::: [Mpreg] Nevertheless, I still miss you. #วิวาห์อามันต์ ::อัพตอน14 16/5/63 p8
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ::: [Mpreg] Nevertheless, I still miss you. #วิวาห์อามันต์ ::อัพตอน14 16/5/63 p8  (อ่าน 26408 ครั้ง)

ออฟไลน์ minenat

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1678
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-3
อยากจะตีหนูว่านจริงๆไปรักคนแบบนั้นได้ยังไง :m16:

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7697
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
รอตอนต่อไป

ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 362
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +535/-22
    • FanPage Melenalike//Hollyk
วิวาห์อามันต์

ตอนที่ 4











“วีว่ามาแล้วเหรอคะ” เด็กหญิงหวันยิหวาพูดงัวเงีย เปลือกตาหนักอึ้งแทบลืมไม่ขึ้น มองเห็นวีว่าเข้ามาอุ้มเธอขึ้นก็ยกมือโอบรอบคอของวีว่าอัตโนมัติ “ง่วงจังค่ะ”

“เล่นจนหมดแรง” วิวาห์พูด แตะริมฝีปากเข้าที่ข้างแก้มของลูกสาวอย่างทะนุถนอม

“เจ้าสามตัวนั้นก็สลบเหมือดไปแล้วเหมือนกัน” แป้งพูดกลั้วหัวเราะ พยักเพยิดไปทางเบาะหลังที่มีลูกชายของเธอนอนก่ายกันอยู่ “พาเด็ก ๆ ไปกินข้าวเย็นแล้วเรียบร้อย เธอล่ะว่านกินหรือยัง”

“ฉันกินแล้ว” วิวาห์ตอบ ตัดสินใจว่าจะไม่เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ให้เพื่อนฟังก็แล้วกัน แป้งยิ่งเป็นพวกชอบโวยวายอยู่ เดี๋ยวจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา “กลับบ้านดีกว่า แม่คงเป็นห่วงแล้วล่ะ”

แป้งขับรถไปส่งเขากับลูกที่บ้าน หญิงสาวกำชับเรื่องโปรเจ็กใหม่ของค่ายเพลงสามีของเธออีกรอบ ว่านเลยแบ่งรับแบ่งสู้แล้วรีบตัดบท ขี้เกียจถกกับแป้งเรื่องอาชีพของตัวเองอีก

อุ้มหวันยิหวาเดินเข้าไปในบ้าน เด็กหญิงนอนหลับคอพับคออ่อนไปแล้วคงเหนื่อยเต็มที พ่อกับแม่ขึ้นห้องนอนกันไปเรียบร้อย ว่านปลุกลูกสาวขึ้นมาอาบน้ำแล้วพาเข้านอนเหมือนทุกวัน ชีวิตประจำวันของเขาดู ๆ ไปก็น่าเบื่อ เมื่อเทียบกับสมัยก่อนที่เต็มไปด้วยสีสัน

แต่ว่านก็พอใจกับชีวิตในตอนนี้แล้ว ไม่นึกโหยหาอดีตเลยสักนิดเดียว

วันรุ่งขึ้นว่านติดรถพี่ชายไปส่งลูกสาวที่โรงเรียนก่อนแล้วค่อยเลยไปทำงานตามปกติ หน้าที่ของเขาไม่มีอะไรยุ่งยาก ทว่าก็ใช้เวลาอยู่เกือบเดือนกว่าจะคล่องแคล่ว ว่านชงกาแฟไปเสิร์ฟให้พี่ ๆ ในกองบรรณาธิการรวมถึงห้องของผู้บริหาร ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็แวะเข้าไปเสิร์ฟให้คุณธาดาด้วย

เขารู้สึกอึดอัดกับสายตาของธาดา

“หายดีแล้วใช่มั้ยครับ”

“ครับ”

“เย็นนี้คุณว่านว่างไหมครับ” ธาดาถามเบา ๆ

“มีธุระครับ” ว่านตอบ คนฟังมีท่าทางเสียดายเล็กน้อย

“ถ้าอย่างนั้น คุณว่านพอจะมีเวลาบ้างไหมครับ วันไหนก็ได้”

“คุณฟอร์ดมีงานจะให้ผมทำเหรอครับ”

“เปล่า ...ผมอยากชวนคุณว่านไปทานข้าวด้วยกัน ชวนน้องยี่หวาไปด้วยกันด้วย”

“ผมไม่สะดวกจริง ๆ ครับ” วิวาห์ปฏิเสธ “ขอโทษด้วยนะครับ” เขารีบกลับออกมาจากห้องทำงานของธาดาอย่างไม่สบายใจนัก อีกฝ่ายรู้ชื่อเล่นของลูกสาวเขาด้วยเหรอ จำได้ว่าเขาไม่เคยบอกมาก่อน หรือจะแอบฟังตอนที่ว่านคุยโทรศัพท์ ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่สบายใจ

เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เบอร์ของคุณครูที่โรงเรียนโชว์อยู่บนหน้าจอ วิวาห์รีบกดรับสาย

“คุณพ่อน้องหวันยิหวาใช่มั้ยคะ คุณครูเตยนะคะ ครูประจำชั้นน้องยี่หวา” เสียงใส ๆ ของคุณครูดังมาตามสาย ว่านใจหายวูบ รีบถามต่อ

“ครับ ๆ ผมจำได้ เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ”

“น้องยี่หวาวิ่งเล่นกับเพื่อน ๆ แล้วหกล้มค่ะ มีเลือดกำเดาออกเปื้อนเสื้อน้องนิดหน่อย แล้วก็แผลถลอกที่เข่าเขียวนิดนึงนะคะ คุณครูเลยโทรมาบอกก่อน” เสียงคุณครูมีแววกังวลแฝงอยู่จาง ๆ แต่ว่านก็สัมผัสได้ ชายหนุ่มขมวดคิ้ว

“แล้วยี่หวาเป็นอะไรมากมั้ยครับ”

“ไม่หรอกค่ะ เด็ก ๆ เล่นกัน แต่น้องผิวขาวมากก็เลยช้ำง่ายหน่อย คุณพ่อไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ”

“ครับ ๆ เดี๋ยวผมเลิกงานแล้วจะรีบไปนะครับ” ว่านตอบ เหลือบดูนาฬิกาเหลืออีกตั้งเกือบสองชั่วโมง ถ้าเขากลับก่อนจะโดนค่อนไหมนะ “ยี่หวาไม่ได้เป็นอะไรมากใช่มั้ยครับ”

“ไม่เป็นไรค่ะ คุณครูทำแผลให้แล้วเรียบร้อย คุณพ่อน้องสบายใจได้ค่ะ”

“ครับผม ขอบคุณครับ” อีกฝ่ายวางสายไป วิวาห์กลับไปทำงานต่อจนถึงเวลาเลิกงานก็รีบพุ่งออกมาจากที่ทำงาน โทรบอกพี่ชายว่าให้ไปเจอกันที่โรงเรียนของหวันยิหวาเลย ไม่ต้องเสียเวลาแวะรับว่านก่อน พอเดินเข้าไปถึงโรงเรียนได้ก็เจอลูกสาวนั่งห้อยขาเล่นชิงช้าอยู่กับเพื่อน ๆ

ความกังวลที่มีก็ค่อยคลายลงไป

“ยี่หวา เป็นไงบ้างลูก ครูเตยโทรหาวีว่าบอกว่าหกล้มเหรอคะ”

“วีว่ามาแล้ว วีว่าดูซิคะ ยี่หวาขาเขียวเลย” เด็กหญิงดึงกระโปรงขึ้นโชว์หัวเข่าทั้งสองข้างให้มารดาดู วิวาห์เห็นเข้าก็ตกใจ ไหนครูเตยบอกแค่รอยถลอกช้ำนิดหน่อยธรรมดาไงล่ะ ทำไมมันถึงได้เขียวม่วงน่ากลัวทั้งสองเข่าแบบนี้

“เจ็บมั้ยคะ” วิวาห์คุกเข่าลงข้างตัวลูก เอื้อมมือไปจับเบา ๆ พลิกหัวเข่าทั้งสองข้างของเธอสำรวจดูอย่างตกใจ “ทำไมมันม่วงแบบนี้ล่ะคะ ล้มแรงมากเลยเหรอ”

“ยี่หวาสะดุดค่ะ” ลูกสาวตอบจ๋อย ๆ พอคนเป็นแม่กดนิ้วลงกับเข่าก็เบ้หน้า “เจ็บค่ะวีว่า”

“เดินไหวมั้ยคะเนี่ย” วิวาห์ขมวดคิ้ว มองคราบเลือดจาง ๆ บนกระโปรงของลูกสาว หวันยิหวารีบบอก

“ยี่หวาเลือดไหลค่ะ ตรงนี้ ๆ แต่ครูเตยเอาน้ำแข็งมาวางแล้วมันก็หยุด ครูเตยซักกระโปรงให้ยี่หวาด้วยค่ะ” เธอชี้ที่รูจมูกของตัวเอง วิวาห์ถอนหายใจเฮือก อุ้มลูกสาวขึ้นทั้งตัว

“เล่นซนจนได้เรื่อง กลับบ้านกันดีกว่าค่ะ จะได้ไปประคบเย็นต่อ เขียวอื๋อขนาดนี้”

“คุณพ่อน้องยี่หวามาพอดี สวัสดีค่ะ คุณครูทำแผลให้แล้ว แต่น้องผิวบางมาก ๆ เลย เขียวหน่อยนะคะ” ครูเตยรีบเดินเข้ามาหา เห็นสีหน้าของผู้ปกครองดูไม่ดีนักก็รีบบอกต่อ “ตอนแรกจะพาไปโรงพยาบาลแล้วค่ะ แต่ยี่หวาไม่ยอม”

“ก็เลือดยี่หวาหยุดไหลแล้วนี่คะ ยี่หวาไม่ไปโรงพยาบาลหรอกค่ะ” ลูกสาวจีบปากจีบคอบอก วิวาห์ส่ายหน้า

“ขอบคุณครูเตยมากครับที่ช่วยดูแลยี่หวา เดี๋ยวผมกลับไปประคบต่อ ยี่หวาผิวบางช้ำง่ายมาตั้งแต่เด็กแล้วครับ”

ฟังคุณครูขอโทษขอโพยอีกหลายประโยค วิวาห์ก็พาลูกสาวกลับมาที่รถ วิรัตน์พอเห็นสภาพหลานสาวเข้าก็ร้องว้าก จะพาไปโรงพยาบาลท่าเดียว ยี่หวาก็เลยร้องไห้จ้าไม่ยอมไปหาหมอ สุดท้ายวิวาห์เลยตัดสินใจพากลับบ้านก่อน

“เด็กหกล้มเฉย ๆ ไม่เป็นไรหรอกครับพี่ ยี่หวาก็ยังเดินได้อยู่”

“หกล้มอะไรเขียวขนาดนั้น” วิรัตน์พึมพำ “ล้มใส่หินหรือไงน่ะ เราก็นิ่งนอนใจเหลือเกิน ลูกเลือดกำเดาไหลด้วยนะ ไม่ได้ดูข่าวเหรอ มีนักร้องตายเพราะเลือดกำเดาออกน่ะ”

“โธ่ พี่วัตก็.. พูดเหมือนไม่เคยเลือดกำเดาออก” วิวาห์หัวเราะ ปลอบลูกสาวจนหยุดร้อง

วิรัตน์เป็นคนจู้จี้ขี้บ่นมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ถ้าว่านเห็นไปทางซ้าย พี่วัตจะต้องเห็นตรงข้ามทุกทีจนว่านขี้เกียจเถียงด้วยแล้ว จะว่าไปที่ชีวิตของว่านพลิกผันมาขนาดนี้ก็อาจเป็นเพราะว่าตอนนั้นไม่มีพี่วัตคอยจ้ำจี้จ้ำไชอยู่ก็ได้

..................................................................

“เช้าแล้วครับ” ว่านกระซิบข้างหูของคนที่นอนหลับสนิท พี่อาร์มเอียงหน้าหนีไปอีกทาง ว่านเลยยกมือขึ้นบีบปลายจมูกโด่ง ๆ นั้นเล่น “วันนี้มีงานเช้านะครับ ตื่นเร็ว” คนหลับยังไม่ยอมลืมตาขึ้น ขนตายาวหนาเป็นแพทาบอยู่บนผิวแก้ม ว่านใช้ปลายนิ้วกรีดเล่น สุดท้ายดวงตาคมกริบคู่นั้นก็ลืมตาขึ้นมาเขาอย่างดุ ๆ

“เล่นอะไรว่าน”

“ตื่นเร็วครับพี่อาร์ม เดี๋ยวไปงานสายนะ” ว่านพูดพร้อมกับชะโงกเข้าไปจูบที่ริมฝีปากสีสดนั้นแรง ๆ “ลุกขึ้นเร็ว”

“ว่านต้องลุกจากตัวพี่ก่อน” อีกฝ่ายพูดเสียงแหบกว่าปกติ มือใหญ่คลึงอยู่ที่แผ่นหลังและสะโพกของว่าน “ไม่งั้นพี่รุกนะ”

คนฟังหน้าแดงจัด

“เมื่อคืนยังไม่พออีกหรือไง ว่านปวดไปทั้งตัวเลยนะ”

“ถ้าเป็นว่าน ไม่มีคำว่าพอ” คำพูดของพี่อาร์มทำให้ว่านเกือบหมดแรงไปทำงาน

เกือบสองอาทิตย์ที่ความสัมพันธ์ของพวกเขาเปลี่ยนไป ว่านมีความสุขมาก ว่านหลงรักทุกอย่างที่เป็นพี่อาร์ม จะใบหน้ารูปร่างน้ำเสียงแววตา หรือแม้แต่ลีลาบนเตียงของพี่อาร์มก็ล้วนทำให้ว่านรู้สึกเหมือนขึ้นสวรรค์ทั้งเป็น พี่อาร์มทั้งอ่อนโยนและดุดันในคราวเดียวกัน ว่านชอบความรู้สึกตอนที่เรานอนกอดกันจนหลับไปทุกคืน ตอนเช้าตื่นขึ้นมามองเห็นพี่อาร์มเป็นคนแรก อ้อมกอดของพี่อาร์มอบอุ่นจนว่านไม่อยากลุกไปไหนอีกเลย

ถ้าเป็นไปได้ ว่านก็อยากอยู่ในอ้อมกอดของพี่อาร์มแบบนี้ชั่วชีวิต

“จะขึ้นเวทีแล้ว ขอกำลังใจหน่อยสิ” ร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาคุกเข่าตรงหน้าวิวาห์ เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยแววตาที่ทำให้คนถูกมองรู้สึกอ่อนยวบเหมือนขี้ผึ้งถูกไฟลน

“ได้ไปทั้งคืนแล้วไง” ว่านงึมงำ เขินจนไม่กล้ามองหน้าพี่ ๆ ร่วมวงคนอื่นที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ

“นะครับว่าน” พี่อาร์มกระซิบ ว่านเลยก้มลงไปหอมแก้มพี่อาร์มสองข้างแล้วเอียงแก้มให้พี่อาร์มหอมคืนบ้าง หัวใจของว่านเต้นแรงจนอาจจะเสียงดังกว่าเสียงกรี้ดของแฟนคลับข้างนอกเสียอีก

“เหม็นความรักจังโว้ย” พี่กอล์ฟพูดลอย ๆ แกมหมั่นไส้ “ไม่เห็นใจคนโสดอย่างกูบ้างเลย”

“ก็หาเอาสิวะ” อามันต์ยักคิ้ว กอดว่านแรง ๆ อีกทีหนึ่งก่อนจะพาออกไปข้างนอกห้องแต่งตัว เสียงกรี้ดถล่มทลายดังขึ้นทันที ว่านเคยชินกับเสียงพวกนี้แล้วจนเคยคิดเล่น ๆ ว่าถ้าวันหนึ่งเสียงเหล่านี้หายไปจะเป็นอย่างไร

“เพลงยิ้มหวานนะครับ” พี่อาร์มพูด “เจ้าของเพลงส่งยิ้มหวานหน่อยเร็ว”

ไม่ต้องบอกว่าว่านยิ้มกว้างแค่ไหน วันเวลาหลังจากนั้นผ่านไปเร็วเหมือนติดปีก ใคร ๆ ก็มักจะบอกว่าเวลาแห่งความสุขมันสั้น ว่านไม่เคยเข้าใจ เวลาแห่งความสุขของว่านไม่มีทางจบสิ้นง่าย ๆ หรอก

“พี่ชายว่านมาน่ะ” แทนใจเดินขึ้นมาบอกว่านบนชั้นสามของสตูดิโอที่เป็นชั้นส่วนตัวของพี่อาร์ม ว่านกำลังนอนเล่นอยู่บนเตียงของพี่อาร์มรีบลุกขึ้นนั่งอย่างตกใจ

“พี่วัตมาเหรอครับ”

“ใช่ ไอ้อาร์มอยู่ไหน”

“พี่อาร์มไปธุระครับ” ธุระของพี่อาร์มเป็นสิ่งที่ว่านไม่เคยยุ่งเกี่ยว พี่อาร์มไม่เคยบอกว่าธุระนั้นคืออะไร และว่านก็ไม่เคยถาม เขาไม่ชอบซอกแซกอยากรู้ ถ้าพี่อาร์มอยากบอกก็คงบอกว่านเอง

“อ๋อ” พี่แทนพูดแค่นั้นแล้วก็เดินลงบันไดไปข้างล่าง ว่านรีบลุกขึ้นแต่งตัวใหม่ ว่านย้ายขึ้นมาอยู่กับพี่อาร์มได้เกือบสามเดือนแล้ว ทยอยขนเสื้อผ้าจากที่บ้านมาไว้ในตู้เสื้อผ้าเดียวกับพี่อาร์ม พี่วัตคงเริ่มสังเกตเห็นแล้วกระมังถึงได้มาหา

“เจ้าว่าน ไม่กลับบ้านกลับช่องเลยนะ มหาลัยก็ไม่ไป ไม่กลัวโดนไทร์หรือไง” วิรัตน์เปิดฉากขึ้นทันทีที่เห็นน้องชายเดินลงมา ใบหน้าเรียวเล็กดูสดใสมีชีวิตชีวาอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ดวงตากลมโตคู่นั้นวาววับ

“พี่วัต ไม่เจอกันเลย หวัดดีครับ”

“จะเจอได้ยังไงก็แกไม่กลับบ้านน่ะ” ถ้าเท้าสะเอวได้วิรัตน์คงเท้าเอวไปแล้ว “แกเป็นแบบนี้แล้วฉันจะไว้ใจให้อยู่ที่นี่ได้ยังไง เสียคนหมดแล้ว”

“พี่วัต” วิวาห์เสียงแข็งขึ้นมาทันที “ว่านไม่ได้เสียคนนะ ว่านแค่เลือกทางเดินของตัวเองต่างหาก เพียงแค่ทางเดินของว่านไม่เหมือนพี่วัต พี่วัตก็เลยรับไม่ได้ซักที”

“ไอ้ว่าน” พี่วัตโกรธ คงเพราะแทงใจดำล่ะซิ...ว่านคิดในใจ “ฉันมาที่นี่เพราะแกหายหัวออกจากบ้านไปหลายเดือนแล้วน่ะสิ การเรียนก็ทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ”

“ว่านไม่สน ตอนนี้ว่านหาเงินได้มากกว่าพี่วัตเสียอีก รายได้ของว่านมากกว่าเงินเดือนของพี่วัต หรือพี่วัตจะเถียง”

“แล้วมันจะเป็นแบบนี้ตลอดไปไหมล่ะ อีกหน่อยกระแสแกก็ตกแล้ว แกอยู่ในวงการไม่เห็นตัวอย่างพวกดารานักร้องตกกระป๋องพวกนั้นบ้างเหรอ มันไม่ยั่งยืนรู้มั้ยว่าน” พี่วัตพูดเสียงอ่อนลง คงเปลี่ยนมาใช้ไม้อ่อนแทน “ฉันก็เป็นห่วงแก อาทิตย์หน้าฉันจะไปเรียนต่อแล้ว ไม่มีใครมาตามแกกลับบ้านอีกแล้วนะ”

วิวาห์ใจหายอยู่ลึก ๆ รู้ว่าพี่ชายสอบชิงทุนได้ไปเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ แต่ไม่นึกว่าจะไปเร็วขนาดนี้

“พี่วัตจะไปแล้วเหรอ” เห็นเสียงของน้องชายอ่อนลง วิรัตน์ก็รีบสำทับ

“ก็ใช่น่ะสิ อย่างน้อยเราก็ควรกลับไปกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันบ้าง กว่าฉันจะกลับมาตั้งสองปี ...เอาแฟนแกไปด้วยก็ได้ ไอ้วินมันก็ชอบเขาอยู่หรอก” ประโยคหลังว่านไม่แน่ใจว่าพี่วัตกัดฟันพูดหรือเปล่า

“ก็ได้ ว่านจะลองถามพี่อาร์มดูก่อนว่าว่างมั้ย”

พี่วัตดูโล่งอกขึ้นเล็กน้อย นัดหมายเวลากันเสร็จว่านก็พาพี่วัตเดินสำรวจดูรอบ ๆ สตูดิโอรอบหนึ่งแต่ไม่ได้พาขึ้นไปชั้นบน ว่านรอพี่อาร์มกลับมาจากข้างนอกจนเริ่มง่วงนอน พี่อาร์มก็กลับมาตอนเกือบตีสอง

“กลับมาแล้วเหรอครับ”

“อ้าว..นึกว่านอนแล้ว” เสียงแหบ ๆ ของพี่อาร์มตอบกลับมา ว่านลุกขึ้นเดินเข้าไปกอดร่างสูงใหญ่เอาไว้ กลิ่นน้ำหอมแปลกจมูกกระทบฆานประสาททันที

“พี่อาร์มไปไหนมาน่ะ”

“ไปธุระ” พี่อาร์มตอบเหมือนทุกครั้ง ไม่มีคำอธิบายมากกว่านั้น ทุกทีว่านก็จะปล่อยให้ความสงสัยเลือนหายไปเองแต่ว่าคราวนี้ว่านมีเรื่องจะต้องพูดกับพี่อาร์มก็เลยถามต่อ

“พี่อาร์มเปลี่ยนน้ำหอมเหรอ”

“...ใช่ ..ชอบหรือเปล่า” พี่อาร์มวางคางลงบนกระหม่อมของว่าน

“กลิ่นมัน...เลี่ยนไปหน่อย”

พี่อาร์มหัวเราะเบา ๆ

“แปลว่าไม่ชอบ” พี่อาร์มก้มลงจูบที่ซอกคอของว่านแรง ๆ “เดี๋ยวพี่ไปอาบน้ำก่อนนะ ว่านนอนก่อนได้เลย”

“วันนี้พี่วัตมาหาว่าน” วิวาห์ตัดสินใจรีบพูดไปก่อน “พี่วัตจะไปเรียนเมืองนอกแล้ว จะนัดกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน ว่านอยากให้พี่อาร์มไปด้วย”

พี่อาร์มชะงักไป

“จะดีเหรอว่าน น่าจะมีแค่คนในครอบครัวกันมากกว่า พี่ไปเดี๋ยวจะอึดอัดเอา”

“ไม่หรอกครับ ไปเถอะนะ” วิวาห์แนบแก้มเข้ากับต้นแขนของพี่อาร์ม เงยหน้าขึ้นพูดเสียงอ่อน “ไปเป็นเพื่อนว่านหน่อยนะ”

พี่อาร์มนิ่งไปครู่แล้วก็พยักหน้า

“โอเค ถ้าวันนั้นพี่ว่างก็จะไปด้วย”

พี่อาร์มไม่ว่างวันนั้น...ว่านน่าจะรู้ก่อนตั้งแต่วันที่พี่อาร์มพูด วิวาห์คิดในใจอย่างหงอย ๆ เดินเข้าบ้านไปหาพ่อกับแม่คนเดียวไร้เงาของคนรัก พี่อาร์มบอกว่าติดธุระด่วนกะทันหัน พี่กอล์ฟบอกว่าพี่อาร์มคงแอบรับงานเดี่ยวซ้อนอีกแน่ ๆ

พี่วัตไม่ถามถึงพี่อาร์มซักคำ ทำเหมือนรู้อยู่แล้วงั้นแหละว่าพี่อาร์มจะไม่มา พ่อกับแม่คิดถึงว่านมากทำเอาว่านรู้สึกผิดไม่น้อยที่ไม่ได้กลับบ้านมาเยี่ยมเลย วินก็เป็นเฟรชชีแพทยศาสตร์แล้วเลยเทียวไปกลับหอพักมหาวิทยาลัยกับที่บ้าน ชีวิตของทุกคนดูไปได้ดีตามทางของตัวเอง

ว่านเองก็เหมือนกัน...วิวาห์หยิบเงินขึ้นมานับส่งให้พ่อกับแม่อย่างภูมิใจ

“ว่านให้พ่อกับแม่เก็บเอาไว้ใช้ ว่านหาเองทุกบาททุกสตางค์เลยนะ”

“โอ๊ย ไม่ต้องหรอกว่าน เก็บเอาไว้ใช้เถอะลูก เงินตั้งเยอะแยะ พ่อแม่อยู่บ้านเฉย ๆ ก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร” แม่ของเขาพูด

“วันนั้นเห็นว่านในโฆษณาลูกอมด้วย เจ้าวินเรียกพ่อมาดู น่ารักดีนี่” พ่อของเขาพูดขึ้น ว่านยิ้มกริ่ม

“อาทิตย์หน้าพ่อรอดูว่านขึ้นปกนิตยสารนะครับ” ว่านบอกชื่อนิตยสารชื่อดังอย่างภาคภูมิใจ “ว่านได้ขึ้นปกคู่กับพี่อาร์มด้วย”

“เห็นเจ้าวัตบอกตอนแรกว่าว่านจะพาพี่อาร์มมาด้วยไม่ใช่เหรอลูก”

“ครับ พอดีพี่อาร์มไม่ว่าง...งานเขายุ่งน่ะครับ”

“ก็น่าจะยุ่งอยู่ ดังขนาดนั้น” แม่พยักหน้าเข้าใจ “เอาไว้พามาสิ วินเขาอยากเจอ” ลูกชายคนเล็กหัวเราะ ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ

“แล้วพี่เขาเป็นไงบ้าง คบกันแล้วใช่มั้ยพี่ว่าน” วินถามขึ้นมาบ้าง

“อืม..ก็ดีนะ” ว่านตอบอมภูมิ น้องชายหรี่ตาลง

“แน่ะ ไม่ยอมเล่าอีก วินจะได้ไปขิงกับเพื่อนเสียหน่อยว่าวงในมา ใคร ๆ เขาก็เดากันว่าพวกพี่ต้องคบกันจริงแน่ ๆ บนเวทีหวานขนาดนั้น นอกเวทีจะขนาดไหน”

วิวาห์ชักเขินสายตาน้อง

“ไม่เท่าไหร่หรอกน่ะ พี่อาร์มไม่ใช่คนหวาน”

“อะไร แต่งเพลงให้พี่ซะหวานเจี๊ยบขนาดนั้น”

“จริงเหรอลูก เพลงอะไรน่ะ” แม่สนใจขึ้นมาบ้าง

“เดี๋ยววินเปิดให้ฟังครับ อัลบั้มใหม่ของเขาน่ะ มีแต่เพลงรักหวาน ๆ ไม่รู้พี่อาร์มเลิกทำเพลงอกหักแล้วหรือยังไง คอเพลงอกหักเซ็งเลย”

“เอ้า นักร้องเขาแฮปปี้เขาก็ต้องอยากทำเพลงที่มีความสุขสิ” พ่อพูดขึ้น

ว่านอมยิ้ม ไม่อยากบอกว่าเพลงในอัลบั้มใหม่น่ะ พี่อาร์มบอกเองว่าแต่งให้ว่านทุกเพลง แถมบางเพลงยังคิดออกตอนที่เรากำลัง...

“พี่ว่านคิดอะไรน่ะ นั่งหน้าแดงแข่งกับมะเขือเทศแล้ว” น้องชายแซว พี่ชายคนโตพ่นลมหายใจออกมาแรง ๆ

“เพ้อฝัน ไอ้ว่านรีบกินข้าวเร็ว ๆ เถอะ ฉันอยากกินของหวานแล้ว”

พี่วัตก็เป็นแบบนี้ทุกที ชอบขัดคอว่านประจำ วิวาห์โมโหจนเลิกโมโหแล้ว วันที่ไปส่งพี่วัตที่สนามบินก็อดใจหายขึ้นมาไม่ได้ ต่อไปนี้คงไม่มีใครมาคอยตามว่านกลับบ้านแล้วล่ะสิ

“ฉันไม่อยู่แกก็ต้องดูแลตัวเองนะไอ้ว่าน โตแล้วต้องเอาตัวรอดให้ได้”

“รู้แล้วน่า พี่วัตพูดอยู่นั่นแหละ ไปนู่นก็ดูแลตัวเองด้วยนะ อย่าไปบ่นมากล่ะเดี๋ยวโดนฝรั่งทุบเอา”

พี่วัตจุ๊ปากจิ๊กจั๊กคงหงุดหงิดว่านเต็มทีแต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะพ่อกับแม่ยืนอยู่ใกล้ ๆ พอพี่วัตไปแล้วว่านก็รู้สึกโหวง ๆ หน่อย ๆ ถ้ามีปัญหาอะไรขึ้นมาว่านก็คงต้องแก้เองเพราะไม่มีพี่ชายมาจัดการให้แล้ว

แต่ว่านก็โตแล้ว มีงานมีเงินมีคนรัก โตเป็นผู้ใหญ่แล้วล่ะ

“น้องว่านกลับบ้านกับคุณพ่อคุณแม่มั้ยคะ” ป้าเอิบเดินเข้ามาถามเขา น้ำตายังคลออยู่เต็มหน้า ป้าเอิบรักพี่วัตมากที่สุดในบรรดาพี่น้องสามคน คงเพราะพี่วัตเป็นลูกคนแรกแถมหน้าตาดีด้วยล่ะมั้ง ทั้งบ้านเลยทั้งรักทั้งหลง พอมาถึงตาว่านที่หน้าขาว ๆ ชืด ๆ ไม่คมเข้มแบบพี่วัตแถมยังป่วยกระเสาะกระแสะประจำ หุ่นผอมแห้งไม่จ้ำม่ำอ้วนท้วนเหมือนเด็กสมบูรณ์แบบวิน ทุกคนก็เลยไม่ค่อยรักเอ็นดูว่านเท่ากับพี่น้องคนอื่น

“ไม่ครับ ว่านต้องกลับไปทำงานต่อ” ว่านตอบผ่านหน้ากากอนามัยที่สวมเอาไว้กันคนจำได้ แม้จะรู้สึกว่าเริ่มมีคนเมียงมองมาแล้วก็ตาม ว่านรู้สึกภูมิใจอยู่นิด ๆ “เดี๋ยวไว้ว่านมาเยี่ยมที่บ้านบ่อย ๆ ดีไหมครับ”

“ดีสิคะ ป้าเอิบจะรอนะ”

จากคนที่ดูเหมือนจะอ่อนด้อยที่สุดในบรรดาพี่น้อง ตอนนี้ว่านกลายเป็นดาวดวงเด่นแล้วนะ ...ดูสิ ใคร ๆ ก็พากันมองมาทางว่านกันทั้งนั้น พอมีคนจำว่านได้ก็เริ่มมีคนวิ่งตาม พอว่านออกวิ่ง ก็กลายเป็นคนยิ่งวิ่งตามว่านไปกันใหญ่ ตอนแรกว่านก็สนุกอยู่หรอก มีคนชอบมากมายขนาดนี้ แต่บางทีมันก็มากเกินไป

“พี่ว่าน ...กรี้ด พี่ว่านจริง ๆ ด้วย ขอลายเซ็นหน่อยค่ะ”

“ขอถ่ายรูปด้วยได้มั้ยครับ”

เพราะว่านมาคนเดียว พ่อกับแม่ก็ขึ้นรถกลับบ้านกันไปหมดแล้ว ว่านเลยถูกรุมล้อมด้วยบรรดาแฟนคลับในพริบตา ทุกคนพยายามยื่นโทรศัพท์เข้ามาถ่ายรูปว่านใกล้ ๆ บ้างก็ส่งปากกากับกระดาษมาให้ว่าน ว่านถูกเบียดไปเบียดมาอยู่ใจกลางวงล้อมนั้น

“โอ๊ย! ” อะไรสักอย่างแข็ง ๆ เฉี่ยวเข้าที่โหนกแก้มของว่านเต็ม ๆ ว่านผงะถอยหลังไปโดนคนเบียดมาจากด้านหลัง รู้สึกเหมือนมีมือของใครยื่นมาบีบที่บั้นท้ายของว่านลามมาด้านหน้า ว่านตกใจรีบหมุนตัวหลบ “อะไรน่ะ ถอยไปนะ” มีอีกมืออาศัยจังหวะนั้นจับเข้าที่เป้ากางเกงของเขา ว่านสะดุ้งสุดตัวยกมือขึ้นปัด ข้อศอกพลาดไปโดนหน้าเด็กสาวคนหนึ่งด้วยความตกใจ “ขอโทษครับ เป็นไรมั้ย” จะถามเด็กคนนั้นก็ถูกคนอื่นเบียดรุมเข้ามาแทน

“น้องว่านขอถ่ายรูปด้วยหน่อยค่ะ”

“ว่านยิ้มหน่อยครับ”

“เดี๋ยวนะครับ ๆ ขอทางว่านก่อนได้มั้ย” วิวาห์เริ่มตื่นตระหนกมาก ๆ ทุกคนทำเหมือนรุมทึ้งเขางั้นแหละ มือไม้ยื่นมายุ่งกับร่างกายของเขายุบยับเหมือนปลาหมึก ว่านทนไม่ไหว สะบัดตัวเต็มแรง “โอ๊ย หยุดนะครับ พูดไม่เข้าใจเหรอ ถอยออกไป ว่านหายใจไม่ออก”

คนเหล่านั้นชะงักตกใจกับเสียงตวาดของว่าน มันคงดังมาก ๆ เลยแหละเพราะทุกคนดูอึ้งอย่างเห็นได้ชัด แต่ว่านไม่มีอารมณ์มาขอโทษหรือพูดอะไรมากกว่านั้น เขาตัดสินใจเดินฝ่าออกมาเลย เดินแกมวิ่งออกมาข้างนอกสนามบินแล้วก็โบกมือเรียกแท็กซี่ไปส่งที่สตูดิโอ

ไม่เอาแล้วกับการออกไปไหนข้างนอกคนเดียวแบบวันนี้ ว่านกลัวมาก ๆ กลัวจริง ๆ

“พี่อาร์ม” พอกลับถึงสตูดิโอได้ ว่านก็วิ่งขึ้นไปหาพี่อาร์ม พี่อาร์มเห็นหน้าว่านก็ตกใจใหญ่ รีบถามว่าไปทำอะไรมา

“ทำไมหน้าเขียวเป็นปื้นแบบนี้ล่ะ”

“ว่านไปส่งพี่วัตแล้ว..แล้ว” พูดแล้วยังตัวสั่น นึกถึงมือใครก็ไม่รู้ที่เข้ามาลวนลามว่าน พอว่านเล่าให้ฟังพี่อาร์มก็โกรธมาก บอกจะไปเอาเรื่องคนที่ทำร้ายว่าน

“ไปดูกล้องวงจรปิดเลย มันต้องมีกล้องสิ พี่จะฟ้องไอ้พวกนั้นให้หมด”

“ไม่ต้องหรอกครับพี่อาร์ม เดี๋ยวกลายเป็นเรื่องใหญ่” ว่านรีบบอก “ว่านไม่ได้เป็นอะไรมาก”

“วันหลังห้ามไปไหนคนเดียวอีกนะ” พี่อาร์มพูดเสียงเข้ม ลุกขึ้นเดินไปหยิบน้ำแข็งมาประคบรอยช้ำบนโหนกแก้มให้อย่างเบามือ ว่านน้ำตาคลอด้วยความซาบซึ้งใจ “ถ้าจะไปไหนต้องบอกพี่ทุกครั้งนะ เข้าใจหรือเปล่า”

“ครับพี่อาร์ม” ว่านตอบ จับมือพี่อาร์มเอาไว้แน่น เรียกขวัญกำลังใจที่หายไปเมื่อกี้กลับคืนมา

ว่านนึกว่าเรื่องจะจบทว่ากลับกลายเป็นข่าวดังในวันรุ่งขึ้นว่านักร้องดาวรุ่งเหวี่ยงแฟนคลับกระเจิงกลางสนามบิน พี่แทนเข้ามาคุยกับพี่อาร์มท่าทางเคร่งเครียด ว่านแอบยืนฟังอยู่ข้างนอกได้ยินแว่ว ๆ ว่ามีคลิปเสียงด้วย

“เสียงว่านตะโกนจริง ๆ ใช่มั้ย” พี่อาร์มมาถามว่านคืนนั้น

“จริงครับ ก็ว่านทนไม่ไหวจริง ๆ นี่” ว่านก้มหน้าลง “พี่อาร์มลองนึกภาพโดนคนรุมทึ้งดูนะ”

“แต่ว่านไม่ควรขึ้นเสียงใส่แฟนคลับแบบนั้นเลยนะ”

“ว่านไม่ตั้งใจ ว่านไม่ได้ขึ้นเสียงด้วย แค่พูดเสียงดังขึ้นเอง”

“มีคนบอกว่าว่านผลักเขาด้วย”

“มันเบียดมาก ๆ พี่อาร์ม ว่านไม่ได้ตั้งใจ” ว่านเริ่มรู้สึกกดดัน พี่อาร์มมองเหมือนว่านทำความผิดร้ายแรงทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ความผิดของว่านเลยสักนิด “คนที่ผิดไม่ใช่ว่านนะพี่ แต่พวกเขารุมว่าน ลวนลามว่าน ไม่ยอมให้ว่านเดิน”

“พี่รู้ ๆ ขอโทษที” พี่อาร์มเปลี่ยนท่าที ดึงว่านเข้าไปกอด “เราต้องแก้ข่าวนี้นะ ไม่งั้นจะยิ่งไปกันใหญ่”

“ครับพี่อาร์ม”



ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 362
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +535/-22
    • FanPage Melenalike//Hollyk








เป็นครั้งแรกที่ว่านต้องตั้งโต๊ะแถลงข่าวขอโทษในเรื่องที่ว่านไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองทำผิดเลย ที่จริงว่านแทบไม่ได้พูดอะไรเท่าไหร่ พี่แทนกับพี่ทอยเป็นคนรับหน้านักข่าวพูดตอบให้หมด ส่วนพี่อาร์มก็นั่งนิ่ง ๆ ขรึม ๆ ไม่ออกความเห็น ซึ่งก็ดีแล้ว ว่านไม่อยากดึงพี่อาร์มลงมาด้วย

“แหมเสียดาย น่าจะมีใครเปิดประเด็นเรื่องรับงานนอกหน่อยนะ” พี่กอล์ฟเปรยขึ้นบนรถตู้เหมือนพูดลอย ๆ “เผื่อนักข่าวจะสนใจเรื่องนี้บ้าง”

“เราคุยกันจบไปแล้วไม่ใช่เหรอกอล์ฟ” พี่อาร์มหันกลับไปพูดด้วย “ก็แบ่งเปอร์เซ็นต์กันจบแล้วไง”

“เศษเสี้ยวที่มึงโยนมาให้น่ะนะ? ”

“ไปคุยกันที่สตูฯ” แทนใจขัดขึ้น “เพิ่งเคลียร์เรื่องว่านจบ พวกมึงยังจะมาตีกันต่ออีก”

“น้องว่าน..” พี่กอล์ฟลากเสียงแล้วยิ้มหยัน ไม่พูดอะไรอีก

ว่านไม่สบายใจเลย แล้วก็รู้ว่าพี่อาร์มก็ไม่สบายใจเหมือนกัน คืนนั้นพี่อาร์มให้ว่านรออยู่ข้างบนแล้วลงไปคุยกับพี่ ๆ คนอื่นในห้องซ้อม เสียงโต้เถียงดังขึ้นมาถึงชั้นสามแว่ว ๆ พี่อาร์มกลับขึ้นมาด้วยท่าทางไม่สงบนัก ทำท่าควานหาซองบุหรี่แต่ก็หาไม่เจอ

“ลืมไปว่าทิ้งไปหมดแล้ว” พี่อาร์มหันมาเห็นว่านก็พูดเสียงอ่อนลง เดินเข้ามานั่งข้าง ๆ ดึงว่านเข้ามากอดเอาไว้หลวม ๆ “เป็นอะไร ยังไม่หายตกใจเหรอ”

“ว่านไม่เป็นไรหรอก ...แล้วพวกพี่กอล์ฟว่ายังไงบ้างครับ”

“ก็ไม่ยังไง” พี่อาร์มพูดแบบนั้นแต่แววตาเครียดขึ้นจนสังเกตได้ “ว่านคิดว่าพี่เห็นแก่ตัวไหมที่ไปรับงานเดี่ยว”

“ไม่ครับ” ว่านส่ายหน้า “ก็มีคนจ้างพี่อาร์ม พี่อาร์มจะรับงานก็ไม่แปลกนี่ครับ” ว่านไม่รู้สึกว่ามันผิดตรงไหน พี่อาร์มแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้คนในวงด้วยก็เรียกว่าใจดีมาก ๆ แล้ว “ทำไมพวกพี่กอล์ฟต้องไม่พอใจด้วย”

“ไม่รู้มัน ประสาทมั้ง” พี่อาร์มจูบที่หูว่าน “ถ้าว่านโอเค พี่ก็ค่อยสบายใจหน่อย”

“ถ้าว่านบอกไม่โอเคล่ะครับ” ว่านแกล้งถาม พี่อาร์มหัวเราะ

“พี่จะจูบจนกว่าว่านจะโอเค”

ว่านดิ้นหนี แต่ก็หนีไปอย่างนั้นเอง จริง ๆ แล้วชอบเวลาที่พี่อาร์มจูบจะแย่ พี่อาร์มก็คงรู้ว่าว่านชอบพี่อาร์มมากแค่ไหน ว่านไม่เคยรู้จักความรักมาก่อน แต่ว่านก็มั่นใจว่าว่านได้เจอแล้ว ความรักของว่านคือพี่อาร์มนี่เอง

“ว่านคือคนที่โชคดีที่สุดในโลก” ว่านพูดกับแผ่นอกกว้าง ได้ยินเสียงหัวเราะแหบห้าวดังผ่านแผ่นอกที่ซบอยู่ “พี่อาร์มเคยคิดอยากแต่งงานบ้างมั้ย”

“หืม ทำไมจู่ ๆ ถึงถามขึ้นมา”

“พ่อกับแม่ว่านแต่งกันตั้งแต่เรียนจบล่ะ อีกสามปี...” พูดถึงเรื่องเรียนว่านก็รู้สึกกังวลขึ้นมานิด ๆ “พี่อาร์มว่าว่านไปดรอปเอาไว้ก่อนดีมั้ย”

“แล้วแต่ว่าน แต่พี่ไม่อยากเห็นว่านเหนื่อยมากเกินไป”

“ถ้าพี่วัตรู้เข้าต้องค้านหัวชนฝาแน่ ๆ พี่วัตเรียนเก่งมาก ๆ เลย วินน้องของว่านก็เรียนเก่ง มีว่านนี่แหละไม่เอาไหน”

“ใครบอก” พี่อาร์มพูดเสียงดุขึ้น ดึงตัวลุกขึ้นนั่ง “ว่านก็เก่งในแบบของตัวเอง อย่าพูดว่าตัวเองไม่เอาไหนอีกนะ”

ว่านใจพองฟู ใครชมก็ไม่เหมือนพี่อาร์มชม

“พี่อาร์มเป็นกำลังใจที่สำคัญที่สุดของว่าน ถ้าไม่มีพี่อาร์มว่านคง..แย่มาก” แค่นึกแวบเดียวว่าไม่มีพี่อาร์มอีกแล้ว ว่านก็ทำใจไม่ได้

“ว่านก็เป็นกำลังใจของพี่เหมือนกัน” พี่อาร์มตอบกลับมาเบา ๆ

.................................................................................................

“ยี่หวาเป็นยังไงบ้างลูก เห็นยายเอิบบอกยังไข้อยู่เหรอ” คุณปราณีเดินมาเคาะห้องลูกชายกับหลานสาวแต่เช้าตรู่ วิวาห์ยกมือขึ้นเสยผมอย่างอ่อนเพลีย เขาไม่ได้นอนทั้งคืนเพราะเช็ดตัวให้ลูกสาว

“ครับ กินยาลดไข้ก็ไม่หาย”

“แล้วยาที่วินเขาให้มาล่ะ”

“กินแล้วครับ เมื่อคืนวินก็มาดูให้ก่อนจะกลับไปบอกว่าทอนซิลอักเสบ” แม่ดูสบายใจขึ้นเล็กน้อยที่ลูกชายคนสุดท้องมาดูหลานให้แล้ว “ไม่ต้องห่วงครับ ถ้าไข้ยังไม่ลง ว่านว่าจะพายี่หวาไปโรงพยาบาล”

“โอเค เดี๋ยวแม่ต้มโจ๊กมาให้นะลูก ยี่หวาจะได้กินได้คล่องคอ”

“ขอบคุณครับแม่” ว่านพูดอย่างซาบซึ้ง แม่ของเขาแก่แล้วแต่ก็ยังกระฉับกระเฉงเหมือนสมัยยังสาว ๆ เสียงยี่หวาร้องเรียกดังมาจากในห้อง วิวาห์รับกลับเข้าไปหาลูกที่นอนซมอยู่บนเตียง

เด็กหญิงใบหน้าซีดเผือด ริมฝีปากแดงแตกเพราะพิษไข้ เรียกหาเขาอย่างอ่อนระโหย

“วีว่า ยี่หวาเจ็บคอจังค่ะ”

“จิบน้ำหน่อยนะคะ” วิวาห์พยุงลูกสาวลุกขึ้นนั่ง ป้อนน้ำให้ทีละน้อย เด็กหญิงตัวร้อนผ่าวเหมือนไฟ เช็ดตัวเท่าไหร่ไข้ก็ไม่ลงเสียที พอกินโจ๊กไปสองคำก็อาเจียนออกมาอีก สุดท้ายวิวาห์เลยโทรบอกน้องชายว่าจะพาลูกไปโรงพยาบาล

วิรุฬน้องชายคนเล็กของเขาเรียนจบเป็นแพทย์ใช้ทุนอยู่ต่างจังหวัด กลับบ้านเดือนละครั้ง เมื่อคืนพอดูหลานเสร็จเจ้าตัวก็ขับรถกลับไปทำงานต่อแล้ว

“ยี่หวากินไม่ได้เลยเหรอครับ ..พาไปโรงพยาบาลเลยพี่ เตรียมข้าวของไปด้วยนะเผื่อหมอให้นอน”

วิวาห์เก็บของเตรียมเอาไว้แล้วเรียบร้อย เขามีประสบการณ์พาลูกสาวนอนโรงพยาบาลอยู่บ่อย ๆ มาระยะหลังยี่หวาแข็งแรงขึ้นไม่ค่อยเป็นหวัด ปีนี้เพิ่งจะมีคราวนี้ที่ดูเป็นหนักกว่าทุกครั้ง คงเป็นเพราะไปหกล้มมาด้วยเลยระบม เข่าสองข้างยังม่วงช้ำอยู่เลย

คุณหมอประจำตัวของยี่หวาให้นอนโรงพยาบาลตามคาด เห็นลูกสาวนั่งน้ำตาไหลตอนถูกเจาะเลือดแล้ววิวาห์ก็ปวดใจไปหมด เขาแทบไม่ได้นอนทั้งคืนเฝ้าลูกสาวจนเช้า ยายเอิบมาหาตอนบ่ายก็ไล่วิวาห์กลับไปพัก

“ว่านชินแล้วน่า ยัยยี่หวานอนโรงพยาบาลบ่อยจะตาย แค่นี้ไม่เป็นไรหรอกครับ”

“น้องว่านอย่าเถียงยายเอิบค่ะ ถ้ายังอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้นอนหรอก กลับไปนอนพักสักงีบแล้วค่อยมาใหม่นะคะ”

“เดี๋ยวยี่หวาตื่นขึ้นมาไม่เห็นว่านแล้วจะงอแง” วิวาห์ส่ายหน้า ยายเอิบก็บังคับอะไรเขาไม่ได้อีก อันที่จริงนับตั้งแต่ว่านมียี่หวา ยายเอิบก็ไม่เคยบังคับอะไรว่านได้อีกเลย เห็นอดีตพี่เลี้ยงอาวุโสงอนที่เขาไม่ทำตาม ว่านก็ก้มลงกอดเอาไว้พูดเสียงอ่อน “ยายเอิบมาก็ดีแล้ว ช่วยเฝ้ายี่หวาให้ว่านก่อนนะครับ ว่านจะไปซื้อขนมเสียหน่อย”

“มีตังค์พอมั้ย” ยายเอิบถาม

“โธ่ ยายเอิบก็ ว่านไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วนา จะได้ขอตังค์ที่ละสิบบาท”

ยายพี่เลี้ยงหัวเราะ ยกมือขึ้นจับแก้มของชายหนุ่มที่เธอเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็ก

“น้องว่านก็ยังเป็นเด็กในสายตายายเอิบเสมอนั่นแหละค่ะ”

“โอ้โห ขนาดลูกหนึ่งแล้วนะเนี่ย” ว่านพูดติดตลก แล้วกลับออกมาจากห้องพักผู้ป่วย เดินลงลิฟต์มาชั้นล่างของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ยี่หวาป่วยรอบนี้ได้พี่วัตช่วยจ่ายให้ก่อนอีกตามเคยแล้วว่านค่อยไปผ่อนคืนให้ทีหลัง ว่านเกรงใจพี่ชายมาก ๆ ที่ต้องคอยออกเงินให้ก่อนตลอดแต่ว่าพี่วัตก็บอกว่าอย่าคิดมาก ยี่หวาเป็นหลานของเขาเหมือนกัน

เดินเลือกขนมในร้านเบเกอรี่เพลิน ๆ ว่านหยิบเครื่องคิดเลขขึ้นมากดราคารวมทั้งหมดเอาไว้ก่อน เกินงบไปนิดหน่อยเขาเลยหยิบขนมปังลูกเกดของโปรดไปวางคืนที่เดิม

“ไม่ชอบกินแล้วเหรอ” เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างตัว ว่านเกือบปัดขนมหล่นลงมาทั้งแผง ดีที่อีกฝ่ายจับเอาไว้ได้ทัน “ระวังหน่อย”

“พี่อาร์ม” คนที่ว่านไม่อยากเจอที่สุด ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ...หรือว่าตามว่านมา...วิวาห์คิดอย่างระแวง ดึงมือกลับมาจากการเกาะกุมทันควัน

“เป็นอะไรมาโรงพยาบาล ไม่สบายเหรอ” พี่อาร์มถามต่อ เหมือนไม่เห็นความกระอักกระอ่วนของว่าน

“เปล่าครับ” ว่านส่ายหน้า ดึงตะกร้ากลับมาถือเอง “ขอตัวก่อนนะครับ”

“หรือลูกสาวไม่สบาย” ประโยคคำถามต่อมาของพี่อาร์มทำให้ว่านชะงัก ...หรือพี่อาร์มจะรู้เรื่องยี่หวาแล้ว บ้าน่า ไม่มีทาง

“ครับ เป็นหวัดนิดหน่อย กลับก่อนนะครับจะรีบไปดูลูก” ว่านตัดบท ถือตะกร้าไปจ่ายเงินเสร็จก็รีบออกมาจากร้าน ทว่าร่างสูงใหญ่ของพี่อาร์มกลับเดินตามออกมาด้วย “พี่อาร์มจะไปไหนเหรอครับ”

“ทำไมเหรอ” อีกฝ่ายย้อนถามมาเหมือนไม่รับรู้ว่าว่านอึดอัดที่เจ้าตัวเดินตามหลังมาติด ๆ

“พี่อาร์มตามว่านมาทำไม” วิวาห์หยุดเดิน หันกลับไปถามตรง ๆ คิ้วเข้มของพี่อาร์มเลิกสูง ท่าทางประหลาดใจ

“ตาม? พี่ไม่ได้ตามเสียหน่อย”

“ตั้งแต่ที่นู่นมาสนามบินแล้วก็มาที่นี่อีก จะบอกว่าบังเอิญเหรอครับ” ว่านพูดเสียงดังขึ้นเล็กน้อย

“ว่านคงไม่คิดว่าพี่ตั้งใจหรอกน่ะ” พี่อาร์มหัวเราะห้าว ๆ “พี่มาโรงพยาบาลบ้างไม่ได้เหรอ”

“แล้วพี่อาร์มมาทำไม”

“ก็มาหาหมอสิ” ท่าทางของพี่อาร์มว่านดูออก พี่อาร์มกำลังโกหกว่าน

“ว่านไม่เชื่อ ไหนหลักฐาน เอามาให้ว่านดู”

“ไม่มี” พี่อาร์มตอบหน้าตาย แล้วก็โบกมือให้ปุบปับ “พี่ไปก่อนนะ ไว้เจอกัน” พูดจบก็ก้าวยาว ๆ ออกไปอีกทางเหมือนกับหนีอะไรงั้นแหละ ว่านมองตามไปอย่างงุนงง ไม่เข้าใจการกระทำของพี่อาร์มเอาเสียเลย

“ฉันว่ามันอาจจะรู้เรื่องยี่หวาเข้า” พี่วัตพูดขึ้นหลังจากว่านเล่าให้ฟังว่าเจอพี่อาร์มที่โรงพยาบาลอีก “โรงพยาบาลในเมืองมีตั้งไม่รู้กี่ร้อยกี่พัน จู่ ๆ จะมาเจอกันนี่มันโลกกลมไปหน่อยมั้ง ไอ้หมอนี่มันเจ้าเล่ห์อยู่แล้วด้วย”

“ว่านก็ว่ามันแปลก ๆ” วิวาห์พูดอย่างครุ่นคิด “ท่าทางพี่อาร์มไม่เห็นเหมือนคนป่วยซักนิด”

“มันลูกเล่นแน่ ๆ หวังว่าจะไม่ไปดักเจอที่โรงเรียนนะ” วิรัตน์พึมพำ “ตอนเตือนยี่หวาเอาไว้ ไม่ให้ไปกับคนแปลกหน้า”

“ทำยังไงดีพี่วัต ว่านไม่อยากให้เขาเข้ามายุ่งเลย” คนพูดเริ่มกลัดกลุ้ม “หายไปได้ตั้งนานแล้วจะกลับมาทำไมก็ไม่รู้”

“มันต้องมีจุดประสงค์อะไรซักอย่าง แต่พี่มั่นใจว่าไม่ใช่เรื่องดีแน่” วิรัตน์ว่า เหลือบตามองน้องชาย “แกก็อย่าใจอ่อนล่ะ มันทำอะไรไว้ก็อย่าลืมเสีย ไม่ใช่เขามาดีด้วยหน่อยก็ยอมตามเค้าไปหมด”

“พี่วัตไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอกครับ” วิวาห์ตอบเรียบ ๆ ไม่พูดอะไรมากกว่านั้น

อีกสามวันถัดมายี่หวาก็ได้ออกจากโรงพยาบาล วิวาห์ก็ไม่เห็นเงาของอามันต์อีกเลย แต่ก็ยังไม่วางใจนัก เขากำชับลูกสาวเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าไม่ให้ไปไหนกับคนแปลกหน้าเด็ดขาด ชีวิตกลับเข้าสู่ความปกติอีกครั้ง วิวาห์พายี่หวาติดรถพี่วัตไปส่งที่โรงเรียนเหมือนทุกวันก่อนจะเลยไปทำงาน คุณธาดาก็ยังมองเขาด้วยสายตาพิเศษเหมือนเดิม เอาแต่ถามเขาถึงลูกสาวด้วยความเอาใจใส่ บ่นน้อยใจที่ว่านลางานไม่ยอมบอกว่าลูกป่วย

คนในออฟฟิศซุบซิบกันเรื่องที่ว่านลาต่อกันหลายวันอีกแล้ว แถมหัวหน้าก็ยังไม่ว่าอะไรซักคำ กลายเป็นความสองมาตรฐานที่ทำให้คนเขม่นมากขึ้นไปอีก บางคนก็แกล้งพูดด่าลอย ๆ ให้เข้าหู ว่านรู้แต่ก็ทำเป็นไม่ได้ยินเสีย เขาเคยลองหางานที่อื่นแล้ว แต่ในยุคเศรษฐกิจซบเซาแบบนี้และยังไม่ใบปริญญาด้วย จะหางานที่รายได้ดีเท่าตอนนี้ช่างยากเย็นจนแทบไม่มีเลย

“ว่าน ไม่เจอกันนานเป็นไงบ้าง เห็นบอกไปเที่ยวมาใช่มั้ย สนุกหรือเปล่า” แทนใจแวะมาหาว่านที่บริษัทในวันหนึ่ง ตอนที่ว่านยืนซื้อก๋วยเตี๋ยวเกือบสิบถุงขึ้นไปให้พี่ ๆ ในออฟฟิศที่ฝากซื้อมา “นั่นซื้อไปกินคนเดียวหรือฝาก”

“พี่แทน” ว่านเงยหน้าขึ้นยิ้มกว้าง “พี่ ๆ เขาฝากซื้อครับ ไม่เจอพี่แทนนานเลยคิดถึงจัง”

“ไม่ต้องมาปากหวาน” พี่แทนหัวเราะ ยกมือขึ้นโยกศีรษะของว่านเบา ๆ “ผอมไปหน่อยนะเรา ยัยยี่หวาซนมากล่ะซิ”

“เพิ่งออกจากโรงพยาบาลอาทิตย์ก่อนนี่เองครับ ทอนซิลอักเสบ”

“อ้าวไม่บอกได้ไปเยี่ยม ...ว่านเอาก๋วยเตี๋ยวขึ้นไปให้พี่ ๆ เขาก่อนก็ได้ แล้วกลับลงมานะ ไปทานข้าวด้วยกันหน่อยเป็นไง”

“ได้ครับพี่แทน” ว่านไม่ปฏิเสธ แทนใจเป็นเหมือนพี่ชายอีกคนของเขาในชีวิต ตอนที่ว่านผ่านความยากลำบากมาก็ได้แทนใจนี่แหละที่คอยช่วยเหลือเอาไว้ แทนใจพาว่านไปกินข้าวที่ร้านอาหารร้านหนึ่งไม่ไกลจากที่ทำงานมาก ท่าทางของชายหนุ่มมีอะไรอยู่ในใจจนว่านสัมผัสได้

“พี่แทนมีอะไรอยากคุยกับว่านหรือเปล่าน่ะ”

“ดูออกเลยเหรอ” อีกฝ่ายหัวเราะแล้วนิ่งไปนิดหนึ่ง “พักนี้ว่านได้เจอไอ้อาร์มบ้างหรือเปล่า”

วิวาห์รักษาสีหน้าได้ดีจนนึกชมตัวเองในใจ

“เจอบ้างครับ ทำไมเหรอ” แทนใจดูร้อนใจขึ้นมาทันที

“ไปเจอที่ไหน”

ว่านเล่าเรื่องตอนที่ไปเจอที่ต่างประเทศให้ฟังจากนั้นก็เจอบนเครื่องบิน ล่าสุดเจอที่โรงพยาบาลอีก แทนใจพยักหน้ารับท่าทางเคร่งเครียด

“มันติดต่อพี่มาเหมือนกัน ไอ้บ้านั่นหายหัวไปตั้งหลายปี”

“เขามีเรื่องอะไรเหรอครับ”

“พี่ไปสืบมาแล้ว คิดว่าเรื่องเงินนี่ล่ะไม่มีเรื่องอื่น หลายปีก่อนตอนที่มันแยกวงไปร้องเดี่ยว ออกได้อัลบั้มเดียวแล้วก็ติสท์แตกหายหัวไปจากวงการดื้อ ๆ ตอนนั้นน่ะมันหอบเงินไปถลุงเมืองนอก มีคนเคยเจอมันในสภาพโทรมกั๊กทีเดียว คงทั้งเล่นทั้งดื่มเต็มที่ ตอนนี้คงเงินหมดแล้วน่ะสิถึงได้กลับมา ว่านรู้ข่าวเรื่องค่ายเพลงจะทำโปรเจ็กย้อนวันวานหรือยัง”

วิวาห์นึกถึงที่แป้งบอกขึ้นมาได้

“ได้ยินอยู่ครับ”

“นั่นล่ะ ถ้าพี่เดาไม่ผิด ไอ้อาร์มมันคงคิดจะกลับมาด้วยโปรเจ็กต์นี้ แฟนคลับที่รอมันก็ยังมีอยู่บ้าง”

“ถ้าอย่างนั้นทำไมพี่อาร์มไม่ร้องเดี่ยวไปเลยล่ะครับ จะมาหาพวกเราอีกทำไม”

“คนอย่างไอ้อาร์มมันโคตรเห็นแก่ตัว พี่รู้สันดานมันดี มันต้องมีผลประโยชน์อะไรสักอย่างแน่ ๆ อาจจะอยากหวังพึ่งกระแสของวง ตอนนั้นที่ยุบวงไปก็มีแต่คนเสียดายอยากให้วงอยู่ต่อ”

“งั้นพี่อาร์มก็ไม่น่าจะมาหาว่านนะครับ ตอนนั้นว่านโดนด่ายับเลยก่อนออกจากวง” วิวาห์ไม่อยากพูดเรื่องนั้นเท่าไหร่ มันยังทิ้งร่องรอยเอาไว้ในใจของเขาอยู่ ขนาดพูดถึงนิดเดียวก็ยังเจ็บแปลบ “ว่านไม่น่ามีประโยชน์กับเขาแล้ว”

“หรือมีเหตุผลอื่น” แทนใจพึมพำ “พี่ก็ยังคิดไม่ออก เอาเป็นว่าถ้ามันมาวุ่นวายกับว่าน ว่านรีบบอกพี่นะ พี่จะหาทางกันมันออกไปเอง”

“ครับ พี่แทนไม่ต้องห่วง”

หลายวันหลังจากนั้นแป้งก็แวะมาหาว่านที่บ้าน ว่านรู้ว่าแป้งจะพูดอะไรก่อนที่เพื่อนสาวคนสนิทจะอ้าปากพูดเสียอีก แป้งมาชวนให้ว่านกลับไปร้องเพลงด้วยกัน

“ไม่ล่ะ”

“โธ่ เธอฟังฉันให้จบก่อนซิ งานนี้ได้เงินก้อนใหญ่นะ เฮียบอกว่าเป็นโครงการฉลองครบรอบของค่าย รวมตัวนักร้องตัวท้อป ๆ สมัยก่อน”

“ฉันไม่ร้องเพลงแล้ว” ว่านปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย “ถ้าจะมาพูดเรื่องนี้ก็กลับไปเถอะแป้ง”

“เธอไม่อยากเจอพี่อาร์มใช่มั้ย” เพื่อนถามตรงเผ็ง วิวาห์พยักหน้ารับ

“ใช่ ฉันไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเขาอีก ต่างคนต่างอยู่”

“ฉันเจอเขาวันก่อนที่ตึก ท่าทางเปลี่ยนไปเหมือนเป็นคนละคนเลย แต่ก่อนหยิ่งจะตายเราทักแทบไม่เห็นหัว เดี๋ยวนี้ยิ้มแย้มเป็นกันเองเชียว”

“เหรอ ทำไมเป็นแบบนั้นล่ะ”

แป้งยิ้ม ลดเสียงลง

“ได้ยินแว่ว ๆ มาว่าคงเงินหมดน่ะ แต่ก่อนตอนออกอัลบั้มเดี่ยวเล่นตัวจะตายชัก จู่ ๆ ก็เทงานไปเที่ยวเมืองนอกดื้อ ๆ เฮียปวดหัวจนเลิกปวดแล้ว ไปตามกลับมาตั้งหลายรอบไม่ยอมกลับ ตอนนี้ล่ะเกิดจะอยากกลับมาร้องเพลง ฮ่า ๆ เธอต้องเห็นท่าเขาตอนพูดกับเฮียที่บริษัท น่าสงสารเชียว” แป้งหัวเราะ ท่าทางตรงข้ามกับความสงสารอย่างสิ้นเชิง

“แล้วเธอยังจะอยากให้ฉันกลับไปอีกเหรอแป้ง” วิวาห์ขมวดคิ้ว “ไม่เอาล่ะ”

“ฉันไม่ได้หมายความจะให้เธอกลับไปคืนดีกับเขาเสียหน่อย คนอย่างนั้นปล่อยให้อยู่คนเดียวน่ะดีแล้ว แต่ฉันอยากให้เธอรับงานนี้เพราะจะได้มีเงินก้อนให้ยี่หวามันต่างหาก เฮียเขาจะให้ราคาเรทเดิมสมัยที่เธอดังนะ ไม่ต้องห่วง เขารู้ว่าเธอเป็นเพื่อนสนิทฉัน ไอ้งานเดิมของเธอใช้เดือนชนเดือนก็หมดแล้ว เผลอ ๆ ไม่พออีกต่างหาก จะไปมีเงินเก็บให้ลูกเหรอ เผื่อปุบปับต้องใช้เงินขึ้นมาเธอจะทำยังไง ยี่หวาก็โตขึ้นทุกวัน เดี๋ยวอีกหน่อยก็ต้องไปเรียนพิเศษติวเข้าโรงเรียนดี ๆ ไหนบ่นว่าไม่อยากรบกวนพี่น้องแล้วไงล่ะ โอกาสมาถึงแล้วก็ต้องรีบคว้าไว้สิว่าน”

“แต่ฉันร้องเพลงไม่ได้แล้ว”

“นี่ไม่ได้ร้องต่อหน้าใครเลยว่าน ร้องให้ห้องอัดแล้วก็จบ” แป้งเกลี้ยกล่อม เธอรู้ว่าเพื่อนมีปัญหาอะไรอยู่ “ไม่ต้องขึ้นเวที อย่างมาสุดก็โผล่หน้าไปในงานแถลงข่าวนิดหน่อย แล้วก็จบ ฉันจะไม่ปล่อยให้เธอโดนรมสัมภาษณ์หรืออะไรทำนองนั้นแน่ แล้วก็จะกันไอ้พี่อาร์มเอาไว้ห่าง ๆ ด้วย”

“ฉันขอคิดดูก่อนแล้วกัน” วิวาห์แบ่งรับแบ่งสู้ รายได้ที่แป้งเสนอมาก็น่าดึงดูดใจอยู่หรอก แต่แลกกับการที่เขาจะต้องวนกลับไปที่จุดเดิมที่พยายามหนีออกมาอีก ว่านไม่แน่ใจเลย

“เอาไปคิดดูก่อนแล้วกัน อาทิตย์หน้าคงเรียกไปคุยที่บริษัทอีกที มีศิลปินประมาณสิบห้าคนได้มั้ง ไม่ต้องห่วง น่าจะได้ร้องกันคนละท่อนสองท่อน” แป้งหัวเราะ พูดทิ้งท้ายก่อนจะกลับไป

วิวาห์ครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่เงียบ ๆ แล้วก็ตัดสินใจว่าจะปฏิเสธ ต่อให้ได้เงินมาแต่แลกกับความไม่สบายใจของเขาแล้วมันไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย ตอนนี้ก็ประหยัดไปก่อนเอาไว้ค่อยหาลู่ทางหาเงินเพิ่มก็ได้

“วีว่าขา รูดซิปให้ยี่หวาหน่อยนะคะ” ลูกสาวเดินเข้ามาหาแต่เช้า วันนี้นัดจะไปเดินห้างสรรพสินค้าด้วยกัน เจ้าตัวเลือกกระโปรงสีฟ้ารูปเจ้าหญิงเอลซ่ามาสวมตั้งแต่เช้าตรู่ทีเดียว “โบว์สีฟ้านะคะ”

“รับบัญชาค่ะเจ้าหญิง” วิวาห์ยิ้ม ไล่ความไม่สบายใจออกไปจากใจ จับลูกสาวหันหลังแล้วรูดซิปกระโปรงให้เรียบร้อย “เสร็จแล้วค่ะ มาวีว่าถักเปียให้นะคะ” รับโบว์มาจากลูกสาวก่อนจะลงมือถักผมเปียให้ว่องไว ตาเหลือบมองเห็นรอยเขียว ๆ ที่น่องเรียวขาวของลูกเป็นจ้ำ ๆ “โดนอะไรมาคะ ไปเล่นซนอีกเหรอเขียวเชียว” วิวาห์ลูบที่รอยช้ำนั้นก่อนจะสังเกตเห็นว่ามันมีมากกว่าหนึ่งรอย กระจายขึ้นไปถึงโคนขา “ทำไมเป็นรอยแบบนี้ ยี่หวา...เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าลูก”

ใจคนเป็นแม่หายวูบ คิดไปไกลถึงไหนต่อไหน ข่าวอาชญากรรมมีมากมายทุกวัน ลูกสาวของเขาเป็นเด็กหน้าตาน่ารักเสียด้วย วิวาห์มือสั่นรีบจับลูกสาวสำรวจดูทั่วตัว

“มีใครมาทำอะไรยี่หวาหรือเปล่าลูก ที่โรงเรียน..มีมั้ยคะ”

“ทำอะไรเหรอคะ” ลูกสาวถามกลับงง ๆ

“ก็แบบ...มากอดมาหอมแบบนี้น่ะค่ะ” วิวาห์พูด สะกดอารมณ์ตัวเองให้ใจเย็น ๆ “หรือดึงกระโปรงยี่หวาออก มีบ้างมั้ย มีใครมาดึงกางเกงในออกบ้างมั้ยคะ”

“ดึงกางเกงในเหรอคะ” ยี่หวาเอียงคอแล้วส่ายหน้า “มีแต่น้องเป้ชอบมาเปิดกระโปรงยี่หวา”

“เปิดกระโปรง? ” วิวาห์หน้าเครียด “แล้วน้องเป้ทำอะไรอีก”

“ก็แลบลิ้นแล้วก็ล้อ ๆ ยี่หวา ยี่หวาไม่ชอบเลยค่ะ เคยทุบไปทีนึงน้องเป้ก็ไปฟ้องครูเตย เด็กผู้ชายอะไรขี้แยชะมัด”

“แล้วรอยพวกนี้มาจากไหนคะ ยี่หวาวิ่งล้มอีกเหรอ หรือชนโต๊ะตกเก้าอี้”

“เปล่านะคะ ยี่หวาไม่ได้ทำอะไรเลย” เด็กหญิงส่ายหน้าจนเปียกระจาย วิวาห์ถามย้ำอยู่สองสามรอบลูกก็บอกเหมือนเดิม ชายหนุ่มเริ่มร้อนใจโทรกลับไปหาคุณครูประจำชั้นของเด็กหญิงเพื่อถามให้กระจ่าง ครูสาวบอกว่าเธอออกมาธุระข้างนอกให้นัดทานข้าวกันจะสะดวกในการพูดคุยมากกว่า วิวาห์เลยตอบตกลง

ครูเตยดูตกใจเมื่อเห็นรอยช้ำที่ขาของเด็กหญิง เธอสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นคาบเล่นบ่อบอลของโรงเรียนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

“เด็ก ๆ เล่นกันสนุกมากเลยค่ะ น้องยี่หวาผิวขาวมากช้ำง่าย รอยหกล้มเดิมยังไม่ค่อยจางเลย ได้รอยใหม่อีกแล้ว” เธอพูดยิ้ม ๆ ปลอบใจผู้ปกครอง “คุณว่านไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ เตยเฝ้าเด็ก ๆ เอาไว้ตลอด ๆ เวลาไปห้องน้ำก็พาไปด้วยกัน ไม่ได้ปล่อยน้องไปคนเดียวหรอกค่ะ” เธอรู้ว่าเขากังวลเรื่องอะไร

“ครูเตยไม่เห็นใครแปลก ๆ เข้ามาใช่มั้ยครับ”

“ไม่นะคะ อ้อ..มีแค่คุณอาร์มน่ะค่ะ เตยเจอคุณอาร์มหน้าโรงเรียนเมื่อวันก่อน” ว่านใจหายวูบ

“อาร์มไหนครับ” เขาถามทั้งที่พอจะรู้คำตอบอยู่แล้ว

“อาร์ม ..อามันต์น่ะค่ะ ที่แต่ก่อนเป็นนักร้องคู่กับคุณว่าน” เตยพูดยิ้ม ๆ “แต่ก่อนเตยตามกรี้ดพี่อาร์มกับพี่ว่าน ขอเรียกพี่ว่านเหมือนเดิมนะคะ เตยชอบคู่ของพี่มาก ๆ เลยนะคะ จนพวกพี่แยกวงกัน พี่ว่านแต่งงานมีครอบครัวตั้งแต่เมื่อไหร่คะ”

“ก็หลังจากนั้นครับ” ว่านเริ่มอึดอัด ไม่อยากพูดอะไรมากกว่านั้น อีกฝ่ายก็ดูจะรู้เหมือนกัน เธอเป็นหญิงสาวที่ใส่ใจความรู้สึกของคู่สนทนาได้ดีพอใช้ “แล้วคุณอาร์มมาทำไมครับ”

“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ เตยเห็นเดินผ่าน ๆ หน้าโรงเรียนแล้วก็ขับรถออกไป แต่จำพี่อาร์มได้ ยังหล่อเหมือนเดิมเลย”

“คงผ่านมามั้งครับ” ว่านพูดเรียบ ๆ แล้วนิ่งไป ครูเตยเดาออกว่าพวกเขาคงทะเลาะกันรุนแรงตามข่าวลือก่อนที่อาร์มจะแยกวงออกมา ก็เลยเปลี่ยนเรื่อง

“น้องยี่หวาน่ารักมาก คงน่ารักเหมือนคุณแม่แน่ ๆ เลยใช่มั้ยคะ”

“ครับ” วิวาห์ตัดบท “เดี๋ยวต้องพายี่หวาไปหาคุณลุงต่อ ขอบคุณครูเตยมากนะครับที่ดูแลยี่หวาอย่างดี ฝากครูเตยช่วยดูยี่หวาให้หน่อยนะครับ ถ้ามีใครจะมาคุยกับยี่หวาครูเตยโทรหาผมนะ อ้อ ผมไม่เคยฝากใครมารับยี่หวาแทนนอกจากคุณแป้งเพื่อนผมกับพี่วัตพี่ชายนะครับ”

ครูเตยรับปาก ว่านชักรู้สึกถึงความคืบใกล้ของอามันต์ที่เข้ามาในชีวิตอันสงบสุขของเขา ชายหนุ่มเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้พี่วัตฟัง ฝ่ายนั้นลงความเห็นตรงกับที่เขาคิดว่าอามันต์น่าจะรู้เรื่องยี่หวาแล้ว แต่จะรู้มาจากไหนยังไงก็ยังไม่รู้เหมือนกัน

วิวาห์ใช้เวลาพักเที่ยงในบางวันแอบแวบไปดูลูกสาวที่โรงเรียน ก็เห็นยี่หวาเล่นกับเพื่อน ๆ ปกติ ไม่มีอะไรน่าสงสัยก็ค่อยเบาใจ รอยเขียว ๆ พวกนั้นคงมาจากความซุกซนของลูกจริง ๆ

อากาศเริ่มเปลี่ยนแปลงมีฝนตกปรอย ๆ ทั้งตอนเช้ามืดและตอนกลางคืน ยี่หวาแพ้อากาศอยู่แล้วเดิมพอมาเจออากาศเปลี่ยนเข้าก็เริ่มเป็นไข้ ไอค่อกแค่ก พอไม่สบายก็งอแงไม่ไปโรงเรียน ยี่หวาไข้ขึ้นสูงตอนกลางคืนติด ๆ กันจนวิวาห์ต้องลางานพาลูกไปหาคุณหมออีกรอบ

“คนเก่งของหมอมาอีกแล้ว ไหนอ้าปากหน่อยสิคะ ขอคุณหมอดูคอหน่อย เก่งมาก” คุณหมอเด็กพูดเสียงอ่อนหลอกล่อให้เด็กหญิงยอมอ้าปากกว้างให้ตรวจ วิวาห์เห็นหมอจับขาของยี่หวาพลิกดูรอยเขียวก็รีบบอก

“เป็นมาสักพักแล้วครับ ไม่รู้ไปเล่นกระแทกอะไรมา เขียวเป็นจ้ำ ๆ ทุกวัน”

“มีเลือดออกตรงไหนไหมครับ”

“เลือดยังไงครับ แบบเลือดกำเดาเหรอ ก็มีบ้างครับ ชอบแคะจมูก ผมเตือนก็ไม่ฟัง” วิวาห์ว่า เห็นคุณหมอพยักหน้า เขียนอะไรในกระดาษแล้วก็พูดยิ้ม ๆ

“เดี๋ยวคุณพ่อพาน้องยี่หวาไปเจาะเลือดก่อนนะครับ แล้วมาฟังผลกัน”

วิวาห์พาลูกสาวไปนั่งเล่นรอข้างนอก เขาไม่ได้คิดมาก่อนเลยว่าผลเลือดในวันนั้นจะทำให้ชีวิตของเขาพลิกผันไปอีกอีกรูปแบบหนึ่ง

“วีว่า..เป็นอะไรเหรอคะ ยี่หวาต้องนอนโรงพยาบาลเหรอ” หวันยิหวามองหน้ามารดาอย่างไม่เข้าใจ เห็นวีว่ายืนหน้าซีดโอนเอนเหมือนจะเป็นลมก็จับมือเอาไว้แน่น “วีว่านั่งก่อนนะคะ ยี่หวาจะไปหายาดมของยายเอิบมาให้”

“ยี่หวา..ยี่หวา” วิวาห์ดึงตัวลูกสาวเข้ามากอดเอาไว้ ซบใบหน้าลงกับร่างเล็ก ๆ นั้นอย่างหมดแรง เขานึกว่าโชคร้ายของเขาผ่านไปหมดแล้วเสียอีก ทำไมนะ...ทำไมถึงได้...

ให้เป็นเขาเสียเองยังดีกว่า

“วีว่า วีว่าร้องไห้ทำไมคะ”

.............................................................................



มาต่อนะคะ เรื่องนี้

เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคะ ต่อสู้กับปัญหารอบด้านต่อไป อย่าลืมรักษาสุขภาพทั้งของตัวเองและของคนรอบตัวนะคะ เอาตัวรอดจากไวรัสและปัญหาอื่น ๆ ไปด้วยกันเน้อ

เจอกันตอนหน้า

#วิวาห์อามันต์

ออฟไลน์ Mitra

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 469
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-2
น้องเป็นอะไรอ่ะ
ร้ายแรงมากเลยหรอ
อยากรู้แล้วอ่ะ

ออฟไลน์ minenat

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1678
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-3
แสดงว่ามีโอกาสกลับไปร้องเพลงแน่เลย :ling1:

ออฟไลน์ bpyt

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1341
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-2
ไหนว่าบ้านพี่อาร์มรวย? จะมีปัญหา​เรื่องเงินจรองเหรอ หรือไปรู้เรืืองยี่หวามาจากไหนกันแน่ สงสารเด็กน้อยป่วยหนักแน่เลย

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-5
นู๋ยิหวา เป็นโรคเลือดแน่นๆ

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3494
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
อาการของยี่หวาเหมือนกับลูคิเมียเลย ฮือออ

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5387
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +195/-19
 :hao5:


ขอร้องอย่าเกิดอะไรขึ้นเด็กเลยยยยยยย ... ทำใจไม่ได้จริงๆ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1725
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1
น้องเป็นอะไร TT

ออฟไลน์ PharS

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 588
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1

ออฟไลน์ sailom_orn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1057
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-1

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7697
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
รอตอนต่อไป~

ออฟไลน์ tuek

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3571
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +214/-3
น้องต้องเป็นลูคิเมียแน่ๆเลย

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7579
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +181/-8
ภูมิแพ้ตัวเองหลอ

ออฟไลน์ kawisara

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1586
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-7
จะรันทดไปใหนขีวิต

ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 362
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +535/-22
    • FanPage Melenalike//Hollyk
วิวาห์อามันต์

ตอนที่ 5











“เป็นไงบ้างว่าน” วิรัตน์เดินเข้ามาหาน้องชาย “หมอให้นอนโรงพยาบาลเหรอ ยี่หวาเป็นอะไร” พอเห็นหน้าน้องชายวิรัตน์ก็ใจหาย วิวาห์เหมือนคนที่เพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก “เกิดอะไรขึ้น” หันไปมองหลานสาวที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงกลางห้อง มีสายน้ำเกลือห้อยอยู่ข้าง ๆ ก็ยิ่งตระหนก “ยี่หวาป่วยหนักเหรอ”

“ออกไปคุยข้างนอกดีกว่าครับ” วิวาห์พูดเสียงเครือ ดึงมือพี่ชายพาเดินออกมาจากห้องพักผู้ป่วย

“ว่ายังไง ยัยยี่หวาเป็นอะไร” พี่ชายกระตุ้นมาอีกเพราะเห็นน้องยืนก้มหน้านิ่ง ว่านพูดไม่ออก โถมตัวเข้ากอดพี่ชายคนโตเอาไว้แน่นแล้วปล่อยโฮออกมา

“พี่วัต พี่วัตช่วยด้วย ฮึก หมอเค้าสงสัย ..สงสัยว่า ยี่หวา..ยี่หวาเป็นลูคีเมีย” ว่านพูดแทบไม่เป็นคำ วิรัตน์ตกตะลึงกับข่าวร้ายที่เขาไม่ทันได้เตรียมใจมาก่อน

“ว่าไงนะ”

“มะเร็ง ...พี่วัต มะเร็งเม็ดเลือดขาว” วิวาห์สะอื้น วิรัตน์ได้สติกอดปลอบน้องชาย พยายามสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ ขับไล่ความรู้สึกหนักอึ้งที่ทับลงมาในหัวใจกะทันหัน

“แน่เหรอ หมอเขามั่นใจแล้วเหรอ”

“ยะ..ยังครับ แต่โอกาสเป็นไปได้สูง หมอ ฮึก บอกว่า ต้องเจาะหลังเอาไขกระดูกมา ฮึก มาตรวจ”

วิวาห์พูดไปร้องไห้ไป วิรัตน์เม้มปากแน่น ในตอนนี้เขาต้องเป็นหลักให้น้องชายเอาไว้ก่อน ชายหนุ่มจูงมือน้องชายมานั่งพักสงบสติอารมณ์อยู่พักใหญ่จนวิวาห์เริ่มสงบลง นัยน์ตากลมโตคู่นั้นบวมช้ำน่าสงสาร

“ใจเย็น ๆ ก่อนว่าน ไปทีละขั้นนะ”

“ว่านกลัวลูกตาย”

“เดี๋ยวนี้การแพทย์พัฒนาไปเร็วมาก โรคนี้เขารักษาได้อยู่แล้วล่ะ ว่านอย่าเพิ่งคิดมากเลย มันต้องมีทางรักษา”

“ว่านสงสารลูก” วิวาห์ก้มหน้าลงต่ำซ่อนน้ำตาที่เริ่มไหลออกมาอีกครั้ง “ว่านทนเห็นลูกป่วยไม่ได้”

“พี่เข้าใจ พี่ก็ไม่อยากให้ยี่หวาเป็นอะไรเลย” วิรัตน์ตอบ จับมือน้องชายเอาไว้ “ใจเย็น ๆ ก่อน ตั้งสติก่อน ว่านต้องเป็นที่พึ่งให้ยี่หวาอีกยาวหลังจากนี้นะ”

“ว่านรู้ครับ แค่มัน...ยังทำใจไม่ได้”

“ว่านของพี่เข้มแข็ง ยี่หวาก็เข้มแข็งที่สุด พี่มั่นใจว่าเราจะต้องผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกันได้แน่” วิรัตน์พูดอย่างจริงจัง “พี่อยากคุยกับคุณหมอหน่อย เดี๋ยวพี่โทรตามไอ้วินมาฟังด้วยดีไหม มันเป็นหมอเผื่อจะมีหนทางอะไรมากขึ้น”

“ครับพี่วัต” วิวาห์พยักหน้ารับ

เย็นวันนั้นทั้งบ้านก็มารวมกันที่ห้องพักผู้ป่วยเด็กหญิง คนป่วยนั่งเล่นตุ๊กตาอยู่บนเตียงพลางหัวเราะคิกคักอย่างสบายใจ มียายเอิบกับคุณยายปราณีนั่งเล่นเป็นเพื่อน ส่วนลูกชายสามคนของบ้านกับบิดาออกไปคุยกันข้างนอกอย่างเคร่งเครียด

“เท่าที่ถามหมอมา ยังไงก็ต้องเจาะเอาไขกระดูกมาตรวจก่อนครับ” วิรุฬพูดขรึม ๆ ข่าวหลานสาวทำเอาเขาตกใจมาก รีบบึ่งรถมาจากต่างจังหวัดในทันที “แล้วค่อยรักษากันต่อตามขั้น พี่ว่านอย่าเพิ่งคิดมาก มันรักษาได้ โรคนี้เจอในเด็กบ่อย ๆ”

“วิน พี่สงสารลูก ไม่อยากเห็นลูกเจ็บ”

“พี่ว่านต้องเข้มแข็งเอาไว้นะครับ ยี่หวาเป็นเด็กเก่ง จะต้องหายได้แน่”

“ว่านใจเย็น ๆ ก่อน ค่อยเป็นค่อยไปนะลูก” บิดาเขาพูดปลอบใจ

“โอเค” วิวาห์รู้ว่าคนรอบตัวกำลังตื่นตระหนกก็เลยเก็บความกังวลใจเอาไว้กับตัว เขากลับเข้าไปหาลูกสาวในห้องพักต่อ พวกเขาตกลงกันว่าจะยังไม่บอกคุณปราณีตอนนี้เพราะกลัวเธอจะเป็นลมไปก่อน รอให้ได้การวินิจฉัยและแนวทางการรักษาที่ชัดเจนแล้วค่อยบอก

คืนนั้นว่านนอนมองลูกสาวคนเดียวจนหลับไป ยกมือขึ้นลูบผิวแก้วบอบบางอย่างสงสาร ทำไมเด็กน่ารักอย่างยี่หวาจะต้องมาเจอเรื่องร้าย ๆ แบบนี้ด้วย เป็นเพราะเขาเป็นแม่ที่ไม่ได้เลยใช่มั้ย ดูแลลูกคนเดียวยังไม่ได้

คุณหมอคุยเรื่องการเจาะเอาไขกระดูกไปตรวจในวันรุ่งขึ้น วิวาห์กลัวมากแต่ก็ต้องยอมเพราะเพื่อการรักษาต่อ เขาไม่รู้ว่าหมอทำยังไง แต่พอยี่หวาตื่นขึ้นมาก็ร้องลั่นว่าปวดไปหมด วิวัตกับวิรุฬช่วยเขาได้มาก คอยให้คำปรึกษากันตลอด ผลการตรวจออกมาเป็นไปตามที่คิดเอาไว้

ปาฏิหาริย์ไม่มีจริง...

“เราต้องรักษาต่อ จะไปโรงพยาบาลรัฐบาลหรือจะอยู่ที่นี่” วิรุฬถามขึ้นอย่างรอบคอบ “ถ้าเอกชนเราจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเยอะเลยนะครับ คอร์สนึงน่าจะนานหลายเดือนถึงเป็นปี ผมพูดหมายถึงคีโม”

“เดี๋ยวจะลองปรึกษาคุณหมอที่รักษาน้องดู” วิวาห์ว่า

หลังจากปรึกษากับคุณหมอประจำตัวของหวันยิหวาแล้วพวกเขาก็ตกลงกันว่าจะย้ายไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลรัฐบาลชื่อดังแห่งหนึ่งที่วิรุฬเรียนจบมา อาศัยว่าเคยรู้จักอาจารย์แพทย์ข้างในนั้นช่วยให้ได้คิวเร็วขึ้นอีกนิดก็ยังดี

หวันยิหวาไม่เคยมาโรงพยาบาลที่แออัดขนาดนี้มาก่อน เด็กหญิงนั่งบนตักวิวาห์กอดมารดาเอาไว้แน่น ใบหน้าเล็ก ๆ สวมหน้ากากอนามัยปิดเอาไว้มองเห็นแต่ลูกตากลมแป๋วที่เหลือบมองซ้ายทีขวาที เห็นแต่คนเจ็บคนป่วยรอบตัวแล้วก็ยิ่งรู้สึกตื่นตระหนก

“เรารออะไรอยู่เหรอคะวีว่า” ลูกสาวกระซิบข้างหู วิวาห์หันไปจูบที่ขมับเบา ๆ

“รอคุณหมอค่ะ คนไข้เยอะเลยต้องรอตามคิวนะคะ”

“ยี่หวาเริ่มง่วงแล้ว” เธอพึมพำแล้วกระตุกคอเสื้อวิวาห์เบา ๆ “ทำไมเด็กคนนั้นเขาหัวล้านล่ะคะ ผมเขาไปไหนเหรอ หรือว่าเขาโกนหัว” วิวาห์หันไปมองตามเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งศีรษะโกนเกลี้ยงเดินจูงมือผู้หญิงอีกคนเข้าไปด้านใน

วิวาห์นึกภาพลูกสาวตามแล้วก็สะท้อนในอก แทบจะน้ำตาไหลออกมาตรงนั้นแต่ต้องฝืนกลั้นเอาไว้

“เขาโกนหัวค่ะ”

“ทำไมต้องโกนคะ”

“เป็นทรงผมของเค้า เท่ดีออกนะว่ามั้ย” วิวาห์พยายามเต็มที่แล้ว เขาพูดแค่นั้นแล้วก็หยุดเพราะไม่อยากร้องไห้ออกมาต่อหน้าหวันยิหวาให้ลูกใจเสีย “ถึงตาเราแล้วค่ะ ไปลูก” พยาบาลหน้าห้องเรียกชื่อหวันยิหวาแล้ว

คุณหมอคนใหม่น่ารักมากทีเดียว ทักทายกับยี่หวาอย่างเอ็นดูแล้วก็ชวนคุยจนเด็กหญิงผ่อนคลาย วิวาห์ขอให้วิรุฬมาด้วยกันเพื่อจะได้ฟังคุณหมอพูดด้วย พวกเขาพูดศัพท์แพทย์ที่วิวาห์ฟังไม่ออก ท่าทางเคร่งเครียดพอสมควรก่อนที่วิรุฬจะหันมาถามเขา

“พี่ว่าน ดูแล้วคงต้องเริ่มที่เคมีบำบัดก่อน ส่วนเรื่องสเต็มเซลล์คงหลังจากนี้อีกที”

“แล้วน้องยี่หวาจะเป็นอะไรมั้ยครับ หมายถึง...อยู่ได้อีกนานเท่าไหร่” วิวาห์ถามเสียงเบาหวิว นั่นเป็นเรื่องที่เขาอยากรู้ที่สุด

“ต้องดูผลการตอบสนองจากการรักษาอีกทีครับ”

วิวาห์พาลูกสาวกลับบ้านพร้อมกับน้องชาย คุณปราณีเดินตรงเข้ามาหาหลานสาวแล้วพาไปเล่นตุ๊กตาด้วยกัน ดวงตาของเธอแดงช้ำแสดงว่าคงรู้ข่าวร้ายนี้แล้ว วิรัตน์กับบิดาเดินเข้ามาหาแล้วกอดวิวาห์เอาไว้หลวม ๆ บ้านเงียบสงัดแทบจะได้ยินเพียงแค่เสียงลมหายใจเข้าออกกับเสียงหัวเราะใส ๆ ของเด็กน้อย

“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรลูก” พ่อลูบหลังวิวาห์เบา ๆ “เป็นได้ก็หายได้นะ ยังไงก็มีทางรักษา”

“ว่าน..ว่านสงสารลูก” วิวาห์ตอบเสียงเครือ “ว่านทนเห็นลูกไม่สบายไม่ได้”

“ไม่เอา ว่านต้องเข้มแข็งนะ เป็นหลักให้ยี่หวา” พี่วัตพูดขึ้นทั้งที่ตาแดงก่ำ “เราผ่านเรื่องอะไรกันมาตั้งเยอะ เรื่องแค่นี้เอง ยังไงก็ต้องผ่านไปให้ได้”

“ถ้ายี่หวาเป็นอะไร ว่านคงอยู่ไม่ไหว” วิวาห์พูดทั้งน้ำตา

ความเศร้าหมองเหมือนลอยอยู่ในอากาศรอบตัวแทบจะยื่นมือออกไปสัมผัสได้ พวกเขาหลีกเลี่ยงที่จะพูดเรื่องนี้อีก พยายามหาเรื่องสนุก ๆ มาดึงดูดความสนใจไป พี่วัตออกไปตีกอล์ฟกับเพื่อน ๆ ทั้งวัน วิรุฬก็ไปดูหนัง ส่วนวิวาห์นอนดูการ์ตูนกับหวันยิหวาจนเย็นแล้วก็ออกไปเดินเล่นในสวนด้วยกัน

ว่านพาลูกสาวไปหาคุณหมอตามนัด เพราะเขาต้องลางานบ่อย ๆ จนเกิดความสงสัยใคร่รู้ในหมู่เพื่อนร่วมงาน ว่านเลยตัดสินใจลาออกจากงาน ถึงอย่างไรเขาก็คงไม่มีทางกลับไปทำงานประจำได้อีกแล้วตราบใดที่ต้องดูแลยี่หวาอยู่

“แล้วแกจะเอาเงินที่ไหนมารักษายี่หวา” วิรัตน์ถาม “ฉันให้ยืมก่อนก็ไม่ยอม”

“ว่านว่าจะกลับไปร้องเพลงครับ” วิวาห์คิดเอาไว้แล้ว “แป้งเล่าให้ฟังเรื่องโปรเจ็กต์ใหม่ของค่ายเพลง เขาอยากให้ว่านกลับไปร้องด้วย”

“แล้วแกร้องได้เหรอว่าน เดี๋ยวก็เป็นลมหรอก” พี่ชายถามอย่างเป็นห่วง เขารู้อาการของน้องชายดี

“ว่านจะไม่ร้องบนเวทีครับ ว่านจะร้องในห้องอัดแล้วก็พอ น่าจะได้เงินมาสักก้อน” วิวาห์ว่า “แล้วว่านจะหาทางหาเงินต่อ พี่วัตไม่ต้องห่วง ถ้าไม่ไหวว่านจะบอก”

“ก็ต้องบอกล่ะ ไม่ใช่ทำเป็นเก่งอยู่คนเดียว พี่ ๆ น้อง ๆ พร้อมช่วยอยู่แล้ว ยังไงยัยยี่หวาก็เป็นหลานคนเดียวของฉัน ฉันเลี้ยงของฉันมา”

วิวาห์ยิ้มออกมาได้ ยกมือขึ้นไหว้ที่อกของพี่ชายอย่างซาบซึ้ง

“ขอบคุณพี่วัตจริง ๆ ถ้าตอนนั้นพี่วัตอยู่กับว่านก็คงดี”

“แกคงฟังฉันหรอกน่ะ” วิรัตน์พูด ยกมือขึ้นวางบนหัวของน้องชายคนกลางครู่หนึ่งแล้วก็ผลักออก “แล้วกลับไปร้องเพลงอะไรนี่ก็ต้องเจอนายอามันต์อีกน่ะซิ”

“ครับ” วิวาห์พยักหน้ารับ “เจอก็เจอ ทำไงได้”

“จะให้ช่วยอะไรก็บอกแล้วกัน” วิรัตน์เห็นท่าทางน้องชายแล้วก็พูดสั้น ๆ แค่นั้น วิวาห์เคยเจ็บหนักมาหนหนึ่งแล้วถ้ายังไม่เข็ดอีกเขาก็ไม่รู้พูดยังไงเหมือนกัน คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามเวรตามกรรม

วิวาห์เลือกชุดที่ดีที่สุดในตู้เสื้อผ้ามาสวม วันนี้เขาจะต้องเข้าตึกไปคุยเรื่องโปรเจ็กต์เพลงร่วมกับศิลปินคนอื่น ๆ พิศดูเงาของตัวเองในกระจกแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจยาว กาลเวลาที่ผ่านไปพาเอาริ้วรอยและร่องรอยของความยากลำบากในชีวิตเข้ามาทิ้งไว้ จะปกปิดยังไงก็คงไม่สำเร็จ

นักร้องดังในวันนั้นกลายเป็นคนตกงาน มีเงินในกระเป๋าสตางค์ไม่ถึงห้าร้อย

“วีว่าไปไหนเหรอคะ ยี่หวาอยากไปด้วยจัง” หวันยิหวาที่ลาหยุดเรียนมาได้หนึ่งอาทิตย์เอียงคอถาม มองมารดาอยู่ในชุดตัวเก่งอย่างสงสัย “เสื้อสวยจังค่ะ ยี่หวาช๊อบชอบ”

“เราก็ช๊อบชอบไปทุกอย่างเลยนะคะ” วิวาห์ย่อตัวลงคว้าตัวลูกสาวมาหอมแก้มซ้ายขวา “ไหนวันนี้ผูกโบว์สีอะไรคะ”

“สีชมพูค่ะ” เด็กหญิงส่งริบบิ้นสีชมพูสดใสมาให้พร้อมกับหันหลังอย่างรู้หน้าที่ วิวาห์อมยิ้ม ถักเปียให้ลูกสาวอย่างเบามือ ใจอดคิดแวบไปไม่ได้ว่าถ้าลูกได้ยาคีโมแล้วผมร่วงขึ้นมา เขาจะทำใจได้มั้ย

“ยี่หวาชอบใส่หมวกมั้ยคะ”

“หมวกแบบไหนคะ แบบแม่มดเหรอ”

“เดี๋ยววีว่าซื้อมาให้ลองสวมดู” วิวาห์พึมพำ ลูบเส้นผมนุ่มสลวยของเด็กหญิงแผ่วเบา “หาเอาไว้หลาย ๆ แบบ ยี่หวาจะได้ไม่เบื่อ”

“เบื่อค่ะ ยี่หวาอยากไปโรงเรียน อยากไปเล่นกับน้องเมย์ น้องกีวี่” ลูกสาวพูดเจื้อยแจ้ว “ทำไมยี่หวาไม่ได้ไปโรงเรียนคะ”

“ก็ยี่หวาไม่สบาย จะเอาเชื้อโรคไปแพร่ให้เพื่อนไม่ได้นะคะ” วิวาห์ตอบตามที่คิดเอาไว้ เขาจะบอกว่าลูกไม่สบายเป็นหวัดไปก่อน เพราะหวันยิหวาคงไม่เข้าใจคำว่ามะเร็งเม็ดเลือดขาวแน่

เด็กหญิงยกมือขึ้นทาบที่หน้าผาก

“ยี่หวาไม่เห็นตัวร้อนเสียหน่อย ยี่หวาหายแล้ว”

“ยี่หวายังตัวเขียวอยู่เลย” วิวาห์ชี้ไปที่รอบช้ำรอบขา “ถ้ารอยพวกนี้หายเมื่อไหร่ก็แปลว่าหายดีแล้วนะคะ”

“จริงเหรอคะ รอยอะไรเนี่ย หายไปเร็ว ๆ นะ” เธอทุบมือลงกับขาตัวเอง วิวาห์ตกใจรีบจับมือลูกเอาไว้

“ไม่ได้นะลูก ห้ามตีขาตัวเองนะคะ ห้ามตีตัวเองเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะยิ่งเขียว ๆ ขึ้นมานะคะ”

หวันยิหวาหน้าจ๋อย ถอยไปนั่งกอดเข่าซึมอยู่บนเตียงจนวิวาห์หนักใจ แต่เขาไม่มีเวลาพูดกับลูกอีก ใกล้จะถึงเวลานัดหมายแล้ว วิวาห์ฝากยายเอิบให้ดูยี่หวาเอาไว้ ส่วนตัวเขารีบขับรถของวิรัตน์ออกไปที่บริษัทค่ายเพลง

ทุกคนรออยู่ก่อนแล้วพร้อมหน้าพร้อมตา ทั้งนักร้องรุ่นพี่ที่สมัยก่อนเคยคุ้นหน้ากันดีและรุ่นน้องที่ดังหลังจากวิวาห์ พวกเขายิ้มทักทายอย่างเป็นกันเอง วิวาห์ไม่ต้องกวาดตามองหาก็เห็นร่างสูงใหญ่ของอามันต์ยืนกอดอกอยู่ที่มุมห้อง ไม่ได้เข้ามานั่งรวมกลุ่มอย่างคนอื่น

“น้องว่านเป็นไงบ้าง เงียบหายไปเลย ตอนนี้ไปอยู่ที่ไหนแล้ว” พี่ทีมอดีตนักร้องนำวงชื่อดังถามขึ้นยิ้ม ๆ ว่านยิ้มตอบกลับไปเรียบ ๆ

“ทำงานอยู่บริษัทครับ พี่ทีมล่ะ”

“พี่เปิดร้านอาหารอยู่แถว... ว่าง ๆ แวะมาสิ” พี่ทีมบอก

คนอื่นพูดคุยแลกเปลี่ยนกันบ้าง บางคนก็ไปเป็นแอร์โฮสเตท บางคนไปเป็นครูสอนร้องเพลง บางคนก็ไปเปิดคลาสสอนเต้น ไปทำโรงแรมทำทัวร์ก็ยังมี วิวาห์นั่งฟังยิ้ม ๆ ไม่ได้เล่าเรื่องตัวเองออกไป

“มากันแล้ว สวัสดีครับทุกคน” เสียงทุ้ม ๆ แปลกหูดังขึ้นตามด้วยร่างสมส่วนของชายหนุ่มที่แต่งตัวเนี้ยบกริบเดินเข้ามาในห้องประชุม “ผมชื่อกฤต เป็นลูกชายคนโตของเสี่ย รับผิดชอบดูแลโปรเจ็กต์นี้แทนคุณพ่อนะครับ”

วิวาห์ยกมือขึ้นไหว้ ...คนนี้สินะที่เป็นลูกชายของเมียเก่าที่แป้งเคยเล่าให้ฟัง

“ดีใจที่พวกคุณมากันนะครับ ตอนที่ให้คนติดต่อไปผมยังนึกอยู่เลยว่าจะมากันครบมั้ย ตลอดสิบปีที่ผ่านมาของค่ายเราได้สร้างนักร้องดี ๆ มาประดับวงการมากมาย และพวกคุณก็คือสุดยอดศิลปินในยุคนั้น ผมดีใจมากจริง ๆ ที่พวกคุณกลับมารวมตัวกันได้อีกครั้ง เชื่อว่าแฟนเพลงเก่า ๆ ทุกคนก็จะต้องดีใจมากเช่นกัน” ชายหนุ่มพูดต่ออีกยืดยาว วิวาห์พยายามจับใจความเท่าที่ได้ ส่วนใหญ่ก็คือดีใจที่พวกเขามารวมกันนั่นเอง

“ขาดไปสองท่าน ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวฝากคุณอาทิตย์ช่วยติดต่อทั้งสองท่านไปอีกทีนะครับ” ผู้บริหารคนใหม่ของค่ายพูดเนิบ ๆ เขาให้ทุกคนอ่านรายละเอียดโปรเจ็กต์นี้พร้อมทั้งอธิบายไปด้วย “สรุปก็คือเราจะเอาเพลงอมตะเก่า ๆ ที่ดังในยุคนั้นมาทำใหม่ ใส่ดนตรีใหม่ ใส่ลูกเล่นเข้าไปให้มันทันสมัยขึ้น พวกคุณจะต้องเพลงกันอย่างน้อยคนละหนึ่งเพลง แล้วก็แถมด้วยเพลงฉลองครบรอบหกสิบปีของค่ายครับ”

“ทำไมถึงต้องเอาเพลงเก่ามาร้องใหม่ด้วย ไม่ทำเพลงใหม่ให้พวกเราไปเลยล่ะครับ” นักร้องคนหนึ่งที่ว่านลืมชื่อเขาไปแล้วถามขึ้น

กฤตเลิกคิ้ว

“ก็เพราะว่าคอนเซปต์ของโปรเจ็กต์นี้คือความคิดถึงไงครับ คิดถึงเพลงเก่า ๆ ก็เลยเอากลับมาร้องใหม่ในดนตรีแบบทันสมัยกว่าเดิม นั่นคือเหตุผล”

“อันนั้นพวกผมเข้าใจครับ แต่เขาหมายถึงว่า พวกผมก็อยากมีเพลงใหม่ ๆ ร้องบ้าง”

“ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด พวกคุณไม่ได้ออกจากวงการกันไปมีอาชีพส่วนตัวกันหมดแล้วเหรอครับ” กฤตถามขึ้นอย่างสุภาพ

“คุณคงต้องไปถามคุณพ่อของคุณดูนะเรื่องนี้” พี่ทีมพูดขึ้นแกมหัวเราะแล้วโบกมือ “เรื่องเก่าแล้วช่างมันเถอะ เอาเป็นว่าให้ร้องเพลงเก่า แล้วก็เพลงรวมอีกเพลง ถูกมั้ย”

“ใช่ครับ หรือคุณมีอะไรเสนอขึ้นมาได้นะครับ”

“เรื่องค่าตอบแทน” อดีตนักร้องหญิงถามขึ้น “แบ่งกันยังไง”

“ผมเตรียมสัญญาเอาไว้ให้ทุกท่านแล้ว” กฤตพูด

วิวาห์กวาดตามองสัญญาในนั้นอย่างผิดหวังหน่อย ๆ เงินค่าตอบแทนที่บริษัทให้ไม่ได้มากขนาดว่าจะเป็นก้อนใหญ่อะไร โอเคมันมากกว่าเงินเดือนที่เก่าของเขาห้าเท่า แต่ว่ามันก็คงไม่พอกับค่ารักษาส่วนเกินที่ต้องจ่ายของยี่หวาทั้งหมด

“คุณวิวาห์ขมวดคิ้ว มีปัญหาอะไรมั้ยครับ” กฤตเอ่ยชื่อเขา ว่านเงยหน้าขึ้น

“ไม่มีครับ”

“โอเค มีใครมีคำถามมั้ยครับ”

กฤตเลี้ยงข้าวพวกเขามื้อหนึ่งก่อนจะนัดหมายกันมาซ้อมร้องเพลง หลายคนรวมถึงว่านต้องเคาะสนิมกันใหม่เพราะไม่ได้ร้องเพลงนานแล้ว ว่านแอบเห็นอามันต์ลงชื่อเรียนร้องเพลงใหม่ด้วย แต่ว่านก็ไม่ได้ทัก อันที่จริง...พี่อาร์มไม่ได้คุยกับใครเลยซักคน

“ว่านกลับยังไงล่ะ” พี่ทีมถามขึ้นตอนที่พวกลงลิฟต์มาชั้นล่าง

“เอารถมาครับ”

“งั้นไว้เจอกันใหม่นะ”

ทุกคนแยกย้ายกันกลับเหมือนตอนขามา วิวาห์เดินเอื่อย ๆ ไปที่ลานจอดรถที่มีรถของวิรัตน์จอดอยู่ เขาต้องขับรถไปหาพี่ชายที่ทำงานก่อน วิรัตน์ทำงานอยู่บริษัทปิโตรเลียมแห่งหนึ่งเงินเดือนสูงพอสมควรเพราะได้เป็นตำแหน่งหัวหน้าแล้ว อันที่จริงแค่รายได้ของพี่ชายก็คงเพียงพอที่จะรักษายี่หวา แต่วิรัตน์ก็กำลังจะแต่งงานในเดือนหน้า วิวาห์ไม่อยากให้พี่ชายเอาเงินที่ควรจะเป็นทุนสร้างครอบครัวของเขามาลงกับหลาน ที่ผ่านมาวิรัตน์ก็ให้หลานมามากแล้ว

“จะไปไหนต่อล่ะว่าน กลับบ้านเหรอ? นั่งรอพี่อีกสามชั่วโมงได้มั้ยล่ะ จะได้กลับบ้านด้วยกัน” วิรัตน์พูดเร็วปรื๋อ ท่าทางกำลังยุ่งหัวหมุนอยู่

“ไม่เป็นไรครับพี่ ว่านว่าจะไปหางานแถวนี้เสียหน่อย ดูมาในเน็ตแล้ว” วิวาห์ตอบ พี่ชายพยักหน้า

“โอเค ถ้าจะกลับด้วยกันก็โทรมาบอกนะ”

วิวาห์กลับออกมาด้านนอกบริษัท แสงแดดยามบ่ายแผดจ้าจนเหงื่อออกชุ่มไปหมด เขาหยิบสมุดที่จดโน๊ตบริษัทรับสมัครงานต่างออกมาดู วิวาห์เตรียมเอาไว้แล้วเพราะเผื่อว่ารายได้จากการกลับไปร้องเพลงจะไม่พอ เขาไม่ควรนั่งงอมืองอเท้ารอความช่วยเหลือจากคนอื่นอย่างเดียว

วุฒิการศึกษามัธยมปลายของเขากลายเป็นอุปสรรคในการหางาน สมัยนี้แต่ละที่ก็ต้องการวุฒิขั้นต่ำปริญญาตรีกันทั้งนั้น ขนาดจบโทก็ยังต้องมาลงแข่งแย่งงานกับเด็กเพิ่งจบใหม่อยู่เลย คนเรียนไม่จบอย่างว่านก็เลยยิ่งหางานได้ยากเย็น มีแต่งานที่ใช้แรงงานแลกกับรายได้แสนน้อยนิด ทำทั้งวันเพิ่งจะได้ไม่เท่าไหร่

วิวาห์เดินคอตกกลับออกมาจากบริษัทแบตเตอรี่แห่งหนึ่งที่เปิดรับสมัครคนเพิ่ม เขาไม่มีความรู้ด้านแบตเตอรี่ ...ที่จริง วิวาห์ไม่มีความรู้ด้านอะไรเลยสักอย่าง คณะฯ ที่เขาเรียนมาอย่างงู ๆ ปลา ๆ ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย หรือวิวาห์จะลองขายของออนไลน์ขายครีมในเน็ตดูบ้าง ...ชายหนุ่มส่ายหัว มีแต่หาเรื่องให้เงินจมลงไปเปล่า ๆ

สุดท้ายชายหนุ่มก็กลับไปหาพี่ชายที่บริษัทแล้วติดรถพี่กลับบ้าน เขาเล่าให้พี่วัตฟังเรื่องโปรเจ็กต์ใหม่ของค่าย บอกจำนวนรายได้ไม่ปิดบัง พี่ชายพยักหน้ารับ

“ก็ดีอยู่ น่าจะพอประทังไปได้ซักพัก แต่พี่ว่าว่านก็ต้องหางานอื่นทำต่อนั่นแหละ หรือจะกลับไปที่เดิม”

“ว่านลาออกมาแล้วครับ ว่านต้องลาหยุดบ่อย ๆ เพราะต้องพายี่หวาไปหาหมอ พี่ ๆ เขาก็ไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ ว่านเลยว่าออกดีกว่า ว่านอยากได้งานที่ไม่ต้องประจำที่ออฟฟิศ แต่ก็ไม่รู้จะไปทำอะไร”

วิวัตลอบถอนหายใจ

“เดี๋ยวพี่จะลองถามเพื่อน ๆ ดูให้ว่ามีงานอะไรที่ว่านพอจะทำได้หรือเปล่า”

วิวาห์ใช้เวลาว่างจากการดูแลลูกสาวมานั่งหางานพิเศษทำเสริม เพราะต้องพาลูกสาวไป ๆ มา ๆ เทียวหาคุณหมอตามนัดก็เลยทำให้ว่านติดหวัดมาจากโรงพยาบาลด้วย วันที่ไปซ้อมร้องเพลงครั้งแรกว่านก็เลยเสียงแหบแห้งจนครูไล่กลับบ้าน

“กลับไปกินน้ำผึ้งมะนาวแล้วก็นอนพักผ่อนเลยว่าน” ครูสอนร้องเพลงพูดดุ ๆ “รู้ว่าไม่มีเสียงแล้วยังจะมาอีก เอาหวัดมาติดเพื่อน ๆ เหรอ”

“ขอโทษครับ ว่านนึกว่าจะหายทัน ว่านพยายามจิบน้ำมาตลอดทางแล้วนะ” วิวาห์ชูกระติกน้ำร้อนในมือให้ดู “งั้นว่านจะมาวันหลังครับ”

“เดี๋ยวโทรไปบอกนัดใหม่ กลับบ้านไปก่อนเถอะ”

วิวาห์กลับออกมาจากห้องซ้อม แป้งเพื่อนสนิทมานั่งรออยู่ก่อนแล้ว พอเห็นหน้าเพื่อนก็หัวเราะออกมา

“ไงล่ะ เป็นหวัดยังดื้อมาซ้อมอีก”

“ก็นึกว่าจะหายทัน” วิวาห์งึมงำ เจ็บคอไปหมด “เดี๋ยวกลับบ้านก่อนนะ เธอก็อย่ามาใกล้ฉันมากเดี๋ยวติดหวัด”

“ยัยยี่หวาเป็นไงบ้าง” แป้งถาม เธอรู้เรื่องยี่หวาแล้ว

“คีโมรอบแรกแล้ว เมื่อวันก่อนเพิ่งไปทำเรื่องดรอปเรียนที่โรงเรียนมา” วิวาห์ตอบเสียงแห้ง “ฉันก็ไม่กล้าเข้าใกล้ลูกมากเพราะเป็นหวัด กลัวยี่หวาติดหวัดเข้าจะแย่เลยฝากเอาไว้ให้แม่กับยายเอิบดูให้”

“สงสารยัยหนูจริง ๆ” แป้งถอนหายใจ “เคราะห์ซ้ำกรรมซัดอะไรขนาดนี้นะ เออ...ได้ข่าวว่าเธอวิ่งหางานทำอยู่เหรอ มีปัญหาหรือเปล่า ฉันพอมีอยู่บ้างนะ” แป้งยังพูดไม่ทันจบ เพื่อนก็รีบเบรก

“ไม่เป็นไร เธอก็รู้นิสัยฉันนี่แป้ง อย่าทำให้ไม่สบายใจเลย”

“ไม่ ๆ นี่ฉันไม่ได้ให้ยืมเฉย ๆ ฉันจะจ้างเธอมาทำงานที่บ้านฉัน” แป้งรีบบอก

“งานอะไร”

“ก็แบบ ..เอ่อ...เธออยากทำอะไรก็ทำเลย” แป้งพูดเสียงอ่อย “ก็ฉันไม่รู้จะจ้างเธอทำอะไรดีนี่ ฉันแค่อยากช่วยเธอน่ะ โธ่ ไม่เอาน่าว่าน อย่าโกรธเลยนะ”

“ฉันไม่ได้โกรธ” วิวาห์พูดสั้น ๆ “ขอกลับบ้านก่อนนะ แม่ไลน์มาบอกว่ายี่หวาท้องเสีย จะไปดูเสียหน่อย”

“โอเค มีอะไรก็โทรหาฉันนะ”

หวันยิหวาเริ่มรักษาด้วยยาเคมีบำบัดมาได้เกือบสองอาทิตย์แล้ว เด็กหญิงเริ่มบ่นเจ็บปากขมคอ ไม่ยอมกินอาหาร ร้อนถึงวิวาห์กับยายเอิบต้องไปขุดหาสารพัดสูตรอาหารมาทำให้เด็กหญิงกิน หวันยิหวาถามทุกวันว่าตัวเองเป็นอะไร ทำไมถึงไม่ได้ไปโรงเรียนเสียที

“ยี่หวาต้องรักษาตัวก่อนนะคะ ไว้หายดีแล้วก็จะได้ไปเจอเพื่อน ๆ” วิวาห์พูดเสียงอ่อน ขยับหน้ากากอนามัยของลูกสาวให้เข้าที่ “ยี่หวาต้องใส่หน้ากากตลอดนะคะ”

“ยายเอิบบอกว่ายี่หวามีหนอนอยู่ในตัว...จริงมั้ยคะวีว่า” เด็กหญิงถามด้วยเสียงกังวลเหมือนจะร้องไห้ “ทำไมหนอนถึงมาอยู่ในตัวยี่หวาล่ะคะ”

วิวาห์อยากพ่นลมหายใจใส่ยายพี่เลี้ยงที่ขยันหาเหตุผลมาหลอกล่อเด็กจริง ๆ แต่เขาก็ยังไม่มีคำอธิบายอะไรที่เข้าใจง่ายกว่านั้น

“เพราะยี่หวาไม่ชอบแปรงฟัน ก็เลยแมงกินฟัน พอมีแมงในปากมันก็ออกไข่ ไข่แมงก็เลยลงท้องไปโตเป็นหนอนในตัวไงล่ะ”

เด็กหญิงยกมือขึ้นปิดปากตาโต

“ยี่หวาต้องทำยังไงคะ แปรงฟันมันจะตายมั้ย”

“ต้องแปรงฟันทุกครั้งที่กินอาหารเข้าไปค่ะ แล้วก็บ้วนปากด้วยน้ำเกลือบ่อย ๆ ด้วย” วิวาห์ได้ที รีบสอนลูกสาวต่อ “มันก็จะค่อย ๆ ตายไปเอง แล้วก็ต้องล้างมือฟอกสบู่ทุกครั้ง เผื่อมีไข่ของมันติดอยู่นะคะ”

“ยี่หวากลัวจังค่ะ แล้วที่เขียว ๆ นี่คือหนอนไต่จริง ๆ เหรอคะ”

ดูท่ายายเอิบคงจะหลอกลูกสาวเขาเอาไว้เยอะสินะ วิวาห์เหลือบตามองเพดาน

“ใช่ค่ะ หนอนมันไต่ ๆ เราต้องไปหาคุณหมอให้คุณหมอฉีดยาฆ่าหนอนนะคะ”

“ฉีดยาเจ็บจังเลยค่ะวีว่า ยี่หวาไม่ชอบเลย” พอพูดถึงฉีดยาแล้วเด็กหญิงก็หน้าม่อย “ไม่ฉีดหนอนก็ไม่ตายเหรอคะ”

“ใช่แล้ว ถ้ายี่หวาเชื่อฟัง ทำตามที่บอก รับรองว่าหนอนในตัวจะต้องตายหมดแน่ ๆ เลยค่ะ” วิวาห์ปลอบใจ “มีเพื่อน ๆ เป็นกันเยอะแยะนะคะ ยี่หวาเห็นมั้ยตอนที่ไปหาคุณหมอที่โรงพยาบาล”

“เพื่อนหัวล้าน” เด็กหญิงยังฝังใจกับเรื่องนี้อยู่ “ยี่หวาจะเป็นแบบนั้นมั้ยคะ” แค่คิดว่าเส้นผมสวย ๆ พวกนี้จะต้องร่วงหมดหัว หวันยิหวาก็น้ำตาคลอ “ไม่อยากหัวล้านเลยค่ะ ทำไมหนอนต้องไชหัวยี่หวาด้วย ยี่หวาเป็นเด็กดีมากเลยไม่ใช่เหรอคะ”

“ยี่หวารู้อะไรมั้ย ถ้ามีหนอนไช ๆ บนหัวแล้วเนี่ย ผมที่ขึ้นมาใหม่จะสวยกว่าเดิมอีกนะคะ” วิวาห์พูดเสียงจริงจัง

“จริงเหรอคะ” เด็กหญิงลังเล

“ไม่เชื่อถามคุณหมอวันเสาร์หน้าดูก็ได้เอ้า เส้นผมใหม่จะทั้งหนาทั้งยาวสลวย ติดโบว์เรียงกันได้ข้างละห้าอัน”

“ค่อยยังชั่วหน่อย” เด็กหญิงถอนหายใจเลียนแบบมารดา “ผมใหม่ต้องสวยมากแน่เลยค่ะ ยี่หวาคันยิบ ๆ ทั้งหัวเลยตอนนี้”

วิวาห์พยักหน้ายิ้มให้กำลังใจลูกสาว เขาหวีผมให้ลูกทุกวันทำไมจะไม่รู้ว่าเส้นผมยาว ๆ พวกนั้นเริ่มหลุดร่วงมากขึ้นทุกที คงเป็นผลจากยาเคมีบำบัด อีกไม่นานก็คงจะต้องพาลูกสาวไปโกนผมแหว่ง ๆ ที่เหลือออก



ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 362
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +535/-22
    • FanPage Melenalike//Hollyk







ยี่หวาผ่านคีโมรอบแรกไปได้ด้วยดี ทว่าพอเข้ารอบสองเด็กหญิงก็มีอาการแพ้อย่างหนัก หน้าแดงตัวบวมต้องนอนโรงพยาบาลอยู่หลายวัน วิวาห์เครียดมาก คุณหมอบอกว่าต้องเปลี่ยนสูตรยาตัวใหม่ให้ยี่หวา

“ถ้าเป็นสูตรนี้ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีก” วิวาห์พูดกับพี่ชายอย่างหนักใจ “แล้วถ้ายี่หวาแพ้อีกก็ต้องไปสูตรที่สาม เบิกไม่ได้เลย อยู่นอกบัญชี”

ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว วิวาห์ต้องไปซ้อมร้องเพลงโปรเจ็กต์ใหม่ด้วย เขาถูกคุณครูสอนร้องเพลงบ่นว่าไม่มีสมาธิเอาเสียเลย แป้งรู้เรื่องนี้เข้าก็เลยมาหาว่านที่บ้าน

“ยี่หวาล่ะ”

“นอนอยู่ในห้อง เพิ่งกินเสร็จ” วิวาห์ตอบ ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาข้างเพื่อนสนิท

“แกผอมเป็นผีเลยว่าน” แป้งพูดตรง ๆ “เห็นว่าไปรับงานห่อพัสดุเหรอ” เพื่อนถามถึงงานใหม่ล่าสุดที่วิวาห์เพิ่งลองทำ

“เลิกไปแล้วล่ะ ไม่ไหวปวดหลัง” ชายหนุ่มส่ายหน้า

“ไปร้องเพลงมั้ยล่ะ ฉันรู้จักพี่อยู่ร้านนึง กำลังหานักร้อง”

“กลางวันหรือกลางคืน” วิวาห์เริ่มสนใจ

“กลางคืน”

“กลางคืนเหรอ” ว่านลังเล ถ้าเป็นกลางคืนเขาก็น่าจะพอไปทำได้ หลังจากพายี่หวาเข้านอนแล้ว “แต่ฉันยังไม่แน่ใจกับการร้องเพลงต่อหน้าคนเยอะ ๆ เท่าไหร่ กลัวว่าจะเกิดปัญหา”

“ไม่เป็นไร ถ้าสนใจลองไปทำดูก่อนก็ได้ ร้านพี่เขาเป็นร้านอาหารแบบดีอยู่ ไม่มีพวกถ่อย ๆ เสียงดังหรอก” แป้งบอกรายละเอียดต่อมา วิวาห์สนใจมากทีเดียว “ยังไงแกก็ไม่รู้จะไปทำงานอะไร ร้องเพลงก็น่าจะเหมาะกับแกที่สุดแล้ว”

“โอเค ฉันจะลองไปดู” วิวาห์เอาเรื่องนี้ไปเล่าให้พี่ชายฟัง วิรัตน์ไม่เห็นด้วยเท่าไหร่เพราะเป็นห่วงเขา ไม่อยากให้กลับบ้านดึก ๆ ดื่น ๆ แต่วิวาห์ยืนยันว่าจะลองไปทำดูสักครั้ง

“ไหน ๆ ผมก็ได้รื้อฟื้นการร้องเพลงมาแล้ว ถ้าไปร้องในร้าน คนไม่เยอะก็ไม่น่าจะเป็นอะไรนะครับ” วิวาห์ว่า พี่ชายก็เลยไม่พูดอะไรอีก คืนนั้นแป้งเป็นคนพาเขาไปหาเจ้าของร้าน เป็นผู้หญิงสาวใหญ่ที่ยังดูแลตัวเองอย่างดี เธอแนะนำตัวง่าย ๆ ว่าชื่อพี่นุช

“พี่เป็นเจ้าของร้านนี้ แต่ก่อนพี่ทำกับแฟน แต่แฟนพี่เสียไปแล้วพี่ก็เลยอยู่คนเดียว น้องแป้งมาเล่าว่าน้องว่านสนใจงานที่ร้านพี่ พี่นุชดีใจมากเลยนะ” เธอพูดยิ้ม ๆ จับมือของเขาเอาไว้แล้วกวาดตามองทั่วตัว “ยังหล่อเหมือนเดิม เวลาทำอะไรน้องว่านไม่ได้เลยนะ ผู้ชายล่ะก็ได้เปรียบเสมอ ถ้าเป็นผู้หญิงนี่แก่ง่าย ริ้วรอยมาเร็ว”

วิวาห์พยักหน้ารับ ไม่ได้พูดอะไรเพิ่ม พี่นุชลุกขึ้นขอตัวเดินไปดูข้างในร้านก่อนครู่หนึ่ง ทิ้งให้แป้งกับว่านนั่งอยู่ด้วยกันสองคน

“เป็นอะไรว่าน หน้านิ่วเชียว ไม่ชอบเหรอ”

“เปล่า..ร้านโอเค พี่นุชก็น่ารักดี แต่ว่า...” ว่านยกมือขึ้นถูจมูก “ได้กลิ่นแปลก ๆ น่ะ แป้งได้กลิ่นมั้ย”

“กลิ่นอะไรเหรอ” เพื่อนหันซ้ายหันขวา

พี่นุชเดินกลับมา ว่านเลยคิดออกว่ากลิ่นประหลาดนี้ระเหยออกมาจากเนื้อตัวของพี่นุชนี่เอง กลิ่นของมันคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก เหมือนเคยได้กลิ่นแบบนี้ที่ไหนมาก่อน

“พี่ไปถามมาให้แล้ว วันนี้นักร้องเขามาเลทพอดี น้องว่านจะร้องดูก็ได้นะคะ”

“ปกติมีนักร้องประจำอยู่แล้วเหรอครับ”

“ก็ไม่เชิงประจำหรอก เขาจะมาร้องให้แค่วันอังคารตอนกลางคืน” นุชนารถตอบยิ้ม ๆ “ส่วนนักร้องเดิมที่ร้องเกือบทุกวันก็เพิ่งลาออกเดือนก่อน พี่กำลังมองหาคนมาแทนอยู่นี่ล่ะ”

“แต่ว่าน..อาจจะไม่สามารถร้องให้ได้ทุกวันนะครับ” วิวาห์รีบบอก “บางวันอาจจะต้องลา แต่ว่าว่านจะบอกก่อนถ้าติดธุระ”

“อ๋อ โอเคเลย ตามสบาย วันไหนไม่มีคนร้องพี่ก็ให้เขาเปิดเพลงคลอเอา ไม่ยากหรอก” เจ้าของร้านบอกอย่างใจกว้าง ราคาที่ให้มาก็ดีใจหาย ว่านเลยตกลงใจได้อย่างไม่ยากเย็น

เขาทดลองงานคืนนั้น ว่านนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวสูง มือจับไมโครโฟนเอาไว้ บรรยากาศเรียบง่ายสบาย ๆ ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายมาก แขกที่กำลังรับประทานอาหารอยู่ก็มีแต่คนแต่งกายเรียบร้อย พูดคุยกันเบา ๆ แทบไม่ได้ยิน ทุกคนรักษามารยาทเอาไว้ดีเยี่ยม โต๊ะที่นั่งก็แบ่งเป็นสัดส่วนไม่รบกวนกันโดยมีเวทีตั้งอยู่ตรงมุมหนึ่งติดกับสวนด้านนอกร่มรื่น

พี่ ๆ นักดนตรีสองคนเข้ามาคุยกับว่าน นัดแนะกันแล้วว่านก็เริ่มร้องเพลงออกมาอย่างสบายใจเป็นครั้งแรก ว่านเลือกร้องเพลงสากลที่ว่านชอบ เสียงใส ๆ คลออยู่ในบรรยากาศทำให้ร้านอาหารแห่งนั้นดูอบอุ่นมากขึ้น ลมพัดมาเย็นสบาย แป้งเป็นคนเดียวที่นั่งให้กำลังใจเขาอยู่ข้างหน้าเวที

“ดีมั้ย”

“ดีมาก ๆ เลย” ว่านตอบหน้าชื่น รู้สึกเบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาหลายปี “ขอบใจนะแป้ง ฉันเจองานที่ชอบแล้วล่ะ ทีนี้ก็จะได้หมดปัญหาเรื่องเงินไปได้ชั่วคราว”

แป้งยิ้ม กอดเพื่อนรักเอาไว้

“ฉันจะช่วยเธอเองว่าน ไม่ต้องกังวลนะ”

ชีวิตเริ่มเข้าที่เข้าทาง วิวาห์ดูแลยี่หวาในเวลากลางวันแล้วก็ออกไปร้องเพลงที่ร้านของพี่นุชนารถในเวลากลางคืน พอสี่ทุ่มเขาก็กลับ ส่วนโปรเจ็กต์ของค่ายเพลงก็ราบรื่นดี ว่านไม่ต้องร้องคู่กับอามันต์อย่างที่กลัว โปรดิวเซอร์บอกว่าจะให้พวกเขาร้องกันคนละเพลง ว่านก็เลยไม่ได้เจอหน้าอามันต์อีกเลย

เรื่องนี้ทำให้เขาโล่งใจขึ้นมาก

หวันยิหวาตอบสนองต่อเคมีบำบัดสูตรใหม่อย่างดี เด็กหญิงยังมีอาการอ่อนเพลียกินไม่ได้อยู่ วิวาห์เลยอาศัยเวลาว่างกับยายเอิบคิดหาสูตรอาหารที่กินง่ายแล้วก็ได้สารอาหารครบถ้วนมาดัดแปลงให้ลูกกิน เวลาสองเดือนว่านเข้าครัวทำอาหารอ่อน ๆ สารพัดแบบได้อย่างคล่องแคล่ว ขนาดว่ามารดายังออกปากว่าว่านน่าจะมีพรสวรรค์ในด้านนี้

“ว่านไม่ได้ทำอะไรเลยแม่ ตัด ๆ หั่น ๆ แล้วก็เทลงเครื่องปั่น” ลูกชายสารภาพ เขาดูในยูทูปแล้วก็เอามาเล่าให้ยายเอิบฟัง ยายเอิบก็จะไปสรรหาวัตถุดิบที่ตลาดมาช่วยกันทำให้คุณหนูกินบำรุงร่างกาย “ทำให้ออกหวานหน่อย ยัยยี่หวาจะได้กินง่าย ๆ”

“น้องว่านเก่งมากเลยนะคะคุณณี” ยายเอิบพูดอย่างภูมิใจราวกับว่านเป็นเด็กสามขวบงั้นแหละ “อีกหน่อยไปสมัครมาสเตอร์เชฟไทยแลนด์ได้”

“ว่านว่าส่งยายเอิบไปดีกว่า ทำ ๆ อยู่ก็ชอบร้องว่าใกล้หมดเวลาแล้ว คุณต้องจัดจานแล้วนะ แล้วก็รับคำค่ะเชฟเองด้วย เล่นอะไรอยู่คนเดียวน่ะ”

ยายเอิบหัวเราะเอิ้กอ้าก

“ก็สนุกดีไหมล่ะคะคุณน้องว่านก็”

“น้องว่านคืนนี้ไปร้องเพลงใช่มั้ย”

“ครับแม่” ว่านไม่แปลกใจที่แม่รู้แล้ว พี่วัตคงเล่าให้ฟังหมดเปลือก

“อย่ากลับดึกมากนะ แม่เป็นห่วง ร้องเพลงกลางคืนไม่อันตรายเหรอลูก”

“ไม่หรอกครับ ร้านเขาไม่ได้เป็นแบบผับบาร์อย่างนั้น เป็นร้านอาหารธรรมดานี่ล่ะ ร้องเพลงเฉย ๆ ไม่ต้องเอนเตอร์เทนแขกอะไร”

“โอเค ค่อยยังชั่วหน่อย แม่ได้ยินพี่วัตเล่าแล้วไม่สบายใจ”

“พี่วัตก็ชอบกลัวไปก่อน ไว้ว่านจะพาพี่วัตไปที่ร้านสักที ไม่มีอะไรเลย ว่านก็นั่งร้องเพลงไปเรื่อย ๆ หมดเวลาก็กลับ สบายมาก ๆ เลยครับ ว่านชอบมาก ร้านเขาห้ามสูบบุหรี่ด้วย แขกที่มาก็มีแต่วัยทำงานมานั่งคุยกัน แป้งเขาเป็นคนแนะนำให้ ไว้ใจได้ครับ”

ว่านพูดเป็นมั่นเป็นเหมาะ มารดาก็เลยไม่ถามอะไรอีก

คืนวันหนึ่งพี่นุชนารถไม่ได้นั่งเฝ้าอยู่หน้าแคชเชียร์เหมือนเคย ว่านเดินผ่านเข้าไปในร้านที่เปิดเพลงคลออยู่ เจอพี่อู๋นักดนตรีกำลังเตรียมอุปกรณ์อยู่ข้างหน้าเวทีเตี้ย ๆ

“พี่นุชล่ะครับ”

“อยู่ข้างบนร้าน”

“เดี๋ยวว่านขอไปหาก่อน อาทิตย์หน้าว่านจะลาวันนึง”

“เห้ย ๆ อย่าเพิ่งขึ้นไปเลย เจ๊แกยังไม่สะดวกคุยหรอก ว่านมาช่วยพี่จัดสายไฟดีกว่า” พี่อู๋เรียกเอาไว้ ว่านพยักหน้ารับ จับความนัยที่อีกฝ่ายส่งมาให้ได้ เดาว่าพี่นุชคนสวยก็คงจะมีอะไรกุ๊กกิ๊กให้ชุ่มชื่นหัวใจอยู่บ้างเหมือนกันตามที่เธอเคยเล่าให้ฟังขำ ๆ

“แฟนพี่นุชมาเหรอครับ”

“กิ๊กน่ะ สามีแกตายไปแล้ว” พี่อู๋ตอบกลั้วหัวเราะ “แกยังสวยยังแซ่บก็นะ เดี๋ยวคอยดูกิ๊กแกสิ จะดักดูหลายทีไม่เห็นหน้าซักที”

วิวาห์ไม่ได้คิดจะแอบดูกิ๊กของพี่นุชนารถ เขาไม่สนใจเรื่องส่วนตัวของคนอื่นขนาดนั้น ชายหนุ่มช่วยจัดเวทีให้เสร็จก็ขอตัวไปห้องน้ำ มีเงาดำ ๆ ปรากฎขึ้นทางด้านหลังพอดี

เป็นอีกครั้งที่ว่านไม่อยากเชื่อในความโลกกลมของตัวเอง คนที่ว่านนึกว่าไม่ต้องเจอกันอีกแล้วกลับเดินลงบันไดมาหยุดตรงหน้าว่านหน้าตาเฉย พี่อาร์มมองหน้าว่านแล้วเลิกคิ้ว

“พี่อาร์ม? ”

“ว่าน ..มาร้องเพลงเหรอ”

คำทักทายของพี่อาร์มสะดุดหูว่านทันที พี่อาร์มทักเหมือนรู้อยู่แล้วว่าว่านร้องเพลงอยู่ที่นี่ กลิ่นบางอย่างระเหยออกมาจากเสื้อของพี่อาร์มทำให้ว่านนึกออก ว่านเคยได้กลิ่นน้ำหอมแปลก ๆ แบบนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง ...หรือจะหลายครั้ง ตั้งแต่สมัยก่อน

“กลิ่นน้ำหอมนี่มัน...” ว่านกระซิบ คิ้วขมวดเข้าหากัน

ร่างอวบอัดของเจ้าของร้านสาวใหญ่เดินลงมาจากชั้นสอง พี่นุชดูแปลกใจไม่แพ้กันที่เห็นว่านยืนอยู่ตรงนั้น เธอเอ่ยทักยิ้ม ๆ

“น้องว่านมาแล้วเหรอ” กลิ่นน้ำหอมแบบเดียวกับที่ระเหยออกมาจากเสื้อพี่อาร์ม...เป็นน้ำหอมกลิ่นที่พี่นุชใช้ประจำไม่ผิดแน่ ว่านคิดอย่างมึนงง มองหน้าคนทั้งคู่นิ่งค้าง “มีอะไรหรือเปล่า หน้าพี่มีอะไรติดอยู่เหรอ”

“เปล่าครับ” ว่านอึกอักทำตัวไม่ถูก “เอ่อ...ว่านมาเข้าห้องน้ำ ขอตัวก่อนนะครับ” วิวาห์เพิ่งหาเสียงของตัวเองเจอ เขารีบเดินแยกไปอีกทางหนึ่งด้วยความว้าวุ่น คำพูดของพี่อู๋กลับเข้ามาความคิด ...กิ๊กของพี่นุชงั้นหรือ

ตอนที่คบกับพี่อาร์มอยู่ พี่อาร์มไม่เคยเล่าเรื่องผู้หญิงชื่อนุชให้เขาฟังมาก่อนเลย แต่ว่ากลิ่นน้ำหอมที่ติดตัวพี่อาร์มในสมัยก่อน บางคืนที่กลับมาดึก ๆ ดื่น ๆ ...หรือว่า...วิวาห์เบิกตากว้าง เคยได้ยินเหมือนกันว่าพวกศิลปินหนุ่ม ๆ บางคนอาจจะมีคนเลี้ยง พี่อาร์มที่บ้านก็ดูมีฐานะไม่ใช่เหรอ

วิวาห์คิดเรื่องนั้นกลับไปกลับมาใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เขาร้องเพลงไปอย่างแกน ๆ แล้วรีบกลับบ้าน โทรหาแป้งแล้วเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง แป้งดูตกใจมาก

“จริงเหรอ เป็นเรื่องจริงเหรอเนี่ย”

“เรื่องจริงอะไร เธอรู้อยู่แล้วเหรอแป้ง”

“เปล่า ๆ” เพื่อนรีบปฏิเสธ แต่ว่านดูออกเสียแล้ว “คืองี้ ฉันได้ยินมาว่า...ตั้งแต่สมัยก่อนแล้วล่ะว่าพี่อาร์มมี ..มีแบบ..คนเลี้ยงน่ะ แบบ..พวกเศรษฐีนีหม้ายเหงา ๆ ก็อยากมีเพื่อน..” เพื่อนพูดตะกุกตะกัก

“แล้วเธอก็เลยให้ฉันไปทำงานที่นั่นเนี่ยนะ” วิวาห์โกรธจัด “ต้องการอะไรกันแน่แป้ง”

“ไม่ ๆ คือฉันได้ยินมาแต่ก็ไม่เชื่อไง เธอก็รู้...คนอย่างพี่อาร์มเนี่ยนะ จะให้...ง่า..ผู้หญิงเลี้ยง”

“พี่แทนบอกว่าตอนนี้เขาน่าจะถังแตกอยู่” วิวาห์ปะติดปะต่อเรื่องราวเข้าด้วยกัน “แต่มันเป็นไปได้เหรอแป้ง ไม่อยากเชื่อเลย ถ้าฉันไม่ได้กลิ่นน้ำหอมนั่นนะ”

“น้ำหอมอะไร” แป้งงุนงง วิวาห์เลยเล่าต่อให้เพื่อนฟัง เธอตบเข่าดังฉาด

“นี่ไงล่ะ สาเหตุที่เขาบอกเลิกเธอตอนนั้นว่าน ฉันว่าต้องเป็นเรื่องนี้แน่ ไม่ใช่เพราะอึดอัดเรื่องคู่จิ้นอะไรนั่นหรอก”

“...........” ว่านพูดไม่ออก เขาคิดเรื่องนี้หัวแทบแตกมาตั้งแต่ที่ร้านอาหารแล้ว

“ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ลองไปถามให้รู้เรื่องเลยดีมั้ย”

“จะถามให้มันได้อะไรขึ้นมาล่ะแป้ง เรื่องตั้งนานแล้ว” วิวาห์ส่ายหน้า ความร้อนรุ่มแบบวัยรุ่นในตอนนั้นจางหายไปไม่เหลือ ถ้าเป็นเมื่อหลายปีก่อนว่านคงแทบแล่นไปหาความจริงจากปากของสองคนนั้นแล้วล่ะ “ช่างเขาเถอะ เขาจะทำอะไรก็เรื่องของเขา แต่ว่าฉันไม่อยากทำงานที่นั่นต่อแล้วล่ะ มันไม่สบายใจ”

“ว่านนะว่าน ทำงานที่ไหนเป็นต้องมีเรื่องทุกที มันยังไงกันนะ” แป้งถอนหายใจ “ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันช่วยหาให้ใหม่ ไม่ยากหรอก”

วิวาห์ไปหาพี่นุชนารถที่ร้านอาหารตอนกลางวันในวันรุ่งขึ้น พอเขาบอกว่าจะลาออกอีกฝ่ายก็ตกใจมากทีเดียว

“ทำไมล่ะคะน้องว่าน ทำงานที่นี่ไม่ชอบตรงไหนเหรอ”

“เปล่าครับ ว่านชอบมาก” วิวาห์ตอบ หลบตาอีกฝ่าย “แต่เดือนหน้าว่านมีธุระต้องลาบ่อย ๆ ว่านไม่อยากให้พี่นุชลำบากใจ ก็เลยจะขอลาออกดีกว่า พี่ได้หาคนอื่นมาแทน”

“ได้ยังไงล่ะคะ แขกของพี่ก็ชอบน้องว่านมากเลยนะ ชมกันมาหลายคนเลย บางคนเลือกวันที่น้องว่านมาร้องเพลงด้วยซ้ำรู้หรือเปล่า เอาอย่างนี้ ...เดือนหน้าจะลาวันไหนก็บอกมา พี่ให้ลาได้ตามสบาย แล้วก็หักเงินออก โอเคมั้ย”

“ว่านก็ไม่สบายใจอยู่ดี”

“น้องว่านต้องใช้เงินอยู่ไม่ใช่เหรอ” เธอพูดเสียงต่ำลง “ขอโทษที คือน้องแป้งเล่าความจำเป็นให้พี่ฟังแล้ว อย่าโกรธเพื่อนเลยนะ น้องแป้งเขาหวังดีกับน้อง พี่รู้เรื่องลูกสาวของว่านแล้วก็สงสารจริง ๆ พี่อยากช่วย”

“พี่นุช” ว่านลำบากใจ

“เอาอย่างนี้ พี่ให้ว่านเป็นครั้ง ๆ ดีมั้ย มาร้องวันไหนก็ให้ว่านไป ว่านจะได้ลาได้ไม่กังวล” เธอยื่นข้อเสนอมาใหม่ ว่านเม้มปาก ไม่แน่ใจว่าเธอรู้เรื่องเขากับอามันต์คนรักของเธอก่อนหน้านี้หรือเปล่า ...ถ้ารู้..ก็แสดงว่าเธอเป็นคนใจกว้างมาก แต่ว่านไม่ใช่คนใจกว้างขนาดนั้น

“อย่าดีกว่าครับ ว่านไม่สะดวกใจ”

“ห้าเท่า” นุชนารถพูดยิ้ม ๆ “พี่ให้เพิ่มห้าเท่าต่อครั้ง ตกลงมั้ย”

ว่านอยากปฏิเสธ แต่จำนวนเงินสูงลิ่วนั้นค้ำคออยู่ มันมากกว่าเงินเดือนทั้งเดือนเสียอีก นุชนารถเห็นท่าทางของชายหนุ่มอ่อนลงก็รีบคะยั้นคะยอ

“ว่านไม่ต้องคิดมากเลยนะ ที่นี่เราอยู่กันแบบพี่น้องพึ่งพาอาศัยกัน ไม่ต้องห่วง พี่เข้าใจความรู้สึกของว่านดี”

“ขอบคุณครับพี่นุช” วิวาห์ตัดสินใจว่าจะทำงานต่อ ถึงจะดูเห็นแก่เงินไปหน่อยแต่นาทีนี้เขาไม่มีทางเลือกมากนัก

ว่านรู้สึกคิดผิด อยากกลับคำพูดในคืนวันนั้นเอง ตอนที่ว่านนั่งร้องเพลงอยู่ที่ประจำ กำลังเพลิน ๆ ก็เกือบสะดุ้งสุดตัวเมื่อหันไปเห็นสายตาคมกริบคู่หนึ่งนั่งมองเขาจากโต๊ะมุมสุดเงียบ ๆ

ว่านกลืนความตื่นตระหนกลงไปข้างใน เขายิ้มออกมานิด ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ร้องเพลงไปเรื่อย ๆ จนเกือบหมดเวลา พอหันไปอีกทีก็ไม่เห็นเงาสูงใหญ่ของคน ๆ นั้นแล้ว

อาจจะขึ้นไปหาพี่นุชนารถข้างบน... วิวาห์คิด เขาทำหน้าที่เรียบร้อยก็ขับรถกลับบ้านตามปกติ เหตุการณ์เกิดขึ้นซ้ำ ๆ กันเกือบอาทิตย์ พี่อาร์มนั่งดูเขาร้องเพลงที่โต๊ะตัวเดิมแล้วก็หายตัวไปก่อนที่เขาจะร้องจบ

ว่านเล่าเรื่องนี้ให้พี่วัตฟัง พี่ชายลงความเห็นว่าไม่ควรกลับไปที่ร้านนั้นอีก อีกฝ่ายคงไม่หวังดีกับเขาแน่ ยิ่งบอกว่าสงสัยเป็นกิ๊กกับเจ้าของร้านด้วยแล้ว

“อยู่ห่าง ๆ มันเถอะว่าน อย่าหาเรื่องใส่ตัวเลย” พี่วัตพูดซ้ำ

ว่านกลับไปคิดดูแล้วก็ตัดสินใจจะทำงานที่ร้านของนุชนารถต่อ เพราะเขาไม่อยากเสียรายได้งาม ๆ แบบนั้นไป ถึงอย่างไรว่านก็ตั้งใจเอาไว้ว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับพี่อาร์มอยู่แล้ว

บททดสอบของว่านมาถึงในคืนวันหนึ่ง พี่วัตไปประชุมบริษัทที่ต่างจังหวัด ว่านก็เลยไม่สามารถยืมรถพี่วัตมาได้ต้องนั่งแท็กซี่มา พอขากลับว่านออกมายืนรอแท็กซี่หน้าร้านเกือบห้าทุ่มแล้ว ฝนเริ่มตกปรอย ๆ ลงมาจากท้องฟ้าที่มืดครึ้มตั้งแต่เมื่อเย็น

“กลับบ้านเหรอ” เสียงแหบห้าวคุ้นหูดังขึ้นข้างตัว วิวาห์หันกลับไปมองเจอพี่อาร์มยืนอยู่ข้าง ๆ “วันนี้ไม่ขับรถกลับเหรอ”

“ไม่ได้ขับรถมาครับ” ว่านตอบสั้น ๆ นึกภาวนาให้มีรถสักคันผ่านมาซักที เขากำร่มในมือแน่น ไม่คิดแบ่งปันให้คนข้าง ๆ

“กลับด้วยกันมั้ย เดี๋ยวไปส่ง” พี่อาร์มถาม ส่งยิ้มมาให้บาง ๆ “ไม่งั้นไปหลบฝนที่ห้องพี่ก่อนก็ได้ อยู่ตรงนี้เอง” พี่อาร์มชี้นิ้วไปที่คอนโดสูงลิ่วราคาน่าจะแพงลิบที่อยู่อีกฟากของถนน “ฝนตกแบบนี้รถคงหายาก”

“ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมาก” วิวาห์ตอบ “เชิญพี่อาร์มเถอะครับ” นึกว่าพี่อาร์มจะเดินหนีแต่เจ้าตัวกลับหยุดยืนอยู่ข้าง ๆ เขาไม่ไปไหนซักทีทั้งที่ฝนก็ตกอยู่อย่างนั้น ว่านทั้งอึดอัดทั้งหงุดหงิด “พี่อาร์มไม่กลับบ้านเหรอครับ”

“พี่ไม่รีบ ไม่มีธุระที่ไหน” อีกฝ่ายตอบมาง่าย ๆ เหมือนสมัยตอนที่เจอที่นู่นไม่มีผิด “ทำไมเหรอ...ว่านไม่อยากให้พี่ยืนตรงนี้เหรอ”

“ครับ” ว่านตอบออกไปตามตรง คนฟังมีสีหน้าประหลาดใจขึ้นมาแวบหนึ่ง

“แต่พี่คงยังไม่ไปไหนหรอกนะ” อีกฝ่ายตอบแกมหัวเราะ เอียงคอมองว่านอยู่พักหนึ่งก็ถามขึ้นมา “เลิกกับภรรยาแล้วเหรอ เห็นไม่ตามกลับมาด้วย แยกกันอยู่หรือว่ายังไง”

“เรื่องส่วนตัวของผมขออนุญาตไม่ตอบนะครับ”

พี่อาร์มยิ้ม เป็นรอยยิ้มรู้ทันแบบที่ว่านเกลียดที่สุด พนันได้เลยว่าพี่อาร์มต้องรู้อยู่แล้วแต่แกล้งถามว่านไปอย่างนั้นเองแน่

“ลูกสาวน่ารักดี วันนั้นเจอที่โรงพยาบาล น้องไม่สบายเหรอ”

“........” วิวาห์ไม่ตอบ รักษาอาการสงบนิ่งเอาไว้แม้ว่าในใจเริ่มจะร้อนรน

“ถ้าอยากให้ช่วยอะไรก็บอกได้นะ พี่พร้อมช่วยว่านเสมอ” พี่อาร์มพูดเสียงเรียบเรื่อย ว่านรู้สึกเหมือนอีกฝ่ายขยับตัวเข้ามาใกล้นิดหนึ่ง ว่านเลยถอยหลังไปอีกก้าว รักษาระยะห่างของเราสองคนเอาไว้ พี่อาร์มไม่ได้ขยับตามมาอีก แต่จ้องดวงตาคมกริบเหมือนในร้านอาหารมาที่ว่านนิ่ง ว่านสัมผัสได้ถึงความหมายมาดในดวงตาคู่นั้นของพี่อาร์ม “ว่าน...”

“รถมาแล้ว ขอตัวก่อนนะครับ” ว่านรีบยกมือขึ้นโบกเร็ว ๆ แท็กซี่คันนั้นแล่นมาจอดเทียบข้าง ๆ

“พี่ยังรู้สึกกับว่านเหมือนเดิมนะ” พี่อาร์มพูดตามหลังมา ว่านเม้มปาก กำด้ามร่มเอาไว้แน่น “ต่อให้ว่านจะมีลูกแล้ว ความรู้สึกพี่ก็ยังเหมือนเดิม”

“เรื่องของเรามันจบไปแล้วครับ อย่าทำแบบนี้อีก..” ว่านตอบกลับไป เห็นพี่อาร์มยืนตากฝน มองว่านด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก

“ไปมั้ยหนู” คนขับแท็กซี่ถาม วิวาห์รีบเข้าไปนั่ง อีกฝ่ายทำท่าจะก้าวตามขึ้นมานั่งด้วย วิวาห์รีบปิดประตูรถดังปัง

“รีบไปเลยครับลุง ผมกลัวเขาเปิดตามขึ้นมา” ว่านพูดเร็วปรื๋อกดล็อกประตูรถฝั่งนั้นเอาไว้ กับพี่อาร์มแล้วเขามั่นใจว่าอีกฝ่ายสามารถทำทุกอย่างที่ต้องการได้แน่ วิ่งตามรถก็เคยมาแล้ว ทว่าอีกฝ่ายกลับถอยไปยืนมองเขาบนฟุตบาทที่เดิม

คนขับแท็กซี่มองผ่านกระจกมองหลัง เห็นผู้โดยสารที่เพิ่งขึ้นมาพูดอะไรแปลก ๆ ก็ชักใจไม่ดี

“ใครเหรอหนู”

“ช่างเขาเถอะครับ รีบไปเถอะ” วิวาห์ถอนหายใจ เห็นร่างสูงใหญ่ยืนนิ่งไม่ตามมาก็ค่อยโล่งใจขึ้น เอนตัวพิงเบาะอย่างเหนื่อยอ่อน บอกจุดหมายปลายทางกับคนขับ

ลุงแท็กซี่เหลือบมองกระจกหลังรถอีกครั้งอย่างหวาด ๆ บนฟุตบาทนั้นว่างเปล่าไม่เห็นเงาของใครเลยซักคน

.........................................................................................

มาอัพต่อนะคะ

เกริ่นมาสี่ตอน ถึงเวลาเข้าเรื่องของเราล่ะ

ใครชอบเรื่องนี้อย่าลืมช่วยกันโปรโมทด้วย คนละไม้คนละมือ เย่ๆๆ

#วิวาห์อามันต์

ออฟไลน์ MyLavenderLand

  • ฉันสุขใจ เมื่อได้ Log in เล้า
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1582
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +84/-1
ว่านหลอนเหรอ? อาร์มไม่ได้ตามมาจริงๆใช่ไหม?

คือตอนที่แล้ว เราจุกเอาการ ดราม่าไหมแค่ไหนเราไม่เคยยั่น มาเถอะ รับได้หมด แต่ ยกเว้นจุดนี้แหละเรา sensitive มากกกับเรื่องเด็กป่วย สงสาร ทำใจไม่ได้เลยจริงๆ ลังเลมาก กลัวว่าตัวเองจะตามต่อแล้วไม่ไหว ฮืออออ คุณนักเขียนเบาๆกับน้องยี่หวาหน่อยนะคะ เรายังอยากอ่านเรื่องนี้ต่ออยู่ พลีสสส  :hao5:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5387
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +195/-19

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-5
อย่าทิ้งนะคร้าบ อยากอ่านต่อ อยากรู้เรื่องให้ลึกซึ้งกว่านี้

ออฟไลน์ sailom_orn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1057
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-1
 :pig4: :pig4: :pig4: พี่อาร์มเคลื่อนไหวเร็ว หรือลุงแท็กซี่ตาไม่ดี

ออฟไลน์ LadySaiKim

  • ▫▪□Dezine'Kim□▪▫
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1694
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-0
ทำไมรู้สึกกลัว แล้วก็กังวลแปลกๆ อะ ฮือออ :ling3: :ling3:

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7697
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
รอตอนต่อไป

ออฟไลน์ minenat

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1678
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-3
แนวไหนค่ะเนี่ยยย กลัวทำใจไม่ได้เลย แงงงง :ling1:

ออฟไลน์ bpyt

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1341
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-2
ชักจะงงในงงเข้าไปทุกที เดาว่าพี่นุชน่าจะเป็นแม่เลี้ยง? หรือญาติ​สักคนของพี่อาร์มไหม? แต่ตอนนี้สงสารยี่หวา เด็กน้อยต้องมาเจ็บ

ออฟไลน์ PharS

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 588
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3494
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
สงสารว่านกับลูก สิ่งที่กลัวก็เป็นจริงๆ แต่ก็ยังมีโอกาสหายนะ เป็นกำลังใจให้ว่านและครอบครัว
ส่วนพี่อาร์มนี่แปลกๆ ทำไมถึงคอยวนเวียนอยู่ใกล้ๆว่าน แล้วที่ลุงแท็กซี่ไม่เห็นพี่อาร์มอีก คืออะไรเนี่ยยยยย

ออฟไลน์ darinsaya

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 592
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1
งงงงงงงงงงง :hao7: :hao7:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด