- Make it right - #ความรักของแมวเหมียว [MPREG] ตอน 18 หน้า 4 (17/01/2021)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: - Make it right - #ความรักของแมวเหมียว [MPREG] ตอน 18 หน้า 4 (17/01/2021)  (อ่าน 6767 ครั้ง)

ออฟไลน์ ❣☾月亮☽❣

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7097
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +264/-6
ป่องแบบนี้เป็นเรื่องแน่ คนก่อเรื่องอยู่ไกลเสียด้วยสิ

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 499
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8511
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3514
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
เฮ้ยยยย!!! ลูกดิ้น

ออฟไลน์ กานดา.

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 84
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +56/-2
    • facebook page


**นิยายตอนนี้เกิดจากจินตนาการของผู้เขียน ทั้งหมดทั้งปวงเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ โปรดใช้จักรยานในการอ่านจ้า**



เป็นลูกของเหมียวแค่คนเดียว




“คุณหมอว่าอะไรนะคะ! ท้องเหรอ” เกวลินพูดเสียงสูงด้วยความตกใจกับสิ่งที่เพิ่งได้ยินจากปากนายแพทย์ตรงหน้า คนอื่นในครอบครัวที่อยู่ในห้องฟังผลก็ตกใจไม่แพ้กัน

“มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน..ลูกผมเป็นผู้ชายนะครับ” จักรชัยบอกราวกับจะเตือนสติอีกฝ่ายว่าไม่ได้กำลังอ่านผลการรักษาของคนอื่นอยู่แน่นะ

นายแพทย์หนุ่มหน้าเครียด เขาพลิกหน้ากระดาษไปมา “ผมเองก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันครับ แต่ผลตรวจทุกอย่างยืนยันได้ว่าลูกชายของคุณพ่อกับคุณแม่กำลังตั้งครรภ์จริง ๆ ครับ”

วิฬาร์ไม่ได้ยินเสียงคนรอบตัวว่ากำลังพูดหรือโต้ตอบอะไรกันบ้าง เขาหูอื้อไปตั้งแต่ที่ได้ยินว่าตัวเองกำลังตั้งท้องแล้ว มันจะเป็นไปได้ยังไง ก็เขาเป็นผู้ชายไม่ใช่เหรอ…

ดวงตากลมโตมองมือที่กำลังจิกเข้าหากันจนเลือดซึม แต่เขากลับไม่รู้สึกถึงความเจ็บเลยสักนิด มันชาไปหมดทั้งตัวตั้งแต่ได้รับรู้ถึงผลจากการกระทำของตัวเอง

“แมวเหมียว!”

เสียงของพี่ชายดังขึ้นพร้อมกับง้างมือของเขาที่กำลังกำแน่นโดยไม่รู้ตัวให้คลายออกจากกัน

“ได้ยินพี่ไหม”

วิฬาร์ขอบตาแดงก่ำ เขากะพริบตาถี่ก่อนจะพยักหน้าเมื่อเริ่มได้สติ ไม่รู้ว่าเฮียเรียกอยู่นานแค่ไหน แต่ใบหน้าของเฮียที่อยู่ต่ำกว่า
เพราะกำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นตรงหน้าเขานั้นเต็มไปด้วยความเป็นห่วงเป็นใยจนเขารู้สึกอยากจะร้องไห้ออกมา

“กลับบ้านกัน” เสียงทุ้มบอกพลางส่งยิ้มบางมาให้ แมวเหมียวเงยหน้าขึ้นมองไปรอบ ๆ ก็เห็นป๊ากับแม่มองมาที่เขาพร้อมกับรอยยิ้ม

“กลับบ้านกันนะครับ”



-----



เด็กหนุ่มเหม่อลอยไปตลอดทางกลับบ้าน สายตามองออกไปยังดวงไฟบนท้องถนนยามค่ำคืน บนรถเงียบงัน..ไม่มีใครพูดอะไรกันแม้สักคำเดียว แต่แมวเหมียวก็รับรู้ได้ถึงความเป็นห่วงจากฝ่ามือของแม่ที่กุมมือของเขาไว้ไม่ยอมปล่อย

วิฬาร์ไม่อยากจะเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องจริง มือบางยกขึ้นลูบท้องที่ป่องขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว เด็กคนนี้เป็นลูกของพี่เก้า ไม่สิ..ลูกของเขาคนเดียว เด็กคนนี้ไม่ได้เกิดมาจากความเต็มใจของพี่เก้า..แต่เป็นเด็กที่เกิดจากความเอาแต่ใจของเขา

..เป็นลูกของเขาแค่คนเดียว..

เกวลินเหลือบมองลูกชายคนเล็กที่กำลังลูบท้องตัวเองมีท่าทีเหม่อลอยด้วยความรู้สึกหลากหลาย เธอคิดถึงเรื่องที่จะพูดคุยกับแมวเหมียว ด้วยหนักใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี เพราะเหมียวเองก็มีอาการช็อกมาก เธอไม่อยากให้ความเครียดส่งผลกระทบต่อทั้งลูกและหลานตัวน้อย ๆ ในท้อง

“แมวเหมียวกินข้าวต้มปลาไหม” ธีราถามน้องชายเมื่อกำลังจะขับรถผ่านร้านเจ้าโปรดของน้องชาย

“เหมียว..ไม่หิวครับ” คนถูกถามก้มหน้าตอบเสียงเบา

“ไม่กินแน่นะ” พี่ชายถามย้ำอีกที

วิฬาร์พยักหน้าช้า ๆ ก่อนตอบ “..ครับ”

ธีราเหลือบมองน้องผ่านกระจกมองหลังเป็นระยะตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ยอมรับว่าเขาก็ตกใจกับสิ่งเพิ่งที่ได้ยินมา อยากจับน้องเขย่า ๆ แล้วถามว่าไปท้องกับใครหน้าไหน แต่พอเห็นท่าทีของแมวเหมียวแล้ว ความเป็นห่วงก็ทำให้เขาต้องปิดปากตัวเอง และทำตัวให้เป็นปกติที่สุด ไม่ว่าเมื่อไหร่..เขาก็อยากให้น้องมีแต่ความสุข

“กินหน่อยก็ดีนะลูก” ป๊าเอ่ยขึ้นเสียงนุ่ม “เดี๋ยวจะหิวเอานะ น้ำจอดรถลงไปซื้อให้น้องหน่อยไป” จักรชัยบอกลูกชายคนโต

วิฬาร์เม้มปาก ยิ่งทุกคนทำดีกับเขามาก..ทั้ง ๆ ที่ตัวเขาทำเรื่องที่ไม่สมควรแบบนี้ มันยิ่งทำให้เขารู้สึกผิดมากกว่าเดิม แมวเหมียวพยายามกลั้นก้อนสะอื้น เขาไม่อยากร้องไห้อีกต่อไปแล้ว

..เพราะต่อจากนี้ไปเขาจะต้องเข้มแข็งเพื่อสิ่งมีชีวิตน้อย ๆ ในท้อง..



-----



เมื่อกลับถึงบ้านทุกคนนั่งรวมกันอยู่ที่ห้องนั่งเล่น แม่บอกให้ศรุตขึ้นไปอาบน้ำบนห้อง เหลือแต่บุคคลในครอบครัว ป๊ากับแม่มองตากันว่าใครควรจะเป็นฝ่ายเริ่มพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นก่อน สุดท้ายจักรชัยก็พยักพเยิดให้ภรรยารับหน้าที่นี้ไป

เกวลินทอดสายตามองลูกคนเล็กที่เอาแต่นั่งก้มหน้า เธอรู้ว่าแมวเหมียวคงสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้น ตัวเธอเองก็ไม่อยากจะเชื่อ แต่ในเมื่อมีเด็กเกิดขึ้นมาแล้ว ก็ต้องคิดหาทางออกกัน

ฝ่ามือเล็กวางลงบนศีรษะได้รูป “แมวเหมียวครับ”

วิฬาร์เงยหน้าขึ้นสบตากับมารดา ดวงตากลมโตสั่นไหวแถมยังแดงก่ำ “เหมียว..ขอโทษนะครับ”

“ไม่ต้องขอโทษหรอกลูก มันเป็นเรื่องสุดวิสัย หนูเองก็ไม่รู้ว่าเรื่องแบบนี้มันจะเกิดขึ้นได้นี่นา”

“เหมียวไม่น่าทำเลย” พูดแล้วก็พานจะทำให้น้ำตาไหล เจ้าตัวกลั้นเอาไว้ พยายามไม่ให้มันไหลลงมา

“มันเป็นเรื่องธรรมชาติ มนุษย์เราถ้าเกิดความรักหรือชอบใครสักคน..เราก็อยากสานสันพันธ์กับคนคนนั้นอยู่แล้ว” จักรชัยพูดขึ้นมา ไม่อยากให้ลูกชายคิดว่าเรื่องที่ทำไปมันเป็นสิ่งไม่ดี “เพียงแต่ว่า..แมวเหมียวอาจจะมีมันเร็วไปสักนิดนะ”

วิฬาร์พยักหน้ารับก่อนจะบอกเสียงสลด “ขอโทษครับ”

“เรื่องมันผ่านไปแล้วก็ให้แล้วไป ตอนนี้หนูต้องหาทางออกให้กับเรื่องนี้นะครับ” แม่บอกพร้อมกับลูบแผ่นหลังบางของลูกคนเล็ก

“ทางออก?”

“ตอนที่คุณหมอพูดไม่ได้ฟังเลยสิเรา” พี่ชายที่นั่งประกบอยู่ยกมือขึ้นโคลงหัวน้องไปมา

“เหมียวตกใจอยู่” น้องบอกเสียงแผ่ว

“ทุกคนก็ตกใจที่แมวเหมียวมีเบบี๋ได้ทั้งนั้นแหละ” แม่บอกกลั้วหัวเราะ

“...ไม่มีใครโกรธเหมียวเลยเหรอ”

เกวลินประคองใบหน้าของลูกชายคนเล็ก เธอยิ้มอย่างไม่คิดจะถือโทษโกรธเคือง ฝ่ามือของแม่เช็ดเหงื่อที่ชุ่มอยู่ตามกรอบหน้า แมวเหมียวของเธอเครียดมากจนเหงื่อซึมแถมยังมือไม้เย็นไปหมด

“ไม่โกรธหรอกครับ แม่ ป๊า กับเฮียเข้าใจหนูนะ”

เจ้าตัวเม้มปากกลั้นสะอื้นด้วยความโล่งอก “ขอบคุณ..นะครับ”

“พรุ่งนี้มีนัดกับหมอเฉพาะทางนะ” ธีราบอกน้องชาย

“ไม่ใช่ว่าเหมียวต้องไป..ฝากท้องเหรอครับ”

“ยังไม่ถึงขั้นตอนนั้นครับ” แม่ตอบ “อย่างแรกคือเหมียวตั้งใจจะตั้งท้องเด็กคนนี้หรือเปล่า เพราะหนูเป็นเคสพิเศษที่มีความเสี่ยงสูง ถ้าไม่คิดจะเก็บเขาเอาไว้เราก็ต้องทำการยุติการตั้งครรภ์โดยเร็วที่สุดเพื่อความปลอดภัยต่อตัวแมวเหมียวนะ”

ดวงตากลมโตกะพริบปริบ “ยุติการตั้งครรภ์..” เขาทวนคำ ไม่มั่นใจนักว่าตัวเองเข้าใจในสิ่งที่ได้ยินถูกหรือเปล่า

“พวกเราจะไม่บังคับลูก ถ้าหนูไม่พร้อม...เราสามารถทำแท้งได้นะ” จักรชัยเอ่ย ในยุคนี้การยุติการตั้งครรภ์สามารถทำได้โดยไม่ผิดกฎหมายแล้ว แต่เพื่อความปลอดภัยก็ต้องทำโดยแพทย์เท่านั้น

วิฬาร์เบิกตาโตขึ้นหลังจากที่ได้ยินสิ่งที่ป๊าบอก น้ำตาหยดไหลลงบนแก้มเนียน ทั้งที่ตั้งใจว่าจะไม่ร้องไห้ แต่พอคิดถึงว่าจะต้องทำลายสิ่งมีชีวิตในท้อง ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้ทำผิดอะไรเลย...มันก็ทำให้ปวดหนึบในอกจนหายใจไม่ออก

ฝ่ามือวางลงบนหน้าท้องที่ยื่นออกมาน้อย ๆ อยากเก็บเด็กคนนี้เอาไว้ แต่ก็กลัวที่จะพูดออกไป เขารู้ดีว่าตัวเองไม่มีปัญญาเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้เติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพได้ ตัวเองยังเอาไม่รอด ยังต้องให้ทุกคนส่งเสียเลี้ยงดูแท้ ๆ

“แมวเหมียว…” คนเป็นแม่พอเห็นน้ำตาของลูกชายก็ดึงแมวเหมียวเข้ามากอด “แม่ไม่บังคับหนูนะครับ หนูคิดอะไรอยู่..หนูบอกแม่เถอะลูก”

พี่ชายคนโตพูดอะไรไม่ออก ทำได้แค่เพียงลูบหลังปลอบแมวเหมียวของเขา เรื่องนี้มันใหญ่เกินไป แต่ไม่ว่าจะลงเอยแบบไหน..เขาก็พร้อมจะซัพพอร์ตน้องเสมอ

จักรชัยมองภาพลูกชายคนเล็กร้องไห้สะอึกสะอื้นก็ปวดใจไม่แพ้กัน เขาคิดว่าลูกคงทั้งกังวลและกลัวไปหมด ยิ่งลูกดูช็อกหลังจากที่เขาพูดถึงเรื่องยุติการตั้งครรภ์แล้ว..เขาคิดว่าแมวเหมียวเองก็ไม่ได้อยากจะทำแบบนั้นกับเด็กที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่คนนี้หรอก แต่คงไม่กล้าที่จะพูดคำว่าอยากเก็บเอาไว้ออกมา

“ถ้าเหมียวอยากจะเลี้ยงเด็กคนนี้ ป๊าก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะลูก”

“จริงเหรอครับ” ดวงตากลมรื้นน้ำสบเข้ากับใบหน้าของป๊า “เรา ฮึก เลี้ยงเขาได้..จริงเหรอครับ”

“ได้สิ ลูกตั้งสองคนป๊ายังเลี้ยงมาได้ นี่หลานแค่คนเดียวทำไมจะเลี้ยงไม่ได้ล่ะ” จักรชัยตอบส่งยิ้มให้

สิ้นคำบอกจากพ่อ แมวเหมียวก็ร้องไห้โฮด้วยความโล่งใจ กอดมารดาแน่น 

แม่ลูบหลังปลอบประโลม “หลังจากนี้แมวเหมียวต้องมีความสุขให้มาก ๆ นะรู้ไหม..ถ้าหนูเศร้า ลูกก็จะเศร้าไปด้วยนะครับ”
วิฬาร์ร้องไห้อยู่สักพักถึงได้หยุด เจ้าตัวยกมือขึ้นเช็ดคราบน้ำตาพร้อมกับสูดน้ำมูก ป๊ากับเฮียแยกออกไปสูบบุหรี่ที่หน้าบ้าน ส่วนมารดาแยกตัวไปห้องน้ำ

“ดูสิ ตาบวมฉึ่งเลย” เกวลินเดินกลับมาพร้อมกับผ้าขนหนูชุบน้ำ เช็ดหน้าเช็ดตาให้ลูก เธอมองใบหน้าหมดจดก่อนจะเลื่อนสายตาลงมาที่ท้องของแมวเหมียว มือบางยื่นออกไปแตะลูบเบา ๆ ไม่อยากเชื่อว่าลูกชายตัวน้อยของเธอกลายเป็นแม่คนแล้ว

“...แม่” แมวเหมียวครางเสียงเครือ

“พ่อของเด็กคนนี้เป็นใครเหรอครับ” เกวลินถูกสองพ่อลูกให้มาถามอีกคำถามที่สำคัญ เพราะที่ผ่านมาแมวเหมียวก็อยู่ในสายตาของทุกคนในครอบครัวมาตลอด ไม่เคยเห็นมีทีท่าว่ามีแฟนตั้งแต่ตอนไหน ไม่มีใครคิดออกเลยจริง ๆ ว่าลูกชายคนเล็กจะไปมีสัมพันธ์กับใครได้

แมวเหมียวเม้มปากเงียบ..จะไปตอบได้ยังไงว่าเป็นพี่เก้า

“เลิกกันแล้วเหรอ” แม่ถามอีกเมื่อเห็นว่าลูกเงียบ

แมวเหมียวครุ่นคิด จะเลิกกันได้ยังไงในเมื่อ..เราไม่เคยคบกันเสียหน่อย “เราไม่มีอะไรต้องเกี่ยวข้องกันครับ”

เกวลินพยักหน้ารับ “แล้วหนูคิดจะบอกอีกฝ่ายเรื่องลูกไหม”

วิฬาร์ส่ายหัวทันที กลืนน้ำลายเหนียวลงคอก่อนจะตอบในสิ่งที่คิดมาแล้วอย่างแน่วแน่ออกไป “เหมียว..ไม่อยากบอกครับ เหมียวอยากเลี้ยงเขา..เป็นปะป๊าของเขาแค่คนเดียว”

คนเป็นแม่ยิ้มบาง จะหาว่าเธอกับสามีสปอยล์ลูกเกินไปก็ยอมรับ แต่เธอทำใจบังคับลูกไม่ได้จริง ๆ และแมวเหมียวเองก็ไม่คิดว่าตัวเองจะตั้งท้องได้ ถ้ารู้..ลูกก็คงไม่ทำโดยที่ไม่ได้ป้องกันแบบนี้

“งั้น…” เกวลินลากเสียงพร้อมกับขยับตัวเข้าไปใกล้ลูก วาดแขนกอดไหล่บาง “ปะป๊าตัวน้อยก็ต้องดูแลตัวเองให้ดีนะครับ”

แมวเหมียวยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะผงกหัวหงึกหงัก “เหมียวสัญญาว่าจะกินแต่ของมีประโยชน์ แล้วก็จะไม่ดื้อกับแม่นะครับ” พูดจบก็โผเข้ากอดแม่แน่น

“แล้วเฮียกับป๊าล่ะ” ธีราเอ่ยถามเมื่อกลับมาทันได้ยินน้องพูดสัญญากับแม่

“เหมียวก็จะไม่ดื้อกับป๊ากับเฮียด้วยเหมือนกัน”

ธีราเดินเข้ามาใกล้ ยกมือขยี้ผมน้อง “กลายเป็นแมวเชื่องไปแล้วแฮะ” พูดแบบนั้นก่อนจะเปลี่ยนไปเกาคาง

“ไม่ใช่แมวสักหน่อย”

พี่ชายโคลงหัวอย่างไม่สนใจคำพูดของน้อง “แล้วนี่หิวไหม”

“ไม่-”

โครกกกก~~~

กำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธ แต่เสียงท้องร้องก็ดันดังซะเหลือเกิน  แมวเหมียวหัวเราะแฮะ ทุกคนต่างหลุดหัวเราะลั่น

“น้ำไปอุ่นข้าวต้มให้หลานหน่อยไป ดูสิ..ตัวแค่นี้ก็รู้จักเรียกร้องจะกิน โตขึ้นมาจะขนาดไหน” จักรชัยพูดอย่างอารมณ์ดี

“ก็ดูตัวแม่สิ..กลมอย่างกับลูกขนุน”

“เฮีย!” น้องชายแหวเสียงแหลม

บรรยากาศในบ้านกลับมาดีขึ้นหลังจากที่ทุกคนได้พูดคุยปรับความเข้าใจกัน วิฬาร์รู้สึกขอบคุณทุกคนจริง ๆ ทั้งที่เขาก่อเรื่องใหญ่ขนาดนี้ แต่กลับไม่มีการต่อว่าสักคำ ทำให้แมวเหมียวตั้งใจเอาไว้ว่าจะไม่ทำให้ป๊าแม่และเฮียต้องทุกข์ใจกับเขาอีก เขาจะเป็นลูกที่ดี น้องที่ดี

..และสำคัญที่สุดคือการเป็นพ่อกับแม่ที่ดีให้กับเจ้าตัวน้อยในท้อง..



-----



“มึงว่าอะไรนะ!” ศรุตย้อนถามเสียงดังจนแมวเหมียวต้องยกนิ้วขึ้นมาแนบปากส่งเสียง ‘ชู่’ เป็นการบอกให้เสียงเบาหน่อย

“อย่าให้ต้องพูดซ้ำได้ไหม” เจ้าตัวว่าคิ้วขมวด

เพื่อนตัวโตใช้นิ้วแคะหูตัวเอง “กูแค่อยากรู้ว่ากูหูเพี้ยนไปหรือเปล่าถึงได้ยินมึงบอกว่ามึงท้อง”

“เออ ตามนั้น”

ศรุตอ้าปากค้างพะงาบ ๆ อยู่หลายครั้ง ตอนแรกที่เห็นทุกคนกลับมาบ้านด้วยใบหน้าเคร่งเครียดตนก็คิดว่าคงเป็นเรื่องใหญ่ แต่ก็ไม่คิดว่าจะใหญ่ขนาดนี้!

“นี่..มึง- มึงเป็น..ผู้หญิงเหรอวะ”

“ไอ้บ้า! ผู้ชายโว้ย!”

“ก็แล้วถ้ามึงเป็นผู้ชาย มึงจะ..ท้องได้ไงล่ะ”

วิฬาร์ส่ายหัว “กูคงเป็นคนพิเศษล่ะมั้ง” เจ้าตัวที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงก้มมองท้องตัวเองด้วยแววตาอ่อนโยนแล้วยิ้มออกมาบาง ๆ พร้อมกับลูบอย่างแผ่วเบา

ศรุตแหงนหน้าเหม่อมองแมวเหมียวในมุมที่ตนไม่เคยเห็นมาก่อน

“แล้วใครเป็นพ่อเด็กวะ”

วิฬาร์สบตาเข้ากับคนถามชั่วครู่ “กูนี่ไง”

“โว้ย มึงนี่จะกวนตีนกูให้ได้ตลอดเลยหรือไง” ศรุตหงุดหงิด “มึงคงไม่ได้จู่ ๆ ก็ท้องขึ้นมาเองได้หรอก”

“...” แมวเหมียวปิดปากเงียบ

“อย่าบอกนะว่าเป็น..พี่คนนั้นนะ” ริมฝีปากที่มีรอยยิ้มน้อย ๆ หายไปทันทีเมื่อเขาถามจบ นั่นทำให้ศรุตแน่ใจได้เลยว่าพ่อของเด็กในท้องเป็นพี่คนที่เขาเคยเห็นหน้าแค่ครั้งเดียว แต่ศรุตยังคงจำได้ไม่เคยลืมว่าอีกฝ่ายมองมาที่เขากับแมวเหมียวด้วยสายตาไม่พอใจแค่ไหน

“นี่...จริงเหรอวะ”

วิฬาร์พ่นลมหายใจออกมาทางปาก เงยหน้าขึ้นสบตากับเพื่อนที่จ้องมาอย่างต้องการคำตอบ เขาพยักหน้าด้วยความจำยอม

“แต่มึงอย่าไปบอกใครนะ..กูไม่อยากให้ใครรู้เรื่องนี้”

“ไม่บอกได้ไงวะ นี่มันพรากผู้เยาว์นะเว้ย” ศรุตว่าลดเสียงให้เบาลง

“ไม่ใช่ซะหน่อย” แมวเหมียวบอกเสียงอ่อย ก็คนต้นเรื่องมันเขาทั้งนั้น

“แล้วนี่พี่มันฟันแล้วทิ้งเหรอวะ” ศรุตเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน

“ไม่ใช่แบบนั้น” คนท้องพยายามปฏิเสธ

“มันจะไม่ใช่ได้ยังไงวะ มึงก็ปกป้องกันเกินไป- โอ๊ย!” ศรุตยังพูดไม่ทันจบก็ถูกแมวเหมียวปาหมอนใส่หน้า

“หุบปากแล้วก็ฟังกันหน่อยสิโว้ย!”

คนที่นั่งอยู่กับพื้นลูบจมูกโด่งป้อย ๆ “พูดดี ๆ ก็ได้ ไม่เห็นต้องทำร้ายร่างกายกันเลย”

“ก็พูดดีไปแล้วเข้าหูบ้างไหมล่ะ”

“แฮ่ม! โทษที..มึงว่ายังไงนะ”

“เรื่องนี้มันเป็นฝีมือของกูคนเดียวทั้งหมดแหละ”

ศรุตขมวดคิ้ว ทำหน้าไม่เชื่อ “ตลกละ เรื่องแบบนี้มันทำคนเดียวได้ที่ไหนกัน”

วิฬาร์อยากจะบ้าตาย ไม่รู้ทำไมเขาจะต้องมาตอบคำถามกับไอ้ศรุตด้วย ขนาดครอบครัวกูยังไม่ถามเรื่องนี้เลย!

“กูทำของกูเองคนเดียว พอใจมึงยัง!” แมวเหมียวเผลอเสียงดังขึ้นมาก่อนจะรีบยกมือปิดปากตัวเอง ยิ่งเห็นหน้าไอ้ศรุตที่อ้าปากค้างด้วยแล้วก็ส่งผลให้แก้มแดงขึ้นมาอีกด้วย

“มึง..ขืนใจพี่เขาหรือว่าลักหลับวะ”

“..อย่าถามกูอีกเลย” ใบหน้าขาวแดงจัด แมวเหมียวอายจะแย่อยู่แล้ว “กูไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้อีก”

ศรุตที่กำลังอยากรู้อยากเห็นชะงักไป “เออ ๆ โทษที ไม่ถามแล้ว ๆ”

หลังจากปิดไฟ เพื่อนตัวน้อยเอนตัวลงนอนตะแคง วันนี้ทุกเรื่องราวประดังประเดเข้ามาจนเขารู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกิน มือเพรียววางลงบนท้อง..ครุ่นคิดถึงคนที่เป็นสายเลือดอีกครึ่งของเด็กคนนี้ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเป็นรอบที่ร้อยของวันแล้วล่ะมั้ง

“แต่จะว่าไปนะ...” ศรุตพูดขึ้นในความมืด “มึงนี่ก็สุดยอดไปเลยว่ะ”

“โว้ย! หุบปาก!”

แมวเหมียวผุดลุกขึ้นกระหน่ำเอาหมอนข้างฟาดไปที่อีกคนไม่ยั้ง ขณะที่ศรุตก็ยกแขนขึ้นมาบังตัวเองพร้อมกับหัวเราะเอิ๊ก ๆ เขาก็แค่อยากให้เพื่อนหลุดออกจากอารมณ์เศร้าหมองก็เท่านั้นเอง



-----



วันนี้วิฬาร์มีนัดกับหมอเฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลเดิม ทุกคนในครอบครัวมากันพร้อมหน้า แถมศรุตพ่วงมาด้วยอีกหนึ่งหน่อ

“มึงจะตามมาทำไมเนี่ย” เจ้าตัวบ่นเพื่อนที่นั่งติดกันบนโซฟาของโรงพยาบาลเสียงเบา พวกเขากำลังรอเรียกคิวอยู่

“มึงจะทิ้งให้กูอยู่บ้านคนเดียวอีกหรือไง พรุ่งนี้กูก็กลับแล้วนะ”

แมวเหมียวรู้สึกผิดขึ้นมานิด ๆ ที่ไม่ได้พาเพื่อนไปเที่ยวไหนเลย “อยากไปเที่ยวไหนไหม เดี๋ยวให้เฮียพาไป”

“ไม่ดีกว่า” ศรุตปฏิเสธโดยไม่ต้องคิด เขาไม่ได้ไม่ชอบอีกฝ่ายหรอก เพียงแค่รู้สึกไม่ค่อยดียามอยู่ใกล้แค่นั้น “กลับบ้านไปเล่นเกมด้วยกันตามที่เคยคุยไว้ก็พอ”

“ไม่ต้องเกรงใจหรอกน่า”

“กูไม่ได้เกรงใจครับเพื่อน” ศรุตกัดฟันเน้นย้ำทีละคำด้วยเสียงที่เบาที่สุด

แมวเหมียวทำหน้างง แต่ยังไม่ทันจะได้ตอบอะไรก็ถูกพยาบาลขานชื่อซะก่อน เขารีบลุกขึ้นยืนด้วยความเร็วก่อนจะโดนแม่ดุว่าต่อไปนี้จะลุกจะนั่งก็ให้ระมัดระวังให้มาก

“ขอโทษครับ” ลูกชายคนเล็กยิ้มแห้ง

“ไม่ต้องขอโทษหรอกลูก แม่แค่เตือนเฉย ๆ ต่อไปนี้หนูไม่ได้ตัวคนเดียวแล้วนะครับ” เกวลินบอกด้วยความเป็นห่วง แมวเหมียวร่างกายไม่แข็งแรงเป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วย เวลานี้ยิ่งต้องระวังเข้าไปอีก



“สวัสดีครับ” วิฬาร์ยกมือไหว้คุณหมอก่อนทันทีที่เข้าไปในห้องตรวจ

นายแพทย์หนุ่มที่เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศได้ไม่นานรับไหว้พร้อมกับรอยยิ้ม “เชิญครับ ๆ พี่มลช่วยหาเก้าอี้มาเพิ่มให้หน่อยได้ไหมครับ” เขาหันไปบอกพี่พยาบาลที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ เมื่อเห็นว่านอกจากคนไข้แล้วยังมีญาติมาอีกหลายคน

“ไม่ต้องหรอกครับ เดี๋ยวผมกับลูกชายยืนได้ครับ” จักรชัยบอกอย่างเกรงใจ ให้ภรรยากับแมวเหมียวนั่งเก้าอี้ไป ส่วนเขากับน้ำ และศรุตยืนฟังก็ได้

“เดี๋ยวขอหมอดูประวัติหน่อยนะครับ” มือขาวเปิดแฟ้มคนไข้ขึ้นมา ใบหน้าเกลี้ยงเกลาพยักหน้าช้า ๆ กับข้อมูลที่ได้อ่าน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเด็กหนุ่ม “เป็นเคสที่หายากมากเลยนะครับ หมอเองก็เคยแต่อ่านงานวิจัย เป็นครั้งแรกที่ได้เจอด้วยตัวเองเลย”

แมวเหมียวกะพริบตาปริบ ๆ จากที่เกร็ง ๆ ก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นเมื่อเห็นว่าคุณหมอตรงหน้าดูเป็นกันเองมากกว่าที่คิด

“เคยมีเคสแบบนี้เกิดขึ้นด้วยเหรอคะ” เกวลินเอ่ยถาม

“ครับ” นายแพทย์หนุ่มตอบรับ “เคยมีเพศชายตั้งครรภ์เกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีที่แล้วในอเมริกา ที่ไม่ได้เป็นข่าวเพราะเจ้าตัวไม่ได้อยากเปิดเผยให้ใครทราบน่ะครับ”

“แล้ว..เขาปลอดภัยดีไหมครับ” จักรชัยถามถึงสิ่งที่กังวล

“ปลอดภัยดีทั้งคู่ครับ”

คนเป็นพ่อค่อยโล่งอกขึ้นมาหน่อย ที่เขาเป็นกังวลที่สุดก็คือลูกชายของเขาจะเป็นอันตรายมากกว่า

“แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างด้วยนะครับ ปกติร่างกายผู้ชายก็ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ตั้งครรภ์อยู่แล้ว และด้วยวัยของน้องเขาก็ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ผมกังวลว่าน่าจะลำบากสักหน่อยครับ”

“แล้วทางคุณหมอมีคำแนะนำให้กับพวกเราไหมครับ” ธีราเอ่ยถามในขณะที่ทุกคนกำลังอึ้ง

“ในเวลานี้หมอว่าทางไหนมันก็เสี่ยงไปหมดนะครับ ถ้าเลือกยุติการตั้งครรภ์ ในข้อนี้ระยะปลอดภัยอายุครรภ์ไม่ควรเกิน 12 สัปดาห์ แต่หมอประเมินอายุครรภ์ในตอนนี้คาดว่าน่าจะ 18-22 สัปดาห์เข้าไปแล้ว ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นครับ แต่ถ้าน้องเลือกที่จะตั้งครรภ์ต่อไปก็ต้องระวังให้มาก ๆ และมาพบหมอทุกครั้งเมื่อมีนัด หรือมีอะไรผิดปกติก็ควรจะรีบมาโรงพยาบาลทุกครั้ง”

วิฬาร์ได้ยินแบบนั้นก็มือสั่นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

นายแพทย์หนุ่มที่สังเกตได้ถึงความเครียดของเขาก็หันมาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “น้องตัดสินใจยังไงก็บอกพี่หมอได้นะ” รู้ว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ายังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่ในเรื่องนี้เขาคิดว่าอีกฝ่ายควรเป็นคนตัดสินใจจะดีกว่า

คนอายุน้อยหันมองหน้ามารดาเพื่อขอความกล้าในการที่จะพูดความในใจออกไป เธอพยักหน้าให้ยิ้ม ๆ นั่นทำให้เขามีกำลังใจขึ้นมากเลยทีเดียว

“ผมจะอุ้มท้องเขาต่อไปครับ รบกวนพี่หมอด้วยนะครับ”

“ไว้ใจพี่หมอได้เลยครับ” นายแพทย์หนุ่มยิ้ม

หลังจากนั้นแมวเหมียวก็ถูกพาไปอัลตร้าซาวด์ ครั้งแรกที่ได้เห็นว่าสิ่งมีชีวิตน้อย ๆ ในท้องของตัวเองก็อดไม่ได้ที่จะน้ำตาซึมออกมา บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเขารู้สึกอย่างไร มันผสมปนเปไปหมด..ทั้งดีใจ แปลกใจ และกังวลใจ

“ตรงนี้เป็นส่วนลำตัวนะครับ หัวใจมีครบ 4 ห้องปกติดี ตรงนี้เป็นกระเพาะอาหาร อยู่ข้างเดียวกับหัวใจนะครับ ข้างซ้ายปกติ ตรงนี้เป็นข้างขวาของน้อง อันนี้เป็นตับ นี่เป็นไตสองข้างนะครับ อันนี้เป็นสายสะดือ ผนังหน้าท้องปิดดี ไม่มีลำไส้รั่วออกมาด้านนอก ตรงนี้เป็นกระเพาะปัสสาวะ สองท่อนนี้เป็นต้นขาของน้องนะครับ ตรงกลางระหว่างขามีขีด ๆ ได้ลูกสาวนะครับ”

จักรชัยกับธีราแอบแท็กมือกันเบา ๆ ในที่สุดครอบครัวของเราก็มีสาวน้อยมาเป็นเพื่อนคุณแม่สักที ส่วนศรุตนั้นก็ได้แต่มองภาพตรงหน้าอย่างมึนงง จ้องภาพทารกในจอด้วยความไม่อยากเชื่อ..แต่ก็ต้องเชื่อ

นายแพทย์หนุ่มเคลื่อนหัวตรวจไปตามท้องนูนพร้อมกับจับภาพให้ทุกคนเห็นไปด้วย ทั้งนับนิ้วเท้า นิ้วมือ ตรวจดูว่าทารกในครรภ์ปกติดีหรือเปล่า ซึ่งผลออกมาก็ปกติดีอย่างที่ทุกคนหวังเอาไว้ 

“อยากฟังเสียงหัวใจไหมครับ”

วิฬาร์ตาโต รีบพยักหน้าหงึก ๆ

“จังหวะการเต้นของหัวใจดีนะครับ”

วินาทีที่ได้ยินเสียงหัวใจนั้นทำเอาเขากลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่อีกแล้ว จนแม่ที่นั่งจับมืออยู่ข้าง ๆ กันหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู ทั้งที่ตัวเธอเองก็ซาบซึ้งไม่แพ้กัน

“รกก็ไม่มีปัญหา น้ำหนักถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ สรุปว่าทุกอย่างปกติดีนะครับ ถ้าอยากเห็นหน้าน้องชัดกว่านี้ต้องรอประมาณ 30 สัปดาห์นะครับ”

แมวเหมียวยิ้มให้พร้อมกับพยักหน้าเข้าใจ เขาอยากเห็นหน้าลูกตอนนี้เลยด้วยซ้ำ ว่าจะน่ารักน่าเอ็นดูขนาดไหน แต่ตอนนี้แค่ได้รู้ว่าลูกปกติดีเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว



-----



“ตัดสินใจแบบนี้คิดดีแล้วใช่ไหม” จักรชัยถามย้ำ หลังจากที่ลูกชายคนเล็กบอกว่าจะออกจากโรงเรียน แล้วเปลี่ยนไปเรียนโฮมสคูลเอา

วิฬาร์พยักหน้า แววตากลมโตหนักแน่นไร้ซึ่งความไม่มั่นใจ เขาคิดมาดีแล้ว เพราะการไปเรียนในระบบมันทำให้เขาดูแลตัวเองลำบาก และถึงแม้ว่าหมอจะบอกว่าเขานั้นท้องเล็กมาก แต่นานไปมันก็จะดูออก บอกตามตรงว่าแมวเหมียวไม่อยากให้บ้านของเขาต้องเป็นขี้ปากใครต่อใคร

“ทางนี้เป็นทางที่ดีที่สุดแล้วครับ..เพื่อทุกคน”

คนเป็นพ่อไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก ท่านรู้ว่าแมวกำลังเหมียวพยายามในแบบของตัวเองอยู่

“แมวเหมียวไม่ต้องคิดมากนะครับ ยังไงหนูก็ยังมีแม่อยู่ข้าง ๆ เสมอ”

“ขอบคุณครับ” เหมียวยิ้ม “เหมียวรู้ว่าเด็กคนนี้จะต้องสร้างภาระอะไรต่าง ๆ ให้กับทุกคนอีกมาก แต่เหมียวจะพยายามนะครับ”

“พูดอะไรแบบนั้น..หลานแค่คนเดียวเฮียเลี้ยงได้สบาย ๆ อยู่แล้ว” ธีราตบไหล่น้องชาย ในใจก็อดที่จะโมโหไอ้คู่กรณีของแมวเหมียวไม่ได้ ทำไมมันจะต้องเป็นน้องของเขาคนเดียวที่ต้องแบกรับอะไรหลายอย่าง ทั้งที่ตัวของมันก็เล็กแค่นี้ แต่ในเมื่อแมวเหมียวยืนกรานที่จะไม่บอกอีกฝ่าย เขาก็ต้องยอมรับการตัดสินใจนั้น

“ขอโทษ -”

“เลิกขอโทษได้แล้วน่า” เฮียเขย่าตัวน้องจนหัวสั่นหัวคลอน

“ต่อไปนี้อนุญาตให้พูดแค่คำว่าขอบคุณเท่านั้นนะ” ป๊าบอก “ไหนลองพูดสิ”

“ขอบคุณครับ” เจ้าตัวก้มหน้าบอกเสียงเบา

“ดัง ๆ” ธีราบอก

“ขอบคุณครับ!”

“ดังขึ้นอีก”

“เหมียวไม่ใช่ดอร่านะ!” แมวเหมียวหลุดยิ้ม

“นั่นแหละ อย่าลืมยิ้มให้มันกว้าง ๆ ด้วย ถ้าแม่มันมีความสุขลูกมันก็จะมีความสุขไปด้วยนะรู้ไหม”

วิฬาร์ประชดด้วยการยื่นหน้าไปใกล้เฮียพร้อมกับฉีกปากยิ้มกว้าง

“พอใจยัง ๆ”

เสียงหัวเราะในครอบครัวดังขึ้นในรอบหลายวัน บรรยากาศผ่อนคลายเมื่ออะไร ๆ ลงตัว หวังว่าต่อจากนี้ไปจะมีแต่สิ่งดี ๆ เกิดขึ้น ต่อจากนี้ไปแมวเหมียวคิดเอาไว้แล้วว่าจะทำอะไรก็ต้องคิดถึงผลที่จะตามมา

วิฬาร์รู้แล้วว่าการมีลูกในวัยที่ยังไม่พร้อม..มันเป็นสิ่งที่หนักหนา และเขาก็ต้องยอมรับในสิ่งที่ตัวเองได้กระทำลงไป โดยการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ให้เร็วกว่าเดิม มีความรับผิดชอบให้มากกว่าเดิม และ...ลืมพี่เก้าให้ได้เร็วกว่าเดิม



tbc…
แมวเหมียวของแม่เติบโตไปอีกขั้นแล้วน้า  :impress3:





ออฟไลน์ KARMI

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 929
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-2

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 293
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0

ออฟไลน์ กานดา.

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 84
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +56/-2
    • facebook page


น่ารักเหมือนแมวเหมียว



ครรภ์ของวิฬาร์เริ่มเข้าสู่ไตรมาสที่ 3 แล้ว แต่แมวเหมียวก็ยังคงท้องเล็กจนทุกคนเป็นกังวล แต่ผลอัลตร้าซาวด์ล่าสุดบ่งบอกว่าเด็กในท้องสมบูรณ์แข็งแรงดี นั่นทำให้คลายความกังวลของทุกคนหายไปได้บ้าง

หมอบอกว่าอาจจะเพราะแมวเหมียวเป็นคนตัวเล็กและผอม บวกกับเป็นท้องแรกเลยทำให้ท้องเล็ก แต่หลังจากนี้ถ้าอายุครรภ์มากขึ้นหน้าท้องก็จะขยายใหญ่มากกว่านี้จนสังเกตเห็นได้ชัดแน่นอน

..และมันก็เป็นจริงอย่างที่หมอว่า..

พอท้องโตขึ้นแมวเหมียวเริ่มเก็บเนื้อเก็บตัวไม่ออกไปไหนนอกจากไปโรงพยาบาลอย่างเดียว ก่อนหน้านี้ตอนท้องยังเล็กเขามักจะไปเดินเล่นกับแม่ที่สวนสาธารณะแถวบ้าน ดันบังเอิญไปเจอกับป้าเกดแม่ของพี่เก้าที่นานทีปีหนจะได้พบกันสักครั้ง

ท่านถามอยู่ว่าทำไมไม่เห็นไปโรงเรียน คนมีชนักปักหลังไม่กล้าตอบ แม่ก็เลยบอกไปว่าสุขภาพไม่ค่อยดีเลยให้เขาเปลี่ยนมาเรียนอยู่ที่บ้านแทน ป้าเกดไม่ได้ถามอะไรต่อ เอาแต่ลูบหัวแล้วบอกให้เขาแข็งแรง ๆ

หลังจากวันนั้นแมวเหมียวก็ไม่เคยโผล่หัวออกไปให้ใครเห็นอีกเลย…



-----



“แมวเหมียว” ธีราเรียกน้องชายที่นั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟา

น้องหันไปมอง “หือ?”

คนพี่เข้าไปนั่งเบียดกับน้องแล้วยกมือขึ้นลูบผมที่เริ่มยาว ก่อนจะเอ่ยถาม “อยากไปไหนไหม”

“ไม่ครับ” เขาส่ายหน้าตอบพลางลูบท้องไปด้วย ดิ้นใหญ่เลย...สงสัยอยากจะไปเที่ยวกับอาแปะสิเนี่ย

ธีรามองแมวเหมียวนิ่ง หลายอาทิตย์มานี้น้องไม่ได้ออกไปเปิดหูเปิดตาที่ไหน เอาแต่หมกตัวจนเขากลัวว่าน้องจะกลายเป็นซึมเศร้า ยิ่งฮอร์โมนแปรปรวนอยู่ด้วย

“กลัวอะไรหรือไง..หืม”

“ไม่ได้กลัว..เหมียวแค่ไม่อยากให้ใครรู้เรื่องนี้”

คนฟังถอนหายใจ เขาโอบไหล่เล็กแล้วดึงให้น้องขยับเข้ามาใกล้ชิดกันมากขึ้น บางครั้งเขาก็ไม่ชอบใจนักกับการคิดมากของแมวเหมียว เรื่องเล็กเรื่องน้อยก็เอามาคิดยิ่งเรื่องใหญ่ขนาดนี้ก็ไม่พ้นเก็บเอาไปคิดแล้วคิดอีกอยู่นั่นแหละ

“คิดว่าตัวเองจะปิดเรื่องนี้ไปได้นานแค่ไหนกัน” เขาย้อนถาม “เด็กคนหนึ่งเลยนะ วันข้างหน้าลูกของแมวเหมียวก็ต้องโตขึ้น ใครต่อใครก็ต้องรู้อยู่ดี”

วิฬาร์เม้มปากแน่นเมื่อถูกความจริงกระแทกใส่ มันก็จริงอย่างที่เฮียบอก เขาจะสามารถเก็บเด็กคนนี้เป็นความลับไปได้อีกนานแค่ไหนกัน

“อย่าคิดมากสิ..แมวเหมียวน่ะต้องเปลี่ยนนิสัยนี้ของตัวเองได้แล้วนะรู้ไหม” ธีราบอกดันหัวน้องให้ซบลงมา “เฮียว่าตอนนี้สาวน้อยในท้องของแมวเหมียวต้องอยากไปเที่ยวกับอาแปะแน่ ๆ เลย..ใช่ไหม”

“อื้อ” เหมียวอมยิ้ม “ดิ้นไม่ยอมหยุดเลยเนี่ย” เขาจับมือเฮียวางลงบนหน้าท้อง

“นั่นไง” อาแปะคนใหม่หัวเราะเสียงทุ้ม “อย่ากดดันตัวเองเลย ถ้ามันดีกับลูกและตัวเองแมวเหมียวก็ทำไปเถอะ ไม่ต้องสนใจว่าใครจะนินทาอะไรหรอก”

“ขอบคุณนะครับ” น้องคนเล็กบอกเสียงพร่า

“หือ..ขอบคุณอะไรกัน”

“ที่ใจดี..กับเหมียว..ไม่ด่าที่เหมียวทำตัวไม่ดี”

ฝ่ามือใหญ่ลูบเบา ๆ บนผมนิ่ม “ทำไมต้องด่าล่ะ เซ็กซ์มันก็เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว เฮียมีอะไรกับแฟนครั้งแรกก่อนแมวเหมียวซะอีก”

เหมียวตาโต “ตอนไหนอะ”

“ถ้ารู้แล้วอย่าบอกป๊ากับแม่นะ” ธีรากระซิบ

“อื้อ ๆๆ”

“14”

น้องน้อยอ้าปากค้าง “..เร็วจัง”

“ก็บอกแล้วว่ามันธรรมดา..แต่ที่เหมียวท้องได้มันก็อยู่นอกเหนือจากความธรรมดานะ เฮียเชื่อว่าถ้าแมวเหมียวรู้ก่อนว่าตัวเองท้องได้ก็คงป้องกันอยู่แล้วใช่ไหมล่ะ” ธีราบอกอย่างเข้าใจ “แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ควรจะต้องป้องกันทุกครั้งที่มีอะไรกับแฟนนะ เรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มันอันตราย เพราะเราไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีโรคอะไรแฝงอยู่ในตัวหรือเปล่า”

“ครับ” เจ้าตัวถอนหายใจให้กับความโง่และบ้าของตัวเอง เขามันคิดน้อยไปจริง ๆ

“เรื่องมันผ่านไปแล้วก็แล้วไป ตอนนี้เรามามีความสุขกับเจ้าตัวเล็กที่กำลังเติบโตคนนี้ดีกว่านะ” ธีราบอกพร้อมกับผละตัวออกมาแล้วลูบท้องของน้องด้วยสองฝ่ามืออย่างแผ่วเบา “ว่าแต่..ได้คิดชื่อเอาไว้แล้วหรือยัง” เขาเงยหน้าถาม

“คิดแล้ว ๆ” วิฬาร์พยักหน้ายิ้ม ๆ

“ชื่ออะไร”

น้องส่ายหน้า “เอาไว้น้องคลอดก่อนแล้วเหมียวจะบอก”

“อะไรกัน ทีเฮียยังบอกความลับของเฮียเลย”

“อะ ๆๆ บอกก็ได้” แมวเหมียวรีบพูดเมื่อเห็นพี่ชายบอกด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ “แต่เฮียห้ามบอกใครนะ”

ธีราตอบรับก่อนจะนิ่งรอฟังน้อง แต่ยังไม่ทันที่จะได้รู้..ป๊ากับแม่ก็เดินเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน ทำเอาเจ้าตัวอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเซ็ง เขาชี้หน้าคาดโทษน้องที่ทำหน้าล้อเลียน..โดนแน่ไอ้ตัวแสบ!

“ทะเลาะอะไรกันอีกล่ะสองพี่น้อง” จักรชัยเอ่ยถามเมื่อเห็นคนพี่ชี้หน้าน้องที่แลบลิ้นปลิ้นตาใส่

“เปล่าครับ” ธีราตอบส่ายหน้าน้อย ๆ

“แมวเหมียวอยากกินอะไรไหมลูก” เกวลินเอ่ยถาม

ลูกชายคนเล็กนั่งคิดสักพักก่อนจะเอ่ยตอบ “อยากกินแกงส้มไข่ปลาเรียวเซียวที่ร้าน N ครับ”

เกวลินพยักหน้า “น้ำครับ...”

“เราไปด้วยกันนะครับ” เขาบอกกับแม่ “เหมียวอยากไปเดินริมทะเล”

เกวลินยิ้มกว้าง รู้สึกโล่งใจที่แมวเหมียวก็ยอมออกจากบ้านสักที “เดี๋ยวแม่แต่งตัวให้นะคะ ไปโดนลมทะเลแรง ๆ แล้วเดี๋ยวป่วยเอา”



-----



“อากาศดีจังเลยเนอะ”

“ครับ”

แมวเหมียวหันไปยิ้มตอบแม่ เขาสูดลมหายใจลึก หลายสัปดาห์แล้วที่เอาแต่หมกตัวอยู่ในบ้าน จนเขารู้สึกว่าสภาพจิตใจของตัวเองไม่ดีเอาเสียเลย 

เขาถอดรองเท้ายืนบนหาดทรายสีขาวสะอาด ก่อนจะค่อย ๆ เดินไปใกล้ผืนน้ำมากขึ้น ให้น้ำทะเลซัดสาดเข้าที่เท้าเปล่าก่อนจะหายออกไป

“เย็นจัง”

เกวลินเอียงคอมองลูกชายที่ยิ้มออกมาน้อย ๆ แต่เธอดูออกว่าแมวเหมียวเริ่มผ่อนคลายตัวเองมากขึ้นแล้ว เธอจับมือของลูกเอาไว้ก่อนจะสอดประสานนิ้วเข้าไว้ด้วยกัน

“แม่ดีใจที่หนูยอมออกจากบ้านสักทีนะครับ”

“มีเด็กดิ้นอยากออกไปเที่ยวครับ ไม่รู้มีนิสัยชอบเที่ยวเหมือนใคร”

คนเป็นแม่หัวเราะ “เด็กคนนี้โตขึ้นมาคงฉลาดน่าดูเลย”

“โอ๊ะ!” วิฬาร์จับปีกหมวกหมวกทรงบักเก็ตสีครีมที่ทำท่าจะปลิวไปตามลม จู่ ๆ ลมก็พัดแรงขึ้น ดีที่แม่จับให้เขาใส่เสื้อแขนยาวกับกางเกงห้าส่วนกันลมทะเลเอาไว้ ไม่อย่างนั้นคงหนาวแย่

“เข้าไปในร้านดีกว่า แม่กลัวหนูจะไม่สบาย” เกวลินบอกดึงให้แมวเหมียวเดินตาม

บรรยากาศรอบตัวของแมวเหมียวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ราวกับว่าพวกเขาใกล้จะได้ลูกและน้องชายคนเดิมกลับมาแล้ว แมวเหมียวกลับมากินเก่งขึ้น แถมยังยิ้มกว้างและหัวเราะเสียงดัง

“หมอสั่งให้คุมน้ำหนักไม่ใช่เหรอ” ธีราเบรกน้องที่กำลังเอ่ยปากขอเบิ้ลข้าวจานที่สอง

วิฬาร์เบะปาก “จานแรกของเหมียว ตะ- แต่จานนี้ของหลานนะ” บอกน้ำเสียงงุ้งงิ้งน่ารัก เขายังไม่อิ่มเลย ได้กินของโปรดแล้วมันทำให้เขาเจริญอาหารจริง ๆ

“ให้น้องกินไปเถอะลูก มื้อนี้แม่ให้พิเศษจ๊ะ”

แมวเหมียวฉีกยิ้มจนตาหยี รับจานข้าวที่แม่ส่งให้ “ขอบคุณครับ”

“ระวังท้องแตกแล้วกัน”

“เหมียวดูแลตัวเองนะ” เขาทาครีมตามที่แม่บอกทุกวัน ตอนนี้ยังไม่มีรอยแตกสักเส้นเดียว

“กินของหวานอะไรไหม” จักรชัยถามยิ้มเอ็นดูสองพี่น้อง “วันนี้เห็นว่ามีสละลอยแก้ว”

ลูกคนเล็กพยักหน้าตอบรับแทนเพราะอมข้าวเต็มปาก แก้มทั้งสองข้างป่องเหมือนหนูแฮมเตอร์ ธีราเห็นแล้วก็ขำเสียงดังจนแมวเหมียวมองค้อน



-----



การินตื่นแต่เช้าจนเป็นนิสัยไปแล้วถึงแม้ว่าวันนี้จะเป็นวันหยุดก็ตาม เขาออกไปวิ่งที่สวนสาธารณะแถวอพาร์เม้นท์ ก่อนจะกลับมาเก็บกวาดทำความสะอาดห้องที่ทำอาทิตย์ละครั้ง ที่จริงจะจ้างแม่บ้านก็ได้..แต่เขาอยากจะประหยัดเงินเอาไว้ เพราะคิดว่าถ้าจบจากหน้าที่ตรงนี้ก็จะลาออกสักที พ่อกับแม่ก็รอให้เขากลับไปสืบทอดกิจการนานมากแล้วด้วย

นัยน์ตาสีเขียวเหลือบมองนาฬิกา เห็นว่ายังมีเวลาเหลือเลยไปอาบน้ำฆ่าเวลารอที่จะวิดีโอคอลหาแมวเหมียว

..เขาคิดถึงแมวเหมียว..

ความจริงก็คิดถึงอยู่ทุกวัน แต่โทรไปหาทุกวันมันก็คงไม่ดี น้องเคยบอกว่าไม่อยากให้โทรไปหาบ่อย ๆ เพราะมันทำใจลำบาก เขาก็เคารพการตัดสินใจนั้น แม้มันจะทำให้..รู้สึกทรมานอยู่บ้างก็ตาม

น่าแปลก..ไม่รู้ทำไมพักหลังเขาถึงได้คิดถึงน้องได้มากขนาดนี้ ไม่ว่าจะทำอะไรก็มักจะนึกถึง..ราวกับว่าเขาเป็นบ้าไปแล้ว



ตอนอาบน้ำเสร็จก็เป็นเวลาเกือบสี่ทุ่มของประเทศไทยพอดี เขาหยิบมือถือขึ้นมากดวิดีโอคอลหาแมวเหมียว รอสายอยู่สักพักเจ้าตัวก็รับ นานกว่าสองสัปดาห์แล้วที่ไม่ได้เห็นหน้าน้อง อีกฝ่ายดูอวบอิ่มขึ้นนิดหน่อย

“จะนอนแล้วเหรอครับ” การินถามยิ้มบาง

‘เหมียวเพิ่งอาบน้ำเสร็จ วันนี้ออกไปข้างนอกมาครับ’ แมวเหมียวตอบ ดวงตากลมโตปรือปรอยด้วยความง่วง ตั้งแต่เข้าไตรมาสที่สามมาอาการอ่อนเพลียก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ ‘วันนี้ออกไปกินข้าวที่ร้าน N มาด้วยแหละ’ เขาอวด

“ไม่พ้นแกงส้มไข่ปลาของโปรดแหงเลย” การินบอกอย่างรู้ทัน น้อยพยักหน้าตอบหงึกหงัก ใบหน้าน่ารักยิ้มกว้าง..อย่างที่เขาไม่ได้เห็นมานาน

‘เหมียวกินข้าวไปตั้งสองจาน’

“ช่วงนี้กินเก่งนี่เอง มิน่าแก้มป่องเชียว”

‘ธรรมด๊า~’ เหมียวว่าเสียงสูง..ก็คนกำลังท้องกำลังไส้นี่นา..เขาต่อประโยคในใจ

“ง่วงแล้วล่ะสิ”

‘อื้อ..ช่วงนี้เหมียวเพลีย ๆ อ่า’ วิฬาร์หาวปากกว้าง

“แมวเหมียวไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า” การินเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง อีกฝ่ายส่ายหน้ายิ้มบาง

‘เหมียว..สบายดีครับ’

“จริงนะ”

‘จริงสิ’ ฝ่ามือบางลูบท้องที่เจ้าตัวน้อยกำลังดิ้นไปมาตั้งแต่เริ่มคุยกับอีกฝ่าย ความจริงแล้วเขากำลังเคลิ้มจะหลับแล้วด้วยซ้ำ แต่พอเห็นว่าพี่เก้าโทรมาก็รีบรับทันที สงสัยเจ้าหนูนี่คงอยากจะได้ยินเสียง..พ่อตัวเองล่ะมั้ง

การินพยักหน้าช้า ๆ แล้วเงียบไปอย่างไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี

‘พี่เหงาไหม’

คนอายุมากกว่าชะงัก เขาดูออกง่ายขนาดนั้นเลยหรือไงกัน คำถามของแมวเหมียวเหมือนเป็นมือที่มองไม่เห็นบีบหัวใจเขาจนปวดหนึบ การินฝืนยิ้มออกมา

“ทำไมถึงถามแบบนั้นล่ะ”

แมวเหมียวสั่นหัว ‘ไม่รู้ครับ’ เขาแค่รู้สึกแบบนั้น..ก็พี่เก้าเป็นคนขี้เหงานี่นา..เมื่อก่อนนี้โทรหาเขาได้ทุกวี่ทุกวัน ถ้าไม่เรียกว่าเหงาจะเรียกว่าอะไร

“ตาจะปิดแล้วนั่น” การินพยายามเปลี่ยนเรื่อง ไม่อย่างนั้นความเหงานี้มันคงจะทำให้เขาอยากกลับประเทศให้เร็วขึ้น ที่ทำมาทั้งหมดมันก็จะสูญเปล่าน่ะสิ

‘พี่ลองหาแฟนสักคนไหม’ แมวเหมียวเว้นวรรค ‘จะได้ไม่เหงา’ เขาไม่ได้พูดประชด แต่เพราะคิดอย่างที่บอกไปจริง ๆ เขา..อยากให้พี่เก้ามีใครสักคนที่รักกัน คอยเอาใจใส่ดูแลกันยามแก่เฒ่า

 การินปวดแปล๊บในอก “ไม่เอาหรอก” เขาพยายามปั้นยิ้มให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด “ไว้ให้แมวเหมียวมีแฟนก่อน..แล้วพี่ค่อยหา”
‘งั้นก็อีกนานเลยน่ะสิ’ เจ้าตัวบอกเสียงเบา นิ่วหน้าเล็กน้อยที่จู่ ๆ ลูกก็ดิ้นแรงขึ้น

“ทำไมล่ะครับ”

‘กะ ก็เหมียวยังเรียนไม่จบ แต่พี่อายุเยอะแล้ว ถ้าไม่รีบมีครอบครัว...จะมีลูกไม่ทันใช้เอานะ’ แมวเหมียวบอกเสียงเบา

“ไม่เห็นเป็นไรเลย” การินพูดอย่างที่คิด ตนอยากเห็นก่อนว่าแมวเหมียวที่เขารักมีคนที่เหมาะสมคอยอยู่เคียงข้าง แล้วเขาถึงจะวางใจได้

‘พี่อยากมีลูกไหม’ วิฬาร์หลุดปากถามออกไป มือบางปิดปากตัวเองด้วยความตกใจ แต่มันก็ไม่ทันแล้ว

“พี่เหรอ..” เขาหยุดคิด แล้วภาพของแมวเหมียวในวัยเด็กก็ลอยเข้ามา ความน่ารักสดใสของน้องทำให้เขาหลงรักตั้งแต่วันแรกที่ได้เจอกัน “ถ้าลูกพี่น่ารักเหมือนแมวเหมียวก็คงดีเนอะ”

คนน้องยิ้มจาง ‘..นั่นสิเนอะ’

การินเหลือบมองนาฬิกาบนผนัง “โห..ดึกขนาดนี้แล้วเหรอ แมวเหมียวไปนอนเถอะครับ” น้องพยักหน้าช้า ๆ พูดคุยกันอีกสองสามคำก่อนจะวางสาย หลังจากนั้นเขาจึงโทรหาพ่อกับแม่เป็นอันดับต่อไป



-----



หลังจากที่พี่เก้าวางสายไปแมวเหมียวก็กึ่งนั่งกึ่งนอนเงียบ ๆ บนเตียง จากที่ง่วงนอนก็กลับตาสว่าง ฝ่ามือบางลูบท้องที่โตขึ้นมากจนปิดบังใครไม่ได้อีกต่อไป พักหลังมานี้เขามักจะมีอาการอ่อนเพลียและง่วงอยู่เป็นประจำ เวลานี้แมวเหมียวต้องหลับไปแล้วด้วยซ้ำ แต่พออีกฝ่ายโทรมา..ก็อดไม่ได้ที่จะรับ

ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่าว่าลูกคงอยากได้ยินเสียง ‘อีกครึ่งของตัวเอง’ หลังจากที่ไม่ได้ยินเสียงนานหลายวัน แต่หลังจากที่ได้พูดคุยกัน แมวเหมียวยอมรับว่าเขา...มีความสุขมากจริง ๆ วิฬาร์เชื่อว่าความรู้สึกนี้มาจากลูกในท้องที่ส่งตรงมาถึงเขา

..บางที..นี่อาจเป็นความผูกพันของสายเลือดก็ได้..

“นอนได้แล้วนะคะ ดึกแล้วน้า~” เขาบอกกับลูกในท้อง “ดูสิ..ได้ยินเสียงพ่อละดิ้นใหญ่ ดีใจใช่ไหมคะ”

‘ถ้าลูกพี่น่ารักเหมือนแมวเหมียวก็คงดีเนอะ’

“นี่..เกิดมาหนูต้องเหมือนปะป๊าให้ได้รู้ไหมคะ” วิฬาร์บอกกับลูกน้อยในท้อง ภาวนาให้ลูกออกมาหน้าตาเหมือนเขา โดยเฉพาะอยากให้สีผมและสีตาเป็นสีดำ

แมวเหมียวไม่อยากให้พี่เก้ารู้ว่าเด็กคนนี้เป็นลูกที่เกิดมาโดยที่อีกฝ่ายไม่ได้ตั้งใจ รวมถึงไม่อยากให้ที่บ้านรู้ว่าเขาทำอะไรที่ไม่ดีลงไปบ้าง..เขากลัว

“แต่จะว่าไป..ถ้าหนูได้สีตากับสีผมของพ่อ หนูจะต้องเป็นคนสวยมากแน่เลยเนอะ” แรงดุนในท้องทำเอาปะป๊าตัวน้อยหัวเราะคิก “แต่ถ้าเป็นแบบนั้น...เรื่องของหนูกับปะป๊าก็จะไม่ใช่ความลับอีกต่อไปนะคะ”

วิฬาร์นึกถึงคำพูดของตัวเองที่บอกให้พี่เก้าลองหาแฟนสักคนดูแล้วก็ปวดหน่วงในอก ที่พูดออกไปแบบนั้นก็เพราะคิดว่าถ้าอีกฝ่ายมีคนรักสักคนแล้วเขาคงตัดใจได้จริง ๆ สักที

เขามองหน้าท้องด้วยเองด้วยแววตาเศร้าสร้อย ถ้าเป็นไปได้..ก็อยากให้ลูกของเขามีพร้อม..เหมือนอย่างที่ตัวเขามีทั้งป๊าและแม่ที่พร้อมหน้า แต่ในเมื่อมันไม่ถูกต้องตามที่อีกฝ่ายคอยย้ำ..ว่าสำหรับเรามันไม่สามารถเป็นไปได้..เขาต้องเลี้ยงเด็กคนนี้ให้เติบโตขึ้นมามีความสุขเหมือนอย่างเขาให้ได้

แมวเหมียวถอนหายใจ เลิกคิดถึงเรื่องไม่เป็นเรื่อง เขาไม่อยากให้อารมณ์มัวหมองเข้ามามีบทบาทกับชีวิตและจิตใจของเขาอีกต่อไป

...ถ้าแม่ทุกข์ ลูกก็จะเป็นทุกข์ไปด้วย...

“นอนหลับกันดีกว่าเนอะคนสวย พรุ่งนี้เราไปอ้อนให้อาแปะพาไปหาอะไรอร่อย ๆ กินกันอีกดีกว่าเนอะ”

เขาขยับตัวนอนตะแคง หยิบรีโมทออกมากดปิดไฟในห้อง ความสะดวกสบายนี้ได้มาจากเฮียที่กังวลเหลือเกิน กลัวว่าถ้าท้องใหญ่มากขึ้นเขาจะลุกนั่งลำบาก ก็เลยรีบเปลี่ยนให้ล่วงหน้า

ทุกวันนี้คนในครอบครัวเห่อหลานสาวคนนี้เอามาก ๆ ต่างคนก็ไม่ยอมน้อยหน้ากัน สรรหาของที่มีประโยชน์สารพัดมาบำรุง ซื้อของใช้เด็กอ่อนมารอจนเต็มบ้าน มีทั้งเปล คาร์ซีท รถเข็น ที่นึ่งขวดนม เสื้อผ้าอีกเยอะแยะเต็มไปหมดจนเขาตาลาย

โดยเฉพาะป๊ากับแม่ที่มีแต่ลูกชาย พอรู้ว่าจะมีเด็กผู้หญิงเกิดขึ้นคนแรกของครอบครัวก็เลยตื่นเต้นกันยกใหญ่ แม่เคยบอกว่าถ้าตัวเองไม่อายุเยอะเกินไปและร่างกายแข็งแรงกว่านี้ก็อยากจะลุ้นมีลูกผู้หญิงอีกสักคน แต่ก็ไม่มีวาสนานั้น...ตอนที่รู้ว่าจะได้หลานสาวเลยดีใจมาก

แมวเหมียวเองก็ดีใจที่ทุกคนรักเขาและลูกขนาดนี้ ไม่เคยมีคำด่าว่าในสิ่งที่เขาทำลงไป มีแต่ความรักความเข้าใจ และยินดีกับชีวิตน้อย ๆ ที่เกิดขึ้นมา หลังจากนี้ถ้าจะมีคนรักใหม่สักคน ถ้ารักเขาไม่ได้เท่ากับครอบครัว...ก็ไม่มีมันไปเลยดีกว่า เพราะเท่าที่มีอยู่นี้ก็เพียงพอจนเขาไม่รู้สึกขาดอะไรอีกแล้ว





#ความรักของแมวเหมียว

เป็นกำลังใจให้แม่แมวด้วยนะคะ

 :mew1:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1965
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-0

ออฟไลน์ sailom_orn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1166
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-1

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ กานดา.

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 84
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +56/-2
    • facebook page

เด็กหญิงแก้วเกล้า




“ไหน ๆ วันนี้หลานกูเป็นยังไงบ้าง” ต้นกล้ารีบพุ่งเข้าใส่ท้องของแมวเหมียวที่โตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด วางมือลงบนท้องกลมรอให้หลานตัวน้อยทักทายกัน ไม่นานเขาก็รับรู้ถึงสิ่งนั้น

“แข็งแรงดีไหมล่ะ” แมวเหมียวที่นอนเอนตัวบนโซฟาถามแสยะยิ้ม

“หลานแท็กมือกับกูด้วย”

วิฬาร์ส่งเสียง ‘เห๊อะ’ ออกมาอย่างดูแคลน “ลูกกูใช้ตีนถีบมึงหรือเปล่า”

ต้นกล้าอ้าปากจะด่าแต่ก็โดนต้นข้าวเอ่ยปรามเอาไว้ก่อน

“อย่าพูดคำหยาบต่อหน้าเด็กสิ”

“หา?” แฝดพี่หันไปจ้องหน้าคนบอก “อยู่ในท้องแบบนี้จะไปได้ยินได้ยังไงกัน”

“ไม่ได้ยินก็แย่แล้ว กูเปิดเพลงคลาสสิคให้ฟังทุกวัน” แมวเหมียวบอก “กูอ่านมา..เขาบอกว่าตอนนี้ลูกกูสามารถหันหน้าตามเสียงที่ได้ยินได้แล้วนะมึง”

ต้นกล้าทำหน้าตื่นเต้นเมื่อได้ยินเรื่องที่ไม่เคยได้รับรู้มาก่อน

“เด็กจะจำเสียงของคนเป็นแม่ได้แล้วด้วยนะ” ต้นกล้าบอกในสิ่งที่ได้ศึกษามา

แฝดพี่ขมวดคิ้วมองหน้าน้อง “ทำไมมึงรู้ดีจังวะ หรือมึงเป็นพ่อเด็ก”

“พ่อมึง!” แมวเหมียวว่าพร้อมกับตบหัวเพื่อน

“อย่าพูดจาไม่เพราะสิครับ” เกวลินเดินเข้ามาได้ยินลูกชายด่าเพื่อนพอดีก็เอ่ยเตือน เธอวางขนมลงบนโต๊ะ ส่วนของแมวเหมียวเป็นผลไม้ เพราะดีต่อการขับถ่ายมากกว่า

วิฬาร์ส่งยิ้มแห้งให้กับมารดา เวลาอยู่กับเพื่อนทีไรเขามักจะลืมตัวแบบนี้ทุกที ไม่รู้หรอกว่าเรื่องนี้มันจริงเท็จแค่ไหน แต่ถ้าผลที่ได้ออกมามันดี..เขาก็ควรจะเชื่อเอาไว้ก่อนล่ะนะ

“ต้นกล้ากับต้นข้าวก่อนจะกลับรอเอากับข้าวไปฝากที่บ้านด้วยนะลูก”

“ขอบคุณคร้าบ/ขอบคุณครับ” สองพี่น้องบอกพร้อมกัน

“แล้วนี่หมอนัดผ่าคลอดวันไหนเหรอ” ต้นข้าวถามหลังจากที่คุณแม่ออกไปแล้ว

“วันที่ 25 เดือนหน้าอะ” วิฬาร์ตอบ

“กูตื่นเต้นแล้วเนี่ย อยากเห็นหน้าหลาน~”

ต้นกล้าพูดขยับตัวดุ๊กดิ๊กไปมา ดูน่าถีบในสายตาของเหมียวมาก ติดที่ว่าเขาท้องแก่จนขยับตัวลำบากไปหมด

“ถ้าออกมาน่ารักเหมือนมึงก็ดีสิเนอะ” แฝดน้องบอก ไม่รู้หรอกว่าใครเป็นพ่อของเด็กในท้อง เพราะเพื่อนของเขาไม่ยอมบอก แถมยังปกป้องว่าอีกคนไม่ได้เกี่ยวอะไร เด็กคนนี้เป็นลูกของมันแค่คนเดียว แต่ต้นข้าวก็อดไม่ได้ที่จะโกรธจนไม่อยากให้ดีเอ็นเอของไอ้คนนั้นอยู่บนหน้าของเด็กคนนี้แม้แต่น้อย

“เนอะ” ต้นกล้าเห็นด้วย

“นั่นสิเนอะ”

ภาพที่เพื่อนรักของเขาก้มมองท้องด้วยสายตาและรอยยิ้มอ่อนโยน พร้อมกับลูบท้องโย้นั้นอย่างทะนุถนอมนั้นตรึงสายตาของพวกเขาเอาไว้

ครั้งแรกที่ได้รู้ว่าแมวเหมียวลาออกจากโรงเรียน ฝาแฝดทั้งคู่ตกใจมาก ยิ่งพอรู้ถึงสาเหตุ...เรียกว่าช็อกไปเลยดีกว่า ใครจะไปคิดว่าผู้ชายที่สามารถตั้งท้องได้จะมีอยู่จริง แถมยังใกล้ตัวมากเสียด้วย

วิฬาร์ขอร้องให้เก็บเรื่องนี้เป็นความลับ พวกเขาคิดว่าการท้องมันไม่ใช่เรื่องไม่ดีอะไร แต่ในเมื่อเพื่อนรักขอ..ฝาแฝดก็เคารพการตัดสินใจนั้น



-----



เมื่อถึงวันใกล้คลอดมากเท่าไหร่ วิฬาร์ก็ยิ่งไม่สบายตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ อุ้ยอ้าย ขยับตัวลำบาก เพราะพอเข้าไตรมาสที่สามมานี้น้ำหนักเขาขึ้นเกือบห้ากิโล ตัวก็บวม หายใจก็ลำบาก แถมยังฉี่บ่อยอีกด้วย

เกวลินย้ายไปนอนกับลูกในห้องนั่งเล่นที่ดัดแปลงไว้เป็นห้องนอนเด็กช่วงสองอาทิตย์สุดท้ายก่อนผ่าคลอดด้วยความเป็นห่วง แมวเหมียวช่วงนี้ก็อ้อนแม่มากเป็นพิเศษ ปกติก็ขี้อ้อนอยู่แล้ว พอไม่สบายตัวก็ยิ่งไปกันใหญ่

“แม่..เหมียวเจ็บท้องจัง”

“หืม” เกวลินรีบเดินเข้าไปหาเมื่อลูกชายพูดหน้านิ่ว “เจ็บยังไงครับ”

“ตรงนี้” ชี้ตรงท้องน้อย “มันเจ็บมาได้สักพักแล้ว แต่พอเหมียวนั่งพักมันก็ดีขึ้น แล้วมันก็เจ็บใหม่”

“แม่ว่าหนูน่าจะเจ็บเตือนแล้วล่ะจ๊ะ” ท่านบอก แต่ประเด็นคือวันนี้ยังไม่ถึงกำหนดนัดผ่าเลย

เกวลินปลีกตัวออกจากห้องนั่งเล่นเพื่อโทรปรึกษาคุณหมอเจ้าของเคส ท่านแนะนำให้แมวเหมียวแอดมิทเข้าโรงพยาบาลตอนนี้เลย หลังจากวางสายเธอโทรหาสามีเพื่อบอกข่าวนี้ ก่อนจะรีบจัดของใช้เพิ่มเติมจากที่ได้เตรียมเอาไว้บ้างแล้วเพื่อไปโรงพยาบาล
ใช้เวลาไม่นานธีราก็กลับมาถึงบ้านด้วยท่าทางกระหืดกระหอบ วิ่งหน้าตั้งเข้าไปหาน้อง

“แมวเหมียวเป็นยังไงบ้าง”

คนน้องมองหน้าเฮียงง ๆ  “หา?”

“ก็..เจ็บท้องไม่ใช่เหรอ”

“ตอนนี้ไม่เจ็บ แต่เมื่อกี้นี้..เจ็บนะ”

ธีราจ้องหน้าน้องตาปริบ ๆ เขารีบเพราะป๊าบอกว่าน้องเจ็บท้องใกล้จะคลอดแล้วถึงได้ทิ้งงานให้ป๊าจัดการต่อแล้วรีบขับรถกลับบ้านหน้าตั้ง ตอนนี้ยังเหนื่อยหอบอยู่เลย

“ไหนแม่บอกว่าแมวเหมียวใกล้จะคลอด”

“บ้า! เหมียวคลอดเองไม่ได้หรอก เห็นแม่บอกว่านี่เจ็บเตือน..พี่หมอเลยให้เข้าไปเตรียมผ่าคลอดก่อนที่จะเจ็บจริงอะ” เหมียวทำปากยื่นพร้อมกับลูบท้อง “เหมียวกลัวเจ็บจัง”

เห็นน้องกลัวแบบนี้ธีราก็เข้าไปกอดปลอบ “เข้มแข็งเอาไว้นะปะป๊าตัวน้อย”

วิฬาร์มองตามพี่ชายที่เดินหายไปช่วยแม่ยกของขึ้นรถ เขาสูดหายใจลึกพยายามขจัดความกลัวออกไป มันก็ไม่ได้หายกลัวกันง่าย ๆ หรอก แต่ตอนนี้รู้สึกอึดอัดมากกว่า

“อีกไม่นานก็จะได้เจอกันแล้วเนอะ” เขาพูดกับลูกสาว



-----



การผ่าคลอดผ่านไปเร็วกว่าที่แมวเหมียวคิดเอาไว้ ระหว่างผ่าตัดได้แม่เข้าไปอยู่เป็นเพื่อนด้วย ไม่อย่างนั้นเขาคงกลัวจนสติแตก

วินาทีแรกที่ได้เห็นหน้าลูก น้ำตามันก็ไหลออกมาเอง เขาลืมเลือนความเจ็บก่อนหน้านี้ไปเลยด้วยซ้ำ แมวเหมียวเข้าใจคำพูดนี้ของแม่แล้ว ‘แค่ได้เห็นหน้าลูกก็หายเจ็บ’ มันเป็นแบบนี้เองเหรอ..



“ดูสิ..หน้าตาเหมือนแมวเหมียวตอนเกิดใหม่จังเลย” เกวลินเอ่ยชมเด็กหญิงในอ้อมกอดของปะป๊าคนใหม่ หลังจากที่ทุกคนผลัดกันอุ้มชื่นชมคนละนิดคนละหน่อยแล้ว

วิฬาร์ก้มมองลูกสาวที่นอนหลับปุ๋ยแล้วก็อมยิ้มไม่หยุด

“แล้วสรุปว่าแมวเหมียวตั้งชื่อลูกว่าอะไรเหรอ” ธีราเอ่ยถาม “เฮียจะได้ไปแจ้งเกิด”

“ชื่อ..แก้วเกล้าครับ”

“หืม?” คนพี่ได้ยินไม่ถนัดนัก เพราะน้องก้มหน้าพูดเสียงเบา

“แก้วเกล้าครับ ชื่อเล่นน้องแก้ว” วิฬาร์บอกอีกครั้ง เขาบังเอิญไปเจอชื่อนี้เข้า ความหมายก็ดี...และใกล้เคียงกับชื่อของพ่อเขาด้วย
“หมายถึง..ผู้เป็นมิ่งขวัญ ผู้ที่มีคุณค่ายิ่งครับ”

“ชื่อเพราะจังเลยครับ” เกวลินลูบหัวลูกชายคนเล็ก

“หาเก่งเหมือนกันนะเนี่ย” จักรชัยเอ่ยชมจนแมวเหมียวหันมายิ้มแป้น

“เด็กหญิงแก้วเกล้า รุ่งวิกรัย” เกวลินพึมพำกับตัวเอง ก้มลงหอมแก้มหลานแผ่วเบา “จะว่าไปก็ชื่อคล้ายกับตาเก้าเลยนะ”

นิ้วที่กำลังเขี่ยแก้มนุ่มชะงักไป “ก็แค่บังเอิญน่ะครับ” แมวเหมียวบอก

“แล้วกับไอ้เก้าก็จะไม่บอกมันหน่อยเหรอไง” เฮียถามเพราะเห็นว่าปกติแล้วแมวเหมียวมันติดเพื่อนเขาจะตายไป มีอะไรก็คอยบอกคอยเล่าให้ฟังตลอด

วิฬาร์เงยหน้าขึ้น ปั้นยิ้มที่คิดว่าเป็นธรรมชาติสุด ๆ “ไม่ดีกว่าครับ”

“ทำตัวแปลกไปนะเรา”

“เหมียวก็แปลกตั้งแต่อุ้มท้องแม่คนนี้ขึ้นมาแล้วนะครับ”

“ทำหน้าทะเล้นได้แล้วแสดงว่าหายเจ็บแผลแล้วสิ” ธีราว่าใช้นิ้วจิ้มลงที่กลางหน้าผาก “แบบนี้ก็เดินได้แล้ว”

น้องชายทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ทันทีเมื่อได้ยินแบบนั้น “ให้หายเจ็บก่อนไม่ได้เหรอครับ” วิฬาร์หันไปหาแม่

“ไม่ได้ครับ ยังไงก็ต้องฝืนนะ”

แมวเหมียวเบะปาก “แง~”

“ดูสิ มีลูกแล้วยังงอแงอีก” จักรชัยว่าเรียกเสียงหัวเราะให้กับคนอื่น

“ก็เหมียวกลัวนี่นา แค่ทุกวันนี้ขยับตัวนิดหน่อยยังเจ็บเลย”

“ต้องอดทนนะครับ ไม่นานก็หายดีแล้ว” เกวลินลูบผมปะป๊าอายุยังน้อย แต่เธอเชื่อว่าแมวเหมียวจะผ่านทุกปัญหาไปได้ด้วยดี




หลังจากที่นอนแต่บนเตียงอยู่สองวัน วิฬาร์ก็โดนพี่หมอบังคับให้เริ่มเดินได้แล้ว ก่อนหน้านี้ที่เขาบอกว่าแค่เห็นหน้าลูกก็หายเจ็บนั้น ถือว่าตนไม่เคยพูดก็แล้วกัน ที่ตอนนั้นหายเจ็บก็เพราะมียาชากับยาแก้ปวดล้วน ๆ ตอนนี้สิของจริง

เด็กหนุ่มเกาะแขนเฮียเดินโดยมีพี่พยาบาลคอยควบคุมอยู่ข้าง ๆ เหมียวยอมรับว่ามันเจ็บมาก แต่ก็ต้องอดทนเดินให้ได้ เพราะเขาตั้งใจที่จะเลี้ยงลูกเอง ถ้ายังเจ็บอยู่แบบนี้ก็ต้องลำบากแม่เพิ่มอีก

“ค่อย ๆ ก้าวขาค่ะ ไม่ต้องใจร้อน”

พี่พยาบาลเอ่ยบอกเสียงหวาน แมวเหมียวหายใจเข้าออกลึก ก่อนจะยกขาไปข้างหน้า มันยังคงยกสูงไม่ได้ จากที่กลัวเจ็บ..กลับกลายเป็นหงุดหงิดที่ทำไม่ได้อย่างใจคิด

“แมวเหมียวใจเย็น” ธีราบอกเสียงเข้ม เมื่อเห็นน้องกัดปากพร้อมกับขมวดคิ้วแน่น

“ก็-” แมวเหมียวจะเถียงแต่ก็ถูกเฮียจ้องเขม็ง “ก็ได้ ๆ ไม่เห็นต้องดุกันเลย” เจ้าตัวบ่นทำปากมุบมิบ

“เฮียไม่ได้ดุสักหน่อย” ธีราบอกในขณะที่ประคองน้องเดินไปเรื่อย ๆ

วิฬาร์ยู่ปากก่อนจะพูด “ดุ” คำเดียว

คนเป็นพี่หัวเราะในลำคอ ส่ายหัวอย่างปลง “ปล่อยให้เดินเองดีไหม เถียงเก่งนัก”

“ห้ามปล่อยน้า!” แมวเหมียวร้องเมื่อเฮียทำท่าจะปล่อยจริง ๆ “ฮือ~ คนใจร้าย”

ภาพการทะเลาะกันของสองพี่น้องทำเอาพี่พยาบาลที่อยู่ใกล้ปิดปากหัวเราะเสียงเบาอย่างอดไม่ได้

“พี่เขาหัวเราะแล้วเห็นไหม” ธีรายังพูดหยอกน้องต่อไป “โตจนมีลูกแล้วยังงอแงอีก”

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ” เธอแก้ต่าง “พี่ขำเพราะเห็นพี่น้องทะเลาะกันน่ารักดีต่างหากค่ะ”

หลังจากนั้นสองพี่น้องก็เดินไปเถียงกันไปได้ไม่มีหยุด ธีราตั้งใจกวนประสาทน้องไปอย่างนั้นเองแหละ อย่างน้อยก็ดึงความสนใจจากความเจ็บของแมวเหมียวออกไปสักนิดก็ยังดี เขารู้ว่าการผ่าคลอดลูกมันเจ็บมากแค่ไหนก็ตอนที่เห็นแม่ต้องคลอดน้องด้วยวิธีนี้นั่นแหละ

แต่แมวเหมียวโชคดีกว่าตรงที่ร่างกายยังเด็กเลยฟื้นตัวไว วันต่อมาก็เริ่มลุกได้เองแล้ว ทีนี้ก็เดินไปป้อนนมลูกที่เนอสเซอรี่เอง เรียนวิธีการดูแลอาบน้ำให้ลูก เดินทั้งวันขนาดนี้รับรองว่าไม่มีพังผืดเกาะแน่นอน



-----



วันนี้เด็กหญิงแก้วเกล้าอายุครบสามเดือน เธอเป็นเด็กน่ารัก ยิ้มเก่ง และเลี้ยงง่ายมาก ไม่ค่อยงอแงให้คนเลี้ยงปวดหัว จนเฮียแซวเอาว่าแมวเหมียวตอนเด็กยังงอแงมากกว่าลูกอีก

ทุกคนในบ้านต่างหลงรักน้องแก้ว..เรียกว่าหัวปักหัวปำ ยิ่งหน้าตาเหมือนแมวเหมียวอย่างกับโขลกกันออกมาแบบนี้ด้วยแล้ว ไม่มีใครไปไหนรอดสักราย

แต่สิ่งที่ทุกคนคิดตรงกันว่ามันแปลกก็คือสีผมกับสีตาของหลานคนนี้ แก้วเกล้ามีผมสีน้ำตาลเข้ม ในขณะที่นัยน์ตาตอนแรกเกิดจะเป็นสีน้ำตาลอ่อน แต่ยิ่งนานวันเข้า..ก็เริ่มมีสีเขียวเข้ามาผสมทีละน้อย

ไม่มีใครอยากคิดถึงเรื่องพ่อของหลาน แต่พอเห็นแบบนี้...มันก็อดคิดถึงการินที่เพิ่งย้ายไปอยู่ต่างประเทศไม่ได้

เหตุการณ์หลายอย่างมันประจวบเหมาะไปหมด ช่วงเวลาที่น้องคนเล็กตั้งท้อง..ถ้านับเวลาที่คาดว่าเริ่มมีการปฏิสนธิก็จะเป็นช่วงที่แมวเหมียวไปอยู่กรุงเทพพอดี

ประกอบกับเรื่องที่แมวเหมียวมีท่าทีกับอีกฝ่ายต่างไปจากเดิมราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ แถมยังไม่ยอมให้บอกเรื่องลูกกับครอบครัวทางบ้านนั้นอีกด้วย นั่นยิ่งทำให้ทุกคนต่างคิดเห็นตรงกันว่าพ่อของยัยหนูอาจจะเป็นฝ่ายนั้นหรือเปล่า

ธีราเดาว่าเพื่อนของเขามันต้องไม่รู้เรื่องที่แมวเหมียวตั้งท้องและมีลูกแล้วแน่ ๆ ช่วงนี้ก็เห็นมันถามหาน้องอยู่บ่อย ๆ เขาคิดว่าคงไม่ได้คุยกันเลยละมั้ง




“แมวเหมียวครับ” เกวลินเรียกลูกชายที่กำลังนั่งพักหลังจากเพิ่งป้อนนมลูกเสร็จ

วันนี้เธอตัดสินใจจะถามเรื่องที่ทุกคนกำลังคาใจอยู่ เพราะไม่ได้อยากจะปรักปรำใครโดยที่ไม่รู้เรื่อง ทางเดียวที่มีก็คือถามเจ้าตัวเองนั่นแหละ แต่ที่สำคัญกว่าคือ...ไม่มีใครอยากให้แมวเหมียวเครียด เลยส่งเธอมาคุยกับลูกเพียงลำพัง น่าจะดีกว่าอยู่กันพร้อมหน้า

“ครับ”

“แม่ถามอะไรหน่อยได้ไหม”

ลูกคนเล็กเอียงคอ “ได้สิครับ”

“ก่อนถาม แม่อยากบอกหนู..ว่าแม่กับป๊าและเฮีย..รักหนูมาก ๆ เลยนะลูก”

วิฬาร์ยิ้ม “เหมียวรู้ครับ” เหมือนกับตัวเขานั้นรู้ว่าแม่กำลังจะถามอะไร มันต้องเกี่ยวข้องกับลูกสาวของเขาแน่นอน

..ถึงหน้าจะเหมือนเขาก็เถอะ แต่เล่นได้สีผมกับตาจากพ่อมาเลยนี่นะ..

“เพราะฉะนั้นไม่ว่าคำตอบของหนูจะออกมาแบบไหน..ก็จะไม่มีใครต่อว่าหนูทั้งนั้น” เกวลินกุมมือลูกแล้วบีบเบา ๆ “พวกเราอยู่ข้างหนูนะครับ”

“ขอบคุณครับ”

“พ่อของน้องแก้ว..ใช่ตาเก้าหรือเปล่า”

เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ วิฬาร์รู้อยู่แล้วว่าไม่มีมีความลับบนโลก เขาขอแค่เวลาทำใจเพียงเท่านั้น จนตอนนี้..เขาไม่กลัวที่จะต้องโดนต่อว่าอีกแล้ว กลัวก็แต่ทุกคนในครอบครัวจะพาลโกรธพี่เก้าที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลยมากกว่า

แมวเหมียวพยักหน้ารับ เขาขยับเข้าไปกุมมือบอบบางของมารดาแล้วบีบเบา ๆ “แต่เรื่องทั้งหมดนี้ มันเป็นเพราะเหมียวเอง แม่อย่าไปโทษพี่เก้าเขาเลยนะครับ”

“ไหนเล่าให้แม่ฟังหน่อยสิลูก” เกวลินส่งยิ้มให้ เอื้อมมือไปดึงให้ลูกเอนหัวมาซบไหล่ เธอเชื่อในสิ่งที่ลูกบอก เพราะก็คิดอยู่ว่าคนอย่างตาเก้าคงไม่กล้าทำอะไรแมวเหมียวหรอก..ก็รักน้องซะขนาดนั้น

“เหมียวชอบพี่เก้า..ชอบมานานมากแล้ว พอเหมียวไปสารภาพ พี่เก้าก็ปฏิเสธทันทีเลย ไม่มีหยุดคิดก่อนสักนิด” เหมียวพูดกลั้วหัวเราะทั้งที่น้ำตาซึมออกมา “แต่เหมียวตัดใจไม่ได้ ตามตื๊อเขาอยู่นั่นแหละ”

เกวลินนั่งฟังเงียบ ๆ มือบางลูบต้นแขนแมวเหมียวแทนการพูดปลอบใจ

“เหมียวพยายามแล้วนะแม่” เจ้าตัวบอกเสียงเครือ “พยายามแล้ว..พยายามอีก แต่มันก็ยากจังเลย”

“ไม่แปลกหรอกครับก็หัวใจเป็นสิ่งที่ควบคุมยากที่สุดแล้วนี่นา..”

“จนตอนที่ไปอยู่กรุงเทพ เหมียวผิดเองที่ฉวยโอกาสตอนที่พี่เก้าเมาไม่มีสติทำเรื่องแบบนั้นลงไป พี่เก้ามารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่มาเช็ดตัวให้เหมียวเป็นไข้ ไม่มีคำต่อว่าสักคำ บอกว่าเหมียว..ไม่ได้ทำผิดอะไร เพราะเหมียวยังเด็ก..เลยทำอะไรโดยไม่คิดให้ดีก่อน” วิฬาร์พรั่งพรูความลับที่เก็บมานานให้มารดาได้รับรู้ เขาผละออกมานั่งหันหน้าเข้าหาแม่ จับมือของท่านเอาไว้

“เรื่องนี้เหมียวผิดเอง แม่อย่าโทษว่าเป็นความผิดพี่เก้าเลยนะครับ”

เกวลินมองลูกชายคนเล็กของเธอ ถ้าเป็นก่อนหน้านี้แมวเหมียวคงจะร้องห่มร้องไห้ใหญ่โตกว่านี้มาก แต่พอมีลูกก็คงทำให้จิตใจเข้มแข็งมากขึ้นแล้วสินะ

“ไม่มีใครโทษว่าเป็นความผิดของพี่เก้าหรอกครับ ไม่อย่างนั้นจะส่งแม่มาถามเรื่องนี้กับหนูก่อนทำไมล่ะ ถ้าคิดแบบนั้น..ต่อให้อยู่ไกลแค่ไหนตาน้ำคงจะบินไปแหกอกเพื่อนถึงที่แล้ว”

เมื่อได้พูดให้ใครสักคนได้รับรู้ วิฬาร์ก็รู้สึกโล่งเหมือนยกหินออกจากอก ความรู้สึกกลัวที่คอยกัดกินอยู่ทุกวันค่อย ๆ เบาบางลง แต่เขาก็รู้ว่าการที่ทำแบบนี้ลงไปโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอมก็ไม่ได้ต่างไปจากการข่มขืน มันคงเป็นตราบาปในใจของทั้งเขาและพี่เก้าไปอีกนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้

“ไม่เป็นไรนะครับ” เกวลินดึงลูกเข้ามากอดลูบหลังแผ่วเบา “ถ้าแม่เศร้า..ลูกก็จะเศร้าด้วย อย่าไปคิดว่าเด็กเขาฟังไม่ออกแล้วจะไม่รับรู้นะครับ” เธอไม่อยากให้ลูกเครียดหรือคิดมาก

แม่หลังคลอดหลายคนมักจะเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าหลังคลอด โชคดีที่สมัยนี้มีการตรวจประเมินสภาพจิตใจหลังคลอด อย่างน้อยก็โชคดีที่แมวเหมียวยังไม่เสี่ยง แต่ก็ยังน่าห่วงอยู่ดี

“ครับ” วิฬาร์ตอบรับ ถึงแม้ว่าสิ่งที่เขาทำลงไปมันจะไม่หายไปไหน แต่เวลานี้สิ่งที่ต้องสนใจก็คือลูกที่เกิดขึ้นมาแล้ว เขาไม่มีเวลามานั่งคิดถึงเรื่องในอดีตอีกต่อไป

..‘แก้วเกล้า’ คืออนาคตที่เขาต้องให้ความสำคัญ..

ต่อไปนี้เขาจะต้องเลี้ยงดูลูกให้มีคุณภาพที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ รวมถึงให้ความรักและเอาใจใส่..เหมือนอย่างที่ป๊า แม่ และเฮียให้เขามาโดยตลอดไม่เคยขาดตกบกพร่อง ถึงลูกของเขาจะมีไม่ครบแบบที่เขามี แต่เธอจะต้องไม่รู้สึกขาด

วิฬาร์คิดมาตลอดว่าตัวเองโชคดีที่ได้เกิดเป็นลูกของป๊ากับแม่ เขาเองก็อยากให้ลูกคิดเหมือนกัน...โชคดีที่ได้เกิดเป็นลูกของเขา

“แม่ถามอีกอย่างได้ไหม”

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะครับ” นอกจากเรื่องที่บอกไป แมวเหมียวก็ไม่เคยมีความลับกับแม่อยู่แล้ว

“หนูยังรักพี่เก้าอยู่ใช่ไหม”

หลังจบคำถามก็เกิดความเงียบขึ้นชั่วครู่ ใบหน้าขาวใสยิ้มบาง “รักครับ” ความรู้สึกนั้นยังคงอบอวลอยู่เต็มหัวใจ “เหมียวเลิกรักเขาไม่ได้หรอกครับ”

เกวลินลูบหัวของลูก “แม่เข้าใจครับ ก็พี่เก้าอยู่กับหนูมาตั้งแต่เกิดนี่นา..แถมแมวเหมียวก็ยังติดพี่เขามากกว่าเฮียจริง ๆ เสียอีก”

..เพราะความผูกพันนั้นตัดยากกว่าอะไรทั้งหมด..

“แล้วเรื่องของหนูแก้ว..”

“สักวันเขาก็ต้องรู้” วิฬาร์พูดแทรกเพราะรู้ว่าแม่จะพูดอะไร “แต่เหมียวก็ไม่ได้จะเรียกร้องอะไรอยู่แล้ว ถ้าเขาอยากมาหาลูกก็มาได้ เหมียวไม่กีดกันหรอกครับ แต่จนกว่าจะถึงเวลานั้น..เหมียวขอนะ..อย่าเพิ่งบอกอะไรกับใครเลยนะครับ”

“จ้ะ” แม่ยิ้มรับ แต่บทสนทนาของแม่ลูกก็ต้องหยุดลงเมื่อเด็กน้อยส่งเสียงร้องขึ้นมาเสียงเบา

“ดูสิ” วิฬาร์ส่ายหน้า “พูดถึงพ่อหน่อยก็ไม่ได้”

“หืม”

แมวเหมียวอุ้มลูกขึ้นมาตบหลัง “ตั้งแต่ที่อยู่ในท้องแล้วครับ เวลาที่เหมียวคุยกับพี่เก้าทีไรก็จะดิ้นแรงทุกที ได้ยินเสียงพ่อไม่ได้เลย”

“แล้วนี่ไม่ได้คุยกับพี่เก้ามานานหรือยังเนี่ย”

“ตั้งแต่คลอดครับ” แมวเหมียวตอบ

ตั้งแต่แก้วเกล้าลืมตาดูโลก วิฬาร์ก็หลับนอนไม่เป็นเวลาตามลูกไปด้วย เขาเลยบอกกับอีกฝ่ายว่าช่วงนี้คงไม่มีเวลาคุยด้วย เพราะต้องเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่ไม่รู้ว่าจะอ้างแบบนี้ได้อีกนานแค่ไหนเหมือนกัน

คิดถึง..แต่ไม่ได้โหยหา ตอนนี้ความสุขของแมวเหมียวคือการได้อยู่ดูแลลูก เหนื่อยแค่ไหนก็ไม่มีบ่นสักคำ

“แมวเหมียวก็นอนพักเถอะลูก เดี๋ยวร่างกายจะแย่เอานะ”

ลูกชายคนเล็กส่งยิ้มให้แม่ วางลูกสาวลงบนฟูกก่อนตัวเองจะล้มตัวลงนอนข้าง ๆ ฝ่ามือบางตบบนอกเป็นจังหวะแผ่วเบา
“หลับนะน้องแก้วคนดี ป๊ารักหนูนะคะ” 




tbc…

 :L2:

#ความรักของแมวเหมียว

ออฟไลน์ ❣☾月亮☽❣

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7097
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +264/-6

ออฟไลน์ sailom_orn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1166
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-1

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3514
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
เฮ้อออออ สงสารทั้งคู่ อยากให้ปรับความเข้าใจกันเร็ว ๆ จัง
นี่ก็จะครบปีแล้วนะที่อิพี่มันไม่ได้รู้ตัวเลยว่าเป็นพ่อคนกับเขาแล้ว

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 499
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0

ออฟไลน์ Sorrowkung

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
อ่านรวดเดียวถึงตอนล่าสุดเลย

ออฟไลน์ กานดา.

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 84
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +56/-2
    • facebook page

ความกังวลของคุณแม่มือใหม่




การินนั่งนิ่งเหม่อมองเพดานห้องมาร่วมสิบนาทีแล้ว หลังจากที่ไม่ได้พูดคุยหรือติดต่อกับแมวเหมียวมาเกินครึ่งปี...ก็ทำเอาเจ้าตัวอาการหนักขึ้นทุกวัน แมวเหมียวบอกกับเขาว่าต้องการโฟกัสเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัย

การินเข้าใจ..แต่มันต้องถึงกับเลิกติดต่อกับเขาเลยหรือ

“หรือว่าน้องจะมีแฟน” เจ้าตัวพึมพำ ในอกเจ็บแปลบขึ้นมาเมื่อคิดถึงเรื่องนั้น

แต่เขาจะไปมีสิทธิ์รู้สึกอะไรได้ ก็คนที่เอาแต่ผลักไสแมวเหมียวมาตลอดมันก็คือตัวเขาเอง ถ้าน้องจะตัดใจ..มันก็เป็นเรื่องสมควรแล้ว การินส่งข้อความหาเพื่อนของเขา ถามหาน้องชายของอีกฝ่ายว่าเป็นอย่างไรบ้าง

ธีราที่กำลังทำงานผละออกมาตอบข้อความเพื่อน แถมยังเป็นพ่อของหลานสาวสุดที่รักของเขา

‘กำลังตั้งใจกับเรื่องตรงหน้าอย่างดีเลย มึงไม่ต้องเป็นห่วงหรอก’

‘เออ กูก็แค่คิดถึงน้อง ไม่ได้คุยกันมานานแล้ว’

‘คิดถึงก็กลับมาหาสิวะ มันจะไปยากอะไร’

ธีรารับรู้ได้ถึงความรู้สึกเจ็บปวดของเพื่อนสนิทผ่านตัวอักษร การเป็นคนกลางนี่มันก็ลำบากใจเหลือเกิน คนนั้นก็น้อง คนนี้ก็เพื่อน

‘กูยังกลับไม่ได้ว่ะ สัญญาระบุไว้ว่ากูจะลากลับบ้านได้ก็หลังจากสามปีไปแล้ว’ หนุ่มลูกครึ่งถอนหายใจ เขาน่ะอยากจะเลิกทำงานนี้แล้วกลับบ้านจะแย่ แต่ค่าผิดสัญญามันแพง ถึงจะไม่ได้เดือดร้อน..แต่ก็เสียดายเงิน

“เออ ตั้งใจทำในสิ่งที่มึงต้องทำไปก่อน แล้วค่อยกลับมาก็ได้”

การินเม้มปาก เขาอยากเห็นหน้าแมวเหมียวจนจะบ้าตายอยู่แล้ว

‘อยากเห็นหน้าแมวเหมียวว่ะ’

‘อดทน น้องมันพร้อมเมื่อไหร่..มึงคงได้เห็นเอง’

3 ปีเลยเหรอ...เขาย้ายมานี่ได้เกือบปีแล้ว อีกสองปีกว่ามันจะทรมานแค่ไหนกัน บางครั้งเขาก็คิดว่าตัวเองตัดสินใจผิดไปหรือเปล่า ถ้าเพียงแค่ตัวเขามีความกล้ามากกว่านี้

..เรื่องของเขากับแมวเหมียวคงไม่ลงเอยแบบนี้..



-----



“หนูมาลีมีลูกแมวเหมียว ลูกแมวเหมียว ลูกแมวเหมียว” ศรุตดัดเสียงเล็กเสียงน้อยร้องเพลงหยอกล้อกับน้องแก้วที่ดิ้นดึ๊ก ๆ พร้อมกับส่งเสียงอ้อแอ้คลอตามไปด้วยอย่างอารมณ์ดี

“ไม่ ๆ มึงต้องร้องว่ามีแม่เป็นแมวเหมียวหรือเปล่าถึงจะถูก” ต้นกล้าบอกจิ้มแก้มนุ่มของยัยหนู

“งั้นก็ต้องเปลี่ยนเป็นหนูแก้วเกล้าด้วยงั้นสิ” ต้นข้าวว่าสายตาทอดมองหลานด้วยความเอ็นดู

“อัจฉริยะ” ศรุตกับต้นกล้าพูดพร้อมกัน

วิฬาร์ที่กำลังพับผ้าอ้อมอยู่ที่มุมห้องส่ายหัวให้กับความบ้าบอของเพื่อน ช่วงนี้เป็นวันหยุดยาวสี่วันติด พวกมันทุกคนเลยมากองรวมอยู่ที่บ้านเขาเพื่อเล่นกับหลาน

ลูกสาวของแมวเหมียวตอนนี้มีพัฒนาการตามวัยที่ดี ร่าเริง ยิ้มเก่ง

“ว่าไงเด็ก ๆ” ธีรากลับมาพร้อมกับขนมสองถุงใหญ่ในมือ เด็ก ๆ ที่ว่าหันไปยกมือไหว้กันมือเป็นระวิง เขาเดินตรงไปหาหลานสาวก่อนจะส่งเสียงเรียกเสียงหวาน “น้องแก้ว~”

เด็กน้อยพอเห็นหน้าและเสียงที่คุ้นตัวก็ส่งเสียงอื้อ ๆ ในลำคอพร้อมกับตีแขนตีขาเรียกร้องให้อุ้ม

“เดี๋ยวมาน้า~ ขอไปล้างมือกับเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะคะ”

แก้วเกล้าที่ไม่เห็นหน้าอาแปะก็เริ่มเบะปาก และก่อนที่จะร้องไห้โยเยก็ถูกปะป๊าอุ้มขึ้นมาแนบอก

“ติดเฮียน่าดูเลยวะ” ศรุตพูดขึ้น

“ใช่ สงสัยคิดว่าเป็นพ่อล่ะมั้ง” วิฬาร์พูดติดตลก

“ตลก” ต้นกล้าว่า

แมวเหมียวไม่ตอบแต่หัวเราะในลำคอ

“แล้วมึงไม่คิดจะบอกอะไรกับพ่อน้องแก้วบ้างเหรอ” ต้นข้าวเอ่ยถาม

ตอนนี้คนที่รู้เรื่องพ่อของลูกเขาก็มีคนที่บ้าน ศรุต และสองแฝดที่เขาไม่ต้องบอกก็รู้ได้เอง เพราะนับวันสีตาและสีผมของลูกก็ยิ่งเหมือนพ่อเข้าไปทุกวัน ในบางครั้งแมวเหมียวมองลูกสาวก็ครุ่นคิดอยู่คนเดียวว่าสิ่งที่เขาทำอยู่นี้มันผิดหรือเปล่า

พี่เก้าควรจะรู้ไหม..ว่าตัวเองมีลูกแล้วนะ

แถมยังน่ารักมากเสียด้วย…

“ไม่ล่ะ อยู่แบบนี้ก็ดีแล้ว...เด็กคนนี้เกิดมาเพราะความเอาแต่ใจของกู พี่เขาไม่ได้ตั้งใจจะมีด้วยซ้ำ” เขาบอกเพื่อนและย้ำกับตัวเอง

“ไม่ได้ตั้งใจ...แต่ถ้าไอ้เก้ามันรู้ว่ามันมีลูกแล้ว มันก็คงจะดีใจนะ”

วิฬาร์เงยหน้ามองพี่ชายที่กำลังส่งยิ้มให้เขาที่ปั้นหน้าไม่ถูกเมื่ออีกฝ่ายบอกแบบนั้น

..พี่เก้าจะดีใจจริงเหรอ..

“มาหาอาแปะนะคะ” ธีราหันไปสนใจหลานสาวตัวน้อยที่ส่งเสียงอื้อ ๆ เขาอุ้มมากอดหอมด้วยความคิดถึง “ลูกมันน่ารักขนาดนี้..มันคงหลงตายชัก”

แมวเหมียวเม้มปาก “แต่เหมียวยังไม่พร้อม”

..เพราะลึก ๆ แล้วก็กลัวว่าพี่เก้าจะไม่ยินดี..

ธีราไหวไหล่ “ก็แล้วแต่ ไม่ว่ายังไงเฮียตามใจแมวเหมียวเสมออยู่แล้ว” เขาเว้นวรรค “แต่จะทำอะไรก็คิดถึงใจลูกบ้างนะ เด็กน่ะ...ต้องการพ่อทุกคนนั่นแหละ”

ธีราบอกแบบนั้นได้เพราะเขารู้จักเพื่อนเขาดี แล้วยิ่งถ้าเป็นลูกของแมวเหมียวด้วยแล้ว...ขี้คร้านจะรวบเอาทั้งแม่ทั้งลูกน่ะสิ

วิฬาร์เอาแต่เงียบไม่ยอมตอบอะไร ไม่ใช่ว่าจะกีดกันพ่อลูก แต่เขาขอแค่เวลาเตรียมใจเท่านั้นเอง

เพื่อนสามคนมองสองพี่น้องสนทนากันแล้วก็ได้แต่นั่งเงียบ ในใจอดคิดสงสารพี่เก้าไม่ได้ เพราะอีกคนไม่ได้ผิดเลยด้วยซ้ำ เพื่อนเขาต่างหากที่เป็นไอ้ตัวแสบ ยิ่งสองแฝดที่รู้จักพี่เก้าเป็นอย่างดี..อีกฝ่ายรักแมวเหมียวขนาดไหนทำไมพวกเขาจะไม่รู้

“เดี๋ยวเฮียพาหลานไปนอนเล่นตรงสวนนะ”

วิฬาร์ที่เห็นพี่ชายอุ้มหลานสาวออกไปก็หันกลับมายิ้มแย้มชวนเพื่อนกินขนม ทำเหมือนไม่มีอะไรในใจ เหมือนกับว่าตัวเขาไม่ได้รู้สึกอะไรอีกต่อไป



-----



ธีราอุ้มหลานสาวออกมานั่งเล่นอยู่ที่สวนข้างบ้านที่เพิ่งต่อเติมออกมาเป็นห้องแอร์ ป๊าลงทุนตกแต่งสวนใหม่ให้เต็มไปด้วยดอกไม้ใบหญ้างามตา เอาไว้เวลาที่อากาศดี ๆ ยัยหนูจะได้ออกไปรับอากาศธรรมชาติบ้าง ไม่ใช่อุดอู้อยู่แต่ในบ้าน

“หนูคิดถึงพ่อไหมคะ” เขาเอ่ยถามเด็กน้อยในอ้อมแขน แก้วเกล้าดิ้นดุ๊กดิ๊ก ส่งเสียงอืออา ราวกับรับรู้ได้ว่าเขาถามอะไร “รอหน่อยนะลูก รอให้ปะป๊าเขาพร้อมก่อนเนอะ”

วันนี้เขาได้คุยกับเพื่อนสนิทที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลยว่าตัวเองได้กลายเป็นพ่อคนแล้ว..บอกตามตรงว่าเขาสงสารน้องตัวเองก็ไม่เท่ากับสงสารเพื่อนตัวเอง ดูมันแล้วคงจะอาการหนักน่าดู ก็แมวเหมียวมันเล่นหายไปจากชีวิตมันเลยแบบนี้

ทุกคนในบ้านไม่มีใครโกรธไอ้เก้าเลยสักคนเดียว กลับกันแล้วรู้สึกเห็นใจด้วยซ้ำที่เรื่องมันเป็นแบบนี้ แมวเหมียวมันเป็นเด็กที่ถ้าจะเอาก็จะเอาให้ได้..แต่ถ้าไม่ก็คือไม่

..สำคัญกว่านั้นก็คือสงสารหลานนี่แหละนะ..

“พ่อกับปะป๊าหนูนี่ทำอะไรกันไม่รู้เนอะ ไม่เห็นคิดถึงใจหนูบ้างเลย” ธีราเขี่ยแก้มแดงของหลาน หวังว่าแมวเหมียวจะทำใจและคิดได้เร็ว ๆ แต่ถ้ามันนานจนไอ้เก้ากลับมาเห็นเอง..มันคงจะเจ็บน่าดูที่ไม่มีโอกาสได้เลี้ยงยัยหนูนี่ตอนเด็กน่ารัก ๆ แบบนี้

“ทำอะไรกันสองคนครับ” เป็นเกวลินที่เปิดประตูเข้ามา แก้วเกล้าที่เห็นอาม่าก็ดีใจใหญ่

“กำลังคุยกันเรื่อยเปื่อยน่ะครับ”

“หืม?” แม่ทำหน้าสงสัย นั่งลงบนเบาะที่พื้น “น้องแก้วฟังรู้เรื่องไหมล่ะ”

ธีราหัวเราะในลำคอ “ผมว่ารู้เรื่องนะ ตอนถามว่าคิดถึงพ่อไหมก็พูดใหญ่เลย”

“ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้เจอกันเนอะ” เกวลินพึมพำพลางลูบหัวหลานสาวเบา ๆ

“วันนี้ผมคุยกับไอ้เก้า” ธีราเปรย “มันบ่นว่าคิดถึงแมวเหมียว”

“ก็น่าอยู่หรอก”

“ผมเลยบอกไปว่าถ้าคิดถึงก็กลับมาหาสิ” ธีราหัวเราะ “ถ้าไม่ติดว่ารับปากน้องไว้ ผมจะแนบรูปลูกไปให้มันดูด้วย”

เกวลินหัวเราะบ้าง “แบบนั้นตาเก้าคงบินกลับมาแทบไม่ทันเลยล่ะ”

“ผมก็ว่างั้นครับ”

บทสนทนาหยุดลงเมื่อแก้วเกล้าเริ่มโยเยขึ้นมา “สงสัยจะเริ่มหิวแล้ว เดี๋ยวแม่พาไปเองจ๊ะ” เกวลินว่าก่อนจะรับหลานสาวมาอุ้มแล้วเดินออกไป

ธีราถอนหายใจอีกคน “ไอ้เก้านะไอ้เก้า” เขาพึมพำออกมาก่อนจะเอนตัวหลับตาพักสายตาสักหน่อย



-----



แก้วเกล้าพลิกตัวและเริ่มคลานเองได้แล้ว แถมยังเริ่มหยิบนั่นนี่เข้าปากด้วยตัวเอง นั่นทำให้แมวเหมียวต้องคอยระวังเพิ่มอีกเท่าตัว จนเจ้าตัวเริ่มมีอาการอ่อนเพลียให้เห็น

“แม่ว่าเราจ้างแนนนี่มาช่วยดีไหมลูก” เกวลินเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นขอบตาคล้ำของลูกชาย

“คืออะไรเหรอครับ”

“พี่เลี้ยงเด็กไง”

แมวเหมียวส่ายหน้าหวือ “ไม่ต้องหรอกครับ เปลืองเงินเปล่า ๆ เหมียวเลี้ยงได้”

“แต่แม่กลัวหนูจะแย่เอานะครับ” เธอบอกด้วยความเป็นห่วง แมวเหมียวเองก็ใช่ว่าจะสุขภาพร่างกายแข็งแรงนัก แถมยังไม่ยอมให้เธอช่วยเลี้ยงด้วย จะยอมให้แค่ดูแลนิดหน่อยในตอนกลางวัน ส่วนกลางคืนก็ดูแลอยู่คนเดียว

“เฮียเคยบอกแล้วไงว่าเราไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน” ธีราพูดขึ้น “เคยส่องกระจกดูสภาพตัวเองหรือเปล่าว่าตอนนี้เป็นยังไง”

วิฬาร์เบะปาก “อย่าดุเหมียวสิ”

“เฮียเขาไม่ได้ดุหนูหรอก” คนเป็นแม่ลูบผมนิ่ม “ทุกคนตอนนี้เป็นห่วงหนูกันทั้งนั้นนะครับ ถ้าหนูเกิดป่วยขึ้นมาจะแย่เอานะ”

เด็กหนุ่มนิ่งและคิดตาม “แล้วเขาจะไว้ใจได้เหรอครับ เหมียวเห็นในข่าว..”

“เดี๋ยวเฮียดูจากบริษัทที่เชื่อถือได้ โอเคไหม”

น้องคนเล็กบ่นในใจว่าตัวเขาบอกไม่โอเคได้ด้วยเหรอ ทำหน้าดุอย่างกับหมาขนาดนั้น ดวงตากลมเหลือบมองลูกสาวที่โตขึ้นเร็วมาก เขาไม่อยากไว้ใจให้ใครก็ไม่รู้มาดูแลลูก แต่ก็ยอมรับว่าตัวเขาเองก็อ่อนล้าขึ้นทุกวัน

“ถ้าไม่ไว้ใจใคร เหมียวก็ให้พี่เลี้ยงเด็กดูแลลูกช่วงกลางวัน แล้วแม่จะคอยเป็นหูเป็นตาให้ ส่วนหนูก็ดูแลช่วงกลางคืนเหมือนเดิม โอเคไหมครับ”

วิฬาร์พยักหน้าเร็วพร้อมกับยิ้มกว้าง “ถ้ามีแม่คอยช่วย เหมียวก็สบายใจขึ้นหน่อยครับ”

“ทำไมเป็นเด็กคิดมากแบบนี้นะ” ธีราว่าผลักหัวน้องไม่แรงนัก

แมวเหมียวไม่เถียง เพราะว่าเขาก็รู้ตัวว่าเป็นแบบนั้นจริง ๆ

“คิดมาแบบนี้มันไม่ดีนะรู้ไหม” เกวลินบอกลูกชาย “ถ้าแมวเหมียวอยากจะมีความสุขอย่างแท้จริง..ต้องวางบางเรื่องลงบ้างนะครับ” เธอบอกเป็นนัย

“ขอบคุณครับ”

วิฬาร์ตอบรับ ไม่แน่ใจหรอกว่าสิ่งที่แม่จะสื่อถึงน่ะมันเรื่องไหนกัน แต่เขาก็จะเก็บสิ่งที่ท่านสอนเอาไว้

หลังจากนั้นไม่กี่วันก็มีพี่เลี้ยงเด็กมาที่บ้านในตอนเช้าพร้อมกับชุดยูนิฟอร์มของบริษัทอะไรสักอย่าง แมวเหมียวมองสำรวจก่อนจะนั่งดูพี่คนนี้ดูแลน้องแก้ว ท่าทางคล่องแคล่วใจเย็นแล้วก็ค่อนข้างพอใจ แต่ที่ยอมน่ะก็เพราะมีแม่คอยเป็นหูเป็นตาให้ต่างหาก ถ้าไม่มีแม่เขาก็คงไม่ไว้ใจอยู่ดี



-----



“น้องแก้วกินอีกคำนะคะ”

ช้อนกินข้าวถูกยื่นมาตรงหน้า นัยน์ตาสีเขียวอ่อนมองแป๋วก่อนจะอ้าปากงับเข้าไปอมแก้มตุ่ย

“อย่าอมข้าวค่ะ” ปะป๊าตัวน้อยบอกเสียงอ่อน แก้วเกล้าฟังแล้วดิ้นดุ๊กดิ๊กบนโต๊ะกินข้าวสำหรับเด็กทำหน้าแป้นแล้น แมวเหมียวคิดในใจว่าเด็กคนนี้มันกวนได้ใครกันมานะ

“สงสัยจะได้นิสัยกวนมาจากอาแปะแน่เลย”

“ว่าเฮียเหรอ เดี๋ยวเหอะ” ธีราเงยหน้าขึ้นจากจานข้าว ทำท่าจะตีน้อง แมวเหมียวหลบฝ่ามือพร้อมกับหัวเราะคิกคัก

แก้วเกล้าเคี้ยวข้าวตุ้ย ๆ เมื่อกลืนจนหมดก็เอายางกัดรูปสตอเบอรี่ที่ถืออยู่เข้าปาก แมวเหมียวส่ายหน้ายิ้มบาง ก่อนจะเอาจานข้าววางไว้บนโต๊ะ เขาหยิบผ้าอ้อมชุบน้ำเช็ดที่ริมฝีปากและแก้มอย่างเบามือ

“วันนี้เราจะทำอะไรกันดีน้า~” เขาถามลูกสาว อุ้มตัวเล็กขึ้นจากเก้าอี้กินข้าวของเด็ก “วันนี้เรามาดูคุณสัตว์กันดีกว่าเนอะ” เด็กน้อยส่งเสียงตอบอย่างอารมณ์ดี

เขาวางร่างเล็กให้นั่งลงบนเบาะนุ่มที่ครอบครัวพอเห็นว่าหลานเริ่มอยู่ไม่เป็นที่ก็กลัวว่าไปล้มหัวฟาดพื้นเลยลงทุนปูให้ทั้งห้อง วิฬาร์เลือกแฟลชการ์ดที่อาแปะซื้อเอาไว้เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการให้กับน้องแก้วกองใหญ่

จะบอกว่าคนที่จริงจังกับการเลี้ยงแก้วเกล้าที่สุดก็คือเฮียนี่แหละ สรรหาของเล่นเสริมพัฒนาการหลานสาวมาให้จนเต็มบ้าน

อย่างเฟลชการ์ดนี่เขาก็ไม่รู้มาก่อนเลยว่ามันจะช่วยอะไรได้ เด็กอายุแค่ไม่กี่เดือนจะจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษกับภาพได้เหรอ แต่เขาก็ทำตามที่เฮียสอนทุกวัน และลูกก็จะนิ่งมองและฟังทุกครั้ง

แมวเหมียวสับการ์ดในมือไปเรื่อย ๆ ภาพละหนึ่งวินาทีพร้อมบอกศัพท์ภาษาอังกฤษของภาพสัตว์นั้นจนหมดชุด แล้วจึงจบด้วยคำถามอย่างทุกที แมวเหมียวหยิบรูปช้างกับม้าลายขึ้นมา

“which one is elephant”

มือป้อมค่อย ๆ ขยับเข้าไปแตะที่ภาพช้าง วิฬาร์ตกใจ และคิดเอาเองว่าอาจจะแค่ฟลุ๊กก็ได้ เขาเลยลองอีกครั้ง

“which one is cat”

แก้วเกล้าแตะถูกอีกครั้ง แมวเหมียวยิ้มกว้างด้วยความดีใจ วันนี้เป็นครั้งแรกที่ลูกสาวตอบถูก

“เก่งจัง ๆ ลูกป๊าเก่งที่สุดเลย” เขาเอ่ยชมพร้อมกับหอมแก้มยุ้ย

“เสียงดังอะไรกัน หืม” ธีราที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องเด็กได้ยินเสียงน้องพูดอะไรสักอย่าง

“เฮีย! แก้วตอบได้แล้ว!”

“จริงอะ” ธีรารีบขยับเข้ามานั่งใกล้ ๆ ด้วยความตื่นเต้น

“เนี่ย ๆ ดูนะ” เขาหยิบการ์ดขึ้นมา “which one is monkey”

ธีราจ้องมองมือเล็กที่ขยับไปมาก่อนจะตรงไปแตะที่ภาพลิงอย่างไม่ลังเล “เย้!” เขาอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นมากอดและหอมด้วยความดีใจ “หลานแปะเก่งที่สุดเลยค่ะ” ไม่ผิดหวังที่ซื้อของพวกนี้มากองจนเต็มบ้านไปหมด

“ไม่ชมเหมียวด้วยเหรอ” วิฬาร์ชี้นิ้วเข้าตัวเอง “นี่ถ้าไม่ได้เหมียวนั่งสับแฟลชการ์ดทุกวันอย่างงไม่รู้เป้าหมาย จะได้แบบนี้เหรอ”

“จ้า ๆ แม่คนเก่ง”

“ไม่ใช่แม่!”

“พ่อจ้าพ่อ” ธีราลูบหัวน้องชาย ที่ถึงจะมีลูกแซงหน้าเขาไปแล้ว แต่แมวเหมียวก็ยังเป็นแค่เด็กอายุแค่ 18 แถมเลี้ยงลูกได้ดีขนาดนี้

“เก่งสุดยอดไปเลยน้องเฮีย”

ดวงตากลมโตมองพี่ชายน้ำตารื้น ปากแดงเบะก่อนน้ำตาจะไหลอาบแก้ม

“เฮ้ย ร้องไห้ทำไม”

“เหมียว..ไม่รู้” คนน้องตอบเสียงเครือ ยกแขนเช็ดน้ำตา 

ธีราขยับเข้าไปนั่งชิดแมวเหมียว เขาคิดว่าน้องคงกลัวมาตลอดว่าตัวเองจะเลี้ยงลูกได้ไม่ดีและอะไรต่อมิอะไรเกี่ยวกับลูก แม่มือใหม่ก็เป็นแบบนี้แทบทั้งนั้น ถ้าเป็นเรื่องลูกก็กังวลไปหมดจนบางคนก็กลายเป็นโรคซึมเศร้า

ฝ่ามือใหญ่ดึงให้แมวเหมียวเอนลงมาซบไหล่ “กลัวเหรอ”

“ฮึก..คะ ครับ เหมียวกลัว..ว่าจะเลี้ยงลูกไม่ดี”

“ไม่ต้องกลัว แมวเหมียวของเฮียทำได้ดีมาก ๆ แล้ว ไม่มีอะไรที่ต้องกังวลเลย อย่าเครียดหรือกดดันตัวเองมากไปรู้ไหม”

“ครับ”

“แมวเหมียวมีครอบครัวที่พร้อมจะช่วยเหลืออยู่เสมอนะ น้องแก้วไม่ใช่ภาระรับผิดชอบที่แมวเหมียวจะต้องแบกไว้ อย่าคิดว่าตัวเองเผชิญเรื่องนี้อยู่คนเดียว ทุกคนน่ะรักแมวเหมียวกับน้องแก้วมาก ๆ เลยนะรู้ไหม”

แก้วเกล้าที่อยู่ในอ้อมแขนของธีรามองป๊าของตัวเองที่กำลังร้องไห้น้ำตาไหลพราก ๆ ตาแป๋ว ตัวเล็กโผเข้าหาวิฬาร์ทั้งตัวจนแมวเหมียวเกือบรับไม่ทัน มือเล็กป้อมแตะเข้าที่ใบหน้าของป๊าราวกับจะเช็ดน้ำตาให้

“เห็นไหม น้องแก้วยังไม่อยากให้แมวเหมียวร้องไห้เลย ถ้าพูดได้ก็คงบอกป๊าอย่าร้องไห้เลยนะคะ”

วิฬาร์ยิ้มออกมาทั้งน้ำตา เขาดึงลูกมากอดแน่น “ไม่ร้องแล้วค่ะ ป๊าไม่ร้องแล้วนะ” บอกพร้อมกับเอาหน้าถูไปตามเสื้อของลูกสาว
“อย่าลืมที่เฮียเคยบอกสิ เด็กเขารับรู้อารมณ์ของคนเป็นแม่ได้นะ”

แมวเหมียวพยักหน้ารับก่อนจะบอกขอบคุณพี่ชาย ความหนักอึ้งที่อยู่ในใจตลอดมาค่อย ๆ เบาบางลง




tbc…
เราไม่เคยเป็นแม่ เคยแต่เลี้ยงหลานเกิดใหม่มาบ้างค่ะ
ตอนนั้นยังอายุน้อยกว่าแมวเหมียว ไม่ได้มีความรู้สึกของความเป็นแม่สักเท่าไหร่
มารู้สึกถึงความกังวลเหมือนแมวเหมียวก็ตอนเลี้ยงลูกหมาเกิดใหม่ที่แม่ไม่มีน้ำนมเลี้ยงนี่แหละค่ะ 555555555

ขอบคุณที่ยังติดตามและเป็นกำลังใจนะคะ /กอดดดด

 :L2: :กอด1:




ออฟไลน์ ❣☾月亮☽❣

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7097
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +264/-6

ออฟไลน์ sailom_orn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1166
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-1
:กอด1: :กอด1: มาให้กำลังใจน้อง :กอด1: :กอด1:

ออฟไลน์ Sorrowkung

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
อยากให้เก้ารู้เร็ว ๆ เน้อ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 499
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3514
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
สงสารพี่เก้า พี่เก้ารีบกลับมาเร็ว ๆ นะ

ออฟไลน์ กานดา.

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 84
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +56/-2
    • facebook page


ลูกของเหมียวเองครับ




“แม่ว่าก่อนที่น้องแก้วจะเข้าโรงเรียน หนูต้องพาลูกไปหัดเข้าสังคมบ้างแล้วนะ” เกวลินบอกลูกชาย

วิฬาร์ที่กำลังตัดเล็บให้ลูกที่กำลังนอนหลับอยู่ เงยหน้าขึ้นมองแม่ “ครับ?”

“น้องแก้วน่ะแทบจะไม่ได้ออกไปไหนเลย ถ้าไปอยู่กับเด็กคนอื่น ๆ จะลำบากเอานะจ๊ะ”

“อ่า…” คนเป็นลูกคราง “เหมียวเข้าใจแล้วครับ”

เกวลินมองลูกชายที่เงียบไป “เริ่มต้นจากการพาไปเล่นบ่อทรายที่สวนก่อนดีไหมครับ” เธอลองแนะนำดู

วิฬาร์ยิ้มจางก่อนจะพยักหน้ารับ สองปีกว่าที่ผ่านมา..เขาเองก็คิดว่ามันถึงเวลาแล้วเหมือนกัน เหมียวมองลูกสาวแล้วยิ้มออกมาอีกครั้ง...มันสมควรแก่เวลาแล้วจริง ๆ

“เย็นนี้เลยดีไหมครับ”

“จ๊ะ” เกวลินยิ้มกว้าง รู้สึกดีใจที่ในที่สุดแมวเหมียวก็พร้อมแล้วสักที

เด็กหญิงตัวน้อยเติบโตขึ้นมาก ตอนนี้น้องแก้วอายุเกือบ 3 ขวบแล้ว จะว่าช้าก็ช้า แต่จะว่าเร็วมันก็เร็ว แมวเหมียวรู้สึกว่าวันที่ลูกของเขาคลอดออกมาลืมตาดูโลกใบนี้เหมือนมันเพิ่งผ่านมาไม่นานเอง

ตอนนี้น้องแก้วสามารถทำอะไรหลายอย่างด้วยตัวเองแล้ว ทั้งแปรงฟัน ใส่เสื้อผ้า กินข้าว หรือแม้กระทั่งปั่นจักรยานสามล้อ ถึงแม้จะยังไม่สมบูรณ์แต่ก็ทำได้ดีมาก

แก้วเกล้าใกล้จะต้องเข้าโรงเรียนอนุบาลอีกไม่นานนี้ ครอบครัวของเขาเลยเลือกให้เข้าในโรงเรียนอนุบาลใกล้บ้านที่มีหลักสูตรสองภาษา โชคดีที่ไม่ต้องเดินทางไกล เขาเองก็ไม่อยากให้ลูกต้องรีบตื่นเช้าเพื่อฝ่ารถติดไปเรียน



“ป๊าขา~”

“ขา~” ป๊าที่โดนเรียกเสียงหวานตอบรับ เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ลูกเป็นเสื้อยืดสีเข้มกับกางเกงขายาวพอดีตัวสีชมพู เส้นผมสีน้ำตาลถูกถักเอาไว้เป็นเปียทั้งสองข้าง พร้อมกับใส่หมวกกันแดดให้ด้วย

“ไปไหนคะ” เด็กหญิงเอ่ยถามเสียงใส แมวเหมียวยิ้มพร้อมกับผูกเชือกที่ติดกับหมวกไว้ใต้คางกันหล่น

“ไปเที่ยวกันค่ะ ดีไหมคะ”

แก้วเกล้าพยักหน้าหงึกหงัก มือเล็กตบแปะ ๆ ด้วยความดีใจ ก่อนจะร้องขึ้นมา “เย้ ๆๆ”

พอเห็นท่าทางของลูกสาวก็พาลให้แมวเหมียวรู้สึกผิดขึ้นมา เขาไม่ค่อยได้พาน้องแก้วออกจากบ้านเลย ก่อนหน้านี้ถ้าจะออกก็ต้องไปที่ไกลบ้านจนเขาคิดว่าไม่เจอคนรู้จักแน่ ๆ ถึงจะยอม ที่ผ่านมาเขาปิดกั้นไม่ใครเข้าถึงตัวลูกสาวได้ เพียงเพราะแค่ความกลัวของตัวเอง แต่ตอนนี้เขาจำเป็นต้องก้าวผ่านมันไปได้แล้ว

“วันนี้ป๊าจะพาหนูไปเล่นก่อปราสาททรายนะคะ”

“เย้” น้องแก้วชูมือดีใจ

“สัญญากับป๊าก่อนว่าหนูจะไม่ดื้อนะคะ”

“หนูจะไม่ดื้อ” แก้วเกล้ารับปาก แมวเหมียวยิ้มกว้าง ลุกขึ้นยืนพร้อมกับจูงมือลูกสาวเดินไปด้วยกัน

“หนู..หนูถือ” เด็กน้อยเห็นอาม่าถือถังอุปกรณ์เล่นทรายอยู่ในมือจึงอาสาเป็นคนถือเอง

“ถือไหวเหรอคะ” เกวลินถามหลาน

“ไหวค่า”

ถังไม่ใหญ่นักอาม่าจึงส่งให้หลานสาวรับไปถือไว้ น้องแก้วกระตุกขากางเกงป๊าเร่งให้ไปได้แล้ว แมวเหมียวหัวเราะกับความเร่งรีบของลูกสาว ก่อนจะจูงมือไปต่อ

บ่อทรายที่ว่านี้อยู่ที่สวนสาธารณะแถวบ้าน เป็นบ่อขนาดใหญ่ที่สมัยเด็กแมวเหมียวก็มักจะมาเล่นอยู่บ่อย ๆ พอหันกลับไปที่ลูกก็ทำให้เขารู้สึกผิดขึ้นมาอีกครั้ง

“น้องแก้ว”

“ขา~”

“ต่อไปนี้ป๊าจะพาหนูไปเที่ยวบ่อย ๆ ดีไหมคะ”

“ดีค่า”

ทั้งสามคนเดินไปด้วยกัน ไม่ไกลนักก็ถึง ครั้งแรกที่แก้วเกล้าได้เห็นบ่อทรายก็รีบก้าวเร็ว ๆ ด้วยความตื่นเต้น แมวเหมียวหัวเราะแต่ก็ไม่ได้ห้ามปรามอะไร ไม่ได้กลัวว่าลูกจะล้มจนเจ็บตัว เขาไม่ได้โอ๋ลูกขนาดนั้น

“ม่านั่ง ๆ ป๊านั่ง ๆ” น้องแก้วนั่งลงบนทรายก่อนจะตบลงตรงที่ข้างตัวแปะ ๆ “เล่นกับน้องนะคะ”

เกวลินกับลูกชายมองหน้ากันก่อนจะส่งเสียงหัวเราะออกมา

“เดี๋ยวอาม่าไปนั่งตรงนั้นดีกว่าค่ะ อาม่าปวดเข่า” เธอบอกกับหลานสาว

แก้วเกล้าพยักหน้าหงึกหงัก “ดะ ดูแลตัวเอง..ดี ๆ นะคะ” เด็กน้อยพูดเลียนแบบป๊าที่มักจะบอกแบบนี้กับเธออยู่เสมอ

“จ้า ๆ ขอบคุณนะคะ” เกวลินก้มตัวลูบหัวน้องแก้วด้วยความเอ็นดู แล้วจึงปลีกตัวออกไปนั่งที่เก้าอี้ไม้ตัวยาวที่อยู่ไม่ไกล หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านสลับกับคอยมองลูกชายกับหลานสาวเป็นระยะ



วิฬาร์กับน้องแก้วเล่นทรายด้วยกันอยู่สักพักก็มีเด็กผู้ชายเดินเข้ามาใกล้แล้วนั่งยอง ๆ มองรถตักดิน เขาเงียบมองดูปฏิกิริยาที่ลูกสาวมีต่อเด็กแปลกหน้า เป็นเรื่องปกติที่เด็กวัยนี้จะหวงของ สำหรับน้องแก้วก่อนหน้านี้ก็จะมีหวงกับคนในครอบครัวบ้าง แต่เหมียวก็ปรับพฤติกรรมจนดีขึ้น รู้จักแบ่งปันของให้กับคนรอบข้างแล้ว

“คนนี้มองทำไมเหรอคะ” แก้วเกล้าหันไปถามป๊าพร้อมกับชี้นิ้วไปที่เด็กอีกคน

“เขาคงอยากเล่นกับน้องแก้วล่ะมั้ง” เหมียวตอบ ก่อนจะหันไปถามเด็กชาย “ใช่ไหมครับ” เด็กคนนั้นพยักหน้าตอบ

วิฬาร์จึงหันไปถามลูกเพื่อขออนุญาตก่อน “น้องแก้วแบ่งของเล่นให้เขาเล่นด้วยได้ไหมคะ”

เด็กหญิงมองของเล่นที่ตัวเองมีอย่างพิจารณา มือป้อมหยิบไปที่รถตักดินก่อนจะยื่นให้ “เล่นด้วยกันนะ”

เกวลินที่คอยมองอยู่ห่าง ๆ ว่าหลานสาวจะทำอย่างไรเมื่อมีเด็กที่ไม่รู้จักมาขอแบ่งของเล่นที่เป็นของตัวเอง ลุ้นแทบแย่ว่าจะมีอาการหวงของไหม สุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยดี เพียงเท่านี้เธอก็รู้สึกโล่งอกแล้ว

ทั้งหมดนี้ต้องชมแมวเหมียวของเธอว่าเลี้ยงลูกได้ดีมาก ทุ่มเทอย่างสุดตัวจริง ๆ ตอนแรกที่น้องแก้วอายุครบขวบเธอบอกให้ลูกกลับไปเรียนต่อ แต่ลูกก็ไม่ฟัง..ยืนยันว่าจะขอเลี้ยงจนกว่าน้องแก้วเข้าอนุบาลก่อนถึงค่อยกลับไป



ก่อนที่ฟ้าจะมืดเกวลินเรียกให้ลูกชายและหลานสาวกลับบ้าน น้องแก้วหน้างอเล็กน้อย แต่เมื่อแมวเหมียวสัญญาว่าคราวหน้าจะพามาอีกก็ยิ้มได้ เหมียวถอดหมวกของลูกออก เช็ดเหงื่อที่เปียกตามไรผมออกให้

ขากลับแมวเหมียวเลือกที่จะอุ้มน้องแก้วเดินกลับแทน เพราะกลัวว่าลูกจะปวดขา “วันนี้น้องสนุกไหมคะ” เขาเอ่ยถาม เด็กหญิงยิ้มกว้าง

“สนุกค่า~”

“แล้วน้องหิวหรือยัง” ลูกสาวพยักหน้าตอบรัว “วันนี้ป๊าพามาเที่ยวหนูต้องกินข้าวให้หมดนะคะ”

แก้วเกล้าเป็นเด็กเลือกกินและกินน้อย เป็นปัญหาที่เขาไม่สามารถแก้ได้สักที เฮียยังแซวว่านอกจากจะหน้าเหมือนแล้วยังเลือกกินเหมือนกันอีก เธอได้ยินแบบนั้นก็ทำปากยื่น ก่อนจะพยักหน้ารับแม้ไม่ได้เต็มใจนักก็ตาม

“เก่งมากค่ะ” วิฬาร์ชม

ก่อนจะถึงบ้านแมวเหมียวก็บังเอิญพบกับคนที่ไม่ได้อยากเจอนัก ผู้ใหญ่ทั้งสองคนทักทายกันตามประสาคนคุ้นเคย ป้าเกดดูตกใจที่เห็นเขา และแปลกใจที่พบว่าเขากำลังอุ้มเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง แมวเหมียวกระชับอ้อมแขนแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว

“สวัสดีครับป้าเกด”

“ไม่เจอกันนานเลยลูก สบายดีแล้วหรือยังครับ”

“ดีแล้วครับ” วิฬาร์ตอบ “น้องแก้วสวัสดีคุณย่าก่อนนะคะ” เขาบอกลูกสาว

เด็กน้อยทำตามอย่างไม่ได้อิดออด นัยน์ตาสีเขียวอ่อนจ้องมองคนตรงหน้าด้วยความสงสัย พอสบตากันก็เสหลบวูบเอาหน้าซุกบ่าป๊าพร้อมกับกอดคอแน่น

“เด็กคนนี้...ลูกใครเหรอจ๊ะ” เกดถาม รู้สึกคุ้น ๆ อย่างบอกไม่ถูก อาจจะเพราะทั้งสีผมและดวงตานั้น ช่างเหมือนตาเก้าลูกชายเสียเหลือเกิน

“คือ..” เกวลินทำท่าจะตอบแต่ก็ถูกลูกชายขัดเอาไว้ก่อน

วิฬาร์ยิ้มบาง “ลูกของเหมียวเองครับ” เขาตอบน้ำเสียงหนักแน่น

“จริงเหรอจ๊ะ”

แมวเหมียวพยักหน้าย้ำอีกครั้ง

“เหมียวมีแฟนตั้งแต่เมื่อไหร่ ป้าไม่เห็นรู้เรื่องเลย”

“อ่า...เรื่องมันก็ผ่านไปนานแล้วน่ะครับ” เหมียวหลีกเลี่ยงที่จะตอบเรื่องจริง ทำได้แค่ยิ้มแห้ง

เกดเองก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายคงไม่อยากพูดถึงเลยไม่ทู่ซี้ถามต่อ เธอไม่เห็นเด็กหนุ่มคนนี้มานานมาก สายตามองสำรวจทั้งตัว แมวเหมียวดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะ รูปร่างภายนอกอาจไม่เปลี่ยนเท่าไหร่ แต่เธอรับรู้ได้ว่าเด็กคนนี้เติบโตขึ้นมากจริง ๆ

“คนสวย..ไหนขอคุณย่าดูหน้าหน่อยสิคะ” เกดหันไปสนใจเด็กน้อยที่เกาะติดแมวเหมียวอยู่ “หนูชื่ออะไรเหรอคะ”

“...” เด็กน้อยไม่ตอบเอาแต่ซุกหน้าลงกับอกของป๊า

“น้อง..บอกคุณย่าหน่อยสิคะว่าหนูชื่ออะไรเอ่ย” เกวลินบอกกับหลานสาว

ใบหน้าเล็กค่อย ๆ หันกลับมามองคนแปลกหน้า เมื่อเห็นว่าอีกคนกำลังยิ้มให้ดูท่าทางใจดีเธอก็ยอมตอบ “แก้ว..เกล้า..ค่ะ”

“แก้วเกล้าหรือจ๊ะ”

“ครับ”

“ชื่อเพราะจังเลยค่ะ” เมื่อเธอชม เด็กน้อยก็ยิ้มหวานให้ ก่อนจะหลบซุกหน้าเข้ากับอกแมวเหมียวอย่างเขินอาย เกดรู้สึกถูกชะตากับเด็กคนนี้อย่างบอกไม่ถูก “ให้ย่าอุ้มหน่อยได้ไหมคะ”

แก้วเกล้ากอดคอแมวเหมียวแน่นขึ้นบ่งบอกว่าไม่ยอม เขาหัวเราะในลำคอ “เอาไว้คุ้นเคยกันก่อนดีกว่านะครับ”

คนสูงอายุพยักหน้ารับอย่างเสียดาย “ไว้ป้าจะไปเยี่ยมที่บ้านนะลูก”

“ครับ”

พวกเขาพูดคุยกันอีกเล็กน้อยก็ต้องขอกลับบ้านก่อน เนื่องจากว่าน้องแก้วบ่นขึ้นมาว่าหิวข้าว ระหว่างแมวเหมียวคิดถึงท่าทางของป้าเกด อีกฝ่ายดูแปลกใจ แต่เขาคิดว่าคงไม่ได้เอะใจ ก็นะ..ใครจะไปคิดว่าผู้ชายก็ท้องได้



-----



การินมีหมายกำหนดการกลับบ้านช่วงปลายปีนี้ ซึ่งก็อีกประมาณหนึ่งอาทิตย์เท่านั้นเอง ในระหว่างที่เขากำลังเก็บของอยู่แม่ก็วิดีโอคอลมาหา

“ครับแม่”

“ทำอะไรอยู่เหรอลูก”

“กำลังเก็บของครับ” เขาตอบพลางหยิบจับของฝากเล็ก ๆ น้อย ๆ ลงกระเป๋า เขาไม่ได้เอาอะไรกลับไปมากนัก เพราะลาได้แค่สองอาทิตย์เท่านั้น

“รีบจัง ตื่นเต้นเหรอครับ”

การินยิ้มน้อย ๆ “ก็ไม่ได้กลับตั้งนาน ป่านนี้อะไรก็คงเปลี่ยนไปหลายอย่างแล้วสิครับ” จากที่แพลนเอาไว้ว่าสามปีจะกลับ แต่กลายเป็นว่างานของเขามันกินเวลามากกว่านั้นอีกหลายเดือน

“ใช่จ้ะ ขนาดแมวเหมียวยังมีลูกแล้วเลย แม่ล่ะอิจฉาเกล..ทางโน้นเขามีหลานแล้วนะ แม่ยังไม่มีสักคนเลย”

เหมือนโลกหยุดหมุนไปชั่วครู่ เขาไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตัวเองได้ยินนั้นผิดเพี้ยนไปหรือเปล่า “แม่ว่าอะไรนะครับ”

“อ้าว นี่ลูกไม่รู้เหรอ..ว่าแมวเหมียวมีลูกแล้วนะ”

การินส่ายหัว “ไม่ครับ”

“เด็กคนนี้น่ารักมากเลย แม่ชอบ”

“หน้าตาเป็นยังไงเหรอครับ” เขาถามออกไปด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง

“หน้าเหมือนแมวเหมียว ผมสีน้ำตาลอ่อน แถมยังตาสีเขียวคล้าย ๆ ลูกเลยนะ แต่คงเลิกกับแม่เด็กนานแล้ว ดูท่าไม่ค่อยอยากพูดถึง”

การินกลืนน้ำลายลงคอ ไม่รู้ทำไม..เขาถึงได้รู้สึกว่าเด็กที่พูดถึงอยู่เป็นลูกของเขา แต่มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน..ก็แมวเหมียวเป็นผู้ชายนี่นา

“ตาเก้า!”

“คะ ครับ”

“เหม่ออะไรน่ะเรา”

“ผม..กำลังคิดอยู่ว่าจะซื้ออะไรไปฝากน้องดี น้องเป็นเด็กผู้หญิงหรือผู้ชายเหรอครับ”

“ผู้หญิงจ๊ะ”

การินยิ้มมุมปาก เผลอคิดไปว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นที่หน้าเหมือนแมวเหมียวต้องน่ารักมากแน่ ๆ “แม่รู้ไหมว่ากี่ขวบแล้วครับ”

“เกือบสามขวบแล้ว”

สองคนแม่ลูกคุยกันต่ออีกหน่อย คนเป็นแม่ก็ขอวางสายไปนอน เพราะที่ไทยตอนนี้ก็ค่อนข้างดึกมากแล้ว การินยิ้มโบกมือบ๊ายบายให้แม่ ก่อนที่หน้าจอนั้นจะดับมืดลง

รูปร่างสูงใหญ่เอนตัวลงนอนบนพื้นพรมอย่างหมดแรง ครุ่นคิดถึงเรื่องที่แม่เล่าให้ฟัง มันก็นานมากแล้วที่แมวเหมียวหายไปจากชีวิตเขา การินเองก็ไม่ได้ทู่ซี้อะไร เพราะคิดว่าน้องคงอยากจะตัดใจจากเขาจริง ๆ

การินเหม่อคิดไปถึงเรื่องเก่าที่ผ่านไปนานแล้ว ในตอนนั้นที่แมวเหมียวแอบทำอะไรในตอนที่ตนเมาไม่ได้สติ และไม่ได้มีการป้องกัน..มันจะเป็นไปได้ไหมนะที่ผู้ชายสามารถตั้งท้องได้..จะบอกว่าคิดอะไรบ้า ๆ ก็ได้ แต่มันก็อดคิดไม่ได้

เขานอนนับนิ้วดูแล้ว ถ้าแมวเหมียวจะมีลูกอายุประมาณนี้ได้ จะต้องทำใครท้องได้ก็ตอนที่เขาเดินทางมาที่นี่ใหม่ ๆ เลย แล้วมันไม่บังเอิญไปหน่อยหรือไงที่เด็กคนนั้นมีสีผมอ่อน และนัยน์ตาสีเดียวกับเขา

คนตัวโตเดินไปสูบบุหรี่ที่ระเบียง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาเพื่อนสนิท

“ฮัลโหล โทรมามีอะไรวะ” ธีราเอ่ยถามน้ำเสียงงุนงง ปกติพวกเขาจะแค่ส่งข้อความหากันมากกว่าโทรแบบนี้

“กูมีเรื่องจะถาม”

“...เรื่อง?”

การินอัดนิโคตินเข้าปอด แล้วพ่นออกมาเป็นควันสีขาวลอยไปตามลม “แมวเหมียว..มีลูกแล้วเหรอ”

คนถูกถามเงียบไป “เออ มีแล้ว”

“ตั้งแต่เมื่อไหร่วะ”

“เริ่มท้องหลังจากมึงไปทำงาน” ธีราบอก แต่หลีกเลี่ยงความจริงบางอย่างไป

เก้าครางรับในลำคอ “ส่งรูปให้ดูหน่อยสิ”

“มึงรอกลับมาดูเองกับตาจะดีกว่านะ”

“เด็กผู้หญิงใช่ไหม”

“เออ”

“อืม โอเค ไว้เจอกัน” การินบอก

“ไอ้เก้า” ธีราเรียกเอาไว้ก่อนที่อีกฝ่ายจะวางสาย “เลิกบุหรี่ได้แล้วนะมึง”



tbc…
ใกล้แล้วววว
ตื่นเต้ลลลล
 :hao7:

 


ออฟไลน์ ❣☾月亮☽❣

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7097
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +264/-6
กลับมารับผิดชอบเลย

ออฟไลน์ sailom_orn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1166
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-1

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3514
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
เฮ้ออออ ขอให้ปรับความเข้าใจกันได้นะ

ออฟไลน์ Sorrowkung

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0

ออฟไลน์ conunGB

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 2
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
พ่อลูกจะได้เจอกันแล้วววว :mew1: :mew1:

ออฟไลน์ Lemon_Tea

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1663
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +71/-2
คุณพ่อจะกลับมาแล้ว คุณแม่จะว่ายังไงล่ะเนี่ย

ออฟไลน์ กานดา.

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 84
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +56/-2
    • facebook page


ชื่อเราสองคนเหมือนกันเลยเนอะ




“แปะขา~” น้องแก้วเดินไปเกาะขาพร้อมกับเรียกเสียงหวาน

คนถูกเรียกก้มลงมองหน้าหลานสาวแล้วใจละลายรอบที่ล้าน ทำไมถึงน่ารักได้มากขนาดนี้นะ เด็กผู้หญิงมันน่ารักแบบนี้นี่เอง

“ว่าไงคะ”

“น้องอยากดูตูนค่ะ”

ธีราหันมองซ้ายมองขวา เขารู้ว่าแมวเหมียวไม่ค่อยให้ลูกดูการ์ตูนมากนัก เน้นหนักไปทางกิจกรรมพัฒนาร่างกายและสมองมากกว่า

“ดูได้นิดเดียวนะคะ” เขาแอบกระซิบ

น้องแก้วพยักหน้าหงึกหงัก “ค่า~”

“แปะอุตส่าห์กระซิบแล้วน้องจะเสียงดังทำไมล่ะคะ” ปัดโธ่!

แก้วเกล้าหัวเราะเอิ๊กอ๊ากเพราะโดนคุณแปะอุ้มขึ้นมาเป่าพุงดังปู้ด ๆ เธอไม่เข้าใจหรอกว่าอีกฝ่ายเสียงเบาทำไม รู้แต่ว่าดีใจที่จะได้ดูการ์ตูนที่ชอบ

ธีราเปิด baby looney tunes โดยเลือกเป็นภาษาอังกฤษให้หลานสาวดู เด็กน้อยนั่งมองนิ่ง บางครั้งก็พูดคำภาษาอังกฤษง่าย ๆ ที่ตัวเองพอรู้จักออกมาด้วย

ไม่นานนักแมวเหมียวก็เดินกลับเข้ามาในห้อง พอเห็นว่าเขาแอบเปิดการ์ตูนให้หลานก็มองตาเขียว ดีที่ว่าอันนี้มันเป็นแค่คลิปสั้น ๆ ไม่กี่นาทีเท่านั้น น้องชายของเขาก็เลยทำได้แค่ส่ายหัวปลง

“เฮียก็ตามใจน้องแก้วเกินไป”

คนถูกว่าหัวเราะในลำคอ “แมวเหมียวก็อย่าตึงเกินไปนัก ผ่อนบ้าง..เดี๋ยวหน้าเหี่ยวนะ”

วิฬาร์มองค้อนประหลับประเหลือก “เหี่ยวอะไร เหมียวอายุแค่ 20 เอง”

“แต่มีลูกนำหน้าเฮียไปแล้วนะ”

“เฮียไม่ยอมหาเองมากกว่า อายุปาเข้าไป 38 ละ..ไม่คิดจะมีลูกของตัวเองบ้างหรือไง”

ธีราส่ายหน้า “แค่เลี้ยงน้องแก้วก็พอแล้ว..ยกให้เป็นที่หนึ่งในดวงใจเลย”

“ปากหวานเป็นด้วยเหรอเนี่ย” แมวเหมียวแสร้งทำเป็นตกใจ

“จะหาว่าปกติเฮียปากหมาหรือไง”

“เหมียวเปล่าน้า~~ โอ๊ย ฮ่า ๆๆ” เหมียวร้องออกมาเพราะโดนคว้าคอด้วยมือข้างเดียวก่อนจะเขย่าไปมา เจ้าตัวหัวเราะขำที่แหย่เฮียได้

“แปะทำอะไรป๊า” แก้วเกล้ายืนจ้องตาแป๋ว

“แปะเล่นกับป๊าค่ะ”

น้องแก้วยิ้มตาหยี ก่อนจะพยายามปีนขาแปะ “เล่นด้วยค่า~”

ธีราช้อนตัวหลานขึ้นมานั่งตัก หอมแก้มนุ่มนิ่มไปมาจนหลานหัวเราะเอิ๊กอ๊ากเพราะถูกตอหนวดทิ่มแก้ม “พอแล้ว ๆ”

“อ้าว ไม่เล่นด้วยแล้วเหรอคะ”

“น้องเจ็บ” แก้วเกล้าบอกพร้อมกับปีนไปนั่งตักป๊า ซบหน้าลงกับอกแบนราบอย่างออดอ้อน

วิฬาร์มองนาฬิกา เห็นว่าใกล้จะได้เวลามื้อเย็นแล้ว

“น้องแก้วหิวไหมคะ”

“ม่าย~ ค่า~”

“แต่ถึงเวลาต้องกินแล้วนะคะ”

เด็กน้อยทำปากจู๋ ไม่รู้ว่าจะเถียงยังไงดีก็เลยปิดปากเงียบ แมวเหมียวที่เห็นแบบนี้ก็เริ่มปวดหัวกับความเลือกกินของลูก น้องแก้วไม่ค่อยชอบกินข้าว แต่จะชอบผลไม้มาก ๆ

“วันนี้ป๊ามีสตรอว์เบอร์รี่ให้น้องแก้วกินด้วยนะคะ อยากกินไหมคะ”

“อยากกินค่า”

“แต่น้องต้องกินข้าวก่อนนะ โอเค๊”

เด็กหญิงหยุดคิดสักแป๊บ ความอยากกินของโปรดมีมากกว่า ใบหน้าเล็กจึงพยักหน้าด้วยดวงตาแป๋วแหวว “ป๊าขา~ น้องหิว..”
อาแปะพ่นหัวเราะออกมาส่วนอาป๊ายิ้มเอ็นดูลูกสาว

“งั้นเราไปกินข้าวด้วยกันนะคะ” เขาปล่อยลูกลงพื้นเดินจูงมือออกไปไปห้องกินข้าวด้วยกัน

ธีรายังคงมีรอยยิ้มค้างอยู่บนใบหน้า บางครั้งแมวเหมียวก็พูดว่าน้องแก้วไปเอานิสัยฉอเลาะช่างพูดมาจากไหนกัน หารู้ไม่ว่าลูกสาวน่ะเหมือนตัวเองสมัยเด็กอย่างกับอะไรดี แต่จะมีความออดอ้อนมากกว่าด้วยความที่เป็นเด็กผู้หญิง

วันพรุ่งนี้แล้วที่เพื่อนของเขามันเดินทางกลับมา ไม่รู้ว่ามันรู้เรื่องน้องแก้วมากแค่ไหนก็เลยไม่ได้บอกอะไรมาก เอาไว้ให้มันมาเห็นและคิดเอาเองจะดีกว่า ถ้าไอ้เก้ามันคิดว่าน้องแก้วเป็นลูกแล้วอยากทำหน้าที่พ่อ แมวเหมียวเองก็ไม่ได้คิดกีดกันอะไรทั้งนั้น



-----



การินเดินทางมาถึงไทยในช่วงบ่ายแก่ พ่อกับแม่มารับด้วยใบหน้าท่าทางดีใจแบบที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต ภาพที่แม่กอดเขาแล้วร้องไห้มันสะเทือนใจจนเขาคิดว่าตัวเองคิดผิดที่ทิ้งครอบครัวไปไกลขนาดนี้

ถึงแม้จะเดินทางไปเยี่ยมได้ แต่พ่อของเขาอายุมากแล้ว เดินทางไกลมันลำบาก

“ขอโทษนะครับ” การินสวมกอดพ่อพร้อมกับบอกท่านด้วยความรู้สึกผิด

“It’s ok” พ่อบอก ตบบ่าเขาอย่างที่เคยทำประจำ ทั้งที่เขาจากบ้านไปแค่ 3 ปีกว่า การินมองพ่อที่ดูแก่ขึ้นมาก กระบอกตาของเขาร้อนผ่าวขึ้นมาพร้อมกับพูดขอโทษอีกครั้ง

“กลับบ้านกัน” เกดบอกลูกชายคนเดียว “อยากกินอะไรไหม” เธอถามในขณะที่เดินไปด้วยกัน

“ข้าวผัดกุ้งครับ” การินตอบ มันเป็นอาหารง่าย ๆ ที่เป็นของโปรดเขามาตั้งแต่ยังเด็ก ไปหากินที่ไหนก็ไม่เหมือนฝีมือแม่

“แค่นั้นเหรอ”

“ครับ แค่นั้นก็พอแล้ว” ลูกชายยิ้มจาง เขาเพลียจากการเดินทางไกลเลยไม่ค่อยหิวสักเท่าไหร่นัก

อีกใจก็เป็นกังวลกับเรื่องที่จะได้เจอแมวเหมียว...ในรอบสามปีที่เราห่างหายกันไป

ก่อนหน้าที่เขาจะเดินทางไปรับตำแหน่งงานไกล การินคิดว่าระหว่างเราจะไม่มีอะไรเปลี่ยนไป...เราจะเป็นพี่น้องกันเหมือนเดิม
โดยลืมคิดไป..ว่านั่นมันความต้องการของเขาแค่คนเดียว คนมีความผิดเป็นชนักปักหลังอย่างน้องก็ทำได้แค่เก็บกลืนความเจ็บปวดลงไป และก้มหน้ายอมรับสถานะนั้นที่เขามอบให้

ถ้าเขายอมรับความจริงสักนิด ก็จะเห็นว่าแมวเหมียวฝืนและพยายามมากขนาดไหน..เพื่อทำให้ทุกอย่างมันถูกต้องตามที่เขาต้องการ

ความจริงก็คือมันไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไป...แม้กระทั่งความรู้สึกของเขาเอง

จากสนามบินไปจนถึงบ้านใช้เวลาไม่มากนัก แม่ขับรถผ่านหน้าบ้านของเด็กที่อยู่ในห้วงความคิดของเขามาตลอดระยะหลายปีมานี้ การินมองตามจนลับสายตา

ตั้งใจว่าจะขี่มอเตอร์ไซค์มาหาหลังจากที่นอนหลับพักผ่อนแล้ว เขาไม่อยากพบกันในตอนที่สติไม่ครบถ้วนแบบนี้

การินกลับถึงบ้านก็ขอตัวไปนอนหลับพักผ่อนทันที เขาก้าวเข้าไปในห้องที่ถูกทำความสะอาดเรียบร้อย ไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้ารูปภาพที่ถูกติดไว้บนผนัง เขามองไล่ตั้งแต่ภาพครอบครัวที่เริ่มต้นตั้งแต่เขายังแบเบาะ แต่ที่ตรึงสายตาเขาเอาไว้..เป็นรูปที่เขาอุ้มแมวเหมียวในวัยสามขวบที่กำลังหลับเอาไว้แนบอก

มันถูกถ่ายโดยน้ำ และมันก็เอามาให้แม่ของเขาเพื่อเป็นหลักฐานว่าเขาช่วยเลี้ยงน้องจริง ๆ แม่ชอบใจมากเสียจนเอาใส่กรอบและมันถูกวางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงที่เดิมไม่เคยย้ายไปไหน

เขานอนแผ่หลาบนเตียง คิดหาคำพูดแรกที่จะทักทายแมวเหมียว แต่ก็พ่ายแพ้ให้กับความอ่อนเพลีย เปลือกตาหนักปิดลงพร้อมกับใบหน้าของน้องที่ยังฉายชัดในความรู้สึก



-----



ชายหนุ่มลูกครึ่งยืนเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าบ้านขนาดกลางคุ้นตาในเวลาสี่โมงเย็น เขายืนทำใจอยู่ตรงนี้มาพักใหญ่แล้ว แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปกดกริ่งสักที มีเสียงเปิดประตูดังขึ้น การินรีบหาที่หลบทันที ก่อนจะมาคิดทีหลังว่าเขาจะหลบแบบนี้ทำไม

“ป๊า~ วันนี้น้องอยากกินน้ำแข็งไสค่ะ”

“งั้นเดี๋ยวขากลับเราแวะกินกันที่ร้านของลุงชมพูนะคะ”

“ค่า~”

เสียงเล็กที่เคล้าคลอไปกับเสียงนุ่มหูดังขึ้นก่อนที่เก้าจะเห็นเจ้าของเสียงนั้น เขาใจเต้นไม่เป็นส่ำเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ

เด็กหญิงตัวน้อยออกมาจากรั้วตามหลังแมวเหมียวเหลือบตาเห็นเขาที่นั่งแอบอยู่หลังพุ่มไม้หน้าบ้าน นัยน์ตาสีเขียวจ้องสบตาเข้ากับการิน..เขารู้ได้ในทันทีว่าเด็กคนนี้เป็นลูกของเขาอย่างแน่นอน

ในขณะที่การินอยู่ในภวังค์ แก้วเกล้าดึงขากางเกงของป๊ายิก ๆ

“คะ?”

“คนนั้นใครคะ” นิ้วเล็กชี้ไปที่คนแปลกหน้า การินผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพร้อม ๆ กันที่แมวเหมียวหันหลังกลับไปก็ได้พบกับคนที่เขาหลีกเลี่ยงมาตลอด

เหมือนโลกหยุดหมุนไปชั่วครู่ การินมองสำรวจเด็กหนุ่มที่เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แมวเหมียวสูงขึ้น โครงหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย นั่นทำให้ดูเป็นหนุ่มมากขึ้น เสียงที่ได้ยินก็เปลี่ยนไปนิดหน่อย ส่วนแมวเหมียวที่ไม่คิดว่าจะได้เจอกับพี่เก้าแบบไม่ทันได้ตั้งตัวก็มีสีหน้าตะลึงงัน

แก้วเกล้ามองผู้ใหญ่สองคนที่จ้องกันและกันเงียบ ๆ เด็กน้อยมองคนนั้นทีคนนี้ทีก่อนจะเขย่าขากางเกงป๊าอีกครั้ง

แมวเหมียวสะดุ้งเล็กน้อย เขาก้มหน้าลงยิ้มให้ลูกสาว ก้มลงอุ้มขึ้นมาไว้ในวงแขน เขาหันไปส่งยิ้มให้พี่เก้า

“กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอครับ”

“เมื่อเช้าน่ะ”

“...พี่สบายดีไหม”

การินพยักหน้าช้า ๆ “แมวเหมียวล่ะ..สบายดีไหม”

“ครับ ดีมากเลย” เขาตอบก่อนจะพูดกับลูกสาวที่ยังคงมองอีกฝ่ายไม่วางตา “น้องแก้วสวัสดีค่ะหน่อยเร็ว”

มือป้อมยกขึ้นไหว้ “สวัสดีค่า~”

การินเผลอยิ้มออกมากับความน่ารักของเด็กน้อย “สวัสดีครับ”

เกิดความเงียบขึ้นมาอีกครั้ง การเผชิญหน้ากันในรอบเกือบสี่ปีดูแปลกประหลาดไปหมด เพราะเขาทั้งคู่ดูราวกับไม่ใช่คนที่เคยสนิทสนมกันอีกต่อไป



-----



การินเดินตามแมวเหมียวที่เดินจูงมือลูกไปสวนสาธารณะแถวบ้านเงียบ ๆ เขามองทั้งสองคนเล่นทรายด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม สักพักก็มีเด็กผู้ชายเข้ามาร่วมวงเล่นกับเด็กหญิงตัวเล็ก น้องหันกลับมามองเขา..สบตากันนิ่ง

“ป๊าไปนั่งเก้าอี้ตรงนั้นนะคะ เล่นกันดี ๆ นะครับ” วิฬาร์บอกกับลูกสาวในประโยคแรกพร้อมกับชี้ไปตรงที่พี่เก้านั่งอยู่ไม่ไกล และหันกลับไปบอกเด็กชาย เสียงใสประสานตอบกันอย่าพร้อมเพรียง แมวเหมียวลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ พี่เก้า

“ชื่ออะไรน่ะ” เขาเอ่ยถามสายตามองตรงไปที่เด็กน้อย

“แก้วเกล้าครับ”

ใจคนฟังกระตุกขึ้นมา ไม่รู้ว่าทำไม อาจเป็นเพราะชื่อของเด็กคนนี้ การินกลืนน้ำลายก่อนถามตรง ๆ

“ลูกของพี่ใช่ไหม”

แมวเหมียวเงียบ รู้อยู่แล้วว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นในสักวัน เขาจึงตอบออกไปอย่างไม่ลังเล

“ใช่ครับ”

“ทำไมถึง...ไม่บอกพี่ล่ะ” การินถามเสียงพร่า

แมวเหมียวที่กำลังมองตรงไปที่เด็กเล็กทั้งสองคนไม่วางตา กลัวว่าถ้าคลาดสายตาไปแล้วอาจจะเกิดอันตรายขึ้นได้ เจ้าตัวยังคงยิ้มบาง เบนสายตากลับมามองคนอายุมากกว่าที่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้นิดเดียวก็หันหน้ากลับไปตามเดิม

“ไม่มีความจำเป็นนี่ครับ น้องแก้วเกิดขึ้นมาก็เพราะความเอาแต่ใจของเหมียวทั้งนั้น”

“แต่…”

“พี่ไม่ต้องรู้สึกผิดหรอกครับ” วิฬาร์พูดต่อโดยไม่รอฟังพี่เก้าสักนิด “เหมียวไม่ได้เดือดร้อนหรือลำบากอะไรเลยครับ”

“ไม่ใช่แบบนั้น…”

“พี่น่ะ” แมวเหมียวเว้นวรรคหันไปส่งยิ้มให้ “ควรจะสร้างครอบครัวกับคนที่พี่รักมากกว่านะครับ ส่วนน้องแก้ว..พี่ไม่ต้องห่วงนะครับ”
ยามที่เอ่ยออกไป..หัวใจของแมวเหมียวก็ปวดหนึบขึ้นมา แต่เขาก็ปกปิดมันเอาไว้ภายใต้รอยยิ้มอันสดใสที่คิดว่าตัวเองปั้นแต่งมันออกมาได้เป็นธรรมชาติที่สุด

“แต่พี่-”

“ป๊าขา~”

“ว่าไงคะ”

ก่อนที่การินจะได้พูดอะไรออกไป ลูกสาวตัวน้อยก็ส่งเสียงเรียกป๊าพร้อมกับกวักมือเรียก แมวเหมียวหันมายิ้มให้ก่อนจะขอตัวออกไป ทิ้งให้เขาจมอยู่กับความทุกข์ที่ยังหาทางออกไม่เจอ



-----



วิฬาร์พาลูกสาวไปกินน้ำแข็งไสตามที่ได้รับปากเอาไว้ โดยมีการินพ่วงมาด้วยอีกหนึ่งคน ลุงเจ้าของร้านเห็นคนแปลกหน้าเดินเข้ามาด้วยก็ออกปากถาม

“พี่ชายเหรอ”

เหมียวพยักหน้ายิ้ม ๆ “ครับ”

“นึกว่าเป็นพ่อตัวจริงของยัยหนูซะอีก สีตาเหมือนกันเลย”

แมวเหมียวไม่ได้ว่าอะไร เสียงทุ้มหวานทำเพียงแค่หัวเราะในลำคอ ก่อนจะหันไปถามน้องแก้วว่าอยากกินอะไรบ้าง

“สีแดง ๆ กับหนมปังค่ะ”

“ก็เหมือนเดิมไม่ใช่เรอะ” ลุงชมพูว่าหัวเราะเสียงดัง เขาปลีกตัวไปทำของโปรดของลูกค้าประจำที่มักจะแวะมาทุกอาทิตย์

“พี่เก้าล่ะ กินไหม” แมวเหมียวถามเมื่อนั่งลงที่โต๊ะประจำของเขาสองคนกับลูก พี่เก้านั่งอีกมุมหนึ่งของโต๊ะที่ติดกับเด็กหญิง

“อ่า..ครับ”

“เหมือนเดิมนะ”

“จำได้ด้วยเหรอ”

คนอายุน้อยกว่าชะงัก เหลือบมองพี่เก้านิดหน่อย “ก็..ครับ” เขาตอบก่อนจะรีบเดินไปสั่งเพิ่มให้กับคนตัวโต ไม่อยากให้ถูกจับได้..ว่าความรู้สึกของเขานั้นยังเหมือนเดิม

การินยิ้มออกมาเป็นครั้งที่สองของวัน สายตาของเขามองตามร่างบอบบางอยู่แบบนั้น จนรู้สึกว่ามีสายตาคู่หนึ่งมองจ้องอยู่ และเมื่อเขาเลื่อนมาสบตาเข้า น้องแก้วก็ฉีกยิ้มให้

“ชื่ออะไรเหรอคะ” เด็กน้อยถาม จำได้ว่าคนตรงหน้ายังไม่ได้แนะนำตัวกับเธอเลย

“ชื่อเก้าครับ”

“หนูก็ชื่อแก้วเกล้าค่ะ”

 “ชื่อเราสองคนคล้ายกันเลยเนอะ”

แมวเหมียวเดินกลับมาก็เห็นพ่อกับลูกคุยกันจุ้งจิ้ง จนป่านนี้แล้วเขาก็ยังไม่รู้เลยว่าจะแนะนำพี่เก้าให้น้องแก้วเรียกว่าอย่างไรดี

“ป๊า~”

“คะ?”

“คนนี้เขาก็ชื่อเก้า หนูก็ชื่อแก้วเกล้า ชื่อเราคล้ายกันเลย”

วิฬาร์หันไปสบตากับพี่เก้าก่อนจะคลี่ยิ้ม “พี่อยากให้น้องแก้วเรียกพี่ว่าอะไรดีครับ” เขาให้อีกฝ่ายเป็นคนเลือกดีกว่า

การินเลียริมฝีปากแห้งผากของเขา ไม่มีความลังเลอยู่ในใจเลยแม้แต่น้อย แต่เขากลัวมากกว่า…แมวเหมียวยังคงจ้องเขาด้วยดวงตากลมโตสดใส รอคอยคำตอบจากเขา

“เรียก..พ่อได้ไหม”

คนอายุน้อยกว่าพยักหน้า “ได้สิครับ”




tbc…
สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้าคนอ่านทุกคนเลยนะคะ
สำหรับปีนี้ก็ขอบคุณมาก ๆ ที่สนับสนุนคนเขียนตัวน้อย ๆ อย่างดิฉัน
ส่วนปีหน้านั้นก็ขอฝากทุกคนช่วยติดตามผลงานต่อไปด้วยนะคะ
แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ
 :L2:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด