โรแมนติก ลึกลับ : ไปเผาสำนักงมงาย…ให้มันYวอด ตอนที่ 13 กัลปังหา
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: โรแมนติก ลึกลับ : ไปเผาสำนักงมงาย…ให้มันYวอด ตอนที่ 13 กัลปังหา  (อ่าน 1505 ครั้ง)

ออฟไลน์ Simply.sun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
 :jul3:*************************************************************************************
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

********************************************
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-07-2021 20:59:15 โดย Simply.sun »

ออฟไลน์ Simply.sun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
โตนนท์ นักข่าวหนุ่มสายลุย ถูกเสนอชื่อเข้าชิงเป็นหัวหน้าทีมข่าวอาชญากรรม โดยมีตัวชี้วัดคือ 'เรตติ้ง'

แต่โชคชะตาดันสุ่มเอาโจทย์ "ข่าวเรื่องผี-คนทรงเจ้า" มาให้เขา

อยากจะบ้า...ใครกันจะดูข่าวงมงายพวกนี้ เรตติ้งตกท้องช้างแน่!

มันคงจะดีถ้าเขามี 'นายจิตสัมผัส' คนนั้นมาอยู่ใกล้ๆ
*****************************************

“รูปอะไรพี่...เชี่ย...นี่มันรูปวางหน้าศพ! ถ่ายมาทำไมวะ ขนลุก บอกวันตายไว้ด้วยอะ...ยังเด็กอยู่เลย”

โตนนท์หันมาสบตากับรุ่นน้องคนสนิท เขาพูดอย่างแน่วแน่ว่า

“กูไม่รู้ว่ามันคืออะไร แล้วกูก็ไม่รู้ว่ามึงจะเชื่อกูหรือเปล่า...แต่เด็กในภาพเนี่ย คือเด็กคนเดียวกับที่กูเล่าให้มึงฟัง...ใช่ เด็กที่เล่นซ่อนแอบกับกูนั่นแหละ!”

*******************************************

ขอฝากนิยายวายแนวลึกลับ สยองขวัญ โรแมนติก คอมเมดี้ เรื่องนี้ด้วยนะครับ

ออฟไลน์ Simply.sun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
“อะไร? พูดใหม่!!!!!”

“เชี่ย! ไอ้โตมึงจะตะโกนทำไม ขี้หูกูเต้นระบำหมดแล้วเนี่ย”

“ผมบอกให้พี่พูดใหม่!!! พี่จะให้ผมไปทำข่าวไอ้สำนักทรงเจ้าใบ้หวย สิ้นคิด บ้า! บ้าไปแล้ว”

“มึงนั่นแหละบ้า! ฝ่ายบุคคลเขายื่นคำขาดมาแล้วว่าให้จับฉลากสุ่มว่าใครได้ทำข่าวไหน แล้วมึงก็สั่งทางโทรศัพท์มาเองว่าให้กูเป็นคนจับฉลากแทนมึงได้เลย กูย้ำแล้วย้ำอีกว่ามึงจะไม่มาด่ากูทีหลังใช่มั้ย แล้วเป็นไงล่ะ มายืนด่ากูปาวๆ อยู่หน้าโต๊ะทำงาน”

ชายหนุ่มที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานทิ้งตัวแรงๆ ลงบนเก้าอี้ตรงข้ามรุ่นพี่นักข่าวท้องถิ่น เข้าถอดหายใจ กัดฟันด้วยความโกรธและหัวเสีย

“โทษทีพี่ ก็ผมไม่คิดว่าจะต้องมาทำข่าวไร้สาระ เกี่ยวกับไอ้พวกคนทรงเจ้าใบ้หวยนี่หว่า...ตอนแรกที่พี่ต่ายฝ่ายบุคคลบอกว่าจะคัดเลือกหัวหน้าทีมข่าวอาชญากรรมใหม่ ให้ทดสอบเอาจากการทำข่าว...ว่าเรตติ้งใครดีสุด...ผมก็นึกว่าอย่างแย่ก็คงได้ทำข่าวบันเทิง หรือไม่...ข่าวกีฬาก็ยังดี ใครจะไปนึกว่าแกใส่หัวข้อข่าวเรื่องสำนักทรงเจ้าลงไปด้วย พี่ลองคิดดูดิ ใครมันจะมาสนใจดูข่าวแนวนี้วะ...ผมแพ้ตั้งแต่อยู่ในมุ้งแล้วพี่”

“เดี๋ยวก่อน ไอ้โต...มึงใจเย็นๆ ก่อน จะไปโทษโชคชะตา หรือโทษพี่ต่ายฝ่ายบุคคลก็ไม่ได้ มึงจำไม่ได้หรือไงว่าตอนที่เขาประชุมเรื่องคัดเลือกหัวหน้าทีมข่าวอาชญากรรม มึงเองที่เป็นคนยกมือเสนอให้คัดเลือกแบบใหม่ ไม่ใช่มาจากการประเมินจากกรรมการที่ฝ่ายบุคคลตั้งมา แต่ให้พิสูจน์กันด้วยฝีมือ...กูยังจำท่าทางกร่างๆ มั่นใจของมึงตอนนั้นได้เลยนะ น่าหมั่นไส้ชะมัด...ถึงตอนนี้ มึงก็รับกรรมไปก็แล้วกัน”

ชายหนุ่มรุ่นพี่หยิบไอแพดรุ่นเก่าคร่ำครึขึ้นมาสไลด์ดูแอพลิเคชั่นสังคมออนไลน์อัพเดตข่าวต่างๆ จากหน้าฟีด แล้วเหลือมองใบหน้ารุ่นน้องร่วมมหาลัยที่ยังทำหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ตรงหน้า ก่อนจะพูดว่า

“เอาน่า...ไอ้โต...มึงลองคิดมุมกลับ ปรับมุมมองดูสิวะ ถ้ามึงได้หัวข้อทำข่าวแข่งขันกับคนอื่นเป็นข่าวที่เรตติ้งดีอยู่แล้ว อย่างข่าวการเมือง หรือข่าวบันเทิง แล้วความท้าทายมันจะอยู่ตรงไหนวะ เรตติ้งสูงสุดก็จริง....แต่เดี๋ยวคนก็ลืมเพราะมีประเด็นใหม่เข้ามาแทรก แต่คิดกลับกัน...มึงทำข่าวเกี่ยวกับสำนักทรง ข่าวลึกลับ ผีสิงต่างๆ ต่อให้มันเป็นข่าวสำหรับคนกลุ่มเล็กๆ แต่ถ้ามึงจับประเด็นน่าสนใจได้ กูว่ามันเป็นไวรัลได้เลยนะ”

ชายหนุ่มรุ่นพี่ใช้นิ้วสัมผัสหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เลื่อนไปมาอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่งให้รุ่นน้องดู “...มึงจำข่าวนี้ได้ไหม ที่มีคนเคยเชิญคนทรงเจ้ามาออกที่ช่องของเราตอนข่าวเที่ยง แล้วคนเขียนสคริปให้น้องนุ้ยผู้ประกาศข่าว เขาเล่นประเด็นเรื่องการหลอกลวงประชาชนโดนการให้ซื้อวัตถุมงคลแล้วให้เลขเด็ดแต่ละงวด แต่จุดพีคมันอยู่ตอนที่น้องนุ้ยลองท้าพิสูจน์ให้ทรงกลางรายการ แล้วพ่อปู่อะไรนั่นมันก็เข้าทรงกลางรายการเลย ถามไปถามมา มันก็แถไปเรื่อย สุดท้ายน้องนุ้ยถามว่าคดีที่เป็นข่าวดังอยู่ตอนนั้นใครเป็นฆาตรกร ไอ้พ่อปู่นั่น มันก็ทุบโต๊ะรัวๆ พูดอะไรไม่รู้จับใจความไม่ได้แล้วเป็นลมฟุบลงไปกลางรายการสดเลย....ตอนที่ออนแอร์ เรตติ้งมันไม่ดีก็จริง แต่พอหลังจากนั้นสองวันก็เป็นไวรัล...”

ชายหนุ่มรุ่นน้องจำได้ดี เพราะหลังจากนั้นสองวัน ก็มีข่าวว่ามีคนถูกหวยหลักแสน เพราะนำเลขจำนวนที่พ่อปู่ทุบลงบนโต๊ะข่าวไปซื้อลอตเตอรี่ (ท้องถิ่น)

“ผมจำได้ดิพี่ชัย...ตอนนั้นช่องก็เล่นข่าวพ่อปู่นี้ต่ออีกพักใหญ่ พองวดต่อมาคนที่ซื้อตามเลขที่มันใบ้ โดนหวยรับประทานกันระนาว”

คนเป็นรุ่นพี่ทั้งในที่ทำงานและมหาวิทยาลัยรับไอแพดกลับมา แล้วพูดว่า “ไม่ใช่แค่นั้น เพราะหลังจากนั้นอีกไม่กี่วัน พ่อปู่ที่มาออกรายการก็เกิดอุบัติเหตุรถคว่ำ คนก็แห่กันไปซื้อหวยหมายเลขป้ายทะเบียนรถ ปรากฏว่าถูกกันยกใหญ่อีก แต่ตอนนั้นโดนข่าวดารามือที่สามกลบไป เลยไม่ค่อยมีคนรู้เท่าไหร่”

ชายหนุ่มรุ่นน้องมองอย่างไม่เข้าใจในสิ่งที่นักข่าวรุ่นพี่ต้องการจะสื่อ

“มึงไม่คิดเหรอวะ ว่าข่าวพวกนี้มันแปลก หลายสิ่งหลายอย่างบนโลกนี้ ไม่สามารถหาข้อพิสูจน์ได้ ยิ่งคนพิสูจน์ไม่ได้เท่าไหร่ ก็ยิ่งเกิดความสงสัยเท่านั้น แล้วทุกวันนี้ที่เขาเสนอข่าวกัน...มันก็แค่เสนอด้านของปาฎิหาริย์ ความลึกลับต่างๆ ที่ยังหาคำตอบไม่ได้ แต่ถ้ามึงเป็นคนแรกที่เปิดโปงได้ว่าวงการทรงเจ้าเข้าผีเนี่ย....มันเป็นเรื่องจริงหรือแค่แหกตา ปาฏิหาริย์จากพวกพ่อปู่ฤษีต่างๆ ที่ค่อยโชคให้ลาภชาวบ้าน มันเป็นแค่เรื่องบังเอิญหรือที่จริงแล้วปาฏิหาริย์มีจริง มันจะกลายเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของวงการข่าวเลยนะมึง เผลอๆ อาจทำเป็นซีรีส์ข่าวได้ทั้งสัปดาห์…”

นักข่าวรุ่นพี่แอบลอบมองหว่างคิ้วโตนนท์ที่เริ่มคลายความเครียดลง จึงรีบเสริมต่อว่า “...แล้วยิ่งกว่านั้น ถ้ามึงเปิดโปงข่าวพวกนี้ได้ ก็จะช่วยให้ชาวบ้านหลายคนที่กำลังหลงผิดกับการเอาเงินไปพนันกับโชคชะตาได้ด้วย ถือว่าช่วยเหลือคนไปในตัว...เอาน่า...ลองดูสักตั้งจะเป็นไร เดี๋ยวกูเป็นที่ปรึกษาข่าวให้มึงเอง”

โต หรือโตนนท์ตามป้ายชื่อที่คล้องอยูที่คอพยักหน้าให้รุ่นพี่ แล้วบอกไปว่าเขาจะลองคิดดูอีกที ก่อนจะลุกขึ้นกลับไปที่โต๊ะทำงานของตัวเอง

โตนนท์ทำงานในบริษัทที่ปิดข่าวให้กับช่องดิจิตัลทีวีช่องหนึ่งมาเป็นเวลากว่าสี่ปี สั่งสมประสบการณ์ในการทำข่าวมาตลอด แม้เงินเดือนจะไม่ก้าวหน้าเท่าที่ใจต้องการ...แต่ประสบการณ์และความท้าทายกลับพาตัวเขาก้าวกระโดดไปอย่างไม่หยุดหย่อน

โตนนท์เป็นหนึ่งในบุคลากรข่าวสายลุยที่ใครหลายคนบริษัทจับตามอง หนักเอา เบาสู้...เวลาข่าวก็คือเวลาชีวิตของเขา จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายๆ ครั้งช่องที่บริษัทของเขาส่งข่าวให้ มีเรตติ้งสูงกว่าช่องอื่น เพราะมีข่าวอยู่ที่ไหน...มีโตนนท์อยู่ที่นั่น

อย่างประเด็นข่าวล่าสุดที่เป็นกระแสอยู่ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ป้าแท้ๆ ลักพาตัวหลานในไส้หายไปหลายวัน...กระทั่งเริ่มมีการแชร์กันในโซเชียลว่ามีการลักพาตัวเด็กวัย 3 ขวบหายไป จนทำให้ผู้เป็นพ่อและแม่ต้องส่งข้อความมาทางเฟสบุ้คของรายการข่าว โตนนท์ผู้เห็นข้อความนั้นเป็นคนแรกจึงรีบตอบกลับและถามข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น จึงได้ความว่า พ่อและแม่ของเด็กว่าจ้างให้พี่สาวแท้ๆ ของผู้เป็นแม่ช่วยเลี้ยงดูลูกสาวของตนเอง เพราะตนและสามีทำงานราชการด้วยกันทั้งคู่จึงไม่สามารถดูแลได้ นับตั้งแต่วันแรกจนกระทั่งเกิดเรื่องลักพาตัวแล้วที่ป้าคนนี้ทำหน้าที่เป็นผู้บริบาลหลานของตนเองเป็นอย่างดี

โตนนท์จึงสอบถามกลับไปทางพ่อแม่ว่ามีเหตุจูงใจใดที่ทำให้ผู้เป็นป้าแท้ๆ ของหลาน ต้องลักพาตัวหลานหายไป ผู้เป็นพ่อและแม่ก็ตอบไม่ได้ เพราะตนเองก็ได้ให้เงินค่าตอบแทนอย่างสม่ำเสมอตรงเวลา และมีการเพิ่มให้เป็นกรณีพิเศษหลายครั้ง เพราะเห็นแก่ความสนิทชิดเชื้อกัน อีกทั้งลูกของตนเองก็เห็นป้าเป็นผู้ที่น่าไว้ใจไม่ต่างจากพ่อและแม่ เหตุการณ์ต่างๆ ดูจะไร้มูลเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องได้ จนกระทั่งโตนนท์ได้เข้าไปขอทำข่าวเรื่องนี้กับ บ.ก.สำนักข่าวจนได้รับอนุญาต จึงชวนน้องฝึกงานคนหนึ่งลงพื้นที่สำรวจเพื่อหาข้อมูล

3 วันที่แล้ว...เขาสอบถามจากเพื่อนบ้านของผู้เป็นพ่อเป็นแม่ก็เล่าให้ฟังว่าเห็นผู้เป็นป้ารักและเอ็นดูหลานดี เรื่องเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของหลานก็สะอาดสะอ้านแสดงให้เห็นว่าดูแลหลานเป็นอย่างดี ตอนเย็นๆ ก็พาหลายออกมาเดินเล่นเตาะแตะทักทายเพื่อนบ้านจนเป็นภาพที่ชินตาผู้คนในหมู่บ้านจัดสรร...แต่เวลา 5 โมงเย็นเมื่อไหร่ป้าจะต้องรีบกลับบ้านทันที บางครั้งก็มีปากเสียงกับพ่อแม่แท้ๆ ของหลานที่กลับบ้านช้ากว่าปกติ

“หมายความว่ายังไงครับ ที่ว่าต้องรีบกลับบ้าน 5 โมงเย็นทุกตรงเวลาทุกวัน” โตนนท์ถามป้าข้างบ้านที่ให้สัมภาษณ์กับเขาอย่างออกรส ราวกับเป็นสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัว

“โอ้ย...ตอนแรกป้าก็นึกว่าแม่ศรี...ป้าหมายถึงป้าที่รับเลี้ยงเด็กนั่นแหละ ต้องพูดนามสมมติมั้ย”

“ไม่ต้องครับป้า ดูดเสียงออกได้”

“ตอนแรกป้าก็นึกว่าแม่ศรีจะต้องรีบกลับไปหุงหาอาหารให้ผัว หรือมีธุระสำคัญ แต่พอป้าลองเลียบๆ เคียงๆ ถามดู เขาก็บอกว่าต้องรีบไปไหว้...ป้าก็งง คนอะไร๊ ต้องรีบไปไหว้พระขนาดนั้น อย่างป้านี่ถือศีลตลอด ก่อนนอนก็ไหว้พระ ไม่เห็นต้องเร่งรีบขนาดนั้น”

โตนนท์ขมวดคิ้ว ส่งสายตาสงสัยไปให้กับตากล้องคู่ใจชื่อกัน ที่ยืนอยู่ข้างๆ ฝ่ายนั้นก็ทำหน้าสงสัยไม่แพ้กัน

“รีบกลับไปไหว้พระที่บ้านเหรอครับ?”

“ใช่แล้วพ่อหนุ่ม...บางครั้งเห็นหอบหิ้วข้าวของพะรุงพะรัง มีดอกไม้เอย ธูปเทียนเอย สีแดงทั้งถุงเชียว” ป้าข้างบานหล่อนให้สัมภาษณ์อย่างออกรสจนนักข่าวหนุ่มจินตนาการภาพตามได้ไม่ยาก

“ป้ารู้ไหมครับ ว่าบ้านป้าที่หายตัวไปพร้อมหลานอยู่แถวไหน...ผมว่าจะไปถ่ายภาพเก็บไวหน่อย”

“อยู่ไม่ไกลหรอกพ่อหนุ่ม...เดินไปก็ถึง” ป้าข้างบ้านเดินออกมายืนกลางถนนหลักของหมู่บ้านจัดสรรก่อนจะชี้ไม้ชี้มืออธิบายการเดินทางไปยังบ้านของป้าผู้ต้องสงสัยว่าเป็นต้นเหตุในการหายตัวไปของเด็กน้อย

โตนนท์กับตากล้องคู่ใจเดินตรงไปตามถนนคอนกรีตประจำหมู่บ้านจนเกือบจะสุดซอย ก็เจอทางแยกเล็กๆ ทางซ้ายมือ เขาจึงเดินเลี้ยวเข้าไปตามคำบอกเล่าที่ได้ฟังมา

ซอยเล็กๆ นั่นเชื่อมไปสู่สะพานไม้เก่าๆ ที่ดูทรุดโทรม ข้างทางมีรั้วลวดหนามเพื่อกั้นแบ่งเขตพื้นที่ของหมูบ้านจัดสรรกับสวนของชาวบ้านไว้ เมื่อเดินผ่านบ้านสวนสองสามหลัง สายตาของโตนนท์ก็ปะทะเข้ากับบ้านไม้ทรงปั้นหยาหลังใหญ่ที่มีรั้วล้อมไว้รอบบริเวณ

“ขนลุกแปลกๆ ว่ะพี่ บ่ายสามแท้ ๆ แต่ครึ้มอย่างกับตอนค่ำ” ตากล้องรุ่นน้องคู่ใจลูบแขนตัวเอง แสดงท่าทีหวาดหวั่น

“มึงอย่าคิดมาไอ้กัน บ้านสวนก็แบบนี้...ต้นไม้ใหญ่ๆ เยอะ ทั้งต้นยางนา ทั้งมะพร้าวน้ำหอม มันเลยครึ้มแปลกๆ ...เอ้า...มึงถือกระเป๋าให้กูหน่อย”

“เห้ย...จะทำไรวะพี่” ตากล้องคู่ใจรับกระเป๋าที่ถูกโยนมากะทันหันไว้ พยายามเอ่ยห้ามสิ่งที่นักข่าวหนุ่มกำลังกระทำ “เดี๋ยวๆ ...นี่พี่จะปีนรั้วเข้าไปจริงๆ เหรอพี่...เกิดเจ้าของบ้านเขายิงออกมาทำไง ลงมาก่อน”

ตุ้บ! นักข่าวหนุ่มกระโดดลงจากรั่วบ้านแล้วเดินมาเอาหน้าแนบชิดกับรั้วไม้คุยกับรุ่นน้อง

“กูถามมาแล้ว บ้านหลังนี้ป้าผู้ต้องสงสัยอยู่คนเดียว แล้วก่อนหน้านี้ก็มีตำรวจมาบุกค้นแล้ว ไม่มีใครอยู่บ้าน...สองสามวันมาเนี่ยชาวบ้านในละแวกนี้ก็ไม่เห็นหน้าแกมาสักพักแล้ว เดาว่าแกคงพาหลานหนีไปต่างจังหวัดแล้ว กุว่าจะเข้าไปเก็บรูปข้างในไว้หน่อย...ดูจากสีหน้าแล้ว...มึงไม่กล้าเข้ามาล่ะสิ”

“ไม่...ไม่ใช่ผมไม่กล้าพี่...แต่...บ้านเก่าขนาดนี้ แถมไปบ้านทรงไทยด้วย มันน่าขนลุกแปลกๆ ผมว่าเรากลับกันเหอะพี่ แค่นี้ก็ได้ข้อมูลมากพอแล้ว...” ตากล้องคู่ใจเอ่ยน้ำเสียงสั่นๆ

“กูว่าแล้ว มึงนี่มันปอดแหกตลอด...เอาเหอะ มึงไม่เข้ามาก็ไม่เป็นแรก ดูลาดเลาอยู่ตรงนี้แล้วกัน...ส่งกล้องมาให้กู” โตนนท์แบบมือขอกล้องจากรุ่นน้อง

“แน่ใจนะพี่?”

“ถ้ามึงถามอีกคำเดียว กูจะปีนกลับไปเอาเอง...แล้วมึงก็น่าจะเดาออกว่าถ้าปล่อยให้กูปีนกลับไปเอา มึงจะโดนอะไร” ท่าทางเอาจริงของนักข่าวหนุ่มทำเอารุ่นน้องที่ยืนอยู่อีกฝั่งของรั้วต้องรีบปลดสายสะพายกล้องแล้วส่งให้

โตนนท์ยืดตัวขึ้นแล้วเอื้อมมือออกไปรับกล้องถ่ายรูปเข้ามา..อันที่จริง เขาไม่ได้จะทำอะไรไอ้รุ่นน้องปอดแหกคนนี้หรอก แต่รู้อยู่ว่ามันขี้กลัว...ขู่นิดๆ หน่อยๆ ก็ยอมทุกอย่าง

“ตอนนี้เวลาบ่ายสามสิห้านาที...” โตนนท์ยกข้อมือขึ้นดู “...อีกครึ่งชั่วโมงกูออกมา มึงรออยู่ใต้ต้นชมพู่ตรงนั้นแล้วกัน...อย่าแอบแดกชมพู่เขาหมดล่ะมึง เดี๋ยวโดนข้อหาลักทรัพย์”



โตนนท์ต้องใช้ความระมัดระวังค่อนข้างสูง เพราะบันใดบ้านที่ทอดไปสู่ชั้นสองนั้นค่อนข้างเก่า บางขั้นเอียงจนน่ากลัวว่าจะหักลงมาถ้าผู้ชายร่างกำยำอย่างเขาเหยียบลงไปเต็มแรง จึงต้องค่อยๆ ผ่อนแรงก่อนจะเหยียบขึ้นขั้นต่อไป ไม้กระดานบนบ้านลั่นเอี๊ยดอ๊าดตามจังหวะการเดินของชายหนุ่ม จั่วและมุกด้านหน้าดูเก่าทรุดโทร มีใยแมงมุมเกาะอยู่เขรอะตามลายฉลุบนซุ้มประตู สีไม้เก่าๆ ของตัวเรือนก็ทำให้เขารู้สึกประหลาด...แค่ไม่คุ้นเคย ไม่ได้กลัวเหมือนไอ้ตากล้องที่กำลังที่ยืนเด็ดลูกชมพูกินอยู่ตอนนี้หรอก

โตนนท์เดินเข้าไปใกล้ประตูบ้าน จึงเห็นว่ามีแม่กุญแจเก่าๆ คล้องอยู่แต่ไม่ได้ล็อก ตรงแม่กุญแจมีรอดการงัดด้วยของแข็ง น่าจะเกิดจากการบุกเข้าตรวจค้นเมื่อหลายวันก่อน เมื่อเสร็จสิ้นการตรวจค้น เจ้าหน้าที่จึงน่าจะคล้องไว้เฉยๆ โตนนท์ใช้ความคิดอยู่แวบเดียวก็ถอดแม่กุญแจออกจากประตูไม้เก่าๆ

เอี๊ยด!!! เสียงเสียดสีกันของสนิมบนบานพับของประตูบ้านดังขึ้นชวนขนลุก

“ฮัด…เช่...” ชายหนุ่มยกแขนขึ้นปิดปากที่กำลังจะจามไว้ได้ทัน ฝุ่นที่ปะทะเข้าจมูกทำให้เข้าเผลอจามออกมาอีกสองสามที เมื่อสายตาปรับชินกับความมืดภายในบ้าน เขาก็ต้องตกตะลึงกับหิ้งพระขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางบ้าน มีสายสิญจน์ระโยงระยางไปทั่วบ้าน เชื่อมต่อกับรูปเก่าๆ ที่แขวนอยู่บนผนัง ตลอดจนผ้ายันต์ที่แปะอยู่บนหน้าต่างทุกบานที่ปิดสนิท บรรยากาศดูราวกับโลเคชั่นหนังผีก็ว่าได้

แชะ!

นักข่าวหนุ่มยกกล้องขึ้นถ่ายรูปจดแฟลชสว่างวาบไปทั่วบ้าน เขาเดินช้าๆ แล้วถ่ายรูปผ้ายันต์สีแดงที่แปะอยู่บนหน้าต่างรอบบ้าน

แชะ!

เขาถ่ายรูปกรอบรูปเก่าๆ ที่แขวนอยู่เหนือหน้าต่าง บนรูปคือภาพถ่ายขาวดำของคนโบราณ สายตามองมาที่กล้องราวกับไม่พอใจที่มีผู้มาบุรุกบ้านของตนเองโดยไม่ได้รับเชิญ

แชะ!

เขาเก็บภาพหิ้งพระขนาดใหญ่กลางบ้านที่เขาเข้าใจว่าคงตั้งพระพุทธรูปไว้ส่วนบนสุดของหิ้ง แต่เมื่อแสงแฟลชสาดไปตกกระทบ เขาก็ต้องแปลกใจ เพราะสิ่งที่อยู่บนสุดของหิ้งไม่ใช่พระ แต่เป็นรูปปั้นสีดำๆ รูปทรงแปลกๆ ตั้งอยู่แทน โตนนท์หยิบโทรศัพท์มือถืออกมาเปิดแฟลชแล้วส่องไปยังรูปปั้นรูปนั้น

“เชี่...”

เขาอุทานออมาเบาๆ เพราะรูปปั้นนั้นดูคล้ายยักษ์ หรืออสูรอะไรสักอย่าง มันมีเขี้ยวออกมาจากสองข้างปาก รอบคล้ำๆ บนใบหน้ารูปปั้นก็ดูเกรอะกรังราวกับมีของเหลวป้ายซ้ำไปซ้ำมาจนเกิดเป็นคราบ

“บูชาอะไรวะเนี่ย” โตนนท์พูดขึ้นมาเบาๆ

ตึง!!!

“เฮ้ย!”

เสียงประตูฟาดปิดจากด้านหลังทำเอานักข่าวหนุ่มสะดุ้งด้วยความตกใจ เขาพยายามคิดว่าคงเป็นเพราะลมแรงที่พัดดันบานประตูจนปิด จึงไม่ได้สนใจ ยกกล้องขึ้นถ่ายภาพเคลื่อนไหวในบ้านอีกรอบเผื่อใช้เป็นภาพที่แทรกระหว่างออกอากาศได้ ภาพในกล้องบางช่วงเป็นสีขาวดำเพราะความมืด ตัดสลับกับสีเขียวเพราะระบบอัตโนมัติของกล้องที่พยายามถ่ายวัตถุท่ามกลางความมืด

ฮิๆ

โตนนท์ชะงักกึก

เมื่อกี๊เสียงดังเหมือนกับเด็กกำลังหัวเราะแว่วเข้าหู...ชายหนุ่มพยายามบอกตัวเองว่าคงเป็นอาการหูแว่ว ไม่ก็คิดไปเองเพราะบรรยากาศในบ้านตอนนี้มันโคตรจะสนับสนุนจินตนาการเรื่องลึกลับ

ฮิๆ

“ใครวะ?” โตนนท์ตะโกนถามขึ้น เพราะครั้งนี้มันชัดเจนจนเขามั่นใจว่าต้องมีใครอยู่ในบ้าน

“ไอ้กัน...มึงหรือเปล่า”

เขาถามออกไปทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่ใช่แน่ๆ เพราะเสียงที่เขาได้ยินนั้นมันเล็กแหลม เหมือนเสียงผู้หญิง หรือไม่ก็เสียงเด็กเล็กๆ มากกว่า

“ใครวะ ออกมานะเว้ย” เขาตะโกนถามออกไป พยายามจะคิกว่าต้นเสียงดังมาจากที่ไหนก็ตอบตัวเองไม่ได้ เพราะเสียงที่ยินมันเหมือนดังก้องอยู่ในหูของเขาเอง

“ครืดดดดด” เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นจนนักข่าวหนุ่มสะดุ้ง

“ฮัลโหล พี่ชัย ว่าไงพี่...ผมลงพื้นที่....คดีเด็กหายอะ...คงเข้าอ๊อฟฟิศค่ำมั้งๆ พี่....คัดเลือกหัวหน้าที่ข่าวอาชญากรรม อ๋อนึกออกแล้ว...ที่พี่ต่ายจะให้แข่งกันทำข่าวอะนะ...พี่หยิบฉลาดแทนผมไปเลย...เออ...หยิบแทนไปเลยพี่ ผมไม่ว่าพี่หรอก....แน่ใจๆ แต่หยิบให้ได้ข่าวดีดีหน่อยก็แล้วกัน ไอ้พวก...คนทรง เรื่องลึกลับนี่ไม่เอานะ...แค่นี้แหละพี่”

สาเหตุที่ไม่เอาข่าวลึกลับ ไม่ใช่เพราะมองว่ามันเป็นข่าวไร้สาระหรืออะไรหรอกนะ แต่บรรยากาศหรือบางสิ่งบางอย่างในบ้านไม้โบราณหลังนี้มันบอกให้เขาหนีข่าวพวกนี้ไปไกลๆ ถ้าเป็นไปได้ขอเป็นครั้งสุดท้ายก็แล้วกันที่ต้องตกอยู่ในบรรยากาศวังเวงแบบนี้

“น้าๆ”

“เฮ้ย!!! ไอ้หนูมาจากไหน จู่ๆ โผล่มา ตกใจหมด” โตนนท์สะดุ้งเฮือก เพราะเสียงเล็กๆ ของเด็กชายวัยสักประมาณห้าหกขวบดังขึ้นจากด้านหลัง

“น้ามาทำไรที่นี้...ฮิๆ”

“อ๋อ เสียงที่น้าไอ้ยินหัวเราะฮิๆ นี่เสียงหนูเองเหรอ ตกใจหมดนึกว่าเสียงผี แล้วหนูมาทำไรที่นี่ บ้านอยู่ไหน?”

เด็กผู้ชายตัวจ้อยในชุดเอี๊ยมยิ้มยิงฟันหลอให้เห็น แล้วถามว่า “น้ากลัวผีเหรอจ๊ะ...กลัวทำไม ทุกคนตายไปก็เป็นผี” nเด็กน้อยถามเสียงใสซื่อ

“น้าไม่ได้กลัว แต่นึกว่าเป็นเสียงผีเฉยๆ หนูตอบน้าได้ยัง ว่ามาทำอะไรบนนี้ แล้วบ้านหนูอยู่ไหน”

โตนนท์ย่อตัวลงเพื่อคุยกับเด็กน้องผู้มาใหม่...เอาเข้าจริงๆ การที่มีเด็กอีกคนอยู่เป็นเพื่อนในที่ที่เงียบและวังเวงแบบนี้ก็ดีกว่าต้องอยู่คนเดียวแหละน่า

“อยู่ที่นี่แหละจ้า”

“หมายความว่ายังไง อยู่ที่นี่...ที่บ้านหลังนี้เนี่ยนะ อยู่กับใคร อยู่คนเดียวเหรอ พ่อกับแม่หนูไปไหน ทำไมกล้าทิ้งลูกให้อยู่คนเดียววะ”

เด็กน้อยหุบยิ้มทันควัน จ้องตาเขม็งมายังนักข่าวหนุ่ม “น้าถามมากจัง ทำไมน้าไม่ตอบหนูบ้าง ว่ามาทำอะไรที่นี่”

“คือ...น้ามา...หาคน” แม้โตนนท์จะเกิดคำถามร้อยพันขึ้นในหัว แต่สายตาของเด็กน้อยที่ยืนอยู่ตรงหน้า มันก็ทำให้เขาต้องรีบตอบออกไปโดยอัตโนมัติ “น้ามาหาป้าเจ้าของบ้าน แต่เห็นประตูไม่ได้ล้อกไว้ ก็เลยเดินเข้ามา”

“อ๋อ! น้ามาหาแม่หนูเหรอจ๊ะ?”

“แม่?” ชายหนุ่มขมวดคิ้ว จากข้อมูลที่เขาได้รับรู้มา เจ้าของบ้านไม่มีลูกแน่นอน ถึงหล่อนจะเคยมีสามี แต่กระทั่งสามีเสียชีวิตไป หล่อนก็ไม่มีทายาทไว้สืบสายเลือดสักคน “น้าไม่เห็นรู้ ว่าแม่หนูมีลูกด้วย”

“ฮิๆ มีสิจ๊ะ หลายคนเลย แล้วตอนนี้ แม่ก็กำลังจะมีน้องคนใหม่ให้พวกหนู คราวนี้น่าจะพิเศษกว่าทุกครั้งด้วย เพราะน้องหนูคนนี้โตมากๆ แล้ว สักสามขวบได้มั้ง”

ชายหนุ่มขมวดคิ้ว “หมายความว่ายังไง แม่ของหนูเขามีสามีใหม่ แล้วมีลูกด้วยกันงั้นเหรอ แล้วตอนนี้แม่ของหนูอยู่ที่ไหน บอกหน้ามาหน่อย...ทุกคนกำลังตามหา...เอ่อ น้าหมายถึงทุกคนกำลังคิดถึงแม่ของหนู หนูรู้ไหม ว่าเขาอยู่ไหน”

“รู้สิจ๊ะ ฮิๆ”

“งั้นบอกน้ามาหน่อย” ชายหนุ่มเผลอหลุดยิ้มด้วยความดีใจ ถ้าเขาเข้าใกล้ตัวผู้หญิงคนนั้นได้ก่อน ไม่แน่ว่าภาพข่าวที่ออกอากาศในวันพรุ่งนี้ อาจเป็นภาพแรกของผู้ต้องสงสัยเบอร์หนึ่งที่ไม่เคยมีข่าวช่องไหนได้ภาพมาก่อน

“ได้จ้า...แต่น้าต้องเล่นปิดตาซ่อนแอบกับหนูก่อน”

“อะไรนะ...ไม่เอาน่าหนู...น้ากำลังรีบ บอกน้าหน่อย...น้ามีรางวัลให้ด้วยนะคนเก่ง” โตนนท์เอาของขวัญมาล่อ

“ไม่เอา!!!” จู่ๆ เด็กน้อยก็ตวาดขึ้น “ถ้าไม่เล่น...ก็ไม่บอก ถ้าไม่เล่น...ก็ไม่บอก ถ้าไม่เล่น...ก็ไม่บอ..”

“โอเคๆ พอแล้ว เล่นก็เล่น...ไหน...เล่นยังไงบอกมา” โตนนท์บอกเด็กน้อยอย่างอ่อนใจ

“น้าเดินไปปิดตาตรงเสาต้นนั้น แล้วหนูจะร้องเพลง...น้าก็ฟังเสียงหนูถ้าเสียงหนูเงียบเมื่อไหร่ น้าเริ่มหาได้” เด็กน้อยชี้ไปยังเสาไม้กลางบ้านที่มีผ้าอะไรสักอย่างพันอยู่ แล้วชี้แจงกติกาอย่างอารมณ์ดี “ถ้าน้าหาหนูเจอ หนูจะยอมบอกที่อยู่แม่...แต่ถ้าน้าโดนหนูโป้ง น้าต้องยอมทำตามหนูทุกอย่าง”

“ทุกอย่างเลยเหรอ...ก็ได้ๆ”

ยอมเล่นกับเด็กสักหน่อย...เผื่อได้เบาะแสของข่าวบ้าง...โตนนท์ยกนาฬิกาขึ้นดู อีกครึ่งชั่วโมงจะห้าโมงเย็นละ นี่เขาเข้ามาในบ้านนานขนาดนี้เชียว แสงที่ลอกเข้ามาตามช่องหน้าต่างก็น้อยลงทุกที ยิ่งทำให้บรรยากาศบนบ้านวังเวง

“พร้อมหรือยังน้า” เด็กน้อยถามเสียงใส

“พร้อมแล้ว”

“เอาผ้ามาปิดตาด้วย”

“ผ้าไหน?” โตนนท์ถาม

“ก็ผ้าที่ผูกอยู่ตรงเสาไงจ้ะ ดึงออกมาเลย”

โตนนท์หรี่ตามองผ้าผืนหนึ่งที่ผูกอยู่ตรงเสากลางบ้าน...ถ้าไม่ใช่เพราะเบาะแสข่าว เขาไม่ยอมทำขนาดนี้หรอก

ชายหนุ่มยื่นมือไปปลดผ้าออกมาจากเสา แล้วพับให้เล็กลงอีก จากนั้นนำมาผูกปิดตาไว้

“พร้อมมั้ยน้า..ห้ามแอบมองนะ ถ้าแอบมอง เท่ากับโกง...คนโกงต้องตาย!”

“เห้ย! แค่เล่นปิดตาซ่อนแอบ ถึงกับต้องตายเลยเหรอ”

โตนนท์ขำกับความแสบของเด็กน้อย เขายืนนิ่งๆ ฟังเสียงฝีเท้าของเด็กที่ก้าวถอยหลังห่างจากตัวเขาไปช้าๆ เสียงเอี๊ยดอ๊าดของไม้กระดานค่อยๆ ดังห่างออกไป

“ห้ามเปิดตาจนกว่าหนูจะหยุดร้อง...

นกกระจิบเอย บินมาเลียบเทียมเมฆ

ตัวไหนจะเป็นเอก การเวกเจ้าตัวเดียวเอย

เจ้านกกาเหว่าเอ๋ย ไข่ไว้ให้แม่กาฟัก

แม่กาก็คิดลัก คาบเจ้าไปในรังนอน

จิใช้เจ้าเป็นเหยื่อ แทนเนื้อ-ผกาสร

บูชาเทพบิดร รากษสธรณิศ


โตนนท์นึกว่าเด็กน้อยจะร้องเพลงแรป หรือเพลงป๊อปที่ดังๆ ในยุคนี้ ที่ไหนได้ เด็กน้อยคนนั้นกลับร้องเพลงกล่อมเด็กออกมา แถมเนื้อความของเพลงกล่อมเด็กยังแปลกประหลาด จับใจความไม่ค่อยได้ จะบอกว่าคุ้นหูก็คุ้น...แต่บางท่อนก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน

น้ำเสียงสนุกสนานของเด็กน้อยเริ่มถอยห่างออกไปเรื่อยๆ ชายหนุ่มพยายามจับทิศทางของเสียง แต่ก็จับไม่ได้ เพราะตอนนี้เหมือนเขากำลังยืนอยู่ในโรงภาพยนตร์ที่มีระบบเสียงรอบทิศทาง เดี๋ยวเสียงก็ดังมาจากทางซ้าย แล้ววนไปทางด้านขวา หนักๆ เข้าก็รู้สึกว่าเสียงดังมาจากบนหัวเขาด้วยซ้ำ

“หาได้หรือยัง?” ชายหนุ่มถามขึ้นเพราะรู้สึกถึงอุณหภูมิในบ้านที่ต่ำลงเรื่อยๆ ราวกับเปิดแอร์เย็นๆ หลายตัวพร้อมกัน

เสียงร้องเพลงกล่อมเด็กยังดังแว่วมาราวกับสายลม บางเบา วังเวง จับทิศทางไม่ได้

ตึกๆๆๆ!!!

เสียงฝีเท้าเล็กๆ วิ่งไปบนพื้นผ่านหน้าเขาไป

ตึกๆๆๆ!!! ชั่ววินาทีเท่านั้น เสียงฝีเท้าเล็กๆ ก็วิ่งผ่านไปทางด้านหลังแทน

ตึกๆๆๆ! เสียงฝีเท้าวิ่งไปทางด้านซ้าย จนเขาต้องหันตาม

ตึกๆๆๆ!

เสียงฝีเท้าดังมาจากบนขื่อบ้าน


“เฮ้ย!” ชายหนุ่มเปิดผ้าปิดตาออกทันที ทันใดนั้นเสียงฝีเท้า และเสียงร้องเพลงก็เงียบลง

“ไอ้หนู...ไอ้หนูอยู่ไหน?”

เงียบ...ไม่มีเสียงตอบกลับมา

“ไอ้หนู...ออกมาเถอะ น้าไม่เล่นแล้ว ออกมาได้แล้ว”

โตนนท์พยายามเรียกให้เด็กน้อยออกมา แต่ก็เปล่าประโยชน์...ไม่มีเสียงตอบกลับมา

แสงจากภายนอกหมดไปแล้ว บรรยากาศในบ้านจึงยิ่งวังเวงจนน่าขนลุก...สัญชาติญาณส่วนลึกของโตนนท์บอกว่าเขาควรออกไปจากบ้านหลังนี้...เดี๋ยวนี้! เขาจึงรีบหันหลังกำลังจะเดินออกไปจากบ้าน

แต่พอผ่านหน้าหิ้งพระกลางบ้านหางตาก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างที่ที่ตั้งอยู่หน้าหิ้งพระ...ไม่สิ...ต้องเรียกว่าหิ้งวางรูปปั้นยักษ์

โตนนท์ยกกล้องถ่ายรูปขึ้นถ่ายสิ่งนั้นไว้ ก่อนจะรีบวิ่งออกมาจากบ้านนั้นทันที





“ไอ้พี่โต...หายไปไหนมาวะ ผมตะโกนเรียกอยู่เป็นชั่วโมงแล้วยังไม่ออกมา กำลังจะโทรแจ้งตำรวจ” ตากล้องคู่ใจถามด้วยนำเสียงกังวลปนประหม่า

“มึงจะบ้าหรือไง โทรแจ้งตำรวจให้มาจับกูเหรอ...ไปๆๆๆ ออกไปจากที่นี่ก่อนแล้วค่อยว่ากัน” โตนนท์ส่งกล้องให้รุ่นน้องแล้วหยิบมือถือออกมาเปิดแฟลชส่องนำทางออกมาจากบ้านหลังนั้น บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดเพราะเวลาล่วงเข้าสู่พลบค่ำ

เขารีบจ้ำอ้าวราวกับหลบหนีอะไรสักอย่าง ตากล้องคู่ใจเมื่อเห็นแบบนั้นเซนส์ของคนกลัวผีที่ฝังลึกอยู่ในร่างกายก็หาคำตอบให้เขาเองได้ทันที...พี่โตคงเจอดีเข้าแล้ว

“ไม่ต้องถามอะไร รีบออกไปจากที่นี่กันก่อน”

เมื่อสองหนุ่มเดินออกมาถึงหน้าหมู่บ้าน ก็เข้าไปนั่งในรถกระบะคันสีดำที่ใช้ลุยข่าวของโตนนท์ ก่อนที่ทั้งสองจะปล่อยลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่...ตอนที่เดินกึ่งวิ่งออกมาไม่รู้สึกเหนื่อยสักนิด เหมือนปอดจะกักลมหายใจไว้เป็นพลังในการหนีเอาตัวรอด พอรู้ว่าอยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว ร่างกายจึงค่อยกลับมารู้สึกตัวอีกครั้ง ผลสุดท้าย...หอบเหมือนวิ่งมาราธอนกันทั้งคู่

โตนนท์เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้รุ่นน้องฟังอย่างไม่ปิดบัง แม้กระทั้งเรื่องที่พบเด็กชายลึกลัยที่มาร้องเพลงให้ฟัง กระทั่งเล่ามาจนถึงตอนที่เขาวิ่งออกมาจากบ้าน ตากล้องคู่ใจก็ถามขึ้นว่า

“อ่าว...แล้วพี่ทิ้งเด็กตรงนั้นได้ไง ค่ำมืดแล้วด้วย”

โตนนท์ถอนหายใจ แล้วดึงกล้องถ่ายรูปมาจากรุ่นน้อง กดดูรูปในกล้องแล้วซูมสองสามครั้ง ก่อนจะส่งให้เจ้าของกล้องดู

“รูปอะไรพี่...เชี่ย...นี่มันรูปวางหน้าศพ! ถ่ายมาทำไมวะ ขนลุก บอกวันตายไว้ด้วยอะ...ยังเด็กอยู่เลย”

โตนนท์หันมาสบตากับรุ่นน้องคนสนิท เขาพูดอย่างแน่วแน่ว่า

“กูไม่รู้ว่ามันคืออะไร แล้วกูก็ไม่รู้ว่ามึงจะเชื่อกูหรือเปล่า...แต่เด็กในภาพเนี่ย คือเด็กคนเดียวกับที่กูเล่าให้มึงฟัง...ใช่ เด็กที่เล่นซ่อนแอบกับกูนั่นแหละ!



*****************


 :call: :call: :call:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-07-2021 15:59:06 โดย Simply.sun »

ออฟไลน์ Simply.sun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
ขอขอบคุณนักอ่านใจดีที่แวะมาครับ

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 534
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

ออฟไลน์ JanTi

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 148
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
กำลังอ่านเพลินๆสรุปโดนผีหลอกใช่ไหม :ling3:

ออฟไลน์ HamsteR

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 139
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-1

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ Simply.sun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
ตอนที่ 2 บูชายัญ



          หลังจากกลับจากการลงพื้นที่ในวันนั้น โตนนท์ก็มีเพื่อนร่วมห้องเพิ่มอีกหนึ่งคนได้แก่ตากล้องคู่ใจอย่างกันตพงษ์ เพราะเจ้าตัวยืนยันเสียงแข็งว่าหัวเด็ดตีนขาดอย่างไร ก็ไม่มีทางกลับนอนที่ห้องคนเดียวแน่นอน...โตนนท์เองก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเห็นท่าทางตัวสั่นๆ ดูหวาดระแวงจนเหมือนจะจับไข้ของกันตพงษ์ ก็ทำให้เขาต้องยอมใจอ่อนปล่อยให้รุ่นน้องในที่ทำงานมาอาศัยอยู่ที่ห้องด้วยกัน

            คืนนั้นทั้งคืนโตนนท์พยายามขบคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นว่าทำไมผีเด็กน้อยคนนั้น...หรือจะเรียกสรรพนามว่าอย่างไร...ผีเด็กน้อย ‘ตน’ นั้น มาหลอกหลอนเขาทำไม?

        “แม่หนูกำลังจะมีลูกเพิ่มอีกหนึ่ง...คราวนี้โตแล้วด้วย...สามสี่ขวบ”

        “บ่นอะไรพี่โต”

        “อ่าว! ไอ้กัน...นึกว่ามึงหลับแล้วซะอีก” โตนนท์ทักตากล้องรุ่นน้องที่ปูที่นอนอย่ข้างๆ เตียง

        “ยังไม่นอนหรอกพี่...เจอเรื่องมาขนาดนี้ใครจะหลับลง...”

        โตนนท์เอื้อมมือไปเปิดโคมไฟหัวเตียง แล้วกดดูเวลาบนหน้าจอมือถือที่วางอยู่ใกล้กัน หน้าจอบอกเวลาตีสามครึ่งพอดี เจ้าตัวจึงยันตัวลูกขึ้นใช้หมอนรองกับหัวเตียงแล้วพิงลงไป

        กันตพงษ์เมื่อเห็นรุ่นพี่เปิดไฟ เจ้าตัวจึงลุกขั้นนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างเตียง ควานหาแว่นตาที่อยู่ข้างหมอนขึ้นมาสวมแล้วถามคนที่นั่งใช้ความคิดอยู่บนเตียงว่า “เป็นไรพี่...นอนไม่หลับเพราะกลัวผีเหมือนกันเหรอ”

        “กูไม่ได้ปอดแหกแบบมึง...” โตตนนท์หันมาว่ารุ่นน้อง “…กูแค่กำลังใช้ความคิด...กูสงสัยว่าทำไมไอ้เด็กคนนั้นจึงต้องมาหลอกกูด้วย แล้วเรื่องที่กูเจอบนบ้านผีสิงนั่นเมื่อตอนเย็น...จะเกี่ยวอะไรกับคดีเด็กหายตัวไปหรือเปล่า แต่พยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก”

         กันตพงษ์พยักหน้ารับรู้ เขาเองก็สงสัยไม่แพ้กัน...พยายามนึกถึงเหตุการณ์ที่โตนนท์เล่าให้ฟังเมื่อเย็นแล้วจึงพูดทบทวนความจำกับตัวเองว่า " พี่บอกว่ามีเด็กออกมาบอกว่าอยากเล่นด้วย แล้วจู่ๆ เด็กคนนั้นก็กลายเป็นผี แต่ป้าผู้ต้องสงสัยก็ไม่มีลูก...จะเป็นไปได้มั้ยพี่ที่ป้าเขาอาจจะมีลูก แต่ลูกของแกไม่ใช่คน?”

        โตนนท์ขมวดคิ้ว ลุกขึ้นมานั่งห้อยขาข้างเตียงแล้วพูดว่า “มึงหมายความว่าไงวะ...มีลูก แต่ลูกไม่ใช่คน...ลูกแกเป็นผีเหรอ”

        กันตพงษ์ยกนิ้วชี้ขึ้นจรดริมฝีปากเป็นสัญลักษณ์บอกให้โตนนท์เบาเสียงลงหน่อย

       “อย่าพูดดังไปพี่...ยิ่งพี่พูดคำนั้นออกมาเท่าไหร่ เขาว่ากันว่าเท่ากับเรียกเขาให้มาฟังเรื่องที่เราพูดด้วย...ที่ผมบอกว่าลูกแกไม่ใช่คน ก็อาจจะเป็นกุมารทองไง...พี่รู้จักมั้ย?”

        โตนนท์พยักหน้ารับรู้แล้วพูดว่า “ก็เคยได้ยิน กุมารทอง...ผีเด็กให้โชคให้ลาภใช่มั้ย ที่เป็นตุ๊กตาเด็กตัวเล็กๆ”

        กันตพงษ์พยักหน้า ก่อนจะกดมือถือหาข้อมูลจากแอคเคาท์ทวิตเตอร์เรื่องลึกลับที่ตนเองติดตามอยู่ ตามประสาคนกลัวผีแต่ชอบฟัง...ชอบอ่านเรื่องผี

        “พี่คงเคยเห็นกุมารทองตามละครจักรๆ วงศ์ๆ หรือไม่ก็ในขุนแผนใช่มั้ย จริงๆ แล้วในสมัยโบราณน่ะ เขาเอาศพเด็กจริงๆ มาทำนะพี่...เอ้า...ลองดูนี่...อย่างในแอคเค้าท์นี้เค้าบอกว่าสมัยก่อนเขาจะไปผ่าเอาศพเด็กจากหญิงท้องแก่ จากนั้นเอามาย่างไฟให้แห้งก่อนถึงย่ำรุ่ง เสร็จแล้วก็เอาทองมาปิดให้ทั่ว เลยเป็นที่มาของชื่อกุมารทอง แต่ทุกวันนี้การนำศพเด็กมาทำเป็นของขลังตามความเชื่องเรื่องไสยศาสตร์มันผิดกฎหมาย พวกมีวิชาอาคมเลยเปลี่ยนเป็นหามวลสารจากที่ต่างๆ แทน เช่นพวกดินเจ็ดป่าช้า ผงขี้เถ้ากระดูก อะไรพวกนั้น”

        โตนนท์คิดตามสิ่งที่รุ่นน้องบอก ก่อนจะมีสีหน้าที่เปลี่ยนไป

        “เอาเด็กมาทำกุมาร...ลักพาตัวเด็ก เป็นไปได้ไหมว่าป้าคนนั้นเขาจะเอาเด็กไปทำกุมาร”

         กันตพงษ์ขนคอลุกตั้งกับสิ่งที่นักข่าวรุ่นพี่พูด “มันก็ไม่แน่...แต่ถ้าตามความเชื่อ ต้องผ่าเอาศพเด็กออกจากท้องแม่นะพี่...แต่เด็กที่ป้าลักพาตัวไปอายุตั้งเกือบสามขวบไม่ใช่เหรอ”

        โตนนท์เหมือนนึกอะไรบางอย่างออก ลุกพรวดขึ้นจากเตียงเดินพุ่งออกไปข้างนอกจนคนที่นั่งอยู่ข้างเตียงตกใจเผลออุทานคำหยาบออกมา ไม่เกินสองนาที ชายหนุ่มก็เดินกลับมาพร้อมกล้องในมือ เขากดปุ่มเปิดแล้วเล่นภาพ เลื่อนไปมาอยู่สี่-ห้าครั้งแล้วส่งให้รุ่นน้องดู

         “มึงดูรูปปั้นนี่...ตอนที่เข้าไปในบ้านตอนแรก กูนึกว่าโต๊ะหมู่บูชานี่เป็นโต๊ะหมู่บูชาพระ แต่กูถ่ายรูปมาได้ มันดันเป็นรูปปั้นอะไรสักอย่าง...แต่ที่แน่ๆ หน้าตารูปปั้นนี่ไม่ใช่พระพุทธรูปหรือเทวดาแน่ๆ ลองซูมดูดิ...มีเขี้ยวออกมาจากปากเหมือน...”

        “เหมือนยักษ์เลยว่ะพี่ น่าขนลุก” กันตพงษ์พูดแทรกขึ้น

        “ใช่...เหมือนยักษ์ เป็นไปได้ไหมวะ...ว่าลูกกรอกพวกนั้น มีไว้เพื่อบูชาอะไรสักอย่าง”

        กันตพงษ์ขมวดคิ้ว “ไม่แน่ใจว่ะพี่ เพราะเคยได้ยินแค่ว่ามีกุมารทองเอาไว้ให้โชคให้ลาภ ไม่เคยรู้มาก่อนว่าใช้เป็นเครื่องบูชาอะไรพวกนี้ได้ด้วย...อ่าว นี่ไฟล์วิดีโออะไร”

       โตนนท์ชะโงกตัวเข้าไปใกล้ตากล้องรุ่นน้อง ก่อนนึกขึ้นได้ “อ๋อ...ตอนที่เด็กนั่นชวนกูเล่นซ่อนแอบ กูแอบกดถ่ายวิดีโอไว้ด้วย กูไม่อยากเสียเวลาหา...กะว่าพอเด็กคนนั้นร้องเพลงจบ แล้วค่อยเปิดวิดีโอดูเอา”

        ใจหนึ่งของโตนนท์ก็อยากเปิดวิดีโอนี้ดู แต่เหมือนมีลางสังหรณ์อะไรบางอย่างบอกเขาว่าอย่าเปิดเลย...อาจจะเกิดเรื่องบางอย่างที่พาเขาไปยุ่งกับสิ่งที่วุ่นวายไม่รู้จักจบสิ้น

       แต่ความอยากรู้อยากเห็นที่แฝงอยู่ในดีเอ็นเอเลือดนักข่าวก็ทำให้เขาอดใจไม่ไหว...ตัดสินใจกดปุ่มเล่นวิดีโอ

       ภาพในวิดีโอไหวสั่นเล็กน้อยเพราะกล้องแขวนอยู่ที่หน้าอกขณะกดบันทึก

        ภาพเบื้องหน้าไม่มีอะไรเลยน้องจากความมืดสนิทของบ้านโบราณ โตนนท์กดปุ่มเพิ่มระดับเสียงจนสุด ได้ยินเพียงเสียงเขาคนเดียวดังขึ้นราวกับกำลังสนทนาอยู่กับใครบางคน แต่ของอีกฝ่ายกลับมีแค่เสียงซ่าๆ เหมือนวิทยุเสียแทรกเข้ามา จับใจความไม่ได้...ฟังดูน่าขนลุก

        กันตพงษ์ขยับเข้าใกล้นักข่าวรุ่นพี่โดยไม่รู้ตัว ขนแขนทั้งสองข้างลุกชัน

       ชายหนุ่มทั้งสองก้มลงไปใกล้ลำโพงกล้องเรื่อยๆ

       ได้ยินเสียงทุ้มใหญ่ของชายแก่อายุราวแปดสิบปีเอื้อนเอ่ยบทกลอนทำนองเสนาะขาดเป็นห้วงๆ

         ‘เจ้า......นกกา......เหว่าเอ๋ย ไข่ไว้ให้........แม่กาฟัก แม่กา......ก็คิดลัก....คาบเจ้าไป....ในรังนอนจิใช้เจ้าเป็นเหยื่อ.......แทนเนื้อ-ผกาสร...บูชาเทพบิดร.......รากษสธรณิศ ”

       ทั้งห้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศกำลังทำงาน

       มือข้างหนึ่งของกันตพงษ์จิกผ้าห่มตัวเองไว้แน่น หน้าผากมีเหงื่อชุ่ม หัวใจเขาเต้นแรงด้วยความหวาดกลัว

       นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินเสียงที่น่ากลัวเช่นนี้ มันเอื้อนเอ่ยช้าๆ ราวกับบทสวดมากกว่าเพลงกล่อมเด็ก

        “พ...พี่...ได้ยินเหมือนผมใช่ไหม” กันตพงษ์พูดเสียงสั่น ถามรุ่นพี่ที่ตอนนี้สีหน้าเต็มไปด้วยความคิดร้อยพัน

        “อืม...แต่ตอนที่กูได้ยินที่บ้าน เป็นเสียงเด็ก...แต่ตอนนี้ เป็นเสียงคนแก่ มันเป็นได้ยังไงวะ”

       โตนนท์ถามทบทวนกับตัวเอง ก่อนจะกดย้อนวีโออีกครั้งเพื่อฟังบทกลอน แต่เสียงที่ได้ยินกลับมากลับมีแต่เสียงซ่าเช่นเคย...เสียงชายแกก็หายไป

       “เสียงหายไปแล้วว่ะพี่..น่ากลัวชิบ”

       “ไอ้กัน เมื่อกี๊ท่อนสุดท้าย...เสียงนั่นมันบอกว่าบูชาใครนะ” โตนนท์ถามคนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ

        “เทพอะไรสักอย่างพี่...เทพบิดร..ราก-กะ-สะ-ทอ-ระ-นิด”

        โตนนท์หยิบมือถือที่ว่างอยู่บนเตียงขึ้นมาเลื่อนค้นหาความหมายของคำตามที่กันตพงษ์บอก เขาพยายามค้นหาอยู่หลายครั้งแต่ไม่เจอ จึงลองคนหาที่ละคำ

       “แปลว่ายักษ์กับราชา” โตนนท์เอ่ยขึ้น

        “อะไรนะพี่?”

        โตนนท์หันมาตั้งใจพูดกับรุ่นน้องว่า

       “คำสุดท้ายที่มันบอกว่าจะใช้แทนเหยื่อ บูชาเทพอะไรนั่น ชื่อเทพมันแปลว่ายักษ์กับราชา...ถ้าเรียงให้ถูกก็น่าจะหมายความว่า ราชายักษ์ ซึ่งก็ตรงกับเทวรูปที่อยู่ในบ้านหลังนั้น...เป็นไปได้ไหมวะ ว่าป้าคนนั้นเป็นพวกนับถือไสยศาสตร์มนต์ดำ...เอาเด็กไปฆ่าเพื่อบูชายักษ์”

        กันตพงษ์ทำความเข้าใจกับสิ่งที่รโตนนท์พูดอยู่ครูหนึ่งก็พยักหน้า

         “กูว่าเรามาถูกทางแล้วว่ะไอ้กัน เหตุจูงใจของผู้ต้องสงสัยอาจเกิดจากความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์มนต์ดำ แถมคนข้างบ้านคนที่เราไปสัมภาษณ์ยังบอกอีกว่าทุกวันเวลา 5 โมงเย็น ป้าจะต้องรีบไปไหว้อะไรสักอย่าง ตอนแรกกูคิดว่าเป็นพระ..แต่พอกลับมาแกะเสียงสัมภาษณ์ แกก็บอกแค่ว่าคงรีบกลับมาไหว้ แต่ไม่ได้ระบุว่าไหว้อะไร บางทีอาจไม่ใช่พระ...แต่เป็นรูปปั้นยักษ์...หรือราชายักษ์อะไรนั่น ไอ้กัน มึงลองเสิร์ชหาหน่อย ว่ามีสถานที่ไหนเกี่ยวกับการบูชายักษ์หรือเปล่า บางทีอาจจะเป็นสถานที่สำคัญๆ หรือไม่ก็พวกวัด สำนักสงฆ์ สำนักทรงเจ้า”

         “ได้พี่” กันตพงษ์รับคำแล้วรีบเอามือถือตัวเองขึ้นมากดค้นหาด้วยคำสำคัญต่างๆ เช่น รากษสธรณิศ บูชายักษ์ ฆ่าเด็กบูชายักษ์ แล้วแคปหน้าจอเก็บไว้ กระทั่งมาเจอเช้ากับสถานที่หนึ่ง

         “พี่โตๆ ดูข่าวนี้ดิ...เคยมีคนพบศพเด็กที่สำนักสงฆ์ร้างแห่งหนึ่งหลายศพ แต่ข่าวบอกว่าน่าจะเป็นการเอาศพเด็กที่ทำแท้งแล้วมาทิ้ง แต่มีบทสมภาษณ์ชาวบ้านบอกไว้ว่าก่อนที่สำนักสงฆ์จะร้าง เคยมีพวกชาวบ้านกลุ่มหนึ่งมาทำพิธีไหว้เมทวรูปราชายักษ์ ถวายของแดงเก้าอย่างทุกวันพระใหญ่ เคยมีการจับลูกของคนในหมู่บ้านเพื่อไปใช้ในการบูชายัญ ชาวบ้านที่ลูกหลานตัวเองหายไปจึงรีบไปแจ้งตำรวจให้เข้าไปจับกุมพวกที่ร่วมพิธี โชคดีที่เด็กพวกนั้นรอดมาได้ สำนักสงฆ์แห่งนั้นจึงปิดตัวไป ปัจจุบันสถานที่นั้นจึงกลายเป็นสำนักสงฆ์ร้าง”

         โตนนท์ยิ้มมุมปาก....นี่อาจเป็นเบาะแสการหายตัวไปของเด็กน้อยและป้าผู้ต้องสงสัยก็ได้

         “ไปกันเถอะ ไอ้กันต์”

         “ไปไหนพี่?”

       “สำนักสงฆ์ร้าง!”

*****************************************************


        ชายหนุ่มทั้งสองคนต้องอาศัยการแวะถามทางจากชาวบ้านในจังหวัดเรื่อยๆ เพราะกันตพงษ์พยายามค้นหาชื่อสำนักสงฆ์ร้างในแอพลิเคชั่นนำทางแล้ว แต่ก็ไม่พบชื่อสถานที่ที่ใกล้เคียงเลย ชาวบ้านที่เขาแวะถามทาง น้อยคนที่จะรู้จัก...ที่พอจะจำชื่อสำนักสงฆ์ร้างนี้ได้บ้าง ก็แสดงท่าทางไม่ค่อยเต็มใจที่จะให้ข้อมูลเท่าไหร่...ราวกับเป็นสถานที่หนึ่งที่อยู่ในความทรงจำที่อยากจะลบเลือนของพวกเขา

         แต่โชคก็ยังเข้าข้างพวกเขาสองคน...ระหว่างทางที่แวะเช็คอินโรงแรมเล็กๆ แห่งหนึ่งในตัวอำเภอ ขณะที่เขากำลังสอบถามเรื่องสำนักสงฆ์อยู่กับพนักงานโรงแรมคนหนึ่ง ก็มีป้าแม่บ้านวัยกลางคนเดินเข้ามา ก่อนที่จะแสดงท่าทีรู้จักสถานที่ที่พวกเขาทั้งสองคนกำลังตามหาอยู่

        ‘ไม่มีคนดีดีที่ไหนเข้าไปที่นั่นกันหรอกนะพ่อหนุ่ม มีแต่พวกเล่นของ ทำคุณไสย์เท่านั้นแหละที่ยังขึ้นไปรวมกลุ่มกันทำพิธีกรรมบางอย่าง...กลุ่มคนพวกนั้นแหละที่ป้าว่าน่ากลัวกว่าผี เพราะพวกเขามีความเชื่อที่แปลกประหลาด เชื่อว่าถ้าเอาเด็กมาบูชายัญ จะทำให้เทวดายักษ์ที่สิงอยู่ในเทวรูปที่นั่นมอบโชคมอบลาภให้’

        ‘แล้วป้าไม่อยากได้โชคลาภบ้างเหรอครับ…โอ้ย!!!’ กันตพงษ์ร้องอุทานออกมาเพราะโดนโตนนท์ใช้ศอกกระทุ้งเข้าที่หน้าท้อง...ค่าที่ปากไว

         ป้าท่าทางใจดีคนนั้นหัวเราะออกมาอย่างมีไมตรี แล้วพูดว่า

         ‘อยากมีสิพ่อหนุ่ม ป้ายอมรับว่าป้าเองก็เคยขึ้นไปที่สำนักสงฆ์ที่นั่นตอนเด็กๆ เพราะขึ้นชื่อเรื่องของการให้หวย และให้พรสมปราถนา...แต่ป้าซื้อตามมาตั้งแต่สาวยันแก่ ก็ไม่เห็นจะถูกสักงวด พอจู่ๆ ป้าก็คิดได้ว่าไม่น่าเอาเงินไปแลกกับความไม่แน่นอน ก็เลยเลิกเล่นหวย มาทำมาหากินแทน’

         ‘ดีใจด้วยนะครับป้า...ที่เลิกได้...งั้นผมทั้งสองคนขอตัวก่อนนะครับ ดูจากแผนที่ที่ป้าวาดให้ต้องเดินทางอีกไกล’ โตนนท์ขอตัวลาจากป้าท่าทางใจดีคนนั้น

 

          “ทำไมมันมืดอย่างนี้วะพี่ ไม่เห็นมีรถสวนมาสักคัน” กันตพงษ์พูดพลางเอื้อมมือไปจิ้มหน้าปัดวิทยุเปลี่ยนสถานี หนีข่าวฆ่ากันตายเพราะคงไม่เหมาะที่ฟังในบรรยากาศแบบนี้

         “กลัวอีกแล้วเหรอมึง...ไม่ต้องห่วง..กูไม่พามึงมาทำไม่ดีไม่ร้ายหรอก” โตนนท์แหย่ตากล้องรุ่นน้องทำลายบรรยากาศวังเวง

          “บ้าเหรอพี่...ผมไม่ได้กลัวเรื่องนั้นสักหน่อย...แต่ผมกลัวเรื่อง...เอ่อ...เรื่องอย่างว่านั่นมากกว่า นี่ก็ขับเข้าถนนคอนกรีตมาจะยี่สิบนาทีแล้ว ยังไม่เจอสวนผลไม้ทางขึ้นเนินเขาอย่างที่ป้านั่นบอกเลย เราโดนหลอกป่าววะพี่....เห้ย!! พี่ นั่นไงๆ ป้ายทางขึ้นเนินเขาที่ป้าแกบอก เลี้ยวซ้ายเลยพี่”

         โตนนท์เลี้ยวซ้ายตามที่รุ่นน้องบอก...เขาไว้วางใจในความละเอียดเรื่องการบอกเส้นทางของรุ่นน้องคนนี้มาเสมอเพราะลงพื้นที่ด้วยกันบ่อย แม้กันตพงษ์จะไม่ใช้คนกล้าหาญหรือกล้าเสี่ยงมากมาย แต่เรื่องความละเอียดแม่ยำและช่างสังเกตต้องยกให้รุ่นน้องคนนี้

         “ถนนลูกรังเลยว่ะ...ไอ้กัน...มึงดูแผนที่หน่อยว่าอีกไกลไหมกว่าจะถึง”

       กันตพงษ์หรี่ตามองตามลายเส้นดินสอบางๆ ที่วาดเป็นรูปถนน ลากผ่านจากทางเข้าไปจนถึงสำนักสงฆ์ แล้วบอกรุ่นพี่ว่า “ไม่ไกลแล้วพี่...ช้าๆ หน่อย ป้าแกบอกว่าพอเจอกระต๊อบหลังหนึ่งให้จอดรถแล้วเดินไปตามทางเข้าสวนของชาวบ้านอีกหน่อยก็ถึงแล้ว นั่นไงพี่...น่าจะเป็นกระต๊อบหลังนั้น”

        โตนนท์มอบตามที่รุ่นน้องบอก เมื่อเห็นกระต๊อบไม้เล็กๆ หลังหนึ่งที่ชาวบ้านน่าจะปลูกไว้ใช้หลบแดดหลบฝนตอนมาทำสวน เขาจึงชะลอรถแล้วค่อยๆ ประคองพวงมาลัยเข้าไปจอดเลียบข้างทางเพื่อไม่ให้รบกวนการสัญจรไปมาของชาวบ้านแถวนี้...ทั้งๆ ที่ในใจลึกๆ เขาก็รู้ดีว่าคงไม่มีชาวบ้านคนไหนกล้าใช้เส้นทางนี้ในเวลากลางคืน เพราะมันทั้งมืด ทั้งเปลี่ยว สองข้างทางราวเกือบสิบนาทีที่ผ่านมาก็มีบ้านปลูกอยู่สองข้างทางแทบจะนับหลังได้ ในซอยนี้ที่เข้ามาก็มีแค่กระต๊อบหลังนี้หลังเดียว เมื่อแสงไฟหน้ารถสาดไปข้างหน้า...ก็เดาว่าอีกไม่เกินหกสิบเมตรคงเป็นทางตันแล้ว

        “บรรยากาศน่ากลัวจังพี่ น่ากลัวทั้งคน...ทั้ง...” กันตพงษ์ละคำสุดท้ายไว้ในฐานที่เข้าใจ แล้วจัดของที่จำเป็นใส่ในกระเป๋าเป้ใบย่อม ทั้งโลชันกันยุง ถ่านไฟฉาย แบตเตอรี่กล้อง และของอีกสองสามอย่าง

        “มึงไม่ต้องกลัวหรอกกัน...กูเป็นพี่มึง...กูไม่ยอมปล่อยให้มึงเป็นอันตรายหรอก กลัวแต่มึงจะเดินสะดุดหัวแม่ตีนตัวเองล้มหัวแตกเสียก่อน” โตนนท์หัวเราะทำลายบรรยากาศวังเวงแล้วเปิดประตูลงจากรถ จึงไม่สังเกตเห็นรอยยิ้มบางๆ ของใครบางคนที่เปิดประตูตามลงมา

        ชายหนุ่มทั้งสองใช้ไฟฉายสองไปตามทางเดินส่วนตัวที่ทอดยาวเข้าไปในสวนของชาวบ้าน กันตพงษ์แม้จะเป็นคนขี้กลัวแค่ไหน แต่เมื่อมีรุ่นพี่ที่ไว้ใจอยู่ข้างๆ ในเวลานี้ ก็ทำให้เขาค่อนข้างเบาใจ คลายความกลัวลงไปได้บ้าง

       เสียงสวบสาบที่ดังมาจากรองเท้าของสองหนุ่มดังไปเรื่อยๆ ท่ามกลางความเงียบ โดยไม่รู้เลยว่ามีอะไรรอพวกเขาอยู่ข้างหน้า!

***********************************************************************


          สำนักสงฆ์ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาลูกใหญ่ กินเนื้อที่หลายร้อยตารางเมตร รอบๆ บริเวณเต็มไปด้วยสิ่งปรักหักพังและวัชพืชที่ขึ้นอยู่รกชัฏไปทั่ว ความมืดที่ปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณทำให้บรรยากาศของสำนักสงฆ์ร้างแห่งนั้นดูน่ากลัวราวกับมิติพิศวง

       อุโบสถทรุดโทรมหลังหนึ่งตระหง่านอยู่ตรงกลางลานกว้าง กระเบื้องบางส่วนตกร่วงลงมากองอยู่ด้านล่างดูสกปรกราวกองขยะ สถานที่แห่งนี้แทบดูไม่ออกเลยว่าในอดีตเคยใช้ประกอบกิจกรรมทางความศาสนาของคนที่นี่มาก่อน

        เงาตะคุ้มๆ ของคนสองคนเคลื่อนไหวไปอย่างรวดเร็วในความมืด ก่อนจะหลบซ่อนอยู่หลังต้นตะเคียนขนาดใหญ่ เงาของร่างใหญ่กว่าที่ยืนอยู่ด้านหน้าพยายามชะโงกหน้าออกมาดูลาดเลาทางเดินไปอุโบสถหลังใหญ่ เมื่อเห็นว่าปลอดภัย จึงหันมาพยักพยักพเยิดกับคนที่ยืนอยู่หลังแผ่นหลักของตัวเองเป็นสัญลักษณ์ว่าปลอดภัย...เงาของคนที่ดูเหมือนจะร่างเล็กกว่าจึงรีบวิ่งนำหน้าออกไป แล้วหยุดอยู่ที่หน้าประตูอุโบสถร้าง ย่อตัวลงหลบลงข้างบันไดทางขึ้น

       ‘จิรกร’ คือชื่อของผู้ชายร่างใหญ่ที่พยายามรีบวิ่งตามแล้วมาเฝ้าอยู่เบื้องหลังของน้องชายให้ทัน ทำหน้าที่ราวกับบอดี้การ์ดมืออาชีพ คอยสอดส่องความปลอดภัยให้น้องชายซ้ายทีขวาทีอย่างรอบคอบ แม้ในเวลานี้จะเป็นเวลาดึกเต็มที แต่เมื่อมันเป็นคำขอร้องจากน้องชายเพียงคนเดียวของเขาอย่าง ‘ชลชีวี’ ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่เขาจะปฏิเสธน้องชายได้

        ด้วย ‘ปัญหา’ บางประการที่ติดตัวชลชีวีมาตั้งแต่เด็ก...ทำให้ทั้งพี่ชายและสามาชิกในครอบครัวทุกคนพยายามดูแลเอาใจใส่ลูกคนสุดท้องคนนี้อย่างใกล้ชิด เพราะน้องชายตัวผอมที่อยู่เบื้องหน้าเขาตอนนี้มีบางอย่าง ‘พิเศษ’ ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด

       ชลชีวี มีสัมผัสพิเศษ - สามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของสิ่งเหนือธรรมชาติได้-

          ทั้งยังสามารถติดต่อและเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่อยู่เหนือการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้!

         เพราะความสามารถพิเศษของชลชีวีข้อนี้แหละ ที่ทำให้เขาทั้งสองคนต้องรีบเดินทางมายังหมู่บ้านที่สุดแสนจะห่างไกลแห่งนี้เป็นการด้วย เพราะชลชีวีบอกกับพี่ชายว่าเขาสัมผัสถึงพลังงานบางอย่างที่พยายามร้องขอความช่วยเหลือจากเขา…’ ญาณ’ ของชลชีวี แม่นยำเสมอ!

        น้องชายของเขาเล่าให้ฟังว่า….มีเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากเด็กหลายคนดังมาจากที่สถานที่แห่งหนึ่ง วิญญานเหล่านั้นถูกครอบงำไปด้วยเงาดำของความชั่วร้ายจากพลังไสยเวทย์ที่ถูกสวดและประกอบพิธีซ้ำแล้วซ้ำเล่า

        ภาพที่ปรากฏขึ้นในหัวของชลชีวีคือภาพของการประกอบพิธีกรรมบางอย่างที่นำร่างของเด็กวัยทารกมาย่างจนแห้งเกรียม แล้วจึงนำไปบูชายัญปีศาจร้ายตนหนึ่งในเทวรูปยักษ์

        ผู้คนที่นี่เชื่อว่านั่นคือเทวรูปที่สิงสถิตของเทวดา...แต่ชลชีวีรู้ดีว่าไม่ใช่!

         มันคือปีศาจตนหนึ่งที่มามอมเมากลุ่มคนที่หลงอยู่ในอบายมุขเพื่อแลกกับอาหารอันโอชะของปีศาจนั่นคือ ‘ศรัทธา’

       ยิ่งพลังความศรัทธาของคนยิ่งมากขึ้นเท่าไหร่...พลังของสิ่งชั่วร้ายก็จะเพิ่มพูนทวีคูณมากยิ่งขึ้นเท่านั้น!

       นั่นคือสาเหตุที่ชลชีวีต้องรีบมาที่นี่เพื่อหยุดยั้งพิธีกรรมอุบาทว์!

       ฆ่าเด็กบูชายัญ!




****************************************************************



นายเอกปรากฏตัวแล้ว!!!!
ขอบพระคุณสำหรับทุกการติดตามนะครับ
เจอกันใหม่ ตอนหน้าคร้าบ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-07-2021 16:02:24 โดย Simply.sun »

ออฟไลน์ HamsteR

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 139
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-1
เนื่อเรื่องน่าติดตามมากครับ ถึงจะกลัวแต่ก็อยากอ่าน ...  :katai2-1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 534
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

ออฟไลน์ Simply.sun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
ตอนที่ 3 หญิงคลั่ง



กลิ่นธูปและกำยาน ผสมปนเปไปกับกลิ่นคาวเลือดโชยออกมาจากภายในอุโบสถร้าง

แสงวับๆ แวมๆ สีเหลืองนวลของเปลวเทียนเคลื่อนไหวไปมาตามแรงลม ส่องกระทบประตูทางเข้าดูคล้ายเงาของปีศาจที่เฝ้าระแวดระวังผู้ที่จะเข้ามาทำลายพิธีโดยไม่ได้รับเชิญ

เด็กหญิงตัวเล็กๆ นอนสลบอยู่บนพื้นปูนที่เต็มไปด้วยคราบสกปรก..ใบหน้าของหนูน้อยมอมแมมไม่ต่างจากคราบต่างๆ ที่เกาะอยู่บนเทวรูปทีมีใบคนหน้าเหมือนยักษ์สูงใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านในสุดของอุโบสถ

ใบหน้าแสยะยิ้มของมันคล้ายพึงพอใจในเครื่องเซ่นที่นอนนิ่งอยู่ตรงหน้า เปลวเทียนที่วูลไหวไปมาคล้ายการร่ายระบำของวิญญานร้ายที่ถือดาบกวัดแกว่งไปมามาก่อนจะใช้ดาบเล่มเดียวันนั้นบั่นคอเหยื่อผู้โชคร้าย

จิรกรและชลชีวีย่องเบาๆ ขึ้นไปตามขั้นบันใดอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้คนที่กำลังประกอบพิธีกรรมอยู่ภายในรู้ตัว เขาทั้งสองเข้าไปหลบอยู่หลังบานประตูไม้โบราณที่เต็มไปด้วยเชื้อราเพราะขาดการดูแลทำความสะอาด

ขวับ! ชายหนุ่มสองคบหลบมุมทันควันเมื่อเห็นการเคลื่อนไหวบางอย่างของผู้หญิงคนหนึ่งภายในอุโบสถ

ครืดด!!!! ครืด!!!!

เสียงของแข็งถูกลากมาบนพื้นปูนตามจังหวะการเดินของใครคนหนึ่ง

จิรกรรับรู้ถือความไม่ปลอดภัยจึงเอื้อมมือไปกดหลังน้องชายเบาๆ ให้หมอบต่ำลงอีก แล้วตนเองจึงค่อยๆ เอี้ยวตัวขึ้นมองที่มาของเสียง

ผู้หญิงคนหนึ่งสวมชุดสีขาวเปื้อนนคราบดินและของเหลวสีแดงน่าสะอิดสเอียน กำลังเดินวนไปรอบๆ เทวรูปอาถรรพ์ช้าๆ ดวงตาของหล่อนล่องลอยราวกับเสียสติ ปากของหล่อนกำลังพึมพำอะไรบางอย่างเสียงทุ้มต่ำฟังไม่ได้ศัพท์และสิ่งที่ทำให้จิรกรขนลุกเกรียว…

มือข้างหนึ่งของหล่อนถือจอบสนิมเขรอะไว้ในมือ!

หัวจอบคมๆ ลากไปตามพื้นส่งเสียงดังน่ากลัว!

แม้จิรกรจะไม่มีสัมผัสพิเศษเหมือนน้องชาย...แต่ด้วยสติปัญญาของเขาก็เดาได้ไม่ยากว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้คืออะไร มันเหมือนฉากหนึ่งในหนังฆาตกรรม!

จิรกรหันมากระซิบข้างหูน้องชายเบาๆ จบแทบมีแค่เสียงลมออกมาว่า

“ไม่ได้การละ...ผู้หญิงคนนั้นกำลังจะฆ่าหลานตัวเองแน่ๆ เดี๋ยวพี่จะลองอ้อมไปด้่นหลังอุโบสถดู เผื่อมีหน้าต่างหรือประตูที่พอจะปีนเข้าไปได้ ชลรออยู่ตรงนี้อย่าไปไหน”

“ไม่ได้นะพี่...ชลเป็นคนชวนพี่มาด้วย จะปล่อยให้พี่เข้าไปคนเดียวได้ไง...มันอันตราย...ชลจะเข้าไปด้วย” ชลชีวีพูดอย่างกังวลเมื่อรู้ว่าพี่ชายตัวเองจะลุยเดี่ยวเข้าไป

จิรกรถอนหายใจกับความดื้อของน้องชายแล้วรีบอธิบายว่า

“ไม่ได้...ยิ่งชลเข้าไปนั่นแหละยิ่งอันตราย เพราะพี่ต้องระวังทั้งผู้หญิงคนนั้น แล้วก็ต้องเป็นห่วงชล...รออยู่ตรงนี้แหละดีแล้ว”

“แต่ชลว่า....”

“ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น...แค่รออยู่ตรงนี้แล้วโทรตามตำรวจก็พอ”

ชลชีวีกำลังจะแย้งพี่ชายตัวเองอีกครั้ง แต่จิรกรก็ลุกขึ้นย่องหายไปทางด้านข้างอุโบสถแล้ว...ลางสังหรณ์บางอย่างของชลชีวีบอกว่ากำลังจะเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้น จึงรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาส่งข้อความหาเพื่อนสนิทของตัวเองที่นัดไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนมาที่นี่ว่าถ้าเกิดเหตุการร้ายแรงขึ้นให้รีบแจ้งตำรวจในพื้นที่แล้วเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ตำรวจฟัง

เมื่อฝ่ายนั้นส่งข้อความตอบกลับมาว่าจะรีบจัดการให้ ชลชีวีก็กดไอคอนรูปกล้องถ่ายรูปบนหน้าจอมือถือแล้วบันทึกภาพตรงหน้าไว้เป็นหลักฐาน

ภาพบนหน้าจอค่อนข้างมืด เผยให้เห็นท่าทางแปลกๆ ของผู้หญิงคนเดิมที่กำลังนั่งลงพนมมือกับพื้น หล่อนสวดมนต์พึมพัม แล้วหยิบเอาธูปที่ปักอยู่ในกระถางหน้าเทวรูปอาถรรพ์ขึ้นมากำไว้ที่มือข้างซ้าย วนเป็นวงกลมรอบๆ ร่างของเด็กน้อยที่นอนนิ่งอยู่จนครบสามรอบ แล้วหล่อนก็ทำสิ่งที่ชลชีวีไม่คาดคิด

หล่อนง้างมือขึ้นสูง หมายจะปักปลายธูปลงบนร่างของเด็กน้อย!

“ไม่!”

ชลชีวีเผลออุทานออกมา

ดูเหมือนหล่อนจะได้ยิน…มือข้างที่กำลังยกขึ้นค้างอยู่อย่างนั้น ใบหน้าขงหล่อนหันขวับมาทางประตูหน้าอุโบสถที่ชลชีวีซ่อนอยู่

ซวยแล้ว!…ชลชีวีคิด

หญิงวัยกลางคนที่อยู่ในอุโบสถลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อเท้าข้างหนึ่งของหลอนมีเลือดไหลจากการเดินบุกป่าผ่าดงขึ้นมาบนสำนักสงฆ์ร้างหลายวันก่อนเพื่อประกอบพิธีบูชายัญ

เสียงลากรองเท้าแตะฟังดูน่าประหลาด เพราะนอกจากเสียงรองเท้าลากไปตามพื้นปูนดังก้องห้องโถงแห่งนั้นแล้ว ยังมีเสียงวัตถุบางอย่างคล้ายเหล็กลากตามมาด้วย

เสียงนั้นคือจอมที่คมกริบในมือของหล่อน!

แววตาอาฆาตของหญิงวัยกลางคนวางวับน่ากลัวรา;ปีศาจร้ายที่ต้องการฆ่าศัตรูผู้ที่จะเข้ามาขัดขวางพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของหล่อน

ใคร?!!!”

หล่อนตวาดลั่น…เสียงเล็กแหลมฟังดูน่ากลัวราวเสียงกรีดร้องของภูติผี

“กูถามว่าใคร?” เสียงคำรามดังก้องไปทั่วอุโบสถร้าง

หล่อนกระชับจอบในมือให้แน่นขึ้น แล้วใช้อีกมือช่วยกระชับให้มั่นเพื่อเตรียมพร้อม…ถ้าหล่อนเจอเหยื่อ จะปล่อนให้มันรอดไปไม่ได้

จะไม่มีใครมาทำลายพิธีบูชายัญเทพบิดรของเธอได้! ไม่มีทาง!

แววตาของหล่อนวาววับราวเสือร้าย…เหลืออีกแค่เพียงสามก้าวก็จะถึงหน้าประตูอุโบสถที่ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งซ่อนตัวอยู่ตรงนั้น…ตาย…มันต้องตายเป็นอีกหนึ่งเครื่องเซ่นในคืนนี้

เสียงนกกลางคืนร้องดังไกลๆ ราวกับเป็นผู้สังเกตการจากนรกที่แฝงตัวอยู่ในความมืดเพื่อรอดูว่าสาวกของปีศาจร้ายอย่างหล่อนจะประกอบพิธีกรรมสำเร็จหรือไม่

หล่อนจะทำพลาดอีกไม่ได้!

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หล่อนต้องค้นหาศพเด็กนับสิบศพมาทำพิธีเซ่นไหว้’ เทพบิดร’ เพื่อให้หล่อนกลายเป็นสาวกของลัทธิอย่างเต็มตัว… เพราะหล่อนมีความปรารถนาบางอย่างอย่างแรงกล้าที่ต้องการวิงวอนร้องขอจากพระผู้ทรงสิทธิ์!

พระผู้ซึ่งใครก็ต่างร่ำลือว่าทรงฤทธา!

สามารถประธานพรทุกสิ่งอย่างให้แก่ผู้ที่ถวาย’ ความศรัทธา’ ให้แก่พระองค์ได้

ปีแล้วปีเล่าที่หล่อนเฝ้าสวดอ้อนวอน หรือแม้แต่ต้องยอมลงมือทำสิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือการหาศพเด็กทารกมาถวายแด่พระองค์…เหตุฉไน…เทวรูปของเทพบิดรไม่ยอมตรัสสิ่งใดกับหล่อน?

ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เธอเฝ้าสวดอ้อนวอนเพื่อถวายจิตวิญญานแลชีวิตเป็นเครื่องสักการะบูชาแด่พระองค์ แต่ก็เปล่าประโยชน์…

ศาสดาแห่งลัทธิไม่เคยรับมัน!

กระทั่งหล่อนได้พบสมุดใบลานเล่มหนึ่งที่จารึกขั้นตอนการบูชาเทพบิดรและการ’ ถวายศรัทธา’ ไว้อย่างละเอียด สายตาขอหล่อนก็ปะทะเข้ากับข้อความหนึ่งที่ทำให้หล่อนขนลุกวาบไปทั้งตัว

จงถวายเชื้อไขเป็นปัจจัย ราชันยิ่งใหญ่จักแจ้งใจในศรัทธา

ถวายเชื้อไขงั้นเหรอ…เชื้อไข…ลูก…แต่จะทำเช่นไรเล่าพระองค์…ในเมื่อคนอาภัพอย่างหล่อน…

ไม่มีลูก!

สายเลือดที่ใกล้ชิดหล่อนมากที่สุดมีเพียงคนเดียวเท่านั้น…น้องครีม…หลานสาวแท้ๆ ที่หล่อนกำลังรับจ้างเลี้ยงอยู่นั่นไง…หล่อนไม่ลังเลแม้ชั่วขณะจิตที่จะมอบเครื่องสักการะอันยิ่งใหญ่นี้ให้พระองค์…หล่อนเฝ้ารอโอกาสนั้นอยู่ตลอดทุกลมหายใจเข้าออก เพื่อแลกกับสิ่งที่หล่อนปรารถนา

โอ…พระผู้ทรงฤทธิ์! ข้าเจ้าพร้อมถวายเครื่องบูชาให้แก่พระองค์แล้ว

ตอนนี้มันก็ถึงเวลาแล้ว…อีกอึดใจเดียว หล่อนจะมอบเชื้อไขของหล่อนให้พระผู้ยิ่งใหญ่!

แต่ตอนนี้…หล่อนต้องกำจัดไอ้เหลือบไรที่จะมาทำลายพิธีของหล่อนให้สิ้นซาก

ต้องฆ่า…ฆ่ามัน!!

สองเท้ามอมแมมพาหล่อนมาจนถึงหน้าประตูอุโบสถ

หญิงวัยกลางคนเหวี่ยงจอบที่อยู่ในมือขึ้นสุดแขน หมายจะสับลงไปยังร่างของคนที่อยู่ตรงหน้าประตูทางเข้า

ว่างเปล่า…ไม่มีใคร!

มันหายไปไหน? …หล่อนไม่ได้หูฝาดแน่นอน มันต้องอยู่ตรงนี้ แต่ทำไมตอนนี้เหลือเพียงความว่างเปล่า

หรือว่า…หล่อนกำลังติดกับพวกมัน!

“กรี้ดดดด!!!”

หญิงวัยกลางคนกรีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่งเมื่อพบว่าร่างของหลานสาวที่อยู่ตรงหน้าเทวรูปหายไปเช่นกัน!

“ใคร? ใครกล้ามาลองดีกับกู!!!! ใครมันกล้ามาขัดขวางพิธีของกู กูจะฆ่ามัน!!!! กูจะฆ่ามันนนน!!!”



**********************************************************







“พี่กร…ชลได้ยินเสียงคนตามมา ชลว่าเราหลบกันก่อนเหอะพี่” ชลชีวีบอกพี่ชายที่ที่วิ่งนำตนเองอยู่สองสามก้าว พลางรีบเข้าไปรับร่างของเด็กน้อยมาอุ้มไว้แทนเพราะจิรกรเข้าไปอุ้มพาตัวหนูน้อยวิ่งหนีมาจากสำนักสงฆ์ร้างพักใหญ่แล้ว

เขาสอบคนหอบเหนื่อย แต่ก็พยายามกลั้นใจบังคับไม่ให้เสียงหอบดังมากเกินไปเพราะกลัว ‘ยัยป้าคลั่ง’ จะได้ยินแล้วตามมาเจอ

จิรกรชี้ไปยังกระท่อมเล็กๆ ที่น่าจะเคยใช้เป็นกุฏิข้างทางหลังเหลังหนึ่งที่ซ่อนอยู่หลังต้นตีนเป็ดพุ่มใหญ่ แม้สภาพของมันจะเก่าทรุดโทรม…แต่ก็คงจะดีพอทีจะใช้เป็นที่กำบังตัวในเวลานี้ ชลชีวีจึงรีบบุกพุ่มหญ้าที่รกชัฏตามพี่ชายเข้าไป

ชลชีวีก้าวขึ้นกระท่อมอย่างทุกลักทุเลเพราะกำลังอุ้มเด็กน้อยไว้ในอ้อมอก เขาหันไปสำรวจรอบๆ กระท่อมยกสูงที่มีระเบียงไม้โย้เย้ล้อมรอบอยู่เพื่อดูสิ่งผิดปกติ แล้วจึงตัดสินรีบเดินเข้าประตูกระท่อมตามพี่ชายเข้าไปข้างใน

ชลชีวีวางร่างของเด็กน้อยลงเบาๆ บนพื้นไม้ ร่างของเด็กน้อยเบาราวปุยนุ่น อีกทั้งรอยแผลตามตัวนี่อีก ยิ่งทำให้ทั้งชลชีวีและจิรกรสลดใจ

ผู้เป็นพี่ชายกุมแขนเด็กน้อยไว้ในมือ แล้วใช้สองนิ้วสัมผัสลงไปที่ข้อมือเพื่อดูชีพจรของเด็กน้อย

“ชีพจรเต้นเบามาก พี่ว่าเราต้องรีบพาไปโรงพยาบาล”

ชลชีวีพยักหน้ารับรู้ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความลำบากใจ

“เป็นไรชล…สัมผัสอะไรได้เหรอ?”

“ตอนที่ชลอุ้มน้อง ชลรู้สึกแปลกๆ …คือ…มันอธิบายยากจัง” ชลชีวีแสดงสีหน้าลำบากใจ

จิรกรขมวดคิ้ว รอคอยให้น้องชายเรียบเรียงคำพูดเพื่ออธิบาย

“ปกติถ้าชีพจรเต้น แสดงว่าคนเรายังไม่ตาย ระบบร่างกายยังคงทำหน้าที่ต่างๆ ตามกลไกธรรมชาติ แต่ดวงจิตหรือวิญญานน่ะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แม้บางครั้งร่างกายจะยังปกติ…แต่ดวงจิตกลับหายไป วิญญานไม่ได้อยู่ในกายหยาบ เหมือนออกไปเที่ยวแล้วหาทางกลับไม่ได้…ชลสัมผัสถึงดวงจิตของน้องไม่ได้เลย มันมืดมนว่างเปล่ากับหลุมดำที่ไร้ที่สิ้นสุด…แต่นั่นมันยังไม่ใช่ปัญหาหลักนะพี่กร…เมื่อกี๊ตอนที่ชลเดินตามพี่กรเข้ามาในบ้านอะ มีพวกวิญญานเร่รอนและดุร้ายอยู่แถวนี้เต็มไปหมด มันรับรู้ได้ถึงร่างกายที่ไร้ดวงจิต…เหมือนสัตว์ป่าที่หิวโหยได้กลิ่นอาหาร ถ้าเราไม่รีบแก้ ชลกลัวว่า…”

“…จะมีวิญญานอื่นมาสิงร่างของน้องแทนใช่มั้ย” จิรกรคาดเดา

ชลชีวีพยักหน้า

“แล้วมันมีวิธีแก้มั้ยชล?”

“มันก็พอมีนะพี่…แต่ก็ค่อนข้างเสี่ยง”

ชายหนุ่มทั้งสองคนเงียบเสียงเมื่อได้ยินเสียงสวบสาบดังขึ้นใกล้กระท่อม กระทั่งเมื่อทั้งสองแน่ใจว่าอาจเป็นเพียงเสียงกิ่งไม้ร่วงจากต้นไม้ ไม่ใช่คนจึงกล้าพูดต่อ

“ชลต้องออกไปตามดวงจิตของ…โอ้ย!!! อึ้ก!!!”

จู่ๆ ลมหายใจของชลชีวีก็ขาดห้วง เพราะมือเล็กๆ ของเด็กน้อยที่นอนอยู่ตรงพุ่งเมาบีบคอเขาไว้ ดวงตาเด็กน้องเบิกโพลงราวกับปีศาจกระหายเลือด!

“เห้ย! ชล น้อง…ปล่อย…ปล่อยสิวะ…มือแม่งแข็งอย่างกับเหล็ก…กูบอกให้ปล่อยน้องกู!!!”

จิรกรพยายามดึงข้อมือของเด็กน้อยออกจากลำคอชลชีวี แต่ก็ยากเหลือเกิน เพราะมือเรียวเล็กทั้งสองข้างของเด็กน้อยคนนั้น บีบคอน้องชายของเขาไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก…เขารู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่การกระทำของเด็กน้อยอีกต่อไป…

แต่เป็นดวงวิญญาณของสัมพเวสีที่ฉวยโอกาสเข้ามาแฝงอยู่ในร่างของเด็กน้อยตรงหน้าแทน!

“ถ้าแม่งไม่ปล่อย กูถีบนะเว้ย ไอ้เด็กผี!” จิรกรตะโกนลั่น เสียงของเขาดังสนั่นจนกลบเสียงสวบสาบที่วิ่งเขามาที่กระท่อม

“อึ๊ก!!! พี่กรช่วยด้วย!!!”

ผลั๊วะ!!!

เสียงจิรกรใช้เท้ายันปีศาจในร่างเด็กน้อยไปจนชนกับผนังกระท่อมแล้วใช้สองมือกดทับไว้

ผลั๊วะ!!!

เสียงหน้าต่างบานหนึ่งของกระท่อมถูกถีบออกด้วยแรงของโตนนท์ แล้วตามมาด้วยเสียงแฟลชจากกล้องของกานตพงษ์ “ไอ้พวกชั่ว จับเด็กมาทำอนาจาร พวกมึงไม่รอดแน่”

ผลั๊วะ!!!

เสียงจอบฟาดประตูไม้ดังสนั่นจนพังมาทั้งบาน

“ไอ้พวกเลว พวกมึงเอาลูกกูไป กูจะฆ่าพวกมึงให้หมด!”




  :a5: :a5: :a5: :a5: :a5:

ขอขอบพระคุณสำหรับการติดตามนะครับ
ผิดพลาดอย่างไร ชอบไม่ชอบอย่างไร คอมเมนต์ได้เลยน้า

 :call: :call: :call:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-07-2021 16:00:58 โดย Simply.sun »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 534
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

ออฟไลน์ HamsteR

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 139
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-1

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ JanTi

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 148
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0

ออฟไลน์ Simply.sun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
                                                                                      



                                                         ตอนที่ 4  กระท่อมร้าง



         โตนนท์รู้สึกตัวขึ้นอีกครั้งหลังจากที่กันตพงษ์พยายามเขย่าตัวเขาแรงๆอยู่หลายครั้ง ก่อนจะจบด้วยการตบหน้ารุ่นพี่เพื่อปลุกให้ตื่น หัวสมองที่งุนงงใช้เวลาหลายวินาทีกว่าจะเรียบเรียงเหตุการก่อนที่เขาจะสลบได้...

         หลังจากที่เขาและกันตพงษ์ ตากล้องรุ่นน้องเดินขึ้นมาบนเนินเขาหลายกิโลเมตร ก็ได้ยินเสียงแปลกๆดังมาจากพุ่มไม้ข้างทาง เมื่อส่องไฟฉายเข้าไป ก็พบกับพระท่อมร้างหลังหนึ่งที่มีเสียงบางอย่างเล็ดลอดออกมา

       เขาพยายามส่งสัญญานให้รุ่นน้องเงียบเสียง แล้วเดินเข้าไปใกล้กระท่อมหลังนั้นช้าๆ

        โตนนท์มองหาอาวุธรอบตัว ก็ได้ไม้ขนาดกำลงพอเหมาะมาหนึ่งชิ้น เขากระซิบบอกตากล้องรุ่นน้องให้เตรียมตัวถ่ายรูป...เพราะถ้าเกิดอะไรร้ายแรงขึ้น อย่างน้อยก็มีหลักฐานไว้ยืนยันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่นี่

    เสียงพูดคุยภายในกระท่อมหลังนั้นเงียบลงพร้อมๆกับที่โตนนท์ต้องชะงักเท้าของตัวเองไว้

         หรือว่าคนในกระทอมจะรู้ตัวว่าพวกเขาอยู่ด้านนอก!

        โตนนท์และกันตพงษ์คอยอยู่จนกระทั้งเสียงพูดคุยภายในกระท่อมกลับดังขึ้นอีกครั้ง เขาทั้งสองจึงค่อยๆขยับเท้าเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ พยายามจับใจความเสียงพูดคุยที่ดังมาจากในกระท่อม

       โตนนท์แน่ใจว่าเสียงพูดคุยนั้นเป็นเสียงของผู้ชายแน่นอน แม้จะจับใจความไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็พอจะเดาได้ว่ามีเด็กอีกคนที่อยู่ในกระท่อม

    โตนนท์คาดเดาด้วยสัญชาตญานว่าเด็กน้อยคนนั้นอาจะเป็นเด็กคนเดียวกับที่พวกเขากำลังตามหา เพราะดึกดื่นเที่ยงคืนป่านนี้ คงไม่มีเด็กน้อยคนไหนมาหากิจกรรมทำในกระท่อมร้างบนเนินเขาแห่งนี้แน่นอน เขาจึงไม่รอช้า...ส่งสัญญานให้กันตพงษ์อ้อมไปด้านหลังของกระท่อม เพื่อปีนขึ้นระเบียงไม้ไปเข้าทางหน้าต่างแทนประตูด้านหน้า กลุ่มคนที่อยู่ในกระท่อมจะได้ไม่ไหวตัวทัน

       โตนนท์ปีนขึ้นระเบียงไม้ด้านหลังกระท่อมช้าๆ หันมายื่นมือให้รุ่นน้องที่อยู่ด้านล่างปีนตามขึ้นมา แต่ระหว่างที่เขากำลังพยายามดึงมือของกันตพงษ์ให้ตามขึ้นมาบนระเบียง ก็มีเสียงแปลกๆดังขึ้น คล้ายกับมีคนกำลังพยายามใช้กำลังเพื่อต่อสู้ หรือบังคับขืนใจอีกฝ่าย...โตนนท์ขนลุกวาบไปทั้งตัว หรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นในกระท่อม อาจเลวร้ายกว่าที่เขาคิด

         เสียงร้องตะโกนเล็กแหลมของเด็กน้อยดังออกมาจากกระท่อมราวกับต้องการความช่วยเหลือ โตนนท์ไม่รอช้า รีบวิ่งเข้าไปถีบหน้าต่างไม้ของกระท่อมหลังนั้นจนหลุดออกมาทั้งบ้านทันที! และภาพที่เขาได้เห็น ก็ไม่ต่างจากสิ่งที่เขาคิดไว้

       ผู้ชายร่างใหญ่คนหนึ่งกำลังคร่อมทับร่างเด็กน้อยตัวเล็กๆที่พยายามดิ้นหนีเอาตัวรอด

       “พวกมึงไม่รอดแน่!”

          กันตพงษ์หยิบกล้องขึ้นมาบันทึกภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อมัดตัวผู้ร้ายที่อยู่ในกระท่อม พร้อมๆกับที่โตนนท์ปีนเข้าไปทางหน้าต่างและถีบหน้าอกผู้ชายที่กำลังคร่อมร่างของเด็กน้อยอยู่จนกระเด็นไปอีกทาง แล้วพุ่งตัวเข้าไปคร่อมร่างผู้ชายคนนั้นไว้
จิรกรที่กำลังงุนงงกับแรงที่โดนยันเข้าที่หน้าอกแรงๆจนหงายหลังอย่างไม่ตั้งตัว พยายามลุกแต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะคนที่ถีบเขาจนหงายหลัง วิ่งมาต่อยหน้าเขาอีกสองหมัดแล้วใช้เข่ากดหน้าอกเขาไว้

          “ทำไมถึงลักพาตัวเด็กมาทำเรื่องอุบาทว์กลางป่าแบบนี้วะไอ้เชี่…”

            กันตพงษ์รีบปีนตามเข้ามาดูอาการของเด็กน้องที่ไอโขลกๆอยู่บนพื้น เขารีบแบกร่างนั้นขึ้นบ่า แต่เมื่อกำลังจะลุกขึ้น กันตพงษ์ก็เพิ่งสังเกตเห็นว่าในกระท่อมหลังนั้นยังมีชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับเขาอีกคนนอนสลบอยู่

       ตากล้องหนุ่มสับสนงุนงงกับภาพที่เห็นตรงหน้า

          ในตอนแรกเขาคิดว่าผู้ชายที่อยู่ในกระท่อม คงจะทำเรื่องชั่วช้ากับเด็กน้อย...แต่ตอนนี้กลับพบร่างของผู้ชายอีกคนนอนสลบอยู่
       หรือเรื่องราวเกิดขึ้นในกระท่อม จะไม่ใช่อย่างที่เขาและโตนนท์คิด

       “พี่โตๆ ทำไมมีผู้ชายนอนสลบอยู่อีกคนวะพี่”

           คำถามของกันตพงษ์ทำให้โตนนท์ชะงักค้างหมัดที่สามที่กำลังจะต่อยลงบนใบหน้าของจิรกร หันมามองตามที่ตากล้องรุ่นน้องบอก ทำให้เขาเสียจังหวะถูกถีบหน้าอก จนหงายหลังไปกองอยู่กับพื้น

       จิรกรตั้งใจจะเข้าไปต่อยหน้าไอ้คนที่เพิ่งมาใหม่สักสองทีให้หายโกรธ แต่เมื่อนึกขึนได้ว่าน้องชายของตัวเองโดนบีบคอจนสลบอยู่ไม่ไกล จึงรีบวิ่งไปดูชลชีวีแทน

           เขารีบนั่งลงใกล้ๆร่างของน้องชายที่หมดสติอยู่ตรงหน้าแล้วเขย่าตัวเรียกชื่อ

           “ชล...ชล!!! เป็นไรมากมั้ย ตื่นสิวะ ตื่น!!!”

     น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงและกังวลของจิรกรทำให้ชายหนุ่มอีกสองคนที่อยู่ในกระท่อมหมองด้วยความแปลกใจ… ทำไมท่าทีของคนที่กอดร่างๆผอมๆนั้นไว้ในอก ไม่แสดงแสดงออกถึงรังสีของความชั่วร้ายแม้แต่นิดเดียว … แต่ตอนนี้กลับแสดงออกถึงความกังวลและความห่วงใยผู้ชายที่เขาตะโกนเรียกว่าชล ราวกับเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต

          “ชล...ตื่นสิวะ...มึงอย่าเป็นไรไปนะโว้ย!...พี่บอกให้ตื่น”

    โตนนท์ยันตัวลุกขึ้น เฝ้ามองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า...ท่าทางของคนสองคนที่อยู่ในกระท่อมนี้ไม่เหมือนที่เขาคาดไว้...หรือเขาจะเดาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดผิดไป!

       กันตพงษ์เองก็สีหน้าไม่แตกต่างจากโตนนท์ เพราะเขาประหลาดใจกับท่าทางของชายหนุ่มทั้งสองคน...พี่บอกให้ตื่นงั้นเหรอ...หรือแท้จริงแล้วพวกเขาเป็นพี่น้องกัน! แล้วทำไมอีกฝ่ายจึงนอนสลบอยู่ ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังแสดงท่าทางคุกคามเด็กน้อยวัยสามขวบ

       “เฮือก!” ร่างผอมที่นอนอยู่ในอ้อมอกของจิรกรหอบหายใจเฮือกใหญ่ราวกับคนที่เพิ่งรอดพ้นจากการจมน้ำ

       “ฟื้นแล้วเหรอชล...พี่ตกใจหมด....นึกว่าชลจะเป็นไรไปซะแล้ว” น้ำเสียงดีใจของคนเป็นพี่ร้องออกมาอย่างไม่ปิดบัง
ชลชีวีที่เพิ่งได้สติพยายามดันตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง เมื่อสายตาปรับชินกับความมืดในกระท่อม เขาก็เห็นผู้มาใหม่อีกสองคนที่ยืนจ้องเขาและพี่ชายตาไม่กระพริบ

       คนที่ยืนตัวสูงที่ยืนมองเขาด้วยสีหน้าฉงน…เขารู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด!

       ผล๊วะ!!!

       เสียงประตูไม้ถูกทุบออกด้วยของแข็งบางอย่าง ส่งผลให้สายตาทุกคู่ที่อยู่ในห้องนั้นหันไปทางเดียวกัน

       ผู้มาใหม่อีกคนยืนนิ่งอยู่หน้าประตู ในมือของหล่อนมีจอบเล่มยาวที่กำแน่นราวกับจะใช้เป็นอาวุธฟาดฟันศัตรู

      แสงจากดวงจันทร์ที่สาดส่องอยู่เบื้องหลัง เผยให้เห็นร่างของผู้หญิงคนหนึ่งที่ผมเผ้ารุงรัง สายลมพัดพากลิ่นสาปเหงื่อไคลเข้ามาในห้องจนน่าสะอิดสะเอียน

   ดวงตาวาวโรจน์คู่นั้น ค่อยๆสำรวจไปยังกลุ่มคนที่อยู่ภายในกระท่อมทีละคน กระทั่งเมื่อเห็นร่างหลานสาวที่อยู่บนบ่าของกันตพงษ์ ดวงตาดับขลับก็ดูราวมีไฟแค้นลุกโชนอยู่ในนั้น

       โตนนท์กันตพงษ์ใช้เวลานึกแค่ครู่เดียวก็จำใบหน้าของหล่อนได้…หล่อนคือผู้หญิงคนเดียวกับคนที่พวกเขากำลังตามหาเบาะแสการหายตัวไปของเด็กน้อย

   โตนนท์ถอยกลับมายืนอยู่หน้าตากล้องรุ่นน้องที่แบกร่างของเด็กน้อย เพื่อตั้งรับกับเหตุการไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

       “พวกมึงลักพาตัวลูกกูมา กูจะฆ่าพวกมึงให้หมด”

       “ลูกป้าที่ไหน นี่มันหลานป้า…” จู่ๆกันตพงษ์ที่เคยเป็นคนขี้กลัวก็หลุดปากออกมาต่อว่ายายป้าคลั่ง

         “…ถามจริงเหอะป้า เป็นป้าประสาอะไรถึงกล้าเอาหลานตัวเองมาแลกกับพิธีกรรมบ้าๆนี่ ยังหลงเหลือความเป็นคนอยู่หรือเปล่า ถึงได้ทำกับเด็กตาดำๆได้ลงคอ”

       แววตาอาฆาตของหญิงที่ยืนอยู่หน้าประตูยิ่งวาวโรจน์มากขึ้นรากับไฟ หล่อนจ้องมองมาที่กันตพงษ์อย่างอาฆาตแค้น ก่อนจะยกจอบที่อยู่ในมือขึ้นแล้ววิ่งพุ่งเข้ามาหาชายหนุ่ม

   โชคดีที่โตนนท์วิ่งมาขวางเอาไว้ได้ทัน!

   ชายหนุ่มเข้าไปคว้าจอบเล่มนั้นมาไว้ในมือ แต่แรงของหญิงวัยกลางคนกลับมาเกินกว่าที่เขาคิดจึงเกิดกรยื้อยุดฉุดกระชากกันเกิดขึ้น โตนนท์พยายามเตือนสติตัวเองว่าไม่ให้เผลอทำร้ายร่างกายผู้หญิง เพราะอาจทำให้เขาต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคดีนี้ด้วย

   แต่จนแล้วจนรอด…แรงของหญิงคลั่งกลับมากขึ้น เพราะแรงแค้นของเธอ ชายหนุ่มจึงต้องเหวี่ยงร่างของเธอไปจนชนฝาพนังของกระท่อม ก่อนจะเข้าไปคว้าจอบมาไว้ในมือ

   หญิงกลางคนที่ถูกเหวี่ยงไปชนฝาผนังจนล้มลง หล่อนก็พยายามกระเสือกกระสนลุกขึ้น…หล่อนกรีดร้องด้วยความอาฆาตแค้น แล้วพุ่งเข้าไปหาโตนนท์กับกันตพงษ์อีกครั้ง

   แต่เรื่องราวที่ชายหนุ่มทั้งสองไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น

   เมื่อจู่ๆ หล่อนก็กรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เพราะเด็กน้องที่อยู่ในอ้อมอกของกันตพงษ์ กระโดดจากอกของเขา เข้าไปหาร่างของหญิงคลั่ง แล้วกัดลงไปที่ลำคออย่างรุนแรงจนหล่อนกรีดร้องอย่างทุรนทุราย

   ชายหนุ่มนักข่าวมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความตื่นตะลึง…กันตพงษ์อ้าปากค้างเพราะไม่เชื่อสายตาของตัวเอง

   “เกิด…เกิดไรขึ้นวะพี่…เมื่อกี๊น้องเขายังอยู่บนแขนผมอยู่เลย”

   โตนนท์ที่ดูเหมือนจะมีสติมากกว่ากันตพงษ์ยกแขนขึ้นบังตากล้องไว้ราวต้องการจะปกป้อง

   เหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในสายตาของจิรกรและชลชีวี

   ท่าทางของสองหนุ่มดูไม่น่าใช่คนร้าย แต่คงจะมีสาเหตุบางอย่างที่ทำให้พวกเขาเข้ามาทำร้ายจิรกรในตอนแรก

   แต่นี้ไม่ใช่เวลาคิดเรื่องของเขาทั้งสองคน…ชลชีวีหันไปมองหญิงคลั่งที่ตอนนีต้องพยายามเอาตัวรอดจากเด็กน้อยที่กระโดดเกาะหล่อนไว้แล้วบีบคอ…ชลชีวีแน่ใจ…เด็กน้อยกำลังถูกวิญญาณร้ายสิง

   “พี่กรเราต้องช่วยผู้หญิงคนนั้นก่อน”

   จิกรพยักหน้ารับรู้ “งั้นพี่จะเข้าไปช่วยจับเด็กคนนั้นไว้ ชลจะได้ทำพิธีไล่ผี”

   “ระวังตัวด้วยนะพี่” ชลชีวีกำชับพี่ชายด้วยความเป็นห่วง

   จิรกรก้าวช้าๆอย่างระมัดระวังเข้าไปใกล้ร่างของหญิงคลั่งที่ล้มลงนอนดิ้นอยู่กับพื้น หล่อนกำลังพยายามปัดป้องการทำร้ายจากวิญญานในร่างเด็กน้อย

   “เห้ย! พวกนายน่ะ เข้ามาช่วยกันหน่อย” จิรกรหันไปบอกชายหนุ่มแปลกหน้าทั้งสองคนที่ยืนมองด้วยความสงสัย

   “ช่วย? ให้ช่วยอะไร?” กันตพงษ์ถาม

   “เข้ามาช่วยจับตัวเด็กไว้…เราต้องทำพิธีไล่ผี”

   “ห้ะ? ทำพิธีไล่ผี…ไล่ผีจากใคร” ตากล้องหนุ่มสงสัย

   “ก็จากเด็กคนนี้ไง…ถามมากจริง…จะยืนทำหน้าเอ๋อแดกกันอีกนานมั้ย เดี๋ยวป้าก็ตายห่ากันพอดี”

   กันตพงษ์หน้าบึ้งเพราะไม่พอใจกับคำด่าของจิรกร กำลังจะโต้ตอบกลับ แต่ถูกโตนนท์ห้ามทัพไว้ก่อน
 
   “จะให้ช่วยอะไร ว่ามา” โตนนท์ถามชายหนุ่มที่เพิ่งวางมวยกับเขาเมื่อครู่ที่ผ่านมา สัญชาตญานบางอย่างบอกว่าในเวลานี้เขาจำเป็นต้องหย่าศึกกับผู้ชายคนนี้ก่อน

   “มาช่วยกันจับเด็กไว้…แล้วนาย…” จิกรกรชี้ไปที่กันตพงษ์ “…ไปช่วยน้องฉันเตรียมพิธี”

   แม้กันตพงษ์จะไม่พอใจกับท่าทางชีนิ้วสั่งของคนแปลกหน้า แต่ถ้าให้เลือกระหว่างต้องช่วยไอ้คนเผด็จการนั่น กับไปช่วยผู้เป็นน้องชายตามที่เขาว่า…กันตพงษ์เลือกอย่างหลังดีกว่า

   จิรกรชี้นิ้วไปทางซ้ายเป็นสัญลักาณ์ให้โตนนท์เข้าไปประจุดตรงนั้น ก่อนี่ตัวเองจะดูจะหวะอยู่ทางด้านหลังของเด็กน้อย

   หญิงคลั่งที่ถูกเด็กน้อยบีบคอกำลังจะหมดสติ ผีร้ายที่อยู่ในร่างเด็กแสยะยิ้มน่ากลัว แววตาของมันหิวกระหายราวกับได้เจออาหารอันโอชะตรงหน้า มันกำลังจะก้มลงกัดลำคอของหญิงคลั่ง

   ทันใดนั้นเองจิรกรก็พุ่งเข้าไปคว้าร่างของเด็กน้อยเอาไว้ โตนนท์ที่เฝ้ารอจังหวะอยู่จึงรีบเข้าไปช่วยแต่ก็ยากกว่าที่เขาคิด เพราะแรงดิ้นของเด็กน้อยนั้นกลับมากมายมหาศาลราวกับมีพลังพยาอย่างควบคุมร่างนั้นอยู่

   เด็กน้อยพยายาสะบัดตัวออกจากการจับกุมของโตนนท์อย่างสุดแรง จิรกรถอดเข็มขัดของตัวเองออกมาแล้วเข้าไปมัดมือของเด็กน้อยไขว้หลังเอาเอาไว้โดยมีโตนนท์เป็นผู้คอยให้ความช่วยเหลือ

   โตนนท์มองการกระทำของจิรกรด้วยความลังเล…นี่เขาคิดถูกหรือคิดผิดที่มาช่วยจับร่างของเด็กน้อยไว้แบบนี้ มันดูเหมือนเขากำลังทำร้ายร่างกายเด็กอยู่เลย

   “ผมจำเป็นต้องทำ….” จิรกรบอกชยหนุ่มที่มอบเขาด้วยความเคลือบแคลง “วิญญาณที่อยู่ในร่างเด็กตอนนี้ เป็นวิญญาณร้าย ถ้าเราไม่ทำพิธีไล่ผี จากคดีผู้ใหญ่ฆาตกรรมเด็ก อาจเปลี่ยนเป็นคดีเด็กฆาตกรรมผู้ใหญ่แทน”

   โตนนท์คิดมาตลอดว่าเรื่องราวลึกลับเหนือธรรมชาติพวกนนี้ไม่มีจริงอยู่บนโลก แต่จาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ที่เขาเข้ามาพัวพันกับคดีนี้…หลายสิ่งหลายอย่างที่เขาไม่สามาถหาคำตอบได้ ก็ทำให้เขารู้สึกลังเลจนต้องเผื่อพื้นที่ส่วนหนึ่งในสมองไว้คิดเรื่องรวแบบนี้บ้าง

   อย่างเด็กที่เขาพยายามช่วยจับอยู่ในตอนนนี้…เป็นไปไม่ได้เลยที่เรี่ยวแรงของหนูน้อยจะมหาศาลมากมายถึงเพียงนี้ อีกทั้งแววตาดุร้ายราวกับปีศาจของเด็กน้อยนั่นอีก….เขาไม่เคยเห็นแววตาของเด็กคนไหนน่ากลัวเท่านี้มาก่อน

   โตนนท์ช่วยจิรกรจับร่างของเด็กน้อยไว้ตามที่อีกฝ่ายหนึ่งบอก

   “พร้อมไหมชล?”

   จิรกรถามน้องชายของตัวเองที่นั่งขัดสมาธิอยู่กลางกระท่อมโดยมีกันตพงษ์นั่งอยู่ห่างๆ

   ชลชีวีพนมมือขึ้นรำลึกถึงพระคุณของครูบาอาจารย์ บิดรมารดาผู้มอบชีวิต และสิ่งศักสิทธิ์ที่มอบ ‘สิ่งพิเศษ’ ให้กับเขา

   ชลชีวีปลดสร้อยคอของเขาออกมา กันตพงษ์ที่นั่งอยู่ข้างๆพยายามหรี่ตามองก็พบว่าแท้จริงแล้วจี้ของสร้อยคอไม่ได้เป็นจี้พระแต่อย่างใด แต่มันเป็นเหมือลูกแก้วแก้วกลมๆเล็กๆเท่าขนาดไข่มุก ภายในนั้นบรรจุของเหลวแววใสอยู่

   “เตชะ เทวา ทรงศักดิ์       ปกปักษ์  สิงสรรพ์ บันดาล
เตชะ สุร ปรวาณ      ปราบมาน ป้องปักษ์ ชีวี
เตชะ องค์พระ มารชิต   คุ้มจิตร เหนือเกล้า ข้านี้
โปรดสัตว์ นิรย อเวจี   ฤดี-แล นัยนา เปี่ยมธรรม.”


   เมื่อเสียงใสก้องกังวลของชลชีวีดังขึ้น ความเคลื่อนไหวทุกอย่างทั่บริเวณนั้นก็คล้ายจะหยุดลง…ไม่มีเสียงร้องของสัตว์ป่า…ไม่มีเสียงลม…ไม่มีเสียงนก ทุกสิ่งทุกอย่างทั่วบริเวณคล้ายจะถูกสะกดด้วยน้ำเสียงเอนเอยของชายหนุ่มที่นั่อยู่กลางกระท่อม

   แสงจันทร์นวลที่สาดส่องเข้ามาท่างหน้าต่าง คล้ายมีลำแสงบางอย่างที่สาดส่องไว้เพื่อชลชีวีเท่านั้น

   ชลชีวีลุกขึ้นยืน แวตรงไปยังร่างของเด็กน้อยที่นอนดิ้นอยู่ราวกับรู้ว่าอันตรายกำลังจะมาถึงตัว

   “เราไม่รู้ว่าท่านเป็นใคร แล้วสาเหตุใดที่ท่านต้องฉกฉวยโอกาสเข้าร่างของเด็กน้อยในเวลานี้…แต่ได้โปรดกลับยังที่ที่ท่านจากมาเถิด สังขารนี้อ่อนแอเกินกว่าที่รับพลังของท่านได้ หากท่านอาศัยอยู่ในร่างนี้นานเกินไป…อาจะเกิดอัตรายกับเด็กคนนี้” ชลชีวีพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพราวกับสนทนาอยู่กับญาติผู้ใหญ่

   “ไม่! ข้าไม่ไป!”

   โตนนท์รู้สึกขนลุกกับน้ำเสียงของเด็กน้อย เพราะมันทุ้มห้าวราวกับเสียงผู้ชาย…และที่สำคัญ เขารู้สึกคุ้นเคยกับน้ำเสียงนั้นอย่างประหลาด

   “ท่านอย่าผูกเวรเลย เด็กน้อยคนนี้ไม่เคยทำเรื่องใดที่เคยลบหลู่ท่านมาก่อน ได้โปรดออกไปจากร่างนี้เถิด”

   “ไม่…ถ้าไม่ได้จองเวรกับนังเด็กนี่ แต่ข้าจะฆ่าอีหญิงชั่วคนนั้น…” เด็กน้อยตาขวาง จ้องไปยังร่างของป้าตัวเองอย่างอาฆาต “เอ็งไม่มีวันรู้สึกถึงความทรมานของการถูกจองจำ สะกดให้เป็นทาสของมันนานนับสิบปี…มันไปขุดร่างของข้าขึ้นมาจากสุสาน แล้วนำข้ามาย่างราวกับสัตว์…มันสะกดวิญญาณข้าให้เป็นทาสรับใช้ของมัน…ข้าพยายามหนีให้หลุดพ้นจากการสะกด แต่ข้าทำไม่ได้…ข้าทรมานเหมือนตกอยู่ในหลุดดำอัดมืดมิด ข้า…อึดอัด…จนกระทั่ง ไอ้หนุ่มคนนั้นมันไปปลดปล่อยข้ามา…”

   ดวงตาเด็กน้อยจ้องไปยังใบหน้าของกันตพงษ์ “วันที่มันแอบเข้าไปในบ้านของอีนั่งชั่วนั่น ไอ้หนุ่มคนนี้มันปีนขึ้นไปบนต้นชมพู่หน้าบ้าน มือข้างหนึ่งของมันไปปัดเอาขวดแก้วที่นางหญิงชั่วมันซ่อนไว้บนนั้นจนตกลงมาแตก…ใช่ ขวดที่จองจำข้ามานานนับสิบปี สุดท้าย…ข้าจึงออกมาได้…และข้าก็เกาะหลังพวกมันมาจนมาถึงทีนี่”

   กันตพงษ์กลืนน้ำลายอึกใหญ่…เด็กคนนั้นรู้ได้อย่างไรว่าเขาแอบปีนขึ้นไปเก็บลูกชมพู่หน้าบ้านหลังนั้นมากิน…เขาไม่รู้ตัวสักนิดว่าเผลอไปทำอะไรตกลงมา…นี่เขาเป็นคนที่ทำให้เกิดเรื่องราววุ่นวายนี้ขึ้นเหรอ

   “ข้าจึงเข้าไปบอกไอ้หนุ่มที่อยู่ในบ้าน…มันดูฉลาดดี…แล้วข้าก็คิดถูก”

   “อะ…อ่าว พูดงี้ก็แปลว่าด่าผมว่าโง่ใช่มั้ย”

   กลัวก็กลัว แต่อีกใจหนึ่งก็โกรธที่โดนผีตัวนั้นมาดูถูกจึงเผลอหลุดปากออกไป กำลังจะอ้าปากด่าต่อแต่โตนนท์มองตาห้ามไว้ก่อน…แล้วไป…ไม่ได้หลัวหรอกนะ…เห็นแก่พี่โต!

   “หึหึ! ตอนที่พวกมึงนั่งอยู่ในห้อง แล้วได้ยินเสียงบทกลอน…จริงๆแล้วเสียงมันไม่ได้ออกมาจากเครื่องนั่น…แต่กูเองที่กระซิบอยู่ข้างหูพวกมึง”

   กันตพงษ์ขนลุกซู่เมื่อนึกถึงตอนที่เขากับโตนนท์เปิดวิดีโอดูด้วยกันในห้อง…นี่มีผีอยู่กับเขาสองคนตลอดเวลางั้นเหรอ

   “แล้วท่านต้องการอะไร?” โตนนท์ถามขึ้นโดยใช้สรรพนามตามที่คนตัวผอมๆนั่นเรียก

        เสียงหวีดวิวของลมที่เริ่มพัดโหมกระหน่ำจากภายนอก พัดเอาใบไม้รอบๆกระท่อมร้างจนปลิวว่อนไปทั่วบริเวณ เสียงกระเบื้องหลังคาตีดังตึงตังราวกับจะหลุดออกมา หน้าต่างบานที่ยังเหลืออยูฟาดเข้ากับฝาผนังครั้งแล้วครั้งเลาราวกับมีมือปีศาจค่อยผลักอยู่รอบๆ เสียงหัวเราะอย่างอาฆาตแค้นดังมาจากรอบๆกรท่อมราวกับมีภูติผีรอคอยการชำระแค้นอยู่อีกมากมายในคืนนี้

   “วิญญานของมัน!”

   เสียงทุ้มต่ำน่าขนลุกดังขึ้นจากร่างเด็กน้อย ก่อนที่ร่างเล็กๆของเธอจะดิ้นไปมาอย่างรุนแรงเพื่อให้หลุดจากการมัดมือ โตนท์กับจิรกรเข้าไปช่วยกันจับร่างน้อยๆนั้นไว้แน่น แต่แรงเหวี่ยงอันมหาศาลก็กระชากเอาร่างของจิรกรให้ลอยไปชนกับฝาผนังด้านหนึ่งของกระท่อมแล้วร่วงลงมากองกับพื้น

   ชลชีวียกมือขึ้นบังใบหน้าของตัวเอง ตะโกนขอความช่วยเหลือจากชายนุ่มอีกคนที่อยู่ในกระท่อม

   “คุณ…ช่วยจับร่างเด็กไว้หน่อย…ได้โปรด”

   โตนนท์ตั้งสติของตัวเอง รีบเข้าไปจับร่างของเด็กน้อยไว้ เขาใช้พละกำลังทั้งหมดในการยื้อหยุดฉุดกระชากร่างนั้นให้อยู่นิ่งๆ

   ชลชีวีวิ่งเข้าไปหารางเด็กน้อย แล้วพยายามจับใบหน้าที่กำลังสะบัดหนีให้หันมาตรงหน้า ปากเรียวกล่าวบทสวดออกมาสั้นๆ เพียงแค่นั้นก็เหมือนกับการไปจี้จุดเจ็บปวดของวิญญาณร้ายจนร้องออกมาอย่างทุรนทุราย

   ชลชีวีหยิบเอาจี้สร้อยคอที่ภายในนันบรรจุน้ำมนต์เอาไว้ นาบลงไปที่หน้าผากของเด็กน้อย

   เสียงกรีดร้องราวสัตว์ป่าถูกทำร้ายดังออกมาจากลำคอเล็กๆ วิญญาณตนนั้นใช้แรงเฮือกสุดท้ายสะบัดตัวออกจากโตนนท์จนหลุด แล้วพุ่งเข้าไปบีบคอชลชีวีอีกครั้ง

   ชายหนุ่มที่โดนบีบคอดิ้นทุรนทุรายอย่างหาทางรอด เขาพยายามผลักร่างหนูน้อยออกแต่ก็ไม่สำเร็จ

         โตนนท์กับจิรกรที่พยายามเข้ามาช่วยก็โดนแรงมหาศาลผลักจะกระเด็นออกไป จนโตนนท์หัวฟาดกับเสาไม้สลบทันที

   ชลชีวีตั้งสติ มองไปยังกันตพงษ์ที่กระสับกระส่ายเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

   “พร้อมแล้ว!” กันตพงษ์บอกชลชีวี

   ฝ่ายที่ถูกทับอยู่พนักหน้าให้สัญญานตามที่ตกลงกันไว้

   แชะ!

   เสียงแฟลชดังข้นพร้อมแสงสว่างวาบไปทั่วห้อง

   ร่างเด็กน้อยหยุดนิ่ง แล้วล้มลงทับหน้าอกของชลชีวี

   สายลมที่พัดโหมกระหน่ำอยู่ก็หยุดนิ่งราวกับมีคนดึงปลั๊กออก!





   

   “มึงหมายความว่าไงที่…คุณชลชีวีเขาให้มึงถ่ายรูปวิญญานนั้นเก็บไว้” โตนนท์ที่เพิ่งฟื้นได้สติถามต่อ

   “ก็ตอนที่พี่กับคุณจิรกรช่วยกันจับร่างเด็กไว้ คุณชลเขาบอกผมว่าให้ส่งกล้องให้เขา แล้วเขาก็จับกล้องอยู่ครู่หนึ่งก่อนส่งคืนให้ผม…เขาบอกว่าถ้าเกิดอะไรขึ้น ให้รอฟังสัญญานจากเขา แล้วถ่ายรูปเก็บไว้…ตอนแรกผมก็ไม่ค่อยเข้าใจ…จนกระทั่งถ่ายรูปน้องเขาแล้ววิญญานสงบ…รู้เลยว่าคุณชลคงทำอะไรบางอยางกับกล้องผม เลยสะกดวิญญาณนั้นไว้ได้ หลังจากนี้ผมคงต้องบริจาคกล้องนี้ให้กับคุณชลแล้วล่ะพี่…ไม่กล้าเอากลับบ้าน”

   โตนนท์ทำความเข้าใจกับสิ่งที่ตากล้องคนสนิทบอก แล้วหันไปมองผู้ชายตัวผอมๆที่กำลังนั่งใกล้ๆกับร่างของป้าคลั่งที่ถูกมัดไว้

   ตอนนี้หล่อนดูสงบลงบางแล้ว แม้สายตาจะยังเลื่อนลอย…แต่จากสภาพร่างกายที่อ่อนล้าของหล่อนก็พอทำให้พวกเขารู้ว่าหล่อนคงไม่สามารถลุกขึ้นมาคว้าจอบไล่ฟันใครได้อีก

   “คุณปล่อยวางเสียเถอะนะ…สิ่งที่คุณเชื่อ มันไม่มีอยู่จริงหรอก” ชลธีกล่าวกับหล่อนอย่างอ่อนโยน “ความปราถนาของคุณที่อยากให้คนที่ตายแล้วกลับมามีชีวิตอีกครั้ง…มันเป็นไปไม่ได้ ต่อให้คุณแลกคำขอของคุณกับชีวิตเด็กอีกสักพันคนหมื่นคน ก็ไม่ช่วยให้สามีคุณฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้…กลับกัน มีแต่จะเพิ่มบาปให้กับสามีของคุณ และสร้างกรรมให้กับตัวคุณเอง ยอมมอบตัวกับตำรวจ และยอมรับบทลงโทษเสียตั้งแต่ชีวิตนี้เถอะนะ…ชีวิตหน้า บาปกรมทั้งหมดจะได้ไม่ต้องติดตามคุณไปอีก…”

   ร่างของหญิงวัยกลางคนสั่นระริก หล่อนฟุบหน้าลงกับพื้นร้องไห้จนตัวโยนราวกับหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง…ความหวังที่หล่อนเคยมีเพียงแค่ริบหรี่ ต้องพังทลายเพราะต้องยอมจำนนให้กับความเป็นจริง

   ชลชีวีสัมผัสมือลงไปที่ไหล่ของหล่อนเบาๆ “สิ่งเดียวที่จะทำให้สามีของคุณมีความสุขที่สุด คือคุณต้องปล่อยวาง และปลดปล่อยเขาจากความกังวลทุกอย่างบนโลกใบนี้ เพื่อที่เขาจะได้เดินทางไปสู่ภพภูมิใหม่อย่างหมดห่วง”

   เสียงร้องของหล่อนฟังดูหน้าเวทนา จนทั้งโตนนท์และกันตพงษ์อดสงสารไม่ได้

   “สามีของคุณฝากบอกมาว่า อย่าโทษตัวเองอีกเลย ที่วันสุดท้ายของชีวิตเขา…คุณไม่ได้อยู่ที่นั่น เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เขารับรู้ได้ถึงความรักและความพยายามในการดูแลเขามาตลอดเวลาที่ป่วยเป็นมะเร็ง…เขาบอกว่า…ขอบใจมากนะ แม่ศรี”

   การกระทำทุกอย่างของชลชีวี อยู่ในสายตาของโตนนท์

   รอยยิ้มอ่อนๆบนมุมปากทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด

        เหมือนจะเคยเห็น…แต่ก็จำไม่ได้

        เหมือนพยายามลืมตาค้นหาเข็มที่หล่นลงไปใต้น้ำ…มันช่างเรือนลาง

         แต่เขารู้แน่…ว่ามันมีจริง

   เขาเคยเจอผู้ชายคนนั้นที่ไหนกันนะ?

   
   
   



                                          ********************************************


ุ้
พยายามจัดหน้าให้สวยงาม แต่ได้แค่นี้จริงๆ 55555+
ขอขอบคุณทุกการติดตาม และนักอ่านหน้าใหม่ที่แวะเข้ามาครับ
จะพยายามพัฒนาฝีมือตัวเองให้ดียิ่งขึ้น
เจอกันตอนหน้าครับ
 :pig2: :pig2: :pig2: :pig2: :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-07-2021 16:02:54 โดย Simply.sun »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 534
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

ออฟไลน์ HamsteR

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 139
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-1
ตรงประโยคที่ว่า "จิกรกรและกันตพงษ์ใช้เวลานึกแค่ครูเดียวก็จำใบหน้าของหล่อนได้" น่าจะหมายถึงโตนนท์และกันตพงษ์หรือเปล่า หรือผมเข้าใจผิดเองก็ต้องขอโทษด้วยนะครับ  :sad4:

คู่หลักคู่รองออกมาครบแล้วสินะ   :hao3:


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ Simply.sun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
ตรงประโยคที่ว่า "จิกรกรและกันตพงษ์ใช้เวลานึกแค่ครูเดียวก็จำใบหน้าของหล่อนได้" น่าจะหมายถึงโตนนท์และกันตพงษ์หรือเปล่า หรือผมเข้าใจผิดเองก็ต้องขอโทษด้วยนะครับ  :sad4:

คู่หลักคู่รองออกมาครบแล้วสินะ   :hao3:

จริงด้วย เขิลจัง

ขออภัยในความผิดพลาด และขอบคุณที่ติดตามจากใจครับ

ออฟไลน์ Simply.sun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0

ออฟไลน์ Simply.sun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0

ออฟไลน์ Simply.sun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
                                                           ตอนที่ 5 ชลชีวี

          บ้านไม้กึ่งปูนทาสีขาวทั้งหลังดูสะอาดตา ตั้งอยู่ใจกลางของลานกว้างที่มีหญ้านวลน้อยต้นเล็กๆ ขึ้นอยู่จนเต็มสนาม ด้านซ้ายของบ้านคือต้นลีลาวดีที่ปลูกเรียงรายเป็นแถว ดอกสีขาวแต้มจุดเหลืองนวลของมันร่วงลงบนพื้นแต่งแต้มสีสันด้วยหยาดน้ำค้างยามเช้า ฝั่งขวามือของบ้านมีรั้วเตี้ยๆ ล้อมรอบเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากั้นบริเวณปลูกผักสวนครัวไว้อย่างเป็นระเบียบ

         หญิงสูงวัยคนหนึ่งก้มๆ เงยๆ อยู่ในสวนผักแปลงเล็กๆ มือซ้ายของหล่อนถือใบเตยอยู่จำนวนหนึ่ง มือขวาใช้กรรไกรคีบใบเตยมาเพิ่มอีกหนึ่งใบแล้วจึงใส่ทั้งหมดลงไปรวมกันในตะกร้าหวาย ยกขึ้นกระเดียดข้างเอว เดินออกจากแปลงผักสวนครัวอย่างทะมัดทะแมง เลียบข้างบ้านเข้าไปในครัว

         เสียงล้อรถกระบะที่บดผ่านรั้วบ้านเข้ามานั้นเบาจนแทบจะเท่าฝีเท้าคน เพราะผู้ที่ทำหน้าที่เป็นสารถีจงใจให้มันเป็นอย่างนั้น

         จิรกรถอนหายใจเฮือก หันไปมองหน้าน้องชายแล้วพยักหน้าให้เพื่อส่งสัญญาณว่า…ลงไปกันเถอะ

         ชายหนุ่มทั้งสองคนปิดประตูรถกระบะคันใหญ่อย่างเบามือที่สุด ผู้เป็นน้องชายชี้ไปทางฝั่งต้นลีลาวดีแล้วอ้าปากเป็นรูปคำว่า…ไปเข้าทางหน้าต่างฝั่งนั้นกัน

         จิรกรค่อยๆ ย่องตามน้องชายของตัวเองไป ภาวนาอย่าให้เจ้าองุ่น หมาพันธุ์ทางที่เขาเลี้ยงไว้ตั้งแต่เด็กร้องทักขึ้นมา…ไม่อย่างนั้นโจรย่องเบาอย่างเขาทั้งสองคนโดนคุณนายพรจอมดุจับได้แน่

         โชคดีที่หน้าต่างบานหนึ่งฝั่งต้นลีลาวดีถูกเปิดอยู่ ชลชีวีจึงโผล่ศีรษะเข้าไปดูลาดเลาก่อน…เมื่อเห็นว่างทางปลอดภัยจึงหันกลับมาทำนิ้วเป็นสัญลักษณ์ว่าโอเคให้พี่ชาย รวบผ้าม่านลูกไม้สีขาวไว้อีกฝั่งหนึ่ง แล้วปีนขึ้นขอบหน้าต่างกระโดดลงพื้นบ้านให้เบาที่สุด

          เสียงตะหลิวกระทบกระทะดังมาจากในครัว ชลชีวีและจิรกรหันมองหน้ากันราวจะถามว่าใครจะวิ่งผ่านประตูห้องครัวไปขึ้นบันไดเป็นคนแรก…จนแล้วจนรอดคนตัวเบากว่าอย่างชลชีวีก็ต้องทำหน้าที่คนดูลาดเลาอีกเช่นเคย

          ฟึบ!

         นินจาคนแรกวิ่งผ่านประตูห้องครัวไปได้อย่างฉิวเฉียด

          ฟึบ!

         “หยุดนะ!!”

          นินจาคนที่สองกลับไม่รอด…ถูกจับได้จนได้

         “กู้ดมอร์นิ่งครับยาย…ทำอะไรอยู่ ห๊อมหอม” จิรกรยิ้มทักทายหญิงสูงวัยที่มือข้างหนึ่งถือตะหลิว เท้าสะเอวมองมาจากในครัวอย่างเอาเรื่อง

         “ไม่ต้องมาตีหน้าซื่อ ไอ้ตัวดี…บอกยายมาว่าหายไปไหนกันมาทั้งคืน”

          ชลชีวีทำท่าจะหนีขึ้นบันได...คิดจะตัดช่องน้อยแต่พอตัว

          “ไอ้ชลครับยาย…ไอ้ชลมันเป็นคนเริ่มก่อนครับ…มันชวนผมไป”

          ชลชีวีชะงักเท้า หันมามองพี่ชายอย่างมันเขี้ยว ทำรูปปากบอกไปว่า…เห้ย…จะบอกยายทำไม

         ใครใช้ให้คิดจะทิ้งพี่ทิ้งเชื้อล่ะ ไอ้น้องชาย

          “ไหน…เจ้าตัวดีอีกคนอยู่ไหน…ออกมาซะดีดี” หญิงสูงวัยเดินออกมาจากครัวพร้อมถือตะหลิวในมือมายืนมองหลานตัวดีที่ยิ้มแหยๆ อยู่ตรงบันไดขั้นที่หนึ่ง

          “หายไปไหนกันทั้งคู่ตั้งแต่เมื่อคืน…ยายตื่นมาทำขนมก็ไม่เห็นทั้งคนทั้งรถ…กระดาษซักใบก็ไม่เขียนแปะไว้ว่าจะไปไหน…ตายแล้ว! นี่หน้าไปโดนใครต่อยมา ตากร …โอ๊ย…สภาพดูไม่ได้พอกันเลยทั้งสองคน ไปกัดกับหมาที่ไหนมา บอกยายมาเดี่ยวนี้!”

         หญิงสูงวัยฟาดตะหลิวปังใหญ่ลงบนฝาผนังอย่างเหลืออด…หลานทั้งสองคนตัวลีบราวกับรู้ชะตากรรมตัวเองว่าจะโดนเทศนาอีกกันฑ์ใหญ่ ไม่แน่อาจจะแถมด้วยไม้หวายอีกสองที

         แล้วเสียงตวาดแหวของผู้เป็นยายแค่ครั้งเดียว ก็พาเอาหนุ่มวัยทำงานทั้งสองคนย้อนเวลาไปเป็นเด็กตัวเล็กๆ อีกครั้ง

         จิรกรและชลชีวีทราบดีถึงความดุและเด็ดขาดของผู้เป็นยาย…คุณนายพร…หล่อนขึ้นชื่อเรื่องความดุ และเค็ม เพราะหล่อนต้องดูหลานกำพร้าทั้งสองคนของหล่อนมาตั้งแต่ยังเด็ก อีกทั้งดีกรีครูเกษียนที่ลูกศิษย์ทั่วทั้งอำเภออวยยศให้เป็นครูดีเด่น ประเภทการลงหวายมาตลอดหลายสิบปี

         นับประสาอะไรกับเหล่าหลานชายตัวจ้อยของหล่อนหรือจะไม่เคยโดน!

         “โอ๊ย! ยาย…เจ็บ อย่าบิดหูผม…ยายปล่อยก่อน” จิรกรหลุดแทนตัวเองว่าหนูอีกครั้งทั้งๆ ที่พยายามเลิกเรียกแทนตัวเองแบบนี้มาหลายปีแล้วตั้งแต่เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น

         แรงบิดใบหูของคุณนายพร ทำเอานักอดีตนักกีฬามหาวิทยาลัยอย่างเขายังต้องร้องโอดโอย ดิ้นไปราวโดนน้ำร้อนลวก

          “ไม่ปล่อย…ทีออกไปก่อเรื่องจดได้รอยเขียว ร้อยช้ำกันมาแบบนี้ล่ะไม่คิด พอโดนบิดหูล่ะทำเป็นร้องจะเป็นจะตาย…ตาชล ลงมานี่!”

          คุณนายพรใช้ตะหลิวชี้ไปที่หลานคนเล็ก บอกให้เข้ามายืนข้างๆ กันกับพี่ชาย

          ชลชีวีก้าวหลีกไปไกล ราวกับกลัวรัศมีตะหลิวในมือยายฟาดโดนเข้า

         “ตายแล้ว! ดูสภาพแต่ละคนสิ…ฟกช้ำดำเขียวไปหมด…ตากร ดูแลน้องประสาอะไร ทำไม่ปล่อยให้น้องบาดเจ็บแบบนี้”

          “บาดเจ็บอะไรกันล่ะยาย…ไอ้ชลมันแค่แขนช้ำ แต่ผมนี่…โดนต่อยจนตาจะหลุดออกมาแล้ว” จิรกรอาศัยจังหวะเผลอ ดึงมือยายออกแล้ววิ่งมาหลบหลังน้องชายที่ตัวเล็กกว่า

         “นั่นไง! ในที่สุดก็หลุดออกมาจนได้ ว่าไปมีเรื่องชกต่อยมา…แกสองคนนี่นะ มันก่อนเรื่องตั้งแต่เด็กจนโต…เล่ายายมาเดี๋ยวนี้ว่าเกิดอะไรขึ้น…อ้อ! ถ้าโกหกแม้แต่คำเดียวแล้วจับได้ ยายจะฟาดพยางค์ละสิบที”

          “จะฟาดเลยเหรอยาย…พวกผมโตแล้วนะ” จิรกรบ่นอุบ

         “งั้นเพิ่มเป็นยี่สิบที”

         “พอแล้วยาย…พอแล้ว…คือ…เมื่อคืน ไอ้ชลมันบอกผมว่า มีพลังงานบางอย่าง ขอร้องให้มันช่วย…ผมไม่กล้าปล่อยให้น้องไปคนเดียว…เลยต้องตามมันไปด้วย”

         “อีกแล้วเรอะตาชล…ยายบอกตั้งกี่ครั้งแล้วว่าไม่ให้เอาตัวเองเข้าไปยุ่งกับเรื่องของคนอื่น มันอันตราย”

         “ก็…ชลอดสงสารเขาไม่ได้นี่ยาย…แล้วครั้งนี้เป็นเด็กด้วย…ถ้าชลไม่ออกไปช่วย เด็กคนนั้นแย่แน่…ก็ยายเคยสอนชลเอง ว่าการช่วยเหลือคนอื่นคือการทำความดี…ชลผิดด้วยเหรอจ๊ะ”

         คุณนายพรเงียบไปครู่หนึ่ง เพราะไม่นึกว่าหลานจะเอาคำพูดของหล่อนเองมาโต้แย้งหล่อนเอง

          “ชลไม่ผิด…แต่ยายเป็นห่วง กลัวว่าทั้งชลและกรจะต้องตกอยู่ในอันตราย…หนูก็รู้ว่าชีวิตของยายเหลือแค่พวกหนูอยู่แค่สองคน ถ้าพวกหนูเป็นอะไรไป ยายจะอยู่กับใคร”

          พอเห็นท่าทีอ่อนลงของยาย จิรกรในมาดเด็กน้อยจึงถือโอกาสเข้าไปกอดแขนนุ่มนิ่มของหญิงสูงวัยเอาไว้อย่างออดอ้อน

         “ไม่เป็นไรหรอกยาย…พวกเราโตแล้วทั้งคู่ แล้วอีกอย่าง ผมเคยสัญญากับยายไว้แล้วไง…ว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมจะปกป้องน้องด้วยชีวิต”

          ชลชีวีได้ยินพี่ชายกล่าวดังนั้นก็ยิ้มรับ แล้วเข้าไปกอดแขนอีกข้างหนึ่งที่ว่างอยู่ของคุณนายพรผู้แสนดุละไม่เคยยอมใคร…ยกเว้นสิ่งที่ที่หล่อนจะยอมลงให้คือหลานสองคนนี้เท่านั้น

         “ตาชล…ไปหยิบยาทาแก้ฟกช้ำในตู้ยามา…ยายจะทาให้พี่เรา”

          ชลชีวีรีบปล่อยแขนยายแล้วเดินเปิดตู้ยาหยิบเอายาแก้ฟกช้ำตลับหนึ่ง เมื่อหันกลับมาก็เห็นจิรกรพาผู้เป็นยายไปนั่งที่โซฟาริมหน้าต่างแล้ว

          คุณนายพรรับตลับยามาจากหลานคนเล็กแล้วทาให้ที่รอยช้ำบนใบหน้าหลานคนโตที่หล่อนรักดั่งดวงใจไม่แพ้ชลชีวี

          “อูย! เบามือหน่อยยายผมเจ็บ”

         “เจ็บสิยะดี จะได้หลาบจำ ไม่ตามใจน้อง พาออกไปเป็นอันตรายข้างนอกอีก”

          จิรกรอยากจะโต้แย้งคนเป็นยายอีกครั้งว่าเขาไม่ได้ตามใจ แต่อีกฝ่ายเป็นคนชวนกึ่งบังคับแลกกับการเก็บเรื่องเปลี่ยนที่ทำงานโดยไม่บอกยายไว้เป็นความลับ แต่ชายหนุ่มไม่อยากกวนน้ำใสให้ตะกอนขุ่นขึ้นมาอีกครั้ง จึงปล่อยให้ยายปฐมพยาบาลจนเสร็จ แล้วคุณนายพรจึงหันไปทางหลานชายคนเล็กที่นั่งอยู่ข้างๆ

          หล่อนจับแขนหลานชายพลิกขึ้นดูรอยช้ำเขียวที่ข้อศอกแล้วถอนหายใจ ป้ายยาทาให้เบาๆ

         หล่อนรับเป็นผู้บริบาลเด็กชายทั้งสองคนมาตั้งแต่บุตรสาวคนรองของหล่อนประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว

          หล่อนยังจำเหตุการณ์วันนั้นได้ดี…หล่อนแทบล้มทั้งยืนเมื่อรู้ข่าวว่าลูกสาว ลูกเขยที่กำลังกลับจากการรับหลานคนเล็กที่โรงเรียนสอนดนตรีเกิดอุบัติเหตุระหว่างทาง หล่อนรีบตั้งสติแล้วรีบไปคนงานสวนผลไม้ที่อยู่ละแวกเดียวกัน ช่วยไปรับหลานชายคนโตจากสนามบาสเกตบอล แล้วรีบเดินทางไปโรงพยาบาลทันที

         แต่มันก็สายไปแล้ว…ลูกสาวคนรองของหล่อนพร้อมทั้งสามีได้จากโลกนี้ไปโดยไม่มีวันหวนคืน…เหลือทิ้งไว้เพียงหลานชายคนรองที่อาการสาหัส

           ชลชีวีนอนนิ่งราวตุ๊กตาตัวน้อย ไม่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใดๆ อยู่เจ็ดวัน กระทั่งเมื่อตื่นขึ้นมาก็แสดงอาการแปลกๆ บอกว่าเห็นคุณพ่อคุณแม่มาเยี่ยมบ้าง…เห็นชายชราคนเดียวกับที่อยู่ในกรอบรูปคุณตามาหาบ้าง

            ช่วงแรกๆ ที่ชลชีวีแสดงอาการดังกล่าวออกมา…ผู้เป็นยายคิดว่าคงเป็นอาการข้างเคียงจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น…จนกระทั่งเรื่องราวผ่านไปหลานเดือน หล่อนทำสร้อยคอพระที่ติดตัวหล่อนมาตั้งแต่วัยเด็กหล่นหาย หาจนแทบจะพลิกแผ่นดินก็หาไม่เจอ กระทั่งหลานชายคนเล็กเดินมาบอกว่า สร้อยคอของหล่อนเกี่ยวติดอยู่กับกิ่งต้นมะนาวในสวนหลังบ้าน…หลอนแน่ใจว่าเดินมาค้นหาสร้อยคอแถวนี้หลายครั้งแล้วก็ไม่พบ จนหลานชายเดินมาชี้มาต้นไหน กิ่งไหน สร้อยคอเส้นนั้นก็แขวนอยู่จริงๆ

         เมื่อหล่อนถามว่าหลานชายรู้ได้อย่างไร ชลชีวีก็เล่าให้ฟังว่ามีคุณตาลักษณะท่าทางใจดีมาบอกว่ายายไปบนบานกับเขาไว้ว่าถ้ายายหาสร้อยคอเจอ จะแก้บนด้วยไก่ปากทอง และน้ำแดงสิบขวด

         คุณนายพรขนลุกกับสิ่งที่หลานพูด เพราะการบนบานกับเจ้าที่เจ้าทางของหล่อนนั้นเกิดขึ้นเงียบๆ เพียงในใจเท่านั้น…แล้วหลานตัวจ้อยคนนี้รู้ได้อย่างไร?

          เมื่อหลานชายขึ้นชั้นเรียนระดับชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่สามก็เกิดเรื่องขึ้น เพราะหลานชายเผลอไปทักครูคนหนึ่งว่าให้ระวังประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เมื่อหมดเวลาราชการขณะเดินทางกลับบ้าน ครูคนนั้นก็ประสบอุบัติเหตุจริงๆ แต่โชคดีที่หล่อนไม่เป็นอะไรมาก แถมยังป่าวประกาศไปทั่วอีกว่าก่อนเกิดเรื่อง เด็กชายชลชีวีได้ทายทักหล่อนไวก่อนอย่างแม่นยำ

           ข่าวหมอดูตัวน้อยจึงดังกระฉ่อนไปทั่วทั้งโรงเรียน มีทั้งครู แม่บ้าน นักการ-ภารโรง แอบเข้ามาขอให้เด็กน้อยลองทำนายชะตาชีวิตให้พวกเขา…หนักขึ้นก็กลายเป็นการขอโชคขอลาภกับเด็กน้อยแทน

            ด้วยความใสซื่อของชลชีวี…หนูน้อยพูดออกมาจนหมด และเหตุการณ์ต่างๆ ก็เป็นจริงทุกเรื่อง

          ผู้ใหญ่มองว่าการทำนายอนาคตได้คือกำไรชีวิตเพราะได้ล่วงรู้ถึงเหตุการณ์ต่างๆ ล่วงหน้า

           กลับกัน…เด็กรุ่นราวคราวเดียวกลับมองว่าชลชีวีคือตัวประหลาด!

          เด็กผีสิง…คือฉายาที่เพื่อนๆ ใช้เรียกขานเด็กน้อยผู้ใสซื่อ

           เรื่องมาเข้าหูคุณนายพรตอนที่ถูกเชิญไปที่โรงเรียนเพราะหลานคนโตก่อเรื่องชกต่อยกับเพื่อนในโรงเรียน

           แม้คุณนายพรจะเป็นคนดุตามคำร่ำลือ แต่กับเรื่องคดีความต่างๆ หล่อนยุติธรรมมากพอที่จะฟังความจากหลานชาย ไม่ตีโพยตีพายไปก่อน

           เรื่องราวในครั้งนั้นเกิดจากการที่ชลชีวีโดนเพื่อนรุมแกล้ง หนักเข้าก็ลากเข้าไปยื้อยุดฉุดกระชากในห้องน้ำเพราะคิดว่าชลชีวีคือเด็กผีที่ต้องกำจัด…โชคดีที่เพื่อนของจิรกรผ่านมาเห็น จึงรีบวิ่งไปตามให้พี่ชายมาช่วยน้อง

         และโชคดีที่จิรกรมาทันเวลาพอดี…เขาจัดการเด็กกลุ่มอันธพาลพวกนั้นจนลงไปกองกับพื้นหมดทุกคน

         จิรกรโดนทำทัณฑ์บน และคุณนายพรต้องรับผิดชอบค่าทำขวัญให้กับพ่อแม่เด็กกลุ่มที่ถูกจิรกรทำร้ายร่างกาย

          เมื่อกลับถึงบ้าน…การเปิดใจครั้งใหญ่จึงเกิดขึ้น

          คุณนายพรไม่ลงโทษหลานชายคนโตซ้ำ แต่กลับฟังเรื่องราวจากปากหลานทั้งสองอย่างใจเย็น ค่อยๆ เรียบเรียงเรื่องราวต่างๆ ผ่านการวิเคราะห์ของผู้มากด้วยวัย จนสุดท้ายหล่อนจึงสามารถสรุปได้ว่า

         หลานชาย…มีจิตสัมผัสหลังเกิดอุบัติเหตุ และมันเป็นเหมือนดาบสองคมที่ให้ทั้งคุณและโทษกับผู้กุมอำนาจพิเศษนั้นไว้

         ยายอย่างหล่อนต้องทำหน้าที่ปกป้องหลานคนเล็กให้ดีที่สุด จึงสั่งให้ชลชีวีและจิรกรเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ ห้ามบอกให้ใครรู้เป็นอันขาด

         โชคดีที่จิรกรรักน้องมาก หวงแหนราวกับไข่ในหิน จึงไม่ใช่เรื่องยากที่หล่อนจะบอกให้พี่น้องดูแลกันให้ดี

          แต่ชลชีวีไม่ใช่ตุ๊กตาที่หล่อนจะเก็บไว้ในตู้โชว์ หรือดัดแขนดัดขาให้เป็นไปตามใจได้ ตลอดชีวิตที่ผ่านมาจึงมีเรื่องราวและปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับ ‘สัมผัสพิเศษ’ ของชลชีวีเข้ามามากมาย

           กระทั่งวันนี้ก็เช่นกันที่หลานชายของหล่อนกลับบ้านมาในสภาพสะบักสะบอม

         หญิงสูงวัยถอนหายใจออกมา ลูบศีรษะกลมๆ ของชลชีวี แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่จริงจังว่า

         “สัญญากับยายได้ไหม ว่าชลจะไม่เอาตัวเองเข้าไปยุ่งกับเรื่องอันตรายแบบนี้อีก…เดี๋ยวก่อน…อย่าเพิ่งสัญญา…
ถ้าไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทำได้หรือเปล่า…คิดดีดี เพราะนี่ถือเป็นคำสัตย์”

          ชลชีวีมองหน้าจิรกร…ฝ่ายนั้นไม่พูดอะไร เปิดโอกาสให้น้องชายได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง

         ชลชีวีไม่รู้จะอธิบายอย่างไรให้คนทั้งโลกเข้าใจ ว่าความสามารถพิเศษของเขานั้น บางครั้งมันก็ไม่ใช่สิ่งที่เขา

          ควบคุมได้…พลังของมันลึกลับและอันตราย!

          หลายต่อหลายครั้งที่เขาพยายามไม่เข้าไปยุ่งกับเหตุการณ์ที่เกิดจากภาพในจิตของเขา แต่สุดท้ายเขาก็ฝืนไม่ได้

           จิตสัมผัสที่เข้ามีอยู่…มันไม่ได้ผุดขึ้นมาเปล่าๆ แต่ชลชีวีแน่ใจ…มันคงมีจุดประสงค์บางอย่างที่เขาได้รับพลังนี้มา

          เขารับรู้และเข้าใจความหวังดีของยายเสมอ ที่หล่อนพยายามบังคับเขาปกปิดพลังนี้ไว้ อย่าแสดงออกมาให้ใครรู้

          แต่มันก็เหมือนลูกโป่งอัดแก๊ส…ยิ่งแน่น…ก็ใกล้เวลาระเบิด

           ชลชีวีทำได้เพียงยิ้มออกมาเพื่อให้ผู้เป็นยายสบายใจ…แม้ตัวเองจะรู้สึกอึดอัดแค่ไหนก็ตาม

            “ก็ได้ครับ…ชลสัญญา”



          ภายในออฟฟิศสำนักข่าวกำลังวุ่นวายอยู่กับการเตรียมออกอากาศรายการข่าวเที่ยง ซึ่งข่าวที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดอยู่ในขณะนี้ก็คือข่าวการลักพาตัวเด็กน้อยที่ตอนนี้ได้รับการช่วยเหลือจนรอดมาอย่างหวุดหวิด และดูเหมือนว่าสำนักข่าวแห่งนี้จะได้รับเนื้อหาข่าวที่ค่อนข้างลึกกว่าทุกสำนัก เพราะหนึ่งในผู้ที่ไปช่วยเหลือเด็กคนนั้นออกมาก็ทำงานเป็นนักข่าวอยู่ในสำนักข่าวแห่งนี้นี่เอง

          โตนนท์กำลังนั่งทำหน้ายุ่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เขาพิมพ์แล้วก็ลบ พิมพ์แล้วลบอยู่อย่างนั้นหลายรอบ ก่อนจะจบด้วยการใช้นิ้วโป้งนวดลงไปที่หว่างคิ้วเพื่อคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ

           ตลอดชีวิตการทำงานที่ผ่านมา นักข่าวหนุ่มไม่เคยลังเลที่จะนำเสนอข่าวต่างๆ ออกมาอย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา เพราะเขามีปณิธานว่าจะต้องนำเสนอความเป็นจริงให้สังคมได้รับรู้เพื่อนเป็นอุทาหรณ์เตือนใจและสร้างบทเรียนให้แก่ผู้ที่ดูข่าว

         แต่กับข่าวล่าสุดที่เขาได้ลงพื้นที่เอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงด้วยตัวเองเพื่อให้ได้ข่าวมา กลับทำให้เขาต้องรู้สึกราวกับว่ากำลังทรยศกับอุดมการณ์ของตัวเอง

           เขาเขียนรายงานงานข่าวอย่างละเอียดเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา เขาอ่านทบทวนหลายรอบจนจำได้ขึ้นใจ แต่ทุกรอบเขากลับสะดุดกับช่วงหนึ่งของเนื้อหาข่าวที่เล่าถึงจุดประสงค์ในการลักพาตัวหลานสาวเพื่อไปทำพิธีฆ่าบูชายัญตามความเชื่อที่บิดเบี้ยวของหล่อน ซึ่งเกิดจากความรู้สึกผิดที่คอยกัดกินต่อมจิตสำนึกของหล่อนไปจนหมดสิ้น แต่เมื่อมองย้อนกลับมาดูแรงจูงใจที่ทำให้หล่อนลงมือทำอย่างนั้นลงไปอย่างนั้น…เพราะหล่อนเป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่งที่รักสามีมาก และรู้สึกผิดที่ไม่ได้อยู่กับเขาในวาระสุดท้ายของชีวิต

            การรายงานข่าวออกไปให้สังคมรับรู้ บางครั้งก็เหมือนการทำลายชีวิตของคนคนนึง กฎหมายยังไม่ได้ตัดสิน กฎแห่งกรรมยังไม่ได้ทำงาน แต่การตกเป็นจำเลยสังคมก็เท่ากับตกนรกและถูกตราหน้าว่าเป็นฆาตกรใจโหดไปแล้ว

          มันยุติธรรมหรือกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกตราหน้าว่าเป็นฆาตกรทั้งๆ ที่ศาลยังไม่ได้ตัดสิน

          หรือแท้จริงแล้วเรื่องราวที่กำลังกวนใจเขาอยู่ตอนนี้ จะเกิดจากคำพูดของคนตัวผอมๆ นั่นเมื่อคืน

            โตนนท์ กันตพงษ์ จิรกรและชลชีวี ต้องเข้าไปให้ปากคำกับตำรวจอยู่หลายชั่วโมงกว่าจะได้รับการปล่อยตัวออกมา…โตนนท์สังเกตว่าจิรกรกับชลชีวี จะให้ปากคำเฉพาะเรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยละเรื่องเหนือธรรมชาติหรือพลังวิเศษเอาไว้ เขาและกันตพงษ์ไม่อยากถูกหาว่าบ้าในสายตาของคนอื่นจึงเล่าเฉพาะเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องเหนือธรรมชาติเช่นกัน โดยบอกไปว่าแกะรอยจากเบาะแสที่ได้รวบรวมมาจากแหล่งข่าวต่างๆ

           ก่อนที่เขาจะเดินกลับไปที่รถ ก็มีสัมผัสเบาๆ แตะที่แขน แต่เขารู้สึกราวกับมีกระแสไฟฟ้าถ่ายทอดออกมาจากสัมผัสนั้นจนต้องสะบัดแขนออก เมื่อหันกลับไปมอง ก็เห็นผู้ชายที่แนะนำตัวว่าชื่อชลชีวียืนอยู่ข้างหลัง ดูเหมือนเจ้าตัวจะรู้สึกผิดที่ทำให้โตนนท์ตกใจ จึงถอยห่างออกไปหนึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะ

            โตนนท์ยังยืนยันคำเดิม…เขารู้สึกคุ้นเคยกับผู้ชายคนนี้อย่างบอกไม่ถูก แต่มันเป็นความคุ้นเคยที่น่าหงุดหงิดใจ เหมือนได้เจอศัตรูที่ไม่อยากพบ เจอโจทก์เก่าที่ไม่อยากเจอ และดูเหมือนว่าสีหน้าไม่พอใจของเขาจะเก็บไว้ไม่อยู่ คนที่ถูกมองด้วยแววตาแบบนั้นจึงสีหน้าสลดเศร้า ดวงตาที่ดูหมองอยู่แล้ว ก็ยิ่งหม่นลงไปอีก

            “ขอโทษครับ ไม่ได้จะตั้งใจทำให้คุณตกใจ”

          “ไม่เป็นไร…มีอะไร”

          “คือผมมีเรื่องอยากจะคุยกับคุณ…เรื่องราวที่เราพบเจอในวันนี้ บางครั้ง มันอาจจะไม่ใช่ความจริงทั้งหมดก็ได้…ผมรู้ว่าคุณเป็นนักข่าว…คุณคงมีจุดประสงค์บางอย่างที่เข้ามาเกี่ยวพันกับคดีลักพาตัวนี้…แต่สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ ต่อให้ตอนนั้น ผมกับพี่กร ไม่ขึ้นไปพาตัวเด็กออกมาก่อน ป้าคนนั้นก็ไม่มีทางทำร้ายเด็กนั่นจนถึงแก่ชีวิตแน่นอน…ผมสัมผัสได้ว่าลึกลงไปภายในใจของหล่อนไม่ใช่คนเลวร้ายถึงขนาดที่ว่าจะลงมือฆ่าหลานตัวเองได้ลงคอ…แต่ที่หล่อนทำทั้งหมดลงไป เป็นเพราะว่าอำนาจมืดบางอย่างควบคุมจิตใจหล่อนเอาไว้ จนจิตใจส่วนดีของหล่อนถูกครอบงำราวกับถูกมะเร็งร้ายกัดกิน…”

            ทั้งที่รู้สึกไม่อยากฟัง แต่ทุกถ้อยคำกลับฝังลึกลงไปในจิตใจ โตนนท์มองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างเคลือบแคลง

           “แล้วคุณมาบอกผมทำไม”

           “คุณเป็นนักข่าว…มีอำนาจสื่ออยู่ในมือ มันก็เหมือนคุณกำลังถือปืน…เผื่อข้อมูลที่ผมบอก อาจจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ว่าจะลั่นไกหรือเปล่า”





          พี่ชัยวางสคริปต์ข่าวลงกับโต๊ะแล้วถามนักข่าวรุ่นน้องว่า

           “ไอ้โต มึงแน่ใจนะว่าจะนำเสนอแค่นี้…ไหนมึงทุ่มทุนลงพื้นที่เอาชีวิตไปเสี่ยงด้วยตัวเอง แต่ทำไมเนื้อข่าวที่ได้มามันน้อยกว่าบางสำนักที่แฉว่าป้าคนนั้นจะนำตัวหลานไปเรียกค่าไถ่อีกวะ…”

          โตนนท์ยิ้มมุมปากน้อยๆ พูดกับรุ่นพี่ว่า

           “ผมว่าบางที เรารอให้ป้าแกรับสารภาพด้วยตัวเอง แล้วค่อยนำเสนอข่าวว่าป้าคนนั้นแกลักพาตัวหลานไปทำอะไรก็ยังไม่สาย มัวแต่นำเสนอข่าวเพื่อเรียกเรตติ้งไปโดยไม่สนใจชีวิตคนคนหนึ่ง…ผมว่าไม่ใช่ว่ะ”

          “เห้ย! วันนี้มึงกินยาผิดมาหรือเปล่าวะ…ทำไมมึงไม่เหมือนไอ้โตนนท์ นักข่าวสายลุย จอมแฉแหลกทุกวงการคนเดิมเลยวะ”

          อย่าว่าแต่ชัยที่แปลกใจเลย ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมคำพูดของคนคนเดียว จึงส่งผลต่อความคิดและจิตใจของเขาขนาดนี้

         “อ้อ! พี่ชัย เรื่องการแข่งขันทำข่าว ผมตกลงร่วมแข่งนะพี่”

           “ห้ะ? นี่กูไม่ได้หูฝาดไปใช่มั้ย อะไรทำให้มึงเปลี่ยนใจวะ”

         โตนนท์ยิ้มมุมปาก ราวกับกำลังคิดแผนดีดีที่จะทำให้เอาเอื้อมถึงตำแหน่งหัวหน้าทีมข่าวได้ไม่ยาก

          “บางที…ผมอาจเจอแหล่งข้อมูลเรื่องลึกลับที่ดีที่สุดเข้าแล้วก็ได้พี่”











**********************
ขอบพระคุณทุกการติดตามครับ
คอมเมนต์ติชมได้เช่นเคย
หากผิดพลาดประการใด ขออภัยด้วยครับ
 :hao5: :hao5: :hao5: :hao5: :hao5:

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30-06-2021 23:32:22 โดย Simply.sun »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 534
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ HamsteR

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 139
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-1
“โอ๊ย! ยาย…เจ็บ อย่าบิดหนูผม…ยายปล่อยก่อน” แว้บแรกนี่คิดดีไม่ได้เลยยย  :yeb:


ออฟไลน์ Simply.sun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
“โอ๊ย! ยาย…เจ็บ อย่าบิดหนูผม…ยายปล่อยก่อน” แว้บแรกนี่คิดดีไม่ได้เลยยย  :yeb:

คิดว่าเชคดีแล้ว ยังหลุดจนได้ ขอโทษครับบ

ออฟไลน์ Sorrowkung

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 109
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด