ข้าชื่อสีหราช [Yaoi/BL/Action Fantasy] [Updated 17/1/2021]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ข้าชื่อสีหราช [Yaoi/BL/Action Fantasy] [Updated 17/1/2021]  (อ่าน 2570 ครั้ง)

ออฟไลน์ ButlerofLOVE

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
..............................................................................

ตะวันบ่ายคล้อยแล้ว สภาพชายหนุ่มสองคนที่เสื้อผ้าเปียกชื้นกันทั้งคู่ก้าวขึ้นมาบนเรือน ทำให้แม่คำหล้าแทบจะวางกระจาดผักตรงหน้าลงทันที

“อ้ายสีห์ ! พาอ้ายอินทร์ไปตกน้ำตกท่าที่ใดกัน ?!” เสียงตะโกนอย่างตกใจดังขึ้นทำให้สีหราชย่นจมูกทันทีก่อนจะหันมากระซิบเมืองอินทร์

“เห็นฤาไม่...เรือนนี้มีแต่คนรักเจ้าทั้งนั้น ไม่เห็นรักข้าบ้างเลย...”

ประโยคนั้นทำให้เมืองอินทร์ลอบหัวเราะเบา ๆ ท่าทางยักษ์ตัวโตใจน้อยขึ้นมานี่ก็น่ารักไม่หยอก

“อ้ายสีห์ไม่ได้ทำอันใดดอก ข้ากับอ้ายสีห์ไปเก็บบัวมาให้แม่คำหล้า เห็นว่าใกล้วันพระแล้ว” ว่าแล้วก็ยื่นดอกบัวสีแดงจำนวนมากที่อ้ายสีห์เด็ดมาพร้อมกับใบบัวให้กับแม่คำหล้าที่ชะโงกมามองอย่างดีใจแล้วก็ตีแขนสีหราชดังเพียะเบา ๆ

“พากันไปเล่นสนุกมาทั้งคู่ ไหนบอกข้าว่ากลัวอ้ายอินทร์มันจะป่วยไข้ นี่อะไร...เปียกกันมาหมด”

“พิโธ่...แม่คำหล้า ถ้าไม่กระโจนลงบึงบัวแล้วข้าจักเก็บบัวให้แม่ได้อย่างไร บึงนั้นมิได้มีเรือบดลำน้อยให้ข้าดอกนะ” ยักษ์ปักหลั่นเหมือนจะค้อน ๆ ใส่แม่นม ภาพนั้นทำให้เมืองอินทร์อดขำไม่ได้

“ร้อยวันพันปีดอกจะเก็บบัวมาให้ข้าบูชาพระ นี่ถ้าไม่ใช่อ้ายอินทร์ไปด้วย เห็นทีคราไหนก็ไม่ได้บัว !” เสียงแม่คำหล้าหัวเราะเบา ๆ แต่มือประคองบัวแดงไว้อย่างหวงแหน

“เดี๋ยวข้าจักนำไปไหว้พระในหอไตร แล้วบางดอกข้าจักแบ่งมาทำเมี่ยงบัวให้พวกเจ้า...ดีฤาไม่...” ว่าแล้วก็หันมองเมืองอินทร์ที่ดวงตาเป็นประกายวาวอย่างดีใจ สีหราชหันมองเจ้าตัวเล็กเพราะรู้ว่ามันชอบเมี่ยงบัวยิ่งนัก ยิ่งบัวใหม่ ๆ เช่นนี้ กลีบบัวยิ่งหอมกรุ่นคู่กับมะพร้าวคั่ว ของโปรดของเจ้าตัวน้อยนี่

“...เดี๋ยวจะแบ่งไปให้แขกบนเรือนด้วย น่าจะเป็นของว่างได้” ประโยคนั้นทำให้สีหราชขมวดคิ้ว

“ใครกันแม่คำหล้า แขกที่ว่า ?”

“จะใครเสียอีกเล่า ก็แม่หญิงนากกระไร ครั้งนี้มาพร้อมกับสมุหพระกลาโหม เห็นคุยเรื่องมีดดาบที่จะตีเพิ่มอีกคราสำหรับป้องกันพระนครทางหัวเมือง”

สิ้นประโยคนั้นสีหราชถอนหายใจพรูใหญ่อย่างไม่ปิดบัง ก่อนจะเข้าไปกอดเอวแม่คำหล้าไว้แน่น

“ข้ารักท่านนักแม่คำหล้า...จักรักยิ่งขึ้นไปอีกหากท่านไม่บอกผู้ใดว่าเห็นข้ากับอ้ายอินทร์” ว่าแล้วก็หอมแก้มแม่นมดังฟอดใหญ่ก่อนจะคว้าแขนเจ้าตัวเล็กที่ยืนงงอยู่ให้ตามมันไป

“รออะไรเล่า อ้ายอินทร์ เดี๋ยวก็โดนลากไปนั่งเรียบร้อยบนเรือน ไปกับข้าเร็ว !”

“อย่าลืมเก็บเมี่ยงบัวไว้ให้ข้ากับอ้ายอินทร์ด้วย !”

................................................................

“หลบมาเยี่ยงนี้จะดีฤาอ้ายสีห์...” เมืองอินทร์เอ่ยเบา ๆ กับสีหราชที่คล้ายจะอารมณ์ดียิ่งนัก

“ไม่ดีได้อย่างไร ข้าเบื่อสมุหพระกลาโหมเต็มที” สิ่งที่เจ้าตัวไม่ได้เอ่ยไปคือ ไม่ใคร่ชอบสายตาของแม่หญิงนากเท่าใดนัก หากแต่เขาเป็นบุรุษไม่ควรกล่าวถึงสตรีในทางเสียหาย จึงจำต้องเก็บงำไว้ไม่เอ่ยออกไป

“ไหนเจ้าว่าเบื่อนักหนาอย่างไร ข้าอุตส่าห์พาเจ้าออกมาเดินเที่ยวเล่นในพระนคร เช่นนี้ไม่ดีฤา..”

สีหราชยิ้มให้คนตรงหน้าแต่ก็ต้องตกใจเมื่อมีขบวนม้าสี่ห้าตัวรี่ตะบึงผ่าเข้ามากลางทางเดิน ด้วยความกลัวเจ้าตัวเล็กจะบาดเจ็บ นักดาบหนุ่มรีบคว้าแขนเมืองอินทร์กระชากเข้ามาสู่อ้อมกอดอย่างรวดเร็ว

“รีบกระไรถึงเพียงนั้น ?!” สีหราชขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะมองตามหลังขบวนนั้นไป แต่เมืองอินทร์รีบผละออกจากอ้อมแขนแล้วหันไปหาชายหนุ่มอีกคนหนึ่งที่โดนท่อนแขนเมืองอินทร์ปัดเอากระบอกน้ำหกรดเสื้อผ้าจนเปียกชุ่ม

“ข้า..ข้าขออภัยด้วย ข้ามิได้ตั้งใจ...” เมืองอินทร์รีบตาลีตาลานหาผ้าสะอาดมาช่วยเช็ดแขนให้ แต่ดูเหมือนชายหนุ่มตรงหน้าจะขมวดคิ้วหนักก่อนจะอ้าปากเหมือนจะตำหนิ แต่เมื่อเห็นหน้าสีหราชที่หันมาตรง ๆ รายนั้นถึงกับก้มหน้างุดลงทันที

“ท่าน...เปียกขนาดนี้ ข้าช่วยเช็ดให้นะ” คนตัวเล็กรู้สึกผิดรีบคว้าแขนชายหนุ่มตรงหน้าก่อนจะเอาชายผ้าเช็ดให้มิไยว่าคนตรงหน้าจะรีบปัดป้องเป็นเชิงปฏิเสธอย่างลุกลี้ลุกลน

“มะ...ไม่ต้องดอก...เล็กน้อยเท่านั้น...”  ก่อนจะรีบเอาแขนเสื้อลงแล้วยื่นอัฐให้แม่ค้าแล้วผละไปอย่างไม่รอรับเศษสตางค์

ชั่วแว่บนั้น สายตาสีหราชบังเอิญเหลือบมองเห็นรอยสักสีแดงตรงท่อนแขนที่เมืองอินทร์เลิกแขนเสื้อขึ้นเช็ด เจ้าตัวขมวดคิ้วทันควันก่อนจะชะเง้อตามแผ่นหลังผู้ชายที่รีบผละจากไป

“มีอันใดฤา อ้ายสีห์...รู้จักชายผู้นั้นฤา...” เมืองอินทร์กระชับดาบที่ถือติดตัวมา

“ไม่...ข้าคิดว่าไม่...” แต่สีหน้าของสีหราชเหมือนยังติดค้างในใจบางอย่าง ชั่วขณะนั้นเจ้าตัวรีบลากแขนเมืองอินทร์ตามมาอย่างรวดเร็ว

“มาเถิด...ข้าจะเลี้ยงเหล้าเจ้าเอง...ฉลองที่เจ้าหายไข้อย่างไรเล่า...” และไม่รอให้เจ้าตัวเล็กตอบรับหรือปฏิเสธ ก็ลากแขนเมืองอินทร์หลุน ๆ ไปตามทางที่บุรุษปริศนาผู้นั้นเดินไป

สิ่งที่สีหราชสงสัยก็ยิ่งเด่นชัดขึ้นเมื่อบุรุษผู้นั้นเดินเข้าไปในโรงเหล้าบางยี่ขันที่เต็มไปด้วยเหล่ากุลีจีนที่อพยพเข้ามาทางเรือ ไม่ว่ามองไปทางใดก็เห็นแต่คนขี้เหล้าและเด็กกลางถนนจำนวนมาก เมืองอินทร์มองอย่างตื่นตาตื่นใจ ยามนี้เย็นย่ำมากแล้ว บริเวณโรงสุราแห่งนี้เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะครื้นเครงของเหล่าคนร่ำสุรา กลิ่นยาสูบลอยปะปนกับกลิ่นเหล้าที่หกราดรดพื้นดิน เหล่ากุลีจีนบางส่วนหัวเราะกันร่วนแล้วคุยกันโขมงโฉงเฉงเป็นภาษาจีนที่ฟังไม่ออก แต่สีหราชไม่ได้ใส่ใจกับผู้ใดนอกจากชายหนุ่มที่เดินตรงเข้ามาก่อนหน้านั้น โรงสุราแห่งนี้เขาเคยมากับสหายที่เคยเรียนเพลงดาบอยู่บ้าง เถ้าแก่เจ้าของร้านเห็นเขาก็จดจำได้ก่อนจะหัวเราะลั่นแล้วตบบ่าตบไหล่สีหราชเบา ๆ

“โอ้...อ้ายสีหราช ไฉนวันนี้มาคนเดียวเล่า...นาน ๆ ครั้งข้าถึงเห็นเจ้ามาโรงเหล้าข้าสักครา...” เจ๊กฮงเถ้าแก่เจ้าของโรงสุราร้านดังหัวเราะแล้วชะโงกหน้ามองเมืองอินทร์ที่เดินตามเข้ามา

“วันนี้พา....ผู้ใดมาด้วย” สีหน้ายิ้ม ๆ ล้อเลียนทำให้เมืองอินทร์เอ่ยออกไป

“ข้าชื่อเมืองอินทร์ เป็น....”

“เป็นคนของข้า...ท่านให้เกียรติข้าเยี่ยงไร ก็จงทำเยี่ยงนั้นกับเมืองอินทร์” สีหราชเอ่ยหนักแน่นทันควันก่อนจะกอดบ่าหนาของเถ้าแก่ร้านไว้

“ขอโต๊ะที่ไม่พลุกพล่านเท่าใดนัก ข้าอยากดื่มเงียบ ๆ เท่านั้น” อัฐสี่ห้าก้อนถูกเจ้าตัวดึงออกมายื่นให้เจ้าของร้านที่ยิ้มกริ่ม แล้วพาทั้งคู่เข้าไปด้านใน ระเบียงเรือนไม้ที่มองออกไปเห็นบรรยากาศภายนอก แต่คนด้านนอกมิอาจมองเห็นเข้ามาได้

"ขอสุราที่ดีที่สุด...ข้าพาเมืองอินทร์มาเปิดหูเปิดตา..." สีหราชหันไปสั่งการ

แล้วไม่นานนัก สุราชั้นดีถูกนำมาวางบนโต๊ะ เพียงเปิดขวด กลิ่นก็หอม...กรุ่นต่างจากสุราแช่ของชาวสยามด้วยกัน ไหสีน้ำตาลเข้มนี้ เถ้าแก่ร้านเคยคุยฟุ้งให้ฟังว่าเป็นสุราที่ขนเอามาจากจีนโพ้นทะเลกันทีเดียว

“สุรานี้มาจากหมู่บ้านข้าที่ซิ่งฮวา รับรองว่าไม่มีที่ใดเหมือน...เหล้าเปอร์เซียก็สู้ไม่ได้!”

สุราเฝินจิ่วที่เพียงเปิดเท่านั้นกลิ่นหวานหอมลอยโชยไปไกล เมืองอินทร์ทำตาโตก่อนจะชะโงกหน้ามองไหสุราหมักตรงหน้าด้วยสายตาตื่นเต้นเป็นประกาย เจ้าตัวเงยหน้ามองสีหราชที่ยิ้ม ๆ มือหนาค่อย ๆ ยกเทสุราลงจอก แล้วยื่นให้คนตรงหน้า จอกเหล้าน้อย ๆ ค่อย ๆ จรดริมฝีปากของคนอยากลอง ก่อนจะทำตาโตอย่างถูกใจในรสนุ่มละมุนหวานอวลกรุ่นในโพรงปาก

ดูท่าจะมีคนตกหลุมรักสุราไหนี้เสียแล้ว...

สีหราชอมยิ้มนิด ๆ ก่อนจะเหลือบมองออกไปด้านนอก บุรุษผู้นั้นกำลังคุยกับใครบางคนอยู่ที่เขาเห็นแต่เพียงแผ่นหลัง การแต่งกายดูไม่ควรเข้ามาอยู่ในโรงเหล้าจีนเช่นนี้เลย ดูราวกับเป็นผู้สูงศักดิ์คนหนึ่ง....สีหราชค่อย ๆ จิบเหล้าไปทีละนิดก่อนจะมองร่างลึกลับที่หันหลังไม่วางตา มีเพียงเสียงป้านสุราที่ถูกยกขึ้นเติมเป็นระยะเท่านั้น

“ดื่มคราแรก...อย่าดื่มยามท้องว่าง” สีหราชหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะป้อนอาหารตรงหน้าให้คนที่เริ่มตาแดง ๆ โยกเยกไปมา

“ชอบฤาไม่...”

“ชอบ...หอมมาก หอมกว่าสุราแช่ยิ่งนัก”

คนที่เพิ่งได้ดื่มสุราจีนเป็นครั้งแรกพยักหน้าหงึกหงักเบา ๆ รอยยิ้มหวานเกลื่อนใบหน้า ดวงตาที่ปกติก็หวานอยู่แล้วยิ่งฉ่ำปรือ ริมฝีปากแดงสดเรื่อ ๆ นั่น...ทำให้คนชวนมาดื่มชักจะรู้สึกผิดนิด ๆ

เจ้าตัวจ้อย...เหมือนจะเริ่มเมานิด ๆ เสียแล้ว

เอาจริง ๆ คือ เขาต้องการติดตามบุรุษปริศนานั่นมาเท่านั้น คนผู้นั้นเร้นกายเข้ามาในโรงสุราของชาวจีน มีคนสยามไม่มากที่จะเข้ามาในโรงเหล้าจีน...ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าโรงเหล้าแห่งนี้มีทั้งคนชื่นชอบตีรันฟันแทง นักฆ่า และเหล่ามือสังหาร และเหล่าคนที่หลบหนีกฎหมายก็มักพบเจอรวมกลุ่มที่นี่ ดังนั้นใครที่ก้าวเข้ามาที่นี่หากไม่ได้เป็นคอสุราแล้วละก็ ย่อมต้องมาติดต่อคนเป็นแน่

ตรารอยสักสีแดงนั่น...เป็นรูปครุฑที่ถูกนาคยุดไว้...เหมือนที่ปรากฎบนท่อนแขนคนที่ลอบโจมตีเขาเมื่อคืนก่อน ศพหัวขาดที่หายไป...

หรือมันจะเป็นกลุ่มเดียวกัน....

เสียดายนักบุรุษอีกคนที่มานั่งหันหลังให้จึงไม่อาจเห็นหน้าได้ชัด รู้เพียงว่ามีร่างสันทัด ผิวกายที่ดำแดงกร้านที่โผล่พ้นชายแขนเสื้อ การแต่งกายคล้ายผู้มีอัฐหากแต่เสื้อผ้ามีรอยยับย่นคล้ายมิได้ใส่ใจตัวเอง นิ้วมือข้างหนึ่งสวมแหวนทับทิมสลักดุนวิจิตร สองคนนั้นเหมือนจะเจรจาบางอย่างด้วยท่าทีเคร่งเครียดก่อนที่ผู้มาใหม่จะล้วงมือเข้าไปในอกคว้าเอาถุงย่อม ๆ ขึ้นมายื่นให้คนที่มีรอยสักทันควัน จากนั้นเพียงครู่เดียวต่างฝ่ายก็ต่างแยกย้ายกันไป โดยเจ้าตัวโยนอัฐสองสามก้อนไว้บนโต๊ะแทนค่าเหล้า

สีหราชทอดเวลาให้ผ่านไปอีกครู่หนึ่งจึงผุดลุกขึ้น มองเจ้าตัวน้อยที่ยกจอกสุราขึ้นจิบอย่างมีความสุข รอยยิ้มจุดที่ริมฝีปากสีหราช

“อ้ายอินทร์ เจ้านั่งรอข้าอยู่ที่นี่ครู่เดียว ข้าจักรีบกลับมา...”

ว่าแล้วเจ้าตัวก็ผลุบออกตามคนที่ออกไปก่อนอย่างรวดเร็ว สีหราชคว้าอัฐในถุงของตนเองสองสามก้อนก่อนจะเร่งเดินตามบุรุษผิวดำแดงทันที ร่างนั้นเร่งเดินเข้าออกตรอกซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว เหมือนมิประสงค์ให้ผู้ใดเห็นตัว

“ช้าก่อนท่าน !” สีหราชตะโกนก่อนจะรีบเดินตามไปจนทัน ร่างนั้นหยุดชะงักก่อนจะทันก้าวเข้ารั้ววัง

“ท่านลืมอัฐไว้ที่โรงสุรา เถ้าแก่ให้รีบตามมาให้ท่าน”

ร่างนั้นหันขวับมามองและขมวดคิ้วอย่างสงสัย สีหราชจึงเห็นว่าเป็นบุรุษวัยกลางคนที่มีเค้าอำนาจ เหมือนจะคลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นคนในวังหลวง ร่างนั้นคิ้วหนาเข้ม ดวงตาเหมือนเหยี่ยว ไว้หนวดนิด ๆ มือหนาข้างหนึ่งกระชับดาบในมือไว้มั่น ท่าทีคล้ายจะไม่ไว้วางใจสีหราชเท่าใดนัก

“อัฐท่าน..ข้านำมาให้ เถ้าแก่ว่าอย่างนั้น...”

เจ้าตัวหน้าบึ้งตึงก่อนจะกระชากอัฐในมือของสีหราชไปแล้วเดินย่ำผ่านประตูวังเข้าไป

“ขุนทรัพย์...วันนี้มีละครนอกมาเล่นบ้างฤาไม่” เสียงทหารรักษาการณ์สองนายตรงประตูนั้นเอ่ยทักทำให้สีหราชเงี่ยหูฟัง

“ยัง...ข้ายังหานักแสดงไม่ครบ หากมีครบเมื่อใดจะมาบอกพวกเจ้า” ว่าแล้วก็เดินย่ำเข้าไปด้านใน

.....ขุนทรัพย์....ละครนอก....

ทันทีที่ก้าวกลับเข้ามาในโรงสุรา สีหราชก็นึกอยากเล่นงานเถ้าแก่ฮงเสียจริง

...ต้อนรับดีเหมือนต้อนรับข้า นี่มันกี่ไหไปแล้ว !....

บนโต๊ะเมื่อครู่ที่มีเพียงไหเดียว แต่ยามนี้กลับมีถึง 3 ไหวางอยู่บนโต๊ะ ส่วนคนดื่มไม่ต้องห่วงว่าจะไหวเพราะยามนี้ฟุบหลับอยู่บนโต๊ะไปเรียบร้อย ผิวกายขาวสะอาดของเมืองอินทร์เริ่มแดงจัดขึ้นทีละน้อย ๆ ตามดีกรีของสุราที่เจ้าตัวดื่มเข้าไป ดวงตาหวานนั่นปรือปรอยฉ่ำขึ้นทีละนิด เสียงก็เริ่มอ้อแอ้นิด ๆ

“อ้ายสีห์...หายไปไหนนานนัก..ข้าดื่มคนเดียว ไม่สนุกเลย”

ประโยคนั้นราวกับจะอ้อนคนตัวโต ดวงตาหวานหรี่หรุบเหมือนจะหลับมิหลับแหล่ สีหราชอมยิ้มกับท่าทีคนเมา แต่แล้วก็ต้องตาเหลือกเมื่อเจ้าตัวพยายามลุกขึ้นแต่โอนไปเอนมา มือหนารีบปราดเข้าไปประคองเจ้าตัวเล็กก่อนจะดุอย่างไม่จริงจังนัก

“ดื่มอะไรขนาดนี้ ข้าไปเพียงครู่เดียว เจ้าดื่มไปคนเดียวถึงสองไห ! เจ้าไหเหล้าเอ๊ย...”

กลิ่นหอมของสุราชั้นดีติดตัวคนเมาหนัก ริมฝีปากนั่นบางแดงก่ำราวกับเลือดลมไหลดียิ่งนัก ดวงตาหรี่ปรือเหลียวมองหน้าคนประคองก่อนจะเอานิ้วมือเล็ก ๆ มาจิ้มปลายจมูกสีหราช

“อย่ามาดุกัน...ท่านผิด...ท่านทิ้งข้าไปตั้งนาน”

แล้วปลายนิ้วก็ไล้ลงแตะริมฝีปากของสีหราช ก่อนจะบ่นพึมพำเบา ๆ

“ปากนี่...ทำไมดุนัก...ชอบดุอยู่เรื่อย...”

“ก็เจ้ามันน่าตี...ยิ่..ง”

แต่แล้วไม่ทันจะพูดจบประโยค คนตัวเล็กกว่าก็ส่ายหน้าก่อนจะชะโงกหน้าประกบริมฝีปากตนเองปิดปากคนบ่นทันที

สติสตังคนประคองแทบหลุดลอย ริมฝีปากนุ่มประทับปิดไม่ยอมให้คนขี้บ่นพูดอะไรอีก เพียงครู่เดียวคนเมาที่ขโมยจูบก็ทิ้งตัวฮวบลงในอ้อมแขนของสีหราช ทิ้งไว้แต่คนที่ยืนนิ่งเหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้ว หากไม่คิดว่าต้องประคองเจ้าตัวเล็กอยู่ น่ากลัวว่ายักษ์ตัวโตจะร่วงลงไปกองกับพื้นอีกคน

จ...จูบ...

หัวใจเกือบกระดอนออกมาจากอก ยามนี้คนไม่เมากลับหน้าแดงก่ำ อึ้งตะลึงค้างไปครู่ใหญ่ก่อนจะก้มมองตัวการที่หลับสนิทอยู่ในอ้อมแขน

...เจ้าหัวขโมย...นั่นมันจูบแรกของข้านะ..

ความรู้สึกวาบหวามฟุ้งกรุ่นอยู่ในอก เสียงหัวใจเต้นรัวกระหน่ำ สุราชั้นดีและความนุ่มหยุ่นของริมฝีปากเจ้าตัวเล็ก...ทำให้เขาเมามายในจูบเดียว ความปรารถนาบางอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นกลับเตลิดเปิดเปิงเพราะเจ้าตัวการร้ายกาจที่หลับฝันดีในอ้อมแขนเขา

“...ใจร้ายนัก...แกล้งข้าให้ใจเต้นแล้วไม่รับผิดชอบ...อย่างนี้ก็ได้ฤา...”

.........................................

ButlerofLOVE:

หนู...หนูจูบพี่เขาก่อนเลยเร้อออออ น้องอินทร์....!

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7739
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
จะมีเรื่องละสินะ

ออฟไลน์ ButlerofLOVE

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
บทที่ 14 หวานหวาม
Last updated : 12/9/2020
นิยายเรื่องนี้ลงจนจบแล้วนะคะ ที่ D และ RAW

แสงอาทิตย์อ่อน ๆ ลอดผ่านช่องหน้าต่างเรือนเข้ามา เสียงนกร้องดังขึ้นเบา ๆ อยู่ด้านนอก และสัมผัสที่ไม่คุ้นทำให้เมืองอินทร์ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ

อุ่นยิ่งนัก...ยังไม่อยากลุกเลย อากาศกำลังเย็นสบายและผ้าห่มกำลังอุ่นและ...นุ่ม...ร้อนนิด ๆ

ทันใดนั้นเมืองอินทร์ก็สะดุ้งเฮือก เมื่อรู้สึกถึงความอุ่นร้อนผ่าวที่อยู่แนบชิดด้านหลังและบั้นเอวทำให้เจ้าตัวรีบขยับกายออกห่าง แต่มือหนาข้างหนึ่งก็กลับกดพาดอยู่บนช่วงเอวไว้แน่น เสียงงึมงำที่แนบชิดรดต้นคอทำให้หัวใจเต้นโครมคราม กลิ่นกายและสัมผัสที่คุ้นเคยทำให้รู้ว่าเป็นผู้ใด

“อยู่เฉย ๆ บ้างไม่ได้ดอกฤา เจ้าดิ้นทั้งคืนทำให้ข้ายังไม่ได้นอนเลย...”เสียงงึมงำของอ้ายสีหราชดังขึ้นแนบชิด

...หะ...หืม ? ข้านะหรือนอนดิ้น ? ...แล้ว...กอด...ทั้งคืน... !

“อะ...อ้ายสีห์...เหตุใดข้าจึงมาอยู่ที่นี่เล่า แล้วนี่มันที่ใดกัน...” เมืองอินทร์อุบอิบก่อนจะพยายามพลิกตัวกลับมามองคนที่เอาร่างมันเป็นหมอนข้าง ขอบตาคนพูดฟ้องว่าเจ้าตัวคล้ายอดนอนมาทั้งคืนจริง ๆ เรือนที่พวกมันกำลังนอนอยู่นี้ดูงดงามวิจิตร แน่นอนว่าไม่ใช่เรือนของผู้มีอันจะกินทั่วไปเป็นแน่

“เจ้าเมานัก...จะพาขึ้นหลังเจ้าสีหมอกก็พาลจะร่วงอยู่หลายครา...ข้าเลยต้องอุ้มเจ้าขึ้นหลังมาขอใช้ห้องข้าที่ตำหนักของเสด็จพระองค์ชาย...” ดวงตาคนพูดยังคงปิดสนิท น้ำเสียงง่วงงุน โหนกแก้มกลับคล้ายเริ่มแดงเรื่อ ลมหายใจอุ่น ๆ ที่จรดอยู่ข้างตัวทำให้หัวใจของเมืองอินทร์ขยุกขยิกพิกล

“แล้ว...เหตุใดต้องมาเบียดกันบนเตียงแคบ ๆ ด้วยเล่าอ้ายสีห์ ให้ข้านอนพื้นก็ได้...” เมืองอินทร์ไม่วายบ่นเบา ๆ

เตียงนี้แคบชนิดเหมาะนอนผู้เดียวมากกว่า พอผู้ชายสองคนต้องนอนด้วยกันก็แทบจะต้องแนบชิดจนรู้สึกถึงไออุ่น

“มีเตียงเดียว แลพื้นไม้ก็เย็นปานนั้น เจ้าก็เพิ่งจะหายป่วย ข้าจะปล่อยให้เจ้านอนพื้นได้อย่างไร มีทางเดียวก็ต้องนอนด้วยกันบนเตียงนี่แล...แต่ใครจะรู้เล่าว่าเจ้านอนดิ้นขนาดนี้...”

แม้มันหันกลับมามองหน้าคนง่วงนอน แต่มือไม้ของคนง่วงกลับกอดกระชับมันไว้แน่น รั้งไว้แนบอก ก่อนจะกดปลายคางสากลงกับเรือนผมนุ่มของมัน แนบชิดจนยินเสียงหัวใจของยักษ์ขี้เซาที่เต้นรัวตึกตัก...

หัวใจอ้ายสีห์...เต้นรัวยิ่งนัก ?

“อะ...อ้ายสีห์ ปล่อยข้าก่อนได้ฤาไม่ เจ้าไม่เหน็บกินดอกหรือ...”

ท่อนแขนหนาของสีหราชถูกมันใช้ต่างหมอนหนุนหัวมาตลอดทั้งคืน ดูท่าเจ้าตัวน่าจะปวดแขนไม่น้อย

“ใช่ ต้องเหน็บกินแน่...เพราะสละแขนแทนหมอนให้เจ้าทั้งคืน” เสียงเหมือนยักษ์ตัวโตกำลังงอน

“เมื่อคืนข้าสละแขนเป็นหมอนให้เจ้า...เช้านี้เจ้าจงยอมเป็นหมอนให้ข้าบ้าง...”

ประโยคห้วน ๆ ราวกับโกรธมันนัก ทำให้เมืองอินทร์หน้าแดงก่ำทันที เพราะทันทีที่พูดจบ มือแกร่งก็ดึงรั้งตัวมันเข้ามาแนบชิด..ใกล้เสียจนได้ยินเสียงลมหายใจของคนข้างตัว...

...อ้ายสีห์...ลมหายใจอุ่นจัด และเร็วเหลือเกิน...คงมิได้ป่วยไข้ ?

เมืองอินทร์เหลียวมองคนง่วงที่ฉุดมันไว้ต่างหมอน แต่ก็ต้องกระพริบตาปริบ ๆ เมื่อดวงตาคมคร้ามที่คิดว่าหลับอยู่กลับจดจ้องตะแคงมองมันเช่นกัน สายตาที่มองมาคล้ายวาววาม...คล้ายจะคาดโทษบางอย่างที่มันเองก็ไม่เข้าใจ ดวงตานั่นจับจ้องที่ริมฝีปากมันก่อนจะเม้มแน่น

ริมฝีปาก...หรือเมื่อคืนมันจะพูดอะไรผิดหู...หรือว่าเผลอทำสิ่งใดผิด... ?

“เมื่อคืน..นอกจากเรื่องข้าเมาแล้ว นอนดิ้นแล้ว...ข้ายังทำสิ่งใดอีกฤาไม่ ?” น้ำเสียงคนพูดคล้ายจะลังเล สีหน้าจืดเจื่อนกังวลก่อนจะขบริมฝีปากตนเองเบา ๆ ท่าทีดังกล่าวทำให้คนที่เอามันเป็นหมอนถึงกับเม้มปากหนักกว่าเดิม ก่อนจะคลายวงแขนที่กอดแล้วเบี่ยงตัวออกไม่มองหน้ามันอีก..ท่าทีเหมือนกำลังข่มกลั้นบางอย่าง...

ดูท่า...มันคงทำเรื่องเลวร้ายมาก...อ้ายสีห์ถึงทำท่าเยี่ยงนี้...

“เงียบเถอะ...เลิกเอ่ยถึงเรื่องนี้ได้แล้ว...”เจ้าตัวตัดบทสั้น ๆ ก่อนจะเมินไปทางหนึ่ง

“ทำไมเล่า...ข้าทำสิ่งใดเลวร้ายขนาดนั้นรึ ?” เมืองอินทร์ลอบกลืนน้ำลายเบา ๆ

“ใช่...ทั้ง...อันตราย และเลวร้าย...ข้าไม่อยากพูดถึงมัน...” ประโยคนั้นทำให้เมืองอินทร์ทำตาปริบ ๆ นิ่งงันไปบ้าง

 “ข้าขอโทษ...สุรานั้นหวานนัก กว่าจะรู้ตัวก็มึนเมาไม่ได้สติเสียแล้ว...” คนทำผิดทำหน้าม่อยก่อนจะยอมรับแต่โดยดี

“อืม...หวาน...หวานจนคนดื่ม...และคนไม่ได้ดื่มมึนเมา...” คนพูดหลับตานิ่งก่อนจะไม่ยอมพูดอะไรอีก

เมืองอินทร์มองยักษ์ตัวโตที่นอนข้าง ๆ ตาปริบ ๆ

ดูท่าอ้ายสีห์ จะเมาค้างจนพูดผิดพูดถูกไปหมดแล้ว

มีอย่างฤา...คนไม่ได้ดื่มจะมึนเมากับความหวานได้อย่างไร ?

……………………………………………………………………………………..

 กว่าอ้ายสีหราชจะยอมปล่อยมันเป็นอิสระ ก็รอจนกระทั่งบ่าวไพร่ในเรือนของเสด็จพระองค์ชายชาญนพมาเชิญไปรับสำรับอาหารเช้านั่นแล อ้ายสีหราชหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะฉุดตัวเล็กกว่ามานั่งใกล้ ๆ สำรับชามเบญจรงค์ถูกบ่าวไพร่ทยอยยกเข้ามาทีละชุด

“เจ้าอยากชิมอาหารชาววังนี่อ้ายอินทร์ วันนี้ข้าอุตส่าห์พาเจ้ามาแล้ว จะชิมสักหน่อยฤาไม่...นี่กระไร สาคูไส้ไก่ที่เจ้าถามถึงครานั้น” รอยยิ้มตรงหน้าทำให้เมืองอินทร์ขำนิด ๆ

อ้ายสีห์ จดจำทุกอย่างที่มันชอบได้จริง มีแต่อาหารที่มันอยากรับประทานทั้งนั้น

“เสด็จพระองค์ชายให้มาเรียนอ้ายสีห์ว่า ท่านจะเสด็จไปท้องพระโรงแล้ว หากอ้ายสีห์ประสงค์จะติดตามให้เตรียมตัวเจ้าค่ะ” บ่าวผู้หนึ่งเดินยอบกายก่อนจะก้มหน้าแนบพื้น

“เมื่อคืน ตกลงว่าท่านตามคนเหล่านั้นไปได้เรื่องอันใดบ้างฤาไม่..” เมืองอินทร์ถาม

“อืม...มีหนึ่งคนในนั้นที่มีบรรดาศักดิ์ ข้าเลยขอเสด็จพระองค์ชายติดตามไปดักรอหน้าท้องพระโรง อาจจะพอได้เรื่องบ้าง”

“อ้ายอินทร์ เจ้าชิมขนมและของหวานเหล่านี้ไปพลาง ๆ ก่อน ประเดี๋ยวข้าจะกลับมา” ว่าแล้วเจ้าตัวก็ลุกจากตั่งนอนแล้วเตรียมเดินตามบ่าวรับใช้ออกไป

แต่แล้วเพียงครู่เดียว อ้ายอินทร์ก็เหลือบไปมองบนเตียงเมื่อครู่ วัตถุแวววาวส่องประกายล้อแสงอาทิตย์ทำให้ต้องลุกขึ้นไปมองให้แน่ ๆ ก่อนจะขมวดคิ้ว สร้อยทองสลักดุนลายอย่างวิจิตรเส้นน้อยร่วงอยู่บนนั้น ชะรอยว่าอ้ายสีห์อาจจะทำร่วงขณะที่นอนหลับอยู่เมื่อครู่

....สร้อยของสตรี...ไฉนมาอยู่ที่อ้ายสีห์ได้ ? มีผู้ใดให้มัน เหตุใดสำคัญขนาดต้องพกติดกาย...

หรือมันเตรียมเอาไว้ให้ผู้สาวบ้านใด...ที่หมายปอง...

สิ้นความคิดนั้น เหมือนเกิดช่องว่างวูบไหวขึ้นกลางอก จนต้องเผลอกลืนน้ำลายเฝื่อน ๆ ลงไป

อ้ายสีห์เติบใหญ่แล้ว...ถึงคราต้องออกเรือน จะแปลกอันใดที่มันจะเริ่มหมายปองหญิงสาวจากตระกูลที่ดีงาม

ถ้าจะแปลกจริง ๆ คงเป็นตัวมันนี่เอง ที่จู่ ๆ ก็วูบไหวคล้ายพายุพัดกระโชกให้หัวใจหาย....

มือเรียวของเมืองอินทร์คว้าสร้อยเส้นนั้นไว้แน่นกับมือ ก่อนจะเดินก้าวออกตามร่างสูงที่เพิ่งก้าวพ้นออกจากเรือนไปไม่นาน แต่ก่อนที่เขาจะเดินทันอ้ายสีหราช ก็ปรากฏว่าเกือบชนเข้ากับสตรีนางหนึ่งเดินก้าวตรงมาอย่างรวดเร็ว

“เจ้าไม่กลัวหัวจะหลุดฤา เดินประสาอะไร เกือบจะชนแม่หญิงอยู่แล้วเทียวนะ!” เสียงบ่าวที่เดินตามมาแว้ดอย่างดังก่อนจะปราดมาขวางเมืองอินทร์กับคนตรงหน้าไว้ 

ให้ฟ้าผ่าเถอะ ! เมืองอินทร์คันปากอยากจะบ่น

“เจ้า...เจ้าทาสของอ้ายสีห์ ?” เสียงแม่หญิงนากดังขึ้น สตรีรูปร่างงดงามใบหน้าผุดผาดยืนอยู่ตรงหน้าเขา

เมืองอินทร์ค้อมหัวลงให้เล็กน้อยก่อนจะเตรียมปลีกตัวไป แต่ก็ถูกเรียกไว้ก่อน

“นั่นเจ้าจะไปที่ใด แล้วนั่น...สิ่งที่อยู่ในมือเจ้า...เป็นของใคร ?” น้ำเสียงนั้นดูคล้ายไม่เป็นมิตร แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมาใส่ใจ

“ข้าจักไปหาอ้ายสีห์ เพราะเมื่อคืนทำสร้อยนี้ร่วงเอาไว้บนเตียง...” เมืองอินทร์ตอบอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะกำสร้อยในมือไว้

ประโยคนั้นทำให้แม่หญิงคนงามถึงกับหันขวับมามองก่อนจะกัดริมฝีปากแน่น แล้วเขม้นมองมันตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกครั้ง ขณะที่บ่าวไพร่ที่เดินตามหลังแม่หญิงนากกลับมีท่าทีประหลาดหันไปกระซิบกระซาบกัน สายตาทั้งบ่าวทั้งนายนั่นพิกลนัก...

ไม่ชอบเอาเสียเลย...ข้าไม่เคยมองใครเยี่ยงนี้ และไม่คิดจะมองด้วย !

จู่ ๆ แม่หญิงคนงามก็เดินมาใกล้ ๆ ก่อนจะชี้ตรงต้นคอ ด้วยสายตาประหลาด

“รอยแดงที่ต้นคอนั่น...เจ้าไปโดนอะไรมา..เจ็บฤาไม่”

เมืองอินทร์เลิกคิ้วงุนงง เพราะไม่เห็นจะรู้สึกเจ็บตรงที่ใดบนร่างกาย

“ขอบคุณที่แม่หญิงถาม แต่ข้าไม่เจ็บตรงที่ใด” ก่อนจะยกมือขึ้นลูบต้นคอ

..หรือว่าข้าจักแพ้สุราจีนกัน...แต่ไม่ยักจะคัน…ประหลาดแท้

“ข้ากำลังจะไปเฝ้าเจ้าจอมมารดาพิม...เห็นว่าอ้ายสีห์จักต้องตามเสด็จพระองค์ชายไปเยี่ยมเจ้าจอมมารดาพิมก่อนจะเข้าท้องพระโรง เรือนนั้นเข้าได้เฉพาะสตรีเท่านั้น จะฝากข้าไปฤาไม่เล่า..”

ท่าทีของแม่หญิงนากดูคล้ายจะมีน้ำใจ แต่เมืองอินทร์ก็ลังเล แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เรือนเจ้าจอมมารดาพิมอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นใน ที่ไม่อนุญาตให้บุรุษเข้าไป

“หากเจ้าเกรงว่าจะยักเอาของอ้ายสีห์ไว้ เจ้าก็ตามข้ามาก็แล้วกัน ข้าจักยื่นให้อ้ายสีห์แล้วเจ้าก็จะได้เห็นเอง...”

น้ำเสียงและท่าทีดูคล้ายจะอ่อนลง ประโยคนั้นทำให้เมืองอินทร์ยอมเดินตามมาด้วย แล้วก็เป็นดังที่แม่หญิงนากเอ่ย เมื่อเข้าไปในเขตพระราชฐานชั้นใน อ้ายอินทร์ได้แต่มองตาละห้อยอยู่ด้านนอก ภาพที่มันเห็นตรงหน้าทำให้ตัวชานิด ๆ เพราะแม่หญิงนากคล้ายจักเรียกอ้ายสีห์ไว้ก่อนจะเดินขึ้นเรือนของเจ้าจอมมารดาพิม ทั้งคู่อยู่ไกลเกินกว่าที่เมืองอินทร์จะได้ยินคำพูด แต่ดูจากกริยาแล้วคล้ายแม่หญิงนากขวยเขินแลอุทานบางประโยค ก่อนเจ้าตัวจะทรุดลงก้มจะคว้าเก็บบางสิ่ง ประกายวาววับต้องแสงอาทิตย์บอกว่านั่นคือสร้อย อ้ายสีหราชก้มลงเก็บให้แม่หญิงก่อนจะขยับกายไปใกล้ชิด

สร้อย...ถูกอ้ายสีห์บรรจงยื่นให้แม่หญิงนาก...แต่แม่หญิงนากกลับก้มหน้างุดแล้วรวบเส้นผมยาวสลวยแล้วมองเป็นเชิงให้อ้ายสีห์สวมให้ แววตาของแม่หญิงคล้ายจะวิบวาว ขณะที่อ้ายสีหราชที่มีสีหน้าเรียบเฉยเช่นเคยเป็นมา

ถึงยามนี้...ไม่ว่าอ้ายสีห์จะสวมสร้อยนั้นให้หรือไม่ แต่เมืองอินทร์เหมือนไม่อยากเห็นภาพสิ่งใดอีกแล้ว เจ้าตัวหมุนกลับก่อนจะเดินก้าวพรวด ๆ หนีจากภาพนั้นมา มือเรียวยาวกระชับกุมดาบในมือไว้มั่น

คงใช่...อ้ายสีห์ เขาเลือกเจ้าของสร้อยเส้นนั้นแล้ว....

ข้าควรยินดีกับอ้ายสีห์....แต่ไฉน...จึงปวดร้าว...

กลับ...ข้าควรกลับเรือนพ่อสินได้เสียที...

................................................................................................

หลายวันมานี้เหมือนอ้ายตัวจ้อยพยายามหลบหน้าหลบตาสีหราช จนเจ้าตัวก็งุนงงว่าไปทำสิ่งใดให้มันเคืองเข้า ตั้งแต่วันนั้นที่เจ้าตัวจ้อยหนีกลับจากตำหนักของเสด็จพระองค์ชายชาญนพก่อน ก็ทำเอาอ้ายสีหราชวิ่งวุ่นตามหาก่อนจะรู้ว่าเจ้าจ้อยนั่นกลับไปที่เรือนของพ่อสิน

“หากจู่ ๆ ก็เปลี่ยนแปร ลองคิดดูว่าวันนั้นเจ้าทำสิ่งใดผิดแผกไปหรือไม่ ลางทีมันอาจจะโกรธ...” อ้ายมิ่งสหายสนิทตบบ่าเบา ๆ ประโยคนั้นทำให้สีหราชนิ่วหน้ากุมขมับ

ถ้าจะนึกไป...วันนั้นก็ดูไม่มีสิ่งใดที่เขาทำผิดต่อเมืองอินทร์ แต่สำหรับตัวเองนั้นอาจจะแปลกประหลาดอยู่บ้าง ตั้งแต่แม่หญิงนากเรียกเขาไว้ก่อนจะก้าวขึ้นเรือนเจ้าจอมมารดา

“อ้ายสีห์...ข้าคิดว่าสร้อยเส้นนี้เป็นของเจ้าใช้ฤาไม่” แม่หญิงนากยกสร้อยทองเส้นน้อยในมือให้เขาดู ทำให้สีหราชตกใจไม่น้อยเพราะไม่คาดว่าของสำคัญจะหล่นร่วงระหว่างทาง เจ้าตัวรีบแตะห่อพกที่ติดตัวมาเปิดดูแล้วก่อนจะเห็นว่าสร้อยร่วงหล่นไปจริง

“ขอบคุณแม่หญิงที่ช่วยเก็บให้ข้า...ท่านรู้ได้อย่างไร”

“เปล่าดอก เมืองอินทร์ทาสของเจ้าตาลีตาลานวิ่งมา ข้าเลยบอกว่าจะเอามาให้เจ้า”

สิ้นประโยคนั้นสีหราชก็เหลียวมองไปด้านนอกกำแพงแต่ก็ไม่เห็นผู้ใด ก่อนจะรีบหันกลับมาเมื่อแม่หญิงนากอุทานเบา ๆ

“อุ๊ย...สร้อยข้า...” เจ้าตัวอุทานพร้อมกับทาบอกเมื่อสร้อยทองที่ละม้ายคล้ายของเขาร่วงหลุดจากคอลงสู่พื้น

สัญชาตญาณทำให้อ้ายสีห์รีบก้มลงไปหยิบแทนให้ก่อนจะยื่นคืนให้เจ้าของ แต่แม่หญิงนากกลับทำทีขอให้เขาสวมมันให้กับนาง ท่าทีรวบผมขึ้นนั้นทำให้สีหราชนิ่งอั้นไปครู่หนึ่งก่อนจะปฏิเสธ

“ข้า...เป็นเพียงนักดาบหลวง ไม่ควรใกล้ชิดบุตรีสมุหพระกลาโหม ไม่เช่นนั้นผู้คนจักนินทาท่านได้...ข้าขออภัย”

ว่าแล้วก็ยื่นคืนสร้อยนั้นลงสู่มือเจ้าของ แล้วพูดต่อทันควัน

“ข้าขอสร้อยของข้าคืนด้วย แม่หญิง...”

ไม่อยู่รอดูว่าแม่หญิงนากมีท่าทีอย่างไรต่อเขา แต่กริยากำมือแน่นของแม่หญิงตรงหน้าก็พอบอกได้ว่าเจ้าตัวไม่พึงใจอย่างมาก แต่สีหราชรีบผละไปหาเสด็จพระองค์ชายชาญนพที่กำลังเดินลงมาแล้วก้าวตามไปทันที

ตั้งแต่วันนั้นมา อ้ายอินทร์ก็ไม่ยอมอยู่ใกล้เขาอีกเลย ไม่รู้ว่ามันโกรธเคืองเขาด้วยเรื่องอันใด หรือว่าจะเคืองที่หลบไปท้องพระโรงก่อน ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัวนัก ความคับข้องใจทำให้สีหราชได้แต่นั่งถอนใจพรูใหญ่ จนอ้ายมิ่งเหลียวมามอง

“หากมิรู้ว่าเรื่องอันใด ก็...ถามตรง ๆ ไปเสีย จักได้มิต้องกระสับกระส่ายอยู่เยี่ยงนี้”

“ข้า...มิกล้าถาม มิรู้ว่าทำสิ่งใดให้มันเคือง...” สีหราชโอดก่อนจะเสยผมแล้วถอนหายใจพรู

“เจ้าทำหน้าราวกับแบกโลกไว้หลายเพลาแล้ว อีกไม่กี่วันจักเป็นงานลอยโคม...ลองชวนอ้ายอินทร์ไปเที่ยวงานสิ” อ้ายมิ่งแนะนำ ก่อนจะจ้องหน้ามันแล้วเอ่ยช้า ๆ

“อ้ายสีห์...ข้าไม่รู้ว่าควรพูดฤาไม่...แต่ข้าไม่เคยเห็นเจ้าห่วงใยใครเท่าอ้ายอินทร์มาก่อน จงถามหัวใจตัวเองเถิดว่าเหตุใดเพียงมันเมินเจ้าแล้ว...เจ้าจึงทุรนทุรายเยี่ยงนี้...”

ประโยคนั้นทำให้สีหราชชะงักไป ก่อนจะมองหน้าอ้ายมิ่ง

นั่นสิ...เหตุใดถึงรู้สึกราวเจียนตาย...แค่อ้ายตัวจ้อยเมินมัน...

.........................................................................

ออฟไลน์ Grey Twilight

  • Moderator
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 387
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +170/-17
ต้องขอชมนักเขียนเลยนะครับ คุณบัตเลอร์เขียนเรื่องนี้ออกมาได้น่าติดตาม และใช้ภาษาได้ดีครับ ผมมีไปตามอ่านในเว็บอื่นมา ก็ถือว่าประทับใจพอสมควรครับ

จุดแรกที่ต้องขอชมเลย คือการใช้คำและภาษา คุณบัตเลอร์ทำการบ้านมาค่อนข้างดี ในเรื่องแบ่งเป็นสองไทม์ไลน์หลักๆ คือไทม์ไลน์อดีตของสีหราช กับไทม์ไลน์ปัจจุบัน ซึ่งทั้งสองไทม์ไลน์มีความแตกต่างกันในเรื่องของภาษา วัฒนธรรม ระบบสังคม ซึ่งการบรรยายต้องสะท้อนออกมาให้เห็นถึงความแตกต่างตรงนี้ให้ได้ ซึ่งคุณบัตเลอร์ทำออกได้ดีครับ เราจะสังเกตถึงไทม์ไลน์และวัฒนธรรมของแต่ละช่วงเวลาได้ค่อนข้างชัดเจน ในพาร์ทของอดีตกาลหรือยุคโบราณที่เป็นช่วงปลายรัชกาลที่ 3 คุณบัตเลอร์ก็สามารถบรรยายมันออกมาให้คนอ่านเห็นภาพได้ สำหรับผมเอง ผมอ่านแล้วเห็นภาพของสังคมยุคต้นรัตนโกสินทร์ นักเขียนเลือกใช้คำได้ตรงบริบท มีการบรรยายที่กระชับ แต่ละเมียดละไมให้เห็นภาพ มีกาพย์กลอนซึ่งสะท้อนบริบทชีวิตและวัฒนธรรมของคนเหล่านั้นได้ดีครับ หมู่บ้านนักตีดาบก็มองเห็นภาพจำแลงออกมาจากตัวอักษร รวมถึงวิถีชีวิตของตัวละครและการดำเนินชีวิตของคนในยุคสมัยนั้น ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิตของชาวบ้านปกติ (ในบ้านพ่อสิน) หรือวิถีชีวิตชาววัง ที่อาจจะมีบรรยายน้อยไปหน่อย แต่ว่าก็มีการเขียนสอดแทรกโครงเรื่องและปูพื้นเรื่องราวในยุคสมัยนั้นๆออกมา ยกตัวอย่างเช่น ในงานเทศกาลลอยโคม ก็มีการบรรยายหลายอย่างที่สอดแทรกเกร็ดเรื่องในเนื้อหาของการบรรยายเหตุการณ์หลักของงานเทศกาลนั้นๆ อีกทั้งเรื่องนี้ยังมีการใส่กลอน กาพย์ ที่ไม่ได้ใส่มาเล่นๆ แต่ใส่มาและเป็นคีย์หลักในการผลักดันเรื่องเสียด้วย (ไม่ว่าจะเป็นกลอนจีบกัน หรือกลอนที่เขียนไว้เพื่อเป็นปริศนาในการดันปมเรื่องต่อ) มันแสดงให้เห็นถึงความพยายามของผู้แต่งที่ทำการบ้านมาและอยากให้คนอ่านได้รับรู้ครับ

จุดที่สองคือการปูพื้นเรื่องและเขียนพล็อตครับ ในปัจจุบันเราจะเห็นนวนิยายที่ซ่อนปมไว้และอธิบายออกมาอย่างได้อารมณ์ความรู้สึก มีไม่มากนัก แต่เรื่องนี้เป็นหนึ่งในเรื่องที่ผมแนะนำให้คนอื่นอ่านนะครับ เพราะนักเขียนทำออกมาได้ดี น่าสนใจ ปมแต่ละปมถูกสร้างมาโดยที่คิดไว้แล้วว่าจะร้อยเรียงเรื่องราวแต่ละอย่างเข้าด้วยกันได้ยังไง แต่ละตัวละครมีปมของมัน และทำให้ผู้อ่านรับรู้ได้ผ่านมุมมองความรู้สึกบางมุมมอง ซึ่งเราอาจเห็นปมของตัวละครตัวนึงผ่านมุมมองความรู้สึกของตัวละครอีกคนหนึ่ง การสะท้อนเรื่องราวออกมาแบบนี้ถือเป็นทักษะการเขียนที่ต้องชมว่ามีศิลปะ ซึ่งถ้ายกตัวอย่างในนี้มันอาจจะสปอยล์ไปหน่อยเพราะว่าในเล้ายังลงเรื่องมาไม่ถึง

จุดสุดท้ายที่ต้องชม คือความสมจริงบนหลักการแฟนตาซี ซึ่งทำให้การผสมผสานเรื่องราวเข้าด้วยกันออกมาเป็นวรรณกรรมที่ผมเห็นควรต้องแนะนำ เพราะโดยปกติแล้ว แม้ว่านวนิยายจะพล็อตดี ภาษาดี แต่ว่าถ้าสมมุติแกนเรื่องมันล้ำหน้าไปมากจนคนไม่เข้าใจ หรือพฤติกรรมตัวละครไม่สมเหตุสมผล หรือหลักการของพื้นเรื่องอยู่บนความหลักลอย มันจะทำให้วรรณกรรมขาดความหนักแน่นของมิติเรื่อง และอาจทำให้วรรณกรรมดูจืดจางลงได้ แต่สำหรับเรื่องนี้ไม่เป็นอย่างนั้นนะครับ แม้ว่าจะมีเรื่องของยมทูต ไสยเวท ดวงวิญญาณ แต่ผู้แต่งสามารถทำให้มันออกมาดูสมจริงและมีหลักการ มีเหตุผล ยมทูตไม่ได้เป็นเทพที่เก่งกล้าไปหมดทุกอย่าง และที่เก่งกล้าก็เพราะมีเหตุผลรับรอง (การบำเพ็ญตบะ) ทุกอย่างมีกฎเกณฑ์และข้อห้าม หากละเมิดก็ต้องถูกลงโทษ (มนตราฟื้นความจำ) หลายอย่างของความแฟนตาซีนี้ตั้งอยู่บนหลักการที่อ่านแล้วสมเหตุสมผล มันล้อไปกับพล็อตและคาแรกเตอร์ตัวละครที่สร้างมาได้ดีมาก สีหราช เป็นตัวละครเอกที่ผมถือว่าเรื่องนี้สะท้อนเขาออกมาได้ดีสุดๆเลยนะครับ การบรรยายหลายอย่างแสดงคาแรกเตอร์ของเขามาให้คนผ่านได้เห็น ไม่ว่าจะเป็นความมุ่งมั่น (ยอมเสียตบะ) หรือความรู้สึกรักใคร่ (แสดงออกผ่านการกระทำ)

โดยสรุปนะครับ ทำได้ดีทีเดียว เรียกได้ว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐานของนวนิยายระดับธรรมดาด้วยซ้ำครับ โดดเด่นกว่าวรรณกรรมทั่วๆไปในท้องตลาดแน่นอน เพราะว่าเนื้อเรื่องผูกมาดี มิติเรื่องและหลักการแฟนตาซีแน่น มีการใช้ภาษาสละสลวย เหมาะสมกับบริบท มีการสะท้อนสังคมและอธิบายวัฒนธรรมของเรื่องแวดล้อม ทำให้เนื้อเรื่องมีมิติ สนุกสนาน ไม่ได้มีพล็อตวิ่งยาวอยู่แค่ความรู้สึกตัวเอกเป็นเส้นตรงไปจนจบเรื่อง ผู้เขียนทำการบ้านมาได้ดีมาก มีการใส่เอกลักษณ์ไทยที่เหมาะสมกับบริบทเข้าไป ทำให้ดูเป็นผลงานที่สะท้อน soft power ของสังคมไทยได้ดีครับ ชื่นชมและเป็นกำลังใจ อยากให้มาลงที่เล้าต่อจนจบเรื่องนะครับ ค่อยๆมาลงก็ได้ เพื่อเว้นวรรคไว้ให้มีคนได้มาอ่าน และคอมเมนท์ ในเล้ามีคนอ่านที่มีความสามารถอยู่มากครับ หลายคนจะเป็นกำลังใจ หลายคนจะเป็นคนคอมเมนท์ที่สามารถทำให้ผู้เขียนได้ขัดเกลาฝีมือเพิ่มขึ้นได้อีก สู้ต่อไปครับผม แต่สบายใจได้ว่าฝีมือการเขียนของคุณบัตเลอร์ตอนนี้ก็ถือว่ามีทักษะการแต่งเรื่องวรรณกรรมที่ดีมากแล้วครับ ยอดเยี่ยม

ปล. เล้าเป็ดไม่มีกฎเรื่องของการลง NC นะครับ สามารถลงเรื่องได้เต็มที่ ไม่ต้องเป็นห่วงครับ

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7739
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
รีบมาต่ออีกน้า อยากให้เพิ่มวันที่ลงตรงชื่อเรื่องด้วย

จะได้รู้ว่ามาต่อแล้วววว

ออฟไลน์ ButlerofLOVE

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
(ต่อ)

หากเรื่องราวง่ายเช่นนั้นคงไม่เป็นเรื่องปวดหัว เพราะสมุหพระกลาโหมเรียกสีหราชและพ่อสินเข้าไปที่เรือนเพื่อปรึกษาการตีดาบรุ่นใหม่ที่จะเพรียวลมและน้ำหนักเบากว่าเดิม ขณะที่รักษาความแข็งแรงและพลังการทำลายของดาบไว้ได้ หลายวันมานี้สีหราชก็ยอมไปด้วย แต่มาสองสามวันหลังนี้เริ่มรำคาญใจเพราะแต่ละคราว แม่หญิงนากมักจะมาคอยยกสำรับอาหารต่าง ๆ มาให้พ่อสินและเขาอยู่ตลอด แม้ว่าสมุหพระกลาโหมจะคอยไล่ให้ไป แต่ด้วยความเป็นบุตรสาวที่รัก แม้จะดื้อดึงเท่าไร ผู้เป็นพ่อก็มิอาจทำสิ่งใดได้ สองวันนี้แทนที่สีหราชจะได้อยู่บนเรือนดูเรื่องการตระเตรียมดาบรุ่นใหม่ เลยกลับกลายเป็นต้องอยู่ด้านล่างนั่งเป็นเพื่อนแม่หญิงนาก

“พ่อสีห์ ช่วยพาน้องไปนั่งเล่นริมน้ำทีเถิด ข้าคร้านจะเอ่ยแล้ว เป็นสตรีกลับจะมายุ่งเรื่องบุรุษ...” สมุหพระกลาโหมออกปากเช่นนั้น ทำให้กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แม้จะหันไปทางพ่อสิน แต่รายนั้นก็กลับพยักหน้าให้ทำตาม

ไม่เห็นจะอยากคุยสิ่งใด...น่าเบื่อ...

ลงมาถึงริมน้ำเขาก็นั่งมองสายน้ำนิ่ง ๆ ไม่สนใจคนที่อยู่ข้าง ๆ นัก ไม่ว่าจะเอ่ยสิ่งใดมาเขาก็อาศัยความเงียบเป็นคำตอบแทน มีเพียงเสียงแม่หญิงนากนั่งอยู่ใกล้ ๆ เขาพร้อมกับเหล่าบ่าวไพร่สองสามคน ไม่รู้ว่ารายนั้นพูดสิ่งใดบ้าง จนกระทั่งเสียงหวานข้าง ๆ ดังขึ้น

“อ้ายสีหราชเคยพึงใจผู้ใดฤาไม่...” ประโยคของแม่หญิงนากทำให้สีหราชได้แต่นิ่งงัน

จะขยับตัวลุกก็เกรงว่าจะเสียมารยาท ได้แต่ภาวนาให้พ่อสินลงมาจากเรือนใหญ่โดยเร็วจักได้กลับเสียที แต่แล้วก็ต้องชะงักนิ่งเมื่อสตรีข้าง ๆ เอ่ยกลอนแผ่วเบา...

“หากเพียงรักหวังรักไม่ชังตอบ                        หากเพียงชอบเอ่ยเฉลยซึ่งความหมาย

หากข้ารัก...จักเพียงหนึ่งไม่เคลื่อนคลาย            ผิว์ยามวายกายพรากจึ่งจากเอย...”

กลอนบทนี้...ท่านมีความเห็นอย่างใด...อ้ายสีหราช...” ประโยคหวาน ๆ ของสตรีตรงหน้าดังขึ้น

ไฉนเลยจะไม่ทราบความนัยแฝงเร้น หากแสร้งทำเป็นโง่งมจะเป็นการดีกว่า...

“ขออภัย...ข้ามิถนัดกาพย์กลอน คงมิอาจหาญไปให้ความเห็นแก่แม่หญิงได้...” สีหราชค้อมศีรษะ ก่อนจะตอบกลับเบา ๆ

“แน่ล่ะ ! อ้ายสีหราชไหนเลยจะเก่งกาจเรื่องกาพย์กลอน อ้ายสีหราชคนนี้เก่งแต่เรื่องตีรันฟันแทงเท่านั้น ผู้เก่งกาพย์กลอนจักต้องเป็นเสด็จพระองค์ชายชาญนพกระมังจึงจะต่อกลอนบทนี้ได้” เสียงบุุรุษคล้ายเมาเหล้าอ้อแอ้ที่ดังแทรกเข้ามา ทำให้สีหราชขมวดคิ้วมุ่นแล้วเหลียวมองคนที่ก้าวเข้ามาด้านหลัง

ขุนศรี....พี่ชายคนรองของแม่หญิงนากกำลังยืนเคี้ยวหมากอยู่ตรงหน้า

ชายหนุ่มรูปร่างสันทัด ใบหน้าคม สายตาคล้ายจะกร้าวนิด ๆ ผิวเข้มคร้าม เจ้าตัวคล้ายจะดื่มสุรามาตั้งแต่พระอาทิตย์ยังมิตกดิน 

“อ้ายศรี ! เหตุใดจึงกล่าวเยี่ยงนั้น ! ” แม่หญิงนากหันมองผู้เป็นพี่ชายคนรอง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงคล้ายจะขุ่นเคือง

“ข้าจะกล่าวอันใดก็เรื่องของข้า...ว่าแต่ข้ามิค่อยเห็นเจ้าในพระนครหรือไปตำหนักเจ้าจอมมารดาพิมมาระยะหนึ่งแล้ว...ดูท่าว่าเจ้ากำลังสนใจสิ่งอื่นอยู่มากกว่าสินะ แม่นาก...” น้ำเสียงเย้ย ๆ ของขุนศรีเอ่ยขึ้นก่อนจะตวัดสายตาไปทางสีหราช

"ผู้ชายที่เจ้าคุยด้วย...ช่างมากหน้าหลายตาเสียจริง..." คำเปรยของเจ้าตัวติดจะกลั้วหัวเราะนิด ๆ ตรงปลายเสียง

“วาจาเจ้า...กำลังดูแคลนข้า...และดูแคลนแม่หญิง” สีหราชเอ่ยช้า ๆ ก่อนจะเงยหน้ามองร่างสันทัดตรงหน้า

"นี่มันเรือนข้า นั่นก็น้องข้า ข้าจักพูดสิ่งใดก็ทำได้ทั้งนั้น..." ประโยคสวนกร้าว แววตาวาววับนั่นมองตรงมาที่นักดาบหนุ่ม

ความไม่ชอบใจ...ฉายชัดในแววตาของขุนศรี

“แค่พระอาจารย์ชมเจ้านิดหน่อย ก็อย่าได้ผยองเกินไปนัก อ้ายสีห์...เป็นแค่ลูกไพร่ที่เผอิญได้ดี !”

“อ้ายศรี ! เกินไปแล้วนะ !” แม่หญิงนากตะโกนขึ้น ใบหน้างามบึ้งตึงมือทั้งสองข้างกำแน่น

“หึ...ส่วนเจ้าก็ จับปลาหลายมือ...นิสัยเหมือนใครกันนะ”

เจ้าตัวขึ้นเสียงปลายจมูกครั้งหนึ่งก่อนหัวเราะนิด ๆ กลิ่นละมุดกรุ่นออกจากปาก จากนั้นเจ้าตัวก็เดินโซซัดโซเซไปพร้อมกับบ่าวรับใช้

แม่หญิงนากนิ่งงันไปครู่หนึ่ง สายตาที่มองตามร่างสูงของพี่ชายคนรองคล้ายชิงชังคล้ายเสียใจ หากเพียงชั่วพริบตาก็เลือนหาย

“อ้ายศรีเป็นเช่นนี้เสมอ เมื่อมีคนมาถึงเรือนของข้าเยี่ยงนี้” แม่นากเอ่ยเบา ๆ ท่าทางคล้ายอับอาย เจ้าตัวเงยหน้ามองสีหราชอีกครั้ง

“ขุนศรี มิใช่พี่น้องแท้ ๆ แม่เดียวกันกับข้า เขาเป็นบุตรของนางทาสคนหนึ่งที่บังเอิญได้เสียกับพ่อ พอนางทาสตาย พ่อเลยเลี้ยงไว้”

สีหราชรับฟังเงียบ ๆ สายตามองไปทางร่างสูงที่เดินโซซัดโซเซขึ้นเรือนของตนไป

ขุนศรี...โดยพื้นฐานดูคล้ายไม่ใช่คนเกกมะเหรก เขาเห็นมันเป็นสหายร่วมชั้นเรียนเสมอ ในความขี้เกียจไม่ใส่ใจสิ่งใด คล้ายมีความเหงาอยู่ในแววตานั้น...หากเมื่อเพลาผ่านไป อ้ายศรีที่มันเคยรู้จักในชั้นเรียนคล้ายจะแปรเปลี่ยนเป็นอีกคนที่เอาแต่เมามายในเหล้ายาและมิสู้จะทำสิ่งใดเป็นชิ้นอัน

วาสนาดี...หากแต่มิพยายามแสดงความสามารถให้ประจักษ์...น่าเสียดาย

“ข้ามิได้ติดใจสิ่งใด...ข้ากับขุนศรีเคยเรียนสำนักเดียวกันมา อย่างไรเสียก็ถือว่าเป็นสหาย...”

สีหราชเอ่ยเบา ๆ ก่อนจะขอตัวลุกเมื่อเห็นสมุหพระกลาโหมและพ่อสินก้าวลงมาจากเรือนใหญ่ แม่หญิงเดินตามก่อนจะก้าวมาเกาะแขนผู้เป็นบิดาฉะอ้อนฉอเลาะเสียงหวาน

“ข้าเหงายิ่งนัก วันนี้เห็นเขามีการละเล่นโคมที่ริมน้ำ พ่อไปเที่ยวกับข้าด้วยได้ฤาไม่ เพราะข้าถามบ่าวแล้ว อ้ายแนบ แลอ้ายศรี น่าจะติดกิจราชการหลวง”

เมื่อเห็นบุตรสาวเดินมาออดอ้อนเช่นนั้น สมุหพระกลาโหมก็หัวเราะร่วนออกมาก่อนจะลูบหัวบุตรีแสนรัก

“เห็นพ่อเป็นสิ่งใดกัน พี่ชายเจ้าทั้งสองต้องเข้าประชุม แล้วพ่อไม่ต้องเข้าประชุมฤา จะพาเจ้าไปเที่ยวเล่นด้วยได้กระไร แม่นากเอ๋ย” สมุหพระกลาโหมเอ่ยพร้อมกับหัวเราะเบา ๆ ว่าแล้วก็เหลียวมองสีหราชที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ

“อ้ายสีห์ พ่อสิน...ท่านทั้งสองข้าจะขอฝากบุตรีข้าด้วยได้ฤาไม่ งานเช่นนี้ให้หนุ่มสาวไปเที่ยวกันน่าจะเหมาะกว่าคนแก่”

สีหราชได้แต่อึ้งเพราะไม่คาดคิดว่าจะถูกเอ่ยปากชวนเช่นนี้ ทางพ่อสินลอบถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะตอบ

“ข้าก็แก่เฒ่าแล้ว ไม่ใคร่ชอบงานละเล่นเยี่ยงนี้นัก แต่ถ้าท่านสมุหพระกลาโหมขอฝากบุตรี ข้าก็คงมิอาจขัด”

...........................................................

แล้วงานเทศกาลลอยโคมก็มาถึง พ่อสินสั่งให้ทุกคนในวันนี้หยุดพักได้เต็มที่ จึงมีทั้งแม่คำหล้า บ่าวไพร่และรวมถึงข้าทาสต่าง ๆ ออกไปเที่ยวชมงานกันได้ พ่อสินสั่งความกับแม่คำหล้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“ข้าฝากแม่คำหล้าด้วย ไม่ว่าแม่นากอยู่ที่ใด ให้ท่านอยู่ใกล้นางทุกครั้ง อย่าให้อ้ายสีห์กับแม่นากอยู่ใกล้ชิดลำพังเด็ดขาด ข้าไม่อยากให้ลูกข้าต้องครหาว่าล่วงเกินบุตรีของสมุหพระกลาโหม”

สิ่งที่พ่อสินไม่ได้เอ่ยไปนั้นคือ สังหรณ์เรื่องราชภัยตามที่โหรชาวบ้านเคยทำนายทายทักไว้

“พ่อสิน เรื่องของหนุ่มสาวนั้นอะไรจะเกิดขึ้นก็ให้เขาได้พูดจากันเถิด ไม่แน่...อ้ายสีห์เราอาจจะพึงใจแม่หญิงนากก็เป็นได้”

พ่อสินได้แต่เงียบไม่กล่าวคำใดออกมา มีเพียงสายตาที่บอกชัดว่าห่วงใยและกังวล

ฝ่ายเมืองอินทร์หลังจากแผลหายดีแล้วก็ถูกอ้ายเชิดลากไปเที่ยวงานเทศกาลด้วยกัน สีหน้าคนหายป่วยยังคล้ายไม่สดชื่นเหมือนเดิม แต่จำต้องไปเพราะอ้ายเชิดไม่ยอมให้นั่งจับเจ่าอยู่ในห้องลำพัง

“อ้ายอินทร์ ข้าจะบ้าตายกับเอ็งแล้ว เงียบอย่างนี้ไม่สดใสเหมือนเดิม..” อ้ายเชิดเขย่ามือของคนหายป่วยสองสามครา

“บอกมา...อาการแบบนี้ละม้ายคล้ายคนอกหัก ผู้สาวบ้านไหนที่ทำให้เอ็งเป็นแบบนี้ !”

ประโยคของอ้ายเชิดทำเอาเมืองอินทร์สะดุ้งเฮือก ก่อนจะปฏิเสธพัลวัน

“ไม่มี...ข้าไม่ได้ชอบผู้สาวบ้านใด...”

“อย่าริมาโกหก ปรมาจารย์ด้านสตรีเช่นข้า...อาการเจ้ามันฟ้องว่ากำลังตรอมใจ...ได้เสียกันแล้วฤา” ประโยคที่โพล่งออกมาของอ้ายเชิดยิ่งทำให้เมืองอินทร์สะดุ้งเฮือกรอบสอง

“บัดสี...ใครได้เสียกับใครกัน !” ใบหน้าหวานนั้นแดงจัด

“หรือว่าโดนพ่อแม่เขากีดกันความรัก ?” อ้ายเชิดพูดเดาสุ่มไปเรื่อย ก่อนจะลอบมองหน้าเพื่อนรักที่อมทุกข์อยู่ตรงหน้า

“หรือว่า...เจ้ารักเขาข้างเดียว...”

สิ้นประโยคนั้นสายตาของเมืองอินทร์พลันไหวระริก ทำเอาอ้ายเชิดตบเข่าฉาด !

“นั่น ! เอ็งรักเขา...แต่ไม่รู้ว่าเขารักเอ็งใช่หรือไม่...”

เมืองอินทร์ได้แต่นิ่งงันพูดจาไม่ออกเพราะโดนแทงเข้ากลางใจ

“มา ๆ อ้ายเชิดจักสอนให้ ถ้าอยากรู้ว่าเขารักเจ้าบ้างหรือไม่...แค่ทำเช่นนี้ เข้าไปใกล้ ๆ เขา แล้วจับบ่า ก้มลงมองหน้า แล้วก็จ้องตาคนผู้นั้น หากมีความระริกไหวคล้ายจะขัดเขินยามที่เจ้ายิ้มให้ บอกได้เลยว่าเขาต้องพึงใจเจ้าบ้างเป็นแน่!”

“มัน...เป็นไปไม่ได้ดอกอ้ายเชิด...ข้ากับเขา...มันไม่ใช่ความรักเช่นนั้น...มันเป็นไปไม่ได้...ไม่ควรจะพึงใจเช่นนั้น...” เสียงเมืองอินทร์เต็มไปด้วยความสับสน

“ข้าไม่สนใจดอกว่ามันเป็นไปได้ฤาไม่ ถ้าเป็นข้า...ขอเพียงรู้ว่าอีกฝ่ายคิดไม่ต่างกัน จะบุกน้ำลุยไฟด้วยกันข้าก็ยอม !

……………………………………………….

โคมบัวสีสันสดใสมากมายลอยอยู่เต็มลำน้ำตรงหน้า ดวงจันทร์เต็มดวงครานี้คล้ายจะดวงโตยิ่งนัก แสงจันทร์ทำให้ตลิ่งทั้งสองฝั่งเต็มไปด้วยผู้คนที่มาลอยโคมประทีป สีเหลืองอ่อนของเปลวเทียนและธูปที่ปักอยู่บนโคมแต่ละใบทำให้ริมฝั่งน้ำมะลังเมลืองไปด้วยแสงเทียน พ่อค้าแม่ขายต่างพากันหาบของกินต่าง ๆ จำนวนมากมาวาง ราวกับว่าเป็นกาดขนาดเล็ก ๆ ลูกเด็กเล็กแดงวิ่งกันสนุกสนาน อ้ายเชิดและเมืองอินทร์เดินแวะเวียนไปตามร้านรวงต่าง ๆ ด้วยความที่อ้ายเชิดเป็นผู้มีอัธยาศัยดี ทำให้ผู้สาวมากหน้าล้วนหยิบยื่นขนมขบเคี้ยวให้กับอ้ายเชิด แล้วยังเผื่อแผ่มาถึงเมืองอินทร์ด้วย เสียงหัวเราะร่วนอย่างชอบใจของอ้ายเชิดทำให้สีหราชที่เดินอยู่ด้านหน้าต้องคอยเหลียวมามองเป็นระยะ ความขุ่นมัวทำให้ใบหน้าคมคร้ามบึ้งตึงไม่เอ่ยวาจาใด ๆ ไม่ว่าแม่คำหล้าหรือแม่หญิงนากจะชักชวนให้ดูสิ่งต่าง ๆ ตรงหน้าก็ตาม

ไม่รู้ว่าสายตาของเขาเป็นอะไรไป มองไปคราใดก็เห็นแต่เมืองอินทร์ยิ้มหัวให้กับอ้ายเชิด ไม่ก็ผู้สาวสองสามคนที่รู้จัก

หึ ! แย้มยิ้มกับผู้อื่น หากมึนตึงกับข้า !

สุราดองที่พ่อค้าเร่ยื่นให้สองสามจอกเมื่อครู่กำลังทำให้ใจเขาร้อนเป็นไฟกว่าเดิม จนสุดท้ายความหงุดหงิดมาขาดผึงเอาตอนที่มีผู้สาวคนหนึ่งเดินตรงมาแล้วนางนั้นกำลังยื่นโคมบัวให้กับเมืองอินทร์ ใบหน้าสวยหวานของสตรีนางนั้นคล้ายแดงเรื่อนิด ๆ ขณะที่เมืองอินทร์เองก็ยิ้มให้ก่อนจะยกมือขึ้นเตรียมจะรับโคมใบน้อยนั้น

สีหราชหน้าบึ้งทันควัน อัฐในมือสองสามก้อนถูกเจ้าตัวดีดไปลงบนโต๊ะไม้ไผ่ก่อนมือหนาจะฉวยเอาโคมใบหนึ่งใกล้มือขึ้นมาแล้ว ก่อนที่จะทันรู้ตัวเขาก็ปราดเข้าไปถึงทั้งคู่แล้ว

“อ้ายอินทร์มากับข้า !” มือหนาของสีหราชปราดกระชากแขนคนตัวเล็กกว่าหลุน ๆ ท่ามกลางความตื่นตะลึงของอ้ายเชิดและผู้สาว

“อ้าว...เอ้ย...อ้ายสีห์...?” อ้ายเชิดร้องลั่นก่อนจะเกาหัวอย่างงุนงง เพราะเขากำลังจะควักอัฐจ่าย จึงให้เมืองอินทร์ถือโคมไว้ก่อน แต่มิคาดว่าอ้ายสีหราชจะปราดมาคว้าตัวไปง่าย ๆ เช่นนี้

มิรู้ว่าอ้ายอินทร์ไปทำอันใดให้อ้ายสีห์โกรธเข้า...มันถึงอาละวาดเอาเช่นนี้ ไม่ใส่ใจสายตาขุ่นเขียวของแม่หญิงนากที่มองมาเสียเลย...เฮ้อ...

.....................................................

ButlerofLOVE:

งั่ม ๆ มีคนหึงหนึ่งอัตรา และมีคนกำลังรู้หัวใจตัวเองอีกหนึ่ง...อุอิ...

ตัวอย่างตอนต่อไป
ค่ะ :)

“แปลกนัก...เหตุใด...ยิ่งกิน...จึงยิ่งหิว...”

เจ้าตัวพูดปกติ ราวกับเป็นเรื่องที่ทำง่าย ๆ แต่กลับมีท่าทีคล้ายอยากจะกลืนกินผู้ที่อยู่ตรงหน้า

ท่าทีของยักษ์ตัวโตทำเอาเมืองอินทร์หน้าแดงก่ำก่อนจะเม้มริมฝีปากแน่นเข้าอีกราวกับกลัวโดนปล้นอีกครา

มือทั้งสองข้างของสีหราชเลื่อนลงมาเกาะกุมแตะรั้งบั้นเอวคนตรงหน้า ก่อนจะแตะแผ่วเบาอ่อนโยน

“หัวใจเจ้าเต้นแรงนัก...เมืองอินทร์..” เสียงกระซิบอยู่ข้างหูก่อนจะขบเม้มปลายหูอย่างหยอกเอิน

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7739
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
หึหึ อย่าทำรุนแรงๆ

#ขอบคุณน้าที่ลงวันที่ให้ จะได้เข้ามารีบตามมม

ออฟไลน์ ButlerofLOVE

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
.....................................................

แม้ว่าผู้คนมาร่วมงานเทศกาลลอยโคมจะดูสนุกสนานหัวเราะอย่างมีความสุข แต่ท่าทีแม่หญิงนากคล้ายหงุดหงิดระคนรำคาญมากขึ้นเมื่อไม่เห็นสีหราชอยู่ในสายตา แม่คำหล้าลอบถอนหายใจเบา ๆ แต่ก็ไม่อาจจะเอ่ยสิ่งใดออกมาได้

“แม่คำหล้า...แม่คำหล้า...” เสียงอ้ายเชิดตะโกนโหวกเหวกทำให้แม่คำหล้าต้องหยุดเดินก่อนจะหันมาทำตาเขียวใส่อ้ายเชิด

“เอะอะมะเทิ่งกระไรกันอ้ายเชิด เห็นฤาไม่ว่า ผู้คนเขามองกันเกรียวแล้ว เอ็งนี่หนา...” แม่คำหล้าบ่นพึม

“แม่คำหล้า...เห็นอ้ายสีห์บ้างหรือไม่ มันลากอ้ายอินทร์หลุน ๆ ไปทางไหนก็มิรู้ ข้าหาอ้ายอินทร์ไม่เจอ” อ้ายเชิดเกาหัวแกรก ๆ อย่างงุนงง

“อ้าว ข้าก็นึกว่าอ้ายสีห์ไปเดินกับพวกเจ้า เจ้าลองไปดูทางท่าน้ำนั้นก่อน หากเจอก็จงรีบพากลับมาทั้งคู่ ประเดี๋ยวผู้คนเริ่มมากขึ้นจะพลัดหลงกันได้” ประโยคนั้นทำให้แม่นากที่กำลังหงุดหงิดที่สีหราชหายไป หันมามองบ่าวผู้ชายตรงหน้าอย่างคิด ๆ ก่อนจะยื่นกระบอกไม้ไผ่ลำเท่าปลายก้อยให้อ้ายเชิด

“เจ้าทาส...หากเจออ้ายสีห์เมื่อใด จงยื่นกระบอกไม้ไผ่นี้ให้ นี่เป็นข้อความจากสมุหพระกลาโหม...ห้ามเจ้าเปิดเองเด็ดขาด เข้าใจฤาไม่ ส่วนข้าเพลียยิ่งนัก จักกลับเรือนแล้ว แม่คำหล้ามิต้องส่งดอก บ่าวไพร่ของข้าก็มีมากมาย” แม่นากจ้องอ้ายเชิดนิ่ง ๆแล้วหันไปหาแม่คำหล้าที่ทำตาตื่น ท่วงท่าราวนางพญาสั่งการนั่นทำให้อ้ายเชิดลอบเมินในใจ

เหอะ...งามแต่รูป...แต่ดูท่าจะจูบไม่หอม...

ทีแรกมันอิดออดเล็กน้อยแต่เพราะแม่คำหล้าหนาบมันเข้าเบา ๆ อ้ายเชิดจึงลอบเบ้หน้าและจำต้องรับกระบอกไม้ไผ่นั่นแต่โดยดี ก่อนจะผลุบจากไปทางท่าน้ำ

หากมันมีญาณหยั่งรู้สักนิด...มันอาจจะไม่รับกระบอกไม้ไผ่น้อยนั่นมาเลย

อ้ายเชิดเดินไปก็ชะเง้อไป ไม่รู้ว่าอ้ายสีห์พาอ้ายอินทร์เดินไปทางไหน แต่เหมือนแม่คำหล้ากำลังจะกลับแล้วเพราะน้ำค้างราตรีเริ่มจะลง มันพยายามมองหาร่างสูงของสีหราชท่ามกลางผู้คนเท่าใดก็มิพบ แต่แล้วมันก็ต้องงุนงงเมื่อจู่ ๆ มีบุรุษฉกรรจ์สามสี่คนเดินมาใกล้มัน สัญลักษณ์บนด้ามดาบที่ขัดไว้ข้างกายบอกชัดว่า คนพวกนี้เป็นทหารในเรือนของสมุหพระกลาโหม...และยังมีอีกหนึ่งบุรุษผิวสองสีร่างสันทัดที่คว้ายาดองมาจิบไว้ในมือ

“เมื่อครู่ น้องข้าให้สิ่งใดกับเจ้า...” ขุนศรีเอ่ยขึ้นเบา ๆ สายตากรึ่มเหมือนร่ำสุรายาดองมามิใช่น้อย

“อ้อ...คือ...” อ้ายเชิดกลืนน้ำลายก่อนจะเหลือบมองคนรอบข้างที่ค่อย ๆ เดินมาใกล้

อ้ายเชิด...มึงจะโชคร้ายถึงปานนี้เจียวหรือ...สี่..ห้าคนตรงหน้าราวกับยักษ์ปักหลั่น...จะโดนรุม ?

“เอา...มาให้ข้า…” มือหนาแบออก สายตาคนดื่มสุราบอกชัดว่า สิ่งใดที่ต้องการเขาต้องได้ อ้ายเชิดพอจะรู้กิตติศัพท์ของขุนศรีมาบ้าง ล้วนแต่เป็นทางเลวร้ายไม่ว่าจะเป็นชอบตีรันฟันแทงกับชาวบ้าน หรือการร่ำสุรากับเหล่าผู้คน อ้ายเชิดอึกอักอยู่ครู่หนึ่งแล้วต้องสะดุ้งโหยงเมื่อขุนศรีตวาดอึงใส่

“ยังมิมอบมาให้ข้าอีก !”

ยังไงเสียแม่นากกับขุนศรีก็พี่น้องกัน ต่อให้อ่านข้อความของสมุหพระกลาโหมผู้แป็นบิดา...คงมิเป็นไรกระมัง..

มือสั่นเทาของอ้ายเชิดค่อย ๆ ยื่นกลักไม้ไผ่น้อยในมือให้กับขุนศรีด้วยมือที่สั่นเทา

“แม่นากบอกว่า นี่เป็นสาส์นจากสมุหพระกลาโหมถึงอ้ายสีหราช เรื่องอันใด..ข้าก็มิอาจรู้ได้...” ว่าแล้วก็ก้มหน้างุด

ขุนศรีคว้ากลักนั่นมาเปิดดูข้อความก่อนจะนิ่งงันไปครู่หนึ่ง แววตาจะเปลี่ยนแปลงระริกไหววูบ ราวกับน้ำที่กระเพื่อมไหว มือนั่นกำกลักไม้ไผ่ไว้แน่น ก่อนจะเอ่ยแผ่วเบา..

“ข้าเห็นอ้ายสีหราชเดินสวนไปเมื่อครู่ ข้าจักนำข้อความนี้ไปมอบให้มันเอง เจ้ากลับไปได้แล้ว !”

ท่าทีนั้นทำให้อ้ายเชิดพูดไม่ออก ก่อนจะก้มหน้าหลบแล้วตัดสินใจเดินกลับไปหาแม่หญิงเรไรที่รอลอยโคมพร้อมกับมันอยู่ไม่ไกลนัก

....................................................................................

อีกฝั่งหนึ่งเมืองอินทร์ถูกสีหราชลากตัวมามุมหนึ่งใกล้ริมน้ำผู้คนบางตา แสงไฟจากเทียนยังมาไม่ถึงตรงนี้ ร่างสูงปล่อยมือคนตัวเล็กกว่าก่อนจะดึงให้หันมามอง สีหน้าตัดพ้อของสีหราชทำให้เมืองอินทร์เบือนหน้าหลบทันที

“เจ้าเป็นอะไรไปเมืองอินทร์...โกรธข้าเรื่องอันใด...” เสียงนั่นตัดพ้อเบา ๆ

“เปล่า...ทาสเยี่ยงข้าจักไปโกรธท่านเรื่องอันใดได้” เมืองอินทร์เบือนหน้าหลบสายตาก่อนจะเดินออกมา แต่ไม่อาจไปไหนได้เนื่องจากอ้ายสีหราชคว้าแขนนั้นไว้อีกคราก่อนจะดึงมายืนตรงหน้า แววตาคมมองเจ้าตัวเล็กตรงหน้าอย่างเพ่งพิศ

“โกรธ...เจ้าโกรธข้าแน่...ข้ารู้ แต่ที่ไม่รู้คือโกรธข้าเรื่องอะไร...” น้ำเสียงมั่นใจ มือหนาจับบ่าคนที่ก้มหน้างุด ๆ อย่างนั้น

“เจ้าเป็นคนสำคัญในชีวิตข้า...เมืองอินทร์...” น้ำเสียงอ่อนของคนตรงหน้าดังขึ้น ทำให้เมืองอินทร์เม้มปากแน่นก่อนจะยอมเอ่ยมาเบา ๆ

“ข้า...แค่โกรธ...แค่สับสนกับตัวเอง...เพราะอยู่ใกล้ท่านคราใด ข้าทั้งสุขล้นและทุกข์ปะปนเคล้ากันไป...จนไม่รู้จะทำเยี่ยงไรแล้ว”

ประโยคที่ตรงไปตรงมาและท่าทีกลัดกลุ้มของเมืองอินทร์ทำให้สีหราชนิ่งงันก่อนจะมองคนตรงหน้าด้วยสายตาที่อ่อนลง...มือหนาข้างหนึ่งเอื้อมไปเกาะกุมนิ้วคนตัวเล็กและกระชับไว้แน่นราวกับจะส่งความอุ่นจากหัวใจให้

“เจ้าสุข...เมื่ออยู่ใกล้ข้า เท่านั้นก็พอแล้วฤาไม่...ส่วนเรื่องทุกข์...ให้ข้าจะรับแทน...” น้ำเสียงอ่อนโยนทำให้เมืองอินทร์เงยหน้าพลัน

“เราคืนดีกันได้ฤาไม่...เพราะข้าอยากลอยโคมกับเจ้าจะแย่อยู่แล้ว...” ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปากแล้วยกโคมใบน้อยที่ซ่อนไว้ข้างหลังให้คนตัวเล็กดู

ประโยคนั้นทำให้ใจคนที่พยายามทำเย็นชาใส่มาตลอดสองสามวันอ่อนยวบ

...ไม่เคยต้านทาน เสียงแบบนี้ของอ้ายสีหราชได้เลย...

ตั้งแต่เมื่อใดกันที่เสียงเช่นนี้มีอิทธิพลต่อข้า...

“ข้าไม่เคยเห็นผู้บ่าวที่ไหนมาลอยโคมคู่กัน มีแต่ลอยกับผู้สาวทั้งนั้น...ดูอย่างอ้ายเชิดสิ” เมืองอินทร์พยายามบ่ายเบี่ยงด้วยการหันไปมองทางอ้ายเชิดที่กำลังหัวร่อกับแม่หญิงเรไรก่อนจะชี้ชวนกันไปลอยโคมประทีป

เหมือนไม่มีเสียงตอบจากร่างสูงหนาตรงหน้า เมืองอินทร์จึงหันมามองแล้วสะดุ้งเพราะมิคาดว่าอ้ายสีห์จะขยับเข้ามาใกล้ถึงเพียงนี้

ชิด...เพียงลมหายใจ...

ขนตาของอ้ายสีห์...ยาวและเป็นแพระยับชนิดที่ผู้สาวหลายคนยังอาย ดวงตาทอดเชื่อมไม่เหลือบแลสิ่งใดนอกจากมัน

น้ำเสียงคนตรงหน้าจริงจัง และมั่นคงยิ่งนัก มือหนาเกลี่ยปัดเอากลีบดอกไม้ที่ร่วงลงบนเสื้อออกให้อย่างเบามือ

“โลกจะเป็นเช่นไร...ก็ช่างมันปะไร...เพราะเจ้า...คือผู้เดียว ที่ข้าใส่ใจ...และเป็นเจ้าผู้เดียวที่ข้าจะลอยโคมด้วย...”

แววตาจริงจังนั้นทำให้แทบลืมหายใจ หากเอ่ยวาจาเช่นนี้กับผู้สาว คงไม่แคล้วเป็นนักรักที่ผู้สาวใฝ่ฝันเป็นแน่

“ยามนี้...มีแต่เจ้าเท่านั้นที่รู้ใจข้าที่สุด...มากับข้าเถิด...”

ว่าแล้วเจ้าตัวก็ไม่ยอมรีรอ คว้าลากข้อมือหลุน ๆ ไปที่ท่าน้ำที่ห่างไกลสายตาผู้คน มือหนายื่นให้คนตัวเล็กกว่าประคองโคมประทีป เมืองอินทร์ได้แต่ขมุบขมิบบ่นคนตัวโตกว่างึมงำในคอ ธูปและดอกไม้สดถูกคนตัวโตบรรจงวางกลางกระทงใบตองใบน้อย แต่แล้วเมืองอินทร์ก็นิ่งขึงในทันทีเมื่อคนตัวใหญ่กว่ายืนซ้อนอยู่เบื้องหลังก่อนจะใช้มือหนากุมทับมือของมันอีกครา

“อธิษฐานแล้วฤาไม่..อ้ายอินทร์” เสียงคำพูดที่ดังเบา ๆ อยู่เบื้องหลังทำเอาเมืองอินทร์พูดอะไรไม่ออกนอกจากพยักหน้าเร็ว ๆ เหมือนคนข้างหลังจะหัวเราะหึ ๆ กับกิริยาของคนตรงหน้า  ก่อนจะค่อย ๆ กุมและประคองกระทงนั้นลงริมตลิ่ง

“ข้าก็อธิษฐานแล้ว...คำขอของข้าคือ...ขอให้เราได้ร่วมลอยโคมประทีปร่วมกันอีก...ตลอดไป”

“อ้ายสีห์...คนเขาถือกัน...คำอธิษฐานหากบอกให้ผู้อื่นล่วงรู้มันจักไม่เป็นจริง !” เมืองอินทร์แทบจะเอื้อมมือไปตะครุบปากคนตรงหน้า แต่ก็ไม่ทัน สีหราชหัวเราะร่วนอย่างไม่ใส่ใจ เพราะขบขันในท่าทีของคนตรงหน้ามากกว่า

“เจ้าเชื่อเรื่องพวกนี้ด้วยกระนั้นหรือ...” คนตัวเล็กกว่าหน้ามุ่ยก่อนจะเดินหลบออกทันทีที่ลอยโคมแล้ว

“ข้าไม่สนใจโชคลางเหล่านั้น...ข้าสนใจแต่เจ้า...” สีหราชเอ่ยยิ้ม ๆ

ขยันหยอด...ขยันออด...ขยันอ้อน...นี่คืออ้ายสีหราชคนดุผู้นั้นจริงฤา....

“ลอยโคมเสร็จแล้ว ท่านรีบไปเถอะ เดี๋ยวแม่คำหล้าและแม่หญิงนากจะรอท่าน”

“สองคนนั้นโตแล้ว...ซ้ำยังมีบ่าวไพร่อีกสี่ห้าคนล้อมรอบเช่นนั้น ใครจักทำอันใดได้...” สีหราชตอบก่อนจะมองคนตรงหน้าอย่างพิเคราะห์  ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่นเมื่อมีคราบขนมเบื้องที่เลอะริมฝีปากเจ้าตัวจ้อย สีหราชยิ้มขำนิด ๆ

“ข้าควรอยู่ที่นี่มากกว่า เพราะกำลังมีเด็กน้อยโยเยอยู่ผู้หนึ่ง เด็กน้อย...เมืองอินทร์...ที่กินขนมเลอะเทอะ...”

มือหนาเลื่อนไปปาดเอาเศษขนมที่เลอะริมฝีปากเมืองอินทร์ออกทันควัน นิ้วอุ่น ๆ ที่แตะไล้ริมฝีปากแผ่วเบาทำให้เมืองอินทร์สะดุ้งเฮือกหันขวับมามองคนตรงหน้า ดวงตาใสแจ๋วเหมือนตาเนื้อทรายคล้ายจะเบิกกว้างอย่างตื่นตะลึง เมืองอินทร์มองนิ้วคนตรงหน้าก่อนจะเหลือบตามองดวงตาสีนิลที่จ้องตรงมาสลับไปมาเช่นนั้น ขณะที่สีหราชก็งันไปกับสัมผัสนั้น

“ยังมี...ขนมอีกฤาไม่...” น้ำเสียงคนตรงหน้าคล้ายละเมอ เมืองอินทร์งุนงง

...อ้ายสีห์ หิวกระนั้นฤา ?

“เอ่อ...ข้าขอโทษ...ข้ากินขนมหมดไปเมื่อครู่...หากเจ้าหิวเดี๋ยวข้าไป สะ...ซื้อ...” พูดไม่ทันจบดีก็สะดุ้งเฮือก เมื่อจู่ ๆ คนตรงหน้าก็ก้าวเข้ามาช้า ๆ ก่อนจะหยุดตรงหน้าเมืองอินทร์ที่ยืนชิดโคนต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ กลีบดอกไม้สีชมพูปนขาวที่โปรยลงมาตามสายลมที่พัด เสียงหัวเราะของชาวบ้านกับเสียงงานเทศกาลที่ลอยตามลมเหมือนจะไม่เข้าหูใด ๆ

แววตา...คนตรงหน้าวูบระริกไหวราวคลื่นบนผืนน้ำซ้ำยังเจิดจรัสสุกใสราวดวงดารา

ทุกอย่างราวตกในภาพฝันเมื่อมือเรียวยาวของเมืองอินทร์ถูกสีหราชเกาะกุมไว้ ดวงตาคมหรี่มองเพียงริมฝีปากขณะที่พึมพำเบา ๆ คล้ายกล่าวกับตัวเอง

“หิวแล้ว...ข้าเอาคืนนะ...” เสียงนั้นพร่าสั่นแต่สายตาจดจ้องแน่วแน่...

..อะ..เอาคืน...เอาคืนอันใดกัน ?

แต่แล้วก็ต้องเบิกตากว้างตะลึงงันเมื่อร่างสูงตรงหน้าค่อย ๆ โน้มลงเอียงประทับริมฝีปากลงบนกลีบปากนุ่มอย่างแผ่วเบา

สัมผัสแรกคล้ายงุนงงระคนฝัน แต่ครั้นได้ลิ้มชิมกลีบปาก สัมผัสกลับทวีความหวานหวามขึ้นกลางใจ

ลมหายใจอุ่นร้อนผะผ่าวแนบแก้ม ขณะที่เรียวลิ้นก็ดุนดันรุกไล่คล้ายจะกวาดชิมทุกสิ่งที่อยู่ในโพรงปากนุ่ม ทั้งดูดดึงและเว้าวอนออดอ้อน...

ไม่ว่าจะมีขนมอันใดหลงเหลืออยู่ในปาก บัดนี้ถูกอ้ายสีห์ลิ้มชิมกวาดไปจนหมดสิ้น...

เมืองอินทร์รู้สึกราวกับอยู่ท่ามกลางสวรรค์และนรกไปพร้อมกัน ลมหายใจของสีหราชกระหายยิ่งนัก เหมือนกำลังจะสูบเอาทุกสิ่งแม้แต่วิญญาณ จนต้องเผลอเกาะบ่าหนาไว้แน่น อารมณ์ที่เผลอไผลทำให้เรียวลิ้นเล็ก ๆ สอดรับความร้อนรุ่มและเกี่ยวกระหวัดผสานแนบแน่นจนสติเตลิดเปิดเปิงไปหมด มือเล็ก ๆ ต้องขยุ้มบ่ากว้างไว้แน่นด้วยกลัวว่าจะทรุดฮวบลงไปกับพื้น ความร้อนผ่าวของเรือนกายแกร่งก้าวเข้ามาแนบชิดสนิทก่อนที่ท่อนขาแข็งแรงจะเบียดแซะหว่างกลางราวกับจะเป็นหลักยึด สมองเมืองอินทร์ขาวโพลนไปหมด

จูบที่ราวกับจะสูบเอาวิญญาณทั้งหมดไป แข้งขาอ่อนยวบแทบทรุดลงกับพื้น...

เนิ่นนาน....จนแทบขาดใจ ....มือเรียวของเมืองอินทร์ประท้วงคนตรงหน้าด้วยการรัวทุบอกคนตรงหน้าเบา ๆ แต่ไหนเลยคนเอาแต่ใจตรงหน้าจะยอม เจ้าตัวลิ้มชิมรสหวานเนิ่นนาน...จนพอใจ...จึงค่อยถอนจูบนั้นคืนท่ามกลางอาการหอบราวกับจะหายใจไม่ทันของเจ้าตัวจ้อย ใบหน้าแดงก่ำตื่นตะลึง ขณะที่คนปล้นจูบแววตาวาววามหยักยิ้มอย่างอ่อนโยนก่อนจะกระซิบแผ่วข้างหู

“แปลกนัก...เหตุใด...ยิ่งกิน...จึงยิ่งหิว...”

เจ้าตัวพูดปกติ ราวกับเป็นเรื่องที่ทำง่าย ๆ แต่กลับมีท่าทีคล้ายอยากจะกลืนกินผู้ที่อยู่ตรงหน้า

ท่าทีของยักษ์ตัวโตทำเอาเมืองอินทร์หน้าแดงก่ำก่อนจะเม้มริมฝีปากแน่นเข้าอีกราวกับกลัวโดนปล้นอีกครา

มือทั้งสองข้างของสีหราชเลื่อนลงมาเกาะกุมแตะรั้งบั้นเอวคนตรงหน้า ก่อนจะแตะแผ่วเบาอ่อนโยน

“หัวใจเจ้าเต้นแรงนัก...เมืองอินทร์..” เสียงกระซิบอยู่ข้างหูก่อนจะขบเม้มปลายหูอย่างหยอกเอิน

“บอกข้า...หากเจ้าชอบ...” ประโยคนั้นยิ่งทำให้หน้าที่แดงอยู่แล้วยิ่งแดงหนักกว่าเดิม

“ชะ...ชอบอันใด ข้า....” คล้ายทำปากหล่นหายระหว่างทาง

“ชอบขนมเบื้องหรือชอบจูบของข้ามากกว่ากัน...” แววตาคนกระซิบคล้ายรอคำตอบขณะที่ยกยิ้มนิด ๆ อย่างพึงใจ

...เรื่องแบบนี้ พูดตรงนี้ก็ได้ฤา... ! อ้ายสีห์คนร้ายกาจ...

“บอกข้าได้ฤาไม่...ว่าข้าควรกินอะไรต่อดี...ระหว่าง ขนม กับ...” เจ้าตัวเลิกคิ้วแล้วยิ้มอย่างมีเลศนัยก่อนจะปรายตามองริมฝีปากที่เริ่มเจ่อนิด ๆ ด้วยฤทธิ์จูบ

สายตาราวกับเห็นข้าเป็นของหวาน... ! อ้ายสีหราชร้ายกาจยิ่งนัก !

“ต้อง...ต้องเป็นขนมอยู่แล้ว หากท่านหิวก็....ก็ควรกินอะไรที่มันอยู่ท้อง...” เหมือนสติสตังคนตอบจะหลุดลอย ท่าทีเลิ่กลั่กทำอะไรไม่ถูก ทำให้สีหราชอมยิ้ม

“เจ้าซื้อขนมร้านไหนกัน...หวานนัก...ข้าชอบ...” สายตากรุ้มกริ่มของคนตรงหน้า คล้ายไม่เคยอายสิ่งใดสักนิด

ยิ่งได้ยินคำพูดยิ่งทำให้ขัดเขิน หัวใจเต้นตูมตามจนต้องผลักอกคนตรงหน้าออกแล้วเดินจ้ำพรวดหน้าแดงไปอย่างไม่เหลียวหลัง โดยมีเสียงหัวเราะเบา ๆ อย่างอารมณ์ดีของคนก่อกวนไล่หลังตามมา....

“รอข้าด้วยสิ...อ้ายอินทร์...เหตุใดต้องรีบร้อนด้วย ร้านขนมไม่ได้หายไปไหนดอก...”

..........................................................

ButlerofLOVE:

ขนมหวาน...หวานมากไหมคะอ้ายสีห์ ! โมเมอย่างนี้ได้ด้วยเรอะ !

นั่นน่ะจะกินน้องเข้าไปทั้งตัวแล้วนะคะ

ฮือ...ร้านขนมไม่หาย...แต่ใจน้อย ๆ ของเรานี่ล่ะหายแว้บบบบ ไปกับการเอาคืนของอ้ายสีห์...

คราก่อนโดนเขาปล้น...ครานี้ปล้นคืน..ด้วยสติเต็มร้อย เอิิ๊ก ๆ ร้ายนัก...อ้ายสีห์ :)

 :m25:


ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2002
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-0

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7739
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
ร้ายที่สุด หลอกล่อเก่งเกินไป

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ButlerofLOVE

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
CHAPTER 16




นับแต่คืนนั้น นับวันอ้ายสีหราชเริ่มเป็นคนอันตรายสำหรับหัวใจมันยิ่งนัก ช่างขยันหยอด ขยันออดอ้อน ชนิดที่ไม่เกรงสายตาผู้ใด แลเพียงมันเอ่ยว่ากำลังหาสิ่งใด เพียงวันรุ่งขึ้นก็จะมีสิ่งนั้นวางอยู่หน้าห้องมัน จนเหล่าบรรดาบ่าวไพร่ในเรือนอมยิ้มกันไปตาม ๆ กันสิ่งนี้ทำให้เมืองอินทร์รู้สึกราวยิ้มก็ยิ้มไม่ออกจะร้องไห้ก็ทำไม่ได้

...เบา ๆ บ้างได้ฤาไม่...ข้าไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ใดแล้ว

“เออ...ครานี้นับแต่อ้ายอินทร์เจ็บตัว อ้ายสีห์ดูจะใจดีผิดหูผิดตาดีแท้...ไม่ใจร้อนเหมือนเคย” เสียงบ่าวไพร่ในเรือนคุยกัน

“แหม...หากอ้ายอินทร์มิใช่บุรุษและโตมาด้วยกัน พวกข้าคงคิดว่าอ้ายสีห์รักและหวังมันเป็นคู่ชีวิตเป็นแน่”

“น่ารักน่าใคร่แท้ พี่น้องรักกันเช่นนี้...”

...พี่น้องบ้านใด...จะจูบจนแทบขาดใจเยี่ยงนี้...

เพียงคิดอ้ายอินทร์ก็หน้าแดงก่ำ ไม่อาจบอกใครได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่อ้ายสีห์ก็ร้าย...มิยอมเอ่ยหรือล่วงเกินมันอีกเลยตั้งแต่วันนั้นทำให้มันก็คิดเอาว่า ฤาอ้ายสีห์จะเพียงแกล้งมันให้ใจไหววูบ

‘...ข้าเอาคืนบ้างนะ...’ คำพูดนั้นยังก้องอยู่ในหู ทำให้หวั่นใจว่า ฤาเพราะมันเคยทำเยี่ยงนั้นกับอ้ายสีห์ แล้วอ้ายสีห์เลยเอาคืน

หากเป็นเช่นนั้น...ก็คงไม่...ต้องคิดมากกระมัง

อ้ายสีหราช...ที่ขี้แกล้ง...คงต้องการหยอกคืน...เท่านั้น

แต่ทำไมลึก ๆ มันกลับคิดอยากให้ “ไม่ใช่เพียงเอาคืน” ด้วยเล่า ?

ช่างน่าสับสนหัวใจดีแท้...เพียงคิดก็ได้แต่ถอนหายใจพรูเบา ๆ

คิดถึงเรื่องคืนนั้นคราใด ก็เผลอหน้าแดงก่ำได้ทุกครา รสจูบนั่นร้อนแรงแทบเจียนตายราวกับใส่ทุกความรู้สึกลงไป ทั้งร้อนและเต็มไปด้วยความปรารถนา...ทำให้มันแทบละลายเป็นน้ำมันหมูเจียวในกะทะใบบัวของแม่คำหล้า

“เป็นอันใดไปอ้ายอินทร์..” คนตายยากโผล่มาจากด้านหลังมิให้สุ้มให้เสียงจนเมืองอินทร์หน้าแดงก่ำอีกรอบ

“นั่น...เจ้าคิดสิ่งใดลามกอยู่หรือไม่ เหตุใดหน้าแดงนัก”

“มะ...ไม่มีอันใด” เมืองอินทร์รีบละล่ำละลักก่อนจะถอยกรูดจากร่างสูงหนาตรงหน้า สีหน้าของอ้ายสีห์คล้ายงุนงงแต่อมยิ้มนิด ๆ

“เจ้าคิดลามกเกี่ยวกับข้าฤาไม่...” สายตานั่นหรี่มองตรงมา เหมือนราวเปลวไฟอยู่ในนั้นแล้วท่าทีสบาย ๆ กับแผ่นอกกว้าง กลิ่นเหงื่อจาง ๆ ของคนที่เพิ่งไปฝึกดาบมาช่างทำให้หัวใจมันเริ่มเต้นตึกตักอีกครา

...บ้าไปแล้ว....นี่ข้า...จะมองอ้ายสีห์แบบเดิมไม่ได้แล้วรึ เลิก ๆ ๆ ๆ เสียที เลิกหน้าแดง !

“นั่น! เจ้าคิดลามกแน่เชียว หน้าแดงอีกแล้ว”

ว่าแล้วเจ้าตัวก็ย่างเข้ามาใกล้ ๆ จนมันถอยกรูดไปชิดกับเสาเรือน เจ้าตัวเท้าแขนข้างหนึ่งเหนือศีรษะมันก่อนจะชะโงกหน้ายิ้มกริ่ม

“แต่ข้าไม่ถือดอกนะ...ก็ข้า...ดีเกินใครในชีวิตเจ้า เจ้าจะมองบ้าง...จะลามกบ้าง...ข้าไม่ถือ...”

....อ้าย ! อ้ายสีห์ ! คนหน้าไม่อาย พูดเรื่องเยี่ยงนี้โดยไม่สะทกสะท้านสักนิด

อ้ายสีห์คนขี้แกล้ง...เอาคืนไปได้ฤาไม่ ขออ้ายสีห์คนหน้าดุคนเดิมกลับมาดีกว่า

ทำเยี่ยงนี้ไม่ดีต่อหัวใจเลยจริง ๆ มีหวังหัวใจจะต้องกระดอนออกจากอกสักวันเพราะรอยยิ้มและท่าทีกรุ้มกริ่มแบบนี้เป็นแน่ !

ระยะหลังนี้มันไปที่ใด อ้ายสีห์มักจะหาเหตุไปกับมันด้วย ไปกาดก็ย่องไปด้วย ไปตกปลาเล่นก็มีอ้ายสีห์เหลาคันเบ็ดให้ หากเป็นเยี่ยงนี้ต่อไป หัวใจมันคงเหลวเป๋วเป็นขี้ผึ้ง...

ขณะที่ยักษ์ใหญ่อาจจะเพียงแกล้งมันเล่น แต่มันกลับอ่อนไหวกับรอยยิ้มและความหลงตัวเองของคนตัวโตเข้าจริง ๆ
……………………………………….

ตกบ่ายวันหนึ่งเมืองอินทร์เดินเล่นทางท่าน้ำหลังเรือนใหญ่ เพลงดาบที่ซักซ้อมมาหลายโมงยามทำให้ร้อนยิ่งนัก เจ้าตัวหย่อนกายลงเอาเท้าแช่น้ำอย่างสบายอารมณ์ แต่แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งไหว ๆ ในกอผักตบชวาที่ลอยมาตามน้ำ

....คล้ายกับแขนคน...พาดอยู่บนนั้น...

ไวเท่าความคิด เมืองอินทร์หันหลังกลับทันทีหมายจะไปเรียกผู้คนมาช่วยดู แต่แล้วก็ต้องดีใจเมื่อร่างสูงของสีหราชเดินตามหลังมันมา

“อ้ายสีห์ ! โน่น ! ดูทีรึ เป็นคนใช่ฤาไม่ ?!” ว่าแล้วก็ชี้ตรงไปที่กลางลำน้ำ

สีหราชเขม้นมองตามก่อนจะตัดสินใจกระโจนลงไปกลางแม่น้ำใหญ่ เคราะห์ดีที่ไม่ใช่ยามน้ำขึ้นและกระแสน้ำยังไม่เชี่ยวกรากนัก เจ้าตัวโผนไปที่กอผักตบชวาขนาดใหญ่ ผักตบที่ขึ้นติดกันเป็นแพหนาทึบราวกับเป็นแผ่นไม้ลอยน้ำ ครู่เดียวอ้ายสีหราชก็คว้าร่างเล็ก ๆ ขาวเผือดว่ายกลับเข้ามาที่ท่าน้ำ

“อ้ายอินทร์ ! รีบตามแม่คำหล้า และให้บ่าวไพร่ตั้งไฟต้มน้ำร้อนมาเร็วเข้า !”

“ไอ้หนูนี่ยังไม่ตาย !” สีหราชตะโกนลั่น
............................................................................

ใบหน้ากลมแบบลูกจีน ผิวขาวจัด และหางเปียยาวบอกชัดว่าเด็กน้อยวัย 6-7 ขวบที่สีหราชช่วยขึ้นมานั้นเป็นลูกเจ๊กลูกจีนเป็นแน่ แต่ไม่รู้ว่ามาจากเรือนไหน เจ้าตัวเหมือนจะพูดไทยไม่ใคร่ได้ เอาแต่ร้องไห้ลั่นเมื่อฟื้นขึ้นมาแถมยังกอดแขนเมืองอินทร์แน่น ซุกกายสั่นเทานั่นราวกับลูกลิงก็ไม่ปาน

“เคราะห์ดีที่มันตัวเล็กนัก หาไม่แล้วผักตบชวานั่นคงไม่อาจทานน้ำหนักมันได้แน่” พ่อสินเอ่ยเบา ๆ

“จะทำอันใดกันดี ควรแจ้งหลวงดีฤาไม่พ่อสิน” แม่คำหล้าถามขึ้นอย่างเกรง ๆ

“หากมันตกน้ำตกท่ามาเท่านั้น อาจต้องลองไปสอบถามกับหมู่ชาวจีนว่าลูกบ้านใดหายฤาไม่ แต่ข้าเกรงว่า...” เสียงพ่อสินเงียบไปนิดหนึ่งก่อนจะลอบมองสีหราช

สีหราชถอนใจยาวเพราะรู้ดีจากสายตาผู้เป็นพ่อ เมื่อราตรีก่อนได้ข่าวว่ามีการบุกล้อมจับเหล่าซ่องสุมของชาวจีนโพ้นทะเลที่เลยจากเรือนตีดาบไปทางหัวคุ้งไม่ไกลนัก หลายคนถูกจับในฐานเป็นอั้งยี่ บางรายร้ายหน่อยก็โดนเจ้าหน้าที่ของกรมเมืองจับกุมและนำไปสำเร็จโทษกลางลานวัด

...หากไอ้หนูนี่เป็นลูกหลานของอั้งยี่เหล่านั้น...มิแคล้วต้องโดนอาญาเป็นแน่

“พ่อครู...ไอ้หนูนี่ยังเล็กนัก หากส่งตัวคืนให้ทางการ มันจักโดนอันใดบ้าง” เมืองอินทร์ถามขึ้นพลางกอดเจ้าตัวเล็กไว้ในอ้อมแขน

“...คงโดนจับเข้าตะแลงแกง...ไม่ก็ส่งขึ้นเรือสำเภากลับแผ่นดินใหญ่...” คำตอบสั้น ๆ จากพ่อครูสินทำให้เด็กน้อยตรงหน้าซุกตัวงุด ๆ กับเอวของเมืองอินทร์

ท่าทีของเด็กน้อยทำให้ทุกคนถอนหายใจยาวก่อนจะหันไปมองทางเจ้าของเรือนที่มองนิ่งอย่างตริตรอง

“ลูกหมายังเลี้ยงได้ นี่ลูกคนทั้งคน” พ่อสินเอ่ยช้า ๆ แล้วพูดต่อ

“ข้าจะให้เจ้าหนูอยู่ที่นี่ แม่คำหล้าตัดเปียมันทิ้ง แล้วเร่งฝึกให้มันพูดภาษาเราให้ได้” พ่อสินสั่งเรียบ ๆ

“จากนี้ไป ข้าให้ชื่อมันว่า อ้ายโชค เพราะมันโชคดีที่ได้เกิดใหม่อีกครั้ง มันจักเป็นชาวสยามตั้งแต่บัดนี้”
..........................................................................

จากนั้นมาเจ้าโชคก็กลายเป็นเจ้าตัวน้อยที่เล็กสุดของเรือน แม่คำหล้าเอาใจมันยิ่งนัก ด้วยความเป็นเด็กน่ารักน่าเอ็นดู สอนอะไรก็จำง่าย และอ่อนโยน จิตใจดีงาม ด้วยความเป็นเด็กหัวไว เจ้าโชคเริ่มจดจำคำได้บ้างทีละน้อย ๆ ดวงตาสุกใสของลูกจีนนั่นคลายความทุกข์ลงแล้ว เด็กน้อยอยู่เป็น เรียกว่าให้ทำสิ่งใดก็ทำ เลี้ยงง่ายและไม่ดื้อ

“เหมือนอ้ายอินทร์ สมัยยังเป็นละอ่อนน้อยไม่ผิด” แม่คำหล้ารักมันนักหนา แต่เจ้าโชคก็ยังติดเมืองอินทร์ที่สุด ไปที่ใดก็คอยตามต้อย ๆ ราวกับเห็นเมืองอินทร์เป็นพี่ชาย ขณะที่สีหราชมองภาพทั้งคู่อย่างนึกขวาง ๆ อยู่บ้าง

เอะอะก็...ของชอบเจ้าโชค...เอะอะก็...ของเล่นนี้ดี...

จนต้องเป็นมันเองที่แพ้กับสายตาสดใสของเด็กน้อยวัย 7 ขวบสองคนที่กำลังเล่นกันสนุกสนาน

“มาเถิดอ้ายสีห์....มาเล่นกับเจ้าโชคเถิด...เป็นม้าส่งเมืองกับข้าได้ฤาไม่”เสียงตะโกนชักชวนของเมืองอินทร์ทำให้สีหราชต้องลังเล แต่พอดวงตาสดใสและมือนุ่มนั่นคว้ากุมท่อนแขนเขาไว้...เป็นเขาเองที่ยอมแพ้...

หัดใช้สายตาออดอ้อนเยี่ยงนั้นเป็นตั้งแต่เมื่อไร...ราชสีห์อย่างข้า..ก็คงแพ้เจ้าทุกครา...

กระทั่งวันหนึ่งสีหราช เมืองอินทร์มาเดินเล่นที่กาดเหมือนเคย โดยเมืองอินทร์จูงมือเจ้าโชคเดินตามต้อย ๆ แต่แล้วเจ้าโชคสะดุ้งเฮือกก่อนจะหลบซุกกายอยู่หลังเมืองอินทร์ทันทีเมื่อมีขบวนของเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงผ่านมา บุรุษวัยกลางคนที่อยู่บนหลังม้าหยุดนิ่งเมื่อเห็นสีหราช

“กรมหลวงไกรสีห์สรคุณ...” เป็นสีหราชที่เอ่ยพร้อมกับยกมือไหว้เสด็จอาของเสด็จพระองค์ชายชาญนพ

กรมหลวงไกรสีห์สรคุณ...นับว่าเป็นพระญาติห่าง ๆ มีศักดิ์เป็นเสด็จอาของเสด็จพระองค์ชายชาญนพ วัยก็ล่วงไปกว่า 45 ชันษาแล้วแต่ยังประพฤติคล้ายหนุ่มฉกรรจ์ เป็นน้องของเจ้าเหนือชีวิตองค์ปัจจุบัน ผิดแต่กำเนิดที่เกิดจากเจ้าจอมมารดาที่ไม่ได้มีเชื้อสายทำให้ไม่ได้ขึ้นเถลิงพระยศเป็นชั้นเจ้าฟ้า 

ข้อดีคือ กรมหลวงท่านนี้มักเอาจริงเอาจังเรื่องความสงบเรียบร้อยในพระนคร เจ้าตัวรับหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยในฝ่ายกรมเมือง ตรวจตราความสงบสุขของบ้านเมืองและ...หมายถึง...การล้อมปราบกลุ่มอั้งยี่ ในคราก่อนด้วย แต่ข้อเสียคือเจ้าตัวใช้เบี้ยหวัดหลวงอย่างสุรุ่ยสุร่ายเสียเหลือเกิน จนข้าราชบริพารของราชสำนักเอือมระอา แต่เนื่องจากพระยศที่ใครก็ก้าวล่วงมิได้ ดังนั้นจึงพยายามเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กันเสียหมด

...ก็ไม่แปลกใจหากอ้ายโชคจักกลัวบุรุษผู้นี้ ชะรอยว่าอาจจะเป็นผู้สั่งการสังหารชาวจีนทั้งหมดในคืนนั้น...

“ข้าเพิ่งรู้ว่าเจ้าออกจากวังแล้ว ไม่ได้คิดหวังจะกินยศถาบรรดาศักดิ์ในวังกับชายนพบ้างดอกรึ ? ” น้ำเสียงนั้นคล้ายเย้ยหยันนิด ๆ แต่สีหราชไม่ใส่ใจสิ่งใด

“ข้าปรารถนาเพียงชีวิตที่เรียบง่ายเท่านั้นกระหม่อม หาได้ต้องการลาภยศใด ๆ..” สีหราชตอบสั้น ๆ ประโยคนั้นเรียกเสียงหัวเราะเบา ๆ จากร่างตรงหน้า

“อุปนิสัยเหมือนชายนพไม่มีผิด...มิน่า เหตุใดเจ้าทั้งสองถึงเข้ากันได้ดียิ่งนัก...”

สายตากรมหลวงฯ เหลือบมองเมืองอินทร์ก่อนจะเขม้นมองร่างเล็ก ๆ ที่ซุกตัวสั่นอยู่ด้านหลัง

“เรือนเจ้ามีเด็กแล้วหรือ...ข้าไม่เห็นได้ข่าวมงคลอันใด...” กรมหลวงไกรสีห์สรคุณมองอย่างสนใจร่างตรงหน้า กริยาสนใจเด็กน้อยอย่างผิดสังเกตทำให้เมืองอินทร์ก้าวเข้ามาบังร่างเล็ก ๆ นั้นไว้ ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา

“ขอเดชะ นี่เป็นลูกของญาติข้าเอง มาฝากตัวเป็นทาสสินไถ่ด้วย อ้ายโชคเพิ่งจะมาใหม่ไม่นาน อาจจะไม่รู้จักกริยามารยาท ข้าต้องขออภัยด้วย”

“อ้อ...กระนั้นรึ...” กรมหลวงไกรสีห์สรคุณเอ่ยเบา ๆ ก่อนจะยิ้มหยัน

“ตระกูลที่เป็นทาสก็ย่อมไม่แคล้วเป็นทาสอยู่วันยังค่ำ” ประโยคนั้นทำให้เมืองอินทร์กำมือแน่นขึ้นแต่เป็นสีหราชที่ตัดบททันควัน

“ข้าเพิ่งนึกได้ว่ามีกิจต้องจัดการ หากทูลกระหม่อมไม่ถือสา ข้าและเมืองอินทร์ขอทูลลา..” น้ำเสียงเอ่ยเรียบ ๆ แต่แววตากร้าวบอกชัดว่า สีหราชคนนี้จักไม่ยอมให้ผู้ใดมาดูแคลนคนของตน กรมหลวงไกรสีห์สรคุณยิ้มหยันก่อนจะกระตุ้นม้าตรงไปพร้อมกับขบวนทหารรักษาพระนครชุดใหญ่

เมืองอินทร์หันมองตามแผ่นหลังของเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงแล้วถอนหายใจพรู มือสองข้างกระชับกุมอ้ายโชคไว้แน่นขึ้น ร่างเล็ก ๆ นั้นสั่นเทาเกือบจะร้องไห้ เมืองอินทร์และสีหราชมองตากันครู่หนึ่งก่อนที่สีหราชจะอุ้มร่างเล็ก ๆ ของอ้ายโชคขึ้นมาขี่คอตนเองแล้วพาเดินหันหลังจากตรงนั้น

“...เป็นเขา...อย่างนั้นหรือ...” เมืองอินทร์กระซิบ

“ข้าว่าไม่ผิดแน่ อาการของอ้ายโชคถึงเป็นเช่นนั้น” สีหราชพูดราวกระซิบ ความหนักใจที่ไม่ได้เอ่ยไปคือ ไม่แน่ใจว่ากรมหลวงไกรสีห์สรคุณจะจดจำอ้ายโชคได้หรือไม่ เพราะดูท่าทางแล้วคล้ายกับว่าจะสนใจเด็กน้อยเป็นพิเศษทั้งที่โดยปกติแล้วด้วยอุปนิสัยเย่อหยิ่งเยี่ยงนั้นแทบจะไม่มองผู้ใดที่ต่ำกว่าเลย

ดูท่าว่า จะต้องระมัดระวังมากกว่านี้เสียแล้ว
.....................................................................



ButlerofLOVE : ขอบคุณเพื่อนนักอ่านและขอโทษที่หายไปสักพัก บัตเลอร์วุ่นกับการรีไรท์นิยายค่ะ
ขอบคุณมากๆ เลยนะคะสำหรับทุกคอมเม้นต์ในเล้าเป็ด พวกคุณน่ารักมากเลยค่ะ

จากวันนีเ้ป็นต้นไป เราจะทยอยมาลงวันละตอนนะคะ จนกระทั่งจบ แต่จะไม่รวมตอนพิเศษจำนวน 6 ตอนนะคะ ^^

แล้วพบกันค่า :)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-01-2021 04:09:00 โดย BaoBao »

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1544
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +116/-0
ดูแลอ้ายโชคดีๆนะอ้ายสีห์ ไอ้กรมหลวงนี่มันคิดไม่ซื่อแน่ๆ อ้ายสีห์กับเจ้าเมืองอินทร์ บทจะหวาน แหมก็ทำซะเขิน :-[ 55 เมืองอินทร์น่ารักอะ อ้ายสีห์ก็ร้ายหลอกล่อเก่ง เมื่อไหร่จะได้  :oo1: อ่ะ 5555 ดูท่าจะวุ่นวายจักว่าเรื่องของไผแหน่ แล้วทำไมถึง....... บั่นคอเลือดสาดเพื่อเมืองอินทร์ มันเกิดอะไรขึ้น แล้วทำไมท่านสีหราชยมทูตยังจำมารุตไม่ได้ ตอนนี้กำลังตกแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ใช่ไหมก่อนเล่าย้อนอ่ะ หรือขึ้นมาแล้วจะจำได้ 5555 มารุตเหมือนมีของวิเศษติดตัว ทำไมมีแสงของออกร่าง รอคลายปมเยอะเลย สนุกกกกกอ่ะเฮ้ยยยยย ตลก ขำดี มารุตน่ารัก ใจดี ท่ายยมก็ไม่รู้จะเนียบไปไหน 5555 ภาษาแต่งสวยดี อ่านลื่นไหล รอตอนต่อไปเลย จะเป็นยังไงต่อ ขอบคุณนะคะที่มาลงในthaiboysให้ได้อ่านกัน  :pig4: :pig4:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-01-2021 04:07:30 โดย BaoBao »

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7739
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
มารอต่อนะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-01-2021 04:07:22 โดย BaoBao »

ออฟไลน์ ButlerofLOVE

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
แต่ดูเหมือนวันนี้จะฤกษ์ไม่ดีเอาเสียเลย เมื่อหลุดจากคนผู้หนึ่งได้แต่กลับต้องมาพบกับอีกผู้หนึ่ง กว่าที่สีหราชและเมืองอินทร์จะทำให้อ้ายโชคหัวเราะได้เช่นเคย ก็ต้องจ่ายอัฐซื้อน้ำตาลปั้นเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ ให้อ้ายโชคไปเสียหลายก้อน แต่แล้วเสียงหัวเราะและการพูดคุยพลันหยุดลงเมื่อมีขบวนสตรีและบ่าวไพร่รุดมาขวางหน้าไว้

“ไม่ได้พบแม่หญิงนาน...หวังว่าจะสบายดี” สีหราชค้อมศีรษะเป็นเชิงทักทายก่อนเอ่ยเสียงเรียบ ๆ แล้วอุ้มอ้ายโชคลงมาวางที่พื้นและปล่อยให้อยู่ในอ้อมแขนของเมืองอินทร์ที่ประคองร่างเล็ก ๆ นั้นไว้

สีหน้าแม่หญิงนากนิ่งจนน่ากลัว ดวงตานั้นคล้ายเพลิงจะเผาทุกสิ่งให้วอดวาย เมืองอินทร์เหลือบมองแม่หญิงนากอย่างงุนงง แต่สีหราชก็เกาะกุมมืออีกข้างหนึ่งของเมืองอินทร์ไว้แน่น สายตาของแม่หญิงนากมองตามกริยาของสีหราชแล้วกัดฟันแน่นอย่างริษยา

“อ้ายสีห์..นับตั้งแต่คืนนั้น...ท่านก็หายหน้าไป ไม่คิดจะทำสิ่งใด ?”

ประโยคนั้นทำให้สีหราชขมวดคิ้ว ก่อนจะจ้องคนพูดเขม็ง

หายหน้า ? ไม่คิดทำสิ่งใด ? คนอย่างสีหราชไม่เคยทำสิ่งใดที่ต้องปกปิด

“เมื่อไม่ได้ติดค้างอันใด แล้วเหตุใดต้องทำสิ่งใด ? จริงฤาไม่ ?”

ประโยคนั้นทำให้แม่หญิงคนงามถึงกับกำมือแน่นใบหน้าซีดเผือดสลับขึ้นสีก่อนจะหอบหายใจหนัก

“ท่าน...ท่านกล้าพูดเยี่ยงนี้รึ ข้า...ไม่คิดว่าบุรุษที่เคยอยู่ในตำหนักเสด็จพระองค์ชายจะไร้ซึ่งเกียรติแห่งตนเยี่ยงนี้ !”

หากคำหยามนั้นเป็นเฉพาะตัว สีหราชอาจจะปล่อยผ่าน แต่นี่กลับบริภาษก้าวล่วงไปถึงเสด็จพระองค์ชายชาญนพผู้ที่มันเคารพทำให้สีหราชเสียงกร้าวขึ้นมาทันที

“หยุดนะแม่หญิง ! ข้าไม่เคยทำสิ่งใดที่ไร้ซึ่งเกียรติ!  และอย่าหาญมาก้าวล่วงเกินถึงเสด็จพระองค์ชายเป็นอันขาด!”

สิ้นประโยคนั้น เมืองอินทร์รีบกระตุกแขนทันที อ้ายโชคตกใจกับเสียงตะโกนของสีหราชจนเริ่มเบะปากร้องไห้อีกครา

“อย่า...อ้ายสีห์ เรากลับเรือนกันเถิด” เสียงแผ่วเบาของเมืองอินทร์และอาการส่ายหน้าเป็นเชิงห้าม ทำให้สีหราชถอนหายใจพรูก่อนจะยอมคลายโทสะที่คุกรุ่นลง

“สีหราช ! เจ้า !” ท่าทางของแม่หญิงนากดูอัดอั้นดูคล้ายจะจวนเจียนเป็นลม จู่ ๆ ก็ทรุดฮวบลงไปก่อนที่ใครจะคว้าร่างนั้นไว้ทัน

“ตายแล้ว ! แม่หญิงนาก ! ใครก็ได้เอายาดมมาที !” เสียงบ่าวไพร่ตกตะลึงก่อนจะรีบเข้าไปคว้าร่างเล็ก ๆ ที่เป็นลมตัวอ่อนปวกเปียกในบัดนั้น เหตุการณ์ตรงหน้าทำให้สีหราชตกตะลึงด้วยไม่คิดว่าสตรีตรงหน้าจะเป็นลมเพียงเพราะคำพูดเขา

“อ้ายอินทร์ ! เจ้ารีบพาอ้ายโชคกลับไปหาพ่อสินก่อน ประเดี๋ยวข้าจะเร่งพาแม่หญิงนากกลับไปที่เรือนสมุหพระกลาโหม!”
ว่าแล้วสีหราชก็ช้อนร่างที่เป็นลมไว้ในอ้อมแขนก่อนจะคว้าบังเหียนม้าที่บ่าวไพร่ของแม่หญิงนากจูงมาในทันที ร่างสูงสง่าโผนขึ้นบนหลังม้าพร้อมกับประคองร่างหญิงสาวไว้ในอ้อมแขนแล้วเร่งควบไปทางเรือนสมุหพระกลาโหม

.....................................................................

นับจากวันนั้นที่สีหราชพาแม่หญิงนากกลับคืนเรือนของสมุหพระกลาโหม ก็ไม่ได้ติดตามข่าวคราวใด ๆ อีกเลยอีกราวเดือนกว่า แม่หญิงนาก...เหมือนกับจะหายไปกับความวุ่นวายของสำนักดาบเมื่อสมุหพระกลาโหมสั่งการให้พ่อสินและสำนักตีดาบเร่งจัดดาบชุดใหม่อีกราว 100 เล่มเข้าไปเพิ่มเติมเพื่อนำส่งไปยังหัวเมืองทางเหนือ ทำให้ทั้งเรือนสำนักดาบวิ่งกันวุ่นวาย แต่เหมือนจะมีหลายคนที่เหม่อลอยและหัวใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

ในความเงียบที่ไร้คลื่นลม เหมือนพายุร้ายกำลังจะพัดพาความวุ่นวายถาโถมเข้าสู่สำนักตีดาบ...

“อ้ายสีห์…อ้ายสีห์ !....” เสียงตะโกนจากอ้ายโตที่ดังขึ้นทำให้สีหราชสะดุ้งขึ้นทันที

“นั่นเจ้ากำลังจะตีดาบ หรือว่าจะตีสิ่งใดกันแน่ เหตุใดจึงบิดเบี้ยวเช่นนี้เล่า?” อ้ายโตโวยวายลั่น

ประโยคนั้นทำให้สีหราชชะงักค้าง ร่างสูงที่เต็มไปด้วยเหงื่อจากการออกแรงตีดาบก้มลงมองสิ่งที่อยู่ในมือแล้วนิ่งไป

อ้ายโตก้าวปราดเข้ามาดูสิ่งที่อยู่ในมือสีหราชพลางส่ายหน้าเบา ๆ

สิ่งที่อยู่ในมือยามนี้ ...จะดูยังไงก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นดาบ

...เขาเหม่อจนลืมตัวไปจนได้...

สีหราชกัดกรามแน่นก่อนจะถอนใจพรูแล้ววางทุกสิ่งในมือลงทันที เจ้าตัวสาวเท้าขึ้นเรือนไปเงียบ ๆ ท่ามกลางสายตาสับสนงุนงงของเหล่าช่างตีดาบตรงนั้น

“เออ...หมู่นี้อ้ายสีห์มันเหม่อลอยพิกล ไม่ค่อยมีสติสมาธิเหมือนอย่างก่อน ฤาว่ามันจักไม่สบาย..”

“จะไม่สบายอะไรในเพลานี้ นี่ต้องรีบเร่งตีดาบส่งหลวงอย่างที่สมุหพระกลาโหมเขาเร่งรัดมา นี่ก็เหลือไม่กี่เพลาเท่านั้น หากยังเป็นเช่นนี้มีหวังส่งดาบไม่ทันเป็นแน่” อ้ายโตโอดครวญหนัก

“ว่าแต่อ้ายอินทร์เล่า หมู่นี้ก็มิใคร่เห็นมันเช่นกัน มิรู้ว่ามันเป็นอันใดไปอีกคน หรือว่าสองคนนี้จะเคืองกันก็มิรู้...”

“อย่ามาพูดเป็นเล่นไป สองคนนี้รักใคร่กันราวพี่น้อง จะมีสิ่งใดที่จะขัดเคืองกันได้เล่า...”

ประโยคสนทนาของเหล่าช่างตีดาบกลับอยู่ในความสนใจของพ่อสิน ชายสูงวัยถอนหายใจช้า ๆ ก่อนจะหวนนึกถึงเหตุการณ์กลางดึกหลายคืนก่อน

เสียงคนทุ่มเถียงกันเบา ๆ ที่ท่าน้ำทำให้ชายสูงวัยเดินออกมาเข้าห้องน้ำกลางดึกขมวดคิ้วก่อนจะก้าวออกจากเรือน หางตาเห็นบางอย่างคุ้นตาที่ไหวระริกตรงริมน้ำ ทำให้ก้าวเข้าไปช้า ๆ ภาพที่เห็นทำให้เลือดในกายชายสูงวัยแทบหมดสิ้นลง
ร่างสูงที่ดูรู้แน่ว่าเป็นสีหราชยามนี้กำลังกอดรัดแล้วบรรจงจูบร่างที่อยู่ในอ้อมแขนอย่างเร่าร้อนใต้ต้นลำพูที่ระยิบระยับประดับด้วยหิ่งห้อยจำนวนมาก ส่วนอีกร่างหนึ่งที่ตกอยู่ในวงแขนนั่นก็คือเมืองอินทร์ที่เลี้ยงดูมาไม่ต่างจากบุตรชายอีกคน

...นี่มันเรื่องผีห่าตนใดกัน เหตุใดถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นในเรือนเขาได้ !...

คราแรก ผู้เป็นบิดาเกือบถลันเข้าไปเล่นงานทั้งคู่  แต่เพราะเมืองอินทร์นั่นเองที่ผลักอกสีหราชออกก่อนจะทรุดกายร่ำไห้จนตัวโยน ภาพนั้นทำให้พ่อครูสินข่มกลั้นความโกรธแล้วกำไม้เท้าไว้แน่นก่อนจะยืนมองเหตุการณ์ที่เหลือ

“ไม่...ไม่ได้...ทำเยี่ยงนี้...ไม่ได้..” เสียงกระท่อนกระแท่นของเมืองอินทร์ดังขึ้น เจ้าตัวเม้มปากอย่างอัดอั้นใจ

สีหราชเอื้อมมือหวังจะดึงร่างที่ทรุดอยู่ขึ้นมา แต่เมืองอินทร์ปัดมือที่เอื้อมมาทันควัน..

“ท่านและข้ากำลังสับสน...อ้ายสีห์...ความรู้สึกนี้เป็นจริงไม่ได้”

“.อ้ายสีห์...ท่านเป็นดั่งพี่ชายข้า...ข้าเห็นท่านเป็นดั่งพี่ชาย”

ประโยคนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงมาระหว่างคนทั้งสอง

นานกว่าที่คนทั้งคู่จะเอ่ยสิ่งใดออกมา แล้วเสียงสีหราชดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ

“มองตาข้าได้ไหมอ้ายอินทร์...หากเจ้าไม่รักก็จงมองตาข้าแล้วเอ่ยออกมา”

มีเพียงเสียงสะอื้น...เบาจากร่างที่อยู่ตรงนั้น ในที่สุดก็มีเสียงดังขึ้นกลางความเงียบ

“...ข้าไม่เคยรักท่าน...ข้าเห็นท่านเป็นเพียง...พี่ชาย อ้ายสีห์” น้ำเสียงคนพูดสั่นเครือ

มือหนาที่ประคองอยู่นั้นคล้ายตกลงข้างกายอย่างหมดเรี่ยวแรง...ร่างสูงของสีหราชนิ่งงันก่อนจะหันหลังช้า ๆ แล้วถอยออกมา ประโยคสุดท้ายดังขึ้นแผ่วเบา

“เจ้าจักโกหกผู้ใด ก็ทำไปเถิด แต่มีผู้เดียวที่เจ้าโกหกไม่ได้...อ้ายอินทร์...คือ หัวใจเจ้าเอง…”

“ไม่ใช่เพียงเจ้าที่จักเจ็บปวด แต่เป็นข้าที่เจียนตายกับเจ้าด้วย”

ร่างนั้นยืนนิ่งก้มหน้ามองผืนน้ำยามราตรี แล้วหันมองร่างตรงหน้าอีกครั้ง

“เอาเถิด...หากเจ้าปรารถนาเช่นนั้นจริง...ข้าจักไม่มายุ่งกับเจ้าอีกเลย อ้ายอินทร์...”

เสียงนั้นแหบโหย...ราวกับเจ้าตัวพยายามเค้นเสียงที่ไม่เหลืออยู่ออกมา

“ข้าจะไม่ยุ่งกับเจ้าอีก แม้ว่ามันจักทำให้ข้าเจ็บเจียนตายก็ตาม...”

นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา พ่อสินก็เห็นทั้งคู่อยู่ห่างไม่ชิดใกล้อย่างที่เคย คนหนึ่งเดินทางหนึ่งอีกผู้หนึ่งก็เดินเร้นหลบไปอีกทาง บรรยากาศเช่นนี้ มีแม่คำหล้าอีกผู้ที่สังเกตเห็นความผิดแผกนี้ด้วยอาการกลัดกลุ้ม

“มิรู้ว่า...เคืองกันเรื่องอันใด คนหนึ่งก็เงียบงัน อีกผู้หนึ่งก็เศร้าหมอง...”

พ่อครูสินถอนหายใจพรู

มีคำถามที่ยังค้างคาใจของชายชรามาหลายราตรี...

ความรักที่แท้...เป็นเยี่ยงไร...จำเป็นด้วยฤาที่ต้องเป็นไปตามขนบแห่งคนหมู่มาก...
..............................................................

สายตาคมคร้ามหม่นลงอย่างชัดเจนเมื่อนิ้วหนาคลึงสร้อยทองในมืออย่างช้า ๆ สายตาหม่นเศร้าเมื่อนึกถึงคนผู้หนึ่งที่บัดนี้เอาแต่หลบหน้าค่าตาไม่ยอมมาร่วมเจอหน้า ไม่ว่าจะยามกินก็แยกวงไปกินกับเหล่าทาสและอ้ายเชิดด้วยกัน แล้วแม้แต่ยามที่อยู่เรือนตีดาบก็ไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวอีกเลย ยิ่งกว่านั้นเหมือนยามกลางวันมันก็เร้นกายออกจากสำนักตีดาบ ไม่รู้ว่าไปที่ไหน พยายามถามจากอ้ายเชิดที่เป็นสหายสนิทของมัน รายนั้นก็ได้แต่อึกอักไม่ยอมบอกสิ่งใดกับเขาเลย

ดูท่า...จูบนั้นคงทำให้มันคงเกลียดเขาเข้ากระดูกไปเสียแล้ว...

“เหม่อลอยเยี่ยงนี้...ดูท่าจะมีปัญหาหัวใจเสียแล้ว” เสียงสัพยอกของเสด็จพระองค์ชายชาญนพดังขึ้นใกล้ ๆ

วันนี้อ้ายสีหราชมาถึงตำหนักของเสด็จพระองค์ชายชาญนพ ก็เอาแต่นิ่งเงียบเหมือนอยู่ในความคิดของตนเองอยู่ตลอด

“เขาว่า...เขาเห็นกระหม่อมเป็นเพียงพี่...” สีหราชเปรยก่อนจะถอนหายใจพรู มือหนาของเสด็จตบลงมาบนบ่าหนัก ๆ อย่างให้กำลังใจ

“แล้วเจ้าแน่ใจแล้วหรือ ยามนั้นถึงสารภาพออกไปว่ารัก...” เสียงเสด็จพระองค์ชายชาญนพยังตามมา

“กระหม่อม...” สีหราชอุบอิบเบา ๆ ท่าทีดังกล่าวทำให้เสด็จพระองค์ชายถึงกับยันกายลุกขึ้นมานั่งตรง ๆ ก่อนจะจ้องหน้าคนที่ใบหูแดงก่ำตรงหน้า

“ไหน...เจ้าเล่ามาให้ละเอียดที ว่าเจ้าทำอย่างไรจึงรู้แน่ว่าเขาก็มีใจ จึงสารภาพไปเช่นนั้น...”

“ก็...กระ..กระหม่อม...” คนทำผิดเริ่มอึกอักลนลาน คล้ายไม่อยากพูดแต่ก็ไม่รู้จะขัดคนตรงหน้าอย่างไร ท่าทีนั้นทำให้ผู้อาวุโสกว่าถึงกับกลั้นหัวเราะออกมา สีหน้าท่าทางของเสด็จพระองค์ชายชาญนพคล้ายนึกรู้อยู่ในใจ

“เจ้า..จูบเขากระนั้นหรือ...?” คำตอบที่โพล่งออกมาทำให้สีหราชเงยหน้าทันควัน ใบหูที่แดงแล้วกลับแดงจัดกว่าเดิม
อ้ายตัวโตนี่มันน่าแกล้งนัก !

“แล้ว...เขาจูบตอบเจ้าหรือเปล่าเล่า ?” คำถามนั้นมาพร้อมกับรอยยิ้มกริ่มของร่างสูงตรงหน้า คำถามที่ทำให้สีหราชตาโตด้วยไม่เคยนึกถึงเรื่องนั้นมาก่อน เหตุการณ์ในคืนนั้นยังคงติดตรึงในหัวใจ ทำไมเขาจะไม่รู้ว่า...ร่างเล็กนั้นคล้ายจะลังเลแต่..ลิ้นนุ่มนิ่มที่เกี่ยวกระหวัดหยอกล้อตาม...นั่น...อาจเรียกว่าการจูบตอบได้หรือไม่ ?

เสด็จพระองค์ชายชาญนพส่ายพระพักตร์อย่างเหนื่อยหน่ายก่อนจะถอนพระทัยมองคนตัวโตตรงหน้า

...อ้ายสีห์นี่ฉลาดแต่ทางดาบ...แต่เรื่องสาว ๆ นี่ถึงขั้นทึ่ม...

...ช่างเป็นลูกเต่าในเรื่องรักเรื่องใคร่เสียเหลือเกิน

“อ้ายสีห์ ถ้าผู้นั้นรักตอบเจ้า แต่บอกไปว่าเห็นเจ้าเป็นเพียงพี่ชาย...ดูท่าว่าคงมีปัญหาบางที่หนักใจจนไม่อาจจะให้เจ้ารู้ว่าเขาก็รักเจ้า ลองกลับไปคุยกันดี ๆ เถิด บางครั้งเรื่องราวก็อาจจะไม่ยากอย่างที่คิดก็เป็นได้” 

สีหราชเงยหน้ามองเสด็จพระองค์ชายชาญนพก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ เป็นเชิงตอบรับ สายตาไพล่มองออกไปนอกตำหนักก่อนจะเปรยขึ้น

“นั่น...กรมหลวงไกรสีห์สรคุณ มาพระเจ้าข้า...” สิ้นคำนั้น ร่างสูงสันทัดผิวสองสีของกรมหลวงไกรสีห์สรคุณก็มาถึงเรือนชาน เสด็จพระองค์ชายชาญนพจึงผุดลุกขึ้นช้า ๆ ก่อนจะยกมือไหว้ผู้มีศักดิ์เป็นอา สีหราชถอยออกมายืนห่าง ๆ ก่อนจะลอบมองบุรุษตรงหน้าอีกครั้ง

“วันนี้ข้ามาเยี่ยมเจ้าจอมมารดาพิม ยกของฝากจากทวายมาให้ พอนึกถึงเจ้าขึ้นมาเลยแวะมาหาที่ตำหนัก..ชายนพยุ่งกับราชกิจมากฤา...”

“ มิได้...เสด็จอา ข้ายังคงชอบงานขีดเขียนมากกว่างานราชกิจต่าง ๆ ทูลกระหม่อมพ่อมิได้สั่งมอบงานอันใดให้กระหม่อมมากนัก” เสด็จพระองค์ชายชาญนพเอ่ยเบา ๆ สายตาหยุดนิ่งมองอย่างสำรวม ขณะที่อีกฝ่ายยิ้มหัวอย่างรื่นเริงก่อนจะหันไปสั่งบ่าวไพร่ให้นำชะลอมของฝากนั้นยื่นให้บ่าวในเรือนของเสด็จพระองค์ชายชาญนพ สีหราชลอบมองผู้ติดตามของกรมหลวงไกรสีห์สรคุณ ประกายตาคล้ายจะมีข้อสงสัยบางประการแต่ก็เร้นหายเพียงชั่วกะพริบตา

“ ดี ๆ งานศิลปะ งานขีดเขียนนี้นับว่าดีทั้งนั้น ข้าเพิ่งสั่งการให้คนสนิทไปเตรียมตั้งคณะละครนอกขึ้น ดูท่าว่าในวังหลวงมิได้มีงานร้องเล่นกาพย์กลอนนานแล้ว นับจากสมัยรัชกาลต้นและรัชกาลกลางมา งานศิลปะดนตรีก็ไม่ได้เฟื่องฟูอีกเลย...นี่ข้าให้ผู้คนชาวคณะได้ฝึกซ้อมกันแล้ว หากพรั่งพร้อมเมื่อใดก็ว่าจะจัดแสดงหน้าพระที่นั่งสักครา...เจ้าเห็นด้วยฤาไม่ชายนพ...”

เสด็จพระองค์ชายชาญนพเพียงแต่แย้มพระสรวลนิด ๆ ไม่ได้ตอบสิ่งใด ก่อนที่ทั้งคู่จะสนทนากันอีกเพียงครู่เดียวแล้วกรมหลวงไกรสีห์สรคุณก็ลากลับไป คล้อยหลังเพียงลงจากเรือน สีหราชอดไม่ได้ที่จะขยับกายมาใกล้เสด็จพระองค์ชายชาญนพ

“กระหม่อมอาจจะห่างวังหลวงไปนาน แต่...บางอย่างบอกกระหม่อมว่า มิควรวางพระทัยในบุคคลผู้นี้พระเจ้าข้า...”

“หืม...อ้ายสีห์...ไหนเจ้าลองว่ามาสิ...ว่าเหตุใดเจ้าจึงคิดว่ามิควรวางใจเสด็จอาของเรา”

“ประการแรก บ่าวไพร่ที่มาด้วยกับกรมหลวงไกรสีห์สรคุณดูท่าจะสนใจพระตำหนักของเสด็จมากเกินควรพระเจ้าข้า” สีหราชเอ่ยเบา ๆ

“ดวงตาของพวกมันหาได้หมอบนิ่งอยู่แนบกับพื้นเรือนไม่ กลับแส่ส่ายและมองซ้ายขวาอย่างเห็นได้ชัด ประตูหน้าต่าง แลทางเข้าออกพระตำหนัก เหมือนจะพยายามจดจำให้แม่นมั่น ซึ่งผิดวิสัยของผู้เป็นบ่าว อีกทั้งกล้ามเนื้อแขนตลอดจนขาของพวกมันล้วนแข็งแรงราวกับใช้งานมาอย่างต่อเนื่อง เส้นเลือดที่ขึ้นบริเวณท่อนแขนและบางรายมีแผลเก่าคล้ายถูกฟันจากมีดดาบ ดูท่าว่าน่าจะมิใช่เพียงบ่าวไพร่ไร้วิชาป้องกันตัว...”

เสด็จพระองค์ชายชาญนพเอนวรกายลงพิงเก้าอี้ทรงพระอักษรก่อนจะยิ้ม ๆ แล้วมองสีหราชด้วยแววตาพึงพอใจ

“เจ้ากำลังจะบอกข้าว่า บ่าวพวกนั้นหาใช่บ่าว แต่อาจจะเป็นทหารใช่ฤาไม่...”

“...กระหม่อมอาจจะคิดมากเกินไป แต่หากดูจากลักษณะท่าทีแล้ว เกรงว่าอาจจะเป็นไปได้พระเจ้าข้า...”

“วังหลวงมีแต่ภัย...ข้ารู้อ้ายสีห์...และข้าก็เห็นอย่างที่เจ้าเห็น เกรงว่ายิ่งข้าเติบใหญ่เพียงใดก็ยิ่งสร้างภัยร้ายสู่ตัวเอง” เสียงทอดถอนหายใจดังขึ้นเบา ๆ

“ได้แต่หวังว่า เสด็จอา..จะเพียงมาดูลาดเลาเท่านั้น หาได้คิดการใหญ่ใด ๆ” พระสุรเสียงยิ่งเบาลง

“ข้าไม่อยากสู้รบกับผู้ใดจริง ๆ สีหราช...”

น้ำเสียงนั้นคล้ายจะเบื่อหน่ายเต็มทีในเรื่องราวรั้วพระบรมมหาราชวัง สีหราชมองเสด็จพระองค์ชายชาญนพนิ่ง ๆ สิ่งที่เขาเห็นแต่ไม่อยากเอ่ยให้เสด็จพระองค์ชายชาญนพต้องกังวลคือ บ่าวทุกคนที่เห็นนั้นล้วนเป็นเพลงดาบทั้งสิ้น เพราะง่ามนิ้วมือระหว่างนิ้วโป้งและนิ้วชี้ล้วนมีรอยแผลเป็นกรีดยาว....รอยเก็บดาบเข้าฝัก...

คำสัญญาของเจ้าจอมมารดาพิมดังขึ้นในหัว...

“สัญญากับข้า...ถ้าวันใดข้าหรือชายนพมีภัย...เจ้าต้องมา...สีหราช...” คำสั่งนั้นประทับแน่น

...หวังเหลือเกิน...คงไม่มีวันที่ข้าต้องจับดาบ...หลั่งเลือด...
...........................................................................


ButlerofLOVE : ขอบคุณมากนะคะสำหรับการติดตาม เรื่องนี้จะเปิดให้อ่านจนจบ (แต่ขอเว้น NC ไว้น้า เพราะว่ากลัวโดนก๊อปอ่า T T จะลงในเล่มนะคะ พร้อมกับตอน Special ต่าง ๆ)

 :hao5:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-01-2021 04:07:13 โดย BaoBao »

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1544
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +116/-0
มาดูลาดเลารึป่าว บางทีคิดในแง่ร้ายก็ดีจะได้ระวังตัว ว่าแต่ปัญหาหัวใจของสองคนนี้จะยังไง เอาไงดี รอนะอ้ายสีห์ ให้เมืองอินทร์ทนไม่ไหว แล้วยอมรับใจตัวเองแหละ ท่านพ่อสิน ทำใจไว้เถิด 55555 สนุก รอตอนต่อไป  :pig4: :pig4: :L2: :L2:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-01-2021 04:06:54 โดย BaoBao »

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7739
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
มารอต่ออออ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-01-2021 04:06:45 โดย BaoBao »

ออฟไลน์ ButlerofLOVE

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
CHAPTER
17




และแล้วสังหรณ์ที่นักดาบหนุ่มกังวลไว้ว่าจะเกิดขึ้นก็เกิดขึ้นจริง ๆ  แต่เป็นเหตุร้ายที่เกิดกับสำนักตีดาบมากกว่า เสียงอึกทึกครึกโครมของเหล่าทหารจำนวนมากและร่างหนาของสมุหพระกลาโหมที่ยามนี้แดงก่ำด้วยโทสะร้อนปราดขึ้นมาที่เรือนใหญ่ของสำนักตีดาบอย่างไม่พูดไม่จา สีหราชและพ่อสินกำลังปรึกษากันเรื่องการตระเตรียมจัดส่งดาบกว่า 100 เล่มให้แก่หัวเมืองทางเหนือ กำหนดการเดินทางมีขึ้นในวันพรุ่ง แม่คำหล้าแลบ่าวไพร่ก็อยู่กันครบเพื่อตระเตรียมอาหารแห้งแลเสบียงให้แก่สีหราชและกลุ่มนักดาบที่จะคุ้มกันขบวนในครานี้

จักต้องระแวดระวังมากกว่าเดิม อย่างน้อยก็ต้องไม่เกิดเรื่องร้ายอย่างคราก่อน...

“ท่านสมุหพระกลาโหม...เหตุใดมาถึงเรือนโดยไม่บอกไม่กล่าว ข้าจักได้ไปต้อนรับ...”พ่อครูสินเอ่ยยิ้ม ๆ ก่อนจะลุกจากตั่งไม้ตรงไปหาสมุหพระกลาโหม แต่ไม่ทันจะทำสิ่งใด ทุกอย่างก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ฉาด ! หมัดลุ่น ๆ ของสมุหพระกลาโหมสูงวัยตะบันเข้าที่หน้าของสีหราชโดยที่เจ้าตัวไม่ทันระวัง จนใบหน้าคมคร้ามสะบัดเริ่ดและถลาไปกองกับพื้นท่ามกลางเสียงหวีดร้องของแม่คำหล้าและบ่าวอีกสองสามคน !

เมืองอินทร์ถลาเข้าไปประคองแขนสีหราชอย่างตกใจ

เลือดสด ๆ หยดรินลงบนพื้นเรือน

สมุหพระกลาโหม...กำลังคลั่ง ! 

“มึงทำบัดซบอันใดไว้ !  มึงกล้าลูบคมกูเยี่ยงนี้ กูจักฆ่ามึงและคนทั้งเรือนนี้ให้สิ้น !”

สายตาเกลียดชังคั่งแค้นของสมุหพระกลาโหมทำให้ทุกคนตกใจ เสียงกระชากดาบออกจากฝักของเหล่าทหารที่ติดตามสมุหพระกลาโหมมา ทำให้บ่าวไพร่หลายคนหวีดร้องขึ้น พ่อสินรีบไล่บ่าวไพร่ทั้งหมดให้ลงจากเรือนไปเหลือไว้เพียงแม่คำหล้าที่ยืนตัวสั่นงันงกแลเมืองอินทร์ที่อยู่ข้าง ๆ ขณะที่หลวงแนบผู้เป็นบุตรชายคนโตก็เร่งก้าวตามขึ้นมาบนเรือนสำนักดาบด้วยใบหน้าขมึงทึงไม่ต่างจากบิดา

...เรื่องดำมืดของเหล่าผู้มีศักดิ์ รู้ถึงไหนอายถึงนั่น!

“พ่อ...ใจเย็นลงก่อน พวกเอ็งจงเก็บดาบลงให้หมด ข้าจักคุยเอง...” หลวงแนบ นรรัตน์บุตรชายคนโตประคองผู้เป็นพ่อที่หน้าดำหน้าแดงตรงไปนั่งที่ตั่งไม้ ก่อนจะหันไปสำทับเหล่านักดาบแลทหารคนสนิทที่ถือดาบยืนจังก้าขวางทางเข้าออกเรือนไว้

“พ่อแนบ...นี่มันเรื่องกระไรกัน บอกข้าให้รู้ต้นสายปลายเหตุได้ฤาไม่...” พ่อครูสินตกตะลึงก่อนจะปราดมาคว้าประคองแขน
สีหราชที่ยามนี้กำลังเช็ดเลือดที่เลอะริมฝีปาก

หลวงแนบ นรรัตน์หันขวับมาทางพ่อสินก่อนจะเอ่ยช้า ๆ

ประโยคเดียวที่ทำให้ทุกคนในห้องตัวชาตะลึงงัน

“แม่นากพยายามฆ่าตัวตายพร้อมลูกในท้อง...ลูกที่เป็นของอ้ายสีห์!”

ประโยคนั้นทำให้แม่คำหล้าทรุดฮวบลงเอามืออุดปากที่หวีดร้องเบา ๆ เมืองอินทร์รีบปราดเข้ามาพยุงพ่อครูสินที่ยืนโซเซราวกับจะเป็นลมให้นั่งลงกับตั่ง ขณะที่สีหราชที่ยืนตะลึงอยู่ตรงนั้น

“ยามนี้แม่นากเป็นตายเท่ากัน...พ่อหมอฝรั่งพยายามช่วยชีวิตอยู่ แต่ก็บอกอันใดไม่ได้...”

หลวงแนบ นรรัตน์ไม่เอ่ยอันใดต่อกับพ่อสิน แต่หันมาทางสีหราช

“กูจักไม่พูดมาก อ้ายสีห์มึงจะแต่งกับน้องกูฤาไม่! อย่าให้กูต้องเอ่ยคำรบสอง!”

ประโยคนั้นทำให้สีหราชได้สติก่อนจะกำหมัดแล้วตะโกนกร้าว

“ข้าไม่รู้เรื่องอันใดทั้งนั้น แลข้าก็ไม่เคยล่วงเกินแม่หญิงนากด้วย จักเอาข้าไปสาบานที่ใดก็ได้ !” ก่อนจะเลื่อนลงมาจับดาบข้างเอว ดวงตาสีหราชวาวโรจน์ด้วยความโกรธ มีเพียงพ่อสินที่รีบคว้ามือบุตรชายไว้แน่นแลส่ายหน้าเป็นเชิงห้ามปราม

...นี่มันกล่าวร้ายกันชัด ๆ นอกจากจะลบหลู่มันแล้วยังหยามเกียรติของมันด้วยว่าทำตนผิดทำนองคลองธรรม !

หลวงแนบ นรรัตน์ชี้หน้าสีหราชและเอ่ยเสียงเหี้ยมเกรียมออกมา

“ข้าวสารหุงเป็นข้าวสุกขนาดนี้แล้ว มึงยังไม่รับอีกฤาอ้ายสีห์ ! อีนากเป็นน้องกู...มึงลบหลู่เกียรติน้องกูเยี่ยงนี้ไม่ได้!”

“และที่กูรู้ว่าเป็นมึง ก็เพราะน้องกูพูดก่อนสิ้นสติว่า นางท้องกับมึง...อ้ายสีห์!”

“เป็นไปไม่ได้ ! ข้าไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับแม่นาก ไม่เคยทำสิ่งที่เสื่อมเสียเช่นนั้น !”

“ได้ ! หากมึงไม่ยอมรับ ก็จงจำไว้ให้ดี วันนี้จักไม่มีผู้ใดได้ออกจากเรือนทั้งนั้น หากมึงยังไม่ยอมรับสารภาพ...แลหากน้องกูเป็นอันใดไปละก็...สำนักตีดาบแห่งนี้จักต้องฉิบหายไปตามกัน!”

“นี่มันเรื่องอันใดกัน !” เสียงผู้ที่ก้าวเข้ามาใหม่ทำให้หลายคนบนเรือนชะงักกึก อย่างน้อยก็หลวงแนบ นรรัตน์ที่ตะลึงและรีบทรุดกายลงบนพื้นเรือน เช่นเดียวกับสมุหพระกลาโหมที่งก ๆ เงิ่น ๆ รีบค้อมกายลง

“สะ...เสด็จพระองค์ชายชาญนพ ! ”

ร่างสูงหนาของเสด็จพระองค์ชายชาญนพ ที่ลือกันให้ทั่วพระนครว่าอาจจะเป็นว่าที่เจ้าเหนือหัวองค์ใหม่ของแผ่นดิน ก้าวเข้ามาในเรือนของพ่อสิน

“เสียงเอะอะเอ็ดตะโรดังลั่นไปจนถึงหน้าเรือนชานเยี่ยงนี้ ใครจักบอกข้าได้บ้าง...อ้ายสีห์” เสด็จพระองค์งชายชาญนพหันไปทางสีหราชที่ยืนค้อมกายอยู่ตรงหน้า

“กระหม่อม...วันนี้เสด็จมาถึงนี่มีอะไรให้ข้ารับใช้หรือพระเจ้าข้า” สีหราชเอ่ยเบา ๆ 

“ข้าแค่จะมาส่งเจ้าไปหัวเมืองเหนือครานี้ เจ้าจอมมารดาพิมท่านฝากพระเครื่ององค์น้อยมาให้เจ้าด้วย ท่านว่าฝันไม่สู้ดีนักเลยให้ข้านำพระมาให้เจ้าไว้คุ้มภัย...” ว่าแล้วก็ยื่นพระเครื่ององค์น้อยที่ล้อมกรอบทองคำให้แก่สีหราช ก่อนจะเบือนหน้ามองทุกคนในห้อง พระสุรเสียงหนักบอกชัดว่าไม่พึงพระทัย

“แต่ดูท่าว่า ฝันร้ายนั้นจะเร็วกว่าที่คาด...”

“จงเล่ามาให้หมด ! เรื่องราวมันเป็นมาอย่างไร...”
.................................................................

พายุร้ายที่พัดโหมกระหน่ำทำเอาหัวใจของคนที่แกร่งที่สุดยังต้องโยกคลอน...

“...อ้ายสีห์..อ้ายสีห์...” เสียงอ้ายมิ่งตะโกนอยู่ลั่น ๆ ตรงหน้า มือไม้โบกเป็นระยะ ทำให้สีหราชกะพริบตาถี่ ๆ สะบัดหน้าเบา ๆ อย่างมึนงง ก่อนจะเอาสติคืนกลับมาตรงหน้า

ยามนี้เขากำลังอยู่บนหลังม้าคุมกองขบวนดาบไปส่งยังหัวเมืองฝ่ายเหนือ สีหราชแลอ้ายมิ่งเป็นหัวขบวนคุ้มกันกองเกวียนขนดาบหลวงออกจากเรือนสำนักตีดาบมาได้ 3-4 วันแล้ว

อะไรบางอย่างที่บอกไม่ถูกทำให้สีหราชกระวนกระวายใจอยู่ตลอดเวลา การเดินทางครานี้มันไม่สบายใจเอาเสียเลยเอาแต่ห่วงหน้าพะวงหลังจนอ้ายมิ่งแซวว่ามันทำตัวราวกับพระนางมัทรี...ที่เหลียวหน้าเหลียวหลัง 

ไม่อยากจากเรือนมาเลย....ใจรอน ๆ พิกลนัก

“เอ็งเป็นกระไรไป...ข้าเรียกอยู่เป็นนานสองนานยังนิ่งงันอยู่อย่างนั้น...” อ้ายมิ่งถามเบา ๆ

“ไม่รู้...ข้าไม่สบายใจอ้ายมิ่ง ข้าอยากกลับเรือนเหลือเกิน...” สีหราชเอ่ยเบา ๆ อย่างกลัดกลุ้ม

ระยะเวลาเดินทางไปกลับจากสำนักตีดาบไปหัวเมืองทางเหนือ ใช้เวลาอย่างเร็วก็สามสัปดาห์อย่างช้าก็เกือบเดือน...

อ้ายมิ่งถอนหายใจพรูใหญ่แล้วเอื้อมมือมาตบบ่ามันเบา ๆ เป็นเชิงปลอบใจ

“ก็แค่คุมกองคาราวาน พอส่งทุกอย่างแล้ว ข้าจะเร่งม้าเตรียมกลับ เจ้าก็อย่ากังวลนักเลย ที่เรือนก็มีผู้คนอยู่มากมาย”

...ผู้คนมากมายก็จริง แต่สังหรณ์แบบนี้มันไม่เคยเกิดขึ้นเลย...

ประโยคของผู้เป็นบิดาดังขึ้นในหัว เมื่อครั้งเขาก้าวเข้าไปกราบลาก่อนออกเดินทาง

“อ้ายสีห์...เจ้ารีบไปเถิด รักษาตัวด้วยและไม่ต้องห่วงทางนี้” พ่อครูสินตบบ่าเขาสองสามครั้ง เขาถึงยอมขึ้นม้าจากมา
หรือว่าอาการโหยหาเยี่ยงนี้...อาจเป็นเพราะเจ้าตัวจ้อยหายไปไม่ยอมมาส่งมันเหมือนคราก่อน...

“ว่าแต่...เจ้ายังไม่ได้ปรับความเข้าใจกับอ้ายอินทร์อีกฤา” อ้ายมิ่งถามเบา ๆ ขณะที่สีหราชได้แต่เงียบงัน

ปรับความเข้าใจกระนั้นฤา...ดูเถิด...แม้แต่หน้ามันก็ยังไม่ยอมมองสักนิด

“เรื่องแม่หญิงนาก บุตรีสมุหพระกลาโหม...ข้ารู้ว่าเจ้าอาจไม่สบายใจ...แต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว...เจ้าต้องใจเย็น อดใจรอเพื่อกลับไปคุยกับทางโน้นให้เรียบร้อย หากเคราะห์ดี...เจ้าอาจได้โอกาสซักฟอกตัวเอง” อ้ายมิ่งตบบ่าพลางกระซิบเบา ๆ พร้อมเหลือบมองเหล่าทหารที่อยู่รอบด้าน

“มึงดู...ทหารเหล่านี้คล้ายมิได้มาคุ้มกันเรา หากคล้ายป้องกันมิให้เจ้าหลบหนีเสียละมากกว่า...”

อย่างที่อ้ายมิ่งว่าไว้...ทหารล้อมเสียขนาดนี้....เหมือนเกรงว่าราชสีห์ร้ายอย่างเขาจะหลบหนี...

ภาพของสมุหพระกลาโหมที่เรียกเหล่าทหารมาล้อมสำนักตีดาบก่อนวันเดินทางผุดขึ้นมากลางหัว สีหน้าเกรี้ยวกราดของสมุหพระกลาโหมที่ระบายโทสะลงมาที่เขา ท่ามกลางความตกตะลึงของพ่อสินและบ่าวไพร่ในเรือนทั้งหมด ข้อหาร้ายแรงว่า เขาลักลอบมีสัมพันธ์กับแม่หญิงนากจนตั้งครรภ์ขึ้นและไม่รับผิดชอบ วันนั้นเกือบจะต้องนองเลือดกันกลางเรือนแล้ว หาก บารมีของเสด็จพระองค์ชายชายนพช่วยให้สมุหพระกลาโหมไม่อาจทำอันใดได้นอกจากฮึดฮัด

เพราะแม่หญิงนากยังไม่ฟื้นและยังให้ปากคำอันใดไม่ได้ ทางออกที่ดีที่สุดที่เสด็จพระองค์ชายชาญนพเสนอคือ ให้อ้ายสีห์คุมกองคาราวานอาวุธมีดดาบตามกำหนด กำหนดเดินทางชัดเจนไม่อาจเลื่อนได้ กลับมาแล้วจึ่งค่อยมาตกลงแลซักฟอกเรื่องนี้

“ท่านสมุหพระกลาโหม....” เสด็จพระองค์ชายชาญนพเอ่ยขึ้นในวันนั้น

“ข้าเชื่อในเกียรติของอ้ายสีห์ แต่ข้าก็จักฟังความทางแม่หญิงนากด้วยเช่นกัน เรื่องนี้แพร่งพรายไปก็มีแต่เสียหายทั้งสองฝ่าย สู้รอให้แม่หญิงนากฟื้น ข้ามั่นใจว่าทุกอย่างจะกระจ่างชัด ยามนี้ให้อ้ายสีห์ไปทำหน้าที่ของตนให้เรียบร้อยจักดีกว่า แลข้าจักให้พ่อหมอฝรั่งที่ชำนาญมาดูแลแม่หญิงนากและลูกในท้องเป็นอย่างดี และเก็บงำเรื่องนี้” เสด็จพระองค์ชายชาญนพเอ่ย

“หากสอบทานแล้วมีมูลเหตุจริง ข้าจักเป็นผู้สู่ขอแม่หญิงนากเป็นภรรยาให้แก่อ้ายสีห์เอง และพร้อมจัดงานมงคลยิ่งใหญ่ให้โดยไม่ให้ทางสมุหพระกลาโหมต้องเสียเกียรติเลย” ประโยคของเสด็จพระองค์ชายชาญนพทำให้ท่าทีของสมุหพระกลาโหมดีขึ้นบ้าง

สีหราชหันไปมองทางพ่อสินและแม่คำหล้า สายตานักดาบหนุ่มคล้ายจะบอกว่าเขาไม่ได้ล่วงเกินอย่างที่โดนกล่าวอ้าง แต่เหมือนหัวใจหล่นหายเมื่อเหลียวมองแล้วไม่เห็นร่างเจ้าตัวเล็กอยู่ตรงนั้น...เมืองอินทร์หายไป...

 ...มันคงโกรธเขาเป็นแน่...

แม้กระทั่งเช้าวันพรุ่งที่เขาจะต้องออกเดินทางก็ยังไม่มีแม้แต่เงาของเมืองอินทร์ให้เห็น จะมีก็เพียงใบหน้ากลมและตาตี่ ๆ ของอ้ายโชคที่ยืนเกาะระเบียงไม้ของเรือนใหญ่ เด็กน้อยอ้วนท้วนโบกมือหยอย ๆ ด้วยน้ำตานองหน้า

“อ้ายสีห์..กลับมาเร็ว ๆ” เสียงเจ้าตัวเล็กสุดของเรือนตะโกนพร้อมสะอื้นเบา ๆ ทำให้สีหราชพอจะยิ้มออกบ้าง

... อ้ายโชคอยู่ที่ใด...อ้ายอินทร์ก็คงอยู่ตรงนั้น...เพียงแค่ไม่ก้าวออกมาส่งเท่านั้น

“ข้าสัญญา ! ข้าจักรีบกลับแล้วจะนำขนมและของเล่นจากเมืองเหนือมาฝากเจ้า !”

สีหราชตะโกนฝ่าสายฝนที่กำลังโปรยปราย

สายฝน...ทำให้ขบวนคาราวานเปียกปอนกันตั้งแต่ยังไม่ออกเดินทาง ราวกับฟ้ากำลังร่ำไห้...

“แม่คำหล้า....” สีหราชก้าวยาว ๆ เข้าไปหาแม่คำหล้าที่ยืนอยู่ใต้เรือนชาน แล้วแตะหลังมือสตรีชราเบา ๆ ก่อนจะวางสร้อยทองดุนลายวิจิตรเส้นน้อยลงบนฝ่ามือของแม่คำหล้า

“ข้าฝากสิ่งนี้ให้อ้ายอินทร์ได้ฤาไม่...” สีหราชเงยหน้ามองร่างตรงหน้าด้วยท่าทีจริงจัง

“อ้ายสีห์...” แม่คำหล้าทำตาโตก่อนจะรับสร้อยนั้นไว้แล้วมองหน้าคนยื่นอย่างงุนงง

“ฝากบอกมันได้ฤาไม่ สร้อยเส้นนี้...เป็นของมัน...ผู้เดียว”

เปรียบสร้อยนี้...ดั่งดวงใจ...ขอแค่มันรอเขาเท่านั้น...

...รอข้านะเมืองอินทร์ ข้าจักกลับมาพิสูจน์ว่า ข้ามิได้ทำสิ่งใดผิดทำนองคลองธรรม ฤาผิดต่อเจ้า...
...............................................................
เสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าดังครืนเลื่อนลั่นมาแต่ไกล เหมือนหัวใจของคนเดินทางที่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า สายฝนกระหน่ำตลอดการเดินทาง แต่ใจผู้ที่นำขบวนกลับร้อนรนโดยไม่ทราบเหตุ ครั้นย่างเข้าวันที่ 10 สีหราชและขบวนก็เดินทางถึงหัวเมืองทางเหนือ อาวุธดาบต่าง ๆ ที่ตระเตรียมมาถูกส่งมอบให้แก่เจ้าเมือง พร้อมกับการทดลองความคมของดาบใหม่ด้วยฝีมือดาบของสีหราชเอง เสียงตะโกนโห่ร้องชอบใจในอาวุธใหม่ดังขึ้นอื้ออึงในหมู่ทหารักษาหัวเมือง แต่สีหราชกลับถอนใจพรู เพราะเจ้าเมืองคนนี้มิยอมให้มันแลขบวนดาบเดินทางกลับโดยเร็ว เอาแต่เฝ้ารั้งมันไว้ด้วยอ้างว่าต้องต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี และยังความเหนื่อยล้าของเหล่าทหารที่คุ้มกันขบวนอาวุธอีก ทำให้จำต้องอยู่พักค้างแรมอีก 1-2 คืน

พอย่างเข้าคืนที่สามเท่านั้น สังหรณ์และความกระวนกระวายที่บอกไม่ถูกทำให้สีหราชตัดสินใจจะเตรียมตัวเดินทางกลับ แต่กลับพบว่าประตูหน้าเรือนถูกลั่นดาลไว้จากด้านนอก!

“อ้ายสีหราช...โปรดรั้งไว้ก่อนเถิด อย่าเพ่อกลับเลย...” เสียงทหารคุ้มกันที่เฝ้ายามอยู่ด้านหน้าดังขึ้น

“นี่มันเรื่องบ้ากระไรกัน บอกข้ามาเดี๋ยวนี้ เจ้าไม่มีสิทธิกักขังข้า!”

เพียงครู่เดียว เสียงฝีเท้าหนัก ๆ เดินมาหยุดตรงหน้าประตู ก่อนจะเอ่ยเบา ๆ

“สีหราชเอ๋ย...จงเชื่อข้า หากกลับไปยามนี้ เจ้าจะเจอข้อหากบฏแลซ่องโจรร่วมกับสำนักดาบของเจ้า กลับไปก็ตาย มิสู้อยู่ที่นี่ไปก่อนจะดีกว่า” เสียงท่านเจ้าเมืองดังขึ้นหน้าเรือนของมัน

ประโยคนั้นราวกับฟ้าผ่า มือสีหราชสั่นระริกก่อนจะคว้าดาบประจำตัวในมือไว้มั่น

นี่มันเรื่องบ้าอันใด !

กบฏ แล ซ่องโจร ข้อหาเหล่านั้นจักเป็นไปได้เยี่ยงไร !

มัน.เกิดอะไรขึ้นกันแน่ !

“ปล่อยข้าออกไปบัดเดี๋ยวนี้ มิฉะนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือน!” สีหราชตะโกนกร้าวและกระชากดาบออกจากฝัก

ท้นใดนั้นราวกับบรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไป สายลมหวีดร้องอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย บรรยากาศอึดอัดระคนสับสน ท้องฟ้าคล้ายมืดครึ้ม ลมพายุภายนอกโหมพัดแรงขึ้น บานหน้าต่างไม้ถูกลมพัดจนกระแทกปึงปังกับเรือนรับรอง ท้องฟ้ายามราตรีเริ่มแปรปรวน ราวกับเริ่มต้นลางร้าย

...นี่มันอะไรกัน....

‘ท่านสีหราช...ท่านสีหราช...ได้โปรดได้สติทีเถอะ...ตื่นเร็วเข้า...’

ใครกันที่เหมือนจะร้องไห้อยู่ไกล ๆ นั่น...เสียงที่คล้ายจะก้องอยู่ในหูของเขา ละม้ายคล้ายเสียงเมืองอินทร์ แต่ก็มิใช่

สีหราชขมวดคิ้วแน่นก่อนจะกดหว่างคิ้วตัวเองอย่างงุนงงระคนสับสน

พลันนั้นเสียงอึกทึกด้านนอกเรือนก็ดังขึ้น เสียงร้องโหยหวนหลายเสียงและเสียงดาบที่เสียบแทงเนื้อดังแว่ว ๆ จากด้านนอก ทำให้สีหราชได้สติขึ้นมาอีกครั้ง เจ้าตัวกระชับดาบไว้มั่น ก่อนจะเงื้อง่าเตรียมฟันลงหากมีผู้ใดที่ถอดสลักดาลประตู ทันใดนั้นเองก็มีเสียงตะโกนละล่ำละลักของอ้ายมิ่งที่อยู่ด้านนอก

“อ้ายสีห์  ! นี่กูเอง มึงรีบเผ่นออกมา !”

สิ้นเสียงสลักดาลไม้ที่ยกออก สีหราชพลันถีบประตูผางออกไปทันที ถึงเห็นสภาพรอบกายที่มีแต่การปะทะกัน กองเลือดของเหล่าทหารของเจ้าเมืองหลายคนเลอะเจิ่งนองพื้น ขณะที่อ้ายมิ่งกำลังใช้ดาบในมือตวัดจ่อลำคอของเจ้าเมืองร่างท้วมที่ยามนี้ตัวสั่นงันงก แขนและขาของอ้ายมิ่งล้วนโซมไปด้วยเลือด เนื้อตัวมันกำลังหอบอย่างเหน็ดเหนื่อย

“สั่งให้เปิดทางบัดเดี๋ยวนี้ !” อ้ายมิ่งตะโกนลั่นก่อนจะขยับดาบในมือให้มั่นคงกว่าเดิม เหงื่อกาฬที่ไหลซึมทำเอาฝ่ามือเปียกชื้นไปหมด ขณะที่สีหราชเร่งคว้าห่อผ้าและอัฐทั้งหมดขึ้นสะพายบ่า เหล่าทหารของเจ้าเมืองล้อมอยู่ด้านล่างของเรือนต่างจ้องเขม็งมาที่อ้ายมิ่งและสีหราช

“เอาม้ามาให้พวกกูบัดเดี๋ยวนี้ !” ขบวนนักดาบจากสำนักดาบที่เหลือยามนี้ลุกฮือล้อมทหารของเจ้าเมืองอีกครา ขณะที่เจ้าเมืองร่างท้วมตัวสั่นระริก ความคมของปลายดาบกำลังสะกิดผิวคอจนได้เลือดซิบ ๆ ไหลรินลงมาเป็นทางยาว

“ไอ้เจ้าเมือง ! เจ้ารู้อะไรมาบ้าง ! บอกข้ามาเดี๋ยวนี้ เหตุใดสำนักตีดาบถึงโดนข้อหากบฏเยี่ยงนั้น !”

สีหราชตะโกนลั่นจรดปลายดาบตรงหน้าเจ้าเมือง ดวงตาวาวโรจน์อย่างคั่งแค้น

“ข้า...ข้าไม่รู้ ข้าแค่ทำตามที่สมุหพระกลาโหมบอกไว้ เขากลัวพวกเจ้าจะรีบกลับเรือนแล้วจะโดนข้อหาไปด้วย..ข้ารู้แค่นั้นจริง ๆ”
สีหน้าแววตาเหลือกลานของชายร่างท้วมบอกชัด...มันพูดจริง

“ถอย ! เราจักเร่งกลับสำนักดาบกันบัดเดี๋ยวนี้ !”

คุณพระคุณเจ้า ! อย่าได้เกิดอะไรเลย พ่อสิน อ้ายอินทร์ ข้าจักรีบกลับไปหาพวกท่าน ! 
...........................................................................

จากสิบวันที่เดินทาง...ยามนี้เหลือเพียง 5 วัน สีหราชแลสหายต่างเร่งม้าทั้งวันทั้งคืนจนม้าบางตัวขาดใจตายไประหว่างทาง เงินอัฐที่หามาได้จากการค้าดาบยามนี้ถูกเปลี่ยนเป็นเงินไว้ซื้อม้าตัวใหม่ไว้สลับเปลี่ยนตลอดเส้นทางจากหัวเมืองทางเหนือ เหล่าบุรุษฉกรรจ์ของสำนักตีดาบหลายคนยอมสละม้าให้กับสีหราชเพื่อให้เขาใช้สับเปลี่ยนให้กลับมาถึงสำนักตีดาบให้เร็วที่สุด หาก
แต่...ภาพตรงหน้าทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบไปหมด

สวรรค์ ! เหตุใดจึงไม่เมตตาข้า !

ข้าไปทำความเจ็บแค้นอันใด จนต้องสูญเสียคนที่ข้ารักไปเยี่ยงนี้ !

เหล่าผู้คนในสำนักดาบล้วนถูกฝังกลบจนสิ้น ชาวบ้านที่อยู่ละแวกใกล้เคียงช่วยกันฝังร่างไร้วิญญาณ์จำนวนมากทั้งน้ำตา ทั้งร่างพ่อสินและเหล่าบ่าวไพร่จำนวนมาก เลือดนองสำนักดาบกับข้อหาที่ไม่ได้กระทำ ยามนี้เขาไร้สิ้นหนทาง ด้วยเสด็จพระองค์ชายชาญนพยังไม่กลับจากหัวเมืองใต้ คำสั่งปิดประกาศจากราชสำนักทำให้เขาไม่อาจเข้าวังเพื่อทูลขอพระเมตตาจากเจ้าจอมมารดาพิม เท่ากับว่ายามนี้เขาไม่เหลือผู้ใดให้ปรึกษาได้อีก

เลือด...ไหลรินจากฝ่ามือ.. แต่ไม่เท่ากับหัวใจที่กำลังร่ำไห้...

ต่อให้เร่งฝีเท้าม้าเพียงใด...ก็ไม่อาจยื้อพญามัจจุราช....

แม้แต่ยามนี้...คนสุดท้าย...เขาก็มิอาจปกป้อง !

สายฝนที่พร่างพรมลงมาเมื่อครู่คล้ายจะซาลงท่ามกลางความมืดมิดของคืนเดือนดับ ร่างของเหล่าทหารรักษาพระนครเกือบสิบชีวิตที่คุมขบวนนักโทษประหารถูกนักดาบหนุ่มสังหารจนสิ้น ศพทหารล้มตายลงกลาดเกลื่อนอยู่ตรงหน้า เลือกสีแดงเข้มเปลี่ยนเป็นสีชมพูอ่อนใส

ทุกอย่างตรงหน้ากลายเป็นทะเลเลือด...ท่ามกลางสายฝน

เลยไปไม่ไกลนัก เกวียนสภาพบุโรทั่งที่บรรทุกกรงไม้ของนักโทษถูกสีหราชฟันจนบานไม้ขาดกระเด็น ร่างที่ถูกจองจำอยู่ในกรงยามนี้หายใจรวยริน ดวงตานั้นคล้ายอ่อนระโหยหมดเรี่ยวแรง ร่างกายเต็มไปด้วยรอยแผลของมีคม ดาบคู่กายเล่มโปรดของเจ้าตัวเล็กหายไป

สีหราชกัดกรามแน่น

เพียงไม่กี่ราตรี...ที่จากกัน...เหตุการณ์พลิกผันจนยากที่จะเชื่อ

นี่คือฝัน...ใช่ฤาไม่...ข้าไม่ได้กำลังจะสูญเสียเจ้าไปใช่ฤาไม่..เมืองอินทร์

มือหนาของนักดาบหนุ่มพลันปล่อยอาวุธคู่กายที่เปรอะเลือดร่วงลงกับพื้นอย่างหมดแรง แล้วปราดเข้าไปช้อนร่างที่จมกองเลือดออกมาจากกรงไม้หยาบ ๆ ก่อนจะโอบอุ้มร่างนุ่มไว้ในอ้อมแขน

เจ้าตัวเล็ก...มีแต่แผล...ทั่วร่างกายไปหมด

ร่างเล็ก ๆ เต็มไปด้วยเลือดและบาดแผลทั่วร่าง...ลมหายใจแผ่วเบารวยริน สายตาสีหราชจ้องนิ่งอยู่เพียงแผ่นอกตรงหน้า

...ขอเพียงยังกระเพื่อม..ก็เท่ากับเขามีเวลา...ยังมีเวลา

...ไม่กล้า...แม้แต่จะขยับ แม้สัมผัสที่แผ่วเบา ก็อาจกระเทือนลมหายใจ

“ข้าขอโทษ...อ้ายอินทร์...ข้าขอโทษ..” สีหราชได้แต่พร่ำซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น

สายฝนหยุดแล้ว สายฝนช่วยล้างเลือดที่ท่วมดินสีแดงตรงนี้ไป แต่เหมือนคนเจ็บในอ้อมแขนจะไม่กังวลสิ่งใดอีก มือที่เลอะเลือดของเมืองอินทร์ยกขึ้นแตะไล้ใบหน้าคนที่ร่ำไห้อย่างแผ่วเบา ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดกลับมีรอยยิ้มกระจ่างใสคล้ายหมดห่วง

“มาแล้วหรือ...อ้ายสีห์” เสียงเมืองอินทร์แผ่วเบาปนสะอึกเล็กน้อย

“โกรธข้าสิ จงโกรธข้า...ข้ามาช้า ช้าไป” เสียงสีหราชเหมือนจะหาย ไม่ปะติปะต่อ...

มีคำพูดมากมายที่อยากเอ่ย แต่กลับมิรู้จะเอ่ยสิ่งใด ยามนี้มีเพียงน้ำตาที่พรั่งพรู

“โกรธทำไม...ท่านมิได้ทำสิ่งใด...สักนิด” เมืองอินทร์ยิ้มบาง ๆ

ใบหน้าคนเจ็บเผือดขาวราวกับจะแข่งกับกระดาษก็ไม่ปาน...

“เจ็บมาก...ฤาไม่...อ้ายอินทร์” เสียงเหมือนจะหายไปชั่วขณะ ทั้งตัวนั้นชาหนึบไปหมด

“ไปกับข้า...ข้าจะพาเจ้าไปรักษา...หมอฝรั่งเก่ง” สีหราชกลั้นสะอื้นอย่างยากเย็นเตรียมช้อนร่างนั้นขึ้นหลังม้า

หมอฝรั่งคนนั้น...หมอของเสด็จพระองค์ชายชาญนพ...เป็นแสงเทียนสุดท้ายในยามนี้

หากเมืองอินทร์ยิ้ม กระจ่างใสเหมือนเด็กน้อยครั้งแรกที่เจอกัน

“อย่า...อ้ายสีห์....”

สีหราชน้ำตาคลอ...ไอ้เจ้าตัวเล็กดื้อนัก

“ข้าขี้เกียจไปไหน...ข้าเหนื่อยแล้ว” เสียงนั้นแผ่วลงทีละน้อย

“คืนนี้นอนดูดาวเป็นเพื่อนข้าได้ฤาไม่...อ้ายสีห์” ใบหน้าที่ซีดเผือดลงไปทุกขณะเอ่ยเบา ๆ

ท้องฟ้าในคืนเดือนดับไร้ซึ่งแสงจันทร์ กลับมีดวงดาวพร่างพรายเต็มท้องฟ้า

“เขาว่าฟ้าหลังฝนนั้นสวยงาม...ข้าว่าจริง” เสียงใส ๆ แผ่วเบาราวกระซิบ

มือหนาสีหราชกระชับร่างในอ้อมแขนแน่นก่อนจะกัดกรามกรอด หยาดน้ำตาอุ่นไหลลงช้า ๆ

“ได้สิ...ข้าจักอยู่เป็นเพื่อนเจ้าเอง...”

“ว่าแต่...พ่อสิน แลอ้ายโชคเล่า...ปลอดภัยฤาไม่...”

สีหราชเม้มปากแน่นกลืนน้ำลายลงอย่างยากเย็นก่อนจะเบือนหน้าหลบตาคนเจ็บในอ้อมแขน

...เจ็บปานนี้ ยังห่วงผู้ใดอีก อ้ายอินทร์ เจ้านี่มัน...

“...อย่าห่วงผู้ใดเลย...” เป็นสีหราชที่น้ำตารื้นเอ่อ

“รู้ฤาไม่ เจ้าโกหกใครไม่เก่งเลยอ้ายสีห์” เมืองอินทร์ยิ้มพลางกะพริบตานิด ๆ ให้คนตรงหน้า ก่อนจะแตะไล้ใบหน้าที่เลอะเลือดอย่างแผ่วเบา มือเรียวเย็นเฉียบไร้สีเลือด

“จงเป็นสุข แต่งกับแม่หญิงนาก มีลูก มีหลาน...เจ้าจะก้าวหน้าเป็นนายคน...สะ...สัญญากับข้า...ได้ฤาไม่..”

ร่างในอ้อมแขนพูดกระท่อนกระแท่นคล้ายรวบรวมแรงทั้งหมดเพื่อกล่าวยาว ๆ สักประโยค

“ไม่ ! ข้าไม่สัญญาเยี่ยงนั้น !” สีหราชปฏิเสธทันควันแล้วรั้งร่างแนบอก

“...อย่าผูกข้าไว้กับพันธะเยี่ยงนั้น เพราะข้าจะรอเพียงเจ้า...ผู้เดียว”

...เกลือกกลิ้งใบหน้ากับร่างนุ่มตรงหน้า...โหยไห้...จนไม่เหลือสิ่งใด...

น้ำกบตาจนมองไม่เห็นสิ่งใด....มีเพียงสัมผัสที่รู้ว่าร่างตรงหน้าเริ่มเย็นลงทุกที

“ถ้าจะรอข้า...อาจนานสักหน่อย...เพราะข้าเบื่อหน้าท่านแล้วอ้ายสีห์...”

เมืองอินทร์คล้ายจะหัวเราะเบา ๆ ในคอ ริมฝีปากยิ้มละไมราวกับล้อเลียนนิด ๆ ก่อนจะสะอึกเบา ๆ

รอยยิ้มยังประดับค้างบนริมฝีปาก ปลายนิ้วเกี่ยวกระหวัดมืออุ่นแผ่วเบา

“ต่อให้นานเพียงใด..ข้าก็จะรอ...ข้าจะรอ รอจนกว่าจะเจอเจ้าอีกครั้ง”

ประโยคนั้นช่างยากเย็นนัก...

สัญญา...ข้าจะไม่ลืม...สัญญาที่ว่าข้าจะรอเจ้าไปชั่วกาล...

น้ำตาที่ไม่เคยร้องให้ให้ผู้ใด ยามนี้ไหลริน ก่อนที่เจ้าตัวจะประทับจูบแผ่วเบาที่ริมฝีปากซีดขาวราวกับกลัวร่างในอ้อมแขนจะเจ็บ หยดน้ำตาอุ่นร่วงเผาะลงบนใบหน้าขาวเผือดไร้สีเลือดนั้น

จุมพิตนั้นหวานและอ่อนโยนราวกับร่างตรงหน้าเป็นปุยนุ่น

“ท่านช่างดื้อดึงนัก...อ้ายสีห์...” สิ้นคำนั้นเมืองอินทร์ก็ยิ้มแล้วหลับตาลง

มือเรียวยาวร่วงหล่นแตะผืนดินที่เปียกชุ่ม สร้อยเส้นเล็กดุนลายวิจิตรที่พันคล้องข้อมือของเจ้าตัวพลันร่วงสู่ผืนดินเช่นกัน ดวงตาคมคร้ามที่จดจ้องร่างตรงหน้าพลันระริกไหว ร่างสูงกลืนก้อนสะอื้นที่ผุดขึ้นกลางอกลงอย่างยากเย็น

“เมือง..เมืองอินทร์ !”

เสียงตะโกนโหยไห้ซ้ำไปซ้ำมาอย่างนั้น มือหนากระชับร่างนั้นแนบอก น้ำตาพรูไม่สิ้นสุด...ก่อนจะโยกกล่อมร่างที่เริ่มเย็นเพราะสายฝนไว้ในอ้อมแขนราวเห่กล่อมส่งคนรักเข้าสู่ความเป็นนิรันดร์

เสียงฟ้าผ่าและสายฝนที่โปรยปรายอีกครา

หลับเสีย...คนดี...รอ...โปรดรอข้า...ไม่นาน...ไม่นานเลย ข้าสัญญา...

ข้าจักล้างบางพวกมันให้สิ้น ! 

ท่ามกลางสายฝน....มีน้ำตาและเลือดปะปน น้ำฝนพัดเอาทุกสิ่งจากไป

หนึ่งวิญญาณ์ปลิดปลิว...หากมีถึงสองหัวใจที่ดับลงในราตรีนี้...
...............................................


ButlerofLOVE: ตรงนี้เป็นภาคอดีตชาติ จากพรุ่งนี้ไปจะเป็นภาคปัจจุบันแล้ว ใครจำได้บ้างว่าทั้งคู่ตกน้ำตูมใหญ่ ^^
พบกันวันพรุ่งนี้ค่ะ

 :o12:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-01-2021 04:06:36 โดย BaoBao »

ออฟไลน์ ButlerofLOVE

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
CHAPTER
18




ชั้น 31 เพนท์เฮ้าส์หรูกลางกรุง ...โลกปัจจุบัน

สีหน้าเป็นกังวลของมรุตที่มองร่างสูงหนาที่นอนนิ่งอยู่ตรงหน้าอย่างกระวนกระวาย ริมฝีปากบางเม้มอย่างกังวลก่อนจะถอนใจแล้วก้มกอดเจ้าเฉาก๊วยไว้แน่น...

เหตุการณ์เมื่อหัวค่ำกลับมาในความทรงจำ

ร่างจำแลงของผีหนุ่มร่วงลงสู่ผิวน้ำที่เย็นยะเยือกในยามราตรี แม่น้ำเจ้าพระยากำลังดูดกลืนร่างของเขาลงไปเรื่อย ๆ ความกลัวน้ำที่มีมาแต่ไหนแต่ไรทำให้มรุตคล้ายจะไม่เหลือสติที่จะพยุงตัว ลืมสิ้นแม้แต่ว่าบัดนี้เขาตายไปแล้ว ย่อมไม่อาจตายซ้ำได้อีก แต่เพียงไม่นาน เสียงตูมใหญ่ดังขึ้นบนผิวน้ำ และร่างสูงหนาของสีหราชยมทูตรีบคว้าแขนของเขาไว้ก่อนจะพาขึ้นสู่ผิวน้ำ

“แค่ก..แค่ก...” เสียงมรุตดังขึ้นก่อนจะเหลียวไปหาร่างสูงที่อยู่ใกล้ ๆ แต่ก็ต้องตกใจเมื่อร่างนั้นนิ่วหน้า

“สีหราช...ท่าน...” มรุตตกใจกับอาการของยมทูตหนุ่มที่มีสีหน้าซีดเผือดลงทุกที สีหราชพยายามดึงมรุตเข้ามาใกล้ก่อนจะกอดกระชับรั้งตัวไว้จากด้านหลัง ทันใดนั้นเสียงพึมพำคาถาบาลีสั้น ๆ ดังขึ้นอย่างกระท่อนกระแท่นจากยมทูตหนุ่ม

...แล้วทุกอย่างก็ราวกับอยู่ในม่านหมอก...

จากนั้นมารู้สึกตัวอีกที ทั้งคู่ก็มาถึงห้องเพนท์เฮ้าส์เรียบร้อยแล้ว หากมาในสภาพที่เปียกโชกกันทั้งสองคนและทันทีที่ถึงห้อง ยมทูตหนุ่มก็สลบวูบล้มกองลงกับพื้น แสงสว่างนวล ๆ เมื่อครู่ที่ล้อมเขาอยู่พลันดับลง เจ้าตัวหน้าซีดเผือดหายใจรวยริน ภาพของสีหราชคล้ายจะเหลื่อมซ้อนกันระหว่างเงาสีดำและเงากายจำแลง

“สีหราช !” มรุตรีบคว้าแขนร่างตรงหน้าก่อนจะกึ่งลากกึ่งประคองพาเข้าไปยังห้องนอนเจ้าตัว เสื้ออาภรณ์ที่เปียกโชกเมื่อครู่พลันแห้งสนิทหากแต่สิ่งที่ยังเห็นชัดคือ แผลสีดำที่ชายโครงกำลังแผ่วงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ

ให้ตายเถอะ ! จะดูแลคนเจ็บยังพอว่า แต่นี่ดูแลยมทูตบาดเจ็บ..จะให้เขาทำแผลยังไง !

ใบหน้าคนสลบซีดเผือด มรุตนึกอะไรไม่ออกนอกจากวิ่งไปหาคน ๆ เดียวที่พอจะขอความช่วยเหลือได้

“คุณตา ! คุณตาภุมมเทวา !” มรุตวิ่งโร่ไปหน้าอาคารก่อนจะเหลียวซ้ายแลขวา

“แหกปากแบบนี้ ดังไปสามเรือนแปดเรือนกันพอดี !” คุณตาภุมมเทวาในชุดสีเงินยวงปรากฎกายขึ้น

“ช่วยด้วยคุณตา ! ท่านสีหราช...ท่านสีหราชแย่แล้ว !”
…………………………………………………

ผีหนุ่มน้อยในร่างจำแลงเดินวนไปวนมาในห้องกว้างอย่างกระสับกระส่าย เกือบสามสี่ชั่วโมงแล้วที่ยมทูตสีหราชยังไม่ฟื้น สีหน้าของยมทูตหนุ่มซีดขาวลงทุกที บางคราใบหน้านั้นกระสับกระส่ายคล้ายจะไขว่คว้าหาบางสิ่งที่อยู่ตรงหน้า  ริมฝีปากบางที่ปกติมักยิ้มหยันอย่างเย่อหยิ่งถือตัว ยามนี้กลับสั่นระริก ดวงตาที่หลับนิ่งคล้ายจะมีคราบรื้นของน้ำตา

ยมทูตสีหราช...กำลังอยู่ในห้วงฝัน...และเหมือนจะเป็นฝันร้ายที่ทรมานที่สุด

“ไอ้หนุ่ม...ข้าช่วยได้เท่านี้...” เสียงท่านภุมมเทวาเอ่ยขึ้นเบา ๆ อย่างจนใจหลังจากพยายามแตะที่แผลชายโครง แสงสว่างสีขาวอ่อนจากมือของภุมมเทวาประสานเข้ากับชายโครงของร่างนั้น แต่เหมือนไม่ได้ผลเท่าไร แผลที่ถูกแทงนั้นยามนี้กลายเป็นสีดำสนิท พิษจากความอาฆาตพยาบาทของใครบางคนกำลังกัดกินความฝันและทำให้ยมทูตหนุ่มทรมาน

วงจักรสีดำสนิทค่อย ๆ แผ่กว้างขึ้นทีละนิดจากชายโครง

“ข้าไม่เคยเห็นความอาฆาตที่ร้ายแรงเยี่ยงนี้มาก่อนเลย เจ้าผี...” ภุมมเทวาเอ่ยขึ้น

“ตอนนี้เกิดอะไรขึ้นกับท่านสีหราช แล้วทำไมเขาไม่ตื่นขึ้นมาเสียที” มรุตถามอย่างกังวลใจ มือสองข้างบีบแน่นเข้าหาตัว ดวงตากลมสุกใสเหลือบมองร่างบนเตียงด้วยความกังวลสูงสุด

“พิษจากดาบนี้จะดึงความทรงจำในอดีตชาติมา ความทรงจำที่สำคัญที่สุด รักที่สุด หวงแหนที่สุด และจบลงด้วยความทรงจำที่ปวดร้าวที่สุด”

“แค่ความทรงจำ...มีพิษร้ายแรงขนาดนั้นเลยหรือ...”

“ยมทูตที่ไม่ได้ลืมเลือนเรื่องราวในอดีตชาติ จะผูกพันวิญญาณตนเองกับเรื่องราวในอดีต พิษของดาบเล่มนี้เชื่อมดวงจิตไว้กับความทรงจำ ยิ่งนานเข้าจะยิ่งจมลงในความทรงจำตัวเอง จนรู้สึกราวกับเกิดขึ้นจริงอีกครั้ง...แต่หากเรื่องราวทั้งหมดเดินไปจน...จนถึงยามที่เขาแตกดับในอดีตชาติ ดวงจิตที่คิดว่าตนเองตายลงจะเคว้งคว้างหลงทางในความว่างเปล่าและไม่อาจกลับออกมาได้อีกเลย”

มรุตหน้าซีดหันมองใบหน้าคมคร้ามที่บัดนี้ไร้สีเลือดมากขึ้นทุกที

“ข้าช่วยได้แค่นำเอาความทรงจำดี ๆ ในอดีตชาติมายื้อเวลาให้เขาเท่านั้น หากปล่อยให้พิษแพร่ไปทั่ว...เกรงว่าเขาจะหมุนตรงดิ่งไปถึงความทรงจำสุดท้าย ยามนั้นต่อให้เทวดาหน้าไหนก็มิอาจช่วยเขาได้”

“แล้ว....อีกนานแค่ไหน...เหลือเวลาแค่ไหน” มรุตถามด้วยเสียงสั่นพร่า

“...ดูจากแผลแล้ว เกรงว่า...น่าจะไม่ถึง 2 ชั่วโมง...หากพาเขาออกมาไม่ได้...อาจจะไม่ได้กลับออกมาอีกเลย”

สีหน้าท่านภุมมเทวาคล้ายกังวลสูงสุด ก่อนจะถอนหายใจพรูอย่างเคร่งเครียด

“...ข้าไม่เคยเครียดอะไรแบบนี้มาตั้งเกือบ 100 ปีแล้ว” เสียงนั้นแผ่วเบาก่อนจะเหลือบมองมรุต

“ต้องรีบพาท่านสีหราชออกจากบ่วงความทรงจำให้เร็วที่สุด !”
...........................................................................

“ติดต่อยมโลกไม่ได้เลยหรือท่าน” มรุตเดินกลับไปกลับมาหลายรอบก่อนมองไปที่ร่างสูงที่นอนหลับกระสับกระส่ายอยู่บนเตียงนั่น ขณะที่เจ้าเฉาก๊วยเอียงคอมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างสงสัย

“เวลาในยมโลกกับมนุษย์ไม่เหมือนกันหรอกนะ กว่าเราจะแจ้งไป...ท่านสีหราช..คง...” เสียงท่านภุมมเทวาเอ่ยเบา ๆ แล้วถอนหายใจพรู

“บ้าจริง ! ไอ้ยมโลกเฮงซวย ! ไอ้กระทะทองแดงบ้า! ” มรุตกำมือแน่นก่อนจะกระแทกตัวแรงลงบนโซฟาตรงหน้า

ทันใดนั้นสีหน้าท่านภุมมเทวา..คล้ายระลึกบางอย่างได้ ดวงตาเป็นประกายแวววับก่อนจะถลาเข้ามาจับมือผีหนุ่มไว้

“ใช่ ! พอ..พอมีทางแล้ว...ทำไมข้าเลอะเลือนเช่นนี้นะ !”

“ไอ้หนุ่มรีบเข้าไปในนั้น...เร็ว!” ภุมมเทวารีบชี้ไปที่ห้องลึกสุดด้านในที่มรุตเคยเห็นสีหราชเดินออกมาจากห้องนั้นด้วยอาการคล้ายหมดแรง

“ในนั้นมี...น้ำทองแดง...ยาพิษและยารักษาสำหรับยมทูต !”

จอกดินเผาสีแดงคล้ำดุจโลหิตที่หมุนวนอยู่ในอากาศกำลังลอยนิ่งอยู่ตรงหน้ามรุต ไอสีแดงก่ำนั้นอวลขึ้น กลิ่นร้อนผ่าวโชยมาจากสุราจอกนั้น

สุราทองแดง...ที่มาจากยมโลก สำหรับยมทูตทุกตน ...บทลงโทษสำหรับยมทูตผู้มีชีวิตกึ่งสัตว์นรก จะต้องดื่มทุกวัน น้ำที่แสบร้อนราวกับจะลากเอาทุกสิ่งในท้องออกมาจนหมด แต่ในทางกลับกัน จอกสุราทองแดงตรงหน้าก็เป็นสิ่งเดียวที่อาจจะล้างพิษให้กับร่างตรงหน้าได้

“สิ่งนี้จะได้ผลหรือ...คุณตา” มรุตถามเบา ๆ ด้วยเสียงไม่มั่นใจสักนิด

“มีเพียงทางนี้ทางเดียว เราคงต้องลองเสี่ยงกันสักตั้ง” สีหน้าของท่านภุมมเทวาคล้ายกึ่งมั่นใจกึ่งลังเล

“แล้ว…ปลอดภัยหรือครับคุณตา...” มรุตลังเล ก่อนจะเหลือบมองจอกสุราที่ลอยนิ่งอยู่ตรงหน้า

“ไม่หรอก...ไม่ปลอดภัยแน่ ข้ารู้แต่ว่าฤทธิ์ของสุราทองแดงจอกนี้เจ็บแสบร้อนไปถึงทรวง ลากทุกสิ่งทุกอย่างออกมา แม้ยามปกติก็แทบจะหมดเรี่ยวหมดแรง และยิ่งในยามนี้...” ท่านภุมมเทวาเอ่ยช้า ๆ ก่อนจะเหลียวมองร่างที่นอนนิ่งสนิทตรงนั้น
คำตอบนั้นไม่ได้ทำให้สบายใจขึ้นเลย แต่ภุมมเทวาก็เอ่ยต่อ

“ข้าไม่รู้ว่า ท่านสีหราชจะทนไหวหรือไม่...แต่...หากไม่ลองล้างพิษดาบอาฆาตนั่นด้วยพิษของยมโลก...ข้าก็เกรงว่าเขาอาจจะต้องดับสูญ...”

ประโยคนั้นทำให้มรุตตะลึงตัวชาวาบ

...ดับ..ดับสูญทีเดียวหรือ !

ใครกันที่อาฆาตแค้นสีหราชได้ถึงเพียงนั้น...แค้นชนิดที่ต้องล้างผลาญกันไปให้ตายตกตามกัน...

ภุมมเทวากระสับกระส่ายก่อนจะแหงนหน้ามองท้องฟ้าเบื้องบน เจ้าตัวคล้ายลำบากใจแต่ก็จำเอ่ยขึ้นเบา ๆ

“ข้า..ข้าคงอยู่ด้วยไม่ได้ เพราะต้องไปประชุมเทวสภา..ไอ้หนุ่ม..อย่าตำหนิข้าเลยนะ” คุณตาภุมมเทวาเอ่ยเบา ๆ คล้ายละอายใจ

“จงให้ยมทูตสีหราชดื่มน้ำทองแดงนั่นให้ได้....ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม...อย่าให้เขาบ้วนมันทิ้งเด็ดขาด!”

คำแนะนำสุดท้ายลอยมาก่อนที่ร่างในชุดสีขาวจะเลือนหายไป...

จะให้ทำอย่างไร...

มรุตยืนอึ้งอยู่อย่างนั้น...ก่อนจะมองจอกสุราและร่างสูงที่ซีดเผือดตรงหน้าอย่างชั่งใจ
..............................................

จอกสุราทองแดงมีขนาดเล็กเพียงเท่าถ้วยยาน้ำเท่านั้น...แต่กลับทำให้มรุตกระอักกระอ่วนใจเป็นที่สุด

ผีหนุ่มในกายจำแลงค่อย ๆ ขยับขึ้นไปบนเตียงของยมทูตที่สลบไสลไม่ได้สติ วงจักรสีดำสนิทที่เริ่มต้นจากชายโครงของร่างสูงกำลังแผ่ขึ้นมาเรื่อย ๆ เมื่อหนึ่งชั่วโมงที่แล้ววงแผลสีดำมีขนาดเพียงแค่ลูกปิงปอง แต่ในยามนี้มันกลับแผ่เป็นวงกว้างออกมาเท่ากับสองฝ่ามือผู้ชายตัวโต สีหน้าคนที่นอนอยู่กำลังกระสับกระส่ายทุรนทุราย คิ้วเข้มขมวดนิ่วราวเจ็บปวดแสนสาหัส หยดน้ำตาไหลรินจากหางตาคนตรงหน้า อาการของยมทูตหนุ่มทำให้มรุตจำต้องประคองร่างนั้นขึ้น

...สุราทองแดง...มีเท่านี้...โอกาสมีครั้งเดียว!

หากเขาพลาด...หมายถึงต้องรออีก 1 ราตรีข้างหน้า และยามนั้น...ไม่รู้ว่าสีหราชจะทนกับพิษบาดแผลได้มากเพียงใด

“ท่านสีหราช...สีหราช...ลืมตาหน่อยเถอะ...ฝืนใจสักนิด” มรุตกลืนน้ำลายลงคอครั้งใหญ่ก่อนจะเขย่าร่างสูงหนานั้นเบา ๆ แต่ก็ไร้ผล สีหราชยังคงไม่รู้สึกตัวอย่างนั้น มรุตกัดฟันแน่นอย่างกังวลใจ แต่เมื่อเห็นเงาที่เหลื่อมซ้อนกันของร่างยมทูตและร่างกายจำแลงคล้ายจะพร่าเลือน การเคลื่อนเบา ๆ ของกายทิพย์ยมทูต

สัญญาณนี้...ถึงไม่เคยรู้จักยมทูต...แต่ก็น่าจะไม่ดี...

สุรานี้เพียงแตะจอกก็ร้อนวูบแล้ว ร้อนราวเพลิงนรกที่แผดเผาผู้ทำบาปกรรม

มรุตคว้าจอกสุรานั่นจรดริมฝีปากหยักหนาของสีหราชก่อนจะค่อย ๆ รินลงไป ผลคือ ลงไปได้เพียงไม่กี่หยด เจ้าตัวก็ป่ายมือปัดจอกสุรา แต่เคราะห์ดีที่มรุตรีบยกมือคว้าจอกนั่นหนีได้ทันควัน ยมทูตป่วยเบือนหน้าหนีก่อนจะเม้มปากแน่น อาการคล้ายแสบร้อนไม่อยากสัมผัสสุราตรงหน้า

ผีหนุ่มกระวนกระวาย ขืนป้อนอีกครั้ง สุราที่เหลือคงหกรดบนตัวแน่ ๆ

...ยิ่งปล่อยไว้...ดูท่าเขาคงเป็นผีตัวแรกที่เห็นยมทูตตนหนึ่งดับสูญไปต่อหน้าต่อตา !

...ต้องบังคับกันเสียแล้ว!...

มรุตข่มความอายลงไปก่อนจะกลั้นใจหลับตายกสุราที่เหลือในจอกอมไว้ในปากก่อนจะก้มลงป้อนร่างตรงหน้า !

ริมฝีปากนุ่มของผีหนุ่มสัมผัสริมฝีปากหนาตรงหน้า ก่อนที่เจ้าตัวจะใช้ลิ้นเล็ก ๆ พยายามดุนดันให้ยมทูตหนุ่มเผยอปาก

แม้สีหราชจะพยายามเบือนหน้าหนีแต่ก็ไม่อาจทานแรงนิ้วมือเล็ก ๆ ของมรุตที่จับประคองใบหน้าเอาไว้ได้

สุรา...ทั้งหมดถูกป้อนลงในอึดใจเดียว !

หากแต่คนป้อนก็แทบตาย เพราะความร้อนวูบของสุรานั่นแทบจะแผดเผาวิญญาณของเขาไปพร้อม ๆ กัน

ไฟนรกที่ร้อนผ่าวคล้ายวิ่งขึ้นลงในตัวของมรุต เหมือนมีกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ ช๊อตร่างทั้งร่างไว้ให้ไม่อาจขยับเขยื้อน มรุตหอบหายใจเบา ๆ ความร้อนที่วิ่งวูบไปทั่วร่างจนแทบอยากดึงทึ้งเอาเสื้อผ้าทั้งหมดออกจากร่าง มือเรียวของผีหนุ่มตัดสินใจกระชากกระดุมเสื้อสีฟ้าอ่อนออกส่วนหนึ่ง

ร้อน...ร้อนยิ่งนัก...ทำไมคุณตาเทวดาไม่บอกก่อนว่าสุรานั่นมันร้อนขนาดนี้ !

ร้อนราวกับจะเผาวิญญาณให้วอดวายดับสูญ !

ในความมึนเมาและกระสับกระส่ายจนเกือบจะหมดสติลง มรุตเหลือบมองร่างที่นอนนิ่งอยู่ แสงสีแดงอมส้มจาง ๆ แผ่กระจายไปทั่วร่างของสีหราช ใบหน้าคมคร้ามยังคงหลับตาสนิท แสงสีส้มอ่อนสว่างและแสงดำมืดเคลื่อนไปมาราวกับกำลังยื้อแย่งว่าฝ่ายไหนจะกำชัยชนะ...

...ได้โปรด..ฟื้นทีเถิด...อ้ายสีหราช...

ในวูบหนึ่ง มรุตคล้ายจะคุ้นชินกับคำเรียกขานนั้นอย่างประหลาด...

ในความฝันและม่านหมอกก่อนจะหมดสติ คลับคล้ายคลับคลาว่าเห็นร่างสูงของสีหราชยมทูตในชุดนักดาบโบราณกำลังกอดใครบางคนอยู่ท่ามกลางสายฝนที่กระหน่ำ ทุกอย่างรอบตัวมืดสนิท มีเพียงเสียงร่ำไห้ที่แผ่วเบา หยดน้ำตาที่กลืนไปกับสายฝน มือสองข้างของนักดาบหนุ่มเลอะเปรอะดินโคลน ดาบโบราณคู่กายถูกเจ้าตัวเอามาขุดหลุมลึกท่ามกลางสายฝน ก่อนจะบรรจงวางร่างหนึ่งลงไปในหลุมเล็ก ๆ นั้น แล้วเจ้าตัวก็จูบบางสิ่งในมือเนิ่นนานก่อนจะหย่อนวัตถุสีทองเส้นเล็ก ๆ ลงบนอกของร่างที่มองไม่ชัด

บางอย่างในหัวใจบอกเขาทันที...

ยมทูตหนุ่มฝังสิ่งสำคัญไว้ที่นี่...ฝังร่วมกัน...

หัวใจดวงหนึ่ง...ถูกปิดตาย...ไว้ที่นี่ชั่วกาล

ความทุกข์ที่ไม่รู้ที่มาสาดซัดเข้ามา ราวกับคลื่นยักษ์ที่ม้วนเข้าหากระแทกใจจนน้ำตาร่วงเผาะ

ไม่รู้ว่าเขามองภาพเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้แต่เพียงว่าดวงตาแดงก่ำของสีหราชจะดึงเขาไว้ตั้งแต่เจ้าตัวกอบดินก้อนแรกใส่ลงในหลุม จนกระทั่ง....ดินกำมือสุดท้ายที่เจ้าตัวบรรจงกดลงเหนือหลุมเล็ก ๆ

ความเดียวดาย...โหยไห้...สูญสิ้นความหวัง...แผ่ชัดออกมาจากร่างนั้น

จู่ ๆ กระบอกตาของเขาก็ร้อนผ่าว น้ำตาพลันเอ่อล้น...ราวกับเขาเคยยืนอยู่ตรงนั้น

อนุสติสุดท้ายก่อนที่ผีหนุ่มจะวูบไป...

เขาเอื้อมมือไปจนสุดแขน หวังเพียงกอดปลอบประโลม...ร่างตรงหน้า

ได้โปรด...อย่าร้อง...อ้ายสีหราช..

...อย่าร้องไห้...
.............................................................


ฺButlerofLOVE
มาลงพร้อมกันสองตอนนะคะ ตอนที่ 17 และ 18 :)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-01-2021 04:06:18 โดย BaoBao »

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7739
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
โหดร้ายที่สุด
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-01-2021 04:06:06 โดย BaoBao »

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1544
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +116/-0
ตอนจากกันก็ว่าเศร้าแล้ว มาตอนนี้จำกันไม่ได้ แถมมีผีแค้นตามมาระรานอีก จะผ่านไปได้ไหมเนี้ยท่านยม รีบฟื้นเถอะ มรุตจะแย่แล้ว  :hao5: รอตอนต่อไป  :pig4: :pig4: merry christmas  :L1: :L1:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-01-2021 04:05:57 โดย BaoBao »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ ButlerofLOVE

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
CHAPTER
19




แสงอาทิตย์ยามเช้าแยงตาผีหนุ่มในกายจำแลง ทำให้เจ้าตัวงัวเงียเล็กน้อยก่อนจะพบว่าตัวเองกำลังนอนตะแคงอยู่บนเตียงขนาดใหญ่ และยังอยู่ในชุดเสื้อผ้าสีขาวสะอาด...แต่...เหมือนจะเป็นเสื้อของท่านยมทูต ขณะที่เสื้อสีฟ้าอ่อนตัวเดิมของเขากลับถูกกระชากลงไปกองไว้บนพื้นห้อง เพิ่มเติมคือ...รู้สึกเหมือนปากบวมเจ่อ น่าจะเป็นเพราะฤทธิ์ของสุราทองแดงที่แผดเผาเมื่อคืนแน่

ว่าแต่นี่...เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าตั้งแต่เมื่อไหร่กัน...

และที่สำคัญเหตุใดยมทูตสีหราชจึงมานอนอยู่บนเตียงเดียวกันกับเขาด้วยเล่า !

“อืม...” เสียงคำรามเบา ๆ ของร่างหนาที่ซุกหน้าแนบแผ่นหลังเขา แล้วยังทำเหมือนเขาเป็นหมอนข้างอีก !

“เอ่อ...ท่านสีหราช...หายแล้วหรือ...?” มรุตรีบขยับตัวออกห่าง แต่แล้วคนข้าง ๆ กลับขยับกายกระแซะตามมาใกล้ ๆ

...สงสัยจะคิดว่าเขาเป็นหมอนข้างละมั้ง ไม่ยักรู้ว่ายมทูตมาดกวนนี่ก็ติดหมอนข้างเหมือนมนุษย์ด้วยแฮะ...

แต่แล้วก็คิดได้ครู่เดียว จู่ ๆ ฝ่ามือหนาที่ทับอยู่บนช่วงเอวก็ดึงรั้งสะโพกให้แนบชิดมากขึ้น นั่นยิ่งทำให้มรุตขยับตัวลำบากกว่าเดิม ผีหนุ่มเริ่มหน้าแดงก่ำ

จะดันออกก็ไม่กล้า แต่ถ้าจะร้องโวยวายก็ดูไม่ดี

...บอกที...ควรทำยังไง ??

“อืมมมม...” เสียงยมทูตหนุ่มงึมงำอยู่ในคอ ก่อนลืมตาขึ้นมองผีหนุ่มในอ้อมแขนนิ่ง ๆ

เชี่ย...โคตรหน้านิ่ง...เหมือนไม่รู้สึกอะไรสักอย่าง...

ท่านยมทูตควรจะรู้สึกอะไรบ้างไม่ใช่หรือ...เพราะเล่นนอนกอดผู้ชายด้วยกันอย่างตอนนี้ ...

กอดแบบ...จะแนบ...แน่น...ไปไหน...

หนึ่งยมทูตหนึ่งผีมองหน้ากันไปมา สุดท้ายเป็นมรุตที่ค่อย ๆ กระถดตัวกระดุ๊กกระดิ๊กออกมาทีละนิด ขณะที่ยมทูตที่ป่วยเจียนตายเมื่อคืนกลับยันตัวกึ่งนั่งกึ่งนอนตะแคงมองผีหนุ่มอย่างขำ ๆ

“อ่า...ท่านยม...ดีขึ้นแล้วใช่ไหม...” มรุตกลั้นใจถาม อย่างน้อยก็ลดความประหม่าในสถานการณ์อย่างนี้

“อืม...” เจ้าตัวหน้านิ่งเหมือนเคย ก่อนจะชี้นิ้วให้มองร่างกายท่อนบน แผ่นอกหนาที่เปลือยเปล่านั่นเรียบเนียนราวกับไม่เคยมีแผลมาก่อน แผลที่ชายโครงเมื่อคืนวาน...สมานกันดีทันใจขนาดนี้เลยหรือ ?

...ไม่อยากจะเชื่อว่า สุราจอกเดียว จะทำให้แผลหายเร็วขนาดนี้ !

ด้วยความงุนงงทำให้ผีหนุ่มเผลอไล้นิ้วมือไปตามชายโครงแผ่วเบาอย่างสำรวจตรวจตรา ลอนกล้ามหน้าท้องและแผ่นอกหนา...ถูกเจ้าคนขี้สงสัยสำรวจเบา ๆ ไม่รู้เลยว่ากริยาดังกล่าวทำให้ยมทูตหนุ่มที่ยันตัวขึ้นมีสีหน้าเช่นไร

สีหราชค่อย ๆ กลืนน้ำลายลงช้า ๆ ก่อนจะจับมือซุกซนไว้ก่อนที่มันจะทำให้เขารู้สึกปั่นป่วนไปมากกว่านี้

“พอได้แล้ว...ข้าไม่ใช่ของเล่นของเจ้านะ!” เสียงห้วนสั้นที่สั่นพร่า ทำให้มรุตสะดุ้งก่อนจะหดมือทันควัน

“ถ้า...ท่านหายแล้ว...ก็...ก็..ดีแล้วไง ผม..จะได้..” แต่ก่อนที่จะกล่าวจบก็เบิกตาโตอย่างตกใจ เมื่อจู่ ๆ สีหราชก้มหน้าลงก่อนจะพลิกตัวคร่อมร่างผีหนุ่มบนเตียงทันควัน มรุตเบิกตากว้างอย่างตกตะลึงตั้งตัวไม่ทัน

ท่าทาง..แบบนี้ไม่ดีมั้ง...หัวใจจะวายตาย พี่แกเล่นลุกขึ้นมาคร่อมแบบนี้

“นี่เจ้าเรียกแทนตัวเองว่า ผม...อย่างนั้นหรือ” เจ้าตัวเลิกคิ้วนิด ๆ ดวงตาพราวระยับก่อนจะเอามือเขี่ยปอยผมที่ปรกหน้ามรุตออกให้

สัมผัส...อ่อนโยนแบบนี้ ท่านสีหราชคนเดิมจริงหรือเปล่าเนี่ย !

ถ้าคนตรงหน้าเป็นผู้ชายเดินดิน ใช้สายตาและน้ำเสียงแบบนี้กับผู้หญิงคนไหน...ละก็ พนันได้เลยว่า ผู้หญิงคนไหนก็ต้องละลายเป็นวุ้นอยู่บนเตียงนี่แหละ !

ดูท่า...สุราจอกนั้นมีผลข้างเคียงแน่ ๆ ทำให้ยมทูตขี้เก๊กเคร่งขรึมระเบียบจัด กลายเป็นชายหนุ่มสุดเซ็กซี่ขึ้นมา ?

“ก็...เรียกแทนตัวเองอย่างนี้มาตลอด...ถ้าไม่ให้เรียกแบบนี้แล้ว...จะให้แทนตัวเองว่ายังไง”  ลูกแมวในกรงขังกะพริบตาปริบปริบ

“ข้า...ใช้คำว่า ข้า...ได้หรือไม่...แล้วเรียกข้าว่า อ้ายสีห์...” เสียงนั่นคล้ายเด็กหนุ่มเอาแต่ใจ ก่อนจะก้มหน้าลงมาใกล้ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดอยู่ตรงหน้า

ดวงตาสีนิลนั่น...จ้องตรงมาอย่างอ่อนโยนแกมเว้าวอน...ทำเอามรุตหน้าร้อนฉ่า

แกล้งแน่ ๆ เอายมทูตขี้เก๊กกลับมา แล้วเอายมทูตขี้แกล้งกลับไปที !

“ดะ...ได้...งั้น...ผม..เอ้ย ข้าจะพูดอย่างนั้น...แล้ว...ปล่อยข้าได้หรือยัง ข้าอยากลงจากเตียงแล้ว”

มรุตเอ่ยกระท่อนกระแท่น ก่อนจะดิ้นกระดุ๊กกระดิ๊กในอ้อมแขนแกร่ง กริยานั้นทำให้สีหราชซ่อนยิ้มในหน้าก่อนจะยอมปล่อยมือ
จากเอวบางสอบตรงหน้า ทำให้เจ้าตัวรีบตะกายลงจากเตียงกว้างนั่นแทบไม่ทัน

“แผลเป็นด้านหลัง เจ้าได้มาได้ยังไง” น้ำเสียงเปรยเบา ๆ ของสีหราชทำให้มรุตชะงักไปนิดก่อนจะหันมองอย่างงง ๆ

“เอ่อ...หมายถึงปานสีแดงตรงสะบักขวานี่นะหรือ...” ถามแล้วก็ต้องกลั้นใจเพราะสายตาร้อนแรงของคนถาม

สายตายมทูตหนุ่มคล้ายมีเพลิงร้อนอยู่ข้างใน สายตาที่ทำให้หวั่นไหววูบวาบไปทั้งท้องน้อยและลามไปถึงหน้า!

“มีติดตัวมาตั้งแต่เกิดแล้ว เหมือนสัญลักษณ์ประจำตัว โดนเพื่อนล้อบ่อย ๆ ว่าเป็นแผลโดนกรีด” มรุตหัวเราะเบา ๆ

“ไม่เจ็บ...ใช่ไหม” ดวงตาคมทอดอ่อนแสง

เจ้าตัวกึ่งนั่งกึ่งเอนอยู่บนเตียง แผ่นอกแข็งแรงถูกแสงอาทิตย์ยามเช้าไล้เบา ๆ 

ทำไมบรรยากาศเช้านี้...ดูอบอุ่นอย่างประหลาด...สายตานั่น...ราวกับมองคนคุ้นเคย...ใกล้ชิด

“...มะ...ไม่เจ็บหรอก ...มันเป็นปานน่ะ ไม่ใช่แผล...”

ความร้อนฉ่าที่ไม่รู้สาเหตุวิ่งขึ้นมาบนหน้าทำให้มรุตรีบคว้าเสื้อสีฟ้าที่กองอยู่บนพื้นแล้วก้มหน้างุด ๆ

“ข้า...ไปเข้าครัวหาอะไรให้ท่านกินดีกว่า จะได้หายเร็วขึ้น”

โดยที่ไม่รอให้เจ้าของห้องอนุญาต ผีหนุ่มรีบผลุบออกจากห้องโดยเร็ว เจ้าตัวไม่รู้เลยว่าคำตอบนั้นทำให้หัวใจคนที่เอนกายอยู่บนเตียงเต้นระรัวแค่ไหน

เกือบ 200 ปี...ต้องรอนานหน่อย...อย่างที่เจ้าบอกข้าจริง ๆ...

กลั่นแกล้งข้าถึงเพียงนี้...จากนี้...ข้าจะไม่ปล่อยให้ไปไหนอีกแล้ว...

ข้าจะไม่พรากจากเจ้าอีกแล้ว...เมืองอินทร์...ตลอดกาล.
..................................................

ยมทูตสีหราชนั่งเท้าคางมองคนที่กำลังป่วนห้องครัวอย่างขำ ๆ ร่างเล็ก ๆ ในชุดผ้ากันเปื้อนพยายามเอาใจคนป่วยด้วยการเข้าครัวให้ แม้ว่าสีหราชจะบอกว่าไม่ต้องก็ตาม

“ข้าบอกแล้วอย่างไรว่า ไม่ต้องสิ้นเปลือง อาหารมนุษย์ไม่อาจฟื้นพลังให้ข้าได้เท่ากับสุราทองแดงนั่นหรอก...”

“อีกอย่าง...ข้าไม่อยากให้ครัวสวย ๆ นี่พังพินาศเพราะเจ้า...” เจ้าตัวเอ่ยต่อหน้าตาเฉย

มรุตหันมองคนตรงหน้าก่อนจะเม้มปากตัวเองนิด ๆ อย่างเคืองยมทูต

เหอะ...อุตส่าห์เป็นห่วง ปากอย่างนี้นี่น้า...มันน่าหยอดยาถ่ายลงไปในโจ๊กจริง ๆ !

กริยาคล้ายกึ่งฉุนกึ่งงอน และอาการเม้มริมฝีปากนิด ๆ ที่บวมเจ่อหน่อย ๆ ทำให้สีหราชเผลอจ้องริมฝีปากผีขี้งอนก่อนจะคิดอะไรวุ่นวายในหัว

“ทำไมถึงทำโง่ ๆ แบบนั้น...” สีหราชโพล่งขึ้น ทำให้มรุตหันไปมอง

“ตอบข้าสิ...ทำไมถึงทำโง่ ๆ แบบนั้น” ร่างสูงค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้ มรุตเหลือบมองยมทูตตรงหน้าอย่างงง ๆ

“ข้าหมายถึง เรื่องเมื่อคืน...ที่เจ้าจูบข้าก่อน...เจ้าคิดอะไรกับข้าหรือเปล่า” ประโยคตรงไปตรงมาขวานผ่าซากทำให้มรุตสะดุ้งเฮือก ใบหน้าแดงก่ำก่อนจะละล่ำละลัก

“นั่น ! ข้าช่วยชีวิตท่านไว้นะ ข้า...ไม่ได้คิดเรื่องจะจูบเสียหน่อย ก็...ก็ท่านไม่ยอมให้ข้าป้อนยาธรรมดานี่นา !”

“แน่ใจหรือว่า ไม่ได้คิดอะไรกับข้า...” ดวงตาคมหรี่คล้ายจะซ่อนรอยยิ้มบางอย่างไว้ ร่างสูงเดินก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว ๆ จนผีหนุ่มต้องถอยร่นไปชิดเคาน์เตอร์ครัว กลิ่นหอมดุ ๆ จากร่างยมทูต ทำให้มรุตต้องชักแม่น้ำทั้งหมดมาอธิบาย ท่าทางละล่ำละลักมือไม้พัลวันนั่นทำให้สีหราชลอบซ่อนยิ้มไว้ในหน้า ดวงตาคมอ่อนโยนลง

ใช่แน่...เกือบสองร้อยปีผ่านไป...ตกใจทีไร...เจ้าก็เลิ่กลั่กเหมือนเดิมสิน่า

“ข้าไม่ได้...จะล่วงเกินท่าน แต่มันเป็นทางเดียวที่ท่านจะยอมกลืนสุรายมโลกนั่น!”

“สุรายมโลกนั่นฤทธิ์ร้ายแรง วิญญาณเจ้าเองก็อาจจะบาดเจ็บไปด้วย ดีที่เจ้ามีกายจำแลงที่ข้าให้ไว้ คราหลัง...ห้ามดื่มสุราทองแดงอีกเป็นอันขาด” สีหน้าสีหราชเปลี่ยนเป็นเอาจริงเอาจัง ก่อนจะกดบ่าเล็ก ๆ ตรงหน้าไว้แล้วจ้องดวงตาสีอ่อนตรงหน้า

“สัญญากับข้าว่าเจ้าจะไม่ไปแตะสุรายมโลกอีก...ได้ยินไหม...”

“ระ...รู้...ข้ารู้แล้ว...ไม่ได้อยากดื่มนักหรอก ดื่มแล้วปากบวมเจ่อแบบนี้เลยเห็นหรือเปล่า!”

ประโยคเถียงลั่น ๆ ของมรุต ทำเอายมทูตหนุ่มหน้าซับสีเลือดขึ้นจาง ๆ ก่อนจะไล่คนปากเจ่อให้ไปอาบน้ำ ทันทีที่ร่างนั้นเข้าห้องน้ำไป สีหราชก้มลงมองเจ้าเฉาก๊วยที่กระดิกหางริก ๆ อยู่ตรงหน้า แววตาลูกสุนัขเอียงคอคล้ายสงสัย

“หึ!” สีหราชก้มลงไปยีหัวเจ้าก้อนกลมบนพื้นก่อนจะกระซิบเบา ๆ

“...นั่นเป็นความลับระหว่างเรา...ห้ามไปบอกเจ้าโง่นั่นเด็ดขาดเชียวนะ”

เพราะความลับที่ทำให้ริมฝีปากนุ่มนั่นบวมเจ่อ...ไม่ใช่เพราะสุราทองแดงอย่างเดียวหรอก
..........................................................

อนุสติสุดท้ายก่อนที่ยมทูตหนุ่มจะกลับคืนโลกปัจจุบัน สีหราชจำได้ว่าเขากำลังเดินเข้าลานประหาร สายตาของเสด็จพระองค์ชายชาญนพที่ปลอมพระองค์มาดูการประหาร มองเขาอย่างเสียใจเป็นที่สุด เขาได้แต่แค่นยิ้ม

...เสือสีหราชที่สังหารผู้คนกว่า 30 ชีวิตตลอด 1 ปี...กำลังเดินเข้าลานประหาร

ไม่มีใครรู้สักนิดว่า เหตุใดคนเหล่านั้นถึงสมควรตาย...แต่จะร้องแรกแหกกระเชอไปเพื่อสิ่งใด เมื่อไม่มีหลักฐานใดที่จะเอาอ้ายอีพวกนั้นมาลงโทษตามกบิลเมือง

แม้รู้เต็มอกว่า 30 ชีวิตนั้นวางแผนทำสิ่งใด สังหารผู้ใดไปบ้าง แต่หากไม่มีหลักฐานก็ไม่อาจเรียกมันมารับโทษได้

เมื่อหลวงมิอาจทำอะไรได้....ก็ให้เป็นหน้าที่เขาเอง..เขาจักเป็นยมทูต...ลากคอพวกมันมาเซ่นสังเวยวิญญาณผู้บริสุทธิ์เอง!

ยามนี้...บรรลุเป้าหมายแล้ว...ก็ไม่มีความจำเป็นต้องมีชีวิตต่อไปอีก...

“อ้ายสีห์ ข้าสู้ขอทูลกระหม่อมให้อภัยโทษเจ้าในครานั้น แต่ครานี้ ข้ามิอาจช่วยชีวิตเจ้าได้อีกแล้ว...อ้ายสีห์น้องรัก...”
สุรเสียงของเสด็จพระองค์ชายชาญนพแผ่วเบาสั่นเครือ พระราชอำนาจที่เสด็จพระองค์ชายชาญนพ ‘ขอ’ เป็นครั้งสุดท้ายจากเหล่าผู้คุมคือ ได้คุยเพียงลำพังกับ ‘นักโทษประหาร’

สีหราชเพิ่งทราบในครั้งนั้นว่า เพื่อแลกชีวิตของสีหราชให้พ้นภัยประหารครั้งที่ผ่านมา เสด็จพระองค์ชายชาญนพต้องปะทะกับเหล่าขุนนางจำนวนมากและยังต้องขอพระราชทานอภัยโทษจากทูลกระหม่อม เสด็จพระองค์ชายชาญนพที่ไม่เคยด่างพร้อยในเรื่องใด ๆ ยามนั้นกลับต้องมลทินเพราะมีน้องบุญธรรมต้องคดีสังหารทหารรักษาพระราชวังนับสิบชีวิต คำติฉินนินทาว่าเอาแต่พวกพ้องไม่สนใจกฎหมาย ทำให้เจ้าตัวยอมสละโอกาสจะขึ้นเป็นองค์ยุพราช

“จักเป็นสร้อย ฤาพระประคำทองสายใด ข้าล้วนเห็นเป็นของขวัญพระราชทานทั้งนั้น หาได้เป็นเรื่องการมอบอำนาจฤาตำแหน่งยศถาใด ๆ”

อำนาจ...ไม่เคยเป็นสิ่งที่เสด็จพระองค์ชายชาญนพใฝ่ฝัน หากสิ่งสำคัญที่สุดนั้นคือ ครอบครัวและน้อง...ต้องมาก่อน...

แต่ใครเลยจะรู้ว่า แม้จะช่วยได้ครั้งหนึ่ง หากชะตาของคนผู้นั้นต้องสาปเสียแล้ว

แม้จะช่วยอย่างไรก็ยากจะฝืนชะตากรรมนั้น 

พระหัตถ์ที่สละแล้วซึ่งพระอำนาจเพื่อขอชีวิตให้มันในครานั้นเหมือนจะเอื้อมมาจับมัน แต่สีหรายเบี่ยงกายหลบก่อนจะก้มลงทรุดกาย...กราบแทบเท้า กล่าวลาครั้งสุดท้าย...

“บุญคุณใหญ่หลวงล้นเกล้าอ้ายสีห์...จักขอไถ่โทษคืนในชาติหน้า...ขอพระองค์และเจ้าจอมมารดาทรงรักษาพระวรกาย”

วิบตานั้น...คล้ายภาพตรงหน้าพร่าเลือน เสด็จพระองค์ชายชาญนพคล้ายเอ่ยบางสิ่ง...และยกสมุดปกหนังขนาดเล็กในมือขึ้นชี้ ริมฝีปากเชื้อพระวงศ์หนุ่มคล้ายอธิบายบางสิ่ง แต่กลับไม่ได้ยินสิ่งใด

เมื่อถึงเวลาประหาร สีหราชก้าวเหยียบทรายร้อน ๆ กลางแจ้งและก้าวตรงไปยืนบนเสื่อที่ปูกางรออยู่ เสาที่เป็นแท่นตรึงร่างนักโทษประหารอยู่ตรงหน้าแล้ว...ดอกไม้ธูปเทียนบูชาถูกจับใส่มือของมันไว้...เพียงรอสัญญาณจากเพชฆาตเท่านั้น

พลันนั้นสายลมก็พัดกระโชกหนักจนภาพทั้งหมดหายวับ ความร้อนวูบราวไฟนรกแผดเผาวิญญาณ สิ่งต่าง ๆ ตรงหน้าล้วนบิดเบี้ยวไปหมด ร่างทั้งร่างคล้ายถูกมือยักษ์จับกระชาก

อึดใจเดียว...เหลือเพียงหมอกสีขาวโพลนตรงหน้า

ความอ่อนนุ่มของเตียงที่คุ้นเคยบอกชัด...เพดาน...สี่เหลี่ยมตรงหน้า ห้อง...ห้องพักของเขา

เขากลับมาแล้ว...กลับสู่ยุคปัจจุบัน

……………………………………………………………………
สีหราชค่อย ๆ กะพริบตาอย่างงุนงง ฤทธิ์ของสุราทองแดงแสบร้อนไปจนหมด แทบจะบิดเกลียวเอาทุกอย่างในกายจำแลงออกมา แต่ก็ทำให้พิษของดาบอาฆาตถูกชะล้างออกไปด้วย

สุราทองแดง...ยาทิพย์...ของเหล่ายมทูต

เจ้าตัวค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นอย่างช้า ๆ ก่อนจะกัดกรามแน่นเมื่อรู้ว่าตนเองพลาดท่าผีร้าย แผลสีดำสนิทที่ชายโครงกลายเป็นสีอ่อนลงและค่อย ๆ เลือนหายไป

พิษ...ถูกถอนออกไปแล้วด้วยพิษที่ร้ายแรงกว่า....

แต่ดูท่าว่าเบาะแสที่ตามหาจะหายไปอีกแล้ว เพราะเมื่อเขาหมดสติ เชือกบาศที่มัดผีสมานไว้ก็จะคลายฤทธิ์ลงด้วย ป่านนี้มันคงเผ่นไปหาเจ้านายของมันเสียแล้ว

แต่ก่อนที่สีหราชจะทันคิดอะไรต่อ เสียงครางกระสับกระส่ายที่ดังข้าง ๆ ตัวทำให้เขาเหลียวมองงุนงง แล้วขมวดคิ้วมุ่น

เจ้าผีหนุ่ม!..มาอยู่บนเตียงนี้ได้ยังไงกัน!

ซ้ำร้าย...ร่างบอบบางกำลังขยับตัวไปมาอย่างทรมานและยังพยายามดึงทึ้งเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนออกจากตัว ผิวขาวของกายจำแลงนั่นกำลังแดงจัดอย่างน่ากลัว ไม่รวมใบหน้าหวานที่เผยอปากขึ้นก่อนจะหอบเบา ๆ ใบหน้านั่นแดงก่ำและร้อนเป็นไฟ ไอร้อนสีแดงอ่อน ๆ ผะผ่าวลอยอวลขึ้นเหนือร่าง

“บ้าจริง! ใครใช้ให้เจ้าทำแบบนี้!” สีหราชแทบจะปราดเข้าไปเขย่าร่างที่ใกล้จะหมดสติตรงหน้า แต่ยังไม่ทันจะสอบถาม เจ้าผีหนุ่มก็หมดสติไปก่อน

ริมฝีปากนั่น...ยังมีรอยน้ำทิพย์..ของสุราทองแดง !

สีหราชกัดกรามกรอด ไม่นึกว่าเจ้าผีตัวนี้จะบ้าระห่ำขนาดกล้าดื่มสุราทองแดงลงไป สุราที่ยมทูตยังแทบทนไม่ได้ ถ้าเป็นผีธรรมดาแค่จิบเข้าไปก็อาจโดนเพลิงนรกของสุรานี้เผาวิญญาณให้ดับสูญได้

เจ้านี่..ยังเคราะห์ดีที่มีร่างจำแลงที่เขาให้ไว้

แต่ผลลัพธ์ก็เป็นอย่างที่เห็นตรงหน้า!

“ยุ่งชิบ !”

ว่าแล้วริมฝีปากหยักหนาของสีหราชก็กดจูบทันควันไปยังร่างที่หมดสติ ก่อนเจ้าตัวจะไล่ดูดชิมหวังจะดึงฤทธิ์สุราทองแดงที่ยังหลงเหลือในโพรงปากของผีหนุ่มให้มากที่สุด เจ้าตัวเล็กตรงหน้าพยายามผลักไสร่างหนาที่ทาบทับลงมา แต่ก็ทานแรงไม่ได้ สีหราชตรึงร่างเล็ก ๆ บนเตียงไว้ไม่ให้ดิ้น มือหนาจับคว้ามือเรียวบางสองข้างที่กำลังทุบประท้วงด้วยการล๊อคไว้เหนือศีรษะ ก่อนจะบรรจงควานหาสุราที่ยังหลงเหลือในโพรงปากนั้น

“อ๊ะ...อื้ม...” ร่างนั้นแทบบิดเป็นเกลียวแต่ไม่อาจหนีพ้น

เนิ่นนาน...ที่ยมทูตหนุ่มรุกไล่ด้วยริมฝีปาก...

อาจจะ...อาจจะมีสุราตกค้างสักหยด...ตรงไหนในโพรงปากนุ่มนี้...

กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากกายที่อยู่ตรงหน้าทำให้สีหราชมึนเมา ริมฝีปากหนาค่อย ๆ เพิ่มน้ำหนักกดประทับลงมากขึ้น ความหอมหวานของกายจำแลงนี้ผสมกับกลิ่นสุราทองแดงที่อวลอยู่ ทำให้ยมทูตหนุ่มแทบเป็นบ้า

รสจูบจากร่างนี้...หวานละม้ายคล้าย...คนที่คิดถึงทุกลมหายใจ...

ยิ่งหวาน...ยิ่งปรารถนาจะสัมผัส

สีหราชครองริมฝีปากนั่นไว้แล้วจูบเคล้ารุนแรงเนิ่นนานกว่าจะปล่อยให้ร่างที่แดงก่ำนี้หายใจหายคอ ผิวกายขาวสะอาดของร่างจำแลงกำลังแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุราและรอยสีกุหลาบที่ยมทูตหนุ่มเผลอขบเม้ม กลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่สีหราชเคยได้กลิ่นยามเฉียดกรายใกล้ร่างนี้ ยามนี้กลับอวลขึ้นจนเขาแทบสำลักความหอมหวานตรงหน้า เป็นความหอมที่คุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก...

...ทำไมเป็นผี...ที่หอมหวานนัก...

ก่อนที่การช่วยเจ้าผีตัวจ้อย...จะกลายเป็นรังแกกัน เขาควรจะหยุด...

สุรายมโลกน่าจะหมดแล้ว....

สีหราชรีบพลิกร่างที่หลับไม่ได้สติให้หันหลังก่อนจะหันไปคว้าผ้าห่มให้คนที่สงบลง...แต่แล้วสีหราชก็พลันสะดุดทันควันเมื่อเห็น...ปานรูปใบมีดสีแดงจัดบนสะบักขวาของร่างที่หลับใหล

แทบหยุดหายใจ...ชะงักทันควัน

รอยปานสีแดงรูปใบมีด เหมือนแผลเป็นจากกริชชวาไม่ผิดเพี้ยน....

เป็นตำแหน่งเดียวกับแผลที่เมืองอินทร์เอาตัวเข้ารับกริชแทนเขา ! 

สีหราชรีบยันกายลุกขึ้นก่อนจะพลิกร่างตรงหน้า และจ้องมองคล้ายไม่เชื่อสายตาตัวเอง...นิ้วมือที่สั่นเบา ๆ ของสีหราชเชยคางผีหนุ่มที่หลับใหลอย่างแผ่วเบา ใบหน้าหวานตอนนี้น่าจะแดงก่ำเพราะฤทธิ์จูบของเขามากกว่าอย่างอื่น ริมฝีปากแดงเรื่อคล้ายจะเจ่อนิด ๆ เพราะพายุความหวานเมื่อครู่ ผิวกายเนียนละเอียดที่เป็นสีแดงเพราะสุรายมโลก ตอนนี้เริ่มกลับมาเป็นปกติแล้ว เหลือแต่รอยสีกุหลาบที่เขาทำไว้บนตัว กลิ่นหอมรวยรินจากร่างนั้นยังคงกรุ่นอวลอยู่ทั้งห้อง

กลิ่นหอมอ่อน ๆ ทุกคราที่เข้าใกล้วิญญาณหนุ่ม กลิ่นหอมที่ทำให้มึนเมาจนไม่อาจยั้งใจได้

ใช่แล้ว...เป็นกลิ่นหอมกระแจะจันทร์ที่เจ้าตัวน้อยเคยใช้แต่ครั้งยังเยาว์

สีหราชเผลอกลั้นลมหายใจโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะระบายลมหายใจช้า ๆ

พรหนึ่งในสามประการที่เขาเคยประกาศกับท่านยมบาลไว้ตั้งแต่วันแรกที่เป็นยมทูต ย้อนกลับมาในหัว

“...เมื่อยมทูตตนใดทำงานให้ยมโลกจะสามารถขอพร 3 ประการได้ดังใจหวัง ไม่ว่าจะปรารถนาชีวิตใหม่ในโลกมนุษย์ ยศถาบรรดาศักดิ์ หรือ ครอบครัวที่มั่งคั่ง หรือสติปัญญาสูงส่งในโลกหน้า...เจ้าขอได้ทุกอย่างหากไม่เกินกว่าอำนาจแห่งกรรม”

“ข้าไม่ปรารถนาสิ่งใด นอกจากได้พบกับวิญญาณดวงหนึ่งอีกครั้ง...”

ท่านยมบาลมองเขาด้วยแววตาอ่อนโยน...

“ อ้ายสีห์...คำขอนี้ออกจะเกินอำนาจแห่งกรรม...อยู่เหนืออำนาจที่ข้าจะให้เจ้าได้ หากวงล้อแห่งกรรมยังไม่ถึงเวลา เจ้าก็ไม่อาจได้พบคน ๆ นั้น ข้าช่วยเจ้าได้เพียงว่า

‘ถ้าถึงเวลาที่เหมาะสม เจ้ารู้ด้วยสัญญาณของหัวใจเจ้าว่าคนผู้นั้น คือ คนที่เจ้าเฝ้าตามหา...’

มือสั่นเทาค่อย ๆ แตะร่างตรงหน้าแผ่วเบาราวกับผู้ที่หลับอยู่เป็นเครื่องแก้วเนื้อบาง...

ยิ่งแนบชิด...กลิ่นหอมกรุ่นยิ่งชัดเจน...ไม่ผิดแน่...

หัวใจที่ตายไปแล้วเกือบ 200 ปีครานี้กลับเต้นแรงราวจะทะลุมานอกอก

นี่กระมัง... ‘สัญญาณของหัวใจ’ กลิ่นหอมละมุนที่ข้าไม่เคยรู้สึกกับผู้ใดมาก่อน นอกจากเจ้า...

ปลายหางตารื้นฉ่ำด้วยน้ำตา

เป็นเจ้า...จริง ๆ หรือ ที่ข้าเพียรตามหามาตลอดสองร้อยปี...เมืองอินทร์

“หนีไปซุกซนที่ใด...นานนัก...ข้าคิดถึงเจ้าแทบขาดใจ...รู้บ้างฤาไม่” สีหราชงึมงำกระซิบข้างหูคนหลับ

มือหนาไล้เกลี่ยลูกผมที่ล้อมวงหน้าหวานที่อยู่ในอ้อมแขนอย่างแสนรัก ก่อนจะไล้จูบเรียวแขนขาว ๆ อย่างเบามือ

ข้าน่าจะรู้...ตั้งแต่แรกพบเจ้า...เมืองอินทร์ เจ้าตัวจ้อยของข้า

ดวงตาอ่อนโยนของยมทูตหนุ่มทอดมองคนในอ้อมแขนก่อนเจ้าตัวจะก้มลงจูบซ้ำเจ้าชายนิทราตรงหน้า ริมฝีปากนุ่มของคนหลับใหลถูกคนตัวโตกว่าเม้มชิมอย่างอ่อนโยนราวกับกลัวร่างนี้จะตื่น จมูกโด่งค่อย ๆ จรดลงสูดดมความหอมจากผิวเนื้อที่นุ่มบางตรงหน้า ขณะที่คนตัวเล็กกว่ามุ่นคิ้วก่อนจะยุกยิกขยับเบือนหน้าหนีเหมือนระคายคางสากที่แนบชิด กริยาเหมือนลูกแมวน้อยนั่นทำให้คนก่อกวนยิ้มนิด ๆ อย่างแสนรัก วงแขนล่ำสันกระชับร่างในอ้อมแขนแน่นขึ้นอย่างหวงแหน...

ชาตินี้เจ้า...จะจำข้าได้หรือไม่ ไม่สำคัญ

แต่ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าไปไหนอีกแล้ว...ข้าสัญญา...

ได้โปรด...อย่าเพิ่งตื่น...ข้าขอจูบเจ้าให้สมกับความคิดถึงหน่อยเถิด

เสียงเห่าเบา ๆ ของเจ้าก้อนกลมดังขึ้นที่ปลายเตียง คล้ายจะประท้วงแทนเจ้านายที่กำลังโดนยมทูตหนุ่มเอาเปรียบ แต่ยมทูตหนุ่มเพียงชะโงกขึ้นมองเจ้าตัวขัดจังหวะก่อนจะดีดนิ้วเบา ๆ เจ้าก้อนกลมสีดำก็ถูกเสกให้หายวับออกไปจากห้อง เสียงเห่าเบา ๆ อยู่ห่างไป หมดสิทธิ์ก่อกวน....

เหอะ ! คืนนี้ข้าขออยู่กับหัวใจข้าไม่ได้หรือ...เจ้าตัวยุ่ง !
...............................................................


ButlerofLOVE:

พาซีนหวาน ๆ มาสำหรับคืนวันคริสต์มาสค่ะ ^^
ขอให้ทุกคนมีความสุขนะค้าาา :) :mew3:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-01-2021 04:05:38 โดย BaoBao »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2002
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-0
 :pig4:
 :3123:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-01-2021 04:05:22 โดย BaoBao »

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1544
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +116/-0
โอ๊ยยจำได้แล้วรึท่านพี่สีห์  :-[ :กอด1:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-01-2021 04:05:11 โดย BaoBao »

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7739
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
รออออ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-01-2021 04:05:03 โดย BaoBao »

ออฟไลน์ ButlerofLOVE

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
CHAPTER
20




เช้านี้ผีหนุ่มรู้สึกว่าโลกชักจะกลับตาลปัตรพิกล ยมทูตสีหราชดูประหลาดไป....คล้ายจะอารมณ์ดีแปลก ๆ 
สงสัยจะต้องไปถามท่านภุมมเทวาเสียทีว่า ผลข้างเคียงของการดื่มสุราทองแดงนั้นเป็นอย่างนี้จริง ๆ หรือเปล่า
เพราะตั้งแต่ตื่นเช้ามาทั้งเนื้อทั้งตัวมีแต่รอยสีกุหลาบเต็มไปหมด รอยสีชมพูอ่อนที่ไล่ตั้งแต่ซอกคอ ไหปลาร้า และยังลงไปถึงแผ่นอกด้วย ดีที่ยมทูตหนุ่มไม่เห็นไม่อย่างนั้นมีหวังคงโดนถามแน่ ๆ ว่าไปโดนอะไรต่อยมา ไม่นับริมฝีปากที่เริ่มบวมเจ่อนิด ๆ แต่ไม่ยักจะรู้สึกเจ็บ

ถ้ารู้ว่า สุราทองแดงแรงขนาดนี้...จ้างให้ก็ไม่มีวันป้อนให้ท่านยมทูตเด็ดขาด !

แถมนับตั้งแต่ยมทูตขี้เก๊กเจ้าระเบียบฟื้นขึ้นมา สุรานั่นเหมือนทำให้ยมทูตหนุ่มเพี้ยน ๆ ไปสักหน่อย ...แต่เอาจริง ๆ ก็ออกจะประหลาดเสียด้วยซ้ำ เริ่มจากสายตาที่มองมาไม่ดุเหมือนเคย และถ้าไม่คิดเข้าข้างตัวเอง...ออกจะหวานนิด ๆ เสียด้วย
หรือเขาจะลืมเขย่าจอกสุราก่อนป้อนกันละเนี่ย...แต่ไม่น่า...นั่นมันเหล้านะ ไม่ใช่ยาน้ำต้องเขย่าขวดสักหน่อย ?

ช่างมันเถอะ หวังว่าท่านยมทูตจะไม่ไปทำสายตาแบบนี้กับสาวที่ไหนหรอกนะ เพราะขนาดเขาเป็นผู้ชายยังอด...เขินไม่ได้
ก็จะไม่ให้เขินได้ยังไง เพราะเจ้าตัวเล่นมองด้วยสายตาเหมือนกับว่าเขาเป็นขนมหวาน !

“หวานดีนะ..” ประโยคนั้นทำให้มรุตในชุดผ้ากันเปื้อนสีเทาสะดุ้งเฮือก ก่อนจะหันขวับไปทางร่างที่นั่งอยู่บนเก้าอี้สตูลตรงหน้า

“...อ้าว...ก็ขนมนี่ยังไงเล่า...ข้าบอกว่าขนมนี่หวาน...ทำไม...เจ้าคิดถึงอะไร ?” ดวงตาคมที่มองมาคล้ายจะยิ้ม ๆ ทำให้ใบหน้าคมคร้ามน่ามองขึ้นกว่าเดิม

...ให้ตายเถอะ...อย่าไปยิ้มแบบนี้กับใครเชียว...มีเท่าไหร่ก็ละลาย...

“ก็ ท่านต้องพูดให้ครบ ๆ สิ ว่าอะไรหวาน จู่ ๆ โพล่งออกมาอย่างนั้น จะไปรู้ได้อย่างไร” มรุตเบ้หน้าใส่ก่อนจะหันกลับไปล้างจานกองโตตรงหน้า ประโยคนั้นทำให้สีหราชลอบยิ้มนิด ๆ ก่อนจะคว้าจานขนมในมือเดินตรงมา

“อ่ะ...ให้ชิม ก็เค้กนี้มันหวานจริง ๆ” ว่าแล้วเจ้าตัวก็ลุกขึ้นเดินตรงมาหาผีหนุ่มที่กำลังทำความสะอาดครัวอยู่ ก่อนจะตักบลูเบอร์รี่ชีสเค้กยื่นให้ตรงหน้า ดวงตาจ้องอยู่แต่เพียงใบหน้าของผีหนุ่ม

“ข้าล้างจานอยู่ เดี๋ยวค่อยชิมก็ได้ วางไว้ก่อนเถอะ” มรุตพูดอุบอิบก่อนจะพยายามเบี่ยงออก แต่เหมือนร่างสูงที่ยืนอยู่จะไม่ยอมรอฟังอะไรทั้งนั้น

“ชิม...” สายตาดุ ๆ ของยมทูตที่เอาแต่ใจตัวเอง ทำให้ผีหนุ่มกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะตัดสินใจอ้าปากรับชีสเค้กตรงหน้า รสชาติก็หวานละมุนอร่อยดี บลูเบอร์รี่ที่นิ่มและเยิ้มหน่อย ๆ ชีสเค้กเนื้อแน่นที่หวานมัน

หืมมมม...หวานอร่อยจริง ๆ ด้วยสิ ! 

แววตายมทูตหนุ่มคล้ายจะยิ้มนิด ๆ ก่อนจะวางจานลงบนเคาน์เตอร์

“ข้าพูดถูกใช่ไหม เค้กชิ้นนี้หวาน..หวานมาก” ว่าแล้วก็เอื้อมมือข้างหนึ่งประคองหน้าเรียวเล็กที่แหงนมองอย่างอึ้ง ๆ

“ข้าไม่เคยเห็นผีตัวไหน...กินเลอะเทอะเหมือนเด็กน้อยเลย” เจ้าตัวพูดเบา ๆ ก่อนจะใช้ปลายนิ้วชี้อีกข้างปาดเช็ดคราบบลูเบอร์รี่ที่เลอะปากเจ้าผีหนุ่มตรงหน้าก่อนจะเอาเข้าปากตัวเองหน้าตาเฉย แล้วเดินกลับไปนั่งโต๊ะทำงานต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่คนที่ถูกปาดชิมตัวแข็งตะลึงงันไปเสียแล้ว

...ไม่ดีมั้ง...ผลข้างเคียงสุราทองแดงแบบนี้...ทำเอาหัวใจจะวายตาย !...

...........................................................................

หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ยมทูตหนุ่มและมรุตต่างรุดไปสำรวจโกดังร้างริมน้ำที่พวกเขาปะทะกับเหล่าวิญญาณของผีสมานและพวก แต่ก็เป็นดังคาด สมานหายไปแล้วเหลือเพียงไอสีดำจาง ๆ ที่บอกว่าเมื่อคืนนี้มีการปะทะกันเกิดขึ้นที่นี่ สีหราชทรุดกายลงสำรวจพื้นโกดังร้าง เศษชิ้นส่วนการปะทะเมื่อคืนยังคงอยู่ รอยบากของดาบคู่นั่นยังเหลืออยู่บนแผ่นไม้ใกล้ ๆ
คมดาบฟันลึกลงไปในเนื้อไม้ มรุตมองร่างสูงที่กำลังพิจารณาแผ่นไม้นั่นอย่างสงสัย ก่อนที่สีหราชจะจรดปลายนิ้วใกล้ ๆ ทันใดนั้น ไอสีดำสนิทค่อย ๆ ลอยอวลขึ้นจาง ๆ  ไอดาบวิญญาณที่ตกค้างอยู่ในเนื้อไม้กำลังลอยขึ้นมาช้า ๆ สิ่งที่ปรากฎตรงหน้าทำให้มรุตเบิกตากว้างอย่างตื่นเต้น สีหราชหลับตานิ่งก่อนจะจุดเพลิงสีทองขึ้นกลางฝ่ามือ เพลิงสีทองปรากฎรูปทรงรีและดูดซับเอาไอดาบสีหม่นดำนั้นเข้าไป สีหม่นดำค่อย ๆ กลายเป็นสีเทาจัดแล้วจางลงจนใส

กระจกมายา...

ภาพต่าง ๆ ปรากฏขึ้นในกระจกวงรีสีทองตรงหน้า ผีสมาน...กำลังค้อมกายตัวสั่นงันงกคุยกับบางคน...ที่เขาไม่เห็นหน้า ผีร้ายกำลังยื่นดาบอาฆาตคืนให้กับเงาสีดำสนิทตนหนึ่ง มือสีดำราวกับนิลโผล่พ้นชายผ้าคลุมออกมา แต่ทันใดนั้นเพลิงสีแดงก่ำลุกพรึ่บทันทีและลามไปที่ผีสมาน ภาพเงาผีเร่ร่อนดิ้นพราดทุรนทุรายก่อนจะสลายวับกลายเป็นไอจาง ๆ ในทันที แล้วภาพทั้งหมดก็ดับลง

....เบาะแส...หายวับโดยตัวการ...

“เสียดายที่กระจกมายา...ไม่ฉายให้เห็นหน้าจอมบงการ” สีหราชเปรยขึ้น เป็นเพราะเขาล่าช้า ไอดาบจึงเหลือเพียงน้อยนิดจึงไม่อาจเผยภาพย้อนหลังได้มากกว่านั้น

“ท่านคิดว่าป้ายทองคำผ่านทาง...อยู่กับคน ๆ นั้นหรือ” มรุตเหลียวมองอย่างสงสัย
ใครกันที่อาฆาตมาดร้ายถึงเพียงนี้

“สมานคงได้เพียงอาวุธและคำสั่งมา ผีเร่ร่อนชั้นปลายแถวคงทำเพียงเพื่อแลกชีวิตอมตะและการเสพอาหารที่ไม่รู้จบเท่านั้น”

สีหราชเอ่ยเบา ๆ ก่อนจะถอนหายใจ

สิ่งเดียวที่ไม่ได้พูดออกไปคือ วิธีการจับดาบอาคม บอกชัดว่าคนส่งดาบนั้น...เป็นนักดาบเช่นเดียวกับเขาในอดีตชาติ

วงล้อแห่งชะตากรรมกำลังหมุนกลับมาอย่างนั้นหรือ

บางสิ่งที่ยังไม่ได้คลี่คลาย บางสิ่งที่ยังขาดไปในอดีตชาติ...สิ่งที่เขายังคิดไม่ตก

ได้แต่หวังว่า...จอมบงการคนนั้นจะหมายหัวเขาเพียงคนเดียว

มิฉะนั้นแล้ว...เจ้าตัวจ้อยข้างกายอาจพลอยรับเคราะห์ไปด้วย

“ป้ายทองคำนั่น...มีอำนาจอะไรบ้าง มันคงจะไม่ร้ายแรงกับโลกมนุษย์ใช่ไหม...” มรุตถามขึ้น แววตากลมโตสุกใสยังคงเป็นกังวล

“ป้ายทองคำมีอำนาจปลดพันธนาการวิญญาณเร่ร่อน และปลุกวิญญาณที่จมอยู่กับอดีตให้ฟื้นขึ้น อาจดลบันดาลชีวิตชั่วคราวให้เหมือนที่ข้าให้กายาจำแลงกับเจ้า”

“แล้วมันน่ากลัวอย่างไร” มรุตงุนงง เพราะในตอนนี้ถึงเขาจะมีกายจำแลงก็ไม่เห็นว่าจะมีผลร้ายกับใคร

“ป้ายทองคำให้อำนาจเพียงชุบกายจำแลง แต่วิญญาณจำต้องมีพลังเพื่อจะรักษาร่างนั้นไว้ พลังที่จะหล่อเลี้ยงกายจำแลงก็คือพลังชีวิตของมนุษย์ เจ้าอาจจะเคยเห็นข่าวคนป่วยติด ๆ กันในหมู่บ้าน จู่ ๆ ก็ล้มหมอนนอนเสื่อพร้อมกัน บ้างก็นอนหลับแล้วตายโดยไม่รู้สาเหตุ”

มรุตครางในใจ

‘อาการไหลตาย’ ที่เคยเห็นผ่านสื่อโทรทัศน์ต่าง ๆ ยามเขาเป็นเด็ก

“วิญญาณที่ได้กายจำแลง แต่ไม่อาจรักษากายไว้ได้ก็ต้องดูดซับพลังงานจากผู้คน นั่นคือการบั่นทอนอายุขัยของมนุษย์ผู้อื่น วิญญาณที่ตายก่อนถึงคราวก็จะกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน ไร้หนทางไปเกิดใหม่...เช่นนี้แล้ว เจ้ายังคิดว่าเป็นเรื่องเล็กหรือไม่...” สีหราชเอ่ยนิ่ง ๆ

“แล้วข้า...ข้าก็กำลังดูดพลังวิญญาณผู้อื่นอยู่หรือเปล่า ?!” มรุตละล่ำละลัก แต่สีหราชยิ้มนิด ๆ

“ผิดกัน...เจ้ามีกายจำแลงเพราะอาศัยพลังวิญญาณของข้า ข้าแบ่งส่วนหนึ่งของข้าให้กับเจ้า ไม่เหมือนกับป้ายทองคำ อย่ากังวลไปเลย” คำตอบนั้นทำให้มรุตถอนหายใจอย่างโล่งอก

...อย่างน้อย ก็ไม่อยากได้ชื่อว่าเบียดเบียนชีวิตผู้อื่น ตายแล้วยังเบียดเบียนขโมยพลังชีวิตคนอื่น ดีเสียที่ไหน...

“อ้ายสีห์...ตาชัย...จะเดือดร้อนไหม เราไปดูแกสักหน่อยได้ไหม” มรุตเอ่ยเบา ๆ อย่างกังวล

ประโยคนั้นทำให้สีหราชชะงักกึกก่อนจะพยักหน้าซ่อนความกังวลไว้
.........................................................

ความเงียบกริบชนิดที่ไม่มีวิญญาณใดอยู่ในละแวกนี้ ทำให้สีหราชเริ่มหวั่นใจ วิญญาณเร่ร่อนที่เคยอยู่ประจำในย่านนี้เหมือนจะหายหน้าไปหลายตัว มรุตมองหน้าสีหราชอย่างกังวล แล้วทั้งคู่ก็ได้คำตอบเมื่อก้าวเข้ามาริมน้ำใต้สะพานใกล้แยกราชประสงค์ สภาพบริเวณนี้ราวกับถูกแก๊งอันธพาลมารุมกระหน่ำ ใต้สะพานกองสิ่งของต่าง ๆ ระเกะระกะกระจัดกระจาย ผิวสะพานด้านหนึ่งมีคราบเขม่าดำติดแน่นบอกชัดว่ามีบางคนใช้พระเพลิงเผาบางสิ่งตรงนี้ ซากลังไม้คร่ำคร่า...บ้านของตาชัย เหลือเพียงเศษท่อนไม้เล็ก ๆ ที่ไหม้ไฟจนเกรียม ไร้วี่แววของผีชราผู้เป็นเจ้าของ มรุตชะงักนิ่งก่อนจะเข่าอ่อนทรุดกายลงกับพื้นอย่างหมดแรง ใกล้ ๆ กับซากลังไม้ เศษหัวไม้เท้าเก่า ๆ ประจำตัวของตาชัยหักหล่นอยู่

ไม้เท้าหัก...ตาชัย ผีชราที่ขาไม่ดีตนนั้น...

“...ตาชัย...คงหนีทันใช่ไหม...” เสียงผีหนุ่มสั่นเครือ แววตามองมาอย่างหวังคำตอบที่จะทำให้โล่งใจบ้าง

แต่สีหราชกลับนิ่งงันแล้วส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนจะเบือนหน้าไปทางริมคลองน้ำครำ เศษซากของอาภรณ์เทาที่ขาดวิ่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ กระจัดกระจายอยู่ทั่วพงหญ้า สายตาสีหราชหม่นเศร้าลง คำตอบนั่นทำให้มรุตถลาเข้าไป แต่สีหราชคว้าตัวไว้ทัน

“ตาชัย !” ร่างเล็ก ๆ กำมือแน่นอยู่ในอ้อมแขนของสีหราช เกือบจะซวนกายไว้ไม่อยู่

ตาชัย เหมือนญาติผู้ใหญ่...ที่เอ็นดูมัน...

“เป็นเพราะข้าคนเดียว...ถ้าข้าไม่พาท่านมาที่นี่ ตาชัยคง...” มรุตกำเศษไม้เท้าไว้แน่น น้ำตาคลอ

“อย่าร้องไห้...ไม่ใช่ความผิดของเจ้า” มือหนาของสีหราชเอื้อมมาลูบหัวร่างเล็ก ๆ ตรงหน้าก่อนจะรั้งตัวเข้ามากอดแน่นขึ้น แววตาคมหม่นเศร้า

นายชัย หัวไม้...อดีตวิญญาณนักเลงแก๊งเก้ายอดย่านนางเลิ้ง แม้จะเคยปะทะกับเขามาก่อน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าก็ทำให้สีหราชอดใจหายไม่ได้

“ตาชัย ถึงจะเป็นผีแก่ ๆ ปากร้าย แต่แกใจดีมาก ๆ วันแรกที่ข้ากลายเป็นผีไม่รู้จะไปที่ไหน แกยังอุตส่าห์แบ่งบ้านให้อยู่ แกว่า เห็นผีหนุ่มร้องไห้แล้วมันหนกขู...” น้ำตาเม็ดโตพรูจากใบหน้าหวาน

“ใครมาร้องไห้แถวนี้วะ หนกขูเว้ย !” ภาพชายชราอายุมากเดินกระย่องกระแย่งออกมาพร้อมไม้เท้าคู่ใจ ก่อนจะเอาปลายไม้เท้าสะกิดขาไอ้ผีหนุ่มที่ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร

“เป็นผู้ชายมันต้องเข้มแข็งอย่างข้า เป็นผีเร่ร่อนมากว่า 60 ปีแล้วยังไม่เห็นเป็นไร เอ็งก็ต้องไม่เป็นไร !” ก่อนที่เจ้าตัวจะชวนเข้าบ้านอย่างมีฟอร์ม

“เอ้า มาหลบฝนในบ้านข้าก่อน มีของเซ่นไหว้เหลืออยู่นิดหน่อย กินเสร็จแล้วอย่าลืมเอากระทงเซ่นไหว้ไปทิ้งด้วยล่ะ เดี๋ยวบ้านข้าจะเหม็นไปหมด” ร่างนั้นค่อย ๆ กระย่องกระแย่งเดินวูบเข้าไปในลังไม้ที่เก่าคร่ำคร่า

บัดนี้...ลังไม้...เหลือเพียงเศษซากที่ไหม้ไฟ ไม่มีแล้วบ้านไม้ของผีชรา...ที่ผีอย่างเขาจะแวะมาชวนคุยสัพเพเหระอย่างเคย

เสียงหัวเราะลงลูกคอเบา ๆ ของคุณตาปากร้ายใจดี...ที่อารีมีน้ำใจกับผีเร่ร่อนอย่างเขายังคล้ายจะติดหู

...เขามันตัวซวยจริง ๆ พาหายนะมาสู่ทุกคนรอบตัวไปหมด !

สีหราชกำมือแน่น แววตาคมมองไปรอบ ๆ ก่อนจะหยุดนิ่ง เขาจ้องเขม็งไปที่ผนังใต้สะพานนั่น

มีบางอย่างที่อยู่ตรงนั้น อักษรคล้ายนักเลงอันธพาลที่ชอบเขียนพ่นสเปรย์บนกำแพง แต่มันคือสาสน์ที่บางคนตั้งใจฝากถึงเขา กลอักษรที่เขียนอยู่ตรงนั้นอาจไม่มีความหมายสำหรับคนในยุคนี้ แต่สำหรับวิญญาณที่เกิดในยุคต้นรัตนโกสินทร์ด้วยกันย่อมรู้ดี...สาสน์ที่ซ่อนเร้นในกลอักษรม้าลำพอง นั่น กำลังเย้ยหยัน

“         หยามหยันเหยียดเย้ยยิ่ง”
“ ตามติดคิดจิตร์ฆาต   แค้นรั้งชังทรามเจ้า”  (1)

เสียงมรุตที่ร่ำไห้อยู่ข้าง ๆ ดวงตานั่นแดงช้ำ สีหราชกัดฟันกรอด

“พวกมันกำลังตามล่าข้า...แต่ตาชัยกลายเป็นเหยื่อแทน หากข้าไม่ให้อำนาจจากแดนยมโลกให้เขา เขาอาจจะไม่ต้องโดนทำร้ายขนาดนี้ก็ได้...”

ประโยคนั้นทำให้มรุตเงยหน้าขึ้นก่อนจะมองยมทูตหนุ่มแล้วพูดเสียงดังขึ้นพลางกำมือแน่น

“ใช้ข้าเป็นตัวล่อก็ได้...ข้าจะตามหามันด้วย อย่างน้อยก็เป็นสิ่งสุดท้ายที่ผีอย่างข้าจะทำให้ตาชัย...”

ประโยคนั้นทำให้สีหราชอึ้ง

น้ำใจเจ้าตัวเล็กยังกว้างขวางเหมือนเดิม ไม่กลัวเลยสักนิดว่าตัวเองจะอยู่ในอันตราย

แต่เขาจะเสียมันไม่ได้อีกแล้ว หากครานี้ วิญญาณที่จากไปเป็นร่างตรงหน้า หัวใจเขาจะทานทนได้อย่างไร...

เสียงสวดมนตร์ภาษาบาลีแบบโบราณดังขึ้นเบา ๆ จากริมฝีปากของสีหราช ท่วงทำนองสูงต่ำอย่างไพเราะนั่นก่อให้เกิดคลื่นสีขาวนวลจากกึ่งกลางอกของยมทูตหนุ่ม บรรยากาศรอบตัวคล้ายจะสว่างไสวขึ้นทีละน้อย ละอองเศษเสี้ยวแห่งวิญญาณที่ถูกทำลายแตกกระจายอยู่ใต้สะพานค่อย ๆ รวมกันขึ้นเป็นประกายวิบวับสีขาว ก่อนจะค่อย ๆ ลอยขึ้นสูงเรื่อย ๆ ยามสิ้นเสียงสวดมนตร์ ดวงแก้วใส ๆ ร่อนวนรอบทั้งสองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหายวับไปจากสายตา

“ข้า...ส่งตาชัย...เรียบร้อยแล้ว...” สีหราชเอ่ยเบา ๆ ก่อนจะก้มมองมือเรียวที่เกาะกุมท่อนแขนเขาไว้แน่น ดวงตาที่รื้นไปด้วยน้ำตาของผีหนุ่มตรงหน้ายิ้มให้เขา ก่อนจะเงยหน้ามองตามลำแสงสว่างที่หายลับไป

“คุณตาไปที่ไหน...”

“ฐานพระ...หากเขายังพอมีจิตกุศลอยู่...ไม่นาน...เขาจะได้ไปเกิดใหม่”

เสียงสวดมนตร์ทำวัตรเช้าเย็นคงเป็นยาทิพย์ที่พอจะรักษาดวงจิตที่แตกร้าวนั่นได้ ที่เหลือ...ก็สุดแท้แต่วาสนาของแต่ละคน
แววตาของผีหนุ่มน้อยตรงหน้ามองสีหราชด้วยความตื้นตันก่อนจะมองตามลำแสงสว่างนั้น สีหราชยกมือขึ้นลูบหัวเจ้าตัวเล็กเบา ๆ อย่างปลอบใจ

“ไปดีนะ...คุณตา...จนกว่าเราจะพบกันใหม่...”
................................................................................ 

ราตรีก้าวเข้ามาแล้ว สายลมโชยพัดแผ่ว มรุตหลับสนิทบนเตียงสีขาวสะอาดตา ใบหน้าเรียวสวยมีคราบน้ำตารื้นอยู่อย่างนั้น ลมหายใจสม่ำเสมอของคนตรงหน้าทำให้สีหราชถอนหายใจเบา ๆ ความกังวลและความเป็นห่วงเจ้าตัวจ้อยจับใจ

เกือบสองร้อยปีที่ผ่านมา...เขาตัวคนเดียวไม่เคยคิดจะหวั่นกับวิญญาณตนใด บุกไปที่ใดก็ไม่เคยหวั่น แต่หากยามนี้เขามีเจ้าตัวน้อยเป็นหัวใจ หากจะทิ้งมันไว้เพียงคนเดียวก็ไม่ได้ แต่จะพาไปด้วยก็ไม่ได้อีก

ศัตรูอยู่ในเงามืด เขาอยู่ในที่สว่างและ...ยังมีหัวใจ...เป็นจุดอ่อนอย่างนี้

“ท่านสีหราช...” เสียงภุมมเทวาดังขึ้นเบา ๆ ด้านหลัง สีหราชหันไปมองร่างนั้นช้า ๆ สายตาของชายชรามองอย่างเข้าใจความรู้สึกของยมทูตหนุ่มตรงหน้า

“ท่านจะพามรุตไปด้วยไม่ได้นะ เพราะท่านรู้ดีมิใช่รึว่า...พลังที่ท่านมอบชีวิตให้กับเขานั้นผูกพันตัวท่านไว้กับเขา ยามเขาเจ็บท่านก็จะเสียพลังวิญญาณไปด้วย หากเขาตาย...ท่านก็อาจต้องแทบสิ้นสลาย...” แววตาของสีหราชหรุบลงเล็กน้อย ก่อนจะค้อมหัวให้ภุมมเทวาอาวุโส

“มรุต...กำลังจะเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ท่านถึงตายได้เชียวนะ...” ประโยคย้ำของภุมมเทวาทำให้เจ้าตัวระบายลมหายใจช้า ๆ

“โปรดเก็บงำเรื่องนี้ไว้ ข้าไม่อยากให้เขาต้องกังวล” สีหราชมองภุมมเทวาช้า ๆ

“ว่าแต่...เจ้ารู้แล้วหรือไม่ว่า ใครคือผู้ที่ไล่ตามอาฆาตเจ้า” ภุมมเทวาถอนใจเบา ๆ ก่อนมองอย่างสนใจใคร่รู้

สีหราชถอนหายใจยาว แล้วหวนนึกไปถึงภาพในกระจกมายา เพราะในยามนั้น กลอักษรบนผนังปูนใต้สะพานบอกชัด ไอวิญญาณสีดำสนิทที่อยู่ตรงกำแพงยังใหม่...

เพียงชั่วขณะไอวิญญาณดังกล่าวค่อย ๆ กลายเป็นสีเทาอ่อนและกระจกมายาเผยภาพขึ้น ใบหน้าที่พร่าเลือนและริมฝีปากแสยะยิ้มอยู่ใต้ผ้าคลุมสีดำสนิทกำลังร่ายอักษรขึ้นตรงผนัง ดวงตานั้นตวัดฉับเมินมาคล้ายจะรู้อยู่ในทีว่ามีบางคนกำลังจ้องมองอยู่ ริมฝีปากของร่างในผ้าคลุมสีดำขยับโดยไร้เสียง...

....กล้า ฤา ไม่ อ้ายสีหราช...ข้ารอเจ้านานแล้ว...

 ศัตรูในอดีตกาล...วิญญาณที่อาจผูกใจเจ็บเขา...อาจเป็นคนผู้นั้น...

ปริศนาศัตรูและบางอย่าง...บอกเขาลึก ๆ ว่ามีเบาะแสบางอย่างที่ยังขาดอยู่....

ภาพข่าวในโทรทัศน์เมื่อเช้าวันนี้กลับเข้ามาในหัวของสีหราช เมื่อนักข่าวสาวสัมภาษณ์บุรุษหนุ่มในชุดสูทสากลสีเทาอ่อน

“นับว่าเป็นข่าวดีสำหรับวงการประวัติศาสตร์ของไทย เมื่อตระกูลชาญนพภูบดีตัดสินใจเปิดเผยข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่สืบเนื่องมาตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ ๓ โดยต้นสกุลสืบเชื้อสายมาจาก พระบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชายชาญนพ กรมหมื่นสิรภักดิเทวราช โดยพระบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชายชาญนพทรงมีพระปรีชาสามารถยิ่งในทางการทูตและทางพระศาสนา ในการนี้ตระกูลชาญนพภูบดี ตัดสินใจมอบบันทึกต่าง ๆ รวมถึงของใช้ส่วนพระองค์ครั้งเสด็จไปเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศให้แก่หอจดหมายเหตุเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาต่อไป...”

ภาพถ่ายโบราณในจอโทรทัศน์ตรงหน้าเผยให้เห็นรูปบุรุษร่างสูงสง่าพระพักตร์แย้มสรวลนิด ๆ บุคลิกสุขุมอารี

ภาพดังกล่าว...หัวใจสีหราชกระตุกและขนลุกในทันที

สายพระเนตร...เหมือนครานั้น...

เมื่อเขาสูญเสียเมืองอินทร์ไปในคืนนั้น สีหราชก็แฝงกายสืบหาความจริงแอบติดตามขุนทรัพย์และเหล่านักแสดงละครนอก จนรู้ว่าแท้จริงแล้ว ทั้งหมดนี้ล้วนวางแผนร้าย สีหราชลอบนำรายชื่อเหล่ากบฏออกมาจากขุนทรัพย์และเป็นเสด็จพระองค์ชายชาญนพที่รั้งเขาไว้

“อ้ายสีห์...ข้าเห็นเจ้าเป็นดั่งน้องชาย อย่าทำเยี่ยงนี้เลย ปล่อยให้เป็นเรื่องของกรมเมืองเถิด...”

“มิได้...ยังมีอ้ายอีอีกมาก แลนี่ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีอีกมากที่ซ่อนเร้นแลหากไม่มีหลักฐาน เหล่าทหารจักทำสิ่งใดได้ กบิลเมืองย่อมไม่อาจลงโทษพวกมัน!”

“อ้ายสีห์ ! ข้าขอสั่งเจ้า ห้ามไปเด็ดขาด! เอารายชื่อเหล่านี้มาให้ข้า !”

“ไม่ ! ข้าจักกุดหัวพวกมันทุกตัว !”

“เจ้าเอาความแค้นที่มีต่อเมืองอินทร์มาทำเช่นนี้มิได้ ต่อให้พวกมันตายสิ้น อ้ายอินทร์ของเจ้าก็มิอาจฟื้นคืน!”

“ต่อให้มิอาจฟื้นคืน แต่ข้าจักไม่ยอมให้มันต้องตายโดยชื่อต้องมลทิน!”

...เมืองอินทร์สิ้นเพราะข้อกล่าวหาว่าเป็นอั้งยี่ซ่องโจร หากแต่แท้จริงมันตายเพราะล่วงรู้ความลับของเหล่ากบฏ...

“อ้ายสีห์ ! เรื่องที่เจ้าสังหารทหารหลวงที่คุมตัวเมืองอินทร์ครานั้น ข้าเพียรขอทูลกระหม่อมให้เว้นโทษตายเจ้าเพราะเห็นแก่เจ้าจอมมารดาแลข้า...แต่หากครานี้ เจ้ายังดื้อรั้นไปสังหารเหล่ากบฏเหล่านั้นเอง ข้าจักปกป้องเจ้าไม่ได้อีกแล้วนะ !”

“ข้าไม่ต้องการการปกป้อง ! ข้าจักลิขิตชีวิตข้าเองด้วยดาบเล่มนี้ ! ”

ยามนั้นมันและเสด็จพระองค์ชายชาญนพทะเลาะกันเป็นครั้งแรก...แลเป็นมันที่กระชากเอารายชื่อเหล่ากบฏมาได้บางส่วน
กระดาษที่ขาดครึ่ง...ดั่งสายสัมพันธ์ที่ขาดสะบั้น

“ข้าจักเป็นยมทูต ส่งอ้ายอีเหล่านั้นลงนรกทุกตัว!” สีหราชกล่าวด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม

“ข้าก็จักให้ทหารหลวงไล่ตามเจ้า สีหราช...ข้าไม่อาจให้เจ้าตั้งศาลเตี้ยตามอำเภอใจได้ !” เสด็จพระองค์ชายชาญนพตวาดลั่น

“ตามแต่พระประสงค์เถิด หาท่านจัดการเอาพวกมันเข้าตะรางได้ก็จงจัดการไป แต่อย่าเหลือผู้ใดไว้...มิเช่นนั้น ข้าจักไม่เว้นไม่ปรานีแม้แต่ชีวิตเดียว!”  เป็นเขาที่ประกาศกร้าวก่อนจะเร้นกายหลบจากวังไป

ยิ่งเห็นข้าวของเก่า ๆ ส่วนพระองค์ เขาก็ยิ่งโหยหา..เรื่องราวในครั้งนั้น

ภาพในโทรทัศน์เมื่อเช้าฉายให้เห็นบรรดาข้าวของเครื่องใช้ส่วนพระองค์ที่เก็บงำมาเกือบสองร้อยปี...บางชิ้นเก่าคร่ำคร่า บางชิ้นก็หลุดร่วงชำรุดตามเวลา เสียงผู้บรรยายบอกถึงความเป็นมาของแต่ละสิ่งที่วางอยู่ตรงหน้า แต่สิ่งที่สะดุดตาของสีหราช...บันทึกปกหนังสีน้ำตาลที่วางอยู่ด้านหนึ่งของโต๊ะทรงพระอักษร ละม้าย..คล้ายบันทึกที่เห็นในห้วงความฝัน

เสด็จพระองค์ชายถือบันทึกเล่มนั้นมาที่ลานประหาร...คล้ายจะเอ่ยวาจาบางสิ่ง แต่ก่อนที่จะทันฟังก็ถูกกระชากกลับมาสู่โลกปัจจุบันเสียก่อน...

อาจมีบางสิ่งที่...ซ่อนเร้นมากกว่าที่เห็น...

“ตระกูลเราเชื่อว่า บางอย่างในนี้ถึงเวลาที่จะส่งต่อให้นักประวัติศาสตร์ครับ บางชิ้นมีข้อความสำคัญ บางชิ้นก็เป็นบันทึกส่วนพระองค์แต่ก็จะทำให้สามารถปะติปะต่อเรื่องราวความรุ่งเรืองในสมัยปลายรัชกาลที่ 3 และต้นรัชกาลที่ 4 ได้เป็นอย่างดี”
ภาพชายหนุ่มรูปร่างสูงสง่าในชุดสูทสากลนั่งให้สัมภาษณ์ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

ใบหน้าสุขุมละม้ายคล้ายกับบรรพบุรุษจริง ๆ สีหราชยิ้มก่อนจะระบายลมหายใจเบา ๆ

(1)   กลอักษรม้าลำพอง ใช้วิธีการอ่านทวนย้อนซ้ำสี่คำแรกในบท และนำมาต่อท้ายคำที่ห้าในวรรคนั้น ดังนั้นสำหรับกลอักษรที่อยู่ในนี้ จะเขียนใหม่ได้ว่า “หยามหยันเหยียดเย้ย ยิ่ง เย้ยเหยียดหยันหยาม .....ตามติดคิดจิตร์ ฆาต จิตร์คิดติดตาม.....แค้นรั้งชังทราม เจ้า ทรามชังรั้งแค้น...” ซึ่งแปลความได้ว่า ผู้นั้นกำลังเหยียดหยันสีหราช บอกเป็นนัยว่าเขากำลังติดตามสีหราชไม่ลดละและเตรียมสะสางหนี้แค้นที่มีกันมาในอดีต...” 

ส่วนนี้เป็นกลวิธีโบราณในการส่งสาส์นลับในสมัยอยุธยาจนมาถึงช่วงต้นรัตนโกสินทร์ค่ะ น่าเสียดายว่าปัจจุบันนี้มีคนอ่านกลอักษรกลศึกโบราณที่แฝงความรู้ทางอักษรศาสตร์ได้น้อยลงทุกที และบางฉบับก็ไม่อาจจะถอดความได้แล้ว บางส่วนของกลอักษรเหล่านี้ปรากฎที่วัดโพธิ์ บางฉบับก็รู้แต่ชื่อแต่ไม่รู้วิธีถอดความแล้ว เพราะความรู้เหล่านี้จำเป็นต้องใช้คนที่รู้ทั้งศาสตร์เชิงอักษรศาสตร์ และบางครั้งก็แฝงกลศึกไว้ด้วย ทำให้แม่ทัพสมัยก่อนจะต้องมีความรู้มาก ๆ เลยค่ะ (หรืออาจจะต้องมีผู้รู้ติดตัวไปในการศึกด้วยเพื่อถอดความสาส์นลับ ตัวอย่างการใช้กลแบบนี้ จะปรากฎในนิยายเรื่อง หนึ่งด้าวฟ้าเดียว ของวรรณวรรธน์  หรือ กาหลมหรทึก  เป็นต้น

..............................................................................


ButlerofLOVE : ต่อไปก็มีฉากต่อสู้แบบคาถาอาคม งานนี้ Butler ค้นภาษาบาลีมาสร้างมนตราอาคมในเรื่องค่ะ หวังว่าทุกคนจะชอบ :)

สำหรับในนี้เราจะลงจนจบตามกฎของเล้าค่ะ :) แต่สำหรับฉาก NC ต่าง ๆ เราจะไม่ลงเลยจะไปอยู่ในเล่มนะคะ (ไม่มีไม่ว่าจะเป็น RAW หรือ DD)

พรุ่งนี้มาพบกันค่า นิยายน่าจะจบตอนช่วงปีใหม่ละมั้งหรือหลังจากนั้นนิดหน่อย ^^
ขอบคุณนักอ่านทุกคนค่า ^^

 :heaven
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-01-2021 04:04:53 โดย BaoBao »

ออฟไลน์ mister

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 170
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
    • https://www.facebook.com/JJSonkFanclub
สนุกมาก ภาษาสวย ตามจ้าาาาา :katai2-1: :mc4:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-01-2021 04:03:52 โดย BaoBao »

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7739
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
รอๆๆครับบ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-01-2021 04:03:42 โดย BaoBao »

ออฟไลน์ ButlerofLOVE

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
CHAPTER
21



อาคารหอจดหมายเหตุแห่งชาติอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว ในยามกลางคืนเช่นนี้มีเวรยามตรวจตราไม่มากนัก อาจเพราะผู้คนสมัยนี้ไม่ค่อยสนใจกับตำราโบราณมากนัก และโลกก็วิวัฒน์ไปมากแล้ว โลกอินเทอร์เนตที่ผู้คนเรียกกันทำให้ย่อทุกสิ่งมาอยู่บนมือความรู้และเรื่องราวต่าง ๆ ปรากฎอยู่บนหน้าจอขนาดเล็ก การอ่านจากกระดาษดูจะลดน้อยลงไปอย่างน่าใจหาย

....โลกของหอจดหมายเหตุ...คล้ายจะถูกทิ้งร้างไว้เบื้องหลัง

ฝีเท้าแผ่วเบาของสีหราชก้าวเข้ามาในเรือนอาคารอย่างช้า ๆ ช่วงเปลี่ยนกะ...ทำให้ทุกอย่างง่ายดาย รปภ.วัยกลางคนร่างท้วมนั่งสัปหงกโงกเงกอยู่หน้าอาคาร ถ้าถามได้คงถามว่าให้เฝ้าสิ่งใดในเมื่อไม่เคยมีผู้ใดย่างกรายเข้ามาสักครา

เพียงครู่เดียว สีหราชก็เข้ามาถึงส่วนจัดแสดงนิทรรศการ

กล่องกระจกใสสี่เหลี่ยมบนแท่นจัดแสดงวางอยู่ตรงหน้า...

บันทึกส่วนพระองค์ปกหนังสีน้ำตาลดูเก่าคร่ำคร่าตามกาลเวลา

สีหราชเป่าลมวูบหนึ่งบนฝ่ามือ เพลิงสีฟ้าอ่อนสว่างขึ้นก่อนจะม้วนตัวเข้าไปในกล่องพลาสติกใสตรงหน้า ไอสีฟ้าอ่อนกระจายไปทั่วกล่องกระจกนั้นก่อนจะละลายผิวกระจกด้านบน มือหนาเอื้อมลงไปหยิบบันทึกเล่มนั้นขึ้นมา

สิ่งที่เสด็จพระองค์ท่านเขียนไว้ในนี้...อาจบอกอะไรมันได้บางอย่าง...

เสียงพรึ่บดังขึ้นทันทีหลังจากที่ปลายนิ้วสีหราชสัมผัสสมุดบันทึก ดวงตาสีแดงก่ำหลายสิบคู่ปรากฎขึ้นในความมืดก่อนกรูเกรียววูบหนึ่งเข้ามากระชิดสีหราช เคราะห์ดีที่เขาระวังไว้ก่อนแล้ว ปลายดาบโบราณกระชากออกจากฝักก่อนจะตวัดฟันสิ่งที่ปรากฎในอากาศเป็นพัลวัน ไอสีดำสนิทกระจายออกมาจากสมุดเล่มดังกล่าว ดวงตาสีนิลไหวระริกทันที

กับดักงั้นหรือ !

เพลิงสีแดงดำถูกจุดขึ้นที่ปลายนิ้วของยมทูตหนุ่มพร้อมกับอักขระโบราณปรากฎขึ้นกลางอากาศ โดมมิติวิญญาณสีฟ้าหม่นแยกมิติโลกปัจจุบันออกจากมิติแห่งวิญญาณในทันที

อย่างน้อยปะทะกันในนี้...ก็ไม่มีผู้ใดรู้เห็น และมิติโลกปัจจุบันก็จะไม่กระทบด้วย

สภาพดวงวิญญาณจำนวนมากที่ล้อมเขาอยู่ตรงหน้าทำให้สีหราชยกดาบขึ้น ไอวิญญาณที่รวมกลุ่มกันเป็นรูปมนุษย์ แม้จะไม่เห็นลักษณะการแต่งกายชัดเจนนัก มีเพียงดวงตาแดงก่ำของมันที่จดจ้องสีหราชอย่างอาฆาตมาดร้าย ความอาฆาตของเหล่าวิญญาณพลันเปลี่ยนเป็นสายลมพิฆาตสีดำที่หมุนคว้างตัดทุกสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า แม้จะพยายามหลบหลีกแล้วแต่ใครจะหนีสายลมพิฆาตได้ทุกครา

แขนซ้ายของสีหราชถูกสายลมสีดำบาดลึก...เลือดไหลริน

“ยังไม่ยอมไปเกิดกันสินะ...ไอ้พวกทุรยศต่อแผ่นดิน!”

เพลิงสีทองสำแดงรัศมีเจิดจ้าจากปลายดาบ แค่รัศมีนี้ดวงวิญญาณทั่วไปก็ควรหลบหนีแล้ว แต่พวกนี้แปลกนัก เงาสีดำเหล่านี้กลับเดินตรงเข้ามาหาแสงเพลิงสีทองดังกล่าวราวกับไม่กลัวสิ่งใด

ไม่ฟังกันดี ๆ ก็คงต้องจัดการให้สิ้น !

แต่แล้วสีหราชกลับต้องชะงักกึก มือที่กำดาบไว้สั่นระริกเมื่อร่างเงาสีดำเหล่านั้นเดินใกล้เข้ามา แสงสลัว ๆ ที่ลอดผ่านกระจกหน้าต่างทำให้เห็นใบหน้าอสุรกายเหล่านั้นชัดเจนขึ้น

มิใช่อสูร...หากเป็นใบหน้าของผู้ที่มันรัก...เหล่าผู้คนในสำนักดาบ...ของเขา

ดวงตาสีแดงฉานของแต่ละคนยืนล้อมสีหราชไว้ บางตนมีน้ำตาไหลรินเป็นเลือดแดงก่ำ บางตนยกมือขึ้นไขว่คว้าราวจะทวงถามความยุติธรรมจากร่างตรงหน้า

“อ้ายสีห์...เหตุใดทำเยี่ยงนี้...”

“อ้ายสีห์...เพราะมึง และอ้ายอินทร์ พวกข้าถึงต้องตาย...”

“เจ็บ...ข้าเจ็บเหลือเกิน...ปวดไปหมด...ช่วยข้าด้วย...อ้ายสีห์...”

“เพราะเจ้า...ข้าจึงต้องตาย”

“ข้า...กำลังจะมีลูก ลูกเมียข้าต้องตาย...เพราะเจ้า..”

“เจ็บ...เจ็บเหลือเกิน...ข้าผิดอันใดอ้ายสีห์ เหตุใดข้าต้องตาย...”

“เพราะเจ้าเมตตา ข้าถึงต้องตาย...เพราะเจ้า...เพราะเจ้า...”

เสียงแหบโหยโอดครวญกล่าวโทษดังกระหึ่มอยู่รอบกาย ทำให้สีหราชขนลุกเกรียว ดวงตาที่เต็มไปด้วยความคั่งแค้นหลายสิบดวงจ้องมาตรงหน้า ก่อนจะขยับกายเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ

ภาพผู้คนในสำนักดาบที่ล้มตายกันในวันที่เขาเร่งม้าไม่หยุดตลอดสามสี่วันเพื่อกลับมาที่เรือนสำนักตีดาบ...แต่ทว่ามันยังสายเกินไป ร่างคนสนิทรู้จักมากมายนอนจมกองเลือดอยู่ตรงลานฝึกดาบ เหล่าช่างตีดาบล้วนถูกฟันเลือดท่วม บ่าวไพร่บางส่วนถูกทรมานก่อนตาย แม่คำหล้าหายสาบสูญ ร่างของพ่อสินถูกเสียบด้วยดาบจากด้านหลัง เรือนทั้งหลังถูกรื้อค้นจนวินาศไปหมดไม่เว้นแม้แต่เรือนของข้าทาส ภาพตรงหน้าทำให้มันทรุดฮวบลงกับพื้นพร้อมอ้ายมิ่งที่ถลันตามมา

มันต้องฝังคนที่มันรู้จักทีละร่างลงสู่ผืนดิน...หลายร่างตาไม่หลับ

...เลือดสดของหลายสิบชีวิตเจิ่งนองผืนดิน...

“...ชาวบ้านบอกว่า จู่ ๆ มีทหารเข้ามาจะจับเจ้าโชคข้อหาว่าเป็นลูกหลานอั้งยี่ แต่พ่อสินแลอ้ายอินทร์ขัดขืนไม่ยอมให้ตัวเด็ก...เลยโดนข้อหาซ่องโจรไปด้วยกัน...ทุกคนบนเรือน...โดนหมดสิ้น” เสียงอ้ายมิ่งสั่นเครือ

“...เหตุใดไม่เข้าสอบสวนตามกบิลเมือง แล้วมาตัดสินเยี่ยงนี้ !”

“...ก็ชายผู้ที่นำเหล่าทหารมา...เป็นถึงเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง เป็นเสด็จอาของทูลกระหม่อม...ใครไหนเลยจะกล้าขวาง...”

กรมหลวงไกรสีห์สรคุณ ! เป็นคนผู้นั้นที่สังหารผู้คนของสำนักดาบ ! 

ภาพอดีตชาติถูกหมุนวนกลับ เงาวิญญาณเหล่านี้ล้วนแต่เป็นผู้คนที่มันรักทั้งนั้น ผู้คนที่ล้มตายไปในคืนนั้น...วิญญาณที่ตายโหงโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวกลายเป็นวิญญาณอาฆาตและถามหาความยุติธรรมให้ตนเอง

เป็นเพราะเขาเอง...ต่อให้ตามไล่สังหารคนที่เกี่ยวข้องสักเท่าไร...ก็มิอาจคืนชีวิตให้ผู้บริสุทธิ์เหล่านี้ได้...

ร่างสูงยืนนิ่งลดดาบลงช้า ๆ ก่อนจะทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้น...

เขาไม่เคย..ได้ขอโทษคนเหล่านี้เลย เขากลับมาช่วยไม่ทัน...เป็นความผิดที่ไม่อาจจะให้อภัยตนเองมาตลอด...

....ข้าขอโทษ...ขอโทษที่กลับมาช่วยไม่ทัน...

...ขอโทษที่ข้าและเมืองอินทร์รับเอาเด็กน้อยไว้...จนพวกเจ้าต้องตาย

...ชื่อ..ต้องมลทิน...ในฐานะอั้งยี่ซ่องโจร....

เสียงก่นด่าประณามกล่าวโทษความผิดของเขาดังก้องไปมาในโดมมิติวิญญาณ หลายเสียง หลายวิญญาณล้อมรอบตัว เงาสีดำมืดค่อย ๆ ก้าวเข้ามาล้อมไว้อย่างช้า ๆ บรรยากาศบีบคั้นมากขึ้นเรื่อย ๆ อากาศเหมือนจะหมดลงไปทุกที เพลิงสีทองบนด้ามดาบที่คุ้มกายสีหราชเริ่มอ่อนแสงลงทีละนิด เลือดจากแขนซ้ายไหลรินลงพื้นดิน ร่างแข็งทื่อร่างหนึ่งแหวกวงล้อมก้าวตรงมาอย่างช้า ๆ ใบหน้าที่ก้มลงมาใกล้มองเขาอย่างเพ่งพิศ เลือดแดงฉานไหลรินจากดวงตา สีหราชเงยหน้ามองดวงวิญญาณตรงหน้าก่อนจะกลั้นหายใจ

...พ่อสิน...

ดวงตาแดงก่ำนั่นจ้องมาตรงหน้าไร้แววว่าจะจดจำเขาได้ แต่แล้วเหมือนบางอย่างในแววตากำลังไหวระริก คล้ายจะขัดแย้งในตัวเอง มือแข็งทื่อที่โชกเลือดเอื้อมตรงมาที่เขา อีกเพียงนิด..ก็จะถึงคอของสีหราช แต่แววตาที่จดจ้องราวจะดิ้นรนขัดขืนบางสิ่งที่มองไม่เห็น กริยาดังกล่าวทำให้สีหราชอึ้งและไม่เข้าใจ แต่แล้วทันใดนั้น

“อ้ายสีห์ ! หนี !”

วิญญาณพ่อสินตะโกนลั่นยาวสุดเสียงก่อนจะโดนมือที่มองไม่เห็นกระชากวูบจนหงายหลัง เสียงวิญญาณผู้เป็นพ่อที่กรีดร้องโหยหวนทำให้สีหราชได้สติทันควัน

นี่มัน ! อาคมหุ่นเชิดวิญญาณ ! อาคมโบราณจากจอมขมังเวทเขมร !

“ปาตุภว อสุภะ! (วิญญาณจงปรากฏ)”

ด้ามดาบโบราณในมือกระทุ้งลงตรงหน้าครืนใหญ่ แรงกระแทกส่งคลื่นสีทองสว่างเจิดจ้ากระจายไปทั่วทุกทิศทาง ห้องที่มืดทึบเมื่อครู่กลับกลายเป็นสว่างด้วยแสงสีนวลตา โซ่อาคมที่มองไม่เห็นพลันปรากฎชัดต่อสายตา ดวงวิญญาณทุกดวงตรงหน้าถูกผูกล่ามไว้ด้วยตรวนหนาสีดำสนิทที่มองไม่เห็นปลาย ตรวนล่ามคอและขาของทุกตนไว้ ข้อเท้าวิญญาณทุกตนเป็นสีแดงก่ำราวกับถูกเผาไหม้จากโซ่อาคมที่ผูกรัดไว้

โซ่ตรวนจำนวนมากรั้งคอและขาของวิญญาณเหล่านั้น แม้เขาจะใช้พลังวิญญาณที่มีชำระไอสีดำบางส่วนแล้ว แต่มนตร์สะกดยังคงรุนแรง วิญญาณบางตนไม่อาจฝืนก็ยังเดินตรงมาหมายจะทำร้ายเขา แต่สีหราชไม่อาจทำใจเล่นงานได้ จึงได้แต่เพียงใช้ฝักดาบกระแทกปัดป้องและซัดวิญญาณเหล่านั้นล้มลงกับพื้นอาคาร แต่เหมือนพวกเขาไม่มีวันหยุดเพราะล้มแล้วก็ลุกขึ้นใหม่ทุกครั้ง อาคมทำให้ยังคงทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมาย...

“นิปชฺช! (หมอบ)”

เมื่อไม่อาจทำร้าย จึงได้แต่เพียงสะกดให้นิ่งอยู่กับพื้น สีหราชบริกรรมคาถาทันควัน ร่างสูงถลันเข้าไปแตะกึ่งกลางหน้าผากของวิญญาณหลายดวง แสงสว่างวาบจากกึ่งกลางหน้าผากทำให้วิญญาณที่ต้องอาคมนิ่งงันไปและร่วงลงกองกับพื้น สีหราชถอนหายใจแต่กลับชะงักอีกคราเมื่อวิญญาณที่ถูกตรึงกับพื้นยังคงดิ้นพราด บางรายยังคงตะเกียกตะกายคว้าจับข้อเท้าของสีหราชไว้แน่น

ไอวิญญาณสีดำสนิทยังคงไม่หมดฤทธิ์ง่าย ๆ แต่หากให้เขาทำร้ายวิญญาณบริสุทธิ์เหล่านี้ก็ทำไม่ได้เช่นกัน !

เจ็บใจนัก !

วิญญาณที่ถูกลากตรวนมาฝืนลิขิตแห่งโลกวิญญาณ อ่อนแอ...และพร้อมจะสลาย....หากเขาเผลอใช้พลังวิญญาณรุนแรงกว่านี้...พวกเขาอาจถึงขั้นสูญสลาย....แค่ฝักดาบของเขาที่กระแทกออกไป วิญญาณบางตนก็เริ่มพร่าเลือนเสียแล้ว...

...วิญญาณเหล่านี้ถูกเรียกมาด้วยอาคมของศัตรู ! ลำพังอำนาจแห่งยมโลกอาจไม่เพียงพอจะต้านกับไสยดำ!

เหลือทางเดียวที่จะลบอาคมมืดนั่นเพื่อปลดตรวนพันธนาการนั่นออก สีหราชเหลียวซ้ายแลขวาก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเหนือศีรษะขณะที่วิญญาณที่เหลือพลันดาหน้าเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน

ในห้องแห่งนี้ล้วนใช้เก็บวัตถุโบราณที่ทรงคุณค่า และแน่นอนว่าความเชื่อของคนมักจะเกี่ยวเนื่องกับวิญญาณ ดังนั้นผู้ออกแบบห้องจดหมายเหตุจึงจัดแท่นวางพระพุทธรูปองค์น้อยไว้ แต่บัดนี้พระพุทธรูปกลับถูกมือดีพลิกให้ล้มลงบนแท่น แต่สิ่งที่เหลืออยู่บนนั้นยังมีขวดน้ำ...หน้าหิ้งบูชาพระ

ไสยดำต้องล้างด้วยพุทธคุณ !

สีหราชกระโดดขึ้นปราดเดียว คว้าขวดน้ำหน้าพระพุทธลงมาก่อนจะกัดปลายนิ้วตนเองหยดเลือดสีแดงก่ำลงในนั้นพร้อมบริกรรมคาถาบาลีรัวเร็ว

“เจโต สังคายยะ (ชำระวิญญาณ) !”

พลันนั้นขวดพลาสติกถูกโยนขึ้นไปบนอากาศก่อนจะถูกดาบเพลิงวิญญาณฟันขาดในฉับเดียว

น้ำมนตร์ผสมอาคมยมทูตกระจายทั่วห้องจัดแสดง แสงสีทองนวลสว่างกระจ่างในคราเดียวอาบทุกวิญญาณตรงหน้า โซ่ตรวนสีดำสร้างขึ้นจากอาคมไหม้เกรียมและสลายหายไปในอากาศ พร้อมกับเสียงหัวเราะกึกก้องของผู้ที่มันมองไม่เห็น

‘ไหวพริบดี...ไม่นาน...เจอกูแน่...อ้ายสีห์...’

เสียงแหบพร่าดังขึ้นกลางหัวก่อนจะหายไป แต่ยามนี้สีหราชไม่สนใจสิ่งใดอีกแล้ว ภาพที่อยู่ตรงหน้าทำให้หัวใจฟู

วิญญาณของมิตรสหายมันถูกชำระแล้ว....ด้วยพุทธมนตร์

ทันใดนั้นแสงสีอ่อนสว่างขึ้นช้า ๆ จากขอบฟ้าด้านข้าง พระอาทิตย์กำลังขึ้น กระจกหน้าต่างของหอจดหมายเหตุสว่างขึ้นทีละนิด ๆ เงาร่างวิญญาณโปร่งใสเกือบสิบชีวิต สีหน้าแช่มชื่น วิญญาณที่บาดแผลเมื่อครู่พลันหาย ใบหน้าคนคุ้นเคยต่างเข้ามาหา แตะ...สัมผัส...กอดไหล่...ใบหน้าของทุกคนที่เขารู้จักดียิ้ม....ตบบ่าเบา ๆ ก่อนจะสลายไปในความว่างเปล่าตรงหน้า

...ขอบใจ...อ้ายสีห์ ขอบใจ...เน้อ

เสียงที่ดังขึ้นเพียงปลายหูของเหล่าวิญญาณที่ได้รับการปลดปล่อย ทำให้เขาน้ำตารื้น และตรงนั้น...หนึ่งในคนสำคัญที่สุดในชีวิต...ยิ้มละไมอ่อนโยนเฉกวันสุดท้ายที่เขาพบ

ลูกพ่อ....ขอบใจ...หัดให้อภัยตนเองบ้าง...อ้ายสีห์....

น้ำเสียงอุ่นละมุนกำซาบอยู่ในอก สายตาอ่อนโยนและอ้อมกอดบางเบาสวมกอดจากด้านหน้า แม้ไม่รู้สึกถึงสัมผัส...หากรู้ได้ด้วยหัวใจ

...พ่อสินกำลังจะออกเดินทาง...

สีหราชก้มตัวกราบแทบเท้าผู้เป็นบิดา วิญญาณโปร่งใสคล้ายหมดสิ้นความกังวลแย้มยิ้มให้มันตรงหน้า เสียงสาธยายมนตร์เบาเร็วกังวานไปทั่วโดมมิติวิญญาณดึงดูดเหล่ายมทูตทั้งหลายให้ปรากฎตัว เสียงทำนองสรภัญญะบูชาพระพุทธคุณดังขึ้นจากปากของยมทูตหนุ่มสร้างลำแสงสวยงามประกายทองเจิดจ้าขึ้นตรงหน้า ปุยเมฆสีขาวกำลังทอดตัวขึ้นเป็นขั้นบันได

เส้นทางของโลกหน้า....เปิดแล้ว เหล่ายมทูตปรากฏกายขึ้นตรงหน้าพร้อมพาเหล่าวิญญาณที่หลงค้างจาก 200 ปีก่อนเดินทางสู่โลกหน้า เงาสีขาวสะอาดตาจำนวนมากหันมาหาสีหราช แม้จะไม่เห็นใบหน้า แต่สีหราชรู้ดีว่า...

...เส้นทางที่พวกเขากำลังจะไปล้วนดีงาม...

“...รักษาตัวด้วยนะอ้ายสีห์ ลูกพ่อ...”

ประโยคสุดท้ายของพ่อสิน...กังวานกลางหัว

ความรักบริสุทธิ์ของพ่อแม่...ต่อให้ข้ามพ้นกาลเวลาเท่าไร...ก็มิอาจตัดขาดสัมพันธ์พ่อลูกได้...

................................................................................
ไอหมอกสีขาวจัดปรากฏที่หน้าประตูเพนท์เฮ้าส์หรูเมื่อรุ่งสาง ร่างสูงของยมทูตหนุ่มก้าวออกมาพร้อมกับสภาพแขนที่บาดเจ็บเลือดโชก สีหราชเดินตรงไปที่ห้องด้านในสุดหมายจะคว้าจอกสุราทองแดงของยมโลกออกมาดื่มเพื่อรักษา แต่แล้วเสียงประตูห้องข้าง ๆ ที่เปิดออกทันทีทำให้ต้องหยุดชะงัก

“อ้ายสีห์...ท่านไปที่ไหนมา หายไปทั้งคืน” ร่างเล็ก ๆ ในชุดนอนสีขาวเปิดประตูห้องออกมาในสภาพงัวเงีย ก่อนที่เจ้าตัวจะทำตาโต เมื่อเหลือบมองแขนซ้ายที่เลือดหยดนิด ๆ  ผีหนุ่มปราดเข้ามาคว้าแขนทันควัน

“อุ๊บ !” สีหราชหน้าแหยก่อนจะดันมือเจ้าตัวเล็กออกทันที ก่อนจะฝืนทำสีหน้านิ่ง ๆ

ไอ้เจ้าตัวเล็ก นี่จะฆ่ากันหรือยังไง เจ็บนะ !

“ข้า..ขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจ ทำไมเลือดออกเยอะขนาดนี้” เจ้าตัวคว้าแขนยมทูตหนุ่มลากไปนั่งหน้าสตูลบาร์ก่อนจะวิ่งปรื๋อไปรื้อตู้ยาตรงหน้าท่ามกลางสายตางุนงงของสีหราช

“ข้า...ข้าทำแผลให้ดีกว่า เจ็บมากไหม...”นิ้วมือเล็ก ๆ ของมรุตค่อย ๆ พันแขนเสื้อสีดำสนิทขึ้นช้า ๆ ยังมีเลือดไหลรินจากท่อนแขนซ้ายอยู่บ้าง แต่แผลที่บาดลึกทำให้สมานยาก

“คือ ไม่เป็นไร...ข้าว่า...เดี๋ยวข้าไปเอาจอก....” เจ้าตัวยังพูดไม่ทันจบดี คนตรงหน้าก็ขมวดคิ้วทันควัน

“ท่านนี่...ชอบแอบออกไปข้างนอกแล้วก็ไม่บอกข้า ข้าบอกแล้วยังไง ว่าให้ข้าไปด้วย อย่างน้อยก็ได้ช่วยกัน แต่พอตื่นมาท่านก็หายไปแล้ว ทำแบบนี้...ข้าใจไม่ดีเลย นี่ข้าแทบไม่ได้นอน...เพราะไม่รู้ว่าท่านหายไปไหน...”

ประโยคที่บ่นปนห่วงใยของผีหนุ่มตรงหน้าทำให้สีหราชชะงักก่อนจะอมยิ้มออกมานิด ๆ

“...น่ารัก...” มืออีกข้างปัดเกลี่ยผมที่ยุ่งเหยิงของคนงัวเงีย ก่อนจะยีหัวเบา ๆ แล้วก้มหน้าชนหน้าผากของเจ้าตัวเตี้ยกว่า ลมหายใจอุ่น ๆ เป่ารดผิวเนียน ปลายจมูกโด่งสัมผัสกันแผ่ว ๆ ทำผีที่ริอาจอยากเป็นบุรุษพยาบาลหน้าแดงขึ้นทันที

“ถ้าเจ็บตัวแล้วมีผีใจดีทำแผลให้...ก็ดีเหมือนกันนะ”

“บ้า...บ้าสิ ถ้าเจ็บมาทุกวันแบบนี้ ข้าจะเล่นงานท่าน !” ร่างตรงหน้าเสียงสั่น ก่อนจะหลบตาแล้วรีบผละไปสาละวนกับกล่องยาตรงหน้า ขณะที่ยมทูตบาดเจ็บนั่งเท้าแขนมองร่างเล็ก ๆ วิ่งวุ่นหยิบโน่นนี่อย่างเพลินตา

“ห้ามเจ็บแบบนี้อีก...เข้าใจไหม” มรุตขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะคว้าสำลีและน้ำเกลือมาถือ แล้วลากแขนคนเจ็บมาที่อ่างเคาน์เตอร์ครัว

“ไม่ยักรู้ว่า...เจ้านี่เป็นผีขี้บ่นเหมือนกันนะเนี่ย” เสียงยมทูตหนุ่มหัวเราะเบา ๆ

"ก็ใครใช้ให้ท่าน ชอบไปหาเรื่องคนเดียว" เจ้าตัวพยายามก้มหน้าก้มตามองเฉพาะแผล

"ห่วงข้า ?" น้ำเสียงหยอกเย้าแล้วก้มมองหน้าผีหนุ่ม

"เปล๊า...แค่กลัวว่า...ถ้าท่านตายไป ข้าจะไม่ได้ไปเกิดใหม่" ประโยคนั้นเรียกเสียงหัวเราะหึเบา ๆ จากยมทูต

"ห่วงข้า...ก็พูดมาตรง ๆ ไม่ต้องอ้อมค้อม...เวลาเจ้าเลิ่กลั่กแบบนี้...มันน่ารักเกิน"

ประโยคนั้นทำผีหนุ่มที่ถือขวดน้ำเกลือทำตาขวางใส่ ก่อนจะหน้าแดงก่ำเมื่อคนเจ็บพูดต่อลอย ๆ

“ข้าพูดจริง...เจ้าน่ะเป็นผีน่ารัก...”

มือแข็งแรงข้างขวาโอบคว้าข้อมือคนตัวเล็กที่ชะงักกึก ก่อนจะกดให้เทน้ำเกลือลงมา

“เทมาเถอะ...ข้าไม่เจ็บหรอก...เจ้ามือเบาจะตาย”

เมื่อคนเจ็บอยู่ทางซ้ายมือ และผีหนุ่มอยู่ด้านขวา ท่าทางดังกล่าวทำให้คล้ายกับว่าร่างสูงกว่ายืนซ้อนอยู่ด้านหลัง เสียงแผ่วเบาที่กระซิบอยู่ข้างหลังทำให้มือบุรุษพยาบาลจำเป็นสั่นนิด ๆ ไออุ่นจากด้านหลังทำให้จู่ ๆ หน้าร้อนขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ

“เจ้านี่ เทยังไงกัน ไม่เห็นโดนแผลเลยเจ้าผี ตัวสั่นไปหมดแบบนี้แล้วจะทำแผลได้ยังไง” น้ำเสียงคนด้านหลังคล้ายหัวเราะครึ้มใจ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอด้านหลัง

“ข้า...ข้า...จับขวดน้ำเกลือไม่ถนัด...ท่านปล่อยสิ”

เสียงบ่นอุบอิบกับแก้มที่แดงแข่งกับแผลของสีหราช ทำให้ยมทูตจำใจต้องปล่อยมือลงก่อนจะกระซิบเบา ๆ

“ขอบใจ...ที่ห่วงข้า...เจ้าตัวเล็ก” พลางสูดลมหายใจเบา ๆ ใกล้ผิวแก้มร่างตรงหน้า

...ข้าชอบกลิ่นหอมของเจ้าจริง ๆ ...เจ้าตัวเล็กตัวน้อยของข้า...
..................................................................................

ดึกแล้ว...สมุดบันทึกปกหนังเล่มนั้นวางอยู่บนเคาน์เตอร์ สีหราชคว้ามาเปิดอ่านไล่ดูทีละหน้าอย่างตั้งใจ ร่างสูงกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง ขณะที่มรุตเดินเข้ามาอย่างสนใจใคร่รู้ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิบนพื้นข้างเตียง ดวงตากลมโตมองจ้องมานิ่ง ๆ อย่างสนใจ ขณะที่เจ้าเฉาก๊วยวิ่งปุ๊กปิ๊กเข้ามาพันแข้งพันขาของเจ้านายตัวน้อย

"แผลดีขึ้นหรือยัง...ยังเจ็บอยู่หรือเปล่า..." ผีหนุ่มถามเบา ๆ ขณะที่เจ้าตัวคนมีแผลเผลอเม้มปากแน่นแล้วหลบตาวูบก่อนจะทำสีหน้าเหมือนเจ็บปางตาย

...จะบอกได้ยังไงเล่า ว่าสุรายมโลกทำให้แผลหายเรียบร้อยแล้ว...

"อืม...ก็...ยังเจ็บอยู่เลย ยกแขนไม่ค่อยขึ้น อยากกินอะไรก็ไม่ถนัด...อย่างตอนนี้ ข้าหิวน้ำมากเลย..."

...ขอเลียนแบบเจ้าสักหน่อยละกันนะเฉาก๊วย...เพิ่งรู้ว่าทำตาอ้อน ๆ แบบนี้แล้วจะมีผีใจดีทำให้ทุกอย่าง...

สีหราชซ่อนยิ้มนิด ๆ เมื่อผีหนุ่มรีบหมุนตัวออกไปหยิบแก้วน้ำเย็นมาให้เขาทันที

...ถ้ารู้ว่าป่วยแล้วจะมีผีน่ารักมาเอาใจ..จะแกล้งป่วยมันทุกวันเลย...

"ท่านนี่นะ ปากหนักจริง ๆ ถ้าข้าไม่ถามจะบอกไหมว่าเจ็บอยู่...แล้วยังไม่พักอีก..." ผีขี้บ่นโวยเบา ๆ ก่อนจะยื่นแก้วน้ำให้

"ป้อนหน่อย...ป้อนหน่อยนะเจ้าผี...นะ"

"มืออีกข้างก็มี...ทำไมไม่หยิบเองเล่า..." ผีหนุ่มเกาหัวเบา ๆ อย่างข้องใจ

"ก็...ข้าถือสมุดเล่มนี้อยู่นี่...เกิดน้ำหกขึ้นมา สมุดโบราณเล่มนี้ก็เสียหายหมดสิ”

“...”

“ป้อนหน่อยไม่ได้หรือ...ข้าเจ็บขนาดนี้แล้ว เจ้ายังจะใจร้ายอีก"

“...”

ผีหนุ่มตรงหน้าทำหน้าไม่ถูก เหมือนสองจิตสองใจ แต่ยมทูตหนุ่มตีหน้านิ่ง ๆ ไม่รับแก้วน้ำเสียอย่าง สุดท้ายเจ้าตัวก็เลยขยับกายเข้ามาใกล้แล้วประคองต้นคอและป้อนน้ำให้แต่โดยดี

เหมือนจะพัฒนาขึ้นหน่อย...ดีกว่าสมัยนั้น...ครานั้นป้อนแล้วข้าสำลักแทบตาย

"นี่...เจ้าใส่น้ำหวานลงไปในน้ำด้วยหรือ..." เขาถามหน้าตาย หลังจากเจ้าผีน้อยเอาแก้วน้ำคืนกลับไป

"ไม่นะ...ทำไม รสชาติมันแปลก ๆ อย่างนั้นหรือ ?" ผีตรงหน้าพาซื่อก่อนจะยกแก้วน้ำมองอย่างงง ๆ

"อืม...วันนี้หวาน...หวานกว่าปกติ...ที่เคยดื่มมา" สายตาเจือความหมายบางอย่างแล้วลอบยิ้มในใจเมื่อผีตรงหน้าหน้าแดงขึ้นมาเสียเฉย ๆ 

"อย่ามาล้อเล่นน่า น้ำเปล่ามันจะหวานได้ยังไง" ก่อนเจ้าตัวจะรีบเปลี่ยนเรื่องคุย แววตายมทูตป่วยรู้ทันแต่ทำเป็นไม่เห็น

....ควรผ่อนบ้าง...เดี๋ยวจะมีผีหัวใจล้มเหลวแถวนี้....

“ว่าแต่สมุดนั่น...เป็นของใครหรือ ทำไมดูเก่าแก่นัก” เจ้าตัวเล็กวางแก้วน้ำลงแล้วชะเง้อหน้ามามอง ท่าทางอยากรู้อยากเห็นทำให้สีหราชยิ้ม

“เป็นสมุดของคนที่ข้ารักและเคารพที่สุดคนหนึ่ง...” มือหนาลูบปกหนังในมือเบา ๆ อย่างถนอม เจ้าตัวจ้อยเอาคางเกยกับเตียงนุ่ม ๆ ก่อนจะพังพาบนิด ๆ อยู่ข้างเตียง

“ในเล่มนี้...มีเรื่องเล่าด้วยนะ...เจ้าอยากฟังไหม” ยมทูตหนุ่มมองนิ่ง ๆ

“อะไรหรือ...นิทาน...?” ดวงตากลมโตจ้องมาอย่างใคร่รู้

“อยากฟังไหม...” ยมทูตถามย้ำ ก่อนจะมองนิ่ง ๆ ด้วยแววตาหม่น แล้วจ้องใบหน้าผีน่ารักที่กลิ้งตะแคงเกยคางอยู่ข้าง ๆ เตียง

“เอาสิ...สมัยเด็ก ๆ ข้าชอบฟังนิทาน แม่เล่าให้ข้าฟังบ่อย ๆ” เสียงใสเริ่มงัวเงียนิด ๆ

“กาลครั้งหนึ่งย้อนไปราว 200 ปี มีเด็กชายคู่หนึ่งเติบโตมาด้วยกัน คนหนึ่งเป็นนักดาบและอีกคนเป็นทั้งน้องและสหายคู่ใจ คนหนึ่งดุและไม่ค่อยพูดไม่ค่อยมีเพื่อนเพราะพูดน้อย ส่วนอีกคนกำพร้าแต่เล็กถูกส่งเป็นทาสสินไถ่ แต่กลับสดใสร่าเริง มองโลกแง่ดีไม่คิดร้ายกับใคร” สายตาสีหราชจับจ้องใบหน้าคนที่เกยคางและคว้าหมอนบนเตียงเขาไปกอดเล่น

“คนดุ ๆ นั่นทำไมคล้ายท่าน” เสียงคนตัวเล็กงึมงำก่อนยิ้มนิด ๆ ดวงตาคู่สวยเริ่มหรี่ปรือ

“สองคนรักกันมาก ผูกพันด้วยชีวิตอยู่หลายครั้ง และมีสัญญาว่าจะเดินทางท่องโลกด้วยกัน แต่โชคชะตาทำให้ต้องพรากจาก เมื่อคนพี่เดินทางไปส่งดาบที่ต่างเมือง พอกลับมา...ถึงรู้ว่าทั้งเรือนโดนคำสั่งถูกไล่ล่าข้อหาอั้งยี่ซ่องโจร ผู้คนบนเรือนล้วนถูกสังหารสิ้น ไม่เว้นแม้แต่เด็กเล็ก หรือผู้สาวผู้ชรา...สหายน้อยต้องตรวนโทษหลวง...” น้ำเสียงค่อย ๆ แผ่วลงทีละนิด

“เขาทำจริง ๆ หรือ ข้าว่าคนที่ใจดีอย่างนั้น ไม่มีทางทำสิ่งที่ผิดแน่...”

สายตาสีหราชทอดอ่อนมองคนช่างพูดตรงหน้า

“ไม่ทำ...เด็กชายคนนั้นหัวใจใสสะอาดเกินผู้ใด”

“แล้วทำไมถึงโดนข้อหาหนักแบบนั้น...” ผีหนุ่มครางเบา ๆ

“เพราะพวกเขาช่วยเด็กบริสุทธิ์คนหนึ่งให้รอดตาย...และไม่ยอมส่งตัวให้หลวง...เลยต้องโทษ” สายตาสีหราชหม่นเศร้า

สิ่งที่สีหราชไม่ได้พูดออกไปคือ แท้จริงแล้ว...เพราะล่วงรู้ความลับของวังหลวง...จึงต้องสิ้น...

“ไม่มีใครช่วยแก้ต่างให้เขาบ้างเลยหรือ”

“ไม่...ไม่มีใครกล้าขัดราชอำนาจสักคน...ได้แต่ก้มหน้าไม่อาจมองการสังหารหมู่...ใครที่ทนไม่ได้ก็เข้าเรือนตัวเองไป”

ดวงตาของผีหนุ่มปริ่มน้ำตาคลอ...

“ทำไมเขาไม่หนีล่ะ ไม่สิ...ทำไมไม่สู้ล่ะ...”

“สู้แล้ว...คนน้องมีฝีมือดาบไม่เป็นรองใคร สามารถสู้กับทหารหลวงนับสิบ แต่สุดท้ายก็ยอมจำนนเพราะทหารขู่ว่าจะยอมเว้นชีวิตให้อีกผู้หนึ่ง ด้วยความกลัวอีกคนจะถูกลากมารับผิดด้วย เขาจึงยอมให้จับใส่ตรวน”เสียงเจ้าตัวกล้ำกลืน

ประโยคนั้นทำให้เจ้าตัวเล็กตรงหน้าน้ำตารื้นก่อนจะร่วงเผาะลงบนเตียงนุ่ม

“ไม่ยุติธรรมเลย แล้ว...คนพี่ล่ะ...มาช่วยทันใช่ไหม...” เสียงแหบพร่าเจือสะอื้นปลายเสียง

“เปล่า...เขาพยายามแล้ว สังหารทหารหลวงที่คุมขบวนนักโทษ แต่ทันเพียงแค่กอดลาคนน้องในอ้อมแขน” เสียงเหมือนจะหายไป ดวงตาสีหราชจ้องมองร่างตรงหน้าอย่างแสนรักและอาวรณ์

“หลังจากนั้นคน ๆ นั้นก็ล้างบางทุกคนที่เกี่ยวข้องจนหมด...แต่ก็ไม่อาจคืนชีวิตคนที่รักให้คืนมา”

“ทำไมเป็นนิทานที่เศร้าขนาดนี้...ข้าไม่ฟังแล้วได้ไหม...ฟังแล้วปวดใจอย่างไรก็ไม่รู้...”

ผีหนุ่มซุกหน้าลงเช็ดน้ำตา ทันใดนั้นคล้ายมีสายลมวูบหนึ่งพัดเข้ามาพร้อมกับเกลียวแสงสีฟ้าอ่อนที่พัดวนรอบกายผีหนุ่ม...เจ้าตัวก็รู้สึกง่วงงุนกะทันหัน เปลือกตาหนักอึ้ง แล้วม่อยหลับไปในบัดดล...

สีหราชถอนใจเบา ๆ ก่อนจะอุ้มร่างเล็ก ๆ ขึ้นมานอนบนเตียง แขนข้างหนึ่งโอบผีหนุ่มที่หลับใหลไว้แนบอก...

อักขระโบราณลอยปรากฏรายล้อมรอบกายผีหนุ่ม อักษรบาลีสีฟ้าระยิบระยับพลันไหลเข้าไปในร่างของผีหนุ่มทีละน้อยจนกระทั่งหมดสิ้น...แสงสว่างสีเหลืองทองวาบขึ้นก่อนจะเลือนหายไปในร่างตรงหน้า...

เสียงฟ้าคำรามคำรนดังขึ้นไกล ๆ ก่อนจะมีเสียงฟ้าผ่าลงมาใกล้ ๆ พร้อมกับสายฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

......เบื้องบนกราดเกรี้ยว...เพราะเขาละเมิดข้อห้ามของยมโลก...อีกข้อ...ด้วย "มนตราย้อนอดีต"

แต่ช่างมันปะไร ! ขอเพียงปลุกความทรงจำในอดีตชาติได้...ต่อให้ต้องสูญตบะที่บำเพ็ญมากึ่งหนึ่ง เขาก็พร้อมยอมแลก...

ได้โปรด...มนตราต้องห้าม...ปลุกความทรงจำในอดีตชาติของเจ้าตัวจ้อยทีเถิด

ริมฝีปากของยมทูตหนุ่มกดประทับแนบบนเรือนผมนุ่มของคนในอ้อมแขน

ขอเพียงได้เจ้าคืนกลับมาเท่านั้น...ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน...
.........................................................................


ฺButlerofLOVE : เอาแล้วค่า งานนี้พี่แกเล่นละเมิดข้อห้ามของแดนยมโลก...บทลงโทษจะเป็นยังไงตามกันตอนต่อไปเลยค่ะ ^^
 :o12:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-01-2021 04:03:32 โดย BaoBao »

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7739
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
ง่าาา อย่าเจ็บปวดอีกเลยน้าาาร
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-01-2021 04:03:15 โดย BaoBao »

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1544
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +116/-0
ท่านยมคนจริง แหกกฎตลอด 55555555 เอาใจช่วยนะให้มรุตจำได้ อ้ายสีห์รอนานแล้ว  :กอด1:

 :pig4: :pig4:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-01-2021 04:03:06 โดย BaoBao »

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด