--- รักซ้อนซ่อนรัก | ตอนที่ 35 ทะเลาะ --- หน้าที่ 8 [27/09/63]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: --- รักซ้อนซ่อนรัก | ตอนที่ 35 ทะเลาะ --- หน้าที่ 8 [27/09/63]  (อ่าน 11592 ครั้ง)

ออฟไลน์ Renze

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 320
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +422/-25
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-09-2020 12:52:44 โดย Renze »

ออฟไลน์ Renze

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 320
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +422/-25
รักซ้อนซ่อนรัก

หนึ่ง
ศักดิ์ศรี



          ถ้าหากมีการจัดลำดับบริษัทก่อสร้างแถวหน้าของวงการธุรกิจ แน่นอนว่าชื่อของเคเค คอนสตรัคชั่นย่อมถูกเอ่ยถึงเป็นอันดับแรกๆ ด้วยผลงานการบริหารงานของ ‘อริญชย์ เกียรติกาญจนา’ ประธานบริษัทวัยสามสิบสามปี ร่วมกับ ‘พิชญ์ ภัทรกุล’ รองประธานบริษัทผู้มีศักดิ์เป็นน้องเขย หรือที่ทุกคนรู้กันดีว่าเปรียบเสมือนมือขวาของอริญชย์ เคเค คอนสตรัคชั่นจึงครองส่วนแบ่งทางการตลาดมากเป็นอันดับหนึ่งติดต่อกันถึงสองปีซ้อน โค่นแชมป์เก่าอย่างอิสระ คอนสตรัคชั่นลงอย่างราบคาบ

          อาคารสำนักงานของเคเค คอนสตรัคชั่นตั้งอยู่บนย่านธุรกิจอย่างถนนสาทร ตรงข้ามกับคู่แข่งตัวฉกาจอย่างอิสระ คอนสตรัคชั่นซึ่งเป็นของตระกูลอิสรพัฒน์ ชั้นบนสุดของอาคารสำนักงานถูกแบ่งออกเป็นห้องทำงานของประธานบริษัทและห้องทำงานของรองประธานบริษัท ระบบรักษาความปลอดภัยของที่นี่จัดว่าเข้มงวด เพราะเสือร้ายของวงการธุรกิจอย่างอริญชย์เรียกว่ามีมิตรและศัตรูมากพอกัน

          พิชญ์ ภัทรกุล รองประธานบริษัทวัยยี่สิบเจ็ดปี กำลังง่วนอยู่กับการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารและเซ็นอนุมัติก่อนนำเรื่องเสนอต่อท่านประธานบริษัทเป็นลำดับสุดท้าย มือขาวขยับตวัดปากกาเซ็นลายเซ็นของตัวเองอย่างคล่องแคล่วและสวยงาม เอกสารทุกอย่างถูกจัดวางบนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย พิชญ์กำลังจะคว้าแฟ้มเอกสารมาเปิด แต่ก็ต้องชะงักเมื่อโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างตัวสั่นครืดคราดรบกวนการทำงาน จนเขาต้องหยิบเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูชื่อคนโทรเข้า

          ...คุณเล็ก...

          พอเห็นว่าเป็นภรรยาของตัวเองที่กำลังถ่ายแบบติดพันอยู่ที่พัทยาเป็นคนโทรมา พิชญ์จึงรีบกดรับสายทันที

          “ครับ คุณเล็ก”

          พิชญ์กรอกเสียงทักปลายสายอย่างสุภาพเหมือนที่เคยปฏิบัติมาตลอด ก่อนจะต้องเบนโทรศัพท์ออกห่างจากหูเล็กน้อย เนื่องจากปลายสายกำลังเอะอะเสียงดังอยู่กับคนรอบข้าง เขาเลยเดาเอาเองว่าไอลดาคงกำลังสังสรรค์อยู่กับบรรดาก๊วนเพื่อนนางแบบของเธออยู่

          “คุณเล็กครับ...” พิชญ์เอ่ยเรียกผู้เป็นภรรยาอีกรอบ กำลังคิดว่าจะวางสาย เพราะอีกฝ่ายอาจจะเผลอกดโทรออกเข้า เสียงหวานก็ดังมาตามสายเสียก่อน

          “พี่พีท เล็กเองนะคะ พอดีเล็กจะโทรมาบอกพี่พีทว่าเล็กยังถ่ายแบบติดพันอยู่เลยค่ะ น่าจะเลิกดึกมาก คืนนี้เล็กเลยจะนอนค้างที่พัทยากับพวกพี่ทีมงาน รบกวนพี่พีทช่วยดูแลน้องหนูแทนเล็กทีนะคะ” นางแบบสาวและคุณแม่ยังสาวเอ่ยฝากฝังลูกสาวตัวน้อยกับผู้เป็นสามีเสียงหวาน

          “ผมว่าคุณเล็กกลับมานอนที่บ้านจะไม่สะดวกกว่าหรือครับ คุณเล็กเลิกงานกี่โมง เดี๋ยวผมไปรับคุณเล็กที่พัทยาเอง”

          “พี่พีทอย่าลำบากเลยค่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เล็กก็กลับแล้ว”

          “แต่ว่า...” พิชญ์ขยับปากจะเอ่ยค้าน แต่ยังช้ากว่าไอลดาที่ชิงตัดบทด้วยความรวดเร็ว

          “อุ๊ย! ทีมงานเรียกแล้วค่ะ แค่นี้ก่อนนะคะพี่พีท เล็กฝากกล่อมน้องหนูเข้านอนด้วยนะคะ บายค่ะ...”

          พิชญ์ก้มลงมองหน้าจอที่ดับสนิท เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าปลายสายกดวางแล้วเรียบร้อย เขาค่อย ๆ วางโทรศัพท์ลงข้างตัวเหมือนเดิมก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ

          ‘ไอลดา เกียรติกาญจนา’ คือภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของเขาและแม่ของน้องหนู ลูกสาวเพียงคนเดียวของเขากับเธอ ไอลดาเป็นรุ่นน้องที่คณะของพิชญ์ ครั้งแรกที่เจอเธอที่มหาวิทยาลัย ไอลดาเป็นฝ่ายเข้ามาทักทายเขาก่อน พิชญ์เห็นว่าหญิงสาวเป็นคนที่น่าคบหาคนหนึ่งเลยเอ็นดูเธอเหมือนน้องสาว จนมีคนแซวว่าเขากับไอลดาแอบคบกัน แต่พิชญ์ก็ปฏิเสธทุกครั้ง จนกระทั่งเขามาพลาดทำเธอท้องตอนเรียนอยู่ปีสุดท้าย ขณะที่ไอลดาเรียนอยู่ปีสอง ชีวิตเขาก็พลิกผันจากหน้ามือกลายมาเป็นหลังมือ

          สำหรับพิชญ์แล้ว เหตุการณ์ทุกอย่างเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน พี่ชายและผู้ปกครองเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ของไอลดาบุกมาหาเขาถึงหอพัก หาว่าเขาทำไอลดาท้อง แม้จะยังสับสนและมึนงง แต่พิชญ์เองก็รู้ดีว่าตระกูลเกียรติกาญจนา โดยเฉพาะอริญชย์ เกียรติกาญจนา มีอำนาจและบารมีมากเกินกว่าที่เขาจะคิดต่อกรด้วย และเขาเองก็เชื่อว่าอริญชย์พูดจริงทำจริง เพราะพิชญ์ ภัทรกุลเป็นแค่เด็กต่างจังหวัด ต่างจากไอลดาราวกับดอกฟ้าและหมาวัด ดอกฟ้าหรือจะกล้ามาปรักปรำเขา เขามันก็แค่ผู้ชายธรรมดาที่มีแต่ตัวและแม่ที่ต้องเลี้ยงดูอีกหนึ่งคน พิชญ์เลยยืดอกยอมรับสิ่งที่ตัวเองทำอย่างลูกผู้ชาย

          ทันทีที่พิชญ์ตกลงว่าจะรับผิดชอบไอลดา ท่ามกลางเสียงซุบซิบนินทาของคนรอบข้าง พิธีแต่งงานระหว่างผู้ชายธรรมดากับน้องสาวคนเดียวของอริญชย์ ที่วงการธุรกิจต่างขนานนามว่าเป็นเสือร้ายก็ถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย เชิญแขกเหรื่อเฉพาะคนกันเอง เนื่องจากเจ้าสาวท้องก่อนแต่งแถมยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ ผู้ใหญ่ของทางพิชญ์คือคุณพลอยผู้เป็นมารดา ส่วนผู้ใหญ่ของไอลดาคืออริญชย์ซึ่งเป็นพี่ชาย

          อริญชย์บังคับให้พิชญ์จดทะเบียนสมรสกับไอลดา ราวกับต้องการจะผูกมัดเขากับเกียรติกาญจนาจนยากที่จะดิ้นหลุด แต่พิชญ์ก็ยอมทำตามความต้องการของอริญชย์เพื่อตัดปัญหา เขาเองก็มีแต่ตัว กลัวแต่จะถูกคนอื่นครหาเอาว่า...

          พิชญ์ ภัทรกุลเกาะเมียกิน!

          หลังแต่งงานไม่นาน ไอลดาก็คลอดลูกสาวตัวน้อยน่ารักน่าชังออกมา พิชญ์ตกหลุมรักน้องหนูทันทีที่เห็นนางฟ้าตัวน้อย เขายอมรับเลยว่าน้องหนูมีเค้าหน้าเหมือนไอลดาผู้เป็นแม่ น้องหนูกลายเป็นขวัญใจของคุณพ่อคุณแม่วัยรุ่นอย่างพิชญ์และไอลดา ไม่เว้นแม้แต่ผู้ชายแข็งกระด้างอย่างอริญชย์ เสือร้ายของวงการธุรกิจที่ทุกคนหวั่นเกรงยังหลงรักหลานสาวตัวน้อยหัวปักหัวปำ สำหรับพิชญ์แล้ว เขายอมรับเลยว่าน้องหนูคือทุกสิ่งทุกอย่างของเขา

          พอน้องหนูหย่านมแม่เรียบร้อย ไอลดาก็กลับมาเรียนมหาวิทยาลัยต่อจนจบ ทุกคนรับรู้ว่าหญิงสาวท้องก่อนแต่งและยังท้องขณะเรียนอยู่ แต่ด้วยอำนาจเงินและบารมีของอริญชย์ ทุกคำติฉินนินทาจึงหายเข้ากลีบเมฆราวกับเรื่องมหัศจรรย์ ทันทีที่เรียนจบปริญญาตรี ไอลดาก็ประกาศต่อหน้าสามีและผู้เป็นพี่ชาย ว่าเธอจะก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการเป็นนางแบบ หน้าที่การเลี้ยงดูน้องหนูจึงตกเป็นของพิชญ์ โดยมีอริญชย์คอยช่วยเหลืออีกแรง

          ทุกสิ่งทุกอย่างดูสวยงามยิ่งกว่าหนทางที่ถูกปูด้วยพรมดอกกุหลาบ อริญชย์ดึงพิชญ์ที่เรียนจบบริหารธุรกิจ เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เข้ามาทำงานที่เคเค คอนสตรัคชั่น ผลักดันจนพิชญ์ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งรองประธานบริษัทอย่างเต็มภาคภูมิ บุคคลภายนอกล้วนแต่เฝ้ามองความก้าวหน้าของพิชญ์ด้วยความอิจฉา จากเด็กต่างจังหวัดธรรมดากลับจับผลัดจับผลูจนกลายมาเป็นหนูตกถังข้าวสาร คงมีเพียงเจ้าตัวที่รู้ว่า สิ่งที่เขามีและสิ่งที่คนอื่นเห็น มันแลกมาด้วยสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดของลูกผู้ชายคนหนึ่งเช่นกัน



.



          หลังวางสายจากไอลดา พิชญ์ก็นั่งทำงานเพลินจนลืมเวลา นับว่าเป็นข้อดีอย่างหนึ่งของเขาที่มักจะจดจ่อกับงานอย่างเต็มที่ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาบนผนังแล้วเห็นเข็มนาฬิกากำลังบอกเวลาห้าโมงเย็น พิชญ์เลยรีบเก็บข้าวของเตรียมตัวกลับบ้าน พอหันมาเห็นภาพของน้องหนูบนโต๊ะทำงานที่กำลังยิ้มแฉ่ง คนเป็นพ่ออย่างพิชญ์ก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง

          พิชญ์กำลังจะเดินออกจากห้องทำงานหลังจากเก็บของจนเรียบร้อยแล้ว แต่กลับต้องชะงักเมื่อเสียงโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานดังแทรกความเงียบขึ้นมา พิชญ์ขมวดคิ้วเล็กน้อย เพราะเห็นว่าเป็นเวลาเลิกงานแล้ว ก่อนจะยอมหันหลังกลับมารับโทรศัพท์ เผื่อว่าบางทีปลายสายอาจจะมีเรื่องเร่งด่วน

          “พิชญ์ครับ...”

          “ฉันเอง”

          ทันทีที่เสียงของปลายสายแล่นเข้าหู พิชญ์ถึงกับยืนนิ่งอยู่กับที่ราวกับถูกแช่แข็ง เขารู้ดีว่า ‘ฉัน’ ที่กำลังคุยกับเขาอยู่คือใคร มีเพียงแค่คนเดียว แค่คนเดียวที่มีอำนาจเหนือเขาทุกอย่าง แค่คนเดียวที่ทำราวกับเขาเป็นลูกไก่ในกำมือ ที่อริญชย์ เกียรติกาญจนาคิดจะบีบ เขาก็ตาย หากเมตตาจะคลาย เขาก็รอด

          “ครับคุณใหญ่...”

          “ทำอะไรอยู่”

          “ผมกำลังจะกลับบ้าน ถ้าคุณใหญ่มีธุระกับผม...”

          “วันนี้ฉันกลับดึก มีนัดกินข้าวกับซัพพลายเออร์ชาวญี่ปุ่น นายกับน้องหนูกินข้าวกันเองเลย เสร็จแล้วก็รีบพาน้องหนูเข้านอนด้วย ส่วนนาย...” อริญชย์เว้นวรรคเล็กน้อย “รอจนกว่าฉันจะกลับ”

          สำหรับคนที่อยู่ร่วมชายคากับเสือร้ายมามากเท่ากับอายุของน้องหนู พิชญ์รู้ดีว่าสิ่งที่อริญชย์เอ่ยออกมาคือคำสั่งที่เขาต้องปฏิบัติตาม แม้อยากจะขัดขืนมากแค่ไหน แต่มันคงเป็นการกระทำที่โง่เขลา หากเขาคิดจะต่อกรกับอริญชย์ คนที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จทุกอย่าง คนที่เป็นประมุขของบ้าน และยังเป็นคนที่ทำราวกับเป็นเจ้าของชีวิตเขา

          “คุณใหญ่ ถ้าเกิดคุณเล็กรู้เข้า...”

          “ยัยเล็กอยู่ที่พัทยา จะกลับมาพรุ่งนี้ตอนเย็น คิดจะขัดคำสั่งฉันหรือพีท” ปลายสายเอ่ยเสียงหนักราวกับต้องการจะย้ำสถานะที่เป็นรองของพิชญ์ จนผู้บริหารหนุ่มต้องกัดฟันแน่นก่อนจะเอ่ยปฏิเสธ

          “เปล่าครับ ผมแค่...”

          “อย่าเถียง ฉันคิดว่าเราคุยกันรู้เรื่องดีแล้ว แค่นี้นะ”

          อีกฝ่ายวางสายเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่พิชญ์ที่ยังคงยืนกำหูโทรศัพท์แน่น เขาเม้มริมฝีปากเพื่อสะกดกลั้นความรู้สึกหลากหลายของตัวเอง

          เขาโกรธ...โกรธอริญชย์ที่เอาแต่เฝ้าบังคับเขา

          แต่ที่สำคัญกว่า...เขาโกรธตัวเองที่ไม่สามารถขัดขืนอีกฝ่ายได้

          พิชญ์เดินออกมาจากห้องทำงานของตัวเองก่อนจะกดลิฟต์ผู้บริหาร บนชั้นสูงสุดของสำนักงานเคเค คอนสตรัคชั่น มีแค่ห้องทำงานของเขากับอริญชย์ และมีเพียงแค่ลิฟต์ของผู้บริหารที่จอดชั้นบนสุดนี้ ระหว่างที่กำลังยืนรอลิฟต์อยู่ พิชญ์เห็นแสงไฟลอดออกมาจากห้องทำงานของอริญชย์ ซึ่งหมายความว่าเจ้าตัวยังคงนั่งทำงานอยู่ เขาได้แต่เบือนหน้าหนีจากประตูห้องทำงานของอีกฝ่าย แล้วเดินตรงเข้าลิฟต์ที่เปิดออกพอดี

          พอเดินออกจากลิฟต์ บรรดาพนักงานที่พบเห็นพิชญ์ต่างก็พากันเอ่ยทักและยกมือสวัสดีเขา ปีแรกที่พิชญ์เข้ามาทำงานที่นี่ ล้วนแล้วแต่มีเสียงนินทาดังเข้าหูเขาเป็นระยะ แต่พิชญ์ก็พยายามพิสูจน์ตัวเองจนเป็นที่ยอมรับ จากเสียงนินทาจึงแปรเปลี่ยนเป็นเสียงชื่นชม และกลายเป็นผู้บริหารที่เหล่าพนักงานยอมรับในความสามารถมากที่สุดคนหนึ่ง

          “กลับแล้วหรือคะท่านรอง”

          “ครับ พอดีผมมีนัดกินข้าวเย็นกับน้องหนูน่ะครับ”

          “แหม แฟมิลี่แมนจังเลยนะคะ”

          พิชญ์ยิ้มรับคำกระเซ้าของพนักงานหญิงก่อนจะเดินออกจากตึก พอเห็นเขาเดินออกมา กริชก็ขับรถคันหรูเข้ามาจอดเทียบทันที รถยนต์และคนขับประจำตำแหน่งของเขา ทุกสิ่งทุกอย่างที่พิชญ์มีล้วนแล้วแต่เป็นอภินันทนาการจากผู้ชายที่ชื่อว่า อริญชย์ เกียรติกาญจนาทั้งนั้น พิชญ์ยิ้มหยันกึ่งจะสมเพชตัวเองยามก้าวขึ้นรถ

          “งานหนักหรือครับคุณพีท” กริชเอ่ยถาม เมื่อมองผ่านกระจกมองหลังแล้วเห็นผู้เป็นเจ้านายมีท่าทีเหนื่อยอ่อน

          “นิดหน่อยน่ะ” พิชญ์เอ่ยตอบเสียงเรียบก่อนจะหลับตาลงช้า ๆ เป็นอันยุติบทสนทนาแต่เพียงเท่านี้

          ถึงกริชจะเป็นคนสนิทและเป็นคนขับรถของพิชญ์ แต่เขารู้ดีว่ากริชเองก็ยังฟังคำสั่งของอริญชย์มากกว่าเขา เช่นเดียวกับลูกน้องคนอื่น ๆ หลายครั้งที่พิชญ์รู้ดีว่าอริญชย์ส่งกริชมาเพื่อคอยจับตามองเขา จนบางทีเขาก็อยากตะโกนถามผู้มีศักดิ์เป็นพี่ภรรยาว่า...

          สำหรับอริญชย์แล้ว เขาเป็นน้องเขยหรือนักโทษกันแน่?...



.



          รถยนต์คันหรูแล่นเข้ามาจอดหน้าคฤหาสน์เกียรติกาญจนา ก่อนที่กริชจะก้าวลงมาเปิดประตูหลัง พอเด็กหญิงที่กำลังนั่งเล่นอยู่ตรงสวนเห็นผู้เป็นพ่อกลับมาแล้ว ก็รีบสะบัดตัวออกจากการเกาะกุมของพี่เลี้ยง วิ่งตื๋อเข้ามาหาผู้เป็นพ่อทันที

          “พ่อพีทจ๋า...”

          ทันทีที่นางฟ้าตัวน้อยของพิชญ์วิ่งมาถึง ชายหนุ่มก็รีบย่อตัวลงอุ้มน้องหนูก่อนจะกดจูบลงที่ข้างแก้มซ้ายขวาของลูกสาวด้วยความรัก เรียกเสียงหัวเราะคิกคักจากริมฝีปากกระจับ จนพิชญ์ต้องกดจูบเข้าที่ริมฝีปากบางอีกทีด้วยความรัก

          “พอเจอพ่อพีท น้องหนูก็ทิ้งพี่นวลเลยนะลูก”

          “น้องหนูคิดถึงพ่อพีทนี่คะ”

          เด็กหญิงเอ่ยอย่างฉอเลาะก่อนจะซุกตัวเข้าหาผู้เป็นพ่อ แล้วเหมือนน้องหนูจะนึกอะไรออก ค่อย ๆ ดันตัวออกจากอ้อมกอดของพิชญ์ กวาดตามองรอบ ๆ พอเห็นว่าผู้เป็นพ่อกลับมาแค่คนเดียวก็รีบเอ่ยถามถึงใครอีกคนทันที

          “ลุงใหญ่ล่ะคะ...”

          พิชญ์ถึงกับชะงักเล็กน้อยเมื่อลูกสาวเอ่ยถามถึงผู้เป็นลุง เขาต้องยอมรับเลยว่า น้องหนูติดอริญชย์มากพอ ๆ กับที่ติดเขา ถ้าเห็นแค่เขา น้องหนูก็จะถามถึงผู้เป็นลุง และถ้าเห็นแค่ผู้เป็นลุง น้องหนูก็จะถามถึงเขา เป็นเรื่องที่บรรดาแม่บ้านและพี่เลี้ยงของน้องหนูต่างรู้กันดีว่า คุณหนูของบ้านติดคุณพ่อกับคุณลุงมากกว่าผู้เป็นแม่ ซึ่งมักจะติดงานถ่ายแบบอยู่บ่อย ๆ นาน ๆ ทีไอลดาถึงจะกลับมาหาน้องหนูที่บ้าน แต่ทุกครั้งที่กลับมา ไอลดาก็มักจะมีของเล่นกลับมาฝากลูกสาวตัวน้อยของเธออยู่เสมอ

          “ลุงใหญ่ติดงานครับ วันนี้น้องหนูกินข้าวกับพ่อพีทสองคนนะ” พอเห็นนางฟ้าตัวน้อยทำหน้าลังเล พิชญ์เลยรีบยื่นข้อเสนอที่น้องหนูต้องตาลุกวาว “ไอศกรีมช็อกโกแลตหนึ่งลูก...”

          “โอเคค่ะ น้องหนูกินข้าวกับพ่อพีทสองคนก็ได้ แต่พรุ่งนี้พ่อพีทต้องพาลุงใหญ่กลับมาด้วยนะคะ”

          พิชญ์ฟังคำของลูกสาวแล้วก็ถึงกับหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย ถึงจะรู้ว่าน้องหนูพูดตามประสาเด็ก แต่เขายอมรับเลยว่าเขาหวงน้องหนู แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นลุงของน้องหนูก็ตามที พิชญ์ชิงอุ้มน้องหนูเดินเข้าบ้านก่อนจะเสชวนคุยเรื่องอื่น

          “แล้ววันนี้น้องหนูเป็นเด็กดีหรือเปล่าครับ”

          “น้องหนูเป็นเด็กดีค่ะพ่อพีท น้องหนูดื่มนมหมดแก้วด้วย แล้วน้องหนูก็กินผักหนึ่งคำ” เด็กหญิงตัวน้อยเอ่ยเสียงเจื้อยแจ้ว เรียกรอยยิ้มเอ็นดูจากทุกคนที่พบเห็น

          “จริงหรือครับ ไว้เดี๋ยวพ่อพีทจะแอบถามคุณครู”

          “จริงค่ะ คุณครูชมว่าน้องหนูน่ารักด้วย”

          “ครับ ลูกสาวพ่อพีทน่ารักที่สุดเลย นางฟ้าตัวน้อยของพ่อ”

          พอเดินเข้ามาถึงโซฟารับแขก พิชญ์ก็วางน้องหนูลงบนโซฟาก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ น้องหนูปีนไปหยิบกระเป๋านักเรียนที่วางอยู่ข้างหลังมาเปิดแล้วเล่าเสียงแจ๋ว ๆ

          “วันนี้น้องหนูวาดรูปด้วย มีพ่อพีท มีน้องหนู มีลุงใหญ่ มีแม่เล็ก” เด็กหญิงว่าพลางหยิบเอากระดาษวาดรูปออกมาจากกระเป๋านักเรียนสีแดง

          พิชญ์ยิ้มออกมาอย่างเอ็นดูก่อนจะรับเอากระดาษวาดรูปมาจากน้องหนู นิ้วเล็กชี้ที่รูปคนแต่ละคนพลางอธิบายจ้อย ๆ เห็นแล้วพิชญ์ก็อยากจะหัวเราะขำกับภาพวาดของน้องหนู แต่มันคงเป็นผลงานชิ้นเอกของจิตรกรวัยห้าขวบที่กำลังนั่งกอดอกภูมิใจอยู่ข้างตัวเขา

          “นี่พ่อพีทของน้องหนู พ่อพีทของน้องหนูน่ารักที่สุด”

          “พ่อพีทต้องหล่อสิครับน้องหนู” พิชญ์แกล้งเอ่ยแย้งลูกสาว สาวน้อยคนสวยเลยรีบอธิบายทันควัน

          “พ่อพีทหล่อไม่ได้หรอก เพราะลุงใหญ่หล่อกว่า”

          พิชญ์ทำหน้าแปลก ๆ แต่เห็นน้องหนูยังคงอวดรูปวาดของตัวเองอย่างเพลิดเพลิน เลยคิดว่าคงจะมีแต่เขาที่คิดมากไปเอง

          “แล้วแม่เล็กล่ะครับ”

          “แม่เล็กสวย แม่เล็กเลยมีคนถ่ายรูปแชะ ๆ น้องหนูอยากสวยเหมือนแม่เล็ก”

          “เดี๋ยวน้องหนูเป็นสาว น้องหนูก็สวยเหมือนแม่เล็กลูก”

          พิชญ์คว้าเอาร่างเล็กมานั่งบนตักก่อนจะกอดลูกสาวแน่น สำหรับคนที่มีแต่ตัวอย่างเขา น้องหนูคือสมบัติล้ำค่าเพียงอย่างเดียวที่เขาหวงแหน

          เขาสัญญา เขาจะปกป้องน้องหนู ปกป้องรอยยิ้มของน้องหนู และปกป้องความร่าเริงของน้องหนู

          “อาหารเย็นเสร็จแล้วนะคะคุณพีท” เสียงป้าน้อย แม่บ้านคนเก่าคนแก่ของตระกูลเกียรติกาญจนาดึงพิชญ์ออกจากภวังค์

          พิชญ์คลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย เขารู้ดีว่าป้าน้อยเองก็รักเขาเหมือนลูกชายคนหนึ่ง เช่นเดียวกับคนอื่นที่เคารพรักเขา แต่มันคงน้อยกว่าความเคารพรักที่ทุกคนมีต่ออริญชย์...ผู้เป็นประมุขของบ้านอย่างแน่นอน

          “ครับ ป้าน้อย”



.


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-04-2020 10:34:45 โดย Renze »

ออฟไลน์ Renze

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 320
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +422/-25

          หลังกินอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อย น้องหนูก็รีบเอ่ยปากทวงไอศกรีมช็อกโกแลตที่ผู้เป็นพ่อสัญญาทันที พิชญ์พยักหน้ารับก่อนจะหยิบไอศกรีมช็อกโกแลตจากตู้เย็นมาส่งให้ แล้วนั่งมองนางฟ้าตัวน้อยของเขาตักเข้าปากอย่างเพลิดเพลิน

          “พ่อพีทจ๋า น้องหนูอยากนอนฟังลุงใหญ่เล่านิทาน”

          ฟังที่ลูกสาวตัวน้อยเรียกร้อง พิชญ์ก็นึกอยากจะหัวเราะขำ เสือร้ายที่คนอื่นพากันเกรงกลัว พออยู่กับน้องหนูก็กลายเป็นแค่คุณลุงใจดีคนหนึ่ง

          “คืนนี้ลุงใหญ่ติดงาน ฟังพ่อพีทเล่าแทนนะคะ”

          พอฟังข้อเสนอของผู้เป็นพ่อ น้องหนูก็รีบส่ายหน้าดิกทันที

          “น้องหนูเบื่อเรื่องเจ้าชายกบเจ็ดตัวของพ่อพีทแล้ว น้องหนูอยากฟังเรื่องกระต่ายสามตัวของลุงใหญ่มากกว่า”

          “พ่อพีทงอนแล้วนะ”

          “โอ๋เอ๋ น้องหนูรักพ่อพีทนะ แต่นิทานลุงใหญ่สนุกกว่านี่นา”

          พิชญ์หัวเราะขำ ยื่นมือไปดึงถ้วยไอศกรีมที่หมดแล้วออกจากมือน้องหนู แล้วส่งนางฟ้าตัวน้อยให้กับนวลที่มายืนรออยู่ข้างหลัง

          “ไปอาบน้ำกับพี่นวลให้ตัวหอมก่อนนะคนเก่ง แล้วเดี๋ยวพ่อพีทจะพาน้องหนูเข้านอน”

          “เดี๋ยวน้องหนูแปรงฟันหอม ๆ แล้วพ่อพีทจุ๊บน้องหนูด้วยนะ”

          “ครับ คนสวย”

          พิชญ์ยืนดูจนเห็นนวลพาน้องหนูไปอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว เขาถึงไปจัดการกับตัวเองบ้าง พิชญ์มีห้องส่วนตัวของตัวเองอยู่ที่คฤหาสน์เกียรติกาญจนา เขากับไอลดาแยกกันนอนมาระยะหนึ่งแล้ว สำหรับเขากับไอลดา มันเหมือนการแต่งงานกันทางนิตินัยมากกว่า แม้จะมีน้องหนูเป็นพยานรัก แต่สำหรับพิชญ์ ไอลดาก็เหมือนน้องสาวคนหนึ่งของเขา เขากับเธอต่างเป็นสามีภรรยากันแค่ในนาม พิชญ์ได้แต่ยิ้มหยันให้กับโชคชะตาของตัวเอง

          พออาบน้ำและเปลี่ยนชุดนอนเรียบร้อย พิชญ์ก็เดินออกจากห้องของตัวเอง จุดหมายคือห้องนอนของน้องหนู พิชญ์เปิดประตูห้องของน้องหนูออกเบา ๆ เผื่อว่านางฟ้าตัวน้อยของเขาจะหลับแล้ว พอเห็นว่านวลยังอยู่เล่นเป็นเพื่อนน้องหนู เขาเลยเอ่ยเสียงอ่อน

          “นวลไปทำอย่างอื่นเถอะ เดี๋ยวฉันพาน้องหนูเข้านอนเอง”

          “แต่ว่าคุณใหญ่...”

          “นวล”

          “ค่ะ คุณพีท”

          พอพี่เลี้ยงของน้องหนูยอมล่าถอยแล้ว พิชญ์เลยขึ้นไปนอนกอดน้องหนูอยู่บนเตียง เตียงนอนของน้องหนูกว้างพอสำหรับสามคน แต่นางฟ้าตัวน้อยของพิชญ์ก็พาเพื่อนมาอยู่ด้วยเสียเต็มเตียง คุณกระต่ายเอย คุณหมีเอย คุณแมวเอย เพื่อนทุกตัวของน้องหนูล้วนแต่เป็นของฝากจากผู้เป็นแม่ทั้งนั้น

          “นอนนะครับ น้องหนู” พิชญ์เอ่ยบอกลูกสาวเสียงอ่อน

          “พ่อพีท น้องหนูอยากรอลุงใหญ่มาจุ๊บหน้าผากน้องหนูก่อน”

          “ถึงน้องหนูนอนหลับ ลุงใหญ่ก็มาจุ๊บหน้าผากน้องหนูอยู่ดี เอ้า...พ่อพีทจุ๊บให้สองทีเลย” พิชญ์เอ่ยก่อนจะแตะริมฝีปากบนหน้าผากของน้องหนูสองทีอย่างอ่อนโยน

          “ลุงใหญ่จะกลับดึกมากเลยเหรอคะ”

          “รอน้องหนูนอนก่อนแน่ะ ลุงใหญ่ถึงจะกลับ นอนนะคะคนเก่ง นางฟ้าตัวน้อยของพ่อพีท...”

          “น้องหนูรักพ่อพีทนะคะ รักลุงใหญ่ด้วย”

          “พ่อพีทก็รักน้องหนูครับ...”

          พิชญ์กระชับอ้อมกอดน้องหนูเข้ากับตัว เอื้อมมือไปปิดไฟที่อยู่เหนือหัวก่อนจะล้มตัวลงนอนเคียงข้างน้องหนู กระซิบบอกฝันดีแก่นางฟ้าตัวน้อย ลืมเลือนคำสั่งของคนบางคน ค่อย ๆ พาตัวเองเข้าสู่ห้วงนิทราพร้อมกับน้องหนู



.



          ขณะกำลังสับสนกับความรู้สึกครึ่งหลับครึ่งตื่น พิชญ์ก็รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกรุกรานจากใครบางคน ริมฝีปากถูกบีบบังคับจนต้องเผยอออก ก่อนความอุ่นร้อนจะสอดแทรกเข้ามา เขาดิ้นขลุกขลักด้วยความอึดอัด รีบลืมตาโพลงด้วยความตกใจ ภาพของร่างสูงกำยำที่กำลังทาบทับอยู่บนตัวเขา โดยที่ข้าง ๆ คือน้องหนูที่กำลังนอนหลับปุ๋ย ทำเอาพิชญ์ตกใจแทบสิ้นสติ หลุดครางชื่ออีกฝ่ายออกมาเสียงสั่นพร่า

          “คุณใหญ่ ยะ...อย่า...” เขารีบยกมือดันหน้าอีกฝ่ายทันที เมื่ออริญชย์ทำท่าจะก้มหน้าลงมาช่วงชิงริมฝีปากของเขาอีกรอบ

          “ฉันบอกให้นายรอจนกว่าฉันจะกลับไม่ใช่หรือไง” อริญชย์เอ่ยถามเสียงเรียบ ๆ เหมือนไม่ได้ต้องการคำตอบ แต่ดวงตาดำจัดกลับจ้องพิชญ์เขม็ง

          “ก็ผมคิดถึงน้องหนู อยากนอนกับน้องหนู”

          “แล้วนายก็อยากให้ฉันกอดนายต่อหน้าน้องหนูด้วยใช่ไหม” อริญชย์แกล้งเน้นคำว่า ‘กอด’ ที่แน่นอนว่าไม่ได้หมายถึงกอดอย่างเดียวกับที่พิชญ์กอดน้องหนูแน่ ๆ

          “อย่านะคุณใหญ่” พิชญ์รีบร้องห้ามเสียงหลง

          “งั้นก็มานอนกับฉัน”

          “ผมรู้แล้ว คุณใหญ่ก็ลุกสิ”

          “อย่าคิดตุกติกกับฉันนะพีท” อริญชย์ขู่เสียงดุก่อนจะขยับตัวลงจากเตียง เขาเดินอ้อมมากดจูบลงที่หน้าผากนวลของน้องหนูด้วยความเอ็นดู เสร็จแล้วก็ปรายตามองพ่อของน้องหนูแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินนำออกจากห้องนอนของน้องหนู เห็นพิชญ์เดินตามออกมาก็เหยียดยิ้มด้วยความพอใจ

          พิชญ์กำมือแน่น ขณะเดินตามอริญชย์ออกมาจากห้องนอนของน้องหนู แม้อยากจะขัดขืนมากแค่ไหน แต่เขาก็รู้ดีว่ามันสูญเปล่า พอเดินตามเข้ามาถึงห้องนอนของอริญชย์ พิชญ์ก็เอาแต่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตูราวกับหุ่นยนต์ จนเจ้าของห้องต้องหันมาสั่งด้วยความหงุดหงิด

          “พีท มานี่!”

          “คุณใหญ่ ผมขอเถอะ...”

          “อย่าทำเหมือนครั้งแรกของนายหน่อยเลย ถึงปากจะร้องห้าม แต่ร่างกายของนายก็ตอบสนองฉันอย่างดีทุกครั้งไม่ใช่หรือไง”

          พิชญ์หน้าชาด้วยความอับอาย ชุดนอนบนตัวถูกอริญชย์ปลดออกด้วยความรวดเร็ว ราวกับว่ามันเป็นสิ่งที่อริญชย์กระทำอยู่เป็นประจำ ก่อนริมฝีปากร้อนผ่าวจะพรมจูบตามลำตัวขาว ทิ้งร่องรอยแสดงความเป็นเจ้าของอย่างเต็มที่ พิชญ์พยายามสะกดกลั้นเสียงร้องของตัวเอง ขณะถูกผ่อนร่างลงบนเตียงนอน เขานอนนิ่ง ปล่อยให้อีกคนหาความสุขจากเรือนร่างของเขา แม้อีกคนจะมีความสุข แต่เขากลับมีแต่ความทุกข์

          ...เพียงแค่รู้จักกับผู้ชายที่ชื่ออริญชย์ เขาก็เหมือนถูกล่อลวงจนตกลงสู่หลุมดำ สูญเสียศักดิ์ศรีและตัวตนของตัวเอง...

          ...แม้คนอื่นจะอิจฉาริษยา คิดว่าเขาเป็นมือขวาของอริญชย์ แต่พอตกกลางคืน...เขากลับมีค่าเพียงแค่เป็นนายบำเรอของเสือร้ายอย่างอริญชย์...

          ...นี่หรือ...ชีวิตของพิชญ์ ภัทรกุลที่คนอื่นอิจฉา...



TO BE CONTINUE



เรื่องนี้เคยเอามาลงที่เล้านานแล้ว แล้วถูกลบเพราะหายตัวไปนานมาก
รอบนี้กลับมา ตั้งใจว่าจะเขียนให้จบ เลยรื้อขึ้นมาปัดฝุ่นขนานใหญ่

ยังไงฝากด้วยนะคะ :)


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-04-2020 10:36:48 โดย Renze »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1910
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0
 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ pamhicc

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 278
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
คิดถึงเรื่องนี้มากๆเลยค่ะ นึกว่าจะไม่ได้อ่านอีกแล้ว คิดถึงคุณใหญ่กับพีท เป็นกำลังใจให้นะคะ  :mew1: :pig4:

ออฟไลน์ Renze

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 320
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +422/-25
สอง
ชดใช้



          พิชญ์นอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียงนอนขนาดคิงไซส์ ลำตัวขาวเปลือยถูกแต่งแต้มด้วยรอยจูบมากมาย แสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของอย่างเปิดเผย ส่วนคนต้นเหตุที่ฝากรอยรักเต็มแผ่นหลังของเขานั้น ตอนนี้กำลังอาบน้ำอยู่ พิชญ์ผงกหัวมองบานประตูห้องน้ำที่ปิดอยู่ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก เขาก้มลงเก็บชุดนอนของตัวเองที่ถูกอริญชย์ถอดเหวี่ยงกระจัดกระจาย กำลังจะหยิบชุดนอนขึ้นมาสวมก็ถูกกระชากออกจากฝ่ามือเสียก่อน พิชญ์เม้มริมฝีปากแน่น เงยหน้าขึ้นสบสายตาอริญชย์ตาวาว

           “ขอชุดนอนของผมคืนด้วย”

          เจ้าของห้องซึ่งนุ่งเพียงผ้าเช็ดตัวผืนเดียวเกาะช่วงล่างอย่างหมิ่นเหม่ ตามลำตัวมีหยดน้ำเกาะพราว ปรายตามองชุดนอนที่ตัวเองถืออยู่แล้วแสร้งเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม พอพิชญ์พยักหน้ารับ อริญชย์ก็เหยียดยิ้มร้าย ก่อนชุดนอนเจ้ากรรมจะถูกเหวี่ยงไปกองอยู่หน้าประตูห้อง พิชญ์ได้แต่กำมือแน่น พยายามข่มอารมณ์ของตัวเอง เอ่ยเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงเรียบ

           “คุณใหญ่...”

          คนถูกเรียกกวาดตามองทั่วลำตัวเปลือยเปล่าของพิชญ์ ก่อนจะผลักร่างขาวจัดล้มลงบนเตียง แล้วเท้าแขนคร่อมอีกฝ่ายเอาไว้ใต้ร่าง

           “คุณใหญ่ ผมจะกลับห้องครับ”

           “ใครอนุญาต”

           “ผมมีห้องนอนของตัวเอง ผมก็ต้องนอนที่ห้องของตัวเอง”

           “งั้นเดี๋ยวฉันจะสั่งทุบห้องนอนของนายทิ้ง”

           “ผมก็จะนอนกับน้องหนู”
          อริญชย์หรี่ตามองคนที่ขยับปากโต้ตอบเขาอย่างอวดดี ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำเป็นเชิงข่มขู่

           “ฉันเคยเตือนนายแล้วนะพีทว่าอย่าคิดที่จะยั่วโมโหฉัน ฉันมันเป็นพวกความอดทนต่ำเสียด้วย หรือนายอยากถูกจับแยกจากน้องหนู”

          พิชญ์เบิกตากว้าง เขายอมอริญชย์ทุกอย่าง ยกเว้นเพียงเรื่องเดียว แค่เรื่องของน้องหนู อริญชย์รู้ดีว่าจุดอ่อนของเขามีเพียงแค่น้องหนู และอีกฝ่ายก็เลือกที่โจมตีจุดอ่อนของเขาจนเขาต้องยอมเสียทุกครั้ง

           “อย่านะคุณใหญ่”

           “งั้นก็นอนกับฉันที่นี่ ที่ห้องนี้ บนเตียงนี้”

           “ผมทำหน้าที่เสร็จแล้วก็ปล่อยผมกลับห้องเถอะ”

          มือแข็งราวคีมเหล็กบีบข้อมือของพิชญ์แน่น ก่อนที่ริมฝีปากร้อนผ่าวจะบดเบียดลงมา เก็บกลืนทุกถ้อยคำของพิชญ์ลงคอ

           “เลิกทำเหมือนว่าตัวเองเป็นนายบำเรอ ที่พอปรนเปรอฉันเสร็จก็จะหันหลังหนีเสียที”

           “อ้อ ผมเพิ่งรู้ว่าตัวเองมีค่ามากกว่านายบำเรอ”

           “นายเป็นพ่อของน้องหนู เป็นพ่อของหลานฉัน”

           “คุณลืมหรือเปล่า ว่าผมเป็นสามีของคุณเล็กและเป็นน้องเขยของคุณด้วย”

           “นายเป็นของฉัน”

           “ถ้าคุณเล็กรู้เข้า...”

           “หยุดพูดแล้วก็นอนเสียที หรืออยากถูกฉันเอาอีกรอบ”

          พิชญ์เม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะขืนตัวเองออกจากการกักขังของอริญชย์ เขาพลิกตัวนอนหันหลัง หลับตาลงช้า ๆ ด้วยความปวดร้าว นึกเกลียดตัวเองที่อ่อนแออยู่เรื่อย กี่ครั้งแล้วที่เขาต้องยอมตกเป็นที่ระบายความใคร่ของอริญชย์ เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นแทบทุกครั้งที่ไอลดาไม่กลับมาที่บ้าน

          อริญชย์ยืนมองแผ่นหลังขาวจัดที่นอนหันหลังให้เขาด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ก่อนจะปัดความคิดฟุ้งซ่านของตัวเองทิ้ง เอื้อมมือปิดไฟที่อยู่เหนือหัวแล้วล้มตัวลงนอนข้างพิชญ์ ดึงอีกคนเข้ามาสู่อ้อมกอดแข็งแรงของเขา

          ...แม้อ้อมกอดของอริญชย์จะอบอุ่น แต่พิชญ์กลับรู้สึกร้อนจนอึดอัด อยากวิ่ง อยากดิ้นรน อยากหลบหนีออกจากอ้อมกอดของเสือร้าย...

          ความสัมพันธ์แบบนี้ของเขากับอริญชย์ดำเนินมานานหลายปี หลังจากไอลดาเริ่มต้นชีวิตการเป็นนางแบบเพียงหกเดือน ไอลดาก็มีคิวต้องเดินทางไปถ่ายแบบที่ประเทศฝรั่งเศสราวสามอาทิตย์ ทิ้งน้องหนูและพิชญ์อยู่กับอริญชย์ตามลำพัง ทุกอย่างดูเหมือนจะราบรื่นและเรียบง่ายอย่างที่เคยเป็นมา พิชญ์เองก็เคารพอริญชย์ราวกับเป็นพี่ชายของเขาเองจนกระทั่ง...

           “คุณใหญ่เชิญที่ห้องครับคุณพีท”

          ตุลย์ ซึ่งเป็นคนสนิทของอริญชย์เดินมาเคาะประตูเรียกเขากลางดึก หลังจากที่พิชญ์เพิ่งส่งน้องหนูเข้านอนหมาด ๆ พิชญ์ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย แต่ก็ยอมเดินตามตุลย์มาที่ห้องนอนของอริญชย์ พอมาถึงตุลย์ก็ปล่อยให้เขาเดินเข้ามาหาอริญชย์ตามลำพัง ก่อนจะปิดประตูตามหลัง

           “ตุลย์บอกว่าคุณใหญ่เรียกหาผม” พิชญ์เอ่ยถามคนที่กำลังง่วนอยู่กับแฟ้มเอกสารบนโต๊ะทำงาน

          อริญชย์วางปากกาลง ก่อนจะหมุนเก้าอี้มาหาพิชญ์ เขามองผู้มีศักดิ์เป็นน้องเขยอย่างพิจารณา แต่คำพูดที่หลุดออกจากปากกลับมีเพียงแค่...

           “นั่งลงก่อนสิ”

          พิชญ์เลือกนั่งลงตรงชุดโซฟารับแขกอย่างเก้กัง แม้จะอยู่ร่วมชายคาและทำงานกับอริญชย์มานาน แต่เขาก็ยังรู้สึกประหม่าทุกครั้งที่เจอคนที่ถูกเรียกขานว่าเสือร้ายของวงการธุรกิจ เวลาปกติอริญชย์ก็ดูเหมือนผู้ชายธรรมดา แต่พอเวลาทำงานด้วยกัน พิชญ์ยอมรับเลยว่า เสือร้ายก็คือเสือร้ายที่พร้อมจะกางกงเล็บขย้ำศัตรูที่ริอ่านมาขวางทาง คนที่คิดจะเป็นศัตรูหรือต่อกรกับอริญชย์ คงมีแต่พวกที่คิดผิดแน่ ๆ

          อริญชย์ปรายตามองคนที่นั่งรอแวบหนึ่งก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ เขาเอาแต่นั่งทำงานอยู่นานจนคนที่นั่งรอแทบจะหลับคาโซฟา อริญชย์ถึงได้หอบแฟ้มเอกสารและคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คมาวางตรงโต๊ะรับแขก พิชญ์มองตามด้วยความสงสัย แต่ด้วยลักษณะนิสัยของเขาแล้ว พิชญ์เลือกที่จะนั่งเงียบ ๆ รอให้อริญชย์เป็นฝ่ายเอ่ยปากอธิบายออกมาเอง

           “ฉันเพิ่งตรวจเอกสารของไตรมาสที่แล้วเสร็จ...” แค่อริญชย์เริ่มเกริ่น พิชญ์ก็นั่งตัวตรงรอฟังทันที “ดูเหมือนจะมีบางจุดที่ผิดพลาด”

          แฟ้มเอกสารถูกเลื่อนมาตรงหน้าพิชญ์ ตัวเลขยอดประมูลโครงการก่อสร้างถูกวงด้วยปากกาสีแดง ก่อนที่อริญชย์จะดันโน้ตบุ๊คมาด้านข้าง เพื่อชี้ให้เห็นตัวเลขที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ พิชญ์กวาดสายตาตามปลายนิ้วของอริญชย์แล้วก็ค่อย ๆ หน้าเผือดสีลง

           “คุณใหญ่หมายความว่า...”

           “ฉันเองก็ไม่อยากจะตำหนินายหรอกนะ คนเรามันย่อมมีพลาดกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าเป็นพนักงานทั่วไปคงโดนไล่ออกไปแล้ว ตัวนายเองก็เป็นถึงระดับผู้บริหาร นายคิดว่าตัวเองควรจะแสดงความรับผิดชอบยังไงดีล่ะพีท ที่ทำบริษัทสูญกำไรเกือบยี่สิบล้าน”

          สายตาของอริญชย์ที่มองเขม็งมาทำเอาพิชญ์รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังตกเป็นเหยื่อ และอีกฝ่ายก็คือนักล่า มันเป็นความผิดของเขา เขายอมรับผิด ถึงแม้เขาจะเป็นน้องเขยของอริญชย์ เป็นผู้บริหารคนหนึ่งของเคเค คอนสตรัคชั่น แต่เขาก็ไม่มีปัญญาหาเงินยี่สิบล้านมาคืนบริษัทได้แน่ ๆ

           “ผมยอมรับผิดแต่โดยดี คุณใหญ่หักออกจากเงินเดือนแต่ละเดือนของผมจนกว่าจะครบได้เลยครับ”

          อริญชย์หรี่ตามองพิชญ์อย่างประเมิน เงินยี่สิบล้าน มันอาจจะเป็นแค่ขี้เล็บของอริญชย์ เกียรติกาญจนา แต่สำหรับพิชญ์ ภัทรกุลแล้ว มันอาจจะเป็นทั้งชีวิตของเขาเลย สิ่งที่น่าสนใจกว่ามันอยู่ที่...

           “แล้วคิดว่าฉันต้องหักเงินเดือนนายกี่ปีกันล่ะ กว่ามันจะครบยี่สิบล้าน”

           “คุณใหญ่หมายความว่า...”

           “จ่ายด้วยร่างกายของนายสิ”

          พิชญ์เบิกตากว้าง เร็วกว่าความคิด เขากำมือแน่นเตรียมอัดกระแทกปากคนที่บังอาจมาดูถูกศักดิ์ศรีลูกผู้ชายของเขา ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะมีศักดิ์เป็นพี่ภรรยาก็ตามที แต่ดูเหมือนเขาจะพลาด แทนที่กำปั้นของเขาจะกระแทกเข้าหน้าของอริญชย์ กลับถูกอีกฝ่ายคว้าเอาไว้แล้วบีบแน่น

           “คิดจะลองดีกับฉันหรือพีท”

           “คุณใหญ่ไม่มีสิทธิ์มาดูถูกผม” พิชญ์เอ่ยเสียงแข็ง ตวัดตามองอริญชย์ดวงตาแข็งกร้าว แม้ตัวเขาจะเล็กกว่า ชั้นเชิงเขาจะด้อยกว่า แต่เขาก็มีศักดิ์ศรี

           “ฉันไม่ได้ดูถูก ฉันแค่ยื่นข้อเสนอเฉย ๆ ยี่สิบล้านนี่มันก็เยอะเหมือนกันนะ หรือฉันจะต้องดำเนินคดีทางกฎหมายกับนายดี”

          พิชญ์ขบกรามแน่น อริญชย์วางแผนทุกอย่างเอาไว้แล้ว เขาก็เป็นแค่หมากที่ถูกล่อลวงจนเดินมาติดกับดักของเสือร้าย แม้อยากจะขัดขืน อยากจะต่อสู้ แต่ก็ดูเหมือนทุกทางจะตีบตัน อริญชย์พอเห็นท่าทางของพิชญ์ก็รีบเอ่ยย้ำ

           “ลำพังแค่ตัวนายคนเดียว มันง่ายมากเลยนะที่จะถูกฟ้องล้มละลาย คิดถึงน้องหนูสิ น้องหนูจะต้องมีพ่อที่ถูกฟ้องล้มละลาย แล้วฉันอาจจะสั่งห้ามนายมาเจอกับน้องหนู หรือแม้กระทั่ง...”

          พิชญ์ทนฟังอริญชย์ข่มขู่เขาต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว เมื่อเทียบประสบการณ์และเล่ห์เหลี่ยมระหว่างเขากับอริญชย์ เขาแทบไม่ต่างจากเด็กหัดเดินเลย ชายหนุ่มโพล่งถามออกมาอย่างเหลืออด

           “คุณต้องการอะไรกันแน่ คุณใหญ่”

           “ฉันบอกแล้ว...” อริญชย์เหยียดยิ้มร้ายกาจ “ตัวของนายไง ยอมเป็นของฉันสิ”

           “คุณมันบ้า คุณมันวิปริต!” พิชญ์ตะโกนด่าออกมาอย่างเหลืออด

           “ฉันไม่ได้บังคับนายเลยแม้แต่น้อย ทางเลือกเป็นของนายนะพีท ก็แค่ยอมเป็นของฉันหรือยอมถูกฟ้องล้มละลาย”

           “ผมเป็นน้องเขย เป็นสามีของน้องสาวคุณนะ”

           “ช่างหัวยัยเล็กปะไร อย่าคิดว่าฉันหูหนวกหรือตาบอดสิ ฉันรู้ว่านายกับยัยเล็กแยกห้องกันนอนมาหลายเดือนแล้ว ฉันสัญญาว่าทุกอย่างจะเป็นความลับระหว่างเรา”

          แม้อริญชย์จะบอกว่าเขามีทางเลือก แต่สำหรับพิชญ์แล้ว ทุกทางเลือกคือการบังคับเขาแทบทั้งสิ้น เขากัดฟันกรอดอย่างข่มอารมณ์ก่อนจะยื่นข้อเสนอกลับไป

           “ผมจะต้องได้อยู่กับน้องหนูตลอดไป”

          ...ทุกอย่างก็เพื่อลูก เพื่อน้องหนู เพื่อนางฟ้าตัวน้อยของเขา...

           “ตราบเท่าที่นายยังคงเชื่อฟังคำสั่งของฉัน”

           “ผมตกลง”

          มันเป็นการตกลงที่พิชญ์รู้ตัวดีว่าเขาเสียเปรียบทุกประตู แต่เขาก็จำเป็นต้องตกลง การทำข้อตกลงกับอริญชย์ไม่ต่างอะไรจากการทำสัญญากับปีศาจร้าย

          อริญชย์เหยียดริมฝีปากออกด้วยความพึงพอใจ ค่อย ๆ ดันตัวลุกขึ้นจากโซฟารับแขก เดินอ้อมมายืนข้างหลังพิชญ์ โน้มตัวกระซิบข้างหูเสียงห้าวลึก ขณะเลื่อนฝ่ามือลงมาปลดกระดุมชุดนอนของพิชญ์ออกอย่างไม่รีบร้อน

           “จำไว้...ว่านายเป็นของฉัน”

           “นานแค่ไหน...”

          พิชญ์กลั้นใจเอ่ยถาม ค่อย ๆ หลับตาลงช้า ๆ เมื่อฝ่ามือร้อนสัมผัสลูบไล้ตามเนื้อตัวของเขาอย่างจาบจ้วง สัมผัสจากผู้ชายด้วยกันทำเอาเขานึกขยะแขยง แต่ก็ต้องยอมทน เพราะเขาเป็นคนลั่นวาจาตอบตกลงด้วยตัวเอง อย่างน้อย...พิชญ์ ภัทรกุลก็เป็นลูกผู้ชายพอที่จะรักษาคำพูด

           “นาน...จนกว่าฉันจะเบื่อนาย”

          คำพูดที่หลุดออกมาจากปากของอริญชย์คือโซ่ตรวนที่ผูกมัดพิชญ์อย่างแน่นหนา แม้เขาจะวิงวอนให้วันที่อริญชย์เบื่อเขามาถึงโดยเร็ว แต่มันก็คงเป็นเพียงความฝันลม ๆ แล้ง ๆ เวลาผ่านมาจนน้องหนูอายุห้าขวบแล้ว เขาก็ยังคงถูกผูกมัดด้วยพันธสัญญา...ที่นับวันยิ่งรัดแน่นจนยากจะดิ้นหลุด



.


ออฟไลน์ Renze

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 320
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +422/-25


          พิชญ์ลืมตาตื่นขึ้นมาตอนเช้าตรู่ เขาพบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงของอริญชย์ตามลำพัง พอเห็นนาฬิกาบอกเวลาเกือบเจ็ดโมง เขาก็รีบผุดลุกจากเตียง คว้าชุดนอนที่วางกระจัดกระจายมาสวม แล้วค่อย ๆ เดินออกมาจากห้องนอนของอริญชย์ นับว่าเป็นโชคดีอย่างหนึ่งของพิชญ์ ที่อริญชย์มักจะสั่งห้ามคนอื่นมาป้วนเปี้ยนอยู่หน้าห้องนอนของเขายามเช้า พิชญ์เลยรอดจากสายตาและคำถามของคนอื่นมาได้ทุกครั้ง

          พิชญ์รีบเดินกลับเข้าห้องของตัวเอง จัดการอาบน้ำขัดถูคราบไคลต่าง ๆ ส่วนร่องรอยรักที่ปรากฏอยู่ตามลำตัวของเขา แม้ว่าอีกไม่กี่วันมันจะจางหายไป แต่เดี๋ยวอริญชย์ก็หาโอกาสสร้างร่องรอยใหม่ได้อยู่ดี พิชญ์สำรวจความเรียบร้อยของตัวเองอีกครั้งก่อนจะเดินออกมาจากห้องนอน เขาได้ยินเสียงน้องหนูดังมาจากข้างล่าง เดาว่าคงกำลังนั่งเล่นอยู่กับใครซักคน

          อย่างน้อย...เขายังมีน้องหนูอยู่ด้วยกัน

           “พ่อพีทจ๋า...” ลูกสาวตัวน้อยร้องเรียกทันทีที่เห็นพิชญ์เดินลงบันไดมา

          นอกจากน้องหนูจะหันมามองเขาแล้ว เจ้าของตักที่น้องหนูกำลังนั่งอยู่ก็หันมามองเขาด้วยเช่นกัน พิชญ์พยายามฝืนทำตัวปกติยามอยู่ต่อหน้าคนอื่น พอเห็นอริญชย์กระตุกยิ้มมุมปากน้อย ๆ เขาก็เสเบือนหน้าหลบ จับจ้องเพียงดวงหน้าน่ารักของน้องหนู

           “น้องหนู มาหาพ่อพีทมาลูก” พิชญ์นั่งลงตรงข้ามอริญชย์ก่อนจะตบตักตัวเองเรียกน้องหนู แต่ผู้เป็นลุงของน้องหนูกลับก้มลงกระซิบกระซาบข้างหูเด็กหญิง แล้วน้องหนูก็ส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน

           “น้องหนูจะนั่งกับลุงใหญ่”

           “น้องหนู มาหาพ่อพีทเร็ว” พิชญ์เรียกลูกสาวตัวน้อยอีกรอบ ทำเมินสายตาแปลก ๆ ของอริญชย์ที่มองตรงมาที่เขา

          อริญชย์จ้องมองคนที่ตบตักเรียกลูกสาวตัวเองยิก ๆ ก่อนจะก้มลงกระซิบถ้อยคำบางอย่างที่หูหลานสาวคนสวยอีกรอบ

           “น้องหนูจะนั่งกับลุงใหญ่ น้องหนูกลัวพ่อพีทเจ็บ”

          คราวนี้เป็นทีของพิชญ์ที่ต้องทำหน้าเหวอ เมื่อลูกสาวตัวน้อยเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังว่ากลัวเขาจะเจ็บ

           “เจ็บ? เจ็บอะไรลูก”

           “ลุงใหญ่บอกว่าพ่อพีทปวดเอว ห้ามนั่งตักพ่อพีท ถ้าอยากนั่งให้มานั่งตักลุงใหญ่แทน” น้องหนูอธิบายเสียงเจื้อยแจ้ว เรียกอาการอ้าปากค้างจากผู้เป็นพ่อชะงัดนัก

          พิชญ์ยอมรับว่าเขาปวดเอว แต่น้องหนูตัวเล็กนิดเดียว และที่สำคัญ สาเหตุการปวดเอวของเขาก็มาจากตัวต้นเหตุที่กำลังทำตัวเป็นเก้าอี้ส่วนตัวของน้องหนูอยู่ไม่ใช่หรือไง พิชญ์กำลังคิดว่าเขาจะอุ้มน้องหนูมาเลยหรือจะจัดการกับลุงของน้องหนูก่อนดี ก็ต้องล้มเลิกความคิดเสียก่อน เมื่อป้าน้อยเดินเข้ามาตามพวกเขาสามคน

           “อาหารเช้าเสร็จแล้วนะคะคุณใหญ่ คุณพีท คุณหนู มีของโปรดของคุณหนูด้วยนะคะ”

          พอได้ยินป้าน้อยบอกว่ามีของโปรด น้องหนูก็รีบปีนลงจากตักของผู้เป็นลุง วิ่งตึกตักไปหาป้าน้อยทันที พิชญ์กำลังจะเดินตามน้องหนูไป แต่กลับต้องชะงัก เมื่อถูกคนข้างหลังรั้งข้อมือเอาไว้ เขาหยุดยืนรอว่าอริญชย์เรียกเขาไว้ทำไม กว่าจะรู้ว่ามันเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ก็ตอนที่อีกฝ่ายโน้มตัวมากระซิบข้างหูเขา

           “เมื่อคืนโดนไปตั้งหลายรอบ ยังมีแรงตื่นเช้าอีกหรือไง”

          พิชญ์มองตามหลังคนที่กระซิบข้างหูเขาเสร็จก็เดินตรงไปอุ้มน้องหนูวางลงนเก้าอี้ก่อนจะกัดฟันแน่น

          เขาเกลียด...เกลียดอริญชย์ เกียรติกาญจนา

          ถ้ามีทางออกแม้เพียงซักนิด เขาก็จะพยายามหาทางดิ้นรนออกจากกงเล็บของอริญชย์ให้จงได้

           “พ่อพีทจ๋า...มากินข้าวเร็ว ๆ ซิคะ”

           “ครับ น้องหนู”



.



          หลังเสร็จจากมื้อเช้า น้องหนูก็มานอนวาดรูปเล่นอยู่ตรงสนามหญ้า มีคุณลุงคอยช่วยดูและหัวเราะคิกคักพยักเพยิดกันอยู่สองคน ส่วนคุณพ่ออย่างพิชญ์ก็หลบออกมานั่งอ่านหนังสืออยู่ห่าง ๆ แต่คอยเหลือบตามองน้องหนูกับอริญชย์เป็นระยะ

          พิชญ์รู้ว่าอริญชย์เองก็รักน้องหนู เผลอ ๆ อาจจะเท่ากับความรักที่เขามีให้น้องหนูเสียด้วยซ้ำ เขาเลยไม่กลัวว่าอริญชย์จะทำร้ายน้องหนู แต่เขากลัว กลัวว่าอริญชย์จะพรากน้องหนูไปจากเขา

           “ลุงใหญ่ขา น้องหนูวาดรูปสวยไหมคะ” เด็กหญิงตัวน้อยเอ่ยถามผู้เป็นลุงอย่างฉอเลาะ

           “สวยมาก ว่าแต่น้องหนูวาดอะไรเอ่ย”

          พิชญ์แทบจะหลุดหัวเราะขำออกมา แต่ยังพยายามรักษาท่าที คนชมเขาชมว่าน้องหนูวาดรูปสวย โดยที่ไม่รู้ว่าน้องหนูวาดรูปอะไร อัจฉริยะเหลือเกิน

           “ลุงใหญ่ทายสิคะ” ดูเหมือนน้องหนูจะสนุกกับการเล่นเกมทายปัญหา

           “หนอนหรือเปล่าคะ”

          น้องหนูทำปากบู้ก่อนจะส่ายหน้าไปมา

           “ผิดค่ะ น้องหนูให้ลุงใหญ่ทายอีกรอบ”

          อริญชย์แกล้งทำท่านึกอย่างขึงขัง ไม่เหลือมาดเสือร้ายที่คนอื่นเกรงกลัว ก่อนจะส่ายหน้าเป็นเชิงยอมแพ้ให้แก่หลานสาวตัวน้อย

           “ลุงใหญ่ยอมแล้ว น้องหนูเฉลยให้ลุงใหญ่ฟังทีสิลูก”

           “ฮื๊อ ลุงใหญ่ไม่เก่งเลย น้องหนูวาดรถไฟค่ะ”

          คำตอบจากลูกสาวเล่นเอาพิชญ์นึกอยากเห็นขึ้นมาทันควัน ว่าทำไมรถไฟของน้องหนูถึงได้ถูกอริญชย์มองเป็นหนอนไปได้ แต่เขาก็เลือกที่จะนั่งอ่านหนังสือต่อเงียบ ๆ ปล่อยคุณลุงกับคุณหลานเขาเล่นกันสองคน

          พิชญ์นั่งอ่านหนังสือจนเห็นสมควรแก่เวลา เลยเตรียมจะลุกไปเรียกป้าน้อยให้ยกของว่างมาเสิร์ฟที่สนามหญ้า แต่เขาเพิ่งลุกขึ้นมาจากเก้าอี้ รถสปอร์ตคันหรูก็แล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าคฤหาสน์ ก่อนที่หญิงสาวเจ้าของรถจะก้าวลงมา มือเรียวยกขึ้นถอดแว่นกันแดดสีชาออก พร้อม ๆ กับที่เสียงของน้องหนูดังมาจากข้างหลังพิชญ์

           “แม่เล็ก!”

          น้องหนูวิ่งตื๋อเข้ามาหาผู้เป็นแม่ ทำท่าจะกระโดดกอดอีกฝ่ายแน่นด้วยความคิดถึง ดีว่าอริญชย์เดินตามมาทัน แล้วรีบคว้าน้องหนูขึ้นมาส่งให้ไอลดาแทน ก่อนที่จะพากันล้มทั้งคุณแม่และคุณลูก

           “คิดถึงแม่เล็กไหมคะ คนสวย” ไอลดาเอ่ยถามก่อนจะกดจูบลงข้างแก้มนวลดังฟอด

           “คิดถึงค่ะ แม่เล็กมีของเล่นมาฝากน้องหนูหรือเปล่าคะ”

           “พอแม่เล็กมาถึงก็ถามหาของเล่นเลยนะ” อริญชย์แกล้งเอ่ยพลางส่ายหน้าช้า ๆ ด้วยความเอ็นดู

           “ก็พ่อพีทไม่ยอมซื้อให้น้องหนูเลยนี่คะ”

           “พ่อพีทเห็นว่าน้องหนูมีพี่ ๆ อยู่เต็มเตียงแล้วนี่ครับ เดี๋ยวน้องหนูไม่มีที่นอนจะทำยังไง” พิชญ์ที่เพิ่งเดินตามมาถึงเอ่ยอธิบายยิ้ม ๆ

           ไอลดาหัวเราะคิกคักก่อนจะส่งน้องหนูคืนให้อริญชย์รับไปอุ้มไว้ ส่วนตัวเธอเดินอ้อมไปหยิบถุงกระดาษใบโตออกมาจากที่นั่งข้างคนขับ

            “เดี๋ยวนายสองคนช่วยยัยเล็กเอาของไปเก็บที” อริญชย์หันไปสั่งตุลย์กับกริชที่มายืนอยู่ข้างหลัง แต่ไอลดารีบโบกมือห้ามเป็นพัลวัน

            “ไม่ต้องค่ะพี่ใหญ่ เล็กกลับมาแค่แป๊บเดียวเอง เดี๋ยวก็ไปแล้วค่ะ พอดีเล็กมีเรื่องจะมาคุยกับพี่พีทแล้วก็พี่ใหญ่นิดหน่อยเลยแวะเข้ามา”

           อริญชย์มองหน้าไอลดาก่อนจะสั่งให้ตุลย์ไปตามนวลมา พอนวลมาถึง เขาก็ส่งน้องหนูที่อยู่ในอ้อมแขนให้พร้อมกับของเล่น โดยไม่ลืมที่จะเอ่ยกำชับกับนวล

            “ฝากดูน้องหนูทีนะนวล เดี๋ยวฉันกับพีทจะคุยธุระกับยัยเล็กหน่อย แล้วบอกป้าน้อยให้เตรียมของว่างให้ยัยเล็กด้วย”

           หลังจากนวลพาน้องหนูเดินเข้าบ้านไปแล้ว อริญชย์ก็เดินนำน้องสาวและน้องเขยมาที่ชุดรับแขกตรงสวน ป้าน้อยยกของว่างกับเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ แวะทักทายไอลดาเล็กน้อยก่อนจะเดินกลับเข้าครัว ปล่อยให้ผู้เป็นนายนั่งสนทนากันตามลำพัง

            “พี่พีทสบายดีหรือเปล่าคะ” ไอลดาเริ่มต้นด้วยการหันมาเอ่ยถามผู้เป็นสามีที่นั่งลงข้างเธอ พิชญ์ยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะตอบรับ

            “สบายดีครับ คุณเล็กล่ะครับ...”

            “ทำงานเหนื่อย แต่ก็สนุกดีค่ะ น้องหนูอยู่กับพี่พีทมีดื้อบ้างไหมคะ”

            “ก็ตามประสาวัยกำลังซนน่ะครับ แต่ถ้าพูดดี ๆ น้องหนูก็ฟัง อาจจะต้องมีขนมมาล่อนิดหน่อย” พิชญ์พูดพลางหัวเราะออกมาเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู

            “จริง ๆ แล้วเล็กเองก็รู้สึกผิดเหมือนกันนะคะ ที่ปล่อยให้พี่พีทเลี้ยงลูกตามลำพัง เหมือนเล็กกำลังเอาเปรียบพี่พีทอยู่เลย”

            “ไม่เป็นไรครับ อย่าคิดมากเลย ผมไม่เหนื่อย เห็นคุณเล็กได้ทำสิ่งที่ตัวเองรัก ผมก็ดีใจด้วย”

           เมื่อเห็นว่าไอลดาเอาแต่ผูกขาดกับสนทนากับสามีตัวเอง จนลืมเลือนพี่ชายอย่างเขาซึ่งนั่งเป็นหัวหลักหัวตออยู่ด้วย อริญชย์เลยกระแอมออกมาเบา ๆ และมันก็ได้ผลทันที เมื่อสายตาสองคู่หันกลับมามองที่เขา

            “อะไรติดคอคะพี่ใหญ่...”

            “เปล่า แต่พี่ยังไม่เห็นเธอจะพูดธุระเสียที เอาแต่นั่งคุยกันอยู่สองคน”

           ไอลดาเลิกคิ้วมองพี่ชายที่นั่งทำหน้าเบื่ออย่างประหลาดใจ สงสัยอาจจะน้อยใจที่เธอสนใจสามีมากกว่าพี่ชายก็เป็นได้ คนแก่ก็มักจะขี้น้อยใจแบบนี้

            “อ้าว เป็นผัวเมียกันก็ต้องถามสารทุกข์สุขดิบกันสิคะพี่ใหญ่”

            “พูดจาให้มันดี ๆ หน่อยยัยเล็ก” อริญชย์เอ่ยเสียงดุทันที

            “เล็กพูดจาไม่ดีตรงไหนคะพี่ใหญ่ ในเมื่อเล็กกับพี่พีทเราเป็นผัวเมีย เอ๊ย สามีภรรยากัน” นางแบบคนสวยลอยหน้าลอยตาตอบผู้เป็นพี่ชาย โดยไม่สนใจสายตาปราม ๆ ของพิชญ์แม้แต่น้อย

           พิชญ์มองเหตุการณ์ตรงหน้าก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ พอเจอหน้ากันทีไร ไอลดาเป็นต้องปะทะคารมกับอริญชย์เสียแทบทุกครั้ง แม้ว่าจะเป็นพี่น้องที่รักกันมากก็เถอะ แล้วคนที่ต้องคอยเป็นกรรมการห้ามมวยก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เขานี่เอง

            “เห็นคุณเล็กบอกว่ามีเรื่องจะคุยกับผมและคุณใหญ่ไม่ใช่หรือครับ”

           เพียงแค่พิชญ์เอ่ยปาก ไอลดาก็ยอมเลิกราจากอริญชย์ หันมาสนใจผู้เป็นสามีแทน

            “ค่ะ จริง ๆ แล้วเล็กจะมาบอกพี่ใหญ่กับพี่พีทว่าช่วงหลัง ๆ งานเล็กจะเยอะขึ้น แล้วเล็กก็คงต้องเดินทางบ่อย ๆ”
            “มันก็เป็นเรื่องปกติของเธอไม่ใช่หรือไง”

            “คุณใหญ่ ฟังคุณเล็กพูดให้จบก่อนสิครับ”

           ไอลดารีบหันหน้ามาพยักเพยิดกับพิชญ์ ปล่อยให้อริญชย์ได้แต่นั่งกอดอกมองอย่างหมั่นไส้

            “เอ้า ว่ามาสิ”

            “เล็กเลยว่าจะย้ายออกไปอยู่คอนโด”

            “ก็ไปสิ” อริญชย์เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ

           ไอลดาไม่ใช่เด็กตัวเล็ก ๆ ที่เขาจะต้องมาคอยห่วงอีกต่อไป อย่างน้อยน้องสาวตัวดีของเขาก็โตจนเป็นแม่คนแล้ว

            “เล็กอยากให้พี่พีทกับน้องหนูไปอยู่กับเล็กด้วย”

            “ไม่ได้!” อริญชย์ตะโกนออกมาเสียงดังก่อนจะลุกขึ้นยืนทันที

           พิชญ์มองท่าทีที่อริญชย์แสดงออกมาอย่างตกใจ ขยับจะเอ่ยปากพูดบ้าง แต่ช้ากว่าไอลดาที่ชิงถามขึ้นมาเสียก่อน

            “ทำไมถึงไม่ได้คะพี่ใหญ่”



TO BE CONTINUE



ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์ค่า ^^ ดีใจที่ยังมีคนรออ่านอยู่

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1892
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
 :hao4:
เพิ่งเข้ามาอ่าน เราคิดว่าคุณใหญ่ต้องแอบชอบคุณพีทมาก่อนแน่ๆ เลย ถึงบังคับได้ขนาดนี้

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 442
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
ถ้าพีทได้ออกไปอยู่ข้างนอก คุณใหญ่คงอกแตกตาย55

หรือจริงๆ แล้ว  น้องหนูไม่ใช่ลูกของพีท :katai1:


ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1910
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0
 :pig4:
 o13

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 822
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +79/-0
คุณใหญ่จะมาห้ามคนในครอบครัวเขาไม่ให้ไปอยู่ด้วยกันไม่ได้นะคะ  :ruready

ครอบครัวน้องสาวเขามีสมาชิก 3 คน พ่อแม่ลูกครบสมบูรณ์
ขาดเพียงแต่ความรักฉันสามีภรรยาเท่านั้นที่ไม่มีให้กัน ถ้าคุณใหญ่อยากได้น้องเขยมาเป็นของตัวเอง คุณใหญ่ควรแสดงความรักให้ถูกทางด้วยค่ะ ไม่ใช่บังคับขืนใจกันแบบนี้...​นี่เราเตือนคุณใหญ่ด้วยความหวังดีนะคะ ระวังน้องเขยทนไม่ไหวหนีหายไปละจะรู้สึก

ฮึ่ยยย!!! นี่เราอินเกินไปรึเปล่านะ  :o12:

ออฟไลน์ Dee^daY

  • ไม่เคย ทำให้ใครเดือดร้อน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4011
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +329/-6
ตามต่อๆ ลุ้นดี ..

ออฟไลน์ Renze

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 320
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +422/-25
สาม
หัวใจบังคับกันไม่ได้



          สองพี่น้องตระกูลเกียรติกาญจนายืนประจันหน้ากันอยู่ตรงสวนหย่อม มีพิชญ์ยืนมองเหตุการณ์อยู่ข้าง ๆ เขาแตะมือลงกับต้นแขนของไอลดาเป็นเชิงปราม ถึงอย่างไรอริญชย์ก็เป็นพี่ชายของไอลดา แถมยังเป็นพี่ชายที่อายุแก่กว่าเธอถึงแปดปี พิชญ์เลยไม่อยากให้ไอลดางัดข้อกับอริญชย์มากนัก แต่หญิงสาวกลับเมินเฉย จ้องหน้าผู้เป็นพี่ชายเขม็งก่อนจะเอ่ยถามซ้ำ

           “ทำไมพี่พีทกับน้องหนูถึงไปอยู่ที่คอนโดกับเล็กไม่ได้คะ พี่ใหญ่”

          พิชญ์เองก็นิ่งเงียบ รอฟังว่าอริญชย์จะตอบผู้เป็นน้องสาวกลับไปว่าอย่างไร แต่อีกใจเขาก็อดกลัวไม่ได้ หากอริญชย์โพล่งเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขาสองคนขึ้นมา เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน และไม่ใช่หน้าของเขาคนเดียว แต่ยังรวมถึงหน้าตาของไอลดา ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นภรรยาตามกฎหมายของเขาอีกด้วย

           “แล้วมีเหตุผลอะไรที่เธอต้องพาพีทกับน้องหนูไปอยู่ด้วย” นอกจากจะไม่ตอบคำถามแล้ว อริญชย์ยังเป็นฝ่ายถามไอลดากลับ

           “เล็กอยากอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก”

           “ทั้ง ๆ ที่เธอแทบจะไม่มีเวลาอยู่ติดบ้านหรือคอนโดเลยน่ะหรือ อย่าเห็นแก่ตัวหน่อยเลยยัยเล็ก เธอจะพาน้องหนูไปลำบากหรือไง อยู่ที่นี่น้องหนูมีป้าน้อยกับนวลคอยดูแล แต่เธอกลับจะให้น้องหนูกับพีทไปอยู่ที่คอนโดระหว่างที่เธอตะลอน ๆ ถ่ายแบบ”

           “เล็กคิดถึงลูก เล็กอยากเห็นหน้าน้องหนูบ่อย ๆ” ไอลดาพยายามเถียง แม้จะรู้ดีว่าหนทางในการเอาชนะอริญชย์มันช่างริบหรี่ ลองว่าอริญชย์ไม่เห็นด้วยแล้ว อย่าหวังเลยว่าเขาจะยอมง่าย ๆ ทำไมเธอจะไม่รู้จักนิสัยพี่ชายตัวเอง

           “ถ้าคิดถึงก็มาที่นี่ พี่บอกแล้วว่าอย่าเห็นแก่ความสบายของตัวเอง แล้วทำให้คนอื่นต้องลำบาก เวลาพี่พูดก็หัดฟังกันบ้าง”

           “พี่ใหญ่...” ไอลดาเรียกชื่อพี่ชายเสียงละห้อย พอเห็นว่าไม่ได้ผลแน่ ๆ เธอก็หันมาหาผู้ชายอีกคนที่มักจะตามใจเธออยู่เสมอ “พี่พีทคะ...”

           “อย่าแม้แต่จะคิดเลยยัยเล็ก ถ้าพี่ไม่อนุญาต เธอคิดว่าพีทจะช่วยอะไรเธอได้หรือไง”

          ไม่ต้องให้อริญชย์ตอกย้ำ พิชญ์เองก็รู้อยู่แก่ใจ อย่าว่าแต่จะช่วยไอลดาเลย แค่จะช่วยตัวเองให้หลุดพ้นจากโซ่ตรวนที่ถูกอริญชย์พันธนาการเอาไว้ เขายังทำไม่ได้ พิชญ์ได้แต่จับแขนไอลดาไว้เป็นเชิงปลอบประโลม

           “ถ้าคุณเล็กอยากเจอน้องหนูก็มาที่นี่ หรือจะให้ผมพาไปหาก็ได้ ถึงยังไงที่นี่ก็มีคนคอยช่วยดูแลน้องหนูกันหลายคน คุณเล็กทำสิ่งที่ตัวเองรักให้เต็มที่เถอะครับ”

          ไอลดามองพิชญ์นิ่ง ๆ แม้เธอกับเขาจะไม่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตฉันท์สามีภรรยาด้วยกันมากนัก แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไอลดาก็ยอมรับว่าพิชญ์เป็นผู้ชายที่ดีคนหนึ่ง และยังเป็นพ่อที่ดีอีกด้วย สุหญิงสาวได้แต่ถอนหายใจออกมาเบา ๆ อย่างยอมแพ้

           “อีกหน่อยเล็กคงงานยุ่งกว่าเดิม อาจจะไม่ค่อยได้กลับมาหาพี่พีทกับน้องหนูบ่อย ๆ เล็กฝากดูแลน้องหนูด้วยนะคะ”

          พิชญ์คลี่ยิ้มออกมาบาง ๆ ค่อย ๆ รั้งร่างของผู้เป็นภรรยาเข้ามากอดไว้หลวม ๆ ทำเมินสายตาดุดันของพี่ภรรยาที่ยืนมองเขาตาเขม็ง

           “อย่าห่วงเลยครับคุณเล็ก ผมต้องดูแลลูกของเราสองคนให้ดีที่สุดอยู่แล้ว”

           “ขอบคุณนะคะพี่พีท เล็กขอตัวไปหาน้องหนูก่อนดีกว่า คิดถึงลูกจะแย่ พี่พีทจะไปด้วยกันไหมคะ” ไอลดาเอ่ยถามก่อนจะดันตัวเองออกจากอ้อมกอดของพิชญ์

          พิชญ์กำลังจะอ้าปากตอบตกลงอยู่แล้วเชียว แต่ก็ช้ากว่าอีกคนที่เอ่ยเสียงนิ่ง ๆ

           “เธอไปก่อนเลย พี่จะคุยเรื่องงานกับพีทหน่อย”

           “คุยเรื่องงานกับพี่พีท นี่มันวันเสาร์นะคะ ใจคอพี่ใหญ่จะไม่ให้สามีเล็กพักผ่อนบ้างเลยหรือไงคะ” ไอลดาหันมาถามผู้เป็นพี่ชายอย่างเอาเรื่อง

           “ให้มันน้อย ๆ หน่อยเถอะยัยเล็ก พีทเขาพูดอะไรสักคำหรือยัง”

           “ก็เพราะพี่พีทไม่พูดไงคะ เล็กถึงต้องเป็นฝ่ายพูด ถ้าเล็กรู้ว่าพี่ใหญ่ใช้งานพี่พีทหนักนะ...”

           “เธอจะทำไม”

           “เล็กจะให้พี่พีทลาออกจากงาน”

           “อย่ามาไร้สาระหน่อยเลย จะไปหาน้องหนูก็รีบไป”

          ไอลดาทำหน้าเบ้ใส่พี่ชายก่อนจะตะโกนเสียงดังใส่หน้า

           “ก็เพราะว่าเผด็จการแล้วก็ปากร้ายแบบนี้ไง พี่ใหญ่ถึงหาแฟนไม่ได้เสียที”

          อริญชย์มองตามหลังน้องสาวคนสวยอย่างเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน ก่อนจะหันกลับมาหาอีกคนที่เพิ่งทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อีกรอบ อริญชย์เท้าแขนลงกับโต๊ะหิน ยื่นหน้าไปจนชิดกับพิชญ์ น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาทั้งกระด้างและห้วนจัด

           “เสียใจล่ะสิที่ไม่ได้ออกไปอยู่คอนโดกับยัยเล็ก”

          พิชญ์มองสบตาอริญชย์โดยไม่คิดที่จะหลบ ก่อนจะเป็นฝ่ายเอ่ยย้อนถามกลับไป

           “ถ้าผมบอกว่าอยากไป คุณใหญ่จะให้ผมไปหรือไง”

           “ไม่มีวัน” เป็นคำตอบที่อริญชย์ตอบได้ทันทีโดยไม่ต้องคิด “ต่อให้นายอยากหนีไปจากฉันมากแค่ไหน นายก็ทำได้แค่คิดเท่านั้น”

          พิชญ์เบือนหน้าหนีทันที จะตอกย้ำกันให้ได้อะไรขึ้นมา เขารู้อยู่แล้วว่าไม่มีทางหนีอริญชย์ไปไหนได้ ที่ทำได้ก็เพียงแค่รอเวลา รอวันที่อีกฝ่ายนึกเบื่อเขาขึ้นมาเสียที มันอาจจะนาน แต่พิชญ์ก็เชื่อว่าต้องมีสักวันที่เขาจะได้เป็นอิสระจากอริญชย์


.



           “แม่เล็กขา เดี๋ยวนี้น้องหนูกินผักด้วยนะคะ” เสียงเจื้อยแจ้วดังขึ้นกลางโต๊ะอาหาร ก่อนที่สาวน้อยตัวเล็กจะตักผักใบเขียวส่งเข้าปากตัวเองให้ผู้เป็นแม่ดูเป็นขวัญตา

           “เก่งมากค่ะน้องหนู เดี๋ยวแม่เล็กให้รางวัล”

          คุณแม่กับคุณลูกต่างชวนกันสนุกสนานกับอาหารมื้อเย็น น้องหนูเกาะติดไอลดาแจ แทบไม่ยอมปล่อยให้ผู้เป็นแม่ห่างตัวไปไหน แม้กระทั่งตอนกินข้าวก็ยังเรียกร้องจะนั่งกับไอลดา ทั้งที่ปกติน้องหนูจะต้องนั่งกับพิชญ์ พิชญ์เลยต้องระเห็จตัวเองมานั่งอยู่ข้างอริญชย์ด้วยความจำใจ

          บรรยากาศบนโต๊ะอาหารดูชื่นมื่น ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา แถมน้องหนูยังเจริญอาหารกว่าปกติ พิชญ์เองก็คิดว่าเขาควรจะมีความสุข ถ้าเพียงแต่จะไม่มีแขนของอริญชย์ที่ยื่นมาพาดเก้าอี้เขาเอาไว้อย่างถือวิสาสะ พิชญ์พยายามขยับตัวหนีอยู่หลายครั้ง แต่อริญชย์ก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ มิหนำซ้ำยังวางแขนไว้บนพนักเก้าอี้ชิดกับบ่าของเขา จนพิชญ์รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกอีกฝ่ายนั่งโอบยังไงยังงั้น เหลือบตามองไอลดาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ก็ไม่เห็นหญิงสาวจะเอ่ยทักท้วงการกระทำของพี่ชาย สนใจแต่ลูกสาวตัวน้อย จนพิชญ์ได้แต่ถอนหายใจออกมา

           “คุณใหญ่ เอามือออกไปได้ไหม ผมอึดอัด” พิชญ์หันไปเอ่ยกับคนข้างตัวเบา ๆ แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาคือ...

           “ฉันเมื่อย”

          เมื่อเห็นว่าทั้งขยับตัวหนีก็แล้ว ทั้งเอ่ยปากบอกอีกฝ่ายก็แล้ว แต่อริญชย์ก็ยังไม่ยอมเอามือออก พิชญ์เลยได้แต่ยอมแพ้ ตักกับข้าวใส่จานแล้วส่งเข้าปากตัวเองเงียบ ๆ กำลังก้มหน้าก้มตากินข้าวอยู่ พิชญ์ก็ต้องชะงัก เมื่อกับข้าวหลายอย่างถูกตักมาใส่จานเขาโดยที่ไม่ได้ร้องขอ ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมามองด้วยความงุนงงก่อนจะสบสายตาเข้ากับไอลดาที่ส่งยิ้มหวานให้

           “กินเยอะ ๆ ค่ะพี่พีท เล็กว่าพี่พีทผอมลงไปเยอะเลยนะคะ”

           “ขอบคุณครับ คุณเล็ก” พิชญ์ตอบรับเบา ๆ กำลังจะก้มหน้ากินข้าวต่อก็ต้องชะงักอีกรอบ คราวนี้เป็นทีของคนข้างตัวที่ตักกับข้าวมาโปะใส่จานเขาจนพูนก่อนจะเอ่ยบอกหน้าตาเฉย

           “เดี๋ยวยัยเล็กจะหาว่าฉันใช้งานนายหนัก กินเยอะ ๆ สิ”

           “ขอบคุณครับ” พิชญ์ได้แต่เค้นเสียงตอบลอดไรฟัน

          ความหวังดีจากคนน้อง เขายินดีรับเอาไว้ แต่ความหวังดีจากคนพี่ พิชญ์ขอกองเอาไว้ข้าง ๆ จานข้าวได้ไหม

           “กับข้าวเต็มจานพ่อพีทเลย น้องหนูตักให้บ้าง” น้องหนูตัวน้อยเห็นคนอื่นพากันรุมตักกับข้าวใส่จานของผู้เป็นพ่อก็นึกสนุก เอื้อมมือตักให้บ้างเป็นที่สนุกสนาน

          พอเสร็จมื้ออาหารเย็น คนที่ทำท่าว่าจะขนของไปไว้ที่คอนโดตั้งแต่บ่ายอย่างไอลดาก็ยังนั่งเล่นอยู่กับน้องหนู จนดูเหมือนว่าคนเป็นแม่จะเป็นฝ่ายติดลูกเสียมากกว่า สุดท้ายแล้วไม่รู้ว่าโดนน้องหนูอ้อนเข้าท่าไหน ไอลดาเลยหันมาบอกพี่ชายกับสามีตัวเองว่าจะค้างที่บ้านเสียอย่างนั้น

           “ดี นาน ๆ ทีกลับมาก็หัดอยู่กับลูกเสียบ้าง ไม่ใช่แค่เอาของเล่นมาให้แล้วก็ไป ระวังเถอะ อีกหน่อยน้องหนูจะคิดว่านวลเป็นแม่แทนเธอ” พอสบโอกาส อริญชย์ก็ไม่ยอมปล่อยให้ผ่านไป อดแขวะน้องสาวตัวเองไม่ได้ ก่อนจะคว้าเอาน้องหนูมานั่งบนตัก

           “พี่ใหญ่ก็ค่อนขอดเล็กจัง เล็กไม่ได้ทิ้งน้องหนูไปไหนเสียหน่อย แต่บางทีมันไม่ว่างจริง ๆ”

           “รู้ว่าไม่ว่าง แต่พอว่างก็กลับมาอยู่กับลูกบ้าง ใช่ไหมคะน้องหนู” ไม่พูดเปล่า อริญชย์ยังก้มลงพยักเพยิดกับเจ้าตัวเล็กที่นั่งลูบคางเขาเล่นอยู่อย่างเพลิดเพลิน

           “ขาลุงใหญ่...” น้องหนูที่ไม่ทันฟังผู้ใหญ่คุยกันเงยหน้าขึ้นมาถามอย่างงง ๆ

           “ลุงใหญ่บอกว่า น้องหนูก็คิดถึงแม่เล็กเหมือนกันใช่ไหมคะ”

           “น้องหนูคิดถึงแม่เล็กมากเลยค่ะ คืนนี้แม่เล็กนอนกอดน้องหนูแน่น ๆ นะคะ”

          ไอลดายิ้มออกมาบาง ๆ มือลูบหัวน้องหนูเบา ๆ ด้วยความรัก ถึงเธออาจจะไม่ใช่แม่ที่ดีนัก แต่เธอก็รักน้องหนูมากเหลือเกิน แม้ว่าน้องหนูจะเกิดมาตอนที่เธอยังไม่พร้อมจะเป็นแม่คน เธอก็ยังเลือกที่จะเก็บน้องหนูเอาไว้

          น้องหนู...เลือดเนื้อเชื้อไขของเธอ

           “ได้สิคะ เดี๋ยวคืนนี้ทั้งแม่เล็กทั้งพ่อพีทจะกอดน้องหนูแน่น ๆ เลยลูก”


.

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-04-2020 20:45:50 โดย Renze »

ออฟไลน์ Renze

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 320
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +422/-25

          ปกตินวลซึ่งเป็นพี่เลี้ยงจะเป็นคนดูแลน้องหนู แต่พอไอลดากลับมา หน้าที่ดูแลน้องหนูเลยตกเป็นของไอลดาไปโดยปริยาย หญิงสาวหอบกระเตงน้องหนูเข้าเอว ร้องฮัมเพลงกันสองคนอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเดินหายเข้าห้องนอนของน้องหนูไป

          พอเห็นว่าทั้งแม่ทั้งลูกพากันเดินเข้าห้องไปแล้ว พิชญ์เองก็เดินเลี่ยงไปจัดการกับตัวเองบ้าง ชายหนุ่มเปิดประตูเข้าไปในห้องตัวเอง ค่อย ๆ ปลดกระดุมเสื้อออก เงาในกระจกสะท้อนให้เห็นร่องรอยที่มีอยู่ประปรายทั่วตัว พิชญ์ได้แต่เบือนหน้าหนีภาพที่เห็นตรงหน้า คว้าผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำไป เขาปล่อยให้สายน้ำไหลผ่านร่างตัวเองช้า ๆ ฟอกสบู่ไปตามร่างกายตัวเอง แต่ไม่ว่าจะลูบผ่านตรงไหน ร่างกายก็เอาแต่จดจำและนึกถึงคนที่ฝากร่องรอยเหล่านี้เอาไว้

          ...จะคิดอะไรมากมาย เขาก็เป็นแค่ที่ระบายความใคร่ของอริญชย์ก็เท่านั้น...

          พิชญ์เอื้อมมือไปปิดฝักบัว กำลังจะคว้าเอาผ้าเช็ดตัวมานุ่ง แต่กลับเปลี่ยนใจ เอื้อมมือไปหยิบเสื้อคลุมมาสวมแทน อย่างน้อยเขาก็ไม่อยากเห็นร่องรอยอะไรบนร่างกายตัวเองมากนัก สวมเสื้อคลุมปิดไปซะ จะได้ไม่ต้องเห็นร่องรอยเหล่านั้นให้เจ็บใจตัวเอง

          พิชญ์เปิดประตูห้องน้ำออกมาพลางเอาผ้าขนหนูซับผมให้แห้งหมาด ๆ ก่อนจะต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นแขกไม่ได้รับเชิญนั่งอยู่ที่ปลายเตียง

           “คุณใหญ่ เข้ามาทำไม”

           “ฉันจะไปไหนมาไหนในบ้านของตัวเอง จำเป็นต้องมีเหตุผลด้วยหรือไง”

           “แต่นี่มันห้องนอนของผม อย่างน้อยคุณก็ควรจะเคารพสิทธิส่วนบุคคลกันบ้าง”

          อริญชย์เหยียดยิ้มออกช้า ๆ มองอีกฝ่ายเหมือนหมาป่าที่จ้องลูกแกะตัวน้อย ถึงแม้พิชญ์จะเป็นเหมือนลูกแกะในกงเล็บของเขา แต่ก็เป็นลูกแกะที่ช่างพยศเหลือเกิน ขนาดโดนเขาปราบพยศมาเป็นปีก็ยังไม่ยอมจำเสียทีว่าเป็นของเขา ต่อต้านทั้งที่รู้ว่าเขาไม่ยอมปล่อย ดิ้นรนทั้งที่ไปไหนไม่รอด แต่ก็เพราะแบบนี้ไง เขาถึงไม่เคยเบื่อเสียที ไม่ว่าเมื่อไหร่หรือนานแค่ไหนก็ไม่เคยเบื่อ

           “มานี่!”

          พิชญ์เบิกตากว้างกว่าเดิม ที่เขาพูดปาว ๆ ให้อีกฝ่ายเคารพสิทธิ์กันไปเมื่อกี้นี้ อริญชย์ไม่ได้ฟังเลยใช่ไหม หรือถ้าฟังก็คงเข้าหูซ้ายแล้วทะลุออกหูขวา ถึงได้มีหน้ามาสั่งให้เขาเดินเข้าไปหา

           “ไม่ครับ คุณใหญ่”

           “อย่าให้ฉันต้องพูดซ้ำสองได้ไหม เดินมานี่”

          พิชญ์ส่ายหน้าดิกแถมยังขยับเท้าถอยหนี นึกสมเพชตัวเองขึ้นมาตงิด ๆ ต้องเดินถอยหลังหนีอริญชย์เหมือนคนไม่มีทางสู้ ทั้ง ๆ ที่เป็นห้องของเขา และอีกฝ่ายเป็นผู้บุกรุกแท้ ๆ

           “คุณใหญ่ ไหนคุณเคยบอกว่าจะไม่ทำอะไรผมถ้าคุณเล็กอยู่ไง”

           “แล้วยัยเล็กอยู่ในห้องนี้หรือเปล่าล่ะ”

           “แต่คุณเล็กอยู่ในบ้าน...”

          ถ้อยคำประท้วงพลันถูกกลืนหาย เมื่ออริญชย์ก้าวพรวดเดียวเข้ามาประชิดตัว เท้าแขนคร่อมกับกำแพง กักขังพิชญ์เอาไว้ในวงแขนก่อนจะบดเบียดริมฝีปากลงมา พิชญ์ดิ้นขลุกขลัก พยายามผลักไสอีกฝ่ายออก ถึงเขาจะยอมทำตามข้อตกลงของอริญชย์ แต่มันไม่ได้แปลว่าเขาจะยอมทุกเรื่อง

           “เปิดปากออก” อริญชย์กระซิบเสียงดุ เมื่อพิชญ์เอาแต่เม้มริมฝีปากแน่น

          แทนที่จะเชื่อฟังคำสั่ง พิชญ์กลับเม้มปากให้แน่นกว่าเดิม ราวกับจะไม่ยอมให้อากาศผ่านเข้าไป เขาจ้องอริญชย์ตาวาว เป็นตายร้ายดียังไงเขาก็ไม่มีทางยอมเด็ดขาด

           “นายบังคับฉันเองนะ”

          ก่อนที่พิชญ์จะทันรู้ตัว ฝ่ามือแข็งแรงปานคีมเหล็กก็บีบเข้าที่ปลายคางของเขา บังคับให้เขาเผยอปากออกอย่างไม่เต็มใจ แล้วอริญชย์ก็บดจูบลงมาอย่างดุดัน ไม่ปรานีปราศรัย ราวกับเป็นบทลงโทษที่พิชญ์คิดจะแข็งข้อ พิชญ์เจ็บจนน้ำตาซึมออกมา พยายามส่ายหน้าหนี แต่เมื่อถูกอีกฝ่ายรุกไล่หนักเข้า เขาก็ต้องยอมจำนน ปล่อยให้อีกฝ่ายรุกรานเอาจนสาแก่ใจ

          สาบเสื้อคลุมถูกแหวกออก ฝ่ามือร้อนผ่าวลูบไล้ไปตามเนื้อตัวที่เย็นชืดของพิชญ์อย่างจาบจ้วง

          เขาเกลียด เกลียดตัวเองที่รู้สึกไปกับสัมผัสของอริญชย์ ร่างกายพลันตอบรับราวกับคุ้นเคยกันมานาน

           “แค่นี้ก็มีอารมณ์แล้ว ของมันเคย ๆ กันนี่นะ” อริญชย์เอ่ยเสียงเยาะก่อนจะกวาดสายตาไปทั่วร่างขาว

          พิชญ์ได้แต่หน้าชากับคำดูถูกของอริญชย์ แต่จะให้ปฏิเสธก็ใช่ที่ ในเมื่อเขามีอารมณ์จริง ๆ เขาเป็นผู้ชายธรรมดา ไม่ใช่พระอิฐพระปูน ถูกปลุกเร้าแบบนี้ก็ต้องมีอารมณ์อยู่แล้ว แล้วยิ่งเป็นอริญชย์ที่คุ้นเคยกับร่างกายของเขาดี รู้ว่าเขาชอบให้แตะต้องตรงไหน ตรงไหนที่ไวต่อสัมผัส พิชญ์ก็แทบจะแพ้ทั้งที่ยังไม่ทันได้เริ่มต่อสู้

           “อยากให้ฉันหยุดหรือเปล่า”

          แม้จะต้องการมากแค่ไหน แต่ถ้าต้องขอร้องให้อริญชย์ช่วยแล้ว พิชญ์ยอมขาดใจตายเสียยังดีกว่า เขาพยักหน้าช้า ๆ พยายามข่มกลั้นความทรมานของตัวเองเอาไว้ ให้อีกคนได้แต่มองด้วยความขัดใจ แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรต่อ เสียงเคาะประตูก็ดังขัดจังหวะให้ทั้งสองคนต้องชะงัก

          ก๊อก ๆ ๆ

           “พี่พีทอยู่ในห้องหรือเปล่าคะ เล็กขอยืมหนังสือนิทานให้น้องหนูหน่อยค่ะ”

          เสียงไอลดาที่ดังอยู่ข้างนอกทำเอาพิชญ์ถึงกับหน้าถอดสี ผิดกับอริญชย์ที่มีท่าทางเฉยชาราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไร

           “เดี๋ยวผมเอาไปให้ที่ห้องน้องหนูครับ อื๊อ...”

          พิชญ์สาบานเลยว่าสิ่งที่อริญชย์กำลังทำอยู่ มันคือการกลั่นแกล้งเขาชัด ๆ เขากัดริมฝีปาก สะกดกลั้นเสียงร้องของตัวเองเอาไว้ ขณะที่อีกคนขยับมืออยู่ที่ส่วนกลางลำตัวของเขา ทั้งยั่วเย้าและหยอกเอินราวกับจะแกล้งให้เขาต้องหลุดเสียงครางน่าอายออกมาให้ไอลดาได้ยิน

           “พี่พีทเป็นอะไรหรือเปล่าคะ” ไอลดาเอ่ยถามคนเป็นสามีด้วยความเป็นห่วง

           “ปะ...เปล่าครับ อ๊ะ...”

          นี่มันเรื่องบ้าชัด ๆ พิชญ์ได้แต่กัดริมฝีปากแน่น เมื่ออริญชย์แทรกเข่าเข้ามากลางหว่างขาเขา ก่อนจะยื่นหน้ามากระซิบข้างหูเบา ๆ

           “ถ้ายัยเล็กได้ยินเสียงของนายจะเป็นยังไงนะ”

           “ยะ...อย่านะคุณใหญ่”

           “จำเอาไว้ นายไม่มีสิทธิ์หนีฉันไปไหน ถึงจะเป็นยัยเล็กก็ไม่มีสิทธิ์พานายไปจากฉัน” อริญชย์กระซิบเสียงดุดัน ก่อนจะสอดแทรกร่างกายเข้ามาด้วยความรุนแรง โดยไม่มีการเบิกทางใด ๆ ทั้งสิ้น พิชญ์ได้แต่กัดฟันกลั้นเสียงร้องของตัวเองเอาไว้

          ...จะต้องตกอยู่ในสภาพแบบนี้อีกนานแค่ไหน หรือต้องให้ตายจากกัน อริญชย์ถึงจะยอมปล่อยเขาไป...


.


          ไอลดานั่งมองลูกสาวตัวน้อยที่นอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียงด้วยแววตาเอ็นดู ก่อนจะชะงักนิด ๆ เมื่อประตูห้องนอนของน้องหนูถูกเปิดเข้ามา พอเห็นว่าคนที่เข้ามาคือพิชญ์ ไอลดาก็คลี่ยิ้มกว้าง

           “น้องหนูเพิ่งหลับไปเองค่ะ สงสัยทนรอพ่อพีทไม่ไหว”

          พิชญ์ฝืนยิ้มให้ไอลดา ก่อนจะเดินเข้ามานั่งลงตรงอีกข้างของน้องหนู มองลูกสาวตัวน้อยยิ้ม ๆ ค่อย ๆโน้มหน้าลงกดจูบที่หน้าผากเบา ๆ

           “พ่อพีทรักน้องหนูนะคะ” พิชญ์กระซิบเบา ๆ ข้างหูนางฟ้าตัวน้อยของเขา

           “แล้วรักแม่ของน้องหนูบ้างหรือเปล่าคะ” ไอลดาเอ่ยถามโดยที่ยังไม่ได้ละสายตาไปจากใบหน้าของน้องหนู เป็นคำถามที่ทำเอาคนถูกถามชะงักไปนิด ๆ

          คำถามนี้ไอลดาเคยถามเขาแล้วเมื่อตอนแต่งงานกันใหม่ ๆ เป็นคำถามที่พิชญ์รู้คำตอบดีแก่ใจ และครั้งนี้กับครั้งนั้น คำตอบก็ยังคงเหมือนกัน

           “ผมขอโทษนะคุณเล็ก...”

           “ขอโทษเล็กทำไมคะพี่พีท การที่พี่พีทไม่รักเล็ก มันไม่ใช่ความผิดของพี่พีทเสียหน่อย เรื่องของหัวใจมันบังคับกันไม่ได้อยู่แล้ว” ไอลดาเอ่ยก่อนจะเสเบือนสายตาไปทางอื่น ซ่อนความรู้สึกบางอย่างเอาไว้อย่างมิดชิด

          เหตุใดเธอจะไม่รู้ว่าที่พิชญ์ยอมแต่งงานกับเธอก็เพราะคำว่า ‘ความรับผิดชอบ’ เพียงคำเดียว พิชญ์ไม่เคยรักเธอเลยแม้แต่น้อย เขาเห็นเธอเป็นน้องสาวมาตลอด

           “ซักวันคุณเล็กอาจจะได้เจอคนที่ใช่”

           “พี่พีทเคยเสียใจไหมคะที่แต่งงานกับเล็ก”

          พิชญ์ไม่ได้ตอบคำถามในทันทีทันใด เขาเดินอ้อมไปนั่งข้าง ๆ ไอลดา กุมมือหญิงสาวเอาไว้ แม้จะไม่มีใจให้กับเธอ แต่เธอก็คือแม่ของลูกเขา นั่นคือสิ่งที่พิชญ์บอกตัวเองมาตลอด

           “ผมเคยบอกคุณเล็กแล้วว่าผมยินดีจะรับผิดชอบทุกอย่าง”

           “พี่พีทคะ ความรักกับความรับผิดชอบมันคนละอย่างกันนะคะ และเล็กก็อยากได้ความรักมากกว่าความรับผิดชอบด้วย”

           “คุณเล็กเป็นผู้หญิงที่ดี ผม...”

           “ดีแค่ไหน แต่ก็ไม่ใช่คนที่พี่พีทรัก”

          ความเงียบค่อย ๆ โรยตัวเข้าปกคลุมอย่างน่าอึดอัด ไอลดาทำทีเป็นหันกลับไปดึงผ้าห่มคลุมตัวน้องหนูให้ดี ๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุยไปเป็นเรื่องอื่น ไม่ให้พิชญ์ต้องลำบากใจไปมากกว่านี้

           “อยู่ที่นี่สบายดีไหมคะพี่พีท พี่ใหญ่ไม่ได้ทำให้พี่พีทลำบากใจใช่ไหมคะ”

           “ไม่เลยครับ ผมสบายดี” ปกติพิชญ์ไม่ใช่คนชอบพูดปด มีเรื่องนี้เรื่องเดียวที่เขาต้องโกหกออกไป

           “ได้ยินแบบนี้เล็กค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อย คิดว่าพี่พีทอาจจะอึดอัดที่อยู่ที่นี่ แต่ถ้าสบายดีก็ดีแล้วค่ะ คิดเสียว่าที่นี่เป็นบ้านอีกหลังของพี่พีทนะคะ”

          พิชญ์ได้แต่ยิ้ม ไม่พูดอะไร เหตุผลเดียวที่เขาทนอยู่คือ...น้องหนู แค่น้องหนูเท่านั้น สัมผัสเย็นวาบแตะลงที่ฝ่ามือของพิชญ์ เขาก้มลงมองของในมือก่อนจะเงยหน้ามองไอลดาอย่างงุนงง

           “คีย์การ์ดคอนโดของเล็กค่ะ เผื่อพี่พีทกับน้องหนูอยากจะไปค้างที่คอนโดจะได้ไปได้เลย คีย์การ์ดมีแค่สองใบ เล็กกับพี่พีทถือกันคนละใบ และที่สำคัญ...เล็กไม่ได้บอกพี่ใหญ่”

           “ขอบคุณนะครับคุณเล็ก” พิชญ์หย่อนคีย์การ์ดใส่กระเป๋าเสื้อนอนตัวเอง ไม่รู้จะมีโอกาสได้ใช้มันหรือเปล่า แต่เก็บเอาไว้คงไม่เสียหายอะไร

           “นอนกันเถอะค่ะพี่พีท เล็กง่วงจะแย่แล้ว”

           “ฝันดีนะครับคุณเล็ก” พิชญ์เอ่ยก่อนลุกขึ้น กำลังจะเดินอ้อมกลับไปฝั่งเดิม ไอลดาก็รั้งข้อมือเขาเอาไว้เสียก่อน

           “จูบราตรีสวัสดิ์เล็กหน่อยได้ไหมคะ”

          พิชญ์ค่อย ๆ โน้มหน้าลงไปใกล้หญิงสาว แตะริมฝีปากเบา ๆ ลงบนหน้าผากของไอลดาแล้วผละออกมาช้า ๆ คนถูกจูบได้แต่ยู่หน้าอย่างขัดใจ

           “พี่พีทจูบเหมือนเล็กเป็นน้องหนูเลย”

           “ราตรีสวัสดิ์นะครับคุณเล็ก”

          พิชญ์เดินอ้อมกลับมาทิ้งตัวลงนอนอีกฝั่งของเตียง มีน้องหนูอยู่ตรงกลางระหว่างเขากับไอลดา เขากอดน้องหนูเอาไว้อย่างหวงแหน ก่อนจะค่อย ๆ ผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย ผิดกับอีกคนที่ยังคงนอนลืมตาอยู่ในความมืด


.


          “จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่ครับคุณใหญ่”

          ตุลย์เอ่ยถามแทรกความเงียบขึ้นมา ขณะยืนมองผู้เป็นนายที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ตรงระเบียง อริญชย์พ่นควันบางเบาลอยไปในอากาศก่อนตวัดสายตามองตุลย์

           “ยุ่งน่า! มันเรื่องของฉัน”

           “ผมรู้ครับว่ามันเป็นเรื่องของคุณใหญ่ ผมก็แค่เป็นห่วง”

           “เขานอนห้องไหน” อริญชย์ไพล่ถามไปอีกเรื่อง

           “นอนห้องคุณหนูครับ คุณเล็กก็นอนห้องเดียวกัน”

          มือที่วางอยู่ข้างลำตัวพลันเกร็งแน่น และมันก็ไม่ได้เล็ดลอดจากสายตาของตุลย์เลยแม้แต่น้อย เขาได้แต่ยืนดูอริญชย์อัดควันบุหรี่เข้าปอดมวนแล้วมวนเล่าอย่างเป็นห่วง

           “หมดมวนนี้แล้วพอนะครับคุณใหญ่”

           “ใครเป็นเจ้านายกันแน่”

           “ผมก็แค่เป็นห่วง อยากให้คุณใหญ่อยู่จนคุณหนูโตเป็นสาว”

          อริญชย์ตวัดสายตามองตุลย์อย่างไม่พอใจ เล่นพูดออกมาเหมือนกับจะแช่งเขายังไงยังงั้น สุดท้ายเขาก็ขยี้บุหรี่ในมือลงกับจานรอง ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าตึก

           “จะไปไหนครับคุณใหญ่”

           “ไปนอน มีปัญหาอะไรไหม”

          ตุลย์ส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธ ยืนมองจนเจ้านายเดินกลับไปตามทางเดินแล้ว เขาถึงได้เดินแยกกลับไปยังห้องพักของตัวเอง ตุลย์ทำงานกับอริญชย์มานาน จนเขากล้าพูดเลยว่าเขารู้จักอริญชย์ดีกว่าใคร อริญชย์คิดอะไรอยู่ในใจทำไมเขาจะไม่รู้ แม้เรื่องบางเรื่องเขาจะไม่เห็นด้วย แต่พูดออกไปอีกฝ่ายก็ไม่ฟังอยู่ดี

          ...บางครั้ง เรื่องมันยากก็เพราะคนเรานี่แหล่ะที่ทำให้มันยาก...



TO BE CONTINUE



ขอบคุณทุกคอมเม้นท์นะคะ
เรื่องนี้ต้องคอยเอาใจช่วยพ่อพีท ว่าจะหนีรอดจากคุณใหญ่ยังไง ^^


ออฟไลน์ bigbeeboom

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 385
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
Welcome back จ้า สนุกมากๆ ชอบพี่ใหญ่ คุณพีท รอตอนหน้าน้า

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1910
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0
 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ Dee^daY

  • ไม่เคย ทำให้ใครเดือดร้อน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4011
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +329/-6
เมื่อความรัก บังทุกสิ่งอย่าง

ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 822
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +79/-0
ที่แท้พิชญ์ไม่ได้รักคุณเล็กเลยนี่นา คุณเล็กรักอยู่ฝ่ายเดียว
แล้วที่ท้องนี่ท้องกับพิชญ์จริงๆ เหรอ หรือกับคนอื่นแต่มาให้พิชญ์รับผิดชอบ โดยมีพี่ใหญ่มาบังคับอีกที แต่คุณเล็กก็ดีอย่างหนึ่งที่ว่าพอแต่งงานแล้วก็ไม่บังคับให้พิชญ์รักตัวเอง แค่ผูกมัดด้วยคำว่ารับผิดชอบ  แต่อีพี่ใหญ่นี่สิ บังคับใจพิชญ์จังเลย เมื่อไหร่จะคุยดีๆ กับน้องเขยบ้างละคุณพี่!!

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1973
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
เวลคั่มแบคค่า

ออฟไลน์ lolli_candy99

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 61
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
รออ่านต่อค่า

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: --- รักซ้อนซ่อนรัก | ตอนที่ 3 --- [19/04/63]
« ตอบ #19 เมื่อ: 22-04-2020 02:34:01 »





ออฟไลน์ Renze

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 320
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +422/-25
สี่
เพื่อนเก่า


          เจ้าของตำแหน่งรองประธานบริษัทเคเค คอนสตรัคชั่นค่อย ๆ ถอนสายตาออกมาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ พิชญ์ปิดเปลือกตาลงเพื่อเป็นการพักสายตา ยกมือคลึงขมับของตัวเองหวังจะคลายความอ่อนล้า

          ไอลดาย้ายออกจากคฤหาสน์ของตระกูลเกียรติกาญจนาเมื่อวันอาทิตย์ จนถึงตอนนี้ก็ผ่านมาหลายวันแล้ว วันที่ย้ายออก อริญชย์พาพิชญ์และน้องหนูไปคอนโดไอลดา เพื่อช่วยกันขนย้ายข้าวของ ตอนแรกที่น้องหนูรู้ว่าคุณแม่จะมาอยู่คอนโด เด็กหญิงก็งอแงจะลากไอลดากลับบ้านท่าเดียว เดือดร้อนอริญชย์กับพิชญ์ต้องช่วยกันปลอบอยู่นานกว่าน้องหนูจะยอมสงบลง หลังจากเข้าใจว่าถึงแม้ไอลดาจะย้ายออกมาอยู่ที่คอนโด แต่คุณแม่ก็ยังกลับไปหาน้องหนูที่บ้าน หรือน้องหนูเองก็สามารถมาหาคุณแม่ที่คอนโดได้เหมือนกัน

          คืนนั้น อริญชย์ปล่อยให้พิชญ์นอนกับน้องหนูสองคน หลังจากน้องหนูเอาแต่เกาะติดพิชญ์แจ พร่ำบอกผู้เป็นพ่อว่า...

           ‘พ่อพีทอย่าทิ้งน้องหนูนะคะ’

          พิชญ์สัญญากับตัวเอง ถึงแม้ตัวเขาจะต้องอึดอัดหรือเจ็บปวดกับสถานะความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่ แต่เขาก็จะต้องอดทนเพื่อน้องหนู ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ ขยับตัวบิดขี้เกียจเพื่อขับไล่ความเมื่อยขบ หลังจากนั่งง่วนอยู่กับงานมาตั้งแต่เช้า

          ช่วงนี้เป็นช่วงที่วงการธุรกิจก่อสร้างกลับมาคึกคักอีกครั้ง แม้แต่ทางเคเค คอนสตรัคชั่นเองก็มีงานยุ่งตลอด จนอริญชย์ไม่ค่อยมีเวลามาวอแวกับพิชญ์มากนัก อย่างดีก็คุยกันเรื่องงาน ซึ่งสำหรับพิชญ์แล้ว ถ้าตัดเรื่องส่วนตัวออก เขายอมรับเลยว่าอริญชย์เป็นผู้บริหารที่เก่งและน่าเคารพนับถือคนหนึ่ง แต่ก็เฉพาะเรื่องการทำงานเท่านั้น

          เสียงท้องร้องดังแทรกความเงียบขึ้นมาเบา ๆ พิชญ์หัวเราะขำตัวเองนิด ๆ ก่อนจะก้มลงดูนาฬิกาข้อมือ พอเห็นว่าอีกยี่สิบนาทีจะเที่ยงตรงเลยถือโอกาสเกงาน ตัดสินใจเปิดประตูออกมาจากห้องทำงานของตัวเอง

          เมื่อเช้าเขาได้ยินอริญชย์คุยกับตุลย์ว่ามีนัดกับลูกค้าข้างนอกตอนสิบโมง จึงไม่แปลกที่โทรศัพท์ของเขาจะเงียบตลอดวัน และบรรยากาศของห้องทำงานอีกห้องบนชั้นบนสุดก็เงียบสนิทเช่นกัน

          พิชญ์ลงลิฟต์มาจนถึงชั้นล่างของบริษัท เนื่องจากยังไม่ถึงเวลาพักกลางวัน ชั้นล่างจึงมีแค่เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์กับยาม เขายิ้มให้ประชาสัมพันธ์สาวขณะเดินผ่านหน้าเธอ กำลังจะเดินออกจากบริษัทอยู่แล้วเชียว ถ้าไม่มีคนมาดักหน้าเขาเอาไว้เสียก่อน

           “จะไปไหนครับคุณพีท”

          กริชโผล่ออกมาจากมุมหนึ่ง ก้าวเข้ามาขวางหน้าพิชญ์เอาไว้ พิชญ์ทำหน้าเบื่อ ๆ รู้ดีว่าเป็นคำสั่งของอริญชย์อีกตามเคย บอกแล้วว่าอริญชย์มักจะปฏิบัติกับเขาราวกับนักโทษ คนอื่นอาจจะมองว่าเขาเปรียบเสมือนมือขวาของอริญชย์ แต่พิชญ์มองว่าตัวเองคือนักโทษดี ๆ นี่เอง

           “ไปกินข้าวกลางวัน” พิชญ์ตอบเสียงเรียบ ๆ ถึงจะรู้ว่ากริชทำไปตามหน้าที่ แต่บางทีก็อดโมโหหรือรำคาญไม่ได้

           “ให้ผมไปด้วย...”

          แค่กริชเริ่มต้นประโยค พิชญ์ก็เดาประโยคเต็ม ๆ ที่อีกฝ่ายตั้งใจจะเอ่ยได้ทันที เขารีบชิงโบกมือห้ามก่อนจะเอ่ยตัดบท

           “ไม่เป็นไร ผมไปแค่ใกล้ ๆ นี้ เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว” พอเห็นคนฟังยังทำท่าอึกอัก พิชญ์เลยต้องเอ่ยย้ำ “ถ้าคุณใหญ่ถามก็บอกว่าหาผมไม่เจอ หรือไม่ก็บอกว่าผมสั่งไม่ให้บอก แล้วให้เขามาเอาเรื่องกับผมเอง ตกลงนะ”

          พอเห็นท่าทางเอาจริงเอาจังของผู้เป็นนายที่มีอำนาจรองจากอริญชย์ กริชก็ต้องพยักหน้ารับด้วยความจำนน พิชญ์กระตุกยิ้มมุมปากแวบหนึ่ง แล้วรีบเดินออกจากบริษัทก่อนที่กริชจะเปลี่ยนใจตามเขามา

          พิชญ์เดินออกมาจนถึงด้านหน้าตึก ยืนตัดสินใจอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจเลี้ยวไปทางซ้าย ปกติแล้วพนักงานมักจะกินข้าวกลางวันที่ศูนย์อาหารทางขวา แต่ทางซ้ายมีก็มีร้านอาหารเล็ก ๆ อยู่สองสามร้าน วันนี้พิชญ์ไม่ต้องรีบเข้างานเท่าไหร่ เขาเลยตัดสินใจเลือกฝากท้องที่ร้านอาหารกึ่งคาเฟ่ทางซ้ายแทน

          พิชญ์เดินมาเรื่อย ๆ อีกนิดเดียวก็จะถึงร้านอาหารที่หมายตาอยู่แล้ว แต่สายตาบังเอิญเหลือบไปเห็นกลุ่มผู้ชายสามคนยืนอยู่ข้างทาง และเขาคงจะเดินผ่านเลยไป ถ้าไม่ได้ยินอะไรที่สะดุดหูเข้าเสียก่อน

           “เฮ้ย! เอาไงวะ จะขอโทษดี ๆ หรือต้องให้ต่อยปากก่อน”

          โดยปกติแล้ว พิชญ์ไม่ใช่คนชอบมีเรื่อง เขายอมรับว่าเขาไม่ใช่คนรักสงบ แต่ทุกวันนี้ชีวิตเขาก็มีเรื่องวุ่นวายมากพออยู่แล้ว เลยไม่อยากหาเหาใส่หัวเพิ่มอีก แต่ประโยคทะแม่ง ๆ ที่ผ่านเข้าหูมาเมื่อกี้ บวกกับภาพผู้ชายตัวโตสองคนที่ยืนรุมผู้ชายอีกคนอยู่ แถมเรื่องยังเกิดห่างจากบริษัทเขาไม่ถึงห้าร้อยเมตร จะให้พิชญ์ปล่อยผ่านไปเลยก็ใช่ที่ ยิ่งเห็นจากหางตาว่าผู้ชายที่ถูกล้อมโดนตุ๊ยท้องจนลงไปนั่งจุกอยู่ที่พื้น โดยที่คนอื่นพากันเดินผ่านเลยไปอย่างไม่สนใจ เพราะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องของตัวเอง พิชญ์เลยอดไม่ได้ ต้องก้าวเข้าไปยืนขวางเอาไว้ อย่างน้อยถ้าเกิดเห็นท่าไม่ดี เขาจะได้ตะโกนเรียกยามหน้าบริษัทให้วิ่งมาจัดการ

           “จะทำอะไรน่ะ”

           “ไอ้หมอนี่มันเดินชนแล้วไม่ขอโทษน่ะสิ นี่แค่สั่งสอนนิด ๆ หน่อย ๆ”

           “ถึงกับต้องต่อยกันแบบนี้เลยเนี่ยนะ ไม่มากไปหน่อยเหรอ”

          คู่กรณีทำท่าจะพุ่งเข้ามาหาพิชญ์ที่ยืนขวางทางอยู่อย่างเอาเรื่อง แต่คงเป็นโชคดีของพิชญ์ที่บังเอิญมีพนักงานที่บริษัทเดินผ่านมาทางเดียวกัน แล้วตะโกนทักขึ้นเสียก่อน

           “มีอะไรหรือเปล่าครับท่านรอง”

          คู่กรณีสองคนพอเห็นว่ามีคนมาเพิ่มก็หันมามองหน้ากันเลิ่กลั่กว่าจะเอายังไง ก่อนที่หนึ่งในสองจะพยักหน้าให้เดินหนีไป พิชญ์เองก็คร้านจะเอาเรื่องให้ยืดยาว เลยได้แต่ปล่อยสองคนนั้นไป แล้วหันไปส่ายหน้าบอกพนักงานคนที่ถามเป็นเชิงว่าไม่เป็นไร ส่วนตัวเขาก้มลงถามคนที่นอนจุกอยู่ที่พื้นด้วยความเป็นห่วง

           “เป็นอะไรหรือเปล่าคุณ ต้องไปโรงพยาบาลไหม”

           “ไม่เป็นไรครับ แค่จุกนิดหน่อย เดี๋ยวก็หาย ขอบคุณมากนะครับ” คนถูกต่อยส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธ ขยับตัวจะลุกขึ้นยืน แต่ยังลำบากอยู่หน่อย ๆ พิชญ์เลยยื่นมือไปประคองอย่างหวังดี พอเห็นหน้าอีกฝ่ายชัดถนัดตา เขากลับต้องเป็นฝ่ายอุทานออกมาเสียงดัง

           “เฮ้ย! ดิน ดินใช่ไหม”

          คนถูกพยุงหันขวับมามองคนเรียกก่อนจะอุทานออกมาเสียงดังไม่ต่างกัน

           “อะ...อ้าว พีทเองเหรอ”

          พิชญ์อดดีใจไม่ได้ เมื่อคนที่เขาช่วยเอาไว้อย่างไม่ตั้งใจคือเพื่อนสมัยมัธยม ที่พอเข้ามหาวิทยาลัยก็แยกย้ายกันไปไม่ได้เจอกันอีกเลย

           “แล้วนี่ไปยังไงมายังไง ทำไมถึงมาอยู่แถวนี้ได้ ไม่เจอกันนานเลย”

           “พอดีมีเรื่องนิดหน่อยน่ะ นายสบายดีหรือเปล่า”

           “แบบนี้ต้องคุยกันยาวแล้วมั้ง ไป ๆ ไปนั่งกินข้าวด้วยกันเลยดีกว่า เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง จะได้เล่าว่าช่วงที่แยกกันไปเป็นยังไงบ้าง”

          ปฐพีพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วยก่อนจะเดินตามพิชญ์ไปยังร้านอาหารที่อีกฝ่ายบอก อย่างน้อยก็ถือว่ายังเป็นวันดี ๆ สำหรับเขาอยู่ล่ะนะ เกือบโดนกระทืบด้วยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่กลับได้มาเจอเพื่อนเก่าด้วยความบังเอิญ คงต้องบอกว่าในความโชคร้ายของเขายังมีความโชคดีอยู่

          พิชญ์เป็นฝ่ายผลักประตูร้านอาหารเล็ก ๆ เข้ามาก่อน เขากวาดตามองไปรอบ ๆ ร้านเพื่อหาที่นั่ง ราคาอาหารที่ร้านถือว่าสูงกว่าศูนย์อาหารเล็กน้อย พนักงานส่วนใหญ่เลยเลือกที่จะฝากท้องที่ศูนย์อาหารมากกว่า แต่เวลาที่เขาต้องการความเป็นส่วนตัวหรืออยากจะนั่งนาน ๆ พิชญ์ก็มักจะมาที่นี่แทน

          พิชญ์เดินนำปฐพีเข้ามาที่โต๊ะมุมในสุด พอพนักงานเดินมาวางรายการอาหารพร้อมกับยืนรอรับออเดอร์ พิชญ์ก็เอ่ยแนะนำอาหารขึ้นชื่อให้กับเพื่อน ก่อนจะตกลงสั่งอาหารจานเดียวกันคนละจาน พร้อมกับของกินเล่นหนึ่งอย่าง

           “เป็นยังไงบ้าง ไม่เจอกันนานเลย” พิชญ์เป็นฝ่ายเริ่มต้นบทสนทนาก่อน เขาค่อย ๆ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างผ่อนคลาย

           “ก็เรื่อย ๆ ตอนนี้ก็เป็นพนักงานออฟฟิศธรรมดา นายล่ะ ได้ข่าวว่าเป็นถึงผู้บริหารแล้วนี่ น่าอิจฉาหว่ะ” ปฐพีเอ่ยพลางมองเพื่อนรักยิ้ม ๆ

          พิชญ์ฝืนยิ้มออกมาน้อย ๆ ไม่ว่าใครต่อใครที่รู้เรื่องเขาก็ล้วนแต่พากันประหลาดใจระคนอิจฉา อายุเพียงแค่นี้กลับได้ก้าวเข้ามาเป็นผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ เพียงเพราะแต่งงานกับน้องสาวเจ้าของบริษัทและมีศักดิ์เป็นน้องเขย โชคดียิ่งกว่าหนูตกถังข้าวสารทองคำเสียอีก

           “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกน่า”

           “ใครจะไปคิดว่าคนที่เก่งที่สุดของรุ่นเราจะแต่งงานมีลูกมีเมียเป็นคนแรก ไวไฟเหมือนกันนี่หว่า สมัยเรียนยังเงียบ ๆ ติ๋ม ๆ อยู่เลย”

          พิชญ์ได้แต่ยิ้มรับเฉย ๆ ครอบครัวเขาเหลือแค่เขากับแม่สองคน สมัยมัธยมชีวิตของพิชญ์จึงมีแต่การมุ่งมั่นสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ติด รีบเรียนให้จบจะได้ช่วยแบ่งเบาภาระของแม่ ถึงแม้ว่าตอนที่พ่อเสียชีวิตไปจะทิ้งทรัพย์สินให้พวกเขาคนสองแม่ลูกไว้บ้าง แต่มันก็แค่พอให้แม่ส่งพิชญ์เรียนจบได้โดยไม่ลำบากมากนัก ไม่ได้มากพอจะทำให้พิชญ์ได้มีโอกาสใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อแบบเพื่อนรุ่นเดียวกัน

          พอเข้ามาเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ พิชญ์ก็ห่างเหินจากเพื่อนที่โรงเรียนไป เพราะสอบติดกันคนละมหาวิทยาลัย ยิ่งหลังเกิดเรื่องราวระหว่างเขากับไอลดา พิชญ์ยิ่งค่อย ๆ ปลีกตัวออกห่างจากเพื่อน ๆ ที่มหาวิทยาลัย จนในชีวิตของเขาตอนนี้ พิชญ์พูดได้เลยว่า เขามีแค่คนในครอบครัวเกียรติกาญจนา แม่ที่ต่างจังหวัด และน้องหนู ไม่ได้สังสรรค์อะไรกับใครมากมาย การได้มาเจอกับเพื่อนเก่าสมัยเรียนในวันนี้จึงทำเอาพิชญ์ดีใจไม่น้อย

           “ถามแต่เรื่องฉัน เล่าเรื่องตัวเองให้ฟังบ้างสิดิน”

           “เรื่องฉันไม่มีอะไรน่าสนใจหรอก ก็เรียน ๆ เล่น ๆ ไปเรื่อย พอจบก็ออกมาทำงานบริษัท”

           “แล้วตอนนี้ทำอะไรอยู่ที่ไหนล่ะ”

           “ทำพวกงานธุรการทั่วไป อยู่ที่...”

          ปฐพียังเอ่ยไม่ทันจบประโยคดี พิชญ์ก็รีบโบกมือห้ามเสียก่อน เขาหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมาดู เห็นชื่อคนที่โทรมาแล้วก็ถอนหายใจเบา ๆ ลังเลอยู่ไม่ถึงหนึ่งนาทีว่าจะรับดีหรือไม่ ก่อนจะตัดสินใจกดรับ เพราะไม่อยากให้ใครต้องมาเดือดร้อนเพราะเขา

           “ครับ...”

           “อยู่ที่ไหน”

          ไม่มีคำทักทาย มีแต่คำถามที่ต้องการคำตอบราวกับเขาเป็นนักโทษ

           “ผมกินข้าวกลางวันอยู่ข้างบริษัท คุณใหญ่มีธุระอะไรหรือเปล่า”

           “ไม่มีอะไร ฉันแค่โทรมาเช็กดูเฉย ๆ กินเสร็จแล้วก็รีบกลับมา”

          พิชญ์มองหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่ดับไปแล้ว ก่อนจะยัดกลับเข้ากระเป๋ากางเกงตามเดิม เห็นปฐพีมองมาด้วยความสงสัยเลยตอบเสียงเรียบ ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

           “ไม่มีอะไรหรอก เจ้านายฉันเอง”

           “คนที่เป็นพี่เมียนายน่ะเหรอ แล้วต้องรีบกลับหรือเปล่า เดี๋ยวรีบกินแล้วรีบกลับก็ได้”

           “ไม่เป็นไร บริษัทฉันอยู่ข้าง ๆ นี่เอง เดินแค่ห้านาทีก็ถึง นาน ๆ เจอกันที นั่งคุยกันก่อนสิ ฉันยังอยากกินอย่างอื่นต่อเลย” ไม่พูดเปล่า พิชญ์ยังกวักมือเรียกพนักงานมาจดรายการอาหารเพิ่ม ทั้งที่อาหารตรงหน้ายังไม่พร่องไปแม้แต่น้อย

          นาน ๆ ทีที่มีโอกาส พิชญ์ก็อยากทำอะไรตามใจตัวเองบ้าง ถึงมันจะเป็นการขัดใจคนบางคนก็ตามที



.



ออฟไลน์ Renze

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 320
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +422/-25
          อริญชย์ก้มลงมองหน้าจอโทรศัพท์ที่มืดสนิทก่อนจะโยนทิ้งลงข้างตัว พอขยับตัวนั่งเอนหลังพิงเบาะดี ๆก็สบเข้ากับสายตาของตุลย์ที่กำลังมองมาที่เขาผ่านกระจกมองหลัง

           “มองอะไร มีหน้าที่ขับรถก็ขับไปสิ”

          ถ้ายอมแพ้ต่ออารมณ์ร้าย ๆ ของอริญชย์ง่าย ๆ ก็คงไม่ใช่ตุลย์ที่ทำงานด้วยกันมานานจนรู้ใจ คนสนิทของอริญชย์เบนสายตากลับมามองทาง แต่ปากก็ขยับเอ่ยถามผู้เป็นนาย

           “ทำไมไม่บอกคุณพีทไปล่ะครับ”

           “ยุ่งไม่เข้าเรื่อง”

           “ที่ยุ่งก็เพราะอยากให้มันได้เรื่องครับ คุณใหญ่จะเล่นบทจำเลยรัก ผู้ชายหัวใจทมิฬ ซาตานจอมบงการไปอีกนานแค่ไหน”

           “ฉันจำได้ว่ายังไม่ได้ขอความคิดเห็นจากนายนะ”

          ตุลย์ได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอา ตอนคุยงานกับลูกค้าเสร็จ ลูกค้าเอ่ยปากจะขอเลี้ยงข้าวกลางวัน อริญชย์ก็เอาแต่ปฏิเสธท่าเดียว อ้างว่ามีงานด่วนต้องรีบกลับมาเคลียร์ที่บริษัท ขับรถออกจากบริษัทของลูกค้าได้ไม่ทันไร ตุลย์ก็ต้องเบรกตัวโก่ง เมื่ออริญชย์สั่งให้เขาจอดรถก่อนจะสั่งเสียงเรียบ ๆ ว่า

           “แถวนี้มีร้านหมูสะเต๊ะที่พีทชอบกิน นายลงไปซื้อขึ้นมา แล้วก็ซื้อบะหมี่เกี๊ยวมาด้วย ส่วนขนมปังร้านข้าง ๆ น้องหนูชอบ ซื้อมาเยอะ ๆ เลย”

          ตุลย์ได้แต่จอดรถตรงริมถนน รับเงินจากอริญชย์มาก่อนจะปฏิบัติตามคำสั่ง ร้านหมูสะเต๊ะที่พิชญ์ชอบกินมีคิวรอพอสมควร ตุลย์เลยสั่งเอาไว้ก่อนจะเดินไปซื้ออย่างอื่น แวะซื้อบะหมี่เกี๊ยวเป็นมื้อกลางวันให้อริญชย์กับพิชญ์คนละห่อ เสร็จแล้วก็เดินเข้าร้านเบเกอรี่ที่มีลูกค้าแน่นร้าน ถึงอริญชย์จะบอกว่าน้องหนูชอบ แต่ตุลย์ก็เลือกซื้อเผื่อคนอื่นที่อริญชย์ไม่ได้กล่าวถึงด้วย บอกแล้วว่าเขารู้ใจเจ้านายดีที่สุด พอขึ้นรถมาตุลย์ก็เอ่ยเตือนผู้เป็นนายที่นั่งกอดอกอยู่หลังรถว่า

           “คุณใหญ่โทรบอกคุณพีทหน่อยไหมครับ เดี๋ยวคุณพีทไปกินข้าวกลางวันก่อน แล้วของพวกนี้จะเป็นหมันเอา”

          ถ้าคนอย่างอริญชย์ทำตามที่ตุลย์พูด คนนั้นก็คงไม่ใช่อริญชย์ตัวจริง นักธุรกิจหนุ่มเพียงแค่ปรายตามองเล็กน้อย ก่อนจะเบือนสายตาออกนอกรถ ตุลย์ย้ำอยู่อีกสองรอบ อริญชย์ก็ยังเพิกเฉย ไม่สนใจไยดีอะไร จนกระทั่งเที่ยงครึ่งแล้วพวกเขายังผจญกับรถติดอยู่บนท้องถนน กลับไปไม่ถึงบริษัทเสียที อริญชย์ถึงได้ยอมหยิบโทรศัพท์มากดโทรหาพิชญ์ พอได้ยินบทสนทนาจากผู้เป็นนายก็เล่นเอาตุลย์แทบอยากจะเอาหัวโขกพวงมาลัยรถแรง ๆ

           “อยู่ที่ไหน...”

           ‘ไม่มีอะไร ฉันแค่โทรมาเช็กดูเฉย ๆ กินเสร็จแล้วก็รีบกลับมา”

          เห็นไหม มันผิดจากที่ตุลย์คิดเสียที่ไหน พิชญ์คงออกไปกินข้าวกลางวันแล้วแน่ ๆ เขาได้แต่ปรายตามองถุงกับข้าวตรงเบาะนั่งข้างตัวอย่างละเหี่ยใจ แล้วแทนที่อริญชย์จะบอกพิชญ์ไปว่าซื้อกับข้าวมาแล้วก็ไม่ยอมพูด ไม่รู้ว่าจะอมพะนำให้ได้อะไรขึ้นมา เรื่องดี ๆ ล่ะทำไม่เป็น ที่เรื่องแย่ ๆ ที่ทำให้พิชญ์เกลียดล่ะเก่งเป็นที่หนึ่ง ตุลย์ล่ะเชื่อเขาเลย

           “คุณใหญ่ ผมมีอะไรจะบอกครับ...”

           “ว่า...”

           “ผมลืมสั่งให้แม่ค้าแยกน้ำก๋วยเตี๋ยว”

           “งั้นนายก็เอาไปแบ่งกันกินกับกริช แล้วหยุดพูดเสียที”

          ตุลย์เหลือบตามองบะหมี่เกี๊ยวเจ้ากรรมแล้วก็ได้แต่ปลง อริญชย์คงลืมไปว่าเขาไม่ได้ชอบกินบะหมี่ คนที่ชอบกินบะหมี่น่ะพิชญ์ต่างหาก ตุลย์เกลียดบะหมี่จะตายไป

           “คุณใหญ่...”

           “ฉันสั่งให้นายหยุดพูดไม่ใช่หรือไง” อริญชย์เอ่ยเสียงห้วนจัด

           “..........”

           “เรียกชื่อฉันแล้วทำไมไม่พูด”

           “คุณใหญ่สั่งให้ผมหยุดพูด”

          ถ้าไม่ใช่ลูกน้องคนสนิทที่ทำงานด้วยกันมานานจนรู้ใจ รวมไปถึงรู้ไส้รู้พุงเขาดี อริญชย์สาบานได้เลยว่าเขาคงไล่ตุลย์ออกไปหลายรอบแล้ว ตุลย์ไม่ใช่แค่ลูกน้องคนสนิท ยังเป็นเหมือนเพื่อนสนิทอีกคนของเขา หลายครั้งอริญชย์เลยต้องยอมทนกับความกวนประสาทของตุลย์ แต่ก็มีอีกหลายครั้งเช่นกันที่ตุลย์มักจะมีไอเดียและคำปรึกษาดี ๆ จนเขาต้องยอมฟังความเห็นตุลย์อยู่เสมอ

           “ตกลงจะไม่พูดใช่ไหม” อริญชย์เอ่ยถามเสียงนิ่ง เหมือนกับจะบอกให้รู้ว่า ถึงจะเป็นลูกน้องคนสนิท แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่กล้าจัดการกับตุลย์

           “เสี่ยเล้งกลับมาแล้วนะครับ”

          ทันทีที่ถ้อยคำของตุลย์แล่นเข้าหู ดวงตาดำจัดก็ลุกวาบขึ้นมาทันที แต่อริญชย์ยังคงรักษาท่าทีภายนอกเอาไว้ ชื่อที่ถูกเอ่ยออกมา ทำไมเขาจะจำไม่ได้ ยิ่งกว่าจำฝั่งใจเลยล่ะ ชื่อของเพื่อนเก่าที่ขาดการติดต่อไปนาน ไม่สิ ต้องบอกว่าเป็นอดีตเพื่อนเก่าต่างหาก ริมฝีปากหยักเหยียดออกเป็นรอยยิ้มร้าย

           “ก็ให้มันกลับมา...”

           “แล้วคนอื่น ๆ ล่ะครับ”

           “จัดคนคอยตามดูแลยัยเล็ก แต่ฉันว่ามันคงไม่ไปวุ่นวายกับยัยเล็กอยู่แล้ว แล้วก็เพิ่มคนคอยคุ้มกันน้องหนูที่โรงเรียนด้วย ต้องมีคนอยู่กับน้องหนูตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ห้ามให้หลานสาวฉันเป็นอะไรไปเด็ดขาด” อริญชย์สั่งการเสียงเฉียบ

           “แล้วคุณพีทล่ะครับ...”

           “เดี๋ยวฉันจัดการเอง"



TO BE CONTINUE



ขอบคุณทุกคอมเม้นท์ค่า ^^
เอาใจช่วยพ่อพีทไปด้วยกันนะคะ





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-04-2020 19:28:08 โดย Renze »

ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 822
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +79/-0
ให้คนอื่นดูแลยัยเล็ก ให้คนอื่นตามติดดูน้องหนู 24 ชม.
แต่กับพีท พี่ใหญ่จะดูแลเอง...​หืออออ ลำเอียงกับน้องกับหลานจังเลยคุณใหญ่

ว่าแต่อดีตเพื่อนของคุณใหญ่จะเคยพัวพันธ์กับคุณเล็กมั้ยนะ..

ออฟไลน์ Windtofree

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 52
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
หรือพ่อจริงๆของน้องหนูคือ....... :a5:

ออฟไลน์ Renze

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 320
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +422/-25
ห้า
เปลี่ยนแปลง



          ทันทีที่ประตูห้องทำงานถูกเข้ามาโดยปราศจากเสียงเคาะ พิชญ์ก็เงยหน้าขึ้นมองผู้บุกรุกทันที แม้จะรู้ดีว่ามีอยู่แค่คนเดียวที่กล้ากระทำการอุกอาจแบบนี้ แต่เขาก็ยังอดตวัดตามองอริญชย์ไม่ได้

           “ยุ่งอยู่หรือเปล่า” เจ้าของบริษัทเอ่ยถามเจ้าของห้องอย่างมีมารยาท ก่อนจะอัญเชิญตัวเองมานั่งกอดอกอยู่ตรงหน้าพิชญ์

           “นิดหน่อยครับ แต่ถ้าคุณใหญ่มีธุระเรื่องงานกับผมก็พูดมาเถอะ”

          พิชญ์เน้นคำว่า ‘เรื่องงาน’ เสียงหนักราวกับจะบอกอีกฝ่ายเป็นนัยว่า เขาว่างสำหรับเรื่องงานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

          อริญชย์กระตุกยิ้มที่มุมปากน้อย ๆ ขณะนั่งมองพิชญ์ก้มหน้าก้มตาทำงาน เขายอมรับเลยว่า ปกติเขาเป็นคนที่ทำงานเต็มที่ ทุ่มเททุกอย่างสุดความสามารถ แยกเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานออกจากกันอย่างเด็ดขาด แต่นั่นคืออดีตก่อนที่เขาจะมาเจอกับพิชญ์

          หลังจากเจอกับพิชญ์ อริญชย์ก็ฝ่าฝืนกฎของตัวเองทุกอย่าง เอาเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวมาปนกัน หยิบยกเอาความผิดพลาดจากการประมูลงานของพิชญ์มาต่อรอง เพียงเพื่อจะได้ครอบครองอีกฝ่าย เขารู้ว่าพิชญ์เป็นคนเก่งและมีความสามารถ เวลาทำงานอริญชย์ก็มองพิชญ์เป็นผู้บริหารที่มีความสามารถคนหนึ่งของบริษัท แต่พอหมดเวลางาน ท่าทางช่างพยศที่คอยแต่จะขัดขืนเขากลับยิ่งกระตุ้นให้เขาอยากเอาชนะ จนพยายามเหนี่ยวรั้งและกักขังพิชญ์ด้วยทุกหนทางที่เขานึกออก แม้บางทีมันอาจจะดูเลวร้ายและเห็นแก่ตัว แต่อริญชย์ก็ยังเลือกที่จะทำ

          ...เพียงเพื่อให้ได้มาครอบครอง ถึงแม้ว่าจะถูกเกลียดก็ไม่เป็นไร...

           “คุณใหญ่ จะนั่งมองผมทำงานอีกนานไหม” พิชญ์เอ่ยถามคนที่ไม่พูดไม่จา เอาแต่นั่งกอดอกจ้องมองเขา รู้บ้างหรือเปล่าว่ากำลังทำให้เขาเสียสมาธิอยู่

           “มีกฎห้ามฉันมองคนของตัวเองทำงานด้วยหรือไง”

           “ไม่มี แต่คุณใหญ่กำลังทำผมเสียสมาธิ”

          อริญชย์พยักหน้าช้า ๆ เป็นเชิงรับรู้ ซึ่งพิชญ์ก็ไม่รู้ว่าอริญชย์รับรู้จริง ๆ หรือแค่พยักหน้ารับไปอย่างนั้น

           “เดือนหน้าจะมีงานประมูลโครงการก่อสร้าง...”

          พออริญชย์เริ่มเกริ่นเกี่ยวกับเรื่องงาน พิชญ์ก็วางปากกาในมือลง เขาหยิบเอกสารที่อริญชย์นำติดตัวมาด้วยขึ้นมาพิจารณา กวาดสายตาอ่านรายละเอียดคร่าว ๆ ด้วยความรวดเร็ว โครงการที่อริญชย์เอ่ยถึงเป็นโครงการก่อสร้างศูนย์การค้าขนาดใหญ่ มูลค่าการลงทุนเกือบพันล้านบาท แถมยังเป็นสัญญารับเหมาระยะยาว ถ้าหากเคเค คอนสตรัคชั่นชนะการประมูลโครงการนี้ พวกเขาคงกลายเป็นเสือนอนกินดี ๆ

           “ผมของบประมาณ สเปค วัสดุ และข้อกำหนดต่าง ๆ ที่ผมควรรู้”

          พิชญ์เป็นคนฉลาด นั่นคือข้อดีอีกอย่างของพิชญ์ที่อริญชย์นึกชอบ เวลาคุยงานกับพิชญ์ แค่เขาเกริ่นขึ้นมาเพียงนิดเดียว พิชญ์ก็สามารถจับประเด็นได้ทันที

           “ทุกอย่างแล้วแต่นาย ที่สำคัญ...” อริญชย์หรี่ตาลงน้อย ๆ ท่านั่งที่ดูสบาย ๆ เปลี่ยนเป็นเหยียดหลังตรง ก่อนจะค่อย ๆ โน้มตัวมาเท้าแขนกับโต๊ะทำงานของพิชญ์ เอ่ยออกมาเสียงเรียบแต่หนักแน่น “งานนี้คืองานประมูลแรกในรอบห้าปีที่ทางกมลวิลาศน์จะเข้าร่วม”

           “กมลวิลาศน์...” พิชญ์ทวนคำอย่างงง ๆ

          อริญชย์ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม เขาปล่อยให้พิชญ์ค่อย ๆ นึกให้ออกด้วยตัวเอง พิชญ์พึมพำชื่อที่อริญชย์เพิ่งเอ่ยออกมาเบา ๆ มันคุ้น คุ้นมากเหลือเกิน แล้วเขาก็ดีดนิ้วเปาะออกมาทันที

          ตระกูลกมลวิลาศน์เป็นตระกูลคนจีนที่ทำธุรกิจหลายอย่าง มีพี่น้องหลายคน เจ้าสัวลิขิตเป็นคนดูแลธุรกิจก่อสร้างของตระกูล แต่หลังจากเจ้าสัวลิขิตเสียชีวิต ชื่อเสียงทางด้านธุรกิจก่อสร้างของกมลวิลาศน์ก็ค่อย ๆ เงียบหาย กลายเป็นช่วงกอบโกยของบรรดาคู่แข่ง รวมถึงเคเค คอนสตรัคชั่นที่เคยเป็นพันธมิตรของกมลวิลาศน์ ก่อนจะกลายมาเป็นคู่แข่งอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

           “ตอนนี้คุณรัญญาเป็นคนบริหารงานอยู่ใช่ไหมครับ” พิชญ์เอ่ยถามอริญชย์อย่างไม่แน่ใจนัก

           “ใช่ ตอนนี้ยังเป็นรัญญา กมลวิลาศน์อยู่ แต่ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด อีกไม่นานก็จะเปลี่ยนมือกลับมาเป็นของราชันย์ กมลวิลาศน์ พูดชื่อเต็มของมันแล้วนายอาจจะงง แต่ถ้าเอ่ยชื่อ ‘เสี่ยเล้ง’ ฉันว่านายคงต้องร้องอ๋อแน่ๆ”

          พิชญ์เกือบจะร้องอ๋อออกมาอย่างที่อริญชย์บอกจริง ๆ ถึงแม้ว่าชื่อ ‘เสี่ยเล้ง’ จะเงียบหายจากวงการธุรกิจไปเกือบห้าปี แต่ถ้าเอ่ยถึงชื่อของเขา ทุกคนย่อมรู้จักเป็นอย่างดี ราชันย์คือลูกชายคนโตของเจ้าสัวลิขิตที่ขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าชู้และนิสัยสำมะเลเทเมา แต่ถ้าพูดถึงความสามารถด้านการทำงาน ทุกคนต่างยอมรับว่าราชันย์เป็นคนเก่งที่หาตัวจับได้ยากคนหนึ่ง

           “เหมือนผมจะเคยได้ยินมาว่าเสี่ยเล้งเป็นเพื่อนสนิทกับคุณ”

          อริญชย์เหยียดริมฝีปากออกเป็นรอยยิ้มหยัน ดวงตาดำจัดปรากฏประกายบางอย่างที่พิชญ์สาบานได้ว่าไม่เคยเห็น จนอดตัวสั่นนิด ๆ ไม่ได้

           “อดีตเพื่อนสนิทต่างหาก”

          พิชญ์ไม่รู้ว่าระหว่างอริญชย์กับราชันย์มีเรื่องบาดหมางอะไรกัน เพราะมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีต สมัยที่เขายังไม่รู้จักกับอริญชย์ แล้วยังเป็นตอนที่เขาไม่ได้สนใจวงการธุรกิจก่อสร้างมากนัก แม้จะนึกสงสัยกับท่าทีแปลก ๆ ของอริญชย์ แต่พิชญ์ก็เลือกที่จะปิดปากเงียบ ถ้าอริญชย์อยากเล่า เขาเชื่อว่าอีกฝ่ายจะเล่าออกมาเอง

          อริญชย์มองพิชญ์นิ่ง ๆ ก่อนจะปรายตามองเอกสารโครงการประมูลที่วางอยู่ตรงหน้า อันที่จริงแล้วเคเค คอนสตรัคชั่นไม่จำเป็นต้องกระโดดเข้าร่วมงานประมูลครั้งนี้เลย แต่เพราะรู้มาว่าราชันย์ตั้งใจจะชนะงานประมูลคราวนี้ให้ได้ เขาถึงปล่อยให้งานนี้หลุดมือไปไม่ได้เช่นกัน

          คนอย่างอริญชย์ เกียรติกาญจนา ไม่เคยคิดจะปล่อยให้อดีตเพื่อสนิทได้ดิบได้ดีอยู่แล้ว มีแต่ต้องกระทืบซ้ำให้มันจมดิน

          ไหน ๆ เพื่อนเก่าเพื่อนแก่ก็อุตส่าห์กลับมาประเทศไทยทั้งที จะไม่ต้อนรับให้สมน้ำสมเนื้อก็คงจะไม่ใช่เขา รับรองว่าจะเอาให้กระอักจนพูดไม่เป็นภาษาเลยทีเดียว

           “นายค่อย ๆ ดูรายละเอียดไปเรื่อย ๆ ก็แล้วกัน ถ้าสงสัยอะไรก็มาถามฉัน”

           “คุณอยากได้งานนี้มากแค่ไหน”

          พิชญ์มักจะถามอริญชย์ทุกครั้งก่อนที่จะเริ่มวางแผนงาน ถ้าเกินแปดสิบเปอร์เซ็นต์ เขาก็จะทุ่มเต็มที่ แต่ถ้าต่ำกว่านั้นก็ต้องพิจารณาดูองค์ประกอบอื่น ๆ กันอีกทีหนึ่ง เพราะมันจะส่งผลเวลาทำรายงานขออนุมัติงบประมาณต่อที่ประชุม

           “เจ็ดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ แต่...” อริญชย์เว้นวรรคนิดหนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อเสียงดุดัน “กมลวิลาศน์จะต้องไม่ได้งานนี้ไป”

          พิชญ์อดขมวดคิ้วด้วยความสงสัยไม่ได้ เท่าที่ดูจากรายละเอียดของโครงการคร่าว ๆ แล้ว พิชญ์คิดว่าอริญชย์น่าจะอยากได้งานมากกว่านี้เสียอีก แต่ลองเอ่ยปากว่าอยากได้แค่เจ็ดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ แล้วยังไม่อยากให้อดีตเพื่อนสนิทได้งานไป มันก็ชวนให้เขาสงสัยอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

           “มีอะไรที่ผมจำเป็นต้องรู้หรือเปล่า”

           “อยากรู้อะไรก็ถามมา ถ้าตอบได้ ฉันจะตอบ ถ้าตอบไม่ได้ก็ไม่ตอบ”

          พิชญ์ขยับปากจะเอ่ยถาม แต่แล้วก็เปลี่ยนใจเอาดื้อ ๆ บางทีเขาก็อยากมีอะไรเอาไว้ต่อรองกับอริญชย์เหมือนกัน งานนี้อาจจะเป็นโอกาสอันดีของเขาก็เป็นได้ ขอแค่ได้รู้จุดอ่อนของอริญชย์...แค่นั้นก็พอ

          พิชญ์สาบานเลยว่า เขาไม่ได้อยากใจร้ายกับอริญชย์เลยแม้แต่น้อย ถ้าอริญชย์ไม่ได้เป็นฝ่ายใจร้ายกับเขาก่อน เขาก็แค่ไม่อยากถูกเอาเปรียบมากเกินไป อยากมีอะไรไว้เป็นเขี้ยวเล็บของตัวเองบ้าง อย่าให้เขาต้องรู้สึกเหมือนเป็นคนอ่อนแอที่ไม่มีทางสู้อริญชย์ได้เลย

           “ตอนนี้ยังไม่มี แต่ถ้าเกิดสงสัย เดี๋ยวผมจะถาม”

          ดวงตาสองคู่สบประสานกัน ก่อนที่อริญชย์จะยกยิ้มมุมปากอย่างรู้เท่าทัน

          พิชญ์จะรู้ไหม ว่าคิดจะต่อรองกับคนอย่างอริญชย์มันยังเร็วไปสิบปี แต่ถ้าอยากลองดูก็จะใจดีเปิดโอกาสให้ก็แล้วกัน เพียงแต่ว่าจะต้องอยู่ในขอบเขตที่เขาพอใจเท่านั้น



.



          พอถึงเวลาเลิกงาน พิชญ์ก็ต้องนั่งรถกลับมาบ้านพร้อมอริญชย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังจากที่อริญชย์โทรศัพท์มาสั่งเขาสั้น ๆ ห้วน ๆ ว่า...

           “ต่อไปนี้ให้กลับกับฉันทุกวัน”

          พิชญ์ได้แต่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ปกติกริชจะทำหน้าที่ขับรถให้เขา มีอยู่หลายครั้งที่พิชญ์มักจะขอให้กริชพาเขาออกนอกเส้นทาง เขาไม่เคยคิดเลยว่าความอยากเอาชนะของตัวเองจะทำให้อีกฝ่ายลำบาก หวังว่าอริญชย์คงจะไม่ได้...

           “คุณไล่กริชออกเหรอ”

          คนถูกถามเบือนหน้ากลับมามองพิชญ์ช้า ๆ คล้ายกับไม่เข้าใจ แต่นั่นคืออาการแสดงความเข้าใจของอริญชย์ ส่วนตุลย์ก็กลั้นยิ้มน้อย ๆ ราวกับล่วงรู้ถึงความคิดของพิชญ์

           “ฉันจะไล่กริชออกทำไม ในเมื่อมันไม่ได้ทำผิดอะไร”

           “แล้วทำไมคุณใหญ่ไม่ให้กริชมาขับรถให้ผมล่ะ”

           “กริชไปช่วยดูแลน้องหนู” อริญชย์ตอบสั้น ๆ ไม่ได้ขยายความอะไรมากไปกว่าเดิม

           “ดูแลน้องหนู ดูแลทำไม” แต่พิชญ์ยังคงไม่เข้าใจอยู่ดี

           “ลุงสมที่คอยขับรถไปส่งน้องหนูที่โรงเรียนแก่แล้ว ฉันเลยให้กริชไปคอยช่วยดูแล”

          คราวนี้พิชญ์ถึงได้พยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ เอาเถอะ ถ้ากริชไปช่วยดูแลน้องหนูก็แล้วไป เขาจะยอมไม่มีปัญหาในการกลับบ้านกับอริญชย์ก็ได้ หรือเอาเข้าจริง ถึงอยากจะมีปัญหาแค่ไหน เขาก็คงทำไม่ได้อยู่ดี

           “อันที่จริงแล้ว ผมอยากไปรับไปส่งน้องหนูเองมากกว่า” พิชญ์พึมพำขึ้นมาเบา ๆ

          อริญชย์ปรายตามองพ่อของน้องหนูแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงนิ่ง ๆ

           “อยู่เฉย ๆ เถอะ”

          พิชญ์ฟังคำห้ามปรามของอีกฝ่ายแล้วก็ได้แต่กัดฟันกรอด จู่ ๆ ก็นึกอยากเถียง อยากเอาชนะอริญชย์ขึ้นมาแบบไม่มีเหตุผล ไหน ๆ ตอนนี้ไอลดาก็ไม่อยู่แล้ว เขาก็ไม่ต้องเกรงใจภรรยาตัวเอง ว่าเธอจะลำบากใจที่เห็นเขาปะทะอารมณ์กับพี่ชายเธอ

           “น้องหนูเป็นลูกสาวของผม”

           “แล้วไง”

          หน้านิ่ง ๆ ที่มองมาเหมือนพิชญ์กำลังพูดพล่ามอะไรไร้สาระอยู่ มันทำเอาเขานึกอยากต่อยหน้าอริญชย์ขึ้นมาตงิด ๆ แต่ถ้าขืนเขาทำแบบนั้นขึ้นมาจริง ๆ ตุลย์ที่รักเจ้านายยิ่งชีพคงไม่ปล่อยเขาเอาไว้แน่ ๆ เผลอ ๆ อาจจะไม่ต้องรอให้ถึงมือตุลย์ เขาก็คงถูกอริญชย์จัดการให้ได้อายเสียก่อน

           “ผมอยากดูแลน้องหนู ไปส่งน้องหนูเหมือนที่พ่อคนอื่นเขาทำกันบ้าง”

          อริญชย์ยกยิ้มที่มุมปาก เมื่อความคิดดี ๆ บางอย่างแล่นเข้ามาในหัว เป็นความคิดที่ดีมาก ๆ สำหรับเขา แต่อาจจะไม่ดีสำหรับพิชญ์เท่าไหร่ เขาดึงข้อมืออีกฝ่ายให้เอนตัวเข้ามาใกล้ ก่อนจะยื่นหน้าไปกระซิบข้างหูพิชญ์เบา ๆ แม้ว่าจริง ๆ แล้วอาจจะไม่จำเป็นต้องกระซิบก็ได้ เพราะถึงจะพูดเบาแค่ไหน แต่ในรถที่เงียบ ๆ แบบนี้มีหรือจะรอดพ้นหูของตุลย์ไปได้

           “คืนนี้ลองทำให้ฉันพอใจดูสิ พอนายขออะไร ไม่แน่...ฉันอาจจะหน้ามืดตามัวให้นายง่าย ๆ ก็ได้”

          พิชญ์เม้มริมฝีปากแน่น ทำแบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากการเอาตัวเข้าแลกเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการเลย จะดูถูกกันไปถึงไหน

           “ไหนคุณบอกว่าผมไม่ใช่นายบำเรอไง”

          อริญชย์ไล้ข้อนิ้วไปตามแก้มพิชญ์เบา ๆ ก่อนจะสบกับดวงตาเรียวที่มองมาที่เขาอย่างดื้อดึง เมื่อไหร่จะว่าง่าย ๆ เหมือนเวลาทำงานบ้าง แต่ถ้าว่าง่าย...ก็คงไม่ใช่พิชญ์ของเขา

           “ก็ไม่ใช่นายบำเรอไง หัดเลียนแบบน้องหนูบ้างสิ ออดอ้อนฉันเข้าไว้ แล้วขออะไร ฉันก็จะให้...”

          พิชญ์ขยับปากจะเอ่ยถึงสิ่งที่เขาต้องการ แต่ดูเหมือนอริญชย์จะรู้ทัน

           “ยกเว้นอิสระ!”

          นั่นแหล่ะ...คือสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุด ถ้าอริญชย์ให้เขาไม่ได้ แล้วเขาจะทำตัวว่าง่ายไปเพื่ออะไรกัน



.



ออฟไลน์ Renze

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 320
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +422/-25

           “พ่อพีทจ๋า ลุงใหญ่จ๋า...”

          น้องหนูส่งเสียงดังนำมาก่อนตัวทันทีที่เห็นพิชญ์กับอริญชย์ก้าวลงจากรถ แล้วร่างเล็ก ๆ ก็วิ่งตื๋อเข้ามา พิชญ์เตรียมย่อตัวลงกอดน้องหนูไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะต้องอ้าปากค้าง เมื่อคนที่เดินตามหลังเขามาติด ๆ เป็นฝ่ายคว้าเอาน้องหนูไปอุ้มแทน แล้วปล่อยเขานั่งอ้าแขนเก้อ

          ยัง...ยังไม่พอ อริญชย์ยังฟัดแก้มน้องหนูซ้ายทีขวาทีอย่างมันเขี้ยว นั่นลูกสาวเขานะ!

           “เป็นไงคนเก่ง รอลุงใหญ่นานไหมคะ”

          น้องหนูสั่นหน้าจนผมกระจาย ที่มุมปากมีคราบช็อกโกแลตเปื้อนอยู่ อริญชย์ขมวดคิ้วนิด ๆ ก่อนจะปาดคราบช็อกโกแลตออกอย่างเบามือแล้วหัวเราะหึ ๆ

           “ทำไมถึงกินเลอะล่ะคนเก่ง”

           “กำลังกินไอศกรีมอยู่ค่ะ พอได้ยินเสียงรถคุณใหญ่ก็ทิ้งถ้วยไอศกรีมแล้ววิ่งตื๋อออกมาเลย” นวลที่เดินตามน้องหนูมาห่าง ๆ อธิบายยิ้ม ๆ

          อริญชย์อุ้มน้องหนูเข้ามาข้างในบ้าน แล้วก็ยึดน้องหนูเอาไว้กับตัวไม่ยอมปล่อย พิชญ์ได้แต่มองตามอย่างหงุดหงิดก่อนจะตัดสินใจเอ่ยเรียกลูกสาวตัวน้อย

           “น้องหนูครับ...”

           “ขาพ่อพีท...”

          นางฟ้าตัวน้อยของพิชญ์ขานรับเสียงแจ๋ว แต่มือยังโอบรอบคออริญชย์ไม่ห่าง คุยกระหนุงกระหนิงกันอยู่สองคนจนพิชญ์ชักจะอิจฉาขึ้นมาตงิด ๆ สาบานได้เลยว่าเขาอิจฉาอริญชย์ ไม่ได้อิจฉาน้องหนู

           “มาให้พ่อพีทชื่นใจหน่อยครับ”

          พิชญ์ยิ้มออกมาทันทีที่อริญชย์ยอมปล่อยน้องหนูคลานดุ๊กดิ๊กมาหาเขาง่าย ๆ นึกว่าจะต้องเกิดมหกรรมแย่งน้องหนูขึ้นซะแล้ว น้องหนูปีนมานั่งตักพิชญ์ กดริมฝีปากเล็กลงที่แก้มสากเบา ๆ ซ้ายทีขวาทีจนพอใจ พิชญ์นั่งยิ้มปลื้ม อ้าแขนเตรียมจะกอดน้องหนูเอาไว้ แต่ยังช้ากว่าเจ้าตัวที่รีบคลานกลับไปหาอริญชย์ที่มองมาด้วยสายตาแวววาว น้องหนูยิ้มออกมาอย่างน่ารัก ก่อนจะกดริมฝีปากลงที่แก้มของอริญชย์เหมือนที่ทำกับพิชญ์ไม่มีผิด

           “น้องหนูจุ๊บแก้มพ่อพีทแทนลุงใหญ่แล้วนะคะ อย่าลืมที่ตกลงกับน้องหนูนะ”

          อริญชย์ผงกหัวรับคำ ส่งเสียงหัวเราะกึก ๆ ในลำคอ มองดูพิชญ์ที่นั่งหน้าเหวอด้วยความขบขัน พอพ่อของน้องหนูรู้สึกตัวก็ครางออกมาทันที

           “น้องหนู...”

           “ขาพ่อพีท...”

           “เมื่อกี้ทำอะไรครับ”

           “ลุงใหญ่ฝากน้องหนูจุ๊บพ่อพีท”

          ลูกสาวตัวน้อยของพิชญ์ทำหน้าภาคภูมิใจราวกับปฏิบัติภารกิจระดับชาติสำเร็จ ส่วนผู้เป็นพ่อได้แต่นั่งนิ่ง ปล่อยให้ความร้อนค่อย ๆ แล่นพล่านทั่วใบหน้า

           “คุณใหญ่ อย่าสอนอะไรแปลก ๆ ให้น้องหนูได้ไหม” พิชญ์ที่เพิ่งตั้งสติได้ เอ่ยเสียงลอดไรฟันออกมาทันที

           “ถ้าอยากให้ฉันทำเอง ทำไมไม่บอก”

          ขอบคุณพระเจ้า ที่อริญชย์ยื่นหน้ามากระซิบข้างหูเขา ถ้าขืนอีกฝ่ายพูดออกมาตรง ๆ พิชญ์คงไม่รู้ว่าจะเอาหน้าตัวเองไปไว้ที่ไหนแน่ ๆ พอเจอแบบนี้เขาก็รู้สึกไม่ชิน พิชญ์รีบกลบเกลื่อนอาการแปลก ๆ ของตัวเองด้วยการคว้าตัวน้องหนูมาอุ้มเอาไว้ ก่อนจะลุกขึ้นเดินลิ่ว ๆ หนีไปจากสถานการณ์ตรงหน้า

           “ไปทำการบ้านได้แล้วครับน้องหนู”

           “พ่อพีท น้องหนูไม่มีการบ้าน”

          แว่วเสียงน้องหนูโวยวายให้ได้ยินตลอดทาง แต่คนเป็นพ่อก็ไม่สนใจ รีบกระเตงน้องหนูเดินเข้าห้องตัวเอง เขาคงต้องอบรมน้องหนูใหม่ว่าอย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคุณลุง

          พอสองพ่อลูกเดินหายลับเข้าห้องนอนไปแล้ว ตุลย์ก็เยี่ยมหน้าออกมายืนข้าง ๆ เจ้านายที่นั่งอยู่คนเดียวตรงโซฟา อริญชย์ปรายตามองตุลย์แวบหนึ่งก่อนจะสั่งเสียงเรียบ ๆ

           “ได้ยินที่ฉันบอกน้องหนูแล้วใช่ไหม ไปจัดการให้เรียบร้อยด้วยล่ะ”

           “จะเอาใจน้องหนูหรือจะเอาใจพ่อน้องหนูกันแน่ครับ” ถ้าไม่ใช่ตุลย์ คงไม่มีใครกล้าถาม

           “จะเอาใจใครมันก็เรื่องของฉัน”

          ตุลย์คันปากยิบ ๆ นึกอยากเถียงออกไปอีกซักประโยคสองประโยค แต่พอเจอสายตาดุ ๆ ตวัดมองมาก็ต้องหุบปากให้สนิท แล้วรีบเดินไปจัดการเรื่องที่อริญชย์รับปากน้องหนูเอาไว้ ไม่วายพึมพำออกมาเบา ๆ...

           “ให้ตายเถอะ! ไม่รู้จะท่ามากไปถึงไหน”

           “นินทาอะไรฉัน”

           “เปล่าครับ”

          นอกจากจะท่ามากแล้ว ยังหูดีมากอีกต่างหาก



.



           “แล้วสุดท้าย...เจ้าชายก็ครองรักกับเจ้าหญิงอย่างมีความสุข” พิชญ์จบนิทานก่อนนอนลงพร้อมกับโน้มตัวจูบหน้าผากนางฟ้าตัวน้อยที่นอนตาปรืออยู่บนเตียง

           “พ่อพีทขา น้องหนูอยากเจอเจ้าชาย”

           “พอน้องหนูโตเป็นผู้ใหญ่ น้องหนูก็จะได้เจอเจ้าชาย แต่คืนนี้น้องหนูต้องนอนก่อนนะครับ”

           “เจ้าชายของน้องหนูจะหน้าตาเป็นยังไงคะ”

           “เดี๋ยวถึงเวลาน้องหนูก็จะรู้เอง ฝันดีนะครับคนเก่ง”

           “ฝันดีค่ะพ่อพีท...”

          พิชญ์ลูบผมน้องหนูเบา ๆ นั่งรอจนน้องหนูหลับสนิท ถึงค่อย ๆ ขยับตัวลงจากเตียง ก้มลงหอมแก้มน้องหนูอีกครั้งก่อนจะผละออกมา ถึงจะอยากนอนกอดน้องหนูมากแค่ไหน แต่ก็ทำไม่ได้อย่างใจคิด เพราะประโยคที่ใครบางคนเอ่ยบอกเขาเสียงเรียบ ๆ ตอนที่กินข้าวเย็นเสร็จ

           ‘กล่อมน้องหนูเสร็จแล้วอย่าเพิ่งนอน’

          ไม่ต้องแปลไทยเป็นไทย พิชญ์ก็พอจะรู้ว่าคนพูดต้องการอะไร เขาได้แต่ถอนหายใจออกมา บอกตัวเองว่ามันเป็นหน้าที่ เขาก็แค่ทำไปตามหน้าที่ พิชญ์เอื้อมมือไปแตะลูกบิดประตู ยังไม่ทันได้หมุนลูกบิด ประตูก็ถูกเปิดเข้ามาจากข้างนอกเสียก่อน พอเห็นคนที่ยืนอยู่หลังบานประตูเต็มตา พิชญ์ก็เรียกชื่ออีกฝ่ายออกมาเบา ๆ

           “คุณใหญ่...”

          อริญชย์มองเลยข้ามสายตาพิชญ์ไป พอเห็นว่าน้องหนูหลับแล้วก็ดันพิชญ์ให้หันหลังเดินกลับเข้าไป แต่อีกคนก็เอาแต่ขืนตัวเอาไว้จนอริญชย์ต้องนิ่วหน้า ก่อนจะคว้าแขนพิชญ์แล้วลากมาที่เตียง

           “คุณจะทำอะไร” พิชญ์ถามเสียงตื่นอย่างตกใจ

           “คืนนี้ฉันจะนอนกับนายที่นี่”

          คำตอบของอริญชย์ นอกจากจะไม่ทำให้พิชญ์เบาใจแล้ว กลับทำให้เขายิ่งตกใจมากกว่าเดิม

           “คุณอย่าบ้านะ ถ้าไม่เห็นแก่ผมก็ช่วยเห็นแก่น้องหนูหน่อยได้ไหม” พิชญ์เอ่ยออกมาเสียงสั่น ความอ่อนแอแล่นพล่านอย่างห้ามไม่ได้

          ถึงเขาจะขัดขืนอริญชย์ไม่ได้ แต่ขออย่าให้น้องหนูต้องมารับรู้เรื่องเลวร้ายพรรค์นี้เลย ถ้าเป็นแบบนั้น เขารับมันไม่ไหวจริง ๆ

           “พูดเพ้อเจ้ออะไรของนาย”

          นอกจากจะไม่ฟังที่พิชญ์พูด อริญชย์ยังผลักให้พิชญ์ลงไปนอนข้างน้องหนู ก่อนจะล้มตัวตามลงไปนอนซ้อนหลังพิชญ์เอาไว้

           “คุณใหญ่...”

           “จะเรียกชื่อฉันอีกนานไหม ฉันไม่เลวขนาดทำอะไรนายต่อหน้าน้องหนูหรอก ก็แค่อยากนอนด้วยกันสามคนเฉย ๆ”

          แล้วคนที่บอกว่าจะนอนเฉย ๆ ก็ทำอย่างที่พูดจริง ๆ อริญชย์จับมือของพิชญ์ให้โอบน้องหนูเอาไว้ ส่วนเขากอดพิชญ์เอาไว้อีกทอดหนึ่ง อดก้มลงสูดกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของสบู่จากคนที่อยู่ในอ้อมกอดไม่ได้ ก่อนจะเอื้อมมือไปปิดไฟ แล้วคลี่ยิ้มออกมาจาง ๆ ในความมืดโดยที่อีกคนไม่มีทางได้เห็น

           “คุณใหญ่...”

           “ถ้าเรียกอีกที ฉันจะคิดเอาเองว่านายอยากครางชื่อฉัน”

          พิชญ์กัดฟันกรอด เพิ่งจะรู้สึกดีอยู่เมื่อไม่กี่นาทีแท้ ๆ คนอย่างอริญชย์นี่จะดีให้ตลอดรอดฝั่งไม่ได้เลยใช่ไหม แต่เอาเถอะ เห็นแก่เศษเสี้ยวความดีในวันนี้

           “ขอบคุณครับ...”

           “หึ! รีบ ๆ นอนไปเถอะ ทำตัวแบบนี้ ถ้าฉันมีอารมณ์ขึ้นมาแล้วอย่าหาว่าไม่เตือนละกัน”

          เศษเสี้ยวความดีเมื่อกี้ พิชญ์ขอเปลี่ยนให้มันกลายเป็นติดลบแทนได้ไหม



TO BE CONTINUE



ขอบคุณทุกคอมเม้นท์ค่า ^^
คุณใหญ่เค้ารักจริง หวงจริงค่า
กลัวแต่พ่อพีทจะทนไม่ไหวเสียก่อน

ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 822
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +79/-0
ถ้าคุณใหญ่อ่อนโยน พูดจาดีๆ และใจดีกับพีทบ่อยๆ เราว่าพีทก็ต้องใจอ่อนหันมารักคุณใหญ่บ้างแล้วละ แต่นี่ดูคุณใหญ่มักจะชอบแกล้ง ชอบออกคำสั่งตลอดเลยทำให้พีทต้องพยศแบบนี้ไงละ แต่ดูเหมือนคุณใหญ่จะชอบใจทุกครั้งที่พีททำท่าพยศใส่ นะ o18

อยากรู้เรื่องอดีตเพื่อนสนิทที่เจ้าชู้ของคุณใหญ่เหมือนกันนะว่าทำอะไรกับเพื่อนไว้ถึงได้บาดหมางกัน แต่เราขอเดาว่าเรื่องคุณเล็กแน่ๆ เพราะความเจ้าชู้ของเพื่อนสนิทแหงๆ รอลุ้นต่อไป..

ออฟไลน์ sailom_orn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-1
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1973
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
นายคุณใหญ่นี่นะ  :m16:

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 442
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
หรือน้องหนูจะเป็นลูกของ....

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด