ข้าชื่อ...สีหราช [Yaoi/BL/Action Fantasy] [Updated 15/10/2020]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ข้าชื่อ...สีหราช [Yaoi/BL/Action Fantasy] [Updated 15/10/2020]  (อ่าน 960 ครั้ง)

ออฟไลน์ ButlerofLOVE

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะ ครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรัก ชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้าม แจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะ ปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของ แต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้าม จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิด เดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม

6.การ พูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอม ให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้าม ลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อ ขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ด นิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยาย ที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง

16.นิยาย เรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วน หรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมด ออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้าม แจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)

18.ใคร จะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17

เวปไซต์ แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่าง ประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0


.................................................................

สีหราชยมทูต (Grim reaper's vacation)

By ButlerofLOVE
.................................................................

Introduction

"มรุต"
นักศึกษาหนุ่มแว่นหน้าตาซื่อ ๆ เซื่อง ๆ เหมือนแมวเซา เจ้าของฉายา "The Jinx"
จู่ ๆ ต้องมาโดนผลักตกฟุตบาทหัวฟาดพื้นตายฉับพลัน..
ตอนมีชีวิตก็ว่าซวยแล้ว พอตายยังซวยกว่า ดันตกสำรวจซะได้...

วุ่นชิบ ! ตายตั้งนานแล้วดันไม่มีใครมารับซะที
นั่งจ๋องอยู่กลางสี่แยกมาตั้งนาน กว่าจะเจอใครที่ว่างพอจะคุยด้วยก็หายกันไปหมด
...จนกระทั่งมาเจอไอ้เจ้ายมทูตหน้านิ่งในสูทดำสุดเท่
ว่าแต่..ยมทูตมีพักร้อนกับเขาด้วยเรอะเนี่ย !

ให้ตายเถอะ มีแต่คุณท่านยมทูตหน้านิ่งคนนี้ที่มองเห็นเรา
ช่วยพาไปเกิดทีสิ ! นั่งตรงนี้มาจะปีกว่าแล้ว
ถ้าไม่พาไปละก็ จะฟ้องคณะกรรมการยมบาลแห่งโลกภูมิว่าปฎิบัติหน้าที่ย่อหย่อน !


"สีหราชยมทูต หรือ อ้ายสีห์"
คุณยมทูตฉายาพ่อหน้านิ่งหอยกาบ หน้าตาดี ทุกอย่างดี เป๊ะเจ้าระเบียบ
เสียอย่างเดียวขาด "ยมสัมพันธ์.." ไปหน่อย
เลยถูกเตะโด่งออกมาให้เรียนรู้การมีเพื่อนและมนุษย์สัมพันธ์กับเขาบ้าง
แต่ใครจะแคร์ละว่ะ !
ออกมาสิดี ว่างดี เที่ยวได้ วันว่างก็เหลืออีกบานอสงไขย
จะเที่ยวให้ช่ำ ย่ำไปทุกมุมโลก

"...เราลาพักร้อน ไม่ว่าง...ถ้าอยากให้ช่วยก็ทำตัวน่ารักหน่อย
ถ้าทำให้เรา "สนใจ" ไม่ได้ละก็....จงเป็นผีเร่ร่อนอยู่ตรงนี้ต่อไปละกัน ! "

ความป่วนอลเวงเกิดขึ้นเมื่อ "ป้ายผ่านทางยมโลก"
หล่นหายระหว่างอุบัติเหตุรถชนประสานงากลางเมือง !

หนึ่งผีเร่ร่อน กับหนึ่งยมทูตหน้านิ่ง
เลยต้องช่วยกันตามหา "ป้ายผ่านทางยมโลก"
ก่อนที่ผีตัวไหนจะทำเรื่องวุ่นวายซะก่อน

แต่ใครจะรู้ว่า...เรื่องราวจะไม่ง่ายดายเช่นนั้น
เพราะการวางแผนล้างแค้นของใครบางคนในอดีตที่ดึงพวกเขาทั้งสองกลับมาพบกัน

#สีหราชยมทูต
...............................................

หมายเหตุ.

1. นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องสมมุติและเกิดจากจินตนาการของ ButlerofLOVE ทั้งหมด
ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับสถานที่ บุคคล หรือเรื่องราวที่อยู่ในพระพุทธศาสนา
นรก สวรรค์ หรือการกระทำของตัวละครทุกตัว
อยู่บนโลกจินตนาการและแฟนตาซีของ ButlerofLOVE ล้วน ๆ

2. นิยายเรื่องนี้เป็นแนววายแอคชั่นแฟนตาซี/กลับชาติมาเกิด/พีเรียดไทยรัตนโกสินทร์

..................................................

นวนิยายเรื่องนี้เป็นลิขสิทธิ์ของButlerofLOVE และอยู่ภายใต้การคุ้มครองพรบ.ลิขสิทธิ์ พศ. 2537 หากพบว่ามีการทำซ้ำ สำเนา คัดลอก หรือเผยแพร่ส่วนหนึ่งส่วนใดของนวนิยายโดยไม่ได้รับคำยินยอมจาก ButlerofLOVE เป็นลายลักษณ์อักษร จะถูกดำเนินคดีตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด

....................................................

บทที่  1. เกิดใหม่ในร่างยมทูต

พุทธศักราช ๒๓๙๑

สายฝนโปรยปรายลงอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด พื้นดินตรงหน้าเปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝน ดินโคลนเลอะเปรอะกระเด็นไปทั่ว เสียงฝีเท้าของม้าที่เหยาะย่างตรงเข้ามาในหมู่บ้านสำนักดาบ ทำให้หลายคนชะโงกออกมามองอย่างฉงน แต่ก็ต้องตะลึงพรึงเพริดเมื่อเห็นร่างสูงหนาที่เลอะเปรอะเลือดท่วมกายนั่งอยู่บนม้าตัวนั้น สายตาบุรุษนั้นว่างเปล่าราวกับหมดสิ้นทุกอย่างในชีวิต หากเหตุที่ทำให้ผู้คนรอบข้างล้วนแตกตื่น มิใช่เพียงบุรุษร่างโชกเลือดกับม้าคู่ใจเท่านั้น หากเป็นเพราะศีรษะและดวงตาที่เบิกโพลงสุดขีดของอีกบุรุษหนึ่งที่ถูกเจ้าตัวขยุ้มหิ้วกลับมาด้วย หยาดหยดโลหิตจากหัวที่ขาดแล่ง รินรดเป็นทางยาว สายฝนเปลี่ยนโลหิตแดงฉานที่ไหลเหลือเพียงสีแดงใสจางบนผืนดินที่เฉอะแฉะ

ผู้คนมากมายอุดปากอย่างกลั้นเสียงกรีดร้องในลำคอ บางคนที่สติอ่อนก็ถึงกับอาเจียนกับภาพตรงหน้า บุรุษหลายคนถึงกับน้ำตาไหล แต่เสียงร่ำไห้เหมือนจะไม่เข้าโสตประสาทของบุรุษบนหลังอาชานั้น ดวงตาที่เคยคมคร้ามบัดนี้ว่างเปล่าราวกับไร้วิญญาณ์

“อ้ายสีห์...”

“อ้ายสีหราช....โธ่..”

สำหรับผู้อื่นที่มิรู้จักบุรุษตรงหน้า “อ้ายเสือสีหราช” อาจเป็นนักฆ่าที่หลายคนหวาดผวา หากแต่สำหรับเหล่าชาวบ้านในละแวกนี้ต่างรู้กันดี...สีหราช...อดีตนักดาบหนุ่มบุตรชายคนเดียวของพ่อสิน เจ้าของสำนักตีดาบ ผู้ที่แม้จะใจร้อนมุทะลุ หากแต่อบอุ่นกับผู้คนดุจแสงตะวัน แต่ยามนี้...ไม่มีอีกแล้วภาพเงาของคนผู้นั้น เหลือเพียง “อ้ายสีหราช” ผู้เหี้ยมเกรียมที่ทางการติดตามจับกุม

บัดนี้...มันเหยาะย่างม้ากลับมายังเรือนเก่า...เรือนที่ทางการวาง “สาย” ไว้รอจับกุมเสือร้าย ราวกับว่ามันไม่คิดหนีอีกต่อไป
กลางป่าหลังซากหมู่บ้านสำนักตีดาบ เนินดินที่ปักด้วยไม้อย่างง่าย ๆ และมีหินล้อมสองสามก้อนเป็นสัญลักษณ์อยู่ตรงหน้า ฝนที่เปียกชุ่มทำให้ดินตรงนั้นยุบลงเล็กน้อย สายฝนยังคงโปรยปรายต่อเนื่องไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

.....เจ้าตัวเล็ก...นอนอยู่ตรงนี้...จะเปียกปอนไหมหนอ...

ชายหนุ่มโหนตัวลงจากม้าก่อนจะโยนศีรษะที่ขาดนั้นลงต่อหน้าเนินดินทั้งคู่ ดวงตาแดงก่ำมองนิ่งราวกับจะส่งไปถึงผู้ที่ทอดกายอยู่ด้านล่าง

ข้า...เอาหัวมันมาคารวะพวกเจ้าแล้ว..พ่อสิน...เมืองอินทร์ พามาตรงหน้าป้ายหลุมศพของเจ้า...

แม้เขาก้าวลงมาแล้ว แต่เจ้าสีหมอกกลับยืนนิ่งอยู่ข้างเขา ราวกับจะรู้ว่า เจ้านายมันนอนสงบอยู่ที่นี่ มือหนาลูบแผงคออาชาตรงหน้าอย่างเบามือ

...อ้ายตัวเล็ก...มันรักสีหมอกยิ่งนัก...

ดวงตาสีหราชเหม่อเลื่อนลอย ก่อนจะตบสะโพกเจ้าสีหมอกเบา ๆ ม้าแสนรู้นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จนเขาต้องตีเป็นครั้งที่สองมันถึงยอมวิ่งจากไป

...เจ้าเป็นอิสระแล้ว สีหมอก...ไปเถิด...ไปให้ไกลแสนไกล..สู่เสรี

เจ้าตัวคว้าไหสุราที่คว้าติดตัวมา ศีรษะเปื้อนเลือดนั่นยังกองนิ่งอยู่กับพื้น ดวงตาศัตรูเบิกโพลงอย่างกลัวสุดขีดแต่เหมือนสีหราชจะไม่ใส่ใจ เจ้าตัวคว้าไหสุราขึ้นมาดื่ม เหล้าดีกรีแรงแค่ไหน...ก็ไม่อาจทำให้เขาเมาได้อีก สายฝน...หรือน้ำตาที่ไหลผ่านใบหน้าคมนั้น สายฝนชะล้างเลือดออกจากใบหน้าคม เผยผิวสีแทนแข็งแรง เสื้อผ้าเปียกน้ำฝนลู่แนบกายบอกชัดว่า ร่างตรงหน้าเป็นบุรุษฉกรรจ์ที่มีร่างกายสวยงามสมกับเป็นนักดาบหลวง แผลที่แขนและขาเหมือนจะมีเลือดไหลริน แต่เจ้าตัวก็ไม่นำพา

หัวใจ...ตายแล้ว...ร่างกาย...จะสำคัญไฉน...

สุราอยู่นี่...แต่คนกลับลาลับ

สุราไหหนึ่งที่เจ้าตัวเล็กชอบ...ถูกหยิบมาราดรดลงผืนดินตรงหน้า กลางสายฝน...

เสียงฝีเท้าม้าและเสียงผู้คนจำนวนมากกำลังกรูกันเข้ามา เสียงดาบกระทบกัน...เสียงนั่นกำลังมุ่งตรงมาที่นี่ แต่คนที่ร่ำสุราอยู่หน้าเนินดินไม่ได้ใส่ใจ...หวังเพียงได้ดื่มสุราครั้งสุดท้าย...กับร่างที่นอนสงบนิ่งอยู่ด้านล่าง...ผู้ที่เป็นทั้งน้อง สหายคู่ใจ...และหัวใจของเขา

สุรานี้...เพื่อเจ้า

ศีรษะของไอ้เดรัจฉานนี่...เพื่อเจ้า...เช่นกัน

“อ้ายสีหราช ! เจ้าจงยอมให้จับกุมเสียโดยดี !”
.......................................................

เสียงอื้ออึงและสายตาของผู้คนมากมายจับจ้องที่ภาพตรงหน้า หลังจากที่ประกาศความผิดจำนวนหนึ่งหน้ากระดาษของอ้ายเสือสีหราช อดีตนักดาบหลวงที่หลงผิดเป็นเสือร้ายไล่สังหารผู้คน รายชื่อผู้ที่มันสังหารยาวเหยียดนับ 30 ชีวิต “อ้ายเสือที่สังหารผู้คนอย่างบ้าคลั่ง” กำลังนั่งคุกเข่าอยู่กับลานทรายกว้าง สีหน้านิ่งเฉยไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ ในบางมุมคล้ายเจ้าตัวจะยิ้มนิด ๆ อย่างพึงใจเสียด้วยซ้ำ ขณะที่เหล่าเพชฌฆาตกำลังร่ายรำอยู่ด้านหลังและด้านหน้า พอสิ้นเสี่ยงปี่พาทย์ บุรุษหนึ่งนายก็ตะโกนออกมา

   “ประหาร !”

สิ้นเสียงนั้น เพชฌฆาตฟันฉับลงมาในดาบเดียว...

ไม่รู้ว่าดาบนั่นฟันลงตรงไหน มีเพียงความอุ่นหนืดที่พลั่ก ๆ จากกลางแผ่นอก ร่างนั้นเผยอยิ้มหยันนิด ๆ

ดาบดี...ดูท่าจักเป็นดาบฝีมือของพ่อสิน..กระมัง

ลมหายใจที่ขาดห้วงลงในวิบตานั้น กลับทำให้รู้สึกสบายปลอดโปร่งอย่างบอกไม่ถูก นักโทษประหารหลับตาลงอย่างไร้กังวล ไร้สิ่งใดติดค้างใจ

ข้าล้างแค้นให้แล้ว...เมืองอินทร์

รอข้านะเจ้าตัวเล็ก...

ชาติหน้าฉันใด อ้ายสีหราชผู้นี้...ขอได้อยู่เคียงข้างเจ้า ปกป้องเจ้า...
.................................................................


จากพ่อบ้านแห่งรัก..ButlerofLOVE

 :hao5:

เป็นครั้งแรกที่มาสมัครเล้าเป็ดนะคะ และเป็นวายเรื่องแรกที่เขียนด้วย อาจจะไม่ค่อยคล่องหรืออาจจะพลาดอะไรบ้าง ขอฝากตัวกับทุกคนด้วยนะคะ จะพยายามลงให้จบภายในเดือนสิงหาคมค่ะ ^^ สวัสดีเพื่อนใหม่ทุกคนค่า ^^
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-10-2020 14:21:14 โดย ButlerofLOVE »

ออฟไลน์ ButlerofLOVE

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
Re: สีหราชยมทูต Grim reaper's vacation by ButlerofLOVE++
«ตอบ #1 เมื่อ13-07-2020 11:33:24 »

บทที่ 1 (ต่อ)
พุทธศักราช ๒๕๖๑

มือเรียวหนาคนกาแฟในมืออย่างเลื่อนลอยก่อนจะยกขึ้นจิบ ใบหน้าคมคร้ามถอนหายใจแผ่วเบาก่อนจะมองไปนอกกระจกใส เวลาผันผ่านรวดเร็วนัก...เกือบสองร้อยปีผ่านไป แต่ยังไม่พบ...สักครา

ใครจะรู้ว่าแม้นความตายจักได้สมปรารถนา แต่หากความต้องการเกิดใหม่อาจไม่เป็นดังคาดเสมอไป

สีหราชยิ้มหยันกับโชคชะตาของตัวเอง เรื่องราวเกือบสองร้อยปีก่อนหวนย้อนมาราวกับเกิดเมื่อวาน

เพียงพริบตาของลมหายใจที่ขาดห้วง พลันเกิดแรงกระชากวูบเดียว เจ็บร้าวกลางอกราวกับมีใครนาบแท่งเหล็กร้อนที่กลางอก เขาลอยอยู่หน้าประตูขนาดมหึมาสีดำปนแดงที่ว่าผู้ชายร่างยักษ์กว่า 100 คนสามารถเดินเข้าประตูนั่นได้พร้อม ๆ กัน เปลวไฟร้อนระอุกำลังลอยอวลขึ้นจากด้านล่างใต้ฝ่าเท้าของเขา เสียงร้องไห้คร่ำครวญลอยก้องอยู่ทุกทิศทุกทาง และยังมีเสียงเหล็กนาบกับไฟอีกที่ดังฉ่า ๆ เป็นระยะ

“ยมทูตสีหราช รหัส พุทธกาล๒๓๙๑ รายงานตัวที่ทวารบาล ๑”

จากวันนั้นเป็นต้นมา...เขากลายเป็นยมทูต ผู้เชิญดวงวิญญาณแห่งแดนยมโลก...

ตั้งแต่รัตนโกสินทร์ตอนต้นมาจนบัดนี้ บ้านเมืองเปลี่ยนผันไปหลายส่วน จากบรรดาเรือกสวนไร่นาและทุ่งกว้างกลายเป็นเมืองใหญ่ที่มีผู้คนอาศัยอยู่มากมาย ใครเลยจะคิดว่าพื้นที่โล่งเปล่าเลี้ยงวัวควายในยามนั้นจะกลายเป็นตึกรามบ้านช่องระฟ้าไปหมด ชีวิตจากที่เคยเรื่อยเฉื่อยริมน้ำกลับกลายเป็นต้องเร่งรีบในทุกวัน สีหราชเหลือบตามองลงไปด้านล่าง ผู้คนจำนวนมากรีบร้อนวิ่งไปทำมาหากินในยามเช้า

ไม่มีเสียงหริ่งเรไร...จักจั่น หรือแม้แต่หิ่งห้อยที่ต้นลำพู...เหมือนครานั้น
โลก...ไม่รื่นรมย์เหมือนยามนั้น...ยามที่มีเจ้าอยู่ข้างกาย...
เจ้าไปอยู่เสียที่ไหนกัน...เมืองอินทร์ เจ้าแกล้งข้าพอแล้วฤาไม่...


เงาที่สะท้อนในกระจกเผยชัด บุรุษหนุ่มในชุดสูทสีดำสนิทท่วงท่าผึ่งผาย ร่างนั้นสูงเกินมาตรฐานชายไทย แต่เพราะช่วงไหล่กว้างลาดจึงทำให้ดูสูงโปร่ง เจ้าตัวซ่อนมัดกล้ามแข็งแรงไว้ภายในเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาด เครื่องประดับกายมีแหวนสีนิลที่นิ้วนาง สร้อยทองคำดุมละเอียดยิบเส้นน้อยที่พันทบข้อมือหนา ผมสีดำสนิทมีแซมไฮไลท์สีน้ำเงินเข้ม ดวงตาคมหม่นเศร้า

บทลงโทษ...ของยมโลก
แม้นอยากอยู่เคียง...แต่มิอาจสมปรารถนา


สีหราชถอนใจเบา ๆ เกือบสองร้อยปีที่ยมโลกฉุดรั้งเขาไว้ให้กลายเป็นยมทูตคอยรับดวงวิญญาณที่สิ้นอายุขัย บุญและบาปเสมอกันของสีหราชทำให้ตาชั่งความดีงามมิอาจตัดสินได้ว่าเขาควรถูกส่งไปรับโทษทัณฑ์ในแดนนรกภูมิหรือควรขึ้นสวรรค์ ความก้ำกึ่งในสภาวะของวิญญาณจึงนำสีหราชมาสู่การเป็นผู้คุมกฎ

นี่มันบังคับกันชัด ๆ ! เขาต้องการไปเกิดใหม่ ! ไม่ใช่ถูกล่ามตรวนด้วยการเป็นยมทูตเช่นนี้ !

ในร้อยปีแรก ท่านยมบาลเอ่ยกับสีหราชอย่างมั่นเหมาะ

“รอก่อน รอคนใหม่มาแล้ว ถึงคราวของเจ้าเมื่อไหร่ เจ้าจะได้ไปเกิด”

แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่มีใครมาสักครา ย่างเข้ารอบ 200 ปี มนุษย์ต่างกระทำแต่สิ่งเลวทรามมากขึ้นทุกวัน มีแต่วิญญาณบาปที่วิ่งเข้าสู่นรกภูมิไม่หยุดหย่อน ขณะที่วิญญาณที่มีกุศลจิตนับวันน้อยยิ่งเสียกว่าน้อย อย่างนี้แล้วจะหาวิญญาณที่บุญเสมอบาปเช่นเขาได้ยิ่งยากแสนเข็ญ

ไม่มียมทูตมาใหม่...เขาก็ไปเกิดไม่ได้...

ในแต่ละวัน...ยมทูตอย่างเขาต้องคอยวิ่งรับวิญญาณคนตายกว่าร้อยชีวิต ส่วนใหญ่มีแต่กลิ่นเหม็นเน่าด้วยบาป มีไม่ถึง 5 รายที่เขายินดีค้อมกายคารวะและนำทางไปสู่สวรรค์ เส้นทางที่เขาไม่ต้องล่ามตรวนร้อนด้วยไฟนรกที่มือและขาของวิญญาณนั้น

ได้กลิ่นบาปทุกวัน กลิ่นที่เหม็นเน่าเกินทน...

วิญญาณที่เหม็นเน่าด้วยกลิ่นบาปอกุศล ชวนให้รู้สึกคลื่นเหียนสะอิดสะเอียนทุกครั้งที่ต้องเข้าใกล้ แม้เมื่อได้พักผ่อนล้างตัวด้วยน้ำทิพย์แล้ว แต่กลิ่นนั่นก็ไม่จางหายไปจากตัวเขาเสียที ดังนั้นเมื่อย่างเข้ารอบ 200 ปีของการเป็นยมทูต สีหราชก็ตัดสินใจได้

วิญญาณบาป...ก็ต้องเจออะไรที่สาสม !

ตรวนเพลิงร้อนที่ควรสวมที่มือและเท้าของวิญญาณบาป ถูกล่ามไว้ที่คอแทนก่อนที่สีหราชยมทูตจะกระชากวิญญาณที่กรีดร้องอย่างโหยหวนลงสู่นรกภูมิ วิญญาณบาปบางตนที่คร่ำครวญหวนไห้อาลัยกายหยาบและทรัพย์สมบัติล้วนถูกยมทูตหนุ่มคว้าลากกระชากอย่างไม่นำพา แต่ก็ยังมีบางรายที่หาญกล้าร้องอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการยมโลกสากล ผลคือ สีหราชยมทูตถูกตั้งคณะกรรมการสั่งสอบสวนความผิด

หึ ! ข้อหาทำร้ายจิตใจของวิญญาณบาป ! ช่างกล้า !

“เหตุใดเจ้าจึงทำเช่นนี้” หนึ่งในกรรมการยมโลกสากลถามขึ้นอย่างกราดเกรี้ยว

“สมควรแล้ว”  เจ้าตัวเอ่ยก่อนจะยกยิ้มอย่างสาแก่ใจ

“อะไรนะ ?”  คณะกรรมการคนหนึ่งชะโงกถาม

“ ยามมีชีวิตไม่รู้จักทำสิ่งดีงาม ยามตายกลับต้องการได้รับการปฏิบัติอย่างดี น่าขัน !” สีหราชแค่นหัวเราะ

บางรายร้องเรียนว่าขอเพียงทำใจร่ำลาอาวรณ์สักครู่ แต่สีหราชยมทูตกลับกระชากวิญญาณออกมาทันที

“ ก็คราฆ่าผู้อื่น ยังไม่ให้เขาร่ำลาลูกเมีย ยามตาย...ก็ไม่ควรต้องได้ร่ำลา”

คำตอบนั้นทำให้ท่านยมบาลผู้เป็นนายถึงกับส่ายหน้าก่อนจะเหลือบมองคณะกรรมการยมโลกสากลอย่างอึดอัดใจ

ยมทูตตนใดที่ทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์ มีจิตใจไม่เป็นกลางย่อมถูกพิจารณาว่าย่อหย่อน ตามกฎยมโลกแล้วสีหราชจะต้องถูกพักงาน 100 ปี และทำงานชดใช้ความผิดด้วยการเป็นยมทูตต่อไปอีกอย่างน้อย 500 ปี

เสียงกระแอมของท่านยมบาลทำให้สีหราชเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นนาย

“ท่านกรรมการ...ยมทูตสีหราชทำงานกับเรามาตั้งแต่พุทธศักราช ๒๓๙๑ เขาทำงานได้ดีไม่เคยบกพร่อง ซ้ำยังมีชื่อเสียงในการปราบวิญญาณอาละวาดไว้หลายคดี จนเป็นยมทูตตัวอย่างของยมโลกแห่งนี้ เหตุที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพราะเจ้าตัวทำงานหนักเกินไปมาเกือบสองร้อยปี หวังว่าท่านกรรมการจะพิจารณาด้วยหลักความเมตตาและตัดสินอย่างเป็นธรรม ข้าขอเสนอว่าสมควรนำความดีมาลบล้างความผิดพลาดคงเป็นการดี”

ประโยคนั้นทำให้เหล่าตุลาการหันหน้ามองกันครู่ใหญ่ ก่อนที่ประธานกรรมการสอบสวนจะพูดขึ้น

“กฎของยมโลกระบุชัด ยมทูตทุกตนต้องปฏิบัติต่อวิญญาณอย่างเที่ยงธรรม ไม่ใช้อารมณ์ตัดสินไม่ว่าวิญญาณนั้นจะบาปหนาหรือมีบุญบารมี จะไม่ลงโทษเลยก็เป็นที่ครหาของเหล่าวิญญาณที่ร้องเรียนได้...” ก่อนจะประกาศขึ้นว่า

“ สีหราชยมทูต มีความผิดจริง แต่ด้วยความดีงามที่สะสมไว้ ยกเว้นโทษ 500 ปี”  เหล่าตุลาการตัดสิน

“พักงานยมทูตสีหราช 100 ปี ลดตำแหน่งเป็นยมทูตสัญจร และย้ายไปแดนมนุษย์ !”

สิ้นประโยคนั้น ละอองหมอกควันสีดำฟุ้งขึ้นต่อหน้าทุกคน บดบังทุกสิ่งจนหมดสิ้น มีเพียงประโยคต่อท้ายที่ตามมาว่า

“จงลงไปโลกมนุษย์เพื่อสำนึกตน สร้างบารมีแล้วกลับมาใหม่ !”

จะให้สำนึกตนอะไรนั่น ! ฝันไปเถอะเหล่าตาแก่โง่ทั้งหลาย !
ข้าจะไม่ทำสิ่งใดเลย ข้าจะพัก...พักให้ยาวอย่างที่ปรารถนา !
สีหราชคนนี้ จะไม่ทำสิ่งใดอีกแล้ว พอกันที !

……………………………………………………….

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-07-2020 01:40:26 โดย ButlerofLOVE »

ออฟไลน์ ButlerofLOVE

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
Re: สีหราชยมทูต Grim reaper's vacation by ButlerofLOVE++
«ตอบ #2 เมื่อ13-07-2020 11:35:11 »

บทที่ 2. คำขอร้อง

การโดนเตะโด่งไล่ให้มาอยู่โลกมนุษย์ระยะหนึ่งก็ไม่เลวเหมือนกัน ใครว่าการโดนยมโลกสั่งพักงานและพิจารณาตัวเองบนโลกมนุษย์จะแย่เสมอไปเล่า อย่างน้อยก็ไม่ต้องเป็นพนักงานส่งวิญญาณอย่างที่ทำอยู่ทุกวัน อย่างน้อยก็เห็นแสงอาทิตย์อุ่น ๆ ท้องฟ้าใส ๆ และก็...ความวุ่นวายไม่สิ้นสุดของมนุษย์

เพราะว่าโลกมนุษย์มี Grab และบรรดาเหล่า Delivery ต่าง ๆ มากมาย ในบรรดาเหล่ายมทูตหัวสมัยใหม่จึงเคยเรียกกันเล่น ๆ ใน
หมู่เพื่อนฝูงด้วยกันว่า พวกเขานี่ล่ะพวก “Grab Ghost” เพราะหน้าที่ของยมทูตก็คือการไล่เก็บวิญญาณผู้ตายและไปสู่โลกหน้า ไม่มีใครทำงานข้ามเขตปกครองตัวเองด้วย ในโลกหลังความตายมีการแบ่งโซนการทำงานหรือเขตปกครองออกเป็นส่วน ๆ อย่างพื้นที่กลางเมืองหลวงที่สีหราชอยู่ในตอนนี้เป็นเขต 14 ที่อยู่ในการดูแลของเทพากร ยมทูตชำนาญการระดับ 6 ขณะที่เขาเคยเป็นยมทูตชำนาญการระดับ 7 

หึ! ช่างเป็นการพักงาน...ที่สบายราวกับพักร้อน...

ในยามนี้ ชีวิตของยมทูตสัญจรอย่างสีหราชช่างสุขสบายไร้ความวุ่นวาย แม้ว่าเจ้าตัวจะโดนสั่งพักงาน แต่อำนาจทิพย์ของการเป็นยมทูตยังคงมีอยู่เต็มเปี่ยม เพียงสีหราชใช้มนตราลืมเลือนความทรงจำ เขาก็สามารถเข้านอกออกในสถานที่และอาคารต่าง ๆ ได้ตามใจปรารถนา เพียงใช้แต้มบุญที่ทำมาเกือบ 200 ปีแทนเงินตรา เท่านี้เขาก็สามารถใช้ชีวิตหรูหราได้อย่างที่ปรารถนา อย่างในยามนี้เพนท์เฮ้าส์ชั้นบนสุดของอาคารสูงริมน้ำกลายเป็นที่พักประจำของยมทูตหนุ่มมาแล้วกว่า 5 ปี ระเบียงหน้าเปิดโล่งให้เห็นคุ้งแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ไกล ๆ

สีหราชทอดตามองสายน้ำที่ไหลรินอยู่ตรงหน้า...

กว่า 200 ปีผ่านไปสายน้ำยังเหมือนเดิม มีแค่...คนตัวเล็กที่หายไป

 .......................................................

ก่อนที่เจ้าตัวจะหวนนึกถึงเรื่องราวในอดีตชาติ เสียงตะโกนลั่น ๆ ที่ดังขึ้นด้านหลังทำให้สีหราชต้องหันไปมอง

“เฮ้! สีหราช ! ....อ้ายสีห์ ! ” เทพากรตะโกนลั่น ๆ เจ้าตัวลอยเคว้งกลางอากาศก่อนจะโบกไม้โบกมือให้หยอย ๆ

นั่นล่ะ...เทพากรยมทูตชำนาญการระดับ 6 เป็นเพื่อนกับสีหราชมาตั้งแต่ร้อยปีแรกที่เริ่มต้นการเป็นยมทูต ฝ่ายหนึ่งช่างเจรจาแต่อีกฝ่ายช่างเงียบขรึม ความแตกต่างสุดขั้วดูเหมือนไม่น่าจะเข้ากันได้ แต่กลับเข้ากันได้ดี ยกเว้นก็เสียแต่อีกฝ่ายเจ้าชู้ประตูดินจนเป็นที่ระอาของเทวาและนางสวรรค์ต่าง ๆ

“ไอ้เทโพ...วันนี้ไม่เป็น Grab ghost หรือไง” สีหราชถามอย่างไม่ใส่ใจ

“ชะ! เทโพมันชื่อปลา เราน่ะเทพากร แหม...อุตส่าห์มาทักทายเพื่อน เห็นว่าโดนท่านพญายมเขม่นเอารึ เลยต้องระเห็จมาอยู่โลกมนุษย์แบบนี้” เทพากรยิ้มขำ ๆ ลอยนิ่ง ๆ อยู่ตรงหน้า

“ก็...เขาว่า ข้าไม่มี’ยมสัมพันธ์!” กริยาเหม็นเบื่อที่แสดงออกทางแววตาชัดเจนเสียจนเทพากรยมทูตหัวเราะลั่น

“ก็ท่านสีหราช เป็นประเภทพูดจาขวานผ่าซากนี่ขอรับ บางเรื่องที่ควรพูดอธิบายเยอะหน่อย ดั้นพูดมาคำเดียว ไอ้ที่ไม่ต้องพูดก็ได้ ดันตอกเสียจนคนฟังหัวแบะไปเลย พวกคณะกรรมการยมโลกจะไม่เขม่นเจ้าก็ประหลาดแล้ว”

“ข้าพูดแต่ความจริง” สีหราชกล่าวเมิน ๆ

“มีอย่างที่ไหน เขาถามว่า ถ้ามีวิญญาณร้องไห้เสียใจจิตผูกพันกับสถานที่ไม่อยากตาย ยมทูตอย่างเรา ๆ ควรจะปลอบวิญญาณนั้นยังไง เอ็งก็ดันปากหมาโพล่งไปว่า ก็-สือก...ไม่ขยันหายใจเอง ช่วยไม่ได้! คำตอบแบบนี้จะผ่านได้ยังไง”

“แล้วไอ้ที่เขาให้ยมทูตจูงวิญญาณคนตายมายมโลก เอ็งก็ดันเอาเชือกตรวนพันคอเขาแล้วลากหลุน ๆ มายมโลก แทนจะจูงดี ๆ เราละเชื่อเลยอ้ายสีห์! ดีเท่าไหร่แล้วที่วิญญาณพวกนั้นส่วนใหญ่ฟ้องร้องไม่เป็น นี่ขนาดเจอแค่ไม่กี่รายที่ไปฟ้องท่านนิรยบาล ขืนรู้ว่าเอ็งทำแบบนี้กับทุกเคสนะ ไม่โดนเตะโด่งไปเกิดใหม่ละก็ ข้าให้เหยียบเลยเอ้า! ”

เหอะ ! ถ้ารู้ว่าจะโดนส่งไปเกิดใหม่...จะพูดให้มากกว่านี้ด้วยซ้ำ!

“เอาล่ะ นอกจากจะมาหลอกด่าข้าแล้ว เจ้ามาทำอะไร” สีหราชหรี่ตามองเทพากรอย่างรู้ทัน เพราะเทพากรเป็นพวกเจ้าเล่ห์ ไม่มีหรอกที่จะแวะมาโดยไม่มีเป้าหมาย

“บ๊ะ! เอ็งนี่แสนรู้ ชาติหน้าต้องไปเกิดเป็นหมาแน่ ๆ” เทพากรขำพรืด

“งั้นเชิญ” สีหราชหมุนตัวกลับทันควัน ทำเอายมทูตปากร้ายรีบแว่บมาขวางหน้าอีกรอบหนึ่งก่อนยกมือประหลก ๆ

“โธ่ ๆ ข้าจะไปหาแม่เทพธิดาที่ตามจีบไว้สักหน่อย เลยอยากให้ท่านสีหราชช่วยไปเฝ้าตรงแยกเอราวัณสักครู่ได้ไหมเผื่อว่ามีเคสด่วนให้ไปรับวิญญาณน่ะ”  เจ้าตัวกระมิดกระเมี้ยนอุบอิบหน้าแดง

“นี่เรานัดกับแม่เทพธิดาตนนั้นไว้ว่าจะเจอกันใต้ต้นปาริชาติ แต่วันนี้แลกเวรกับใครไม่ได้เลย เลยนึกถึงทั่นสีหราชขึ้นมา…”

สีหราชกลอกตามองยมทูตจอมกะล่อนตรงหน้า

เมื่อครู่เจ้าตัวเรียกเขาว่า “เอ็ง” แต่พอจะไหว้วานละก็ยกระดับเป็น “ท่าน” เสียฉิบ !

“ธุระไม่ใช่!” สีหราชเมินฉับ ก่อนจะก้าวเดิน แต่ไปไหนได้ไม่ไกลเพราะเพื่อนตัวดีหายแว่บมาอ้อนตรงหน้า

“โธ่...ท่านสีหราชขอรับ ข้าน่ะเพียรจีบนางฟ้าองค์นั้นมานานแค่ไหนท่านก็รู้นี่ กว่าจะนัดไปนั่งเล่นที่ใต้ต้นปาริชาตได้ก็แทบแย่ ถ้าข้าพลาดครั้งนี้ละก็...นางต้องโกรธข้าแน่ ๆ แล้วอาจจะเปลี่ยนใจไปคุยกับวิทยาธร คนธรรพ์คนอื่น…” เจ้าตัวอุบอิบก้มหน้าจืดเจื่อน...

เทพากรยมทูตนี่จอมหลีระดับน้อง ๆ คนธรรพ์ทีเดียว แต่มักจะกินแห้วประจำ ถ้าแห้วเพราะตัวมันเองก็ว่าไปอย่าง แต่ถ้างานนี้แห้วเพราะเพื่อนไม่ช่วย เดี๋ยวมีหวังได้ฟังเสียงก่นด่ากันไปหลายร้อยปี

ถ้าช่วยเพื่อนคราวนี้ จะได้คะแนน “ยมสัมพันธ์” เพิ่มขึ้นไหมนะ?


“นานเท่าไหร่?”  สีหราชเอ่ยเบา ๆ ปรายตามอง

ประโยคนั้นทำเอาเจ้าตัวลิงโลดทันควัน

“แค่เอาของขวัญไปให้นางเท่านั้น ไม่เกิน 15 นาทีทิพย์ ถ้าเทียบกับโลกมนุษย์ก็ราว ๆ 6 เดือนเอง”

“หกเดือน! บ้าไปแล้ว ไม่ว่าง !” สีหราชปฏิเสธทันควัน

“เอาน่าเพื่อน ข้าน่ะเป็นสายรับวิญญาณพระสงฆ์องค์เจ้าในเขต 14 คงไม่มีวิญญาณหลงมาบ่อยนักหรอก คนสมัยนี้วิทยาการดีและยิ่งกับพระกับเจ้า มนุษย์เขาดูแลดีมาก ถ้าไม่เหลือบ่าจริง ๆ มนุษย์คงไม่ปล่อยให้หลวงพ่อม้วยง่าย ๆ หรอกน่า” เทพากรพยายามชักแม่น้ำทั้งห้ามาหว่านล้อมร่างตรงหน้า

“น่า…สีหราช...ช่วยเพื่อนหน่อยเถอะ...ถือว่าข้าขอร้องล่ะ ข้าชอบนางฟ้าองค์นี้จริง ๆ”

“อ้อ...เสร็จงานนี้นะ ข้าจะเอาดอกปาริชาตมาให้ด้วย แกกำลังตามหาความทรงจำที่หายไปอยู่ไม่ใช่หรือ คนที่แกตามหามาตลอดคนนั้น” เจ้าตัวพยายามเสนอทุกวิถีทาง

สีหราชนิ่งงัน...เทพากรรู้จุดอ่อน

สุดท้ายสีหราชก็ยอมพยักหน้าเบา ๆ คำตอบดังกล่าวทำให้ยมทูตเทพากรถึงขนาดยิ้มร่า กระโดดตัวลอยหมุนกลิ้งในอากาศรอบหนึ่ง แล้วตบเข่าฉาด

“ว่าแล้วว่าเอ็งจะยอมช่วยข้า ขอบใจมากเลยนะสีห์ อ่ะ ไอ้นี่คือ ป้ายผ่านทางยมโลกเป็นของสำคัญประจำตัว ไว้สำหรับพาวิญญาณเข้าไปสู่แดนยมโลก ห้ามทำหายเลยนา ถ้าหายละก็ข้ามีหวังโดนปลดไปเกิดเป็นหมาแน่เลย”

เทพากรงึมงำ ๆ เบา ๆ ก่อนจะกด ๆ บางอย่างลงบนป้ายผ่านทางที่ส่องแสงเรืองรองสีทองในฝ่ามือ

“ข้าจะปิดระบบ Auto detect ไปก่อน มันจะได้ไม่โวยวายว่านายเป็นคนถือมันไม่ใช่ข้า...แต่ข้อเสียก็คือ ถ้าปิดระบบนี้ไปก็หมายความว่า คนอื่นก็สามารถใช้ป้ายผ่านทางฯ นี้ได้เหมือนกัน…” ว่าแล้วก็ยื่นป้ายสีทองให้

“ข้าแค่พักงาน ไม่ได้ลืมวิธีการเป็นยมทูตเสียหน่อย”  สีหราชทำหน้าเบื่อก่อนจะรับป้ายทองคำดังกล่าวมาเก็บ

“รีบไป รีบกลับอย่างเถลไถล แค่ 15 นาทีทิพย์เท่านั้น ! ”

เมื่อนึกถึงตรงนี้แล้ว...สีหราชก็ถอนใจ

นั่นล่ะ หลังจากพักร้อนมาได้เกือบ 5 ปีในโลกมนุษย์ ดันไปตกปากรับคำช่วยเพื่อนยมทูตเข้า แต่จริง ๆ ก็ไม่เลวร้ายอะไรนัก เพราะตลอด 3 เดือนที่ผ่านมาไม่มีอะไรผิดประหลาดอย่างที่เทพากรว่าไว้ วิทยาการทางการแพทย์สมัยนี้ทำให้คนยืดเวลาตายออกไปได้ หลวงพ่อหลวงพี่ทั้งหลายก็ไม่นิยมมรณภาพกันเสียด้วย ป้ายผ่านทางยมโลกไม่เคยได้ใช้เลยสักครั้ง

อีกเพียง 3 เดือน...ก็จะพ้นเรื่องบ้า ๆ นี่ แล้วไอ้สีห์คนนี้จะท่องไปให้ทั่ว
รอก่อนนะ...ครั้งนี้ข้าจะตามหาเจ้าให้เจอให้จงได้...เมืองอินทร์

.........................................................................................
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-07-2020 02:12:54 โดย ButlerofLOVE »

ออฟไลน์ ButlerofLOVE

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
..........................................
แสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้วยามนี้ เหล่าอาคารห้างสรรพสินค้าและร้านค้าต่าง ๆ เปิดไฟสว่างไสวต้อนรับการฉลองเทศกาลปีใหม่และส่งท้ายปีเก่า แสงสีและบรรดาร้านบาร์เหล้าเบียร์ ดนตรีสดบรรเลงกันสนุกสนานอยู่หน้าห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ ผู้คนเดินเคียงกัน บ้างมาเป็นคู่ บ้างก็เป็นกลุ่มเพื่อน สีหราชยืนนิ่ง ๆ กวาดตามองไปรอบ ๆ อย่างสำรวจ หญิงสาวสองสามรายเดินผ่านมาจู่ ๆ ก็ส่งสายตาชะม้อยชม้ายมาให้ แต่เจ้าตัวเมินฉับอย่างไม่ใส่ใจและกึ่งจะรำคาญเสียด้วยซ้ำ

ที่ไม่ชอบอย่างเดียวของการถูกเตะโด่งมาโลกมนุษย์ ก็คือ การมีร่างกึ่งมนุษย์กึ่งยมทูตนี่เอง

เพราะร่างจำแลงเช่นนี้ ไม่เพียงแต่เขาจะเห็นวิญญาณ แต่ทั้งวิญญาณและมนุษย์ต่างเห็นเขาได้ทั้งนั้น

ในมิติที่เหลื่อมซ้อนกัน มีเพียงสีหราชที่เห็นว่า บนลานโล่งตรงหน้ายังมีอีกหลายสิ่งที่อยู่ร่วมปะปนกับมนุษย์

วิญญาณ...ที่ตกค้าง...หรือที่เรียกว่า วิญญาณเร่ร่อน

บ้างก็เป็นเด็กน้อยหน้าตามอมแมม บ้างก็เป็นสตรีในชุดไทยโบราณ บ้างก็ดูท่าจะเป็นผู้มีอันจะกินในสมัยก่อน เดินปะปนอยู่กับผู้คนมากมาย ดวงจิตที่ยังติดอยู่ในภพของแต่ละวิญญาณทำให้ไม่ค่อยจะสนใจเหล่ามนุษย์ที่เดินกันขวักไขว่

เหมือนอยู่บ้านเดียวกัน แต่หากมองไม่เห็นกันและกัน คลื่นความถี่...ไม่ตรงก็ไม่มีทางพบเจอกันได้

วิญญาณเร่ร่อน...มีมากมายทับซ้อนกันหลายร้อยปี บางรายอาจจะย้อนไปถึงสมัยอยุธยา บางรายอาจจะรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าดวงตามนุษย์เห็นว่ามีคนแต่งชุดไทยโบราณเดินเอื่อย ๆ อยู่กลางห้างสรรพสินค้า คงจะวิ่งกันป่าราบ...แต่จะว่าวิญญาณเหล่านี้ก็ไม่ได้หรอก เพราะเกือบร้อยปีก่อนยังไม่มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่อย่างนี้

ยามนั้นที่นี่เป็นเพียงเรือกสวนไร่นา และเรือนของเหล่าเชื้อพระวงศ์ปลายแถว ความยึดติดในทรัพย์ทำให้บางรายติด...กับที่ดินของตน ไม่อาจไปเกิดได้ พอเหล่าลูกหลานเหลนตัดสินใจขายที่ดินเพื่อเงินมหาศาล วิญญาณเหล่านี้ก็ยังคงติดอยู่ในสถานที่ ไม่อาจไปไหนได้

สีหราชเหลือบมองไปยังฝั่งตรงกันข้าม ศาลพระพรหมเอราวัณ ยามนี้เต็มไปด้วยผู้คนมากราบไหว้บูชา เหล่านางรำต่าง ๆ ที่นักท่องเที่ยวและเหล่าผู้มาแก้บนจ้างวานมาก็ร่ายรำอ่อนช้อยอยู่ตรงหน้า บรรดาเจ้าที่เจ้าทางยังคงอยู่ตรงนั้นและค้อมศีรษะทักทายเขามาแต่ไกล สีหราชได้แต่พยักหน้านิด ๆ ก่อนจะมองไปอีกทางหนึ่ง

ดูเหมือนทุกอย่างจะปกติดี...

จนกระทั่งสายตาไปหยุดที่ร่างเล็ก ๆ ฝั่งตรงข้าม เด็กหนุ่มใส่แว่น ผิวขาวสะอาด วัยราว 20 ปีในชุดนักศึกษามหาวิทยาลัยที่นั่งจ๋องอยู่ริมถนน รูปร่างที่บอบบางดูราวกับจะปลิวลมได้ สิ่งที่น่าดึงดูดสายตามากที่สุดคงเป็นดวงตากลมโตสุกใสใต้แว่นตากรอบหนาแบบเด็กเรียน ผมสีดำสนิทและดวงตาใสแจ๋วนั่นทำให้ใบหน้านั้นดูน่ารัก เหมือนเด็กน้อยมากกว่าหนุ่มน้อย ถ้าไม่ใส่ชุดนักศึกษามหาวิทยาลัย สีหราชก็คิดว่าน่าจะเป็นเด็กมัธยมปลายเสียละมากกว่า ท่าทางคล้ายจะหิวเพราะเจ้าตัวเอามือลูบท้องเป็นระยะ ผีหนุ่มนั่นมองตาละห้อยไปที่รถเข็นไก่ย่างที่อยู่ใกล้ ๆ นั่นก่อนจะกลืนน้ำลาย

ท่าทางแบบนั้น...บอกชัดว่า ผีหนุ่มตรงหน้ากำลังหิวท้องกิ่วทีเดียว

ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา สีหราชเห็นเจ้าผีหนุ่มน้อยนี่หลายครั้งแล้ว เดินสวนกันก็หลายครั้ง แต่เจ้าตัวไม่รู้เลยว่าเขาเป็นยมทูต สิ่งที่ทำให้เขาสะดุดตาตั้งแต่แรก คงเป็นความสดใสร่าเริง เพราะเจ้าผีหนุ่มตัวนี้สดใสร่าเริงเกินผีเร่ร่อนตัวอื่น ๆ เจ้าตัวชอบแจกรอยยิ้มเจิดจ้าเหมือนดวงตะวันให้ทั้งคนและผี บางคราก็แบ่งอาหารเซ่นไหว้ให้ผีแก่ ๆ ที่ไร้เรี่ยวแรงไปแย่งกับเขา

บางครั้งก็แบ่งให้จนตัวเองกุมท้องด้วยความหิวนั่นล่ะ...

ดูท่าจะมีจิตใจดีงาม ...ออกไปทางโง่งมหรือซื่อเซ่อเสียด้วยซ้ำ

นอกจากดวงตากลมใสกระจ่างนั่นจะทำให้สีหราชจำได้แล้ว ผีตัวนี้...ยังมีกลิ่นหอมบางอย่างที่ติดจมูกเขา กลิ่นที่อยู่ใกล้แล้วสบายใจบอกไม่ถูก เหมือนกลิ่นที่เขาคุ้นเคย...แต่นึกไม่ออก

เพียงครู่เดียว เจ้าตัวก้มลงคุยกับหมาตัวเล็กที่กระดิกหางแหลน ๆ นั่น

ผีที่คุยกับผีด้วยกันก็เห็นอยู่ แต่ผีคุยกับหมานี่...จะคุยกันรู้เรื่องรึ ?

แต่ดูท่าว่าจะคุยกันได้ดี เพราะเจ้าตัวเล็กนั่นยิ้มร่าก่อนจะเอามือโปร่งใสลูบหัวลูกหมาตัวน้อย อีกฝ่ายก็เห่าเบา ๆ เสียด้วย ช่างเป็นผีเร่ร่อนอีกตัวหนึ่งที่นิสัยประหลาดพิกล

ทันใดนั้นก็มีเสียงลมพัดพรูใหญ่ พร้อมกับเสียงคึ่ก ๆ วิ่งกรูเกรียวดังลั่นขึ้นทำให้สีหราชเหลียวไปมองทางซ้าย

เสียงวิ่งกันเกรียวขนาดนี้ มีอย่างเดียวเท่านั้น

ของเซ่นไหว้มาแล้ว !

คลื่นความเย็นวาบวูบวาบไหวผ่านหน้าของสีหราชไป

บางร่างเป็นผีเส้นใหญ่แต่งตัวอู้ฟู่ บางตัวก็โป๊หน่อยเสื้อผ้าขาดวิ่นเพราะอยู่มาหลายปีดีดัก บางตัวก็เปลือยท่อนบนอวดพุงพลุ้ย ๆ โชว์ผ้าโสร่งผืนเดียวบ้าง ซึ่งผีที่อาวุโสและแก่หงำที่สุดในละแวกนี้คือ ผีตาขุนเท่ง ที่สวมชุดราชปะแตนแล้วก็แก่หงำ และยังมีผีผู้หญิงชุดทำงานที่เสียชีวิตด้วยหัวใจวายกะทันหันเสียด้วย ผีผู้หญิงร่างนั้นมีน้ำใจฉุดแขนเจ้าผีเด็กหนุ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็วก่อนที่ทั้งคู่จะวิ่งกรูกันตามเหล่าผีทั้งหลายไป

เหตุการณ์มะรุมมะตุ้มที่หน้าสี่แยกราชประสงค์ก็เกิดขึ้นอย่างเคย...

นั่น ! กระทงเล็ก ๆ ใส่หมูปิ้งข้าวเหนียว และขวดน้ำแดง….ผีตัวไหนแข็งแรงกว่าก็ได้เครื่องเซ่นไหว้ไป ตัวไหนอ่อนแอก็ต้องแพ้ไป

สีหราชยืนมองดูเหตุการณ์อยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ส่ายหน้าเมื่อเห็นเจ้าผีเด็กหนุ่มตนนั้นโดนผีเกเรอีกตัวผลักกระเด็นออกมาจากวง ถลาไปกองแอ้งแม้งกับพื้นถนนตรงหน้า สีหราชใจหายวูบ เลิกคิ้วมองภาพตรงหน้าเพราะเจ้าผีหนุ่มตัวนั้นงุ่มง่ามช้ากว่าที่คิด กว่าจะเงยหน้าขึ้นมองรอบตัวก็โดนรถร่วมบริการขนาดเล็กวิ่งผ่านร่างพอดี !

เฟอะฟะ ! ไอ้ผีหนุ่มตัวนี้ช่างเฟอะฟะงุ่มง่ามเสียจริง ๆ

เจ้าผีเคราะห์ร้ายนั่นเบิ่งตาค้าง...เอามือกุมหน้าอกตัวเอง สีหน้าเจ้าตัวทำท่าเหมือนจะขยักขย้อนของในกระเพาะที่ไม่น่าจะมี เจ้าตัวนั่งมึนสะบัดหัวเบา ๆ

หึ ! สงสัยจะไม่ชิน...ว่าตัวเองตายแล้ว...

สีหราชเบือนหน้าก่อนจะเดินตรงไปที่ศาลพระพรหมเอราวัณตรงหน้า ตรงนั้นผีสาวนางหนึ่งกุลีกุจอช่วยฉุดแขนเจ้าผีหนุ่มขึ้น สีหราชเหลือบมองนิดหนึ่งก่อนจะขมวดคิ้ว ดูท่าเจ้าตัวจะไม่รู้ว่า...

“นี่...จะเปิดก้นไปถึงไหน กางเกงตูดขาดแน่ะ!”

สิ้นประโยคนั้น เจ้าผีตาใสตรงหน้าลุกพรวดขึ้นเอามือปิดก้นตัวเองทันควัน ใบหน้าขาว ๆ พลันแดงก่ำด้วยความอาย แล้วก็หันขวับมามองต้นเสียง

พลาด ! เขาพลาดแล้ว ! เผลอหลุดพูดออกไปจนได้ !

สีหราชแทบจะกัดลิ้นตัวเองแล้วทำทีเบือนหน้าหนีทันควันก่อนจะก้าวยาว ๆ ตรงไปที่ศาลพระพรหมตรงหน้า แต่ก็รู้ว่าจะตีเนียนไม่เห็นก็คงทำไม่ได้เสียแล้ว เมื่อผีหนุ่มหน้าหวานนั่นเดินแกมวิ่งตามเขามาติด ๆ สีหน้าท่าทางนั่นดีอกดีใจมาก จนลืมเอามือปิดกางเกงที่ขาด

“คุณ ๆ เห็นผมด้วยหรือ! คุณเป็นยมทูตใช่ไหม! คุณมารับผมใช่หรือเปล่า!”

ดวงตาใส ๆ และเสียงพูดจ๋อย ๆ ปราดมายืนอยู่หน้า

แววตานั่นดูดีอกดีใจเป็นประกายวิบวับใสซื่อ...เหมือนลูกหมา

สีหราชเงียบกริบก่อนจะมองนิ่งไปยังศาลพระพรหมที่อยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย

ยามนี้เขาเป็นยมทูตสัญจร ไม่มีอำนาจจะพาใครไปส่งยมโลก และไม่รู้ด้วยว่าเจ้าหนูตากลมนี่ทำไมตกสำรวจได้ ยามนี้เขาสนใจแต่เรื่องที่เพื่อนฝากไว้มากกว่า

“ยินดีที่ได้รู้จักครับท่านยมทูต ผมชื่อ มรุตนะ ท่านยมทูต ได้โปรดช่วยพาผมไปเกิดที...” ผีเร่ร่อนชื่อมรุต รีบแนะนำตัวเองทันควันด้วยท่าทางสุภาพเรียบร้อย  รอยยิ้มนั่นสว่างเจิดจ้าทีเดียว

หึ! ไม่เห็นจะอยากรู้จักสักหน่อย จะบอกชื่อทำไมกัน ?

“ท่านยมทูต...ได้โปรดพาผมไปเกิดทีเถิดนะ ผมแกร่วรออยู่ที่นี่มาจะครบปีอยู่แล้ว” มรุตถามย้ำ แววตามีประกายความหวัง

“ไม่ใช่ธุระ” สีหราชเอ่ยเสียงเย็น ๆ

มรุต ผีหนุ่มนักศึกษาผงะไปนิด แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ ดวงตากลมโตใต้แว่นสายตานั้นบอกชัดว่า เจ้าตัวเป็นผีที่หัวรั้นน่าดู คิ้วเล็ก ๆ นั่นขมวดหนักบอกชัดว่าเริ่มจะโมโหหน่อย ๆ ทีเดียว

“เฮ้...พูดแบบนี้ได้ยังไง พวกคุณทิ้งผมไว้ตรงสี่แยกนี้เป็นปีแล้ว แล้วจะให้ผมรอไปเรื่อย ๆ หรือ!” ผีเร่ร่อนโวยวาย

สีหราชหันมาช้า ๆ ปรายตามองอย่างไม่ใส่ใจ

“กฎย่อมเป็นกฎ...ข้าไม่มีอำนาจ...และที่สำคัญ...ข้ากำลังพักร้อน...”

“ห๊ะ! พัก? พักร้อน ?!? ท่านยมทูตมีพักร้อนกันด้วยเรอะ !”
........................................................


ขอกำลังใจสักจึ๊กให้ไรท์เตอร์หน่อยนะค้า รักรีดเดอร์ทุกคน  :mew1:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-07-2020 03:24:39 โดย ButlerofLOVE »

ออฟไลน์ ButlerofLOVE

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
บทที่ 3. หายนะ !

คำตอบและท่าทีที่เหมือนจะไม่แยแสใครของยมทูตร่างสูงตรงหน้า ทำให้ผีหนุ่มน้อยอย่างมรุตโมโหหนัก

เป็นใครก็น่าจะโมโหอยู่หรอก ถ้าต้องโดนทิ้งไว้กลางสี่แยกเป็นเวลากว่า 1 ปี

สำหรับมรุต นิสิตชั้นปีที่ 3 ของมหาวิทยาลัยชื่อดังกลางกรุงก็รู้สึกอย่างนั้นแหละ เพราะเรื่องราวชีวิตการเป็นผีเร่ร่อนของเจ้าตัวเริ่มต้นเมื่อหนึ่งปีก่อน วันนั้นเป็นวันที่ซวยซ้ำซวยซ้อนจริง ๆ หลังจากสารภาพรักกับเพื่อนสาวคนสนิทแล้วโดนหักอกดังเป๊าะ บรรยากาศอาจจะดูหดหู่กว่าวันนี้สักหน่อย เพราะเป็นวันฝนหลงฤดู

“รุต...โบว์ขอโทษนะ โบว์ไม่ได้คิดกับรุตแบบนั้น” หญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มตีหน้าสลดก่อนจะมีเพื่อนสนิทสองสามคนยืนหัวเราะคิกคักกันตรงหน้า

เมื่อเสร็จประโยชน์ ...ก็โดนถีบหัวส่งสินะ...

“นังโบว์น่ะแสบนะเว้ยไอ้รุต มันจะเกาะเอ็งเพราะเอ็งหัวดีสุดในรุ่น แล้วเสือกซื่อบื้อที่สุดในรุ่นด้วย มีอย่างที่ไหนวะ รายงานตัวเองแต่ขอให้เอ็งเอาชื่อนางไปใส่ด้วย นางนิสัยแบบนี้ถึงไม่มีคนไหนเอาตั้งแต่ปีหนึ่งแล้ว...มึงยังจะเชื่อนังนี่อีก..ไอ้จิงซ์เอ๊ย....”  ประโยคของสิทธาเพื่อนซี้ของมรุตดังขึ้น

ใช่แล้ว จิงซ์ ไอ้ตัวซวย...ฉายานี้มีที่มาเหมือนกัน

เพราะไม่ว่าจะทำอะไรหรืออยู่ตรงไหน เจ้าตัวมักจะซวยกว่าชาวบ้านเขาอยู่เรื่อย ไม่ว่าจะโดนรถแล่นผ่านแล้วน้ำที่เจิ่งนองอยู่สาดขึ้นมาจนโชก หรือว่าเดิน ๆ อยู่ดี ๆ แผ่นไม้ก่อสร้างของนั่งร้านดันร่วงลงเฉียดหัวไปนิดเดียวบ้าง หรือรถยนต์คันไหนที่ขึ้นมักจะต้องมีเหตุเฉี่ยวชนเกือบจะทุกครั้ง จนเพื่อน ๆ ชักจะหวั่น ๆ ไปด้วย หลายคนถึงกับต้องพึ่งเครื่องรางคุ้มภัย

“ ไอ้รุต...มึงอย่าว่ากูนะเว้ย กูว่ามึงของแรงว่ะ อยู่ใกล้ทีไร พวกกูซวยไปด้วยทุกที”

แล้วความซวยก็ทำให้วันที่หดหู่ที่สุดในชีวิต นิสิตหนุ่มชื่อมรุตกลายเป็นผีเร่ร่อนชื่อมรุตแทน เมื่อจู่ ๆ การเดินบนฟุตบาทเพื่อไปร้านหนังสือใหญ่ในห้างสรรพสินค้ากลางกรุงจบลงเมื่อรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งแทรกตัวขึ้นมาเบียดทางเท้าจนชายหนุ่มต้องขยับเบี่ยงตัวออก จำเพาะว่าตาลุงอีกคนหนึ่งสะดุ้งเซหลบรถมอเตอร์ไซค์เช่นกัน เจ้าตัวถลามาชนเด็กหนุ่ม

มรุตเสียหลักลงมาบนถนน ขณะที่รถประจำทางคันหนึ่งตะบึงร่ฃี่เข้ามาจอดเตรียมส่งคนลง...

อะไรจะพอดิบพอดีขนาดนี้ เมื่อเอียงล้มแล้วรถมาทับซ้ำ...คาที่...

กว่าจะรู้ตัวอีกทีว่าตาย ก็ลอยเคว้ง ๆ เหนือร่างตัวเองซะแล้ว ท่ามกลางเสียเอะอะของผู้คนที่กรูกันเข้ามาดูเหตุการณ์

เอาจริง ๆ ...ความตายไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวมากหรอก เพราะแค่แว่บเดียวก็จบลงแล้ว

แต่สิ่งเดียวที่เจ้าตัวออกจะหงุดหงิดมากกว่า คงเป็นเพราะว่า ยังไม่เห็นยมทูตสักตนที่จะมารับ !
นับจากวันนั้น มรุตก็นั่งกระจ๋องหง่องอยู่ริมถนนของสี่แยกเอราวัณ เฝ้ามองผู้คนผ่านไปผ่านมาอย่างละเหี่ยใจ เห็นผีตัวแล้วตัวเล่า
ที่มียมทูตมารับไปทีละตัว

สักวันคงมีท่านยมทูตสักตนมารับละน่า....

เดือนแรกก็ยังพอมีความหวังอยู่เต็มเปี่ยม แต่พอถัดมาครึ่งปี เจ้าตัวก็ชักจะไม่มั่นใจ จนกระทั่งตอนนี้เพิ่งครบรอบ 1 ปี ของเขาไป เจ้าตัวเริ่มถอดใจว่าคงไม่มีใครมารับเสียแล้ว

‘ผีตกสำรวจ’...คำพูดนี้เหล่าผีเร่ร่อนพูดกันบ่อย ๆ

“ไอ้หนู...บางทียมโลกก็พลาดเหมือนกันล่ะ อย่าคิดมาก” เสียงตาชัย ผีเจ้าถี่นประจำย่านราชประสงค์ปลอบเบา ๆ

แต่ตอนนี้...โอกาสไปเกิดใหม่มายืนอยู่ตรงหน้าแล้ว จะปล่อยท่านยมทูตตนนี้ไปได้ยังไงเล่า !
...................................................................

“บ้าสิ ! ยมทูตมีพักร้อนด้วยเหรอ !” มรุตโวยวายลั่น แต่ดูเหมือนยมทูตตรงหน้าจะไม่ใส่ใจ

สีหราชก้มลงค้อนศีรษะให้เหล่าเจ้าที่เจ้าทางอาวุโสแถวนั้น แล้วก้าวยาว ๆ เดินออกจากศาลพระพรหมดังกล่าว พยายามไม่ใส่ใจร่างเล็ก ๆ ที่พยายามตามแจ

เมื่อวิธีโวยวายดูท่าว่าจะใช้ไม่ได้ผลกับยมทูตตรงหน้า...ก็ต้องใช้การตามตื้อกันล่ะ !

“ ผมนึกออกแล้วว่า ผมเคยเจอท่านยมทูตด้วย ท่านมาที่นี่เมื่อหลายเดือนก่อนใช่ไหม ผมเคยเดินสวนกับท่านมาก่อน แน่ ๆ เลย ท่านไปดื่มกาแฟที่ร้านสตาร์บัคตรงนั้น” เจ้าตัวพูดจ๋อย ๆ ก่อนจะเดินตามตื้อไม่หยุด สีหราชหน้านิ่งเรียบเฉยชนิดที่ดูไม่ออกว่าคิดอะไรอยู่

ผีเจาะปาก...เป็นอย่างนี้สินะ

“เดี๋ยวก่อนสิท่านยม...ขอร้องล่ะ ช่วยพาผมไปเกิดที...ได้โปรดเถอะ”

ผีหนุ่มพยายามอ้อนวอนพร้อมกับพยายามทำหน้าตาให้น่าสงสารที่สุด แต่สีหราชเมินฉับ เดินทะลุผ่านไปอย่างไม่แล
พันแข้งพันขาเสียจริง เหมือนลูกหมาไม่มีผิด !

“ธุระไม่ใช่!” เสียงสั้นห้วนตัดรอน และหางตาตวัดฉับ

ถ้าไม่สุงสิงด้วย...เจ้าผีหน้าหวานนี่คงจะไม่ยุ่งอะไรอีก

แต่หลังจากผ่านไปสองชั่วโมง สีหราชก็ชักจะกุมขมับ...เพราะดูท่าเขาคงประเมินผีเร่ร่อนตัวนี้ผิดไป เพราะผีตัวนี่ช่างเถียงแถมยังตื้อเก่งใช่ย่อย ตลอดคืนไม่ว่าสีหราชจะเดินไปทางไหน..ผีหนุ่มตาหวานก็ตามติดมาตลอด หลบหลังเสาบ้าง หลบหลังป้ายโฆษณาบ้าง แม้จะหลบเข้าร้านอาหาร เจ้าผีหน้าเป็นนั่นยังคงยืนชะเง้อชะแง้อยู่หน้าร้าน ดวงตากลมโตใสแจ๋วค่อย ๆ เยี่ยมหน้าออกมามองเป็นระยะ

พอลับตาคน สีหราชตัดสินใจหันขวับไปมองนักตามตื้อตัวฉกาจด้วยสายตาวาววับ น้ำเสียงเย็นยะเยียบ

“ไปให้พ้นหน้าข้า !” สีหราชตวาดลั่น

ให้ตายเถอะ..นี่ผีเร่ร่อนหรือว่าลูกลิงกันวะ !

ผีนักตื้อหน้าเจื่อนแต่ก็ยังคงเดินตามอยู่เหมือนเดิม

จนสุดท้ายความอดทนของสีหราชก็ขาดผึง! เจ้าตัวหันขวับไปมองผีตัวป่วนก่อนจะร่ายอักษรสีแดงก่ำขึ้นมากลางอากาศ ตาข่ายเพลิงที่ไม่มีใครเห็นนอกจากยมทูต ตาข่ายที่จะกั้นไม่ให้ผีเร่ร่อนติดตามมาได้อีก

อำนาจจากยมโลกที่ยังมีอยู่ในมือ เป็นประโยชน์ก็คราวนี้เอง

เพลิงสีแดงปรากฏวาบขึ้นกางกั้นเป็นตาข่ายหนาพันร่างเจ้าผีตามตื้อไว้ ยิ่งดิ้นก็ยิ่งพันรัดจนแน่นจนเจ้าลูกลิงใส่แว่นโวยลั่น!

“เฮ้ย! ผมเป็นผีนะ ไม่ใช่ปลา เอาตาข่ายนี่ออกไป ! ท่านยมทูต ไอ้ท่านยม ไอ้ยมเย็นชา!”

สีหราชเพียงเหยียดยิ้มหยันนิด ๆ ก่อนจะก้าวออกจากมุมสี่แยกนั่น
หึ!...จงเป็นลูกลิงในตาข่ายเพลิงไปก่อนเถอะ! อีกห้าชั่วโมงถึงจะหลุดจากคาถานั่น !

เสียงมรุตยังลอยก่นด่ามาตามลม เสียงเอ็ดตะโรโวยวายตะโกนที่เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้สีหราชเริ่มหงุดหงิด

“ท่านยม ! ท่านยมช่วยที ! ช่วยด้วย !”

...น่าจะเสกเชือกบาศมัดปากไว้ด้วยท่าจะดี...

แต่ทันทีที่ยมทูตหนุ่มเหลือบไปมองตามเสียงก็ต้องตกตะลึง เพราะตรงกลางถนนที่เพิ่งข้ามมา มีลูกหมาน้อยดำปี๋ตัวหนึ่งวิ่งทะเล่อทะล่าออกมาจากเกาะกลางถนน น่ากลัวว่าจะพลัดกับแม่ ลูกหมาดำตื่นตกใจกับเสียงรถและแตรที่ดังลั่นจนหยุดนิ่งชะงักอยู่ตรงนั้น รถบรรทุกคันใหญ่กำลังแล่นตะบึงเข้ามา อีกเพียงไม่กี่สิบเมตร

วินาทีนั้นสีหราชเหลือบมองไปมรุตที่ตะโกนโวยวายลั่นอยู่ตรงฟุตบาทใกล้ลูกหมาดำ

ท่าทางของผีหนุ่มนักศึกษาคล้ายจะดิ้นรนเพื่อออกไปคว้าร่างกลม ๆ กลางถนนนั่น

... ถ้าเจ้าลูกหมานั่นถึงคราวตาย...จะช่วยยังไงก็ไม่รอด...เห็นมาเยอะแล้ว

แต่เหมือนเจ้าผีเร่ร่อนนั่นจะไม่คิดอย่างนั้นนะสิ!

ความพยายามดิ้นสุดแรงของมรุต ทำให้จู่ ๆ ตาข่ายเพลิงที่สีหราชเสกด้วยอาคมไว้อย่างแน่นหนาคลายสลายวับไปทันทีก่อนที่เจ้าตัวจะพรวดเข้าไปกลางถนนอย่างเร่งรีบ

เป็นไปได้ยังไง !!!

สีหราชตกตะลึงกับภาพตรงหน้า

ข้าไม่เคยพลาดกับคาถาง่าย ๆ แบบนี้ เจ้าผีเร่ร่อนตรงหน้านี่...เป็นวิญญาณอะไรกันแน่ ?

ความงุนงงทำให้สีหราชตัดสินใจสะบัดมือวูบเดียว ทั้งลูกลิงและผีเร่ร่อนลอยหวือรวดเร็วมาร่วงตรงหน้ายมทูตหนุ่ม ผลคือทั้งคู่รอดจากรถบรรทุกคันใหญ่นั่นอย่างหวุดหวิด ทั้งลูกหมาดำตัวนี้ และ...ของแถมอย่างผีลูกลิงที่ยังกองแปะอยู่กับพื้นอย่างหมดท่าและทำตาโตอย่างตกใจไม่หาย สีหราชถอนหายใจอย่างระอา

เจ้าผีตัวนุ่มนิ่มนี่ดูท่าว่าจะลืมไปแล้วว่าตัวเองเป็นผี จะช่วยลูกหมาได้ยังไงกัน?

“ขอบ...ขอบคุณนะ...” มรุตเงยหน้าก่อนจะขอบคุณยมทูตหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาตื้นตัน

“ทีหน้าทีหลัง เป็นผีก็คิดหน่อยว่าตัวเองเป็นผี”

“เปล่า...ไม่ได้ขอบคุณที่ช่วยผม แต่ขอบคุณที่ช่วยชีวิตหมาน้อยตัวนี้” มรุตยิ้มให้ก่อนจะก้มมองร่างกลม ๆ ปุ๊กปิ๊กที่เดินวนรอบขาของสีหราช

แววตานั่นและรอยยิ้มที่กระจ่างใส ทำให้ยมทูตหนุ่มสะอึกไปนิด

มีอย่างนี้ด้วย...ขอบคุณแทนหมา....ไอ้เจ้านี่แปลกแฮะ!
……………………………

แต่ก่อนที่สีหราชและมรุตจะทำอะไรต่อ เสียงเบรกดังสนั่นตรงสี่แยกพร้อมกับเสียงโครมลั่น และตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของผู้คนจำนวนมากที่เห็นเหตุการณ์ สีหราชหันขวับไปมองทางขวา

รถบรรทุกเมื่อครู่นี้แล่นผ่านสี่แยกไปแล้วก็จริง แต่จู่ ๆ กลับพุ่งไปประสานงากับรถตู้ร่วมบริการคันหนึ่งที่แล่นตะบึงมาทางซ้าย แรงปะทะดังสนั่นและเสียงโลหะถูกฉีกกระชากขาดออกจากกัน จนด้านหน้าของรถตู้กลางเก่ากลางใหม่นั่นพังยับและกระเด็นคว้างไปชนเสาไฟฟ้าใกล้ ๆ ขณะที่รถบรรทุกก็พลิกคว่ำอยู่ไม่ห่างกัน น้ำมัน...ไหลเจิ่งนองกลางถนนท่ามกลางผู้คนและบรรดานักท่องเที่ยวมากมายที่ตกตะลึงกับเหตุการณ์ตรงหน้า

รถตู้คันนั้น...ใช้แก๊สและแรงปะทะขนาดนั้น ถ้าโชคดีก็คงแค่ไฟไหม้แต่...หากโชคร้ายก็...เหตุระเบิดกลางกรุง
สีหราชแหงนหน้ามองบนท้องฟ้าทันที ท้องฟ้าที่มีสัญญาณคล้ายพายุหมุนจากเบื้องบนและแสงสีทองวิบ ๆ หลายอันที่ลอยลงมาจากท้องฟ้าในยามนี้

เหล่ายมทูต..มารอรับวิญญาณ วิญญาณที่ถึงที่ตายในยามนี้

ไม่ทันจะคิดอะไรต่อ ก็มีเสียงระเบิดดังสนั่นกลางสี่แยก ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของผู้คนจำนวนมาก เทศกาลปลายปีและคริสต์มาสที่กำลังจัดขึ้นในคืนพรุ่งนี้ทำให้ย่านราชประสงค์เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย เสียงระเบิดกึกก้องสร้างความแตกตื่นโกลาหลให้กับผู้คนที่อยู่ใกล้ ๆ ลานเบียร์หน้าลาน หนุ่มสาวเกินครึ่งร้อยวิ่งกรูหนีออกห่างจากบริเวณนั้น คลื่นมหาชนกำลังแตกฮือทุกทิศทุกทาง

พระเพลิงพวยพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะรถบรรทุกคันนั้นบรรทุกเสื้อผ้ามาเต็มคันรถ ผ้า...เชื้อเพลิงอย่างดี
เพราะสีหราชเคยผ่านเรื่องราวแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วน จึงออกจะเฉยชากับเหตุการณ์ตรงหน้าไปบ้าง แต่ยามนี้...เขาลืมสนิทว่าตนเองอยู่ในร่างกึ่งมนุษย์กึ่งยมทูต กระแสตื่นตูมของมหาชนจำนวนมากที่กรูกันหนีตาย บางคนวิ่งเข้ามาผ่านหน้าสีหราช กว่าที่เจ้าตัวจะทันรู้ก็ถูกชนจนเซไปปะทะกับอีกหลายคนใกล้ ๆ จนเจ้าตัวไปหยุดอยู่ตรงซอกผนังห้างสรรพสินค้าหรูริมถนนนั่น สีหราชปล่อยให้ฝูงชนที่แตกตื่นวิ่งผ่านหน้าไป เหลือเพียงมรุตที่ทำตาโตอย่างตกใจและบีบตัวลีบติดผนังอาคาร และเจ้าลูกหมาสีดำที่ตัวสั่นระริกวิ่งมาซุกขาของสีหราช

เพียงไม่นานจากนั้น เหล่ากู้ภัยและรถพยาบาลก็วิ่งเข้ามาถึงที่เกิดเหตุ ต่างเร่งตะโกนให้ขนย้ายร่างผู้บาดเจ็บเข้าโรงพยาบาลตำรวจที่อยู่ใกล้ที่สุด และในเวลาเดียวกันเหล่า Grab Ghost ก็ทำหน้าที่ของตัวเองไปพลาง
อย่างน้อยก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 3-4 ราย ที่มียมทูตนำทางไปยมโลก
ครั้นเมื่อคลื่นมหาชนเริ่มสงบลง สีหราชก้าวขาออกจากซอกตึกทันควัน แต่ก็ฉงนเมื่อเจ้าก้อนสีดำกลม ๆ วิ่งมาคลอเคลียล้อมหน้าล้อมหลังไม่ห่าง ยมทูตหนุ่มก้มหน้าลงไปจ้องตาเจ้าลูกหมาที่ซุกอยู่ตรงซอกเท้าอย่างหงุดหงิด

“นี่...ท่านจ้องมันอย่างนั้น มันกลัวนา...” เสียงจากผีหนุ่มข้าง ๆ ดังขึ้น

มรุตก้าวเข้ามาใกล้ ๆ ก่อนจะก้มมองเจ้าตัวน้อยตรงหน้า

“ ดูท่าว่า..แม่มันอาจจะตกใจเสียงระเบิดหนีไปไหนต่อไหนแล้วละมั้ง”

สีหราชปรายตามองผีช่างพูดอย่างหงุดหงิด

“อย่าเพิ่งด่าด้วยสายตาเลยท่านยม...เมตตากันหน่อยน่า...” ผีหนุ่มตรงหน้ายังไม่วายยิ้มให้ยมทูตแล้วแซวเบา ๆ

ถ้ามีเชือกบาศในมือละก็...จะเสกมามัดทั้งผีทั้งหมานี่แหล่ะ!

 “อย่าดุนักเลย ท่านยมทูต...แกว่าอย่างงั้นไหม...ไอ้ตัวน้อย” มรุตหันไปพยักเพยิดกับเจ้าก้อนกลม ๆ ตรงหน้าที่เห่ารับประโยคนั้นเบา ๆ

“ ฉันเรียกว่า เฉาก๊วย ก็แล้วกันนะ...กลม ๆ ดำ ๆ น่ารักดี ท่านเห็นด้วยไหม” ผีจอมเม้ามองหน้าสีหราชอย่างแจ่มใส
สีหราชเมินหน้าฉับก่อนจะก้าวออกจากตรงนั้น แต่แล้วเจ้าตัวก็สะดุดกึก สีหน้าซีดเผือดเมื่อล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อสูทแล้วเจอเพียงความว่างเปล่า !

บ้าน่า ! ความรู้สึกราวกับครั้งที่โดนแช่แข็งในคุกศิลาน้ำแข็งของยมโลกกลับมาทันควัน..

หายนะชัด ๆ !

‘ป้ายทองคำ...ป้ายผ่านทางโลกวิญญาณหายไป!”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-07-2020 03:33:29 โดย ButlerofLOVE »

ออฟไลน์ ButlerofLOVE

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
บทที่ 4. คำสัญญา

ป้ายผ่านทางยมโลกหาย !

ประโยคนี้ราวกับสายฟ้าฟาดเข้ามาแสกหน้าของสีหราช อะไรก็ไม่น่ากลัวเท่ากับสีหน้าของยมบาลที่พร้อมจะเอาเขาและเทพากรยมทูตลงกะทะทองแดง ไม่สิ...เทพากรกำลังจะซวยโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

“ถ้าป้ายนี้หายละก็...เราทั้งคู่ได้ไปเกิดเป็นหมากันแน่ ๆ นะไอ้สีห์...” ประโยคสุดท้ายของเทพากรกลับเข้ามาในหัว

สีหราชกลืนน้ำลายอย่างยากเย็นก่อนจะเหลียวมองไปรอบ ๆ ขณะที่ผีจอมยุ่งและลูกหมาหนึ่งตัวกำลังมองอย่างฉงน

“ มี...มีอะไรหรือเปล่า ท่านยมทูต...” ผีนักศึกษาก้าวเข้ามาใกล้ ๆ ก่อนจะมองอย่างงุนงง

แต่สีหราชไม่ตอบอะไร มีเพียงถอนหายใจพรูใหญ่ก่อนจะมองรอบตัวอย่างกลัดกลุ้ม

ป้ายนั่น...คงร่วงเมื่อครู่ตอนที่ฝูงชนกลุ้มรุมแน่ ๆ ป้ายทองคำแบบนั้น ในสายตามนุษย์อย่างมากก็คือนามบัตรธรรมดาหนึ่งใบเท่านั้น แต่สำหรับยมทูตแล้ว นั่นเทียบเท่ากับชีวิตการงานทั้งหมด เพราะรวมทุกอย่างไว้ตั้งแต่ประวัติการเข้าออกยมโลก เวลาเกิดเวลาตายของวิญญาณที่ต้องไปรับ ถ้าทำงานพลาด..ก็จะถูกบันทึกทั้งหมด

เหลืออีกแค่ 3 เดือนแท้ ๆ ทำไมถึงต้องเกิดเรื่องขึ้นด้วยนะ!

“เกิดอะไรขึ้นหรือท่านยมทูต สีหน้าดูไม่ดีเลย” ผีร่างเล็ก ๆ เอียงคอมองร่างสูงตรงหน้า

“ไม่ต้องยุ่ง ! ไม่ใช่เรื่องของเจ้า !” สีหราชเมินฉับก่อนจะรีบประมวลเรื่องราวต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว

ถ้าหล่น...ก็ไม่ควรจะไปไหนไกล...แต่ถ้ามันหายไป...แปลว่าต้องมีใครเก็บได้ แล้วใครกันมันจะก้มเก็บกระดาษนามบัตร เว้นเสียแต่...เป็นวิญญาณที่จะรู้ว่านั่นคือป้ายผ่านทางโลกวิญญาณ !

วิญญาณเร่ร่อนแน่ ! ต้องเป็นพวกนี้ที่เก็บป้ายผ่านทางไป !

คำตอบที่วาบขึ้นมาทำให้สีหราชหันขวับมาหาผีหน้าหวานตรงหน้าทันที ก่อนจะกรากเข้าไปผลักร่างเล็ก ๆ นั่นชิดผนังกำแพงอาคารแล้วเอามือตบ ๆ ไปตามตัวของผีหนุ่มตรงหน้า เจ้าตัวกำลังตื่นตะลึงกับกริยาที่เปลี่ยนไปฉับพลัน

“เจ้า ! แอบเอาป้ายทองคำไปหรือเปล่า” น้ำเสียงร่างสูงตรงหน้าที่ชะโงกเข้ามาใกล้จนแนบชิด ดวงตาวาวโรจน์ที่จ้องตรงมา มือทั้งสองข้างขยุ้มคอเสื้อนักศึกษาของมรุตไว้แน่น

“ท่านจะบ้าหรือ ? ผมยังไม่เคยเห็นไอ้ป้ายที่ท่านว่าเลยสักครั้ง แล้วจะไปขโมยของท่านยมได้ยังไง!” ผีตรงหน้าโวยลั่นแล้วพยายามแงะมือหนาของยมทูตออกจากคอเสื้อ แต่นิ้วเล็ก ๆ เหมือนจะไม่มีแรงพอที่จะง้างมันออก

ดวงตาของสีหราชเปลี่ยนเป็นสีแดงจัดตามอารมณ์โกรธที่พุ่งขึ้น มือที่บีบคอเสื้ออยู่ดันร่างเล็ก ๆ นั่นสูงขึ้นไป เท้าทั้งสองข้างของมรุตห้อยร่องแร่งอยู่เหนือพื้น มีเพียงเสียงเห่าเล็ก ๆ ของเจ้าก้อนดำ ๆ ที่คล้ายจะพยายายามห้ามปรามสีหราชที่กำลังโกรธา

ตัวเท่าลูกหมา...ยังกล้ามาเถียงอีก !

“สะ...สาบานได้เลยท่านยมทูต ผมไม่รู้เรื่องจริง ๆ ไม่ได้ทำอะไรจริง ๆ” เมื่อสิ้นประโยคนั้น อกเสื้อของผีหน้าหวานก็พลันมีแสงสว่างจ้าสีขาวนวลปรากฏออกมาวูบหนึ่ง แสงสว่างนั้นทำให้สีหราชได้สติชะงักไป แสง...ที่อ่อนโยนและคล้ายจะมีกลิ่นหอมหวาน...รวยริน

ทั้งแสงและกลิ่นหอม..ทำให้โทสะที่เกิดเมื่อครู่หายวับไปราวกับลมพัดผ่าน

สีหราชกระชากทีเดียวก็ทำให้ร่างของผีหนุ่มร่วงลงมากองอยู่กับพื้น ความรู้สึกสับสนใจใจพลุ่งพล่าน

ไอ้เจ้าผีตรงหน้านี่...ประหลาดกว่าผีตัวอื่นที่เขาเคยเจอ

“ท่านยมทูต...ขอร้องล่ะ ช่วยพาผมไปเกิดได้ไห ผมรอมาเป็นปีแล้วยังไม่มีใครมารับผมเลย” มรุตกุมลำคอตัวเองก่อนจะไอแค่ก ๆ ออกมาเบา ๆ สายตานั่นบอกชัดว่ากริ่งเกรงสีหราช

“อยู่ตรงนี้หิวก็หิว...ที่บ้านไม่ค่อยทำบุญส่งมาให้ เขาคงคิดว่าผมไปเกิดแล้วเลยไม่ได้ทำบุญมา ตัวผมก็เล็กแย่งของเซ่นไหว้กับคนอื่นไม่ไหว ถ้าขืนเป็นแบบนี้ต่อไปมีหวัง ผมอาจจะตายซ้ำตายซ้อนก็ได้นะท่านยม...ตายเพราะขาดของเซ่นไหว้นี่มันน่าทุเรศจะตายไป...”

แต่ดูเหมือนคำขอร้องดังกล่าวจะไม่ได้ผล เพราะสีหราชยังคงเมินและก้าวเท้าเดินออกไป

ปัญหาตรงหน้ายุ่งกว่าเยอะ จะต้องตามหาป้ายทองคำให้เร็วที่สุด แต่จะทำยังไงกัน เรื่องนี้ปล่อยให้โลกวิญญาณรู้ก็ไม่ได้ ผีเร่ร่อนยิ่งรู้ไม่ได้ใหญ่ จะทำยังไงดีนะ

สีหราชเดินตรงออกมาแต่เหมือนมรุตจะไม่ยอมถอดใจง่าย ๆ เจ้าตัวเล็กปรี่เข้ามาล้อมหน้าล้อมหลัง ดวงตากลมโตใต้แว่นสายตามีแววคล้ายขอร้องวิงวอน ก่อนจะกัดริมฝีปากตัวเองเบา ๆ อย่างชั่งใจลังเล

“จะให้ทำยังไง...ท่านยมถึงจะยอมช่วยผม?” 

สีหราชเงยหน้ามองผีตรงหน้าก่อนจะย้ำหนักแน่น

“ข้าไม่ว่างจะช่วยใครทั้งนั้น! ถ้าเจ้าอยากให้ข้าช่วย ทำตัวให้ข้าสนใจเจ้าให้ได้ก่อนสิ!  ไม่อย่างนั้นก็จงเป็นผีเร่ร่อนอย่างนี้ต่อไป !”

ประโยคที่ยาวที่สุดที่ยมทูตหนุ่มเอ่ยขึ้น แต่ดูเหมือนทุกอย่างจะผิดคาด

“งั้น...ให้ผมช่วยท่านหาของไหมล่ะ ป้ายทองคำนั่นน่ะ!”

ประโยคนั่นทำให้สีหราชหันขวับมามองหน้าเจ้าผีตัวป่วนอย่างลืมตัว  ท่าทางของผีหนุ่มตรงหน้าคล้ายจะยิ้มกริ่มก่อนจะหัวเราะเบา ๆ และยกนิ้วขึ้นจุ๊ ๆ อย่างล้อเลียน

“ไงละ ท่านยม...ข้อเสนอนี้น่าสนใจใช่ไหมล่ะ อย่ามาปฏิเสธนา...” ก่อนจะร้องเพลงหงุงหงิงในคอเบา ๆ

“พูดแล้วเอาคืน...มะรืนนี้ตาย...ไม่สิ...พูดแล้วเอาคืน มะรืนลงกระทะทองแดง” แล้วเจ้าตัวก็ปรายตามองสีหราชอย่างกวน ๆ

แม้ว่าอยากจะเหยียบเจ้าผีหน้าเป็นให้จมดินแค่ไหนก็ตาม...แต่สัจจะคือสิ่งที่ยมทูตต้องรักษา

ไอ้ผีตรงหน้า ท่าทางที่ดูแสนซื่อบริสุทธิ์อย่างที่เคยเห็นเมื่อสามเดือนที่แล้ว คงเป็นแค่ภาพลวงตาสินะ เพราะแววตาที่ต่อรองในตอนนี้ไม่ได้บอกเลยว่า คนตรงหน้า “ซื่อ” อย่างที่เห็น

“อย่าเพิ่งทำตาโกรธแบบนั้นสิ ท่านมะยม...ผมเสนอข้อตกลงที่เราจะได้วินวินกันทั้งสองฝ่ายนะ” ก่อนที่มรุตจะเดินมาใกล้ ๆ สีหราชอีกรอบ

ความระแวงทำให้สีหราชผลักร่างตรงหน้าออกไปทันที

“ผมแค่จะกระซิบบอกแผนเท่านั้น...อย่าเพิ่งระแวงกันสิ” มรุตโวยเบา ๆ

“พูดตรงนั้น ห้ามเข้ามาใกล้เกินกว่า 1 ช่วงแขน” สีหราชคำรามเบา ๆ ก่อนจะถลึงตามองวิญญาณเร่ร่อน

“ผมมีเพื่อนเป็นผีเร่ร่อนมากมาย บางตนก็เหมือนสำนักข่าว CNN ประจำโลกวิญญาณ ถ้ามีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือมีเรื่องซุบซิบกันนิดหน่อย เพื่อนผมคงรู้แน่ เหตุการณ์ในวันนี้เชื่อเหอะว่าจะต้องมีคนพูดถ้ามีใครได้ป้ายทองคำไปจริง ๆ”

สีหราชครุ่นคิดนิดหนึ่ง การที่เจ้าผีนิสิตตนนี้พูดมาก็มีเหตุผล สำหรับยมทูตที่มีกลิ่นอายของเพลิงนรก ถ้าเดินดุ่ม ๆ ไปถามอาจจะวิญญาณตนไหนยอมตอบก็ได้ เพราะยมทูตกับผีเร่ร่อนมักจะไม่ถูกกันนัก แต่ถ้าเป็นผีเร่ร่อนถามกันเอง บางทีอาจจะได้ข่าวเร็วขึ้นก็ได้ 

“แต่ผมมีเงื่อนไขนิดเดียวว่า ผมต้องได้กินอิ่มท้องทุกวัน มีที่ซุกหัวนอน มีเสื้อผ้า มีวันหยุดส่วนตัวสัปดาห์ละ 1 วัน แล้วก็ถ้าผมช่วยท่านหาป้ายนั่นได้ ท่านต้องรับปากว่าจะช่วยพาผมไปเกิดใหม่”

“...ข้อเสนอนี้น่าสนใจใช่ไหมล่ะ...ท่านมะยม…” ร่างนั้นขยับเข้ามาใกล้ ๆ พร้อมกับรอยยิ้มกริ่มนิด ๆ ที่มุมปาก

“......”

กลิ่นหอมรวยรินหวาน ๆ จากร่างตรงหน้า นั่นพาลทำให้สมองของสีหราชมึนตื้อไปหมด

“...อ้าว...นี่ท่าน! ถ้าเห็นด้วยก็ช่วยบอกกันบ้างสิ เงียบแบบนี้...ใครจะไปเข้าใจท่านยมเล่า?”

“เจ้าผีไร้มารยาท!” สีหราชทำตาวาวใส่ผีตรงหน้าอย่างเหลืออดก่อนจะพูดต่อประโยคทันควัน

“ตกลง ข้ารับข้อเสนอเจ้า แต่ถ้าภายใน 3 เดือนนี้เจ้าช่วยข้าตามหาป้ายผ่านทางยมโลกไม่ได้ละก็ ข้าจะเป็นคนลากคอเจ้าไปลงกระทะทองแดงเอง!”

ประโยคนั้นทำให้มรุตแอบกลืนน้ำลายทันที สีหราชเห็นสีหน้าผีหนุ่มแล้วก็ลอบยิ้มนิด ๆ ในใจ

อย่างน้อยก็ได้ลูกมือมาช่วยอีกหนึ่ง...นับว่าไม่เลวทีเดียว…

" ถ้าอย่างนั้น ขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ ผมชื่อ มรุต จะเรียกสั้น ๆ ว่า รุต ก็ได้นะ ว่าแต่จะให้ผมเรียกท่านว่ายังไง ขืนคราวหน้าเรียกท่านยม ๆ แล้วถ้ามีท่านยมหลายตนมิหันมาพร้อมกันหรือ? "

คิดผิดหรือเปล่าที่รับผีพูดมากตัวนี้มาเป็นลูกมือเนี่ย !

สีหราชกัดกรามกรอดก่อนจะดีดนิ้วเบา ๆ อักษรไฟสีแดงก่ำปรากฎกลางอากาศ

“สีหราชยมทูต”

"เรียกข้าว่า สีหราช..." แล้วต้องรีบพูดดักคอทันทีเมื่อผีตาหวานอ้าปากจะพูดอะไรอีก

“แล้วถ้าขืนเจ้ายังพูดไม่หยุดอีกละก็...ข้าจะทิ้งเจ้าไว้ตรงนี้แล้วไม่ต้องคุยเรื่องสัญญาอะไรอีก!”

ประโยคนี้ดูท่าจะได้ผลชะงัด เจ้าผีช่างพูดตรงหน้าหุบปากทันควันก่อนจะเดินตามมาเงียบ ๆ แต่โดยดี

ว่าแต่...จะให้เจ้าผีเร่ร่อนนี่ไปพักที่ไหนได้ล่ะ...

ที่ที่จะมีทั้งของกิน มีเสื้อผ้าให้แล้วก็...คุยงานกันได้โดยที่ไม่โดนผีตัวอื่นแอบฟัง…

สีหราชหลับตาลงแล้วถอนใจยาวพรู...

เวรแล้วไง...จะต้องพาเจ้าผีนี่ไปเพนท์เฮ้าส์ด้วยหรือเนี่ย !
......................................................................................

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5247
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19
Re: สีหราชยมทูต Grim reaper's vacation by ButlerofLOVE++
«ตอบ #6 เมื่อ14-07-2020 10:06:00 »

 :katai2-1:

ออฟไลน์ ButlerofLOVE

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
................................................

เกือบ ๆ จะห้าทุ่มแล้วนับจากเกิดเหตุวุ่นวายกลางสี่แยกราชประสงค์นั่น ผู้คนส่วนใหญ่ต่างกลับบ้านกันไปหมดแล้วเลยไม่ทันมีใครใส่ใจภาพแปลกประหลาดตรงหน้า ชายหนุ่มหน้าตา..ค่อนข้างดีคนหนึ่งที่เดินอยู่ริมถนนแล้วมีลูกหมาน้อยสีดำสนิทเดินตามต้อย ๆ ขณะที่เจ้าตัวเดิน ๆ หยุด ๆ เป็นพัก ๆ ก่อนจะกัดกรามกรอดเบา ๆ และซ่อนความหงุดหงิดเอาไว้ไม่มิดเท่าไหร่

[ข้าไม่ได้สั่งให้เจ้าพามันมา!] เสียงเอ็ดอึงจากสีหราชดังขึ้นกลางหัวของมรุต

“มันไม่มีใครแล้วนะท่านสีหราช” มรุตพยายามต่อรองขณะที่รุนก้นเจ้าเฉาก๊วยให้เดินตามคนตรงหน้าไป เจ้าลูกหมาขาสั้นนั่นก็พยายามเหลือเกินที่จะวิ่งตามท่านยมทูตตรงหน้าอย่างเต็มที่

ดูท่าผีหนุ่มอาจจะต้องเถียงกับท่านยมทูตไปอีกนาน แต่แล้วคอนโดมิเนียมหรูตรงหน้าก็ทำให้มรุตตะลึง

“ว้าว...ท่าทางอาชีพยมทูต น่าจะทำเงินได้ดีแฮะ...พักคอนโดมิเนียมหรูระดับ 10 ล้านได้นี่...ต้องเก็บเงินได้มากขนาดไหนกันนะ” มรุตรำพึงเบา ๆ

แต่แล้วก่อนที่ผีหนุ่มจะทันก้าวขาเข้าไปในอาคารหรู ก็ปรากฎว่ามีชายชราสวมชุดขาวแต่งองค์ทรงเครื่องงดงามก็เดินมาขวางเอาไว้เสียก่อน สีหน้าชายชราท่าทางจะหงุดหงิดไม่น้อย ก่อนจะหันไปถามสีหราชด้วยเสียงสะบัด ๆ

“นี่อะไรกันท่านสีหราช...ท่านพาผีเร่ร่อนมาที่นี่ได้ยังไงกัน…” เสียงพระภูมิเจ้าที่บอกชัดว่าไม่ชอบใจเอาเสียเลย ทำให้ผีหนุ่มสะอึกไปครู่หนึ่งกับท่าทางของเทวดาตรงหน้า

“ข้าต้องขออภัยด้วยท่านภุมมเทวา เรื่องนี้จำเป็นและเป็นภารกิจด่วนของทางยมโลก…ต้องรบกวนท่านโปรดอนุญาตสักครั้งเถิด”

สีหราชในสูทสีดำพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพและโค้งศีรษะให้ชายชราตรงหน้าอีกครั้งอย่างอ่อนน้อม

ท่าทางที่หงุดหงิดของชายชราดูจะหายไปครึ่งหนึ่ง จากนั้นก็หันมาทางมรุตที่ยังคงยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่หน้าทางเข้าคอนโดมิเนียมหรู สายตาท่านเจ้าที่เจ้าทางคล้ายประเมินร่างตรงหน้าอย่างชั่งใจนิด ๆ เจ้าตัวรีบยกมือขึ้นไหว้ร่างชรานั้นทันที

“สวัสดีครับคุณตา...ผมชื่อมรุตครับ เรียกผมว่า รุตก็ได้...ผมมาขออาศัยที่นี่ไม่นาน คงไม่เกิน 3 เดือน แล้วผมจะรีบไป...”
ท่าทางยิ้มแย้มและสุภาพของมรุต ทำให้ภุมเทวามองนิด ๆ แล้วเมิน ๆ

“หึ! อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดายก็แล้วกันไอ้หนุ่ม ถ้าเอ็งช่วยเป็นหูเป็นตาให้ข้าอีกทาง ข้าจะยอมให้เอ็งอยู่ด้วยก็ได้…” น้ำเสียงนั่นคล้ายสะบัด ๆ ครายาวสีเงินยวงนั่นดูเหมือนจะงอนนิด ๆ ก่อนจะหายวับไปในอากาศทันที

“ดูเป็นคุณตาที่ใจดีเหมือนกันนะท่านสีหราช” ประโยคหัวเราะนิด ๆ ของมรุตดังขึ้น

“ห้ามนินทา..” เสียงนั้นเรียบ ชัดเจน จนมรุตเบ้ปากหน่อย ๆ

อันนั้นก็ไม่ได้ อันนี้ก็ไม่ได้ ช่างเป็นยมทูตที่ระเบียบจัดจริง ๆ เลย !

มรุตส่ายหน้าก่อนจะก้าวเข้ามาตรงส่วนหน้าของคอนโดมิเนียมหรูก่อนจะพยักพเยิดให้เจ้าเฉาก๊วยตามเข้ามาด้วย แต่แล้วก็ต้องชะงักเพราะสีหราชยืนกอดอกนิ่ง

“ไม่ได้! ยังไงก็ไม่ได้!” ยมทูตสีหราชเอ็ดลั่นก่อน ดวงตาทั้งคู่วาววับขึ้น

มือโปร่งใสของมรุตคล้ายกอดเจ้าก้อนกลมไว้หลวม ๆ ก่อนจะเงยหน้ามองยมทูตหนุ่มตรงหน้า  ลูกหมาตัวน้อยสั่นระริกอย่างตกใจเสียงเอ็ดตะโรของสีหราช

“จะปล่อยเฉาก๊วยไว้ข้างนอกได้ยังไงเล่าท่านสีหราช”

มรุตก้มมองเจ้าตัวจ้อยในมือ

ลูกหมาตัวนิดเดียว ไม่ถึงสองเดือน แม่มันก็หายไปไหนไม่รู้ จะใจร้ายไปไหนนะท่านยมทูตตนนี้ !

“ที่นี่เขาห้ามเลี้ยงสัตว์!” คนตรงหน้าตอบเสียงสะบัด ๆ

“ข้าจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย ถ้าไม่ขึ้นมา ก็นอนอยู่กับมันตรงนี้แล้วกัน!” ร่างสูงในชุดสูทสีดำสนิทหันขวับไม่มองสักนิด ก่อนจะก้าวเท้ายาว ๆ เดินเข้าคอนโดมิเนียมหรูไปเลย ปล่อยให้ผีหนุ่มยืนอ้าปากค้างอยู่ตรงนั้นพร้อมกับเจ้าเฉาก๊วย

มรุตกัดฟันแน่น...

เออสิ! ให้มันรู้ไป ไม่ให้ขึ้นก็ไม่ขึ้นวะ!

ผ่านไปราว 2 ชั่วโมง ท้องฟ้าลั่นครืน ๆ  และลมพัดแรง หนึ่งผีหนึ่งหมานั่งจ๋องอยู่ตรงหน้าบันไดทางขึ้นคอนโดมิเนียมหรู มรุตปรายตามองเจ้าตัวเล็กที่ตัวสั่นระริกเพราะลมหนาว

ถ้ามีไออุ่น...ถ้ามีร่างกาย...จะเอาเจ้าตัวจ้อยมาซุกในอกเสื้อ

“ขอโทษจริง ๆ นะ เป็นผีนี่ไม่ดีเลย ทำอะไรก็ไม่ได้สักอย่าง…” มรุตบ่นเบา ๆ ก่อนจะยกมือขึ้นพยายามลูบตัวเจ้าตัวเล็ก แต่แล้วก็ชะงักเมื่อมือโปร่งใสคว้าผ่านตัวลูกหมาไป เสียงงี้ด ๆ ของเฉาก๊วยดังเบา ๆ ลูกหมาตัวน้อยพยายามซุกเข้าหามรุต แต่...ก็เป็นแค่เพียงอากาศเท่านั้น

นี่...คิดผิดหรือเปล่านะ ที่พาเจ้าเฉาก๊วยมาด้วย...ยมทูตตนนี้ใจร้ายจริง ๆ !

“เราเป็นผีหลงทาง ส่วนแกก็เป็นลูกหมาหลงทาง...เราเหมือนกันจริง ๆ นะ เฉาก๊วย...”

เสียงฟ้าร้องคำราม และฟ้าผ่าดังขึ้นกะทันหัน ทำให้เจ้าตัวเล็กสะดุ้งก่อนจะวิ่งเข้าไปซุกกับพุ่มต้นเข็มตรงหน้า

“เสียงลูกหมาจากไหนวะ…” รปภ.ในชุดสีน้ำเงินเข้มหน้าดุเดินอาด ๆ เข้ามาพร้อมกับไฟฉายที่ส่องกวาด ๆ ไปตามพุ่มไม้ มือข้างหนึ่งกำกระบองสีดำไว้แน่น

“ขอร้องล่ะ อย่าไล่มันเลย…มันแค่ขอซุกหลบลมหนาวเอง” มรุตพยายามยกมือห้ามร่างนั้น แต่ไหนเลยที่รปภ.คนนั้นจะเห็นผีหนุ่มตรงหน้า

ก้อนกลม ๆ สีดำนั่นซุกงุด ๆ ในกอต้นเข็ม ขดตัวพร้อมร้องเสียงงี้ด ๆ มรุตก้าวเข้าไปตรงหน้ารปภ. แต่ดูเหมือนจะไร้ประโยชน์ ผีที่สัมผัสคนไม่ได้จะหยุดคนตรงหน้าได้ยังไง

“หยุด!” เสียงห้าว ๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง

ท่านยมทูต!

มรุตหันขวับไปมองทางต้นเสียง แววตาดุกร้าวของสีหราชทำให้เจ้าผีหนุ่มใจชื้นขึ้นมาหน่อย รปภ.ร่างอ้วนคนนั้นหันมองสีหราชด้วยอาการชะงักไปนิดก่อนจะพูดขึ้น

“คุณไม่รู้หรือ หมาเร่ร่อนห้ามเข้ามาในคอนโด มันเป็นกฎ”

“ตอนนี้มันยังอยู่นอกอาคาร ยังไม่ได้ล้ำเข้ามาเลย จะผิดกฎได้ยังไง”

“โธ่...อีกแป๊บมันก็คงเข้ามาล่ะคุณ อากาศหนาวขนาดนี้ สู้ไล่ ๆ ไปเสียก่อนดีกว่า” เจ้าตัวตอบเสียงสะบัด ๆ ก่อนจะหันกลับไปเอากระบองทิ่มลงไปในพุ่มเข็มอีกครั้ง

บรรยากาศรอบตัวดูจะหนาวขึ้นมานิด ๆ มรุตหันมองก่อนจะลอบกลืนน้ำลายช้า ๆ

เคราะห์ดีเท่าไหร่แล้วที่ รปภ.ตรงหน้าไม่รู้ว่าคนตรงหน้าเป็นใคร

ในสายตามนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง คงเห็นร่างตรงหน้าเป็นเพียงชายหนุ่มท่าทางภูมิฐาน หน้าตาดีเข้าขั้นเท่านั้น แต่สำหรับเหล่าวิญญาณแล้ว ร่างตรงหน้ากำลังแผ่ออร่าที่ไม่ว่าใครก็ไม่ควรเข้าใกล้เอาเลย ออร่าสีแดงเข้มกำลังม้วนตัวเป็นไอร้อนและแววตาที่แดงฉานคล้ายพระเพลิงที่ผีหนุ่มเห็นแล้วเสียวสันหลังวาบ ๆ

“คุณควรกลับขึ้นไปข้างบนดีกว่านะครับ ทางนี้ผมจะไล่มันไปเอง” เสียง รปภ.คนเดิมยังคงดังต่อเนื่อง ขณะที่เอาไม้กระบองทิ่ม ๆ ลงไปในพุ่มเข็มกอใหญ่ตรงนั้น แต่เพราะว่าไม่ได้ยินเสียงตอบรับจากชายหนุ่ม รปภ. จึงหันกลับมาอีกครั้งแล้วก็ชะงักตาค้างนิ่งงัน

“กลับไปทำงานของเจ้า แล้วไปให้พ้นหน้าข้า!” ดวงตาคมวาวโรจน์ของสีหราชคล้ายจะส่องประกายสีทองอยู่กลางนัยน์ตา แสงสว่างสีทองทรงอำนาจทำให้มรุตเองยังต้องกลืนน้ำลายเบา ๆ ไอร้อนสีแดงก่ำอวลอยู่รอบร่างนั้น

รปภ.คนดังกล่าวตกในภวังค์ก่อนจะปล่อยกระบองไม้ร่วงลงกับพื้นทันควัน แล้วพยักหน้านิ่ง ๆ รับคำสั่งดังกล่าวอย่างเลื่อนลอย เจ้าตัวเดินงง ๆ ออกจากสวนหน้าคอนโดมิเนียมไปอย่างช้า

มรุตกำมือแน่นอย่างสะใจ ก่อนจะวิ่งไปหาร่างในสูทสีดำสนิท แต่ก็ต้องเบรกทันควันเพราะสีหราชหันมามองด้วยสายตาหงุดหงิด ดวงตาคมกริบนั่นตวัดฉับคล้ายจะคาดโทษ

“ดูแลไม่ได้ ยังเอามันมาเดือดร้อนด้วย”

ผีหนุ่มตรงหน้าได้แต่จืดเจื่อน...ก็..จะปล่อยมันไว้อย่างนั้นได้ยังไงเล่า

สีหราชไม่พูดอะไรมาก เพียงแบมือออกแล้วเรียกเจ้าตัวเล็กออกมาจากกอต้นเข็ม

“มานี่…” สิ้นเสียงเรียบ ๆ เบา ๆ นั่น ก้อนกลม ๆ สีดำสนิทค่อย ๆ ก้าวออกมาจากตรงนั้นอย่างลังเล ดวงตากระจ่างใสมองยมทูตอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แต่รัศมีจากร่างตรงหน้านั้น...เหมือนจะอ่อนโยนลง ดวงตาเรียวยาวยิ้มอ่อน คล้ายมีรอยยิ้มมุมปากนิด ๆ
เฉาก๊วยก้าวออกมาตรงหน้า จากนั้นเพียงพริบตาพระเพลิงสีแดงก่ำอมดำก็ลุกวาบ! แล้วเฉาก๊วยก็หายวับไปทันที

มรุตแทบจะกรากเข้าไปกระชากร่างนั้น!

“เฮ้ย! ทำบ้าอะไรน่ะ ท่านฆ่าเจ้าเฉาก๊วยหรือ!”

ดวงตาเรียวยาวเหลือบมองผีหนุ่มด้วยหางตาอย่างระอาใจ ก่อนจะแบมือให้เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

...ตุ๊กตาหมาสีดำขนาดเท่ากับพวงกุญแจวางนิ่งอยู่บนมือสีขาวสะอาดนั้น

สีหราชไม่พูดอะไรอีก เอามือไพล่หลังเดินก้าวยาว ๆ ตรงกลับขึ้นไปบนคอนโดมิเนียมหรู สายลมเย็น ๆ พัดกรูมา ทำให้ผีหนุ่มได้สติ ยิ้มก่อนจะรีบก้าวขายาว ๆ ตามร่างสูงนั้นไปทันควัน

ดูท่า...ยมทูตตนนี้จะไม่ช่างพูดจริง ๆ สินะ...ท่านยมทูตหอยกาบ…

……………………………….

ฺButllerofLOVE: กรีดร้องงงง กระโดดวน ๆ สามที มีคนเม้นต์แล้วววววว !!! ขอบคุณนะค้าาาา ดีใจมว้าาาาก ราวกับถูกลอตเตอรี่ 5555

เย็นนี้จะมาลงเพิ่มค่า :)  :hao5:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-07-2020 11:54:31 โดย ButlerofLOVE »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1976
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-0
Re: สีหราชยมทูต Grim reaper's vacation by ButlerofLOVE++
«ตอบ #8 เมื่อ14-07-2020 11:45:59 »

 :3123:
 o13

ออฟไลน์ ButlerofLOVE

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
บทที่ 5 กายมนุษย์

ห้องพักขนาด 100 ตารางเมตร ชั้น 31 ถูกจัดในสไตล์มินิมอลลิสต์อย่างชัดเจน โทนห้องแต่งด้วยสีขาวล้วน มีตัดสีเทาบ้างในบางจุด โต๊ะเรียบ ๆ สีนวลเตี้ยแบบนั่งจิบชา ฟูกรองทรงกลมสีเทาอ่อน ภาพวาดทิวทัศน์ภูเขาสีขาวอมฟ้าติดอยู่ที่ผนังด้านหนึ่ง บอกชัดว่าผู้เป็นเจ้าของห้องชื่นชอบความเรียบง่าย

มรุตกวาดตามองทั้งห้องอย่างตื่นตาตื่นใจ ก่อนจะสาวเท้าสำรวจห้องหรูตรงหน้าอย่างชื่นชอบ แต่ก็ไม่กล้าเดินไปไกลนัก เพราะร่างสูงในชุดสูทสีดำยังไม่เอ่ยปากสิ่งใด มีแต่เดินตรงเข้าไปด้านใน ผีหนุ่มตัดสินใจนั่งรออยู่บนเก้าอี้สตูลตัวสูงหน้าเคาน์เตอร์บาร์เครื่องดื่มที่ทำจากหินอ่อนสีดำสนิท เจ้าตัวนั่งรออยู่อย่างนั้นพร้อมกับตุ๊กตาหมาสีดำที่ยมทูตหนุ่มวางไว้บนโต๊ะนั่น

กลิ่นหอมอ่อน ๆ...คล้ายร่างสูงหนาที่เดินตรงเข้าไปด้านใน ลอยฟุ้งอ้อยอิ่งอยู่ในห้อง กลิ่นหอมที่แฝงความดุ และมั่นใจตัวเองของผู้เป็นเจ้าของห้อง

ผีหนุ่มมองสำรวจห้องไปเรื่อย ๆ แต่เพียงครู่เดียวประตูห้องบานหนึ่งก็เปิดออก ยมทูตหนุ่มเดินออกมาช้า ๆ แต่แม้เจ้าตัวจะพยายามทำเป็นปกติสักแค่ไหน ท่าเดินที่ดูอ่อนเพลียกว่าเดิมทำให้ผีหนุ่มเขม้นมองอย่างสงสัย ดวงตาเรียวยาวของสีหราชดูจะทอแสงอ่อนลง

“เจ้าผี..” ดวงตาเรียวยาวของสีหราชจ้องมองผีหนุ่มตรงหน้าก่อนจะมองตุ๊กตาหมาแล้วหยิบมาวางลงบนพื้นห้อง

สีหราชดีดนิ้วครั้งหนึ่ง พระเพลิงสีแดงอมดำลุกพรึ่บขึ้นอีกครั้งตรงหน้า ทันใดนั้นเจ้าก้อนกลม ๆ ก็กระดิกหางแหลน ๆ ของมันอย่างดีอกดีใจอยู่ตรงหน้าผีหนุ่ม ลูกหมาตัวน้อยคล้ายจะอยากเล่นกับยมทูตหนุ่มเพราะเอาแต่วิ่งพันแข้งพันขาไม่หยุด แต่เจ้าของห้องกลับขยับถอยออกห่างทันควัน แล้วเงยหน้าขึ้นมองอาคันตุกะตรงหน้า

“เอามาเอง...ก็ดูแลเอง” สีหราชเอ่ยเรียบ ๆ แต่แววตาที่มองมาทำให้มรุตอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายเบา ๆ

“จะดูแลได้ยังไงกันเล่า ผมเป็นผี มีแต่ท่านยมทูตที่จับต้องมันได้” แม้เสียงอุบอิบเชิงประท้วงของผีหนุ่มจะเบา แต่ก็ทำให้สีหราชหันขวับมามองทันที

สายตานั่นทำให้มรุตกลืนน้ำลายอีกรอบ

ยมทูตบ้าอะไร ! สายตาบอกได้ทุกอย่างโดยไม่ต้องพูดออกมา อย่างตอนนี้แปลความได้ชัดเจนว่า

...อยากตายอีกรอบไหม!

“ก็...ไหนจะต้องหาอาหารให้มัน พามันไปเดิน อาบน้ำแปรงขน แล้ว...ถ้าผมมีมือมีแขนละก็คงช่วยได้หรอก แต่มีแต่วิญญาณแบบนี้จะทำอะไรได้เล่า” เสียงงึมงำของผีหนุ่มสุดแสบ ทำให้สีหราชพยายามสะกดกลั้นความหงุดหงิดเต็มกำลัง

หลังจากเจ้าตัวครุ่นคิดบางอย่างนิ่ง ๆ แล้วระบายลมหายใจพรู ยมทูตหนุ่มเงยหน้ามองผีหนุ่มตรงหน้าอย่างตัดสินใจ แล้วหลับตาลง ลูกไฟสีฟ้าอ่อนอมขาวขนาดเท่าลูกปิงปองปรากฏบนฝ่ามือของสีหราช

เสียงดีดนิ้วดังขึ้นครั้งหนึ่ง วูบนั้นลูกไฟสีฟ้าอ่อนก็ลอยมาปะทะกับร่างของผีหนุ่ม !

ความรู้สึกร้อนวูบที่แผ่ออกมาจากกลางอก และเหมือนทั้งร่างจะหนักขึ้นมาเสียเฉย ๆ ร้อนชนิดที่เจ้าตัวต้องกุมหัวใจเอาไว้

“อ๊ะ!..หะ..หัวใจเต้น !”

“ข้าให้กายเนื้อชั่วคราวกับเข้า ไว้ใช้สืบหาเบาะแสของป้ายผ่านทาง ห้ามทำร่างนี้บาดเจ็บเด็ดขาด!”

“นั่น! เจ้าพักห้องนั้น และห้ามยุ่งกับห้องอื่น ๆ ของข้า” เจ้าตัวสำทับด้วยเสียงหนัก ๆ และชี้ไปห้องหนึ่งที่ปิดประตูไว้

“...ถ้าห้องนั่นรกแม้แต่นิดเดียว เจ้าก็เตรียมระเห็จกลับไปอยู่ข้างถนนได้เลย!”

อารามตกใจกับกายเนื้อ ทำให้มรุตไถลพรวดลงมาจากเก้าอี้สตูลตรงหน้าและจุกแอ๊กกับพื้นห้อง แม้จะเจ็บก้นแต่..ความตื่นเต้นกลับมีมากกว่า การแตะ...การสัมผัส...ความเย็นฉ่ำของเครื่องปรับอากาศ และความร้อนอุ่น ๆ ที่กลางอก

เฉาก๊วยปรี่เข้ามาหาร่างที่นั่งอยู่บนพื้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระโจนขึ้นมาเลียหน้าเลียตาอย่างร่าเริง

ความอุ่น...เป็นอย่างนี้นี่เอง เกือบลืมไปเสียแล้ว...

ผีหนุ่มผู้ได้ร่างกายใหม่เผลอน้ำตารื้นออกมานิดหนึ่งก่อนจะกระชับเจ้าก้อนกลม ๆ ไว้ในอ้อมแขน

ยมทูตมองร่างตรงหน้านิ่ง ๆ ดวงตาคมทอแสงอ่อนลง ก่อนจะหันหลังก้าวยาว ๆ เข้าไปในห้องตัวเอง

“ขอบคุณนะ พี่สีห์! แล้วจะรีบช่วยตามหาป้ายทองคำให้!” เสียงตะโกนไล่หลังอย่างร่าเริงของร่างขาว ๆ นั่นทำให้สีหราชขมวดคิ้วก่อนจะตะโกนสวนกลับไป

“ข้าชื่อสีหราช  ไม่ใช่สีห์” ก่อนจะปิดประตูใส่ร่างทะเล้นตรงนั้น

แต่เหมือนคนก่อกวนจะไม่คิดอะไรอีกแล้วนอกจากยืนขึ้นเต็มตัวและมองเงาร่างที่สะท้อนผ่านกระจก รูปร่างหน้าตาแบบเดิมทั้งหมด เพียงแต่เหมือนจะไม่มีปัญหาเรื่องสายตาอีก เจ้าตัวค่อย ๆ ถอดแว่นตาออกช้า ๆ และมองร่างตัวเองซ้ำอีกครั้งหนึ่ง
ดวงตากลมโตสุกใสอย่างชายหนุ่มที่ร่าเริงเป็นนิจ ร่างนี้อยู่ในชุดคอเต่าสีเทาอ่อนและกางเกงสแลคสีดำสนิท ผมที่ยาวระเลื้อยต้นคอเหมือนหนุ่มน้อยที่ปล่อยตัวมาเป็นปี ๆ ร่างที่ออกจะผอมบางกว่าเดิมนิดหน่อย

เฉาก๊วยกระโดดเหยง ๆ อยู่ตรงหน้าและวิ่งวนล้อมหน้าล้อมหลัง มรุตก้มลงไปคว้าเจ้าก้อนกลมเล็ก ๆ ขึ้นมาฟัดในอ้อมแขน

...ความอุ่นแผ่จากอ้อมแขน...ไปถึงกลางหัวใจ...

ทำเหมือนจะดุ...แต่จริง ๆ ใจดีมากเลย...ท่านยมทูตตนนี้...


“เรามาเริ่มต้นชีวิตใหม่กันนะเฉาก๊วย..” ก่อนที่จะหันไปมองทางห้องที่เพิ่งปิดประตูไป

ใครจะรู้ว่า ซานตาคลอสปีนี้ คือ ยมทูตหน้าตายคนนั้น คนที่มอบของขวัญวันคริสต์มาสที่ดีที่สุดให้
................................................................................

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ButlerofLOVE

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
แสงอาทิตย์ที่ส่องเข้ามาในห้องนอนทำให้มรุตต้องหยีตาอย่างไม่คุ้นเคยนัก แต่ความนุ่มของเตียงทำให้เจ้าตัวไม่อยากลุกขึ้นเลย แต่เพราะความอุ่นร้อนของปลายลิ้นเล็ก ๆ ที่สัมผัสผิวแก้ม ลิ้นเล็ก ๆ ที่รุกรานไปตามลำคอ ความรู้สึกเปียกหน่อย ๆ ทำให้มรุตต้องหรี่ตามองอย่างงัวเงีย ก่อนจะตาเหลือกหลายหลังกลิ้งลงจากเตียงในสภาพผ้าห่มพันตัวยุ่งเหยิง

“เฉาก๊วย!” เจ้าลูกหมาสีดำตาแป๋วแลบลิ้นสีชมพูมองผู้เป็นนายอย่างงง ๆ

“เฮ้อ...ไอ้ตัวป่วนเอ๊ย..ฝีมือแกเองหรือเนี่ย” มรุตงึมงำก่อนจะใช้หลังมือปาด ๆ ริมฝีปากและตามซอกคอตัวเอง

...ช่างเป็นการปลุก morning kiss ที่เซ็กซี่จริง ๆ ไอ้เฉาก๊วยเอ๊ยยย...

เสียงของชายหนุ่มทำให้เจ้าตัวก้อนถ่านตรงหน้าหลับตาปี๋ก่อนจะครางหงิง ๆ และกระโจนลงจากเตียงมาคลุกกับคนบ่น

“เสียงอะไรแต่เช้า ! หนวกหูจริง!” เสียงบ่นดังขึ้นหน้าห้อง ทำให้ผู้อาศัยหน้าใหม่ตาลีตาลานกระโจนผึงขึ้นไปบนเตียงแล้วเอาเจ้าเฉาก๊วยไปซุกไว้ใต้ผ้าห่มทันที

“นี่!” สีหราชเปิดประตูพรวดเข้ามาทันควันแล้วก็นิ่งค้างไปกับภาพตรงหน้า

ร่างชายหนุ่มที่หัวหูยุ่งเหยิง เสื้อคอเต่าที่ให้ไว้หายไปแล้วเปิดเปลือยแผ่นอกขาวตรงหน้า กางเกงสแลคที่ใส่เมื่อคืนถูกเจ้าตัวถอดวางพับไว้บนเก้าอี้ปลายเตียง เหลือเพียงบ๊อคเซอร์ตัวเดียว เจ้าตัวพยายามกดลูกสุนัขตัวจ้อยที่ดิ้นขลุกขลักไว้ใต้ผ้าห่ม สีหน้าจืดเจื่อนชนิดกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

“ทำ..ทำไมเละขนาดนี้!” สีหราชตะโกนขึ้นทันทีหลังจากเก็บรวบรวมสติได้ สายตาตรงหน้าแทบจะเผาร่างที่ซุกอยู่บนเตียง

“ไอ้เจ้าผี!” ดวงตาวาวโรจน์ชนิดที่ใกล้ระเบิดรอมร่อ

“คือ...ฟังก่อนนะ คือว่า..” มรุตละล่ำละลักบอกคนตรงหน้าที่องค์ลงแต่เช้า

...สภาพห้อง..เมื่อคืน กับเช้านี้...คนละเรื่องทีเดียว...ไม่แปลกที่ยมทูตหนุ่มจะองค์ลง

“เมื่อคืน เจ้าเฉาก๊วยมันตื่นที่น่ะ มันเอาแต่ร้องหงิง ๆ อยู่ทั้งคืน ก็เลยตัดสินใจเอามันมานอนด้วย แล้ว..มันคงตื่นก่อนก็เลย..สำรวจห้อง..ละมั้ง” สีหน้าจืดเจื่อนและท่าทางขอโทษขอโพยของร่างขาว ๆ ตรงหน้าไม่ได้ทำให้สีหราชหายโมโหได้เลย มรุตกลืนน้ำลายลงอีกรอบ

ไม่รู้ว่าจะใช้คำไหนอธิบายความกระจุยกระจายในห้องนี้ดี เพราะ..กระจุยเละจริง ๆ ทิชชู่ที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงถูกเจ้าปุ๊กปิ๊กกัดแล้วลากลงมาม้วนอยู่กับพื้น แจกันสีขาวสะอาดที่ใส่ดอกลิลลี่เล็ก ๆ ไว้เอียงกะเท่เร่ ดีอย่างที่พื้นห้องนี้เป็นพรม แจกันนั่นเลยไม่แตก แต่ทำเอาน้ำหกไหลเจิ่งนองชุ่มพรมไปหมด ไม่รวมดอกลิลลี่ที่มีรอยตีนเจ้าเฉาก๊วยเหยียบจนเละ และอีกด้านหนึ่ง กองหนังสือ 3-4 เล่มที่เคยวางอยู่บนผ้าปูสีเทาบนโต๊ะเตี้ย ๆ ก็ถูกเจ้าถ่านน้อยงับและลากลงมา หนังสือทั้งหมดร่วงลงมาทั้งกอง...

มรุตบนบานในใจ หลวงพ่อที่นึกชื่อออกก็ดี นึกชื่อไม่ออกก็ดี โปรดเมตตาลูกผีตัวนี้ทีเถอะ แล้วจะรีบตักบาตรทำบุญอย่างด่วน !

ขืนหลวงพ่อไม่ช่วย...งานนี้คงได้ม้วยกันตรงนี้ล่ะ!

สายตาสีหราชแทบจะกินหัวคนตรงหน้า มือหนากำแน่นอย่างพยายามระงับอารมณ์เต็มที่ ก่อนจะยกมือขึ้นลูบหน้าแล้วกุมขมับนิ่งอยู่อย่างนั้น เสียงสูดลมหายใจเบา ๆ อย่างพยายามระงับอารมณ์ ก่อนจะเงยหน้ามองคนตรงหน้าอย่างหงุดหงิด สายตาที่มองมาคล้ายระริกไหว ก่อนจะเมินฉับอีกรอบ

“..เสื้อ..หายไปไหน” น้ำเสียงเย็น ๆ ทำให้มรุตสะดุ้งก่อนจะก้มมองตัวเองแล้วหน้าแดงนิด ๆ มือเรียวรีบคว้าผ้าห่มลากขึ้นมาคลุมท่อนบนอย่างเก้ ๆ กัง ๆ

ถึงจะเป็นผู้ชายด้วยกัน แต่ก็อดเขินไม่ได้ที่ต้องเปลือยท่อนบนให้คนที่เพิ่งรู้จักเห็น

“คือ..เมื่อคืนผมถอดให้เฉาก๊วย...มันคงชอบกลิ่น พอซุกตัวบนเสื้อผมแล้วมันก็หลับไปเลย” มรุตพูดอุบอิบ

“ไม่ได้เรื่อง!” สีหราชกัดฟันกรอดก่อนจะสาวเท้าเดินออกไปครู่หนึ่งแล้วกลับมาพร้อมกับโยนเสื้อมีฮู๊ดสกรีนคำว่า Devil ให้ทันที

“อยู่ที่นี่..จะมีอาหารและเสื้อผ้าให้ แต่ถ้าขืนทำบ้า ๆ แบบนี้อีก..ข้าจะยกเลิกสัญญาทั้งหมด!” ก่อนที่เจ้าตัวจะสำทับอีกรอบ

“เก็บห้องให้เรียบร้อย เดี๋ยวนี้!”

…………………………………………………………………..

กลิ่นอาหารหอม ๆ โชยฟุ้งมาก่อกวนพยาธิในท้องของชายหนุ่ม มรุตเดินตามกลิ่นหอมของอาหารมาอย่างตื่นเต้น ห้องครัวสีขาวสะอาดตาแต่งแบบมินิมอล ทุกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยจัดเรียงกันเป๊ะ ๆ แก้วน้ำแบบเดียวกัน วางเรียงองศาเป๊ะ ๆ อยู่บนตู้ จานที่เรียงไล่ขนาดจากเล็กไปใหญ่ ตะหลิว กระบวย สีเดียวกันเข้าชุด

ร่างสูงของยมทูตหนุ่มในเสื้อเชิ้ดสีเทาเข้มและกางเกงยีนฟอกสีน้ำเงินเกือบดำยืนอยู่หน้าเตาพร้อมกับไข่เจียวออมเล็ตอยู่ตรงหน้า ขนมปังปิ้งหอมฟุ้ง แฮมร้อน ๆ ไส้กรอก ซอสมะเขือเทศและสลัดผัก

มรุตมองยมทูตหนุ่มตรงหน้าอย่างทึ่ง ดวงตาเรียวยาวของเจ้าของห้องจดจ่ออยู่แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้า จากนั้นไม่กี่วินาที บรรดาของกินก็เรียงสวยในจานสีขาวมุกนั่น

สำหรับผีที่ไม่ได้กินอะไรดี ๆ มานานเป็นปี ภาพตรงหน้าเรียกน้ำลายสอได้ทันที...ไม่ว่าจะเป็นไส้กรอก เนื้อหมูอวบอ้วนชุ่มฉ่ำด้วยซอสมะเขือเทศที่ร้อนหอมฉุย....

โอย...หอม...หอมเป็นบ้าเลย

ผีหนุ่มกลืนน้ำลายเอื๊อกก่อนจะเอื้อมไปจะคว้าจานตรงหน้า แต่ยมทูตหนุ่มยกหนีทันที

“หิวก็ทำเอง” เจ้าตัวเอ่ยหน้าตาเฉยก่อนจะเดินถือจานหอมฉุยนั่นโฉบผ่านหน้าไปนั่งที่เคาน์เตอร์บาร์หินอ่อนอย่างไม่รู้ไม่ชี้ ทำเอามรุตหันมองก่อนจะทำหน้ามุ่ยบ่นขมุบขมิบ

ขอถอนคำพูดได้ไหมว่ายมทูตนี่ใจดี!

ด้วยความหิวทำให้มรุตเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์ครัวก่อนจะเหลียวซ้ายเหลียวขวาอยู่ครู่ใหญ่ อาการนั้นทำให้เจ้าของห้องเหลือบมองนิ่ง ๆ ก่อนจะจิ้มไส้กรอกเข้าปากอย่างสบายอารมณ์ เสียงเปิดเตาแม่เหล็กไฟฟ้า พร้อมกับตั้งกระทะรอ ชายหนุ่มค้นตู้เย็นกุกกักก่อนจะหยิบขวดซอสต่าง ๆ และไข่ไก่สองสามใบมาเรียงตรงหน้า

คนหิวถอนใจเฮือกก่อนจะนึกถึงวีรกรรมสมัยไปทำครัวที่บ้านเพื่อน...

คราวนั้น...แค่เข้าครัวก็เกือบทำไฟไหม้บ้านไปคราวหนึ่งแล้ว...

แต่คราวนี้เป็นเตาแม่เหล็กไฟฟ้า..คงไม่เป็นอะไรละมัง?

“เจ้าผี...ทำครัวเป็นหรือเปล่า?” สีหราชตะโกนถาม

“แน่นอน...เคยทำ..แค่ลืมนิดหน่อย”

“แล้วเช็ดกระทะหรือยัง”

“ไม่ต้องเช็ดหรอกท่านยม ยังเปียกน้ำอยู่นิดหน่อย แต่ใส่น้ำมันลงไปแล้ว”

ไม่ทันขาดคำ เสียงปุ้งปัง ๆ กระเด็นกระดอนออกมาจากกระทะตรงหน้า เจ้าตัวป่วนถึงกับกระโดดเหยงอย่างตกใจ กระสุนน้ำมันพืชปลิวว่อนไปทั่วครัวสีขาวสะอาดตานั่น เจ้าตัวก้มหลบและเอาแขนทั้งสองข้างขึ้นบังกระสุนน้ำมันทันที เจ้าเฉาก๊วยตกใจเสียงนั่นถึงขนาดเห่าลั่นแล้ววิ่งไปซุกมุดเข้าไปใต้โซฟา แล้วก่อนจะที่จะวุ่นวายไปมากกว่านี้ มือขาว ๆ ของยมทูตหนุ่มเอื้อมหยิบฝาครอบแก้วครอบกะทะเจ้าปัญหา พร้อมกับปิดเตาแม่เหล็กทันที

“นี่...คิดจะทำลายครัวของฉันใช่ไหม...” น้ำเสียงเย็นเยียบของเจ้าของห้องดังขึ้นเหนือหัวชายหนุ่ม

เมื่อไม่มีคำตอบจากร่างที่นั่งยอง ๆ ก้มหน้างุด เจ้าตัวเอ่ยทันควัน

“เช็ดให้หมด ถ้าขืนมีน้ำมันกระเด็นตรงไหนอีกละก็...คงมีอะไรสักอย่างกระเด็นออกจากห้องนี้แน่ ๆ ” สีหราชพูดแค่นั้น แต่เล่นเอาคนก่อเรื่องเสียวสันหลังวาบ ๆ ทันที

เหอะ ! ก็แค่ลืม..เช็ดน้ำเท่านั้นเอง โหดชะมัดไอ้ท่านยม !

มรุตเบ้ปากนิด ๆ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาคว้าผ้าผืนเล็กไล่เช็ดห้องครัวทั้งหมด

เหอะ! ท่านยมทูตขี้หวง เจ้าระเบียบ ไร้ชีวิตชีวา! 

เสียงเห่าเบา ๆ ของเจ้าเฉาก๊วยทำให้คนหิวเหลือบมองทางต้นเสียงที่กระดิกหางแหลน ๆ อย่างดีใจ แล้วก็ชะงักไปนิดเมื่อเห็นเจ้าของห้องตัดไส้กรอกลูกวัวชิ้นเล็ก ๆ ใส่ถ้วยพลาสติก แล้วก้มลงยื่นให้เจ้าก้อนกลม สายตานั่นปราดมามองผีหนุ่มที่กำลังน้ำลายไหลด้วยความหิว

“เอ็งนี่ตะกละน่าดู!”

ไม่รู้ว่าคำพูดนั้นยมทูตหน้านิ่งพูดกับเจ้าเฉาก๊วยหรือกับใครกันแน่ !

.............................................................................

ปึง! เสียงเอกสารกองโตที่ยมทูตหนุ่มยกมาวางโครมลงตรงหน้าร่างที่กำลังเคี้ยวไส้กรอกอยู่ เล่นเอาคนกินกระแอมกระไอแค่ก ๆ เกือบสำลัก

“นี่เป็นเอกสารรายชื่อผีเร่ร่อนที่เคยขึ้นทะเบียนกับทางยมโลกไว้”

สีหราชชะโงกหน้ามาสั่งการด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“แยกผีเร่ร่อนที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยหรือมีนิสัยก้าวร้าวในเขต 11-15 ออกมา แล้วค่อยตามหาทีละตัว…”

“นี่...ท่านยม ผมว่ารอให้ผมไปหาเพื่อนก่อนดีกว่าไหม เผื่อเขาจะมีข้อมูลอะไรให้เรา” มรุตเคี้ยวไข่ดาวตุ้ย ๆ ก่อนจะเหลือบมองคนตรงหน้า

ยมทูตหนุ่มสีหน้าฉุน ๆ ตอนโดนผีหนุ่มโมเมแอบเหมารวม “เรา” ในประโยคสนทนา

“ผีฉลาด ๆ บางตัว อาจเลือกที่จะเงียบมากกว่ากระโตกกระตาก…” สีหราชพูดเรียบ ๆ ก่อนจะไขว่ห้างนั่งอ่านรายชื่อ

มรุตสะอึกในใจ แต่ก็ต้องยอมรับว่ายมทูตหนุ่มตรงหน้าอาจพูดถูก

ผีบางตัวก็เจ้าเล่ห์เหลือร้าย ถ้าเก็บป้ายผ่านทางได้...อาจจะทำตัวนิ่ง ๆ สักระยะก็ได้

“ว่าแต่...ตอนนี้ผมจะเห็นผี แล้วผีจะเห็นผมหรือเปล่า…แล้วกับคนอื่น ๆ ล่ะ คุยกับมนุษย์ได้ สื่อสารได้ไหม”

สีหราชเงยหน้ามองนิด ๆ

“ได้” เสียงห้วนสั้นตอบ

คำตอบนั้นทำให้มรุตเผลอยิ้มออกมา

ความคิดถึงครอบครัว พ่อยักษ์ พี่เม และเจ้าม่อนน้อย เป็นยังไงกันบ้างนะ...

“ห้ามแสดงตัวให้ครอบครัวเห็น...เป็นหนึ่งในกฎข้อห้าม…” ดวงตาเรียวยาวคู่สีนิลจ้องตรงมาเหมือนดักคอไว้ก่อน

“ร่างนี้เพื่อภารกิจเท่านั้น ห้ามใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน ถ้าฝ่าฝืน วิญญาณจะสลายไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยว จำไว้ให้ดี”

กฎบ้าอะไรแบบนี้เนี่ย! มรุตโวยลั่นในใจ

“จำไว้ให้ดี เจ้าน่ะตายไปแล้ว ไม่มีสิทธิเจอพวกเขาอีก…” ปลายเสียงราบเรียบราวกับเคยพูดประโยคนี้เป็นล้านครั้ง

“งั้นร่างนี้ทำอะไรได้บ้างล่ะ...ที่จะไม่ผิดกฎ? ” ผีหนุ่มถอนหายใจอย่างเซ็ง ๆ ก่อนจะจิ้มไส้กรอกชิ้นสุดท้ายเข้าปาก

“ทำตามที่ข้าสั่ง เลี้ยงหมา หาข่าว...แล้วข้าจะพาเจ้าไปเกิดใหม่”

มรุตถอนหายใจยาวอย่างเบื่อ ๆ แต่แล้วสายตาของผีหนุ่มเหลือบไปเห็นรูปหนึ่งที่แลบออกมาจากกองเอกสารตรงหน้า ภาพนั้นคุ้นตาเสียจนต้องเอื้อมมือไปดึงออกมา

“ผมว่า...ถ้าท่านยมจะเริ่มต้นสืบจากตัวไหน...เริ่มที่ตัวนี้ก่อนเลย!”

นิ้วเรียวยาวของมรุตจิ้มปักลงบนรูปตรงหน้า...ผีหน้าบากที่หน้าตาน่ากลัวที่สุด เจ้าแห่งผีเร่ร่อนอันธพาลประจำแยกราชประสงค์..ผีสมาน...วิญญาณบาปสี่แผ่นดิน..

…………………………………...

ออฟไลน์ ButlerofLOVE

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
บทที่ 6. CNN แห่งโลกวิญญาณ

“น่า...คุณตา เปิดประตูมาหน่อย...ผมรู้ว่าคุณตารู้บางอย่างดี ๆ เมื่อคืน” มรุตเคาะนิ้วกับลังไม้คร่ำคร่านั่นเบา ๆ ก่อนจะเหลียวซ้ายแลขวาอย่างระวังตัว

แสงอาทิตย์โพล้เพล้ชนิดที่คนแถวบ้านเคยเรียกว่า แดดผีตากผ้าอ้อม...เป็นช่วงคาบเกี่ยวระหว่างภพหนึ่งกับอีกภพหนึ่ง เวลาแบบนี้ถ้าใครปะเหมาะเคราะห์หามยามซวยอาจจะเห็นอะไรประหลาด ๆ บ้าง อย่างร่างที่ลอยเรี่ย ๆ พื้นริมทางด่วน หรือห่อผ้าขาว ๆ ที่เรียงกันเป็นตับริมถนน เป็นต้น

ถ้าใครกำลังมองมาในตอนนี้ คงเห็นชายหนุ่มผิวขาวผมเริ่มยาวระต้นคอนั่งเคาะลังไม้คร่ำคร่าอยู่ริมคลอง ด้านบนเหนือศีรษะเป็นสะพานหินเล็ก ๆ แต่ถ้ามองด้วยสายตาของผีด้วยกัน ก็จะเห็นว่าบริเวณนี้ทุกเย็นจะมีวิญญาณคนโดดน้ำตายฉายให้ดูซ้ำไปซ้ำมา วิญญาณตนนั้นโดดมันทุกวัน ตรงจุดเดิม ๆ

มรุตเหลียวมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเศร้า ๆ   

วิญญาณแบบนั้นน่าสงสารกว่าพวกเร่ร่อนเยอะ…ดวงจิตยังจดจ่อกับเป้าหมายนึกว่ายังไม่สำเร็จ ก็ทำซ้ำอย่างนั้น...และก็มองไม่เห็นผีตัวอื่นในสายตาเสียด้วย

เจ้าตัวถอนหายใจซ้ำก่อนจะหันมองกล่องลังไม้ตรงหน้าอีกรอบ

ไม่รู้ทำไม วันนี้ทำไมประตูบ้านคุณตาชัยถึงปิดเร็วนัก ปกติ...ถ้ามาช่วงนี้บางทีจะได้ยินเสียงเจ้าหมาละแวกนี้หอนเอาเสียด้วยซ้ำ เป็นการบอกว่าคุณตาชัย...CNN แห่งโลกวิญญาณ ประจำสาขาราชประสงค์ ยังอยู่ในบ้านลังไม้คร่ำคร่านี่

ในโลกมนุษย์ CNN มาจาก Cable News Network แต่สำหรับโลกวิญญาณ เราเรียกกันว่า Corpse News Networks หรือ สำนักข่าวผีและเหล่าวิญญาณเร่ร่อน ตำแหน่งนี้เหล่าผีเร่ร่อนตั้งกันเองนานแล้ว บางครั้งก็เป็นแหล่งรวมข่าวกอสซิปเม้ามอยจากเหล่าโม่งผีด้วยกันนี่แหละ

ข่าวที่นี่แพร่ไวยังกับไวรัส เพียงแค่กระซิบต่อ ๆ กันว่า “รู้แล้วเหยียบเลยนะ”

แค่นั้น...ข่าวที่ "เหยียบไว้" แพร่พรึ่บพรั่บยังกับเพลิงไหม้ไปสามบ้านแปดบ้าน

จะว่าไป...ไม่เคยมีสักทีที่ "ตาชัย" จะไม่อยู่เฝ้าสำนักข่าวของแก

มรุตเหลือบมองร่างสูงในอาภรณ์สีดำสนิทขลิบกระดุมทองเหลืองที่อกเสื้อ ใบหน้าเรียบเฉยของชายตรงหน้ากำลังปรายตามองกล่องไม้คร่ำคร่าดังกล่าวอยู่นิ่ง ๆ

สงสัยว่า..ระดับสายข่าวหัวเห็ดย่านราชประสงค์อย่างตาชัย...คงรู้ว่าใครมา

“ถ้าเจ้าตัวไม่ยอมออกมาละก็...ข้าก็เผาลังนั่นทิ้ง…” ประโยคสั้น ๆ ของสีหราช ทำให้มรุตตาเหลือกแทนเจ้าของบ้าน…

“ท่านยม...รออีกหน่อยน่า ตาชัยอาจจะไม่อยู่...” มรุตพยายามห้ามปราม

“เหลวไหล! กลิ่นผีเร่ร่อนและกลิ่นน้ำเน่าชัดขนาดนั้น แค่เจ้าตัวไม่อยากออกมา…” สีหราชเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระชาก

เห็นหน้านิ่ง ๆ หล่อเข้มตรงหน้า แต่เอาจริง ๆ สีหราช คือ พระเพลิงดี ๆ นี่เอง มรุตอ้าปากค้างตะโกนเสียงหลง เมื่อร่างตรงหน้าไม่รีรอดีดนิ้วเป๊าะทันควัน

“อย่าเพิ่ง ท่านสีหราช !!!”

พระเพลิงสีแดงดำขนาดเท่าลูกฟุตบอลสว่างวาบวับขึ้นกลางฝ่ามือยมทูตใจร้อน

ไฟลูกใหญ่ขนาดนั้นมีหวังเผาได้ทั้งสะพานนี่ล่ะ !

ไม่ทันจะสิ้นเสียงตะโกน ควันสีดำเข้มฟุ้งกระจายขึ้นจากลังไม้คร่ำคร่าทันทีพร้อมกับร่างชราผอม ๆ ดวงตาลึกโหลเหมือนคนอดนอนสวมแว่นกรอบกระ ทั้งเนื้อทั้งตัวเปียกโชกปรากฎขึ้นพร้อมกับไม้เท้าเงื้อง่าอยู่ในมือเตรียมฟาดแขกที่ไม่ได้รับเชิญ

“หนอย...ไอ้ลูกหมารุต เอ็งพาใครมารังแกข้าวะ!” สีหน้ากราดเกรี้ยวของชายชราเงื้อง่าไม้เท้าทันควัน

“ผม มรุต ไม่ใช่หมารุตนะคุณตา...”  มรุตรีบคว้าแขนเหี่ยว ๆ ที่เงื้อไม้เท้าเตรียมฟาดลงมา

“ข้าจะเรียกเอ็งอย่างนี้ล่ะ เอ็งจะทำไม แล้วไอ้หมาตัวไหนริอาจพูดว่าจะเผาบ้านข้า…” แต่แล้วเจ้าตัวชะงักกึกทันทีเมื่อเห็นร่างสูงในอาภรณ์สีดำสนิท ยืนนิ่งตรงหน้า

ลูกบอลเพลิงเมื่อครู่...หดลงเหลือเพียงประกายไฟนิดเดียวที่ลอยนิ่งอยู่บนปลายนิ้วชี้ของยมทูตสีหราช ดวงตาเรียวยาวของยมทูตหนุ่มหรี่ลงนิดหนึ่งก่อนจะหยักยิ้มที่มุมปาก

ทันใดนั้นเอง ยันต์อักขระโบราณก็ปรากฎขึ้นกลางอากาศ สีหราชดีดนิ้วครั้งหนึ่งประกายไฟที่ปลายนิ้วก็ลุกพรึ่บเผาแผ่นอักขระอาคม เพียงกระพริบตาก็เกิดคลื่นสีฟ้าเทาปกคลุมทั้งสองด้านของสะพานแห่งนี้

เหมือนโดมแก้วทรงกลม...โดมมิติวิญญาณ...คลุมสะพานนี้ไว้จนหมด !

มรุตอ้าปากค้างตกตะลึงกับภาพตรงหน้า

เคยได้ยินผีรุ่นเก่า ๆ บางตนเล่าให้ฟังว่า ยมทูตที่มีตบะบารมีสูง ๆ บางตนสามารถสร้างพื้นที่เฉพาะของตนเองขึ้นได้ยามที่ต้องการ โดยใช้ยันต์อักขระโบราณปิดสวรรค์และนรกจากการรับรู้ภายนอก...โดมที่เหมือนคลื่นน้ำใส ๆ สีฟ้าเทา นุ่มหยุ่นเหมือนเจลาติน แต่กลับแข็งแกร่งและตัดไม่ขาด

นึกไม่ถึงว่าวันนี้จะได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ผีเก่าแก่เล่าขานกัน…

มรุตเหลียวมองร่างสูงที่ค่อย ๆ ร่อนลงมาช้า ๆ

ยมทูตสีหราช...มีตบะบารมีสูงขนาดไหนกันนะ...เขาตายมากี่ร้อยปีแล้วเนี่ย…

“ยอมออกมาแล้วหรือ...นึกว่าใครที่ไหน นายชัยหัวไม้...นี่เอง…” ดวงตาเรียวยาวของสีหราชเหมือนจะสะกดนิ่งที่ร่างชราตรงหน้า

น้ำเสียงยมทูตหนุ่มทักทายสายข่าว CNN  ดูราวกับผู้อาวุโสกว่าเจอเด็กน้อย ทำเอามรุตหันมองทั้งคู่อย่างงุนงง

“ดูเหมือน เจ้าจะมีคดีค้างติดภาคทัณฑ์ยมโลกอยู่หลายคดีนะ นายชัย…” น้ำเสียงเนิบ ๆ ของท่านสีหราช ทำเอาผีชราหน้าหงิกก่อนจะประชดทันควัน

“ชิ…ผ่านไปเป็นร้อยปี ท่านก็ยังหนุ่มเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนสักนิด ก็แน่ละสิ...ข้ามันไม่ได้มีอำนาจวิเศษนี่ ก็ต้องแก่ลงอย่างนี้ล่ะ! แต่ตั้งแต่ปี 2475 ข้าก็ไม่ได้ทำผิดอะไรอีกแล้วนะ! แค่อาศัยอยู่ในลังไม้เก่าริมน้ำ มันจะผิดได้ยังไง !”

“แล้ว...คดีเก่าปี 2500 ที่ปรากฎตัวกะทันหันทำให้ชายอีกคนตกใจและตกน้ำตาย...โดยที่เขายังไม่ถึงอายุขัย...จะไม่นับคดีนั้นหรือ…”

ตาชัย...หรือ นายชัยหัวไม้ สะบัดหน้าพรืดอย่างไม่ยอมรับง่าย ๆ มรุตได้แต่มองทั้งสองทุ่มเถียงกันอย่างงง ๆ

“ไหนจะคดีทำรถแสวงบุญพลิกคว่ำเมื่อ 20 ปีที่แล้วอีก…” สีหราชเอ่ยช้า ๆ

“จำแม่นนักนะท่านยมทูต...” น้ำเสียงตาชัยค่อนขอดร่างสูงตรงหน้า แต่เหมือนเจ้าตัวจะไม่ใส่ใจกับน้ำเสียงประชดประชันนั้น ดวงตาคมของสีหราชมองร่างตรงหน้าอย่างประเมินท่าที

“เดี๋ยว ๆ ขอร้องล่ะนะ อย่าเพิ่งตีกัน คือวันนี้ผมมีเรื่องขอร้องตาชัย...พอจะได้ข่าวซุบซิบอะไรแปลก ๆ หลังจากอุบัติเหตุรถชนกันตรงแยกราชประสงค์เมื่อวานหรือเปล่า ช่วยบอกท่านยมทูตหน่อยเถอะ” ผีหนุ่มพยายามห้ามทัพ

ตาชัยผีเจ้าถิ่นหันมาทำตาเขียวปั๊ดใส่ก่อนจะตะคอกจนมรุตสะดุ้งเฮือก

“ชะ! ไอ้หมารุต ถึงข้ารู้ข้าก็ไม่พูดหรอก...ข้ายังไม่ได้คิดบัญชีกับแกเลยที่พาไอ้ตัวน่ารังเกียจนี่มาหน้าบ้านข้า อ๋อ...เดี๋ยวนี้ริอาจมีเพื่อนเป็นยมทูตรึ! ทำแบบนี้แล้วคิดหรือว่าข้าจะยอมช่วยอะไรน่ะ!”

“ลบหลู่เจ้าพนักงานยมโลก...ผิดกระทงที่หนึ่ง…” น้ำเสียงเย็นเยียบผิดปกติของสีหราช ทำเอามรุตกลืนน้ำลาย

“ไม่ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่เจ้าพนักงาน...ผิดกระทงที่สอง...”

“และ...ร่วมมือปกปิดความผิดของผู้ลักทรัพย์สินของหน่วยงานยมทูตสากล...ผิดเทียบเท่าผู้ลักทรัพย์นั้นเอง...ผิดรวมกันอย่างน้อย 3 กระทง…”

“ครบสามกระทง...ยมทูตสัญจรมีอำนาจตัดสินและลงโทษได้ในทันที!”

ประโยคนั้นทำเอานายชัย หัวไม้ ตาเหลือกลาน ดวงตาที่เคยโหลลึกกลายเป็นเบิกโพลงก่อนจะถอยกรูดทันควัน แล้วชี้นิ้วใส่หน้ายมทูตร่างสูง

“อย่านะ ท่านสีหราช ท่าน...ท่านกำลังโดนพักงาน...ไม่มีสิทธิจะตัดสินโทษใคร…”

“แล้ว...เจ้าคิดว่าโดมมิติวิญญาณแห่งนี้มีไว้เพื่ออะไร หากไม่ใช่ป้องกันคนนอกได้ยิน หากวิญญาณเร่ร่อนจะหายไปสักตนหนึ่ง ก็คงไม่มีใครสนใจละมัง…”

น้ำเสียงเนิบ ๆ แต่แววตานั่นไม่ได้ล้อเล่นเอาเลย ไอร้อนสีแดงเพลิงกำลังระอุขึ้นบนร่างของยมทูตสีหราช ดวงตาเริ่มฉายฉานเป็นสีแดงนิด ๆ

ปกติมรุตเคยเห็นแต่เชือกบาศที่เหล่ายมทูตใช้พาดวงวิญญาณไปพิพากษาที่ยมโลก แต่คราวนี้ในมือของยมทูตสีหราชกลับมีบางสิ่งที่วาววับปรากฏขึ้น ดาบโบราณแบบที่เคยเห็นในพิพิธภัณฑ์ ที่ด้ามเป็นดุนลายสลักด้วยทองคำวิจิตรละเอียดยิบ จนคิดว่าน่าจะเป็นดาบของเชื้อพระวงศ์สักคนในละครจักร ๆ วงศ์ ๆ

“นะ...นี่...ท่านจะสังหารวิญญาณเร่ร่อนเลยรึ ถ้าแบบนี้ท่านก็ต้องโทษถูกยืดเวลาออกไปในฐานะยมทูต และไม่ได้ไปผุดไปเกิดนะ!” เสียงละล่ำละลักของตาชัยพยายามท้วงติงด้วยท่าทางหวาดกลัว

“ข้า...ถอดใจเรื่องการเกิดใหม่ไปแล้ว...และถ้าเทียบกับต้องไปเป็นทวารบาลของอเวจีนรกละก็…ข้ายอมเป็นยมทูตไปอีกสักร้อยสองร้อยปี...ดูจะสบายกว่าเยอะ” ว่าแล้วสีหราชพลันตวัดดาบโบราณขึ้นมาทันควัน

พึ่บ ! เสียงลมแหวกอากาศ

ก่อนที่สมองจะคิดอะไร มรุตปรี่ถลาเข้าไปกั้นกลาง ปลายดาบที่ตวัดพร้อมฟันฉับลงมาค้างเติ่งอย่างนั้น สายตาที่กราดเกรี้ยวของสีหราชบอกชัดว่าเจ้าตัวไม่ชอบใจนักที่มรุตถลาเข้าไปแทรก

“นี่เจ้าทำบ้าอะไร! รู้ไหมว่าดาบนี่ถ้าฟันลงมาแล้ว...วิญญาณจะสลาย!”

“ท่านยม...ตาชัยก็ไม่ได้ผีร้ายกาจอะไร เท่าที่รู้จักกันมา ตาชัยก็ปากร้ายไปอย่างนั้นเอง หลัง ๆ นี่ใจดีเสียด้วยนะ...ลองให้โอกาสเขาหน่อย...ถามอีกรอบ...ดีกว่า”

มรุตลังเลก่อนจะหันไปมองร่างชราที่ยกไม้เท้าบังหัวตัวแล้วก็หลับตาปี๋ซุกตัวอยู่ด้านหลัง มือเหี่ยว ๆ รีบคว้าแขนผีหนุ่มไปกอดไว้ทันที

“ข้ายอมแล้ว ๆ ข้าพูดแล้ว ๆ ข้ารู้! เมื่อคืนมีข่าวลือหนาหูว่า มีคนเก็บของดีได้ !”

“มันเป็นใคร!” ดวงตาเรียวยาวของสีหราชวาววับก่อนจะปราดเข้ามาใกล้ร่างชรา

“ลูกสมุนของไอ้สมานตัวหนึ่งวิ่งโร่มาหัวเราะกับข้าเมื่อเช้ามืดว่า ต่อไปนี้มันสบายแล้ว ไม่อดอยากปากแห้งอีก ไม่ต้องแย่งของเซ่นไหว้ ก็จะมีของกินตลอด ข้าก็เลยถามมัน มันก็บอกมาว่าลูกพี่มันเพิ่งได้ของวิเศษมา แค่ทำตามที่เขาสั่ง...ก็จะมีอาหารตลอดไม่อดอยากอีก มันบอกว่ามันจะแบ่งอาหารให้ข้าด้วย หากข้าไม่กระโตกกระตากเรื่องนี้ออกไป…”

วิญญาณชราตาโหลบอกเสียงอ่อย ๆ ก่อนจะทรุดลงอย่างหมดแรง

“พวกมันอยู่ที่ไหน…”

“ข้า...ข้าก็ไม่รู้ว่ามันอยู่ไหน ช่วงนี้พวกมันเก็บตัวเงียบ ๆ ย้ายเขตหากินออกไปทางเขต 19 ริมน้ำเจ้าพระยา...ข้ารู้เท่านี้เองท่านสีหราช…”

“เรื่องวันนี้ที่ข้ามาหาเจ้า จงเก็บงำให้เงียบอย่าให้ใครรู้ ไม่เช่นนั้นแล้วข้าจะกลับมาเล่นงานเจ้าแน่...ชัย จงจำไว้ให้ดี!” 

แล้วสีหราชก็กรีดเลือดที่ปลายนิ้วร่ายอักษรกลางอากาศก่อนจะเป่าพรวดไปที่ลังไม้บุโรทั่ง แสงสว่างสีทองปรากฎวูบเดียวก็หายไป

มรุตเหลียวมองอย่างงุนงง

ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร แต่มันคงเป็นสิ่งที่ดีแน่ เพราะสีหน้าของตาชัยดูจะปลาบปลื้มตื้นตันมากทีเดียว

“ถือว่านี่เป็นรางวัลที่ช่วยเหลือยมโลก...คงไม่ต้องไปแย่งอาหารกับเขาอีกพักหนึ่ง…”

“หัดทำความดีบ้าง...จะได้ไปเกิดในที่ดี ๆ” สีหราชเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนลง

สิ้นเสียงนั้นเหมือนภาพทุกอย่างรอบตัวดับวูบลงทันควัน มารู้ตัวอีกทีก็กลับมาอยู่ในกายหยาบที่คอนโดมิเนียมหรูแล้ว  ร่างสูงของสีหราชในชุดสีดำสนิทเอนกายเหยียดยาวอยู่บนโซฟาสีขาวสะอาดตา ดวงตาทั้งคู่หลับสนิทราวกับเด็กน้อย

เรียกว่า ไปไวมาไวจริง ๆ ด้วย แค่พริบตาก็ย้ายดวงจิตกลับมาที่นี่ทันควัน

มรุตแอบมองร่างยมทูตตรงหน้าใกล้ ๆ

ร่างตรงหน้านี้เป็นพวกใจร้าย หรือใจดีกันแน่นะ แต่พอเวลาหลับแล้ว...เหมือนกับเจ้าชายในนิทานไม่มีผิด ผิวเนียนละเอียดชนิดสาว ๆ สมัยนี้ยังอาย และขนตายาวงอนที่เรียงสวยนั่น…ถ้าไม่ติดนิสัยปากจัด..โมโหร้าย..และไร้ยมสัมพันธ์ละก็นะ...

“จะจ้องข้าอีกนานไหม...ไอ้เจ้าผี …” ประโยคนั้นเปรยขึ้นทั้ง ๆ ที่เจ้าตัวยังหลับตาอยู่ ทำเอาคนนินทาสะดุ้งเฮือกทันที

ชมก็ไม่ได้เว้ย...ท่านยมทูตหน้านิ่งหอยกาบนี่…

“ข้าต้องการพัก...แล้วสามทุ่มคืนนี้ เจ้าต้องออกไปกับข้า”

“เอ๋...ไปไหนอีกละท่านยม…”

สีหราชลืมขึ้นมามองคนช่างถามอย่างดุ ๆ ทำให้คู่สนทนาต้องกลืนน้ำลายอีกรอบหนึ่ง

“ไอ้เขต 19 นั่นใช่ไหม...แต่ถ้าเลี่ยงได้ผมก็ไม่อยากเจอไอ้เจ้าพ่อสมานเลย ผีหน้าบากตัวนั้นน่ากลัวจะตายไป...ผมเป็นผีตัวน้อย ๆ จะเอาอะไรไปช่วยท่านยมได้เล่า...ถ้าไปด้วยมีหวังแบนติดดินอยู่ตรงนั้นล่ะ...” มรุตโอดเบา ๆ

“สู้ให้ผม...อยู่ดูเจ้าเฉาก๊วยไม่ดีกว่าเหรอ...ผมไม่เก่งเรื่องตีรันฟันแทง เดี๋ยวก็พานเกะกะวุ่นวายท่านมากกว่า” เจ้าตัวพยายามยกแม่น้ำทั้งสิบมาหว่านล้อม ก่อนจะยิ้มหวานที่สุดในชีวิตให้ร่างตรงหน้า

“ใช่...เอาจริง ๆ ข้าก็คิดว่าเจ้าไม่เหมาะจะต่อสู้หรอก…” สีหราชยิ้มนิดหนึ่งที่มุมปาก

เฮ้อ...พูดง่าย ๆ แบบนี้ น่าจะรอดตัวแล้ว...

มรุตแอบยิ้มนิดหนึ่งก่อนจะเดินไปทางครัว แล้วก็ชะงักกึกและหันขวับไปมองคนพูดทันควัน

“ข้าว่า...เจ้าเหมาะจะเป็นเหยื่อล่อมากกว่า!”

น้ำเสียงยมทูตดูเหมือนจะไม่อินังขังขอบใด ๆ ทั้งสิ้น

มรุตกำมือแน่น...

สาบานได้ว่า ไม่เคยคิดอยากจะบีบคอใครตรงหน้ามาก่อนเลย...

ถ้าจะมีใครเป็นรายแรก ก็ไอ้ท่านยมทูตหน้าตายจอมวายร้ายตรงหน้านี่แหล่ะ!

……………………………………..

ออฟไลน์ ButlerofLOVE

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
บทที่ 7. กลกับดักริมน้ำ

“ให้ตายเถอะ ท่านยมฯ นี่ท่านไม่ได้ล้อเล่นหรอกหรือเนี่ย…”

มรุตบ่นพึมเบา ๆ ขณะที่สีหราชกำลังเดินทอดน่องสบาย ๆ ในลุคหนุ่มเนิร์ดคูล ๆ เสื้อยืดสีดำคาดขาวสกรีนลาย “Don’t bother me” ตามมาด้วยกางเกงยีนส์น้ำเงินเข้ม สวมแว่นตาไร้กรอบทรงกลมบนดั้งจมูกโด่ง ๆ พร้อมกับหมวกแก๊ปยี่ห้อดังบาเลนซิเอก้า ตุ้มหูเงินข้างหนึ่ง ดวงตาเรียวยาวพร้อมกับผมไฮไลท์สีน้ำเงินเป็นช่อ ๆ กำลังสะบัดระต้นคอนิด ๆ

[เลิกเรียกข้าว่า ท่านยมได้แล้ว เรียกข้าว่า สีหราช] เสียงดุหนัก ๆ จากชายที่เดินนำอยู่ทำให้มรุตต้องสงบปากลงทันที

มรุตเบ้ปากนิด ๆ เมื่อเหลียวไปทางไหนก็เห็นแต่ สาว ๆ ที่มองไม่หยุดแถมยังชี้ชวนกันอีกด้วย

ท่านสีหราชนะ ท่านสีหราช...อุตส่าห์บอกว่าไม่อยากมาในชุดสีดำ เลยอยากเปลี่ยนลุคไม่ให้เป็นจุดสนใจของผู้คน...
แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผลอะไรเท่าไหร่

เพราะไม่ว่าจะอยู่ในชุดไหน...ถ้ายมทูตตนนี้ยังหล่อลากดินขนาดนี้..ยังไงก็เป็นจุดสนใจอยู่ดี

เมื่อครู่มรุตเกือบจะขำพรวดออกมาแล้ว เมื่อเห็นสาวน้อยรายหนึ่งกระซิบกระซาบกับกลุ่มเพื่อนประมาณว่า ดาราหน้าใหม่จากค่ายไหน ถึงหล่อบาดตาบาดใจขนาดนี้ เจ้าตัวฟังแล้วรู้สึกคันปากสุด ๆ ร่ำ ๆ อยากจะหันไปตะโกนบอกว่า อิมพอร์ตตรงมาจากค่าย RakRanok (รักนรก) แต่ขืนพูดแบบนั้น มีหวังสาว ๆ แถวนี้ยอมทำบาปกระโจนลงกระทะทองแดงกันเป็นแถวแน่

ก็...หล่อทุกองศา..แถมตาคมกริบขนาดนั้น...

นึก ๆ แล้วมรุตก็อดเคืองสีหราชไม่ได้

ในบรรดาอาคมต่าง ๆ ที่โลกวิญญาณให้มานั้น สามารถเนรมิตทุกสิ่งได้มากมาย แต่ไฉนยมทูตสีหราชถึงจงใจให้เขาใส่เสื้อที่โคตรจะบางขนาดนี้! เชิ้ตผ้าลินินสีฟ้าอ่อนเกือบจะขาวที่บางเว่อร์ ลมพัดทีนึงก็ลู่แนบติดตัว กับมีกางเกงยีนส์ฟอกสีฟ้าอ่อนขาด ๆ ตรงหัวเข่านั่นอีกต่างหาก

โลกช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียจริง ๆ ! 

[เลิกนินทาข้าในหัวได้แล้ว เจ้าผี ทำงานของเจ้าไป!]

ประโยคและเสียงเข้ม ๆ ที่ดังอยู่กลางหัวทำเอามรุตสะดุ้งเฮือก ก่อนจะสะดุดพื้นตรงหน้า วูบถลาเกือบจะหัวคะมำ ถ้าไม่ถลำไปซบกับอกผู้ชายอีกคนตรงหน้า

“ขอโทษ...ขอโทษครับ...” มรุตรีบละล่ำละลักกับชายแปลกหน้าที่เดินสวนมา ผู้ชายคนนั้นถึงกับนิ่งขึงไปพักหนึ่ง

แน่ล่ะ...ถ้ามีผู้ชายอีกคนถลามาซบอก คุณจะไม่ตกใจหรือยังไง

มรุตยิ้มแหย ๆ ขอโทษขอโพยด้วยท่าทางกระอักกระอ่วน พอเงยหน้ามองเต็ม ๆ ตาถึงเห็นว่า….เป็นผู้ชายหน้าตาดีเสียด้วยสิ รายนี้ผมยาวสลวยสีดำสนิท ดวงตาสงบนิ่ง กรุ่นกลิ่นน้ำหอมที่ดูจะลึกลับหน่อย

ไม่เคยเห็นผู้ชายผมยาวที่แต่งตัวได้เทสต์ดีขนาดนี้มาก่อน เสื้อคอวีสีแทนที่ผ่าลึกถึงกลางอก ตรงกลางมีสร้อยที่ทำจากเชือกถักคล้องหินมูนสโตน ชายผ้าสีแทนเนื้อดีถูกซ่อนชายไว้ในกางเกงสีดำสนิทพอดีตัว และพันเอวไว้ด้วยผ้าเนื้อนิ่มสีดำสนิทแทนเข็มขัด สายตาที่จับจ้องมาคล้ายจะตะลึงนิด ๆ

“...ไม่เป็นไรครับ…” ก่อนที่ชายคนนั้นจะค้อมหัวให้นิดหนึ่งแล้วเดินหลีกไป

“นี่...น้องสาวหรือน้องชายกันเนี่ย สนใจมาซบอกพี่บ้างไหมน้อง แหม...หน้าหวานจริง...มาเที่ยวคนเดียวหรือจ๊ะ…” เสียงแก๊งค์หนุ่มๆ ที่นั่งดื่มเหล้ากันตรงนั้นส่งเสียงวี๊ดวิ้วแทรกเข้ามา ประโยคนั้นทำให้มรุตหน้าแดงก่ำก่อนจะก้าวพรวด ๆ หลบไปทันที แต่แล้วก็ต้องชะงักเพราะเสียงที่แทรกเข้ามาในหัว

[อยู่ตรงนั้นก่อน...รอ...อย่าไปไหน…]

โดยส่วนตัวแล้ว มรุตไม่ค่อยชอบที่ที่ผู้คนพลุกพล่านสักเท่าไหร่ เพราะไม่ชอบเบียดเสียดกับผู้คน แต่จำเพาะว่ายมทูตสีหราชช่างเลือกวันได้เหมาะเจาะเสียจริง ๆ วันนี้มีงานแจกคูปองกินฟรี 100 ชุดแรก ทำให้ผู้คนหลั่งไหลกันมามากมาย ผู้คนเบียดเสียดขนาดที่ว่าได้ยินเสียงคนตะโกนว่ามีคนเป็นลมหมดสติ ก็ทำให้เจ้าตัวได้แต่ถอนหายใจ

เกือบ 20 นาทีผ่านไป ยมทูตสีหราชก็ยังคงหายจ้อย ไม่รู้ว่าไปเก็บตกวิญญาณที่ไหนหรือเปล่า

ถ้าจะว่าไปบริเวณแหล่งท่องเที่ยวใหม่ริมน้ำที่ผู้คนชอบมากันแห่งนี้ เคยโด่งดังมากช่วงหนึ่ง ถึงขนาดมีเรือรับส่งจากท่าเรือสี่พระยามายังสถานที่ช๊อปปิ้งแห่งนี้ อาคารโกดังเก่า ๆ ริมน้ำก็ถูกเปลี่ยนสภาพมาเป็นบริเวณซื้อขายสินค้าวัฒนธรรม นักท่องเที่ยวบางส่วนก็ยังคงชอบมาซื้อหาของ อย่างเช่น พวกคนจีน และไต้หวันนี่ล่ะ

พอมีจังหวะได้อยู่คนเดียว มรุตก็ก้มลงมองสำรวจตัวเองอีกรอบ ก่อนจะยกแขนทั้งสองข้างและหมุนตัว ยมทูตสีหราชทำบางอย่างไว้กับร่างนี้ ก่อนมาที่นี่สีหราชยิ้มนิด ๆ ก่อนจะมองอย่างสำรวจรอบหนึ่งแล้วร่ายอาคมบางอย่าง อาคมพิเศษที่เหมือนจะมีกลิ่นหอมบางอย่างจาง ๆ

“เหยื่อล่อ...ก็ต้องมีอะไรดึงดูดใจกันหน่อย…” สีหราชหัวเราะในคอเบา ๆ แต่ทำเอามรุตชักหวั่น ๆ   

แล้วพลันนั้น มรุตก็เห็นสีหราชเดินตรงมาจากมุมไกล ๆ นั่น เลยตัดสินใจหันหลังมองแม่น้ำอีกรอบ 

สายลมเย็น ๆ พัดมา มรุตมองผืนน้ำตรงหน้านิ่ง ๆ ความหลังฝังใจตั้งแต่สมัยเด็กทำให้ไม่เคยคิดชอบแม่น้ำสักครั้ง เรียนว่ายน้ำทีไรเป็นต้องเกือบตายทุกที จนพ่อแม่ของมรุตตัดสินใจว่าเลิกเรียนดีกว่า เพราะขืนเรียนว่ายน้ำต่อ มีหวังคงได้เป็นผีเฝ้าก้นแม่น้ำแน่ ๆ 

ยิ่งกลางคืนอย่างนี้แล้ว ผืนน้ำตรงหน้ามืดมาก..และน้ำในแม่น้ำคงเย็นยะเยือกที่สุด

“ไอ้หนู….” เสียงเรียกเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง มรุตหันไปมองก่อนจะขมวดคิ้ว ผู้ชายวัยฉกรรจ์คนหนึ่งยื่นผ้าเช็ดหน้าสีอ่อนให้

“ของเธอใช่ไหม...ทำตกไว้ที่พื้นเมื่อกี้นี้” ร่างนั้นบุ้ยใบ้ไปด้านหลังที่เพิ่งเดินผ่านมา

“คงเข้าใจผิดละมั้งครับ...ไม่ใช่ของผมครับ” มรุตส่ายหน้าปฏิเสธชายคนดังกล่าว

“จะไม่ใช่ได้ยังไง...ก็เห็นอยู่ว่ามันหล่นตอนที่คุณเดินผ่าน” น้ำเสียงคนตรงหน้าออกจะรำคาญนิด ๆ แล้วสะบัดผ้าสีขาวอมฟ้านั่น
ไปมาคล้ายจะหงุดหงิด

“เอาไปเร็ว ๆ ผมจะเดินดูงานตรงนั้นต่อ นี่ก็อุตส่าห์เดินตามเอามาให้เชียวนะ”

ผู้ชายตรงหน้าอาจจะเข้าใจผิด แต่ยังไงก็รับมาก่อนก็แล้วกัน อย่างน้อยก็ไม่ควรทำให้คนใจดีต้องหน้าแตก
แต่แล้วทันทีที่มรุตเอื้อมมือไปจับผ้าสีขาวผืนนั้น...ทุกอย่างรอบตัวพลันดับวูบลง!

………………………………………………..

แผ่นหลังที่สัมผัสความชื้นของสังกะสี กลิ่นดินเปียก ๆ และกลิ่นน้ำ ทำให้มรุตค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ กายหยาบที่ยมทูตสีหราชให้มาทำให้มองเห็นหลายสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปไม่น่าจะเห็น อย่างน้อยก็ในตอนนี้ที่ปรากฏกลุ่มควันสีเทาอวลลอยเรี่ย ๆ อยู่เหนือพื้นดิน
ถ้าสังเกตดี ๆ ตอนนี้มรุตกำลังอยู่ในโกดังร้างริมน้ำแห่งหนึ่ง เมื่อเขม้นมองอย่างตั้งใจ เงาดังกล่าวค่อย ๆ ปรากฎเป็นรูปร่างของคน อย่างน้อยก็ราวสองสามวิญญาณ โครงร่างผอม ๆ ที่นั่งยอง ๆ แบบคนโบราณหันมองมาทางผมก่อนจะทำท่าคล้ายพูดคุยกัน
มรุตทำทีเป็นหลับตาแต่แท้จริงแล้วกำลังเงี่ยหูฟังสิ่งที่พวกมันกำลังพูด

สิ่งที่ได้ยินทำให้มรุตอดขนลุกซู่ไม่ได้ เพราะนี่มันคือการสูบพลังวิญญาณของมนุษย์เป็นอาหาร!

“สองคนที่แล้ว พยายามแล้ว...แต่คนเยอะ พามาไม่ได้” เสียงหนึ่งในสองวิญญาณที่นั่งอยู่ตรงนั้นเอ่ยขึ้น
ประโยคนั้นทำให้มรุตขมวดคิ้วก่อนจะหวนนึกถึงประกาศเสียงตามสายเมื่อครู่ก่อน คนเป็นลม...หลายคน หรือว่าจะเป็นฝีมือของผีเหล่านี้ แต่ก่อนที่ทันจะทำอะไรต่อก็ต้องกลั้นหายใจ เพราะจู่ ๆ ก็มีเงาสีดำกว่า ท้วมกว่า กลิ่นคลื่นเหียนรุนแรง ปรากฎตรงหน้า
ร่างเงาที่บวมฉุแบบนี้ สูงประมาณนี้...เป็นใครไปไม่ได้นอกจาก...ผีสมาน มาเฟียใหญ่ประจำเขตราชประสงค์ !

เงาสีดำสนิทเคลื่อนเข้ามาอย่างช้า ๆ ขณะที่มรุตในกายมนุษย์กำลังลนลานว่าควรทำอย่างไรดีระหว่างทำเป็นมองไม่เห็น ผีร้ายที่กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ ๆ หรือจะยอมทำใจดีสู้ผีตรงหน้าดี

[ไอ้หน้าหวานนี่...คุ้น ๆ] เสียงแผ่วเบาดังขึ้นที่ปลายหู

แต่ก่อนที่จะทำอะไรลงไป ก็ปรากฏประกายสีแดงปนดำที่ไหววูบเข้ามาขวางไว้ทันควัน เสียงห้าว ๆ ของสีหราชที่หัวเราะเบา ๆ ทำให้ผีสมานผงะหลบวูบ แผ่นหลังกว้างของยมทูตแทรกขวางร่างของมรุตและวิญญาณของผีร้าย

“...ที่บ้านไม่เคยสอนหรือว่า ห้ามรับของจากคนแปลกหน้า…” เสียงเปรยเบา ๆ ของสีหราชดังขึ้น แผ่นหลังกว้างนั่นอยู่ตรงหน้า ขณะที่สายตาคนพูดเหลือบแลมาเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปมองร่างเงาดำทะมึน

“ตามตัวยากเหลือเกินนะ...สมาน…” บุรุษตรงหน้าสะบัดมือวูบเดียว เครื่องแต่งกายพลันกลายเป็นอาภรณ์สีดำสนิทและดุมทองเหลืองเช่นเดิม

แค่อาภรณ์ประจำกายก็ทำให้เหล่าผีอันธพาลผงะ สายตาที่ไหวระริกของผีเหล่านั้นบอกชัดว่ากำลังกริ่งเกรง แต่ก็น่าประหลาดที่เงาหัวโจกคล้ายจะหัวเราะลั่นก่อนจะขยับเข้ามาใกล้ ๆ

บรรยากาศที่เครียดขมึงอยู่ตรงหน้าทำให้รู้สึกราวหายใจไม่ทั่วท้อง

แต่ก่อนที่มรุตจะทันพูดอะไรออกไป สีหราชก็พลันหันกลับมาแล้วร่ายอักขระโบราณขึ้นมาในอากาศ เปลวเพลิงถูกจุดขึ้นในบัดนั้น 

โดมมิติวิญญาณคลุมบริเวณโกดังร้างแห่งนี้ไว้ทั้งหมด!

[กลับไปซะ! หมดหน้าที่ของเจ้าแล้ว!]

เสียงสุดท้ายของสีหราชที่ดังขึ้นในในหัวของมรุต จากนั้นทันทีที่โดมสีฟ้าอมเทาคลุมลงมา ทุกอย่างในบริเวณนั้นก็พลันหายวับไปจากสายตา ราวกับว่าไม่เคยมีอะไรอยู่ตรงนี้มาก่อน

“ท่านสีหราช! ท่านจะบ้าหรือ นั่นมันสี่รุมหนึ่งเลยนะ!” มรุตตะโกนลั่นอยู่ตรงนั้น

……………………………

“ไม่นึกว่าจะเป็นท่านยมทูตสีหราช...ยมทูตในตำนานถึงกับมาเอง ตัวจริง เสียงจริง…” เสียงหัวเราะของสมาน มาเฟียใหญ่ดังขึ้น ทำให้สีหราชค่อย ๆ สืบเท้าก้าวเข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง

สีหราชมองร่างตรงหน้าก่อนจะครุ่นคิด

แปลกนัก...ดูท่าผีตนนี้คล้ายจะไม่ตกใจ ราวกับรู้ว่าเป็นเขาที่ออกตามหาป้ายผ่านทางยมโลก

“ข้าจะไม่พูดซ้ำ นี่เป็นโอกาสสุดท้ายของพวกเจ้า หากพวกเจ้าตัวไหนเก็บป้ายผ่านทางยมโลก จงเอามันมาคืนข้าเสีย แล้วข้าจะปล่อยพวกเจ้าไป...” สีหราชประกาศตรงหน้า

“ไม่นึกว่าท่านสีหราชที่เขาเล่าลือกันจะใจเย็นปานนี้...ท่านพูดถึงอะไร ข้าไม่เห็นจะเข้าใจสักนิด…” สมานเอ่ยขึ้นพร้อมกับหัวเราะเบา ๆ

“เจ้าคงไม่รู้ว่าวิญญาณเร่ร่อนที่เคยสัมผัสกับป้ายผ่านทางแล้วจะมีสัญลักษณ์บางอย่างที่ยมทูตเท่านั้นจะรู้…” สีหราชเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ขณะที่วิญญาณเร่ร่อนสองสามตัวข้าง ๆ ถึงกับสะดุ้งเฮือกมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

...พวกผีปากแข็ง ทำผิดแล้วยังไม่ยอมรับผิดอีก!

“แต่เดิมข้าก็ไม่อยากยุ่งเรื่องโลกวิญญาณ...แต่ถ้าเห็นความผิดซึ่งหน้าแบบนี้ ก็อดไม่ได้เสียทุกที!”

ดาบเพลิงวิญญาณพลันปรากฎขึ้นบนมือของยมทูตหนุ่ม ด้ามสลักลวดลายวิจิตรงดงาม เพลิงร้อนสีแดงก่ำและกลิ่นโลหะไหม้นิด ๆ รวยรินมาจากดาบเล่มนั้น ทำให้เหล่าวิญญาณชั้นปลายแถวถึงกับผงะถอยกรูด ขณะที่ผีอันธพาลหัวโจกกลับยืนนิ่งอยู่เช่นเดิม

“ไม่เอาแล้วพี่หมาน...พวกข้าไม่ยุ่งด้วยแล้ว” ผีตนหนึ่งหน้าถอดสี ถลาวูบหายตัวจากด้านหลังหมายจะหลบหนี

แต่เหมือนนกที่ถูกขังอยู่ในกรงไปแล้ว เพราะพลังโดมมิติวิญญาณทำให้ไม่มีร่างไหนออกจากที่นี่ไปได้ วูบเดียวที่ผีเร่ร่อนชั้นปลายแถวกระดอนกลับมา กว่าจะรู้ตัว ร่างสูงของสีหราชก็ซ้อนอยู่ด้านหลัง ผีเร่ร่อนตัวแรกถูกปลายดาบเพลิงนั้นตวัดจ่อที่ลำคอ ดวงตาทั้งคู่เหลือกลาน…

“จะสารภาพบาปครั้งสุดท้ายหรือไม่…” น้ำเสียงเย็นยะเยียบถามขึ้นจากด้านหลัง

“ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย...ไม่รู้ ข้าไม่เกี่ยว…”

“กลิ่นไอบาปที่เหม็นเน่าเช่นนี้ เจ้าทำบาปกับมนุษย์ไปเท่าไหร่แล้ว แล้วที่ไปสูบกินวิญญาณของผู้หญิงที่เป็นลมไปเมื่อครู่..เจ้าไม่ได้ทำอะไรเลยสินะ…” สิ้นประโยคกร้าวนั้นทำให้ผีเร่ร่อนตาลุกโพลงอย่างตกตะลึง

สายไปเสียแล้ว...สำหรับการกลับคำให้การ

“วชฺฌ (วัด-ชะ)” คำเดียว

ทันใดนั้น ดาบเพลิงวิญญาณก็ตวัดปาดลำคอดวงวิญญาณเร่ร่อนทันควัน ไอร้อนจากเพลิงของดาบนั้นสลายวิญญาณบาปในทันที

ไม่มีเหลือแม้แต่ควัน ทำให้วิญญาณอีกสองตนที่เห็นภาพตรงหน้าถึงกับเข่าอ่อนทรุดฮวบร่วงลงมาจากอากาศ

“ยอมแล้ววว พวกข้ายอมมอบตัวแล้ว...ท่านสีหราช! ” พร้อมกับยกมือไหว้ปะหลก ๆ

สีหราชร่อนลงมาตรงหน้าก่อนจะก้าวตรงเข้ามา แต่ก่อนจะทำอะไร วิญญาณทั้งสองกลับตาเหลือกโพลงค้างและสะอึกพรวดออกมา ปลายดาบสั้นโบราณคู่หนึ่งเสียบมิดจากด้านหลัง ไอพวยพุ่งสีดำสนิทจากดาบสีนิลพร้อมกับเสียงหัวเราะแหบพร่าจากสมาน

“ผีที่เลี้ยงไม่เชื่อง...ก็ต้องสลาย…” แล้วเจ้าตัวก็หมุนกระชากดาบคู่ทั้งสองทันที วิญญาณลูกสมุนทั้งสองพลันสลายวูบและถูกดูดเข้าไปที่อัญมณีสีนิลบนด้ามดาบ อักขระบาลีสีแดงตรงใบดาบพลันสะท้อนแสงวาบก่อนจะวูบหายไป

ดาบกลืนวิญญาณ!

สีหราชขมวดคิ้วพลันก่อนจะกระชับดาบในมือไว้มั่น

...ผีชั้นปลายแถว ไฉนมีอาวุธเหล่านี้ได้?

ร่างบวมฉุตรงหน้ากระชับดาบสั้นในมือไว้แน่นก่อนจะหัวเราะเย้ยยมทูตตรงหน้า

“ใช่แล้ว ท่านสีหราช ข้าน่ะไม่โง่เก็บของร้อนอย่างนั้นไว้กับตัวหรอก!”

“ข้ามีสัญญากับคนผู้หนึ่งไว้ เขาบอกว่าถ้าท่านมาหาข้าแล้วข้าจัดการท่านได้ ข้าจะได้กายหยาบของข้าคืนพร้อมกับชีวิตที่เป็นอมตะ! ชีวิตที่จะเสพสุข ไม่อยู่ใต้กฎใด ๆ ของโลกวิญญาณ ไม่มีวันแก่...ไม่มีวันตาย”

“ฝันไปเถอะ! มีเกิดก็ต้องมีดับ ไม่มีใครค้ำฟ้า!”

ว่าแล้วสีหราชก็ถลาวูบเข้าไปปะทะกับดาบคู่ของวิญญาณร้าย ไอนรกสีดำสนิทจากปีศาจร้ายทำให้ใบหน้าเริ่มบิดเบี้ยวไปตามจิต ปะทะกับดาบเพลิงสีแดงดำของสีหราชที่แผ่เปลวไฟออกมา  ทั้งคู่ปะทะรับรุกกันเป็นพัลวัน จากด้านหนึ่งของโดมมิติวิญญาณไปสู่อีกด้านหนึ่ง เสียงดาบปะทะกันลั่นในโดมมิติวิญญาณ

แม้สมานจะมีดาบคู่ แต่ด้วยร่างกายที่เทอะทะย่อมเคลื่อนไหวช้ากว่าร่างสูงเปรียวของยมทูตหนุ่ม ทันใดนั้นเชือกบาศก็ปรากฎขึ้นกลางอากาศ สีหราชดีดนิ้วครั้งหนึ่ง เชือกบาศเหมือนมีชีวิต สะบัดวูบพุ่งตรงมาที่ผีร้าย ทำให้ยุ่งยากขึ้นเป็นเท่าตัว ทั้งคู่ปะทะกันกลางอากาศ  สีหราชกัดฟันกรอด!

...ต้องจับเป็นเท่านั้น แล้วเอาตัวมาเค้นความจริง!

เมื่อฝ่ายหนึ่งจำต้องออมมือ ขณะที่อีกฝ่ายต้องการประหัตประหาร ทำให้ทุกอย่างเยิ่นเย้อไปกว่าเคย

...ดาบในมือของผีสมาน มีกลิ่นอายบางอย่างที่สีหราชนึกไม่ออกว่าเคยได้กลิ่นนี้จากที่ไหน

เพียงไม่นาน สถานการณ์ดูเหมือนสีหราชกำลังเป็นต่อ แต่แล้วเมื่อยมทูตหนุ่มเผลอเหลือบตามองไปที่พื้นด้านล่างก็ต้องชะงักหยุดโดยไม่ตั้งใจ

...วิญญาณ...ไอ้เจ้าผีตาหวานนั่น! เข้ามาในโดมมิติวิญญาณได้ยังไง!

เพียงแค่วูบเดียวที่เสียสมาธิ ...ก็เพียงพอ...

ผีสมานแสยะยิ้มทันควัน ดาบซ้ายมือพุ่งพรวดเข้ามา สีหราชเห็นแล้วแต่ระยะประชิดเกินไปแม้จะพยายามเบี่ยงหลบแต่ก็ไม่ทัน

ปลายดาบสีดำสนิทแทงเข้าไปเฉียดไหปลาร้า ขณะที่ดาบอีกข้างเสียบแทงเข้าที่ชายโครง !

ยมทูตหนุ่มร่วงลงมากับพื้นแต่ใช้ดาบโบราณยันกายไว้ทัน โลหิตแดงฉานหลั่งรินหยดลงบนพื้นดิน แววตาที่สงบนิ่งเป็นนิจกลับเขม็งขึ้น ไหปลาร้าและชายโครงปรากฎเป็นแสงสว่างวาบสีทองฉายชัดออกมาจากอาภรณ์สีดำสนิท โดมมิติวิญญาณที่ร่ายเวทย์ไว้สลายวับทันควัน

“ไม่น่าเชื่อว่าข้าจะเรียกแผลจากท่านสีหราชได้…” ผีสมานหัวเราะร่วนกลางอากาศก่อนจะร่อนลงช้า ๆ

“ท่านสีหราช!” ร่างเล็ก ๆ ของมรุตถลาเข้ามาใกล้ แววตาฉายชัดว่าห่วงใย

“ไปให้พ้น!” เสียงตวาดลั่นของสีหราชดังขึ้นทำให้เจ้าตัวผงะถอยกรูด

“นี่เป็นเพื่อนใหม่ของท่านสินะ...ไม่คิดว่าท่านสีหราชจะมีสหายเป็นผีกับเขาด้วย…” ร่างนั้นย่างสามขุมเข้ามาใกล้ แววตามองไปทางมรุตอย่างมีเลศนัย

“มันไม่ใช่เพื่อนของข้า!” สีหราชยันกายขึ้นพร้อมกับกัดฟันกรอด

“หรือ...ถ้าไม่ใช่...ท่านคงไม่พลาดท่าโดนข้าแทงเอาง่าย ๆ อย่างเมื่อครู่นี้หรอก”

มรุตถอยหลังช้า ๆ สายตาของผีสมานที่มองมาคล้ายเห็นร่างนี้เป็นของหวาน

“ทะ...ทำไม...มอง...อย่างนั้น” มรุตก้าวเท้าถอยหลังหายตัวทันควัน แต่เหมือนจะไร้ประโยชน์เมื่อด้านหลังเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ทันจะขยับตัวหนีผีสมานก็หายตัวแว่บมาปรากฎตรงหน้ามรุต มือหนาอวบอ้วนหยาบกระด้างเอื้อมมาใกล้เด็กหนุ่มในกายหยาบ

“น่าสนใจไม่เบา...เมื่อครู่เป็นร่างมนุษย์ แต่ตอนนี้เป็นร่างวิญญาณ…”

ผีเด็กหนุ่มร่างเล็ก ๆ ตัวสั่นกับวิญญาณอันธพาลที่อยู่ตรงหน้า

“จะว่าไป วิญญาณของเจ้ามีกลิ่นหอม...น่ากิน…” ผีสมานแสยะยิ้มเบา ๆ แล้วสูดดมกลิ่นหอมจาง ๆ ก่อนจะเอื้อมมือมาตวัดล๊อคคอเล็ก ๆ นั่น แล้วกระชากตัวมาไว้ด้านหน้า

“อย่ายุ่งกับเขา!”

ปลายดาบเล่มหนึ่งของผีร้ายจ่อที่ลำคอของมรุต

สีหราชกัดกรามกรอด...บ้าชะมัด น่าจะจบเรื่องราวได้โดยไม่ต้องเสี่ยง ไม่คิดว่าเหตุการณ์จะบานปลายขนาดนี้ ! เจ้าตัวหยัดกายขึ้นอีกครั้ง ไอร้อนผ่าวสีแดงเพลิงล้อมรอบร่างยมทูตหนุ่ม ดวงตาเปลี่ยนสีเป็นแดงก่ำ

“อย่าฝืนดีกว่าท่านสีหราช ดาบเล่มนี้ไม่ใช่เป็นดาบวิญญาณธรรมดา แต่มันอาบด้วยเพลิงแค้นที่มีต่อท่านโดยเฉพาะ ...คนผู้นั้นมีความแค้นกับท่านมากมาย...พิษจากความอาฆาตที่อยู่บนดาบเล่มนี้...ป่านนี้คงซึมไปทั่วร่างแล้ว!”

มรุตน้ำตารื้นจ้องมองไปที่ร่างสูงตรงหน้า มือหนาอวบอ้วนของผีสมานล๊อคคอไว้อย่างหมิ่นเหม่ เจ้าตัวสะบัดทันควันหมายจะดิ้นหนี

“ส่วนเจ้า! ถ้าดิ้นนักละก็ ข้าจะเชือดคอเจ้าอีกคนเจ้าผี!”

“ปล่อยนะ!” มรุตตะโกนสุดเสียง จู่ ๆ ฉับพลันก็ปรากฎแสงสว่างวาบสีขาวเจิดจ้าออกจากร่างนั้น สว่างจนไล่เงาดำมืดทะมึนของผีสมานออกไป ดาบสีดำสนิทคล้ายจะหลอมละลายลงท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน แม้แต่เจ้าตัวเองก็คล้ายจะงุนงงเช่นกัน
เสียงกรีดร้องโหยหวนของผีสมานเมื่อดาบสีดำหลอมละลายกลืนเป็นเนื้อเดียวกับแขนผีร้าย พิษที่ฉาบอยู่บนดาบไหลลามไปตามท่อนแขนจนเจ้าตัวดิ้นเร่า 

ความแสบร้อนทำให้ผีอ้วนผงะหงายไปด้านหลัง อาการเสียหลักทำให้เจ้าตัวคว้าคอร่างเล็ก ๆ ที่อยู่ตรงหน้าลงมาด้วย

แม้ว่าวิญญาณจะไม่มีน้ำหนัก แต่ผีสองตัวร่วงหล่นลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยาต่อหน้าต่อตาสีหราช ! 

เพราะวิญญาณไม่อาจตายได้ในน้ำเป็นครั้งที่สอง ดังนั้นสีหราชจึงไม่กังวลนัก

เชือกบาศถูกร่ายขึ้นกลางอากาศก่อนจะโฉบลงไปพันรัดร่างของผีสมานขึ้นมาจากน้ำ เชือกอาคมรัดคอเจ้าตัวการไว้แน่นหนา สีหราชถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะหันกลับไปที่แม่น้ำ พลันนั้นก็ใจหายวาบ!

ทำไม ... ยังไม่โผล่ขึ้นมาอีก ?

“ท่านคงรู้ใช่ไหมว่า ในใต้น้ำไม่ได้มีแค่ปลา…” เสียงหยามหยันจากผีอ้วนพุงพลุ้ยตรงหน้าทำให้สีหราชกัดฟันแน่น

ให้ตายเถอะ..เจ้าผีตัวป่วน!

ตูม !!! ร่างยมทูตหนุ่มกระโจนตามลงไปใต้ผืนน้ำทันควัน!

เสียงร่างที่พุ่งปะทะกับผิวน้ำ กระแสน้ำที่เย็นเฉียบดูจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่กับสีหราชเท่ากับการควานหาร่างเล็ก ๆ ที่จมอยู่ในผืนน้ำ ใครจะคาดคิดว่าจะมีผีตัวหนึ่งที่เกือบจะตายซ้ำตายซากอีกรอบ ร่างเล็ก ๆ ที่ดิ่งลงไปเรื่อย ๆ ในความมืดมิดทำให้สีหราชต้องรีบดำน้ำลงตามไปอย่างรวดเร็ว

เรื่องราวแบบนี้คล้ายจะเคยเกิดขึ้น...มานานแล้ว นานจนเจ้าตัวเกือบจะลืมไปแล้ว...
…………………………………………………

ขอกำลังใจกันหน่อยน้า...เป็นนักเขียนหน้าใหม่มาก แกะกล่องเรื่องนี้เลย ขอแค่หนึ่งกำลังใจ...เราจะได้มีแรงอัพต่อ ๆ ไปในทุกวัน ขอบคุณมาก ๆ นะคะ อาจจเป็นวายแฟนตาซีที่ยังไม่ค่อยมีฉากหวานมากนัก เพราะเป็นสายแอคชั่น แต่ความหวานกำลังมาในพาร์ทอดีตชาติ (ตอนต่อ ๆ ไปค่า)

งานชิ้นนี้เป็นวายชิ้นแรก ที่ออกไปทางกลิ่นของปรมาจารย์ ฯ  รักผสมกับการต่อสู้ตามหาปริศนา อาจมีฉากขัดเขินบ้าง ไม่ได้เป็นแนวมหาวิทยาลัยสักเท่าไหร่ที่เขาฮิต ๆ กัน T T

ขอบคุณเพื่อนบอร์ดทุกคนค่า :)

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1976
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-0
Re: สีหราชยมทูต Grim reaper's vacation by ButlerofLOVE++
«ตอบ #13 เมื่อ17-07-2020 22:39:47 »

 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ ButlerofLOVE

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
Re: สีหราชยมทูต Grim reaper's vacation by ButlerofLOVE++
«ตอบ #14 เมื่อ22-07-2020 21:52:01 »

บทที่ 8. ความทรงจำ

เรือนไม้สักหลังใหญ่ปลูกแบบใต้ถุนสูงที่ต่อขึ้นริมแม่น้ำคับคั่งไปด้วยผู้คนจำนวนมาก เหล่าบรรดาช่างฝีมือกำลังขะมักเขม้นกันลงแรง มุมหนึ่งช่างตีพะเนินกำลังพูดคุยกันและสอนเด็กใหม่ว่าควรตีมีดอย่างไร มุมหนึ่งของใต้ถุนบ้านเป็นลานสอนการทำมีด ตั้งแต่การปัดมีดคม ไล่มีด ลับมีด อีกมุมหนึ่งของเรือนที่ถัดไปไม่ไกลนักก็ถูกปลูกขึ้นเป็นเรือนแยกสำหรับการเผาเหล็กให้ร้อน  เรือนหลังนี้เป็นของหมื่นสิน...หรือที่เรียกกันในหมู่ชาวบ้านละแวกนี้ว่า พ่อครูสิน ช่างตีดาบอันดับหนึ่งของกรุงสยาม

ครอบครัวของพ่อครูสินย้ายมาจากเวียงจันทน์มาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของสยามได้เกือบ 4-5 ปีแล้ว ด้วยฝีมือการตีดาบที่เลื่องลือว่าคมยิ่งนัก ทำให้มีคำสั่งจากในรั้วในวังให้ช่างสินทำหน้าที่ส่งดาบชั้นดีเข้าไปให้เหล่าเชื้อพระวงศ์และบรรดาทหารรักษาเมือง

ในยามนี้เสียงค้อนตีกระทบเหล็กเนื้อดีดังขึ้นเป็นจังหวะ ไอร้อนผะผ่าวออกมาจากดาบที่กำลังตีขึ้นรูป ความร้อนที่ระอุจากเตาที่ฝังลงดินทำให้อากาศรอบตัวดูร้อนอบอ้าวอย่างเห็นได้ชัด ผู้ชายสองสามคนที่อยู่บริเวณนั้นกำลังสลับกันตีเหล็กอย่างเป็นเอาตาย ตะแกรงใส่ถ่านสูบลมก็เร่งความเร็วขึ้นพัลวัน ข้าง ๆ บริเวณแท่นตีเหล็กมีบ่อเล็ก ๆ ทรงสี่เหลี่ยมสำหรับแช่ดาบที่ตี ผู้ชายแต่ละคนต่างชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อไคลและคราบเขม่า

บุรุษฉกรรจ์วัยกลางคนรายหนึ่งผิวคร้ามเข้มกำลังยืนชี้นิ้วสั่งการบ่าวไพร่ที่กำลังตีดาบทั้งสองคนตรงหน้า เสียงห้าวดุทำให้รู้ว่าเจ้าตัวน่าจะเป็นคนเข้มงวดเอาการ  มีเพียงผิวที่โผล่พ้นชายผ้าที่หยักรั้ง ทำให้รู้ว่าเพราะแสงแดดจัดที่ลามเลียท่อนแขนจึงทำให้เจ้าตัวมีผิวสีน้ำผึ้งไหม้ เสียงฝีเท้าที่เดินก้าวเข้ามาใกล้ ๆ ทำให้เจ้าตัวชะงักก่อนจะหันกลับไปมองผู้ที่ก้าวเข้ามาใหม่

“พ่อเฒ่าอินทร์แขวน...” สินหันไปมองพ่อเฒ่าที่ก้าวเข้ามาทรุดแทบเท้า

“นี่กระไรกัน...ลุกขึ้นเถิดหนาพ่อ แล้วค่อยพูดค่อยจากัน” ผู้เป็นเจ้าของเรือนรีบก้มลงประคองร่างชราตรงหน้าด้วยความตกใจ

“พ่อสิน...ข้า...สิ้นหนทางแล้ว...” ร่างชรานั้นร่ำไห้อย่างสิ้นหวังก่อนจะมองไปด้านหลัง

เด็กชายวัยเพิ่งพ้นโกนจุกมาไม่นาน รูปร่างผอมแห้ง ผิวขาวเผือด ดวงหน้าหวาน ยืนมองภาพตรงหน้าอย่างงุนงง แล้วก้าวตามมือเหี่ยวย่นที่กวักเรียก

“ไอ้อินทร์...เมืองอินทร์ กราบท่านเสีย...” เสียงของพ่อเฒ่าอินทร์แขวนเอ่ยขึ้นปนสะอื้น

 “ข้ามาขอพึ่งใบบุญพ่อสิน...ขอเอาไอ้อินทร์มาเป็นทาสสินไถ่...ได้โปรดเลี้ยงมันไว้ด้วยเถิด!”

.................................................

“อ้ายสีห์...อ้ายสีห์โว้ยยย พ่อสินหาเอ็งแน่ะ” เสียงตะโกนของไอ้มิ่ง เพื่อนสนิทดังขึ้นลั่นคุ้ง ทำให้ร่างสูงหนาของสีห์ที่กำลังนอนไกวเปลเล่นอยู่ริมน้ำชะงักไปทันควัน แผ่นอกกว้างแข็งแรงแบบลูกช่างตีเหล็ก ลอนกล้ามเนื้อหน้าท้องนั่นแข็งแรงเกินหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกัน เจ้าตัวเคี้ยวใบจากเล่นอย่างสบายอารมณ์ก่อนจะเหลียวมองเพื่อนที่ตะโกนลั่น

“ห่า..ตะโกนแบบนี้ เดี๋ยวเขาก็ตามกูเจอหรอก!” เจ้าตัวดูจะไม่อินังขังขอบ

“พ่อสินตามหาเอ็งให้ลั่น บอกว่าถ้าวันนี้เอ็งไม่รีบกลับไปมีหวังอดข้าวแน่”

“เหอะ! กลัวที่ไหน!” เจ้าตัวเมินฉับ

สีห์ วัย 15 ปี แข็งแรงกว่าเด็กหนุ่มในวัยเดียวกันมาก เจ้าตัวชื่นชอบการฝึกเพลงดาบเป็นชีวิตจิตใจ เขาอยู่กับดาบจนเหมือนเป็นเพื่อนตาย แต่จะมาวุ่นวายก็เพราะไอ้เด็กตาใสนั่นทีเดียว !

ไม่กี่เดือนก่อนที่ พ่อปู่อินทร์แขวน อดีตข้าเก่าเต่าเลี้ยงของพ่อกลับมาพร้อมกับหอบหิ้วหลานชายมาหนึ่งคน ก็ทำให้ชีวิตไอ้สีห์แทบหัวหมุน เพราะสิน ผู้พ่อสั่งการไว้ว่า ถึงไอ้อินทร์ หรือเมืองอินทร์จะเป็นทาสสินไถ่ที่เขามาฝากไว้ แต่ก็ขอให้เลี้ยงดูดุจน้องชาย เขาไม่เคยมีน้องชายเนื้อตัวนุ่มนิ่มผิวขาวใสเช่นนั้นมาก่อน พอเจอเสียงดุของเขาเข้าไป เจ้าตัวจ้อยนั่นก็ร่ำไห้เสียทุกที จนชักระอาใจ หลัง ๆ พอมีจังหวะหนีได้ เขาเป็นต้องหนีมาท้ายสวนทุกครา

ไอ้เจ้าตาใสนั่น มันเจ้าน้ำตานัก ! ดุหน่อยก็ร่ำไห้ เสียงดังใส่หน่อยก็ร่ำไห้..น่ารำคาญนัก!

“เอาน่า..ไอ้อินทร์ มันยังละอ่อนนัก ใจเย็นกับมันบ้างไอ้สีห์ ใครจะโลดโผนทโมนเก่งเหมือนเอ็งกันเล่า”ไอ้มิ่งปราม

เจ้าตัวยังคงเมินอยู่อย่างนั้น

“พ่อเอ็งเขาว่า จะให้เอ็งฝึกมันว่ายน้ำ ไม่อย่างนั้นมีหวังตกน้ำตายเข้าสักวัน”

ได้ยินมาว่า บ้านของตัวจ้อยนั่นอยู่บนภูเขามาตลอด ไม่เคยอยู่ริมน้ำมาเลย ก็น่าอยู่หรอกที่พ่อสินจะกลัวว่ามันจะตกน้ำตกท่าไป เพราะแค่สามสี่คืนแรก มันยังเกือบจมน้ำตายเพราะทะลึ่งก้มลงไปมองปลาที่ท่าน้ำ ชะโงกล้ำจนเสียหลักตกน้ำตูมใหญ่ เคราะห์ดีที่เขาอยู่ใกล้ ๆ เลยโผนลงไปคว้าตัวไว้ทันก่อนจะมุดหายไปใต้กอบัว

“ถ้ามันยอมให้ข้าฝึกละก็...ข้าจะให้เอ็งสิบชั่งเลยทีเดียว!”

แล้วก็เป็นอย่างที่ไอ้สีห์ว่าไว้ เพราะทันทีที่เดินกลับเข้าไปถึงเรือน เสียงโวยวายของไอ้ตัวเล็กก็ดังลั่น

“ไม่! ข้าเกลียดน้ำ! ข้าไม่ชอบว่ายน้ำ! ” เสียงเจ้าตัวเล็กดังขึ้น

“ไม่ชอบก็ต้องชอบ เรือนนี้อยู่ติดน้ำหากเจ้าไม่ฝึกแล้วจะทำเช่นไร!” เสียงผู้เป็นพ่อดังขึ้นก่อนจะเหลียวมองไอ้สีห์ที่เดินเข้ามาใกล้ ๆ สีหน้าระอาใจของไอ้สีห์บอกชัดว่ามันหน่าย...

“ไอ้สีห์ ฝึกไอ้อินทร์มัน” คำสั่งของ สิน บิดาผู้เป็นช่างตีดาบหลวงดังขึ้นไม่มองว่าบุตรชายมีสีหน้าเช่นไร

ลงท้ายก็ต้องเป็นคนฝึกเจ้าตัวจ้อยที่ดิ้นตูมตามเกาะแพลูกมะพร้าวไว้แน่น

ไอ้ลูกลิงเอ้ย! สีหราชสะบัดหน้าพรืด ก่อนชะเง้อไปบนท่าน้ำ...เขาวางดาบคู่ใจไว้บนเก้าอี้ไม้ไผ่กลางลานนั่น

อยากไปฝึกดาบมากกว่ามาฝึกว่ายน้ำให้ไอ้เด็กตาแป๋วตรงหน้าเสียจริง!

“ปล่อยมือ เอาขาตีน้ำ!” เด็กหนุ่มหน้ามุ่ย สั่งการสั้น ๆ

“ไม่! เดี๋ยวจม!” ร่างเล็ก ๆ นั่นหน้าง้ำ กอดกอลูกมะพร้าวที่ผูกเป็นแพง่าย ๆ ไว้แน่น

“ไม่จม ถ้าจม คนอื่น ๆ เขาคงจมกันหมดแล้ว!” เสียงทุ่มเถียงนั่นดังลั่นตลอดคุ้งน้ำ

“จะฝึกหรือไม่ฝึก” เขาจ้องร่างเล็ก ๆ ตรงหน้า ความอดทนกำลังจะหมดลง

“ไม่...” เสียงนั้นเริ่มอ่อยลง แต่ดวงตาใสนั่นยังดื้อดึงชัด

ความรำคาญทำให้เด็กหนุ่มตัดสินใจพุ้ยน้ำแล้วจ้ำพรวดขึ้นเรือนอย่างไม่ใส่ใจ

เหอะ! ไม่ฝึกก็อยู่มันตรงนั้นไปตลอดแล้วกัน เดี๋ยวเบื่อก็คงขึ้นจากน้ำเอง

ผ่านไปชั่วครู่ ไอ้สีห์คว้าดาบมาซ้อมเล่น แม่คำหล้า สตรีร่างท้วมเดินไปทั่วเรือนก่อนจะตะโกนหาเจ้าตัวจ้อยนั่น แรก ๆ ไอ้สีห์ไม่อยากใส่ใจ แต่พอเสียงนั้นร้อนรนขึ้นและกลายเป็นเรื่องใหญ่เมื่อคนบนเรือนวิ่งกันหลายคน คนทิ้งเด็กชักจะใจคอไม่ทั่วท้องก่อนจะชะโงกหน้าจากเรือนลงไปมองด้านล่าง

“เอะอะอันใดกัน” เจ้าตัวขมวดคิ้วมุ่น

“ไอ้อินทร์หายไปเจ้าค่ะ ยังไม่เห็นตัวเลย เรียกเท่าใดก็ไม่ขาน...”

เท่านั้นเอง เด็กหนุ่มต้องเผ่นผลุงลงไปที่ท่าน้ำจุดเดิม กอมะพร้าวนั่นยังอยู่ที่เดิม แต่เจ้าตัวเล็กหายไป!

สังหรณ์วูบ ทำให้เจ้าตัวกระโจนพรวดเดียว

ตูม!

ร่างแข็งแรงรีบดำพรวดลงไปใต้ผืนน้ำ สายตาพยายามสอดส่ายไปทั่ว แล้วก็ต้องชะงักใจหายวูบเมื่อร่างเล็ก ๆ ลอยนิ่งในน้ำนั่น เขาว่ายเข้าไปคว้าตัวได้ก็ลากร่างที่อ่อนปวกเปียกขึ้นมา คนบนเรือนต่างตกอกตกใจกรูกันเข้ามาใกล้ แต่เด็กหนุ่มรีบเอาร่างเล็ก ๆ พาดบ่าแล้ววิ่งไปวิ่งมา ก่อนจะอุ้มร่างที่ปวกเปียกนั่นลงพื้นและนวด ๆ หน้าอก ครู่หนึ่งเสียงสะอึกน้ำพรวดออกมา ทำให้ทุกคนค่อยโล่งใจขึ้น ดวงตาแป๋วสวยเกินชายของไอ้อินทร์ลืมขึ้นช้า ๆ ก่อนจะทำหน้าแหยเตรียมเบะปากร้องไห้เมื่อเห็นหน้าเขา

นี่เขาช่วยชีวิตมันไว้นะ จะมาร้องไห้ทำไม!

“อ้ายสีห์ใจร้าย ฮือ...” ร่างเล็กนั่น สะอื้นฮักลั่นท่าน้ำ

ผู้เป็นบิดากรากเข้ามาดูอาการเจ้าตัวเล็ก ก่อนจะหันมาทำตาขึงใส่เขาทันที

ตกลงว่าไอ้อินทร์...นี่มันเป็นทาสสินไถ่ หรือว่าเป็นลูกอีกคนกันแน่ ทำไมพ่อถึงได้รักใคร่มันนักนะ!

.......................................................

หลังจากที่ช่วยไอ้ตัวจ้อยขึ้นจากน้ำในครานั้น เหมือนเมืองอินทร์จะเรียบร้อยมากขึ้น ไม่ค่อยดื้อกับไอ้สีห์อย่างเคย ในวันแรก ๆ ที่ไอ้สีห์ซ้อมดาบอยู่กลางลาน เจ้าตัวจ้อยก็คว้าไม้ไผ่มาเล่นตามเขาบ้าง จนคนที่ทำเมินตลอดเริ่มจะหันมองนิด ๆ

ท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ แบบนั้นจับดาบก็ร่วงกันพอดี!

สุดท้ายก็อดรนทนไม่ได้ ไอ้สีห์เดินตรงไปหาร่างเล็ก ๆ ตรงหน้าที่ตั้งอกตั้งใจปาดไม้ไผ่ในมือแทบดาบ มืออุ่นของเด็กหนุ่มคว้ามับเข้าที่เอวเล็ก ๆ ของเมืองอินทร์ก่อนจะยืนซ้อนอยู่ด้านหลังแล้ววางท่าทางการจับดาบที่ถูกต้องให้ ร่างเล็กนั่นตัวแข็งทื่อทันควันอย่างตกใจ

“เขาจับกันอย่างนี้ ไม่ใช่จับอย่างนั้น ขืนถือแบบนั้นได้ฟันตัวเองเข้าสักแผลแน่”

พูดจบก็เดินไปซ้อมดาบต่ออย่างไม่ใส่ใจไอ้อินทร์ เจ้าตัวเล็กเหลียวมองเด็กหนุ่มด้วยสายตาเป็นประกายชื่นชม

พอเจ้าตัวซ้อมดาบเสร็จ เจ้าตัวเล็กก็วิ่งจี๋เอากระบอกไม้ไผ่ใส่น้ำลอยดอกมะลิมาให้ตรงหน้า ไอ้สีห์ก้มมองนิดหนึ่งก่อนจะคว้ามารับไว้ดื่ม นึกรู้ว่าเจ้าตัวจ้อยกำลังขอคืนดี ดวงตาสุกใสของไอ้ตัวจ้อยเป็นประกายอย่างดีใจที่เขายอมรับน้ำจากมัน

แต่ก่อนที่เขาจะทันพูดอะไร เจ้าตัวจ้อยชะโงกหน้าขึ้นมาแล้วกดริมฝีปากแนบแก้มเขาทันที!

ไอ้สีห์ตาโตก่อนจะผลักร่างจ้อยนั่นออกทันควัน เสียงตวาดดังอึง

“ทำบ้าอะไรนี่! ใครสั่งใครสอนให้ทำเช่นนี้!” เสียงไอ้สีห์เกรี้ยวกราด จนร่างเล็ก ๆ น้ำตาพรู

“ก็...พี่มะลิทำเยี่ยงนี้กับอ้ายชด...พี่มะลิว่าทำเยี่ยงนี้แล้วจะหายโกรธ”

ประโยคซื่อ ๆ ปนสะอื้นฮักนั้นทำเอาไอ้สีห์ตบหน้าผากตัวเองฉาดใหญ่ !

เวรแท้! อ้ายอีพวกนี้มันสอนอะไรเด็กกัน!

“จำไว้ ว่าห้ามไปทำแบบนี้กับใครที่ไม่ใช่คู่รัก ได้ยินฤาไม่” ไอ้สีห์กำชับร่างเล็ก ๆ ตรงหน้า

เมืองอินทร์กำลังอยู่ในช่วงเรียนรู้ ดูท่าว่าจะปล่อยให้อยู่กับบ่าวบนเรือนนานไม่ดีเสียแล้ว ไม่เช่นนั้นไม่แคล้ว...

“แล้ว..ถ้ามีผู้สาวมาทำเช่นนี้...ได้ฤาไม่” เสียงนั่นจ๋อย ๆ อย่างสนใจ แววตาใสกระจ่าง

“ไม่ได้! จักเป็นผู้สาว ฤา ผู้บ่าวก็ไม่ได้! ไว้โตกว่านี้ก่อนจึงทำได้ ” ไอ้สีห์พูดทันควัน ก่อนจะระบายลมหายใจยาว

“เมื่อใดเล่า” เจ้าตัวจ้อยยังคงถามอย่างสงสัย

“เมื่อใดก็...เมื่อนั้นแล” ไม่รู้จะตอบเจ้าคนช่างซักอย่างไรดี

ไอ้อินทร์หน้าสวยหวาน...แล้วยังซื่อ ๆ ไร้เล่ห์เหลี่ยม ยามนี้เขาเริ่มเข้าใจผู้เป็นพ่อแล้วว่าเหตุใดต้องการให้เขาดูแลมัน

ไอ้สีห์ก้มมองเจ้าตัวเล็กตรงหน้าอย่างชั่งใจ แล้วเอ่ยเบา ๆ

“ชอบดาบฤาไม่?” ประโยคนั้นทำให้ไอ้อินทร์พยักหน้าทันควัน

“ถ้าอย่างนั้น นับจากพรุ่งนี้ไป เจ้าไม่ต้องอยู่บนเรือนแล้ว มากับข้า ข้าจะสอนดาบให้”

ไอ้สีห์รีบเดินขึ้นเรือนไปในทันที กลิ่นหอม..จากกระแจะจันทร์ที่ติดแก้มเจ้าตัวเล็กยังเหมือนกรุ่นอยู่ข้างแก้มเขาทั้งคืน

..........................................................................


ButlerofLOVE:

ภารกิจมากมายในชีวิตตอนนี้ เลยมาลงช้าไปบ้างนะคะ ^^ ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจให้นักเขียนหน้าใหม่นะคะ  ;)

ออฟไลน์ Ac118

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 750
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-0
Re: สีหราชยมทูต Grim reaper's vacation by ButlerofLOVE++
«ตอบ #15 เมื่อ23-07-2020 12:36:00 »

กดเข้ามาเพราะชื่อเรื่อง อ่านคราวๆ น่าเอ็นดูวว ออกแนวแฟนซี เด่วขอเวลาอ่านจริงๆก่อน แล้วจะมาเม้นใหม่นะคะ
เป็นกำลังใจให้นักเขียนใหม่นะคะ  :pig2:

ออฟไลน์ ButlerofLOVE

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
Re: สีหราชยมทูต Grim reaper's vacation by ButlerofLOVE++
«ตอบ #16 เมื่อ23-07-2020 15:58:14 »

บทที่ 8 (ต่อ)
............................................
..........................................................................

เมืองอินทร์เป็นเด็กหัวไวใช้ได้ทีเดียว หลังจากไอ้สีห์สอนเพลงดาบต่าง ๆ ให้ เจ้าตัวจ้อยก็ฝึกตามอย่างมุมานะ สิ่งนี้ทำให้ผู้เป็นครูอดปลื้มใจไม่ได้



“ฝีมือข้าเป็นกระไรบ้าง อ้ายสีห์” เสียงเล็ก ๆ จ๋อย ๆ ของเจ้าตัวจ้อยดังขึ้นอย่างปรีดา



เกือบปีแล้วที่เจ้าตัวได้เริ่มเรียนเพลงดาบกับอ้ายสีห์ หน่วยก้านของมันเริ่มมีกล้ามเนื้อบ้าง ไม่บอบบางอย่างคราที่พบกันครั้งแรก แต่ผิวที่ขาวเผือดตามแบบของชาวเวียงจันทน์ของมันยังคงขาวเช่นนั้น ดวงตากลมสวยเกินชายที่นับวันจะยิ่งน่ามอง ทำให้ระยะหลังเริ่มมีผู้สาวมาลอบมองพวกเขาฝึกซ้อมเพลงดาบกันมากขึ้น บางคราก็มีผู้สาวใจกล้าถึงขั้นทำหมากเป็นคำมาให้ เจ้าตัวได้แต่ยิ้มนิด ๆ รับไว้พอเป็นพิธี แต่ก็ทำเอาผู้สาวอายม้วนกลับไป



...เหอะ ไม่รู้ฤา ว่าไอ้อินทร์มันไม่กินหมาก... สีหราชค่อนในใจ



“ไม่กิน...เหตุไฉนยังรับมา” เสียงห้วนสั้นของไอ้สีห์ดังขึ้น ก่อนจะใช้ดาบฟันหยวกกล้วยตรงหน้าขาดกลางลำ อารมณ์หงุดหงิดไม่รู้มาจากที่ใด ตอนนี้จำต้องหาทางระบายออก



“ก็...ไม่อยากเสียน้ำใจ” เมืองอินทร์กล่าวอุบอิบ



“เหอะ...รับไว้ คราหลังเขาก็จักเอามาให้เจ้าอีก”



“อ้ายสีห์โกรธฤา...ถ้าอย่างนั้นคราหลังข้าไม่รับก็ได้” เมืองอินทร์มองคนตรงหน้าอย่างงุนงง



“ข้าไม่ได้โกรธ...แค่เสียดายของต้องทิ้งเปล่าๆปลี้ๆ” เจ้าตัวเอ่ยทันควันก่อนจะเบือนหน้าหนี



“หากเสียดายของ อ้ายสีห์จะรับไว้หรือไม่?” เจ้าตัวบางที่ตอนนี้เริ่มโตขึ้นบ้างแล้วถามซื่อ ๆ



“เขาเอามาให้เจ้า...แล้วเจ้าเอามาให้ข้าได้กระไร” เจ้าตัวยังเบือนหน้าไม่มอง



“หากอ้ายสีห์ชอบ...จะสิ่งใด ข้าก็จักหามาให้” เมืองอินทร์พูดทันควัน แววตานั่นใสซื่อเสียจนอ้ายสีห์ต้องถอนหายใจ



“ช่างเถิด...คราหลัง...ถ้าไม่ชอบก็อย่าไปรับของผู้ใด” สีห์เอ่ยเบา ๆ ก่อนจะเก็บดาบเข้าฝัก เมืองอินทร์เดินตามมาใกล้ ๆ ก่อนจะเอ่ยเบา ๆ



“วันนี้ข้าจักไปกาดกับอ้ายเชิด อ้ายสีห์จะเอาสิ่งใดฤาไม่”



อ้ายเชิด สหายทาสสินไถ่ที่เข้ามาในเรือนเวลาไล่เลี่ยกันกับเมืองอินทร์ หากแต่อุปนิสัยใจคอกะล่อน สนุกสนานและเจ้าชู้ประตูดิน ทำให้เป็นที่เขม่นของเหล่าทาสด้วยกันแต่กลับเข้ากันได้ดีกับเมืองอินทร์ที่สุภาพเรียบร้อย ทั้งสองจึงเป็นเพื่อนสนิทกัน อ้ายสีห์ไม่ค่อยถูกใจนัก เพราะอ้ายเชิดมักจะกอร่อกอติกกับสาว ๆ ประจำและมักใช้เมืองอินทร์เป็นสะพานเชื่อมไมตรีกับเหล่าผู้สาวในกาด



“คบกับอ้ายเชิดมาก จักพลอยเสียคนไปด้วย” สีห์เคยเตือนเมืองอินทร์ไว้ แต่เจ้าตัวกลับยิ้มตาใสแล้วบอกว่า



“อ้ายเชิดอุปนิสัยดี แม้จะเจ้าชู้ไก่แจ้ไปบ้างแต่ก็ไม่เคยทำความเดือดร้อนใด อ้ายสีห์อย่างได้ห่วง มีแต่ผู้สาวเข้าหาอ้ายเชิดมากมาย” เจ้าตัวมองโลกแง่ดี



อ้ายสีห์ถอนหายใจยาว เจ้าตัวจ้อยเอ้ยยย ไม่รู้เลยฤาว่าเจ้าเป็นเหล็กเนื้อดีที่ดึงดูดเอาผู้สาวงาม ๆ มาใกล้



น่าหงุดหงิดนัก!



“ข้าจักไปตกปลาท้ายสวน เจ้าจักไปไหนก็ไป!” สิ้นประโยคก็เดินดุ่ม ๆ จากไปทันทีทิ้งเมืองอินทร์ให้งุนงงอยู่ตรงนั้น

................................................................



เสียงเบ็ดตกปลาที่ตวัดลงริมน้ำแสดงถึงอารมณ์เจ้าของเบ็ดที่ไม่ปกติ สีหน้าบึ้งตึงของอ้ายสีห์ไม่ได้สนใจกับเบ็ดและเหยื่อล่อที่โยนลงไปสักนิด มีแต่เสียงของไอ้ตัวจ้อยที่ยิ้มแล้วชมอ้ายเชิดอย่างนั้นอ้ายเชิดอย่างนี้...จนสุดท้ายต้องยีหัวตัวเองเพื่อระงับความหงุดหงิด



...เพิ่งจะมีน้อง...กับเขาคนหนึ่งก็ไปติด..เพื่อนคนอื่นเสียแล้ว...หงุดหงิดนัก!



แต่ไม่ทันจะทำอะไรต่อ ปรากฏมีเสียงตูมใหญ่ราวกับมีปลาตัวโตตกน้ำตรงหัวคุ้ง ทำให้อ้ายสีห์ชะโงกหน้าทันควัน เวิ้งแม่น้ำที่เขายืนตกปลาอยู่เป็นมุมอับทำให้ไม่มีผู้ใดจากภายนอกมองเห็น อ้ายสีห์ปักคันเบ็ดไว้บนตลิ่งใกล้ ๆ ก่อนจะชะโงกหน้าออกไปอีกครั้ง ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นกระสอบป่านสีน้ำตาลเข้มถูกโยนลงในแม่น้ำ ชายฉกรรจ์สองสามคนรีบขยับออกจากริมตลิ่งทันควันหลังจากทิ้งกระสอบปริศนาลงในน้ำแล้ว กระสอบนั่นค่อย ๆ จมลงช้า ๆ



...นั่นกระไร...เอาสิ่งใดมาทิ้งน้ำ ?...



อ้ายสีห์ขมวดคิ้วอย่างงุนงงก่อนจะจ้องมองชายฉกรรจ์สองสามคนนั้น หนึ่งในสามพยักหน้าเป็นสัญญาณก่อนจะเหลียวซ้ายแลขวาแล้วรีบปรี่ไปที่ม้าสีดำพ่วงพีที่ถูกผูกไว้ใกล้ ๆ จากนั้นทั้งสามก็รีบขึ้นม้าแล้วโผนโจนออกไปทันควันอย่างไม่เหลียวหลังราวกับกลัวผู้ใดจะรู้เห็นการมา



อ้ายสีห์คงไม่สนใจอีก หากกระสอบนั่นไม่ขยับยุกยิกเล็กน้อย เจ้าตัวกัดกรามกรอด



...เลวนัก หมาแมวหรือสิ่งใดก็มีชีวิต เหตุใดใจร้ายใจดำนัก!



ไม่ต้องคิดสิ่งใด อ้ายสีห์ปรี่กระโจนลงแม่น้ำทันควัน ก่อนจะว่ายตรงไปยังกระสอบที่ดำผุดดำโผล่อยู่ตรงนั้น กระสอบหนักว่าที่เขาคิดไว้ ดูท่าว่าอาจจะไม่ใช่ลูกหมาหรือลูกแมวเสียแล้ว อาจจะเป็นเนื้อทรายหรือหมูป่าเสียละมาก เจ้าตัวลากกระสอบป่านดังกล่าวขึ้นบนริมตลิ่งก่อนจะค่อย ๆ แกะเชือกป่านที่ผูกกระสอบนั้นไว้ ก่อนจะชะงักกึกเมื่อเห็นชัด ๆ



ร่างชายหนุ่มน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับเขา ผิวพรรณวรรณะผ่องใสถูกจับมัดมือมัดเท้าอยู่ในกระสอบ ผมเผ้าที่เปียกโชกและแววตาที่ปิดสนิททำให้อ้ายสีห์ตกใจ  แต่เสื้อผ้าอาภรณ์ประดับกายก็บอกได้ว่า ไม่ใช่ลูกชาวบ้านเป็นแน่ แต่จะเป็นชนชั้นใดก็สุดจะรู้ ก่อนที่จะสนใจอะไร ร่างนั้นไอขึ้นทันทีที่สูดอากาศก่อนจะลืมตาขึ้นมามองคนตรงหน้าอย่างงุนงงแล้วก็สลบไปอีกครา



...พากลับเรือนก่อน อย่างน้อยพ่อสินน่าจะช่วยได้!...



...........................................................

สามสี่วันให้หลังปรากฏว่ามีเทียบเชิญจากในวังหลวงให้อ้ายสีห์และพ่อสินไปพบ เส้นทางเดินในวังหลวงช่างคดเคี้ยว มีเรือนต่าง ๆ มากมายเรียงรายกันกว่าสิบ บ่าวรับใช้คนหนึ่งนำพวกเขามาถึงตำหนักใหญ่ริมน้ำ บริเวณนั้นโอ่อ่า เป็นเรือนไม้สักสองชั้นทั้งหลัง ตกแต่งด้วยศิลปะล้านนาบอกชัดว่าผู้เป็นเจ้าของเรือนนั้นมีเชื้อสายจากเจ้าฝั่งล้านนา บ่าวไพร่มากมายที่ยอบกายลงต้อนรับอ้ายสินและอ้ายสีห์ ก่อนจะยกน้ำมาให้อาคันตุกะ



เพียงชั่วครู่ ชายหนุ่มที่อ้ายสีห์เคยช่วยชีวิตไว้ก็เดินขึ้นมาบนเรือน สีหน้าผุดผ่องมีสง่าราศรียิ่งกว่าในวันนั้น เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายบ่งชัดว่า นี่คงมิใช่ลูกเชื้อพระวงศ์ธรรมดาเสียแล้ว อาจเป็นถึงหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ก็เป็นได้



“เชิญพ่อสินนั่งบนตั่งนี้เถิด” เสียงนั้นสุภาพอ่อนโยน แววตาฉายแววชาญฉลาด จากนั้นเพียงครู่เดียว สตรีวัยกลางคนก้าวออกมาจากเรือนฝ่ายในก่อนจะมองทั้งสองด้วยแววตาอ่อนโยน อ้ายสินและอ้ายสีห์รีบยอบกายลงทำความเคารพ



“ไม่ต้องมากพิธีดอก ข้าสิจักต้องปูนบำเหน็จให้พวกเจ้าทั้งสอง” เจ้าจอมมารดาพิมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวานใส



“หม่อม...ข้ารอดมาได้ก็เพราะอ้ายสีห์นี่เอง หากมิได้มันช่วยลูกไว้ ป่านนี้คงไม่ได้กลับมาเฝ้าหม่อมอีกแล้ว” บุรุษร่างสูงเอ่ยขึ้นเบา ๆ พร้อมกับมองอ้ายสีห์ด้วยความตื้นตัน



“นี่คือ ชายนพ...พระองค์เจ้าชายชาญณพ พระราชโอรสในล้นเกล้า...” เจ้าจอมมารดาพิมก่อนจะมองบุตรด้วยสายตารักใคร่ ประโยคนั้นทำให้อ้ายสินที่หมอบอยู่แล้วยิ่งหมอบแนบลงไปกับพื้นขณะที่อ้ายสีห์ยังคงมึนงงจับต้นชายปลายไม่ถูก เจ้าจอมมารดาพิมหันมองอ้ายสีห์ด้วยความพึงใจ



“บุตรชายของเจ้าหน่วยก้านดี ท่าทางองอาจแกล้วกล้า ปีนี้อายุเท่าใดแล้ว..”



“ย่าง 17 ปีนี้...กระหม่อม” อ้ายสินเอ่ยทั้งที่ยังหมอบกราบอยู่ตรงนั้น ก่อนจะฉุดผู้เป็นลูกชายให้ก้มกราบ



“กราบเจ้าจอมท่านเสียอ้ายสีห์...”



“อ้อ...ชื่อสีห์ดอกรึ...สั้น ๆ อย่างนี้ดอกรึ” เจ้าจอมมารดาพิมเอ่ยก่อนยิ้มให้



“กระหม่อม...” อ้ายสินไม่อาจพูดสิ่งใดได้อีก ได้แต่รับคำสตรีสูงศักดิ์ตรงหน้า



“ข้าถูกชะตาบุตรเจ้ายิ่งนักอ้ายสิน...ท่วงท่าองอาจเช่นนี้ดุจราชสีห์ยิ่งนัก ข้าว่ามันมีแววจักได้เติบใหญ่ในภายหน้า” เจ้าจอมมารดาพิมเอ่ยก่อนจะพิจารณาเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยแววตาครุ่นคิด



“ข้าอยากให้ชื่อใหม่ ว่า สีหราช...น่าจะสมตัวดี...เจ้าเห็นด้วยฤาไม่ ชายนพ” ริมฝีปากนั้นแย้มยิ้มก่อนหันไปทางบุตรชาย



“พระเจ้าข้า นามสมกับตัวยิ่งนัก อ้ายสีหราช...” ริมฝีปากบางแย้มยิ้มอย่างถูกชะตาเด็กหนุ่มตรงหน้า



พระองค์เจ้าชายชาญนพ ในปีนี้อายุย่างเข้า 18 ชันษา ด้วยมีแต่เสด็จพี่หญิงไม่เคยมีน้องชายมาก่อน มองเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างถูกใจ เจ้าจอมมารดาพิมเห็นสายตาของบุตรแล้วก็ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยกับอ้ายสินตรงไปตรงมา



“ข้าถูกใจบุตรชายเจ้าอ้ายสิน ข้าจักให้มันเป็นบุตรบุญธรรมของข้า เป็นน้องบุญธรรมของชายนพ เจ้าจักว่าอันใดฤา”



ประโยคนั้นทำให้อ้ายสินตกใจตัวสั่นงันงก



“พระอาญามิพ้นเกล้า ข้าเกรงว่าอ้ายสีห์จะทำให้เคืองพระทัยได้ เพราะบุตรข้านั้นดื้อดึงยิ่งนัก ไม่เคยอยู่ในกรอบระเบียบสิ่งใดเกรงว่าจะต้องอาญาราชภัยในภายหน้า ขอทรงได้โปรดพิจารณาใหม่ด้วยเถิด”



“อ้ายสิน...ข้าไม่ได้จะให้บุตรเจ้าทำสิ่งใด ข้าเพียงอยากส่งเสริมมันให้ได้ดิบได้ดีเท่านั้น อีกประการหนึ่งข้าเห็นแล้วว่าบุตรเจ้าองอาจกล้าหาญ หากได้มาเป็นราชองครักษ์ของชายนพคงเป็นการดีไม่น้อย...” เจ้าจอมมารดาพิมเอ่ยเบาลง



“ในรั้ววังแห่งนี้ มีผู้คนมากหน้าหลายตา รู้หน้าจักมิรู้ใจ ชายนพเป็นเพียงบัณฑิตที่ไม่เคยสู้รบกับผู้ใดในที่มืด มีแต่ความรู้และปัญญาหาได้มีเพลงดาบไว้ป้องกันตัว เรื่องราวที่เกิดขึ้น เจ้าคงพอคาดเดาได้ว่าในราชสำนักมีภัยอันใดบ้าง...”



เจ้าจอมมารดาพิมเอ่ยด้วยท่าทีเป็นกังวล บุตรชายคนเดียวที่เป็นที่โปรดปรานของทูลกระหม่อมพ่อ ทั้งฉลาดและอ่อนโยน ยิ่งดีงามเท่าใดยิ่งอันตรายมากยิ่งขึ้นเท่านั้น วิสัยมารดาย่อมกังวลในความปลอดภัยของบุตร หากมีผู้คุ้มกันที่แกล้วกล้าย่อมวางใจได้



“ข้าจักส่งเสียให้มันได้ร่ำเรียนอย่างดีกับพระครู ลูกข้าได้เรียนสิ่งใด ลูกเจ้าก็จักได้เรียนสิ่งนั้น ในภายภาคหน้าข้าจักทูลให้ทูลกระหม่อมให้บรรดาศักดิ์แก่อ้ายสีหราชลูกเจ้า จะได้ไม่ใช้ชีวิตเยี่ยงไพร่อีก เช่นนี้ไม่ดีดอกฤา...”



อ้ายสิน ช่างตีดาบหลวงได้แต่โอดในใจ แต่ก็ไม่อาจกล่าวคำใดออกไปได้ มีเพียงสายตาที่มองบุตรชายคนเดียวอย่างห่วงใย ราชสำนักมีแต่ภัย...ทั้งต่อหน้าและลับหลัง อ้ายสีห์จะอยู่รอดได้ฤา



“ข้า..มีบุตรชายเพียงคนเดียว ก็หวังให้มันได้เติบใหญ่ แต่สำนักตีดาบของข้าก็จักต้องมีผู้สืบทอดเช่นกัน หากเจ้าจอมทรงอนุญาต ข้าจะขอนำตัวบุตรชายกลับไปเมื่ออายุได้ 20 ปี จักได้ฤาไม่...”



..............................................................



คำตกปากรับคำของเจ้าจอมมารดาพิม ทำให้อ้ายสีห์ หรือสีหราชจำต้องย้ายจากเรือนไปสู่วังหลวงในไม่กี่ราตรีจากนั้น แม้เจ้าตัวจะไม่ปรารถนาก็ตามแต่เพราะกลัวต้องอาญาจึงจำต้องไป คนแรกที่ร่ำไห้เมื่อสีหราชไปร่ำลาคือ เมืองอินทร์



“อ้ายจักไปนานเท่าใด...” เสียงเจ้าตัวเล็กสั่นเครือ คนเดียวที่เป็นที่ปกปักให้มันกำลังจากไปเสียแล้ว



“ไม่นานดอก...ราวสามสี่ปีเท่านั้น...” สีหราชชักไม่มั่นใจ ใบหน้าหวานตรงหน้าคลอไปด้วยน้ำตา ทำให้ชักต้องกลืนน้ำลายก่อนจะคว้าร่างนั้นมากอดปลอบ...



...แค่...พี่กอดน้อง...ไม่เป็นไรละมั้ง...



กลิ่นหอมจาง ๆ จากร่างที่อยู่ในอ้อมแขนทำให้สีหราชกระชับวงแขนแน่นขึ้น น้ำตาอุ่น ๆ หยดเผาะลงบ่าของเขา ความอุ่นกำซาบลงในใจ สีหราชดันบ่าเล็ก ๆ นั่นออกก่อนจะเกลี่ยน้ำตาให้น้อง ดวงตาที่รื้นไปด้วยไข่มุกใส ๆ ปากบางใสที่สวยเกินชายเผยอสะอื้น



“แล้วใครจักสอนเพลงดาบให้ข้าเล่า...” เสียงคนตรงหน้าโอดครวญ เสียงนั่นทำให้สีหราชถอนหายใจพรู



“คิดแต่เรื่องเรียนเพลงดาบเท่านั้นละฤา...ถ้าอย่างนั้นข้าจักให้อ้ายโตมาสอนให้เจ้าเอง” สีหราชหงุดหงิดนิด ๆ อย่างไม่รู้สาเหตุ



“อ้ายโตไม่ใจดีเฉกอ้ายสีห์...” เมืองอินทร์เอ่ยต่ออย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้ ทำให้วงแขนที่กระชับอยู่เริ่มคลายลง น้ำเสียงเจือโมโหของเจ้าตัวติดปลายเสียง



“อ้อ...ถ้าผู้ใดใจดี...เจ้าก็คงชอบผู้นั้นละมัง...” สีหน้าของสีหราชเมินคนตรงหน้าฉับ เมืองอินทร์มองปริบ ๆ ก่อนจะรีบเอ่ย



“มิได้...ใครใจดีข้าก็ดีตอบ แต่มีอ้ายสีห์คนเดียวที่ข้าจะดีด้วยมากที่สุด...” เจ้าตัวเล็กเอ่ยอย่างเอาใจคนตัวโต



“ไม่ได้...ห้ามเจ้าดีตอบกับผู้ใดทั้งนั้น !” สีหราชเอ่ยย้ำทันควันก่อนจะอึ้งไปกับคำพูดของตน



เหตุใด...ละม้ายข้าหวงเจ้าตัวเล็กนี้ด้วยเล่า ? จักหวงน้องเพราะเหตุอันใด..?



“เหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้น ก็อ้ายสีห์สอนข้าเองมิใช่ฤา ว่าใครดีจะดีตอบ ผิจะชอบจะตอบแทน หากใครร้ายจะร้ายแสน ให้เหมือนแม้นที่ทำมา อย่างไร?”



“ก็...เจ้าจักรู้ได้อย่างไรว่า ดีนั้นดีจริงฤาไม่ เขาอาจดีกับเจ้าเพียงเพราะประโยชน์...” คำเถียงข้าง ๆ คู ๆ ของสีหราช แต่เจ้าตัวน้อยพยักหน้าอย่างคิดตาม



“ก็จริงของอ้าย...”



“เจ้ายิ่งไม่ทันผู้ใดเขาอยู่ เขาลวงเจ้าเพียงนิดเจ้าก็เชื่อเขาเสียแล้ว ดูอย่างคราอ้ายเชิดไปหลอกหญิงคราก่อน จำมิได้ฤา”สีหราชพยายามย้ำหนักแน่นกับคนตรงหน้า มือหนากระชับบ่าเจ้าตัวน้อยก่อนก้มจ้องมองดวงตาใสกระจ่างนั่น



“ดังนั้น...ห้ามดีกับผู้ใดทั้งสิ้น หากมิใช่ข้า...อ้อ...ฤาหากมิใช่พ่อสิน...” เจ้าตัวชะงักตะกุกตะกักนิด ๆ



“แล้ว...แม่คำหล้าเล่า...ดีด้วยได้ฤาไม่...” เจ้าคนช่างซักยังถามต่อ ด้วยเมืองอินทร์สนิทกับแม่คำหล้าราวกับมารดาแท้ ๆ



“ได้...สตรีมีอายุอย่างแม่คำหล้า เจ้าเชื่อได้ เจ้าดีด้วยได้ แต่หากเป็นผู้สาว...ไม่ได้...เข้าใจฤาไม่...” สีหราชย้ำนักย้ำหนา



ไม่รู้ว่าเหตุใดสีหราชจึงห่วงเจ้าตัวเล็กนักหนา ถึงขนาดย้ำกับแม่คำหล้าอีกคราก่อนจะก้าวลงเรือนไป



“อ้ายสีห์...อ้ายอินทร์นั้นเติบใหญ่แล้วหนา เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงมันนักดอก..” แม่คำหล้าเอ่ยพลางส่ายหน้าเบา ๆ อย่างไม่เข้าใจ



“ข้า...ไม่อยากให้มันโดนผู้สาวที่ใดหลอกลวง มันยังละอ่อนนัก..” สีหราชเถียงแม่คำหล้า ก่อนจะจับมือสตรีชราไว้แน่น



“รับปากข้า...ว่าแม่คำหล้าจะดูแลมันอย่างดี อย่าให้มีผู้สาวคนใดมายุ่งเกี่ยว” คำนั้นทำให้แม่คำหล้าขมวดคิ้วฉงน



“อ้ายสีห์...หากอ้ายอินทร์ไม่ใช่ผู้บ่าว ข้าจักคิดว่าเจ้าฝากฝังผู้สาวที่เจ้ารักไว้กับข้าเป็นแน่” แม่คำหล้าหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะยิ้มรับคำ ขณะที่สีหราชอึ้งไปอย่างไม่รู้จะเอ่ยคำใด



“คิดบัดสี! ข้าเห็นมันเป็นดั่งน้อง หาใช่อย่างอื่น!” เจ้าตัวเมินฉับอย่างหงุดหงิด กริยานั้นทำให้แม่คำหล้ารีบเอ่ยทันที



“ข้าหยอกเจ้าทั้งคู่เล่นเท่านั้น อย่ากังวลไป ข้าจักดูแลมันให้เจ้าเอง รีบเข้าวังเถอะ...”

...............................................................

ButlerofLOVE:

กรีดร้องดีใจ ขอบคุณมากนะค้า เป็น comment ที่ทำให้ยิ้มได้มากมายค่า  :hao5: จะเอามาลงวันเว้นวันนะคะ ^^
พยายามเขียนให้จบในเดือนสิงหาคมนี้ น่าจะเป็นไปได้อยู่ :)"

เป็นนิยายเรื่องแรกที่เขียนค่ะ กลิ่นอายจะไปทางแฟนตาซีพีเรียดไทยนิด ๆ มีบางส่วนแตะเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์นิดหน่อยในสมัยรัชกาลที่ ๓ ติชมกันได้นะคะ เต็มที่เลยค่า ^^

ออฟไลน์ ButlerofLOVE

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
Re: สีหราชยมทูต Grim reaper's vacation by ButlerofLOVE++
«ตอบ #17 เมื่อ24-07-2020 12:34:10 »

บทที่ 9. ความคิดถึง

วันคืนผันผ่านไปรวดเร็วนัก อ้ายสีห์ หรือสีหราชเข้าไปเล่าเรียนในสำนักเดียวกับพระองค์เจ้าชายชาญนพ แม้เรื่องการเมืองการปกครองนั้นสีหราชจะไม่สู้เสด็จชายนพ แต่หากเป็นเรื่องการทหารแล้วสีหราชนับว่าไม่เป็นสองรองใคร โดยเฉพาะฝีมือในเชิงดาบ ซึ่งเป็นที่ครั่นคร้ามของเหล่าเชื้อพระวงศ์และเหล่าบุตรของเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ พระอาจารย์ถึงขั้นเอ่ยปากชมสีหราชต่อหน้าเชื้อพระวงศ์มากมาย



“หากใครได้อ้ายสีห์ไปเป็นมิตร นับได้ว่ามั่นใจได้ว่าชาตินี้ไม่มีใครปองร้ายได้”



แต่เมื่อมีผู้ชื่นชมย่อมมีผู้ขวางหูขวางตา โดยเฉพาะบุตรชายของสมุหพระกลาโหมอย่าง “ขุนศรี” เพราะมักถูกเปรียบเทียบกับสีหราชอยู่บ่อยครั้ง เพราะมีชื่อที่พ้องเสียงกันตลอด



คนหนึ่งองอาจกล้าหาญและคมเข้ม ฝีมือเพลงดาบไม่เป็นรองใคร แต่อีกคนหนึ่งอ่อนแอและไม่สู้เอาใจใส่การเรียนเท่าจนถูกพระอาจารย์ตำหนิอยู่บ่อยครั้ง



“ชื่อคล้ายกัน หากแต่ฝีมือผิดกันราวฟ้าดิน...”



ประโยคนั้นทำให้ขุนศรีเจ็บแค้นอับอายอยู่ในที แต่สีหราชกลับปกป้องผู้เป็นสหายร่วมชั้นอย่างสำรวม



“ข้ามิอาจสู้ขุนศรีได้ ข้าเป็นเพียงลูกไพร่ที่มีวาสนาดีชั่วขณะเท่านั้น ขอพระอาจารย์อย่ากล่าวเช่นนั้นเลย”



เมื่อพ้นสายตาพระอาจารย์ สีหราชมักโดนเพื่อนร่วมตำหนักเรียนเขม่นบ่อยครั้ง ด้วยบุคลิกที่ไม่สุงสิงกับผู้อื่นและเงียบขรึมคล้ายอยู่ในโลกส่วนตัว ทำให้บางคนถึงกับล้อเลียนว่า เขาเป็นแกะดำในหมู่เชื้อพระวงศ์ชนชั้นสูง



“ก็แค่ลูกไพร่! ไก่ฟ้าหรือจะเทียมพญาหงส์”



มีเพียงพระองค์เจ้าชายชาญนพที่เข้าใจสีหราช เจ้าตัวตบบ่าสีหราชเบา ๆ ก่อนจะกล่าวต่อหน้าผู้อื่นว่า



“อ้ายสีห์ เปรียบเหมือนน้องเรา เพราะเจ้าจอมมารดาพิมรับเขาไว้เป็นบุตรบุญธรรม ใครหาญมาดูแคลนอ้ายสีห์ ก็เท่ากับดูแคลนข้าและพระมารดาด้วย!”



ประโยคนั้นแม้จะปกป้องสีหราชในที แต่ก็ไม่วายทำให้หลายคนมองสีหราชในทางริษยา หากสีหราชรู้ดีว่ายิ่งต่อความยาวสาวความยืดกับคนเหล่านี้ย่อมไม่แคล้วชักนำภัยมาสู่ตัว และอาจส่งผลต่อเจ้าจอมมารดาและเสด็จพระองค์ชายนพได้ สู้เงียบเสียเป็นการดีกว่า



เขาเฝ้ารอวันที่จะหลุดพ้นจากกรงทอง...ทุกเช้าค่ำ



ความอึดอัดใจอีกประการหนึ่งที่รุมเร้าสีหราชอยู่บ่อยครั้ง คือ บุตรีของสมุหพระกลาโหม ...นางนาก ที่ขึ้นชื่อว่าสวยงามราวนางสวรรค์ เอวองค์อ่อนผิวเนียนละเอียดคมขำ และดวงตากลมโต ความงามในวัยกำดัดของนางนากเป็นที่โจษจันกันไปทั่วพระนครว่าอาจมีวาสนาได้ขึ้นเป็นถึงพระชายาของเสด็จในกรมพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง ซึ่งหนึ่งในคนที่กล่าวถึง ไม่พ้นไปจากเสด็จพระองค์ชายนพ ซึ่งกำลังเป็นที่โปรดปรานของทูลกระหม่อม



สีหราชเห็นเค้าลางของปัญหามาแต่ไกลเมื่อวันหนึ่งสมุหพระกลาโหมนำบุตรีของตนมายังตำหนักของเจ้าจอมมารดาพิม โดยนำมาฝากฝังไว้ให้ได้เล่าเรียนการเย็บปักถักร้อยและการปรุงเครื่องเสวย แต่แล้วทุกสิ่งก็พลันวุ่นวายเมื่อวันเดียวกันนั้นเอง เสด็จพระองค์ชายนพฝากให้สีหราชนำของฝากจากมลายูที่มีคนมาถวายนำไปให้เจ้าจอมมารดาพิม นางนากเมื่อได้เห็นสีหราชเข้าก็เกิดอาการขวยเขิน แก้มแดงปลั่งอย่างไม่รู้สาเหตุ บรรยากาศดูอึดอัดไปในทันทีจนสีหราชต้องรีบขอตัวลากลับไปยังตำหนักของเสด็จพระองค์ชายนพ



นับตั้งแต่นั้นสีหราชก็พยายามเลี่ยงเท่าที่จะสามารถทำได้ เมื่อนางนากมักอ้างคำของเจ้าจอมมารดาพิมว่านำขนมที่ปรุงอย่างดีมาถวายเสด็จพระองค์ชายนพถึงหน้าพระตำหนัก ฝ่ายเสด็จพระองค์ชายนพก็พยายามบ่ายเบี่ยงด้วยการสั่งให้สีหราชไปรับขนมนั้นแทนพระองค์เสียทุกคราไป



“ข้าไม่ได้ชอบแม่นาก หากข้าจักรักสตรีนางใด ข้าไม่ต้องการให้เป็นเรื่องการเมือง...” เสด็จพระองค์ชายนพกล่าวสั้น ๆ



ก็จริงอยู่ที่ความรักกะเกณฑ์ไม่ได้ แต่ระยะหลังแทนที่นางนากจะเศร้าเสียใจเมื่อเสด็จพระองค์ชายนพไม่ยอมรับของว่างจากนาง แต่กลับแย้มยิ้มระคนเขินอายเมื่อเห็นสีหราชออกมารับแทน



นี่มัน...เรื่องพิสดารอะไรกัน นางควรเสียใจไม่ใช่ฤา...?



ยิ่งระยะหลังที่สีหราชออกมาเดินกาดพร้อมกับเหล่าสหายในวัง เขามักจะเจอกับนางนากโดย “บังเอิญ” หลายต่อหลายครั้งเกินไป บ้างก็เดินสะดุดบ้าง เดินสวนกันบ้าง หากมีเพียงครั้งหรือสองครั้งก็พอจะคิดได้ว่าเป็นการบังเอิญ แต่เมื่อบ่อยครั้งเข้าก็ชักจะไม่แน่ใจเสียแล้ว จนสุดท้ายเจ้าตัวตัดสินใจเลิกเดินเที่ยวเล่นในพระนคร กลับเข้าฝึกดาบในพระตำหนักอย่างขะมักเขม้นแทน จนกระทั่งย่างเข้าปีที่สุดท้าย สีหราชในวัยหนุ่มฉกรรจ์ 20 ปี...



“จะกลับแล้วหรือสีหราช...” เสียงของเจ้าจอมมารดาพิม เอ่ยเบา ๆ ขณะที่สีหราชมากราบลาพร้อมเครื่องพานบูชาตรงหน้า



“ขอรับ...พ่อสิน..น่าจะอายุมากแล้ว ข้าควรกลับไปดูแล...” สีหราชเอ่ยเพียงสั้น ๆ ดวงตาจับจ้องเพียงพื้นเรือนพระตำหนัก



“ข้าอยากจะรั้งเจ้าไว้ให้นานกว่านี้ แต่ก็จนใจว่ารับปากพ่อเจ้าไว้แล้วว่าเพียง 3 ปี...” เจ้าจอมมารดาพิมเอ่ยเบา ๆ ก่อนจะหยิบของในผอบใกล้ตัวออกมา สร้อยทองดุนละเอียดด้วยฝีมือช่างทองในวังถูกนำมาใส่ผอบเล็ก ๆ ก่อนยื่นให้สีหราชที่มองด้วยความงุนงง



“กลับไปครานี้...ดูท่าเจ้าอาจจะมีข่าวดี ได้ออกเรือนกับเขา เพราะอายุอานามก็ถึงเกณฑ์แล้ว ของสิ่งนี้ข้ามอบให้เจ้า ไว้สำหรับหมั้นหมายสตรีที่เจ้าหมายปอง อาจไม่มีค่างวดอะไรนัก แต่ถือว่าข้าให้เจ้า...”



คำนั้นของเจ้าจอมมารดาพิม ทำให้สีหราชก้มหน้างุดทันควัน ก่อนจะก้มกราบร่างตรงหน้าอย่างปลาบปลื้ม



“พระคุณล้นเกล้าที่กรุณาชุบเลี้ยงเกล้ากระหม่อม หากวันใดพระองค์หรือเสด็จพระองค์ชายนพต้องการเกล้ากระหม่อม โปรดเรียกข้าได้ทุกเวลาพระเจ้าข้า !”



“สัญญากับข้า...ถ้าวันใดข้าหรือชายนพมีภัย...เจ้าต้องมา...สีหราช...” คำสั่งนั้นประทับแน่น

............................................................................   



สีหราชที่ร้างบ้านมานานถึงสามปีเร่งรุดกลับบ้านโดยไม่ไยดีผู้ใด บ้าน...ที่โหยหามานาน อยากรู้นักว่าทุกคนจะสบายดีฤาไม่...และเติบใหญ่ขึ้นเพียงใด ทันทีที่ถึงเรือนชานเจ้าตัวคว้าชะลอมของฝากนานาชนิดที่บรรดานางในต่าง ๆ พยายามยัดเยียดมาให้ เพราะยามที่ไปเอ่ยลาผู้ที่รู้จักในพระตำหนัก ต่างกระวีกระวาดนำสิ่งต่าง ๆ มาให้สีหราช บ้างก็ว่าสิ่งนั้นดี บ้างก็ว่าสิ่งนี้อร่อยจนสีหราชไม่กล้าที่จะปฏิเสธผู้ใด เพราะเสด็จพระองค์ชายชาญนพกล่าวพร้อมกับหัวเราะเบา ๆ ว่า



“ขืนเจ้าไม่รับสักชิ้น มีหวังข้าคงต้องเป็นผู้รับเคราะห์กรรมครั้งนี้เป็นแน่...”



ประโยคนั้นทำให้สีหราชจำต้องรับ เมื่อรับหนึ่งคนก็จำต้องรับที่เหลือทุกคนด้วย เพื่อมิให้เสียน้ำใจ



“ข้าเพิ่งรู้ว่าเจ้ามีเสน่ห์กับสตรีถึงเพียงนี้ สีหราช...” ดำรัสของเสด็จพระองค์ชายชาญนพคล้ายจะกลั้วหัวเราะเบา ๆ



“ข้าชักจะสงสัยเสียแล้วว่าเจ้ามีผู้ใดแอบไว้ที่เรือนหรือไม่ เห็นนับวันกลับบ้านอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน...”



ก็จะไม่ให้เสด็จพระองค์ชายชาญนพสงสัยได้อย่างไร เมื่อไม่ว่ามีผู้สาวมาทอดสะพานสักเท่าใด สีหราชกลับมองเมินไม่เคยใส่ใจสักครา ไม่ว่าจะสวยหยาดฟ้าหรือลูกท่านหลานเธอองค์ใด สีหราชไม่เคยเงยหน้ามองสักนิด ออกจะก้มหน้าทุกคราเมื่อเจอผู้สาว



“หากกลับไปแล้วมีข่าวจะออกเรือนเมื่อใด จงรีบมาบอกข้า...ข้าจะรีบไปดูหน้าสาวของเจ้า...”



ประโยคเชิงล้อนั้นทำให้สีหราชหน้าแดงก่ำก่อนจะอุบอิบเบา ๆ



“หามิได้...”



บรรดาข้าวของที่ได้มาจากพระนคร ถูกแจกจ่ายไปจนทั่ว หากมีเพียงสิ่งเดียวที่เจ้าตัวเก็บงำไว้ข้างกาย สร้อยทองเส้นนั้น...ที่ยังไม่อาจหาเจ้าของได้



“แล้ว...อ้ายอินทร์เล่า..มันหายไปไหนเสีย” เสียงพ่อสินหันไปถามแม่คำหล้าที่คลานตุ้บตั๊บเข้ามาลูบหน้าลูบหลังสีหราช



“อ้อ...เห็นออกไปซ้อมดาบกับอ้ายโตอยู่ตั้งแต่ช่วงสาย ป่านนี้น่าจะกลับมาแล้ว ชะรอยจะอาบน้ำอยู่กระมัง”



“ชะ...อ้ายนี่มันสะอาดสะอ้านเกินชาย...” เสียงพ่อสินบ่นพึมเพราะในบรรดาเหล่าทาสต่าง ๆ ที่อาศัยร่วมเรือนเดียวกันนี้มีแต่เมืองอินทร์ผู้เดียวที่ติดนิสัยอาบน้ำบ่อยครั้ง ด้วยเจ้าตัวบ่นว่าทนเหม็นกลิ่นเหงื่อไคลมิใคร่ได้ หากได้อาบน้ำสบายตัวเมื่อใดก็จะยิ้มร่าเมื่อนั้นทีเดียว



สีหราชยิ้มขำก่อนรำพึงในใจ



...อ้ายตัวจ้อยจะเติบใหญ่เพียงใดหนอ สามปีแล้วสินะที่ไม่ได้เจอหน้าค่าตาเลย...



“อ้ายสีห์ ไปอาบน้ำอาบท่าเสียก่อนแล้วค่อยมานั่งคุยกับพ่อ เล่าเรื่องพระนครให้ฟังบ้างเถอะว่าบัดนี้ภายในบ้านเมืองเป็นกระไรกันบ้าง”



“ขอรับ...” เจ้าตัวรับคำก่อนจะลุกไปทางเรือนด้านหลัง



เพียงสีหราชคล้อยหลังไปได้ครู่เดียว แม่คำหล้าก็อุทานเบา ๆ แล้วตบอก



“อะไรกันแม่คำหล้า...” พ่อสินถามอย่างงุนงง



“อิฉันลืมบอกอ้ายสีห์ไปว่า ไอ้อินทร์มันใช้เรือนอาบน้ำด้านหลังพอดี...”



“ช่างเถอะ...จะเป็นอันใดกันเล่า ก็โตมาด้วยกัน เห็นกันมาแต่ไหนแล้ว...” พ่อสินหัวเราะเบา ๆ

....................................................................

ออฟไลน์ ButlerofLOVE

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
บทที่ 9 (ต่อ)

....................................................................

เรือนนี้ยังคงเหมือนเดิมทุกอย่าง ไม่ว่าจะข้าวของเครื่องใช้เมื่อสามปีก่อนวางไว้อย่างไร ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น ชะรอยแม่คำหล้าคงสั่งบ่าวไพร่ไว้ว่าไม่ให้เคลื่อนย้ายสิ่งใดในห้องหับแห่งนี้ ดาลประตูที่ลั่นไว้แม้ว่าจะไม่ได้เปิดมากว่า 3 ปี แต่ก็ยังไม่ได้ฝืด ซ้ำกลิ่นอากาศในห้องยังสดชื่น คงเป็นเพราะแม่คำหล้าคอยมาปัดกวาดเช็ดถูให้เป็นประจำกระมัง



สีหราชวางข้าวของส่วนตัวที่นำมาจากพระนครไว้ตรงตั่งไม้ไผ่ริมผนังห้องก่อนจะเดินไปเปิดตู้คว้าเสื้อผ้าที่เคยนุ่งมาพลิกดู เจ้าตัวหัวเราะเบา ๆ ในคอก่อนจะคิดในใจว่า คงต้องหาเวลาไปกาดซื้อใหม่เสียแล้วเพราะเสื้อผ้าดูจะเล็กไปสำหรับตัวเขา แต่แล้วเจ้าตัวก็ขมวดคิ้วมุ่นเมื่อได้ยินเสียงน้ำมาจากเรือนอาบด้านหลัง เรือนส่วนตัวที่เขาใช้ตั้งแต่ครั้งก่อน



...เสียงน้ำ...ใครกัน...



เจ้าตัวค่อย ๆ เดินตามเสียงน้ำไป ปกติแล้วเรือนหลังนี้จะต่อน้ำจากลำธารหลังบ้านขึ้นมาเพื่อใช้สำหรับเขา เพราะสีหราชไม่ชอบอาบน้ำที่ท่ามาแต่ไหนแต่ไร เพราะไม่ชอบสายตาลวนลามของผู้สาวที่กล้าเกินงามบางรายที่เคยมองแผ่นอกเมื่อครั้งเขาเพิ่งนมแตกพาน พ่อสินจึงจำต้องสร้างเรือนอาบน้ำให้ลูกชายคนเดียวก่อนจะบ่นพึมพัม



“นี่ข้ามีลูกชาย ฤา ว่าลูกสาวกันแน่...อะไรจะหวงเนื้อหวงตัวปานนี้” แต่คำบ่นนั้นสีหราชก็ทำเมินเฉยเสีย เพราะชอบความเป็นสัดส่วนของตนเอง คล้ายจะประกาศว่านี่คือพื้นที่ของเขาแต่ผู้เดียว



แต่แล้วครานี้...มีใครมาแอบใช้เรือนอาบน้ำของเขากัน ?



เสียงน้ำที่ดังต่อเนื่อง เหมือนกับผู้ที่อยู่ในห้องอาบนั้นไม่ได้รู้สึกเลยว่ามีอีกคนกำลังเดินตรงเข้ามา ประตูไม้ไผ่ที่ปิดไว้เพียงง่าย ๆ ทำให้พอมองลอดเข้าไปได้ว่าผู้ที่บุกรุกพื้นที่ของเขาคือใคร 



ร่างนั้นขาวโพลนราวกับสำลีเนื้อดี ผิวกายที่ขาวละเอียดราวแพรพรรณชั้นดีตัดกับผมสีดำสนิทที่เริ่มระยาวบนต้นคอ ริมฝีปากบางใสที่มีสีแดงอ่อน ๆ แต้มอยู่ เจ้าตัวกำลังหลับตาแล้วใช้ขันสาครตักน้ำราดตามตัวอย่างสบายอารมณ์ มือเรียวยาวนั่นค่อย ๆ ถูกเน้นไปที่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายตั้งแต่ไหล่ที่ลาดลงมาที่แผ่นอกขาวเนียนและลงต่ำลงไปยังส่วนล่าง เจ้าตัวยกขาขึ้นมาข้างหนึ่งก่อนจะบรรจงถูซอกขาอย่างตั้งอกตั้งใจ ปลีน่องนั้นขาวสะอาดสะอ้านไปจนถึงข้อเท้า เจ้าตัวค่อย ๆ ทำความสะอาดร่างกายช้า ๆ ไปทุกส่วน แผ่นหลังที่เรียบเนียน สะโพกสอบ และก้อนกลมที่บั้นท้ายนั่น...ทำให้เลือดในกายของสีหราชเย็นเฉียบ เจ้าตัวกลืนน้ำลายลงอย่างไม่ตั้งใจ



ร่างนั้นสูงขึ้น...สูงกว่าเดิมเกือบช่วงแขน ไหล่กว้างขึ้นแต่ยังบอบบางเช่นเคย ใบหน้าที่หวานสมัยนั้นยามนี้มีสันกรามขึ้นเล็กน้อย แต่จมูกทรงหยดน้ำและริมฝีปากที่บางเฉียบแบบคนช่างเถียงยังเหมือนเดิม...



แต่บางอย่างในตัวสีหราช...กำลังจะไม่เหมือนเดิม...



เสียงฮึมฮัมคล้ายจะร้องเพลงเบา ๆ ของคนในเรือนอาบน้ำ ทำให้เจ้าตัวรีบหลบวูบเข้าด้านข้างผนังห้องก่อนจะระบายลมหายใจออกมาแผ่วเบา 



นั่นมันเรือนอาบน้ำของเขานะ แต่ทำไมถึงรู้สึกขัดเขินราวกับกำลังทำความผิดร้ายแรง !



คล้าย ๆ ว่าลำคอกำลังแห้งผาก หัวใจกำลังกระดอนออกมาข้างนอก...



แต่แล้วเหมือนเคราะห์กรรมบันดาล เมื่อเจ้าคนรุกล้ำเรือนอาบน้ำผลัดผ้านุ่งอย่างง่าย ๆ เนื้อตัวยังพราวไปด้วยหยดน้ำ แล้วเดินออกมาอย่างไม่ระวังตัว พอเลี้ยวขวับก็สะดุ้งโหยงเมื่อเห็นบุรุษตรงหน้ายืนพิงผนังห้องอยู่



“อ๊ะ!” อารามตกใจเมื่อเห็นคนในระยะประชิด ทำให้เมืองอินทร์ลื่นพรืดเกือบจะหงายหลัง สีหราชรีบปราดเข้าไปคว้าร่างตรงหน้าด้วยสัญชาตญาณ แรงกระชากไว้ไม่ให้ล้มกลับทำให้ปมผ้าที่ขมวดไว้ไม่แน่นนักคลายออกทันควัน ผ้านุ่งร่วงลงกับพื้นพร้อมกับใบหน้าขาว ๆ ที่แดงจัดขึ้นกะทันหัน



ตึง ! ร่างทั้งคู่ลื่นล้มลงบนพื้นเรือนในสภาพที่คนตัวเล็กกว่าเปิดเผยทุกสิ่งอย่างให้สายตาคนตรงหน้าสำรวจ



...ไม่ว่าเมื่อครู่ สีหราชจะเห็นชัดหรือไม่ชัด...แต่ในยามนี้แจ่มชัดยิ่งกว่าสิ่งใดในโลก...



“อ้าย..อ้ายสีห์...ลุก...” เสียงกระท่อนกระแท่นของคนที่ตกอยู่ข้างใต้ดังขึ้นอย่างประหม่าสุดชีวิต



“อ้อ...อืม...” สีหราชรีบตะกายร่างขึ้นนั่งอย่างรวดเร็วก่อนจะเบือนหน้าจากร่างขาวโพลนตรงหน้า



“กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่...เหตุใดไม่ให้สุ้มให้เสียงกันบ้าง” เสียงนั้นโอดคล้ายกับว่าเป็นความผิดของสีหราช



“นี่...อ้ายอินทร์ นี่มันเรือนข้า...ข้าจะกลับมาเมื่อใดก็ต้องบอกเจ้าด้วยฤา...” สีหราชพยายามไม่มองร่างตรงหน้าแล้วเม้มปากแน่น หัวใจคล้ายจะกระดอนยิ่งกว่าเมื่อครู่



นี่..ข้ากำลังเป็นอะไรไป ?



“ข้ากำลังอาบน้ำอยู่ ถ้ากลับมาก็ควรบอกกันบ้าง...” ใบหน้านั้นแดงจัดอย่างขัดเขินก่อนจะทรงกายขึ้นแล้วขมวดผ้าที่ผูกไว้ซ้ำอีกรอบราวกับกลัวว่าจะหลุดเป็นครั้งที่สอง



สีหราชรวบรวมสติทั้งมวลก่อนจะหันมองร่างตรงหน้าอีกครั้ง



“ก็คราก่อน ยังเคยอาบน้ำร่วมกันเป็นปกติ แต่ทำไมยามนี้จึงกริยาคล้ายสตรี...”



สีหราชเอ่ยลอย ๆ หวังจะแก้ความรู้สึกประหลาด แต่ร่างตรงหน้ากลับรีบคลุมผ้าปิดบังส่วนร่างกายก่อนจะบ่นเบา ๆ



“ก็...ยามนี้ข้าโตแล้ว...มิใช่ละอ่อนอย่างคราวนั้น...อ้ายสีห์อย่าทำเช่นนี้อีก” ว่าแล้วใบหน้าขาว ๆ ที่แดงจัดไปถึงใบหูรีบจ้ำอ้าวออกไปจากเรือนอาบน้ำทันที



ใช่....เจ้าเติบใหญ่แล้วเมืองอินทร์...ข้ารู้ดีกับตาตัวเอง...

....................................................................

ความรู้สึกประหลาดที่ยังคงกรุ่นอยู่ในอกนับตั้งแต่เห็นภาพเมื่อตอนเย็นทำให้เจ้าตัวคล้ายจะนอนไม่หลับ แม้จะพยายามข่มใจให้หลับเท่าใด แต่ก็ยังรู้สึกเหมือนมีอะไรก่อกวนความรู้สึก ภาพ..ยังติดแน่นไม่ว่าจะหลับตาลงก็ยังเห็นแผ่นหลังสะอาดตานั้น สุดท้ายสีหราชก็ได้แต่คว้าดาบประจำตัวออกมาสำรวจและชโลมน้ำมัน ก่อนจะเดินตรงไปที่ลานฝึก



...เมื่อนอนไม่หลับ...ก็จงออกกำลังฝึกดาบเสีย...เสียงพระอาจารย์ยังคงก้องอยู่ในหัว



ท่วงท่าการร่ายรำดาบที่ฝึกปรือมาจากในพระนคร เสียงดาบแหวกอากาศยามค่ำคืนเหมือนจะระบายความรู้สึกประหลาดออกไป เสียงคนเดินออกมาจากในเรือนทำให้สีหราชหยุดชะงักไป



“อ้ายสีห์...ยังไม่นอนอีกฤา ” พ่อสิน บิดาก้าวออกมาจากด้านในเรือนใหญ่



“ขอรับ...ยังไม่ง่วงขอรับ...” สีหราชตอบไปตามตรง ก่อนจะเก็บดาบเข้าฝัก



“ฝีมือเจ้าเก่งกล้ามากขึ้น ต้องขอบพระทัยเจ้าจอมมารดาและเสด็จที่เมตตา...” เสียงพ่อสินเอ่ยเบา ๆ แต่แววตายังแฝงความหนักใจอยู่ระคน



“เรื่องราวในราชสำนัก มีมิตรย่อมมีศัตรู พ่อไม่อยากให้เจ้าไปยุ่งเกี่ยว เรามาอยู่กันง่าย ๆ ตามประสาพ่อลูก ดีฤาไม่”



สินเอ่ยช้า ๆ ราวกับมีบางสิ่งครุ่นคิดในใจ ความกังวลใจบางประการถูกเก็บงำไว้ คำทำนายทายทักของโหรชาวบ้านเมื่อครั้งสีหราชเกิด คำทำนายที่ทำให้ผู้เป็นพ่อต้องหวั่นใจ



“ เด็กคนนี้เก่งกล้าสามารถ วาสนาดีแต่อาจไม่พ้นราชภัย...จงระวังไว้ ยามย่างเข้าเบญจเพส อยู่หรือตาย..คือกัน”



“ข้าเองก็ไม่เคยชอบรั้ววังมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว นับวันกลับบ้านเราทุกเมื่อเชื่อวัน วังหลวง..หน้าไหว้หลังหลอก..”



คำพูดสั้น ๆ ของบุตรชายทำให้สินค่อยยิ้มออกได้ ลูกคนนี้ถ้ารักหรือชอบสิ่งใด จะพุ่งไปสุดกำลัง แต่หากไม่ชอบก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวทั้งนั้น ...ขอเพียงห่างไกลเรื่องราวในราชสำนัก ย่อมพ้นราชภัย...



“เอาเถิด เอ็งจักซ้อมดาบก็ทำไป พ่อไปนอนก่อนแล้ว...” ว่าแล้วชายสูงวัยก็ก้าวเข้าไปในเรือน สีหราชยิ้มตามหลังบิดา



พ่อ...ห่วงเขาเสมอ



จากนั้นเจ้าตัวก็คว้าดาบออกมาฝึกต่อ แต่เพียงครู่เดียวก็ต้องสะดุ้งเมื่อเห็นดวงตากลมโตมองมาจากเรือนอีกหลังหนึ่งใกล้ ๆ



“ออกมา...” สีหราชเอ่ยขึ้น



ร่างนั้นค่อย ๆ ก้าวออกมาช้า ๆ คล้ายไม่แน่ใจคล้ายกริ่งเกรง



“ทำเหมือนละอ่อนน้อยไม่มีผิด สมัยนั้นเจ้าก็แอบมองข้าฝึก มาครานี้ก็จะแอบมองอีกฤา...” สีหราชเปรยเบา ๆ



“ข้า...ข้าแค่ได้ยินเสียงดาบ เลยออกมาดู...” ใบหน้าก้มงุด ๆ



“เห็นว่าเจ้าฝึกกับอ้ายโตมาตลอดเลยรึ ฝีมือก้าวหน้า ฤา ไม่ มา..มาลองกับข้าสักเพลง” สีหราชตะโกนขึ้นก่อนจะคว้าดาบไม้ตรงหน้าโยนไปให้เจ้าตัว ขณะที่ตนเองก็เปลี่ยนเป็นดาบไม้เช่นกัน



“ถ้าถอยหลังเข้าคลอง...ข้าจะจับเจ้าฝึกวันละ 3 เพลา!” เสียงสีหราชตะโกนต่อเนื่อง ประโยคนั้นทำให้เมืองอินทร์กำมือแน่นอย่างโกรธ



“ข้าเก่งขึ้นแล้ว...ท่านอย่าได้ออมมือล่ะ!” ว่าแล้วก็โผนตรงเข้ามาโรมรันอย่างไม่ยอมง่าย ๆ



สีหราชหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะรุกรับเพลงดาบในมือของเมืองอินทร์ ดูท่าว่าเจ้าตัวจะเก่งขึ้นจริงเพราะเพลงดาบบอกชัดว่าเจ้าตัวสามารถจดจำจุดตายบนร่างกายคู่ต่อสู้ได้ดี เสียแต่เพียงว่ากำลังข้อมือของเจ้าตัวยังไม่ดีนัก ทำให้น้ำหนักดาบที่ฟาดฟันลงมาด้อยกว่าที่ควรจะเป็น ท่าเดียวกันที่เขาใช้กลับมีพลานุภาพมากกว่าที่เจ้าตัวเล็กใช้



เสียงหัวเราะเบา ๆ ในคอของสีหราช ทำให้เมืองอินทร์กัดฟันกรอด ท่าทางเหมือนแมวหยอกหนูของสีหราช ทำให้รู้ว่าเจ้าตัวไม่ได้ออกแรงเต็มที่ คล้ายจะเย้าแหย่ให้หัวเสียมากกว่า



...หนอย...มายั่วกันได้



เมืองอินทร์โผนเข้าหาร่างสูงหนาอย่างลืมตัว แต่พลันนั้นเจ้าตัวเตะสกัดขาทันควันทำให้เมืองอินทร์เสียหลักถลาเกือบจะล้มจ้ำเบ้าลงบนลานทราย แต่มือหนาของสีหราชก็คว้าเอวเล็ก ๆ นั่นไว้ก่อนจะกระชากเข้าหาตัว



แผ่นหลัง...แนบชิด กลิ่นเหงื่อของคนข้างหลังชัดเจน แม้กระทั่งเสียงหอบหายใจที่ดังอยู่ข้างหู



“พอได้แล้ว...อ้ายอินทร์ เจ้าแพ้ข้าแล้ว...” เสียงนั้นคล้ายสั่นพร่า



จมูกโด่งคมสันคล้ายจะอยู่แนบชิดต้นคอ ทำให้เมืองอินทร์รีบขยับเบี่ยงตัวนิด ๆ แต่ไหนเลยจะออกจากวงแขนที่รัดแน่นนั่นได้



“ดะ...ได้...ข้า..ยอมแพ้ท่าน !” ความรู้สึกวูบวาบในช่องท้องทำให้เหมือนลำไส้กำลังบิด



“อืม...ข้ารู้แล้ว...เจ้าแพ้” เสียงงึมงัมนั้นยังคงตามมาไม่ว่าเจ้าตัวจะเบือนหน้าหลบสักเท่าใด ดาบไม้ในมือของทั้งสองร่วงลงบนลานทรายตั้งแต่เมื่อใดก็สุดจะรู้ วงแขนแข็งแรงนั่นรัดแน่นราวกับงูเหลือมตัวโต



“ไม่ต้องรัดแน่นขนาดนี้ก็ได้...” เมืองอินทร์เถียงเสียงสั่น



“ก็...ข้ากลัวเจ้าล้ม...” เสียงนั้นคล้ายอยู่เพียงติ่งหูขาว ๆ ก่อนเจ้าตัวจะจรดริมฝีปากใกล้ ๆ จนเมืองอินทร์ขนลุกซู่



“ข้า...ไม่ล้มหรอก...ปะ...ปล่อยได้ฤาไม่” สิ้นเสียงนั้นคนด้านหลังคล้ายจำใจปล่อยเหยื่อในมืออย่างอาวรณ์ แต่มือหนายังคงกุมมือเรียวเล็กนั่นไว้แน่น



“ข้าจะไปนอนแล้ว...ท่านก็รีบไปนอนเถิด...” เมืองอินทร์พยายามไล่คนตรงหน้าให้ไป ก่อนจะจับหน้าตนเองที่ร้อนฉ่าราวกับมีไข้



คนตรงหน้าได้แต่ยืนนิ่ง...ดวงตาคมพราวระยับคล้ายขบขันกับกริยาของคนตรงหน้า เสียงทุ้มถามต่อเนื่อง



“ตอบมา...ตั้งแต่ข้าไม่อยู่...เจ้าทำตามสัญญาของข้าหรือไม่...”



เมืองอินทร์ทำหน้าฉงน ก่อนจะถามอย่างงุนงง



“สัญญาอันใด...” เหมือนประโยคนี้จะจุดความหงุดหงิดขึ้นในใจคนที่ยืนตรงหน้า



“จำไม่ได้...ก็ช่างมันเถิด...ไปนอนได้แล้ว” ปลายเสียงของสีหราชคล้ายสะบัดก่อนเจ้าตัวจะก้มเก็บดาบไม้ตรงลานกว้าง แต่แล้วมือที่เอื้อมเก็บดาบพลันชะงัก เมื่อเมืองอินทร์เอ่ยขึ้นแผ่วเบา



“สัญญาที่ไม่ให้ทำดีกับผู้ใด ยกเว้นแม่คำหล้า และพ่อสินใช่หรือไม่...” สีหราชเพียงชะงักก่อนจะกลั้นใจฟังคำตอบ



“ข้า...ไม่เคยผิดสัญญา...” ร่างนั้นกล่าวก่อนจะวิ่งกลับเข้าไปเรือนของตน...



สีหราชยิ้มพรายกับตัวเอง...ก่อนหายใจพรูออกมาอย่างปลอดโปร่ง



ท้องฟ้า และดวงดาวในยามนี้...ช่างงดงามนัก

...................................................................................


ButlerofLOVE:
ขอบคุณเพื่อน ๆ นักอ่านทุกคนนะคะ ขอกำลังใจสักจิ๊ก ๆ ได้ไหมเอ่ย :)

ออฟไลน์ ButlerofLOVE

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
บทที่ 10. ความรู้สึกที่เรียกว่าหึง

ดูเหมือนความรู้สึกสดชื่นรื่นเริงจะอยู่กับสีหราชได้ไม่กี่วัน หลังจากที่นักดาบหนุ่มจากพระนครกลับมาถึงเรือนชาน ก็พบว่าแม้เมืองอินทร์จะบอกว่ารักษาสัญญา แต่ดูเหมือนจะมีผู้สาวในกาดมากมายที่มาห้อมล้อมเมืองอินทร์ สีหน้าบึ้งตึงของสีหราชทำเอาคนที่เดินเคียงข้างต้องรีบสืบเท้าก้าวตามอย่างรวดเร็ว

“เป็นอันใดฤา...อ้ายสีห์?” เสียงถามรัวเร็วของเมืองอินทร์ดูเหมือนจะงุนงงกับกริยาของบุรุษตรงหน้า เพราะยามเช้าสีหราชเป็นผู้เอ่ยปากชวนเองว่า อยากไปเดินกาด เมืองอินทร์จึงรีบเปลี่ยนเครื่องแต่งกายแล้วเดินตามอ้ายสีห์ แต่ไฉนเพียงมันเอ่ยทักทายผู้คนรู้จักรอบตัว อ้ายสีห์จึงกราดเกรี้ยวนัก ?

“ไม่! ข้าแค่หิว!” เจ้าตัวตอบเสียงสะบัดก่อนจะเมินฉับแล้วก้าวไปทางร้านรวงที่อยู่ตรงหน้า

เมืองอินทร์งุนงงหนักกว่าเดิม เพราะยามเช้า แม่คำหล้าสู้เตรียมสำรับข้าวปลาอาหารไว้มากมาย แล้วสีหราชก็เหมือนกินไปได้มาก ทั้งกินไปและมองมันไปพร้อม ๆ กันชนิดที่ว่าแม่คำหล้าปลื้มยิ่งนัก

“อ้ายสีห์...เจริญอาหารถึงเพียงนี้ แสดงว่าฝีมืออาหารของข้าสู้อาหารในราชสำนักได้สินะ...” แม่คำหล้ายิ้มอย่างปลื้มใจ

“อืม...อาหารอร่อยยิ่งนัก อร่อยยิ่งกว่ามื้อใด ๆ ที่เคยกินมาในวัง” เจ้าตัวตอบไปก็มองหน้าเมืองอินทร์ไป ก่อนจะยกยิ้มที่ริมฝีปาก ท่าทางการกินคล้ายจะเอร็ดอร่อยยิ่ง แถมข้าวจานพูนถึง 2 จาน จนคนที่ถูกมองแทบจะอิ่มแทน

...กินไปขนาดนั้น...แต่ยังหิวอยู่อีกฤา...กินจุเยี่ยงนี้ ดูท่าน่าจะเลี้ยงไม่ได้เสียแล้ว

“อ้ายอินทร์ วันนี้มากาดฤา...” เสียงแม่เรไร บุตรีแม่ค้าขายแพรพรรณเอ่ยทัก ก่อนจะเหลียวมองไปที่สีหราชที่เดินอยู่เคียงข้าง ร่างนั้นหน้านิ่งขรึมชนิดที่ไม่อาจคาดเดาอารมณ์ได้ เมืองอินทร์ได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ ก่อนจะเอ่ยวาจาเบา ๆ กับผู้สาวตรงหน้า

“อืม...วันนี้พาอ้ายสีห์ มาเดินกาด อ้ายสีหราชเพิ่งกลับมาจากพระนครมาไม่นาน” ประโยคนั้นทำให้แม่หญิงเรไรตาตื่นก่อนจะประนมมือไหว้สีหราชแล้วก้มหน้างุด

“อ้ายสีห์ไปอยู่พระนครมาเสียนาน จำแทบไม่ได้เลย...” ท่าทางนั้นคล้ายขวยอาย ก่อนจะเอ่ยปากขึ้นว่า

“พ่อสินก็มีน้ำใจตีมีดพร้ามาให้พ่อฉิมมาหลายคราแล้ว ถ้าอ้ายสีหราชไม่รังเกียจ เลือกผ้าในนี้ไปตัดเสื้อผ้าได้เลย ข้ายินดียกให้ท่าน” ว่าแล้วก็ก้มหน้างุด กริยานั้นทำให้สีหราชอึดอัดใจ แต่พอเหลียวมองเจ้าคนข้าง ๆ ที่ยิ้มหน้าบานแทนก็ยิ่งทำให้หงุดหงิดขึ้นทันควัน

“ข้าจำเจ้าไม่ได้ และข้าไม่อยากรับ...ไป..อ้ายอินทร์!” ว่าแล้วก็ลากเจ้าตัวเล็กตามมาทันควันท่ามกลางการตื่นตะลึงของแม่หญิงเรไร

เจ้าตัวจ้อยทั้งแกะมือทั้งจิกมือกับฝ่ามือหนาของสีหราช แต่ก็ไม่อาจยั้งแรงหนัก ๆ นั่นได้ จนกระทั่งถูกลากมาใกล้ประตูวัดเกสรนพคุณ เมืองอินทร์ถึงสะบัดตัวออก

“เหตุใดจึงทำตัวเยี่ยงนั้น! แม่หญิงเรไรมีน้ำใจจะให้ผ้าเจ้า กลับพูดเยี่ยงนั้น ไม่สงสารนางรึ?” เจ้าตัวเล็กต่อว่าต่อขาน

“ก็ข้าไม่อยากรับ...ผิดด้วยฤา...” สีหราชเอ่ยเมิน ๆ อย่างไม่ใส่ใจ

“ก็ไม่จำเป็นต้องเอ่ยเยี่ยงนั้น นางอาจเสียใจได้...” เมืองอินทร์ยังคงโวยใส่

“เจ้า...ห่วงความรู้สึกของนางกระนั้นหรือ...?” น้ำเสียงคนถามคล้ายน้อยใจ แต่คนตัวเล็กกว่ายังไม่ทันรู้ตัว

“ก็นางเป็นเพื่อนข้ามาตั้งหลายปีแล้ว ข้าย่อมห่วงความรู้สึกของนาง...” แต่แล้วไม่ทันจะเอ่ยสิ่งใด ร่างสูงหนาก็หันขวับมองอย่างน้อยใจก่อนจะเอ่ยขึ้น

“ข้า...ก็อยู่กับเจ้ามาหลายปีดีดัก แต่เจ้าไม่ห่วงความรู้สึกข้า ?” ประโยคนั้นทำให้เมืองอินทร์งุนงงหนัก ร่างสูงเดินรุกไล่เข้ามาจนเมืองอินทร์ถอยจนแผ่นหลังชิดต้นยางนาขนาดสามคนโอบ มือหนาข้างหนึ่งยันลำต้นยางนาไว้ก่อนที่เจ้าตัวจะก้มลงมาจนชิด กลิ่นกายบุรุษและไอร้อนจากแดดคล้ายจะแนบชิด

“ข้า...เพิ่งได้กลับบ้านและอยากเดินเที่ยวกาดกับเจ้า ไม่ได้อยากคุยกับผู้อื่น ทำไมไม่ห่วงความรู้สึกข้าบ้าง...”

ประโยคนั้นเหมือนจะมีเหตุผล แต่ก็คล้ายไม่มีเหตุผล ยามนี้กลับเป็นเมืองอินทร์เองที่งุนงงหนักว่าตนทำสิ่งใดผิดไป

หรือ...มันจะทำผิดจริง ๆ ?

“คือ...ข้า...”เป็นครั้งแรกที่มันไม่รู้จะเอ่ยสิ่งใดดี คล้ายจะจนแต้มคนตรงหน้า

“หรือเจ้าคิดว่า เจ้าไม่ผิด ?” เสียงพร่าจากร่างสูงที่คร่อมอยู่ตรงหน้าทำให้เมืองอินทร์เริ่มเลิ่กลั่ก เจ้าตัวทำหน้าเหยเก แววตางุนงงแต่ก็คล้ายไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไร

 ใบหน้าคมคร้ามที่ก้มต่ำลงมาเรื่อย ๆ ทำให้สติสตังของเมืองอินทร์เริ่มกระเจิดกระเจิง ก่อนจะละล่ำละลักขึ้นมาทันที

“ได้ ๆ ข้ายอมแล้ว...เป็นข้าที่ผิดเอง...อ้ายสีห์...” ก่อนจะถอนหายใจพรู เมื่อร่างสูงค่อย ๆ ขยับออก ดวงตาคนตรงหน้าคล้ายระริกพริบพรายเพียงชั่วแว่บ ก่อนจะกลับเข้ามาดขรึมเช่นเดิมทันควัน

“แล้วจะไถ่โทษเยี่ยงไร...” เจ้าตัวเอ่ยก่อนจะมองเมืองอินทร์อย่างเมิน ๆ ทำให้ “คนผิด” กลืนน้ำลายลงคอครั้งใหญ่

“งั้น...ข้าจะพาเจ้าเที่ยวกาด โดยไม่คุยกับผู้ใดเลย ดีฤาไม่ ?”

“ดี! งั้นเราไปกัน!” สิ้นเสียงนั้น เจ้าตัวก็เดินลิ่ว ๆ นำหน้าคล้ายกับไม่เคยมีความหงุดหงิดใด ๆ มีแต่เมืองอินทร์ที่รำพึงในใจ...

...เหตุใดอ้ายสีห์กลับมาครานี้...คล้ายจะเอาแต่ใจยิ่งนัก...

...............................................................................

เมืองอินทร์และสีหราชต่างชวนกันเดินเที่ยวกาดอย่างเบิกบานใจ ท่าทีอ้ายอินทร์ที่สนุกสนานราวกับเด็ก ๆ ที่เห็นของเล่นต่าง ๆ ที่พ่อค้าเร่นำมาขาย ท่าทีนั้นทำให้สีหราชยิ้มออกมานิด ๆ อย่างพอใจ ดวงตาที่กลมสุกใสของเมืองอินทร์คล้ายเด็กน้อยในวันนั้น

“นี่ ๆ อ้ายสีห์ ของเล่นเช่นนี้ข้าไม่เคยเห็นเลย” เสียงคนทักเอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้น เมื่อหยิบขวดแก้วเจียระไนขึ้นส่องกับแสงอาทิตย์ ประกายของแสงอาทิตย์ที่ล้อวิบวับบนพื้นทรายตรงหน้า ทำให้เมืองอินทร์ตื่นเต้น

“เป็นของฝรั่งมังค่า เขาเอามาขายในพระนครได้สักระยะแล้ว” สีหราชเอ่ยเบา ๆ ก่อนจะคว้าถุงใส่อัฐขึ้นมานับก่อนจะยื่นให้พ่อค้าที่รีบรับอัฐอย่างรวดเร็ว

เมืองอินทร์เห็นดังกล่าวก็สะดุ้งโหยงเพราะเห็นแค่ชั่วพริบตา แต่ที่แน่ ๆ คือ ก้อนเงินน้ำหนักขนาด 1 ตำลึงจำนวนไม่ต่ำกว่า 5-6 ก้อนถูกหย่อนลงในถุงพกของพ่อค้าคนนั้น

“ข้า...ไม่เอาดอก มันแพง...” เมืองอินทร์พยายามยัดเยียดคืนแก่พ่อค้าที่ไม่ยอมรับถ่ายเดียว

“ข้าซื้อให้เจ้า...เจ้าชอบมันมิใช่ฤา” สีหราชเอ่ยยิ้ม ๆ ก่อนจะเดินไปร้านรวงต่อไป ทำเอาเมืองอินทร์ต้องประคองขวดแก้วเจียระไนใบจิ๋วไว้ในอกเสื้ออย่างดีก่อนจะขมุบขมิบบ่นร่างสูงที่เดินนำไปก่อน

“ยามนี้ในพระนคร ล้วนมีชาวตะวันตกจำนวนมากเริ่มเข้ามาค้าขาย เปิดห้างขายสินค้ากลางพระนคร แต่สถานการณ์ยามนี้มิสู้ดีนัก พวกมันมีแต่หาประโยชน์จากสยาม บ้างก็แอบอ้างเบื้องสูง หลอกขายสินค้าในราคาแพง จนข้าราชบริพารอิดหนาระอาใจกันไปตาม ๆ กัน” สีหราชเอ่ยเบา ๆ ก่อนจะพาเมืองอินทร์เดินออกมา

“มันเรื่องอันใดกัน หรือว่าเป็นเพราะหลวงชาวอังกฤษผู้นั้นใช่ฤาไม่ เห็นข่าวลือว่าก่อนนั้น ราชสำนักมีแนวคิดผูกสัมพันธ์กับตะวันตกมิใช่ฤา” เมืองอินทร์ค้าน

“ใช่...เมื่อครารับสั่งให้จัดหาปืนไฟมาป้องกันพระนครนั้นก็เห็นดีอยู่ แต่ครั้นระยะหลัง เริ่มเหิมเกริมแอบอ้างเบื้องสูง บังคับซื้อเรือกลไฟสภาพบุโรทั่งในราคาถึง 1,200 ชั่ง ใครเลยจะยอม...นับจากนั้นความสัมพันธ์ก็เริ่มถอยลง..” สีหราชเอ่ยเบา ๆ

ในฐานะนักดาบหลวง สีหราชต้องยอมรับว่าปืนไฟของฝรั่งมังค่านั้นมีพลานุภาพมากกว่าดาบเนื้อดี การสังหารทำได้จากระยะไกลหากแต่ต้องบรรจุกระสุน ผิดกับดาบเนื้อดีที่ใช้โรมรันศัตรูในระยะประชิด

เมื่อนึกถึงราชสำนัก สีหราชก็ต้องถอนหายใจเพราะนึกรู้แน่ว่าเพลิงร้อนในราชสำนักย่อมไปถึงเรือนของเจ้าจอมมารดาพิมและเสด็จพระองค์ชายชาญนพเป็นแน่ เพราะระยะหลังสุขภาพของล้นเกล้ามิสู้ดี มีอาการพระประชวรบ่อยครั้งเนื่องจากทรงงานหนักหักโหมมาตลอดพระชนม์ชีพ ข่าวลือเรื่องการเตรียมแต่งตั้งองค์รัชทายาทยิ่งทำให้ความร้อนในราชสำนักฝ่ายในมากขึ้นเป็นลำดับ ทั้งหมดทั้งมวลพุ่งเป้ามาที่เสด็จพระองค์ชายชาญนพที่ทรงเป็นที่โปรดปรานของทูลกระหม่อม และยังทรงพระปรีชาขีดเขียนอ่านภาษาต่างประเทศได้ ด้วยลักษณะที่สุขุมปราดเปรื่อง และน้ำพระทัยที่โอบอ้อมอารี มีศิลป์เจรจาย่อมเป็นที่ริษยาของตำหนักอื่น ๆ

แม้จะห่วงทั้งสองพระองค์มากเพียงใด แต่สีหราชไม่อาจทนฝืนใจอยู่ในรั้ววังได้อีก...สายตาสีหราชจ้องมองร่างตรงหน้าที่ยิ้มแย้มยกขวดแก้วเจียระไนส่องกับแสงอาทิตย์เล่นก่อนจะเผยอยิ้มนิดหนึ่ง

....ข้าต้องการเพียงชีวิตที่เป็นสุข...เรียบง่ายเท่านั้น...


ButlerofLOVE:

เรื่องราวในช่วงนี้ตรงกับรัชกาลที่ 3 ช่วงปลายรัชกาลแล้วค่ะ มีการเข้ามาของต่างชาติ และบางกลุ่มก็หาประโยชน์จากสยามด้วย อย่างเรื่องเรือบุโรทั่งนั่น ก็เป็นเรื่องราวจริงที่เกิดขึ้นตามประวัติศาสตร์ไทย หาอ่านข้อมูลได้จากวารสารศิลปวัฒนธรรมนะคะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1976
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-0

ออฟไลน์ ButlerofLOVE

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
...........................................................................

แต่แล้วเสียงเรียกจากด้านหลังทำให้สีหราชต้องหันหลังไปมอง แม่นาก...มาพร้อมกับบ่าวไพร่อีกสองสามคน ร่างกลมกลึงงดงามนั้นแย้มยิ้มอย่างยินดี ก่อนจะเดินตรงมาหาสีหราชและเมืองอินทร์

“ได้ข่าวว่าท่านกราบลาเสด็จท่านแล้วตัดสินใจออกจากวัง ...บังเอิญจริงที่ได้พบกันที่นี่” ร่างสวยตรงหน้าและกลิ่นน้ำปรุงที่ลอยกรุ่นอวลเยื้องย่างเข้ามาตรงหน้า

“ใช่...ข้ากลับมาได้หลายราตรีแล้ว มิคาดว่าจะพบกับแม่หญิงที่นี่...” สีหราชไม่เอ่ยสิ่งใดก่อนเหลียวมองเมืองอินทร์ที่ยืนมองภาพตรงหน้าอย่างงุนงง

“อ้ายอินทร์ นี่ แม่หญิงนาก บุตรีของสมุหพระกลาโหม...ส่วนนี่เมืองอินทร์....” แต่สีหราชยังพูดไม่ทันจบ แม่นากก็แย้มยิ้มก่อนจะมองเมืองอินทร์ด้วยหางตาอย่างมิใส่ใจ

“แต่งกายเช่นนี้...คงไม่พ้นทาสในเรือนของเจ้าใช่ไหมเล่า สีหราช...ไม่จำเป็นต้องแนะนำให้ข้ารู้จักดอก...” ก่อนเจ้าตัวจะตรงเข้ามาใกล้แล้วเอ่ยคำหวาน โดยไม่ใส่ใจสายตาผู้ใดรอบข้าง

“อีกสักครู่ พ่อข้าจะไปที่บ้านเจ้า หวังว่าจะได้พบกับพ่อสิน...” แม่นากยังไม่ทันเอ่ยกระไรต่อ แต่สีหราชที่จู่ ๆ ก็มีสีหน้านิ่งเฉยจนน่ากลัวก็เอ่ยขึ้นขัดว่า

“แม่หญิง โปรดอย่าเรียกพ่อข้าอย่างสนิทชิดเชื้อถึงเพียงนั้นเลย โปรดเรียกว่า พ่อหมื่นสินเถิด เพราะพ่อข้าเป็นเพียงช่างตีดาบหลวงคงไม่อาจเทียบสมุหพระกลาโหมได้ แลข้าเองก็มิอาจตีเสมอบุตรีสมุหพระกลาโหมอย่างเจ้าได้เฉกเช่นกัน ยามนี้...ข้ากำลังเที่ยวกาดอยู่คงไม่สะดวกจะนำท่านไปที่สำนักดาบ ขอลา...”

ว่าแล้วสีหราชก็คว้าข้อมือเมืองอินทร์ก้าวออกจากตรงนั้นโดยไม่รีรอให้อีกฝ่ายพูดกระไรต่อ มิไยว่าอีกฝ่ายจะกระทืบเท้าลงด้วยความขัดใจกับกริยาของนักดาบหนุ่ม

“ข้าขอโทษนะอ้ายอินทร์...” เสียงสีหราชเอ่ยขึ้นแผ่วเบาก่อนจะมองหน้าเจ้าตัวเล็กในที่ถูกลากหลุน ๆ ตามมาอย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้ แววตาทอดอ่อนโยน

“ขอโทษ เรื่องอันใด” เจ้าตัวยังงุนงง ก่อนจะเอ่ยปากชมสตรีเมื่อครู่ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

“นางคนนั้นงามนัก...นี่ละหรือ แม่หญิงนากที่ผู้คนเขาเล่าลือกันไปทั้งพระนคร” เจ้าตัวยังคงตื่นเต้น แต่สีหราชยังคงนิ่งเฉย

“มิหวั่นไหวบ้างดอกหรือ ที่สตรีงามปานนั้นเข้ามาทักเจ้า...” เจ้าคนช่างซักยังคงยิ้มกริ่มอย่างสนุกสนาน แต่คนถูกซักกลับยิ่งบึ้งตึง

“เหตุใดข้าต้องหวั่นไหวด้วยเล่า...” สีหราชถามก่อนจะจ้องตาคนตรงหน้า เมืองอินทร์ยังคงยิ้มกริ่มก่อนจะเด็ดดอกหญ้าข้างทางมาเล่น

“นางนั้นงามนัก เจ้าไม่เห็นดอกหรือว่า ผู้บ่าวที่เดินสวนไปนั้นต่างหยุดมองความงามและรอยยิ้มที่นางให้กับเจ้า ถ้าเปรียบละก็...ข้าว่าแม่หญิงนากนั้นงามราวกับกุหลาบแรกแย้ม หรือดอกฟ้าเลยทีเดียว” สีหน้าเมืองอินทร์ยังคงขำขัน แต่แล้วก็ต้องหยุดกึกเมื่อคนตรงหน้าหันขวับมามองอีกรอบด้วยสีหน้าบูดบึ้ง

“แล้วเจ้าชอบความงามเช่นนั้นฤาไม่...” เสียงนั้นตวัดคล้ายคาดคั้นอยู่ในที เมืองอินทร์ได้แต่ทำหน้าตาตื่นกับคำถาม ด้วยนึกไม่ถึงว่าคนตรงหน้าจะโกรธากับเรื่องทั่วไปเช่นนี้

“ชมว่างาม...ก็ไม่ได้ดอกหรือ...” เสียงนั้นอุบอิบเบา ๆ

ดูท่า...อ้ายสีหราชจะยึดมั่นคำสัญญานั่นจริงจังเหลือเกิน ข้ามิได้ทำดีกับแม่หญิงเสียเมื่อใด เหตุใดจึงต้องหัวเสียด้วย...

“ข้าแค่บอกว่านางนั้นงาม...แต่ไม่ได้บอกว่าข้าชอบ...” เมื่อพูดไปแล้วก็ค่อยรู้สึกโล่งใจขึ้นบ้างเมื่อสีหราชหันมาถอนหายใจยาว ๆ ก่อนจะจิ้มมะเหงกเข้าที่หน้าผากคนซุกซน

“แล้วข้าเล่า...เจ้าเห็นข้าแล้วนึกถึงสิ่งใด” น้ำเสียงสีหราชดูขำ ๆ กับท่าทีเมืองอินทร์ที่ยืนเป๋ออยู่ตรงหน้า

“จักเป็นสิ่งใดได้นอกจาก หมาดุ...กัดไม่เลือกที่ กัดทุกคนที่เข้ามา...” เมืองอินทร์เอ่ยอย่างแค้น ๆ เพราะนึกถึงเรื่องเมื่อสายแล้วยังเจ็บใจไม่หาย คำตอบนั้นเรียกเสียงหัวเราะลั่นจากสีหราช ก่อนเจ้าตัวจะยีหัวคนตัวเล็กกว่าแล้วเปรยขึ้น

“แล้วเจ้าเล่า...หากเปรียบนางเป็นดอกฟ้าแล้วเจ้าเป็นอันใด” น้ำเสียงคนตรงหน้าดูจะรื่นรมย์ขึ้น ขณะที่เมืองอินทร์ครุ่นคิดเพียงชั่วครู่ก่อนจะยิ้มหม่นลงแล้วก้มมองพื้น

“ข้า...คงเป็นเพียงดอกหญ้า เพราะข้าไม่มีอะไรเลยสักอย่างในชีวิต เรือนก็ต้องมาอยู่กับพ่อสิน ข้าวปลาอาหารก็อยู่กับแม่คำหล้า...”

“แต่เจ้ามีข้า ! เท่านี้...พอฤาไม่” เสียงสำทับหนักแน่นจากร่างสูงตรงหน้า เมืองอินทร์เงยหน้าขึ้นมองสีหราช ดวงตาคมมีประกายอ่อนโยนชัดเจนและเกือบจะทำให้เมืองอินทร์รู้สึกร้อนผ่าวที่กลางอก

“...แล้ว...เจ้าไม่รู้ดอกรึ...ข้าชอบดอกหญ้าเป็นที่สุด...” ว่าแล้วเจ้าตัวก็คว้ารวบดอกหญ้าข้างทางขึ้นมากำมือหนึ่งก่อนจะดอมดมนิด ๆ แล้วหันมายิ้มให้คนตัวเล็กกว่าที่ยืนอึ้งอยู่

“ดอกหญ้ากับหมาดุ...คล้องจองดี” ประโยคหัวเราะเบา ๆ ของสีหราชเจือความรู้สึกอุ่นละมุน

....ดูท่าอ้ายสีห์จะสอบอ่านเขียนตกเป็นแน่ เพราะถึงข้าจะเรียนตก ๆ หล่น ๆ แต่ยังรู้ว่ามีแต่กลอนว่าดอกฟ้ากับหมาวัด ไม่เคยได้ยินสักคราว่า ดอกหญ้ากับหมาดุ...

“เลิกงุนงงได้แล้ว...เรากลับเรือนกันเถอะ...” สีหราชดึงแขนเมืองอินทร์ทันควันก่อนจะรีบเบือนหน้าหลบ

“อ้ายสีห์...” เมืองอินทร์กระตุกมือหนาก่อนจะแหงนหน้าถาม

“หืม...”  ร่างสูงหนาคล้ายกระอักกระอ่วนก่อนจะมองคนตัวเล็กด้วยหางตา

“ท่านร้อนดอกหรือ...ข้าเห็นใบหูของท่านแดงนัก...” เสียงซื่อ ๆ ของเมืองอินทร์ทำให้ร่างสูงแทบสะดุดขาตัวเอง

“ช่างหัวข้าเถิด ! จะร้อนหรือไม่ร้อน..ก็ไม่เกี่ยวกับเจ้า” ว่าแล้วเจ้าตัวก็รีบปล่อยมือเล็ก ๆ แล้วจ้ำพรวดไปด้านหน้าโดยเร็ว

...ดูท่าว่าอ้ายสีห์จะร้อน...จึงรีบรุดกลับเรือนเช่นนี้...

..........................................................................

ทันทีที่ย่างเท้าเข้ามาในเรือน สีหราชก็ต้องสะดุดกึกเพราะด้านหน้าเรือนใหญ่มีบุรุษมากมายห้อมล้อม เหล่าทหารของเหล่าสมุหพระกลาโหมที่คอยระวังรักษาการณ์อยู่ทั้งด้านหน้าเรือนและบางส่วนที่ตามติดสมุหพระกลาโหมขึ้นไปบนเรือนด้วย คิ้วเข้มของสีหราชขมวดนิ่งอย่างไม่พอใจนัก ขณะที่เมืองอินทร์กระชับมือร่างสูงไว้เป็นเชิงห้ามก่อนที่ทั้งคู่จะก้าวขึ้นไปบนเรือน

“นั่น...พ่อสีห์มาพอดี...” เสียงหัวเราะลงลูกคอของสมุหพระกลาโหมดังขึ้น ขณะที่พ่อสิน บิดาของสีหราชมีสีหน้ากังวลเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้านิด ๆ ให้บุตรชาย

“มิคาดว่า วันนี้สมุหพระกลาโหมจะมาเยือนถึงเรือนชานสำนักดาบของข้าได้” สีหราชคารวะชายสูงวัยตรงหน้า บุคลิกที่โผงผางแล้วน้ำเสียงที่คล้ายจะโอ้อวดตนเองอยู่ในทีของสมุหพระกลาโหมคนนี้ ทำให้สีหราชไม่ค่อยอยากยุ่งเกี่ยวกับบุรุษตรงหน้านี้นัก

กลิ่นของอำนาจ การเมืองในราชสำนัก ล้วนเหม็นเน่า...หากอยู่ใกล้คงไม่แคล้วเอามือไปซุกหีบ

แต่ดูท่าว่า คลื่นความปั่นป่วนจากในราชสำนักจะพัดพามาถึงเรือนหลังนี้เสียแล้ว...

“ข้ากำลังพูดคุยกับพ่อสินอยู่ทีเดียว ว่าเจ้านั้นเก่งกาจเกินกว่าหนุ่มในวัยเดียวกันนัก อีกทั้งพระอาจารย์ยังชื่นชมเจ้าไว้มาก เสียดายที่ตัดสินใจกลับมาที่นี่เสียก่อน หากข้ารู้เสียก่อนจะรั้งเจ้าไว้กินตำแหน่งบรรดาศักดิ์ดี ๆ และอยู่รับใช้ใกล้ทูลกระหม่อม...” เสียงหัวเราะของคนตรงหน้าคล้ายจะเมตตา แต่สีหราชรู้ชัด ...กล่าวเหมือนเมตตาแต่จริงแท้คือโอ้อวดว่ามีอำนาจจะสั่งการมอบบรรดาศักดิ์ให้ใครที่พึงใจก็ได้ทั้งนั้น

“ขอบคุณสมุหพระกลาโหมที่เมตตา แต่ตัวข้ามิเคยปรารถนาในยศศักดิ์ ออกจากราชสำนักครานี้ก็เป็นโดยใจสมัคร เพราะเชื่อว่า ไม่ว่าอยู่หนใด หากมีใจสุจริตไม่คิดคดก็ย่อมก่อประโยชน์ให้แผ่นดินได้มิต่างกัน...”

ประโยคสั้น ๆ ของสีหราชทำให้เสียงหัวเราะของสมุหพระกลาโหมชะงักไปนิด เจ้าตัวหรี่ตามองสีหราชอย่างประเมินก่อนจะเหยียดยิ้ม

“คนหนุ่มก็เช่นนี้ สักวันเจ้าจะรู้ว่าการมียศศักดิ์นั้นบันดาลสิ่งใดให้เจ้าได้บ้าง...” เสียงเปรยดังขึ้นก่อนที่เจ้าตัวจะหันมาหาพ่อสินอย่างเป็นการเป็นการ

“พ่อสิน ระยะนี้ทูลกระหม่อมไม่ทรงโปรดสินค้าอาวุธจากชาติตะวันตก อีกทั้งราคาค่างวดของปืนไฟก็แพงยิ่งนัก ข้าจึงเสนอในท้องพระโรงไปว่า อย่างน้อยเหล่าทหารหาญก็ควรมีอาวุธที่เป็นเลิศในการป้องกันแผ่นดิน ประกอบกับเห็นว่าดาบที่เหล่าทหารใช้กันนั้นออกจะเก่าคร่ำคร่าและบางด้ามก็ทื่อขาดความคมไปแล้ว จึงใคร่ขอแรงพ่อสินช่วยตีดาบชุดใหม่ขึ้นได้ฤาไม่ เพราะดาบที่พ่อตีขึ้นคราใดล้วนเลื่องลือกันว่าคมนัก ชนิดขนนกที่ร่วงหล่นมาโดนใบมีดยังขาดสะบั้น..ข้าคิดจะนำไปแทนดาบของเหล่าราชองค์รักษ์ชุดเดิม..”

“ท่านสมุหพระกลาโหมก็กล่าวเกินไปแล้ว ข้าเป็นเพียงช่างตีดาบหลวง จักเก่งกล้าได้มากเพียงใดเล่า แต่หากท่านประสงค์จะให้ทำงานเพื่อแผ่นดิน ข้าก็ไม่เกี่ยงทั้งนั้น...” ว่าแล้วพ่อสินก็เหลียวไปสั่งการกับอ้ายมิ่งผู้ช่วยคนสนิท

“เอ็ง..อ้ายมิ่งไปเตรียมการให้พร้อมพรัก ข้าต้องการตีดาบขึ้นให้เร็วที่สุดและจักรีบแจ้งข่าวให้ราชสำนักทราบ”

“ช้าก่อนพ่อสิน...ข่าวการตีดาบครานี้ ข้าต้องการให้เงียบที่สุด เพราะระยะนี้หูตาเหล่ากบฏมันไวนัก หากเสร็จแล้วเมื่อใด จักขอให้พ่อสินทำทีเป็นนำขึ้นเกวียนเงียบ ๆ มาให้ข้าได้ฤาไม่” ประโยคของสมุหพระกลาโหมนั้นทำให้สีหราชขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะชำเลืองมองผู้เป็นบิดาเป็นเชิงไม่เห็นด้วย หากแต่พ่อสินมิทันสังเกต

“ข้าไม่ติดอันใด ก็ตามแต่ที่ท่านสมุหพระกลาโหมเห็นชอบเถิด หากต้องการเช่นนั้นข้าจักทำตาม...”

“ข้าขอเวลาตีดาบสักเดือนหรืออย่างช้ามิเกินสองเดือน ราตรีมณิสูงสุดเมื่อใดข้าจักให้อ้ายสีห์นำดาบทั้งหมด 100 เล่มไปส่งให้กับท่านเอง...” 

...

ออฟไลน์ ButlerofLOVE

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
บทที่ 11 รู้จักหัวใจ

หลังจากที่สมุหพระกลาโหมกลับไป เรือนของพ่อสินก็ไม่ว่างเว้นอีกเลย เหล่าทาสมากมายและช่างฝีมือถูกพามาทำงานตั้งแต่เช้ามืดของทุกวัน เสียงค้อนกระทบเหล็กดังต่อเนื่องมาตลอดไม่หยุดหย่อน เมื่อคนหนึ่งพักอีกคนก็เข้าตีต่อเนื่อง โหมทำงานกันทั้งวันทั้งคืนจนเรียกว่าสลบไสลกันไปตาม ๆ กัน สำหรับพ่อสินก็คอยกำกับกำชับช่างตีดาบแต่ละคนอย่างใกล้ชิด พร้อมกับตรวจลักษณะของใบมีดดาบอย่างถี่ถ้วนทุกเล่ม หากเล่มใดไม่เป็นที่พึงใจก็จะถูกโยนกลับไปใหม่ จนช่างแต่ละคนถึงกับโอดครวญว่า งานนี้พ่อสินทุ่มเทหมดทั้งกายและใจ

“งานเพื่อแผ่นดินมันต้องดีสิหว่า...พวกเอ็งจะทำสะเพร่าเผอเรอมิได้...” เสียงพ่อสินสำทับเสียงเข้ม

“ดาบแต่ละด้ามตีขึ้นเพื่อป้องกันพระนคร พวกเอ็งจะทำเป็นเล่นได้ฤา!”

ครั้งนี้สีหราชถึงกับต้องมาช่วยพ่อสินตีดาบด้วยตนเอง กล้ามเนื้อแข็งแรงของสีหราชเป็นประกายวาววามเมื่อหยาดเหงื่อนั้นชะโลมกายท่อนบน เตาหลอมที่ร้อนทำให้ผิวกายตรงหน้าชื้นไปด้วยเหงื่อ ผ้าคาดเอวที่พันไว้จนแน่นเปลี่ยนสีจากสีเทากลายเป็นสีเทาเข้มตามเหงื่อของเจ้าตัวที่เปียกโชก ส่วนเมืองอินทร์ที่ร่างเล็กบอบบางถูกจัดวางให้ทำหน้าที่เป็นกำลังเสริมคอยวิ่งรอกเอาอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้กับเหล่าช่างที่ตะโกนเรียก

“อ้ายอินทร์...ข้าขอน้ำสักหน่อยได้ฤาไม่...” เสียงตะโกนของสีหราชดังขึ้น เจ้าตัวรีบลนลานวิ่งนำกระบอกไม้ไผ่ลอยน้ำดอกมะลิตรงมาหา แต่เพราะข้าวของและอุปกรณ์บนพื้นวางกันระเกะระกะ ทำให้คนที่วิ่งส่งของไปมาเกิดขาพันกันสะดุดพรืด กระบอกน้ำตรงหน้ากระฉอกเข้าหน้าสีหราชเต็ม ๆ ท่ามกลางเสียงหัวเราะของเหล่าช่างที่อยู่ตรงนั้น สีหราชหน้าแดงก่ำไม่รู้ว่านึกโกรธหรือนึกเขินอาย แต่สำหรับเมืองอินทร์กลับยืนนิ่งกลืนน้ำลายเอื๊อกอย่างรู้ชะตากรรม

“อ้ายสีห์...มึงขอน้ำ แต่ไม่ได้บอกว่าน้ำดื่ม มึงจะโกรธอ้ายอินทร์ไม่ได้ดอกเน้อ !” เสียงหัวเราะกระเซ้าของเหล่าช่างที่หัวเราะร่วนกันตรงหน้าทำให้สีหราชสูดลมหายใจลึก ๆ ก่อนจะมองคนตรงหน้าที่ทำหน้าจืดเจื่อน

“ขะ...ข้า...ข้าไม่ได้ตั้งใจ” เจ้าตัวลนลานก่อนจะลืมตัวคว้าชายผ้าคาดเอวตนเองขึ้นมาซับหน้าให้สีหราชที่กำลังฉุน

กลิ่นหอมจาง ๆ ..จากผ้าคาดเอวเหมือนจะทำให้ความโกรธหายไปทันควัน เจ้าตัวกึ่งยิ้มกึ่งบึ้งคว้าผ้าคาดเอวนั่นกระชากหวือเดียวก็หลุด ทำเอาเมืองอินทร์แทบตะครุบผ้านุ่งไว้แทบไม่ทัน

“เฮ้ย ! อ้ายสีห์ !”  แต่คนก่อเรื่องกลับยกผ้าคาดเอวนั้นพาดไหล่แล้วบอกหน้าตาเฉย

“ข้าขอ...ไว้ซับเหงื่อแล้วกัน...” ประโยคนั้นทำเจ้าตัวเล็กหน้าแดงก่ำ ก่อนจะละล่ำละลัก

“นั่น...มันมีเหงื่อข้าด้วย เอาคืนมาเถิดแล้วข้าจะไปเอาผ้าสะอาดมาให้...” เมืองอินทร์พยายามเขย่งเท้าเล็ก ๆ หมายจะคว้าผ้าคืนมา แต่สีหราชหมุนตัวหลบวูบก่อนจะเม้มปากนิด ๆ อย่างก่อกวน

“ข้าขี้เกียจรอผ้าผืนใหม่ของเจ้า เสียเวลาตีดาบ...” ว่าแล้วก็หันกลับไปคว้าค้อนมาเตรียมตีดาบต่ออีกครั้ง แต่เหมือนจะนึกสิ่งใดได้ เจ้าตัวหันกลับมาทันควันพร้อมกับบอกคนตรงหน้า

“ข้ายังไม่ได้กินน้ำเลย...” ประโยคสั่งการกับสายตาเป็นประกายวิบวับทำเอาเมืองอินทร์งุนงงก่อนจะยื่นกระบอกน้ำที่เหลือให้ แต่เจ้าตัวพลันส่ายหน้าชูมือทั้งคู่ให้ดูว่าเลอะไปด้วยคราบเขม่าแค่ไหน ทำให้เมืองอินทร์ถอนหายใจพรูก่อนจะหลับหูหลับตาเทน้ำในกระบอกเข้าปากคนก่อกวนตรงหน้า

“แค่ก! แค่ก ๆ ๆ....” เสียงสีหราชกระแอมกระไอเป็นพัลวัน เพราะเจ้าทาสตัวดีดันเทน้ำอย่างไม่มอง ทำให้น้ำเข้าทั้งปากทั้งจมูกของคนขี้แกล้งทันที

“เจ้าแกล้งข้านี่ !”  สีหราชโอดก่อนจะเตรียมคว้าร่างเล็ก ๆ ไว้ลงโทษ แต่ก็ไม่ทันเจ้าตัวเล็กกระโดดแผลวข้ามไปอีกด้านหนึ่งก่อนจะเบ้ปากใส่

“ก็อยากขี้เกียจดื่มเองนี่...ช่วยไม่ได้!” แล้วก็เผ่นหายไปในเรือนครัวด้านหลังอย่างไว ทิ้งให้คนถูกแกล้งเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันท่ามกลางเสียงหัวเราะของเหล่าช่างฝีมือที่เห็นเหตุการณ์ จะมีก็เพียงแต่พ่อสินที่มองภาพตรงหน้าด้วยแววตาคล้ายกังวลบางอย่าง

...............................................................................

เสียงฝึกซ้อมฟันดาบในยามกลางคืนของสีหราช ทำให้พ่อสินลุกจากเรือนออกมามองบุตรชายคนเดียวอย่างครุ่นคิด ชายสูงวัยยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นนานจนสีหราชสังเกตจึงหยุดการซ้อมแล้วเดินมาหาผู้เป็นบิดา

“ดึกมากแล้ว เหตุใดพ่อยังไม่นอนขอรับ...” สีหราชเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

พ่อสินถอนหายใจยาวก่อนจะยกมือลูบศีรษะบุตรชายคนเดียวอย่างแสนรัก

“พ่อมีบางเรื่องที่ยังคิดไม่ตก...อยากถามเจ้าสักหน่อย” พ่อสินเอ่ยเบา ๆ ทำให้สีหราชเงยหน้าอย่างงุนงง

“เมื่อใดเจ้าจะออกเรือนเล่า อ้ายสีห์...” ประโยคนั้นคล้ายฟ้าแลบปราดเข้ามากลางกระหม่อมของสีหราช

“คือ...ข้า ข้ายังไม่คิดเรื่องนี้เลย” ว่าแล้วก็ก้มหน้างุดอย่างไม่รู้จะตอบสิ่งใด

“ยามนี้เจ้าก็เติบใหญ่แล้ว ปีนี้ก็ล่วงเข้า 20 แล้วถึงวัยต้องออกเรือนแล้วนะอ้ายสีห์...” เสียงผู้เป็นพ่อเอ่ยเนิบ ๆ แล้วลูบหัวเบา ๆ

“ตอนพ่ออายุเท่าเจ้า พ่อก็มีเจ้าแล้ว...” เสียงนั้นเอ่ยเรียบ ๆ ต่อไปราวกับไม่มีสิ่งใดสำคัญ หากแต่ทำให้คนฟังคล้ายถูกบีบเค้นจนหายใจติดขัด

“ถ้าเจ้าพึงใจลูกสาวบ้านไหน ก็บอกพ่อมาได้ หน้าตาชาติตระกูลของเราก็มิได้ด้อยไปกว่าผู้ใด พ่อเชื่อเหลือเกินว่าหากไปขอลูกสาวบ้านไหนเขาก็คงยินดีเพราะรู้ว่าลูกเขาคงไม่มาลำบากกับเราเป็นแน่...”

“ข้า....ข้า...” คนตรงหน้าคล้ายจะหากล่องเสียงตัวเองไม่เจอ สายตาผู้เป็นพ่อมองปราดก่อนจะยิ้มนิด ๆ ให้

“หรือ...เจ้ายังไม่พึงใจผู้ใด” แต่กริยาบุตรชายกลับคล้ายไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ มีเพียงความสับสนในแววตาคมคร้าม

“พ่อ...ท่านรู้ได้อย่างไรว่า ท่านรักแม่...” ประโยคนั้นทำให้พ่อสินชะงักไปนิดก่อนจะเหม่อมองไปบนท้องฟ้าราวกับจะหาคำตอบจากบนนั้น

แม่สายหยุด ผู้เป็นมารดาของอ้ายสีห์จากไปหลังจากคลอดอ้ายสีห์ได้เพียง 1 เดือน อาการตกเลือดรุนแรงต่อเนื่องทำให้สายหยุดลาโลกไปในวัยที่ยังสาวสะพรั่ง แต่พ่อสินก็ไม่เคยชายตาแลเหลียวสตรีนางใดมาข้างกายอีกเลย แม้ว่าช่างตีดาบหนุ่มที่เป็นที่เลื่องลือจะได้รับความโปรดปรานและให้บรรดาศักดิ์เป็นหมื่นสินก็ตาม เจ้าตัวเพียงเอ่ยกับคนใกล้ชิดว่า

“ยามข้าทุกข์ ข้ามีเพียงแม่สายหยุดเพียงผู้เดียวที่ดูแลข้า...หากยามข้าสุข...ข้าจะกล้ามีสตรีอื่นแทนได้กระไร...”

คำมั่นสัญญาที่พ่อสินมีต่อหน้าหลุมของแม่สายหยุดคือ จักเลี้ยงดูบุตรชายคนเดียวอย่างดีที่สุด โดยมีแม่คำหล้า สตรีที่ติดสอยห้อยตามมาแต่ครั้งสร้างเนื้อสร้างตัวมาเป็นแม่นมให้แก่อ้ายสีห์ ตลอดยี่สิบปีมานี้ พ่อสินครองตัวอย่างดีมาตลอดไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย

“รัก...นั้น ไม่ได้หมายความเพียงร่วมสุข แต่ต้องหมายถึงร่วมทุกข์และพร้อมแลกกันได้ด้วยชีวิต...” สินกล่าวเนิบ ๆ

“หากข้าเป็นฝ่ายตกเลือดแทนแม่เจ้าได้ ข้าก็พร้อมจะยอมโดยแลกเอาชีวิตแม่เจ้ากลับมา...”

ประโยคนั้นทำให้สีหราชอึ้งงันไป พ่อผู้ไม่เคยกล่าวถึงแม่สายหยุดมากนัก กลับพูดจาได้ลึกซึ้ง คำพูดสุดท้ายของพ่อสินที่เอ่ยยิ้ม ๆ พร้อมตบบ่าเบา ๆ ทำให้สีหราชต้องเก็บไปครุ่นคิด

“ยามเจ้ามีรัก...เจ้าจักรู้ด้วยหัวใจเจ้า เจ้าจักเจ็บเจียนตายเมื่อเห็นคนนั้นเจ็บ และเจ้าจักสุขล้นหัวใจเพียงเห็นรอยยิ้มคนนั้นเพียงชั่วครู่ยาม” ก่อนจะเอ่ยประโยคสุดท้าย

“...แล้วเจ้าอาจจักตายทั้งที่มีลมหายใจ เมื่อคนนั้นจากไปสู่โลกหน้า...”

.................................................................................

ขบวนกองเกวียนที่เตรียมนำส่งดาบเนื้อดีให้แก่สมุหพระกลาโหมตระเตรียมไว้อย่างพรักพร้อมแล้ว โดยมีอ้ายสีหราชเป็นหัวขบวนคุ้มกัน ก่อนจะตามมาด้วยกองเกวียนสองสามเล่มที่บรรทุกข้าวของไว้ในหีบไม้ใหญ่ ปิดท้ายขบวนด้วยอ้ายโต คนสนิทของพ่อสินที่ทำหน้ารักษาความปลอดภัยด้านท้าย มีทาสอีกราว 6-7 คนที่แบ่งออกเพื่อคุ้มกันด้านข้างของขบวน

เมืองอินทร์พยายามเซ้าซี้พ่อสิน ขอร้องให้พาตนไปเปิดหูเปิดตาบ้าง แต่ก็เพราะสีหราชนั่นเองที่ค้านหนัก ทำให้เจ้าตัวต้องลอบเบ้หน้า

“ตัวทั้งเล็กและบางอย่างนั้นจะไปคุ้มกันกระไรได้ สู้เอาผู้ที่เก่งกล้าทางดาบอย่างอ้ายโต และทาสอีกสองสามคนไปจักได้ประโยชน์เสียกว่า”

“ข้าป้องกันตัวเองได้! อ้ายสีห์ไม่ต้องมาห่วงใยดอก!” เจ้าตัวตะโกนอย่างกราดเกรี้ยวเพราะเจ้าตัวเล็กหมายมั่นปั้นมือว่าจะได้ลองไปดูรั้ววังกับเขาบ้างสักคราในชีวิต

สีหราชส่ายหน้าเบา ๆ อย่างระอาใจ ทำไมเขาจักไม่รู้ทันเจ้าตัวเล็ก เพราะนิสัยซุกซนชอบเที่ยวเล่น ยิ่งเขาเคยเอ่ยให้ฟังว่าในรั้ววังมีแต่สิ่งของงาม ๆ ประณีตทั้งนั้น อาหารการกินก็ฉลุลายต่าง ๆ อย่างงดงามจนแทบไม่กล้ากิน เมืองอินทร์ยิ่งตาโตอยากเห็นยิ่งนัก

“เหตุใดต้องฉลุให้เป็นใบไม้ด้วยเล่า ปอกแล้วกินเลยไม่ดีดอกหรือ ?” มันถามอย่างสงสัยพร้อมกับยกมะปรางที่แม่คำหล้าปอกแล้วขึ้นมาดู กริยานั้นทำให้แม่คำหล้าถึงกับหัวเราะเบา ๆ

“อ้ายอินทร์เป็นผู้ชายอาจจะไม่เข้าใจ เขาเรียกว่าเสน่ห์ของอาหารนั้น มีทั้งกินทางปาก และกินทางตา...ของงาม ๆ อย่างนั้นใครเห็นก็ชื่นใจ หากได้ลิ้มชิมลงไปรสชาติอร่อยก็จะยิ่งติดตราตรึงใจมากขึ้นกระไรเล่า” 

“แล้วหากไม่ฉลุเป็นใบไม้เล่า มีเป็นรูปสัตว์บ้างไหม” เสียงถามอย่างตื่นเต้นของร่างเล็ก ๆ ตรงหน้าทำให้สีหราชยิ้มนิด ๆ อย่างเอ็นดู

“มีสิ...มีไก่ตัวน้อย ๆ ด้วยนา” ว่าแล้วเจ้าตัวก็ทำมือให้ดูว่าน้อยที่ว่านั้น “น้อย”สักเพียงใด

เจ้าตัวเล็กยิ่งทำตาโตใหญ่ก่อนจะถามมากมายว่า อาหารนั้นคือสิ่งใด ก่อนที่สีหราชจะเฉลยว่านั่นคือ “สาคูไส้ไก่” ที่บรรจงใส่ไส้ไก่ที่สับละเอียดปรุงรสแล้วลงบนแป้งบาง ๆ ก่อนจะจับจีบแป้งนึ่งขึ้นมาเป็นริ้ว ๆ ตรงช่วงคอไก่ แล้วใช้พริกขี้หนูเม็ดเล็กจิ๋วสีแดงสดมาทำเป็นปากไก่ นางในที่จีบริ้วได้สวยงามก็จะได้รับคำชมจากเจ้าจอมมารดาพิม บ้างก็อาจได้เป็นรางวัลเป็นแป้งร่ำหรือโชคดีหน่อยอาจได้แหวนทองลงยาเล็ก ๆ สักวง

“อ้ายสีห์...ได้กินอย่างนั้นทุกวันเลยฤา” เจ้าตัวน้อยไม่วายทำตาโตหันมาถาม สีหราชหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะพยักหน้ารับ

แต่แท้จริงแล้วที่เขาไม่ได้พูดออกไปคือ ส่วนใหญ่เป็นอาหารที่เสด็จพระองค์ชายชาญนพไม่โปรดเสียละมาก บางรายการถึงสลักมาอย่างงดงามวิจิตร แต่เสด็จพระองค์ชายชาญนพกลับทำหน้าเบื่อแล้วรุนจานนั้นส่งต่อมาที่เขา แล้วกำชับเบา ๆ

“กินให้หมดที แล้วบอกเขาด้วยว่า ขอบใจมาก”

ผู้ที่รับจานเปล่ากลับไปก็หน้าบานเป็นจานเชิง ขณะที่คนไม่อยากชิมก็ทรงพระอักษรต่อไปอย่างสบายพระอุรา ขณะที่คนที่ต้องทำสีหน้าปั้นยากเวลาเครื่องเสวยยกมาอีกก็ไม่แคล้วเป็นอ้ายสีหราช จนหลัง ๆ สีหราชถึงกับโอด

“กระหม่อมไม่รับอีกแล้วนะพะยะค่ะ ขืนกินมากกว่านี้คงไม่อาจไปฝึกเพลงดาบได้”

ใครจะอยากกลิ้งร่างกลม ๆ ไปฝึกดาบกัน !

ทูลกระหม่อมเงยหน้ามองสีหราชก่อนจะแย้มพระสรวลเบา ๆ

“ได้...” คำตอบนั้นทำให้สีหราชยิ้มก่อนจะหุบยิ้มแทบไม่ทัน

“เดี๋ยวเราจะบอกไปว่า ขอแบบอื่นมาบ้าง...”   ก่อนจะทรงพระสรวลร่วนอย่างถูกพระทัย

นั่นคือสิ่งที่อ้ายสีห์ยังไม่ได้บอกไป บางส่วนที่น่ากลัวของราชสำนักนั้นมีมาก ยิ่งกฎระเบียบยิ่งเข้มงวด อ้ายอินทร์น่าจะไม่ชอบเท่าใดนัก

“วังมิใช่สถานที่เที่ยวเล่นดอกนะ เมืองอินทร์ เดี๋ยวข้ารีบไปส่งแล้วจักรีบกลับมา..” สีหราชเอ่ยปากลาร่างเล็ก ๆ ตรงหน้า แล้วก็รีบพูดต่อทันควัน

“จักมีของฝากมาให้เจ้าด้วย ขอเพียงอยู่ดูแลพ่อสินให้ดี ข้าไปเพียงไม่กี่วันเท่านั้น” ปากที่อ้าคล้ายจะประท้วงของเมืองอินทร์เป็นอันหุบฉับเมื่อได้ยินคำว่าของฝาก ใบหน้าที่มุ่ยลงดูคล้ายจักยินยอมกลาย ๆ ทำให้คนที่กำลังคุ้มกันขบวนเริ่มจะเบาใจลงแล้วจึงกระตุ้นม้าให้ออกเดินนำขบวนไป

เมืองอินทร์มองขบวนคาราวานตรงหน้าอย่างละห้อยโหย มีเพียงแม่คำหล้าที่กดบ่าอย่างปลอบใจ

“ไปช่วยข้าเถิด อีกไม่กี่วัน อ้ายสีห์คงกลับถึงเรือน”

.............................................................................................

ออฟไลน์ ButlerofLOVE

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
เมืองอินทร์ทำหน้าเมื่อยก่อนจะก้าวเข้าไปในเรือนด้านหลัง เพลานี้ก็ล่วงไปเกือบ 2 ชั่วยามแล้วนับแต่อ้ายสีหราชคุมขบวนเกวียนออกไป ราตรีกำลังคืบคลานเข้ามาช้า ๆ เจ้าตัวจ้อยนั่งแกว่งขาเล่นริมท่าน้ำอย่างเหงา ๆ

...มิคาดว่า เพียงอ้ายสีหราชกลับมา จะทำให้มันรู้สึกเบิกบานได้ถึงเพียงนี้ แต่พออ้ายสีหราชหายไป เป็นมันเองที่ใจหาย

...เหตุใดจึงคิดถึง แม้เพียงหายไป 2 ชั่วยามกันเล่า...

แต่แล้ว เมื่อบ่าวไพร่ในบ้านวิ่งกันวุ่นวาย เสียงฝีเท้าที่ตะโกนเรียกกัน ทำให้เมืองอินทร์หันขวับมามองทางต้นเสียงก่อนจะรั้งทาสหญิงคนหนึ่งไว้สอบถาม

“เกิดกระไรขึ้นรึ อีแม้น...” เมืองอินทร์ถามอย่างงุนงง

“แม่คำหล้าสิเจ้าคะ จู่ ๆ ก็หลับฟุบไปกลางวงข้าว ปลุกเท่าใดก็ไม่ตื่น นี่บ่าวไพร่กำลังละลายยาดมยาหอมให้อยู่”

ประโยคนั้นทำให้เมืองอินทร์ลุกพรวดก่อนจะวิ่งตามไปที่เรือนใหญ่ ภาพตรงหน้าที่เห็นทำให้เจ้าตัวใจหายวาบแทบกระโจนขึ้นไปบนตั่ง เมื่อพ่อสินสั่งให้บ่าวไพร่สองสามคนประคองแม่คำหล้านอนบนตั่ง ใบหน้าที่หลับสนิททำให้เมืองอินทร์งุนงงหนักก่อนจะหันไปถามพ่อสิน

“เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้เล่า ?” ว่าแล้วก็ปราดเข้าไปเขย่าร่างท้วมนั้นเบา ๆ อย่างตกใจ

“หลับลึก...คล้ายกับถูกวางยา” พ่อสินเอ่ยขึ้นช้า ๆ อย่างกังวล สีหน้านั้นคล้ายจะสงสัยบางประการก่อนจะเหลียวหาบ่าวใกล้ตัว

“แม่คำหล้า...ไปทำอันใดมาก่อนจะมาที่เรือนนี้หรือไม่อีอิ่ม” สตรีร่างกลมผิวดำแดงสะดุ้งเฮือกขึ้นทันควันก่อนจะละล่ำละลัก แววตาที่ผิดแผกคล้ายจะหันรีหันขวางกระสับกระส่ายทำให้เมืองอินทร์กระชับดาบในมือมั่นก่อนจะตวัดฉับไปที่หน้าอีอิ่ม

“บอกมาบัดเดี๋ยวนี้ !” เสียงไอ้ตัวเล็กแทบจะเป็นคำราม แววตาโกรธจัดทำให้หลายคนต้องรีบรั้งมือเรียวนั้นไว้

“บ่าว...บ่าวผิดไปแล้ว...บ่าวควรเอ่ยแต่แรก...มันคงไม่เป็นเช่นนี้...” ว่าแล้วอีอิ่มก็ร่ำไห้โฮใหญ่ก่อนจะกอดขาพ่อสินไว้แน่นอย่างกลัวเกรง

“เล่ามา...ก่อนที่ข้าจะคว้าดาบมาฟันเอ็ง อีอิ่ม!” เสียงพ่อสินตะโกนกร้าว ดวงตาขมึงทึงใส่ร่างตรงหน้า

อีอิ่มค่อย ๆ เล่าทุกอย่างให้ฟังอย่างตะกุกตะกัก มันเอ่ยว่าเมื่อราตรีก่อน แม่คำหล้าสั่งให้มันตระเตรียมเสบียงอาหารสำหรับอ้ายสีหราชและขบวนเดินทาง หมูหวานที่แม่คำหล้าตระเตรียมไว้และปรุงไว้เรียบร้อยกำลังเคี่ยวช้า ๆ วางอยู่บนเตา อีอิ่มมีหน้าที่เฝ้าหน้าเตาอาหารแต่ด้วยความง่วงงุนที่จู่โจมขึ้นมาฉับพลันโดยไม่รู้สาเหตุทำให้มันผล็อยหลับไปก่อนที่จะปิดเตา หางตาก่อนจะหลับเหมือนเห็นเงาสีดำ ๆ ก้าวเข้ามาในโรงครัว มันพยายามลืมตาขึ้นแล้วแต่ก็สู้ความง่วงงุนไม่ไหว พอตื่นมาทุกอย่างก็ดูเหมือนจะเรียบร้อย ยกเว้นเสียแต่มีรอยตีนขนาดใหญ่ที่เลอะดินเปียกอยู่ที่หน้าต่างเรือนครัว มันมิกล้าเอ่ยเรื่องนี้กับผู้ใดเพราะไม่มีสิ่งใดหาย จึงเก็บงำไว้แต่เพียงผู้เดียว จนกระทั่งเมื่อไม่ถึงยามก่อน แม่คำหล้าเข้ามาในเรือนครัวและคว้าอาหารที่ยังเหลือจากทำเสบียงขึ้นมาชิม จากนั้นเพียงครู่เดียว แม่คำหล้าก็หลับฟุบไปเช่นนี้...

“อีอิ่ม!” เสียงพ่อสินตวาดลั่นอย่างโกรธจัด เจ้าตัวร่างสั่นเทิ้ม

เมืองอินทร์กำมือแน่นก่อนจะเผ่นผลุงไปที่เรือนครัว รอยตีนปริศนานั่นปรากฎที่หน้าต่างจริงดังว่า มือเรียวยาวกระชับดาบในมือไว้แน่น ใจร้อนดั่งไฟลาม เจ้าตัวโผนไปที่โรงม้าก่อนจะเหน็บดาบประจำกายไว้แน่นแล้วกระโจนขึ้นบนหลังม้าสีหมอกคู่ใจ แล้วกระชากบังเหียนควบออกไปในความมืดทันที ท่ามกลางความตกตะลึงของอ้ายเชิดและอ้ายมิ่ง เสียงพ่อสินสั่งการรวดเร็ว

“พวกเอ็งรีบปลุกผู้อื่นแล้วให้รีบขึ้นม้าตามไปบัดเดี๋ยวนี้ เอาดาบติดไปด้วย ดูท่าอ้ายสีห์อาจเสียท่า!”

...........................................................................

ร่างสูงหนาของสีหราชเริ่มโงนเงน เจ้าตัวพยายามทรงตัวไว้แต่เลือดที่ไหลโซมไหล่ซ้ายทำให้สีหราชต้องกัดฟันแน่น มือหนากระชับดาบไว้แน่น เจ้าตัวเหลือบมองเหล่าผู้คุ้มกันที่บัดนี้สลบไสลไปตาม ๆ กัน กองไฟที่ยังก่อไว้รอบวงสว่างจ้า แต่เหล่าชายฉกรรจ์ที่ล้อมอยู่ทำให้เจ้าตัวต้องพยายามฝืนไว้

ยา..ในอาหารทำให้ทุกคนหลับลึก มีเพียงเขาที่ฝืนเอาดาบเรียกเลือดที่ท่อนแขนตนเองเรียกสติไว้

“อย่าฝืนไปดีกว่าอ้ายสีห์...ยาที่พวกเจ้ากินเข้าไปแรงไม่ใช่น้อย...” เสียงหนึ่งในชายที่คลุมหัวปิดบังใบหน้าหัวเราะร่วน

“จงยินดีเถอะที่พวกข้าเมตตา ไม่สังหารสหายของเจ้าทั้งที่ยังหลับไหล” คนหนึ่งหัวเราะอย่างเย้ยหยันก่อนเอาปลายดาบเขี่ยร่างที่สลบเพราะฤทธิ์ยาตรงหน้า

“ดาบของเจ้า พวกข้าขอก็แล้วกัน...ของดีอย่างนี้เป็นประโยชน์กับพวกข้า”

ไอ้พวกโจรถ่อย ! เหตุใดจึงรู้ว่าขบวนคาราวานนี้กำลังขนดาบเข้าพระนคร ?

สีหราชพยายามยันกายไว้ ร่างสูงยืนประชิดกองเกวียนก่อนจะมองไปรอบด้านอย่างประเมิน คนตรงหน้าคล้ายจะรู้จักเขา เพราะแม้นว่าราตรีคืบคลานแล้วกลับเอ่ยชื่อเขาได้ชัดเจนเช่นนี้ ดูท่าจะต้องรู้จักเขาเป็นอย่างดีแน่ สีหราชกัดกรามแน่น บาดแผลที่เหล่าชายฉกรรจ์รุมล้อมมิสู้หนักหนา แต่เมื่อรวมกับบาดแผลที่ตนตัดสินใจเฉือนเรียกเลือดท่อนแขนเพื่อเรียกสติตนเอง ก็ทำเอาร่างสูงเริ่มโงนเงนเล็กน้อย

“มิคาดว่าข้าจะเรียกเลือดจากศิษย์เอกของพระอาจารย์ได้...น่ายินดียิ่งนัก!” เสียงโจรถ่อยกระชากขึ้นอย่างผยอง

สีหราชรีบประเมินในใจ กองไฟที่จุดไว้ล้อมเกวียนและพวกเขากำลังสว่างโรจน์ หากฝืนรั้งไว้ได้อีกราว 1-2 ชั่วยาม อาจจะมีกบิลเมืองผ่านมา เพราะเพลานี้ก็ได้เวลาตรวจตราของทหารรักษาพระนครแล้ว กองไฟเช่นนี้ย่อมต้องเป็นที่เตะตะของทหารเป็นแม่นมั่น

“หากเจ้ามีศักดิ์ศรี ลองมาประดาบกับข้าสักหน่อยเป็นไร” สีหราชประกาศก้อง แม้สติจะเริ่มเลือนรางแต่เจ้าตัวยังยันกายไว้ หากรั้งเวลาไว้ได้...ย่อมเป็นการดี แต่ชายฉกรรจ์ในชุดพรางกายระเบิดหัวเราะลั่น

“กล้าหาญดี...แต่อย่าปากดีให้มากนัก!” คนที่เป็นหัวหน้าชุดตะโกนกร้าว หากไม่รับคำท้าก็เท่ากับหวั่นเกรงร่างสูงตรงหน้า ร่างที่กำลังยืนโงนเงนนิด ๆ เสียด้วย มันจักเสียหน้ากับเหล่าบ่าวไพร่พวกนี้ว่ามิกล้าสู้แม้คนที่โดนวางยา

สีหราชเหยียดหยันนึกรู้ทันคนตรงหน้า

“มิกล้าสู้...แม้กับคนที่โงนเงนเช่นข้ารึ...กล้าหน่อยได้ฤาไม่” เสียงหยันจากสีหราชทำให้เจ้าตัวบันดาลโทสะตวาดก้อง

“พวกมึง ถอยไปให้หมด ข้าจักดวลกับมันให้รู้แพ้กันในวันนี้ !” ว่าแล้วก็โผนโจนเข้าไปทันที

เพียงครู่เดียวที่ได้ประดาบกัน แม้ชายในชุดพรางจะพยายามใช้เพลงดาบที่หลากหลายเพื่อสร้างความสับสนแก่สีหราช แต่เมื่อพิจารณาให้ดีแล้ว กลับพบว่าเพลงดาบของชายในชุดพรางคล้ายจะมาจากสำนักดาบเดียวกันแต่แฝงความอำมหิตยิ่งกว่า รังสีความอาฆาตมาดร้ายพุ่งปราดมาที่ร่างสูง สีหราชครุ่นคิดขณะที่ปัดป้องตนเองจากคนตรงหน้าเป็นพัลวัน เพลงดาบนั้นมีความคล้ายคลึงกับเพลงดาบที่เขาร่ำเรียนมาอยู่หลายส่วน ประดาบกันได้เพียงครู่ ดาบของสีหราชก็ดื่มเลือดร่างตรงหน้าได้หลายครา ปลายดาบฟันเข้าที่หัวไหล่ขวาและต้นขาซ้ายของชายในชุดพราง สร้างความเจ็บใจและอับอายยิ่งนัก

“วันนี้ แม้นเจ้าจะมีปีก ก็อย่าหมายว่าจะรอดไปได้!” ฝ่ายนั้นกระชับดาบแน่นก่อนจะโผนจ้วงแทงอีกครั้งด้วยโทสะ

สีหราชกัดกรามกรอด โลหิตสีแดงที่เริ่มหยาดหยดมากขึ้นจากหัวไหล่และการขยับร่างกายรวดเร็วยิ่งกระตุ้นให้เขาเสียเลือดมากขึ้น ดวงตาตรงหน้าเริ่มพร่างพราย ภาพตรงหน้าคล้ายวิบวับไม่นิ่ง ชายหนุ่มกลืนน้ำลายก่อนจะสะบัดหน้านิด ๆ เรียกสติให้คืนมา แต่แล้วก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อร่างสูงในชุดพรางแทงเสือกพรวดเข้ามา มือขวาของสีหราชปัดปลายดาบคมกริบนั่นออกอย่างฉุกละหุก แต่แล้วเจ้าตัวก็ต้องเบิกตากว้างเมื่ออีกฝ่ายเล่นไม่ซื่อด้วยการซัดฝุ่นผงบางอย่างเข้าตา ก่อนจะกระชากกริชที่เหน็บขัดไว้ด้านหลังด้วยมือซ้าย ร่างที่โจนจ้วงเข้ามาเต็มแรง ทำให้สีหราชยกท่อนแขนขึ้นกันแล้วผงะตัวหลบ แต่ก็คล้ายจะไม่พ้น

ประกายคมวิบวับของกริชชวาล้อแสงไฟจากกองเพลิงตรงหน้า...

แต่แล้วก็พลันมีก้อนสีขาววูบโผนเข้ามาจากด้านข้างก่อนจะคล้องคอเขาไว้แน่น แรงผลักเต็มแรงทำให้เขารอดพ้นปลายกริชนั้นอย่างหวุดหวิด ทั้งสองล้มลงบนพื้นดินทันที ร่างนุ่มนิ่มและกลิ่นเหงื่อจาง ๆ ที่เขาคุ้นเคยแนบชิดอยู่เบื้องหน้า มือเรียวยาวสองข้างโอบลำตัวเขาไว้แน่น แววตาคล้ายปรีดาของเจ้าตัวเล็กก่อนจะยกมือขึ้นลูบหน้าสีหราช

“อ้ายสีห์..เป็นไรฤา..ไม่” เสียงนั้นคล้ายหอบเหนื่อย

“เมืองอินทร์ ! เจ้า !” สีหราชตาตื่น แต่ก่อนที่เขาจะทันทำสิ่งใด ความรู้สึกเหนอะหนืดเลอะฝ่ามือหนาของเขา ความอุ่นนั่นทำให้หัวใจสีหราชเย็นวาบ เพราะมันไม่ได้มาจากร่างของเขา สีหราชรีบพลิกร่างเล็ก  ๆ นั่นทันควันก่อนจะตื่นตะลึงเมื่อแผ่นหลังกว้างของเมืองอินทร์กำลังโซมไปด้วยเลือดที่พรั่งพรูออกจากแผลเหวอะหวะจากกริชที่กระชากออกจากแผ่นหลังนั้น

“อ้ายสีห์....ไม่บาดเจ็บใช่ฤา...” ดวงตาหรี่หรุบอย่างโล่งใจของเจ้าตัวเล็ก ริมฝีปากที่เคยแดงสดกลับเริ่มซีดลง

“อ้ายอินทร์ห้ามหลับ ! ตื่นบัดเดี๋ยวนี้ !” สีหราชตะโกนก้อง ดวงตาทั้งคู่แดงฉานก่อนจะเขย่าร่างเล็ก ๆ ตรงหน้า

สีหน้าของชายชุดพรางคล้ายตื่นตะลึงกับผลลัพธ์ตรงหน้า มันจ้วงแทงเต็มแรงหมายเอาชีวิตยอดศิษย์อันดับหนึ่งของสำนัก แต่มิคาดว่าจะมีผู้โผนเข้ามารับคมกริชชวานั่นแทนร่างหนาอย่างไม่เสียดายชีวิต ดวงตาสีหราชหันขวับมามองร่างที่ยืนตื่นตะลึงก่อนจะกระชากดาบที่ร่วงหล่นบนพื้นดินขึ้นมาทันควัน

แววตาอำมหิตไร้แววของสีหราชเบิกกว้าง ดวงตาที่จดจ้องร่างที่เป็นเหยื่อตรงหน้าอย่างหมายหัว สายตานั่นทำให้มันตัวชาก้าวไม่ออกแม้แต่ก้าวเดียว ขณะที่เสียงโห่ไล่เข้ามาและฝีเท้าม้าจำนวนมากจากด้านหลังบอกชัดว่า ผิดแผนเสียแล้ว เหล่าสมุนของมันแตกฮือกระโจนโผนขึ้นม้าที่ผูกไว้ เหลือเพียงมันผู้เดียว แต่ก่อนที่มันจะทันได้ทำสิ่งใด ชั่วพริบตาเดียวสีหราชกระชากโผนเข้ามาสุดแรงก่อนจะกระชากดาบตวัดฉับในคราเดียว ศีรษะของผู้อุกอาจพลันร่วงลงกลิ้งบนผืนดิน เลือดแดงฉานพุ่งกระฉูดราวกับน้ำพุจากร่างที่ไร้ศีรษะนั้น ก่อนจะกระตุกริก ๆ และล้มฮวบลงกับพื้น

สีหราชไม่ทำสิ่งใดนอกจากปราดเข้าไปหาร่างเล็ก ๆ ที่ซีดเผือด มือนั้นช้อนประคองร่างบอบบางของเมืองอินทร์ไว้แนบกาย มิไยว่าเหล่าผู้บุกรุกจะแตกตื่นและรีบเร้นกายกายไป หรืออ้ายเชิดอ้ายมิ่งจะปราดเข้ามาประคองร่างที่โชกเลือดของสีหราช แต่ยามนี้เขาไม่ได้ยินสิ่งใดอีกแล้ว ราวกับหูดับไปชั่วขณะ ดวงตาเขาจับจ้องเพียงร่างเล็ก ๆ ที่สลบนิ่งในอ้อมแขน

“อ้ายอินทร์ เมืองอินทร์ ! ตื่นบัดเดี๋ยวนี้ ! ตื่น !”

...ใจข้าเอ๋ย...อย่าเพิ่งดับไป...อย่าทิ้งข้า...อย่าทิ้งกันเยี่ยงนี้..เมืองอินทร์ !

 ..........................................................................................

ออฟไลน์ ButlerofLOVE

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0

บทที่ 12. เจ็บที่กลางใจใช่..ที่หลัง

ยังมิทันจะใกล้รุ่ง หากแต่สมุหพระกลาโหมกลับเดินไปมาอย่างกระสับกระส่าย นั่งไม่ติดอยู่บนเรือนใหญ่ก่อนจะหันขวับมองผู้ที่เร่งก้าวขึ้นมาบนเรือน ท่ามกลางข้าทาสบริวารจำนวนมากที่ถูกปลุกขึ้นมาด้วยเสียงอาละวาด ชายผู้มีศักดิ์ก้าวตรงไปกระชากเสื้อของขุนศรี ผู้เป็นบุตรชายคนรองที่ก้าวมายืนอยู่ตรงหน้า ก่อนจะกัดกรามแน่นหน้าตาขมึงทึง ขณะที่คนจากสำนักดาบของพ่อสินยืนจ้องทุกคนบนเรือนด้วยสายตาโกรธแค้น อ้ายเชิดผู้ส่งสาร...เนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือดที่เปื้อนมือและดาบ

ข่าวการปะทะกันนอกวังหลวงของขบวนเกวียนขนดาบเข้ากรมกลาโหมนั้น ไหม้มาถึงที่เรือนใหญ่แห่งนี้แล้ว...

“ไอ้ศรี ! มึงทำงานประสาอันใดกัน ทำไมถึงปล่อยให้มีผู้มุ่งร้ายแบบนี้ได้!” สมุหพระกลาโหมเหวี่ยงลูกชายโครมลงไปกองกับพื้น แล้วจึงเดินไปนั่งที่ตั่งไม้แล้วตบเปรี้ยงอย่างเจ็บใจ ร่างที่ก้มหน้างุดอยู่ตรงหน้ากัดฟันแน่นด้วยความละอายใจปนอับอาย

“ข้า...ข้าก็ไม่รู้ว่า ข่าวนี้รั่วไปได้อย่างไร ข่าวเรื่องการสั่งตีดาบรวมถึงวันเวลาที่จัดส่งดาบให้แก่วังหลวง ข้าก็เก็บงำไว้ไม่เคยแพร่งพราย...” ขุนศรีละล่ำละลัก ก่อนที่จะเงยหน้ามองผู้เป็นบิดา

“ระยะนี้ในวังหลวงกำลังระส่ำระสายด้วยพระอาการประชวรที่บ่อยขึ้น บางกลุ่มบางก้อนก็เริ่มกำเริบเสิบสาน ขุนนางบางส่วนก็ไว้ใจมิได้ ยิ่งเหล่าเชื้อพระวงศ์ด้วยกันยิ่งแล้ว หากปล่อยให้พวกกบฏเหล่านี้ได้อาวุธไปจักเสียหายเพียงใด ! เจ้าคิดบ้างฤาไม่ ! นี่ดีเท่าไหร่แล้วที่อ้ายสีหราชและทางนั้นป้องกันจนพวกมันต้องถอยร่นไป!” สมุหพระกลาโหมตะโกนลั่นอย่างเดือดดาล

สมุหพระกลาโหมจ้องมอง อ้ายศรี บุตรชายคนรองที่เกิดจากนางเอียด นางทาสผู้งดงามนางนั้นด้วยความคับแค้นใจ หากไม่คิดถึงแม่เอียดแล้ว อ้ายศรีจักต้องโดนโบยเป็นแน่ ลูกทาส..ควรอยู่แต่ในเรือนทาส แต่เพราะเขาหลงใหลนางเอียดยิ่งนัก ความเมตตาจึงเผื่อแผ่มาถึงลูกชายด้วย

อ้ายศรีถูกชุบเลี้ยงไว้บนเรือนดีกว่าทาสทั่วไป พออายุได้เกณฑ์บวชเรียน มันก็สู้พาไปฝากฝังกับพระอาจารย์ให้ได้ศึกษาหวังจะให้เติบใหญ่ก้าวหน้า แต่อ้ายศรีหัวไม่ดี ถึงจะผลักดันเท่าใดก็ยังคงเป็นได้เพียงขุนศรี...มายามนี้ เรื่องเล็ก ๆ ที่ให้ดูแลกลับทำผิดพลาด !

“แล้วพ่อ วางใจให้งานคนพรรค์นี้ดูแลได้เยี่ยงไร” น้ำเสียงของหลวงนรรัตน์ ผู้มีศักดิ์เป็นพี่ชายต่างมารดาเอ่ยอย่างดูแคลนผู้ที่ก้มอยู่ตรงหน้า แววตาฉายแววรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง ก่อนจะหันไปเอ่ยคำขอโทษกับอ้ายเชิดที่เป็นคนวิ่งมาส่งข่าวในคราวนี้

“ทางเราต้องขอสอบสวนเรื่องราวเหล่านี้ก่อน แล้วจักแจ้งไปยังพ่อสินอีกครา ว่าแต่ครั้งนี้เสียหายมากเท่าใด ฝ่ายกบฏขนอาวุธไปได้มากน้อยเพียงใดกันฤา...”

อ้ายเชิดกัดฟันแน่นก่อนจะหันมองพวกพ้องที่มาด้วยกัน เสียงอ้ายเชิดกดต่ำอย่างพยายามระงับใจก่อนจะเอ่ยเบา ๆ

“ข้ามาเพียงเพื่อรายงานเท่านั้น...ดาบทุกเล่มยังอยู่ครบ แต่เราจักไม่เป็นผู้ขนอีกแล้ว ขอให้ทหารจากในวังหลวงมาเป็นผู้รับเองที่สำนักเถิด...หากไม่มีสิ่งใดแล้ว พวกข้าขอตัว” อ้ายเชิดตอบเพียงเท่านั้น

มันเคืองแค้นยิ่งนัก เพราะการขนส่งครานี้ก็เป็นเพราะคำสั่งจากทางสมุหพระกลาโหมสั่งการมาเองว่าให้พวกมันขนมาเงียบเชียบ หากไม่เช่นนั้นแล้ว...คงไม่เกิดเรื่องร้ายกับ...

นึกได้ถึงเท่านี้ อ้ายเชิดก็แทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ด้วยความสงสารเพื่อน

...............................................................

มือหนาเกาะกุมท่อนแขนของร่างที่หลับสนิทไว้ไม่ห่างกาย ใบหน้าหวานที่ซีดเผือดราวกระดาษนอนนิ่งอยู่ตรงหน้า แม้ว่าจะมีหมอที่เก่งที่สุดของหมู่บ้านมาดูแผลแล้วก็ตาม แม่คำหล้าก็เอาแต่ร่ำไห้และเช็ดน้ำตาป้อย ๆ อย่างสงสารร่างที่นอนซมไม่ได้สติ สีหราชได้แต่กัดกรามแน่น มือหนาบีบกระชับมือเรียวบางที่นิ่งสนิทอยู่บนตั่งในห้อง เลือดที่สะบักไหล่ยังคงไหลซึมออกจากแผล มิไยว่าแม่คำหล้าจะบรรจงใส่สมุนไพรห้ามเลือดแล้วก็ตาม กลิ่นยาหม้อที่แม่คำหล้าต้มมาอวลคลุ้งทั่วห้อง...แต่ก็ไม่อาจทำให้ใจคนเฝ้าไข้คลายความร้อนใจลงได้เลย

แผลลึก...ลึกมาก...

ภาพที่ไอ้ตัวร้ายนั่นมันเสือกกริชพรวดเข้ามา แล้วเจ้าตัวจ้อยออกรับแทนเขายังติดตาอยู่จนบัดนี้

กริชนั่นปักเข้าไปก่อนจะหมุนบิดกระชากออก เนื้อถูกคว้านก่อนจะกระซวกกริชออก...

เขาเร่งรุดนำร่างที่เจ็บหนักของเมืองอินทร์กลับมาที่เรือน จนไม่ได้ลากศพไร้หัวนั่นมาด้วย กว่าจะนึกได้แลสั่งให้อ้ายเชิดอ้ายมิ่งกลับไป ศพไร้หัวนั้นก็พลันหายไปเสียแล้ว...เบาะแสหายลับไปกับสายลม

เมื่อนึกได้เพียงเท่านี้...ก็ต้องกลั้นหายใจอย่างเจ็บแค้น

เสียงเปิดประตูแผ่วเบาตรงหน้าทำให้สีหราชหันขวับไปมอง ร่างสูงในชุดแต่งกายอย่างฝรั่งก้าวเข้ามาในห้อง สีหราชผุดลุกทันทีก่อนจะกางกั้นร่างเล็กไว้ สายตาคมขมวดมุ่น แต่ก่อนที่เจ้าตัวจะทันทำสิ่งใด พ่อสินก็รีบก้าวเข้ามา

“เสด็จท่านทรงทราบข่าวที่เกิดแล้ว เลยส่งพ่อหมอฝรั่งมาดูอาการเจ้าอินทร์มัน...อ้ายสีห์หลบให้เขาเถิด...”

ประโยคนั้นทำให้อ้ายสีหราชยอมถอย...แต่ยังจับตามองอย่างระแวดระวัง พ่อหมอฝรั่งสูงวัยก้าวเข้ามาพร้อมกับล่วมยาที่บรรจุขวดยาสรรพต่าง ๆ ไว้ แม่คำหล้าผวาเฮือกเมื่อร่างตรงหน้าคล้ายจะเทบางสิ่งสีขาว ๆ ลงในถ้วยยาสีขาว

“ฝรั่งมังค่า...จะเชื่อถือได้ฤา พ่อสิน...” แม่คำหล้าเอ่ยอุบอิบแล้วลอบส่ายหน้า

“แม่คำหล้า...ยาฝรั่ง...มันก็ใช้ได้อยู่นะ...” พ่อสินแตะมือแม่คำหล้าที่ผวาคล้ายจะไม่เชื่อถือ แต่พ่อหมอตรงหน้าหันมายิ้มนิด ๆ ก่อนจะเอ่ยภาษากระท่อนกระแท่น

“ยา..ฝรั่ง...ช้ายยด้ายย ฆ่าเชื้อดี” ว่าแล้วเจ้าตัวก็จัดยาต่าง ๆ ให้คนเจ็บตรงหน้า แล้วสั่งการเบา ๆ ยาต้องให้คนป่วยทุก 3 เวลา จนกระทั่งเสร็จสิ้นกระบวนการรักษาก็ค้อมกายเตรียมลากลับ สีหราชควักอัฐในผ้าออกยื่นให้โดยไม่นับ แต่พ่อหมอชราผิวขาวกลับโบกมือไม่รับ ใบหน้าเปื้อนยิ้มก่อนจะพยักหน้าให้สีหราช

“เสด็จท่านให้มา...อัฐไม่ต้องจ่าย...” สิ้นเสียงนั้นก็รีบผลุบลงจากเรือนไป ทิ้งให้อ้ายสีหราชยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น

เสด็จพระองค์ชายชาญนพ...มีน้ำพระทัยเหลือเกิน แม้ยามที่วังหลวงระส่ำระสายเช่นนี้...

ไอ้มันพวกนั้นเป็นใครกันแน่ ! หรือว่าข่าวลือที่ว่ากำลังมีการซ่องสุมกำลังคนเตรียมการกบฏจะเป็นเรื่องจริง !

ประโยคที่ร่างนั้นหัวเราะก่อนจะสิ้นใจใต้คมดาบ ย้อนกลับมาอีกครา

“ดาบของเจ้า พวกข้าขอก็แล้วกัน...ของดีอย่างนี้เป็นประโยชน์กับพวกข้า”

ดาบจำนวนมาก หากปล้นสะดมไปได้จริง ย่อมเกิดความฉิบหายย่อยยับแก่วังหลวงเป็นแน่ !

“ท่านสมุหพระกลาโหมมาเจ้าค่ะ อ้ายสีหราช...” เสียงบ่าวรับใช้วิ่งกระหืดกระหอบมาแจ้งข่าว สีหราชหันขวับตามเสียงนั้น ร่างหนาของสมุหพระกลาโหมมาถึงเรือนพร้อมกับกลุ่มบริวารจำนวนมาก ข้าวของต่าง ๆ ที่บ่าวรับใช้ถือในมือถูกยื่นให้แก่สมุหพระกลาโหม แล้วจึงส่งต่อมาให้เขาอีกทอดหนึ่ง แต่สีหราชมองเฉยไร้แววตายินดี ดวงตาคมคร้ามเงยขึ้นสบตาผู้เป็นอาคันตุกะ

“ข้า...มาเยี่ยมพวกเจ้า เป็นกระไรกันบ้าง รู้ข่าวก็นั่งไม่ติดทีเดียว เลยเร่งมาที่นี่เอง...”

“ขอบพระคุณในน้ำใจของท่าน สมุหพระกลาโหม...” สีหราชเอ่ยอย่างเมิน ๆ ก่อนจะสวนกลับอย่างไม่ไว้หน้า

“แต่ท่านควรจักเอาเวลานี้ไปเร่งหาตัวการที่ลอบปล้นชิงดาบดีกว่ากระมัง!” 

ประโยคนั้นทำเอาสมุหพระกลาโหมกำมือแน่นด้วยความเคืองจัด

ไอ้หนุ่มนี่...หากมันมิได้เป็นบุตรบุญธรรมของเจ้าจอมมารดาพิมและเป็นน้องบุญธรรมของเสด็จพระองค์ชายชาญนพละก็ เขาจักไม่ไว้หน้ามันเป็นแน่ ! เป็นใครกันถึงกล้าดีมาลูบคมของมหาอำมาตย์แห่งกรุงเช่นนี้ !

“อ้ายสีห์...เจ้าไปข้างในดูอาการอ้ายอินทร์มันก่อนเถิด ทางนี้พ่อจะต้อนรับท่านสมุหพระกลาโหมเอง” พ่อสินรีบก้าวเข้ามาก่อนจะไล่คนใจร้อนให้กลับเข้าไปด้านใน

“ขอสมุหพระกลาโหมโปรดอภัยด้วย อ้ายสีห์ออกจะใจร้อนไปบ้าง เพราะคนที่เจ็บหนักอยู่นั้นคือเมืองอินทร์ที่มันรักดุจน้องชาย เลี้ยงดูมาด้วยกันแต่น้อย หากมันล่วงเกินอะไรท่านไปบ้างโปรดอย่าถือสาคนหนุ่มใจร้อนเลยหนา...”

.......................................................

ดวงตากลมใสค่อย ๆ กระพริบตา และลืมตาขึ้นช้า ๆ สิ่งแรกที่เห็นคือหลังคาห้องหับของมันเอง เมืองอินทร์ค่อย ๆ ขยับตัวช้า ๆ แต่ก็นิ่วหน้าด้วยมีบางอย่างที่หนักวางทับอยู่บนอก เมื่อกะพริบตาให้เห็นชัด ๆ จึงรู้ว่าเป็นท่อนแขนหนาของสีหราช เมืองอินทร์ค่อย ๆ ขยับอีกครา แต่ครั้งนี้ดูท่าจะแรงไปจึงปวดแปล๊บที่แผลด้านหลัง เจ้าตัวนิ่วหน้าพลันก่อนจะอุทานเบา ๆ

“โอ๊ะ !”   

เสียงอุทานทำให้ร่างที่งีบหลับข้าง ๆ สะดุ้งเฮือกขึ้นมาทันที ก่อนจะเงยหน้าเอ่ยปากอย่างดีใจ

“เจ้าฟื้นแล้ว เมืองอินทร์!” ดวงตาคมเข้มของคนเฝ้าไข้ ยามนี้กลับแดงก่ำราวกับอดนอน เสื้อผ้ายับยู่..เหมือนจะปล่อยตัวมาหลายวัน เพราะเห็นไรหนวดเขียวครึ้มจาง ๆ หัวยุ่งกระจุยกระจาย ภาพนี้ดูไม่คุ้นตาเมืองอินทร์เอาเสียเลย

“อ้าย...อ้ายสีห์ เหตุใดมาอยู่ที่นี่ได้...” เสียงคนป่วยแหบ...โหยคล้ายคอแห้งผาก

“ก็มาเฝ้าไข้เจ้าอย่างไร ไม่รู้ฤาว่าเจ้าหลับไปถึง 3 วันสามคืน ทำเอาทั้งเรือนกินไม่ได้นอนไม่หลับกันไปหมด...” เสียงดุอย่างไม่จริงจังนัก ทำให้คนป่วยค่อย ๆ ยิ้มแหย ๆ แต่ก็ต้องหุบยิ้มเมื่อคนตรงหน้ากล่าวคาดโทษหนัก

“เหตุใดเจ้าบ้าบิ่นเยี่ยงนี้ เนื้อตัวไม่ใช่เหล็กไหล แต่กลับโผนมารับคมมีดแทนข้า โง่จริง !” สีหน้าคนเฝ้าไข้ขุ่นเคืองจัด

“ข้า...ข้าไม่ทันคิด...ข้าแค่กลัวว่าท่านจะบาดเจ็บ” สีหน้าก้มงุด ๆ ลงของคนป่วยทำเอาคนดุไม่อาจเอ่ยอะไรได้ต่อ

“แล้วอย่างไร ? ไม่กลัวตัวเองเจ็บหรือไร?” สีหราชเอ่ยอย่างน้อยใจ

“หากเจ้าตายไป...ข้าจะทำเยี่ยงไร...” เสียงนั้นแผ่วลงราวกระซิบ มือหนาลูบวงหน้าของคนป่วยอย่างเบามือ ลูกผมที่รุ่ยร่ายเรี่ยตรงขมับถูกเจ้าตัวรวบไปทัดไว้ที่ข้างหู

“เจ้าใจร้ายนัก...เมืองอินทร์...” สายตาที่ทอดหวานปนตัดพ้อของสีหราชที่ทรุดกายข้างตั่งทำให้ใจคนฟังไหวยวบ...

เหตุใดอ้ายสีห์...ถึงอ่อนโยนนัก...แล้วเหตุใด หัวใจจึงเต้นไม่เป็นส่ำกับสายตาเช่นนี้...

“ข้า...ข้า...ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วง...” ก่อนเจ้าตัวจะรีบหลับตาลงเป็นเชิงตัดบท ก่อนที่คนตรงหน้าจะรู้ว่าหัวใจคนป่วยยามนี้เต้นรัวเพียงใด...แต่แล้วเสียงบานประตูเปิดออก แม่คำหล้าเดินอุ้ยอ้ายเข้ามาพร้อมกับบ่าวอีกสองสามคน ผ้าชุบน้ำในขันสาครบอกชัดว่าเตรียมเช็ดตัวให้คนป่วย สีหน้าแม่คำหล้าตื่นเต้นยิ่งนักก่อนจะรี่เข้ามาหาเมืองอินทร์ที่หันมายิ้มจาง ๆ ให้

“อ้ายอินทร์ คุณพระคุ้มครองแท้ ๆ เจ้าฟื้นแล้ว” สตรีในชุดผ้าแถบยกผ้าคาดอกขึ้นซับน้ำตา ก่อนจะลูบหน้าลูบหลังเจ้าตัวน้อย สีหราชตั้งท่าจะเดินออก แต่แม่คำหล้ารีบรั้งไว้ก่อน

“อ้ายสีห์...ไหน ๆ อ้ายอินทร์ก็ฟื้นแล้ว เจ้าช่วยข้าพลิกตัวมันสักหน่อยได้ฤาไม่ ข้าจักได้ดูแผลด้านหลัง”

“ข้าพลิกตัวได้...ให้อ้ายสีห์ออกไปเถิด..” คนป่วยละล่ำละลัก ใบหน้ามีสีเลือดซับจาง ๆ  แต่กลับโดนแม่คำหล้าตีเผียะเข้าให้อย่างมันเขี้ยว

“เพิ่งฟื้นไข้ ตัวยังรุม ๆ อยู่ ยังจะปากเก่งอีกหนา อ้ายอินทร์ ให้พี่เขาช่วยจักเป็นอันใด” ประโยคเชิงดุทำให้เจ้าตัวเม้มปากหน้ามุ่ยก่อนจะยอมให้มือหนาค่อย ๆ ช่วยพลิกตะแคงข้างให้ สีหราชซ่อนยิ้มกับกริยาแสนดื้อดึงของคนตรงหน้า

แผ่นหลังขาวผ่องของเจ้าตัวพลิกตะแคงอยู่เบื้องหน้า สะบักไหล่ด้านที่ถูกกริชแทงถูกโปะด้วยสมุนไพรแลพันทบด้วยผ้าสำลี

แม่คำหล้าค่อย ๆ แกะผ้าพันแผลออกอย่างเบามือ ปากแผลที่โดนกริชนั้นแดงก่ำ ฤทธิ์ของกริชบิดกระชากเนื้อข้างใน ปากแผลภายนอกดูเหมือนจะไม่หนักหนา หากเมื่อแม่คำหล้าค่อย ๆ คีบเอาเศษผ้าชุบยาสมุนไพรออกทีละน้อย ทำให้เห็นว่าด้านในนั้นลึกเพียงใด สีหน้าเจ้าตัวเหยเกกัดฟันแน่นด้วยความเจ็บ แต่ตัวจ้อยนี่ใจเด็ดนัก เพราะแม้กัดฟันแน่นเพียงใดก็ไม่ยอมร้องโอดครวญออกมาสักแอะ มีเพียงน้ำตารื้นนิด ๆ ที่หางตาและมือที่กำแน่น

หากเป็นตัวเขาเอง ตำแหน่งที่กริชปักอยู่คงไม่แคล้วหัวใจ...คืนนั้นเขาคงเป็นผีอยู่ริมป่านั่นเอง

...อ้ายสีห์คนนี้เป็นหนี้ชีวิตไอ้ตัวเล็กตรงหน้า...

มือหนาบีบแขนเจ้าตัวเล็กแน่นขึ้นก่อนจะคลายลงแล้วลูบแขนเบา ๆ เชิงปลอบใจ

“เบามือหน่อยเถิดแม่คำหล้า...อ้ายอินทร์มันเจ็บ...” ประโยคนั้นไม่ได้มาจากคนป่วย หากมาจากปากไอ้คนตัวโตกว่า

“เอ่อ...อย่าแรงนักสิแม่...เลือดมันไหลแล้วเห็นฤาไม่...” เสียงนั้นตามมาด้วยอาการสูดปากแทนคนเจ็บ

“อ๊ะ...อย่าโดนปากแผลได้ฤาไม่ ไล้น้ำผึ้งเบา ๆ ก็พอกระมัง”

ประโยคแรกยังพอทำเนา แต่มาประโยคที่สองและสาม ทำเอาแม่คำหล้าหันมาตาเขียวใส่คนตัวโต ท่าทางนั้นทำเอาบ่าวรับใช้สองสามคนก้มหน้ากันซ่อนยิ้ม

“อ้ายสีห์ ! คนเจ็บยังไม่เอ่ยสักแอะ แต่คนประคองนี่เจ็บแทนงั้นฤา...” สีหน้าสตรีท้วมคล้ายจะค้อนเบา ๆ ก่อนจะกระฟัดกระเฟียดส่งไม้พันสำลีที่เปื้อนน้ำผึ้งยื่นส่งให้คนตัวโตตรงหน้า สีหราชทำหน้าเหรอหราอึกอัก

“เอ้า ! ถ้ากลัวมันเจ็บนัก ทำเองดีฤาไม่ เอาไม้พันน้ำผึ้งนี่แตะไล้แผลฆ่าเชื้อเสีย ไม่อย่างนั้นอ้ายอินทร์มีหวังบาดทะยักกินตาย !”

คนตัวโตทำหน้าคล้ายกลืนไม่เข้าคายไม่ออกก่อนจะรับไม้พันสำลีมาไว้ในมือ ก่อนจะยื่นหน้าไปใกล้คนที่หันตะแคงหลังให้อยู่

“ข้า..จะพยายามเบามือกับเจ้า...” เสียงกระซิบเบา ๆ ข้างหู แลลมหายใจอุ่นที่ปะทะข้างแก้มขาว ๆ นั่นทำเอาคนเจ็บหน้าแดงก่ำก่อนจะเม้มปากแน่น เคราะห์ดีที่เจ้าตัวหันตะแคงให้ทำให้คนกระซิบไม่เห็นสีหน้าของเจ้าตัวจ้อย มีเพียงการผงกศีรษะเบา ๆ เชิงตอบรับนิด ๆ

แม่คำหล้ามองภาพตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง ไม่น่าเชื่อว่าคนที่เอาแต่จับดาบมาตลอดชีวิตอย่างอ้ายสีห์ จะเบามือกับร่างตรงหน้าได้ แม่คำหล้าว่าตัวเองมือเบาแล้วแต่อ้ายสีห์นั้นกลับมือเบายิ่งกว่า ไม้พันสำลีชุบน้ำผึ้งนั้นค่อย ๆ ไล้ไปตามร่องแผลอย่างแผ่วเบา มีเพียงหยดน้ำผึ้งที่ไหลรินลงไปในร่องแผลช้า ๆ เรียกว่าเป็นการทำแผลที่แทบจะไม่กระเทือนตัวคนเจ็บเอาเลย หลังจากเสร็จแล้วเจ้าตัวก็บรรจงเอาผ้าสำลีนึ่งสะอาดกดประทับลงบนปากแผลก่อนใช้ผ้าสำลีแบบยาวค่อย ๆ พันขวางคาดรอบอกของคนเจ็บ

สัมผัสนั้นอ่อนโยนยิ่งนักดุจมารดาทำให้ลูกน้อย....ช่างต่างจากอ้ายสีหราชคนใจร้อนคนนั้นราวกับเป็นคนละคน...

“เจ็บ..ฤาไม่..” เสียงกระซิบเบา ๆ ทางด้านหลังจากคนพันแผลเอ่ยขึ้นคล้ายไม่แน่ใจผลงานตัวเอง ทำให้เมืองอินทร์หน้าแดงขึ้นมาอีกรอบก่อนจะพึมพำอุบอิบตอบกลับ

“มะ...ไม่เจ็บแล้ว อ้ายสีห์...ขอบคุณ..”

“มิคาดว่าในวังจะสอนเจ้าทำแผลเรื่องพวกนี้ด้วยฤาอ้ายสีห์ เห็นคล่องแคล่วนัก ถ้ารู้เช่นนี้ ข้าจักให้เจ้ามาดูแลอ้ายอินทร์ตั้งแต่วันแรกเสียก็ดี...” เสียงแม่คำหล้าหัวเราะเบา ๆ อย่างพอใจ

“นักดาบ...บาดเจ็บเป็นเรื่องธรรมดา พวกข้าต้องทำแผลตัวเองเป็นอยู่แล้ว มิฉะนั้นหากต้องอยู่ในดงศัตรู ฤาในป่า จะหาผู้ใดมาทำแผลให้ได้เล่า...” เสียงสีหราชเอ่ยเบา ๆ อย่างไม่ใส่ใจ ดวงตาทั้งคู่ยังคงจดจ้องที่แผ่นหลังขาวตรงหน้าอย่างห่วงใย

แม่คำหล้าค่อย ๆ เช็ดตัวส่วนต่าง ๆ ให้กับคนป่วยบนเตียงอย่างเบามือ ขณะที่เมืองอินทร์รู้สึกราวกับว่าอยากหายตัวไปในบัดดล เพราะดวงตาคมคร้ามนั่นจ้องมาอย่างไม่เกรงใจเอาเสียเลย ผิวขาว ๆ ของคนป่วยถูกจับจ้องจนเจ้าตัวอยากละลายเป็นน้ำไปเสียตรงนี้

"อ้ายสีห์...จดจ้องอยู่อย่างนั้น จะเข้ามาช่วยฤาไม่เล่า..."

เสียงแม่คำหล้านั้นเรียกสติให้คนเผลอมองเพลิน ขยับตัวขยุกขยิกอย่างกระสับกระส่ายเหมือนไม่รู้ว่าจะวางมือวางไม้ไว้ตรงที่ใด

"เอ่อ...ข้า...ให้ข้าออกไปก่อนจะดีฤาไม่" คนเผลอจ้องเพลินอึกอัก

"พลิกตัวก็พลิกแล้ว ทำแผลก็ทำแล้ว มาช่วยเช็ดตัวสักหน่อยจักเป็นไรเล่า" แม่คำหล้าสั่งการ

"ข้าจักเช็ดแขนให้อ้ายอินทร์ ส่วนเจ้าช่วยเช็ดขาให้ได้ฤาไม่..."

ประโยคนั้นทำเอาเมืองอินทร์สะดุ้งโหยง สีหน้าแดงก่ำทันทีเมื่อมือหนาเหมือนจะสั่นนิด ๆ ก่อนจะจับปลายขาเรียวของมันไว้ ดวงหน้าคมคร้ามของอ้ายสีห์เหมือนจะพยายามไม่มองที่ใดนอกจากปลายขา ผ้าชุบน้ำจากขันสาครถูกบ่าวสองคนยื่นให้ มือหนาลูบผ้าเปียกจากปลายขาขึ้นมาเรื่อย ๆ

ผ้าเย็นก็จริง...แต่เหตุใด ใจมันไหววูบวาบเล่า ? 

สัมผัสทำให้เมืองอินทร์รู้สึกราวกับจะไข้กลับ...มือร้อนนั่นลูบผ้าเช็ดให้ตามข้อพับ แต่กลับวาบไปถึงกลางใจแล้วลามไปที่ใบหน้า

"พะ...พอแล้วอ้ายสีห์ ข้าเช็ดเองได้ !" เมืองอินทร์ละล่ำละลักเมื่อมือหนาเหมือนจะลังเลว่าจะลาก "ขึ้น" ไปดีฤาไม่

"อ้าว อ้ายอินทร์ นี่เอ็งไข้ขึ้นอีกแล้วละฤา...หน้าแดงก่ำอีกแล้ว..เอ..ตัวก็ไม่ร้อนนี่นา..."

เสียงแม่คำหล้าอุทานอย่างตกใจก่อนจะลูบหน้าลูบหลัง แล้วรีบวางผ้าลงทันที

"อ่ะ...พอ ๆ เดี๋ยวไข้กลับอีก ไม่ต้องเช็ดต่อแล้ว..."

ประโยคนั้นทำให้เมืองอินทร์ถอนหายใจพรูใหญ่ ขณะที่คนตรงหน้าก็มีสีหน้าแดง ๆ ไม่ต่างกัน แล้วรีบโยนผ้าเปียกตัวการนั่นให้กับบ่าวที่นั่งรออยู่ตรงปลายตั่ง ขณะที่แม่คำหล้าหันไปหาบ่าวแล้วพยักหน้าให้ส่งชามข้าวต้มอุ่น ๆ มาให้ ก่อนที่สีหราชจะช่วยพยุงตัวคนป่วยลุกนั่งทานข้าว

"กินข้าวสักหน่อย แล้วเจ้าจะแข็งแรงขึ้นนะอ้ายอินทร์..." เสียงแม่คำหล้าเอาใจคนป่วย แต่ก็ต้องงุนงงเมื่อสีหราชแบมือตรงหน้าแล้วพูดหน้าตาเฉย

"เอาชามมาสิ เดี๋ยวข้าป้อนอ้ายอินทร์เอง แม่คำหล้าจักมีธุระไปที่ใดก็ไปเถิด..."

ประโยคนั้นทำให้คนป่วยหันขวับมองอ้ายสีห์ที่ออกจะเพี้ยน ๆ ผิดแผกไปกว่าเดิม

...อ้ายสีห์คนเดิมที่มุทะลุ ใจร้อน ไม่ฟังใครนั่น...หายไปไหนหนอ...เหตุใดใจดียิ่งนัก...

ข้าวต้มอุ่น ๆ ถูกคนป้อนเป่าเบา ๆ อย่างตั้งอกตั้งใจทีละช้อน ๆ แล้วค่อย ๆ ประคองป้อนช้า ๆ ให้คนป่วยตรงหน้า

"ค่อย ๆ กินนะ มันร้อนไปฤาไม่...ไม่ลวกลิ้นใช่ฤาไม่..."

"กินกระเทียมเจียวเยอะมิได้ เดี๋ยวระคายคอ..."

"ผักสักหน่อยเถิดหนา...มันไล่ลมดี..."

คนป่วยมองหน้าคนป้อนอย่างงุนงง ปากก็อ้ารับทีละคำอย่างว่าง่าย...สีหราชอมยิ้มนิด ๆ เพราะเหมือนเจ้าตัวจะไม่เกเรงอแงอย่างคราก่อน

"เจ้าจำได้ฤาไม่ สมัยเด็ก ๆ ที่เจ้าเป็นไข้หลังจากจมน้ำวันนั้น ข้าป้อนข้าวเจ้า เจ้ายังโกรธข้าแทบแย่ กินข้าวไปก็แกล้งพ่นข้าวใส่หน้าข้า...จนเราทะเลาะกันลั่นห้อง พ่อสินจับข้าไปตีด้วยหวายเสียหลายครั้ง..."

"แล้วก็เป็นข้าที่ไปร้องไห้กับพ่อสิน...ขอให้ลงหวายข้าด้วยเพราะข้าแกล้งท่าน..."

เมืองอินทร์หัวเราะเบา ๆ กับเรื่องราวในครั้งยังเยาว์วัย

"สุดท้ายลงที่ว่า...โดนทำโทษให้อดข้าวด้วยกันตั้ง 3 วัน" สีหราชหัวเราะเบา ๆ 

แววตาของสีหราชทอดอ่อนโยน จนเมืองอินทร์รู้สึกเหมือนอยากมุดหายไปใต้ตั่งเสียจริง

บ่าวผู้หนึ่งก้าวเข้ามาในเรือนก่อนจะเอ่ยอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ

“อ้ายสีห์ พ่อสินให้มาตามเจ้า...”

“เรื่องอันใดอีกเล่า” เจ้าตัวขมวดคิ้วมุ่น นึกขวางไม่อยากเห็นหน้าสมุหพระกลาโหมคนนี้อีก ด้วยยังเคืองมิหาย

“สมุหพระกลาโหมว่า มีของฝากเยี่ยม เห็นว่ามาจากบุตรีของท่านเป็นผู้ฝากมาให้อ้ายสีห์”

สีหราชยกยิ้มเหยียดเบา ๆ ก่อนจะก้มหน้ากระซิบข้าง ๆ หูคนเจ็บ

"ข้าไปครู่เดียว เดี๋ยวจะกลับมา...เจ้านอนพักก่อนเถิด..."

ว่าแล้วเจ้าตัวก็ก้าวตามบ่าวไป ขณะที่แม่คำหล้าเดินสวนกลับเข้ามา สิ้นเสียงดาลประตูลั่นปิดลง อีช้อยบ่าวคนสนิทแม่คำหล้ารีบถามขึ้นทันควัน

“แม่คำหล้า...บุตรีสมุหพระกลาโหมที่ว่า ฤาจะเป็น แม่นาก ที่ว่างามนักหนาผู้นั้น...”

“หากเป็นเช่นนั้นจริง ดูท่าอ้ายสีหราชของเราจะมีภาษีกว่าลูกท่านหลานเธอองค์อื่น ๆ อีกหนา” อีแตนบ่าวอีกคนรีบผสมโรง

“แต่ข้าไม่คิดเช่นนั้นดอก...ข้าว่า สมุหพระกลาโหมคงไม่ยินยอมให้บุตรีได้กับเพียงนักดาบหลวงเป็นแน่ สมุหพระกลาโหมคนนี้ดูคล้ายจะทะเยอทะยานยิ่งนัก เห็นว่าจะพยายามถวายตัวนางให้เป็นนางในในตำหนักของเจ้าจอมมารดาพิม แต่มิรู้ด้วยเหตุใด จึงยังไม่ได้เข้าวัง” แม่คำหล้าเอ่ยเบา ๆ ก่อนจะหันมาถามเมืองอินทร์ที่ค่อย ๆ เอนตัวลง

“ว่าแต่ อ้ายสีห์ของเราชอบพอกับแม่นากบ้างฤาไม่ อ้ายอินทร์ เจ้าพอรู้ฤาไม่...”

“ข้า..ข้าไม่รู้ดอก เคยเห็นนางมาที่กาดเมื่อคราก่อน เห็นนางคล้ายจะสนิทชิดเชื้อกับอ้ายสีห์อยู่บ้าง เพราะเดินมาทักอ้ายสีห์ก่อน...” สิ้นประโยคนั้นแม่คำหล้ากับบ่าวต่างอุทานกันลั่นก่อนจะตบอก

“กระไรกัน...นางถึงขั้นทักอ้ายสีหราชก่อนเลยฤา...มิคาดว่าบุตรีสมุหพระกลาโหมจะใจกล้าเยี่ยงนี้...”

“อ้ายสีห์ของเราก็รูปร่างหน้าตางาม องอาจแกล้วกล้า ฝีมือเพลงดาบก็มิเป็นรองใคร ฤาว่านางจะพึงใจอ้ายสีห์ของเราแล้ว...” อีช้อยพูดเสียงสูงต่ำ ก่อนจะโดนแม่คำหล้าหยิกที่แขนรอบหนึ่ง

“พูดจาอะไรให้ระวังบ้าง นั่นบุตรีสมุหพระกลาโหมเจียวนะ ถ้าเขาจะพึงใจกันก็ให้เป็นเรื่องผู้ใหญ่พูดคุยกันเถิด..” ก่อนจะหันมาหาอ้ายอินทร์ที่นอนตะแคงนิ่งอยู่อย่างนั้น ท่าทีของคนป่วยคล้ายจะหลับ แม่คำหล้าจึงยกมือให้บ่าว ๆ ค่อย ๆ ลุกออกไปก่อนเจ้าตัวจะลั่นดาลประตูห้องให้อย่างเบา ๆ

สิ้นเสียงลั่นดาล ดวงตากลมใสของคนป่วยกลับลืมขึ้นแล้วเหม่อมองออกไปข้างนอก ความรู้สึกหน้าแดงเมื่อครู่ก่อนหายไปเหลือเพียงความรู้สึกประหลาดที่คล้ายจะน้อยใจ คล้ายจะอัดอั้นอยู่กลางอก...

นี่ข้า...เป็นกระไรไป...เหตุใดจู่ ๆ จึงเจ็บแผลยิ่งนัก...

..................................

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1976
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-0

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7677
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
ต้องตามมม รีบมาต่อน้า

ออฟไลน์ ButlerofLOVE

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
บทที่ 13 .เผลอรัก เผลอไผล

แผลลึกที่สะบักไหล่ใช้เวลาเกือบสัปดาห์จึงค่อย ๆ ดีขึ้น ยาของพ่อหมอฝรั่งและยาตำรับแม่คำหล้าทำให้แผลค่อย ๆ ดีขึ้นทีละน้อย เจ้าตัวเล็กคาดว่าหากได้ยาอีกไม่กี่เพลาก็คงเอาผ้าพันแผลออกได้ แต่เหมือนบางสิ่งในหัวใจคนป่วยจะเริ่มหงุดหงิดระคนรำคาญเมื่อยักษ์ตัวโตเดินเข้าเดินออกเรือนตนเองอยู่ทุกวันและทำราวกับเป็นห้องตัวเองก็ไม่ปาน

อะไรก็ไม่ยุ่งเท่ากับ อ้ายสีหราชทำเหมือนกับว่ามันป่วยใกล้ตายกระนั้น ไม่ว่าจะขยับตัวไปทางไหนก็มีมือเข้ามาประคองอยู่ตลอด จับท่อนแขนบ้าง ไหล่บ้าง เหมือนกันว่าถ้าไม่มีคนคอยพยุงแล้วมันจะล้มเสียอย่างนั้น มีคราหนึ่งเมืองอินทร์พยายามเหยียบตั่งเตี้ย ๆ เพื่อจะปีนคว้าเอาผ้าผวยผืนใหม่ที่วางไว้เหนือตู้ไม้ลงมา พออ้ายสีหราชเข้ามาเห็นเท่านั้นก็โวยลั่นก่อนจะปราดเข้ามาคว้าสะเอวมันไว้แล้วดึงตัวลงมา

“อ้ายอินทร์...เดี๋ยวแผลก็ได้เปิดกันพอดี จะเอาสิ่งใด ทำไมไม่บอกข้าเล่า” เสียงนั้นดังจากด้านหลัง วงแขนแข็งแรงนั้นรัดเอวมันไว้แน่นก่อนจะค่อย ๆ ปล่อยช้า ๆ แล้วหมุนตัวมันหันมามองหน้า

“อ้ายสีห์ ! อ้ายอินทร์น่ะมิใช่หญิงท้องแก่ที่ต้องให้เจ้าดูแลดอกหนา !” ประโยคนั้นดังขึ้นจากแม่คำหล้า ทำเอาเมืองอินทร์หน้าแดงก่ำไปด้วยขณะที่คนหน้าหนากว่าทำราวกับว่าไม่ได้ยินกระนั้น

“เกิดแผลปริขึ้นมาจะทำเยี่ยงไร...” ยักษ์ตัวโตก้มมองเมืองอินทร์ สายตาดุ ๆ นั่นเหมือนจะขู่กลาย ๆ

“เอ็งก็กลัวเกินไปอ้ายสีห์ แผลมันดีขึ้นมากแล้ว เจ้าไม่ต้องกังวลไปนักดอก” แม่คำหล้าค้อนให้วงใหญ่

“แม่คำหล้าก็ตามใจอ้ายอินทร์เหลือเกิน ...อย่าให้มันไปซนที่ใดจนกว่าแผลจะหายดีกว่า..”

คำสั่งอ้ายสีหราช ทำให้เจ้าตัวเล็กหน้ามุ่ย...

มันมิใช่สตรี ที่จะต้องอยู่เหย้าเฝ้าเรือนนะ ! ขืนอยู่ในห้องหับอีกไม่กี่วันมีหวังเฉาตายกันพอดี !

ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า ยามป่วยไข้แล้วจักต้องกลายเป็นง่อยเปลี้ยไปอย่างนี้...

เช้าตรู่วันต่อมา เมืองอินทร์ค่อย ๆ ย่องออกมาจากเรือนใหญ่พลางเหลียวซ้ายแลขวาอย่างระแวดระวัง...

ทางสะดวก...ยักษ์ใหญ่ไม่อยู่....

เจ้าตัวค่อย ๆ แอบย่องลงบันไดเรือนด้านหลังก่อนจะตรงไปที่คอกม้า เจ้าสีหมอกอยู่ตรงนั้น เจ้าม้าแสนรู้กระดิกใบหูพร้อมกับสะบัดหางนิด ๆ เมื่อเห็นเจ้านายตัวเอง เสียงสะบัดแผงคอดังขึ้นเบา ๆ ทำให้เมืองอินทร์รีบจุ๊ปากเป็นเชิงห้ามส่งเสียงก่อนจะยิ้มออกเมื่อเจ้าสีหมอกก็ยอมยืนนิ่งไม่ขยับ

หนีเที่ยว...ดีกว่า อุดอู้จะตายอยู่แล้ว อยู่แต่ในเรือน...

แต่แล้วก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อเจ้าสีหมอกจู่ ๆ เบิ่งตาโตก่อนจะส่งเสียงเบา ๆ ในคอ แล้วค่อย ๆ ก้าวถอยหลังนิด ๆ

อะไรน่ะ...ไฉนทำสีหน้าเหมือนเห็นผีเช่นนั้นเล่า ไอ้สีหมอก ?

แต่เหมือนไม่ต้องรอคำตอบนาน เสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาประชิดด้านหลังก็บอกได้ เมืองอินทร์ถอนหายใจพรูก่อนจะหันไปมองด้านหลัง

“อ้ายสีห์ ข้าจะไปไหนก็เรื่องของข้าได้ฤาไม่ แผลก็จะหายอยู่แล้ว เจ้าอย่ายุ่งกับข้านักเลย”

เมืองอินทร์หน้ามุ่ยมองคนตรงหน้าที่กอดอกนิ่ง ๆ อยู่อย่างนั้น รังสีเข้ม ๆ ดุ ๆ อย่างเคยฉายชัดจากดวงตาคมนั่น

“มากับข้า...”

สิ้นคำนั้น มือหนาของสีหราชก็คว้ามับที่ท่อนแขนเรียวของคนฟื้นไข้ก่อนจะกึ่งลากกึ่งจูงไปที่เจ้าสีหมอก ร่างสูงโผนขึ้นไปบนหลังม้าก่อนจะออกแรงนิดเดียวดึงเมืองอินทร์ขึ้นไปด้วย

“อ๊ะ !” คนตัวเล็กกว่าทำตาโตอย่างตกใจ

แผ่นอกกว้างแนบชิดแผ่นหลังของคนตัวเล็ก มือข้างหนึ่งกอดประคองเอวคนตัวน้อย ส่วนมืออีกข้างก็จับบังเหียนเจ้าสีหมอกแน่น ต้นขาแข็งแรงของสีหราชกระทุ้งสีข้างเจ้าม้าแสนรู้เบา ๆ เท่านั้นมันก็โผนโจนไปเบื้องหน้า

“...บอกสิ...ว่าเจ้าอยากไปที่ใด...ข้าจะพาเจ้าไปเอง...” เสียงทุ้มดังจากด้านหลังไม่เท่าไร แต่ความอุ่นผ่าวจากแผ่นอกร้อนที่อยู่แนบชิดด้านหลังทำให้คนหายไข้เหมือนจะเป็นไข้กลับอีกรอบ เสียงหัวเราะเบา ๆ ในคอของยักษ์ตัวโตเหมือนจะคลอเคลียอยู่ใกล้ต้นคอขาว ๆ ของมัน ทำให้เมืองอินทร์ไม่กล้าแม้แต่จะหันหน้าไปสบตาคนขี้แกล้ง

“เอ่อ..ข้า..” คนช่างเจรจากลายเป็นคนติดอ่างไปในฉับพลัน

“ถ้าเจ้าไม่ตอบ....ข้าจะพาเจ้าไปตามใจข้าก็แล้วกัน...” รอยยิ้มกริ่มเหมือนสนุกสนานอยู่บนริมฝีปากคนเจ้าเล่ห์   

ควบม้ามาได้ไม่นานเท่าไร เจ้าสีหมอกก็ถูกผูกไว้กับขอนไม้ริมตลิ่งใหญ่ ภาพตรงหน้าทำให้เมืองอินทร์ระบายยิ้มออกมาอย่างชอบใจ บึงบัวแห่งนี้กว้างสุดลูกหูลูกตา บัวแดงมากมายที่บานสะพรั่งอยู่ราวกับอยู่ในอุทยานหลวง

“งามจริง ๆ อ้ายสีห์...” ดวงตาสดใสของคนหายไข้ก้าวเข้าไปใกล้ ๆ สะพานไม้ง่าย ๆ ที่ชาวบ้านสร้างขึ้นทอดไปเกือบถึงกลางบึง ดูผาด ๆ เหมือนทั้งคู่กำลังเดินอยู่กลางบึงน้ำแห่งนี้

“หลายวันก่อน ข้าขี่ม้าผ่านมาเห็น ยังเป็นเพียงบัวตูมเท่านั้น แต่มาวันนี้มันบานสะพรั่งแล้ว เจ้าคงชอบ...”

“ถ้าแม่คำหล้ามาละก็..คงอยากได้บัวไปถวายพระเป็นแน่...” เมืองอินทร์พูดยิ้ม ๆ แต่แล้วก็ต้องตกใจเมื่อคนข้างกายจัดแจงถอดเสื้อตัวบนเผยแผ่นอกกว้างก่อนจะกระโจนตูมลงไปในบึงนั้น

“อ้ายสีห์ !” เมืองอินทร์อุทานลั่น

“บึงนี้ไม่มีเจ้าของ เจ้าอยากได้กี่ดอกเล่า...ข้าจักเก็บให้...” สีหราชหัวเราะร่วน ใบหน้าคมพราวไปด้วยหยดน้ำแล้วส่งรอยยิ้มกระชากใจให้คนมองใจไหวระริก

“ก็...สามสี่ดอกก็พอกระมัง...” เมืองอินทร์ตอบตะกุกตะกัก

รอยยิ้มเช่นนั้น...อย่ายิ้มบ่อยนักจะได้ฤาไม่...ข้าเห็นยังใจสั่น...สตรีเห็นคงไม่แคล้วแดดิ้น...

แต่คนสร้างเรื่องเหมือนไม่รู้ไม่ชี้ โผนไปเก็บดอกบัวดอกแล้วดอกเล่ามาวางให้บนสะพานไม้ คนที่อยู่บนสะพานก็ชี้โน้นชี้นี้ไปเรื่อย เริ่มชักสนุกกับการชี้นิ้วสั่งการยักษ์ให้ทำตาม

“ดอกโน้น...อ๊ะ...ไม่เอา...ดอกนี้ดีกว่า...”

“ดอกนี้บาน...เอาดอกตูมดีกว่า...”

สักครู่เหมือนคนโผนไปมาชักจะรู้ทันเจ้าตัวเล็กขี้แกล้ง ใบหน้าคมเม้มปากนิด ๆ แววตาเป็นประกายริก ๆ อย่างนึกสนุกก่อนจะหายวับเพียงพริบตา ทันใดนั้นเจ้าตัวก็ทำตาโตก่อนจะพุ้ยน้ำแรง ๆ สองสามครั้ง

“โอ๊ะ ! ตะคริวกิน ! อ้ายอินทร์จับข้าไว้ที...!”

ประโยคนั้นทำเอาคนตัวเล็กกว่าสะดุ้งเฮือก อารามตกใจทำให้ผุดลุกยืนขึ้นทันทีแล้วเอื้อมมือไปให้คนที่ตะกายอยู่ในน้ำจับ แต่ทันใดนั้นก็รู้ว่าพลาดแล้วเมื่อมุมปากหยักยิ้มนิดหนึ่งแล้วกระชากตูม ทำเอาเจ้าตัวเล็กตกน้ำตูมใหญ่

“ฮ่า ๆ ๆ เป็นไงเล่าอ้ายอินทร์....แกล้งข้าดีนัก มาเก็บบัวเองเลย !” ใบหน้าคมคร้ามพราวไปด้วยหยดน้ำและรอยยิ้มทั้งปากทั้งตา ว่ายเข้ามาใกล้แล้วเอามือข้างหนึ่งยีหัวอย่างมันเขี้ยวก่อนจะลากเจ้าตัวเล็กไปกลางบึง สะพานไม้ดูเหมือนจะไกลจากเดิม

“แค่ก ๆ ๆ อ้ายสีห์ ! แกล้งข้า !” เจ้าตัวไอโขลก ๆ ก่อนจะพุ้ยน้ำเป็นการใหญ่

“ข้าว่ายน้ำไม่แข็ง ท่านก็ยังแกล้ง !” เมืองอินทร์โวยลั่นบึงก่อนจะลูบหน้าลูบตาตัวเองในน้ำ

“ก็ใครใช้ให้เจ้าไม่ฝึกว่ายน้ำเล่า เจ้าลิง !” มือหนาของสีหราชเอื้อมมายีหัวคนกระแอมกระไอเบา ๆ ก่อนที่เจ้าตัวจะยกยิ้มขำที่คนตัวเล็กเกาะท่อนแขนหนาไว้แน่น

“มาฝึกว่ายกันใหม่ ดีฤาไม่” เสียงหัวเราะเบา ๆ ของสีหราชทำให้เมืองอินทร์แยกเขี้ยวทันที

“เหอะ ! ฝึกกระไรยามนี้เล่า!” สีหน้ามันบอกชัดว่าถ้ากินหัวคนตรงหน้าได้คงทำไปนานแล้ว

“ตามใจ...งั้นข้าว่ายไปตรงนั้นก็แล้วกัน” สีหราชเบือนหน้าก่อนจะพุ้ยน้ำไปอีกมุมของบึง ท่าทางนั่นทำเอาเมืองอินทร์ตาโตก่อนจะโผพรวดเดียวเข้าเกาะหลังยักษ์ตัวโตแบบไม่คิดชีวิต

“อย่าไป ! อ้ายสีห์...ข้ายังเจ็บแผลอยู่เลย !” เมืองอินทร์โอดลั่นก่อนจะคว้าไหล่ทั้งสองข้างไว้แน่น ความทรงจำสมัยเด็กที่เคยจมน้ำเกือบตายครั้งหนึ่งทำให้เผลอจิกไหล่หนาไว้แล้วเบียดกายทั้งตัวเข้ามาแนบแผ่นหลังตรงหน้าเหมือนจะหาหลักยึด

ชั่วพริบตานั้นเอง ยักษ์ตัวโตเหมือนจะลืมว่ายน้ำไปทันที ร่างทั้งร่างคล้ายตะลึงไปชั่วขณะ มือเรียวที่โผเข้ามาเกาะทำเอามันไปไม่เป็นเอาเช่นกัน

“งะ...งั้นปะ..ปล่อยไหล่ข้าก่อนสิ แล้วก็ เลิกกอดข้าได้แล้ว ข้าหายใจไม่ออก!” เสียงยักษ์ขี้แกล้งเหมือนจะสั่นพร่าไปชั่วขณะ เหมือนใบหูนั่นจะแดงขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อย

“ก็ใครใช้ให้เจ้าแกล้งข้าก่อนเล่า !” เมืองอินทร์ค่อนว่าคนตัวโตกว่าก่อนจะมองใบหน้าด้านข้างของคนตัวโตที่เหมือนจะแดงขึ้นกว่าเดิม ก่อนจะค่อย ๆ คลายมือที่รัดไหล่หนานั่นไว้

“แดดร้อนแล้ว...เรากลับกันดีกว่า เจ้าหน้าแดงไปหมดแล้วอ้ายสีห์...” เมืองอินทร์รีบชวน ขณะที่คนขี้แกล้งไม่พูดอะไรอีกเลยนอกจากจะรีบพุ้ยน้ำพามันตรงไปที่ตีนสะพานไม้ก่อนจะโหนตัวขึ้นไปอย่างรวดเร็ว เจ้าสีหมอกเหมือนจะเมียงมองทั้งคู่ก่อนจะสะบัดแผงคอแล้วเล็มหญ้าระบัดเล็กตรงหน้าต่อไป

ร่มไม้ริมน้ำทอดกิ่งก้านออกมาเป็นหลังคากันแดดให้ทั้งคู่ เสื้อผ้าของเมืองอินทร์ที่เปียกโชกถูกสะบัดออกตากไว้บนลำไม้ไผ่ที่เจ้ายักษ์ตัวโตลากมาจากข้างป่าใกล้ ๆ   

“เอ้า! เจ้ารีบเอาเสื้อข้าไปสวมก่อน...หากเป็นไข้อีกรอบ ครานี้ข้าคงโดนแม่คำหล้าบ่นเป็นกระบุงโกยแน่”

สีหราชเบือนหน้าหลบเจ้าตัวเล็กที่กอดอกแน่น ก่อนจะหลับหูหลับตายื่นเสื้อแห้ง ๆ ของมันให้

กลิ่นเสื้อของอ้ายสีหราชมีเหงื่อจาง ๆ แต่..อบอุ่น

เมืองอินทร์รีบคว้าเสื้อดังกล่าวมาสวมทันที ชายเสื้อที่ยาวกว่าเสื้อของมันปกคลุมไปถึงต้นขา เจ้าตัวเล็กยีหัวตัวเองเบา ๆ หวังให้ผมแห้งเร็ว ๆ ก่อนจะชะงักเมื่ออ้ายสีห์มองมาด้วยสายตาประหลาดและรอยยิ้มที่มันไม่เข้าใจ ก่อนที่เจ้าตัวจะทรุดกายลงกึ่งนั่งกึ่งเอนพิงต้นไม้ใกล้ ๆ แล้วมองหน้าเจ้าตัวเล็กนิ่ง ๆ 

“ข้ายังไม่เคยถามเจ้าเลย...อ้ายอินทร์” ประโยคและดวงตาทอแสงอ่อน

“พ่อแม่เจ้าเป็นอย่างไรหรือ...ทำไมปู่อินทร์แขวนถึงพาเจ้ามาหาพ่อสินได้...”

เมืองอินทร์เลิกคิ้วอย่างงุนงงก่อนจะระบายยิ้มจาง ๆ

พ่อ...แม่...คำนี้มันไม่ได้เรียกนานเท่าใดแล้วนะ...

“ทำไมจู่ ๆ ถึงนึกถามเรื่องนี้ขึ้นเล่า...”

“ก็..ข้าแค่อยากรู้...ทุกเรื่องในชีวิตของเจ้า...ให้มาก ๆ ” น้ำเสียงนั้นทอดอ่อนโยน

“ข้าไม่มีความทรงจำมากนัก จำได้เพียงแต่ พ่อข้าชอบแทงพนันขันต่อนัก เล่นสูงต่ำ ถั่วโป...ทุกอย่าง ของในเรือนที่มีค่อย ๆ หายไปทีละชิ้น จนเหมือนจะไม่เหลือสิ่งใดที่มีค่าอีก แล้วสุดท้ายข้าก็รู้ว่ากระทั่งแม่ของข้า...ก็กลายเป็นทาส ถูกขายเพื่อใช้หนี้พนัน...ปู่อินทร์แขวนเลยตัดสินใจพาข้ามา...ปู่คงกลัวว่าพ่อจักพาข้าไปขายใช้หนี้พนันกระมัง...”

แม้น้ำเสียงเมืองอินทร์จะดูราวไม่แสดงความรู้สึก แต่ดวงตามิอาจซ่อนเร้นความหม่นเศร้าได้ สีหราชเอนกายเข้ามาใกล้ก่อนจะเอาคางเกยกับบ่าเล็ก ๆ ลมหายใจอุ่นร้อนกับฝ่ามือหนาลูบหัวมันเบา ๆ อย่างเอาใจ

“ผีพนัน...หาใช่ดี...ถ้าสักวันข้าต้องเป็นพ่อให้ใคร...ข้าสัญญาว่าข้าจักไม่ทำเยี่ยงนี้เด็ดขาด...แล้วเจ้าเล่า?”

“หึ...ข้าคงไม่อาจเป็นพ่อให้ใครได้ดอก วัน ๆ เอาแต่อยู่ในสนามฝึกดาบกับเจ้า จะมีเวลาไปมองผู้สาวที่ไหนกัน” เสียงเมืองอินทร์คล้ายแมวขาว ๆ ที่ง่อดแง่ดฟอดแฟ่ด

ก็ใครกันเล่า บอกให้มันสัญญาว่าอย่าทำดีกับผู้ใด...จนบัดนี้เลยยังไม่มีผู้สาวคนไหนมองมันสักนิด

“เช่นนั้นก็ดี...ข้าว่าเจ้าเหมาะกับเป็นแม่มากกว่า เพราะเจ้าช่างอ่อนโยนเอาใจใส่เด็ก ผู้สาว และผู้ชราทุกคนเยี่ยงนี้...”

สีหราชหัวเราะขำ ๆ ก่อนที่เจ้าตัวจะแกล้งเอาคางสากหนามาลากไล้เบา ๆ ที่ไหล่เจ้าตัวเล็ก เมืองอินทร์ห่อไหล่หนีทันควัน สีหน้าแดงก่ำเป็นลูกตำลึงสุกขณะที่ขนแขนลุกพรึ่บไปทั้งตัว

“อ้ายสีห์ !  เจ้านี่คิดวิตถารเสียแล้ว ข้าเป็นผู้บ่าวแท้ ๆ จักเป็นแม่ให้ใครได้เล่า !”

 “ก็ข้าเห็นเจ้ายิ้มทีไร ข้าคิดภาพเจ้าอยู่กับเด็กตัวน้อย ๆ ไปเสียทุกที...ไม่ดีดอกหรือ”

แววตาขี้เล่นอารมณ์ดีของคนตรงหน้าก่อนจะเอนกายลงนอนบนผืนหญ้านุ่ม ๆ แผ่นอกเปลือยแข็งแรงนั้นทั้งกว้างและมีกล้ามเนื้อสวยงาม...สงสัยมันจะเผลอมองนานไป สีหราชยิ้มนิด ๆ มองตามันแล้วพูดหยอกเย้า

“ง่วงฤาไม่อ้ายอินทร์...ข้ายินดียกอกข้าเป็นหมอนให้เจ้า มานอนได้นะ..ข้าไม่ถือ...” เจ้าตัวพูดเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาก่อนจะชี้ตรงแผ่นอกกว้างตัวเองด้วยสีหน้ามั่นใจนักหนา

รู้ว่า...ขัดเขิน ยังแกล้งกันได้ อ้ายสีห์ !

..........................................................................


ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7677
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
อยากให้ลงว้นที่อัพเรื่องด้วย จะได้รู้ว่าอัพเดทรึยัง

ออฟไลน์ ButlerofLOVE

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
ได้ค่า....เราเพิ่งมาลงกระทู้ที่เล้าเป็ดครั้งแรก ยังไม่ค่อยคุ้นเท่าไหร่ ขอบคุณที่แนะนำนะคะ  :)

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด