Boss's Secret #ความลับของบอส ตอนที่ 11 16 ม.ค 63 p.3
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: Boss's Secret #ความลับของบอส ตอนที่ 11 16 ม.ค 63 p.3  (อ่าน 4642 ครั้ง)

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7749
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
พ่อหมาป่าเราก็ไม่ธรรมดานะ

ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2338
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +199/-6
งู้ยยยย คุณบอสเซ็กซี่มาก.  :hao5:

ออฟไลน์ Ginny Jinny

  • ความเป็นจริงมันวุ่นวาย ก็ขอให้ใจมันสบายๆในความฝัน
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2336
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +51/-4
สงสารหมาน้อยที่คอยห้ามใจตัวเอง :laugh:

ออนไลน์ Foggy Time

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 906
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +226/-1
ตอนที่ 11

   
TW : Child abuse (การทารุณเด็ก)

   
‘มาเวอร์ริก’
   
เป็นคำที่ผมจำได้ก่อนที่จะเป็นชื่อของตัวเอง
   
ในช่วงที่แม่ทำงาน แม่ก็จะทิ้งผมไว้ในห้องแคบๆ กับสูทตัวหนึ่งที่มีเข็มกลัดอีกาสีทองวางอยู่บนนั้น และบอกผมว่าให้หัดพูดคำว่า ‘มาเวอร์ริก’ ไว้เพราะสักวันมันจะเป็นของผม
   
ผมตอนนั้นที่เด็กเกินกว่าจะเข้าใจว่าแม่หมายถึงอะไร แต่แม่บอกให้ผมจำผมก็จำเพราะผมอยากเป็นเด็กดีที่แม่รัก ผมไม่สนใจด้วยซ้ำว่าสภาพความเป็นอยู่ตัวเองมันย่ำแย่ขนาดไหน
   
ผมรู้เพียงว่าโลกทั้งใบของผมคือแม่กับมาเวอร์ริกอะไรนั่น และผมก็ใช้เวลาวันทั้งวันในการพูดมันซ้ำๆ ฆ่าเวลารอแม่กลับมาจากการทำงาน ซึ่งระหว่างนั้นก็จะมีคุณน้าโอเมก้าใจดีแวะมาดูผมบ้าง แน่นอนว่าผมจำหน้าพวกคุณน้าไม่ค่อยได้เพราะแสงไฟในห้องมืดสลัวไปหมด แล้วคุณน้าที่แม่ฝากมาดูผมก็ไม่ได้สนใจผมขนาดนั้นด้วย
   
ส่วนใหญ่ก็แค่เอาอาหารมาให้ผมแล้วก็ไป น้อยคนมากที่จะคุยกับผม
   
‘เขาทำงานกันก็เหนื่อยมากพอแล้ว ไม่มีเวลาสนใจมาสนใจเด็กอย่างแกหรอก’
   
แม่ผมบอกแบบนั้นตอนที่ผมถามแม่เพราะรู้สึกเหงาจนทนไม่ไหว แต่พอรู้ว่าคุณน้าทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง ผมก็ยอมที่จะอยู่เงียบๆ เหมือนเดิม
   
แต่มันก็เหงา เหงามากๆ เลย แม่ก็ไม่ชอบคุยกับผม ไม่ชอบให้ผมพูดหรือร้องไห้ ถ้าผมขัดคำสั่งแม่ แม่ก็ขู่ว่าจะเอาผมไปทิ้งเหมือนที่เคยทำตอนผมเด็กๆ ที่เอาแต่ร้องไห้ไม่อยากให้แม่ไปทำงาน
   
ไม่เอา ไม่เอาแล้ว ผมไม่อยากโดนทิ้งแล้ว แต่ผมก็ไม่อยากอยู่ในห้องมืดๆ นี่คนเดียวเหมือนกัน มันเหงามากเลย เอาเข้าจริงแค่เดินไปตรงหน้าต่างผมยังเดินไปไม่ได้เลยเพราะโซ่ที่ล่ามข้อเท้าผมไว้มันยาวไม่ถึง
   
ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมแม่ต้องกลัวผมหนีด้วย ถึงแม่จะไม่ค่อยชอบผมแต่ผมก็ชอบแม่ ผมอยากให้แม่ลูบหัวผมแล้วพูดเรื่องพ่อกับความฝันของแม่อีก
   
ความฝันที่แม่บอกว่าอยากจะเป็นอิสระจากที่นี่ อยากจะเป็นคุณนายโอเมก้าที่มีเกียรติให้คนอิจฉา อยากจะร่ำรวยจนสามารถซื้อทุกอย่างที่ต้องการได้ มีครั้งนึงที่ผมเคยถามแม่ด้วยความสงสัยว่าแล้วเมื่อไหร่ความฝันของจะเป็นจริง
   
รอยยิ้มของแม่ก็หายไปทันทีก่อนจะกลับไปเซื่องซึมอีกครั้ง
   
‘จนกว่าพ่อจะมารับเรา’
   
ผมอยากจะถามแม่ต่อว่าแล้วเมื่อไหร่พ่อจะมารับแต่ผมก็ไม่กล้าถามเพราะแม่อารมณ์ไม่ดีแล้ว ถ้าผมฝืนถามไปอีกผมอาจจะโดนแม่ทำโทษอีก
   
วันทุกวันผมเลยได้แต่นั่งเหม่ออยู่ในห้อง เฝ้ารอเหมือนกับแม่ว่าเมื่อไหร่พ่อจะมารับและพยายามพูดคำว่า ‘มาเวอร์ริก’ ให้ชัดที่สุดเพราะแม่บอกว่าถ้าผมพูดได้ พ่อจะดีใจมาก
   
“กินอะไรรึยัง ไลม์”
   
ผมเงยหน้ามองคุณน้าที่เปิดประตูเข้ามาและเอียงคองงๆ
   
ไลม์?
   
ผมกระพริบตาปริบไม่เข้าใจเท่าไหร่ว่ามันหมายถึงอะไร
   
“..ไลม์”
   
ผมพึมพำพูดเสียงเบา
   
มันเป็นครั้งแรกเลยที่ผมเคยได้ยินคำนี้
   
“ชื่อของหนูไง” คุณน้าที่ผมเพิ่งเคยเจอครั้งแรกทำสีหน้าประหลาดใจ “อย่าบอกนะว่าที่แม่นั่นพูดเป็นเรื่องจริง โอ๊ย ให้ตายเถอะ อายุขนาดนี้แล้วยังไม่รู้ชื่อตัวเองอีก”
   
“...”
   
ผมไม่ได้ชื่อมาเวอร์ริกหรอกเหรอ
   
ชั่วพริบตานั้นเหมือนโลกผมถล่มลงมา ผมไม่รู้ว่าตัวเองเสียใจอะไรนักแต่ก็นั่งน้ำตาไหลจนคุณน้าใจดีทำอะไรไม่ถูก พยายามหาอะไรมาปลอบผม
   
“..ไม่ร้องนะ ไลม์ ไม่ร้อง นี่น้าซื้อนมมาฝากหนูด้วย กินสิ”
   
“...”
   
ผมโยนชุดสูทในมือทิ้งแล้วนั่งตัวสั่นเทา ยกมือปิดปากไม่ให้สะอื้นออกมา เพราะแม่ไม่ชอบให้ผมร้องไห้ ถ้าผมร้องไห้แล้วแม่มาเห็นแม่ก็จะโกรธผม
   
ผมเป็นตัวปัญหามากพอแล้ว
   
“หยุดร้องได้แล้ว ไลม์ อัลฟ่าอย่างหนูต้องเข้มแข็งสิ หนูเป็นความหวังของแม่เขานะ ห้ามร้อง”
   
คุณน้าใจดีหยิบผ้าเช็ดหน้าตัวเองมาเช็ดน้ำตาให้ผมและพูดปลอบผมด้วยน้ำเสียงที่แม่ผมไม่เคยทำ
   
“แม่หนูเป็นโอเมก้า ถ้าหนูไม่ช่วยแม่ก็ไม่มีใครช่วยแม่ได้แล้วนะ”
   
แล้วผมล่ะ ใครจะช่วยผม
   
“เดี๋ยวคุณพ่อของหนูก็มารับแล้ว ถึงตอนนั้นก็อย่าลืมน้าๆ ที่เคยเลี้ยงหนูนะ”
   
“...”
   
ที่คุณน้าใจดีกับผมก็เพราะว่าอยากเจอพ่อผมเหมือนกันเหรอ
   
ทำไมทุกคนถึงได้ชอบพ่อผมนัก ทำไมถึงได้ให้ความสำคัญกับคนที่ไม่เคยมาดูดำดูดีผมกับแม่ซะเหลือเกิน ทำไมถึงได้ยอมรับคนแบบนั้นแต่ไม่ยอมรับผม
   
ทำไมถึงไม่รักผม?


   
“บอส บอสครับ! บอส—”
   
แรงเขย่ารุนแรงกระชากผมออกจากห้วงฝัน
   
ชั่ววินาทีก่อนที่ผมจะตื่น ผมเห็นตัวเองในตอนนั้นกรีดร้องออกมาอย่างขวัญเสีย ถึงมันจะเพียงภาพขาดๆ เหมือนกระจกภาพความทรงจำที่แตก แต่ผมก็ยังเห็นความอ่อนแอของตัวเองอย่างชัดเจน
   
เด็กชายโง่งมคนนั้นมันก็ยังเป็นผม
   
ผมที่อายุสามสิบกว่าแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถรับมือกับบาดแผลวัยเด็กของตัวเองได้ ยังคงใช้ชีวิตห่วยแตกในทุกๆ วันและคาดหวังว่าตัวเองจะตายสักที
   
แค่เรื่องที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ทำผมเจ็บปวดและปวดหัวมาเกินพอแล้ว
   
ลืมๆ อดีตงี่เง่านี่สักทีเถอะ ไลม์
   
“ผมตื่นแล้ว”
   
ผมคว้ามือเจ้าหมาที่ไม่รู้ว่าแตกตื่นอะไรนักให้หยุดเขย่าตัวผม เพราะถ้าเขย่ามากกว่านี้เกรงว่าที่ผมตื่นมาเตรียมตัวเกือบชั่วโมงจะพังหมด แถมแรงของครามก็เยอะกว่าอัลฟ่าทั่วไปด้วย
   
ผมขมวดคิ้วแล้วหยิบแว่นของตัวเองมาสวมเหมือนเดิม หลังจากที่ตัดสินใจงีบสักพักเนื่องจากสถานที่จัดงานประมูลก็ค่อนข้างไกลและรถติดพอตัว
   
“ตกใจอะไร”
   
ผมถามเสียงดุตามความเคยชิน หงุดหงิดนิดหน่อยที่ถูกขัดขวางการนอน แต่เอาเข้าจริงผมไม่ควรหงุดหงิดเพราะครามช่วยให้ผมหลุดจากความทรงจำพวกนั้น
   
ความทรงจำที่เป็นทั้งความลับและเป็นสิ่งที่ผมทำยังไงก็ไม่สามารถลืมมันจริงๆ ได้สักที
   
“..ผม ผมเห็นสีหน้าบอสไม่ดี เลยคิดว่าบอสน่าจะฝันร้าย ผมเลยปลุกครับ”
   
เจ้าหมาที่ผมเก็บมาเลี้ยงทำหน้าหงอยจนผมแทบจะเห็นหูที่ตกลงมาซึมๆ เหมือนเวลาที่อยู่บ้าน
   
“...”
   
โบ้...

นี่มันโบ้ชัดๆ หมาโกลเด้นตัวเก่าของผมก็ชอบทำหน้าจ๋อยแบบนี้เวลาโดนผมดุ แต่ให้ตายเถอะ นี่ผมเก็บอัลฟ่าหมาป่ามาเลี้ยงนะ สิ่งที่ผมควรได้คือหมาป่าสิ

“ขอบคุณ”
   
ผมพึมพำตอบแล้วเหลือบมองนอกรถก็พบว่าใกล้จะถึงแล้ว แต่ก็ยังพอมีเวลาทำอะไรอีกนิดหน่อย
   
“..บอสโอเคแล้วใช่ไหมครับ”
   
“อืม”
   
ผมส่งเสียงในลำคอแล้วกอดอกจ้อง ‘ตัวอันตราย’ นิ่ง
   
ผมยอมรับเลยว่าพอครามแต่งตัวดีๆ แบบนี้ก็ค่อนข้างดูดีทีเดียว เพราะปกติตื่นมาเจ้าตัวจะแค่รวบผมสีทองยุ่งๆ นั่นลวกๆ ไม่ใส่ใจตัวเองเท่าไหร่ จนบางครั้งตอนผมลูบหัวครามก็แอบรู้สึกว่ากำลังลูบขนหมาอยู่
   
“มีอะไรรึเปล่าครับ”
   
ครามที่ไม่รู้กลัวอะไรผมนัก ตอนนี้ดูจ๋องกว่าเดิม ทั้งๆ ที่ผมยังไม่ได้ดุหรือพูดอะไรเลย
   
ผมขมวดคิ้วแต่ก็ไม่ได้ตอบ ยื่นมือไปดึงรอยยับย่นของเสื้อและช่วยดึงเน็กไทที่ร่นขึ้นให้เพราะเมื่อกี้ผมนอนซบกับตัวคราม ซึ่งจริงๆ มันก็ไม่ได้นุ่มหรือน่านอนอะไรหรอก
   
ผมก็แค่ชอบกลิ่นของครามเท่านั้น
   
กลิ่นฟีโรโมนน่าเกรงขามอ่อนๆ ที่ติดตัวครามทำให้ผมรู้สึกสงบ แน่นอนว่าหลายวันมานี้ที่ผมนอนได้ง่ายขึ้น ส่วนหนึ่งก็เพราะกลิ่นของคราม
   
สำหรับคนอื่นมันอาจจะเป็นกลิ่นฟีโรโมนรุนแรงน่ากลัวที่ชวนให้ตัวสั่น แต่สำหรับอัลฟ่าจิ้งจอกอย่างผมที่ฟีโรโมนทั่วไปไม่มีผลก็เหมือนกับถูกรางวัลเลยทีเดียว ยิ่งวันก่อนที่ครามเกือบจะสติหลุด กลิ่นของครามมันแทบจะทำให้ผมรู้สึกคลั่ง
   
ใช่ นอกจากผมจะไม่กลัวกลิ่นฟีโรโมนอัลฟ่าโบราณเหมือนคนทั่วไปแล้ว ผมยังชอบมันมากๆ อีก
   
กลิ่นของครามมันทำให้ผมสั่นสะท้านไปทั้งตัว ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นมากกว่าหวาดกลัว เพราะผมไม่กลัวตายและโหยหาอัลฟ่าที่แข็งแกร่งกว่าตัวเองมาตลอด
   
ผมรู้ตัวว่าตัวเองอยากถูกปกป้องเพราะที่ผ่านมาผมต้องปกป้องตัวเองจากทุกเรื่องด้วยตัวคนเดียว
   
ถึงครามอาจจะช่วยอะไรผมมากไม่ได้ก็เถอะ แต่อย่างน้อยๆ การได้ที่เจออัลฟ่าที่แข็งแกร่งกว่าและชอบผมเอามากๆ ก็ทำให้ผมพอใจมากเลยทีเดียว
   
“ผมขอจูบคุณได้ไหม”
   
ผมถามนิ่งๆ สบกับนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มที่เปลี่ยนจากซึมๆ กลายเป็นเบิกตากว้างในพริบตา
   
แน่นอนว่ามันเป็นปฏิกิริยาที่ผมพอจะเดาได้อยู่แล้ว เพราะเจ้าหมาป่าตัวโตของผมมีอะไรก็แสดงออกทางสีหน้ากับหางหมด คาดเดาง่ายกว่าลูกค้าอัลฟ่าอารมณ์ปั่นป่วนของผมบางคนอีก
   
“กลิ่นผมจะไม่ติดตัวบอสเหรอครับ”
   
ผมหลุดยิ้มออกมาเพราะเจ้าหมาไม่คิดจะปฏิเสธเลยสักนิด
   
“ติดก็ติดไปสิ”
   
ผมตอบปัดๆ ไม่จริงจังจะให้คำตอบนักแล้วดึงเนคไทครามลงมาจูบ แต่เจ้าหมาก็ขัดใจผมด้วยการยั้งตัวเอาไว้แล้วพยักพเยิดไปทางคนขับรถด้วยใบหน้าแดงๆ
   
“คุณก็เห็นอยู่ว่ามีกระจกดำกั้นอยู่”
   
ผมขมวดคิ้ว
   
“และผมไม่ทำอะไรที่เสี่ยงทำให้ตัวเองถูกเปิดโปงหรอกนะ”
   
พอเห็นครามทำหน้าเข้าใจผมก็ดึงเจ้าหมาตัวโตของผมลงมาจูบอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้ครามยอมให้ความร่วมมือกับผมแต่โดยดี
   
ผมจูบเบาๆ และอ้อยอิ่ง ไม่กล้าลึกซึ้งมากเพราะกลัวว่ามันจะลามไปถึงขั้นอื่นที่ผมยังไม่พร้อมทำ ให้ตายเถอะ ใครใช้ให้เจ้าหมานี่ตัวใหญ่กว่าที่ผมคิดล่ะ ใหญ่ไปหมดทุกส่วนแม้แต่ส่วนนั้นก็ยังใหญ่จนผมยังไม่กล้ารับมันเข้าไป ทั้งๆ ที่ผมก็พอจะเคยใช้ของเล่นไซส์ใหญ่ๆ มาก่อนแต่ไม่เคยคิดจะลองไซส์ขนาดของคราม
   
มันเป็นไซส์ที่ผมยังไม่กล้าลอง แล้วตอนนั้นเจลหล่อลื่นก็หมดพอดีด้วย ผมไม่กล้าเสี่ยงด้วยหรอก ถึงเจ้าหมาจะทำหน้าตาน่าสงสารใส่ผมก็เถอะนะ
   
ผมครางในลำคอเมื่อรู้สึกผ่อนคลาย อาการตึงเครียดที่เกิดจากความเจ็บปวดในอดีตค่อยๆ เบาบางลง ราวกับว่าผมกำลังถูกประคับประคองด้วยความทะนุถนอมจากเจ้าหมาป่าตัวโตที่ถูกทางการตราหน้าว่าเป็นตัวอันตราย
   
ตัวอันตรายที่ว่ากันว่านิสัยโหดร้ายและฆ่าคนได้โดยไม่กระพริบตาแถมยังมีงานอดิเรกคือฆ่าคนทั่วไปอีก
   
ให้ตายเถอะ เรื่องพวกนั้นโกหกทั้งเพ
   
รัฐบาลงี่เง่าพวกนี้ไม่รู้อะไรทั้งนั้นนั่นแหละ ขนาดอัลฟ่าจิ้งจอกพวกนั้นยังรู้ข้อมูลกันแค่นิดหน่อย คิดเองเออเองสามารถควบคุมกลิ่นได้อย่างเดียว ทั้งๆ ที่ผมทำได้มากกว่านั้น
   
“พอ”
   
ผมยกมือดันหน้าครามออกที่เริ่มจะจูบแรงขึ้นจนเริ่มรู้สึกเจ็บปาก คือเมื่อวานผมก็พอจะมีบทเรียนแล้วไงว่าถ้าใจอ่อนมากๆ ก็จะโดนเจ้าหมากัดจมเขี้ยว
   
รอยกัดบนหัวนมผมวันนี้มันยังไม่จางเลย
   
“...”
   
ผมหน้าแดงเพราะครามทำหน้าลามกแบบนั้นอีกแล้ว
   
เจ้าหมานี่อยากเอาผม
   
“พอแล้ว”
   
ผมพูดเสียงดุแล้วจัดชุดให้ครามอีกครั้ง ก่อนจะเอื้อมไปหยิบหน้ากากหมาป่าครึ่งใบหน้าสำหรับผู้ติดตามมาใส่ให้ แน่นอนว่ามันก็ทำให้ผมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องสบตากับคราม
   
...
   
เจ้าหมานี่หล่อชะมัดเลย
   
ถ้าตอนปกติไม่เอาแต่ทำหน้าจ๋องแล้วร้องหงิงๆ ใส่ผมก็คงจะดี แต่ถ้าเลิกหงิงก็คงไม่ใช่หมาตัวเดียวกับที่ผมเก็บมาเลี้ยงอีก
   
“หน้ากากหมาป่าเหรอครับ”
   
ครามถามผมหลังจากที่ผมใส่ให้ครามเสร็จและเช็คความเรียบร้อยของตัวเองในกระจกอีกครั้ง
   
“พวกอัลฟ่าก็ย้อนแย้งแบบนี้แหละ”
   
ผมแค่นเสียงหัวเราะ สำรวจตัวเองในกระจกอีกครั้งเพราะภาพลักษณ์ของผมสำคัญมาก การปรากฏตัวในงานประมูลเพื่อการกุศลครั้งนี้ของผมก็ถือว่าเป็นการประชาสัมพันธ์แบรนด์แบบหนึ่ง ซึ่งเมื่อก่อนคนที่มักจะเข้าร่วมเป็นประจำจะเป็นพ่อผมกับพี่ แต่หลังจากอุบัติเหตุและการรีแบรนด์ก็มีเพียงผมเท่านั้นที่เข้าร่วมงาน
   
‘มาเวอร์ริก’
   
ถือกำเนิดใหม่ในนามของผม อีกาที่รักอิสระตัวนั้นไม่ใช่ของที่ทุกคนจะเอื้อมถึงอีกต่อไป มันกลายเป็นอีกาที่มีเพียงอัลฟ่าที่ถูกเลือกเท่านั้นที่สามารถครอบครองได้
   
เป็นความพิเศษที่ทำลายจุดประสงค์แรกเริ่มของผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่ต้องการให้คนทุกคนสามารถมีสูทดีๆ เป็นของตัวเอง ถ้าเกิดต้นตระกูลผมยังมีชีวิตอยู่ก็คงไม่วายตะกายขึ้นมาจากหลุมมาบีบคอผมที่อาจหาญทำลายอุดมการณ์ของแบรนด์เก่าแก่อายุนับร้อยปีนี้
   
แต่แล้วยังไงล่ะ?
   
ภายใต้การบริหารอันล้มเหลวของพี่ชายผมกับความฟุ้งเฟ้อเพ้อฝันของพ่อมันก็ไม่ได้ทำให้แบรนด์ไปได้ไกลเท่าที่ควร คนที่ถูกมองข้ามที่สุดมาตลอดอย่างผมก็ต้องเข้ามาทำแบรนด์ดิ้งใหม่ทั้งหมดด้วยตัวคนเดียวเพื่อที่จะประคับประคองธุรกิจที่ใกล้จบสิ้นนี้ให้อยู่รอดได้
   
มาเวอร์ริกกลายเป็นของผมอย่างที่แม่ฝันจริงๆ นั่นแหละ
   
แต่ก็น่าเสียดายที่แม่ไม่ทันเห็นฝันของตัวเองเป็นจริงเพราะเสียไปด้วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไปซะก่อน ผมไม่รู้ว่าแม่คาดหวังอะไรจากพ่อนัก คนที่เทิดทูนอัลฟ่าและเงินเหนือสิ่งอื่นใด คนพรรค์นั้นไม่ควรค่าให้แม่พึ่งพาสักนิด แต่ผมก็ว่าอะไรแม่ไม่ได้หรอก ในเมื่อสภาวะที่แม่ต้องทนอยู่มันเปราะบางและสิ้นหวังขนาดนั้น
   
ฉะนั้นเรื่องที่แม่ดูแลผมไม่ดีหรือไม่ชอบผม มันไม่ใช่เรื่องผิด คำสัญญาของพ่อเฮงซวยคนนั้นต่างหากที่ทำให้ผมหงุดหงิดที่สุด เพราะมันเป็นตรวนพันธนาการทำให้ผมกับแม่ตกอยู่ในสภาวะนั้นหลายปีกว่าแม่จะหาทางไปทวงคำสัญญาได้
   
เอาเข้าจริงผมก็ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงลืมเรื่องนี้ไปไม่ได้สักที ทั้งๆ ที่ผมก็คิดว่าผมเข้าใจแม่แล้วแต่เวลาฝันถึงเรื่องนี้ทีไร มันก็จะทำให้ผมรู้สึกหนักใจทุกครั้ง
   
ผมไม่โกรธแม่น่ะ ไม่โกรธจริงๆ แค่รู้สึกเสียใจที่ตัวเองไม่ได้ถูกเลือกบ้างก็เท่านั้น
   
“บอสครับ?”
   
“โทษที ผมเหม่ออีกแล้ว”
   
ผมถอนหายใจ เหนื่อยหน่ายใจกับตัวเองนิดหน่อย ผมตอนนี้ก็รับมือกับอดีตพวกนั้นได้แหละ แต่มันก็ยังเป็นเรื่องที่กวนใจผมอยู่ดี
   
“..ขออนุญาตนะครับ”
   
ผมเลิกคิ้วยังไม่เข้าใจว่าขออนุญาตอะไร เจ้าหมาก็ดึงมือของผมไปจูบบนหลังมือ
   
“เสร็จงานแล้ว เดี๋ยวผมให้กอดนะครับ”
   
“หึ”
   
ผมหลุดหัวเราะเบาๆ ออกมา
   
รู้ดีชะมัดเลย เจ้าหมาป่าของผมเนี่ย
   
ผมอารมณ์ดีขึ้นมานิดหน่อยเพราะอย่างน้อยๆ ช่วงนี้ผมก็พอมีอะไรมาช่วยคลายเครียดบ้าง อย่างเจ้าโบ้ตัวใหม่ของผมก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้ครบถ้วนดี
   
ถามว่าผมมองครามเป็นหมาตัวใหม่ของผมไหม ส่วนหนึ่งก็ใช่แต่อีกส่วนหนึ่งก็ไม่ใช่
   
จัมโบ้ตัวเก่าของผมช่วยให้ผมประคับประคองตัวเองจากเรื่องทั้งหมดมาได้หลายปี
 
ส่วนครามก็คือคราม อัลฟ่าหมาป่าที่ดูน่าสงสารมากจนผมที่ไม่รู้ว่าตอนนั้นบ้าดีเดือดอะไรตัดสินใจเก็บกลับมาแบบไม่กลัวอะไรทั้งนั้น ถ้าตอนนั้นมีคนเห็นผมกับครามพอดีแล้วจับได้ก็คือชีวิตผมก็น่าจะจบตั้งแต่ตอนนั้น

“เด็กดี”

ผมชมแล้วล้วงเอาเข็มกลัดสีทองแบบเดียวที่กลัดบนสูทผมออกมาติดให้กับปกเสื้อของคราม

‘มาเวอร์ริก’

อีกาสีทองสยายปีกอันโดดเด่นที่ทำมาจากทองคำและมีเพียงผู้ที่สวมแบรนด์นี้เท่านั้นที่จะได้รับสิทธิสุดพิเศษนี้ แน่นอนว่าผมติดมันให้กับปกเสื้อของครามอย่างไม่ลังเล

“เงยหน้าขึ้นหน่อย ผมจะปรับเนคไทให้”

ผมสำรวจความเรียบร้อยของครามอีกครั้ง เพราะคนในแวดวงก็จะเป็นที่รู้กันว่าผู้ติดตามของผมส่วนใหญ่จะสวมชุดคอลเลคชั่นใหม่หรือชุดที่ผมต้องการจะโปรโมท

ซึ่งปกติผมก็จะเอาเลขาผมที่เป็นอัลฟ่าเหมือนกันไป แต่ตอนนี้ผมมีครามแล้วก็อยากเอาครามไปด้วยมากกว่า เพราะน่าจะช่วยให้ผมพอจะมีอะไรให้รู้สึกดีบ้าง

“เข้าไปแล้วก็ไม่ต้องตกใจล่ะ ถ้ามีอะไรแปลกๆ ”

ผมบอกครามแล้วมองครามในชุดสูทสีน้ำตาลเข้มหกกระดุมซึ่งเป็นชุดที่ผมพอจะหาได้สำหรับไซส์ตัวขนาดคราม โชคดีที่มันเข้ากันกับครามพอดีทั้งสีผมและบุคลิก ทำให้ครามตอนนี้ดูดีมาก

ผมมั่นใจเลยว่าเจ้าหมาของผมน่าจะเป็นคนที่โดดเด่นอีกคนในงานแน่นอน ถึงจะในฐานะผู้ติดตามของผมก็เถอะ แต่สาเหตุที่ผมยอมมาร่วมงานงี่เง่าพรรค์นี้ก็แค่เพราะอยากหาลูกค้าเพิ่มก็เท่านั้น

“แล้วก็จำไว้ด้วย”

ผมตบอกเจ้าหมาเบาๆ เมื่อรู้สึกว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว

“ว่าอย่าคุยกับใครนอกจากผม”

“ครับ”

ครามพึมพำตอบผมเสียงเบา ดูประหม่าไม่น้อยเพราะตอนนี้ก็เข้าสู่เขตโรงแรมที่จัดงานแล้ว และรอบงานมีสื่อมวลชนที่คอยเก็บภาพไปทำข่าวเต็มไปหมด

“ไม่ต้องกลัว คุณมากับบอสของคุณ”

ผมยิ้มบาง

“และผมจะไม่มีวันทิ้งคุณ”

----

 :katai4:

ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2338
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +199/-6
สงสารบอส เมื่อไหร่จะหลุดออกจากเงามืดในใจได้น้อ

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1551
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +120/-0
กว่าจะยืนหยัดเป็นบอสได้ทุกวันนี้ไม่ง่ายเลยจริงๆ ดีนะ ดีจริงๆที่ได้เจ้าอัลฟาหมาป่าครามมาอยู่ด้วย  :katai2-1: รอตอนต่อไปค่ะ :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ ❣☾月亮☽❣

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7099
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +264/-6
ดีมากๆๆ

ออฟไลน์ Ginny Jinny

  • ความเป็นจริงมันวุ่นวาย ก็ขอให้ใจมันสบายๆในความฝัน
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2336
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +51/-4
ปมในใจต้องใช้เวลากว่าจะอยู่กับมันได้อย่างไม่ทุกข์ใจกอดบอสแน่นๆ :กอด1:

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7749
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
บอสสู้ๆ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด