love will happen when it wants #เพราะรักรออยู่ - ตอนที่ 15 - 05-28-2020
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: love will happen when it wants #เพราะรักรออยู่ - ตอนที่ 15 - 05-28-2020  (อ่าน 1517 ครั้ง)

ออฟไลน์ SUNSCREEN50

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 38
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0


บทที่ 12





ในห้องพักที่ดับไฟทุกดวงแล้วแต่ก็ยังคงไม่ได้มืดสนิท เพราะมีแสงจากไฟในห้องน้ำที่เปิดทิ้งเอาไว้ ลอดออกมาจากมู่ลี่ไม้บังสายตาของผนังห้องน้ำที่เป็นกระจกทั้งบานเท่านั้น

ตอนนี้เรียกได้ว่าดึกมากแล้ว แต่ถึงอยากจะข่มตาให้หลับเท่าไหร่ เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาก็ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่สามารถลืมทั้งสายตาจริงจังและคำพูดที่บอกว่าชอบผมของไอ้ลิงนั่นไม่ได้

“พี่ปอครับ” ไอ้กุนเรียกเสียงอ่อย

“อะไร”

“จะนอนตรงนั้นจริงดิ”

ที่ไอ้กุนถามแบบนั้นก็ไม่ใช่อะไร

เพราะผมอาศัยช่วงที่มันเข้าไปอาบน้ำ หอบหมอนกับผ้าห่มมานอนโซฟาแทนจะนอนบนเตียงนุ่มๆ นั่นแหละ

“เงียบ แล้วก็นอนไปเลย” ใจยังเต้นไม่หายเลยด้วยซ้ำ ชวนไปนอนด้วยกันอยู่ได้ ไอ้ลิงนี่มันไม่รู้สึกอะไรเลยรึไง “ห้ามกวนนะจะนอนแล้ว”

พูดจบก็ตะแคงหนีไปอีกทาง ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมจนเกือบมิดหัว

แต่ถ้าคิดว่าพอผมทำแบบนี้แล้วไอ้กุนมันจะเงียบตามที่บอกจริงๆ ก็บอกเอาไว้ตรงนี้เลยว่า…

คิดผิด

“พี่ปอครับ”

“อะไรอีก”

“พี่รังเกียจผมหรอ” แล้วไอ้น้ำเสียงหงอยๆ แบบนี้น่ะหรอ ผมคิดว่าผมรู้นะว่ามันกำลังทำหน้าแบบไหนอยู่ “ผมขอโทษ เอาแบบนี้ไหมแลกที่นอนกันก็ได้ ผมไปนอนตรงนั้นเอง”

“เปล่า” ผมตอบเสียงแผ่ว พอนึกถึงหน้าหงอยๆ ของมันเข้าก็รู้สึกผิดขึ้นมาทันที ทั้งตอนนี้แล้วก็ตอนที่ผมเขินจนรีบเดินหนีมันกลับมาที่ห้องก่อนนั่นก็ด้วย

“ครับ?”

“ไม่ได้รังเกียจ” ว่าแล้วก็ลุกขึ้นนั่งท่ามกลางความมืด พอไอ้กุนเห็นผมลุกมันก็ลุกขึ้นมานั่งจ้องหน้ากันบ้าง “แค่มันยังไม่ค่อยชินละมั้ง กูไม่เคยรู้สึกแบบนี้ ที่ผ่านมาก็ดูแลคนอื่นมาตลอด พอมึงเข้ามาคอยทำโน่นทำนี่ให้ กูเลยรู้สึกแปลกๆ แต่ถ้าถามว่าดีไหม” ผมนิ่งไปชั่วครู่เพื่อทวนคำตอบในใจ แต่คำตอบที่ได้มันก็ยังคงเหมือนเดิม “ไม่รู้ว่ะ มันทั้งดีแล้วก็แปลกไปพร้อมกัน”

ได้ยินเสียงไอ้กุนหัวเราะ ก่อนจะเห็นเงาของอีกคนเดินลงจากเตียงแล้วตรงเข้ามาหา “คนเราอ่ะ พูดแบบนี้ให้ความหวังกันชัดๆ นะ”

“แล้วจะมานั่งเบียดทำไมเนี่ย เขยิบออกไป” ผมใช้มือดันไอ้คนที่เนียนมานั่งใกล้จนแทบจะเกยกันให้ออกห่าง

“ไปนอนด้วยกันแหละ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมต้องขับรถกลับอีก”

“ก็ไปสิ จะมานั่งอยู่ทำไม”

“ถ้าพี่ยังนอนอยู่ตรงนี้แล้วผมจะนอนหลับได้ยังไง ไปครับ” ไอ้กุนดึงเอาข้อมือผมไปกำเอาไว้ ก่อนจะออกแรงเบาๆ ดึงให้ลุกตาม “นอนตรงนี้ตื่นมาได้ปวดหลังพอดี” มันยังคงบ่นต่อ “อายุก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้วด้วย”

จากที่กำลังจะลุกตามเพราะกลัวว่ามันจะคิดมาก ก็ทิ้งตัวลงกับโซฟาอีกครั้งทันที แล้วมองหน้าไอ้ซุนหงอคงที่ยืนยิ้มนิ่ง “นิสัยมึงอ่ะนะกุน”

“ดีใช่ไหม ทุกคนก็บอกแบบนี้แหละ”

ผมสะบัดมือออกจากมันทันทีเมื่อได้ยินมันว่าแบบนั้น ไม่ได้จะเถียงหรอกเรื่องนิสัย แต่ถ้าใครได้มาเห็นหน้ามันตอนนี้ก็คงบอกออกมาเป็นคำเดียวกันว่า..น่าหมั่นไส้

“เออ ไปนิสัยดีไกลๆ เลย รำคาญ”

“โอ๋ๆ มา ไม่ล้อๆ” ไอ้กุนเอื้อมมือที่ผมเพิ่งสะบัดทิ้งไปมาจับกันอีกครั้ง “อายุไม่ใช่อุปสรรคของความรักอยู่แล้วนี่เนาะ โอ๊ย!”

โดนดีดหูไปทีอย่างไม่ต้องสงสัย

ใครเขาใช้ให้พูดอะไรแบบนี้กัน

“คราวหน้าถ้าเขินพี่บอกผมดีดีนะ แบบนี้มันเจ็บ”

พูดมากจริงๆ







ผมสะดุ้งตื่นเพราะเสียงฟ้าผ่าดังสนั่น สิ่งแรกที่ทำคือหันไปมองไอ้ซุนหงอที่ยังคงนอนคว่ำหันหน้ามาทางผมแถมยังหลับตาพริ้มไม่สะทกสะท้านอะไรกับเสียงฟ้าเมื่อครู่ ก่อนจะค่อยๆ ก้าวลงจากเตียงไปที่หน้าต่างข้างโซฟาที่เกือบเป็นที่นอนของผมเมื่อคืนเพื่อดูสถานการณ์ข้างนอก

พอแหวกม่านออกก็เห็นสายฝนเม็ดใหญ่กระหน่ำตกลงสู่พื้น เสียงฟ้าคำรามดังอยู่เรื่อยๆ ก่อนจะเกิดแสงขาวโพลนสว่างจ้าและตามมาด้วยเสียงฟ้าผ่าดังสนั่นขึ้นอีกครั้ง

ด้วยความตกใจเพราะเสียงเหมือนกับจะดังอยู่ไม่ไกล เลยทิ้งผ้าม่านในมือแล้วถอยหลังออกมา แต่เพราะข้างหลังไม่ได้ว่างเหมือนในตอนแรก เลยทำให้แผ่นหลับไปชนเข้ากับอะไรสักอย่าง แถมที่เท้าก็ยังรู้สึกว่าไปเหยียบสิ่งแปลกปลอมที่ไม่ใช่พื้นห้องอีก ทีนี้จากตกใจเสียงฟ้าเลยกลายเป็นสะดุ้งโหยงชักเท้าหนีจนเกือบทรงตัวไม่อยู่

“ตกใจหมด!” ผมหันไปว่าตัวต้นเหตุ

ย่องมาเงียบๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ดีนะ ที่มันยังตั้งหลักแล้วคว้าเอวผมเอาไว้ได้ทัน ไม่งั้นคงได้หงายหลังตึงลงไปที่พื้นกันทั้งคู่

“ปล่อยได้แล้วมั้ง”

ไอ้กุนที่เพิ่งตื่นก็ยังคงเป็นไอ้กุนที่เพิ่งตื่นอยู่เสมอ เหมือนจะรู้เรื่องนะ แต่ก็เหมือนไม่รู้

ดูแล้วเหมือนกับคนละเมอเสียมากกว่า

“ครับ” มันพยักหน้าขึ้นลงก่อนจะมุดหน้าลงมาที่ไหล่

นี่ก็นิสัยมันอีกอย่าง

ไอ้ครับๆๆ แต่ไม่ยอมทำตามที่บอกเนี่ย มันน่านัก

“ง่วงก็ไปนอนที่เตียง”

“ไปนอนด้วยกัน” เสียงอู้อี้ดังขึ้นข้างๆ หูเพราะไอ้คนพูดยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาจากไหล่แข็งๆ

“นี่กูเริ่มคิดว่ามึงแกล้งทำแล้วนะกุน” ผมหันไปมองกลุ่มผมยุ่งๆ ที่ไหล่ของตัวเองด้วยความสงสัย ไอ้กุนยังคงนิ่งไม่ตอบโต้อะไรกลับมา จนต้องกระชากเสียงของตัวเองให้ดังขึ้น “ไอ้กุน!”

คราวนี้มันไปจริงๆ แถมยังกลับไปนอนในท่าเดิมก่อนที่จะลุกขึ้นมาเหมือนตั้งโปรแกรมเอาไว้อีก

เดี๋ยวนะ

ไอ้เรื่องท่านอนช่างมันก่อน

เพราะถึงจะแค่แป๊บเดียวแถมหน้ามันครึ่งหนึ่งก็จมไปกับหมอน แต่ผมมั่นใจ

ผมมั่นใจว่าเมื่อกี้มันยิ้มอยู่แน่ๆ

หน็อยยย

จะเอาใช่ไหม..ไอ้ลิงเจ้าเล่ห์







กว่าฝนจะหยุดตกก็เกือบเที่ยง แต่หลังจากกลุ่มเมฆฝนเคลื่อนตัวออกไปท้องฟ้าก็สดใสราวกับฝนตกที่หนักตลอดช่วงเช้าเป็นแค่เรื่องโกหก

พอเช็คเอ้าท์เสร็จพี่ธนาก็เข้ามาแจ้งเรื่องที่คุยค้างไว้เมื่อวานต่ออีกพัก พวกเราถึงได้ฤกษ์ออกเดินทาง

ไอ้กุนที่ยังคงมีกุญแจรถของผมอยู่กับตัว ทำหน้าที่ขับรถอย่างที่เจ้าตัวบอก แต่ที่เพิ่มมาตอนนี้ก็คือแว่นตากันแดดทรงสวยที่อยู่บนหน้าเพราะแดดตอนบ่ายแรงจนผมเองยังต้องหยิบของตัวเองขึ้นมาสวมบ้าง

จากหางตาผมเห็นมันหันมามองผมเป็นระยะ ทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรแต่ก็ไม่พูด เป็นแบบนั้นหลายรอบจนผมต้องหันหน้าออกไปทางหน้าต่างแล้วแอบขำ ก็ตั้งแต่ก้าวขึ้นรถมาผมยังไม่ได้พูดกับไอ้กุนสักคำ ก่อนนั้นก็พูดกับมันน้อยจนแทบจะนับคำได้ และส่วนมากจะเป็นถามคำตอบคำเสียมากกว่า

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผมเป็นแบบนี้ด้วยหรือเปล่า ไอ้กุนเลยพาลไม่ค่อยพูดหยอกล้อกับสาวๆ ที่นั่งอยู่ด้านหลังเหมือนกัน บรรยากาศในรถเลยดูแย่กว่าตอนขามาแบบหน้ามือเป็นหลังมือ มันผิดปกติจนปุ้มกับจิ๊บเองยังสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับผมและไอ้ลิงนั่น

ผมตอบปฏิเสธออกไป เพราะก็ไม่ได้มีเรื่องโกรธเคืองอะไรกันตามที่สาวๆ ถาม ในหัวตอนนี้คิดแต่จะเอาคืนไอ้ลิงนั่นเรื่องเมื่อเช้าล้วนๆ

นั่งอึดอัดกันมาตลอดทางจนมาถึงหน้าออฟฟิศจุดที่มารับจิ๊บกับปุ้มในครั้งแรก ผมกล่าวขอบคุณสองสาวที่ช่วยผมไว้ได้เยอะมากในการไปดูสถานที่ด้วยกันในครั้งนี้ก่อนที่ทั้งคู่จะก้าวลงจากรถไป

ส่วนไอ้กุน..

รายนั้นถึงจะดูหงอยกว่าปกติมากแต่ก็กำลังลงไปยกกระเป๋าของสองสาวลงจากรถให้ แล้วเดินหน้ามุ่ยมานั่งประจำที่ที่นั่งคนขับเหมือนเดิม

“พี่โกรธ’ไรผมเนี่ย”

สงสัยคงจะทนไม่ไหว ไอ้กุนเลยอาศัยช่วงที่รถติดไฟแดงอยู่หันมาถาม

“เปล่า” ผมตอบไปโดยที่สายตายไปจ้องอยู่กับไฟเบรกสีแดงของรถขันข้างหน้า ขืนมองหน้าไอ้ลิงนั่นตอนนี้มีหวังได้หลุดหัวเราะแน่ๆ

“ไม่โกรธแล้วทำไมไม่คุยกับผมอ่ะ” น้ำเสียงฟังแล้วดูเหมือนเด็กงอแงไม่มีผิด จะผิดก็ตรงที่อายุไอ้คนที่กำลังงอแงอยู่ข้างๆ ที่ไม่น่าจะเรียกว่าเด็กได้แล้ว

“ก็คุยอยู่”

“ไม่ใช่ดิ แบบนี้เขาเรียกคุยกันที่ไหน”

“ไม่เรียกคุยแล้วเรียกอะไร”

“ก็พี่ไม่เหมือนเดิมอ่ะ” ไอ้กุนเริ่มโวยวายหนักขึ้น

“พูดเบาๆ อยู่กันแค่นี้”

“พี่ปอ ไม่เล่นแบบนี้ได้ไหม ดีกันมา”

ในที่สุดก็ต้องหันหน้ามาหา เพราะเห็นนิ้วก้อยข้างขวาของไอ้กุนยื่นมาตรงหน้าเพื่อขอสงบศึก “เป็นเด็กรึไง”

“เป็นเด็กก็ได้” นี่แหละถึงได้บอกว่าไม่อยากหันมา ก็ไอ้คนพูดกำลังทำหน้าทำตาเหมือนไอ้มอมที่กำลังโดนคุณนัยนาดุอยู่ “แล้วถ้าเด็กทำผิดผู้ใหญ่ก็ต้องบอกให้เด็กรู้ เด็กจะได้ปรับปรุงตัว”

“จะปรับปรุงได้หรอ” ผมพูดเสียงแข็งก่อนจะหันออกไปแอบยิ้มคนเดียวอีกครั้ง

“จะยิ้มก็ยิ้มทำไมต้องแอบ”

เชี่ยยย

หุบยิ้มแทบไม่ทัน

“บ้า! ใครเขาทำแบบนั้นกัน” ดีนะที่ยังพอเก็บอาการได้ เลยหันกลับมาเถียงมันทันควัน

มันจะรู้ดีเกินไปแล้ว

มันจะรู้ดีเกินไปแล้ววว

“ระหว่างทางกลับมาก็เห็น”

“อย่ามามั่ว”

ไอ้กุนใช้นิ้วก้อยที่ยื่นมาหาผมในตอนแรกชี้ผ่านหน้าไปทางด้านนอกรถ ผมเลยหันมองตามไปด้วยเพราะความอยากรู้ และตอนนั้นเองที่ทำให้เห็นภาพของตัวเองที่กำลังทำให้เหวอสุดขีดและไอ้กุนที่ยังคงทำหน้าหงอยสะท้อนอยู่ในกระจก

ไอ้บ้าเอ๊ย..

ผมได้แต่ก่นด่าตัวเองอยู่ในใจแล้วหลับตาปี๋ หลักฐานขนาดนี้ยังจะไปกล้าเถียงกับมันอีก เสียฟอร์มชะมัด

“พี่ปอครับ” ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้นแล้วหันกลับมาสบตากับไอ้กุนอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะโดนเรียกด้วยเสียงออดอ้อน ไม่ใช่เพราะอยากจะตั้งใจฟังสิ่งที่อีกคนกำลังจะพูด แต่มันเป็นเพราะหัวใจที่กำลังเต้นโครมคราม เพราะมือของตัวเองกำลังถูกกุมเอาไว้แผ่วเบาคล้ายกับคนจับเองก็ยังกล้าๆ กลัวๆ ที่จะสัมผัสกัน

“ถ้าผมทำอะไรให้พี่ไม่พอใจพี่บอกผมนะ ผมจะรีบง้อ” มือของผมถูกยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนนิ้วก้อยที่เคยลอยค้างอยู่พักใหญ่จะเลื่อนมาเกี่ยวกันเอาไว้เบาๆ “ดีกันแล้วนะ”

...

“ไม่อยากไม่คุยกันแล้วอ่ะ มันเหงา”







#เพราะรักรออยู่

วันนี้มีฟามในใจจะมาบอกค่ะ นี่จะเป็นทอล์คที่ยาวที่สุดในชีวิตของเราตั้งแต่เริ่มเขียนนิยายมา รบกวนเวลาทุกคนด้วยนะคะ

ก่อนอื่นขอขอบคุณทุกคนที่ติดตาม ทุกคอมเม้นท์ ทุกกำลังใจ

เราจะบอกเสมอว่าขอบคุณที่มาอยู่เป็นเพื่อนกัน ถึงจะมีเพื่อนอยู่แค่ไม่กี่คน แต่ก็รู้สึกซาบซึ้งมากจริงๆ //นี่พิมพ์ไปด้วยน้ำตาก็คลอไปด้วยนะ 555

จริงๆ เราคิดอยู่เสมอว่าเราแค่ชอบแล้วเราก็แต่งนิยายในแบบที่เราชอบไปเรื่อยๆ ซึ่งมันอาจจะมีข้อผิดพลาดอะไรเยอะแยะมากมายในนิยายของเรา หรืออ่านแล้วดูน่าเบื่อไม่น่าติดตาม ไม่ได้ว้าวจนพูดได้ว่าเรื่องนี้ดี และแน่นอนว่าเราไม่รู้เลยว่ามันอยู่ตรงจุดไหน ถ้าตัวหนังสือที่เราพิมพ์ไปมันแสดงออกให้ทุกคนรู้ได้ มันคงจะมีแต่คำว่าคนเขียนไม่มั่นใจเต็มไปหมด เราเลยอยากจะพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ แต่เราคนเดียวก็คงทำไม่ได้

วันนี้ก็เลยจะมาบอกกับทุกคนว่า

"เป็นเพื่อนกันแล้ว ช่วยแนะนำเพื่อนคนนี้ด้วยนะคะ"

ขอบคุณทุกคนมากจริงๆ ค่ะ

-sun-

ออฟไลน์ แก่ เหี่ยว เคี้ยวยาก

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 105
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
 :m15:    :m20:    :m16:     :mc4:

ออฟไลน์ broke-back

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5973
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +841/-16
ในความธรรมดาสามัญนี่แหล่ะ
คือสิ่งที่เป็นยากที่สุดในชีวิต

ไม่ต้องปรุงแต่ง ไม่ต้องดัด...ให้ผิดปกติ ฝืนธรรมชาติ
มันเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว และก็มีคุณค่าในตัวของมันเอง

นิยายของคุณ..อาจจะ
ดูเรื่อยๆ เอื่อยๆ เหมือนสายน้ำไหล
แต่ก็ทำให้ทุกแห่งทุกที่ ที่น้ำไหลผ่าน
มันชุ่มชื้น ชุ่มฉ่ำ สร้างกระแสความมีชีวิตชีวาให้

และเมื่อเราได้อ่านนิยายของคุณ เราก็รู้สึกได้ถึงอารมณ์นั้น
ทำให้เราอมยิ้มได้ตลอด ทุกช่วงบรรทัดที่อ่าน

ขอบคุณนะ แถม+1 เป็นกำลังใจให้มีแรงใจต่อไป
take care!
---------------------------

อิอิ คุณพี่หวั่นไหวมีใจให้กับคุณน้องไปแล้ว มากเลยอ่ะ
เป็นใครจะไม่หวั่นไหว เน๊าะ น้องกุนน่ารักซะขนาดนี้
ถ้าพี่ปอไม่ต้องการ ยกให้เราก็ได้..เราขอนะ
ฮ่าฮ่า

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8654
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10
เสร็จไอ้เด็กกุนแน่ๆ พี่ปอ

ออฟไลน์ Duangjai

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 730
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-1
;;;;;;;;;

  :z2:  :z2:  :hao3:  :hao3:  :katai3:  :katai3:


;;;;;;

ออฟไลน์ SUNSCREEN50

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 38
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

บทที่ 13




“นี่ว่างถึงขนาดมานั่งจ้องกันขนาดนี้เลยหรอเก๋”

ผมวางปากกาลงบนโต๊ะทำงานแล้วเงยหน้าขึ้นมาถามคนที่เอาแต่นั่งจ้องหน้าผมมาเกือบชั่วโมงเต็มๆ



นึกย้อนไปถึงเมื่อคืนวานที่เหตุการณ์ก็ไม่น่าจะต่างกันเท่าไหร่ เมื่อไอ้ธีร์โทรมาหาผมตั้งแต่ผมยังไม่ถึงคอนโดด้วยซ้ำ ว่ามารออยู่ที่คอนโดพร้อมกับไอ้กรวยแล้ว

ผมถามย้ำมันไป 3 ครั้งได้ ว่ามีเรื่องอะไร เพราะปกติมันจะไม่มาหาโดยไม่บอกไม่กล่าวกันล่วงหน้าแบบนี่ แต่แล้วตอนนั้นผมก็ยังได้รับคำยืนยันเหมือนเดิมว่า..ไม่มี

ไม่มี อะไรล่ะ

พอผมกลับมาถึงเท่านั้นแหละ ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังนั่งอยู่ในห้องสอบสวนคดีอุกฉกรรจ์อะไรสักอย่าง

เพื่อนคนนึงยืนกอดอกมองหน้าผมนิ่ง ส่วนอีกคนก็นั่งขมวดคิ้วจ้องผมไม่วางตาเหมือนกัน ไหนจะไอ้กุนที่มานั่งเบียดอยู่ข้างๆ ไล่เท่าไหร่ก็ไม่ยอมกลับอีก

นี่ผมอุตส่าห์รอดจากเรื่องไอ้กุนลงรูปของผมในไอจีส่วนตัวไปแล้วครั้งนึง แต่กลับต้องมานั่งอึกอักตอบคำถามเพื่อนสนิททั้งสองคนพร้อมกัน เพราะไอ้ซุนหงอคงมันดันแอบเอารูปที่ผมเผลอมือลั่นกดถ่ายโดยไม่ทันตั้งตัวตอนที่หันไปสบตากับมันคราวก่อนลงในไอจีของมันอีก

งานมาเลยทีนี้

ตอนแรกผมก็ไม่รู้ เพราะตอนนั่งรถกลับมาไอ้ตัวต้นเหตุก็ไม่มีทีท่าอะไรจนได้มานั่งอยู่ในห้อง

บอกได้คำเดียว..

..เละ



‘มึง 2 คนนี่ยังไง’

‘มึงไปแอบคบกันโดยไม่บอกให้กูรู้หรอ’

‘แล้วมันลงรูปมึงทำไม ในรูปก็ส่งสายตาปิ๊งๆ ให้กันอีก’

‘มึงแน่ใจนะ ว่าไม่ได้โกหกกู’

‘ไอ้กุนมันทำอะไรมึงรึป่าว’

‘แล้วมึงไปทำอะไรมันรึป่าว’



ไอ้ธีร์กับไอ้กรวยผลัดกันตั้งคำถามกับผมแทบนับไม่ถ้วนว่ากี่ข้อ ต้อนเอาเสียผมเกือบจะจนมุม แต่ก็เอาตัวรอดมาได้ทุกคำถาม แล้วเริ่มแสดงอาการไม่พอใจ

จากทุกทีที่พอผมเริ่มรำคาญไอ้ธีร์มันก็จะรู้สึกได้แล้วเลิกถามไปเอง แต่ก็เพราะไอ้กุนอีกนั่นแหละ ที่ทำเสียเรื่องไปหมด

‘ผมชอบพี่ปอ’

โธ่ไอ้ลิง…

‘กำลังจีบอยู่’

...แล้วจะไปบอกเค้าทำไมเล่า



ผมแทบจะหันไปฉีกไอ้คนข้างๆ ออกเป็นชิ้นๆ ถ้าผมปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ไอ้กุนนี่ก็ยอมรับทุกข้อกล่าวหาเหมือนกัน มึงคิดว่ารับสารภาพแล้วจะได้ลดโทษลงกึ่งหนึ่งหรอ มึงดูหน้าเพื่อนกูกับพี่ชายมึงรึยัง มึงคิดว่าพวกมันจะปล่อยมึงไปใช่ไหม

โอ้ยยย ผมละปวดหัว

จะหนีก็ไม่ได้ด้วยนะเพราะอยู่ในห้องของตัวเอง

เวรกรรมอะไรของผมก็ไม่รู้



...ตอนนี้ก็เหมือนกัน



“ก็พี่ปออุ๊บอิ๊บอ่ะ” ไอ้เก๋บ่น “มีอะไรไม่ยอมมาอัปเดทให้น้องฟัง”

“ก็บอกไปเป็น 10 รอบแล้วไงว่าไม่มี กลับไปทำงานได้แล้วไป”

“ไม่เชื่อ! ไม่มีอะไรแล้วทำไมน้องกุนต้องขำด้วยคะ” ไอ้เก๋ว่า พร้อมหันไปหาไอ้คนที่นั่งยิ้มอารมณ์ดีอยู่ที่โต๊ะทำงานอีกตัวในห้อง

ผมถอนหายใจออกมาเบาๆ นี่มันแกล้งกันชัดๆ เพราะมันนั่นแหละเก๋มันเลยต้องมานั่งจับผิดผมแบบนี้ “ก็ไปถามมันสิว่ามันขำอะไร มาถามอะไรพี่”

“ว่าไงคะน้องกุน สรุปประจวบมีอะไรดีดีใช่ไหมคะ”

“พี่จะให้ผมพูดจริงๆ หรอ”

เอ้า ไอ้นี่..

แค่บอกว่าไม่มีอะไรนี่มันยากไหม ดูสิยิ่งพูดแบบนี้ตาไอ้เก๋มันยิ่งเป็นประกายเข้าไปใหญ่

“พูดอะไร ไม่มีอะไรสักหน่อย” ผมย้ำ

“พูดมาเลยค่ะน้องกุน พี่เก๋ฟังอยู่” ไอ้เก๋ยังคงไม่ยอมแพ้ และตอนนี้มันเปลี่ยนเป้าหมายจากผมไปที่ไอ้กุนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ลืมคิดไปเสียสนิทว่านอกจากเพื่อนผมที่ติดตามมันในไอจี ก็ยังมีคนที่แผนกด้วย ไม่งั้นคงบังคับให้มันลบโพสต์ไปตั้งแต่เมื่อวาน “มาค่ะ เล่ามาให้หมด”

ผมมองหน้าไอ้กุนในขณะที่มันก็มองมาที่ผมเหมือนกัน ในใจก็ภาวนาให้มันอ่านใจผมได้ แล้วไม่พูดอะไรที่มันน่าอายออกไปเหมือนที่มันพูดต่อหน้าไอ้ธีร์กับไอ้กรวย

“ร้านอาหารที่ประจวบอร่อยมากครับ เดี๋ยววันไปผมจะ”

“เดี๋ยวนะคะ เดี๋ยวๆๆ” ไอ้เก๋เบรคไอ้กุนเอาไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง และหันมาตวัดตามองผม “พี่ปอกำลังข่มขู่น้องด้วยสายตาอยู่ใช่ไหมคะ”

“บ้า! ยังไม่ได้ทำอะไรเลยเนี่ย” พูดแล้วก็ต้องย้ายสายตาไปทางอื่น ถ้าจะมีใครที่มีพิรุธมากที่สุดก็คงเป็นผมเองนี่แหละ

“ก็พี่เก๋ถามผมว่าประจวบมีอะไรดีดี ผมตอบไม่ถูกหรอครับ”

“เนี่ย ถ้าไม่หล่อมีด่านะคะ” ไอ้เก๋หันกลับไปค้อนควับให้ไอ้กุนวงใหญ่ “บอกสิคะว่าไม่รู้จริงๆ ว่าที่นั่งรอมาชั่วโมงเต็มๆ เนี่ย อยากฟังรีวิวร้านอาหาร” ไอ้กุนหัวเราะ กับท่าทางฮึดฮัด แถมยังการบ่นกระปอดกระแปดของไอ้เก๋ เพราะยังไม่ได้คำตอบที่ตรงใจ ส่วนผมก็แอบโล่งใจนิดๆ เลยปล่อยให้อีกสองคนคุยกันไปแล้วหยิบปากกาขึ้นมาทำงานต่อ

แต่แค่เพียงครู่เดียวก็ต้องเงยหน้าขึ้นแอบมองอีกสองคนที่อยู่ในห้องเดียวกันใหม่ เพราะรู้สึกว่าเสียงโวยวายของไอ้เก๋เงียบไปจนผิดปกติ

ตอนนี้ไอ้กุนกำลังกระซิบกระซาบอะไรอยู่กับไอ้เก๋ก็ไม่รู้ แต่ถ้าให้สังเกตจากสายตาเจ้าเล่ห์ของไอ้กุนและอาการกลั้นยิ้มของไอ้เก๋ ดูแล้วก็ไม่น่าจะใช่เรื่องดีแน่ๆ

เก๋หัวเราะออกมาเสียงดังหลังจากทั้งคู่ผละออกจากกัน พร้อมกับสองมือที่รัวไปที่แขนไอ้กุนจนผมรู้สึกเจ็บแทน

“โอเคค่ะ พี่เชื่อใจน้องกุน” ไอ้กุนยิ้มตอบ “แต่ว่านะคะ” ผมเลิกคิ้ว เมื่อเห็นไอ้เก๋เดินฉับๆ เข้ามาหา แล้วยื่นมือมาบีบที่แขนผมเบาๆ แล้วแยกเขี้ยวใส่พร้อมกับเค้นเสียงออกมาบอกว่า “อิจฉา!”

อิจฉา?

อิจฉาเรื่องอะไร?

ไอ้เก๋ยอมเดินออกจากห้องทำงานผมไป ทิ้งไว้แต่ความสงสัยเรื่องที่กระซิบกระซาบกับไอ้กุนเมื่อครู่ แต่พอหันไปสบตากับไอ้ลิงนั่นแล้วเห็นมันยักคิ้วให้ ก่อนจะแกล้งก้มลงทำงานต่อ ผมก็รู้ได้ทันทีว่ามันกำลังรอให้ผมถามมันว่าเมื่อกี้คุยอะไรกัน แต่เรื่องอะไรที่ผมจะยอม

..ก็ไม่ได้อยากรู้อะไรขนาดนั้นสักหน่อย



“พี่แอบมองผมอีกแล้วนะ”

จะว่าไปนี่ก็กลับมาจากประจวบได้เกือบอาทิตย์แล้ว แต่ไม่รู้ทำไมผมถึงยังไม่ค่อยชินกับคำพูดหรือแม้แต่สายตาของไอ้กุนเลยสักนิด

ตอนที่เงยหน้าขึ้นมาแล้วเห็นว่ามันกำลังมองมาอยู่แล้วนี่ก็อีก แค่นี้ก็ทำเป็นใจเต้นไปได้ ไม่ได้มีอะไรสักหน่อย

“ใครมอง” ผมเถียง ก็เห็นอยู่ว่ามันนั่นแหละที่มองผมอยู่ยังจะมาโยนความผิดให้คนอื่นอีก “มึงนั่นแหละที่มอง”

“ก็ใช่” หึ ก็ลองเถียงสิจะเดินเอามือไปจิ้มตาให้ “แล้วผมพูดอะไรผิด ถ้าพี่ไม่มองผม พี่จะรู้ได้ไงว่าผมมองพี่”

เออ ก็ถูกของมันอีกแหละ แล้วผมจะเอาอะไรไปเถียงมันได้ล่ะทีนี้ และในเมื่อเถียงเรื่องเดิมไม่ได้ก็ถามเรื่องที่สงสัยมาตั้งแต่เช้าแทนแล้วกัน

“เมื่อเช้าคุยอะไรกับไอ้เก๋” ไอ้กุนยิ้มก่อนจะยกมือขึ้นเท้าคางมองผมเหมือนกับรอเวลานี้มานาน

“เป็นแฟนหรอมาถาม”

นั่นไง

มาอีกและ ไอ้มุกจีบปลาซิวปลาสร้อยเนี่ย มาทุกวันจนจะครบอาทิตย์แล้ว

“ลีลา บอกมาคุยอะไรกัน”

“มาเป็นแฟนก่อนสิครับ” โอ้ยยย” แล้วจะบอกทุกอย่างเลย”

ไม่ต้องไปอยากรู้มันแล้วไหม

แล้วก็ไม่ต้องไปเขินมันด้วย ก็แค่มุกปลาซิวปลาสร้อย จะไปเขินทำไม โว๊ะ





ภาพที่ไอ้กุนกำลังคุยกับพี่มุกอย่างออกรสออกชาติเป็นภาพที่เริ่มคุ้นตาของผมไปแล้ว

ผมนั่งดูความเคลื่อนไวของเพื่อนในแอพมือถือไปเรื่อยๆ หูก็คอยเงี่ยฟังไอ้กุนที่ตอนนี้กำลังเล่าเรื่องชีวิตวัยเด็กอยู่กับพี่มุกระหว่างนั่งรอข้าวตามสั่งจากร้านของแกไปด้วย เรื่องของไอ้ลิงนั่นก็ธรรมดาเหมือนเด็กผู้ชายทั่วไป ที่มีทั้งเรื่องชกต่อย โดดเรียน กินเหล้า และวีรกรรมแสบๆ หลายต่อหลายอย่าง แต่เรื่องที่ผมตั้งใจฟังจนนิ้วมือหยุดเลื่อนหน้าจออย่างลืมตัว ก็คือเรื่องที่มันเล่าถึงครอบครัว

ผมรู้แค่ว่ามันเป็นลูกพี่ลูกน้องกับไอ้กรวยเพื่อนสนิท แต่ไม่เคยรู้เรื่องครอบครัวของมันมาก่อน

บ้านไอ้กุนมีกันอยู่ 3 คน พ่อ แม่ แล้วตัวไอ้กุนเอง มันเล่าว่าพ่อกับแม่งานมันยุ่งมาก แต่ทุกเย็นก็จะรีบกลับบ้าน มากินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันเสมอ และถึงแม้จะไม่ค่อยได้เข้าครัว แต่ก็มีเมนูที่แม่มันมักจะทำให้มันกินทุกครั้งถ้ามีโอกาส นั่นก็คือ เต้าหู้ทรงเครื่อง มันบรรยายออกมาเสียผมเห็นภาพว่าหน้าตาอาหารของแม่มันน่าจะอร่อยขนาดไหน ก่อนที่เจ้าตัวจะเฉลยอย่างหน้าตาเฉยว่าพ่อกับแม่มันเพิ่งเสียไปพร้อมกันเมื่อ 7 เดือนก่อนเพราะอุบัติเหตุ

ถึงจะเล่าเรื่องทั้งหมดด้วยน้ำเสียงสดใสเหมือนปกติ แต่ในตามันดูเศร้าขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ชัดเสียจนพี่มุกต้องเบรคมันเอาไว้อ้างว่าข้าวที่พวกผมสั่งน่าจะเสร็จแล้ว เลยจะไปเอามาให้

ตอนนี้เลยเหลือแค่ผมกับไอ้กุนที่ยังคงมองหน้ากันโดยไม่มีใครพูดอะไร

..เหตุผลที่บอกว่ากินข้าวคนเดียวแล้วเหงา ก็คงเพราะแบบนี้ ใช่ไหม..

“ทำหน้าเหมือนกำลังสงสารผม” ไอ้กุนยิ้ม

“ป่าว” ผมปฏิเสธ ถึงจะรู้สึกเห็นใจที่เสียทั้งพ่อและแม่ไปพร้อมๆ กัน แต่ก็ไม่อยากให้มันคิดว่าผมกำลังสงสาร เพราะความรู้สึกตอนนี้ ผมกำลังชื่นชมมันอยู่ต่างหาก ชื่นชมที่มันเข้มแข็งได้ขนาดนี้ “เย็นนี้ว่าจะกลับบ้าน อยากไปด้วยกัน”

“ไป” ไม่รอให้ผมพูดจบ ไอ้กุนก็รับคำแล้วยิ้มอย่างอารมณ์ดี ตามันกลับมามีประกายขึ้นอีกครั้ง ไม่รู้ตัวเลยว่าผมเองก็พลอยเผลอยิ้มไปกับมันตั้งแต่ตอนไหน “ดีใจนะเนี่ยที่พี่ชวน มีใจให้ผมแล้วใช่ไหมล่ะ เป็นแฟนกันเลยก็ได้นะ”

มาอีกและ วันๆ นึงต้องถามไม่ต่ำกว่า 5 รอบไม่รู้ว่าจะถามอะไรนักหนา

“ก็ชวนไปงั้น ไม่คิดว่าจะตกลง”

“ปากแข็งอีกแล้วนะครับคุณนภัทรเนี่ย”

ผมถอนหายใจออกมาเสียงดัง ตั้งใจให้อีกคนได้ยิน แต่พอได้ยินแล้วมันก็ยังคงหัวเราะได้อยู่ นี่มันไม่เข้าใจความหมายของการถอนหายใจใส่ของคนอื่นหรอ

แปลว่ารำคาญไง รำคาญน่ะ ไม่เข้าใจหรอ

ไอ้ลิงบ้านี่




ถ้ายังจำภาพคราวที่แล้วที่ไอ้กุนมาบ้านผมได้ ครั้งนี้ก็เป็นเหมือนกันเป๊ะ

หลังจากกลับคอนโดไปเตรียมเสื้อผ้า มาถึงบ้านก็ได้เวลาอาหารเย็นพอดี พ่อนั่งอยู่หัวโต๊ะ ที่ประจำคุณนัยนาอยู่ทางซ้าย ลูกชายสุดที่รักคนใหม่นั่งอยู่ทางขวา ส่วนผมที่กำลังโวยวายเพราะโดนแย่งที่ประจำหลังจากไปช่วยยกกับข้าวมาวาง กลับถูกคุณนัยนาที่เดินตามมาไล่ให้ไปกินข้าวกับไอ้มอมตรงที่ประจำข้างตู้เย็นนู้น

ทำไงได้ล่ะ ก็ต้องนั่งลงข้างแม่ของตัวเองนี่แหละ

ได้ยินเสียงไอ้กุนอุทานออกมาตอนที่มันเห็นว่าแม่กำลังยกกับข้าวจานสุดท้ายมาวาง ก่อนที่มันจะเงยหน้าขึ้นมองผมด้วยสายตาเป็นประกายพร้อมกับยิ้มน้อยๆ

“น่ารัก” ถึงมันจะพูดออกมาไม่ดัง แต่ก็ทำเอาผมหันมองหน้าพ่อกับแม่เลิ่กลั่ก

“ว่าไงนะลูก”

“คุณแม่น่ารักมากเลยครับ เต้าหู้ทรงเครื่องนี่ของโปรดผมเลย ไม่ได้กินมานานมากแล้ว”

“อ๋อ นี่หรอ พี่ปอเขา”

“แม่ กินข้าวเหอะ หิวแล้ว” ผมรีบขัดคุณนัยนาก่อนที่จะหลุดพูดว่าผมเป็นคนโทรมาบอกให้ทำเต้าหู้ทรงเครื่องไว้เป็นอาหารเย็น ก็แค่อยากกินพอดีหรอก ไม่ได้อยากจะเอาใจใครสักหน่อย “ชอบก็กินเข้าไปเยอะๆ จะได้ไม่ต้องพูดมาก โอ้ย! แม่ตีปอทำไมเนี่ย” ผมโดนแม่ใช้มือฟาดลงมาที่แขนตอนที่กำลังเลื่อนจานกับข้าวที่กำลังพูดถึงไปใกล้ๆ ไอ้กุน

“พูดกับน้องให้มันดีดี เอาใหม่”

“ชอบก็กินเยอะๆ อยากกินอีกก็บอก เดี๋ยวจะพามาใหม่” ผมพูดด้วยสีหน้าจริงจังกว่าปกติ และไอ้กุนเองก็น่าจะรู้สึกได้ เลยส่งยิ้มกลับมาให้จนตามันแทบจะปิด คราวนี้ต้องขอบคุณแม่แล้วแหละ ที่ให้โอกาสผมได้พูดสิ่งที่อยากจะพูดจริงๆ ออกไป “พอใจยังครับคุณแม่”



กินข้าวเสร็จเป็นผมขอขึ้นไปอาบน้ำก่อนปล่อยให้ พ่อ แม่ กุน แล้วก็ไอ้มอมนั่งดูละครกันอยู่หน้าทีวี

ลงมาอีกทีก็เหลือแค่พ่อกับแม่อยู่กันแค่ 2 คนแล้ว ส่วนลิงกับหมาที่เคยนั่งอยู่ด้วย พ่อบอกพากันไปนั่งรับลมที่ศาลาหลังบ้านสักพักแล้ว

ตอนแรกผมก็กะจะนั่งดูละครกับพ่อและแม่ต่อ แต่พอนึกถึงไอ้กุนที่มีน้ำตาคลอตอนที่แม่ตักอาหารโปรดไปวางในจานให้ ก็คิดว่าน่าจะต้องออกมาดูสักหน่อย

ผมเดินออกมายังศาลาเพียงแห่งเดียวที่อยู่ในบ้าน กุนกำลังยืนหันหลังให้ เลยไม่แปลกใจที่จะไม่เห็นว่าผมกำลังจะเข้าไปหา แต่จนตอนนี้ไอ้มอมมันวิ่งมากระดิกหางใส่ผมก็แล้ว วิ่งไปรอบๆ ศาลาด้วยความดีใจก็แล้ว แต่ไอ้กุนก็ยังคงมองเหม่อไปที่สระบัว ไม่ได้สนใจการมายืนอยู่ข้างๆ ของผมเลยสักนิด

ตอนนี้กุนดูเศร้าจนผมไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นคนเดียวกับที่คอยสร้างเสียงหัวเราะ คอยเทคแคร์ คอยเอาใจใส่คนอื่นที่ผมเคยรู้จักมา

นี่คงไม่เคยเอาเรื่องของตัวเองไประบายกับใครเลยใช่ไหมเลยต้องหนีมาอยู่คนเดียวแบบนี้

ผมค่อยๆ เอื้อมมือไปแตะที่ไหล่ของกุนเบาๆ แค่เพียงเท่านั้นก็ทำเอามันสะดุ้ง แล้วรีบหันกลับมาดู ก่อนที่รอยยิ้มประจำตัวจะเผยออกมาอย่างอัตโนมัติ ไอ้กุนคนเดิมกลับมา มันทำเหมือนกับว่าไอ้กุนคนเมื่อครู่ไม่เคยยืนอยู่ตรงนี้มาก่อน

ทำแบบนี้มันไม่เจ็บปวดเกินไปหรอ

ไอ้แบบที่ข้างในเศร้าจะตาย..แต่ไม่ว่ายังไงก็ต้องฝืนยิ้มน่ะ

มันเจ็บมากใช่ไหม

แล้วผมก็คว้ากุนเข้ามาไว้ในอ้อมกอด

ไอ้กุนนิ่งไปเป็นพัก เดาว่ามันเองก็คงทำอะไรไม่ถูกที่จู่ๆ ผมก็ดึงมันมากอดเอาไว้แบบนี่

หลังจากนั้นเพียงไม่นาน ผมรู้สึกว่าตัวเองถูกกอดเอาไว้หลวมๆ ตามด้วยความรู้สึกชื้นแชะที่ไหล่ข้างซ้าย

..ไอ้กุนกำลังร้องไห้..



..และผมกำลังดีใจที่อย่างน้อยมันก็ได้ระบายความเจ็บปวดออกมาบ้าง..



ถึงจะไม่สามารถช่วงอะไรได้มาก แต่เมื่อไรที่แรงกอดหนักขึ้นบวกกับตัวของคนในอ้อมกอดของผมเริ่มโยนเพราะแรงสะอื้น ผมจะคอยลูบหลังมันเบาๆ เพื่อปลอบ ตลอดช่วงเวลาแห่งการระบายนั้น ไม่ได้มีคำพูดสวยหรูอะไรออกมาจากปากผมเลยสักคำ ไม่แม้แต่จะบอกให้มันหยุดร้อง หรือบอกว่าเดี๋ยวพอเวลาผ่านไปทุกอย่างก็จะดีขึ้น

ผมปล่อยให้กุนมันร้องไห้ไปเงียบๆ

ไอ้กุนเข้มแข็งมากอยู่แล้ว

..แค่ให้มันรู้ว่าตอนนี้มีผมคอยอยู่ข้างๆ ก็น่าจะพอ..









#เพราะรักรออยู่

กอดๆ นะไอ้ลิง

ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นท์ ทุกกำลังใจเลยนะคะ // เราตั้งใจอ่านมากๆ และอ่านมากกว่า 3 รอบด้วย
ขอบคุณที่มาอยู่เป็นเพื่อนกันด้วยน้าาา
เยิ้ปปป
 :กอด1:

ออฟไลน์ แก่ เหี่ยว เคี้ยวยาก

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 105
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
น้ำตาจะไหล   น้องกุนในอ้อมกอดของพี่ปอ

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3397
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6
 :L1: :pig4: :L2:
ไม่รักลิงน้อยไม่ได้แล้ว

ออฟไลน์ broke-back

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5973
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +841/-16
พี่ปออย่าเล่นตัวเกินไปนัก
สวยเลือกได้เหรอ

ชิส์..ส่งมาแถวนี้ก็ได้
โงกุนมาเป็นของพี่..มาๆ เร็วๆเล๊ยยยยยยย
อิอิ

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8654
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10
หนูกุนก็มีมุมน่าสงสารนะเนี่ยะ :mew1: :mew1: :mew1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ SUNSCREEN50

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 38
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
บทที่ 14





ผมยืนมองลิงที่นิสัยเหมือนหมาและตอนนี้ก็ทำตัวไม่ต่างอะไรกับแมวขโมยอยู่ไกลๆ

ไอ้กุนค่อยๆ เดินย่องแอบพ่อกับแม่ของผมที่นั่งดูทีวีอยู่เพื่อขึ้นไปอาบน้ำบนห้อง

หลังจากที่มันปล่อยให้ตัวเองร้องไห้จนตาบวมตุ่ย จมูกกับปากแดงจนเห็นได้ชัด ไม่นานไอ้ลิงนั่นก็กลับมายิ้มได้เหมือนเดิม ก่อนจะเดินกลับมาด้วยกัน มันบอกด้วยเสียงขึ้นจมูกว่าไม่อยากให้พ่อกับแม่ผมเห็นแล้วต้องมาเป็นห่วงมันไปด้วย ก็เลยต้องค่อยๆ แอบขึ้นไปบนห้องอย่างที่เห็น

ไอ้กุนน่ะรอด..

แต่ผมน่ะหรอ เดินมาได้เกือบครึ่งทางแล้วแท้ๆ พอจะก้าวขึ้นบันไดบ้าง ก็ถูกคุณนัยนาเรียกตัวเอาไว้เสียก่อน จะไม่ไปหาก็ไม่ได้ เพราะทั้งพ่อและแม่อุตส่าห์ละสายตาจากหน้าจอทีวีที่กำลังฉายฉากพีคของพระนางอยู่มากดดันกันขนาดนี้

นั่งลงข้างๆ ได้แม่ก็เข้าประเด็นที่สงสัยในทันที

คุณนัยนาเธอบอกว่าเห็นไอ้กุนผิดสังเกตไปตั้งแต่ตอนกินข้าวแล้ว แต่ที่ไม่กล้าถามต่อหน้า เพราะกลัวว่าเจ้าตัวลำบากใจ เลยต้องแอบมาถามผม ทั้งหมดนั่นก็เพราะความเป็นห่วงแบบที่ไอ้กุนมันกังวลจริงๆ แต่ขนาดผมยังสังเกตได้ ก็ไม่น่าแปลกที่พ่อกับแม่เองก็จะเห็นเหมือนกัน

“โธ่ ลูกชายแม่” คุณนัยนาอุทาน หลังจากฟังเรื่องราวจากผมทั้งหมด น้ำเสียงกับสีหน้าตอนพูดดูจะเศร้ากว่าไอ้คนที่เพิ่งวิ่งหนีไปก่อนนี้เสียอีก ได้ข่าวว่าลูกชายแม่น่ะ นั่งอยู่ตรงนี้ไม่ใช่หรอ มาโธ่ ลูกชายแม่อะไร

“ว่าแต่เราเถอะเก็บเรื่องเขามาคิดแทนจนเครียดไปด้วยแบบนี้ แสดงว่าเขาก็สำคัญกับเราเหมือนกันสินะ” ผมเงยหน้าขึ้นสบตากับแม่ ก่อนจะเลยไปหาพ่อที่อยู่ถัดไป

“ครับ” ผมพยักหน้า “รู้สึกผิดที่เคยบ่นมันเรื่องกินข้าวคนเดียวไม่ได้”

“งั้นก็ต้องชวนน้องมาบ้านบ่อยๆ แล้วนะ”

“นี่ยังบ่อยไม่พออีกหรอแม่” ผมแย้ง “ทำงานก็เจอกันทุกวัน เสาร์อาทิตย์ยังจะให้ตามมาบ้านอีก”

“ทำเป็นบ่น คราวที่แล้วรีบกลับก็เพราะเขาโทรมาตามไม่ใช่รึไง” ไม่มีอะไรจะเถียง เพราะมันเป็นแบบนั้นจริงๆ ทำไมแม่ต้องรู้ทันไปหมดทุกเรื่องแบบนี้ด้วย

“เราเปลี่ยนไปตั้งแต่รู้จักกับน้อง รู้ตัวรึเปล่า” พ่อพูดพร้อมกับใช้มือลูบไอ้มอมที่นั่งเอาคางเกยขาอยู่ไปด้วย

ไม่ใช่ไม่รู้ ไอ้นิสัยไว้ตัวกับคนที่ไม่ค่อยสนิท เป็นมาตั้งแต่ไหนแต่ไรจนใครๆ ต่างก็รู้กันดี แต่กับไอ้กุน ระยะเวลาเพียงแค่ไม่นาน เล่นทำเอาผมวุ่นวายใจไปกับมันไม่เว้นแต่ละวันขนาดนี้

ต้องเรียกว่าไม่อยากยอมรับเสียมากกว่า

ไม่อยากจะยอมรับเลย..ว่ากุนมันมีผลกับความรู้สึกผมขนาดไหน

“โตแล้วนี่ ความรู้สึกตัวเองจะไม่รู้ได้ยังไง ใช่ไหม” พ่อว่า แต่ผมกลับก้มหน้าหลบสายตาจากทั้งสองคน ตอนนี้ผมกลายเป็นคนที่กำลังหนีจริงอย่างเต็มตัว “แต่พ่อชอบกุนเขานะ ถ้าปอไม่ชอบก็บอกเขาซะ เขาจะได้ไปจีบคนอื่น”

ถึงกับต้องเงยหน้าขึ้นมองพ่อทันทีเมื่อได้ฟังจนจบประโยค

จีบคนอื่น?

“ไม่เอาสิพ่อ” และตอนนี้ผมหันหน้าขวับ สายตาย้ายไปที่แม่แล้วเรียบร้อย “ถ้าปล่อยให้ไปจีบคนอื่นนี่น่าเสียดายออก เป็นแม่แม่ไม่ยอมนะ แม่บอกเลย”

ฮะ?

หรือว่าไอ้ลิงนั่นก่อเรื่องอีกแล้ว

อย่าบอกนะว่ามันบอกพ่อกับแม่เหมือนที่สารภาพกับพวกไอ้ธีร์

“อะไรแม่ ตอนแรกที่เจ้ากุนมันบอก แม่ยังถามหายาดมกับพ่ออยู่เลยนะ”

นี่มันกะจะบอกกับทุกคนเลยหรอ ไม่อายบ้างรึไงกันที่เที่ยวไปบอกกับคนโน้นคนนี้ว่าจะจีบผู้ชายตัวโตๆ ด้วยกันแบบผมเนี่ย

“พ่อก็..อยู่ดีๆ พูดออกมาแบบนั้น เป็นใครก็ตกใจนะ”

หนักที่สุดก็แอบมาบอกพ่อกับแม่เนี่ย

ทำอะไรไม่ปรึกษากันเลยสักนิด

“จริงๆ พ่อเองก็อึ้งไปเลยเหมือนกัน ดีที่ยังเก๊กได้ ไม่งั้นอายเด็กมันแย่”

แล้วถ้าพ่อกับแม่ผมเกิดรับไม่ได้ขึ้นมา มันจะทำยังไง

ไม่ใช่ต้องแอบไปหงอยคนเดียวโดยไม่บอกให้ใครรู้ แม้แต่ผมหรอ

พ่อกับแม่ส่งเสียงหัวเราะคิกคักกันอยู่ 2 คน ปล่อยให้ผมนั่งเดา แถมด่าไอ้กุนอยู่ในใจคนเดียวไปต่างๆ นานา จนทนไม่ไหว ถึงได้หลุดคำถามที่อยากรู้ออกไปในที่สุด “นี่พ่อกับแม่กำลังคุยกันเรื่องอะไรกัน”

“ก็เรื่องที่กุนมาบอกกับพ่อว่าจะจีบปอไง”

นั่นไงล่ะ ผิดไปจากที่คิดเสียที่ไหน ถ้าจะมีอะไรผิดน่ะหรอ ก็ผิดตรงที่แม้จะเดาเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว แต่พอพ่อตอบมาโต้งๆ แบบนี้มันก็เหมือนจะ...เขิน..

“จีบ! อะไร!! ใครจะจีบ โอ๊ะ แม่! ” แล้วก็ต้องรีบยกมือขึ้นมาลูบแขนตัวเองตรงที่ถูกคุณนัยนาตีทันที

ผมว่าผมรู้แล้วนะ ว่าไอ้นิสัยมือไวของตัวเองนี่ติดมาจากใคร

“ไม่ต้องมาแกล้งทำโวยวายเลยเราน่ะ พ่อกับแม่พูดมาขนาดนี้ ยังจะไม่ยอมรับอีก แล้วไอ้ที่แกล้งโมโหกลบเกลื่อนเนี่ย คิดว่าแม่จะไม่รู้หรอ” ผมอ้าปากพะงาบมองแม่ จะเถียงก็เถียงไม่ออก ไม่มีใครรู้จักผมดีไปกว่าแม่แล้วจริงๆ “ขึ้นไปอยู่เป็นเพื่อนกุนได้แล้วไป ป่านนี้อาบน้ำเสร็จแล้วมั้ง”

“กุนอีกและ” ผมกลับมาพูดออกอีกครั้ง เมื่อโดนไล่ให้ไปหาไอ้ตัวต้นเหตุที่ทำให้หน้าร้อนอยู่ตอนนี้ “อะไรก็กุนๆๆ ไม่เอาอ่ะ วันนี้ปอขอนอนกับแม่ได้ไหม”

“ไม่ได้” ผมที่กำลังอ้าแขนจะเข้าไปกอดอ้อนหุบแขนลงแทบไม่ทัน ก็แม่เล่นปฏิเสธทันทีโดยยังไม่ได้คิดแบบนี้ “วันนี้แม่จะเอามอมไปนอนด้วย”

“เนี่ย! แพ้ แพ้ตลอด” ผมเอื้อมมือไปยีหัวไอ้มอมด้วยความหมั่นไส้ เข้าไปหอมแก้มคุณนัยนาฟอดใหญ่ด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะทำฟึดฟัดเดินขึ้นห้องนอน

ก็ป่านนี้ไอ้กุนคงอาบน้ำแต่งตัว แล้วมานั่งชะเง้อคอรอผมเป็นยีราฟแล้ว

สงสารมัน









“ไปแอบพูดอะ..” เปิดประตู ยังไม่ทันก้าวเข้าห้องผมก็ใส่มันทันที แต่พอได้สบตากันแถมยังเห็นว่ามันเพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำทั้งที่ยังไม่ได้ใส่เสื้อผ้า บานประตูก็ถูกผมปิดกลับไปอีกครั้ง

ผมยืนมองประตูห้องตัวเองนิ่ง นี่ผมกำลังเป็นอะไร

ทำเหมือนกับไม่เคยเห็นไอ้กุนเดินพันผ้าขนหนูออกมาจากห้องน้ำไปได้ ในเมื่อมันก็โชว์ให้ดูตั้งแต่วันแรกที่นอนด้วยกันแล้ว





ยังไม่ทันได้คำตอบที่ถามตัวเองในใจ ประตูก็เปิดขึ้นอีกครั้ง

“เป็นอะไรครับ” ไอ้กุนถามด้วยสีหน้าตกใจ แต่ผมไม่ได้โฟกัสที่หน้าของมันสักเท่าไหร่เพราะตอนนี้สายตาคอยแต่จะเลื่อนลงต่ำ ทั้งที่เมื่อกี้รีบปิดประตูหนีอยู่แท้ๆ

ผมรีบแทรกตัวผ่านไอ้กุนที่ตัวหอมฟุ้งไปด้วยกลิ่นครีมอาบน้ำเพื่อเข้าไปในห้อง ขืนอยู่ต่อคงได้โดนไอ้ลิงนั่นล้ออีกแน่

“ไปใส่เสื้อผ้า แล้วมาคุยกันหน่อย”





บนเตียงนอนในห้องมีผมที่กำลังนั่งก้มหน้าไถหน้าจอโทรศัพท์อย่างเอาเป็นเอาตาย บังคับไม่ให้ตัวเองเงยหน้าขึ้นมองคนที่กำลังเดินไปเดินมาอยู่ในห้องเดียวกัน แล้วไม่นานไอ้กุนก็มานั่งแหมะลงข้างๆ

“เสร็จแล้ว” ผมเงยหน้าขึ้นสำรวจคนพูด ถึงจะมีเสื้อผ้าอยู่บนตัวแล้วเรียบร้อย แต่ครีมมันก็ยังไม่ได้ทา ผมก็ยังไม่แห้ง ผ้าเช็ดผมก็ไม่ยอมเอามาด้วย น้ำหยดลงที่ไหล่เปียกเสื้อเป็นเม็ดๆ

“ไปเช็ดผมให้มันดีดีกุน”

“คุยก่อนก็ได้ครับ เดี๋ยวค่อยเช็ด”

“แต่นี่มันเปียกเกินไป น้ำมันหยดไม่เห็นหรอ” ไม่รู้ว่าใครเป็นคนอยากจะคุยกันแน่ จะตื่นเต้นอะไรนัก

“งั้นไปเอาผ้าก่อนนะ” พูดจบมันก็วิ่งไปเปิดตู้เสื้อผ้าอีกรอบ แล้วกลับมาพร้อมผ้าที่โปะอยู่บนหัว “พร้อม”

“ไปพูดอะไรกับพ่อแม่” ผมถามเสียงเข้ม แต่ไอ้คนโดนถามมันกลับยิ้มหน้าระรื่น ยกสองมือขยี้บนผ้าสบายใจ “บอกว่าจะจีบพี่”

“แล้วมันใช่เรื่องที่จะต้องไปบอกเขาไหมเนี่ย” ผมว่าอย่างมีอารมณ์ ยิ่งเห็นว่าคนโดนว่าไม่ได้สลดลงเลยสักนิดก็ยิ่งโมโห

“ก็ผมอยากให้พ่อกับแม่รู้” ไอ้กุนดึงผ้าลงไปไว้ที่ไหล่ เผยให้เห็นหน้าคนพูดโดนไม่มีอะไรมาบัง “ว่าเรื่องพี่ผมจริงจัง”

ผมที่ชี้ไม่เป็นทรงก็ยังทำอะไรไอ้กุนไม่ได้เหมือนเคย แถมตอนนี้ยังดึงหน้าจริงจังแบบที่พูดใส่ผมอีก จากที่ตั้งใจจะต่อว่า ตอนนี้กลับไม่มีคำด่าอะไรอยู่ในหัวเลยสักคำ

“แล้ว..ถ้า...พ่อกับแม่ไล่มึงออกจากบ้าน กูต้องทำไง” คำถามของผมเบาจนแทบไม่ได้ยิน

งงตัวเองอยู่เหมือนกันว่าจริงๆ แล้วผมโมโหไอ้กุนเรื่องอะไรกันแน่

..โมโหที่มันแอบมาคุยกับพ่อแม่

..โมโหที่มันทำอะไรไม่ปรึกษา

หรือโมโห..เพราะกลัวว่ามันจะหายไป

“นี่พี่กลัวความรักของเราจะโดนกีดกันหรอ” มันหัวเราะออกมาเบาๆ แต่ผมไม่ได้ขำด้วยเลยสักนิด “ทำไมน่ารักอีกแล้วล่ะครับ”

“ไม่ตลก” ผมว่าแล้วเอียงตัวหลบ เพราะไอ้กุนแกล้งเอาไหล่มากระแซะที่ไหล่ผม “อะไรเล่า”

“ให้โอ๋ไหม” คราวนี้แขนทั้งสองข้างของไอ้กุนถูกกางออกแล้วเตรียมจะโผเข้ามาหา

“ไม่ต้อง! ” ผมยกมือข้างหนึ่งยันหน้าอกของมันเอาไว้ แล้วเอนตัวหนีไปจนสุดแขน “ไอ้กุน! ไม่เล่น! ”

ไอ้กุนไม่ได้ออกแรงพุ่งเข้ามาแล้ว ส่วนผมเองก็ผ่อนแรงที่ใช้กันอีกคนไว้เช่นกัน

“ขอบคุณนะครับ”

แต่ที่เราสองคนยังคงทำอยู่คือการสบตากันอยู่แบบนี้

“ขอบคุณที่ยอมให้ผมเข้าไปในชีวิตพี่”

ไอ้กุนผละตัวออก ก่อนจะเอาจมูกมาแตะลงบนฝ่ามือของผมที่ยังคงยกค้างเอาไว้ด้วยความเร็ว แล้ววิ่งเอาผ้าออกไปตากที่ระเบียง

ผมค่อยๆ หันฝ่ามือของตัวเองกลับมาดู มันเหมือนกับว่าสัมผัสเมื่อครู่ยังคงอยู่ ไม่ได้หายไปไหน

ขอบคุณที่ยอมให้เข้ามาในชีวิตงั้นหรอ

ใครเขาให้มาพูดอะไรแปลกๆ ในสถานการณ์แบบนี้กัน

ไอ้ลิงนี่มันชักจะเอาใหญ่แล้วจริงๆ











“..แม่..” ผมตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะได้ยินเสียงคนข้างๆ บ่นงึมงำอยู่ข้างหู “..แล้วกุนจะอยู่กับใคร”

คงเป็นเพราะเมื่อหัวค่ำปล่อยให้ตัวเองร้องไห้อย่างหนัก กลางคืนเลยเก็บเอาไปฝัน

ละเมอจริงๆ สินะตอนนี้





ผมตะแคงตัวมานอนมองไอ้กุนที่นอนด้วยท่านอนคว่ำแล้วหันมาทางผมเหมือนทุกครั้งที่นอนด้วยกัน เพราะแสงสลัวของไฟที่ระเบียงหลังห้องเลยทำให้ผมเห็นว่ามีน้ำตาค่อยๆ รื้นออกมาจากตามัน

ไม่ทันคิดอะไรก็เอื้อมมือออกไปเพื่อจะเช็ดออกให้ ยังไม่ทันที่นิ้วมือจะได้สัมผัสกับน้ำตาสักหยดก็ถูกคว้าเอาไว้เสียก่อน ไอ้กุนค่อยๆ ลืมตาขึ้น และกำลังเปลี่ยนท่านอนมาเป็นตะแคงเข้าหาผมเหมือนกัน

จริงๆ ผมน่าจะรู้ว่ามันรู้สึกตัวง่ายตั้งแต่ตอนที่ไปนอนด้วยกันตั้งแต่ครั้งแรกแล้ว ถึงจะดูมึนๆ เหมือนคนยังไม่ตื่นก็ตาม

“จับมือได้ไหมครับ” ก็ยังจะกล้าถาม ในเมื่อตอนนี้มันวางมือของผมลงบนแก้มโดยที่ยังมีมือของมันแนบเอาไว้แล้วเรียบร้อย

“ก็จับอยู่ไม่ใช่รึไง” ผมปล่อยให้กุนกุมมือข้างหนึ่งไว้อย่างนั้น ส่วนอีกข้างก็เอื้อมไปเช็ดน้ำตาให้อีกคนอย่างที่ตั้งใจในตอนแรก

“แล้วขอกอดด้วยได้ปะ” มือที่กำลังปาดน้ำตาอยู่หยุดชะงัก แต่ก็เพียงแค่ชั่วอึดใจ เมื่อคนพูดไม่ได้เค้นเอาคำตอบอะไร แล้วก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะขยับเข้ามากอดผมเอาไว้อย่างที่พูด “เมื่อกี้ผมฝันถึงพ่อกับแม่ด้วย”

“อืม” ผมได้แต่ส่งเสียงตอบรับออกไปเบาๆ เมื่อน้ำเสียงของไอ้กุนเริ่มสั่นเมื่อเล่าถึงความฝัน

“จริงๆ ไม่เคยฝันถึงเลยตั้งแต่เขาไม่อยู่ วันนี้เขามาบอกผม ว่าจะไปแล้วนะ”

“ได้ลากันสักทีใช่ไหม” ผมใช้มือข้างเดิมปาดน้ำตาที่เอ่อขึ้นมาอีกครั้ง แล้วใช้มือเดียวกันนั้นเสยผมที่ลงมาปรกหน้าผากนั่นให้ “ดีแล้ว”

“เฮ้อออ..” คราวนี้มันไม่ได้ขอ ไอ้กุนละมือจากที่เคยกุมมือกันเอาไว้แล้วถดตัวลงมากอดผมเอาไว้แทน ลมหายใจร้อนๆ ที่รดอยู่ตรงหน้าอกทำเอาผมขนลุกซู่ “ไม่เท่เลยอ่ะ ร้องไห้ต่อหน้าพี่เฉย”

“ถ้ามันไม่ไหวก็ระบายออกมาได้นะกุน เดี๋ยวพี่คอยฟังให้” อ้อมกอดถูกกระชับขึ้นอีกนิด ริมฝีปากอุ่นๆ ถูกกดลงกับแผ่นอกของผมเนิ่นนานและไม่มีทีท่าว่าจะขยับไปไหน ถึงแม้ทั้งหมดจะมีเสื้อที่ใส่นอนกั้นเอาไว้ แต่นั่นก็พอที่จะทำให้ใจของผมเต้นรัวไม่หยุด “พอเห็นไม่ว่าเข้าหน่อยก็เอาใหญ่เลยนะมึงเนี่ย”

“ไม่กุนกับพี่แล้วหรอครับ” ไอ้กุนเงยหน้าขึ้นมาถามด้วยสายตาเป็นประกาย รอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปากบวกกับน้ำเสียงที่ใช้ ถ้าเป็นเวลาปกติคงได้โดนผมเอาปากกาตี หรือไม่ก็โดนดีดเข้าที่ติ่งหูไปแล้ว แต่ตอนนี้มันติดอยู่แค่อย่างเดียว

มันติดตรงที่ระยะห่างระหว่างผมกับมันที่ใกล้กันมากขนาดนี้

มันใกล้กันจนเกินไป

“พี่ปอ” สัมผัสอุ่นวาบตรงหน้าอกยังคงอยู่ถึงแม้ตอนนี้เจ้าของริมฝีปากนั้นจะละออกมาจ้องหน้ากันแล้ว และเพราะเป็นแบบนั้น ผมเลยไม่รู้ตัว ว่าเอาแต่จ้องที่ริมฝีปากของอีกคนอยู่ “จูบได้ไหม”

“ไม่..” ผมมั่นใจว่าผมบอกปฏิเสธ “ไม่..ได้” แต่ไม่รู้ทำไมถึงได้รู้สึกว่าระยะห่างระหว่างเราถึงได้ยิ่งลดลงเรื่อยๆ

“ครับ” ไอ้กุนขานรับ และนั่นเป็นจังหวะเดียวกับที่ริมฝีปากของเราสัมผัสกัน ริมฝีปากที่เคยคิดว่ามันอุ่น ตอนนี้กลับทำให้ผมรู้สึกร้อนวูบ ตาเบิกขึ้นจนสุดเมื่อเกิดรู้สึกแปลกใหม่ ไอ้กุนไม่ได้ขัดคำปฏิเสธของผมแม้แต่น้อย มันไม่ได้จูบผม สัมผัสเมื่อครู่ก็เพียงแค่..“งั้นผมนอนต่อนะ”

มันว่าแบบนั้นพร้อมกับซุกหน้ามาที่อกผมเหมือนเดิม

แล้วก็เป็นเช่นทุกที ไอ้ลิงนั่นทำเหมือนกับทั้งหมดที่เกิดขึ้น เป็นเพียงแค่การละเมอ

มันทิ้งผมไว้กับเรื่องบ้าบอเมื่อครู่คนเดียว

“นิสัยมึงอ่ะ” ไอ้ลิงมันจงใจเมินคำพูดของผมด้วยการตบลงมาที่หลังเบาๆ 2 ทีก่อนจะนิ่งไป

ดี!

เมินให้ตลอดนะ ไอ้ลิงนิสัยเสีย



#เพราะรักรออยู่

เวลาจริงผ่านไปครึ่งเดือน แต่ในนิยายเพิ่งผ่านไปครึ่งวัน เค้าผิดไปแล้ววววว
 :sad4:

ขอบคุณคอมเม้นท์ ขอบคุณที่เข้ามาอ่าน ขอบคุณทุกคนค่าาาาา
 :m3:

ออฟไลน์ broke-back

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5973
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +841/-16
เค้าจูบกันแว๊ววว
ดีๆๆๆๆๆๆ

หนับหนุนให้เปิดใจรักกันเร็วๆ

ถ้าได้กุนสักครั้ง..เราจะตั้งใจออนไลน์
ฮ่าฮ่า  +1 จ้า

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1639
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0

ออฟไลน์ แก่ เหี่ยว เคี้ยวยาก

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 105
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
...เวลาจริงผ่านไปครึ่งเดือน แต่ในนิยายเพิ่งผ่านไปครึ่งวัน เค้าผิดไปแล้ววววว...

ไม่เป็นไร....ยังไงก้อรอ น้องกุน พี่ปอ  ได้




ออฟไลน์ kokoro

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +136/-2
น้องกุนก็มาทำให้พี่ปอมีความรักโดยเป็นตัวของตัวเองได้มากขึ้น
ส่วนพี่กุนก็เป็นความสบายใจของน้อง
เรารอดูความหวานของคู่นี้เลยนะเนี่ย

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3397
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6
 :L2: :L1: :pig4:

รักพี่ปอ คนอิจฉาหมา 55

ออฟไลน์ SUNSCREEN50

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 38
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
บทที่ 15





เวสป้าสีขาวที่ตอนนี้รู้สึกจะสนิทกันมากขึ้นกว่าวันแรก เพราะถูกนำออกมาใช้เป็นประจำสำหรับการออกไปตระเวนหาของอร่อยใกล้กับคอนโดสำหรับเราสองคน ตอนนี้ผมสามารถใส่หมวกกันน๊อคเองได้แล้ว และอีกอย่างก็คือการเรียนรู้ที่จะนั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์แบบสบายๆ

คราวนี้ไอ้กุนมันจะพาผมปาดซ้ายปาดขวาก็ไม่มีการโวยวายเหมือนครั้งแรกอีกแล้ว



ผัดไทยเจ้าเดิมที่เคยซื้อไปกินด้วยกันวันนี้คนไม่เยอะเท่ากับครั้งก่อน ผมกับไอ้กุนเลยได้มีโอกาสที่จะนั่งกินผัดไทยร้อนๆ กันที่ร้าน แต่วันนี้พิเศษกว่าคราวที่แล้วหน่อยก็ตรงที่หลังจากกินข้าวกันเสร็จฝนดันตกลงมาอย่างหนักทั้งที่เพิ่งออกมาจากร้านได้พักเดียว ตอนนี้ผมกับไอ้กุนเลยต้องเข้ามาอาศัยร้านกาแฟที่เปิด 24 ชั่วโมงหลบฝน

“บอกแล้วว่าฝนจะตก” ผมหันไปบ่นไอ้กุนที่ตอนนี้เปียกไปทั้งตัวแต่ก็ยังคงยิ้มได้อยู่

หลังจากที่กลับไปบ้านคราวก่อน เราสนิทกันมากขึ้นผมยอมรับ แต่ถ้าถามผมว่าระหว่างผมกับไอ้กุน เราสองคนมีอะไรพัฒนาไปบ้าง ก็ตอบเลยว่า..ไม่มี

ทุกวันเรายังคงใช้ชีวิตกันอย่างปกติ เช้าออกไปทำงานด้วยกัน ถึงออฟฟิศก็แยกย้ายกันทำงานของตัวเอง เที่ยงลงไปกินข้าวร้านพี่มุก บ่ายกลับขึ้นมาทำงานต่อ ตกเย็นก็พากันกลับคอนโด มันปล่อยให้ผมได้มีเวลาส่วนตัวเพื่อออกกำลังกายแค่เพียงชั่วโมงเดียวก่อนจะโทรมาว่าจะพาออกไปกินข้าว ไอ้กุนไม่บอกหรอก แต่พอได้เวลาปุ๊บโทรศัพท์ก็ดังปั๊บทุกทีจนพี่ยอดแซว จะไม่เลิกก็ไม่ได้เพราะตอนโทรหาไอ้กุนมันมายืนยิ้มร่าคุยกับน้องๆ ที่นั่งอยู่ที่ประชาสัมพันธ์เรียบร้อยแล้ว

“พี่หนาวไหม” ไม่ว่าเปล่า มันเอามือมาแตะที่แขนผมเพื่อเช็กอุณหภูมิให้ด้วย

ผมส่ายหน้า ก่อนจะยื่นมือไปเสยผมที่ลงมาปรกหน้าให้อีกคนบ้าง ไม่ได้รู้สึกหนาวอะไร ถ้าเทียบกับไอ้กุนแล้ว รายนั้นเปียกกว่าผมเยอะ “ผมยาวแล้ว ไม่รำคาญรึไง”

“พาไปตัดหน่อยสิ”

“ทำไมต้องพาไป เคยตัดที่ไหนก็ไปตัดที่นั่นไม่ได้รึไง” ผมหันไปยิ้มให้น้องพนักงานที่ยกกาแฟกับนมร้อนที่สั่งเอาไว้มาเสิร์ฟ

“ก็อยากให้พี่ไปด้วย” ผมหันไปถลึงตาใส่ไอ้คนที่ตั้งใจทำเสียงอ้อน “น้าาา ไปเป็นเพื่อนหน่อย” นิ้วมือเย็นๆ จิ้มจึกๆ มาที่แขน ไม่ได้สนใจน้องพนักงานที่กำลังกระแทกแก้วลงบนโต๊ะเลยสักนิด

“แสดง” มันหัวเราะก่อนจะหันไปกล่าวขอบคุณกับน้องพนักงานที่วางของที่สั่งครบทุกอย่าง และกำลังจะเดินจากไป “มึงก็ไปแกล้งน้องเขา”

“ก็เขามองพี่”

“เขามองมึงเถอะ” ผมเถียง ก็ดูสภาพมันตอนนี้สิ ทั้งเสื้อยืดสีขาวที่พอโดนน้ำแล้วเห็นทะลุไปนับรูขุมขนได้ แถมมันยังลู่ลงไปแนบเนื้อนั่นอีก

“มองพี่นั่นแหละ” มันว่าพร้อมหันไปที่เค้าเตอร์ที่อยู่ด้านหลังอีกครั้ง “เนี่ย ยังมองอยู่เลย” ไอ้กุนเขยิบเข้ามาใกล้ๆ วาดแขนมาวางพาดบนไหล่ของผมทั้งที่ยังคงไม่หันกลับมา

..เนียนเชียว..

พักนี้ไอ้ลิงนี่ชักเริ่มถึงเนื้อถึงตัวบ่อยๆ นั่งข้างกันไม่ได้ เดี๋ยวก็เอาจมูกแตะที่ไหล่ อยู่ๆ ก็มาฉวยเอาฝ่ามือผมไปจุ๊บ บ่นจนไม่รู้จะบ่นมันยังไงแล้ว

“เลิกเล่น” ผมใช้มือฟาดไปบนแขนที่ยังคงชื้นฝนจนเจ้าตัวต้องรีบชักแขนตัวเองกลับไปลูบป้อยๆ

ไอ้กุนชอบเป็นแบบนี้ทุกทีเวลาที่มันสังเกตเห็นว่ามีคนคอยมองมันอยู่ ไม่รู้ว่าอยากแกล้งคนอื่นหรือว่ามันอยากจะแกล้งผมกันแน่ เพราะส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นผมนี่แหละที่ต้องมาทนเขินกับไอ้การแสดงบ้าๆ บอๆ ของมันอยู่คนเดียว

“พี่เก็บของเสร็จแล้วหรอ” แก้วนมสดถูกยกขึ้นเป่าไม่กี่ทีไอ้กุนก็ยกขึ้นซด ควันพุ่งออกมาจนเห็นได้ชัดขนาดนั้น พนันได้เลยว่าเดี๋ยวจะต้องมีคนร้อง “อ่า ร้อน”

ผมยิ้มให้กับไอ้อาการย่นหน้าแล้วยังแลบลิ้นออกมาข้างนอกนั่นของไอ้กุน แล้วไม่นานมันก็หยิบเอาแก้วกาแฟร้อนของผมขึ้นเป่า

ใช่ มันหยิบแก้วกาแฟของผมขึ้นไปเป่า แทนที่จะเป่าแก้วตัวเอง

“เสร็จแล้ว ทำไม? ยังไม่ได้เก็บหรอ” กำหนดเดินทางพรุ่งนี้แล้ว ผมคงไม่ได้ยินว่ามันตอบว่ายังหรอกนะ

“ยัง”

นั่นไง

“จะรอเก็บพรุ่งนี้? ไม่ต้องเป่าให้แล้ว” ผมเอื้อมมือไปคว้าเอาแก้วของตัวเองคืนแล้วมาเป่าต่อ อันที่จริงผมว่ามันน่าจะอุ่นตั้งแต่ตอนที่ไอ้กุนเป่าให้แล้ว “เป่าของตัวเองไปนู่น

“พี่รู้ได้ไงอ่ะ ผมว่าจะเก็บพรุ่งนี้เช้านะ”

“ประชดไหมล่ะ”

“ผมก็ล้อเล่นเหมือนกัน เก็บเสร็จแล้ว” แก้วนมสดที่เริ่มเย็นลงแล้วถูกยกขึ้นจรดกับริมฝีปากอีกครั้ง “เดี๋ยวขาดอะไรก็ไปใช้ของพี่เอา”

เมื่อเห็นว่ามันดื่มนมร้อนของมันได้อย่างไม่มีอาการอะไรผมก็ยกแก้วกาแฟของตัวเองขึ้นดื่มบ้าง “จะมาใช้ด้วยกันยังไง อยู่คนละห้อง”

“ก็ผมจะไปนอนห้องพี่” ไอ้กุนรีบสวนกลับมาทันที เหมือนกับรู้อยู่แล้วว่าผมจะพูดว่าอะไร

“ยังไม่ได้เชิญ”

“ไม่เห็นต้องเชิญ” มันยักไหล่ “ไปเองได้” สนใจกับทำแย้งของผมที่ไหน

“ไม่เบื่อบ้างรึไง ทุกวันนี้ไม่เจอกันก็แค่ตอนนอนเนี่ย”

“นั่นสิ พี่อยากรู้หรอ” ผมมองไอ้กุนพร้อมกับทวนประโยคที่เพิ่งคุยกันไปเมื่อครู่ในหัว ไอ้สายตาแบบนี้อ่ะนะ คิดไม่ดีอยู่แน่ๆ “เรามาลองกันไหม”

“ทะลึ่งและ” ถึงกับต้องหันหน้าหนี แล้วยกแก้วกาแฟขึ้นดื่มแก้เก้อ “แล้วเลิกมองกูด้วยสายตาแบบนี้ที”

“เขินอ่ะดิ”

“ไม่ได้เขินโว้ย” ผมโวยวาย พร้อมกับขยับหนีไอ้ลิงที่กระแซะมาเบียด “ออกไปมึงเปียก”

“จะเขินไม่เขิน” ก็อย่างที่บอกว่าสนิทกันมากขึ้น ถ้าไม่รีบยอมรับว่ากำลังเขินตั้งแต่ตอนนี้ ไอ้ลิงนั่นได้ทำผมเขินมากกว่านี้แน่ๆ

“เออ! เขิน! ” ผมหันไปขึ้นเสียงใส่ ไอ้กุนยิ้มอย่างพอใจก่อนจะยื่นปากมาชนที่ไหล่แล้วขยับเว้นระยะห่างจากผมเหมือนเดิม “สบายใจยัง”

“มากๆ เลยครับ” มันแกล้งยิ้มตาหยี ก็เพราะสนิทกันมากขึ้นแล้วนี่แหละ ทำไมผมจะไม่รู้ ว่าจริงๆ แล้วไอ้ลิงเนี่ยมันเจ้าเล่ห์จะตาย

“นิสัย”







รถบัสปรับอากาศ 2 ชั้นกำลังจอดรอพนักงานที่กำลังทยอยกันมาพร้อมกับครอบครัว ทั้งผมและอีกแผนกที่ได้รับมอบหมายให้มาดูแลการจัดกิจกรรม มาเตรียมงานกันตั้งแต่ตี 5 ทั้งที่เวลานัดอยู่ที่ 7 โมง

วันนี้ไอ้กุนดูจะหงอยเป็นพิเศษ แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นก็ยังคอยวิ่งไปโน่นทีวิ่งไปนี่ทีตามแต่จะมีคนไหว้วาน ผมเองก็มัวแต่จัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ตลอด เลยยังไม่ได้ถามอีกคนว่าเป็นอะไร เอาไว้จัดการให้ทุกคนขึ้นบัสเสร็จถึงตอนนั้นค่อยถามเอาแล้วกัน

กว่าคนจะมากันครบตามจำนวนที่แจ้งชื่อเอาไว้ก็ปาไป 8 โมงครึ่ง จริงๆ มันก็เป็นแบบนี้อยู่ทุกปี ผมเห็นใจคนที่มาถึงตามเวลานัดนะ แต่ก็ไม่รู้จะแก้ปัญหาให้อย่างไรเหมือนกัน เพราะคนที่มาสายพวกนี้ก็คือคนที่ปีที่แล้วมารอตามเวลานั่นแหละ เข็ดจากปีที่แล้ว ปีนี้เลยขี้เกียจมารออีก มันก็วนไปแบบนี้เรื่อยๆ ถ้าไม่ติดว่ารถทุกคันจะต้องเคลื่อนตัวไปพร้อมกัน ก็อยากจะให้คนมาก่อนได้ไปก่อนอยู่หรอก

รถตำรวจที่ไปประสานงานเอาไว้ ให้ช่วยนำขบวนเพื่อไม่ให้รถบัสท่องเที่ยวของบริษัทไปรบกวนการจราจรของผู้ใช้รถใช้ถนนท่านอื่นเริ่มเคลื่อนตัวออกจากบริษัท มุ่งตรงไปยังจังหวัดจุดหมาย โดยแวะตามปั๊มระหว่างทางเป็นระยะเพื่อให้คณะท่องเที่ยวได้พักยืดเส้นยืดสายและเข้าห้องน้ำ

จากการแบ่งกันดูแลรถแต่ละคันโดยฝีมือของไอ้เก๋ มันเลยลากเอาไอ้กุนไปนั่งด้วย โดยให้เหตุผลว่า มันจะเฝ้าสมบัติของแผนกเอาไว้เอง จะไม่ยอมให้สาวๆ คนไหนได้เข้าใกล้เด็ดขาด ส่วนผมที่ต้องแยกไปนั่งกับพี่ชาติและผู้จัดการแผนกคนอื่นๆ เลยได้เจอหน้าไอ้กุนอีกทีเอาก็ตอนนี้ จริงๆ เป็นผมคนเดียวมากกว่าที่เจอมัน เพราะไอ้เก๋มาแอบกระซิบว่าไอ้กุนหลับมาตลอดทาง แถมตอนนี้ก็ยังไม่ลงมาจากรถเหมือนกับคนอื่นๆ เขาอีก เลยให้ผมขึ้นไปดูมันหน่อย

ทั้งที่ปกติมันรู้สึกตัวไวอย่างกับอะไร แต่ตอนนี้ไอ้กุนกลับหลับคอพับจนหัวไปชนกับกระจกหน้าต่างไม่ได้รู้ตัวสักนิดว่ารอบตัวเสียงดังขนาดไหน หรือว่าตอนนี้ถูกทิ้งให้นอนอยู่บนรถแค่คนเดียว

ผมตรงเข้าไปวางมือบนหน้าผากมันเป็นอันดับแรก ตัวนี่ร้อนจนน่าตกใจ ไม่รู้ว่าไข้ขึ้นตั้งแต่ตอนไหนถึงได้มีสภาพเป็นแบบนี้ ผมเรียกพร้อมกับเขย่าตัวมันเบาๆ อยู่หลายที จนเจ้าตัวยอมลืมตาขึ้นช้าๆ พอเห็นว่าเป็นผมไอ้กุนก็ส่งยิ้มบางๆ มาให้

“ทำไมไม่บอกว่าป่วย” ผมถามเสียงเครียด แล้วนี่ก็มาต่างจังหวัดแถมยังอีกสักพักเลยกว่าจะถึงจังหวัดที่หมาย ถ้าเป็นหนักขึ้นมาจะทำยังไง ถ้ารู้ก่อนจะได้ให้นอนพักอยู่คอนโด ไม่ต้องมานั่งทรมานอยู่แบบนี้ “เพราะเปียกฝนเมื่อคืนใช่ไหม”

“หนาวจังขอกอดหน่อย” มันไม่ตอบผม แต่อ้าแขนออกกว้างรอให้ผมเข้าไปหา

ก็ยังทำเป็นเล่นจนผมเริ่มโมโหขึ้นมาจริงๆ แล้ว

“ลุก! ” ผมพูดเสียงแข็ง จนไอ้กุนมองหน้านิ่ง

“เดี๋ยวผมก็หาย”

“ลุก! แล้วตามมา! ” พูดจบผมก็เดินลงมาจากรถทันทีโดยไม่ได้รออีกคน เห็นมันป่วยก็สงสารอยู่หรอก ปากแดง ตาแดงไปหมด แต่จะให้นั่งรถคันนี้ต่อก็คงจะไม่ได้ ก็คันนี้มีทั้งเด็กทั้งคนแก่ เดี๋ยวคนอื่นได้ติดหวัดจากมันพอดี

ไอ้กุนที่หน้าหงอยกว่าเดิมเข้าไปอีก เดินตามผมมาทันในที่สุด ผมให้มันย้ายมานั่งรถคันที่ผมนั่ง เพราะพวกผู้จัดการและครอบครัว ส่วนมากจะขับรถไปกันเอง คนที่มากับบัสบริษัทก็ไปอยู่รวมกันที่ชั้นสองกันหมด พื้นที่ชั้น 1 ที่เหมือนกับห้องรับรองขนาดย่อมๆ เลยว่างสำหรับคนป่วยพอดี

ผมไลน์ไปบอกไอ้เก๋ ว่าพากุนมาด้วยเพราะไม่สบาย และไม่ลืมที่จะให้หาน้องในแผนกอีกคนไปนั่งเป็นเพื่อนเพราะกลัวว่ามันจะเหงา จัดแจงที่ทางให้กุนได้เสร็จก็เดินมาซื้อยาและแผ่นแปะลดไข้ที่ร้านสะดวกซื้อ แวะห้องน้ำเพื่อนำผ้าขนหนูผืนเล็กที่เพิ่งไปรื้อออกจากกระเป๋าเดินทางก่อนมา ชุบน้ำบิดจนหมาดแล้วรีบสาวเท้ากลับมาที่รถ

ไอ้กุนยังทำหน้าหน้ามุ่ยนั่งอยู่ที่เดิมไม่ได้ขยับไปไหน แม้แต่หน้าผมก็ยังไม่ยอมมองด้วยซ้ำ มันทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกงอนแล้วรอให้เข้าไปง้ออยู่เลย

ผมเทยากับแผนลดไข้ออกจากถุง ใส่ผ้าขนหนูบิดหมาดที่ถือมาเข้าไปแทน เปิดขวดน้ำเอาไปตั้งไว้ตรงหน้าคนป่วย แล้วทำการแกะยาลดไข้ออกจากแผง 2 เม็ด “กินยาซะ”

นิ่ง

ชัดเลยทีนี้

ผมคว้ามือข้างหนึ่งของไอ้กุนขึ้นมาหงาย วางยาทั้งสองเม็ดลงไปบนฝ่ามือ แล้วยัดขวดน้ำที่เปิดแล้วไว้ที่มืออีกข้าง “กินยาก่อน แล้วจะง้อ”

ได้ผล

ไอ้กุนยอมส่งยาทั้งสองเม็ดเข้าไปในปากแล้วดื่มน้ำตามไปเกือบครึ่งขวด เสร็จแล้วก็กระแทกมันลงบนโต๊ะ ก่อนจะกอดอกแล้วหันหน้าหนีผมไปอีกทาง

“ต้องง้อยังไงถึงจะหาย” เคยง้อมันเสียที่ไหน พูดอะไร ว่าอะไรก็ไม่เคยโกรธเลยสักครั้ง ไม่รู้ว่าคนป่วยอ่อนไหวง่ายหรือยังไง ถึงได้งอนตุ๊บป่องขนาดนี้

“พี่ขอโทษ” ในเมื่ออีกคนไม่บอกว่าต้องทำยังไง ผมก็เลยทำได้แค่เอยขอโทษไปตรงๆ แทนตัวเองว่าพี่ด้วยนะ มันต้องหายแล้วไหม ทำไมถึงยังนิ่งอยู่อีก “อย่าเงียบดิ ขอโทษแล้วไง ก็แค่เป็นห่วงกลัวจะเป็นหนัก”

“กอด” โอ้โฮ น้ำเสียง นี่ตกลงใครเป็นพี่ใครเป็นน้องกันวะเนี่ย “หนาว”

“โอเค กอดแล้วๆ” ผมเข้าไปดึงมันมากอดเอาไว้ สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิความร้อนที่แผ่ออกมา แต่ไม่นานอีกคนก็ร้องประท้วงออกมาเสียอย่างนั้น

“ไม่เอาดีกว่า” มันดันตัวผมออก ไม่เอาอะไรล่ะ ก็กอดไปแล้วเมื่อกี้ “จุ๊บ” ถึงตอนนี้ผมว่ามันเริ่มจะทะแม่งๆ “ไหนบอกจะง้อ ไม่อยากทำก็ช่างมันเถอะ ขอบคุณนะครับสำหรับยา”

นี่มันซีนอารมณ์ชัดๆ คำพูดเอย น้ำเสียงเอย

ผมลุกขึ้นยืนแล้วขยับเข้าไปจนชิด ประคองหน้าของไอ้กุนให้เงยขึ้นด้วย 2 มือ ค่อยๆ โน้มตัวลงหามันช้าๆ ถึงตาคนป่วยจะปรือแถมยังแดงก่ำ แต่ก็สามารถสังเกตเห็นประกายวิบวับในตาได้อย่างชัดเจน

และราวกับว่าการเคลื่อนตัวของผมจะไม่ทันใจคนที่กำลังรอสัมผัสอยู่ ผมจึงรู้สึกได้ถึง 2 มือของคนป่วยถูกวางลงมาบนเอวแล้วออกแรงดึงเบาๆ

จุ๊บ

ริมฝากปากของผมทาบลงบนหน้าผากร้อนนานไม่ถึงเสี้ยววินาทีก็ผละออก และตอนนี้ผมกลับมาเหยียดตัวตรงเหมือนเดิมแล้ว มีก็แต่ไอ้กุนนั่นแหละที่ยังไม่ยอมปล่อยมือออกไปจากเอวของผม

“ใจเต้นไปหมดเลยว่ะพี่” คนป่วยบ่น “นึกว่าพี่จะ”

“ไม่ต้องเลยมึงน่ะ เห็นกูตามใจเข้าหน่อยล่ะเอาใหญ่เลยนะ”

“โดนจับได้หรอ” มันโอดครวญพร้อมกับเขย่าตัวผมเหมือนกับเป็นของเล่น “พลาดได้ไงวะเนี่ย ไม่งั้นนะ”

“โอ้ยยย ปล่อยได้แล้วเวียนหัว” ผมแกะมือไอ้กุนออกจากเอว แล้วเอาถุงผ้าส่งให้มันแทน “เช็ดหน้าเช็ดตาซะก่อน แล้วค่อยเอาอันนี้แปะ”

“อ้าว ไม่เช็ดให้หรอ” มันหันมาเลิกคิ้วถาม

“ก็ไม่ได้เป็นอะไรแล้วนี่” ผมว่าแล้วหย่อนก้นลงนั่งข้างๆ

“พี่ปอนะๆ ” ไอ้กุนหยิบผ้าขนหนูออกมาแล้วขยับมานั่งข้างผม “เช็ดให้หน่อย สัญญาจะไม่ดื้อแล้วสัญญา”

“เชื่อไม่ได้หรอกมึงอ่ะ”

“จริงๆ นี่ตัวร้อนจี๋เลยนะ เช็ดไม่ไหวหรอก” กุนจับมือผมขึ้นไปวางบนหน้าผาก ที่จริงมันไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้ เพราะผมรู้ตั้งแต่ตอนที่ปากแตะลงบนหน้าผากมันแล้ว ว่าตัวมันร้อนขนาดไหน “เห็นมะ ไม่ได้โกหก”

“ไม่” ผมมองมันด้วยหางตา อยากเจ้าเล่ห์ดีนัก ดูแลตัวเองไปแล้วกัน

“พี่ปออ่าาา”

เนี่ย

“ไม่ต้องมาทำเสียงแบบนี้” พอขัดใจเข้าหน่อยก็ชอบทำเสียงอ่อยแบบนี้ทุกที “ไม่ก็คือไม่”

“พี่ปออ่าาา” อีกและ “พี่ปอครับ”

จริงๆ แล้วไอ้ลิงนี่มันเป็นเด็กเอาแต่ใจนะ

ทั้งเจ้าเล่ห์ เอาแต่ใจ แถมยังนิสัยเสียอีก

แล้วคิดหรอ ว่าแค่ทำเสียงอ้อนแบบนี้จะทำให้ผมใจอ่อนยอมตามใจ

“เออ! ”

ก็ยอมไง

“เอาผ้ามา”

แม่งยอมมันทุกทีเลยเนี่ย ไม่รู้เป็นอะไร









#เพราะรักรออยู่

ขอบคุณทุกคนที่มาอยู่เป็นเพื่อนกันนะคะ เยิ้ปปปป
 :m3:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด