--- รักซ้อนซ่อนรัก | ตอนที่ 38 เปิดอกคุย --- หน้าที่ 9 [25/10/63]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: --- รักซ้อนซ่อนรัก | ตอนที่ 38 เปิดอกคุย --- หน้าที่ 9 [25/10/63]  (อ่าน 13328 ครั้ง)

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1357
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-0
มีความเป็นFamilyมากกกกกจ้า  :-[ บทเจ้าหญิงขี้อายของน้องหนูช่างขัดกับตัวจริงจริง พูด3ประโยค น่าร๊ากก 55555 //อะไรใดทั้งหมดที่ซื้อก็ล้วนแต่เป็นของที่พีทชอบทั้งนั้น วุ้ยยยย  :o8: อีกไม่นานหรอกคุณใหญ่จะได้ยินคำที่รอ ดีไม่ดีเขาอาจจะเป็นคนพูดออกมาเองโดยไม่ต้องถาม  :-[ แม่พลอยดูท่าคงเป็นสไตล์ถ้าลูกรักใครแม่ก็ว่าตาม เพียงลูกมีความสุข ไม่น่าจะเยอะนะ เพราะงั้นรีบๆชัดเจนกันสักทีเถ๊อออออ จะได้สวีท อุอิ   :กอด1: สนุกก ขอบคุณที่มาต่อนะคะ รออ่านทุกวัน รอตอนต่อไปเลย ไฟท์ติ้งงค่า  :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5247
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ Dee^daY

  • ไม่เคย ทำให้ใครเดือดร้อน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4018
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +329/-6

ออฟไลน์ Renze

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 326
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +423/-25
สามสิบเจ็ด
ความจริงเปิดเผย





               เมื่อคืน พอเสร็จจากงานโรงเรียนก็ตรงกลับบ้านทันที ถึงบ้านพิชญ์ก็จับน้องหนูอาบน้ำก่อนจะพาลูกสาวตัวน้อยเข้านอน พอหัวถึงหมอน น้องหนูก็หลับทันทีด้วยความอ่อนเพลีย หลังจากรอจนน้องหนูนอนหลับสนิทดีแล้ว พิชญ์ก็กลับห้องมาจัดกากรับตัวเอง เสร็จแล้วก็รีบปีนขึ้นเตียงก่อนจะผล็อยหลับด้วยความรวดเร็วพอๆ กับน้องหนู

               พิชญ์หลับสนิทตลอดทั้งคืน เช้านี้เขาเลยตื่นมาด้วยความสดชื่น ผิดกับวันสองวันก่อนหน้านี้ คนเพิ่งตื่นขมวดคิ้วนิดๆ เมื่อสัมผัสถึงความอึดอัดที่รัดแน่นรอบตัวเขา พิชญ์นิ่วหน้า ขณะพยายามแกะมืออริญชย์ที่รัดรอบเอวเขาออก ทั้งที่ห้องนอนของเขาก็เล็กกว่าห้องนอนของอริญชย์เกือบครึ่ง แต่ท่านเจ้าของบ้านก็ชอบพาตัวเองมานอนเบียดกับเขาอยู่เรื่อย

               พิชญ์ขยับตัวจะหนีออกจากอ้อมกอดของอริญชย์ แต่พอเขาขยับ อริญชย์ก็ขยับตาม ก่อนฝ่ายหลังจะลืมตามองเขานิ่งๆ ดวงตาคมปลาบมองตรงมายังพิชญ์ แฝงความนุ่มนวลจนคนถูกมองต้องเสหลบตาด้วยความเก้อกระดาก ยกมือดันหน้าอกอริญชย์ให้ขยับออกห่างจากตัว

                “ตื่นแล้วก็ปล่อยผมสิ คุณใหญ่” พิชญ์เอ่ยพลางขยับตัวอย่างอึดอัด

นอกจากจะไม่ปล่อยพิชญ์ออกจากอ้อมแขนแล้ว อริญชย์ยังกระชับแน่นเข้า พลางโน้มหน้ามาจนปลายจมูกชนกัน เสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยกระซิบถามข้างหู

                “เมื่อไหร่จะย้ายมานอนห้องเดียวกับฉันเสียที...”

                “พูดบ้าๆ อีกแล้วนะ”

               ปลายนิ้วแข็งแรงยกขึ้นลูบริมฝีปากพิชญ์เบาๆ จนคนถูกกระทำต้องเบือนหน้าหนี หักห้ามใจตัวเองไม่ให้อ้าปากงับนิ้วอริญชย์แล้วกัดแรงๆ

                “ปากนี่นะ หัดจะพูดดีๆ กับฉันเสียบ้าง ปากคอเราะร้ายเหลือเกิน”

               พอถูกเอ็ดเข้า พิชญ์ก็หุบปากฉับ ลืมสนิทว่าเขาต้องพาตัวเองออกมาจากอ้อมกอดของอริญชย์ กลับนอนนิ่งอยู่ในอ้อมกอดจนกระทั่งริมฝีปากอุ่นจัดทาบทับลงมา ขบเม้มริมฝีปากเขาเบาๆ จนพิชญ์ต้องเผยอปากออกด้วยความจำนน ลึกๆ แล้ว พิชญ์รู้ดีว่าเขาเต็มใจรับสัมผัสที่อริญชย์มอบให้มากแค่ไหน

               อริญชย์ดูดกลืนริมฝีปากพิชญ์ ปลายลิ้นเกี่ยวกระหวัดร้อยรัดกัน บดเบียดจนริมฝีปากพิชญ์แดงก่ำ พออริญชย์ถอนริมฝีปากออก พิชญ์ก็รีบกอบโกยอากาศเข้าปอด ก่อนจะตวัดตามองคนที่บังคับขืนจูบเขาแต่เช้าตาดุๆ คนถูกมองค้อนยิ้มตาพราวระยับ ยื่นมือมาลูบริมฝีปากบวมเจ่อเบาๆ เสียงทุ้มเอ่ยถามข้างใบหูก่อนจะขบใบหูพิชญ์เบาๆ คล้ายหยอกเอิน

                “ตกลงว่าคิดถึงฉันบ้างไหม...”

               เขาทวงถามคำถามที่เมื่อวานเอ่ยถาม แล้วพิชญ์ก็หลบลี้หนีหน้า ไม่ยอมตอบเขา มาวันนี้อริญชย์กักพิชญ์ไว้ในอ้อมกอด ไม่ยอมปล่อย เฝ้ารอคำตอบจนกว่าพิชญ์จะเอ่ยถ้อยคำที่เขาพึงพอใจ แต่ม้าพยศก็ยังคงเป็นม้าพยศอยู่วันยังค่ำ พิชญ์เม้มริมฝีปากแน่น บอกเจตนารมณ์แน่วแน่ว่าจะไม่ตอบคำถามเขา จนคนรอฟังชักท้อ

               พอเริ่มท้อกับการรอคอย ฝ่ามือร้อนผ่าวก็พลันลากเรื่อยลงมาตามลำคอ ริมฝีปากพรมจูบไล่ตามลงมาติดๆ ทั้งลำคอ ไหปลาร้า เนินอก อริญชย์สอดมือเข้าใต้เสื้อนอนของพิชญ์ ลูบไล้เบาๆ บริเวณจุดที่ไวสัมผัส คนถูกกระทำเผลอหลุดเสียงครางออกมาก่อนจะบิดตัวหนี กลับกลายเป็นว่าถูกอริญชย์พลิกตัวคร่อมทับ

               พิชญ์เบิกตากว้าง มองคนที่ทับอยู่เหนือร่างเขา มิหนำซ้ำข้อมือสองข้างของเขายังถูกยึดอยู่เหนือหัว เขาช้อนตามองโกรธๆ ก่อนจะเอ่ยเรียกชื่ออริญชย์เสียงดุ

                “คุณใหญ่...”

                “ตอบคำถามฉันก่อนสิ”

               พิชญ์กำลังไตร่ตรองว่าเขาควรตอบอย่างไร ควรตอบคำถามที่อริญชย์พอใจหรือควรตอบคำถามที่เขาพอใจ ก่อนความคิดของเขาจะสะดุด เมื่อกระดุมเสื้อนอนถูกปลดจนหมด ริมฝีปากร้อนผ่าวก้มลงครอบครองยอดอกเขา ดูดดึงจนเขาเสียวซ่าน หัวสมองพลันขาวโพลน คิดอะไรไม่ออก ได้แต่เอ่ยร้องเรียกชื่ออริญชย์ออกมาอีกหน

                “คุณใหญ่...”

               อริญชย์ขบเม้มยอดอกพิชญ์ เขาเหลือบตามองปฏิกิริยาของคนที่บิดเร่าอยู่ใต้ร่างเขา แต่ริมฝีปากยังเม้มแน่นไม่ยอมเอ่ยถ้อยคำที่เขาอยากฟังอย่างนึกขัดใจ มือข้างหนึ่งที่ว่างค่อยๆ เลื่อนลงสอดเข้ากางเกงนอนขายาวของพิชญ์ กอบกุมแกนกายของพิชญ์ไว้ คนที่ถูกกดอยู่ข้างล่างเบิกตากว้าง นึกอยากต่อต้าน แต่ร่างกายไม่รักดีกลับทรยศเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

               ร่างกายของพิชญ์กำลังฟ้องว่าเขากำลังโหยหาอริญชย์มากแค่ไหน เพียงแค่อริญชย์แตะนิดแตะหน่อย ก็รีบร้อนแสดงความต้องการออกมา

               พิชญ์หน้าแดงก่ำ บอกตัวเองว่าเป็นเพราะเขาร้างลากับเรื่องแบบนี้มาพักใหญ่ มิหนำซ้ำตอนนี้ยังเป็นตอนเช้า ร่างกายจะมีปฏิกิริยาแบบนี้ก็คงไม่แปลกนัก แต่ราวกับอีกคนจะรู้ทัน เสียงแหบพร่ากระซิบหยอกเย้าข้างหูเขา

                “เป็นเสียแบบนี้ แล้วยังปากแข็งไม่ยอมรับว่าคิดถึงฉันอีกหรือ”

                “ผมเปล่า...”

               พิชญ์พยายามเถียงเสียงแข็ง แต่เสียงที่ดังกลับฟังดูเชิญชวน เขาพยายามหนีบขาเข้าหากัน แต่อริญชย์กลับกดหัวเข่าลงมา แยกขาสองข้างของเขาออกจากกัน

               ฝ่ามือใหญ่กอบกุมแกนกายของพิชญ์เอาไว้ ขยับรูดรั้งจนพิชญ์ต้องบิดตัวไปมา ความต้องการพุ่งขึ้นสูง พอจวนเจียนจะถึงปลายทาง อริญชย์กับหยุดมือเอาไว้ ดวงตาร้ายๆ ก้มลงมองพิชญ์ที่นอนหน้าแดงก่ำ เอ่ยถามย้ำอีกครั้ง

                “คิดถึงฉันหรือเปล่า...”

               พิชญ์หลับตาลงช้าๆ เพราะไม่อยากมองสีหน้าของอริญชย์ ก่อนจะพึมพำเอ่ยตอบออกไปเสียงเบาอย่างไม่ยินยอมนัก

                “คิดถึง...”

               สาบานเลยว่า...เขาก็แค่ให้คำตอบที่อริญชย์พอใจ เขาก็แค่พูดสิ่งที่อริญชย์อยากฟัง

               เขาไม่ได้คิดถึงอริญชย์จริงๆ หรอก...ใช่ไหม

               พอได้ยินคำตอบที่เขาเฝ้ารอคอย อริญชย์ก็ขยับมือพาพิชญ์ไปถึงฝั่งฝัน เพราะพิชญ์หลับตา พิชญ์เลยไม่เห็นว่าสายตาที่ทอดมองมานั้นอบอุ่นแค่ไหน ราวกับจะโอบกอดเขาเอาไว้ด้วยความรักทั้งหมดที่อริญชย์มี ไขว่คว้าทุกสิ่งที่พิชญ์ต้องการมาให้ เพียงแค่พิชญ์เอ่ยปากเท่านั้น

               พอพาพิชญ์เดินทางถึงฝั่งฝันแล้ว อริญชย์ก็ไม่ยอมเสียเปรียบแม้แต่น้อย เขาป้ายคราบคาวของพิชญ์ที่เปรอะเปื้อนเต็มมือเขาลงที่ช่องทางด้านหลังของเจ้าตัว ช่องทางของพิชญ์ถึงกับหดเกร็งทันทีที่ถูกเขาสัมผัส อริญชย์กดนิ้วเข้าไปเบาๆ เพื่อให้พิชญ์ค่อยๆ ผ่อนคลาย

               ยามเห็นพิชญ์บิดตัวไปมาพร้อมกับส่งเสียงครางเบาๆ เส้นความอดทนของอริญชย์ราวกับขาดผึง คร้านที่จะยืดเวลาเล้าโลมคนใต้ร่าง แม้ว่ายังอยากจะปรนเปรอพิชญ์ต่ออีกหน่อย แต่ร่างกายของเขากลับไม่ยอมเชื่อฟัง อริญชย์ถอนนิ้วออกมา ก่อนจะแทนที่ด้วยตัวตนอันแข็งแกร่งของเขา

               ราวกับเป็นร่างกายที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกันและกัน ร่างกายของพิชญ์ตอบรับและตอดรัดเขาเสียจนอริญชย์แทบคลั่ง เขาฝังตัวอยู่ในตัวพิชญ์นิ่ง ยังไม่ยอมขยับ จนคนใต้ร่างต้องลืมตามอง ดวงตาที่มองสบมาของพิชญ์ฉ่ำเยิ้ม ขณะเรียกชื่อเขาเสียงเครือ

                “คุณใหญ่...”

               แม้อยากจะฟังพิชญ์อ้อนวอนเขาเสียหน่อย แต่อริญชย์ก็ไม่อยากเสียเวลาอีกแม้แต่นาทีเดียว เขาขยับตัวเข้าออกช้าๆ เป็นจังหวะ ฝากฝังตัวตนลงไปอย่างลึกซึ้ง ทั้งครอบครองและแสดงความเป็นเจ้าของ ปล่อยให้ร่างกายโยกคลอนไปตามจังหวะ

               ร่างกายนี้เป็นของเขา ทุกอณูบนตัวพิชญ์ของเขา เหลือแค่เพียงสิ่งเดียวที่เขาพยายามไขว่คว้า...

               ...หัวใจของพิชญ์

               พอข้อมือถูกปล่อยเป็นอิสระ พิชญ์ก็เกาะเกี่ยวยึดบ่าของอริญชย์เอาไว้ เขาถูกกระแทกกระทั้นจนหัวสั่นหัวคลอน แต่ร่างกายกลับยังรู้สึกเหมือนไม่เพียงพอ ต้องการมากขึ้น อยากให้อริญชย์รุนแรงกับเขามากกว่านี้ เข้ามาข้างในตัวเขาให้ลึกขึ้น แต่ทั้งหมดนั้นก็อยู่แค่ในความคิดของพิชญ์ เขาไม่มีทางพูดเรื่องน่าอายเหล่านั้นออกไป

               พิชญ์ยื่นมือออกไปไขว่คว้าอริญชย์ แม้เขาจะไม่ได้เอ่ยออกเป็นคำพูด แต่อาการโอบรั้งอริญชย์ให้แนบชิด ให้อีกฝ่ายฝากฝังตัวตนลงมาอย่างลึกซึ้งก็แทนคำพูดมากมายในใจได้เป็นอย่างดี จนเหมือนกับว่า แท้จริงแล้วเป็นพิชญ์ที่พยายามกลืนกินตัวตนของอริญชย์

               แวบหนึ่งที่พิชญ์เผลอคิดว่า...ชีวิตนี้เขาคงหนีอริญชย์ไปไหนไม่พ้นแล้ว



.




ออฟไลน์ Renze

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 326
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +423/-25


               พิชญ์ลงมากินข้าวอีกทีตอนเกือบสิบเอ็ดโมง ส่วนอริญชย์ลงมาก่อนหน้านั้นแล้ว ตอนพิชญ์เดินลงมาถึงข้างล่าง แม่พลอยกับน้องหนูจัดการกับมื้อเช้ากันเสร็จเรียบร้ยอแล้ว แม่พลอยกำลังรอเจอลูกชายคนเดียวเพื่อร่ำลาก่อนจะเดินทางกลับประจวบคีรีขันธ์ พิชญ์เดินมากอดเอวแม่พลอยขณะเอ่ยร่ำลา

                “เดินทางปลอยภัยนะแม่”

                “จ้ะ เราก็ดูแลตัวเองด้วยนะพีท”

               หลังจากเอ่ยร่ำลากันแล้ว แม่พลอยก็อุ้มน้องหนูขึ้นมาหอมแก้มซ้ายขวา ก่อนจะเดินออกไปขึ้นรถที่กริชนำมารอไว้ น้องหนูวิ่งตามออกไปโบกมือบ๊ายบายคุณย่าหน้าบ้าน มีนวลคอยตามดูแลอยู่ห่างๆ

               พิชญ์ยืนดูจนกระทั่งรถแล่นออกจากรั้วบ้านแล้ว เขาถึงเดินกลับมาจากจัดการกับมื้อเช้า ส่วนน้องหนูวิ่งเล่นอยู่ข้างนอกกับนวล อริญชย์จัดการมื้อเช้าเสร็จแล้ว กำลังนั่งจิบกาแฟพลางอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ พิชญ์นั่งลงตรงข้ามอริญชย์ พอเห็นหน้าอริญชย์ก็พาลทำตัวไม่ถูก ร่างกายพลันร้อนผ่าว ภาพที่อริญชย์แตะต้องเขาวนเวียนอยู่ในหัวจนพิชญ์นึกละอาย

                “คุณพีทคะ...คุณพีท...”

               ป้าน้อยเอ่ยเรียกพิชญ์สองสามที เมื่อเห็นว่ายกอาหารมาวางแล้วพิชญ์ยังนั่งเหม่ออยู่ พิชญ์สะดุ้งก่อนจะเลื่อนจานข้าวมาตรงหน้า แล้วรีบก้มหน้าก้มตาจัดการกับมื้อเช้า วันนี้วันจันทร์ เดี๋ยวเขายังต้องเข้าบริษัทพร้อมอริญชย์อีก

               พอพิชญ์กินข้าวเสร็จ อริญชย์ก็ขยับตัวลุกทันที พิชญ์รีบคว้าน้ำมาดื่มแล้วเดินตามหลังอริญชย์ เกือบจะสวนกับน้องหนูที่วิ่งตื๋อเข้ามา

                “พ่อพีทกับลุงใหญ่จะไปไหนคะ”

                “ไปทำงานลูก” พิชญ์ตอบพลางย่อตัวลงหอมแก้มน้องหนู เด็กหญิงตัวน้อยเอียงคอมองก่อนจะเอ่ยถาม

                “พาน้องหนูไปด้วยได้ไหมคะ”

               พิชญ์กำลังจะเอ่ยปฏิเสธ แต่คนที่ยืนอยู่ข้างหน้าเขากลับหันมาย่อตัวลงอุ้มน้องหนู พลางเอ่ยเสียงอ่อนโยน

                “ได้สิคะ คนเก่ง”

               พออริญชย์อนุญาต พิชญ์เลยไม่ได้เอ่ยห้ามปรามอะไร เขาเดินตามหลังคุณลุงที่อุ้มคุณหลานเดินไปที่รถ น้องหนูกวักมือเรียกพิชญ์ให้รีบเดินตามมา พลางส่งเสียงอย่างร่าเริง

                “พ่อพีท เร็วๆ”

               พิชญ์ส่งยิ้มให้ลูกสาวตัวน้อย ก่อนจะรีบเร่งฝีเท้าไปจนตามทัน อริญชย์เบี่ยงตัวหลบให้พิชญ์ก้าวขึ้นรถก่อน แล้วถึงอุ้มน้องหนูขึ้นรถ ส่วนตัวเขาเองขึ้นเป็นคนสุดท้าย

               น้องหนูนั่งอยู่ตรงกลางระหว่างอริญชย์และพิชญ์ เด็กหญิงลูบกระโปรงของตัวเองที่พองๆ ให่แนบเข้ากับลำตัว พอเห็นพิชญ์มองด้วยความฉงน เจ้าตัวน้อยก็ยิ้มแฉ่งพลางเอ่ยเสียงเจื้อยแจ้ว

                “เป็นเจ้าหญิงต้องเรียบร้อยค่ะ”

               พิชญ์กับอริญชย์หลุดยิ้มออกมาพร้อมกันให้กับความแก่แดดแก่ลมของน้องหนู ขณะที่คนขับรถอย่างตุลย์ถึงกับหัวเราะออกมาเบาๆ โดยไม่เกรงใจ เล่นเอาเจ้าตัวน้อยเอ่ยถามทันควัน

                “อาตุลย์หัวเราะอะไรคะ”

                “หัวเราะที่คุณหนูน่ารักครับ”

               ฟังคำตอบของคนสนิทแล้วอริญชย์ก็ถึงกับต้องกระแอมเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้ รอยยิ้มผุดบนริมฝีปากของอริญชย์จางๆ เขาเหลือบมองพิชญ์กับน้องหนูที่นั่งคุยกันเบาๆ อยู่ด้านข้าง ยอมรับด้วยความสัตย์จริงเลยว่า อริญชย์ชอบบรรยากาศแบบนี้ มันเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพิชญ์กำลังดีขึ้นทีละเล็กทีละน้อย

               หลังจากฝ่าการจราจรอันคับคั่งบนท้องถนนมาร่วมชั่วโมง ตุลย์ก็พาทุกคนมาถึงบริษัท พนักงานรักษาความปลอดภัยพอเห็นอริญชย์กับพิชญ์มาถึงก็ยกมือทำความเคารพ อริญชย์พยายามผ่อนฝีเท้าให้ช้าลงกว่าปกติ เพื่อให้พิชญ์ที่เดินจูงน้อยหนูอยู่ข้างหลังเดินตามมาทัน เขาชำเลืองมองพิชญ์กับน้องหนูเป็นระยะ หลานสาวตัวน้อยส่งเสียงเจื้อยแจ้วคุยกับเป็นผู้เป็นพ่อตลอดทาง

               จนกระทั่งเกือบจะถึงลิฟต์ พนักงานต้อนรับก็รีบร้อนเดินออกมาทำความเคารพอริญชย์กับพิชญ์ ก่อนจะเลี่ยงมาหาตุลย์ เอ่ยกระซิบกระซาบกับคนสนิทของอริญชย์หน้าตาเคร่งเครียด ตุลย์รับฟังพลางพยักหน้ารับช้าๆ ขณะเหลือบสายตามามองอริญชย์กับพิชญ์ที่กำลังยืนรอลิฟต์ หลังจากตัดสินใจอยู่เสี้ยววินาที ตุลย์ก็ตัดสินใจเดินตรงไปหาอริญชย์

                “คุณใหญ่ครับ พอดีมีเรื่องนิดหน่อย” ตุลย์เอ่ยพลางมองอริญชย์ ก่อนจะชำเลืองมองพิชญ์

               อริญชย์เองพอจะเดาความหมายจากสายตาของตุลย์ออก แต่เขาก็เพียงแค่พยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะเอ่ยปาก

                “ว่ามา...”

                “เสี่ยเล้งมาหา รออยู่ห้องรับแขกส่วนตัวด้านบนครับ” ตุลย์หมายถึงห้องรับแขกส่วนตัวของอริญชย์ ซึ่งอยู่ติดกับห้องทำงานของเจ้าตัว

               พิชญ์ซึ่งกำลังคุยอยู่กับน้องหนูถึงกับชะงักกึก เมื่อชื่อของ ‘เสี่ยเล้ง’ ดังเข้าโสตประสาท เขาหันขวับมากำลังจะเอ่ยปากถามอริญชย์ แต่อริญชย์ก็ชิงตัดบทด้วยการเอ่ยสั้นๆ ว่า

                “ลิฟต์มาแล้ว”

               พิชญ์จูงน้องหนูเดินตามอริญชย์เข้าลิฟต์ คิ้วขมวดมุ่นจนแทบจะชนกัน เขากำลังพยายามหาเหตุผลร้อยแปดพันเก้าถึงสาเหตุที่ราชันย์มาเยือนถึงที่นี่ ดูเหมือนตอนที่ตุลย์เดินมาบอก อริญชย์เองจะไม่ได้แปลกใจแม้แต่น้อย ราวกับคาดเดาได้อยู่แล้วว่าราชันย์จะมา

               พอประตูลิฟต์เปิดออก ปกติแล้วพิชญ์กับอริญชย์จะต้องเดินแยกไปห้องทำงานของตัวเองกันคนละทาง เนื่องจากห้องทำงานของพิชญ์กับอริญชย์อยู่กันคนละฝั่ง แต่วันนี้พอเดินออกมาจากลิฟต์แล้ว พิชญ์กลับจับแขนเสื้ออริญชย์เอาไว้ คนถูกจับหันมาเลิกคิ้วมองนิดๆ

                “ผมขอไปเจอเสี่ยเล้งด้วยได้ไหม”

               อริญชย์มองหน้าพิชญ์ พอเห็นสายตาที่มองสบมาที่เขาแล้วก็ไม่ได้เอ่ยปฏิเสธ พยักหน้าแทนคำตอบ ขณะกำลังจะเอ่ยถามว่าแล้วน้องหนูล่ะ เจ้าตัวเล็กก็จับข้อมือพิชญ์แกว่งไปมาก่อนจะเอ่ยเสียงเบา

                “พ่อพีท น้องหนูปวดฉี่”

                “แป๊บนะลูก” เอ่ยบอกน้องหนูแล้ว พิชญ์ก็หันกลับมาหาอริญชย์ “เดี๋ยวผมพาน้องหนูไปเข้าห้องน้ำแล้วรีบตามเข้าไป”

               พิชญ์จับจูงมือน้องหนูเดินตรงไปที่ห้องทำงานของเขา ห้องทำงานของพิชญ์มีห้องน้ำอยู่ข้างใน หลังจากรอให้น้องหนูเข้าห้องน้ำจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว พิชญ์ก็เตรียมสมุดระบายสีกับดินสอสีให้เจ้าตัวเล็ก

                “น้องหนูนั่งระบายสีอยู่ในห้องนะคะ พ่อพีทไปทำงานแป๊บเดียว เดี๋ยวมา”

                “นานไหมคะ”

                “ไม่นานครับ”

               เจ้าตัวเล็กพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย หยิบสมุดระบายสีกับดินสอสีมาจากพิชญ์แล้วปีนขึ้นไปบนโซฟา พิชญ์ยืนดูน้องหนูอยู่ครู่หนึ่งจนวางใจก่อนจะเดินออกมาจากห้อง ก่อนพิชญ์จะออกมา น้องหนูยังโบกมือให้พิชญ์หยอยๆ

               พอเดินออกมาจากห้องทำงานของตัวเองแล้ว พิชญ์ก็เปลี่ยนจากใบหน้าอ่อนโยนยามอยู่กับน้องหนูมาเป็นสีหน้านิ่งเฉย เหตุผลที่วันนี้เขาอยากเจอราชันย์ เพราะเขามีคำถามที่อยากจะถามอีกฝ่าย เขาอยากรู้ว่า...

               คนที่ลักพาตัวแม่พลอยและน้องหนูไป...ใช่ราชันย์หรือไม่

               พิชญ์เดินมาถึงห้องรับแขกส่วนตัวของอริญชย์ เขาชะงักฝีเท้าเล็กน้อยเมื่อเห็นตุลย์เพิ่งเดินออกมาจากห้อง

                “คุณใหญ่อยู่ข้างในใช่ไหมครับ” พิชญ์เอ่ยถามคนสนิทของอริญชย์

                “ครับ อยู่ข้างในกับเสี่ยเล้ง”

               พิชญ์พยักหน้ารับ ก่อนจะยกมือขึ้นเคาะประตูเบาๆ ตามมารยาท แล้วถึงเปิดประตูเข้าไปในห้องรับแขก อริญชย์กับราชันย์กำลังนั่งประจันหน้ากันอยู่ แต่บรรยากาศกลับดูสบายๆ จนพิชญ์นึกแปลกใจ แขกที่มาเยือนกำลังยกน้ำชาขึ้นจิบ พอได้ยินเสียงพิชญ์ก็เงยหน้ามอง ยิ้มมุมปากเล็กน้อย โดยไม่เอ่ยอะไร พิชญ์เสียอีกที่เป็นฝ่ายค้อมหัวลงเป็นเชิงทักทาย อย่างน้อยด้วยวัยวุฒิและประสบการณ์ เขาก็ยังจำเป็นต้องให้เกียรติราชันย์

               พิชญ์เลื่อนเก้าอี้ข้างๆ อริญชย์ออกก่อนจะนั่งลง ทั้งอริญชย์และราชันย์ต่างสาละวนกับน้ำชาตรงหน้า ไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมา จนพิชญ์เกือบจะเป็นเริ่มต้นบทสนทนาเองแล้ว แต่ด้วยมารยาท เขาจึงทำได้เพียงนั่งเงียบๆ

               พิชญ์ทบทวนถ้อยคำที่เขาตั้งใจจะเอ่ยราชันย์อยู่ในหัว ก่อนจะสะดุ้ง เมื่อจู่ๆ อริญชย์ก็เอ่ยขึ้นมาเสียงเรียบๆ โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย

                “กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่”

               คนถูกถามมีท่าทีสบายๆ ค่อยๆ วางถ้วยชาลงบนโต๊ะกลางก่อนจะเอ่ยตอบเสียงเรื่อยๆ แฝงความเกียจคร้านไว้นิดๆ

                “กลับมาถึงเมื่อคืน” ราชันย์มองพิชญ์แวบหนึ่ง ก่อนจะเบนสายตากลับมาที่อริญชย์เหมือนเดิม ขณะเอ่ยถามประโยคถัดไป “น้องหนูเป็นยังไงมั่ง”

                “ปลอดภัยดีแล้ว”

               พอได้ยินชื่อลูกสาวตัวเอง พิชญ์ก็ถึงกับนั่งไม่ติด เขารอจนกระทั่งอริญชย์ตอบราชันย์แล้ว ถึงได้เอ่ยถามคำถามที่วนเวียนอยู่ในหัวมาตลอดหลายวัน

                “เสี่ยเล้ง...”

                “พอได้ยินนายเรียกแบบนี้ แล้วฉันรู้สึกว่าตัวเองดูเป็นพวกตาแก่หัวล้านยังไงก็ไม่รู้”

               พิชญ์ไม่สนใจถ้อยคำหยอกล้อของอีกฝ่าย เขายังคงเอ่ยถามคำถามที่ตัวเองอยากรู้ออกไป

                “คุณมีส่วนรู้เห็นกับเรื่องที่แม่และลูกของผมถูกลักพาตัวไปเมื่อวันก่อนหรือเปล่า”

               ราชันย์ปรายตามองอริญชย์แวบหนึ่ง เห็นเพื่อนรักยังคงนั่งนิ่ง เขาเลยเอ่ยออกมาตรงๆ แบบไม่ปิดบัง

                “ฉันไม่ได้อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้หรอกนะ แต่ถ้าถามว่ามีส่วนไหม...ก็อาจจะมีนิดหน่อยล่ะมั้ง”

                “หมายความว่ายังไง” คราวนี้อริญชย์เป็นฝ่ายเอ่ยถามเสียงเยียบเย็น พลางตวัดตามองราชันย์

               ราชันย์ไม่สนใจเพื่อนรัก เขารู้ว่าความจริงแล้วเขาก็ทำไม่ถูกนักที่เลือกใช้เล่ห์กลแบบนี้ แต่บางครั้งชีวิตก็ไม่ได้มีทางให้เลือกเดินมาก มีใครบ้างที่อยากเดินอ้อม ถ้าเกิดเจอทางลัด เขามองสบตากับพิชญ์ ก่อนจะเลือกเล่าเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับเขาเท่านั้น

                “หลิวเป็นคนสั่งลักพาตัวแม่และลูกของนาย ไม่ใช่ฉัน”

               แม้คำตอบจะไม่ผิดจากที่อริญชย์คาดเดานัก แต่พอได้ยินราชันย์เอ่ยออกมาเอง ย่อมแปลว่าเจ้าตัวมีหลักฐานแน่ชัดแล้ว อริญชย์อดเดือดดาลขึ้นมาอีกรอบไม่ได้

               ถึงแม้รัญญาจะเป็นน้องสาวของราชันย์ แต่ลองว่าราชันย์เอ่ยยืนยันออกมาด้วยตัวเองว่าอีกฝ่ายเป็นคนอยู่เบื้องหลังแล้ว ย่อมหมายความว่าครั้งนี้ราชันย์จะจัดการรัญญาให้ถึงที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าอริญชย์เองก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องเพิกเฉยและปล่อยรัญญาไป ในเมื่อกล้ากระตุกหนวดเสือ ก็ต้องกล้ายอมรับผลที่จะตามมาด้วยเช่นกัน

               แค่คราวที่เกิดเรื่องขึ้นกับอธิษฐ์ เขาก็ใจดีกับรัญญามามากพอแล้ว

                “หมายความว่ายังไง ผมไม่เข้าใจ” ฟังถ้อยคำของราชันย์แล้ว พิชญ์ก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำ หรือเขาพลาดตรงไหนไป

               พิชญ์รู้ว่ารัญญาเองก็ไม่ใช่คนดีอะไรนัก แต่เขาแปลกใจตรงที่คนเป็นพี่ชายอย่างราชันย์เอ่ยออกมาง่ายๆ ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของรัญญา ราวกับไม่แยแสน้องสาวตัวเองเลยแม้แต่น้อย

                “หลิวคิดว่าน้องหนูเป็นลูกของฉัน ก็เลยตั้งใจจะลักพาตัวน้องหนู แต่บังเอิญว่าวันนั้นแม่ของพีทอยู่ด้วยก็เลยถูกลักพาตัวไปพร้อมกัน”

               อริญชย์จับใจความแค่ประโยคแรกที่ราชันย์เอ่ยออกมา โดยไม่สนใจข้อความหลังจากนั้น เขาจ้องหน้าเพื่อนรักสายตาดุดันขณะเค้นเสียงถามออกมา

                “อย่าบอกนะว่ามึงเป็นคนปล่อยข่าวเรื่องน้องหนูเป็นลูกมึง”

               พอราชันย์พยักหน้ารับแทนคำตอบ พิชญ์ก็ลุกพรวดพราดขึ้นมาจากที่นั่ง มารยาทและกาลเทศะถูกเขาโยนทิ้งไปอย่างไม่สนใจไยดี พิชญ์ตั้งใจจะต่อยหน้าราชันย์แรงๆ เสียที ให้สมกับความโมโหที่อีกฝ่ายมีส่วนทำให้แม่พลอยกับน้องหนูถูกลักพาตัวไป แต่แค่เขาจะถลาเข้าไปหาราชันย์ เสียงร้องเรียกชื่อก็ดังมาจากข้างหลังทำเอาเขาถึงกับชะงักกึก

                “อย่านะพีท!”

               ไม่ใช่อริญชย์ที่เอ่ยห้ามปรามพิชญ์ แต่เป็นปฐพีที่รีบร้อนวิ่งเข้ามาในห้อง ข้างหลังมีน้องหนูเดินตามมาต้อยๆ ก่อนจะปฐพีจะวิ่งไปแทรกระหว่างพิชญ์กับราชันย์ ขณะที่น้องหนูเอียงคอมองพิชญ์น้อยๆ แล้วเอ่ยถามผู้เป็นพ่อที่กำลังยืนอยู่ในท่าทางแปลกๆ

                “พ่อพีททำอะไรอยู่คะ”

               คำถามของน้องหนูทำเอาพิชญ์ต้องลดมือลงด้วยความไม่เต็มใจนัก อย่างน้อยเขาก็ไม่ควรใช้ความรุนแรงต่อหน้าน้องหนู

                “น้องหนูทำไมไม่รอพ่อพีทอยู่ในห้องล่ะลูก”

                “น้องหนูหิวน้ำ พอเดินออกมาก็เจอคุณอาคนนี้” เจ้าตัวเล็กว่าพลางชี้มือไปยังปฐพีที่ยืนก้มหน้าก้มตาอยู่

               จิ๊กซอว์บางอย่างเหมือนต่อกันอย่างลงตัว แต่พิชญ์รู้ดีว่าบนโลกนี้ไม่มีความบังเอิญ เขาจ้องมองเพื่อนที่ยืนนิ่งด้วยความผิดหวังก่อนจะเอ่ยถามเสียงเย็นชา ทั้งที่พอเดาที่มาที่ไปได้อยู่แล้ว

                “นายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”

                “ฉันพามาเอง” ราชันย์เป็นคนตอบก่อนจะดึงปฐพีให้เดินมาอยู่ข้างเขา

               พิชญ์มองภาพเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความไม่เข้าใจ แม้จะเริ่มพอเดาอะไรได้ลางๆ แต่เขาก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่ามันคือความจริง วินาทีนี้เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนโง่ ที่ถูกปิดหูปิดตา ไม่เคยรับรู้เรื่องราวอะไรเลย แม้กระทั่งความสัมพันธ์ระหว่างปฐพีกับราชันย์

                “หมายความว่ายังไง ดิน”

                “ฉันอยู่กับเฮียมาหลายปีแล้ว”

               พิชญ์สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ สัมผัสของน้องหนูที่แตะข้อมือเขาเบาๆ เรียกสติพิชญ์ให้คืนกลับมา อย่างน้อยตอนนี้เขาก็ไม่สามารถโมโหหรือโวยวายต่อหน้าน้องหนูได้ พิชญ์นับหนึ่งถึงสิบในใจก่อนจะหันมาปั้นหน้ายิ้มใส่น้องหนู

               กลับไปนั่งเล่นที่ห้องพ่อพีทกันค่ะ คนเก่ง”

               พิชญ์ก้มลงย่อตัวอุ้มน้องหนูขึ้นมาแนบอก เขาเดินผ่านทุกคนตรงไปยังประตูโดยไม่เอ่ยอะไร ไม่สนใจกระทั่งปฐพีที่พยายามเรียกชื่อเขา พิชญ์พาน้องหนูกลับมาที่ห้องทำงาน หลังจากหาน้ำให้น้องหนูแล้ว ตุลย์ก็เคาะประตูห้องก่อนจะเดินเข้ามา

                “คุณพีท มีคนมารออยู่ข้างนอกครับ”

               พิชญ์มองน้องหนูที่นั่งเล่นอยู่ตรงโซฟาก่อนจะชั่งใจ ยอมรับเลยว่าตอนนี้อารมณ์เขาไม่มั่นคงนัก กระทั่งจะอยู่กับน้องหนูตามลำพัง พิชญ์ยังไม่ไว้ใจตัวเอง อย่างน้อยเขาก็อยากรู้ความจริงทั้งหมด เขาไม่อยากถูกปิดหูปิดตาเหมือนคนโง่ พิชญ์ตัดสินใจฝากน้องหนูไว้กับตุลย์ในที่สุด

                “งั้นฝากคุณตุลย์ช่วยดูน้องหนูทีนะครับ”

               พอเดินออกมาจากห้องแล้วเห็นปฐพียืนรออยู่ พิชญ์ก็ไม่ได้นึกแปลกใจนัก เขาเดินนำปฐพีไปยังห้องรับแขกของเขาก่อนจะทิ้งตัวลงนั่ง โดยไม่แม้แต่จะเอ่ยปากเชื้อเชิญอีกฝ่าย ปฐพีนั่งลงตรงข้ามพิชญ์ เขาลอบสังเกตสีหน้าท่าทางของพิชญ์ ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยความกระอักกระอ่วน

                “นาย...โกรธฉันใช่ไหม”

               พิชญ์จ้องหน้าปฐพีนิ่งๆ ก่อนจะยอมเปิดปากในที่สุด

                “นายปิดบังฉันไว้เยอะเลยนี่ ทั้งเรื่องงานที่นายทำ เรื่องหอพักที่นายอยู่ สรุปว่าทุกครั้งที่เราเจอกันมันคือเรื่องโกหกทั้งหมดเลยใช่ไหมดิน”

               พอพิชญ์เอ่ยออกมาแบบนั้น ปฐพีก็หลบตาวูบหนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบไม่เต็มเสียงนัก

                “ฉันก็ไม่ได้อยากทำแบบนี้ ฉันอธิบายได้นะพีท ฟังฉันก่อน”

               พิชญ์มองเพื่อนเก่านิ่ง ยอมรับว่าเขาเคยคิดจะชวนปฐพีมาทำงานด้วยกัน เคยอยากจะหยิบยื่นความช่วยเหลือต่างๆ ให้ปฐพี เพราะเห็นใจและเห็นแก่ความเป็นเพื่อนเก่า แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นคนของราชันย์ คงไม่ต้องการอะไรจากเขาแล้วมั้ง

                “นายเป็นอะไรกับเสี่ยเล้ง”

               พอคำถามถูกโยนออกมา ปฐพีก็ถึงกับนิ่ง เขาจะเอ่ยออกไปได้อย่างไรว่าเขาเป็นแค่นายบำเรอ เป็นแค่ของเล่นคลายเหงา คนถูกถามหรุบตาลงต่ำด้วยความละอาย แต่กลับทำให้คนมองเข้าใจผิดจนต้องเอ่ยเสียงเยาะหยัน

                “ทำไมตอบไม่ได้ คำตอบมันยากมากนักหรือ”

                “ฉัน...มีความสัมพันธ์กับเขา” คำตอบของปฐพีเบาจนแทบเป็นเสียงกระซิบ

               ฟังคำตอบของปฐพีแล้ว พิชญ์ก็ถึงกับสะอึก คำตอบของอีกฝ่ายอยู่นอกเหนือความคาดหมายของเขาไปไกล ให้ปฐพีบอกว่าเป็นผู้ช่วย เป็นเลขา เขายังยินดีจะเชื่อเสียมากกว่า แต่พิชญ์รู้ดีว่าปฐพีคงไม่มีทางเอาสถานะและศักดิ์ศรีของตัวเองมาล้อเล่น ถ้อยคำที่เขาเอ่ยออกไปเลยไม่ได้เย็นชาเหมือนเมื่อครู่

                “ตั้งแต่เมื่อไหร่...”

               ปฐพีค่อยย้อนความไปถึงเหตุการณ์วันที่เขาเจอกับราชันย์ เคยคิดว่าคงจะอายจนไม่กล้าสู้หน้าใคร หากมีคนอื่นรู้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับราชันย์เข้า แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องเล่าออกมาจริงๆ เขาก็พบว่ามันไม่ได้ยากเกินไปนัก

                “ตอนฉันเรียนอยู่มหาวิทยาลัย พ่อป่วยหนักมาก ฉันไม่มีเงินรักษา มันต้องใช้เงินจำนวนเยอะ ฉันคิดไม่ออกว่าจะหาเงินยังไงให้ได้เร็วๆ คิดได้แต่วิธีโง่ๆ เท่าที่สมองของฉันจะคิดออกในตอนนั้น แล้วฉันก็เจอเขา...”

                “อย่าบอกนะว่าเขาให้เงินนาย”

                “ใช่ เฮียให้เงินฉัน รักษาพ่อจนถึงที่สุด เฮียสัญญาว่าจะส่งน้ำเรียนต่อจนจบมหาวิทยาลัย แล้วก็พาฉันไปอยู่ฮ่องกงด้วยกัน ส่งเสียให้ฉันเรียนหนังสือจนจบ”

                “ทั้งหมดที่นายได้มาต้องแลกกับอะไรบ้าง”

                “แค่อย่างเดียวเองพีท...อิสรภาพของฉัน”

               ทั้งที่เอ่ยตอบเพื่อนไปแบบนั้น แต่ปฐพีรู้ดีว่าตลอดเวลาที่เขาอยู่กับราชันย์นั้น สิ่งที่ราชันย์เอาไปจากเขาไม่ได้มีแค่อิสรภาพ แต่ยังรวมถึงหัวใจและความจงรักภักดีของเขาด้วย หัวใจที่เขาใส่พานวางไว้ในกำมือของราชันย์โดยไม่คิดจะเอากลับคืน

                “แล้วเขาก็สั่งให้นายเข้ามาหาฉันใช่ไหม”

                “ไม่ใช่พีท ฉันเป็นคนที่อยากเจอนายเอง เฮียแค่สั่งไม่ให้ฉันพูดอะไรกับนายมาก เฮียเขาไม่ได้เลวร้ายอย่างที่นายคิดนะพีท”

               ฟังคำของปฐพีแล้วพิชญ์ก็ถึงกับต้องกลอกตา อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้โกรธปฐพีมากเท่าเมื่อกี้แล้ว พอได้รับรู้ความจำเป็นของปฐพี เขาก็พอเดาได้ว่าอีกฝ่ายคงไม่มีทางเลือก ปฐพีเองก็ไม่ได้ต่างอะไรจากเขามากนัก บางครั้งเราก็ไม่รู้ว่าชีวิตจะเจอทางตันเขาตอนไหน

                “นายอยากเป็นอิสระไหมดิน ฉันอาจจะช่วยนายได้...”

               พิชญ์รู้ว่ามันไม่ง่ายนัก หากเขาคิดจะต่อรองกับราชันย์เพื่อคืนอิสระให้ปฐพี แต่เขาก็ยังอยากลองหยั่งเชิงถามปฐพีเพื่อดูท่าทีของอีกฝ่าย แต่ปฏิกิริยาที่ได้รับกลับมาทำเอาพิชญ์ถึงกับขมวดคิ้ว ปฐพีดูเหมือนไม่ได้ต้องการอิสระแม้แต่น้อย ดูลำบากใจกับคำถามที่เขาเพิ่งเอ่ยถามเสียด้วยซ้ำ ท่าทางหลุกหลิกแบบนั้นทำเอาพิชญ์พอจะเดาอะไรออกลางๆ

                “ฉันไม่คิดว่าตัวเองอยากได้อิสระ”

                “ทำไม...”

               พิชญ์ถามทั้งที่รู้คำตอบดีแก่ใจ แววตาของปฐพีเปิดเผยทุกอย่างออกมาจนหมด จนเขาอดนึกสงสัยไม่ได้ว่า คนอย่างราชันย์มีอะไรดีถึงขนาดที่ปฐพีต้องยอมเอาตัวไปผูกติดด้วย แต่เพราะพิชญ์ไม่ใช่ปฐพี เขาเลยไม่เข้าใจ และคงไม่มีวันเข้าใจ

                “นายชอบเขาเข้าแล้วใช่ไหม”

               พอปฐพีพยักหน้ารับเบาๆ พิชญ์ก็อยากจะร้องไห้ออกมาเสียเดี๋ยวนี้ เขากับปฐพีเหมือนคนโง่สองคน ติดอยู่ในวังวนความสัมพันธ์บ้าๆ บอๆ เหล่านี้ ไม่รู้ว่าจะสลัดหรือหนีพ้นยังไง ไม่ว่ามองดูความสัมพันธ์ระหว่างปฐพีกับราชันย์ยังไง พิชญ์ก็รู้สึกว่าปฐพีไม่ได้รับความเป็นธรรมแม้แต่น้อย

               ตัวพิชญ์เอง ยังน่าอิจฉากว่าที่อริญชย์ผลักเขาออกมาอยู่หน้าแสงไฟ ให้เขาได้ส่องประกาย ขณะที่ปฐพีนั้นกลับถูกราชันย์ซุกซ่อนเอาไว้ในความมืด ไม่มีใครรับรู้การมีตัวตนของปฐพีเลยแม้แต่น้อย

               พอปฐพีเห็นพิชญ์เริ่มอารมณ์เย็นขึ้นมาแล้ว ก็รวบรวมความกล้าแตะประเด็นที่อ่อนไหวที่สุดสำหรับพิชญ์

                “น้องหนูไม่เป็นอะไรใช่ไหม”

               พิชญ์ชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงเรียบๆ

                “ไม่เป็นไร ฉันพาคนไปช่วยไว้ได้ทันพอดี มีแค่แม่พลอยที่บาดเจ็บนิดหน่อย”

                “แล้วแม่พลอยเป็นอะไรมากไหม”

                “มีแค่รอยฟกช้ำภายนอก”

                เห็นท่าทีของพิชญ์แล้ว ปฐพีก็นึกโกรธราชันย์หน่อยๆ ครั้งนี้ราชันย์ทำเกินไปจริงๆ ที่จงใจปล่อยข่าวว่าน้องหนูเป็นลูกตัวเองเพื่อให้รัญญาเข้าใจผิด ใช้น้องหนูเป็นเหยื่อล่อในแผนการบ้าๆ นี้ พิชญ์จะโมโหจนเกือบต่อยหน้าราชันย์ก็คงไม่แปลก แต่คนที่น่าโมโหยิ่งกว่าใครก็คือรัญญาที่กล้าลงมือแม้กระทั่งกับเด็กและคนแก่

หลังจากนี้ รัญญาคงต้องลงมือมากกว่านี้ จะผิดไหม ถ้าเขาจะแย้มพรายเรื่องบางเรื่องให้พิชญ์ได้รับรู้ อย่างน้อยก็ถือว่าชดเชยที่เขาปิดบังพิชญ์เรื่องที่เขาอยู่กับราชันย์ก่อนหน้านี้ ปฐพีถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองพิชญ์นิ่ง

                “ฉันมีอะไรอยากบอก ไม่รู้ว่านายอยากฟังไหม”

                “ว่ามาสิ” พิชญ์ตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก

                ปฐพีปิดบังเขามาจนกระทั่งวันนี้ที่ความจริงเปิดเผย ยังมีเรื่องราวอะไรที่เขายังไม่รู้อีกหรือไง

                “ความจริงแล้ว...” ปฐพีเว้นจังหวะอึดใจหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกไปในที่สุด “...เฮียกับคุณใหญ่เขาไม่ได้ทะเลาะกันจริงๆ”



TO BE CONTINUE



มาลงตอนใหม่แล้วค่ะ
อาจจะไม่ได้มาบ่อยๆ แต่จะพยายามมาเรื่อยๆ นะคะ
ปมเริ่มทยอยคลี่คลายแล้ว รอคุณใหญ่ค่อยๆ เคลียร์ทีละเปาะ
พีทก็เริ่มใจอ่อนทีละนิดแล้ว >///<  ฮึบๆ


ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5247
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ Dee^daY

  • ไม่เคย ทำให้ใครเดือดร้อน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4018
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +329/-6
เริ่มเคลียร์แล้ว ..

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1882
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
 :เฮ้อ: :เฮ้อ:
ต่อจากนี้ก็ขอให้เป็นไปในทางที่ดีนะ       

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1976
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-0

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1357
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-0
เอ้อออเอาให้มันรู้เรื่องกันไปสักทีเถอะ จะได้เคลียร์ให้จบเร็วๆ  o13 อาร๊ายยยยยยอุกรี๊ด เขินมากกกก   :oo1: :jul1: :impress2: :-[ :o8: :กอด1: คิดถึงกันมากสินะ แอบดูแล้วแบบว่าเขินสุดๆ 5555 รอตอนต่อไปเลยค่ะ จะยังไง ขอบคุณนะคะที่มาต่อ รรรรร  :pig4: :pig2:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Renze

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 326
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +423/-25
สามสิบแปด
เปิดอกคุย





          หลังจากปฐพีเดินออกมาจากห้องรับแขกของพิชญ์ ราชันย์ซึ่งนั่งเล่นรออยู่ด้านนอกก็พาเขากลับทันที สาเหตุที่วันนี้ราชันย์ถ่อมาหาอริญชย์ถึงบริษัทด้วยตัวเองนั้น แท้จริงแล้วเขาเพียงแค่อยากมาเห็นกับตาว่าน้องหนูปลอดภัยดี หลังจากเมื่อเช้าเขาสั่งปกรณ์โทรศัพท์เช็ก จนรู้ว่าอริญชย์กับพิชญ์พาน้องหนูมาที่บริษัทด้วย เขาก็พาปฐพีมานั่งรอตั้งแต่เจ้าของบริษัทยังเดินทางมาไม่ถึง

          ราชันย์ยอมรับว่าเขาเองก็ขี้โกงที่เอาน้องหนูมาเป็นเหยื่อล่อรัญญา เป็นเขาเสียเองที่ประเมินรัญญาสูงไป ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะกล้าลงมือกับเด็กและคนแก่ ยังดีที่เขามั่นใจว่าตัวเองและอริญชย์สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ เขาถึงได้เลือกวิธีนี้เพื่อให้รัญญายอมโผล่หางของตัวเองออกมา สิ่งเดียวที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของเขา คงมีแค่แผลเลือดซึมตรงมุมปาก ทึ่เพิ่งได้มาสดๆ ร้อนๆ

          ปฐพีเองก็สังเกตเห็นแผลที่มุมปากของราชันย์ตั้งแต่เดินออกมาจากห้องรับแขกของพิชญ์แล้ว เพียงแต่เขาไม่กล้าเอ่ยถามออกไปต่อหน้าพิชญ์ เพราะกลัวจะทำให้ราชันย์ขายหน้า รอจนกระทั่งขึ้นรถมาแล้วถึงได้เอ่ยถามออกไป ปิดบังความห่วงใยในน้ำเสียงไม่มิด

           “เฮีย เมื่อกี้พีทต่อยโดนเฮียด้วยเหรอ”

          ราชันย์ยกมือขึ้นลูบมุมปากตัวเองเบาๆ ก่อนจะเอ่ยปฏิเสธ

           “เปล่า ไม่ใช่พีท ไอ้ใหญ่ต่างหาก”

          พอราชันย์เอ่ยจบ ปฐพีก็ทำหน้าสงสัย แต่เขาก็คร้านจะอธิบายว่า หลังจากปฐพีเดินตามพิชญ์ออกจากห้องไป อริญชย์ก็หันมาซัดเขาแบบไม่ทันตั้งตัว ก่อนจะเอ่ยเสียงเหี้ยมเกรียม

           ‘โทษฐานที่มึงเอาหลานกูไปเป็นเหยื่อล่อ’

          ดีว่าอริญชย์ยังยั้งมืออยู่บ้าง ไม่ซัดเขาลงไปกองกับพื้น ขนาดไม่ได้ต่อยตีกันแบบจริงๆ จังๆ มานาน อริญชย์ก็ยังคงหมัดหนักไม่เปลี่ยน ราชันย์เหยียดยิ้มออกมา ก่อนจะขยับมือแตะมุมปากตัวเองเบาๆ

          ปฐพีมองแผลที่มุมปากของราชันย์ นึกอยากเอื้อมมือไปแตะแล้วเอ่ยถามเจ้าตัวว่าเจ็บไหม แต่เขารู้ว่าราชันย์ไม่ชอบให้เขาแสดงความห่วงใยแบบนั้น เขาเลยได้แต่เอ่ยถามถึงเหตุการณ์ตอนที่เขาเปิดประตูเข้าไปเห็นแทน

           “เฮียไม่โกรธใช่ไหมที่พีทจะต่อยเฮีย”

           “คิดว่าอย่างหมอนั่นจะต่อยฉันได้ง่ายๆ หรือไง”

          ฟังคำตอบของราชันย์แล้ว ปฐพีก็คิดว่าเขาคงเป็นห่วงราชันย์มากเกินไป ถ้อยคำของราชันย์ไม่ได้โอ้อวดเกินจริงเลยแม้แต่น้อย คนอย่างราชันย์มีหรือจะยอมโดนพิชญ์ต่อยเอาง่ายๆ ถ้าเป็นอริญชย์ก็ว่าไปอย่าง ทั้งฝีมือและทักษะการต่อสู้ของราชันย์กับอริญชย์เรียกว่าดีจนเห็นปฐพีกับพิชญ์เป็นแค่เด็กน้อยในสายตา

          เห็นราชันย์ไม่ได้เป็นอะไรมากแล้ว ปฐพีเลยไม่ได้เอ่ยถามถึงแผลตรงมุมปากอีก เขานั่งคิดทบทวนถึงถ้อยคำที่เขาเอ่ยบอกกับพิชญ์ไป กำลังสองจิตสองใจว่าจะสารภาพออกไปดีไหม ราชันย์จะหาว่าเขาจุ้นจ้านและยุ่งไม่เข้าเรื่องอีกหรือเปล่า เขามองหน้าราชันย์อย่างคิดไม่ตก ทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็เม้มริมฝีปากแน่น เก็บกลืนถ้อยคำของตัวเองแล้วหันหน้ากลับมา เป็นราชันย์เสียเองที่เป็นฝ่ายเอ่ยปากถามปฐพี

           “มีอะไรหรือเปล่า ทำท่าเหมือนจะพูดแล้วก็ไม่พูด อ้ำๆ อึ้งๆ อยู่นั่น”

          ปฐพีเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความชั่งใจ ถึงยังไง จะช้าจะเร็วราชันย์ก็ต้องรู้ความจริงเข้าอยู่ดี ไม่สู้สารภาพความจริงออกไปตอนนี้เลยดีกว่า อย่างน้อยถ้าราชันย์โกรธขึ้นมา ก็ถือว่าเขารีบรับสารภาพแล้ว โทษหนักอาจจะกลายเป็นเบา

           “เฮีย เมื่อกี้ผมบอกพีทไปว่า ความจริงแล้วเฮียกับคุณใหญ่ไม่ได้ทะเลาะกันจริงๆ”

           “อ้อ...” ราชันย์ตอบรับแค่นั้นแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ท่าทางไม่ได้ใส่ใจมากนัก จนปฐพีเสียอีกที่ต้องเป็นฝ่ายเอ่ยถามต่อเอง

           “เฮียไม่โกรธเหรอที่ผมพูดไปแบบนั้น”

           “พูดไปแล้วจะให้ย้อนเวลากลับไปหรือไง บอกไปก็ดีเหมือนกัน จะได้เอาคืนที่ไอ้ใหญ่ต่อยหน้าฉัน ให้มันเจอปัญหาเสียบ้าง เห็นหน้ามันแล้วขวางหูขวางตาชะมัด”

          ทั้งที่ถ้อยคำยามเอ่ยถึง ฟังแล้วเหมือนเกลียดขี้หน้ากันมานมนาน แต่ถึงกระทั่งยอมให้ตัวเองโดนต่อยได้ง่ายๆ บางทีปฐพีก็ไม่ค่อยเข้าใจความสัมพันธ์ของอริญชย์กับราชันย์นัก หรือความสัมพันธ์แบบนี้ มันเป็นเรื่องปกติของเพื่อนรักที่คบหากันมาหลายปี

           “เฮียโมโหที่คุณใหญ่เขาต่อยหน้าเฮียเหรอ”

           “เปล่า แค่เกลียดที่เห็นมันมีความสุข”

          เห็นราชันย์เอ่ยคำว่าเกลียดออกมาได้ง่ายๆ ปฐพีก็ยิ่งไม่เข้าใจ แต่เขารู้ว่าราชันย์ไม่ได้เกลียดอริญชย์จริงอย่างที่ปากพูด อาจจะแค่หมั่นไส้มากกว่า แววตาของเจ้าตัวบอกเขาอย่างนั้น ช่างเถอะ ยิ่งคิดมากไปเขาก็ยิ่งไม่เข้าใจ ไม่สู้สนใจเฉพาะเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับตัวเองดีกว่า

          อย่างน้อยๆ ตอนนี้เขาก็ไม่มีอะไรปิดบังพิชญ์แล้ว แต่เป็นเรื่องที่อริญชย์จะต้องอธิบายกับพิชญ์เอง



.



          ลิฟต์ส่วนตัวของห้องชุดราคาหลายสิบล้านย่านกลางเมืองวิ่งตรงดิ่งขึ้นสู่เพนท์เฮ้าส์ชั้นบนสุด พอประตูลิฟต์เปิดออกอีกครั้ง เรืองร่างระหงในชุดจั๊มสูทสีกรมก็ก้าวออกมาจากลิฟต์เป็นคนแรก ตามติดด้วยผู้ชายอีกสองคน เสียงส้นรองเท้าเคาะกับพื้นหินแกรนิตดังเป็นจังหวะ จนกระทั่งเจ้าตัวหยุดอยู่หน้าห้องชุด หนึ่งในสองห้องบนชั้นสูงสุดแห่งนี้

          มือเรียวล้วงหยิบคีย์การ์ดมาแตะเปิดประตูห้องชุด ก่อนจะเอื้อมมือกดเปิดสวิตช์ไฟตรงห้องรับแขก รัญญาถอดรองเท้าส้นสูงออก ก่อนจะใช้เท้าเขี่ยไปไว้มุมห้องแบบลวกๆ แล้วก้าวฉับๆ มาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟารับแขกกลางห้อง

          ชายวัยกลางคนที่เดินตามหลังเข้ามานั่งลงตรงข้ามรัญญา มีคนสนิทของรัญญายืนคุมเชิงอยู่มุมหนึ่ง พอเห็นท่าทางของเธอแล้วเขาก็เปรยถามเสียงเรื่อยๆ

           “ถึงกับหมดแรงจนพูดไม่ออกเลยหรือไง”

          รัญญาขยับตัวขึ้นมานั่งประจันหน้ากับอีกฝ่ายดีๆ เธอสบตากับผู้มีศักดิ์เป็นอาลำดับที่สอง แต่เธอกับราชันย์มักจะเรียกเขาว่าอาสาม ตามลำดับการเกิดของตระกูลมากกว่าจะไล่ลำดับอย่างตระกูลอื่นๆ อีกฝ่ายพอเห็นเธอลุกขึ้นมานั่งดีๆ แล้วก็อดเอ่ยปรามาสตามวิสัยไม่ได้

           “เธอโดนไอ้เล้งหลอกมากี่ครั้งแล้วนะ”

          ฟังคำปรามาสของอีกฝ่ายแล้วรัญญาก็ถึงกับเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน เธอหลงคิดว่าการเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่ฮ่องกงห้าปีจะทำให้ราชันย์หมดพิษสง แต่ดูเหมือนเธอจะคิดผิดมาตลอด พี่ชายคนดีเพียงแค่หลอกให้เธอตายใจเท่านั้น แม้กระทั่งเรื่องของน้องหนู เธอก็โดนราชันย์ปั่นหัวจนพังไม่เป็นท่า กลายเป็นว่าหมากที่เดินผิดคราวนี้ได้ลากเอาอริญชย์เข้ามาร่วมผสมโรงในเกมนี้ด้วย แต่จะให้เธอถอยหลังกลับตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้ว มีแต่ต้องเดินต่อไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

           “ฉันว่าเธอยอมแพ้ดีกว่าไหมยัยหลิว กลับไปขอขมาไอ้เล้งดีๆ เผื่อมันจะยอมยกโทษแล้วแบ่งอะไรให้เธอบ้าง”

          รัญญาแค่นเสียงหัวเราะเย็นๆ ออกมา ขณะจ้องมองผู้เป็นอาอย่างไม่สบอารมณ์นัก

           “ทำไมหนูต้องยอมแพ้ หนูก็เป็นลูกป๊า มีสิทธิ์ในสมบัติทุกอย่างของกมลวิลาศน์เหมือนกัน”

           “แต่เธอเป็นลูกสาว เธอไม่ใช่ลูกชาย แล้วยังไม่ใช่ลูกเมียหลวงอีกด้วย”

           “ลูกสาวแล้วยังไง ลูกเมียน้อยแล้วยังไง ลูกป๊าก็คือลูกป๊า อาสามเถอะ ระวังจะถูกเฮียจับได้ว่ายักยอกเงินกองกลางเข้าซักวัน”

           “พูดจาให้มันดีๆ หน่อย ฉันช่วยเธอมาตั้งกี่ครั้งแล้ว”

          รัญญาจ้องหน้าอีกฝ่ายเขม็ง ไม่รู้ว่าเธอคิดผิดหรือคิดถูกที่ร่วมมือกับอาสาม แต่ก็มีแค่อาสามคนเดียวที่ยอมลงเรือลำนี้กับเธอ อารองนั้นพออายุเยอะก็หันหน้าเข้าวัดทำบุญทำทาน แทบไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติของกมลวิลาศน์แม้แต่น้อย ส่วนอาสี่ ฝ่ายนั้นก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่ารักราชันย์มากกว่าเธอ ถ้าต้องเลือกช่วยใครคนใดคนหนึ่ง แน่นอนว่าอาสี่คงช่วยราชันย์ ไม่ใช่เธอ เหลือก็แต่อาสามที่อยากจะร่วมแบ่งปันสมบัติของตระกูลกับเธอ

           “ครั้งนี้เราจะพลาดไม่ได้แล้วนะอาสาม มาถึงขนาดนี้แล้ว”

           “นั่นมันขึ้นอยู่กับเธอต่างหาก”

          สำหรับตระกูลใหญ่ๆ หลายตระกูล สายเลือดก็เป็นแค่คำบอกความสัมพันธ์ ผลประโยชน์ต่างหากที่ใช้เจรจาต่อรองกัน รัญญาเองก็เข้าใจข้อนี้ดี การจะอยู่รอดในตระกูลกมลวิลาศน์ สิ่งที่จำเป็นที่สุดคืออำนาจ

           “ฉันมีวิธีที่จะเล่นงานทางเกียรติกาญจนาอยู่ ไหนๆ เราก็ต้องลากทางนั้นเข้ามาเกี่ยวด้วยแล้ว ก็เอาให้พังกันไปข้างเลย” รัญญาเอ่ยถ้อยคำร้ายกาจออกมาโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า ซึ่งคนฟังเองก็ไม่ได้แปลกใจนัก ราวกับคุ้นเคยด้านนี้ของเธอเป็นอย่างดี

           “ตอนนี้เธอเหลือไพ่อะไรในมือบ้าง”

          รัญญาเหยียดริมฝีปากออกช้าๆ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เธอกดเลื่อนหน้าจออยู่สองสามที ก่อนจะหันให้อีกฝ่ายดู พอเห็นสิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์ อีกฝ่ายก็หัวเราะด้วยความพอใจ

           “ดี! นับว่าเธอยังมีความฉลาดและเล่ห์เหลี่ยมอยู่บ้าง รีบๆ ลงมือแล้วกัน”

           “อาสามก็เหมือนกัน ระวังอย่าให้อาสี่เข้ามาขัดขวางได้ล่ะ”

           “ฉันจะคอยจัดการทางเจ้าสี่ให้ ไม่ต้องห่วง”

          รัญญาเม้มริมฝีปากก่อนจะผงกหัว ความจริงเธอก็อยากจะอยู่ในตระกูลกมลวิลาศน์ด้วยความสงบสุข ถ้าเพียงแต่จะไม่มีใครกระทำกับเธอก่อน ในเมื่อความผิดทั้งหมดทั้งมวลเกิดขึ้นจากคุณนายหลิน ผู้เป็นแม่ของราชันย์ อย่างนั้นคงไม่ผิดอะไรถ้าเธอจะให้ราชันย์เป็นฝ่ายชดใช้

          ความสัมพันธ์ทางสายเลือดจอมปลอมนี้จะนับเป็นอะไรได้ เมื่อเทียบกับความคับแค้นใจที่เธอได้รับ

          สายเลือดเดียวกัน มันสำคัญกว่าผลประโยชน์ด้วยหรือ?



.



ออฟไลน์ Renze

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 326
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +423/-25



          หลังจากราชันย์กับปฐพีกลับไปแล้ว ทีแรกพิชญ์ก็ตั้งใจว่าจะคุยกับอริญชย์ แต่อริญชย์ก็มีประชุมด่วน เขาเลยไม่มีโอกาสได้คุย พิชญ์ได้แต่นั่งทำงานอยู่ในห้องกับน้องหนูสองคน เจ้าตัวเล็กนั่งเล่นอยู่บนโซฟา พาให้คนเป็นพ่อเห็นแล้วก็อดยิ้มอยู่บ่อยครั้งไม่ได้

          จนกระทั่งล่วงเลยมาถึงเวลาเลิกงานแล้ว พิชญ์ก็ยังไม่เห็นอริญชย์ เจ้าตัวเล็กก็เริ่มโยเยร้องจะกลับบ้าน ขณะที่เขากำลังคิดว่าจะโทรศัพท์หาอริญชย์อยู่นั้น ตุลย์ก็เป็นฝ่ายมาเคาะประตูห้องเขาเสียก่อน

           “จะกลับบ้านแล้วใช่ไหม คุณตุลย์” พิชญ์เอ่ยถามพลางเก็บของ

           “ครับ คุณใหญ่ติดประชุมยาว เลยให้ผมส่งคุณพีทกับคุณหนูกลับบ้านก่อน”

           “นานเลยเหรอครับ”

           “น่าจะอีกพักใหญ่เลยครับ คุณพีทพาคุณหนูกลับบ้านก่อนดีกว่า”

          ถ้าพิชญ์อยู่คนเดียว เขาคงเลือกที่จะนั่งทำงานต่อที่บริษัทพลางนั่งรออริญชย์ แต่วันนี้มีน้องหนูมาด้วย พอเห็นลูกสาวตัวน้อยเริ่มหน้ามุ่ย พิชญ์เลยได้แต่พยักหน้ารับคำแล้วพาน้องหนูกลับบ้านพร้อมตุลย์ เรื่องที่ตั้งใจจะคุยกับอริญชย์ตั้งแต่บ่ายเลยยังไม่มีโอกาสได้คุยเสียที

          กระทั่งกลับถึงบ้าน หลังจากพิชญ์กับน้องหนูจัดการกับมื้อเย็นกันเรียบร้อยแล้ว ตุลย์ที่ออกไปรับอริญชย์ที่บริษัทก็ยังไม่กลับมา พิชญ์หยิบโทรศัพท์แล้ววางอยู่สองสามรอบ นึกอยากจะโทรหาอริญชย์ แต่ก็คิดว่าอีกฝ่ายคงอยู่ในห้องประชุม ต่อให้เขาโทรศัพท์ไป บางทีอริญชย์อาจจะไม่รับสายก็ได้

          น้องหนูเองก็ชะเง้อคอมองหาลุงใหญ่จนถอดใจ หันมาเขย่ามือพิชญ์ให้พาขึ้นห้อง พิชญ์จูงมือเจ้าตัวเล็กเดินขึ้นชั้นสอง ส่งน้องหนูให้นวลพาไปอาบน้ำอาบท่าให้เรียบร้อย ก่อนที่ตัวเขาจะเดินตรงเข้าห้องเพื่อจัดการกับตัวเอง

          หลังจากอาบน้ำเสร็จ พิชญ์ก็เดินไปหาน้องหนูที่ห้อง น้องหนูที่วิ่งเล่นทั้งวันอ่อนเพลียจนจวนเจียนจะหลับอยู่รอมร่อ พอนวลเห็นพิชญ์เดินเข้ามาก็ขอตัวเลี่ยงออกไป ให้สองพ่อลูกได้ใช้เวลากันตามลำพัง พิชญ์นั่งลงข้างเตียง ลูบหัวน้องหนูที่กำลังตาปรือเบาๆ ก่อนจะก้มลงหอมแก้มลูกสาวตัวน้อย

           “ฝันดีนะคะ คนเก่งของพ่อพีท”

          น้องหนูพยักหน้ารับช้าๆ ก่อนจะค่อยๆ ผล็อยหลับด้วยความง่วงงุน พิชญ์รอจนน้องหนูหลับสนิทก็เอื้อมมือปิดไฟที่หัวเตียง เกลี่ยเส้นผมที่ปรกหน้าผากน้องหนูออกด้วยความอ่อนโยน เขาค่อยๆ ลุกขึ้นมาจากเตียงแล้วเดินออกจากห้องนอนของน้องหนูด้วยความเงียบ ระวังไม่ให้ตัวเองเผลอทำเสียงดัง

          พิชญ์เพิ่งจะเปิดประตูออกมาจากห้องน้องหนู ก็เห็นอริญชย์กำลังเดินขึ้นบันได พอเงยหน้าขึ้นมาสบสายตาพิชญ์ที่ยืนมองอยู่ก็เลิกคิ้วน้อยๆ

           “รอฉันกลับมานอนด้วยหรือไง”

          พิชญ์ขี้เกียจจะเถียงกับอริญชย์จนเสียเวลาคุยเรื่องสำคัญ เขาเลยทำหูทวนลมใส่ถ้อยคำยียวนนั้นเสีย

           “ผมมีเรื่องจะคุยด้วย”

           “ต้องคุยวันนี้เลยใช่ไหม”

          ถ้อยคำปฏิเสธแล่นขึ้นมาถึงริมฝีปากพิชญ์ก่อนที่เจ้าตัวจะเก็บกลืนมันลงไป หากเชาไม่ได้คุยกับอริญชย์ให้รู้เรื่องวันนี้ คืนนี้เขาคงนอนไม่หลับแน่ๆ

           “ไม่ได้หรือครับ...”

          อริญชย์มองสบสายตาพิชญ์ อดคิดไม่ได้ว่าความเหนื่อยล้าสะสมจากการประชุมยาวนานตลอดทั้งวัน แทบจะหายเป็นปลิดทิ้งทันทีที่เห็นหน้าพิชญ์

           “รอฉันอาบน้ำก่อนแล้วกัน”

           “เดี๋ยวผมไปนั่งรอในห้องทำงาน”

          เอ่ยแล้วพิชญ์ก็ไม่รอให้อริญชย์ตอบรับหรือตอบปฏิเสธ เขาเดินตรงไปยังห้องทำงานของอริญชย์ ก่อนที่อีกฝ่ายจะเปลี่ยนเป็นห้องนอนให้เขาลำบากใจ คนที่ยืนอยู่ข้างหลังได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะเดินเข้าห้องนอนของตัวเอง



.



          ระหว่างรออริญชย์อาบน้ำ พิชญ์ก็หยิบหนังสืออ่านเล่นมานั่งอ่านฆ่าเวลารอ อริญชย์ใช้เวลาจัดการกับตัวเองไม่นานก็ตามเข้ามาที่ห้องทำงาน ตอนที่เขาเดินเข้ามา พิชญ์กำลังจดจ่ออยู่กับหนังสือในมือจนไม่รู้สึกตัว กระทั่งตอนที่อริญชย์ยืนมาซ้อนอยู่ด้านหลังพิชญ์ แล้วชะโงกหน้าดูว่าพิชญ์อ่านหนังสืออะไรอยู่ เจ้าตัวถึงได้สะดุ้งน้อยๆ จนเกือบทำหนังสือหล่น

           “คุณใหญ่...” พิชญ์เรียกชื่ออริญชย์ ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับเจ้าของบ้าน

          ทั้งพิชญ์และอริญชย์ต่างคนต่างสวมชุดนอน ยืนประจันหน้ากันอยู่กลางห้อง กลิ่นหอมเย็นๆ ของสบู่จากตัวอริญชย์ลอยเข้าจมูกพิชญ์ เขาเผลอเกร็งตัวก่อนจะเขยิบเท้าถอยหลังมาก้าวหนึ่ง แต่กลับถูกอริญชย์คว้าจับข้อมือเอาไว้ หนังสือที่พิชญ์ถือไว้ถูกอริญชย์หยิบออกจากมือก่อนจะวางไว้บนโต๊ะข้างตัว ขณะที่เจ้าตัวโน้มตัวลงเอ่ยถามเสียงทุ้ม

           “ว่าไง มีอะไรจะคุยกับฉัน”

          พิชญ์มองสบตาอริญชย์พลางไตร่ตรองถึงถ้อยคำที่ปฐพีเอ่ยกับเขาเมื่อตอนบ่าย เขาเผลอขบริมฝีปากตัวเองเบาๆ อย่างที่มักเผลอไผลยามใช้ความคิด แค่ประโยคเดียวที่ปฐพีเอ่ยกับเขา พิชญ์กลับรู้สึกเหมือนว่าเขาไม่ได้รู้จักอริญชย์อย่างแท้จริง

           “สัญญาได้ไหม...ว่าคุณจะพูดความจริงกับผม”

          อริญชย์หรี่ตาลงน้อยๆ ยามมองสบตากับพิชญ์ พอจะเดาออกลางๆ ว่าวันนี้ปฐพีคงเอ่ยอะไรกับพิชญ์ตอนอยู่ด้วยกันตามลำพัง แต่เขาก็ยังมั่นใจว่าตัวเองจะสามารถอธิบายทุกอย่างได้ อริญชย์พยักหน้ารับแทนคำตอบ ก่อนจะเห็นพิชญ์ทำสีหน้าคล้ายโล่งอก

          เห็นอริญชย์ยอมตอบรับคำขอของเขาแล้ว พิชญ์ก็ใจชื้น ว่าหากเขาเอ่ยถามอะไรออกไป อย่างน้อยอริญชย์คงไม่โกหกเขา เพียงแต่จะพูดออกมาหมดหรือไม่ก็อีกเรื่อง พิชญ์เรียบเรียงถ้อยคำอยู่ในหัว คิดอยู่นานว่าจะเอ่ยถามอริญชย์อย่างไร แต่สุดท้ายก็เลือกเอ่ยถามออกไปตรงๆ

           “คุณไม่ได้ทะเลาะกับเสี่ยเล้งจริงๆ ใช่ไหม”

          ถามไปแล้ว พิชญ์ก็แทบจะกลั้นใจรอฟังคำตอบของอริญชย์ ใจหนึ่งพิชญ์ก็อยากให้มันเป็นเรื่องจริง ถ้าหากอริญชย์กับราชันย์ไม่ได้ทะเลาะกันจริงๆ มันก็คงดีไม่น้อย แต่อีกใจหนึ่ง พิชญ์ก็อยากให้มันเป็นเรื่องโกหก เขาไม่อยากเป็นคนโง่ที่ถูกหลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถูกปิดหูปิดตาจนไม่รับรู้อะไร

          คำถามของพิชญ์ไม่ได้เหนือความคาดหมายของอริญชย์มากนัก อย่างน้อยนี่ก็เป็นหนึ่งในหลายเรื่องที่เขาตั้งใจจะเล่าให้พิชญ์ฟังหลังจากทุกอย่างคลี่คลาย ดังนั้นเขาจึงเอ่ยตอบออกมาได้ง่ายๆ โดยไม่ลังเล

           “ใช่ ฉันไม่ได้ทะเลาะกับมันจริงๆ”

          พิชญ์บอกไม่ถูกว่าตอนนี้เขารู้สึกอย่างไร แต่เขาก็ยังพึมพำถามออกไป

           “ทำไม...”

          อริญชย์ดึงพิชญ์ให้หันหลังมาพิงอกเขาก่อนจะกอดพิชญ์ไว้หลวมๆ พิชญ์ทำท่าเหมือนจะขัดขืนในทีแรก ก่อนจะยอมยืนนิ่งๆ อยู่ในอ้อมกอดของอริญชย์ ลมหายใจอุ่นร้อนของอริญชย์เป่ารดอยู่ข้างหูเขา ขณะค่อยๆ เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้พิชญ์ฟัง ทีละเล็กทีละน้อย

           “ฉันกับไอ้เล้งรู้จักกันมาจนถึงตอนนี้ก็เกือบยี่สิบปีแล้ว กับความสัมพันธ์ที่ยาวนานขนาดนี้ นายคิดว่าฉันกับมันจะเกลียดกันแทบเป็นแทบตายได้ง่ายๆ ไหมล่ะ”

          พิชญ์ส่ายหน้าช้าๆ เมื่อคิดตามที่อริญชย์บอกก็ต้องเห็นด้วยกับสิ่งที่อริญชย์พูด ความสัมพันธ์ยี่สิบปียาวนานเกินกว่าครึ่งชีวิตของราชันย์และอริญชย์เสียอีก แต่สิ่งที่เขาไม่เข้าใจคือ...

           “ถ้างั้นทำไมคุณต้องหลอกผม หลอกทุกคน ว่าคุณกับเสี่ยเล้งทะเลาะกัน” พิชญ์ถามเสียงแข็งก่อนจะขืนตัวเองออกจากอ้อมกอดของอริญชย์ หันมาจ้องหน้าอีกฝ่ายด้วยความโกรธเคือง

           “เพราะต้องการทำให้คนบางคนเข้าใจแบบนั้นยังไงล่ะ ถ้าแม้แต่คนใกล้ชิดยังไม่เชื่อ จะทำให้คนอื่นเชื่อได้ยังไง”

           “คุณหมายถึงใคร”

           “นายลองเดาดูสิ...” อริญชย์เอ่ยพลางจับมือพิชญ์ขึ้นมาลูบไปมา

          พิชญ์พยายามคิดทบทวนไตร่ตรองเรื่องราวทั้งหมด แต่เขาก็คิดไม่ออกว่าเป้าหมายที่อริญชย์กับราชันย์เล็งไว้คือใคร

           “ผมจะไปรู้ได้ยังไงกัน”

           “คิดดูให้ดีๆ มันไม่ได้ยากขนาดนั้น ในเมื่อนายเองก็รู้จักดีอยู่แล้ว”

           “คุณหมายถึง...” ใบหน้าหนึ่งปรากฏขึ้นมาในความคิดของพิชญ์ ก่อนเขาจะเอ่ยถามอริญชย์ออกไป “คุณหลิวน่ะเหรอ” 

          อริญชย์ลูบแก้มพิชญ์เบาๆ แทนคำตอบ พีทของเขาฉลาดเสมอ

           “ผมไม่เข้าใจ ทำไมถึงต้องทำแบบนั้นด้วย คุณหลิวเป็นน้องสาวเสี่ยเล้งไม่ใช่หรือไง”

          อริญชย์ยังคงไล้ปลายนิ้วกับแก้มของพิชญ์ สัมผัสอุ่นวาบทำเอาพิชญ์ถึงกับต้องหลุบสายตาลงมองพื้น คนตัวสูงกว่าถอดถอนหายใจออกมาเบาๆ บนโลกใบนี้ยังมีด้านสีเทาๆ อีกมากที่พิชญ์ยังไม่รู้ โลกไม่ได้เป็นสีขาวเสมอไป โลกมีทั้งสีดำ สีขาว และอาจผสมปนเปกันจนเป็นสีเทา ทุกคนต่างหาเหตุผลให้กับการกระทำของตัวเองและเที่ยวตัดสินการกระทำของคนอื่นว่าถูกหรือผิด แม้แต่กรณีของราชันย์กับรัญญาก็ไม่เว้น

           “ไอ้เล้งกับหลิวเป็นพี่น้องคนละแม่กัน เท่าที่ฉันรู้หลิวน่าจะเกลียดไอ้เล้งมาตลอด”

           “ทำไมล่ะ ยังไงก็เป็นพี่น้องกันไม่ใช่หรือครับ”

           “ไม่ใช่พี่น้องทุกครอบครัวที่จะรักกันนะพีท หลิวคิดว่าแม่ของไอ้เล้งเป็นคนสั่งฆ่าแม่ตัวเอง เลยทั้งเกลียด ทั้งแค้น อยากจะแย่งเอาทุกอย่างของไอ้เล้งมาเป็นของตัวเอง หารู้ไม่ว่าตัวเองแทบไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะคิด”

          พิชญ์เบิกตากว้างกับความจริงที่อริญชย์เล่าให้เขาฟัง เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน ว่าแท้จริงแล้วต้นสายปลายเหตุจะมาจากสองพี่น้องอย่างราชันย์กับรัญญา

           “แล้วเรื่องมันเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่าครับ”

           “เปล่า คนที่สั่งให้จัดการกับแม่ของหลิวก็คือเจ้าสัวลิขิต พ่อแท้ๆ ของไอ้เล้งกับหลิว”

           “ทำไมถึงต้องทำอย่างนั้นล่ะครับ”

           “ภรรยาน้อยที่จะเป็นเสี้ยนหนามตำใจภรรยาหลวงและสั่นคลอนอำนาจของตัวเอง คนอย่างเจ้าสัวลิขิตไม่มีทางเก็บเอาไว้อยู่แล้ว แต่สุดท้ายเจ้าสัวลิขิตก็รักษาแม่ไอ้เล้งเอาไว้ไม่ได้อยู่ดี ความเชื่อใจเมื่อมันถูกทำลายลงไปครั้งหนึ่งแล้ว ก็ยากที่จะได้รับมันอีกครั้ง”

          พิชญ์ถึงกับนิ่งงันไป เรื่องราวเหล่านั้นที่อริญชย์เอ่ยเล่าออกมา ช่างดูห่างไกลจากวิถีชีวิตและสังคมที่เขาคุ้นเคยเหลือเกิน เขาไม่เคยรู้เลยว่าฉากหน้าของครอบครัวที่ร่ำรวยล้นฟ้า พี่น้องที่ดูรักกันนักหนา แท้จริงแล้วจะซุกซ่อนปัญหาระหว่างสายเลือดเอาไว้

           “โหดร้ายจังเลยนะครับ...” พิชญ์พึมพำออกมาเบาๆ

          ถ้าหากเจ้าสัวลิขิตรู้ว่าการมีภรรยาน้อยจะนำปัญหามากมายมาสู่ภรรยาหลวงและตระกูล เขาก็ไม่ควรเลือกเดินทางนั้นตั้งแต่แรก อย่างน้อยในสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกันแบบนี้ คุณพ่อของอริญชย์กับไอลดาก็ถือว่าจัดการปัญหาได้ดีกว่าเจ้าสัวลิขิตมากนัก แต่พิชญ์ไม่เข้าใจเลย ว่าทำไมสำหรับคนบางคน การใช้ชีวิตคู่โดยไม่นอกกายหรือนอกใจกันถึงได้เป็นไปได้ยาก คิดแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา

           “คิดอะไรอยู่...” อริญชย์เอ่ยถาม พลางไล้ปลายนิ้วกับหัวคิ้วของพิชญ์ที่ขมวดเป็นปม

          พิชญ์ช้อนตามองอริญชย์ เขาคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ อยู่ในหัวก่อนจะเอ่ยปากถามออกไปตรงๆ

           “การทะเลาะกันที่ผ่านมาระหว่างคุณกับเสี่ยเล้งคือการแสดงทั้งหมดเลยหรือครับ”

           “แค่บางส่วน บางครั้งฉันกับมันก็เล่นงานกันจริงๆ บางทีก็เป็นฝีมือของหลิว”

           “แล้วเรื่องที่น้องหนูถูกลักพาตัวไปล่ะครับ”

           “เป็นฝีมือของหลิว แต่จะบอกว่าไอ้เล้งเป็นตัวการก็ได้ มันปล่อยข่าวว่าจริงๆ แล้วน้องหนูเป็นลูกของมัน หลิวก็เลยคิดที่จะลักพาตัวน้องหนูไปต่อรองกับไอ้เล้ง”

          พออริญชย์เล่าความจริงให้ฟัง พิชญ์ก็โมโหขึ้นมาอีกรอบ ราชันย์จะจัดการปัญหาในครอบครัวตัวเองยังไงก็ได้ แต่ก็ไม่ควรลากลูกสาวกับแม่ของเขาเข้าไปเกี่ยวด้วย เห็นพิชญ์ฟังแล้วทำหน้าบึ้ง อริญชย์ก็ลูบแก้มเจ้าตัวเบาๆ ก่อนจะเอ่ยปลอบ

           “อย่าหงุดหงิดไปเลย วันนี้ฉันจัดการสั่งสอนมันแทนนายแล้ว”

          ได้ยินดังนั้น พิชญ์ก็เลยนึกได้ว่าตอนเดินออกมาจากห้อง เขาเห็นมุมปากราชันย์มีรอยช้ำอยู่ ยังคิดว่าไปโดนอะไรมาระหว่างที่เขานั่งคุยกับปฐพี ที่แท้ก็เป็นฝีมือของอริญชย์นี่เอง ถึงจะยังโมโหราชันย์อยู่ แต่พอรู้ว่าอริญชย์ช่วยจัดการให้แล้ว ความหงุดหงิดของพิชญ์ก็ลดลงไปกว่าครึ่ง

           “แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจ ในเมื่อเขาโกรธ เขาเกลียดเสี่ยเล้ง แล้วทำไมถึงต้องลากคุณใหญ่เข้าไปเกี่ยวด้วย”

           “เพราะฉันกับไอ้เล้งแทบจะตายแทนกันได้ ตราบใดที่เรายังอยู่ด้วยกัน อำนาจของไอ้เล้งในตระกูลก็ยิ่งมั่นคง เพราะมีฉันหนุนหลังอยู่ หลิวเลยเลือกวิธีที่โหดร้ายที่สุดที่จะทำให้เราสองคนแตกหักกัน”

           “อย่าบอกนะครับว่า จริงๆ แล้วเรื่องของคุณกลางก็เป็นฝีมือของคุณหลิวด้วย” พออริญชย์พยักหน้ารับ พิชญ์ก็ถึงกับหลุดเสียงอุทานออกมาด้วยความตื่นตะลึง เขาไม่เคยคิดเลยว่าภายใต้รอยยิ้มอ่อนหวานของรัญญา แท้จริงแล้วกลับเป็นคมมีดที่พร้อมจะทิ่มแทงทุกคนที่ขวางทางเธอ

           “ถึงตัวการจะเป็นหลิว แต่ครั้งนั้นฉันก็ทั้งโกรธทั้งเกลียดไอ้เล้งจนแทบจะฆ่ามันให้ตายคามือ โกรธจนอยากจะพังทุกอย่างของมัน โกรธที่มันไม่มีปัญญาจัดการน้องสาวตัวเอง”

          พิชญ์ยื่นมือไปบีบมืออริญชย์ไว้โดยไม่รู้ตัว บีบกระชับมืออีกฝ่ายราวกับจะบอกว่ายังมีเขาอยู่ตรงนี้ เขารู้ว่าทุกครั้งที่อริญชย์คิดถึงเรื่องอธิษฐ์ ความโกรธที่คละเคล้าไปด้วยความเจ็บปวดก็จะปะทุขึ้นมาทุกครั้ง ใช่ว่าอริญชย์จะไม่รู้ตัว เขารู้ตัวอยู่ตลอด มิหนำซ้ำยังถือวิสาสะดึงพิชญ์เข้ามาในอ้อมกอด

           “คุณใหญ่...” พิชญ์เรียกชื่อคนที่จู่ๆ ก็ดึงเขาเข้าไปกอดเบาๆ

           “เชื่อฉัน ฉันจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องกับแม่พลอยและน้องหนู รวมถึงนายอีกเด็ดขาด”

           “หมายความว่าคุณกับเสี่ยเล้งมีวิธีจัดการกับปัญหาพวกนี้แล้วหรือครับ”

           “คนผิดจะต้องได้รับบทเรียนและถูกลงโทษ” แววตาและน้ำเสียงของอริญชย์ยามเอ่ยประโยคนี้ออกมา ทั้งดุดันและเหี้ยมเกรียม ถึงอีกฝ่ายจะเป็นรัญญา แต่คราวนี้ทั้งเขาและราชันย์ไม่มีทางปล่อยเธอไปง่ายๆ เหมือนที่ผ่านมาแน่ๆ “เด็กดี เชื่อฉัน ถ้ามีฉันอยู่จะไม่มีใครทำอะไรนายได้”

           “ผมเชื่อคุณใหญ่” ถ้อยคำที่แสดงถึงความเชื่อมั่นและไว้วางใจในตัวเขา ทำเอาอริญชย์ถึงกับเต็มตื้นอยู่ในอกจนเผลอกระชับอ้อมกอดแน่นเข้า

          อริญชย์เคยคิดว่า...ต่อให้พิชญ์จะเกลียดเขาแทบตายก็ไม่เป็นไร ถ้าเขาได้ตัวพิชญ์มาอยู่ข้างกาย

          แต่เวลานี้เขากลับคิดว่า...ต่อให้คนทั้งโลกจะเกลียดเขาแทบตายก็ไม่เป็นไร ขอเพียงแค่พิชญ์เชื่อใจเขา

           “หลังจากนี้ปล่อยให้เป็นเรื่องของฉันกับไอ้เล้งก็พอ  นายแค่ตั้งใจทำงาน ใช้ชีวิตกับน้องหนูให้มีความสุข แล้วก็เป็นห่วงฉันมากๆ ก็พอแล้ว”

          พิชญ์เกือบจะพยักหน้าหงึกหงักรับคำอยู่แล้ว แต่พอได้ยินถ้อยคำสุดท้ายก็ชะงักไปนิดหนึ่ง จนอริญชย์ต้องเป็นฝ่ายเอ่ยถามซ้ำ

           “ได้ไหม...”

           “ครับ”

          อริญชย์ลูบหลังพิชญ์ที่ยืนนิ่งอยู่ในอ้อมกอดเขาเบาๆ ดวงตายามทอดมองพิชญ์อ่อนโยนกว่าครั้งไหนๆ หลังจากสะสางเรื่องราวที่ผ่านมาระหว่างเขา ราชันย์และรัญญาแล้ว เขาตั้งใจว่าจะจัดการเรื่องระหว่างเขากับพิชญ์ให้เรียบร้อยเสียที เขาปล่อยให้ตัวเองรอคอยมานานเกินไปแล้ว ถึงเวลาคืนอิสระให้กับไอลดา แล้วเปลี่ยนแหวนที่สวมอยู่บนนิ้วนางข้างซ้ายของพิชญ์เป็นวงที่คู่ควรเสียที

          เดิมพันครั้งนี้...เขาเดิมพันด้วยหัวใจ พร้อมที่จะวางไว้ในมือพิชญ์ หวังเพียงแค่เจ้าตัวจะไม่วิ่งหนีหรือโยนทิ้งไป





TO BE CONTINUE





เริ่มคลี่คลายปมเรื่อยๆ แล้วค่า หลังจากคุณใหญ่เหนื่อยมาหลายตอน
ได้เปิดอกคุยกับพีทเสียที
รอคุณใหญ่หาจังหวะเคลียร์เรื่องตัวเองกับพีทอีกนิด
ขอบคุณทุกคนที่ติดตามนะคะ :)

ออฟไลน์ sailom_orn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1159
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-1

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1357
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-0
แมนๆคุยกัน เคลียร์ทุกประเด็นสงสัย  o13 o13 ต่อไปก็จัดการคนก่อเรื่อง แรงทั้งสองฝั่ง ตายกันไปข้าง   :beat: พีทเชื่อใจคุณใหญ่ขนาดนี้แล้ว คุณใหญ่เตรียมแหวนที่คู่ควรรอไว้เลยค่ะ  :-[ 55555 ฟ้าหลังฝนมาเคลียร์หัวใจกันทั้งสองคู่เลย ดินและเสี่ยเล้งด้วยจะเป็นยังไงนะคู่นี้ เดาไม่ออกเลย 555 ขอบคุ๊ณณณณนะคะที่มาต่อ รออ่านเสมอ อยากอ่านต่อตอนต่อไปเลย สนุกอ่ะ อิอิ รรรรรนะคะ เป็นกำลังใจให้  :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5247
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด