--- รักซ้อนซ่อนรัก | ตอนที่ 34 ลักพาตัว --- หน้าที่ 8 [13/09/63]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: --- รักซ้อนซ่อนรัก | ตอนที่ 34 ลักพาตัว --- หน้าที่ 8 [13/09/63]  (อ่าน 11011 ครั้ง)

ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 821
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +79/-0
อยากให้ถึงวันที่คุณกลางกลับมาไทยไวๆ จังเลย
อยากเห็นหน้าว่าเฮียเล้งจะทำยังไง
จะทิ้งดินไปขอคืนดีกับคุณกลางมั้ย
หรือจะยังคงอยู่กับดินเหมือนเดิม
แล้วให้คุณกลางเป็นอดีตไปเลย  :m15:

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-0
จ้า โอ๊ยยยกเลิกพันธะสัญญากันไปเลย ดินถ้าเขาปล่อยไปก็อย่าใจอ่อน อ้อนวอนอยู่ต่อนะ จากไปเลย ให้รู้กันไปว่าถ้าไปตามแสดงว่ารัก ไม่ตามก็คือไม่รัก จบไปเลย หึหึ! โอ้วเอากลางกลับมาก็ดีนะ ตุลจะเป็นผู้ดูแลรักษาใจให้เอง 555 รู้สึกว่า ตุลกลาง อะเธอ ตุลดูแคร์ความรู้สึกกลางมาก แล้วอีกอย่างตุลตามดูกลางคอยรายงานคุณใหญ่มาตลอด ย่อมต้องรู้ความเป็นไป รู้ความคิดของกลางได้ละเอียดอ่อน น่าจะเข้าใจกลางได้กว่าใครเลยนะ ส่วนคุณใหญ่ แหมเอาใจพีทใหญ่เลย รับแม่มาดูน้องหนู งานราชงานหลวงงานส่วนตัว คุณใหญ่ไหวค่ะ 555 ขอบคุณนะคะที่มาต่อ รอตอนต่อไปเลย จะเป็นยังไงกันบ้าง  :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Dee^daY

  • ไม่เคย ทำให้ใครเดือดร้อน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4010
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +329/-6
จะได้เจอกันแล้ว ..

ออฟไลน์ Renze

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 318
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +422/-25
สามสิบสอง
When in Hong Kong



               สนามบินนานาชาติเช็กแล็บก็อกคลาคล่ำด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งคนที่มีฮ่องกงเป็นจุดหมายปลายทางและเดินทางมาเพื่อรอต่อเครื่อง หลังจากผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองมาแล้ว อริญชย์ก็เดินปะปนออกมากับผู้โดยสารคนอื่น ๆ ขนาบข้างด้วยบอดี้การ์ดร่างใหญ่สองคนทั้งซ้ายและขวา วันนี้เขาแต่งกายด้วยชุดลำลอง แม้จะดูแล้วแปลกตากว่าทุกวัน แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมา

               ดวงหน้าเฉยชาของอริญชย์เรียบสนิทราวกับถูกรีดจนตึงด้วยเตารีด ยิ่งมีบอดี้การ์ดสองคนยืนประกบอยู่ด้านข้าง ก็ยิ่งทำเอาคนที่พบเห็นลอบมองอย่างเกรง ๆ หลังจากเดินออกมาถึงบริเวณด้านนอกแล้ว อริญชย์ก็ยืนรอบอดี้การ์ดไปจัดการเรื่องรถให้ พอรถคันที่นัดไว้มาถึงจุดนัดพบ บอดี้การ์ดคนหนึ่งก็เดินมาเชิญผู้เป็นนายขึ้นรถ

               โตโยต้า อัลพาร์ดสีดำ ติดฟิล์มหนาทึบจอดรออยู่บริเวณจุดนัดพบ อริญชย์ก้าวขึ้นนั่งที่นั่งแถวสาม ส่วนบอดี้การ์ดคนหนึ่งนั่งตอนสอง อีกคนนั่งตอนหน้าคู่กับคนขับชาวฮ่องกง หลังจากเรียบร้อยแล้ว รถก็เคลื่อนตัวออกจากสนามบินเช็กแล็บก็อก

               อริญชย์หยิบโทรศัพท์มือถือออกมากดเปิดเครื่อง หลังจากรอเครือข่ายค้นหาสัญญาณอยู่ชั่วอึดใจหนึ่ง เสียงข้อความเข้าก็ดังขึ้น เขาก้มลงอ่านข้อความที่ปรากฏบนหน้าจอ ริมฝีปากคลี่ออกเป็นรอยยิ้มช้า ๆ พร้อมกับความอ่อนโยนที่พาดผ่านในดวงตา


               ...เดินทางปลอดภัยนะครับ...


               แค่ประโยคธรรมดาเพียงประโยคเดียว อริญชย์ก็นึกอยากจะกดโทรศัพท์โทรหาเจ้าของข้อความทันที แต่ก็หยุดปลายนิ้วไว้ได้ทัน ตอนที่บอดี้การ์ดเอี้ยวตัวกลับมาถามเขา

                “คุณใหญ่จะตรงเข้าโรงแรมเลยหรือเปล่าครับ”

                “ตรงเข้าโรงแรมเลย”

               อริญชย์เก็บโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋ากางเกงตามเดิม ตั้งใจว่าเดี๋ยวค่อยโทรศัพท์หาพิชญ์ตอนดึก ๆ แทน เขาเอนหลังพิงกับพนักเบาะอย่างผ่อนคลาย ขณะทอดสายตามองทิวทัศน์ข้างนอก

               ถึงแม้ฮ่องกงจะเป็นเมืองที่ระบบขนส่งมวลชนดีเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก แต่ยามเย็นของที่นี่ก็ยังคงมีรถราขวักไขว่ ยิ่งพอข้ามเข้าฝั่งเกาลูนแล้ว การจราจรก็ยิ่งหนาแน่นมากขึ้น ตึกรามบ้านช่องมากมายขึ้นเรียงกันแออัดยัดเยียด สองข้างทางเต็มไปด้วยป้ายโฆษณาและป้ายร้านค้า นักท่องเที่ยวเดินกันอยู่ริมถนนหนาตา จะว่าเป็นเสน่ห์ของฮ่องกงก็คงใช่ แต่ดูเหมือนอริญชย์จะไม่ได้นึกนิยมชมชอบทัศนียภาพแบบนี้ สุดท้ายเขาเลยเลือกที่จะหันหน้ากลับเข้ามาในรถแทน

               โรงแรมที่ตุลย์เป็นคนจัดการจองให้เขาอยู่ย่านจิมซาจุ่ย หลังจากฝ่าการจราจรอันคับคั่งเข้ามาถึงย่านใจกลางเมืองแล้ว รถแวนสีดำก็เลี้ยวเข้าโรงแรมอินเตอร์คอนฯ ที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมอ่าววิคตอเรีย จากจุดนี้ เพียงทอดสายตามองไปยังฝั่งตรงข้ามก็จะเห็นเกาะฮ่องกง หนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจอันดับต้น ๆ ของโลก

                “วันนี้ฉันไม่ใช้รถแล้ว เดี๋ยวนายบอกให้คนขับไปพักผ่อนได้เลย” อริญชย์สั่งการบอดี้การ์ดที่นั่งอยู่ข้างคนขับก่อนจะก้าวลงจากรถ

               หลังจากเช็กอินเสร็จเรียบร้อย อริญชย์ก็ตรงขึ้นห้องพักที่ตุลย์เป็นคนจัดการจองให้เขา ห้องพักของเขาหันหน้าหาอ่าววิคตอเรีย ยามที่เขาก้าวเท้าเข้าไปในห้องก็ทันเห็นทัศนียภาพยามเย็นที่แสงสีส้มอมทองกำลังแต่งแต้มผืนน้ำพอดี ดูท่าทางแล้วคนสนิทของเขาคงอยากให้เขามาพักผ่อนมากกว่าทำงานแน่ ๆ อริญชย์ส่ายหัว อย่างนึกขบขัน

               
                ...ถ้าได้พาพิชญ์มาด้วยคงดีไม่น้อย


               นักธุรกิจหนุ่มคิดพลางทิ้งตัวลงบนเตียง ขี้เกียจเกินกว่าจะจัดการเก็บกระเป๋าเดินทางของตัวเอง เบลล์บอยยกกระเป๋าเข้ามาวางไว้ตรงไหน เขาก็ปล่อยให้มันอยู่ตรงนั้นต่อไป

               นับตั้งแต่พิชญ์วุ่นอยู่กับงานประมูลโครงการบางกอก บูเลอวาร์ด ถึงแม้จะทำให้ความสัมพันธ์ทางใจใกล้ชิดกันมากขึ้น แต่ความสัมพันธ์ทางกายกลับห่างเหิน ถึงที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ทางกายที่เกิดขึ้นจะเป็นเขาบังคับเอาจากพิชญ์โดยที่เจ้าตัวไม่ได้เต็มใจแม้แต่น้อย แต่อริญชย์เองก็เฝ้ารอ รอวันที่พิชญ์เต็มใจที่จะมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้กับเขา เขาก็ไม่รู้ว่าเขาหวังมากไปไหม

               ยามคิดถึงคนที่อยู่ประเทศไทย ดวงตามีความอ่อนโยนปรากฏอยู่ลาง ๆ ก่อนที่เขาจะค่อย ๆ ผล็อยหลับลง



.



               ขณะเดียวกัน รถยนต์ซีดานสัญชาติยุโรปเพิ่งแล่นออกจากสนามบินเช็กแล็บก็อก มุ่งหน้าสู่ย่านที่พักอาศัยบนเกาะฮ่องกง พอเห็นคนข้างกายนั่งสงบเสงี่ยม ราชันย์ก็อดนึกถึงครั้งแรกที่เขาพาปฐพีมาที่นี่ด้วยกันไม่ได้ ยามนั้นปฐพียังเป็นเพียงนักศึกษาที่ไม่ประสีประสา นอกจากจะไม่เคยไปไหนไกล แล้วยังไม่เคยไปต่างประเทศมาก่อน เขาให้ปฐพีออกจากมหาวิทยาลัยที่เรียนอยู่ แล้วย้ายมาเรียนต่อที่นี่เพื่ออยู่ด้วยกันกับเขา

               ครั้งนั้นที่มาด้วยกัน ปฐพีตื่นเต้นตั้งแต่ตอนขึ้นเครื่องบิน ทุกอย่างดูแปลกตาไปเสียหมด จนเขาออกจะนึกรำคาญกับความเซ่อซ่าของเจ้าตัวไม่น้อย แม้กระทั่งยามเข้าเมือง พอเห็นป้ายภาษาจีนที่ไม่คุ้นตา ดวงตาเรียวก็ยิ่งวาววับด้วยความตื่นเต้น แล้วยิ่งท่าทางที่อยากเอ่ยปากถามนั่นถามนี่เขา แต่ก็เกรงใจจนต้องนั่งเงียบ ๆ ได้แต่เบิกตาโตไปตลอดทาง

               ทั้งที่ตอนนั้นเขานึกรำคาญความไม่ประสีประสาของปฐพีไม่น้อย จนไม่มั่นใจว่าตัวเองคิดถูกหรือเปล่าที่พาปฐพีมาด้วย แต่ตอนนี้พอย้อนคิดกลับไป เขากลับคิดว่าท่าทางเซ่อ ๆ ซ่า ๆ ของปฐพีดันน่ารักเสียได้

                “เราไม่เข้าโรงแรมกันก่อนเหรอเฮีย” ปฐพีเอ่ยถามเมื่อเห็นว่ารถกำลังแล่นไปตามทางที่คุ้นเคย

                “ฉันกลัวว่าถ้าไม่เอาข้าวเหนียวทุเรียนไปให้น้าเหมยวันนี้ คืนนี้คงได้นอนดมกลิ่นทุเรียนทั้งคืนแน่ ๆ”

               พอได้ยินราชันย์ว่าอย่างนั้น ปฐพีก็รู้สึกผิดขึ้นมาทันที

                “คราวหลังผมจะระวังให้มากกว่านี้”

                “ล้อเล่นน่า ฉันก็แค่คิดถึงกับข้าวฝีมือน้าเหมยขึ้นมา”

               รถที่ราชันย์และปฐพีนั่งอยู่เริ่มแล่นลงทางใต้ของเกาะฮ่องกง มุ่งหน้าอ่าวรีพัลส์ เบย์ พอเห็นทะเลอยู่ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ปฐพีเลยเลิกสนใจราชันย์แล้วหันออกไปมองนอกหน้าต่างรถ ช่วงแรกที่เขามาถึงฮ่องกง เขามักจะชอบนั่งมองทะเลจากหน้าต่างห้องทุกวัน เพราะมันให้ความรู้สึกเหมือนตอนยังอยู่บ้านที่ประจวบคีรีขันธ์ ช่วยบรรเทาอาการคิดถึงบ้านให้เขาได้ไม่น้อย

               รถเริ่มชะลอความเร็วเรื่อย ๆ อาคารสูงเบื้องหน้าคือห้องชุดที่ราชันย์กับปฐพีใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาเกือบห้าปี คนขับรถจอดส่งเขากับราชันย์ตรงทางเข้าตึก ก่อนจะช่วยขนของลงมาจากท้ายรถ ราชันย์ล้วงหยิบคีย์การ์ดออกมาจากกระเป๋ากางเกงก่อนจะเดินนำเข้าตัวอาคาร ห้องชุดของเขาอยู่บนชั้นสามสิบสามของอาคารแห่งนี้ กินพื้นที่กว้างขวาง มีทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันและระบบรักษาความปลอดภัยดีเยี่ยม สมกับราคาแพงหูฉี่เขาต้องจ่าย

               พอลิฟต์จอดที่ชั้นสามสิบสาม ราชันย์ก็เดินลากกระเป๋าเดินทางออกมาจากลิฟต์ก่อนจะตามด้วยปฐพี เขากดรหัสผ่านเข้าห้องบริเวณแผงควบคุมแล้วเปิดประตูเข้าห้อง ปฐพีลากกระเป๋าเดินทางตามเข้ามาติด ๆ เพียงแค่ย่างเท้าเข้าห้องมา กลิ่นอาหารหอม ๆ ก็โชยออกมาให้น้ำลายสอ พร้อมกับที่หญิงวัยกลางคนเดินออกมาจากห้องครัวแล้วเอ่ยทักทายคนที่เพิ่งมาถึง

                “อ้าว มาถึงกันแล้วเหรอคะ”

               น้าเหมยเป็นหญิงวัยกลางคน มีเชื้อสายฮ่องกงและเป็นคนสนิทมารดาของราชันย์มาก่อน ตอนที่ราชันย์กับปฐพีอยู่ที่นี่ น้าเหมยก็เป็นแม่บ้านคอยดูห้องหับ ความสะอาดต่าง ๆ และทำอาหารให้ผู้ชายสองคน

               พอราชันย์พาปฐพีย้ายกลับไปอยู่ที่ประเทศไทย เขาเคยถามน้าเหมยว่าจะย้ายกลับไปด้วยกันไหม แต่น้าเหมยปฏิเสธ เนื่องจากค่อนข้างคุ้นเคยกับวิถีชีวิตที่ฮ่องกงมากกว่า เขาเลยให้น้าเหมยช่วยดูแลห้องชุดที่นี่ให้

               เห็นราชันย์และปฐพีเพิ่งเดินทางมาถึงเหนื่อย ๆ น้าเหมยก็กระวีกระวาดยกชามะลิเย็น ๆ มาเสิร์ฟ ราชันย์ยกน้ำชาเย็น ๆ ขึ้นดื่มดับกระหาย ขณะที่ปฐพียังคงสาละวนกับการรื้อกระเป๋าเพื่อหาของฝากตั้งแต่มาถึง

                “แล้วมาคราวนี้จะอยู่กันกี่วันคะ คุณเล้ง” น้าเหมยเอ่ยถามนายน้อยของเธอ

                “เดี๋ยววันอาทิตย์ก็กลับแล้ว แต่มาคราวนี้ผมกับดินไม่ได้นอนบ้านนะน้าเหมย รอบนี้จะไปนอนโรงแรม”

                “น้ากำลังกังวลอยู่เลย ว่าคุณเล้งเพิ่งโทรศัพท์มาบอกเมื่อเช้า น้าเลยทำความสะอาดห้องให้ไม่ทัน แต่มื้อเย็นวันนี้น้าเตรียมไว้ให้แล้วนะ”

                “ขอบคุณครับ”

               พอราชันย์คุยกับน้าเหมยเสร็จ ปฐพีก็รื้อหาของฝากเจอพอดี เขาหยิบเอาผ้าพันคอสีชมพูตุ่น ๆ ออกมาส่งให้น้าเหมยก่อน

                “ให้น้าเหรอคะคุณดิน สวยจังเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ”

                “มีอีกอย่างด้วยนะครับ อันนี้น้าเหมยต้องชอบแน่ ๆ”

               ราชันย์ส่ายหน้าเบา ๆ ตอนที่เห็นปฐพีหยิบแพ็คข้าวเหนียวทุเรียนขึ้นมาวางบนโต๊ะอาหาร น้าเหมยรีบเดินมาดูด้วยความสนใจ ปฐพีแกะแพ็คออกช้า ๆ ยิ่งใกล้ถึงชั้นสุดท้าย กลิ่นทุเรียนก็ยิ่งลอยออกมา ราชันย์ถึงกับทำหน้าเบ้ ผิดกับน้าเหมยที่ตื่นตาตื่นใจกับของฝากชิ้นนี้

                “ตายจริง! หิ้วข้าวเหนียวทุเรียนมาฝากน้าด้วย น่ารักที่สุดเลยคุณดิน”

                “ผมสั่งมาจากร้านอร่อยเลยนะครับ เห็นน้าเหมยบ่นอยากกินมาหลายทีแล้ว”

                “ขอบคุณมากนะคะ ของโปรดน้าเลย เดี๋ยวน้ารีบเอาไปเก็บเข้าตู้เย็นก่อนดีกว่า  คุณเล้งกับคุณดินพักผ่อนกันตามสบายเลยนะคะ อีกเดี๋ยวน้าเตรียมมื้อเย็นขึ้นโต๊ะให้”

               พอน้าเหมยเดินเข้าห้องครัวแล้ว ราชันย์ก็หยิบรีโมทมากดเปิดโทรทัศน์ก่อนจะเดินมาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา เห็นปฐพียืนหันรีหันขวางอยู่ เขาก็ตบที่นั่งข้าง ๆ เรียกให้ปฐพีเดินมานั่ง ซึ่งอีกฝ่ายก็เดินมาแต่โดยดี

                “ห้องนี้ยังเหมือนเดิมเลยนะครับเฮีย” ปฐพีเอ่ยพลางกวาดสายตาดูรอบห้อง

               บรรยากาศยังเหมือนวันเก่า ๆ วันที่เขานั่งทำการบ้านอยู่ตรงโต๊ะหนังสือ ส่วนราชันย์นั่งดูโทรทัศน์เงียบ ๆ ตรงโซฟา ก่อนบรรยากาศดี ๆ จะถูกราชันย์ตัดบทด้วยคำพูดเรียบ ๆ

                “ห้องเดิมก็ต้องเหมือนเดิมสิ” เห็นปฐพีทำหน้ามุ่ย ราชันย์ก็ยังคงเมินเฉย “ถ้ามีอะไรที่จะเอากลับด้วย วันนี้ก็เอากลับเลยนะ

                “ครับเฮีย”

                “แล้วถ้าอยากจะซื้อของอะไรกลับประเทศไทย พรุ่งนี้กับมะรืนนี้ก็ไปเดินดูเอา ฉันมีเวลาให้เที่ยวเล่นสองวัน อยากได้อะไรก็เอาบัตรเครดิตฉันรูดไป แล้วก็นี่...” ราชันย์หยิบเอาซองธนบัตรจากกระเป๋ามายื่นให้ปฐพี “ฉันแลกเงินสดมาเผื่อนาย พกติดตัวเอาไว้ด้วย”

                “ขอบคุณครับ เฮีย”

                “อยากได้อะไรก็ซื้อไปเลยนะ เพราะไม่รู้ว่าจะได้กลับมาที่นี่อีกทีเมื่อไหร่ ไม่ต้องช่วยฉันประหยัดมาก เงินฉันมีเหลือเกินเหลือใช้”

               ถ้าเป็นคนอื่นมาได้ยินประโยคข้างต้นของราชันย์ คงคิดว่าเจ้าตัวกำลังอวดร่ำอวยรวย แต่ปฐพีชินเสียแล้ว เพราะราชันย์ก็แค่พูดความจริง ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันมา ราชันย์ไม่เคยตระหนี่เรื่องเงินกับเขาแม้แต่น้อย มีเพียงอย่างเดียวที่ราชันย์ให้เขาไม่ได้ สิ่งนั้นก็คือหัวใจของราชันย์ที่เขาไม่มีวันได้ครอบครอง

               ปฐพีนั่งมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของราชันย์นิ่ง ๆ อยากนั่งมองอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ เพราไม่รู้ว่าเขาจะมีโอกาสได้อยู่ข้างราชันย์อย่างนี้อีกนานไหม

               น้าเหมยที่ตระเตรียมอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทยอยยกอาหารมาวางบนโต๊ะกินข้าว ก่อนจะเอ่ยปากเรียกนายน้อยของเธอและปฐพี

                “คุณเล้ง คุณดิน อาหารเย็นพร้อมแล้วนะคะ น้าสั่งเป็ดย่างกับหมูแดงอบน้ำผึ้งร้านโปรดของคุณเล้งมาด้วย แล้วก็มีผัดถั่วแขกหมูสับกับปลานึ่งซีอิ๊ว”

                “ขอบคุณครับ”

               ปฐพีลุกขึ้นเดินเข้าครัวไปตักข้าวให้ตัวเองกับราชันย์ ราชันย์กินข้าวไม่เยอะ ชอบนั่งกินกับข้าวไปเรื่อย ๆ มากกว่า ส่วนของตัวเองเขาตักข้าวสวยมาเสียพูนจาน เพราะตั้งแต่ลงจากเครื่องบินมาก็ยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง แถมเขายังกินอาหารบนเครื่องได้ไม่ค่อยเยอะด้วย

               ปฐพีถือจานข้าวเดินออกมาที่ห้องนั่งเล่นก็ไม่เห็นราชันย์นั่งอยู่แล้ว น้าเหมยเห็นท่าทีหันซ้ายหันขวาของเขาก็อมยิ้ม ก่อนจะบุ้ยปากไปทางระเบียงห้อง

                “คุณเล้งเธอออกไปคุยโทรศัพท์อยู่ตรงระเบียงค่ะ บอกให้คุณดินกินข้าวก่อนได้เลย ไม่ต้องรอ”

                “ไม่น่าจะนานมั้งครับน้าเหมย ผมรอกินพร้อมเฮียดีกว่า”

               เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้กินข้าวพร้อมราชันย์มาหลายมื้อแล้ว วันนี้อุตส่าห์ได้อยู่ด้วยกัน รอกินข้าวพร้อมกันดีกว่า



.


ออฟไลน์ Renze

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 318
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +422/-25

               หลังจากนอนหลับเอาแรงจนเต็มอิ่ม กว่าอริญชย์จะตื่นมาอีกทีก็ตอนฟ้ามืดพอดี เขายกหูโทรศัพท์ตรงหัวเตียงขึ้นมาก่อนจะโทรศัพท์สั่งอาหารจากห้องอาหารของโรงแรมให้ขึ้นมาส่งบนห้อง เลือกอาหารจานเดียวง่าย ๆ มาหนึ่งอย่างกับของกินเล่นหนึ่งอย่าง เสร็จแล้วก็เข้าไปอาบน้ำอาบท่า จะได้ตื่นเต็มตาเสียที

               พออาบน้ำแต่งตัวเสร็จ อาหารที่เขาสั่งไว้ก็มาส่งพอดี ชายหนุ่มเดินออกไปเปิดประตูให้พนักงานยกอาหารเข้ามาวางตรงโต๊ะเล็ก ก่อนจะยื่นทิปให้ไป

               กินข้าวเสร็จเรียบร้อย เหลือบดูนาฬิกาที่วางอยู่ตรงหัวเตียง คิดคำนวณเวลาอยู่ในใจ ตอนนี้น่าจะสองทุ่มเศษ ๆ พ่อลูกสองคนที่เมืองไทยน่าจะกินข้าวกันเสร็จเรียบร้อยแล้วเหมือนกัน เขาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา ก่อนจะกดโทรออกหาหมายเลขแรกที่บันทึกเอาไว้ เสียงรอสายดังแค่สองที ปลายสายก็รับสายเขาพร้อมกับความวุ่นวายเล็ก ๆ ที่อีกฝั่ง

                “ครับ คุณใหญ่” รับสายเขาเสร็จ ก็ตามมาด้วยเสียงบ่นอุบ “แป๊บนึงลูก ให้พ่อพีทคุยกับลุงใหญ่ก่อน”

               อริญชย์ถึงกับหัวเราะออกมา เมื่อพอจะเดาสาเหตุชุลมุนที่ปลายสายได้

                “น้องหนูอยากคุยกับลุงใหญ่บ้างนี่คะ พ่อพีท”

               ฟังเสียงเจื้อยแจ้วของเจ้าตัวป่วนแล้ว อริญชย์ก็ต้องกลั้นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะเอ่ยบอกปลายสายเสียงกลั้วหัวเราะ

                “มา ให้ฉันคุยกับน้องหนูแป๊บหนึ่งก่อน แล้วค่อยคุยกับนาย อย่าเพิ่งน้อยใจล่ะ”

               ถ้าอริญชย์มองทะลุผ่านไปถึงปลายสายได้ เขาคงเห็นพิชญ์หน้าร้อนวาบ โทรศัพท์ในมือร้อนผ่าวราวกับจะลวกมือเขา จนต้องรีบส่งให้น้องหนูรับไปคุยกับลุงใหญ่

                “สวัสดีค่า ลุงใหญ่”

                “ว่าไงคะ คนเก่ง แกล้งอะไรพ่อพีทหรือเปล่าลูก”

               พอได้คุยกับลุงใหญ่สมใจ น้องหนูก็หัวเราะคิกคักมาตามสาย

                “โธ่ น้องหนูไม่ได้แกล้งพ่อพีทซักหน่อย น้องหนูแค่อยากรู้ว่า ลุงใหญ่จะกลับมาทันดูน้องหนูเป็นเจ้าหญิงไหม”

                “ทันสิคะคนเก่ง แต่งตัวสวย ๆ รอเลย เดี๋ยวลุงใหญ่จะซื้อของเล่นไปฝากด้วย”

                “ว้าว จริงหรอคะ น้องหนูรักลุงใหญ่ที่สุดเลย”

               อริชญย์คุยกับน้องหนูอยู่นาน ถามเจ้าตัวน้อยของเขาว่าวันนี้ทำอะไรบ้าง เจ้าตัวก็เล่าให้ฟังเสียงเจื้อยแจ้ว ตั้งแต่ตอนอยู่โรงเรียนจนกลับมาถึงบ้าน จนกระทั่งนวลมาเรียกน้องหนูไปดื่มนมอุ่น โทรศัพท์ถึงได้ถูกส่งกลับไปอยู่ในมือพิชญ์อีกครั้ง

                “ว่าไงครับ คุณใหญ่”

               พิชญ์เอ่ยถามคนที่โทรข้ามประเทศมาหาเขา พอคำนวณค่าโทรศัพท์ที่อริญชย์ต้องเสียแล้วก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ ว่าสงสัยจะต้องจ่ายเป็นหลักพันบาท

                “กินข้าวหรือยัง”

               เอ่ยถามออกไปแล้ว อริญชย์ก็เกือบจะหัวเราะตัวเอง เขาโทรศัพท์ทางไกลข้ามประเทศไปเพราะอยากได้ยินเสียงพิชญ์ แต่พอได้คุยกันเข้าจริง ๆ ก็ดันถามอะไรไม่เข้าท่าออกไป

                “กินแล้วครับ คุณใหญ่ล่ะครับ”

                “ฉันก็กินแล้วเหมือนกัน...” ความรู้สึกเหมือนกำลังจีบกันใหม่ ๆ เอาแต่ไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบนี่มันคืออะไร “แล้ววันนี้นายทำอะไรบ้าง”

                “ตอนเช้าก็นั่งเคลียร์งานที่บริษัท เสร็จแล้วก็ออกไปรับน้องหนูพร้อมคุณตุลย์ พอกลับมาถึงบ้านก็นั่งกินข้าวกับแม่พลอย จับน้องหนูทำการบ้าน เล่นกับน้องหนู แล้วคุณใหญ่ก็โทรศัพท์มาพอดี”

               อริญชย์ยิ้มมุมปาก ทิ้งตัวลงนั่งบนเตียง ขณะฟังพิชญ์พูดไปเรื่อย ๆ

                “ฉันก็กินข้าวแล้วเหมือนกัน พรุ่งนี้ฉันมีคุยงานทั้งวัน ยังไม่รู้เลยว่าจะว่างโทรศัพท์หานายกี่โมง แต่ถ้านายมีอะไรด่วนก็โทรมาหาฉันหรือฝากข้อความทิ้งไว้ได้เลยนะ”

                “ผมไม่น่ามีอะไรด่วนหรอกครับ”

                “วันเสาร์ฉันมีงานเลี้ยงตอนเย็น แต่ช่วงกลางวันว่าจะไปเดินดูของขวัญให้น้องหนู นายมีอะไรที่อยากได้ด้วยหรือเปล่า ฉันจะได้ซื้อกลับไปให้ทีเดียวเลย”

               พิชญ์เงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะตอบกลับมาอย่างเกรงใจ

                “ของผมไม่มีอะไรที่อยากได้เป็นพิเศษครับ ส่วนของน้องหนู คุณใหญ่ไม่ต้องซื้ออะไรกลับมาเยอะแยะนะครับ แค่นี้ของเล่นก็เยอะจนเล่นไม่ทันแล้วครับ อ้อ...ฝากซื้อขนมกลับมาฝากคนอื่น ๆ ในบ้านหน่อยครับ เดี๋ยวผมเอาเงินให้”

                “เดี๋ยวฉันซื้อกลับไปให้ ใช้เงินฉันนี่แหล่ะ เก็บเงินนายไว้เถอะ”

                “ครับ ๆ แล้วแต่คุณใหญ่เลยครับ”

               อริญชย์ยิ้มบาง ๆ เมื่อฟังน้ำเสียงของพิชญ์ ที่เจ้าตัวทำเสียงเหมือนคร้านที่จะเถียงกับเขา เขาชอบฟังเวลาพิชญ์พูด ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้เขาฟัง บ่นเขา ตัดพ้อเขา ทุกอย่างที่เป็นพิชญ์ ทุกสิ่งที่พิชญ์ทำ เขาล้วนแต่ชอบทั้งนั้น

                “แม่พลอยเป็นยังไงบ้าง สบายดีไหม”

                “สบายดีครับ ตอนนี้นอนพักผ่อนอยู่ในห้องรับแขกข้างล่าง โดนน้องหนูชวนเล่นด้วยจนหมดแรง” พิชญ์เล่าอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเว้นวรรคนิดหนึ่ง “ขอบคุณอีกครั้งนะครับ ที่ไปรับแม่พลอยมา”

                “เล็กน้อยน่า แม่พลอยก็เหมือนแม่ของฉันอีกคน”

               ฟังถ้อยคำของอริญชย์แล้วพิชญ์ก็รู้สึกหน้าร้อนผ่าว ไม่ค่อยชินกับคำพูดคำจาแบบนี้ของอริญชย์เท่าไหร่นัก เลยเสเปลี่ยนเรื่องถามอริญชย์

                “แล้วนี่คุณใหญ่โทรมามีอะไรหรือเปล่าครับ”

                “ทำไม นายมีอะไรจะไปทำหรือไง”

               พิชญ์ส่ายหน้าเบา ๆ เมื่อรู้สึกว่าน้ำเสียงของอริญชย์เหมือนจะมีความน้อยอกน้อยใจแฝงอยู่

                “ไม่มีอะไรครับ ผมแค่จะไปอาบน้ำ เล่นกับน้องหนูจนเหนียวตัวแล้วยังไม่ได้อาบน้ำเลย”

                “ก็ไปอาบสิ ฉันก็ยังไม่ได้ว่าอะไรซักหน่อย”

               คนที่อยู่ฮ่องกงคงไม่รู้ เหตุผลที่วันนี้พิชญ์อาบน้ำดึกกว่าทุกวัน เพราะเขากลัวว่าโทรศัพท์จะดังตอนที่เขาอาบน้ำ เขาถึงได้ถือโทรศัพท์ติดตัวไว้ตลอดตั้งแต่เช้า เผื่อว่ามีสายจากต่างประเทศเข้ามา เขาจะได้รับสายได้ทัน

                “งั้นผมวางแล้วนะ...”

                “วางสิ...”

               สายถูกปลายทางตัดไปแล้ว แต่อริญชย์ยังคงก้มมองหน้าจอโทรศัพท์ที่สว่างวาบ สุดท้ายแล้วคำที่อยากพูดออกไปก็ยังไม่ได้พูด

                “คิดถึงนายนะ พีท...”

               ได้แต่พูดกับตัวเอง กี่ร้อยกี่พันครั้งแล้วที่เขาไม่มีความกล้า เขาหัวเราะเยาะให้กับความขี้ขลาดของตัวเอง

               เขาคิดถึงพิชญ์...คิดถึงมาก... แค่ห่างกันหนึ่งวันก็รู้สึกไม่ชินเสียแล้ว

               อริญชย์หลับตาลงช้า ๆ จินตนาการถึงภาพพิชญ์ในหลากหลายอิริยาบถ ทั้งตอนดีใจ ตอนเสียใจ ตอนโมโห ตอนโกรธ ตอนมีความสุข ยิ่งคิดก็ยิ่งคิดถึง

               สามวันหลังจากนี้ในฮ่องกงสำหรับเขา...ช่างดูยาวนานเสียเหลือเกิน


 
TO BE CONTINUE




ขอบคุณทุกคนที่คอยติดตามคุณใหญ่กับพีทด้วยค่า ^^
ตอนนี้เขียนค้างไว้ตั้งแต่สี่ปีที่แล้ว นานมาก...กว่าคุณใหญ่จะถึงฮ่องกง
คุณใหญ่อ่อนโยนขึ้นทุกวันเลยนะคะ >///<



ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 821
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +79/-0
คุณใหญ่ แค่คำว่าคิดถึงมันไม่ได้ยากเย็นอะไรเลยที่จะพูดไปน้าาาาาา
พรุ่งนี้โทรใหม่แล้วพูดให้มันดังๆ ชัดๆ ไปเลย!!
เอาใจช่วยทางนี้นะ  :mew1:

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5201
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ Dee^daY

  • ไม่เคย ทำให้ใครเดือดร้อน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4010
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +329/-6
ลมสงบ ย่อมมาพร้อมกับ พายุใหญ่

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-0
ไม่บอกตอนนี้ ก็กลับไปบอกตอนถึงดีกว่าเนาะ ได้ยินจากปากตรงหน้าพีทคงได้เขินตาย  :-[ คราวนี้ละคุณใหญ่จะเล่นท่าไหนได้หมด พีทยอมแล้ว  :impress2: 555 ราชันย์ก็อ่อนลงให้ดินมากเลยนะ ประนีประนอมขึ้น วุ้ยยย  :o8: รอตอนต่อไปเลยยย  :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Renze

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 318
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +422/-25

สามสิบสาม
เผชิญหน้า





               เช้าวันศุกร์ อริญชย์มีนัดสำคัญวันนี้ เขาเลยตื่นตั้งแต่เช้า หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็ลงมารับประทานอาหารที่ห้องอาหารเช้าของโรงแรม เลือกรองท้องด้วยขนมปังสองสามชิ้นกับกาแฟดำแก้วหนึ่ง พอถึงเวลานัดหมายกับคนขับรถก็เดินออกมาเจอบอดี้การ์ดสองคนตรงล็อบบี ก่อนจะขึ้นรถคันเดียวกับเมื่อวานเพื่อออกเดินทาง

               ช่วงเช้านี้เขามีนัดเจรจาธุรกิจกับซัพพลายเออร์ชาวฮ่องกง บริษัทของคู่ค้าตั้งอยู่ย่านธุรกิจบนเกาะฮ่องกง พอเห็นอริญชย์มาถึงบริษัท เจ้าของบริษัทก็ลงมาต้อนรับขับสู้ด้วยตัวเองเป็นอย่างดี ครึ่งวันเช้าจบลงด้วยการเซ็นสัญญาและคุยกันถึงแผนงานหลังจากนี้ ก่อนที่เจ้าของบริษัทเอ่ยปากขอเลี้ยงมื้อกลางวันอริญชย์ที่ภัตตาคารแห่งหนึ่ง

               มื้อกลางวันวันนี้ของอริญชย์จึงจบลงที่ภัตตาคารอาหารจีนชื่อดัง เจ้ามือสั่งอาหารทะเลมาเลี้ยงเขาหลายอย่าง หลังจากกินข้าวเสร็จแล้วก็แยกย้ายกัน อริญชย์เดินกลับขึ้นมานั่งบนรถโตโยต้า อัลพาร์ดคันเดิม คนขับกำลังรอฟังจุดหมายต่อไปจากเขา อริญชย์หยิบโทรศัพท์ออกมากดหมายเลขแล้วรอสาย พอปลายสายรับ เขาก็เอ่ยออกมาเสียงเรียบ ๆ

                “ฉันคุยธุระเสร็จแล้ว”

               ปลายสายตอบกลับมาเพียงแค่ว่า...

                “เดี๋ยวฉันส่งที่อยู่ไปให้”

               หลังจากกดวางสายไม่ถึงห้านาที โทรศัพท์มือถือของเขาก็ร้องเตือนว่ามีข้อความเข้า อีกฝ่ายพิมพ์ที่อยู่ส่งมาทางข้อความ อริญชย์หยิบโทรศัพท์มือถือเขาให้บอดี้การ์ดส่งให้กับคนขับรถเพื่อดูที่อยู่ คนขับรถเพ่งมองที่อยู่บนหน้าจอ ขมวดคิ้วนิดหน่อยก่อนจะพยักหน้ารับ พอเห็นว่าอีกฝ่ายรู้ทาง อริญชย์ก็รับโทรศัพท์กลับคืนมา

               คนขับรถค่อย ๆ พาโตโยต้า อัลพาร์ด สีดำลัดเลาะมาสู่ย่านเดอะ พีค บริเวณที่มีมูลค่าที่ดินสูงที่สุดบนเกาะฮ่องกง หลังจากคดเคี้ยวอยู่บนถนนราวสิบนาที คนขับรถก็พาอริญชย์มาถึงหน้าแมนชั่นโอ่อ่าสไตล์อังกฤษ ขนาดสี่ชั้น อริญชย์หยิบโทรศัพท์มากดโทรหาหมายเลขเดิมซ้ำ

                “ฉันมาถึงแล้ว”

               เอ่ยจบแล้วก็วางสาย หลังจากนั้นเพียงแค่ห้านาที รถซีดานก็แล่นมาจากด้านหลังเขา ก่อนจะแซงขึ้นไปจอดอยู่ตรงหน้าประตูทางเข้าแมนชั่น พนักงานรักษาความปลอดภัยรีบเดินออกมาทันที หลังจากสนทนากับรถซีดานคันข้างหน้าอยู่สองนาที ประตูทางเข้าแมนชั่นก็เปิดออกด้วยกลไกอัตโนมัติ คนขับรถของอริญชย์ค่อย ๆ ขับตามหลังอีกฝ่ายเข้าไป

               เนื่องจากตัวแมนชั่นตั้งอยู่บนเขา อากาศข้างบนจึงค่อนข้างดี บริเวณสวนด้านนอกของแมนชั่นมีไม้ดอกนานาพันธุ์คอยแต่งแต้มสร้างสีสัน รถซีดานคันข้างหน้าจอดตรงหน้าแมนชั่น ก่อนราชันย์จะก้าวลงมาจากที่นั่งตอนหลัง พอเห็นอีกฝ่ายลงจากรถแล้ว อริญชย์เองก็ก้าวลงจากรถตาม

               สายตาสองคู่มองสบประสานกัน ก่อนราชันย์จะเป็นฝ่ายก้าวมาหาอริญชย์แล้วยกกำปั้นต่อยหัวไหล่เขาเบา ๆ

                “มาจบเรื่องบ้า ๆ พวกนั้นกันเสียทีเถอะ”

                “หึ!” อริญชย์แค่นเสียง “เพิ่งจะคิดได้หรือไง”

               ราชันย์มองอดีตเพื่อนรักนิ่ง ก่อนจะหมุนตัวแล้วเดินนำเข้าตัวแมนชั่น แค่เห็นราชันย์ปรากฏตัว พ่อบ้านประจำตระกูลก็รีบค้อมหัวลงทำความเคารพก่อนเอ่ยทักทาย

                “เชิญครับนายน้อย เชิญครับคุณใหญ่”

               ตอนราชันย์หนีจากประเทศไทยมาอยู่ฮ่องกง คนอื่นต่างพากันร่ำลือว่าเขาทิ้งมรดกนับพันล้านและทรัพย์สินมากมายมาลำบากลำบนอยู่เกาะฮ่องกง ยามข่าวลือพรรค์นั้นลอยมาเข้าหูอริญชย์ เขาก็เพียงแค่นยิ้มอย่างเหยาะหยัน คนอย่างราชันย์น่ะหรือจะมาลำบากอยู่ฮ่องกง การย้ายมาอยู่ที่นี่ของหมอนั่นคือการติดปีกเสียมากกว่าด้วยซ้ำ

               พ่อบ้านเฉินเดินนำราชันย์และอริญชย์มายังห้องหนังสือบริเวณชั้นหนึ่ง หลังจากเชื้อเชิญทั้งสองฝ่ายลงนั่งแล้ว เขาก็เอ่ยสอบถามว่าแต่ละคนต้องการชาหรือกาแฟไหม ก่อนจะออกไปตระเตรียมให้ อริญชย์กับราชันย์ยังคงนั่งมองหน้ากันนิ่ง ๆ จนกระทั่งพ่อบ้านเฉินเดินกลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมเด็กรับใช้ หลังจากวางเครื่องดื่มและของว่างลงบนโต๊ะให้แล้ว พ่อบ้านเฉินก็ล่าถอยออกจากห้องหนังสือ เหลืออริญชย์กับราชันย์นั่งเผชิญหน้ากันอยู่สองคน

                “มึง...” อริญชย์เอ่ยเรียกสรรพนามของอดีตเพื่อนรัก “ตัดสินใจแล้วใช่ไหม...”

               ราชันย์พยักหน้ารับแทนคำตอบ เขาตบมือเข้ากับกระเป๋าเสื้อเพื่อหาซองบุหรี่ ก่อนจะมุ่นหัวคิ้วอย่างหงุดหงิดเมื่อนึกออกว่าเมื่อเช้าก่อนออกจากโรงแรม เขาหยิบมาใส่กระเป๋า แล้วปฐพีเป็นคนหยิบออก

                “หลังจากนี้อีกสักสองสามวันน่าจะลงมือ ถ้ายังก็อาจจะต้องพึ่งแผนสอง แต่ต้องรอแม่คุยกับอารองอาสี่ก่อน”

               ราชันย์หมายถึงคุณนายหลิน มารดาบังเกิดเกล้าของเขา ซึ่งหลังจากหย่าขาดจากเจ้าสัวลิขิต บิดาของราชันย์ตอนราชันย์ยังเด็ก เธอก็ย้ายกลับมาอยู่ฮ่องกงเป็นการถาวร ราชันย์เห็นความรักจอมปลอมมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ เขาเลยทำตัวสำมะเลเทเมาตั้งแต่วัยรุ่น ไม่คิดขวนขวายหาความรักให้ปวดหัว

               คุณนายหลินคือทายาทตระกูลหลิน ตระกูลเก่าแก่อันดับต้น ๆ ของเกาะฮ่องกง หลังจากแต่งงานกับเจ้าสัวลิขิตจนคลอดราชันย์ออกมา เธอก็ยังเดินทางไป ๆ มา ๆ ระหว่างกรุงเทพฯกับฮ่องกง เพราะการเดินทางไป ๆ มา ๆ ของเธอนี่เอง เจ้าสัวลิขิตเลยมีความสัมพันธ์กับคนสนิทของเธอ...รตี ซึ่งต่อมาก็คลอดรัญญาออกมา คนข้างนอกร่ำลือกันว่ารตีถูกคุณนายหลินวางยาจนเสียชีวิต แต่ความจริงนั้นมีเพียงคนสามคนที่รู้...เจ้าสัวลิขิต คุณนายหลิน และราชันย์

                “ตีกันจนบริษัทแทบพังมาเกือบห้าปี พอมานั่งคุยกันแบบนี้ก็แปลก ๆ เหมือนกันนะ”

               ราชันย์เปรยพลางแค่นหัวเราะออกมา ขณะมองหน้าอดีตเพื่อนรัก ซึ่งเอาเข้าจริง ปัจจุบันก็ยังคงเป็นเพื่อนรักของเขาอยู่ มิตรภาพเกือบยี่สิบปี ถ้าจะให้มันสะบั้นลงภายในหนึ่งวันคงไม่ง่ายขนาดนั้น อย่างน้อยถ้าผลประโยชน์ลงตัว โลกนี้ก็ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร

                “ก็จริง ขนาดก่อนมาตุลย์ยังห่วงเลยว่ากูกับมึงจะคุยดี ๆ กันได้จริงหรือ”

                “มึงก็รู้ดีนี่ใหญ่...ว่ามึงไม่ได้โกรธกูมากเท่าเมื่อห้าปีที่แล้ว” ราชันย์เอ่ยพลางยิ้มร้าย ๆ นึกอยากเปลี่ยนชาร้อนที่กำลังยกขึ้นจิบเป็นว้อดก้าแรง ๆ ซักแก้ว

                “อย่าลืม ว่าเรายังเหลือสัญญาอีกสองข้อตามที่ตกลงกัน”

                “กูรู้น่า...” ราชันย์พึมพำพลางเบือนหน้าออกนอกหน้าต่าง ทอดสายออกไปไกล

               สัญญาสามข้อที่เคยตกลงกันหลังเกิดเรื่องอธิษฐ์ ตอนนี้ราชันย์ทำสำเร็จแล้วหนึ่งข้อ เหลืออีกสองข้อเท่านั้น เพื่อจะได้จบเรื่องที่เขาทะเลาะบาดหมางกันยาวนานถึงห้าปีลงเสียที

               อริญชย์เอนหลังพิงพนัก ยกถ้วยชาร้อนตรงหน้าขึ้นมาจิบ เขาสองคนสร้างเรื่องทะเลาะกันมาหลายปี แต่ก็โจมตีอีกฝ่ายและตอบโต้กันแบบจริง ๆ จัง ๆ แต่เขาสองคนต่างรู้ ว่าการวิวาทกันที่ผ่านมานั้น มีมือที่สามคอยอาศัยจังหวะผสมโรงอยู่หลายหน เขาก็แค่รอเวลาที่จะลากคอมือที่สามออกมา อริญชย์คิดคำนวณอยู่ในใจก่อนจะเอ่ยถามถึงสิ่งที่เขาสงสัย

                “ทำไมคราวนี้คุณนายหลินถึงยอมช่วยคุยกับทางนั้น”

                “ก็แค่ผลประโยชน์ลงตัว...”

               ราชันย์ตอบพลางยิ้มหยันด้วยความสมเพชตัวเอง บางทีก็นึกอิจฉาอริญชย์ที่มีชีวิตอิสระเสรี ต่างจากเขาที่ดูเหมือนมี แต่ก็เหมือนไม่มี

                “อย่าบอกนะว่ามึงตกลงแล้ว”

               ราชันย์ผงกหัวรับแทนคำตอบ ก็แค่เขาตกลงเรื่องผลประโยชน์กับมารดาบังเกิดเกล้าลงตัว แม่เขาถึงยอมสอดมือเขามายุ่งเรื่องตัดแขนตัดขาคนคนฝั่งกมลวิลาศน์ ครอบครัวกงสีที่ความสัมพันธ์ฉากหน้าดูสวยหรู แท้จริงกลับเป็นถ้ำเสือที่จ้องจะห้ำหั่นกันเอง

               หลังจากเจ้าสัวลิขิตเสียชีวิต ทรัพย์สมบัติก็ถูกบรรดาญาติพี่น้องหมายตา เจ้าสัวลิขิตเป็นพี่ชายคนโต มีน้องชายอีกสามคน คนรองวางตัวเป็นกลาง มักจะดูเหตุการณ์ต่างๆ อยู่ห่างๆ ขณะที่คนที่สามสนับสนุนรัญญาอย่างชัดเจน ราวกับต้องการจะงัดข้อกับคนอื่นๆ ส่วนคนที่สี่ก็เลือกที่จะสนับสนุนราชันย์

                “ใช่ กูตกลงแล้ว”

                “แล้วเด็กคนนั้น...” อริญชย์หมายถึงปฐพีที่เขาเคยเห็นอยู่ครั้งสองครั้ง

                “หมดประโยชน์แล้วก็ต้องปล่อยไป” ราชันย์เอ่ยอย่างไม่ยินดียินร้าย น้ำเสียงติดจะเฉยเมยเสียด้วยซ้ำ

                “อย่าทำอะไรที่ตัวเองจะต้องเสียใจทีหลัง”

                “มึงกำลังแนะนำจากประสบการณ์ตรงใช่ไหม” ราชันย์ถามกลั้วเสียงหัวเราะ แต่รอยยิ้มกลับไปไม่ถึงดวงตา

               บางทีเขาก็นึกอิจฉาอริญชย์ อริญชย์คนที่สามารถทำได้ทุกอย่างตามที่ตัวเองปรารถนา ส่วนเขาเองกลับต้องเดินหมากทีละก้าวด้วยความระมัดระวัง ค่อย ๆ ขุดรากถอนโคนเนื้อร้ายทีละนิด เวลากว่าห้าปีที่เขาค่อย ๆ วางกับดักล่อจับแมลง บัดนี้สมควรแก่เวลาที่จะขุดรากถอนโคนแล้ว เพียงแต่ค่าใช้จ่ายที่เขาต้องจ่ายมันช่างสาหัสสากรรจ์เหลือเกิน

                “มันอาจจะมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้”

                “มึงก็รู้ว่ากมลวิลาศน์ต้องมีคนสืบทอด”

               อริญชย์ฟังเหตุผลของราชันย์แล้วก็นิ่ง เรื่องสืบทอดทายาทเป็นเรื่องสำคัญของตระกูลใหญ่ เขายังโชคดีที่มีน้องหนูมารอรับมรดกของเขาแล้ว มิหนำซ้ำ ทั้งพ่อและแม่ของเขาก็เสียชีวิตกันหมด เลยไม่มีใครมาก้าวก่ายกับชีวิตคู่ของเขาอีก ถ้าจะต้องห่วงก็คงมีแค่แม่พลอย ที่เขาอาจจะต้องหาวิธีเจรจาประนีประนอมกันอีกที ให้บัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น

               อริญชย์นั่งคลึงถ้วยชาในมือไปมา ขณะครุ่นคิดเรื่องของเขากับพิชญ์ เมื่อวานตอนออกจากบ้าน เขาสั่งให้ตุลย์แวะไปหาช่างทำอัญมณีประจำตระกูลก่อนตรงมาสนามบิน มารดาของเขามีเครื่องประดับหลายชุด แต่ชิ้นที่ตกทอดกันมารุ่นสู่รุ่นก็มีเพียงแหวนประจำตระกูล เขาบอกขนาดนิ้วของพิชญ์กับช่างไป ก่อนจะให้ช่างขึ้นตัวเรือนใหม่ให้พอดีกับขนาดนิ้วของพิชญ์

               แหวนวงนี้...คือแหวนวงที่เขาจะให้พิชญ์สวมแทนแหวนแต่งงานวงเดิม

               อริญชย์คิดพลางเผยรอยยิ้มออกมา ทำเอาราชันย์ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถึงกับต้องขยี้ตา นึกว่าตัวเองตาฝาด นานทีปีหนเขาจะเห็นรอยยิ้มปรากฏบนหน้าของอริญชย์ พอเห็นแล้วก็ชวนให้รู้สึกขนลุกหน่อย ๆ จนต้องเอ่ยปากออกไป

                “อย่าทำหน้าตาอย่างนั้นได้ไหม เห็นแล้วขนลุก”

               ก๊อก ๆ ๆ

               เสียงเคาะประตูเรียกชายหนุ่มสองคนให้หันกลับไปมอง พ่อบ้านเฉินเปิดประตูเข้ามา ค้อมหัวลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเชิญ

                “คุณนายหลินเชิญพบครับ นายน้อย คุณใหญ่”

               สองหนุ่มขยับตัวเล็กน้อย หันมองสบตากันแวบหนึ่งก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้พร้อมกัน แล้วเดินออกจากห้องภายใต้การนำทางของพ่อบ้านเฉิน มุ่งหน้าสู่ชั้นบนสุดของแมนชั่น

               แมนชั่นขนาดสี่ชั้นของตระกูลหลินมีลิฟต์อยู่มุมด้านใน แต่พ่อบ้านประจำตระกูลกลับเลือกพานายน้อยและแขกเดินขึ้นบันไดวนที่ทอดยาวจากชั้นหนึ่งสู่ชั้นสี่ พ่อบ้านเฉินดูเหมือนจะเคยชินกับการเดินขึ้นบันไดวน เลยไม่มีอาการหอบให้เห็นแม้แต่น้อย พอชำเลืองมองคนที่เดินตามหลังมา เห็นทั้งอริญชย์และราชันย์เดินตามมาด้วยท่าทางสบาย ๆ ก็ลอบยิ้มอย่างพึงพอใจ

               พอขึ้นมาถึงชั้นสี่ ประตูไม้บานใหญ่ก็ปรากฏแก่สายตา พ่อบ้านเฉินสั่นกระดิ่งหน้าประตูเบา ๆ หลังจากนั้นจึงเปิดประตูออกแล้วผายมือเชิญอริญชย์และราชันย์ข้างในห้อง ส่วนตัวเขายืนรออยู่ข้างนอกเพื่อปิดประตูตามหลังให้

               เพียงแค่ก้าวแรกที่ย่างเท้าเข้ามาในห้อง อริญชย์ก็มองเห็นเงาร่างระหงซึ่งยืนอยู่ตรงหน้าต่าง กำลังยืนหันหลังให้พวกเขา แดดจัดยามบ่ายส่องเข้ามาผ่านกระจกบานใหญ่ จนเห็นเป็นเงาลาง ๆ ราชันย์มองนิ่ง ๆ ก่อนจะเรียกขานอีกฝ่ายออกมาคำหนึ่ง

                “แม่...”

               ขณะที่อริญชย์เอ่ยทักทายเจ้าของบ้านตามมารยาท

                “สวัสดีครับ คุณน้า...”

               เจ้าของบ้านค่อย ๆ ผละจากหน้าต่างและหันกลับมาหาอริญชย์และราชันย์ แม้จะอายุเกือบหกสิบปีแล้ว แต่คุณนายหลินยังดูแลตัวเองดีอยู่เสมอ ดวงหน้าสวยสดงดงามมีริ้วรอยเพียงจาง ๆ ดูห่างจากอายุจริงเกินสิบปี ริมฝีปากสีแดงสดเหยียดออกเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยกับแขกผู้มาเยือน

                “นั่งลงสิ...”



.




CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Renze

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 318
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +422/-25



               พิชญ์ก้มลงดูนาฬิกาข้อมือ ตอนนี้เวลาห้าโมงกว่าแล้ว วันนี้ทั้งวันโทรศัพท์เขาดังอยู่สองสามครั้ง ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องงานแทบทั้งสิ้น อริญชย์ไม่ได้โทรศัพท์มาหาเขาตั้งแต่เช้า อย่างที่เจ้าตัวออกตัวไว้ตั้งแต่เมื่อวาน ทั้งที่รู้แบบนี้ แต่พิชญ์ก็ยังอดเหลียวมองโทรศัพท์บ่อย ๆ ไม่ได้ ลงท้ายก็เลือกเป็นฝ่ายส่งข้อความไปบอกเอง ตัดทิฐิออกเสียบ้าง ชีวิตจะได้มีความสุข

               พิชญ์พิมพ์ ๆ ลบ ๆ อยู่สองสามรอบ สุดท้ายก็ส่งออกไปง่าย ๆ แค่บอกกล่าวให้อีกฝ่ายรับทราบ


                ...ผมกำลังจะพาพนักงานไปกินเลี้ยงกันนะครับ....


               พอส่งข้อความหาอริญชย์แล้ว เขาก็กดโทรศัพท์หาแม่พลอย ซึ่งตอนนี้มาพักอยู่ที่คฤหาสน์เกียรติกาญจนา รอจบงานโรงเรียนของน้องหนูวันอาทิตย์ แล้วแม่พลอยค่อยเดินทางกลับต่างจังหวัดวันจันทร์

                “ว่าไงลูก...” พอรับสายปุ๊บ แม่พลอยก็รีบถามไถ่ลูกชายคนเดียวทันที

                “แม่ วันนี้พีทกลับดึกหน่อยนะ พอดีมีกินเลี้ยงกับทีม”

                “ได้สิ เดี๋ยวแม่ดูน้องหนูให้เอง ไม่ต้องห่วงนะ”

                “ครับผม แม่จะเอาอะไรก็บอกป้าน้อยเลยนะ”

               พิชญ์เอ่ยอีกสองสามประโยคก่อนจะกดวางสายไป พอวางสายจากแม่พลอยแล้วเขาก็เก็บของบนโต๊ะให้เรียบร้อย เตรียมตัวออกจากบริษัท ตั้งแต่ตุลย์ถูกอริญชย์ทิ้งให้อยู่ที่นี่ ฝ่ายนั้นก็เกาะติดเขาแจ วันนี้พิชญ์เลยไม่แปลกใจนักที่เดินออกมาจากห้องทำงานแล้วจะเห็นตุลย์ยืนรออยู่

                “ไปกันเลยไหมครับ คุณพีท” ตุลย์เอ่ยถามพิชญ์ ก่อนจะเดินเข้ามาช่วยถือกระเป๋าเอกสาร

                “ไปเลยครับ คุณตุลย์รู้จักร้านใช่ไหมครับ ร้านที่เราชอบเลี้ยงพนักงานกันบ่อย ๆ ตรงถนนพระรามสี่น่ะครับ” พิชญ์เอ่ยถามก่อนจะบอกชื่อร้านออกไป

                “รู้จักสิครับ ผมบอกคนขับรถให้แล้ว”

               พอลงจากลิฟต์มา พิชญ์ก็เดินตามตุลย์ไปขึ้นรถที่จอดอยู่ตรงลานจอดหน้าตึก พิชญ์ก้มลงมองโทรศัพท์มือถือตัวเองแวบหนึ่ง เห็นหน้าจอยังคงว่างเปล่าก็เผลอถอนหายใจออกมาก่อนจะยัดลงกระเป๋ากางเกง

               การจราจรตอนเย็นค่อนข้างติดขัด ขนาดเลือกร้านอาหารใกล้กับบริษัทแล้ว กว่าจะฝ่ารถติดมาถึงร้านได้ก็ยังใช้เวลาร่วมครึ่งชั่วโมง โชคดีที่พิชญ์เป็นเจ้าภาพมื้อนี้ เขาเลยไม่ต้องกลัวว่าใครจะค่อนขอดเรื่องเขามาสาย

               ตอนจองโต๊ะ พิชญ์ให้คนที่โทรศัพท์มาจองโต๊ะกับทางร้านเลือกปิดโหนึ่งซน จะได้ไม่รบกวนแขกคนอื่น พอเห็นกลุ่มก๊วนพนักงานกำลังยืนล้อมวงกันร้องเพลงสนุกสนาน ตุลย์ก็หันมาหาพิชญ์ ทำท่าจะเอ่ยขอตัวเพื่อไปนั่งรออีกมุมหนึ่ง พิชญ์กลับคว้าแขนตุลย์แน่น เอ่ยเสียงแข็ง อย่างไม่ยอมให้ตุลย์ได้มีโอกาสปฏิเสธ

                “จะไปไหนคุณตุลย์ มาด้วยกันก็ต้องไปด้วยกันสิ ไม่กลัวผมคลาดสายตาเหรอ”

               ตุลย์ส่ายหัวด้วยความระอา เขาปลดแขนพิชญ์ที่ยึดแขนตัวเองออก ก่อนจะแตะบ่าพิชญ์เบา ๆ ด้วยความสุภาพ เป็นเชิงให้พิชญ์เดินนำเข้าไป พิชญ์เห็นตุลย์ตามเขามาก็ยิ้มออกมา

               ยิ่งเดินเข้าใกล้โต๊ะ เสียงสนทนาสลับกับเสียงหัวเราะก็ยิ่งดังอึกทึกครึกโครม ก่อนจะค่อย ๆ เบาเสียงลงเมื่อทั้งกลุ่มหันมาเห็นพิชญ์และตุลย์ พนักงานคนหนึ่งลุกขึ้นยืนปรบมือต้อนรับพิชญ์ คนอื่นที่เหลือเลยทยอยลุกขึ้นยืนปรบมือตาม

                “มาแล้ว เจ้ามือของพวกเรา เฮ้ย! หลบให้ท่านรองนั่งหน่อยสิ”

               พิชญ์มองความชุลมุนตรงหน้าด้วยแววตาเป็นประกาย ก่อนจะเอ่ยออกมาเสียงดังให้เข้ากับบรรยากาศ

                “อยากกินอะไรสั่งกันเต็มที่เลยนะทุกคน มื้อนี้ท่านประธานเป็นคนเลี้ยง เราก็ต้องถล่มให้กระเป๋าฉีกไปเลย”

               คนในโต๊ะพากันหัวเราะให้กับคำกล่าวพาดพิงอริญชย์ของพิชญ์ ตุลย์นั่งลงขวามือของพิชญ์ อาหารถูกเวียนส่งมาเรื่อย ๆ พิชญ์เลือกตักอาหารที่ตัวเองชอบใส่จานของตัวเอง ก่อนเบียร์จะถูกส่งมาตรงหน้า ตุลย์เลิกคิ้วมองพิชญ์เป็นเชิงถามว่าจะดื่มไหม เจ้าตัวตบบ่าตุลย์ปุ ๆ ก่อนจะเอ่ยอย่างอารมณ์ดี

                “ดื่มฉลองด้วยกัน นาน ๆ ที”

               ตุลย์กลอกตาสองทีก่อนจะส่งแก้วเบียร์ในมือให้พิชญ์ แล้วรับอีกแก้วมาให้ตัวเอง โชคดีว่าเขาเอาคนขับรถมาด้วย ถ้าขืนเขาเป็นคนขับรถเสียเอง วันนี้มีหวังทั้งเขาและพิชญ์คงได้นอนอยู่ที่นี่หรือไม่ก็ต้องนั่งแท็กซี่กลับ เดือดร้อนให้อริญชย์โทรศัพท์ข้ามประเทศมาด่าอีก ตุลย์คิดขำ ๆ ขณะยกเบียร์ขึ้นจิบช้า ๆ

               พอแอลกอฮอล์เข้าปาก ทั้งกลุ่มก็ยิ่งครื้นเครง มีคนลุกออกไปร้องเพลงและมีคนลุกออกไปเต้น พิชญ์ถูกคะยั้นคะยอให้ลุกออกไปร้องเพลงอยู่หลายรอบ ตอนแรกเจ้าตัวก็ปฏิเสธท่าเดียว แต่พอแอลกอฮอล์เข้าปากเป็นแก้วที่สาม พิชญ์ก็เป็นฝ่ายเอ่ยปากขอไมค์เอง เรียกเสียงฮือฮาจากบรรดาพนักงาน ตุลย์ยิ้มมุมปากขณะล้วงหยิบเอาโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมา แล้วกดถ่ายคลิปวิดีโอตอนพิชญ์ร้องเพลง

               สงสัยปีนี้...อริญชย์ต้องตบโบนัสให้เขามากหน่อยเสียล่ะมั้ง จะมีใครเหมาะสมกับตำแหน่งลูกน้องดีเด่นยิ่งไปกว่าเขาอีก ตุลย์คิดพลางหัวเราะในลำคอเบา ๆ



.



               เมื่อเช้า ตอนราชันย์ออกจากโรงแรม ปฐพียังนั่งละเลียดอาหารเช้าอยู่บริเวณห้องอาหารชั้นหนึ่ง กว่าเขาจะออกจากโรงแรมก็ตอนสาย เขานั่งรถเมล์มาเดินเล่นย่านเซ็นทรัล เลือกหาของฝากสำหรับน้องชายคนเดียว คราวก่อนเขาซื้อพวกขนมกลับไปให้ชลธี ดูเหมือนเจ้าน้องชายตัวแสบของเขาจะชอบไม่น้อย มาคราวนี้ปฐพีเลยเลือกซื้อขนมกลับไปให้อีก แถมยังหยิบมาเผื่อปกรณ์ด้วย

               แวบหนึ่ง ปฐพีแอบคิดถึงพิชญ์ขึ้นมา แล้วก็เลยหยิบขนมมาเผื่อพิชญ์ด้วย ส่วนจะให้ตอนไหน เดี๋ยวเขาค่อยหาโอกาสอีกทีแล้วกัน อย่างน้อยขนมพวกนี้ก็เก็บได้นาน

               ปฐพีเดินเล่นสลับกับแวะร้านอาหารและร้านขนมอยู่ครึ่งค่อนวัน แล้วถึงค่อยกลับโรงแรม เพราะเดินมาทั้งวันจนเหนื่อย พอกลับมาถึงโรงแรมเขาเลยรีบอาบน้ำให้สดชื่นก่อนจะปีนขึ้นเตียงมานอนดูโทรทัศน์ วันนี้ปฐพีแวะกินขนมข้างนอกมาหลายร้าน ตอนนี้เขาเลยไม่นึกอยากอาหาร แม้ว่าจะยังไม่ได้กินมื้อเย็น

               ปฐพีนอนดูโทรทัศน์เพลิน ๆ อยู่บนเตียง มีลมเย็นสบายจากเครื่องปรับอากาศเป่าใส่ตัว พอรวมเข้ากับความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินเล่นตลอดทั้งวัน เขาเลยผล็อยหลับอย่างง่ายดาย

               เขาหลับไปนาน ฝันถึงเรื่องสมัยก่อน ฝันถึงเรื่องของราชันย์ ก่อนจะสะดุ้งตื่นขึ้นมา เมื่อรู้สึกถึงสัมผัสที่กำลังลากไล้ไปตามต้นขาเปลือยเปล่าของเขา

               ปฐพีอ้าปากเตรียมจะส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจ แต่เสียงร้องกลับถูกกลืนหายเมื่อริมฝีปากร้อนจัดทาบทับลงมา รสแอลกอฮอล์ขมปร่าถูกส่งผ่านจากริมฝีปากของคนที่กำลังรุกรานมายังเขา ปฐพีเพ่งมองเจ้าของริมฝีปากผ่านความมืด เสี้ยวหน้าที่คุ้นเคยปรากฏอยู่ลาง ๆ หัวใจที่เต้นกระหน่ำของเขาค่อย ๆ สงบลง

               เป็นราชันย์... แต่ที่น่าแปลกคือราชันย์กำลังจูบเขา เขาอยู่กับราชันย์มาราวห้าปี อีกฝ่ายจูบเขาแทบนับครั้งได้ แต่ยามนี้ริมฝีปากร้อนผ่าวที่เขาเฝ้าโหยหากำลังบดคลึงอยู่บนริมฝีปากเขา ทั้งคลึงเคล้าพะเน้าพะนอ จนปฐพีถึงกับเคลิบเคลิ้ม เผลอไผล เอื้อมมือออกไปเกาะเกี่ยวอีกฝ่าย รั้งให้เข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น

               กางเกงนอนของเขาดูเหมือนจะถูกถอดออกไปตั้งแต่ก่อนที่เขาจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา เขานอนหน้าแดงซ่านอยู่ในความมืด ยามที่ฝ่ามือร้อนผ่าวลูบไล้ไปตามร่างกายเขา ปฐพีแหงนเงยหน้าตัวเองเพื่อให้ราชันย์จูบเขาได้ถนัดมากยิ่งขึ้น

                “เฮีย...” เขาครางชื่อราชันย์ออกมา ยามที่ฝ่ายนั้นถอนริมฝีปากออกไป

               ดวงตาสองคู่สบประสานกันอยู่ในความมืด อะไรบางอย่างบอกเขาว่าวันนี้ราชันย์ไม่เหมือนทุกที แต่ขณะที่เขายังคิดไม่ออกว่าไม่เหมือนยังไง เสื้อนอน ซึ่งเป็นสิ่งบดบังร่างกายชิ้นสุดท้ายบนร่างเขาก็ถูกราชันย์ถอดออก ก่อนจะโยนไปไว้ข้างเตียง

               พอต้องเปลือยเปล่าต่อหน้าราชันย์ เขาก็รู้สึกเหมือนจะหนาวขึ้นมาดื้อ ๆ จนเผลอยกแขนขึ้นโอบกอดตัวเองเอาไว้ แต่อีกฝ่ายกลับดึงมือเขาออก ราวกับต้องการจะดูให้เต็มตา คราวนี้ริมฝีปากร้อนจัดแนบลงมาตามลำตัวเขา ดูดเม้มร่างกาย สร้างร่องรอยเอาไว้มากมาย

               ปฐพีเหมือนจะนึกออกแล้วว่าวันนี้ราชันย์ต่างจากทุกวันยังไง นอกจากครั้งแรกที่มีอะไรกัน ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองที่ราชันย์ปฏิบัติต่อเขาอย่างอ่อนโยน ค่อย ๆ เล้าโลมจนเขาเกิดอารมณ์ ริมฝีปากที่กำลังขบเม้มและดูดดึงยอดอกเขา ทำเอาเขาเสียวซ่านมากเสียจนคิดอะไรไม่ออก หัวสมองพลันขาวโพลน ความคิดจดจ่ออยู่แต่การกระทำของราชันย์

               ลิ้นร้อนผ่าวลากไล้ลงมาตามลำตัวเขา ขบเม้มสร้างร่องรอยมากมาย จนเขาแทบบิดเร่าด้วยความต้องการ ร่างกายท่อนล่างของเขาตอนนี้ทั้งอึดอัดและต้องการ อยากได้รับการเติมเต็ม จนเขาเผลอเบียดตัวเองเข้าหาราชันย์อย่างน่าไม่อาย ได้ยินเสียงอีกฝ่ายหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยปลอบประโลมเขา

                “ใจเย็น ๆ อย่ารีบร้อน”

               แม้กระทั่งยามที่ราชันย์ผละออกไปเผื่อถอดเสื้อผ้าตัวเองออก ปฐพีก็ยังเผลอยื่นมือไขว่คว้า ราวกับกลัวว่าจะถูกแกล้งเหมือนครั้งที่ผ่าน ๆ มา ราชันย์ชอบให้เขาอ้อนวอน แสดงความต้องการออกมา แล้วถึงค่อยเติมเต็มความปรารถนาให้เขา

                “เฮีย...” เขาเรียกชื่อราชันย์ออกมาอีกครั้งอย่างทนไม่ไหว

               ราชันย์โน้มตัวลงมาคร่อมตัวเขาเอาไว้ ก่อนจะจับเขาพลิกหน้านอนคว่ำลงกับเตียง ริมฝีปากร้อนผ่าวไล่จูบไปตามแผ่นหลังของเขา หนักบ้างเบาบ้าง เขาเอื้อมหยิบเจลหล่อลื่นตรงหัวเตียงมาบีบใส่มือ ก่อนจะค่อย ๆ กดปลายนิ้วลงกับช่องทางด้านหลังของปฐพี คนถูกกระทำเกร็งตัวขึ้นมาเล็กน้อย เพราะตอนนี้ปฐพีกำลังนอนคว่ำอยู่ เขาเลยไม่เห็นแววตาของราชันย์ที่ทอดมองเขา แววตาที่แสดงความรู้สึกมากมายออกมา

               ราชันย์สอดนิ้วเข้าไปทีละนิ้ว จากหนึ่งกลายเป็นสอง ให้ปฐพีค่อย ๆ ปรับตัวกับความคับแน่น เขามีเวลาทั้งคืนที่จะค่อย ๆ ปรนเปรอปฐพีให้มีความสุข ก่อนที่ทุกอย่างจะกลายเป็นเพียงความฝันหนึ่งตื่น ความรู้สึกอึดอัดในใจทำให้ราชันย์ถอนนิ้วออกมา ก่อนจะค่อย ๆ แทนที่ด้วยความใหญ่โตของเขา เขาสอดใส่เขาไปทีเดียวจนสุดทาง แล้วปล่อยให้ปฐพีค่อย ๆ คุ้นเคยกับมัน

               ร่างกายเขากับปฐพีคุ้นเคยกันดีราวกับเป็นเจ้าของกันและกัน แค่เพียงเขาอยู่นิ่ง ๆ ให้อีกฝ่ายค่อย ๆ ปรับตัวให้คุ้นเคยกับความคับแน่น ช่องทางของปฐพีก็บีบรัดเขาช้า ๆ จนเขาเกือบจะเป็นฝ่ายทนไม่ได้ขึ้นมาเสียเอง

                “เฮีย ขยับเถอะ ได้โปรด...”

               เสียงกึ่งอ้อนกึ่งวอนขอเร่งเร้าให้ราชันย์ค่อย ๆ ขยับร่างกายเข้าออก กระแทกใส่คนที่อยู่ใต้ร่าง เขายึดสะโพกปฐพีไว้ ขณะขยับเคลื่อนไหวเป็นจังหวะเร็วบ้างช้าบ้าง เสียงเนื้อกระทบกันดังท่ามกลางความเงียบ ปฐพีกำผ้าห่มแน่น ขณะหลุดเสียงครางออกมาเป็นระยะทุกครั้งที่ราชันย์กระแทกเข้ามา เตียงนอนขยับโยกไหวไปตามแรงกระแทกกระทั้น บ้างเบา บ้างหนัก

               ปฐพีเกือบจะทนไม่ไหวแล้ว ทุกครั้งที่ราชันย์ดันตัวเองเข้ามา เขาก็เสียวซ่านจนขาสองข้างสั่นระริก ไม่รู้ว่าตัวเองจะฝืนได้อีกนานแค่ไหน แล้วก่อนที่เขาจะทันคิดหาคำตอบได้ทัน เขาก็ปลดปล่อยความต้องการของตัวเองออกมาจนหมด ทั้งที่ราชันย์ยังไม่ได้แตะต้องแกนกายของเขาแม้แต่น้อย ตอนถึงฝั่งฝัน เขาร้องเรียกชื่อราชันย์ออกมาพร้อมกับเอ่ยบอกความรู้สึกลึก ๆ ในใจ

                “เฮีย ผมรักเฮีย...

               ถ้อยคำของปฐพีทำเอาเขาเกร็งไปทั้งตัวก่อนจะปลดปล่อยออกมาติด ๆ กัน ความอุ่นร้อนเติมเต็มจนเอ่อล้นอยู่ในร่างกายของปฐพี ขณะเขาค่อย ๆ ดึงปฐพีเข้ามาหาตัว ฝ่ามือใหญ่ลูบหัวอีกฝ่ายเบา ๆ

               ไม่รู้ว่าหลังจากนี้ เขาจะยังได้กอดเด็กที่เขาบังเอิญเก็บมาได้คนนี้อีกไหม

               ถึงเวลา...ปล่อยให้ปฐพีไปมีชีวิตของตัวเองเสียที




TO BE CONTINUE



ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นท์ ทุกคนที่คอยติดตามนะคะ
ปมเริ่มเฉลยออกมาทีละนิดแล้วค่ะ
ตอนนี้โดนเฮียเล้งกับดินขโมยซีนเต็ม ๆ เลย สองคนนี้กลิ่นมาม่าแรงมาก


ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 821
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +79/-0
 สงสารดินมากๆ เลย รักเฮียเล้งมาก แต่เป็นไปไม่ได้เลยที่จะครองรักกัน เหตุผลของเฮียเล้งก็เป็นเรื่องค่อนข้างใหญ่อยู่นะ คนโตของวงศ์ตระกูลจำเป็นต้องแต่งงานมีทายาทสืบต่อกันไป เฮ้อ!! สงสารดิน สงสารจริงๆ นะ หวังว่าทั้งสองคนจะเจอทางออกที่ดีกว่านี้  :ling3:

ตอนนี้คุณใหญ่กับเฮียเล้งได้เผยให้เรารู้แล้วว่าปัญหาใหญ่เป้งจริงๆ คือ คนในตระกูลกมลวิลาศน์ โดยเฉพาะยัยตะหลิว(รึเปล่า)​ พอมาเห็นว่าอดีตเพื่อนรักคุยกันได้แบบนี้แล้วค่อยรู้สึกหายอึดอัดหน่อย  :mew3:

ปล.อย่าลืมโทรหาพีทนะคุณใหญ่ เพราะพีทจ้องดูแต่โทรศัพท์จนจะเป็นบ้าอยู่แล้ว และอย่าลืมรางวัลให้ตุลย์ด้วยละที่ถ่ายคลิปตอนพีทร้องเพลงไว้ให้ดูด้วย ของหายาก 55555

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5201
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-0
ก่อนไป ก็ดียังได้เอ่ยบอกว่า รัก ถ้าเขาปล่อยไปแล้วจะได้ไม่รู้สึกค้างคา ทำดีที่สุดแล้ว และถ้ารักกันจริงวันใดวันหนึ่งเขาก็ต้องตามหา คนที่ปล่อยคือคนที่ร้อนรนกว่าคนไป เพราะคนไปทำใจมาตลอด รู้อยู่ว่าวันนี้ต้องมาถึง ถึงใจหายแต่ก็ไม่เสียใจนะดินนะ //รีบๆเคลียร์งานเลยคุณใหญ่ มีคนคิดถึงมาก1อัตรา เหล่ตามองโทรศัพท์ทั้งวัน 55555 ถ้าคุณใหญ่ได้เห็นคนยิ้มหน้าบานปานจานดาวเทียมอ่ะ 555 แต่ก็คงได้เห็นคนร้องเพลงแล้วสินะ ตุลย์ก็ปั่นดีจริง ควรได้โบนัสใหญ่นะเออ 555 //อ่อออ แผนซ้อนแผน???  กับดักขุดรากถอนโคนคนในตระกูลที่คิดทรยศ? สัญญาอะไรกันไว้อีก2 ต้องตามต่อไป ขอบคุณค่ะที่มาต่อ  :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Dee^daY

  • ไม่เคย ทำให้ใครเดือดร้อน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4010
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +329/-6
ความรัก ทำได้ทุกสิ่ง

ออฟไลน์ Renze

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 318
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +422/-25
สามสิบสี่
ลักพาตัว





               อริญชย์กลับมาถึงโรงแรมเกือบห้าทุ่ม หลังจากแยกกับราชันย์ที่บาร์ตอนสี่ทุ่มกว่า เขากับราชันย์นั่งดื่มและพูดคุยกันมาตั้งแต่หัวค่ำ ตอนนี้เลยรู้สึกกรึ่ม ๆ นิดหน่อย พอกลับมาถึงห้องพัก เขาเลยรีบอาบน้ำเพื่อให้ตัวเองสร่างเมา พอนึกถึงบทสทนาที่นั่งคุยกับราชันย์ที่บาร์แล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าช้า ๆ

               พวกเขาคุยกันถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผ่านมาตลอดหลายปีนี้ เรื่องของเขา เรื่องของราชันย์ เรื่องของไอลดา หรือแม้กระทั่งเรื่องของอธิษฐ์ ตอนนั่งคุยกัน มีช่วงหนึ่งที่ราชันย์ถามเขาออกมาตรง ๆ ว่า

                ‘ตอนเกิดเรื่องขึ้นกับกลาง มึงคงเกลียดกูมาก...ใช่ไหมใหญ่’

               เขาสาดเหล้าลงคอ ขณะจ้องหน้าราชันย์แล้วเอ่ยตอบด้วยความสัตย์จริง

‘เกลียดจนอยากจะฆ่ามึง อยากจะฆ่าทุกคนที่เกี่ยวข้องเลยล่ะ’

               มึงก็เกือบจะฆ่ากูอยู่หลายทีแล้วไม่ใช่หรือไง’

               แม้จะถูกกล่าวหาซึ่ง ๆ หน้า แต่อริญชย์ก็ยังยืดอกรับ ตอนเกิดเรื่องกับอธิษฐ์ เขาโมโหจนแทบจะพังทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของกมลวิลาศน์ ธุรกิจบางส่วนถูกเขาใช้อำนาจแทรกแซงจนเกือบจะล้มทั้งยืน ทั้งตัวราชันย์เองก็ถูกเขาจัดการจนสะบักสะบอม ถึงขนาดว่าอารองของราชันย์ต้องมาพบเขาด้วยตัวเองเป็นการส่วนตัว สิ่งที่อริญชย์บอกกับอารองของราชันย์มีเพียงแค่

                ‘ถ้าอารองไม่ยอมให้ผมเอาตัวคนผิดมาลงโทษ อย่างน้อยก็ต้องให้คนผิดมาขอโทษผมกับกลาง’

               ผลพลอยได้จากการคุยกันวันนั้นคือการวางแผนลากเอาหนอนบ่อนไส้จากฝั่งเขาและตัวต้นเหตุจากทางฝั่งกมลวิลาศน์ออกมา โดยต้องการขุดรากถอนโคนทั้งหมด ภายใต้สัญญาสามข้อที่เขากับราชันย์ตกลงกันโดยเอามิตรภาพอันยาวนานเป็นเดิมพัน

               อริญชย์ปัดเรื่องระหว่างเขากับราชันย์ออกจากหัว หันกลับมาครุ่นคิดถึงพิชญ์ ตอนนี้พิชญ์น่าจะกำลังเลี้ยงฉลองกับบรรดาพนักงานอยู่ เขาเห็นข้อความที่พิชญ์ส่งมาบอกเขาแล้ว แม้จะเป็นข้อความธรรมดา อริญชย์ก็ยังดีใจ อย่างน้อยพิชญ์ก็ยังนึกถึงเขา ตอนแรกอริญชย์จะหยิบโทรศัพท์มากดโทรหาพิชญ์อยู่แล้ว แต่พอคิดว่าเจ้าตัวน่าจะกำลังสนุกอยู่ เขาเลยวางโทรศัพท์ลงตามเดิม ซักพักเสียงข้อความเข้าก็ดัง เขาหยิบขึ้นมาดูว่าใช่พิชญ์หรือเปล่า ปรากฏว่าเป็นตุลย์ที่ส่งคลิปวิดีโอมา

               อริญชย์ขมวดคิ้ว เมื่อคิดว่าตอนนี้ตุลย์น่าจะอยู่กับพิชญ์ ระหว่างที่กำลังสงสัยเขาก็หยิบโทรศัพท์มากดดูว่าตุลย์ส่งคลิปวิดีโออะไรมา พอกดเล่นคลิป เสียงร้องเพลงที่น่าจะเรียกว่าเสียงแหกปากมากกว่าก็ดังลั่นออกมาจากในคลิป อริญชย์หรี่เสียงโทรศัพท์ลง ก่อนจะหัวเราะออกมาเมื่อเห็นชัดว่าเป็นพิชญ์ที่กำลังยืนถือไมค์ร้องเพลงอยู่ที่ร้านอาหาร ท่ามกลางเสียเชียร์จากพนักงานรอบข้าง

               อริญชย์ไม่รู้ว่าปกติพิชญ์เป็นคนร้องเพลงเพราะหรือเปล่า แต่ดูจากคลิปที่ตุลย์ส่งมาให้ สิ่งที่พิชญ์กำลังทำอยู่น่าจะเรียกตะเบ็งเสียงร้องมากกว่า เขาหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะกดเซฟคลิปวิดีโอลงโทรศัพท์ของตัวเองแล้ววางตรงโต๊ะหัวเตียง เตรียมตัวจะนอน แต่เพิ่งจะสอดตัวลงผ้าห่มแล้วเอื้อมมือปิดไฟ โทรศัพท์มือถือของเขาก็ส่งเสียงดังแทรกความเงียบขึ้นมา อริญชย์มุ่นหัวคิ้วหน่อย ๆ ใครกันที่โทรหาเขายามดึก ๆ ดื่น ๆ ถ้าไม่มีเรื่องด่วนได้โดนดีแน่

               พอเห็นชื่อคนโทรเข้าบนหน้าจอโทรศัพท์ อริญชย์ก็ต้องแปลกใจยิ่งกว่าเดิม ไม่บ่อยนักที่พิชญ์จะเป็นฝ่ายโทรหาเขา แล้วยิ่งเป็นเวลาดึก ๆ ดื่น ๆ อย่างนี้อีก หรือว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพิชญ์ อารามร้อนใจ เขาเลยรีบกดรับสาย

                “ฮัลโหล...”

               พอรับสายแล้ว อริญชย์ก็ต้องนิ่งขึงเมื่อเสียงปลายสายดังมาขาด ๆ หาย ๆ ดูเหมือนว่าเจ้าของโทรศัพท์จะไม่ได้พูดกับเขา นอกจากเสียงพิชญ์ที่ดังอู้ ๆ อี้ ๆ แล้ว ยังมีเสียงตุลย์ดังลอดเข้ามาในโทรศัพท์

                “ยืนดี ๆ ครับ คุณพีท”

               ฟังคำของตุลย์แล้วอริญชย์ก็ขมวดคิ้วฉับ พอจะเดาเหตุการณ์ปลายสายออกลาง ๆ เขาเรียกชื่อคนสนิทที่น่าจะอยู่ข้างตัวพิชญ์

                “ตุลย์...ตุลย์...”

               ไม่มีเสียงตอบรับจากปลายทาง มีเพียงเสียงลากเท้ากับพื้น เสียงเปิดประตู อริญชย์จินตนาการภาพตามว่าตอนนี้พิชญ์น่าจะอยู่ไหน ก็พอจะเดาออกว่าน่าจะเป็นที่บ้าน แล้วตอนนี้พิชญ์ก็น่าจะอยู่หน้าห้องของตัวเอง พอดีกับที่เขาได้ยินเสียงตุลย์คุยกับพิชญ์

                “ผมไปก่อนนะครับ คุณพีท ถ้าคออ่อน วันหลังก็อย่าดื่มเยอะอย่างนี้สิ”

               อริญชย์เข้าใจสถานการณ์ขึ้นมาทันที เสียงเปิดปิดประตูห้องดังก้องมาจากปลายสาย เขาคิดว่าที่พิชญ์โทรศัพท์มาหาเขา น่าจะเผลอกดโดนมากกว่าตั้งใจ เขากำลังลังเลว่าจะวางสายดีหรือจะยังถือสายฟังว่าพิชญ์ทำอะไรต่อดี เสียงอ้อแอ้จากปลายสายก็ดังเข้ามาในหูโทรศัพท์

                “อื้อ...วันนี้คุณใหญ่...ไม่เห็นโทรมาเลย รอทั้งวัน...”

               คำบ่นจากปลายสายทำเอาอริญชย์ถึงกับหลุดยิ้มออกมา หัวใจมีแต่ความอิ่มเอม ทั้งที่รู้ว่าพิชญ์พูดกับตัวเองและกล้าพูดออกมาเพราะไม่ได้อยู่หน้าต่อเขา แต่อริญชย์ก็อดดีใจไม่ได้ ดีใจที่ได้รู้ว่าพิชญ์เองก็คิดถึงเขาไม่ต่างกัน

               อริญชย์อดทนนั่งรอฟังเงียบ ๆ รอว่าพิชญ์จะพูดอะไรต่อ แต่ปลายสายก็เงียบไปนานจนเขาเกือบจะถอดใจ ก่อนที่เสียงพิชญ์จะกลับมาดังอยู่ใกล้ ๆ เหมือนเดิม

                “เอ๊ะ โทรหาคุณใหญ่ตั้งแต่เมื่อไหร่...”

               เสียงอ้อแอ้ของพิชญ์บ่นอยู่เบา ๆ ดูท่าเจ้าตัวจะเมาไม่น้อย จนอริญชย์นึกคาดโทษอยู่ในใจ เขาลองเรียกชื่อเจ้าตัวเสียงเบา

                “พีท...”

                “อื้อ นี่พีทเอง”

               คำตอบรับของพิชญ์ทำเอาอริญชย์ตื่นเต้น รู้สึกว่าก้อนเนื้อในอกกำลังเต้นแรง เขาไม่เคยมีโอกาสได้ยินพิชญ์แทนตัวเองแบบนี้ ด้วยน้ำเสียงอ้อแอ้กึ่งจะออดอ้อนแบบนี้เลย

                “รู้ไหมว่าคุยกับใครอยู่”

                “คุณหญ่าย...” เจ้าตัวเรียกชื่อเขาเสียงยานคาง จนอริญชย์นึกขันก่อนจะทำทีเป็นดุคนเมา

                “ทำไมถึงดื่มจนเมาขนาดนี้ หืมม์”

               ปลายสายฟังคำดุของเขาแล้วแทนที่จะนึกกลัวอย่างทุกที กลับส่งเสียงหัวเราะมาตามสาย ให้คนฟังรู้สึกคันหัวใจยิก ๆ ถ้าอยู่ใกล้ ๆ คงได้จับเข้ามาจูบให้หายใจไม่ทันไปแล้ว

                “ว่ายังไง ทำไมถึงดื่มจนเมา”

                “คราย...ครายมาว พีทม่ายมาว...”

               อริญชย์ส่ายหัวอย่างระอา นึกอยากจะฟาดเจ้าของเสียงอ้อแอ้ซักทีสองทีให้หายเมา แต่คำพูดที่เอ่ยออกไปกลับนุ่มนวลจนตัวเขาเองยังนึกแปลกใจ

                “หึ! แล้วคนไม่เมาอาบน้ำหรือยัง”

                “ม่าย ม่ายอาบ รอคุยกับ...คุณหญ่าย”

                “แล้วทำไมต้องรอคุยกับคุณใหญ่ด้วยล่ะ”

               อริญชย์ปะเลาะถามราวกับพิชญ์เป็นเด็กน้อย ขณะที่ปลายนิ้วก็กดบันทึกเสียงสายสนทนาด้วยความว่องไว เผื่อคนเมาจะเผลอหลุดอะไรออกมาให้เขาได้ชื่นใจ ให้สาสมกับที่ต้องห่างกันหลายวัน แต่คราวนี้พิชญ์เงียบอยู่นาน จนเขาต้องกระซิบเรียกเสียงต่ำ

                “พีท...พีท...”

                “อื้อ...พีทง่วง...”

                “แล้วไม่คุยกับคุณใหญ่แล้วหรือ”

                “ม่าย...จะนอน...”

               แล้วสายก็ถูกตัดทิ้งไป ทิ้งให้อริญชย์ได้แต่ถือโทรศัพท์ค้าง ทั้งฉิวทั้งขัน แต่ก็ทำอะไรกับเจ้าตัวแสบของเขาไม่ได้ ได้แต่ฝากคำพูดให้ลอยกลับไปหาอีกคน ที่ป่านนี้คงจะนอนหลับคอพับคออ่อนไปแล้ว

                “หลับฝันดีนะ พีท...”



.



               อริญชย์มาถึงฮ่องกงวันที่สามแล้ว วันนี้เขามีงานเลี้ยงตอนเย็นที่โรงแรมริทซ์-คาร์ลตัน ตอนเช้าหลังจากตื่นนอนและจัดการกับตัวเองเรียบร้อยแล้ว เขาก็กลับขึ้นห้องมาจัดการเช็กอีเมลและเคลียร์งานบางส่วนที่รอเขาอนุมัติทางอีเมล จนกระทั่งสาย ๆ อริญชย์ถึงหยิบโทรศัพท์มากดโทรหาพิชญ์ ประเทศไทยน่าจะประมาณเก้าโมงกว่า ซึ่งเขาคิดว่าพิชญ์น่าจะตื่นแล้ว แต่ดูเหมือนเขาจะประเมินพิชญ์สูงไป

               อริญชย์รอสายอยู่นานกว่าจะมีคนรับ แถมพอรับสายแล้วยังกรอกเสียงงัวเงียปนหงุดหงิดกลับมา

                “ครับ...”

                “ยังไม่ตื่นอีกหรือไง”

               เหมือนอริญชย์จะได้ยินเสียงขยับตัวมาจากทางปลายสาย ซักพักก็มีเสียงเสียดสีกันของผ้าห่ม

                “โทรมาแต่เช้าเชียว คุณใหญ่” พิชญ์บ่นอุบมาตามสายเมื่อถูกโทรปลุก

                “ฉันยังไม่ได้คาดโทษนายเลยนะ ที่เมื่อคืนเมาแอ๋กลับมา”

                “รู้ได้ยังไง” แล้วปลายสายก็จิ้มดูโทรศัพท์ตัวเอง ก่อนจะโวยวายออกมาอีกรอบ “นี่ผมโทรหาคุณดึก ๆ ดื่น ๆ เลยหรอ สงสัยจะเมามากจริง ๆ”

                “ใช่ แล้วยังพูดมากอีกด้วย”

                “หมายความว่ายังไง”

               อริญชย์ยิ้มกริ่มอย่างเจ้าเล่ห์ ขณะนั่งจ้องเงาตัวเองที่สะท้อนออกมาจากกระจกเงา

                “ฉันก็ตกใจที่นายโทรมา แล้วก็บอกว่าคิดถึงคุณใหญ่ เมื่อไหร่จะกลับ พีทรัก...”
               ตู๊ด ๆ ๆ ปลายสายกดตัดสายเขาทิ้งไปแล้วอย่างไม่ไยดี แต่อริญชย์ไม่ยักโกรธ เขาเพียงแค่หัวเราะหึ ๆ ก่อนจะกดส่งข้อความไปหาพิชญ์ ที่ป่านนี้คงนอนเอาหน้ามุดผ้าห่มไปแล้ว

                ...จะไปไหนอย่าลืมเอาตุลย์หรือกริชไปด้วย ดูแลตัวเองดี ๆ...

               หลังจากส่งข้อความไปไม่นาน พิชญ์ก็ตอบกลับมาด้วยความรวดเร็ว

                ...ครับ...

               อริญชย์ส่ายหัวให้กับข้อความสั้น ๆ ของพิชญ์ เขาเคลียร์งานจนเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ออกจากโรงแรม บอดี้การ์ดสองคนรีบมาเดินประกบ อริญชย์ให้คนขับรถขับไปส่งที่ห้างสรรพสินค้าใหญ่แห่งหนึ่งของฮ่องกง ตั้งใจจะซื้อของเล่นกลับไปฝากน้องหนู

               หลังจากเลือกดูแผนกเสื้อผ้ากับแผนกของเล่นเด็กอยู่เกือบสองชั่วโมงเต็ม อริญชย์ก็เดินออกมาพร้อมถุงกระดาษเต็มสองมือ หลังจากนั้นก็เดินเข้าแผนกสตรีต่อ อริญชย์เลือกซื้อผ้าพันคอแคชเมียร์อย่างดีผืนหนึ่งฝากแม่พลอย พอจ่ายเงินเสร็จแล้วก็เดินเข้าร้านแบรนด์เครื่องหนังจากอิตาลียี่ห้อหนึ่ง เขากวาดสายตาดูอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเลือกกระเป๋าเงินกับเข็มขัดไปให้พิชญ์ ซึ่งเดี๋ยวพอเจ้าตัวรู้ราคาเข้า มีหวังต้องบ่นเขาหูชาแน่ ๆ

               พอซื้อของฝากทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว อริญชย์ก็ให้ทางห้างสรรพสินค้าเป็นธุระจัดส่งข้าวของทั้งหมดไปที่โรงแรมให้เขา ส่วนตัวเขาเองเลือกนั่งพักที่ร้านกาแฟบริเวณชั้นหนึ่งของห้างสรรพสินค้า ที่หันหน้าออกถนนสายหลัก

               อริญชย์เพิ่งจะจิบกาแฟแค่สองอึก เขาก็เห็นเงาร่างคุ้นเคยเดินอยู่ด้านนอก เป็นราชันย์กับปฐพี เขานั่งมองดูทั้งคู่นิ่ง ๆ ผ่านกระจกใสของร้าน อริญชย์มองเลยผ่านปฐพีไป ลอบจับสังเกตอารมณ์บนใบหน้าของราชันย์ยามอยู่กับปฐพี แม้จะยังเป็นราชันย์คนเดิมที่เขารู้จัก แต่อากัปกิริยาที่เอียงคอลงเพื่อฟังคนข้าง ๆ พูด รวมถึงท่าทางนิ่ง ๆ เหล่านั้น เขาก็อดคิดไม่ได้ว่าราชันย์เองก็มีความรู้สึกดี ๆ ให้กับปฐพีอยู่ไม่มากก็น้อย

               แม้อริญชย์จะเคยเห็นท่าทางเหล่านี้ของราชันย์ยามอยู่กับอธิษฐ์ แต่มันกลับให้ความรู้สึกไม่เหมือนกัน อย่างน้อยสายตาของราชันย์ยามมองปฐพีก็ต่างจากอธิษฐ์ เขาพลันรู้สึกว่าราชันย์อาจจะต้องพบเจอกับเรื่องยุ่งยาก ถ้าหากเจ้าตัวตัดสินใจที่จะปล่อยปฐพีไปจริง ๆ

               อริญชย์มองจนราชันย์กับปฐพีเดินหายเข้าไปในร้านค้าแห่งหนึ่งแล้วถึงถอนสายตากลับมา ตัวเขาเองก็ต้องเตรียมตัวเดินไปซื้อขนมที่พิชญ์ฝากให้ซื้อกลับไปให้คนอื่น ๆ เสร็จแล้วจะได้กลับโรงแรมเพื่ออาบน้ำแต่งตัวสำหรับงานเลี้ยงเย็นนี้

               เรื่องของเขาเอง...เขายังแก้ไม่ได้เลย

               เรื่องของราชันย์...ฝ่ายนั้นก็คงต้องหาทางแก้เอง



.



ออฟไลน์ Renze

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 318
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +422/-25


               เนื่องจากเมื่อวานที่เลี้ยงฉลองกับพนักงาน พิชญ์ดื่มหนักมากจนเขาเองยังงงว่ากลับมาถึงห้องได้ยังไง วันนี้หลังจากอริญชย์โทรมาปลุกตอนเช้าแล้ว พิชญ์ก็หลับต่อ ตื่นมาอีกทีก็เกือบเที่ยงพร้อมอาการปวดหัวตุบ ๆ เขานอนแผ่นิ่ง ๆ อยู่บนเตียง อาการเมาค้างเล่นงานเขาเสียหมดสภาพ

               เมื่อเช้าคุ้น ๆ ว่าเหมือนอริญชย์จะโทรมาหาเขารอบหนึ่ง แต่พิชญ์กำลังง่วง ๆ งง ๆ เขาเลยไม่มั่นใจว่าอริญชย์โทรมาหาเขาจริง ๆ หรือเขาเมามากจนเก็บไปฝัน พิชญ์ควานหาโทรศัพท์มือถือตัวเองมากดดูก่อนจะพบว่าอริญชย์โทรมาหาเขาจริง ๆ ขณะกำลังจับต้นชนปลายอยู่ เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้นเบา ๆ แม่พลอยเปิดประตูห้องนอนพิชญ์เข้ามาพร้อมถาดข้าวต้มในมือ

               พอเห็นว่าเป็นแม่พลอย พิชญ์ก็รีบเด้งตัวลุกขึ้นมานั่ง ก่อนจะต้องร้องอูยเมื่ออาการปวดหัวแล่นวาบจนเกือบหน้ามืด

                “ใจเย็น ๆ พีท” แม่พลอยเอ็ดลูกชายคนเดียวก่อนจะวางถาดข้าวต้มลงบนโต๊ะตัวเล็ก แล้วเดินมาหาลูกชายพลางบ่น “เมาเสียจนหมดสภาพเลยนะเรา น่าเกลียดจริง”

                “นาน ๆ ทีเองแม่ เห็นเขาสนุกกันก็เลยดื่มเพลินไปหน่อย”

                “ดูสิ แล้วก็ตื่นเอาเกือบเที่ยง แถมยังปวดหัวอีก” ถึงจะเอ็ดเสียงดุ แต่แม่พลอยก็ยกมือขึ้นอังหน้าผากลูกชายดู พอเห็นว่าไม่มีไข้ มีแค่อาการมึนหัวก็ค่อยเบาใจหน่อย

                “น่า อย่าบ่นเลยแม่ แล้วทำไมแม่ถึงยกขึ้นมาเองล่ะ ให้เด็กยกขึ้นมาให้ก็ได้นี่”

                “แค่ยกข้าวขึ้นมาให้ลูกตัวเอง ทำไมแม่ต้องใช้คนอื่นด้วยฮึ เดี๋ยวนี้เป็นคนใหญ่คนโต แล้วขี้เกียจเหรอเราน่ะ” แม่พลอยว่าพลางตีมือลูกชายเบา ๆ ไม่แรงนัก

                “โธ่ เปล่าเสียหน่อย พีทก็ยังเป็นลูกแม่คนเดิมนะ” พิชญ์แกล้งร้องโอดโอยไม่จริงจังนัก

                “ดูท่าทาง วันนี้ลูกแม่คงได้นอนทั้งวันแน่ ๆ เดี๋ยวแม่จะออกไปข้างนอกไปซื้อของมาทำขนมให้น้องหนู พีทอยากกินอะไรไหม แม่จะได้ซื้อของมาทำให้พีทด้วยเลย”

                “อยากกินบัวลอยไข่หวาน แม่ทำให้พีทกินหน่อย”

                “ดีเลย เดี๋ยวแม่จะได้ให้น้องหนูมาช่วยกันนั่งปั้นบัวลอย”

                “สนุกน้องหนูเขาล่ะ แล้วนี่แม่จะไปเลยเหรอ”

                “ใช่สิ แม่ว่าจะรีบไปรีบกลับ แม่พาน้องหนูไปกับแม่ด้วยนะ”

                “ตามสบายเลยครับ เอานวลไปด้วยนะแม่ แล้วให้กริชขับรถไปให้” พิชญ์จำข้อความที่อริญชย์กำชับไว้ได้ เลยไม่วายกำชับผู้เป็นแม่อีกทอดหนึ่ง

                “เราก็นอนพักเยอะ ๆ ล่ะ เดี๋ยวตอนเย็นแม่หมดแรง พีทจะได้มาเล่นกับลูกต่อ แม่ไปละ”

               พิชญ์หัวเราะขำคำพูดของแม่พลอย พอแม่พลอยเดินออกจากห้องไปแล้ว เขาก็ยกชามข้าวต้มขึ้นมากิน แค่ตักเข้าปากคำแรกก็รู้ทันทีว่าเป็นฝีมือแม่พลอย ไม่ใช่ฝีมือป้าน้อย สงสัยแม่เขาจะแย่งงานป้าน้อยทำแน่ ๆ พิชญ์คิดพลางตักเข้าปากอีกคำ รสมือแม่ ถึงไม่ได้กินนานก็ยังจำได้ และคิดถึงอยู่เสมอ

               พิชญ์ตักข้าวต้มเข้าปากคำแล้วคำเล่าจนหมด แล้วก็เดินเข้าห้องน้ำจัดการตัวเองให้สดชื่น ใช้เวลาไม่นาน พิชญ์ก็จัดการกับตัวเองเรียบร้อย เขาคิดว่าวันนี้ตัวเองคงไม่ได้ออกไปไหน เลยเลือกชุดลำลองง่าย ๆ

               ตอนเดินลงมาข้างล่าง บ้านดูเงียบเชียบ ป้าน้อยกำลังสาละวนเตรียมของว่างอยู่ในครัว ส่วนเด็กรับใช้คนอื่น ๆ ต่างคนต่างทำงานของตัวเองไป พิชญ์มองหาแล้วไม่เจอตุลย์ แต่เห็นว่าเป็นวันหยุด เขาเลยคร้านที่จะถามหาอีกฝ่าย อีกอย่างเมื่อคืนตุลย์ก็กลับมาพร้อมกับเขา วันนี้อาจจะตื่นสายเหมือนกันก็ได้ คิดได้แบบนั้นพิชญ์เลยนั่งแล้วหยิบหนังสือพิมพ์ของวันนี้มาอ่านตามความเคยชิน

               พิชญ์นั่งอ่านคอลัมน์วิเคราะห์เศรษฐกิจไปได้ครึ่งทาง เสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างตัวก็ดังแทรกความเงียบเข้ามา เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อชำเลืองตามองแล้วเห็นว่ากริชเป็นคนโทรเข้ามา คงจะถามว่าเขาอยากได้อะไรจากข้างนอกหรือเปล่าล่ะมั้ง พิชญ์คิดก่อนจะรับสาย

                “ว่าไงกริช”

                “คุณพีท คุณแม่คุณพีทกับคุณหนูหายไปครับ”

               พอกริชพูดจบ พิชญ์ก็เกือบทำโทรศัพท์ในมือร่วง เขาทำอะไรไม่ถูกจนเผลอกำโทรศัพท์แน่น ขณะเอ่ยถามกริชกลับไปด้วยเสียงที่เกือบจะเป็นเสียงตะคอก

                “หายไปได้ยังไง”

                “คุณท่านพาคุณหนูไปเข้าห้องน้ำครับ ผมกับนวลเห็นว่านานแล้วยังไม่ออกมาเสียที นวลเลยเข้าไปตามในห้องน้ำ แต่ก็ไม่เจอใครแล้ว ผมกับนวลลองหากันรอบ ๆ แถวนี้แล้วก็หาไม่เจอครับ”

               พิชญ์พยายามควบคุมอารมณ์โกรธเกรี้ยวเอาไว้ เวลานี้เขาต้องมีสติ แต่มันช่างดูยากลำบากเหลือเกิน เมื่อได้รู้ว่าแม่แท้ ๆ และลูกสาวคนเดียวหายตัวไป

                “ให้รปภ.ของทางห้างช่วยหา แล้วก็ให้ประชาสัมพันธ์ประกาศหาอีกทางด้วย เดี๋ยวฉันจะโทรศัพท์หาแม่พลอยดู” เอ่ยสั่งการเสร็จพิชญ์ก็ตัดสายทันที ไม่รอช้าแม้เพียงวินาทีเดียว

               พิชญ์กดหมายเลขแม่พลอยที่เขาจำได้ขึ้นใจก่อนจะโทรออก เสียงรอสายดังอยู่นานก็ไม่มีใครรับ พิชญ์เพียรพยายามโทรอีกครั้ง คราวนี้ปลายสายตัดสายทิ้ง แต่เขายังไม่หมดความพยายาม เขาโทรไปอีกรอบ แล้วคราวนี้พิชญ์ก็เกือบจะเป็นฝ่ายเขวี้ยงโทรศัพท์ในมือทิ้งเสียเอง ปลายสายปิดเครื่องหนีไปแล้ว ดวงตาของพิชญ์ลุกโชนด้วยความโกรธ เขาพยายามบังคับตัวเองไม่ให้จินตนาการถึงเรื่องร้าย ๆ เวลานี้เขาต้องมีสติ

               พิชญ์ลองโทรเข้าเบอร์แม่พลอยอีกรอบ อย่างที่คิดเอาไว้ โทรศัพท์ถูกปิดเครื่องไปแล้ว พิชญ์ยืนหน้าตาน่ากลัวอยู่กลางห้องรับแขก สมองประมวลผลด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะเปลี่ยนเป็นโทรหาตุลย์แทน พออีกฝ่ายรับสาย เขาก็เอ่ยสั้น ๆ แต่บังคับอยู่ในที โดยไม่ยอมให้อีกฝ่ายเอ่ยปากปฏิเสธ

                “คุณตุลย์ ผมมีเรื่องด่วนให้ช่วย มาหาผมที่ห้องรับแขกที”

               ไม่ถึงห้านาที ตุลย์ก็มาปรากฏตัวตรงหน้าพิชญ์ ตอนที่ตุลย์เดินเข้ามา เขาเห็นพิชญ์กำลังเดินงุ่นง่านไปมาไม่หยุด ท่าทางพิชญ์ดูกระสับกระส่ายจนไม่สมกับเป็นพิชญ์ ทำเอาเขาอดสงสัยไม่ได้ว่ามีเรื่องร้ายแรงอะไรเกิดขึ้น

                “คุณพีท...”

               พอได้ยินเสียงเรียกของตุลย์ พิชญ์ก็สะดุ้ง ก่อนเขาจะก้าวพรวดเข้ามาหาตุลย์ พิชญ์จับแขนตุลย์ไว้แน่นเหมือนเป็นหลักยึด ขณะพยายามเรียบเรียงถ้อยคำแล้วเอ่ยออกมา

                “คุณตุลย์ ช่วยผมหน่อย แม่...” พิชญ์เอ่ยถึงแม่ออกมาแล้วก็รู้สึกจุกในอก เขากลั้นก้อนสะอื้นลงไปก่อนจะเอ่ยต่อให้จบ “แม่กับน้องหนูหายไป ช่วยตามหาให้ที”

               ตุลย์ขมวดคิ้วฉับ ลางสังหรณ์ร้าย ๆ ของเขากำลังทำงาน บ่งบอกว่าเรื่องนี้ไม่ชอบมาพากล แต่เขาก็ยังเอ่ยถามพิชญ์ออกไป

                “คุณพีทเล่าเรื่องทั้งหมดให้ผมฟังหน่อย ผมจะได้รู้ว่าปัญหามันอยู่ตรงไหน”

               พิชญ์เล่าว่าแม่พลอยพาน้องหนูออกไปซื้อของมาทำขนมด้วยกัน เขากำชับแล้วให้พากริชกับนวลไปด้วย กริชจะได้คอยขับรถให้ ส่วนนวลจะได้ช่วยดูแลน้องหนู แต่เมื่อซักครู่กริชโทรมาหาเขาว่าทั้งแม่พลอยและน้องหนูหายไปทั้งคู่ พอวางสายจากกริช เขาก็ลองโทรหาแม่พลอย ก่อนจะพบว่าปลายสายปิดเครื่องหนีไปแล้ว

               ฟังที่พิชญ์เล่าจนจบ หน้าตุลย์ก็เคร่งเครียดขึ้นมาทันที เขาไม่คิดว่าฝ่ายนั้นจะอาศัยจังหวะที่อริญชย์ไม่อยู่ลงมือ และที่สำคัญ...เลือกลงมือกับเด็กและคนแก่แบบไม่สนใจไยดีอะไรทั้งนั้น ช่างน่ารังเกียจจริง ๆ

                “ผมเอาคนออกไปช่วยตามหาแม่พลอยกับคุณหนูได้ แต่คุณพีทต้องโทรบอกคุณใหญ่ก่อน”

               พิชญ์ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ตอนนี้เขาทั้งอยากโทรหาอริญชย์และไม่อยากโทรหาในเวลาเดียวกัน เขาอยากเอาปัญหาที่เจอไปให้อริญชย์ช่วยแก้ เพราะอริญชย์มักจะมีทางออกและวิธีที่ดีให้กับเขาเสมอ แต่ขณะเดียวกันพิชญ์ก็รู้สึกว่าเขาควรจะแก้ไขปัญหานี้ด้วยตัวเอง ตอนนี้อริญชย์อยู่ที่ฮ่องกง อย่างน้อยเขาควรให้อริญชย์เจรจาธุรกิจให้เรียบร้อยเสียก่อนแล้วถึงค่อยเอาปัญหาไปให้

                “ผมต้องโทรหาคุณใหญ่ด้วยเหรอ รอคุณใหญ่กลับมาแล้วผมค่อยบอกคุณใหญ่ได้ไหม”

               ตุลย์ส่ายหน้าปฏิเสธเมื่อเห็นอาการดื้อดึงของพิชญ์ ก่อนที่เขาจะเอ่ยอธิบายออกมา

                “คุณใหญ่ฝังเครื่องติดตามตัวคุณหนูไว้ที่จี้ที่คุณหนูใส่ มีแค่คุณใหญ่คนเดียวที่รู้ว่าตอนนี้คุณหนูอยู่ที่ไหน คุณพีทต้องให้คุณใหญ่เช็กจากโทรศัพท์มือถือครับ แล้วผมจะได้พาคนออกไปตามหา”

               เป็นอีกครั้งที่พิชญ์ต้องยอมรับในความรอบคอบของอริญชย์ ถ้าหากว่าเป็นเขา เขาคงคิดไม่ถึงแน่ ๆ เร็วกว่าที่ใจคิด มือเขาก็กดโทรออกหาอริญชย์ทันที



.



               งานเลี้ยงที่อริญชย์มาร่วมงานด้วยตอนกลางคืน จัดขึ้นที่ห้องบอลรูม โรงแรมริทซ์-คาร์ลตัน เขามาถึงก่อนราชันย์เล็กน้อย ฝ่ายหลังมาพร้อมกับคุณนายหลิน ทันทีที่คุณนายหลินเยื้องย่างเข้างานมาพร้อมลูกชายคนเดียว ทุกสายตาในงานก็พร้อมใจกันหันมาจับจ้อง

               ยามเดินผ่านอริญชย์ที่ยืนอยู่ด้านขวามือ คุณนายหลินก็คลี่ยิ้มออกมาน้อย ๆ พลอยทำให้อริญชย์นึกถึงบทสนทนาที่แมนชั่นเมื่อวาน เพราะคุ้นเคยกันในระดับหนึ่ง คุณนายหลินถึงได้เอ่ยออกมากับเขาตรง ๆ ต่อหน้าราชันย์ที่นั่งอยู่ด้วยกันในห้องส่วนตัวของคุณนายหลิน

                ‘ถ้าไม่ติดว่าน้องสาวเธอแต่งงานแล้ว ฉันก็อยากจะสู่ขอมาให้ลูกชายฉัน น่าเสียดาย...’

               แม้อริญชย์เองจะเคยคิดอยากให้ราชันย์เอ็นดูอธิษฐ์ แต่ถ้าหากเป็นไอลดา เขานึกภาพไม่ออกจริง ๆ ว่าชีวิตคู่ของไอลดากับราชันย์จะเป็นยังไง แน่นอนว่าแม้แต่ตัวราชันย์เอง ตอนได้ยินคุณนายหลินเอ่ยออกมาแบบนั้นยังอดทำหน้าประหลาดไม่ได้

               อริญชย์หันมาจดจ่อกับงานตรงหน้า รัศมีและบารมีของคุณนายหลินที่อยู่เบื้องหน้า ทำเอาเขาคิดว่าโชคดีแล้วที่ไอลดาเลือกแต่งงานกับคนธรรมดาอย่างพิชญ์ คนที่เลือกแต่งงานกับราชันย์แล้วเข้ามาเป็นสะใภ้คุณนายหลินก็คือเข้ามาอยู่ภายใต้อำนาจคุณนายหลินดี ๆ นี่เอง ซึ่งไอลดาคงไม่เหมาะนัก ไอลดาถูกเขาเลี้ยงมาอย่างอิสระ ปล่อยให้ทำอะไรตามใจตัวเองมาตลอด เธอไม่เหมาะกับครอบครัวใหญ่ที่เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์แม้แต่น้อย

               หลังจากพาผู้เป็นแม่เดินไปส่งตรงที่นั่งวีไอพีแล้ว ราชันย์ก็เดินกลับมาหาอริญชย์ ในมือต่างคนต่างถือแก้วไวน์เอาไว้ แล้วจิบทีละนิด อริญชย์เห็นบรรยากาศตรงหน้าก็อดเอ่ยถามราชันย์ไม่ได้

                “มึงไม่คิดจะย้ายมาอยู่ที่นี่เป็นการถาวรหรือไง”

                “ไม่ล่ะ ขี้เกียจพูดภาษาจีน”

               ฟังเหตุผลของเพื่อนแล้วอริญชย์ก็ถึงกับส่ายหัวออกมา เขายืนสังเกตบรรยากาศรอบงานอยู่กับราชันย์ พอเห็นว่าตอนนี้บรรดาแขกคนสำคัญยังมาไม่ถึงกัน เลยถือโอกาสเดินออกไปเข้าห้องน้ำ

               ตอนอยู่ในงาน อริญชย์รู้สึกเหมือนโทรศัพท์เขาน่าจะสั่น แต่เนื่องจากไม่มีจังหวะ เขาเลยยังไม่ได้รับสาย รอจนกระทั่งเข้าห้องน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว อริญชย์ก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู พอเห็นว่าเป็นพิชญ์โทรมาถึงห้าครั้ง เขาก็อดสงสัยปนสังหรณ์ใจไม่ดีไม่ได้ อริญชย์รีบโทรกลับหาพิชญ์ เสียงรอสายดังเพียงครั้งเดียว พิชญ์ก็กดรับสายทันที ราวกับว่ากำลังรอให้เขาโทรกลับมาอยู่ตลอด

                “คุณใหญ่...” เสียงของพิชญ์สั่นเครือจนคนฟังอย่างเขาถึงกับตกใจไปด้วย รีบร้อนถามออกไปด้วยความเป็นห่วง

                “เป็นอะไรพีท เกิดอะไรขึ้น”

                 “แม่กับน้องหนูหายไป ผมโทรหาแล้ว โทรศัพท์ถูกปิดเครื่อง คุณใหญ่ช่วยดูให้หน่อยได้ไหมว่าตอนนี้แม่กับน้องหนูอยู่ที่ไหน”

                อริญชย์นิ่งไปตั้งแต่ประโยคแรก แต่ประสบการณ์สอนให้เขาเป็นคนมีสติ เขากดเปิดแอปพลิเคชั่นจากโทรศัพท์มือถือ รอสัญญาณอยู่ซักครู่ก็เห็นตำแหน่งที่ตั้งของน้องหนู อริญชย์ไม่รอช้า เขารีบกดส่งข้อมูลจากแอปพลิเคชั่นให้ตุลย์ทันที

                 “ใจเย็น ๆ นะพีท ฉันส่งให้ตุลย์แล้ว ตุลย์รู้ว่าจะต้องจัดการยังไงต่อ เดี๋ยวฉันจะรีบกลับไป”

                ดูเหมือนพิชญ์จะไม่มีอารมณ์มาฟังเขาแล้ว เจ้าตัวกดตัดสายไปทันที คาดว่าคงจะไปไล่เอากับตุลย์ต่อ พอวางสายจากพิชญ์แล้วอริญชย์ก็เพ่งมองหน้าจอโทรศัพท์ตัวเอง จากพิกัดที่โชว์ในแอปพลิเคชั่น ตอนนี้น้องหนูไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯแล้ว สายตาของอริญชย์เปลี่ยนเป็นดุดันทันที เขากดดูไฟล์ทบินกลับกรุงเทพฯ คืนนี้ ตอนนี้ยังเหลือไฟล์ทอยู่ เพียงแต่เขาต้องรีบออกจากงาน อริญชย์สอดโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋ากางเกง ขณะสาวเท้าเร็ว ๆ กลับเข้าไปในงาน ตรงไปหาราชันย์ที่ยืนอยู่

                 “เล้ง เดี๋ยวกูจะกลับแล้วนะ”

                 “มึงจะรีบไปไหน เดี๋ยวแม่กำลังจะแนะนำให้มึงรู้จักกับตระกูลถัง โอกาสอย่างนี้ไม่ได้มีบ่อย ๆ นะ”

                 “น้องหนูถูกลักพาตัวไป กูจะบินกลับไทยคืนนี้”

                คราวนี้ราชันย์ถึงกับเป็นฝ่ายชะงักไป ก่อนจะเอ่ยถามออกมาเสียงเคร่งเครียดไม่แพ้กัน

                 “อย่าบอกนะว่าเป็นฝีมือของ...”

                 “กูไม่รู้ แต่ที่รู้คือกูต้องกลับไปจัดการปัญหาทั้งหมด ที่เหลือฝากมึงด้วยนะ กูจะรีบไปสนามบินแล้ว”

                 “ได้ ๆ ถ้าอยากให้ช่วยอะไร มึงบอกกูนะ แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้กูรีบตามกลับไป”

                อริญชย์พยักหน้าส่ง ๆ ก่อนจะรีบสาวเท้าออกจากงาน ระหว่างทางก็กดโทรศัพท์หาบอดี้การ์ดให้เรียกคนขับรถมา เขาต้องรีบกลับไปโรงแรมเพื่อเก็บของ หลังจากนั้นก็ตรงไปสนามบินเพื่อซื้อตั๋วเครื่องบินแล้วเดินทางกลับคืนนี้

                เขายังไม่อยากตัดสินว่าคนที่อยู่เบื้องหลังการลักพาตัวน้องหนูครั้งนี้จะเป็นรัญญา ถึงแม้ว่าความเป็นไปได้จะมีมากถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ หากคราวนี้รัญญาเป็นคนก่อเรื่องอีก เขาคงปล่อยเธอไว้ไม่ได้จริง ๆ คราวที่เกิดเรื่องกับอธิษฐ์ เป็นเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นน้องสาวคนเดียวของราชันย์ เขาถึงได้ต้องการแค่คำขอโทษกับลงโทษเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่หากคราวนี้น้องหนูเป็นอะไรขึ้นมา ต่อให้ต้องล้มหมากทุกกระดานที่วางแผนกับราชันย์มา เขาก็จะไม่มีทางยอมปล่อยรัญญาไปแน่ ๆ

                คล้อยหลังจากที่อริญชย์เดินออกจากงานไป ราชันย์ที่ยืนนิ่งมองตามหลังเพื่อนค่อย ๆ ถอนสายตากลับมา เขาล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง กดหมายเลขของคนสนิทที่ถูกบันทึกอยู่อันดับต้น ๆ รอจนกระทั่งฝ่ายนั้นเอ่ยรับสาย เขาก็กรอกเสียงลงไป

                 “ฉันเองนะ ปกรณ์...”

                 “ครับเฮีย ผมจัดการทุกอย่างตามที่คุยกันเรียบร้อยแล้วนะครับ”

                 “ดี! ปล่อยข่าวตามที่ฉันสั่งแล้วใช่ไหม...” เขาเว้นช่วงอึดใจหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อ “จับตาดูทางนั้นดี ๆ ไอ้ใหญ่กำลังจะกลับไป”





TO BE CONTINUE



พอคุณใหญ่ไม่อยู่ปุ๊บ เกิดเรื่องปั๊บเลย
เรื่องนี้มีเขียนเก็บสต็อกไว้บางส่วน แต่ไม่เยอะมาก
พอเริ่มถึงตอนที่ขึ้นเลข 4 ก็แอบปริ่มนิด ๆ
ไม่คิดว่าจะกลับมาเขียนจนจบ หลังจากหยุดเขียนไปเกือบ 4 ปี
ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นท์ และทุกคนที่คอยติดตามมาก ๆ เลยค่ะ


ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5201
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ Dee^daY

  • ไม่เคย ทำให้ใครเดือดร้อน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4010
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +329/-6
เรื่องเริ่มจะวุ่นวายแล้ว

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-0
โอ๊ยยยยยยยยอะไร๊ไม่เคลียร์ จับตาดูทางไหนกันแน่ ฝั่งนั้นหรือฝั่งตัวเอง แต่ไม่ว่าจะฝั่งไหนมาเล่นกับน้องหนูและแม่พลอยแบบนี้ คงคิดมาดีแล้วสินะว่าจะเจอจุดจบแบบไหน หึหึ! *แสยะยิ้ม*  o18 //คนนอกน่ะมองออกว่าสายตาที่ราชันย์มองกลางกับดินมันต่างกัน แต่ไม่รู้เจ้าตัวจะรู้ไหมนั่นนะสิ  :mew2: // :-[ เขินมากอ่ะ ฉากพีทเมาแล้วรั่วคุยโทรศัพท์กับคุณใหญ่ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เลยนะบางคน  :o8: 5555 //จะเป็นยังไงต่อไป ลุ้นๆจะช่วยยังไง ใครมันจับตัวไป ขอบคุณนะคะที่มาต่อ สนุกมากกกก ชอบ  :pig4: :pig4: :pig4:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 821
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +79/-0
ขอให้น้องหนูและคุณย่าปลอดภัยนะคะ  :katai1:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด