โรแมนติก ลึกลับ : ไปเผาสำนักงมงาย…ให้มันYวอด ตอนที่ 13 กัลปังหา
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: โรแมนติก ลึกลับ : ไปเผาสำนักงมงาย…ให้มันYวอด ตอนที่ 13 กัลปังหา  (อ่าน 1109 ครั้ง)

ออฟไลน์ Simply.sun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
                                                       ตอนที่ 6 ทีมงาน

            คุณนายพรมองแขกผู้มาใหม่ด้วยสายตาที่จับจ้องราวกับจะล้วงความคิดทั้งหมดที่อยู่ในมันสมองของเขาสองคนนั้นให้ฉายออกมาเป็นภาพกระจ่างตา กระทั่งเมื่อหลายชายคนรองของหล่อนเดินลงบันไดมาจากชั้นสอง หล่อนก็ลุกขึ้นปล่อยให้แขกผู้มาเยือน ได้พูดคุยกับเจ้าของบ้านคนเล็กอย่างเป็นส่วนตัว โดยบอกไปว่าหล่อนจะไปเตรียมขนมมาให้

          กันตพงษ์ยิ้มกว้างเมื่อได้ยินคำว่าขนม ตามประสาคนชอบทานของหวานเป็นชีวิตจิตใจ ต่างจากชายหนุ่มอีกคนที่นั่งทำหน้านิ่งจนเดาอารมณ์ไม่ถูกอยู่ข้างๆ

          กันตพงษ์รู้ว่ารุ่นพี่ไม่ชอบทานขนมหวาน…แต่ก็ไม่น่าจะรังเกียจจนแสดงออกผ่านสีหน้าแบบนี้

          เมื่อเห็นว่าผู้มาใหม่ยิ้มแย้ม ยกมือพุ่มไหว้ทักทายแขกผู้มาเยือนอย่างมีมารยาท กันตพงษ์ก็รับไหว้แทบไม่ทัน แล้วก็โล่งใจเมื่อรุ่นพี่ที่นั่งอยู่ติดกันรักษามารยาทด้วยการรับไหว้เช่นเดียวกับเขา

           “ขอโทษนะครับคุณชล ที่มาหาโดยไม่ได้บอกให้รู้ล่วงหน้า…พอดีเราสองคนผ่านมาทำข่าวแถวนี้พอดีเลยแวะมาเยี่ยมและมีธุระคุยด้วยนิดหน่อยน่ะครับ”

            ชลชีวีเดินมานั่งลงบนเก้าอี้โซฟาตรงกันข้ามกับชายหนุ่มทั้งสองคน ทำเป็นไม่เห็นสีหน้าบึ้งตึงของคนร่างใหญ่ แล้วยิ้มให้แขกอย่างมีไมตรี ทักทายว่า

           “ไม่เป็นไรเลยครับคุณกัน ปกติหลังจากเข้าไปส่งขนมที่คาเฟ่ในตลาด ผมก็กลับมาเตรียมของทำขนมให้คุณยายที่บ้าน ไม่ได้มีธุระอะไรอีก”

          กันตพงษ์ยิ้มกว้าง ถามชลชีวีอย่างใคร่รู้ว่า “คุณชลทำขนมเป็นด้วยเหรอครับ?”

            ชลชีวียิ้มรับ “ผมเรียนจบคหกรรมมาน่ะครับ ถนัดทำพวกอาหารตะวันตกกับพวกเบเกอรี่ โชคดีที่ในตลาดแถวนี้มีเพื่อนพี่กรมาเปิดคาเฟ่ใหม่ เลยให้ผมเอาเบเกอรี่จำพวกครัวซองต์ เค้กหน้านิ่ม ช้อคโกแลตบราวนี่ กับขนมอบกรอบอีกสองสามอย่างไปส่งประจำที่ร้าน…ถ้าไม่รีบกลับอยู่ชิมขนมฝีมือผมก่อนนะครับ พอดีช่วงเช้าครัวด้านหลังจะเป็นของยาย เพราะแกเองก็ทำขนมไทยไปส่งในตลาดเหมือนกัน ผมจะมีสิทธิ์เข้าครัวได้ก็เลยช่วงบ่ายไปแล้วเท่านั้น…อ่าว พูดจบก็มาพอดี”

          ชลชีวีเดินไปรับขนมไทยพร้อมน้ำชาในถาดจากยายแล้วเดินไปเสิร์ฟให้กับแขกผู้มาใหม่ ชลชีวีสังเกตเห็นผู้เป็นยายมีสายตาอยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับแขกผู้มาใหม่ แต่หล่อนก็มีมารยาทมากพอที่จะไม่เข้าไปยุ่งก้าวก่ายกับเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง

            จังหวะที่ส่งจานบรรจุกระทงตะโก้ใบย่อมให้กันตพงษ์กับโตนนท์ ชายหนุ่มเผลอสบตากับคนหน้าบึ้งแวบหนึ่ง แล้วต่างคนก็ต่างหันไปมองทางอื่นราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะอ่านใจตัวเองออก

           กันตพงษ์ใช้ช้อนพลาสติกตักตะโก้เผือกนุ่มๆเข้าปาก ก่อนจะตาลุกวาว คะยั้นคะยอให้รุ่นพี่ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ลองชิมบ้าง แต่ฝ่ายนั้นแค่ยกแก้วชาร้อนขึ้นจิบ กลิ่นหอมชื่นใจของใบชาทำให้ชายหนุ่มค่อยอารมณ์ดีขึ้นนิดหน่อย

            โตนนท์แปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกัน ทำไมเขาต้องรู้สึกหงุดหงิดเวลาเจอหน้าผู้ชายตัวผอมๆ หน้าตาธรรมดาตรงหน้าด้วยนะ…หรืออาจเป็นเพราะดวงตาแสนเศร้าคู่นั้นที่ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกหงุดหงิด อยากรู้นักว่าชีวิตผ่านอะไรมาบ้าง ดวงตาจึงทุกข์ราวกับแบกโลกทั้งใบไว้คนเดียวขนาดนั้น

             นี่เขาเผลอมองหน้าคนหน้าจืดนานไปหรือเปล่า…ฝ่ายนั้นจึงจ้องเขากลับมาราวกับจะรู้ทันว่ามีคนแอบมอง

          “แล้วที่คุณกันบอกว่า คุณทั้งสองคนมีธุระคุยกับผม…มีเรื่องอะไรเหรอครับ หรือว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับคดีลักพาตัววันก่อน”

            กันตพงษ์มั่นใจว่ารุ่นพี่ไม่ยอมปริปากแน่ จึงรีบจิบน้ำชาอุ่นๆ แล้วอธิบายว่า

             “คือว่า…พูดตรงๆ นะครับ พี่โต…ผมหมายถึงเราสองคนต้องการความช่วยเหลือจากคุณชลน่ะครับ…พอดีว่าพี่โตเข้าร่วมการแข่งขันทำข่าวเพื่อส่งคัดเลือกตำแหน่งหัวหน้าทีมข่าวอาชญากรรม แล้วพี่โตก็ได้รับโจทย์เกี่ยวกับ…เอ่อ…เรื่องลึกลับ การทรงเจ้า หรือจิตสัมผัส อะไรทำนองนั้นน่ะครับ ก็เลยจะมาปรึกษาคุณชล เพราะเห็นว่าคุณชลน่าจะมีความรู้เกี่ยวกับด้านนี้ สังเกตได้จากเรื่องวันก่อน”

             ชลชีวีรู้ดีว่ากันตพงษ์หมายถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในกระท่อมบนเนินเขาเมื่อหลายวันก่อน…แต่ที่ชลชีวีไม่เข้าใจ ทำไมคนที่เป็นผู้ลงสมัครคัดเลือกจึงนั่งนิ่งไม่พูดไม่จา ปล่อยให้คนที่มาเป็นนาย(ออก)หน้า พูดแทนทั้งหมด

           “คุณคาดหวังจะได้ข้อมูลอะไรเหรอครับ?” ชลชีวีหันไปถามคนที่นั่งหน้าบึ้ง ไม่พูดไม่จาราวกับถูกบังคับอยู่ตรงหน้า

           ด้านกันตพงษ์เมื่อเห็นชลชีวีแสดงออกชัดเจนว่าต้องการคำตอบจากนักข่าวรุ่นพี่ จึงไม่เอาจมูกเข้าไปสอด

          โตนนท์ที่ถูกถามตรงๆ เพิ่งรู้ตอนนี้เอง…ดวงตาเศร้า แต่คิ้วกลับซุกซน ประโยคที่เจาะจงจะถามกับเขาเมื่อครู่ก็ปนไปด้วยน้ำเสียงยียวนอยู่หน่อยๆ

          “ถ้าไม่เป็นการรบกวนมากเกินไป ผมก็อยากขอสัมภาษณ์เกี่ยวกับประสบการณ์ หรือรายละเอียดเกี่ยวกับจิตสัมผัสของคุณ ว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร เกิดขึ้นได้อย่างไร มองเห็นผีทุกตัวหรือเปล่า หรือเป็นเหมือนในละครแนวแฟนตาซีที่สามารถมองเห็นกรรมหรืออดีตชาติของคนอื่นได้ไหม”

          ชลชีวีอมยิ้มกับคำถามยาวยืดของนักข่าวหนุ่ม…นี่เตรียมสคริปต์มาทั้งคืนแน่ๆ ไม่ได้บังเอิญผ่านมาเหมือนที่คุณกันตพงษ์ว่าหรอก

          เมื่อเจ้าของจิตสัมผัสหนุ่มเห็นดวงตาวาวๆ คล้ายจะไม่พอใจของนักข่าวที่ถูกจับได้ เขาจึงอยากจะ ‘หยิกแกมหยอก’ ชายหนุ่มคนนั้นต่ออีกนิด

           “นอกจากที่คุณถามมา…ผมยังมีตาวิเศษมองทะลุเสื้อผ้าคนได้อีกด้วยนะ…อย่างตอนนี้ผมเห็น…”

            ชลชีวีเลื่อนสายตามองผ่านเสื้อแจ็คเก็ตที่ชายหนุ่มนักข่าวสวมมาช้าๆ

            ได้ผล…นักข่าวหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงหน้า ตาโต หูแดงก่ำจนชลชีวีเดาไม่ถูกว่าเกิดจากความโกรธหรืออายกันแน่ จึงเผลอหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่…นักข่าวที่รู้ว่าตัวเองติดกับนายจิตสัมผัสเจ้าเล่ห์ก็ยิ่งหน้าแดง หันมองไปทางอื่นอย่างอารมณ์เสีย

            ชลชีวีเองไม่ได้หัวเราะออกมาดังๆ แบบนี้นานแล้ว จึงพยายามกลั้นขำอยู่นาน ก่อนจะโบกมือปฏิเสธบอกว่า

           “ขอโทษที ผมแค่แกล้งเล่น..ไม่นึกว่าคุณนักข่าวจะโกรธจริง…เอ้าๆ …ผมไม่แกล้งแล้วก็ได้ ขอโทษคุณกันด้วยที่เสียมารยาท ผมแค่หยอกเล่นเท่านั้น”

          “โห..คุณชล…ตอนแรกผมเห็นหน้าคุณชลจริงจัง ก็นึกว่าเป็นคนเครียด แต่จริงๆ แล้วก็เป็นคนอารมณ์ดีเหมือนกันนะเนี่ย”

          ชลชีวียิ้มรับ “ผมอารมณ์ดีกับเฉพาะคนที่ไว้ใจเท่านั้นแหละครับ พวกคุณทั้งสองคนก็คือหนึ่งในนั้น ผมมองออกว่าพวกคุณเป็นคนดี…อย่าเพิ่งทำหน้าสงสัยอย่างนั้นสิครับ…ผมไม่ได้ใช้จิตสัมผัสอ่านใจพวกคุณหรอก…ผมแค่ดูจากการที่คุณเข้าไปช่วยเหลือเด็กคนนั้นโดยไม่กลัวอันตราย แค่นี้ก็มาพอแล้วที่จะทำให้ผมไว้ใจพวกคุณทั้งสองคน”

           กันตพงษ์รู้สึกถูกชะตากับเขาตรงหน้าเข้าอย่างจัง เพราะดูท่าทางชลชีวีไม่ได้ดูลึกลับ หรือเป็นคนมีพลังพิเศษประเภทจะเสกหนังสัตว์เข้าท้องใครได้ ตากล้องหนุ่มจึงชวนคุยต่ออย่างอารมณ์ดี

          “เราต่างฝ่ายต่างเรียกแทนกันว่าคุณอย่างนั้น คุณอย่างนี้ ผมไม่ค่อยคุ้นปากยังไงไม่รู้…ถ้าดูจากสถานการณ์ตอนนี้เราคงเป็นเพื่อนกันได้แล้ว จะเป็นไรไหมถ้าผมขอเรียกคุณชลด้วยชื่อเฉยๆ เพราะดูแล้วเราก็น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกัน ผมน่าจะแก่เดือนกว่าคุณชลไม่กี่เดือน”

          “ยินดีครับ ผมเองก็ไม่ค่อยมีเพื่อนเท่าไหร่…ถ้าได้คุณกัน…เอ่อ กันมาเป็นเพื่อนอีกคนก็คงดี”

          กันตพงษ์มันเขี้ยวรอยยิ้มแก้วบุ๋มนั้นจนอยากจะเข้าไปหยิกเล่นสักทีสองที ถ้าไม่ติดกับสายตาของตากล้องรุ่นพี่ข้างๆ ที่มองมาอย่างไม่พอใจ

          นี่ด่าด้วยสายตาว่าผมเยอะไปใช่มั้ยล่ะพี่โต…ช่วยไม่ได้นะ เจ้าตัวเขาอนุญาตเอง ใครใช้ให้พี่นั่งทำหน้าเหมือนลูกหมาหวงเจ้าของอยู่อย่างนี้ล่ะ…ชาตินี้ทั้งชาติคงไม่มีทางได้ข้อมูลทำข่าว

          กันตพงษ์แปลกใจตั้งแต่เมื่อเช้าตอนที่นักข่าวรุ่นพี่มาชวนเขาเดินทางมาบ้านคุณชลเป็นเพื่อน ปกติร้อยวันพันปี นักข่าวคนนี้แทบจะลุยเดี่ยวทุกงาน อันตรายแค่ไหนไม่เคยหวั่น ขอแค่ให้ได้ข่าวมาก็พอ แม้บางครั้งจะยอมฝืนตัวเองยิ้มอย่างมีไมตรีจิตเพื่อแลกกันการเข้าหาแหล่งข่าวบ้างก็ตาม

           แต่วันนี้นักข่าวหนุ่มกับทำราวเริ่มเข้าสู่วัยทองทั้งๆ ที่อายุห่างกับเขาเพียงแค่ไม่กี่ปี เดี๋ยวอารมณ์ดี เดี๋ยวหงุดหงิด เดี๋ยวก็ทำหน้าคิดอะไรออก แล้วก็กลับมาคิ้วชนกันเหมือนเดิม เดี๋ยวก็แสดงอาการตื่นเต้นอยากให้ถึงบ้านคุณชลไวไว แต่เมื่อจอดรถหน้าบ้านก็นั่งมองรั้วอยู่อีกตั้งนานสองนานจนเขาอดทนรอไม่ไหว เป็นฝ่ายต้องลงไปกดกริ่งเอง

          กำลังสับสนอะไรอยู่หรือเปล่า…พี่นักข่าวสายลุย

          “ที่กันบอกว่าอยากให้เราเล่าเรื่องจิตสัมผัสให้ฟัง เราก็ยินดี แต่ขออย่างเดียวว่าให้เก็บเรื่องนี้เป็นความลับแค่เราสามคน…ถ้าคุณโตจะนำเสนอข่าว หรือเรื่องราวที่ออกจากปากผม ก็คงต้องขอให้ใช้ชื่อสมมติแทน ไม่รู้ว่าขอเยอะไปหรือเปล่า…แต่ครอบครัวผมไม่ค่อยอยากให้ใครรู้เรื่องนี้เท่าไหร่”

            โตนนท์พยักหน้า…เขารับรู้ถึงความจำเป็นและคำขอบางอย่างของแหล่งข่าวเสมอ แม้ชลชีวีจะไม่ขอให้เขาปิดบังตัวตน เขาก็ไม่ได้มีเจตนาเปิดเผยหรือสร้างความเดือดร้อนให้คนตรงหน้าอยู่แล้ว

            เอาอีกละ…เขาจ้องใบหน้าจืดๆ นั้นนานไปอีกละ…นานจนตวงตาเศร้านั้นมองกลับมาราวจะบอกว่า…แอบมองอีกแล้วนะ…เรารู้ทัน

             โตนนท์จึงพยายามหาเรื่องคุยกลบพิรุธว่า

            “ผมตั้งใจไว้ตั้งแต่ทีแรกแล้วว่าจะเก็บข้อมูลของคุณไว้เป็นความลับทั้งหมด แต่เรื่องที่อยากจะขอรบกวนคุณอีกอย่างคือ ตอนนี้มีข่าวร่ำลือเกี่ยวกับบ้านเฮี้ยนหลังหนึ่งทางภาคใต้ เขาว่ากันว่าบ้านหลังนั้นมีอาถรรพ์ ถ้าใครเข้าไปอาศัยก็ต้องเสียชีวิตหรือไม่ก็บาดเจ็บรุนแรง…เรื่องนี้กำลังเป็นกระแสอยู่ในโลกโซเชียล ผมเลยอยากจะขอ…” โตนนท์เงียบไปราวกับจะกลั่นกรองคำพูดที่ดีที่สุด

           ชลชีวีเห็นท่าทางอึดอัดของชายหนุ่มก็เลยออกปากพูดออกมาแทนว่า

             “คุณก็เลยอยากจะชวนผมลงไปช่วยทำข่าวนี้ด้วยใช่ไหมครับ”

             โตนนท์หยักหน้า กันตพงษ์ที่นั่งอยู่ข้างๆ จึงเสริมให้ว่า

          “พี่โตเขาเกรงใจชล…อยากจะบอกตรงๆ ว่าขอช่วยให้ชลมาเป็นทีมงานลงพื้นที่กับเรา แต่วันนี้เขามาดเยอะเลยไม่ค่อยกล้าพูด…ชลพอจะเห็นผีขี้เก๊กสิงเขาอยู่บ้างหรือเปล่า…ปกตินี่ขวานผ่าซากสุดๆ”

           ชลชีวีนึกขำท่าทางโมโหรุ่นน้องของโตนนท์ที่เปิดรายการแฉแบบสดๆ ต่อหน้าเขา

          “แต่เอาจริงๆ เราก็แอบเกรงใจอยู่เหมือนกัน เอาเป็นว่าชลตัดสินใจด้วยตัวเองเลย การลงพื้นที่แต่ละครั้งทั้งลำบากทั้งอันตราย ถ้าไม่สะดวกจะลงพื้นที่กับพวกเรา…ทั้งเราและพี่โตก็เข้าใจ”

          คนปากหนักอย่างโตนนท์ สู่อุตส่าห์มาหาเขาถึงที่บ้านเพื่อขอความช่วยเหลือ…ฝ่ายนั้นคง’ ต้องการ’ เขามากจริงๆ ชลชีวีจึงพยายามไตร่ตรองแล้วพูดว่า

          “ถ้าเรากลัวความลำบาก…หลายวันก่อนพวกเราคงไม่ได้เจอกันบนภูเขาลูกนั้นหรอกจริงมั้ย…แต่ติดอยู่อย่างเดียว…” ชลชีวีเหลียวหลังไปมองในครัว ก็พบว่าคุณยายไม่ได้อยู่ในนั้น จึงพูดต่อ “ยายเราชอบกังวลเรื่องนี้ แกเป็นห่วง ไม่อยากให้เราป่าวประกาศเรื่องสิ่งพิเศษในตัวเราให้ใครรู้ ถ้ากันและคุณโตอยากให้เราไปลงพื้นที่ด้วยจริงๆ บางทีอาจจะต้องวางแผนกันหน่อยเพื่อไม่ให้ยายรู้…คุณโตพร้อมผิดศีลหรือเปล่า”

            ชลชีวีอดไม่ได้ที่จะต้องหันไปแหย่คนหน้าตึง ฝ่ายนั้นพยายามยิ้มรักษามารยาท แต่แววตากลับแสดงออกว่ามันเขี้ยวเขาเต็มที

          “คุณหมายถึงศีลข้อไหนล่ะ ข้อสี่ หรือข้อสาม” โตนนท์ยียวนกลับบ้าง

            ชลชีวีคิดแวบเดียวก็รู้ว่าโดนเอาคืนเข้าให้แล้ว…เขาหมายถึงข้อมุสาฯต่างหากล่ะ…ไม่ใช่กาเมฯ!

            ร้าย…ฝากไว้ก่อน!

          กันพงษ์ที่นั่งเฉยเพราะไม่เข้าใจมุกของคนทั้งคู่ก็ปล่อยเลยตามเลย หันมาถามเรื่องที่ตัวเองสนใจต่อ

            “แล้ว…พี่ชายชลเขาจะไม่ว่าเหรอ ถ้าเราจะพาน้องชายเขาไปผจญภัยด้วย”

            ชลชีวียิ้มออกมา เพราะตั้งแต่ที่พวกเขาเริ่มคุยกัน…ชลชีวีเห็นท่าทางเหลียวซ้ายแลขวาราวกับจะมองหาใครสักคนของกันตพงษ์มาสักพักแล้ว เมื่อฝ่ายนั้นถามออกมา ชลชีวีจึงผสมข้อมูลนอกเหนือคำถามลงไปในคำตอบด้วย

             “ตอนนี้พี่กรไม่อยู่บ้านหรอก ออกไปสอนหนังสือที่วิทยาลัยอีกอำเภอหนึ่ง กว่าจะกลับก็คงค่ำๆ เรื่องการไปลงพื้นที่ เราก็คงบอกพี่กรไปตรงๆ เพราะเผื่อเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา อย่างน้อยพี่กรแกก็จะได้รู้ว่าเราอยู่ที่ไหน…แล้วแกก็จะได้จัดการเรื่องหาคนมาอยู่เป็นเพื่อนยายด้วย”

           กันตพงษ์พยักหน้ารับรู้ แล้วกระซิบให้โตนนท์พูดเรื่องสำคัญ

          “เรื่องค่าเดินทาง ค่าที่พัก ผมจะรับผิดชอบให้ทั้งหมด ส่วนเรื่องค่าตอบแทน…ผมก็มีงบของบริษัทไว้ส่วนหนึ่ง แต่ถ้าคุณรู้สึกว่าไม่คุ้มกับค่าเหนื่อย ก็บอกได้เลย”

          ชลชีวีแอบรู้สึกหน้าชานิดๆ …นี่นายหน้าตึงคิดว่าเขาเป็นคนโลภมาหรือไง

          “เรื่องเงินไม่ได้สำคัญหรอกครับ…ถ้าผมคิดจะช่วยใคร ผมช่วยด้วยใจ ถือว่าเป็นบุญกุศล” ชลชีวียิ้มให้ แต่โตนนท์รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังเข้าใจเขาผิดไป จึงรีบอธิบายว่า

          “ผมไม่ได้จะแปลน้ำใจของคุณเป็นเงินนะ ผมแค่ถามเผื่อไว้…เพราะคุณเสียสละเวลามาช่วยผม อีกอย่างความสามารถของคุณไม่สามารถเทียบกับค่าแรงที่เคยตอบแทนคนทั่วไปได้ คุณเป็นคนพิเศษ…”

          ห้องรับแขกเงียบพร้อมกัน บรรยากาศนั้นเลยยิ่งดูกระอักกระอ่วนและขัดเขิน

            นักข่าวหนุ่มรู้สึกว่าตัวเองเลือกใช้คำพูดไม่ถูกสถานการณ์จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดในวงสนทนาอีกแล้ว จึงรีบแก้ต่าง
 
             “ค…คือ…ผมหมายความว่า…คุณเป็นคนมีความสามารถพิเศษ…ไม่สิคุณมีพลังพิเศษ ญานพิเศษ…เอ่อ…อะไรดีวะ”

            “พอแล้วคุณโต…” ชลชีวีหัวเราะออกมา “แค่แป๊บเดียว คุณก็มอบตำแหน่งพิเศษให้ผมตั้งหลายตำแหน่ง ผมรับไว้ไม่ไหวหรอก”

          กันตพงษ์ก็เผลอหลุดยิ้มออกมาเช่นกัน…ดูทีคราวนี้รุ่นพี่ของเขาคงลืมรักษา ’ มาด’ เผลอหน้าแดงออกมาต่อหน้าคุณชลชีวี แล้วเขาก็ต้องหยุดหัวเราะทันควัน เพราะรุ่นพี่หันกลับมาถลึงตาใส่เขาแก้เก้ออีกตามเคย

            เออ…เอาสิวะ…ไอ้กันนี่มันกระโถนอยู่แล้วนี่หว่า

             “ขอบคุณมากนะชล ที่ช่วยพวกเรา” ตากล้องหนุ่มหันไปขอบคุณเพื่อนใหม่

          “ไม่เป็นไรหรอก…เรื่องแค่นี้เอง…แล้วไอ้ความสามารถพิเศษของเราตามที่คุณโตนนท์ว่า เราก็ไม่ได้ใช้อะไรอยู่แล้ว ลองมาคิดๆ ดูอีกที ถ้ามันได้ถูกนำมาใช้เพื่อช่วยเหลือคนก็คงจะดีเหมือนกัน…”

          มันอาจจะเป็นจุดประสงค์หลักที่ทำเขาได้รับ’ ความสามารถ’ นี้มาก็ได้

                            **********************************************************



          กว่าที่ชลชีวีจะเดินทางมาถึงท่าเรือที่ข้ามไปยังเกาะนุ้ยซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านอาถรรพ์หลังนั้น ก็มีข้อความนับสิบข้อความจากพี่ชายที่ส่งมาถามข่าวคราวเป็นระยะ จนเขาอดคิดไม่ได้ว่าพี่ชายได้สอนหนังสือบ้างหรือเปล่าถึงได้มีเวลาว่างมาเป็นห่วงเขามาขนาดนี้

          ครั้นพอเขาจะไม่ตอบ…จับเวลาได้เลย ไม่เกินสิบนาที มีสายเข้าแน่ๆ จนบางครั้งชลชีวีก็แอบเกรงใจเพื่อนร่วมเดินทางอีกสองคนที่อยู่ในรถ

           โตนนท์แอบมองเขาผ่านกระจกมองหลังอยู่หลายครั้ง ในตอนแรกๆ ชลชีวีคิดว่าโตนนท์มองเขาเพราะเสียงดังรบกวนจากโทรศัพท์มือถือ แต่กระทั่งตอนที่ไม่มีสายเรียกเข้า หรือข้อความเข้า...สายตาคมๆ นั่นก็ยังแอบลอบมองเขาอยู่ดี

          คนแอบมองเมื่อถูกจับได้ก็รีบหลบสายตาราวกับกลัวว่าเขาจะใช้จิตสัมผัสอ่านใจผ่านสายตา

          ชลชีวีอยากจะประกาศให้รู้ไว้ว่าถึงแม้เขาจะ ‘ท่อง’ ไปในความคิดของคนอื่นได้ แต่เจ้าของความคิดต้องเปิดประตูต้อนรับก่อนเท่านั้น

          การเปิดประตูต้อนรับก็มีอยู่ด้วยกันหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสร่างกาย หรือการกล่าวอนุญาตและเปิดความคิดต้อนรับเขาเข้าไป...และมันก็ต้องใช้พลังมากเลยทีเดียว

          ชลชีวีไม่นิยมอ่านความคิดของใคร เพราะเขาเคารพความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น มารยาทคือสิ่งที่พึงปฏิบัติและไม่ข้ามเส้นเข้าไปในชีวิตหรือความคิดของใคร เพราะถ้ามีใครสักคนข้ามเส้นล่วงเข้ามาในชีวิตของเขา...เขาเองก็คงจะรู้สึกอึดอัดไม่น้อยเช่นกัน

          ทุกวันนี้แค่พยายามปกปิดเรื่องจิตสัมผัสเป็นความลับก็อึดอัดมากพออยู่แล้ว

                                 *******************************************************



          "มองอะไรอยู่เหรอ” เสียงทุ้มๆ ดังขึ้นจากด้านข้าง ชลชีวีหันไปมองเจ้าของเสียงที่สวมแว่นกันแดดที่มองตรงไปยังทะเล ชลชีวีจึงไม่รู้ว่าโตนนท์กำลังมองทะเลหรือแอบเหลือบมองเขาเหมือนเช่นเคย

            “ผมไม่ได้มาทะเลนานแล้ว...ตั้งแต่ตอนที่พี่กรเริ่มทำงานที่ที่ทำงานเก่า...แทบจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่ามันสวยขนาดนี้”

          “สวยแล้วก็แสบตามากด้วย...นี่แว่นกันแดดของคุณ”

          ชลชีวีหันไปมองแว่นตากันแดดที่นักข่าวหนุ่มยื่นมาให้

          ชลชีวีเลิกคิ้วถามอย่างไม่แน่ใจ

          “ให้ผมเหรอ”

          “คุณเห็นใครนอกจากเราสองคนไหมล่ะ”

          ก็จริงอย่างที่คนตัวสูงพูด ตอนนี้กันตพงษ์เข้าไปพูดคุยเรื่องการเดินทางข้ามไปยังเกาะนุ้ยในออฟฟิศศูนย์ให้บริการข้อมูลนักท่องเที่ยว บริเวณนั้นจึงเหลือแค่เขากับโตนนท์แค่สองคน

          “ขอบคุณครับ คุณโตนนท์” ชลชีวีกล่าวขอบคุณจากใจจริงแล้วแบมือออกไปรับ คนตัวสูงๆ จึงวางแว่นตาลงบนมือเรียวๆ คู่นั้นให้

           “ถ้าผมเปลี่ยนจากคำขอบคุณเป็นอย่างอื่นได้มั้ย”

           โห...งกเหมือนกันนะเนี่ย...เอามาขายหรอกเรอะ...นึกว่าจะให้ฟรีเสียอีก

            “ไม่ต้องทำหน้าอย่างนั้น ผมไม่ได้หมายถึงเงิน...ผมดูเค็มขนาดนั้นเลยเหรอ”

          “ก็ไม่รู้...ปกติก็ไม่เห็นว่าคุณจะอยากเป็นมิตรกับผมเท่าไหร่ เอาของมาให้แล้วบอกกำกวมว่าอยากได้อย่างอื่นแทนคำขอบคุณ ผมก็เลยนึกว่า...”

          คนตัวสูงเหมือนจะมีรอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปาก แต่มันก็เหมือนสายลมที่พัดมาวูบเดียวแล้วหายไป

          “ถ้าผมทำให้คุณรู้สึกว่าไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่....ก็ต้องขอโทษด้วย เพราะถ้าผมแสดงออกอย่างนั้นจริงๆ ก็เท่าผมเสียมารยาทกับคนที่ให้ความช่วยเหลือเรื่องงานมากๆ ...ขอบคุณอีกครั้งนะครับ ที่ยอมมาลงพื้นที่ด้วย”

             โตนนท์รู้ว่าเขาไม่ใช่เด็กแล้ว...ถ้ามัวแต่ปล่อยให้ความรู้สึกไม่ถูกชะตากับคนๆ นี้เข้ามาควบคุมอารมณ์ ก็แสดงว่าเขาไม่มืออาชีพมากพอ อีกอย่าง...ชลชีวีอุตส่าห์ร่วมเดินทางกับเขาลงมาไกลถึงภาคใต้ และยังต้องลงเกาะเพื่อไปทำข่าวอีก มันคงจะเป็นสิ่งที่แย่ ถ้าเราไม่รู้จักคิดถึงน้ำใจคนอื่น

            นี่เป็นครั้งแรกที่ชลชีวีรับรู้ถึงความสุภาพและอ่อนโยนจากนักข่าวหนุ่ม ท่าทางที่แสดงออกผ่านคำขอบคุณก็ดูจริงใจ...คงเป็นเพราะอากาศร้อนมากมั้ง...รู้สึกหน้ามันร้อนๆ ยังไงไม่รู้

          “เอ่อ...แล้วที่บอกว่าอยากได้อย่างอื่นแทนคำขอบคุณ คุณอยากได้อะไรเหรอ?”

          “ไม่มีอะไรมาก...วันก่อนไอ้กันมันเสียมารยาทขอคุณเป็นเพื่อนแล้ว เรียกชื่อเล่นกันดูสนิทสนมดีจนผมรู้สึกเหมือนเป็นคนนอก... เราคงต้องติดต่อเรื่องงานกันอีกสักพัก แล้วมันก็คงอึดอัดถ้ายังแทนตัวเองเป็นทางการอยู่แบบนี้...”

           ชลชีวีพยายามทำความเข้าใจกับคำพูดอ้อมค้อมยืดยาวของนักข่าวหนุ่ม แต่เขาก็ไม่คิดจะขัด รอคอยให้ฝ่ายนั้นพูดออกมาให้จบ

           “เอาอย่างนี้...ถ้าไม่รบกวนเกินไป...ไอ้กันเรียกผมยังไง...คุณก็ช่วยเรียกผมเหมือนมันแล้วกัน”

           เมื่อพูดจบ เสียงคลื่นที่ซัดเข้าฝั่ง ดูจะเป็นเสียงเดียวที่ช่วยทำลายความเงียบที่เกิดขึ้นระหว่างเขาสองคน

           เรียกเหมือนที่กันเรียกงั้นเหรอ?

           ‘พี่โต’

          ดูจากภายนอก คุณโตนนท์คงจะรุ่นราวคราวเดียวกับพี่กร...เพราะฉะนั้นถ้าให้เรียกว่าพี่ก็คงไม่แปลก

          “ครับ พี่โต”

             ไม่แปลกสำหรับคน’ พูด’ แต่กระทบความรู้สึก ‘คนฟัง’

              แดดทะเลนี่มันร้ายจริงๆ เล่นเอาคนยืนเก๊กนิ่งหน้าแดงราวกับลูกตำลึงสุก!



***************************************

ยายน้องแอบคิดไรกับหนุ่มซึนอยู่ล่ะสิ...ดูออกน้าา
ขอบคุณสำหรับการติดตามเช่นเคยครับ
ขอกำลังใจ และสามารถติชมได้นะครัย
ด่าได้แต่อย่าแรง
ขอบคุณครับบ

 :bye2: :bye2: :bye2: :bye2: :bye2: :bye2: :bye2:

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 505
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

ออฟไลน์ HamsteR

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 139
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-1
คราวนี้ลงใต้สินะ จะมีเรื่องหลอนๆแบบไหนรออยู่กันน้าาา ....  o13

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5455
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ Simply.sun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0


                                                                         ตอนที่ 6 เกาะนุ้ย

     “กรี้ด! ออกไป…ออกไปให้พ้น อีผีชาติชั่ว…มึงออกไป…กรี้ด!”

      เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังออกมาจากคฤหาสน์หลังใหญ่ริมทะเล แต่ไม่มีใครสนใจบรรยากาศและความสวยงามภายนอก เพราะเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นภายในบ้านหลังนั้นกลับมืดดำราวกับหลุดไปอยู่ในแดนสนธยา

      “พี่โต…ช่วยจับเขาไว้หน่อย กัน…มีถุงมั้ย ถุงอะไรก็ได้ เอามาครอบปากและจมูกเธอไว้ก่อน…เธอกำลังเป็นไฮเปอร์เวน…” ชลชีวีละล่ำละลักบอกให้กันตพงษ์ช่วยหาอุปกรณ์ปฐมพยาบาลอย่างง่ายที่สุดของอาการภาวะระบบลมหายใจเกินซึ่งเกิดจากการกรีดร้องและอาละวาดหญิงคนหนึ่งที่อยู่ในคฤหาสน์หลังนั้น

     ชลชีวีรับถุงกระดาษใบหนึ่งมาจากกันตพงษ์แล้วครอบไปที่ปากของเธอเพื่อควบคุมการหายใจเข้าออก เขาพยายามปลอบโยนหล่อนด้วยคำพูดต่างๆ มากมายเพื่อให้ภาวะหวาดกลัวในใจหล่อนลดน้อยลง

     เมื่อเวลาผ่านไปชั่วครู่ ร่างกายที่เคยชักเกร็งของหล่อนก็เริ่มบรรเทาลง สีหน้าของเธอดูสงบขึ้น โตนนท์จึงช่วยพยุงร่างท้วมของหญิงสาวให้ลุกขึ้นแล้วพาไปนั่งที่เก้าอี้ตัวหนึ่งในห้องเกิดเหตุ

     หญิงสาวที่กลับมามีสติอีกครั้ง มองไปยังใบหน้าของชายหนุ่มทีละคน เมื่อหล่อนพยายามเอ่ยปากพูดบางสิ่งบางอย่างออกมา น้ำเสียงของเธอสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ สุดท้ายหล่อนจึงฟุบหน้าลงร้องไห้กับฝ่ามืออย่างสะอึกสะอื้น

      ชลชีวีที่ดูจะใจเย็นมากที่สุด เข้าไปปลอบโยนเธอด้วยการสัมผัสไปเบาๆ ลงไปที่ไหล่ เขาพูดให้กำลังใจเพื่อไม่ให้หล่อนรู้สึกเคว้งคว้างจนเกิดอาการชักเกร็งขึ้นอีกครั้ง

 

 

 

     ชลชีวีนึกย้อนกลับไปถึงตอนที่เพิ่งเดินทางมาถึงเกาะนุ้ย

      เขาอาสาขับรถแทนโตนนท์ที่เหนื่อยกับการยิงยาวนับสิบชั่วโมงจากกรุงเทพฯ และต่อเรือเฟอร์รี่จากจังหวัดสุราษฎร์ธานีจนมาถึงเกาะแห่งนี้

      ชลชีวีขับรถตามทางที่กันตพงษ์บอก และปล่อยให้โตนนท์ที่ปรับเอนเบาะหลับอยู่ข้างๆ ได้พักผ่อนก่อนจะลุยงานต่อ

      ถนนหนทางบนเกาะนุ้ยค่อนข้างแคบ เพราะเกาะแห่งนี้ไม่ได้มีชื่อเสียงเรื่องการท่องเที่ยวเหมือน เกาะพะงัน เกาะสมุย หรือเกาะอื่นๆ ในรัศมีใกล้เคียง การพัฒนาของระบบคมนาคมจึงยังด้อยกว่าหลายๆ พื้นที่ ถนนบางช่วงเป็นหลุมเป็นบ่อทำให้ต้องใช้เวลานานกว่าที่จีพีเอสมนุษย์ รุ่นกันตพงษ์ จะนำทางพวกเขาทั้งสามคนมาถึงยังอีกฝั่งหนึ่งของเกาะซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้าน…ไม่สิ…เมื่อเห็นสถานที่จริง ชลชีวีคิดว่าต้องเรียกคฤหาสน์จึงจะถูกต้อง

      บ้านหลังนี้มีขนาดใหญ่กว่าที่เขาคิดไว้มาก แม้เขาจะเห็นเพียงตัวตึกสีขาวหลังใหญ่สามชั้นจากด้านข้างของตัวตึก แต่ก็พอเดาได้ว่าภายในคงจะโอ่อ่าโอ่โถงน่าดู แถมด้านหน้าของตึกยังหันออกไปยังฝั่งชายหาด จึงไม่น่าแปลกที่เจ้าของบ้านคนปัจจุบัน จะพยายามบูรณะซ่อมแซมบ้านหลังนี้ให้เร็วที่สุด และปกปิดเรื่องราวบางอย่างให้เป็นความลับอย่างสุดความสามารถ จะได้ขายต่อให้ชาวต่างชาติ ด้วยมูลค่าที่สูงจนน่าตกใจ

     แต่ความลับไม่มีในโลก!

     คำร่ำลือถึงความเฮี้ยนของบ้านถูกบอกเล่าแบบปากต่อปาก จนเริ่มเป็นกระแสบนโซเชียลในขณะนี้ ภาพของบ้านก็ถูกมือดีถ่ายแล้วนำไปโพสต์ไว้อย่างชัดเจนจนเจ้าของบ้านอยากจะไล่ฟ้องแอคเคาท์ที่แชร์ต่อให้หมดทุกคน แต่หล่อนคิดว่าคงจะต้องใช้เวลาและค่าจ้างทนายจำนวนมาก จึงปล่อยเลยตามเลย เพราะแค่เสียค่าทำขวัญให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตระหว่างการทำงานซ่อมแซม หล่อนก็รู้สึกเสียดายจะแย่อยู่แล้ว

      เจ้าของบ้านเคยลองยายามแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุโดยการนิมนต์พระหรือแม้แต่เชิญหมอผีมาขับไล่สิ่งชั่วร้ายที่อยู่ในบ้านหลังนี้ แต่สุดท้ายก็เข้าอีหรอบเดิม ยังมีคนเห็นวิญญาณหลายดวงวนเวียนอยู่ในบ้าน จนแม้กระทั่งชาวประมงที่เคยมาหาปลาแถวนี้เป็นประจำยังขยาด

     ชลชีวีเลิกสนใจบ้านหลังนั้นแล้วหันไปเขย่าแขนโตนนท์เบาๆ เมื่อเขาจอดรถใต้ร่มไม้เสร็จเรียบร้อย ฝ่ายนั้นลืมตาช้าๆ ดูขี้เซาเล็กน้อย แต่เมื่อรู้ตัวว่ามีคนขับรถกำลังมองจ้องมาด้วยสีหน้าขำปนเอ็นดู เขาก็รีบลุกพรวด บิดขี้เกียจไปมาแก้เก้อแล้วถามขึ้นลอยๆ ว่า

     “ถึงแล้วเหรอ…ขับรถนิ่มดีนี่”

     “ขอบคุณสำหรับคำชม…ผมไม่ได้ขับรถเกียร์กระปุกนานแล้ว เล่นเอาเมื่อยเหมือนกัน ทางบนเกาะขับยาก มีแต่หลุม บางช่วงก็แคบ บางช่วงเป็นหน้าผา ไม่คิดเลยว่าถ้าขับมาตอนกลางคืนแล้วไม่ชินเส้นทางจะเป็นยังไง”

      “ขนาดไม่ชินเส้นทาง ยังขับนิ่มจนใครบางคนหลับตลอดทางเลยนะชล กรนเสียงดั๊งดัง” กันตพงษ์กำลังเก็บของใส่กระเป๋าพลางแหย่รุ่นพี่เล่นอยู่ที่เบาะหลัง

      แต่คนถูกแหย่กลับหน้าตาตื่น คิดว่าเป็นเรื่องจริง จึงหันไปถามคนที่นั่งข้างๆ ว่า

     “ผมกรนจริงเหรอ”

     ชลชีวีหัวเราะออกมาพร้อมๆกับกันตพงษ์ ชายหนุ่มทั้งสองไม่ตอบ เก็บของตัวเองใส่กระเป๋าใบย่อมแล้วเปิดประตูรถลงไป ปล่อยให้คนขี้รักษามาดบางคนนั่งรอคำตอบอยู่บนรถ

     “บ้านเขาสวยดีนะ ชลว่าไหม ไม่เห็นน่ากลัวเหมือนที่ลงในเน็ตเลย ขนาดตอนนี้มีนั่งร้านบังอยู่ ยังรู้เลยว่าบันไดบทุกมุม” กันตพงษ์พูดกับชลชีวีที่ยืนอยู่ข้างๆ แล้วยกกล้องขึ้นถ่ายรูปมุมด้านข้างของบ้านเอาไว้ แล้วก็หันไปบันทึกรูปแผ่นป้ายห้ามเข้าก่อนได้รับอนุญาตอีกรูปหนึ่ง

     “ซื้อกล้องใหม่แล้วเหรอกัน...รุ่นนี้เห็นตากล้องหลายคนชอบใช้นะ”

     ชลชีวีถามเพราะกล้องถ่ายรูปตัวเก่าที่เขาลง’ มนต์’ เอาไว้เมื่อวันก่อน ถูกนำมาฝากไว้ที่บ้าน จนตอนนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าตากล้องสายข่าวจะขอกล้องคืน

     “เปล่าหรอก...กล้องตัวนี้ยืมของที่ที่ทำงานมาน่ะ...ส่วนกล้องตัวนั้นคงฝากชลไว้อีกสักพัก ไม่กล้าเอามาใช้อะ กลัวถ่ายไม่ดีแล้วเผลอไปปล่อยวิญญาณดวงนั้นออกมา...แต่ถามจริง...วันนั้นชลทำอะไรกับกล้องเราเหรอ ถึงสะกดวิญญาณดวงนั้นเอาไว้ได้ แล้วตอนนี้วิญญาณยังอยู่ในกล้องหรือเปล่า”

       “อันที่จริงเราไม่ได้ทำอะไรหรอก แต่เอามาตั้งค่าแฟลชให้มีความสว่างสูงๆ หน่อย เวลาถ่ายรูปจะได้เรียกสติให้น้องเขากลับคืนมา...เด็กตาไว้ต่อแสงน่ะ โดนกระตุ้นแรงๆ ก็เรียกสติของน้องเขากลับมาได้”

     “งั้นก็แปลว่าคืนนั้นน้องเขาไม่ได้ถูกวิญญาณเข้าสิงเหรอ”

     “เราก็ไม่ได้หมายความอย่างนั้นนะกัน...ร่างกายของเราทุกคนก็เปรียบเสมือนบ้าน บ้านทุกหลังมีเจ้าของ บางครั้งเวลาที่เจ้าของบ้านกำลังหลับ ก็อาจจะมีคนอื่นแอบบุกรุกเข้ามาบ้าง สิ่งที่เราทำวันนั้นก็เหมือนกับการปลุกให้เจ้าของบ้านตื่นแค่นั้นเอง...เราพยายามจะอธิบายกันตั้งแต่วันที่เอากล้องมาฝากไว้กับเรา...แต่วันนั้นไม่มีเวลาอธิบาย กันกับพี่โตรีบกลับเสียก่อน ก็เลยรับฝากไว้เพื่อความสบายใจ”

     กันตพงษ์พยักหน้าเข้าใจ “งั้นเสร็จงานนี้เราขอไปเอากล้องคืนนะ...แล้วก็ขอฝากท้องที่บ้านสักมื้อแล้วกัน อยากลองชิมขนมของชล...วันนั้นยังติดใจรสชาติขนมตะโก้ของยายอยู่เลย”

     “หวงกินจริงๆ นะมึงไอ้กัน อ้วนอย่างกะหมูตอนแล้วยังไม่รู้ตัวอีก” โตนนท์ที่ลงรถมาตอนไหนไม่รู้ตะโกนว่ารุ่นน้องมาจากด้านหลัง

      “โห...อย่าบุลี่ดิพี่...นี่มันยุคไหนแล้ว ยังว่าคนอื่นอ้วนอยู่อีก”
 
     “ใช่...กันไม่ได้อ้วนซะหน่อย...กำลังน่ารัก หุ่นแบบนี้อบอุ่นดี”

     “แล้วหุ่นแบบฉันมันไม่อบอุ่นหรือไง?” โตนนท์ทะลุกลางปล้องเมื่อเห็นว่าคนมีจิตสัมผัสมองรุ่นน้องด้วยสายตาชื่นชม’ เกินไป’

     กันตพงษ์หรี่ตามอง เพราะพบพิรุธบางอย่างของรุ่นพี่ขี้เก๊ก...แล้วมันก็ดูจะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ นับจากวันแรกที่พวกเขารู้จักเพื่อนใหม่

     “ก็...น่าจะอุ่นจนอบอ้าวมั้ง...บึ้กซะขนาดนั้น” ชลชีวีพูดลอยๆ แล้วมองไปทางบ้านหลังใหญ่แทน ไม่สนใจคนร่างบึ้กที่ทำหน้าตึงๆ อยู่ด้านหลัง

     ลางสังหรณ์บางอย่างเกิดขึ้นในความคิดชลชีวี...รู้สึกถึงความอันตราย และคลื่นบางอย่างที่หนาแน่นจนรู้สึกอึดอัด

      เหมือนเจ้าของบ้านจะไม่ค่อยอยากต้องรับแขกเท่าไหร่!

      “หน้าซีดๆ เป็นไรหรือเปล่า” เสียงทุ้มๆ ดังขึ้นใกล้ๆ เมื่อเขาหันไปมองก็เจอโตนนท์ที่กำลังจะยกมือขึ้นประคองแขนเขาไว้ แต่ชลชีวียกมือโบกปฏิเสธ

     “ไม่เป็นไรครับ แค่...รู้สึกแปลกๆ อาจจะเมาแดด”

     “ถ้าเป็นอะไรก็รีบบอก...พี่ต้องรับผิดชอบชีวิตเรา”

     สรรพนามที่คุ้นเคยช่วยลดระยะห่างของคนสองคนได้เยอะ และนั่นก็ทำให้ชลชีวีรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นเมื่อคุยกับโตนนท์

     การกระทำทุกอย่างอยู่ในสายตาของกันตพงษ์...เขาหุบยิ้มลง...นี่เขารู้สึกยังไงกันแน่นะ...คนหนึ่งก็เพื่อนใหม่ที่แม้จะคบกันไม่นานแต่ก็รู้สึกคุ้นเคยและสนิทใจมากพอที่จะพูดคุยแบ่งปันเรื่องราวต่างๆ ด้วยได้

     อีกคนหนึ่งก็รุ่นพี่เขาแอบ’ รู้สึก’ ด้วยมานาน

      ความรู้สึกที่กันตพงษ์มีให้รุ่นพี่คนสนิทนั้นมากกว่าพี่ในที่ทำงานคนหนึ่งแน่นอน แต่ครั้นจะให้เขาหาคำมานิยามความรู้สึกที่เขามีให้กับรุ่นพี่คนนี้...เขาเองก็จนปัญญา

       ความรู้สึกมันปนรวมกันไปทั้งปลื้ม ชื่นชม ไว้ใจ อยากดูแล แต่บางครั้งก็น้อยใจเพราะอีกฝ่ายไม่แสดงออกถึงเยื่อใยใดๆ มากกว่าความเป็นพี่เป็นน้องเลย

     จะให้เขาเป็นฝ่ายก้าว’ ล้ำเส้น’ ความสัมพันธ์พี่น้องเข้าไปก่อน กันตพงษ์ก็ไม่กล้า เพราะกลัวตัวเองสะดุดเส้นด้ายบางเบาของความสัมพันธ์นั้นขาดจนมองหน้าไม่ติด

     แต่จะหวังให้โตนนท์ก้าวข้าม’ เส้น’ นั้นเข้ามาบ้าง...อย่าหวังเลย...คงไม่มีวัน

      ถ้าให้เขาเลือกทำลายเส้นด้ายแห่งความสัมพันธ์นั้นลง กับยืนมองอีกฝ่ายมีความสุขอยู่จากฝั่งนี้

     เขาของเลือกอย่างหลังดีกว่า

     แชะ!

     “นี่แน่! แอบถ่ายได้แล้ว มีคนแอบสวีทกันตอนทำงาน...ถ้ามีใครอู้ ผมจะเอารูปนี้ไปฟ้องฝ่ายการเงิน ว่าแอบมีคนเบิกงบประมาณบริษัทมาเที่ยว”

     “มึงเป็นบ้าไรห้ะไอ้กัน...ลบรูปเดี๋ยวนี้!” โตนนท์เดินเข้ามากะจะแย่งกล้องถ่ายรูปจากมือตากล้องคนสนิทไป แต่อีกฝ่ายกลับวิ่งหนี พลางยกกล้องถ่ายรูปขึ้นแกว่งไปมาราวกับจะยั่วโมโห

     “ไม่ให้...ยังไงๆ ...ก็ไม่ให้...นอกเสียจาก…”

     กันตพงษ์แบมือมาข้างหน้า แล้วกระดิกนิ้วเป็นอวัจนะภาษาว่า…ขอตัง

     “ไม่ให้โว้ย!”

       ตากล้องรุ่นพี่เขกหัวรุ่นน้องจอมไถไปหนึ่งที แล้วหันหลังกลับเดินตามคนมีจิตสัมผัสเข้าไปในบริเวณบ้าน

 

     ชลชีวีเดินเลียบริมรั้วบ้านมาจนถึงทางเข้าด้านหน้าที่เชื่อมต่อกับชายหาดที่เป็นโขดหินฝั่งตะวันตกของเกาะนุ้ย พื้นที่ชายหาดบริเวณนี้ดูสงบและเป็นส่วนตัว ด้านซ้ายของชายหาดคือทางเข้ามาสู่บริเวณบ้านที่พวกเขาขับรถเข้ามา ส่วนทางขวาเป็นภูเขาและหน้าผาที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยต้นไม้

     ซุ้มประตูทางเข้ามีป้ายชื่อบ้านที่สลักด้วยตัวอักษรสีทองว่า “ภูมิรักษ์”

     นิ้วเรียวๆ สัมผัสลงไปแผ่นป้ายนั้น เขาหลับตาลง...ชลชีวีได้ยินเสียงคลื่นซัดโขดหินดังมาเป็นระยะ ก่อนที่เสียงนั้นจะหายไปราวกับทะเลหยุดเคลื่อนไหว เสียงนกที่ร้องดังสดใสมาจากหน้าผาก็เงียบสงัดราวกับกดปุ่มปิด

      อุณหภูมิรอบตัวชลชีวีลดลงทันใด ชายหนุ่มหนาวจนขนลุก!

      “หึๆ”

      เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังขึ้นไกลๆ ตามมาด้วยเสียงเด็กๆ อีกสองสามคนหัวเราะอย่างเริงร่าอยู่บนสนามหญ้า แต่กลับฟังดูน่าขนลุกเมื่อมันเป็นเสียงที่อยู่ในจิต ไม่ใช่เสียงในโสต!

      “ฉันบอกคุณไปกี่ครั้งแล้ว ว่าให้เห็นแก่ลูกเราบ้าง พวกเขาจะเป็นยังไงถ้าโตขึ้นมาในครอบครัวที่มีแม่หลายคน!” เสียงตัดพ้อของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น น้ำเสียงนั้นเยือกเย็นและเศร้าโศก และมันดังอยู่ตรงหน้า ราวกับคู่สนทนาจะต้องการพูดคุยกับเขา

     “คุณอย่าคิดมากเลยน่า...ยังไงเสียผมก็ไม่มีทางทิ้งคุณ คุณยังเป็นเมียตามกฎหมายของผมเสมอ...ส่วนนก ผมจะเลี้ยงเขาให้อยู่ในฐานะคนรับใช้เช่นเดิม” ชลชีวีพูดออกมาอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว

      เขารู้ดีว่าที่ผ่านมาเขาทำหน้าที่สามีที่ดีอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว...จะผิดอะไรถ้าเขาจะมอบรางวัลให้ตัวเองด้วยการมีคนดูแลเพิ่มอีกสักคน และภรรยาของเขาควรจะรู้ว่าตัวเองต้องอยู่ในฐานะ ‘แม่ศรี’ ของเรือน ผู้ซึ่งได้รับโอกาสในการออกงานทางสังคมกับเขาเสมอ ซึ่งนกไม่ได้รับโอกาสนั้น

     ผู้หญิงที่ยืนอยู่หน้าชลชีวีร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความเสียใจ หล่อนคิดมาเสมอว่าไม่ว่าวันใดวันหนึ่ง ความรักที่สามีมีให้หล่อนต้องเปลี่ยนไป...แต่หล่อนไม่นึกว่ามันจะมาเร็วถึงเพียงนี้

     แต่อย่างไรก็ตาม หล่อนจะกล้ำกลืนฝืนทนเพื่อดูแลสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของหล่อนให้ดีที่สุด...ลูกทั้งสองคนของหล่อน

     “เชื่อใจผม...ผมจะไม่ให้นกมาสร้างความเดือดร้อนให้คุณเด็ดขาด”

      “เราพูดว่าอะไรนะ” โตนนท์ถามขึ้น เมื่อจู่ๆ คนข้างๆ ก็นิ่งเงียบไปไม่พูดไม่จา แล้วจู่ๆ ก็พูดประโยคบางอย่างที่เขาฟังไม่เข้าใจออกมาหลังจากที่เอื้อมมือไปแตะป้ายชื่อบ้านภูมิรักษ์

     “เปล่า...ไม่มีอะไร”

     “เห็น...อะไรหรือเปล่า” โตนนท์ถามเสียงเย็น เพื่อให้คนข้างๆ ไว้ใจและกล้าพูดที่สิ่งที่ตัวเองคิดออกมา

     “พี่รู้เหรอว่าผม...เห็นบางอย่าง”

     “ก็ไม่รู้หรอก...แต่เห็นจากแววตาก็พอจะเดาออก...ปกติดวงตาเราจะเศร้าๆ แต่จู่ๆ ตาก็ดุเหมือนเสือ...เลยเดาเอาว่าไม่น่ามีอะไรผิดปกติ”

      ชลชีวียิ้มให้กับความช่างสังเกตของนักข่าวหนุ่ม

      “ตาผมดุขนาดนั้นเชียว...แล้วคุณไม่กลัวเหรอ”

     “กลัวทำไม จะเศร้าจะดุ...ก็ชลคนเดิม”

      ชลคนเดิมงั้นเหรอ...ชลชีวีรู้สึกดีจังกับคำคำนี้

     สมัยวัยรุ่น เขามีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันหลายคนที่สนิทชิดเชื้อ แต่เมื่อพวกเขารู้ว่าชลชีวีมี’ สิ่งพิเศษ’ พวกเขาเหล่านั้นก็ต่างพากันห่างเหิน เพราะหวั่นว่าชลชีวีจะทักเรื่องร้ายๆ จนทำให้พวกเขาต้องเจอกับ’ เรื่องซวย’

     แววตาก่อนและหลังรู้ว่าเขามีจิตสัมผัส...ต่างกันสิ้นเชิง!

      เขาจึงกลายเป็นคนที่อ้างว้างและโดดเดี่ยว

      ต้องเก็บกดเพราะต้องปกปิด’ ตัวตน’ จริงๆ ไว้เป็นความลับตลอดเวลา

     แต่กับโตนนท์และกันตพงษ์กลับแตกต่าง...ทั้งคู่เห็นถึงข้อดีของความสามารถพิเศษในตัวเขา และไม่มองว่า’ จิตสัมผัส’ ของเขาเป็นสิ่งประหลาด

      แม้นักข่าวทั้งสองคนจะ’ ใช้ประโยชน์’ จากความสามารถพิเศษของเขาเพื่อเป้าประสงค์ในการทำงาน

      แต่อย่างน้อยเวลาที่เขาอยู่กับกันตพงษ์และโตนนท์...เขาไม่ต้องพยายาปกปิดหรือเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ ไม่ต้องกลัวว่าทั้งสองคนจะมองว่าเขาเป็นตัวประหลาด

     เป็นครั้งแรกที่คนนอกครอบครัวให้ความสำคัญกับเขา...ที่เป็น’ เขา’ จริงๆ

 

 

     “กรี๊ด!”

     เสียงร้องของผู้หญิงคนหนึ่งดังมาจากตึกสีขาวหลังใหญ่จนชายหนุ่มทั้งสามคนหันไปมองพร้อมกัน

      โตนนท์ออกตัววิ่งไปคนแรก ก่อนจะตามมาด้วยชลชีวีและกันตพงษ์ที่เตรียมกล้องพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์

     โตนนท์วิ่งขึ้นบันไดหน้าตึกเข้าไปยังตัวบ้านที่แบ่งออกเป็นปีกซ้ายและปีกขวา เสียงกรีดร้องดังมาจากชั้นสองของตึก ชายหนุ่มทั้งสามคนจึงวิ่งขึ้นบันไดห้องโถงกลางบ้านขึ้นไปยังชั้นสอง

     บ้านชั้นบนก็ดูโอ่อ่าไม่แพ้ชั้นล่าง แบ่งแยกย่อยออกเป็นอีกหลายห้อง เสียงร้องนั้นดังมาจากห้องที่อยู่ด้านในสุดของปีกซ้าย ชายหนุ่มทั้งสามรีบวิ่งตรงไปยังต้นเสียง โตนนท์พยายามลองบิดลูกบิดประตูดูแล้วรู้ว่ามันล็อคจากข้างใน

      “ประตูห้องติดกันเปิดอยู่ ดูจากด้านนอกน่าจะมีระเบียงเชื่อมกัน พี่จะลองปีนไปทางนั้นแล้วเปิดประตู”

       “แต่มันอันตรายนะพี่” กันตพงษ์เตือนรุ่นพี่ไม่ให้หุนหันพลันแล่น “เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้างในเกิดอะไรขึ้น จู่ๆ ผู้หญิงหรือคนที่อยู่ข้างในมีอาวุธขึ้นมา พี่จะไม่แย่เอาเหรอ…เราโทรเรียกตำรวจดีมั้ย”

      “แต่ฟังจากเสียง พี่ว่าคนที่อยู่ข้างในน่าจะร้องขอความช่วยเหลือ…แล้วสถานีตำรวจที่พี่เห็นตอนมาถึงเกาะก็อยู่ไกลจากที่นี่มาก ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับผู้หญิงคนนั้น ตำรวจมาไม่ทันแน่”

     “ผมเห็นด้วยกับกันนะ ผมว่าพี่โตอย่าเสียงเลย”

      “ไม่ต้องห่วงชล…พี่มีอาวุธ”

     โตนนท์เปิดเสื้อแจ็คเก็ตตัวเก่งให้ดูที่เอว มีปืนกระบอกหนึ่งพกอยู่

     “พี่ไม่ยอมลงพื้นที่มือเปล่าเหมือนตอนขึ้นไปสำนักสงฆ์ร้างอีกหรอก”

      หน้าสิ่วหน้าขวาน ยังจะมายิ้มเก๊กอยู่อีก นึกอีกทีชลชีวีก็หมั่นไส้นักข่าวหนุ่ม แต่เมื่อเห็นว่าตนเองคงไม่มีความสามารถมากพอจะห้ามวีรบุรุษได้ จึงปล่อยเลยตามเลย

      โตนนท์ก้าวอย่างระมัดระวังข้ามจากระเบียงห้องที่อยู่ติดกันเพื่อเข้าไปห้องที่ถูกล็อคอยู่ โชคดีที่ระเบียงฝั่งนี้มีนั่งร้านกั้นอยู่ จึงช่วยให้เขาปีนป่ายได้ง่ายขึ้น

      ตอนนี้เสียงกรีดร้องของผู้หญิงคนนั้นเงียบไปแล้ว ชายหนุ่มที่รออยู่หน้าประตูก็ใจสั่นระรัวไม่ต่างจากวีรบุรุษที่ยืนอยู่ตรงระเบียงห้องเกิดเหตุ

      โตนนท์กระชับมือเข้าที่ปืนเพื่อเตรียมพร้อมตามที่เคยเข้ารับการฝึกการป้องกันตัว ชายหนุ่มเปิดประตูระเบียงช้าๆ เข้าไปในห้องที่ค่อนข้างมืดเพราะปิดม่านไว้ทั้งหมด

      เตียงสี่เสากลางห้อง รวมถึงสิ่งของเครื่องเรือนทุกชิ้นถูกคลุมไว้ด้วยผ้ากันฝุ่น หรือไม่ก็ห่อหุ้มไว้ด้วยกระดาษห่ออย่างดี ห้องนี้น่าจะไม่ได้รับการใช้งานมานานแล้ว

      ชายหนุ่มได้กลิ่นสาบของบางสิ่งบางอย่างโชยตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้อง ต้องยกแขนข้างหนึ่งปิดจมูก

      กลิ่นสาบศพ!

 

 

*****************************************************************

ขอบคุณนักอ่านที่น่ารักทุกท่านที่ติดตามนะครับ

ชอบหรือไม่ชอบอย่างไร คอมเมนต์บอกได้เลยนะครับ

ถ้าไม่รบกวนเกินไปขอกำลังใจสักไลค์ก็ยังดี

ขอบคุณครับบบ
 :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:

​[/size]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-07-2021 16:03:39 โดย Simply.sun »

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5455
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19
 :katai1:


รัก 3 เศร้า เรา 3 คน


แอร้ยยยยยย

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 505
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

ออฟไลน์ Simply.sun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
                                                     ตอนที่ 8 คฤหาสน์อาถรรพ์

    โตนนท์พยายามสำรวจดูรอบๆ ห้อง แต่กลับไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอยู่ในนั้นนอกจากเครื่องเรือนแต่ละชิ้นที่เปื้อนฝุ่น เมื่อสายตาของชายหนุ่มเริ่มปรับชินกับความมืด เขาจึงมองเห็นประตูห้องที่อยู่ฝั่งตรงข้าม เขาจึงรีบเดินไปคว้าลูกบิดประตูแล้วเปิดออก

    “พี่โต ระวัง!”

    ชลชีวีตะโกนลั่นเมื่อเห็นใครอีกคนที่ยืนอยู่ด้านหลังโตนนท์ ใครคนนั้นง้างมือขึ้นหมายจะใช้อาวุธในมือแทงลงไปบนหลังของชายหนุ่ม แต่โชคดีที่โตนนท์ไวกว่า เขาจึงพลิกตัวหลบได้ทันจนร่างนั้นล้มลงไปด้านหน้า

    ชลชีวีเห็นว่าร่างที่ล้มลงเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ในมือของหลอนมีกริชเล่มยาว เขาจึงใช้เท้าเตะไปที่ด้ามกริชจนหลุดออกจากมือของหล่อน

    และนั่นก็เป็นเหมือนการยั่วยุให้หล่อนยิ่งคลั่ง

    “กรี๊ด! อีผีชั่ว กูจะฆ่ามึง กูจะฆ่ามึง” ผู้หญิงคนนั้นพยายามตะเกียกตะกายไปคว้าเอาอาวุธกลับมา แต่ช้ากว่าชายหนุ่มอีกสองคนที่ยืนอยู่หน้าประตูที่รีบมาจับตัวเธอเอาไว้

    “กรี้ด! ออกไป…ออกไปให้พ้น อีผีชาติชั่ว…มึงออกไป…กรี้ด!”

    เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังออกมาจากคฤหาสน์หลังใหญ่ริมทะเล แต่ไม่มีใครสนใจบรรยากาศและความสวยงามภายนอก เพราะเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นภายในบ้านหลังนั้นกลับมืดดำราวกับหลุดไปอยู่ในแดนสนธยา

     “พี่โต…ช่วยจับเขาไว้หน่อย กัน…มีถุงมั้ย ถุงอะไรก็ได้ เอามาครอบปากและจมูกเธอไว้ก่อน…เธอกำลังเป็นไฮเปอร์เวน…” ชลชีวีละล่ำละลักบอกให้กันตพงษ์ช่วยหาอุปกรณ์ปฐมพยาบาลอย่างง่ายที่สุดของอาการภาวะระบบลมหายใจเกินซึ่งเกิดจากการกรีดร้องและอาละวาดหญิงคนนั้น

    ชลชีวีรับถุงกระดาษใบหนึ่งมาจากกันตพงษ์แล้วครอบไปที่ปากของเธอเพื่อควบคุมการหายใจเข้าออก เขาพยายามปลอบโยนหล่อนด้วยคำพูดต่างๆ มากมายเพื่อให้ความหวาดกลัวในใจหล่อนลดน้อยลง

    เมื่อเวลาผ่านไปชั่วครู่ ร่างกายที่เคยชักเกร็งของหล่อนก็เริ่มบรรเทาลง สีหน้าของเธอดูสงบขึ้น โตนนท์จึงช่วยพยุงร่างท้วมของหญิงสาวให้ลุกขึ้นแล้วพาไปนั่งที่เก้าอี้ตัวหนึ่งในห้องเกิดเหตุ

    ผมเผ้าที่ดูกระเซอะกระเซิงและกลิ่นสาบเหงื่อไคลทำให้พวกเขารู้ว่าหล่อนคงไม่ได้อาบน้ำมานาน หรือไม่ก็อาจเป็นหญิงเสียสติที่เข้ามาแอบในนี้

    หญิงสาวที่เพิ่งกลับมามีสติอีกครั้งมองไปยังใบหน้าของชายหนุ่มทีละคน เมื่อหล่อนพยายามเอ่ยปากพูดบางสิ่งบางอย่างออกมา น้ำเสียงของเธอสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ สุดท้ายหล่อนจึงฟุบหน้าลงร้องไห้กับฝ่ามืออย่างสะอึกสะอื้น

    ชลชีวีที่ดูจะใจเย็นมากที่สุด เขาเข้าไปปลอบโยนเธอด้วยการสัมผัสไปเบาๆ ที่ไหล่ เขาพูดให้กำลังใจเพื่อไม่ให้หล่อนรู้สึกเคว้งคว้างจนเกิดอาการชักเกร็งขึ้นอีกครั้ง

    ชายหนุ่มทั้งสามรอจนหล่อนสงบลงจึงถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น หล่อนจึงเล่าให้ฟังว่าเป็นภรรยาของคนงานก่อนสร้างที่ตกจากหลังคาลงมาเสียชีวิตระหว่างการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านหลังนี้ หล่อนเชื่อว่าสามีของหล่อนไม่ได้เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุ แต่เป็นเพราะมีผีบางตัวที่ทำให้สามีของหล่อนตกลงมา

    “ผมไม่ได้จะลบหลู่ความเชื่อของคุณนะ แต่วิญญาณไม่สามารถฆ่าใครได้หรอก…ทำไมคุณถึงเชื่อว่าสามีของคุณตกลงมาเพราะการกระทำขอผีล่ะ” ชลชีวีถามผู้หญิงคนนั้น

    “ทำไมจะทำไม่ได้…มันตามหลอกหลอนจนผัวของฉันเป็นโรคประสาท มันพูดอยู่ตลอดเวลาว่ามีผีตามมันอยู่ เป็นผีผู้หญิงหน้าตาน่ากลัว คลุมฮีญาบ…คืนนั้นทั้งคืนก่อนที่มันจะมาทำงานที่นี่ ผัวฉันมันร้องคลั่งราวกับคนบ้า ตอนที่มันขึ้นไปบนหลังคา ฉันช่วยผสมปูนอยู่ด้านล่าง ได้ยินเสียงมันร้องว่าผีหลอกๆ แล้วตกลงมาถูกเหล็กเส้นเสียบเข้าที่…” เสียงของหล่อนขาดเป็นห้วงๆ แล้วก็ร้องไห้ออกมาอย่างน่าเวทนา

    ชลชีวีมองหน้ากับโตนนท์และกันตพงษ์ที่ยืนขนลุกอยู่ข้างๆ เขารู้สึกว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นต้องมีสาเหตุบางอย่างที่ทำให้ผีตนนั้นตามอาฆาตจนถึงขั้นต้องเอาชีวิตสามีของผู้หญิงคนนี้

    เมื่อเขาสังเกตที่ฝ่ามือของหล่อน ก็มีสร้อยคอเส้นหนึ่งที่กำไว้แน่นจนผิดสังเกต ชลชีวีมองสบตาโตนนท์อย่างคนที่สังเกตเห็นในสิ่งเดียวกัน เขาจึงเอื้อมมือไปสัมผัสเบาๆ ที่สร้อยคอเส้นนั้น

    เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ห้องทั้งห้องเหลือชลชีวีอยู่เพียงคนเดียว!

    โซฟาและเครื่องเรือนทุกชิ้นถูกจัดวางอยู่ในสภาพเดิม แต่ที่แตกต่างออกไปคือสิ่งของทุกชิ้น ไม่มีการคลุมด้วยผ้าขาว หรือถูกห่อหุ้มเหมือนอย่างที่เขาเคยเห็นใน'เวลาจริง' นั่งร้านที่อยู่นอกระเบียงก็ยังไม่มีการติดตั้ง

    จิตชลชีวี’ ท่อง’ กลับมาในวันที่เกิดเหตุ ต่างกันเพียงโลกที่กายเขาอยู่เป็นเวลากลางวัน…แต่โลกที่จิตเขาอยู่กลับเป็นเวลากลางคืน!

    และตอนนี้เขาคือชายคนงานก่อสร้างตอนยังไม่เสียชีวิต!

    บรรยากาศในห้องเงียบสงัดราวกับไม่มีสิ่งชีวิตอื่นใดอยู่ในบริเวณนี้ สองเท้าของเขาย่องเบาไปบนพื้นปูนของบ้านที่เย็นเยียบ เขาใช้ไฟฉายอันเล็กที่อยู่ในมือส่องไปในห้องนั้นเพื่อหาที่ซ่อนของมีค่าที่ทำให้เขากล้าปีนเข้ามาในคฤหาสน์ผีสิงแห่งนี้ในยามวิกาล

    ชลชีวีเปิดตู้เสื้อผ้าที่อยู่มุมห้องค้นหาของบางอย่างแล้วก็ปิดไว้ตามเดิม

    เขาเดินไปที่โต๊ะหัวเตียง...ดึงลิ้นชักออกมาดูทีละชั้น แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะของที่เขาต้องการไม่ได้อยู่ในนั้น

    ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกโมโหที่ไม่เจอของมีค่าสักอย่างในห้องนี้ ทั้งๆ ที่เขาเคยคิดว่าถ้าหยิบของสักชิ้นออกไปขาย ก็คงจะช่วยผ่อนหนี้พนันบอลที่เขาติดอยู่ได้บ้าง

    แต่ก่อนที่เขาจะล้มเลิกความตั้งใจ สายตาก็เหลือบไปเห็นกล่องๆ หนึ่งที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งหน้าห้องน้ำ ชายหนุ่มจึงใช้ไฟฉายส่องไปที่วัตถุตรงนั้น ชลชีวีไม่รอช้า...รีบเดินไปคว้ากล่องนั้นขึ้นมา ปรากฏว่ามีแม่กุญแจตัวเล็กคล้องอยู่ ชายหนุ่มจึงวางกล่องไว้ตรงนั้น แล้วใช้ชะแลงที่เขางัดเข้ามาในบ้านฟาดลงไปแรงๆ ทีหนึ่งจนแม่กุญแจหลุดออกจากกัน

    สร้อยคอเส้นหนึ่งสะท้อนแสงไฟฉายทองอร่าม ราวกับจะเชื้อเชิญให้ผู้ที่จับจ้องนั้นหยิบออกไป

    ชลชีวีภายใต้จิตของชายหนุ่มท่าทางโลภมากหยิบสร้อยคอเส้นนั้นออกมาใส่กระเป๋าเสื้อ เงยหน้าขึ้นกำลังจะหนี แต่เขาก็ต้องร้องออกมาอย่างตกใจสุดขีด เพราะมีผู้หญิงคนหนึ่งพุ่งเข้ามาทุบกระจกโต๊ะเครื่องแป้งจนร้าวทั้งบาน

    ใบหน้าของหล่อนดำสนิทราวกับถูกไฟเผา กลิ่นเนื้อไหม้โชยออกมาจากกระจกบานนั้นอย่างน่าสะอิดสะเอียน หล่อนพยายามทุบเศษกระจกที่เหลือให้แตกแล้วแทรกตัวออกมาจากโต๊ะเครื่องแป้งหลังนั้น

    หญิงสาวที่ร่างไหม้เกรียมเป็นตอตะโกคืบคลานออกมาจากโต๊ะเครื่องแป้งอย่างช้าๆ ผิวหนังไหม้เกรียมบางส่วนร่นหลุดติดไปกับเศษกระจกที่ยังค้างอยู่ ลิ้นของหล่อนยาวยืดเลียไปบนน้ำเหลือที่ค่อยๆ หยดออกจากคางและลำคอของหล่อนเอง

    ชลชีวีกลัวสุดขีด พยายามตะเกียกตะกายหนีจากผีตนนั้น แต่ดูเหมือนขาจะหมดแรงไปตั้งแต่ตอนที่ล้มลง

    “กละ…กลัว…กลัวแล้ว…ปล่อย…ผม…ไปเถอะ”

    ชายหนุ่มอ้อนวอนขอชีวิตจากหญิงร่างไหม้ แต่แทนที่หล่อนจะเห็นใจ ร่างดำนั้นกลับพุ่งตัวเข้ามาคร่อมร่างของเขาไว้

    น้ำหนองและเลือดหยดลงบนใบหน้าชายหนุ่มที่ร้องตะโกนด้วยความกลัว เลือดสีคล้ำๆ บางส่วนไหลลงคอเขาไปตอนกำลังอ้าปาก

    “มึงเอาของกูไป…กูจะเอาชีวิตมึง”

                               ****************************************************



    “เฮือก!”

    ชลชีวีหอบหายใจราวกับคนเพิ่งโผล่พ้นน้ำ

    “ชล…เป็นไรมากมั้ย…เห้ย..เลือดกำเดาไหลด้วย…พี่โต ชลฟื้นแล้ว”

    โตนนท์ที่ได้ยินเสียงร้องของกันตพงษ์ก็รีบเข้ามาดูอาการของชลชีวีที่สลบไปตั้งแต่ตอนสัมผัสสร้อยคอ เขารีบนั่งลงข้างเตียงแล้วถามด้วยความห่วงใย

    “เป็นไรมากมั้ย…เงยหน้าสูงเข้าไว้ เลือดจะได้หยุดไหล…กัน เอาผ้าเช็ดหน้าที่อยู่ในกระเป๋าพี่ไปชุบน้ำมาให้หน่อย” กันตพงษ์รีบทำตามคำสั่งของโตนนท์ สรรพนามที่เปลี่ยนไปทำให้เขารู้ทันทีว่าโตนนท์กำลังเป็นห่วงชลชีวีอย่างจริงจัง เมื่อใช้ผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำเสร็จ เขาก็รีบเอากลับมาส่งให้ชายหนุ่มซับเลือดตรงจมูกของชลชีวี

    “ไม่เป็นไรแล้วครับ ขอบคุณมาก” ชลชีวียันตัวเองลุกขึ้น แล้วรับผ้าเช็ดหน้ามาจากโตนนท์

    “เกิดอะไรขึ้น อยู่ดีดีสัมผัสสร้อยแล้วสลบไป” โตนนท์ถามด้วยความห่วงใย

    “ผมเห็นภาพสามีของผู้หญิงคนนั้น เขาเคยเข้ามาขโมยสร้อยคอในห้องนี้ น่าจะเป็นเส้นเดียวกับที่เธอถืออยู่เมื่อครู่ ตอนนี้เธอกลับไปยังครับ? ”

    “กลับไปแล้วล่ะชล เราบอกให้เธอกลับบ้านไปสงบสติอารมณ์ก่อน แต่ก่อนไปเราขอที่อยู่เธอไว้ด้วยนะ…เผื่อว่าบางทีจะได้เข้าไปขอสัมภาษณ์เกี่ยวกับบ้านหลังนี้…แต่ที่ชลบอกว่าสามีเธอขโมยสร้อยเส้นนั้น แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการตายของเขาเหรอ แล้วผู้หญิงคนนั้นเข้ามาที่นี่ทำไม”

    ชลชีวีขมวดคิ้วอย่างใช้ความคิด โตนนท์กับกันตพงษ์ก็ไม่ขัด รอให้อีกฝ่ายพูดออกมา

    “เราไม่แน่ใจว่าวิญญาณจะเกี่ยวข้องกับการตายของสามีเธอแค่ไหน…แต่จากภาพที่เราเห็น เจ้าของสร้อยเส้นนั้นเขาน่าจะหวงของมาก เลยตามอาฆาตคนที่เข้ามาขโมยของของเขาในห้องนี้…ส่วนผู้หญิงที่เป็นภรรยา ถ้าเดาไม่ผิด…พี่โตช่วยหยิบกล่องที่วางอยู่ตรงโต๊ะเครื่องแป้งตรงนั้นให้หน่อยได้มั้ยครับ”

    โตนนท์ลุกจากเตียงแล้วเดินไปหยิบกล่องจากโต๊ะเครื่องแป้งที่กระจกแตกทั้งบานมาให้มาส่งให้ชลชีวี ชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนเตียงรับกล่องมาเปิดดู

    “ถ้าเดาไม่ผิด…เธอน่าจะเข้ามาที่นี่เพื่อเอาสร้อยมาคืน”

    สร้อยคอเส้นเดียวกันกับที่ชลชีวีเห็นใน 'นิมิต' ถูกวางนิ่งอยู่ในกล่องใบนั้น

    “แต่ตอนที่เข้ามา เธอคงเจอกับ…เจ้าของบ้านหลังนี้เข้า สภาพเลยเป็นอย่างที่พวกเราเห็น”

    โตนนท์พยักหน้าเข้าใจ ต่างจากกันตพงษ์ที่ขยับเข้ามานั่งใกล้ชลชีวีโดยอัตโนมัติ

    “ส…แสดงว่าบ้านหลังนี้ก็มี…ผีสิงอยู่จริงๆ ใช่มั้ยชล…ไหนชลบอกว่าผีทำให้คนตายไม่ได้ไง…แล้วทำไมสามีของผู้หญิงคนนั้นถึงได้ตกลงมาจากหลังคาล่ะ”

    ชลชีวีมองหน้ากันตพงษ์และโตนนท์ที่รอฟังอย่างตั้งใจ

    “เรายังยืนยันคำเดิม…ผีทำให้คนตายไม่ได้…อย่างมากก็แค่หลอกให้คนกลัว หรือไม่ก็เสียสติจนลายเป็นบ้า…แต่นั่นก็เป็นอาการที่เกิดขึ้น จากความกลัวของที่ถูกหลอกเอง ไม่ได้เกิดจากอิทธิฤทธิ์ของพวกเขาหรอก…ส่วนเรื่องที่มีคนงานตกลงมาจากหลังคาเสียชีวิต เราว่ามันมีบางอย่างแปลกๆ ” เมื่อชลชีวีเห็นชายหนุ่มสองคนตั้งใจฟัง เขาจึงอธิบายต่อว่า

    “ผู้ชายคนนั้นตกลงมาเสียชีวิตตอนกลางวัน…แต่ปกติในช่วงเวลากลางวันแสกๆ ผีหรือวิญญาณจะไม่มีพลังงานมากพอที่จะสื่อสารกับคนได้ต่อให้มีแรงอาฆาตมากแค่ไหนก็ตาม เพราะฉะนั้นสาเหตุการตายขอคนงานก่อนสร้างก็น่าจะมีอยู่สองกรณีคือหนึ่ง ผู้ชายคนนั้นประสาทหลอนคิดไปเองว่าจะถูกผีทำร้ายจึงกลัวจนพลาดตกลงมาเสียชีวิต กับอีกกรณี…”

    “มีคนตั้งใจปลอมตัวเป็นผี แล้วหลอกให้เขาตกใจกลัวจนพลาดตกลงมา” โตนนท์วิเคราะห์จากเหตุการณ์ที่เขารับรู้ และมันก็ตรงกับข้อสันนิษฐานของชลชีวีพอดี

    “แล้วแรงจูงใจล่ะพี่โต…ทำไมทั้งผีและคนต้องทำแบบนั้น หรือคนที่ปลอมเป็นผีจะต้องการสร้อยคอเหมือนกันเหรอ”

    โตนนท์ส่ายหน้า มองหน้ารุ่นน้องแล้วพูดว่า “ไม่หรอก…ถ้าคนคนนั้นต้องการสร้อยนั้นจริง ป่านนี้คงบุกเข้าไปขโมยสร้อยมาจากภรรยาตั้งแต่ตอนที่เธอยุ่งอยู่กับงานศพแล้ว…แต่กลับปล่อยให้เวลาล่วงเลยจนเธอต้องนำสร้อยเส้นนั้นกลับมาคืนเอง พี่เลยเดาว่า…คนคนนั้น น่าจะต้องการแค่ให้ของทุกอย่างในบ้านหลังนี้อยู่ในสภาพเดิม เหมือนตอนที่เคยมีคนอาศัยอยู่ หรือพูดง่ายๆ …ไม่ต้องการให้เจ้าของบ้านคนปัจจุบัน ขายบ้านให้ใคร”

    “แต่เราเดาจากเหตุการณ์ที่รับรู้เท่านั้น ไม่มีหลักฐานใดมายืนยันความคิดของเราให้เป็นวิทยาศาสตร์ได้” ชลชีวีบ่นออกมาแล้วขยับตัวลุกขึ้นยืน โตนนท์ที่เห็นดังนั้นก็รีบเข้าไปยืนประชิดตัว เผื่อ’ คนมีน้ำใจ’ กับเขาจะล้มลงอีก

    “มันก็ไม่แน่นะชล” อยู่ๆ กันตพงษ์ก็พูดราวกับเพิ่งนึกอะไรออก “ตามมาทางนี้”

    ชลชีวีและโตนนท์มองหน้ากันอย่างไม่ค่อยเข้า แต่ก็ยังเดินตามตากล้องหนุ่มเข้าไปในห้องน้ำ

    “เมื่อตะกี๊ตอนที่เราเอาผ้าเช็ดหน้ามาชุบน้ำในนี้ เราสังเกตเห็นว่ามีรอยบางอย่างแปลกๆ อยู่เต็มไปหมด ตอนแรกเราก็ไม่ได้สนใจ แต่ชลกับพี่โตลองดูดิ…มันเหมือนรอยเท้านะว่าไหม…แถมรอยเท้ายังปีนขึ้นชักโครก แล้วหายไปอีก ฝ้าเพดานห้องน้ำแผ่นนั้นก็หายไปด้วย และถ้าเดาไม่ผิด ผนังด้านนอกของห้องน้ำก็น่าจะมีนั่งร้านติดตั้งอยู่”

    ชลชีวีพยักหน้าเข้าใจว่ากันตพงษ์ต้องการบอกอะไร

    ชายหนุ่มทั้งสามคนจึงรีบเดินออกมานอกบ้าน ก็พบว่ามีนั่งร้านติดตั้งอยู่ผนังด้านนอกห้องน้ำจริงๆ และมันก็สูงพอที่ทำให้คนปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้านได้

    “ถ้าเป็นผมนะพี่…ผมไม่กลัวความสูง การปีนออกจากฝ้าห้องน้ำตรงปีกฝั่งนี้แล้วเปิดหลังคาปีนลงมาทางนั่งร้านนี่ง่ายนิดเดียว”

    ชลชีวีมองหน้าโตนนท์ แม้เขาไม่ใช้จิตสัมผัสในการอ่านความคิด...แต่ก็รู้ว่าอีกฝ่ายคงคิดไม่ต่างจากเขา

    ความอาถรรพ์ของบ้านหลังนี้ ชักจะไม่ธรรมดาเสียแล้ว


                                   *****************************************************




    จิรกรแทบเอาตัวไม่รอดเมื่อเขากลับมาถึงบ้านในตอนค่ำ เพราะคุณนายพรจู้จี้ถามเรื่องกลุ่มเพื่อนที่ชลชีวีไปงานมงคลสมรสว่าเป็นเพื่อนกลุ่มไหน ทำไมหล่อนไม่เคยรู้มาก่อนว่าชลชีวีมีเพื่อนอยู่ต่างจังหวัด ดูเหมือนหล่อนจะจับพิรุธชายหนุ่มสองคนที่มาหาชลชีวีถึงที่บ้านเมื่อหลายวันก่อน ว่าคงมีส่วนรู้เห็นในการเดินทางไปต่างจังหวัดอย่างกะทันหันของหลายชายคนเล็ก

    แต่จิรกรรีบบอกปัดว่าคงไม่ใช่ เพราะกลุ่มเพื่อนที่ชลชีวีเดินทางไปร่วมงานแต่งนั้นเป็นเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งอยู่ต่างจังหวัด เลยไม่เคยเจอหน้าคร่าตามาก่อน และเขาก็รู้ดีว่าเป็นกลุ่มเพื่อนที่ไว้ใจได้ ไม่ต้องเป็นห่วง จากนั้นพี่ชายที่แสนดีก็รีบขอตัวหนีขึ้นห้องตัวเอง ยอมอดข้ามมื้อค่ำเพื่อจะได้ไม่ต้องตอบคำถามใดๆ ของยายอีก

    แม้จะบอกยายไปว่าไม่ต้องเป็นห่วง แต่กลายเป็นเขาเองที่ต้องมากังวลเรื่องน้องชายแทน เพราะชลชีวีเล่นไม่รับสายตั้งแต่ช่วงบ่าย จนตอนนี้เกือบจะทุ่มครึ่งก็ยังไม่ติดต่อกลับ ข้อความในไลน์ก็อ่านแต่ไม่ตอบ

    จิรกรเดินวนไปมาในห้องเพราะกลัวว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับน้องชาย

    แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าชลชีวีเคยให้เบอร์โทรติดต่อหนึ่งในทีมงานไว้ จิรกรจึงเลื่อนดูประวัติแชทที่ชลชีวีเคยพิมพ์เบอร์โทรศัพท์ทิ้งไว้ให้ จนเจอข้อความหนึ่งที่ระบุหมายเลขโทรศัพท์และเจ้าของเบอร์ที่ชื่อ ‘กันตพงษ์’

    ทำไมจิรกรจะจำเจ้าของเบอร์ไม่ได้ เด็กหนุ่มท่าทางเซ่อๆ ซ่าๆ ชอบทำหน้ากวนเขาตลอดเวลาตอนอยู่บนเนินเขาและสถานีตำรวจเมื่อหลายวันก่อน

    นึกถึงหน้ากวนๆ ขึ้นมาทีไรก็รำคาญใจทุกที ใจจริงไม่อยากติดต่อหาเด็กตัวป้อมๆ คนนั้นเลย แต่จนแล้วจนรอด ความเป็นห่วงน้องชายกลับมีมากกว่า ชายหนุ่มจึงตัดสินใจกดโทรออก

    รอสายอยู่ครู่หนึ่ง ฝ่ายนั้นก็กดรับแล้วทักขึ้นว่า

    “ใครน่ะ? ”

    รับสายแบบนี้ ครูสมัยเรียนไม่เคยสอนเรื่องมารยาทในการรับสายโทรศัพท์บ้างหรือไง

    “ชลอยู่กับนายมั้ย”

    ปลายสายเงียบไปนิดหนึ่ง ก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงกวนๆ ว่า

    “ไม่บอก ไม่รู้ ไม่ทราบ”

    “นี่…อย่ากวนได้ไหม…ฉันพี่ชายชลชีวี ชื่อจิรกร…ขอคุยกับชลหน่อย”

    “อ๋อ…คุณหน้าดุนี่เอง…ก็ไม่บอกตั้งแต่แรกว่าเป็นพี่ชายชล..จะได้ส่งให้คุยตั้งนานแล้ว”

    จิรกรรู้ดีว่าอีกฝ่ายโกหก แต่ก็ยอมปล่อยเลยตามเลยเพราะไม่อยากต่อปากต่อคำ

    จิรกรได้ยินเสียงปลายสายหันไปบอกชลชีวีดังๆ เหมือนตั้งใจให้เขาได้ยินว่า

    ‘ผู้ปกครองโทรมาน่ะ...โกรธจนควันออกหูเลย บอกว่าจะแจ้งความจับพวกเราด้วย ข้อหาลักพาตัวเด็กมาขาย’

    ไอ้เด็กกวนบาทา!

    “พี่กร…เดี๋ยว…อย่าเพิ่งด่า…ฟังก่อน”

    “ถ้าไม่อยากให้ด่าแล้วทำไมไม่รับสาย รู้มั้ยพี่โดนยายถามจนหูชาแล้วว่าเราเป็นไงบ้าง…ข้อความก็อ่านแล้วไม่ตอบ รู้มั้ยว่าคนอื่นเขาเป็นห่วง”

    ชลชีวีเงียบไป ก่อนจะหัวเราะแหะๆ พูดด้วยน้ำเสียงอ้อนๆ ว่า “ขอโทษคร้าบบ แด๊ดดี้…ยอมแล้ว รู้สึกผิดไม่ทันแล้วเนี่ย…ชลเพิ่งเข้าที่พัก อยู่ใกล้ๆ กับบ้านหลังที่เป็นข่าวนั่นแหละ แล้วที่ไม่ได้รับสายเพราะชาร์จมือถือทิ้งไว้บนห้อง ตอนนี้ลงมาหาอะไรกินริมทะเล เดี๋ยวกลับถึงห้องแล้วว่าจะโทรหายายด้วย…ว่าแต่ยายเป็นไงบ้าง”

    “ยายจะเป็นไรล่ะ นอกจากสงสัยและระแวง นี่พี่ยอมไม่กินข้าวเย็นเพราะจะได้ไม่ต้องตอบคำถามยายเลยนะ…แล้วสองคนนั่นดูแลเราดีหรือเปล่า”

    “มาก….ม้ากมาก…ทั้งกันแล้วก็พี่โตดูแลชลดีมาก…พี่กรไม่ต้องเป็นห่วง”

    “เดี๋ยวๆ …รู้จักกันไม่กี่วันนี่แกได้พี่ชายเพิ่มอีกคนแล้วเรอะ…ไว้ใจได้หรือเปล่ายังไม่รู้เลย”

    “เอาน่า…ชลโตแล้ว พอจะมองคนออกอยู่…แล้วตำแหน่งพี่ชายที่ดีที่สุดยังยกให้พี่กรเสมอ ไม่มีใครมาแทนได้หรอก…ส่วนเรื่องต้องอดข้าวเย็น เดี๋ยวกลับกรุงเทพฯรอบนี้จะพาไปเลี้ยงชาบูสองมื้อเลย โอเคมั้ย? ”

    ถึงแม้จิรกรจะพยายามทำตัวเป็นพ่อคนที่สองของชลชีวีมาเสมอ ทั้งปกป้อง ทั้งดุสารพัด แต่สุดท้ายก็ต้องแพ้ให้กับลูกอ้อนขอน้องชายทุกที อารมณ์ขุ่นมัวที่มีเมื่อตอนเย็นก็หายไปจนเกือบหมด แต่พี่ชายยังต้องรักษามาดเอาไว้ ไม่งั้นเดี๋ยวน้องชายจะเหลิง ไม่ยอมรับสายอีก

    “เออๆ …แต่รอบนี้แกเลี้ยงแล้วแกจ่ายนะ ไม่ใช่มาบอกว่าเลี้ยงแล้วให้พี่จ่ายอีก”

    ชลชีวีหัวเราะเสียงใสให้กับคนแก่จอมดุ สงสัยจะติดนิสัยดุนักเรียนจนชิน สุดท้ายเลยมาลงกับน้อง

    “งั้นชลกินข้าวก่อนนะแด๊ด…กลับถึงห้องค่อยแชทไปเล่าให้ฟังว่าวันนี้เจออะไรมาบ้าง…”

    “ยังมีเงินใช้หรือเปล่า”

    “มีครับ…ขอบคุณครับ แค่นี้ก่อนนะ เกรงใจมือถือกัน”

    ชลชีวีกดวางสายแล้วส่งมือถือคืนให้กันตพงษ์ กล่าวขอบคุณแล้วก็ขอโทษฝ่ายนั้นที่พี่ชายโทรมารบกวน กันตพงษ์โบกมือเป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นไรเลย แล้วแอบทำอะไรบางอย่างกับมือถือเงียบๆ

    Teacher Jirakorn เพิ่มเพื่อนด้วยหมายเลขโทรศัพท์

    กันตพงษ์แอบยิ้มเบาๆ เมื่อเห็นรูปโปรไฟล์เชยๆของจิรกรบนแอพลิเคชั่นไลน์ เขากดส่งสติ๊กเกอร์ทักทายเป็นรูปยิ้ม ฝ่ายนั้นอ่านแต่ไม่ตอบ

    ใจร้ายจังเลยนะคุณครู…หรือจะโกรธที่เขาแอบกวน

    “? “

    อะไร…ตอบมาแค่เครื่องหมายคำถามเนี่ยะนะ…แต่เขาก็ส่งไปแค่สติ๊กเกอร์นี่หว่า

    “ฝันดีนะ แด๊ดดี้” กดส่ง เขาตั้งใจจะแกล้งคนหวงน้องชายสักหน่อย เลยเรียกแทนชื่อจิรกรด้วยฉายาที่ชลชีวีใช้

    ฝ่ายนั้นอ่านแล้วไม่ตอบเช่นเคย กันตพงษ์จึงว่างโทรศัพท์ไว้ข้างจานข้าวอย่างเซ็งๆ

    ตั้งใจจะกวนประสาทสักหน่อย…แต่อีกฝ่ายไม่เล่นด้วยแบบนี้…เซ็งเลย ตากล้องหนุ่มขอตัวไปห้องน้ำ ทิ้งให้ชลชีวีนั่งอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง

    “พรุ่งนี้เช้าพี่จะเข้าไปสัมภาษณ์ชาวบ้านในตลาดหน่อย ได้ข่าวมาว่ามีผู้สูงอายุบางคนเกิดทันสมัยที่บ้านหลังนั้นสร้างแรกๆ เผื่อได้ข้อมูลทำข่าวมากขึ้น…”

    ชลชีวีพยักหน้า ก่อนจะหันไปรับเอาจานอาหารที่พนักงานนำมาเสิร์ฟ จานที่เพิ่งมาใหม่คือปูนิ่มทอดกระเทียมส่งกลิ่นหอมฉุย ถูกวางไว้ข้างๆ กับห่อหมกทะเลเนื้อนุ่มที่ถูกบรรจุอยู่ในลูกมะพร้าวอ่อนกลิ่นเครื่องแกงหอมน่ากิน และอีกจานคือแกงส้มปลากระบอกยอดมะพร้าวอ่อน เขามองทีละเมนูที่มีหน้าตาน่ากินแล้วก็อดแอบกลืนน้ำลายไม่ได้

    “หิวเหรอ? ” โตนนท์ถามเพราะเห็นแววตาคนตรงหน้าดูสนใจเมนูที่เพิ่งเอาเสิร์ฟเป็นพิเศษ ชลชีวีกำลังจะส่ายหน้าปฏิเสธ แต่เสียงท้องร้องก็ดันประจานเจ้าตัวเสียก่อน ชายหนุ่มจึงต้องพยักหน้ายอมรับเขินๆ ว่า

    “ปกติอยู่บ้าน จะต้องกินข้าวพร้อมยายตั้งแต่ตอนเย็น เลยหิวนิดหน่อย”

    “งั้นกินก่อนได้เลย ไม่ต้องรอไอ้กันหรอก รายนั้นมันบอกว่าจะลดมื้อเย็น…กลัวจะโดนแซวอีก”

    “ไม่ดีกว่า…รอกินพร้อมกันนั่นแหละ” ชลชีวีปฏิเสธ เมื่อโตนนท์เห็นว่าบรรยากาศในวงกินข้าวเงียบเกินไป ตนเองเลยถามขึ้นว่า “ปกติเรียนพี่ชายว่าแด๊ดเหรอ”

    “ก็บางครั้ง…เวลาที่พี่กรงอน…รายนั้นโกรธง่ายแต่หายไว แค่อ้อนนิดหน่อยก็ใจอ่อนแล้ว…มุกเรียกแด๊ดดี๊นี่ก็ใช้ได้ตลอด แต่ถ้าจะให้แน่นอนที่สุดคือต้องพาไปเลี้ยงข้าว”

    โตนนท์อ้ำๆ อึ้งๆ ราวกับกำลังหาเรื่องชวนคุย แต่ก็เงียบไปเมื่อเห็นว่ากันตพงษ์กลับมาถึงโต๊ะเรียบร้อยแล้ว

    ตากล้องหนุ่มเมื่อเห็นเมนูจานล่าสุดที่ถูกนำมาจานวางบนโต๊ะก็ตาลุกวาว รีบเชิญให้เพื่อนและรุ่นพี่กิน โดยตนเองตัดริบบิ้นเปิดมื้อค่ำโดยการตักปูนิ่มทอดกระเทียมใส่จาน แล้วราดด้วยน้ำจิ้มรสเด็ดที่วางอยู่ข้างๆ ตักเข้าปากแล้วเคี้ยวน่าอร่อยจนชลชีวีอดใจไม่ไหว ลองชิมดูบ้าง ความสดและอร่อยของอาหารทะเลทำให้ชลชีวีหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง
 
    ครืด!

    เสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างๆ จานกันตพงษ์ดังขึ้นหลังจากที่อาหารมื้อนั้นจบลง เจ้าตัวที่กำลังตักของหวานเข้าปาก อีกมือหนึ่งที่ว่างก็หยิบโทรศัพท์มือถือตัวเองขึ้นมาดู

    โตนนท์หรี่ตามองท่าทางเปลี่ยนไปของรุ่นน้องราวกับจับพิรุธได้ ฝ่ายนั้นตาลุกวาว ทำท่าจะหัวเราะแต่ก็พยายามกัดปากกลั้นไว้ ก้มหน้าลงจ้องจานสละลอยแก้วราวกับอยากจะสนทนากับน้ำแข็งที่อยู่ในจานนั้น

    กันตพงษ์อดไม่ได้ที่จะเปิดข้อความล่าสุดที่เพิ่งเข้ามาในไลน์แล้วอ่านอีกครั้ง

    “อืม…ฝันดี”









ขอบพระคุณสำหรับการติดตามครับ

ถ้าไม่รบกวนมากไป ขอกำลังใจสัก 1 เม้นได้มั้ยฮะ  :hao5:
ูู
ฝันดีนะครับ นักอ่านทุท่าน


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-07-2021 16:04:10 โดย Simply.sun »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 505
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

ออฟไลน์ HamsteR

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 139
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-1
อยากเป็น 'แด็ดดี๊' บ้างอ่ะดิโตนน  :hao3: :hao3:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Simply.sun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
                                                               ตอนที่ 9 โชคร้ายของกันตพงษ์

      ทั้งๆที่นักข่าวหนุ่มพยายามหลีกเลี้ยงเมนูกุ้งแต่คงเป็นโชคร้ายของกันตพงษ์ที่คงเผลอกินอาหารที่มีส่วนปนเปื้อนของเจ้าสัตว์ทะเลสีส้มตัวงอเข้าไป ทำให้ตั้งแต่ออกมาจากร้านอาหารอาการคันจากผื่นแดงๆที่ขึ้นเต็มตัวก็ค่อยๆ รุนแรงขึ้น แต่โชคยังดีที่เขาพกยาแก้แพ้มาด้วยชายหนุ่มจึงรีบทานยาแก้แพ้เข้าไป ไม่นานหลับปุ๋ยตั้งแต่ออกจากร้านอาหารจนมาถึงที่พัก

      โตนนท์เขย่าตัวรุ่นน้องเบาๆเมื่อมาถึงที่พักของเขาซึ่งเป็นวิลล่าสองชั้นริมทะเลที่จองได้ในราคาถูก และตั้งอยู่บนเนินเขาที่เป็นแหลมยื่นออกไปในทะเลและสามารถมองเห็น’ คฤหาสน์’ หลังนั้นที่อยู่อีกฝั่งไกลๆได้

     กันตพงษ์งอแงเพราะฤทธิ์ยาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยายามยันตัวเกาะประตูรถทำท่าจะเซล้มล้ง โตนนท์ทนเห็นภาพนั้นไม่ได้จึงเข้าไปแบกร่างรุ่นน้องไว้บนหลัง

      “หนักชิบหาย” โตนนท์บ่นออกมาแล้วรีบเดินไปเข้าบ้านที่ชลชีวีเปิดรอไว้

      วิลล่าหลังนั้นมีสองชั้นสามห้องนอนพอดี ชายหนุ่มจึงแบ่งกันได้ลงตัวโดยไม่ต้องตกลงกันเรื่องใครนอนกับใคร

       ชลชีวีเดินขึ้นบันใดไปชั้นสองเปิดประตูห้องกันตพงษ์กดรีโมทเครื่องปรับอากาศตั้งไว้ให้เรียบร้อย แล้วเข้าไปเก็บกวาดอุปกรณ์ทำมาหากินหลายชิ้นที่กองเพ่นพ่านอยู่บนเตียงไปไว้บนโต๊ะให้เรียบร้อย เพื่อให้โตนนท์วางร่างรุ่นน้องลงบนเตียงได้ง่ายขึ้น

      “บอกว่าอย่ากินเยอะ ตัวหนักชิบ…หลังเดาะแล้วมั้ง”

      ชลชีวีหัวเราะ “บ่นเหมือนพี่กรเลย”

       โตนนท์มองตามชลชีวีที่เดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวไปเปิดก๊อกชุบน้ำบิดหมาดๆ แล้วเอามาส่งให้เขาอย่างงงๆ

      “พี่รับไปสิ…เช็ดตัวให้กันหน่อย วันนี้เหนื่อยมาทั้งวัน นั่งที่ร้านอาหารโดนลมทะเลคงเหนียวตัวแย่ เช็ดตัวให้หน่อยจะได้หลับสบายๆ”

      โตนนท์สายหน้า มองไปทางอื่นอย่างไม่รู้ไม่ชี้ “มันอึดจะตาย ไม่เป็นไรหรอก…ปกติก็ชอบนอนไม่อาบน้ำอยู่แล้ว”

      “รู้ดีซะด้วย…ว่ากันไม่อาบน้ำ…” ชลชีวีหรี่ตามองนักข่าวตัวโตที่ยืนกอดอกทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ว่าเขาพูดว่าอะไร “เอาเหอะน่า พี่โต…ช่วยเช็ดตัวให้กันหน่อย ไม่สงสารเหรอ…นอนคันอยู่แบบนี้”

      “แล้วทำไมต้องเป็นพี่”

     “อ่าว…ก็พวกพี่สองคนสนิทกันอะ…โอเคๆ เดี๋ยวผมเช็ดให้เองก็ได้”

      “ไม่ต้องเลย…เดี๋ยวพี่จัดการเอง”

      เมื่อโตนนท์ตอบรับว่าจะเป็นคนเช็ดตัวให้ ชลชีวีจึงส่งผ้าที่อยู่ในมือให้นักข่าวหนุ่ม

      ฝ่ายนั้นเมื่อรับผ้ามาก็เข้าไปถูบนแขนสองสามทีแล้วก็เปลี่ยนไปถูที่คอสองสามที…เสร็จ!

      “ห้ะ? อะไร? ทำไมเสร็จไวจัง"

      "เสร็จไว้อยู่เรื่องเดียวแหละ...ส่วนเรื่องอื่นน่ะเสร็จช้า"

      "ทะลึ่ง" ชลชีวีถลึงตาใส่คนที่ทำหน้าเป็นอยู่บนเตียง

      "นี่คิดไปไกลล่ะใช่มั้ยเนี่ย?...พี่หมายถึงเรื่องงาน...ส่งช้าตลอดแหละ"

      ชลชีวีกอดอกหรี่ตามองหนุ่มจอมแถ "นี่เราสนิทกันจนถึงขั้นทะลึ่งใส่กันได้แล้วเหรอพี่"

      "หรือคุณอยากให้ผมกลับไปเป็นเหมือนเดิมล่ะ...คุณชล" โตนนท์แกล้งทำหน้าบึ้ง

      "เอาที่พี่สบายใจเหอะ...ตอบผมได้หรือยัง ว่าทำไมเช็ดตัวให้กันแค่นี้? หรือกลัวผื่นขึ้นอีก?"

       “เปล่า! ก็มันใส่เสื้อผ้าตอนไปริมทะเล คงโดนลมแค่ที่แขน...เช็ดแค่นี้ก็พอแล้วมั้ง”

        ชลชีวีส่ายอย่าง พยายามเก็บสีหน้าเหนื่อยใจไว้ข้างใน แล้วเข้าไปดึงผ้าเช็ดตัวผืนเล็กจากโตนนท์

       “งั้นลุกเลย เดี๋ยวผมทำเอง”

       ชลชีวีนั่งลงข้างๆกันตพงษ์ที่หลับอยู่ เขาค่อยๆบรรจงยกแขนขึ้นเช็ดอย่างเบามือ ดูเหมือนว่ากันพงษ์จะตัวร้อยหน่อยๆ ไม่รู้เป็นเพราะผลข้างเคียงจากการแพ้กุ้งหรือเพราะลงพื้นที่ตากแดดทั้งวัน เขาจึงใช้หลังมือสัมผัสไปที่หน้าผากเพื่อนเบาๆ

       “ตัวร้อนจัง ไม่รู้มีไข้หรือเปล่า” เขาหันไปบอกโตนนท์

      “เป็นไปได้ ตอนมันมาทำงานใหม่ๆ ก็เคยแพ้แล้วเป็นไข้แบบนี้ต้องลางานหลายวัน ครั้งนี้ก็คงเหมือนกัน รอดูอาการก่อน ถ้าพรุ่งนี้ยังไม่ดีขึ้นค่อยพาไปโรงพยาบาล”

      ชลชีวีพยักหน้า ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของกันตพงษ์ออกแล้วเช็ดเบาๆไปที่ซอกคอและหน้าอก

        โตนนท์ที่ยืนดูอยู่กำลังจะเอ่ยปากห้าม แต่เมื่อคิดขึ้นได้ว่าชลชีวีคงแค่ต้องการจะดูแลคนป่วยเขาจึงต้องหยุดคำพูดไว้

       “งั้นพรุ่งนี้ถ้าอาการไม่ดีขึ้น ผมว่าให้กันนอนพักอยู่ที่ห้องดีมั้ย…แล้วผมลงพื้นที่ช่วยพี่เอง แต่ออกตัวก่อนว่าผมถ่ายรูปไม่สวยนะ ถ้าพี่ช่วยแนะนำบางทีอาจจะพอใช้ได้ ไม่ต้องห่วง...ผมเรียนรู้ไว”

        โตนนท์นั่งลงบนเตียงข้างๆชลชีวี เขาถามคนที่กำลังติดกระดุมเสื้อให้ตากล้องรุ่นน้องอยู่ว่า

      “ถามจริง…ทำไมชลต้องช่วยพวกพี่ถึงขนาดนี้ด้วย ทั้งลงพื้นที่ ดูแลไอ้กัน…แล้วยังจะช่วยเป็นตากล้องแทนมันอีก”

       “ก็…คงเป็นเพราะพวกพี่เห็นคุณค่าของสิ่งที่ผมมีมั้ง “

       “หมายความว่ายังไง…แล้วครอบครัว…พี่ชายของชลก็ดูจะรับรู้กับจิตสัมผัสที่ชลมี”

       “รับรู้ ไม่ได้แปลว่าจะรับได้นะพี่…อย่างคุณยาย ผมรู้มาตลอดว่ายายเป็นห่วงผม จึงพยายามบอกให้ผมดูแลตัวเองให้ดีและเก็บเรื่องความสามารถพิเศษไว้เป็นความลับ อย่าบอกให้ใครรู้ เพราะยายไม่อยากให้ใครมองผมว่าเป็นตัวประหลาด”

       “แต่พี่ไม่เคยมองชลเป็นตัวประหลาด…พี่หมายถึง พี่กับกันไม่เคยมองเราเป็นตัวประหลาด”

       ชลชีวียิ้มให้โตนนท์จากใจ “เพราะแบบนี้ไง ผมจึงอยากลงมาช่วยพี่ถึงที่นี่ เพราะนี่เป็นครั้งแรกเลยมั้ง...ที่ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ติดตัวผมมาตั้งแต่เกิดมันมีประโยชน์มากพอที่จะช่วยเหลือคนอื่นบ้าง…ไม่ใช่มีไว้แค่ให้คนมาขอดูดวงอย่างเดียว”

       ยิ่งฟัง…โตนนท์ก็ยิ่งสนใจสิ่งทีคนตรงหน้าพูด

       “ให้คนมาขอดูดวง…หมายความว่าไง”

        “ก็เมื่อก่อนตอนเด็กๆ มีเหตุการณ์ที่ทำให้คนแถวบ้านรู้ว่าผมสามารถมองเห็นอนาคตคนอื่นได้ พวกเขาจึงมาขอให้ช่วยดูดวงให้ บางคนก็มาถามว่าสามีที่เลิกไปจะกลับมาคืนดีด้วยหรือเปล่า....มาถามว่าของที่หายไปทำหล่นไว้ตรงไหน หรือคำถามที่โดนบ่อยที่สุดก็คือ งวดหน้าออกอะไร…” โตนนท์ฝืนหัวเราะเบาๆ เมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีต

        “ตอนนั้นใครถามอะไร ผมก็บอกหมด เพราะเขาบอกว่าจะให้ตัง..อยู่มาวันหนึ่งยายก็จับได้ เพราะผมแอบไปซื้อเกมมาเล่นโดยไม่ขอเงินยาย จากนั้นก็หมู่บ้านแทบแตก เพราะแก่ตามไประเบิดบ้านคนที่เข้ามาขอดูดวงหรือขอหวยกับผม แกบอกว่า…”

       ชลชีวีกลืนน้ำลาย แล้วพยายามดัดเสียงให้เหมือนคุณนายพรตอนอาละวาด

       “…เอ็งไม่ต้องมายุ่งกับหลานข้าอีกนะ ไม่งั้นปังตอเล่มนี่จะเสียบเข้าที่หัวเอ็ง หลานข้าเป็นคนปกติโว้ย...ไม่ใช่พวกคนทรงเจ้าเข้าผีที่พวกเอ็งจะมาขอหวยได้"

       โตนนท์หัวเราะกับท่าล้อเลียนยายของชลชีวี ใบหน้าจืดๆ ของคนมีจิตสัมผัสก็ดูจะมีสีสันขึ้นเมื่อได้พูดเล่าเรื่องราวของตัวเองอย่างออกรส

       “อื้อ!” เสียงรองครางอย่างรำคานดังขึ้นจากคนป่วยที่นอนอยู่บนเตียง ญาติคนไข้ทั้งสองคนจึงลุกขึ้นออกจากห้องไป ปล่อยให้กันตพงษ์ได้นอนพักผ่อน

       โตนนท์ปิดประตูให้รุ่นน้องเบาๆ

        เมื่อเขาเห็นว่าชลชีวีกำลังจะหันหลังเดินไป ชายหนุ่มอ้ำๆ อึ้งๆ ราวกับจะพูดบางอย่างออกมา

       แต่รอจนกระทั้งชลชีวีเปิดประตูเข้าห้องไป...ชายหนุ่มก็ยังยืนเงียบอยู่เช่นเดิม

        นักข่าวหนุ่มรู้ตัวว่าเขาเป็นคนปากแข็ง ไม่ค่อยเปิดเผยความรู้สึกกับใคร พอถึงเวลาต้องพูดเรื่องดีดีกับใครสักคนเขาก็รู้สึกว่าไม่เป็นตัวของตัวเองซะงั้น!

       โตนนท์เดินไปหยุดที่หน้าห้องของคนมีจิตสัมผัส เขายกมือขึ้นตั้งใจจะเคาะประตูแต่ก็เปลี่ยนใจ...ลดมือลงเหมือนเดิม

        “ฝันดี”



                                              ************************************************



       คืนนั้นกันตพงษ์นอนกระสับกระส่ายทั้งคืนเพราะอาการไข้และอาการคันจากรอยแดงที่ขึ้นทั้งตัวซึ่งเป็นผลจากการแพ้อาหาร

      เขาลูบมือเกาไปมาตามแขนและลำตัวอย่างรำคาน อากาศหนาวจากเครื่องปรับอาหาศในห้องเสียดเข้าไปในกระดูก ชายหนุ่มจึงต้องพยายามฝืนลืมตาขึ้นเพื่อควานหาผ้าห่มที่กองอยู่บริเวณปลายเท้าหมายจะกระชับให้แน่นขึ้นเพื่อสร้างความอบอุ่น

       แต่แล้วเมื่อกันตพงษ์ยันตัวลุกขึ้น สายตาพร่ามัวของเขาก็เห็นสิ่งแปลกปลอมอยู่ปลายเตียง… เขาพยายามหรี่ตามอง แต่ก็เห็นเพียงเงาสีดำๆ

       ชายหนุ่มควานหาแว่นตาที่ตั้งอยู่ใกล้หมอนเป็นประจำ แต่ดูเหมือนว่าวันนี้คงจะมีคนพาเขาเข้ามานอนแว่นตาเลยเปลี่ยนตำแหน่ง และนั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดใจที่หาแว่นตาไม่เจอสักที กันตพงษ์จึงเอื้อมมือไปเปิดโคมไฟหัวเตียง

       ติ้ก ติ้ก! มีแค่เสียงสวิตช์ไฟ แต่หลอดไฟที่อยู่ภายในโคมไฟกลับไม่ทำงาน

       ชายหนุ่มทั้งง่วงทั้งปวดหัวเลยพาลให้รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา เขาควานมือไปข้างโคมไฟเพื่อหาโทรศัพท์มือถือ โชคดีที่พบว่าแว่นตาวางอยู่ตรงนั้นพอดี ชายหนุ่มรีบคว้ามาสวม เมื่อสายตาปรับชินกับความมืด...เขาก็แท็บช็อค

        มีคนยืนอยู่ปลายเตียง!

       อาการงุนงงหายเป็นปลิดทิ้งเพราะความตกใจ ชายหนุ่มรู้สึกราวกับหัวใจหลุดหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ใบหน้าชาวาบราวกับไม่มีเลือดอยู่สักหยด เขาอยากจะร้องตะโกนออกมาแต่ปากก็ไม่ขยับราวกับถูกสาป

       เงาดำๆที่ยืนอยู่ปลายเตียงนั้นนิ่งราวกับหุ่นขี้ผึ้ง ผ้ายาวๆที่ปกปิดใบหน้านั้นไว้น่าจะเป็นฮิยาบ หล่อนก้มหน้าไหล่สั่นเทิ้มเหมือนคนร้องไห้ เสียงสะอื้นของหล่อนเย็นยะเยือกจนเขาขนลุก

         “อ..อย่า…มา…ยุ่ง…กับ…เรื่อง…ของกู”

       ถ้าให้เลือกได้ กันตพงษ์ขอสลบไปเลยดีกว่าจะได้ไม่ต้องมารับรู้หรือสัมผัสสิ่งน่ากลัวแบบบนี้ แต่โชคร้ายที่ประสาทของเขาทุกส่วนถูกปลุกให้ตื่นตั้งแต่เห็นร่างนั้นแล้ว

       สิ่งที่เขาทำได้ตอนนี้มีเพียงพยายามขยับขาขึ้นมาชันเข่ากอดไว้เพื่อให้ปลายอยู่ห่างจากร่างนั้นมากที่สุด

        แสงจันทร์ที่อยู่ภายนอกสาดส่องเข้ามากระทบร่างนั้น หล่อนค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ ฮิยาบคลุมใบหน้าของหล่อนไว้ทั้งหมดเหลือเพียงดวงตาอาฆาตแค้นแดงก่ำเท่านั้นที่จ้องมองมา

       นาทีนี้กันตพงษ์กลัวจนฉี่แทบราด เพราะเขาดันเผลอย้อนนึกไปถึงคำบอกเล่าของหญิงที่เขาเจอเมื่อตอนกลางวันว่าสามีของหล่อนเสียชีวิตเพราะถูกผีคลุมฮิยาบหลอกจนตกลงมา

       หรือหล่อนจะตามมาจากบ้านหลังนั้น!

       ยิ่งคิดยิ่งกลัวจนแทบจะเสียสติ น้ำตาเริ่มหยาดรินมาจากดวงตาสองข้างของนักข่าวหนุ่ม

        พี่โต…ชล…ช่วยด้วย…ได้โปรด…ตื่นเถอะ!

       “ผ..ผม…กลัว…แล้ว” กันตพงษ์ร้องไห้ออกมก เขาสะอื้นจนคำพูดขาดเป็นห้วงๆ “อย่า..หลอก..ผมเลย…ผมกลัวมาก…ผมกลัวแล้ว…ขอร้อง”

       “หึ…หึ” ดูเหมือนหล่อนจะยิ่งชอบใจเหมือนเห็นท่าทางขวัญหนีดีฝ่อของคนที่อยู่บนเตียง

      เท้าข้างหนึ่งของผีตนนั้นยกขึ้นช้าๆ แล้วเหยียบขึ้นมาบนเตียง…ชายผ้าปาเต๊ะของหล่อนปลิวไหว ก่อนจะตามมาด้วยเท้าอีกข้างหนึ่ง

       ตอนนี้เธอยืนมองกันตพงษ์อยู่บนเตียง!

      ชายหนุ่มร้องไห้ออกมาพลางท่องบทมนต์เท่าที่เขาจำได้

     น้ำเสียงสั่นเทาฟังดูน่าสงสาร แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ร่างที่ยืนคร่อมเขาอยู่บนเตียงเห็นใจ

     เพราะหล่อนสวดกลับมาด้วยภาษายาวี!

       แล้วชี้หน้าชายหนุ่มด้วยความอาฆาต!

       “อย่ามายุ่งกับเรื่องของกู!”

       “อ๊าก! ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยที ช่วยด้วย”

      เสียงร้องตะโกนราวกับเสียสติของกันตพงษ์ปลุกให้โตนนท์ตื่น ชายหนุ่มรีบวิ่งมาเปิดประตูแล้วก็พบว่าห้องตรงข้ามก็มีชลชีวีที่เปิดประตูออกมาด้วยสีหน้าที่ตกใจเช่นกัน

      เขาทั้งสองรีบวิ่งไปที่ห้องของกันตพงษ์แล้วเปิดลูกบิดประตูเข้าไป

      ชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนเตียงตอนนี้ฟุบใบหน้าลงกับเข่าร้องไห้จนตัวโยนปากสั่นคอสั่นพูดจาไม่รู้เรื่อง จนโตนนท์ต้องรีบวิ่งเข้าไปกอดปลอบ กันตพงษ์ตกใจถอยหนีทันทีแต่เมื่อเห็นว่าคนที่กอดเขาไว้คือโตนนท์ ชายหนุ่มก็ยิ่งร้องให้หนักพูดแค่ว่าผีหลอกๆ

      ชลชีวีเปิดสวิชต์ไฟจนสว่างทั้งห้อง เข้าเดินเข้าไปดูกันตพงษ์ที่ยังร้องไห้ราวกับคนเสียสติแล้วก็พยายามปลอบว่า

       “ไม่มีอะไรแล้วกัน ไม่มีอะไรแล้ว ในห้องนี้มีแค่เราสามคน ไม่ต้องกลัวนะ”

       โตนนท์มองรุ่นน้องที่ร้องไห้อย่างน่าสงสาร เขาพยายามลูบศีรษะเพื่อปลอบให้ฝ่ายนั้นรู้สึกอุ่นใจว่าไม่ได้อยู่คนเดียวในห้อง

       ชลชีวีมองหน้าราวจะถามโตนนท์ว่าเกิดอะไรขึ้น อีกฝ่านก็ส่ายหน้า ครั้นจะสืบหาความจริงจากคนที่ยังสะอึกสะอื้นอยู่ด้วยความกลัวก็นึกสงสาร จึงต้องปล่อยให้กันตพงษ์อาการดีขึ้นก่อน

      ชลชีวีปลดสร้อยคอจี้น้ำมนต์ที่เขาแขวนอยู่เป็นประจำแล้วสวมให้กันตพงษ์เพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกอุ่นใจยิ่งขึ้น ชายหนุ่มที่ร้องไห้ด้วยความกลัวรับรู้ได้ถึงความปลอดภัยที่ได้สวมใส่เครื่องรางชิ้นสำคัญจากคนมีจิตสัมผัส อาการเสียขวัญของเขาจึงค่อยๆ ดีขึ้น กันตพงษ์มองหน้าชลชีวีอย่างขอบใจ

       ชลชีวีจึงเข้าไปนั่งข้างๆแล้วถามว่า “เล่าให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น”

       เมื่อโตนนท์เห็นว่ารุ่นน้องอาการดีขึ้น ชายหนุ่มจึงลุกออกมาจากเตียงแล้วเดินไปนั่งที่เก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้งในห้อง ชลชีวีจึงนั่งลงบนเตียงแทน รอฟังเรื่อราวที่เกิดขึ้นจากกันตพงษ์อย่างตั้งใจ

      กันตพงษ์พยายามควบคุมเสียงตัวเองไม่ให้สั่น แล้วเริ่มต้นเล่าตั้งแต่ตอนที่ตนเองเห็นสิ่งประหลาดยืนอยู่ปลายเตียง ถึงตอนที่ผีผู้หญิงคลุมฮิยาบตนนั้นขึ้นมายืนคร่อมเขาชี้หน้าอย่างอาฆาต

     เมื่อเล่าถึงตอนนี้ชายหนุ่มก็สะอื้นราวกับจะร้องออกมาอีกครั้ง

      ชลชีวีลูบมือคนขวัญเสียเบาๆ ภาพที่เกิดขึ้นในภาวะจิตที่เขาแอบเข้าไปดู…น่ากลัวและสยองขวัญเกินกว่าที่คนคนหนึ่งจะรับได้ จึงไม่แปลกใจที่คนตรงหน้าจะตกอยู่ในสภาพเสียขวัญแบบนี้

      ชลชีวีหันไปถามโตนนท์ว่าตอนนี้เวลากี่โมงแล้ว ฝ่ายนั้นตอบมาว่าอีกครึ่งชั่วโมงก็จะตีห้า และดูเหมือนว่าแต่ละคนหายง่วงเป็นปลิดทิ้งตั้งแต่ที่ได้ยินเสียงกันตพงษ์ร้อง หนุ่มจิตสัมผัสจึงอาสาจะไปชงกาแฟมาให้ แต่เมื่อเขาลุกขึ้น ก็พบบางสิ่งบางอย่างที่สะดุดตา จนต้องหันกลับมามอง

       “รอยสีดำๆ นี่คืออะไร”

      โตนนท์ที่เห็นท่าทางสงสัยของชลชีวีจึงเดินเข้ามาดูบริเวณที่คนมีจิตสัมผัสจ้องอยู่

      บนผ้าปูที่นอนของโรงแรมมีรอยเปื้อนคล้ำๆ บางอย่างติดอยู่ โตนน์จึงเข้าไปดึงผ้าปูที่นอนของกันตพงษ์ให้ตึง ปรากฏว่ารอยนั้นก็ปรากฏชัดขึ้นกระจะตา

     “นี่มันเหมือน…” ชลชีวีเงียบเสียงไป เพราะกำลังสับสนกับรอยที่เห็นอยู่ตรงหน้า โตนนท์ที่ยืนอยู่ข้างๆจึงพูดแทนว่า

     “รอยเท้าคน…ผีคงไม่มีรอยเท้าหรอกใช่มั้ยชล”

     คนมีจิตสัมผัสนิ่งเงียบไป ก่อนพยักหน้าอย่างแน่ใจ แล้วหันไปมองหน้ากันตพงษ์ที่ยังนั่งสงสัยอยู่บนเตียง “กันไม่ต้องกลัวแล้วนะ เราว่าที่กันเจอไม่น่าจะใช่…”

      กึก! กึก!

      เสียงบางอย่างดังมาจากระเบียงห้องพัก ชลชีวีก็เห็นผ้าม่านหลังห้องกำลังพลิ้วไหวราวกับมีลมพัดมาจากด้านนอก ชายหนุ่มทั้งสามคนลุกขึ้นพร้อมกันแล้วเดินตรงไปยังระเบียงหลังห้อง

       ประตูบานเลื่อนมีช่องว่างราวกับปิดไม่สนิท จึงทำให้ลมทะเลจากนอกระเบียงพัดเข้ามาจนผ้าม่านสะบัด โตนนท์หันไปถามกันตพงษ์ด้วยสายตาว่ารุ้นน้องลืมปิดก่อนนอนหรือเปล่า แต่อีกฝ่ายก็ส่ายหน้าปฏิเสธ โตนนท์จึงเปิดประตูระเบียงออกไปด้านนอก

      โตนนท์สังเกตว่าแม้ระเบียงห้องนอนชั้นสองจะค่อนข้างสูง แต่คิดว่าคงปีนป่ายลงไปได้ไม่ยาก ชายหนุ่มจึงรีบเดินออกมาทางประตูแล้วอ้อมไปยังริมกำแพงซึ่งตรงกับห้องของกันตพงษ์ที่อยู่ชั้นสองพอดี

      ชายหนุ่มใช้แสงแฟลชจากมือถือส่องสำรวจไปทั่วบริเวณ สายตาก็สะดุดเข้ากับสิ่งของบางอย่างที่น่าสงสัยเกี่ยวติดอยู่กับกิ่งต้นปาล์มประดับหลังบ้าน

       โตนนท์เอื้อมไปดึงออกมา แล้วโบกขึ้นไปยังระเบียงห้องที่มีชายหนุ่มสองคนยืนมองลงมา

       “ชายเสื้อหรืออะไรสักอย่างน่ะ…ผีตัวนั้นคงลืมทิ้งไว้”

                                   ****************************************************

      เช้าวันต่อมา กันตพงษ์พยายามจะฝืนร่างกายตัวเองออกไปทำงานกับโตนนท์และชลชีวี แต่ไข้ของเขาเหมือนจะสูงขึ้นกว่าเมื่อคืน จึงทำให้ถูกรุ่นพี่ในที่ทำงานและเพื่อนจิตสัมผัสบังคับใหัพักผ่อนอยู่ห้อง

     เมื่อเขายอมบอกมาตรงๆ ว่ายังหวาดระแวงจากเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ชลชีวีจึงยิ้มออกมาแล้วบอกว่าให้เก็บสร้อยคอจี้น้ำมนต์ที่เขาคล้องให้ไว้ดีดี สร้อยนั้นสามารถปกป้องกันตพงษ์จากสิ่งชั่วร้ายรวมถึงภูติผีวิญญานได้ แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่มากพอที่จะทำให้กันตพงษ์รู้สึกมั่นใจ ชลชีวีจึงจดบทสวดลงในกระดาษแผ่นเล็กๆแล้วส่งให้เพื่อนอีกอย่าง แถมยังบอกว่าให้เปลี่ยนไปนอนที่ห้องเขาแทน กันตพงษ์จึงยอมพักผ่อนอยู่ห้องตามคำขอของชลชีวีและโตนนท์

       ก่อนออกจากรีสอร์ท โตนนท์ได้แวะที่บริเวณล๊อบบี้ซึ่งอยู่ในอาคารชั้นเดียวหลังหนึ่งข้างๆประตูทางออก เขาบอกให้ชลชีวีรออยู่บนรถสักครู่หนึ่งเพราะตนเองจะลงไปสั่งอาหารให้นำไปเสิร์ฟกันตพงษ์ที่กำลังพักผ่อนอยู่ที่วิลล่า

      แต่หลังจากโตนนท์ที่ลงไปได้แค่ครู่เดียว ชลชีวีที่นั่งรออยู่บนรถก็รู้สึกปวดท้องขึ้นมากะทันหัน จึงเปิดประตูรถลงไปขอใช้ห้องน้ำส่วนกลางของล๊อบบี้

       หลังจากที่ชลชีวีจัดการธุระตัวเองจนเสร็จเรียบร้อย ขณะที่ชายหนุ่มกำลังเดินออกจากห้องน้ำ เขาบังเอิญก็ชนเข้ากับพนักงานรีสอร์ทคนหนึ่ง เมื่อหันกลับมาก็พบว่าเป็นพนักงานรีสอร์ทคนเดียวกับที่รีบวิ่งไปดูเหตุการณ์วุ่นวายที่วิลล่าหลังของเขาเมื่อตอนเช้ามืด ชลชีวียิ้มออกมาอย่างมีไมตรี พลางกล่าวขอบคุณเขาอีกครั้งที่ช่วยไปดูพื้นที่รอบๆให้เมื่อตอนเช้า ฝ่ายนั้นตอบกลับมาเพียงว่าเขาเต็มใจเพราะเป็นหน้าที่ของพนักงานรีสอร์ทอยู่แล้ว โตนนท์มองป้ายชื่อพนักงานรีสอร์ทคนนั้นและจดจำไว้ เผื่อวันที่เขาเช็คเอาท์ออกจากที่นี่จะได้เขียนรีวิวชื่นชมได้ถูกคน

     โตนนท์นั่งหน้าบึ้งอยู่รอบนรถแล้ว แม้จะทำงานด้วยกันไม่นาน แต่ชลชีวีก็พอจะสังเกตอารมณ์คนข้างๆ ได้จากสีหน้าเพราะโตนนท์ไม่ใช่คนเก็บอารมณ์เก่งแม้จะพยายามเก็กเท่าไหร่ก็ตาม

     “เป็นไรไปพี่” ชลชีวีถามพลางหันไปดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาด

      “เซ็งนิดหน่อย…พี่ชัย...พี่ที่ทำงานโทรมาบอกว่าคนที่ได้โจทย์ข่าวอาชญากรรมเลือกทำข่าวอุ้มนักการเมืองที่อยู่ในความสนใจของคนดูพอดี แล้วแกก็วิเคราะห์ว่าข่าวนั้นน่าจะเต็งหนึ่งเรื่องเรตติ้งในช่วงนี้ "

     “ไม่เป็นไรหรอกพี่ เราก็ทำโจทย์ของเราให้ดีที่สุด อย่าลืมสิ...พี่มีผมอยู่ทั้งคนนะ"

       โตนนท์เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยออกมาว่า

       “ขอบคุณอีกครั้งนะ แทนที่จะได้มาทำแค่งานพิสูจน์เรื่องราวลึกลับต่างๆ กลับต้องกลายเป็นตากล้องให้พี่ด้วย”

      “ยินดีมาก...ไม่ต้องขอบคุณแล้วพี่ ตั้งแต่มาที่นี่พี่ขอบคุณผมเป็นสิบครั้งได้แล้วมั้ง”

     โตนนท์ค่อยคลายอารมหงุดหงิดลงเมื่อพบว่าอากาศวันนี้สดใสพอๆ กับบรรยากาศในรถ

       " วันนี้เราจะไปไหนกันเหรอพี่"

        โตนนท์เหยียบคันเร่งเบาๆ ประคองพวงมาลัยให้ตรงไปบนถนน “วันนี้พี่นัดกับเจ้าของบ้านหลังนั้นไว้ ว่าจะเข้าไปสัมภาษณ์เธอซะหน่อย…แต่ดูเหมือนว่าเธอจะเขี้ยวอยู่ไม่เบา เพราะทั้งขอค่าตัว แถมยังบอกว่าห้ามถ่ายรูปบ้านแบบเต็มๆ ไปลง เพราะจะทำให้ขายบ้านไม่ออก “

                               ***********************************************************

      “ดิฉันได้รับมรดกบ้านหลังนี้มาจากคุณอา เธอแต่งงานกับสามีชาวต่างชาติที่ชอบสะสมพวกของเก่าพอๆ กับที่ชอบบ้านโบราณ เขาเลยตัดสินใจซื้อบ้านหลังนี้ต่อจากเจ้าของคนเก่าโดยไม่สืบหาประวัติสักคำ ทั้งๆ ที่ดิฉันพยายามทัดทานให้ท่านมาร่วมหุ้นเปิดบริษัทเครื่องสำอางกับดิฉัน แต่ท่านก็บอกปัด เห็นบอกว่าไม่สนับสนุนบริษัททำเครื่องสำอางที่ทดลองในสัตว์…เรื่องมากดีมั้ยล่ะ ทั้งสองคน” หญิงวัยกลางคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หลุยส์กลางห้องรับแขกพูดออกมาต่อหน้ากล้องด้วยน้ำเสียงเอือมๆ กับความทรงจำของหล่อนที่มีต่ออดีตเจ้าของบ้านคนเก่า

        “แต่หลังจากที่ท่านย้ายเข้ามาใช้ชีวิตหลังเกษียณที่นี่ได้ไม่นาน คุณอาผู้ชายก็เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจวาย…คุณอาผู้หญิงของดิฉันก็เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์หลังจากนั้นไม่นาน รถของเธอพลัดตกลงจากหน้าผาแถวโค้งอันตรายที่พวกคุณผ่านมาก่อนถึงทางเข้าบ้านหลังนี้…ฉันที่ทำงานอยู่กรุงเทพจึงต้องรีบลงมาจัดการธุระเรื่องมรดกที่นี่ให้เรียบร้อย แต่ก็ต้องมาเจอปัญหาอีกร้อยพัน ทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบ้าน เรื่องคนงานตกมาตาย แล้วยังเรื่องผีไร้สาระที่คนลือกันอีก” หล่อนว่าอย่างหัวเสีย ยิ่งพูดก็ยิ่งโมโห หล่อนหยิบเอาพัดที่อยู่ในกระเป่าแบรนด์เนมสุดหรูออกมาพัดเพื่อคลายความร้อน

       “…แล้วที่ฉันยอมมาออกรายการของพวกคุณเนี่ย ก็เพราะว่าอยากบอกให้ทุกคนรู้ว่าผีที่บ้านหลังนี้มันไม่มีจริง มันก็แค่เรื่องหลอกเด็กที่พวกคนไม่หวังดี กุเรื่องขึ้นมาเพื่อทำให้ชื่อเสียงของบ้านเสียหาย ฉันว่าต้องมีคนกุเรื่องขึ้นเพื่อหวังจะตัดราคาบ้านหลังนี้แน่ แต่ฉันไม่ยอมหรอกนะ…ฉันขอให้พวกคุณช่วยเปิดเผยความจริงให้คนรับรู้ด้วยแล้วกัน จะเชิญร่างทรงหมอผีอะไรมาทำพิธีปัดเป่ารังควานก็แล้วแต่ ตามสบาย แต่ขออย่างเดียว…ช่วยบอกให้ทุกคนรู้ที ว่าที่นี่ไม่มีผี จะได้สร้างความมั่นใจให้คนที่สนใจมาซื้อบ้าน!”

        ดูเหมือนประโยคหลังสุดจะเป็นจุดประสงค์ที่สำคัญเหนือเหตุผลข้ออื่นที่ทำให้หล่อนอนุญาตให้สำนักข่าวขอโตนนท์เข้ามาถ่ายบรรยากาศภายในบ้าน แถมยังยอมออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อเป็นครั้งแรก

        หลังจากที่หล่อนให้สัมภาษณ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็รีบออกไปจากบ้านบอกว่ามีธุระด่วน ปล่อยให้ชายหนุ่มสองคนที่หล่อนเข้าใจว่าเป็นนักข่าวทั้งคู่เดินสำรวจบ้านได้เต็มที่

      ชลชีวีบอกกับโตนนท์ว่าตนขอเวลาเป็นส่วนตัวสักครู่ ในตอนแรกดูเหมือนนักข่าวหนุ่มจะไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมชลชีวีต้องพูดราวกับจะไล่เขาทางอ้อม แต่เมื่อเห็นคนตัวผอมๆ เดินใช้มือสัมผัสสิ่งของต่างที่อยู่ในบ้านแล้วแสดงสีหน้าเหมือนคิดอะไรบางอย่างอยู่ก็พอจะเดาได้ทันที

       ชลชีวีคงกำลังอ่านความทรงจำของบ้านหลังนี้อยู่!










ขอบคุณนักอ่านที่น่ารักทุกท่านที่แวะมาครับ
เจอกันใหม่ตอนหน้านะครับ
 :katai2-1: :katai2-1:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-07-2021 15:26:18 โดย Simply.sun »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 505
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5455
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ Simply.sun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
                                                                ตอนที่ 10 บ้านแห่งความทรงจำ



        “ไหนคุณบอกว่าจะไม่เอานังนกออกไปควงแขนเชิดหน้าชูตาไง แล้วทำไมคนที่ตลาดจึงลือกันให้แซดว่าตอนนี้คุณทิ้งฉันไปแล้ว นังเมียหลวงอย่างฉันถูกเฉดหัวทิ้ง เพราะคุณไปหลงอีนังผู้หญิงไม่มีหัวนอนปลายเท้าคนนั้นจนโงหัวไม่ขึ้น…คุณคิดอะไรอยู่กันแน่ คุณคิดจะเขี่ยฉันทิ้งจริงๆ ใช่ไหม” เสียงโวยวายดังลั่นของผู้หญิงคนหนึ่งกำลังตะโกนใส่หน้าชลชีวีทันทีที่เขากลับมาบ้าน แต่ชายหนุ่มไม่สนใจเพราะเขาเหนื่อยมาทั้งวัน ปล่อยให้ภรรยาหลวงของเขาเดินตามตอแยมาจนถึงบันไดชั้นสอง

        “นี่..อย่าเดินหนีฉันแบบนี้นะ ลงมาคุยกันให้รู้เรื่อง หยุด! ฉันบอกให้หยุด ถ้าไม่หยุดฉันจะฆ่าตัวตายให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย”
 
       “นี่คุณ…อย่าทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่โตได้ไหม ใครจะพูดยังไงก็เรื่องของเขา จะไปสนใจปากหอยปากปูของพวกชาวบ้านทำไม” ชลชีวีหันมาพูดกับภรรยาที่ยืนมองเขาอยู่จากบันไดขั้นที่ต่ำกว่า

       “จะไม่ให้ฉันทำเป็นไม่สนใจได้ยังไง ก็เรื่องที่ชาวบ้านมันร่ำลือกัน มันเป็นเรื่องจริง…เรื่องจริงที่ว่าคุณนอกใจฉันไปนอนกับคนรับใช้!”

         “นกไม่ใช่คนรับใช้ เลิกเรียกเธอแบบนี้สักที!”

       “เฮอะ! ทำไมฉันจะเรียกไม่ได้ ก็มันเป็นขี้ข้าของบ้านหลังนี้ที่ฉันเผลอโง่ไปรับมันมาจากป้าของมันที่มากฝากไว้ให้ทำงาน…ถ้ารู้ว่ามันจะแอบตีท้ายครัวฉันแบบนี้ ฉันไม่รับเลี้ยงมันไว้ให้เสียข้าวสุกหรอก น่าจะปล่อยให้อดตายไปซะทั้งป้าทั้งหลาน”

       “นี่มันมากไปแล้วนะ…คุณพูดเรื่องตายเป็นครั้งที่สองแล้วนะกานดา เพราะคุณเป็นคนจ้าวอารมณ์แบบนี้ไง เป็นใคร ใครก็เบื่อ” ชลชีวีกำลังจะหันหลังให้หล่อน แต่เสียงกรีดร้องลั่นบ้านของภรรยาก็ทำให้เขาต้องหยุดชะงัก

        “กรี๊ด! นี่คุณกล้าด่าฉันเหรอ เพราะมัน…เพราะมันคนเดียว อีกขี้ข้า…อีคนรับใช้ กรี๊ด!”

        หล่อนร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง ใช้มือฉีดทึ้งไปบนเสื้อผ้าตัวเองด้วยความโมโหจนสามีต้องเข้าไปห้าม

        “หยุดเดี๋ยวนี้นะกานดา…ผมบอกให้หยุด…บอกให้หยุด!”

         เพี๊ยะ!

        เสียงฝ่ามือของชลชีวีฟาดไปที่ใบหน้าของภรรยาจนหล่อนชะงักไป

         “กาน…ผมไม่ได้ตั้งใจจะตบคุ…”

        “กรี๊ด!” เสียงกรีดร้องเล็กแหลมของหล่อนดังลั่นบ้าน แรงแค้นทำให้เธอเสียสติ เข้าไปทุบตีสามีด้วยความโมโหอย่างถึงขีดสุด “…ไอ้คนชั่ว…คุณกล้าตบฉัน…กล้าดียังไงมาตบฉัน เพราะมันคนเดียว…เพราะมัน…อีนก…อีกผู้หญิงชั่ว… กรี๊ด! ฉันจะฆ่าแก…ฉันจะฆ่าแก!”

        หล่อนกรีดร้องอาละวาดจนหายใจไม่ทัน เป็นลมล้มลงตรงหน้าสามี ชลชีวีเอื้อมมือไปคว้าร่างของเธอเอาไว้ แต่มันก็สลายกลายเป็นควันสีดำหายไป

          “เป็นไงล่ะป้า…ฉันแทบไม่ต้องทำอะไรสักอย่าง ยัยคุณนายก็ทำลายตัวเองเสียแล้ว…นับว่าไม่เสียแรงที่ฉันใช้มารยายั่วคุณผู้ชายจนสำเร็จ”

         ผู้หญิงคนหนึ่งถือตะกร้าผ้าลงบันไดผ่านหน้าชลชีวีไป เขามองตามหล่อน เห็นเสื้อผ้าที่หล่อนกำลังสวมใส่อยู่ก็พอจะเดาได้ว่าหล่อนคงเป็นคนรับใช้ของที่นี่ แต่ทำไมฟังจากคำพูดคำจากลับอวดดีอย่างน่าประหลาด ชลชีวีรู้สึกหมั่นไส้ จึงถือไม้กวาดเดิมตามหล่อนลงบันไดไปแล้วพูดเชิงตำหนิว่า

          “อย่าให้มันมากไปนักเลย นังนก…แค่นี้ฉันก็สงสารคุณผู้หญิงจะแย่อยู่แล้ว เขารักของเขากันอยู่ดีดี แกไม่น่าไปหาเหาใส่หัว ไม่รู้จักเจียมกะลาหัวอยากเป็นคุณหญิงคุณนายจนต้องทำบาปแย่งผัวคนอื่น”

        “ว๊าย! นี่ป้ากล้าด่าฉันเหรอ…ฉันเป็นหลานป้านะ ทำไมไม่เข้าข้างฉัน กลับไปเข้าข้างอีนังคุณนายนั่น”

         “หยุดนะ นังนก! ถ้าแกเรียกคุณผู้หญิงด้วยคำหยาบอีกแม้แต่คำเดียว ฉันตบแกฟันร่วงหมดปากแน่” ชลชีวีชี้หน้าหลานสาวตัวเอง พลางง้างมือขึ้นสูงอย่าเอาจริง

        “เอาสิป้า…ตบเล้ย…ตบเลย แต่ถ้าป้าตบฉันแล้วลูกในท้องฉันเป็นอะไรขึ้นมา รับรอง…คุณผู้ชายไม่เอาป้าไว้แน่” หลานสาวมองหน้าชลชีวีอย่าท้าทาย แววตาของหล่อนไร้ซึ่งจิตสำนึกใดใด เพราะหล่อนคิดว่าถือไพ่เหนือกว่า แต่แทนที่ป้าจะยอมตกเป็นฝ่ายถือไพ่ใบรอง เธอกลับหัวเราะออกมาอย่างสะใจ

         “ลูกในท้องเรอะ…นังนก…นังคนตอแหล…แกอย่านึกนะว่าฉันไม่รู้ว่าแกกุเรื่องท้องขึ้นมาเพื่อจับคุณผู้ชาย…” สิ้นคำพูดของชลชีวี หลานสาวก็หน้าซีดเผือด หล่อนปากสั่นคอสั่นด้วยความโกรธ

         “นี่…นี่ป้ารู้เหรอ…” หล่อนพูดตะกุกตะกักเพราะความโมโหที่คั่งอยู่ในอก “…ป้ารู้ได้ยังไง”

         ชลชีวีถือโอกาสเอาคืนหลานสาวตัวดีของเขาบ้าง

          “คนท้องที่ไหนจะมีรอบเดือน…วันก่อนฉันเข้าไปหยิบของในห้องแก เห็นผ้าอนามัยในถังขยะ…รอบเดือนฉันหมดตั้งนานแล้ว…แล้วผ้าอนามัยแผ่นนั้นจะเป็นของใคร ถ้าไม่ใช่ของแก!”

           “หุบปากเดี๋ยวนี้นะป้า!” ผู้เป็นหลานโมโหจนฟิวส์ขาด พุ่งเข้ามาบีบใบหน้าผู้มีพระคุณเอาไว้ หล่อนมองไปรอบตัวเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ตรงนั้น แล้วพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำในคอว่า

         “ถ้าป้าบอกเรื่องนี้กับใคร…ฉันไม่ปล่อยป้าไว้แน่…ต่อให้เป็นป้าแท้ๆ ก็เหอะ….ระวังจะไม่ได้ตายตอนแก่!”

         ชลชีวีสะดุ้งเฮือกเพราะรู้สึกเจ็บใบหน้าที่โดนจิกด้วยกรงเล็บและแรงแค้น กำลังจะผลักผู้หญิงคนนั้นออก แต่หล่อนก็กลายเป็นควันสลายหายไปเสียแล้ว






         “อีนก…อีนังชั่ว แกแย่งผัวฉันแล้วยังจะมาทำร้ายลูกฉันอีกเหรอ” เสียงร้องแหวดังขึ้นด้านหลังของชลชีวีจนชายหนุ่มสะดุ้งสุดตัว หันกลับไปมองอย่างไม่เข้าใจ

          “คุณผู้หญิงพูดอะไร…นกไม่เห็นเข้าใจ” ชลชีวีถามออกไป

         “ไม่เข้าใจเรอะ…งั้นแกดูนี่ รอยช้ำที่แขนลูกสาวฉัน แกเป็นคนทำใช่ไหม? ”

          ชลชีวีก้มมองรอยเขียวนิดเดียวที่แขนลูกคนเล็กของคุณผู้หญิง แล้วเขาก็ส่ายหน้าปฏิเสธ พยายามอธิบายว่า

          “นกไม่ได้ทำนะคะคุณผู้หญิง…น้องอุ่นเล่นเครื่องเล่นที่สนามหลังบ้านแล้วพลาดตกลงมาเอง…นกเห็นก็เลยรีบวิ่งไปคว้าไว้ ถ้ารอยนั้นจะช้ำ ก็คงช้ำเพราะนกดึงน้องอุ่นขึ้นมาจากพื้นแรงไปหน่อย…นกไม่ได้ตั้งใจจริงๆนะคะ”

          “อย่ามาตอแหล…ลูกสาวฉันบอกว่าถูกแกทั้งตีทั้งหยิก แล้วยังด่าเป็นลูกพ่อแม่ไม่สั่งสอน…ใช่มั้ยน้องอุ่น”

         เด็กน้อยที่ยืนอยู่ข้างๆ ผู้เป็นมารดามองใบหน้าพี่เลี้ยงที่ทั้งโมโหทั้งเสียใจอยู่ตรงหน้า หนูน้อยกำลังจะเอ่ยปากพูดความจริงออกมา แต่แรงบีบที่มือของมารดาก็ทำให้หนูน้อยกลัวจนต้องพยักหน้ายอมรับ

         “นี่ไง! ยังจะมาปากแข็งอีก นังหน้าด้าน”

          เพียะ!

         ชลชีวีโดนตบจนหน้าหัน เขาล้มลงกองกับพื้น พยายามยันตัวลุกขึ้นมาสัญชาตญาณ แต่คุณผู้หญิงก็ตามลงมาคร่อมทับร่างเขาไว้ หล่อนจิกผมของเขาอย่างไม่ปรานีแล้วฟาดมือลงไปอีกไม่ยั้ง

         “แก…อีคนเนรคุณ…อีนังงูพิษ….แกมันเลี้ยงไม่เชื่อง…เป็นคนใช้ดีดีไม่ชอบ…สะเออะจะมาเสนอหน้าเป็นเมียน้อยผัวฉันอีกคน…ถ้าวันนี้ฉันไม่เอาเลือดออกจากหัวแกบ้าง…อย่าเรียกฉันว่ากานดา”

         ชลชีวีเคยเถียงกับยายอยู่บ่อยๆ ตอนดูละครหลังข่าวด้วยกันว่าทำไมนางเอกจึงไม่ยอมลุกขึ้นสู้บ้างเวลาถูกตัวร้ายรุมตบ อย่างน้อยแค่ถีบออกไปก็ได้แล้วลุกขึ้นวิ่งให้เร็วที่สุด

         แต่วันนี้ชลชีวีเข้าใจแล้วจากการมาติดอยู่ในดวงจิตของผู้หญิงที่กำลังโดนทำร้าย...ไม่ต้องถึงขั้นลุกขึ้นวิ่งหนีหรอก แค่พยายามประคองสติป้องกันตัวเองไม่ให้สลบไปตามแรงตบได้ก็ถือว่าบุญแล้ว





         “ป้าคอยดูนะ ฉันจะเฉดหัวอีคุณผู้หญิงออกจากไปจากบ้านนี้ให้ได้...โอ๊ย...เบาๆ สิป้า” ชลชีวีร้องโอดโอยตามแรงทายาแก้ฟกช้ำของญาติผู้ใหญ่คนเดียวที่เขาเหลืออยู่

         “ฉันไม่ตบแกซ้ำก็ถือว่าบุญแล้วนังนก...มีอย่างที่ไหน กล้าไปทำร้ายร่างกายลูกสาวเขา เป็นใครก็ต้องโกรธต้องโมโหเป็นธรรมดา”

          “แต่ฉันไม่ได้ทำจริงๆ นะป้า...ฉันพูดความจริง...หลายเรื่องฉันอาจจะโกหกตอแหลอย่างที่ป้าว่า...แต่กับเด็ก...ฉันไม่ทำ...ป้าก็รู้ว่าฉันรักเด็กมากแค่ไหน...ต่อให้ฉันเกลียดแม่มัน แต่กับลูก ฉันไม่เคยคิดร้าย” แม้หัวใจของหล่อนจะอิจฉาและโลภมากแค่ไหน แต่ก้นบึ้งส่วนลึกในหัวใจ...ชลชีวีสัมผัสได้...หล่อนรักเด็กจริงๆ

          “ต่อให้ฉันเชื่อ แล้วใครจะเชื่อแกนังนก...ขึ้นชื่อว่าเป็นเมียน้อย ก็ถูกคนอื่นตราหน้าไปแล้วว่าเป็นคนไม่ดี เป็นคนไม่มียางอายเพราะเข้ามาทำลายครอบครัวคนอื่น...ฉันขอเถอะว่ะ แกหยุดแค่นี้พอ...อย่าถลำลึกไปมากกว่านี้เลย ไปรับสารภาพกับคุณผู้ชายซะว่าแกไม่ได้ท้อง แล้วขอโทษผู้หญิง บอกว่าแกจะไปจากบ้านหลังนี้แล้วจะไม่กลับมาที่นี่อีก ฉันเชื่อว่าพวกเขาจะไม่เอาเรื่อง”

         “เหอะ!” ชลชีวีระบายลมหายใจออกมาอย่างท้าทาย “ขอโทษอีคุณผู้หญิงเหรอป้า...ไม่มีวัน...ฉันมาไกลเกินที่จะหันหลังกลับละ...นับจากนี้ ฉันจะต้องเดินหน้าอย่างเดียว จนกว่าเป้าหมายของฉันจะสำเร็จ”

         “เป้าหมายอะไรของแก...นักนก”

          “กำจัดอีคุณผู้หญิง!”







           ชลชีวียืนหลบมุมอยู่ตรงในห้องชั้นสอง เมื่อเขาเห็นคุณผู้หญิงของบ้านเดินขึ้นบันไดมา รีบออกจากที่ซ่อนตัวแล้วเดินลงมาอย่างกะระยะให้เจอกันที่ตรงกลางบันไดพอดี

           เขาพยายามเดินให้นวยนาดที่สุดเพื่อยั่วโมโหคุณผู้หญิงเจ้าของบ้าน และดูเหมือนมันจะได้ผล เพราะคุณผู้หญิงที่กำลังเดินขึ้นบันไดมาหยุดมองเขาราวกับเป็นไส้เดือนกิ้งกือที่น่ารังเกียจ

         “แหม...นังตัวดี วางมาดอย่างกับเป็นเจ้าของบ้านเลยนะ...นังคางคกขึ้นวอ”

         “คุณผู้หญิงว่านกเหรอคะ? ” ชลชีวีเลิกคิ้วข้างหนึ่งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

          “หนอย...นังหน้าด้าน...ฉันอยากรู้จริงๆ เลยว่าหน้าของแกกับถนนลาดยางมะตอย อะไรจะด้านกว่ากัน...ที่ฉันตบสั่งสอนแกไปวันก่อนนี่ไม่ระคายเคืองหนังหน้าแกเลยใช่มั้ย”

           ชลชีวีหัวเราะออกมาเสียงเล็กแหลมราวกับจะยั่วประสาท

           “ถึงหน้านกจะด้าน แต่คงไม่เหี่ยวเหมือนหนังหน้าคุณผู้หญิงหรอกค่ะ...นกยังสาว ยังสวย ถึงจะหน้าด้านไปหน่อย แต่ดูแล้วคงสบายตากว่าหน้าคุณผู้หญิงเยอะนะคะ คุณผู้ชายจึงเลือกเอานกไปเป็นเมียอีกคน”

           ได้ผล...คุณผู้หญิงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ หล่อนพุ่งเข้ามากระชากผมของชลชีวีไว้ แล้วง้างมือขึ้นกำลังจะตบ แต่เขารู้ดีว่านี่ยังไม่ใช่เวลา...ชลชีวีเหลือบตาไปมองที่หน้าประตู

          คุณผู้ชายยังไม่มา!

          “เอาเล้ย! เอาซี ตบฉันเลย...แต่ฉันจะบอกไว้ให้นะ ว่าต่อให้แกตบฉันให้ตายอยู่ตรงนี้ ผัวแกเขาก็ไม่มีวันลืมฉันได้ เพราะฉันเป็นเมียที่ให้ความสุขกับเขาได้ทุกอย่าง โชคดีของอีนก ที่มันไม่ได้เกิดมาบนตั่งทองสวยหรูที่วันๆเอาแต่เดินเฉิดฉายไปมา พอเรื่องอย่างว่าล่ะจืดชืด”

          “หนอย...อีผีเจาะปาก!”

          “หุบปาก...ฉันยังพูดไม่จบ...จำใส่สมองเหี่ยวๆ ของแกไว้นะคุณผู้หญิง ว่าฉันจะต้องเฉดหัวแกออกไปจากบ้านหลังนี้ให้ได้ และทุกอย่างในบ้านหลังนี้ต้องตกเป็นของฉัน ทั้งสมบัติ เงินทอง คุณผู้ชาย...และลูกของแกทั้งสองคน”

           ประโยคหลังคือฟางเส้นสุดท้ายที่ถูกดึงจนขาด คุณผู้หญิงกรีดร้องลั่นบ้าน หล่อนง้างมือขึ้นสุดแขน

          “อีนังชั่ว!”

         “คุณผู้หญิง อย่าค่ะ...อย่าทำนก”

         เพียะ!

         “กรี๊ด!”

           เสียงกรีดร้องลั่นบ้าน ตามด้วยร่างชลชีวีที่กลิ้งหลุนๆตกลงมาจากบันไดนับสิบขั้น ร่างของเขาฟาดลงกับพื้นจนแน่นิ่ง ชลชีวียอมรับว่าตัวเองยังพอมีสติเหลืออยู่บ้าง แต่เลือกที่จะแกล้งสลบเพื่อให้คุณผู้ชายที่เข้ามาเห็นเหตุการณ์รู้สึกสะเทือนใจและเข้าใจผิดคุณผู้หญิงที่ยืนอึ้งอยู่บนบันได

          หล่อนรับสายตาอันเกลียดชังของสามีไม่ได้...หัวใจของหล่อนแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เหมือนกับสติของเธอที่ใกล้จะหลุดลอยเต็มที







          “กูจะฆ่ามึง...กูจะฆ่ามึง”

          “คุณแม่พูดอะไรเหรอครับ...ทำไมคุณแม่น่ากลัวจังเลย” ชลชีวีกอดตุ๊กตาตัวน้อย จูงน้องสาวของเขาเข้ามาในห้องอัดมืดมิด เห็นคุณแม่กำลังก้มดูของบางอย่างที่อยู่ในลิ้นชักอย่างเลื่อนลอย

         “ผมกับน้องอยากให้คุณแม่เล่านิทานก่อนนอนให้ฟังครับ...คุณแม่ไม่ได้เล่าให้ฟังนานแล้ว”

         แม้ใบหน้าของผู้เป็นแม่จะเต็มไปด้วยรอยน้ำตา แต่ความงดงามของผู้เป็นแม่ก็เปรียบเสมือนแสงสว่างอันอบอุ่นของลูกน้อยเสมอ

         หล่อนอ้าแขนสองข้างออกเพื่อต้อนรับลูกน้อยไว้ในอ้อมอก...สิ่งมีค่าสองสิ่งสุดท้ายที่หล่อนยังเหลืออยู่

         หล่อนยอมแลกดวงตาของหล่อน….เพื่อให้ลูกน้อยมองเห็นโลกสดใส

         เลือดทุกหยาดหยดกรีดได้….ถ้ามันช่วยดับกระหายให้ลูกยา

         ผิวหนังของเธอถลกออกได้….ถ้ามันใช้ห่มให้ลูกอุ่น

         ชีวิตของเธอยอมสละได้….ถ้าใครคิดมาพรากลูกเธอไป!

         คุณผู้หญิงของบ้าน จูงลูกน้อยทั้งสองคนไปนอนที่เตียงซึ่งว่างเปล่ามานานแล้ว เพราะสามีของหล่อนไม่เคยขึ้นมาที่ห้องอีกเลยนับจาก’วันนั้น’

        เธอบรรจงห่มผ้าให้ลูกน้อย ลูบหัวกลมๆของพวกเบาๆราวจะให้ไออุ่น...นี่คงเป็นสองสิ่งสุดท้ายที่เหลือไว้เป็นหลักฐานร่องรอยความรักที่หล่อน ‘เคย’ ได้รับจากสามี

        “พวกหนูรู้ใช่ไหมลูก...แม่รักหนูที่สุด...รักยิ่งกว่าสิ่งใดในโลก”

        “ผมก็รักแม่ครับ” ชลชีวีตอบ เขาหันมองน้องน้อยที่นอนหลับปุ๋ยอยู่ข้างๆ “น้องก็รักแม่ครับ”

        เสียงร้องไห้เบาๆ ดังมาจากผู้เป็นแม่ ชลชีวียกมือน้อยๆของเขาซับน้ำตาให้ผู้เป็นมารดา

         “ขอบใจจ้ะ...ทั้งสองคนเลย...หลับเสียนะคนเก่ง...ฝันดีลูก...แม่ต้องไปแล้ว”

         ชลชีวีคิดว่านั่นคือกู๊ดไนท์คิสเหมือนทุกครั้งที่แม่เคยจุมพิตเขา

         เด็กน้อยง่วงงุนเหลือเกิน...ห้วงนิทราพาเขาโลดแล่นไปตามจินตนาการ เขาฝันว่าได้จูงมือน้องสาววิ่งไปในป่าลับตามหนังสือการ์ตูนที่เคยอ่าน ป่าแห่งนั้นช่างสวยงาม มีเจ้ากระต่ายน้อยอ้วนกลมตัวหนึ่งกระโดดโลดเต้นออกมาจากบ้านโพรงไม้ มันวิ่งดึ๋งๆหายไปในพุ่มไม้ชายป่า

        เด็กน้อยวิ่งไล่ตามไปเรื่อยๆ เขาแอบหลบซ่อนอยู่หลังต้องโอ๊คใหญ่ต้นหนึ่ง...นั่นไง เจ้ากระต่ายน้อยอยู่ตรงนั้น...เงียบเข้าไว้...เขาใกล้จะได้จับมันแล้ว

         เด็กน้อยกำลังจะออกจากที่กำบัง แต่ทันใดนั้นเอง....ต้นไม้ที่เขาแอบซ่อนอยู่ก็เคลื่อนไหวได้ มันไม่ใช่ต้นไม้ มันคือขาที่ยืดยาวของนายพราน...ดวงตาของนายพรานดุร้ายและเลือดเย็น ในมือของเขามีปืนกระบอกสั้นถืออยู่

       นายพรานคนนั้นหันมาทางเขา แล้วใช้นิ้วชี้จรดริมฝีปากเป็นสัญลักษณ์ว่า...อย่าส่งเสียงดังนะหนูน้อย

       เขาเล็งปืนไปที่กระต่ายน้อยตัวนั้น...ไม่สิ...สองตัว! อีกตัวหนึ่งมาจากไหน?

       เอ๊ะ! ไม่ใช่กระต่าย!

       นั่นพ่อ กับน้านกนี่! อย่า! อย่ายิง! ไม่นะ!

        ปัง!

        ปัง!

         เสียงปืนดังลั่นคฤหาสน์ จนเด็กน้อยสะดุ้งตื่นจากภวังค์

         นายพรานหันมายิ้มให้เขาทั้งน้ำตา

        “แม่รักหนูนะ”

        ปัง!






ความทรงจำของบ้านที่ชลชีวีท่องไปอาจจะหดหู่หน่อยนะครับ
ขอบพระคุณสำหรับการติดตามทุกวิวนะครับ
แนะนำติชมได้เช่นเคยครับ
 :hao5: :hao5: :hao5:

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 505
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5455
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ river

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2443
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +230/-3
สนุกค่ะ
แต่มีหลายจุดที่ชื่อตัวละครผิด ที่ชัดๆ ก็ตรง

หลังจากที่ชลชีวีจัดการธุระตัวเองจนเสร็จเรียบร้อย ขณะที่ชายหนุ่มกำลังเดินออกจากห้องน้ำ เขาบังเอิญก็ชนเข้ากับพนักงานรีสอร์ทคนหนึ่ง เมื่อหันกลับมาก็พบว่าเป็นพนักงานรีสอร์ทคนเดียวกับที่รีบวิ่งไปดูเหตุการณ์วุ่นวายที่วิลล่าหลังของเขาเมื่อตอนเช้ามืด กันตพงษ์ยิ้มออกมาอย่างมีไมตรี พลางกล่าวขอบคุณเขาอีกครั้งที่ช่วยไปดูพื้นที่รอบๆให้เมื่อตอนเช้า ฝ่ายนั้นตอบกลับมาเพียงว่าเขาเต็มใจเพราะเป็นหน้าที่ของพนักงานรีสอร์ทอยู่แล้ว โตนนท์มองป้ายชื่อพนักงานรีสอร์ทคนนั้นและจดจำไว้ เผื่อวันที่เขาเช็คเอาท์ออกจากที่นี่จะได้เขียนรีวิวชื่นชมได้ถูกคน

ต้องเป็นชลชีวีทุกจุด แต่งกลายเป็น 3 คนเลย

ออฟไลน์ Simply.sun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
สนุกค่ะ
แต่มีหลายจุดที่ชื่อตัวละครผิด ที่ชัดๆ ก็ตรง

หลังจากที่ชลชีวีจัดการธุระตัวเองจนเสร็จเรียบร้อย ขณะที่ชายหนุ่มกำลังเดินออกจากห้องน้ำ เขาบังเอิญก็ชนเข้ากับพนักงานรีสอร์ทคนหนึ่ง เมื่อหันกลับมาก็พบว่าเป็นพนักงานรีสอร์ทคนเดียวกับที่รีบวิ่งไปดูเหตุการณ์วุ่นวายที่วิลล่าหลังของเขาเมื่อตอนเช้ามืด กันตพงษ์ยิ้มออกมาอย่างมีไมตรี พลางกล่าวขอบคุณเขาอีกครั้งที่ช่วยไปดูพื้นที่รอบๆให้เมื่อตอนเช้า ฝ่ายนั้นตอบกลับมาเพียงว่าเขาเต็มใจเพราะเป็นหน้าที่ของพนักงานรีสอร์ทอยู่แล้ว โตนนท์มองป้ายชื่อพนักงานรีสอร์ทคนนั้นและจดจำไว้ เผื่อวันที่เขาเช็คเอาท์ออกจากที่นี่จะได้เขียนรีวิวชื่นชมได้ถูกคน

ต้องเป็นชลชีวีทุกจุด แต่งกลายเป็น 3 คนเลย

ขอบคุณและขออภัยในความผิดพลาดครับ :hao5:

ออฟไลน์ Simply.sun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
                                          ตอนที่ 11 ผู้ต้องสงสัย

      ภาพที่ชลชีวีได้เห็นเปรียบเสมือนหมึกดำที่หยดลงบนผ้าขาวจนเกิดจุดด่างพร้อย ฝังลงไปในความรู้สึกจนชายหนุ่มเศร้าหมองไปทั้งวัน
 
      โตนนท์ที่เฝ้าสังเกตสีหน้าที่เศร้าหมองของคนมีจิตสัมผัสอยู่ห่างๆ ก็รู้สึกไม่สบายใจ เขายอมรับว่าเรื่องที่ชลชีวีเล่าให้เขาฟังนั้นค่อนข้างสลดหดหู่ ภาพเหตุฆาตกรรมที่เกิดขึ้นต่อหน้าเด็กน้อยทำให้ดวงตาที่แสนเศร้าคู่นั้นยิ่งหมองลึกลงไปอีก เขาอยากจะช่วยปลอบหรือทำอะไรสักอย่างให้ชลชีวีรู้สึกดีขึ้น แต่ก็ดูเหมือนว่าเขายังรู้จักอีกฝ่ายน้อยเกินไป แม้จะยายามเท่าไหร่ก็ไม่ช่วยให้อีกฝ่ายทุเลาความเศร้านั้นลงได้เลย

      โตนนท์พาชลชีวีขับรถเลียบชายหาดมาในตอนเย็น เขาลดกระจกทั้งสองฝั่งลงเผื่อว่าภาพแสงสุดท้ายที่ขอบฟ้าริมทะเลจะช่วยให้คนที่นั่งอยู่ข้างๆ รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง

     เขาชะลอรถเข้าเทียบกับริมบาทวิถีริมทะเลที่มีผู้คนกำลังวิ่งออกกำลังกายอยู่อย่างบางตา

     “ลงไปเดินเล่นริมทะเลหน่อยไหม…จะได้รู้สึกดีขึ้น” โตนนท์เอ่ยถามชลชีวี

     แม้ลึกๆ ชลชีวีจะอยากปฏิเสธ แต่เมื่อเห็นว่าโตนนท์เจตนาดีอยากให้เขาหายเศร้า จึงรักษาน้ำใจด้วยการตอบรับ กำลังจะเอื้อมไปปลดเข็มขัดนิรภัย แต่กลับมีมือหนึ่งเอื้อมมากดปุ่มปลดล็อคเข็มขัดนิรภัยให้แทน ใบหน้าของเขากับโตนนท์จึงอยู่ห่างกันแค่คืบ

     “ขอโทษ…พี่เห็นเราไม่ค่อยมีแรง เลยจะปลดให้” โตนนท์พูดเบาๆ เมื่อใบหน้าของทั้งสองคนอยู่ห่างกันแค่คืบ ชลชีวีสัมผัสได้ถึงความเป็นห่วงของนักข่าวหนุ่ม มันเปรียบเสมือนหยดน้ำที่หยาดลงบนผืนดินแห้งแล้ง รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยไม่ต่างจากตอนที่อยู่กับพี่กร

       “พี่ไม่อยากให้เราเศร้าแบบนี้ แต่ไม่รู้จะช่วยยังไง…ถ้ามีอะไรที่พี่ช่วยให้ชลรู้สึกดีขึ้นได้ พี่จะทำ”

       ชลชีวียิ้มน้อยๆพลางพยักหน้าตอบรับว่าเขารับรู้และซาบซึ้งใจกับความหวังดีที่อีกฝ่ายมีให้

      โตนนท์ที่สบสายตาคู่เศร้าอยู่ครู่หนึ่งจึงรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในท่วงท่าที่ไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ จึงผละตัวออกมา ลงจากรถแล้วรีบเดินไปเปิดประตู ให้ชลชีวี

      “ชล…ถอดรองเท้าก่อนสิ…ใส่ผ้าใบลงไปเดินเล่นชายหาด เดี๋ยวทรายก็เต็มรองเท้าพอดี…มา เดี๋ยวพี่ช่วย”

      โตนนท์ทำท่าเหมือนจะเข้ามาคุกเข่าถอดรองเท้าผ้าใบให้ชลชีวี แต่อีกฝ่ายรีบถอยออกก้าวหนึ่ง พลางโบกมือบอกอย่างเกรงใจว่า “ไม่เป็นไรพี่…ผมแค่ไม่สบายใจ ไม่ได้ป่วยสักหน่อย…ถอดรองเท้าเองได้”

       นักข่าวหนุ่มเห็นท่าทางแบบนั้นก็รู้สึกว่าตัวเองแอบ‘เยอะ’เกินไปจริงๆ จึงเกาท้ายแก้เก้อ เปลี่ยนไปถอดสายรองเท้าผ้าใบตัวเองแทน ชลชีวีย่อนั่งลงข้างๆ จัดการกับรองเท้าผ้าใบตัวเองบ้าง

      “ขอบคุณนะพี่” ชลชีวีเอ่ยขึ้นโดยไม่มองหน้านักข่าวหนุ่มที่กำลังถอดถุงเท้าตัวเองออก

     “หืม? ขอบคุณเรื่องอะไร”

      “ก็เรื่องที่พาผมนั่งรถเล่นมาที่นี่ไง…ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นมาก”

     “เรื่องเล็กน้อย…ชลเศร้าแบบนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเรื่องงานของพี่…พี่ต้องรับผิดชอบ”

     ชลชีวีลุกขึ้นพร้อมๆ กับโตนนท์ เดินเท้าเปล่าลงไปบนชายหาด

      แม้ในยามเย็นแบบนี้ผืนทรายยังอุ่นๆเท้าอยู่บ้าง แต่ลมทะเลที่พัดขึ้นฝั่งก็ทำให้ชลชีวีรู้สึกดีขึ้นมากราวกับว่าสายลมนั้นจะพัดพาเอาความขุ่นมัวในจิตใจออกไปได้บ้าง

      โตนนท์เหลือบสายตามองหน้าคนมีจิตสัมผัสที่กำลังดื่มด่ำกับแสงสุดท้ายของวัน ใบหน้าที่เขาเคยปรามาสไว้ว่า‘จืดสนิท’กลับมีเลือดฝาดขึ้นมากเมื่อได้สัมผัสกับแสงอาทิตย์ยามเย็น แววตาที่เคยเศร้าหมองก็เริ่มกลับมาสดใสมากกว่าเดิม นักข่าวหนุ่มจึงกล้าเอ่ยปากถามเรื่องส่วนตัวของชลชีวีเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายอยู่ในอารมณ์ที่พร้อมจะตอบ

      “ปกติเวลาเราเห็นภาพในอดีตของคนที่ตายไปแล้ว จะเศร้าแบบนี้ทุกครั้งเลยไหม”

       ชลชีวีส่ายหน้าจนผมที่ถูกจัดทรงไว้ปอยหนึ่งร่วงลงมา “ไม่หรอกครับ…เฉพาะความทรงจำที่สะเทือนใจเท่านั้น ทุกครั้งที่ผมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ในนิมิต ความรู้สึกของคนที่ผมไปสวมรอยก็จะเป็นเหมือนความรู้สึกของผมเอง อย่างในวันนี้ตอนที่ผมกลายเป็นลูกชายเจ้าของบ้านหลังนั้น แล้วต้องเห็นแม่ของตัวเองใช้ปืนยิงพ่อต่อหน้าต่อตา…มันสะเทือนใจเสียจนผมรู้สึกว่าเด็กคนนั้นต้องมีรอยแผลในจิตใจไปตลอดชีวิต”

      โตนนท์พยักหน้าเห็นด้วย เพราะขนาดผู้ใหญ่วัยทำงานอย่างเขายังรู้สึกสะเทือนใจกับเรื่องที่ชลชีวีเล่า แล้วเด็กอายุแค่ไม่กี่ขวบจะใจสลายแค่ไหนที่ต้องเห็นภาพนั้น

       โตนนท์เห็นแววตาของชลชีวีกำลังจะเศร้าหมอกอีกครั้ง จึงพยายามเปลี่ยนเรื่องคุย

       “แล้ววันนี้ตอนที่ชลแวะเข้าไปในหมู่บ้านชาวเลกับพี่…เห็นเข้าไปเลือกของฝากอยู่นาน ได้อะไรมาบ้าง”

       ชลชีวีหันมามองหน้าโตนนท์ที่พยายามเปลี่ยนเรื่องคุย จึงคล้อยตามเรื่องที่ชายหนุ่มชวนคุยเพื่อไม่ให้คู่สนทนารู้สึกอึดอัด

       “ก็…ได้ผ้าปาเต๊ะมาสองผืน กะว่าจะเอาไปให้ยายใส่ทำบุญวันพระใหญ่สักผืนหนึ่ง…ส่วนอีกผืนจะเอาไปสั่งตัดเป็นเสื้อคอจีนให้พี่กร…พี่โตน่าจะยังไม่รู้ว่าพี่รีสอร์ตเป็นครูสอนอยู่ที่วิทยาลัยใกล้ๆบ้าน วันอังคารที่วิทยาลัยจะบังคับให้ใส่ผ้าไทย เห็นพี่กรใส่แต่ตัวเดิมทุกสัปดาห์เลยสงสาร…จะได้มีเสื้อตัวใหม่เปลี่ยนบ้าง”

     “ชลนี่เอาใจใส่คนรอบข้างดีจัง”

       “ก็คนรอบข้างเอาใจใส่ชลก่อน ไม่แปลกที่เราจะทำแบบนั้นกับเขา”

     ชลชีวีเงียบไปแล้วนึกขึ้นได้ว่าตัวเองซื้อของบางอย่างมาจากร้านขายของฝาก จึงขอตัวกลับไปที่รถแล้วเปิดกระเป๋าสะพายใบย่อมหยิบถุงพลาสติกออกมา ภายในนั้นมีสร้อยคออยู่สองเส้นที่เขาตั้งใจจะมอบให้กันตพงษ์และโตนนท์ ชายหนุ่มจึงถือโอกาสนี้มอบให้นักข่าวหนุ่มเสียเลย

      ขณะที่ชลชีวีกำลังจะเดินกลับไปที่ชายหาด สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นใครคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนม้านั่งหินอ่อนบทบาทวิถี มอบแค่แวบเดียวชลชีวีก็จำได้ว่าชายหนุ่มคนนั้นเป็นคนๆ เดียวกับพนักงานรีสอร์ตที่เขาเจอเมื่อเช้า แต่แตกต่างกันที่ตอนนี้ชายหนุ่มอยู่ในชุดกีฬาคล้ายกำลังจะมาออกกำลังกาย…แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาชลชีวีมากกว่านั้นคือด้านหลังของพนักงานรีสอร์ตคนนั้นมีเงาสีดำๆ กำลังเคลื่อนไหวไปมาอยู่ใกล้ๆ

     ชลชีวีไม่แน่ใจว่ากลุ่มก้อนพลังงานที่เขาเห็นนั้นคืออะไร แต่สีของกลุ่มก้อนพลังงานรวมถึงการเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างคุกคามทำให้คนมีจิตสัมผัสตัดสินใจเดินเข้าไปหาพนักงานคนนั้นแล้วทักทายด้วยไมตรีจิตว่า

     “สวัสดีครับ…จำผมได้ไหม ผมคือลูกค้าที่เข้าพักที่วิลล่าติดทะเล…เราเพิ่งเจอกันเมื่อเช้า”

      ชายหนุ่มในชุดกีฬามองหน้าชลชีวี เขาพยักหน้าจำได้

       “อ๋อ…คุณลูกค้านั่นเอง มาเดินเล่นริมชายหาดเหรอครับ…แล้วอาการคุณลูกค้าอีกคนที่แพ้อาหารเป็นไงบ้างครับ”

      “เมื่อตอนเที่ยงโทรไปถาม…เห็นบอกว่าอาการดีขึ้นมากแล้ว ฝากขอบคุณพนักงานคนอื่นรวมถึงทางโรงแรมด้วยนะครับที่เข้าไปดูแลให้…เอ่อ…ถ้าผมจะเสียมารยาทถามอะไรบางอย่างจะได้ไหม? ”

     พนักงานโรงแรมคนนั้นใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่งก็พยักหน้าแล้วยิ้มให้

     “ได้ครับ…ห้องพักมีปัญหาอะไรหรือเปล่า”

      ชลชีวีส่ายหน้า “ไม่ใช่เรื่องห้องพักหรอกครับ แต่ช่วงนี้รู้สึกมีอาการไม่สบายหรือเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อยๆ บ้างมั้ย”

      แม้พนักงานคนนั้นจะแสดงสีหน้าสงสัยและไม่ค่อยสบายใจกับคำถามของชลชีวี แต่เขาก็ยังฝืนยิ้มตอบว่า

      “ก็มีอาการปวดคอหน่อยๆ น่าจะเกิดจากตอนที่เข้าไปช่วยป้าแม่บ้านย้ายเตียงที่วิลล่า…คุณถามแบบนี้มีอะไรหรือเปล่า”

     “อ๋อ…เปล่าครับ แค่ถามดูเพราะว่าสีหน้าคุณไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แถมเมื่อคืนตอนที่คุณเดินเข้ามาดูเหตุการณ์ที่วิลล่าให้เห็นท่าทางเดินของคุณแปลกๆ ด้วยเหมือนกำลังเจ็บขา”

     ชลชีวีพยายามกุเรื่องขึ้นเพื่อไม่ให้ชายหนุ่มตรงหน้าสงสัยถึงที่มาของคำถาม แต่ดูเหมือนเรื่องโกหกของเขาดันไปรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวมากเกินไปจนฝ่ายนั้นสีหน้าเปลี่ยนเป็นไม่พอใจทันควัน

     “ผมไม่เป็นไรจริงๆ …ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ขอตัวก่อน”

      ฝ่ายนั้นรีบลุกขึ้นทำท่าราวจะเดินหนี แต่ชลชีวีตะโกนพูดตามหลังไปว่า

     “ผมขอโทษที่ยุ่งเรื่องส่วนตัวของคุณ…แต่ช่วงนี้ระวังตัวด้วยนะครับ…ดวงคุณไม่ค่อยดี”

      พนักงานโรงแรมนอกเครื่องแบบเดินจากไปแล้ว ชลชีวีได้แต่มองตามชายหนุ่มคนนั้นที่ห่างออกไปเรื่อยๆ เขาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงแรงสะกิดของโตนนท์ที่มายืนอยู่ข้างหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

     “มีอะไรเหรอ? แล้วคนนั้นเป็นใคร…เห็นยืนคุยด้วยตั้งนาน หน้าตาคุ้นๆ แต่นึกไม่ออก”

      “ก็พนักงานโรงแรมที่เข้ามาช่วยดูเหตุการณ์เมื่อคืนไงครับ…ผมเห็นเงาดำๆ เกาะอยู่บนหลังของเขาเลยจะเข้ามาเตือนมาว่าอาจจะเกิดเรื่องไม่ค่อยดี แต่เขาคงไม่ค่อยพอใจที่ผมถามเรื่องส่วนตัวเลยรีบเดินหนีไป”

      โตนนท์พยักหน้าพลางบอกชลชีวีถึงเรื่องที่กำลังกวนใจเขาอยู่ตอนนี้ว่า
 
      “ใกล้จะมืดแล้ว พี่ว่าจะแวะไปซื้อข้าวกับยาที่ตลาดหน่อย…ไม่รู้ไอ้กันเป็นไร โทรเท่าไหร่ก็ไม่ยอมรับสาย ข้อความก็ไม่ตอบ”

     “หลับอยู่หรือเปล่าพี่…แต่รีบกลับก็ดีเหมือนกัน จะได้เอาของฝากไปให้กัน”

      “หืม? ของฝากอะไร? ” นักข่าวหนุ่มถาม ถ้าเขาเดาไม่ผิดเหมือนจะเพิ่งเห็นชลชีวีแอบซ่อนอะไรบางอย่างไว้ด้านหลัง “แล้วนั่นซ่อนอะไรไว้…มีพิรุธนะ”

      “เปล๊า! ไม่มีอะไร”

      ตอนแรกชลชีวีคิดจะเอาของฝากไปให้โตนนท์ที่ชายหาดท่ามกลางบรรยากาศแสงสุดท้ายของวัน คงเป็นภาพที่สวยงามน่าดู แต่ตอนนี้มันเลยฤกษ์ดีไปแล้ว เขาจึงเปลี่ยนใจค่อยให้พร้อมกันตพงษ์ี่รีสอร์ตเลยทีเดียวดีกว่า

      โตนนท์คิดว่าสิ่งที่ชลชีวีแอบซ่อนไว้ด้านหลังคงเป็นของฝากที่มีให้กันตพงษ์เพียงคนเดียว ชายหนุ่มอดรู้สึกน้อยใจนิดๆ ไม่ได้ แต่พยายามเก็บอาการตามนิสัยของคนขี้เก๊ก เดินหันหลังกลับไปขึ้นรถไม่ยอมพูดไม่ยอมจา แต่นักข่าวหนุ่มคงไม่รู้ตัวว่าอาการเหล่านั้นอยู่ในสายตาของชลชีวีทั้งหมด…ยิ่งพยายามไม่แสดงออกนั่นแหละ ยิ่งชัดเจน

     คนแก่ๆ นี่…ขี้น้อยใจทุกคนหรือเปล่านะ?







     “ที่นี่ที่ไหน? ”

     กันตพงษ์ตื่นขึ้นท่ามกลางความมืด เขาจำได้ว่าครั้งล่าสุดเขาทานยาแก้แพ้เข้าไปเลยหลับเพราะฤทธิ์ยาอยู่ในห้องนอนของชลชีวี แต่ตอนนี้กลับมาตื่นอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคย ทั้งสภาพห้องและสิ่งของต่างๆก็เปลี่ยนไป

     ชายหนุ่มควานหาแว่นสายตาแต่ก็ไม่พบ เขาจึงทำได้เพียงหรี่ตามองเพื่อให้ภาพรอบข้างคมชัดขึ้นแต่ก็ช่วยอะไรได้ไม่มาก

       เขาพยายามลุกขึ้นและสัมผัสไปยังสิ่งของรอบตัวจึงเริ่มรู้สึกคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้ขึ้นมาบ้างแต่ก็ยังไม่ชัดเจน จนกระทั่งตากล้องหนุ่มเดินสะเปะสะปะเรื่อยจนถึงด้านมือของห้องเขาก็ตกใจแทบสิ้นสติ

     นี่คือห้องนอนในบ้านอาถรรพ์!

     เอาอีกแล้ว…ทำไมต้องเป็นเขาทุกทีเลยที่ต้องมาเจอเรื่องราวน่ากลัวอยู่เพียงลำพังแบบนี้ ทำไมไม่เป็นคนจิตแข็งอย่างพี่โต หรือไม่ก็คนมีจิตสัมผัสอย่างชลชีวี

     ซวยฉิบ!

     กันตพงษ์พยายามประคองสติที่เหลืออยู่น้อยนิดให้คิดหาทางแก้ไขปัญหา

     สิ่งแรกที่เขาทำคือล้วงมือเข้าไปในคอเสื้อ…โอเค…สร้อยจี้น้ำมนต์ยังอยู่ จากนั้นก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงขาสั้นที่เขาใส่นอน…มีเพียงกระดาษที่ชลชีวีจดบทสวดมนต์ไว้ให้ แต่ไม่มีโทรศัพท์มือถือ

       ตากล้องหนุ่มไม่รู้ว่าตนเองจะดีใจหรือเสียใจก่อนดีที่ยังมีบทสวดมนต์แต่ไม่มีเครื่องมือสื่อสารขอความช่วยเหลือจากโลกภายนอก เท่ากับว่าตอนนี้คฤหาสน์ทั้งหลังมีเขาอยู่เพียงคนเดียว…ไม่มีใครสามารถช่วยเขาออกไปจากที่นี่ได้

      นาทีนั้นกันตพงษ์ต้องเลือกระหว่างช็อกจนเสียสติเป็นบ้าอยู่ที่นี่ หรือเลือกที่จะกัดฟันสู้กับความกลัวแล้วหาทางเอาตัวรอด

      สัญชาตญาณแห่งการเอาตัวรอดบอกว่าเขายังเป็นบ้าไม่ได้ตราบใดที่งานของพี่โตยังไม่สำเร็จ! ไม่ว่าอย่างไรไอ้รุ่นน้องลูกไล่คนนี้จะเอาตัวรอดออกไปจากที่นี่ให้ได้แม้กลัวจนฉี่แทบราดแล้วก็ตาม!

      กันตพงษ์สูดลมหายใจเข้าเรียกกำลังแรงใจแล้วล้วงมือเข้าไปในคอเสื้อถอดสร้อยคอมาพนมมือไหว้ แล้วยื่นไปด้านหน้าราวกับจะใช้มันเป็นอาวุธต่อสู้

      ว่าแต่เขาต้องสู้กับอะไรก่อนดี ระหว่างผีกับคน!

      เอาน่า! นาทีนี้น่าจะต้องสู้กับผีก่อน…แถมยังเป็นผีที่มีฤทธิ์มากจนเคลื่อนย้ายร่างหมีๆ ของเขามาจนถึงที่นี่ได้

       เขาบอกแล้วเชียวว่าให้พี่โตกับชลชีวีเลิกเข้าไปยุ่งกับเรื่องของบ้านหลังนี้ …วันก่อนเจ้าของบ้านอุตส่าห์ไปเตือนถึงที่วิลล่าแล้วก็ยังไม่ฟัง…เป็นไงล่ะวันนี้เขาพาตัวประกันมาไว้ที่นี่เลย

       ซวยซ้ำซวยซ้อนซวยซ่อนเงื่อนของไอ้กัน…ไม่ใช่เรื่องตัวเองแท้ๆ

        ชายหนุ่มเดินไปข้างหน้าช้าๆ สายตามองซ้ายขวาด้วยความระแวดระวัง เป้าหมายของเขาคือประตูห้อง…แต่แล้วก็เกิดตัวเลือกขึ้นในความคิดอีกครั้ง

       ถ้าเลือกออกทางประตูห้องก็เท่ากับว่าเขาต้องวิ่งผ่านด่านความกลัวหลายด่านในบ้าน แต่ละทีมีเสียงร่ำลือถึงความเฮี้ยนทั้งนั้น ความรู้สึกคงเหมือนตอนโดนบังคับให้เข้าบ้านผีสิงสมัยรับน้องมหาวิทยาลัย…ซึ่งนั่นไม่ใช่ความคิดที่ดีเลย

        กับอีกทางเลือกหนึ่งคือปีนออกทางระเบียงห้องที่มีนั่งร้านติดตั้งอยู่…ไม่ต้องกลัวด่านบ้านผีสิงแต่ต้องเสี่ยงกับอันตรายที่จะตกลงไปตายกลายเป็นผีเฝ้าที่นี่แทน

       เป็นคนก็กลัวผีจะแย่อยู่แล้ว…นี่ให้ตายกลายไปเป็นครอบครัวเดียวกับผีอีก…ชีวิตหลังความตายของเขาจะน่าอนาถใจแค่ไหน

       เมื่อสถานการณ์มันบีบบังคับให้เขาต้องเลือก…ของเลือกทางที่เร็วที่สุดแล้วกัน

       เขาเลือกปีนออกทางระเบียง!

        กันตพงษ์เก็บสร้อยน้ำมนต์ใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อแล้วเดินไปทางประตูที่เปิดไปสู่ระเบียง เขาผลักออกสุดแรง

      ตึง!

       “ว๊าก!”

       เสียงตะโกนดังลั่นไปทั่วคฤหาสน์ เพราะเงาที่ยืนอยู่นอกระเบียงนั้นคือผีผู้หญิงใส่ฮียาบคนเดิม! ไม่สิ…ผีเดิม!

       จะตามจองเวรกันไปถึงไหนวะเนี่ย

       กันตพงษ์ตั้งท่าจะวิ่งหนีกับเข้าไปในห้อง

       ตุ้บ! ชายหนุ่มเสียจังหวะล้มลงกองกับพื้น…กันตพงษ์ไม่เคยสงสารหรือเวทนาตัวเองเท่าวันนี้มาก่อน สภาพของเขาที่พยายามคลานหนีผีที่ยืนอยู่นอกระเบียงดูเหมือนตัวละครโง่ๆ ในหนังผีฝรั่งเรื่องหนึ่งไม่ผิดเพี้ยน

       ยิ่งเขาพยายามคลานหนี ผีคลุมฮิยาบตัวนั้นก็ยิ่งเดินตาม!

        “อย่า…อย่าเข้ามาเลย ผมกลัวแล้ว…ผมจะทำบุญไปให้…ปล่อยผมไปเถอะ”

      เสียงลมหวีดหวิวแทรกตาช่องเขาดังมาจากภายนอกเรื่อยๆ ราวกับเสียงกรีดร้องของภูติผีปีศาจคลอไปกับเสียงพูดเยือกเย็นว่า

        “กูบอกพวกมึงแล้วใช่ไหม ว่าอย่ามายุ่งกับบ้านหลังนี้ ทำไมไม่ยอมเชื่อฟังกู…พวกมึงอยากตายกันนักใช่ไหม ได้…กูจะทำให้พวกมึงทั้งสามคนได้ตายสมใจ”

        น้ำเสียงอาฆาตแค้นแทรกเข้าไปในโสตประสาทของคนที่พยายามหนีเอาชีวิตรอดจากคำขู่

        กันตพงษ์พยายายันตัวลุกขึ้นแต่เขาก็ทำไม่ได้ เพราะเท้าข้างหนึ่งของเขาดันพลิกตอนที่ล้มลง ชายหนุ่มตะเกียกตะกายเอาตัวรอดเต็มที่ เมื่อพลิกตัวหันกลับมามอง ผีตนนั้นกำลังโน้มตัวลงมาจะบีบคอเขา กันตพงษ์ร้องลั่น

        แต่เสี้ยววินาทีนั้นเองเขานึกขึ้นได้ว่าในกระเป๋าเสื้อมีสร้อยจี้น้ำมนต์ที่ชลชีวีให้ไว้ เขารีบล้วงออกมาแล้วยื่นไปสัมผัสกับมือคู่นั้นของหล่อน

       นิ่ง!

       นิ่งไปทั้งคนและผี!

       ทำไมไม่กลัวล่ะ..ทำไมไม่มีเสียงกรีดร้องหรือแม้แต่ปฏิกริยาใดใดตอบกลับมาจากผีตนนั้น หล่อนเพียงแต่นิ่งค้างราวกับตั้งตารอดูว่ากันตพงษ์จะงัดไม้ไหนออกมาสู้ต่อ

      ตากล้องหนุ่มใช้โอกาสนั้นรีบลุกขึ้นมาแล้ววิ่งไปยืนอีกฝั่งหนึ่งของห้อง เฝ้าถามตัวเองว่าทำไมสร้อยคอจึงช่วยอะไรเขาไม่ได้ หรือเป็นเพราะเขาเองที่ใช้ไม่ถูกวิธี…กันตพงษ์นึกย้อนกลับไปวันที่เขาเคยเห็นชลชีวีใช้งานสร้อยเส้นนี้…จำได้แล้ว ชลสวดมนต์ก่อนจะใช้มัน

       กันตพงษ์รีบล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงดึงเอากระดาษแผ่นที่ชลชีวีจดไว้ให้ออกมาดู  พยายามหรี่ตาอ่านลายมือตัวบรรจงของชลชีวี

        ผีคลุมฮิยาบเดินเข้ามาช้าๆ คล้ายจะท้าทายกับอำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่กันตพงษ์พยายามทำพิธี แต่ท่าทางงกๆ เงิ่นๆ ของกันตพงษ์คงทำให้ผีตนนั้นมั่นใจ…แกไม่มีวันทำอะไรข้าได้!

       เสร็จแล้ว…กันตพงษ์มั่นใจว่าครั้งนี้ต้องสำเร็จ เพราะเขาพยายามท่องบทสวดมนต์นั้นให้ครบทุกพยางค์ เขาสูดลมให้ใจเข้าลึก ก่อนจะทำในสิ่งที่เขาไม่เคยคิดว่าจะกล้าทำมาตลอดทั้งชีวิต

       ชายหนุ่มตะโกนลั่น…พุ่งเข้าหาผีตนนั้นพร้อมสร้อยในมือ!

        ตุบ!

         ทั้งคนทั้งผีล้มลงไปกองกับพื้น…กันตพงษ์ลืมตาขึ้นก็พบว่าตัวเองกำลังนอนทับผีอยู่ กำลังจะยันตัวลุกออกห่างแต่ก็ต้องแปลกใจ ทำไมเนื้อตัวผีมันถึงอุ่นและนุ่มราวกับมีเนื้อหนังมังสาไม่ต่างจากคน

        เขาคิดอะไรได้บางอย่าง…ผีคลุมฮิยาบที่ปีนขึ้นห้องเขาเมื่อคืนวานทิ้งทั้งรอยเท้าแล้วชายเสื้อไว้ แล้ววันนี้ยังตัวอุ่นอีก…หรือว่าข้อสันนิษฐานที่โตนนท์ว่าไว้จะเป็นจริง

         “อึก!” เสียงดังมาจากลำคอของผีที่กันตพงษ์นอนทับอยู่

      กันตพงษ์แน่ใจแล้วว่าร่างที่อยู่ด้านล่างเป็นคน เขาจึงใช้โอกาสนั้นลุกขึ้นก่อน แล้วต่อยไปที่ท้องหนึ่งทีแล้วกระชากคอเสื้อขึ้นมาถามว่า

        “มึงเป็นใคร…มึงทำแบบนี้ต้องการอะไร…บอกกูมา!”

       ผีที่จำนนต่อหลักฐานพยายามผลักร่างที่ทับมันอยู่ออก แต่ก็ยากเย็นเพราะกันตพงษ์ค่อนข้างจ้าวเนื้อซึ่งนั่นกลายเป็นข้อได้เปรียบในเวลานี้

        กันตพงษ์พลิกร่างนั่นให้คว่ำลง จับแขนทั้งสองข้างมาไพล่หลังไว้แล้วใช้เข่าทับล็อกร่างนั้นไม่ให้ขยับหนี ผีที่อยู่ด้านล่างพยายามหลบหนีแต่ก็ไม่สำเร็จ

       “ไหน…ขอดูหน่อยสิว่าหน้าผีใต้ผ้าคลุมจะเป็นยังไง”

      “ปล่อยกูสิวะ…ไอ้เด็กเปรต”

        “ห้ะ! เสียงผู้หญิง? ”

       กันตพงษ์ผละตัวออกจากร่างนั้นทันทีเมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังล็อกร่างผู้หญิงอยู่ และนั่นก็เป็นจังหวะที่ร่างนั้นพลิกตัวขึ้นมาแล้วถีบเข้าไปที่หน้าอกอย่างแรงจนกันตพงษ์หงายหลังล้มลง

      ตากล้องหนุ่มรีบลุกขึ้นแต่ก็ต้องหยุด เพราะปากกระบอกปืนกำลังจ่ออยู่ที่ศีรษะของเขา

        “กูบอกมึงแล้วใช่มั้ย ว่าอย่ามายุ่งกับบ้านหลังนี้!”

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-07-2021 15:44:09 โดย Simply.sun »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 505
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Simply.sun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
                                                         ตอนที่ 12 โชคร้ายอีกครั้งของกันตพงษ์

    “พวกคุณรักษาความปลอดภัยกันยังไง น้องผมหายไปทั้งคนทำไมไม่มีใครรู้…ถ้าน้องผมเป็นอะไรแม้แต่ปลายนิ้ว ผมจะฟ้องรีสอร์ตพวกคุณแล้วลงข่าวประจานให้ทุกคนรู้ว่าระบบการรักษาความปลอดภัยที่นี่มันห่วยแค่ไหน”

     เสียงเกรี้ยวกราดของโตนนท์ดังไปทั่วหน้าวิลล่าจนแขกหลายคนที่พักในบริเวณใกล้เคียงกันเดินออกมาดู

    ผู้จัดการรีสอร์ตสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เดินเข้ามายกมือไหว้ขอโทษคนที่กำลังอารมณ์ร้อนอีกครั้งตามหน้าที่แล้วอธิบายว่า

    “ผมต้องขอโทษอีกครั้งกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนและวันนี้ด้วยนะครับ เราให้รปภ. ตรวจดูกล้องวงจรปิดทุกจุดแล้วแต่ก็ไม่มีการเดินทางเข้าออกในช่วงเวลาที่คุณกันตพงษ์หายไปเลย จึงเป็นไปได้ว่าคนร้ายน่าจะพาตัวคุณกันตพงษ์ออกไปทางอื่น ขอโทษจริงๆ ครับ”

     “เหอะ…ขอโทษแล้วน้องผมจะกลับมาไหม…มันเป็นไปได้ยังไงที่ห้องถูกงัดถูกรื้อจนของเพ่นพ่านขนาดนั้นแล้วจะไม่มีใครได้ยิน ผมว่าคนในรีสอร์ตต้องมีส่วนรู้เห็นกับไอ้ผีปลอมนั่นและการหายตัวไปของน้องชายผมแน่”

    “ใจเย็นๆ ก่อนนะพี่…ผมว่าพี่พูดแรงเกินไปแล้ว…เราไม่ได้มีหลักฐานมากขนาดนั้น เดี๋ยวทางรีสอร์ตจะฟ้องเราข้อหาหมิ่นประมาทเอาได้…ผมต้องขอโทษแทนพี่ชายผมด้วยนะครับที่พูดแรงเกินไป” ชลชีวีพยายามเตือนสติโตนนท์ที่กำลังอาละวาด

     เขาก็พอรู้มาบ้างว่าโตนนท์เป็นคนจ้าวอารมณ์ แต่ก็ไม่นึกว่าจะรุนแรงถึงเพียงนี้ เขาจึงเดินเข้าไปจับแขนของนักข่าวหนุ่มไว้แล้วหันไปพูดกับผู้จัดการที่ยืนสีหน้าลำบากใจอยู่ว่า

    “ผมเข้าใจครับว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่รบกวนคุณผู้จัดการช่วยเช็กให้อีกทีได้ไหมครับว่าพอจะมีทางไหนบ้างที่คนร้ายจะพาตัวเพื่อนผมออกไปจากรีสอร์ต”

    โตนนท์ยืนทำหน้าไม่พอใจแต่ก็ยอมหยุดฟังคำตอบจากผู้จัดการ

     “ถ้ารอบๆ รีสอร์ตของเราไม่มีทางที่จะพาคนทั้งคนออกไปได้แน่ครับ เพราะเราล้อมรั้วไว้ทั้งหมด แถมนอกรั้วยังเป็นป่ารกที่แทบจะไม่มีใครบุกเข้าไปได้…ยกเว้นอยู่ช่วงเดียวเท่านั้นที่เราไม่ได้สร้างรั้วล้อมไว้” ผู้จัดการเงียบไปชั่วขณะแล้วผายมือเชิญโตนนท์พร้อมชลชีวีให้เดินตามเขาไปยังบริเวณหลังวิลล่าที่พวกเขาพักอยู่

     “ยกเว้นเพียงตรงหน้าตรงนี้เท่านั้นที่ไม่ได้มีรั้วกั้นอยู่เพราะทางรีสอร์ตคิดว่าคงไม่มีใครปีนขึ้นมาได้”

     โตนนท์มองหน้าชลชีวีราวกับใช้ความคิด ชลชีวีนึกบางอย่างออกแต่ยังไม่แน่ใจจึงถามออกมาเชิงปรึกษาว่า “คุณผู้จัดการพอจะรู้จักหรือมีพนักงานในรีสอร์ทที่เป็นคนในพื้นที่บ้างไหมครับ บางทีอาจจะขอคำปรึกษาเรื่องเส้นทางการลักพาตัวได้”

     ผู้จัดการรีสอร์ตนึกอยู่ครู่หนึ่งจึงหันไปบอกให้พนักงานคนหนึ่งไปตามใครบางคนมา ชลชีวีรู้สึกคุ้นชื่อคนที่ผู้จัดการให้ไปตามแต่ก็ไม่มีเวลานึกเพราะต้องหันไปห้ามคนใจร้อนที่เริ่มจะตำหนิผู้จัดการและพนักงานอีกครั้ง

    ชลชีวีหันกลับไปมองทางวิลล่าหลังที่เขาพักอาศัยอยู่…เขาลองอ่านความทรงจำของสิ่งของที่อยู่ในห้องแล้ว แต่ก็เห็นเพียงภาพของกันตพงษ์ที่ถูกป้ายยาสลบโดยใครคนหนึ่งที่ปิดบังอำพรางอัตลักษณ์ไว้ แล้วนำร่างของกันตพงษ์ออกไปจากห้อง แล้วภาพทุกอย่างก็สิ้นสุดลงแค่นั้น

     เวลาผ่านไปไม่นานก็มีใครคนหนึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามายังบริเวณหน้าผาที่พวกเขายืนอยู่ เมื่อชลชีวีเห็นใบหน้าของผู้มาใหม่ก็จำได้ทันทีว่าเป็นพนักงานที่เขาเจอริมชายหาดเมื่อตอนเย็น แต่ฝ่ายนั้นดูร้อนใจและไม่ได้สนใจการทักทายของเขาเท่าไหร่

    “เป็นไปได้มั้ยที่จะมีใครสักคนแบกร่างใครลงไปทางหน้าผานี่” โตนนท์ถามอย่างพยายามระงับอารมณ์ พนักงานรีสอร์ตคนนั้นเดินไปชะเง้อมองลงไปด้านล่างแล้วจึงหันมาพูดว่า

    “แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย…เพราะหน้าผาทั้งสูงทั้งชัน คงไม่มีใครกล้าเอาชีวิตมาเสี่ยงลักพาตัวญาติของคุณลงไปทางนี้”

    “แทบจะไม่ได้เลย…งั้นก็แสดงว่ายังเป็นไปได้? ” โตนนท์ถามกลับ

     พนักงานคนนั้นถอนหายใจเดินผ่านหน้าโตนนท์ออกมา “แทบจะเป็นไปไม่ได้…นอกเสียจากคนโง่เท่านั้นที่จะเลือกเอาชีวิตตัวเองมาเสียงที่หน้าผานี้”

     “แล้วถ้าคนโง่คนนั้นมันได้รับความช่วยเหลือจากคนในรีสอร์ตที่รู้จักเส้นทางดีล่ะ”โตนนท์ถามประชด

     “คุณหมายความว่ายังไง…หมายถึงผมใช่มั้ย คนในที่คุณว่า”

    “ก็มันน่าสงสัยมั้ยล่ะ…เมื่อคืนตอนที่ไอ้ผีปลอมนั่นมันหนีไป…นายก็ปรากฏตัวขึ้นเป็นคนแรก แถมท่าเดินยังกะเผลกๆ คงเพราะพลางตกลงไปตอนหนีใช่มั้ย”

    “คุณกำลังกล่าวหาผมอยู่นะ”

    พนักงานคนนั้นท่าทางโมโหจนควันออกหูเพราะถูกกล่าวหา เดินเข้าไปใกล้โตนนท์อย่างท้าทายจนชลชีวีต้องเข้ามาแทรกกลางเพราะนักข่าวหนุ่มเองก็เดินตรงมาด้วยท่าทางหาเรื่องเช่นกัน

    “พอก่อน!…นี่ไม่ใช่เวลามาทะเลาะกันนะ มาช่วยแกะรอยหาคนร้ายกันก่อนที่จะสายเกินไป…พี่โตใจเย็นหน่อยไม่ได้หรือไงพี่ ถือว่าผมขอร้องนะ”

    ชลชีวีขอร้องคนที่กำลังอารมณ์ร้อนแล้วหันมาถามพนักงานรีสอร์ตผู้ชินเส้นนั้นว่า

    “คุณช่วยพวกเราแกะรอยเถอะนะครับ ถือว่าผมขอร้อง…นอกจากได้ช่วยคนแล้ว ยังได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของคุณและรีสอร์ตด้วยว่าไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับการลักพาตัวเพื่อนผมในครั้งนี้”

    แม้พนักงานรีสอร์ตคนนั้นยังแสดงออกว่าไม่ค่อยพอใจพวกเขา แต่เมื่อผู้จัดการดึงตัวเขาไปคุยเป็นการส่วนตัวอยู่ครู่หนึ่งจึงยอมตกลงช่วยแกะรอยการหายตัวไปของกันตพงษ์

    ชลชีวีจำชื่อพนักงานคนนั้นได้จากการสังเกตป้ายชื่อเมื่อเช้าว่าเขาชื่อสันติ หรือที่ผู้จัดการโรงแรมเรียกว่านายสัน เป็นผู้ชายรูปร่างใหญ่แข็งแรงเพราะการออกกำลังกาย ผิวขาวเหลืองแตกต่างจากคนในพื้นที่แต่กลับพูดภาษาท้องถิ่นได้อย่างคล่องแคล่ว เขาขับรถพาชลชีวีและโตนนท์พร้อมทั้งผู้จัดการโรงแรมมาตามทางที่เชื่อมไปยังด้านล่างของหน้าผา เมื่อมาถึงทางตันเขาก็ใช้ไฟฉายส่องไปสำรวจบริเวณหน้าผาและโขดหินทั้งหมดก็ไร้ร่องรอยการติดตั้งอุปกรณ์ลำเลียงคนหรือปีนผา มิหนำซ้ำบริเวณด้านล่างยังเป็นโขดหินสีดำทะมึนที่ถ้ามีคนตกลงมาก็ไม่มีทางรอดชีวิตได้แน่นอน

    โตนนท์เห็นว่าพื้นที่ด้านล่างหน้าผายังว่างเปล่าไร้ร่องรอยของคนที่หายไปใจหนึ่งก็รู้สึกหมดหวัง แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกโล่งใจเพราะอย่างน้อยก็แสดงว่าตอนนี้กันตพงษ์ยังคงปลอดภัยอยู่

   ชลชีวีพยายามนึกว่าสาเหตุใดที่จะทำให้กันตพงษ์ถูกลักพาตัว เมื่อลองไล่เรียงเรื่องราวดูแล้ว ตั้งแต่ที่พวกเขาเดินทางมาถึงเกาะนุ้ยก็ไม่เคยมีเรื่องเขม่นกับใคร อาจจะมีปัญหาอยู่บ้างก็แค่ตอนที่ผีปลอมเข้ามาหลอกกันตพงษ์ เมื่อนึกทบทวนถึงเหตุการณ์ที่เขาเห็นในนิมิตจากการสัมผัสร่างของกันตพงษ์เมื่อคืนวาน ผีตนนั้นบอกกันตพงษ์ว่าอย่ายุ่งกับเรื่องของหล่อน…แล้วเรื่องที่ว่ามันคือเรื่องอะไรกันแน่

    เมื่อตอนเช้าก่อนที่เขาจะเดินทางไปลงพื้นที่…กันตพงษ์ได้พูดเป็นนัยๆ ว่าให้โตนนท์เปลี่ยนหัวข้อข่าวหรือสถานที่ในการทำข่าวใหม่ เพราะคนในพื้นที่รวมถึงเจ้าของบ้านเขาอาจจะไม่เต็มใจให้พวกเขาเปิดเผยเรื่องราวบนเกาะนี้มากเกินไป แต่โตนนท์ก็ไม่ได้สนใจสิ่งที่รุ่นน้องตัวเองพูดเพราะมัวแต่ใจจดใจจ่ออยู่กับรายชื่อผู้ที่เคยมีประสบการณ์หลอนจากบ้านหลังนั้น

    หรือว่าเรื่องที่ผีตนนั้นมาเตือนว่าอย่ายุ่ง…จะเกี่ยวกับการหายตัวไปของกันตพงษ์

     เขารีบบอกข้อสันนิษฐานของตัวเองให้โตนนท์รับรู้ นักข่าวหนุ่มเห็นด้วยว่าสิ่งที่ชลชีวีพูดอาจเป็นไปได้ พวกเขาควรไปหาตัวกันตพงษ์ที่จุดเริ่มต้นของการเดินทางมาเกาะนุ้ยในครั้งนี้

     ในครั้งแรกที่โตนนท์บอกว่าเขาจะไปที่บ้านอาถรรพ์ ทั้งสันติและผู้จัดการรีสอร์ตก็สีหน้าเปลี่ยนไป เขาทั้งสองบอกว่าคนแถวนี้ไม่มีใครกล้าเข้าไปที่นั่นในเวลากลางคืนเพราะกลัวคำร่ำลือถึงความเฮี้ยนของบ้านหลังนั้น ยิ่งชลชีวีเห็นท่าทางขวัญหนีดีฝ่อของผู้จัดการรีสอร์ตก็มั่นใจว่าเขาไม่ต้องการร่วมเดินทางไปด้วยแน่ จึงไม่บังคับใจชายหนุ่มคนนั้น แต่สันติกลับแสดงท่าทีแตกต่างกัน…เขายืนยันจะร่วมเดินทางไปพิสูจน์ความจริงว่ากันตพงษ์ถูกลักพาตัวไปไว้ที่คฤหาสน์อาถรรพ์จริงหรือเปล่า

ออฟไลน์ Simply.sun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0

    สันติแวะส่งผู้จัดการรีสอร์ตเสร็จแล้วจึงหันไปบอกกับโตนนท์และชลชีวีว่าเขาขอแวะเข้าไปเอาของบางอย่างในห้องพักพนักงาน แล้วรับอาสาเป็นคนขับรถพาชายหนุ่มทั้งสองคนไปยังคฤหาสน์อาถรรพ์

    ชลชีวีที่นั่งอยู่เบาะหลังของรถกระบะภาวนาให้ฝนที่ตั้งเค้าอยู่ตอนนี้อย่าตกลงมา เพราะจะทำให้การเดินทางและตามหาตัวกันตพงษ์นั้นยากขึ้นอีกหลายเท่า เขาอยากจะสารภาพกับโตนนท์ตรงๆ ว่าตัวเองมีลางสังหรณ์ว่าจะเกิดเรื่องได้ดีขึ้น แต่เห็นว่านักข่าวหนุ่มคงมีเรื่องกลุ้มใจมากพออยู่แล้วจึงเก็บไว้ในใจ

    รถกระบะคันนั้นเลี้ยวเข้าไปจอดในบริเวณบ้านอาถรรพ์ได้ประจวบเหมาะพอดีกับที่ฝนห่าใหญ่เทลงมาราวกับฟ้ารั่ว สันติส่งไฟฉายกระบอกหนึ่งให้โตนนท์จากนั้นชายหนุ่มทั้งสามก็รีบลงจากรถวิ่งเข้าไปในบ้านทันที

    ช่วงจังหวะที่วิ่งลงจากรถนั้นชลชีวีเห็นชายเสื้อของสันติเลิกขึ้น ที่เอวของเขามีปืนพกเหน็บอยู่จึงรู้สึกแปลกใจว่าทำไมพนักงานโรงแรมจึงต้องมีปืนพกประจำตัว

     สันติหันมองหน้าโตนนท์ราวจะส่งสัญญาณบางอย่าง เขาใช้นิ้วชี้จิ้มไปที่หน้าอกตัวเองแล้วชี้ไปทางบันไดเพื่อบอกว่าเขาจะขึ้นไปสำรวจชั้นบน ให้โตนนท์และชลชีวีสำรวจบริเวณด้านล่าง เมื่อเห็นชลชีวีพยักหน้า สันติจึงเดินย่องขึ้นไปทางบันไดราวกับชำนาญการบุกเข้าสถานที่ที่มีตัวประกัน

    โตนนท์ส่งไฟฉายให้ชลชีวีแล้วเปิดชายเสื้อดึงเอาปืนมาถือไว้ในมือเพื่อเตรียมพร้อมกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ชลชีวีจึงทำหน้าที่เป็นคนส่องไฟฉายเคียงข้างไปกับนักข่าวหนุ่ม เข้าไปสำรวจชั้นล่างของบ้านแต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ ชลชีวีพยายามลองตั้งสมาธิเผื่อสัมผัสกับพลังงานต่างๆ แต่ก็ไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของพลังงานเหนือธรรมชาติใดๆ

    กระทั่งมีเสียงการต่อสู้เกิดขึ้นที่ชั้นบนของบ้าน ชลชีวีและโตนนท์จึงรีบวิ่งขึ้นบันไดไปชั้นสองเพราะคิดว่าคงเกิดเหตุร้ายกับสันติ เมื่อชายหนุ่มทั้งสองเปิดประตูห้องหนึ่งเข้าไปก็พบว่าสันติกำลังพยายามดิ้นรนเอาตัวรอดจากการต่อยหน้าของคนร้ายที่สวมแมสปกปิดใบหน้าไว้ โตนนท์ยกปืนขึ้นจ่อไปที่ร่างนั้นแล้วส่งเสียงเตือนว่า

    “ปล่อยเขาเดี๋ยวนี้...ไม่งั้นกูยิง”

     ได้ผล...คนร้ายชะงักนิ่งไปแล้วผละออกจากร่างของสันติ

    ชลชีวีเข้าไปช่วยพยุงร่างสันติมายืนรวมกัน

    แสงสว่างวาบจากภายนอกสาดเข้ามาเป็นระยะทำให้ชายหนุ่มทั้งสามพอจะมองเห็นได้ว่าคนร้ายคงเป็นผู้ชายเพราะรูปร่างสูงใหญ่ โตนนท์หันกระบอกปืนไปยังร่างนั้นแล้วตะโกนถามว่า

     “มึงเป็นใคร...มึงลักพาตัวน้องกูมาใช่มั้ย...ทำแบบนี้ต้องการอะไร”

    คนร้ายที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามไม่ได้มีทีท่าหวาดกลัวท่าทางขู่ของโตนนท์ กลับกันยังหัวเราะออกมาอย่างไม่ยี่หระ “พวกกูเตือนมึงแล้วว่าอย่ามายุ่งกับบ้านหลังนี้ แต่พวกมึงก็ไม่เชื่อ…ใครหน้าไหนที่มันคิดทำลายบ้านหลังนี้ ต้องมีจุดจบเหมือนกับคือต้องตาย!”

    เมื่อได้ยินคำว่าตาย...ชลชีวียอมรับว่าใจเขาแทบร่วงลงไปอยู่ตาตุ่มเพราะกลัวจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับเพื่อน….แต่เมื่อมีเงาของคนสองคนเดินออกมาจากหลังระเบียงเขาก็ค่อยใจชื้นขึ้นมาบ้างเพราะหนึ่งในนั้นคือกันตพงษ์ แต่ก็เบาใจได้แค่แวบเดียวเพราะร่างของกันตพงษ์ถูกล็อกคอไว้และมีปากกระบอกจ่ออยู่ที่ศีรษะโดยคนร้ายที่เป็นผู้หญิง!

     นี่มันอะไรกัน...คนร้ายสองคนนี้เป็นใคร

    “วางปืนลง...ถ้าพวกมึงไม่วางกูระเบิดสมองน้องมึงแน่”

     เสียงเล็กแหลมของคนร้ายที่ล็อกคอกันตพงษ์บอกให้โตนนท์ลดปืนลง หล่อนใช้ปากกระบอกปืนกดลงไปที่ขมับของตากล้องหนุ่มจนฝ่ายนั้นหลับตาปี๋ื แต่ก็ไม่ยอมหลุดปากขอร้องให้โตนนท์ลดปืนตำคำสั่งคนร้าย ทำให้โตนนท์ยิ่งรู้สึกผิดว่าเขาต้องเอาชีวิตรุ่นน้องมาเสียงขนาดนี้ เขาจึงตัดสินใจวางปืนลงกับพื้นแล้วชูมือขึ้น

     คนร้ายที่เป็นผู้ชายพลิกกลับมาเป็นฝ่ายคุมเกมแทน เขาเข้ามาหยิบปืนกระบอกนั้นแล้วหันปากกระบอกปืนไปที่สามหนุ่มแล้วพูดว่า

    “กูจะเริ่มจัดการจากหัวใครก่อนดี...มึง…” เขาหันปากกระบอกปืนไปทางโตนนท์ “หรือว่ามึง”

      แม้จะอยู่ในสถานการณ์คับขันแต่ชลชีวีก็ไม่ได้แสดงท่าทางหวาดกลัวออกมา เขาจ้องนิ่งเข้าไปในดวงตาของคนถือปืน...ชั่วเสี้ยววินาที ชลชีวีเห็นแววตาบางอย่างที่คุ้นเคยราวกับเคยเห็นมาก่อน แววตาที่เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานจากบาดแผลในอดีตและรอยแห่งความวิปโยคที่คนเป็นแม่สลักไว้ในหัวใจของคนตรงหน้า

    “คุณคือ...ลูกชายเจ้าของบ้านคนแรกใช่ไหม? ”

     คำพูดของชลชีวีเปรียบเสมือนเข็มที่จิ้มลงไปบนแผลจนคนฟังจนสะดุ้ง คนร้ายทั้งสองคนแสดงสีหน้าตกใจไม่แพ้กัน

    “มึงรู้ได้ยังไง? ” คนร้ายผู้ชายแสดงพิรุธออกมาอย่างชัดเจน ชลชีวีจึงแน่ใจในข้อสันนิษฐานของตัวเอง เขาหันไปมองยังร่างของคนร้ายผู้หญิงที่ยืนล็อกคอกันตพงษ์อยู่

     “แสดงว่าคุณอีกคนก็คือน้องอุ่น...ใช่ไหมครับ”

     ยิ่งเห็นแววตาวาวโรจน์ของหล่อนชลชีวีก็รู้ได้ทันทีว่าเขาคงเดาถูก...คนร้ายทั้งสองคนคืออดีตลูกชายและลูกสาวของเจ้าของบ้าน

     “มึงรู้ได้ยังไง...ตอบกูมาว่ามึงรู้ได้ไง!” เสียงคนร้ายผู้หญิงตะโกนลั่นราวกันคนเสียสติ ปากกระบอกปืนยิ่งกดลงไปบนขมับของกันตพงษ์

     ชลชีวีพยายามมองหน้าโตนนท์และสันติเชิงบอกว่าเขาขอคุยกับคนร้ายทั้งสองคนเอง แล้วจึงก้าวออกไปข้างหน้าช้าๆ

     “ผมขอร้องได้ไหม...ได้โปรดปล่อยเพื่อนของผมมา แล้วพวกผมสัญญาว่าจะไม่ยุ่งกับบ้านหลังนี้อีก….มันไม่สำคัญหรอกครับว่าผมรู้ได้ยังไงว่าพวกคุณเป็นใคร...แต่ผมรู้ว่าในอดีตพวกคุณทั้งสองคนคงเจอเรื่องราวเลวร้ายมามาก แต่ละเรื่องคงจะฝังอยู่ในความทรงจำอันเลวร้ายตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ผมเข้าใจความเจ็บปวดของพวกคุณทั้งสองพี่น้อง”

      คนร้ายผู้เป็นพี่ชายถอยร่นไปยืนข้างน้องสาวตัวเอง เขาหันปากกระบอกปืนมาทางชลชีวีแล้วพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเทาว่า

      “มึงไม่มีทางรู้หรอกว่าพวกกูสองคนต้องผ่านอะไรมาบ้าง กูต้องเห็นแม่ฆ่าพ่อตัวเอง...ต้องถูกญาติที่เข้ามาเป็นผู้จัดการมรดกฮุบเอาสมบัติทุกชิ้นไป รวมถึงบ้านหลังนี้ด้วย...กูถูกเลี้ยงเหมือนขอทาน ถูกทุบตีเหมือนเป็นสัตว์ตัวหนึ่ง กูต้องเฝ้าทนมองบ้านหลังนี้ถูกขายเปลี่ยนมือให้คนนั้นคนนี้โดยที่กูทำอะไรไม่ได้เลย เด็กโง่ๆ สองคนจะมีปัญญาที่ไหนมาซื้อบ้านหลังนี้คืนจากไอ้พวกหน้าเลือด...กูจึงต้องพยายามขัดขวางพวกมันให้ถึงที่สุด กูกับน้องสาวต้องกุเรื่องผีสิงบ้านหลังนี้เพื่อให้คนกลัวและพากันร่ำลือว่าบ้านหลังนี้มีผี จะได้ไม่มีใครกล้ามายุ่งกับบ้านหลังนี้อีกอีก...รอวันที่กูกับน้องสาวจะมีปัญญาหาเงินมาซื้อบ้านของกูคืน…” แม้น้ำเสียงคนร้ายผู้ชายจะเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น แต่ก็เจือแววแห่งความเศร้าโศกโหยหาความอบอุ่นของครอบครัวในวัยเด็ก

     ชลชีวีสังเกตเห็นว่าน้องสาวคนร้ายคงรู้สึกสะเทือนใจไม่แพ้กัน แต่ละคำพูดของพี่ชายเข้าไปย้ำเตือนความทรงจำอันเลวร้ายของหล่อนจนเผลอคลายแขนที่ล็อกคอกันตพงษ์อยู่

     “ชาวบ้านต่างพากันลือว่าที่ไอ้เจ้าของบ้านคนเก่ามันตายเพราะโดนผีหลอกจนหัวใจวาย...แต่กูไม่ได้ทำ...มันตายเพราะโรคประจำตัวของมันเอง...ส่วนเมียของมันถ้าไม่มัวแต่ไปสังสรรค์เพราะดีใจที่ได้มรดกกองใหญ่จากสามีแล้วเมามายขับรถตกหน้าผา ป่านนี้มันคงยังจะเสวยสุขพาเด็กผู้ชายมากินในบ้านหลังนี้สร้างความอุบาทว์ในบ้านของพ่อแม่กู...มันตายเพราะการกระทำของพวกมันเอง ไม่เกี่ยวกับกู...ส่วนไอ้คนงานที่ตกลงมา...มันเข้ามาขโมยของในบ้านหลังนี้หลายครั้ง กูพยายามทำเป็นไม่สนใจ แต่คืนนั้นมันเข้ามาขโมยสร้อยคอของแม่กู...สมบัติชิ้นสุดท้ายที่ไม่มีใครค้นพบ...กูกำลังจะเข้ามาเอาสร้อยคืน แต่มันก็ร้องออกมาเองบอกว่าเห็นผี...คงเพราะฤทธิ์ยาที่มันเสพเข้าไปจนคลั่ง...แล้วตอนที่มันตกลงมาจากหลังคา คืนนั้นกูแค่ให้น้องสาวปลอมตัวเป็นผีเข้าไปหลอกมันที่บ้าน...มันกำลังเสพยาอยู่เลยหลอนจนคิดไปเองว่าผีตามมา วันต่อมาเลยแล้วพลาดตกลงมาตายเอง...สมน้ำหน้ามัน”

     ผู้เป็นพี่ชายหัวเราะออกมาราวกับสะใจที่ตัวเองสามารถกำจัดศัตรูที่คิดร้ายกับบ้านหลังนี้ได้

     เหลือก็แต่เพียงคนกลุ่มสุดท้ายที่พยายามจะเข้ามาเปิดโปงเรื่องราวของบ้านอาถรรพ์ที่เขาพยายามกุเรื่องขึ้น...ถ้าความจริงเปิดเผยออกมาว่าแท้จริงแล้วบ้านหลังนี้ไม่มีผี...คนก็จะรุมแห่กันเข้ามาประมูลบ้านหลังนี้แล้วเปลี่ยนเป็นโรงแรมเหมือนที่หลายคนเคยมาติดต่อขอซื้อจากเจ้าของบ้านคนปัจจุบัน

     เขาไม่ต้องการให้ใครเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ใดใดจากบ้านหลังนี้อีก...เขาต้องการให้ให้ของทุกอย่าง พื้นที่ทุกตารางนิ้วอยู่เหมือนเดิม...เหมือนตอนที่เขาเคยมีความสุขในวัยเด็ก

     “กูพยายามทำทุกทางเพื่อไม่ให้ใครเข้ามาซื้อบ้านหลังนี้...แต่พวกมึงเสือกยื่นจมูกเข้ามายุ่งในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง...กูส่งน้องสาวปลอมเป็นผีไปเตือนที่รีสอร์ตพวกมึงก็ไม่ฟัง ได้!....ในเมื่อที่ผ่านมากูสร้างเรื่องโกหกขึ้นมาแล้วไม่มีใครเชื่อ...งั้นวันนี้กูจะทำให้พวกมึงกลายเป็นผีเฝ้าอยู่ที่นี่จริงๆ ”

     คนร้ายผู้ชายกำลังจะเหนี่ยวไกปืน แต่กันตพงษ์ที่ได้รอจังหวะอยู่นานแล้วจับแขนข้างที่ล็อกคอเขาอยู่แล้วเหวี่ยงร่างน้องสาวจนล้มกองลงกับพื้นแล้วรีบเข้าไปแย่งกระบอกปืนมาจากมือของหล่อนแล้วไปรวมกลุ่มกับโตนนท์

     แต่ก็ช้าไปเสียแล้วเพราะคนร้ายพี่ชายไวพุ่งเข้ามาล็อคคอชลชีวีไว้แล้วใช้ปากกระบอกปืนจ่อไปที่ศีรษะของชายหนุ่ม

      “มึงอย่าเข้ามา ไม่งั้นไอ้รู้มากนี่ตายแน่”

    โตนนท์ยิ่งดวงตาวาวโรจน์เมื่อเห็นคนตัวผอมถูกล็อกคอไว้แน่น เขาแทบจะพุ่งเข้าไปสู้กับคนร้ายตัวต่อตัวแต่ถูกสันติดังรั้งไว้เพราะเขารู้ดีว่าโตนนท์ไม่มีทางสู้กับคนมีปืนได้ เขาพยายามบอกให้โตนนท์ใจเย็นลงแล้วหันไปส่งสายตาให้กันตพงษ์มายืนข้างเขาแล้วเปิดชายเสื้อขึ้นเพื่อให้เห็นว่าเขามีปืนพกอยู่

    ด้านคนร้ายเมื่อเห็นว่าชลชีวีคงเป็นคนสำคัญต่อความรู้สึกของโตนนท์ก็ยิ่งได้ใจ เขาจึงลากตัวกันตพงษ์เลี่ยงคนกลุ่มนั้นออกมาทางประตูแล้วสั่งว่าอย่าตามมาตามมา ไม่เช่นนั้นจะเกิดอันตรายกับชลชีวี

     เมื่อคนร้ายทั้งสองพาชลชีวีออกไปจากห้องนั้น โตนนท์ก็แทบคลั่งด้วยความเป็นห่วง ชายหนุ่มร้องตะโกนออกมาด้วยความโมโหจนกันตพงษ์ต้องเดินเข้ามาบอกให้ใจเย็น ค่อยๆ หาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

     สันติที่ดูจะมีสติที่สุดในที่นั่นรับอาสาว่าเขาจะเป็นคนแกะรอยให้เองว่าคนร้ายพาชลชีวีไปทางไหน แต่เขาก็ออกตัวว่าการออกแกะรอยในระหว่างฝนตกแบบนี้อาจจะไม่แม่นยำเพราะน้ำอาจชะล้างเอาร่องรอยการหลบหนีของคนร้ายไปอย่างรวดเร็ว

     โตนนท์เห็นว่าสันติเป็นเพียงผู้เดียวที่สามารถพาเขาไปช่วยโตนนท์ได้จึงตัดสินใจหย่าศึกด้วยอย่างถาวร แล้วรีบแนะนำสันติให้กันพงษ์รู้จักอีกครั้ง จากนั้นทั้งสามคนก็พากันมาขึ้นรถที่จอดอยู่หน้าคฤหาสน์



     แม้ชายหนุ่มจะคุ้นชินกับเส้นทางนี้ แต่เมื่อต้องขับรถฝ่าพายุ เขาก็จำเป็นต้องลดความเร็วลงเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ โตนนท์นั่งเงียบขรึมจนกันตพงษ์รู้สึกกลัวใบหน้าตึงเครียดของชายหนุ่ม โตนนท์ตอนนี้เปรียบเสมือนระเบิดที่รอเวลาทำลายล้างสิ่งรอบตัว ตากล้องหนุ่มพยายามปลอบให้นักข่าวรุ่นพี่ใจเย็นแต่ก็ดูเหมือนเปล่าประโยชน์เพราะอีกฝ่ายไม่รับฟังเสียแล้ว

     ในใจขอโตนนท์เต็มไปด้วยความโกรธ...โกรธคนร้ายที่ลักพาตัวกันตพงษ์มาจากวิลล่า โกรธพวกมันที่ใช้ชลชีวีเป็นตัวประกัน และโกรธตัวเองที่ไม่น่าเข้ามายุ่งกับเรื่องราวลึกลับของบ้านหลังนี้

      เขาได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้เกิดเรื่องร้ายกับชลชีวี...เพราะคนๆนั้นคอยช่วยเหลือเขาทุกอย่าง รอยยิ้มสดใสและแววตาเศร้ายิ่งทำให้เขาเป็นห่วงคนมีสัมผัสพิเศษที่แสนจะธรรมดาคนนั้น

     “โถ่เว้ย!” โตนนท์สบถออกมาอย่างต้องการระบายความโกรธ

     สันติที่พยายามประคองพวงมาลัยรถฝ่าพายุใหญ่ลอบสังเกตอารมณ์ของคนข้างๆ อยู่เป็นระยะ ความประทับใจแรกที่พวกเขาเจอกันไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่ แต่เขารู้ดีว่าอารมณ์เหล่านั้นมักเกิดจากสิ่งเร้าที่สำคัญต่อความรู้สึกของคนที่นั่งข้างๆ จึงสรุปได้ว่าชลชีวีที่ถูกใช้เป็นตัวประกันในการหลบหนีน่าจะมีความสำคัญไม่แพ้กับกันตพงษ์ที่ถูกลักพาตัวมาในตอนแรก….เผลอๆ หนุ่มหน้าจืดคนนั้นอาจจะมีผลต่อความรู้สึกของนักข่าวหนุ่มมากกว่าด้วยซ้ำไป!




ขอบพระคุณนักอ่านทึกคนที่แวะเข้ามาครับ วันนี้อัพให้สองตอน
ถ้าผิดพลาดตรงไหน ขออภัยด้วยนะครับ
ขอให้มีความสุข และร่วมลุ้นไปกับโตนนท์นะครับ

ออฟไลน์ river

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2443
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +230/-3

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 505
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5455
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ Simply.sun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0

                                                                          ตอนที่ 13 กัลปังหา

   “กร...ตากร...อยู่ในห้องหรือเปล่าลูก” เสียงเคาะประตูและเสียงเรียกด้วยความกังวลดังมาจากหน้าห้อง

   จนจิรกรรีบลุกขึ้นจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ไปเปิดประตูให้ผู้เป็นยาย

   เมื่อจิรกรเห็นสีหน้าไม่ค่อยสบายใจของยายจึงรีบเชิญเข้าห้องและถามว่าเกิดอะไรขึ้น คุณนายพรจึงรีบเล่าให้หลานชายคนโตฟังว่าตนเองฝันไม่ค่อยดี ฝันว่าเกิดเรื่องร้ายกับชลชีวีทำให้ไม่สบายใจจนหลับต่อไม่ได้ ครั้นหล่อนโทรหาหลายชายคนเล็กปลายสายก็ไม่รับยิ่งทำให้ผู้เป็นยายกังวลใจ จึงต้องมาขอร้องให้จิรกรช่วยติดต่อหาชลชีวีให้หน่อย

   จิรกรพยายามเก็บสีหน้ากังวลใจเอาไว้ เพราะเขาเองก็ติดต่อชลชีวีไม่ได้ทั้งวัน เขารู้อยู่เต็มอกว่าน้องชายโตเป็นผู้ใหญ่แล้วแต่ก็อดห่วงไม่ได้ ปกติเวลาที่เขาโทรไปชลชีวีจะต้องรีบรับสายหรือไม่ก็รีบติดต่อกลับในไม่ช้า แต่วันนี้เงียบหายไป อีกทั้งเบอร์โทรของกันตพงษ์ที่น้องให้ไว้ก็ติดต่อไม่ได้ นั่นยิ่งทำให้จิรกรรู้สึกเป็นห่วง

   “ไม่มีอะไรหรอกยาย ชลมันเพิ่งไลน์มาบอกผมเองว่ากำลังเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวอยู่ในงานแต่ง น่าจะยุ่งไม่มีเวลารับสาย...ยายไปนอนก่อนเถอะนะครับไม่ต้องเป็นห่วง ตอนมื้อค่ำยายทานข้าวเยอะไปแน่เลย เลยหลับไม่ค่อยสนิท เดี๋ยวผมไปส่งที่ห้องนะ”

   “แต่ยายรู้สึกไม่สบายใจจริงๆ นะตากร ปกติเวลาออกไปไหนเจ้าชลมักจะติดต่อหายายเสมอ แต่ไปต่างจังหวัดรอบนี้กลับทำตัวแปลกๆ เหมือนมีความลับกับยาย ทำให้ยาไม่สบายใจ” หล่อนพูดพลางลุกขึ้น จิรกรที่นั่งอยู่ข้างๆ จึงเข้ามาช่วยพยุงกลับไปยังห้องนอน “ตอนที่พ่อกับแม่พวกหนูสองคนเสีย...ยายสัญญาไว้ว่าจะดูแลพวกหนูให้ดีที่สุด ยายจึงทั้งดุทั้งเข้มงวดกับพวกหนูเป็นพิเศษ เพราะไม่อยากผิดสัญญาที่ให้ไว้...บางครั้งยายอาจจะจุกจิกจู้จี้ไปบ้าง แต่ฝากกรบอกชลด้วย...ว่าที่ยายทำไปเพราะยายรักและเป็นห่วง ไม่อยากให้ใครมองหลานยายว่าเป็นตัวประหลาด ชลจะได้ใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป “

    “ยายอย่าพูดเป็นลางแบบนั้นสิ...ผมกับชลไม่เคยคิดมาก พวกเราเข้าใจเสมอว่าที่ยายทำลงไปเพราะยายรักเรา...ถ้าพวกเราไม่มียายก็คงไม่ได้เติบโตมาจนถึงทุกวันนี้...ยายไม่ต้องเป็นห่วงชลมันหรอก...น้องมันโตแล้ว สักวันมันก็ต้องมีครอบครัว มีชีวิตเป็นของตัวเอง...ถ้าเราอยากให้ชลมันใช้ชีวิตแบบคนปกติ...เราต้องปล่อยให้มันได้เป็นตัวของตัวเอง ได้เป็นในสิ่งที่มันอยากเป็น ถ้าใครจะมองว่ามันเป็นตัวประหลาดก็ต้องปล่อยให้มันตัดสินใจเองว่าจะใช้ชีวิตภายใต้คำที่คนอื่นตราหน้า...หรืออยู่อย่างรู้คุณค่าของตัวเอง”

    คุณนายพรฟังหลานชายคนโตนิ่ง หล่อนครุ่นคิดอยู่ไม่นานก็ยิ้มออกมาอยากภาคภูมิใจ

    “ยายเคยกังวลมาตลอดว่ากรยังไม่รู้จักโต ไม่ไว้ใจให้ดูแลครอบครัวเท่าที่ควร...แต่จากที่หนูพูดมาวันนี้ ยายเชื่อแล้วว่ากรเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว เข้าอกเข้าใจและเป็นห่วงน้องจริงๆ ...กรต้องรักและดูแลชลให้ดีนะ ถ้าใครมาทำร้ายหรือไม่หวังดีก็สอนน้องให้รู้จักแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เผื่อวันใดวันหนึ่งที่น้องมันไม่มียายหรือพี่ชาย...ชลจะได้เป็นคนเข้มแข็งและดูแลตัวเองได้”

   จิรกรประคองยายมาที่เตียง รอจนคุณนายพรนั่งลงบนฟูกนุ่มๆ แล้วเขาจึงคุกเข่าลงกับพื้นเข้ามากอดเอวยายไว้ หอมไปแขนนุ่มนิ่มของหล่อนฟอดใหญ่พลางบอกว่า “กรรักยาย...ฝันดีนะครับ”

    คุณนายพรกำลังจะล้มตัวนอน แต่ทันใดนั้นหล่อนก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะราวกับบ้านทั้งหลังหมุนเคว้งไปมาจนมองสิ่งรอบข้างไม่เห็น แล้วภาพทุกอย่างก็จางหายไปจากสายตาผู้สูงวัย



   ยาย...ยายจะไปไหน...ยาย!

    ชลชีวีสะดุ้งตื่นสุดตัว...เสียงหัวใจยังเต้นรัวราวกับจังหวะกลอง

    เขาฝันร้าย...ฝันว่ายายนั่งไปบนรถคันเดียวกับพ่อและแม่ในวันที่เกิดอุบัติเหตุ ภาพทุกอย่างยังแจ่มชัดราวกับเป็นเหตุการณ์จริง แล้วชลชีวีก็ได้รู้ว่าสาเหตุที่เขาฝันร้าย คงเป็นเพราะเขาโดนกระบอกปืนฟาดไปที่ท้ายทอยจนสลบ และตอนนี้เขาอยู่ในรถกระบะที่แล่นออกไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำ

    ชลชีวีพยายามดึงแขนของตัวเองออกจากการมัดไพล่หลัง เขาพยายามร้องตะโกนให้คนช่วยแต่ถูกมันปิดปากไว้จนแน่นจึงมีเพียงส่งเสียงอู้อี้ในลำคอ

    คนที่นั่งอยู่เบาะหน้าทั้งสองทำราวกับเขาไม่มีตัวตน คนร้ายสองพี่น้องยังคงมองตรงไปยังทางที่มืดสนิท

   รถที่กระบะที่ชลชีวีถูกจับตัวไว้ตกหลุมใหญ่ตลอดทางจนตัวพลิกไปมาอย่างควบคุมไม่ได้ ชลชีวีพยายามเดาใจว่าคนร้ายสองพี่น้องจะพาเขาไปที่ไหน แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับจะพาไปทำอะไร

   หรือคนร้ายจะพาเขาไปฆ่าปิดปาก!

   สิ้นความคิดอันน่าขนลุก รถกระบะคันนั้นก็จอดลง คนร้ายทั้งสองเปิดประตูลงไป แล้วช่วยกันพาร่างของชลชีวีออกมาจากเบาะหลัง ชายหนุ่มพยายามดิ้นหนีแต่ก็ถูกหมัดหนักๆอัดเข้าที่หน้าท้องจนตัวงอหมดแรงสู้ คนร้ายผู้พี่แบกร่างผอมๆ นั้นไว้บนบ่าแล้วเดินฝ่ากระแสฝนตรงไปในความมืด ปล่อยให้น้องสาวตัวเองดูต้นทางอยู่ในรถ

   ชายหนุ่มพยายามส่งเสียงร้องขอความเห็นใจจากคนร้ายที่เดินฝ่าห่าฝนไปอย่างไม่ยี่หระ แต่ดูเหมือนฝ่ายนั้นจะไม่รับรู้ถึงความหวาดกลัวสุดขั้วหัวใจของเขา

    “มึงไม่ต้องดิ้นหนี...เดี๋ยวพอถึงหน้าผา กูจะปล่อยมึงไปเอง...แต่ปล่อยลงไปตายด้านล่างนะ”

   เสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาหลายครั้ง แต่นั่นก็ไม่ทำให้เขาตกใจกลัวเท่ากับประโยคที่คนร้ายพูด...นี่เขากำลังจะถูกฆ่าจริงๆหรือ พี่กร...ยาย...ช่วยด้วย

   พี่โต...กัน...ช่วยด้วย

    ชลชีวีสัมผัสกับโลกหลังความตายตลอดชีวิต เขาไม่เคยรู้สึกกลัวเลยสักนิดเมื่อนั่นเป็นความของคนอื่น...แต่วันนี้เขาเข้าใกล้ความตายของตัวเองมากที่สุด ความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นภายในจิตใจทำให้น้ำตาอุ่นๆรินไหลออกมาผสมไปกับหยาดฝนที่กระหน่ำอย่างไม่ขาดสาย แรงสะอื้นจากอกทำให้คนร้ายชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะเหวี่ยงร่างเขาลงกับพื้นแต่แขนของชลชีวีกลับไปเกี่ยวเข้ากับหน้ากากของคนร้ายจนหลุดออกมาโดยไม่ตั้งใจ เมื่อเขาพยายามพลิกตัวหันกลับมามองก็ต้องตกตะลึง

    ผู้จัดการรีสอร์ต!

   “ร้องไห้ทำไม...กลัวเหรอมึง...ทำไมก่อนเข้ามาเสือกเรื่องคนอื่นจึงไม่รู้จักกลัว กูให้โอกาสมึงเลิกยุ่งกับเรื่องบ้านของกูแล้วแต่มึงไม่ยอมหยุด...ตอนที่น้องสาวกูเข้าไปลักพาตัวเพื่อนมึงมาจากรีสอร์ต คิดเหรอว่าคนทั้งคนจะพาออกมาได้ง่ายๆ ถ้าไม่มีใครรู้เห็นเป็นใจ...กูเป็นคนเข้าไปช่วยพาตัวเพื่อนมึงออกมาเอง มึงอย่าลืมว่ากูมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการรีสอร์ต เรื่องลบภาพในกล้องวงจรปิดมันง่ายนิดเดียว” ผู้จัดการรีสอร์ตท่าทางเรียบร้อยคนนั้นเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน สายตาของเขาทั้งอำมหิตและเหี้ยมโหด

    “แล้วคืนนั้นที่น้องสาวกูเข้าไปหลอกผีพวกมึง...พอพวกมึงรู้ตัวว่าเป็นคนไม่ใช่ผี...กูก็ส่งไอ้สันติเข้าไปรับหน้าเพื่อให้พวกมึงสงสัยว่ามันนั่นแหละเป็นคนปลอมตัวเขาไป แล้วไอ้นักข่าวหน้าโง่มันก็เสือกเชื่อตามแผนกู…” คนร้ายหัวเราะอย่างสะใจ “เหลืออีกนิดเดียวน้องสาวกูก็จะจัดการเพื่อนมึงได้แล้ว...แต่มึงเสือกรู้ตัวเสียก่อนว่าพวกกูจะพามันไปไว้ที่ไหน กูเลยต้องแกล้งทำเป็นกลัวไม่กล้าไปที่คฤหาสน์ ทั้งๆที่บ้านหลังนั้นมันเคยเป็นของพวกกูทั้งสองคน!”

    พูดจบผู้จัดการรีสอร์ตก็เข้ามาลากชลชีวีไปทางหน้าผา ชายหนุ่มพยายามร้องขอความช่วยเหลือแข่งกับเสียงฝนแต่ก็เปล่าประโยชน์เพราะบริเวณนั้นไม่มีใครอยู่เลยนอกจากพวกเขาทั้งสองคน เสียงคลื่นลูกใหญ่สาดกระทบโขดหินเบื้องล่างดังราวเสียงปีพาทย์จากลานประหารที่รอคอยนักโทษในเงื้อมมือเพชฌฆาตตกลงไปเซ่นสังเวยชีวิต

    ชลชีวีรู้ว่าตนเองไร้ทางขัดขืนจึงนอนนิ่งอย่างหมดหวัง ปล่อยให้คนร้ายลากร่างของตัวเองไปจนถึงริมหน้าผา มือข้างหนึ่งจิกลงบนศีรษะบังคับให้เขาก้มลงไปมองโขดหินเบื้องล่างราวกับจะเยาะเย้ยว่าจงจดจำสถานที่สุดท้ายในชีวิตของแกไว้

    ผู้จัดการรีสอร์ตรู้สึกขัดใจที่เหยื่อของตนเองไม่แม้แต่จะส่งเสียงร้องหรือดิ้นรนขัดขืน มันไม่ใช่อาการของคนที่รู้ว่าตนเองกำลังจะถูกฆ่าตาย ความเงียบของชลชีวีผิดปกติเสียจนเขาไม่พอใจ เขาเอื้อมมือไปปลดผ้าปิดปากของเหยื่อออก หวังว่าจะได้ยินเสียงอีกฝ่ายร้องตะโกนด้วยความหวาดกลัวหรืออ้อนวอนร้องขอชีวิตเป็นครั้งสุดท้าย

    จู่ๆฝนก็หยุดตก...ไม่สิ...ต้องเรียกว่าหยุดนิ่ง เพราะฝนที่เคยตกมาไม่ขาดสายหยุดนิ่งกลายเป็นหยดน้ำลอยอยู่รอบตัวของเขา

    “เห้ย! เกิดอะไรขึ้นวะ!” คนร้ายตกใจกับภาพที่เกิดขึ้นจนล้มหงายหลังลงข้างๆ ร่างของชลชีวีที่แน่นิ่งไป

    เขาพยายามรวบรวมสติมองภาพรอบตัวที่ทุกอย่างหยุดนิ่ง แม้กระทั่งคลื่นทะเลที่เคยซัดโขดหินก็หยุดค้างราวกับภาพถ่าย วินาทีนั้นโลกทั้งใบเหมือนถูกแช่แข็ง!

    คนร้ายพยายามรวบรวมสติลุกขึ้นหันมองไปรอบข้างราวเสียสติ มือข้างหนึ่งชูกระบอกปืนไปข้างหน้าเพื่อควานหาที่สร้างเหตุการณ์แปลกๆนี้ขึ้น แต่รอบตัวเขาก็มีเพียงหยดน้ำลอยอยู่เท่านั้น

    “หยุดเถอะลูก...พอได้แล้ว”

    “ใคร!...กูถามว่าใคร?” ชายหนุ่มตะโกนลั่นไปทั่วบริเวณ

    “จำแม่ไม่ได้เหรออ้น?”

     เสียงอ่อนหวานอบอุ่นดังมาจากร่างที่นอนคว่ำหน้าอยู่ของชลชีวี คนร้ายเล็งปืนไปยังร่างนั้น “มึง...มึงรู้จักชื่อกูได้ยังไง...อย่ามาเล่นตลกกับกูนะเว้ย”

    ร่างที่เคยนอนนิ่งของชลชีวีค่อยๆขยับตัวลุกขึ้น เครื่องแต่งกายที่ชายหนุ่มเคยสวมใส่เปลี่ยนไปเป็นชุดนอนผู้หญิงสีขาวสะอาด ใบหน้าจืดปนเศร้าแปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่งที่ยิ้มแย้มด้วยความอารี

    กานดาอ้าแขนกว้างรอรับลูกชายที่ยืนตะลึงอยู่ตรงหน้า

    “มาหาแม่สิลูก”

    เขาค่อยๆลดปากกระบอกปืนลง สองเท้าก้าวไปข้างหน้าช้าๆ ราวกับถูกมนต์สะกด “ม...แม่...แม่จริงเหรอ”

    “ถ้าไม่เชื่อก็ลองมากอดแม่ดูสิลูก”

    สิ้นคำพูดนั้น ชายหนุ่มที่เคยเกรี้ยวกราดก็สงบลง เขาวิ่งเข้าไปกอดร่างผู้เป็นแม่ร้องไห้โฮราวกับเด็กน้อย ความอบอุ่นจากผู้เป็นแม่ที่โหยหามานานคล้ายได้รับการเติมเต็มอีกครั้งด้วยอ้อมกอดนี้ สัมผัสอุ่นที่ลูบไปมาบนศีรษะอย่างอ่อนโยนราวกับจะปกป้องหัวใจดวงน้อยของลูกรัก หล่อนฮัมเพลงกล่อมเด็กที่เคยร้องไห้ลูกชายฟังตั้งแต่ยังเด็กนั่นยิ่งทำให้คนร้ายมั่นใจว่านั่นคือแม่แท้ๆของเขา

    “โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว...เหนื่อยไหมลูก”

    ชายหนุ่มรู้สึกราวกับมีก้อนบางอย่างจุกอยู่ในลำคอ เขาพูดไม่ออก ได้แต่พยักหน้าแทนคำตอบ

     “แม่ขอโทษนะที่เคยทำเรื่องเลวร้ายลงไป ทำให้ลูกต้องฝังใจคิดว่าแม่ไม่รัก แม่ผิดที่คิดถึงแต่เรื่องความแค้นของตัวเองจนทิ้งให้ลูกอยู่กันเพียงลำพัง...แม่เฝ้ามองดูลูกเติบโตอย่างยากลำบากมาตลอด...ยิ่งต้องทนเห็นลูกถูกคนอื่นรังแก หัวใจของแม่ก็ยิ่งทรมานยิ่งกว่าตกนรกขุมที่ลึกที่สุด...กรรมที่แม่ต้องชดใช้จากการฆ่าผู้อื่นรวมถึงทำร้ายตัวเอง ยังไม่เจ็บปวดเท่ากับการต้องเห็นพวกหนูร้องไห้เพราะคิดถึงช่วงเวลาที่ครอบครัวของเรามีความสุขด้วยกัน” น้ำตาหยดใสไหลออกจากดวงตาโศกเศร้าของมารดาแล้วสลายหายไปเมื่อสัมผัสกับศีรษะของลูกชาย

    “แม่รู้ว่าอ้นกับน้องอุ่นต้องยอมอดมื้อกินมื้อเพื่อเก็บเงินไว้ซื้อบ้านหลังนั้นคืน...แม่เข้าใจว่าลูกต้องการให้ของทุกอย่างในบ้านหลังนั้นยังคงอยู่ในสภาพเดิมเหมือนตอนที่ครอบครัวของเราอาศัยอยู่ด้วยกัน แต่แม่ทนไม่ได้ที่เห็นอ้นและอุ่นต้องทิ้งความฝันของตัวเองเพราะบ้านหลังนั้น ยอมทิ้งโอกาสดีดีมากมายในชีวิตเพราะบาดแผลจากในอดีต ถ้าแม่ขอได้...แม่ขอให้ลูกทั้งสองคนจงลืมความเจ็บปวดและเรื่องราวเลวร้ายในอดีตให้หมด แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ ใช้ชีวิตในทุกๆ วันให้มีค่า...มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมัวเสียเวลารื้อฟื้นอดีตที่ไม่มีวันคืนย้อนมาอีกแล้ว”

    ชายหนุ่มที่ซุกอยู่ในอ้อมอกของมารดายกมือปาดน้ำตาแล้วมองหน้าผู้หญิงที่เขาคิดถึงจนสุดหัวใจ

    “แต่อ้นทำใจไม่ได้...อ้นคิดถึงคุณแม่ทุกวัน อ้นกับน้องอยากให้ครอบครัวเรากลับมาเป็นเหมือนเดิม...อยากให้แม่อยู่กับพวกเรา”

    รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าแสนเศร้าของกานดา หล่อนใช้มือโปร่งแสงซับน้ำตาลูกชายเบาๆ

    “แม่ไม่ได้หายไปไหน แม่ยังอยู่ในเลือดเนื้อของเราทุกส่วน อยู่ในเส้นผมทุกเส้น อยู่ในความทรงจำดีๆที่เราเคยมีร่วมกัน และแม่ยังอยู่ในนี้..” หล่อนใช้นิ้วชี้สัมผัสไปที่หน้าอกของลูกชาย “...ความรักของแม่...ยังอยู่ในหัวใจของลูกเสมอ...ตราบใดที่ลูกยังไม่ลืมว่าแม่รักลูกมากแค่ไหน”

    ชายหนุ่มมองแววตาแสนเศร้าที่เปี่ยมไปด้วยความหวังว่าสิ่งที่แม่พูดมาจะทำให้เขาปล่อยวางความเจ็บปวดในอดีตได้...เขาฟุบหน้าร้องไห้กับไหล่มารดาราวกับทำนบพัง ไออุ่นที่เขาสัมผัสได้เริ่มบางเบาลงทุกที หยดน้ำฝนที่ลอยนิ่งอยู่รอบตัวเริ่มเคลื่อนไหว

    “แม่ต้องไปแล้ว...เขาให้เวลาแม่มาแค่นี้...จำไว้นะลูก จงให้อภัย ใช้ชีวิตทุกวันให้มีค่าและอย่าลืมว่า...แม่รักลูกเสมอ”

    หยดน้ำที่ลอยอยู่รอบตัวค่อยๆทยอยร่วงลงสู่พื้นช้าๆ ตามด้วยสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตาอีกครั้ง เสียงคลื่นกระทบฝั่งดังสนั่นด้วยแรงพายุ

    เมื่อชายหนุ่มเงยหน้าขึ้น ในอ้อมกอดตรงหน้าไม่ใช่มารดาของเขาอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นชลชีวีที่ยิ้มกลับมาอย่าง

    อบอุ่น แววตาเศร้านั้นดูจะเป็นสิ่งเดียวที่ดูคล้ายมารดาของเขา

    “ไม่ต้องสงสัยหรอก...เมื่อครู่คุณกานดาต้องการจะสื่อสารกับคุณ ผมเลยให้เธอใช้ร่างของผมเป็นสื่อกลางเหมือนตอนที่ผมใช้ดวงจิตของเธออ่านความทรงจำในคฤหาสน์หลังนั้น...คุณเคยบอกว่าผมคงไม่เข้าใจความเจ็บปวดในวัยเด็กของคุณและน้องสาว แต่ผมอยากบอกว่าผมเองก็เสียพ่อกับแม่ไปตั้งแต่เด็กเช่นกัน ใครหลายคนบอกว่าวันที่พ่อกับแม่ผมรถคว่ำเสียชีวิตเพราะผมเป็นตัวซวย เป็นคนนำโชคร้ายมาให้ครอบครัว...คุณคงรู้ดีว่าเด็กคนหนึ่งจะเจ็บปวดแค่ไหนที่ต้องทนทุกข์กับบาดแผลที่ผู้ใหญ่ทิ้งไว้ แต่เราอย่าปล่อยให้บาดแผลเหล่านั้นมาบงการจิตใจ ทำให้เรากลายเป็นคนไม่ดีเลยนะคุณอ้น ในเมื่อเราเลือกได้ว่าเราจะเดินทางไหนระหว่างทางที่ดีหรือทางที่มืดดำ”

    ชลชีวีมองเข้าไปในดวงตาคู่นั้น เขายังเชื่อเสมอว่าคนเราทุกคนสามารถกลับใจได้ ถ้ามะเร็งร้ายที่กัดกินอยู่ในจิตใจถูกกำจัดออกไป แววตาคู่นั้นของผู้จัดการรีสอร์ตอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด...แม้ชลชีวีจะไม่รู้ตัวว่าเมื่อครู่ที่ผ่านมา คุณกานดาใช้ร่างกายของเขาพูดอะไรกับลูกชาย แต่เขาเชื่อว่าคำพูดของหล่อนมีสรรพคุณมากพอที่จะรักษามะเร็งร้ายในจิตใจของคนตรงหน้าให้หายได้

    ความรักใดเล่า...จะยิ่งใหญ่เท่ารักของมารดา

    ความสุขใดเล่า...จะอิ่มใจเท่าการได้พบพานผู้ที่ห่างไกล

    “ผม...ขอโทษ” ชายหนุ่มพูดเบาๆอยู่ในลำคอ แต่มันก็ดังมากพอที่จะทำให้ดวงวิญญาณของผู้เป็นมารดามีความสุข

    “ไม่เป็นไรครับ...แต่ตอนนี้คุณช่วยแก้มัดให้ผมก่อนได้มั้ย โดนมัดแล้วนั่งอยู่ใกล้ริมหน้าผาแบบนี้...ผมรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่”

   ชลชีวีขอร้องคุณผู้จัดการรีสอร์ต ฝ่ายนั้นทิ้งปืนไปตั้งแต่ตอนที่เห็นเขาเห็นแม่มาหา จึงรีบเข้ามาแก้มัดเชือกให้ชลชีวีได้ทันที

   “เรียบร้อยแล้…”

    ไม่ทันที่ผู้จัดการรีสอร์ตจะแก้มัดให้เสร็จเรียบร้อย ชลชีวีที่พอจะเคลื่อนไหวตัวได้ก็พุ่งเข้ามากอดชายหนุ่มตรงหน้าอย่างถือวิสาสะ ฝ่ายที่โดนจู่โจมตกใจเล็กน้อย แต่เมื่อพบว่าสัมผัสที่ชลชีวีลูบไปบนแผ่นหลังของเขานั้นอ่อนโยนและมีน้ำหนักไม่ต่างจากผู้เป็นมารดา จึงยอมปล่อยให้ร่างกายตอบรับความอุ่นซ่านที่แผ่มาจากฝ่ายตรงข้าม เขาอดใจไม่ได้ที่จะกอดตอบรับร่างบางนั้นเหมือนตอนที่กอดมารดาตัวเอง

    ชลชีวีคิดว่าที่เขากล้าทำเรื่องอุกอาจกอดคนร้ายได้ คงเป็นเพราะว่าอุ่นไอแห่งความรักที่คุณกานดาทิ้งไว้ในร่างกายเขายังเหลืออยู่ เขาจึงอยากทำหน้าที่ถ่ายทอดมวลแห่งความสุขให้ผู้ที่สมควรได้รับ เขาลูบไปเบาๆบนแผ่นหลังของอีกฝ่ายอย่างทะนุถนอม แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นกลุ่มคนที่ยืนจ้องการกระทำของเขาอยู่ห่างๆ

    หนึ่งในนั้นคือโตนนท์ที่ยืนหน้าบึ้งราวกับเพิ่งโดนใครต่อยมา เมื่อรู้ว่าชลชีวีมองมาจึงรีบกอดอกมองอย่างไม่พอใจ
 
    กันตพงษ์หรี่ตามองรุ่นพี่สลับกับเพื่อนผู้มีจิตสัมผัสแล้วยิ้มออกมาอย่างรู้ทัน...ชลนี่ก็จริงจริงเลย...คนเขาอุตส่าห์เป็นห่วงแทบตาย สุดท้ายก็มานั่งกอดอยู่กับคนร้ายซะนี่...แถมยังเป็นคนร้ายที่มีลุคส์แบดบอย ดาร์กทอลแอนด์แฮนซัมซะด้วย จะไม่ให้ ‘คนอื่น’ เป็น ‘หวง’ ยังไงไหว

ออฟไลน์ Simply.sun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0

    เมื่อเหตุการณ์ต่างๆ คลี่คลาย สันติจึงปล่อยกุญแจมือจากคนร้ายผู้หญิงที่เขาจับกุมตัวอยู่ ชลชีวีเพิ่งมารู้ทีหลังว่าสันติเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบที่ปลอมตัวเข้ามาสืบเรื่องเกี่ยวกับยาเสพติดที่เริ่มแพร่ระบาดอย่างหนักในกลุ่มเยาวชนบนเกาะนุ้ย และคืนนั้นที่สันติรีบเข้าไปดูพื้นที่รอบๆวิลล่าเป็นคนแรกเพราะได้ยินเสียงโวยวายดังมาจากบ้านของพวกเขา จึงคิดว่ามีวัยรุ่นเมายาเข้ามาวุ่นวายในวิลล่าจึงรีบไปดูเหตุการณ์ให้ตามคำสั่งผู้จัดการ

    และที่ชลชีวีเห็นท่าทางสันติไม่ค่อยเต็มใจตอบคำถามเขาเท่าไหร่เมื่อตอนที่เจอกันริมชายหาด นั่นเป็นเพราะเขากลัวว่าชลชีวีจะรู้ความจริงว่าเขาปลอมตัวมาสืบราชการลับจึงรีบเดินหนีไป สันติรีบขอโทษชลชีวีที่เสียมารยาทและถามเพิ่มเติมว่าชลชีวีรู้ได้อย่างไรว่าเขากำลังจะดวงไม่ดี

    ชลชีวีบอกไปตรงๆว่าเขาเห็นเงาสีดำกำลังเกาะหลังสันติอยู่ ในตอนแรกชลชีวีคิดว่าน่าจะเป็นเจ้ากรรมนายเวรที่ตามสันติมา แต่เมื่อสันติเล่าให้ฟังว่าเขาเป็นตำรวจที่ตามสืบคดีคนงานก่อสร้างที่ตกลงมาจากหลังคาคฤหาสน์ร้าง ชลชีวีจึงคาดเดาว่าวิญญาณดวงนั้นน่าต้องการให้ตำรวจสืบหาความจริงของคดีให้ถึงที่สุด เมื่อรับรู้ว่าสันติได้เข้ามาพัวพันกับคนร้ายที่แท้จริงในคดีบ้านอาถรรพ์แล้ว วิญญาณดวงนั้นจึงหายไป

    ด้านคนร้ายผู้พี่ที่รู้ว่าสันติเป็นตำรวจที่ปลอมตัวมาในคราบของพนักงานรีสอร์ตก็ตกใจเล็กน้อย ไม่ต่างจากสันติที่ไม่คาดคิดว่าผู้จัดการจะเป็นผู้ร้ายในคดีบ้านอาถรรพ์ ชลชีวีเห็นสีหน้าลำบากใจของทั้งสองฝ่าย เพราะฝ่ายหนึ่งก็ต้องทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ส่วนอีกฝ่ายก็สำนึกผิดในสิ่งที่ตนเองได้กระทำลงไปแล้ว ชลชีวีจึงขอร้องสันติว่าให้โอกาสสองพี่น้องเข้าไปรับสารภาพกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยตนเอง...ซึ่งสันติพยักหน้าเห็นด้วย เพราะที่ผ่านมาคนร้ายทั้งสอง ยังไม่เคยก่อคดีร้ายแรงจนทำให้ใครต้องถึงแก่ชีวิต (ถึงแม้จะเกือบไปก็ตาม) อย่างมากสุดก็อาจจะเป็นคดีบุกรุกยามวิกาลหรือปล่อยข่าวปลอมในโลกโซเชียลเกี่ยวกับบ้านอาถรรพ์

   ชายหนุ่มทั้งสี่คนได้แก่ ตำรวจนอกเครื่องแบบ นักข่าวหนุ่ม (ที่หน้าบึ้งสุดๆ) ตากล้องหนุ่ม (ที่บ่นหิวตลอดทาง) และคนมีจิตสัมผัสนั่งมาในรถคันเดียวกัน ชวนคุยเรื่องราวต่างๆ มากมายทั้งเรื่องราวจิตสัมผัสของชลชีวีรวมถึงคดีบ้านอาถรรพ์ที่สันติเคยทำ….ยกเว้นก็แค่คนเดียวที่นั่งเงียบราวกับโดนใครเอามือปิดปากไว้





   ตากล้องหนุ่มคืนสร้อยคอจี้น้ำมนต์ให้กับชลชีวีเมื่อกลับถึงวิลล่าในเวลาเกือบหกโมงเช้า เมื่อเขาเห็นว่าโตนนท์กำลังเปิดประตูรถตามลงมาก็ทำท่าทางหาวหวอดๆ บ่นว่าง่วงเต็มที แล้วรีบปลีกตัวเข้าไปในวิลล่า ปล่อยคนสองคนให้เคลียร์กันเอง

   “ส่งมาพี่...เดี๋ยวผมช่วย” ชลชีวีเดินเข้าไปใกล้โตนนท์ ตั้งใจจะช่วยถือของพะรุงพะรังลงมาจากรถ  แต่อีกฝ่ายกลับหันตัวหลบแล้วบอกว่า

   “ไม่ต้อง!” โตนนท์รู้สึกว่าตัวเองใช้น้ำเสียงแข็งไปจึงต้องพูดใหม่อีกครั้งว่า “ไม่เป็นไร...เราน่าจะเหนื่อยแล้ว รีบเข้าไปพักเถอะ”

   “พี่โตเป็นไรเปล่า...เห็นพี่ไม่ยอมคุยกับผมตั้งแต่ลงมาจากหน้าผาแล้ว หน้าก็ไม่ยอมมอง...โกรธอะไรเหรอ?”

   “เปล่า!”

   โตนนท์เองก็สับสนว่าไอ้ความรู้สึกไม่พอใจที่เห็นชลชีวีกอดกับไอ้คนร้ายนั่นมันคืออะไร แล้วตอนที่ชลชีวีคอยปกป้องคนร้ายสองพี่น้องราวกับรู้จักกันมานาน ยิ่งทำให้เขาอยากจะเข้าไปต่อยหน้าไอ้ตัวพี่เข้าสักหมัด แต่เขาก็เกรงใจคนหน้าจืดจึงเลือกที่จะเก็บความรู้สึกเอาไว้เพียงคนเดียว แต่ก็ไม่นึกว่าการพยายามระงับอารมณ์ของเขาจะแสดงออกผ่านสีหน้าท่าทางจนถูกจับได้

   “เปล่าแต่สีหน้าตรงข้ามเลยนะพี่...บอกผมมาเหอะว่าผมทำอะไรให้พี่ไม่พอใจ ผมจะได้ปรับปรุงตัว...ถึงแม้ว่าหลังจากวันนี้งานข่าวของพี่จะเสร็จลง แต่ผมเชื่อว่าเราคงจะได้พบกันอีกถ้ามีโอกาส...ครั้งต่อไปผมจะได้ไม่ทำให้พี่ไม่สบายใจ”

    โตนนท์รู้สึกใจหายกับคำพูดของชลชีวี...ใช่...วันนี้เขาได้ข้อมูลเกี่ยวกับบ้านอาถรรพ์หลังนั้นมากพอที่จะส่งสำนักข่าว รับรองว่าเรตติ้งกระฉูดไม่แพ้คู่แข่งแน่นอน...แต่ทำไมเขากลับไม่รู้สึกยินดีกับความสำเร็จนี้เลย หรือเป็นเพราะนับจากนี้เขาจะไม่มีข้ออ้างในการมาเจอคนมีจิตสัมผัสตรงหน้าอีกแล้ว

    เมื่อคิดได้เช่นนั้น จากความรู้สึกไม่พอใจก็เปลี่ยนเป็นใจหายแทน เขามองแววตาเศร้าๆที่กำลังรอคำตอบจากเขาอยู่...หน้าตามอมแมม เนื้อตัวเปรอะเปื้อนเต็มไปด้วยแผลถลอกจากการถูกลากไปมาบนหน้าผา...ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเขา...เขาทำให้ชลชีวีต้องเข้ามาเกี่ยวพันกับคดีบ้านอาถรรพ์จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด…

    นักข่าวหนุ่มยกมือเช็ดรอยเปื้อนบริเวณแก้มของชลชีวีเบาๆ มือคู่นั่นสัมผัสได้ว่าคนตรงหน้าเริ่มตัวรุมๆจากการตากฝนทั้งคืนนั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกผิด

   “เจ็บมากไหม?”

   “หืม? หมายถึงแผลพวกนี้เหรอพี่...ไม่เจ็บหรอก..เห็นผมดูขี้โรคแบบนี้ แต่จริงๆ แล้วผมน่ะอึด ถึก ทนกว่าที่พี่คิดเยอะ...แผลแค่นี้สบายมาก” ชลชีวียิ้มกว้างจนตาหยีเพื่อพิสูจน์ว่าเขาพูดจริง ใบหน้าจืดชืดจึงดูสดชื่นขึ้นมา “อ้อ...เกือบลืมไปเลย ผมมีของจะให้พี่โตด้วยนะ...ขอกุญแจรถหน่อย น่าจะยังอยู่ที่เบาะหลัง”

    โตนนท์ส่งกุญแจให้ชลชีวีอย่างงงๆ ฝ่ายนั้นรีบเดินไปเปิดประตูรถแล้วควานหาของอย่างอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นนำมาแอบซ่อนไว้ด้านหลังเดินกลับมาอย่างมีพิรุธ

   “ซ่อนอะไรไว้?”

   “เอาของมาง้อน่ะ...เผื่อจะหายโกรธ...แต่ต้องหลับตาก่อน”

   โตนนท์พยายามแสดงออกว่าตัวเองยังนอยด์อยู่ คนตรงหน้าจะได้ไม่รู้สึกว่าเขา ‘ง่าย’ เกินไป แต่เก๊กได้ไม่นานก็แพ้ลูกตื๊อของชลชีวีที่รบเร้าให้เขาหลับตา

   “เออๆ ...ก็ได้ๆ”

   นักข่าวหนุ่มยอมหลับตาแต่โดยดี เขาได้ยินเสียงชลชีวีแกะถุงบางอย่างออกแล้วก็มีสัมผัสเย็นๆ ที่คอคล้ายคนตรงหน้ากำลังสวมบางอย่างให้

   “สร้อยกัลปังหา”

   “หืม? ...คืออะไร?” โตนนท์ลืมตามองใบหน้าจืดๆ ที่ยื่นเข้ามาใกล้เพราะกำลังพยายามสวมสร้อยคอให้เขา แต่ด้วยส่วนสูงที่ต่างกันมากทำให้ฝ่ายนั้นดูทุลักทุเลจนเขาต้องขยับเข้าไปให้ใกล้ขึ้น...ลมหายใจโตนนท์รดอยู่ที่ศีรษะชลชีวี

   “กัลปังหาเป็นสิ่งมีชีวิตคล้ายๆปะการังทะเล ตามความเชื่อคนโบราณจะมีสรรพคุณทางยา แล้วก็เชื่อว่าจะช่วยป้องกันผู้ที่สวมใส่จากสิ่งชั่วร้ายและมนต์ดำ บางคนเชื่อว่าช่วยป้องกันปัญหาได้ด้วย เพราะชื่อของมันไปพ้องกับคำว่ากันปัญหา ผมเลยอยากให้พี่เก็บไว้จะได้ช่วยป้องกันอันตรายและอุปสรรคตอนลงพื้นที่ทำข่าว”

   เสียงอธิบายเจื้อยแจ้วของชลชีวีไพเราะราวกับเสียงดนตรี ผู้ที่ถูกมอบของขวัญให้พยายามกลั้นยิ้มที่ริมฝีปาก รอยยิ้มเปี่ยมสุขจึงไปอยู่รวมกันที่ดวงตาคมเข้มจนเปล่งประกาย ผู้ที่มอบของขวัญให้อึ้งไปเล็กน้อยเมื่อสบตาคู่นั้น

   คนอะไร...ดวงตาพูดได้!

   “ขอบใจมากนะชล”

   “ม...ไม่เป็นไร...เอ่อ...ผมเข้าบ้านก่อนดีกว่า” ชลชีวีพยายามพละตัวเองออกจากบรรยากาศล่อแหลมตรงนั้นแล้วเดินเข้าบ้านทิ้งให้นักข่าวหนุ่มอมยิ้มอยู่คนเดียว เขาสัมผัสมือไปที่สร้อยคอราวกับสัมผัสของล้ำค่า

   ม่านห้องนอนชั้นสองของวิลล่าถูกปิดลงพร้อมกับกันตพงษ์ที่เดินมาทิ้งตัวลงบนเตียง เขายิ้มออกมาเศร้าๆ ...เราทำถูกแล้ว...ความสุขของพี่โต...คือความสุขของเรา...ชลก็เป็นคนดีมากพอที่คู่ควรจะได้รับรอยยิ้มเปี่ยมสุขนั้น...เหมาะสมแล้ว

   กันตพงษ์พยายามสลัดความคิดบางอย่างทิ้งไป ลุกขึ้นไปหยิบผ้าเช็ดตัวที่วางอยู่ปลายเตียงกำลังจะไปเข้าห้องน้ำ เขาแวะหยิบโทรศัพท์มือถือติดมือเข้าไปฟังเพลงตามความเคยชิน แต่เมื่อปลดล็อกหน้าจอก็ต้องตกใจกับข้อความนับสิบที่ถูกส่งเข้ามา

   ส่วนหนึ่งเป็นข้อความและสายที่ไม่ได้รับจากโตนนท์และชลชีวี แต่อีกหลายข้อความที่ปรากฏชื่อแจ้งเตือนกลับสะดุดตามากกว่าเพราะถูกส่งมาจากจิรากร ชายหนุ่มรีบกดเข้าไปดูข้อความทันที

   ‘ฝากบอกชลด้วย ยายเข้าโรงพยาบาล อาการหนัก’






ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ใจดีแวะเข้ามาครับ

ผิดพลาดใดขออภัยด้วยนะครับ

แล้วเจอกันตอนหน้า :katai2-1: :katai2-1:

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5455
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1087
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-0
พึ่งได้เข้ามาอ่านสนุกค่ะ :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 505
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด