[แฟนตาซีพีเรียด] สีหราชยมทูต Grim reaper's vacation by ButlerofLOVE++ (Yaoi)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: [แฟนตาซีพีเรียด] สีหราชยมทูต Grim reaper's vacation by ButlerofLOVE++ (Yaoi)  (อ่าน 680 ครั้ง)

ออฟไลน์ ButlerofLOVE

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
..............................................................................

ตะวันบ่ายคล้อยแล้ว สภาพชายหนุ่มสองคนที่เสื้อผ้าเปียกชื้นกันทั้งคู่ก้าวขึ้นมาบนเรือน ทำให้แม่คำหล้าแทบจะวางกระจาดผักตรงหน้าลงทันที

“อ้ายสีห์ ! พาอ้ายอินทร์ไปตกน้ำตกท่าที่ใดกัน ?!” เสียงตะโกนอย่างตกใจดังขึ้นทำให้สีหราชย่นจมูกทันทีก่อนจะหันมากระซิบเมืองอินทร์

“เห็นฤาไม่...เรือนนี้มีแต่คนรักเจ้าทั้งนั้น ไม่เห็นรักข้าบ้างเลย...”

ประโยคนั้นทำให้เมืองอินทร์ลอบหัวเราะเบา ๆ ท่าทางยักษ์ตัวโตใจน้อยขึ้นมานี่ก็น่ารักไม่หยอก

“อ้ายสีห์ไม่ได้ทำอันใดดอก ข้ากับอ้ายสีห์ไปเก็บบัวมาให้แม่คำหล้า เห็นว่าใกล้วันพระแล้ว” ว่าแล้วก็ยื่นดอกบัวสีแดงจำนวนมากที่อ้ายสีห์เด็ดมาพร้อมกับใบบัวให้กับแม่คำหล้าที่ชะโงกมามองอย่างดีใจแล้วก็ตีแขนสีหราชดังเพียะเบา ๆ

“พากันไปเล่นสนุกมาทั้งคู่ ไหนบอกข้าว่ากลัวอ้ายอินทร์มันจะป่วยไข้ นี่อะไร...เปียกกันมาหมด”

“พิโธ่...แม่คำหล้า ถ้าไม่กระโจนลงบึงบัวแล้วข้าจักเก็บบัวให้แม่ได้อย่างไร บึงนั้นมิได้มีเรือบดลำน้อยให้ข้าดอกนะ” ยักษ์ปักหลั่นเหมือนจะค้อน ๆ ใส่แม่นม ภาพนั้นทำให้เมืองอินทร์อดขำไม่ได้

“ร้อยวันพันปีดอกจะเก็บบัวมาให้ข้าบูชาพระ นี่ถ้าไม่ใช่อ้ายอินทร์ไปด้วย เห็นทีคราไหนก็ไม่ได้บัว !” เสียงแม่คำหล้าหัวเราะเบา ๆ แต่มือประคองบัวแดงไว้อย่างหวงแหน

“เดี๋ยวข้าจักนำไปไหว้พระในหอไตร แล้วบางดอกข้าจักแบ่งมาทำเมี่ยงบัวให้พวกเจ้า...ดีฤาไม่...” ว่าแล้วก็หันมองเมืองอินทร์ที่ดวงตาเป็นประกายวาวอย่างดีใจ สีหราชหันมองเจ้าตัวเล็กเพราะรู้ว่ามันชอบเมี่ยงบัวยิ่งนัก ยิ่งบัวใหม่ ๆ เช่นนี้ กลีบบัวยิ่งหอมกรุ่นคู่กับมะพร้าวคั่ว ของโปรดของเจ้าตัวน้อยนี่

“...เดี๋ยวจะแบ่งไปให้แขกบนเรือนด้วย น่าจะเป็นของว่างได้” ประโยคนั้นทำให้สีหราชขมวดคิ้ว

“ใครกันแม่คำหล้า แขกที่ว่า ?”

“จะใครเสียอีกเล่า ก็แม่หญิงนากกระไร ครั้งนี้มาพร้อมกับสมุหพระกลาโหม เห็นคุยเรื่องมีดดาบที่จะตีเพิ่มอีกคราสำหรับป้องกันพระนครทางหัวเมือง”

สิ้นประโยคนั้นสีหราชถอนหายใจพรูใหญ่อย่างไม่ปิดบัง ก่อนจะเข้าไปกอดเอวแม่คำหล้าไว้แน่น

“ข้ารักท่านนักแม่คำหล้า...จักรักยิ่งขึ้นไปอีกหากท่านไม่บอกผู้ใดว่าเห็นข้ากับอ้ายอินทร์” ว่าแล้วก็หอมแก้มแม่นมดังฟอดใหญ่ก่อนจะคว้าแขนเจ้าตัวเล็กที่ยืนงงอยู่ให้ตามมันไป

“รออะไรเล่า อ้ายอินทร์ เดี๋ยวก็โดนลากไปนั่งเรียบร้อยบนเรือน ไปกับข้าเร็ว !”

“อย่าลืมเก็บเมี่ยงบัวไว้ให้ข้ากับอ้ายอินทร์ด้วย !”

................................................................

“หลบมาเยี่ยงนี้จะดีฤาอ้ายสีห์...” เมืองอินทร์เอ่ยเบา ๆ กับสีหราชที่คล้ายจะอารมณ์ดียิ่งนัก

“ไม่ดีได้อย่างไร ข้าเบื่อสมุหพระกลาโหมเต็มที” สิ่งที่เจ้าตัวไม่ได้เอ่ยไปคือ ไม่ใคร่ชอบสายตาของแม่หญิงนากเท่าใดนัก หากแต่เขาเป็นบุรุษไม่ควรกล่าวถึงสตรีในทางเสียหาย จึงจำต้องเก็บงำไว้ไม่เอ่ยออกไป

“ไหนเจ้าว่าเบื่อนักหนาอย่างไร ข้าอุตส่าห์พาเจ้าออกมาเดินเที่ยวเล่นในพระนคร เช่นนี้ไม่ดีฤา..”

สีหราชยิ้มให้คนตรงหน้าแต่ก็ต้องตกใจเมื่อมีขบวนม้าสี่ห้าตัวรี่ตะบึงผ่าเข้ามากลางทางเดิน ด้วยความกลัวเจ้าตัวเล็กจะบาดเจ็บ นักดาบหนุ่มรีบคว้าแขนเมืองอินทร์กระชากเข้ามาสู่อ้อมกอดอย่างรวดเร็ว

“รีบกระไรถึงเพียงนั้น ?!” สีหราชขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะมองตามหลังขบวนนั้นไป แต่เมืองอินทร์รีบผละออกจากอ้อมแขนแล้วหันไปหาชายหนุ่มอีกคนหนึ่งที่โดนท่อนแขนเมืองอินทร์ปัดเอากระบอกน้ำหกรดเสื้อผ้าจนเปียกชุ่ม

“ข้า..ข้าขออภัยด้วย ข้ามิได้ตั้งใจ...” เมืองอินทร์รีบตาลีตาลานหาผ้าสะอาดมาช่วยเช็ดแขนให้ แต่ดูเหมือนชายหนุ่มตรงหน้าจะขมวดคิ้วหนักก่อนจะอ้าปากเหมือนจะตำหนิ แต่เมื่อเห็นหน้าสีหราชที่หันมาตรง ๆ รายนั้นถึงกับก้มหน้างุดลงทันที

“ท่าน...เปียกขนาดนี้ ข้าช่วยเช็ดให้นะ” คนตัวเล็กรู้สึกผิดรีบคว้าแขนชายหนุ่มตรงหน้าก่อนจะเอาชายผ้าเช็ดให้มิไยว่าคนตรงหน้าจะรีบปัดป้องเป็นเชิงปฏิเสธอย่างลุกลี้ลุกลน

“มะ...ไม่ต้องดอก...เล็กน้อยเท่านั้น...”  ก่อนจะรีบเอาแขนเสื้อลงแล้วยื่นอัฐให้แม่ค้าแล้วผละไปอย่างไม่รอรับเศษสตางค์

ชั่วแว่บนั้น สายตาสีหราชบังเอิญเหลือบมองเห็นรอยสักสีแดงตรงท่อนแขนที่เมืองอินทร์เลิกแขนเสื้อขึ้นเช็ด เจ้าตัวขมวดคิ้วทันควันก่อนจะชะเง้อตามแผ่นหลังผู้ชายที่รีบผละจากไป

“มีอันใดฤา อ้ายสีห์...รู้จักชายผู้นั้นฤา...” เมืองอินทร์กระชับดาบที่ถือติดตัวมา

“ไม่...ข้าคิดว่าไม่...” แต่สีหน้าของสีหราชเหมือนยังติดค้างในใจบางอย่าง ชั่วขณะนั้นเจ้าตัวรีบลากแขนเมืองอินทร์ตามมาอย่างรวดเร็ว

“มาเถิด...ข้าจะเลี้ยงเหล้าเจ้าเอง...ฉลองที่เจ้าหายไข้อย่างไรเล่า...” และไม่รอให้เจ้าตัวเล็กตอบรับหรือปฏิเสธ ก็ลากแขนเมืองอินทร์หลุน ๆ ไปตามทางที่บุรุษปริศนาผู้นั้นเดินไป

สิ่งที่สีหราชสงสัยก็ยิ่งเด่นชัดขึ้นเมื่อบุรุษผู้นั้นเดินเข้าไปในโรงเหล้าบางยี่ขันที่เต็มไปด้วยเหล่ากุลีจีนที่อพยพเข้ามาทางเรือ ไม่ว่ามองไปทางใดก็เห็นแต่คนขี้เหล้าและเด็กกลางถนนจำนวนมาก เมืองอินทร์มองอย่างตื่นตาตื่นใจ ยามนี้เย็นย่ำมากแล้ว บริเวณโรงสุราแห่งนี้เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะครื้นเครงของเหล่าคนร่ำสุรา กลิ่นยาสูบลอยปะปนกับกลิ่นเหล้าที่หกราดรดพื้นดิน เหล่ากุลีจีนบางส่วนหัวเราะกันร่วนแล้วคุยกันโขมงโฉงเฉงเป็นภาษาจีนที่ฟังไม่ออก แต่สีหราชไม่ได้ใส่ใจกับผู้ใดนอกจากชายหนุ่มที่เดินตรงเข้ามาก่อนหน้านั้น โรงสุราแห่งนี้เขาเคยมากับสหายที่เคยเรียนเพลงดาบอยู่บ้าง เถ้าแก่เจ้าของร้านเห็นเขาก็จดจำได้ก่อนจะหัวเราะลั่นแล้วตบบ่าตบไหล่สีหราชเบา ๆ

“โอ้...อ้ายสีหราช ไฉนวันนี้มาคนเดียวเล่า...นาน ๆ ครั้งข้าถึงเห็นเจ้ามาโรงเหล้าข้าสักครา...” เจ๊กฮงเถ้าแก่เจ้าของโรงสุราร้านดังหัวเราะแล้วชะโงกหน้ามองเมืองอินทร์ที่เดินตามเข้ามา

“วันนี้พา....ผู้ใดมาด้วย” สีหน้ายิ้ม ๆ ล้อเลียนทำให้เมืองอินทร์เอ่ยออกไป

“ข้าชื่อเมืองอินทร์ เป็น....”

“เป็นคนของข้า...ท่านให้เกียรติข้าเยี่ยงไร ก็จงทำเยี่ยงนั้นกับเมืองอินทร์” สีหราชเอ่ยหนักแน่นทันควันก่อนจะกอดบ่าหนาของเถ้าแก่ร้านไว้

“ขอโต๊ะที่ไม่พลุกพล่านเท่าใดนัก ข้าอยากดื่มเงียบ ๆ เท่านั้น” อัฐสี่ห้าก้อนถูกเจ้าตัวดึงออกมายื่นให้เจ้าของร้านที่ยิ้มกริ่ม แล้วพาทั้งคู่เข้าไปด้านใน ระเบียงเรือนไม้ที่มองออกไปเห็นบรรยากาศภายนอก แต่คนด้านนอกมิอาจมองเห็นเข้ามาได้

"ขอสุราที่ดีที่สุด...ข้าพาเมืองอินทร์มาเปิดหูเปิดตา..." สีหราชหันไปสั่งการ

แล้วไม่นานนัก สุราชั้นดีถูกนำมาวางบนโต๊ะ เพียงเปิดขวด กลิ่นก็หอม...กรุ่นต่างจากสุราแช่ของชาวสยามด้วยกัน ไหสีน้ำตาลเข้มนี้ เถ้าแก่ร้านเคยคุยฟุ้งให้ฟังว่าเป็นสุราที่ขนเอามาจากจีนโพ้นทะเลกันทีเดียว

“สุรานี้มาจากหมู่บ้านข้าที่ซิ่งฮวา รับรองว่าไม่มีที่ใดเหมือน...เหล้าเปอร์เซียก็สู้ไม่ได้!”

สุราเฝินจิ่วที่เพียงเปิดเท่านั้นกลิ่นหวานหอมลอยโชยไปไกล เมืองอินทร์ทำตาโตก่อนจะชะโงกหน้ามองไหสุราหมักตรงหน้าด้วยสายตาตื่นเต้นเป็นประกาย เจ้าตัวเงยหน้ามองสีหราชที่ยิ้ม ๆ มือหนาค่อย ๆ ยกเทสุราลงจอก แล้วยื่นให้คนตรงหน้า จอกเหล้าน้อย ๆ ค่อย ๆ จรดริมฝีปากของคนอยากลอง ก่อนจะทำตาโตอย่างถูกใจในรสนุ่มละมุนหวานอวลกรุ่นในโพรงปาก

ดูท่าจะมีคนตกหลุมรักสุราไหนี้เสียแล้ว...

สีหราชอมยิ้มนิด ๆ ก่อนจะเหลือบมองออกไปด้านนอก บุรุษผู้นั้นกำลังคุยกับใครบางคนอยู่ที่เขาเห็นแต่เพียงแผ่นหลัง การแต่งกายดูไม่ควรเข้ามาอยู่ในโรงเหล้าจีนเช่นนี้เลย ดูราวกับเป็นผู้สูงศักดิ์คนหนึ่ง....สีหราชค่อย ๆ จิบเหล้าไปทีละนิดก่อนจะมองร่างลึกลับที่หันหลังไม่วางตา มีเพียงเสียงป้านสุราที่ถูกยกขึ้นเติมเป็นระยะเท่านั้น

“ดื่มคราแรก...อย่าดื่มยามท้องว่าง” สีหราชหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะป้อนอาหารตรงหน้าให้คนที่เริ่มตาแดง ๆ โยกเยกไปมา

“ชอบฤาไม่...”

“ชอบ...หอมมาก หอมกว่าสุราแช่ยิ่งนัก”

คนที่เพิ่งได้ดื่มสุราจีนเป็นครั้งแรกพยักหน้าหงึกหงักเบา ๆ รอยยิ้มหวานเกลื่อนใบหน้า ดวงตาที่ปกติก็หวานอยู่แล้วยิ่งฉ่ำปรือ ริมฝีปากแดงสดเรื่อ ๆ นั่น...ทำให้คนชวนมาดื่มชักจะรู้สึกผิดนิด ๆ

เจ้าตัวจ้อย...เหมือนจะเริ่มเมานิด ๆ เสียแล้ว

เอาจริง ๆ คือ เขาต้องการติดตามบุรุษปริศนานั่นมาเท่านั้น คนผู้นั้นเร้นกายเข้ามาในโรงสุราของชาวจีน มีคนสยามไม่มากที่จะเข้ามาในโรงเหล้าจีน...ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าโรงเหล้าแห่งนี้มีทั้งคนชื่นชอบตีรันฟันแทง นักฆ่า และเหล่ามือสังหาร และเหล่าคนที่หลบหนีกฎหมายก็มักพบเจอรวมกลุ่มที่นี่ ดังนั้นใครที่ก้าวเข้ามาที่นี่หากไม่ได้เป็นคอสุราแล้วละก็ ย่อมต้องมาติดต่อคนเป็นแน่

ตรารอยสักสีแดงนั่น...เป็นรูปครุฑที่ถูกนาคยุดไว้...เหมือนที่ปรากฎบนท่อนแขนคนที่ลอบโจมตีเขาเมื่อคืนก่อน ศพหัวขาดที่หายไป...

หรือมันจะเป็นกลุ่มเดียวกัน....

เสียดายนักบุรุษอีกคนที่มานั่งหันหลังให้จึงไม่อาจเห็นหน้าได้ชัด รู้เพียงว่ามีร่างสันทัด ผิวกายที่ดำแดงกร้านที่โผล่พ้นชายแขนเสื้อ การแต่งกายคล้ายผู้มีอัฐหากแต่เสื้อผ้ามีรอยยับย่นคล้ายมิได้ใส่ใจตัวเอง นิ้วมือข้างหนึ่งสวมแหวนทับทิมสลักดุนวิจิตร สองคนนั้นเหมือนจะเจรจาบางอย่างด้วยท่าทีเคร่งเครียดก่อนที่ผู้มาใหม่จะล้วงมือเข้าไปในอกคว้าเอาถุงย่อม ๆ ขึ้นมายื่นให้คนที่มีรอยสักทันควัน จากนั้นเพียงครู่เดียวต่างฝ่ายก็ต่างแยกย้ายกันไป โดยเจ้าตัวโยนอัฐสองสามก้อนไว้บนโต๊ะแทนค่าเหล้า

สีหราชทอดเวลาให้ผ่านไปอีกครู่หนึ่งจึงผุดลุกขึ้น มองเจ้าตัวน้อยที่ยกจอกสุราขึ้นจิบอย่างมีความสุข รอยยิ้มจุดที่ริมฝีปากสีหราช

“อ้ายอินทร์ เจ้านั่งรอข้าอยู่ที่นี่ครู่เดียว ข้าจักรีบกลับมา...”

ว่าแล้วเจ้าตัวก็ผลุบออกตามคนที่ออกไปก่อนอย่างรวดเร็ว สีหราชคว้าอัฐในถุงของตนเองสองสามก้อนก่อนจะเร่งเดินตามบุรุษผิวดำแดงทันที ร่างนั้นเร่งเดินเข้าออกตรอกซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว เหมือนมิประสงค์ให้ผู้ใดเห็นตัว

“ช้าก่อนท่าน !” สีหราชตะโกนก่อนจะรีบเดินตามไปจนทัน ร่างนั้นหยุดชะงักก่อนจะทันก้าวเข้ารั้ววัง

“ท่านลืมอัฐไว้ที่โรงสุรา เถ้าแก่ให้รีบตามมาให้ท่าน”

ร่างนั้นหันขวับมามองและขมวดคิ้วอย่างสงสัย สีหราชจึงเห็นว่าเป็นบุรุษวัยกลางคนที่มีเค้าอำนาจ เหมือนจะคลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นคนในวังหลวง ร่างนั้นคิ้วหนาเข้ม ดวงตาเหมือนเหยี่ยว ไว้หนวดนิด ๆ มือหนาข้างหนึ่งกระชับดาบในมือไว้มั่น ท่าทีคล้ายจะไม่ไว้วางใจสีหราชเท่าใดนัก

“อัฐท่าน..ข้านำมาให้ เถ้าแก่ว่าอย่างนั้น...”

เจ้าตัวหน้าบึ้งตึงก่อนจะกระชากอัฐในมือของสีหราชไปแล้วเดินย่ำผ่านประตูวังเข้าไป

“ขุนทรัพย์...วันนี้มีละครนอกมาเล่นบ้างฤาไม่” เสียงทหารรักษาการณ์สองนายตรงประตูนั้นเอ่ยทักทำให้สีหราชเงี่ยหูฟัง

“ยัง...ข้ายังหานักแสดงไม่ครบ หากมีครบเมื่อใดจะมาบอกพวกเจ้า” ว่าแล้วก็เดินย่ำเข้าไปด้านใน

.....ขุนทรัพย์....ละครนอก....

ทันทีที่ก้าวกลับเข้ามาในโรงสุรา สีหราชก็นึกอยากเล่นงานเถ้าแก่ฮงเสียจริง

...ต้อนรับดีเหมือนต้อนรับข้า นี่มันกี่ไหไปแล้ว !....

บนโต๊ะเมื่อครู่ที่มีเพียงไหเดียว แต่ยามนี้กลับมีถึง 3 ไหวางอยู่บนโต๊ะ ส่วนคนดื่มไม่ต้องห่วงว่าจะไหวเพราะยามนี้ฟุบหลับอยู่บนโต๊ะไปเรียบร้อย ผิวกายขาวสะอาดของเมืองอินทร์เริ่มแดงจัดขึ้นทีละน้อย ๆ ตามดีกรีของสุราที่เจ้าตัวดื่มเข้าไป ดวงตาหวานนั่นปรือปรอยฉ่ำขึ้นทีละนิด เสียงก็เริ่มอ้อแอ้นิด ๆ

“อ้ายสีห์...หายไปไหนนานนัก..ข้าดื่มคนเดียว ไม่สนุกเลย”

ประโยคนั้นราวกับจะอ้อนคนตัวโต ดวงตาหวานหรี่หรุบเหมือนจะหลับมิหลับแหล่ สีหราชอมยิ้มกับท่าทีคนเมา แต่แล้วก็ต้องตาเหลือกเมื่อเจ้าตัวพยายามลุกขึ้นแต่โอนไปเอนมา มือหนารีบปราดเข้าไปประคองเจ้าตัวเล็กก่อนจะดุอย่างไม่จริงจังนัก

“ดื่มอะไรขนาดนี้ ข้าไปเพียงครู่เดียว เจ้าดื่มไปคนเดียวถึงสองไห ! เจ้าไหเหล้าเอ๊ย...”

กลิ่นหอมของสุราชั้นดีติดตัวคนเมาหนัก ริมฝีปากนั่นบางแดงก่ำราวกับเลือดลมไหลดียิ่งนัก ดวงตาหรี่ปรือเหลียวมองหน้าคนประคองก่อนจะเอานิ้วมือเล็ก ๆ มาจิ้มปลายจมูกสีหราช

“อย่ามาดุกัน...ท่านผิด...ท่านทิ้งข้าไปตั้งนาน”

แล้วปลายนิ้วก็ไล้ลงแตะริมฝีปากของสีหราช ก่อนจะบ่นพึมพำเบา ๆ

“ปากนี่...ทำไมดุนัก...ชอบดุอยู่เรื่อย...”

“ก็เจ้ามันน่าตี...ยิ่..ง”

แต่แล้วไม่ทันจะพูดจบประโยค คนตัวเล็กกว่าก็ส่ายหน้าก่อนจะชะโงกหน้าประกบริมฝีปากตนเองปิดปากคนบ่นทันที

สติสตังคนประคองแทบหลุดลอย ริมฝีปากนุ่มประทับปิดไม่ยอมให้คนขี้บ่นพูดอะไรอีก เพียงครู่เดียวคนเมาที่ขโมยจูบก็ทิ้งตัวฮวบลงในอ้อมแขนของสีหราช ทิ้งไว้แต่คนที่ยืนนิ่งเหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้ว หากไม่คิดว่าต้องประคองเจ้าตัวเล็กอยู่ น่ากลัวว่ายักษ์ตัวโตจะร่วงลงไปกองกับพื้นอีกคน

จ...จูบ...

หัวใจเกือบกระดอนออกมาจากอก ยามนี้คนไม่เมากลับหน้าแดงก่ำ อึ้งตะลึงค้างไปครู่ใหญ่ก่อนจะก้มมองตัวการที่หลับสนิทอยู่ในอ้อมแขน

...เจ้าหัวขโมย...นั่นมันจูบแรกของข้านะ..

ความรู้สึกวาบหวามฟุ้งกรุ่นอยู่ในอก เสียงหัวใจเต้นรัวกระหน่ำ สุราชั้นดีและความนุ่มหยุ่นของริมฝีปากเจ้าตัวเล็ก...ทำให้เขาเมามายในจูบเดียว ความปรารถนาบางอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นกลับเตลิดเปิดเปิงเพราะเจ้าตัวการร้ายกาจที่หลับฝันดีในอ้อมแขนเขา

“...ใจร้ายนัก...แกล้งข้าให้ใจเต้นแล้วไม่รับผิดชอบ...อย่างนี้ก็ได้ฤา...”

.........................................

ButlerofLOVE:

หนู...หนูจูบพี่เขาก่อนเลยเร้อออออ น้องอินทร์....!

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7679
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
จะมีเรื่องละสินะ

ออฟไลน์ ButlerofLOVE

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
บทที่ 14 หวานหวาม
Last updated : 12/9/2020
นิยายเรื่องนี้ลงจนจบแล้วนะคะ ที่ D และ RAW

แสงอาทิตย์อ่อน ๆ ลอดผ่านช่องหน้าต่างเรือนเข้ามา เสียงนกร้องดังขึ้นเบา ๆ อยู่ด้านนอก และสัมผัสที่ไม่คุ้นทำให้เมืองอินทร์ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ

อุ่นยิ่งนัก...ยังไม่อยากลุกเลย อากาศกำลังเย็นสบายและผ้าห่มกำลังอุ่นและ...นุ่ม...ร้อนนิด ๆ

ทันใดนั้นเมืองอินทร์ก็สะดุ้งเฮือก เมื่อรู้สึกถึงความอุ่นร้อนผ่าวที่อยู่แนบชิดด้านหลังและบั้นเอวทำให้เจ้าตัวรีบขยับกายออกห่าง แต่มือหนาข้างหนึ่งก็กลับกดพาดอยู่บนช่วงเอวไว้แน่น เสียงงึมงำที่แนบชิดรดต้นคอทำให้หัวใจเต้นโครมคราม กลิ่นกายและสัมผัสที่คุ้นเคยทำให้รู้ว่าเป็นผู้ใด

“อยู่เฉย ๆ บ้างไม่ได้ดอกฤา เจ้าดิ้นทั้งคืนทำให้ข้ายังไม่ได้นอนเลย...”เสียงงึมงำของอ้ายสีหราชดังขึ้นแนบชิด

...หะ...หืม ? ข้านะหรือนอนดิ้น ? ...แล้ว...กอด...ทั้งคืน... !

“อะ...อ้ายสีห์...เหตุใดข้าจึงมาอยู่ที่นี่เล่า แล้วนี่มันที่ใดกัน...” เมืองอินทร์อุบอิบก่อนจะพยายามพลิกตัวกลับมามองคนที่เอาร่างมันเป็นหมอนข้าง ขอบตาคนพูดฟ้องว่าเจ้าตัวคล้ายอดนอนมาทั้งคืนจริง ๆ เรือนที่พวกมันกำลังนอนอยู่นี้ดูงดงามวิจิตร แน่นอนว่าไม่ใช่เรือนของผู้มีอันจะกินทั่วไปเป็นแน่

“เจ้าเมานัก...จะพาขึ้นหลังเจ้าสีหมอกก็พาลจะร่วงอยู่หลายครา...ข้าเลยต้องอุ้มเจ้าขึ้นหลังมาขอใช้ห้องข้าที่ตำหนักของเสด็จพระองค์ชาย...” ดวงตาคนพูดยังคงปิดสนิท น้ำเสียงง่วงงุน โหนกแก้มกลับคล้ายเริ่มแดงเรื่อ ลมหายใจอุ่น ๆ ที่จรดอยู่ข้างตัวทำให้หัวใจของเมืองอินทร์ขยุกขยิกพิกล

“แล้ว...เหตุใดต้องมาเบียดกันบนเตียงแคบ ๆ ด้วยเล่าอ้ายสีห์ ให้ข้านอนพื้นก็ได้...” เมืองอินทร์ไม่วายบ่นเบา ๆ

เตียงนี้แคบชนิดเหมาะนอนผู้เดียวมากกว่า พอผู้ชายสองคนต้องนอนด้วยกันก็แทบจะต้องแนบชิดจนรู้สึกถึงไออุ่น

“มีเตียงเดียว แลพื้นไม้ก็เย็นปานนั้น เจ้าก็เพิ่งจะหายป่วย ข้าจะปล่อยให้เจ้านอนพื้นได้อย่างไร มีทางเดียวก็ต้องนอนด้วยกันบนเตียงนี่แล...แต่ใครจะรู้เล่าว่าเจ้านอนดิ้นขนาดนี้...”

แม้มันหันกลับมามองหน้าคนง่วงนอน แต่มือไม้ของคนง่วงกลับกอดกระชับมันไว้แน่น รั้งไว้แนบอก ก่อนจะกดปลายคางสากลงกับเรือนผมนุ่มของมัน แนบชิดจนยินเสียงหัวใจของยักษ์ขี้เซาที่เต้นรัวตึกตัก...

หัวใจอ้ายสีห์...เต้นรัวยิ่งนัก ?

“อะ...อ้ายสีห์ ปล่อยข้าก่อนได้ฤาไม่ เจ้าไม่เหน็บกินดอกหรือ...”

ท่อนแขนหนาของสีหราชถูกมันใช้ต่างหมอนหนุนหัวมาตลอดทั้งคืน ดูท่าเจ้าตัวน่าจะปวดแขนไม่น้อย

“ใช่ ต้องเหน็บกินแน่...เพราะสละแขนแทนหมอนให้เจ้าทั้งคืน” เสียงเหมือนยักษ์ตัวโตกำลังงอน

“เมื่อคืนข้าสละแขนเป็นหมอนให้เจ้า...เช้านี้เจ้าจงยอมเป็นหมอนให้ข้าบ้าง...”

ประโยคห้วน ๆ ราวกับโกรธมันนัก ทำให้เมืองอินทร์หน้าแดงก่ำทันที เพราะทันทีที่พูดจบ มือแกร่งก็ดึงรั้งตัวมันเข้ามาแนบชิด..ใกล้เสียจนได้ยินเสียงลมหายใจของคนข้างตัว...

...อ้ายสีห์...ลมหายใจอุ่นจัด และเร็วเหลือเกิน...คงมิได้ป่วยไข้ ?

เมืองอินทร์เหลียวมองคนง่วงที่ฉุดมันไว้ต่างหมอน แต่ก็ต้องกระพริบตาปริบ ๆ เมื่อดวงตาคมคร้ามที่คิดว่าหลับอยู่กลับจดจ้องตะแคงมองมันเช่นกัน สายตาที่มองมาคล้ายวาววาม...คล้ายจะคาดโทษบางอย่างที่มันเองก็ไม่เข้าใจ ดวงตานั่นจับจ้องที่ริมฝีปากมันก่อนจะเม้มแน่น

ริมฝีปาก...หรือเมื่อคืนมันจะพูดอะไรผิดหู...หรือว่าเผลอทำสิ่งใดผิด... ?

“เมื่อคืน..นอกจากเรื่องข้าเมาแล้ว นอนดิ้นแล้ว...ข้ายังทำสิ่งใดอีกฤาไม่ ?” น้ำเสียงคนพูดคล้ายจะลังเล สีหน้าจืดเจื่อนกังวลก่อนจะขบริมฝีปากตนเองเบา ๆ ท่าทีดังกล่าวทำให้คนที่เอามันเป็นหมอนถึงกับเม้มปากหนักกว่าเดิม ก่อนจะคลายวงแขนที่กอดแล้วเบี่ยงตัวออกไม่มองหน้ามันอีก..ท่าทีเหมือนกำลังข่มกลั้นบางอย่าง...

ดูท่า...มันคงทำเรื่องเลวร้ายมาก...อ้ายสีห์ถึงทำท่าเยี่ยงนี้...

“เงียบเถอะ...เลิกเอ่ยถึงเรื่องนี้ได้แล้ว...”เจ้าตัวตัดบทสั้น ๆ ก่อนจะเมินไปทางหนึ่ง

“ทำไมเล่า...ข้าทำสิ่งใดเลวร้ายขนาดนั้นรึ ?” เมืองอินทร์ลอบกลืนน้ำลายเบา ๆ

“ใช่...ทั้ง...อันตราย และเลวร้าย...ข้าไม่อยากพูดถึงมัน...” ประโยคนั้นทำให้เมืองอินทร์ทำตาปริบ ๆ นิ่งงันไปบ้าง

 “ข้าขอโทษ...สุรานั้นหวานนัก กว่าจะรู้ตัวก็มึนเมาไม่ได้สติเสียแล้ว...” คนทำผิดทำหน้าม่อยก่อนจะยอมรับแต่โดยดี

“อืม...หวาน...หวานจนคนดื่ม...และคนไม่ได้ดื่มมึนเมา...” คนพูดหลับตานิ่งก่อนจะไม่ยอมพูดอะไรอีก

เมืองอินทร์มองยักษ์ตัวโตที่นอนข้าง ๆ ตาปริบ ๆ

ดูท่าอ้ายสีห์ จะเมาค้างจนพูดผิดพูดถูกไปหมดแล้ว

มีอย่างฤา...คนไม่ได้ดื่มจะมึนเมากับความหวานได้อย่างไร ?

……………………………………………………………………………………..

 กว่าอ้ายสีหราชจะยอมปล่อยมันเป็นอิสระ ก็รอจนกระทั่งบ่าวไพร่ในเรือนของเสด็จพระองค์ชายชาญนพมาเชิญไปรับสำรับอาหารเช้านั่นแล อ้ายสีหราชหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะฉุดตัวเล็กกว่ามานั่งใกล้ ๆ สำรับชามเบญจรงค์ถูกบ่าวไพร่ทยอยยกเข้ามาทีละชุด

“เจ้าอยากชิมอาหารชาววังนี่อ้ายอินทร์ วันนี้ข้าอุตส่าห์พาเจ้ามาแล้ว จะชิมสักหน่อยฤาไม่...นี่กระไร สาคูไส้ไก่ที่เจ้าถามถึงครานั้น” รอยยิ้มตรงหน้าทำให้เมืองอินทร์ขำนิด ๆ

อ้ายสีห์ จดจำทุกอย่างที่มันชอบได้จริง มีแต่อาหารที่มันอยากรับประทานทั้งนั้น

“เสด็จพระองค์ชายให้มาเรียนอ้ายสีห์ว่า ท่านจะเสด็จไปท้องพระโรงแล้ว หากอ้ายสีห์ประสงค์จะติดตามให้เตรียมตัวเจ้าค่ะ” บ่าวผู้หนึ่งเดินยอบกายก่อนจะก้มหน้าแนบพื้น

“เมื่อคืน ตกลงว่าท่านตามคนเหล่านั้นไปได้เรื่องอันใดบ้างฤาไม่..” เมืองอินทร์ถาม

“อืม...มีหนึ่งคนในนั้นที่มีบรรดาศักดิ์ ข้าเลยขอเสด็จพระองค์ชายติดตามไปดักรอหน้าท้องพระโรง อาจจะพอได้เรื่องบ้าง”

“อ้ายอินทร์ เจ้าชิมขนมและของหวานเหล่านี้ไปพลาง ๆ ก่อน ประเดี๋ยวข้าจะกลับมา” ว่าแล้วเจ้าตัวก็ลุกจากตั่งนอนแล้วเตรียมเดินตามบ่าวรับใช้ออกไป

แต่แล้วเพียงครู่เดียว อ้ายอินทร์ก็เหลือบไปมองบนเตียงเมื่อครู่ วัตถุแวววาวส่องประกายล้อแสงอาทิตย์ทำให้ต้องลุกขึ้นไปมองให้แน่ ๆ ก่อนจะขมวดคิ้ว สร้อยทองสลักดุนลายอย่างวิจิตรเส้นน้อยร่วงอยู่บนนั้น ชะรอยว่าอ้ายสีห์อาจจะทำร่วงขณะที่นอนหลับอยู่เมื่อครู่

....สร้อยของสตรี...ไฉนมาอยู่ที่อ้ายสีห์ได้ ? มีผู้ใดให้มัน เหตุใดสำคัญขนาดต้องพกติดกาย...

หรือมันเตรียมเอาไว้ให้ผู้สาวบ้านใด...ที่หมายปอง...

สิ้นความคิดนั้น เหมือนเกิดช่องว่างวูบไหวขึ้นกลางอก จนต้องเผลอกลืนน้ำลายเฝื่อน ๆ ลงไป

อ้ายสีห์เติบใหญ่แล้ว...ถึงคราต้องออกเรือน จะแปลกอันใดที่มันจะเริ่มหมายปองหญิงสาวจากตระกูลที่ดีงาม

ถ้าจะแปลกจริง ๆ คงเป็นตัวมันนี่เอง ที่จู่ ๆ ก็วูบไหวคล้ายพายุพัดกระโชกให้หัวใจหาย....

มือเรียวของเมืองอินทร์คว้าสร้อยเส้นนั้นไว้แน่นกับมือ ก่อนจะเดินก้าวออกตามร่างสูงที่เพิ่งก้าวพ้นออกจากเรือนไปไม่นาน แต่ก่อนที่เขาจะเดินทันอ้ายสีหราช ก็ปรากฏว่าเกือบชนเข้ากับสตรีนางหนึ่งเดินก้าวตรงมาอย่างรวดเร็ว

“เจ้าไม่กลัวหัวจะหลุดฤา เดินประสาอะไร เกือบจะชนแม่หญิงอยู่แล้วเทียวนะ!” เสียงบ่าวที่เดินตามมาแว้ดอย่างดังก่อนจะปราดมาขวางเมืองอินทร์กับคนตรงหน้าไว้ 

ให้ฟ้าผ่าเถอะ ! เมืองอินทร์คันปากอยากจะบ่น

“เจ้า...เจ้าทาสของอ้ายสีห์ ?” เสียงแม่หญิงนากดังขึ้น สตรีรูปร่างงดงามใบหน้าผุดผาดยืนอยู่ตรงหน้าเขา

เมืองอินทร์ค้อมหัวลงให้เล็กน้อยก่อนจะเตรียมปลีกตัวไป แต่ก็ถูกเรียกไว้ก่อน

“นั่นเจ้าจะไปที่ใด แล้วนั่น...สิ่งที่อยู่ในมือเจ้า...เป็นของใคร ?” น้ำเสียงนั้นดูคล้ายไม่เป็นมิตร แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมาใส่ใจ

“ข้าจักไปหาอ้ายสีห์ เพราะเมื่อคืนทำสร้อยนี้ร่วงเอาไว้บนเตียง...” เมืองอินทร์ตอบอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะกำสร้อยในมือไว้

ประโยคนั้นทำให้แม่หญิงคนงามถึงกับหันขวับมามองก่อนจะกัดริมฝีปากแน่น แล้วเขม้นมองมันตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกครั้ง ขณะที่บ่าวไพร่ที่เดินตามหลังแม่หญิงนากกลับมีท่าทีประหลาดหันไปกระซิบกระซาบกัน สายตาทั้งบ่าวทั้งนายนั่นพิกลนัก...

ไม่ชอบเอาเสียเลย...ข้าไม่เคยมองใครเยี่ยงนี้ และไม่คิดจะมองด้วย !

จู่ ๆ แม่หญิงคนงามก็เดินมาใกล้ ๆ ก่อนจะชี้ตรงต้นคอ ด้วยสายตาประหลาด

“รอยแดงที่ต้นคอนั่น...เจ้าไปโดนอะไรมา..เจ็บฤาไม่”

เมืองอินทร์เลิกคิ้วงุนงง เพราะไม่เห็นจะรู้สึกเจ็บตรงที่ใดบนร่างกาย

“ขอบคุณที่แม่หญิงถาม แต่ข้าไม่เจ็บตรงที่ใด” ก่อนจะยกมือขึ้นลูบต้นคอ

..หรือว่าข้าจักแพ้สุราจีนกัน...แต่ไม่ยักจะคัน…ประหลาดแท้

“ข้ากำลังจะไปเฝ้าเจ้าจอมมารดาพิม...เห็นว่าอ้ายสีห์จักต้องตามเสด็จพระองค์ชายไปเยี่ยมเจ้าจอมมารดาพิมก่อนจะเข้าท้องพระโรง เรือนนั้นเข้าได้เฉพาะสตรีเท่านั้น จะฝากข้าไปฤาไม่เล่า..”

ท่าทีของแม่หญิงนากดูคล้ายจะมีน้ำใจ แต่เมืองอินทร์ก็ลังเล แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เรือนเจ้าจอมมารดาพิมอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นใน ที่ไม่อนุญาตให้บุรุษเข้าไป

“หากเจ้าเกรงว่าจะยักเอาของอ้ายสีห์ไว้ เจ้าก็ตามข้ามาก็แล้วกัน ข้าจักยื่นให้อ้ายสีห์แล้วเจ้าก็จะได้เห็นเอง...”

น้ำเสียงและท่าทีดูคล้ายจะอ่อนลง ประโยคนั้นทำให้เมืองอินทร์ยอมเดินตามมาด้วย แล้วก็เป็นดังที่แม่หญิงนากเอ่ย เมื่อเข้าไปในเขตพระราชฐานชั้นใน อ้ายอินทร์ได้แต่มองตาละห้อยอยู่ด้านนอก ภาพที่มันเห็นตรงหน้าทำให้ตัวชานิด ๆ เพราะแม่หญิงนากคล้ายจักเรียกอ้ายสีห์ไว้ก่อนจะเดินขึ้นเรือนของเจ้าจอมมารดาพิม ทั้งคู่อยู่ไกลเกินกว่าที่เมืองอินทร์จะได้ยินคำพูด แต่ดูจากกริยาแล้วคล้ายแม่หญิงนากขวยเขินแลอุทานบางประโยค ก่อนเจ้าตัวจะทรุดลงก้มจะคว้าเก็บบางสิ่ง ประกายวาววับต้องแสงอาทิตย์บอกว่านั่นคือสร้อย อ้ายสีหราชก้มลงเก็บให้แม่หญิงก่อนจะขยับกายไปใกล้ชิด

สร้อย...ถูกอ้ายสีห์บรรจงยื่นให้แม่หญิงนาก...แต่แม่หญิงนากกลับก้มหน้างุดแล้วรวบเส้นผมยาวสลวยแล้วมองเป็นเชิงให้อ้ายสีห์สวมให้ แววตาของแม่หญิงคล้ายจะวิบวาว ขณะที่อ้ายสีหราชที่มีสีหน้าเรียบเฉยเช่นเคยเป็นมา

ถึงยามนี้...ไม่ว่าอ้ายสีห์จะสวมสร้อยนั้นให้หรือไม่ แต่เมืองอินทร์เหมือนไม่อยากเห็นภาพสิ่งใดอีกแล้ว เจ้าตัวหมุนกลับก่อนจะเดินก้าวพรวด ๆ หนีจากภาพนั้นมา มือเรียวยาวกระชับกุมดาบในมือไว้มั่น

คงใช่...อ้ายสีห์ เขาเลือกเจ้าของสร้อยเส้นนั้นแล้ว....

ข้าควรยินดีกับอ้ายสีห์....แต่ไฉน...จึงปวดร้าว...

กลับ...ข้าควรกลับเรือนพ่อสินได้เสียที...

................................................................................................

หลายวันมานี้เหมือนอ้ายตัวจ้อยพยายามหลบหน้าหลบตาสีหราช จนเจ้าตัวก็งุนงงว่าไปทำสิ่งใดให้มันเคืองเข้า ตั้งแต่วันนั้นที่เจ้าตัวจ้อยหนีกลับจากตำหนักของเสด็จพระองค์ชายชาญนพก่อน ก็ทำเอาอ้ายสีหราชวิ่งวุ่นตามหาก่อนจะรู้ว่าเจ้าจ้อยนั่นกลับไปที่เรือนของพ่อสิน

“หากจู่ ๆ ก็เปลี่ยนแปร ลองคิดดูว่าวันนั้นเจ้าทำสิ่งใดผิดแผกไปหรือไม่ ลางทีมันอาจจะโกรธ...” อ้ายมิ่งสหายสนิทตบบ่าเบา ๆ ประโยคนั้นทำให้สีหราชนิ่วหน้ากุมขมับ

ถ้าจะนึกไป...วันนั้นก็ดูไม่มีสิ่งใดที่เขาทำผิดต่อเมืองอินทร์ แต่สำหรับตัวเองนั้นอาจจะแปลกประหลาดอยู่บ้าง ตั้งแต่แม่หญิงนากเรียกเขาไว้ก่อนจะก้าวขึ้นเรือนเจ้าจอมมารดา

“อ้ายสีห์...ข้าคิดว่าสร้อยเส้นนี้เป็นของเจ้าใช้ฤาไม่” แม่หญิงนากยกสร้อยทองเส้นน้อยในมือให้เขาดู ทำให้สีหราชตกใจไม่น้อยเพราะไม่คาดว่าของสำคัญจะหล่นร่วงระหว่างทาง เจ้าตัวรีบแตะห่อพกที่ติดตัวมาเปิดดูแล้วก่อนจะเห็นว่าสร้อยร่วงหล่นไปจริง

“ขอบคุณแม่หญิงที่ช่วยเก็บให้ข้า...ท่านรู้ได้อย่างไร”

“เปล่าดอก เมืองอินทร์ทาสของเจ้าตาลีตาลานวิ่งมา ข้าเลยบอกว่าจะเอามาให้เจ้า”

สิ้นประโยคนั้นสีหราชก็เหลียวมองไปด้านนอกกำแพงแต่ก็ไม่เห็นผู้ใด ก่อนจะรีบหันกลับมาเมื่อแม่หญิงนากอุทานเบา ๆ

“อุ๊ย...สร้อยข้า...” เจ้าตัวอุทานพร้อมกับทาบอกเมื่อสร้อยทองที่ละม้ายคล้ายของเขาร่วงหลุดจากคอลงสู่พื้น

สัญชาตญาณทำให้อ้ายสีห์รีบก้มลงไปหยิบแทนให้ก่อนจะยื่นคืนให้เจ้าของ แต่แม่หญิงนากกลับทำทีขอให้เขาสวมมันให้กับนาง ท่าทีรวบผมขึ้นนั้นทำให้สีหราชนิ่งอั้นไปครู่หนึ่งก่อนจะปฏิเสธ

“ข้า...เป็นเพียงนักดาบหลวง ไม่ควรใกล้ชิดบุตรีสมุหพระกลาโหม ไม่เช่นนั้นผู้คนจักนินทาท่านได้...ข้าขออภัย”

ว่าแล้วก็ยื่นคืนสร้อยนั้นลงสู่มือเจ้าของ แล้วพูดต่อทันควัน

“ข้าขอสร้อยของข้าคืนด้วย แม่หญิง...”

ไม่อยู่รอดูว่าแม่หญิงนากมีท่าทีอย่างไรต่อเขา แต่กริยากำมือแน่นของแม่หญิงตรงหน้าก็พอบอกได้ว่าเจ้าตัวไม่พึงใจอย่างมาก แต่สีหราชรีบผละไปหาเสด็จพระองค์ชายชาญนพที่กำลังเดินลงมาแล้วก้าวตามไปทันที

ตั้งแต่วันนั้นมา อ้ายอินทร์ก็ไม่ยอมอยู่ใกล้เขาอีกเลย ไม่รู้ว่ามันโกรธเคืองเขาด้วยเรื่องอันใด หรือว่าจะเคืองที่หลบไปท้องพระโรงก่อน ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัวนัก ความคับข้องใจทำให้สีหราชได้แต่นั่งถอนใจพรูใหญ่ จนอ้ายมิ่งเหลียวมามอง

“หากมิรู้ว่าเรื่องอันใด ก็...ถามตรง ๆ ไปเสีย จักได้มิต้องกระสับกระส่ายอยู่เยี่ยงนี้”

“ข้า...มิกล้าถาม มิรู้ว่าทำสิ่งใดให้มันเคือง...” สีหราชโอดก่อนจะเสยผมแล้วถอนหายใจพรู

“เจ้าทำหน้าราวกับแบกโลกไว้หลายเพลาแล้ว อีกไม่กี่วันจักเป็นงานลอยโคม...ลองชวนอ้ายอินทร์ไปเที่ยวงานสิ” อ้ายมิ่งแนะนำ ก่อนจะจ้องหน้ามันแล้วเอ่ยช้า ๆ

“อ้ายสีห์...ข้าไม่รู้ว่าควรพูดฤาไม่...แต่ข้าไม่เคยเห็นเจ้าห่วงใยใครเท่าอ้ายอินทร์มาก่อน จงถามหัวใจตัวเองเถิดว่าเหตุใดเพียงมันเมินเจ้าแล้ว...เจ้าจึงทุรนทุรายเยี่ยงนี้...”

ประโยคนั้นทำให้สีหราชชะงักไป ก่อนจะมองหน้าอ้ายมิ่ง

นั่นสิ...เหตุใดถึงรู้สึกราวเจียนตาย...แค่อ้ายตัวจ้อยเมินมัน...

.........................................................................

ออฟไลน์ Grey Twilight

  • Moderator
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 377
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +170/-17
ต้องขอชมนักเขียนเลยนะครับ คุณบัตเลอร์เขียนเรื่องนี้ออกมาได้น่าติดตาม และใช้ภาษาได้ดีครับ ผมมีไปตามอ่านในเว็บอื่นมา ก็ถือว่าประทับใจพอสมควรครับ

จุดแรกที่ต้องขอชมเลย คือการใช้คำและภาษา คุณบัตเลอร์ทำการบ้านมาค่อนข้างดี ในเรื่องแบ่งเป็นสองไทม์ไลน์หลักๆ คือไทม์ไลน์อดีตของสีหราช กับไทม์ไลน์ปัจจุบัน ซึ่งทั้งสองไทม์ไลน์มีความแตกต่างกันในเรื่องของภาษา วัฒนธรรม ระบบสังคม ซึ่งการบรรยายต้องสะท้อนออกมาให้เห็นถึงความแตกต่างตรงนี้ให้ได้ ซึ่งคุณบัตเลอร์ทำออกได้ดีครับ เราจะสังเกตถึงไทม์ไลน์และวัฒนธรรมของแต่ละช่วงเวลาได้ค่อนข้างชัดเจน ในพาร์ทของอดีตกาลหรือยุคโบราณที่เป็นช่วงปลายรัชกาลที่ 3 คุณบัตเลอร์ก็สามารถบรรยายมันออกมาให้คนอ่านเห็นภาพได้ สำหรับผมเอง ผมอ่านแล้วเห็นภาพของสังคมยุคต้นรัตนโกสินทร์ นักเขียนเลือกใช้คำได้ตรงบริบท มีการบรรยายที่กระชับ แต่ละเมียดละไมให้เห็นภาพ มีกาพย์กลอนซึ่งสะท้อนบริบทชีวิตและวัฒนธรรมของคนเหล่านั้นได้ดีครับ หมู่บ้านนักตีดาบก็มองเห็นภาพจำแลงออกมาจากตัวอักษร รวมถึงวิถีชีวิตของตัวละครและการดำเนินชีวิตของคนในยุคสมัยนั้น ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิตของชาวบ้านปกติ (ในบ้านพ่อสิน) หรือวิถีชีวิตชาววัง ที่อาจจะมีบรรยายน้อยไปหน่อย แต่ว่าก็มีการเขียนสอดแทรกโครงเรื่องและปูพื้นเรื่องราวในยุคสมัยนั้นๆออกมา ยกตัวอย่างเช่น ในงานเทศกาลลอยโคม ก็มีการบรรยายหลายอย่างที่สอดแทรกเกร็ดเรื่องในเนื้อหาของการบรรยายเหตุการณ์หลักของงานเทศกาลนั้นๆ อีกทั้งเรื่องนี้ยังมีการใส่กลอน กาพย์ ที่ไม่ได้ใส่มาเล่นๆ แต่ใส่มาและเป็นคีย์หลักในการผลักดันเรื่องเสียด้วย (ไม่ว่าจะเป็นกลอนจีบกัน หรือกลอนที่เขียนไว้เพื่อเป็นปริศนาในการดันปมเรื่องต่อ) มันแสดงให้เห็นถึงความพยายามของผู้แต่งที่ทำการบ้านมาและอยากให้คนอ่านได้รับรู้ครับ

จุดที่สองคือการปูพื้นเรื่องและเขียนพล็อตครับ ในปัจจุบันเราจะเห็นนวนิยายที่ซ่อนปมไว้และอธิบายออกมาอย่างได้อารมณ์ความรู้สึก มีไม่มากนัก แต่เรื่องนี้เป็นหนึ่งในเรื่องที่ผมแนะนำให้คนอื่นอ่านนะครับ เพราะนักเขียนทำออกมาได้ดี น่าสนใจ ปมแต่ละปมถูกสร้างมาโดยที่คิดไว้แล้วว่าจะร้อยเรียงเรื่องราวแต่ละอย่างเข้าด้วยกันได้ยังไง แต่ละตัวละครมีปมของมัน และทำให้ผู้อ่านรับรู้ได้ผ่านมุมมองความรู้สึกบางมุมมอง ซึ่งเราอาจเห็นปมของตัวละครตัวนึงผ่านมุมมองความรู้สึกของตัวละครอีกคนหนึ่ง การสะท้อนเรื่องราวออกมาแบบนี้ถือเป็นทักษะการเขียนที่ต้องชมว่ามีศิลปะ ซึ่งถ้ายกตัวอย่างในนี้มันอาจจะสปอยล์ไปหน่อยเพราะว่าในเล้ายังลงเรื่องมาไม่ถึง

จุดสุดท้ายที่ต้องชม คือความสมจริงบนหลักการแฟนตาซี ซึ่งทำให้การผสมผสานเรื่องราวเข้าด้วยกันออกมาเป็นวรรณกรรมที่ผมเห็นควรต้องแนะนำ เพราะโดยปกติแล้ว แม้ว่านวนิยายจะพล็อตดี ภาษาดี แต่ว่าถ้าสมมุติแกนเรื่องมันล้ำหน้าไปมากจนคนไม่เข้าใจ หรือพฤติกรรมตัวละครไม่สมเหตุสมผล หรือหลักการของพื้นเรื่องอยู่บนความหลักลอย มันจะทำให้วรรณกรรมขาดความหนักแน่นของมิติเรื่อง และอาจทำให้วรรณกรรมดูจืดจางลงได้ แต่สำหรับเรื่องนี้ไม่เป็นอย่างนั้นนะครับ แม้ว่าจะมีเรื่องของยมทูต ไสยเวท ดวงวิญญาณ แต่ผู้แต่งสามารถทำให้มันออกมาดูสมจริงและมีหลักการ มีเหตุผล ยมทูตไม่ได้เป็นเทพที่เก่งกล้าไปหมดทุกอย่าง และที่เก่งกล้าก็เพราะมีเหตุผลรับรอง (การบำเพ็ญตบะ) ทุกอย่างมีกฎเกณฑ์และข้อห้าม หากละเมิดก็ต้องถูกลงโทษ (มนตราฟื้นความจำ) หลายอย่างของความแฟนตาซีนี้ตั้งอยู่บนหลักการที่อ่านแล้วสมเหตุสมผล มันล้อไปกับพล็อตและคาแรกเตอร์ตัวละครที่สร้างมาได้ดีมาก สีหราช เป็นตัวละครเอกที่ผมถือว่าเรื่องนี้สะท้อนเขาออกมาได้ดีสุดๆเลยนะครับ การบรรยายหลายอย่างแสดงคาแรกเตอร์ของเขามาให้คนผ่านได้เห็น ไม่ว่าจะเป็นความมุ่งมั่น (ยอมเสียตบะ) หรือความรู้สึกรักใคร่ (แสดงออกผ่านการกระทำ)

โดยสรุปนะครับ ทำได้ดีทีเดียว เรียกได้ว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐานของนวนิยายระดับธรรมดาด้วยซ้ำครับ โดดเด่นกว่าวรรณกรรมทั่วๆไปในท้องตลาดแน่นอน เพราะว่าเนื้อเรื่องผูกมาดี มิติเรื่องและหลักการแฟนตาซีแน่น มีการใช้ภาษาสละสลวย เหมาะสมกับบริบท มีการสะท้อนสังคมและอธิบายวัฒนธรรมของเรื่องแวดล้อม ทำให้เนื้อเรื่องมีมิติ สนุกสนาน ไม่ได้มีพล็อตวิ่งยาวอยู่แค่ความรู้สึกตัวเอกเป็นเส้นตรงไปจนจบเรื่อง ผู้เขียนทำการบ้านมาได้ดีมาก มีการใส่เอกลักษณ์ไทยที่เหมาะสมกับบริบทเข้าไป ทำให้ดูเป็นผลงานที่สะท้อน soft power ของสังคมไทยได้ดีครับ ชื่นชมและเป็นกำลังใจ อยากให้มาลงที่เล้าต่อจนจบเรื่องนะครับ ค่อยๆมาลงก็ได้ เพื่อเว้นวรรคไว้ให้มีคนได้มาอ่าน และคอมเมนท์ ในเล้ามีคนอ่านที่มีความสามารถอยู่มากครับ หลายคนจะเป็นกำลังใจ หลายคนจะเป็นคนคอมเมนท์ที่สามารถทำให้ผู้เขียนได้ขัดเกลาฝีมือเพิ่มขึ้นได้อีก สู้ต่อไปครับผม แต่สบายใจได้ว่าฝีมือการเขียนของคุณบัตเลอร์ตอนนี้ก็ถือว่ามีทักษะการแต่งเรื่องวรรณกรรมที่ดีมากแล้วครับ ยอดเยี่ยม

ปล. เล้าเป็ดไม่มีกฎเรื่องของการลง NC นะครับ สามารถลงเรื่องได้เต็มที่ ไม่ต้องเป็นห่วงครับ

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7679
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
รีบมาต่ออีกน้า อยากให้เพิ่มวันที่ลงตรงชื่อเรื่องด้วย

จะได้รู้ว่ามาต่อแล้วววว

ออฟไลน์ ButlerofLOVE

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
กรีดร้องงงง ขอบคุณนะคะ เป็นเม้นต์ที่ทำให้ใจฟูมากก ๆ

เดี๋ยวจะลงจนจบเลยค่ะ แล้วก็คงเอา nc มาลงในนี้ด้วยค่ะ ปลื้มมากค่ะ เป็นนิยายวายเรื่องแรกที่เขียนแล้วก็...ไม่คิดว่าจะได้รับคำวิจารณ์ที่ปลาบปลื้มขนาดนี้

จะพยายามพัฒนาตัวเองไปเรื่อย ๆ ค่ะ ขอบคุณจริง ๆ ขอบคุณจากใจ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด