ในห้วงคำนึง...ที่คิดถึงกัน: Nostalgia บทที่ ๕๔. คิดถึงคนที่จากไป ๑๒/๖/๒๕๖๖
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ในห้วงคำนึง...ที่คิดถึงกัน: Nostalgia บทที่ ๕๔. คิดถึงคนที่จากไป ๑๒/๖/๒๕๖๖  (อ่าน 5660 ครั้ง)

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 213
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๒๗. คิดถึงไม่สมมติ



2566

2023



“โรยใบโหระพาตบท้าย ก็ปิดเตาไฟ ยกหม้อลงได้” ตฤณพูดพร้อมกับขยับแกงเขียวหวานเนื้อหม้อใหญ่นั้น ให้ขยับไปวางอยู่บนแผ่นรองความร้อน “หอมมาก” เสียงของเจ้าของเพ้นท์เฮ้าส์ที่ยืนอยู่ข้าง ดังขึ้น “ผมหิวข้าวมาก” ทั้งสายตาและรอยยิ้มที่แต้มอยู่บนใบหน้าของนฤเบศ บ่งบอกถึงความดีใจ ที่ตฤณมาทำอาหารให้เขากินในวันนี้

นฤเบศขับรถไปรับตฤณที่คอนโดตั้งแต่เช้า เพราะอีกฝ่ายบอกว่า ถ้าจะกินแกงเขียวหวานแบบรสชาติเด็ดขาดสูตรโบราณ ก็ต้องออกไปเลือกซื้อของเองที่ตลาดสด ทั้งเนื้อวัว ทั้งพริกแกง ทั้งผักสด รวมถึงหัวหางกะทิที่คราวนี้ จะไม่พึ่งพากะทิกล่อง เพราะตฤณบอกว่า จะทำแกงแตกมันได้ยาก และไม่หอมเท่ากะทิที่คั้นน้ำจากมะพร้าวขูดสด ๆ จากร้าน

“ผมคิดถึงอาหารไทยสุด ๆ” นฤเบศสารภาพไปตามความจริง “อะไรกัน” ตฤณที่กำลังเก็บล้างภาชนะที่ใช้ประกอบอาหารท้วงขึ้น “มีร้านอาหารไทยอยู่ทั่วยุโรปแล้วนะ” นฤเบศได้ยินตฤณพูดแบบนั้น ก็เดินเข้าไปยืนแนบด้านหลังของอีกฝ่าย “แต่ยุโรปขาดฝีมือทำกับข้าวของคุณนี่นา” พูดจบหนุ่มใหญ่ก็ก้มลงหอมแก้มตฤณฟอดใหญ่

“อะไรเนี่ย” ตฤณถาม หัวเราะนิด ๆ ขณะหยิบผ้าเช็ดมือจากตะขอแขวนเหนืออ่างล้างจาน “แทนคำขอบคุณ” นฤเบศยิ้มกว้าง ตฤณส่ายหน้าน้อย ๆ แต่ก็ยังคงมีรอยยิ้มเปื้อนอยู่ “คุณไปเมืองนอกแค่สองสัปดาห์เองนะครับ” ตฤณบอกกับอีกฝ่าย มือหยิบแก้วกาแฟที่ชงเอาไว้ตั้งแต่กลับมาจากตลาดขึ้นจิบ มันเย็นชืดแล้วก็จริง แต่ตฤณคิดว่ารสชาติมันไม่ได้แย่อะไรสักนิด

“ซึ่งโคตรน่าเบื่อเลย” นฤเบศพูดก่อนเดินนำไปบริเวณพื้นที่นั่งเล่น “มิลานออกจะสวย” ตฤณเถียง เดินตามหนุ่มใหญ่เจ้าของเพ้นท์เฮ้าส์แพงระยับนี้ ไปหย่อนตัวลงนั่งที่ฝั่งตรงข้ามกัน “ก็คิดว่าจะมีเพื่อนร่วมทริป” เสียงของนฤเบศฟังดูตัดพ้ออยู่ในที ตฤณหลบตาวูบ ไม่ได้ต่อคำอะไรกับประโยคนี้ของอีกฝ่าย

“มิลานมันก็ดี แต่มันไม่ดีตรงที่เราไม่ได้ไปด้วยกัน ไม่เหมือนกับครั้งที่แล้ว” จริงอย่างที่นฤเบศพูด “ดีตรงไหน แทบจะไม่ได้ออกจากห้องที่โรงแรมไปไหนกับเขาเลย” ตฤณนึกย้อนกลับไปเมื่อทริปยุโรปครั้งที่แล้ว ที่เขาไปกับนฤเบศ “มันดีตรงนั้นแหละ” ทั้งสองคนสบตากัน ต่างรู้ดีว่าเหตุใดทั้งคู่ทำอะไรกันในห้องทั้งวันทั้งคืน ถึงแทบไม่ได้ออกไปเดินเที่ยวชมเมืองที่ไหน

“อุตส่าห์บินไปตั้งไกล” ตฤณนึกถึงครั้งนั้น ที่ต่างก็นึกบ้าอะไรขึ้นมา วีซ่ายังไม่หมดอายุ จองตั๋วเครื่องบินแบบปุบปับที่แพงแสนแพง จองโรงแรมด้วยราคาที่อาจจะทำให้ใครบางคนต้องล้มละลาย จัดกระเป๋าเดินทางเพียงไม่นาน รู้ตัวอีกที ทั้งสองคนก็อยู่บนเครื่องบินที่ทะยานจากสนามบินสุวรรณภูมิ ขึ้นไปอยู่บนฟ้า มุ่งหน้าสู่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลีแล้ว

“สนุกดีนะ” นฤเบศพูดขึ้น เขาเองก็คิดว่าปีใหม่ที่ผ่านมา จะได้ไปทำเรื่องสนุก ๆ กับตฤณแบบนั้นอีก “ผมอยู่มิลานได้สองสามวันก็เบื่อ เลยไปต่อที่เมืองนีซ” ชื่อเมืองที่หลุดออกมาจากปากหนุ่มใหญ่ ทำให้ตฤณถึงกับตาโต “เสียดายเลยทีนี้” ตฤณพูดพลางทำท่าทางเสียอกเสียใจ นฤเบศเองก็เสียดายเช่นกัน ที่แผนทั้งหมดของเขานั้นล่มลง

“ผมรู้ว่าคุณอยากไปเมืองนี้มาก ก็กะว่าจะทำเซอร์ไพรซ์ให้สักหน่อย ผิดแผนไปหมด คุณดันไม่รับโทรศัพท์ผมเลย” ตฤณสบตากับนฤเบศ เข้าใจเลยว่า หนุ่มใหญ่กำลังกึ่งบ่น กึ่งตำหนิ กึ่งพูดใส่หน้า ว่านี่คือความผิดของตฤณ “อยากรับผิดชอบอะไรขึ้นมาบ้างไหมล่ะ” นฤเบศยิงคำถามออกไป ก่อนจะเห็นแววตาที่รู้ทันฉายอยู่ในดวงตาของอีกฝ่าย

“ก็มาทำแกงเขียวหวานแสนอร่อยนี่ให้กินวันนี้แล้วไง” ตฤณรีบพูดออกไป กลั้วหัวเราะทำกลบเกลื่อนความผิด “โห มันน้อยไปมั้ยครับ รับผิดชอบกับใจดวงน้อย ๆ ของผมแค่นี้เองหรือ” ตฤณนึกหมั่นไส้อยู่เสมอ เวลาเห็นนฤเบศอ้อนแบบนี้ หนุ่มใหญ่หน้าตาหล่อเหลาเอาการ รูปร่างเฟิร์มกล้ามท้องแน่น มาทำตาหวานใส่ พูดจาออดอ้อนด้วย มันก็ทำให้ใจสั่นไม่น้อย

“แล้วจะเอาอะไรอีกล่ะครับ” ตฤณพูดออกไป ก็ทำให้นึกได้ทีหลังว่า การพูดถามอีกฝ่ายปลายเปิดแบบนั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่นัก เพราะมันมักจะจะกลายเป็นสิ่งที่มัดตัวเขาภายหลังเสมอ ๆ “เสร็จผมล่ะ” ทันทีที่ได้ยินตฤณเปิดโอกาสแบบนั้น นฤเบศก็ไม่พลาดที่จะแสดงออกมาอย่างเปิดเผย กับสิ่งที่เขาต้องการจากอีกฝ่าย

“คืนนี้อยู่กับผมทั้งคืนนะครับ คนดี” ตฤณได้ยินอีกฝ่ายพูด ก่อนจะเห็นนฤเบศลุกจากโซฟาหรูตัวยางนั้น เดินตรงมาหาเขา “คิดถึงเป็นบ้าเลย” ก่อนที่ตฤณจะรู้สึกถึงจูบที่แผ่วเบา แต่หวานละมุนนั้นบนหน้าผากของเขา “ข้าวสุกพอดี” ตฤณพูดขึ้น รู้สึกเหมือนระฆังจะช่วยเขาเอาไว้ได้พอดี เมื่อเสียงตัดของหม้อหุงข้าวดังขึ้น

“ก็คุณบอกเองว่าหิวข้าวมาก” ตฤณที่ลุกขึ้นยืนขึ้น โดยที่ความสูงของเขาเสมอเพียงแค่คางของหนุ่มใหญ่ ที่ตอนนี้รู้สึกว่า ตัวเองโดนแก้เกมได้โดยง่ายอีกแล้ว “ฝากไว้ก่อนเถอะ” หนุ่มใหญ่ทำเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน ตฤณหัวเราะเสียงใสออกมา แววตาของนฤเบศแสดงออกอย่างเปิดเผยว่า เขาดีใจและมีความสุขมากแค่ไหน ที่ตฤณมาอยู่กับเขาในวันนี้

“เดี๋ยวผมทำไข่เจียวเพิ่ม แนมกับเขียวหวานเนื้อ อร่อยเหาะเชียวแหละ” ไม่พูดเปล่า ตฤณเดินกลับเข้าไปในส่วนครัว นฤเบศเดินตามไปเท้าข้อศอกมองจากไอส์แลนด์ครัวแบบฝรั่ง ดูตฤณทำโน่นทำนี่ ฟังเสียงของอีกฝ่ายบรรยายว่า ตัวเองกำลังทำอะไร ปรุงอะไร ทำอาหารแบบไหน นฤเบศมองเห็นภาพในอนาคตของเขา ที่เขาตื่นขึ้นมา มีตฤณอยู่ในทุกวันของชีวิตแบบนี้

“คุณจะกินแบบเป็นกับข้าว หรือว่าจะลูกทุ่ง ๆ แบบเป็นข้าวราดแกงโปะไข่เจียวไปเลย ดีครับ” ตฤณที่ตักข้าวใส่จาน หันมาถามนฤเบศเสียงใส “ราดข้าวมาเลยครับผม” นฤเบศตอบกลับไปแบบไม่ลังเล ก่อนจะชี้ไปที่ถ้วยที่วางอยู่ไม่ไกลกันนั้น “ขอน้ำปลาพริกให้ผมเยอะ ๆ เลยครับ แหม คิดถึงสมัยยังเด็กจริง ๆ พับผ่าสิ” ตฤณที่จัดให้ตามคำขอของอีกฝ่าย หัวเราะตามไปกับหนุ่มใหญ่ด้วย

ตฤณยื่นจานข้าวที่พูนไปด้วยแกงเขียวหวานร้อนกรุ่น ไข่เจียวหอม ๆ และน้ำปลาพริกขี้หนูแดงเขียว ก่อนจะนึกตามคำพูดของนฤเบศ จริงสินะ สมัยยังเด็ก ที่ความทรงจำในช่วงนั้น มันกลับมาส่งผลกับความรู้สึกของตฤณมากอยู่เช่นกันในตอนนี้ กับใครบางคน เมนูบางเมนู ที่เขาเองก็ตั้งใจลองผิดลองถูก ตั้งใจทำ เพื่อใครคนนั้นเช่นกัน

ตฤณรับรู้ถึงสัมผัสที่เริ่มต้นอย่างแผ่วเบานั้น ก่อนจะเริ่มหนักหน่วงขึ้น จากการขบด้วยริมฝีปากที่ติ่งหูของเขา จนการซุกไซ้ไรหนวดเขียวนั้นไปตามซอกคอ แผ่นหลัง และไล่ลงไปจนถึงร่องหลืบที่อีกฝ่าย ใช้เวลาอยู่นาน กับการลิ้มชิมรสและเพิ่มความซ่านกระสันให้กับตฤณ ที่เขาไม่อาจจะปฏิเสธที่จะแยกขาออกจนกว้าง เพื่อรับรู้ความอุ่นนุ่มแต่ดุดัน ที่แทรกซุกเข้าหามันได้เช่นกัน

“ผมขอนะ” ตฤณดิ้นนฤเบศถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา กระเส่าอยู่ในที ท่ามกลางแสงไฟสลัว ตฤณพยักหน้ารับ อนุญาตให้อีกฝ่ายใช้นิ้วป้ายเจลเย็น ๆ นั้นลงไปยังที่หมาย ตฤณครางออกมาเมื่อนิ้วของนฤเบศล่วงล้ำพาเจลลื่นนั้นเข้าไปในช่องทาง หนุ่มใหญ่มองดูตฤณ จากที่ดึงตัวหนีนิ้วของเขา จนอีกฝ่ายขยับตัวเข้าหานิ้วของเขาเอง โดยที่เขาไม่ต้องบังคับใด ๆ

นฤเบศสวมเครื่องป้องกันลงบนความแข็งขันของตัวเองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเลื่อนตัวขึ้นไปประกบแผ่นหลังของตฤณ หนุ่มใหญ่ดึงบั้นท้ายของตฤณให้ยกสูงขึ้น ก่อนจะดันส่วนที่ชูชันนั้น ค่อย ๆ แทรกผ่านความหนั่นแน่น ฝังส่วนกลางลำตัวแห่งความเป็นชายของตน เข้าไปจนสุดความยาว

“เจ็บมั้ย” นฤเบศรับรู้คำตอบจากตฤณด้วยการที่อีกฝ่ายบีบมือของเขาเอาไว้จนแน่น ถึงแม้ว่าตฤณกับเขาจะมีอะไรกันมาหลายครั้ง แต่ตฤณก็ยังไม่ชินกับความเขื่องที่แทรกผ่านเข้ามาในตัว “เดี๋ยวก่อนครับ อย่าเพิ่งขยับ” ตฤณสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อเรียบของเขาคลายความเจ็บลง นฤเบศก้มลงจูบเบา ๆ ที่แผ่นหลังของตฤณ โดยที่หนุ่มใหญ่รอให้อีกฝ่ายส่งจังหวะเหมาะให้กับเขา

“ตฤณ คุณคับแน่นจังเลย” นฤเบศกระซิบบอกตฤณเบา ๆ ที่ข้างหู และเมื่อตฤณพยักหน้าเป็นสัญญาณ นฤเบศก็เริ่มขยับเอวเข้าออกช้า ๆ โดยมีเสียงร้องครางของตฤณดังออกมา ให้เขารู้ว่า เขาสามารถเพิ่มความถี่และความแรงในการขยับตัว และเมื่อตฤณยอมเอี้ยวตัวหันมาจูบปากแลกลิ้นกับเขา นั่นก็ทำให้นฤเบศสามารถกระหน่ำย้ำสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ได้อย่างหนักหน่วง และพลิกแพลงท่วงท่าได้ตามใจต้องการ

แม้ว่าเครื่องปรับอากาศภายในห้องนอนจะเย็นฉ่ำ แต่ทั้งตฤณและนฤเบศก็เหงื่อท่วมตัว หนุ่มใหญ่ฟุบตัวซุกหน้าลงที่ท้ายทอยของอีกฝ่าย จูบเบา ๆ ลงไปตรงนั้น ก่อนจะเลื่อนตัวไปหอมแก้มบอกขอบคุณ แล้วจึงค่อย ๆ ถอนตัวออกจากช่องทางของตฤณ ทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ

“ปีหน้าเห็นได้ข่าวว่า จะมีสลีปเปอร์เทรนเชื่อมระหว่างซูริคกับบาร์เซโลน่า” นฤเบศที่ลุกขึ้นไปยืนอยู่ที่ปลายเตียงพูดขึ้น “คุณไปกับผมนะ ไปเริ่มต้นที่สวิส แล้วก็ไปให้ทั่วสเปนเลย” อีกมือก็ดึงเครื่องป้องกันที่มีน้ำสีขาวขุ่นขังตัวอยู่ในนั้นออกจากความแข็งเขื่อง ตฤณมองตามนฤเบศที่เดินไปโยนยางบางเฉียบนั้นลงไปในถังขยะที่มุมห้อง

“ถ้าว่างนะครับ” ตฤณไม่รู้จะตอบแบบไหนออกไป เลยกึ่งรับกึ่งออกตัวไปแบบนั้น ก่อนจะเห็นหนุ่มใหญ่ยิ้มกว้างแล้วเดินมาหา “ผมจะทำให้มั่นใจว่า คุณว่างไปกับผม ตฤณ” ก่อนจะประทับจูบหนัก ๆ ลงบนริมฝีปากของตฤณที่เปลือยเปล่าอยู่บนเตียงใหญ่หนานุ่มนั้น ตฤณสบตากับนฤเบศแต่ไม่ได้พูดอะไรออกไป ในหัวยังไม่ได้มีคำตอบที่ชัดเจนกับคำชวนนี้ของนฤเบศ

ตฤณกลับมาถึงที่คอนโดก็เกือบจะเจ็ดโมงเช้าแล้ว เขาบอกกับหนุ่มใหญ่ว่า มีงานค้างอยู่ต้องกลับไปสะสาง ตฤณเดินเข้ามาในส่วนรับรองของตึกคอนโด ก็เห็นวินนั่งรออยู่ที่โซฟา ตรงส่วนต้อนรับ เด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งมองตรงมาที่ตฤณที่เพิ่งเดินเข้ามาในตัวอาคาร ตฤณมีท่าทีแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็เดินตรงมาหาเด็กหนุ่ม

“มาทำอะไรแต่เช้า” ตฤณยิงคำถามออกไป เห็นเด็กหนุ่มยักไหล่ ทำยิ้ม ๆ “ก็อยากมาหา อยากเจอตฤณ ก็เลยมาที่นี่เลย ทำไมล่ะ มาไม่ได้แล้วหรือ” น้ำเสียงของวินไม่ได้แสดงอาการตัดพ้ออะไร ถามออกมาเรียบ ๆ แบบชวนคุยเสียมากกว่า “เปล่า ไม่ใช่แบบนั้น” ตฤณตอบกลับไป ในใจแอบกังวลเล็กน้อย ว่าวินจะถามอะไรเพิ่มหรือไม่ ที่เห็นเขากลับเข้าคอนโดมาในตอนเช้าแบบนี้

“ก็มาได้ แต่ถ้าผมไม่อยู่ คุณจะได้ไม่ต้องมานั่งรอนาน ๆ ไง เสียเวลาออก” ตฤณบอกเด็กหนุ่มออกไปแบบนั้น วินเดินเข้ามา แล้วก็ยิ้มให้ ส่ายหน้าเป็นเชิงว่ามันไม่ได้อะไรนักสำหรับเขา “คิดถึงจัง” วินโน้มใบหน้าลงมาจนเกือบจะถึงใบหน้าของตฤณ ซึ่งสิ่งที่วินทำต่อจากนั้น ก็ทำให้ตฤณรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย

“ขอกอดหน่อยนะ” ตฤณถูกรวบเข้าไปในอ้อมกอดของเด็กหนุ่ม วินกอดตฤณเอาไว้จนแน่น กลิ่นบางอย่างที่วินรู้ว่า ไม่ใช่กลิ่นประจำตัวของตฤณ โชยออกมาให้เขาได้รับรู้ “อะไรเนี่ย” ตฤณถามออกไป ความอุ่นจากกายของเด็กหนุ่มที่ส่งผ่านออกมาจากถึงตัวของเขา ทำให้ตฤณรู้สึกใจเต้นไม่เป็นส่ำ

วิน เด็กหนุ่มร่างสูงที่กำลังกอดตฤณไว้ในอ้อมแขนนั้น ส่งสายตามองผ่านกระจกบานใหญ่ของอาคารออกไป ที่ตรงนั้น มีหนุ่มใหญ่ดูภูมิฐานคนหนึ่ง ยืนมองพวกเขาสองคนอยู่ วินจ้องไปที่ใบหน้าของนฤเบศอย่างตาไม่กะพริบ เปิดเผยเช่นกันว่า เขาไม่กลัวหากว่าสิ่งที่เขาจะต้องทำต่อจากนี้ คือการทำทุกวิถีทาง ที่จะให้ตฤณเป็นของเขาคนเดียวเท่านั้น

****************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=LTtlD37_bD8


ฉันฝันเห็นอยู่เสมอ ชีวิตที่เธอได้เลือกฉัน

I always dream of a life that you do pick me

ฝันว่าโลกไม่มีเขา สมมติว่าเราได้รักกัน

Dreaming that he doesn’t exist in this world, supposedly we’re so in love

ฉันเข้าใจหมดทุกอย่าง ไม่ว่าเธอเลือกทางไหน

I totally get it – all of it, no matter what you’ re gonna choose

จะไปคาดหวังอะไรได้ คนจะไปก็ต้องไป

What can be expected if one wants to leave?


แต่ตอนนี้ มันยังมีเวลา ไม่ต้องคิดถึงหน้าใคร

There’s still time, no need to ever care about anyone

และเราก็อยู่ด้วยกัน

And we’re now here together

ก่อนเดินจากกันไป ลองหลับตาแล้วนึกดูได้ไหม

Before we would say goodbye, close your eyes and think one minute

จับมือฉันไว้สักครั้ง

Hold my hand tight just once


ฉันฝันเห็นอยู่เสมอ ชีวิตที่เธอได้เลือกฉัน

I always dream of this life that you literally choose me

ฝันว่าโลกไม่มีเขา สมมติว่าเราได้รักกัน

Picturing a world without him, supposedly we fall in love

เราจะได้ มีคืนวัน ที่ดีดี ไม่ห่าง

We will have ourselves days and nights full of good stuff

มีเธอยิ้ม มีเธอยืน มีเธอเดินข้างข้าง

You smile, stand by me and walk along with

อยากให้ลองคิดถึงฉันไม่ใช่เขา

Think of me please – not him

สมมติว่าเราได้คบกัน

Supposedly, we’re seeing each other

สมมติว่าเราได้รักกัน

Supposedly, we fall head over heels


สมมติฉันไม่ยอมแพ้ แล้วเรื่องจริงจะเปลี่ยนไหม

I suppose I never quit; will all of this alter all the facts?

สมมติฉันไม่ยอมรับ และขอร้องเธอไม่ให้ไป

I suppose I never accept it, on my knees asking you not to leave me

หากสองเราได้ย้อนเวลา มีโอกาสได้แก้ไข

If we could turn back time, we’d get a chance to make it right

เราจะยอมให้ทุกทุกอย่าง เป็นไปตามนี้หรือไม่

We’ll do whatever it takes, will it be as we really want?


แต่ตอนนี้ เวลามันยังมี ตรงนี้ไม่มีผู้ใด

Now there’s still time and no one is around

เราอยู่ลำพังอีกหน

We are here together just the two of us

ก่อนเดินจากกันไป ลองหลับตาแล้วนึกดูได้ไหม

Before we say we’d part ways, close your eyes and picture it once again

โลกที่มีเราสองคน

The world of our own, you and me


ฉันฝันเห็นอยู่เสมอ ชีวิตที่เธอได้เลือกฉัน

I always dream of this life that you literally choose me

ฝันว่าโลกไม่มีเขา สมมติว่าเราได้รักกัน

Picturing a world without him, supposedly we fall in love

เราจะได้ มีคืนวัน ที่ดีดี ไม่ห่าง

We will have ourselves days and nights full of good stuff

มีเธอยิ้ม มีเธอยืน มีเธอเดินข้างข้าง

You smile, stand by me and walk along with

อยากให้ลองคิดถึงฉันไม่ใช่เขา

Think of me please – not him

สมมติว่าเราได้คบกัน

Supposedly, we’re seeing each other

สมมติว่าเราได้รักกัน

Supposedly, we fall head over heels


เราจะได้ มีคืนวัน ที่ดีดี ไม่ห่าง

What we’re gonna have is the delights every single day

มีเธอยิ้ม มีเธอยืน มีเธอเดินข้างข้าง

Your smile, your stay and us walk hand in hand

เพียงแต่เราคิดถึงฉันหรือว่าเขา

Just one thing, we; refers to him or me?

สมมติว่าเราได้คบกัน

Supposedly, we are now dating

สมมติว่าเราได้รักกัน

Supposedly, we are now madly in love
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-04-2023 18:25:22 โดย KADUMPA »

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 213
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๒๘. คิดถึงสารภาพ



2566

2023



“ดีนอยู่ไหนลูก” ทันทีที่เขารับสายเฟซไทม์จากผู้เป็นแม่ “ดีนออกมากับเพื่อนที่มหาวิทยาลัยครับแม่” ดีนก็บอกแม่ออกไปว่า เขากำลังทำอะไรอยู่ “เป็นงานของทางมหาวิทยาลัยครับ จำที่ดีนเล่าให้แม่ฟังได้มั้ย งานละครเวทีที่ดีนร่วมแสดงด้วย วันนี้เรามาดูสถานที่จริง ที่เอาไปเขียนเป็นฉากในเรื่องน่ะครับ” ดีนบอกกับแม่ของเขาอย่างอารมณ์ดี

“ดูสถานที่จริงหรือลูก” แม่ของเขาถามลูกชายของเธอต่อ “ใช่ครับแม่ พวกมันจะเล่นใหญ่ จำลองฉากนี้ขึ้นมาบนเวที” จากกล้องของดีน มองเห็นกลุ่มเพื่อนของเขา ที่เป็นบรรดาทีมงานเบื้องหลังของละครเวทีเรื่องนี้ “ก็เลยพานักแสดงนำมาดูของจริง เพื่อซึมซับบรรยากาศโดยรวม จะได้มีอารมณ์ร่วมตอนเฉากแสดงจริง” แม่ของดีนมองดูกลุ่มเพื่อนของลูกชาย ก่อนจะยิ้มให้

“ที่พี่ดีนเล่นเป็นพระเอกของเรื่องอ้ะนะ” เสียงของน้องสาวของเขาดังแทรกเข้ามาให้ได้ยิน “แน่นอน พี่ชายสุดหล่อของเธอคนนี้ ต้องเล่นเป็นพระเอกอยู่แล้ว” ดีนยิ้มกว้างเห็นฟันขาวสวย พร้อมยืดอกแสดงออกถึงความภาคภูมิใจ ที่ตนได้รับเลือกให้แสดงบทนำนี้ น้องสาวที่ดูหน้าพี่ชายฉีกยิ้มขนาดนั้น ก็ทำเสียงแหวะดังข้ามมาให้ได้ยิน

“มันคือเรื่องจริง” ดีนตอบกลับไปพร้อมกลั้วหัวเราะ แม่ของเขาเองยังนึกประหลาดใจ ที่เดี๋ยวนี้เธอไม่ค่อยเห็นดีนจะถือสาหาความอะไรน้องสาว ที่ว่าหากเป็นเมื่อก่อน น้องพูดอะไรไม่เข้าหู ดีนคงไม่ยอมเป็นแน่ “แล้วมีใครแสดงกับดีนบ้างล่ะลูก” แม่ของดีนถามคำถามนั้นขึ้น ก็พอดีกับที่มีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เดินผ่านหน้ากล้องโทรศัพท์มือถือของดีนไปพอดี

“เทปปันครับแม่” ผู้เป็นแม่ได้ยินเสียงของลูกชาย ออกเสียงชื่อของใครบางคน ด้วยความอ่อนโยน “เทปปัน” แม่ของดีนทวนชื่อนั้นซ้ำ “ใช่ครับแม่ เทปปัน” ดีนแพนกล้องมือถือไปทางเจ้าของชื่อ ที่ยืนอยู่ไม่ไกลกัน “น่ารักดีนะ” เสี้ยวหน้าด้านข้างที่แม่ของดีนเห็นทำให้แม่ของดีนเอ่ยปากชมออกมา

“ลูกเต้าเหล่าใครกัน” แม่ของดีนถามต่อ เมื่อเทปปันหันหน้ามาให้เห็นแบบเต็ม ๆ “ลูกครึ่งญี่ปุ่นครับแม่” ดีนที่ตอนแรกมองใบหน้าของเทปปันผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือเหมือนกับแม่ของเขา “น่ารักใช่มั้ยครับ ดีนว่าปันเขาน่ารักมากครับ” ดีนบอกกับแม่ของเขาออกไป ก่อนจะเลื่อนสายตาของตัวเองออกจากหน้าจอ แล้วมองตรงไปยังเจ้าตัวจริง ๆ

“พี่ดีนพูดไป แล้วทำไมต้องเขินด้วย” เสียงยัยน้องสาวตัวดีของเขา ทำให้ดีนที่เผลอหลุดยิ้มออกมา ถึงกับต้องทำท่าเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “เปล่าเสียหน่อย พี่ก็แค่พูดไปตามที่เห็น แค่นั้นเอง” ฝ่ายน้องสาวส่ายหน้า แบบไม่เชื่อในสิ่งที่พี่ชายตัวเองเพิ่งพูดออกมา ก่อนจะพึมพำว่า พิรุธเบอร์ใหญ่ขนาดนี้ ยังจะกล้าแก้ตัวอีก

“หนูก็พูดตามที่หนูเห็นเหมือนกันนะแม่” น้องสาวของดีนพยายามส่งเสียงข้ามอีกครั้ง ก่อนที่แม่จะส่งเสียงห้ามปรามสองพี่น้องเอาไว้ “ถ้าไม่ได้เขิน ไม่ได้คิดอะไรกับเขา ก็พามาบ้านสิ มากินข้าวเย็นก็ได้ กล้ามั้ยล่ะ ไม่กล้าหรอก สุดท้ายก็ป๊อด เพราะพี่ดีนน่ะ ถ้าชอบใครขึ้นมาจริง ๆ แค่นี้ก็รู้แล้ว คนไหนพี่ดีนหงอกับเขา คนนั้นแหละที่พี่ดีนชอบ” น้องสาวของดีนร่ายยาวออกมาเป็นชุด

“ยัยน้องจอมยุ่ง แม่ครับ แค่นี้ก่อนนะครับ” ยังไม่ทันที่ผู้เป็นแม่จะได้ทันทักท้วงอะไร ดีนก็กดตัดสายไปเสียก่อน “หนูบอกเลย พี่ดีนชอบพี่คนนั้นแน่นอน” น้องสาวของดีนยืนยันกับแม่ของตน “นี่พ่อฟังไม่ผิดใช่มั้ย ที่ว่าเจ้าดีนชมคนอื่นว่าน่ารัก” พ่อที่นั่งฟังการสนทนาทั้งหมดมาโดยตลอด ถามขึ้น

“ไม่ได้แค่ชมเฉย ๆ หรอกค่ะ พี่ดีนชอบพี่คนนั้น ไม่งั้นก็แอบชอบเขาข้างเดียว พ่อกับแม่เชื่อหนู” ผู้เป็นพ่อและแม่สบตากันเมื่อได้ยินลูกสาวคนเล็กของพวกเขาพูดออกมาแบบนั้น “เจ้าดีนเนี่ยนะ” พ่อเองก็ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองนัก “ร้อยทั้งร้อยค่ะ” ลูกสาวคนเล็กของพวกเขาว่าเอาไว้อย่างอย่งหนักแน่นแบบนั้น

“หนูเคยเห็นพี่ดีนคุยกับเพื่อน ก็ไม่เห็นจะทำท่าทางทำอะไรเป็นพิเศษแบบตอนพูดถึงเพื่อนคนนี้เลยสักครั้ง” พ่อกับแม่มองหน้ากัน นั่งฟังลูกสาวบรรยายความออกมา “คนป๊อบปูล่าร์อย่างพี่ดีน ท่าเยอะเรื่องมากจะตาย ไม่มีทางจะมาที่อ่อนโยนกับใครง่าย ๆ แน่นอน ถ้าไม่ใช่ว่าคนคนนั้นคือคนสำคัญ” คำพูดของลูกสาวทำให้พ่อและแม่สบตากันอีกครั้ง แบบที่ว่าเรามีเรื่องต้องคุยกัน

ดีนวางสายจากแม่ของเขา ก่อนจะเดินเข้าไปหาเทปปัน ที่รวมกลุ่มอยู่กับทีมเบื้องหลังของละครเวทีมหาวิทยาลัย ดีนใช้ไหล่ดันต้นแขนของเทปปัน เขาชนมันเบา ๆ แต่ก็แรงมากพอที่จะทำให้อีกฝ่ายรู้ตัว รับรู้ถึงเจตนานั้น ดีนที่รอสบตาเทปปันอยู่ก่อนแล้ว มองเห็นอีกฝ่ายช้อนสายตามามองเขา ดีนตอบรับมันด้วยรอยยิ้มที่แลดูพึงพอใจ

“ดีนเพิ่งเฟซไทม์คุยกับแม่” ดีนพูดขึ้น คนอื่น ๆ ในทีมกำลังปรึกษากันเรื่องฉากใหญ่ที่จะประกอบกันขึ้นบนเวที เทปปันพยักหน้าเบา ๆ รับรู้ที่ดีนพูดออกมา “แม่ชมปันด้วยนะ” ดีนพยายามพูดกระซิบกระซาบเพื่อให้รู้กันแค่สองคน แต่มันดันดังมากพอที่จะทำให้ผู้กำกับและผู้ช่วยผู้กำกับหูผึ่ง ตั้งใจฟังโดยไม่หันมามองดีนและเทปปันให้เป็นที่ผิดสังเกต

“แม่ชมปันใหญ่เลยว่าปันน่ารัก” ดีนทำหน้ากรุ้มกริ่มเมื่อพูดถึงสิ่งที่แม่ว่าเอาไว้ก่อนหน้านี้ “พูดอะไรน่ะ” เทปปันที่อยู่ ๆ ได้ยินดีนพูดชมออกมาแบบนั้น ก็ทำหน้านิ่ง พูดเสียงเรียบ ๆ ซ่อนอาการเขินนั้นเอาไว้ภายใต้ใบหน้าและแววตาที่ทำดุใส่อีกฝ่าย “ก็แม่พูดแบบนั้นจริง ๆ แล้วดีนก็เห็นด้วยกับแม่” เทปปันดึงชายเสื้อของดีนเบา ๆ เป็นเชิงว่ากลัวคนอื่นจะได้ยิน

“น้องสาวดีนเองยังขอให้แม่ชวนปันไปกินข้าวที่บ้านเลย ทุกคนตื่นเต้นมากนะ ที่ปันจะไปกินข้าวที่บ้านดีน” ดีนพยักหน้าเป็นเชิงยืนยันเรื่องที่เขาพูด เมื่อเทปปันทำหน้าเหมือนจะไม่เชื่อ “ยังไม่ได้บอกว่าจะไปสักหน่อย” เทปปันอยากจะบอกปัดออกไปตรง ๆ “ปันรังเกียจ ไม่อยากไปขนาดนั้นเลยหรือ” ประโยคนี้ของดีน ทำเอาสองผู้กำกับและผู้ช่วยถึงกับกลั้นหายใจรอฟังคำตอบจากเทปปัน

“พูดว่ารังเกียจ ก็ใช้คำแรงไปนะ” ใจจริงของเทปปัน เขาไม่ได้รังเกียจอะไรดีน “แล้วปันกลัวอะไร ฮึ บอกดีนได้มั้ย” รุ่นพี่ผู้กำกับถึงกับรู้สึกหมั่นไส้ในความอ่อนโยนของดี ที่มีต่อเทปปัน เพราะตั้งแต่รู้จักกันมา เขาไม่เคยได้เห็นมุมนี้จของดีนเลยสักครั้ง ขนาดมีผู้หญิงมาทอดสะพานให้ไม่ขาด มีผู้ชายมาวอแวด้วยนับไม่ถ้วน ไอ้อาการง้องอนขอร้องใคร ๆ อย่างที่ดีนทำกับเทปปันนี่ ไม่มีทางจะหลุดออกมาจากไอ้ดีนที่เขารู้จัก

“ว่าไง” ดีนที่เห็นว่าเทปปันยังไม่ตอบคำถามของเขา ก็ถามซ้ำอีกครั้ง “ปันยอมให้ดีนไปเจอแม่ชีแล้ว ก็ถึงเวลาแล้ว ที่ดีนจะพาปันไปรู้จักแม่ของดีนบ้าง ผู้ใหญ่จะได้รู้ว่าเราสนิทสนมกัน เขาจะได้ไม่เป็นห่วงไง ดีนรู้ว่าปันเป็นเด็กดี ไม่เหมือนกับดีนที่ต้องให้ปันช่วยให้ดีนทำตัวดีขึ้น ดีนก็อยากให้เราอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ ไม่ดีหรือครับ” ผู้ช่วยผู้กำกับทอมบอยถึงกับย่นจมูก เบะปาก มองบน ทำหน้าเหม็นเบื่อ ที่ได้ยินดีนพูดออกมาเสียหล่อเหลาเอาการขนาดนั้น

“เออ ปัน ฉันว่าจะถามความเห็นแกอยู่พอดีเลย” ผู้ช่วยผู้กำกับทอมบอยที่ก่อนหน้านี้ ได้คุยกับรุ่นพี่ผู้กำกับ ว่าเธอรู้สึกแหม่ง ๆ ถึงอะไรก็แล้วแต่ระหว่างดีนกับเทปปัน จงใจพูดขึ้นเพื่อขัดจังหวะของดีน ที่กำลังจะมัดมือชกเทปปันได้สำเร็จ “คือฉันอยากถามว่า” เสียงถอนหายใจออกมาอย่างเซ็ง ๆ ของดีน ทำให้ทั้งผู้กำกับและผู้ช่วย แอบนึกขำอยู่ในใจ

“คือฉันฟังความรู้สึกของแกหน่อย เกี่ยวกับบทนายเอกที่แกได้รับ” เทปปันรู้สึกโล่งขึ้น เมื่อผู้ช่วยผู้กำกับถามขึ้นมาแบบนั้น “คืองี้ ฉันกับพี่ผู้กำกับตีความให้แกแสดงก็อย่างหนึ่ง แต่ฉันอยากจะรู้ว่า แกเองพออ่านบทแล้ว ได้รู้จักตัวละครตัวนี้แล้ว แกรู้สึกแบบไหน ยังไงบ้าง คือ มุมมองที่แกมีต่อตัวละครนี้ มันเป็นแบบไหน” เทปปันหยุดนิ่งไป เมื่อได้ยินคำถามนั้น ตัวรุ่นพี่ผู้กำกับเอง ผู้ช่วยผู้กำกับทอมบอย หรือแม้แต่ดีน ก็สนใจในคำตอบของเทปปัน

“อึดอัด” เทปปันตอบออกมาในที่สุด ดีนมองแววตาของเทปปันในขณะที่อีกฝ่ายพูดนั้น “ไม่รู้ว่าการได้เป็นตัวของตัวเอง มันคือสิ่งที่ดีที่สุด ณ ขณะนั้นแล้วหรือยัง” เทปปันรู้สึกว่าตัวละครของเขาเก็บงำซุกซ่อนสิ่งที่ตัวเองเป็นเอาไว้ จนเขาเองยังรู้สึกเจ็บที่ใจแทนตัวละครตัวนี้อยู่ไม่น้อย

“สับสน” อีกหนึ่งสิ่งที่เทปปันรู้สึกจากตัวละครของเขา “ไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า ใช่ความจริงที่ตามหาหรือเปล่า” ดีนสบตากับเทปปัน “คนที่อยู่ตรงหน้า ใช่คนที่ตามหามานานแสนนานหรือเปล่า เขาจะใช่คนที่ไม่ทำให้หัวใจต้องวนเวียนอยู่กับคำถาม ที่ไม่ว่าคำตอบไหน ก็ยังทำให้ลังเลอยู่ดี มันใช่เขาคนนี้หรือเปล่า” เทปปันหลบสายตาจากดีน แปลกที่คำถามนี้ เขานึกว่าตัวละครของเขากำลังถามพระเอกของเรื่อง ไม่ใช่เทปปันที่กำลังถามเอาความจากดีน

“คิดถึง” คำตอบนี้ของเทปปันทำเอารุ่นพี่ผู้กำกับและผู้ช่วยผู้กำกับสาวหล่อถึงกับอมยิ้ม ส่วนดีนนั้น แววตาเป็นประกาย มองเทปปันด้วยสายตาที่ทั้งเอ็นดูและทะนุถนอม “อยากให้ความชิดใกล้ไม่ใช่เรื่องที่ฝันไปเอง ความโหยหาที่มันอยู่ในความรู้สึก อยากได้การตอบรับ เป็นคำสัญญาว่า ตั้งแต่นี้ต่อไป จะไม่จากไปไหน” ดีนรู้สึกว่าที่เทปปันพูดออกมา มันมีความหมายพิเศษกับเขามากมายนัก เขารู้สึกว่า อะไรบางอย่างมันเชื่อมโยงเขากับอีกฝ่ายไขว้ไปมา ระหว่างตัวละครทั้งสองตัวที่พวกเขาแสดง รวมทั้งเรื่องราวของดีนและเทปปันด้วย

รุ่นพี่ผู้กำกับและผู้ช่วยทอมบอยรู้สึกได้เลยว่า เทปปันเข้าถึงตัวละครมากกว่าที่พวกเขาคิด ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ เทปปันคือตัวละครนายเอกของเรื่องที่พวกเขาตามหา เทปปันนั้นพอนึกขึ้นได้ ว่าตัวเองนั้นเผยความรู้สึกลึก ๆ มากไปเสียหน่อย ก็ทำเลี่ยง เดินนำหน้าไปทางถนนด้านหน้าตรอก โดยมีดีนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ มองตาม ก่อนจะก้าวเท้าเดินไปทางนั้นด้วย

“ปัน ระวัง” ดีนตะโกนออกมาจนสุดเสียง ก่อนจะคว้าตัวของเทปปันเอาไว้ได้ทัน ก่อนที่รถยนต์ที่อยู่ ๆ ก็โผล่ออกมาจากหัวมุมถนน เกือบจะชนเทปปันเข้า “ปันเป็นอะไรมั้ย เฮ้ย ขับรถยังไงวะ เลี้ยวโค้งมาทำไมถึงไม่ดูให้ดีก่อน จะรีบไปไหนอะไรขนาดนั้น” ดีนตะโกนด่าตามหลังรถยนต์คันดังกล่าว ที่ไม่หยุดรอรับฟังอะไรจากเขาแต่อย่างใด ทีมงานทั้งหมดรีบมาดูว่า เทปปันที่นั่งอยู่บนพื้น โดยมีดีนโอบกอดปกป้องอยู่ เป็นอย่างไรบ้าง

“ปันโอเคนะ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า” เทปปันส่ายหน้า ยืนยันว่าเขาไม่ได้เป็นอะไร แค่ตกใจนิดหน่อยเพราะเทปปันมองไม่เห็นรถคันนี้เลยสักนิด ในวินาทีที่ดีนดึงตัวเทปปันให้กลับเข้ามาได้ทัน ทั้งคู่มองเห็นภาพอะไรบางอย่างแวบผ่านเข้ามาในฉับพลัน ตอนที่ดีนถามว่าเทปปันเป็นอะไรมั้ย ทั้งคู่ที่สบตากัน ต่างก็รับรู้ว่าต่างฝ่ายต่างเห็นภาพเหตุการณ์เดียวกันนั้น

“ดีนตกใจหมดเลย” เทปปันรู้ตัวอีกที ใบหน้าก็ซุกเข้าที่แผงอกกว้างของดี เพราะดีนนั้นดึงตัวเข้าไปกอดจนแน่นด้วยความเป็นห่วงปนโล่งใจ “ผมไม่ได้เป็นอะไรแล้ว” เทปปันยืนยันให้ดีนได้สบายใจ ดีนคลายอ้อมกอดของตัวเองออก ก้มลงมองไปที่ใบหน้าของเทปปัน และท่ามกลางสายตาของทีมงานทุกคนนั้น ดีนก้มลงประทับรอยจูบลงบนริมฝีปากของเทปปันอย่างปลอบประโลม

*******************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=4zGHenMMYnY


ไม่เคยมีใครเลย ทำฉันเป็นได้อย่างนี้

No one could ever do and make me like this

วันคืนที่น่าเบื่อ มีชีวิตขึ้นทันที

Turning dull boring days into delightful lively ones

แค่มีเธอเข้ามา แค่นี้ก็รู้ว่า

The second you walked in that made me realize

เธอคือพรุ่งนี้ที่ฉันรอ

Your is my tomorrow future I’ve been waiting for


แววตาที่เธอมอง ทำหัวใจฉันสั่นไหว

The way you look at me makes my heart all tremble

แค่คำธรรมดาทำฉันเพ้อลอยหลุดไป

You’re saying simple words and I am on cloud nine

ทุกครั้งที่ต้องลา ทำใจฉันวุ่นวาย

Every time we say goodbye, my heart’s confused inside

ให้ถึงพรุ่งนี้เลยได้ไหม

Why tomorrow is not now, yes right now


ฝืนฉันฝืนไม่ได้แล้ว

I can’t deny it, not anymore

ไม่รู้ว่าถ้าฉันคิดไปเกินกว่านี้จะผิดไหม

Will I be so guilty if I think about you more than just friends?

ยอมฉันยอมแพ้เธอไปแล้วไง

Yes, I am defeated, and you conquer my all

ก็ยอมรับว่าใจมันมีเพียงแค่เธอ

Need to accept the fact that my heart is yours


อยากสารภาพอยู่นะ

I’d like to make a confession

แต่ต้องพูดว่าอะไร

Well, what will be the best word for me?

ฉันก็ไม่รู้ว่าใช่หรือเปล่า ใช่หรือเปล่า

If this is it, is this it? Is it really?

อาการแบบนี้ มันแปลว่าอะไร

Whatever I’m feeling now, tell me what this means?

คงไม่จำเป็นที่เราต้องเข้าใจ

We might not need to comprehend everything

รู้แค่เพียงมันโคตรพิเศษเลย

Just we know that it super supreme magnificent


ฉันเลือกที่จะเก็บแทนที่จะพูดออกไป

I choose to keep it instead of telling it

ฉันเลือกที่จะปิด ดีกว่าเห็นเธอเปลี่ยนไป

I choose to keep it hidden rather than seeing you completely change

ความจริงที่ซ่อนอยู่ รู้ไหมยากเท่าไหร่

The truth is it’s so damn difficult to live a lie

ที่ต้องเก็บไว้แค่คนเดียว

Keeping it all inside to my own

ออฟไลน์ evanescence_69

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 196
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-3
ชอบคู่ ดีน เทปปัน ที่สุด

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 416
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
ดีน&เทปปันเขาจูบกันแล้ววววววววว :hao7:  :hao7:

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 213
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
๒๙. คิดถึงที่เสียใจ



2537

1994



“ตกลงแกจะใช้เพลงนี้แสดงจริง ๆ หรือ” เพื่อนสนิทของกั้งถามขึ้น ไม่ใช่ว่าเพราะกังวลแต่อย่างใด แต่มันคือความรู้สึกตื่นเต้นแทน และคิดต่อไปว่า มันจะออกมาเป็นอย่างไรมากกว่า “ก็งานปัจฉิมมันมีครั้งเดียวไม่ใช่หรือไง มันก็ต้องเป็นอะไรที่ลืมไม่ลง” กั้งพูดไป พลางทำหน้าตาแสดงออกถึงความมั่นใจในการตัดสินใจของตัวเอง

เพื่อนผู้หญิงคนสนิททั้งสองคนของกั้งเอง ก็รับรู้ได้ถึงความเชื่อมั่นในตัวเองของกั้ง ที่ดูจะเพิ่มมากขึ้นจากแต่ก่อน กั้งนั้น ตั้งแต่ได้รู้จักกับเจ้หวี ได้ฟังการสั่งสอนของเจ้ ที่กลายมาเป็นพี่สาวคนสำคัญในชีวิตของเขา กั้งก็ได้เก็บอะไรหลาย ๆ อย่างมาจากเจ้หวี คนที่เข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือ ช่วยเตือนกั้งในหลาย ๆ เรื่อง

“ก็ต้องลองซ้อมดู มันจะเป็นยังไง เดี๋ยวก็รู้” กั้งหัวเราะออกมา แม้ว่าในแววตามันเจือเอาไว้ด้วยความเศร้าบางอย่าง แต่ก็ถูกกลบเกลื่อนไปด้วยท่าทางร่าเริงนั้น “แต่เพลงนี้มันไม่จ้องมีคนเต้นด้วยหรือไง” เพื่อนคนหนึ่งถามขึ้น กั้งทำหน้าพยายามซ่อนยิ้ม “อะไร มีอะไรบอกมา” เพื่อนอีกคนคาดคั้นเอาคำตอบ

“ไม่มีอะไรนี่ ไม่มีอะไรสักหน่อย” กั้งพูดปฏิเสธ ก่อนได้ยินเพื่อนสองคนพากันรุมถาม แบบไม่ยอมเชื่อกับสิ่งที่กั้งพูด “อ๋อ ฉันว่าฉันรู้นะ” เพื่อนคนหนึ่งทำหน้าเหมือนจะรู้ทันกั้ง “มันจะเป็นใครไปได้ล่ะ ที่จะยอมมาเต้นแร้งเต้นกาอะไรแบบนี้กับอีกั้ง” เพื่อนทั้งสองคนต่างก็มั่นใจว่า พวกเธอนั้นพอจะเดาได้อยู่หรอก ว่าใครจะมาแสดงร่วมด้วยกับกั้ง

“เราจะซ้อมกันที่นี่เลยหรือ” ยังไม่ทันที่กลุ่มเพื่อนทั้งสามคนจะได้พูดอะไรกันต่อ ก็มีเสียงหล่อ ๆ เสียงหนึ่งทักขึ้นที่หน้าประตูห้องเรียน “อืม ที่นี่แหละ ไม่ค่อยมีใครผ่านไปผ่านดี” กั้งตอบออกไป ยิ้มให้กับอีกฝ่ายที่เพิ่งมาถึง “กั้งอะไรวะ” เพื่อนของกั้งถามขึ้น เมื่อเห็นคนที่เพิ่งมาใหม่นั้น ไม่ใช่ใบหน้าของคนที่พวกเธอคิดว่าจะเป็น

“ไม่มีอะไรนี่” กั้งยิ้ม ตอบกลับเพื่อนไป ก่อนจะชวนให้ผู้ชายคนที่เพิ่งมาถึง ให้เข้ามาห้องเรียน “หายากมั้ยพี่ นี่กั้งก็ไม่แน่ใจว่า บอกทางพี่ละเอียดหรือเปล่า” ชายหนุ่มส่ายหน้า ยิ้ม แล้วเดินเข้ามาหยุดยืนข้าง ๆ กั้ง “สองคนนี้เพื่อนสนิทกั้งเอง” กั้งแนะนำเพื่อนของตัวเองให้อีกฝ่ายรู้จัก สาว ๆ ทั้งสองคนยกมือขึ้นไหว้

“เฮ้ย ไม่เป็นไร ไม่ต้องไหว้ก็ได้” ชายหนุ่มพูดห้าม บอกให้เพื่อนทั้งสองของกั้ง ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไร “พี่ต้องทำอะไรยังไงบ้าง” คำถามนั้นส่งตรงไปถึงกั้ง “พี่รู้แล้วนะ ว่ากั้งจะใช้เพลงอะไร” กั้งถามอีกฝ่ายออกไป ชายหนุ่มหัวเราะออกมาเบา ๆ พยักหน้ารับ “ฟังแล้ว” ก่อนตอบออกมา “เปรี้ยวมาก แสบทรวง” ก่อนจะยกนิ้วแทนการชื่นชมให้กับกั้ง

“แน่นอน” กั้งค้อมหัวลงเล็กน้อย รับคำชมนั้น “พี่ไม่อายแน่นะ จะมาแสดงอะไรแบบนี้ด้วยกับกั้ง คือ กับตุ๊ดน่ะ” เพื่อนสนิททั้งสองคนของกั้ง ยังนึกตกใจแกมกังวลกับคำถามนั้นของกั้ง ว่าชายหนุ่มจะมีคำตอบกลับมาเช่นไร “ไม่มีปัญหาครับผม” เพื่อน ๆ ทั้งสองถึงกับแปลกใจกับชายหนุ่มตรงหน้า ที่ไม่มีอาการอึกอักแต่อย่างใด แถมคำตอบของเขารวมถึงการพูดการจา ก็ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ได้ตอบเพื่อเอาใจกั้งแต่อย่างใด

“เพลงมันแค่สั้น ๆ เอง ดังนั้น กั้งจะอัดลงเทปให้เพลงมันต่อกันสองรอบ เพื่อให้มันยาวขึ้นหน่อย กั้งเลยคิดว่า จะเต้นตามในโฆษณาอันนี้กับเพลงจบแรก ส่วนจบที่สอง เราค่อยมาคิดท่าเต้นเพิ่งเติม แบบเอาให้ทั้งโรงเรียนกรี๊ดคอแตกกันไปเลย” กั้งพูดไป อธิบายไปถึงความคิดของเขา กับการแสดงประกอบเพลงในงานปัจฉิมนิเทศนี้

“เราจะเริ่มยังไงดี” กั้งถามชายหนุ่ม ที่เขาเองก็ทำท่าเก้ ๆ กัง ๆ เมื่อกั้งยกมือขึ้นจะจับมือกับเขา “แบบนี้ล่ะ” ชายหนุ่มสอดแขนเข้าโอบไปด้านหลังของกั้ง ส่งผลให้กั้งต้องขยับตัวแนบเข้ากับแผ่นอกของชายหนุ่ม “ใกล้ไปมั้ย หรือว่าดีแล้ว” ชายหนุ่มถาม เมื่อกั้งกับเขาสบตากันพอดี “ก็ดีนะ แต่ถ้าจะกอดกันกลมขนาดนี้ คงต้องเอาไปไว้ใช้ในเพลงรอบสอง” คำพูดของกั้งทำให้เขาและชายหนุ่มหัวเราะออกมาพร้อมกัน

“ก็ถ้าจะเอาอย่างนั้น กั้งลองเอามือโอบรอคอพี่เอาไว้ด้วยสิ ลองดู” เพื่อนสนิทของกั้งถึงกับทำหน้าเหวอ มองหน้ากัน เมื่อได้ยินชายหนุ่มแนะนำกั้งทำตามแบบนั้น “แบบนี้น่ะหรือ” กั้งทำตามที่ชายหนุ่มบอก มือของกั้งสัมผัสไปบนต้นคอของชายหนุ่ม ก่อนจะรู้ได้ว่าชายหนุ่มนั้นก้มหน้าลงมามากกว่าที่กั้งคิดว่าเขาจะทำ

“ใช่” ชายหนุ่มตอบเสียงแผ่วเบา ก่อนจะพูดขึ้นอีกว่า “แล้วลองยกขาขึ้นแนบกับตัวพี่แบบนี้” มือข้างหนึ่งของชายหนุ่มช้อนเข้าใต้หนั่นเนื้อตรงบั้นท้ายของกั้ง ก่อนจะไล่ดันขาของกั้งให้สูงขึ้น เพื่อให้เหมือนกับว่า เขากำลังแทรกตัวเข้ากลางระหว่างขาทั้งสองข้างของกั้ง กั้งเองกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เพราะเขาเองไม่ได้คิดถึงท่าทางอะไรที่มันมากขนาดนี้

“เฮ้ย ทำอะไรกัน กั้ง นี่มันอะไรกัน ทำไมทำอะไรแบบนี้” โดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เสียงตวาดดังลั่นดังมาจากหน้าประตูห้องวเรียน ก่อนที่จะได้ยินเสียงเพื่อนผู้หญิงของกั้งส่งเสียกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ “กั้งมานี่ เรามีเรื่องต้องพูดกัน แล้วมึงไม่เกี่ยว มึงอย่ามายุ่งกับกั้งอีก” เสียงสั่งนั้นเฉียบขาด ดุดัน ด้วยอารมณ์โมโหที่ฉุนเฉียวอย่างที่สุด

“นั่นมันใครกัน มันกล้าดียังไง” ชายหนุ่มที่ลุกขึ้นยืน จากที่ล้มลงไปนั่งกองอยู่ที่พื้นห้อง ด้วยแรงผลักอย่างแรงจากเด็กหนุ่มคนนั้น “เขาคงต้องกล้าแหละพี่ นั่นน่ะแฟนกั้งมัน สองคนนั้นเป็นแฟนกัน” เพื่อนกั้งเฉลยให้กับชายหนุ่มได้รับรู้ “กั้งมีแฟนแล้ว” ชายหนุ่มทวนคำพูดนั้น ก่อนจะแสดงสีหน้าว่าผิดหวังออกมาอย่างเห็นได้ชัด

กั้งพยายามบิดข้อมือออกจากอุ้งมือที่แข็งแรงนั้น แต่แม้ว่ากั้งจะพยายามมากเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถดึงข้อมือของตัวเองให้หลุดพ้นจากกึ่งลากกึ่งจูงนั้นได้ กั้งบอกให้อีกฝ่ายปล่อยขาได้แล้ว แต่เด็กหนุ่มอีกฝ่ายที่กำลังโกรธอย่างถึงที่สุด กับภาพที่กั้งไปทำอะไรแบบนั้นกับผู้ชายอีกคน มันทำให้เขาออกแรงดึงแขนของกั้งให้เดินตาม แม้ว่าเขากำลังทำให้กั้งรู้สึกเจ็บก็ตาม

“ทิวปล่อยกั้งเดี๋ยวนี้ มันเจ็บนะ” สุดท้ายกั้งออกแรงสะบัดข้อมือออกให้หลุดจนสำเร็จ ทิวหันมามองกั้งด้วยสายตาที่บ่งบอกว่าเขากำลังเดือดดาล “กั้งรู้ตัวมั้ย ว่ากั้งทำอะไรลงไป” ทิวเปิดฉากระเบิดอารมณ์ใส่กั้ง “ทำอะไร” กั้งเองเมื่อได้ยินน้ำเสียงของทิวเป็นแบบนั้น ก็นึกฉุนขึ้นมาในทันทีเช่นกัน

“กั้งทำอะไร” กั้งถามย้ำ “ทิวคิดว่ากั้งทำอะไร” คำพูดน้ำเสียง และแววตาของกั้ง ตั้งใจที่จะตอบโต้ทิวอย่างไม่ลดละ “นี่กั้งเพิ่งกอดกับผู้ชายคนอื่นนะ กั้งคิดว่าทิวจะรู้สึกยังไงที่ได้เห็นกั้งทำอะไรแบบนั้น” กั้งถามกลับออกไป โดยไม่ทันได้รู้สึกตัวว่า ทั้งน้ำเสียงและท่าทางของตัวเอง มันก้าวร้าวกับอีกฝ่ายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“กั้งซ้อมการแสดงวันปัจฉิม” กั้งพูดออกไป ตัวสั่นไปหมดด้วยความโกรธ “ถ้ากั้งจะซ้อมงานปัจฉิม ทำไมกั้งไม่บอกทิว กั้งไม่คิดจะบอกทิวสักคำ ทิวยังเป็นแฟนกั้งอยู่หรือเปล่า” ทิวเองก็พูดด้วยเสียงสั่นเครือ อะไรที่เขากำลังต้องพาตัวเองผ่านมันไปในตอนนี้ ทำให้ทิวเองก็ต้องเผชิญความยากลำบากทางอารมณ์เช่นกัน

“บอกทิวหรือ จะกั้งบอกทิวอย่างนั้นน่ะหรือ” กั้งสวนกลับไปในทันทีที่ได้ยินทิวพูดแบบนั้น “งั้นกั้งถามหน่อยนะทิว หลัง ๆ มานี่ ทิวหายไปไหนมา ทิวมาให้กั้งได้เห็นหน้าด้วยหรือไง” กั้งถามอีกฝ่ายออกไปตรง ๆ ความรู้สึกน้อยใจที่มันเกาะกินความรู้สึกของกั้งมาได้พักใหญ่แล้ว กำลังได้จังหวะเข้าเล่นงานหัวใจของกั้งในทันที

“กั้ง มันไม่ใช่ กั้ง ก็ทิว” กั้งมองเห็นท่าทางของทิวอึกอัก กระอักกระอ่วนไปกับคำถามนั้นของเขา เหมือนทิวอยากจะพูดอะไรบางอย่างออกมา อยากจะอธิบายเรื่องราวให้กั้งเข้าใจ แต่กั้งก็เห็นทิวเงียบเสียงลง ไม่ได้พูดอะไรออกมา กั้งที่เห็นทิวเป็นแบบนั้น ก็ยิ่งทำให้เขามั่นใจว่า สิ่งที่เขาคิดนั้นไม่ไกลหรือเกินเลยไปจากความเป็นจริง

“ไอ้ที่เคยมาตามเทียวไล้เทียวขื่อ ไอ้ที่เคยมาไปรับไปส่ง มารับกลับบ้าน เดินตามไปจนถึงหน้าบ้าน มันก็ไม่มีอะไรจริงสักอย่างสินะ” พูดเอง ก็เหมือนกับกั้งกำลังทำร้ายหัวใจของตัวเขาเองอย่างเจ็บช้ำ “กั้ง ไม่มีอะไรที่ทิวทำให้กั้ง แล้วมันเป็นเรื่องโกหก ทิวรู้สึกกับกั้งยังไง ทิวก็ทำไปตามนั้น กั้งคือคนเดียวที่ทิวแคร์” เสียงของทิวพูดออกมาด้วยความหนักแน่น แต่กั้งตอนนี้ ไม่มีแก่ใจรับฟัง

“งั้นกั้งขอถามทิวคำเดียว กล้ามั้ย กล้าที่จะเต้นกับกั้ง ถ้ากั้งแต่งหญิง นุ่งกระโปรงสั้น ๆ ต่อหน้าคนทั้งโรงเรียนมั้ย” กั้งรู้สึกน้อยใจล่วงหน้าไปกับคำตอบที่คิดว่าทิวจะตอบ “มันไม่แฟร์เลยนะกั้ง” และมันยิ่งทำให้อาการน้อยใจของกั้งนั้น ทวีมากขึ้นอีก เมื่อทิวพูดออกมาแบบนั้น ท่าทีของทิวเหมือนกับมีอะไรที่ไม่รู้ว่าจะบอกกับกั้งยังไง

“แน่นอนทิว มันไม่แฟร์สำหรับทิวหรอก แต่มันแฟร์สำหรับกั้ง เพราะอย่างน้อยพี่คนนั้น เขาไม่อายที่จะเต้นกับอีตุ๊ดอย่างกั้งต่อหน้าคนอื่น” กั้งพยายามกะพริบตาถี่ ๆ ไล่หยาดน้ำอุ่นที่กำลังทำให้ขอบตาทั้งสองข้างของเขาร้อนผะผ่าว ยิ่งทิวก้มหน้า ไม่พูดอะไรต่ออีก ยิ่งทำให้กั้งรู้สึกเสียใจมากขึ้นไปอีก บวกกับสิ่งที่ได้ยินเพื่อนในลุ่มของทิวพูดกันเมื่อก่อนหน้า มันยิ่งทำให้ทุกอย่างเป็นจริงตามนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องที่คนพูด ๆ กัน

กั้งเดินกลับมาที่ห้องเรียน ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นแล้ว กั้งเดินมาหยุดยืนที่โต๊ะเรียนของตัวเอง เขาหยิบกระเป๋านักเรียนขึ้นมาถืออย่างเนือย ๆ กั้งถอนหายใจออกมา ก่อนจะค่อย ๆ หันตัวเดินออกจากห้องเรียน เดินลงบันไดตึกเรียนอย่างช้า ๆ เหมือนเรี่ยวแรงกำลังที่มีก่อนหน้านี้ มันจะถูกใช้ไปจนเกือบหมดสิ้น

กั้งเดินลงมาจนถึงใต้อาคารเรียน เขาฝืนยิ้มให้กับรุ่นน้องกลุ่มหนึ่งที่พูดแซวอะไรบางอย่างเขามา กั้งยิ้ม แต่ไม่ได้พูดตอบกลับติดตลกไปอย่างทุกครั้ง กลุ่มน้อง ๆ เหล่านั้นเองยังคุยกันเลย ว่าวันนี้พี่กั้งดูเหงา ๆ เศร้า ๆ พิกล กั้งที่คิดว่าจะนั่งเบื่อ ๆ อยู่ใต้ตึกเรียน ก็เปลี่ยนใจ เขาเดินออกไปทางประตูใหญ่ด้านหน้าโรงเรียนแทน

“หลบหน่อยเร็ว จะเดินก็อย่าให้ขวางทางรถจะวิ่ง” กั้งสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงตะโกนพร้อมบีบแตรรถจากทางด้านหลัง กั้งหันไปมองก็ถึงกับตัวชา รถยนต์คันหรูจอดอยู่ที่ด้านหลังของกั้ง มันคงจะไม่เป็นอะไรเลย หากแต่ว่า เมื่อกั้งมองผ่านเข้าไปจากกระจกด้านหน้ารถ ทิวนั่งอยู่กับเด็กสาวอีกคนหนึ่งที่เบาะทางด้านหลัง กั้งเผลอกัดฟันจนแน่น หัวใจเต้นแรงระรัว

“เอ้า หลบเสียทีสิ” เสียงบีบแตรไล่ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับคนขับรถที่ลดกระจกลง พร้อมตะโกนออกมาอีกครั้ง “พวกตุ๊ดผิดเพศนี่ เขาสมองทึบกันจังนะคะ ทิว พูดสองสามรอบไม่ยักจะรู้จักขยับหลบทางให้คนอื่น คุณพ่อของหนูจุ๋มยิ่งรอพวกเราสองคนอยู่ด้วย” ทิวที่นั่งคู่อยู่กับหนูจุ๋มมองออกไปเห็นใบหน้าของกั้งแบบนั้น ก็รู้ทันทีว่ากั้งกำลังรู้สึกอะไรอยู่ กั้งนั้น มองเห็นทิวนั่งนิ่ง มองมาทางเขา มันทำให้กั้งทนไม่ไหว ต้องเดินหลบมายืนอยู่ด้านข้างทาง หลบสายตาจากทิว

“ก็หลบรถเป็นนี่ ฉันก็นึกว่าคนอย่างพวกเธอพูดภาษาคนแล้วไม่เข้าใจ” หนูจุ๋มลดกระจกด้านของตัวเองลง พูดใส่กั้งที่ยืนกำขอบกระเป๋านักเรียนจนแน่น ไม่มีเสียงพูดใด ๆ ดังออกมาจากปากของทิว ไม่มีเลยสักคำ ที่ฟังแล้วดูเป็นการปกป้องกั้ง รถยนต์คันนั้นแล่นจากไปแล้ว กั้งที่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นพักใหญ่ ถึงได้ขยับตัว ลมเย็น ๆ พัดวูบผ่านมากระทบตัวของเขา กั้งถึงได้รู้สึกถึงหยดน้ำตาร้อน ที่ล้นและไหลลงจากสองขอบตานั้น

*********************************************************

คำแปลเนื้อเพลงเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=_qdbzeWQCQw


เมื่อในวันหนึ่งที่เธอต้องตัดใจ

There was the time where you needed to make up your mind

เลือกใครซักคนที่ต้องการ

Choosing someone as your desire

เหลือเพียงคนหนึ่งสุดท้ายก็เป็นฉัน

This one person was there and that happened to be me

วันนั้นเธอต้องการ เธอเลือกเอง

That day you picked me, you yourself chose me


แต่ว่าจิตใจเธอกลับอยู่กับคนนั้น

Yet, your heart is still with someone you know

ฉันต่างหาก ที่เธอไม่แคร์

You don’t really care about me

เจ็บยิ่งกว่าลืมกัน

It’s more hurtful than getting forgotten

เจ็บยิ่งกว่าการแพ้

It’s more damaging than getting defeated

ฉันได้แต่ทนทรมาน

All I could was to take the pains


ไม่มีใครขอให้เธอมาอยู่กับฉัน

No one asked you to stay with me

และในวันนั้นก็เป็นเธอตัดสินใจ

That day you said you did already decide

ไม่เคยขอให้เธอมา เข้าใจไหม

I never begged you to be here, don’t you understand?

ถ้าหากวันนี้คิดจะไป ก็ได้เลย

If you wanna leave, so be it


ฉันพอเข้าใจว่าเธอต้องทนฝืน

It’ s comprehensible why you had to suffer yourself

เพราะมีคนอื่นมาแสนนาน

Because you’ve had that one for so long

แต่ฉันไม่เข้าใจ

What I don’t really get is

เหตุใดต้องเป็นฉัน

Why it was me put in this

เธอฝืนความต้องการ ไปเพื่อใคร

What good does this do for, what for, dear?


เจ็บที่จิตใจเธอติดอยู่กับคนนั้น

It hurts to know whom you always think of

ฉันซะอีก ที่เธอไม่แคร์

It’s not me that you do care

เจ็บยิ่งกว่าลืมกัน

It’s more hurtful than getting forgotten

เจ็บยิ่งกว่าการแพ้

It’s more damaging than getting defeated

ฉันได้แต่ทนทรมาน

All I could was to take the pains

ไม่มีใครขอให้เธอมาอยู่กับฉัน

No one asked you to stay with me

และในวันนั้นก็เป็นเธอตัดสินใจ

That day you said you did already decide

ไม่เคยขอให้เธอมา เข้าใจไหม

I never begged you to be here, don’t you understand?

ถ้าหากวันนี้คิดจะไป ก็ได้เลย

If you wanna leave, so let it be


นี่แหละคือฉัน ผู้ชนะที่ปวดใจ

This is me, you see – the winner full of heartaches

ความเป็นจริงคือความเป็นจริง

The truth you say is the truth I bear

ฉันแพ้ แพ้ไปทุกอย่าง

Me; the loser in all of this entire charade


ไม่มีใครขอให้เธอมาอยู่กับฉัน

No one asked you to stay with me

และในวันนั้นก็เป็นเธอตัดสินใจ

That day you said you did already decide

ไม่เคยขอให้เธอมา เข้าใจไหม

I never begged you to be here, don’t you understand?

ถ้าหากวันนี้คิดจะไป ก็ได้เลย

If you wanna leave now, so be it


ไม่เคยขอให้เธอมา เข้าใจไหม

Never once said I need you here, don’t you get it?

ถ้าหากวันนี้คิดจะไป ก็ได้เลย

It’s fine if you want to say goodbye, please do so

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 416
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 213
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๓๐. คิดถึงวันจากมา



2536

1993



“เด็กมันก็ดูไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรนะ” พ่อของท็อปให้ความเห็นเพิ่มเติม กับบทสนทนาที่กำลังเกิดขึ้น “แต่เด็กมันก็ดูไม่มีหัวนอนปลายตีนนะคะ” ป้านวลผู้เป็นแม่บ้านเสริมขึ้น “เด็กที่มาจากบ้านที่ไม่มีอะไรพอยาไส้แบบนั้น นวลว่าไม่น่าเอามาไว้ใกล้ ๆ” ป้านวลพูดพลางส่ายหน้า ว่าไม่เห็นด้วยอย่างสิ้นเชิง

“นวลหมายถึงเรื่องที่ว่า” แม่ของท็อปนั้นดูลังเลที่จะพูดในสิ่งที่คิดออกมา “คุณผู้หญิงก็ลองคิดดูสิคะ อยู่บ้านไม่มีอะไรสักอย่าง มาอยู่ที่นี่ ข้าวของเครื่องใช้แพง ๆ มากมาย มันก็ต้องเกิดอาการอยากจะมีอยากใช้กับเขาขึ้นมาบ้างแหละ เห็นคุณท็อปมีนั่น ใช้นี่ กินอันนั้น ซื้ออันนี้ มีหรือคะที่จะไม่อยากสบายกับเขาขึ้นมาบ้าง สายตามันรึ ก็ดูจะแพรวพราวเอาการอยู่” ป้านวลออกตัวอย่างเต็มที่ว่ากังวลอย่างที่สุดในเรื่องใด

“เด็กมันมีแวว มีท่าทางจะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า ถ้ามันไม่ได้มีนิสัยแบบนั้น เราก็จะว่าเด็กมันเกินจริง ทั้ง ๆ ที่มันอาจจะไม่มีอะไรก็ได้” พ่อของท็อปนั้น ถึงจะเข้าใจที่ป้านวลกำลังจะสื่อสาร แต่ก็ไม่ยากจะเป็นผู้ใหญ่ที่ปรักปรำเด็ก “คุณผู้ชายก็จะใจดีเกินไปไม่ได้นะคะ กันเอาไว้ดีกว่าแก้” ป้านวลยังไม่ลดละที่จะโน้มน้าวความคิดของผู้เป็นนายใหญ่ของบ้าน

“ถ้าตัดเรื่องฐานะทางบ้านของเด็กออกไปก่อน จริง ๆ แล้วสำหรับฉัน เด็กคนนี้ก็ดูน่าสงสาร น่าเห็นใจอยู่นะคะคุณ” แม่ของท็อปพูดกับผู้เป็นสามี “โอ๊ย คุณผู้หญิงขา มันเสแสร้งแกล้งให้คุณผู้หญิงตกหลุมพรางมันน่ะสิไม่ว่า อย่าไปให้ใจอะไรกับคนพวกนี้เยอะเกินไปนักเลยค่ะ กลิ่นน้ำครำ กลิ่นกองขยะ จะไปหาเพชรพลอยเจอ มันก็มีแค่ในนิยายประโลมโลกแค่นั้นแหละค่ะ” สิ้นเสียงพูดของป้านวล เสียงประตูด้านบนชั้นสองก็ปิดดังปัง

พ่อและแม่ของท็อปมองสบตากัน เพราะมั่นใจว่า เสียงประตูนั้นถูกปิดด้วยอารมณ์โมโหโทโสอย่างแน่นอน ก่อนที่ทั้งหมดจะได้ยินเสียงทุ่มเถียงกันดังลงมาจากด้านบน มันดังขึ้น และดังขึ้นทุกที ก่อนที่จะเห็นท็อปที่ลากตัวของนันลงมาจากบันได โดยมีนันที่พยายามพูดขอร้อง และรั้งตัวเอาไว้ ไม่ให้ท็อปที่ทั้งฉุดทั้งกระชากโดยไม่ปรานีปราศรัย ให้นันเดินไปที่ประตูบ้าน

“ท็อปฟังนันก่อน เราขออธิบาย ขอเราได้พูดให้ท็อปเข้าใจก่อนได้มั้ย” นันที่เสียงสั่นเครือ พยายามพูดดี ๆ เพื่อหวังว่าท็อปที่กำลังฉุดกระชากข้อมือของเขาอยู่ จะใจเย็นลง และจะให้โอกาสรับฟังในสิ่งที่เขาพูด มันไม่มีอะไรจะต้องพูดกันแล้วทั้งนั้น” เสียงของคนตรงหน้า ฟังดูเย็นชาและแห้งเหือดจากน้ำเย็นใส กับทุก ๆ ครั้งที่นันเคยได้ฟังจากปากของท็อป

“มีอะไรก็ค่อย ๆ พูดกันดีกว่ามั้ยลูก” แม่ของท็อปเอ่ยขึ้น เธอเองรู้สึกตกใจระคนประหลาดใจที่ได้เห็นกิริยาท่าทางของลูกชาย ที่ไม่เคยเห็นว่าท็อปเคยแสดงท่าทางอย่างนี้มาก่อนเลยสักครั้ง “ท็อปไม่จำเป็นต้องพูดดี ๆ กับคนอย่างนี้หรอกครับแม่” ท็อปไม่พูดเปล่า ฉุดดึงข้อมือของนันอย่างแรง เพื่อลากอีกฝ่ายให้ไปที่ประตูหน้าบ้าน

“ท็อป นันขอร้อง ฟังนันก่อน นันไม่ได้ตั้งใจให้เรื่องมันเป็นอย่างนี้ ท็อปดีกว่าที่จะมารู้เรื่องอะไรแบบนี้ไง” เสียงของนนสั่นเครือไปด้วยความรู้สึกหลากหลายที่ปนเปกันไป และที่เด่นชัดที่สุดก็คือความหวาดหวั่น สับสน และอึดอัดใจอย่างที่สุด “ก็แล้วยังไง จะให้ท็อปกลายเป็นตัวตลก เป็นไอ้งั่ง ไม่รู้เรื่องอะไรเลยไปเรื่อย ๆ จนตลอดไปอย่างนั้นน่ะหรือ” ท็อปดึงข้อมือของนันอย่างแรง ตะคอกเสียงใส่หน้านัน

“ท็อปไม่เอาลูก อย่าทำแบบนี้ ปล่อยมือนันก่อน แล้วพูดกันดี ๆ” พ่อของท็อปจำเป็นต้องห้ามปรามลูกชายของตน เมื่อเห็นว่าท่าทีของท็อปที่มีกับนัน มันชักจะก้าวร้าวรุนแรงมากขึ้นทุกที ท็อปสะบัดมือของเขาออกจากการเกาะกุมข้อมือของนัน ซึ่งมันน่าประหลาดใจอย่างถึงที่สุด ที่นันถูกกระชากที่ข้อมือก็จริง แต่มันกลับเจ็บร้าว ปวดไปหมดที่หัวใจ

“คุณท็อปอย่าบอกนะคะ ว่าไอ้เด็กนี่มันขโมยขอคุณท็อปไป ไม่น่าล่ะ ป้าก็ว่าแล้วเชียว ว่าทำไมคุณท็อปถึงโกรธเดือดดาลมากขนาดนี้” ป้านวลพูดขึ้น ก่อนจะเดินตรงไปหานัน “ไหน แกเอาอะไรของคุณท็อปไป ฉันว่าแล้วเชียวว่าคนอย่างแกจะต้องเผยธาตุแท้คนขี้ขโมยออกมาเข้าสักวัน” ป้านวลลงมือค้นตัวของนัน อยากจะรู้ว่าของที่ป้านวลคิดว่านันเอาไป อยู่ที่ไหน

“ผมไม่เคยขโมยของใครนะครับ ผมไม่ใช่คนแบบนั้น” นันร้องบอกกับทุกคน มองไปทางพ่อแม่ของท็อป ที่สีหน้าแสดงถึงความไม่สบายใจเลยกับเหตุการณ์ตรงหน้านี้ นันนั้นก็ยืนนิ่งให้ป้านวลค้นตัว ไม่ได้ปัดป้องแต่อย่างใด “หรือมันจะเอาไปซ่อนที่อื่นแล้วคะ คุณท็อป” ป้านวลยังไม่เลิกกล่าวหาว่านันเป็นพวกหัวขโมย

“ถ้ามันแค่เป็นการขโมยของ มันก็คงจะดีกว่านี้มากครับ ป้านวล” ท็อปพูด มองไปที่นันอย่างโกรธเกรี้ยว “แล้วถ้านันเขาไม่ได้ขโมยของอะไรของลูกไป ท็อป ถ้าอย่างนั้นลูกเล่าให้พ่อฟังที ว่าเพราะอะไรลูกถึงได้โมโห โกรธคนที่ลูกเคยบอกพ่อว่า นันเป็นเพื่อนคนที่ลูกสนิทมากที่สุดได้มากขนาดนี้” พ่อของท็อปคิดว่าหากอยู่เฉย ไม่เข้าไปแทรกแซง เรื่องมันคงจะบานปลายไปกันใหญ่เป็นแน่

“เล่าให้พ่อเขาฟังสิลูก ว่ามันเรื่องอะไรกัน เผื่อบางทีพ่อกับแม่อาจจะช่วยแก้ปัญหา ช่วยคิดหาทางออกให้กับลูกได้” ท็อปยังคงยืนนิ่ง มองจ้องไปที่ใบหน้าของนัน ที่ตอนนี้ แววตาของนันเต็มไปด้วยอาการของคนที่รู้ตัว ว่าได้ทำสิ่งผิดพลาดลงไปอย่างมหันต์ “ท็อป ว่ายังไงลูก” แม่ของท็อปย้ำเอากับลูกชายของตัวเอง

“แม่ไม่ได้สอนให้ลูกของแม่โตมาเป็นคนที่ไม่มีเหตุผลนะ” ผู้เป็นแม่ไม่อยากจะเห็นลูกชายของเธอทำอาการแบบคนที่โตขึ้นมาแบบไร้วุฒิภาวะ ซึ่งปกติท็อปนั้นไม่ใช่คนที่จะโวยวาย เอาแต่ใจ หรือโกรธขึ้งจนขาดสติ ซึ่งตอนนี้ท็อปกำลังทำทุกอย่างที่ว่ามา กับเพื่อนสนิท “ท็อป แม่จะเสียใจมากถ้าท็อป” ยังไม่ทันที่แม่ของท็อปจะพูดได้จบประโยค

“สกปรก” ท็อปก็พูดสวนขึ้นมาเสียก่อน “โสโครกสิ้นดี” นั่นถึงกับทำให้พ่อและแม่ของท็อปตกใจเป็นอย่างมาก ที่ได้ยินคำพูดแบบนั้นลูกออกจากปากลูกชายของพวกเขา แม้แต่ป้านวลเองก็ยังไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง “มาทางไหน ก็ไสหัวกลับไปทางนั้นเลยนะ” แม้ว่าแม่ของท็อปจะพยายามห้ามปราม ไม่ให้ท็อปพูดอะไรที่เป็นการหักหาญน้ำใจเพื่อนอีก

นันได้ยินแบบนั้น ก็ทำได้เพียงพยักหน้าเบา ๆ แทนคำพูดที่มันอัดอั้นอยู่ในใจ ท็อปไม่เปิดโอกาสใด ๆ ให้เขาได้อธิบายตัวเองเลย นันหันไปมองทางพ่อกับแม่ของท็อป ผู้ใหญ่สองคนนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจ “หรือพ่อกับแม่เลือกที่จะไม่เข้าข้างท็อปครับ” เด็กหนุ่มที่ตอนนี้อาการเป็นฟืนเป็นไฟของเขา ทำให้ทุกคำพูดที่หลุดออกจากปากของเขา คือการทิ่มแทงความรู้สึกของทุกฝ่าย

“จะไปก็รีบไปสิยะ เขาไล่ขนาดนี้แล้ว จะมาหน้าด้านยืนโอ้เอ้ให้มันยืดเยื้ออยู่อีก นี่เขาหาของที่แกเอาไปไม่จอ เขาไม่จับแกส่งตำรวจก็ดีแค่ไหนแล้ว ไป ๆ รีบออกไปจากบ้านนี้ซะ” ป้านวลนั้นรู้สึกว่าคุณท็อปของเธอทำถูกต้องก็ครั้งนี้แหละ จึงเดินไปเปิดประตูบ้านค้างเอาไว้ เป็นการบอกให้นันรีบเดินออกไปเร็ว ๆ

พ่อและแม่ของท็อปได้ยินคำถามของลูกชาย ต่อให้ทั้งสองจะรักความถูกต้องมากแค่ไหน แต่ถ้าต้องเลือก ทั้งสองก็ต้องเลือกลูกของตัวเองเอาไว้ก่อน โดยที่ไม่ได้คิดต่อไปเลยว่า เด็กคนหนึ่งที่ก่อนหน้านี้ ได้หนีร้อนมาพึ่งเย็นที่บ้านหลังนี้ ถ้าต้องออกไปเผชิญโลกข้างนอกนั่นตามลำพังอีกครั้ง ที่คุ้มหัวจะเป็นที่ไหน ใครจะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ต่อจากนี้

นันเดินผ่านประตูบ้านนั้นออกมา มันคนละความรู้สึกกันกับวันที่ท็อปได้พูดว่า นันจะปลอดภัยเมื่ออยู่ที่นี่ ทุกอย่างจะเป็นไปได้ด้วยดี จะไม่มีใครทำร้ายนันได้อีก เด็กหนุ่มเดินช้า ๆ ใจจริงเขาไม่อยากจะจากที่นี่ไป ระยะทางจากประตูบ้านไปจนถึงรั้วไม่ได้ไกลมากนัก นันหวังใจว่าจะมีเสียงของท็อปเรียกชื่อของนัน เพื่อรั้งตัวของเขาเอาไว้

เปล่าเลย เมื่อนันหันหน้าไปมอง สิ่งที่เขาเห็นก็คือ ป้านวลโยนเสื้อผ้าและข้างของเพียงไม่กี่สิ่งที่เขามีตามหลัง ก่อนจะปิดประตูบ้าน เป็นการพูดบอกกับนันอย่างชัดเจน ว่าบ้านหลังนี้ไม่ต้อนรับเขาอีกต่อไป นันก้มลงเก็บเสื้อผ้าและข้างของของเขาขึ้นมาไว้ในมือ ก่อนจะหันหลังเดินออกมา ความเปล่าเปลี่ยวเดียวดายเล่นงานความรู้สึกของนันในทันที

'เราจะไปที่ไหนดี' คำถามนั้นแล่นอยู่ในหัวของนัน การสิ้นไร้ไม้ตอก ไร้สาแหรกในชีวิต ทำให้นันรู้สึกเคว้งคว้างอย่างที่สุด นันล้วงมือลงในกระเป๋ากางเกง เงินเพียงไม่กี่ร้อยที่ท็อปบังคับให้นันเก็บเอาไว้เมื่อวันก่อน ตอนที่ฝ่ายนันยังไม่รับรู้เรื่องนี้ ทำให้นันยังพอใจชื้นขึ้นมาบ้าง แต่มันจะพาให้เขารอดไปได้สักกี่วันกันเชียว

นันขึ้นรถเมล์คันแรกที่เข้ามาจอดที่ป้าย เขาจะต้องแคร์อะไรอีก ว่ารถเมล์สายนี้จะพาเขาไปไหน ในเมื่อเขาไม่มีจุดหมายให้ไปอยู่แล้ว ให้กลับไปที่บ้าน นันบอกตัวเอว่า เขาไม่พร้อมที่จะกลับไปเผชิญหน้ากับพ่อเลี้ยงของเขา นันนั่งรถเมล์ไปเรื่อย ๆ สายแรกพาเขาไปจนสุดสาย นันลงจากรถ และขึ้นนั่งรถเมล์อีกสายไปจนรถเมล์หมดระยะ ทำอยู่อย่างนี้จนดวงอาทิตย์เริ่มโรยแสง

รถเมล์คันสุดท้ายพานันมาลงที่อนุสาวรีย์ชัยฯ นันพอจะคุ้นกับสถานที่นี้อยู่ ตอนที่มาดูหนังกับท็อป นันก็ต้องนั่งรถเมล์ผ่านมาทางนี้ นันเดินวนรอบวงเวียนไปมา อย่างคนไม่รู้ว่าจะไปไหนดี นันเดินจนเมื่อยเท้าไปหมด เด็กหนุ่มนั่งพักที่ตรงป้ายรถเมล์ มองดูผู้คนมากมาย คนแล้วคนเล่าขึ้นลงรถสายนั้นสายนี้ จนไฟถนนเริ่มติดขึ้น บอกถึงเวลายามค่ำเข้ามาเยือน

นันจึงเริ่มถามตัวเองว่า เย็นนี้เขาจะไปนอนที่ไหน นันลุกขึ้นยืนอีกครั้ง มองเห็นถุงพลาสติกปลิวมาตามลม เขารีบเดินไปหยิบมันมาใส่เสื้อผ้าข้าวของที่หอบมันพะรุงพะรังมาทั้งวัน อาการเหนื่อยและล้าเริ่มเกาะกินทั้งร่างกายและจิตใจของเด็กหนุ่ม ไฟจากร้านรวงต่าง ๆ โดยเฉพาะจากร้านอาหาร รวมถึงกลิ่นหอม ๆ ยวนยั่วของอาหารเหล่านั้น มันทำให้ท้องของเขาร้องหิว

นันเตือนตัวเองว่า เขาไม่สามารถซื้ออะไรกินได้ตามใจ เงินที่เขามีติดตัวอยู่ในตอนนี้ คงต้องกระเหม็ดกระแม่ เขียมใช้อย่างรู้คุณค่าของมันมากที่สุด นันเดินถือถุงพลาสติกใส่เสื้อผ้าข้าวของเดินขึ้นบันไดสะพานลอย พอมาถึงด้านบน เขามองเห็นร้านหนังสือร้านหนึ่งเปิดไฟสว่างจ้า มีทางขึ้นเชื่อมกับสะพานลอยให้ลูกค้าสามารถเดินเข้าร้านได้

เห็นอย่างนั้น นันจึงตั้งใจจะใช้ร้านหนังสือแห่งนี้ นั่งฆ่าเวลาไปจนกว่าร้านจะปิด มันคงดีกว่าการเดินตะลอน ๆ ไปมา อย่างน้อยร้านหนังสือก็ยังมีหนังสือให้อ่านฟรี นันจำได้ว่าเพื่อนที่โรงเรียนบอกว่าร้านนี้ อนุญาตให้หยิบหนังสือเล่มแรกของแต่ละเล่มมาอ่านฟรีได้ แต่ห้ามทำยับ ห้ามเอาเล่มที่ห่อพลาสติกเอาไว้มาแกะอ่าน และอย่าขวางทางหรือทำให้ลูกค้าคนอื่น ๆ รำคาญ

นันเดินเข้าไปในร้านหนังสือ อากาศเย็นฉ่ำจากเครื่องรับอากาศ ทำให้นันรู้สึกสบายเนื้อสบายตัวขึ้น นันหยิบหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้มาอ่าน โดยมีพนักงานของทางร้านชะโงกหน้ามาดูบ้าง แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร นันหลบมุมให้ห่างจากลูกค้าคนอื่นให้มากที่สุด โดยเอาถุงพลาสติกที่มีสมบัติติดตัวเหล่านั้น ไปฝากที่เคาน์เตอร์ด้านหน้าเพื่อความสะดวก

นันเดินมาที่ชั้นหนังสือคำกลอนต่าง ๆ มันเลยทำให้เด็กหนุ่มนึกย้อนภาพก่อนหน้า เมื่อไม่นานมานี้ ที่ท็อปเคยคัดกลอนความหมายดี ๆ คำกลอนจากหนังสือที่ฮิตกันในหมู่วัยรุ่น ยามที่พวกเขาอยากสื่อความปรารถนาดี ๆ ให้กับใครสักคน หรือพวกเขาเลือกคำกลอนสุดประทับใจ เพื่อบอกรักกับใครคนนั้น

“น้อง น้องคะ เป็นอะไรหรือเปล่า น้อง” สิ่งที่นันได้กักเก็บมันมาตลอดทั้งวัน มันมาพังทลายลงเอาที่ตรงนี้ มันหนักหน่วงในใจของเขามากมายเหลือเกิน ทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้ามันได้สูญสิ้นไปภายในพริบตา ไม่เหลืออะไรให้ไขว่คว้าได้อีก ไม่มีสักอย่างให้มือได้เหนี่ยวยึด น้ำตาที่พรั่งพรูลงมาอย่างหนักจากสองตา เหมือนกำลังบอกนันว่า นี่คืออากาศเฮือกสุดท้าย ก่อนที่เขาจะจมลงสู่ก้นมหาสมุทร

***************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาไทย โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=G4hzIZ2v6JY



แต่ก่อนทุกครั้งทีไร ได้อ่านได้เห็นในบทกวี

There were times before, reading these words and rhymes

แค่อ่านแล้วทิ้งมันไป

I just read then tossed them away

ไม่เคยใยดีไม่ซึ้งชวนฝัน

Nothing’s special or dreamy about

ใจความนั้นก็มีแต่เรื่องเก่า

Nothing’s new just plain old boring stuff

คือความรักที่กลายเป็นเศร้า

Just love turned into despair


อ่านไปก็งั้นงั้น เรื่องราวที่ซ้ำซ้ำ

Reading through these repeated and pathetic stories

อ่านไปยังขำ ซ้ำเติมเรื่องเก่า

It made me laugh at this ancient scenario

ต้องมีคนสมหวัง ต้องมีคนชอกช้ำ

Story goes a happy guy and of course a sad clown

ไม่จำ ไม่ซึ้งไม่เกี่ยวกับเรา

Why waste your brain cells, nothing’s relevant


จนวันที่เขาลืมเรา จู่จู่ความเหงาก็เกิดมี

Until the day I was forgotten, this loneliness came calling

กลับเกิดลึกซึ้งในบทกวี

Those cheesy rhymes cut deep than before

ได้อ่านอีกทีน้ำตาจะไหล

This time around, tearjerker indeed

ใจความนั้นคงมีแต่เรื่องเก่า

Everything is all similar that I’ve already heard

คือความรักที่กลายเป็นเศร้า

It’s love turning into despair


อ่านไปอย่างช้าช้า เรื่องราวคนช้ำช้ำ

Reading now slowly, stories about the heartbroken

แต่มันไม่ขำ เพราะเป็นตัวเรา

Couldn’ t even laugh because it’s all about me

ไม่เคยจะนึกฝัน จะเจอเองสักครั้ง

Never dreamed of this that it would be me today

กับความผิดหวัง ต้องเจ็บต้องเหงา

With this heartache, all pain and being alone


เก็บความหมายทุกตอน เก็บอักษรทุกตัว

Keeping all the meaning in each verse, every single word

อยู่ในหัวใจเรา เข้าไปข้างใน

Deep down in my heart, deep deep down

ให้มันช้ำไปอีก ให้มันช้ำเข้าไป

Strike my heart with sorrow, add some more pains to it

ให้มันสาแก่ใจ ให้ช้ำกว่านี้

To the best satisfaction, to the highest amount of suffering


อ่านไปอย่างช้าช้า เรื่องราวคนช้ำช้ำ

Reading them carefully, the story of the brokenhearted

ให้มันตอกย้ำ ซ้ำเติมใจเรา

Let it remind you of, and repeat you your pain

ไม่เคยจะนึกฝัน จะเจอเองสักครั้ง

Never thought it would happen, never say never

กับความผิดหวัง ต้องเจ็บ ต้องเหงา

This failure, this pain, and this solitude

ต้องเจ็บต้องช้ำ เป็นอย่างตัวเรา

It hurts, it bruises and that’s me in the end

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 213
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๓๑. คิดถึงที่ทำไว้



2566

2023



“และตอนนี้พวกเรากลุ่มเพื่อน ก็อยู่กับคุณพชรดล ที่แปลว่าไอ้ดีนตัวสัปดนคนกล้าหาญ รุ่นพี่ปีสี่สุดฮอทของมหาลัยเรากันแล้วนะครับ” กลุ่มเพื่อนผู้ชายกลุ่มใหญ่ของดีน หันกล้องมือถือไปทางเขา เพื่อถ่ายคลิปวิดีโอกันอย่างเฮฮา “หลังจากที่หนุ่มดีนคนหล่อ เพิ่งหักอกใครต่อใครด้วยการจูจุ๊บรุ่นน้องกลางกรุง จนเป็นลือลั่นสนั่นมอมาแล้ว” เพื่อน ๆ ของดีนพาโห่ฮาป่ากันยกใหญ่

“เฮ้ย พวกมึงจะอะไรกันนักหนาวะ” ดีนพยายามบอกให้เพื่อนของเขาหยุดถ่ายคลิปได้แล้ว “มันจะไม่อะไรนักหนาหรอกครับไอ้คุณดีน ถ้าพวกกูเนี่ยเคยเห็นมึงกล้าจูบใครต่อหน้าคนอื่น มาก่อนหน้านี้” ดีนหลบสายตาจากกล้อง ที่เพื่อนกำลังซูมเข้าไปจับสีหน้าของเขาอย่างชัด “และคนที่มึงเพิ่งไปจูบเขาน่ะ ก็เป็น ก็เป็น” เพื่อนของดีนทิ้งประโยคปลายเปิดเอาไว้

“เป็นอะไร มึงพูดดี ๆ นะ” น้ำเสียงของดีนดุขึ้นในทันที เมื่อได้ยินเพื่อนของเขากำลังจะพาดพิงไปถึงงใครคนนั้นที่เขาจูบ “ไอ้ดีน นี่มันเรื่องใหญ่มากนะ มึงไม่ใช่แค่หักอกสาว ๆ ทั้งมหาลัย แต่มึงยังทำให้หนุ่ม ๆ ใจสาวทั้งมอ ดูมีความหวังขึ้นมาเลยนะเว้ย” ดีนส่ายหน้าให้กับความคิดเพี้ยน ๆ ของเพื่อน

“หรือมึงจะบอกว่า ไอ้เรื่องจูบเนี่ย คือรักโปรโมทวะ” หนึ่งในกลุ่มเพื่อนตะโกนถามขึ้น “เออ หรือมึงจะจริงจังกับละครที่มึงเล่นมากจนเกินไป ถึงได้หาทางอัพยอดขายตั๋ววะไอ้ดีน” เพื่อนอีกคนถามเชิงออกความเห็นไปในตัว “ขนาดไอ้ดีนยังกลัวว่าจะไม่มีคนมาดูละครที่มันเล่น ไม่ใช่แล้วมั้ง” เพื่อนของดีนต่างพากันยิงคำถามใส่เขา

“กูถามมึงจริง ๆ วะไอ้ดีน” เพื่อนคนที่ใช้กล้องมือถือถ่ายคลิปเอ่ยขึ้น “มึงรู้ตัวหรือเปล่า ว่ามึงทำอะไรลงไป” ทุกคนที่อยู่ตรงนั้น พากันนิ่งเงียบรอฟังคำตอบ “มึงรู้หรือเปล่า ว่าใครที่มึงจูบ” ดีนเงยหน้ามองเพื่อน ๆ ที่นั่งรอคำตอบอยู่ตรงหน้า “กูต้องรู้สิ” ดีนตอบออกมาในทันที “ใช่ กูรู้ตัว เพราะถ้าเป็นมึง มึง พวกมึงทั้งหมด” ดีนพูดพลางชี้นิ้วไปยังกลุ่มเพื่อนของเขา

“กูไม่มีทางจูบกับพวกมึง” ดีนพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและแน่ใจในคำตอบนี้ของตัวเอง “กูรู้ตัว ว่ากูจูบเทปปัน คือกูดึงตัวปันเอาไว้ไม่ให้ถูกรถชน ปันดูตกใจมาก กูอยากปลอบเขา กูก็ก้มลงจูบเขาเลย ใช่ กูจูบปันเอง ปันเขาไม่ได้ให้ท่ากู เขาตกใจด้วยซ้ำ พวกมึงไม่เห็นนี่ ตอนกูโดนปันผลักตัวกูออกอย่างแรง” เพื่อนคนที่ถือกล้องถ่ายคลิป ยิ้มออกมา ก่อนจะกดปิดการถ่ายวิดีโอ

“งั้นกูถามมึงในฐานะเพื่อนสนิท มึงเป็นเกย์ใช่มั้ยวะ” ดีนมองเพื่อน ๆ ที่นั่งล้อมรอบเขาอยู่ “ถ้าการที่กูจูบปันแล้วมันหมายความว่ากูเป็นเกย์ ถ้าอย่างนั้นกูก็เป็น” ในความรู้สึกตรงนั้น ดีนรู้ว่าระหว่างเขากับเทปปัน มันมีเรื่องราวอะไรอีกมากมายในความสัมพันธ์ ที่เขายังไม่สามารถเล่าให้ใครฟังได้

“เฮ้ยไอ้ดีน อยู่นี่เอง กูเดินตามหามึงจนทั่ว เกิดเรื่องใหญ่แล้วว่ะ” ยังไม่ทันที่กลุ่มเพื่อนของดีนจะได้พูดบอกกับดีน ว่าพวกเขาโอเคไม่ว่าดีนจะเป็นอะไรก็ตาม รุ่นพี่ผู้กำกับก็เข้ามาทักดีนและพูดเรื่องด่วนจี๋อย่างร้อนรน “เกิดอะไรขึ้นวะ” ดีนเองก็พลอยตกใจไปกับท่าทางของรุ่นพี่ผู้กำกับไปด้วย

“ไอ้ปัน ไอ้ปันคุยอยู่กับอาจารย์ที่ปรึกษาละคร” รุ่นพี่ผู้กำกับเร่มล่ารายละเอียดให้ดีนรับรู้ “มันมีคนมาคืนตั๋วเข้าชม เป็นร้อยใบเลยมึง ไอ้ปันเลยไปขอพบอาจารย์ เรื่องที่มึงไปจูบมันนั่นแหละ” รุ่นพี่ผู้กำกับที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่ากำลังเครียดไปกับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยไม่รู้ว่าอนาคตของละครเวทีเรื่องนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป

“เรื่องนี้ปันไม่ได้ผิดอะไร แล้วปันจะ” แม้ดีนจะไม่ได้พูดประโยคนั้นของเขาจนจบประโยค แต่รุ่นพี่ผู้กำกับก็พยักหน้าให้ เป็นเชิงว่า ดีนเข้าใจถูกต้องแล้ว ดีนผลุนผลันลุกขึ้นจากโต๊ะม้านั่ง ก่อนจะวิ่งตรงไปที่ห้องอาจารย์ที่ปรึกษาละคร ดีนแทบจะเหาะขึ้นบันไดอาคาร เขาวิ่งอย่างเร็ว ไปจนถึงที่ห้องพักที่ชั้นสาม ก่อนจะผลักประตูเข้าไปในทันที

“เรื่องนี้มันไม่ใช่ความผิดของเทปปันนะครับ” ทั้งหมดในห้องนั้นหันมามองดีนเป็นตาเดียวกัน ยกเว้นเพียงเทปปันเท่านั้น “เรากำลังได้บทสรุปเกี่ยวกับเรื่องนั้นอยู่พอดี ดีน เธอยังคงรับบทเป็นพระเอกของเรื่องอยู่” อาจารย์ที่ปรึกษาละครพูดขึ้น “ส่วนบนนางเอก ก็จะให้เจ้าของบทเดิมเขามารับช่วงต่อไป เพราะเทปปันเขาไม่ขัดข้องอะไร ที่จะต้องถูกเปลี่ยนตัว” สีหน้าของดีนบอกออกมาอย่างชัดแจ้งว่าเขาไม่เห็นด้วย

“อาจารย์ครับ เรื่องนี้ผมเป็นคนเริ่มนะครับ ปันไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรด้วย” ดีนพยายามท้วงกลับไป “จะไม่เกี่ยวข้องได้ยังไง” นางเอกที่ก่อนหน้ามีเรื่องฉาวโฉ่ จนต้องให้เทปปันมาเป็นนายเอกแทนพูดขึ้น “ก็ในเมื่อดีนจูบกับคนคนนี้” แม่นางเอกชี้นิ้วไปที่เทปปัน ที่ยืนอยู่ตรงนั้น แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา

“แต่อาจารย์ครับ อาจารย์เป็นคนบอกเองนะครับ ว่าละครเวทีของเราจะส่งเสริมเรื่องความหลากหลายให้ผู้ชมทุกกลุ่มเข้าใจ แล้วทำไมอาจารย์จะมาเปลี่ยนตัวนักแสดงง่าย ๆ แบบนี้ล่ะครับ” ดีนย้ำถึงเหตุผลที่ละครเรื่องนี้ถูกรีไรต์ใหม่ให้มีพระเอกคู่กับนายเอกให้อาจารย์ผู้ที่เป็นคนให้ไฟเขียวกับงานในครั้งนี้ฟังอีกครั้ง

“ดีน อาจารย์ไม่มีปัญหากับเรื่องนี้เลยสักนิด แต่เธอดูนี่” อาจารย์ยื่นเอกสารที่ผู้ชมแสดงความประสงค์จะขอคืนตั๋ว “มากกว่าสองร้อยใบ และยังจะมีมาอีก” ดีนมองดูรายชื่อยาวเหยียดบนกระดาษนั้น “เราก็ขายให้คนอื่นที่อยากดูสิครับ มันไม่เห็นจะยากเลย เดี๋ยวผมช่วยขายตั๋วอีกแรงก็ได้” ดีนบอกอาจารย์กลับไป

“ดีน มันคือแบดพับลิซิตี้ เธอคิดว่าคนเหล่านี้ ที่เห็นว่าเรายังคงดันละครเรื่องนี้แบบที่มันเป็นต่อไป จะไม่ลากเราไปฆ่าตายกลางโซเชียลอย่างนั้นหรือ” อาจารย์ให้เหตุผลกลับมา “งั้นผมก็ไม่แสดง อาจารย์ถอดผมออกจากบทได้เลย” ดีนยื่นคำขาดอย่างคนหัวเสีย “ได้ ถ้าอย่างนั้นทุกอย่างก็พังหมด ทีมงานเบื้องหลังทุกคน นักแสดงสมทบ ตัวอาจารย์เอง คณะที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตัวมหาวิทยาลัยด้วย” อาจารย์เตือนสติของดีน

“ทางออกที่ง่ายที่สุด ก็” สายตาของอาจารย์ที่ปรึกษาละครมองไปที่เทปปัน “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวก่อนนะครับ สวัสดีครับอาจารย์” เทปปันยกมือไหว้ก่อนจะหันตัวจะเดินออกจากห้องไป “ปันไม่เอาสิ ไม่ทำอย่างนี้ ปันฟังดีนนะ” ดีนเอื้อมมือจะไปจับต้นแขนเจ้าของชื่อ แต่ก็ต้องสะอึกในใจ ที่เทปปันเบี่ยงตัวหลบ ไม่ให้ดีนโดนตัว

“ดีน เราต้องเริ่มซ้อมละครกันเดี๋ยวนี้เลย มันเสียเวลามามากแล้ว” นางเอกพร้อมข่าวฉาวคนนั้น ร้องเรียกดีนที่ส่ายหัวอย่างเอือมระอากับเธอ “ปัน ปัน รอดีนก่อน” ดีนรีบตามเทปปันออกจากห้องพักของอาจารย์ไป “อาจารย์คะ หนูต้องมีพระเอกแสดงด้วยนะคะ” อาจารย์ที่ปรึกษาละครพยักหน้าอย่างเนือย ๆ ไม่รู้จะพูดอะไรออกไปดีเหมือนกัน ที่รู้สึกปวดกะโหลกกับแม่นางเอกคนนี้มากกว่าใคร ๆ

“ปัน เดี๋ยวก่อน ปัน รอดีนก่อน” ดีนต้องรีบวิ่งให้เร็วขึ้น เพื่อไปหยุดขวางหน้าอีกฝ่ายไว้ “ทำไมปันไม่คุยกับดีนล่ะ พูดกันดี ๆ สิ” ดีนพูดขอร้องผสมกับอ้อนให้เทปปันคุยกับเขา ไม่ใช่เดินหนีไปแบบนี้ “เราไม่มีอะไรจะต้องคุยกัน” ดีนได้ยินเทปปันพูดแบบนี้กับเขามาหลายรอบเหลือเกิน แรก ๆ ที่ได้ยินดีนก็ไม่ได้คิดอะไร แต่พอได้ยินบ่อยเข้า ดีนชักจะรู้สึกไม่ดีเสียแล้ว

“เราไปหาอะไรอร่อย ๆ กินกัน แล้วเราค่อย ๆ คุยกันไป นะครับ” ดีนเอ่ยชวนเทปปัน เขากางแขนสองข้างกันเทปปันเอาไว้ ไม่ให้เดินผ่านไป “ผมว่าผมพูดเคลียร์ตัวเองกับคุณไปเรียบร้อยแล้วนะครับ” ดีนได้ยินเทปปันพูดแบบเป็นทางการแบบนั้น ก็ทำท่าเย้าอีกฝ่าย “ไม่เอาน่า ผมผมคุณคุณอะไรล่ะ ปันพูดกับดีนดี ๆ สิครับ” ดีนชักใจไม่ดีที่ได้ยินเทปปันพูดแบบไม่มีเยื่อใยกับเขาแบบนั้น

“ปัน” ดีนเรียกชื่ออีกฝ่ายออกมาเบา ๆ เทปปันไม่ได้พูดอะไรออกมา “ได้ ถ้างั้นดีนจะงอนบ้าง ไม่ต้องมาพูดกันเลย” ดีนแกล้งพูดใส่เทปปัน หันหลังทำเดินจากไป แต่ก็เดินช้า ๆ เพื่อรอให้เทปปันเรียกให้เขาหยุดก่อน แต่พอดีนหันกลับมามองหาเทปปัน อีกฝ่ายไม่ได้ยินอยู่ตรงนั้นแล้วความรู้สึกของดีนเหมือนว่า เขาถูกเหล็กแหลมร้อน ๆ ทิ่มเข้ากลางหัวใจ เมื่อเห็นว่าเทปปันไม่ได้รั้งเขาเอาไว้ อย่างที่เขาอยากให้เป็น

ดีนกลับมาถึงบ้านแบบงง ๆ เขาเดินเข้าบ้านอด้วยจิตใจที่ห่อเหี่ยว มันทั้งตื้อทั้งตันไปหมด เฝ้าแต่ตั้งคำถามกับตัวเองไปร้อยแปดคำถามนั้นก็ทำให้เขารู้สึกแย่ คำถามนี้ก็ทำให้เขายิ่งปวดใจ ใบหน้าของเทปปันที่แทรกเข้ามาให้เขาเห็นในความคิดอยู่ไม่ห่างหาย รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และริมฝีปากนุ่ม ๆ ของอีกฝ่าย ทำให้ดีนรู้สึกจะเป็นบ้าตาย

“วันนี้กลับบ้านเย็นจังเลยดีน” แม่ของดีนทักลูกชายเมื่อเห็นเขาเยี่ยมหน้าเข้าบ้านมา “ดีนขอโทษครับแม่ เดี๋ยวขอดีนนั่งพักสักครู่ เดี๋ยวดีนขับรถพาแม่ไปซื้อของนะครับ” ดีนพูดจบก็เดินหายเข้าห้องนอนชั้นบนของบ้านไป “พี่เขาเป็นอะไรของเขา” ผู้เป็นแม่หันไปถามลูกสาวของเธอ “จุ๊บ ๆๆๆ” น้องสาวของดีนที่เห็นคลิปที่เป็นไวรัลนั่น ทำเสียงแทนคำตอบให้แม่ของตัวเอง

ดีนทรุดตัวนั่งลงบนเตียงนอน ใจของเขาโหวง ๆ มันอึดอัดเทา ๆ ทึม ๆ อย่างบอกไม่ถูก ไอ้ที่ได้ยินเทปปันบอกว่าเขากับอีกฝ่ายไม่ต้องมาเจอกันอีก มันกำลังสั่นคลอนความรู้สึกในใจของดีนเป็นอย่างมาก ดีนถึงกับหวั่นไหวเป็นอย่างยิ่ง อะไรบางอย่างมันทำให้ดีนอยากจะไปหาเทปปันและคุยกันให้รู้เรื่อง แต่อาการเฉยชาของเทปปันที่แสดงกับดีน ก็ทำให้เขาใจฝ่อลงในทันที

“ดีน” เสียงแม่ของเขาเรียก ก่อนจะตามมาด้วยเสียงเคาะประตูเบา ๆ “แม่ไปได้มั้ยลูก” แม่ของดีนถามลูกชาย “ครับแม่” ดีนตอบกลับไป ก่อนจะเห็นแม่ของเขาเปิดประตูเข้ามาในห้อง “เดี๋ยวดีนลงไปครับ” ดีนบอกกับแม่ของเขา สีหน้าและแววตาของลูกชาย ทำให้ผู้เป็นแม่รับรู้ได้ว่าดีนกำลังมีเรื่องทุกข์ร้อนใจ

“มีอะไรหรือเปล่าลูก เล่าให้แม่ฟังได้นะ” แม่ของดีนเดินมมานั่งที่ปลายเตียงของดีน ก่อนจะเห็นลูกชายของเธอขยับตัวเลื่อนเอาหลังไปพิงที่หัวเตียง “ดีน” เขาพูดไม่ออก รู้ว่าแม่ของเขาเป็นห่วง แต่ไอ้อาการหน่วงในอก จุกที่หัวใจนี่มันคืออะไรกันนะ “พี่ดีน” น้องสาวของเขาเดินเข้ามาสมทบ ดีนไม่ได้ไล่น้องสาวให้ออกไปจากห้องเหมือนอย่างเคย เสียงเรียกของน้องสาวที่เจือไปด้วยห่วงใย ดีนรับรู้ได้ น้องสาวของดีนกระซิบที่ข้างหูของแม่

“ลูกของแม่กำลังมีความรักใช่มั้ย” แม่ของดีนพูดกับเขาอย่างอ่อนโยน “ดีนไม่รู้ว่าดีนทำอะไรผิด” ดีนพูดออกมาในที่สุด “หรือดีนเคยผิดต่อเขาไว้มาก และมันถึงคราวที่ดีนต้องเป็นฝ่ายชดใช้คืนให้เขาไป” แม่และน้องสาวไม่เคยเห็นดีนเป็นแบบนี้มาก่อน ดีนที่ไม่เคยแคร์ว่าใครจะคิดกับเขาอย่างไร ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าใครจะรู้สึกกับเขาแบบไหน คนที่ไม่เคยใส่ใจใคร

“เขาทำกับดีนเหมือนดีนไม่มีตัวตนสำหรับเขา” ดีนเลื่อนตัวลงนอนหนุนหมอนที่หัวเตียง ชันเข่าขึ้นข้างหนึ่ง พ่อของดีนยืนฟังบทสนทนานี้จากด้านนอกของห้อง “เขาไม่ต้องการดีนเลย” ดีนยกฝ่ามือขึ้นปิดตาทั้งสองข้างของเขาเอาไว้ แม่ของดีนแตะที่ขาของลูกชายเบา ๆ “เขาไม่ต้องการดีนแล้วครับแม่” เสียงพูดของดีนสั่นเครือ ก่อนที่แม่และน้องสาวของเขาจะเห็นน้ำตาหยาดใส ๆ นั้น ไหลลงมาจากหางตาของดีน

***************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=n8jWtTnYYYU


ใครเล่าเลยจะรู้ว่าความรัก

Who would be enlightened about love?

แม้แรกเจอต่างคนไม่รู้จัก

Since we are two unfamiliar faces

แต่ปักใจเพียงครั้งเดียว

But the first love has struck

ติดในใจชั่วกาล

It’s forever in our hearts


ยามที่เราทั้งสองได้พานพบ

The moment we both have come across

ลบเรื่องราวอดีตที่ร้าวราน

To erase all bad and tragic past

เธอคือความรักแท้

You’re my only true love

ที่ฉันหามาเนิ่นนาน

I have been longing for


แต่ความรักดูเหมือนเลือนราง

Yet this very love is fading away

ปลายทางไม่เป็นดังใจ

The ending is not what I’d hope for

ถ้าจะให้เราพบกันใยต้องกีดกั้นเราให้ไกล

If we are supposed to meet again, why then the world takes us apart?


กีดกั้นด้วยแผ่นฟ้าแม้ไกลฉันยินดีจะฝ่าไป

Divide us with the vast sky, I’d be going through that

กีดกั้นด้วยภูผาสูงชันลับตาฉันไม่หวั่นไหว

Divide us with the enormous mountain, nothing scares me away

กีดกันด้วยเวลาฉันยินดีรอ

Divide us by time, I’d be more than happy to wait for

แต่กีดกั้นด้วยชะตาฉันคงต้องยอมพ่ายแพ้

Divide us by destiny, that means I need to give this all up

ใช่ไหม

Don’t I?

ใช่ไหม

Is that right?


ในตอนจบสุดท้ายนิยายรัก

At the end of a love story,

มักให้คนห่างไกลได้ย้อนกลับ

Usually the long - gone one would return

กลับมาเพื่อพบเจอ

Come back here to see

บอกรักเธออีกครั้ง

And say I love you once again


แต่ความจริงของฉัน

But in reality of mine

รักเราคงเป็นไปดังนั้นไม่ได้

Our love isn’t going that way

พยายามแค่ไหนไม่มีทางใดที่เราจะใกล้กัน

As much as I try, nothing about us is even close


กีดกั้นด้วยแผ่นฟ้าแม้ไกลฉันยินดีจะฝ่าไป

Divide us with the vast sky, I’d be going through that

กีดกั้นด้วยภูผาสูงชันลับตาฉันไม่หวั่นไหว

Divide us with the enormous mountain, nothing scares me anyway

กีดกันด้วยเวลาฉันยินดีรอ

Divide us by time, I’d be more than happy to wait for

แต่กีดกั้นด้วยชะตาฉันคงต้องยอมพ่ายแพ้

Divide us by destiny, that means I need to give this all up

ใช่ไหม

Don’t I?

ใช่ไหม

Is that right, babe?

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 213
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๓๒. คิดถึงที่ร้ายกับเธอ



2566

2023



“ผมเองก็มีแพลนที่จะขยับขยายธุรกิจที่ทำอยู่ คิดว่าอีกไม่นานคงได้ข้อสรุปเรื่องการลงทุน ว่าจะเป็นแบบไหนอย่างไรบ้าง” นฤเบศตอบบทสัมภาษณ์ด้วยความเป็นกันเอง ด้วยลักษณะท่าทางของหนุ่มใหญ่ที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ มากล้นไปด้วยความมั่นใจ และเป็นที่มาของหนุ่มโสดที่เป็นที่หมายปองคนล่าสุดในวงสังคม ถ้าหากว่าเรื่องที่เขาผ่านการหย่าร้างมาก่อน ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร

“แล้วถ้าเป็นเรื่องของหัวใจล่ะคะ” คำถามที่เกี่ยวกับธุรกิจของนฤเบศ ดูจะเป็นข้ออ้างการขอเข้าสัมภาษณ์เสียมากกว่า จริง ๆ น่าจะเป็นคำถามเกี่ยวกับเรื่องซุบซิบส่วนตัวของหนุ่มใหญ่มากกว่า ที่ทางต้นสังกัดของผู้หญิงคนนี้ ต้องการที่จะเอาไปขยายความต่อ กับสถานะพ่อหม้ายหย่าเมียของหนุ่มใหญ่ผู้เพียบพร้อมอย่างเขา

“โอ้ เรื่องนั้นหรือครับ” อย่างน้อยนฤเบศบอกกับตัวเอง เขาเองก็ต้องเล่นเกมนี้ให้เป็น ตามคนพวกนี้ให้ทัน “ไปได้ยินอะไรมาครับเนี่ย” นฤเบศพูดกลั้วหัวเราะ แต่ไม่ลืมที่จะทำหน้าเขิน ๆ เหมือนกับหลังว่า เขาจะไม่หลุดพิรุธอะไรออกมาให้เห็น “มันอาจจะมีมูลความจริงสินะคะเนี่ย เรื่องกุ๊กกิ๊ก ๆ เกี่ยวกับหัวใจของหนุ่มหล่ออย่างคุณนฤเบศ” หนุ่มใหญ่เองก็พอจะมองออก ว่าผู้หญิงคนที่กำลังสัมภาษณ์เขาอยู่นี้ ก็เปิดเผยไม่น้อยว่าสนใจในตัวเขา

“ยังไม่เจอที่ถูกใจมั้งครับ” นฤเบศตอบทีเล่นทีจริง “คือเป็นที่ผมนะ ที่ถูกใจเขา แต่เขาอาจจะยังไม่ถูกใจผม” นฤเบศยิ้มกว้างก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างคนที่บริหารเสน่ห์ของตัวเองเป็น รู้ดีว่าส่วนไหน ท่าทางอะไรของเขานั้น เป็นที่ต้องตาของคนอื่นและสามารถนำมาแก้ไขสถานการณ์ตรงหน้าได้ และนฤเบศก็ทำมันได้ดีมาตลอด

“แล้วถ้าเจอคนที่ถูกใจล่ะคะ” คำถามนั้นจงใจชี้นำคำตอบ ด้วยความอยากรู้โดยส่วนตัวของผู้สัมภาษณ์ นฤเบศยิ้มน้อย ๆ ก้มหน้านิดหนึ่ง หลบสายตา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับอีกฝ่ายอีกครั้ง “ก็คงจะต้องเปิดตัวกันไปเลย” อาการทีเล่นทีจริง กึ่งยั่วกึ่งเย้า มันทำให้ผู้สัมภาษณ์ยิ่งแสดงออกถึงความต้องการลึก ๆ ภายในใจออกมา

“คงจะเป็นเซอร์ไพรส์ใหญ่” ไม่ถามเปล่า แต่เธอเอามือแตะลงไปที่แขนของนฤเบศอย่างจงใจ หนุ่มใหญ่เหลือบมองไปที่มือข้างนั้นของเธอ เขาม่ได้ว่าอะไร แต่ตอบออกมาอย่างทันควันว่า “เซอร์ไพรส์แน่นอนครับ” โดยที่เสียงหัวเราะที่ดังตามออกมาของนฤเบศนั้น เขาคิดในใจว่า หน้าของผู้หญิงคนนี้คงตลกดีพิลึก ทันทีที่ได้รู้ความจริง จริง ๆ

“อ้าว นั่นน้องวิน น้องวินคะ น้องวิน” หญิงสาวที่กำลังจะจบการสัมภาษณ์กับนฤเบศ มองเห็นเด็กหนุ่มทายาทมหาเศรษฐีเดินเข้ามาในร้านอาหารแห่งนี้พอดี เจ้าของชื่อหันมามองตามเสียงเรียก ก่อนจะยิ้มทักทาย มองเห็นหญิงสาวและชายหนุ่มอีกคนที่สีหน้าของชายหนุ่มคนนั้น ดูก็รู้ว่าจำใจเดินตรงมาทางนี้

“เป็นหนุ่มหล่ออีกคนที่ตามหาตัวยากมากนะคะ น้องวินเนี่ย” ท่าทางแบบออกหน้าออกตาของผู้หญิงคนนี้ยังคงไว้จได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นนิสัยโดยแท้ของเธอ หรือเป็นลักษณะจำเป็นทางด้านอาชีพการงานก็ตาม “พี่ตามคิวน้องวินมาสองสามเดือนแล้ว ไม่มีคิวว่างให้พี่เลย ยิ่งช่วงหลัง ๆ มานี่ ได้ข่าวว่าน้องวินยุ่งมาก ติดแฟนหรือคะ” เธอก็อดไม่ได้ที่จะหยอดเรื่องนินทาซุบซิบไฮโซ ที่เอาไปต่อยอดขายยอดวิวในโซเชียลได้อีกนาน

“ทำนองนั้นมั้งครับ” วินตอบกลับไปแบบไม่ลังเล “พูดแบบนี้ แปลว่าให้พี่เอาไปเขียนข่าวได้ใช่มั้ยคะ” นักข่าวอย่างเธอหูผึ่งตาเบิกโพลงกันเลยทีเดียว กับเรื่องราวฉาว คาว จริงมั่งไม่จริงมั่ง เติมไข่ใส่เข้าไป คนก็ชอบเหลือเกินกับเรื่องราวทำนองนี้ “ถ้าพี่จะเขียน เดี๋ยวผมบอก เอ สมัยก่อนเขาเรียกว่าอะไรนะครับ รังรักใช่มั้ยครับ เดี๋ยวผมใบ้รังรักของผมกับแฟนให้ด้วย” วินพูดพลางมองไปทางนฤเบศที่แน่นอน หนุ่มใญ่คนนี้ย่อมจำเขาได้อย่างแน่นอน

“แหม น้องวินนี่ ใช้คำโบราณจังนะคะ นี่ถ้าไม่บอกว่ากำลังจะอายุยี่สิบ พี่ก็นึกว่าน้องวินหลุดออกมาจากยุคไนน์ตี้” หญิงสาวจำสำนวนอะไรแบบนี้ได้ จากงานเขียนของพวกรุ่นพี่ของเธอ “ก็ไม่แน่นะครับ ยุคเก้าศูนย์สำหรับผม เป็นยุคที่มีอะไรให้น่าจดจำอยู่ไม่น้อย และผมคงจะยังจำมันได้ดีอยู่” สองหนุ่มต่างวัยสบตากัน นฤเบศรู้สึกเหมือนกับว่า เด็กหนุ่มชื่อวินคนนี้ จงใจพูดประโยคนั้นกับเขา

“แหม พี่ก็เสียมารยาท น้องวินคะ ขอโทษด้วยนะคะคุณนฤเบศ นี่น้องวินทายาทครอบครัวมหาเศรษฐี ที่หยิบจับทำธุรกิจอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด ส่วนนี่ก็” ยังไม่ทันที่เธอจะแนะนำนฤเบศให้วินรู้จัก “ผมกำลังสนใจในธุรกิจที่คณจะลงทุนเพิ่มอยู่พอดีเลย ได้ข่าวว่ายังจะต้องใช้เงินอีกมหาศาล ใช่มั้ยครับ” วินก็พูดแซงขึ้นมาก่อน นฤเบศไม่คิดว่านี่เป็นแค่คำถามปกติทั่วไป ที่ไม่มีนัยอะไร

“ไม่ต้องห่วงครับ เงินจะเยอะแค่ไหน ผมมีวิธีจัดการของผมได้” นฤเบศยังจำสายตาเอาเรื่อง สีหน้าหยิ่งผยองของเด็กหนุ่ม ที่เขาเห็นในเช้าวันนั้นได้ “บริษัทในตลาดหุ้น ถ้ามีเงินก็ซื้อได้ ราคาหุ้นของบริษัทคุณกำลังทำกำไรดีทีเดียว ถ้าอยากซื้อคืนก็ได้นะครับ ไว้ผมจะพิจารณาขายคืนให้ ถ้าคุณต้องการเงินด่วนขนาดนั้น” คำพูดของวิน ทำเอาหญิงสาวต้องลอบมองสีหน้าของทั้งสองหนุ่ม เธอว่าเธอได้ข้อมูลดิบอะไรดี ๆ ไปเขียนขยายและขายข่าวได้อีกเยอะ

“สองคนนี้ รู้จักกันแล้วก็ไม่บอกนะคะ” ใจจริงเธอเองก็อยากจะสุมไฟให้ลุกโชนมากกว่านี้ ถ้าทำได้ “แล้วนี่น้องวินมาทานข้าวหรือคะ ทำไมมาคนเดียวล่ะคะ ร้านออกจะโรแมนติกขนาดนี้” แทนคำตอบนี้ มีใครอีกคนเดินเข้ามาในร้านพอดี แต่ก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นว่ามีใครที่ยืนอยู่ด้วยกันบ้าง

“ตฤณมาช้าจัง วินหิวแล้ว” วินยื่นมือออกไปด้านหน้า เมื่อเจ้าของชื่อเดินเข้ามาใกล้ เด็กหนุ่มคว้าข้อมือของอีกฝ่ายเอาไว้ในมือ และแน่นอน การกระทำนั้น มันอยู่ในสายตาของทั้งนักข่าวและของนฤเบศ “มาเดทหรือเปล่าคะเนี่ย” ตามสัญชาตญาณของนักข่าว อะไรคุ้ยได้ให้รีบ อะไรเขี่ยได้ให้ทำ

“ปฏิเสธยังไงให้ยังน่าเชื่ออยู่ครับเนี่ย” วินเองก็ดูจะรู้เหลี่ยมมุมของตัวเองเป็นอย่างดี ตฤณนั้นได้แต่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ทำอะไรไม่ถูก ยิ่งสายตาที่เต็มไปด้วยอาการต่อว่าและตัดพ้อจากนฤเบศส่งมาให้เห็นแบบนั้นด้วย วินทั้งชวนแกมบังคับให้เขาออกมาเจอที่ร้านอาหารนี้ให้ได้ ตฤณที่ไม่รู้จะปฏิเสธจะเลี่ยงยังไงแล้ว ก็ยอมออกมาพบเด็กหนุ่ม แต่เขาเองคิดไม่ถึงว่าจะเจอนฤเบศที่นี่ด้วย

“ไม่คิดเลยนะคะ ว่าน้องวินจะชอบ แบบ” หญิงสาวมองไปทางตฤณที่ยืนทำหน้าไม่ถูกอยู่ “แบบ ชอบรุ่นพี่” เธอเลือกที่จะลงท้ายประโยคให้สมบูรณ์แบบนั้น “เอาเป็นว่า” วินพูดขึ้นแทนคำตอบตรง ๆ “ถ้าเผื่อมีใครเกิดอยากเอาไปเขียนข่าว หรือเอาไปพูดต่อ คือมันไม่ใช่แค่รุ่นพี่คนไหนก็ได้นะครับ” วินพูดพลางหันไปมองตฤณ แต่เป็นได้แค่เฉพาะรุ่นพี่คนนี้เท่านั้น” วินพูดจบก็เอื้อมมือไปโอบไหล่ของตฤณเอาไว้ โดยมีสายตาที่ไม่พอใจเป็นอย่างมากของนฤเบศจับจ้องอยู่อย่างไม่ละสายตา

“คิดดีแล้วหรือครับที่ทำแบบนั้น” วินถามขึ้นเสียงเรียบ ๆ แต่ฟังดูมีความหมายแฝงอยู่ เมื่อนฤเบศที่ทนไม่ไหวกับภาพที่เห็นตรงหน้า เดินเอาไหล่ชนแขนของวินอย่างจงใจ “ผมว่า ครั้งนี้มันจะไม่ใช่แค่ลงไปนั่งกองอยู่ที่พื้น เหมือนที่แล้วมานะครับ” คำพูดของวินทำเอานฤเบศถึงกับต้องเก็บเอาไปทวนความทรงจำ ว่าเหตุการณ์แบบนั้นมันเคยเกิดขึ้นกับเขาหรือไม่ ก่อนที่หนุ่มใหญ่จะเดินออกจากร้านอาหารไป

อาหารมื้อนั้นเป็นไปอย่างปกติดี วินทำทุกอย่างที่เป็นการเอาใจตฤณ อาหารทุกจานที่ถูกนำมาเสิร์ฟ คือเมนูที่ตฤณชอบทั้งนั้น รสชาติ การตกแต่ง ทุกอย่างที่ถูกรังสรรค์ออกมา คือการที่วินเน้นย้ำกับทางร้านว่า เขาไม่ต้องการอะไรที่น้อยกว่าคำว่าสมบูรณ์แบบ และมันทำให้ตฤณนั้นมีช่วงเวลาที่ได้คิดถึงเรื่องราวในวันเก่า ๆ มากมาย

“จะให้เชื่อใช่มั้ย ว่าทั้งหมดนี้ เป็นแค่เรื่องบังเอิญ” ตฤณเปิดฉากถามเด็กหนุ่ม หลังจากที่ทั้งสองคนกำลังเดินกลับไปที่รถ “ไม่นะ วินตั้งใจเลือกเมนูบนโต๊ะทุกอย่างด้วยตัวเอง วินบอกกับทางร้านว่ามันเป็นของที่ตฤณชอบทั้งนั้น” วินตอบคำถามนั้นออกไปด้วยสีหน้าที่ว่าตัวเขานั้นบริสุทธิ์ใจเกินร้อยเปอร์เซ็นต์

“อย่ามาทำเล่นลิ้น ทำไมถึงเป็นเด็กที่ร้ายกาจแบบนี้นะ” ตฤณนั้นไม่รู้จะทำยังไงกับเด็กคนนี้ดี “ก็เพราะผู้ใหญ่ไม่ยอมทำตามความรู้สึกของตัวเองเสียที” วินพูดสบตากับตฤณ โดยที่ตฤณหลบสายตา จนวินต้องตามจ้องตากับตฤณที่หลบไม่ยอมมองด้วย “เด็กบ้านี่” ตฤณที่ทนไม่ไหวตีเข้าที่ต้นแขนของวิน เด็กหนุ่มหัวเราะชอบใจ

“ก็ถ้าตฤณปากตรงกับใจเมื่อไหร่ ก็เมื่อนั้น” วินพูด น้ำเสียงนั้นไม่ได้มีแววล้อเล่นแต่อย่างใด “ต้องการอะไร ทั้งหมดนี้ ต้องการอะไรจากผม” ตฤณหยุดเดิน ก่อนจะยิงคำถามออกไป วินหยุดเดินเช่นกัน ก่อนจะหันมามองตฤณ “มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่วินตามหาตฤณจนเจอ” เด็กหนุ่มพูด “อีกครั้ง” ตฤณไม่ใช่ไม่อยากยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่มันก็ยากเกินจะเชื่อ

“วินอยากขอโอกาสจากตฤณ ให้โอกาสวินอีกครั้ง จากเรื่องในวันนั้น” เด็กหนุ่มที่ท่าทาง ลักษณะ การพูดการจานั้น เหมือนใครบางคนที่ตฤณเคยรู้จัก “หลังจากตอนนั้น มันมีอะไรเกิดขึ้นกับผมมากมายเหลือเกิน” กับช่วงชีวิตของตฤณจนมาถึงตอนนี้ เขาต้องผ่านเรื่องราวอะไรต่าง ๆ มาในทุกรูปแบบ

“วินรู้” เด็กหนุ่มตอบกลับอีกฝ่ายไป “ก็เห็นอยู่” ตฤณรู้ดีว่าวินหมายถึงอะไร ไม่สิ ตฤณรู้ว่าวินหมายถึงใคร “บางเรื่องมันก็ไม่เรื่องที่ผมภูมิใจอะไรกับมันนักหรอก” ตฤณเม้มปากแน่นจนเกือบจะเส้นตรง กับเรื่องราวที่เขาไม่อาจจะย้อนกลับไปแก้ไขอะไรมันได้อีก มันคือการดำเนินชีวิตของเขา ที่ตฤณเลือกมันดีแล้วสำหรับในวันนั้น

“วินว่าวินข้าใจนะ” เด็กหนุ่มพูดขึ้นหลังจากที่ทั้งสองเงียบเสียงกันไปนาน “ไม่ใช่เพราะว่าวินเป็นคนใจกว้างอะไรไ เด็กหนุ่มอธิบายในส่วนของตน “อะไรพวกนั้นมันเกิดขึ้นตอนที่วินไม่อยู่ วินทำอะไรไม่ได้ นอกจากยกผลประโยชน์ให้จำเลย” วินชี้นิ้วไปที่ตฤณ ผู้ที่แน่นอน เป็นจำเลยของเหตุการณ์ในตอนนี้

“แต่เมื่อวินอยู่ตรงนี้แล้ว วินอยู่ตรงหน้าตฤณแบบนี้แล้ว ตฤณเป็นของวินคนเดียวเท่านั้น” การที่ตฤณได้ยินวินพูดกับเขาแบบนั้น เขาไม่อาจจะปฏิเสธได้เลยว่า มันทำให้หัวใจของเขาอิ่มเอมและเติมเต็มมากแค่ไหน กับหัวใจที่เคยร้าวรานจนแทบแตกสลาย หัวใจที่โรยราแห้งผาก อยู่ไปโดยไม่คิดว่าจะได้รู้จักกับรัก แบบที่เขาเคยรักเป็นได้อีกแล้ว

“แล้วอีกอย่างวินก็ไม่เด็กแล้วด้วย ไม่เชื่อตฤณลองจับได้เลย มันทั้งใหญ่ ทั้งอวบ” ยังไม่ทันที่วินจะได้พูดขยายสรรพคุณอย่างอื่นเพิ่มเติม ตฤณก็ใช้มือปิดปากวินเอาไว้เสียก่อน เด็กหนุ่มทำปากขยับพูดต่อ ทำเสียงอู้อี้ ทำท่าทำทางตลกกับมือของตฤณที่ปิดปากเขาอยู่ จนตฤณเองยังต้องหลุดหัวเราะออกมา

“จริงหรือเปล่าไม่รู้ ที่เขาว่ากินเด็กแล้วเป็นอมตะ” วินแกะมือของตฤณออกจากปากเขา ทั้งริมฝีปากและแววตานั้นยิ้มแบบแทบจะกลืนกินอีกฝ่ายเข้าไป “มันก็น่าจะจริง” วินพูดพลางพยักหน้าเห็นด้วย “เพราะร่ำลือกันว่า กินผู้ใหญ่ก็ถือว่าได้กินยาอายุวัฒนะ” วินพูดจบก็เดินนำกลับไปที่รถยนต์ของเขา ก่อนที่จะออกรถพาตฤณเข้าสู่กระแสการจราจรยามค่ำที่วุ่นวายของมหานครอย่างกรุงเทพ ฯ

******************************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=6Ixqnzv02fQ


เธอ เรามีเรื่องต้องคุยกัน

Hey there, we really need to talk

เรื่องที่ฉันว่าเธอก็รู้

Something you already knew

เอาเป็นว่าฉันพูดก่อนแล้วกัน

Yet, let me be the one to speak up


ฉัน นั้นยังไม่ลืมเธอ

I, I never ever forget you

จำเรื่องของเธอได้เสมอ

Remember everything about you

ยังไม่มีใครแทนเธอได้เลย

No one can take your place in my heart


วันนี้ แค่ฉันมองตาเธอก็รู้

Today, I see all of that in your eyes

ว่าหัวใจของเธอยังไม่เคยเปลี่ยนเลย

Of course, you heart also has been the same

ถ้างั้น

If so


คนที่เลิกกันไป จะกลับมาคบกันอีกได้ไหม

Those who’ve broken up, would they return and reconcile?

ฉันว่าถึงเวลา กลับมาคบกันเถอะ

I think it’s about time for us to come back and get together

เพราะตอนนั้นที่เลิกกันไป เรานั้นยังรักกันอยู่ใช่ไหม

Because we went separate ways that day, knowing we were still pretty much in love

ฉันว่าถึงเวลาแล้วหรือยัง กลับมาคบกันเถอะ

Isn’t it the perfect time now? Baby, come stay and be with me


Please, please babe

Please, please babe

Please, please babe

Please, please babe


ตอนนี้ เรานั้นเสียเวลาพอแล้ว

Now that we’ve wasted too much precious time

ทั้งที่หัวใจเราก็ไม่เคยเปลี่ยนเลย

Though our hearts, they are both unchanged

ไม่ว่านานแค่ไหนก็เหมือนเดิมอยู่เลย

No matter how long it’s been, they’re still the same



ถ้างั้น

If it’s like that,


คนที่เลิกกันไป จะกลับมาคบกันอีกได้ไหม

Those who’ve broken up, would they return and reconcile?

ฉันว่าถึงเวลา กลับมาคบกันเถอะ

I think it’s about time for us to come back and get together

เพราะตอนนั้นที่เลิกกันไป เรานั้นยังรักกันอยู่ใช่ไหม

Because we went separate ways that day, knowing we were still pretty much in love

ฉันว่าถึงเวลาแล้วหรือยัง กลับมาคบกันเถอะ

Isn’t it the perfect time now? Baby, come stay and be with me


Please, please babe

Please, please babe

คบกันได้ไหม

Will you be with me?


Please, please babe

Please, please babe

กลับมาคบกันได้ไหม

Come back and be mine again

Please, please babe

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 416
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
โถ่ดีน ไม่ร้องน๊าาาาา ชาติที่แล้วทำกับเขาไว้เยอะนี่ :m16:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 213
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๓๓. คิดถึงเมื่อเธอหมดใจ



2537

1994



นันทรุดตัวลงนั่งอยู่ตรงลงนี้มาได้สักพัก อาการของคนที่ไม่มีที่จะไป มันทำให้ไม่เพียงแต่ขาทั้งสองข้างไม่มีแรงจะก้าวเดินต่อ แต่รวมไปถึงกำลังใจที่เหือดหายไปจากความรู้สึก ทำได้แค่บอกตัวเองว่า อยากอยู่ตรงนี้ไปสักพัก จมอยู่กับความเป็นจริงที่แสนจะโหดร้ายนี้ไปก่อน เมื่อรู้ตัวดีว่า ตัวเองนั้นได้พ่ายแพ้ต่อเกมชีวิตในตานี้อย่างราบคาบ

รถประจำทางที่มาหมดระยะพอดีที่ป้ายรถเมล์ไม่ไกลจากตรงนี้ แถมกว่าที่รถเที่ยวแรกจะเริ่มวิ่งอีกครั้ง ก็เช้าตรู่โน่นเลย นันได้แต่ถือถุงพลาสติกในมือใบนั้น หอบสมบัติอันน้อยนิดที่มีติดตัว เดินเลาะไปมา มองหาที่พึ่งพิงสักที่ให้ตัวเองได้พ้นผ่านคืนนี้ไปได้ เด็กหนุ่มเงยหน้ามองขึ้นไปบนฟ้า ปรอยฝนที่อยู่ ๆ ก็พรำลงมาเมื่อก่อนหน้าตอนที่นั่งอยู่บนรถเมล์ ดูเหมือนจะขาดเม็ดไปแล้ว

นันนั่งลงบนพื้นถนน ทั้ง ๆ ที่มันเปียก ๆ แบบนั้น ไม่มที่ว่างอื่นใดแห้งปราศจากการโดนฝนตกใส่ แต่อย่างน้อยที่ตรงนี้ มันก็ดูหลบมุมและพ้นสายตาจากคนที่อาจจะเดินผ่านถนนใหญ่ที่ด้านนอกนั่น ซอยเล็ก ๆ ซอยนี้คงจะเรียกได้ว่าทางเดินข้างตึกข้างอาคารอะไรสักอย่างมากกว่า มันพาเขามาซ่อนตัวได้เป็นอย่างดี ในเวลาที่นันรู้สึกว่าทั้ง ๆ ที่เขาแทบไม่มีตัวตนอยู่ในโลกนี้อยู่แล้ว แต่ก็ยังต้องหาที่ที่จะซ่อนตัวของเขา ให้พ้นจากสายตาของคนอื่นอยู่ดี

หวังว่าฝนคงไม่ลงเม็ดอีกครั้ง นันคิดอยู่ในใจแบบนั้น เดาว่าตอนนี้คงเลยเวลาเที่ยงคืนมาเล็กน้อย เสียงผู้คนโหวกเหวกโวยวายด้วยความเมาที่ด้านนอกถนนเมื่อก่อนหน้า ฟังดูเงียบเสียงลงไปเยอะ ตรงนี้อาจจะทำให้เขาได้พักตาหลับได้สักงีบหนึ่ง ก่อนที่อะไร ๆ ของวันพรุ่งนี้จะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

นันซุกตัวเข้ากับซอกเล็ก ๆ ที่เกิดจากผนังอาคารกับถังสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ที่น่าจะเอาไว้ใส่สิ่งของที่คนไม่ต้องการแล้ว ไม่อย่างนั้น มันก็คือถังขยะดี ๆ นี่เอง โชคดีที่มันคงไม่ใช่ถังที่ใส่พวกเศษอาหารอะไรเทือกนั้น เพราะมันไม่ได้ส่งกลิ่นเน่าเหม็นอะไรออกมา นันพิงศีรษะหลับตาลง หวังใจว่าจะหลับเอาแรงสักครู่ พลันแสงไฟจากด้านในอาคารก็ส่องมาแยงตา เมื่อประตูด้านหลังตึกนั้นพูดเปิดออก

“อ้าว นี่มันอะไรกัน เธอเป็นใครมานอนอะไรอยู่ตรงนี้ ไป ๆ อย่ามานอนขวางประตูด้านหลังร้าน เมายาหรือเปล่าเนี่ย อย่ามาเล่นยาแถวนี้นะ เดี๋ยวฉันแจ้งตำรวจมาจับ ไป ๆ ไปไหนก็ไป” เสียงไล่นั้นดังขึ้นแทบจะในทันทีที่ประตูบานนั้นถูกเปิดออก และคนด้านในมองเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น นันรีบลุกขึ้นยืนแม้ว่าเรี่ยวแรงแทบจะไม่มีเหลืออยู่

“ขอโทษครับ ผมแค่อยากนั่งพักสักเดี๋ยว ผมไม่มีที่ไปจริง ๆ ขอโทษครับ ผมจะไปเดี๋ยวนี้ครับ” นันก้มลงคว้าถุงพลาสติกใบน้อยนั้น ท่ามกลางการสังเกตของคนที่เพิ่งเอ่ยปากไล่เขา นันตัวลีบเล็กลงอีก เมื่อกำลังจะหันหลังเดินออกไปจากตรงนั้น “แล้วรู้หรือยัง ว่าจะไปที่ไหนต่อ” เสียงถามนั้นมีความเป็นห่วงเจืออยู่อย่างเลี่ยงไม่ได้

“เดี๋ยวผมลองหาดูครับ” นันพูดเสียงเบา ไม่เลยด้วยซ้ำว่า เขาจะไปหาที่แบบนั้นได้จากตรงไหน เสียงถอนหายใจดังออกมาจากคนคนนั้น ให้นันได้ยิน “เออ เนี่ยเที่ยงคืนกว่าแล้ว ฉันมัวแต่ยุ่ง ๆ ในร้าน ยังไม่ได้กินข้าวเลย หิวจะแย่ เธอล่ะ กินอะไรหรือยัง หิวมั้ย” คำถามนั้นของคนที่นันพอจะเดาได้ว่าเป็นเจ้าของร้าน มันทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมาอย่างประหลาด คำถามจากคนแปลกหน้าที่เพิ่งจะเคยเห็นหน้ากัน และแทบจะไม่รู้จักกันเลย จากบทสนทนาเพียงไม่กี่ประโยค

“เข้ามาก่อน” เสียงชวนให้นันเข้ามาด้านในร้าน นันยกมือไหว้พร้อมถุงพลาสติกใบนั้นในมือ สายตาของเจ้าของร้านลอบมองอยู่ตลอดเวลา “นั่งสิ” เมื่อเดินออกจากครัวด้านหลังมาที่ด้านในร้าน นันมองไปรอบ ๆ ร้านนั่งดื่มนั้น “อย่างเธอฉันเสิร์ฟแค่น้ำเปล่าเท่านั้นแหละ นั่ง” เสียงดุนั้นไม่ได้จริงจังอะไร ก่อนจะพยักพเยิดหน้าให้เด็กหนุ่มนั่งลงบนเก้าอี้ด้านหน้าบาร์นั้น

นันนั่งลงตามคำสั่งของเจ้าของร้าน เขาวางถุงพลาสติกลงบนบาร์เหล้า เจ้าของร้านมองตามไปที่ถุงพลาสติก ก่อนจะเหลือบตามองใบหน้าของนันแวบหนึ่ง ถอนหายใจออกมาเบา ๆ แล้วหันไปทำอะไรขลุกขลัก ๆ อยู่สักพัก กล่องข้าวผัดที่เย็นชืดแล้ว เนื่องจากซื้อมาตั้งแต่หัวค่ำเพิ่งจมีโอกาสได้นั่งกินมัน ถูกนำมาวางไว้ที่ตรงด้านหน้าของนัน นันเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของร้าน แววตาอันอ่อนโยนของความมีเมตตา อยู่ในดวงตาคู่นั้นที่มองมาที่เขา

นันมองดูคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตรงหน้าเขา ที่นันคุกเข่าอยู่ต่อหน้า กำลังมีน้ำตารื้นขึ้นที่ขอบตาเมื่อรับเอาพวงมาลัยดอกไม้พวงเล็ก ราคาไม่กี่บาทไปจากมือของนัน สิ่งที่มากไปกว่านั้นมหาศาล คือสีหน้าที่ปลาบปลื้มกับแววตาที่เป็นสุข ที่มันฉายความเอิบอิ่มออกมาให้นันได้มองเห็น จากวันนั้น วันที่นันได้รับการช่วยเหลือจากคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขาในวันนี้

“นี่แกว่าฉันแกงั้นหรือ เจ้านัน” ปากก็พูดไป แต่ก็เอาพวงมาลัยพวงนั้นหันไปอวดกับผู้ชายอีกคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กัน “เจ้ก็เป็นแม่นันได้นะ” นันพูดพลางยิ้มกว้าง ก่อนจะโดนตีเบา ๆ เข้าที่ต้นแขน “ฉันแทบจะคลอดแกออกมาเองเลยล่ะ เจ้านัน จริงมั้ย” ความฝันที่เจ้มีมาตลอด แม้ว่ามันจะไม่มีทางเป็นไปได้ ก็คงจะเป็นเรื่องนี้ เรื่องที่แกมีลูกเป็นของตัวเอง

“ฉันเป็นแม่คนแล้วนะ” ปากเพิ่งด่าไป แต่ก็ยอมรับนันเป็นลูกอย่างไม่อิดออด “ถ้าเธอเป็นแม่ อย่างนั้น ฉันก็เป็นพ่อแล้วสิ” ผู้ชายคนนั้นหยอกล้อกับเจ้เจ้าของร้านอย่างคนที่รักและอยู่ด้วยกันมานาน “ถ้าดื้อ จะโดนไม้เรียวเข้าให้นะ” เสียงสูดน้ำมูก อาการปาดน้ำตาลวก ๆ นั้น ทำเอาทุกคนหัวเราะกันใหญ่ นันรู้สึกเป็นสุขใจที่เห็นทั้งสองคนที่ยื่นมือช่วยเหลือ ให้ที่พักพิงแก่เขา มีความสุข เวลาเกือบสองเดือนที่ผ่านมา นันซาบซึ้งใจอย่างที่สุด เพราะทั้งสองคนมีบุญคุณท่วมหัวนันมากจริง ๆ

“เจ้หวี ขอบคุณนะครับ นันขอบคุณมากจริง ๆ” นันกล่าวของคุณ ก่อนจะก้มลงกราบที่เท้าของเจ้หวี “ไม่เป็นไร ฉันเห็นแกเป็นแบบนี้ ฉันก็สบายใจ” เจ้หวีเจ้าของร้านรับไหว้นัน ก่อนจะลูบหัวลูบหางนันอย่างเอ็นดู “วันนี้วันดี ใครเขามาทำเศร้าทำซึ้งอะไรกัน” พูดไปอย่างนั้น แต่เจ้หวีก็ยังมองพวงมาลัยที่ถืออยู่ในมืออย่างชื่นชม แฟนหนุ่มของเจ้หวี ดึงเจ้เข้าไปกอดแล้วหอมแก้มอย่างรักใคร่

“สงกรานต์ทั้งที แกจะมานั่งจุดเตาทอดไข่เจียวขายทำไม ไอ้นัน ไปเล่นน้ำกับเขาไป” แฟนของเจ้หวีที่ก่อนหน้าคะยั้นคะยอให้นันออกไปเล่นสนุกอย่างคนอื่นเขาบ้าง สุดท้ายก็ห้ามนันไม่ได้ ต้องปล่อยให้นันตั้งแผงเล็ก ๆ ด้านหน้าร้าน ทำข้าวไข่เจียวขาย “บาร์เรามันค่อนมาทางสุดปลายถนนที่เขาเล่นสาดน้ำกัน มันจะขายได้กี่มากน้อย เจ้านัน” เสียงเจ้หวีดังขึ้น รู้สึกชื่ชมไม่น้อยกับความขยันที่มีของนัน

“เชื่อนันสิเจ้ เล่นน้ำเหนื่อย ๆ มา ยังไงก็ต้องหิว ได้กลิ่นไข่เจียวหอม ๆ แบบนี้ ปี๊บเดียวไข่หมดแผงแน่นอน” นันบอกกับเจ้าของร้านทั้งสองคน ยิ้มกว้าง ไม่อยากให้โอกาสหารายได้เข้าร้านหลุดลอยไป “อีกอย่าง นันไม่มีใครออกไปสาดน้ำด้วยสักหน่อย ออกไปนะ กลับมาถึงบ้านตัวแห้ง ไม่เปียกกับเขาหรอก” เสียงหัวเราะใส ๆ นั้น นันทำให้เห็นครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่กัน เจ้หวีพยักหน้าบอกนันว่าตามใจ หลังจากนั้น ข้าวไข่เจียวของนัน ขายได้เรื่อย ๆ แฟนของเจ้หวียังเย้าเจ้ว่า ต้องเรียนรู้การตลาดจากเจ้านันมันแล้วล่ะ

“มีข้าวไข่เจียวขายใช่มั้ยครับ ขอโทษนะครับ ขอข้าวไข่เจียวหนึ่งกล่องครับ” เสียงถามจากด้านนอกนั้น “มีครับ ได้เลยครับ” ทำให่นันรีบวิ่งออกมาที่ด้านหน้าร้าน ก่อนจะสะดุดกึก เมื่อเห็นว่าเป็นใครที่มาสั่งไข่เจียวที่ร้าน “นัน” เสียงเรียกชื่ออย่างตื่นเต้น “นันมาอยู่ที่เองหรือ นัน สบายดีมั้ย ท็อปคิดถึงนั้นมาก เป็นห่วงนันมากจริง ๆ” เสียงพูดรัวนั้นดังมากพอ ที่จะให้เจ้หวีเดินออกมาดูที่หน้าร้าน ว่าเกิดอะไรขึ้น

“ใครน่ะ รู้จักกันหรือนัน” เจ้หวีถามขึ้น ก่อนจะยกมือรับไหว้จากเด็กหนุ่มที่ด้านหน้าร้าน “ครับ” ท็อปชิงตอบแทนนัน ที่ยืนนิ่งเงียบไม่ยอมพูดอะไร “นันคุยกับท็อปหน่อยได้มั้ย” เสียงถามนั้นฟังดูก็รู้ว่า คนพูดมีความรู้สึกผิดติดค้างกับนันอยู่ “เราต้องดูร้าน ไม่สะดวก” นันตอบท็อปออกไปในที่สุด ท็อปสีหน้าสลดลงเมื่อได้ยินแบบนั้น แม้ว่าในใจเขาจะโล่งอก เมื่อได้มาเจอนันอีกครั้ง

“ไปนัน ไปหาที่คุยกับเพื่อนกันให้เรียบร้อย เดี๋ยวตรงนี้ ฉันดูลูกค้าให้” เจ้หวีที่พอจะมองออกว่าเกิดอะไรขึ้น บอกนันให้ไปคุยกับท็อปให้รู้เรื่องก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรที่ค้างคากันอยู่ “แกเพิ่งสัญญากับฉันนะ นัน ว่าจะไม่ดื้อ” นันพยักหน้ารับคำเจ้หวี ก่อนจะบอกให้ท็อปเดินไปที่ตรอกเล็ก ๆ ด้านข้างตึก แฟนเจ้หวีเดินมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น เจ้หวีบอกไปว่า เด็กหนุ่มคนนั้นคงจะเป็นคนที่นันอยากจะออกไปสาดน้ำสงกรานต์ด้วย ถ้าเรื่องราวมันไม่เป็นไปแบบนี้เสียก่อน

“นันสบายดีมั้ย” ท็อปยิงคำถามทันที ที่นันเปิดประตูด้านหลังร้านออกมาพบกับเขา “เราไม่เป็นอะไร” นันตอบออกไปเสียงเบา ในใจกำลังสับสนพร้อมด้วยอาการหัวใจที่เต้นระรัว “นันพูดกับท็อปห่างเหินดีจัง” ท็อปรู้สึกโหวงเหวงในใจกับท่าทีและคำพูดของนันที่มีให้เขา “ก็สมควรแล้ว ว่ามั้ย” ท็อปพูด หัวเราะแห้ง ๆ ด้วยสีหน้าของคนที่พยายามสู้หน้าอีกฝ่ายให้ได้

“มันผ่านมาเป็นเดือนแล้วนี่นา” นันพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเป็นปรกติ แต่ใครจะรู้ ว่าภายในใจของนันนั้น มันกำลังเต้นระส่ำไปหมด “อะไร ๆ มันก็คงเปลี่ยนไป” แม้ไม่ได้พูดตอกหน้าใส่กกัน แต่มันก็เหมือนใช่ ท็อปกลืนน้ำลายลงคอได้อย่างยากลำบาก ตั้งแต่เหตุการณ์วันนั้นที่บ้านของเขา ท็อปแอบตามไปหาที่บ้านของนัน แต่ก็ไม่พบอีกฝ่าย เจอแต่พ่อเลี้ยงของนัน ที่นอนเมายาอยู่ในละแวกแถวบ้าน เป็นที่เอือมระอาของผู้คนแถวนั้น

“ถ้าไม่มีอะไรมากไปกว่าการพูดทักทายกัน เราขอตัวนะ เรามีงานทำค้างเอาไว้อยู่” นันพูดตัดบท ด้วยเหตุผลที่ว่า เขาไม่คิดว่าเขาจะสามารถหักห้ามใจตัวเองเอาไว้ได้ ที่จะเห็นตัวเองกลับไปเป็นนันคนเดิม ก่อนหน้าที่เรื่องทุกอย่างนี้จะเกิดขึ้น ท็อปเองที่ตั้งใจว่าแต่แรก ว่าจะบอกนันว่า กี่ครั้งกันแล้วที่เขาเพียรไปหานันที่บ้าน กลับต้องกลืนคำพูดเหล่านั้นลงไป

“ให้โอกาสท็อปอีกครั้งได้มั้ย นัน” ในขณะที่นันกำลังจะหันหลังเดินกลับเข้าร้านไป คำถามของท็อป มันได้พาความรู้สึกเสียดแทงใจ กลับมาให้นันรู้สึกอีกครั้ง นันมองหน้าท็อปอีกครั้ง ใบหน้าของคนที่นันได้มอบหัวใจไปจนหมดทุกห้อง “ฟังดูคุ้น ๆ จัง” นันพูดพร้อมรอยยิ้ม รอยยิ้มที่ไม่ได้เจือเลยสักเล็กน้อย ถึงความสุขในหัวใจ

“ท็อปขอโทษ ท็อปผิดเอง ท็อปควรจะให้โอกาสนันได้อธิบาย ท็อปควรจะให้โอกาสกับนัน กับเรื่องไอ้หนังสือบ้า ๆ นั่น” ท็อปรีบพูดเร็วปรื๋อ ในใจกลัวว่าจะเป็นอย่างที่เขาทำกับนัน ไม่มีโอกาสได้พูดบอกความจริงในใจ “หนังสือที่ท็อปก็ซื้อมันมาดู เปิดมันนับครั้งไม่ถ้วน เพื่อสนองความไคร่ของตัวเองน่ะหรือ” นันถามออกไปด้วยหัวใจที่เจ็บปวด

“ไม่เป็นไรหรอก” นันพูด “มันก็คุ้มค่าราคาหนังสือที่ท็อปจ่ายไป” นันพูดบอกกับท็อปไป ว่าเรื่องนี้มันเข้าใจได้ “นัน ท็อปผิดไปแล้ว” ท็อปจะเดินเข้ามาหานัน แต่นันถอยหลังเดินหนี “ถ้าคำนี้ ท็อปพูดมันออกมาในวันนั้น เราคงยกโทษให้ได้ไม่ยาก แต่วันนี้ ใจเรามันมีแผลเป็นเสียแล้ว ท็อปเข้าใจมั้ย ว่าใจเรามันไม่เหมือนเดิมแล้ว” นันพูดบอกความจริงจากใจให้ท็อปได้รับรู้

“เราไม่ได้แข็งแกร่งขึ้น แต่เราไม่เหลือใจให้ท็อปทำร้ายอีกแล้ว” นันพรั่งพรูคำพูดออกมา “นัน กลับมาคบกับท็อปอีกครั้งเถอะนะ ท็อปสัญญา ว่าจะทำตัวให้ดีขึ้น นะ นัน นะ” ท็อปพูดขอร้อง น้ำตาของเด็กหนุ่มที่กำลังรับรู้ว่า เขาจะไม่มีโอกาสได้รับของขวัญอันล้ำค่าในชีวิตกลับคืนมา

“เราสองคนลากันที่ตรงนี้” นันพูดออกไป ทำใจไม่หั่น ทำเสียงไม่ให้เครือ กั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ให้ไหล “ไม่เอาอ้ะ นัน ไม่เอาแบบนี้ อย่าทำแบบนี้เลย ท็อปขอร้อง ท็อปผิดไปแล้ว ขอร้อง ท็อปขอร้องนะนัน” คำตอบของนัน คือการที่เหลือเพียงแค่ท็อปเท่านั้น ที่ยืนร้องไห้อยู่เพียงลำพัง

*********************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=hwQUNl5ORKc


สิ่งดีดี ที่ทำไว้

All the good stuff to please

ที่มันมาจากความจริงใจ ครั้งนั้น

Those coming straight right from my heart

คิดว่าแสนเนิ่นนาน ที่เธอได้ไป

Think you have had that for quite some time


แต่เธอเองในวันนั้น

It was simply you that day

เหมือนว่าเธอไม่เคย จะมาสนใจ

Never showed you cared or anything

รักที่มีให้ไป แต่เธอนั้น ไม่ต้องการ

My love given to you was not the same things you wanted


วันที่เธอ กลับคืนมาครั้งนี้

You came back right before me today

น่าที่จะรู้ดี ว่าจะไม่เหมือน วันวาน

You should have known, nothing is like those old times

คำว่ารัก ที่เคยมีให้นั้น

Plenty of love I used to have

นับตั้งแต่นี้ ไม่มีสิ่งนั้น เหลือให้เธอ

Starting from now, nothing I felt left for you


หมดแล้ว หมดเลย ใจที่เคยให้กัน

No more, it’s all up; my heart that was for you

ก็เหมือนลม ที่พัดผ่าน ก็คงจะเลยลับไป

Like a nice good breeze, it came and then went away

ผ่านแล้ว ผ่านเลย ก็คงไม่มีครั้งใหม่

What passed, that’s gone; things wouldn’t be renewed

เมื่อผ่านคำว่าช้ำใจ

Once sorrow couldn’t have been unrestored

ก็ไม่มีใคร อยากช้ำ ซ้ำรอยเก่า

No one really wants to go down that old path


สิ่งดีดี ในวันนั้น

All the good deeds that day

ค่ามันคงไม่พอให้เธอ สนใจ

Were not your good pleases to care

ถึงทำดีอย่างไร แต่เธอนั้น ไม่ต้องการ

Tons of that being poured yet you didn’t need any of them


วันที่เธอ กลับคืนมาครั้งนี้

You came back right before me today

น่าที่จะรู้ดี ว่าจะไม่เหมือน วันวาน

You should have known, nothing is like those old times

คำว่ารัก ที่เคยมีให้นั้น

Plenty of love I used to have

นับตั้งแต่นี้ ไม่มีสิ่งนั้น เหลือให้เธอ

Starting from now, nothing I felt left for you


หมดแล้ว หมดเลย ใจที่เคยให้กัน

No more, it’s all up; my heart that was for you

ก็เหมือนลม ที่พัดผ่าน ก็คงจะเลยลับไป

Like a nice good breeze, it came and then went away

ผ่านแล้ว ผ่านเลย ก็คงไม่มีครั้งใหม่

What passed, that’s gone; things wouldn’t be renewed

เมื่อผ่านคำว่าช้ำใจ

Once sorrow couldn’t have been unrestored

ก็ไม่มีใคร อยากช้ำ ซ้ำรอยเก่า

No one really wants to go down that old path


เธอมาครั้งนี้ รู้สึกยินดี ที่ได้มาเจอ

Today you came to see me, I am okay

ก็ยังพอมีใจ ไว้ให้กับเธอ

There’s just friend - zone for you here in my heart

อย่างคนที่เคยคบกัน

At least we once were together


เจ็บแล้ว เจ็บเลย เป็นบทเรียนล้ำค่า

What hurts, stays hurting; that the priceless lesson

เมื่อผ่านความเจ็บช้ำมา

Been through hell called heartache

ก็ถึงเวลา ที่จะขอ เป็นคนใหม่

Now it’s time that I become a new me

ขอโทษจริงจริง

I’m truly sorry, love

ที่ทำให้เธอ เสียใจ

That I am hurting you this time

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 213
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๓๔. คิดถึงเธอห่างเหิน



2566

2023



“โธ่ ไอ้เสือ ไง ซึมเลย ยังนั่งหงอยอยู่อีกรึ ไอ้ลูกชาย” หลังจากที่ปล่อยให้ลูกชายได้ปรับอารมณ์อยู่หลายวัน เมื่อกินข้าวเย็นวันนี้กันเสร็จแล้ว พ่อของดีนก็เริ่มบทสนทนาอีกครั้ง ด้วยการเย้าแหย่ลูกชายของตน “คุณก็” แม่ของดีนที่เป็นฝ่ายประนีประนอม เป็นฝ่ายรอมชอมมากกว่าผู้เป็นสามี ทำเสียงปรามขึ้น เพราะเห็น ๆ กันอยู่ ว่าเรื่องนี้มีผลกับลูกชายของพวกเขาค่อนข้างมาก

“ก็ดูหน้ามันสิ หมดกัน ไอ้ลูกหมาของพ่อ” ดีนที่พอจะปรับความรู้สึกขึ้นมาได้บ้าง เพราะอย่างน้อยท่าทีของพ่อและแม่เกือบสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อรับรู้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า คนที่ดีน ลูกชายของพวกเขาให้ความสนใจมาเป็นคนสำคัญนั้น คือเด็กหนุ่มหน้าตาน่ารัก ที่ผู้เป็นแม่เห็นเมื่อวันก่อน ตอนได้วิดีโอคอลไปหาลูกชายของเธอ พ่อกับแม่มีปฏิกิริยาที่แม้ไม่ได้สนับสนุน แต่ก็ยงมี่ท่าทีต่อต้านใด ๆ

“แต่แม่เองก็ไม่เคยเห็นดีนเป็นแบบนี้เหมือนกันนะลูก” ผู้เป็นแม่นั้น รู้สึกเป็นห่วงความรู้สึกของลูกชายอยู่ไม่น้อย “ดีน” เด็กหนุ่มกำลังคิด ว่าเขาจะบอกกับพ่อและแม่ออกไปอย่างไรดี “มันเกิดขึ้นโดยที่ดีนเอง ก็ไม่ทันรู้ตัว” ดีนเองก็อยากจะอธิบายให้ทั้งสองเข้าใจเรื่องทั้งหมดด้วยเช่นกัน เขาจึงเริ่มเล่าจากจุดเริ่มต้นของทั้งหมด

“ดีนไม่เคยรู้จักเขามาก่อนเลย เรียนที่นี่จนปีสี่ จะจบอยู่แล้ว” ดีนเริ่มเล่าถึงเรื่องที่มารู้จักกับเทปปันได้อย่างไร “ดีนได้มาเล่นละครเวทีของทางมหาวิทยาลัย พอดีนางเอกเขามีปัญหาเรื่องส่วนตัว ก็เลยโดนถอดออกและมีการปรับบท ตอนนี้เองที่เทปปัน” ดีนดูลังเลอยู่เล็กน้อย “พี่น่ารัก ๆ คนนั้นที่พี่ดีนชอบเขาข้างเดียว” ยัยน้องสาวตัวแสบได้ทีพูดแหย่พี่ชายเข้าให้

“นั่นแหละครับ” ดีนสบตากับน้องสาว ถึงแม้ว่าจะยียวนกวนประสาทเขาไม่เลิก แต่ดีนก็พอจะมองออกว่า น้องของเขาพยายามช่วยพี่ชายคนนี้ของเธอ ในรูปแบบของตัวเอง “มีการปรับบทให้เข้ากับสมัยนิยม ที่วาย คือ ชายคู่กับชาย กำลังเป็นที่นิยม เทปปันเลยได้มาเล่นเป็นนายเอกของเรื่อง” มาถึงตรงนี้ พ่อและแม่ของดีนหันมามองสบตากัน ก่อนที่ทั้งสองจะพยักหน้าเป็นสัญญาณให้ดีนเล่าต่อ

“ตอนแรกมันก็เหมือนจะไม่มีอะไรครับ จนเมื่อพ่อลากดีนไปวัดด้วยเช้าวันนั้น” ทั้งแม่และลูกสาวต่างหันไปมองที่พ่อเป็นตาเดียวกัน “พ่อเนี่ยนะ นี่มันเป็นเพราะพ่อหรือเนี่ย พ่อคือตัวต้นเรื่อง” ผู้เป็นพ่อถามขึ้นอย่างงง ๆ ดีนนั้นกำลังเรียบเรียงคำพูดต่อไปนี้ ที่เขาเองก็ไม่คิดเหมือนกัน ว่าวันหนึ่งจะต้องมาถามคำถามอะไรแบบนี้กับพ่อของตัวเอง

“พ่อกับแม่ เชื่อเรื่องพรหมลิขิตมั้ยครับ” ดีนถามทั้งสองท่านออกไป “แม่เชื่อว่า ของบางอย่างมันก็ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว” ผู้เป็นแม่มีตอบกลับลูกชายไป “แล้ว พ่อล่ะครับ เชื่อว่าเรื่องที่เราเจอใครสักคน มันเป็นแค่เรื่องบังเอิญแค่นั้นหรือเปล่า” ผู้เป็นพ่อยังไม่ตอบออกไปในทันที ปล่อยให้ดีนลูกชายของพวกเขา เล่าต่อไป

“เช้าวันนั้น ดีนไม่อยากที่จะทำตามที่พ่อสั่งเลยสักนิด” ดีนนั้นหลบสายตาจากพ่อนิดหนึ่ง “แต่ถ้าไม่ใช่เป็นพ่อบังคับดีนให้ไปด้วย ดีนคงไม่เชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น ทั้งกับดีนและกับเทปปัน” สิ่งที่ดีนพูด ทำให้ทุกคนตรงนั้นมองมาที่เขาอย่างจริงจัง “เกิดอะไรขึ้นพี่ดีน” แม้แต่น้องสาวของเขายังอดไม่ได้ที่จะคะยั้นคะยอให้พี่ชายของเธอเล่าให้ฟังให้หมด

“มันทำให้พี่ต้องถามตัวเองเหมือนกัน” ดีนตอบกลับน้องสาวของเขาไป “ว่ามันคือเรื่องจริงแน่ ๆ ใช่มั้ย” ดีนนั้นทบทวนความรู้สึกในวันนั้นที่เขาได้รับ “พ่อกับแม่เชื่อเรื่องชาติภพมั้ยครับ” ผู้สูงวัยกว่าทั้งสองคนได้รับฟังการเล่าเรื่องของลูกชาย รับรู้ได้ถึงความจริงจังในน้ำเสียงนั้น ลูกชายของเขาทั้งสอง ไม่ได้กำลังพูดล้อเล่นอยู่

มันคงเป็นครั้งแรกที่เทปปันไปหาแม่ชี โดยไม่ได้เล่าเรื่องที่มหาวิทยาลัยให้ฟังอย่างเคย และกลับมาโดยเลือกที่จะบอกตัวเองว่า ถ้าไม่ได้เล่า ก็เท่ากับไม่ได้โกหก แม้ว่าจะรู้ตัว ว่าไม่มีทางพ้นจากสายตาของแม่ชีไปได้ แต่นั่นเอง แม่ชีนั้นไม่ได้ทักหรือถามอะไรออกมา แม้ว่ามันออกจะชัดขนาดนั้น ว่าเทปปันกำลังเผชิญกับเรื่องราวอะไรบางอย่าง

เสียงข้อความเข้ามาที่โทรศัพท์มือถือของเทปปันรัว ๆ อยู่หลายครั้ง เทปปันที่พยายามเลี่ยงไม่เข้าไปอ่านหรือดูอะไรในโลกโซเชียล มีเดีย โดยเฉพาะเมื่อกลับมาถึงห้องพักแล้วแบบนี้ แต่จนแล้วจนรอด ข้อความที่กระหน่ำส่งมาจากบรรดาเพื่อน ๆ หลายต่อหลายคนของเขา ทำให้เด็กหนุ่มลูกครึ่งญี่ปุ่น จำใจต้องหยิบมันมาเปิดขึ้นดู

'ไอ้ปัน แกเห็นคลิปนี้หรือยัง เปิดดูเลยแก' เกือบจะทั้งหมดกับข้อความที่เพื่อนส่งมาหาเขา ส่งลิงค์ของคลิป ๆ หนึ่งมาให้เขาเปิดดู เทปปันชั่งใจอยู่สักพัก เมื่อเห็นว่าที่ต้นคลิปนั้นเป็นดีนที่นั่งอยู่กับเพื่อน ๆ ก่อนจะกดคลิปนั้นให้เริ่มเล่น 'มึงรู้ตัวหรือเปล่า ว่ามึงทำอะไรลงไป มึงรู้หรือเปล่า ว่าใครที่มึงจูบ' เสียงถามนั้นเริ่มต้นขึ้น พร้อมใบหน้าของดีนที่ดูจริงจังขึงขัง ดูไม่เหมือนดีนที่เทปปันเจอครั้งแรก

'กูต้องรู้สิ กูรู้ตัว ว่ากูจูบเทปปัน' ก่อนจะเห็นดีนตอบคำถามนั้น โดยไม่มีท่าทีลังเลหรืออับอายใด ๆ ในคลิปนั้น ถูกตัดต่อให้ประโยคที่ดีนพูดออกมานี้ วนอยู่หลายรอบ แล้วจึงตัดจบไป โดยมีข้อความด้านล่างคลิปบอกว่า สามารถตามเข้าไปดูคลิปฉบับเต็มได้ ที่หน้าเพจของหนึ่งในเพื่อนสนิทกลุ่มเดียวกับดีน

เทปปันวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ ก่อนจะมีเสียงข้อความหลั่งไหลเข้ามาจากกรุ๊ปแชท ที่เห็นว่าข้อความที่แทรกคลิปสั้นนั้นไว้ ถูกเทปปันอ่านแล้ว หลายคนพิมพ์เข้ามาว่า มันคือการสารภาพรักที่หน้ามึนที่สุด บางคนก็ว่า ไหงหนุ่มฮอทถึงได้มาสะดุดรักหนุ่มเนิร์ดได้หนักขนาดนี้ บางคนก็บอกว่า เทพเจ้าวายช่างดลบันดาล เล่นละครเรื่องแรกด้วยกัน ก็แทบจะขอแต่งงานกันแล้ว หลายต่อหลายข้อความแซวทั้งดีนและเทปปัน แต่ไม่มีข้อความไหนที่พูดถึงทั้งสองคนไปในเชิงลบเลยแม้แต่ข้อความเดียว

'ไอ้ปัน พูดอะไรบ้างสิวะ' ใครบางคนส่งข้อความมาแบบนั้น เทปปันเห็นมันแล้ว แต่จะให้เขาพูดอะไร 'แกรู้สึกยังไงก็พูดออกมาเลย' อะไรบางอย่างผุดขึ้นในความรู้สึกของเทปปัน อยู่ ๆ มันก็แทรกเข้ามาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย 'ตอนดีนมันจูบแก ตอนนั้น แกรู้สึกยังไงวะปัน' เทปปันเผลอแตะนิ้วที่ริมฝีปากของตัวเอง พอนึกขึ้นได้ก็รีบลดมือลง วินาทีนั้น วินาทีที่อยู่ ๆ ก็รับรู้ถึงแรงกดหนัก ๆ จากปากของดีน ลมหายใจอุ่น ๆ และสายตาที่สบกันพอดี อาการปั่นป่วนมันหมุนวน ไหลเวียน วุ่นวายไปหมด และตอนที่เทปปันผลักดีนให้ออกจาตัวเขา สายตาน้อยใจของอีกฝ่าย วนกลับมาให้เทปปันได้เห็นอีกครั้ง

รู้ตัวอีกที เทปปันก็มาหยุดยืนทำเก้ ๆ กังๆ อยู่ที่หน้าบ้านหลังใหญ่หลังนี้ ตอนแรกก็ว่าพกความกล้ามาจนเต็มเปี่ยม แต่ตอนนี้ เขาคิดว่ามันอาจจะไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก ที่อยู่ ๆ ไวกว่าที่ความคิดและการตัดสินใจที่ถี่ถ้วนถูกต้อง ที่เป็นนิสัยของเทปปันจะตามทัน เจ้าตัวก็มาทำหน้ากังวลทำท่าลังเลอยู่หน้าบ้านของคนอื่นแบบนี้

“เราทำอะไรอยู่เนี่ย” เทปปันทำท่าจะหันหลังกลับ ก็พอดีที่ประตูบ้านหลังนั้นถูกเปิดออก “มีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ” เสียงทักนั้นฟังดูใจดีมาก ๆ “มาหาใครครับ” ผู้หญิงวัยกลางคนเดินออกมาที่ประตูรั้ว “สวัสดีครับคุณน้า” เทปปันยกมือไหว้ผู้หญิงที่ดูดีสมวัยที่เดินออกมาหา ผู้ใหญ่กว่ายกมือขึ้นรับไหว้เทปปัน

“คือว่าผม” เทปปันไม่รู้จะพูดออกไปยังไงดี ว่าตัวเองนั้นจู่ ๆ ก็มาหาลูกชายของบ้านอื่นแบบนี้ “แม่คะ คนนี้แหละค่ะ” เด็กสาวอีกคนที่เดินออกมาหยุดยืนดูที่ประตู ตะโกนบอกแม่ของเธอ “เทปปันใช่มั้ยลูก” ผู้ถูกเรียกว่าแม่หันกลับมาถามเด็กหนุ่ม “ใช่ครับ” เทปปันตอบกลับผู้อาวุโสกว่าไป โดยมีสายตาของผู้ใหญ่กว่านั้น พินิจพิเคราะห์ลักษณะรูปร่างหน้าตาของเทปปันด้วยความเอ็นดู

“เห็นแบบนี้แล้ว น้าก็ไม่แปลกใจ น่ารักกว่าในกล้องโทรศัพท์เป็นไหน ๆ” เทปปันนึกสงสัยว่า ผู้อาวุโสกว่าเคยเห็นเขาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน “มาหาดีนหรือลูก” เป็นคำถามที่เทปปันไม่ทันได้เตรียมตัวตอบจริง ๆ “คือว่าผม” เทปปันอยู่ ๆ ก็เหมือนกับว่า คลังคำศัพท์ภาษาไทยในสมอง หายวับไปซะดื้อ ๆ กลับพูดอะไรไม่ออก

“หนูรู้มาว่า พี่ปันเรียนเก่ง พี่ช่วยสอนพี่ชายคนเดียวของหนู ให้หายบื้อได้มั้ยคะ” เด็กสาวตะโกนออกมาดังลั่น เทปปันได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ โดยมีผู้เป็นแม่หันไปปรามลูกสาว “หนูล่ะเสียดายแทนหนุ่ม ๆ ดี ๆ หล่อ ๆ คนอื่นจริงจริ๊ง ถ้าพี่ชายหนูได้พี่ปันเป็นแฟน แบบนั้นนะ พี่ชายหนูเนี่ย ลูกรักพระเจ้าจริง ๆ เล้ย” ถึงจะโดนปราม แต่เด็กสาวก็ไม่วายพูดเรื่องน่าขายหน้าของพี่ชายของตัวเองต่อ

“ตอนนี้ดีนไม่อยู่บ้าน” แม่ของดีนบอกกับเทปปัน พอเห็นเทปปันทำหน้าดูผิดหวัง “น้าใช้เขาไปซื้อของที่ร้านของชำใกล้ ๆ นี่เอง” ก็รีบพูดต่อให้เด็กหนุ่มหน้าตาน่ารักไม่เข้าใจผิด “ผมเองก็รู้ว่ามาทำอะไรที่นี่เหมือนกัน” เทปปันก้มลงมองดูของที่ถือเอาไว้ในมือ “ถ้าจะเอาของมาคืนดีนเขา เข้ามานั่งรอในบ้านก่อนก็ได้นะ” แม่ของดีนบอกกับเทปปัน

“กินข้าวมาหรือยังล่ะ” เสียงของผู้ใหญ่อีกคนดังเสริมขึ้น เทปปันมองเห็นพ่อของดีนายืนอยู่ที่ประตูบ้านเช่นกัน “ทานแล้วครับ” เทปปันตอบกลับไป “งั้นก็เข้ามากินน้ำกินท่า กินขนม ระหว่างรอเจ้าดีนมันก็ได้” พ่อของดีนเอ่ยชวน เทปปันลังเล “ไม่เป็นไรครับ ผมไม่รบกวนดีกว่า” เทปปันตอบผู้อาวุโสกว่าทั้งสองกลับไป ทำท่าว่าจะร่ำลากลับในตอนนั้นเลย

“เออ” ดีนกดรับสายจากเพื่อนสนิทของตัวเอง “มึงนี่นะ ใครใช้ให้มึงเอาคลิปไปลงแบบนั้นวะ แม่ง” ดีนที่หยิบขวดซีอิ๊วกับขวดน้ำมันหอยมาวางให้เจ้าของร้านชำคิดเงิน บ่นกับเพื่อนทันทีที่รับสาย “มึงต้องขอบใจกูถึงจะถูก ไอ้ดีน” เพื่อนของดีนว่ามาแบบนั้น “กูจะต้องขอบใจมึงทำไม ห่า ถ้าเขาโกรธกูมากกว่าเดิม กูเล่นงานพวกมึงแน่ อย่าคิดว่ากูไม่รู้นะ ว่ามีใครรวมหัวกันทำเรื่องนี้บ้าง” ดีนนึกเซ็ง ถ้าหากว่าเทปปันจะโมโหเขาซ้ำสอง

“เทปปันไปหามึงที่บ้าน” ประโยคที่ดีนได้ยินนั้น เหมือนปลุกเขาให้ออกจากความหม่นหมอง “มึงว่าไงนะ” ดีนถามกลับเพื่อนไปอย่างรวดเร็ว “เออ กูลงคลิปเต็มที่หน้าเพจกู ปันส่งข้อความมาหากูที่เพจ ถามว่าบ้านมึงอยู่ตรงไหน ป่านนี้น่าจะไปถึงแล้วมั้ง แต่กูว่าพ่อกับแม่มึงไล่นายเอกละครเวทีหวานใจมึง กลับบ้านร้องไห้ขี้มูกโป่งไปแล้วล่ะ” สิ่งที่เพื่อนพูดแหย่ดีนมา ทำให้เขาไม่รู้จะด่ากลับไปด้วยคำว่าอะไรดี

“พ่อแม่กูจะไปทำอย่างนั้นกับปันทำไม โธ่ ไอ้เพื่อนเวร ไอ้พวกชั่ว แล้วทำไมไม่บอกกูให้เร็วกว่านี้” ดีนตะโกนด่าเพื่อนดังลั่น เพื่อนปลายสายที่กำลังหัวเราะไปกับอาการลนลานของเขา “ค่าของเท่าไหร่ครับ” ดีนถามราคาของจากเจ้าของร้าน “มึงทำอะไรของมึง” เพื่อนถามกลับมา “กูมาซื้อของให้แม่ที่ร้านชำ” ดีนที่พยายามหาเงินให้พอดีกับราคา แต่เหมือนกับว่าจิตใจเขาไม่ได้อยู่ตรงนี้ แต่วิ่งกลับไปถึงบ้านก่อนตัวเขาแล้ว

“ไว้ผมมาเอาเงินทอน แปะอย่าลืมนะ” ดีนยื่นเงินให้กับเจ้าของร้าน “เออ แค่นี้ก่อน กูจะรีบวิ่งกลับบ้าน” ไม่ทันจะได้ร่ำลาเพื่อนให้ดี ดีนก็กดวางสายพร้อมออกวิ่งในทันที “ไอ้พชรดล ไอ้คนเห็นเมียดีกว่าเพื่อน” ทิ้งเอาไว้เพียงเพื่อนที่ทิ้งคำด่าเอาไว้ แต่ก็รู้สึกพอใจ ที่ได้เห็นความรู้สึกที่แท้จริงของดีน และได้มีส่วนช่วยไอ้หน้าหล่อแต่ทึ่มบื้อเพื่อนสนิทของเขา ไม่มากก็น้อย

“ผมขอตัวกลับบ้านก่อนนะครับ” เทปปันยกมือขึ้นไหว้พ่อและแม่ของดีน “จะคืนของให้ไอ้ดีนมัน อาว่า คืนให้ทันกับมือดีกว่ามั้ย” พ่อของดีนถามขึ้น เมื่อเห็นได้ชัดว่าปากกาด้ามที่อยู่ในมือของเทปปันคือข้ออ้าง “เดี๋ยวดีนก็กลับแล้ว น้าว่า” แม่ของดีนช่วยพูดเสริม “พี่ปันโกรธที่พี่ดีนจูบพี่หรือคะ” คำถามนั้นไม่ใช่แค่เพียงเทปปันที่อึ้ง แม้แต่พ่อกับแม่ที่หันขวับไปมอง เพราะคิดว่าก่อนหน้านี้ ลูกสาวคนเล็กของพวกเขาพูดเล่น

************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=Nsn9W-1oFY8


ถึงเวลาต้องทำใจ

It’s time to make peace with myself

โง่เกินไป ฉันถึงเป็นอย่างนี้

So stupid, and here I am

ไม่เคยมองไม่เคยแคร์

Never realized, never ever cared about you

จนเมื่อเธอไป ท้องฟ้าก็เปลี่ยนสี

Then you’re gone, the whole sky changed colors


เธอคือเรื่องดีดี แต่วันนี้เธอนั้นเป็นแค่สิ่งที่ฉันเคยมี

You’re one good thing I had, but today you were what I used to have

และฉันขาดไม่ได้ เพิ่งเข้าใจในวันที่สาย

Something I can’t do without, I got it the day it was too late

So give me One Last Chance


เพราะฉันจะทำทุกทางไม่ให้เธอจากฉันไป

I’ll do everything, in every way not to let you go

ขอให้เธอมอบโอกาสที่เคยทำพลาดไป

Just so you give me one more chance to amend what I’d missed

เธอพอจะมีวิธีที่จะไม่เสียเธอ แลกอะไรก็ได้

Tell me what to do so I won’t lose you again, anything it takes

ขอเพียงให้เธอไม่ไปไหน

All I’m asking that you won’t leave me

Please forgive

Please forgive

Please forgive me


ฉันคือจันทร์ที่มืดมน

I am a new moon

เฝ้ารอคอยเจอแสงของตะวัน

Waiting for the sun to shine upon

ฉันจะรอ ที่ตรงนี้

I’m waiting, right here waiting

กลับมาส่องแสงมอบความสว่างให้ฉันที่

For you to have me be the full moon once again


เธอคือเรื่องดีดี แต่วันนี้เธอนั้นเป็นแค่สิ่งที่ฉันเคยมี

You’re one good thing I had, but today you were what I used to have

และฉันขาดไม่ได้ เพิ่งเข้าใจในวันที่สาย

Something I can’t do without, I got it the day it was too late

So give me One Last Chance


เพราะฉันจะทำทุกทางไม่ให้เธอจากฉันไป

I’ll do everything, in every way not to let you go

ขอให้เธอมอบโอกาสที่เคยทำพลาดไป

Just so you give me one more chance to amend what I’d missed

เธอพอจะมีวิธีที่จะไม่เสียเธอ แลกอะไรก็ได้

Tell me what to do so I won’t lose you again, anything it takes

ขอเพียงให้เธอไม่ไปไหน

All I’m asking that you won’t leave me

Please forgive

Please forgive

Please forgive me

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 416
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
มาต่อไวๆน๊าาาาาา เจ้าดีนรีบกลับบ้านด่วนเล๊ยยยยยย เทปปันมาง้อแล้ว o18

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 213
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๓๕. คิดถึงใจสลาย



2537

1994



“เป็นไงมั่งวะแก กั้ง ตื่นเต้นมั้ยแก” คำถามจากเพื่อน ที่แม้ว่าอากัปกิริยาของกั้งจะชัดเจนออกปานนั้น “สุด ๆ ไปเลยซิ” กั้งตอบกลับเพื่อนไป ทั้งสามคนหัวเราะออกมาจนเกือบจะพร้อม ๆ กัน “แกนี่ก็นะ กล้าบ้าบิ่นจริง ๆ เชียว” เพื่อนสนิทของกั้งที่ช่วยกับแต่งองค์ทรงเครื่อง แต่งหน้าทำผมให้กับกั้งจนเสร็จสมบูรณ์ ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน ว่ากั้งจะดูเป็นคนละคนเลยทีเดียว

“แล้วนี่ ทำไมคนมันถึงได้เยอะขนาดนี้เนี่ย” นักเรียนจากเกือบทุกชั้นปี โดยเฉพาะชั้นมัธยมปีที่หกนั้น ยังคงนั่งกันอยู่จนเต็มหอประชุม “ทำไมไม่หนีกลับกันก่อนเหมือนกับทุก ๆ ครั้งวะ” กั้งถามออกไปอย่างนึกสงสัย เมื่อแอบมองจากทางด้านหลังเวที แล้วพบว่า คนยังนั่งกันอยู่เต็มหอประชุมอย่างนั้น

“จะอะไรเสียละ” เพื่อนที่เอาชุดของพี่สาวมาให้กั้งยืมพูดขึ้น “ก็อีพวกเพื่อนผู้ชายห้องเรา มันเที่ยวไปโพนทะนา โฆษณาเอาไว้น่ะสิ” เพื่อนคนเดิมพูดให้กั้งหายสงสัย “มันเที่ยวเอาไปโม้ให้ห้องอื่นฟังกันเสร็จสรรพ ว่าแกน่ะจะแก้ผ้าโชว์ แสดงเมียงูบนเวที ให้ทุกคนได้ดู” จะว่าขำก็ขำ จะว่าเพื่อน ๆ ทำเกินไปก็ว่า แต่กั้งมองหน้ากับเพื่อน แล้วก็พากันหลุดหัวเราะออกมา

“ซวยแล้วอีกั้ง แก เปลี่ยนเป็นแสดงจ้ำบ๊ะเถอะ ฉันว่า” พูดพลางหัวเราะกันคิกคัก ๆ “ดี ไหน ๆ ก็ ไหน ๆ แล้ว ให้คนมาดูกันเยอะ ๆ ไม่งั้นเสื้อผ้าหน้าผมที่แต่งครั้งเดียว สวยจนจำไม่ได้ขนาดนี้ ฉันขาดทุนแย่” กั้งพลอยเห็นดีเห็นงามไปกับการโฆษณาเกินจริงของเพื่อนผู้ชายในห้องไปเสียอย่างนั้น

“แล้วนี่ พี่เขาไปไหนแล้วล่ะ” หนึ่งในเพื่อนสนิทของกั้งถามขึ้น เมื่อมองไม่เห็นผู้ร่วมแสดงของกั้ง เตรียมพร้อมอยู่แถวนั้น “อีกไม่นานแกจะต้องออกไปแสดงแล้วนะ” เพื่อนอีกคนพูดเสริมขึ้น “ไม่รู้สิ” กั้งตอบ “แต่เมื่อกี้ก็ยังเห็นอยู่แถวนี้นะ” กั้งจำไม่ได้แม่นยำนักว่า เขาเห็นอีกฝ่ายครั้งสุดท้ายตอนไหน

“ออกไปโทรศัพท์หรือเปล่า” เพื่อนอีกคนตั้งข้อสังเกต เพราะก่อนหน้าได้ยินเขาถามหาตู้โทรศัพท์อยู่เหมือนกัน “โทรหาแฟนมั้ง” กั้งบอกออกไป ทำให้ทั้งสองสาวเพื่อนซี้นั้นหันมามองหน้ากัน “พี่เขามีแฟนแล้วจริงหรือวะกั้ง” เสียงถามนั้นฟังดูไม่ค่อยสบายใจสักเท่าไหร่นัก หากว่ามันจะเป็นแบบนั้นจริง ๆ

“คงงั้นมั้งแก” กั้งตอบเพื่อนอีกครั้ง ก่อนจะมองหน้าทั้งสองคนอย่างสงสัย “มีอะไรกันวะ” กั้งถามออกไป เมื่อเห็นท่าทางแบบนั้นของเพื่อน “ก็ไม่อะไรหรอก” เพื่อนตอบกั้งกลับมา “แต่ที่ว่าพี่เขามีแฟนน่ะ หมายถึง แฟนที่เป็นผู้หญิงใช่มั้ย” กั้งหยุดคิดนิดหนึ่งเมื่อได้ยินคำถามนั้น ในใจไม่รู้คำตอบแน่ชัด แต่ก็คิดว่าเป็นอย่างที่เพื่อนว่าเอาไว้

“คิดว่านะ” กั้งตอบ ไม่ได้รู้สึกว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่อะไร “แต่ถ้าเป็นแบบนั้นจริง แกไม่คิดว่ามันจะเกิดปัญหาอะไรตามมาหรือวะกั้ง” คำถามนั้นเจือไปด้วยความเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย “คือ ที่พี่เขาเต็มใจมาร่วมแสดงกับแกด้วย ก็ดีอยู่หรอกนะ ที่ไม่แสดงทีท่ารังเกียจอะไรแก” กั้งฟังดูแล้ว ก็พอจะรู้ว่า เพื่อนทั้งสองกำลังหมายความว่าอย่างไร

“แต่ถ้าแฟนพี่เขารู้เข้า มันจะไม่เป็นไรหรอกหรือ” กั้งผ่อนลมหายใจออกมาเบา ๆ เมื่อเพื่อนเขาถามออกมาแบบนั้น “มันก็เป็นแค่การแสดงป่ะวะ ไม่ได้อะไรมากไปกว่านั้น” กั้งคิดว่า มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร “มันเป็นงานปัจฉิม ก็แสดงกันแบบขำ ๆ สนุก ๆ ตั้งใจมาเรียกเยงกรี๊ด เรียกเสียงหัวเราะกันเท่านั้นเอง เก็บเอาไว้เป็นความทรงจำของรุ่นพี่รุ่นน้องต่อไป” ในความคิดของกั้ง มันมีแค่นี้จริง ๆ กับการเตรียมการแสดงทั้งหมดนี้

“พร้อมกันหรือยังครับ สำหรับการแสดงลำดับต่อไป” เสียงประกาศดังมาจากที่ด้านหน้าเวที บรรดานักเรียนหลากหลายชั้นเรียนต่างส่งเสียงจ้อกแจ้กมากขึ้นกว่าเมื่อนาทีก่อน “การแสดงต่อไปนี้ น่าจะเป็นที่รอคอยของใครหลาย ๆ คนที่นั่งกันอยู่ตรงนี้” มีใครบางคนชะโงกเข้ามาที่ด้านหลัง เพื่อเป็นสัญญาณให้กั้งที่เป็นการแสดงชุดต่อไป เตรียมตัวขึ้นโชว์

“กั้ง พร้อมนะครับ” เสียงถามดังมาจากทางด้านหลัง เมื่อกั้งหันไปมอง ก็เห็นผู้แสดงร่วมกับเขามายืนรออยู่แล้ว “กั้งพร้อมแล้ว” เจ้าตัวตอบกลับไป “พี่เบศล่ะ พร้อมมั้ย” คนถูกถามยิ้มกว้าง ก้มหน้าลงมาใกล้จนเกือบชิดกับกั้ง “พร้อมเสียยิ่งกว่าพร้อม” ก่อนจะพูดต่อท้ายเพิ่มเติมว่า “วันนี้กั้งดูเซ็กซี่ผิดหูผิดตาเลยนะครับ” กั้งหัวเราะออกมา ก่อนจะค้อมหัวเป็นเชิงยอมรับคำชมนั้น

“เดี๋ยวฉันสองคนลงไปเตรียมตัวรอที่หน้าเวทีนะ” เพื่อนสนิททั้งสองคนของกั้งเดินไปทางด้านหน้าเวที “อากาศร้อน ๆ แบบนี้ จะมีอะไรดีไปกว่า การได้เครื่องดื่มเย็น ๆ มาดื่มดับกระหายจริงมั้ย” เสียงผู้ประกาศดังออกลำโพงเป็นการนำเข้าสู่การแสดงชุดถัดไป “ร้อน ๆ แบบนี้ เรามาดื่ม ๆๆ เรามาเต้น ๆๆ กันดีกว่า” นักเรียนที่นั่งกันอยู่จนเต็มหอประชุม ส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดกันอย่างท่วมท้น เมื่อรู้ว่า ใครจะออกมาทำการแสดงเป็นคนถัดไป

“เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ขอเชิญทุกคนพบกับ สาวสวยสุดเซ็กซี่ สาวเชคคนใหม่สุดร้อนแรง ยู่ยี่” สิ้นเสียงประกาศนั้น กั้งก็เดินนวยนาดออกไปที่ด้านหน้าเวที ซึ่งสามารถเรียกเสียงกรี๊ดจนหูแทบแตกได้อย่างล้นหลาม ท่ามกลางสายตาของทุกคนตรงนั้น กั้งที่ใส่วิกผมยาวดำขลับ ดัดพองฟู ใบหน้าแต่งคมเฉี่ยว ใส่ชุดโชว์หน้าท้องเอวบางคอด เสื้อเอวลอยสีขาวกับกระโปรงบานจีบระบาย ที่สั้นจนแทบจะปิดอะไรไม่มิดสีเดียวกัน กับเท้าที่เปลือยเปล่าไม่ต่างอะไรกับพรีเซนเตอร์ตัวจริงในโฆษณา

เสียงดนตรีดังขึ้น เพื่อนของกั้งโยนกระบอกเชคให้กั้งรับมาถือไว้ในมือ ก่อนที่กั้งจะวาดลวดลายโชว์ลีลาส่ายเอว ร่อนสะโพกโยกย้ายไปมาตามจังหวะดนตรี อาจารย์หลาย ๆ ท่านถึงกับเอ่ยปากถาม ว่านั่นใช่นายกั้งคนเดียวกับที่พวกท่านเคยสอนหรือไม่ เพราะตอนนี้ กั้งดูแตกต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง

และเพื่อเป็นการให้คิวกัน กั้งสะบัดหน้าหันไปทางด้านหลังเวที ก่อนจะปรากฏร่างของชายหนุ่มที่ทุกคนต้องส่งเสียงฮืออา เมื่อชายหนุ่มคนนั้น เดินออกมาที่ด้านหน้าเวที ด้วยมีกางเกงขาสั้นเพียงตัวเดียวติดตัว อกเปลือยเปล่าโชว์กล้ามอกและหน้าท้องที่เต็มไปด้วยลอนกล้ามหน้าท้องสวยงาม

กั้งเดินเข้าไปเอาแขนโอบรอบคอของอีกฝ่ายเอาไว้ คนดูด้านล่างเริ่มจากการชะเง้อคอมอง จนตอนนี้ต่างพากันยืนขึ้น ร้องกรี๊ดเชียร์การแสดงตรงหน้ากันอย่างสนุกสนาน กั้งก้าวเท้าเดินถอยหลังเมื่ออีกฝ่ายเดินรุกเข้าหาเขา ก่อนจะทันได้ตั้งตัว กั้งถูกจับหมุนตัวให้แผ่นหลังแนบกับลำตัวและแผงอกของชายหนุ่ม มันไม่ได้อยู่ในสคริปต์ ไม่ได้เป็นไปตามที่ซ้อมกันไว้

“พี่เบศ” กั้งเรียกอีกฝ่าย แต่ใบหน้ายังคงยิ้ม เพื่อไม่ให้คนดูจับสังเกตได้ ว่ามีอะไรผิดปกติขึ้นบนเวที “ทำอะไรเนี่ย” คนถูกถามไม่ตอบ แต่โอบแขนรอบเอวของกั้งดึงตัวแนบกันจนแน่น ก่อนจะก้มหน้าซุกเข้าที่ด้านข้างแก้มของกั้งอย่างจงใจ มันเรียกเสียงกรี๊ดได้อย่างมหาศาล แต่อาจารย์หลาย ๆ ท่านเริ่มมองหน้ากันเพราะเห็นว่า การแสดงออกแบบนี้มันชักจะเกินเลยไปมาก

กั้งพยายามคิดหาทางแก้สถานการณ์ รู้แล้วว่าตอนนี้ ชายหนุ่มเล่นนอกบทและจะไม่ยอมกลับไปแสดงแบบที่ได้นัดแนะกันไว้ กั้งที่อาศัยจังหวะในการเต้น ดันตัวเองออกจากอ้อมแขนแข็งแรงของเบศได้ ก็ขยับเดินห่างออกมา แต่ชายหนุ่มก็ไม่ลดละ ที่จะเดินตามเข้ามาหา กั้งยกมือดันหน้าอกของอีกฝ่ายเอาไว้ กลบเกลื่อนคนดูด้วยการเต้นโยกย้ายส่ายสะโพก แววตาของชายหนุ่มบ่งบอกถึงความในใจ ว่าเมื่อการแสดงนี้จบลง เขาต้องการอะไรกันแน่จากกั้ง

กั้งต้องการหาทางออกแบบแนบเนียน ปกติท่าจบกั้งต้องถูกชายหนุ่มยกขาข้างหนึ่งขึ้น เพื่อแทรกตัวเข้ามาแนบกัน แต่กั้งคิดว่า หากทำตามที่ซ้อมเอาไว้ มันคงจะต้องเกินเลยไปมากกว่าที่คิดอย่างแน่นอน กั้งมองเห็นที่ว่างด้านล่างเวที เมื่อเพลงใกล้จะจบ กั้งสาวเท้าเดินไปทันที เหมือนชายหนุ่มจะรู้เท่าทัน เขาสาวเท้าก้าวตาม

กั้งกระโดดลงจากเวที ในจังหวะเดียวกับที่เบสเองก็กระโดดตามลงมาพอดี ใบหน้าของกั้งกับของเบสเกือบชนกัน เสียงฮือฮาดังขึ้น เมื่อคิดว่าริมฝีปากของทั้งสองคนนั้นสัมผัสกันแล้ว และทุกคนคิดว่านี่อยู่ในคิวการแสดงของทั้งคู่ กั้งขยับเท้าถอยหลังนิดหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวไปอีกทาง ชายหนุ่มขยับเดินตามจนเกือบถึงตัวกั้ง เพลงจบลง และได้ยินเสียงของกั้งพูดขึ้นว่า

“แม่” กั้งตกใจอย่างที่สุด ใจหล่นวูบถึงตาตุ่ม เมื่อหันมาเจอแม่ของเขายืนอยู่ตรงหน้า ชายหนุ่มที่ยังยิ้มกว้างชอบใจที่ได้แทะโลมกั้ง ยื่นหน้ามาพิงที่ไหล่ของกั้ง “มึงคิดว่ามึงทำอะไรอยู่” แม่ของกั้งถามด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยว เสียงนั้นดังจนทั้งหอประชุมเงียบกริบ แม่กระชากแขนของกั้ง คางของเบศหลุดจากไหล่ที่วางเอาไว้ เบศพยายามคว้าตัวของกั้งให้กลับมาทางเขา แขนของเบศโดนเล็บของแม่กั้งจิกเป็นทางยาว

“อย่าเสือก” แม่ของกั้งแทบจะคำรามใส่ชายหนุ่ม คนในห้องประชุมมองหน้ากันไปมา ไม่รู้จะทำยังไงดี “ใจเย็น ๆ ก่อนนะคะ” อาจารย์ท่านหนึ่งพยายามพูดไกล่เกลี่ยสถานการณ์ แต่มันไม่เคยเป็นผลทำให้อะไรดีขึ้น มีแต่จะยิ่งแย่ลง “ครูที่นี่สอนให้ลูกศิษย์เป็นตุ๊ดหรือคะ” แม่ของกั้งตะโกนถามเสียงดังลั่น มองกราดไปที่บรรดาอาจารย์ที่ยืนอยู่ตรงนั้น

“คุณแม่ใจเย็น ๆ ก่อนนะคะ มันเป็นแค่การแสดง ดิฉันเชื่อว่ากั้งไม่ได้เป็นแบบที่คุณแม่เข้าใจ” ยังไม่ทันที่อาจารย์ท่านนี้จะพูดจบ “ใช่แล้ว แม่มีลูกเป็นตุ๊ด ใช่แล้ว กั้งเป็นตุ๊ด” สายตาของกั้งมองเห็นใบหน้าของทิวที่กำลังเดินเข้ามาทางด้านหลังของแม่ ก่อนที่จะเห็นทิวสะดุ้งเฮือกใหญ่ หยุดยืนนิ่ง เมื่อใบหน้าของกั้งสั่นอย่างแรง ตามแรงตบของแม่ตัวเอง

“เฮ้ย ทำไมทำกับลูกตัวเองแบบนี้วะ แม่ง เกินไปแล้วว่ะ” เสียงของเบศดังมาจากทางด้านหลังของกั้ง ในขณะที่กั้งกำลังสบตากับทิว ที่ตอนนี้ยืนนิ่งเงียบ ไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ อาจารย์หลายท่านมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างสลดใจ อาจารย์วิชาแนะแนวนั้น รู้สึกผิดขึ้นมาจับใจ รู้ทั้งรู้ที่กั้งนั้นเป็นแบบนี้ และกั้งเองก็เคยมาพูดเปรย ๆ ขอคำแนะนำ แต่สิ่งที่กั้งได้กลับไป คือการบอกให้ไปคุยกับผู้ปกครองดี ๆ เพราะเชื่อว่าผู้ปกครองจะเข้าใจและหาทางออกที่ดีให้ได้

“นี่ถ้าไม่ใช่เพราะเพื่อนมึงคนนี้ กูก็คงจำไม่รู้ ว่าตอนอยู่โรงเรียนมึงมีพฤติกรรมระยำยังไงบ้าง” กั้งมองหน้าเพื่อนสนิททั้งสองคนของเขา หนึ่งในนั้นส่ายหน้าบอกว่าไม่รู้เรื่องอะไรด้วย แต่อีกคนก้มหน้าหนี “เงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ถือว่าเป็นค่าที่ทำให้ฉันรู้ว่าอะไรเป็นอะไร” กั้งเห็นแม่ยัดเงินจำนวนไม่น้อยใส่มือเพื่อนของเขา

“แกไม่สมควรจะได้ทิวไป ทิวควรจะมองฉัน ไม่ใช่มองแก” เพื่อนคนนั้นหลุดปากพูดออกมาในที่สุด ทิวเองยิ่งพูดอะไรไม่ออก ทั้ง ๆ ที่ในใจอยากจะเข้าไปกอดปลอบกั้งมากเท่าไรก็ตาม “ไหน ๆ มันก็เหี้ยขนาดนี้แล้ว” กั้งพูดทั้งน้ำตานองหน้า ก่อนจะหันไปจูบปากแลกลิ้นกับเบศ ที่ยิ่งกว่ายินดีในการให้ความร่วมมือ

“อีกั้ง” แม่ของกั้งกรีดร้องใส่เขา ดึงตัวของกั้งออกจากชายหนุ่ม ตบเข้าที่ใบหน้าของลูกชายของเธออีกครั้ง จนขึ้นรอยแดง กั้งสลัดแขนจนหลุด โผเข้าจูบกับเบศอีกครั้ง บดขยี้แลกลิ้นกับอีกฝ่ายอย่างร้อนแรง ท่ามกลางเสียงด่าทอของแม่ ภายในใจกั้งไม่รู้ว่ามันเจ็บจนชา จากการที่โดนแม่ทั้งด่าทั้งตบ หรือจากการที่เห็นทิวยืนเฉยแบบนั้นกันแน่

***********************************

เชค ยู่ยี่ อลิสา อินทุสมิต

https://www.youtube.com/watch? v=yEpcLHJIyKE


แปลเนื้อเพลงเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=_IpVUCwvDKo


เวิ้งว้างห่างไกล ลอยไปสุดคว้า

The mighty space, be out of reach

น้ำตาหลั่งริน หมดสิ้นจิตใจ

Crying my eyes out, losing all my mind

ถามใจตัวเอง นั้นเป็นเช่นไร

Asking my own heart, how is it holding up?

ถามใครสักคน สักคนมีไหม

Looking for someone else, is there anyone really?


คนเดียวต้องยืน

Just me standing over here

คนเดียวกล้ำกลืน

It’s me taking all these jabs

มีใครเข้าใจ

Will someone understand me?

มีใครกี่คน

Is there anybody out there?


เวิ้งว้างว่างเปล่า

The hollow empty feeling

เพราะเขาหรือไร

Is it because of him?

จะมีแห่งใด

Is there this one place?

ให้ใจพึ่งพิง

For my heart to rest upon


หัวใจอ่อนไหว

The trembling heart

หัวใจเปลี่ยนไป

The heart that is changed

ถามใจจากใคร

Asking it from whom?

ถามใจตัวเรา

Questioning my very own

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 416
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 213
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๓๖. คิดถึงให้ต้องยื้อ



2566

2023



“ลูกวิน” เสียงเรียกนั้นทำให้เด็กหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ ต้องหยุดชะงัก ขณะกำลังก้าวเท้าเดินไปที่ประตูบ้าน “ครับคุณแม่” วินหันกลับไปขานรับต้นเสียง ที่นั่งอยู่ในห้องรับแขก ที่ตกแต่งอย่างหรูหรา “มานั่งคุยกับแม่สักเดี๋ยวสิครับ” วินได้ยินแม่ของเขาเอ่ยเรียก สายตาของวินมองไปที่ประตูบ้าน ลังเลอยู่ไม่น้อย เพราะความตั้งใจเดิมคือเด็กหนุ่มกำลังจะออกไปข้างนอก

“คุณแม่มีอะไรกับวินหรือครับ” วินนั่งลงที่โซฟาตัวตรงข้ามกับแม่ของเขา เด็กหนุ่มเหลือบสายตตามองไปด้านขวามือ พ่อของเขานั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ตรงนั้น แต่วินรู้ดีว่า พ่อทำท่าอ่านหนังสือไปอย่างนั้นเอง แต่จริง ๆ แล้ว ได้พูดนัดแนะกับแม่ของเขาก่อนหน้านี้ ให้เรียกเขามานั่งคุยด้วย พ่อของเขานั้น ตามใจเขามาตั้งแต่เด็ก เรื่องจะเรียกคุยแบบนี้ พ่อไม่เคยทำ

“พักนี้แม่ไม่เห็นวินอยู่ติดบ้านเลยลูก” แม่ของเขาเปิดบทสนทนาขึ้น วินสบตากับผู้เป็นแม่ก่อนพูตอบกลับไปว่า “ช่วงนี้วินมีเรื่องให้ทำหลายอย่างน่ะครับ นี่วินก็ว่าจะออกไปข้างนอกเหมือนกัน อาจจะกลับดึกหน่อยนะครับ พ่อกับแม่ไม่ต้องเป็นห่วง ป้านวลก็เข้านอนได้เลยนะครับ วินกลับเข้าบ้านมาเองได้” วินหันไปแจ้งกับแม่นมที่ช่วยพ่อกับแม่ ดูแลเลี้ยงเขามาตั้งแต่เด็ก ที่หลบมุมแอบนั่งฟังอยู่ห่าง ๆ

“แม่ว่า วินไม่ลองทบทวนสิ่งที่วินทำดูอีกทีหรือลูก” ผู้เป็นแม่นั้น รักลูกชายคนเดียวของเธอดุจแก้วตาดวงใจ ต่อให้จะตามใจมากแค่ไหน อย่างไรเสีย จะไม่ให้เกิดความเป็นห่วงในพฤติกรรมของลูกเลย มันก็เป็นไปไม่ได้ “เช่นเรื่องอะไรครับคุณแม่” วินถามแม่ของเขา ด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่นั่นเป็นที่รู้กัน ว่าวินกำลังเริ่มที่จะขึ้งข้องขัดเคืองใจ

“พ่อว่า การที่เราไปเสียมารยาท กว้านซื้อหุ้นของบริษัทคนอื่นด้วยท่าทีเป็นนักเลงหัวไม้ มันไม่ใช่สิ่งที่ดีนะลูก วิน” พ่อของเด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นจากหนังสือพิมพ์ พูดกับลูกชายคนเดียวของเขา ลูกชายที่เขายอมทุกอย่างเพื่อให้ได้มา “พ่อครับ วินก็ทำทุกอย่างด้วยความถูกต้อง หุ้นเหล่านั้นวินก็ซื้อมาตามราคาตลาด เดี๋ยวนะครับ คุณพ่อทราบได้ยังไง นี่เรากำลังพูดกันถึงหุ้นตัวไหนกันครับ คุณพ่อ” วินย้อนถามพ่อของตัวเอง เมื่อรเรื่องซื้อหุ้นล่าสุดนี้ เขายังไม่ได้บอกพ่อของเขาให้รับรู้

“แม่งโคตรจะขี้ขลาดเลย” วินสบถพร้อมแค่นลมหายใจออกมา “วินระวังคำพูดหน่อยสิลูก” แม่ของเด็กหนุ่มเตือนเขา เมื่อเห็นว่าวินใช้คำพูดที่ไม่น่ารักเอาเสียเลย “ก็มันจริงนี่ครับแม่ วินไปสู้กับเขาซึ่ง ๆ หน้า แต่นี่เขาเป็นผู้ใหญ่กว่าวินเยอะ อายุก็มากกว่าหลายสิบปี แต่กลับวิ่งโร่มาฟ้องคุณพ่อกับคุณแม่ลับหลังกันแบบนี้ ไม่ไหวนะครับ” พ่อกับแม่ของวินมองหน้าสบตากัน วินที่พออายุจะบรรลุนิติภาวะแล้ว ลูกชายของพวกเขาก็เปลี่ยนไปค่อนข้างมาก ความมุทะลุดุดันถูกแสดงให้เห็นอย่างบ่อยครั้ง และเปิดเผย โดยที่วินนั้นไม่สนใจว่า ใครจะคิดกับเขายังไง

“วิน แม่ว่า ลูกลองใจเย็นลงก่อน แล้วคิดดูอีกทีมั้ยลูก มันมีคน หรือใครอีกตั้งเยอะ ที่จะให้ลูกของแม่” แม่ของวินพูดได้เพียงเท่านั้น วินก็พูดสวนขึ้นทันที “คุณแม่ครับ เราพูดเรื่องนี้กันเข้าใจแล้วนะครับ” วินไม่เคยคิดที่จะก้าวร้าวกับแม่ของเขา “วินพิสูจน์สิ่งที่วินบอกคุณพ่อกับคุณแม่ไปหมดแล้ว” เด็กหนุ่มนั้น ไม่เพียงแต่มีแค่เรื่องเล่าเท่านั้น เขายังไปกว้านหาหลักฐานมาแสดงให้กับพ่อและแม่ของเขาดูไปแล้ว

“วินไม่ได้เป็นเด็กรุ่นใหม่สมัยนี้ ที่ชื่นชอบเรื่องราวเก่า ๆ ในยุคนั้น หรือแค่โหยหาความเป็นไปในยุคนั้น” วินยืนยันกับพ่อและแม่ของเขาอีกครั้ง “จากยุคเก้าศูนย์ วินกลับมาทั้งจิตวิญญาณ” วินมองหน้าพ่อกับแม่ของตัวเอง “รวมทั้งความทรงจำทั้งหมดที่เคยมี” ได้ฟังดังนั้น พ่อของวินหวนนึกถึงคำทำนายที่ได้รับมา ว่าการที่เขาขอใครก็ได้ ให้มาเกิดเป็นลูกของกับภรรยา มันจะเป็นสิ่งที่สมหวังก็จริง แต่สุดท้ายแล้ว ลูกของเขาจะไม่ได้เป็นของเขาอย่างที่ขาหวังใจให้เป็น

“แล้ววินก็บอกกับคุณพ่อคุณแม่แล้วด้วยว่า วินชอบผู้ชายด้วยกัน” พ่อและแม่ของเด็กหนุ่มจำได้ดี ในวันที่เด็กชายวิน ในวัยสิบขวบ เดินมาหาเขาทั้งสองคน แล้วพูดขึ้นว่า 'วินชอบผู้ชายนะฮะ คู่ชีวิตที่วินจะอยู่กับเขาไปจนตาย เป็นผู้ชาย แล้ววันหนึ่งวินจะแสดงให้ทุกคนได้ดู' จากวันนั้น อะไรต่าง ๆ ที่เกิด อยู่ และเป็นในช่วงปีเก้าศูนย์ ค่อย ๆ เด่นชัดขึ้นในการกรำทำต่าง ๆ ของวิน แต่เรื่องการชอบผู้ชายนั้น มันมาแน่นอนเอาตอนที่วินหอบเอกสาร หลักฐานอะไรมากมายกลับมาที่บ้าน ตอนวินอายุได้สิบเจ็ดปี

“วิน ลูกก็รู้ดี ว่าพ่อกับแม่” พ่อของวินเอื้อมมือไปจับกับมือของภรรยา “พ่อกับแม่รักลูกสุดหัวใจ” พ่อของวินบอกกับเด็กหนุ่ม “ลูกวิน ไม่ว่าลูกจะเป็นอะไร ลูกจะชอบใคร มันไม่ใช่เป็นปัญหาที่พ่อกับแม่เป็นกังวลเลยสักนิดนะลูก” แม่ของเด็กหนุ่มช่วยพูดเสริมในสิ่งที่สามีของเธอพูดเอาไว้ เพราะไม่ว่าวินจะเลือกคู่ครองเพศไหน พ่อและแม่ของวินนั้น เปิดรับเรื่องพวกนี้ได้โดยสมบูรณ์

“แต่ ลูกวินไม่ลองดู ลองคบหากับคนรุ่นราวคราวเดียวกันกับลูก” แม่ของวิน ไม่รู้ว่าจะพูดแบบไหนดี ที่จะฟังดูไม่น่าเกลียดมากจนเกินไป “คุณแม่ครับ” วินหน้าขึงขังขึ้นมาในทันที “ผมไม่ได้กลับมาเพราะว่าเขาอายุน้อยกว่าหรือมากกว่าผมในตอนนี้นะครับ” เมื่อวินตัดสินใจในเรื่องใดไปแล้ว พ่อกับแม่ของเขาก็รู้ดี ว่ายากที่จะเปลี่ยนใจลูกชาย

“วินกลับมาเพื่อตามหาคนของวิน หัวใจของวินอยู่กับเขา” วินใบหน้าเศร้าก่อนจะพูดออกมาว่า “วินตามหาเขาจนเจอ เพื่อที่วินจะไถ่โทษกับเขา ในสิ่งที่เคยวินทำเอาไว้” วินถอนหายใจออกมาเบา ๆ กับความเสียใจที่ตัวเองเคยก่อเรื่องราวร้าย ๆ เอาไว้ “วินทำผิดกับเขาเอาไว้ครับ ผิดมาก วินทำให้เขาเสียใจ” เด็กหนุ่มโตกว่าอายุตัวเองมาเสมอ นั่นคือสิ่งที่พ่อและแม่ของเขาเห็นมาโดยตลอด

“วินจะไม่ยอมให้ตัวเองทำผิดพลาดอีกครั้ง” วินนั้นเป็นเด็กดีของพ่อแม่มาเสมอ อาจจะมีดื้อบ้าง แต่ไม่เคยมีครั้งไหนเลย ที่จะทำให้พ่อและแม่ต้องหนักใจหรือเสียน้ำตา “วินจะไม่เสียโอกาสที่จะเป็นตัวของตัวเอง หรือเลือกที่จะปกปิดความรู้สึกของวิน เพราะวินไม่รู้เลย ว่าวินอาจจะไม่มีโอกาสจะได้กลับมาแบบนี้อีก” วินรักพ่อกับแม่ของเขามาก แต่สิ่งที่เขาค่อย ๆ จำมันได้ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา มันทำให้วินรู้ว่า นี่คือสิ่งที่เขาต้องทำ

ตฤณนั่งอยู่ที่โซฟาด้านล่างคอนโดสุดหรูแห่งนี้ สายตามองไปที่ลิฟต์ตัวที่จะพาขึ้นไปที่ห้องเพ้นท์เฮ้าส์ ที่ก่อนหน้านี้ เคยมาอยู่เป็นประจำนับครั้งไม่ถ้วน แต่มาในวันนี้ เขายังคงนั่งอยู่ตรงส่วนรับรองบุคคลภายนอก ที่จัดไว้สำหรับผู้ที่มารอพบเจ้าของห้องชุด ทั้ง ๆ ที่ตฤณสามารถสแกนลายนิ้วมือ ขึ้นไปนั่งรออยู่ที่ด้านบนห้องพักได้เลย

“เดี๋ยวนี้ถึงกับไม่กล้าขึ้นไปรอที่ห้องแล้วหรือ” ตฤณที่ตัดสินใจลุกขึ้นจากที่นั่ง เพราะเปลี่ยนใจ ต้องการจะเดินออกจากที่แห่งนี้ สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเสียงทักนั้น ดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง “ทำไมไม่ขึ้นไปรอที่ห้อง” ตฤณที่หันมาทางเจ้าของเสียง ทำหน้าไม่ถูกเหมือนกัน กับคำถามที่สร้างความกระอักกระอ่วนใจอยู่ไม่น้อย

“จริง ๆ ฝากไว้ที่เคาน์เตอร์ด้านล่างก็ได้” ตฤณเลือกที่จะไม่ตอบ แต่เสพูดอย่างอื่นออกไป “ผมก็แค่มารับจากพนักงานที่ด้านล่างนี้ ไม่เสียเวลาดีด้วย” ตฤณยิ้มออกไปกลบเกลื่อน ทั้งเรื่องที่เขาไม่ตอบคำถามของอีกฝ่าย และเรื่องที่สะดุ้งให้ได้เห็น ราวกับว่า ตัวเองกำลังทำความผิดอะไรอยู่ แล้วโดนจับได้ในที่สุด

“ไม่อยากเจอหน้าผมขนาดนั้นเลยหรือ” นฤเบศถามคำถามนั้นออกไปด้วยอาการหัวใจที่มันสั่น จากที่ทั้งสองได้เจอกันคราวที่แล้ว นฤเบศยอมรับกับตัวเองอย่างไม่อายเลยว่า เขานั้นเสียศูนย์จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก กับการที่ต้องเห็นตฤณยืนเคียงคู่กับผู้ชายคนอื่น มันเหมือนกับโดนเหยียบจมูกจนถึงถิ่น

“ผมแค่มารับของที่ลืมทิ้งไว้ ถ้าคุณจะกรุณาไม่พูดถึงเรื่องอื่น หรือคนอื่น” ตฤณที่ชั่งใจอยู่นาน ว่าเขาควรจะมาที่นี่ดีหรือไม่ รู้แล้วว่า เขาน่าจะเชื่อความคิดที่ผ่านเข้าหัวมาแต่แรก “ไอ้เด็กนั่นมันมีดีมากขนาดนั้นเชียวหรือ ดีกว่าผมอีกงั้นหรือ ตฤณ” เสียงของนฤเบศฟังดูแล้ว เป็นการพูดหาเรื่องกันอย่างเปิดเผย

“มันไม่เกี่ยวกับเรื่องใครดีกว่าใครทั้งนั้นแหละ คุณยังไม่เข้าใจเรื่องระหว่างผมกับเขา” ตฤณเองก็รู้ว่าจะอธิบายเรื่องราวทั้งหมดนี้กับนฤเบศอย่างไรดี ให้เข้าใจได้ง่ายที่สุด “อย่าบอกนะ ว่าคุณเอากับไอ้เด็กนั่นแล้ว” นฤเบศหลุดปากออกไปด้วยความโมโห ก่อนจะรู้สึกตัว ว่าไม่สามารถเรียกคำพูดนั้นกลับคืนมาได้แล้ว เมื่อเห็นสีหน้าและแววตาของตฤณ ที่ไม่ชอบและไม่พอใจคำพูดนั้นอย่างที่สุด

“เขายังอายุไม่ถึงยี่สิบเลย ตกลงนี่คุณนฤเบศเห็นผมเป็นคนยังไง นอกจากผมจะตกลงยอมรับข้อเสนอ ยอมขึ้นเตียงเอากับผู้ชายที่แต่งงานมีครอบครัวแล้ว ยังเลวไม่พอ นี่ผมยังจะเอากับเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะได้อย่างง่าย ๆ โดยไม่รู้สึกรู้สาอะไรอย่างนั้นน่ะหรือ แหม คนอย่างผมนี่ ต้องเลวมันไปทุกเรื่องสินะ มันถึงจะครบสูตร” นฤเบศสะอึกไปกับคำพูดของตฤณเช่นกัน

“คุณก็ถอยออกมาสิ คุณก็อย่าไปยุ่งกับไอ้เด็กนั่น ทำไมถึงยอมให้มันมาวุ่นวายเรื่องของเราอยู่ได้” นฤเบศขยับเท้าเดินเข้าหาตฤณ “ผมอยู่ตรงนี้แล้ว คุณมองแต่ผม สนใจแต่ผมก็พอ” ความรู้สึกของหนุ่มใหญ่ปั่นป่วนไม่น้อย กับความคิดที่ว่า เขาและตฤณกำลังจะห่างกันออกไปทุก ๆ ขณะ ตราบใดที่ตฤณยังไม่ยอมตอบตกลงกับเขาอย่างเป็นทางการ

“เรื่องของเราคือการที่เราสองคนตกลงว่าจะเป็นคู่นอนแก้อยากให้กันและกัน” ตฤณพูดถึงสิ่งที่นฤเบศและเขา สร้างพันธะแบบไหนกันตั้งแต่แรก “ผมไม่เคยรู้สึกผิดเลยด้วยซ้ำ ตอนที่นอนกับคุณทุกครั้งที่คุณโทรหา ทั้ง ๆ ที่คุณยังไม่ถอดแหวนแต่งงานนั่น” รอยแหวนบนนิ้วนางข้างซ้ายของนฤเบศยังคงเด่นชัดอยู่ให้เห็น

“จนมาถึงตอนนี้ หลังจากที่คุณหย่า หลังจากที่มีเขากลับเข้ามา” ตฤณที่ก่อนหน้านี้ หัวเราะออกมาด้วยซ้ำที่ได้เห็นภรรยาของนฤเบศโทรตามสามีจนจ้าละหวั่น กรีดร้องอย่างคนบ้า เรียกร้องให้สามีของเธอกลับไปหา มาถึงตอนนี้ อะไรบางอย่างกำลังสั่งสอนเขาเช่นกัน ว่าตัวเองได้ทำผิดอย่างใหญ่หลวง ที่ยังคงสานสัมพันธ์กับหนุ่มใหญ่ เพียงเพราะฝ่ายภรรยาของนฤเบศ ไม่กล้าเอาเรื่อง เพราะกลัวว่าสังคมจะรู้ ว่านฤเบศนั้นมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้ชายด้วยกัน

“ผมไม่ให้คุณไปไหนทั้งนั้น ตฤณ คุณต้องอยู่กับผม” นฤเบศเข้าสวมกอดตฤณจากทางด้านหลัง เมื่อเห็นว่า อีกฝ่ายกำลังจะหันหลังเดินไป “คุณเบศ อย่าทำอย่างนี้” ตฤณเองตกใจอยู่ไม่น้อย ที่หนุ่มใหญ่อย่างเขาตั้งแต่เป็นที่รู้จักและมีหน้ามีตาในวงสังคม จะแสดงอาการใกล้ชิดอะไรแบบนี้กับเขา อย่าว่าแต่กอดเลย ทั้งสองคนเดินจับมือกันยังไม่เคย

“มีคนอื่นอยู่ตรงนี้ คุณเบศ” ตฤณเตือนหนุ่มใหญ่ พยายามดึงตัวเองให้หลุดออกจากอ้อมกอดของอีกฝ่าย “ช่างมันสิ ผมจะกอดคนรักของผม ทำไมจะต้องแคร์ใครด้วย” นฤเบศพูดเสียงดัง หลายคนที่อยู่ในบริเวณนั้น ต่างก็หันมามองกันเป็นตาเดียวกัน “ถ้าไอ้เด็กไก่อ่อนนั่นทำได้ ทำไมผมจะทำไม่ได้” ตฤณดิ้นขลุกขลักอยู่ในวงแขนของนฤเบศ ที่ตอนนี้พยายามจะใช้กำลัง เพื่อจูบตฤณต่อหน้าทุกคนให้ได้

ตฤณลงจากรถแท็กซี่ด้วยท่าทางห่อเหี่ยว ก่อนจะมองเห็นวินที่ยืนรอที่ด้านหน้าตึกคอนโดอยู่ก่อนแล้ว วินยิ้มให้ตฤณทันทีที่อีกฝ่ายลงจากรถมา ตฤณยิ้มตอบกลับเด็กหนุ่มไป ยอมรับว่าต้องปั้นสีหน้าให้เป็นปกติ เพราะวินเป็นคนที่จับสังเกตเก่งไม่เบาคนหนึ่ง ตฤณเดินเข้าไปหาวิน ที่ตอนนี้เอาสิ่งที่ถือซ่อนไว้ด้านหลัง ออกมาให้ตฤณเห็น

“หนังสือรุ่น” ตฤณพึมพำออกมาเบา ๆ ตกใจไม่น้อยที่อยู่ ๆ ไม่คิดว่าจะได้เห็นมันอีกครั้ง “ไม่ใช่หนังสือรุ่นทั่วไปนะครับตฤณ” พอตฤณพิจารณามันอีกครั้งดี ๆ ก็ต้องรู้สึกใจหาย เมื่อจำรอยขาดที่ขอบของมันได้ วินยิ้มอย่างพอใจ ที่สังเกตได้ว่า ตฤณจำหนังสือรุ่นเล่มนี้ได้ ก่อนจะพลิกหน้าที่เขาคั่นเอาไว้ เปิดให้ตฤณดู

“รูปมันน่าเกลียดจะตาย” ตฤณเอามือปิดรูปของนักเรียนมัธยมปลายคนนั้นเอาไว้ “น่ารักไม่เปลี่ยนต่างหาก” วินสบตากับตฤณ สายตาที่ใช้มองมายังตฤณนั้น มันช่างอ่อนโยนและทำให้ตฤณหวั่นไหว “มาดูอีกคนด้วยดีกว่า” ตฤณรีบคว้ามือของวินเอาไว้ ส่ายหน้าห้ามปรามเด็กหนุ่ม ก่อนจะเห็นรอยยิ้มที่มุมปากอย่างที่เคยเห็นใครบางคนทำมันเสมอ ทุกครั้งที่สามารถแกล้งให้เขารู้สึกประหลาดใจได้

****************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=dLEgOalq7sU


ก็มันยังไม่พร้อม ที่จะเสียเธอไปอีกคน

‘Cause I’m never ready to not see you here anymore

เพราะว่าใจฉันคงจะทน ต่อไปไม่ไหว

‘Cause my heart can’t keep going on like that

ก็เธอคือชีวิต ไม่มีเธอจะทำอย่างไร

“Cause you’re my life that makes me know I’m still alive

ฉันจะเดินก้าวไปยังไง หากไม่มีเธอจริงจริง

‘Cause I don’t know what to do without you by my side


อย่าไปจากฉัน สัญญาได้หรือเปล่า

Please don’t leave me, promise me you won’t

ให้โอกาสฉัน รักเธออีกต่อไป

Give me this chance to stay in love with you

เธอก็รู้ว่าฉันนั้นไม่มีใคร

You know I have no one, really

ขาดเธอไปสักคน ฉันคงจะตาย

I lose you, I’d surely die

จะหายใจอย่างไร โดยที่ไม่มีเธอ

You’re the air I breathe, please don’t you ever go


แค่เพียงได้ซื้อเวลา

Let me buy us some time

ได้ยื้อเวลาเพื่อให้เธอไม่จากไปไหน

Stalling time to make you change your mind

จะให้ฉันทำอะไร ฉันก็จะยอมทั้งนั้น

Whatever I can do, I’ll do it for you here

แค่เพียงให้เธอคืนมา ได้ยื้อเวลา

All I need is to get you back to get myself more time

สักนาทีก็มีค่ากับฉัน ขอร้องเธอได้ไหม

One minute that means the world to me, could you please?

อย่าให้ฉันต้องทนต้องอยู่คนเดียว

Don’t leave me just here all alone


อยากเป็นอยู่อย่างนี้ ที่มีเธอให้รักต่อไป

Keep all the things we have here and have and to hold

เพราะว่ามันรวดเร็วเกินไป ที่จะทำใจ

It’s too fast for me to see, it’s harsh to take it all in


อย่าไปจากฉัน สัญญาได้หรือเปล่า

Please don’t leave me, promise me you won’t

ให้โอกาสฉัน รักเธออีกต่อไป

Give me this chance to stay in love with you

เธอก็รู้ว่าฉันนั้นไม่มีใคร

You know I have no one, really

ขาดเธอไปสักคน ฉันคงจะตาย

I lose you, I’d surely die

จะหายใจอย่างไร โดยที่ไม่มีเธอ

You’re the air I breathe, please don’t go


แค่เพียงได้ซื้อเวลา

Let me buy us some time

ได้ยื้อเวลาเพื่อให้เธอไม่จากไปไหน

Stalling time to make you change your mind

จะให้ฉันทำอะไร ฉันก็จะยอมทั้งนั้น

Whatever I can do, I’ll do it for you here

แค่เพียงให้เธอคืนมา ได้ยื้อเวลา

All I need is to get you back to get myself more time

สักนาทีก็มีค่ากับฉัน ขอร้องเธอได้ไหม

One minute that means the world to me, could you please?

อย่าให้ฉันต้องทนต้องอยู่คนเดียว

Don’ t leave me just here all alone


จะทำอย่างไร ให้ฉันยังมีเธอต่อไป

What can I still do to still have you in my life?

ฉันไม่รู้จริงจริง ฉันไม่รู้จะทำไง

I don’t really know, I’m all now cornered

จะมีทางสักทางบ้างไหม ที่จะรั้งใจเธอ

Is there just any way to make you still love me?


แค่เพียงได้ซื้อเวลา

Let me buy us some time

ได้ยื้อเวลาเพื่อให้เธอไม่จากไปไหน

Stalling time to make you change your mind

จะให้ฉันทำอะไร ฉันก็จะยอมทั้งนั้น

Whatever I can do, I’ll do it for you here

แค่เพียงให้เธอคืนมา ได้ยื้อเวลา

All I need is to get you back to get myself more time

สักนาทีก็มีค่ากับฉัน ขอร้องเธอได้ไหม

One minute that means the world to me, could you please?

อย่าให้ฉันต้องทนต้องอยู่คนเดียว

Don’t leave me just here all alone

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 213
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๓๗. คิดถึงเรื่องงอนง้อ



2566

2023



“กว่าจะมาง้อกันได้นะ ปล่อยให้ดีนรอตั้งนาน” จะไม่พูดออกไปก็ไม่ได้ แต่พอพูดออกไปก็เขินเสียเอง “ก็ให้ตั้งตัวกันบ้างสิ” คำตอบที่ได้ยินนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะทำให้ดีนต้องหลุดเสียงหัวเราะออกมา “หายโกรธดีนแล้วหรือไง” คนที่เพิ่งวิ่งกระหืดกระหอบกลับมาบ้าน เพราะรู้จากเพื่อนว่า อีกฝ่ายนั้นมาหาที่บ้าน ถามขึ้นเพื่อขอยืนยันความแน่ใจ

“ก็จะให้โกรธต่อมั้ยล่ะ พร้อมนะ ไม่ติด” ดีนได้ยินแบบนั้น ถึงกับส่ายหน้าดิก “โอย แค่นี้ก็ไม่ไหวแล้วมั้ย ใจร้ายกันจัง ยังไง ทำไม ถึงได้ทั้งใจแข็งแถมใจร้ายแบบนี้ ดีนไม่เข้าใจ” พอถามออกไปเสร็จ ก็เห็นอีกฝ่ายบุ้ยปาก ท่าทางทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ดีนยิ่งเห็นแบบนั้นก็ยิ่งนึกมันเขี้ยว อยากจะขยำตัวอีกฝ่ายเสียให้หนำใจ

“ไม่เอาแล้ว เข้าใจแล้ว เข็ดแล้วครับ” เสียงออดอ้อนของดีนนั้น ทำได้ดีไม่แพ้ที่เขาได้คิดเอาไว้ เพราะเห็นอีกฝ่ายหลุดยิ้มออกมาจนได้ “ยิ้มให้กันแบบนี้ ดีกว่าตั้งเยอะ จริงมั้ย” สายตาที่ดีนมอบให้ คือความดีใจ ความจริงใจ ที่เจ้าตัวไม่คิดว่าจะได้มีโอกาสทำ และมอบมันให้กับใครมาก่อน แต่วันนี้ ตอนนี้ วินาทีนี้ เขายกมันให้กับคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า

“ถ้าอย่างนั้น” ดีนทำพูดเลียบ ๆ เคียง ๆ เดินเข้าใกล้กับอีกฝ่าย ก่อนจะเอื้อมมือไปแตะมือของอีกฝ่าย พอเห็นว่าเขาไม่ขยับมือหนี ดูไม่ได้อิดออดใด ๆ ดีนก็คว้ามือหมับที่มือของอีกฝ่ายทันที และราวกับว่ากระแสไฟฟ้าได้แล่นผ่านจากมือของทั้งสองคนนั้น พุ่งตรงเข้าสู่หัวใจ มันแปลบปลาบ หนุบหนับ หมุบหมับในความรู้สึกไปหมด

“พ่อครับ แม่ครับ” มาถึงตอนนี้ จะปล่อยให้เนิ่นนานไป จนโอกาสทองหลุดลอยก็คงจะใช่เรื่อง “เทปปันครับ คนนี้แฟนผม” ดีนจัดการตะโกนเสียงดัง ประกาศออกไปในทันที ว่าเขากับอีกฝ่ายนั้นเป็นอะไรกัน “เขาหายโกรธผมแล้ว พ่อกับแม่เป็นพยานนะครับ” ดีนจับมือที่กุมกันเอาไว้นั้น ชูขึ้นโชว์ให้พ่อกับแม่ได้เห็น

“แล้วไปยืนอะไรกันอยู่ตรงนั้น มา ๆ เข้ามาคุยกันในบ้าน” แม่ของดีนเรียกทั้งคู่ให้เข้าบ้านกันก่อน “พี่ดีนเนี่ยเห่อพี่เทปปันไม่หยุด” เสียงยัยน้องสาวแขวะพี่ชายออกมาตามเคย “เออ ๆ คนทั้งซอยตอนนี้รู้กันหมดแล้วล่ะ ว่าแกกำลังจะมีเมีย” พ่อของดีนพูดหยอกเอินกับลูกชาย ที่ตอนนี้ กำลังยิ้มหน้าบานหุบไม่ลง

ดีนหัวเราะเสียงใส ก่อนจะเดินจูงมืออีกฝ่ายให้เดินตามเขาเข้าบ้าน ยัยน้องสาวตัวแสบรีบกระซิบว่าอย่ายอมดีนพี่ชายของตน กำราบได้แต่เนิ่น ๆ ให้ทำ แม่ของเขาบอกจะหาขนมและเครื่องดื่มมาให้ ระหว่างนั่งคุยกัน พ่อของดีนตบบ่าลูกชายของตน ชมเปาะ ว่าดีนตาแหลมมาก ที่เลือกเทปปันมาเป็นแฟน ดีนก็ได้แต่ยิ้น้อยยิ้มใหญ่ เอ่ยปากขอบคุณพ่อและแม่ของเขา ที่อ้าแขนต้อนรับแฟนของเขาเป็นอย่างดี โดยมีดีนโอบเอวอีกฝ่าย ที่กำลังเขินบิดตัวไปมาต่อหน้าทุกคน

“เฮ้ย เดี๋ยวนะ” เพื่อนสนิทของดีนขัดจังหวะขึ้นมาแบบทะลุขึ้นกลางปล้อง “เรื่องเล่าอะไรของมึงวะเนี่ย” เพื่อนของดีนถึงกับต้องขมวดคิ้ว มองหน้าดีนอย่างงง ๆ ดีนที่โดนเบรกเรื่องเล่าวิมานฉิมพลีนั้นเอาไว้ ก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะตอบกับไปว่า “เออ นี่คือเวอร์ชัน เรื่องที่กูอยากให้เป็น” ดีนยอมรับกับเพื่อนแบบคนหมดสภาพ

“เรื่องที่กูอยากจะเล่าให้ใคร ๆ ได้ฟัง” ดีนสารภาออกมาจนได้ ว่าเรื่องทั้งหมด มันมาจากจินตนาการของเขาเองล้วน ๆ “โอ๊ย ไอ้ดีน กูก็ว่า อย่างไอ้เทปปันเนี่ยนะ จะมายืนเขินตัวบิดไปบิดมา ให้มึงเคลมเป็นเมียได้ง่าย ๆ หืม ไอ้อิ๊บอ๊ายดีน เลือกเล่าเรื่องได้เข้าข้างตัวเองสัส” เพื่อนสนิทของดีนถึงกับอดไม่ได้ที่จะด่าดีนออกมาเสียงดังลั่น

“มึงอย่าด่ากูเยอะ กูไม่รู้ว่าจะเริ่มรู้สึกผิดจากตรงไหนก่อนเลย” ใบหน้าของดีนในตอนนี้เจื่อนลงไปถนัดใจ จากที่เมื่อครู่นี้ เพื่อนของดีนยังมองเห็นความสดใสในแววตา ได้ฟังความร่าเริงในน้ำเสียง จากเรื่องเล่าที่ดีนอุปโลกน์ขึ้นมา “แล้วเวอร์ชันของเทปปันมันเป็นยังไง” ดีนหันไปมองหน้าเพื่อน ที่กำลังรอเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในเย็นวันนั้น

“คนที่เละคือกู” ดีนบอกกับเพื่อนออกไป “เทปปันบอกกับกูว่า อย่าทำคลิปอะไรแบบนั้นไปลงโซเชียลอีก ขอให้เรื่องทุกอย่างยุติเพียงเท่านี้ การขอถอนตัวจากละครเวทีของเทปปัน คือวิธีการพูดใส่หน้ากูอย่างสุภาพที่สุดแล้ว ว่าอย่าเสนอหน้าไปให้เขาเห็นอีก” ดีนพูดด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยอ่อน ที่ไม่เคยมีใครเห็นด้านนี้ของเขามาก่อน

“ลูกครึ่งญี่ปุ่นคนนี้ ด่ากูด้วยความเงียบ ความนิ่ง ได้เจ็บแสบที่สุดแล้ว” ดีนนึกถึงตอนนั้น ที่เขาเดินคอตกเข้าบ้านไปอย่างผู้ผิดหวัง สิ่งที่เกิดขึ้น มันไม่ได้หวาน ไม่ได้ชื่นมื่น ไม่ได้ง่ายดาย เหมือนอย่างในเรื่องที่เขาคิดขึ้นในหัว เขียนในหัวใจ “ส่วนเรื่องที่กูไปจูบเขา กูโดนแม่ด่ายับ พ่อกูยังอึ้ง ที่เห็นแม่ด่ากูขนาดนั้น ขนาดน้องสาวกูยังไม่ซ้ำเติมกูเลย เพราะนึกสงสารกู แม่กูด่าหนักจริง ๆ เรื่องนี้” พ่อหนุ่มฮอทในสายตาของเพื่อนอย่างดีน ทำหน้าหงอยอย่างน่าเห็นใจ

“แต่แม่กูไม่ได้ด่าเรื่องที่กูจูบกับผู้ชายนะ แม่กูด่าเรื่องที่ทำรุ่มร่ามกับลูกของบ้านอื่นเขา ยิ่งได้รู้ว่า แม่ของปันบวชอยู่ที่วัด โอย กูงี้โดนด่าจนหูชา หาว่ากูจะพาทั้งบ้านตกนรกกันหมด” ดีนยังไม่ลืมที่แม่สั่งสอนเขา เพราะไม่อยากจะให้ลูกชายของแม่ เป้นต้นเหตุทำให้คนอื่นเดือดร้อน ต่อให้มีความรู้สึกดี ๆ ต่อกันก็ตาม

“กูนะ โดนทั้งขึ้นทั้งล่อง เทปปันก็ไม่อยากจะเจอกูอีก แถมโดนที่บ้านสั่งเคอร์ฟิว อะไรของกูกันวะเนี่ย” ดีนขยี้หัวตัวอย่างแรง ๆ เผื่อว่าอะไรมันจะดีขึ้นบ้าง “ดีน มึงเปลี่ยนไปมากเลยนะ มึงรู้ตัวหรือเปล่า” เพื่อนสนิทของดีนพูดขึ้น มองดูใบหน้าของเขาอย่างพินิจพิเคราะห์ ราวกับว่า ดีนคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าคนนี้ ไม่ใช่ดีนคนเดิมที่รู้จักคุ้นเคยกันมา

“กูถามมึงอย่างหนึ่งสิ ไอ้ดีน” ดีนได้ยินเพื่อนพูดแบบนั้น ก็เลิกคิ้วขึ้น เป็นเชิงว่าเพื่อนนั้น อยากจะถามอะไร “กับเทปปันนี่ มันยังไงกันแน่วะ คือ กูไม่ได้ติดใจเรื่องที่มึงชอบผู้ชายหรืออะไรนะ” เพื่อนของดีนรีบออกตัว ไม่ได้สนใจเรื่องดังกล่าว “กูแค่ไม่เข้าใจ คือ มึงเพิ่งเจอเทปปันก็ตอนที่ต้องมาซ้อมละครเวทีด้วยกัน” เพื่อนสนิทของดีนเริ่มลำดับความให้กระจ่างขึ้น

“แต่กูเห็น อยู่ ๆ มึงก็แสดงออกว่ามึงชอบเขามาก มากเสียจนกูไม่อยากจะเชื่อว่า ระยะเวลาไม่เท่าไหร่ที่มึงเจอกับเขา จะทำให้มึงเป็นไปได้ขนาดนี้” เพื่อนของดีนติดใจตรงส่วนนี้มากที่สุด “มึงรู้จักเขามาก่อนหรือวะ หรือมันยังไงกันแน่” ดีนฟังเพื่อนถามมา เขารู้ดีในเรื่องนี้ และมีคำตอบให้กับตัวเองแล้ว เพียงแต่

“มันอาจจะฟังดูเหลือเชื่อนะเว้ย ถ้าตัวกูเองไม่ได้มาสัมผัสเกี่ยวกับเรื่องนี้ กูก็คงจะไม่เชื่อเหมือนกัน” ดีนพูดขึ้น ภาพในหัวตั้งแต่ที่วัดในวันนั้น มันยังแจ่มชัดมาถึงตอนนี้ “กูว่ากูรักเขา กูรักเทปปัน โดยที่เทปปันก็รักกู แต่ยังไม่รู้ตัว หรือยังจำไม่ได้เท่านั้น” เพื่อนของดีนฟังที่เขาพูด แล้วก็ขมวดคิ้ว เพราะสิ่งที่ดีนพูดออกมา มันดูแล้วเป็นอาการของคนเพ้อหลงตัวเองมากกว่า

“มึงฟังกูก่อน” ดีนเองก็พอจะรู้ว่า สิ่งที่หลุดออกจากปากของเขาไป มันฟังดูเหมือนเขาเป็นพวกเข้าข้างตัวเอง “กูกับเทปปันเจอกัน มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ” ดีนพูดออกมา ทำหน้าจริงจัง จนเพื่อนสนิทของเขาเองยังรู้ว่า ดีนไม่ได้กำลังล้อเล่นอยู่ “แต่กูคนก่อน กูคนที่แล้ว ทำผิดกับเขาเอาไว้เยอะ ทำกับเขาในเรื่องที่ว่า ถ้าเขาจะไม่ให้อภัยกูอีก มันก็สมควรแล้ว” ดีนพูดออกมาแบบนั้น รู้สึกใจหาย ที่เทปปันมีทีท่าไปในทางนั้นจริง ๆ

“มึงคนก่อน มีอีกคน อะไรวะ แล้วมึงคนนี้ล่ะ” เพื่อนของดีนขมวดคิ้ว ชี้นิ้วมาที่ดีน “เออ กูรู้ว่ามันฟังดูเหมือนกูเป็นคนบ้า” ดีนหัวเราะออกมาเบา ๆ กับสิ่งที่ตอนนี้เขารับรู้มันทั้งหมด “มัลติเวิร์ส” ดีนพูดออกไป หัวเราะเบา ๆ กับสิ่งที่เขาได้เทียบเคียงมัน “ใช่ มันเหมือนมัลติเวิร์ส เพียงแต่กูไม่สามารถเดินทางไปพบตัวกูอีกคนนั้นได้” สิ่งที่เกิดขึ้น มันอาจจะสลับซับซ้อนจนหลาย ๆ คน ไม่เข้าใจมัน

“กูคนนั้นคือสิ่งที่กูตอนนี้ไม่สามารถกลับไปแก้ไขความผิดพลาดที่ได้ทำเอาไว้ กูคนก่อน คือสิ่งที่ตัวกูต้องก้มหน้ารับมันเอาไว้เอง” ดีนบอกเพื่อนออกไปแบบนั้น โดยไม่ได้สนใจว่า เพื่อนสนิทคนนี้ของเขาจะเข้าใจที่เขาพูดบ้างหรือเปล่า แต่อย่าง้อยในตอนนี้ เมื่อดีนอยากเล่า อยากระบายความในใจออกมา ก็มีเพื่อนเขาคนนี้ ที่อยู่คอยรับฟัง

ดีนแยกกับเพื่อน หลังจากที่นั่งคุยกันพักใหญ่ ๆ ถึงแม้ว่า ดีนจะไม่ได้คลายความทุกข์ที่ยู่ภายในใจออกไปได้หมด แต่อย่างน้อย เขาก็รู้สึกโล่งขึ้นบ้าง ที่รู้ว่า ยังมีเพื่อนสักคนที่ได้นั่งพยักหน้าคลอ ในขณะที่เขาเล่าเรื่องบางอย่างออกไป แม้สุดท้ายแล้ว เพื่อนเองก็ไม่เข้าใจ แต่ก็เป็นเพื่อนคนนี้ ที่ตบบ่าให้กำลังใจดีนอย่างเต็มใจ

“ครับ ดีนกำลังกลับครับ” ดีนกดวางสาย หลังจากกรอกเสียงลงไปเบา ๆ ว่าเขารู้แล้วว่าต้องกลับบ้านก่อนเวลา ที่แม่ได้ขีดเอาไว้ เพื่อเป็นการทำโทษดีน กับเรื่องที่เขาได้ก่อขึ้น ดีนถอนหายใจออกมาอย่างเซ็ง ๆ นี่ถ้าไม่มีซ้อมละครเวที ดีนไม่สามารถหาข้ออ้างเพื่ออยู่เถลไถลแบบที่เคยทำมาได้อีก แต่ก็อีก ดีนบอกกับตัวเอง มีเวลาก็เท่านั้น ถ้าหากว่าคนที่เขาอยากจะใช้เวลานั้นด้วย กลับบอกให้เขาอยู่ให้ห่างกันเอาไว้

“ขอโทษนะครับ” รถยนต์คันหรู สีดำมันปลาบ ลดกระจกลง เมื่อเข้าจอดเทียบตรงที่ดีนยืนอยู่ “ไม่ทราบว่า พอจะบอกได้มั้ยว่า อืม ลานหน้าคณะอยู่ตรงไหนนะครับ” เสียงพูดภาษาไทยแบบแปร่ง ๆ แบบคนต่างชาติที่พยายามจะพูดให้คนไทยเข้าใจ “ผมมาตามหาคนรู้จัก” บทสนทนาจบลงแค่นั้น เมื่อมีเสียงภาษาต่างประเทศดังขึ้นภายในรถคันนั้น “อาริกาโต” เสียงพูดขอบคุณภาษาญี่ปุ่นดังขึ้นมาแทน ก่อนที่รถยนต์หรูคันดังกล่าว จะรีบออกตัวแล่นไปข้างหน้า

ดีนมองตามรถยนต์คันนั้นไป ก่อนจะเห็นว่า มีใครคนหนึ่ง เดินออกมาจากตึกหน้าลานคณะพอดี รถยนต์คันนั้นหยุดเทียบที่ด้านข้างคนคนนั้น ดีนเห็นเทปปันหยุดยืนนิ่ง มองตรงเข้าไปยังคนที่นั่งอยู่เบาะหลังภายในรถ หนุ่มญี่ปุ่นหน้าตาดี รูปร่างสูงใหญ่ ที่ดูภูมิฐาน ดูมีฐานะเป็นอย่างมาก มาถึงตอนนี้ ดีนก็เพิ่งจะคิดขึ้นได้ ในใจร้องตะโกนออกมาว่า 'ปัน อย่าขึ้นรถไปกับไอ้หมอนั่นนะ'

ยังไม่ทันที่ดีนจะได้ทำอะไรต่อ คนขับรถคันนั้น ก็ก้าวลงมาจากรถ แล้วเดินอ้อมมาเปิดประตูให้กับเทปปัน โดยที่เจ้าตัวนั้นดูลังเล เทปปันเว้นระยะห่างระหว่างตัวเขากับรถยนต์คันหรูนั้นพอสมควร ดีนเห็นเทปปันขยับปากพูดอะไรบางอย่างออกไป พร้อมทำท่าจะเดินหนี แต่ก็ต้องหยุดชะงัก แล้วหันไปมองคนในรถยนต์นั้นอีกครั้ง ก่อนจะพยักหน้าเหมือนกับบอกว่า เขาเข้าใจที่หนุ่มญี่ปุ่นสุดหล่อคนนั้นพูดแล้ว

“เทปปัน” ดีนหลุดเรียกชื่ออีกฝ่ายออกไปดังลั่น เมื่อเห็นว่าเทปปันได้ก้าวเข้าไปนั่งในรถ ที่เบาะหลังคู่กับหนุ่มญี่ปุ่นคนนั้น ก่อนจะเห็นคนขับรถโค้งคำนับให้ แล้วเดินกลับเข้าไปนั่งที่ด้านหลังพวงมาลัยคนขับ “เทปปัน” ดีนเรีกชื่ออีกฝ่ายเสียงดังลั่นอีกครั้ง ก่อนที่จะออกวิ่ง เมื่อรถยนต์คันนั้น เริ่มแล่นออกจากตรงนั้น

“หยุดก่อน รอเดี๋ยว โธ่เว้ย จอดก่อน จอดสิวะ” ดีนที่วิ่งตามรถยนต์คันนั้นอย่างเต็มฝีเท้า ร้องตะโกนโหวกเหวกโวยวายออกมา แต่แล้ว รถยนต์คันหรูที่เทปปันขึ้นไปคันนั้น ก็เลี้ยวออกจากประตูมหาวิทยาลัย ก่อนกลืนเข้ากับกระแสการจราจรที่ด้านนอกนั่น ดีนวิ่งตามออกมาจนถึงถนนด้านหน้า นอกรั้วมหาวิทยาลัย ด้วยอาการเหนื่อยหอบ แต่มองไม่เห็นท้ายรถยนต์คันนั้นแล้ว

*************************************************

คำแปลเนื้อเพลงเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=A7agZzKQbQM


เป็นเพราะเธอไม่รับไม่รู้ เรื่องราว

Because you said no need to hear my side of the story

แหละฟังถ้อยคำใด

All explanations in the world are pointless

เป็นเพราะเธอเท่านั้นที่คิดมากไป

It’s only that you’re overthinking

ด้วยใจเธอเองทั้งนั้น

Made a snap judgement by your own


เป็นเพราะเธอไม่คิดจะให้โอกาส

It’s because you’re not giving me one more chance

ปรับความเข้าใจกัน

For us to reconcile

เพียงถ้อยคำเท่านี้ที่ฉันต้องการจะอธิบาย

These words are my heart given to you


แค่อยากให้รับให้รู้ไว้

Wish you could hear me out

ให้เธอเข้าใจหัวใจกัน

Please, don’t you want to feel my sincere apology?

ที่ทำกับเธอวันนั้น

What I did to you that day

ตัวฉันคนนี้ก็มีแต่เสียใจ

I now regret with a real deep sorrow


แหละใจของฉันก็ชอกช้ำ

My heart is now bruised and burnt

จากการกระทำที่ทำไป

From my hideous actions I did

ก็อยากจะย้ำให้รู้เอาไว้

I wish you would listen to me once

ว่าฉันมีแต่เธอ

All I ever need is you


เพียงให้เธอได้รับได้รู้ เรื่องราว

Just once you hear what I have to say

แหละลองคิดดูใหม่

And give it a second thought

ฟังแล้วเธอยังคิดจะทิ้งกันไป

If that still makes you feel you’re gonna leave me back here

ก็อยู่ที่เธอ

That’s then up to you

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 416
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
ใครมารับเทปปัน พ่อ พี่ชาย หรือใครอะ :katai1:

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 213
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๓๘. คิด (ไม่) ถึงให้งอนง้อ



2537

1994



“มีอะไร” เจ้หวีถามคู่ชีวิตที่อยู่ด้วยกันมานานของตัวเอง “เห็นจะพูด จะพูดอะไรตั้งนานแล้ว ก็ไม่พูดสักที เป็นอะไร” เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ทำท่าจะบอกอะไรเจ้หลายต่อหลายที “อืม” เจ้าตัวไม่รู้จะพูดออกมายังไงดี ก็ได้แต่ทำเสียงให้เจ้หวีดูเอาเอง เจ้เจ้าของร้านก้มลงมองหนังสือเล่มที่แฟนของเธอวางลงตรงหน้า

“เดี๋ยวนี้ดูหนังสือแบบนี้ด้วยหรือ” เจ้ทำเสียงแซวแฟน แต่เมื่อเห็นเขาไม่ได้ยิ้มแย้มหรือดูจะพูดเล่นหัวด้วย เจ้หวีก็หยิบมันขึ้นมาเปิดดู ก่อนจะเบิกตาโต “ไปเอามาจากไหน” เจ้แกถามด้วยความตกใจ เมื่อจำคนในรูปที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ได้ “เดินไปเก็บค่าข้าวพวกเด็กในซอยอโกโก้มา เห็นพวกมันกำลังแย่งกันเปิดดู” เจ้หวีปิดหนังสือเล่มนั้นลง เพราะเธอไม่ได้อยากจะดูมันต่อ

“เด็กพวกนั้น หลายคนก็จำได้” เจ้หวีส่ายหน้า มีท่าทางที่หนักใจ ก่อนจะถอนหายใจออกมา “พูดหยอกล้อว่าจะเดินมาดูตัวจริงที่นี่ พี่เลยด่ามันไปยกใหญ่ ว่าอย่าให้เห็นมาป้วนเปี้ยนเสนอหน้าแถวนี้ ไม่งั้นจะเล่นงานพวกมันทุกตัว” แฟนของเจ้หวีบอกว่า ได้กำชับกำชาเด็กหนุ่มวัยคะนองพวกนั้น ว่าอย่าได้คิดลองดีกัน

“เจ้ นันเก็บกวาดหลังร้านเรียบร้อยแล้วนะ อ้อ ส่วนพวกหม้อไหพวกนั้น นันล้างแล้ว แต่ว่าจะไปหาซื้อฝอยขัดหม้อมาใหม่ อันเก่ามันย้วย แทบขัดตู้หม้อไม่ออกแล้ว” เจ้หวีมองเห็นนันเดินเข้ามาพูดด้วยใบหน้าและรอยยิ้มที่สดใส “มีอะไรกันหรือเจ้” โดยไม่ต้องการให้ใครพูดอะไร นันก็ได้คำตอบแก่ตัวเอง เมื่อเห็นหนังสือเล่มนั้นอยู่ในมือของเจ้หวี

“ความจริงนี่ มันหนีกันไม่พ้นจริง ๆ ด้วยสินะ” นันหุบยิ้มทันที พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเหมือนคนที่เหน็ดเหนื่อยกับชีวิตมาอย่างยาวนาน ทั้ง ๆ ที่ตัวเองเพิ่งมีอายุไม่เท่าไหร่ “เกิดอะไรขึ้น นัน” เจ้หวีถามด้วยน้ำเสียงที่เป็นห่วง ตกใจกับสิ่งที่เห็น แต่ก็อยากจะรู้ความจริงจากปากของนันเอง ไม่ได้อยากรู้จากขี้ปากของคนอื่น

นันรู้สึกตัวอีกที มันเหมือนมีร่างหนัก ๆ ของใครบางคนกำลังทับตัวของเขาอยู่ นันพยายามเอื้อมมือเพื่อผลักร่างนั้นออก แต่สองมือสองไม้ของเขา กลับรู้สึกเหมือนว่าไม่มีแรง มันป่ายสะเปะสะปะไปมา ได้ยินเสียงที่ข้างหูบอกว่าให้เขาอยู่เฉย ๆ อย่าดิ้น ดวงตาที่หนักอึ้งนั้นนันพยายามจะลืมมันขึ้น แต่มันก็ทำได้แสนที่จะยากเย็น

“อยู่นิ่ง ๆ สิวะ” นันได้ยินเสียงนั้นออกคำสั่ง ก่อนที่ความเจ็บแปลบจะเกิดขึ้นกับร่างกายของเขา มันเจ็บจนนันต้องเอี้ยวตัวหนี เอาเท้าที่ถูกขับยกชูขึ้น ถีบอากาศไปมาอย่างไร้ทิศทาง และไร้ผล “อีห่านี่” เสียงด่านั้นดังขึ้นอีก ก่อนที่ความเจ็บแปลบจะเพิ่มมากขึ้น เมื่อร่างบนตัวของนัน ทิ้งน้ำหนักลงมา เพื่อสอดความเขื่องใหญ่แทรกเข้าไปในตัวของนัน ที่ตอนนี้กรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวด

“ปิดปากมันสิวะ นั่งบื้อทำเหี้ยอะไรอยู่” คนที่ทับอยู่บนตัวของนัน ออกคำสั่งอย่างหยาบคาย “พี่ก็น่าจะให้ผมเอามันก่อน” นันที่พยายามลืมตาขึ้นมอง แต่ก็พร่าเลือนไปด้วยหยาดน้ำตาใส จำได้ดีว่า เสียงนี้คือเสียงของพ่อเลี้ยงของเขา “ได้ไงวะ เล่มนี้มันเอาไว้ขายพวกฝรั่ง ของกูใหญ่กว่ามึงเยอะ กูก็ต้องเป็นพระเอกสิโว้ย ยิ่งนางเอกแม่งยังซิงอยู่อีกต่างหาก” เสียงนั้นบ่งบอกถึงความกักขฬะทั้งคำพูดและความคิด

“แม่ง กูโคตรเสียดายเลย อีนัน ที่กูไม่ได้เป็นผัวคนแรกของมึง” พ่อเลี้ยงของนันเลียริมฝีปากไปมา มองดูผู้ชายอีกคนกำลังกระหน่ำร่างของลูกเลี้ยงของตัวเองอย่าหื่นกระหาย “แน่นฉิบหาย แม่งเอ๊ย” ทั้งมือและเท้าของนันจิกกำจนแน่น ร่างกายเหมือนจะแยกแตกออกเป็นสองซีก หัวใจของเขาเหมือนกำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ เมื่อรับรู้แล้ว ว่ากำลังเกิดขึ้นกับเขา

“หยุด หยุดเถอะ พอแล้ว ขอร้องล่ะ” เสียงร้องขอความเห็นใจดังอู้อี้อยู่ภายใต้ฝ่ามือของพ่อเลี้ยง นันน้ำตาไหลเป็นทาง ยิ่งพยายามดิ้นหนีเพื่อเอาตัวให้รอด กลับกลายบเป็นที่สนุกสนานของผู้ชายอีกสองคน ที่พูดเร่งเร้ายั่วยุกันอย่างเฮฮา ความทรงจำของนันเริ่มกลับมาหาเขา จากที่เขานั้น พยายามหลบหน้าพ่อเลี้ยงมาได้หลายวัน

จนมาวันนี้ วันที่นันพลาดพลั้ง ด้วยความเหนื่อย ด้วยความหิว นันเห็นห่อข้าวห่อหนึ่งวางเอาไว้ในครัว แน่นอน มันต้องเป็นของพ่อเลี้ยงของนันอย่างแน่นอน ท้องที่ร้องโครกคราก ความทรมานจากความหิว ทำให้นันแกะห่อข้าวนั้นออก ตั้งใจว่าจะตักชิมเพียงไม่กี่คำ แต่สุดท้าย เพื่อให้ท้องอิ่มได้นานขึ้นอีก นันก็จัดการข้าวห่อนั้นจนหมด

กว่าจะรู้ว่าเสียที นันก็ตื่นขึ้นมาเจอกับความเลวร้ายยิ่งกว่า ที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ นันทั้งโกรธกับความโง่ของตัวเอง ผิดหวังกับความอดทนไม่พอของเขา และเสียใจกับความโหดร้ายของมนุษย์ที่กระทำต่อกัน มันสุดแสนจะเจ็บช้ำ เมื่อเขาได้อยู่ในสภาวะที่สามารถช่วยเหลือและป้องกันตัวเองเอาไว้ได้

“มึงถ่ายรูปเอาไว้เยอะ ๆ หลาย ๆ มุม เอาให้เห็นชัด ๆ อีนี่มันจะเป็นตัวเงินตัวทองของเราต่อไปอย่างแน่นอน” สิ้นเสียงพูดนั้น แสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูป ก็วาบแสงขึ้น จากหนึ่ง เป็นสอง และกลายเป็นนับไม่ถ้วน นันหลับตาลงอย่างคนสิ้นหวัง เพราะทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้น กำลังถูกบันทึกเอาไว้เป็นหลักฐานทั้งหมด

“เอามา มึงมาต่อจากกู แต่มึงห้ามเสร็จข้างในอีนี่ก่อนกูนะ” ไม่ต้องให้เชิญชวนอีกเป็นคำรบสอง พ่อเลี้ยงของนันก็แทรกร่างเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว นันกัดฟันกรอดเมื่อพ่อเลี้ยงนั้น ใส่เต็มแรงแบบไม่บันยะบันยังใด ๆ ทั้งสิ้น “อีนัน กูรู้อยู่แล้ว ว่ามึงจะต้องเด็ดกว่าแม่ของมึงอีก” คำพูดนั้นเสียดแทงความรู้สึกของนันอย่างที่สุด หัวใจของนันตอนนี้ร้าวรานจนเกินคำบรรยาย

“เฮ้ย ๆ อย่าทำมันแรงมาก เผื่อเอาไว้อีกสักสองสามเล่ม เดี๋ยวมันจะช้ำมากเกิน” ห้ามปรามพ่อเลี้ยงของนันไป ก็ถ่ายรูปนันทุกซอกทุกมุม นันได้แต่กัดฟันยอมรับความต่ำช้าที่พวกมันทั้งสองคนทำกับเขาเอาไว้ “พี่ผมจะไม่ไหวแล้ว” พ่อเลี้ยงของนันคำรามเสียงดัง “ไอ้เหี้ย ดึงของมึงออกไปก่อน” ไม่พูดเปล่าแต่ผลักร่างของพ่อเลี้ยงของนันให้กระเด็น

“ไอ้เหี้ยนี่ ก็บอกว่าให้กูก่อน” ปากเ แต่ก็กดถ่ายรูปความเนืองนองที่ล้นทะลักนั้นไม่หยุดมือ “มันช่วยไม่ได้จริง ๆ พี่ ของมันฟิต ผมหยุดไม่ทัน” เสียงพ่อเลี้ยงของนันหัวเราะชอบใจ “แม่ง มึงนี่ เล่นซะเลือดเลย ต่ออีกน้ำ ไหวมั้ยวะอีหนู” ถามไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้คิดที่จะเห็นใจอะไรทั้งสิ้น เพราะนันรับรู้ถึงสิ่งที่แทรกเข้ามาอีกครั้ง ที่ตอนนี้มันทำให้เขาเจ็บจนชาไปทั้งตัวและหัวใจ

“พอแล้ว นัน พอแล้ว ไม่ต้องเล่าแล้ว” เจ้หวีร้องห้ามเสียงดัง ก่อนจะเดินไปสวมกอดนันเอาไว้จนแน่น “พวกระยำ พวกอัปรีย์” เจ้หวีด่าด้วยความรู้สึกเศร้าสลด กับสิ่งเลวร้ายที่นันได้ผ่านมันมา นันร้องไห้จนตัวโยนอยู่ในอ้อมแขนของเจ้หวี แฟนของเจ้นั้นได้แต่ส่ายหน้า หลังจากได้ฟังนันเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น

“นันโง่เอง นันมันสกปรก นันมันชั่ว” เสียงตำหนิด่าทอตัวเองดังออกจากปากของนัน เจ้หวีรีบบอกว่า มันไม่ใช่ความผิดของนันเลยสักนิด “แกอย่าโทษตัวเอง แกไม่ได้ทำอะไรผิด พวกสัตว์นรกนั่นต่างหากที่แม่งชั่วช้า กูขอแช่งพวกมัน ระยำตำบอน แบบพวกมัน ต้องไม่ตายดี ต้องได้รับการลงโทษอย่างสาสม ไม่วันใดก็วันหนึ่ง” เจ้หวีกอดนัน ลูบเนื้อลูบตัวปลอบประโลมใจ

“แล้วที่ต้องโซซัดโซเซมาจนถึงร้านนี้ ก็เพราะไอ้เด็กผู้ชายคนนั้น แฟนเอ็งมันรู้เรื่องนี้เข้า” ไม่ต้องเดาก็พอจะรู้ ว่าที่แฟนเจ้หวีถามออกมา เป็นความจริงตามนั้น “โธ่เว้ย ใจแคบกันฉิบหาย ตัวมันเองก็ดูหนังสือพวกนี้ไม่ใช่หรือ ห่าเอ๊ย” แฟนของเจ้หวีนั้นรู้สึกเห็นใจนันอย่างที่สุด แต่ก็นั่นเอง ด้วยความเป็นเด็กที่ยังไม่ประสีประสาความซับซ้อนของชีวิตและอารมณ์มนุษย์ ก็คิดอำว่า สิ่งที่ตัวเองได้ตัดสินคนอื่น นั้นถูกต้องสมควรแล้ว

“แกได้เล่าให้เจ้าเด็กท็อปฟังมั้ย นัน ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับแก ทำไมแกถึงได้ไปมีรูปอยู่ในหนังสือพรรค์อย่างว่าได้” เจ้หวีถามนัน เมื่อเห็นว่า นันพอจะทุเลาอาการสะอื้นไห้นั้นลงแล้ว นันส่ายหน้าตอบปฏิเสธ “เขาไม่รับฟังอะไรเลย นันไม่มีโอกาสได้อธิบายอะไรทั้งสิ้น เขาไม่สนว่านันต้องการจะบอกอะไรเขา” นันเสียงสั่นเครือไปด้วยความเสียใจอย่างที่สุด

“ไม่เป็นไรนะนัน” เจ้หวีพูดกับนัน “แกปลอดภัยแล้วไม่มีใครทำอันตรายอะไรแกได้อีก แกอยู่กับฉันที่นี่ ทุกอย่างจะต้องดีขึ้น แกรู้ใช่มั้ย ว่าฉันเอ็นดูแกเหมือนลูกในไส้” เจ้หวีถาม ก่อนจะมองหน้านันที่พยักหน้าตอบมา “ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว แกอยู่กับฉันที่นี่ อยู่ได้นานเท่าที่แกต้องการ แกไม่ต้องกลัวอะไรแล้วทั้งนั้น แกรู้ใช่มั้ย ชีวิตแกไม่ได้โดดเดี่ยวเดียวดายอีกแล้วนะ” เจ้หวีกอดนันแน่น ๆ หวังว่า ความรักและความปรารถนาดีจากหัวใจของแก จะแล่นผ่านเข้าไปในหัวใจของนัน ให้เด็กหนุ่มรับรู้

“ไม่ใช่ว่าจะมีเจ้หวีนะ แกมีทั้งเจ้หวีและฉันด้วยอีกคนนะ นัน” แฟนของเจ้หวีพูดกับนัน พยักหน้าให้นันเพิ่มน้ำหนักให้กับคำพูดของตัวเอง นันยิ้มจาง ๆ ออกมา ยกมือไหว้ ก่อนจสวมกอดเจ้หวีกลับ ในหัวใจพอจะชุ่มชื้นขึ้นมาได้สักหน่อย “ส่วนเรื่องหนังสืออะไรนี่ เดี๋ยวฉันจะไปดู ว่าจะทำอะไรได้บ้าง ไอ้พวกเด็กอโกโก้น่ะ ไม่เท่าไหร่ ใครไม่ฟัง ก็ไม่ให้พวกมันเชื่อตังค์กินข้าวอีก” แฟนของเจ้หวี ร่วมคิดช่วยหาทางออก

“เลยไปทางโน้น เคยเห็นแผงหนังสืออยู่สองสามแผง ขายหนังสือแบบนี้อยู่ จะไปดูให้ ว่ามีเหลืออยู่อีกมั้ย จะได้กว้านซื้อมันมาเผาทิ้งซะ ไปบอกพวกแผงว่า ถ้ามีมาอีกก็เหมาหมด เราทำเท่าที่ทำได้ โอเคนะนัน” นันรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณที่ทั้งสองผัวเมียมีต่อเขา ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีเลือดเนื้อเชื้อไขใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกัน แต่เจ้หวีและแฟน ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เมื่อรับรู้ถึงทุกข์ของนันที่มีนั้น

ท็อปที่ยืนแอบฟังการสนทนานั้นอยู่ที่ด้านหน้าร้านของเจ้หวี คอตก ก้มหน้าด้วยความละอายใจกับสิ่งที่เขาได้ทำลงไปทั้งหมด ทุกคำพูดของนัน ที่เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วยความชอกช้ำในหัวใจ จากความเจ็บปวดที่ต้องทนเก็บไว้ในใจ รอยช้ำตามร่างกายที่เกิดขึ้นจากการโดนทำร้าย เมื่อไม่ตกลงที่จะตกเป็นเบี้ยล่างของพ่อเลี้ยงและพวก

มีอย่างที่ไหน คนที่เคยบอก เคยสัญญา เคยพูดเสียใหญ่โต ว่าจะดูแล จะทำดี จะปกป้อง กลับกลายเป็นคนที่สร้างบาดแผลใหญ่ที่กรีดลึงลงไปกลางใจของนัน มันเลวร้ายและส่งผลในทันที มันถาวรและมันทำร้ายนัน คอยหลอกหลอนความรู้สึกของนันไม่เว้นแต่ละวัน ทุกครั้งที่ตื่นลืมตา ทุกคืนที่พยายามข่มตาหลับ มันชัดเจนจนยากที่นันจะลืมการกระทำนั้นของท็อป

ท็อปเสียใจอย่างที่สุด ที่เขาตัดสินนันด้วยความโง่เขลาของเขาเอง ไม่รับฟัง ไม่เห็นใจ ไม่มีแม้แต่ใส่ใจในความดีที่นันเคยมีต่อกัน เมื่อเขาเห็นนันกำลังอ่อนแอและอ่อนไหวกับอดีตที่ตามมาทำร้าย ท็อปมองเห็นตัวเองทำตัวเป็นปีศาจที่ร้ายกาจ เพิกเฉยต่อคำขอร้อง เสียงอ้อนวอน และเสียงคร่ำครวญ มองไม่เห็นถึงความจนตรอกของอีกฝ่าย ที่นันมองเห็นท็อปเป็นที่พึ่งสุดท้าย แต่สิ่งที่ท็อปทำคือผลักไสนัน ที่มันกลายมาเป็นภาพจำในความรู้สึกของนันไปแล้ว

ท็อปกัดฟันกรอด โกรธทุกคนที่ทำร้ายนัน โกรธเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น และที่สำคัญ ท็อปโกรธตัวเองมากที่สุด มาถึงตอนนี้ เขาบอกตัวเองว่าเขาต้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อแก้ปัญหานี้ให้นันให้ได้ ทุกอย่างมันจะต้องจบลง ไม่ว่ามันจะทำให้เขายังพอมีโอกาส ที่จะได้นันกลับมาอีกครั้งหรือไม่ก็ตาม

************************************

คำแปลเนื้ร้องเป็นภาษาอังกษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=l_DT_NFpkJs


ถึงแม้ว่ามันจะไกลสุดไกลแสนไกล

Though it seems that this is an endless journey

และฉันก็คงจะไปได้เพียงแค่ครึ่งทาง

And I may be able to go just halfway through

ในวันที่ฉันได้จับมือของเธอคราวนั้น

The moment I touched your hand that day

ฉันเหมือนได้เห็นทางเดินสู่หัวใจ

I already knew I saw the way to your heart


แต่จากตรงนี้ จะอีกไกลไหม

But from here, is it really far?

จากมือเธอนั้นไปสู่ใจ

From that hand to the very heart of yours


ฉันไม่รู้ว่ามันจะนานเท่าไร

I don’t really know how long it’s gonna take

เพราะมันดูแสนจะยาวไกล

It seems like forever

ไกลสักเพียงไหน

Though it really certainly is

ฉันไม่รู้ว่ามันจะนานเท่าไร

I’m not sure how far it’ s gonna be

ฉันเองก็พร้อมจะก้าวไป

I’m ready to take my chance

จะไปสู่กลางใจเธอ

To reach my destination, your heart


No Me Importa Si Todos Te Miran

I don’t care how people look at you

No Me Importa Lo Que Digan De Ti

I don’t care they may have opinions about you

No Me Importa Como Pasa El Tiempo

I don’t really care how long it now takes

Sabiendo Yo Que Tu Me Quieres

As long as I know that you love me


แต่จากตรงนี้ จะอีกไกลไหม

From where I am, is it still far?

จากมือเธอนั้น ไปสู่ใจ

From your hand to your heart


ฉันไม่รู้ว่ามันจะนานเท่าไร

I don’t really know how long it’s gonna take

เพราะมันดูแสนจะยาวไกล

It seems like forever

No Lo Se

Don’t really know

ฉันไม่รู้ว่ามันจะนานเท่าไร

I’m not sure how far it’s gonna be

ฉันเองก็พร้อมจะก้าวไป

I’m ready to take my chance

A Tu Corazon

To your very heart


แต่จากตรงนี้ จะอีกไกลไหม

From where I am, is it still far?

จากมือเธอนั้น ไปสู่ใจ

From your hand to your heart


ฉันไม่รู้ว่ามันจะนานเท่าไร

I don’t really know how long it’s gonna take

เพราะมันดูแสนจะยาวไกล

It seems like forever

ไกลสักเพียงไหน

Though it really certainly is

ฉันไม่รู้ว่ามันจะนานเท่าไร

I’m not sure how far it’s gonna be

ฉันเองก็พร้อมจะก้าวไป

I’m ready to take my chance

จะไปสู่กลางใจของเธอ

To the bottom of your heart


A Tu Corazon

My heart to yours

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 213
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๓๙. คิดถึงที่ลังเล



2566

2023



“คุณแม่ครับ วินรักคุณแม่นะครับ แต่วินคิดว่า วินได้เคลียร์เรื่องส่วนของวินเรียบร้อยแล้ว และไม่ว่าจะยังไง วินได้ตัดสินใจไปแล้ว และวินจะไม่เปลี่ยนใจ” เด็กหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่กรอกเสียงพูดลงไปผ่านโทรศัพท์มือถือ “วิน ฟังแม่ก่อน ลูกไม่จำเป็นจะต้องรีบร้อนตัดสินใจอะไร เอาเป็นว่า ลูกเข้าบ้านมาก่อน แล้วเดี๋ยวพ่อกับแม่” ยังไม่ทันที่แม่ของเขาจะพูดจบ

“วินพูดทุกอย่างไปครบแล้วครับคุณแม่ และคุณพ่อเองก็สัญญากับวินเอาไว้นานแล้ว ว่าโดยเฉพาะเรื่องนี้ วินคือคนที่คุณพ่อมอบสิทธิ์ให้ทำได้ทุกเรื่อง ตามแต่ใจของวินต้องการ” วินประหนึ่งว่า กำลังทวงถามสัญญาจากผู้เป็นพ่อเสียดื้อ ๆ สัญญาที่แม้แต่พ่อของวิน ก็นึกไม่ถึงว่ามันจะมีวันที่ต้องเกิดขึ้นจริง ๆ

“วินต้องขออนุญาตเสียมารยาทนะครับคุณแม่ วินขอวางสายตอนนี้ วินไม่อยากให้เขาได้ยินเรื่องที่ทำให้ต้องไม่สบายใจอีก วินเคยสร้างความลำบากใจ ก่อความเสียใจให้เขามามากพอแล้ว แค่นี้ก่อนนะครับคุณแม่ แล้วเดี๋ยววินโทรหาวันหลัง” ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวกดวางสายลงไปแล้ว ผู้เป็นพ่อและแม่ได้แต่สบตากัน จนใจกับสัญญาที่เคยลั่นวาจาไว้กับลูกชาย เพราะตอนนั้น ทั้งสองคนไม่คิดว่า สิ่งที่ลูกชายเล่าให้ฟัง มันจะเป็นเรื่องจริงได้

“มีอะไรหรือเปล่า หน้าดูซีเรียสเชียว” วินหันไปมองทางต้นเสียง ตฤณที่เดินเข้ามาพอดี ถามขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายดูเคร่งขรึมขึ้น แต่พลันพอวินได้ยินตฤณถามแบบนั้น สีหน้าและแววตาของเด็กหนุ่ม ก็ปรับเปลี่ยนไปในทันที “ไม่มีอะไรสักหน่อย” วินยิ้มออกไปในทันที ก่อนจะมองเห็นของที่อยู่ในมือตฤณ

“คิดถึงนะ ว่ามั้ย” ตฤณไล่สายตาตามเด็กหนุ่ม กำลังมองมาที่ของที่เขาถืออยู่ ยังไม่เห็นเล่าให้ฟังเลย ว่าไปหามันเจอได้ยังไง” น้ำเสียงของตฤณนั้นจริงจังอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่ถึงกับจะคาดคั้นอีกฝ่าย “ก็ไม่ยาก ถึงแม้ว่ามันจะไม่ง่ายเท่าไหร่” วินพูดทำทีสำบัดสำนวน ตฤณส่งสายตาดุเข้าใส่ วินหัวเราะออกมาแบบชอบใจ

“ไม่มีอะไรที่วินทำไม่ได้นะตฤณ” ตฤณมองดูแววตาของเด็กหนุ่ม ที่มันมีความมุ่งมั่น มีความมั่นใจในตัวเองอยู่เต็มเปี่ยม “มันไม่ได้เหมือนแต่ก่อนแล้ว ที่ว่าอะไร ๆ ก็ต้องหดหัวหรือยอมในเรื่องที่ไม่ควรจะต้องยอม” วินสบตากับตฤณแบบที่ว่า สองคนรู้กันว่าวินกำลังพูดถึงเรื่องอะไร

“แต่นี่มันไม่ใช่เรื่องที่จะอยู่ ๆ คิดจะหามันเจอ ก็ทำได้เลย” ตฤณวางหนังสือรุ่นลงบนโต๊ะ วินยิ้มออกมา เด็กหนุ่มดูภาคภูมิใจไม่น้อย ที่ทำให้ตฤณดูทึ่งและประทับใจได้ในคราวเดียวกัน “ก็อาศัยเวลา คอนเนคชั่น และเงินมากหน่อย” วินบอกกับตฤณตรง ๆ กับวิธีที่เขาใช้กับการได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ

“กังวลเรื่องไหนมากกว่ากัน” วินถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่ไม่อยากให้คนถูกถามต้องเป็นกังวล “ว่าวินได้มายังไง หรือว่า” เด็กหนุ่มหยุดเล็กน้อย “หรือว่าวินได้มันมาจากใคร” ก่อนจะพูดท้ายประโยคนั้นออกมา ตฤณสบตากับอีกฝ่าย ก่อนจะหลับตา ส่ายหน้าอย ๆ หัวเราะออกมาเบา ๆ แล้วจึงลืมตาเพื่อมองเห็นวินส่งยิ้มมาให้อยู่ก่อนแล้ว

“ชื่อวินแปลว่าชัยชนะ” เด็กหนุ่มขยับมายืนอยู่ใกล้ ๆ กับตฤณ “อย่ากังวลไปเลยนะ” เสียงที่อ่อนโยนกำลังปลอบประโลมตฤณให้รู้สึกได้อย่างที่เคยจำได้แต่ก่อนเก่า “วินไม่เคยแพ้” วินไม่พูดเปล่าดันเบา ๆ ให้ตฤณนั่งลงบนโซฟาตัวใหญ่แสนแพงหนานุ่มนั้น “ถ้าวินต้องการอะไรแล้ว วินไม่เคยพลาดที่จะเอามาไว้ในครอบครอง” วินพูดพร้อมกันทรุดตัวลงนั่งตามตฤณ

“ถ้าตฤณอยากรู้ว่า วินได้เจอพะพวกเขาหรือเปล่า ตอนที่ไม่รับหนังสือรุ่นนี้มา” ตฤณมองเด็กหนุ่มอาศีรษะหนุนลงบนตักของเขา “ตฤณแค่บอกวิน แล้ววินจะเล่าให้ฟังทั้งหมด” วินจับมือของตฤณมากุมเอาไว้ บีบเบา ๆ เพื่อให้กำลังใจส่งไปถึงหัใจและความรู้สึกของอีกฝ่าย ตฤณมองดูวินนอนหนุนตักเขา ภายในใจกำลังต่อสู้กันระหว่างความอยากรู้ และอาการดึงตัวเองให้อยู่เหนือความรู้สึกเก่าที่แสนเจ็บช้ำนั้น

“หอมจัง” หลังจากที่ทั้งสองทิ้งช่วงบทสนทนาไปพักใหญ่ วินที่จับมือของตฤณมาหอมก็พูดขึ้น “ยังมีขายอยู่อีกหรือเนี่ย ไม่อยากจะเชื่อเลย” ตฤณส่งเสียงอืมสั้น ๆ ในลำคอแทนคำตอบ เมื่อวินถามถึงครีมทาผิวที่ตฤณนั้นใช้มานาน และที่น่าประหลาดใจก็คือ มันยังเป็นยี่ห้อเดียวกันนี้ ที่มีขายมาจนถึงปัจจุบัน

“ขายดีขนาดนี้เชียวหรือ ไม่ใช่ว่าตฤณหรอกนะ ที่ไปเหมามาใช้จนหมด” วินแหงนหน้าขึ้นมามอง ก่อนจะเห็นว่า ตฤณหัวเราะออกมา ไม่ได้ตอบปฏิเสธ “ไม่ถึงขนาดนั้น แต่ก็ซื้อมาเรื่อย ๆ” อะไรบางอย่างทำให้ตฤณเองเพิ่งรู้สึกตัวว่า เขายังคงความทรงจำบางอย่างเอาไว้กับตัว ด้วยการกระทำที่ตัวเองไม่ทันได้รู้ตัวเสียด้วยซ้ำ มันเหมือนกับว่า มันคือสิ่งที่แสดงถึงความรู้สึกจากจิตใจที่ได้ไหลล้นออกมาภายนอก เพียงแต่ไม่มีใครล่วงรู้

“สบายดีจัง” วินขยับตัวให้หันมานอนหงายหนุนตักของตฤณ “อยากอยู่ด้วยกันไปแบบนี้” ตฤณมองดูวินดึงมือของเขาไปวางไว้อยู่บนหน้าอกของตัวเอง “เวลามันช่างยาวนาน” วินพูด มองไปที่ใบหน้าของตฤณแบบไม่คลาดสายตา “มันเหมือนยกภูเขาออกจากอกเหมือนกันนะ เวลาที่เราสามารถทำอะไรก็ได้ตามใจ โดยไม่มีอะไรหรือใครมาบอกว่า นั่นไม่ได้ความ นี่ไม่ถูกต้อง” วินพูดด้วยความรู้สึกโล่งในใจ กลิ่นหอมจากตัวของตฤณ ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกผ่อนคลาย

“เราจะจูบกันได้หรือยัง” วินยกมือขึ้นจับที่คางของตฤณเบา ๆ ก่อนจะลดมือลงมากุมมือของตฤณเอาไว้ “เป็นเด็กเป็นเล็ก” ตฤณทำพูดดุใส่เด็กหนุ่ม “ก็แค่เด็กจากสายตาที่คนอื่นมองเห็นเท่านั้น” วินค้าน ตฤณส่ายหน้าให้กับนิสัยของเด็กที่อยากจะเอาชนะ “ตอนขึ้นเขานั่น ก็ห้ามใจเอาไว้แทบแย่” ภายในเต็นท์เล็ก ๆ อากาศหนาว ๆ สองคนได้ใกล้ชิดกัน ไออุ่นจากที่ได้สัมผัสเคียงข้างนั้น ทำให้อารมณ์ความรู้สึกที่มีนั้นหวั่นไหว

“อายุยี่สิบก่อน ค่อยมาว่ากัน” ตฤณพูด พลางทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ “เด็กแบบนี้ จะจูบอะไรเป็นกับเขา” ตฤณทำหน้าเชื่อ ว่าเด็กหนุ่มจะรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับสิ่งที่ขอ “ถ้าเห็นว่าวินเด็ก ไม่ประสีประสา” วินพูดขึ้น สายตานั้นกะลิ้มกะเหลี่ยอีกฝ่ายชัดเจน “ตฤณก็สอนสิ สอนให้วินทำเป็น วินจะได้จูบแบบที่ตฤณเคยชอบ” เกือบหลบไม่ทัน เพราะไม่ได้ระวังตัว ตฤณหลบความพยายามที่จะขโมยจูบของวิน ได้อย่างฉิวเฉียด

“ขี้โกง” วินประท้วง หลังพลาดจากที่กะเอาไว้ “ใครกันแน่ที่ขี้โกง” วินหัวเราะออกมา หลังจากโดนตฤณตีเข้าให้ที่ต้นแขน “ใครสั่งใครสอนกัน ให้ทำอะไรแบบนี้” ตฤณทำท่าว่าตัวเองโตกว่า ดุเด็กหนุ่มเข้าให้ “หัวใจดวงนี้ไงที่สั่ง” วินที่กุมมืออีกข้างของตฤณอยู่ เอามันไปแนบที่อกข้างซ้ายของตัวเอง พร้อมกันขยี้เบา ๆ ที่หัวใจของเขา ตฤณรับรู้ได้ถึงใจของเด็กหนุ่มที่เต้นตึกตัก

“แพรวพราวเหลือเกินนะตอนนี้” ตฤณว่าเข้าให้ “ก็ไม่อยากรอแบบที่เคยทำแล้วนี่” วินให้เหตุผลกับอีกฝ่าย “การรอที่ทำให้ลังเลไปหมดเสียทุกอย่าง ก็ไม่ได้ทำให้ได้อะไรที่ดีคืนมาสักอย่าง” แวบนั้น แววตาของวินเหมือนกระหวัดไปถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว “ไม่อยากรอจนต้องพลาดสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตไปอีกแล้ว” น้ำเสียงของวินนั้นฟังดูหนักแน่น

“ไม่อยากมองเห็นคนที่สำคัญกับหัวใจ หลุดมือไปอีก” ตฤณมองดูใบหน้าของเด็กหนุ่ม ที่แสดงออกว่า เขาไม่ได้เพียงแค่พูดเพื่อให้ฟังดูดีเท่านั้น แต่สิ่งที่ออกมาจากใจ ผ่านทางคำพูดของเขานั้น มันคือสิ่งที่วินรู้สึก “เวลาผ่านมาเนิ่นนาน” ตฤณพูดขึ้น ผ่อนลมหายใจออกมาเบา ๆ “มันก็มีหลายเรื่องให้ยังต้องคิด” ตฤณนั้น กว่าจะถึงตอนนี้ได้ ได้ผ่านเรื่องราวมามากมายสารพัน

“บางทีคนเราก็ไม่ได้หลีกพ้นจากตัวตนจริง ๆ ไปได้ไกลอย่างที่ใจคิด” ตฤณพูดอย่างคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร “แน่นอน มันง่ายกว่าที่จะทำเป็นไม่แคร์ใครทั้งนั้น ไม่สนใจว่าใครจะคิดหรือรู้สึกอะไร” สิ่งที่ตฤณพูด เขาได้ทั้งทำและผ่านมันมาแล้วทั้งนั้น “แต่สุดท้าย สิ่งที่เราพยายามวิ่งหนี สิ่งที่ผมพยายามบอกว่า ผมไม่ได้เป็น ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับมันแล้ว” ตฤณมองดูใบหน้าของวินที่นอนหนุนตักเขาอยู่

“ทุกสิ่ง มันก็กลับมาอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง” สายตาของตฤณ ไล่พินิจพิเคราะห์โครงหน้า ดวงตา สันจมูก ริมฝีปาก คาง ที่รวมกันเป็นเด็กหนุ่มที่หน้าตาดีมากคนหนึ่งอย่างวิน “มันเหมือนหลับไปพักใหญ่ ๆ ฝันอะไรต่อมิอะไรปนเปไปหมด แล้วก็ตื่นขึ้นมาพบว่า ความเป็นจริงนั้นมีบางอย่างที่เปลี่ยนไป แม้ว่าความทรงจำยังคงเดิม” ใบหน้าของวินนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง กับใครคนนั้นที่ใจของตฤณ ได้จดจำไว้

“นั่นก็คือสิ่งเดียวกันกับที่เกิดขึ้นกับวิน” เด็กหนุ่มรู้สึกราวกับว่า ตฤณกำลังพูดแทนใจเขา “วินหลับไปพักใหญ่ ๆ แล้วตื่นขึ้นมาพร้อมความจริงอันใหม่” วินไล่มองใบหน้าที่เขาเห็นแค่เพียงครั้งแรก ก็รู้สึกได้ทันที ถึงความคุ้นเคยและใกล้ชิดอย่างประหลาดนั้น “กับหัวใจที่มีความรู้สึกเดียว” วินยกมือของตฤณขึ้นมาหอม สบตากับอีกฝ่ายนิ่ง ๆ

“ด้วยความทรงจำอันเดิม” วินบอกกับตฤณออกไป “มันไม่เคยเปลี่ยนแปลง” ตฤณรู้สึกได้ถึงมวลอารมณ์ก้อนมหึมา ที่ไหลประดังประเดเข้าหาเขา “อยู่ใกล้ ๆ วินนะ อย่าไปไกลจากวิน ตฤณ” เสียงอ้อนวอนนั้น ทำให้ตฤณรู้สึกใจสั่นสะท้าน “นะครับ” วินที่หลับตาลง รับรู้ถึงรอยจูบเบา ๆ ที่สัมผัสลงมาที่หน้าผากของตน “ตอนนี้ เอาไปแค่นี้ก่อน” ตฤณต่อรอง แต่วินขมวดคิ้ว ส่งสัญญาณว่ามันยังไม่พอ เขาต้องการมันมากกว่านี้ “อย่าเป็นเด็กเอาแต่ใจ” ตฤณดุวินอีกครั้ง กับการเป็นผู้ใหญ่ที่แม้อยากจะทำอะไรตามแต่ใจต้องการ ก็ยังต้องยั้งใจเอาไว้อยู่เสมอ

“อย่าเพิ่งมาวุ่นวาย ตอนนี้ฉันกำลังยุ่ง” นักข่าวสาวที่เคยสัมภาษณ์หนุ่มใหญ่อย่างนฤเบศบอกปัดรุ่นน้องในสำนักงาน ที่เพิ่งหย่อนตัวลงนั่งที่เก้าอี้ตัวตรงข้ามกัน “เจ้ไม่อยากได้ข่าวเอ็กซ์คลูซีฟ ระดับทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ หรือไง” รุ่นน้องจีบปากจีบคอถาม เพื่อต้องการกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของนักข่าวรุ่นพี่

“ถ้าข่าวระดับนั้นจริง หูตาเป็นสับปะรดอย่างฉัน จะพลาดไปได้ยังไง แกอย่ามาโม้ ถ้าเป็นแค่ดาราหางแถวตั้งวงนินทาหรือตบตีกัน ฉันขอผ่านนะ เสียเวลา เสียดายพื้นที่หน้าข่าว” นักข่าวสาวรุ่นพี่ ทำท่าไม่สนใจอะไรที่ไม่ใช่เรื่องเด็ดจริง “ไม่อยากจะบอกว่า รู้น้อยเป็นเหมือนกันหรือฮะ” รุ่นน้องทำหน้าเหนือกว่า ราวกับเป็นผู้ชนะในเกมนี้ ก่อนจะกดคลิปในโทรศัพท์ให้รุ่นพี่ได้ดู

“แกไปเอามาจากไหน แกได้มายังไง เดี๋ยว นี่มัน” นักข่าวรุ่นพี่คว้าโทรศัพท์มือถือจากมือรุ่นน้องไปเลื่อนดูกลับไปกลับมา “แบบนี้ น้องจะเรียกเงินได้เท่าไหร่กันคะคุณพี่ ค่าคลิปของไฮโซนักธุรกิจหนุ่มใหญ่ ที่กำลังกอดคู่ขาออดอ้อนขอความรักกันแบบนี้” นักข่าวสาวเอง กำไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่เห็นเช่นกัน

“ฉันให้เธอสมน้ำสมเนื้อแน่นอน อย่าห่วงเลย” นักข่าวสาวกำลังคำนวณถึงยอดวิว ยอดแชร์ ยอดเอนเกจเม้นท์ ที่จะทำให้เพจข่าวของเธอนั้นกำลังจะสร้างกระแสถล่มทลาย จากความอยากรู้อยากเห็นเรื่องคาว ๆ ของคนในสังคม “เผอิญหนูเคยกุ๊กกิ๊กกับคนคุมกล้องวงจรปิดในคอนโดนั้น” หนุ่มนักข่าวรุ่นน้องสาธยาย “ได้กินผู้ชายไม่พอ และก็ได้คลิปนี้ติดไม้ติดมือมาด้วย” นักข่าวสาวรุ่นพี่ หัวเราะให้กับความกระสันซ่านของรุ่นน้อง

“เอาคลิปลงเลย” นักข่าวสาวสั่งงานทันที “สร้างแอคหลุมขึ้นมา ปกปิดร่องรอยให้ดี อย่างที่เคยทำ” ของแบบนี้ มันต้องเป็นเพจของเธอที่เป็นเจ้าแรกในการขยี้ขยำ “แล้วเพจเราก็อ้างว่า เอามาจากคนอื่นที่เขาเม้าท์กัน แค่เอามาขยาย ไม่ได้เป็นคนต้นเรื่อง” สองนักข้างรุ่นพี่รุ่นน้อง หัวเราะให้กับเรื่องที่กำลังจะสั่นสะเทือนชีวิตใครหลาย ๆ คน

*********************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=CnAaByxzsxI


ใกล้ได้แค่ไหนที่ดูยังไม่น่าเกลียด

How close is too close that it looks tedious?

อยู่ไกลแค่ไหน ที่ฉันจะไม่ต้องเสี่ยง

How far is too far and I’m not taking risks?

ต้องเก็บอาการแค่ไหนให้ดูเป็นแค่เพียง

How much I need to keep it hidden so we look

คนเพิ่งรู้จักกัน

Like casual friends


ต้องห่างกันอีกนิด เดี๋ยวมันจะดูใกล้ไป

A little bit far away from you, well it seems we’re too acquainted

แต่หากว่าฉันหายก็กลัวว่าเราต้องห่าง

But what if I’m too far from you, we’re not in touch

จะต้องเข้าไปชิดหรือต้องมีช่องว่าง

Am I supposed to close the gap and be in your presence?

ที่เว้นไว้ระหว่างเรา

So, we’re close at a good range


คิดเก็บไปคิดและบางทีเก็บไปฝัน

Think, I’m thinking and dreaming away

เรื่องเธอกับฉันอีกแล้วไง

The dream’s about you and me, always

คิดได้แต่คิดแต่ไม่เคยตอบคำถามที่ค้างคาในใจ

Think this, and thinking again with no answers to questions on mind


ไม่ใช่ไม่รู้สึกแต่ฉันก็ไม่รู้ว่าฉันจะรู้สึกได้เท่าไร

Not that I’m not feeling for you, but hey!, how much can I actually feel?

คิดวนไปอย่างนี้

It’s on and on and on


อยากหลบตาแต่ก็กลัวจะเสียเวลาได้มองเธอ

Avoiding have the eye contact but afraid I’d miss something

อยากเก็บความลับเอาไว้ก็กลัวเธอจะเผลอ

Keep the secret safe, yet fear that you would then

ตกไปเป็นของใคร ถ้าช้าเกินไปกว่านี้

Be swept away by someone if I hold it out


ไม่อยากให้เธอรู้แต่ถ้าเธอไม่รู้ก็คงจะไม่ดี

Don’t want you to know, but you have got to know this

ต้องบอกกับเธอตอนไหน หรือว่าเป็นตอนนี้

Is it okay now to say something now or is it some other time?

เธอทำให้คนหนึ่งเขาต้องลังเล

You’re making me so confused and hesitant

ก็ใจฉันกำลังเซเพราะเธอ

My heart is now going crazy because of you
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28-02-2023 20:44:04 โดย KADUMPA »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 213
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๔๐. คิดถึงที่ขอโทษ



2537

1994



“ใจลอยไปถึงไหนกันคะทิว” เสียงพูดแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจนนั้น ทำให้เด็กหนุ่มเจ้าของชื่อ อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา “หนูจุ๋มถามดี ๆ นะ ทิวถึงกับต้องถอนหายใจเลยหรือ นี่ทิวกำลังจะบอกใช่มั้ย ว่าการอยู่กับหนูจุ๋มมันน่าเบื่อมากขนาดนั้น” เสียงพูดกระแทกกระทั้นมากกว่าจะกระเง้ากระงอด เพื่อให้อีกฝ่ายเอาใจเหมือนที่เคยทำมาทุกครั้ง

“พูดสิคะ นิ่งเงียบอยู่ทำไม ตอบมาเลย ว่าหนูจุ๋มมันน่าเบื่อ จนทิวถึงกับต้องแสดงท่าทีทั้งเบื่อทั้งเซ็งใส่กัน” ทิวได้แต่อดกลั้นความรู้สึก นิ่งเงียบเอาไว้ ไม่ได้ปริปากออกไปตามที่หนูจุ๋มเซ้าซี้ “ถ้าไม่พูด ก็แสดงว่าจริง ทำไมคะทิว กับแค่คำถามง่าย ๆ ตอบสบาย ๆ มันจะอะไรกันนักหนา ทำไมทิวถึงได้ทำกับหนูจุ๋มแบบคนไม่มีใจกัน” ทิวฟังที่หนูจุ๋มร่ายยาว ก็ไม่แน่ใจว่า เขาควรจะถอนหายใจออกมาอีกสักรอบดีหรือไม่

“ทิวคงเหนื่อย ทั้งเรื่องเข้ามหาวิทยาลัยและก็เรื่องอื่น ๆ” ทิวตอบออกไปแบบกลาง ๆ นึกสงสัยตัวเองเหมือนกัน ว่าทำไมเดี๋ยวนี้ตัวเขาต้องสรรหาข้อแก้ตัวมาพูด เพื่อให้ตัวเองรอดจากการโดนจับผิด ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ ทิวไม่เคยต้องทำอะไรแบบนี้ มันมีแต่ความสบายเนื้อสบายตัว มันมีแต่ความสบายใจที่รู้สึกได้เลย ว่าชีวิตมีแต่เสียงหัวเราะและความสุขอยู่รายล้อมตัว

“เหนื่อย” หนูจุ๋มแค่นคำพูดนั้นออกมา “อยู่กับหนูจุ๋ม ทิวเหนื่อยมากเลยสินะคะ” ไม่ว่าจะพูดอะไรก็ผิดไปหมด นั่นคือความคิดที่แวบเข้าหัวทิวในทันที “ที่หนูจุ๋มทำทุกอย่าง ก็เพื่อให้เราสองคนมีความมั่นคงมากที่สุดในชีวิต” หนูจุ๋มผลักเอกสารการเรียนต่อต่างประเทศออกจากตัว มันไปหยุดอยู่ตรงหน้าของทิว มันเป็นกิริยาที่ทิวชักเริ่มจะหมดความอดทน ที่หนูจุ๋มทำเหมือนกับว่า เขาเป็นเบี้ยล่างอยู่เสมอ

“คุณพ่อของหนูจุ๋มเป็นผู้ว่าฯ จะให้หนูจุ๋มมาอยู่กับคนที่ไม่คู่ควรไม่ได้หรอกนะคะ” ทิวเงยหน้าขึ้นมองหนูจุ๋มทันที เขาเห็นความเย่อหยิ่งอยู่ในใบหน้า และความอวดดีถือตัวอยู่ในแววตาของหนูจุ๋ม “ทิวต้องประสบความสำเร็จในชีวิตระดับไหนกันแน่” ทิวถามออกไปด้วยความรู้สึกของคนที่รู้ตัว ว่าตัวเองได้สูญเสียคนที่เข้าใจเขามากที่สุดในชีวิตไปแล้ว

“ทิวหัวเราะอะไร มีอะไรน่าขำนักหนา หรือว่าทิวหัวเราะเยาะหนูจุ๋ม” เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย ที่ลุกขึ้นยืน และยังหัวเราะไม่หยุด “ทิวขำตัวเองน่ะ หนูจุ๋ม” ทิวพูดออกมา สายตามองไปที่เอกสารการเรียนต่อเมืองนอกนั้น เสียงของใครบางคนดังเข้ามา ว่าจะไปเรียนคณะดนตรีด้วยกัน ทิวนึกถึงช่วงเวลาเหล่านั้น จนภายในใจมันเจ็บจนจุกไปหมด

“ทิวเข้าใจตัวเองแล้วล่ะ ว่าอะไรที่ทิวต้องการ” ทิวมองหน้าหนูจุ๋ม สบตากับเด็กสาวตรง ๆ “ใครกันที่ทำให้ทิวมีความสุข ต่อให้คนทั้งโลกจะมองว่า มันคือความผิดก็ตาม” ตอนนี้ทิวว่า เขาพอจะรับรู้แล้ว ว่าความรู้สึกนี้ เคยเกิดขึ้นกับใครบางคน คนที่เคยยืนมองเขาจากไปกับคนอื่น ความเจ็บปวดนี้จะให้เขาบรรยายมันออกมาอย่างไรดี

“หนูจุ๋มไม่มีทางยอมให้ทิว กลับไปหาอีพวกลักเพศลักปิดลักเปิด ลักกินขโมยกิน แบบอีกั้งนั่นอีก” หนูจุ๋มตะโกนออกมาจนสุดเสียง เมื่อเห็นว่า อยู่ ๆ ทิวก็จะเดินออกจากบ้านไป ทิวหยุดเท้า รับรู้ว่าหนูจุ๋มนั้น รู้เรื่องของกั้งมาโดยตลอด “หนูจุ๋ม คนที่ลักขโมยกิน ไม่ใช่กั้งนะ ทิวรับรองได้ เพราะว่ากั้งเขามาก่อน” ใบหน้าของหนูจุ๋มนั้นแสดงอาการโกรธเกรี้ยวเดือดดาล

“ทิว กล้าดียังไง” หนูจุ๋มละล่ำละลักไปด้วยความโมโห “ทิวกล้าดียังไง ที่เอาอีวิปริตนั่น ยกมันมาตีเสมอ เอามันมาเปรียบเทียบกับคนมีชาติตระกูลอย่างหนูจุ๋ม” ทิวยืนนิ่ง ๆ มองดูหนูจุ๋มกรีดร้องออกมาแบบสุดเสียง “ทิวได้กับกั้งก่อน หนูจุ๋มสิ ที่ลักทิวจากกั้งไปกิน” ทิวรุ้ ว่าเขาไม่ควรพูดอะไรแบบนี้ แต่นั่นยังไม่เท่า ที่เขาปล่อยให้ตัวเองมีอะไรเกินเลยกับหนูจุ๋ม ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีใจให้เด็กสาวคนนี้เลยสักนิด

“ทิว ไอ้เลว ไอ้ชั่ว ไอ้วิปริต ไอ้คนชั้นต่ำ ไปตายซะไป” ทิวก้มหัวให้กับคำด่าเหล่านั้นของหนูจุ๋ม ใช่ เขาเป็นแบบที่โดนด่านั่นจริง ๆ แหละ “เสียงดังอะไรกัน ทิว เกิดอะไรขึ้นลูก หนูจุ๋ม ใจเย็น ๆ ก่อน ไหนทิว บอกแม่ซิ ว่าทำไมหนูจุ๋มถึงได้โกรธอะไรมากมายขนาดนี้” แม่และพ่อของทิวเดินเข้ามาดู เมื่อได้ยินเสียงเอะอะด่าทอกันดังลั่นไปหมด เพราะก่อนหน้านี้ ก็เห็นว่าทิวและหนูจุ๋มนั่งคุยกันอยู่ดี ๆ จนพ่อและแม่ของทิวปล่อยให้ทั้งสองคนได้มีเวลาอยู่ด้วยกันตามลำพัง

“ไม่มีอะไรหรอกครับแม่ ทิวแค่บอกให้หนูจุ๋มเขาเข้าใจ เรื่องลำดับก่อนหลังง่าย ๆ น่ะครับ” แปลก ทิวบอกกับตัวเอง อะไรบางอย่างทำให้เขารู้สึกว่า ตัวเองนั้นเบาขึ้นครึ่งหนึ่งจากความหนักอึ้งที่มีก่อนหน้านี้ “ไม่ใช่แค่นั้นหรอกค่ะ” หนูจุ๋มพูดขึ้นด้วยเสียงเคียดแค้นชิงชัง ด้วยความรู้สึกที่โดนอีกฝ่ายหยามหน้ากันขนาดนั้น

“ทิวเขากำลังจะกลับไปหา กะเทยคู่ขา ที่เคยทำเรื่องวิปริตกันมา” มาถึงตอนนี้ ทิวมั่นใจเต็มที่แล้ว ว่าเขาได้ตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิตไปแล้ว “หนูจุ๋ม หนูพูดเรื่องอะไร เลอะเทอะไปกันใหญ่แล้ว” พ่อของทิวพูดขึ้นในทันที “ทิว ไหนบอกพ่อซิ ว่าอะไรมันเป็นอะไรกันแน่ แกไม่ได้ทำแบบที่หนูจุ๋มเขาพูด บอกเขาไปสิ ทิว” พ่อของทิวผลักที่หัวไหล่ของเขา เพื่อเร่งให้ทิวพูดอะไรออกไปบ้าง

“เป็นเรื่องเข้าใจผิดกันแน่นอนหนูจุ๋ม ลูกชายแม่คนนี้ แม่เลี้ยงมาเองกับมือ ทำไมแม่จะไม่รู้ว่าเขาเป็นคนยังไง นิสัยใจคอเป็นแบบไหน ชอบอะไรไม่ชอบอะไร อย่างทิวน่ะ ไม่มีทางทำเรื่องอะไรแบบนั้นแน่นอน หนูจุ๋มสบายใจได้ นี่ไปเอาอะไรที่ไหนมาพูด พูดเล่นกันแบบนี้ แม่ใจคอไม่ดี แล้วมีอะไรก็ค่อย ๆ คุยกันสิจ๊ะ อย่าขึ้นเสียงเอะอะกัน มันไม่ดีหรอกลูก” แม่ของทิว พยายามพูดไกล่เกลี่ยให้สถานการณ์ตรงนั้นดีขึ้น

“เอ้า เจ้าทิว แกก็พูดอะไรออกมาสักหน่อยสิ เคลียร์เรื่องนี้ให้หูจุ๋มเขามั่นใจ ยืนนิ่งอยู่ได้ นี่ผู้หญิงเขาคิดไปไกล เตลิดไปกันใหญ่แล้ว เรื่องทุเรศพรรค์อย่างว่าแบบนั้น แกจะไปทำได้ยังไง ใช่มั้ย เอ้า บอกเขาไป ปล่อยให้หนูจุ๋มเขาเข้าใจผิดแบบนี้มันไม่ดีนะ เสียเหลี่ยมลูกผู้ชายอย่างเราหมด จริงมันวะ ไอ้ลูกหมา” พ่อของทิวพูดแหย่ลูกชายของตัวเอง ทิวมองหน้าแม่และพ่อของเขาทีละคน

“ระวังคำพูดของตัวเองเอาไว้บ้างก็ดีนะคะ พูดจาอะไรเรื่อยเปื่อย โดยเฉพาะประเภทที่เรียกลูกตัวเองว่าไอ้ลูกหมา หนูจุ๋มเป็นห่วงค่ะ กลัวว่าจะไม่ได้มีแค่ลูกหมาน่ะสิคะ” ทิวไล่สายตามาหยุดอยู่ที่ใบหน้าของหนูจุ๋ม โดยที่พ่อกับแม่ของทิวเองก็ตกใจไปกับคำพูดของเด็กสาวชาติตระกูลดีคนนี้ ที่พูดให้ทั้งผู้อาวุโสกว่าทั้งสองอย่างพวกเขา รู้สึกได้เลยว่า กำลังโดนเด็กสาวถอนหงอกเข้าให้

เจ้หวีอึก ๆ อัก ๆ ทำท่าจะพูด แต่ก็ไม่พูด ทำเหมือนมีอะไรจะบอก จะเรียกกั้ง แต่เจ้แกก็ไม่ยอมพูดมันออกมาเสียที กั้งนั้นทำทีไม่สนใจ จัดนั่นทำนี่ เรียงแก้ว คว่ำจาน รออยู่เหมือนกันว่า สุดท้ายแล้วจะเป็นที่เจ้หวีรวบรวมความกล้า แล้วพูดในสิ่งที่ต้องการจะพูดออกมา หรือจะเป็นตัวกั้งเอง ที่หมดความอดทน แล้วเป็นฝ่ายเอ่ยถามก่อนเสียเอง

“เจ้มีอะไรเนี่ย” สุดท้ายก็เป็นกั้งที่เป็นฝ่ายแพ้ “จะพูดก็ไม่พูด ยึก ๆ ยัก ๆ อยู่นั่นแหละ มีอะไรกับหนูกันแน่เนี่ย” กั้งพูดกลั้วขำ แต่มันก็ดูแล้ว ไม่ใช่เรื่องที่เจ้หวีแกจะขำไปด้วย “ก็” เจ้หวีนั้น ปรึกษากับแฟนมาทั้งคืนจนมาหลับเอาจนเกือบรุ่งเช้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ แม้จะได้ข้อสรุปแล้ว แต่เจ้แกก็ยังทำเหนียมไปมา ไม่กล้าพูดออกไปตรง ๆ

“มันก็ไม่มีอะไรมากหรอก” ถ้ามาแบบนี้ แสดงว่าเจ้ต้องมีอะไรในใจอย่างแน่นอน “เจ้ อย่าลีลา พูดมา” กั้งทำพูดแบบรำคาญออกไป หวังใจว่า จะถูกเจ้หวีด่าอย่างทุกที “เดี๋ยวนะ หนูพูดจาใส่เจ้ขนาดนี้แล้ว เจ้ยังไม่แว้ดใส่หนู เจ้หวี ถ้าหนูทำอะไรผิด ล่วงเกินเจ้ไป หนูขอโทษ หนูไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ เจ้หนูขอโทษ เจ้หายโกรธหนูนะ” กั้งยกมือปลก ๆ ไหว้เจ้หวี อย่างคนที่กลัวว่า ได้พลั้งเผลอทำให้ผู้มีพระคุณไม่พอใจ

“ไม่ใช่อย่างนั้น แกไม่ได้ทำอะไรฉันหรอก” เจ้หวีปัดมือปัดไม้ บอกว่าไม่ใช่อย่างที่กั้งนั้นกลัว “ขอโทษครับ” ยังไม่ทันที่เจ้หวีจะพูดอะไรต่อ ก็มีเสียงทักดังขึ้นจากที่ประตูหน้าร้าน กั้งหันไปมองตามเสียงนั้น “มาทำไม ที่นี่ไม่ต้อนรับ” น้ำเสียงแข็งกระด้างออกจากปากของกั้งในทันที “กั้ง” เจ้หวีเรียกชื่อของเด็กหนุ่มแบบเตือนสติ

“ทิวมาหากั้ง อยากเจอ ทิวอยากคุยด้วย” เด็กหนุ่มที่เพิ่งมาถึง “สวัสดีครับเจ้” ยกมือไหว้ทำความเคารพผู้อาวุโสกว่า ยิ้มให้แบบเด็กที่เข้าทางผู้ใหญ่ เพื่อเข้าหาอีกฝ่าย “ผมขอเวลาคุยกับกั้งสักเดี๋ยวจะได้มั้ยครับ” ทิวกล่าวขออนุญาตจากผู้ใหญ่ฝ่ายของกั้งอย่างนอบน้อม ต่อหน้ากั้งที่ทำท่าทางปั้นปึ่งใส่ทิว

“กั้ง มีอะไรค้างคาใจกัน ก็ไปคุยกันให้เรียบร้อย อย่าทิ้งไว้ให้มันเกาะกินใจกันอยู่ มีอะไรก็พูดออกไปซะ ในขณะที่ยังคงรับฟังได้ยินอีกคนพูดอยู่ อย่าให้มันเป็นบ่วงผูกติดคอเราไป” เจ้หวีบอกให้กั้งพาทิวออกไปคุยที่ด้านหลังร้าน เพื่อให้เป็นส่วนตัวมากกว่าออกไปหน้าร้าน หรือว่าคุยกันตรงนี้ ทิวยกมือไหว้ของคุณเจ้หวี กั้งทำท่าอิดออด แต่เมื่อเป็นคำสั่งกึ่งคำแนะนำจากเจ้หวี ที่มีแต่ความหวังดีให้กับกั้ง เด็กหนุ่มก็ทำตามแต่โดยดี

“กั้งผอมไปนะ ปกติก็ผอมอยู่แล้ว” ทิวเอ่ยขึ้น เมื่อทั้งสองอยู่กันตามลำพังแล้ว กั้งที่ยืนพิงกำแพงตึก หันหน้าไปอีกทาง “ทิวเองก็ผอมลงเหมือนกัน” ทิวทำพูดติดตลก “เนี่ย เพราะไม่มีใครทำของโปรดให้กิน” ก่อนทิวจะทำท่าใช้มีดสับหมูให้กั้งดู แล้วต้องยิ้มแห้ง ๆ ออกมา เมื่อกั้งไม่ยอมหันมามองเขาเสียด้วยซ้ำ

“ยกโทษให้ทิวได้มั้ย กั้ง” ทิวถามขึ้น เสียงของเขาไม่ได้มั่นใจเลยสักนิด กับคำตอบของอีกฝ่ายที่จะมีให้ “มันไม่มีอะไรที่กั้งต้องยกให้” กั้งพูดออกมาในที่สุด แม่จะยังไม่หันมามองทิวก็ตาม “มีสิ” ทิวรีบพูดขึ้น “มีสิ มีมากด้วย” ทิวเสียงอ่อนลง “กับความผิดที่ทิวได้ก่อเอาไว้ ทิวทำให้กั้งเสียใจ เป็นต้นเหตุที่ทำให้กั้งโดนทำร้าย” กั้งฟังแล้วก็พยายามกลั้นความรู้สึกเอาไว้

“เจ็บมั้ย” ทิวเอื้อมมือไปแตะที่ใบหน้าของกั้ง “แค่เจ็บกายน่ะ แป๊บเดียวก็หาย” กั้งเลื่อนหน้าออกจากปลายนิ้วแผ่วเบาของทิว “แล้วที่เจ็บใจล่ะ จะหายได้หรือเปล่า” คำถามนั้นของทิว ทำให้กั้งหันไปสบตากับทิว “แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา ก้อนแข็งอะไรบางอย่างแล่นเข้ามาจุกอยู่ที่คอหอยของเด็กหนุ่มทั้งสองคน

“นี่ถ้าจะมาถามแค่นี้ เสร็จแล้วก็กลับไปเถอะ” กั้งทำทีโวยวาย หลบซ่อนกลบเกลื่อนความรู้สึกที่มันกำลังพลุ่งพล่านอยู่ในจิตใจ “จะมาหากันทั้งที นี่กั้งก็หวังว่าจะได้เห็นการ์ดงานแต่งนะ ไหนล่ะซองช่วยงาน จะได้ใส่สักหน่อย” กั้งทำพูดพลางหัวเราะพลาง ทั้ง ๆ ที่ในใจของเขาตอนนี้เจ็บจนอธิบายเป็นคำพูดออกมาไม่ถูก

“ถ้ามันจะมีการ์ดงานแต่ง มันก็จะมีชื่อของทิว” เด็กหนุ่มพูดขึ้น ก่อนจิ้มนิ้วไปที่ตัวของอีกฝ่าย “กับชื่อของกั้งอยู่บนการ์ดสิ รู้ใช่มั้ย” กั้งพยายามอย่างที่สุด ที่จะไม่ร้องไห้ออกมา “จะมาพูดแบบนี้ทำไม เพื่อให้ได้อะไรขึ้นมา” กั้งน้ำเสียงสั่นเครือ “ทิวมันเลวเอง ทิวมันเหี้ยเอง ยกโทษให้ทิวได้มั้ย ทิวผิดไปแล้ว” ทิวเข้าสวมกอดกั้ง น้ำตาของลูกผู้ชายไหลลงมาอาบแก้ม เสียใจอย่างที่สุด กับสิ่งที่ตัวเองได้ทำลงไป กั้งนั้นพยายามอย่างที่สุด ที่จะไม่ให้น้ำตาไหลลงมา กั้งแก้มือของทิวออก แต่ทิวไม่ยอม กอดกั้งแน่นขึ้น จนกั้งได้ยินเสียงของหัวใจทิวเต้นระรัวอยู่ข้าง ๆ กันกับใจของกั้งเอง

*****************************************

คำแปลเนื้อเพลงเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch?v=YH6ZK9EvNIY


อึดอัดใจอยู่ใช่ไหม แววตานั้นมันบอก

Something’s bothering you, it shows in your eyes

หลอกลวงกันอยู่ใช่ไหม ว่าใจยังมั่นคง

You’re lying to my face, said your heart was the same

ปากจะบอกให้เชื่อกัน

You asked me to believe you

แต่มันเชื่อไม่ลง

But I simply just can’t

เธอพูดไม่ตรงกับหัวใจ

What you say isn’t what you feel


อยู่กับฉันอย่างวันนี้ เธอมีแค่ร่างกาย

You may be with me, but that is just your presence

แต่ว่าใจอยู่ที่ไหน มันลอยไปหาใคร

Where your mind goes, who is it with?

อยู่อย่างเก็บความรู้สึก

Doing things against your will

เธอก็คงลำบากใจ

You must feel really awkward

ถ้าอยากไปก็ได้เลย

You want to go now, please do so


ก็เมื่อใจทั้งใจ ไม่เหลือไว้ให้ฉัน

Since your heart is not made for me

ก็เอาตัวทั้งตัว ไปด้วยกัน

Please be wherever your heart desires

ไปอยู่กับคนที่เธอรักและต้องการ

Better you stay with someone you love and need

จะไม่ว่ากันสักคำ

I’ll keep my mouth shut

ไปเถอะไปเลย

Just go now, go


สิ่งสุดท้ายจากตัวฉัน คือการบังคับใจ

The last thing I’ll do is to force you

ไม่อ้อนวอนไม่เรียกร้อง ให้เธอมาเห็นใจ

No begging, no demanding for your sympathy

ไม่ให้มือทั้งสองมือ

My two hands won’t hold you back

ยื้อเธอให้วุ่นวาย

They’ll let you go free, I promise

ไม่ร่ำร้องหลั่งน้ำตา

No crying, no more tears


ก็เมื่อใจทั้งใจ ไม่เหลือไว้ให้ฉัน

Since your heart is not made for me

ก็เอาตัวทั้งตัว ไปด้วยกัน

Please be wherever your heart desires

ไปอยู่กับคนที่เธอรักและต้องการ

Better you stay with someone you love and need

จะไม่ว่ากันสักคำ

I’ll keep my mouth shut


ก็เมื่อใจทั้งใจ ไม่เหลือไว้ให้ฉัน

Since your heart is not made for me

ก็เอาตัวทั้งตัว ไปด้วยกัน

Please be wherever your heart desires

ไปอยู่กับคนที่เธอรักและต้องการ

Better you stay with someone you love and need

จะไม่ว่ากันสักคำ

I’ll keep my mouth shut

อย่ามาฝืนทนกับฉัน

Don’t need to be struggling here

ไปเถอะไปเลย

Just go, now go

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 213
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๔๑. คิดถึงที่ไม่ลืม

2566

2023

“นั่งก่อนสิ อุตส่าห์มาถึงนี่แล้ว” ดีนยิ้มแห้ง ๆ ยกมือขึ้นไหว้ เมื่อแม่ชีที่กำลังกวาดลานวัดอยู่ หันมาพูดกับเขา ทั้ง ๆ ที่ดีนคิดว่า แม่ชี้ไม่เห็นเขาแท้ ๆ “สวัสดีครับแม่ชี” ดีนกล่าวออกไป แม่ชียิ้มให้อย่างเมตตา ชี้ให้ดีนนั่งลงที่ม้านั่งหินถัดไปไม่ไกล ก่อนที่แม่ชีเองก็นั่งลงบนขอนไม้ยาว ที่เอามาวางพาดเป็นที่นั่งพัก

“แม่แต่เช้าเลยวันนี้” แม่ชีทักเด็กหนุ่มด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ผมมีเรื่องอะไรบางอย่างอยากจะสอบถามแม่ชี” จริง ๆ ดีนนั้นก็ลังเลไม่น้อย เพราะเขาไม่รู้ว่า แม่ชีนั้นอยากจะพูดหรือเล่าให้เขาฟังเกี่ยวกับสิ่งที่เขาอยากรู้หรือเปล่า “คนที่ดีนต้องการรู้เรื่องของเขา ไม่อยู่ที่นี่ด้วยกับเรานะ” ราวกับว่า แม่ชีเอ่ยเตือนดีนถึงการที่ดีนกำลังจะพูดถึงใครคนนั้นลับหลัง

“แม่ชีทราบใช่มั้ยครับ ว่าผมอยากรู้เรื่องอะไร” ดีนนั้นมีท่าทางหนักใจอย่างเห็นได้ชัด แม่ชีไม่ได้ตอบคำถามของดีนกลับไปตรง ๆ แม่ชีพูดอะไรไม่ได้มากนักหรอกนะ” ดีนรู้มาว่า แม่ชีมีญาณหยั่งรู้ แต่หากว่ามันไม่ใช่เรื่องของแม่ชีโดยตรง ก็ยากที่แม่ชีนั้น จะเอ่ยปากอะไรออกมา ดีนพอเข้าใจเรื่องนี้ดี แม้จะเต็มไปด้วยความร้อนรุ่มในใจ

“ตอนเด็ก ๆ เทปปันเลี้ยงง่ายมั้ยครับ แม่ชี” คำถามของดีน ทำให้แม่ชียิ้ม หัวเราะออกมาเบา ๆ “ไม่เลย เทปปันเขาเป็นเด็กเลี้ยงง่ายมาก ๆ นะ” แม่ชีย้อนนึกถึงตอนที่เทปปันยังเป็นเด็กชายตัวน้อย ๆ “ยิ่งตอนที่พ่อของปันอุ้มเขาเอาไว้ แล้วพูดกล่อมเป็นภาษาญี่ปุ่น ปันจ้องมองพ่อตาใสแป๋ว ปันรักพ่อของเขามาก” ดีนนึกภาพตาม ตอนนั้นเทปปันคงน่ารักน่าหยิกไม่หยอก

“แล้วทำไมตอนนี้เขาถึงดื้อจังเลยล่ะครับ” ไม่เชิงเป็นคำถามแต่อย่างไร แต่ฟังดูแล้ว เหมือนดีนกำลังตัดพ้อมากกว่า “เราต่างมีกรรมเป็นของตัวเอง วิบากในชีวิตก็มีผลทำให้ชีวิตของเราเคลื่อนคล้อยไป” ดีนก็พอจะเข้าใจอยู่บ้างกับสิ่งที่แม่ชีบอกเขา เพราะเขาเองนั้น หลาย ๆ อย่างในตัวเขาก็เปลี่ยนแปลงไป เมื่อวิบากกรรมได้นำพาให้เขามาเจอเข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้

“แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ว่าทำไมปันเขาถึงได้ใจร้ายกับผมนัก” ดีนถามแม่ชี สบตากับแม่ชี ก่อนจะเห็นแม่ชียิ้มน้อย ๆ แล้วพูดขึ้นว่า “การที่เราได้มาเจอกัน มันมีมูลเหตุสำคัญทั้งสิ้น” ดีนตั้งใจฟังในสิ่งที่แม่ชีกำลังจะกล่าวต่อไป “หากไม่ใช่เป็นเพราะความผูกพันที่ร่วมหัวจมท้ายกันมาก่อน ไม่ใช่การติดค้างกันมาแต่หนเก่า ก็อาจจะเป็นบ่วงที่ผูกเข้ากันไว้ ให้ต้องกลับมาพบกันอีก ต่อให้ว่าเคยจากกันไป คนหนึ่งอาจจะเคยอยากตัดขาด แต่อีกคนกลับสาบานว่าจะไม่ยอมห่างไกล” แม่ชีมองเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความหวั่นไหวของดีน

“แม่ชีครับ” ดีนเอ่ยขึ้น “หากว่าใครบางคนไม่คิดจะจบความสัมพันธ์ที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองได้สร้างเอาไว้ และวันนี้ ความทรงจำของเขาคนก่อน เขาจำมันได้ทุกอย่าง ถ้าเขาอยากจะเล่าให้แม่ชีฟัง แม่ชีจะเชื่อเรื่องพวกนี้มั้ยครับ แม่ชีจะเชื่อเขามั้ยครับ” แม่ชีฟังที่ดีนถามมา ก็ยิ้มให้อย่างเมตตา

“ไม่ใช่อยู่ที่แม่ชีหรอกนะ ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ” แม่ชีบอกกับเด็กหนุ่มออกไป “ดีนล่ะ เชื่อมันมั้ย” แม่ชีพูดโดยใช้น้ำเสียงราบเรียบ ไม่ก่อให้เกิดอารมณ์ทั้งกับผู้พูด รวมถึงผู้ฟัง เพื่อให้ผู้ฟังนั้นโดยเฉพาะ ได้ครองสติและไตร่ตรองดูด้วยตนเอง “เพราะหากว่าดีนเชื่อ สิ่งสำคัญคือดีนเชื่อแล้วดีนทำอย่างไรกับมัน ต่อให้ดีนเชื่อ หากดีนปล่อยมันเอาไว้เฉย ๆ มันก็จะอยู่ตรงนั้นของมัน เป็นความจริงที่เกิดขึ้น ที่ดีนจดจำมันได้ แต่มันก็จะไม่ทำให้ชีวิตของดีนเปลี่ยนไปแต่อย่างใด ดีนยังคงดำเนินชีวิตต่อได้ อย่างเป็นปกติ” ดีนฟังทุกคำที่แม่ชีพูดกับเขา และคิดตามทุกคำนั้นเช่นกัน

“เทปปันเคยน้อยใจพ่อของเขา โดยที่เขาเองก็จำไม่ได้ ว่าน้อยใจพ่อเรื่องอะไร แต่สิ่งนั้นติดอยู่ในใจของเทปปันมาหลายปี จนถึงวันที่เขาต้องร่ำลาพ่อของเขาไปตลอดกาล” แม่ชีพูดถึงเรื่องราวตอนเด็กของเทปปัน “เขาเป็นคนแปลกอยู่อย่างหนึ่ง อะไรบางอย่างมีผลกับการตัดสินใจของเขา เมื่อเขาต้องการจะตัดอะไรออกจากใจ เขาเหมือนมีสวิตช์ที่ปิดความรู้สึกนั้นได้เลย”



“ผมคือคนที่ยังจำได้ทุกอย่าง” ดีนบอกกับแม่ชีออกไป แม่ชีมองเขาด้วยท่าทางนิ่ง ๆ ไม่ได้แสดงท่าทางสนับสนุนหรือคัดค้านแต่อย่างใด สายตาของแม่ชี เต็มไปด้วยความเข้าใจเด็กหนุ่ม “ผมจำได้ ว่าผมได้ทำเลวอะไรกับเขาไว้บ้าง” มาถึงตอนนี้ แววตาของดีนบ่งบอกอย่างชัดเจนเลยว่า เขานั้นรู้สึกผิด สำนึกได้ และอยากที่จะแก้ไข กระทำการอะไรบางอย่างเพื่อให้ทุกอย่างนั้นดีขึ้น

“แต่เหมือนกับว่า ปันเขาพยายามลืม หรือว่าแย่ไปกว่านั้น ปันเขาลืมมันไปหมดแล้ว” ดีนพูดจบ ก็หันขวับไปมองทางด้านหลัง เมื่อเขาได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคน เหยียบลงบนใบไม้แห้งจนเกิดเสียงดัง เทปปันยืนอยู่ไม่ไกลจากตรงที่แม่ชีดีนกำลังนั่งสนทนากันอยู่ เทปปันรีบหลบสายตาจากดีน

“ปัน เดี๋ยวก่อนปัน รอดีนด้วย” ดีนเรียกอีกฝ่ายออกไป “แม่ชีครับ ขอบคุณมากนะครับ ผมขอตัวก่อน” ดีนรีบก้มกราบแม่ชี ก่อนที่เขาจะผลุนผลัน วิ่งตามเทปปันไป แม่ชีได้แต่มองตามเด็กหนุ่มทั้งสองคนด้วยอาการนิ่งสงบ “ปัน หยุดรอดีนก่อนสิครับ” ดีนเร่งฝีเท้าของตัวเอง จนสามารถวิ่งเลยอีกฝ่าย แล้วไปหยุดยืนขวางด้านหน้าของเทปปันได้

“ดีนมีอะไรมากมายอยากพูดกับปัน” ดีนบอกกับอีกฝ่าย เมื่อเทปปันยอมหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขา “ให้โอกาสดีนนะ ขอร้องล่ะ” น้ำเสียงของดีนนั้น ฟังดูก็รู้ว่าต้องการความเห็นใจจากเทปปันมากแค่ไหน “ด้วยการเอาเรื่องไม่เป็นเรื่อง มารบกวน มาทำให้แม่ชีต้องเป็นกังวลน่ะหรือ” เทปปันรู้สึกว่า การมาหาแม่ชีของดีนในครั้งนี้ ออกจะมากเกินไปสักหน่อย

“ดีนจนปัญญาแล้วจริง ๆ” ดีนสารภาพกับเทปปันไปตรง ๆ “ดีนโทรไปหากี่สายต่อกี่สาย ปันไม่เคยรับสายดีน” ดีนนั้น จำไม่ได้แล้ว ว่าเขากดมือถือโทรหาเทปปันกี่ร้อยกี่พันครั้ง “ปันดื้อกับดีนขนาดที่ว่า จากอ่านข้อความที่ดีนส่งไป จนกลายเป็นเพิกเฉย ไม่แม้แต่จะอ่านมัน” อาการน้อยใจแทรกตัวอยู่ในทุกคำพูดของดีน โดยเฉพาะแววตาของดีนที่ไม่สามารถเก็บซ่อนมันเอาไว้ได้อีกต่อไป

“ก็ถ้าเห็นว่าผมไม่อ่านข้อความอะไรนั่น ไม่รับสาย ก็เลิกทำมันได้แล้ว” เทปปันบอกกับดีนออกไป ก่อนจะเห็นดีนส่ายหน้าพร้อมพูดปฏิเสธ “ดีนทำไม่ได้” น้ำเสียงนั้นฟังหนักแน่นและมั่นคง “ดีนจะยอมให้ปันดื้อกับดีนนะ ถ้าปันจะฟังดีนบ้าง” หากเป็นดีน คนก่อนหน้า ที่จะได้มาเจอกับเทปปัน เขาคงล้มกลิ้งไปหัวเราะงอหาย หากได้ยินตัวเองพูดอะไรแบบนี้ออกมา

“ดีนรู้แล้วนะ ดีนเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับปัน คือ ปันคนก่อน” ดีนพยายามจะพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อตอนนั้น “หยุดพูดเถอะ” แต่เทปปันพยายามจะให้ดีนหยุดพูดถึงมัน “ดีนจำมันได้ทั้งหมด ดีนรู้ว่า ปันต้องเสียใจมากขนาดไหน” ดีนเมื่อย้อนกลับไปคิดถึงเรื่องราวทั้งหมดที่ปันคนนั้นต้องเจอะเจอ เขาก็สะท้อนหัวใจอย่างที่สุด

“ผมไม่อยากจำอะไรทั้งนั้น” เทปปันบอกกับดีนออกไป แต่ดีนจับน้ำเสียงที่สั่นเครือของเทปปันได้ “ช่วยอย่าพูดอะไรแบบนี้ออกมาอีกเลย” คำพูดของเทปปันทำให้ดีนหน้าสลดลง “ปันจะดื้อกับดีนก็ตามใจ ดีนยอมให้ปันได้” ดีนบอกความรู้สึกจากใจของเขาให้อีกฝ่ายรับรู้ และมันคือสิ่งที่ดีนไม่เคยรู้สึกอย่างนี้กับใครมาก่อน

“แต่ดีนขอร้องปันได้มั้ย” สายตาของดีนขอร้องและอ้อนวอนอีกฝ่ายอย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา “ปันอย่าใจร้ายกับดีนเลย นะ ดีนทนไม่ไหวจริง ๆ” เทปปันรู้สึกเหมือนถูกกระแสความรู้สึกแปลก ๆ อะไรบางอย่าง พุ่งตรงเข้าสู่กลางหัวใจ มันทั้งสุขและเศร้าอยู่รวมปนเปกันไปหมด จนแยกไม่ออก ว่าตกลงแล้ว เขาควรจะต้องรู้สึกแบบไหนดี

ดีนขับรถกลับมาถึงบ้าน เด็กหนุ่มดับเครื่องยนต์ ก่อนจะนั่งนิ่ง ๆ อยู่สักพัก ก่อนจะเปิดประตูรถยนต์และก้าวลงมา ใบหน้าของเด็กหนุ่มไม่ได้สดใสอย่างทุกครั้งที่เคยเป็นมา โดยเฉพาะช่วงก่อนหน้านี้ ที่มีแต่เรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นแทบจะไม่มีช่องว่างให้หยุดพัก ดีนเดินเข้าบ้านอย่างเนือย ๆ เหมือนร่างกายมันหมดเรี่ยวแรงลงไปอย่างฉับพลัน ไม่ได้กระฉับกระเฉงเหมือนเดิม

“ดีน หายไปไหนมาทั้งวัน แม่เป็นห่วงมากรู้มั้ย แล้วโทรไปก็พูดตอบแม่กลับมาสั้น ๆ” ทันทีที่ดีนเดินผ่านห้องนั่งเล่น แม่ของดีนก็รีบเดินเข้ามาหา ถามไถ่ลูกชายด้วยความเป็นห่วง แต่ก็ดีใจที่เห็นลูกชายของตนกลับถึงบ้าน “พ่อสั่งห้ามแกแล้วนะ ว่าแกถูกจำกัดบริเวณ” พ่อของดีนเสียงเข้มกับลูกชายคนโตของบ้าน

“พ่อครับ แม่ครับ” เสียงของดีนฟังดูก็รู้ได้ทันที ว่าเจ้าตัวนั้นพยายามข่มความรู้สึกอย่างหนัก ไม่ให้หยาดน้ำตาอุ่นใสนั้น ไหลรินล้นขอบตาลงมา “เอาไว้พ่อกับแม่ค่อยดุดีนต่อวันหลังได้มั้ยครับ” เด็กหนุ่มเสียงสั่นเครือ อย่างที่เขาเอง็ไม่รู้ว่าจะห้ามมันได้อย่างไร “วันนี้ดีนว่า ดีนไม่ไหวแล้วจริง ๆ” ดีนพูดจบ ก็เดินช้า ๆ ขึ้นชั้นบนของตัวบ้านไป

ดีนปิดประตูห้องนอนของเขาตามหลัง ก่อนจะกดล็อกประตูเบา ๆ เสียงฝีเท้าด้านนอก ที่ดีนได้ยินว่าเดินตามเขามาหยุดลง ก่อนจะได้ยินเสียงเดินลงบันไดไป ดีนผ่อนลมหายใจออกมาเบา ๆ ขณะที่เชาค่อย ๆ หย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะคอมพิวเตอร์ ดีนใช้เท้าดันพื้นเพื่อให้เก้าอี้หมุนไปรอบ ๆ อย่างช้า ๆ

“ทำไมดีนกับปันถึงจะเป็นอย่างใคร ๆ เขาไม่ได้ ดีนยอมรับกับปันแล้วไง ว่าดีนจะแก้ไขทุกอย่าง” บทสนทนาของดีนกับปัน ดังกลับเข้ามาในห้วงความคิดของเด็กหนุ่ม “เพราะว่ามันเป็นไปไม่ได้” เสียงเทปปันตอบกลับมาให้ดีนได้ยิน “เพราะอะไรกันปัน” ดีนไม่เข้าใจ ไม่เชื่อว่าปัญหาระหว่างเทปปันกับตัวเขา จะถูกแก้ไขจัดการไม่ได้

“วันแรกที่ได้เจอกัน มันไม่อะไรเลย ไม่ได้รู้สึกอะไร” เทปปันตอบกลับมา “แต่หลังจากจูบในวันนั้น” น้ำตาที่รื้นเอ่ออยู่ที่ขอบตาของเทปปัน “ทุกครั้งที่ได้เห็นหน้ากัน มันก็รู้สึกเจ็บปวดอย่างที่สุด” น้ำตาหยดอุ่น ๆ นั้น ก็ไหลลงมานองหน้า ดีนหยุดเท้าของตัวเอง เก้าอี้ที่กำลังหมุนอยู่ ค่อย ๆ ช้าลง และหยุดนิ่งในที่สุด “ยิ่งเห็นหน้ากัน ก็ยิ่งเสียใจ” ดีนนั่งนิ่ง ๆ บนเก้าอี้นั้น ปล่อยให้ตัวเขานั้น ได้ยินเสียงร่ำไห้เบา ๆ ของตัวเอง

ตั้งแต่กลับถึงคอนโด เทปปันพยายามทำนั่นทำนี่ไม่หยุด เพื่อให้ตัวเขาได้ห่างจากความรู้สึกประหลาด ที่มันไม่ยอมจางหายไปเสียที สวิตช์ที่เขาคิดมาตลอดว่าเขาเคยมีนั้น วันนี้ มันกลับเด้งเปิดขึ้นเอง ทั้งที่เขาคิดว่า เขาได้ปิดมันลงไปแล้ว อารมณ์ที่เทปปันมีในตอนนี้ มันทำให้เขารู้สึกอ่อนไหว และนี่ไม่ใช่ตัวของเขาแต่เก่าก่อน

เทปปันรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย ที่ทำให้ใจสงบไม่ได้อย่างเคย ทั้ง ๆ ที่เขาเคยผ่านเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจมาหลายครั้ง แต่ครั้งนี้ มันกลับทำให้เขาวกกลับไปคิดถึงเรื่องดังกล่าวไม่รู้จักจบสิ้น เสียงเรียกเข้าดังขึ้นจากโทรศัพท์มือถือของเขา เทปปันมองไปที่โทรศัพท์เครื่องที่วางอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะเดินไปดูว่า คนที่กำลังโทรหาเขานั้นเป็นใคร

“ฮัลโหล” เทปปันกรอกเสียงลงไป หลังจากกดลำโพงให้ดังขึ้น “เป็นอย่างไรบ้าง” เสียงคำถามสำเนียงคนต่างชาติดังออกมาจากสปีกเกอร์โฟน เทปปันพูดตอบกลับคนที่ปลายสายไปหลายประโยค ก่อนที่จะได้ยินเสียงลงท้ายประโยคคำถามจากอีกฝั่ง “โอชิเอเตะ กุดาไซ” ถามเทปปันว่า ได้ไหม พร้อม ๆ กับที่เทปปันมองเห็นข้อความเด้งขึ้นมาที่หน้าจอมือถือ

“ดีนรักปันไม่เปลี่ยนแปลงนะ” ประโยคในข้อความที่ส่งมาจากดีน ทำให้เทปปันหยุดนิ่งไป จ้องมองหน้าจอนั้น ก่อนจะได้ยินเสียงคนที่ปลายสาย ถามย้ำมาอีกสองสามครั้ง “ไฮ้ วาคาริมาชิตะ” เทปปันพูดออกไป ใจความว่า เขาเข้าใจแล้ว และนั่นทำให้เทปปันเองก็ตั้งคำถามกับตัวเอง ว่าเขาเข้าใจหรือพูดตอบรับเรื่องอะไรกันแน่

*************************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch?v=6wknTXstAK0


คำว่ารักมันกลายเป็นฝุ่นไปแล้ว

The word `LOVE` you said now turned into dust

อะไรที่หวังก็พังไปตั้งนานแล้ว

Whatever the hope now already had crashed

แต่ชีวิตไม่รู้ทำไม มันยังคงค้างคาใจ

Yet, life is still questioning, things are stuck in mind

ไม่มีวันใดที่ฉันไม่จดจำ

Not even one day I don’t remember it


ก็คำว่ารักยังจำได้อยู่เสมอ

‘Cause the word `LOVE` is always in my heart

หลับตาทุกครั้งยังเจอเธออยู่ตรงนี้

I close my eyes and then there’s forever you

ความเข้มแข็งที่ฉันเข้าใจ อ่อนแอลงทุกนาที

The strength I thought I got, it’s making me weary every minute passed

อยู่ดีดี ใจก็ร้องไห้อีกครั้ง

Out of the blue, tears are running down my face


ยังคิดถึงเธอเหลือเกิน ได้ยินมั้ย

I still miss you so, do you hear me, love?

เธอยังอยู่ในหัวใจของฉัน

You’re the only one who’s on my mind

ข่มตานอนทุกคืน ยังฝันยังเห็นว่าเรารักกัน

Force myself to sleep, seeing we’re still together

เธออยู่ที่ไหน คิดถึงเธอ

Where are you? I am thinking of you

ชาตินี้ไม่มีสิทธิ์เจอ จบแล้ว ก็เข้าใจ

This life, I understand, may forbid us to come across in the end

แต่จะให้ทำยังไง เมื่อในหัวใจยังจดจำ

What can I do about it that my heart still remembers you?


คำว่ารักยังพอให้ต่อชีวิต

The word `LOVE` really prolongs my life

ยังทำให้คิดถึงวันเก่าเก่าเหล่านั้น

Those old days are running through my mind

ได้แต่หวังลึกลึกในใจ จะมีบ้างไหมสักวัน

Wish that one day, they all come right back to me

สิ่งที่ดีดี เหล่านั้นจะกลับมา

Good old things shall come find us


ยังคิดถึงเธอเหลือเกิน ได้ยินมั้ย

I still miss you so, do you hear me, love?

เธอยังอยู่ในหัวใจของฉัน

You’re the only one who’s on my mind

ข่มตานอนทุกคืน ยังฝันยังเห็นว่าเรารักกัน

Force myself to sleep, seeing we’re still together

เธออยู่ที่ไหน คิดถึงเธอ

Where are you? I am thinking of you

ชาตินี้ไม่มีสิทธิ์เจอ จบแล้ว ก็เข้าใจ

This life, I understand, may forbid us to come across in the end

แต่จะให้ทำยังไง เมื่อในหัวใจมีแต่เธอ

What do you want me to do since my heart is always yours

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 213
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๔๒. คิดถึงที่ไถ่โทษ



2537

1994



ท็อปยืนรี ๆ รอ ๆ สังเกตดูอยู่พักใหญ่ เมื่อแน่ใจแล้วว่าปลอดคนจริง ๆ ไม่มีใครอยู่ภายในบ้านหลังนั้น ท็อปจึงเดินเข้าไปทางด้านข้าง ที่หน้าต่างบานหนึ่งเปิดแง้มเอาไว้ พอให้ออกแรงใช้มือดึงให้เปิดกว้างขึ้น มองไปด้านในมีตะแกรงเหล็กดัดงับปิดเอาไว้ ทีแรกท็อปก็ผิดคาดเล็ก ๆ แต่พอดันให้มันเปิดออก เสียงเหล็กที่บอกได้ว่า หน้าต่างเหล็กนี้ไม่ได้ถูกเปิดใช้งานมานาน ดังขึ้นพอสมควร

ท็อปเหลียวซ้ายแลขวา ไม่มีใครเดินผ่านไปผ่านมาแต่อย่างใด แสงจากภายนอกลอดเข้าไปด้านในตัวบ้าน มองดูข้าวของเครื่องใช้เป็นเงาตะคุ่ม ๆ แวบหนึ่งที่มองเข้าไป ท็อปเองนึกว่าเขามองเห็นใครบางคนอยู่ในนั้น แต่พอปรับสายตาให้ชัดเจนขึ้น เสื้อคลุมตัวใหญ่ถูกแขวนเอาไว้บนตะปู ที่ตอกเข้ากับฝาผนัง

ท็อปดันสองมือของเขาบนขอบหน้าต่าง ดันส่งแรงให้ตัวเขาใช้เท้าเหยียบบนขอบหน้าต่างดังกล่าว ก่อนจะก้าวขาข้ามมัน แล้วลงไปยืนอยู่ภายในตัวบ้าน มันดูไม่ต่างไปมากนัก จากครั้งที่แล้วที่เขาได้เข้ามาในนี้ ท็อปปรับสายตาตัวเองไม่นานนัก ก็พอจะมองเห็นลักษณะภายในบ้าน โดยไม่ยากนัก ที่เขาจะเดินไปโดยไม่เตะเข้ากับอะไรสักอย่างจนเกิดเสียงดังขึ้น

ความจำจากครั้งก่อน พาท็อปเดินอย่างระมัดระวัง มาที่ห้องด้านหลัง ครั้งนั้น นันให้เขาหลบอยู่ในตู้เสื้อผ้า ที่มันอยู่ในห้องนอนใหญ่ กลิ่นอับ กลิ่นควันอะไรบางอย่างลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ มันคาดเดาได้ไม่ยากว่า เจ้าของบ้านนั้นคงมีกิจกรรมพิเศษที่ห้องนอนด้านหลังนี้ ท็อปทำจมูกฟุดฟิดขยับไล่กลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ ที่ยากจะทำให้รู้สึกชินได้ในเวลาอันสั้น

ท็อปเอื้อมมือไปเปิดประตูตู้เสื้อผ้า ที่เขาเข้าไปหลบอยู่ในครั้งที่แล้ว มันแง้มเปิดออกมา มองเห็นเสื้อผ้าเพียงไม่กี่ตัวแขวนอู่บนราว ดูไปแล้วไม่มีอะไรน่าสนใจเลยสักนิด ท็อปก้มลงมองที่ด้านล่างของตู้ มีกล่องใบหนึ่งวางเอาไว้ ท็อปรีบนั่งลงแล้วเปิดกล่องนั้นดู ด้านในมีไพ่กระดาษสำรับหนึ่ง ที่มีตัวเลขและสัญลักษณ์เหมือนทั่ว ๆ ไป แต่ภาพบนไพ่เหล่านั้น เป็นภาพของชายหญิงที่กำลังร่วมเพศกันอย่างโจ๋งครึ่ม

ท็อปวางมันลง ก่อนจะรื้อดูไปจนทั่วกล่อง มันไม่มีอะไรน่าสนใจมากไปกว่า กล่องไม้ขีด ไฟแช็กที่จุดไม่ติด ซองบุหรี่ที่ถูกขยำทิ้ง และก็สมุดบัญชีธนาคารเล่มหนึ่ง ท็อปเปิดมันดู มันมีชื่อของนันเป็นเจ้าของบัญชี ท็อปพอจะยิ้มออกมาได้ เพราะจำได้ว่าเคยได้ยินนันให้ฟัง ว่าบัญชีธนาคารของตัวเองไม่มีบัตรเอทีเอ็ม จะเบิกถอนได้ ตอนที่พ่อเลี้ยงสั่งให้ไปธนาคารด้วยกันเท่านั้น

ท็อปเสียบสมุดบัญชีธนาคารเล่มนั้นลงที่กระเป๋าด้านหลังกางเกงยีน ปิดกล่องใบนั้นให้ดูเหมือนเดิม ก่อนจะลุกขึ้นยืน สำรวจตู้เสื้อผ้านั้นไปรอบ ๆ อีกครั้ง กำลังจะปิดมันลง ก็ต้องเปิดประตูตู้อีกครั้ง ที่ผนังตู้นั้น มีรอยบากแปลก ๆ ที่หากมองเผิน ๆ ก็จะเหมือนกับว่า มันเป็นร่องรอยของความเก่าครึของตัวตู้เอง ที่ผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนาน

แต่ไม่ใช่เลย ท็อปสะกิดร่อง ที่เป็นรอยกรีดนั้น ก่อนจะพบว่ามันขยับได้ ท็อปพยายามดันมันแต่รอยบากนั้นก็แคบจนเกินไป ดังว่าคนที่ทำมันจงใจให้มันเป็นอย่างนั้น ท็อปมองหาอะไรแบน ๆ เพื่อมาง้างร่องยาวนั้นออก ท็อปก้มลงเปิดกล่องที่วางอยู่บนพื้นตู้อีกครั้ง ก่อนจะหยิบเอาที่เปิดขวดแบน ๆ ออกมา ก่อนที่จะแทรกเหล็กแบน ๆ นั้นเข้าไปในช่อง แล้วออกแรงดึงมันกลับมา

แผ่นไม้ที่ถูกปิดเอาไว้ค่อนข้างแน่น หลุดตามแรงของท็อป ด้านในเป็นช่องที่มีชั้นวาง ทำด้วยไม้ยาวแผ่นหนึ่ง มันมีกระเป๋าผ้ามีซิปสีดำใบหนึ่งวางอยู่ ที่ดูก็รู้ว่า มันถูกซ่อนเอาไว้ตรงนี้อย่างจงใจ ท็อปหยิบมันออกมา รูดซิปนั้นเพื่อเปิดออกดู มันมีม้วนฟิล์มอยู่ในนั้นมากมายหลายม้วน ท็อปใจเต้นแรงและมือสั่นไปหมด เรื่องที่เพิ่งได้ยินนันเล่าให้เจ้หวีและแฟนของเจ้หวีฟังเมื่อไม่กี่วันก่อน ย้อนกลับมาเข้าความทรงจำเขาอีกครั้ง

ท็อปรีบรูดซิปปิดกระเป๋าใบนั้น เขาคิดว่าเขาได้ยินเสียงประตูปิดงับลงเบา ๆ แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก รีบเดินออกไปจากห้องนอนทางด้านหลัง ตรงไปที่หน้าต่างที่เป็นทางที่เขาเข้ามา ท็อปที่ยืนอยู่ตรงหน้าต่าง เหลียวไปมองประตูบ้าน ทุกอย่างดูเงียบ ไม่ไหวติง ท็อปถอนหายใจออกมาเบา ๆ เพื่อคลายความตื่นเต้น

“เข้ามาแล้ว มึงอย่าหวังว่าจะรอดออกไปจากบ้านกูง่าย ๆ” ท็อปสะดุ้งสุดตัว ขณะที่กำลังจะปีนหน้าต่างออกไป เสียงคำรามดังลั่นมาจากปากของพ่อเลี้ยงของนัน ที่ตอนนี้เดินตรงดิ่งเข้ามาหา ท็อปหลบมือพ่อเลี้ยงของนันที่หมายจะกำลำคอของเขาเอาไว้ในอุ้งมือได้อย่างหวุดหวิด ท็อปจะวิ่งไปที่ประตูหน้าบ้าน แต่พ่อเลี้ยงก็รู้ทัน ขยับวิ่งไปขวางเอาไว้

“มึงนี่ น่าจะขายได้ไม่ต่างจากอีนันหรอก” เสียงพูดกับท่าทางกักขฬะนั้น มันช่างน่าสะอิดสะเอียน “คนชั่วอย่างแก มันทำไมไม่หมดโลกไปสักทีวะ” ยิ่งคิดท็อปก็ยิ่งสงสารนัน กับสิ่งที่นันถูกสัตว์นรกตัวนี้กระทำย่ำยีมาตลอด “เดี๋ยวหลังจากที่มึงโดนกูสอย เหมือนอีนัน มึงจะไม่มาทำปากดีอย่างนี้กับกูได้อีก” ไม่พูดเปล่า พ่อเลี้ยงของนันตรงรี่เข้ามาหา

ท็อปที่คิดแผนในหัวอยู่แล้ว ก็กระชากเสื้อคลุมที่แขวนอยู่บนตะปูนั้นลงมา แล้วคลุมไปที่ใบหน้าของพ่อเลี้ยง พันแขนเสื้อหมุนเป็นเกลียวจนแน่น ก่อนจะกระชากมันลงเพื่อให้พ่อเลี้ยงของนันล้มตามแรงดึง ไปนอนอยู่บนพื้น เสียงหลังกึ่งเอวกระแทกลงบนพื้นดังแอ้ก อาการคนที่เจ็บจนจุกแต่ร้องไม่ออกของพ่อเลี้ยง ทำให้ท็อปมีเวลามากพอที่จะเปิดประตู แล้วรีบออกมาจากบ้านหลังนั้น

ตั้งแต่เช้า นันช่วยเจ้หวีทำความสะอาดและตกแต่งร้านเสียใหม่ เจ้แกบอกให้นั่งพักบ้าง นันก็หยุดกินข้าว พักเหนื่อยเพียงแค่เดี๋ยวเดียว ก็หยิบโน่นจัดนี่ต่อ ตามประสาเด็กที่ขยันทำงาน หนักเอาเบาสู้ เพื่อตอบแทนพระคุณของเจ้วีและแฟน ที่ได้ยื่นมือเข้าช่วยนันในหลาย ๆ เรื่อง เจ้หวีเองก็ได้แต่ปล่อยให้นันทำโน่นทำนี่ไป เพราะห้ามยังไง นันก็ไม่เชื่อ

“ถ้าคืนนี้ลูกค้าเข้าเยอะ ขายดี ฉันจะแบ่งทิปให้แกอย่างงาม เจ้านัน” เจ้หวีให้สัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะ นั่นยิ้มกว้าง ดูหน้าตาสดใสขึ้นเป็นกองเวลานันยิ้มแบบนี้ ดีกว่านันทำหน้าอมทุกข์ นั่งทำหน้าเศร้าเป็นไหน ๆ “นันเตรียมรอทิปก้อนโตแล้วนะ อย่าเบี้ยวนันนะเจ้” นันตอบกลับเจ้หวีไป ทำให้แฟนเจ้หวีถึงกับเอ่ยแซว

“ขืนถ้าเบี้ยวเจ้านันนะ เรื่องใหญ่แน่” ทั้งสามคนหัวเราะออกมาพร้อมกัน เจ้หวีเดินเข้ามาหานัน ก่อนสวมกอดนันจนแน่น “เจ้หวี” นันเรียกชื่ออีกฝ่าย เจ้หวีคลายกอดนั้นออก มีหยาดน้ำตาใส ๆ รื้นขึ้นขอบตา “ฉันก็อยากให้แกรู้” เจ้หวีพยายามจะพูดอะไรซึ้ง ๆ เป็นความรู้สึกลึก ๆ ที่อู่ภายในใจออกมา แต่ก็บอกปัด แกล้งพูดเสไปทางอื่น

“ไป ๆ ตรงนี้ ไม่ค่อยมีอะไรแล้ว เดี๋ยวฉันดูเอง แก นัน ไปดูในตู้แช่แข็งทีซิ ว่ามีเนื้อพอจะผัดขายให้ลูกค้ามั้ย เผื่อจะได้สั่งมาเพิ่ม” เจ้หวีบอกให้นันไปดูของที่หลังร้านให้ หลังจากยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาแบบลวก ๆ นันยิ้มออกมา เมื่อเห็นเจ้หวีทำท่าทางแบบนั้น ก่อนจะพยักหน้ารับ แล้วเดินไปดูของที่หลังร้านตามที่เจ้หวีบอก

นันที่เดิมาด้านหลังร้าน ก่อนจะหยุดยืนมองของอะไรบางอย่างที่วางตั้งอยู่บนเก้าอี้ไม้นั้น ประตูด้านหลังร้านถูกเปิดเอาไว้ นันเดินช้า ๆ เข้าไปหาของที่วางอยู่ อย่างจำมันได้ดี กระเป๋าซิปสีดำที่นันรู้ดีว่าด้านในนั้น มันใส่อะไรเอาไว้ นันมือสั่นตัวสั่นเทิ้ม เมื่อหยิบมันขึ้นมาถือเอาไว้ในมือ ในใจเต้นรัว เร็วและแรง

สิ่งที่นันเห็นด้านใน หลังจากรูดซิปเพื่อเปิดมันออก ทำเอานันถึงกับต้องเม้มริมฝีปากจนแน่น เพราะมันคือความเจ็บปวดที่กัดกินจิตใจของนันมาเนิ่นนาน มันคือความแตกร้าวทางอารมณ์ที่ไม่เคยหันหน้าไปพึ่งพาใครได้ ทุกอย่างที่ถูกกักเก็บเอาไว้ มันพุ่งตัวทะลักทลายออกมา จนตอนนี้ นันรู้สึกถึงอารมณ์ที่ถูกปลดปล่อยออกมานั้น ท่วมท้นไปหมด จนทำอะไรไม่ถูก

ท็อปที่ก่อนหน้านี้ แอบย่องเงียบ ๆ เข้าไปที่ด้านหลังร้านของเจ้หวี แอบดูและมองนันจากตรงนั้น ท่าทางที่ผ่อนคลายของนัน ทำให้ท็อปเผลอยิ้มออกมาในทันที หัวใจของท็อปเบิกบานโดยอัตโนมัติ เมื่อรอยยิ้มของนันปรากฏขึ้น มันคือรอยยิ้มที่ทำให้ท็อปตกหลุมรักนัน มันคือรอยยิ้มที่ในวันนั้น ยิ้มที่ทำให้ท็อปรวบรวมความกล้า เข้าไปคุยกับนัน

ผ่านมาถึงตอนนี้ มันก็ยังเป็นรอยยิ้มที่ทำให้ท็อปอบอุ่นใจที่ได้เห็น ได้รับรู้ว่า นันอยู่ในที่ที่ทำให้ท็อปเองคลายกังวล เจ้หวีและแฟนดูเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถเป็นผู้ปกครองของนันได้อย่างดี เพราะท็อปไม่เคยเห็นรอยยิ้มนั้นจากนันที่ไหนอีก หลังจากที่เขาเคยเป็นเจ้าของรอยยิ้มนั้น แต่ตอนนี้ นันยิ้มแบบนั้นได้อีกครั้ง ที่นี่

“ท็อป” นันเดินออกไปที่ด้านหลังร้าน เรียกชื่อของคนคนนั้น “ท็อปใช่มั้ย” คนที่นันคิดว่า จะเป็นเพียงคนเดียว ที่ทำอะไรอย่างนี้ให้กับนัน และมันบ้ามาก เมื่อนันคิดว่า ท็อปต้องเข้าไปในบ้านหลังนั้น ม้วนฟิล์มและสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร นันไม่เคยคิดมาก่อน ว่าจะได้มันมาไว้ในมือ โดยเฉพาะม้วนฟิล์มเหล่านี้ เพราะตลอดเวลา นันรู้สึกเหมือนมันคือคำสาป ที่สั่งให้เขาต้องอยู่ใต้อาณัติความหยาบช้าของมันตลอดไป

“ท็อปอยู่ตรงนี้ใช่มั้ย” ตรอกทางเดินเล็ก ๆ ทำให้เสียงเรียกของนันดังมาพอที่จะได้ยินไปทั่วบริเวณนั้น “ปลอดภัยหรือเปล่า” คำถามของนัน ทำให้ท็อปที่ยืนหลบมุมอยู่ไม่ไกล ยิ้มออกมา ก่อนจะพยักหน้าตอบ ว่าเขาปลอดภัยดี “ขอบคุณนะ” คำพูดของคุณของนัน ทำให้ท็อปต้องเงยหน้าขึ้นมองไปด้านบน ขอบตาที่ร้อนผะผ่าวของเขา ทำให้ท็อปต้องสะกดกลั้นความรู้สึกที่ท่วมท้นนั้น กล้ำกลืนมันกลับลงไป

“ดูแล้วตัวเองด้วย” นันพูด น้ำตารื้นขึ้นของตาทั้งสอง ริมฝีปากสั่นไปด้วยอารมณ์ที่ยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูด ท็อปขยับปากพูดแบบไม่มีเสียงออกมา ใจความของมันบอกว่า 'ยินดีเสมอ ดวงใจของผม' แม้ว่าท็อปจะต้องอดกลั้นความรู้สึกที่อยากจะวิ่งเข้าไปสวมกอดนันเอาไว้ในแน่นที่สุด ให้นันรู้ว่า ท็อปเองนั้นคิดถึงการมานันในอ้อมกอดอีกครั้งมากแค่ไหน

รู้ตัวอีกที ท็อปก็เดินมาจนถึงป้ายรถเมล์ เขาแอบมองนันเดินกลับเข้าไปในร้าน ก่อนจะเห็นประตูด้านหลังร้านนั้น ปิดตามหลังไป มันเหมือนเป็นสัญญาณและคำพูดคืนกลับมาให้ท็อปว่า เขาได้ทำหน้าที่ของเขาสำเร็จแล้ว มันคือสิ่งที่เขาสามารถทำให้นันได้ ก่อนที่เขาจะต้องย้ายไปจากที่นี่ มันคือสิ่งสุดท้าย สิ่งดี ๆ สิ่งเดียวที่ท็อปตั้งใจจะทำให้กับนัน

ท็อปทรุดตัวลงนั่งบนรถเมล์ ก่อนที่รถเมล์จะเคลื่อนออกจากป้าย เขายื่นเงินค่ารถเมล์ให้กับพนักงานที่เดินเก็บเงิน ท็อปมองดูตั๋วรถเมล์ในมือ ก่อนที่ทุกอย่างจะพรั่งพรูเข้ามาหาเขา ท็อปพยายามยิ้ม แต่น้ำตาก็ไหลลงจากขอบตาอย่างหักห้ามไม่ได้ รถเมล์ยิ่งแล่นไกลออกไป หัวใจของท็อปก็ยิ่งเหมือนถูกบดขยี้ ด้วยหัวใจที่รับรู้แล้วว่า นี่มันคือการจากลากันครั้งสุดท้าย แล้วท็อปกับนัน ก็จะไม่ได้เจอกันอีก

*********************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย Jay J

https://www.youtube.com/watch?v=ahY9o330WcU


เราไม่เข้ากันเลย

Irreconcilable, we are

เธอก็รู้สึกหรือเปล่า

Don’t you feel the same?

ไม่อยากต้องฝืน

Can’t go on like this

ใจที่ขัดขืน

Uneasy feelings

เพราะว่ามันไม่ใช่เรา

That’s not who we want to be


ปรับตัวไม่ช่วยเลย

Trying to make things change

ปรับกี่ครั้งก็เหมือนเก่า

All end up the same way

มันคงถึงวันที่เราต้องฟัง

It’s time for us to listen

เพราะใจที่พังกำลังส่งเสียงดัง

To our broken hearts making this noise


ให้เราบอกลา

We’ll say goodbye

มันคงไม่เป็นไร

That’ ll be okay

เพราะเรายังมีวันที่ผ่านมา

We still have the old days

ให้เธอและฉันได้มองกลับไป

That you and I can look back to

ถึงผ่านมาแล้ว

Things already passed

ไม่มีวันผ่านไปอยู่ในนี้

Yet they’re kept alive here

เสียงที่เธอบอกรักกันมันยังดังข้างในใจ

The way you said you loving me echoes right here


ยังมีวันวานให้เราได้คิดถึงตลอด

Those day are still memorable

แม้เรื่องเราจบไป

Though what we had ended

แค่ได้คิดถึงมันก็พอ

Think of it sometimes

และจะไม่มีวันลืม

Unforgettable anyway

รอยยิ้มที่สวยที่สุด

The prettiest your smile is

กอดนั้นช่างแสนอบอุ่น

The hug that always warms me

ทุกทุกช่วงเวลายังคงยิ้มทั้งน้ำตา

Those memorabilia makes me smile in tears


อยากจะรักษาใจ

Wish our hearts heal

ไม่อยากให้โทษกันอีก

No one gets blamed

แต่ความเป็นตัวฉัน

‘Cause how I am

และของเธอนั้น

And how you are

ยิ่งทำเราพังทุกที

Makes everything much worse

สิ่งแย่แย่ทิ้งไป

Nasty feelings, leave them

เก็บไว้แค่สิ่งที่ดี

Though keep the good ones

มันคงถึงวัน

It is time

ที่เราต้องฟัง

That we must listen

เพราะใจที่พังกำลังส่งเสียงดัง

To the broken hearts that want us hear


ให้เราบอกลา

We’ll say goodbye

มันคงไม่เป็นไร

That’ll be okay

เพราะเรายังมีวันที่ผ่านมา

We still have the old days

ให้เธอและฉันได้มองกลับไป

That you and I can look back to

ถึงผ่านมาแล้ว

Things already passed

ไม่มีวันผ่านไปอยู่ในนี้

Yet, they’re kept alive here

เสียงที่เธอบอกรักกันมันยังดังข้างในใจ

The way you said you loving me echoes right here


ยังมีวันวานให้เราได้คิดถึงตลอด

Those day are still memorable

แม้เรื่องเราจบไป

Though what we had ended

แค่ได้คิดถึงมันก็พอ

Think of it sometimes

และจะไม่มีวันลืม

Unforgettable anyway

รอยยิ้มที่สวยที่สุด

The prettiest your smile is

กอดนั้นช่างแสนอบอุ่น

The hug that always warms me

ทุกทุกช่วงเวลายังคงยิ้มทั้งน้ำตา

Those memorabilia makes me smile in tears

ไม่มีพรุ่งนี้ให้เธอและฉันได้ไปต่อ

There’s no tomorrow for you and me, we can’t go on

ไม่มีอีกต่อไปภาพอนาคตของเราทั้งสอง

Not at all future that we picture us in

ภาพที่เราจับมือกัน

That we’re holding hands

และสัญญาว่าจะไม่ปล่อย

Promise we never let go

แอบฝันถึงภาพนั้นบ่อยบ่อย

I’ve been dreaming of that often

ถึงเราต้องบอกลา ยังคงยิ้มทั้งน้ำตา

Yet, we need to part ways with smile and tears on our faces


พรุ่งนี้ถึงแม้ไม่มีเรา

There’s no us when tomorrow comes

อย่างน้อยยังมีวันเก่าเก่า

At least there’re good old times

ถึงเราต้องบอกลา

We say our goodbyes

ฉันจะยิ้มทั้งน้ำตา

I’ll smile while in tears

ออฟไลน์ evanescence_69

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 196
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-3

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 416
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 213
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๔๓. คิดถึงซึ่งคำลา



2566

2023



“วิน ลูกต้องหยุดทำอะไรแบบนี้ได้แล้วนะ” เสียงห้ามนั้น ฟังดูแล้ว ค่อนข้างกังวลและแคร์กับสายตาของผู้คนที่อยู่รอบข้างนั้นมากโข “นี่ลูกกำลังอยู่ต่อหน้าคนอื่นเยอะแยะ ลูกไม่เห็นหรือไง วิน” เจ้าของชื่อมองไปรอบ ๆ ตามที่ได้ยินผู้เป็นมารดาของตนพูดออกมา บรรดาคนเหล่านั้น มีทั้งมองมาแบบตรง ๆ และแบบลอบมอง แต่ทั้งหมดนั้น หันกลับไปซุบซิบกัน ซึ่งนั่นมันแน่นอนว่า มันไม่มีทางเป็นเรื่องอื่นไปได้

“คุณแม่แคร์คนที่เราไม่รู้จักด้วยหรือครับ” วินหันกลับมาทางผู้เป็นแม่ “แถมคนเหล่านี้ก็ไม่ได้รู้จักเราดีด้วยซ้ำ” ก่อนจะยิงคำถามออกไปตรง ๆ “วิน แม่เขาก็แค่เป็นห่วงเรา ลูกอย่าพูดจาย้อนแม่เขาแบบนั้นเลย” ผู้เป็นพ่อพยายามพูดให้วินใจเย็นลง และไม่อยากได้ยินลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนเดียวของเขานั้น ส่อเสียดกลับผู้เป็นแม่ราวกับว่าเป็นคู่ศัตรูบาดหมางกัน

“ผมไม่ได้กำลังพูดจายอกย้อนอะไรคุณแม่นะครับ” วินตอบกลับพ่อของเขาด้วยความพยายามทำให้น้ำเสียงเรียบนิ่งที่สุด “แต่คุณพ่อต้องทราบนะครับ ว่าคุณพ่อคุณแม่เลี้ยงผมมายังไง และรับรู้เรื่องราวจากปากของผมเป็นอย่างดีมาโดยตลอด” เด็กหนุ่มอย่างวิน ยึดถือการปฏิบัติและข้อตกลงที่เขาได้รับจากบุพการีอย่างแน่วแน่

“สัญญาที่คุณพ่อคุณแม่ทำไว้กับผม ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ สำหรับผม” วินพูดออกมาจากความรู้สึกจากใจของเขาจริง ๆ “ผมเชื่อมั่นมาตลอด ว่าคุณพ่อคุณแม่จะไม่ผิดสัญญากับผม เมื่อถึงเวลาของผม” วินตอบกลับพ่อและแม่ของเขาไปด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น “และเวลานั้นมันก็มาถึงแล้ว” วินหันไปมองคนที่ยืนเยื้องไปทางด้านหลัง ที่เด็กหนุ่มอย่างเขาเป็นกำบังกายให้

“วิน ฟังที่แม่กับพ่อของคุณกำลังพูดก่อน” ตฤณเอ่ยขึ้น โดยที่เขาอยากให้วินได้ใจเย็นลงเช่นกัน “คุณไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น เท่าที่เป็นอยู่นี้ คุณก็สร้างเรื่องสร้างราว สร้างความลำบากให้ครอบครัวของเรามากพออยู่แล้ว” ตฤณสะอึกในอก เม้มริมฝีปากเข้าหากัน หลุบสายตาต่ำลงมองพื้น เมื่อถูกแม่ของวินว่าเข้าให้แบบนั้น

“คุณแม่ครับ แบบนี้ ผมไม่โอเคนะครับ” วินออกโรงปกป้องตฤณในทันที “คุณแม่ก็ทราบดีอยู่แล้ว ว่าตฤณคือคนสำคัญของผม” เด็กหนุ่มเองไม่รู้ว่า ทำไมแม่ของเขาถึงได้แสดงท่าทอะไรแบบนี้ออกมา ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ขาจำความได้ แม่ของเขาเข้าใจในตัวเขาอย่างที่สุด ไม่เคยหลุดปากพูดคำใด ๆ ให้ต้องขุ่นข้อง น้อยใจ หรือเสียน้ำใจกันเลย แม้แต่ครั้งเดียว

“ตฤณ เมื่อมันถึงเวลา วินจะไม่ยอมให้มันกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว” เด็กหนุ่มหันกลับมาพูดกับตฤณ ยกมือแตะแก้มของตฤณอย่างแผ่วเบารักใคร่ “ตฤณ” เจ้าของชื่อขยับใบหน้าออกจากมือของอีกฝ่าย ทำให้เด็กหนุ่มเรียกชื่อของเขาออกมาในทันที ด้วยน้ำเสียงที่รู้สึกไม่ดีอย่างที่สุด

“วินกลับไปบ้านก่อนนะ กลับไปพูดคุยกับพ่อและแม่ของคุณแบบดี ๆ” ตฤณเองก็ข่มใจเอาไว้ พยายามพูดโดยไม่ให้เสียงของตัวเองสั่นเครือ “วินไม่ต้องพูดอะไรกับพ่อแม่อีกแล้ว ทุกอย่างวินได้อธิบายและยืนยันไปหมดแล้ว พ่อกับแม่วินเขาก็รู้ดี ว่าวินเป็นเกย์” เด็กหนุ่มหันไปมองผู้ให้กำเนิดของตน โดยเสียงพูดของเขาดังมากพอ จนมั่นใจว่า ทุกคนที่กำลังรุมสนใจบทสนทนานี้ ได้ยินกันถนัดถนี่ชัดเจน

“แม่ไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย ลูกวิน เรื่องที่ลูกชอบผู้ชายด้วยกัน แต่แม่” แม่ของวินพูดขึ้นมา ด้วยความรู้สึกสัตย์จริงในหัวใจอย่างที่สุด แต่เมื่อมองไปที่ตฤณ คนที่ลูกชายของเธอกำลังกุมมือจนแน่นคนนั้น “แต่อะไรครับคุณแม่” วินชักเริ่มไม่พอใจกับเรื่องราวตรงหน้ามากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อแม่ของเขามีท่าทีรังเกียจรังงอนตฤณแบบนี้

“คนเป็นแม่ย่อมรักลูกตัวเอง” ตฤณพูดขึ้น ก่อนจะยิ้มให้กับวิน “และแม่ของคุณ เขาก็รักคุณมาก” ตฤณไม่ได้แปลกใจอะไรเลย กับท่าทีเดียดฉันท์ที่แม่ของตฤณมีต่อเขา หากว่าเป็นลูกของคนอื่น ก็คงจะพอมองผ่านไปได้ไม่ยากเย็นอะไร แต่เมื่อมาเป็นลูกของตัวเอง ทุกอย่างมันถูกบีบมาจากรอบด้าน ทุกทิศทุกทางที่พุ่งเข้าหาความรู้สึกของผู้เป็นแม่ สุดท้ายสัญชาตญาณของผู้เป็นแม่ ก็ต้องออกมาปกป้องลูกของตัวเองกันทั้งนั้น ยกเว้นก็เพียงแค่ มันมีความเกลียดชังเลือดในอกเป็นที่ตั้ง เป็นทุนเดิมแต่แรก

“แม่ไม่เคยรังเกียจลูกของแม่ ลูกจะรักจะชอบกับผู้ชาย ลูกจะเป็นเกย์ เป็นไบ หรือแม้แต่ลูกวินของแม่ วันหนึ่งจะลุกขึ้นแล้วเดินมาบอกแม่ว่า ลูกอยากจะแปลงเพศ แม่จะเป็นคนพาลูกของแม่ไปทำเอง แต่กับเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้ กับคนคนนี้” สิ่งที่ทำให้วินรู้สึกเสียใจ ก็คือการที่แม่ของเขานั้นเลี่ยง ไม่ยอมเรียกชื่อของตฤณออกมา

“ฉันไม่คิดว่า แม่ของเธอเอง จะภูมิใจไปกับพฤติกรรมของเธอหรอกนะ” แม่ของวินพุ่งตรงคำถามไปที่ตฤณ “คุณแม่” วินถึงกับร้องเรียกแม่ของเขาเสียงหลง “เธอไม่มีลูก แต่ถ้าเธอมี ฉันก็คิดว่า เธอคงต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกของเธอเช่นกัน เธอคงต้องเฟ้นหาคนที่คู่ควรกับลูกของเธอ ต่อให้เธอจะรู้ว่า ลูกของเธอเพียรพยายามจะกลับมาหาคนในอดีตมากขนาดไหนก็ตาม” ตฤณรู้สึกเหมือนกับว่า คำพูดที่ได้ยินจากแม่ของวิน กำลังแผดเผาเขาทั้งเป็น

“เธอยังกล้าคิดอยู่อีกหรือ ว่าเธอคู่ควรกับวิน” ตฤณตวัดสายตาไปสบตากับวิน ที่มองมาที่ตฤณอยู่ก่อนแล้ว ตฤณกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก คำถามประโยคธรรมดา ๆ นั้น ดังกึกก้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าในโสตประสาทของเขา ก่อนที่สมองของเขาจะประมวลภาพต่าง ๆ ที่ผ่านมาของเขา ฉายให้เห็นเป็นฉาก ๆ

“ตฤณ” วินเรียกชื่อของอีกฝ่ายเบา ๆ อยู่เพียงใกล้กันแค่นี้ แต่ตฤณรู้สึกราวกับว่า ระยะทางระหว่างกันมันกลับไปไกลเท่าเดิม ไกลเท่า ๆ กับก่อนที่ทั้งสองคนจะหากันเจอ และกลับมาพบหน้ากันได้อีกครั้ง ตอนนี้เอง เป็นที่จังหวะนี้เอง ตฤณรู้สึกว่าทำไมหนอ เขารู้สึกสู้หน้ากับวินไม่ไหว ก้อนแข็ง ๆ ที่แล่นมาจุกอยู่ที่คอ ทำให้ตฤณอยากจะหายตัวได้ จะได้หายไปจากตรงนี้เสียเลย ใจมันรู้สึกเจ็บจี๊ด มันไม่ได้เจ็บมากแล้วก็รีบจางหายไป

“ตฤณ” แต่มันกลับเจ็บหน่วง เนิ่นนาน และยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกวินาที ที่ได้เห็นหน้ากัน ยิ่งเขาได้ยินเด็กหนุ่มเรีกชื่อเขาซ้ำแบบนั้น มันไม่ใช่แค่การเรียกเพื่อให้ตฤณพูดอะไรสักอย่างออกไปบ้าง แต่มันเป็นการเรียกที่ทำให้ตฤณได้ทบทวนและเรียบเรียงสติ ความคิด ของเขาอีกครั้ง

“วิน แม่ของคุณพูดถูกนะ ผมไม่ได้คู่ควรกับคุณอีกต่อไปแล้ว” ตฤณพูดออกมาในที่สุด วินรีบส่ายหน้า แสดงออกทันทีว่าไม่เห็นด้วย “ขอบคุณนะ ที่พูดคำคำนั้นออกมาด้วยตัวเอง เธออาจจะคิดว่า สมัยนี้แล้ว เธอไม่แคร์ว่าใครจะคิดยังไง” แม่ของวินพูดสวนขึ้นมาในทันที วินรู้สึกเสียดขึ้นมาในหัวใจ ได้เห็นแววตาที่รู้สึกผิดของตฤณ

“ใช่ครับคุณแม่” วินพูดออกไป “วินไม่แคร์” วินพูดจบก็หันไปทางแม่ของเขา “ไม่ว่าตฤณจะไปทำอะไรมา แต่นั่นมันเกิดขึ้นก่อนที่ผมจะกลับมาเจอตฤณ” วินไม่คิดว่า นี่คือความผิดของตฤณที่ต้องยอมจำนนและรับมันไว้คนเดียว “ลูกวิน นี่ลูกร้ตัวบ้างมั้ย ว่าลูกพูดอะไรออกมา” แม่ของวินพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ทั้งโกรธทั้งผิดหวัง

“คนคนนี้ทำลายครอบครัวของคนอื่นนะ” แม่ของวินพูดด้วยเสียงสั่นเครือ น้ำตาคลอ “คนคนนี้หลับนอนกับผู้ชายอื่นไปทั่ว แถมรู้ทั้งรู้ ว่าผู้ชายเขามีเมียแล้ว ก็ไม่ยอมหยุดความสัมพันธ์ลักกินขโมยกินนั้น ถึงขนาดสะใจที่ทำให้ผัวเขาหย่าเมียจนได้” แม่ของวินมองไปที่ตฤณแบบหัวจรดเท้า

“สกปรก โสโครก หยำฉ่า” แม่ของวินบริภาษใส่ตฤณโดยไม่อ้อมค้อม “เป็นเกย์มันไม่ผิด แต่ผิดที่เธอทำลายชีวิตของคนอื่น บนความกาลีของตัวเธอเอง” ตฤณรู้สึกได้เลยว่าเขากำลังถูกเปลือยตัวตน ต่อหน้าเด็กหนุ่มอย่างวิน เด็กหนุ่มคนนี้ คนที่พยายามกลับมาหาเขาอีกครั้ง แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ จนไม่คิดว่าจะทำได้อีกครั้งในชีวิตก็ตาม

“วินไม่แคร์” เด็กหนุ่มพูดประโยคนั้นออกมาอีกครั้ง “คุณต้องแคร์นะ” ตฤณนั้น แม้จะมีข้อแก้ตัวที่คิดว่าเหมาะสม เมื่อเขานั้น ไม่คิดว่าจะได้เจอกับคนที่จากไปแบบไม่มีวันหวนกลับมาได้อีก เขาจึงเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบไม่สน ว่าใครจะรู้อย่างไร “สิ่งที่ผมทำ ที่ผมเลือกทำมันลงไป ความเหลวแหลกที่ผมไม่ยอมปฏิเสธ” ตฤณนั้นรู้สึกแสบสันดีพิลึก เมื่อมองเห็นแววตาของวินที่ยังคงส่งมาแต่ความเข้าใจให้เขา

“แม่คุณพูดถูกนะ วิน แต่ใครจะนึก” ตฤณแค่นหัวเราะออกมา ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาเบา ๆ “ว่าที่เขาว่ากัน ว่าการกระทำของเรา มีผลตามมาเสมอ มันจะกลับมาตอบแทนผมได้อย่างสาสม” ตฤณบอกกับวินไปแบบจริงใจที่สุด ก่อนจะเห็นนฤเบศ หนุ่มใหญ่เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ไม่ไกล

“วินกลับมาหาตฤณ เพราะวินไม่ต้องการให้มันเป็นแบบเดิมอีก วินต้องการกลับมาแก้ไขสิ่งที่วินเคยทำพลาดมา” เด็กหนุ่มนั้น พูดด้วยหัวใจที่ยังเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกดั้งเดิม “มันก็คงจะง่ายแบบนั้น” ตฤณพูด พยักหน้าเบา ๆ “ถ้าผมไม่สารเลว เล่นชู้กับผัวคนอื่น แล้วยังทำให้เขาต้องเลิกรากัน” ตฤณรู้สึกอับอายไม่น้อย เมื่อต้องสารภาพมันออกมาต่อหน้าวิน แต่บางอย่างมันทำให้เขากลับรู้สึกโล่งใจ เมื่อได้พูดออกไปแบบนั้น

“มันคงง่ายกว่านี้เยอะ เราคงไม่ต้องสนใจหรือแคร์อะไรมากมายนัก ถ้าผมทำอย่างที่คนดี ๆ เขาทำกัน หรืออย่างน้อย ก็ไม่ได้เลวจนยากที่จะให้อภัยแบบนี้ คิดดูสิ พ่อแม่ที่ไหนจะยืดอกแนะนำ เฮ้ นี่ไง คู่รักของลูกชายพวกเรา แต่ว่า เขาเคยเป็นคู่ขา คู่นอน เอากับคนมีเมียแล้วนะ” ตฤณพูดก่อนจะยิ้มออกมา แต่ในใจกำลังถูกกรีดเป็นชิ้น ๆ

“แล้วทำไมต้องเป็นเราสองคน ที่ต้องปล่อยมือจากอีก” วินรู้สึกว่า นี่มันไม่ได้ยุติธรรมเลยสักนิด ตฤณสบตากับวิน ยิ้มน้อย ๆ ให้กับเด็กหนุ่ม ก่อนจะพูดขึ้นว่า “เพราะเราไม่อยากให้คนที่รักเราต้องเสียใจน่ะสิ” วินหันกลับที่พ่อและแม่ของเขา “โธ่เว้ย” ก่อนจะสบถออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ ส่วนตฤณมองไปที่นฤเบศที่ยืนรออยู่เงียบ ๆ

“ไม่ ไม่ มันต้องไม่เป็นแบบนี้” วินตรงเข้าสวมกอดตฤณเอาไว้จนแน่น หยาดน้ำตาที่ตฤณพยายามกักเก็บมันเอาไว้ ไม่ให้มันไหลริน ร่วงเผาะลงมา “เราเจอกันในวันที่สายไป” ความอบอุ่นของอ้อมกอดที่ตฤณได้รับจากวิน ทำให้ตฤณบอกกับตัวเองว่า แค่เพียงเท่านี้ ก็ดีแค่ไหนแล้ว “โอกาสหนึ่งในกี่พันล้าน ที่เราสองคนจะมีโอกาสได้กลับมาเอ่ยคำลากันอีกครั้ง” ตฤณรู้สึกได้ถึงอ้อมกอดที่แน่นขึ้น อ้อมกอดที่แข็งแรงของวิน ว่าครั้งที่แล้ว ทั้งคู่จากกันไปโดยที่ไม่ได้ร่ำลา

****************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=nbJa3bwwTJ0


ฉันแค่เพียงไม่อยากหายใจ

Somehow, I just wish I stopped breathing

ไม่มีเธอจะทำเช่นไร เพื่ออยู่ให้ไหว

Without you, what can I do to go on

ไม่เคยเผื่อใจเอาไว้

Never thought about that before


ทุกวันวันก็ยังเหมือนเดิม

Every day, things are the same

วันเวลาก็ยังหมุนไปไม่เคยหยุดพัก

Date and time, they’re changing endlessly

แม้ใจจะอยากหยุดพัก

Though I do need it to rest


อยากจะพบแค่เพียงได้บอกเธอ

I want to see you just to say this

ขอได้เพียงแค่บอกลา

The goodbye I am willing to

มีทางไหน

Whichever way there is

ก่อนที่เธอ นั้นจะจากไป

Before you are gone


เพราะฉันนั้นยังตั้งตัวไม่ทัน

Out of the blue, I’d say

ตอนเธอไปไม่ได้ลาสักคำ

That’s when you left with no words

กลับมาบอกวิธีฉันก่อน

Come back, please tell me this

เธอไม่ได้สอนให้ฉันอยู่คนเดียว

You didn't teach me how to live alone


เพราะฉันนั้น คิดถึงเธอเหลือเกิน พยายามไม่นึกถึงหน้าเธอ

‘Cause I miss you so and I fail not to see your face

กลับมาบอกวิธีฉันก่อน

Come back once more to tell me the way

มาสอนฉันก่อน วิธีการอยู่คนเดียว

Enlighten me how to be all alone


พยายามจะทำเหมือนเดิม

Trying to make everything exactly the same

ยังคงรอว่าเธอจะกลับมา เธอจะกลับมา

Still waiting that you are, you’re coming back to me


อยากจะพบแค่เพียงได้บอกเธอ

I wish I could see you again

ขอได้เพียงแค่บอกลา

Wish I could say goodbye

มีทางไหน

What way you’d say

ก่อนที่เธอ นั้นจะจาก

Before you’d walk away from me


เวลาที่ดีดีอยากให้มีเธอ

I’d like to share our quality time

อยู่ข้างข้างกันตรงนี้ อยากให้เธอรู้

You’ll be right beside me, I need you to know

แต่ไม่มีเธอ แล้วทำอย่างไร

But without you here, what can I do?

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 213
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๔๔. คิดถึงเรื่องที่ยอม



2566

2023



“เฮ้ย ไอ้ดีน มึงทำไมเล่นได้ไม่ถึงเลยวะ กูว่า มึงเล่นได้อีก ได้มากกว่านี้เยอะ” เสียงบ่นของรุ่นพี่ผู้กำกับละครเวที บ่นอุบเมื่อพระเอกของเรื่อง เข้าฉากแสดงอารมณ์ออกมาอย่างแกน ๆ จนต้องสั่งเทคแล้วเทคอีก เพื่อให้แสดงใหม่ “กูได้เท่านี้จริง ๆ ว่ะ” ดีนพูดตอบกลับไปตามความจริงที่เขารู้สึก และมันคือสิ่งที่เขารู้สึกได้แบบไม่ต้องเสแสร้ง

“กูไม่อิน” ดีนพูดกลับไปอีก “กูไม่อินเลยสักนิด” ผู้กำกับดึงตัวของดีนให้หลบมาคุยกันเป็นการส่วนตัว หลังจากที่ดีนพูดออกมาแบบนั้น เพื่อให้ห่างจากทีมงานที่ยืนอยู่ตรงนั้น “พูดอะไรอย่างนั้นวะดีน ไอ้เวร มึงเป็นนักแสดงนะ มึงต้องเสแสร้งให้ได้ ต้องจำลองว่ามึงคือตัวละครนี้ มึงต้องเข้าถึงบท มึงต้องทำให้ได้” ก็ไม่ใช่ว่าดีนจะไม่เข้าใจกับสิ่งที่รุ่นพี่ผู้กำกับพูดออกมา

“ไอ้เหี้ย งานส่วนรวม” ดีนถอนหายใจออกมา เมื่อเขาก็รู้ดี ว่านี่มันไม่ใช่เรื่องที่จะเอาเรื่องส่วนตัวมาปะปนด้วย “นี่มันหน้าที่ของมึง” ดีนฟังเพื่อนที่เป็นผู้กำกับละครเวทีพูด เขาเดินกลับไปกลับมา สายตาก็มองไปที่ประตูทางออกจากหอประชุมใหญ่แห่งนี้ “เออ กูแม่งเหี้ยเองแหละ ไม่มีความรับผิดชอบ แต่มึงไม่มาเป็นกู มึงไม่รู้หรอก มึงต้องมาลองเป็นกูดูสักครั้ง” พูดจบดีนก็ผลุนผลันเดินไปที่ประตู

“จะไปไหนไม่ทราบ ไอ้เพื่อนรัก” ก่อนที่ดีนจะกระชากประตูให้เปิดออก เพื่อนสนิทของดีนก็เปิดประตูเยี่ยมน้าเข้ามาเสียก่อน “กูเล่นไม่ได้ กูว่าจะกลับบ้านแล้ว” ดีนพูดห้วน ๆ รู้สึกเซ็งอย่างบอกไม่ถูก ยังไม่อยากถูกสัมภาษณ์อะไรตอนนี้ทั้งนั้น “ช้าก่อน เย็นไว้โยม” เพื่อนสนิทของดีนห้ามปรามเพื่อน รุ่นพี่ผู้กำกับเดินเข้ามาสมทบ

“อะไรกันวะ” แม้แต่รุ่นพี่ผู้กำกับก็สงสยกว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อแววตาและสีหน้าของเพื่อนรักแสดงท่าทีมีพิรุธ “จะมีใครสักคนไหมวะ สักคนบนโลกนี้ที่จะสามารถพูดให้ไอ้ดีน พชรดล คนหล่อคนนี้ ให้สามารถตั้งสติ และใช้ความสามารถสวมบทบาทพระเอกละครเวที ที่เป็นหน้าเป็นตาของมหาวิทยาลัยเราให้ออกมาอย่างดีที่สุด” ดีนนั้นเอือมที่ต้องมาฟังอะไรแบบนี้

“อย่างเช่น” แต่ก่อนที่ดีนจะพูดอะไรออกไป เพื่อนรักของเขาก็ขยับเลื่อนตัวไปด้านข้าง เผยให้เห็นใครคนหนึ่งที่ยืนรออยู่ตรงด้านหลัง “ปัน” ดีนเรียกชื่อของอีกฝ่ายออกมา “เทปปัน มาได้ยังไง มาหาดีนหรือ” และก็แค่นั้น เพียงเท่านั้นจริง ๆ “โอ้โห พลังอำนาจเกินต้านทานจริง ๆ ว่ะ ไอ้เหี้ยดีนน้ำเสียงอ่อนหวานขึ้นมาได้ทันที” รุ่นพี่ผู้กำกับอดไม่ได้ที่จะต้องค่อนขอดเพื่อน เพราะเห็นท่าทีของดีนเปลี่ยนไปอย่างกับคนละคน จากที่ดูหงุดหงิดไม่สบอารมณ์มาตลอดวัน

“อย่าทำให้คนอื่นเขาเสียงาน” เทปปันตั้งใจจะมาช่วยพูดให้ดีนตั้งใจแสดง หลังจากที่อาจารย์ที่ปรึกษาการแสดง โทรหาเขาเพื่อขอความช่วยเหลือ “ดีนรู้ครับ” รุ่นพี่ผู้กำกับได้ยินดีนพูดจาไพเราะ ทำให้รู้สึกอยากจะขย้อน เพราะมันผิดวิสัย ผิดไปจากตัวตนดีนเวลาอยู่กับคนอื่นเป็นอย่างมาก แต่พอมาเป็นเทปปัน “ไอ้ปันแม่ง เหมือนเสกได้” รุ่นพี่ผู้กำกับต้องยอมซูฮกจริง ๆ เรื่องนี้

“ตั้งใจจะมาพูดแค่นี้แหละ พยายามเข้า” เทปปันนั้น ก็คิดว่า ตัวเองก็คงช่วยอะไรได้ไม่มาก เพราะมันต้องขึ้นอยู่กับตัวของดีนเป็นหลัก “ปันอย่าเพิ่งกลับสิ รอดีนก่อน เนี่ย ซ้อมอีกแป๊บเดียวก็จะเสร็จแล้ว เดี๋ยวดีนขับรถไปส่งที่คอนโด” ดีนพูดเร็วปรื๋อ ยังไม่ยอมให้เทปปันขอตัวกลับ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายต้องการจะทำเช่นนั้น

“อ้าว เร็วสิวะ รีบซ้อม จริงจังหน่อย” ดีนเดินนำกลับเข้าไปในเซ็ท เรียกให้นักแสดงคนอื่น ๆ มาเข้าฉาก เทปปันทำท่าอึกอัก ๆ จะกลับก็ไม่ได้ เพราะรับปากอาจารย์มาแล้ว เพื่อนสนิทของดีนหัวเราะออกมาเบา ๆ ก็ไม่คิดเหมือนกัน ว่าดีนมันจะยอมง่ายดายขนาดนั้น ไม่ต้องให้เทปปันต้องพูดหว่านล้อมอะไรให้เยอะจนมากความ

“ถ้าแอบกลับก่อน เดี๋ยวมันก็กลับมาคลั่งอีกหรอก” เพื่อนสนิทของดีน กระซิบกับเทปปัน ก่อนจะเดินกึ่งนำให้เทปปันเดินตามไปหาที่นั่งรอ อยู่ดูดีนเข้าฉากซ้อมละครเวทีให้เสร็จเสียก่อน อีกอย่าง ตัวเองก็รับปากตอบรับคำอาจารย์ที่ปรึกษาการแสดงไปแล้วอย่างดิบดี ว่าจะพูดให้ จนดีนนั้นกลับมาตั้งใจเหมือนเดิม อย่างตอนที่เทปปันยังร่วมแสดงอยู่ด้วย

“ดีมากทุกคน วันจริงให้ได้แบบนี้ ไอ้ดีน เยี่ยมเลยมึง แบบนี้เลย เอาแบบนี้ กูชอบมาก” รุ่นพี่ผู้กำกับกล่าวชมนักแสดงร่วมฉากทุกคน ที่ทำให้ฉากใหญ่ฉากนี้ออกมาได้อย่างเรียกได้ว่า เกือบจะสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว เหลือที่ต้องปรับแต่งอะไรอีกนิดหน่อย และเมื่อไฟ ฉาก และนักแสดงพร้อมเข้าที่เข้าทาง มันจะต้องออกมาอย่างดีแน่นอน

“ดีนแล่นดีมั้ย ปันได้ดูดีนเล่นมั้ย มีตรงไหนที่ปันอยากคอมเม้นท์มั้ย” เทปปันส่ายหน้า ไม่ได้ต้องการจะติอะไรตรงไหน แม้ว่าในใจคิดว่าดีนน่าจะปรับแต่งอะไรอีกนิด เทียบจากตอนที่ซ้อมฉากนี้ด้วยกัน “กลับก่อนนะ” เทปปันรีบบอกออกไป ก่อนจะรีบเดินไปที่ทางออก “เฮ้ยพวกมึ กูกลับแล้ว ไว้เจอกัน” ดีนรีบวิ่งตามอีกฝ่ายไป ไม่รอคำตอบจากเพื่อนแต่อย่างใด

“ไอ้ปันมันทำได้ยังไงวะ แม่ง แมจิคฉิบ” รุ่นพี่ผู้กำกับที่มองตามเทปปันและดีนจนทั้งคู่เดินออกจากหอประชุมไป กล่าวขึ้นอย่างทึ่งในความรู้สึก เพื่อนรักคนสนิทของดีนยิ้มมุมปาก ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ใครบางคนก็เจอกันด้วยพรหมที่ลิขิตเอาไว้แล้ว” และนั่นพูดจากสิ่งที่ได้รับรู้มาจากดีน “คนสองคน บางทีก็ดิ้นรนเพื่อกลับมาตามหากันจนเจอ” รุ่นพี่ผู้กำกับยกมือขึ้นเกาหัวแกรก ๆ เพราะไม่เข้าใจสักเท่าไหร่ ก่อนจะชวนเพื่อนและทีมงานไปหาเหล้ากระดกลงคอกันสักหน่อย

“ก็ถ้าไม่ขึ้นรถ ก็ถือว่ากลัว” ดีนพูด เมื่อเทปปันปฏิเสธที่จะขึ้นรถไปกับเขา “ปันกลัว ถูกมั้ย” เทปปันหันกลับมามองทางดีนที่ยืนรออยู่ที่รถ “มันไม่มีอะไรที่จะต้องกลัว” เทปปันหลุดปากพูดตอบกลับอีกฝ่ายมา “งั้นก็ขึ้นรถ” ดีนพูดพลางยิ้มน้อย ๆ เทปปันเห็นแบบนั้น ก็ไม่รู้ทำไมถึงต้องรีบเสมองไปทางอื่น หลบสายตาจากรอยยิ้มบ้า ๆ นั่นของดีน ก่อนจะเข้าไปนั่งในรถ ดีนยิ้มกว้างก่อนจะทำอย่างเดียวกัน

“นั่งรถพอเพลิน ๆ เดี๋ยวก็ถึงบ้านแล้วนะครับ” ดีนพูดก่อนจะค่อย ๆ ออกรถเข้าสู่กระแสการจราจรของค่ำวันศุกร์ที่คับคั่ง ซึ่งรถรานั้นแน่นขนัดไปหมด มันใช้เวลาอยู่ไม่น้อย เพราะดีนก็ต้องค่อย ๆ ปล่อยรถให้เคลื่อนตัวไปตามจังหวะไฟจราจร “ทำไมรถติดจังวันนี้” เทปปันพึมพำบ่นออกมาเบา ๆ ดีนที่ได้ยินแบบนั้นก็ทำชวนคุยนั่นคุยนี่ เพื่อให้เทปปันคลายความเบื่อ แต่กลายเป็นว่าเทปปันกลับนั่งนิ่งใส่เขาหลังจากนั้น ทำเป็นไม่หือไม่อืออะไร

“โอ้โห ดูนั่นสิ คนญี่ปุ่นมาเที่ยวกันกลุ่มใหญ่เลย คอนนิจิวะ” ดีนแกล้งตะโกนออกไปเสียงดัง “คมบังวะ” ได้ผล “พระอาทิตย์ตกดินแล้ว” เทปปันกล่าวแก้ไขคำพูดที่ถูกต้องให้กับดีน ที่ตอนนี้พยายามซ่อนรอยยิ้มบนใบหน้าเอาไว้อย่างที่สุด รอยยิ้มแห่งความดีใจ “อ้อ คมบังวะหรอกหรือ คมบังวะ” ดีนตะโกนออกไปตบท้าย ก่อนที่จะเคลื่อนรถตามคันข้างหน้า ไกลออกจากหน้าร้านอาหารญี่ปุ่นริมถนนใหญ่นั้นไป

“ดีใจนะ ที่ปันมาหาดีน” เมื่อเห็นว่าวิธีของตนได้ผล ที่หลอกล่อให้เทปปันพูดด้วยได้ แถมยังได้ขับรถไปส่งอีกฝ่ายที่คอนโดได้ ดีนก็ไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดลอยไป “วันก่อนดีนไปล้างห้องน้ำที่วัดมาอีกรอบนะ” ดีนพูดพลางหันไปสบตากับเทปปันที่หันมามองทางเขาเช่นกัน “คุณป้าคนดูแลที่วัดบอกแล้ว” เทปปันตอบกลับดีนไป รับรู้ว่าดีนไปช่วยที่วัดมาเช่นกัน

“แต่ดีนไม่ได้ไปกวนแม่ชีนะ แค่ไปกราบสวัสดีท่านเฉย ๆ ไปบอกแค่ว่า ดีนมาช่วยล้างห้องน้ำ” ดีนเลี้ยงโมเมนตัมการสนทนาระหว่างกันเอาไว้ “ปันจดเอาไว้ให้ดีนด้วยนะ” ดีนบอกอีฝ่าย ก่อนจะขยับรถไปด้านหน้าตามจังหวะการเลื่อนไหล “จดอะไร” เทปปันขมวดคิ้วสงสัยว่า ดีนจะให้เขาจดเรื่องอะไรกัน

“คะแนนไง คะแนนของดีน เพิ่มหนึ่งแต้ม เข้าไว้ในหัวใจของปัน” เทปปันถึงกับประหลาดใจที่ได้ยินดีนพูดแบบนั้น อีกอย่าง อะไรกัน ทำไมหัวใจของเต้นตึกตักขึ้นมาเสียอย่างนั้น ก็เคยถามตัวเองมาแล้วไม่ใช่หรือ เทปปันรีเชคกับตัวเองในใจ เราไม่ได้คิดอะไรกับรุ่นพี่คนนี้เสียหน่อย เขาจะพูดจาเกี้ยวพาราสีอะไร มันก็ต้องไม่มีความหมายอะไรเลยสักนิด ดีนเห็นอาการอึกอักไปไม่เป็นของเทปปัน ก็ใจชื้น จากการค่อย ๆ รู้จักกันและกันมากขึ้น ว่านี่คืออาการปฏิเสธความจริงของเจ้าตัว

'ก็อยากทำดีให้เธอเห็น ก็อยากคือความจำเป็นของเธอ' เสียงเพลงจากวิทยุดังเบา ๆ คลอออกมา ทั้งสองหนุ่มที่บังเอิญหันมาสบตากันเข้าพอดี ต่างก็ไม่รู้จะวางหน้ายังไง ไปกับอาการตอบสนองกับความหมายที่เนื้อร้องว่าเอาไว้ ดีนทำเป็นร้องคลอตามไปด้วย แกล้งถามเทปปันว่า เพลงนี้ท่อนต่อไปร้องว่ายังไง ก่อนจะหัวเราะชอบใจ เมื่อเทปปันตอบกลับมาว่า 'ไม่รู้'

“ใจจริง ดีนอยากชวนปันกินข้าวเย็นด้วยกัน” ดีนบอกกับอีกฝ่าย เมื่อขับรถมาได้สักพัก และใกล้ที่จะถึงคอนโดที่พักของเทปปัน “แต่ว่า” ดีนพูดทิ้งท้ายเอาไว้แบบนั้น เมื่อกำลังหมุนพวงมาลัยรถขับผ่านทางเข้าของคอนโดไปด้านใน เทปปันมองไปที่ดีน รอให้ดีนพูดให้จบจากที่ค้างเอาไว้เช่นกัน

“แต่ว่า” ดีนพูดต่อเมื่อจอดรถที่หน้าประตูอาคารคอนโดที่เทปปันอาศัยอยู่ “แม่ยังไม่ยอมยกเลิกเคอร์ฟิวให้ดีนเลย เรื่องที่ดีนทำตัวไม่ดี” ดีนจบประโยคของตัวเองในที่สุด เทปปันทำเป็นแค่ฟังที่ดีนพูดเฉย ๆ ทั้ง ๆ ที่รู้ดีว่า ดีนพยายามจะพูดขอโทษเขาอีกครั้ง “ช่วยไม่ได้ ทำตัวเอง” เทปปันพูดจบ ก็เปิดประตูลงจากรถ แล้วเดินเข้าตึกไป

“หันมา หันมาปัน หันมามองดีน” ดีนมองตามอีกฝ่ายไป อยากให้ปันหันกลับมามองเขา “อย่าหันกลับไป อย่าหันกลับไปมองเชียวนะ” เทปปันที่กำลังเดินไปที่ลิฟต์ออกคำสั่งกับตัวเอง ว่าห้ามเด็ดขาด ห้ามหันกลับไปมองดีน ต้องรีบเดินเข้าลิฟต์ไปเลย บอกตัวเองเสร็จสรรพดังนั้น เทปปันก็เหลียวหันกลับไปมองที่ประตูทางเข้าตึก โดยที่ปรากฏแก่สายตา คือรถของดีนไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว ไม่ได้จอดอยู่ตรงที่เดิมตอนที่ดีนจอดรถส่งเขา

“ดีน” เทปปันเรียกชื่อดีนออกมาอย่างตกใจ "จริง ๆ เลย" เพราะยังไม่ทันที่เทปปันจะได้ทำอะไรต่อ จะรู้สึกผิดหวังหรือไม่อย่างไร เมื่อไม่เห็นรถของดีนจอดรออยู่ตรงนั้นแล้ว อยู่ ๆ ดีนก็ถอยรถอย่างเร็วกลับมาจอดที่เดิม โดยที่เจ้าตัวยิ้มกว้างออกมาด้วยความดีใจอย่างที่สุด ที่เทปปันหันกลับมามองเขาจริง ๆ กับแผนที่คิดขึ้นมาปัจจุบันเดี๋ยวนั้น ด้วยว่าเทปปันเก้ ๆ กัง ๆ จะหันกลับเดินเข้าลิฟต์ หรือจะเดินกลับไปที่รถเพื่อด่าดีนให้สาแก่ใจดี ก็ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะอย่างไรดี เมื่อถูกอีกฝ่ายที่ตอนนี้มองมาด้วยรอยยิ้มชอบใจ จับได้ว่า หันกลับมาลอบมองกันแบบนี้

“โอ๊ย หมดกัน” เทปปันได้แต่บ่นตัวเอง ก่อนจะรีบก้มหน้างุด ๆ เดินเข้าลิฟต์ไป เพราะเสียรู้กับวิธีเอาล่อเอาเถิดของดีน ที่ตอนนี้ หัวเราะร่า ชอบอกชอบใจไม่ใช่แค่เพียงจับโกหกเทปปันได้เท่านั้น แต่ดีนดีใจและมั่นใจว่า ความในใจจริง ๆ ของเทปปัน นั้นก็แสดงออกมาจากท่าทีไม่ยินดียินร้าย ทำหมางเมิน ทำเป็นไม่สนใจใส่ใจดีนไปอย่างนั้นเอง

**************************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษโดย Jay J

https://www.youtube.com/watch? v=MFnKm6aB938


ดูดูเธอไม่เคยจะเข้าตา

You never got my attention

เป็นคนธรรมดาที่ทักทาย

Just someone I said Hi to

ก็ไม่ได้รู้สึกดี กว่าใครคนไหน

No such thing’s romantically involved

(Why do you always cross my mind?)


ไม่ได้มีอะไรที่คล้ายกัน

Nothing we have in common

ไม่ได้ทำอะไรประทับใจ

Not even first impression

แต่ก็ไม่รู้ทำไมยังต้องได้เจอ

But we keep running into each other


เธอกับฉันเปรียบ เหมือนดวงดาวที่ห่างไกล

You and I, we stand on planets across the universe

ให้หมุนยังไงไปคนละทาง ก็วนมาเจอทุกที

We circle in an opposite directions yet find our ways to cross path

(I don't know why)


ยิ่งเผลอเท่าไรยิ่งผูกพัน

Without notice, we are bonding

ยิ่งเหมือนนานวันหัวใจก็ยิ่งสั่นสั่น

The longer we’re here, the more heart trembling


อยู่ดีดีใจมันก็คิดถึงเธอ (Is it you?)

Now all I’m thinking is you

ไม่ได้เจอทำไมมันเริ่มไหวหวั่น (You)

Why I’m feeling blue when you’re not around

จากที่ฉันไม่คิดอะไร

I thought I’d never fall for you

กลับกลายเป็นห้ามใจไว้ไม่อยู่

Now I do, I do think of you dearly

จะรักให้รู้ไปเลยดีไหม (Is it you?)

Am I supposed to give myself a chance to love?

ปฏิเสธใจตัวเองไม่ได้จริงจริง

Can’t really deny this feelings of mine


นานนานไปก็ดูจะเข้ากัน

The more we see, the better we get along

นานนานวันก็ดูจะชัดเจน

Now it seems so crystal clear

และก็เป็นเธอนั้นที่ใจยอมแพ้

And that’s me who have now given up to you

(Have I ever crossed your mind?)


กลายเป็นมีอะไรที่เหมือนกัน

We see things eye to eye

เธอเติมเต็มให้วันของฉันงดงามกว่าเก่า

You’ve filled up those gaps and my days are prettier

เข้ามาลบความเหงา ที่ฉันเคยมี

You chased my loneliness to go away

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 213
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๔๕. คิดถึงที่ยังรอ



2537

1994



“กั้ง แกอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว” กั้งที่กำลังง่วนอยู่กับการทำความสะอาดชั้นวางแก้วบนผนังด้านหลังบาร์ ชะงักมือในทันที “อ้าว เจ้หวี นี่หนูทำอะไรให้เจ้ไม่พอใจหรือเปล่า ทำไมเจ้พูดแบบนั้นล่ะ” กั้งสบตากับเจ้าของบาร์เหล้าที่ได้ยื่นมือช่วยเขาไว้มาหลายต่อหลายครั้ง นับเป็นหนี้บุญคุณที่กั้งไม่มีวันลืมมันไปได้

“แกทำให้ฉันนึกถึงใครบางคน ฉันคิดถึงเขาวนเวียนมาเป็นสัปดาห์แล้ว” เจ้หวีพูดกลับมา “แกต้องไปจจากที่นี่ซะ ตั้งแต่ยังมีโอกาส” เจ้หวีบอกกับกั้งในสิ่งที่ตัวเองคิดเอาไว้ดีแล้ว “นี่เจ้เกลียดหนูหรือ” กั้งถามออกไป ด้วยใจที่กลัวเหมือนกัน ว่าคำตอบจากปากเจ้หวีที่จะตอบเขากลับมา คือคำว่าใช่

“แกอย่าบ้าน่า ฉันไม่เคยคิดเกลียดแกเลย” คำถามของกั้งนั้น กั้งเองก็รู้แหละ ว่าเจ้แกจะมาเกลียดขำได้ยังไง ในเมื่อตลอดเวลาที่ได้รู้จักกัน ตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน เจ้หวีมีแต่น้ำใจมอบให้เท่านั้น รวมถึงความรักความอาทรที่คนแปลกหน้า ไม่ต้องมอบให้กับก็ได้ แต่เจ้หวีก็ไม่รีรอลังเลที่จะทำให้

“เชื่อเจ้แกเถอะ กั้ง” แฟนเจ้หวีที่ปกติไม่ค่อยพูดอะไรเยอะ บอกกับกั้งไป เจ้หวีกับแฟนมองหน้ากัน ต่างรู้ดีถึงเหตุผลว่าทำไม เจ้หวีถึงต้องบอกกั้งให้ออกไปจากที่นี่เสีย “เอาเป็นว่า ฉันไม่ได้เกลียดแก กั้ง แถมฉันยังหวังดีกับแกเสียด้วยซ้ำ ฉันถึงพูดแบบนี้” เจ้หวีดูก็รู้ว่าแกเองก็หนักใจ และดูเสียใจที่จะต้องบอกให้กั้งจากไป

“ฉันใจคอไม่ดี เมื่อคิดถึงเรื่องที่เคยเกิดขึ้น” เจ้หวียังจำสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อปีก่อนได้ดี “ฉันจะให้เงินติดตัวแกไปก้อนหนึ่ง ขาดเหลืออะไรแกก็ติดต่อกลับมา ไม่ใช่ว่าจากกันแล้ว จะตัดขาดกันเลย” เจ้หวีที่เดินเข้ามาหากั้งพูดด้วยน้ำเสียงปลอบโยน “แกไม่ใช่ แต่ก็เหมือนฉันเบ่งแกออกมาเอง” เจ้แกใช้มือลูบหน้าลูบตากั้งด้วยความปรานี

“แล้วเจ้หวีจะให้หนูไปอยู่ที่ไหน” เสียงของกั้งสั่นเครือ ไม่อยากจากเจ้หวีไปไหน ไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร จะเลือกจะทำอะไรอย่างไรต่อไป “งั้นกั้งก็ไปอยู่กับผม” เสียงพูดดังขึ้นมาจากประตูหน้าร้าน ทั้งสามคนหันไปมองที่ตรงนั้น ทิวยกมือไหว้เจ้หวีและแฟนของเจ้ “ผมจะอยู่กับกั้งเอง เจ้หวีไม่ต้องห่วงนะครับ” ทิวพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงฟังดูกระตือรือร้น

“พูดอะไรเนี่ย แล้วใครให้เข้ามา” กั้งฉุนเฉียวใส่ทิว “จากครั้งที่แล้ว ก็ว่าไล่ไปแล้วนะ ยังจะพูดจาไม่รู้เรื่องอีกหรือไง” กั้งพูดยาว แต่ครั้งนี้ดูทิวจะไม่หน้าเสีย ถอดใจอย่างเคย “จะว่าอะไรทิวก็ว่าไป ทิวพูดจริง ๆ นะ เราไปอยู่ด้วยกัน” ทิวเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้ากั้ง “ไปอยู่ที่ไหนก็ได้ ที่เราจะได้อยู่ด้วยกัน ไม่มีใครแยกเราจากกันได้อีก” ทิวพูดด้วยลักษณะท่าทางที่ตรึกตรองมาแล้วเป็นอย่างดี

“พูดอะไรออกมาเนี่ย รู้ตัวบ้างมั้ย อย่ามาพูดอะไรเหมือนเป็นเรื่องเล่น ๆ ไปซะหมด” กั้งว่าทิวเข้าให้ เหตุเพราะในใจนึกกลัว หากว่านี่เป็นเพียง แค่การให้ความหวังกันลม ๆ แล้ง ๆ อย่างที่เคยเกิดขึ้น กั้งไม่เหลือหัวใจให้ทิวหลอกให้เจ็บช้ำอีกแล้ว “เจ้กับเฮียยังทำได้” ทิวหันไปมองคู่รักเพศเดียวกัน ที่ฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคกันมาแล้วสารพัด

“ทิวกับกั้ง เรามาเริ่มใหม่กันอีกครั้ง สร้างทุกอย่างด้วยกัน ไม่ต้องไปสนว่าใครจะคิดยังไง แคร์แค่ว่า เราสองคนรู้สึกยังไง รับรู้กันแค่เราก็พอ” ความจริงใจสัมผัสได้อย่างชัดเจนจากคำพูดของทิว “มันจะเป็นไปได้ยังไงกันล่ะ” กั้งโยนผ้าเช็ดของในมือลงบนบาร์ ก่อนจะผลุนผลันเดินหลบเข้าไปที่ด้านหลังร้าน เจ้หวีบอกทิวรีบเดินตามคนปากแข็งอย่างกั้งเข้าไปคุยกันให้รู้เรื่อง

“กั้ง” ทิวเรียกชื่ออีกฝ่าย ที่ทำเป็นไม่ได้ยิน ยืนเด็ดผักที่จะใช้เตรียมทำอาหารให้กับลูกค้าบาร์ค่ำนี้ ทิวยิ้มนิด ๆ เมื่อรู้ดีว่า นี่คืออาการงอนของแฟน ที่ไม่ใช่อาการโกรธ ซึ่งถ้าเป็นอย่างหลัง กั้งแทบจะไม่อยากมองหน้าทิวด้วยซ้ำ “กั้ง” ทิวเรียกชื่ออีกฝ่ายอีกครั้ง ก่อนไปยืนอยู่ข้าง ๆ ช่วยเด็กผักที่อยู่ในกะละมังนั้น

“ที่บ้านทิวรู้แล้วนะ” ทิวพูดขึ้น “ว่าทิวเป็นเกย์ ว่าทิวชอบผู้ชายด้วยกัน” กั้งได้ยินทิวพูดแบบนั้น ก็หยุดมือที่เด็ดผักนั้นนิดหนึ่ง ก่อนจะเริ่มเด็ดมันต่อ “คราวที่แล้ว ที่ทิวมาหากั้ง พอกลับไปทิวก็ไปบอกกับพ่อและแม่” กั้งเองก็รู้ดี ว่ามันเป็นเรื่องยากมากสำหรับทิว “บ้านแทบแตก” ทิวพูดกลั้วหัวเราะ มือก็ไม่หยุดช่วยกั้งเด็ดผัก กั้งจับมือของทิวเอาไว้ให้หยุด

“โอเคหรือเปล่าเนี่ย” ต่อให้กั้งได้ยินทิวหัวเราะออกมา แต่เมื่อถามออกไปและได้สบตากับทิว ก็รู้ว่าอีกฝ่ายนั้นต้องผ่านความสาหัสทางความรู้สึกมาอย่างแน่นอน ทิวพยักหน้าแทนคำตอบ ก่อนจะหันหลังพิงขอบโต๊ะตรงหน้า “ทิวพูดไปหมดทุกอย่าง” เด็กหนุ่มตอบคนคนเดียวที่เขาคิดว่าเป็นแฟนอย่างกั้ง

“ทิวสารภาพไป ว่ามีอะไรกับผู้หญิงคนนั้น เพราะคิดว่ามันจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้” การเปลี่ยนแปลงที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ไม่มีต้นแบบที่ดีหรือคำแนะแนวแนะนำใด ๆ คิดเอาว่า หากมีอะไรกับผู้หญิงแล้ว ไอ้ความรู้สึกพึงใจอยากหลับนอนกับผู้ชายด้วยกันจะหายไปเป็นปลิดทิ้ง สามารถกลับมาเป็นผู้ชายที่สามารถเพียงเสพสังวาสกับสตรีเพศเท่านั้น

“พ่อกับแม่ด่าว่าทิวยกใหญ่ ดีนะที่พวกเขาไม่ได้ลงมือลงไม้อะไรกับทิว แต่ก็โหย โดนด่าเละเทะเลย” ทิวพูดออกมา ยิ้ม โคลงหัวไปมา ทำราวกับว่าตอนนี้มันกลายเป็นเรื่องตลกไปเสียแล้ว จากเรื่องที่ทำให้ต้องรู้สึกแย่เหลือเกิน “เกิดมาก็เพิ่งเคยเห็นพ่อกับแม่ที่เกรี้ยวกราดใส่ทิว ทำกับทิวยังกับไม่ใช่ลูก” คงเป็นความเสียใจที่เต้นระริกอยู่ในแววตาของเด็กหนุ่มอย่างทิว ที่กั้งได้มองเห็น

“ทั้ง ๆ ที่ทิวแค่บอกถึงตัวตนของทิว กับสิ่งที่ทิวเป็น” แค่นั้นจริง ๆ นั่นคือสิ่งที่กั้งเองก็ไม่แตกต่างจากทิว และนั่นคือการได้เป็นตัวของตัวเอง ได้บอกกับใครต่อใครได้อย่างไม่ต้องปิดบัง ถึงสิ่งที่เป็น แต่ว่ากับสิ่งที่ต้องแลกเพื่อให้ได้มันมา มันมีราคาที่แพงระยับ และนั่นอาจจะแพงถึงการต้องหนีหาย ตัดขาดจากครอบครัวของตัวเองที่อยู่ด้วยกันมาแตกอ้อนแต่ออก

“อืม” กั้งทำเสียงในลำคอเบา ๆ ก่อนจะใช้ไหล่ชนเบา ๆ เข้าที่ไหล่ของทิว เป็นเชิงว่ากับสิ่งที่ทิวว่ามานั้น กั้งเข้าใจมันเป็นอย่างดี “บอกไปแล้วมันก็โล่งใจดี ไม่ต้องมีอะไรเก็บซ่อนปิดบังอีกต่อไป” กั้งพูดสบตากับทิวตรง ๆ ประกายตาของกั้งหมายความอย่างที่พูดจริง ๆ ทิวยิ้มออกมา พยักหน้าเห็นด้วยกับคนที่อยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้

“ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมารู้ ความลับไม่มีอีกต่อไป ก็ไม่ต้องกังวลให้เหนื่อยใจ” ทิวเองก็เพิ่งจะเข้าใจคำพูดของกั้งอย่างถ่องแท้ก็วันนี้ กับเพื่อนที่แซวเรื่องที่เขาชอบกั้ง มันก็ยังเป็นเพื่อนกันทั้งนั้น แต่กับคนอื่นที่อยู่ในสังคม ที่ไม่แม้แต่จะเสียเวลาทำความรู้จักตัวตนกัน หากว่ามันยังเป็นความลับอยู่อย่างนั้น สักวันก็คงจะมีคนเอามันมาหาผลประโยชน์จากเขาทั้งสองคน เมื่อเห็นว่า ทั้งคู่ไม่กล้าที่จะบอกออกไปตรง ๆ ว่าเป็นอะไรกัน

“ที่ทิวเคยพูดไว้ คราวที่แล้ว เรื่องชื่อบนการ์ดแต่งงานน่ะ” ทิวยื่นหน้าเข้าไปใกล้กับกั้ง ที่ตอนนี้รู้สึกร้อนผ่าววูบวาบขึ้นมาบนใบหน้าอย่างทันทีทันใด ที่ได้ยินทิวเกริ่นนำมาแบบนั้น “ก็มีได้ชื่อเดียวคือชื่อกั้งแล้วนะ ชื่อจริงสั้น ๆ อย่างกับชื่อเล่น ไม่กินเนื้อที่บนการ์ดดี เหลือเอาไว้ให้ทิวบรรยายความน่ารักของเมียได้เยอะเลย” ทิวพูดออกไปยาวเหยียด กั้งตีเข้าให้ที่ต้นแขน

“พอเลย พูดเรื่อยเปื่อย” กั้งดุทิวเข้าให้ “ใครจะให้ทำแบบนั้น เป็นอย่างนั้นจริง ทิวไม่ได้เป็นคนตัดสินใจหรอกว่าการ์ดจริงมันจะออกมาเป็นยังไงน่ะ” ทิวทำหน้าเหวอ ไม่เชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน “นี่ขนาดยังไม่แต่งนะ” กั้งเผลอหัวเราะออกมาเสียงใส ก่อนจะรีบหุบยิ้มนั้น เมื่อเห็นแววตาของทิวที่มองมาอย่างเอ็นดู

“ใครจะกล้าบอกพ่อแม่ตัวเอง ว่าจะแต่งงานกับตุ๊ดกับกะเทย” กั้งหลุดพูดออกไป หัวเราะชอบใจกับสิ่งที่ตัวเองพูด แต่ทิวไม่ได้หัวเราะไปกับกั้งด้วย เห็นอีกฝ่ายดูนิ่งเงียบลง กั้งก็รู้ตัวว่า ตัวเองปากเสียอีกครั้งอีกคราแล้ว “ก็คงจะเป็นทิวคนแรกล่ะมั้ง” กั้งขมวดคิ้วที่ได้ยินทิวพูดแบบนั้นออกมา

“ทิวบอกที่บ้านไปแล้ว ว่าทิวมีอะไรกับกั้งแล้ว หลายรอบแล้ว” กั้งเม้มปากจนเกือบจะเป็นเส้นตรงกับสิ่งที่ได้ยินจากปากของทิว “แจกันเลยลอยเฉียดหัวทิวไปนิดเดียว” ทิวทำท่าประกอบเมื่อพ่อของเขาเขวี้ยงแจกันที่อยู่ใกล้ตัว ลอยเลยหัวเขาไปเพียงไม่เท่าไหร่ จากความโกรธที่ลูกชายตน บรรยายลักษณะการร่วมรักกับแฟนผู้ชายของตนให้ฟัง เพราะต้องการให้พ่อกับแม่หยุดฟังและยอมรับว่า ทิวเป็นรักร่วมเพศที่การมีอะไรกับผู้หญิงได้ลง เป็นสิ่งที่เขานั้นฝืนทำ และเขารู้สึกขยะแขยงมันอย่างที่สุด แต่กับเรือนร่างผู้ชายที่มาสอดรับให้เขาได้เสพสม มันคือความสุขทางเพศ ทางกาย ทางใจอย่างแท้จริง

“ขอโทษนะ ที่เอาไปใช้กับของผู้หญิง ไม่ได้อยากทำ ด้วยความสัตย์จริง” ทิวบอกกับกั้งออกไปตามตรง อยากให้กั้งยกโทษให้ “เอาน้ำล้างอีกกี่ทีถึงจะหมด” กั้งไม่รู้ว่าจะว่าทิวออกไปยังไงดี “งั้นกั้งก็ล้างให้ทิวทีสิ” ทิวทำพูดกึ่งเล่นแต่เอาจริง ที่ขยับแก่นกลางลำตัวเข้าหาอีกฝ่าย “อย่ามาทำเป็นปากดี” กั้งว่าเข้าให้ ก่อนที่ทั้งสองคนจะหัวเราะออกมาพร้อมกัน

“เราไปหาที่ที่ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครแคร์ว่าเรารักกัน อยู่ด้วยกันไปจนแก่จนเฒ่า” ทิวบอกกับกั้ง เมื่อทั้งสองหยุดหัวเราะ “มันจะมีที่ไหนกันที่เป็นแบบนั้น บนโลกใบนี้” กั้งถามออกไป แม้ว่าจะรู้ว่าทิวจริงจัง แต่นั่นมันคือสิ่งที่จะไปหาได้จากที่ไหน “มันต้องมีสักที่ ที่เราจะอยู่กันไป ใช้ชีวิตของเรากันไป โดยไม่มีใครตั้งคำถามให้เราต้องตอบ” ทิวหมายความตามที่พูดออกมา ใช้เจ้หวีกับเฮียเป็นต้นแบบ แล้วหาทางปรับให้มันเป็นเราสองคนในที่สุด” ทิวพูดเป็นแนวทาง

“แน่ใจแล้วนะ” กั้งถามย้ำกับทิว “ถอยหลังกลับไม่ได้แล้ว” ทิวตอบ “ทิวจัดกระเป๋ารอไว้ที่บ้านแล้ว แค่กลับไปเอามัน แล้วเราก็ออกไปใช้ชีวิตของเรากันได้เลย ทิวมาคุยกับกั้งก่อน อยากรู้ว่ากั้งคิดยังไง ว่ากั้งยังรอทิวอยู่มั้ย” โดยไม่ต้องพูดคำใดออกมา ทิวก้มลงจูบที่ริมฝีปากของกั้งเบา ๆ โดยที่กั้งไม่ขัดขืน แทนคำตอบว่ากั้งนั้นยังรอทิวกลับมา

“ทิวรีบกลับไปเอากระเป๋าดีกว่า แล้วเดี๋ยวทิวรีบกลับมาหา เราจะได้คิดกัน ว่าเราจะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ไหนกันดี” ทิวเดินขยับตัวตรง ก่อนจะกอดกั้งเอาไว้จนแน่น “ชื่นใจจัง” ทิวบอกกับกั้ง เมื่อถอนกอดที่แข็งแรงแต่อ่อนหวานละมุนนั้นออก “รอทิวนะ กั้ง เดี๋ยวทิวกลับมา” ทิวพูดจบก็เดินออกจากประตูทางเข้าหลังร้านไป กั้งสูดหายใจเข้าปอดจนลึก ตื่นเต้นไปกับสิ่งที่เกิดขึ้น

“ทิว ทิว เดี๋ยวก่อน” กั้งวิ่งตามทิวไป หลังจากทิวออกไปได้สักครู่ กะว่าจะเอาเบอร์โทรศัพท์ที่ร้านไปให้ทิวเอาไว้ เผื่อว่ามีอะไร เสียงเรียกทิวของกั้ง ทำให้เจ้หวีและแฟนเดินตามออกมาดูที่ด้านหลังร้าน เพียงเจ้หวีก้าวขาออกจากประตูหลังร้าน เสียงกรีดร้องเรียกชื่อทิวของกั้ง ก็ดังขึ้นอย่างโหยหวน บาดใจเข้าไปในความรู้สึกที่สุดของความทรมาน ราวกับว่ากั้งเอาจะขาดใจตายตามอีกฝ่ายไปด้วยเสียอย่างนั้น

*******************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย Jay J

https://www.youtube.com/watch? v=UnfH9-jU5Fk


ค่ำคืนนี้ ไม่ว่าเธอจะอยู่ที่ใด

Tonight, wherever you are

สุขในหัวใจ หรือมีแต่น้ำตา

Happiness in the heart, or tears down the face

ค่ำคืนนี้ ไม่ว่ารักจะคืนย้อนมา

Tonight, whether love returns

อยู่ในสายตา หรืออยู่ห่างแสนไกล

Right in front of your eyes, or very far far away


จะยังมีพรุ่งนี้ให้เธอได้พบ

There’ll be tomorrow for you to see

และใช้เช็ดน้ำตา

To wipe off the tears

พรุ่งนี้ยังมีให้เราได้ไขว่คว้าหัวใจ

Tomorrow for us to gain back our heart

ยังมีพรุ่งนี้ ให้เธอได้รัก

Tomorrow for us to love

และใช้เดินก้าวไป

And go on with life

พรุ่งนี้ยังมีให้เราเริ่มใหม่

Tomorrow for us to restart

ถ้าเธอ ยังรอ

If you’re still waiting


ค่ำคืนนี้ ไม่ว่าทางที่เธอเลือกไป

Tonight, whether you choose to leave

อยู่อีกแสนไกล หรือว่าอีกไม่นาน

Will be forever long, or just a moment away


จะยังมีพรุ่งนี้ให้เธอได้พบ

There’ll be tomorrow for you to see

และใช้เช็ดน้ำตา

To wipe off the tears

พรุ่งนี้ยังมีให้เราได้ไขว่คว้าหัวใจ

Tomorrow for us to gain back our heart

ยังมีพรุ่งนี้ ให้เธอได้รัก

Tomorrow for us to love

และใช้เดินก้าวไป

And go on with life

พรุ่งนี้ยังมีให้เราเริ่มใหม่

Tomorrow for us to restart,

ถ้าเธอ ยังรอ

If you’re still waiting


พรุ่งนี้ยังมี ให้เราได้ไขว่คว้าหัวใจ

Tomorrow, there’s a chance to catch your heart

ยังมีพรุ่งนี้ ให้เธอได้รัก

Tomorrow, there’s love to place in hands

และใช้เดินก้าวไป

To carry on with our lives

พรุ่งนี้ยังมีให้เราเริ่มใหม่

To kick off a brand new day,

ถ้าเธอ ยังรอ

If we all wait

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 213
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๔๖. คิดถึงที่เธอให้รอ



2537

1994



“เราไปกันได้แล้วลูก ท็อป” เสียงพ่อของเด็กหนุ่มเรียกลูกชายที่กำลังยืนมองดูบ้านที่กำลังจะกลายเป็นอดีต “เดี๋ยวพอเราไปอยู่ที่บ้านหลังใหม่ ลูกก็จะค่อย ๆ ลืมมันไปได้เอง หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้คิดถึงมันมากนัก” แม่ของท็อปเดินเข้ามาจับมือ พูดบอกกับเขา ก่อนจะออกแรงดึงมือเบา ๆ ท็อปเดินตามเธอไปขึ้นรถที่จอดรออยู่

“ฝากด้วยนะ ให้ทางเอเย่นต์ขายบ้านหลังนี้ให้ได้เร็วที่สุด” ท็อปได้ยินพ่อออกคำสั่ง ขณะที่เด็กหนุ่มก้าวขึ้นไปนั่งที่เบาะหลังรถ สายตาของท็อปมองเห็นพ่อชี้มือชี้ไม้สั่งงานคนงานอีกสองสามอย่าง ก่อนจะเดินมานั่งที่เบาะด้านคนขับ “ต้องกำชับกันทุกเรื่องจริง ๆ ให้ตายเถอะคนงานเดี๋ยวนี้ คิดกันเองไม่ค่อยได้” พ่อบ่นพลางรอให้คนขับรถเดินมาประจำที่ แม่ของท็อปที่นั่งอยู่ด้านหลังด้วยกันกับท็อป ปรามผู้เป็นสามีว่าอย่าพูดเรื่องไม่ดีในวันเดินทางแบบนี้

ท็อปหยิบเอาวอล์คแมนออกมาจากเป้สะพายหลัง เขาครอบเฮดโฟนลงก่อนจะกดเปิดเพลง เสียงเพลงจากเทปคาสเซ็ทท์ดังขึ้น มันเป็นเพลงรักที่มีท่วงทำนองและเนื้อร้องที่กินใจ พ่อของท็อปหันมามองลูกชายที่เหม่อออกไปนอกหน้าต่างรถ ขณะที่ยวดยานพาหนะในช่วงเย็นนี้ ค่อนข้างที่จะหนาแน่นพอสมควร แม่ของท็อปเองก็มองลูกชายของเธอด้วยสายตาห่วงใย

รถพาทั้งสามคนผ่านการจราจรมาจนถึงย่านที่คุ้นตาสำหรับท็อป เด็กหนุ่มดูจะสนใจสภาพด้านนอกรถมากกว่าเพลงอกหักเพราะ ๆ แต่เนื้อหากระแทกกระทั้นจิตใจ ที่พาเขาจมดิ่งไปกับอารมณ์อนธการ คนรถกำลังจะเลี้ยวซ้ายเพื่อออกไปตามทางสู่จุดหมาย ท็อปขยับตัวด้วยความรุ้สึกที่ว่า เขาต้องทำอะไรบางอย่าง ก่อนที่รถจะขับไปไกลมากกว่านี้

“ช่วยหยุดรถก่อนได้มั้ยครับ คือ ผมอยากจะซื้อถ่านใส่ซาวอะเบาท์น่ะครับ ถ่านมันใกล้หมดแล้ว ผมไม่ได้ซื้อเตรียมอาไว้” ท็อปพูดพลางสบตาพ่อกับแม่ของเขา โดยที่แม่ถามท็อปว่า ไม่มีเหลือเตรียมเอาไว้สะพายหลังเลยหรือ ท็อปส่ายหน้าแทนคำตอบ แต่ในหัวสมองเห็นภาพถ่านขนาดสองเอนั้น แอ้งแม้งอยู่ในช่องลับด้านหลังเป้ ถ้าไม่สังเกตดี ๆ ก็ไม่มีทางรู้แน่นอน

“แวะร้านสะดวกซื้อก็ได้ครับ ท็อปลงไปซื้อเดี๋ยวเดียว” พ่อของเด็กหนุ่มทำท่าลังเล แต่สุดท้ายก็ยอมให้ลูกชาย ท็อปพยายามนิ่งเข้าไว้ เมื่อได้ยินพ่อสั่งให้คนขับรถจอดเลยร้านสะดวกซื้อด้านหน้าไปเล็กน้อย “งั้นเดี๋ยวแม่ลงไปเป็นเพื่อน” แม่ของเด็กหนุ่มขยับเปิดประตูก้าวลงจากรถ ท็อปทำได้แต่ตามลงจากรถไปโดยไม่ทำตัวมีพิรุธ พ่อของท็อปพูดขึ้นว่าจะไปด้วย ให้คนรถติดเครื่องรออยู่ ก่อนที่ทั้งสามคนเดินจะเดินเข้าไปซื้อของกัน

“ซื้อเผื่อไปเยอะ ๆ เลยก็ได้นะลูก ท็อป” แม่ของเขาร้องบอก “คุณคะ ซื้อขนมหรืออะไรรองท้องกันด้วยดีมั้ย” แม่ถามพ่อขึ้น ก่อนที่ทั้งคู่จะเห็นดีเห็นงาม แล้วเดินไปที่ชั้นวางของที่อยู่ด้านในเลยลึกเข้าไป ท็อปเห็นจังหวะนั้นสบโอกาส วางถ่านไฟฉายที่ถืออยู่ในมือลงบนเคาน์เตอร์ชำระเงิน ก่อนที่พ่อและแม่ของเขาจะเดินกลับออกมา ได้ยินเสียงกริ่งหน้าประตูดังขึ้น ประตูอัตโนมัติเลื่อนปิดเบา ๆ แต่มองไม่เห็นลูกชายของพวกเขายืนอยู่ในร้านแล้ว

ท็อปหอบจากการวิ่งเร็วปรื๋อออกมาจากหน้าร้านสะดวกซื้อ วิ่งมาตามทางเลี้ยวอยู่สองสามครั้ง ก่อนจะมองเห็นปากซอยที่อยู่ด้านข้างของบาร์กึ่งร้านอาหารนั้น ท็อปเร่งฝีเท้าขึ้น แต่แล้วก็ต้องชะงักแล้วรีบหลบเข้าไปด้านหลังแผงร้านค้า เพราะตกใจไม่น้อยที่เห็นพ่อเลี้ยงของนัน เดินไปเดินมาอยู่ไม่ไกลจากร้านของเจ้หวี

ท็อปค่อย ๆ ยื่นหน้าแอบมองอีกครั้ง พ่อเลี้ยงของนันยืนด้อม ๆ มอง ๆ ที่หน้าร้านของเจ้หวีอยู่สักพัก แต่ไม่ได้เดินเลยมาทางซอยเล็ก ๆ ที่อยู่ด้านข้าง สายตาเชิงสำรวจเหมือนกับไม่แน่ใจเหมือนกัน ว่าจะใช่ในสิ่งที่ตัวเองคิดเอาไว้หรือเปล่า ท็อปประมวลผลในหัว ว่าจะต้องไปหานันเพื่อเตือนอีกฝ่ายในเรื่องนี้ทันที

เมื่อเห็นจังหวะเหมาะ ท็อปรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปที่ปากซอยข้างร้านเจ้หวีในทันที พยายามไม่ให้เกิดเสียงดังตอนที่วิ่ง เมื่อเห็นว่าพ่อเลี้ยงของนันไม่ได้อยู่แถวหน้าร้านเจ้หวีแล้ว ท็อปมองเห็นประตูด้านหลังร้านเปิดทิ้งเอาไว้ ท็อปรีบเข้าไปในร้านของเจ้หวี เดินทะลุจากครัวกำลังจะถึงส่วนของหน้าร้าน

“ท็อป” เสียงเรียกด้วยความประหลาดใจจากปากของนันดังขึ้น เมื่อเห็นอีกฝ่ายมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าแบบนี้ “ร้านยังไม่เปิดนะ นี่คุณเป็นใคร เข้ามาได้ยังไง” ก่อนจะได้ยินเสียงเจ้หวีดังลั่นที่ด้านหน้าร้าน ท็อปชะโงกหน้าออกไปดู ก่อนที่นันจะเดินออกไปเช่นกัน พ่อเลี้ยงของนันยืนคร่อมร่างของเจ้หวีที่ลงไปนอนกองอยู่บนพื้น

“กูไม่ได้โง่หรอก มึงนั่นแหละไอ้หนู ที่พากูมาเจออีนันถึงที่นี่” เสียงพ่อเลี้ยงของนันคำรามใส่ทั้งคู่ “นัน ไปกับท็อป” สิ้นเสียง ท็อปก็กระชากข้อมือของนันที่กำลังจะถลาไปช่วยเจ้หวี ให้วิ่งตามออกมาทางหลังร้าน “หนีก่อน นัน เร็ว วิ่ง” ท็อปตะโกนบอกเสียงดังลั่น “พวกมึงสองตัวหนีกูไม่พ้นหรอก” เสียงตะโกนไล่หลังเด็กหนุ่มทั้งสองคนมา ก่อนจะได้ยินเสียงเจ้หวีกรีดร้อง บอกให้นันและท็อปรีบหนีไป พ่อเลี้ยงของนันเตะเข้าที่ชายโครงของเจ้หวีซ้ำ ๆ จนเจ้หวีจุกหายใจแทบไม่ออก จึงปล่อยมือที่จับขาของพ่อเลี้ยงเอาไว้

“เราต้องหนีไปให้ไกลที่สุด” ท็อปที่พานันวิ่งไปตามฟุตปาธข้างถนนใหญ่ร้องบอกนันที่ก็รู้ว่าต้องหนี แต่ใจก็เป็นห่วงเจ้หวีเหลือเกิน “แล้วเราจะไปที่ไหนกันดี” เสียงนันถามกระหืดกระหอบวิ่งตามท็อป “ที่ไหนก็ได้ ที่ไอ้เลวนั่นมันจะหาเราสองคนไม่เจอ” ท็อปหยุดวิ่งหันมาบอกนัน ก่อนจะสวมกอดอีกฝ่ายจนแน่น แล้วจึงพานันออกวิ่งต่อ

เด็กหนุ่มทั้งสองคน วิ่งกันมาไกลมากพอ ก่อนจะหยุดเหนื่อยหอบหายใจ พากันบอกว่าจะต้องไปให้ไกลกว่านี้ แค่นี้ยังไม่ปลอดภัยจากความสารเลวของไอ้อมนุษย์คนนั้น นันตอนนี้ทั้งกลัว ทั้งสับสน ทั้งเป็นห่วงเจ้หวี มันปนเปกันไปหมดกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ นึกขอบคุณท็อปที่มาช่วยได้จังหวะเวลา แต่ก็พยายามกั้นน้ำตาเมื่อคิดว่า เจ้หวีจะเป็นอย่างไรบ้าง

“เฮ้ย มันมานั่นแล้ว” ท็อปตะโกนขึ้น เห็นหน้าตาเข่นเขี้ยวพยาบาทของพ่อเลี้ยงของนัน ที่กำลังวิ่งตรงมาหาพวกเขาอย่างเต็มตีน นันจับมือกับท็อปรีบวิ่งหนีอย่างสุดแรงเกิดเช่นกัน สายตาของเด็กหนุ่มทั้งคู่สอดส่ายหาทางไป รีบคิดประมวลผลหาทางรอดจากไอ้คนวิปริตนั่นให้ได้

“นัน รถเมล์” ท็อปตะโกนบอก เมื่อเห็นรถเมล์จอดอยู่ที่ป้ายรถเมล์ไม่ไกลจากตรงนั้น “รอด้วยครับ รอก่อน จอดด้วย รอพวกเราด้วย” ท็อปตะโกนร้องบอกออกไปจนดังลั่น รู้ดีว่า ต้องเร่งฝีเท้าแล้ว “นันเร็ว อีกนิดเดียว แข็งใจหน่อย” ท็อปรู้ว่านันจะหมดแรงอยู่แล้ว แต่ก็ต้องบังคับให้นันอย่าหยุดวิ่ง กับยามหน้าสิ่วหน้าขวานจวนตัวแล้วแบบนี้

“ท็อปหนีไป ส่งนันแค่นี้พอ ท็อปรีบไปซะ” นันรีบบอกกับท็อป เมื่อทั้งสองคนมาหยุดยืนอยู่ที่ประตูรถเมลื แล้วพบว่า มันจอดเสียอยู่ “ไปซะ รีบไปเสียตอนนี้” นันพูดพร้อมทั้งผลักทั้งดัน ไล่ท็อปให้รีบไปจากที่ตรงนี้ “ไม่ ท็อปจะไม่ไปไหนทั้งนั้น ท็อปจะอยู่ปกป้องนันอย่างที่ท็อปเคยสัญญาเอาไว้” ท็อปไม่ยอมที่จะหนีเอาตัวรอดไปคนเดียว แล้วปล่อยนันเอาไว้เบื้องหลัง

“ท็อป ท็อปฟังนันนะ ท็อปสำคัญกว่านั้น อย่าเอาตัวเองมาเสี่ยงกับเรื่องทุเรศอะไรแบบนี้ ไปสิ ไปซะ” นันเอ่ยปากไล่ท็อปอีกครั้ง ก่อนที่ทั้งสองคนจะได้ยินเสียงของพ่อเลี้ยงคำรามมาจากด้านหลัง “อีนัน มึงจะหนีไปไหน มานี่อีตัวดี” ศีรษะของนันถูกรั้งไปด้านหลัง เมื่อพ่อเลี้ยงกระชากผมของนั้นอย่างแรง

“อย่าทำอะไรนันนะ ไอ้ชาติชั่ว” ท็อปตะโกนดังลั่น พร้อมกระโดดเข้าใส่พ่อเลี้ยงของนัน ก่อนจะรัวกำปั้นเข้าที่ใบหน้าของอีกฝ่าย “ไอ้สัตว์ ไอ้ระยำ มึงต่อยกู” พ่อเลี้ยงด่าเสียงขรม พยายามจะสวนหมัดคืนใส่ท็อป แต่ก็ไม่เป็นผล ท็อปปัดป้องฉากหลบหมัดอย่างคนไม่เป็นมวยของพ่อเลี้ยงได้ด้วยชั้นเชิง

“นันขึ้นไปบนรถแล้วปิดประตูรถซะ” ท็อปออกคำสั่ง บอกนันในทันที ก่อนจะเข้ายืนขวางระหว่างนันและพ่อเลี้ยงเอาไว้ ทำให้พ่อเลี้ยงพลาดที่จะคว้าตัวของนันเอาไว้ “รีบขึ้นไปสิ แล้วปิดประตูซะ” ท็อปร้องตะโกน ยืนขวางดูเชิงไม่ให้พ่อเลี้ยงเข้าถึงตัวของนันได้ “ทำตามที่ท็อปบอก เร็วเข้า” ท็อปสวนหมัดเฉียดเข้าที่ปลายคางของพ่อเลี้ยง จนอีกฝ่ายต้องจำเบ้าลงไปนั่งสะบัดหัว ให้คลายความมึนงง

“ท็อปขึ้นมาด้วยกัน ขึ้นมาด้วยกัน เร็ว” นันที่ยืนอยู่ด้านบนรถเมล์ ตะโกนบอกท็อปเมื่อเห็นท็อปเป็นฝ่ายได้เปรียบ “ปิดประตูซะนัน” ท็อปตะโกนบอกคำเดิม “ไม่ ท็อป ขึ้นมาด้วยกันเดี๋ยวนี้” นันร้องเสียงหลง เมื่ออยู่ ๆ ท็อปก็ถูกพ่อเลี้ยงใช้ต้นแขนคว้าลำคอเอาไว้ ก่อนที่ทั้งสองจะดิ้นสู้กันขลุกขลัก ๆ นันกรีดร้องออกมาดังลั่น เมื่อเห็นท็อปถูกชกเข้าที่ใบหน้าอย่างจัง

“หยุดนะ อย่าทำท็อป เขาไม่รู้เรื่องอะไรด้วย” นันกรีดร้องใส่พ่อเลี้ยง “มึงไม่รอดแน่อีนัน วันนี้กูเอามึงตาย” พ่อเลี้ยงพูดจบก็ทำท่าจะผลุนผลันขึ้นไปบนรถเมล์ ก่อนจะต้องหน้าคะมำลงกับเพื่อนอย่างแรง เมื่อท็อปพุ่งตัวเข้าใส่พ่อเลี้ยงจัง ๆ โดยที่ท็อปล้มตามลงไปด้วย ก่อนจะตะเกียกตะกายรีบลุกขึ้น เลือดสด ๆ ไหลจากมุมปากของท็อป ที่โซเซเดินขึ้นไปบนรถเมล์

“ท็อปเจ็บมากมั้ย เป็นอะไรหรือเปล่า” นันรีบเข้ามาเช็ดเลือดให้ท็อป “ปิดประตู นัน ปิดประตูรถ” ไม่ทันที่นันจะได้ทำตามที่ท็อปบอก นันก็ต้องเดินถอยกรูดไปที่เบาะยาวด้านหลังของรถ แล้วเสียงปืนก็ดังขึ้นผ่านอากาศแผดเสียงไปทั่วบริเวณ ท็อปตกใจกับเสียงปืนนั้น ก่อนจะเห็นนันที่ทรุดตัวลงกับพื้น เสื้อยืดสีขาวตรงชายโครงด้านขวาของนันแดงฉานไปด้วยเลือด

“นัน” เสียงปืนดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ท็อปจะตรงรี่เข้าไปหานัน ที่ตอนนี้นั่งนิ่งอยู่ที่พื้น “นัน” ท็อปเรียกชื่ออีกฝ่าย เอื้อมมือไปสัมผัสกับมือของนัน ทั้ง ๆ ที่ตัวเขาก็ล้มตัวลงนอนคว่ำหน้า อยู่ไม่ไกลกัน พอจะได้ยินนันพูดด้วยเสียงอันแผ่วเบาว่า “ไม่เอาอีกแล้ว ไม่มีอีกแล้ว” ท็อปพยายามฮึดเอาเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีดึงตัวเองขึ้นจากพื้นรถเมล์ แต่มันก็แสนจะยากเย็นเหลือเกิน

“ท็อปมาแล้วนัน ท็อปอยู่นี่แล้ว” ท็อปคิดว่าตัวเองบีบมือของนันอย่างสุดแรง แต่ทำไมท็อปไม่รู้สึกถึงความนุ่มของมือนัน ที่ท็อปเคยชอบเลย “นัน ท็อปจะตามหานันให้เจอ” ท็อปที่พอจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา ขยับตัวเข้าเอาศีรษะไปพิงไว้บนตักของนัน ที่ตอนนี้ใบหน้าเอียงก้มลงมองที่มือบนตักของตัวเอง

“เราจะเจอกันอีก รอท็อปนะนัน” ท็อปพูดด้วยเสียงที่แผ่วเบา ก่อนจะได้ยินเสียงคนวิ่งกรูกันขึ้นมาบนรถเมล์ “คนนี้ยังมีชีพจรอยู่ ขอเปลด้วย” เสียงหน่วยกู้ชีพสั่งการ รีบจัดการช่วยชีวิตของท็อปที่กำลังหายใจรวยริน แต่เจ้าหน้าที่สลดใจที่เด็กหนุ่มอกคน คือนัน หมดลมหายใจไปแล้ว พ่อแม่ของท็อปกรีดร้องโหยหวนด้วยความเศร้าใจ เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่พาร่างของท็อปลงมาจากรถเมล์ ก่อนที่จะรับรู้ในภายหลังว่า ลูกชายของพวกเขา สิ้นใจในเวลาต่อมาระหว่างนำตัวส่งโรงพยาบาล เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่สามารถปั๊มหัวใจให้กลับคืนขึ้นมาเต้นใหม่อีกครั้งได้

*******************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch?v=77fThUtVqEA


เสียงดนตรี ที่คุ้นเคย

Melody is so familiar

กับความรักที่ล่วงเลย จากกันไป

With our love that was all gone

เก็บภาพรอยยิ้ม ซ่อนรอยน้ำตา

I had your smile to hide my tears

ไว้ในบทเพลงที่ยังเพราะ และสวยงามของเรา

Embedded in the most beautiful song of ours


เหตุการที่เราสองต้องจากกัน

The incident that made us part ways

ยังจดและจำวันนั้น

Still remember it all since that day

ไม่ลืมเลือน ผ่านมาเนิ่นนาน

Never fades away, though it’s such a long time

ความเจ็บช้ำยังไม่จาง

It still really pains me

วันวานยังคงหวนให้ใจหาย

The old days that always makes me sigh


วันนี้บังเอิญเจอเพลงโปรดเธอ

Today, coincidentally, listened to the song you loved

เพลงที่เราใช้แทนความรักมีให้กัน

This song we shared our love for each other

เธอร้องให้ฉันฟัง ในวันสำคัญ

You sang it to me on our grand occasion

เสียงเพลงยังคงย้อนให้คิดถึง

The song sends the vibe of reminiscence


อ้อมกอดที่เคยคุ้น

You hug that I knew

สายตาอบอุ่นที่เคยได้มอง

The kindest eyes you looked at me

บทเพลงที่เธอเคยร้อง

The song that you sang

ยังคงรั้งให้ตัวฉันไม่ไปไหน

Still have me stand right here and wait


เปิดฟังเพลงรักที่เคยหวาน

The sweetest song of our love

ที่เราต่างเคยซึ้งในวันวาน

That we cherished back in the days

เปิดมันให้ดัง ปิดบังเสียงของน้ำตา

Let it blast so it hides the sobbing of tears

เมื่อวันและเวลาไม่อาจย้อนคืน

‘Cause date and time, they don’t return


หากว่าใน ตอนนี้เธอบังเอิญ

If you now happen to see

เดินผ่านมาได้ยินเสียงเพลงดัง

And hear this song playing to you

โปรดมองที่ฉัน ส่งยิ้มให้กัน

Please look for me and then give me that smile

เพลงนี้ยังรอเธอกลับมาร้องให้ฟัง อีกครั้งนึง

This song is still waiting for you to sing it one more time


เพลงรักของเรานั้นยังสวยงาม

This beautiful love song of ours is here

กลับมาได้ไหมเธอ

Could you please come back to me, dear?

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 213
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทที่ ๔๗. คิดถึงที่เลวชั่ว



2566

2023



“ไม่เอาน่า อย่าทำหน้าซีเรียสแบบนั้นสิ ยิ้มหน่อย ยิ้มหวาน ๆ ให้ผมเห็นที” ตฤณขยับใบหน้าหลบปลายนิ้วของหนุ่มใหญ่ ที่ทำทีจะมาแตะแก้มของเขาอย่างหยอกล้อ “ปฏิเสธมั้ย ว่าไม่มีส่วนรู้เห็นอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย” ตฤณยิงคำถามให้อีกฝ่ายตอบ นฤเบศยักไหล่ ไม่พูดอะไร ก่อนจะหัวเราะออกมา เมื่อนึกได้ว่ามันสนุกสำหรับเขามากแค่ไหน

“สนุกมาสินะ ตลกมาเลยบนความเดือดร้อนของคนอื่น” นฤเบศหุบยิ้มนั้น ทำหน้าเซ็งเมื่อสุดท้าย เขาก็คือคนที่ถูกตฤณด่าว่า “จะรู้เร็วหรือรู้ช้า สุดท้ายพ่อแม่ของไอ้เด็กนั่นก็ต้องรู้อยู่ดี” นฤเบศคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น มันดีแล้วต่างหาก “แต่อย่างน้อย ก็ควรที่จะเป็นตัวเขาที่บอกพ่อแม่เอง ไม่ใช่คุณ ที่เอาเรื่องนี้ไปพูด” น้ำเสียงของตฤณกล่าวโทษหนุ่มใหญ่อย่างไม่อ้อมค้อม

“ก็แล้วยังไงล่ะ ต่อให้ผมไม่พูดอะไร ที่ไอ้เด็กนั่นแสดงออกต่อหน้านักข่าว มันก็อยากให้คนอื่นรับรู้จะตายไม่ใช่หรือ ว่ามันกับคุณเป็นอะไรกัน” นฤเบศคิดว่าตฤณออกหน้ารับแทน ปกป้องไอ้เด็กหนุ่มคนนั้นมากเกินไปหน่อย “มันไม่ได้ใสซื่ออย่างที่คุณคิดหรอก ผมดูออก” นฤเบศแค่นเสียงพูดออกมา ด้วยความรู้สึกหมั่นไส้คนที่เขาพูดถึงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

“มันๆ ไม่ใช่เด็กใส ๆ ที่เพิ่งจะมาเจอโลกภายนอกหรอกนะ แต่ก็อีก อย่างน้อยคุณก็ได้เอากับมันแล้ว ก็ถือว่ากำไรล้วน ๆ” นฤเบศหัวเราะคิกคักไปกับคำพูดของตัวเอง ที่ว่าถ้าเป็นก่อนนี้ คำพูดเชิงเสียดสีทีเล่นทีจริงแบบนี้ทตฤณคงเล่นหัวไปกับเขาด้วย แต่ว่าในตอนนี้ กับสถานการณ์นี้ และกับเด็กหนุ่มคนดังกล่าว มันแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง

“คือถ้ามันเป็นผมนี่ ใช่สิ ก็ต้องเอากับทุกคนที่เข้ามาเจอเลยถูกมั้ย” สายตาที่ตฤณใช้มองนฤเบศ มันทำให้หนุ่มใหญ่รับรู้ได้ในทันที ว่าสิ่งที่เขาพูดออกไปนั้น ทำให้ตฤณไม่พอใจเป็นอย่างมาก “วินเขายังอายุไม่ถึงยี่สิบด้วยซ้ำ แต่ถ้าเป็นผม มันแสดงยี่ห้อร่าน ดอกงิ้วมันคงบานจนเต็มหน้าเลยถูกมั้ย” ตฤณรู้สึกโกรธไม่น้อย แต่ก็อีก ทำไมมันถึงบอกตัวเองไม่ได้ว่า ที่นฤเบศพูดมันผิดตรงไหน

“ก็ถ้าจากประสบการณ์ตรงนะ” ตฤณชาไปทั้งหน้าเมื่อนฤเบศพูดออกมาแบบนั้น เขายังคงจำได้ดี เขาลากบฤเบศขึ้นเตียงทั้ง ๆ ที่เพิ่งเกิดการสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิต “ก็นั่นไง ตฤณ” นฤเบศพยายามใช้น้ำเสียงที่อ่อนลง “คุณกับผมเราจะเอากันยังไงก็ได้ ไม่มีใครมายุ่งวุ่นวาย คุณกับผมมันเม้นท์ทูบี” นฤเบศยิ้มให้กับตฤณ ว่าเขาหมายความตามที่พูดมาทั้งหมด

“ผมทำทุกอย่างลงไปก็เพราะผมรักคุณ” ท่าทีการพูดของนฤเบศไม่ได้บ่งบอกว่าเขากำลังล้อเล่น “มันจะเป็นความรักไปได้ยังไงกัน” ตฤณส่ายหน้าให้กับคำพูดนี้ของนฤเบศ “มันเป็นความรักสิ ในเมื่อผมไม่ปิดบังอะไรกับทั้งนักข่าวและก็พ่อแม่ของไอ้เด็กนั่น ว่าเรามีประวัติร่วมกันมายาวนานขนาดไหน” ตฤณหันกลับมามองใบหน้าของนฤเบศ

“ผมเล่าทุกอย่าง ผมพูดทุกเรื่อง โดยที่ผมไม่แคร์ ไม่สนแม้ว่าผมจะไม่เหลืออะไร แม้แต่ธุรกิจที่ผมเฝ้าฟูมฟักมันมาเป็นสิบ ๆ ปี” นฤเบศดูเปิดเผยและจริงใจกว่าครั้งไหน ๆ ที่เคยแสดงออกกับตฤณ “คุณไม่เข้าใจ คือคุณไม่เข้าใจ วินเขากลับมาหาผม คือ ผมจะอธิบายให้คุณเข้าใจง่าย ๆ ยังไงดี” ตฤณอยากจะหาคำพูดง่าย ๆ บอกกับนฤเบศไปกับความจริงระหว่างเขากับวิน

“ตฤณ คุณคิดว่าไอ้เด็กนั่นมันเอาหนังสือรุ่นมาอวดคุณได้ยังไงกัน” ตฤณมองไปที่นฤเบศอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง กับสิ่งที่ได้ยิน “ถ้ามันไม่ใช่เพราะผม ที่ปล่อยเบาะแสให้ไอ้เด็กนั่นรู้ ว่ามันควรจะไปหาที่ไหน” นฤเบศผ่อนลมหายใจหนัก ๆ ออกมา “ผมยอมให้ทันดูเป็นฮีโร่ในสายตาของคุณเสียด้วยซ้ำไป ผมพูดถูกมั้ย” ตฤณไม่ได้เอ่ยปากพูดค้านแต่อย่างใด

“ผมให้โอกาสมันมาพูดเพ้อเจ้อกับคุณด้วยซ้ำ” นฤเบศแม้จะคิดว่า มันไม่ใช่เรื่องที่เขาควรจะทำ มันเป็นสิ่งที่เขาไม่ต้องการ แต่ก็ปล่อยให้มันเกิดขึ้น “ทั้ง ๆ ที่ผมก็รู้อยู่เต็มอก ว่ามันกำลังทำอะไรอยู่ สิ่งที่มันต้องการคืออะไร” หนุ่มใหญ่เองก็ไม่อยากจะเสียเวลามาพูดอ้อมค้อมอะไรกันอยู่อีก

“มันจงใจเปิดหน้าเพื่อจะแย่งคุณไปจากผมไง ตฤณ” นฤเบศพูดต่อทันที ที่เห็นตฤณส่ายหน้า เหมือนพยายามจะบอกว่า ที่หนุ่มใหญ่เข้าใจนั้น มันไม่ใช่แบบนั้น “ถ้าผมจะเล่าทุกอย่าง ทั้งหมด เกี่ยวกับเรื่องนี้ให้คุณได้รู้” ตฤณเห็นนฤเบศยิ้มออกมา “เรื่องที่มันเกิดใหม่แล้วกลับมาหาคุณน่ะหรือ” ตฤณมองหน้านฤเบศเมื่อได้ยินอีกฝ่ายพูดออกมา

“ก็ถ้ามันเป็นเรื่องจริง มันก็สมควรแล้ว ที่จะต้องชดใช้คืนให้ผม” นฤเบศไม่คิดว่านี่เป็นการกระทำอะไรที่เกินไป เลยสักนิด กับสิ่งที่เขาชี้นำให้มันเกิดขึ้น “ผมกับเขาเคยเป็นคู่กันมาก่อน” ตฤณเตือนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอีกครั้ง “แล้วมันปกป้องอะไรคุณได้บ้าง มันทำอะไรเพื่อคุณบ้าง มันได้ทำอย่างที่ผมทำให้คุณมั้ยตฤณ” ไม่วาย นฤเบศเองก็รู้สึกถึงความน้อยใจที่เขาเก็บสะสมมันมานานหลายปี ความน้อยใจที่ตฤณนั่นแหละ ที่มอบให้กับเขามาโดยตลอด

“คุณจำไม่ได้เลยหรือไง แก้มคุณเนี่ย ที่โดนตบต่อหน้าคนอื่นน่ะ” นฤเบศชี้นิ้วไปที่แก้มของอีกฝ่าย “ผมยังจำได้เต็มตา ชัดเจน ว่าวันนั้นมันขึ้นรอยนิ้วยังไง” เสียงของนฤเบศโพล่งออกมา ด้วยความที่เขาเองก็อยากจะระบายความอัดอั้นตันใจในความรู้สึกเช่นกัน “ตอนคุณโดนตบน่ะ มันยืนอยู่ตรงนั้น ดูคุณโดนด่า โดนทำร้าย มันยืนนิ่งอมสากกะเบืออะไรอยู่ก็ไม่รู้ มันไม่มีแม้แต่จะเข้ามาขวาง แสดงตัวว่ามันอยู่ข้างคุณ” นฤเบศเองไม่คิดว่า เขาจะจดจำเรื่องราวในวันนั้นได้ชัดขนาดนี้

“นั่นต่างหาก ที่คุณควรจะถามว่า นั่นใช่ความรักอย่างนั้นหรือ และคุณควรจะถามเสียงดัง ๆ ด้วย” ในวันที่โหดร้ายอย่างแสนสาหัส ตฤณหลับตาลง ยังจำได้ว่า เป็นใครที่ยืนอยู่กับเขา ไม่หนีหายไปไหน “ตอนนั้นมันไม่ได้เปิดกว้างเหมือนตอนนี้” ตฤณเองรู้สึกว่า เขาชักจะหาคำพูดมาแก้ตัวได้ยากขึ้นทุกที “ผมก็อยู่ที่นั่นตอนนั้นกับคุณนะ ในช่วงเวลาเดียวกัน คุณ ตฤณ คุณคว้าผมมาจูบ เราดูดปากแลกลิ้นกัน ต่อหน้าทุกคน” นฤเบศย้ำเตือนความทรงจำให้กับตฤณ

“แล้วผมทำยังไง ผมผลักไส รู้สึกอับอาย หรือเดินหนีคุณไปหรือเปล่า” นฤเบศถามอย่างคนต้องการคำตอบจริง ๆ เช่นกัน แม้จะรู้ว่า เขาเองอาจจะไม่เคยได้ยินคำตอบนั้นเลยสักครั้งจากตฤณ “แถมคืนวันนั้น เราเอากันกี่รอบ คุณลากผมขึ้นเตียงซึ่งผมก็ยอมรับว่าผมไม่ปฏิเสธคุณ ตฤณ ผมเอาคุณทุกท่าที่คุณร้องขอ ที่คุณต้องการ ถึงลึก ๆ ใจผมจะรู้ดี ว่าคุณเห็นผมเป็นแค่ที่ระบายความอยาก” ตฤณรู้สึกเหมือนถูกชำแหละพฤติกรรมด้านเลวของตัวเองอีกครั้ง

“ถ้าเราสองคนจะชั่ว มันก็ชั่วมาด้วยกันตั้งนานแล้ว” นฤเบศขยับเดินเข้าหาตฤณอย่างช้า ๆ “คุณกับผม สุดท้ายก็วนกลับมาหากันอยู่ดี” นฤเบศเองก็รู้ ว่าตฤณกับเขาถอยห่าง กลับมาหากันใหม่ มากี่ครั้งกี่รอบแล้ว “แต่ก็ไม่ใช่ว่าคุณไม่เคยทิ้งผมสักหน่อย” ตฤณเองก็ไม่อยากให้นฤเบศมองตัวเองเป็นผู้ที่ทำทุกอย่างถูกต้องเสมอมาเช่นกัน

“วันที่ผมไม่เหลือใครจริง ๆ สักคนเดียว” นฤเบศทำหน้าปุเลี่ยน เมื่อคิดถึงวันนั้น วันที่เขาต้องทิ้งตฤณเอาไว้เบื้องหลัง เมื่อเขาจำเป็นต้องแต่งงานกับผู้หญิงที่ทางบ้านเลือกให้ “ตฤณ สุดท้ายผมก็เลือกคุณอยู่ดี ผมหาทางหย่ากับเขาจนได้ ก็เพื่อกลับมาหาคุณ” นฤเบศนั้น คิดเสมอมาว่า การหย่ากับภรรยาของเขานั้น เป็นสิ่งที่เขาตัดสินใจถูกต้องที่สุดแล้ว

“ก็เพราะว่าเมียคุณเขาจับได้ไง ว่าเราเล่นชู้กัน” ตฤณนั้นหน้าชาเอง เมื่อได้ยินสิ่งที่ตัวเขาพูดออกมา “เราก็ไม่เคยหยุดลากกันขึ้นเตียงนะ คุณบอกว่าคุณไม่แคร์ด้วยซ้ำ เราเอากันนับครั้งไม่ถ้วน ก่อนที่ผมจะหย่ากับเขา ฟังมาถึงตรงนี้ ตฤณชักพอจะเข้าใจพ่อและแม่ของวินแล้วว่า ทำไมพวกเขาถึงอยากให้ลูกชายหัวแก้วหัวแก้วแหวนคนเดียวนั้น อยู่ให้ไกลจากคนอย่างเขา

“ถ้าคุณจะชั่ว ผมก็เลว เราก็เหมาะกันแล้วไงตฤณ” นฤเบศพยายามจะตะล่อมให้ตฤณมองเห็นภาพใหญ่ของสถานการณ์นี้ เป็นภาพเดียวกันกับเขา “คุณฟังผมนะ ตฤณ” ตฤณพยายามจะบ่ายเบี่ยง “ตฤณ คุณฟังนะ” นฤเบศจ้องหน้าของตฤณตรง ๆ “ไอ้เรื่องของเราที่ออกไปในสื่อน่ะ เราไม่ต้องเป็นห่วงอะไรทั้งนั้น ผมมีเงินมากพอที่จะทำให้พวกนั้นเจอหน้ากัน ก็ยังทำดีกับเรา” นฤเบศยักไหล่แบบไม่ยี่หระ

“อย่างน้อยก็ต่อหน้าเรา เงินที่ผมมี จะทำให้คนพวกนั้นเสแสร้งทำดีกับเรา” นฤเบศนั้นรู้ดี ความตลบตะแลงของคน ก้มหัวให้กับคำถามที่ว่า เขามีเงินเท่าไหร่ มันเป็นอย่างนั้นมาตลอด “คนพวกนี้ง้างได้ด้วยเงิน เผลอ ๆ ถ้าเงินหล่นใส่ปากกา หล่นใส่หมึกพิมพ์ ขี้คร้านจะเขียนเชียร์เราสองคน ว่าเป็นคู่ที่น่ารักเหมาะสมกัน เพียงแค่ชั่วข้ามคืน ความจอมปลอมมันก็ต้องจิ้มด้วยความจอมปลอม ถึงจะสมน้ำสมเนื้อกัน” ตฤณรู้ ว่าที่นฤเบศพูดมามันคือความจริงคนของจำพวกนี้

“ยังไงพ่อกับแม่ของไอ้เด็กนั่น ก็ไม่มีวันยอมรับคุณไปเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวแน่นอน” เหมือนถูกเข็มนับพันเล่ม รุมทิ่มเข้ากลางหัวใจ เมื่อตฤณได้ยินแบบนั้น “ผมรู้ ว่าสิ่งที่ผมพูดกับคุณ มันฟังดูเหี้ยมากแค่ไหน” นฤเบศรู้สึกว่า ถึงเวลาแล้ว ที่ทั้งเขาและตฤณจะต้องดึงผ้าพันแผลนี้ออกเสียที

“ผมกับคุณต่างถูกทำร้าย และทำร้ายคนอื่นตลอดระยะทางที่เดินมา” นฤเบศพยายามรวบสิ่งที่เขาคิดอยู่ในกระชับเข้ามา “เราอาจจะเคยต้องแคร์คนนั้นคนนี้ แต่นั่นมันเป็นตอนที่เราต้องง้อใครต่อใคร แต่ไม่ใช่ตอนนี้ที่เรามีเงินมากมายมหาศาล ที่จะงัดกับใคร เราก็ไม่สน และจะไม่แพ้ด้วย คุณเข้าใจที่ผมพูดใช่มั้ย ว่าเราอยู่ด้วยกันได้ อยู่กันสองคน โดยที่ต่อไปนี้ ไม่มีความคิดของใครมีผลกับเราอีก” นฤเบศต้องการให้ตฤณรับรู้ถึงความจริงในข้อนี้

“ผมทำให้คุณได้เลย ทำได้เลยตอนนี้ โดยที่ไอ้เด็กนั่น ไม่มีวันจะทำได้ มันเคยหงอ มันเคยกลัวยังไงตอนนั้น ตอนนี้มันก็เป็นเหมือนตอนนั้น ต่อให้มันกลับหาคุณได้อีกครั้งด้วยปาฏิหาริย์ใด ๆ ก็ตาม มันก็เป็นได้แค่ไอ้ขี้แพ้ ไอ้ลูกแหง่ที่พ่อกับแม่ของมันจะจับหันซ้ายหันขวายังไงก็ได้ มันไม่มีทางเปลี่ยน ไม่ว่ามันจะเป็นทิวหรือเป็นวินก็ตาม” นฤเบศดึงตัวของตฤณเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน ตฤณใช้มือดันแผงอกของหนุ่มใหญ่เอาไว้

“ผมยืนอยู่ต่อหน้าคุณตรงนี้ อย่างคนไม่มีพันธะใด ๆ อย่างคนที่บอกจากใจว่ารักคุณ ต้องการที่จะอยู่กับคุณ อย่างคนที่ให้คุณได้ทุกอย่างจากนี้ไป แน่ล่ะ ผมเคยพลาดอะไรมามากมาย แต่ตอนนี้ ผมคนนี้ พร้อมทำให้คุณทุกอย่าง ตฤณ อยู่กับผมนะ” ตฤณจะขยับริมฝีปากพูดอะไรออกมา นฤเบศชิงห้ามเอาไว้ก่อน

“คุณขอให้ผมเปลี่ยนมาเรียกชื่อจริงของคุณ ผมก็ทำตาม ถึงแม้ว่าผมจะรู้สึกว่า ชื่อเล่นของคุณน่ารักกว่าตั้งเยอะ มันแสดงออกชัดเจนไม่ใช่หรือ ว่าผมยอมคุณมากแค่ไหน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมผมถึงต้องยอมคุณ แต่ผมก็ทำ ทำมานานแล้วด้วย คุณต้องเห็นสิ่งที่ผมทำให้ได้แล้วนะ คุณต้องเลิกทำให้ผมรู้สึกน้อยใจ เลิกทำให้ผมคิดว่า คุณมองไม่เห็นคุณค่าของผมเลยสักนิด นะ กั้ง ถึงเวลาที่คุณต้องทำเพื่อผมบ้างแล้ว” นฤเบศยิ้มให้กับตฤณ ที่กลืนคำพูดที่มีกลับคืนลงไป

*************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch?v=Q3nKzm0KxdU


ทำไมคนอย่างฉันต้องเป็นห่วงเธอเสมอ

Why does a guy like me need to always care about you?

แค่ไม่เห็นเธอเพียงสักวัน

Just because I don’t come see you for one day

ทำไมคนอย่างฉันต้องร้อนรนอย่างนั้น

Why does a man like me need to feel anxious?

แค่ได้เห็นเธออยู่กับใครที่ไม่ใช่ฉัน

Seeing you with someone other than me


ไม่เคยรู้ ไม่เคยถาม

With no clue, never have asked

ไม่แน่ใจคืออะไร

Not even sure what that is

แต่ที่รู้คือไม่อยาก

But so sure that I

จะต้องเสียเธอไป

Don’t want to lose you


ก็ได้แต่ถาม

If I could ask,

แต่หัวใจไม่เคยได้ตอบ

My heart never would reply

ว่าที่เรามีกันเมื่อก่อน

What we’ve had going on

คือฉันรักเธออยู่แล้วหรือเปล่าไม่รู้

Is that love I’m feeling for you since?


หัวใจยังแปลไม่ออก

My heart can’t say for sure

แค่รู้เพียงว่าใจฉันอ่อน

But you’re my kryptonite

แทบไม่ไหว

Can’t let it pass

เมื่อเป็นเรื่องเธอ

If it is you

มันหมายความว่าอย่างไร

What’s that all about?


ทำไมคนอย่างฉันต้องคิดถึงอย่างนั้น

Why does a guy like me need to think of that?

ทำไมทุกคืนมีแต่เธอในใจฉัน

Each and every night is you and only you, why?


ไม่เคยรู้ ไม่เคยถาม

With no clue, never have asked

ไม่แน่ใจคืออะไร

Not even sure what that is

แต่ที่รู้คือไม่อยาก

But so sure that I

จะต้องเสียเธอไป

Don’t want to lose you


ก็ได้แต่ถาม

If I could ask,

แต่หัวใจไม่เคยได้ตอบ

My heart never would reply

ว่าที่เรามีกันเมื่อก่อน

What we’ve had going on

คือฉันรักเธออยู่แล้วหรือเปล่าไม่รู้

Is that love I’m feeling for you since?


หัวใจยังแปลไม่ออก

My heart can’t say for sure

แค่รู้เพียงว่าใจฉันอ่อน

But you’re my kryptonite

แทบไม่ไหว

Can’t let it pass

เมื่อเป็นเรื่องเธอ

If it is you

มันหมายความว่าอย่างไร

What’s that all about?


ไม่เคยรู้ไม่เคยถาม

Never knew, never asked

ไม่แน่ใจคืออะไร

Not sure about it

แต่ที่รู้คือไม่อยาก

What I really know which is

จะต้องเสียเธอไป

I cannot really lose you


ก็ได้แต่ถาม

So, I’m now asking

แต่หัวใจไม่เคยได้ตอบ

Yet, my heart is still shadowed

ว่าที่เรามีกันเมื่อก่อน

What’s been going between us

คือฉันรักเธออยู่แล้วหรือเปล่าไม่รู้

That I’ve been falling in love with you, have I?


หัวใจยังแปลไม่ออก

My heart has no explanation

แค่รู้เพียงว่าใจฉันอ่อน

It knows though that I’m weak

แทบไม่ไหว

Can’t fight it

เมื่อเป็นเรื่องเธอ

If it is about you

มันหมายความว่าอย่างไร

What is that telling you?


มันหมายความว่าอย่างไร

What exactly does this really mean?

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด