ในห้วงคำนึง...ที่คิดถึงกัน: Nostalgia บทที่ ๒๙. คิดถึงที่เสียใจ ๓๑/๑/๒๕๖๖
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ในห้วงคำนึง...ที่คิดถึงกัน: Nostalgia บทที่ ๒๙. คิดถึงที่เสียใจ ๓๑/๑/๒๕๖๖  (อ่าน 888 ครั้ง)

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 90
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
บทที่ ๒๗. คิดถึงไม่สมมติ



2566

2023



“โรยใบโหระพาตบท้าย ก็ปิดเตาไฟ ยกหม้อลงได้” ตฤณพูดพร้อมกับขยับแกงเขียวหวานเนื้อหม้อใหญ่นั้น ให้ขยับไปวางอยู่บนแผ่นรองความร้อน “หอมมาก” เสียงของเจ้าของเพ้นท์เฮ้าส์ที่ยืนอยู่ข้าง ดังขึ้น “ผมหิวข้าวมาก” ทั้งสายตาและรอยยิ้มที่แต้มอยู่บนใบหน้าของนฤเบศ บ่งบอกถึงความดีใจ ที่ตฤณมาทำอาหารให้เขากินในวันนี้

นฤเบศขับรถไปรับตฤณที่คอนโดตั้งแต่เช้า เพราะอีกฝ่ายบอกว่า ถ้าจะกินแกงเขียวหวานแบบรสชาติเด็ดขาดสูตรโบราณ ก็ต้องออกไปเลือกซื้อของเองที่ตลาดสด ทั้งเนื้อวัว ทั้งพริกแกง ทั้งผักสด รวมถึงหัวหางกะทิที่คราวนี้ จะไม่พึ่งพากะทิกล่อง เพราะตฤณบอกว่า จะทำแกงแตกมันได้ยาก และไม่หอมเท่ากะทิที่คั้นน้ำจากมะพร้าวขูดสด ๆ จากร้าน

“ผมคิดถึงอาหารไทยสุด ๆ” นฤเบศสารภาพไปตามความจริง “อะไรกัน” ตฤณที่กำลังเก็บล้างภาชนะที่ใช้ประกอบอาหารท้วงขึ้น “มีร้านอาหารไทยอยู่ทั่วยุโรปแล้วนะ” นฤเบศได้ยินตฤณพูดแบบนั้น ก็เดินเข้าไปยืนแนบด้านหลังของอีกฝ่าย “แต่ยุโรปขาดฝีมือทำกับข้าวของคุณนี่นา” พูดจบหนุ่มใหญ่ก็ก้มลงหอมแก้มตฤณฟอดใหญ่

“อะไรเนี่ย” ตฤณถาม หัวเราะนิด ๆ ขณะหยิบผ้าเช็ดมือจากตะขอแขวนเหนืออ่างล้างจาน “แทนคำขอบคุณ” นฤเบศยิ้มกว้าง ตฤณส่ายหน้าน้อย ๆ แต่ก็ยังคงมีรอยยิ้มเปื้อนอยู่ “คุณไปเมืองนอกแค่สองสัปดาห์เองนะครับ” ตฤณบอกกับอีกฝ่าย มือหยิบแก้วกาแฟที่ชงเอาไว้ตั้งแต่กลับมาจากตลาดขึ้นจิบ มันเย็นชืดแล้วก็จริง แต่ตฤณคิดว่ารสชาติมันไม่ได้แย่อะไรสักนิด

“ซึ่งโคตรน่าเบื่อเลย” นฤเบศพูดก่อนเดินนำไปบริเวณพื้นที่นั่งเล่น “มิลานออกจะสวย” ตฤณเถียง เดินตามหนุ่มใหญ่เจ้าของเพ้นท์เฮ้าส์แพงระยับนี้ ไปหย่อนตัวลงนั่งที่ฝั่งตรงข้ามกัน “ก็คิดว่าจะมีเพื่อนร่วมทริป” เสียงของนฤเบศฟังดูตัดพ้ออยู่ในที ตฤณหลบตาวูบ ไม่ได้ต่อคำอะไรกับประโยคนี้ของอีกฝ่าย

“มิลานมันก็ดี แต่มันไม่ดีตรงที่เราไม่ได้ไปด้วยกัน ไม่เหมือนกับครั้งที่แล้ว” จริงอย่างที่นฤเบศพูด “ดีตรงไหน แทบจะไม่ได้ออกจากห้องที่โรงแรมไปไหนกับเขาเลย” ตฤณนึกย้อนกลับไปเมื่อทริปยุโรปครั้งที่แล้ว ที่เขาไปกับนฤเบศ “มันดีตรงนั้นแหละ” ทั้งสองคนสบตากัน ต่างรู้ดีว่าเหตุใดทั้งคู่ทำอะไรกันในห้องทั้งวันทั้งคืน ถึงแทบไม่ได้ออกไปเดินเที่ยวชมเมืองที่ไหน

“อุตส่าห์บินไปตั้งไกล” ตฤณนึกถึงครั้งนั้น ที่ต่างก็นึกบ้าอะไรขึ้นมา วีซ่ายังไม่หมดอายุ จองตั๋วเครื่องบินแบบปุบปับที่แพงแสนแพง จองโรงแรมด้วยราคาที่อาจจะทำให้ใครบางคนต้องล้มละลาย จัดกระเป๋าเดินทางเพียงไม่นาน รู้ตัวอีกที ทั้งสองคนก็อยู่บนเครื่องบินที่ทะยานจากสนามบินสุวรรณภูมิ ขึ้นไปอยู่บนฟ้า มุ่งหน้าสู่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลีแล้ว

“สนุกดีนะ” นฤเบศพูดขึ้น เขาเองก็คิดว่าปีใหม่ที่ผ่านมา จะได้ไปทำเรื่องสนุก ๆ กับตฤณแบบนั้นอีก “ผมอยู่มิลานได้สองสามวันก็เบื่อ เลยไปต่อที่เมืองนีซ” ชื่อเมืองที่หลุดออกมาจากปากหนุ่มใหญ่ ทำให้ตฤณถึงกับตาโต “เสียดายเลยทีนี้” ตฤณพูดพลางทำท่าทางเสียอกเสียใจ นฤเบศเองก็เสียดายเช่นกัน ที่แผนทั้งหมดของเขานั้นล่มลง

“ผมรู้ว่าคุณอยากไปเมืองนี้มาก ก็กะว่าจะทำเซอร์ไพรซ์ให้สักหน่อย ผิดแผนไปหมด คุณดันไม่รับโทรศัพท์ผมเลย” ตฤณสบตากับนฤเบศ เข้าใจเลยว่า หนุ่มใหญ่กำลังกึ่งบ่น กึ่งตำหนิ กึ่งพูดใส่หน้า ว่านี่คือความผิดของตฤณ “อยากรับผิดชอบอะไรขึ้นมาบ้างไหมล่ะ” นฤเบศยิงคำถามออกไป ก่อนจะเห็นแววตาที่รู้ทันฉายอยู่ในดวงตาของอีกฝ่าย

“ก็มาทำแกงเขียวหวานแสนอร่อยนี่ให้กินวันนี้แล้วไง” ตฤณรีบพูดออกไป กลั้วหัวเราะทำกลบเกลื่อนความผิด “โห มันน้อยไปมั้ยครับ รับผิดชอบกับใจดวงน้อย ๆ ของผมแค่นี้เองหรือ” ตฤณนึกหมั่นไส้อยู่เสมอ เวลาเห็นนฤเบศอ้อนแบบนี้ หนุ่มใหญ่หน้าตาหล่อเหลาเอาการ รูปร่างเฟิร์มกล้ามท้องแน่น มาทำตาหวานใส่ พูดจาออดอ้อนด้วย มันก็ทำให้ใจสั่นไม่น้อย

“แล้วจะเอาอะไรอีกล่ะครับ” ตฤณพูดออกไป ก็ทำให้นึกได้ทีหลังว่า การพูดถามอีกฝ่ายปลายเปิดแบบนั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่นัก เพราะมันมักจะจะกลายเป็นสิ่งที่มัดตัวเขาภายหลังเสมอ ๆ “เสร็จผมล่ะ” ทันทีที่ได้ยินตฤณเปิดโอกาสแบบนั้น นฤเบศก็ไม่พลาดที่จะแสดงออกมาอย่างเปิดเผย กับสิ่งที่เขาต้องการจากอีกฝ่าย

“คืนนี้อยู่กับผมทั้งคืนนะครับ คนดี” ตฤณได้ยินอีกฝ่ายพูด ก่อนจะเห็นนฤเบศลุกจากโซฟาหรูตัวยางนั้น เดินตรงมาหาเขา “คิดถึงเป็นบ้าเลย” ก่อนที่ตฤณจะรู้สึกถึงจูบที่แผ่วเบา แต่หวานละมุนนั้นบนหน้าผากของเขา “ข้าวสุกพอดี” ตฤณพูดขึ้น รู้สึกเหมือนระฆังจะช่วยเขาเอาไว้ได้พอดี เมื่อเสียงตัดของหม้อหุงข้าวดังขึ้น

“ก็คุณบอกเองว่าหิวข้าวมาก” ตฤณที่ลุกขึ้นยืนขึ้น โดยที่ความสูงของเขาเสมอเพียงแค่คางของหนุ่มใหญ่ ที่ตอนนี้รู้สึกว่า ตัวเองโดนแก้เกมได้โดยง่ายอีกแล้ว “ฝากไว้ก่อนเถอะ” หนุ่มใหญ่ทำเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน ตฤณหัวเราะเสียงใสออกมา แววตาของนฤเบศแสดงออกอย่างเปิดเผยว่า เขาดีใจและมีความสุขมากแค่ไหน ที่ตฤณมาอยู่กับเขาในวันนี้

“เดี๋ยวผมทำไข่เจียวเพิ่ม แนมกับเขียวหวานเนื้อ อร่อยเหาะเชียวแหละ” ไม่พูดเปล่า ตฤณเดินกลับเข้าไปในส่วนครัว นฤเบศเดินตามไปเท้าข้อศอกมองจากไอส์แลนด์ครัวแบบฝรั่ง ดูตฤณทำโน่นทำนี่ ฟังเสียงของอีกฝ่ายบรรยายว่า ตัวเองกำลังทำอะไร ปรุงอะไร ทำอาหารแบบไหน นฤเบศมองเห็นภาพในอนาคตของเขา ที่เขาตื่นขึ้นมา มีตฤณอยู่ในทุกวันของชีวิตแบบนี้

“คุณจะกินแบบเป็นกับข้าว หรือว่าจะลูกทุ่ง ๆ แบบเป็นข้าวราดแกงโปะไข่เจียวไปเลย ดีครับ” ตฤณที่ตักข้าวใส่จาน หันมาถามนฤเบศเสียงใส “ราดข้าวมาเลยครับผม” นฤเบศตอบกลับไปแบบไม่ลังเล ก่อนจะชี้ไปที่ถ้วยที่วางอยู่ไม่ไกลกันนั้น “ขอน้ำปลาพริกให้ผมเยอะ ๆ เลยครับ แหม คิดถึงสมัยยังเด็กจริง ๆ พับผ่าสิ” ตฤณที่จัดให้ตามคำขอของอีกฝ่าย หัวเราะตามไปกับหนุ่มใหญ่ด้วย

ตฤณยื่นจานข้าวที่พูนไปด้วยแกงเขียวหวานร้อนกรุ่น ไข่เจียวหอม ๆ และน้ำปลาพริกขี้หนูแดงเขียว ก่อนจะนึกตามคำพูดของนฤเบศ จริงสินะ สมัยยังเด็ก ที่ความทรงจำในช่วงนั้น มันกลับมาส่งผลกับความรู้สึกของตฤณมากอยู่เช่นกันในตอนนี้ กับใครบางคน เมนูบางเมนู ที่เขาเองก็ตั้งใจลองผิดลองถูก ตั้งใจทำ เพื่อใครคนนั้นเช่นกัน

ตฤณรับรู้ถึงสัมผัสที่เริ่มต้นอย่างแผ่วเบานั้น ก่อนจะเริ่มหนักหน่วงขึ้น จากการขบด้วยริมฝีปากที่ติ่งหูของเขา จนการซุกไซ้ไรหนวดเขียวนั้นไปตามซอกคอ แผ่นหลัง และไล่ลงไปจนถึงร่องหลืบที่อีกฝ่าย ใช้เวลาอยู่นาน กับการลิ้มชิมรสและเพิ่มความซ่านกระสันให้กับตฤณ ที่เขาไม่อาจจะปฏิเสธที่จะแยกขาออกจนกว้าง เพื่อรับรู้ความอุ่นนุ่มแต่ดุดัน ที่แทรกซุกเข้าหามันได้เช่นกัน

“ผมขอนะ” ตฤณดิ้นนฤเบศถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา กระเส่าอยู่ในที ท่ามกลางแสงไฟสลัว ตฤณพยักหน้ารับ อนุญาตให้อีกฝ่ายใช้นิ้วป้ายเจลเย็น ๆ นั้นลงไปยังที่หมาย ตฤณครางออกมาเมื่อนิ้วของนฤเบศล่วงล้ำพาเจลลื่นนั้นเข้าไปในช่องทาง หนุ่มใหญ่มองดูตฤณ จากที่ดึงตัวหนีนิ้วของเขา จนอีกฝ่ายขยับตัวเข้าหานิ้วของเขาเอง โดยที่เขาไม่ต้องบังคับใด ๆ

นฤเบศสวมเครื่องป้องกันลงบนความแข็งขันของตัวเองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเลื่อนตัวขึ้นไปประกบแผ่นหลังของตฤณ หนุ่มใหญ่ดึงบั้นท้ายของตฤณให้ยกสูงขึ้น ก่อนจะดันส่วนที่ชูชันนั้น ค่อย ๆ แทรกผ่านความหนั่นแน่น ฝังส่วนกลางลำตัวแห่งความเป็นชายของตน เข้าไปจนสุดความยาว

“เจ็บมั้ย” นฤเบศรับรู้คำตอบจากตฤณด้วยการที่อีกฝ่ายบีบมือของเขาเอาไว้จนแน่น ถึงแม้ว่าตฤณกับเขาจะมีอะไรกันมาหลายครั้ง แต่ตฤณก็ยังไม่ชินกับความเขื่องที่แทรกผ่านเข้ามาในตัว “เดี๋ยวก่อนครับ อย่าเพิ่งขยับ” ตฤณสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อเรียบของเขาคลายความเจ็บลง นฤเบศก้มลงจูบเบา ๆ ที่แผ่นหลังของตฤณ โดยที่หนุ่มใหญ่รอให้อีกฝ่ายส่งจังหวะเหมาะให้กับเขา

“ตฤณ คุณคับแน่นจังเลย” นฤเบศกระซิบบอกตฤณเบา ๆ ที่ข้างหู และเมื่อตฤณพยักหน้าเป็นสัญญาณ นฤเบศก็เริ่มขยับเอวเข้าออกช้า ๆ โดยมีเสียงร้องครางของตฤณดังออกมา ให้เขารู้ว่า เขาสามารถเพิ่มความถี่และความแรงในการขยับตัว และเมื่อตฤณยอมเอี้ยวตัวหันมาจูบปากแลกลิ้นกับเขา นั่นก็ทำให้นฤเบศสามารถกระหน่ำย้ำสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ได้อย่างหนักหน่วง และพลิกแพลงท่วงท่าได้ตามใจต้องการ

แม้ว่าเครื่องปรับอากาศภายในห้องนอนจะเย็นฉ่ำ แต่ทั้งตฤณและนฤเบศก็เหงื่อท่วมตัว หนุ่มใหญ่ฟุบตัวซุกหน้าลงที่ท้ายทอยของอีกฝ่าย จูบเบา ๆ ลงไปตรงนั้น ก่อนจะเลื่อนตัวไปหอมแก้มบอกขอบคุณ แล้วจึงค่อย ๆ ถอนตัวออกจากช่องทางของตฤณ ทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ

“ปีหน้าเห็นได้ข่าวว่า จะมีสลีปเปอร์เทรนเชื่อมระหว่างซูริคกับบาร์เซโลน่า” นฤเบศที่ลุกขึ้นไปยืนอยู่ที่ปลายเตียงพูดขึ้น “คุณไปกับผมนะ ไปเริ่มต้นที่สวิส แล้วก็ไปให้ทั่วสเปนเลย” อีกมือก็ดึงเครื่องป้องกันที่มีน้ำสีขาวขุ่นขังตัวอยู่ในนั้นออกจากความแข็งเขื่อง ตฤณมองตามนฤเบศที่เดินไปโยนยางบางเฉียบนั้นลงไปในถังขยะที่มุมห้อง

“ถ้าว่างนะครับ” ตฤณไม่รู้จะตอบแบบไหนออกไป เลยกึ่งรับกึ่งออกตัวไปแบบนั้น ก่อนจะเห็นหนุ่มใหญ่ยิ้มกว้างแล้วเดินมาหา “ผมจะทำให้มั่นใจว่า คุณว่างไปกับผม ตฤณ” ก่อนจะประทับจูบหนัก ๆ ลงบนริมฝีปากของตฤณที่เปลือยเปล่าอยู่บนเตียงใหญ่หนานุ่มนั้น ตฤณสบตากับนฤเบศแต่ไม่ได้พูดอะไรออกไป ในหัวยังไม่ได้มีคำตอบที่ชัดเจนกับคำชวนนี้ของนฤเบศ

ตฤณกลับมาถึงที่คอนโดก็เกือบจะเจ็ดโมงเช้าแล้ว เขาบอกกับหนุ่มใหญ่ว่า มีงานค้างอยู่ต้องกลับไปสะสาง ตฤณเดินเข้ามาในส่วนรับรองของตึกคอนโด ก็เห็นวินนั่งรออยู่ที่โซฟา ตรงส่วนต้อนรับ เด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งมองตรงมาที่ตฤณที่เพิ่งเดินเข้ามาในตัวอาคาร ตฤณมีท่าทีแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็เดินตรงมาหาเด็กหนุ่ม

“มาทำอะไรแต่เช้า” ตฤณยิงคำถามออกไป เห็นเด็กหนุ่มยักไหล่ ทำยิ้ม ๆ “ก็อยากมาหา อยากเจอตฤณ ก็เลยมาที่นี่เลย ทำไมล่ะ มาไม่ได้แล้วหรือ” น้ำเสียงของวินไม่ได้แสดงอาการตัดพ้ออะไร ถามออกมาเรียบ ๆ แบบชวนคุยเสียมากกว่า “เปล่า ไม่ใช่แบบนั้น” ตฤณตอบกลับไป ในใจแอบกังวลเล็กน้อย ว่าวินจะถามอะไรเพิ่มหรือไม่ ที่เห็นเขากลับเข้าคอนโดมาในตอนเช้าแบบนี้

“ก็มาได้ แต่ถ้าผมไม่อยู่ คุณจะได้ไม่ต้องมานั่งรอนาน ๆ ไง เสียเวลาออก” ตฤณบอกเด็กหนุ่มออกไปแบบนั้น วินเดินเข้ามา แล้วก็ยิ้มให้ ส่ายหน้าเป็นเชิงว่ามันไม่ได้อะไรนักสำหรับเขา “คิดถึงจัง” วินโน้มใบหน้าลงมาจนเกือบจะถึงใบหน้าของตฤณ ซึ่งสิ่งที่วินทำต่อจากนั้น ก็ทำให้ตฤณรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย

“ขอกอดหน่อยนะ” ตฤณถูกรวบเข้าไปในอ้อมกอดของเด็กหนุ่ม วินกอดตฤณเอาไว้จนแน่น กลิ่นบางอย่างที่วินรู้ว่า ไม่ใช่กลิ่นประจำตัวของตฤณ โชยออกมาให้เขาได้รับรู้ “อะไรเนี่ย” ตฤณถามออกไป ความอุ่นจากกายของเด็กหนุ่มที่ส่งผ่านออกมาจากถึงตัวของเขา ทำให้ตฤณรู้สึกใจเต้นไม่เป็นส่ำ

วิน เด็กหนุ่มร่างสูงที่กำลังกอดตฤณไว้ในอ้อมแขนนั้น ส่งสายตามองผ่านกระจกบานใหญ่ของอาคารออกไป ที่ตรงนั้น มีหนุ่มใหญ่ดูภูมิฐานคนหนึ่ง ยืนมองพวกเขาสองคนอยู่ วินจ้องไปที่ใบหน้าของนฤเบศอย่างตาไม่กะพริบ เปิดเผยเช่นกันว่า เขาไม่กลัวหากว่าสิ่งที่เขาจะต้องทำต่อจากนี้ คือการทำทุกวิถีทาง ที่จะให้ตฤณเป็นของเขาคนเดียวเท่านั้น

****************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=LTtlD37_bD8


ฉันฝันเห็นอยู่เสมอ ชีวิตที่เธอได้เลือกฉัน

I always dream of a life that you do pick me

ฝันว่าโลกไม่มีเขา สมมติว่าเราได้รักกัน

Dreaming that he doesn’t exist in this world, supposedly we’re so in love

ฉันเข้าใจหมดทุกอย่าง ไม่ว่าเธอเลือกทางไหน

I totally get it – all of it, no matter what you’ re gonna choose

จะไปคาดหวังอะไรได้ คนจะไปก็ต้องไป

What can be expected if one wants to leave?


แต่ตอนนี้ มันยังมีเวลา ไม่ต้องคิดถึงหน้าใคร

There’s still time, no need to ever care about anyone

และเราก็อยู่ด้วยกัน

And we’re now here together

ก่อนเดินจากกันไป ลองหลับตาแล้วนึกดูได้ไหม

Before we would say goodbye, close your eyes and think one minute

จับมือฉันไว้สักครั้ง

Hold my hand tight just once


ฉันฝันเห็นอยู่เสมอ ชีวิตที่เธอได้เลือกฉัน

I always dream of this life that you literally choose me

ฝันว่าโลกไม่มีเขา สมมติว่าเราได้รักกัน

Picturing a world without him, supposedly we fall in love

เราจะได้ มีคืนวัน ที่ดีดี ไม่ห่าง

We will have ourselves days and nights full of good stuff

มีเธอยิ้ม มีเธอยืน มีเธอเดินข้างข้าง

You smile, stand by me and walk along with

อยากให้ลองคิดถึงฉันไม่ใช่เขา

Think of me please – not him

สมมติว่าเราได้คบกัน

Supposedly, we’re seeing each other

สมมติว่าเราได้รักกัน

Supposedly, we fall head over heels


สมมติฉันไม่ยอมแพ้ แล้วเรื่องจริงจะเปลี่ยนไหม

I suppose I never quit; will all of this alter all the facts?

สมมติฉันไม่ยอมรับ และขอร้องเธอไม่ให้ไป

I suppose I never accept it, on my knees asking you not to leave me

หากสองเราได้ย้อนเวลา มีโอกาสได้แก้ไข

If we could turn back time, we’d get a chance to make it right

เราจะยอมให้ทุกทุกอย่าง เป็นไปตามนี้หรือไม่

We’ll do whatever it takes, will it be as we really want?


แต่ตอนนี้ เวลามันยังมี ตรงนี้ไม่มีผู้ใด

Now there’s still time and no one is around

เราอยู่ลำพังอีกหน

We are here together just the two of us

ก่อนเดินจากกันไป ลองหลับตาแล้วนึกดูได้ไหม

Before we say we’d part ways, close your eyes and picture it once again

โลกที่มีเราสองคน

The world of our own, you and me


ฉันฝันเห็นอยู่เสมอ ชีวิตที่เธอได้เลือกฉัน

I always dream of this life that you literally choose me

ฝันว่าโลกไม่มีเขา สมมติว่าเราได้รักกัน

Picturing a world without him, supposedly we fall in love

เราจะได้ มีคืนวัน ที่ดีดี ไม่ห่าง

We will have ourselves days and nights full of good stuff

มีเธอยิ้ม มีเธอยืน มีเธอเดินข้างข้าง

You smile, stand by me and walk along with

อยากให้ลองคิดถึงฉันไม่ใช่เขา

Think of me please – not him

สมมติว่าเราได้คบกัน

Supposedly, we’re seeing each other

สมมติว่าเราได้รักกัน

Supposedly, we fall head over heels


เราจะได้ มีคืนวัน ที่ดีดี ไม่ห่าง

What we’re gonna have is the delights every single day

มีเธอยิ้ม มีเธอยืน มีเธอเดินข้างข้าง

Your smile, your stay and us walk hand in hand

เพียงแต่เราคิดถึงฉันหรือว่าเขา

Just one thing, we; refers to him or me?

สมมติว่าเราได้คบกัน

Supposedly, we are now dating

สมมติว่าเราได้รักกัน

Supposedly, we are now madly in love
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-01-2023 19:33:08 โดย KADUMPA »

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 90
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
บทที่ ๒๘. คิดถึงสารภาพ



2566

2023



“ดีนอยู่ไหนลูก” ทันทีที่เขารับสายเฟซไทม์จากผู้เป็นแม่ “ดีนออกมากับเพื่อนที่มหาวิทยาลัยครับแม่” ดีนก็บอกแม่ออกไปว่า เขากำลังทำอะไรอยู่ “เป็นงานของทางมหาวิทยาลัยครับ จำที่ดีนเล่าให้แม่ฟังได้มั้ย งานละครเวทีที่ดีนร่วมแสดงด้วย วันนี้เรามาดูสถานที่จริง ที่เอาไปเขียนเป็นฉากในเรื่องน่ะครับ” ดีนบอกกับแม่ของเขาอย่างอารมณ์ดี

“ดูสถานที่จริงหรือลูก” แม่ของเขาถามลูกชายของเธอต่อ “ใช่ครับแม่ พวกมันจะเล่นใหญ่ จำลองฉากนี้ขึ้นมาบนเวที” จากกล้องของดีน มองเห็นกลุ่มเพื่อนของเขา ที่เป็นบรรดาทีมงานเบื้องหลังของละครเวทีเรื่องนี้ “ก็เลยพานักแสดงนำมาดูของจริง เพื่อซึมซับบรรยากาศโดยรวม จะได้มีอารมณ์ร่วมตอนเฉากแสดงจริง” แม่ของดีนมองดูกลุ่มเพื่อนของลูกชาย ก่อนจะยิ้มให้

“ที่พี่ดีนเล่นเป็นพระเอกของเรื่องอ้ะนะ” เสียงของน้องสาวของเขาดังแทรกเข้ามาให้ได้ยิน “แน่นอน พี่ชายสุดหล่อของเธอคนนี้ ต้องเล่นเป็นพระเอกอยู่แล้ว” ดีนยิ้มกว้างเห็นฟันขาวสวย พร้อมยืดอกแสดงออกถึงความภาคภูมิใจ ที่ตนได้รับเลือกให้แสดงบทนำนี้ น้องสาวที่ดูหน้าพี่ชายฉีกยิ้มขนาดนั้น ก็ทำเสียงแหวะดังข้ามมาให้ได้ยิน

“มันคือเรื่องจริง” ดีนตอบกลับไปพร้อมกลั้วหัวเราะ แม่ของเขาเองยังนึกประหลาดใจ ที่เดี๋ยวนี้เธอไม่ค่อยเห็นดีนจะถือสาหาความอะไรน้องสาว ที่ว่าหากเป็นเมื่อก่อน น้องพูดอะไรไม่เข้าหู ดีนคงไม่ยอมเป็นแน่ “แล้วมีใครแสดงกับดีนบ้างล่ะลูก” แม่ของดีนถามคำถามนั้นขึ้น ก็พอดีกับที่มีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เดินผ่านหน้ากล้องโทรศัพท์มือถือของดีนไปพอดี

“เทปปันครับแม่” ผู้เป็นแม่ได้ยินเสียงของลูกชาย ออกเสียงชื่อของใครบางคน ด้วยความอ่อนโยน “เทปปัน” แม่ของดีนทวนชื่อนั้นซ้ำ “ใช่ครับแม่ เทปปัน” ดีนแพนกล้องมือถือไปทางเจ้าของชื่อ ที่ยืนอยู่ไม่ไกลกัน “น่ารักดีนะ” เสี้ยวหน้าด้านข้างที่แม่ของดีนเห็นทำให้แม่ของดีนเอ่ยปากชมออกมา

“ลูกเต้าเหล่าใครกัน” แม่ของดีนถามต่อ เมื่อเทปปันหันหน้ามาให้เห็นแบบเต็ม ๆ “ลูกครึ่งญี่ปุ่นครับแม่” ดีนที่ตอนแรกมองใบหน้าของเทปปันผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือเหมือนกับแม่ของเขา “น่ารักใช่มั้ยครับ ดีนว่าปันเขาน่ารักมากครับ” ดีนบอกกับแม่ของเขาออกไป ก่อนจะเลื่อนสายตาของตัวเองออกจากหน้าจอ แล้วมองตรงไปยังเจ้าตัวจริง ๆ

“พี่ดีนพูดไป แล้วทำไมต้องเขินด้วย” เสียงยัยน้องสาวตัวดีของเขา ทำให้ดีนที่เผลอหลุดยิ้มออกมา ถึงกับต้องทำท่าเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “เปล่าเสียหน่อย พี่ก็แค่พูดไปตามที่เห็น แค่นั้นเอง” ฝ่ายน้องสาวส่ายหน้า แบบไม่เชื่อในสิ่งที่พี่ชายตัวเองเพิ่งพูดออกมา ก่อนจะพึมพำว่า พิรุธเบอร์ใหญ่ขนาดนี้ ยังจะกล้าแก้ตัวอีก

“หนูก็พูดตามที่หนูเห็นเหมือนกันนะแม่” น้องสาวของดีนพยายามส่งเสียงข้ามอีกครั้ง ก่อนที่แม่จะส่งเสียงห้ามปรามสองพี่น้องเอาไว้ “ถ้าไม่ได้เขิน ไม่ได้คิดอะไรกับเขา ก็พามาบ้านสิ มากินข้าวเย็นก็ได้ กล้ามั้ยล่ะ ไม่กล้าหรอก สุดท้ายก็ป๊อด เพราะพี่ดีนน่ะ ถ้าชอบใครขึ้นมาจริง ๆ แค่นี้ก็รู้แล้ว คนไหนพี่ดีนหงอกับเขา คนนั้นแหละที่พี่ดีนชอบ” น้องสาวของดีนร่ายยาวออกมาเป็นชุด

“ยัยน้องจอมยุ่ง แม่ครับ แค่นี้ก่อนนะครับ” ยังไม่ทันที่ผู้เป็นแม่จะได้ทันทักท้วงอะไร ดีนก็กดตัดสายไปเสียก่อน “หนูบอกเลย พี่ดีนชอบพี่คนนั้นแน่นอน” น้องสาวของดีนยืนยันกับแม่ของตน “นี่พ่อฟังไม่ผิดใช่มั้ย ที่ว่าเจ้าดีนชมคนอื่นว่าน่ารัก” พ่อที่นั่งฟังการสนทนาทั้งหมดมาโดยตลอด ถามขึ้น

“ไม่ได้แค่ชมเฉย ๆ หรอกค่ะ พี่ดีนชอบพี่คนนั้น ไม่งั้นก็แอบชอบเขาข้างเดียว พ่อกับแม่เชื่อหนู” ผู้เป็นพ่อและแม่สบตากันเมื่อได้ยินลูกสาวคนเล็กของพวกเขาพูดออกมาแบบนั้น “เจ้าดีนเนี่ยนะ” พ่อเองก็ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองนัก “ร้อยทั้งร้อยค่ะ” ลูกสาวคนเล็กของพวกเขาว่าเอาไว้อย่างอย่งหนักแน่นแบบนั้น

“หนูเคยเห็นพี่ดีนคุยกับเพื่อน ก็ไม่เห็นจะทำท่าทางทำอะไรเป็นพิเศษแบบตอนพูดถึงเพื่อนคนนี้เลยสักครั้ง” พ่อกับแม่มองหน้ากัน นั่งฟังลูกสาวบรรยายความออกมา “คนป๊อบปูล่าร์อย่างพี่ดีน ท่าเยอะเรื่องมากจะตาย ไม่มีทางจะมาที่อ่อนโยนกับใครง่าย ๆ แน่นอน ถ้าไม่ใช่ว่าคนคนนั้นคือคนสำคัญ” คำพูดของลูกสาวทำให้พ่อและแม่สบตากันอีกครั้ง แบบที่ว่าเรามีเรื่องต้องคุยกัน

ดีนวางสายจากแม่ของเขา ก่อนจะเดินเข้าไปหาเทปปัน ที่รวมกลุ่มอยู่กับทีมเบื้องหลังของละครเวทีมหาวิทยาลัย ดีนใช้ไหล่ดันต้นแขนของเทปปัน เขาชนมันเบา ๆ แต่ก็แรงมากพอที่จะทำให้อีกฝ่ายรู้ตัว รับรู้ถึงเจตนานั้น ดีนที่รอสบตาเทปปันอยู่ก่อนแล้ว มองเห็นอีกฝ่ายช้อนสายตามามองเขา ดีนตอบรับมันด้วยรอยยิ้มที่แลดูพึงพอใจ

“ดีนเพิ่งเฟซไทม์คุยกับแม่” ดีนพูดขึ้น คนอื่น ๆ ในทีมกำลังปรึกษากันเรื่องฉากใหญ่ที่จะประกอบกันขึ้นบนเวที เทปปันพยักหน้าเบา ๆ รับรู้ที่ดีนพูดออกมา “แม่ชมปันด้วยนะ” ดีนพยายามพูดกระซิบกระซาบเพื่อให้รู้กันแค่สองคน แต่มันดันดังมากพอที่จะทำให้ผู้กำกับและผู้ช่วยผู้กำกับหูผึ่ง ตั้งใจฟังโดยไม่หันมามองดีนและเทปปันให้เป็นที่ผิดสังเกต

“แม่ชมปันใหญ่เลยว่าปันน่ารัก” ดีนทำหน้ากรุ้มกริ่มเมื่อพูดถึงสิ่งที่แม่ว่าเอาไว้ก่อนหน้านี้ “พูดอะไรน่ะ” เทปปันที่อยู่ ๆ ได้ยินดีนพูดชมออกมาแบบนั้น ก็ทำหน้านิ่ง พูดเสียงเรียบ ๆ ซ่อนอาการเขินนั้นเอาไว้ภายใต้ใบหน้าและแววตาที่ทำดุใส่อีกฝ่าย “ก็แม่พูดแบบนั้นจริง ๆ แล้วดีนก็เห็นด้วยกับแม่” เทปปันดึงชายเสื้อของดีนเบา ๆ เป็นเชิงว่ากลัวคนอื่นจะได้ยิน

“น้องสาวดีนเองยังขอให้แม่ชวนปันไปกินข้าวที่บ้านเลย ทุกคนตื่นเต้นมากนะ ที่ปันจะไปกินข้าวที่บ้านดีน” ดีนพยักหน้าเป็นเชิงยืนยันเรื่องที่เขาพูด เมื่อเทปปันทำหน้าเหมือนจะไม่เชื่อ “ยังไม่ได้บอกว่าจะไปสักหน่อย” เทปปันอยากจะบอกปัดออกไปตรง ๆ “ปันรังเกียจ ไม่อยากไปขนาดนั้นเลยหรือ” ประโยคนี้ของดีน ทำเอาสองผู้กำกับและผู้ช่วยถึงกับกลั้นหายใจรอฟังคำตอบจากเทปปัน

“พูดว่ารังเกียจ ก็ใช้คำแรงไปนะ” ใจจริงของเทปปัน เขาไม่ได้รังเกียจอะไรดีน “แล้วปันกลัวอะไร ฮึ บอกดีนได้มั้ย” รุ่นพี่ผู้กำกับถึงกับรู้สึกหมั่นไส้ในความอ่อนโยนของดี ที่มีต่อเทปปัน เพราะตั้งแต่รู้จักกันมา เขาไม่เคยได้เห็นมุมนี้จของดีนเลยสักครั้ง ขนาดมีผู้หญิงมาทอดสะพานให้ไม่ขาด มีผู้ชายมาวอแวด้วยนับไม่ถ้วน ไอ้อาการง้องอนขอร้องใคร ๆ อย่างที่ดีนทำกับเทปปันนี่ ไม่มีทางจะหลุดออกมาจากไอ้ดีนที่เขารู้จัก

“ว่าไง” ดีนที่เห็นว่าเทปปันยังไม่ตอบคำถามของเขา ก็ถามซ้ำอีกครั้ง “ปันยอมให้ดีนไปเจอแม่ชีแล้ว ก็ถึงเวลาแล้ว ที่ดีนจะพาปันไปรู้จักแม่ของดีนบ้าง ผู้ใหญ่จะได้รู้ว่าเราสนิทสนมกัน เขาจะได้ไม่เป็นห่วงไง ดีนรู้ว่าปันเป็นเด็กดี ไม่เหมือนกับดีนที่ต้องให้ปันช่วยให้ดีนทำตัวดีขึ้น ดีนก็อยากให้เราอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ ไม่ดีหรือครับ” ผู้ช่วยผู้กำกับทอมบอยถึงกับย่นจมูก เบะปาก มองบน ทำหน้าเหม็นเบื่อ ที่ได้ยินดีนพูดออกมาเสียหล่อเหลาเอาการขนาดนั้น

“เออ ปัน ฉันว่าจะถามความเห็นแกอยู่พอดีเลย” ผู้ช่วยผู้กำกับทอมบอยที่ก่อนหน้านี้ ได้คุยกับรุ่นพี่ผู้กำกับ ว่าเธอรู้สึกแหม่ง ๆ ถึงอะไรก็แล้วแต่ระหว่างดีนกับเทปปัน จงใจพูดขึ้นเพื่อขัดจังหวะของดีน ที่กำลังจะมัดมือชกเทปปันได้สำเร็จ “คือฉันอยากถามว่า” เสียงถอนหายใจออกมาอย่างเซ็ง ๆ ของดีน ทำให้ทั้งผู้กำกับและผู้ช่วย แอบนึกขำอยู่ในใจ

“คือฉันฟังความรู้สึกของแกหน่อย เกี่ยวกับบทนายเอกที่แกได้รับ” เทปปันรู้สึกโล่งขึ้น เมื่อผู้ช่วยผู้กำกับถามขึ้นมาแบบนั้น “คืองี้ ฉันกับพี่ผู้กำกับตีความให้แกแสดงก็อย่างหนึ่ง แต่ฉันอยากจะรู้ว่า แกเองพออ่านบทแล้ว ได้รู้จักตัวละครตัวนี้แล้ว แกรู้สึกแบบไหน ยังไงบ้าง คือ มุมมองที่แกมีต่อตัวละครนี้ มันเป็นแบบไหน” เทปปันหยุดนิ่งไป เมื่อได้ยินคำถามนั้น ตัวรุ่นพี่ผู้กำกับเอง ผู้ช่วยผู้กำกับทอมบอย หรือแม้แต่ดีน ก็สนใจในคำตอบของเทปปัน

“อึดอัด” เทปปันตอบออกมาในที่สุด ดีนมองแววตาของเทปปันในขณะที่อีกฝ่ายพูดนั้น “ไม่รู้ว่าการได้เป็นตัวของตัวเอง มันคือสิ่งที่ดีที่สุด ณ ขณะนั้นแล้วหรือยัง” เทปปันรู้สึกว่าตัวละครของเขาเก็บงำซุกซ่อนสิ่งที่ตัวเองเป็นเอาไว้ จนเขาเองยังรู้สึกเจ็บที่ใจแทนตัวละครตัวนี้อยู่ไม่น้อย

“สับสน” อีกหนึ่งสิ่งที่เทปปันรู้สึกจากตัวละครของเขา “ไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า ใช่ความจริงที่ตามหาหรือเปล่า” ดีนสบตากับเทปปัน “คนที่อยู่ตรงหน้า ใช่คนที่ตามหามานานแสนนานหรือเปล่า เขาจะใช่คนที่ไม่ทำให้หัวใจต้องวนเวียนอยู่กับคำถาม ที่ไม่ว่าคำตอบไหน ก็ยังทำให้ลังเลอยู่ดี มันใช่เขาคนนี้หรือเปล่า” เทปปันหลบสายตาจากดีน แปลกที่คำถามนี้ เขานึกว่าตัวละครของเขากำลังถามพระเอกของเรื่อง ไม่ใช่เทปปันที่กำลังถามเอาความจากดีน

“คิดถึง” คำตอบนี้ของเทปปันทำเอารุ่นพี่ผู้กำกับและผู้ช่วยผู้กำกับสาวหล่อถึงกับอมยิ้ม ส่วนดีนนั้น แววตาเป็นประกาย มองเทปปันด้วยสายตาที่ทั้งเอ็นดูและทะนุถนอม “อยากให้ความชิดใกล้ไม่ใช่เรื่องที่ฝันไปเอง ความโหยหาที่มันอยู่ในความรู้สึก อยากได้การตอบรับ เป็นคำสัญญาว่า ตั้งแต่นี้ต่อไป จะไม่จากไปไหน” ดีนรู้สึกว่าที่เทปปันพูดออกมา มันมีความหมายพิเศษกับเขามากมายนัก เขารู้สึกว่า อะไรบางอย่างมันเชื่อมโยงเขากับอีกฝ่ายไขว้ไปมา ระหว่างตัวละครทั้งสองตัวที่พวกเขาแสดง รวมทั้งเรื่องราวของดีนและเทปปันด้วย

รุ่นพี่ผู้กำกับและผู้ช่วยทอมบอยรู้สึกได้เลยว่า เทปปันเข้าถึงตัวละครมากกว่าที่พวกเขาคิด ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ เทปปันคือตัวละครนายเอกของเรื่องที่พวกเขาตามหา เทปปันนั้นพอนึกขึ้นได้ ว่าตัวเองนั้นเผยความรู้สึกลึก ๆ มากไปเสียหน่อย ก็ทำเลี่ยง เดินนำหน้าไปทางถนนด้านหน้าตรอก โดยมีดีนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ มองตาม ก่อนจะก้าวเท้าเดินไปทางนั้นด้วย

“ปัน ระวัง” ดีนตะโกนออกมาจนสุดเสียง ก่อนจะคว้าตัวของเทปปันเอาไว้ได้ทัน ก่อนที่รถยนต์ที่อยู่ ๆ ก็โผล่ออกมาจากหัวมุมถนน เกือบจะชนเทปปันเข้า “ปันเป็นอะไรมั้ย เฮ้ย ขับรถยังไงวะ เลี้ยวโค้งมาทำไมถึงไม่ดูให้ดีก่อน จะรีบไปไหนอะไรขนาดนั้น” ดีนตะโกนด่าตามหลังรถยนต์คันดังกล่าว ที่ไม่หยุดรอรับฟังอะไรจากเขาแต่อย่างใด ทีมงานทั้งหมดรีบมาดูว่า เทปปันที่นั่งอยู่บนพื้น โดยมีดีนโอบกอดปกป้องอยู่ เป็นอย่างไรบ้าง

“ปันโอเคนะ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า” เทปปันส่ายหน้า ยืนยันว่าเขาไม่ได้เป็นอะไร แค่ตกใจนิดหน่อยเพราะเทปปันมองไม่เห็นรถคันนี้เลยสักนิด ในวินาทีที่ดีนดึงตัวเทปปันให้กลับเข้ามาได้ทัน ทั้งคู่มองเห็นภาพอะไรบางอย่างแวบผ่านเข้ามาในฉับพลัน ตอนที่ดีนถามว่าเทปปันเป็นอะไรมั้ย ทั้งคู่ที่สบตากัน ต่างก็รับรู้ว่าต่างฝ่ายต่างเห็นภาพเหตุการณ์เดียวกันนั้น

“ดีนตกใจหมดเลย” เทปปันรู้ตัวอีกที ใบหน้าก็ซุกเข้าที่แผงอกกว้างของดี เพราะดีนนั้นดึงตัวเข้าไปกอดจนแน่นด้วยความเป็นห่วงปนโล่งใจ “ผมไม่ได้เป็นอะไรแล้ว” เทปปันยืนยันให้ดีนได้สบายใจ ดีนคลายอ้อมกอดของตัวเองออก ก้มลงมองไปที่ใบหน้าของเทปปัน และท่ามกลางสายตาของทีมงานทุกคนนั้น ดีนก้มลงประทับรอยจูบลงบนริมฝีปากของเทปปันอย่างปลอบประโลม

*******************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=4zGHenMMYnY


ไม่เคยมีใครเลย ทำฉันเป็นได้อย่างนี้

No one could ever do and make me like this

วันคืนที่น่าเบื่อ มีชีวิตขึ้นทันที

Turning dull boring days into delightful lively ones

แค่มีเธอเข้ามา แค่นี้ก็รู้ว่า

The second you walked in that made me realize

เธอคือพรุ่งนี้ที่ฉันรอ

Your is my tomorrow future I’ve been waiting for


แววตาที่เธอมอง ทำหัวใจฉันสั่นไหว

The way you look at me makes my heart all tremble

แค่คำธรรมดาทำฉันเพ้อลอยหลุดไป

You’re saying simple words and I am on cloud nine

ทุกครั้งที่ต้องลา ทำใจฉันวุ่นวาย

Every time we say goodbye, my heart’s confused inside

ให้ถึงพรุ่งนี้เลยได้ไหม

Why tomorrow is not now, yes right now


ฝืนฉันฝืนไม่ได้แล้ว

I can’t deny it, not anymore

ไม่รู้ว่าถ้าฉันคิดไปเกินกว่านี้จะผิดไหม

Will I be so guilty if I think about you more than just friends?

ยอมฉันยอมแพ้เธอไปแล้วไง

Yes, I am defeated, and you conquer my all

ก็ยอมรับว่าใจมันมีเพียงแค่เธอ

Need to accept the fact that my heart is yours


อยากสารภาพอยู่นะ

I’d like to make a confession

แต่ต้องพูดว่าอะไร

Well, what will be the best word for me?

ฉันก็ไม่รู้ว่าใช่หรือเปล่า ใช่หรือเปล่า

If this is it, is this it? Is it really?

อาการแบบนี้ มันแปลว่าอะไร

Whatever I’m feeling now, tell me what this means?

คงไม่จำเป็นที่เราต้องเข้าใจ

We might not need to comprehend everything

รู้แค่เพียงมันโคตรพิเศษเลย

Just we know that it super supreme magnificent


ฉันเลือกที่จะเก็บแทนที่จะพูดออกไป

I choose to keep it instead of telling it

ฉันเลือกที่จะปิด ดีกว่าเห็นเธอเปลี่ยนไป

I choose to keep it hidden rather than seeing you completely change

ความจริงที่ซ่อนอยู่ รู้ไหมยากเท่าไหร่

The truth is it’s so damn difficult to live a lie

ที่ต้องเก็บไว้แค่คนเดียว

Keeping it all inside to my own

ออฟไลน์ evanescence_69

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 189
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-3
ชอบคู่ ดีน เทปปัน ที่สุด

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
ดีน&เทปปันเขาจูบกันแล้ววววววววว :hao7:  :hao7:

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 90
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
๒๙. คิดถึงที่เสียใจ



2537

1994



“ตกลงแกจะใช้เพลงนี้แสดงจริง ๆ หรือ” เพื่อนสนิทของกั้งถามขึ้น ไม่ใช่ว่าเพราะกังวลแต่อย่างใด แต่มันคือความรู้สึกตื่นเต้นแทน และคิดต่อไปว่า มันจะออกมาเป็นอย่างไรมากกว่า “ก็งานปัจฉิมมันมีครั้งเดียวไม่ใช่หรือไง มันก็ต้องเป็นอะไรที่ลืมไม่ลง” กั้งพูดไป พลางทำหน้าตาแสดงออกถึงความมั่นใจในการตัดสินใจของตัวเอง

เพื่อนผู้หญิงคนสนิททั้งสองคนของกั้งเอง ก็รับรู้ได้ถึงความเชื่อมั่นในตัวเองของกั้ง ที่ดูจะเพิ่มมากขึ้นจากแต่ก่อน กั้งนั้น ตั้งแต่ได้รู้จักกับเจ้หวี ได้ฟังการสั่งสอนของเจ้ ที่กลายมาเป็นพี่สาวคนสำคัญในชีวิตของเขา กั้งก็ได้เก็บอะไรหลาย ๆ อย่างมาจากเจ้หวี คนที่เข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือ ช่วยเตือนกั้งในหลาย ๆ เรื่อง

“ก็ต้องลองซ้อมดู มันจะเป็นยังไง เดี๋ยวก็รู้” กั้งหัวเราะออกมา แม้ว่าในแววตามันเจือเอาไว้ด้วยความเศร้าบางอย่าง แต่ก็ถูกกลบเกลื่อนไปด้วยท่าทางร่าเริงนั้น “แต่เพลงนี้มันไม่จ้องมีคนเต้นด้วยหรือไง” เพื่อนคนหนึ่งถามขึ้น กั้งทำหน้าพยายามซ่อนยิ้ม “อะไร มีอะไรบอกมา” เพื่อนอีกคนคาดคั้นเอาคำตอบ

“ไม่มีอะไรนี่ ไม่มีอะไรสักหน่อย” กั้งพูดปฏิเสธ ก่อนได้ยินเพื่อนสองคนพากันรุมถาม แบบไม่ยอมเชื่อกับสิ่งที่กั้งพูด “อ๋อ ฉันว่าฉันรู้นะ” เพื่อนคนหนึ่งทำหน้าเหมือนจะรู้ทันกั้ง “มันจะเป็นใครไปได้ล่ะ ที่จะยอมมาเต้นแร้งเต้นกาอะไรแบบนี้กับอีกั้ง” เพื่อนทั้งสองคนต่างก็มั่นใจว่า พวกเธอนั้นพอจะเดาได้อยู่หรอก ว่าใครจะมาแสดงร่วมด้วยกับกั้ง

“เราจะซ้อมกันที่นี่เลยหรือ” ยังไม่ทันที่กลุ่มเพื่อนทั้งสามคนจะได้พูดอะไรกันต่อ ก็มีเสียงหล่อ ๆ เสียงหนึ่งทักขึ้นที่หน้าประตูห้องเรียน “อืม ที่นี่แหละ ไม่ค่อยมีใครผ่านไปผ่านดี” กั้งตอบออกไป ยิ้มให้กับอีกฝ่ายที่เพิ่งมาถึง “กั้งอะไรวะ” เพื่อนของกั้งถามขึ้น เมื่อเห็นคนที่เพิ่งมาใหม่นั้น ไม่ใช่ใบหน้าของคนที่พวกเธอคิดว่าจะเป็น

“ไม่มีอะไรนี่” กั้งยิ้ม ตอบกลับเพื่อนไป ก่อนจะชวนให้ผู้ชายคนที่เพิ่งมาถึง ให้เข้ามาห้องเรียน “หายากมั้ยพี่ นี่กั้งก็ไม่แน่ใจว่า บอกทางพี่ละเอียดหรือเปล่า” ชายหนุ่มส่ายหน้า ยิ้ม แล้วเดินเข้ามาหยุดยืนข้าง ๆ กั้ง “สองคนนี้เพื่อนสนิทกั้งเอง” กั้งแนะนำเพื่อนของตัวเองให้อีกฝ่ายรู้จัก สาว ๆ ทั้งสองคนยกมือขึ้นไหว้

“เฮ้ย ไม่เป็นไร ไม่ต้องไหว้ก็ได้” ชายหนุ่มพูดห้าม บอกให้เพื่อนทั้งสองของกั้ง ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไร “พี่ต้องทำอะไรยังไงบ้าง” คำถามนั้นส่งตรงไปถึงกั้ง “พี่รู้แล้วนะ ว่ากั้งจะใช้เพลงอะไร” กั้งถามอีกฝ่ายออกไป ชายหนุ่มหัวเราะออกมาเบา ๆ พยักหน้ารับ “ฟังแล้ว” ก่อนตอบออกมา “เปรี้ยวมาก แสบทรวง” ก่อนจะยกนิ้วแทนการชื่นชมให้กับกั้ง

“แน่นอน” กั้งค้อมหัวลงเล็กน้อย รับคำชมนั้น “พี่ไม่อายแน่นะ จะมาแสดงอะไรแบบนี้ด้วยกับกั้ง คือ กับตุ๊ดน่ะ” เพื่อนสนิททั้งสองคนของกั้ง ยังนึกตกใจแกมกังวลกับคำถามนั้นของกั้ง ว่าชายหนุ่มจะมีคำตอบกลับมาเช่นไร “ไม่มีปัญหาครับผม” เพื่อน ๆ ทั้งสองถึงกับแปลกใจกับชายหนุ่มตรงหน้า ที่ไม่มีอาการอึกอักแต่อย่างใด แถมคำตอบของเขารวมถึงการพูดการจา ก็ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ได้ตอบเพื่อเอาใจกั้งแต่อย่างใด

“เพลงมันแค่สั้น ๆ เอง ดังนั้น กั้งจะอัดลงเทปให้เพลงมันต่อกันสองรอบ เพื่อให้มันยาวขึ้นหน่อย กั้งเลยคิดว่า จะเต้นตามในโฆษณาอันนี้กับเพลงจบแรก ส่วนจบที่สอง เราค่อยมาคิดท่าเต้นเพิ่งเติม แบบเอาให้ทั้งโรงเรียนกรี๊ดคอแตกกันไปเลย” กั้งพูดไป อธิบายไปถึงความคิดของเขา กับการแสดงประกอบเพลงในงานปัจฉิมนิเทศนี้

“เราจะเริ่มยังไงดี” กั้งถามชายหนุ่ม ที่เขาเองก็ทำท่าเก้ ๆ กัง ๆ เมื่อกั้งยกมือขึ้นจะจับมือกับเขา “แบบนี้ล่ะ” ชายหนุ่มสอดแขนเข้าโอบไปด้านหลังของกั้ง ส่งผลให้กั้งต้องขยับตัวแนบเข้ากับแผ่นอกของชายหนุ่ม “ใกล้ไปมั้ย หรือว่าดีแล้ว” ชายหนุ่มถาม เมื่อกั้งกับเขาสบตากันพอดี “ก็ดีนะ แต่ถ้าจะกอดกันกลมขนาดนี้ คงต้องเอาไปไว้ใช้ในเพลงรอบสอง” คำพูดของกั้งทำให้เขาและชายหนุ่มหัวเราะออกมาพร้อมกัน

“ก็ถ้าจะเอาอย่างนั้น กั้งลองเอามือโอบรอคอพี่เอาไว้ด้วยสิ ลองดู” เพื่อนสนิทของกั้งถึงกับทำหน้าเหวอ มองหน้ากัน เมื่อได้ยินชายหนุ่มแนะนำกั้งทำตามแบบนั้น “แบบนี้น่ะหรือ” กั้งทำตามที่ชายหนุ่มบอก มือของกั้งสัมผัสไปบนต้นคอของชายหนุ่ม ก่อนจะรู้ได้ว่าชายหนุ่มนั้นก้มหน้าลงมามากกว่าที่กั้งคิดว่าเขาจะทำ

“ใช่” ชายหนุ่มตอบเสียงแผ่วเบา ก่อนจะพูดขึ้นอีกว่า “แล้วลองยกขาขึ้นแนบกับตัวพี่แบบนี้” มือข้างหนึ่งของชายหนุ่มช้อนเข้าใต้หนั่นเนื้อตรงบั้นท้ายของกั้ง ก่อนจะไล่ดันขาของกั้งให้สูงขึ้น เพื่อให้เหมือนกับว่า เขากำลังแทรกตัวเข้ากลางระหว่างขาทั้งสองข้างของกั้ง กั้งเองกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เพราะเขาเองไม่ได้คิดถึงท่าทางอะไรที่มันมากขนาดนี้

“เฮ้ย ทำอะไรกัน กั้ง นี่มันอะไรกัน ทำไมทำอะไรแบบนี้” โดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เสียงตวาดดังลั่นดังมาจากหน้าประตูห้องวเรียน ก่อนที่จะได้ยินเสียงเพื่อนผู้หญิงของกั้งส่งเสียกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ “กั้งมานี่ เรามีเรื่องต้องพูดกัน แล้วมึงไม่เกี่ยว มึงอย่ามายุ่งกับกั้งอีก” เสียงสั่งนั้นเฉียบขาด ดุดัน ด้วยอารมณ์โมโหที่ฉุนเฉียวอย่างที่สุด

“นั่นมันใครกัน มันกล้าดียังไง” ชายหนุ่มที่ลุกขึ้นยืน จากที่ล้มลงไปนั่งกองอยู่ที่พื้นห้อง ด้วยแรงผลักอย่างแรงจากเด็กหนุ่มคนนั้น “เขาคงต้องกล้าแหละพี่ นั่นน่ะแฟนกั้งมัน สองคนนั้นเป็นแฟนกัน” เพื่อนกั้งเฉลยให้กับชายหนุ่มได้รับรู้ “กั้งมีแฟนแล้ว” ชายหนุ่มทวนคำพูดนั้น ก่อนจะแสดงสีหน้าว่าผิดหวังออกมาอย่างเห็นได้ชัด

กั้งพยายามบิดข้อมือออกจากอุ้งมือที่แข็งแรงนั้น แต่แม้ว่ากั้งจะพยายามมากเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถดึงข้อมือของตัวเองให้หลุดพ้นจากกึ่งลากกึ่งจูงนั้นได้ กั้งบอกให้อีกฝ่ายปล่อยขาได้แล้ว แต่เด็กหนุ่มอีกฝ่ายที่กำลังโกรธอย่างถึงที่สุด กับภาพที่กั้งไปทำอะไรแบบนั้นกับผู้ชายอีกคน มันทำให้เขาออกแรงดึงแขนของกั้งให้เดินตาม แม้ว่าเขากำลังทำให้กั้งรู้สึกเจ็บก็ตาม

“ทิวปล่อยกั้งเดี๋ยวนี้ มันเจ็บนะ” สุดท้ายกั้งออกแรงสะบัดข้อมือออกให้หลุดจนสำเร็จ ทิวหันมามองกั้งด้วยสายตาที่บ่งบอกว่าเขากำลังเดือดดาล “กั้งรู้ตัวมั้ย ว่ากั้งทำอะไรลงไป” ทิวเปิดฉากระเบิดอารมณ์ใส่กั้ง “ทำอะไร” กั้งเองเมื่อได้ยินน้ำเสียงของทิวเป็นแบบนั้น ก็นึกฉุนขึ้นมาในทันทีเช่นกัน

“กั้งทำอะไร” กั้งถามย้ำ “ทิวคิดว่ากั้งทำอะไร” คำพูดน้ำเสียง และแววตาของกั้ง ตั้งใจที่จะตอบโต้ทิวอย่างไม่ลดละ “นี่กั้งเพิ่งกอดกับผู้ชายคนอื่นนะ กั้งคิดว่าทิวจะรู้สึกยังไงที่ได้เห็นกั้งทำอะไรแบบนั้น” กั้งถามกลับออกไป โดยไม่ทันได้รู้สึกตัวว่า ทั้งน้ำเสียงและท่าทางของตัวเอง มันก้าวร้าวกับอีกฝ่ายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“กั้งซ้อมการแสดงวันปัจฉิม” กั้งพูดออกไป ตัวสั่นไปหมดด้วยความโกรธ “ถ้ากั้งจะซ้อมงานปัจฉิม ทำไมกั้งไม่บอกทิว กั้งไม่คิดจะบอกทิวสักคำ ทิวยังเป็นแฟนกั้งอยู่หรือเปล่า” ทิวเองก็พูดด้วยเสียงสั่นเครือ อะไรที่เขากำลังต้องพาตัวเองผ่านมันไปในตอนนี้ ทำให้ทิวเองก็ต้องเผชิญความยากลำบากทางอารมณ์เช่นกัน

“บอกทิวหรือ จะกั้งบอกทิวอย่างนั้นน่ะหรือ” กั้งสวนกลับไปในทันทีที่ได้ยินทิวพูดแบบนั้น “งั้นกั้งถามหน่อยนะทิว หลัง ๆ มานี่ ทิวหายไปไหนมา ทิวมาให้กั้งได้เห็นหน้าด้วยหรือไง” กั้งถามอีกฝ่ายออกไปตรง ๆ ความรู้สึกน้อยใจที่มันเกาะกินความรู้สึกของกั้งมาได้พักใหญ่แล้ว กำลังได้จังหวะเข้าเล่นงานหัวใจของกั้งในทันที

“กั้ง มันไม่ใช่ กั้ง ก็ทิว” กั้งมองเห็นท่าทางของทิวอึกอัก กระอักกระอ่วนไปกับคำถามนั้นของเขา เหมือนทิวอยากจะพูดอะไรบางอย่างออกมา อยากจะอธิบายเรื่องราวให้กั้งเข้าใจ แต่กั้งก็เห็นทิวเงียบเสียงลง ไม่ได้พูดอะไรออกมา กั้งที่เห็นทิวเป็นแบบนั้น ก็ยิ่งทำให้เขามั่นใจว่า สิ่งที่เขาคิดนั้นไม่ไกลหรือเกินเลยไปจากความเป็นจริง

“ไอ้ที่เคยมาตามเทียวไล้เทียวขื่อ ไอ้ที่เคยมาไปรับไปส่ง มารับกลับบ้าน เดินตามไปจนถึงหน้าบ้าน มันก็ไม่มีอะไรจริงสักอย่างสินะ” พูดเอง ก็เหมือนกับกั้งกำลังทำร้ายหัวใจของตัวเขาเองอย่างเจ็บช้ำ “กั้ง ไม่มีอะไรที่ทิวทำให้กั้ง แล้วมันเป็นเรื่องโกหก ทิวรู้สึกกับกั้งยังไง ทิวก็ทำไปตามนั้น กั้งคือคนเดียวที่ทิวแคร์” เสียงของทิวพูดออกมาด้วยความหนักแน่น แต่กั้งตอนนี้ ไม่มีแก่ใจรับฟัง

“งั้นกั้งขอถามทิวคำเดียว กล้ามั้ย กล้าที่จะเต้นกับกั้ง ถ้ากั้งแต่งหญิง นุ่งกระโปรงสั้น ๆ ต่อหน้าคนทั้งโรงเรียนมั้ย” กั้งรู้สึกน้อยใจล่วงหน้าไปกับคำตอบที่คิดว่าทิวจะตอบ “มันไม่แฟร์เลยนะกั้ง” และมันยิ่งทำให้อาการน้อยใจของกั้งนั้น ทวีมากขึ้นอีก เมื่อทิวพูดออกมาแบบนั้น ท่าทีของทิวเหมือนกับมีอะไรที่ไม่รู้ว่าจะบอกกับกั้งยังไง

“แน่นอนทิว มันไม่แฟร์สำหรับทิวหรอก แต่มันแฟร์สำหรับกั้ง เพราะอย่างน้อยพี่คนนั้น เขาไม่อายที่จะเต้นกับอีตุ๊ดอย่างกั้งต่อหน้าคนอื่น” กั้งพยายามกะพริบตาถี่ ๆ ไล่หยาดน้ำอุ่นที่กำลังทำให้ขอบตาทั้งสองข้างของเขาร้อนผะผ่าว ยิ่งทิวก้มหน้า ไม่พูดอะไรต่ออีก ยิ่งทำให้กั้งรู้สึกเสียใจมากขึ้นไปอีก บวกกับสิ่งที่ได้ยินเพื่อนในลุ่มของทิวพูดกันเมื่อก่อนหน้า มันยิ่งทำให้ทุกอย่างเป็นจริงตามนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องที่คนพูด ๆ กัน

กั้งเดินกลับมาที่ห้องเรียน ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นแล้ว กั้งเดินมาหยุดยืนที่โต๊ะเรียนของตัวเอง เขาหยิบกระเป๋านักเรียนขึ้นมาถืออย่างเนือย ๆ กั้งถอนหายใจออกมา ก่อนจะค่อย ๆ หันตัวเดินออกจากห้องเรียน เดินลงบันไดตึกเรียนอย่างช้า ๆ เหมือนเรี่ยวแรงกำลังที่มีก่อนหน้านี้ มันจะถูกใช้ไปจนเกือบหมดสิ้น

กั้งเดินลงมาจนถึงใต้อาคารเรียน เขาฝืนยิ้มให้กับรุ่นน้องกลุ่มหนึ่งที่พูดแซวอะไรบางอย่างเขามา กั้งยิ้ม แต่ไม่ได้พูดตอบกลับติดตลกไปอย่างทุกครั้ง กลุ่มน้อง ๆ เหล่านั้นเองยังคุยกันเลย ว่าวันนี้พี่กั้งดูเหงา ๆ เศร้า ๆ พิกล กั้งที่คิดว่าจะนั่งเบื่อ ๆ อยู่ใต้ตึกเรียน ก็เปลี่ยนใจ เขาเดินออกไปทางประตูใหญ่ด้านหน้าโรงเรียนแทน

“หลบหน่อยเร็ว จะเดินก็อย่าให้ขวางทางรถจะวิ่ง” กั้งสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงตะโกนพร้อมบีบแตรรถจากทางด้านหลัง กั้งหันไปมองก็ถึงกับตัวชา รถยนต์คันหรูจอดอยู่ที่ด้านหลังของกั้ง มันคงจะไม่เป็นอะไรเลย หากแต่ว่า เมื่อกั้งมองผ่านเข้าไปจากกระจกด้านหน้ารถ ทิวนั่งอยู่กับเด็กสาวอีกคนหนึ่งที่เบาะทางด้านหลัง กั้งเผลอกัดฟันจนแน่น หัวใจเต้นแรงระรัว

“เอ้า หลบเสียทีสิ” เสียงบีบแตรไล่ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับคนขับรถที่ลดกระจกลง พร้อมตะโกนออกมาอีกครั้ง “พวกตุ๊ดผิดเพศนี่ เขาสมองทึบกันจังนะคะ ทิว พูดสองสามรอบไม่ยักจะรู้จักขยับหลบทางให้คนอื่น คุณพ่อของหนูจุ๋มยิ่งรอพวกเราสองคนอยู่ด้วย” ทิวที่นั่งคู่อยู่กับหนูจุ๋มมองออกไปเห็นใบหน้าของกั้งแบบนั้น ก็รู้ทันทีว่ากั้งกำลังรู้สึกอะไรอยู่ กั้งนั้น มองเห็นทิวนั่งนิ่ง มองมาทางเขา มันทำให้กั้งทนไม่ไหว ต้องเดินหลบมายืนอยู่ด้านข้างทาง หลบสายตาจากทิว

“ก็หลบรถเป็นนี่ ฉันก็นึกว่าคนอย่างพวกเธอพูดภาษาคนแล้วไม่เข้าใจ” หนูจุ๋มลดกระจกด้านของตัวเองลง พูดใส่กั้งที่ยืนกำขอบกระเป๋านักเรียนจนแน่น ไม่มีเสียงพูดใด ๆ ดังออกมาจากปากของทิว ไม่มีเลยสักคำ ที่ฟังแล้วดูเป็นการปกป้องกั้ง รถยนต์คันนั้นแล่นจากไปแล้ว กั้งที่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นพักใหญ่ ถึงได้ขยับตัว ลมเย็น ๆ พัดวูบผ่านมากระทบตัวของเขา กั้งถึงได้รู้สึกถึงหยดน้ำตาร้อน ที่ล้นและไหลลงจากสองขอบตานั้น

*********************************************************

คำแปลเนื้อเพลงเป็นภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=_qdbzeWQCQw


เมื่อในวันหนึ่งที่เธอต้องตัดใจ

There was the time where you needed to make up your mind

เลือกใครซักคนที่ต้องการ

Choosing someone as your desire

เหลือเพียงคนหนึ่งสุดท้ายก็เป็นฉัน

This one person was there and that happened to be me

วันนั้นเธอต้องการ เธอเลือกเอง

That day you picked me, you yourself chose me


แต่ว่าจิตใจเธอกลับอยู่กับคนนั้น

Yet, your heart is still with someone you know

ฉันต่างหาก ที่เธอไม่แคร์

You don’t really care about me

เจ็บยิ่งกว่าลืมกัน

It’s more hurtful than getting forgotten

เจ็บยิ่งกว่าการแพ้

It’s more damaging than getting defeated

ฉันได้แต่ทนทรมาน

All I could was to take the pains


ไม่มีใครขอให้เธอมาอยู่กับฉัน

No one asked you to stay with me

และในวันนั้นก็เป็นเธอตัดสินใจ

That day you said you did already decide

ไม่เคยขอให้เธอมา เข้าใจไหม

I never begged you to be here, don’t you understand?

ถ้าหากวันนี้คิดจะไป ก็ได้เลย

If you wanna leave, so be it


ฉันพอเข้าใจว่าเธอต้องทนฝืน

It’ s comprehensible why you had to suffer yourself

เพราะมีคนอื่นมาแสนนาน

Because you’ve had that one for so long

แต่ฉันไม่เข้าใจ

What I don’t really get is

เหตุใดต้องเป็นฉัน

Why it was me put in this

เธอฝืนความต้องการ ไปเพื่อใคร

What good does this do for, what for, dear?


เจ็บที่จิตใจเธอติดอยู่กับคนนั้น

It hurts to know whom you always think of

ฉันซะอีก ที่เธอไม่แคร์

It’s not me that you do care

เจ็บยิ่งกว่าลืมกัน

It’s more hurtful than getting forgotten

เจ็บยิ่งกว่าการแพ้

It’s more damaging than getting defeated

ฉันได้แต่ทนทรมาน

All I could was to take the pains

ไม่มีใครขอให้เธอมาอยู่กับฉัน

No one asked you to stay with me

และในวันนั้นก็เป็นเธอตัดสินใจ

That day you said you did already decide

ไม่เคยขอให้เธอมา เข้าใจไหม

I never begged you to be here, don’t you understand?

ถ้าหากวันนี้คิดจะไป ก็ได้เลย

If you wanna leave, so let it be


นี่แหละคือฉัน ผู้ชนะที่ปวดใจ

This is me, you see – the winner full of heartaches

ความเป็นจริงคือความเป็นจริง

The truth you say is the truth I bear

ฉันแพ้ แพ้ไปทุกอย่าง

Me; the loser in all of this entire charade


ไม่มีใครขอให้เธอมาอยู่กับฉัน

No one asked you to stay with me

และในวันนั้นก็เป็นเธอตัดสินใจ

That day you said you did already decide

ไม่เคยขอให้เธอมา เข้าใจไหม

I never begged you to be here, don’t you understand?

ถ้าหากวันนี้คิดจะไป ก็ได้เลย

If you wanna leave now, so be it


ไม่เคยขอให้เธอมา เข้าใจไหม

Never once said I need you here, don’t you get it?

ถ้าหากวันนี้คิดจะไป ก็ได้เลย

It’s fine if you want to say goodbye, please do so

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด