเล่นน้ำสงกรานต์เป็นเพื่อน ทีนี้เขากับนันก็จะได้ออกไปเปิดหูเปิดตา สนุกสนานกันได้อย่างเต็มที่

“แต่ถ้าจะให้เราอยู่ต่อจนถึงสงกรานต์” นันพูดขึ้น แววตาบ่งบอกว่ากำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ “เรายิ่งต้องกลับบ้าน” นันบอกกับท็อปออกไป และยืนยันว่า มันจะเป็นการดี ถ้าหากว่านันจะจัดการอะไรบางอย่างก่อน แล้วค่อยกลับมาที่บ้านของท็อปใหม่อีกครั้ง หลังจากนี้

จากที่ไม่อยากให้นันกลับมาที่บ้านเพียงลำพัง ท็อปที่ดึงดันจะนั่งรถเมล์หลายต่อมากับนันด้วย ถึงกับออกอาการจนนันต้องยิ้มแห้ง ๆ กลับไป แทนคำขอโทษกับคำว่า ไกลปืนเที่ยงแม้ในเมืองกรุงของจริง แต่การนั่งรถไกลหลายต่อ ยังไม่เท่ากับการที่ท็อปได้มาเห็นสภาพบ้านที่นันอยู่ แม้อีกฝ่ายจะเกริ่นล่วงหน้าให้ท็อปได้รู้ก่อนแล้ว แต่ท็อปก็ไม่นึกว่ามันจะโกโรโกโสขนาดนี้

“มันรกหน่อยนะ” หากจะพูดอะไรมากไปกว่านี้ นันเองก็คิดว่า เขาน่าจะอับอายมากพอแล้ว ถ้าหากเทียบกับบ้านของท็อปที่เขาได้ไปใช้อาศัยคุ้มหัวมาหลายคืน ท็อปเดินตามนันเข้าประตูบ้านไม้ ที่มองปราดเดียวก็รู้ได้ว่า ตัวบ้านที่ได้รับการซ่อมแซม คือการเอาของเก่าจากที่อื่น มาปะเป็นของใหม่ของที่นี่ ประตูบ้านบานนี้ จะเป็นสังกะสีผุจากที่อื่น มาตอกเข้ากับโครงไม้ ที่ดูไม่ออกถึงที่มา ว่ามันเคยเป็นอะไรเมื่อก่อนหน้านี้

ท็อปเดินตามนันเข้ามาในบ้าน สภาพภายในทำให้ท็อปถึงกับอึ้ง แม้ว่าเขาจะไม่ใช่คนที่ติดของหรูอะไร แต่การต้องอยู่ในบ้านแบบนี้ มันก็เกินกว่าที่เขารับได้เช่นกัน ท็อปที่ได้แต่เก็บเอาคำพูดต่าง ๆ ให้กลืนกลับลงคอไป เพราะรู้ดีว่า แค่นี้ นันก็คงจะทนอับอายไม่ไหวแล้ว ที่ต้องให้เขามาเห็นความเป็นอยู่ที่แท้จริงของตัวเอง ท็อปมองตามนันเดินไปทางด้านหลัง ที่มีแผ่นฝ้าขวางขึ้น คล้ายเป็นที่บังสายตาคนด้านนอกเอาไว้

นันบอกกับท็อปว่า ถ้ากลับบ้านมาช่วงนี้ จะไม่มีใครอยู่บ้าน เป็นโอกาสเหมาะที่จะรีบจัดการอะไรก็ตาม ที่นันบอกกับท็อปว่ามันสำคัญมาก ท็อปชะเง้อมองตามเข้าไปด้านหลัง ที่เห็นนันเดินหายเข้าไป นันไม่ได้เปิดไฟเพื่อให้ความสว่าง เพราะไม่อยากให้เป็นที่สังเกต ท็อปห็นว่านันยังไม่เดินออกมาเสียที ก็เดินเข้าไปด้านหลัง หวังจะเดินไปดูว่านันกำลังทำอะไรอยู่

“นัน มึงกลับมาบ้านได้แล้วสินะ กูนึกว่ามึงจะแน่ สุดท้ายมึงก็ไปไหนไม่รอด ต้องซมซานกลับมาหากูอยู่ดี อีดอก” ท็อปที่เกือบจะร้องออกมาด้วยความตกจ เมื่ออยู่ ๆ ก็มีเสียงของผู้ชายคนหนึ่ง ดังมาจากประตูบ้าน นันเอามือปิดปากของท็อปไว้ได้ทัน ในความสลัวนั้น ท็อปเห็นนันส่ายหน้าเป็นการห้ามไม่ให้ท็อปส่งเสียงอะไรออกไป

“หลบอยู่ในนี้ก่อน” นันกระซิบให้แน่ใจว่า จะมีแค่ท็อปเท่านั้นที่ได้ยิน ก่อนจะดันให้ท็อปเข้าไปอยู่ในตู้เสื้อผ้าเก่าเหม็นอับนั่น ท็อปอยากปฏิเสธ และให้นันกับเขาแค่เดินออกไปจากบ้านหลังนี้ แต่นันรู้ดี ว่ามันจะไม่ใช่เรื่องง่ายแบบนั้นอย่างแน่นอน นันส่ายหน้าให้กับท็อปอีกครั้ง รีบกระซิบบอกให้ท็อปเงียบเสียงที่สุด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก่อนที่นันจะงับประตูตู้เสื้อผ้านั้นเอาไว้ ท็อปที่อยู่ในความมืด ได้ยินเพียงแต่เสียงฝีเท้าของนันที่เดินห่างออกไป ก่อนจะได้ยินเสียงด่าทอของผู้ชายที่เพิ่งเข้ามาดังขึ้น มีเสียงพูดตอบโต้จากนัน และนั่นทำให้ท็อปได้ยินเสียงของหล่นโครมครามดังลั่นบ้านไปหมด ก่อนจะได้ยินเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของนัน และเสียงหนัก ๆ ของคนที่ล้มลงกระแทกพื้น

“มึงคิดว่ามึงแน่นักใช่มั้ย มึงคิดว่าที่กูทำให้มึงทุกอย่างนี่ มันไร้ค่ามากเลยสินะ อีนัน อีเนรคุณ” เสียงคำรามด่าหยาบคายรวมกับเสียงร้องออกมาของนัน ทำให้ท็อปคิดว่า เขาจะยังแอบอยู่ในนี้ต่อไปไม่ได้ เดี๋ยวนี้มึงคิดสู้กูนะ อีเวร” เสียงด่าดังขรมไปหมด เมื่อนันหยิบทุกอย่าง อะไรก็ได้ที่หล่นอยู่ใกล้ตัว เขวี้ยงใส่ผู้ชายที่กำลังเดินย่างสามขุมด้วยท่าทางมาดร้ายเข้ามาหานัน

“โอ๊ย อีนัน อีเหี้ย” เสียงด่าดังลั่น ผสมปนไปกับเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด เมื่อนันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าตัวเองคว้าไปจับโดนอะไร โดยไม่ได้สนใจจะมอง เมื่อมือสัมผัสได้ว่าเป็นโลหะแข็งอะไรบางอย่าง ก็เขวี้ยงเข้าใส่ผู้ชายร่างใหญ่คนนั้นในทันที “อีดอกทอง อีเหี้ย อีนัน โอ๊ย ตากู ตากูจะบอดมั้ยเนี่ย” เจ้าของเสียงร้องโวยวายนั้นยกมือขึ้นกุมเบ้าตา ที่ขณะนี้มีของเหลวข้นสีแดง ไหลอาบอยู่

“นันไปเร็ว ลุกขึ้น ออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้” ท็อปร้องบอกนันที่ยังนอนแอ้งแม้งอยู่ที่พื้น ยังคงรู้สึกจุกที่ท้องจากการโดนถีบจนก้นจ้ำเบ้า ท็อปที่ตัดสินใจออกมาจากที่ซ่อนตัว ไม่คิดว่าทั้งเขาและนันควรจะอยู่ที่นี่อีกต่อไป โดยเฉพาะนันที่ว่าหากท็อปรั้งรอให้เนิ่นนานไป นันคงได้นอมจมกองเลือดแทนผู้ชายคนนั้นที่กำลังบ้าคลั่งเลือดเข้าตา

“พวกมึงคิดจะไปไหนกัน คิดว่าจะหนีกูรอดงั้นหรือวะ” ท็อปรู้สึกอีกที ก็ถูกมือจากด้านหลังคว้าเข้าที่คอเสื้อ แล้วกระชากเขาให้ถอยหลังหลุน ๆ ตามแรงดึงนั้นไป “ท็อป” นันเรียกอีกฝ่ายเสียงหลง เมื่อมือที่จับกันอยู่ หลุดออกเพราะแรงดึงอย่างแรง “เฮ้ย” ท็อปหลุดร้องออกมาเสียงดังลั่น

“ไอ้เด็กเหี้ยนี่” เสียงคำรามอีกคำรบดังขึ้นมาปนกับเสียงครวญด้วยความเจ็บปวดปนเจ็บใจ เมื่อทีนี้ ตัวเองเป็นฝ่ายต้องล้มลงก้นกระแทกพื้นเข้าให้บ้าง ท็อปดึงตัวเองหลุดจากการเกาะกุมของผู้ชายร่างใหญ่คนนั้นได้ เมื่อเขาเอาศอกกระทุ้งเข้าที่ท้องของผู้ชายคนนั้นอย่างแรง และไม่ต้องรีรออะไรอีก ท็อปที่คว้ามือของนันได้ ก็ดึงอีกฝ่ายให้วิ่งตามเขาออกมาจากบ้านหลังนั้นในทันที

วิ่งมาไกลเท่าไหร่ไม่รู้ ท็อปคิดแต่เพียงว่า เขาจะต้องพานันวิ่งหนีไปให้ไกลมากที่สุด เท่าที่เขาจะทำได้ แม้ว่าท็อปจะยังไม่เข้าใจ ว่าทำไม ผู้ชายคนนั้นถึงต้องทำร้ายนันแบบนั้นด้วย แต่เขาก็พอจะบอกได้ว่า คนคนนั้นคือตัวอันตราย และนันจะต้องอยู่ห่างจากบ้านหลังนั้นให้ไกลแสนไกล สถานที่ที่ควรจะเป็นที่พึ่งพิงใจและพักพิงกาย แต่กลับกลายเป็นว่า

“นัน นั่นนันจะไปไหน” ท็อปร้องเรียกอีกฝ่าย เมื่ออยู่ ๆ นันก็สะบัดมือของเขาทิ้ง และเริ่มวิ่งออกไปอีกทาง “นันเดี๋ยวก่อน จะไปไหน” ท็อปวิ่งตามมาจนทันอีกฝ่าย ก่อนจะเข้าดักหน้าขวางนันไว้ ไม่ให้วิ่งหนีเขาได้อีก “นันวิ่งหนีท็อปทำไม” ท็อปกางมือทั้งสองข้างออก กั้นอีกฝ่ายเอาไว้ ไม่ยอมให้วิ่งหนีเขาได้อีก

“ท็อป อย่ามายุ่งกับเราเลย” นันที่ตอนนี้น้ำตาไหลพรากนองแก้ม พูดด้วยเสียงสะอื้นไห้ จนท็อปตกใจที่ได้เห็นแบบนั้น “นัน” ท็อปรู้สึกเศร้าใจอย่างที่สุด เมื่อนันกำลังร้องไห้จนตัวโยนต่อหน้าเขา “ท็อปไม่เห็นหรือไง ว่าชีวิตของเราแม่งโคตรเหี้ย และบัดซบแค่ไหน” ท็อปที้ไม่เคยได้ยินคำหยาบหลุดออกจากปากนันเลย แม้แต่ครั้งเดียว ตั้งแต่รู้จักและเป็นเพื่อนกันมา

“ไปซะ ไปมีชีวิตที่ดีของท็อป ไปต่อ เดินไปต่อ ก้าวต่อไป อย่าให้เราเป็นตัวถ่วงของท็อปอีกเลย” นันพยายามจะเดินหนีอีกครั้ง แต่คราวนี้ ท็อปคว้าตัวของนันเข้ามากอดเอาไว้ “ปล่อย ปล่อยเราท็อป” นันดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมกอดของท็อป “ไม่ นัน เราจะไม่ยอมปล่อยให้นันไปไหนทั้งนั้น” ท็อปกอดนันแน่นขึ้น ท็อปรับรู้ได้ถึงน้ำตาหยาดใส ๆ ของนัน ที่มันกระเซ็นมาถูกตัวของเขา

“นันต้องอยู่แบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว” ท็อปถามนันด้วยน้ำเสียงที่ปลอบประโลม “นันไม่เคยมีใครถามไถ่ คอยห่วงใยมานานมากแล้วใช่มั้ย” คำถามของท็อป ยิ่งทำให้นันร้องไห้โฮออกมาหนักกว่าเดิม “ไม่เป็นไรนะนัน ท็อปอยู่ตรงนี้แล้ว นันอยู่กับท็อปตรงนี้นะ ไม่เป็นไรแล้ว นันปลอดภัยแล้ว” ท็อปปล่อยให้นันซุกห้าเข้าหาอกของเขา ปล่อยให้นันร้องไห้ออกมาเสียให้พอ เพื่อว่าต่อจากนี้ไป น้ำตาแห่งความทุกข์ระทมและขมขื่นนี้ จะต้องจางหายไป

************************************************

คำแปลเนื้อร้งเป็นภาษาอังกฤษ โดย Jay J

https://www.youtube.com/watch? v=zeKh6fR6YbI


หนใดที่ใจเหงา ทุกคราวที่เราท้อ

When there’s time of loneliness, and time in despair

ขอเพียงแต่มีแค่ ใครคนหนึ่ง

Wish there’s someone here for

ทุกข์จนสุดทนไหว ร้อนรนขึ้นยามใด

Going through hell, needing help desperately

อยากจะบอกใครซักคน

Wish someone here is listening


ถึงใครต่อใครเขา เห็นเราหมดความหมาย

Though the whole world thinks less of me

ขอเพียงแต่มีแค่ ใครคนหนึ่ง

Wish there’s only one waiting for

ถึงวันที่สับสน ทุกข์ทนอยู่ในใจ

The day I’m all confused, cannot bear any more pain

อยากจะบอกใครซักคน

Wish that someone is here to care for


สักคน ที่จะรู้ สักคน จะได้ไหม สักคน

Someone, just one, wishing for, will that be?


ถึงคราวที่สดใส ครั้งใดที่สุขสม

When it’s a brighter day, happiness is all around

ขอคนชื่นชมแค่เพียงคนหนึ่ง

Wish there’s one giving me that compliment

ถึงวันที่มองฟ้า คว้าดาวได้ดังใจ

When looking up upon the sky, accomplished reaching for the stars

อยากจะบอกใครซักคน

Wish there’s someone to share it with


ใจเรามันเป็นเพียงแต่เนื้อแค่ก้อนหนึ่ง

Our heart is just this one big muscle

มันจึงมีเวลาจะอ่อนแอ

So, there’s a chance for it to get weak

เพียงตัวเราลำพังอ้างว้างไร้ทางแก้

When the world left us stranded and no way out

จึงจำใจยอมทนเก็บไว้

What we did was to swallow all our pride

แต่อยากจะบอกใครซักคน

But wish there’s someone to talk it through


เพียงคนเดียวจริงจริง ที่ขอไว้เป็นเพื่อน

Just one, only one that I’m asking to be my friend

เพียงคนเดียวคอยเตือนและเข้าใจ

And this one to warn me off and be understanding

มีคนเป็นพันพันหมื่นแสนล้านที่บนโลก

There are gazillions of people out there in this world

เพียงคนเดียวจะมีบ้างไหม

Will there be just one for me?

อยากจะบอกใครซักคน

Wish I could tell someone


สักคน ที่จะรู้ สักคน จะได้ไหม สักคน

Someone, just one, wishing for, will there be someone?


เพียงคนเดียวจริงจริง ที่ขอไว้เป็นเพื่อน

Just one, the only one that I’m asking to be my friend

เพียงคนเดียวคอยเตือนและเข้าใจ

And this one to warn me off and be understanding

มีคนเป็นพันพันหมื่นแสนล้านที่บนโลก

There are gazillions of people out there in this world

เพียงคนเดียวจะมีบ้างไหม

Will there be just one for me?

อยากจะบอกใครซักคน

Wish I could tell someone


อยากจะบอกใครซักคน

Wish I could talk to someone

อยากจะบอกใครซักคน

Wish I could say this to someone

อยากจะบอกใครซักคน

Wish I could get it off my chest

อยากจะบอกใครซักคน

Wish I could talk to you

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๑๙. คน (นี้) ที่คิดถึง



2565

2022



“มาครับแม่ เดี๋ยวดีนช่วย” ผู้เป็นแม่ถึงกับมองผู้เป็นลูกชายของเธอเองแบบไม่เชื่อสายตา ข้าวของพะรุงพะรังในมือของเธอก่อนหน้านี้ ดีนได้หอบเอาไปถือเอาไว้เองทั้งหมด “ในรถมีอีกมั้ยครับแม่ ถ้ามีอีก แม่ไม่ต้องยกนะครับ เดี๋ยวดีนออกมาขนเข้าไปในบ้านเอง” ไม่พูดเปล่า ดีนยังให้น้องสาวของเขา พาแม่เข้าไปนั่งพักที่ห้องนั่งเล่นก่อน

แม่และน้องสาวของดีนนั่งมองลูกชายและพี่ชาย ยกข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่เพิ่งไปซื้อมาจากซูเปอร์มาเก็ตเข้าไปไว้ในครัว แถมยังช่วยบรรดาพี่ ๆ คนงานจัดเก็บของเหล่านั้นให้เข้าที่เข้าทางจนเสร็จสรรพ ก่อนจะเดินออกมาที่ห้องนั่งเล่น เพื่อถามไถ่แม่และน้องว่า ต้องการจะรับเครื่องดื่มอะไรเพิ่มหรือเปล่า หลังจากคุณแม่บ้านนำมาเสิร์ฟให้ก่อนหน้านี้

“นี่พี่เป็นอะไรไปหรือเปล่า” น้องสาวถามขึ้น ก่อนจะเหลียวไปสบตากับแม่ “พี่จะเป็นอะไรไปได้ นอกจากเป็นพี่ชายสุดที่รักของเรายังไงล่ะ ยัยตัวเล็ก” ดีนพูดด้วยอาการร่าเริง เขายิ้มให้น้องสาวคนเดียวของเขา ก่อนจะหยิกแก้มเข้าให้เบา ๆ “แม่” น้องสาวของดีนร้องเรียกเสียงหลง ก่อนจะขยับตัวเข้าไปนั่งจนชิดผู้เป็นแม่

“พี่ดีนไม่สบายแน่ ๆ” น้องสาวอดไม่ได้ที่จะพูดแดกดันออกไป เพราะนี่ไม่ใช่พี่ชายที่เธอรู้จัก คือ ดีนที่เธอเห็นมาตั้งแต่จำความได้ ไม่ใช่ว่าจะเป็นพี่ที่ใช้ไม่ได้ แต่ก็ไม่ใช่อะไรที่ใกล้เคียงแบบนี้ “ดีนโอเคใช่มั้ยลูก” แม้แต่แม่ของเขาเอง ยังต้องถามย้ำกับลูกชายของเธอเอง ถึงแม้ว่าดีนจะชอบทำตัวขบถให้เธอต้องระอาใจอยู่เนือง ๆ แต่อยู่ ๆ เปลี่ยนแปลงไปแบบนี้ เธอเองก็กังวลใจ

“แม่ครับ ดีนสบายดี” พูดจบดีนก็หอมแก้มแม่เข้าให้ฟอดใหญ่ “ดีนรักแม่นะครับ” ดีนบอกรักแม่ของเขาออกไปด้วยความรู้สึกที่อยากให้แม่รู้และได้ยินออกจากปากเขา “แกแน่ใจนะ ว่าแกโอเค เจ้าดีน” พ่อของดีนถึงกับต้องร่วมเช็กลูกชายของตัวเองด้วยเช่นกัน ไอ้อาการธุระไม่ใช่ที่ลูกชายของเขาเป็นมาโดยตลอด ไม่ช่วยหยิบช่วยจับอะไร อยู่ ๆ จะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือแบบนี้ ยังไงก็ต้องแปลกใจ

“พ่อ อะไรเนี่ย ทุกคนเป็นอะไรกันไปหมด ดีนก็แค่อยากจะช่วยแค่นั้นเอง” พ่อ แม่ และน้องสาววของดีนถึงกับต้องมองหน้ากันไปมา “แม่ว่าเป็นแบบนี้มันก็ดีนะดีน” คนเป็นแม่ ได้เห็นลูกชายปรับปรุงตัว มันก็คือของวิเศษที่สุดที่เธอได้รับมา “มันจะทำแบบนี้ไปได้สักกี่วันกันเชียว” ผู้เป็นพ่อเองก็คิดว่าตัวเองนั้นรู้จักลูกชายคนนี้ดีพอ “คุณคะ” ผู้เป็นภรรยาอดไม่ได้ที่จะเข้าข้างลูก เมื่อเห็นผู้เป็นสามีตำหนิลูกแบบนั้น

“คือยังไง” พ่อของดีนยังไม่คลายสงสัย “ไอ้ที่ฉันเห็นช่วงสัปดาห์สองสัปดาห์ที่ผ่านมาก็คือ” พ่อของดีนกำลังปะติดปะต่อความเป็นมาเป็นไป “แกเข้าบ้านมาหลังเลิกเรียน แล้วแกก็กลับออกไปช่วงเย็น เสร็จแล้วค่ำ ๆ หน่อย แกก็เข้าบ้านมา กระดี๊กระด๊าเหมือนถูกหวยบ้าง ดูกระเง้ากระงอดเหมือนงอนใครมาบ้าง” พ่อของดีนพูดจากทั้งที่ได้เห็นเองและที่ได้รับรู้เข้าหูมา

“จากนั้นก็ขลุกอยู่แต่ในห้อง จะมีก็ได้ยินเสียงงุ้งงิ้งดังออกมาบ้าง แต่ก็ไม่รู้ว่าแกคุยกับใครได้ทุกคืน” พ่อของดีนมองหน้าลูกชาย แล้วถึงกับต้องกลับไปทบทวน เมื่อครั้งที่เขาเองยังเป็นหนุ่มวัยทีน ที่เพิ่งเริ่มจีบแม่ของดีนใหม่ ๆ “หรือใครก็ตามที่แกคุยด้วย ทำให้แกคิดเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไหนแกบอกพ่อกับแม่มาให้หายข้องใจที” พ่อของดีนเปิดโอกาสให้ลูกชายได้อธิบายตัวเอง

“พ่อว่า ถ้าวันหนึ่งเราอยากจะเป็นที่พึ่งให้ใครสักคนได้ แบบให้เขาคนนั้นฝากผีฝากไข้กับเราได้” ดีนพูดไป ก็ทำท่าคิดถึงใครบางคนไปด้วย “คือ ดีนหมายถึง เป็นเราที่ให้เขาปรึกษาปัญหาต่าง ๆ ให้เขากลับบ้านมาเจอเรา ซบไหล่เรา วางใจเรา พ่อว่าดีนเริ่มทำให้เขาเชื่อใจดีนตั้งแต่ตอนนี้ ดีนคิดถูกต้องแล้วใช่มั้ยครับ” คำพูดของดีนทำเองทั้งพ่อและแม่ของเขาได้แต่ประหลาดใจ

“ตอนพ่อเอง พ่อเข้าทางผู้ใหญ่ว่ะ” ผู้เป็นพ่อเองยังเผลอหลุดปากบอกความลับของตัวเองเมื่อครั้งวัยหนุ่มให้ลูกชายได้รับรู้ ดีนที่ได้ยินแบบนั้น ถึงกับยิ้มออกมา “จริงสิ ดีนก็ลืมคิดไปเลย มันอาจจะได้ผลเร็วกว่าก็ได้ พ่อนี่เจ๋งเป็นบ้าเลย ผมรักพ่อนะ” ดีนทำท่าลิงโลด สวมกอดพ่อของเขา “จุ๊บที” หอมแก้มผู้เป็นพ่อ เสร็จแล้วก็วิ่งขึ้นไปที่ชั้นสองของบ้าน ก่อนจะกลับลงมาอีกครั้ง แล้วบอกกับทุกคน ว่าจะออกไปข้างนอก ดีนยังคงทิ้งปริศนาค้างคาเอาไว้ให้กับทุกคนในบ้านต่อไป

เทปปันเตรียมข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับแม่ชีเอาไว้จนครบ เขาเช็กอีกรอบว่าทุกอย่างถูกบรรจุใส่ถุงใส่ห่อเรียบร้อย มองดูที่หน้าจอมือถือ เมื่อเห็นว่ารถที่เรียกผ่านแอพใกล้จะมาถึง ก็ขนข้าวของลงไปรอที่ด้านล่างคอนโด เทปปันกล่าวขอบคุณพี่รปภ.ที่กุลีกุจอเข้ามาช่วยเขาถือของไปไว้ที่ด้านหน้าตึก ไม่นานนักรถที่เรียกมา ก็มาถึง

“ไม่ต้องครับพี่ ไม่เป็นไรครับ ของทั้งหมดนี่เดี๋ยวขนขึ้นรถผมเอง” ดีนเปิดประตูลงจากรถ ก่อนจะรีบวิ่งเข้ามาเคาะกระจกคนขับรถอีกคัน เพื่อบอกให้คนขับรู้ว่า เดี๋ยวเขาจัดการเอง “ปันเดี๋ยวฉันขับรถไปส่งเธอเอง” ดีนร้องบอกกับอีกฝ่าย “แต่ผมเรียกรถไว้แล้ว” เทปปันพยายามจะทักท้วงอีกฝ่าย

“นี่ค่ารถครับพี่ โทษทีนะครับ ที่ทำให้พี่เสียเวลา” ดีนยื่นเงินให้กับคนขับ ก่อนจะกล่าวขอโทษขอโพยแล้วคะยั้นคะยอให้คนขับนั้น ขับรถออกไปจนได้ ดีนหันมาทางเทปปันที่ทำหน้ามุ่ยอยู่ “ผมไปของผมเองได้” เทปปันที่ได้แต่บ่นออกมา แต่ดีนก็ทำเป็นไม่ได้ยิน รีบเอาข้าวของทั้งหมดไปใส่ไว้ในรถ

“นั่งรถไปกับฉันมันจะเป็นอะไรไป” ดีนถามเทปปันออกไป ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ เทปปันเลี่ยงเดินไปที่รถ ดีนส่ายหัวให้กับความดื้อของอีกฝ่าย “โห อะไรกัน เลยไม่มีซีนพระเอกคาดเข็มขัดให้นายเอกแบบในซีรี่ส์เขาทำกันเลย” ดีนออกอาการเซ็งอยู่ไม่น้อย ที่เห็นเทปปันคาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อย เมื่อเข้ามานั่งในรถ

“ขับรถไปเลยนะ” เทปปันออกคำสั่ง สายตามองตรงไปด้านหน้า เพราะรู้ดีว่าถ้าหากหันไปมองทางดีน ก็จะเจอสายตาของอีกฝ่ายจับจ้องอยู่ก่อนแล้ว “ครับผม ได้เลย ยินดีเป็นอย่างยิ่งครับผม” ดีนรับคำอีกฝ่าย รีบทำตาม ยิ่งเทปปันเอ่ยอนุญาตออกมามัดตัวเองด้วยแล้วแบบนี้ ดีนสตาร์ทรถก่อนจะค่อย ๆ ขับรถนำคนทั้งคู่ไหลเข้าสู่กระแสการจราจรในเมืองหลวง

“แอร์เย็นไปมั้ย” ดีนที่เห็นว่าภายในรถดูจะเงียบเกินไป เอ่ยถามเทปปัน เพื่อสร้างบรรยากาศการนั่งรถไปด้วยกัน “ไม่” คำตอบสั้น ๆ จากเทปปันทำให้ดีนต้องเหลือบไปมองอีกฝ่าย “หลบหน้าไปก็เท่านั้น ยังไงเราสองคนก็ต้องเจอกันอยู่ดี มันเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป” เทปปันได้ยินที่ดีนพูดและรู้ดี ว่านั่นคือความจริงที่กำลังเกิดขึ้น

“ก็เจอแค่ตอนซ้อมละครเวทีก็ได้” เทปปันตอบกลับไป ตั้งแต่เย็นวันนั้น ที่ทั้งสองอยู่บนเวที เทปปันดูจะพยายามมากขึ้นที่จะหลบหน้าหลบตาดีน “เรามีเรื่องที่ต้องพูดกัน ต่อจากเย็นวันนั้น เธอกับฉัน เราต่างคนรู้ดีว่า วันนั้นมันมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น ทั้งด้ายสีขาวข้างบนหัวในที่มืด ๆ ดำ ๆ นั่น ทั้งเสียงเรียกชื่อประหลาด ๆ รวมทั้งด้ายสีแดงที่ผูกเอาไว้ที่นิ้ว”

“ถึงแล้ว เดี๋ยวเลี้ยวเข้าไปด้านใน แล้วจอดรถทางซ้ายมือนี่แหละ” เทปปันถือโอกาสรีบตัดบท เมื่อดีนขับรถมาถึงวัด และเทปปันเห็นว่าอีกฝ่าย เริ่มที่จะพูดถึงเหตุการณ์แปลก ๆ ที่เกิดขึ้นกับคนทั้งคู่ บนเวทีในวันนั้น ดีนลอบถอนหายใจเบา ๆ นึกแปลกใจอยู่พอสมควร ที่เทปปันนั้นหาทางเลี่ยงที่จะพูดถึงมันอย่างเห็นได้ชัด

เทปปันเปิดประตูลงไป ก่อนจะขนของลงจากรถ ดีนลงไปช่วย โดยเอาของส่วนใหญ่ที่เทปปันเอามา ไปถือเอาไว้เสียเอง และทำเป็นไม่ได้ยินที่เห็นเทปปันกึ่งบ่นกึ่งเอ็ดเขา เมื่อดีนไม่ยอมคืนของเหล่านั้นไปให้เทปปันถือ ดีนที่เริ่มออกเดินไปสองสามก้าว หันมามองเทปปัน เป็นเชิงให้อีกฝ่ายเดินนำไป

“อ้าวปัน มาหาแม่ชีหรือ” เสียงป้าคนครัวที่เข้ามาช่วยดูแลเรื่องต่าง ๆ ให้ที่วัด เพราะบ้านของป้าอยู่ติดกับกำแพงวัดทางด้านหลัง “ครับป้า เอาของใช้มาให้แม่ชี แล้วก็ถุงพวกนี้ มีของที่หลวงพ่อเคยเกริ่นเอาไว้นานแล้ว ว่าทางวัดต้องการ ผมมีโอกาสไปเดินซื้อพอดี เลยเอามาให้พร้อมกันวันนี้เลยทีเดียว”

ดีนมองเห็นลักษณะท่าทางการพูดจาของเทปปัน การพูดคุยกับผู้ใหญ่ของอีกฝ่าย มันทำให้ดีนรู้สึกสบายใจที่ได้เห็น แปลกดี ดีนบอกตัวเอง เขารู้สึกอบอุ่นที่ได้เห็นเทปปันอยู่ใกล้ ๆ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ เขาไม่มีทางเลย ที่จะรู้สึกดีที่ได้อยู่ใกล้ ๆ กับผู้ชายคนไหน อย่าว่าแต่กับผู้ชายเลย ไม่ว่าคนไหน ไม่ว่าใคร ดีนก็ไม่รู้สึกอยากจะเข้าใกล้ในลักษณะเดียวกันนี้

“ให้ผมเอาวางไว้ไหนดีครับ” ดีนเอ่ยถามกับป้าครัว ถึงถุงพวกนี้ที่ ดีนถืออยู่เต็มสองมือสองไม้ “เอามาไว้ตรงนี้ก่อนก็ได้ลูก” ป้าพูดบอก พลางชี้มือไปที่แคร่ไม้ใหญ่ที่มีที่ว่างอยู่ ป้าคนครัวยิ้มให้กับดีน รู้สึกดีที่เด็กหนุ่ม ๆ เข้าวัดเข้าวา มาสนใจว่าทางวัดขาดเหลืออะไร เป็นธุระจัดหามาให้แบบนี้

“เดี๋ยวผมขอไปกราบแม่ชีก่อนนะครับ ก่อนท่านจะเริ่มทำวัตรเย็น” เทปปันพูด ไม่รอให้ดีนมีจังหวะขอตามไปด้วย พอพูดจบ เทปปันก็เดินไปตรงทางเดินเล็ก ๆ ที่นำทางไปด้านหลัง “แล้วเราล่ะ ว่างอยู่มั้ย” ป้าคนครัวถามดีน เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มไม่ได้เดินตามเทปปันไป ดีนยิ้มแห้ง ๆ ก่อนจะพยักหน้าตอบป้าไปว่าว่าง

“ถ้าไม่ลำบากมากไป ป้าขอแรงคนหนุ่มหน่อยนะลูก ช่วงนี้ไม่ค่อยมีคนช่วยเท่าไหร่ ป้าทำไปบ้างแล้วบางส่วน เหลืออยู่ไม่เท่าไหร่ ถือว่าทำบุญถวายหลวงพ่อนะลูก หนุ่ม” ดีนเดินตามป้าคนครัวมาถึงที่ด้านข้างวัด พอได้เห็นสถานที่นี้ ไม่ต้องบอกก็พอจะมองออก ว่าป้าคนครัวอยากจะขอแรงเขาทำอะไร

เทปปันเดินกลับมาจากกุฏิของแม่ชี หลังจากช่วยจัดข้าวของที่เอามาให้แล้ว แม่ชีขอตัวไปทำวัตรเย็น วันนี้เลยไม่สามารถอยู่คุยกับเทปปันได้ ด้วยเทปปันเองก็มาถึงวัดเวลาเย็นไปสักนิด เทปปันเดินย้อนกลับมาทางเดิม รถของดีนยังคงจดอยู่ แต่มองไม่เห็นเจ้าของรถ เทปปันหันซ้ายหันขวามองหาอีกฝ่าย นึกสงสัยว่าดีนหายไปไหน

ดีนยืนเหงื่อโชกเสื้อเชิ้ต ในมือถือแปรงขัดส้วมเอาไว้ ก่อนจะใช้ขันตักน้ำราดซู่ลงพื้นห้องน้ำไล้เอาคราบสกปรกสีดำให้ไหลไปลงท่อระบายน้ำ ก่อนหน้านี้ ดีนแทบจะทนไม่ไหวกับกลิ่นของมัน แต่มันเป็นอย่างที่ป้าคนครัวบอกไว้เลย ว่าเมื่อเราทำให้มันสะอาดแล้ว ทุกอย่างมันก็จะกลับมาเป็นปกติ น่ามองอีกครั้ง

“คุยกับแม่ชีเสร็จแล้วหรือ” ดีนที่เห็นเทปปันเดินมาหยุดยืนมอง เอ่ยถามอีกฝ่ายออกไป เทปปันพยักหน้าให้แทนคำตอบ พยายามซ่อนยิ้มบนใบหน้าเอาไว้ “ป้าเขาบอกว่า ล้างห้องน้ำวัดเป็นเววาวะจะมัย อะไรนี่แหละ” ดีนยิ้มเขิน ๆ เมื่อเห็นเทปปันมายืนมองเขาทำอะไรแบบนี้ เพราะตอนแรกคิดว่าจะรีบทำให้เสร็จ ก่อนที่เทปปันจะกลับมา

“เวยยาวัจจมัย” เทปปันแก้คำพูดให้ดีน “ขวนขวายรับใช้ผู้อื่น ทำงานที่ดูต่ำด้วยใจที่สูง เป็นข้อหนึ่งในบุญกิริยาวัตถุทั้งสิบ” เทปปันที่เดินสวนกับป้าคนครัวพอดี จึงรู้ว่าดีนอยู่ที่นี่ “นั่นแหละ” รอยยิ้มกว้าง ๆ แอบเขินของดีน มันทำให้โลกนี้ดูสว่างขึ้นมาอย่างประหลาด “เสร็จพอดี สะอาดแล้ว” ดีนพูดก่อนจะหย่อนแปรงขัดลงไปในกระแป๋งเล็ก ๆ ที่ป้าคนครัวเอามาวางไว้ให้ก่อนหน้านี้

“น้ำ” เทปปันพูดเบา ๆ ก่อนจะส่งขวดน้ำดื่มเย็น ๆ ให้กับอีกฝ่าย ดีนรับมาถือไว้ มองเทปปันด้วยสายตาขอบคุณ ก่อนจะบิดฝาเปิดขวดยกขึ้นดื่ม “ป้าเขาบอกว่า ขัดห้องน้ำวัด จะได้พบกับนางฟ้า” ดีนที่ลดปากขวดน้ำดื่มออกจากริมฝีปาก พูดขึ้น พอดีกับเทปปันที่มองสบตาดีนพอดี

“ไม่คิดว่าจะเจอเร็วขนาดนี้ ล้างเสร็จปุ๊บ เดินมาให้เจอปั๊บเลย” เทปปันได้ยินแบบนั้น ถึงกับจะวางมือวางไม้ไว้ตรงไหน ดูอาการจะรวนไปหมด “ไปรอที่รถนะ” ก่อนจะพูดตะกุกตะกัก บอกดีนว่าเขาจไปรออีกฝ่ายที่รถ ให้ดีนเดินตามไปก็แล้วกัน ดีนมองตามอีกฝ่ายไปด้วยการหัวเราะออกมาเบา ๆ “หรือตามสมัยนิยม เดี๋ยวนี้ ต้องเรียกว่านายฟ้ากันนะ” ดีนนึกขำตัวเองที่กล้าพูดอะไรแบบนี้ออกมา

“ไปหาอะไรกินกันก่อนนะ ดีนหิว” อยู่ ๆ เทปปันก็ได้ยินอีกฝ่ายเปลี่ยนสรรพนามเรียกแทนตัว “ปันล่ะ หิวมั้ยครับ” ดีนถามขณะมองไปด้านหลังเมื่อค่อย ๆ ถอยรถยนต์ เทปปันใจเต้นตึกตัก พยายามไม่คิดถึงอาการที่กำลังเกิดขึ้นกับตัวเอง “ไว้วันหลัง ดีนขอไปกราบแม่ชีด้วยนะ ได้มั้ย” ดีนพูดขออนุญาตอีกฝ่ายออกไป เทปปันไม่ได้ตอบ และตามนิสัยดีน การที่เทปปันไม่ตอบปฏิเสธ ถือว่าอีกฝ่ายได้ตอบรับไปโดยปริยาย

*****************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย Jay J

https://www.youtube.com/watch? v=D-aCb9xsqTE


ฉันชอบตัวเองเวลาที่อยู่กับเธอ

I like myself being with you

ชอบที่ฉันเป็นตอนอยู่กับเธอ

I love the way I am spending time with you

เหมือนฉันได้กลายมาเป็นอีกคนที่ดีกว่าเดิม

As if I became a better version of myself


ชอบตัวเองเวลาที่อยู่กับเธอ

Like the way I am with you

และชอบตัวเธอตอนอยู่กับฉัน

Love how you are here with me

ฉันชอบเวลาที่เรามีกัน

Crazy about how we have each other


เป็นคนหนึ่งคนที่ไม่ได้ดีอะไร

I am just a person with no good deeds

เป็นคนที่ธรรมดาทั่วทั่วไป

I am just a person with nothing unique

บางทีก็ใจร้อน บางทีก็ใจร้าย

A hotheaded, sometimes people say I’m mean

บางเรื่องก็ไม่เอาไหนเสียเลย

For some things I am unbelievably lousy


วันวันก็ใช้ชีวิตมันเรื่อยไป

Days have been spent aimlessly

วันวันก็ทำอะไรเหมือนเคยเคย

Days have been wasted as usual

ไม่มีหรอกจุดหมาย ไม่มีอะไรเลย

Nothing’s achieving goals, nothing’s ever on point

ไม่มีหรอกวันที่สวยงาม

None of beautiful days to be had


จนวันนี้ที่เธอได้เดินเข้ามา

Until the day you walked into my life

เธอทำให้ฉันรู้ว่า

You’ve been giving me these lights

ฉันเป็นคนที่ดีได้มากแค่ไหน

How I can become so much better


ฉันชอบตัวเองเวลาที่อยู่กับเธอ

I like myself being with you

ชอบที่ฉันเป็นตอนอยู่กับเธอ

I love the way I am spending time with you

เหมือนฉันได้กลายมาเป็นอีกคนที่ดีกว่าเดิม

As if I became a better version of myself


ชอบตัวเองเวลาที่อยู่กับเธอ

Like the way I am with you

และชอบตัวเธอตอนอยู่กับฉัน

Love how you are here with me

ฉันชอบเวลาที่เรามีกัน

Crazy about how we have each other

ชอบที่ฉันนั้นได้รักเธอ

Like it how I get to love you


เธอทำให้คนที่ไม่มีหัวใจ

You made me a man with no heart

ได้รู้ในเรื่องที่ไม่เคยเข้าใจ

Understand things I never thought I’d get

คนที่เคยใจร้อน คนที่เคยใจร้าย

Used to rush into things, unnecessarily cruel

กลายเป็นอีกคนที่รักใครเป็น

Now I am a man who knows how to love


เธอเมื่อเธอได้เดินเข้ามา

You, you are now in my life

เธอทำให้ฉันรู้ว่า

You showed me how things are

ฉันเป็นคนที่ดีได้มากแค่ไหน

Now I want to be a better man for you


ฉันชอบตัวเองเวลาที่อยู่กับเธอ

I like myself being with you

ชอบที่ฉันเป็นตอนอยู่กับเธอ

I love the way I am spending time with you

เหมือนฉันได้กลายมาเป็นอีกคนที่ดีกว่าเดิม

As if I became a better version of myself


ชอบตัวเองเวลาที่อยู่กับเธอ

Like the way I am with you

และชอบตัวเธอตอนอยู่กับฉัน

Love how you are here with me

ฉันชอบเวลาที่เรามีกัน

Crazy about how we have each other

ชอบที่ฉันนั้นได้รักเธอ

Love this chance that I love you


ชอบตัวเองเวลาที่อยู่กับเธอ

I like myself the way I’m with you

และชอบตัวเธอตอนอยู่กับฉัน

And I love you how you’re treating me

ชอบเวลาที่เรามีกัน

Treasure the time that now we share

ชอบที่ฉันนั้นได้รักเธอ

Love the way I am falling for you

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๒๐. หวน (ให้) คิดถึง



2537

1994



“แกคิดเอาไว้หรือยัง กั้ง ว่าแกจะแสดงอะไรวันปัจฉิมนิเทศ” หนึ่งในเพื่อนผู้หญิง ที่สนิทที่สุดของกั้งถามขึ้น กั้งที่กำลังเก็บของใส่กระเป๋านักเรียน ทำหน้าคิดนิดหนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าแทนคำตอบ “แกต้องรีบคิดได้แล้วนะ ไหนจะต้องเผื่อเวลาซ้อมอีก” เพื่อนสนิทอีกคนของกั้งพูดเสริมขึ้น

“แล้วทำไมต้องเป็นฉันด้วย” กั้งถาม มองหน้าสองเพื่อนสาวสลับไปมา “ยังจะต้องถามอีกหรือ” หนึ่งในนั้นทำหน้าทำตาว่ารู้ทันความคิดของกั้ง “แกก็รู้ ว่าแกอยากขึ้นแสดงบนเวที ใช่มั้ย ยู่ยี่” เสียงเพื่อนทั้งสองคนของกั้งเอ่ยแซวอย่างเฮฮา “ยับเยินล่ะไม่ว่า” กั้งพูดพร้อมหัวเราะเสียงใส “ยวบยาบ” อีกคนต่อคำ “ย้วยยาน” คนที่เหลือเสริม

“ไม่รู้ล่ะ แกไปคิดมาเลย ว่าจะทำอะไรเป็นการแสดงของห้องเรา” เพื่อนทั้งสองคนสรุปให้กั้งเสร็จสรรพ “เออ ๆ รู้แล้วน่า” กั้งตกปากรับคำเพื่อนทั้งสองออกไป “แล้วนี่แกกลับบ้านเลยมั้ย” กั้งเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนเมื่อได้ยินคำถามนั้น “ยังหรอก” กั้งตอบเพื่อนไปสั้น ๆ สายตามองออกไปด้านนอกประตูห้องเรียน

“วันศุกร์ทั้งที” กั้งกำลังคิดว่า จะไปเดินเล่นที่ไหนดี เมื่อพรุ่งนี้คือวันหยุดสุดสัปดาห์ เขาไม่ต้องไปโรงเรียนและสามารถนอนตื่นสายได้อีกหน่อย เพื่อนทั้งสองคนของกั้งมองหน้ากันยิ้ม ๆ “จะไปออกเดตกันที่ไหนอีกล่ะ” ก่อนจะเอ่ยปากแซวกั้งอีกคำรบหนึ่ง กั้งยิ้ม ๆ ไม่ได้ตอบอะไรออกไป ก็จงใจจะไม่พูดอะไรทั้งนั้น

“ถามจริง ๆ เถอะ แกสองคนยังไงกันแน่ กับไอ้ทิวน่ะ” เพื่อนถามด้วยอาการอยากรู้จริง ๆ จัง ๆ “อะไรของพวกแกเนี่ย” กั้งเฉไฉทำเป็นไม่เข้าใจเจตนาของคำถามนั้น “เป็นแฟนกันจริง ๆ แล้วใช่มั้ย แกบอกพวกฉันสองคนมาเถอะ” สองคนนั่นยังคงคะยั้นคะยอให้กั้งตอบคำถาม บอกในสิ่งที่อยากได้ยิน

“เพื่อนกันทั้งนั้น” กั้งตอบ ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปที่ประตูห้องเรียน “ไปนะ” ก่อนจะร่ำลาเพื่อนคนสนิททั้งสองเขา “อีกั้ง บอกพวกฉันมาเดี๋ยวนี้นะ สารภาพมาซะ” เพื่อนได้แต่โหวกเหวกไล่หลังไป เมื่อกั้งยังไม่คลี่คลายความคลุมเครือ ถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขาและทิว ที่นับวันดูจะแยกกันไม่ออกแล้ว ว่าสนิทกันแบบเพื่อน หรือว่าสนิทกันแบบแฟน

กั้งเดินจงมาจากอาคารเรียน ก่อนจะไปนั่งรอที่โต๊ะใต้ตึกอย่างทุกครั้งที่เคยทำมา เป็นอันรู้กันระหว่างทิวและกั้ง ว่าเมื่อถึงวันสุดสัปดาห์แบบนี้ มันตั้งสองวันที่จะไม่ได้เจอกัน ดังนั้น เย็นวันศุกร์คือวันที่ทั้งคู่นัดแนะกัน ว่าจะให้เวลากัน จะเป็นเย็นของวันพิเศษ ที่จะไปเดินเที่ยว ไปกินข้าว หรือทำกิจกรรมอื่นใด ตามแต่จะต้องการ

“รอไอ้ทิวหรือกั้ง” เพื่อนในกลุ่มของทิวทักขึ้น เมื่อเดินผ่านมาทางนี้พอดี “อืม เลิกเรียนแล้วหรือยัง” กั้งถามออกไป ก็ถ้าเพื่อนในห้องของทิวออกมาจากห้องเรียนได้แบบนี้ ก็แสดงว่าเลิกคาบแล้ว “โอ๊ย เลิกตั้งนานแล้ว วันนี้อาจารย์ไม่มา ฝากงานเอาไว้ พวกกูสลายตัวกันตั้งแต่ต้นคาบ” เพื่อนต่างห้องของกั้งอธิบายให้ฟัง

“ไอ้ทิวก็ด้วย” คำพูดของเพื่อนกลุ่มเดียวกับทิว ว่าไว้อย่างนั้น “มันกลับไปตั้งนานแล้วนะ เห็นบอกว่ามีธุระพอดี มันไม่ได้บอกกับมึงหรือวะกั้ง” คนที่นั่งฟังนั้น ได้แต่นิ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเขาควรจะพูดอะไรออกไปบ้าง “อ๋อ เปล่าหรอก เออ ๆ ทิวบอกเราเลย ไม่ได้รอหรอก จะกลับพอดี เจอกันวันจันทร์นะ” กั้งพูดเร็วปรื๋อ ก่อนจะรีบคว้ากระเป๋านักเรียน แล้วเดินออกมาในทันที

กั้งรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเคว้งคว้างอย่างประหลาด อาจจะเป็นเพราะว่า ไม่เคยมีอะไรแบบนี้ เกิดขึ้นกับเขามาก่อน ไม่เลย ไม่เคยเลย กับทิวนั้น คนคนนั้นเป็นคนที่ไม่เคยทำอะไรแบบนี้ มันไม่ใช่ตัวของทิว เพราะปกติแล้วแม้อะไรเพียงเล็กน้อย เรื่องนิด ๆ หน่อย ๆ ทิวจะบอกกับกั้งเสมอ กับทิวกั้งไม่เคยต้องเดา แต่กับวันนี้ มันแตกต่างไป

กั้งนั่งอยู่ที่ป้ายรถเมล์ พ่นลมหายใจออกมาอย่างเนือย ๆ มองดูรถเมล์คันแล้วคันเล่า สายนั้นสายนี้ผ่านไป มองดูนักเรียนที่รู้จักบ้าง ไม่รู้จักก็เยอะ เคยเห็นหน้าแบบผ่าน ๆ คุ้นเคยกันดี พากันขึ้นรถเมล์จากไป แต่กั้งยังไม่รู้เลย ว่าเขาจะไปไหน วันนี้เป็นวันที่เขาต้องไปที่ไหนสักที่หนึ่งกับคนที่เป็นพิเศษในหัวใจ

กั้งนั่งอยู่ที่ป้ายรถเมล์นั้น มีอาจารย์บางคนที่จำกั้งได้ ถามไถ่ว่าเย็นแล้วทำไมยังไม่กลับบ้าน กั้งได้แต่ยิ้มตอบ ไม่ได้พูดอะไร เมื่อแสงตะวันที่ร้อนแรงเมื่อสักชั่วโมงก่อน ตอนนี้แสงแดดนั้นโรยแรงลงไปแล้ว แสงไฟตามท้องถนนและรถราที่วิ่งอยู่ เริ่มแสดงตัวให้เห็น แต่กั้งนั้น จะให้เขาตรงดิ่งกลับบ้านในตอนนี้ นั่นไม่ใช่ทางเลือกแรกของเขาอย่างแน่นอน

รู้ตัวอีกที กั้งก็ก้าวเท้าลงจากรถเมล์ ที่เขานั่งมาไกลพอสมควร ถนนสายที่เขาได้ยินชื่อเสียงมานาน แต่ยังไม่เคยได้มาเห็นกับตาเลยสักที ก่อนหน้านี้ก็ได้แต่เปรย ๆ เอาไว้กับทิว แต่รายนั้นยังลังเลที่จะมา กั้งเลยพับเรื่องนี้เอาไว้ จนกระทั่งกั้งบอกกับตัวเองว่า มันถึงเวลาแล้ว ที่เขาจะมาให้รู้กันไป

กั้งเดินไปตามถนนเส้นนี้ เหมือนกับว่าตัวเองคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี หัวค่ำเช่นนี้ มีหนุ่มสาวชาวออฟฟิศหลายคนที่ยืนรอรถเมล์เพื่อกลับบ้าน แต่กั้งนั้นรู้ดีว่า เขามาเพื่อจะสำรวจแถวนี้ให้หายสงสัย ช่วงกลางวันมันก็เป็นถนนเศรษฐกิจสายหลักสายหนึ่งของกรุงเทพมหานคร แต่พอเย็นย่ำค่ำมา มันก็คือถนนเส้นที่คนมากมายมาหาความสุข มาเติมความสำราญในยามค่ำคืนให้กับตัวเอง

กั้งแวะซื้อลูกชิ้นจากรถเข็นข้างทางมากินแก้หิว เพื่อให้ตัวเองได้มีข้ออ้างนั่งลงที่แท่นปูนเตี้ย ๆ ที่ตึกและอาคารแถวนั้นก่อขึ้นเป็นแนวกั้นตัวตึกเอาไว้จากริมทางเดินเท้า กั้งมองดูผู้คนที่ขวักไขว่ไปมา บ้างก็รีบขึ้นรถเมล์เพื่อจะได้กลับถึงบ้านให้เร็วที่สุด บ้างก็หันมองมาทางกั้ง ที่อยู่ในชุดนักเรียน ว่าทำไมถึงมานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้ ในย่านนี้

กั้งกินลูกชิ้นเสร็จ นั่งอยู่ตรงนั้นสักพัก พอเห็นว่าเริ่มจะเป็นจุดสนใจของบรรดาผู้ชายที่เดินผ่านมาผ่านไปมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยใบหน้าคมคาย ที่ค่อนข้างเตะตาผู้คน กั้งลุกขึ้นจากขอบปูนเตี้ย ๆ นั้น โยนถุงใส่ลูกชิ้นลงถังขยะ ก่อนจะเดินผ่านกลุ่มผู้ชายกลุ่มนั้น ที่มองกั้งอย่างสนใจ แต่ก็ติดที่ว่า กั้งนั้นอยู่ในชุดนักเรียนมัธยม พวกนั้นจึงได้แต่มองตามกั้งเดินไป โดยไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร

กั้งนึกถึงชื่อร้านกินดื่มที่เคยได้ยินคนเขาพูดกัน ว่ามันอยู่ในละแวกถนนสายนี้ เดินไปตามทางเดิน กั้งก็มองหามันไปด้วย กั้งเดินขึ้นลงตรอกซอกซอยที่เรียงรายอยู่ติดกันบ้าง ห่างกันบ้าง จนเมื่อยขาไปหมด แต่ก็ยังไม่เห็นป้ายหน้าร้านอย่างที่แอบฟังคนเขาคุยกัน ว่าร้านนี้เป็นร้านพิเศษ ของบรรดาชายกลุ่มพิเศษที่พวกเขาจะมานั่งสังสรรค์กัน

แต่จู่ ๆ สายตาของกั้งก็มองเห็นป้ายไฟนีออน เขียนชื่อร้านที่เขามองหา ทีแรกกั้งทำทีเดินผ่านไปรอบหนึ่งก่อน ไม่แสดงออกว่าตัวเองมีท่าทีสนใจ เดินผ่านไปเฉย ๆ ก่อนจะเดินย้อนกลับมา แล้วทำชำเลืองมองแบบไม่ให้มีพิรุธมากที่สุด จนทำให้กั้งต้องเดินกลับไปกลับมาอยู่ที่หน้าร้านนั้นอยู่หลายรอบ

“มาทำอะไรแถวนี้ เห็นเดินไปเดินมาอยู่หน้าร้านนี่หลายรอบแล้ว” เสียงทักนั้นทำให้กั้งถึงกับสะดุ้ง ก่อนจะหันไปทางต้นเสียง ยิ้มแหย ๆ ให้กับชายร่างสูงผอม ที่แต่งตัวแต่งหน้ากึ่ง ๆ ผู้หญิง “พี่ ผมขอเข้าไปดูในร้านพี่ได้มั้ย อยากรู้ว่าข้างในมันเป็นยังไง” กั้งตัดสินใจพูดออกไป กับคนที่ดูไปแล้ว ก็น่าจะเป็นเจ้าของร้านดังกล่าว

“ยังอยู่ในชุดนักเรียนเนี่ยนะ ไป รีบกลับบ้านไป อย่าให้ต้องออกมาไล่อีก” สิ้นเสียงพูดนั้น เจ้าของร้ายก็หันขวับเดินเข้าร้านไป กั้งได้แต่ทำหน้าเสียดาย นั่งลงที่ข้าง ๆ ทางเข้าร้านอย่างเสียดาย มองไปทางที่เดินกลับไปป้ายรถเมล์ ก็ให้นึกเซ็ง “ฉันไม่ได้บอกนะ แต่ถ้าแกเห็นซอยแคบ ๆ ตรงนั้น เดินเข้าไป มันจะเจอกับทางเข้าหลังร้าน” กั้งหันไปมองอีกฝ่าย ยิ้มกว้างออกมาในทันที ก่อนจะรีบเดินไปตามที่บอก เพราะอีกฝ่ายพูดว่า ขืนชักช้าจะเปลี่ยนใจ

“เปลี่ยนซะก่อน” กั้งคว้าเสื้อยืดและกางเกงวอร์มที่เจ้าของร้านโยนให้ แล้วก็ถอดรองเท้านักเรียนชขายของแกออกด้วย โน่น ห้องน้ำ” กั้งตอบรับคำไปเบา ๆ ก่อนจะรีบทำตาม เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ เดินออกมาจากห้องน้ำ ก็เยี่ยมหน้าออกไปที่ด้านหน้าร้าน มันเป็นร้านกึ่ง ๆ บาร์เหล้า มีเวทีเตี้ย ๆ อยู่ที่มุมด้านหนึ่งของร้าน ที่ใช้สำหรับแสดงดนตรีสด

“ขอบคุณนะครับพี่ ที่ใมให้ผมเข้ามาดู” กั้งพูดพลางนั่งลงบนเก้าอี้ทรงสูงที่หน้าเคาน์เตอร์บาร์ “ผม” เสียงถามจากพี่เจ้าของร้านด้วยเสียงสูง กับความสงสัยที่ได้ยินกั้งพูดแบบนั้น “หนูก็ได้ หนูขอบคุณพี่มากนะคะ” กั้งตอบออกไปด้วยท่าทีอ้อนแอ้น เจ้าของร้านหลุดหัวเราะออกมา กั้งเองก็ยิ้มกว้าง รู้สึกผ่อนคลายขึ้นกว่าในตอนแรก

“ค่อยยังชั่ว อย่างนี้ค่อยคุยกันง่ายหน่อย” เจ้าของร้านพูดกับกั้ง ที่ตอนนี้มองสำรวจไปรอบ ๆ ร้าน มีผู้ชายกลุ่มเล็ก ๆ กระจายนั่งอยู่ที่โต๊ะต่าง ๆ ทั่วร้าน “แกไม่ได้คิดจะมาขายอะไรแถวนี้ใช่มั้ย” เสียงถามนั้นฟังดูจริงจังและเข้มงวดอยู่ในที “ขาย” กั้งทวนคำพูดนั้นออกไป พลางขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

“เพราะถ้าแกจะมาอัพราคาด้วยการใส่ชุดนักเรียน ฉันจะจับแกโยนออกไปนอกร้านเสียตอนนี้” กั้งถึงกับต้องส่ายหน้าดิก ๆ บอกว่าเขาไม่ได้คิดจะมาทำการค้าอะไรแถวนี้จริง ๆ ก่อนจะยื่นบัตรนักเรียนให้กับเจ้าของร้านดู “แกจะทำให้ฉันต้องปิดร้าน ติดคุก ก็ตอนนี้แหละ” ไม่พูดเปล่าสายตาดุ ๆ ที่ใช้มองมาที่กั้งนั้น มีแววอาทรอยู่ในที ราวกับว่า พี่เจ้าของร้านเองพอจะเข้าใจกั้งอยู่ไม่น้อย

“เจ้” กั้งเรียกพี่เจ้าของร้านอย่างตีสนิท “เขาดื่มอะไรกันน่ะ น้ำสีสวย ๆ นั่นน่ะ ขอหนูแก้วหนึ่งสิ นะ” กั้งบอกกับพี่เจ้าของร้าน “แกอยากกินไอ้น้ำสี ๆ นั่น” พี่เจ้าของร้านทวนคำของกั้ง ไม่นานนัก ก็ยื่นแก้วน้ำสีสวยส่งให้ กั้งรับมันมาก่อนจะรีบยกมันขึ้นดื่มอึกใหญ่ “โหย เจ้ นี่มันน้ำส้มนี่” กั้งประท้วง เมื่อเห็นว่าในแก้วมันไม่ใช่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างที่นึกเอาไว้

“อีเด็กเวร จะให้ฉันถูกสั่งปิดร้านวันนี้ให้ได้เลยใช่มั้ย” เสียงด่ากลับมาแต่ฟังดูไม่จริงจังนัก กั้งหัวเราะชอบใจไปกับคำด่าที่ได้ยิน ก่อนจะหุบยิ้มลง เหมือนกับนึกเรื่องอะไรขึ้นมาได้ “เจ้หวี” กั้งเรียกพี่เจ้าของร้าน “เจ้เหมือนพี่สาวที่หนูอยากให้เป็นเลยนะ” กั้งสบตากับอีกฝ่าย ที่มองเห็นอะไรบางอย่างในแววตาของเด็กคนนี้

“จะให้ดี เจ้เป็นแม่หนูไปเลยดีกว่า” กั้งพูดจบ ก็รีบกะพริบตาถี่ ๆ ก่อนจะเสยกแก้วน้ำส้มนั้นขึ้นดื่ม เจ้หวีหยิบแก้วน้ำไปเติมน้ำส้มเพิ่มให้อีก “หิวมั้ย” เจ้หวีถามเมื่อวางจานไก่ทอดเจ้าอร่อยที่เธอซื้อเอาไว้เมื่อเย็น ไว้ตรงหน้ากั้ง คนถูกถามไม่ตอบ แต่ยกไก่ชิ้นใหญ่ขึ้นกัดเข้าปาก “อร่อย” กั้งบอกกับเจ้หวีออกไปแบบนั้น

คืนนั้น กั้งพูดคุยกับเจ้หวี กะเทยแปลกหน้าที่เพิ่งพบกันครั้งแรกอย่างถูกคอ เจ้หวีเป็นคนดุ แต่ก็ไม่ใช่เป็นคนใจร้ายอะไร สายตาที่เจ้หวีมองกั้ง เหมือนรู้จักเด็กผู้ชายคนนี้ดี อะไรบางอย่างในตัวของกั้งสะท้อนให้เห็นภาพของเธอเมื่อนานมาแล้ว กั้งเองนั้น รู้สึกสนุกมากที่ได้ช่วยเจ้หวีหยิบจับนั่นนี่ วิ่งเติมน้ำแข็งให้ลูกค้าบ้าง ช่วยเก็บจานเคลียร์โต๊ะอย่างคล่องแคล่ว มีรอยยิ้มเปื้อนอยู่บนใบหน้าให้เห็นตลอดเวลา

“เจ้ไม่เปลืองค่าน้ำส้ม ค่าไก่ทอดที่เอามาให้หนูกิน ไปเปล่า ๆ ปลี้ ๆ แน่นอน” เจ้หวีนึกขำไปกับคำพูดฉอเลาะของกั้ง เจ้เอง แกก็นึกประหลาดใจ ที่อยู่ ๆ วันดีคืนดี เด็กน้อยคนนี้ ก็โผล่มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย มาชวนคุย มาพูดนั่นพูดนี่ราวกับว่า กั้งเป็นสมาชิกในครอบครัวของเธอเอง ที่ร้างห่าง หายหน้าหายตาจากกันไปนาน

*********************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=rdU0cWct9dc


ดวงตะวันก็ลับ ดาวก็จับเต็มฟ้า

The sun already set, stars now up in the night sky

นกกาใหญ่น้อย กลับเข้ารัง

Birds flew back to their nests

ใครที่มีคนรัก มีคนที่รอข้างหลัง

Those with loved ones, waiting for them

ทุกคนต่างคง กลับบ้านไป

All return to their homes


แต่ว่าฉันยังไม่ยอมกลับ

But I am still out here

ฉันยังไม่ยอมกลับ

I’m not yet going back

อยากนั่งอยู่เรื่อยไป

Still sitting around here

อยู่กับเพื่อนที่ไม่รู้จัก

Staying behind with unfamiliar faces

เพื่อนที่ไม่รู้ใจ

Total strangers as new friends

ก็พอให้คลายเหงา

Loneliness seems to fade


ไม่อยากกลับบ้าน ที่นั่นไม่มีใครรอฉันอยู่

Don’t want to go home, no one’s waiting for me there

จะทุกข์ใจเท่าไร

How sad it’ s gonna be

เมื่อไม่มีใครเฝ้าดู จะอยู่กับใคร

That nobody cares, who I’m gonna be with


ไม่อยากกลับบ้าน

Not really want to be home

ที่นั่นไม่มีใครห่วงใครเข้าใจ

No one’s willing to understand me

ไม่เห็นใครสักคน

Nobody wants to see me

ที่คอยมาห่วงใย กลับไปทำไม

To care, why bother to be there?

เมื่อไม่มีใคร เขาต้องการ

Since no place is really for me


คงจะดีกว่านี้ คงไม่เป็นอย่างนี้

It might be better, it may not be this way

ถ้าเพียงแค่มี ใครซักคน

If there’s someone to care for

มีสักคนรอรับ มีสักคนเท่านั้น

Someone who waits for my return, just only one

ฉันเองก็คง กลับบ้านไป

I will be going home right now


แต่ว่าฉันยังไม่ยอมกลับ

But I am still out here

ฉันยังไม่ยอมกลับ

I’m not yet going back

อยากนั่งอยู่เรื่อยไป

Still sitting around here

อยู่กับเพื่อนที่ไม่รู้จัก

Staying behind with unfamiliar faces

เพื่อนที่ไม่รู้ใจ

Total strangers as new friends

ก็พอให้คลายเหงา

Loneliness seems to fade


ไม่อยากกลับบ้าน ที่นั่นไม่มีใครรอฉันอยู่

There’s no way home, no one’s waiting for me there

จะทุกข์ใจเท่าไร

How sad it’s gonna be

เมื่อไม่มีใครเฝ้าดู จะอยู่กับใคร

That nobody cares, who I’m gonna be with


ไม่อยากกลับบ้าน

Can’t find a place called home

ที่นั่นไม่มีใครห่วงใครเข้าใจ

No one’s willing really understand me

ไม่เห็นใครสักคน

Nobody wants to see me

ที่คอยมาห่วงใย กลับไปทำไม

To care, why bother to be there?

เมื่อไม่มีใคร เขาต้องการ

Since that place isn’t for me

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๒๑. ลมหนาวคราวคิดถึง



2560

2017



ตฤณก้าวลงจากรถยนต์คันหรู หลังจากที่คนรถเปิดประตูให้ จากคำสั่งที่ถูกกำชับกำชามาเป็นอย่างดี จากเจ้าของรถยนต์สัญชาติยุโรปราคาแพงระยับคันนี้ ตฤณเดินผ่านอาคารทรงทันสมัยที่อยู่ตรงด้านหน้าเข้าไปด้านใน มีพนักงานอยู่ในชุดสูทที่ดูดีคอยต้อนรับและบอกทางเป็นระยะ ๆ ด้วยรอยยิ้มและการต้อนรับที่อบอุ่น บ่งบอกถึงระดับชั้นสูงของสถานที่นี้ได้เป็นอย่างดี

ตฤณเดินต่อมาอีกนิด ก็มีพนักงานที่ได้รับมอบหมายมาเป็นพิเศษ ออกมากล่าวทักทาย ก่อนจะเรียกให้บริกรนำแชมเปญสีสวยมาเสิร์ฟให้ถึงมือ พร้อมเดินนำไปในส่วนทางเดินของลูกค้าระดับซูปเปอร์วีไอพี ที่แยกออกจากลูกค้าทั่วไปอย่างชัดเจน เมื่อเดินออกไปทางประตูที่เป็นสัดส่วน แตกต่างจากคนอื่น ตฤณมองเห็นเรือริเวอร์ครูซขนาดใหญ่ จอดเทียบท่ารออยู่

ตฤณมองขึ้นไปบนชั้นสองของเรือ มีทางเดินปูพรมทอดยาวขึ้นไปจนถึงด้านบน ก่อนที่เขาจะเห็นเจ้าของไอเดียเดินยิ้มออกมาที่ด้านบนเรือนั้น ตฤณเดินขึ้นไปบนเรือตามท่าทางผายมือเชื้อเชิญของอีกฝ่าย ที่อยู่ในชุดสูทลำลองที่เป็นแบรนด์ดังระดับโลก ซึ่งมันก็ไม่ต่างจากชุดสูทลำลองคัตติ้งเนี้ยบ ที่ตฤณใส่มาในวันนี้ ที่คนที่ยืนรอเขาบนเรือลำนี้ ส่งมาถึงที่คอนโดเมื่อวันก่อน

“ต้องขนาดนี้เลยหรือครับ” ตฤณเอ่ยถามเอากับเจ้าตัว ที่อีกฝ่ายยังไม่ยอมตอบ แต่ชี้ไปที่แก้วแชมเปญที่ตฤณต้องดื่มรวดเดียวให้หมดในตอนนี้ “ชอบมั้ยครับ” ตฤณสบตากับเจ้าของคำถาม “เพราะผมจะได้ให้เขาขนขึ้นมาบนเรือหลาย ๆ ลัง ก่อนกัปตันนำเรือออก” ตฤณยิ้มพร้อมกับหัวเราะออกมาเบา ๆ กับที่ได้ยิน

“ขี้โอ่จัง” ตฤณพูดก่อนยื่นแก้วแชมเปญนั้นส่งให้กับพนักงานประจำเรือ “มันคือความทรงจำดี ๆ ของเราสองคน” พูดจบ เจ้าของความคิดที่เจ้ากี้เจ้าการทำมาทั้งหมดนี้ ก็ยื่นวงแขนให้ตฤณได้คล้อง เพื่อเดินเข้าไปด้านในตัวเรือ “ล่องเรือกินข้าวเย็น มันก็ดีอยู่หรอกนะครับ แม่น้ำเจ้าพระยายามเย็นก็สวยมากอยู่ แต่เล่นเหมาเรือทั้งลำนี่” ตฤณหยุดประโยคของเขาเอาไว้ เป็นเชิงถามกลับไปที่อีกฝ่าย

“ก็ถ้าเราไม่เหมาให้เรือลำนี้ ตลอดช่วงสามชั่วโมงต่อจากนี้ เป็นของเราแค่สองคน ผมจะทำแบบนี้ได้มั้ย” คนถาม โน้มใบหน้าเข้าหาตฤณ ก่อนที่จะบรรจงหอมแก้มตฤณไปฟอดใหญ่ “ได้แน่นอนค่ะ คุณนฤเบศ” ผู้จัดการเรือที่เป็นผู้ร่วมวางแผนดินเนอร์ในครั้งนี้กับหนุ่มใหญ่ เอ่ยขึ้น

“กัปตันให้มาเรียนคุณนฤเบศและคุณตฤณว่า เรือจะออกอีกภายในสิบนาทีนี้ ถ้าคุณนฤเบศต้องการที่จะหอมอีกเป็นฟอดที่สิบยี่สิบ น้อง ๆ พนักงานจัดเตรียมโต๊ะที่ด้านหัวเรือพร้อมแชมเปญที่คุณตฤณชอบเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว เชิญทางนี้ค่ะ” นฤเบศหัวเราะชอบใจอย่างเปิดเผย ตฤณนั้นรู้สึกได้ถึงความเปิดกว้างในการดำเนินงานของเจ้าของธุรกิจแห่งนี้

“ต้องการอะไร ขาดเหลืออะไร อยากเพิ่มตรงไหน เรียกใช้ได้เลยนะคะ เต็มที่ ไม่ต้องเกรงใจ รวมถึงแจ้งน้อง ๆ ได้เลย หากว่าคุณนฤเบศและคุณตฤณต้องการเป็นส่วนตัว ออลไพรเวซี่” คุณผู้จัดการเรือพูดจบก็ขอตัวไปทำหน้าที่ของเธอ บรรดาน้อง ๆ พนักงานสองสามคน ต่างเข้ามารินแชมเปญ เสิร์ฟอาหารต่าง ๆ ที่มันน่ากินมากเสียจน ไม่อยากจะตักมันขึ้นมาจากจานเหล่านั้น เพราะนั่นคือจะต้องทำลายความสวยงามของมันลง

“คริสต์มาส อีฟ ไม่รู้จะไปไหน” นฤเบศพูด มองดูตฤณที่เติมแชมเปญลงแก้วเป็นรอบที่สาม “ปกติวันอาทิตย์ ผมต้องทำงาน” ตฤณตอบนฤเบศกลับไป “คนเป็นลูกจ้างเขา” นฤเบศสบตากับตฤณ เมื่อได้ยินแบบนั้น “ผมบอกคุณแล้ว ว่าคุณไม่จำเป็นต้องทนเป็นลูกจ้างใครอีก” ตฤณจิบแชมเปญรสชาติเยี่ยม ก่อนจะวางแก้วลงบนโต๊ะ “ผมจะไปหาเงินขนาดนั้นมาคืนคุณยังไงดี” ตฤณพูดถึงเงินจำนวนไม่น้อย ที่ตฤณจ่ายให้กับร้านที่เขาทำงานอยู่ เพื่อที่ว่าคืนนี้ ตฤณจะได้ออกมาล่องเรือกับเขาได้

“คุณไม่ต้องจ่ายเงินอะไรคืนให้ผมสักสตางค์แดงเดียว” นฤเบศพูด “แค่คุณตอบตกลงเป็นแฟนกับผม” นฤเบศจำได้ว่า เขาเคยขอตฤณมากกว่าแค่การย้ายมาอยู่ด้วยกันกับเขาเสียด้วยซ้ำ “รอดูอีกห้าปี ถ้าเราต่างยังไม่มีใคร” แต่ตฤณก็ปฏิเสธเขามาตลอด และเมื่อห้าปีก่อนหน้านี้ ตฤณก็บอกว่าอีกห้าปีค่อยว่ากัน

“เราไม่ต้องปิดบังใครแล้วนะตอนนี้ ตฤณ เผื่อคุณไม่ทันสังเกต” จากยุคนั้นของนฤเบศ ที่แม้แต่คนที่มีเงินทองมากมายมหาศาล ฐานะรวยล้นฟ้าอย่างนฤเบศ ก็ไม่มีทางเลือก นอกจากปกปิดตัวตนที่แท้จริงของตัวเองเอาไว้ “คำพูดของคนที่เพิ่งหย่าเมีย” ตฤณเย้าแรง ถ้าเป็นเมื่อก่อน นฤเบศคงจะนึกเคืองอีกฝ่ายอยู่บ้าง

“เมียที่ไม่ได้อยากมีตั้งแต่แรก” นฤเบศพูดจบ ก็หยิบแก้วแชมเปญขึ้นกระดกรวดเดียว “เงินที่จ่ายไป มันก็คุ้มราคาดี กับเสรีภาพที่ได้กลับคืนมา” พนักงานเติมแก้วที่พร่องเครื่องดื่มราคาแพงนั้นด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะเดินไปประจำการในสเตชั่นที่ไกลออกไป เพื่อความเป็นส่วนตัวขั้นสูงสุดของลูกค้า

ตฤณรู้ดีว่านฤเบศต้องผ่านเรื่องอะไรมาบ้าง ทันทีที่บิดาของเขาเสียชีวิต นฤเบศประกาศหย่าขาดจากภรรยาที่พ่อของเขาเป็นคนหาให้แทบจะในทันที ตอนนั้นนฤเบศบอกกับตฤณว่า มันคือความหวานอมขมกลืนที่เหมือนกับว่าเขาดีใจที่พ่อของตัวเอง ไร้ชีวิตอยู่ในโลกใบนี้อีกต่อไป เพื่อที่ว่า คนอย่างนฤเบศจะได้เริ่มต้นใช้ชีวิตที่เขาต้องการได้เสียที

“ต่างจากคนที่ผมรอให้เขาตกลงมาเป็นเมียมาโดยตลอด” สายตาที่กรุ้มกริ่มของนฤเบศ หากสาวน้อยหรือเกย์วัยกระเตาะได้ยินเข้า คงหวั่นไหวใจละลายกันไปข้าง “เราแค่เอากันเท่านั้น” ตฤณพูดขึ้น เพราะนั่นคือพันธะที่ทั้งสองคนสร้างขึ้นระหว่างกัน ด้วยการขีดเส้นเอาไว้ว่า มันไม่มีอะไรมากไปกว่าผู้ชายสองคนที่นัดมาเจอกัน เมื่อมีความต้องการ

“ผมเอาดีนะ” นฤเบศพูดยิ้ม ๆ “เอาดี ๆ” ตฤณตอบกลับไป “ผมเคยเอาไม่ดีด้วยหรือครับ” ตฤณยิ้ม เสยกแก้วแชมเปญขึ้นดื่ม “หวังว่าการจ่ายค่าเรือดินเนอร์ในคืนนี้ เพื่อคนอย่างผม จะคุ้มราคานะครับ” ตฤณสัพยอก นฤเบศจ้องตากับตฤณ “สำหรับคุณ มันคือคุณค่าครับ ไม่ใช่เรื่องราคา” บางครั้งการได้ยินคำชมอย่างจงใจพูดแบบนี้ มันก็ทำให้ตฤณอดเขวไปกับการเกี้ยวพาราสีแบบโต้ง ๆ นี้ไม่ได้เช่นกัน ด้วยที่ที่จะไปจบลงในราตรีคืนนี้ ทั้งตฤณและนฤเบศต่างก็รู้ดี ว่ามันเป็นที่ใด

ดินเนอร์หรูบนเรือดำเนินไปเป็นอย่างดี และจบลงด้วยความประทับใจ เป็นสามชั่วโมงของนฤเบศและตฤณที่แพงระยับ แต่เจ้าของไอเดียนั้นมองว่า มันช่างเป็นการจ่ายเงินที่ดีมากครั้งหนึ่งในชีวิตของเขา ดีกว่าการใช้เงินแบบคนโง่ ที่นฤเบศยอมรับว่ามันเกิดขึ้นกับเขาอยู่บ่อยครั้ง กับการจ่ายเงินซื้อความสุขเท่าที่ผ่านมาในชีวิตของชายหนุ่มอย่างเขา

นฤเบศพาตฤณกลับมาที่เพ้นท์เฮ้าส์สุดหรูหราของเขา ทั้งสองนั่งดื่มต่อกันอีกเล็กน้อย คุยกันด้วยเรื่องราวสัพเพเหระ ที่ทำให้ค่ำคืนนี้เป็นค่ำคืนที่แสนวิเศษค่ำคืนหนึ่งของทั้งคู่ การได้นั่งดื่มเครื่องดื่มชั้นยอดด้วยกัน ได้พูดคุยกระเซ้าเย้าแหย่ ตลอดจนถึงการที่ทั้งสองคน จบค่ำคืนดังกล่าวลง ด้วยการขึ้นเตียงด้วยกัน

เมื่ออารมณ์ของทั้งสองนั้น คุกรุ่นและพร้อมเต็มที่ นฤเบศช้อนบั้นท้ายของตฤณให้ยกสูงขึ้น ก่อนดันหมอนใบหนึ่งเข้าไว้ข้างใต้ เขาจับขาของตฤณแยกออก มองเห็นทางเข้าลอยเด่น เจลลื่นเย็นถูกป้ายและแทรกเข้าไปในช่องทางนั้น ตฤณบีบต้นแขนกำยำของนฤเบศแน่น เมื่อนฤเบศดันตัวเข้าไปด้านในของตฤณจนสุด

นฤเบศค้างตัวเองเอาไว้แบบนั้น พรมจูบระดมหอมทั้งซอกคอและติ่งหูของตฤณจนทั่ว และเมื่อเห็นว่าตฤณเริ่มผ่อนคลายแล้ว เขาก็เริ่มขยับโยกตัวเข้าออก จากช้า ๆ เนิบนาบ จนกลายเป็นเร่งความเร็วที่ทำให้ตฤณนั้น ถึงกับหลุดครางออกมาเป็นระยะ ๆ เสียงครางด้วยความสุขสมของอีกฝ่าย ทำให้นฤเบศเริ่มโหมแรงหนักขึ้นมากขึ้น

ตฤณนั้นปล่อยใจปล่อยอารมณ์ไปกับการนำพาของนฤเบศ ความรู้สึกที่เตลิดไปไกลจนไม่อาจจะเรียกกลับมาได้อีก ตฤณบีบแขนของนฤเบศจนแน่น ความเจ็บมันยังคงมีอยู่ เขาหลับตาลง เมื่อรับรู้ได้เลยว่านฤเบศเร่งเครื่องอย่างเมามัน อยู่ ๆ ภาพของใครบางคน ก็ผุดขึ้นมาในความคิดของตฤณ อย่างไม่มีที่มาที่ไป

ตฤณลืมตาขึ้น ด้วยทั้งตกใจและไม่คิดว่าตัวเองจะคิดถึงใครคนนั้นขึ้นมา ในความสลัวของห้องนอนมาสเตอร์ในเพ้นท์เฮ้าส์ ใบหน้าของคนที่ตฤณมองเห็น เขามองเห็นใครคนนั้น คนที่เขาเคยมีจากเมื่อหลายสิบปีก่อน กำลังแทรกตัวเข้าออก มอบความสุขนี้ให้กับเขา ตฤณบีบหัวเข่าเข้าหากันจากความสะท้านสั่นที่กำลังเกิดขึ้นกับเขา

นฤเบศรู้ดีว่าแบบไหน ที่เขากำลังให้ตฤณอารมณ์พลุ่งพล่าน เข่าทั้งสองข้างของตฤณที่บีบเข้าหาเอวของเขา จนตอนนี้มันกระหวัดรัดรอบเอวของเขาอยู่ ประหนึ่งกลัวว่านฤเบศจะถอนตัวออกไปเสียก่อนก็ไม่ปาน เสียงร้องครางออกมาของตฤณ ยิ่งทำให้นฤเบศกระแทกกระทั้นส่วนอันแข็งแกร่งของเขาเข้าไปในช่องทางของตฤณ ด้วยอารมณ์ที่โหมกระพือ

ตฤณยกมือทั้งสองข้างแนบแก้มของนฤเบศเอาไว้ เสียงครางเรียกชื่อตฤณ นั้นเป็นเสียงของนฤเบศ แต่ใบหน้าในความคิดของคนที่กำลังมอบความสุขสมให้กับตฤณในตอนนี้ กลับไม่ใช่ ตฤณรู้ตัวเองดี ว่าเขากำลังจะถึงที่หมายในไม่ช้านี้ นฤเบศขยับบั้นท้ายเข้าใส่ร่างของตฤณอย่างไม่ลดละ แปลกใจอยู่เล็ก ๆ เมื่อเห็นตฤณขยับช่องเท้าเข้าหาส่วนแข็งแกร่งของเขาเอง และไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น ตฤณก็ปล่อยให้ตัวเขาเองเนืองนองออกมาจนเต็มท้องน้อย

“ว้าว” นฤเบศร้องออกมาอย่างทึ่งในสิ่งที่เขาเห็น “ผมเอาดีมากจนคุณถึงกับหลั่งเองเลยหรือนี่” อีโก้ในจิตใจของนฤเบศกำลังทำงานแทนเขา เขาเองกำลังชื่นชมความสามารถของตัวเอง ที่ทำให้คนรักถึงที่หมายได้โดยไม่ต้องสัมผัสส่วนสำคัญของอีกฝ่ายแต่อย่างใด ได้เห็นส่วนนั้นของตฤณแข็งแกร่งตลอดเวลาตั้งแต่เริ่มต้นยันวินาทีทะลักทลาย

“ผมขอไปล้างตัวก่อน” ตฤณดันมือผลักที่หน้าท้องของตฤณเบา ๆ ก่อนที่จะรับรู้ถึงการถอนตัวออกของนฤเบศ “ผมยังไม่เสร็จ ไว้เดี๋ยวเรามาต่ออีกกันรอบนะครับตฤณ” นฤเบศดึงเอาเครื่องป้องกันออกจากตัว ก่อนจะใช้ผ้าผืนเล็ก ๆ เช็ดความแข็งแกร่งนั้นของตัวเองแบบลวก ๆ ตฤณไม่ได้ตอบอะไร เขาเข้าไปในห้องน้ำ มองตัวเองที่ในกระจก ด้วยรู้ตัวเองว่า ที่เขาถึงจุดอย่างรวดเร็วในครั้งนี้ เป็นเพราะอะไร และเป็นเพราะใคร



2565

2022



“กำลังคิดอะไรอยู่” เสียงถามนั้นดังขึ้น ดึงความคิดของตฤณให้กลับมาอีกครั้ง ก่อนจะมองเห็นใบหน้าของคนถาม ที่อยู่บนโซฟาตัวที่อยู่ตรงกันข้าม “อยู่ด้วยกันขนาดนี้ ไว้ตฤณค่อยคิดถึงวิน วันที่วินไม่ได้มาหาก็ได้” เสียงพูดเย้าแหย่นั้นเจือไปด้วยความชอบอกชอบใจของเจ้าตัว

“เด็กบ้า” ตฤณยันตัวลุกขึ้นจากโซฟา ที่เขานอนตะแคงเข้าหาวินที่นอนท่าเดียวกันอยู่ที่อีกฝั่ง “อะไร ๆ ของวินมันบอกว่าไม่มีอะไรที่เด็กแล้วนะ” ตั้งแต่ตฤณยอมให้วิน เด็กหนุ่มคนนี้ ได้แวะเวียนมาหาเขาที่ห้องคอนโดได้บ่อย ๆ เด็กหนุ่มตัวสูงคนนี้ ก็ชักจะไม่ลดราวาศอก เรื่องพูดจนแทะโลมตฤณแบบจงใจ

“ใครอนุญาตให้ลากโซฟามาแบบนี้ ยกไปเก็บที่เดิมเลยนะ” ถึงโดนดุ วินก็รู้ดีว่า อีกฝ่ายไม่ได้ดุเขาแบบจริงจัง กะจะกำราบเขาเหมือนในตอนแรก ๆ ที่ได้เจอกัน “ก็ถ้านอนบนโซฟาตัวเดียวกันได้ วินก็ไม่ต้องลากโซฟามานอนมองหน้าตฤณหรอก” เด็กหนุ่มให้เหตุผลกับเจ้าของห้องไป ก่อนจะรีบลุกขึ้นมาขวางอีกฝ่ายเอาไว้ก่อน เมื่อเห็นตฤณกำลังจะลุกขึ้นจากโซฟา

“อยู่กินข้าวเย็นวันคริสต์มาส อีฟ กับเด็ก มันก็ทำให้กระชุ่มกระชวยดีไม่ใช่หรือครับ” ตฤณต้องหลบสายตาที่มองดูก็รู้ ว่าถ้าเขายอมตกลง วินก็พร้อมจะเริ่มต้นทำกิจกรรมวัยผู้ใหญ่กับเขาที่กลางห้องนี่ได้ในทันที “ดื่มนมแล้วเข้านอนน่ะได้” ตฤณตอบกลับไป “นมข้น ๆ เหนียว ๆ มันก็มีหลายแบบอยู่นะ” พูดจบ วินก็คลำต้นแขนของตัวเองป้อย ๆ เมื่อถูกตฤณใช้มือฟาดเข้าให้

“หิวแล้ว” เปลี่ยนจากอาการยียวนกวนประสาท วินก็อ้อนอยากกินข้าวเย็นแทน “สั่งอะไรมากินแล้วกัน” ตฤณเสนอทางออก “ไม่ทำมาม่าหมูสับกินแล้วหรือ” วินถามแกล้งทำหน้าเศร้า “ยังไม่เบื่ออีกหรือไง” ตฤณที่จำได้ว่า เขาทำเมนูนี้ให้วินกินมาหลายมื้อแล้ว “ไม่เบื่อ ไม่มีวันเบื่อ” วินตอบกลับไป ก่อนที่จะแกล้งพูดนั่นพูดนี่ ให้ตฤณเผลอตอบโต้และเถียงด้วยอย่างลืมตัว

นฤเบศกดวางสาย ก่อนเก็บโทรศัพท์มือถือใส่กระเป๋ากางเกง หนุ่มใหญ่ยืนอยู่บนเรือล่องแม่น้ำ ที่ถูกเตรียมการเอาไว้ดีกว่าเมื่อห้าปีที่แล้ว แต่ว่าเขาเพียรโทรหาตฤณครั้งแล้วครั้งเล่า แต่อีกฝ่ายไม่ได้รับสายเขา ใจเขาอยากจะโกรธตฤณที่ไม่แม้แต่จะโทรมา แต่ก็ไม่รู้จะโกรธตฤณยังไง เมื่อดินเนอร์ล่องเรือในวันคริสต์มาส อีฟ ปีนี้ เขากะจะทำเซอร์ไพรซ์ครั้งใหญ่ นฤเบศจึงไม่ได้นัดกับตฤณเอาไว้ล่วงหน้า เหมือนที่ทำเมื่อครั้งก่อนหน้า

***********************************************

คำแปลเนื้อร้องภาษาอังกฤษ โดย Jay J

https://www.youtube.com/watch? v=SyAlPTwPD5U


จากวันนั้นก็นาน

It was a long time ago

มันนานแสนนานที่เราได้แยกทาง

It has been very long since the day we went separate ways

เรื่องราวของเรามันควรจบลงอย่างสวยงาม

Our time together should have had a beautiful ending

เมื่อเราต่างเดินทางไปพบ คนที่แสนดี

Since we had found a new life, and a new awesome people


แต่แม้จะนาน

Though it seems that long

ยังดูเหมือนมีบางอย่างที่ฝังในใจ

Something inside my heart never fades away

ร่องรอยความรักที่เธอได้ทิ้งมันเอาไว้

Traces of your love you have left them there

ไม่เคยจางจากใจสักที

They’re still so fresh, obviously


เจ็บแทนเขาทุกครั้ง ทุกครั้ง ทุกครั้ง ที่ยังคงคิดถึงเธอ

Hurtful, mischievous, obnoxious for him that I still miss you so

อ้อมกอดเขาจะแน่นเท่าไร ยังอดนึกถึงเธอไม่ได้

His hug is always tight, but my mind yet slips through to you

ผิดกับเขากี่ครั้ง กี่ครั้ง กี่ครั้ง ที่ยังซ่อนเธอเอาไว้

Guilty, shameful, despicable for me that I’ m hiding you in my mind

แม้จะลึกเท่าไร

Even deep in my heart


ยังแอบนัดพบเจอกับเธอบางคืนในฝัน

I still see you in some nights I dream away

แอบอิงซบบนเงาของเธอในอ้อมกอดเขา

Snuggling up against his warmth pretending it was your arms

แม้นานเท่าไหร่ไม่เคยได้พบเจอ

Yet I know there’s no chance I will see you again

ก็ไม่เคยเลือนลบเธอไปจากความทรงจำ

I never ever erase you from my good old memory

แอบเอาเธอนั้นฝังไว้ในใจ

Keep you hidden deep down my heart


(ใจเรานะใจ ใยจึงไม่เคยฟัง

Dear, heart or thou shall not listen

ใจเรานะใจ อย่าทำใครให้เจ็บช้ำ

My heart, please don’t get anyone hurt

คนที่ควรจะลืมแต่ทำไมหัวใจยิ่งจำ

Forget you already, why my heart is still fond of?

กลับไปคิดถึงเธอซ้ำซ้ำ

All about you, repeatedly)


ไม่ได้ร่ำร้องให้เธอกลับมา เข้าใจดีที่ต้องเลิกรา

Never ask of your return, totally got it we had our goodbyes

ไม่ได้อาวรณ์ไม่โทษชะตา เดินมาไกลจากวันที่ลา

Nothing personal, fate isn’t to blame, and I have moved on since that day

แค่เพียงเสี้ยวนาที ของในบางราตรี

Just this split of second in some of those crazy nights

ได้ยินเสียงของเธอในยามนิทรา

Your voice is what I hear in my sleep


ยังแอบนัดพบเจอกับเธอบางคืนในฝัน

I still see you in some nights I dream away

แอบอิงซบบนเงาของเธอในอ้อมกอดเขา

Snuggling up against his warmth pretending it was your arms

แม้นานเท่าไหร่ไม่เคยได้พบเจอ

Yet I know there’s no chance I will see you again

ก็ไม่เคยเลือนลบเธอไปจากความทรงจำ

I never ever erase you from my good old memory

แอบเอาเธอนั้นฝังไว้ในใจ

Keep you alive deep down my heart


ยังแอบนัดพบเจอกับเธอบางคืนในฝัน

In my dreams where you and I, we will meet

แอบอิงซบบนเงาของเธอในอ้อมกอดเขา

Curling up under your shadow knowing it is him all along

แม้นานเท่าไหร่ไม่เคยได้พบเจอ

Our thing was long gone, I don’t get to see you

ก็ไม่เคยเลือนลบเธอไปจากความทรงจำ

Yet I can’t get you out of my mind


สบตาเขาบางทียังเผลอคิดว่าเธอมองฉัน

Every time I look into his eyes, I see you looking right back at me

ได้ยินเสียงเพลงรักของเธอในใจซ้ำซ้ำ

Hearing your love song played in my heart, over and over

รู้ดีเราคงไม่มีวันพบเจอ

I know we won’t see each other again

แต่ไม่เคยเลือนลบเธอไปจากความทรงจำ

But I still keep you fresh in my very own memory

แอบเอาเธอนั้นฝังไว้ในใจ

Deep down in my heart, there’s only you


(ใจเรานะใจ

My dear heart

ใจเรานะใจ

My misbehaving mind)

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๒๒. หากคิดย้อนกลับไป



2536

1993



หลังจากปล่อยให้อีกฝ่ายนั่งพัก สงบจิตสงบใจอยู่ครู่ใหญ่ ท็อปเดินกลับมาตรงที่นันนั่งอยู่ ก่อนจะยื่นขวดน้ำดื่มเย็น ๆ ส่งให้ไป นันกล่าวขอบคุณเบา ๆ แล้วรับไปถือเอาไว้ ยังไม่ได้เปิดขวดขึ้นดื่ม ความเย็นจากขวดส่งผ่านไปที่มือของนัน แต่มันยังเย็นจัดไม่เท่ากับที่ในหัวใจของเขา รู้สึกในตอนนี้

“ดื่มน้ำก่อน” ท็อปคะยั้นคะยอ มองดูอีกฝ่ายจนยอมเปิดฝาแล้วยกขึ้นดื่ม “เราปลอดภัยแล้วตอนนี้” ท็อปพูดโดยใช้น้ำเสียงหนักแน่น เพื่อหวังให้นันคลายความกังวลใจลง “นันปลอดภัยแล้วนะ” ท็อปกล่าวย้ำอีกครั้ง นันลดมือที่ถือขวดน้ำเย็นนั้นลง มองสบตากับอีกฝ่าย ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมา แม้ว่าจะไม่ได้รู้สึกหายกังวลลงไปแต่อย่างใด

ทั้งสองคนนั่งอยู่ในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง หลังจากที่ได้นั่งรถเมล์ ไกลออกมาจากบ้านของนันสักพัก ท็อปตัดสินใจดึงมือของนันห้ามเขาลงมาจากรถ ก่อนจะพากันเดินหลบเข้ามาในสวนแห่งนี้ ท็อปให้เหตุผลว่า ถ้าเผื่อผู้ชายคนนั้นตามพวกเขามา กลัวว่าจะเป็นปัญหาใหญ่ หากให้รู้ว่าบ้านท็อปอยู่ที่ไหน

“เรานั่งอยู่ที่นี่กันสักพักก่อน เดี๋ยวค่อยเรียกแท็กซี่ให้ไปส่งที่บ้านท็อป” นันนั่งฟังท็อปวางแผน บอกเล่าวิธีการที่ทั้งสองจะทำต่อไป “ยังไงนันก็ต้องกลับไปกับท็อป” เขายืนยันหนักแน่น ว่าจะไม่ให้นันกลับไปเผชิญหน้ากับผู้ชายบ้า ๆ คนนั้นอีก “ท็อปจะไม่ให้นันต้องเจอเรื่องร้าย ๆ แบบนี้อีกแล้ว ท็อปให้สัญญา” ท็อปพูดปลอบนั้นไปด้วย สร้างความเข้มแข็งให้กับตัวของเขาด้วยเช่นกัน

“สุดท้ายเราก็ต้องกลับไปอยู่ดี” นันพูดออกมาด้วยเสียงที่สั่นเครือ “เราจะไปอยู่ที่ไหนกับใครได้นาน” นันน้ำตาคลอหน่วย บอกตัวเองไม่ได้เหมือนกัน ว่าความรู้สึกจุกอยู่ในอกนี้มันคือความรู้สึกอะไรกันแน่ ระหว่างอาการสมเพชตัวเองกับความทดท้ออาลัย ในโชคชะตาของตัวเอง ที่ดูเหมือนจะไม่ยอมรามือจากเขาไปง่าย ๆ

“นันก็อยู่กับท็อปไง” ท็อปรีบพูดให้นันมั่นใจ “อยู่กับท็อปตลอดไปเลย ท็อปบอกพ่อกับแม่แล้ว ว่านันจะอยู่ที่บ้านของเรา อยู่นานเท่าไหร่ก็ได้ พ่อกับแม่ของท็อปก็ไม่ได้ว่าอะไร ยิ่งท็อปบอกให้พ่อกับแม่รู้ ว่านันเป็นคนดี แบบนั้น ยิ่งไม่มีปัญหาแน่นอน” ท็อปนั้น ทบทวนถึงสิ่งที่เขาได้พูดบอกกับพ่อและแม่ไป โดยที่มั่นใจเต็มร้อย ว่าไม่มีปัญหาอะไรตามมา

“เราไม่ใช่คนดีอะไรเลย” นันพูดด้วยน้ำตาหยาดใส ๆ สั่นระริกอยู่ในหน่วยตา “ท็อปก็ได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้แล้วนี่” นันแค่นหัวเราะออกมา พอจะนึกออกแล้ว ว่าความสมเพชเวทนา มันน่าจะเป็นความรู้สึกที่เขาสมควรจะมีต่อตัวเองมากที่สุด “คนที่เลว คือผู้ชายคนนั้น คนที่ทำร้ายนันสิ มันถึงจะถูก” ท็อปรีบแย้ง เพราะรู้สึกไม่ดีที่ได้เห็นนันพูดจาโทษตัวเองแบบนั้น

“อย่างน้อย ก็ยังมีท็อปนะ ที่เห็นว่าเรายังดีอยู่” นันพูดจบ หลับตาลง ก่อนหยาดน้ำตาจะไหลลงมาเปื้อนแก้ม ท็อปขยับถัดตัวเข้าไปนั่งชิดกับอีกฝ่าย “อย่าพูดแบบนั้นสิ นันเป็นคนดี นันกับท็อปมาโดยตลอด ไม่เคยคิดจะเอาเปรียบท็อปเลยสักครั้ง” ท็อปพูดก่อนจะใช้นิ้วเช็ดน้ำตาให้กับอีกฝ่าย

“แต่นัน พอจะเล่าให้ท็อปฟังได้มั้ย” ท็อปใช้สองมือประคองใบหน้าของนันเอาไว้ สบตากับอีกฝ่ายด้วยความจริงใจ “ว่ามันเกิดอะไรขึ้น” ท็อปเองก็อยากจะรู้ถึงต้นสายปลายเหตุ อยากจะเข้าใจกับสิ่งที่นันต้องเจอะเจอมา นันหลุบสายตาลงต่ำ เมื่อได้ยินท็อปถามออกมาแบบนั้น เขาเม้มปากแน่นจนเกือบเป็นเส้นตรง

“ท็อปรู้ว่ามันยากสำหรับนัน ที่จะเล่าถึงเรื่องนี้” ท็อปพูดบอกกับนัน “แต่ท็อปอยากให้นันเชื่อใจและไว้ใจท็อป อยากให้นันไม่เห็นว่าท็อปเป็นคนอื่น ให้ท็อปเป็นคนที่นันหนีร้อนมาพึ่งเย็นได้” นันฟังท็อปพูดออกมา เขาลังเลอยู่ไม่น้อย ที่จะเปิดเผยเรื่องราวชีวิตส่วนตัวลึก ๆ ที่ไม่กล้าที่จะบอกใคร อีกทั้งนันเองนั้น ก็ไม่เคยเจอใครที่จะสนใจไถ่ถามเขาแบบนี้เลยสักคน

“บ้านเรายากจน” นันเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า “ตั้งแต่จำความได้ เราก็เห็นแต่ความขาดแคลน ไม่สมบูรณ์ไปเสียทุกสิ่ง” นันยิ้มออกมา แต่มันเป็นรอยยิ้มที่เปื้อนใบหน้าเพียงชั่วครู่ ก่อนจะจางหายไปอย่าวรวดเร็ว และมันเป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้บ่งบอกถึงความสุขที่กำลังเกิดขึ้นในหัวใจ แต่มันแค่ยิ้มออกมาแกน ๆ แค่น ๆ เมื่อต้องเล่าเรื่องน่าอายของตัวเองให้คนอื่นฟัง

“ตอนเด็กเราชอบอยู่กับพ่อนะ พ่อชอบทำให้เราหัวเราะ พ่อทำให้เรายิ้มได้ พ่อชอบเล่าเรื่องตลกให้เราฟัง” ท็อปแอบแวบหนึ่ง มองเห็นรอยความสุขจาง ๆ ที่คงจะห่างหายไปนานแล้วจากชีวิตของนัน มันผุดขึ้นมาแค่ชั่ววินาทีหนึ่ง ตอนที่นันพูดถึงพ่อ ก่อนที่มันจะลบตัวเองหายไปอย่างไร้ร่องรอย กลับไปเป็นใบหน้าที่อมทุกข์ของนันอีกครั้ง

“แต่พอจากเราไปตั้งแต่เราขึ้นประถมหนึ่ง” นันมองดูมือของตัวเอง ที่ถือขวดน้ำในมือ ที่เริ่มลดทอนความเย็นฉ่ำของตัวเองลง อาจจะเหมือนกับว่า นันเองก็ค่อย ๆ ละลายน้ำแข็งที่เย็นเฉียบ ที่ห่อหุ้มหัวใจที่ควรจะอุ่นนั้น ให้กลับเป็นเหมือนคนที่มีเลือดเนื้อ มีหัวใจที่ใช้สูบฉีดเลือดที่ทำให้ร่างกายอบอุ่นอีกครั้ง

“พอพ่อตาย เราก็เหลือแค่แม่” นันเล่าต่อ “แต่เราไม่รู้จักแม่ของเราเท่าไหร่หรอกนะ” นันขยายความสิ่งที่ตัวเองพูดหลังจากนั้น “แม่ทิ้งพ่อเราไปตั้งแต่เราเพิ่งเกิด แม่บอกว่าเราเป็นสิ่งที่ถ่วงชีวิตของแม่เอาไว้” ท็อปฟังสิ่งที่นันพูดออกมา แล้วก็ให้นึกจินตนาการไปว่า เขาคงจะเศร้าและเสียใจมาก ๆ แน่ ๆ ถ้าหากว่า เขาได้ยินพ่อและแม่พูดแบบนั้นกับเขา

“ผู้ชายคนนั้นไม่ใช่พ่อของนัน” ท็อปพอจะโล่งอก เมื่อรับรู้ว่า ผู้ชายคนที่ทำร้ายร่างกายนัน ไม่ใช่พ่อแท้ ๆ นันส่ายหน้า ก่อนจะพูดต่อไปว่า “แม่มารับเราไปอยู่ด้วย เพราะตอนนั้นนอกจากเราจะไม่มีญาติคนไหนอีก ที่อยากจะรับภาระเอาเราไปเลี้ยงดูแล้ว แม่ก็ยังได้เงินอุดหนุนจากหน่วยงานที่แม่ทำงานอยู่ เป็นเงินยังชีพบวกกับทุนเด็กขาดแคลนให้เข้าโรงเรียน” ท็อปลอบถอนหายใจออกมา ฟังดูแล้วนันเหมือนเป็นสินค้าที่คนซื้อสนใจของแถมที่แนบมาด้วย มากกว่าตัวสินค้าเองจริง ๆ

“มันก็ดีกว่าไม่ใช่หรือ กับการได้อยู่กับแม่ของตัวเอง แม่ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา เราไม่เคยได้อยู่ใกล้ชิดแม่ของเราเลย” นันยิ้มแกน ๆ เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ “ถ้าเทียบกับการที่เราต้องเข้าไปอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เราเป็นตัวเงินตัวทองให้แม่มีเงินใช้คล่องมือ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่แย่อะไรนัก” ท็อปรู้สึกสะท้อนในใจ กับสิ่งที่เขาได้ยินนันเล่าออกมา ท็อปนึกไม่ออกเลย ว่าถ้าพ่อและแม่ของเขา ทำแบบเดียวกันนี้ เขาจะรู้สึกอย่างไร

“ตอนแรก แม่ก็บอกว่า แม่จะอยู่กับเรา จะมีแค่เราสองคนแม่ลูก เพราะแม่เบื่อแล้วกับชีวิตคู่ เบื่อผู้ชายที่ไม่เอาไหนอย่างพ่อ แม่บอกเรา ว่าอย่าเป็นอย่างพ่อให้แม่เห็น เราฟังแล้ว เราก็นึกโกรธแม่ แต่เราได้แต่เก็บสิ่งที่เราอยากเถียงแม่ออกไปใจจะขาดเอาไว้ ก็พ่อไม่ได้เป็นอย่างที่แม่ว่า เราเห็นมาตลอด ว่าพ่อพยายามทำทุกอย่างเพื่อดูแลเราให้ดีที่สุด แต่เหล้าที่พ่อดื่ม มันจัดการพอของเราได้ไวกว่า” สองปีก่อนที่พ่อจะจากนันไป นันพอจะจำได้ ว่าพ่อของเขาดื่มหนักมาก

“ผ่านมาจนเราขึ้นม.หนึ่ง แม่ก็บอกว่า แม่ไม่ไหวกับเราแล้ว” สีหน้าของนันดูเศร้าสร้อย เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ “เงินทุนการศึกษาที่เราเคยได้ ที่หน่วยงานแม่เขาหยุดแจก เพราะเราโตแล้ว ขึ้นเรียนมัธยมแล้ว” นันกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อไล่ความชื้นที่รื้นขึ้นขอบตา “แม่บอกว่าแม่เหนื่อย แม่ต้องการหาคนมาช่วยแบ่งเบาภาระภายในบ้าน และเราคือหนึ่งในส่งที่ถ่วงความเจริญในชีวิตของแม่เอาไว้” ท็อปรู้สึกสงสารนันขึ้นมาอย่างจับใจ กับสิ่งที่นันต้องได้ยินแม่ของตัวเองพูดกรอกหูอยู่ซ้ำ ๆ

“วันหนึ่ง แม่ก็พาผู้ชายคนนี้มาที่บ้านด้วย” ริมฝีปากของนันสั่นระริกไปด้วยความรู้สึกที่ระคนกันไปหมด เมื่อเริ่มต้นเล่าถึงคนคนนี้ “ทีแรกแม่ก็สอนให้เราเรียกเขาว่าอา แต่ตอนหลังแม่ก็ไม่ปิดบังเราอีก แม่บอกเราว่า เขาคือผัวใหม่ของแม่ และให้เราเรียกเขาว่าพ่อ” นันเล่าให้กับท็อปฟัง และท็อปก็เป็นคนแรกที่นันพูดถึงเรื่องราวนี้

“มันควรจะเป็นสิ่งที่ดีใช่มั้ย สำหรับชีวิตเด็กคนหนึ่งที่ขาดพ่อ และต้องการพ่อในชีวิต ดีกว่าไม่มีใครเลย” นันหัวเราะเบา ๆ แต่นั่นไม่ใช่เสียงหัวเราะจากความสุขใจ “เราเต็มใจเรียกเขาว่าพ่อ เรามองข้ามทุกอย่าง เพื่อได้มีเขามาเป็นพ่อ แต่ทุกอย่างเป็นอย่างที่เราคิดเอาไว้ได้เพียงไม่นาน ทุกอย่างที่เราจินตนาการเอาไว้ มันก็จบลง” นันแตะนิ้วลงที่แก้มของตัวเอง

“มันเริ่มจากโดนตบแบบแบมือตรงนี้” ท็อปมองตามไปที่มือของนัน “ก่อนมันจะกลายเป็นหมัดที่กระแทกเข้าที่ตรงนี้” นันกำหมัดแล้วเอามาวางไว้ตรงที่เรียกว่าครึ่งปากครึ่งจมูก “รสชาติเลือดสด ๆ ของตัวเอง มันเค็มปะแล่ม ๆ ดี แค่ว่ารสของมันแย่กว่าน้ำตานิดเดียว” ท็อปรู้สึกหดหู่เป็นอย่างมาก ที่ได้ยินนันเปรียบเทียบรสชาติ จากการที่ได้ชิมรสของน้ำตาและเลือดของตัวเอง ที่ไหลเข้าปากแบบนั้น

“แล้วแม่ของนันไม่ว่าอะไรเลยหรือ ทำไมแม่ไม่ห้ามพ่อเลี้ยงไม่ให้ทำร้ายนัน” ท็อปถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจ กับการที่เกิดมาในบ้านที่พ่อและแม่ของท็อป พร้อมที่จะปกป้องเขาในทุก ๆ เรื่อง นันยิ้มให้ท็อปนิดหนึ่ง ก่อนจะตอบว่า “แม่บอกว่า ดีเลย เขาจะได้สอนเราให้เป็นผู้ชาย” ใบหน้าของนัน ที่ดูเหมือนว่ากำลังจะร้องไห้

“ท็อปเข้าใจใช่มั้ย สอนเราให้เป็นผู้ชาย ให้เราเลิกตุ้งติ้ง ให้เราเลิกเป็น” ริมฝีปากของนันสั่นระริก เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ ก้อนแข็งอะไรบางอย่างแล่นขึ้นมาจุกที่คอหอย มันเป็นคำคำหนึ่ง ที่ยากเหลือเกินที่นันจะพูดออกมา “เขาเกลียดที่เราเป็นตุ๊ด เขาบอกว่ามันไม่ถูกต้อง มันผิดที่เราเป็นแบบนี้” นันพูดออกมา น้ำตาร่วงหล่นพร้อม ๆ กับคำคำนั้น

“แม่เห็นด้วย และไม่เคยคิดที่จะบอกเขาให้หยุด แต่หลัง ๆ มา เขาเลือกที่จะไม่ต่อยหน้าเรา แต่ทุบตีและเตะต่อยเราตรงอื่น เพื่อที่ว่าคนอื่นจะได้ไม่สังเกตเห็น” ท็อปรับรู้ถึงในคืนนั้น ที่เนื้อตัวของนันเขียวช้ำไปหมด มันเป็นเพราะสาเหตุนี้เอง “แล้วตอนนี้แม่ของนันอยู่ที่ไหน” ท็อปถามออกไป ภายในใจห่อเหี่ยวไปหมดที่ได้ยินเรื่องราวอะไรแบบนี้

“เราไม่รู้” นันส่ายหน้า ก่อนจะพูดขึ้นว่า “วันหนึ่งแม่ก็หายไป และไม่กลับมาบ้านอีกเลย ทิ้งให้เราอยู่กับเขา ที่ชาวบ้านต่างชื่นชมและเห็นใจ ต่างพูดกันว่า แม้เขาจะไม่ใช่พ่อแท้ ๆ ของเรา แต่ก็ดีมาก ๆ ที่ยังเลี้ยงดูเราต่อ ไม่ได้ทิ้งเราไป เป็นพ่อเลี้ยงที่หาได้ยาก ที่ลูกเลี้ยงคนหนึ่งจะมีได้ พวกเขาไม่เลยรู้เลย ว่าเราต้องเจอกับอะไร ผ่านอะไรมาบ้าง” น้ำตาของนันไหลลงมาเป็นสาย

“พวกเขาไม่รู้เลย ว่าเราต้องเผชิญกับอะไรในแต่ละวัน พวกเขาคิดว่าเราโชคดี ท็อป พวกเขาคิดว่า เรามีความสุขดี” นันปล่อยโฮออกมา น้ำตาที่ถูกกักเก็บเอาไว้มานาน พอมาวันนี้ วันที่มีคนถามไถ่ว่าเขาเป็นอย่างไร มีอะไรจะเล่าให้ฟังบ้างไหม ทุกอย่างก็ถล่มทลายพรั่งพรูออกมา จนไม่สามารถที่จะผลักมันกลับไปที่เดิมได้อีก

“ไม่ต้องกลัวนะนัน ต่อไปจะไม่มีใครทำร้ายนันได้อีก ท็อปอยู่ตรงนี้แล้ว ท็อปจะทำให้นันมีความสุขเอง ท็อปสัญญา” ท็อปดึงนันเข้ามากอดไว้จนแน่น นันที่ร้องไห้ตัวโยน ถามท็อปออกมาด้วยหัวใจที่ปวดร้าว “ท็อปไม่ใช่แค่พูดออกมานะ ท็อปไม่ใช่แค่พูดแล้วทำเหมือนคนอื่นนะ” ท็อปกอดนันแน่นยิ่งขึ้น เมื่อได้ยินนันถามคำถามนั้นกับเขา คำถามที่มาจากหัวใจของคนคนหนึ่งที่พร้อมจะแหลกสลายลงไปได้ทุกเมื่อ

*****************************************

คำแปลเนื้อเพลงเป็นภาษาอังกฤษ โดย Jay J

https://www.youtube.com/watch? v=FzrQsNMs2JA


มันคงเป็นกรรมเป็นบาปที่ทำไว้

Not a good cause, had to be evil deeds I had done

คิดและฝันหรือหวังอะไร ไม่เคยได้มา

Thoughts, dreams, and hopes, they never come true

มีแต่ความชอกช้ำในใจ

There’s only pain in my heart

มีแต่เพียงน้ำตา ที่กลับคืน

All I’ve got is only tears in return


มันคงเป็นกรรมเป็นบาปที่ทำไว้

I must have wronged someone outrageously

คิดและฝันหรือหวังอะไร ไม่เคยยั่งยืน

Thoughts, dreams, and hopes, they never last long

รวมทั้งความรักและจริงใจ ยังไม่เคยได้คืน

Including love and sincerity, there’s not one chance to see them

มีแค่วันและคืน ที่ปวดร้าวในใจ

All I’ve got through days and nights is pure heartache


ทั้งทุกข์ ทั้งท้อ ทั้งทนทรมาน

Suffering and despair all in agony

มองดูความฝันที่มันค่อยค่อยทลาย

Looking at dreams I had shattered right before my eyes

เหมือนคนที่ชีวิตพัง หมดหวังหมดลมหายใจ

The same way the person has his life ruined, hopelessly grasping for air

อยู่คนเดียวลำพัง กับความหลังที่เจ็บและช้ำจนตาย

Just only me to look back and gain more pains and sorrow to grave

ไม่มีไม่เหลือใครเลย

I am all by myself


มันคงเป็นกรรมเป็นบาปที่ทำไว้

It must be karma inevitably taking its course

คิดและฝันหรือหวังอะไร ไม่เคยยั่งยืน

Thoughts, dreams, hopes, they never ever sustain

รวมทั้งความรักและจริงใจ ยังไม่เคยได้คืน

All the love and honesty I know, I never have earned

มีแค่วันและคืน ที่ปวดร้าวในใจ

Days followed by nights to show my heart grief and sorrow


มีแค่รอยน้ำตา มีแค่รอยอาลัย

Traces of tears, try my best to be clinging on

กับชีวิตที่เดียวดาย

The devilishly lonely life

ที่ไม่เหลือใครเลย

That I am left alone

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๒๓. ฉันและเธอที่คิดถึง



2566

2023



“โอย ถึงสักที นั่งรถมานานเป็นบ้าเลย” ตฤณทำท่าบิดขี้เกียจ บ่นเสียงดัง ก่อนจะเปิดประตูลงจากรถไป “อากาศดีสุด ๆ ไปเลย” วินที่นั่งอยู่ที่หลังพวงมาลัยด้านคนขับ ยิ้มออกมาอย่างนึกขัน เมื่อคนบ่นกระปอดกระแปด ถามแล้วถามอีกว่าถึงหรือยัง เมื่อไหร่จะถึง ตอนมาครั้งที่แล้วไม่เห็นจะต้องนั่งรถนานแบบนี้ ลงไปยืนกางแขนสูดอากาศบริสุทธิ์บนยอดดอยเข้าปอด

“ดีนะ ที่มาถึงไม่ตอนยังเย็นมาก จะได้หาที่นอนได้ทัน” ตฤณหันกลัมาพูดกับวิน ที่ฝ่ายหลังเดินตามลงจากรถมาสมทบ ลมเย็น ๆ พัดมาเบา ๆ จนตฤณต้องลู่ไหล่ห่อตัว “บอกแล้วให้ใส่เสื้อกันหนาวเอาไว้ด้วย ทำไมต้องให้บ่น” วินส่ายหัวพูดกับคนตรงหน้า ก่อนจะเอาเสื้อกันหนาวที่เขาเตรียมมาด้วย บังคับให้อีกฝ่ายใส่เสียเดี๋ยวนั้น

“ผมโตแล้วนะ ผมดูแลตัวเองได้หรอกน่า แล้วนี่ก็แค่ลมหนาวนิด ๆ หน่อย ๆ เอง” ตฤณเถียงเพราะรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังโดนพี่ชายเอ็ดเข้าให้ ที่ทำตัวเป็นเด็กน้อยไม่เชื่อฟัง วินสบตากับตฤณตอนสวมเสื้อกันหนาวให้ หัวเราะเสียงดังหึ ๆ ในลำคอ บอกให้รู้เลยว่า ตัวเขาไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายจะโตแล้วตามอย่างปากว่าจริง

“รอวินอยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยววินไปดูที่พักก่อน” ตฤณย่นจมูกใส่อีกฝ่าย ที่ยิ้มหัวกับท่าทีของคนที่มาด้วยกัน ก่อนที่ตฤณจะมองตามวินเดินออกไป โดยที่ตฤณใส่แจ็คเก็ตกันหนาวตัวที่บางกว่าที่สวมให้กับเขา วินหายไปสักพักใหญ่ โดยระหว่างนั้น ตฤณก็ถ่ายรูปเล่น ด้วยวิวที่สวยกับธรรมชาติที่งามของสถานที่แห่งนี้

“ที่พักเต็มหมดเลย จุดกางเต็นท์ก็ด้วย” วินพูดขึ้นใบหน้ามีแววกังวลและเครียดแสดงออกมาเล็กน้อย “นี่ขนาดเลือกมาวันหลังคนเคาท์ดาวน์กันแล้วนะ” ตฤณพูดขึ้น ถอนหายใจในความหมายว่าทำอย่างไรได้ “มันก็ยังเป็นวันปีใหม่อยู่ กว่าคนจะกลับลงไปข้างล่างกันกับวันหยุดยาวแบบนี้” ตฤณยักไหล่ใหกับความอับโชคของทั้งสองคน ที่ดุ่มและสุ่มขับรถกันมาไกลจากกรุงเทพฯ

“งั้นก็ขับรถกลับเลยแล้วกัน เริ่มเย็นแล้ว” ตฤณพูดจบ ก็เดินไปที่รถ “เสียดายน่ะ” วินพูดขึ้น ตฤณหันกลับไปมองอีกฝ่าย “เตรียมของขึ้นมาพักบนนี้อย่างดิบดี” วินหมายถึงข้าวของมากมายที่แบกใส่รถกันมา “ที่พักมันเต็มแล้ว” ตฤณเตือนอีกฝ่าย “กลับเถอะ ถ้ามืดเดี๋ยวมันขับรถยาก” ตฤณให้เหตุผล โดยบอกว่าลงไปหาที่พักที่ในตัวเมืองก่อนคืนนี้ แล้วค่อยคิดกันต่อว่าจะเอายังไง

“หาที่พักกันอยู่หรือ” เสียงถามดังขึ้นจากด้านหลังทั้งสองคน “ปีนี้คนมาท่องเที่ยวเยอะ ทั้งไทยและเทศ” วินและตฤณหันไปมองทางต้นเสียง ก็เป็นผู้ชายรูปร่างสันทัด หน้าตาดูดีแบบหนุ่มชาวเหนือ ลักษณะดูเหมือนเป็นเจ้าหน้าที่ที่นั่น “ตรงนี้ที่นอนห้องหับมันเต็มหมดแหละ อีกวันสองสามวันโน่น ถึงจะซา” คำพูดนั่นบอกตรง ๆ ว่า ยังไงคืนนี้ ทั้งสองก็ไม่สามารถหาที่พักบนดอยนี้ได้

“พี่เป็นเจ้าหน้าที่ที่นี่หรือครับ” วินรีบถามออกไป ถ้าหากคนที่เข้ามาพูดคุยกับพวกเขาเป็นเจ้าหน้าที่ เผื่อว่าจะช่วยคิดและช่วยหาทางออกอะไรดี ๆ ให้กับพวกเขาได้ โดยที่ไม่ต้องขับรถลงดอยไปหาโรงแรมพักในเมือง ผู้ชายคนนั้นมองหน้าทั้งสองคน วินและตฤณสลับกันไปมา ก่อนจะยิ้มออกมาแล้วพูดขึ้นมาว่า

“ที่ตรงนี้นี่มันยอดนิยม แต่มันมีอยู่อีกที่หนึ่ง ขับรถไม่ไกลหรอก สี่หรือห้ากิโลเมตรเอง สนใจมั้ยล่ะ” อีกฝ่ายถามขึ้น วินตาเป็นประกายเมื่อได้ยินแบบนั้น “ที่ไหนครับ ไปครับ สนใจ ไปยังไงครับ” ยังไม่ทันที่ตฤณจะเอ่ยห้ามปรามอะไร ก็ไม่ทันวินที่ถามรายละเอียดจากพี่เจ้าหน้าที่ให้ได้ ผู้ชายที่เสนอสถานที่พักให้กับคนทั้งคู่ หัวเราะออกมาเบา ๆ

“นี่ก็จะหารถติดไปที่ที่ว่านี่พอดี ไปไหมล่ะ ถ้าไปก็ออกรถสิ เดี๋ยวจะบอกทางไปให้เอง ขับรถไปเดี๋ยวเดียวก็ถึง” วินรีบเดินไปที่ด้านคนขับ โดยที่ทำเป็นไม่เห็นสายตาคัดค้านของตฤณแต่อย่างใด จนตฤณต้องยอมเปิดประตูเขามานั่งในรถแต่โดยดี “พี่ขึ้นมาเลยครับ" วินหันไปมองด้านหลัง ร้องบอกพี่เจ้าหน้าที่ แต่ก็เห็นเขาขึ้นมานั่งที่เบาะด้านหลังรถเรียบร้อยแล้ว

“ขับออกไปทางนี้เรื่อย ๆ นะ เดี๋ยวจะบอกทางให้เอง” วินได้ยินคนที่นั่งอยู่เบาะด้านหลังรถพูด สบตากับตฤณนิดหนึ่ง รู้ว่าอีกฝ่ายอยากจะบ่นเขาจนจมหู แต่ก็ทำยิ้มไม่รู้ไม่ชี้ ก่อนจะออกรถยนต์ให้เคลื่อนออกไป ทั้งสามนั่งกันมาเงียบ ๆ ได้สักพัก ผู้ร่วมทางคนใหม่ก็พูดขึ้น ทำลายความเงียบในรถนั้นลง

“ชอบที่ที่มีตำนานมั้ย” คำถามนั้น ทำให้วินและตฤณหันมาสบตากันอีกครั้ง “ดอยเสมอดาวนี่มีตำนานด้วยหรือครับ” ตฤณถามออกไปแบบคนไม่รู้จริง ๆ “ผาชู้” เสียงตอบดังมาจากด้านหลังรถ “ผาชู้ต่างหาก ที่ที่เรากำลังไปนี่ไง” เสียงพูดนั้นอธิบายเพิ่มเติม “ว่าแต่ เป็นอะไรกัน” เสียงถามนั้น “สองคนนี่ เป็นอะไรกัน” ทำเอาทั้งวินละตฤณประมวลผลว่าจะตอบกลับไปยังไงดี

“เรื่องเล่าต่อ ๆ กันมา แบบนั้นน่ะหรือครับ” วินถามกลับไปแทนที่จะตอบคำถาม “ลองฟังดูไหม” คนที่นั่งอยู่ที่เบาะด้านหลังดูจะไม่ได้ใส่ใจเอาความกับการเลี่ยงคำตอบอย่างชัดเจน ของทั้งวินและตฤณแต่อย่างใด “ฟังครับ” วินตอบกลับไป ก่อนที่รถทั้งคันจะเงียบไปสักพัก กับการรอให้เพื่อนร่วมทางคนใหม่ เริ่มเล่าตำนานของผาชู้

“พอไปถึงที่ผาชู้ จะมีต้นจันผาจะขึ้นอยู่” วินขมวดคิ้วมุ่น งงกับชื่อต้นไม่ที่ขาเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก ตฤณหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาค้นดูในอินเทอร์เน็ต ก่อนจะโชว์รูปต้นจันผาหรือเรียกว่าจันทร์แดง ให้อีกฝ่ายดู “ที่ได้ยินเขาเล่ากัน ชื่อที่ว่านั้นมาจากเจ้าจันผา ที่ไม่สมหวังในความรัก ไม่ได้อยู่เคียงคู่กันกับคนที่รัก” เสียงนั้นเล่าออกมาช้า ๆ แต่ฟังดูชัดเจนในความรู้สึก

“หมายถึงว่า เจ้าจันผา ไม่ได้สมหวังในความรักหรือครับ” ตฤณฟังตัวเองถามออกไป เหมือนกำลังทวนความไปในตัว “การโดนขัดขวางในความรัก ไม่ว่าจะด้วยรูปแบบใด วิธีใด ล้วนแต่สร้างความเจ็บปวดทั้งนั้น” วินกลืนน้ำลายลงคอไปอย่างลำบาก ก่อนจะกระแอมออกมา เหมือนไล่ความขื่นที่อยู่ ๆ ก็จับขึ้นมาในคอเสียอย่างนั้น

“แต่บางที ความรักของเจ้าจันผา ก็อาจจะสมหวังหลังจากความสูญเสียนั้นก็เป็นไปได้นะ” ผู้ชายหน้าตาดีที่นั่งอยู่ที่เบาะรถด้านหลัง ที่กำลังนำทางวินและตฤณไปยังที่พัก เริ่มเล่าต่อ “เจ้าจันผาตัดสินใจกระโดดหน้าผา ตายตามคนรักของตนไป มันเป็นทางออกเดียวที่เจ้าจันผาเลือก” เสียงคนเล่านั้นเจือไปด้วยความเศร้าอยู่ลึก ๆ

“ที่ใต้ต้นจันผานั้น เคยเห็นเอื้องผึ้งไหม” คำถามนั้นดังขึ้น ทั้งวินและตฤณส่ายหน้าก่อนตอบเบา ๆ ออกมาว่าไม่เคย “คนนั้นล่ะ เจ้าเอื้องผึ้งที่เจ้าจันผากระโดดกระโดดหน้าผาตามลงไป หลังจากที่รู้รักเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตนั้น เลือกจบชีวิตลงไปแบบนั้นแล้ว ด้วยความที่คงมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้อีก” วินหันไปมองทางตฤณที่ตอนนี้นั่งนิ่งตั้งใจฟังตำนานความรักนั้น

“ใต้ต้นจันผาจึงมีเอื้องผึ้ง ดอกกล้วยไม้สีเหลืองสวยงามมาเกาะอยู่ เหมือนว่าเจ้าจันผาไปอยู่ ณ แห่งหนใด ก็จะเห็นเจ้าเอื้องผึ้ง ตามไปอยู่คู่ที่ ณ แห่งหนนั้นด้วย คนสมัยนี้เขาพูดว่าอะไรนะ โรแมนติกใช่มั้ย โรแมนติกดีอยู่นะ ว่ามั้ย” เสียงถามดังมาจากทางเบาะด้านหลังรถ เจือด้วยเสียงขบขันเบา ๆ เหมือนจงใจเกินไปในเสียงหัวเราะนั้น

“จะว่าผิดหรือถูก ก็บอกไม่ได้หรอกนะ จะจริงหรือเท็จ ก็ไม่รู้เช่นกัน” เหมือนว่าคนที่กำลังเล่าตำนานเรื่องนี้อยู่นั้น จะล่วงรู้ถึงความคิดที่กำลังไหลวนอยู่ในหัวของทั้งตฤณและวิน “ผมบอกให้เขาใช้ชีวิตต่อไปให้ได้ เมื่อวันที่ไม่มีผม” วินพูดขึ้น สายตายังคงมองตรงไปที่ถนนเบื้องหน้า ตฤณมองไปที่ใบหน้าด้านข้างของวิน ก่อนที่เจ้าของใบหน้านั้นจะหันกลับมาสบตากับเขา

“และดูเหมือนว่า เขาจะทำมันได้ดีไม่ใช่น้อย” วินหันมามองตฤณ แววตาของวินที่ใช้มองตฤณนั้น มันแสงออกมาถึงความภาคภูมิใจไม่น้อย “การได้เจอะเจอกัน มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใด ไม่มีอะไรเป็นเรื่องบังเอิญ” เสียงจากเบาะด้านหลังรถพูดขึ้น “ทางเข้าอุทยานอยู่ตรงหน้านี้แล้ว เลี้ยวรถเดี๋ยวนี้” อยู่ ๆ ป้ายทางเข้าอุทยานก็ปรากฏขึ้นมาเสียอย่างนั้น วินที่เกือบจะขับรถชนเข้ากับป้ายนั้น หักพวงมาลับรถเลี้ยวขวับเข้าไปได้ทัน เสียงหัวเราะอย่างนึกขำขันดังมาจากทางเบาะด้านหลัง

“เดินไปถามเจาหน้าที่ตรงนั้น” วินมองตามเพื่อนร่วมทางจำเป็นคนนั้น “ยังมีเหลือที่กางเต็นท์อยู่ ไปถามเขาเอานะ” วินและตฤณที่ลงมาจากรถพยักหน้ารับคำ บรรยากาศยามเย็นย่ำจวนเจียนจะค่ำแล้ว บ่งบอกว่าทั้งคู่ควรจะรีบกางเต็นท์ให้เสร็จโดยเร็ว วินและตฤณเดินมาตรงที่เจ้าหน้าที่นั่งกันอยู่สามสี่คน ก่อนจะเอ่ยถามถึงที่ว่างในการกางเต็นท์นอนคืนนี้

“เหลืออยู่ที่เดียวเลย ที่สุดท้ายพอดี โชคดีมากเลยไอ้น้อง” เจ้าหน้าที่คนที่เช็กที่ว่างให้ตอบกลับมา ลมเย็น ๆ ก็พัดโชยผ่านมา “ต้องขอบคุณพี่เจ้าหน้าที่อีกคนครับ เขาเป็นคนพาผมสองคนมา บอกว่าที่นี่มีที่ว่างแน่ ๆ จะได้ไม่ต้องลงไปนอนที่ในเมือง ไหน ๆ ก็ขึ้นมาถึงนี่แล้ว” วินจ่ายเงินค่าธรรมเนียมให้กับเจ้าหน้าที่ ก่อนที่จะเห็นเจ้าหน้าที่ทั้งหมดมองหน้ากันไปมา

“เจ้าหน้าที่ไหนน้อง” หนึ่งในนั้นถามขึ้นมา “ก็เจ้าหน้าที่ที่นี่ไงครับ” วินตอบพาซื่อ จนเจ้าหน้าที่ที่ตรวจที่ว่างของลานกางเต็นท์ให้เขา พูดขึ้นมาว่า “พวกผมก็อยู่กันครบตรงนี้แล้วนะครับ จะเป็นเจ้าหน้าที่คนไหนได้อีก” คำพูดที่ได้ยินนั้นทำเอาวินและตฤณมองหน้ากัน วินทำท่าจะถามอะไรเพิ่มเติม แต่ตฤณก็ดึงแขนเสื้อของอีกฝ่ายเอาไว้

“เอ่อ พี่ครับ” แต่ก็ด้วยความอดสงสัยไม่ได้ วินจึงหันกลับไปถามกลุ่มเจ้าหน้าที่อีกครั้ง “ที่ว่าตำนานผาชู้ ถ้ามีแค่เจ้าจันผากับเจ้าเอื้องผึ้งแค่สองคน แล้วทำไมถึงเป็นชื่อผาชู้ได้ล่ะครับ” วินที่ยังคงติดอยู่ในใจ ถึงตำนานที่ได้ยินเพื่อนร่วมทางจำเป็นคนนั้นเล่า ถามถึงสิ่งที่ยังฟังดูไม่กระจ่างในใจนักออกไป

“น้องเห็นต้นสนนั่นไหม” วินและตฤณมองเห็นต้นสนเขา ขึ้นอยู่เรียงราย “เจ้าจ๋วง สมการสุดท้ายในตำนานรักสามเส้า ที่เห็นเจ้าจันผาและเจ้าเอื้องกระโดดหน้าผาตายตามกันไป ได้เห็นเป็นพยานถึงรักแท้ของเจ้าจันผาและเจ้าเอื้อง เจ้าจ๋วงด้วยเช่นกัน ก็กระโดดตามคนทั้งคู่ลงไป แต่ร่างของเจ้าจ๋วงกระเด็นห่างออกไป กลายมาเป็นต้นสน จ๋วงในภาษาเหนือ แปลว่าต้นสน” วินเหลือบมองไปตรงที่เขาจอดรถ ต้นสนใหญ่ต้นหนึ่งยืนต้นอยู่เหนือรถยนต์ของเขาพอดี

วินและตฤณช่วยกันกางเต็นท์อย่างเงียบ ๆ ไม่ได้พูดอะไรกัน เหมือนต่างคนยังคงปะติดปะต่อเรื่องราวที่เพิ่งพบเจอกันมา ก่อนหน้านี้ ทั้งคู่ลองสอดส่ายสายตามองหาเพื่อนร่วมทางคนนั้น เพราะอาจจะเจอและพาไปยืนยันกับพี่ ๆ เจ้าหน้าที่ แต่ก็หาไม่พบ มีแต่เพื่อนใหม่ ที่กางเต็นท์อยู่ไม่ไกลกันนัก ที่ช่วยแบ่งปันสิ่งของที่ขาดเหลือให้กับเขาทั้งสองคน

“ใส่เสื้อดี ๆ เดี๋ยวก็ปอดบวมหรอก” ตฤณโยนเสื้อใส่ไปที่วิน ที่นอนตะแคงเปลือยแผงอกอยู่ในเต็นท์ “หนาว ๆ แบบนี้ มันก็ต้องหนาวเนื้อห่มเนื้อ ถึงจะหายหนาว” วินไม่พูดเปล่า ขยับตัวเข้าหาตฤณ ที่นั่งชันเข่ายืดขาออกไปด้านหน้าเต็นท์ มองดูดาวระยิบระยับบนฟ้าที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกที ๆ

“ยังจะกล้าพูดจาพิเรนทร์อยู่อีกหรือ” ตฤณพูดเสียงดุเข้าให้ วินยักไหล่ “เรื่องมันจะเกิดที่ด้านในเต็นท์ ไม่มีใครเห็นสักหน่อย” วินถือวิสาสะ แหมะมือวางไว้บนต้นขาของตฤณ “มันจะอดยังไงไหว จะห้ามใจยังไงอยู่ หนาว ๆ เบียด ๆ อุ่น ๆ เดี๋ยวก็ไฟลุก” วินทำเสียงกระเส่า ขยับตัวเข้าหาตฤณอย่างจงใจ

“กินนมแล้วนอนซะนะ” ตฤณเจาะหลอดใส่กล่องนม แล้วยื่นให้วิน อีกฝ่ายหัวเราะชอบใจ ก่อนจะรับนมกล่องนั้นมาดื่มแต่โดยดี ตฤณส่ายหน้าให้กับเด็กหนุ่มร่างสูงคนนี้ “ครั้งสุดท้ายที่นอนเต็นท์ เมื่อไหร่กันนะ” ตฤณได้ยินวินถามขึ้น เขาเกือบจะหลุดตอบคำถามนั้นออกมา แต่พอนึกขึ้นได้ก็ยั้งคำตอบนั้นเอาไว้

“มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ตฤณรู้ใช่มั้ย” วินยันตัวลุกขึ้นนั่ง แผงอกอุ่นของเขาแนบไปกับแผ่นหลังของตฤณ “ใครจะเชื่อ ว่าจะได้กลับมา” ตฤณเอี้ยวใบหน้าหันมามองวิน ที่ตอนนี้ยื่นหน้าเข้ามาใกล้กันกับเขา จนสัมผัสได้ถึงไออุ่นในลมหายใจของกันและกัน “มันนานเหมือนกัน ว่ามั้ย กว่าจะได้ใกล้ชิดกันแบบนี้อีก” ตฤณมองไปที่ริมฝีปากของวิน ยามมันขยับไปตามที่เด็กหนุ่มพูด

“พูดอะไรน่ะ เด็กยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม” วินยิ้มกว้างออกมาในทันที ตฤณเองก็หลุดหัวเราะออกมาเช่นกัน “ก็ให้วินกินนมทำไมล่ะ” เด็กหนุ่มประท้วงออกมา “แต่จริง ๆ มันมีอีกอย่างหนึ่งนะ ขาว ๆ ขุ่น ๆ ข้น ๆ เหมือนกัน แต่ไม่ใช่กลิ่นแบบนี้” วินพูดทำตาระยิบระยับใส่อีกฝ่าย “โอ๊ย” ก่อนจะสะดุ้งโหยง ร้องเสียงดังออกมา

“เอาอีกมั้ยล่ะ พูดอีกสิ เด็กบ้า” ตฤณหยิกเข้าที่เอวของวิน ทำเอาเด็กหนุ่มคลำเนื้อตรงที่โดนหยิกป้อย ๆ “คำก็เด็ก สองคำก็เด็ก ดูถูกกันเข้าไปเถอะ ไว้คอยดู เดี๋ยวก็รู้” แววตาซุกซนของวิน ทำให้ตฤณต้องเสหลบตาไปทางอื่น โดยตฤณรับรู้กับใจตัวเองว่า เขากำลังมีช่วงเวลาอยู่กับวิน หรือว่าใครอีกคน คนนั้น

“ไฟลต์ไปมิลาน ได้เวลาขึ้นเครื่องแล้วค่ะ” นฤเบศพยักหน้ารับทราบกับพนักงานในเลาจน์รับรองของผู้โดยสารชั้นเฟิร์สคลาส ของสายการบิน ที่มาแจ้งเตือนผู้โดยสาร หนุ่มใหญ่กดโทรศัพท์มือถือเพื่อวางสาย ที่หน้าจอบอกจำนวนหลายสิบครั้งที่เขาพยายามโทรหาคนที่ปลายสาย ตฤณปิดเสียงโทรศัพท์มือถือก่อนจะซุกมันลงไปในช่องว่างด้านในเป้ ก่อนจะปล่อยให้ภายในเต็นท์ท่ามกลางลมหนาวนั้น มืดลงอีกครั้ง

******************************************************

คำแปลเนื้อเพลงเป็นภาษาอังกฤษ โดย Jay J

https://www.youtube.com/watch? v=a0M_QUS3kC0



ได้เจอครั้งสุดท้ายตอนที่ดูรูปถ่าย

I saw you in your photos last

และเมื่อหลับตาครั้งใดยังเห็นเธอ

I closed my eyes, and you were there

กอดเธอในฝัน ฉันน้ำตาล้นเอ่อ

In my dream, I held you tight with tears covering my eyes

สุขเพียงได้เจอในจินตนาการ

My own happiness existed in my fantasy


แม้เพลงนี้เธอไม่ได้ฟัง

This song you didn’t get to listen

ทุกทุกคำที่เคยบอกไว้

Every single word says it all

งดงามแม้ยิ่งห้ามใจ

Its beauty shines, though my mind shuts

ฉันจำได้เสมอ

I always remember


ที่เธอเคยบอกฉัน อย่าร้องไห้

What you told me, it says please don’t cry

อยู่ให้ได้ถ้าเธอไม่อยู่

Go on with my life when you’re not around

โปรดรับรู้เธอยังอยู่ในใจ

Please realize that you’re always on my mind


ที่เธอเคยบอกฉัน อย่าร้องไห้

Oh, what you said to me that boys don’t cry

อยากขอโทษที่ทำไม่ได้

Forgive me, I couldn’t, and I did really try

ที่วาดไว้ด้วยกัน

What we have together pictured us to be

จากนี้ฉันต้องฝันคนเดียว

From now on it’ s gonna be me alone


บรรจงวาดฝันให้งดงามเหมือนเก่า

I am truly painting our splendid dreams as memorized

สุขเกิดเพียงเราถ่วงทุกข์ให้จมดิ่ง

Blissfulness happens when we know to sink what’s bitter

เพียงแค่ตื่นนั้นก็เลือนรางทุกสิ่ง

Waking up to the new dawn to fade grief away

เพราะความเป็นจริงนั้นมีบางสิ่งที่จากไป

The truth goes that something has already been gone


แม้เธอนั้นไม่หวนคืนกลับ

You left, and would never really come back

ใจซึมซับไปด้วยความหมาย

My heart’s trying to deal with its meaning

เหมือนว่ามีเธอข้างกาย ยังจำได้เสมอ

Though I feel that you’re still by my side, always remember that


ที่เธอเคยบอกฉัน อย่าร้องไห้

What you told me, it says please don’t cry

อยู่ให้ได้ถ้าเธอไม่อยู่

Carry on with my life when you ain’t here

โปรดรับรู้เธอยังอยู่ในใจ

But you’re still with me, don’t you know that?


ที่เธอเคยบอกฉัน อย่าร้องไห้

Oh, what you said to me that boys never cry

อยากขอโทษ ที่ทำไม่ได้

I’m sorry I didn’t know how to pull that off

ที่วาดไว้ด้วยกัน

‘Cause what we’ve had for our future together


แต่ว่าเธอไม่ได้มาส่งถึงฝั่งฝันไกล

You didn’t come with me on this far end of the road I’m taking

นานแค่ไหนยังคงวาดไว้ว่าเรามีกัน

Been ages I am still dreaming us together


ที่เธอเคยบอกฉัน อย่าร้องไห้

You once told me that no more tears

อยู่ให้ได้ถ้าเธอไม่อยู่

I’d live though you’re not here with me anymore

โปรดรับรู้เธอยังอยู่ในใจ

Please let me tell you once and for all


ที่เธอเคยบอกฉัน อย่าร้องไห้

You said that I shouldn’t be in tears

อยากขอโทษที่ทำไม่ได้

I’m sorry that I can’t, I still cry

ที่วาดไว้ด้วยกัน

‘Cause dreams we have for both of us

จากนี้ฉันต้องฝันคนเดียว

From now on there’s only me

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๒๔. สิ่งที่คิดถึงตามหา



2566

2023





“ขึ้นมากันก่อน” แม่ชีเอ่ยเรียกเด็กหนุ่มทั้งสอง ที่เดินถือข้าวของพะรุงพะรังมาหยุดอยู่ที่ด้านหน้ากุฏิ “เอามาวางไว้ตรงนี้ก็ได้หนุ่ม” แม่ชีชี้ไปตรงที่ว่างทางด้านมุมชานกุฏิ ที่พอจะวางข้าวของไว้ได้ “ปันเอาของจำเป็นมาเผื่อให้แม่ชีไว้ใช้ หรือว่าถ้ามีใครต้องการ ขาดเหลืออะไร” เทปปันพูดกับแม่ชี โดยมีสายตาของเขาและของแม่ชีเอง ที่มองตามเด็กหนุ่มอีกคน ที่ช่วยเทปปันถือของมาด้วย

“ผมกราบครับแม่ชี” ดีนก้มลงกราบผู้ทรงศีลที่อยู่เบื้องหน้าของเขา แม่ชียิ้มรับด้วยรอยยิ้มแห่งความเมตตา “ชื่ออะไรหรือเรา” แม่ชีถาม พลางมองไปที่ใบหน้าของเด็กหนุ่มอย่างพินิจพิเคราะห์ “รู้จักกับปันนานแล้วรึ” ดีนฟังสิ่งที่แม่ชีถาม ก่อนจะตอบกลับออกไปว่า

“ผมชื่อดีนครับ ก็ เพิ่งรู้จักกับปันได้ไม่นานครับ” ดีนพูดด้วยความสุภาพอ่อนน้อม โดยมีเทปปันนั้นนั่งลุ้นอยู่ข้าง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ระหว่างทางที่ขับรถมาด้วยกัน เทปปันได้กำชับหนักแน่น ไม่ให้ดีนพูดจาอะไรแปลก ๆ กับแม่ชีเป็นอันขาด “นี่ผมก็เป็นคนขอให้ปัน อนุญาตให้ผมได้มากราบแม่ชีสักครั้ง” ดีนเล่าให้แม่ชีฟังเพิ่มเติม

“เห็นว่าปีใหม่แล้วด้วย ผมเลยอยากทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตกับเขาบ้าง” แม่ชีรับฟังความจากดีนด้วยท่าทีสำรวม พยักหน้าน้อย ๆ ให้กับเด็กหนุ่ม เพื่อนของลูกชายทางโลกของท่าน “ความดีนั้น ถ้าทำได้ให้มุ่งมั่นทำ เพื่อต่อความดีให้ยาวมากขึ้น แม่ชีขอร่วมอนุโมทนาบุญด้วยนะ” ดีนได้ยินแม่ชีพูดแบบนั้น เขาก็ก้มลงกราบแม่ชีอีกครั้งหนึ่ง

“ครับแม่ชี ผมว่า ผมก็อยากเป็นคนที่ดีขึ้นกับเขาบ้าง” ดีนหันไปมองทางเทปปัน ที่ทำเป็นมองเห็น ว่าดีนกำลังมองมาที่เขา “เพราะวันก่อน ผมเพิ่งโดนปันดุเอา เรื่องมงคลสามสิบแปด” ดีนพูดขึ้น มุมปากมีรอยยิ้มเล็ก ๆ ให้เห็น “ที่บอกไม่ให้คบคนพาล ผมเลยอยากคบบัณฑิตแบบเทปปัน เพื่อชีวิตที่เป็นมงคล” เทปปันนั้นรู้สึกอยากจะเขกกะโหลกตัวเองเป็นที่สุด

“เทปปันเป็นเด็กดี เรียนดี ประพฤติตัวดี แม่ชีรับรองได้” แม่ชีรู้จักเทปปันมาตลอดชีวิตของท่าน ทราบดีว่าเทปปันเป็นคนอย่างไร “หากดีนไม่รังเกียจ คบกับเทปปันเอาไว้ เพื่อการเป็นกัลยาณมิตร ก็ไม่เสียหลาย” นั่นอย่างไรล่ะ เทปปันพูดกับตัวเองในใจ ไม่นึกว่าการยกเอาคติธรรม เอามงคลชีวิตขึ้นมาสั่งสอนอีกฝ่าย จะกลายมาเป็นบูมเมอแรงวกกลับ พุ่งเข้ามาใส่หน้าของเขาเองเสียอย่างนั้น

“โอ๊ย ไม่รังเกียจเลยครับแม่ชี ผมยินดีครับ ให้คบกัน เป็นมากกว่าเพื่อนที่ดี ก็ยิ่งไม่รังเกียจครับ” ดีนที่พูดจาดูออกนอกหน้า ขันอาสากับแม่ชี ว่าจะดูแลเทปปันเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะให้เขาขับรถพาเทปปันมาหาแม่ชี หรือว่าจะให้ดูแลเทปปันเรื่องอื่น ๆ เพราะรู้มาว่า เทปปันต้องใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพังคนเดียว ดีนจึงบอกกับแม่ชีให้ท่านคลายกังวล ว่าเทปปันนั้นมีดีนอยู่ด้วยทั้งคน

หลังเลิกเรียนวันนั้น ดีนมานั่งรอเทปปันที่ใต้ตึกคณะของอีกฝ่าย ทำเอาหลาย ๆ คนต่างพากันพาเหรดโพสต์รูปของพระเอกละครเวที ว่ามานั่งรอรับนายเอกถึงที่คณะ เพื่อจะได้ไปซ้อมละครพร้อมกัน คอมเม้นต์มากมายหลั่งไหลเพิ่มจำนวนจนเพจทีมงานผู้จัดละครของมหาวิทยาลัยแทบแตก

“นี่ไอ้ดีนมันรู้จักโปรโมทละครให้ฟรี ๆ โดยไม่ต้องอ้อนวอน ไม่ต้องกราบกราน ขอร้องให้มันได้ที ต้องเล่นตัว โยกโย้ ท่ามากเรื่องเยอะ ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” รุ่นพี่ผู้กำกับละครเวที ที่ดูยอดกดไลค์รูปของดีนในเพจละคร ถามขึ้นอย่างซ่อนความแปลกประหลาดใจเอาไว้ไม่ได้ ทำเอาทีมงานคนอื่น ๆ พากันเห็นพ้องร่วมด้วย

“หรือมันอาจจะไม่ใช่แค่ไอ้ดีนรู้จักทำเพื่อคนอื่นเป็นแล้ว” ผู้ช่วยผู้กำกับที่คิดว่า เธอเห็นอะไรบางอย่างในการแสดงออกของดีน พูดขึ้น “มันอาจจะเป็นว่า ใครต่างหาก ที่ทำให้ไอ้ดีนสามารถทำอะไรหลาย ๆ อย่าง ที่เราคาดไม่ถึง ให้เห็นบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ” พูดยังไม่ทันจะขาดคำ ผู้ช่วยผู้กำกับก็โชว์รูปของดีนและเทปปัน ที่เพิ่งถูกโพสต์ลงในเพจเดี๋ยวนั้น

“นี่มันแค่เรื่องโปรโมท แค่นั้น ไม่มีอะไรอื่นอีก ใช่มั้ย” คำถามนั้นของรุ่นพี่ผู้กำกับ ทำให้หลายคนตรงนั้นพากันยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ไปกับรูปของทั้งสองพระนาย “มันช่วยเรื่องยอดขายบัตรได้เยอะมากเลยแหละ” หนึ่งในทีมขายบัตรเข้าชมการแสดงบอก “แถมเริ่มจะมีกระแสให้เพิ่มรอบการแสดงแล้วด้วยนะ เป็นรอบบ่ายกับค่ำ” นั่นมันทำให้ทีมงานเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่า งานที่พวกเขากำลังช่วยกันทำอยู่นี้ ขนาดของความรับผิดชอบ มันใหญ่โตมากขึ้นทุกที ๆ

“เดี๋ยวก่อนสิ เดี๋ยวก็หกล้มหรอก” รูปที่ถูกถ่ายเอาไปขึ้นเพจ มาจากการที่ดีนนั้น ก้มลงไปดึงเอาหนามกิ่งไม้ ที่เกี่ยวเข้ากับชายกางเกงของเทปปันให้หลุดออก ทั้ง ๆ ที่เทปปันนั้นบอกว่าเขาจะจัดการมันเอง แต่ดีนก็ไม่ยอม ก้มลงดึงมันออกให้ ดีนที่ยังนั่งยอง ๆ อยู่ข้างหน้าเทปปัน เงยสายตาขึ้นมองอีกฝ่าย

“พี่สัญญากับแม่ชีเอาไว้แล้ว พี่ก็ต้องทำตามคำพูดสิ” สายตาที่สบกันของทั้งคู่ อีกทั้งคำพูดของดีน มันทำให้เทปปันเผลอเม้มปาก เพื่อพยายามไม่ให้อาการกระตุกไหวของความรู้สึกในใจ เพิ่มอิทธิพลประหลาดให้กับความรู้สึกของตัวเอง ส่วนดีนนั้น ก็พยายามปกปิดความเขินของตัวเองเอาไว้จากอีกฝ่าย ด้วยการปั้นหน้านิ่ง แม้ว่าในใจนั้นมันออกจะเต้นตูมตามไปหมดแล้วตอนนี้

“ไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้” ถึงดีนจะได้ยินเทปปันพูดแบบนั้นก็ตาม “ดูแลก็คือดูแล” ดีนตอบอีกฝ่ายกลับไป ก่อนจะลุกขึ้นยืน แล้วขยับเท้าไปยืนอยู่เคียงกัน คนอื่น ๆ ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงแถวนั้น ต่างพากันยกกล้องโทรศัพท์มือถือขึ้นส่องไปทางทั้งสองคน ก่อนจะส่งเสียงจ้อกแจ้กตามมาจากด้านหลัง เมื่อเห็นดีนและเทปปันเดินไปด้วยกันแบบนั้น

“ดีนมึงขยับเข้าใกล้ปันอีกนิดสิ เออ อย่างนั้นแหละ ดี ๆ ค้างเอาไว้ก่อน” รุ่นพี่ผู้กำกับตะโกนขึ้นไปบนเวที “อย่างนี้หรือเปล่า” ดีนตะโกนถาม เมื่อเขากระชับแขนทั้งสองข้างของตัวเอง ให้โอบรอบตัวของเทปปันได้แนบแน่นขึ้น เจ้าของลำตัวที่กำลังถูกโอบกอดนั้น มองเห็นปลายคางและริมฝีปากของดีน ที่มีไรหนวดเขียว ๆ นั่น อยู่ห่างไปเพียงหนึ่งจมูกก้มหอมแก้ม

“ฉากนี้เป็นฉากเต้นรำ เราจะทำออกมาให้เป็นฉากที่เต้นรำกันแบบจริงจัง หมายความว่า การเต้นรำของเราจะต้องถูกต้องและสวยงามตามแบบฉบับ” รุ่นพี่ผู้กำกับประกาศบอกให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน กับอีกหนึ่งฉากใหญ่ของเรื่อง “ปัน เอามือวางไว้บนบ่าของไอ้ดีนให้พี่ดูหน่อย” เสียงรุ่นพี่ผู้กำกับออกคำสั่ง เทปปันเลื่อนมือมาวางตามที่ได้รับการกำกับ

“จำตำแหน่งมือเอาไว้นะปัน เพราะนี่คือตอนท้ายของฉาก หลังจากที่ทั้งคู่เต้นรำเสร็จแล้ว ที่นายเอกจะต้องถูกพระเอกรวบตัวเข้ามากอดและซุกไซ้ นายเอกอยากจะขัดขืน แต่กลายเป็นว่า กลับกอดพระเอกจนแน่นเสียเอง เข้าใจนะ” ผู้ช่วยผู้กำกับสาวมาดแมน ทำความเข้าใจบทกับเทปปัน

“บทอะไรของมันวะ” ดีนพูดออกมาขำ ๆ เทปปันยังไม่วายหัวเราะตาม “แต่ก็ดีนะ มีบทแบบนี้เยอะ ๆ พี่ก็ไม่ขัด” เดี๋ยวนี้ดีนเนียนเรียกตัวเองว่าพี่ แถมยังเรียกเทปปันอย่างสนิทสนม ราวกับได้อยู่ใกล้ชิดกับอีกฝ่ายมานานแล้ว “เดี๋ยวจะบอกให้เขาแก้บทใหม่” เทปปันพูดบ่น และก็ต้องพยายามขืนตัวเล็กน้อย เพื่อให้แก้มของตัวเองอยู่ห่างจากปลายจมูกและริมฝีปากของดีนให้ได้มากที่สุด

“ปันขืนแรงกอดพี่ทำไมเนี่ย” ดีนถามเบา ๆ ให้ได้ยินกันแค่สองคน เมื่อรู้สึกได้เลยว่า เทปปันนั้นเอนตัวออกจากอ้อมแขนของเขา “ก็แล้วทำไมเขาต้องให้กอดค้าง เอาไว้แบบนี้ด้วยล่ะ” ดีนพูดก่อนใช้สายตาไล้มองใบหน้าของคนขี้บ่น “เราเป็นนักแสดง ก็ต้องทำตามที่ผู้กำกับต้องการ” ที่แก้มของอีกฝ่ายอยู่ห่างไปเพียงแค่เขาก้มลงฝังปลายจมูกลงไปเท่านั้น

“ปันใช้น้ำหอมอะไร” ไม่ทันได้ตั้งตัว เทปปันรู้อีกที อยู่ ๆ ดีนก็เกือบจรดปลายจมูกลงบนข้างแก้มเขาแล้ว “หอมจัง” ดีนสูดความหอมนั้นเข้าปอดจนลึก “ว่าจะถามหลายทีแล้ว” ดีนลืมตาขึ้น ก่อนจะสบตากับเจ้าของความหอมที่เขากำลังดมดอมอยู่นี้ เทปปันใจเต้นแรง เมื่อต้องอยู่ใกล้กับดีนมากขนาดนี้ และไม่กล้าพูดบอกดีนออกไป เกี่ยวกับน้ำหอมนิชที่ตัวเองใช้มาได้สองสามเดือนแล้ว

“ไอ้ดีน เออ มึง เอาแบบนี้ สายตาแบบนี้ ค้างเอาไว้ เออ มองนายเอกด้วยสายตาแบบนี้ เหมือนจะกลืนกิน เหมือนว่าคนที่อยู่ตรงหน้า นายเอกคนนี้คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต คือคนที่หัวใจของมึง กูหมายถึง ของพระเอกไม่สามารถที่จะขาดไปได้อีก ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม” รุ่นพี่ผู้กำกับที่หันมาเห็นแววตาที่แสดงถึงความยินยอมที่จะตกอยู่ภายใต้อาณัติ ที่ดีนแสดงออกมา โดยใช้มองเทปปันแบบนั้น ก็ตะโกนบอกดีนออกไปเสียงดังลั่นหอประชุม

“มึงจำความรู้สึกนี้เอาไว้เลยนะ คงไว้แบบนี้ แม่งโคตรดี ตอนเล่นจริง กูอยากให้มึงแสดงแบบนี้ เรียล รักจริง เรียล รุ้สึกจริง มึงพอจะทำได้มั้ยวะ แบบ เหมือนว่ามึงรู้สึกจริง ๆ ไอ้สายตาแบบถ้าพวกกูไม่อยู่ตรงนี้ มึงทำเรื่องลามก ๆ บัดสี ๆ อย่างไม่รู้สึกผิด ไม่รู้สึกละอายใจใด ๆ กับน้องมันแน่นอนน่ะ” เสียงรุ่นพี่ผู้กำกับบรรยายถึงสิ่งที่ตัวเองสัมผัสได้จากท่าทางของดีน ที่แสดงออกมา

“เออ ได้สิ ความรู้สึกนี้เลยน” ดีนตะโกนตอบเพื่อนที่เป็นผู้กำกับละครเวทีกลับไป โดยที่ไม่ละสายตาไปจากแก้มของเทปปัน ว่าถ้าไม่มีใครอยู่ตรงนี้จริง ๆ ดีนถามตัวเองด้วยความซีเรียส ว่าเขาจะทำอะไรกับเทปปันลงไปบ้าง อะไร ๆ ที่มันวนเวียนอยู่ในหัวนานแล้ว ไอ้อะไร ๆ ที่จะเกิดทางกายต่อกัน ระหว่างเขากับเทปปัน

“ปันลองใส่อันนี้ดูหน่อยนะ” ผู้ช่วยผู้กำกับสาวมาดเท่ เอาผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวมาใส่ให้กับเทปปัน โดยที่เทปปันไม่ทันจะได้พูดทัดทานอะไร “เฮ้ย เขากันดีว่ะ” ผู้ช่วยผู้กำกับตะโกนออกมาอย่างพอใจ “ว่ามั้ยวะดีน” เจ้าของชื่อที่ตกตะลึงเมื่อได้เห็นแบบนั้น อะไรบางอย่างสะกิดกระตุ้นความทรงจำที่เหมือนจเลือนหายไปแล้ว ให้กลับเด่นชัดขึ้นมาอีกครั้ง

“ปัน” ดีนใช้แขนข้างหนึ่งโอบเอวของปันเอาไว้ ก่อนจะใช้มือข้างที่เหลือ ค่อย ๆ เปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวลูกไม้สีขาวนั้นขึ้น เมื่อผ้านั้นถูกดีนยกเปิดขึ้น เทปปันเองมองเห็นใบหน้าของดีน ที่มีภาพใบหน้าของใครบางคนราง ๆ เหมือนกับว่า เขาเคยเล่นหรือทำอะไรแบบนี้มาก่อน แต่มันเป็นเรื่องที่ผ่านมานานมากแล้ว

“ไอ นาว โพรเนาซ์ ยู ฮัสแบนด์ แอนด์ ไวฟ์” เสียงผู้ช่วยผู้กำกับพูดเย้าเบา ๆ ด้วยว่าอยากจะดูปฏิกิริยาของคนทั้งคู่ “เมย์ ไอ คิส มาย บรายด์” ดีนถามออกมาเหมือนว่า เขากำลังตกอยู่ในภวังค์ ว่าเมื่อนานมาแล้ว เขาเคยรู้สึกว่าเขาต้องการที่จะจูบเจ้าสาวของเขามากแค่ไหน ดีนเชยคางของเทปปันขึ้น ริมฝีปากของเทปปันเผยอขึ้น เหมือนกำลังตอบรับคำของของดีนแล้ว

เทปปันนั้นเหมือนล่องลอยไปในอากาศ เสียงพูดของดีนทำให้ทุกอย่างดูอบอวลไปด้วยก้อนมวลความทรงจำบางอย่าง เสียงของดีนเมื่อเช้า พูดแทรกขึ้นมาในความทรงจำของเทปปัน ว่าดีแล้ว ที่เทปปันใช้มงคลสามสิบแปดประการ มาคิดจัดการกับดีน เพราะพอไล่ดู เมื่อเห็นมงคลข้อที่สิบสาม ดีนก็ร้องออกมาอย่างมั่นใจแกมสะใจที่ได้ตอบกลับเทปปัน ด้วยมงคลข้อนั้น ว่าไว้ด้วยเรื่องของการสงเคราะห์ภรรยา ถือเป็นสิ่งที่ดีนคิดว่า เขาน่าจะทำมันได้เป็นอย่างดี

***************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย Jay J

https://www.youtube.com/watch? v=u1rE-v-KpFY


รู้ไหมว่าฉันนั้นชอบเธอขนาดไหน

You know how much I am fond of you

ไม่ถึงกับเสี้ยวหนึ่งที่เธอคิดเอาไว้

Nope, what you think that’s not even close

รู้ไหมเวลาฉันใกล้เธอทีไร แทบหยุดหายใจทุกที

You know every time you’re around, that could easily take my breath away


ไม่รู้เธอจะรู้ไหม ว่ามีใครสักคนเขารอ

Don’t you ever know that there’s someone is waiting for?

ที่จะดูแลเธอทุกอย่าง

To be taking a good care all for you

และคนนั้นก็คือฉันนี่ไง ไม่ใช่ใครไหนไกล

And that’s me right here, no need to look elsewhere

ฉันรอมานานแล้ว

I’ve been longing for you


อยากดูแลแบบคนที่รักเขาทำ มันจะพอเป็นไปได้ไหมเธอ

I’ll do what a lover must, will there be a chance for me, babe?

แบบที่คนรักเขาทำ ฉันจะทำให้เธอทุกเรื่องเลย

Exactly like a lover will do, everything I do, I do it for you

ให้ฉันเป็นคนแรกและคนสุดท้ายที่เธอนึกถึงจะได้ไหม

Can I be the first and also last that comes to your mind?

ฉันขอเป็น Mr. Everything ให้เธอ

I’ll be that Mr. Everything for you


Mr. Everything

Mr. Everything

Mr. Everything

Mr. Everything


จะเช้าจะสายบ่ายหรือเย็นหรือตอนไหน

Whether morning, at brunch, in the afternoon or after moonrise

เธอมีอะไรเรียกฉันเลยจะไปหา

You need me there; I’ll go all the times and we’ll share

ฉันพร้อมจะแสตนด์บายให้ทุกเวลา

I’m always ready, standbys are set

เมื่อไรที่เธอนั้นมีปัญหา

Whenever you reach out for me


ไม่รู้เธอจะรู้ไหม ว่ามีใครสักคนเขารอ

Don’t you ever know that there’s someone is waiting for?

ที่จะดูแลเธอทุกอย่าง

To be taking a good care all for you

และคนนั้นก็คือฉันนี่ไง ไม่ใช่ใครไหนไกล

And that’s me right here, no need to look elsewhere

ฉันรอมานานแล้ว

I’ ve been longing for you


อยากดูแลแบบคนที่รักเขาทำ มันจะพอเป็นไปได้ไหมเธอ

I’ll do what a lover must, will there be a chance for me, honey?

แบบที่คนรักเขาทำ ฉันจะทำให้เธอทุกเรื่องเลย

Exactly like a lover will do, everything I do, I do it for you

ให้ฉันเป็นคนแรกและคนสุดท้ายที่เธอนึกถึงจะได้ไหม

Can I be the first and also last that comes to your mind?

ฉันขอเป็น Mr. Everything ให้เธอ

I’ll be that Mr. Everything for you


อยากดูแลแบบคนที่รักเขาทำ มันจะพอเป็นไปได้ไหมเธอ

Can I look after you ‘cause I’m falling for you, will there be me by any chance?

แบบที่คนรักเขาทำ ฉันจะทำให้เธอทุกเรื่องเลย

Like someone falling heads over heels, no matter what it is

ให้ฉันเป็นคนแรกและคนสุดท้ายที่เธอนึกถึงจะได้ไหม

Can I be your sunrise and also sunset of each and every day you think of?

ฉันขอเป็น Mr. Everything ให้เธอ

Can I? I’m asking to be your Mr. Everything



Mr. Everything

Mr. Everything

Mr. Everything

Mr. Everything

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๒๕. คิดถึงเมื่อครั้งคุยกัน



2537

1994



กั้งเดินกลับเข้าบ้านด้วยท่าทางโหลเหล ดวงตาที่ใกล้จะปิดบ่งบอกถึงการอดนอนมาทั้งคืน แต่มันเป็นทั้งคืนที่กั้งรู้สึกมีความสุขมากถึงมากที่สุด มันมากในระดับที่กั้งไม่คิดว่า ตัวเองเคยได้รับความสุขถึงขั้นนี้มาก่อน และความรู้สึกที่ว่านี้ กั้งได้รับมันมาจากการที่ไปช่วยเจ้หวีที่ร้าน ช่วยหยิบนั่นเสิร์ฟนี่ พร้อมกับค่าแรงเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่นอนอุ่นอยู่ในกระเป๋ากางเกง ที่เจ้หวีให้ไว้เพื่อเป็นค่าขนม

“ไง เดี๋ยวนี้ถึงกับกลับเช้าเลยหรือ” ทันทีที่กั้งเปิดประตูเดินเข้าบ้าน เสียงทักของกุ้ง พี่สาวของเขา ก็ดังทักขึ้น แต่มันไม่ใช่น้ำเสียงหรือสิ่งที่กั้งอยากพบเจอในยามเช้า โดยเฉพาะในวันที่เขากำลังง่วงนอนอย่างถึงที่สุด ลำไม่ต้องการอะไรมากไปกว่ายามเช้าที่เงียบสงบ และการได้ล้มตัวลงนอนบนหมอนนุ่ม ๆ และหลับเพื่อพักเอาแรง

“แรก ๆ ก็ทำเนียนว่ากลับเข้าบ้านดึก และรีบตื่นเช้า ทำทีว่าไม่ได้หายหัวไปทั้งคืน เพื่อให้แม่ตายใจ” กุ้งไม่พูดเปล่า เดินไปหยุดยืนขวางหน้ากั้งเอาไว้ ไม่ให้น้องชายของเธอเดินขึ้นไปชั้นบนของบ้าน “แต่ผ่านไปสองสามสัปดาห์นี่ก็เก่งกล้ามากขึ้นทันตาเห็น กลับเช้ามันเสียเลย ไง คงจะเปรมปรีดิ์มาเลยสิท่า” กั้งมองเห็นสีหน้าและแววตาของกุ้งที่เย้ยหยันอยู่ในที

“หลบไป กั้งง่วงนอนมากเลยตอนนี้” กั้งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ เขาไม่อยากที่จะต้องมาต่อร้องต่อเถียงอะไรกับพี่สาวในตอนนี้ “โอ๊ย นี่อย่าบอกนะ ว่าที่ฉันคิดเอาไว้ ฉันคิดไม่ผิด” กุ้งพูดกลั้วหัวเราะ เชื่อแล้วว่าที่เธอคิดเกี่ยวกับน้องชายมันเป็นความจริงตามนั้น

“คิดอะไร เปรมปรีดิ์อะไร ถ้าไม่รู้เรื่องอะไร ไม่ต้องพูดก็ได้นะ” กั้งบอกพี่สาวของเขาออกไปแบบนั้น พยายามดันตัวของกุ้งให้พ้นทาง แต่กั้งผู้เป็นพี่สาว ยังไม่ยอมหลีกให้ง่าย ๆ “โดยพวกวิปริตมันรุมยำจนสมใจยังไงล่ะ แหม่ ยังจะต้องให้ฉันเสียปากพูดให้ฟังอีกหรือไง แค่นี้นั่งส้วมก็ไม่ต้องเบ่งเองแล้วมั้ง” กุ้งหัวเราะชอบใจกับคำพูดของตัวเอง ที่คิดว่ามันทิ่มแทงน้องชายของเธอได้อย่างสุดลิ่ม

“หายไปทั้งคืนแบบนี้ และหายไปแบบนี้ ทำแบบนี้มาสองสามอาทิตย์แล้ว เป็นใครก็ต้องดูออก ก็ต้องบอกได้แหละ ว่าหายไปไหน ไปทำอะไรมา” กุ้งทำหน้าตาแสดงออกมาอย่างชัดเจนว่า เธอได้อยู่เหนือน้องชายของเธอ “ที่พูดนี่ เอามาจากอะไร เทียบกับเรื่องไหน หรือเทียบกับสิ่งที่ตัวเองทำกันแน่” กั้งชักจะเริ่มอดรนทนไม่ไหว ที่พี่สาวของเขา วอแวกับเขาไม่เลิก

“แกก็รู้ดีก็ว่าแกไปทำตัวเหลวแหลกอะไรมา แกเห็นว่าทางปลอด แม่ต้องนอนค้างใกล้ที่ทำงานสุดสัปดาห์ เพราะต้องทำโอทีเพิ่ม สบโอกาสเลยล่ะสิ ถึงได้ร่านออกไปหาพวกผิดเพศให้มันเอาตูดถึงที่” กุ้งที่รู้สึกโกรธที่ถูกน้องชายพูดตอบโต้กลับมา พูดเสียงสั่นเพื่อต้องการจะกลบการกระด้างกระเดื่องจากกั้งให้มิด

“ที่พูดนี่ ได้เห็นมันกับตามั้ย ว่ากั้งทำแบบนั้นจริง ๆ” กั้งนึกเสียใจไม่น้อย ถึงแม้ว่าภายในใจ เขาจะคุกรุ่นไปด้วยความโกรธ แต่ความน้อยใจในตัวพี่สาว ที่เขาถูกพูดจาดูถูกเหยียดหยัน มันพุ่งขึ้นมาในความรู้สึกที่มีอย่างเลี่ยงไม่ได้ “ถ้าไม่ได้เห็นกับตา ไม่ได้มีหลักฐานอะไรว่ากั้งทำแบบนั้น แล้วพี่กุ้งพูดออกมาได้ยังไง ทำไมถึงหน้าด้านพูดแบบนั้นอยู่ได้” แม้จะพยายามควบคุมตัวเอง และบอกว่าคนตรงหน้านี้ นี่คือพี่สาวของเขาเอง แต่กั้งก็อดไม่ได้

“มึงกล้าดียังไงมาด่ากูว่าหน้าด้าน” กุ้งกึ่งหวีดกึ่งแหวออกมา ทันทีที่ได้ยินน้องชายตำหนิเธอว่า เธอเป็นคนหน้าด้าน “คนผิดเพศ ผิดธรรมชาอย่างพวกมึง ในหัววัน ๆ จะมีอะไรไปได้ นอกจากเรื่องอุบาทว์ ๆ โสโครก น่าสะอิดสะเอียนอย่างว่า เพราะไม่อย่างนั้น พวกแกคงไม่เกิดมาพร้อมกับความต้องการที่จมอยู่กับสิ่งสกปรก วุ่นวายอยู่กับรูที่คนเขาเอาไว้ขับถ่ายแบบนั้นหรอก” กุ้งในตอนนี้ คิดอยู่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ว่าคำพูดไหนที่จะทำให้กั้งรู้สึกเจ็บแสบที่สุด

“กั้งน่ะหรือ ที่วัน ๆ คิดถึงแต่เรื่องอย่างว่านี่” กั้งเริ่มออกอาการไม่พอใจขึ้นมาเช่นกัน เมื่อถูกพี่สาวพูดจี้เรื่อง ที่เป็นจุดเปราะบางทางความรู้สึกอยู่แล้ว “มันน่าจะเป็นพี่กั้งมากกว่านะ ที่แลดูหมกมุ่นอยู่แต่กับว่า คนอื่นเขาจะเอากันแบบไหน จะทำกันยังไง” กั้งไม่คิดว่า เขาเองนั้นคิดถึงเรื่องพรรค์อย่างว่าอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับที่กำลังโดนกุ้งกล่าวหา

“พี่กุ้งนั่นแหละ ให้แฟนเอามากี่รอบแล้ว อ้อ เดี๋ยว ต้องพูดให้เคลียร์ ต้องถามว่า พี่กุ้งน่ะตั้งแต่แฟนคนแรกยันคนปัจจุบันนี่ ไม่ทราบว่าพรุนไปแค่ไหนแล้ว แฟนคนแรก หนแรกนี่ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ตอนม.สามเลยใช่มั้ย พอขนขึ้นเต็มก็เริ่มเลยไม่ใช่หรือไง เธอน่ะ อย่าคิดว่าเรื่องของตัวเองจำไม่มีใครรู้สิ เถียงสิ” จากที่ตอนแรก กั้งคิดว่าเขาแค่อยากจะขอขึ้นไปนอน ไม่เปิดศึกใด ๆ มาถึงตอนนี้ กั้งลืมสิ่งที่ได้บอกตัวเองไว้ก่อนหน้าไปหมดสิ้นแล้ว

“อีกั้ง อีตุ๊ดโสโครก มึงอย่ามาพูดเหี้ย ๆ ใส่กูนะ อีสันดาน” กุ้งตะโกนด่าน้องชายอย่างเหลืออด “เอาสิ หยาบอีก กุ้ง เธอยังหยาบคาย ออกอาการสถุนได้อีก เธอไม่คิดว่าฉันเป็นน้องเธออยู่แล้วนี่ เธอไม่สนว่าฉันจะรู้สึกแบบไหนยังไงทั้งนั้น งั้นเอาเลย แสดงธาตุแท้ของเธอออกมาให้เต็มที่ มันจะต้องแคร์อะไรกันอีก ต่อให้ฉันจะเป็นคนในครอบครัวเดียวกันกับเธอ จริงมั้ย” พูดออกมาแบบนั้น กั้งรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาในใจทันที

“คนผิดเพศอย่างพวกมึง พวกอีตุ๊ดอย่างพวกมึง ไม่มีทางที่จะได้ดีไปกว่านี้หรอก” กุ้งที่กำลังโกรธคำพูดของกั้ง ตะโกนด่าออกมา อย่างไม่กลัวว่าใครคนไหน บ้านติดกัน หรือไกลออกไป จะได้ยินว่าเธอกับน้องชายกำลังด่าทอกันเรื่องอะไร “เรามาลองดูกันมั้ยล่ะ” กั้งพูด ก่อนจะก้าวเท้าช้า ๆ เดินเข้าหากุ้ง

“นี่มึงจะทำอะไร” กุ้งก้าวเท้าถอยหลังไปสองสามก้าว “จะทำอะไรดีล่ะ” กั้งยักไหล่ เดินเข้าหา “ในเมื่อมันไม่ต้องแคร์กันแล้ว ว่าเราสามารถทำร้ายกันได้มากขนาดไหน ถ้าอย่างนั้น เราก็อย่ารอช้าเลยดีกว่า เริ่มมันเสียตอนนี้ ตรงนี้เลยแล้วกัน” กุ้งกรีดร้องออกมา เพราะคิดว่ากั้งจะเข้ามาทำร้ายร่างกายเธอ แต่กุ้งกลับเห็นกั้งวิ่งขึ้นบันไดไปชั้นบน แต่เขาไม่ได้ไปที่ห้องของตัวเอง กลับตรงไปที่ห้องของกุ้งพี่สาว

“อีกั้ง นั่นมึงจะทำอะไร นั่นมันห้องกูนะ อย่าเข้าไป อีกั้ง” กุ้งร้องตะโกนห้าม เมื่อตั้งสติได้ ก่อนจะรีบวิ่งตามน้องชายขึ้นไปชั้นบนของบ้าน กั้งหมุนลูกบิดประตูห้องนอนของพี่สาว ก่อนจะรี่เข้าไปด้านใน กั้งที่ยืนอยู่กลางห้อง หันซ้ายหันขวาเหมือนพยายามนึกให้ออกว่า อะไรอยู่ตรงไหนในห้องนี้

“อีกั้ง อย่ายุ่งกับของของกู” กุ้งที่วิ่งตามเข้ามาในห้อง ก่อนจะเห็นกั้งยืนอยู่ที่หน้าชั้นวางของ “อีกั้ง อีเหี้ย มึงจะทำอะไร หยุดนะ” กั้งเขย่งเท้าเอื้อมแขนขึ้นไปที่ชั้นบนสุดของชั้นวางของ ก่อนจะหยิบปึกอะไรบางอย่างที่ถูกดันให้เข้าไปด้านในลงมา “ดูไปกี่เรื่อง เก็บไว้ครบทุกเรื่องมั้ย” กั้งมองกระดาษปึกหนาในมือ สลับกับมองไปที่กุ้ง

“เอาเงินมาจากไหน ไปดูหนังมากมายขนาดนี้ อ้อ แล้วนี่เลี้ยงผู้ชายด้วยสินะ สันดานยังไงกันล่ะเนี่ย” กั้งไม่พูดเปล่า แกะเชือกที่ใช้ผูกรวมหางตั๋วโรงภาพยนตร์นั้นให้คลายออก “เอามานี่นะ มึงมีสิทธิ์อะไรมาเสือกเรื่องของกู” กุ้งตรงเข้ากระชากของที่อยู่ในมือของกั้ง ตั๋วหนังเหล่านั้น ตกกระจายจนเต็มพื้นห้อง

“แล้วถ้าเป็นพวกนี้ล่ะ มีสิทธิ์มั้ย” กั้งกระโดดขึ้นไปบนเตียงนอนของกุ้ง ก่อนจะยกมุมฟูกด้านในบนหัวนอนขึ้น ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของกุ้ง “อีกั้ง อีตุ๊ด นี่มึงเข้ามาแอบดู รื้อของในห้องกูใช่มั้ย” ในมือของกั้งคือรูปถ่ายของกุ้งกับผู้ชาย รวมถึงสติ๊กเกอร์ที่กุ้งไปถ่ายจากตู้อัตโนมัติที่ตั้งอยู่ตามห้างสรรพสินค้า

“นี่ขว้างงูไม่พ้นคอเลยนะ” กั้งบอกกับพี่สาว กุ้งพยายามจะแย่งรูปถ่ายเหล่านั้นไปจากมือกั้ง แต่น้องชายของเธอไวกว่า ดึงมือหลบแล้วเดินออกไปที่ทางเดินหน้าห้อง “ที่บอกแม่ว่าไปติวหนังสือ ไปค้างหอกับเพื่อนผู้หญิง จะพูดได้มั้ย ว่าตอแหลมาตลอด” กั้งพูด ไม่หันมามองกุ้ง แล้วโยนรูปถ่ายพวกนั้นลงไปที่ชั้นล่างของบ้าน มันตกกระจายไปทุกซอกทุกมุมที่ด้านล่างนั่น กุ้งที่วิ่งออกมาห้ามกั้งไม่ทัน ใจตกลงไปถึงตาตุ่ม เมื่อคิดว่า ถ้าเก็บมันไม่ทันและแม่ของเธอมาเห็นเข้าละก็

“อีกั้ง อีสัตว์ อีเหี้ย” กุ้งเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน มองกั้งอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ “เจ็บเป็นด้วยหรือ ไม่สิ เวลาโดนกระทำบ้าง มันต้องทนให้ได้สิ เหมือนกับที่ฉันทนเธอมาตลอด ตั้งแต่จำความได้” กุ้งพูดด้วยความเจ็บแค้นในใจ แต่ใบหน้าเรียบเฉย ก่อนจะกลับเข้าไปในห้องนอนของกุ้งอีกครั้ง กุ้งตามกั้งเข้าไป ทั้งที่ในใจอยากจะลงไปเก็บรูปพวกนั้นเสียก่อน

“ฉันมันไม่มีอะไรจะเสีย แต่เธอมี ลูกรักอย่างเธอ ที่ฉันถูกแม่เปรียบเทียบอยู่ตลอดเวลา” กั้งก้มลงไปที่ใต้เตียงนอนของกุ้ง เจ้าของเตียงเห็นแบบนั้น ก็รีบตรงรี่เข้ามาผลักน้องชายของตัวเอง “อย่านะ ออกไปเดี๋ยวนี้ ออกไปจากห้องกูเดี๋ยวนี้” กั้งไม่สนคำด่าพวกนั้นของกุ้ง ดันตัวขึ้น ก่อนจะรวบแขนของกุ้งที่พยายามทั้งผลักทั้งดันเขาออกไป พอรวบได้ กั้งก็คว้ากล่องไม้ขนาดย่อม ๆ กล่องหนึ่งออกมาจากใต้เตียง

“โอ้โห พัฒนาแล้วนี่ ตอนแรกก็มีแต่จดหมายรัก จดหมายสองแง่สองง่าม สื่อแต่เรื่องลามกจกเปรตเท่านั้น แต่ตอนนี้ มีถุงยางด้วย โห ไซส์ใหญ่ซะด้วย หลากหลายขนาดอีกต่างหาก ฟาดพร้อม ๆ กันกี่คนกันแน่ไม่ทราบ แม่คุณ” ด้านในกล่องใบนั้น กั้งบรรยายสิ่งของที่เขาเห็น กุ้งหน้าถอดสี เมื่อกล่องใบนั้น ไม่เป็นความลับอีกต่อไป

“นี่มันอะไรกัน เกิดอะไรขึ้น” เสียงถามนั้น ทำให้กุ้งหน้ายิ่งหดเหลือสองนิ้ว “ทั้งสองคน ไหนบอกแม่มาซิ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทะเลาะกันเรื่องอะไร” กั้งสบตากับกุ้งด้วยท่าทีเรียบเฉย หากว่าเป็นเหมือนเหตุการณ์ก่อนหน้า กุ้งคงพูดเฉี่ยวไปเฉี่ยวมา ฉวัดเฉวียนเรื่องที่น้องของเขามีท่าทางกระเดียดไปทางผู้หญิงต่อหน้าแม่ แต่ในวันนี้ แค่สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า กุ้งก็รับมือได้ยากแล้ว

“ก็กุ้งเรียนเกี่ยวกับการแพทย์ มันเป็นอุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอน” กั้งโพล่งออกไปแบบนั้น แม่มองไปที่กล่องในมือของกั้ง “แม่เชื่อด้วยงั้นหรือ” กั้งเดินเข้าไปหยุดยืนอยู่ที่ข้าง ๆ แม่ ก่อนจะยื่นกล่องใบนั้นให้ “กลับไปที่ห้องของแกก่อน กั้ง” แม่พูดขึ้น เมื่อกั้งยัดกล่องใบนั้นใส่มือของแม่จนสำเร็จ กุ้งใบหน้าบอกบุญไม่รับในทันที

“อย่าบอกนะ ว่าแม่เชื่อด้วยว่ามันเป็นเรื่องจริง” กั้งถามย้ำซ้ำมันอีกครั้ง เขามองหน้าแม่ที่หลบสายตาจากลูกชาย “เข้าห้องของแกไป แล้วจะไปทำอะไรก็ไป” แม่บอกปัดกั้ง ทำให้เขาแค่นหัวเราะออกมา “แกจะไปไหน” แม่คว้าแขนของกั้งเอาไว้ แต่กั้งสะบัดแขนของเขาจนหลุดออก “กั้งจะไปไหน กลับมาเข้าห้องของแกเดี๋ยวนี้ กั้ง กลับมาเดี๋ยวนี้นะ กั้ง” เสียงประตูบ้านปิดกระแทกลงพร้อม ๆ กับที่แม่เห็นกั้งผลุนผลันออกจากบ้านไป

กั้งกึ่งเดินกึ่งวิ่งจนมาถึงป้ายรถเมล์ เขาถอนหายใจหนัก ๆ ออกมา รู้สึกตื้อตันไปหมด เหมือนคิดอะไรไม่ออก มองซ้ายมองขวาเห็นตู้โทรศัพท์สาธารณะ จึงตรงดิ่งเข้าไป กั้งยกหูโทรศัพท์ หยอดเหรียญที่มีอยู่ไม่กี่เหรียญลงไปในช่องรับเหรียญจนหมด ก่อนจะกดเบอร์โทรศัพท์ที่เขาท่องจนจำได้ขึ้นใจ

“คุณทิวไม่อยู่บ้านค่ะ ออกไปทำธุระข้างนอกกับคุณผู้ชายกับคุณผู้หญิงตั้งแต่เช้าแล้ว” เสียงจากอีกฝั่งตอบกลับมา “เขาไปไหนครับ” กั้งถามกลับไปที่ปลายสายอีกด้านหนึ่ง “ไม่ทราบค่ะ เป็นเรื่องของเจ้านายค่ะ” กั้งเลยพูดอะไรไม่ออกเมื่อได้ยินแบบนั้น “ถ้าอย่างนั้น ฝากบอกเขาด้วยได้มั้ยครับตอนเขากลับมา ว่ากั้ง เพื่อนที่โรงเรียนโทรมาหา” กั้งพูดจบก็กล่าวขอบคุณออกไป ก่อนจะวางสายลง

“ตื๊อมากเลยค่ะ เสียงพูดแปลก ๆ นี่ถ้าไม่เห็นว่าเป็นผู้ชาย ก็นึกว่าแฟนโทรมาตามหึงนะคะเนี่ย” สาวใช้ที่รับโทรศัพท์พูดขึ้นพลางหัวเราะไปกับคำพูดนั้นของตัวเอง “เขาบอกว่าชื่อกั้งค่ะ เสียงฟังดูแปลก ๆ ยังไงพิกล เหมือนผู้หญิงกำลังโทรตามแฟน” ทิวพยายามปั้นหน้าให้นิ่ง รับฟังที่สาวรับใช้บอกกับเขา นึกในใจว่าโชคดีอยู่บ้าง ที่พ่อกับแม่ของเขาไม่ได้อยู่ตรงนั้น

“ไปกันได้แล้วมั้งทิว เดี๋ยวบ้านโน้นเขาจะรอนาน” พ่อของทิวที่เพิ่งเดินเข้ามา ร้องบอกลูกชาย “ลูกสาวบ้านนั้นเขาเก่งมากเลยนะคะ ดีใจที่ลูกทิวจะได้รู้จักมักจี่กับหนูจุ๋มมากขึ้น” แม่ของทิวที่เดินเข้ามาสมทบพูดขึ้น “ไปกันเถอะคุณ เดี๋ยวจะถึงหัวหินสายเกิน สุดสัปดาห์แบบนี้ ผมกลัวรถมันจะเยอะ” พ่อกับแม่ของทิวเดินไปรอขึ้นรถ ทิวมองไปที่เครื่องโทรศัพท์ คิดถึงคนที่เพิ่งจะโทรมาหาเขา แล้วเขาเลือกที่จะให้คนรับใช้โกหกแทน ว่าเขาไม่อยู่บ้าน ทั้ง ๆ ที่เขากำลังจะออกไปเที่ยวกับครอบครัวของเด็กผู้หญิงอีกคน กับทริปหรรษาสุดสัปดาห์นี้

**************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=z_4X5e9rlR8


พูดค่อยค่อยก็ได้ ถ้าพูดไม่ได้ก็ค่อยค่อยพูด

Softly speaking if you can’t then gradually say it

เรื่องที่พูดไม่ยาก ไม่ต้องให้มากก็น่าจะได้

Something’s so simple, no need to make it difficult

พูดประนีประนอม ค่อยค่อยตะล่อมก็ไม่มีเรื่อง

Compromising, that’s how you keep things at peace

เรื่องที่ไม่ได้เรื่อง จะให้ได้เรื่องก็ได้ก็ได้

Something’s not so fine; if you ask for it then you’ll get it


อะไรก็ฟังอยู่แล้ว มีอะไรก็ฟังอยู่แล้ว

I’m all ears, ready to listen what you have to say

ได้ยินได้ยินอยู่แล้ว ยังจะซัดซะเกินทน

I can hear you good, still you slam your voice at me

ก็คนได้ยินอยู่แล้ว ยังตะโกนให้มันหนวกหู

I’m listening to you, cut the shouts to give me noise pollution

ตะโกนอะไรไม่รู้ ทำให้หูฉันหมองหม่น

Stop yelling, you’re making my ears bleed


พูดค่อยค่อยก็ได้ ถ้าพูดไม่ได้ก็ค่อยค่อยพูด

Softly speaking if you can’t then gradually say it

เรื่องที่พูดไม่ยาก ไม่ต้องให้มากก็น่าจะได้

Something’s so simple, no need to make it difficult

พูดประนีประนอม ค่อยค่อยตะล่อมก็ไม่มีเรื่อง

Compromising, that’s how you keep things at peace

เรื่องที่ไม่ได้เรื่อง จะให้ได้เรื่องก็ได้ก็ได้

Something’s not so fine; if you ask for it then you’ll get it


จะพูดกับเพื่อนกับฝูง พูดกับแฟนกับลูกกับหลาน

Talking to friends, lovers, and all loved ones

ถ้าเอาแต่โวยอย่างนั้น ก็ประเดี๋ยวหัวใจวาย

If you keep the yelling up, risks of the cardiac arrest

กับคนที่ยังไม่รู้ พูดดีดีสักคำก็รู้

With someone who isn’t quite following, easy explanation will do

ตะโกนให้มันหนวกหูทำไม

Why you keep screaming like this?


โกรธอะไร ค่อยค่อยพูด ค่อยค่อยพูด

Why so angry? Take it easy, say it nicely

ก็บอกออกไป ค่อยค่อยพูด ค่อยค่อยพูด

Gradually let it out, take it easy, say it nicely

ตะโกนทำไม ค่อยค่อยพูด ค่อยค่อยพูด

What’s to yell? Take it easy, say it nicely

ก็บอกออกไปด้วยเสียงที่นุ่มนวล

Say it with manners that are with decency


จะพูดกับเพื่อนกับฝูง พูดกับแฟนกับลูกกับหลาน

Talking to friends, lovers, and all loved ones

ถ้าเอาแต่โวยอย่างนั้น ก็ประเดี๋ยวหัวใจวาย

If you keep the yelling up, risks of the cardiac arrest

กับคนที่ยังไม่รู้ พูดดีดีสักคำก็รู้

With someone who isn’t quite following, easy explanation will do

ตะโกนให้มันหนวกหูทำไม

Why you keep screaming like this?


โกรธอะไร ค่อยค่อยพูด ค่อยค่อยพูด

Why so angry? Take it easy, say it nicely

ก็บอกออกไป ค่อยค่อยพูด ค่อยค่อยพูด

Gradually let it out, take it easy, say it nicely

ตะโกนทำไม ค่อยค่อยพูด ค่อยค่อยพูด

What’s to yell? Take it easy, say it nicely

ก็บอกออกไปด้วยเสียงที่นุ่มนวล

Say it with manners that are with decency


โกรธอะไร ค่อยค่อยพูด ค่อยค่อยพูด

Why you’re so pissed? Stay calm, collect yourself

ก็บอกออกไป ค่อยค่อยพูด ค่อยค่อยพูด

Start with politeness, take it slowly and somehow chilling

ตะโกนทำไม ค่อยค่อยพูด ค่อยค่อยพูด

What’s with the yells? Gently let it out, say it casually

ก็บอกออกไปด้วยเสียงที่นุ่มนวล

Use the voice that won’t make dogs howl


พูดค่อยค่อยก็ได้ ถ้าพูดไม่ได้ก็ค่อยค่อยพูด

Softly speaking if you can’t then gradually say it

เรื่องที่พูดไม่ยาก ไม่ต้องให้มากก็น่าจะได้

Something’s so simple, no need to make it difficult

พูดประนีประนอม ค่อยค่อยตะล่อมก็ไม่มีเรื่อง

Compromising, that’s how you keep things at peace

เรื่องที่ไม่ได้เรื่อง จะให้ได้เรื่องก็ได้ก็ได้

Something’s not so fine; if you ask for it then you’ll get it

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๒๖. คิดถึงความจริงย้อนไป



2535

1992



“มึงนี่นะนัน กูใช้อะไรมึงนี่ไม่ได้เรื่องได้ราวเลย” เสียงแม่ของนันตะโกนด่าลูกชายดังไปสามบ้านแปดบ้าน “กูใช้ให้มึงไปซื้ออะไร” แม่หวีดเสียงถามนัน “ผงซักฟอก” นันตอบออกไปเสียงเบา หลบสายตาของแม่ ที่มองมาทางเขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ “แล้วมึงซื้ออะไรมาให้กู มึงเคยเห็นกูใช้แบบนี้ด้วยหรือไง ตั้งแต่เมื่อไหร่” นันเหมือนจะพูดอะไรออกไป แต่ก็เงียบเสียงลง

“เสียงดังอะไรกัน คนจะหลับจะนอน” สามีของแม่ พ่อใหม่ของนันเดินออกมาเจอนันที่กำลังโดนแม่ด่าทออยู่ “ก็ให้มันไปซื้อผงซักฟอก แต่มันดันซื้อน้ำยาอะไรไม่รู้มาให้” อารมณ์ของแม่ยังคงคุกรุ่น “ยี่ห้อที่แม่อยากได้มันไม่มี อันนี้เขาบอกเป็นน้ำยาซักผ้า เพิ่งออกมาใหม่ ใช้น้อยกว่าผงซักฟอก ประหยัดกว่า นันเห็นแม่รีบใช้ ก็เลยซื้อมา” เด็กหนุ่มพยายามอธิบายเหตุผลให้แม่ของตัวเองได้เข้าใจ

“มึงจะมาคิดแทนกู” แม่ไม่พูดเปล่าทำท่าง้างมือจะตบนันเข้าให้ “เธอนี่ เอะอะจะตบจะตีลูก” พ่อเลี้ยงของนันส่งเสียงปรามแม่ของนัน ก่อนเดินเข้ามาขวางระหว่างแม่กับนันเอาไว้ “นี่พี่เข้าข้างมันทำไม” ถึงแม้แม่ของนันจะอายุมากกว่าสามีใหม่ แต่ก็ให้เกียรติ ยอมเรียกผู้เป็นสามีว่าพี่

“เฮ้ย ฉันก็ไม่ได้เข้าข้างมัน” นันตัวสั่นเล็ก ๆ เมื่อพ่อเลี้ยงของเขาใช้แขนโอบรอบไหล่ของเขาเอาไว้ “มันก็ใช้ได้ไม่ใช่หรือไง ไอ้น้ำยาซักผ้าอะไรนั่น เธอลองใช้ดูหรือยัง” เสียงของพ่อเลี้ยงเหมือนกับจะพยายามไกล่เกลี่ยให้แม่ลูกได้ใจเย็นลง “ฉันรู้ว่าพี่รักมัน” คำพูดของแม่ ทำเอานันและพ่อเลี้ยงมองไปยังผู้หญิงวัยกลางคนตรงหน้าตาเขม็ง

“พี่เป็นพ่อมัน พี่รักมันเหมือนลูกแท้ ๆ” แม่ของนันพูดต่อ “แต่ถ้าพี่ให้ท้าย ถือหางมันแบบนี้ มันจะเสียคนเข้าให้สักวันหนึ่ง” แม่ของนันพูดติงสามีของเธอออกไป “เธอนี่ก็พูดจาไปเรื่อย ฉันก็แค่หวังดีกับมัน ยังไงมันก็ลูกเรา” พ่อเลี้ยงของนันกระชับวงแขนของตัวเอง ให้โอบตัวนันแน่นขึ้น

“หรือไม่จริง” เสียงหัวเราะจากพ่อเลี้ยง ที่หันหน้ามามองนันพร้อมกับลมหายใจคลุ้งไปด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์ค้างจากเมื่อคืนนั้น ทำให้เด็กหนุ่มต้องเบือนหน้าหนีไปอีกทาง “ฉันรู้พี่” แม่ของนันคล้อยตาม นันเห็นแม่เป็นแบบนี้บ่อยครั้ง ไม่ว่าสามีของแม่จะชี้นำไปทางไหน สุดท้ายแม้ว่าแม่จะคัดค้านอย่างหัวชนฝาเมื่อก่อนหน้านี้ ก็ต้องยอมศิโรราบกับคำพูดและความคิดของผู้ชายคนนี้

“เธอจะไปทำโอทีไม่ใช่หรือไง ไป ๆ รีบไปสิ เดี๋ยวผ้านี่ ฉันให้นันมันซักให้เอง” อีกแล้ว นันรู้ดีกว่าใคร ว่าเรื่องพูดดีเอาหน้า เอาความดีเข้าใส่ตัวของผู้ชายคนนี้ เป็นหนึ่งไม่เป็นสองรองใคร “พี่นี่ดีกับฉันจริง ๆ” แม่ของนันพูดออกมา ทำให้นันถึงกับต้องหลับตาลง ความเจ็บแปลบปราดแล่นเข้ากลางใจของเด็กหนุ่ม

“พี่ดีกับฉัน แถมยังดีเผื่อแผ่ไปถึงลูกของฉัน ไม่สิ ลูกของเราด้วย ฉันขอบใจพี่มากนะ” เดาได้ไม่ยาก ว่าสายตา ท่าทางของแม่ของนันจะแสดงออกมาอย่างซาบซึ้งเพียงใด จากคำพูดและน้ำเสียงที่ฟังดูอ่อนหวานขนาดนั้น “พี่ไม่รังเกียจฉันและลูก แค่นี้ ฉันกับไอ้นันก็ติดหนี้บุญคุณพี่ไปตลอดแล้ว” นันได้ยินแม่พูดกับสามีแบบนั้น ทำให้ความเจ็บแปลบในใจ แล่นลึกเข้าไปบดขยี้ความรู้สึกของเขายิ่งขึ้นไปอีก

“ไป รีบไปเถอะ เดี๋ยวสายเขาจะว่าเอา” น้ำเสียงที่ฟังดูจริงใจ แต่นันดูออกว่ามันไม่ได้เจืออะไรเหล่านั้นเลยสักนิด ไม่ได้ใกล้เคียงเลยด้วยซ้ำ แต่แม่ของเขากลับมองไม่ออก นันมองแม่ของเขาเดินไปหยิบกระเป๋าสะพาย ก่อนจะเดินเข้ามาให้สามีของแม่หอมแก้ม ก่อนออกไปทำงาน โดยที่แขนของสามียังคงโอบรอบไหล่ของลูกชายของเธอเอาไว้

“อีนี่” ทันทีที่แม่ออกจากบ้านไป นันก็สะพัดให้ตัวเองหลุดออกจากการโอบของพ่อเลี้ยง ส่งผลให้อีกฝ่ายหลุดปากบริภาษเขาออกมา “ทำยังกับเป็นสาวรุ่น ๆ ไปได้” แม้จะพูดกระแทกแดกดันนันออกมา แต่สายตาของพ่อเลี้ยงของนันที่มองเขา บ่งบอกถึงสิ่งที่ตรงกันข้าม

“จะว่าไป มึงก็เนียน ๆ นุ่ม ๆ เหมือนอีพวกนั่งรอแขกมาหิ้วอยู่ไม่น้อย อีนัน” ความกะลิ้มกะเหลี่ยที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนและเปิดเผย ทำให้นันรู้สึกสะอิดสะเอียนไม่น้อย “จะพูดจะจาอะไร ก็คิดถึงความรู้สึกของแม่บ้าง” นันพูดออกไป สิ่งที่พ่อเลี้ยงแสดงออกมานี้ มันคงทำให้แม่ของเขารู้สึกแย่มาก ถ้าหากได้รับรู้มัน

“นี่ถ้าเอาคำพูดพวกนี้ไปเล่าให้แม่ฟัง คงสนุกดีพิลึก” นันนึกอยากจะพูดเสียดสี นึกหาคำแรง ๆ มาด่าทอผู้ชายคนนี้ให้ได้รู้สึกถึงพฤติกรรมของตัวเองบ้าง แต่เปล่าเลย ประโยคที่นันเพิ่งพูดออกไป กลับทำให้อีกฝ่ายหัวเราะออกมาอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง “มึงนี่แม่ง พูดอะไรได้จี้ดีเป็นบ้าเลยว่ะ” นันมองเห็นพ่อเลี้ยงของตน หัวเราะจนน้ำหูน้ำตาไหล

“มึงคิดสินะ ว่ากูจะเป็นฝ่ายอ้อนวอนกราบกราน ขออยู่กับแม่มึง” สายตาและสีหน้ายวน ๆ กวนเบื้องล่างนั้น แสดงออกมาว่า คนพูดไม่ได้นึกยี่หระอะไรกับคำขู่ของนันเลยสักนิด “มึงคิดหรือไง ว่ามันจะไม่ใช่แม่มึง ที่จะเป็นคนต้องก้มลงเอาหัวแนบตีนกู อ้อนวอนร้องขอให้กูอยู่ต่อ อีนัน มึงมันสมองน้อยฉิบหาย สมองเท่าเม็ดถั่ว เล็กกว่าที่กูคิดไว้ซะอีก” พ่อเลี้ยงของนัน พูดไปก็กลั้วหัวเราะไป

“เอาสิ มึงจะวิ่งตามไปฟ้องแม่มึงก็ได้นะ แต่มึงคิดว่า แม่มึงจะเชื่อคำพูดของมึงมั้ยล่ะ กับอีแค่เรื่องผงซักฟอก มีอันไหนก็ใช้อันนั้น แม่มึงยังเข้าใจชีวิตยากขนาดนั้นเลย” นันรู้สึกหน้าชา เมื่อได้ยินผู้เป็นพ่อเลี้ยงด่าแม่ของตัวเองแบบนั้น “แล้วถ้ามันเป็นเรื่องระหว่างมึงกับกู มึงคิดว่า แม่มึงจะไม่คิดหรือไง ว่าเป็นที่มึงนั่นแหละ ที่เป็นฝ่ายยั่วยวนเพื่อแย่งกูไป” สิ่งที่ได้ยินจากปากของผู้ชายคนนี้ ทำให้นันรับรู้ได้ ว่าคนคนนี้เลวกว่าที่คิด

“เถียงไม่ออกเลยสิมึง อีตุ๊ด” นันถึงกับสะอึกเมื่อได้ยินพ่อเลี้ยงตอบโต้กลับมาแบบนั้น ใช่สิ มีครั้งไหนบ้างที่แม่ของเขาเชื่อหรือฟังในสิ่งที่เขาพูด มีเรื่องไหนบ้าง ที่แม่ของเขาจะเห็นด้วยและมองความคิดของนันเป็นสิ่งที่ถูกต้องดีงาม และยอมรับว่านันพูดถูก คิดดี และยอมรับเอาไปทำตาม ไม่เลย ไม่เคยเลยสักครั้งเดียว

“ไม่เอาน่า” พ่อเลี้ยงของนันทำเสียงอ่อนลง เดินเข้ามาหานัน ที่ก้าวเท้าถอยหลังไปสองสามก้าว “เล่นตัวไปก็ใช่ว่าจะรอด” สายตาที่ใครมองมาเห็น ก็จะเข้าใจความหมายที่พ่อเลี้ยงของนันสื่อออกมาได้ในทันที “แม่มึงให้กูเอาจนเบื่อแล้ว” ท่าทางที่ไม่ปิดบัง “ต่อไปก็ถึงตามึงที่จะทำให้กู จนกว่ากูจะเบื่อแทนแม่มึง” คำพูดที่บ่งบอกถึงความต้องการ

“มันไม่มีทางเกิดขึ้น อย่าได้หวังไปเลย” นันตกใจตัวเองเหมือนกัน ที่เขาพูดออกไปจนเกือบจะเป็นการตะโกนแบบนั้น มันอาจจะเป็นกลไกการป้องกันตัวอย่างหนึ่งกระมัง เขาเองก็ไม่แน่ใจ เมื่อเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า ภัยจากพ่อเลี้ยงกำลังคืบคลานเข้ามาถึงตัว และมันใกล้ตัวกว่าที่เขาคิดมากนัก

ยิ่งนันไม่มีแม่คอยให้การปกป้อง มันจะเป็นยังไงต่อไป ในเมื่อคนแรกและคนเดียวที่นันจะหันไปหาเพื่อร้องขอความช่วยเหลือ กลับจะเป็นคนที่ไม่เชื่อในคำพูดของเขาเลยสักนิด แล้วจะมีใครอีก ที่คำพูดของเขาจะมีน้ำหนักมากพอ ว่าพ่อเลี้ยงของเขา ที่ดูเป็นผู้ชายปกติทั่วไป กำลังคิดจะเคลมลูกเลี้ยงที่เป็นผู้ชายเหมือนกัน อย่างไม่ปิดบังอำพรางใด ๆ ทั้งสิ้น แถมยังมั่นใจว่าตัวเองจะทำแบบนี้ไปได้เรื่อย ๆ โดยที่ไม่มีมนุษย์หน้าไหนทั้งสิ้นจะเชื่อ และจะช่วยหยุดยั้งการกระทำนั้นของเขา

“ทำปากดีไปเถอะ แล้วมึงจะติดใจกู อีนัน” เสียงนั้นกึ่งคำรามเมื่อดูไปแล้ว นันจะไม่ยอมสยบใต้อำนาจของพ่อเลี้ยงง่าย ๆ “ไอ้อีตัวไหนที่เคยโดนขอกูเข้าให้แล้ว แม่ง ร้องครางหงิง ๆ น้ำลายหยด ออดอ้อนขอกูเบิ้ลทุกตัว” คำพูดที่น่าสะอิดสะเอียนที่พ่อเลี้ยงสำรอกใส่เขานั้น สำหรับนัน มันช่างน่าขยะแขยงและน่าคลื่นไส้ยิ่งนัก

“ยังไง วันนี้แม่มึงก็ไม่อยู่บ้าน มึงกับกูมาจัดการเรื่องอย่างว่า ให้มันแล้ว ๆ ไปดีกว่า” พ่อเลี้ยงพูดก่อนจะพยายามคว้าตัวของนันเอาไว้ แต่นันไหวตัวได้ทันและขยับตัวไวกว่า เขารีบวิ่งเข้าไปในห้องนอน แล้วปิดประตูล็อกกลอนได้ทัน อีนัน เปิดประตู อีเหี้ยนี่ ออกมาเดี๋ยวนี้ อีห่าราก อย่าให้กูหมดความอดทนนะ มึงหลบอยู่ในนั้นได้ไม่ตลอดไปหรอก อีเวร”

นันทรุดตัวลงนั่งพิงประตูห้อง ที่เป็นสิ่งเดียว ที่ช่วยกั้นเขาเอาไว้จากความโหดร้ายและป่าเถื่อนของหลุมดำของจิตใจมนุษย์ น้ำตาคลอขึ้นสองหน่วยตา ก่อนที่มันจะไหลพรั่งพรูลงมาอาบแก้มทั้งสองข้างนั้นอย่างเนืองนอง เขาตัวสั่นเทาไปด้วยความกลัว เขาคิดถึงใครคนหนึ่งที่ได้จากเขาไปไกล อย่างไม่มีวันหวนกลับมาช่วยเขาได้อีกแล้ว



2527

1984



เด็กชายนันนั่งนิ่งดวงตาเหม่อลอยอย่างจุดหมาย นันเองไม่รู้ว่าเขานั่งอยู่ตรงนั้นและอย่างนั้นมานานเท่าไหร่แล้ว แต่นันนั้น ไม่คิดที่จะขยับไปไหน ไม่อยากจะลุกจากไป ที่ตรงนี้เหมือนจะเป็นที่ป้องกันภัยสุดท้ายที่นันเหลืออยู่ เพราะถ้าหากนันไปจากที่นี่ คงไม่มีที่ไหนอีกแล้วบนโลกใบนี้ ที่จะมอบความรู้สึกปลอดภัยให้กับเขาได้อีก

“นัน ไปกันเถอะ” เสียงใครบางคนพูดขึ้นที่ด้านหลังของเขา แต่นันนั่งนิ่งไม่ไหวติง มือของเขาจับกระชับแน่นขึ้นกับมือของผู้เป็นพ่อ ที่ตอนนี้แข็งและเย็นเฉียบ “พ่อเขาไปสบายแล้วนะนัน” เสียงใครอีกคนพยายามปลอบประโลมใจเด็กชายตัวน้อย ที่นั่งอยู่กับร่างของพ่อตัวเองมานานนับชั่วโมง ๆ

“ปล่อยสินัน อย่าดื้อ เขาจะได้จัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย อย่าทำเรื่องไม่เป็นเรื่อง” ใครบางคนที่คงเหลืออด ขึ้นเสียงใส่นัน และตรงเข้ามากระชากตัวนันให้ลุกขึ้นยืน เด็กชายนันไม่ได้พูดจาอะไร กลับล้มตัวลงกอดพ่อของตัวเองเอาไว้จนแน่น บางคนสะเทือนใจกับภาพที่เห็น จนต้องเบือนหน้าหนีไปพร้อมคราบน้ำตา

“เลิกทำแบบนี้ได้แล้ว” ใครอีกคนตวาดใส่นันมาจากอีกด้านหนึ่งของห้อง นันยังคงกอดพ่อของเขาเอาไว้ พ่อที่เมื่อวานยังคงลูบหัวปลอบประโลมใจเขาว่าไม่ให้กลัว พ่อที่บอกกับเขาว่า จะไม่จากไปไหน และจะอยู่กับนันตลดไป “ปล่อยมือออก ปล่อยสิ” เสียงนั้นออกคำสั่งและพยายามแกะมือของนันออก แต่เด็กชายยิ่งกอดร่างของพ่อแน่นยิ่งขึ้น

“พอแล้ว อย่าทำกับเด็กมันแบบนั้น” ใครบางคนทนเห็นนันถูกกระทำแบบนั้นไม่ไหว ก็ร้องขอออกมาด้วยเสียงที่สั่นเครือ แต่ก็ไม่เป็นผล นันถูกกระชากออกจากร่างของพ่อ ก่อนที่ทุกคนจะเห็นเด็กชายตัวน้อยโผกลับเข้าไปกอดพ่อของเขาอีกครั้ง “เด็กเปรตนี่” คนเดิมผรุสวาทออกมาอย่างรำคาญ ก่อนที่ทุกคนจะเห็นใครอีกคนมาจับตัวนันไปรั้งเอาไว้ โดยที่นันไม่ปริปากส่งเสียงร้องออกมาสักแอะ แต่ดิ้นรน ทั้งถีบทั้งเตะเพื่อให้หลุดจากการขืนบังคับ เพื่อที่จะกลับไปกอดพ่อของเขาเอาไว้ ด้วยน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย และหัวใจดวงน้อย ๆ ของเขาที่กำลังจะแตกสลาย

***************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=m8t3xS4Qs6Q


ก็เป็นเพียงแค่คนที่ค้นหาทางเดิน

I am just someone who’s trying to find a way

เมื่อมีทางให้เดินก็จะเดินไป

If there’s one, I won’t hesitate to go through

เพื่อเก็บดาวซักดวงที่ฉันนั้นเคยใฝ่

To collect a star that I’ve been longing for

เพื่อเจอคนที่ใจเขาจะจริงจัง

To find that one man who is meant to be


แต่ความจริงที่เจอชีวิตนั้นวกวน

But in reality, life is more complicated than that

ไม่เคยมีผู้คนที่จะจริงใจ

No one seems to be sincere, entirely

จะมีเพียงแค่ดาวบนฟ้าแสนกว้างใหญ่

There are those stars shining up in the vast sky

ที่เอื้อมมือเท่าไรยิ่งจะไกลห่าง

That keeps stretching far and far away


กลายเป็นเพียงนิยายที่ยาวนานเรื่องหนึ่ง

All of this now is just a long story been told

ซึ่งถูกแต่งมาด้วยใจและด้วยความฝัน

That’s filled with heart - felt moments and full of dreams

แต่ในความจริงที่เจอคือผิดหวังเท่านั้น

Yet what happens really is only sad disappointment

ไม่เคยเหมือนที่ใจฝันสักที

None of this became true like my heart had hoped

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 416
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
ทิว-กั้ง = วิน-ตฤณ
ท็อป-นัน = ดีน-เทปปัน

เราเข้าใจถูกไหม555 มาต่อไวๆน๊าาาา

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด