Boss's Secret #ความลับของบอส ตอนที่ 22 25 ก.ย 64 p.4
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: Boss's Secret #ความลับของบอส ตอนที่ 22 25 ก.ย 64 p.4  (อ่าน 8647 ครั้ง)

ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2228
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +205/-6
เจ้าหมาป่าน่ารักอ่า  โดยเฉพาะตอน หงิงๆ

ออฟไลน์ nikpook

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 288
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
สนุกมากๆค่ะ  :กอด1:  :pig4:

ออฟไลน์ Foggy Time

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 916
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +231/-1
ตอนที่ 19

วันนี้นี่น่าจะเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่ผมสามารถตื่นได้ปกติในวันทำงานและผมก็ยังตื่นก่อนนาฬิกาปลุกด้วย เป็นเรื่องธรรมดาที่พิเศษมากสำหรับผมเพราะผมไม่ได้สัมผัสการนอนเต็มอิ่มแบบไม่ฝันร้ายมานานมาก ซึ่งมันก็ทำให้วันนี้ผมอารมณ์ดีเป็นพิเศษ

ผมยืนหน้ากระจกและแต่งตัวรอเจ้าหมาป่าขนฟูของผมอาบน้ำเสร็จ วันนี้ผมตื่นก่อนครามด้วยซ้ำ กว่าครามจะงัวเงียตื่นขึ้นมาร้องหงิงๆ หาผม ผมก็อาบน้ำเสร็จแล้ว

แน่นอนว่าเข้าออฟฟิศผมก็ต้องใส่สูท ตอนนี้ผมเซ็ตผมและทุกอย่างเกือบจะเสร็จหมดแล้ว เหลือแต่ท่อนบนที่ผมยังไม่ได้ใส่อะไรเพราะรอให้ครามมาช่วย ‘เลือก’ ให้ผม

ผมเหลือบมองของสะสมของผมที่อยู่ในลิ้นชักเกินสี่สิบชิ้นหรืออาจจะมากกว่านั้น ผมไม่แน่ใจเพราะไม่เคยนับจริงจังแต่ถ้าช่วงที่ผมเริ่มใส่บราก็เป็นช่วง ม.ปลาย ช่วงที่ผมเริ่มทนการควบคุมของพ่อไม่ไหว

พ่อควบคุมผมมากเกินไปและผมต้องการที่จะทำสิ่งที่พ่อเกลียด

‘อุบาทว์ ใส่ไปได้ยังไง’

ผมเหลือบมองพ่อที่วิจารณ์อัลฟ่าชายคนหนึ่งที่ใส่บราอย่างหยาบคาย

‘มึงอย่าใส่แบบนั้นกูเห็นเด็ดขาดนะ ไลม์’

วินาทีนั้นแทบจะเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกตื่นเต้นในชีวิตที่น่าเบื่อ ผมตอนนั้นรับปากพ่อแต่พอช่วงจังหวะที่พ่อเผลอผมก็แอบไปซื้อบรามาใส่

ผมไม่รู้ว่าตัวเองบ้าดีเดือดอะไรนักแต่บราตัวแรกที่ผมซื้อคือสีแดงและผมก็ใส่มันทุกครั้งที่มีโอกาส

ตอนแรกผมก็แค่รู้สึกสนุกดีที่ได้พยายามต่อต้านพ่อด้วยวิธีของผม ถึงมันจะเป็นวิธีการที่ห่วยแตกและมีผมคนเดียวที่รู้แต่ผมก็ยังทำมันอยู่ดี

มันเริ่มจากการเล่นสนุกของผมครั้งนั้นจนสุดท้ายกลายมาเป็นความชอบของผม ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นความลับของผมที่ไม่สามารถบอกใครได้และผมก็ไม่คิดจะบอกใคร

ผมมองชั่งใจอยู่สักพักและตัดสินใจหยิบบราลูกไม้สีดำที่เพิ่งมาซื้อมาใหม่ล่าสุด เพราะคิดว่าเจ้าหมาของผมน่าจะชอบ

“บอสครับ ผมต้องใส่อะ---“

ผมเหลือบมองครามและหลุดหัวเราะออกมาเพราะเจ้าหมาผมตกใจจนหูกับหางโผล่ แถมหางที่โผล่ออกมานั้นคือฟูมากจนผมอยากจะลองดึงเล่น

“คุณชอบไหม”

ผมยิ้ม

“วันนั้นผมเห็นคุณมอง”

ครามหน้าแดงมองผมอึ้งๆ

“หรือคุณชอบแบบอื่นมากกว่า วันนี้ผมตามใจคุณ”

ผมเดินเข้าไปหาครามเพื่อแกล้งให้เจ้าหมาหางฟูกว่าเดิม

“สรุปคุณชอบไหม ถ้าไม่ชอบผมจะได้เปลี่ยน”

หงิง

“หงิงอะไร ชอบไม่ชอบคุณก็ตอบผมสิ”

ผมหัวเราะเพราะพอก้มมองผ้าเช็ดตัวที่ครามพาดเอวออกมาก็ถึงเห็นว่าเจ้าหมาของผมคึกอีกแล้ว ให้ตายเถอะ ทำไมถึงได้แตกตื่นตอนเห็นผมใส่บราทุกรอบเลย

“หมาลามก”

ผมเอ็ด

หงิง

“นี่คุณอยากเอาผมทุกวันเลยเหรอ”

ผมแซวไม่จริงจังนักแต่ก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่ ลูกหมาผมเพิ่งอายุเท่าไหร่เองแถมกินอิ่มนอนหลับดีทุกวัน ผิดกับผมที่มีปัญหาเรื่องการนอนมานาน ทั้งนอนไม่หลับและฝันร้ายตลอด สุขภาพเลยไม่ค่อยเอื้ออำนวยต่อการตื่นตัวตอนเช้าเท่าไหร่

“..ไลม์ใส่แล้วสวยมากเลย”

“…”

ผมหน้าร้อนตอนที่อยู่ๆ ก็ได้รับคำชมแบบไม่ทันตั้งตัว และที่ผ่านมาผมก็ไม่เคยถูกใครชมว่าสวยมาก่อนด้วย ครามมองผมนิ่งหน้าแดงและกระดิกหางไม่หยุด

“ผมชอบมากเลย”

ให้ตายเหอะ ทำไมคนที่เขินมากถึงเป็นผมแทนล่ะ
   
อยู่ๆ ผมก็รู้สึกอายจนมองหน้าครามไม่ไหว ไม่เคยมีเคยใครรู้ความลับของผมมาก่อนและต่อให้รู้ผมก็ไม่คิดว่าจะมีใครมองผมด้วยสายตาแบบเดียวกับคราม
   
มันเป็นสายตาเทิดทูน? หรืออะไรสักอย่าง ผมไม่แน่ใจแต่ที่ผมรู้คือครามดูชอบมากจริงๆ อาจจะชอบกว่าผมที่ชอบอีกมั้ง แต่ผมก็ซื้อมาเพราะเห็นครามมองนั่นแหละ
   
ผมก็แค่อยากรู้ว่าเจ้าหมาจะทำหน้ายังไง ถ้าเห็นผมใส่ชุดชั้นในลูกไม้พวกนั้น
   
“ไลม์”
   
ครามเลิกกระดิกหางแล้วจ้องผมนิ่ง
   
“ผมขอได้ไหม”
   
“…”
   
ผมลูบหน้าตัวเองเขินๆ นี่มันมากเกินไปแล้ว แล้วถามผมด้วยสภาพลูกหมาตกน้ำแบบนั้นเหรอ แต่ให้ตายเหอะ ที่แย่กว่าคือผมก็ดันมีอารมณ์เหมือนกัน
   
ผมเอาลิ้นดุนแก้มรู้สึกลังเลนิดหน่อยแต่สีหน้าของครามก็ทำผมปฏิเสธไม่ลง
   
“สิบห้านาที”
   
ผมเหลือบมองนาฬิกาที่แขวนในห้องแล้วยิ้ม
   
“คุณคิดว่าทันไหม”
   
ผมไม่ชอบเข้าออฟฟิศสาย ถึงผมจะเป็นเจ้าของก็เถอะแต่ผมก็ไม่อยากทำตัวเหลวไหลอยู่ดี
   
“ทันครับ”
   
พูดจบเจ้าหมาป่าก็จู่โจมผมทันที ครามก้มลงมาจูบผมและถอดกางเกงผม ผมหลุดครางออกมาตอนที่ครามขยำก้นผมแรงมากเหมือนควบคุมตัวเองไม่ได้
   
กรรซ
   
ครามมุดหัวใส่อกผมไม่ถอดบราออกแต่รั้งลงเพื่อชิมนมผม
   
“คราม ใจเย็นๆ หน่อย”
   
ผมปรามน้ำตาคลอเพราะครามดูดแรงมากและนิ้วที่ช่วยเตรียมตัวผมก็ดูจะรุนแรงเป็นพิเศษ
   
“ไลม์ ผมไม่ไหวแล้ว”
   
“อ๊า!”
   
ผมสะดุ้งเฮือกเมื่อครามแทรกเข้ามาในตัวผมและดันผมไปติดกับกำแพง
   
“ฮื่อ”
   
ผมรู้สึกวูบโหวงในใจนิดๆ เมื่อครามเอาออกมันออกเพื่อที่จะพลิกตัวผมให้หันหน้าเข้าหากำแพงและสอดมันเข้ามาใหม่ลึกกว่าเดิม
   
“..คราม”
   
ผมสะอื้นชื่อครามเพราะเจ้าหมาป่าวันนี้เอาผมแรงมาก เสียงเนื้อกระทบกันดังลั่นจนผมหน้าร้อนไปหมด แม้แต่กลิ่นฟีโรโมนของครามวันนี้ก็ดูจะดุดันเป็นพิเศษ
   
ไม่สิ มันเป็นแบบเดียวกับที่ใช้ขู่พวกชินด้วยซ้ำ
   
ผมตัวสั่นและกลัวจนแทบยืนไม่อยู่แต่ก็ถูกแขนของครามช่วยพยุงตัวไม่ให้ล้ม สติของผมจวนเจียนจะหายไปหลายรอบเพราะความใหญ่โตที่สอดลึกเข้ามาในตัวผม
   
ผมหอบหายใจพยายามประคองสติแต่ประสาทสัมผัสทั้งหมดของผมก็รับรู้แต่ความแข็งแกร่งของอัลฟ่าหมาป่าที่กระแทกกระทั้นเข้ามา ขนาดแว่นของผมตกไปบนพื้นยังต้องใช้เวลาหลายวินาทีกว่าผมจะรู้ตัว
   
“คราม เบาหน่อย”
   
ผมจิกแขนครามและพูดเสียงเบา
   
วันนี้เจ้าหมาป่าของผมคึกชะมัดเลย
   
กรรซ
   
ครามไม่ตอบผมแต่กอดผมแน่น ไม่ผ่อนแรงแต่กลับเอาผมแรงกว่าเดิม มือข้างที่ว่างก็สอดเข้าไปใต้บราและบีบคลึงทำเอาผมเสียวจนพูดไม่ออก
   
หมาป่าตัวนี้มันชักจะได้ใจเกินไปแล้วจริงๆ
   
ผมสะอื้นเมื่อเผลอเสร็จออกมาครั้งหนึ่งแต่ครามก็ยังไม่เสร็จสักที ขาของผมสั่นแต่อัลฟ่าของผมก็ยังไม่ผ่อนแรง เอาผมแรงจนผมแทบจะลืมไปแล้วว่าตัวเองเป็นอัลฟ่า
   
แน่นอนว่าสัญชาตญาณอัลฟ่าในตัวผมมันพยายามแล้วแต่สุดท้ายก็ถูกกลิ่นฟีโรโมนอัลฟ่าโบราณกดจนยอมจำนน และปล่อยให้หมาป่าตัวเขื่องสวาปามจิ้งจอกอย่างผมจนไม่เหลือกระดูก
   
สติของผมหายเป็นพักๆ แต่ก็มีช่วงจังหวะหนึ่งที่ผมพอจะนึกออกว่าผมต้องจัดการเวลา ผมเหลือบมองนาฬิกาแต่ก็มองไม่เห็นอะไรเพราะสายตาสั้นเกินไป
   
ไม่รู้เหมือนกันว่าหมาป่าเจ้าเล่ห์ตัวนี้พยายามจะโกงเวลาผมด้วยวิธีนี้รึเปล่า
   
“ฮึก”
   
ผมสะท้านและเสร็จอีกรอบตอนที่ครามคำรามในลำคอพร้อมกระแทกหนักๆ สองสามครั้งก่อนจะเอาออก ท่อนลำร้อนจัดวางบนหลังผมและแตกออกมา
   
ผมปิดหน้าตัวเองที่ร้อนผ่าวเพราะสัมผัสได้ว่ามันเลอะเต็มหลังผม เผลอๆ ผมอาจจะต้องเปลี่ยนชุดใหม่ทั้งหมดด้วยซ้ำเพราะเจ้าหมาผมก็ปล่อยเยอะทุกรอบ
   
“ทันเวลาพอดีเลยครับ”
   
ครามหยิบแว่นมาใส่ให้ผมและยิ้ม ซึ่งพอผมมองตามก็พบว่าเจ้าหมาของผมทำเวลาได้อย่างฉิวเฉียดจริง ไม่เกินสิบห้านาทีตามสัญญา
   
“...”
   
ผมพูดอะไรไม่ออก ไม่แน่ใจว่าที่คุยอยู่ต่อตอนนี้คือเจ้าลูกหมาของผมหรือหมาป่าตัวร้ายที่เอาผมเมื่อกี้กันแน่ ผมหรี่ตามองครามที่ตอนนี้ผมรู้สึกว่าดูเจ้าเล่ห์เป็นพิเศษ
   
“จริงๆ ผมยังได้อีกหลายรอบนะครับ ถ้าไลม์เปลี่ยนใจ”
   
ผมขมวดคิ้ว
   
เจ้าหมาป่ายังไม่ไปจริงด้วย
   
“ผมไม่เปลี่ยนใจแล้วคุณก็ไปแต่งตัวได้แล้ว”
   
ผมแกะมือครามที่ยังจับเอวผมออกก่อนที่จะค้นพบว่าต้นขาของผมมีรอยมือด้วย ซึ่งก็ไม่แปลกอะไรเพราะเจ้าหมาเอาผมรอบนี้แบบไม่ออมแรงสักนิด
   
“ครับ”
   
ครามตอบและก้มลงจูบผมแบบที่ผมไม่ทันตั้งตัว
   
“ขอบคุณสำหรับอาหารเช้านะครับ”
   
ผมหน้าแดงจนถึงคอเพราะนอกจากครามจะขอบคุณผมแล้วยังเอื้อมมือมาจัดบราที่เบี้ยวให้ผม และผมก็ไม่รู้ว่าบังเอิญรึเปล่ามือของครามที่ได้โดนหัวนมผมพอดีจนผมสะดุ้งเฮือก
   
“ไปได้แล้ว”
   
ผมเอ็ดเสียงดุ ไล่หมาป่าอันตรายออกจากตัวก่อนที่จะโดนมันจับกินอีกรอบ

   

ผมหลับตาจิบโกโกร้อนอย่างผ่อนคลายและปล่อยให้ครามเป็นคนขับรถ จริงๆ ผมอยากขับเองแต่เจ้าหมาป่าเผาผลาญพลังงานผมมากเกินไป
   
“บอสไม่กลัวถูกจับได้เหรอครับ”
   
ผมเหลือบมองครามที่วันนี้สวมโมเดิร์นสูทสีดำ เซ็ตผมเรียบร้อย ดูเป็นทางการและไม่ชินตาผมเท่าไหร่ แต่รวมๆ แล้วก็ดูดี
   
“คุณหมายถึงเรื่องไหนล่ะ”
   
ผมหัวเราะ
   
ความลับของผมมันเยอะจนผมขี้เกียจจะสนใจ
   
“เรื่องใส่บราไปทำงานครับ”
   
ครามหน้าแดง
   
“ก็เหมือนเดิม คราม ผมไม่มีอะไรจะเสีย”
   
ผมกัดแซนด์วิชแฮมที่ซื้อคำนึงแล้วยื่นให้ครามกัดบ้าง
   
“ถ้ากับแค่งานอดิเรกเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้ผมอยากมีชีวิตต่อ ผมยังทำไม่ได้ก็ปล่อยให้ผมตายเถอะ”
   
เอาเข้าจริงผมก็รู้ถึงความเสี่ยงดีแต่ความต้องการของผมมันก็มากกว่าความกลัว อย่างไรก็ตามกับแค่การใส่บราที่ไม่ได้รับการยอมรับในวงกว้างก็คงไม่ได้ทำให้ชีวิตผมเสียหายอะไรขนาดนั้นหรอก
   
อาจจะสูญเสียชื่อเสียงบ้างก็ช่างมันปะไร ยังไงผมก็เหนื่อยเกินพอกับการเอาชีวิตรอดท่ามกลางอัลฟ่าพวกนี้แล้ว
   
หงิง
   
“หงิงอะไรของคุณ ผมยังไม่เคยถูกจับได้สักครั้งในชีวิตเลยนะ”
   
ผมหัวเราะในลำคอ
   
“คุณเป็นคนแรกที่รู้ความลับผม แล้วก็รู้เยอะมากด้วย”
   
ถ้าเกิดครามเป็นคนที่ถูกส่งมาจากนักการเมืองหรือคู่แข่งผม ความลับของผมทั้งหมดที่ครามรู้ก็สามารถเอาผมไปเปิดโปงแล้วพังชีวิตผมได้สบายๆ เผลอๆ อาจจะสามารถเรียกเงินจากผมได้ด้วย
   
แต่เพราะครามก็คือคราม
   
เจ้าอัลฟ่าหมาป่าตัวโตของผม
   
ผมเท้าคางกับพนักแล้วมองหน้าครามด้วยความอารมณ์ดี ยิ่งได้โกโก้เจ้าประจำที่มีรสชาติที่ผมคุ้นเคยก็ยิ่งทำให้ผมอารมณ์ดีเข้าไปใหญ่
   
“อย่าบอกใครล่ะ”
   
หงิง
   
“จะบอกใครล่ะครับ ผมรู้จักแค่บอสคนเดียว”
   
ครามทำหน้าจ๋อยจนน่าสงสาร
   
ผมหัวเราะไม่จริงจังนักแล้วจิบโกโก้ต่อสลับกับป้อนแซนด์วิชให้คราม ซึ่งมันก็หมดตอนถึงออฟฟิศพอดี ผมให้ครามขับไปจอดข้างหลังตรงที่จอดเฉพาะของผมและผมก็เห็นอะไรสีน้ำตาลก้อนๆ วิ่งผ่านตาไป
   
ผมยิ้มออกมาอย่างควบคุมไม่อยู่
   
“แย่แล้ว คราม”
   
ผมหยิบขนมที่ซื้อติดรถไว้ออกมาจากช่องเก็บของ
   
“คู่แข่งคุณมาแล้ว”
   
“?”
   
ครามกระพริบตาปริบทำหน้างง แน่นอนว่าผมไม่เฉลยแต่ลงจากรถไปหาเลย
   
“หนีออกจากบ้านมาหาผมอีกแล้วเหรอ”
   
ผมทักเจ้าหมาสายพันธุ์ชิบะตัวผู้สีน้ำตาล มันค่อนข้างท้วมแต่ก็นุ่มฟูมาก ผมลูบหัวมันและยิ้มให้มันด้วยความสนิทสนมเพราะผมก็เล่นกับมันมาหลายปีแล้วแถมเจ้าของมันก็ยังเป็นลูกค้าผมด้วย
   
บ๊อก!
   
แต่ครั้งนี้เหมือนกลิ่นของครามจะติดผมมากไปหน่อย มันเลยทำหน้าเศร้าใส่ผมก่อนจะหันไปเห่าคราม ซึ่งพอผมเห็นสีหน้าครามผมก็เกือบจะหลุดหัวเราะออกมา
   
ครามเบิกตากว้างอย่างเสียขวัญและทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ จนผมแทบจะนึกภาพครามในสภาพหมาป่าออกเลยว่าจะทำหน้าแบบไหน
   
แต่ให้ตายเหอะ ครามไม่ใช่หมาไหมอ่ะ
   
“ผมเจอพุดดิ้งก่อนคุณอีกนะ คราม”
   
ผมยิ้มและลูบหัวเจ้าหมาที่สีเหมือนพุดดิ้ง
   
หงิง
   
“บอสชอบมันมากกว่าผมเหรอ”
   
ครามตัดพ้อผมเสียงเศร้ามาก แต่ผมก็ยังเห็นว่าครามแอบไปถลึงตาใส่พุดดิ้งของผม
   
“ไม่รู้สิ”
   
หงิง
   
“แค่เห็นผมก็รู้แล้วอ่ะว่ามันดื้อ ผมไม่ดื้อนะ บอส แล้วผมก็ขับรถได้ด้วย”
   
ครามประท้วงไม่หยุดและมองพุดดิ้งเหมือนศัตรูหัวใจตัวร้ายที่จะมาแย่งผมไป ซึ่งผมก็ต้องใช้ความพยายามมากที่จะไม่หลุดขำออกมาตอนที่เห็นหมาหนึ่งตัวกับหมาในร่างคนเขม่นใส่กันเพื่อแย่งผม
   
“พุดดิ้งไม่ดื้อซะหน่อย คุณอย่าว่าพุดดิ้ง”
   
ผมเรียกร้องความเป็นธรรมให้เจ้าก้อนสีน้ำตาลแล้วให้กินขนมชิ้นหนึ่งตามโควตาที่ตกลงไว้กับเจ้าของ แน่นอนว่ามันก็กินขนมที่ผมให้อย่างมีความสุขและผมก็คงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มันตัวใหญ่กว่าเดิม
   
หงิง
   
ครามร้องหงิงๆ พยายามเรียกร้องความสนใจจากผมแต่ครามก็เหมือนจะลืมว่าตอนนี้อยู่ในสภาพแบบไหน
   
เจ้าหมาเด็กของผมตอนนี้หล่อมากเลยนะ มาร้องหงิงใส่ผมแบบนี้มันทำให้ผมหลุดขำมากกว่าสงสาร
   
“คุณเลิกหงิงได้แล้ว คุณไม่ใช่โบ้นะ ตอนนี้คุณคือคราม”
   
ผมลูบหัวพุดดิ้งอีกสองสามครั้งเชิงลาแล้วเดินไปเอาใจเจ้าหมาของผมบ้าง ซึ่งพุดดิ้งก็ทำหน้าเศร้าใส่ผมนิดหน่อยตอนผมไล่กลับบ้านแต่มันก็ยอมไป
   
“หวงเหรอ”
   
ผมถามครามที่ดูนิ่งและซึมอย่างเห็นได้ชัด
   
“ครับ”
   
ครามยอมรับง่ายๆ จนผมหลุดยิ้ม
   
น่ารักชะมัดเลย
   
“คุณเป็นคนโปรดของผม คราม”
   
ถ้าอยู่บ้านผมก็คงจะไม่ลังเลที่จะดึงเจ้าหมาลงมาจูบแต่เพราะอยู่ข้างนอกเลยได้แต่ยิ้มบางๆ ให้
   
“ผมชอบคุณมากกว่าใคร”
   
ผมสบตากับนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มที่ดูบริสุทธิ์มาก ทั้งๆ ที่ครามก็น่าจะเจอเรื่องเลวร้ายในชีวิตมากมายไม่ต่างจากผม แต่ครามก็ยังรักษาแววตาแบบนี้เอาไว้ได้
   
น่าอิจฉาชะมัดเพราะผมทำไม่ได้
   
“และจะไม่ชอบใครอีกแล้ว”
   
แต่มันก็ไม่ได้จำเป็นอะไรขนาดนั้นหรอก


ออฟไลน์ Foggy Time

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 916
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +231/-1
ตอนที่ 20

   
‘อิสรภาพของคุณคือความรับผิดชอบของเรา’
   
เป็นปรัชญาองค์กรที่ผมคิดขึ้นหลังจากที่มาเวอร์ริกถูกเปลี่ยนมือมาให้ผมบริหารเต็มตัวและผมก็เปลี่ยนระบบการทำงาน แนวคิด บุคลิกภาพของแบรนด์ กลุ่มเป้าหมาย จุดยืน จนถึงสวัสดิการของพนักงาน
   
ภายใต้ชื่อแห่งอิสรภาพและการดูแลของผม
   
ผมจะสร้างอิสรภาพให้ทั้งกับลูกค้าและคนของผม
   
“สวัสดีครับ บอส”
   
ผมพยักหน้าเล็กๆ เชิงรับรู้ตอนที่ก้าวเข้ามาในตึก กลิ่นเครื่องเทศที่เจือกลิ่นกุหลาบนิดๆ และไม้ยางหอมเป็นสิ่งแรกที่จะทักทายลูกค้าของผมที่เข้ามาในเขตของมาเวอร์ริก ก่อนที่จะพบกลับคอลเลคชั่นสูทและการจัดร้านที่ค่อนข้างเรียบหรูเน้นไปที่โทนสีดำเป็นหลัก บริเวณกลางร้านมีหุ่นใส่ชุดสูทคลาสสิกสีดำตัวแรกสุดของแบรนด์ บนไหล่ของมันก็มีอีกาสยายปีกซึ่งทำจากเงิน
   
ผมสบตากับนัยน์ตาของมันซึ่งเป็นลูกแก้วสีฟ้าอ่อนสีเดียวกับตาของผมเชิงทักทาย มีแค่สิ่งนี้เท่านั้นที่ผมไม่ได้เปลี่ยนเพราะมันเป็นของที่ตกทอดมาหลายรุ่นและผมก็คิดว่ามันก็ดูเข้ากับแบรนด์ดี
   
ผมไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญรึเปล่าแต่คนที่ก่อตั้งแบรนด์ก็เหมือนจะเป็นอัลฟ่าที่มีตาสีฟ้าเหมือนกับผม แถมยังเป็นอัลฟ่าที่มีอุดมการณ์ที่น่าประทับใจที่หาได้ยากซะด้วย
   
‘ความฝันที่อยากให้คนทุกคนสามารถครอบครองสูทได้ในราคาย่อมเยา’
 
เป็นประโยคที่ถูกเขียนไว้บนกระดาษและถูกส่งไปให้กับผู้สืบทอดรุ่นต่อไป
   
เอาเข้าจริงผมก็ไม่เข้าใจอีกนั่นแหละว่าทำไมพอมันส่งต่อมาถึงมือพ่อผม พ่อผมถึงกลายเป็นแบบนี้และดูจะไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าต้นตระกูลผมมีแนวคิดแบบไหน แต่อย่างไรก็ตามคนที่น่าจะโดนโกรธมากกว่าก็คงเป็นผมที่เปลี่ยนให้กลายเป็นแบรนด์ที่มีแต่คนที่มีเงินเท่าที่สามารถซื้อได้
   
แต่ผมไม่สนใจหรอกในเมื่อแบบนี้มันทำเงินให้กับผมมากกว่า และผมก็มีภาระมากเกินกว่าที่จะมาสนใจเรื่องอุดมการณ์ดั้งเดิมของแบรนด์
   
“ดูพอรึยัง”
   
ผมถามครามที่ยังดูตื่นตาตื่นใจกับร้านผมเหมือนมาครั้งแรก ถึงครามจะดูนิ่งๆ แต่ผมเห็นนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนนั้นเป็นประกายและเหมือนอยากจะวิ่งสำรวจร้านของผมทุกซอกทุกมุม
   
“ครับ”
   
ครามตอบผมเสียงเบาแล้วเดินตามผม ซึ่งวันนี้ผมก็ทำตามธรรมเนียมทุกต้นเดือนของตัวเองก็คือการเดินสำรวจและทักทายพนักงานของตัวเองทุกชั้นเพราะอยากจะสำรวจความเรียบร้อยและอะไรหลายๆ อย่าง
   
ด้วยความที่ผมเป็นบริษัทที่ไม่ใหญ่มากทำให้ผมพอจะจำพนักงานตัวเองได้ และผมก็พยายามมากที่จะดูแลเรื่องสวัสดิการทุกอย่างเกี่ยวกับพนักงานทุกตำแหน่งและทุกคนอย่างเท่าเทียม
   
ผมอยากมั่นใจว่าภายใต้การดูแลของผมจะไม่มีใครทำงานหนักเกินไปหรือเหนื่อยเกินไป ผมอยากให้ทุกคนได้รับค่าแรงที่คุ้มค่ากับความสามารถ อยากให้มาเวอร์ริกของผมทำให้พนักงานของผมมีอิสระและมีความสุขในการทำงาน
   
ผมไม่สนว่าสังคมและกฎหมายข้างนอกจะปฏิบัติกับโอเมก้ากับเบต้ายังไง ที่ผมสนคือพนักงานของผมทุกคนต้องมีที่อยู่ที่ปลอดภัย มีอาหารที่ดีกิน มีเวลาว่างพอที่จะทำงานอดิเรก และได้รับเงินมากพอที่จะไปใช้ชีวิตของตัวเองนอกเวลางาน
   
ผมเดินช้าลงและปล่อยให้เจ้าหมาที่ผมพามาด้วยสำรวจชั้นสองซึ่งเป็นชั้นสำหรับการตัดชุดและกระบวนการทั้งหมดในการผลิตสูท มีช่างหลายคนที่เห็นผมและทักทายผมอย่างกระตือรือร้นก่อนจะมองเจ้าหมาของผมด้วยสายตาใคร่รู้ แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าพอที่จะถามผมว่าครามเป็นใคร ทำไมถึงมาพร้อมกับผมและสามารถเข้าไปในออฟฟิศของผมได้
   
ผมคิดว่าหลายคนก็อาจจะพอเดาได้แต่ก็ไม่กล้าคาดเดา เพราะคงไม่มีใครคิดหรอกคนว่าบอสที่ไม่ชอบสุงสิงกับคนอื่นอย่างผมจะยอมเปิดใจให้ใคร
   
ผมดีกับคนในองค์กรก็จริงแต่ผมก็ไม่สนิทกับใคร
   
แม้แต่เลขาของผมก็รู้จักผมเท่าที่ผมอนุญาตให้รู้เท่านั้น
   
“บอสจะตัดสูทให้ผมจริงเหรอครับ”
   
ครามก้มลงกระซิบถามผมตอนที่เห็นช่างคนหนึ่งง่วนอยู่กับการตัดชุด
   
“อืม”
   
ผมตอบในลำคอเกือบจะหลุดยิ้มออกมาตอนเห็นท่าทีดีอกดีใจของเจ้าหมาของผม แต่ผมก็ไม่ได้พูดอะไรแล้วพาครามขึ้นชั้นสามซึ่งเป็นส่วนของออฟฟิศของพนักงานฝ่ายทั่วไป บัญชี การตลาด ฝ่ายขาย อะไรทำนองนั้น
   
“บอส บอสครับ”
   
ผมหยุดเดินตอนที่ได้ยินเสียงเนือยๆ ง่วงๆ คุ้นหูซึ่งเป็นเสียงของคุณเรนหัวหน้าฝ่ายบัญชีของผม ผมเหลือบมองโอเมก้าร่างเล็กในชุดสูทสีฟ้าอ่อนที่พกไม้ทุบหลังหัวหมีติดมือมาอีกแล้ว
   
นัยน์ตาสีดำกลมโตคล้ายกระต่ายที่อยู่หลังแว่นกลมก็ยังคงดูง่วงตลอดเวลาเหมือนเดิม และคุณเรนก็เป็นกระต่ายขี้เซาตัวเดียวในบริษัทที่ผมยอมรับว่าบ้างานกว่าผม
   
“?”
   
ผมเลิกคิ้วเชิงถาม
   
“ผมขอโทษที่รบกวนนะครับ แต่บอสมียาระงับฮีทฉุกเฉินไหมครับ”
   
“...”
   
ผมขมวดคิ้วเพราะพอพูดถึงเรื่องฮีท ผมก็ได้กลิ่นฟีโรโมนของคุณเรนทันทีและแน่นอนว่ามันไม่ใช่การฮีทปกติ เพราะถ้าเป็นการฮีทของโอเมก้าทั่วไป เจ้าหมาป่าของผมคงจะไปตะครุบคุณเรนกินตามสัญชาตญาณแล้ว
   
“นี่คุณยังไม่ไปหาหมออีกเหรอ”
   
ผมนวดขมับตอนที่เห็นคุณเรนหัวเราะแห้งๆ แทนคำตอบ ซึ่งมันก็แปลว่ายังไม่ได้ไป ทั้งๆ ที่ผมก็ไล่ไปหาตั้งนานแล้วแต่เจ้าของตำแหน่งพนักงานดีเด่นสองปีก็ยังคนดื้อไม่ไปสักที!
   
“ถ้ารอบนี้คุณยังไม่ไปอีก ผมจะสั่งให้คุณไป”
   
ผมถอนหายใจเมื่อได้กลิ่น ‘ยาคลายกล้ามเนื้อ’ จากตัวคุณเรนชัดขึ้น ใช่ มันคือกลิ่นฟีโรโมนของคุณเรนตอนฮีท ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามันกลายเป็นแบบนี้ไปได้ยังไง แต่คุณเรนบอกว่าน่าจะเป็นเพราะทายาคลายกล้ามเนื้อเยอะเกินช่วงที่ออฟฟิศซินโดรมกำเริบหนักแล้วปวดหลังมาก
   
ให้ตายเหอะ หรือผมควรจะจ้างหมอนวดประจำบริษัทไว้ให้พนักงานนวดด้วย?
   
“เดี๋ยวผมฝากซันมาให้คุณแล้วกัน ผมยังพอเหลืออยู่”
   
แน่นอนว่าผมมีติดไว้กับตัวตลอดเพราะบางครั้งผมก็เจอลูกค้าโอเมก้าที่จงใจมาฮีทใส่ผม ซึ่งยาระงับฮีทฉุกเฉินที่มีผลกระทบต่อร่างกายน้อยก็ราคาค่อนข้างสูง แต่ผมก็เคยบอกกับพนักงานตัวเองไปแล้วว่าให้มาเบิกกับบริษัทได้ฟรีหรือเลือกจะหยุดงานช่วงฮีทแต่รับเงินเดือนปกติก็ได้ ผมไม่ว่าอะไร
   
“ขอบคุณครับ บอส”
   
คุณเรนยิ้มง่วงๆ ให้ผมแล้วก็เดินกลับไปยังที่นั่งของตัวเองพร้อมกับใช้หัวหมีทุบไหล่ตัวเองไปด้วย
   
“บอสครับ เมื่อกี้ผมได้กลิ่นยาด้วย”
   
ครามที่ยังคงยืนข้างๆ ผมฟ้องผม
   
“อืม”
   
ผมพยักหน้าเชิงรับรู้ก่อนที่จะพาครามขึ้นชั้นสี่ซึ่งเป็นชั้นสุดท้ายของตึกก่อนจะเป็นดาดฟ้า ผมหลุดยิ้มตอนที่ขึ้นมาชั้นของผมแล้วมันถูกแบ่งเป็นสองฟากและเจ้าหมาของผมก็ดูสนใจฟากตรงข้ามกับห้องออฟฟิศของผมมาก
   
“วันนี้ไม่ใช่คิวของคุณ คราม”
   
หงิง
   
ครามหงิงในลำคอเสียงเบามาก เบาจนผมแทบไม่ได้ยินแต่ผมก็ได้ยินอยู่ดี
   
ผมหลุดหัวเราะแล้วดึงครามเข้าห้อง
   
“อีกสักพักลูกค้าผมจะมา”
   
ผมดึงเนกไทของครามเพื่อรั้งให้ก้มลงมาและจูบเบาๆ บนริมฝีปากคราม
   
“เป็นเด็กดีรอผมนะ”
   
หงิง
   
“หงิงอะไร ผมเห็นนะว่าคุณแอบเอาลูกบอลมาเล่นด้วย”
   
ผมหัวเราะแล้วล้วงเอาลูกบอลออกจากกระเป๋ากางเกงคราม ซึ่งมันก็เป็นลูกเดียวที่ครามกัดเล่นวันก่อน ลูกบอลลายจิ้งจอกสีส้ม และผมก็เริ่มคิดแล้วว่าควรจะระแวงครามไหมว่าอาจจะมีแผนฆาตกรรมผม
   
“ผมไม่อยากอยู่คนเดียวเลย”
   
ครามพูดหงอยๆ
   
“เดี๋ยวผมก็กลับมา”
   
ผมคืนลูกบอลให้ครามซึ่งครามก็มองผมแบบเศร้ามาก ทำหน้าเหมือนกับว่าผมกับครามจะไม่ได้เจอกันอีกเป็นเดือน แต่ให้เถอะ ผมคุยกับลูกค้าอย่างมากก็สองชั่วโมงไม่นานกว่านั้นหรือบางครั้งก็อาจจะไม่ถึงชั่วโมงด้วยซ้ำเพราะผมเลือกที่จะไม่รับงานเหมือนครั้งก่อน
   
ผมไม่ทำงานให้กับลูกค้าที่ไม่ให้เกียรติผม
   
“ครับ”
   
ครามรับคำเสียงอ่อยแต่ผมก็ไม่ได้ปลอบอะไรอีก ผมเดินเข้าไปหยิบยาระงับฮีทฉุกเฉินที่เก็บไว้ในลิ้นชักและเดินออกจากห้องโดยที่ไม่ได้สนใจเจ้าหมาตัวโปรดของผม
   
ทำไงได้ล่ะ ผมทนสบตากับลูกหมาถูกทิ้งของครามไม่ไหวหรอกนะ
   
พอออกจากห้องผมก็กลับไปเป็น ‘ไลม์’ อีกครั้ง
   
ผมมองตัวเองในกระจกบานเล็กที่ตั้งอยู่บนโต๊ะใกล้ๆ และเห็นสีหน้าของตัวเองกลับไปไร้อารมณ์เหมือนเดิม ผมจัดคอเสื้อและตรวจความเรียบร้อยของตัวเองนิดหน่อย ก่อนที่เลขาของผมจะเดินกระวีกระวาดออกจากห้องมาพอดี
   
“บอสครับ ผมมาเอายาให้เรนครับ”
   
เลขาอัลฟ่าของผมดูแตกตื่นมาก ตรงข้อมือเลอะคราบกาแฟที่ผมคาดว่าน่าจะแอบอู้ไปชงกาแฟ
   
“ลูกค้าถึงรึยัง”
   
ผมยื่นยาให้และถามเสียงเรียบ
   
“ถึงแล้วครับ รออยู่ห้องรับรองชั้นหนึ่งครับ”
   
“อืม”
   
ผมตอบในลำคอและเดินไปลงลิฟต์โดยที่ไม่รอเลขาผม เพราะลูกค้ารายนี้ของผมต้องการที่จะให้ผมไปรับรองด้วยตัวเอง ไม่ยอมรับบริการจากพนักงานของผม
   
แน่นอนว่าลูกค้าประเภทนี้ก็มีค่อนข้างบ่อยและผมก็ต้องรับมือด้วยเดือนละหลายครั้ง เหล่าลูกค้าที่มีเงินและพกความมั่นใจมาเต็มเปี่ยมว่าผมจะเป็นพวกหิวเงินยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินพวกนั้น
   
คนพวกนี้ค่อนข้างน่ารำคาญ น้อยคนที่จะเป็นคนปกติที่สามารถพูดคุยได้ง่ายๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็เจ้าของเจ้าพุดดิ้ง เบต้าเจ้าของธุรกิจโรงพยาบาลสัตว์ พอมีเงินบ้างและอยากได้สูทใส่ไปร่วมงานแต่ง แน่นอนว่าผมเห็นแก่พุดดิ้งก็เลยให้ราคาพิเศษไป
   
ส่วนลูกค้าของผมวันนี้ที่จะเจอก็เป็นอัลฟ่าที่ผมเจอในงานประมูลการกุศลเมื่อวันก่อน เป็นเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังเป็นที่จับตามองในช่วงนี้และเพิ่งเปิดตัวแบรนด์น้ำดื่มอะไรสักอย่างไปที่ผมไม่สนใจ อีกฝ่ายมีประวัติที่ค่อนข้างดีเพิ่งเรียนจบและกลับจากต่างประเทศได้ไม่นาน
   
มีเงินและคุ้มค่าพอที่ผมจะเสี่ยงปิดการขายด้วยตัวเอง
   
“สวัสดีครับ คุณไลม์”
   
ผมถูกทักทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องรับรอง
   
“เช่นกันครับ คุณแบร์”
   
ผมยิ้มจางเดินเข้าไปจับมือกับอัลฟ่าร่างใหญ่และประเมินอีกฝ่ายด้วยสายตาคร่าวๆ อีกครั้ง ถึงแม้ว่าผมจะอ่านประวัติที่ซันสรุปมาให้แล้วก็ตาม
   
คุณแบร์ตัวใหญ่กว่าผมเกือบเท่าตัว เป็นอัลฟ่าที่ตัวใหญ่กว่าผมแต่ก็เล็กกว่าคราม สูงประมาณหนึ่งร้อยแปดสิบกว่า รูปลักษณ์ก็ค่อนข้างพิมพ์นิยมแบบอัลฟ่าทั่วไป หน้าตาไม่เลว และที่สำคัญที่สุดคือไม่ใช่สเปคผม
   
“ดีใจที่คุณไลม์สนใจผมนะครับ ผมดีใจแทบแย่เลยตอนที่ได้รับข้อเสนอจากทางมาเวอร์ริก”
   
อีกฝ่ายยิ้มกว้าง ดูดีใจมากจริงๆ ตามที่ว่า
   
“ครับ”
   
ผมยิ้มแต่แค่นหัวเราะในใจ ถ้าเป็นจริงอย่างที่ว่าก็คงไม่รอให้ผมว่างแล้วมาบริการด้วยตัวเองหรอก และผมก็เคยโดนพูดแบบนี้ใส่เกินยี่สิบครั้งแล้วมั้ง ไม่แน่ใจเท่าไหร่เพราะผมไม่เคยนับ
   
“คุณไลม์ดูดีจังนะครับ”
   
“ขอบคุณครับ”
   
ผมยังคงยิ้มอยู่แต่เริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัยเท่าไหร่ สัญชาตญาณจิ้งจอกในตัวผมกระซิบกระซาบบอกถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่างภายใต้รอยยิ้มพวกนั้น
   
ให้ตายเถอะ ผมจะไม่มีดวงกับลูกค้าปกติบ้างเลยเหรอ
   
“เดี๋ยวคุณแบร์ตามผมมานะครับ ห้องทำงานของผมอยู่ชั้นบน”
   
ผมผละออกและเดินนำไปก่อน ไม่สนใจว่าเนียนรึเปล่าแต่ผมก็ไม่ค่อยสะดวกใจเท่าไหร่จะจับมือนานมากกว่านั้น เพราะผมไม่ชอบสัมผัสตัวกับคนอื่น
   
“คุณไลม์นี่ก็สามสิบสามแล้วนะครับ”
   
และระหว่างที่อยู่ในลิฟต์ก็เหมือนจะเงียบเกินไป คุณแบร์ก็เลือกที่จะชวนผมคุยเรื่อยเปื่อย
   
“ไม่มีใครในใจเลยเหรอครับ”
   
“ไม่ครับ พอดียังยุ่งๆ อยู่กับงานอยู่ครับ ผมยังอยากให้แบรนด์โตกว่านี้”
   
ผมตอบด้วยคำตอบทั่วไปสีหน้าเรียบเฉย ไม่แสดงอารมณ์
   
“คุณไลม์นี่คิดเหมือนพ่อผมเลย พ่อผมก็อยากให้ผมตั้งใจทำงานเหมือนกัน จริงสิ พ่อผมชื่นชมคุณไลม์มากเลยครับ อยากให้ผมเก่งแบบคุณไลม์”
   
ผมเหลือบมองอีกฝ่ายที่ยังยิ้มไปพูดไปไม่หยุด ไม่รู้ว่าต้องการจะพูดอะไรกันแน่
   
“ถ้าเป็นไปได้คุณไลม์พอจะให้คำแนะนำกับผมแบบส่วนตัวได้ไหมครับ”
   
“มาเวอร์ริกมีแค่บริการตัดสูทครับ”
   
ผมตอบกลับเสียงเรียบ และเริ่มคิดว่าเงินเดือนนี้จะไปรีดเอาจากชินที่เพิ่งโดนหมาของผมกัดไปแทน
   
“แน่ใจเหรอครับว่าจะไม่สนใจจริงๆ ”
   
ผมพยายามอย่างมากที่จะไม่ยกมือขึ้นนวดขมับตัวเอง และอาศัยจังหวะที่ลิฟต์เปิดเดินเร็วๆ นำไปยังห้องทำงานของผมที่เจ้าหมาของผมอยากเข้าไปนักหนา
   
เพราะอย่างน้อยๆ ต่อให้เกิดอะไรขึ้นก็เกิดในมุมที่ลับตาดีกว่า ถึงคนทั้งบริษัทจะรู้อยู่แล้วก็เถอะว่าผมต้องรับมือกับลูกค้าแบบไหนบ้างตลอดหลายปีมานี้
   
อาจจะเป็นเพราะด้วยเรื่องนี้ด้วยที่ทำให้คนในบริษัทของผมพอจะเข้าใจว่าทำไมผมถึงได้เฉยชากับมนุษย์ด้วยกันนัก
   
“รอผมด้วยสิ คุณไลม์”
   
“...”
   
พอเข้ามาในห้องได้แบร์ก็ยิ้มกริ่มอย่างพอใจ ดูลำพองและมั่นอกมั่นใจว่าจะสามารถบังคับผมได้ และเพราะอีกฝ่ายน่าจะไม่ได้ตั้งใจจะมาตัดสูทตั้งแต่แรกด้วยจึงไม่สนใจ ‘ห้องแห่งอิสรภาพ’ ของผมสักนิด
   
ผมขมวดคิ้วเพราะถ้าไม่ให้คุณค่ากับสิ่งที่ผมตั้งใจทำเพื่อลูกค้า อีกฝ่ายก็ไม่มีค่าพอให้ผมตัดสูทให้แล้ว
   
“คุณต้องการอะไร”
   
ผมถามเสียงเรียบ ไม่ยี่หระต่อฟีโรโมนอัลฟ่าที่อีกฝ่ายปล่อยออกมาเพื่อข่มผม
   
“ไม่ต้องคำแนะนำก็ได้”
   
แบร์ยิ้ม
   
“ผมมีที่ว่างในห้างที่กำลังจะสร้าง ผมสามารถแบ่งให้มาเวอร์ริกของคุณได้นะ”
   
“...”
   
ผมไม่ตอบและรู้สึกหงุดหงิดขึ้นเรื่อยๆ
   
“ถ้าไลม์อมให้ผมตอนนี้”
   
ทำไมผมถึงต้องมาเจออัลฟ่าประเภทนี้ตลอดเลยวะ
   
“อย่าทำให้ผมหมดความอดทน”
   
ผมพูดเสียงเย็นและปัดมือที่จะจับตัวผมออกเพื่อไม่ให้มีกลิ่นของมันติดตัว
   
ครั้งที่แล้วผมพลาดจนทำให้เจ้าหมาของผมได้กลิ่นแต่ครั้งนี้ผมจะไม่พลาดอีก และพยายามจะจบเรื่องให้เร็วที่สุดเพราะผมคงไม่เอาไอ้อัลฟ่าเวรนี่เป็นลูกค้าแล้ว
   
“คุณคิดว่าไอ้ชินมันจะคุ้มครองคุณไปได้ตลอดเหรอ ไลม์”
   
แบร์แค่นหัวเราะแล้วมองผมด้วยสายตาสมเพช
   
“สภาพมันกับลูกน้องตอนนี้ยังกับหมา กระดูกหักจนเดินไม่ได้ ถ้าไลม์อยากได้คนคุ้มครองคนใหม่ ผมก็ยินดีเสนอตัวนะ”
   
“ผมไม่ต้องการ”
   
ผมยิ้มเย็น
   
“แล้วคุณคิดว่าผมรู้จักแค่ชินเหรอ”
   
พวกอัลฟ่าหลงใหลระบบสังคมแบบอุปถัมภ์และการคุ้มครอง อัลฟ่าจิ้งจอกผมก็ปรับตัวให้กับเข้าระบบห่วยแตกนี่ได้ดีเหมือนกัน
   
ผมไม่ใช่ช่างตัดเสื้อคนโปรดแค่ของชิน
   
“ก็ได้ ก็ได้ อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่นักเลย คุณไลม์”
   
แบร์ยกมือเชิงยอมแพ้เพราะพอนึกตามก็คงจะนึกออกว่าคนคุ้มครองของผมนอกจากชินแล้วมีใครบ้าง
   
“งั้นกลับมาเรื่องเดิมดีกว่า คุณสนใจที่ในห้างของผมไหม”
   
มันยิ้มและปล่อยฟีโรโมนออกมาคุกคามผมแรงกว่าเดิม ซึ่งถ้าผมเป็นอัลฟ่าทั่วไปก็คงสั่นไปแล้ว
   
“แค่อมให้ผมตอนนี้”
   
มันขยับเข้ามาหาผมอีกครั้งแต่ผมไม่ได้ถอยหนี
   
“มีแค่ผมกับคุณที่รู้ ผมจะไม่บอกใคร ผมแถมเงินให้ด้วยก็ได้ถ้าคุณต้องการ”
   
มันยิ้มจางและก้มมองผม
   
“ใช้แค่ปากสวยๆ ของคุ—”
   
มันพูดไม่ทันจบประโยคก็ตัวสั่นจนยืนไม่ได้เมื่อผมปล่อยฟีโรโมนของอัลฟ่าออกมาบ้าง ผมแค่นเสียงหัวเราะเหยียดหยันเมื่อมันลงไปกองแทบเท้าผม
   
“แค่นี้ก็กลัวแล้วเหรอ?”
   
ผมนั่งยองๆ เท้าคางบนเข่าและถามยิ้มๆ

กลิ่นที่ผมใช้ไม่ใช่กลิ่นของครามด้วยซ้ำแต่เป็นกลิ่นของชินซึ่งเจ้าอัลฟ่าตัวโตตัวนี้ก็ยังทนไม่ได้อยู่ดี

“ถ้าไม่อยากให้พ่อเห็นสภาพอุบาทว์ของคุณก็กลับบ้านแล้วบอกว่าผมไม่รับงาน”

ผมพยักพเยิดไปทางกล้องวงจรปิดในห้องเพื่อยืนยันว่าผมสามารถตามที่พูดได้จริง

“..แม่ง!!”

มันสบถและหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย พยายามจะตะเกียกตะกายขึ้นมาจัดการผมแต่ก็เปล่าประโยชน์เพราะผมปล่อยฟีโรโมนให้หนักขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้มันขยับตัวไม่ได้และหายใจลำบาก

“ว่ายังไง คุณแบร์”

ผมยิ้ม

“จะกลับบ้านดีๆ ไหม”

ต่อหน้าอัลฟ่าหมาป่าอย่างครามผมอาจจะด้อยกว่า

แต่ถ้ากับอัลฟ่าทั่วไปก็ไม่มีใครเทียบชั้นผมได้เหมือนกัน

“..เออ!”

“ผมไม่ส่งนะ”

ผมลุกขึ้นยืนและยิ้มเยาะใส่ รู้สึกดีที่เห็นสายตาชิงชังที่อยู่ระดับเดียวกับเท้าผม มองขึ้นมาหาผมแต่ไม่สามารถทำอะไรผมได้
เอาเข้าจริงผมก็รู้ว่าตัวเองกำลังทำเกินเรื่องแต่บางครั้งผมก็รู้สึกสนุกที่ได้เห็นอัลฟ่าพวกนี้ตกต่ำ การได้เหยียบย่ำความมั่นใจเกินตัวของพวกมันก็ทำให้ผมหงุดหงิดน้อยลง

แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังหงุดหงิดอยู่ดี

ผมเลิกคิ้วตอนที่แบร์ลุกขึ้นมาได้และถลึงตามองผมโกรธๆ ยังไม่ยอมออกจากห้อง

“ผมเรียกรถให้คุณได้นะ ถ้าคุณกลัวจนกลับเองไม่ได้”

ผมเหยียดยิ้ม สมเพชอัลฟ่าตัวโตนี่เหลือเกินที่เชื่อหลักสูตรที่รัฐบาลสอนไปซะหมด อัลฟ่าตัวโตกว่าแข็งแรงกว่าจะมีฟีโรโมนที่แข็งแกร่งกว่าอัลฟ่าที่ตัวเล็กกว่า แต่น่าเสียดายที่มันไม่เป็นตามนั้นไปซะหมดเพราะผมดันเป็นอัลฟ่าจิ้งจอก

ร่างกายผมอาจจะอ่อนแอกว่าก็จริงแต่กลิ่นฟีโรโมนโง่ๆ พวกนี้ก็ไม่สามารถทำอะไรผมได้

ผมกับมันจ้องกันอยู่สักพักก่อนที่มันแค่นเสียงเหอะใส่ผมก่อนจะกระแทกเท้าออกจากห้องไป ไม่กล้าทำอะไรผมเพราะน่าจะรู้ผลที่ตามมาดี

“เฮ้อ”

ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเดินไปทิ้งตัวที่โซฟาและถอดแว่นเพื่อนวดขมับตัวเอง

เสียเวลาชะมัดเลย

ผมพยายามทำตัวให้หายหงุดหงิดก่อนที่จะกลับไปเจอเจ้าหมาป่าตัวโตของผม รอบที่แล้วผมลืมตัวไปหน่อยแต่รอบนี้ผมจะไม่ลืมอีก ผมไม่อยากหงุดหงิดใส่คราม แต่มันก็น่าหงุดหงิดอยู่ดีที่ผมต้องมาเจออะไรแบบนี้แต่เช้าเพราะมันพังวันดีๆ ของผมไปทั้งวันเลย

ดีหน่อยที่วันนี้ผมนอนพอเลยตั้งตัวรับได้ทัน ไม่อย่างนั้นก็คงจะมีกลิ่นติดให้เจ้าหมาของผมหวงอีก

ผมนั่งพักอยู่สักพักแต่ก็ยังไม่หายหงุดหงิดอยู่ดีเลยตัดสินใจงีบ

ยังไงวันนี้ผมก็นอนมาพออยู่แล้ว

คงจะไม่นานเท่าไหร่หรอก





ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2076
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1

ออฟไลน์ Ginny Jinny

  • ความเป็นจริงมันวุ่นวาย ก็ขอให้ใจมันสบายๆในความฝัน
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +51/-4

ออฟไลน์ P.PIM

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 241
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-0
ืโอ้ยยยย พี่ไลม์เค้าเข้มแข็งขนาดไหนกันนะที่อดทนอยู่ในสังคมแบบนั้นมาได้จนโต อัลฟ่าแต่ละคนประสาทๆทั้งนั้น แต่คำว่างีบของพี่ไลม์น่าจะนานชัวร์รอบนี้ดูท่า

ออฟไลน์ Ginny Jinny

  • ความเป็นจริงมันวุ่นวาย ก็ขอให้ใจมันสบายๆในความฝัน
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +51/-4

ออฟไลน์ Foggy Time

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 916
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +231/-1
ตอนที่ 21

   
หงิง
   
ผมนั่งกอดลูกบอลและร้องออกมาหงอยๆ เพราะผ่านไปตั้งสามชั่วโมงแล้ว บอสก็ยังไม่กลับมาเลย ซึ่งผมก็เล่นกับลูกบอลจนไม่อยากเล่นแล้วแต่บอสก็ยังไม่กลับมาอยู่ดี
   
และพอทุกอย่างเงียบเกินไป เจ้าหมาป่าสองตัวในหัวผมก็เริ่มวิเคราะห์สถานการณ์ให้ผมที่เริ่มเหี่ยวลงขึ้นทุกวินาที และใกล้เฉาตายเต็มทน
   
ผมน่ะถึงจะเป็นหมาป่าโตเต็มวัยแต่ก็ยังต้องการความรักตลอดเวลานะ!
   
‘บอสทิ้งแกแล้ว!’
   
ผมร้องหงิงๆๆ เมื่อไอ้โบ้ดำมันพูดสิ่งที่ผมกลัวที่สุดออกมา อะไรกัน ผมไม่ดื้อซะหน่อย
   
โบ้ดำใจร้ายที่สุดเลย!
   
‘ไอ้ดำ! หยุดพูดเดี๋ยวนี้เลย เดี๋ยวครามมันก็ร้องไห้หรอก! ถึงฉันจะเห็นด้วยก็เหอะ’
   
หงิง
   
ผมก้มหน้างุด
   
ไม่จริงสักหน่อย ผมดื้อตรงไหน บอสออกไปทำงานต่างหาก ทำงานหาเลี้ยงหมาตัวโปรดอย่างผม ไม่ใช่ไอ้พุดดิ้ง ไอ้หมาไม่น่ารักแถมมาตีสนิทกับบอสของผม หึ ถ้าผมเจอบอสก่อนมัน มันไม่ได้มาสนิทกับบอสแบบนี้หรอก
   
ผมน่ะเป็นคนโปรดของบอสเชียวนะ!
   
พอนึกถึงเรื่องคนโปรดผมก็นึกถึงตอนที่บอสบอกชอบผมแล้วผมก็เขินอีก
   
ปี๊ป! ปี๊ป!
   
และผมก็เหมือนจะเขินแรงไปจนลูกบอลในมือดังไม่หยุดเหมือนเสียงเตือนภัย
   
‘คราม! นี่แกเขินมาเกินสิบรอบแล้วนะ! หยุดเขินได้แล้ว! มันไม่เท่!’
   
โบ้ขาวเห่าไม่หยุดเหมือนรำคาญผมมาก
   
‘เออ สามชั่วโมงนี่คิดแต่เรื่องบอสเนี่ย คิดอย่างอื่นบ้าง! แกไม่ใช่หมานะโว้ย’
   
ไอ้โบ้ดำเห่าผสมโรงด่าผม
   
อะไรกันเล่า ก็ผมไม่มีอะไรทำอ่ะ ไม่ให้คิดเรื่องบอสจะให้ผมทำอะไรอ่ะ
   
‘ก็เล่นบอลไง!’
   
แล้วมันไม่ใช่กิจกรรมของหมาตรงไหนเนี่ย
   
‘หยุดพูดเลย ขาว แค่นี้บอลก็เปียกเกินพอแล้วโว้ย ครามมันคุมตัวเองไม่ได้!’
   
ผมนั่งจ๋อยซึมๆ เพราะจริง ทั้งๆ ที่ผมคิดว่าคุมตัวเองได้ดีแต่ผมเผลอกัดไปตั้งหลายรอบ คือแบบผมก็แค่จะโยนเล่นในห้องเฉยๆ ก็เผลอเอาเข้าปากทุกที
   
หงิง
   
ผมมองเจ้าลูกบอลจิ้งจอกสีส้มในมือแล้วก็คิดถึงบอสอีก ถึงหน้าตามันจะไม่เหมือนบอสก็เถอะเพราะบอสของผมในร่างจิ้งจอกน่ารักกว่าเป็นร้อยเป็นพันเท่า
   
บอสของผมน่ะ น่ารักที่สุดเลย!
   
ผมคิดหงอยๆ เพราะผมก็วนกลับมาคิดเรื่องบอสอีกแล้ว อะไรกันเนี่ย ผมไม่ใช่หมาบ้านรอเจ้าของกลับมาซะหน่อย ผมน่ะเป็นอัลฟ่าหมาป่าโบราณสุดเท่ที่ไม่มีใครกล้าหยามต่างหาก
   
‘ไอ้คราม! อย่าเอาบอลเข้าปาก!!’
   
โบ้สองตัวในหัวผมตะโกนประสานเสียงกันและผมก็เพิ่งรู้สึกตัวว่าเผลอกัดอีกแล้ว
   
;w;
   
หงิง
   
ผมไม่ได้อยากกินบอสนะ!! อย่าเข้าใจผิด!! ถึงบอสน่ารักมากๆๆ แต่ผมก็ไม่คิดจะกินบอสหรอกนะ!
   
‘นอนไหมคราม จะได้ไม่ฟุ้งซ่าน’
   
ไอ้โบ้ขาวเอาหน้าซุกกับอุ้งเท้าดูจนปัญญาและหมดหวังในตัวผม
   
‘จริง นอนเหอะ’
   
แม้แต่โบ้ดำที่เป็นทีมเดียวกับผมเสมอก็ยังหมดหวังในตัวผมเหมือนกัน
   
อะไรกัน ลูกบอลลูกนี้บอสเป็นคนซื้อให้กับมือเชียวนะ! เป็นลายที่ผมไม่ได้เลือกด้วย ฉะนั้นบอสต้องตั้งใจเลือกบอลลูกนี้เอาไว้ให้ผมแทะเล่นตอนบอสไม่อยู่แก้เหงาแน่ๆ
   
ผมกำลังจะประท้วงเจ้าโบ้ดำโบ้ขาวก็ชะงักไปตอนที่ประตูที่ผมจ้องมาตลอดสามชั่วโมง ในที่สุดมันก็ขยับและค่อยๆ เปิดออก ซึ่งผมก็ดีใจจนลุกพรวดออกจากโซฟา แทบจะห้ามตัวเองไม่ให้กระโจนใส่บอสไม่ได้
   
บอสกลับมาแล้ว!
   
ในที่สุด!
   
ผมกำลังจะดีใจมากก็ยืนตัวแข็งตอนที่บอสกลับเข้ามาด้วยบรรยากาศมาคุแบบตอนนั้นอีกแล้ว ใบหน้าที่มักจะสุขุมดูหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัดแถมยังมีกลิ่นอัลฟ่าตัวอื่นติดมาด้วย
   
นัยน์ตาสีฟ้าสวยที่ดูไร้อารมณ์นั้นเย็นเยียบจนแทบจะแช่แข็งคนได้

และใช่ครับ

บอสได้หมาติดในก้อนน้ำแข็งแล้วหนึ่งตัว

แม้แต่ฟีโรโมนของบอสตอนนี้ก็ยังแข็งกร้าวและน่ากลัว ผมตัวสั่นงึกๆ เพราะไม่เคยได้กลิ่นแบบนี้จากบอสมาก่อน มันเหมือนเป็นกลิ่นควันไฟไหม้ๆ ที่พร้อมจะแผดเผาทุกอย่างที่กล้าเข้ามาในอาณาเขตตัวเอง ซึ่งตอนนี้ก็มีลูกหมาที่ตอนนี้ติดอยู่ในน้ำแข็งไม่พอก็ยังต้องสำลักควันต่ออีก

หงิง

ผมก้มหน้างุดกลัวๆ

“โทษที ผมลืมคุณอีกแล้ว”
   
บอสตวัดสายตามามองผมและจ้องผมสักพักก่อนที่คิ้วที่ขมวดจะคลายลง เหมือนเพิ่งนึกออกว่าเก็บหมามาเลี้ยง กลิ่นฟีโรโมนของบอสค่อยๆ กลับไปเป็นกลิ่นเย็นๆ สุขุมเหมือนปกติอีกครั้ง
   
;w;
   
ผมไม่ใช่หมาตัวโปรดของบอสหรอกเหรอ
   
“เป็นอะไร”
   
บอสมาหยุดยืนตรงหน้าผมที่ยังจ๋อยอยู่ ดีใจไม่ออกเพราะเสียใจที่บอสลืมผมอีกแล้ว ผมไม่โกรธบอสหรอก ผมต้องโทษตัวเองที่เป็นเด็กดีไม่พอต่างหาก
   
“อย่าโกรธเลยนะ”
   
บอสดึงมือผมไปจับและจูบมือผมเบาๆ ซึ่งมันก็ละลายน้ำแข็งที่แช่ผมทันที
   
“ผมไม่กล้าโกรธบอสหรอกครับ”
   
ผมก้มหน้างุดเขินๆ แต่จริงๆ ก็แอบไม่พอใจนิดหน่อยที่บอสมีกลิ่นอัลฟ่าตัวอื่นติดตัวมาอีกแล้ว ถึงจะแค่นิดเดียวก็เถอะ แต่ผมเป็นถึงอัลฟ่าหมาป่าเชียวนะ ของพรรค์นี้ต้องได้กลิ่นอยู่แล้ว
   
น่าหงุดหงิดเป็นบ้าเลย
   
มีทั้งกลิ่นใหม่และกลิ่นไอ้บัดซบที่ผมเพิ่งกระทืบไปด้วย
   
“ผมเพิ่งตื่นน่ะ เลยเบลอๆ นิดหน่อย”
   
บอสจับมือผมแน่นแล้วซุกหน้ากับฝ่ามือผม เหมือนพยายามขโมยอุณหภูมิอุ่นๆ จากร่างกายผมเพราะบอสเป็นคนที่ค่อนข้างตัวเย็นซึ่งก็ขัดกับนิสัยขี้ร้อนของบอสมาก
   
ผมหน้าแดงเพราะไม่รู้ว่าบอสกำลังอ้อนผมรึเปล่า
   
“รอผมนานรึเปล่า”
   
หงิง

ผมไม่อยากตอบว่านานมาก นานจนผมจะเฉาตายอยู่แล้ว
   
“คิดถึงผมมากเลยเหรอ”
   
“ครับ” ผมพยักหน้าหงอยๆ “ผมรอบอสตั้งสามชั่วโมง”
   
บอสเลิกคิ้วประหลาดใจก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
   
“ทำใจ คราม เจ้านายคุณสุขภาพไม่ค่อยดี”
   
บอสยิ้มจาง
   
“แค่ถูกคุณเอาตอนเช้าผมก็เหนื่อยจะแย่แล้ว”
   
“ขอโทษครับ”
   
เมื่อเช้าบอสทำหัวใจผมแทบวาย บอสใส่บราที่ผมเห็นวันก่อนอ่ะ แล้วบอสใส่ออกมาแล้วสวยมาก ผมเกือบจะร้องไห้ด้วยซ้ำเพราะบอสใส่แล้วเซ็กซี่มากจนผมกดสัญชาตญาณหมาป่าในตัวแทบไม่อยู่
   
ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าผมจะได้บอสไลม์มาเป็นของผม
   
ผมมองหน้าบอสด้วยความเทิดทูนและพยายามอย่างมากที่จะไม่หงุดหงิด แต่ผมก็หงุดหงิดมากจริงๆ ที่บอสมีกลิ่นอัลฟ่าตัวอื่นติดตัวอ่ะ มันกวนใจผมมาก
   
คนๆ นี้เป็นของผมคนเดียว
   
“หงุดหงิดอะไร”
   
“บอสมีกลิ่นอัลฟ่าตัวอื่นอีกแล้ว”
   
ถึงผมจะรู้อยู่แล้วก็เถอะว่าบอสต้องไปเจอลูกค้าที่อาจจะเป็นอัลฟ่าหรือโอเมก้า แต่ผมก็ยังทนไม่ได้อยู่ดีที่บอสต้องมีกลิ่นอัลฟ่าตัวอื่นติดตัว ทั้งๆ บอสเป็นของผม คนอื่นไม่มีสิทธิ์ที่จะแตะตัวบอสด้วยซ้ำ
   
“คุณก็ยังได้กลิ่นอยู่ดีสินะ”
   
บอสหัวเราะเบาๆ
   
“จมูกดีจังนะ”
   
“ทำไมบอสมีกลิ่นเพื่อนบอสล่ะ”
   
ผมหน้าบึ้งเพราะค่อนข้างแน่ใจว่าเพื่อนบอสยังไงก็ต้องเข้าโรงพยาบาล
   
“เพราะผมใช้กลิ่นคุณไม่ได้ไง”
   
บอสก็ยังคงแนบหน้ากับมือผม นัยน์ตาสีฟ้าที่มองผมดูอ่อนลงมาก ไม่ดุเลยสักนิด แถมยังเหมือนอ้อนผมนิดๆ ด้วย ซึ่งผมก็ไม่กล้าคิดเข้าข้างตัวเองว่าช่วงนี้บอสเหมือนจะเริ่มติดผม
   
ตอนนี้เหมือนบอสไม่เหลือกำแพงอะไรอีกแล้ว ยอมให้ผมเข้าไปและบอกทุกอย่างกับผม ขอแค่ผมถาม บอสก็คงจะบอกความลับของตัวเองออกมาง่ายๆ เลย
   
“อย่าโกรธไลม์เลยนะ”
   
“!”
   
ผมตาโตลืมไปแทบจะทันทีว่าเมื่อกี้หงุดหงิดอะไร เพราะตอนบอสแทนตัวเองชื่อมันน่ารักมาก จากที่ผมรู้สึกว่าบอสน่ารักอยู่แล้วก็เพิ่มขึ้นสิบเท่า
   
ให้ตายเหอะ ผมอยากกระดิกหางมากเลยอ่ะ
   
“หายโกรธไลม์แล้วไปกินข้าวเที่ยงกัน”
   
“ผมไม่ได้โกรธสักหน่อย”
   
ผมเป็นเด็กดี ผมไม่โกรธบอสหรอก
   
บอสที่พอเห็นผมหายโกรธแล้วก็ปล่อยมือผมแล้วเดินไปนั่งบนโซฟาที่ผมนั่งรอบอสจนเมื่อย
   
“คุณอยากกินอะไร”
   
“แล้วแต่บอสเลยครับ”
   
ผมรู้ว่ามันเป็นคำตอบสิ้นคิด แต่ให้บอสเลือกก็น่าจะดีกว่านี่นาเพราะบอสเป็นคนที่กินข้าวน้อยอ่ะ ซึ่งคำตอบของผมก็ทำให้บอสขมวดคิ้ว
   
“งั้นเดี๋ยวผมสั่งอะไรง่ายๆ มากินแล้วกัน เดี๋ยวกินเสร็จผมจะพาเข้าห้องที่คุณอยากเข้า”
   
“ครับ”
   
หึ พุดดิ้งก็พุดดิ้งก็เถอะ โบ้อย่างผมต่างหากที่เป็นหมาตัวโปรดของบอส!
   
ผมคิดด้วยความลำพองใจ

   

“!”
   
ผมเผลอกลั้นหายใจเพราะแค่ก้าวเข้าไปใน ‘ห้องแห่งอิสรภาพ’ มันก็เหมือนกับว่าผมหลุดเข้าไปในช่องว่างของเวลาหรืออะไรสักอย่าง มันเป็นห้องสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ถูกทาเป็นสีดำทั้งหมดและมีไฟซ่อนฝ้าสีขาว ตรงกลางห้องมีโซฟาสีดำสองตัวและโต๊ะคั่นกลางหนึ่งตัว ซึ่งบนโต๊ะก็มีอีกาที่ทำจากเงินสยายปีกเกาะอยู่บนโคมไฟที่ให้แสงสว่างสีส้มนวล
   
‘มาเวอร์ริก’
   
เป็นคำที่ปรากฎในหัวผมทันที
   
เพราะห้องๆ นี้น่าจะเป็นสิ่งที่อธิบายความเป็นมาเวอร์ริกทั้งหมด
   
มีสเน่ห์ น่าหลงใหล และการถูกยอมรับ
   
บรรยากาศภายในห้องนั้นราวกับว่าโลกภายนอกนั้นไม่มีอยู่จริง มีเพียงสถานที่แห่งนี้ที่มีอยู่จริงและอนุญาตให้คนที่เข้ามานั้นสามารถละทิ้งทุกอย่างเอาไว้ข้างนอกและได้กลายเป็นตัวเองจริงๆ ในสถานที่แห่งนี้
   
ผมหลับตาพริ้มรู้สึกผ่อนคลายขึ้นเมื่อได้กลิ่นป่าสนจากเทียนหอมที่ถูกจุดในห้อง
   
ที่แห่งนี้อนุญาตให้ผมมี ‘อิสรภาพ’ ได้
   
“ถ้ามืดไปก็บอกได้นะ ผมปรับให้สว่างขึ้นได้”
   
พอผมลืมตาขึ้นก็เห็นบอสไปนั่งไขว่ห้างรอบนโซฟาแล้ว
   
“ไม่ครับ ประมาณนี้ได้ครับ”
   
ผมไปนั่งบนโซฟาบ้างและพบว่ามันนุ่มมาก นุ่มจนผมอยากจะคืนร่างหมาป่าแล้วนั่งบนนี้ แต่ผมก็ทำได้แค่คิดเพราะถ้าทำจริงโซฟาก็คงหัก
   
“หลังจากนี้ผมจะถามคำถามคุณ คำถามไหนคุณไม่อยากตอบก็ไม่จำเป็นต้องตอบ”
   
บอสมองหน้าผมและพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ
   
“คำตอบทั้งหมดของคุณ ผมจะเก็บไปวิเคราะห์และออกแบบสูทที่เหมาะกับคุณที่สุด”
   
แสงไฟที่มืดสลัวในห้องทำให้ผมมองเห็นบอสไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ แต่ผมกลับเห็นนัยน์ตาสีฟ้าของบอสดูเรืองรองและสว่างท่ามกลางความมืด
   
“..ครับ”
   
ผมตอบเสียงเบา ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวนัก
   
ตอนนี้สีตาของบอสไม่เหมือนท้องฟ้าแล้วแต่มันเหมือนจักรวาลสีฟ้า
   
และมันก็สวยมาก
   
ผมมองมันด้วยความหลงใหล รู้สึกเหมือนกับกำลังจะตกหลุมรักบอสอีกรอบ ไม่รู้ว่าเพราะบรรยากาศในห้องด้วยรึเปล่าที่ทำให้ผมเหมือนต้องมนตร์อะไรสักอย่างจากบอสและพร้อมจะสารภาพทุกอย่างที่บอสอยากรู้
   
“ขอต้อนรับเข้าสู่มาเวอร์ริก คุณคราม”
   
บอสยิ้มจาง
   
“ผมจะตัดสูทที่ทำให้คุณรู้สึกว่าคุณสามารถครองโลกได้เลย”
   
ผ่านไปหลายวินาทีกว่าผมจะดึงตัวเองกลับมาได้ ผมหลุดยิ้มเพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าสูทของแบรนด์มาเวอร์ริกมันก็เสริมบุคลิกคนใส่มากจริงๆ อย่างบอสเองก็ใส่สูทแทบไม่ซ้ำเลยแต่ละวัน แต่ก็ไม่มีวันไหนเลยที่บอสไลม์ของผมจะไม่ได้ดูดีและเป็นที่สนใจ
   
“คุณเล่าความฝันของคุณให้ผมฟังได้ไหม”
   
“ได้ครับ”
   
ผมตอบและหลุบตาลงต่ำ พยายามรื้อเอาความทรงจำลางๆ ในหัวออกมาเล่าให้บอสฟังโดยพยายามมองข้ามเจ้าโบ้สองตัวที่อยากมีส่วนร่วมด้วย
   
เอาเข้าจริงมันก็ถือว่าเป็นแผลของผมแหละ แต่อีกใจหนึ่งผมก็อยากให้บอสได้รู้จักผมมากขึ้น เพราะผมก็ไม่อยากให้ตัวเองเป็นฝ่ายเดียวที่รู้ความลับของบอส
   
บางครั้งผมก็อยากจะเล่าเรื่องของตัวเองให้ใครฟังเหมือนกัน ถึงมันจะไม่ค่อยน่าฟังเท่าไหร่ก็เถอะนะ
   
“ตอนเด็กๆ ผมเคยบอกแม่ว่าผมอยากเป็นตำรวจ” ผมยิ้มจางเมื่อเห็นลูกหมาป่าสีเทาตัวกระเปี๊ยกกัดชายกระโปรงแม่ที่กำลังทำอาหารแล้วโวยวาย “ผมเห็นแม่กลัวตำรวจก็เลยอยากเป็นหัวหน้าตำรวจจะได้สั่งพวกมันได้ แม่ผมจะได้ไม่ต้องกลัวพวกตำรวจอีก”
   
ผมกุมมือตัวเองแน่น พยายามเตือนตัวเองไม่ให้รู้สึกเจ็บกับแผลนี้มากเกินไป
   
“แต่พอแม่รู้ แม่ผมก็ไม่เห็นด้วยเท่าไหร่แล้วก็ดุให้ผมฝันอย่างอื่นแทนเพราะมันเป็นไปไม่ได้”
   
ผมรู้สึกถึงกระบอกตาที่ร้อนผ่าวเมื่อจมไปในความทรงจำของตัวเองลึกขึ้น หัวใจในอกหนักอึ้งเมื่อสัมผัสได้ถึงความเศร้าและเจ็บปวดที่ผมพยายากซุกซ่อนจากตัวเอง
   
ลูกหมาป่าตัวนั้นตอนเล่นน้ำอยู่ในกะลังมังซักผ้าก็ยังแอบคิดว่าเป็นหมาตำรวจก็ได้ ถ้าเป็นตำรวจไม่ได้จริงๆ
   
“สุดท้ายผมก็เลยบอกแม่ไปว่าอยากหาเจ้านายใจดีๆ ให้ได้สักคน แต่แม่ก็เอ็ดผมอีกว่าผมไม่ใช่หมาแล้วไล่ไปทำอย่างอื่น”
   
ผมหัวเราะเบาๆ ตอนนึกถึงสีหน้าจนใจแม่ของผมตอนนั้นเพราะผมมุ่งมั่นที่จะเป็นหมาซะเหลือเกิน
   
“แต่เรื่องที่ตลกที่สุดของความฝันผมคือสุดท้ายแม่ผมก็โดนพวกตำรวจจับไป ผมก็เลยไม่อยากเป็นตำรวจแล้ว หมาตำรวจก็ด้วย ผมไม่อยากเป็นอะไรแล้ว ที่ผมก็ฝันก็เลยเหลือแค่มีชีวิตรอดไปวันๆ ก็พอ”
   
ผมเงยหน้ามองบอสและยิ้มให้กับเจ้านายใจดีของผม
   
“คุณชอบอะไรเป็นพิเศษ”
   
บอสของผมก็ยังมีสีหน้าสุขุมเหมือนเดิม และตั้งใจจดข้อมูลของผมลงบนสมุดโน้ตสีดำเล่มเล็กที่เหมือนบอสจะพกติดตัวเอาไว้
   
“ลูกบอลครับ”
   
ผมตอบแบบไม่ต้องคิดเพราะแม้แต่ตอนนี้ผมก็เอาลูกบอลมาด้วย
   
“มีเหตุผลอะไรไหม”
   
“แม่ชอบซื้อให้ผมเป็นของขวัญครับ”
   
ผมรู้ว่าคำตอบของผมทำให้ผมดูเหมือนเด็กติดแม่มาก ซึ่งก็จริงเพราะทั้งชีวิตผมนอกจากบอส ผมก็สนิทกับแม่ผมที่สุด ส่วนพวกอัลฟ่าหมาป่าคนอื่นๆ ผมก็ไม่ค่อยกล้าคุยด้วยเท่าไหร่ ทุกคนโตกันหมดแล้ว มีแต่ผมที่ยังเป็นลูกหมาที่ร้องหงิงๆ หาแม่ทุกสามชั่วโมง
   
บอสหยุดเขียนไปสักพักแต่ก็ถามผมต่อเพราะเห็นว่าผมยังไหว
   
“คุณกลัวอะไรที่สุด”
   
“การอยู่คนเดียวครับ”
   
ผมมองบอสนิ่ง
   
“ผมกลัวการโดนทิ้งให้อยู่คนเดียวที่สุด”
   
สีหน้าของบอสก็ยังราบเรียบไม่แสดงอารมณ์อะไร ปล่อยให้ผมพูดต่อไปเรื่อยๆ
   
“แต่ผมก็ต้องอยู่คนเดียวมานานมาก แล้วผมก็กลัวผีด้วย”
   
นึกถึงเรื่องแปลกๆ ตอนผมอยู่ห้องเช่าผมก็ขนลุก ผมในร่างหมาป่าคือนอนขนฟูทุกคืนเพราะกลัวมาก เดี๋ยวประตูห้องน้ำเปิดเอง เดี๋ยวเสียงเคาะกระจก วันดีคืนดีก็มีเหรียญกลิ้งเข้ามาในห้อง อะไรไม่รู้ จะช่วยผมจ่ายค่าเช่าห้องเหรอ แต่แค่สิบบาทมันไม่พอหรอกนะ
   
“แต่ตอนนี้ผมมีบ้านใหม่อยู่แล้ว ผมไม่มีอะไรต้องกลัวแล้ว”
   
ผมยิ้มจนตาหยีให้บอส
   
ถึงจะตอบคำถามอยู่แต่ผมก็เป็นเด็กดีได้นะ!
   
บอสหลุดยิ้มออกมาและส่ายหัวนิดๆ เหมือนจนใจกับผมที่พยายามอ้อนเหลือเกิน
   
“ตอนไหนที่คุณรู้สึกมั่นใจที่สุด”
   
“ตอนที่อยู่ในร่างหมาป่าครับ”
   
“มีเหตุผลไหม”
   
“...น่าจะเพราะมันทำให้ผมรู้สึกว่าผมไม่ใช่มนุษย์มั้งครับ”
   
ผมเลียเขี้ยวในปาก รู้สึกงุ่นง่านเพราะคำถามยากมาก จริงๆ คือผมก็อาจจะแค่ชอบกลิ้งไปกลิ้งมาในร่างหมาป่าเฉยๆ แต่ถ้าจริงจังหน่อยก็เพราะการเป็นหมาป่าน่าจะทำให้ผมใช้ชีวิตปกติได้ง่ายกว่า
   
อย่างน้อยๆ ถ้าผมได้อยู่ในฝูงหมาป่า ผมก็คงจะไม่ดูแปลกแยกหรือเป็นตัวประหลาดเหมือนตอนเป็นคน
   
“การเป็นคนธรรมดามันยากเกินไปสำหรับผม ผมคุมตัวเองไม่ค่อยได้”
   
สัญชาตญาณอัลฟ่าหมาป่าของผมมันค่อนข้างคุมยากด้วย ในขณะที่แม่ผมแล้วก็อัลฟ่าหมาป่าคนอื่นก็ดูไม่มีปัญหาอะไรมากมายเท่าผม มีแต่ผมเนี่ยแหละที่คุมไม่ได้มาตั้งแต่เด็ก
   
“ก็เจ้าตัวที่บอสเคยเจอนั่นแหละครับ ที่ผมคุมไม่ได้”
   
ผมพูดหงอยๆ แต่ก็ไม่ได้โกรธอะไรมัน เพราะมันก็เป็นสัญชาตญาณที่ปกป้องผมมาตลอดเหมือนกัน เวลาที่ผมรู้สึกว่ารับมือกับอะไรไม่ไหวก็จะปล่อยให้มันช่วยจัดการให้
   
ถึงจะเลือดสาดไปบ้างก็เถอะนะ
   
“แต่มันไม่กัดผมนะ”
   
หงิง
   
“แต่มันก็ทำบอสเจ็บอยู่ดีนี่นา”
   
บอสยิ้มมุมปากให้ผมแต่ผมกลับรู้สึกว่าแววตาของบอสดูเจ้าเล่ห์ขึ้น
   
“มันไม่ฆ่าผมหรอก”
   
“...”
   
ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมผมถึงรู้สึกเห็นด้วยกับที่บอสพูด ขนาดผมยังไปไหนไม่ได้เลย แล้วเจ้าสัญชาตญาณของผมจะเหลือเหรอ
   
“เอาล่ะคำถามสุดท้ายก่อนที่ผมจะวัดตัวให้คุณ”
   
บอสเก็บสมุดที่จดเข้ากระเป๋าและสบตากับผม
   
“ตอนนี้คุณสนใจอะไรที่สุด”
   
“ไลม์ครับ”
   
บอสขมวดคิ้วหน้าแดงขึ้นนิดๆ แววตาวูบไหว
   
“ที่ไม่ใช่ผมสิ คุณไม่สนใจอย่างอื่นเลยเหรอ”
   
“ครับ”
   
ผมตอบหงอยๆ เพราะไม่รู้จะตอบอะไรแล้ว ตอนนี้บอสสำคัญกับผมที่สุดและผมก็พร้อมถวายชีวิตให้บอส เป็นหมาที่จงรักภักดีที่สุด ไอ้พุดดิ้งคือเทียบชั้นผมไม่ได้แม้แต่เสี้ยวเล็บ
   
“...”
   
บอสหน้าแดงกว่าเดิมแล้วหลบตาผม
   
“จริงๆ นะครับ ช่วงนี้ผมคิดแต่เรื่องบอสทุกวันเลย จริงสิ ผมน่ะยอมตายเพื่อบอสเลยนะ ถ้ามีใครมาทำอะไรบอส ผมจะปกป้องด้วยร่างอัลฟ่าหมาป่าสุดเท่ของผมเอง ส่วนไอ้พุดดิ้งน่ะเหรอ เหอะ อย่างมันก็คงทำได้กลิ้งทับเท้าคนอื่นเท่านั้นแหละ”
   
แน่นอนว่าผมไม่ลืมที่จะเกทับศัตรูอันดับหนึ่งของผม
   
ผมน่ะไม่ใจดีพอที่จะแบ่งรอยยิ้มของบอสให้กับหมาตัวอื่นหรอกนะ!
   
“คุณโกรธอะไรพุดดิ้งนักหนา”
   
บอสหลุดหัวเราะออกมา เลิกเขินผมทันที
   
ผมหน้ามุ่ย
   
ไม่อยากพูดชื่อศัตรูหัวใจเลย
   
“ก็พุดดิ้งมันเยาะเย้ยผมอ่ะ บอสดูไม่ออกหรอก แต่ผมดูออกว่ามันเย้ยผมอ่ะ”
   
“ผมก็บอกแล้วไงว่าคุณเป็นคนโปรด คุณจะไปหึงผมกับหมาทำไมอีก”
   
หงิง
   
ก็ผมหวงบอสอ่ะ บอสของผมน่ารักขนาดนี้ ใครๆ ก็อยากมาแย่ง ทั้งคนทั้งหมาเลย
   
บอสมองผมยิ้มๆ ก่อนจะเอื้อมมือหยิบรีโมทบนโต๊ะมาปรับไฟให้ห้องสว่างขึ้นและล้วงเอาสายวัดตัวออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
   
“เลิกหงิงแล้วถอดเสื้อออก คราม ผมจะวัดตัวคุณ”
   
“ถอดออกหมดเลยเหรอครับ”
   
ผมหน้าแดงแล้วเหลือบมองกล้องวงจรปิดที่อยู่มุมห้อง ถึงมันจะดูเนียนไปกับผนังก็เถอะแต่ก็ยังสังเกตเห็นได้ง่ายๆ อยู่ดี ซึ่งผมก็ไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่เพราะการอยู่ในห้องสองต่อสองกับลูกค้าก็ค่อนข้างเป็นอะไรที่เสี่ยงพอตัวโดยเฉพาะกับบอสของผมที่น่ารักขนาดนี้
   
ขนาดผมยังรู้สึกว่าเลยว่าพออยู่ในห้องนี้แล้วก็เหมือนจะสามารถทำอะไรก็ได้ ไม่มีอะไรต้องกลัว สามารถเป็นตัวเองได้เต็มที่เพราะที่แห่งนี้ไม่มีใคร
   
มีแค่ผมกับบอสเท่านั้น
   
“ผมปิดกล้องแล้ว”
   
บอสยิ้มจางเหมือนรู้ว่าผมคิดอะไร
   
“แล้วที่ผมหมายถึงคือแค่เสื้อตัวนอกคุณก็พอ”
   
“ครับ”
   
ผมพยักหน้าหงึกหงักแล้วทำตามคำสั่งของบอสอย่างว่าง่าย ผมถอดแล้ววางเอาไว้บนโซฟาก่อนจะรู้สึกเขินนิดหน่อยที่บอสก็ถอดออกเหมือนกัน ไม่รู้ว่าเพราะร้อนรึเปล่า
   
“ยืนดีๆ ”
   
หงิง
   
ผมร้องออกมาหงอยๆ เพราะผมก็เป็นคนที่ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองเท่าไหร่ ชอบเผลอยืนหลังค่อมตลอด ซึ่งพอผมยืนดีๆ เต็มความสูงตามคำสั่ง บอสก็ผิวปากออกมา
   
“คุณสูงชะมัดเลย”
   
บอสชมผมก่อนจะเอาสายวัดมาวัดตัวผมโดยเริ่มตั้งแต่ไหล่และไล่วัดไปเรื่อยๆ สลับกับจดลงสมุดของบอส ผมแอบชะเง้อมองนิดหน่อยก็เห็นว่าบอสจดด้วยลายมือที่เป็นระเบียบมากแถมยังถนัดมือซ้ายด้วย
   
“คุณเป็นคนที่ตัวใหญ่ที่สุดที่ผมเคยตัดสูทให้เลย คราม”
   
บอสพูดออกมาหลังจากที่วัดรอบอกผม
   
“จริงเหรอครับ”
   
จริงๆ ถ้าพวกอัลฟ่าหมาป่าไม่ต้องอยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ ส่วนใหญ่ตอนโตเต็มวัยก็ตัวขนาดผมกันทั้งนั้น
   
“อืม”
   
บอสตอบในลำคอและจ้องผมนิ่ง
   
“?”
   
ผมกระพริบตาปริบเพราะไม่รู้ว่าบอสคิดอะไรอยู่ ก่อนที่หน้าบอสจะหน้าแดงขึ้นมาและพูดเสียงเบา
   
“..ผมชอบหุ่นคุณมากเลย”
   
“…”
   
นี่บอสกำลังยั่วผมรึเปล่าเนี่ย
   
ผมกลืนน้ำลายเอือกเพราะแม้แต่กลิ่นของบอสมันก็เปลี่ยนไปอีกแล้ว
   
ปกติกลิ่นฟีโรโมนของบอสมันจะเป็นกลิ่นสุขุมที่ดูเยือกเย็นตามนิสัยปกติของบอส แต่ผมก็แอบค้นพบความจริงอย่างหนึ่งเกี่ยวกับบอสแล้วว่าเวลาที่บอสใส่บราบอสจะรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ
   
กลิ่นปกติของบอสเลยชอบมีกลิ่นที่ซุกซ่อนความลับอะไรเอาไว้ด้วย
   
ตอนนี้กลิ่นนั้นก็ชัดเจนเคล้ากับกลิ่นดอกไม้ที่บอสจะปล่อยออกมาเวลาที่รู้สึกดี ซึ่งผมก็รู้แล้วว่ามันคือกลิ่นกุหลาบ ส่วนตอนที่บอสมีอารมณ์มากๆ ก็จะกลายเป็นกลิ่นไวน์แดง
   
เซ็กซี่เป็นบ้าเลย
   
ผมสบตากับนัยน์ตาสีฟ้าที่อยู่หลังแว่นที่ยังไม่เลิกจ้องผม
   
“..วันนี้หมดโควตาแล้วใช่ไหมครับ”
   
ผมพูดหงอยๆ เมื่อนึกถึงตอนเช้าก่อนออกจากบ้าน เพราะบอสบอกผมว่าถ้าเป็นวันธรรมดาให้ทำได้แค่วันละครั้งเท่านั้น ห้ามมากกว่านั้น ซึ่งมันก็ค่อนข้างทรมานใจผมมาก
   
“แต่ผมไม่ได้ห้ามคุณจูบสักหน่อย”
   
บอสยิ้มจางและมันก็ทำให้ผมจู่โจมใส่บอสทันที ผมก้มลงจูบบอสอย่างไม่ลังเลและปลดกระดุมบอสไปด้วยเพราะผมอยากจะเห็นความลับของบอสวันนี้
   
จะเป็นแบบเดียวกับเมื่อเช้ารึเปล่านะ?
   
แต่ก็ไม่น่าใช่อีกเพราะวันนี้ไม่ใช่วันที่เครียดอะไร ดูเป็นวันสบายๆ บอสน่าจะใส่ลายน่ารักแบบที่เคยบอกกับผมไว้
   
ผมจูบกับบอสพักใหญ่จนถูกบอสดันหน้าถึงยอมผละออก ผมเลียริมฝีปากด้วยความเสียดายและก้มมองว่าสิ่งที่ผมคาดเดาไว้ในใจเล่นๆ ว่าถูกไหม
   
“!”
   
ผมยิ้มกว้าง
   
ผมทายถูกล่ะ! บอสใส่บราสีชมพูพาสเทลน่ารัก!!!
   
“อะไรของคุณ”
   
บอสขมวดคิ้วดูงงๆ ที่อยู่ๆ ผมก็ดีใจ
   
“บอสใส่แล้วน่ารักมากเลย”
   
“…”
   
พอบอสหายงงก็หน้าแดงแล้วผลักผมออก
   
“จะจูบค่อยจูบที่บ้าน ผมยังวัดตัวคุณไม่เสร็จเลย”
   
บอสไม่สบตากับผมแล้วง่วนกับการติดกระดุมคืน แต่ผมก็ดูออกว่าบอสเขินมาก
   
“ครับ”
   
ผมรับคำยิ้มๆ
   
เด็กดีอย่างผมก็ต้องทำตามคำสั่งเจ้านายอยู่แล้ว


ออฟไลน์ P.PIM

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 241
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-0
โอ่ยยยย เป็นน่ารักกกกก ไลม์เขินแล้วน่ารักมากกกกกกกกกก ต่างคนต่างติดอีกฝ่ายอะเนาะ แถมตอนอ้อนก็น่ารักจนใจเจ่บ  :ling1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Foggy Time

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 916
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +231/-1
ตอนที่ 22

   
ผมไม่รู้ว่าบอสรู้ตัวรึเปล่า แต่เวลาที่บอสอยู่บ้านและจมอยู่ในความคิดตัวเอง แววตาของบอสจะเศร้ามาก
   
ผมในร่างหมาป่าแกล้งหลับและแอบมองบอสที่นั่งพิงตัวผมแล้วนั่งทำงานกับโน๊ตบุ๊คเงียบๆ ซึ่งวันนี้ก็เป็นวันทำงานแต่ไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศ บอสเลยปล่อยให้ผมนอนทั้งวันแต่ก็ใช้ประโยชน์จากผมนิดหน่อยด้วยการยืมตัวผมเป็นที่พิงนุ่มๆ
   
ผมมองเสี้ยวหน้าของบอสแล้วนึกถึงครั้งแรกที่ผมเจอบอส
   
นัยน์ตาสีฟ้าอ่อนที่มองผมตอนนั้นดูเย็นชามาก ไม่แสดงอารมณ์อะไรสักนิด ซึ่งมันก็เป็นแววตาปกติของบอสเวลาที่อยู่ข้างนอก บอสจะมองทุกอย่างด้วยความสุขุมและควบคุมทุกอย่างด้วยความเยือกเย็น
   
เอาเข้าจริงนับจากวันนั้นก็เพิ่งผ่านไปได้ไม่กี่วันแต่ก็มีเรื่องเกิดขึ้นเยอะมาก แต่บอสของผมก็ยังสามารถรับมือกับปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นได้อย่างไม่ยากเย็น
   
บอสของผมเก่งแต่ผมก็รู้อีกว่าบอสของผมเปราะบางแค่ไหน
   
“…”
   
ผมมองนัยน์ตาสีฟ้าอ่อนของบอสวูบไหวก่อนที่บอสจะใช้หลังมือเช็ดน้ำตาที่ซึมออกมา
   
หงิง
   
สุดท้ายผมก็ทนเงียบต่อไปไม่ไหวเพราะบอสลืมอีกแล้วว่าเก็บผมมาเลี้ยง
   
ถ้าบอสเศร้าก็กอดผมสิ!
   
“..ผมทำคุณตื่นอีกแล้วเหรอ โทษที”
   
บอสเหลือบมองผมแล้วพึมพำเสียงเบา
   
“บอสร้องไห้อีกแล้ว”
   
ผมพูดหงอยๆ เพราะตั้งแต่ที่พ่อโทรมาด่าบอสเรื่องลูกค้าเมื่อเช้า บอสก็เหมือนจะหลุดการควบคุมไปเลย และเหมือนจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามีผม ซึ่งมันก็ทำให้ผมรู้เลยว่าเวลามันสำคัญขนาดไหน
   
บอสยังจำผมไม่ได้และลืมว่ามีผมตลอดเลย
   
“..อืม”
   
บอสไม่ปฏิเสธและเช็ดน้ำตาลวกๆ เพื่อทำงานต่อ
   
“ให้ผมกอดบอสไหม”
   
“ไม่เป็นไร”
   
บอสยิ้มจางให้ผมแล้วหันไปง่วนกับงาน ซึ่งผมก็ได้แต่กลับไปวางคางบนขาแล้วมองบอสหงอยๆ เพราะผมก็ไม่อยากกวนบอสตอนทำงานเท่าไหร่
   
ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพ่อบอสต้องด่าบอสด้วย ทั้งๆ ที่มาเวอร์ริกก็ดังขนาดนั้น มันยังดีไม่พออีกเหรอ แล้วทำแค่ไหนถึงจะดีพอกัน แต่เรื่องที่แย่ที่สุดก็คือเรื่องที่บอกให้บอสยอมๆ ไปเวลาที่เจอพวกอัลฟ่าพยายามจะทำอะไร จะหวงตัวอะไรนักหนา ขนาดแม่ยังทำอาชีพแบบนั้นได้เลย
   
สีหน้าของบอสแย่มาก ขนาดผมกอดอยู่ ผมยังรู้สึกว่าผมยังไม่สามารถปกป้องบอสได้ บอสตัวสั่นในแขนผม นัยน์ตาสีฟ้าดูวิตกตั้งแต่ได้ยินเสียงทุ้มแหบออกมาจากลำโพงโทรศัพท์ด้วยซ้ำ
   
‘..ถ้าจะด่าก็ด่าผม อย่าว่าแม่’
   
เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินเสียงบอสสั่นขนาดนั้น และมันก็ทำให้ผมนึกถึงตอนที่บอสดูหมดสภาพหลังจากที่เจอพ่อที่โรงพยาบาล
   
ถ้าหากท้องฟ้าสามารถถล่มลงมาได้ แววตาของบอสก็คงจะเป็นแบบนั้น
   
‘..ผม ผม’
   
บอสตัวสั่นหนักว่าเดิมในอ้อมแขนผม พึมพำขอโทษพ่อไม่หยุด ดูเปราะบางจนเหมือนไม่ใช่บอสคนเดียวกับเจ้าของมาเวอร์ริกแต่เป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ กลัวพ่อจนทำอะไรไม่ถูก
   
‘มึงขอโทษกี่รอบแล้ว ไลม์ กี่รอบแล้วที่มึงปฏิเสธลูกค้า รู้ไหมว่ากูเสียหน้าขนาดไหนตอนที่พ่อไอ้แบร์มันโทรมาด่ากู บอกว่ามึงไม่ยอมรับงาน’
   
สุดท้ายบอสก็น้ำตาไหลออกมา
   
‘..ผมจะหาเงินให้ได้มากกว่านี้’
   
ใช้เวลาสักพักกว่าบอสจะมีคำพูดหลุดออกจากปากบอส
   
‘ดี แล้วก็อย่าให้มีครั้งหน้าอีก!!’
   
เสียงทุ้มแหบตะคอกใส่โทรศัพท์ก่อนจะตัดสายไป ทิ้งให้บอสของผมตัวสั่นเทาจนผมต้องใช้เวลาปลอบบอสอยู่พักใหญ่กว่าบอสจะกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง
   
แต่จะเรียกว่าปกติก็คงไม่ถูกเพราะบอสก็แค่หยุดตัวสั่นเทานั้นก็ยังร้องไห้เป็นพักๆ อยู่ จนผมไม่รู้ว่าที่ผ่านมาบอสใช้ชีวิตคนเดียวมานานขนาดนี้ได้ยังไง
   
ผมไม่แปลกใจเลยสักนิดว่าทำไมบอสถึงได้ยอมมีความสัมพันธ์กับผมไวขนาดนั้น
   
บอสของผมโหยการยอมรับและการถูกรัก
   
“…ผมไหวน่า คุณไม่ต้องห่วงหรอก”
   
บอสที่น่าจะสัมผัสได้ว่าผมจ้อง ขยับตัวมากอดหัวผมและจูบเบาๆ
   
หงิง
   
ผมน่ะรู้นะว่าบอสก็แค่ปลอบใจผมเท่านั้นแหละ อีกสักพักบอสก็จะร้องไห้อีกและผมก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไง บอสถึงจะเลิกร้องไห้สักที
   
“ไปอาบน้ำไป คุณตัวเหม็นแล้ว”
   
หงิง
   
ถ้าผมไปแล้วบอสร้องไห้ บอสก็ไม่มีคนอยู่ด้วยสิ
   
“คุณรู้ไหมว่าพุดดิ้งอาบน้ำทุกวันเลยนะ”
   
“!”
   
หูกับหางของผมตั้งขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินชื่อศัตรูหัวใจจากปากบอสอีกแล้ว
   
“ผมก็อาบน้ำทุกวันเหมือนกันนะครับ”
   
ปกติผมก็ใช้ชีวิตแบบมนุษย์ทั่วไปนั่นแหละ แต่วันนี้ผมจะยอมเป็นหมาเน่าเพื่อบอสหนึ่งวัน แบบวันนี้ผมก็ตื่นสายกว่าบอสอีกแล้ว พอตื่นมาก็เจอบอสร้องไห้อีก ผมก็เลยยังไม่ได้อาบน้ำสักที
   
“อย่าดื้อ”
   
หงิง
   
“หรือคุณจะให้ผมร้องไห้เพราะคุณไม่ยอมไปอาบน้ำ”
   
“บอสขี้โกง”
   
ผมบ่นอุบแต่ก็ยอมลุกตามคำสั่ง
   
“ผมเปิดน้ำเอาไว้ให้คุณแช่ด้วย แต่มันน่าจะเย็นแล้ว”
   
บอสลูบตัวผมและสางขนที่นุ่มฟูของผมเล่น
   
“ไปอาบไป เจ้านายคุณไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นหรอก”
   
“บอสห้ามร้องไห้ตอนผมไม่อยู่นะ”
   
ผมหูลู่ลงหงอยๆ แต่ก็ยอมไปอาบน้ำ ซึ่งก่อนที่จะเข้าห้องนอนผมก็แอบชะเง้อมองบอสและสะดุ้งหางฟูเพราะบอสเท้าคางมองผมยิ้มๆ เหมือนรู้อยู่แล้วว่าผมจะแอบดู
   
“ไป-อาบ-น้ำ”
   
บอสพูดช้าๆ ชัดๆ ทีละคำ
   
หงิง
   
หมาเน่าอย่างผมก็เลยต้องไปอาบน้ำตามคำสั่ง แต่ก็ดีแหละ ผมอาบเสร็จจะได้นุ่มฟูกว่าเดิม บอสจะได้พิงผมได้สบายขึ้น ผมคิดด้วยความมุ่งมั่นแล้วก็เกาะอ่างอาบน้ำ เอาอุ้งเท้าจุ่มลงไปในน้ำนิดหน่อยก็พบว่ามันเย็นแล้วแต่ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร ตอนผมอยู่ห้องเช่าช่วงหน้าหนาวน้ำเย็นกว่านี้อีก
   
ผมเลียเขี้ยวในปากรู้สึกงุ่นง่านเพราะแอบอยากแช่ในร่างหมาป่า
   
เอาไงดีนะ
   
‘ไอ้คราม หยุดความคิดเดี๋ยวนี้เลย แช่ร่างหมาป่าอ่างบอสก็แตกกันพอดีสิโว้ย’
   
โบ้ขาวผู้มีสติอยู่เสมอเห่าโวยวายทันที
   
แต่ผมก็อยากแช่อ่ะ
   
‘อ่างนะไม่ใช่เก้ว มันจะแตกได้ไง ขาว อย่าเพ้อเจ้อดิ แช่ๆ ไปเหอะ คราม แต่ห้ามเล่นน้ำ’
   
ถ้าแช่แล้วไม่เล่นก็ไม่สนุกสิ ผมไม่ได้เล่นน้ำมานานมากแล้ว ได้โอกาสแช่แล้วก็ควรจะเล่นน้ำสักนิดก็ยังดี
   
ผมเลิกสนใจโบ้สองตัวในหัวแล้วค่อยๆ ปีนเข้าไปในอ่างที่ตอนแรกก็ใหญ่พอที่จะให้ทั้งผมทั้งบอสแช่พร้อมกันสบายๆ แต่พอเป็นหมาเน่าอย่างผมทุกอย่างกลับดูแน่นมาก
   
หงิง
   
ผมร้องออกมาเพราะน้ำกระฉอกออกไปเยอะมาก ให้ตายเถอะ ผมไม่ได้ตัวใหญ่ขนาดนั้นซะหน่อย!
   
ผมคิดประท้วงในใจแล้วพยายามใช้อุ้งเท้าดันก๊อกเพื่อเติมน้ำอุ่นใส่แล้วก็ไปปั๊มเอาสบู่เหลวมาเล่นฟอง ซึ่งผมก็ทำสำเร็จ ผมใช้อุ้งเท้าตีสบู่นิดหน่อยก็เกิดเป็นฟองฟอดและผมก็ดีใจมากเผลอกระดิกจนน้ำกระฉอกออกไปอีก
   
แต่ใครสนล่ะ ผมได้เล่นน้ำในรอบกี่ปีไม่รู้เชียวนะ!
   
ถึงผมจะตัวใหญ่คับอ่างจนขยับตัวแทบไม่ได้แต่ผมก็พยายามเล่นเท่าที่เล่นได้ด้วยการเอาขาหน้าตีน้ำกับฟองเล่น จนตอนนี้ผมเหมือนแกะมากกว่าหมา ให้ตายเถอะ ผมจะให้บอสเห็นสภาพนี้ของผมไม่ได้เด็ดขาด
   
มันไม่เท่!
   
‘ไม่เท่ตั้งแต่แกอยากเล่นน้ำแล้ว คราม’
   
ไอ้โบขาวนอนเอาเท้าก่ายหัว ดูจนปัญญากับผม
   
‘บอสไม่รู้หรอกน่า’
   
โบ้ดำให้กำลังใจผม
   
ใช่ บอสไม่รู้หรอก!
   
ผมคิดด้วยความเบิกบานใจแล้วก็นอนแช่น้ำอย่างมีความสุข ตอนนี้ระดับน้ำได้แล้วอุณหภูมิก็กำลังดี ผมวางคางบนขอบอ่างแล้วหลับตาพริ้มกะจะแช่อีกสักห้านาทีแล้วค่อยๆ อาบน้ำลวกๆ แล้วกลับไปเฝ้าบอสต่อ
   
ผมหาวง่วงๆ แต่ก็พยายามไม่หลับ
   
ห้ามหลับเด็ดขาด คราม
   
ห้ามหลั—
   
   

“หึ”
   
เสียงหัวเราะ? ทำไมถึงมีเสียงหัวเราะล่ะ
   
ผมคิดง่วงๆ แล้วปรือตาตื่นขึ้นมาก่อนที่จะเกือบจะร้องเอ๋งออกมาตอนที่เห็นบอสนั่งอยู่ขอบอ่าง แล้วเอาเป็ดยางจิ๋วสีเหลืองจากไหนไม่รู้มาวางบนจมูกผมเป็นสิบและกำลังจะวางเพิ่มแต่ผมก็ดันตื่นขึ้นมาพอดี
   
;w;
   
ผมไม่เท่แล้วอ่ะ แล้วตอนนี้ก็มีเป็ดทั้งตระกูลอยู่บนจมูกผมด้วย
   
หงิง
   
ผมร้องออกมาหงอยๆ แต่ก็ไม่กล้าขยับตัวเพราะบอสก็ยังเอาเป็ดมาวางบนจมูกผมเพิ่ม
   
“หงิง ทำไม”
   
บอสถามผมยิ้มๆ ดูอารมณ์ดีมากและเอื้อมมือมาจับหูผมที่ยังมีฟองฟอดอยู่
   
“ผมเหมือนแกะ”
   
ผมพูดด้วยเสียงเหมือนจะร้องไห้ หมดแล้ว หมดแล้วจริงๆ ศักดิ์ศรีของชาวอัลฟ่าหมาป่า
   
“แล้วผมก็ไม่เท่ด้วย”
   
พูดจบผมก็ร้องหงิงๆๆ ออกมา เสียใจมากที่บอสมาเห็นผมสภาพนี้ ผมน่าจะเชื่อโบ้ขาวอ่ะ ไม่น่าเลยอ่ะ
   
บอสมองผมนิ่งสักพักเหมือนพยายามกลั้นหัวเราะแต่สุดท้ายก็หัวเราะออกมา
   
“..ผม ผมเห็นคุณอาบน้ำไม่เสร็จสักที ก็เลยตามเข้ามาดู”
   
บอสพูดไปหัวเราะไปแล้วโกยเอาครอบครัวเป็ดกลับไปใส่ถุงตาข่าย
   
“แล้วผมก็เจอลูกหมาแอบมาเล่นน้ำ”
   
หงิง
   
“เลิกหงิงได้แล้ว ผมว่าอะไรคุณรึยัง”
   
บอสพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่มือกลับตีสบู่ให้เกิดฟองและโกยเอามาไว้บนหัวผมจนผมเหมือนมีเขายูนิคอร์น ไม่สิ เหมือนมีไอติมโปะหัวมากกว่า
   
;w;
   
ผมทำหน้าเหมือนจะร้องไห้มากกว่าเดิม
   
“ผมทำข้าวเที่ยงเสร็จแล้ว รอคุณไปกินด้วย”
   
“..ครับ”
   
ผมตอบบอสเสียงอ่อยและหมดอาลัยตายอยาก เพราะผมคงไม่มีทางกู้คืนภาพลักษณ์อัลฟ่าหมาป่าสุดเท่ได้แล้ว ถึงร่างหมาป่าของผมจะตัวใหญ่และทรงพลัง แต่บอสก็คงจะจำผมเป็นหมาแกะไปแล้ว
   
“คุณเท่แล้วน่า”
   
บอสลูบหัวผมเหมือนพยายามปลอบใจแต่อีกมือก็โกยเอาฟองมาโปะใส่หัวผมเพิ่มอยู่ดี
   
“รีบอาบล่ะ เด็กดี”
   
“ครับ”
   
ผมตอบบอสหงอยๆ มองบอสที่เดินออกไปด้วยความเศร้าสร้อย และตัดสินใจคืนร่างมนุษย์แล้วอาบต่อด้วยความเสียใจมากเพราะไอ้พุดดิ้งมันยังมีภาพลักษณ์ดีกว่าผมเลยอ่ะตอนนี้
   
ผมรีบอาบน้ำแต่งตัวลวกๆ แล้วออกจากห้องนอน
   
“บอส บอสครับ”
   
ผมเรียกหาบอสเพราะในห้องรับแขกที่บอสทำงานบอสก็ไม่อยู่ ห้องครัวก็ไม่มี
   
;w;
   
ผมหาบอสไม่เจออีกแล้ว
   
ผมพยายามฮึบและใช้ความสามารถของอัลฟ่าหมาป่าให้เป็นประโยชน์ ซึ่งผมก็ได้กลิ่นของบอสอยู่สนามหญ้าข้างนอก ผมเลยลนลานวิ่งออกไปเพราะกลัวว่าบอสจะหายไปไหนอีก
   
“…”
   
ผมมองบอสของผมที่นั่งยองๆ และยิ้มให้กับต้นกุหลาบสีแดงที่ผมเพิ่งรู้ว่ามีด้วย
   
มันเป็นกุหลาบต้นที่ไม่ใหญ่มาก ถูกปลูกไว้ในกระถางเล็กและออกดอกอยู่สองสามดอก บอสเอามือเกลี่ยดอกไม้เล่นแล้วยิ้มจาง ดูผ่อนคลายมาก
   
“มานี่สิ”
   
บอสเหลือบมองผมแล้วกวักมือเรียกผม
   
แน่นอนว่าผมรีบเอาตัวเองไปนั่งข้างๆ บอสทันที
   
“หัวคุณยังเปียกอยู่เลย”
   
บอสขมวดคิ้วแล้วเกลี่ยผมที่ปรกตาผมออก
   
“ผมไม่อยากให้บอสรอนาน”
   
“เดี๋ยวคุณก็เป็นหวัดหรอก”
   
บอสบ่นผมไม่จริงจังนักแล้วเอามือไปเกลี่ยกุหลาบเล่นต่อ
   
“!”
   
ผมตาโตขึ้นมานิดหน่อยเพราะพอผมตั้งใจดมดีๆ ก็พบว่ามันเป็นกลิ่นกุหลาบติดจะหวาน ซึ่งมันก็เป็นกลิ่นฟีโรโมนที่บอสปล่อยออกมาตอนที่อารมณ์ดี
   
บอสยังคงยิ้มน้อยๆ ก่อนจะขยับตัวเข้ามาซุกกับผม
   
“วันที่ผมเก็บคุณมาเลี้ยง มันบานพอดีเลย”
   
บอสวางหัวบ่นไหล่ผมแล้วยิ้มมากกว่าเดิม
   
“แม่ผมเคยบอกว่าถ้าดอกกุหลาบบานแล้วมันจะเกิดเรื่องดีๆ ”
   
“บอสชอบดอกกุหลาบเหรอครับ”
   
ผมถามและดึงมือข้างที่ว่างของบอสจับเล่น หัวใจพองโตเมื่อบอสนับผมเป็นเรื่องที่ดีในชีวิตด้วย เพราะอัลฟ่าหมาป่าอย่างผมก็ถูกตราหน้ามาตลอดว่าเป็นตัวกาลกิณี ใครได้ไปก็จะทำเขาซวย
   
ผมดีใจมากเลยที่บอสยอมเก็บผมมาเลี้ยง
   
“อือ แม่ผมชอบ ผมก็เลยชอบตาม”
   
“...”
   
ผมพยายามสังเกตแววตาของบอสและพบว่าบอสของผมดูมีความสุขมาก
   
“ตอนผมย้ายมาอยู่กับพ่อใหม่ๆ แม่ผมใจดีมากแล้วก็ชวนผมปลูกกุหลาบ ผมมานั่งดูทุกวันเลยว่ามันจะบานวันไหน แล้วพอวันที่มันบาน แม่ก็ตัดดอกนั้นให้ผม”
   
แม้แต่น้ำเสียงของบอสก็ยังเก็บความดีใจเอาไว้ไม่อยู่จนผมรู้สึกดีตาม
   
“ผมดีใจมากเลย คราม ดีใจมากจริงๆ ”
   
บอสสบตากับผมแล้วยิ้มจนตาหยี
   
“แล้วผมก็ชอบดอกกุหลาบมาตลอดเลย”
   
“...”
   
ผมมองบอสรอยยิ้มของบอสตาค้างและรู้สึกว่าละสายตาไปจากมันไม่ได้
   
หัวใจผมเต้นโครมครามรู้สึกเหมือนตกหลุมรักบอสอีกรอบ
   
บอสน่ารักมากเลย
   
“..ขอจูบได้ไหมครับ”
   
“อืม”
   
บอสดูงงๆ ที่ผมขอแบบปุบปับแต่ก็ยอมตามใจผม ซึ่งผมก็จู่โจมบอสทันที
   
เอาเข้าจริงผมอยากจูบบอสตั้งแต่ตอนที่บอสเกลี่ยผมให้ผมแล้ว ผมเลียริมฝีปากนุ่มๆ ของบอสก่อนสอดลิ้นเข้าไปและชิมความหวานของโกโก้ร้อนที่บอสดื่มตอนทำงาน
   
ผมจูบบอสแรงกว่าเดิมเมื่อสอดมือเข้าไปในเสื้อและพบว่าวันนี้บอสก็ใส่บราอีกแล้ว
   
“อื้อ”
   
บอสสะดุ้งเฮือกตอนที่ผมใช้นิ้วขยี้ตุ่มไตเล็กๆ น่ารักใต้บราของบอส
   
“..พอ พอก่อน”
   
บอสผละออกก่อนและมองผมเขินๆ
   
“แต่เช้าเลยเหรอ คราม”
   
“ก็บอสน่ารักนี่นา”
   
ผมพูดหงอยๆ
   
“ผมยังทำงานไม่เสร็จเลย”
   
หงิง
   
“ถ้าดึกๆ ผมไหวค่อยทำนะ”
   
“ครับ”
   
เด็กดีอย่างผมจะได้ตอบอะไรได้นอกจากครับล่ะ ทั้งๆ ที่ผมอยากจะร้องหงิงๆๆ ออกมามาก ผมเกลียดงาน เกลียดที่สุดเลย ผมอยากรวย บอสจะได้ไม่ต้องทำงาน แต่ทั้งเนื้อทั้งตัวผมไม่มีอะไรเลยนอกจากลูกบอล
   
“ไปกินข้าวกัน ผมหิวแล้ว”
   
บอสลุกขึ้นยืนก่อนแล้วก็ยื่นมือให้ผมจับ
   
“...”
   
ผมจับมือบอสแต่ก็ไม่ได้ลุกเพราะดันไปเห็นท้องฟ้าที่อยู่ข้างหลังบอสซะก่อน
   
วันนี้ท้องฟ้าสวยและสดใสมาก
   
และมันก็เป็นสีเดียวกับตาของบอส
   
ผมหลุดยิ้มออกมา
   
มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นตามที่แม่บอสบอกจริงด้วย
   
   
   

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1088
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด