Boss's Secret #ความลับของบอส ตอนที่ 18 16 พ.ค 64 p.3
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: Boss's Secret #ความลับของบอส ตอนที่ 18 16 พ.ค 64 p.3  (อ่าน 7537 ครั้ง)

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7748
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
พ่อหมาป่าเราก็ไม่ธรรมดานะ

ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2347
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +205/-6
งู้ยยยย คุณบอสเซ็กซี่มาก.  :hao5:

ออฟไลน์ Ginny Jinny

  • ความเป็นจริงมันวุ่นวาย ก็ขอให้ใจมันสบายๆในความฝัน
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2222
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +51/-4
สงสารหมาน้อยที่คอยห้ามใจตัวเอง :laugh:

ออฟไลน์ Foggy Time

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 912
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +230/-1
ตอนที่ 11

   
TW : Child abuse (การทารุณเด็ก)

   
‘มาเวอร์ริก’
   
เป็นคำที่ผมจำได้ก่อนที่จะเป็นชื่อของตัวเอง
   
ในช่วงที่แม่ทำงาน แม่ก็จะทิ้งผมไว้ในห้องแคบๆ กับสูทตัวหนึ่งที่มีเข็มกลัดอีกาสีทองวางอยู่บนนั้น และบอกผมว่าให้หัดพูดคำว่า ‘มาเวอร์ริก’ ไว้เพราะสักวันมันจะเป็นของผม
   
ผมตอนนั้นที่เด็กเกินกว่าจะเข้าใจว่าแม่หมายถึงอะไร แต่แม่บอกให้ผมจำผมก็จำเพราะผมอยากเป็นเด็กดีที่แม่รัก ผมไม่สนใจด้วยซ้ำว่าสภาพความเป็นอยู่ตัวเองมันย่ำแย่ขนาดไหน
   
ผมรู้เพียงว่าโลกทั้งใบของผมคือแม่กับมาเวอร์ริกอะไรนั่น และผมก็ใช้เวลาวันทั้งวันในการพูดมันซ้ำๆ ฆ่าเวลารอแม่กลับมาจากการทำงาน ซึ่งระหว่างนั้นก็จะมีคุณน้าโอเมก้าใจดีแวะมาดูผมบ้าง แน่นอนว่าผมจำหน้าพวกคุณน้าไม่ค่อยได้เพราะแสงไฟในห้องมืดสลัวไปหมด แล้วคุณน้าที่แม่ฝากมาดูผมก็ไม่ได้สนใจผมขนาดนั้นด้วย
   
ส่วนใหญ่ก็แค่เอาอาหารมาให้ผมแล้วก็ไป น้อยคนมากที่จะคุยกับผม
   
‘เขาทำงานกันก็เหนื่อยมากพอแล้ว ไม่มีเวลาสนใจมาสนใจเด็กอย่างแกหรอก’
   
แม่ผมบอกแบบนั้นตอนที่ผมถามแม่เพราะรู้สึกเหงาจนทนไม่ไหว แต่พอรู้ว่าคุณน้าทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง ผมก็ยอมที่จะอยู่เงียบๆ เหมือนเดิม
   
แต่มันก็เหงา เหงามากๆ เลย แม่ก็ไม่ชอบคุยกับผม ไม่ชอบให้ผมพูดหรือร้องไห้ ถ้าผมขัดคำสั่งแม่ แม่ก็ขู่ว่าจะเอาผมไปทิ้งเหมือนที่เคยทำตอนผมเด็กๆ ที่เอาแต่ร้องไห้ไม่อยากให้แม่ไปทำงาน
   
ไม่เอา ไม่เอาแล้ว ผมไม่อยากโดนทิ้งแล้ว แต่ผมก็ไม่อยากอยู่ในห้องมืดๆ นี่คนเดียวเหมือนกัน มันเหงามากเลย เอาเข้าจริงแค่เดินไปตรงหน้าต่างผมยังเดินไปไม่ได้เลยเพราะโซ่ที่ล่ามข้อเท้าผมไว้มันยาวไม่ถึง
   
ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมแม่ต้องกลัวผมหนีด้วย ถึงแม่จะไม่ค่อยชอบผมแต่ผมก็ชอบแม่ ผมอยากให้แม่ลูบหัวผมแล้วพูดเรื่องพ่อกับความฝันของแม่อีก
   
ความฝันที่แม่บอกว่าอยากจะเป็นอิสระจากที่นี่ อยากจะเป็นคุณนายโอเมก้าที่มีเกียรติให้คนอิจฉา อยากจะร่ำรวยจนสามารถซื้อทุกอย่างที่ต้องการได้ มีครั้งนึงที่ผมเคยถามแม่ด้วยความสงสัยว่าแล้วเมื่อไหร่ความฝันของจะเป็นจริง
   
รอยยิ้มของแม่ก็หายไปทันทีก่อนจะกลับไปเซื่องซึมอีกครั้ง
   
‘จนกว่าพ่อจะมารับเรา’
   
ผมอยากจะถามแม่ต่อว่าแล้วเมื่อไหร่พ่อจะมารับแต่ผมก็ไม่กล้าถามเพราะแม่อารมณ์ไม่ดีแล้ว ถ้าผมฝืนถามไปอีกผมอาจจะโดนแม่ทำโทษอีก
   
วันทุกวันผมเลยได้แต่นั่งเหม่ออยู่ในห้อง เฝ้ารอเหมือนกับแม่ว่าเมื่อไหร่พ่อจะมารับและพยายามพูดคำว่า ‘มาเวอร์ริก’ ให้ชัดที่สุดเพราะแม่บอกว่าถ้าผมพูดได้ พ่อจะดีใจมาก
   
“กินอะไรรึยัง ไลม์”
   
ผมเงยหน้ามองคุณน้าที่เปิดประตูเข้ามาและเอียงคองงๆ
   
ไลม์?
   
ผมกระพริบตาปริบไม่เข้าใจเท่าไหร่ว่ามันหมายถึงอะไร
   
“..ไลม์”
   
ผมพึมพำพูดเสียงเบา
   
มันเป็นครั้งแรกเลยที่ผมเคยได้ยินคำนี้
   
“ชื่อของหนูไง” คุณน้าที่ผมเพิ่งเคยเจอครั้งแรกทำสีหน้าประหลาดใจ “อย่าบอกนะว่าที่แม่นั่นพูดเป็นเรื่องจริง โอ๊ย ให้ตายเถอะ อายุขนาดนี้แล้วยังไม่รู้ชื่อตัวเองอีก”
   
“...”
   
ผมไม่ได้ชื่อมาเวอร์ริกหรอกเหรอ
   
ชั่วพริบตานั้นเหมือนโลกผมถล่มลงมา ผมไม่รู้ว่าตัวเองเสียใจอะไรนักแต่ก็นั่งน้ำตาไหลจนคุณน้าใจดีทำอะไรไม่ถูก พยายามหาอะไรมาปลอบผม
   
“..ไม่ร้องนะ ไลม์ ไม่ร้อง นี่น้าซื้อนมมาฝากหนูด้วย กินสิ”
   
“...”
   
ผมโยนชุดสูทในมือทิ้งแล้วนั่งตัวสั่นเทา ยกมือปิดปากไม่ให้สะอื้นออกมา เพราะแม่ไม่ชอบให้ผมร้องไห้ ถ้าผมร้องไห้แล้วแม่มาเห็นแม่ก็จะโกรธผม
   
ผมเป็นตัวปัญหามากพอแล้ว
   
“หยุดร้องได้แล้ว ไลม์ อัลฟ่าอย่างหนูต้องเข้มแข็งสิ หนูเป็นความหวังของแม่เขานะ ห้ามร้อง”
   
คุณน้าใจดีหยิบผ้าเช็ดหน้าตัวเองมาเช็ดน้ำตาให้ผมและพูดปลอบผมด้วยน้ำเสียงที่แม่ผมไม่เคยทำ
   
“แม่หนูเป็นโอเมก้า ถ้าหนูไม่ช่วยแม่ก็ไม่มีใครช่วยแม่ได้แล้วนะ”
   
แล้วผมล่ะ ใครจะช่วยผม
   
“เดี๋ยวคุณพ่อของหนูก็มารับแล้ว ถึงตอนนั้นก็อย่าลืมน้าๆ ที่เคยเลี้ยงหนูนะ”
   
“...”
   
ที่คุณน้าใจดีกับผมก็เพราะว่าอยากเจอพ่อผมเหมือนกันเหรอ
   
ทำไมทุกคนถึงได้ชอบพ่อผมนัก ทำไมถึงได้ให้ความสำคัญกับคนที่ไม่เคยมาดูดำดูดีผมกับแม่ซะเหลือเกิน ทำไมถึงได้ยอมรับคนแบบนั้นแต่ไม่ยอมรับผม
   
ทำไมถึงไม่รักผม?


   
“บอส บอสครับ! บอส—”
   
แรงเขย่ารุนแรงกระชากผมออกจากห้วงฝัน
   
ชั่ววินาทีก่อนที่ผมจะตื่น ผมเห็นตัวเองในตอนนั้นกรีดร้องออกมาอย่างขวัญเสีย ถึงมันจะเพียงภาพขาดๆ เหมือนกระจกภาพความทรงจำที่แตก แต่ผมก็ยังเห็นความอ่อนแอของตัวเองอย่างชัดเจน
   
เด็กชายโง่งมคนนั้นมันก็ยังเป็นผม
   
ผมที่อายุสามสิบกว่าแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถรับมือกับบาดแผลวัยเด็กของตัวเองได้ ยังคงใช้ชีวิตห่วยแตกในทุกๆ วันและคาดหวังว่าตัวเองจะตายสักที
   
แค่เรื่องที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ทำผมเจ็บปวดและปวดหัวมาเกินพอแล้ว
   
ลืมๆ อดีตงี่เง่านี่สักทีเถอะ ไลม์
   
“ผมตื่นแล้ว”
   
ผมคว้ามือเจ้าหมาที่ไม่รู้ว่าแตกตื่นอะไรนักให้หยุดเขย่าตัวผม เพราะถ้าเขย่ามากกว่านี้เกรงว่าที่ผมตื่นมาเตรียมตัวเกือบชั่วโมงจะพังหมด แถมแรงของครามก็เยอะกว่าอัลฟ่าทั่วไปด้วย
   
ผมขมวดคิ้วแล้วหยิบแว่นของตัวเองมาสวมเหมือนเดิม หลังจากที่ตัดสินใจงีบสักพักเนื่องจากสถานที่จัดงานประมูลก็ค่อนข้างไกลและรถติดพอตัว
   
“ตกใจอะไร”
   
ผมถามเสียงดุตามความเคยชิน หงุดหงิดนิดหน่อยที่ถูกขัดขวางการนอน แต่เอาเข้าจริงผมไม่ควรหงุดหงิดเพราะครามช่วยให้ผมหลุดจากความทรงจำพวกนั้น
   
ความทรงจำที่เป็นทั้งความลับและเป็นสิ่งที่ผมทำยังไงก็ไม่สามารถลืมมันจริงๆ ได้สักที
   
“..ผม ผมเห็นสีหน้าบอสไม่ดี เลยคิดว่าบอสน่าจะฝันร้าย ผมเลยปลุกครับ”
   
เจ้าหมาที่ผมเก็บมาเลี้ยงทำหน้าหงอยจนผมแทบจะเห็นหูที่ตกลงมาซึมๆ เหมือนเวลาที่อยู่บ้าน
   
“...”
   
โบ้...

นี่มันโบ้ชัดๆ หมาโกลเด้นตัวเก่าของผมก็ชอบทำหน้าจ๋อยแบบนี้เวลาโดนผมดุ แต่ให้ตายเถอะ นี่ผมเก็บอัลฟ่าหมาป่ามาเลี้ยงนะ สิ่งที่ผมควรได้คือหมาป่าสิ

“ขอบคุณ”
   
ผมพึมพำตอบแล้วเหลือบมองนอกรถก็พบว่าใกล้จะถึงแล้ว แต่ก็ยังพอมีเวลาทำอะไรอีกนิดหน่อย
   
“..บอสโอเคแล้วใช่ไหมครับ”
   
“อืม”
   
ผมส่งเสียงในลำคอแล้วกอดอกจ้อง ‘ตัวอันตราย’ นิ่ง
   
ผมยอมรับเลยว่าพอครามแต่งตัวดีๆ แบบนี้ก็ค่อนข้างดูดีทีเดียว เพราะปกติตื่นมาเจ้าตัวจะแค่รวบผมสีทองยุ่งๆ นั่นลวกๆ ไม่ใส่ใจตัวเองเท่าไหร่ จนบางครั้งตอนผมลูบหัวครามก็แอบรู้สึกว่ากำลังลูบขนหมาอยู่
   
“มีอะไรรึเปล่าครับ”
   
ครามที่ไม่รู้กลัวอะไรผมนัก ตอนนี้ดูจ๋องกว่าเดิม ทั้งๆ ที่ผมยังไม่ได้ดุหรือพูดอะไรเลย
   
ผมขมวดคิ้วแต่ก็ไม่ได้ตอบ ยื่นมือไปดึงรอยยับย่นของเสื้อและช่วยดึงเน็กไทที่ร่นขึ้นให้เพราะเมื่อกี้ผมนอนซบกับตัวคราม ซึ่งจริงๆ มันก็ไม่ได้นุ่มหรือน่านอนอะไรหรอก
   
ผมก็แค่ชอบกลิ่นของครามเท่านั้น
   
กลิ่นฟีโรโมนน่าเกรงขามอ่อนๆ ที่ติดตัวครามทำให้ผมรู้สึกสงบ แน่นอนว่าหลายวันมานี้ที่ผมนอนได้ง่ายขึ้น ส่วนหนึ่งก็เพราะกลิ่นของคราม
   
สำหรับคนอื่นมันอาจจะเป็นกลิ่นฟีโรโมนรุนแรงน่ากลัวที่ชวนให้ตัวสั่น แต่สำหรับอัลฟ่าจิ้งจอกอย่างผมที่ฟีโรโมนทั่วไปไม่มีผลก็เหมือนกับถูกรางวัลเลยทีเดียว ยิ่งวันก่อนที่ครามเกือบจะสติหลุด กลิ่นของครามมันแทบจะทำให้ผมรู้สึกคลั่ง
   
ใช่ นอกจากผมจะไม่กลัวกลิ่นฟีโรโมนอัลฟ่าโบราณเหมือนคนทั่วไปแล้ว ผมยังชอบมันมากๆ อีก
   
กลิ่นของครามมันทำให้ผมสั่นสะท้านไปทั้งตัว ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นมากกว่าหวาดกลัว เพราะผมไม่กลัวตายและโหยหาอัลฟ่าที่แข็งแกร่งกว่าตัวเองมาตลอด
   
ผมรู้ตัวว่าตัวเองอยากถูกปกป้องเพราะที่ผ่านมาผมต้องปกป้องตัวเองจากทุกเรื่องด้วยตัวคนเดียว
   
ถึงครามอาจจะช่วยอะไรผมมากไม่ได้ก็เถอะ แต่อย่างน้อยๆ การได้ที่เจออัลฟ่าที่แข็งแกร่งกว่าและชอบผมเอามากๆ ก็ทำให้ผมพอใจมากเลยทีเดียว
   
“ผมขอจูบคุณได้ไหม”
   
ผมถามนิ่งๆ สบกับนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มที่เปลี่ยนจากซึมๆ กลายเป็นเบิกตากว้างในพริบตา
   
แน่นอนว่ามันเป็นปฏิกิริยาที่ผมพอจะเดาได้อยู่แล้ว เพราะเจ้าหมาป่าตัวโตของผมมีอะไรก็แสดงออกทางสีหน้ากับหางหมด คาดเดาง่ายกว่าลูกค้าอัลฟ่าอารมณ์ปั่นป่วนของผมบางคนอีก
   
“กลิ่นผมจะไม่ติดตัวบอสเหรอครับ”
   
ผมหลุดยิ้มออกมาเพราะเจ้าหมาไม่คิดจะปฏิเสธเลยสักนิด
   
“ติดก็ติดไปสิ”
   
ผมตอบปัดๆ ไม่จริงจังจะให้คำตอบนักแล้วดึงเนคไทครามลงมาจูบ แต่เจ้าหมาก็ขัดใจผมด้วยการยั้งตัวเอาไว้แล้วพยักพเยิดไปทางคนขับรถด้วยใบหน้าแดงๆ
   
“คุณก็เห็นอยู่ว่ามีกระจกดำกั้นอยู่”
   
ผมขมวดคิ้ว
   
“และผมไม่ทำอะไรที่เสี่ยงทำให้ตัวเองถูกเปิดโปงหรอกนะ”
   
พอเห็นครามทำหน้าเข้าใจผมก็ดึงเจ้าหมาตัวโตของผมลงมาจูบอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้ครามยอมให้ความร่วมมือกับผมแต่โดยดี
   
ผมจูบเบาๆ และอ้อยอิ่ง ไม่กล้าลึกซึ้งมากเพราะกลัวว่ามันจะลามไปถึงขั้นอื่นที่ผมยังไม่พร้อมทำ ให้ตายเถอะ ใครใช้ให้เจ้าหมานี่ตัวใหญ่กว่าที่ผมคิดล่ะ ใหญ่ไปหมดทุกส่วนแม้แต่ส่วนนั้นก็ยังใหญ่จนผมยังไม่กล้ารับมันเข้าไป ทั้งๆ ที่ผมก็พอจะเคยใช้ของเล่นไซส์ใหญ่ๆ มาก่อนแต่ไม่เคยคิดจะลองไซส์ขนาดของคราม
   
มันเป็นไซส์ที่ผมยังไม่กล้าลอง แล้วตอนนั้นเจลหล่อลื่นก็หมดพอดีด้วย ผมไม่กล้าเสี่ยงด้วยหรอก ถึงเจ้าหมาจะทำหน้าตาน่าสงสารใส่ผมก็เถอะนะ
   
ผมครางในลำคอเมื่อรู้สึกผ่อนคลาย อาการตึงเครียดที่เกิดจากความเจ็บปวดในอดีตค่อยๆ เบาบางลง ราวกับว่าผมกำลังถูกประคับประคองด้วยความทะนุถนอมจากเจ้าหมาป่าตัวโตที่ถูกทางการตราหน้าว่าเป็นตัวอันตราย
   
ตัวอันตรายที่ว่ากันว่านิสัยโหดร้ายและฆ่าคนได้โดยไม่กระพริบตาแถมยังมีงานอดิเรกคือฆ่าคนทั่วไปอีก
   
ให้ตายเถอะ เรื่องพวกนั้นโกหกทั้งเพ
   
รัฐบาลงี่เง่าพวกนี้ไม่รู้อะไรทั้งนั้นนั่นแหละ ขนาดอัลฟ่าจิ้งจอกพวกนั้นยังรู้ข้อมูลกันแค่นิดหน่อย คิดเองเออเองสามารถควบคุมกลิ่นได้อย่างเดียว ทั้งๆ ที่ผมทำได้มากกว่านั้น
   
“พอ”
   
ผมยกมือดันหน้าครามออกที่เริ่มจะจูบแรงขึ้นจนเริ่มรู้สึกเจ็บปาก คือเมื่อวานผมก็พอจะมีบทเรียนแล้วไงว่าถ้าใจอ่อนมากๆ ก็จะโดนเจ้าหมากัดจมเขี้ยว
   
รอยกัดบนหัวนมผมวันนี้มันยังไม่จางเลย
   
“...”
   
ผมหน้าแดงเพราะครามทำหน้าลามกแบบนั้นอีกแล้ว
   
เจ้าหมานี่อยากเอาผม
   
“พอแล้ว”
   
ผมพูดเสียงดุแล้วจัดชุดให้ครามอีกครั้ง ก่อนจะเอื้อมไปหยิบหน้ากากหมาป่าครึ่งใบหน้าสำหรับผู้ติดตามมาใส่ให้ แน่นอนว่ามันก็ทำให้ผมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องสบตากับคราม
   
...
   
เจ้าหมานี่หล่อชะมัดเลย
   
ถ้าตอนปกติไม่เอาแต่ทำหน้าจ๋องแล้วร้องหงิงๆ ใส่ผมก็คงจะดี แต่ถ้าเลิกหงิงก็คงไม่ใช่หมาตัวเดียวกับที่ผมเก็บมาเลี้ยงอีก
   
“หน้ากากหมาป่าเหรอครับ”
   
ครามถามผมหลังจากที่ผมใส่ให้ครามเสร็จและเช็คความเรียบร้อยของตัวเองในกระจกอีกครั้ง
   
“พวกอัลฟ่าก็ย้อนแย้งแบบนี้แหละ”
   
ผมแค่นเสียงหัวเราะ สำรวจตัวเองในกระจกอีกครั้งเพราะภาพลักษณ์ของผมสำคัญมาก การปรากฏตัวในงานประมูลเพื่อการกุศลครั้งนี้ของผมก็ถือว่าเป็นการประชาสัมพันธ์แบรนด์แบบหนึ่ง ซึ่งเมื่อก่อนคนที่มักจะเข้าร่วมเป็นประจำจะเป็นพ่อผมกับพี่ แต่หลังจากอุบัติเหตุและการรีแบรนด์ก็มีเพียงผมเท่านั้นที่เข้าร่วมงาน
   
‘มาเวอร์ริก’
   
ถือกำเนิดใหม่ในนามของผม อีกาที่รักอิสระตัวนั้นไม่ใช่ของที่ทุกคนจะเอื้อมถึงอีกต่อไป มันกลายเป็นอีกาที่มีเพียงอัลฟ่าที่ถูกเลือกเท่านั้นที่สามารถครอบครองได้
   
เป็นความพิเศษที่ทำลายจุดประสงค์แรกเริ่มของผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่ต้องการให้คนทุกคนสามารถมีสูทดีๆ เป็นของตัวเอง ถ้าเกิดต้นตระกูลผมยังมีชีวิตอยู่ก็คงไม่วายตะกายขึ้นมาจากหลุมมาบีบคอผมที่อาจหาญทำลายอุดมการณ์ของแบรนด์เก่าแก่อายุนับร้อยปีนี้
   
แต่แล้วยังไงล่ะ?
   
ภายใต้การบริหารอันล้มเหลวของพี่ชายผมกับความฟุ้งเฟ้อเพ้อฝันของพ่อมันก็ไม่ได้ทำให้แบรนด์ไปได้ไกลเท่าที่ควร คนที่ถูกมองข้ามที่สุดมาตลอดอย่างผมก็ต้องเข้ามาทำแบรนด์ดิ้งใหม่ทั้งหมดด้วยตัวคนเดียวเพื่อที่จะประคับประคองธุรกิจที่ใกล้จบสิ้นนี้ให้อยู่รอดได้
   
มาเวอร์ริกกลายเป็นของผมอย่างที่แม่ฝันจริงๆ นั่นแหละ
   
แต่ก็น่าเสียดายที่แม่ไม่ทันเห็นฝันของตัวเองเป็นจริงเพราะเสียไปด้วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไปซะก่อน ผมไม่รู้ว่าแม่คาดหวังอะไรจากพ่อนัก คนที่เทิดทูนอัลฟ่าและเงินเหนือสิ่งอื่นใด คนพรรค์นั้นไม่ควรค่าให้แม่พึ่งพาสักนิด แต่ผมก็ว่าอะไรแม่ไม่ได้หรอก ในเมื่อสภาวะที่แม่ต้องทนอยู่มันเปราะบางและสิ้นหวังขนาดนั้น
   
ฉะนั้นเรื่องที่แม่ดูแลผมไม่ดีหรือไม่ชอบผม มันไม่ใช่เรื่องผิด คำสัญญาของพ่อเฮงซวยคนนั้นต่างหากที่ทำให้ผมหงุดหงิดที่สุด เพราะมันเป็นตรวนพันธนาการทำให้ผมกับแม่ตกอยู่ในสภาวะนั้นหลายปีกว่าแม่จะหาทางไปทวงคำสัญญาได้
   
เอาเข้าจริงผมก็ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงลืมเรื่องนี้ไปไม่ได้สักที ทั้งๆ ที่ผมก็คิดว่าผมเข้าใจแม่แล้วแต่เวลาฝันถึงเรื่องนี้ทีไร มันก็จะทำให้ผมรู้สึกหนักใจทุกครั้ง
   
ผมไม่โกรธแม่น่ะ ไม่โกรธจริงๆ แค่รู้สึกเสียใจที่ตัวเองไม่ได้ถูกเลือกบ้างก็เท่านั้น
   
“บอสครับ?”
   
“โทษที ผมเหม่ออีกแล้ว”
   
ผมถอนหายใจ เหนื่อยหน่ายใจกับตัวเองนิดหน่อย ผมตอนนี้ก็รับมือกับอดีตพวกนั้นได้แหละ แต่มันก็ยังเป็นเรื่องที่กวนใจผมอยู่ดี
   
“..ขออนุญาตนะครับ”
   
ผมเลิกคิ้วยังไม่เข้าใจว่าขออนุญาตอะไร เจ้าหมาก็ดึงมือของผมไปจูบบนหลังมือ
   
“เสร็จงานแล้ว เดี๋ยวผมให้กอดนะครับ”
   
“หึ”
   
ผมหลุดหัวเราะเบาๆ ออกมา
   
รู้ดีชะมัดเลย เจ้าหมาป่าของผมเนี่ย
   
ผมอารมณ์ดีขึ้นมานิดหน่อยเพราะอย่างน้อยๆ ช่วงนี้ผมก็พอมีอะไรมาช่วยคลายเครียดบ้าง อย่างเจ้าโบ้ตัวใหม่ของผมก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้ครบถ้วนดี
   
ถามว่าผมมองครามเป็นหมาตัวใหม่ของผมไหม ส่วนหนึ่งก็ใช่แต่อีกส่วนหนึ่งก็ไม่ใช่
   
จัมโบ้ตัวเก่าของผมช่วยให้ผมประคับประคองตัวเองจากเรื่องทั้งหมดมาได้หลายปี
 
ส่วนครามก็คือคราม อัลฟ่าหมาป่าที่ดูน่าสงสารมากจนผมที่ไม่รู้ว่าตอนนั้นบ้าดีเดือดอะไรตัดสินใจเก็บกลับมาแบบไม่กลัวอะไรทั้งนั้น ถ้าตอนนั้นมีคนเห็นผมกับครามพอดีแล้วจับได้ก็คือชีวิตผมก็น่าจะจบตั้งแต่ตอนนั้น

“เด็กดี”

ผมชมแล้วล้วงเอาเข็มกลัดสีทองแบบเดียวที่กลัดบนสูทผมออกมาติดให้กับปกเสื้อของคราม

‘มาเวอร์ริก’

อีกาสีทองสยายปีกอันโดดเด่นที่ทำมาจากทองคำและมีเพียงผู้ที่สวมแบรนด์นี้เท่านั้นที่จะได้รับสิทธิสุดพิเศษนี้ แน่นอนว่าผมติดมันให้กับปกเสื้อของครามอย่างไม่ลังเล

“เงยหน้าขึ้นหน่อย ผมจะปรับเนคไทให้”

ผมสำรวจความเรียบร้อยของครามอีกครั้ง เพราะคนในแวดวงก็จะเป็นที่รู้กันว่าผู้ติดตามของผมส่วนใหญ่จะสวมชุดคอลเลคชั่นใหม่หรือชุดที่ผมต้องการจะโปรโมท

ซึ่งปกติผมก็จะเอาเลขาผมที่เป็นอัลฟ่าเหมือนกันไป แต่ตอนนี้ผมมีครามแล้วก็อยากเอาครามไปด้วยมากกว่า เพราะน่าจะช่วยให้ผมพอจะมีอะไรให้รู้สึกดีบ้าง

“เข้าไปแล้วก็ไม่ต้องตกใจล่ะ ถ้ามีอะไรแปลกๆ ”

ผมบอกครามแล้วมองครามในชุดสูทสีน้ำตาลเข้มหกกระดุมซึ่งเป็นชุดที่ผมพอจะหาได้สำหรับไซส์ตัวขนาดคราม โชคดีที่มันเข้ากันกับครามพอดีทั้งสีผมและบุคลิก ทำให้ครามตอนนี้ดูดีมาก

ผมมั่นใจเลยว่าเจ้าหมาของผมน่าจะเป็นคนที่โดดเด่นอีกคนในงานแน่นอน ถึงจะในฐานะผู้ติดตามของผมก็เถอะ แต่สาเหตุที่ผมยอมมาร่วมงานงี่เง่าพรรค์นี้ก็แค่เพราะอยากหาลูกค้าเพิ่มก็เท่านั้น

“แล้วก็จำไว้ด้วย”

ผมตบอกเจ้าหมาเบาๆ เมื่อรู้สึกว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว

“ว่าอย่าคุยกับใครนอกจากผม”

“ครับ”

ครามพึมพำตอบผมเสียงเบา ดูประหม่าไม่น้อยเพราะตอนนี้ก็เข้าสู่เขตโรงแรมที่จัดงานแล้ว และรอบงานมีสื่อมวลชนที่คอยเก็บภาพไปทำข่าวเต็มไปหมด

“ไม่ต้องกลัว คุณมากับบอสของคุณ”

ผมยิ้มบาง

“และผมจะไม่มีวันทิ้งคุณ”

----

 :katai4:

ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2347
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +205/-6
สงสารบอส เมื่อไหร่จะหลุดออกจากเงามืดในใจได้น้อ

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1513
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-0
กว่าจะยืนหยัดเป็นบอสได้ทุกวันนี้ไม่ง่ายเลยจริงๆ ดีนะ ดีจริงๆที่ได้เจ้าอัลฟาหมาป่าครามมาอยู่ด้วย  :katai2-1: รอตอนต่อไปค่ะ :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ ❣☾月亮☽❣

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7038
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +264/-6
ดีมากๆๆ

ออฟไลน์ Ginny Jinny

  • ความเป็นจริงมันวุ่นวาย ก็ขอให้ใจมันสบายๆในความฝัน
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2222
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +51/-4
ปมในใจต้องใช้เวลากว่าจะอยู่กับมันได้อย่างไม่ทุกข์ใจกอดบอสแน่นๆ :กอด1:

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7748
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
บอสสู้ๆ

ออฟไลน์ Foggy Time

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 912
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +230/-1
ตอนที่ 12
   
   
สำหรับผมหนึ่งในสิ่งที่น่ารำคาญที่สุดก็ยังคงเป็นการเข้าสังคมกับพวกอัลฟ่า
   
อาจจะด้วยความที่ว่าผมไม่ได้โตมากับสังคมแบบนี้ก็เลยไม่ชินกับมันเท่าไหร่ แต่ถึงยังไงผมก็ไม่ชอบอยู่ดีเพราะผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของมันเลย
   
“บอสครับ มีคนมองเราอีกแล้ว”
   
ครามก้มลงมากระซิบกับผม ถึงแม้ท่าทางภายนอกจะดูเยือกเย็นแต่ผมก็พอจะสัมผัสถึงความกระวีกระวายของเจ้าหมาตัวโตของผมได้
   
“ไม่ต้องสนใจ”
   
ผมตอบง่ายๆ แต่ก็รู้ว่าเป็นคำตอบที่ใจร้ายไปหน่อยสำหรับครามที่น่าจะเพิ่งเคยออกงานสังคมครั้งแรก แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะเจ้าหมาของผมก็ทำได้ดีทีเดียว ยิ่งตอนโดนเก็บรูปก็ไม่มีท่าทีแตกตื่นสักนิดแถมยังดูน่าเกรงขามอย่างที่ผมต้องการอีก
   
เพราะผมรู้อยู่แล้วว่าครามจะเอาตัวรอดได้ สถานที่แห่งนี้มีกลิ่นฟีโรโมนของอัลฟ่าคละคลุ้งเต็มไปหมด สัญชาตญาณในตัวครามต้องถูกกระตุ้นขึ้นมาอย่างแน่นอน
   
หมาป่าที่ซุกซ่อนในตัวครามคงไม่ปล่อยให้เจ้าของร่างเสียหน้าหรอก
   
“..บอส”
   
“ไม่ต้องกลัว คุณมากับผม”
   
ผมกระซิบกลับไม่สนใจสายตาของเหล่าอัลฟ่าที่จับจ้องมาที่ผม แน่นอนว่าแต่ละคนที่จ้องผมก็คงมีจุดประสงค์ของตัวเอง บางรายก็เป็นอัลฟ่าที่ผมเพิ่งปฏิเสธไปว่าจะไม่ทำสูทให้ บางรายก็แค่ไม่ชอบขี้หน้าผมเฉยๆ เพียงเพราะผมสามารถเอาตัวเองเข้ามาในสังคมที่อัลฟ่าชั้นสูงแบบนี้ได้ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี
   
พวกเขาก็คงเสียดายนั่นแหละที่ไม่ได้บดขยี้ตระกูลของผม ไม่มีใครคาดคิดหรอกว่าผมจะฟื้นคืนชีวิตให้กับแบรนด์มาเวอร์ริกได้สำเร็จ จากที่จะกลายเป็นตัวตลกของพวกอัลฟ่าผมกลับสามารถมายืนตรงจุดนี้ได้
   
เอาเข้าจริงผมก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันที่ผมจะสามารถทำได้ แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ผมต้องทำก็มีแต่จะต้องทำให้มันดียิ่งขึ้นเท่านั้น เพราะถ้าผมทำมันพังอีกคงจะไม่มีโอกาสครั้งหน้าอีกแน่
   
“..ที่นี่มีกลิ่นอัลฟ่าหมาป่าเต็มไปหมดเลย”
   
ครามบ่นพึมพำกับผมเสียงเบา ดูไม่สบอารมณ์เท่าไหร่
   
“ผมถึงบอกคุณไงว่าอย่าตกใจ”
   
ผมยิ้มบางแล้วยกเค้กช็อกโกแลตครึ่งที่เหลือที่ผมยังไม่กินให้คราม
   
“กินสิ คุณต้องอยู่ดูเรื่องโง่ๆ กับผมอีกหลายชั่วโมงเลย”
   
สังคมของพวกอัลฟ่าชั้นสูงพวกนี้เต็มไปด้วยความย้อนแย้ง ปากก็บอกรังเกียจอัลฟ่าหมาป่ากันนักหนาแต่ก็หยิบยืมอัตลักษณ์ของอัลฟ่าพวกนี้มาเป็นของตัวเอง ทำน้ำหอมกลิ่นฟีโรโมนของพวกอัลฟ่าหมาป่าไม่พอยังเอาความเป็นหมาป่ามาเป็นแฟชั่นในแวดวงอัลฟ่าชั้นสูง ที่มีเพียงคนหยิบมือเดียวเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงอะไรพวกนี้ได้
   
ผมถึงได้รังเกียจอัลฟ่าพวกนี้นัก ขยันแต่ทำเรื่องโง่ๆ ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรสักนิด แต่เพื่อการเข้าสังคมบางครั้งผมก็ต้องยอมลงไปเล่นกับพวกมันบ้างเพื่อไม่ให้ตัวเองถูกปฏิเสธจากกลุ่มอัลฟ่ารวยแต่ไร้สาระพวกนี้
   
ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องเงิน ผมคงไม่มีวันลงไปร่วมกับอะไรแบบนี้เพราะมันน่ารำคาญสิ้นดี
   
“บอสกินเถอะครับ ตอนเที่ยงบอสกินไปนิดเดียวเอง”
   
ผมขมวดคิ้ว ที่ผมกินไปตอนเที่ยงคือการกินปกติของผม ผมไม่เคยกินมากกว่านั้น และผมก็กินน้อยแบบนี้ทุกมื้อด้วย ไม่รู้ว่าเจ้าหมาของผมเพิ่งสังเกตหรือยังไง
   
“ผมอิ่มแล้ว”
   
ผมยัดใส่มือครามแล้วหันไปความสนใจกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นบนเวที ไม่สนใจว่าเจ้าหมาของผมจะบ่นอะไรอีก ผมเหลือบมองพิธีกรที่กำลังพูดถึงวัตถุประสงค์ของงานครั้งนี้ด้วยความเบื่อหน่ายและอดนับถือไม่ได้ที่เขาสามารถพูดวัตถุประสงค์กลวงๆ พวกนี้ออกให้มาสละสลวยได้
   
งานประมูลการกุศลพวกนี้มันก็แค่งานอวดรวยของพวกเศรษฐีอัลฟ่าเท่านั้น ส่วนผมที่บังเอิญได้รับคำเชิญก็แค่มาพอเป็นพิธี ไม่ได้ตั้งใจจะมาประมูลอะไรจริงจังอยู่แล้ว และผมก็ไม่ได้มีเงินมากมายขนาดนั้นให้ถลุงด้วย
   
ที่ผมมาก็แค่มาหาลูกค้าเพิ่มเท่านั้น
   
ผมยิ้มมุมปากเมื่อหันไปสบตากับอัลฟ่ารายหนึ่งพอดี และพอจะจำได้ว่าครั้งที่แล้วเจอกันในงานเปิดตัวแบรนด์สักแบรนด์ อีกฝ่ายเป็นนักธุรกิจที่เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศค่อนข้างมีเงินพอตัว เป็นเป้าหมายที่ฝ่ายขายของผมไปเสนอขายถึงสองครั้งแต่ก็ยังไม่ได้รับการตอบตกลงสักที
   
คงต้องเป็นผมที่ต้องปิดการขายเองอีกล่ะมั้ง
   
ผมแกล้งหัวเราะเบาๆ เมื่ออีกฝ่ายขยิบตาให้ผม
   
“หมดแล้ว”
   
“…”
   
จานเปล่าถูกยัดกลับมาใส่มือผมพร้อมกับกลิ่นฟีโรโมนที่แข็งกร้าวขึ้นมานิดๆ
   
ผมหรี่ตามองครามที่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ดูก็รู้ว่าไม่ค่อยพอใจที่ผมยิ้มให้กับอัลฟ่าเมื่อกี้ แต่ให้ตายเถอะ เจ้าหมาของผมแยกแยะออกไหมว่ามันคือยิ้มเพื่อการค้า มันไม่ใช่รอยยิ้มจริงๆ ของผม
   
“คราม”
   
ผมเอ็ดเสียงดุไม่พอใจเหมือนกัน
   
คือจะดื้อหรืออ้อนผม มันก็ทำได้ แต่ต้องทำตอนอยู่ที่บ้านไง ผมพกครามมาทำงานด้วยเพราะอยากหาอะไรมาช่วยฆ่าเวลาในงานห่วยแตกนี้ ซึ่งปกติผมเอาเลขาผมมา แต่ผมก็ไม่คุยกับเลขาของผมอยู่ดีถ้าไม่จำเป็น
   
“ถ้ามีอีก คราวหน้าผมจะไม่เอาคุณมาแล้ว”
   
หงิง
   
“…”
   
ผมเกือบจะหลุดขำออกมาเพราะเหมือนครามจะลืมตัวแล้วร้องหงิงเสียงเบา ผมที่รู้สึกสงสารนิดหน่อยเลยยอมอาศัยความมืดสลัวของงานแอบแตะหลังมือเจ้าหมาของผมเชิงปลอบ ก่อนจะกลับเข้าสู่โหมดเป็นการเป็นงานอีกครั้ง
   
เสียงดนตรีแจ็สสดในงานดังคลอเบาๆ คอยขับกล่อมอารมณ์ผู้คนในงานระหว่างช่วงที่รอให้สื่อมวลชนเก็บภาพบรรยากาศในงานอีกครั้งเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงงานประมูลซึ่งเป็นที่รู้กันเองว่าเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นจะต้องจบลงตรงนี้เท่านั้น
   
ไม่มีการเผยแพร่ ไม่มีการบอกต่อ ไม่มีการถ่ายภาพ
   
สถานที่แห่งนี้เป็นทั้งความลับและสายสัมพันธ์แห่งความไว้ใจ เพราะมันซุกซ่อนความบ้าคลั่งของอัลฟ่าพวกนี้ ถ้าเกิดมีสื่อสักสื่อเอาไปพาดหัวข่าวก็คงเป็นข่าวใหญ่ครึกโครมไปทั้งสัปดาห์
   
ครั้งที่แล้วที่ผมมา ที่แย่ที่สุดก็คือการขายอวัยวะของเบต้าที่เป็นผู้ติดตามคนสนิทของเศรษฐีสักคน เบต้าคนนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองทำผิดอะไร ก็ถูกโยนเข้ามากลางวงประมูลและกลายเป็นสินค้าประเภทมีชีวิตให้เหล่าเศรษฐีประมูลกันอย่างสนุกสนาน จนท้ายที่สุดก็ถูกประมูลกลับหาเจ้าของเดิมเพราะเบต้าคนนั้นทั้งกราบและร้องไห้จนเป็นลม
   
ผมที่เคยร่วมวงประมูลบ้างก็เคยชนะมา ได้เป็นแผ่นเสียงเพลงอะไรสักอย่างของพวกอัลฟ่าหมาป่า สาเหตุที่ผมประมูลมาก็เพราะมันเป็นของที่เลวร้ายน้อยที่สุดแล้วสำหรับการประมูลของในตลาดมืดของอัลฟ่าพวกนี้
   
ไอ้ประมูลการกุศลของทั่วไปพรรค์นั้น ต่อให้ประมูลไปก็ไม่มีใครสนใจจริงจัง แถมตัวเลขที่นำไปออกข่าวว่าบริจาคก็เป็นแค่ตัวเลขที่ถูกนำไปประชาสัมพันธ์ การประมูลการกุศลนั้นไม่มีเคยการบริจาคเกิดขึ้นจริงเพราะสถานที่รับเงินบริจาคก็เป็นของเศรษฐีอัลฟ่ารายหนึ่งที่เอาไว้ฟอกเงินเท่านั้น
   
พวกเบต้า โอเมก้ายากจนที่อยู่ภายใต้การอุปถัมภ์พวกนั้นก็ได้รับแค่เศษเสี้ยวเงินแล้วน้ำหูน้ำตาไหลคิดว่าเพราะคิดว่าเป็นบุญคุณนักหนาจากเหล่าอัลฟ่าที่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าต้องโยนเงินลงไปบ้างเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับตัวเอง
   
ตลกดีที่แม่กับผมก็เคยเป็นหนึ่งในคนพวกนั้นที่ต้องไปรอรับเศษเงินจากเศรษฐีพวกนี้ มันเป็นจำนวนเงินที่ไม่เยอะและไม่พอให้ตั้งตัวด้วยซ้ำ แต่อัลฟ่าพวกนี้ก็ชื่นชอบเหลือเกินที่จะทวงบุญคุณและเห็นท่าทางซาบซึ้งจนตรอกของคนที่อยู่ข้างล่าง
   
ผมที่เคยอยู่จุดนั้นมาก่อนพอมาเห็นท่าทีพออกพอใจในความเป็นนักบุญของอัลฟ่า ก็เล่นเอาผมขยะแขยงจนแทบทนไม่ไหวเพราะสาเหตุจริงๆ ที่ทำให้ผมต้องใช้ชีวิตแบบนั้นมันก็เป็นเพราะพวกอัลฟ่านั่นแหละ
   
ผมคิดเรื่อยเปื่อยก่อนที่อารมณ์จะขุ่นมัวน้อยลงตอนที่พนักงานเริ่มเสิร์ฟเครื่องดื่ม ซึ่งในส่วนนี้ก็เป็นส่วนที่ผมชอบที่สุดของงานกุศลไร้สาระน่าเบื่อนี่แล้ว
   
ผมหยิบไวน์แดงที่สั่งไว้สองแก้ว กำลังจะยื่นให้คราม ผมก็ชะงักไปสักพักเพราะเจ้าหมาของผมไม่สนใจผมสักนิด ไม่รู้ว่ายังงอนผมอยู่หรือรู้สึกผิดเรื่องเมื่อกี้
   
“...”
   
ผมมองเสี้ยวหน้าไร้อารมณ์ของครามก่อนจะรู้สึกอีกแล้วว่าวันนี้ครามดูดีมาก จริงๆ ผมก็เผื่อใจไว้นิดหน่อยว่าสูทที่ผมเลือกเอาไว้อาจจะไม่เข้ากับครามเท่าไหร่ แต่มันกลับเข้ากับครามกว่าที่ผมคิดและด้วยบุคลิกของครามตอนนี้ทำให้ครามโดดเด่นมากโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวสักนิด
   
แน่นอนว่าผมสังเกตเห็นอยู่แล้วว่ามีคนให้ความสนใจกับครามพอสมควร เพราะเจ้าหมาของผมก็ตัวใหญ่เตะตามาก แถมแบรนด์ของผมช่วงนี้ก็อยู่ในช่วงขาขึ้น ออกคอลเลคชั่นอะไรใหม่ๆ ก็ได้รับความสนใจแทบทั้งหมด
   
หล่อชะมัด
   
ผมเอาลิ้นดุนแก้มรู้สึกงุ่นง่านนิดๆ
   
สิ่งที่ครามไม่รู้คือครามเป็นสเป็คของผม ผมชอบคนที่ตัวใหญ่กว่าและจะชอบมากขึ้นถ้าใส่สูทที่ผมออกแบบ อีกาสยายปีกสีทองที่ผมกลัดไว้บนปกเสื้อครามสะท้อนแสงไฟวาววับ
   
ภายใต้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยอัลฟ่าที่แต่งตัวเต็มสูตร ผมยอมรับจริงๆ ว่าถ้าผมไม่รู้จักคราม ครามคงจะเป็นคนแรกที่ผมมองเห็นในงานนี้ บรรยากาศรอบตัวดูลึกลับเข้ากับหน้ากากหมาป่าครึ่งหน้าที่ทำให้ครามเหมือนอัลฟ่าสักคนที่มาเล่นสนุกที่นี่เพื่อฆ่าเวลาและไม่อยากเปิดเผยตัวตน
   
“คุณดื่มรึเปล่า?”
   
เอาเข้าจริงผมเองก็ยังไม่ค่อยรู้จักครามเท่าที่ควรเลย รู้แค่ข้อมูลส่วนตัวไม่มาก ในขณะที่ครามรู้ความลับของผมไปกี่อย่างแล้วก็ไม่รู้ แถมยังรู้แต่ความลับที่ผมไม่มีวันเปิดเผยให้ใครรู้ด้วย
   
ถ้าไม่ใช่คราม ผมก็ไม่คิดจะเปิดใจให้ใครหรอก
   
“ดื่มครับ แต่ดื่มไม่เก่งเท่าไหร่”
   
พอผมคุยด้วยครามก็กลับมาดูมีชีวิตชีวาขึ้นนิดๆ แล้วรับไวน์จากผมไปถือ
   
“หมดแล้วคุณบอกผมแล้วกันว่าอยากดื่มอะไร เดี๋ยวผมสั่งให้ ที่นี่มีทุกอย่าง”
   
ผมบอกครามก่อนจะพาเดินตามพนักงานไปยังโต๊ะตัวเองซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเวทีประมูลมาก มันเป็นโต๊ะกลมปูด้วยผ้าปูโต๊ะสีแดงซึ่งบนโต๊ะก็มีเทียนหอมเล็กๆ ถูกจุดเอาไว้สร้างบรรยากาศและให้แสงสว่างท่ามกลางความมืดสลัว เพราะโคไฟระย้าซึ่งเป็นไฟหลักของห้องโถงถูกปิดลงแล้ว เหลือแค่ตรงเวทีที่กำลังจะเปิดฉากเริ่มต้นความหฤหรรษ์อันบ้าคลั่งของอัลฟ่า
   
งานประมูลที่กำลังจะเกิดขึ้นมันน่ากลัวและน่าสะอิดสะเอียน จนผมไม่สามารถปล่อยให้ตัวเองอยู่ในสภาวะปกติได้ ต้องยอมดื่มอะไรให้สติตัวเองละลายลงนิดๆ เพื่อให้ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้
   
“ทำไมบอสถึงมีกลิ่นผม”
   
ครามที่นั่งเก้าอี้ชิดกับผมกระซิบถาม
   
“ก็คุณจูบผมตอนอยู่บนรถไง”
   
ผมจิบไวน์และตอบด้วยรอยยิ้มบาง
   
“...แต่ผมโดนตัวบอสนิดเดียวเอง”
   
แสงไฟที่มืดสลัวทำให้ผมมองเห็นหน้าครามไม่ชัดเท่าไหร่ ถึงจะแค่เสี้ยวหน้าก็เถอะแต่ผมก็อยากรู้ว่าเจ้าหมาตัวโตของผมจะมีสีหน้าแบบไหน เวลาที่ถูกผมแหย่เล่น
   
“อยากรู้จริงเหรอ”
   
ผมแกว่งแก้วไวน์และจิบอีกอึก ปล่อยให้องุ่นที่ถูกบ่มจนกลายเป็นแอลกอฮอล์หลายปีสัมผัสลิ้นและลำคอ ให้ความหวานอมเปรี้ยวกัดกร่อนสติของผมให้หายไปสักเสี้ยวหนึ่งเพราะยังไงผมก็ไม่มีทางเมา
   
“ครับ”
   
“ความลับ”
   
ความเฝื่อนที่ยังคงติดอยู่ที่ปลายลิ้นทำให้ผมตัดสินใจแกล้งเจ้าหมาตัวโตของผมอีก
   
“บอสชอบกลิ่นของผมเหรอ”
   
“ไม่รู้สิ”
   
ความสามารถอีกอย่างของพวกอัลฟ่าจิ้งจอกอย่างผมก็คือการเลียนแบบกลิ่น ปกติกลิ่นฟีโรโมนอัลฟ่าหมาป่าผมก็จะใช้จากน้ำหอมที่พอจะหาได้จากพวกอัลฟ่าด้วยกันเอง แต่เพราะผมมีเจ้าของกลิ่นอย่างครามแล้ว ของพรรค์นั้นก็ไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่และผมก็ไม่คิดว่าจะมีใครจมูกดีพอที่จะรู้ว่าผมมีกลิ่นแบบเดียวกับครามด้วย
   
แน่นอนว่าคำตอบก็คือใช่นั่นแหละ กลิ่นของครามมันทำให้ผมรู้สึกปลอดภัยเป็นพิเศษ ทั้งๆ ที่ผมก็เคยได้กลิ่นฟีโรโมนอัลฟ่าหมาป่ามาหลายแบบมาก แต่กลับไม่เคยมีกลิ่นไหนที่ทำให้ผมรู้สึกแบบเดียวกับคราม
   
เจ้าหมาป่านี่ชักจะมีอิทธิพลกับผมมากเกินไปแล้ว
   
“ทำไมถึงไม่รู้ล่ะครับ”
   
ผมมั่นใจมากว่าถ้าครามมีหูหมาป่าตอนนี้คงลู่ลงจนผมต้องอดใจไม่ขยำไม่ไหวแน่ๆ
   
“คุณรู้ความลับผมมากเกินไปแล้ว”
   
“แต่บอสเล่าให้ผมฟังเองนะครับ”
   
“ก็ตอนนี้ผมไม่อยากเล่าแล้ว”
   
ผมแกล้งไม่สนใจครามและหันไปให้ความสนใจกับของประมูลชิ้นแรกที่กำลังถูกเข็นออกมา เสียงเพลงแจ็สสบายๆ ถูกเปลี่ยนเป็นเพลงที่มีจังหวะเนิบช้าขึ้น พิธีกรซึ่งสวมชุดคลุมขนหมาป่าเดินเข้าไปใกล้กับสินค้าประมูลที่ถูกคลุมด้วยผืนผ้าสีแดงกำมะหยี่และดึงมันออกด้วยท่วงท่าราวกับนักมายากล
   
ผมแสดงท่าทีสนใจทันทีเมื่อรู้ว่าของประมูลชิ้นแรกคืออะไร
   
กา!
   
เจ้าอีกาสีดำขนาดยักษ์แผดเสียงดังลั่นอย่างเกรี้ยวกราด มันพยายามพังกรงที่กักขังมันออกอย่างดุร้ายจนกรงเกือบจะล้มลงมา นัยน์ตาสีทองเรืองรองกับสีฟ้าเป็นประกายวาวโรจน์ ซึ่งนัยน์ตาคู่นี้เองที่น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้มันถูกจับมาประมูล
   
“...”
   
ผมจิบไวน์อีกอึกและพยายามอย่างมากที่จะไม่ทำสีหน้าหงุดหงิดออกมา เพราะของประมูลชิ้นแรกคือจงใจให้ผมกระโดดร่วมวงประมูลชัดๆ และถ้าผมประมูลไม่ได้ก็คงจะเสียหน้าอีก
   
แล้วผมจะเอาอีกาแพงๆ มาทำอะไร? ผมอยากเลี้ยงแค่หมา ไม่อยากเลี้ยงนกเพิ่ม ถึงแบรนด์ของผมจะมีสัญลักษณ์เป็นอีกาก็เถอะ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะอยากเสียเงินกับของพวกนี้ ถ้าต้องเอาเงินมาประมูลของพวกนี้ สู้ผมเอาเงินไปซื้อบราแพงๆ ที่ผมชอบยังดีกว่าอีก
   
“อยากได้รึเปล่า?”
   
ผมไม่แสดงสีหน้าอะไรตอนที่หนึ่งในลูกค้าคนสำคัญของผมมานั่งเก้าอี้ที่เหลืออยู่ตรงข้ามผมด้วยความธรรมชาติมาก ราวกับว่ามันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติ ทั้งๆ ที่มันไม่ปกติเลยสักนิด เพราะทุกครั้งที่มาร่วมงานประมูลพวกนี้ ผมพยายามอย่างมากที่จะเลี่ยงการสนทนาหรือตกลงอะไรกันจริงจัง
   
สถานที่แห่งนี้มันเชื่อถืออะไรไม่ได้ ราวกับว่ามันเป็นห้องแห่งความฝันที่ทุกคนมาใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงเพื่อที่จะค้นพบในอีกวันว่าเป็นแค่ฝันไป แต่เรื่องตลกร้ายหน่อยคือฝันที่ว่ามันสามารถพรากอิสรภาพและชีวิตของสิ่งที่ถูกนำมาประมูลในวันนี้ได้จริงๆ
   
“...”
   
ผมเหลือบมองตัวต้นเหตุความวุ่นวายตอนนี้ด้วยหางตา อีกฝ่ายเท้าศอกบนโต๊ะ เอามือประสานกันและวางคางบนมือเพื่อจ้องผมด้วยความตั้งใจ
   
ให้ตายเถอะ
   
ผมจิบไวน์ที่เหลืออยู่ไม่มากอย่างหงุดหงิด ความสงบสุขของผมได้ถูกทำลายลงแล้ว และเจ้าหมาของผมก็คงจะช่วยอะไรไม่ได้เพราะนี่เป็นปัญหาของผมและผมก็หนีปัญหานี้ไม่ได้ด้วย
ตัวสร้างปัญหาตัวนี้มันดันเป็นบ่อเงินบ่อทองของผม
   
“ถ้าไม่ชอบ ครั้งหน้าเดี๋ยวจะหาตัวอื่นมาให้”
   
อีกฝ่ายพูดด้วยน้ำเสียงเนิบนาบแต่สายตากลับจ้องผมตลอดเวลา กลิ่นฟีโรโมนอัลฟ่าประจำตัวถูกปล่อยออกมาเพื่อแสดงอำนาจต่อผมและแหย่ผมเล่น ซึ่งก็คงเป็นไม่กี่คนในงานที่สามารถที่จะไม่สนใจประเพณีการใช้น้ำหอมฟีโรโมนไร้สาระพวกนั้นได้
   
ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายของผมที่ได้เพื่อนสมัยเรียน ม.ปลาย ตัวเองเป็นลูกค้า ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้ ‘ชิน’ ถึงให้ความสนใจผม ทั้งๆ ที่ช่วงที่ยังเรียนอยู่ก็ไม่เคยเห็นสนใจผมสักนิด ไม่สิ ตอนนั้นไม่มีใครสนใจผมเลยมากกว่าเพราะผมก็เป็นแค่คนน่าเบื่อที่ไม่มีงานอดิเรกจริงจังอะไรที่โรงเรียน วันทั้งวันเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการเรียนเพราะพื้นฐานผมไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ถึงต้องได้พยายามมากกว่าคนอื่นเป็นพิเศษเพื่อที่จะได้ตามคนอื่นทัน
   
อะไรในตัวผมที่ทำให้ลูกนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลอย่างชินสนใจนัก ผมไม่รู้จริงๆ และไม่อยากรู้ด้วย ถ้าไม่ใช่เพราะผมต้องการเงินจำนวนมากเพื่อรักษาพ่อแล้วก็ประคองธุรกิจไปด้วย ผมคงไม่ตกลงยอมรับเป็นลูกค้าหรอก
   
ชินอาจจะมาชอบผมทีหลังหรือเพราะอะไรก็แล้วแต่ ผมไม่สนใจ และผมก็ไม่อยากยุ่งกับอีกฝ่ายมากเกินไปด้วย เบื้องหลังภาพลักษณ์ขี้เล่นที่ชินแสดงออกมานั้นมีกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งซ่อนอยู่เต็มไปหมด ข่าวคราวการไล่เก็บนักการเมืองอัลฟ่าฝ่ายตรงข้ามมักจะเล็ดลอดมาถึงผมเสมอว่าเป็นฝีมือของชิน
   
“เสื้อที่นายตั้งใจตัดให้ขาดแล้ว ตัดให้ใหม่หน่อยสิ ไลม์”
   
ผมยอมสบตากับชินเมื่อถูกเรียกชื่อและพบว่าอีกฝ่ายก็ยังดูดีเหมือนเดิม แต่งตัวดีแถมยังใส่สูทของผม ซึ่งอีกฝ่ายก็ทำหน้าเสียใจเล็กๆ ตอนที่ดึงแขนเสื้อที่มีร่องรอยเหมือนถูกมีดกรีดให้ผมดู
   
“เดี๋ยวจัดการให้”
   
ผมตอบสั้นๆ สุภาพแต่ก็ตัดบท นัยน์ตาสีทองดูพอใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อผมยอมคุยด้วย
   
“สรุปอยากได้ไหม ถ้าอยากได้จะได้ให้คนเอามาตอนนี้เลย”
   
“ไม่ครับ เอามาผมก็คงไม่มีเวลาดูแล”
   
ผมตอบชินแต่เท้าที่อยู่ใต้โต๊ะคือแอบเตะขาครามเพราะผมรู้สึกว่ากลิ่นฟีโรโมนของเจ้าหมาของผมมันเข้มขึ้นและแข็งกร้าวขึ้นเหมือนไม่พอใจที่ชินพยายามที่จะรุกล้ำผม
   
เจ้าหมามันหวงผมอีกแล้ว ให้ตายเหอะ เป็นเจ้านายได้ไม่ถึงอาทิตย์ ตอนนี้ครามเหมือนจะถวายชีวิตให้ผมได้แล้วอ่ะ แน่นอนว่าผมไม่ต้องการแบบนั้น ไม่ต้องการเลยสักนิด ฉะนั้นหยุดหาเรื่องให้เจ้านายอย่างผมสักที
   
“เสียดาย ฉันอุตส่าห์หามาให้ นึกว่านายจะชอบ” ชินหัวเราะเบาๆ แล้วยกมือและส่ายหัวให้กับพิธีกรเชิงว่าไม่เอาแล้ว ให้เอาไปประมูลได้เลย งานประมูลที่หยุดชะงักไปสักพักจึงดำเนินต่อ
   
ซึ่งแน่นอนว่าผมก็ไม่จำเป็นต้องประมูลมันแล้วเพราะคนที่เป็นหนึ่งในเจ้าของงานประมูลมานั่งกับผมด้วยตัวเองขนาดนี้ ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ผมต้องรักษาหน้าตัวเอง
   
“ทำไมถึงมาร่วมงาน”
   
ผมรับแก้วไวน์ที่ถูกเติมแล้วมาจิบต่อ รสที่เปลี่ยนไปทำให้ผมรู้ว่ามันไม่ใช่ไวน์ที่ผมเลือกแล้ว แต่เป็นไวน์รสโปรดของชินที่ค่อนข้างแรงและบาดคอ
   
“ได้ข่าวว่านายจะมาก็เลยมา”
   
ชินยิ้มบางให้ผมและจัดผมสีดำที่ถูกย้อมเป็นทองที่ยุ่งนิดๆ ของตัวเองให้ยุ่งกว่าเดิม ทำให้ภาพลักษณ์ที่ดูไม่สนใจโลกอยู่แล้วตอนนี้ยิ่งดูไม่สนมากกว่าเดิม แต่ผมก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าชินค่อนข้างดูดีในภาพลักษณ์แบบนี้
   
“ช่วงนี้ว่างรึยัง”
   
“ยังครับ”
   
ผมไม่รู้ว่าชินต้องการอะไรจากผมกันแน่จริงๆ ผมไม่รู้ว่ามันคือการจีบหรืออะไร หรือถ้าจะจีบก็ช่วยไปจีบคนอื่นเถอะ ผมไม่ต้องการมีความสัมพันธ์งี่เง่ากับอัลฟ่าอันตรายพวกนี้หรอก แค่ทำงานด้วยผมก็ปวดประสาทพอแล้ว
   
ปัญหาผมเยอะพอแล้ว ผมไม่ต้องการปัญหาเพิ่ม หรือถ้าอยากเป็นปัญหาให้ผมก็ช่วยให้เงินผมเพิ่มด้วย
   
“เพื่อนเหรอ”
   
ชินเหลือบมองครามที่มองเวที ไม่สนใจบทสนทนาบนโต๊ะเลยสักนิด
   
“ครับ”
   
“อ้อ”
   
อีกฝ่ายยิ้มและกินไวน์ที่เหลือจนหมดแก้วในทีเดียว
   
“ถ้ามีอะไรก็ให้คนมาเรียกแล้วกัน ฉันไปทำงานก่อน”
   
ผมผงกหัวเชิงรับรู้และรู้สึกขอบคุณในใจที่เลิกยุ่งกับผมสักที
   
“รอบนี้ก็ตามใจนายเหมือนเดิมนะ ส่วนเรื่องเงินจะเอาเท่าไหร่ก็ส่งเมล์มาแล้วกัน”
   
“…”
   
ชินยิ้มให้ผมทิ้งท้ายก่อนจะเดินไปร่วมสนุกกับอัลฟ่าอีกกลุ่มที่กำลังเมาได้ที่และตะโกนราคาประมูลออกมาอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งพอตัวปัญหาจากไป ผมก็กลับมารู้สึกผ่อนคลายอีกครั้ง
   
ผมแกว่งแก้วไวน์ในมือเล่นและจิบต่อ
   
“เพื่อนบอสเหรอครับ”
   
ผมขมวดคิ้วที่เจอคำถามเดียวกันในเวลาที่ห่างกันไม่ถึงห้านาที
   
“อือ ชินเป็นเพื่อนสมัยเรียนม.ปลาย”
   
“…”
   
ผมเหลือบมองครามที่ไม่ยอมพูดอะไรต่อและพอหันไปมองถึงรู้ว่าเจ้าหมากำลังจ้องผมอยู่
   
“เป็นอะไร?”
   
ผมเลียริมฝีปากตัวเองที่ร้อนผ่าว เริ่มรู้สึกร้อนจากไวน์รสแรงและหนักแน่นที่ชินเลือกมา แน่นอนว่ามันไม่ได้ทำให้ผมเมาแต่มันก็ทำให้สติของผมละลายลงนิดๆ
   
“บอสเตะผม”
   
ผมหลุดยิ้มมุมปาก
   
“ก็คุณจะกัดเพื่อนผม”
   
“ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลย”
   
ผมหัวเราะเบาๆ กับความดื้อของคราม
   
ยังไม่ได้ทำอะไรแต่ถ้ากลิ่นฟีโรโมนอัลฟ่าหมาป่าพวกนั้นชัดและรุนแรงกว่านี้ มีหวังทั้งผมทั้งครามคงซวยกันหมด ไม่สิ คนที่ซวยอาจจะมีแค่คราม เพราะชินคงไม่ปล่อยให้ผมต้องกลายเป็นของประมูลในวันนี้หรอก
   
แต่ใครจะไปรู้ ผมอาจจะไม่ใช่ช่างตัดเสื้อคนโปรดของชินตลอดไปก็ได้
   
สักวันผมอาจจะกลายเป็นอัลฟ่าคนแรกที่โดนโยนขึ้นไปบนเวทีนั้น แล้วโดนอัลฟ่าด้วยกันเองประมูลอย่างบ้าคลั่งเหมือนสินค้าสักอย่างที่ไม่ใช่มนุษย์
   
ผมทำใจเอาไว้นานแล้วว่าสักวันผมอาจจะร่วงหล่น สักวันอีกาอย่างผมจะถูกเด็ดปีกจนเหลือเพียงร่างกายไร้วิญญาณและไม่มีใครสนใจอีกต่อไป
   
“อย่าดื้อ”
   
ผมมองเจ้าหมาตัวโตของผมที่ดูเผินๆ เหมือนไม่ใช่อัลฟ่าหมาป่าที่ผมเก็บมาเลี้ยงเลยสักนิด
   
“เจ้านายของคุณไม่มีปัญญาปกป้องคุณจากอัลฟ่าตัวอื่นหรอกนะ”

-----------

หายไปนาน งานเยอะค่ะ  :hao5: แต่ก็กลับมาแล้วค่ะ 555555555

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2013
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-1

ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2347
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +205/-6
น้องหมามาฮึ่มๆ ใส่คนที่เข้าใกล้บอสตลอดเลยนะ  :hao3:

สู้ สู้ นะคะไรท์  :กอด1:

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7748
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
คิดถึง~

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 524
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2839
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-0
เอ็นดูมากนะ แต่ก็อย่าดื้อจ้าคราม
ไลม์คือเริ่ดมากค่ะ แต่ถ้าเปิดโลกกว่านี้ ไลม์อาจจะทรงอิทธิพลมากกว่านี้

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 524
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0

ออฟไลน์ Foggy Time

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 912
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +230/-1
ตอนที่ 13

   
ผมไม่รู้ว่าทำไมวันนี้ผมถึงได้พูดมากนัก แต่ผมก็รู้ตัวว่าผมไม่ได้เมา ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นอะไร อาจจะเป็นเพราะผมเหนื่อยหน่ายกับงานสังคมไร้สาระพวกนี้เต็มทีล่ะมั้ง
   
มันน่าเบื่อจนทำให้ผมเกิดความคิดโง่ๆ ว่าอยากจูบครามตอนนี้ชะมัด
   
เจ้าหมาของผมจะเชื่องเป็นพิเศษถ้าถูกผมสัมผัส ฉะนั้นก่อนที่ครามจะก่อเรื่องผมก็ต้องหาทางทำให้ครามเลิกหวงผมสักที ที่นี่เป็นที่สาธารณะและมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ผมจะไม่ได้คุยกับคนอื่น
   
แต่ก็นะ วันนี้ก็มีคนสนใจผมเยอะเป็นพิเศษจริงๆ นั่นแหละ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน
   
“ขอโทษครับ”
   
ท่าทีของครามอ่อนลงพอผมพูดความจริงที่ว่าผมไม่มีปัญญาปกป้องคราม ซึ่งมันก็เป็นความจริงที่ผมยอมรับและเปลี่ยนอะไรไม่ได้ด้วย
   
ผมเป็นอัลฟ่าก็จริงแต่ผมก็ไม่ได้เป็นอะไรมากกว่านั้น ออกจะอ่อนแอซะด้วยซ้ำ ทุกวันนี้ที่ผมยังมีชีวิตอยู่ได้ก็เป็นเพราะผมดวงดีเท่านั้นแหละ
   
สำหรับผม ผมก็มองว่าตัวเองเป็นนักเสี่ยงโชคที่ใช้ชีวิตในโลกห่วยแตกนี้มาตลอด โชคดีบ้าง โชคร้ายบ้าง แต่ช่วงหลายปีนี้มานี้ผมกลับค่อนข้างโชคดีเป็นพิเศษ
   
ไม่รู้เหมือนกันว่าลูกเต๋าโชคชะตาของผมรอบนี้จะเป็นยังไง
   
ครามอาจจะเป็นโชคดีสุดท้ายของผมในชีวิตก็ได้
   
“..บอสอย่าทำหน้าเหมือนจะร้องไห้สิ”
   
“ผมทำหน้าแบบนั้นเหรอ”
   
ผมหัวเราะเบาๆ แล้วจิบไวน์ที่เหลือครึ่งแก้วให้หมดในทีเดียวแบบชินบ้าง มันไม่อร่อยและไม่ถูกปากผมเลยสักนิด ซึ่งผลที่ได้คือผมรู้สึกร้อนไปทั้งหน้า มันทั้งบาดคอและทิ้งความรู้สึกหนักๆ เอาไว้จนผมต้องขมวดคิ้ว
   
“บอสดื่มอย่างอื่นไหมครับ หน้าบอสแดงแล้ว”
   
“ผมไม่เมาหรอก”
   
ผมตอบครามและปล่อยให้พนักงานเก็บแก้วผมไป ปฏิเสธความหวังดีของครามเพราะการดื่มไวน์ฟรีในงานนี้เป็นไม่กี่อย่างที่ช่วยให้ผมอารมณ์ดีขึ้น
   
[ ของประมูลชิ้นต่อไปเป็น ‘กะโหลกอัลฟ่าหมาป่าในร่างหมาป่า’ ครับ! ]
   
แน่นอนว่าแค่ได้ยินคำว่าอัลฟ่าหมาป่าผมก็รีบคว้ามือครามที่วางอยู่บนตักและกำแน่นทันที อาศัยความมืดแอบจับมือเจ้าหมาของผม พยายามควบคุมอารมณ์ของครามให้ได้มากที่สุดจนผมยอมปล่อยกลิ่นฟีโรโมนของตัวเองจริงๆ ออกมาด้วย
   
“ผมรู้คุณโกรธ คราม ถ้าผมเป็นเจ้าของงานเหมือนเพื่อนผม ผมก็พอจะปล่อยให้คุณอาละวาดได้อยู่หรอก”
   
ผมนั่งพิงกับพนักเก้าอี้ทอดสายตามองเจ้าหมาของผมที่นั่งจ้องเทียนที่อยู่กลางโต๊ะนิ่ง ไม่ยอมหันไปมองบนเวทีเพราะคงจะรู้ว่าตัวเองน่าจะควบคุมอารมณ์ไม่ได้
   
เปลวเพลิงเล็กๆ ก็ยังคงแผดเผาเชือกและเนื้อเทียนหอม กลิ่นดอกไม้ที่ผมไม่รู้ว่าเป็นดอกอะไรส่งกลิ่นหอมจางๆ ท่ามกลางกลิ่นความวิปริตของพวกอัลฟ่า
   
“ผมรู้มันไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง แต่ผมมีปัญญาทำแค่นี้จริงๆ คราม”
   
ผมใช้นิ้วโป้งไล้นิ้วบนหลังมือครามเบาๆ ซึ่งผมก็รู้สึกได้เลยว่ามือของผมเล็กไปเลยถ้าเทียบกับเจ้าหมาป่าตัวโตของผม
   
“แต่ผมก็อยากจะบอกคุณว่าผมก็พยายามในแบบของผมอยู่”
   
วันนี้ผมพูดมากชะมัดเลย
   
ผมรู้สึกงุ่นง่านนิดๆ แต่ก็ยังไม่วายหยิบไวน์ที่เพิ่งมาวางบนโต๊ะมาจิบต่อ เพราะรสชาติที่ผมคุ้นเคยน่าจะช่วยให้อารมณ์ของผมมั่นคงขึ้น
   
“อันนี้กลิ่นของบอสเหรอครับ”
   
ครามหันมามองผมและเปลี่ยนเป็นกุมมือผมกลับ อุณหภูมิอุ่นร้อนจากฝ่ามือครามทำให้ผมรู้สึกร้อนขึ้นมากกว่าเดิม มันร้อนกว่าไวน์ที่ผมดื่มไปเมื่อกี้นี้อีก   
   
“อืม”
   
ผมส่งเสียงในลำคอตอบ แอลกอฮอล์ที่พยายามกร่อนสติของผมมาตลอดหลายแก้วในที่สุดมันก็ทำสำเร็จ ผมรู้สึกร้อนไปทั้งหน้ารู้สึกงุ่มง่าม ทำอะไรไม่ค่อยถูกเพราะถูกเจ้าหมาของผมจ้องไม่วางตา
   
“อย่ามอง”
   
ผมพูดเสียงเบาและหันไปมองทางอื่น สติที่เริ่มละลายทำให้ผมไม่มีสมาธิมากพอที่จะสบตากับคนที่นั่งโต๊ะอื่นและพยายามผูกมิตร ผมจึงได้แต่เลือกที่จะมองไปยังเวทีที่กำลังดุเดือดกับการประมูลที่ราคานั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ
   
“ผมชอบกลิ่นบอส”
   
“...อืม”
   
และเพราะไม่รู้จะเอามือไปไว้ไหน ผมก็เลยเลือกที่จะหยิบไวน์ขึ้นมาจิบอีก ให้องุ่นบ่มรสโปรดของผมช่วยพาผมออกจากสถานการณ์แปลกๆ ตอนนี้
   
“คราม”
   
“ครับ”
   
ผมขมวดคิ้วเพราะครามทำหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เจ้าหมาของผมเมื่อกี้ใช้นิ้วโป้งไล้ฝ่ามือผมกลับและตอนนี้ก็ยังไม่หยุดทำ
   
“ถ้าอารมณ์ดีแล้วก็ปล่อยมือผมได้แล้ว”
   
ทำไมเสียงผมถึงแหบพร่าแบบนั้นล่ะ
   
ผมวางแก้วไวน์ที่ดื่มอยู่อย่างจำยอม พักสักพักเพราะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเริ่มมีอาการแปลกๆ มือของผมตอนนี้ก็รู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งมือ แม้แต่สติของผมก็จวนเจียนจะทำตามใจผมอยู่รอมร่อ
   
ใช่ ผมยังไม่ทิ้งความคิดที่อยากจะจูบครามเลย
   
“…”
   
“..มือคุณร้อนจัง”
   
ผมคิดในใจแต่กลับพึมพำพูดมันออกไป ซึ่งผลที่ได้คือครามดึงมือตัวเองออกทันทีแล้วยังหันไปมองทางอื่นด้วย จนผมไม่แน่ใจว่าผมพูดอะไรผิดไปรึเปล่า
   
“ดื่มอย่างอื่นเถอะครับ บอสเมาแล้ว”
   
“ผมไม่ได้เมา”
   
ตอนแรกผมก็มั่นใจในความคอแข็งของตัวเองนะ แต่ตอนนี้ผมเริ่มไม่มั่นใจเท่าไหร่แล้ว ไม่รู้ว่าเพราะผมดื่มไวเกินไปหรือด้วยปัจจัยอื่น วันนี้มันถึงทำให้ผมรู้สึกเนือยและคิดช้าเป็นพิเศษ
   
ปกติผมไม่เคยเมาที่งาน แม้แต่ตอนนี้ผมก็ไม่ได้เมาหรอก กรึ่มนิดๆ และอยากเล่นกับหมาของตัวเองที่พกมาด้วยฆ่าเวลา ซึ่งปกติผมก็จะอยู่ถึงแค่ช่วงประมาณกลางงานก็จะขอตัวกลับก่อนเพราะช่วงหลังห้องจะเละเทะมาก พวกอัลฟ่าชอบสรรหาอะไรใหม่ๆ มาเล่นแผลงๆ กัน
   
ไม่รู้เหมือนกันว่าชีวิตอัลฟ่ามันสงบสุขเกินไปหรือยังไง ถึงต้องมาทำอะไรแบบนี้
   
“..มันอร่อยมากเลยเหรอครับ”
   
“คุณไม่ชอบเหรอ”
   
ผมเหลือบมองแก้วของครามก็พบว่าเปลี่ยนเป็นน้ำเปล่าแล้ว
   
“เปล่าครับ ผมแค่ไม่อยากดื่มที่นี่”
   
“ผมก็ไม่อยากหรอก แต่ที่นี่มันก็ไม่มีอะไรให้ผมทำนี่ ..แล้วผมก็ไม่ได้อยากประมูลอะไรด้วย”
   
ผมพูดน้ำเสียงเนิบนาบมองริมฝีปากของครามไม่วางตา รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้อยู่บ้าน ไม่อย่างนั้นผมคงไม่ลังเลที่จะจูบครามอีกเพราะมันให้ความรู้สึกดีมากจนผมเริ่มจะเสพติดมันแล้ว
   
ผมไม่เคยถูกปฏิบัติด้วยความหลงใหลและเทิดทูนขนาดนี้มาก่อน
   
ผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีค่ามากขนาดนั้น ถึงผมจะเคยได้รับคำชมหรือรางวัลอะไรก็ตาม แต่ของพวกนั้นมันก็เป็นแค่ผลพลอยได้จากความพยายามอย่างหนักของผม
   
เพราะถ้าผมทำไม่ได้ ผมก็จะไม่มีวันเอาชีวิตรอดจากชีวิตห่วยแตกนี้ได้เลย การที่อยู่ๆ ตำแหน่งเสาหลักของบ้านหักมาทับตัวผมแล้วผมต้องเป็นคนประคองมันด้วยตัวคนเดียวนั้นก็ทำผมแทบจะเป็นบ้ามาหลายปี
   
น่าประหลาดใจชะมัดที่ผมยังมีชีวิตอยู่ได้จนถึงตอนนี้โดยที่ไม่แตกสลายไปซะก่อน
   
ผมหวุดหวิดหลายครั้งจริงๆ ที่จะยอมแพ้ให้กับชีวิตห่วยแตกนี้ แต่ผมอะไรสักอย่างในใจผมก็เหนี่ยวรั้งผมไว้เสมอ อาจจะเป็นบราสีแดงตัวโปรดของผมล่ะมั้ง ไม่รู้สิ แต่ทุกครั้งที่ผมใส่มันผมก็จะรู้สึกดีเสมอเพราะมันเป็นไม่กี่อย่างที่พ่อผมไม่รู้และไม่สามารถควบคุมผมได้
   
การได้แอบใส่บราที่พ่อผมเกลียดนักหนานั้นทำให้ผมมีความสุขมาก ราวกับว่าผมได้รับชัยชนะเล็กๆ ท่ามกลางความพ่ายแพ้มากมายของผม
   
ใช่ ผมมันห่วยแตกที่ไม่กล้าพอที่จะออกจากการควบคุมของพ่อสักที แต่กลับมากล้าอะไรกับเรื่องงี่เง่าพรรค์นี้และเรื่องงี่เง่าอีกหลายอย่างที่ผมทำเพียงเพราะแค่อยากจะพยายามขัดขืนความต้องการของพ่อ
   
ถ้าเกิดว่าพ่อรู้ว่าผมรับครามที่เป็นอัลฟ่าหมาป่ามาดูแลก็คงจะโกรธเอามากๆ แน่
   
“..บอส”
   
เจ้าหมาของผมเรียกผมเสียงเบา เหมือนกังวลและไม่เข้าใจว่าผมจ้องทำไม
   
“แค่กอดของคุณมันยังทำให้ผมพอใจไม่ได้หรอก คราม”
   
ผมยิ้มบาง
   
“คุณต้องจูบผมด้วย”
   
“…”
   
พอเห็นครามกำหมัดแน่นเหมือนพยายามควบคุมอารมณ์ ผมก็อดไม่ได้ที่จะแหย่เพิ่มอีกด้วยการเอาเท้าไปเขี่ยขาครามเพื่อปั่นประสาทมากกว่าเดิม
   
ใส่หน้ากากแบบนี้ไม่สนุกเลย
   
ผมอยากเห็นชะมัดว่าครามทำสีหน้าแบบไหนอยู่
   
“คุณไม่อยากจูบผมเหรอ?”
   
ผมหยิบไวน์ขึ้นจิบอีกและรู้สึกว่ามันอร่อยเป็นพิเศษ รสหวานที่ติดปลายลิ้นหวานจนผมอยากจะให้ครามได้ชิมจากปากผมบ้าง
   
“เมื่อกี้คุณยังอยากเอาผมอยู่เลย”
   
ไม่รู้ว่าแอลกอฮอล์มันละลายยางอายผมไปด้วยรึเปล่า ถึงได้พูดประโยคนี้ตอนนี้ แต่ปฏิกิริยาของครามมันก็น่าสนใจจริงๆ นี่นา แม้แต่ตอนนี้ก็ยังนั่งตัวแข็งปล่อยให้ผมเขี่ยขาเล่น
   
“เลิกแกล้งผมได้แล้ว ไลม์”
   
ครามพูดเสียงดุใส่ผมแถมยังจงใจเรียกชื่อเล่นผมอีก
   
ผมหัวเราะในลำคอเพราะเจ้าหมาชอบเรียกชื่อผมในช่วงจังหวะแบบนั้นตลอด ตอนนี้ก็คงใกล้จะทนไม่ไหวแล้วมั้ง ถึงได้พยายามปรามผมขนาดนี้
   
ทำไมผมถึงไม่ตัดสินใจอยู่บ้านนะ
   
“สัญญาก่อนว่าคุณจะจูบผมด้วย”
   
“..ครับ สัญญาครับ จะทำอะไรก็ได้ครับ แล้วแต่บอสเลยแต่ตอนนี้บอสช่วยหยุดเถอะครับ”
   
ครามขอร้องผมด้วยน้ำเสียงน่าสงสารมากจนเหมือนจะร้องหงิงออกมา
   
“คุณห้ามผมไม่ได้หรอก”
   
ผมหัวเราะแล้วจัดผมที่ยุ่งนิดๆ ของตัวเองให้เรียบร้อยขึ้นและหันไปมองทางเวทีที่อยู่ๆ ก็เกิดเสียงฮือฮาขึ้นมา ซึ่งผมก็ค้นพบว่าวันนี้ช่วงเทศกาลของอัลฟ่าถูกจัดไวเป็นพิเศษ จากที่จะช่วงหลังของงานตอนนี้กลับถูกนำมาคั่นในช่วงประมูลและเทศกาลที่ถูกเลือกมาเล่นในวันนี้ก็คือการละเล่นรอบกองไฟ
   
“…อันนั้นไฟจริงเหรอครับ”
   
ครามถามผมเสียงหวั่นๆ เพราะไฟที่ลุกโหมกลางเวทีนั้นน่ากลัวมาก มันโชติช่วงจนเหมือนจะแผดเผาทุกอย่างให้มอดไหม้ ซึ่งถ้าเป็นคนทั่วไปก็คงจะไม่เล่นอะไรแผลงๆ แบบนี้หรอก
   
“เดี๋ยวคุณก็รู้”
   
ผมถอดเข็มกลัดอีกาของตัวเองออกและวางตรงหน้าครามเชิงฝาก ก่อนจะลุกขึ้นและเดินก้าวเข้าไปร่วมวงกับเทศกาลที่มีอัลฟ่าอีกหลายคนลุกขึ้นมาเข้าร่วมเช่นกัน
   
ผมเลียริมฝีปาก รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้จิบไวน์มากกว่านี้เพราะกว่าจะถึงเวทีผมก็เริ่มสร่างแล้ว ลมหายใจของผมสงบขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมที่จะเป็นอีกาแห่งอิสรภาพด้วยตัวเอง
   
[ วันนี้ผู้เข้าร่วมของเราเยอะเป็นพิเศษเลยนะครับ แต่จะมีสักกี่ท่านนะที่จะสามารถสวมชุดคลุมหนังอัลฟ่าหมาป่าได้ครบสามรอบกัน ขอเชิญท่านแรกเริ่มได้เลยครับ! ]
   
อัลฟ่ารายหนึ่งที่ผมไม่คุ้นหน้าเป็นคนแรกที่เข้าร่วมกับการละเล่นรอบกองไฟ ซึ่งกติกาการเล่นก็ง่ายมากแค่สวมชุดคลุมแล้ววิ่งรอบกองไฟให้ครบสามรอบคนแรกก็จะได้รางวัลพิเศษประจำวันนี้ไป
   
แต่แน่ล่ะ มันไม่ง่ายแบบนั้นหรอก
   
ผมพยายามไม่แสดงสีหน้าอะไรตอนที่เห็นอัลฟ่าที่อาสานั้นไม่กล้าที่จะสวมเสื้อคลุมนั่นด้วยซ้ำ เพราะฟีโรโมนที่อยู่บนหนังหมาป่านั้นเป็นของจริงและรุนแรงเอามากๆ
   
มันเป็นกลิ่นแบบเดียวกับที่ครามใช้กับผม แต่ของครามมันรุนแรงกว่านี้อีก มันทำให้ผมกลัวจนปากสั่น ร่างกายทุกส่วนสั่นระริกแต่ในขณะเดียวกันผมก็ตื่นเต้นจนควบคุมตัวเองแทบไม่ได้
   
ถ้าเกิดวันนั้นครามกัดผมจนตาย ผมก็คงไม่โกรธเพราะความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอนนั้นเป็นความรู้สึกที่ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อนและมันก็ทำให้ผมรู้สึกดีมาก
   
[ สองรอบครึ่ง! เสียดายจังนะครับ! อีกนิดเดียวเอง ]
   
ผมมองอัลฟ่าคนที่ว่าที่ลงไปนอนสั่นระริกบนพื้นขยับต่อไม่ได้ ก่อนที่จะมีอัลฟ่าอีกคนหยิบเสื้อคลุมหนังหมาป่าขึ้นมาคลุมต่อแล้ววิ่งรอบกองไฟ
   
เสียงเฮดังขึ้นเกรียวกราวพร้อมๆ กับเสียงกลองจังหวะสนุกสนาน คราวนี้เป็นอัลฟ่าที่มีอิทธิพลคนหนึ่งเลยที่ขึ้นมาร่วม ใบหน้าของเจ้าตัวนั้นแดงก่ำจากเหล้า ที่โผล่ขึ้นมาบนเวทีได้ก็คงเพราะโดนยุให้ขึ้นมาร่วมด้วย
   
ผมมองตามอัลฟ่าคนนั้นที่วิ่งไปได้รอบเดียวก็โยนเสื้อคลุมทิ้งแล้วพยายามอย่างมากที่จะไม่หลุดหัวเราะออกมา ใครจะไปรู้ คนๆ นี้อาจจะเป็นลูกค้าของผมในอนาคตก็ได้ ฉะนั้นไม่ว่าใครจะเสียหน้ากับเทศกาลอันนี้ ผมก็ต้องทำหน้าสุขุมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
   
ผมปิดปากหาวและยืนมองเสื้อคลุมหมาป่าเปลี่ยนมือไปมาสักพัก เฝ้ารอจังหวะและช่วงเวลาที่ดีที่สุดของตัวเองในการเข้าร่วมกับการละเล่นงี่เง่านี่ ผมไม่ได้ขึ้นมาร่วมสนุกเพื่อเอารางวัลเหมือนคนอื่น รางวัลที่ได้มันก็แค่ผลพลอยได้เท่านั้น
   
ที่ผมยอมมาร่วมก็เพราะว่าอยากจะ ‘แสดง’ ให้ทุกคนเห็นเท่านั้น
   
แสดงให้ทุกคนเห็นว่าผมนั้นคือแบรนด์มาเวอร์ริก อีกาแห่งอิสรภาพที่มีเพียงคนที่ถูกเลือกเท่านั้นที่จะได้ครอบครองสูทอันเลื่องชื่อนี้ และทำให้ทุกคนเกิดภาพจำต่อแบรนด์ของผม
   
ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าผมเป็นเจ้าของ ฉะนั้นสิ่งที่ผมต้องทำคือการแสดงในสิ่งที่พวกเขาคาดไม่ถึง ให้เหล่าลูกค้าในอนาคตของผมได้รับรู้ว่าอีกาแห่งอิสรภาพมันใช้ชีวิตยังไงกัน
   
เอาเข้าจริงผมก็ไม่ได้วางแผนหรอกว่าจะร่วมเทศกาลด้วย แต่พอเห็นจังหวะและโอกาสมันได้ ก็อดไม่ได้ที่จะคว้ามันไว้และยอมมาเล่นลูกเต๋าแห่งโชคชะตาอีกครั้ง
   
แน่นอนว่าผมก็มั่นใจในตัวเองพอตัวกับการรับมือกับกลิ่นฟีโรโมนของอัลฟ่า สายเลือดอัลฟ่าจิ้งจอกที่พ่อผมอยากได้นักหนานั้นช่วยผมได้มากทีเดียว เพราะมันทำให้ผมนั้นมีภูมิต้านทานต่อกลิ่นฟีโรโมนรุนแรงมากกว่าอัลฟ่าทั่วไปแต่ถ้ารุนแรงมากเกินไปเหมือนครามผมก็รับมันไม่ไหวอยู่ดี
   
[ ผ่านไปเจ็ดคนแล้วนะครับ! ยังไม่ได้ผู้ชนะของเราเลย หรือว่ารางวัลของเรารอบนี้จะต้องขนกลับกันนะ! ]
   
ผมหันไปสบตากับครามที่จ้องผมอยู่แล้วเหยียดยิ้ม
   
ดูให้ดี คราม
   
นี่แหละอีกตัวตนที่บอสของคุณสร้างขึ้นมาเพื่อมาเวอร์ริก
   
[ คนต่อไปที่มาร่วมสนุกเป็น— ]
   
ฟู่!!
   
ผมถอดสูทตัวนอกซึ่งชุ่มด้วยวอดก้าทั้งขวดที่ผมได้มาจากพนักงานและโยนเข้าไปในกองไฟ ซึ่งผลที่ได้คือไฟลุกขึ้นมากกว่าเดิมจนเกิดแสงสว่างวาบวูบใหญ่คล้ายกับแฟลช
   
ผมผุดยิ้มออกมาบางๆ ตอนที่ไฟนั้นแทบจะเผาผมไปด้วย แต่ถึงแบบนั้นความเงียบงันในห้องและความสนใจที่พุ่งเป้ามาที่ผมก็คุ้มค่าเกินกว่าที่ผมจะใส่ใจมัน
   
สิ่งที่งานเทศกาลนี้กำลังมองหาคือความน่าสนใจและความแปลกใหม่
   
และผมก็เสนอตัวที่จะเป็นสิ่งนั้น
   
[ คุณไลม์ครับ! ]
   
ผมผงกหัวรับชื่อตัวเองและโยนเนคไทของตัวเองเข้ากองไฟ ปล่อยให้ไฟนั้นโลมเลียสูทตัวโปรดและเนคไทที่ผมใส่ประจำอย่างสนิทสนมและกลืนกินมันให้เป็นเถ้าถ่านร่วมกับมันอย่างรักใคร่
   
ผมก้มลงไปหยิบชุดคลุมหนังอัลฟ่าหมาป่าที่มีกลิ่นฟีโรโมนก้าวร้าวรุนแรงสลัดและสวมทับตัวเองในทีเดียว ไม่ยี่หระต่อกลิ่นฟีโรโมนเฉพาะตัวของอัลฟ่าหมาป่าที่กดทับผมจนผมหายใจไม่ออก
   
ความร้อนของกองไฟข้างตัวนั้นทำผมร้อนจนเหงื่อชุ่มไปทั้งตัว แต่การแสดงของผมยังไม่จบลง ผมเลยได้แต่กดทั้งความกลัวและความอึดอัดไม่สบายตัว เอาเข้าจริงผมร้อนจนรู้สึกเหมือนแทบจะไหม้อยู่แล้ว
   
ร่างกายผมไม่ค่อยถูกกับอากาศร้อน แขนของผมตอนนี้แดงไปหมดแต่สีหน้าผมที่แสดงออกขณะวิ่งก็ยังคงเป็นความสุขุมเยือกเย็น เหมือนกับแค่ที่กำลังทำอยู่นั้นเป็นแค่การวิ่งเหยาะๆ ออกกำลังกายทั่วไปเท่านั้น
   
มันอาจจะดูหักหน้าอัลฟ่าคนอื่นๆ ที่ไม่สภาพไม่สู้ดีนักกับงานเทศกาลนี้ แต่ที่ผมต้องการคือการเอาหน้าและแสดงให้พวกเขาเห็นว่าผมนั้นถ้าต้องการที่จะทำอะไรก็สามารถทำตามที่ต้องการได้
   
ใช้เวลาไม่กี่อึดใจผมก็วิ่งครบสามรอบได้อย่างสบายๆ และเดินเข้าไปหาพิธีกรที่ยืนอึ้งอยู่ด้วยรอยยิ้มบาง ซึ่งพิธีกรก็ถอยกรูดหนีจากผมจนผมต้องเลิกคิ้วงุนงง ก่อนผมจะนึกออกว่ายังไม่ได้ถอดเสื้อคลุมออกเลยถอดมันออกไปคลุมให้กับหุ่นไม้เหมือนเดิม
   
ผมใช้หลังมือเช็ดเหงื่อตัวเองและปลดกระดุมลงสองเม็ดระหว่างที่รอพิธีกรพูดอะไรต่อ เพราะทนความร้อนจากกองไฟข้างๆ นี้ไม่ไหวแล้ว ดีหน่อยที่วันนี้ผมตัดสินใจถูกที่ไม่ใส่บรามาด้วย ไม่งั้นอีกความลับของผมก็ถูกเปิดเผยมันซะวันนี้ด้วยตัวผมเอง
   
จริงๆ ผมก็ไม่ได้อายหรือรู้สึกอะไรกับการใส่บราหรอก มองว่ามันเป็นเครื่องแต่งกายอีกชิ้นด้วยซ้ำแต่สายตาของอัลฟ่าและคนทั่วไปนั้นไม่ได้มองมันเหมือนผม ยังคงมองว่ามันเป็นเครื่องแบบของเพศหญิงกับโอเมก้าอยู่เลย
   
มีแต่คนน่าเบื่อมากมายเต็มไปหมดจริงๆ จนบางทีผมก็อยากลืมๆ ทุกค่านิยมของสังคม ลืมความสัมพันธ์ระหว่างผมกับพ่อ ลืมบาดแผล ลืมความกลัว ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วใช้ชีวิตอย่างที่ผมต้องการจริงๆ สักที
   
[ สำหรับการละเล่นรอบกองไฟในวันนี้ เราก็ได้ผู้ชนะของเราแล้วนะครับ! ]
   
ผมสางผมตัวเองที่ชุ่มเหงื่อจนปรกตาขึ้นด้วยความรำคาญ แต่รำคาญมากกว่ากับสายตาคนเกือบทั้งงานที่จับจ้องมาที่ผมจนผมเริ่มรู้สึกว่ามันชักจะมากเกินไปแล้ว
   
เกลียดผม? ชื่นชมผม? ชอบผม? หรืออยากทำลายผม?
   
แต่ไม่ว่าจะคิดยังไงกับผม ผมก็ไม่สนใจหรอก ตราบใดที่ผมยังไม่ตายก็จะได้เห็นหน้าผมต่อไปเรื่อยๆ แน่นอน 
   
[ ซึ่งนั้นก็คือคุณไลม์นั่นเองครับ! ส่วนของรางวัลจะถูกส่งตามไปที่หลังนะครับ ]
   
เสียงปรบมือดังเกรียวกราวตามมารยาท ซึ่งผมก็แสดงท่าทีขอบคุณพอเป็นพิธีแล้วถึงลงจากเวทีเพื่อที่จะกลับยังโต๊ะของผมที่เจ้าหมาของผมตอนนี้น่าจะนั่งหน้าบูดเพราะผมมีกลิ่นอัลฟ่าตัวอื่นติดอีกแล้ว
   
บรรยากาศในงานที่ครึกครื้นเมื่อกี้ค่อยๆ กลับมาสงบอีกครั้งระหว่างที่รอให้เวทีนั้นถูกปรับสภาพให้กลับไปประมูลของต่อได้ ก็มีการแสดงสดเป็นการเต้นรำตามจุดต่างๆ ช่วยให้ผู้ร่วมเข้างานมีอะไรดูฆ่าเวลาและรู้สึกผ่อนคลาย
   
ผมปลดกระดุมลงอีกเม็ดตอนที่ทิ้งตัวนั่งบนโต๊ะและยังไม่รู้สึกหายร้อน
   
“ไลม์”
   
ผมปรือตามองครามแล้วจิบไวน์ที่เพิ่งถูกนำมาวางบนโต๊ะเมื่อกี้ ไวน์รสโปรดในอุณหภูมิที่ค่อนข้างเย็นก็ไม่ได้ทำให้ผมผิดหวัง มันทำให้ผมรู้สึกกระปรี้กระเปร่ามากขึ้นและพร้อมที่จะเล่นกับอัลฟ่าหมาป่าของผม
   
“คุณไม่ประทับใจการแสดงของผมหน่อยเหรอ”
   
ใบหน้าครึ่งล่างที่เรียบเฉยบ่งบอกอารมณ์ของเจ้าหมาของผมได้ดีว่าไม่พอใจเอามากๆ และหงุดหงิดผมอะไรสักอย่างซึ่งผมก็คาดเดาไม่ถูกอีกว่าครามอยากจะตำหนิอะไรผม
   
“..ผมงี่เง่าเอง ช่างมันเถอะ”
   
ครามเบือนหน้าหนีผมไม่ยอมพูดต่อจนผมหลุดยิ้มออกมา
   
“ไม่ชอบที่ผมมีกลิ่นอัลฟ่าตัวอื่นเหรอ”
   
ผมเอาเท้าออกจากรองเท้าและเอาไปเขี่ยขาครามอีก
   
“งั้นคืนนี้คุณก็ทำให้ผมมีแค่กลิ่นคุณสิ คราม”
   
ผมเลียริมฝีปากที่แห้งผากของตัวเอง
   
“คุณอยากเอาผมไม่ใช่เหรอ?”
   
“ไลม์ ผมจะไม่ไหวแล้วนะ”
   
ผมหัวเราะแล้วนั่งหลับตาพิงกับพนักเก้าอี้อย่างผ่อนคลาย
   
“ทนหน่อย คราม อีกครึ่งชั่วโมงผมก็จะพาคุณกลับ—”
   
ผมพูดไม่ทันจบประโยคก็หลุดเสียงแปลกๆ ออกมาเพราะเจ้าหมาของผมดันจับข้อเท้าของผมเอาไว้แน่น มือที่ร้อนพอๆ กับไฟเมื่อกี้ค่อยๆ ล้วงเข้าไปลึกขึ้นจนผมสะท้านเฮือกและเริ่มรู้สึกว่าตัวเองคิดผิดที่นั่งใกล้ครามเกินไป
   
“สิบห้านาที”
   
ครามมองผมนิ่งและพูดเสียงเรียบ สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลงทั้งๆ ที่มือร้อนผ่าวนั้นแทบจะลวกผิวผม
   
“..ก็ได้ ก็ได้ ปล่อยก่อน”
   
ผมลนลานพูดเสียงเบา
   
“ถ้านานกว่านั้น ผมจะพาบอสกลับเอง”
   
ครามยังคงจับข้อเท้าผมแน่นไม่ยอมปล่อยจนผมต้องยอมรับปาก
   
“โอเค สิบห้านาทีก็ได้ ปล่อยผมสักที”
   
ผมเขินจนรู้สึกร้อนไปทั้งหน้า รู้สึกเสียหน้านิดๆ ตอนที่ถูกเจ้าหมาของผมรุกกลับจนผมไปต่อไม่ถูก ใครจะไปรู้ล่ะว่าครามจะกล้ากับผมขนาดนี้ ทั้งๆ ที่ปกติผมแหย่ยังไงก็ไม่เคยทำอะไรผมสักที
   
“ครับ”
   
ในที่สุดครามก็ยอมปล่อยมือจากข้อเท้าผม แต่ผิวของผมก็ยังจดจำสัมผัสร้อนผ่าวของครามจนผมรู้สึกไม่ค่อยเป็นตัวเองเท่าไหร่ ผมเหลือบมองอัลฟ่าหมาป่าของผมอีกฝ่ายก็ยิ้มบางให้ผมจนผมหน้าแดงกว่าเดิม
   
..เมา ผมต้องเมาไปแล้วแน่ๆ
   
หัวใจผมถึงได้เต้นแรงขนาดนี้


----------

 :z13:

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 524
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0

ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2347
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +205/-6
เอิ่ม...บอสยั่วหมาป่าอยู่นะคะ    :hao3:

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7748
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 6403
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2
บอสคะะะะะะะะะะ

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2013
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-1

ออฟไลน์ Foggy Time

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 912
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +230/-1
ตอนที่ 14

   
“คราม ครามใจเย็นๆ ก่อน”
   
ผมเอามือดันหน้าเจ้าหมาตัวโตของผมออกเพราะพอถึงห้องก็ตะโบมจูบใส่ผมทันที หลังจากที่นั่งตัวแข็งบนรถไม่สนใจผมมาตั้งนานจนผมนึกว่าครามง่วงจนหลับไปแล้ว
   
แต่ใครจะไปรู้ล่ะ ว่าเจ้าหมาของผมจะมาคิดบัญชีเรื่องทั้งหมดกับผมตอนนี้!
   
“ก็บอสยั่วผม”
   
นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มจ้องผมนิ่งจนผมรู้สึกประหม่าขึ้นมา
   
“ไลม์อยากโดนผมเอาไม่ใช่เหรอ”
   
“…”
   
จากที่ยังกรึ่มๆ อยู่ผมสร่างทันที
   
ตอนที่อยู่ในงานผมไม่รู้สึกอายเท่าไหร่ แต่ตอนนี้ผมกลับรู้สึกอายมากที่พูดประโยคพวกนั้นออกไป เอาเข้าจริงผมก็ติดเล่นเกินไปด้วยนั่นแหละถึงได้พูดกระเซ้าครามขนาดนั้น
   
ใครจะไปคิดว่าละเจ้าหมาโกลเด้นที่เคยออดอ้อนผมจะกลายเป็นหมาป่าขึ้นมาจริงๆ
   
ผมลูบหน้าตัวเองที่ร้อนผ่าวและพยายามเรียกความสุขุมของตัวเองคืนมา
   
“ถ้าบอสอยากให้ผมหงุดหงิดน้อยลงก็อาบน้ำครับ”
   
“คุณก็อาบพร้อมกับผมสิ”   
   
ผมไม่ยอมให้ครามเป็นคนควบคุมสถานการณ์คนเดียวหรอก
   
“…”
   
ผมยิ้มบางแล้วดึงมือครามให้มาช่วยถอดชุดผมออก ซึ่งชุดของผมก็ยังคงเต็มไปด้วยกลิ่นฟีโรโมนอัลฟ่าหมาป่าตัวอื่นจนทำให้สีหน้าของครามแย่กว่าเดิม
   
ฮื่อ
   
ครามขมวดคิ้วแน่นตอนที่ถอดสูทตัวนอกออกให้ผม หูหมาป่าสองข้างตั้งชันขึ้นอย่างไม่พอใจแถมยังปล่อยกลิ่นฟีโรโมนของตัวเองออกมากลบอีก
   
ผมตัวสั่นตามสัญชาตญาณแต่ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัว เอาเข้าจริงกลิ่นที่ติดอยู่บนเสื้อผมเทียบกับกลิ่นของครามตอนนี้ไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะยิ่งกลิ่นครามชัดขึ้นเท่าไหร่ร่างกายผมก็กลัวจนแทบจะยืนไม่ไหว
   
ร่างกายผมร้อนจนผมหลุดครางออกมาเสียงเบาตอนที่ครามแกะกระดุมให้ผมแล้วปลายนิ้วแตะโดนตัวผม เจ้าหมาที่เหมือนจะรู้ตัวดีว่าทำผมหมดสภาพไปแล้วใช้แขนโอบเอวผมแล้วช่วยประคองผมไม่ให้ลงไปกองที่พื้น
   
“..หวงผมมากเลยเหรอ”
   
ผมกระซิบถามเสียงเบาแล้วหลังจากที่ครามถอดเสื้อผ้าส่วนบนของผมทั้งหมดได้สำเร็จจนผมไม่เหลืออะไรปิดบังร่างกายแล้ว
   
“คุณลามกชะมัดเลย”
   
ผมเอ็ดเสียงเบาเมื่อครามก้มลงมาเลียคอที่เป็นอีกจุดหนึ่งที่ไวต่อสัมผัสของผมจนผมสะอื้นออกมา ถ้าผมเป็นโอเมก้า ตอนนี้ผมคงจะเปียกเอามากๆ
   
“บอสยั่วผมก่อน”
   
ครามพรมจูบบนไหล่ผม
   
“รู้ไหมว่าไลม์ทำผมแข็งตั้งแต่ในงานแล้ว”
   
“...”
   
ผมหน้าแดงเพราะพอจะก้มหน้าหนีไม่มองหน้าครามก็ดันจะไปเจอสิ่งที่แข็งขืนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดบนกางเกงครามแทน ซึ่งมันก็ทำผมเขินกว่าเมื่อกี้อีก
   
ผมติดเล่นมากเกินไปจริงๆ
   
“..อาบน้ำก่อน คราม ผมขออาบน้ำก่อน”
   
ผมพยายามต่อรองซื้อเวลาให้ตัวเองนิดหน่อย ส่วนหนึ่งก็อยากจะเตรียมตัวด้วยเพราะถ้าไม่ทำ ผมก็คงจะรับของครามเข้าไปหมดไม่ไหวหรอก
   
ใครใช้ให้เจ้าหมาที่ผมเก็บมาเลี้ยงตัวใหญ่เกินไปล่ะ
   
“ก็จะอาบพร้อมกับผมไม่ใช่เหรอ”
   
“!”
   
ครามที่ผมไม่รู้ว่าเมาอะไรรึเปล่าอยู่ๆ ก็อุ้มผมท่าเจ้าสาวแล้วพาเข้าห้องน้ำจนผมร้องเสียงหลงออกมา
   
“..คุณ คุณจะทำอะไร”
   
ผมถามครามเสียงสั่นเพราะพอครามเอาผมมาวางบนขอบอ่างได้ก็แกะกระดุมกางเกงผมทันที
   
“ช่วยเตรียมตัวให้บอสไงครับ”
   
“…”
   
ผมไม่รู้เหมือนกับว่าตัวเองเขินอะไรนัก แต่ผมไม่เคยเขินขนาดนี้มาก่อนเลย ถึงครามจะเห็นแทบจะทุกส่วนของผมแล้วก็เถอะ แต่ผมก็ยังเขินมากอยู่ดีที่ถูกมองด้วยสายตาลามกแบบนั้น
   
เจ้าหมาบ้านี้ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่
   
ผมอายจะตายอยู่แล้วแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผมอยากถูกครามกอด
   
“คุณรู้วิธีเหรอ”
   
“พอรู้ครับแต่ไม่เคยทำกับใคร”
   
ผมเลิกคิ้วแต่ก็ไม่ได้ประหลาดใจเท่าไหร่ เพราะการเป็นอัลฟ่าหมาป่าก็คือคำตอบของทุกอย่างอยู่แล้ว
   
“ผมก็เหมือนกัน”
   
ครามเป็นคนแรกจริงๆ ที่ผมยอมถลำถลึกไปความสัมพันธ์ขนาดนี้ ไม่รู้ว่าเพราะหูกับหางนุ่มๆ นี้ด้วยรึเปล่า ที่ทำให้ผมใจอ่อนตลอดเลย
   
พอมองหูหมาป่าครามไปได้สักพักผมก็อดใจไม่ไหวอีกยื่นมือไปขยำหูของครามเล่น
   
“..อืม”
   
ผมครางเบาๆ ตอนที่สัมผัสได้ถึงนิ้วของครามสอดเข้ามาในตัวช้าๆ ถึงจะแค่นิ้วเดียว แต่มันกลับทำให้ผมเปลี่ยนสีหน้าได้
   
ร้อน..
   
ผมสะอื้นเมื่อครามงอนิ้วแล้วพยายามควานหาจุดอ่อนในตัวผม
   
“..ฮึก”
   
ผมผวาตอนที่ครามหาจุดนั้นเจอและเพิ่มนิ้วเพื่อพยายามให้ร่างกายผมคุ้นชิน
   
หงิง
   
“...โทษที”
   
ผมหลุดหัวเราะออกมาเพราะผมน่าจะขยำหูครามแรงเกินไป จนผมต้องย้ายมือไปไว้บนไหล่ครามแทน ผมยิ้มเล็กๆ เชิงเป็นกำลังใจให้เจ้าหมาตัวโตของผมทำหน้าที่ต่อไป
   
อยากจะเอาใจเจ้านายอย่างผมไม่ใช่เหรอ?
   
“บอสมีเจลใช่ไหมครับ”
   
“อยากเอาเข้าแล้วเหรอ”
   
ผมตอบคำถามด้วยคำถามเพราะครามดูเหมือนจะทนไม่ไหวแล้ว แต่ขอโทษเถอะ ของครามใหญ่ขนาดนั้นต่อให้มีเจลช่วยก็คงเอาเข้าไม่ได้อยู่ดี
   
“ครับ”
   
ครามตอบเสียงเบาหน้าแดง
   
“อย่าใจร้อนสิ”
   
ผมดึงหูครามเบาๆ เชิงประท้วงแล้วเอื้อมไปหยิบเจลที่วางกลมกลืนอยู่บนชั้นด้วยตัวเอง
   
“...อย่ามอง”
   
หงิง
   
หูหมาป่าครามลู่ลงทันทีเหมือนเสียใจมากจนผมลังเล แต่ผมก็ยังอายอยู่ดีที่ต้องมาเตรียมตัวต่อหน้าครามแบบนี้ 
   
“..ผมอาย”
   
ผมพึมพำพูดเสียงเบา
   
“ขอมองไม่ได้เหรอครับ”
   
ครามหูลู่ลงกว่าเดิมและยังทำหน้าน่าสงสารเหมือนวันที่ถูกผมเก็บมาเลี้ยงวันแรก
   
“บอสน่ารักมากเลย”
   
กับผมนี่ยังใช้คำว่าน่ารักได้อยู่เหรอ?
   
ผมหรี่ตามองครามรู้สึกไม่ค่อยชินเท่าไหร่เพราะล่าสุดที่ผมได้ยินคนชมว่าน่ารักคือเด็กมาก
   
“แล้วแต่คุณแล้วกัน”
   
ผมถอนหายใจแล้วแก้ปัญหาที่ตัวเองด้วยการไม่สนใจคราม ถือซะว่าผมไม่เห็นคราม ครามก็ไม่เห็นผม อะไรทำนองนั้น
   
ผมบีบเจลใส่นิ้วตัวเองเตรียมตัวให้ตัวเองอีกครั้ง ซึงก็ไม่ได้ยากอะไรมากเพราะมันไม่ใช่ครั้งแรกของผม ผมเคยใช้ของเล่นมาก่อนและการเตรียมตัวก่อนก็เป็นเรื่องปกติสำหรับผม
   
“...”
   
ผมขมวดคิ้วเพราะอยู่ๆ ก็รู้สึกถึงบรรยากาศที่กดดันมากขึ้นพร้อมกลิ่นฟีโรโมนของครามที่ทำให้ผมรู้สึกวูบวาบในท้อง พอผมเงยหน้ามองก็ถึงเห็นว่าครามถอดเสื้อออกหมดแล้ว
   
“จะอาบน้ำ?”
   
“อาบทีหลังได้ไหมครับ”
   
เนื้อตัวของผมสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวแต่ผมกลับเห็นสีหน้าพออกพอใจของตัวเองในแววตาของคราม
   
ให้ตายเถอะ ไลม์
   
ผมดูไม่จืดจริงๆ ในสภาพแบบนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างดูย้อนแย้งไปหมด แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผมรู้สึกดีที่เจออัลฟ่าที่แข็งแกร่งกว่าตัวเองมากอย่างคราม
   
อัลฟ่าหมาป่าสุดอันตรายนี้เป็นของผม
   
และมันกำลังจะเอาผม
   
“อย่าใจร้อน”
   
ผมบอกครามอีกครั้งเมื่อครามก้มลงมาจูบผมพร้อมกับเอาส่วนแข็งขืนมาเสียดสีกับขาผม
   
“เร็วกว่านี้ได้ไหม ไลม์”
   
ครามดึงมือผมขึ้นมาจูบ
   
“พาผมไปอ่างอาบน้ำ”
   
ผมสั่ง
   
“ครับ”
   
ครามไม่ได้ถามว่าทำไมแต่ก็ช้อนตัวผมตามคำสั่งอย่างว่าง่ายและพาผมไปยังอ่างอาบน้ำของผม ที่เวลาปกติผมจะใช้เวลาในการนอนแช่น้ำอุ่นก่อนนอนเกือบชั่วโมงแทบทุกวัน ซึ่งช่วงนี้ผมไม่ค่อยมีเวลาแช่เท่าไหร่เพราะยุ่งๆ กับการดูแลหมาป่าตัวใหม่ให้คุ้นชินกับบ้านของผม

ซึ่งตอนนี้ก็คงไม่จำเป็นแล้ว

“คุณลงไปนั่งก่อน”

“...ครับ”

ครามสะบัดหูไปมาเหมือนงงๆ นิดหน่อย ไม่เข้าใจเท่าไหร่ว่าผมจะทำอะไรแต่ก็ยังยอมทำตามคำสั่งผม และอ่างของผมก็ดูเล็กลงถนัดตาพอครามลงไปนั้นตรงนั้น

ให้ตายเถอะ มึงกำลังทำอะไรอยู่วะ ไลม์

ผมลูบหน้าตัวเองเขินๆ ไม่คิดมาก่อนว่าวันหนึ่งว่าที่นอนประจำของผมจะกลายเป็นที่ทำรักครั้งแรกของผมซะได้ แต่ช่างมันเถอะ ไม่ว่าจะตรงไหนก็คงเหมือนกันนั่นแหละ

ผมถอนหายใจแล้วเปิดน้ำอุ่นใส่อ่าง ปล่อยให้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ แล้วก้าวเข้าไปในอ่างบ้าง

อุณหภูมิน้ำที่คุ้นเคยทำให้ผมรู้สึกสงบขึ้นมาบ้าง แต่ผมก็ยังรู้สึกประหม่ามากอยู่ดี

“คุณห้ามขยับเองนะ”

ผมกำชับกับครามอีกแล้วบีบเจลหล่อลื่นที่หยิบติดมือมาใส่ท่อนลำของครามที่ผมแค่แตะมันก็รู้สึกว่ามันร้อนจนแทบจะลวกมือผมอยู่แล้ว

ผมขยับตัวไปคร่อมครามและพยายามเอามันเข้าไปในตัวผม

“ฮึก”

ผมสะอื้นออกมาอย่างควบคุมไม่ได้

ใหญ่ชะมัดเลย

“..บอส”

“อะไร”

เสียงของผมแหบพร่าจนผมแทบจะจำไม่ได้ว่ามันเป็นเสียงของผม

“ข้างในตัวบอสนุ่มมากเลย”

“..ผมไม่อยากรู้”

ผมเบือนหน้าหนีและกดตัวลงไปมากกว่าเดิม รู้สึกถึงท่อนลำกับอุณหภูมิร้อนผ่าวที่สอดแทรกเข้ามาในตัวผม ขนาดของมันทำให้ผมรู้สึกเต็มตื้นจนรู้สึกจุก แต่มันก็ยังเข้ามาได้ไม่ถึงครึ่งเลย และผมก็เชื่อว่าเจ้าหมาของผมคงไม่พอใจกับแค่นี้หรอก

“ไลม์”

“อือ ผมพยายามอยู่”

ผมน้ำตารื้นมองครามและตัดสินใจถอดแว่นออกวางไว้บนขอบอ่างใกล้ๆ เพราะหลังจากนี้ผมก็จะทำสีหน้าน่าอายจนแม้แต่ตัวผมเองยังยอมรับไม่ได้แน่ๆ

“..ฮึก”

บรรยากาศวาบหวามกับกลิ่นฟีโรโมนแข็งกร้าวของครามทำให้ความผมรู้สึกผมไวขึ้นและควบคุมตัวเองไม่ได้ ผมหลับตาครางออกมาเมื่อรับท่อนลำเข้าไปอีก

และครั้งนี้ผมก็รัดครามแน่นจนครามคำรามต่ำๆ ในคอ

“ใหญ่เกินไปแล้ว”

ผมบ่นออกมาไม่จริงจังนักเพราะตอนนี้ผมแทบจะรู้สึกถึงชีพจรของมัน

“..ผมขยับได้รึยัง”

“ยัง”

ผมหัวเราะออกมาเบาๆ เมื่อเห็นสีหน้าทรมานของครามลางๆ แต่ผมที่มีประสบการณ์มากกว่าก็ควรจะเตรียมตัวด้วยตัวเองไง ขืนทำเสร็จแล้วผมเจ็บหรือเลือดออกครามก็จะรู้สึกผิดอีก

แน่นอนว่าผมไม่อยากให้เป็นแบบนั้น ผมอยากให้เซ็กส์แรกระหว่างผมกับครามมันเป็นการทำรัก
   
ถึงมันจะเกิดจากความต้องการแต่ผมก็อยากให้มันเป็นความทรงจำที่ดี
   
“ไลม์”
   
ครามใช้มือที่ช่วยประคองเอวผมอยู่เอื้อมไปขยำก้นผม
   
“..กลิ่นของคุณทำผมทนแทบไม่ไหวแล้ว”
   
“ผมก็เหมือนกัน”
   
ฟีโรโมนของครามก็ทำผมแทบคลั่งเหมือนกัน
   
ผมไม่รอให้ครามทรมานไปมากกว่านี้ก็พยายามรับส่วนที่เหลือเข้าไปในทีเดียวจนสุดความยาว ซึ่งมันก็ทำให้ผมรู้สึกเสียวจนเสร็จออกครั้งหนึ่งอย่างควบคุมไม่ได้
   
สติของผมหลุดหายไปช่วงหนึ่งก่อนที่มันจะกลับมาอีกครั้งตอนที่ครามครางกระเส่าข้างหูผม
   
“ผม ผมขยับได้รึยัง”
   
ครามกอดผมแน่นและหอบหายใจแรง
   
“..อืม”
   
ผมครางตอบในลำคอเชิงอนุญาตแล้วหลับตาปล่อยให้ครามเป็นคนนำบ้าง เพราะร่างกายผมเริ่มคุ้นชินกับของครามแล้วดังนั้นถ้าจะทำต่อจากนี้และแรงกว่านี้ก็คงไม่ใช่ปัญหาอะไร
   
“ไลม์”
   
ครามที่พอได้รับคำอนุญาตก็จับผมคว่ำให้เกาะกับขอบอ่างและคร่อมตัวผมอีกที
   
“...”
   
ผมไม่ได้ตอบอะไรคราม รู้สึกกระสับกระส่ายจากอุณหภูมิร้อนจัดที่เกิดจากผิวสัมผัสที่แนบกันแทบจะทั้งตัว ซึ่งมันก็เป็นครั้งแรกของผมที่รู้สึกว่าตัวเองจนมุมมากขนาดนี้
   
ให้ตายเถอะ นี่เป็นความรู้สึกของพวกกระต่ายที่กำลังจะถูกหมาป่าจับกินรึเปล่า
   
หัวของผมขาวโพลนคิดอะไรแทบไม่ออก แต่ก็ยังพอจะเห็นมือตัวเองทั้งสองข้างที่ถูกเจ้าหมาป่าตัวร้ายกุมเอาไว้แน่นซึ่งแค่นี้ก็เหมือนจะไม่สาแก่ใจ เจ้าหมาป่าถึงพูดจาลามกข้างหูผมอีก
   
“ข้างในตัวคุณอุ่นมากเลย”
   
“..อ๊า”
   
ผมครางเสียงน่าอายออกมาอย่างควบคุมไม่ได้เมื่อครามสอดมันลึกเข้าไปอีก ทั้งๆ ที่ผมคิดว่ามันลึกมากแล้วแต่ครามก็ยังมันเข้าไปได้มากกว่านั้น
   
“ผมไม่อยากเอาออกเลย”
   
“พูดมาก”   
   
ผมเอ็ดไม่จริงจักนักก่อนจะเอ็ดไม่ออก เมื่อครามเริ่มขยับเร็วและแรงขึ้นจนผมหลุดเสียงร้องน่าอายออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งถ้าเกิดมีคนนอกหรือลูกค้ามาเห็นผมในสภาพแบบนี้ ผมคงทนไม่ได้แน่ๆ
   
ให้ตายเถอะ นี่มันเทียบกับของเล่นที่ผมเคยใช้ไม่ได้เลยจริงๆ

ของครามมันใหญ่มากกว่านั้นและมันก็เป็นสัมผัสจากมนุษย์ด้วยกันเอง

กลิ่น สัมผัส อุณหภูมิ ทุกสิ่งทุกอย่างมันอบอุ่น ผมกำลังถูกโอบกอดจากใครสักคน ไม่ถูกปฏิเสธหรือตัดสิน ไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งหรือเก่งกาจอะไร

ผมสามารถเป็นแค่ผมที่อ่อนแอและปล่อยให้หมาป่าที่แข็งแกร่งตัวนี้กลืนกินผมเข้าไป

การกินที่ตะกละตะกลามทำให้หัวของผมสั่นคลอน ผมคิดอะไรแทบไม่ออกนอกจากตัวตนใหญ่โตที่รุกล้ำเข้ามาในตัวผม ครามแทบจะทำให้ผมลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าตัวเองชื่ออะไร

รู้แค่ว่าตัวเองกำลังถูกอัลฟ่าหมาป่าหมายปองและทำรักอย่างรุนแรง

“..คราม”

ผมพึมพำเสียงเบาเมื่อสัมผัสได้ถึงของเหลวร้อนจัดที่ฉีดพุ่งเข้ามาในร่าง

“ครับ”

เจ้าของชื่อก้มลงมาจูบไหล่ผมแต่ก็ยังแช่ตัวอยู่ไม่ยอมเอาออก

“เอาออกไปได้แล้ว”

หงิง

ผมอยากจะเอ็ดอะไรครามต่อแต่ก็เหนื่อยเกินกว่าจะว่าอะไรเพราะกว่าที่ครามจะเสร็จ ผมก็เสร็จไปสองสามครั้งแล้ว ไม่รู้ว่าอึดอะไรนัก พอๆ กับตอนที่ผมใช้ปากให้นั้นแหละตั้งนานกว่าจะยอมแตก

“ผมชอบบอสมากเลย”

ครามกอดผมแน่นไม่ยอมเอาออก

“อืม”

ผมครางในลำคอตอบส่งๆ ไม่ได้สนใจเท่าไหร่เพราะเริ่มง่วง ผมหาวหวอดและเตรียมจะดุครามจริงจังเพื่อที่จะอาบน้ำแล้วย้ายตัวเองไปนอนแต่ก็ต้องเผลอหลุดครางออกมาเมื่อไอ้ที่แช่อยู่ในตัวอยู่ๆ มันก็ขยายใหญ่ขึ้น

“!!”

ผมเบิกตากว้าง

น็อต..

ผมโดนครามน็อต!!

จากที่ง่วงจะหลับ ผมหายง่วงในพริบตาเพราะผมลืมคิดไปเลยเรื่องการถูกน็อต ที่ผ่านมาผมก็เคยใช้แต่ของเล่นปกติไง ไม่ได้ซื้ออะไรแปลกๆ มาลอง

“ขอโทษครับ”
   
“..ไม่เป็นไร”
   
ผมท้อเลยไม่รู้ว่าครามจะน็อตผมนานแค่ไหน แต่ยังไงก็คงไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมงแน่นอน
   
ผมพยายามมองข้ามความรู้สึกวาบหวามแล้วเปลี่ยนท่าใหม่ ผมดันให้ครามลงไปพิงกับขอบอ่างแล้วผมก็พิงกับตัวครามอีกทีเพราะยังไงก็จะขยับไม่ได้พักใหญ่อยู่แล้ว
   
ผมหลับตาลงปล่อยให้ครามกอดผมหลวมๆ
   
“เติมน้ำอุ่นให้ผมหน่อย ไม่ต้องเยอะมากนะ ผมจะงีบ”
   
ในเมื่อทำอะไรไม่ได้แล้ว ผมก็คงได้แต่ต้องรอให้ครามเลิกน็อตและระหว่างนั้นผมก็หลับไปพลางๆ ซึ่งน้ำอุ่นที่ผมเติมไว้เกือบเต็มอ่างตอนนี้เหลือไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำแล้วมันก็เลิกอุ่นแล้วด้วย
   
ผมครางในลำคออย่างพอใจเมื่อได้น้ำอุ่นกลับมาอีกครั้ง
   
“บอสไม่โกรธใช่ไหมครับ”
   
ครามที่ซุกหัวบนไหล่ผมถามผมเสียงอ่อย
   
“อือ”
   
ผมพยักหน้าเบาๆ แล้วหาวอีก
   
“ถ้าปลุกผมไม่ตื่นก็ฝากพาผมขึ้นเตียงด้วย”
   
จริงๆ การมีตัวตนของครามอยู่ในตัวผม มันก็ทำให้ผมรู้สึกวูบวาบในท้องมากโดยเฉพาะของเหลวอุ่นๆ ที่เติมเต็มข้างในตัวผมไม่หยุด มันก็ชวนให้สติของผมละลาย
   
ครามปล่อยในตัวผมเยอะมาก เยอะกว่ารอบที่ผมใช้ปากให้อีก
   
“คุณชอบผมขนาดนั้นเลยเหรอ”
   
ผมถามครางเสียงเบาใกล้จะหลับเต็มทน
   
วันนี้ผมใช้พลังงานมากเกินไปแล้ว
   
“ครับ”
   
ครามกอดผมแน่นกว่าเดิม
   
“ชอบที่สุดเลย”
   
ผมหัวเราะออกมาเบาๆ รู้สึกว่าจริงๆ ไม่จำเป็นต้องถามด้วยซ้ำเพราะมันเป็นสิ่งที่ครามแสดงออกมาแทบจะตลอดเวลาอยู่แล้ว
   
“..ผมก็ชอบคุณเหมือนกัน”
   
เซ็กส์ครั้งแรกของผมกับคราม
   
มันดีเป็นบ้าเลย
   
-------

 :mc1:
   

ออฟไลน์ Foggy Time

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 912
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +230/-1
ตอนที่ 15

   
หงิง หงิง
   
หงิงๆ อะไรแต่เช้าวะ เจ้าหมาของผมเป็นอะไรอีก ผมนอนทับหางเหรอ
   
ผมคิดด้วยความหงุดหงิดที่ถูกปลุกด้วยเสียงหงิงๆ น่าสงสารของคราม แต่ก็ยอมลืมตาขึ้นมาดูและพบว่าผมปวดไปทั้งตัวเลย ผมตะกายออกมาจากผ้าห่มแล้วถึงเห็นว่าครามเดินไปวนมาทั่วห้องเหมือนพยายามหาผมอยู่
   
ใบหน้าคมคายนั้นเหมือนจะร้องไห้ ไม่สิ ใช่คำว่าน้ำตากำลังจะแตกน่าจะถูกกว่า
   
หูของครามลู่ลงจนแทบจะเป็นเนื้อเดียวกับผมสีทองยุ่งๆ นั่น ส่วนหางก็ตั้งขึ้นเหมือนตกใจมากที่หาผมไม่เจอ ซึ่งมันก็ทำให้ผมไม่เข้าใจสถานการณ์มากว่าทำไมครามหาผมไม่เจอ ทั้งๆ ที่ผมก็นอนอยู่บนเตียงนั่นแหละ
   
แต่เดี๋ยวก่อน
   
ทำไมครามถึงได้ตัวใหญ่ขนาดนั้นล่ะ
   
“...บอส?”
   
เจ้าหมาของผมที่ไม่รู้มีจิตสัมผัสหรืออะไรไหม อยู่ๆ ก็หันมาสบตากับผมพอดีแล้วตาโตมากกว่าเดิม
   
“บอส บอสใช่ไหมครับ!”
   
ไม่ว่าเปล่าพุ่งเข้ามาหาผมแล้วอุ้มผมขึ้นด้วยมือสองข้าง
   
แง่ง
   
เดี๋ยวนะ ทำไมเสียงผมเป็นอย่างนี้
   
“บอส ฮึก ผมนึกว่าบอสโกรธผมจนทิ้งผมไปซะแล้ว”
   
สุดท้ายครามก็น้ำตาไหลแล้วกอดผมแน่น
   
แง่งๆๆ
   
ผมพยายามพูดแต่ก็พบว่าตัวเองพูดออกมาเป็นภาษาไม่ได้และพอมองมือตัวเองก็พบว่ากลายเป็นอุ้งเท้าสีดำไปแล้ว
   
“...”
   
นี่ผมคืนร่างเป็นจิ้งจอกเหรอ?
   
ผมมองขนสีน้ำตาลแดงของตัวเองด้วยสายตาเหลือเชื่อเพราะล่าสุดที่ผมคืนร่างจิ้งจอกได้คือเกือบสิบปีที่แล้ว ซึ่งนั่นก็คือครั้งแรกของผมที่รู้ว่าตัวเองเป็นอัลฟ่าจิ้งจอกที่ยังหลงเหลือความสามารถในการเป็นจิ้งจอกได้ แต่เงื่อนไขในการคืนร่างของผมมันเฉพาะมากคือต้องรู้สึกปลอดภัยมากเท่านั้น
   
การโดนครามเอานี่มันชวนให้รู้สึกปลอดภัยตรงไหน
   
ผมซบหน้ากับอุ้งเท้าตัวเอง รู้สึกไม่ค่อยชินเท่าไหร่แต่ขณะเดียวกันรู้สึกโล่งสบายกับร่างนี้ เหมือนกับว่าผมไม่ใช่บอสไลม์ที่มีภาระมากมาย
   
เป็นแค่จิ้งจอกโง่ๆ ตัวหนึ่งที่หลงป่ามาอยู่ในเมืองก็เท่านั้น
   
“บอสนุ่มมากเลย”
   
แง่ง
   
ผมงับแขนครามที่เริ่มกอดผมแน่นเกินไป ให้ตายเหอะ นี่กำลังเอาคืนที่ผมชอบขยำหูนุ่มๆ นั่นเหรอ หยุดเดี๋ยวนี้เลย ก่อนที่ผมจะแบน!
   
“บอสพูดไม่ได้เหรอครับ”
   
“...”
   
ผมพยักหน้าเซ็งๆ เพราะถ้าพูดได้ผมก็คงพูดไปแล้ว พวกอัลฟ่าจิ้งจอกไม่เหมือนพวกอัลฟ่าหมาป่าสักหน่อย คืนร่างยังไงก็ได้ ส่วนผมแค่คืนร่างจิ้งจอกได้ก็เก่งแล้ว
   
“แต่บอสร่างนี้ก็น่ารักมากเลย”
   
เจ้าหมาของผมที่หายซึมแล้วดูมีความสุขขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
   
แง่ง
   
ผมร้องในลำคอประท้วงเมื่อครามเอาหน้าลงมาถูกับหน้าผม
   
“บอสไม่เจ็บใช่ไหมครับ เมื่อคืนผมทำแรงไปไหม”
   
แง่ง
   
มาถามผมร่างนี้ผมจะไปตอบยังไง
   
ผมมองครามแล้วถอนหายใจ ส่ายหัวเบาๆ เชิงว่าไม่เป็นไร ผมไม่ได้ออกกำลังมากขนาดนี้มานานแล้ว จะปวดตัวก็ไม่แปลก
   
“..ผมเอาออกให้บอสด้วย”
   
ครามหน้าแดงแล้วพูดเขินๆ
   
ก็ควรจะเอาออกอยู่หรอก ฉีดเข้าตัวผมไปซะขนาดนั้น ถ้าผมเป็นโอเมก้าก็คงท้องไปแล้ว เมื่อวานถ้าผมไม่ผลอยหลับไปก่อน ตอนครามเลิกนอทผมมั่นใจมากเลยว่ามันคงจะไหลออกมาอาบขาผมแน่นอน
   
ผมถอนหายใจอีกแล้วซุกกับอกคราม
   
“ผมอาบน้ำให้บอสอีกได้นะ ถ้าบอสเหนื่อย”
   
ผมส่ายหัวปฏิเสธเพราะกว่าผมจะคืนร่างมนุษย์ได้ก็คงอีกสักพัก อาจจะเป็นตอนที่ผมเหนื่อยน้อยลงกว่านี้ ตอนนี้ผมยังล้ามากและต้องการนอนต่อ ซึ่งผมก็ขอบคุณตัวเองเมื่อวานที่รอบคอบมากพอที่จะฝากงานไว้กับเลขาผม
   
คือผมก็พอจะเดาได้อยู่แล้วว่าเมื่อคืนเจ้าหมาป่าของผมจะต้องอดใจไม่ไหวและผมก็จะต้องอยู่ในสภาพนี้
   
แต่แล้วยังไงล่ะ? ผมเองก็อยากโดนครามเอาเหมือนกัน
   
จริงๆ ถ้าร่างกายผมไม่อ่อนแอขนาดนี้ ผมก็อยากจะทำอีกสักรอบหลังจากตื่นอยู่หรอก แต่มันก็ได้แค่นี้จริงๆ เพราะปกติออกกำลังกายมากสุดของผมคือเดินขึ้นบันไดแล้วก็วิ่งอีกนิดหน่อย
   
ผมไม่ได้ว่างพอที่จะดูแลร่างกายตัวเองขนาดนั้นหรอก พอมีเวลาว่างผมก็ชอบเจียดไปให้งานอดิเรกของผมอีก ในตู้ผมมีบราสวยๆ อยู่เต็มไปหมด และผมก็ค่อนข้างมีความสุขกับการได้นั่งชื่นชมมันในวันหยุด
   
มันเป็นความสุขง่ายๆ ที่ผมพอจะหาได้โดยที่ไม่ต้องออกไปไหนหรือคุยกับใคร
   
“บอส”
   
“...”
   
“หลับแล้วเหรอครับ”
   
ผมอยากจะตอบครามแต่ก็ง่วงเกินกว่าจะทำ ปล่อยให้เนื้อตัวอ่อนยวบให้เจ้าหมาป่าพาผมกลับไปนอนบนเตียงและห่มผ้าห่มอุ่นๆ ให้ผม
   
“ฝันดีนะครับ”
   
สติของผมที่ใกล้จะหายไปสัมผัสได้ถึงจูบเบาๆ บนอุ้งเท้าผม
   
“ไลม์ของผม”

   

ผมงัวเงียตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าเย็นแล้วและผมก็พอจะมีแรงคืนร่างเป็นมนุษย์ แต่ผมก็ยังรู้สึกไม่อยากคืนร่างมนุษย์เท่าไหร่เลยยังไม่คืนเพราะนานๆ ทีจะได้อยู่ในร่างนี้
   
ผมบิดตัวคลายขี้เกียจและกระโดดลงจากเตียง พยายามมองหาเจ้าหมาป่าของผมที่ไม่รู้ว่าหายไปไหนแล้ว ซึ่งมันก็เป็นความรู้สึกที่ผมไม่ค่อยชินเท่าไหร่เพราะหลายวันมานี้ผมมักจะตื่นขึ้นมาเจอครามทุกครั้ง
   
หูผมลู่ลงนิดๆ เมื่อรู้สึกโหวงในใจ
   
ช่วงนี้ผมชักจะเสพติดการมีอยู่ของครามเกินไปแล้ว
   
แง่ง! แง่ง!
   
ผมพยายามเรียกครามก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในร่างมนุษย์ ทำให้เสียงของผมที่ออกมาก็แหลมบาดหูมาก
   
ผมถอนหายใจหน่ายๆ แล้วเดินออกจากห้องที่ประตูถูกแง้มเอาไว้
   
“…”
   
ทุกอย่างดูใหญ่ชะมัดเลย
   
ผมคิดด้วยความรู้สึกตื่นเต้น มันเป็นความรู้สึกที่ผมไม่ได้สัมผัสมานานแล้ว หลังจากที่อายุเลยเลขสามสิบทุกอย่างก็ดูราบเรียบและตึงเครียดไปหมด ที่ตื่นเต้นครั้งล่าสุดก็คงเป็นตอนที่รู้ว่าหมาที่ผมจะเก็บกลับบ้านเป็นอัลฟ่าหมาป่าเนี่ยแหละ
   
ผมพยายามมองหาครามในห้องรับแขกที่ถูกเปิดทีวีทิ้งไว้ ซึ่งรายการที่ถูกเปิดตอนนี้เป็นละครอะไรสักอย่างที่ดูไม่ค่อยมีสาระเท่าไหร่
   
ปี๊ป ปี๊ป
   
ผมกระดิกหูเมื่อได้ยินเสียงเหมือนลูกบอลยางถูกกัดอยู่ในห้องครัวเลยวิ่งตามเสียงไป แต่ก็เผลอสะดุดขาตัวเองล้มไปครั้งหนึ่งเพราะไม่ชินร่างจิ้งจอก
   
แง่ง
   
ผมนอนแหง่กอยู่ที่เดิมสักพักเพราะยังรู้สึกเจ็บขานิดๆ และโอดครวญออกมา
   
พวกอัลฟ่าหมาป่าขี้โกงที่สุดเลย
   
ผมซุกหน้ากับอุ้งเท้าตัวเองเซ็งๆ
   
ครามไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรตอนคืนร่างหมาป่าเลย ทำไมผมถึงมีล่ะ ร่างจิ้งจอกผมก็เล็กนิดเดียวเอง มันยากตรงไหนกัน หรือเพราะว่าสัญชาตญาณของพวกอัลฟ่าจิ้งจอกของผมมันหายไปหมดแล้ว
   
ผมงอแงแต่ก็ไม่ยอมคืนร่างมนุษย์
   
ปี๊ป!
   
แง่ง!
   
ผมร้องประท้วงออกมา ไม่รู้ว่าครามสนุกกับลูกบอลที่ผมซื้อให้อะไรขนาดนั้น ทำไมไม่ยอมออกมาดูผมบ้าง ไหนบอกว่าชอบผมมากไง
   
ผมตะกายขึ้นยืนอีกครั้งซึ่งรอบนี้ผมก็มีความมุ่งมั่นที่จะงับคราม
   
ไม่รู้ล่ะ วันนี้ผมต้องได้งับครามสักรอบเพื่อระบายอารมณ์
   
พอตัดสินใจได้ผมก็วิ่งต่อแต่ก็ช้าลงมากเพราะกลัวสะดุดขาตัวเองอีก แต่พอจะถึงครัวอยู่ๆ ผมก็นึกอยากเล่นสนุกขึ้นมาเลยหยุดยืนหน้าประตูก่อนแล้วชะเง้อมองหาเจ้าหมาของผม
   
ปี๊ป!
   
ผมตัวแข็งทื่อเมื่อได้ยินเสียงลูกบอลถูกกัดอีกครั้งและเห็นว่า ‘โบ้’ ตัวใหญ่ขนาดไหน
   
แง่ง
   
ผมร้องในลำคอเสียงเบา
   
ความคิดที่อยากจะงับครามสักรอบหายไปในพริบตา แล้วยิ่งลูกบอลที่ครามกำลังงับเล่นอยู่ก็ดันเป็นลูกบอลรูปจิ้งจอกสีส้มแบบผมพอดีอีก
   
ผมอยากจะวิ่งหนีแต่ก็ตัวแข็งทื่อเพราะครามตัวใหญ่มาก จริงๆ ตอนผมอยู่ร่างมนุษย์ก็รู้สึกว่าครามตัวใหญ่แล้ว ยิ่งมาอยู่ในร่างนี้คือถ้าครามนอนทับผม ผมแบนแน่นอน
   
ผมนั่งจ้องครามอยู่สักพักจนเจ้าตัวก็รู้ตัวแล้วคายลูกบอลสีส้มทิ้งแล้ววิ่งหน้าตั้งมาหาผม
   
“บอส!”
   
พอถึงตัวผมได้ครามก็เอาทิ้งตัวบนพื้นแล้วเอาหัวไถผมทันที
   
“บอสน่ารักมากเลย จริงสิ บอสเพิ่งตื่นเหรอครับ ทำไมดูอารมณ์ไม่ค่อยดีเลย”
   
เจ้าหมาพูดเสียงงึมงำข้างหูผม เสียงอาจจะฟังดูแปร่งๆ ไปบ้างแต่ก็ยังพอฟังรู้เรื่องมากกว่าแง่งๆ ของผม
   
“...”
   
แน่นอนว่าเพราะตอบไม่ได้ ผมเลยตอบด้วยการงับหูครามที่พยายามเบียดตัวผมไม่หยุด ให้ตายเถอะ ทำไมถึงได้อ้อนผมยิ่งกว่าตอนร่างปกติอีก
   
หงิง
   
“บอสโกรธเหรอครับ”
   
ครามเลิกเอาหัวไถอ้อนผมทันทีแล้วทำหน้าจ๋องน่าสงสารใส่ผม ซึ่งมันก็ไม่เข้ากับขนาดตัวเท่าบ้านของครามเลยสักนิด คือครามในร่างหมาป่าตอนนี้น่าจะใหญ่กว่าผมเป็นสิบยี่สิบเท่าอ่ะ แบบแค่งับผมในร่างนี้คำเดียว ผมก็ตายแล้วมั้ง
   
แง่ง
   
ผมร้องในลำคอเซ็งๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ว่าอะไรเจ้าหมาของผมก็ต้องตีความไปว่าผมโกรธไปซะทุกอย่าง เพราะผมแค่เห็นหน้าจ๋องน่าสงสารของครามก็โกรธไม่ลงแล้วอ่ะ
   
ผมส่ายหัวแล้วขยับเข้าไปหาครามและเอาจมูกไถหัวครามเบาๆ
   
ยังไงซะเจ้าหมาป่าตัวนี้ก็ไม่มีวันกัดผมหรอก
   
“บอสน่ารักมากเลย”
   
“…”
   
แล้วทำไมไอ้หมามันยังถึงทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อีก
   
“อย่าโกรธเลยนะครับ แต่บอสร่างนี้น่ารักมากจริงๆ ครับ”
   
ผมที่กำลังจะสงสัยว่าทำไมครามถึงได้พูดดักทางไว้ก่อนและได้รับคำตอบทันที เพราะครามลุกขึ้นนั่งแล้วรวบตัวผมเข้าไปกอดแบบแน่นมาก จนหน้าผมจมกับขนฟูๆ ของคราม
   
มันนุ่มนะแต่ผมหายใจไม่ออก!
   
แง่งๆๆๆ

ผมโวยวายแล้วพยายามงับขาครามแต่งับไม่เข้าเพราะขนหนามาก
   
“ฮึก บอสน่ารักมากเลยครับ ผมไม่ไหวแล้ว”
   
ผมก็จะตายแล้วเหมือนกัน!
   
ผมใช้พลังที่เหลืออยู่น้อยนิดตะกายออกมาสุดชีวิต ซึ่งพอออกมาได้ผมก็ขู่ครามในลำคอทันที
   
คิดจะฆ่าผมรึไง!
   
หงิง
   
“ขอโทษครับ”

ครามคอตกแต่ก็ยังจ้องผมตาแป๋วเหมือนยังอยากจะฟัดผมอีกสักรอบ
   
แง่ง
   
“ก็ได้ครับ ไม่กอดแล้วก็ได้ครับ บอสอย่าโกรธเลยนะครับ”
   
ถ้าไม่บอกว่ามันคือกอด ผมนึกว่าครามพยายามฆ่าผมแล้ว ให้ตายเหอะ
   
ผมหอบหายใจแล้วจ้องครามตาเขียว ไม่รู้เหมือนกันว่าร่างจิ้งจอกมันดูดุได้ขนาดไหนแต่ผมก็พยายามทำเท่าที่ทำได้ ซึ่งมันก็ดูไม่ได้ผลเท่าไหร่ เพราะเจ้าหมาก็ยังดูร่าเริงอยู่เหมือนเดิม ดูมีความสุขมากที่ได้กอดผม
   
ผมมองครามสักพักแล้วก็ต้องชะงักไปสักพักเพราะเจ้าหมาป่าคืนร่างมนุษย์แล้ว
   
เสียงกระดูกดังลั่นเปลี่ยนรูปทรงพร้อมๆ กับขนฟูๆ ที่หายไปกลายเป็นมนุษย์ตัวโตในร่างเปลือยไม่ใส่อะไรเลย ครามเหมือนจะไม่ใส่ใจเรื่องนี้เท่าไหร่ก้มลงอุ้มผมแล้วพาเดินกลับห้องนอน
   
“จริงๆ ผมตั้งใจจะทำอาหารให้บอสด้วย”
   
ครามพูดไปยิ้มไป
   
“ผมอยากให้บอสตื่นมาแล้วก็มีอะไรอร่อยๆ กิน แต่ผมก็ลืมไปว่าผมทำอาหารไม่เป็น”
   
และจ๋อยลงทันทีหลังพูดจบ
   
“...”
   
ผมอยากจะพูดอะไรสักอย่างแต่เพราะร่างจิ้งจอกมันสะดวกมาก เลยทำได้แค่ไถหัวกับอกเจ้าหมาเชิงปลอบ มันไม่เป็นอะไรเลยจริงๆ ที่ครามจะทำอาหารไม่เป็น
   
แค่มีคนกินข้าวมันก็เพียงพอสำหรับผมแล้ว
   
“ผมก็เลยเล่นลูกบอลที่บอสซื้อให้รอบอสตื่น บอสอยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมครับ เดี๋ยวผมพาไปกิน”
   
แง่ง แง่ง
   
แล้วผมจะพยายามตอบครามทำไมอีก
   
สุดท้ายผมก็ทนรำคาญร่างจิ้งจอกไม่ไหว ตัดสินใจคืนร่างมนุษย์ตอนที่ครามเอาผมมาหย่อนในอ่างอาบน้ำแล้ว
   
“บอส!”
   
แล้วครามทำหน้าเสียใจขนาดนั้นทำไม
   
“คุณจะบอกว่าผมร่างนี้ไม่น่ารัก?”
   
ผมถามเสียงเรียบแล้วเอื้อมมือไปเปิดน้ำ ซึ่งสายตาในร่างมนุษย์ของผมก็ย่ำแย่เหมือนเดิม ให้ตายเถอะ ตอนอยู่ในร่างจิ้งจอกโลกดูชัดเจนและสดใสมาก
   
“น่ารักครับ น่ารัก แต่น่ารักคนละแบบ บอสตอนเป็นจิ้งจอกนุ่มมากเลย”
   
ครามกระวีกระวายตอบผม
   
“คุณเกือบจะฆ่าผมแล้ว รู้ตัวไหม”
   
ผมมองครามดุๆ ซึ่งคราวนี้ได้ผลดีมากหงอลงทันที
   
“ขอโทษครับ”
   
หงิง
   
“คุณกอดผมได้แต่อย่าแรงเกินไป ผมหายใจไม่ออก”
   
ผมดึงมือของครามมาจับเล่นระหว่างรอให้น้ำอุ่นเต็มอ่าง ซึ่งพอผมดมมือครามก็พบว่ามีกลิ่นสบู่ที่ผมใช้อยู่ติดอยู่จางๆ
   
“เข้าใจไหม”
   
ผมเงยหน้ามองครามและพบว่าครามหน้าแดง
   
“ครับ”
   
ซึ่งพอเห็นครามหงอมากๆ ผมก็อดไม่ได้ที่จะแกล้งอีกด้วยการงับมือคราม หลังจากที่พยายามมานานในร่างจิ้งจอกแต่ก็ไม่สำเร็จสักที
   
“ถ้าเกิดผมตาย ผมมาหลอกคุณแน่”
   
ผมแกล้งขู่
   
“หลอกเลยครับ ถ้าเป็นบอส ผมยอมให้หลอกเลย”
   
“ชอบผมขนาดนั้นเลย”
   
ผมใช้มืออีกข้างเท้าคางมองครามแต่ก็ยังจับมืออุ่นๆ ของครามเล่นอยู่
   
เอาเข้าจริงผมก็ควรจะเลิกถามเรื่องนี้ได้แล้ว แต่ผมรู้สึกดีอยู่ดีเวลาที่ได้ยินครามบอกชอบผม
   
“ครับ”
   
ครามพูดเขินๆ แล้วเอื้อมมือไปปิดน้ำให้ผมเมื่อระดับน้ำสูงพอที่จะให้ผมแช่แล้ว
   
“แล้วทำไมคุณถึงไม่รอผมตื่น”
   
ผมซุกหน้ากับมือครามแล้วชี้ยื่นข้อมือผมอีกข้างที่แดงนิดๆ ให้ครามดู
   
“รู้ไหมเมื่อกี้ผมล้มด้วย”
   
“ขอโทษครับ”
   
ครามพูดเสียงอ่อยยอมรับผิด ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่ความผิดครามเลยสักนิด แต่เจ้าหมาก็ยอมรับความผิดอยู่ดี
   
“เจ็บไหมครับ”
   
“เจ็บสิ”
   
อุณหภูมิอุ่นร้อนจากฝ่ามือครามทำให้สติของผมละลายลงกว่าเดิม ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองจะมางอแงอะไรนักกับแค่ล้มนิดเดียว แต่ผมก็อยากจะงอแงอยู่ดี
   
“ผมเจ็บตัวเพราะผมวิ่งมาหาคุณ”
   
ยอมรับตามตรงว่าตอนนี้ผมมองเห็นหน้าครามไม่ชัดสักนิด แต่ผมก็ยังมองเจ้าหมาของผม
   
“ผมเจ็บมาก”
   
ครามที่พอจะรู้ตัวแล้วว่าคำขอโทษไม่ได้ช่วยให้ผมหายเจ็บ ดึงข้อมือผมที่แดงไปจูบเบาๆ
   
“หายรึยังครับ”
   
“ยัง”
   
หงิง
   
เจ้าหมาของผมร้องออกมาอย่างน่าสงสารแล้วก็พรมจูบบนข้อมือผม ทำเหมือนกับว่าจูบแล้วจะช่วยให้รอยแดงบนข้อมือหายไป ทั้งๆ ที่การกระทำของครามนั้นทำให้ผมเขินจนหน้าร้อน
   
หมาป่าตัวนี้อ่อนโยนชะมัด
   
“หายรึยังครับ”
   
ผมกำลังจะตอบว่าไม่ก็สะดุ้งเฮือกเพราะอยู่ๆ ครามก็เปลี่ยนจากจูบเป็นเลียข้อมือผม แถมกลิ่นฟีโรโมนก็แข็งกร้าวขึ้นมาจนผมหายใจลำบาก
   
“หยุดเลย ผมไม่มีแรงทำอีกรอบหรอกนะ ต่อให้คุณอยากก็เหอะ”
   
ผมปล่อยมือจากครามทันที ก่อนที่อีกฝ่ายจะคึกไปกว่านี้ ซึ่งพอมองหน้าครามถึงเห็นว่าเจ้าหมาป่าของผมยิ้มจางๆ ดูเจ้าเล่ห์ไม่น้อย
   
“ผมก็นึกว่าบอสรู้อยู่แล้วซะอีกว่าหมาอย่างผมเขาเลียแผลกัน”
   
“นี่คุณย้อนผมเหรอ”
   
ผมหลุดหัวเราะเพราะพอจะจำได้ว่าวันก่อนผมก็เพิ่งแกล้งครามเรื่องนี้ไป
   
ผมเก็บหมาป่ามาเลี้ยงจริงๆ นั่นแหละ

----------
 :z10:   
   
   


   
   

   
   

   

ออฟไลน์ Foggy Time

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 912
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +230/-1
ตอนที่ 16

ชีวิตสงบสุข

สำหรับผมคงจะเป็นฝันที่สูงเกินไป
   
“บอสครับ ผมออกไปไม่เจอใครเลยแต่มีดอกกุหลาบทิ้งไว้ครับ”
   
ครามเดินหน้ายุ่งกลับมาในบ้านพร้อมกับดอกกุหลาบสีแดงธรรมดา ซึ่งสีหน้าครามก็ดูสงสัยมากจนผมอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
   
“สบายใจได้ ไม่ได้มีใครมาจีบผมหรอก”
   
ผมรับกุหลาบจากครามมาถือแล้วมองมันด้วยความหนักใจ เพราะมันทำให้แผนที่ผมวางเอาไว้สำหรับเย็นนี้พังหมดเลย ทั้งๆ ที่ผมตั้งใจจะพาครามไปกินข้าวร้านประจำของผมแล้วกลับบ้าน ซึ่งหลังจากนั้นถ้ามีแรงพอก็อาจจะมีเซ็กส์ดีๆ กับครามอีกสักรอบแล้วรีบนอนเพื่อกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมที่ควรจะเป็น
   
ช่วยไม่ได้ เพราะตำแหน่งผู้บริหารบริษัทตอนนี้มีแค่ผมแล้ว
   
“แล้วมันหมายถึงอะไรเหรอครับ”
   
ครามดึงมือผมข้างที่ว่างไปจับเล่นแล้วไล่จูบตามข้อนิ้ว ดูยังติดใจไม่หายกับร่างกายของผม
   
“บัตรเชิญ”
   
ผมถอนหายใจเหนื่อยๆ
   
“คุณจะไม่ไปก็ได้นะ แต่ผมต้องไปงานสังคมอีกแล้ว”
   
ผมพูดและปลดกระดุมเสื้อตัวเองไปด้วย เพราะการไปสถานที่แห่งนั้นผมต้องปกปิดตัวเองมากกว่านี้
   
สถานที่ที่เหล่ารัฐบาลอัลฟ่าผู้วิเศษวิโสพยายามสืบหากันสุดชีวิต หวาดกลัวเหลือเกินว่าถ้าหากปล่อยไว้นานเกินอาจจะทำให้ปณิธานของพวกเขาจะสำเร็จ จึงพยายามทุกวิถีทางที่จะหยุดพวกเขาเหล่านี้ ทั้งการซื้อตัว การจับกุม การอุ้มฆ่า หรืออะไรก็ตาม
   
แต่น่าเสียดายที่จนถึงตอนนี้มันก็ยังไม่สำเร็จ และผมก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มปฏิวัติพวกนั้น
   
ฝันเฟื่องที่พวกเขาเคยเอามาขายให้ผมมันหอมหวาน
   
พวกเขาเล่าถึงสังคมที่ยุติธรรม สังคมที่ไร้ซึ่งการกดขี่ สังคมที่จะไม่มีใครต้องอดอยาก สังคมที่จะไม่มีเด็กคนไหนถูกทอดทิ้งและปฏิเสธจากสังคมอีกต่อไป
   
ผมไม่อยากให้มีเด็กที่ต้องเจ็บปวดแบบผมอีกแล้ว ถึงได้ยอมตอบรับคำชวนครั้งนั้น

   

‘ไลม์ นายเป็นคนเดียวที่ช่วยเราตอนนั้น’
   
เบสโอเมก้าคนเดียวในรุ่นหรือเพื่อนสมัย ม.ปลาย บอกกับผมด้วยท่าทีเคร่งเครียด เพราะสิ่งที่กำลังจะพูดออกมานั้นเป็นเรื่องที่อันตรายมาก ถ้าเกิดว่าผมเลือกที่จะรายงานเรื่องนี้กับชินหรือนักการเมืองสักคนที่ผมรู้จัก ก็คงจะไม่พ้นต้องตายหรือติดคุกแน่นอน
   
‘มาเข้าร่วมกับเราไหม’
   
ผมในตอนนั้นตกตะลึงจนลืมหายใจไปช่วงขณะหนึ่ง ช่วงนั้นเป็นช่วงขาขึ้นของผม หลังจากการรีแบรนด์ผมก็ทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำจนปลดภาระหนี้ไปได้หลายอย่าง และเป็นจังหวะที่ผมมีเงินทุนมากพอที่จะต่อยอดทำอะไรสักอย่าง
   
‘ตอนนี้พวกเราขาดเงินทุน’
   
เพื่อนสมัยเรียนของผมมีสีหน้าแย่ลงเมื่อผมไม่ยอมรับเข็มกลัดรูปดอกกุหลาบสีดำ อันเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มกบฏที่พวกอัลฟ่าระดับสูงกำลังพูดถึงอยู่ในช่วงนี้
   
ผมหน้าซีดเผือดเพราะต่อให้ผมไม่ต้องการจะเกี่ยวข้อง แต่ผมก็ได้ถูกดึงเข้าไปสู่เรื่องราวยุ่งยากนี้แล้ว และผมก็ไม่ได้ใจร้ายพอที่จะขายเพื่อนของตัวเองด้วย
   
ต่อให้มันเป็นความสัมพันธ์จางๆ มากก็เถอะ ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเข้าไปห้ามพวกอัลฟ่าแกล้งเพื่อนผมตอนไหน เอาจริงผมก็แปลกใจมากกว่าว่าผมตอนนั้นมีความกล้าขนาดนั้นเลยเหรอ แต่ผมก็คงทำมันไปจริงๆ ด้วยเหตุผลอะไรสักอย่างนั่นแหละ
   
‘..นายพูดเองไม่ใช่เหรอว่าเบื่อเรื่องบ้าพวกนี้เต็มทนแล้ว’
   
ผมจิกแขนตัวเองแน่นโดยไม่รู้ตัว แต่ความเจ็บปวดก็ทำให้สติของผมแจ่มชัดขึ้น ผมมองเห็นสีหน้าและได้ยินเสียงของเพื่อนผมชัดเจนกว่าเดิม
   
‘ถ้าเราชนะ จะไม่มีใครถูกลืมอีก’
   
สุดท้ายเพื่อนผมก็ทนบรรยากาศอึดอัดในห้องไม่ไหวร้องไห้ออกมา
   
‘นายเคยพูดกับผมไม่ใช่เหรอว่าอยากจะจบเรื่องนี้สักที ตอนนี้ไง ไลม์ มีคนจะทำมันแล้ว’
   
มันก็จริงอย่างที่ว่านั่นแหละ
   
เรื่องเลวร้ายพวกนี้ควรจะมีคนจบมันลงสักที แต่ผมก็กลัวเหลือเกินว่าสิ่งที่ผมยอมทำทุกอย่างสร้างมันขึ้นมาจะพังไปด้วย กว่าผมจะพามาเวอร์ริกมาได้ถึงขนาดนี้ ผมก็สูญเสียไปเยอะมากจนผมไม่กล้าจะลงไปเสี่ยงด้วย
   
ผมกลัวว่าสิ่งที่ผมขายวิญญาณไปเพื่อสร้างมันมาหลายปีจะพังลงในพริบตา
   
มาเวอร์ริกเป็นไม่กี่อย่างที่คนอย่างผมจะทำได้และเป็นเรื่องเดียวที่ผมทำแล้วพ่อยอมชมผม ผมก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันทำไมถึงได้อยากได้การยอมรับจากคนพรรค์นั้นนัก
   
ทั้งๆ ที่พ่อผมโคตรจะห่วยแตกเลยแต่ผมก็สลัดตัวเองออกจากพ่อไม่ได้สักที
   
สำหรับผมแบรนด์มาเวอร์ริกก็สำคัญมาก มันเป็นทั้งตัวตนผมและทุกสิ่งทุกอย่างของผม ผมรู้ดีว่าผมไม่ควรเอาตัวเองผูกกับมัน แต่ตัวตนผมจริงๆ มันก็อ่อนแอและห่วยเกินกว่าที่จะยึดถือมันได้
   
ผมอ่อนแอ
   
แต่มาเวอร์ริกไม่อ่อนแอ
   
‘ถ้ามันสำเร็จจะไม่มีใครถูกลืมอีกนะ จะไม่มีใครถูกมองข้าม คนที่เจ็บปวดก็จะเจ็บปวดน้อยลง นายก็เคยฝันถึงเรื่องพวกนี้กับผมไม่ใช่เหรอ ไลม์ นายลืมมันไปหมดแล้วเหรอ’
   
อีกฝ่ายพูดเสียงสั่นเครือ ดูใกล้สติแตกเต็มทนเพราะการมาเอ่ยปากชวนผมแบบนี้ก็ถือว่าเป็นการสร้างความเสี่ยงให้กับตัวเองมาก และก็ไม่มีอะไรรับประกันได้เลยว่าผมจะตกลง
   
เอาเข้าจริงแค่ผมกดโทรออกไม่ถึงห้านาที ผมก็สามารถจบเรื่องราวในห้องนี้ได้แล้ว
   
แต่ผมทำไม่ได้
   
‘…’
   
ในที่สุดผมก็น้ำตาไหลออกมา คำพูดพวกนั้นเป็นสิ่งที่ผมคิดมาตลอด ถึงผมจะจำไม่ได้ว่าเคยพูดออกไปตอนไหน แต่มันก็ติดอยู่ในใจผมมานานมาก เพราะผมก็เป็นคนที่ถูกมองข้ามมาตลอดเหมือนกัน
   
ผมเข้าใจความเจ็บปวดพวกนั้นดีและไม่อยากให้มันเกิดขึ้นกับใครอีก
   
มีเด็กมากมายในโลกภายนอกนั้นที่ต้องเจ็บปวด พวกอัลฟ่าที่เป็นรัฐบาลทอดทิ้งคนจนไปไม่รู้เท่าไหร่ มีเด็กกี่คนกันที่ต้องตกอยู่ในสภาวะเลวร้ายแบบผมและตะเกียกตะกายเติบโตทั้งน้ำตา
   
ตัวตนของผมถูกประกอบสร้างขึ้นมาแบบผิดๆ และมันก็ทำให้ผมรู้สึกกระจัดกระจาย เหมือนเป็นของเล่นที่ส่วนประกอบไม่ครบแล้วยังถูกดันทุรังเล่นต่อจนกลายมาเป็นผม
   
การเติบโตแบบนั้นมันเจ็บปวดมาก
   
เจ็บจนทำให้ความรู้สึกหวาดกลัวของผมมันเบาบางลง และเลือกที่จะทำในสิ่งที่ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะกล้าทำ
   
‘..ไลม์’
   
อีกฝ่ายมองผมอย่างไม่เชื่อสายตาเมื่อเห็นผมยอมรับเข็ดกลัดมาถือ
   
‘อืม’
   
ผมยิ้ม
   
‘ไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน เดี๋ยวผมดูแลให้เอง’
   
   

“บอสจะใส่ชุดนี้จริงๆ เหรอครับ”
   
ครามพูดขึ้นหลังจากที่ปล่อยให้ผมนึกถึงอะไรเก่าๆ ซึ่งถ้าให้เดาก็คงเพราะว่าผมเผลอทำสีหน้าเคร่งเครียดออกมานั้นแหละ เจ้าหมาขี้กลัวของผมถึงไม่ยอมพูดอะไรเลยแต่เดินตามหลังผมต้อยๆ มาถึงห้องนอน
   
“คุณไม่ชอบเหรอ”
   
ผมถามด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า แกล้งเปิดเสื้อคลุมให้กว้างขึ้นเห็นข้างใน
   
“..ก็ ก็ชอบครับ”
   
ครามหน้าแดงก่ำ
   
“ผมว่ามันแอบโป๊ แต่ถ้าบอสอยากก็ใส่ก็ใส่เถอะครับ”
   
ผมหัวเราะแล้วถอดแว่นตัวเองออกเพื่อใส่คอนแทคเลนส์
   
“ก็ใส่ให้ดูแปลกตาเฉยๆ ผมชอบใส่สูทมากกว่า”
   
ผมยืนหน้ากระจกและแต่งตัวต่อหน้าคราม ซึ่งดีหน่อยที่ผมได้รับคำเชิญก่อนที่จะเซ็ตผมเลยไม่ต้องจัดการอะไรมาก ผมจัดผมให้ดูสบายๆ มากขึ้น
   
“แล้วถ้าผมไปด้วย ผมต้องเปลี่ยนชุดไหมครับ”
   
“ใส่อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่สูท ที่ผมซื้อให้ก็ได้”
   
ผมมองตัวเองในกระจกด้วยความรู้สึกไม่คุ้นเคยเท่าไหร่ เหมือนจะรู้จักแต่ก็ไม่รู้จัก เพราะผมตอนปกติไม่ใส่เสื้อแขนกุดสีดำที่ขาดแบบนี้ และต่อให้ผมสวมเสื้อคลุมทับก็เถอะ มันก็ยังดูยังไงก็ไม่รู้อยู่ดี
   
มองไปสักพักผมก็หน้าแดง ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่าตรงไหล่กับท้องแขนผมมีรอยกัดด้วย แต่มันก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร ยังไงผมก็เข้าไปในที่แห่งนั้นในฐานะของโอเมก้าที่หลอกเอาเงินจากพวกอัลฟ่ารวยๆ อยู่แล้ว
   
เบสทำประวัติใหม่ให้ผม เพราะผมไม่ค่อยสะดวกใจเท่าไหร่ที่จะเปิดเผยตัวตนตัวเองในนั้น มันเสี่ยงมากเกินไป แต่ก็มีสมาชิกหลายคนที่เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาอย่างไว้ใจซึ่งไม่ใช่กับผมแน่นอน
   
ผมไม่ไว้ใจใคร ถึงการเข้าไปในนั้นจะเสี่ยงอยู่แล้วก็เถอะ แต่การลดความเสี่ยงก็ไม่ใช่เรื่องแย่ ใครจะไปรู้ว่าสักวันอาจจะมีขายความลับพวกนี้ออกไปแล้วสาวมาถึงตัวตนผมในนั้นและสุดท้ายก็อาจจะคว้าน้ำเหลว เพราะโอเมก้าคนนั้นไม่มีอยู่จริง
   
ถึงผมจะไม่กลัวตายแต่ก็ใช่ว่าจะอยากให้ทุกอย่างมันจบลงง่ายๆ
   
อย่างน้อยๆ ผมก็ยังอยากเห็นมันประสบความสำเร็จหรือต่อให้ต้องพ่ายแพ้ ผมก็อยากเห็นการพังพินาศของมันด้วยตาตัวเอง เหมือนที่ผมรอเห็นจุดจบของตัวเองเหมือนกัน
   
ผมไม่ใช่คนที่มองโลกในแง่ดีนักหรอก
   
โชคชะตามันเล่นตลกตลอดเวลานั่นแหละ เหมือนอย่างวันนี้ที่ผมควรจะได้ใช้ชีวิตสบายๆ กับคราม แต่สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการต้องพาครามเข้ามายุ่งกับเรื่องยุ่งๆ แทน
   
ผมจัดกางเกงขายาวรัดรูปของตัวเอง ซึ่งพอมองไปมองมาผมก็ดูโป๊อย่างที่ครามว่าจริงๆ นั่นแหละ ทั้งๆ ที่ปกติผมก็ไม่ได้ดูโป๊หรืออะไรขนาดนี้
   
“...”
   
ผมไม่อยากจะยอมรับเท่าไหร่ แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกเลยที่ผมรู้สึกว่าตัวเองเหมือนโอเมก้าขึ้นมานิดหน่อย เอาเข้าจริงถ้าผมเป็นโอเมก้าตอนนี้คือเหมือนโดนผูกพันธะกับอัลฟ่าสักคนไปแล้ว (เหมือนในละครน้ำเน่าที่ครามเปิดทิ้งไว้)
   
“ชุดนี้ได้ไหมครับ บอส”
   
ผมหันไปมองอัลฟ้าเจ้าของพันธะของผมที่มีสีหน้ากังวล ดูจริงจังกับการแต่งตัวมาก ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมจะพาไปที่ไหน
   
ผมหน้าแดงแต่ก็เผลอหลุดผิวปากออกมา
   
เซนส์ในการเลือกชุดของผมนี่ไม่เลวเลยจริงๆ
   
“ดี”
   
ผมชมแล้วเข้าไปช่วยจัดคอเสื้อที่พับขึ้นให้คราม ให้ตายเถอะ พอใส่เสื้อเชิ้ตสีดำแบบนี้แล้วครามดูดีมาก ไม่สิ ถ้าเจ้าหมาของผมตั้งใจแต่งตัวหน่อย จะใส่อะไรก็ดูดีทั้งนั้น
   
“บอสน่ารักมากเลย”
   
“ชมผมทำไม”
   
ผมขมวดคิ้วระหว่างที่ติดกระดุมให้ครามเพราะเจ้าตัวรีบจนติดผิดเลยต้องแกะออกทั้งหมดเพื่อที่จะติดใหม่
   
“แค่อยากบอกเฉยๆ ครับ”
   
ครามจ้องผมตาแป๋วจนผมเริ่มไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่าเป็นหมาป่าตัวเดียวกับที่จับผมกินเมื่อวาน เพราะนัยน์ตาสีน้ำตาลที่สะท้อนภาพของผมดูสดใสและมีความสุขมาก
   
“อืม”
   
ผมกระแอมในลำคอพยายามจะเปลี่ยนเรื่องคุย
   
“ผมจะพาคุณไปในฐานะอัลฟ่าของผม”
   
“แล้วผมไม่ใช่อัลฟ่าของไลม์อยู่แล้วเหรอครับ”
   
ผมขมวดคิ้ว ไม่ยอมปล่อยให้เจ้าหมาแหย่ผมง่ายๆ
   
“ผมจะพาคุณไปงานเลี้ยงน้ำชา”
   
พอติดเสร็จผมก็สำรวจความเรียบร้อยให้ครามบ้าง
   
“ที่นั้นจะเรียกกันด้วยรหัส ผมรหัส 3288 เป็นโอเมก้าที่ทำหน้าที่หาเงิน ฉะนั้นถ้ามีใครถามคุณว่ามากับใครก็ตอบว่า 3288 แต่ไม่ต้องห่วง ผมไม่ปล่อยให้คุณอยู่คนเดียวหรอก”
   
ผมขมวดคิ้วหนักกว่าเดิมเมื่อเผลอจับแว่นตามความเคยชินแต่มันไม่มีเพราะผมใส่คอนแทคเลนส์
   
“ถ้าเป็นไปได้ก็อย่าคุยกับใครนอกจากผม ผมไม่ไว้ใจที่นั่น”
   
“ครับ 3288”
   
ครามพูดยิ้มๆ แล้วดึงมือผมไปจูบอีก
   
“บอสใส่ชุดนี้แล้วน่ารักมากเลย”
   
“เลิกชมผมได้แล้ว”
   
ผมแยกเขี้ยวใส่คราม
   
ไม่รู้จะชมผมอะไรนักหนา แล้วการชมของครามมันก็ทำให้ผมเขินจริงเพราะรู้ว่าเจ้าหมานี้พูดออกมาจากใจจริงๆ ให้ตายเหอะ ตอนประกาศรางวัลแล้วผมต้องเพิ่งขึ้นไปรับรางวัลครั้งแรกยังไม่ประหม่าขนาดนี้เลย
   
หงิง
   
แล้วเจ้าหมาก็ใช้ท่าไม้ตายใส่ผมด้วยการทำหน้าเสียใจมาก
   
“ผมรู้ว่าผมน่ารัก คุณหยุดพูดสักที”
   
ผมถอนหายใจแล้วหยิบแมสผ้าสีดำมาใส่ซึ่งผมก็ไม่ลืมที่จะโยนมันให้ครามด้วย และแน่นอนว่าสำหรับผมแค่นี้ยังไม่พอ ผมรื้อเอาหมวกแก๊ปสีดำกับแว่นดำมาใส่ให้ครามอีก
   
อย่างน้อยๆ ถ้าผมถูกจับได้ ยังไงครามก็ต้องรอด
   
“ที่นั่นมีของกินไหมครับ”
   
“มี แต่กินแค่รองท้องพอ หลังจบงานถ้าไม่มีอะไร ผมจะพาคุณไปกินอะไรอร่อยๆ ต่อ”
   
งานเลี้ยงน้ำชาที่จัดขึ้นปุปปัปแบบนี้คงไม่ใช่สัญญาณที่ดีเท่าไหร่ เพราะครั้งล่าสุดที่ผมไปก็สองอาทิตย์ก่อน หัวข้อที่พูดคุยกันเรื่องจริงจังและยกระดับมากขึ้น การเคลื่อนไหวที่เคยทำอย่างเงียบเฉียบใต้จมูกอัลฟ่าเริ่มแรงจนพวกมันได้กลิ่น มีพรรคพวกบางคนถูกจับไปแล้วแต่การเคลื่อนไหวก็ยังคงดำเนินต่อไป
   
ความจริงผมควรจะเลี่ยงงานน้ำชาวันนี้ด้วยซ้ำ ถ้าหากผมต้องการที่จะเอาตัวรอดจากการตามล่าของพวกมัน แต่แล้วยังไงล่ะ ยังไงผมก็คงหนีมันไปไม่ได้ตลอดหรอก และกลุ่มก็ยังคงต้องการเงินสนับสนุนด้วย
   
ผมลงเรือลำนี้หลายปีแล้ว ถึงจะนั่งอยู่แค่ขอบเรือมองจากที่ไกลๆ แต่เวลาได้เห็นมีกลุ่มคนที่พยายามจริงจังกับการเปลี่ยนแปลงและคุยฟุ้งเรื่องอนาคตพวกนั้น ผมก็รู้สึกมีความสุขขึ้นมานิดหน่อย
   
พวกเขาคิดและวาดฝันในสิ่งที่คนอย่างผมไม่เคยฝันถึง
   
เด็กช่างฝันคนนั้นที่ผมเคยมี ผมทำหายไปตั้งนานแล้วหรือมันไม่เคยมีอยู่จริงแต่แรกก็ไม่รู้ แต่ที่ผมรู้คือผมไม่สามารถจินตนาการอนาคตที่สวยงามแบบคนพวกนี้ได้เลย
   
ของเล่นที่พังแล้วอย่างผมไม่กล้ามีความฝันหรอก ลำพังแค่จะขยับร่างกายตามคำสั่งพ่อได้ยังทำผมทรมานแทบตายเลย เพื่อความรุ่งโรจน์ของมาเวอร์ริก ผมต้องหักชิ้นส่วนตัวเองแล้วใช้มันเป็นขั้นบันไดในการเหยียบขึ้นไปเพราะผมไม่มีใคร ผมอยู่คนเดียวมาตลอด
   
แค่ผมมีชีวิตมาถึงตอนนี้ได้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมากพอแล้ว   
   
“ไลม์”

ผมกระพริบตาปริบเมื่อถูกเจ้าหมาเอาผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำตาที่ซึมออกมาให้
   
“...โทษที”
   
ผมหลุบตาลงต่ำ ลืมตัวว่าผมไม่ได้อยู่คนเดียวแล้ว ซึ่งมันก็คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายหรอก เพราะหลังจากที่จัมโบ้ตายแล้วเหลือแค่ผมคนเดียวในบ้าน ผมก็ชอบนั่งเหม่อและจมในความคิดตัวเองบ่อยๆ ซึ่งส่วนใหญ่ผมก็ชอบเผลอร้องไห้เพราะเหนื่อยและเบื่อตัวเอง
   
ผมมันโคตรอ่อนแอเลย แล้วแบบนี้ผมจะปกป้องครามได้จริงๆ เหรอ
   
หรือผมควรจะไปคนเดียวดี อย่างน้อยๆ ถ้าเกิดอะไรขึ้น ผมจะได้ไม่รู้สึกผิดมาก
   
“คุณไม่ต้องไปหรอก คราม ผมเปลี่ยนใจแล้ว”
   
ผมเงยหน้าขึ้นสบตากับครามก็พบว่าเจ้าหมาก็เอาผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำตาผมอีกแล้ว
   
“ไม่ครับผมจะไปด้วย”
   
“คุณยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมจะพาไปไหน”
   
ผมมองครามด้วยสีหน้าหม่นหมอง ถ้าเป็นไปได้ผมไม่อยากให้อะไรเกิดขึ้นกับครามเลย ถ้าการทำเรื่องพวกนี้ถือเป็นบาป ก็ให้ผมรับบาปชั่วร้ายพวกนี้ด้วยตัวคนเดียวเถอะ
   
“ผมจะไปด้วย”
   
“ผมเป็นห่วงคุณ คุณเข้าใจไหม”
   
ผมสบตากับคราม
   
“มันเป็นความลับของผม ความลับที่คุณไม่รู้แล้วจะปลอดภัยกับตัวคุณมากกว่า”
   
“ผมจะไปด้วย”
   
ครามก็ยังยืนยันคำเดิมทันที ไม่มีความลังเล ไม่สิ ไม่แม้แต่จะคิดด้วยซ้ำ
   
“คุณดื้ออีกแล้ว”
   
ผมขมวดคิ้ว
   
“ครับ”
   
ครามรับคำและไม่กลัวผมเลยสักนิด
   
“บอสไม่ต้องห่วงผมหรอกครับ ผมเป็นอัลฟ่าหมาป่ายังไงผมก็เอาตัวรอดได้อยู่แล้ว”
   
“ผมไม่ได้อยากให้คุณมาสละชีวิตเพื่อผมนะ มันไม่คุ้มค่าหรอก”
   
เห็นหน้าครามผมก็รู้แล้วอ่ะว่าคิดอะไรอยู่
   
“ถ้าบอสไปผมก็จะไปด้วย”
   
“ผมกลัวผมปกป้องคุณไม่ได้ คุณเข้าใจไหม ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับคุณ ผมทำใจไม่ได้”
   
ทำไมถึงได้ดื้อนักนะ จัมโบ้ตัวเก่าของผมแค่ผมพูดคำเดียวก็ฟังแล้ว
   
“ผมก็เหมือนกัน”
   
ผมนวดขมับตัวเองรู้สึกจนใจเพราะเถียงกันอีกชั่วโมง อัลฟ่าเจ้าของพันธะของผมก็คงให้คำตอบแบบเดิม

“ตามใจคุณแล้วกัน”

ผมถอนหายใจหน่ายๆ แล้วเดินไปเอากระเป๋าที่เก็บเอาไว้ในตู้เซฟออกมา ซึ่งในนั้นก็มีเงินสดที่ผมเตรียมเอาไว้ให้จำนวนหนึ่งและน่าจะพอช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายในกลุ่มไปได้สักพัก

“บอสไม่โกรธใช่ไหมครับ”

“อืม”

ผมรับคำในลำคอ

“ต่อให้ผมโกรธคุณก็คงไปอยู่ดี”

โบ้ตัวนี้ไม่เชื่อฟังผมเลยสักนิด

ผมถอนหายใจซ้ำอีกและภาวนาให้ดวงของผมวันนี้ไม่ย่ำแย่จนเกินไปหรือถ้าแย่ก็ขอให้มันแย่น้อยที่สุด เพราะตอนนี้ผมไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่คนเดียวแล้ว

“งั้นคุณก็เล่นบทอัลฟ่าให้ดีแล้วกัน”

ผมยิ้ม

“ที่รัก”


   


ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2347
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +205/-6
คุณบอสเป็นจิ้งจกอกแดงตัวเล็กๆ น่ารักๆ เหรอ เจ้าหมาป่าคงอยากจับกินน่าดู

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7748
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
รอตอนต่อไป

ออฟไลน์ Foggy Time

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 912
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +230/-1
ตอนที่ 17

   
“คุณจะไม่ถามผมหน่อยเหรอว่าผมกำลังทำอะไร”
   
ผมชวนครามคุยระหว่างที่เดินไปยังจุดนัดหมายที่ใช้เวลาเดินเข้าไปประมาณห้านาที โดยระหว่างทางนั้นก็พลุกพล่านไปด้วยผู้คนเพราะเป็นย่านกลางคืนที่ค่อนข้างมีชื่อ มันเป็นสถานที่ที่รวบรวมทั้งของกินและบริการทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่สามารถจะมีได้ อีกทั้งยังเป็นไม่กี่ที่ที่ทางการเลือกจะปิดตาข้างหนึ่งไม่รับรู้การมีอยู่ของย่านนี้เพื่อให้กิจการบางอย่างดำเนินต่อไปได้
   
ในย่านนี้จึงไม่มีกล้องวงจรปิดแม้แต่ตัวเดียวและมีเพียงไฟสลัวตามข้างทาง
มันเป็นย่านที่ไม่ว่าอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้และไม่ค่อยมีใครอยากยุ่งเรื่องของคนอื่นถ้าไม่จำเป็น
   
“อะไรนะครับ ผมไม่ได้ยิน”
   
ครามก้มลงกระซิบถามข้างหูผมจากที่ตัวผมกับครามแนบชิดกันอยู่แล้ว มันชิดกว่าเดิมจนผมเริ่มรู้สึกร้อน ให้ตายเถอะ นี่มันใช่หมาป่าตัวเดียวกับเมื่อกี้ที่เขินผมแทบตายเพราะผมสั่งให้โอบไหล่เดินไปด้วยแน่เหรอ
   
“คุณไม่อยากรู้เหรอว่าผมมาที่นี่ทำไม”
   
“ไม่ครับ ถ้าที่รักอยากเล่าก็คงเล่าเอง”
   
ผมหลุดหัวเราะออกมาเพราะเจ้าหมาของผมดูจะเริ่มชินกับบทบาทใหม่แล้ว
   
“เด็กดี”
   
ผมชมด้วยความพอใจ หมาป่าที่ผมเก็บมาเลี้ยงค่อนข้างอยู่เป็นทีเดียว
   
ผมขยับตัวเข้าไปชิดครามมากขึ้นเมื่อสัมผัสได้ถึงหลายสายตาที่จับจ้องมาที่ผมอย่างสนใจ ทั้งๆ ที่ผมยังไม่ทันได้ปล่อยกลิ่นโอเมก้าออกมาด้วยซ้ำ
   
“ผมหงุดหงิดมากเลย”
   
ครามบ่น
   
“แค่นี้ยังน้อย ปกติผมมาคนเดียวมีคนมองเยอะกว่านี้อีก”
   
ผมจับมือเจ้าหมาของผมเล่น ปกติตอนเวลาผมมาที่นี่ผมก็ไม่ได้สนใจคนอื่นขนาดนั้น คนส่วนใหญ่ก็แค่มองแต่ก็ไม่ได้เข้ามายุ่งอะไรเพราะทุกครั้งที่มาคนเดียวผมจะสวมปลอกคอของอัลฟ่ามาด้วย
   
ปลอกคอที่มีแค่อัลฟ่าชั้นสูงที่สามารถครอบครองได้และเป็นการป่าวประกาศถึงความเป็นเจ้าของไปในตัว เพราะไม่ใช่อัลฟ่าทุกคนที่ยินดีที่จะให้คนอื่นเห็นรอยกัดบนหลังคอของโอเมก้าตัวเอง
   
เอาเข้าจริงนี่น่าจะเป็นครั้งแรกเลยมั้งที่ผมไม่ได้สวมปลอกคอมา
   
“ผมหวง”
   
“หวงแต่คุณก็ต้องทนอยู่ดี”
   
ผมพูดยิ้มๆ ให้ตายเหอะ ครามทำให้ผมนึกถึงจัมโบ้ตัวเก่าของผมที่เป็นโกลเด้นประหลาดๆ มันไม่เล่นกับใครนอกจากผม แม้แต่พี่ชายผมที่เป็นคนซื้อมันมา มันก็ไม่ยอมเล่นด้วย จะเล่นแต่กับผม มีครั้งหนึ่งที่ผมเล่นกับหมาแถวออฟฟิศนิดหน่อยแล้วจัมโบ้ของผมรู้คืองอนผมไปทั้งอาทิตย์ ไม่รู้ว่าโกรธอะไรผมนัก
   
เจ้าโบ้ตัวนี้ของผมก็เหมือนกัน หวงผมเหลือเกิน
   
หงิง
   
หงิงอีกแล้ว นี่ผมเก็บลูกหมามาเลี้ยงเหรอ
   
“เดี๋ยวคุณก็ชิน”
   
ผมปลอบใจครามไม่จริงจังนักเพราะยังไงครามก็ต้องทนเห็นผมเป็นที่ต้องการอีกหลายงาน มีคนอยากได้ผมเป็นอะไรสักอย่างเยอะมาก ทั้งอัลฟ่า เบต้า โอเมก้า พวกนั้นขอแค่ดึงผมไปเป็นคู่ได้ก็ถือว่าเป็นกำไรแล้ว
   
ทำไงได้ล่ะ ผมอายุสามสิบกว่าแล้ว ฐานะการเงินมั่นคง ชื่อเสียงช่วงนี้ก็ถือว่าไม่เลว และยังไม่เคยเปิดตัวว่ามีคู่ด้วย ฉะนั้นสถานะผมตอนนี้ในแวดวงคือเหมือนถังข้าวสารที่พวกหนูพยายามแย่งกันไม่หยุด
   
“ไม่ชินไม่ได้เหรอครับ”
   
เจ้าหมาของผมงอแงจนผมหลุดหัวเราะออกมาอีก

งอแงมาก หมาเด็กตัวนี้อายุเท่าไหร่กันเนี่ย
   
“คุณอายุเท่าไหร่”
   
“น่าจะยี่สิบสี่ครับ ผมไม่แน่ใจเท่าไหร่”

เด็กกว่าที่ผมคิดไว้นิดหน่อยแฮะ

“แล้วที่รักล่ะครับ”

“เท่าคุณ”

ผมแกล้งตอบเพราะอยากรู้ว่าเจ้าหมาของผมจะมีปฏิกิริยายังไง

หงิง

“ถ้าคุณรู้ว่าผมโกหก คุณก็เถียงสิ คุณจะหงิงทำไม”

ผมหัวเราะออกมา แบบผมมันเขี้ยวครามมากเลยอ่ะ ถ้าอยู่ที่บ้านป่านนี้ผมขยำหูนุ่มๆ ของครามไปแล้ว

“ก็ผมไม่อยากเถียงที่รักนี่นา”

ครามพูดเสียงอ่อย

“สามสิบสาม”

ผมซุกหัวกับแขนคราม

“มากกว่าคุณเก้าปี”

หงิง

“คุณหงิงอะไรอีก”

อันนี้ผมงงจริง ไม่รู้ว่าครามพอรู้ว่าผมอายุเยอะกว่าแล้วจะหงิงทำไม

“..บอสชอบคนเด็กกว่าไหมครับ”

ครามกระซิบถามผมเสียงเบา ดูกังวลจริงๆ แต่ให้ตายเถอะ เจ้าหมาของผมเคยเห็นผมสนใจคนอื่นไหม คนแรกที่ผมยอมมีความสัมพันธ์ด้วยก็คือครามนั้นแหละ ทำไมถึงไม่รู้ถึงความสำคัญของตัวเองสักที

“เลิกกังวลเรื่องนี้สักที”

ผมขมวดคิ้วและพูดเสียงดุ

“คุณเป็นคนเดียวที่ผมชอบ เข้าใจไหม แล้วคุณก็เป็นคนแรกที่ได้เอาผมด้วย พอใจรึยัง”

“พอใจแล้วครับ”

ครามดูมีความสุขขึ้นมาทันที ถ้าอยู่ในร่างหมาป่าคงจะกระดิกหางจนหางหลุด

ผมส่ายหัวด้วยความระอาใจและหันไปให้ความสนใจกับร้านน้ำชาสองชั้นที่สร้างจากไม้แบบหยาบๆ ซึ่งร้านรอบข้างก็มีลักษณะคล้ายกันคือเป็นสองชั้นและสร้างจากไม้ทั้งหมด แต่ที่พิเศษหน่อยคือรอบร้านชานั้นมีร่มใหญ่กางใต้บริเวณหน้าต่างพอดี

ผมมองสำรวจทัศนียภาพโดยรอบอีกครั้ง ถึงแม้จะเคยมาหลายครั้งแล้ว แต่ผมก็เลือกที่จะไม่ประมาทอยู่ดี ถ้าเกิดมีอะไรเกิดขึ้น ผมจะได้พาครามหนีออกไปได้ง่ายๆ

ผมวางแผนในใจคร่าวๆ ระหว่างที่เดินเข้าไปในร้านและพาครามไปหลังร้านเพื่อขึ้นชั้นสองซึ่งเป็นพื้นที่จัดงานเลี้ยงน้ำชา เพราะชั้นแรกนั้นเป็นเพียงร้านขายใบชาทั่วไปที่เอาไว้หลอกตาคนอื่นเท่านั้น

“รหัส?”

ทันทีที่เข้าไปในเขตหลังร้านผมก็เจอเบต้าหน้าใหม่ที่มาเฝ้าประตูพอดี
   
“3288”
   
ผมตอบเสียงเรียบซึ่งผลที่ได้คือสีหน้าของคนถามคือดูดีใจขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ถ้าให้ผมเดาก็คงเพราะว่าผมเป็นไม่กี่คนที่ยังหาเงินมาสนับสนุนกลุ่มได้และเครดิตของผมในกลุ่มก็ค่อนข้างดีพอสมควร
   
เบสเคยบอกผมอยู่ว่าผมได้ตำแหน่งสำคัญอะไรสักอย่างแต่ผมไม่ได้สนใจเท่าไหร่ และเลือกที่จะดูแลเลือกเงินเท่านั้น ส่วนการตัดสินใจที่เหลือผมก็ปล่อยให้เป็นมติของกลุ่มไป
   
“เขามากับผม”
   
ผมบอกเมื่ออีกฝ่ายดูมีสีหน้าสงสัยครามแต่ด้วยเครดิตที่ดีพอของผมก็เลยไม่ได้ถูกซักไซ้อะไรต่อ และก่อนที่ผมจะขึ้นไปผมก็ยื่นกุหลาบที่ได้รับมาให้กับเขาเพื่อให้เอาไปเผาอีกทีตามธรรมเนียมของกลุ่ม
   
ผมปล่อยให้ครามโอบผมแน่นกว่าเดิมและเข้าไปในงานที่น่าจะเริ่มไปตั้งนานแล้ว แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่คอขาดบาดแตกอะไรเพราะผมก็แค่เอาเงินมาให้เท่านั้น แถมธรรมเนียมพูดคุยกันอย่างน้อยสิบห้านาทีตอนนี้ก็ถูกรื้อทิ้งไปสักพักแล้วเพราะทางกลุ่มไม่อยากสมาชิกอยู่ที่นี่กันนาน
   
พวกเขายอมให้ถูกจับพร้อมกันหมดไม่ได้และได้แต่กระจายความเสี่ยงเอาไว้ให้ได้มากที่สุด ภายใต้การต่อสู้กับรัฐที่เต็มไปด้วยอำนาจและอาวุธ เหล่ากลุ่มปฏิวัติแทบจะไม่มีอะไรเลยนอกจากแรงใจกับความหวัง
   
เอาเข้าจริงจนถึงตอนนี้ผมก็ไม่ค่อยได้รู้อะไรมากมายเท่าไหร่
   
แต่ในฐานะสมาชิกผมก็ไม่ใช่สมาชิกที่ดีหรือกระตือรือร้นอะไร ผมไม่เคยพยายามโน้มน้าวใจใคร ไม่เคยพยายามทำอะไรจริงจัง ที่ผมทำอย่างสม่ำเสมอก็แค่มาตามนัดและเอาเงินมาให้ก็เท่านั้น
   
ครั้งนี้ก็เหมือนกันผมเอาเงินมาให้แล้วก็กลับ ผมจะได้พาเจ้าหมาของผมไปกินอะไรดีๆ สักที
   
ผมคิดและดันประตูเข้าไป ซึ่งอย่างแรกที่ต้อนรับผมก็ยังคงเป็นกลิ่นชากุหลาบเหมือนเดิม เครื่องเล่นแผ่นเสียงโบราณที่วางอยู่ข้างห้องก็ยังคงเล่นแผ่นเสียงป๊อปแจ๊สแผ่นเดิม และบรรยากาศผ่อนคลายแบบเดิม
   
ผมผงกเชิงรับรู้เมื่อสมาชิกบางคนที่ผมเคยเจอพยายามจะทักทายผม พวกเขาดูเหมือนจะยังไม่อยากกลับเท่าไหร่จึงเลือกที่จะจิบชาสักสองสามแก้วทอดอารมณ์ต่อ
   
“นี่คือตัวจริงของนายเหรอ 3288”
   
ผมเหลือบมองคนถามที่โผล่ออกมาจากเคาน์เตอร์พร้อมกับชากุหลาบอุ่นๆ หนึ่งแก้วที่น่าจะชงให้ผม
   
“…”
   
ผมพยักหน้าตอบเพราะอีกฝ่ายก็น่าจะเดาได้อยู่แล้วจากการที่ผมไม่สวมปลอกคอมา เอาเข้าจริง ไม่ทักก็คงแปลก ก็ผมเล่นเปลี่ยนปลอกคอทุกครั้งที่มาเพื่อที่จะทำให้บทโอเมก้าที่หลอกเอาเงินอัลฟ่าไปทั่วของผมสมจริงขึ้น
   
คนถามผมยิ้มเจื่อนลงนิดๆ กับท่าทีเย็นชาของผม
   
“อ่า ช่วงนี้ก็ระวังตัวหน่อยแล้วกัน คอยฟังข่าวให้ดี อ้อ นายก็คงไม่ออกความเห็นอะไรเหมือนเดิม แต่ตอนนี้มติกลุ่มคือจะยังทำต่อไป อาจจะรุนแรงขึ้น ถ้าเป็นไปได้นายก็อย่าโดนจับได้ล่ะเพราะเรายังต้องการเงินสนับสนุนจากนายอยู่”
   
“อืม”
   
ผมไม่รู้ว่าตัวเองทำถูกไหมแต่การได้ลงมือทำ มันก็ทำให้ผมรู้สึกดีกับตัวเองขึ้นมานิดหน่อย เพราะตัวตนผมจริงๆ มันห่วยเกินกว่าที่ผมจะคาดหวังอะไรจากมัน
   
อย่างน้อยถ้ามันสำเร็จ ผมอาจจะได้พอจะภูมิใจในตัวเองขึ้นมาได้บ้าง สักนิดก็ยังดี
   
“กระเป๋า”
   
ผมกระซิบบอกครามที่วางคางบนไหล่ผม แสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของสุดๆ ไม่รู้ว่าจะหวงอะไรผมนัก
   
“!!”
   
ผมสะดุ้งเฮือกเพราะเจ้าหมาจูบคอผม ทั้งๆ ที่ใส่แมสนั้นแหละ และแน่นอนว่าผมหน้าแดง ใครจะไปคิดว่าเจ้าหมาของผมจะใจกล้าขนาดนี้
   
“ครับ ที่รัก”
   
ครามตอบผมแล้วยื่นกระเป๋าเงินให้กับสมาชิกในกลุ่มที่ตอนนี้ก็หน้าแดงแล้วมองผมอึ้งๆ แต่ก็ยอมรับกระเป๋าเงินไปเก็บข้างหลังพร้อมกับชาที่ผมไม่ยอมกิน
   
“คุณจะกินอะไรรองท้องก่อนไหม?”
   
ผมถามเจ้าหมาที่กอดผมแน่นกว่าเดิมเมื่อไม่มีอะไรในมือแล้ว
   
“ไม่ครับ” ครามงึมงำตอบข้างหูผม “..ผมได้กลิ่นพวกนั้น”
   
“พวกไหน”
   
ผมขมวดคิ้วและเริ่มสัมผัสได้ถึงอะไรที่ไม่ชอบมาพากล
   
“!”
   
ผมตาโตเมื่ออยู่ๆ ครามก็อุ้มผมแล้วเอาผมไปหลบไว้ใต้โต๊ะตัวในที่สุดของห้องที่มีผ้าปูโต๊ะปิด ผมมองครามอย่างตื่นตระหนก ยังไม่ทันถามอะไรเจ้าหมาของผมก็เดินจากไปแล้ว
   
ผมอยากจะถามว่าเกิดอะไรขึ้นแต่สัญชาตญาณของผมก็บอกให้ผมเชื่อใจครามและอยู่เงียบๆ แต่ผมก็ยังพยายามหาทางแอบดูผ่านรูเล็กๆ ของผ้าปูโต๊ะอยู่ดี
   
เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
   
ผมคิดได้ไม่ถึงอึดใจประตูที่เปิดออกก็เป็นคำตอบของทุกอย่างทันที
   
พวกนั้นหาที่นี่เจอแล้ว!!!
   
ผมหน้าซีดเผือด ถึงจะรู้อยู่แล้วว่ามันอาจจะเกิดขึ้นแต่พอมันเกิดขึ้นจริง ผมกลับรู้สึกเครียดจนหายใจไม่ออก
ผมจับมือตัวเองไม่ให้ให้สั่นตอนที่เห็นชินในชุดสูทที่ผมตัดและข้างหลังนั้นมีลูกน้องคนสนิทสองคนที่ถือปืนมาด้วย ซึ่งแน่นอนว่าด้วยนิสัยการทำงานของชินนั้นทำให้ผมไม่กล้าที่จะหวังนักว่าจะมาจับเป็น

ผมไม่น่าเอาครามมาด้วย ไม่น่าเอาครามมาด้วยจริงๆ ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับคราม มันก็เป็นความผิดผม ถ้าครามตายมันก็เป็นเพราะผม ผมตัดสินใจพลาดอีกแล้วเหรอ

มันเป็นความผิดของผมอีกแล้ว

ผมน้ำตาไหลเมื่อได้ยินเสียงพ่อตะโกนในหัว ตอกย้ำถึงความห่วยแตกของผม ทุกสิ่งทุกอย่างที่เลวร้ายมันเกิดขึ้นเพราะผม และมันก็เป็นแบบนั้นเพราะผมไม่ยอมเชื่อฟังพ่อ

กรรซ
   
“…”
   
..คราม?
   
ผมกลืนน้ำลายเอือกเมื่อเห็นเจ้าลูกหมาของผมดูตัวใหญ่ขึ้นกว่าเดิม แว่นที่ใส่มาตลอดตอนนี้ตกและแตกอยู่บนพื้น นัยน์ตาสีน้ำตาลที่ปกติจะมองผมด้วยความเทิดทูนตอนนี้กลายเป็นสีแดงเรืองรองราวกับสัตว์ป่า กลิ่นฟีโรโมนอัลฟ่าโบราณรุนแรงถูกปล่อยออกมาอย่างก้าวร้าวจนชินที่ปกติมักจะมีสีหน้าเหยียดหยันคนอื่นอยู่เสมอถึงกับเปลี่ยนสีหน้า
   
เสื้อที่ผมติดกระดุมให้ปริออกก่อนที่มันจะขาดเพราะครามคืนร่างมนุษย์หมาป่า ร่างกายครามหลายส่วนกลายเป็นหมาป่าไปแล้ว แม้แต่มือที่กอดผมเมื่อกี้ก็กลายเป็นกรงเล็บยาว มีเพียงใบหน้าเท่านั้นที่ยังเหมือนเดิม
   
“หนีไป”
   
ครามพูดเสียงต่ำกับสมาชิกกลุ่มที่ยังคงเหลือในห้อง ซึ่งผมก็เห็นหลายคนที่กระโดดหนีทางหน้าต่างไปแล้ว แต่ก็ยังมีหลายคนที่ยังลังเลเหมือนอยากจะอยู่ช่วยคราม
   
ปัง!
   
ผมเบิกตากว้างเมื่อเห็นครามหลบกระสุนและพุ่งเข้าใส่ลูกน้องชินอีกคนในพริบตา ซึ่งมันเป็นความเร็วที่ไม่ใช่มนุษย์ทั่วไปจะทำได้
   
โครม!!
   
ลูกน้องของชินกระอักเลือดออกมาทันทีเพราะเมื่อครามจับตัวได้ก็ถูกจับและทุ่มลงกับพื้นอย่างง่ายดาย ทั้งๆ ที่เป็นขนาดตัวใหญ่ยักษ์ไม่แพ้กัน ซึ่งเมื่อครามเห็นว่าอีกฝ่ายยังตะเกียกตะกายขึ้นมาได้ก็หยิบโต๊ะใกล้ๆ มาทุ่มใส่ซ้ำอีกครั้งจนแน่นิ่งไป
   
ปัง! ปัง! ปัง!
   
ครามหลบกระสุนได้ทุกนัดอย่างไม่ยากเย็น
   
“ไอ้หมาเวร!”
   
นี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นชินตัวสั่นเทาเพราะกลิ่นอัลฟ่าตัวอื่น ซึ่งเอาเข้าจริงถ้าไม่ใช่เพราะผมเริ่มชินกลิ่นของครามแล้ว ผมก็คงจะสั่นจนทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน
   
ฟีโรโมนของครามมันรุนแรงกว่าทุกครั้ง

ก้าวร้าว โมโหร้าย และโกรธจัด ซึ่งกลิ่นฟีโรโมนของครามก็สร้างแรงกดดันจนผมหายใจยาก ดีหน่อยที่สมาชิกที่เหลือในห้องหนีออกไปหมดแล้ว ไม่อย่างนั้นก็คงจะกลัวกันจนก้าวขาไม่ออก

นี่คงจะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ว่าทำไมรัฐบาลถึงได้กลัวอัลฟ่าหมาป่ากันนัก

อัลฟ่าโบราณพวกนี้ดุร้ายและทรงพลังในระดับที่อัลฟ่าทั่วไปไม่สามารถต่อกรได้
   
กรรซ!!!
   
ผมขมวดคิ้วเมื่ออยู่ๆ เจ้าหมาของผมคำรามในลำคอเสียงดังลั่นแต่ก็ยังยุ่งอยู่กับการจัดการชิน
   
“!!!”
   
ผมสะดุ้งสุดตัวเมื่อถูกกระชากตัวออกจากที่ซ่อน
   
ชินยังเหลือลูกน้องอีกคน!
   
ผมพยายามตะเกียกตะกายสู้กับแรงที่กระชากคอเสื้อผมขึ้นจนตัวลอย มือของมันสั่นเทาจากฟีโรโมนของครามแต่ก็ยังพยายามที่จะทำร้ายผม
   
ใจเย็นๆ ไลม์ ใจเย็นๆ
   
ผมท่องในใจและสบตากับมัน
   
ลูกน้องคนสนิทมือขวาของชินที่ผมมักจะเห็นชินใช้งานไปทำอะไรสกปรกอยู่บ่อยๆ และวันนี้เลือดที่มันตั้งใจจะใช้ล้างมือก็คงจะเป็นเลือดของผม
   
แต่น่าเสียดายที่มันคิดผิด
   
ผมเหยียดยิ้มเมื่อมันสบตากับผม
   
“!”
   
มันเบิกตากว้างก่อนที่จะค่อยๆ ปล่อยมือจากคอเสื้อของผมและกรีดร้องออกมา
   
“หึ”
   
ผมแค่นเสียงหัวเราะ
   
อัลฟ่าจิ้งจอกอย่างผมก็อันตรายพอๆ กันนั่นแหละ
   
แค่สบตากับใช้กลิ่นพิเศษนิดหน่อยก็สามารถทำให้คนที่โดนเกิดภาพหลอนขึ้นมาได้ ถึงจะเป็นแค่ชั่วระยะเวลาสั่นๆ ไม่ถึงห้านาทีแต่มันก็มากเพียงพอที่จะทำให้ผมหนีไปไหนต่อไหนแล้ว
   
ผมจับคอตัวเองที่ยังรู้สึกเจ็บและหันไปให้ความสนใจกับฝั่งครามที่ไม่รู้ว่าเป็นยังไงบ้าง เอาเข้าจริงถ้าผมมาที่นี่คนเดียวแบบไม่มีคราม วิธีนี้ก็น่าจะเพียงพอให้ผมเอาตัวรอดได้
   
แต่เพราะผมเอาครามมาด้วย ผมถึงได้สูญเสียความเยือกเย็นของตัวเองไป
   
ครามสำคัญสำหรับผมมาก
   
กรรซ
   
“…”
   
ผมเงยหน้ามอง ‘อัลฟ่าหมาป่าของผม’ ที่ตัวโชกไปด้วยเลือด ก่อนจะเหลือบมองข้างหลังก็ถึงเห็นว่าชินสลบไปแล้ว ชุดสูทที่ผมตัดให้ขาดวิ่นและชุ่มเลือด
   
ครามก้มมองคอผมสักพักไม่ได้พูดอะไรและเดินไปกระชากคอเสื้อของเจ้ามือขวานั่นเพื่อทุ่มใส่พื้นเต็มแรง ซึ่งเหตุการณ์มันก็เกิดขึ้นเร็วจนผมห้ามไม่ทัน
   
“พอแล้ว”
   
ผมวิ่งไปกอดครามเอาไว้แน่นเมื่อครามทำท่าจะต่อยมันต่อ ทั้งๆ ที่มันก็สลบแล้วแต่เจ้าหมาของผมก็ยังไม่พอใจ ดูหงุดหงิดจนน่ากลัว
   
“พวกมันมาแค่สามคน” ครามพูดเสียงต่ำ “ผมขอต่อยมันนิดเดียว มันกล้าทำร้ายไลม์ ผมยอมไม่ได้!”
   
“เด็กดี”
   
ผมแนบแก้มกับขนฟูๆ ของคราม
   
“กลับบ้านนะ”
   
กรรซ
   
ครามขู่ตอบ
   
“โบ้”
   
ครามตอบกลับผมเสียงแข็ง ตัวสั่นเทาเหมือนยังควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้
   
“มันทำร้ายไลม์!”
   
“ผมไม่เป็นไร”
   
ให้ตายเถอะ นี่เจ้าลูกหมาของผมเข้าสู่วัยต่อต้านแล้วเหรอ
   
กรรซ
   
ผมไม่รู้ว่าเป็นเพราะสัญชาตญาณรึเปล่า ครามถึงได้ดูเสียการควบคุมขนาดนี้ มันคล้ายกับตอนที่ครามในร่างหมาป่าเผลอข่วนผม เพียงแต่ตอนนี้เจ้าหมาของผมยังมีสติอยู่
   
ผมพยายามคิดเร็วๆ ก่อนจะตัดสินใจปล่อยกลิ่นฟีโรโมนของตัวเองออกมา
   
“กลับบ้านกัน”
   
ผมเอื้อมมือไปจับมือครามที่ตอนนี้ยังคงอุ้งเท้าของหมาป่าและจับมันอย่างไม่นึกหวาดกลัว
   
“ไม่อยากกินข้าวเย็นฝีมือผมเหรอ คราม”
   
ผมพูดเสียงนุ่มและลูบมือคราม พยายามหลอกเจ้าหมาป่ากลับบ้าน ซึ่งเหตุการณ์ตอนนี้ก็ไม่ต่างจากตอนที่ผมหลอกเจ้าโบ้ตัวเก่ากลับบ้านด้วยขนมหมาเลยสักนิด
   
ที่ต่างก็คงจะเป็นที่โบ้ตัวนี้ตัวใหญ่กว่ามากแถมขนยังนุ่มฟูกว่า แต่แรงเยอะและควบคุมยากไปหน่อย ไม่ค่อยเชื่อฟังเจ้านายอย่างผมเท่าไหร่
   
“ไม่อยากเป็นเด็กดีแล้วเหรอ”
   
หงิง
   
เจ้าหมาของผมร้องในลำคอประท้วง อารมณ์ดูสงบลงเมื่อได้กลิ่นของผม
   
“ถ้าอยากเป็นเด็กดีก็เชื่อฟังผม”
   
“...แต่”
   
ผมขมวดคิ้วและพูดเสียงดุ
   
“เด็กไม่ดี”
   
หงิง
   
มือของครามที่ผมจับอยู่กลับมาเป็นมือมนุษย์ทันที ก่อนที่ขนฟูๆ ของครามจะค่อยๆ หายไปกลายเป็นแผ่นหลังใหญ่ซึ่งมีแผลตื้นๆ จากมีดหลายรอย
   
ผมผละออกจากครามและกอดอกดูเจ้าหมาของผมที่ยอมคืนร่างปกติ
   
“กลับก็กลับครับ”
   
ครามก้มหน้างุดพร้อมทำหน้าจ๋องใส่ผม
   
“ดื้อ”
   
ผมบ่น
   
“ขอโทษครับ ไม่ดื้อแล้ว”
   
ผมพยายามไม่หลุดยิ้ม
   
เจ้าหมาของผมดูจะกลัวการเป็นเด็กไม่ดีมาก
   
“เด็กไม่ดี”
   
ผมพูดซ้ำอีก
   
หงิง
   
ผมหลุดหัวเราะออกมา ครามกลับมาเป็นหมาเด็กเชื่องๆ ให้ผมเหมือนเดิมแล้ว
   
“กลับบ้านกัน”
   
ผมยิ้มและอดไม่ได้ที่จะนึกถึงวันที่ผมตัดสินใจเก็บหมาป่าตัวนี้กลับบ้าน
   
มันดูอันตรายนะแต่ก็น่ารัก
   
“ครับ บอส!”
   
ครามรับคำด้วยท่าทีกระตือรือร้นจนผมหัวเราะออกมาอีก
   
ให้ตายเหอะ
   
โบ้ตัวนี้น่ารักชะมัดเลย
   

ออฟไลน์ Foggy Time

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 912
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +230/-1
ตอนที่ 18

   
หงิง
   
“ทนหน่อยจะเสร็จแล้ว”
   
ผมพูดปลอบใจครามระหว่างที่ง่วนกับการทำแผลให้ ซึ่งนอกจากบนหลังแล้วก็ยังมีแผลเล็กแผลน้อยเต็มไปหมด ไม่รู้ว่าเจ้าหมาของผมไปกัดคนอื่นท่าไหนถึงได้แผลเยอะขนาดนี้
   
ผมขมวดคิ้วตอนเห็นแผลเป็นบนอกคราม ถึงจะเคยเห็นแล้วแต่พอมองอีกครั้งมันก็ทำให้ผมรู้สึกเจ็บแทนอยู่ดี
   
“คุณไปทำอะไรมา”
   
ผมถามและแปะพลาสเตอร์ปิดแผลแบบกันน้ำให้ครามไปด้วย
   
“หมายถึงแผลเป็นผมเหรอครับ”
   
“อืม”
   
และผมก็ต้องขมวดคิ้วเพราะอยู่ๆ ครามก็หน้าแดงแล้วก้มหน้างุด
   
“ตกรั้วหน้าบ้านตอนเด็กครับ”
   
“ดื้อ”   
   
ตอนเด็กๆ ครามคงซนน่าดู คิดไปคิดมาผมก็อยากเห็นครามตอนเด็กชะมัดว่าน่ารักขนาดไหน จะเป็นโบ้ขนฟูตัวจิ๋วกลิ้งไปกลิ้งมาแล้วร้องหงิงๆ หาแม่ทั้งวันรึเปล่านะ
   
“..บอสไม่กลัวผมใช่ไหมครับ”
   
ครามช้อนตามองผม ดูกังวลมากว่าผมจะกลัวครามในร่างอัลฟ่าหมาป่าเมื่อกี้
   
แต่ให้ตายเถอะ ถ้าผมจะกลัว ผมก็กลัวไปนานแล้วรึเปล่า
   
“แล้วคุณคิดว่าผมกลัวไหม?”
   
ผมยิ้ม
   
“…”
   
ครามไม่ได้ตอบผมแต่ดูกระวีกระวายตอนที่ผมนั่งบนขาและลูบกล้ามหน้าท้องของครามเล่น
   
“อยู่กับอัลฟ่าพวกนั้น ผมเคยเจออะไรที่น่ากลัวกว่านี้อีก”
   
ผมสบตากับนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มที่สั่นระริก ดูไม่น่ากลัวสักนิดจนเหมือนเป็นหมาป่าคนละตัวกับที่เพิ่งไล่ขย้ำคนเพื่อปกป้องผม
   
“แล้วคุณก็อย่าลืมสิว่าวันนั้นใครใช้ปากให้คุณ”
   
ผมสอดนิ้วเข้าไปในกางเกงคราม ใช้ปลายนิ้วเขี่ยท่อนลำของครามที่ใหญ่และยาว ซึ่งมันก็พาดขึ้นทางขวาตามที่ผมคิด แน่นอนว่าตอนนี้มันยังอ่อนตัวอยู่เพราะเจ้าหมายังกังวลเรื่องผมแบบสุดๆ จนผมไม่เริ่มไม่แน่ใจว่าภาพของผมในความคิดครามเป็นคนยังไงกันแน่
   
“..บอส”
   
ครามหน้าแดง
   
“ผมดีใจที่คุณปกป้องผมนะ”
   
ผมสบตากับครามแต่มือก็ยังเขี่ยเล่นอยู่
   
“แต่คุณไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับผมมากขนาดนั้นหรอก ผมดูแลตัวเองได้”
   
ถึงการถูกปกป้องมันจะทำให้ผมรู้สึกดี แต่การทำให้หมาตัวโปรดของผมกังวลมากกว่าเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่ ผมอยากให้ครามกลับไปร่าเริงเหมือนเดิม
   
“และในฐานะที่คุณเป็นเด็กดี”
   
ผมยิ้มอย่างพอใจเมื่อมันเริ่มแข็งสู้มือผม
   
“ผมจะให้รางวัลคุณ”
   
“..แต่บอสหิวข้าวไม่ใช่เหรอครับ”
   
ครามพูดเสียงเบา
   
“คุณก็ให้ผมกินของคุณรองท้องสิ”
   
หงิง
   
ผมหลุดหัวเราะเพราะครามเขินคำพูดของผมจนหูกับหางหมาป่าโผล่ออกมา ซึ่งหูของครามก็เป็นเหมือนทุกครั้งคือลู่ลงจนน่าสงสาร
   
“ผมไม่กลัวคุณหรอก คราม”
   
ผมค่อยๆ แกะกระดุมกางเกงครามออกและรั้งกางเกงในลงมา
   
“คุณเป็นเด็กดีกับผมซะขนาดนี้”
   
ผมเผลอเลียริมฝีปากตอนที่มองท่อนลำของครามที่ตอนนี้มีน้ำใสๆ ออกมาให้เห็น ผมยิ้มบางให้ครามก่อนที่จะย้ายตัวเองลงไปอยู่ข้างล่างอีกครั้งเพื่อไม่ให้ครามทรมานไปมากกว่านี้
   
“...”
   
ผมชะงักไปสักพักมันกระดกขึ้นมาเกือบจะโดนปากผมโดยที่ผมยังไม่ทันได้สัมผัสด้วยซ้ำ
   
หงิง
   
ผมเงยหน้ามองครามถึงเห็นว่าเจ้าหมาของผมเอามือปิดหน้าตัวเอง ดูอายมาก และมันก็ทำให้ผมนึกถึงตอนที่ครามอยู่ในร่างหมาป่าแล้วเอาหน้าซุกเท้าตัวเองไม่หยุด
   
“หึ”
   
ผมหลุดยิ้มจูบส่วนหัวของมันเบาๆ เชิงทักทาย
   
“ฮื่อ”
   
ครามครางในลำคอและขาสั่นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดตอนที่ผมก้มลงไปเลียตั้งแต่โคน ปลายลิ้นของผมสัมผัสท่อนลำร้อนผ่าวที่มีเส้นเลือดปูดขึ้นมา ผมช้อนตามองครามและเห็นว่าเจ้าหมาเอามือปิดหน้าก็จริงแต่ก็ยังแอบมองลอดระหว่างนิ้วอยู่ดี ซึ่งมันก็ตลกมากจนผมเกือบจะหลุดหัวเราะออกมา
   
“คุณไม่อยากเห็นหน้าผมขนาดนั้นเลยเหรอ”
   
ผมแกล้งถามตัดพ้อแต่ก็ยังไม่เลิกเลียของคราม พยายามจะกระตุ้นให้ครามแสดงสัญชาตญาณดิบออกมาเพราะมันทำให้ผมมีอารมณ์มาก
   
หงิง
   
หงิงอีกแล้ว หมาป่าตัวนั้นของผมอยู่ไหนกัน
   
ผมคิดในใจและตัดสินใจรับมันเข้าไปในปาก ตามใจเจ้าหมาของผม เพราะผมก็ยังไม่ลืมว่าครามชอบให้ผมกลืนลึกๆ แต่ให้ตายเถอะ ใหญ่และยาวขนาดนี้มันก็ค่อนข้างลำบากแต่ผมก็อยากตามใจครามอยู่ดี
   
“..บอส”
   
ยังไม่ออกมาอีก
   
ผมขมวดคิ้วแล้วกลืนลึกขึ้นกว่าเดิม พยายามใช้ลิ้นและดูดแรงขึ้น
   
“ฮื่อ”
   
ครามคำรามในลำคอ
   
“—ไลม์”
   
มาแล้ว
   
ผมเหลือบมองคราม รู้สึกพอใจที่เห็นอีกฝ่ายขบกรามกรอดจ้องผมไม่วางตา
   
“มันไม่อร่อย”
   
ครามพูดเสียงต่ำ พยายามกดดันให้ผมล้มเลิกความคิดที่จะกลืน ซึ่งมันก็จริงอย่างที่ครามว่า รสชาติมันก็ไม่ได้ดีแต่ผมก็ยังอยากเห็นสีหน้าอายๆ ของครามหลังจากที่ผมกลืนมันจนหมดอยู่ดี
   
แน่นอนว่าสิ่งที่ผมทำคือไม่สนใจและตั้งหน้าตั้งหน้าดูดแรงกว่าเดิม ใช้ลิ้นเลียส่วนหยักย้ำๆ จนในที่สุดครามก็แตกตามที่ผมต้องการ
   
“!!”
   
ผมกระพริบปริบเพราะกลืนไปได้แค่อึกสองอึกก็ถูกครามดึงตัวออก แล้วเจ้าหมาของผมก็ทิชชู่ที่ผมเตรียมไว้เช็ดแผลมารองน้ำที่เหลือทั้งหมดแทน
   
“ผมยังไม่อิ่มเลย”
   
ผมใช้มือหลังเช็ดปากตัวเองและมองครามด้วยสายตาตัดพ้อ
   
“กินแค่รองท้องก็พอครับ เดี๋ยวบอสกินข้าวไม่ได้”
   
ครามหน้าแดงแล้วขยำทิชชู่ทิ้งไว้บนเตียง เจ้าหมาจ้องผมนิ่งขยับหูและหางไปมา ดูกระวีกระวายเหมือนกำลังพยายามตัดสินใจอะไรบางอย่าง ผมยังไม่ทันได้ถามว่าเป็นอะไร ครามก็ลงมาอุ้มผมจากพื้นขึ้นมานั่งบนตักตัวเองอีกครั้ง ซึ่งทุกอย่างก็เกิดขึ้นเร็วมาก
   
“..คราม”
   
ผมหน้าแดงก่ำเมื่อเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำบ้าง ทั้งกางเกงและกางเกงชั้นในผมถูกดึงรั้งลงไปอยู่ที่เข่า
   
“ผมไม่เอาเข้านะ เดี๋ยวมันจะนาน”
   
ครามก้มลงเลียคอผมพร้อมๆ กับสอดนิ้วเข้ามาในตัวผม
   
“ฮึก”
   
ผมซุกหน้ากับอกครามและสะอื้นด้วยความเสียวซ่าน เมื่อถูกกระตุ้นจุดอ่อนในเวลาแทบจะเดียวกัน ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมกับแค่การมีอะไรกับผมไม่กี่ครั้ง ทำไมครามถึงได้รู้จุดอ่อนของผมเกือบทั้งหมดหรือแม้กระทั่งจุดที่ผมไม่รู้ด้วย
   
“ช้าๆ หน่อย”
   
ผมบอกครามเมื่อนิ้วร้อนๆ ของครามกดย้ำไม่หยุด ซึ่งนอกจากมันจะทำให้ผมน้ำตาซึมแล้วมันยังทำให้ผมหลุดเสียงน่าอายออกมาอีก ผมแทบจะกลั้นไว้ไม่ได้เลย

นี่มันใช่เสียงผมจริงๆ เหรอ
   
“คราม ผมขอร้อง อย่า อย่าเลีย”
   
ผมสะอื้นเพราะตอนนี้เจ้าหมาลามมาถึงกกหูผมแล้ว
   
“ไลม์”
   
ผมหน้าแดงกว่าเดิม รู้สึกฉุนนิดหน่อยที่ตัวเองตอนนี้ไม่สามารถขัดขืนหรือทำอะไรได้เลย แต่พอโดนนิ้วของครามกระตุ้นมากเข้า ผมก็ยอมทิ้งยางอายตัวเอง
   
“..ไลม์”
   
ผมอายจนพูดแทบไม่ออก ไม่แปลกใจเลยทำไมครามถึงได้เอามือปิดหน้าหนีผมขนาดนั้น
   
แล้วให้ตายเหอะ ไม่เคยแทนตัวเองด้วยชื่อเล่นเพื่อคุยกับใครมาก่อน
   
“อ๊า!”
   
ทั้งๆ ที่ไม่อยากสร้างแผลให้ครามเพิ่ม แต่สุดท้ายผมก็เผลอจิกหลังครามแน่นและลนลานพูดออกมา
   
“ไลม์ ไลม์ขอร้อง”
   
หน้าผมร้อนจนไม่รู้จะร้อนยังไง นี่มันน่าอายมากเลยอ่ะ ผมไม่เคยหมดสภาพขนาดนี้มาก่อนในชีวิต
   
สัญชาตญาณอัลฟ่าของผมเมื่ออยู่ต่อหน้าอัลฟ่าหมาป่าอย่างครามก็ไม่มีประโยชน์สักนิด ผมพ่ายแพ้อย่างหมดรูปจริงๆ
   
“ผมไม่ได้ยิน”
   
ชักจะได้ใจเกินไปแล้ว
   
ผมประท้วงในใจแต่ก็เถียงอะไรไม่ออก

นิ้วของครามเข้าไปลึกชะมัดเลย
   
“ไลม์—ขอร้อง อ๊ะ”
   
ผมพยายามพูดให้จบประโยคแม้ว่ามันจะได้เป็นประโยคกระท่อนกระแท่น และมันก็จบลงที่ความล้มเหลวเพราะผมเสร็จก่อน ผมตัวสั่นและตาลอยไปพักหนึ่งอย่างควบคุมไม่ได้ ซึ่งครามก็ยอมถอนนิ้วออกและปล่อยให้ผมนั่งนิ่งๆ พักหายใจสักพักพร้อมกับหยิบทิชชู่มาเช็ดคราบที่เลอะให้ผม
   
“ให้ผมอาบน้ำให้ไหม”
   
หลังจากเช็ดเสร็จครามก็กอดผมหลวมๆ
   
“ไม่ต้อง” ผมพูดเสียงเบา
   
“ครับ”
   
ครามตอบผมอย่างกระตือรือร้นและกระดิกหาง ดูมีความสุขมากจนผมเอ็ดอะไรไม่ลง
   
“ไปอาบน้ำไป เดี๋ยวผมทำอะไรให้กิน”
   
ผมขยับตัวขึ้นไปจูบแก้มครามแล้วผละออก ซึ่งเจ้าหมาของผมก็หน้าแดง ไม่รู้จะเขินอะไรนัก แต่ผมก็เหนื่อยเกินกว่าจะแกล้งต่อเลยไม่ได้จูบอีก
   
ผมมองตามหลังครามที่กระวีกระวายเข้าไปในห้องน้ำตามคำสั่งของผมด้วยรอยยิ้ม และถอดชุดที่ใส่วันนี้ออกเพื่อที่จะไปใส่เสื้อยืดง่ายๆ กับกางเกงขาสั้นแทน ซึ่งผมก็ไม่ลืมที่จะถอดคอนแทคเลนส์แล้วกลับไปใส่แว่นเหมือนเดิม
   
ผมเอาชุดเก่าใส่ตะกร้าและเดินกลับไปห้องครัว รู้สึกไม่ค่อยชินเท่าไหร่ที่มีคนกินข้าวด้วย เอาเข้าจริง ครามก็เป็นคนแรกเหมือนกันที่ได้กินฝีมือผมเพราะที่ผ่านมาผมไม่เคยทำอาหารให้ใครกินมาก่อน
   
ขนาดพี่ชายผมเองยังไม่เคยกิน อาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมทำอาหารได้
   
ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจพี่ชายผมเท่าไหร่ ผมพอจะสัมผัสได้ว่าพี่พยายามจะดีกับผมแต่พี่ก็ไม่ได้ใส่ใจกับผมขนาดนั้น หลายครั้งที่ชอบซื้อขนมมาฝากผมซ้ำๆ ทั้งๆ ที่ผมเคยบอกไปแล้วว่าไม่ชอบกิน ซึ่งพี่ผมก็อาจจะตีความไปเองว่าผมเกรงใจล่ะมั้ง
   
ครอบครัวของผมมันประหลาดเกินไป
   
ผมคิดเรื่อยเปื่อยและทำอาหารด้วยไป อาศัยสูตรอาหารจากความทรงจำอันเลือนรางสมัยเด็กของผม ตอนที่ผมแอบดูแม่ทำอาหาร
   
แม่ผมเป็นคนที่ทำอาหารอร่อยมาก และมันก็เป็นไม่กี่อย่างที่น่าจะถือเป็นความทรงจำที่ดีที่ผมพอจะนึกออกเกี่ยวกับแม่ ถึงแม่จะไม่ชอบให้ผมมายืนดูก็เถอะแต่ผมก็พยายามแอบดูอยู่ดี เพราะมันเป็นไม่กี่อย่างที่แม่ทำแล้วดูมีความสุข
   
ถึงแม้ว่าเงินที่แม่จะได้มาจากทำงานมันจะไม่ได้เยอะอะไร แต่ผมก็เห็นว่าแม่ก็ยังยอมเจียดไปกับวัตถุดิบในการทำอาหารให้ออกมาดีที่สุด ซึ่งมันก็น่าจะเป็นไม่กี่อย่างที่แม่ผมทำแล้วภูมิใจในตัวเอง
   
ผมตอนเด็กคิดบ่อยๆ ว่าจะดีกว่านี้ไหม ถ้าแม่เลิกรอพ่อแล้วไปลองลงทุนเปิดร้านอาหารดู ไม่ต้องเป็นร้านใหญ่ก็ได้ เป็นแค่ร้านเล็กๆ ที่สามารถเติมเต็มฝันแม่ได้ก็พอ
   
ผมจะยอมกินข้าวให้น้อยลงและต้องการให้น้อยลงเพื่อให้แม่มีเงินมากขึ้น เผื่อว่าจะมีสักวันที่แม่จะเป็นโอเมก้าที่สามารถรวยได้ตัวเองโดยที่ไม่ต้องพึ่งอัลฟ่า
   
แต่ผมก็ทำได้แค่คิดเพราะผมไม่มีความกล้ามากพอที่จะบอกแม่หรอก วันทุกวันแม่เอาแต่รอดอัลฟ่าคนนั้น คาดหวังลมๆ แล้งๆ ทุกวันว่าอาจจะเป็นวันพรุ่งนี้ก็ได้ที่เขาจะมา จนคนที่รอพึ่งพาแม่ทนรอด้วยไม่ไหว รวบรวมเงินค่าเดินทางและไล่ให้ผมกับแม่ไปหาพ่อด้วยตัวเอง
   
ทั้งๆ ที่มันผ่านมานานมากแล้ว น่าจะเกินยี่สิบปีแต่ความทรงจำวันที่ผมเจอพ่อผมครั้งแรกมันก็ชัดเจนจนเหมือนเกิดขึ้นเมื่อวาน และมันก็เกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมาตอนที่ผมนอน
   
ผมเหยียดยิ้มตอนนึกถึงสีหน้าพ่อที่เห็นหน้าแม่กับผมครั้งแรก
   
คนๆ นั้นจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยมีอะไรกับแม่ผม จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ารับปากอะไรไว้และผรุสวาทสาปส่งแม่จนแม่ผมร้องไห้ มือที่ยอมจับมือผมไม่กี่ครั้งสั่นเทาจนน่ากลัว
   
เอาเข้าจริงแค่การเหยียบเข้ามาในเขตของพวกอัลฟ่ามีเงินก็ทำแม่ผมกลัวพอแล้ว การเป็นโอเมก้าในสังคมนี้คือการอยู่จุดต่ำสุดของห่วงโซ่อาหารโดยเฉพาะแม่ผมที่ทำอาชีพขายบริการ ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าจะเหยียดกันไปทำไมในเมื่อลูกค้าของแม่ผมส่วนใหญ่ก็เป็นพวกอัลฟ่าที่มาหาเศษหาเลยตอนที่ภรรยาที่บ้านเผลอกันทั้งนั้น
   
สังคมห่วยแตกนี่มันเต็มไปด้วยความย้อนแย้ง
   
แม่ผมยืนห่อตัวและตัวสั่น ดูอับอายแต่ก็ยังพยายามยืนยันในสิ่งที่ตัวเองเชื่อมาตลอด แม่ผลักผมไปข้างหน้าและจับหน้าผมให้พ่อเห็น ซึ่งจนถึงตอนนี้ผมก็ยังจำสีหน้าพ่อได้ดี
   
‘ไลม์ไง คุณอยากได้ลูกคนที่สองชื่อไลม์ไม่ใช่เหรอ’
   
แม่ผมพูดเสียงสั่น ดูกลัวมากแต่ก็พยายามมากที่จะให้พ่อผมยอมรับให้ได้เพื่อที่จะหลุดพ้นจากชีวิตแบบเดิมสักที และวิธีนี้ก็เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดเท่าที่แม่จะทำได้
   
แต่น่าเสียดายที่แม่ผมก็อาจจะดูละครมากเกินไป อาจจะฟุ้งฝันเกินไปว่าตัวเองจะเป็นเหมือนโอเมก้าแสนโชคดีในเรื่องที่บังเอิญท้องกับอัลฟ่าไฮโซสุดหล่อและเขาก็รับไปอยู่ด้วยเพื่อดูแลทั้งแม่และลูก
   
ได้มีโอกาสสร้างรังรัก ได้รับชีวิตใหม่ที่ดีเหมือนฝัน ได้กลายเป็นคุณนายโอเมก้าแสนสวยผู้โอบอ้อมอารีย์ที่กลับมาช่วยเหลือเพื่อนโอเมก้าที่ยังใช้ชีวิตอย่างยากลำบากอยู่
   
แต่มันก็ไม่ใช่ทุกคนที่โชคดีแบบนั้น
   
‘แต่กูไม่ได้อยากมีกับมึงไง!!’
   
พ่อผมตะคอกพร้อมกับถลึงตามองแม่ผมก่อน ก่อนที่จะเบิกตากว้างตอนที่เห็นว่าผมมี ‘ตาสีฟ้า’ แบบที่พวกอัลฟ่าชั้นสูงมี ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่แม้แต่พ่อกับพี่ชายผมไม่มี
   
‘มันไม่ได้เป็นโอเมก้าเหมือนมึงใช่ไหม’
   
พ่อผมเริ่มสนใจผมขึ้นมาบ้าง บีบคางผมและบังคับให้ผมหันไปมาเพื่อสำรวจใบหน้าของผมที่คล้ายคลึงกับพ่อหลายส่วน
   
‘ค่ะ เป็นอัลฟ่า’
   
พ่อผมยิ้มด้วยความพอใจแต่ผมกลับรู้สึกเจ็บปวดกว่าเดิมที่ถูกทั้งพ่อทั้งแม่ปฏิบัติราวกับว่าเป็นมนุษย์ที่ไม่มีชีวิตจิตใจ ถ้าเกิดผมเป็นโอเมก้าคงไม่วายถูกทิ้งอย่างไม่ลังเล
   
ทำไมกับแค่เพศกำเนิดถึงได้เป็นตัวตัดสินชีวิตของมนุษย์ถึงขนาดนั้น
   
ผมไม่เข้าใจ
   
ผมคิดและชิมข้าวผัดที่ผมทำ ความเป็นอัลฟ่าจิ้งจอกทำให้ผมทำอาหารได้ง่ายขึ้นเพราะผมค่อนข้างไวต่อกลิ่น การเลือกวัตถุดิบเพื่อใช้ในการทำอาหารอะไรพวกนี้ให้อร่อยขึ้นเลยไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผมเท่าไหร่
   
เอาเข้าจริงผมก็แอบคิดว่าถ้าแม่เป็นอัลฟ่าก็คงเป็นอัลฟ่าจิ้งจอกเหมือนผม เพราะฝั่งพ่อไม่มีใครที่เป็นอัลฟ่าจิ้งจอกเลย แต่เพราะแม่ผมเป็นโอเมก้านั่นแหละ ทุกอย่างมันเลยแย่ไปหมด และมันก็ไม่ใช่ความผิดของแม่เลย
   
“ไลม์”
   
ผมหลับตาหยีเมื่อถูกหมาป่าหอมกลิ่นสบู่จู่โจมจากด้านหลัง มันตะครุบตัวผมและจูบคอผม
   
“รอก่อน อีกสักพักก็เสร็จแล้ว”
   
ผมปล่อยให้ครามกอดแน่น ไม่ได้ว่าอะไร
   
“ผมทำไลม์ร้องไห้เหรอ”
   
“..เปล่า”
   
ผมเอาหลังมือเช็ดน้ำตาที่ซึมออกมา ให้ตายเถอะ นึกถึงเรื่องนี้ทีไรมันก็ทำให้มันผมเผลอร้องไห้ทุกที
   
ผมไม่รู้ว่าตัวเองผ่านมันมาได้ยังไง ทั้งๆ ที่มันเจ็บปวดขนาดนั้น
   
จิตใจผมมันแหลกสลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผมถูกเพิกเฉยจากแม่และเหยียบย่ำต่อจากพ่อ ผมไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิดด้วยซ้ำ หรืออาจจะผิดที่ผมเองเกิดมาตั้งแต่แรกนั่นแหละ
   
ถ้าการเป็นอัลฟ่ามันดีนักหนา ทำไมผมถึงต้องเจ็บปวดขนาดนี้ล่ะ
   
“ไม่ร้องนะครับ”
   
“อือ”
   
ผมตอบครามในลำคอแต่ก็ยังไม่วายสะอื้นออกมา ผมกลั้นน้ำตาจนผัดเสร็จและเอาใส่จาน พยายามทำอาหารให้เสร็จก่อนเพราะข้าวผัดหมูเป็นเมนูสุดท้ายที่ผมทำ ส่วนเมนูที่เหลือเสร็จจนผมวางบนโต๊ะรอครามมากินแล้ว
   
พอวางมือจากกระทะได้ผมก็ถอดแว่นแล้วเช็ดน้ำตาตัวเอง รู้สึกสมเพชตัวเองที่อ่อนแอซะเหลือเกิน ไม่ว่าผมจะพยายามยังไง ผมก็ไม่สามารถรับมือกับอดีตของตัวเองได้สักที ผมลืมมันไม่ไหวพอจะก้าวข้ามได้ก็จะถูกพ่อกระชากกลับมายอมรับความจริง
   
ผมมันห่วยแตกอย่างที่พ่อว่าจริงๆ นั่นแหละ
   
ไลม์ อัลฟ่าสุดเพอร์เฟคและน่าอิจฉา ทายาทเจ้าของธุรกิจสูทดัง การศึกษาเพียบพร้อมและมีเงินถุงเงินถังให้ใช้เล่น  ของพรรค์นั้นไม่มีอะไรจริงสักอย่าง ไม่มีใครรู้จักผมจริงๆ  แถมพ่อยังทำกับเหมือนกับว่าอยากจะซ่อนผมที่ห่วยแตกเอาไว้เป็นความลับและบังคับให้ผมทุกอย่างที่เป็น ‘ไลม์’ ที่พ่ออยากได้
   
มันอาจจะดีกว่านี้ถ้าเมียเก่าพ่อไม่ตายไปก่อนที่จะมาเจอแม่ผม มันอาจจะดีกว่านี้ถ้าพ่อได้ไลม์ของพ่อไป ไม่ใช่ผมที่ต้องมารับบทเป็นไลม์ให้พ่อ
   
ทำไมต้องเป็นผมล่ะ ทำไมผมต้องมาเจอเรื่องพวกนี้ด้วย
   
“บอส บอสครับ”
   
ให้ตายสิ ผมร้องไห้อีกแล้ว
   
“ผมรักบอสนะ”
   
“อือ”
   
ผมใส่แว่นคืนแล้วหันไปซุกกับตัวคราม เจ้าหมาตัวโตที่ผมบังเอิญเก็บมาเลี้ยงและบังเอิญยิ่งกว่าที่สามารถกลายเป็นคนได้ ผมไม่คิดเลยสักนิดว่าตัวเองจะได้มีวันที่เก็บอัลฟ่าหมาป่ามาเลี้ยง
   
แต่ทั้งชีวิตผม ผมก็ดวงสมพงษ์กับหมาตลอด ไม่รู้ทำไมเหมือนกันว่าทำไมผมถึงได้ดึงดูดหมานัก
   
“ไม่ร้องนะครับ”
   
ผมซุกกับอกครามหลับตาและปล่อยให้ร่างกายใหญ่โตของอัลฟ่าหมาป่าโอบกอดผม กลิ่นฟีโรโมนอัลฟ่าหมาป่าบนตัวครามทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายลง มือเย็นเฉียบของผมถูกครามกุมแน่น
   
ผมชอบหมาเพราะพวกมันไม่ตัดสินผมหรือต่อให้ตัดสินผม ผมก็คงฟังไม่รู้เรื่องอยู่ดี
   
แต่หมาตัวนี้ไม่เหมือนตัวอื่นของผม
   
“กินข้าวกันนะครับ”
   
ครามโอบตัวผมและพาผมไปนั่งที่เก้าอี้ ทำราวกับว่าผมเป็นเด็ก ซึ่งผมก็ไม่ปฏิเสธหรอกว่าตอนนี้ผมกำลังทำตัวผมเป็นเด็ก ผมอาจจะเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ ที่ติดอยู่ในร่างผู้ใหญ่ก็ได้
   
เด็กชายไลม์ที่ถูกแม่เดินจูงเข้ามาในโลกของผู้ใหญ่และผลักทิ้งเอาไว้ในนั้น
   
ผมหลงทาง หกล้ม ร้องไห้ แต่ก็ไม่เคยมีใครได้ยิน ไม่เคยมีมนุษย์จริงๆ คนไหนที่รับรู้ความเจ็บปวดของผม ในโลกที่ว่างเปล่ามีแต่เสียงร้องไห้ของผมดังกังวาน ผมโดดเดี่ยวจนรู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียวบนโลกห่วยแตกนี่
   
ผมทำดีกับคนอื่นก็แค่เพราะไม่อยากให้คนอื่นมาเจอเรื่องแย่ๆ เหมือนผม
   
มีแค่ผมที่เจ็บปวดมันก็มากเกินพอแล้ว
   
ผมรู้ว่าตลอดหลายปีมานี้มีคนสนใจผมและอยากเข้าหาผม แต่ผมก็กลัวเกินกว่าจะบอกความลับของตัวเองกับใคร การเติบโตมาในครอบครัวห่วยๆ ทำให้ผมกลัวการเปิดใจกับมนุษย์ด้วยกัน
   
ตัวตนผมจริงๆ ไม่ได้น่าสนใจเท่าไหร่หรอก ไม่ได้สมบูรณ์แบบ ไม่ได้มีความทะเยอทะยานอะไร แทบจะไม่รู้ตัวแล้วด้วยซ้ำว่าทุกวันนี้กำลังทำอะไรอยู่ ได้แต่ทำตามคำสั่งพ่อไปวันๆ และพยายามอย่างหนักเพื่อความรุ่งโรจน์ของมาเวอร์ริก
   
หงิง
   
“กินข้าวกันนะครับ”
   
ครามที่ลากเก้าอี้มานั่งข้างๆ ผมซุกหน้ากับมือผมแล้วช้อนตามองผม
   
“นะครับ ไลม์”
   
ผมหลุดยิ้มตอนที่ครามทำหน้าเหมือนตอนที่เจอกันครั้งแรกใส่ผม
   
“คุณไม่ใช่ลูกหมาซะหน่อย เลิกทำหน้าแบบนั้นได้แล้ว”
   
ทำไมครามถึงสามารถทำสีหน้าลูกหมาถูกทิ้งในร่างคนได้ ผมไม่เข้าใจแต่มันก็ออกมาน่ารักและน่าสงสารมาก จนผมเริ่มไม่แน่ใจอีกรอบว่าเป็นคนเดียวที่แกล้งผมเมื่อกี้
   
ผมไม่รู้ว่าทำไมอัลฟ่าหมาป่าถึงสามารถน่ารักได้ขนาดนี้ ถึงผมจะรู้อยู่แล้วก็เถอะว่าหมาป่าตัวนี้สามารถฆ่าผมได้ แต่แล้วยังไงล่ะในเมื่อผมชอบมันขนาดนี้
   
“ก็บอสเศร้านี่นา”
   
“ผมก็หยุดร้องแล้วไง”
   
ผมพยายามยิ้มให้ครามสบายใจแต่เจ้าหมาก็ไม่ยอมปล่อยมือผม ดึงดันที่จับมือผมไปด้วยกินข้าวไปด้วย จนผมส่ายหัวด้วยความระอาใจแล้วยอมกินทั้งอย่างนั้น
   
อย่างน้อยๆ ผมก็ไม่ได้อยู่ในโลกห่วยแตกนี่คนเดียวแล้วล่ะนะ

---

 :katai4:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2013
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-1

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด