My Valenthia #วิวาห์ในแดนฝัน (Omegaverse) : บทที่29-30 [P.10] --- 26/08/62 ---
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: My Valenthia #วิวาห์ในแดนฝัน (Omegaverse) : บทที่29-30 [P.10] --- 26/08/62 ---  (อ่าน 27774 ครั้ง)

ออฟไลน์ Funnycoco

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 253
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ท้องเถอะนะ :katai2-1:

ออฟไลน์ theindiez

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 229
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-1
แพ้อาหารหรือท้องอ่ะ ถ้าท้องแอชต้องเป็นคุณพ่อสายซึนแน่เลย 555

ออฟไลน์ memozy

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 391
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
รอเบบี๋

ออฟไลน์ darinsaya

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 601
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1
 :katai1: :katai1: :katai1: ไม่น่าท้องนะ5555

ออฟไลน์ LadySaiKim

  • ▫▪□Dezine'Kim□▪▫
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1701
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-0
น้องท้องหรอออ ยังไงๆๆ :hao7:

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3410
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
คิดถึงแล้วอ่ะ มาอัพเถอะอยากอ่านแล้ว

ออฟไลน์ Funnycoco

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 253
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0

ออฟไลน์ monrita

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 38
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0


บทที่ 14




ท่านชายวาเลนเธียถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างรวดเร็วด้วยความช่วยเหลือของนายท่าแห่งฮาวีเจี้ยน ถึงจะเป็นโรงพยาบาลในท้องถิ่นแต่ก็นับว่ามีชื่อเสียงพอควร ทั้งสถานที่ อุปกรณ์ครบครัน คณะแพทย์มากฝีมือได้รับการันตีจากฝ่ายเจ้าถิ่น


แอชลีย์ถอนหายใจหนักๆ ขณะยืนมองคู่ชีวิตถูกเข็นเข้าไปในห้องฉุกเฉินปล่อยให้หมอกับพยาบาลทำงานกันอย่างเต็มที่เลือกจะนั่งรออยู่ด้านนอกไม่ขอเข้าไปรบกวนจะดีกว่า สิ่งที่ควรพูดก็พูดอธิบายให้หมอฟังไปหมดแล้วหลังจากนี้คงได้แต่ฝากความหวังเอาไว้กับการรักษา


ชายหนุ่มนวดหัวคิ้วพลางทรุดตัวลงบนม้านั่งแถวนั้นสมองก็พลันคิดไปว่าสถานการณ์ทำนองนี้มันคุ้นอย่างไรชอบกล คล้ายว่าเคยประสบมาก่อนแต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตนเองโดยตรงนัก


ผ่านไปราวสิบกว่านาทีดวงตาสีอำพันลืมขึ้นยามได้ยินเสียงฝีเท้าเข้ามาใกล้ เป็นนายแพทย์คนหนึ่งที่รับผิดชอบเคสของภรรยาเขานั่นเอง


“ไม่ทราบว่าญาติของคนไข้เป็นใครครับ” ตรงหน้าของนายแพทย์หนุ่มคืออัลฟ่าสองคน คนหนึ่งเป็นที่รู้จักชื่อกันดีแม้จะไม่เคยสนทนาด้วย ส่วนอีกคนเดาว่าน่าจะเป็นคนต่างถิ่นสังเกตจากลักษณะการแต่งกาย


“ผมครับ” แอชลีย์หยัดตัวขึ้นเต็มความสูงก่อนจะถูกเชิญเข้าไปด้านในห้องฉุกเฉินระหว่างนั้นก็ได้รับคำอธิบายถึงอาการและสาเหตุที่เกิดขึ้นกับใครอีกคนคร่าวๆ รวมถึงวิธีที่ใช้ในการรักษาไปเบื้องต้น


ด้านในสุดของห้อง รอบเตียงถูกกั้นด้วยม่านเพื่อความเป็นส่วนตัว บนเตียงนั้นมีร่างอ่อนแรงของซินเธียนอนอยู่ ตามผิวเนียนปรากฏผื่นแดงเป็นบางแห่ง ผื่นพวกนี้มันเริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนระหว่างเดินทางมาโรงพยาบาลแล้วส่วนตอนนี้ก็เริ่มจางลงเดาว่าคงเพราะได้รับยา


“สรุปแล้วภรรยาของผมเป็นอะไรครับ” ละสายตาจากใบหน้าซีดเซียวมาเพื่อขอความกระจ่าง ดูจากอาการก็พอจะเดาเรื่องราวได้แต่ก็อยากจะมั่นใจถึงสาเหตุแท้จริงเพื่อหาวิธีป้องกันในอนาคตซึ่งคำตอบที่ได้รับจึงไม่เกินกว่าความคาดหมายนัก


“ก่อนหน้านี้คนไข้ได้ทานอะไรนอกจากอาหารทะเลไหมครับ”


“อาหารทุกมื้อที่เขาทานล้วนเป็นสิ่งที่เขาทานปกติในชีวิตประจำวัน มีเพียงอาหารทะเลที่เขาพึ่งเคยทานเป็นครั้งแรกเมื่อสามสิบนาทีที่แล้ว”


ได้ความดังนั้น นายแพทย์หนุ่มพยักหน้ารับแล้วสรุปผล


“คนไข้แพ้อาหารทะเลครับ อาการแพ้นั้นมีหลายระดับบางคนอาจมีเพียงหายใจติดขัดผื่นขึ้นตามผิวหนัง บ้างก็คลื่นไส้ ท้องเสียไปจนถึงระดับรุนแรงเสี่ยงถึงชีวิต สำหรับคุณซินเธียแล้วไม่ถือว่ารุนแรงมาก แต่เรายังไม่สามารถสรุปได้ว่าเขาแพ้ทุกอย่างที่เป็นของทะเลหรือแพ้แค่สัตว์บางชนิด”


เป็นจริงอย่างคุณหมอว่าเนื่องจากบนโต๊ะอาหารมีของทะเลหลายชนิด ตัวซินเธียก็ตักชิมจนครบแทบทุกอย่างแต่เป็นจำนวนที่ไม่มาก ดูก็รู้ว่าคงลองตามมารยาทไม่ค่อยถูกปากเสียเท่าไหร่


ก็นับว่าเป็นเรื่องดี นายแพทย์หนุ่มยังอธิบายเสริมว่าปริมาณสารที่มีผลต่อร่างกายจนก่อให้เกิดอาการแพ้ก็มีผลกับผลลัพธ์ที่แสดงออกมา ยิ่งรับเข้าไปมาก อันตรายก็ยิ่งมาก


“แล้วสามารถตรวจได้หรือเปล่าครับว่าเขาแพ้อะไรกันแน่”


ถึงวินเทอร์ฟอลจะไม่นิยมนำอาหารทะเลมาขึ้นโต๊ะอันเนื่องมาจากไม่ได้มีอาณาเขตติดทะเล แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสได้พบเจอ อาหารบางประเภทก็มีส่วนผสมของสัตว์ทะเลบางชนิด การตรวจหาสาเหตุที่แน่นอนย่อมดีกว่าเพื่อเป็นการป้องกันไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ


“เรื่องนั้นไม่มีปัญหาครับ การตรวจหาสารที่แพ้มีหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบจากผิวหนังหรือการเจาะเลือดแต่หมอแนะนำว่ารอให้อาการคนไข้คงที่กว่านี้ค่อยทำจะดีกว่า”


“ครับ”


“ดูเหมือนพวกคุณจะไม่ใช่คนที่นี่ คงไม่เป็นอะไรนะครับหากหมอจะขอเสียมารยาทถาม” แพทย์หนุ่มอมยิ้มชวนคุยไปตามประสาคนอัธยาศัยดี อีกข้อสรุปหนึ่งก็คือคนในอีสเทิร์นพอร์ตเติบโตมากับวิถีชีวิตชายฝั่ง อาหารท้องถิ่นส่วนใหญ่ย่อมมาจากทะเล ร่างกายทั้งภายในภายนอกล้วนคุ้นเคย น้อยมากจะพบผู้ป่วยที่มีอาการแพ้


ทางฝั่งคนต่างถิ่นเองก็ไม่ได้แสดงท่าทางไม่พอใจอะไร แต่ก็ยังคงตอบคำถามด้วยใบหน้าและน้ำเสียงทุ้มดูสุขุม เต็มไปด้วยความนุ่มลึก


“พวกเรามาจากวินเทอร์ฟอลครับ ปกติไม่นิยมทานอาหารจำพวกนี้อยู่แล้ว”


“ดีแล้วล่ะครับ” นายแพทย์หนุ่มผงกหัวรับ “ที่อาการแพ้ไม่รุนแรงมากอาจเพราะทานไปไม่เยอะ ทางที่ดีคือควรเลี่ยงไปเลยจะดีที่สุด”


อัลฟ่าหนุ่มเองก็เห็นดีด้วยกับความคิดนั้น ดูเหมือนว่ากลับวินเทอร์ฟอลไปแล้วคงต้องกำชับห้องครัวไม่ให้นำวัตถุดิบอะไรก็ตามที่มีส่วนผสมของทะเลมาประกอบอาหารโดยเด็ดขาด


อาหารทางเหนือเน้นรสชาติอ่อน ไม่ปรุงแต่งมาก ส่วนใหญ่เน้นไปทางขนมปัง ชีส ผักกับเนื้อสัตว์บางชนิด เดิมก็ไม่เป็นปัญหาอะไรแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่วางใจ ต่อไปนี้อาหารทุกอย่างที่จะถูกนำมาขึ้นโต๊ะคงต้องตรวจสอบโดยละเอียดและเข้มงวดกว่าที่เป็น


หลังการพูดคุยจบลงแพทย์หนุ่มแนะนำให้นอนพักเพื่อดูอาการอีกสักหนึ่งคืน หากไม่มีอาการแทรกซ้อนอะไรวันพรุ่งนี้ก็สามารถกลับบ้านไปพักผ่อนใช้ชีวิตปกติได้ การแพ้อาหารนั้นหากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีก็ไม่นับว่าอันตรายอะไร อีกอย่างก่อนกลับแอชลีย์ก็คิดว่าจะให้อีกคนได้ลองเทสหาสารที่แพ้ดูสักครั้งจะได้รู้กันไปเลย


ไม่รู้เพราะเหนื่อยจากการเที่ยวเล่นทั้งวันแถมไม่กี่ชั่วโมงก่อนยังอาเจียนออกมาเยอะขนาดนั้นประกอบกับได้รับยาแก้แพ้หรือเปล่าคนป่วยถึงได้นอนหลับสบายใจอยู่บนเตียงเสียยาวหลังถูกย้ายมาห้องพักฟื้น


ซินเธียตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็ล่วงเข้าสู่วันใหม่แล้ว เด็กหนุ่มปรือตาขึ้นช้าๆ ผลข้างเคียงจากอาการแพ้ยังพอมีให้รู้สึกแต่ก็ทุเลาลงไปมากแล้ว อย่างน้อยก็ไม่รู้สึกคลื่นไส้อีก


นอนเหม่อมองเพดานอยู่ครู่ใหญ่เพื่อรวบรวมเศษความจำอันกระจัดกระจายรำลึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงหัวค่ำทั้งหมดเวลาก็ผ่านไปครู่ใหญ่ บรรยากาศรอบกายมืดสนิทมีเพียงแสงไฟสลัวจากหัวเตียงพอให้มองเห็นทั้งห้องเลือนราง


เด็กหนุ่มไล่สายตาจากเพดานห้องลงมาทีละนิดจนพบเข้ากับเงาร่างของใครบางคนข้างกายกำลังจับจองเก้าอี้สำหรับญาติเฝ้าคนป่วยอยู่ข้างเตียง


เป็นแอชลีย์ คิม


คนตัวโตนั่งกอดอกแผ่นหลังเอนพิงกับพนักของเก้าอี้ ดวงตาทั้งสองปิดสนิท ถึงความมืดจะทำให้ไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้ชัดเจนทว่าเสี้ยวใบหน้าด้านหนึ่งซึ่งถูกแสงกระทบพอให้เห็นเป็นภาพรางๆ นั้นมันกลับเป็นภาพอันแสนงดงามจนน่าประหลาดพาลให้เผลอจดจ้องกันอยู่นานราวกับเวลาได้ถูกหยุดเอาไว้


สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อตอนหัวค่ำถึงจะสร้างความทรมานให้กับซินเธียอย่างมากแต่เขาก็มีสติรับรู้ครบถ้วนเพียงแค่ไม่มีแรงมากพอจะไปจดจ่อกับสิ่งไหนเป็นพิเศษ


แต่ก็ยังได้เห็นความห่วงใยเดือดเนื้อร้อนใจของอีกคนที่มีให้กัน แค่นั้นมันก็อุ่นซ่านไปทั้งหัวใจแล้ว ทั้งพามาโรงพยาบาล เป็นธุระจัดการเรื่องต่างๆ ให้แถมยังมานั่งเฝ้ากันอยู่ค่อนคืนไม่ยอมไปนอนพักผ่อนดีๆ อีก ไม่ใช่เรื่องจำเป็นต้องทำให้กันถึงขนาดนี้แท้ๆ คงจะเหนื่อยไม่น้อยเลยสิท่า


จนถึงตอนนี้แอชลีย์ก็ยังอยู่ในชุดเดิมจะแตกต่างจากเมื่อช่วงหัวค่ำก็คงเป็นกระดุมของเชิ้ตสีเข้มนั้นถูกปลดออกสองเม็ดคลายความอึดอัด แขนเสื้อทั้งสองข้างก็ถูกพับขึ้น ใบหน้าหล่อเหลาดูอ่อนล้าเดาแล้วคงพึ่งนอนไปก่อนเขาจะตื่นขึ้นมาไม่นานนี้แน่นอน ก็ขนาดเส้นผมที่ถูกจัดทรงมาอย่างดีขณะนี้ก็ตกลงมาระตามกรอบหน้าหมดแล้ว


หมดคราบของท่านแอชลีย์ผู้สุขุมแม้ความน่าเกรงขามจะไม่ได้ลดลงตาม


ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกพองฟูอยู่ในใจ ซินเธียกำลังลอบยิ้มกับตัวเองภายใต้เงามืดและมันคงจะเป็นแบบนั้นไปอีกนานหากไม่ได้ยินเสียงทุ้มดังขึ้นมาท่ามกลางห้องมืดและเงียบงันแห่งนี้


“มองผมพอหรือยัง”


คนถูกจับได้สะดุ้งโหยง เพราะคาดว่าใครอีกคนเข้าห้วงนิทราไปแล้วถึงได้กล้าแอบมองกันอย่างเหิมเกริมเช่นนี้


“คุณไม่ได้... หลับอยู่หรือครับ” เลิ่กลั่กเสียจนเกือบจะบังคับตัวเองให้เสียงไม่สั่นไม่ได้แล้ว


“แค่พักสายตา”


“อ่า” เขาไม่รู้จะตอบอะไรแล้ว ในเมื่อถูกจับได้เสียขนาดนี้ยังจะต้องหาข้อแก้ตัวอะไรอีกล่ะ เพราะแบบนั้นคนอ่อนกว่าถึงได้เลือกจะเงียบ รอฟังว่าอีกคนจะพูดอะไรต่อหรือไม่


“เป็นยังไงบ้าง ยังปวดตรงไหนหรือรู้สึกคลื่นไส้อยู่อีกหรือเปล่า”


เสียงทุ้มถูกเอ่ยด้วยระดับน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าประโยคแรก อีกคนไม่ได้ไล่ต้อนให้ต้องรู้สึกกระอักกระอวนไปมากกว่านี้ แน่ล่ะนั่นไม่ใช่วิสัยของเขาอยู่แล้ว แต่ไอ้สิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้เองก็ไม่ใช่สิ่งที่จะได้สัมผัสบ่อยๆ เช่นกัน ซินเธียเลยทำตัวไม่ค่อยถูก


ไม่ได้อ่อนแค่ร่างกายแม้แต่ใจตอนนี้ก็แทบจะเหลวเป็นน้ำ กับแค่ความเป็นห่วงเล็กน้อยค่อนไปทางคำถามธรรมดาสามัญแต่ก็ไม่รู้ทำไม


ถึงได้รู้สึกอุ่นไปทั้งหัวใจก็ไม่รู้


“อื้ม แค่มึนๆ แต่ไม่เป็นอะไรมากแล้ว”


“อืม”


“…”


“พักผ่อนอีกสักหน่อยเถอะ ถ้าอาการเธอดีขึ้นพรุ่งนี้เราจะได้กลับโรงแรมกัน”


ถึงจะไม่ได้พูดออกมาแต่ซินเธียก็รู้ ว่าชายผู้นี้จะคอยนั่งเฝ้าอยู่ตรงนี้ไม่ห่างหายไปไหน เพราะแบบนั้นถึงได้หลับตาลง ปล่อยตัวและวางใจให้จมดิ่งสู่ห้วงนิทราอีกครั้งไร้ซึ่งความกังวลใดให้ต้องกริ่งเกรง


----



วัดถัดมาโชคดีว่าอาการป่วยของท่านชายวาเลนเธียไม่มีอะไรให้ต้องเป็นห่วงเลยไม่ต้องนอนเบื่อหน่ายอยู่ในโรงพยาบาลอีก ก่อนกลับก็ไม่ลืมเข้ารับการตรวจหาสาเหตุอาการแพ้ให้ละเอียดอีกครั้งโดยผลออกมามาพบว่าสิ่งที่โอเมก้าหนุ่มแพ้นั้นแท้จริงแล้วก็คือกุ้งกับหอยบางชนิด ส่วนอาหารทะเลชนิดอื่นจำพวกปลานั้นไม่มีผล


หลังจัดการค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดเสร็จสิ้นซินเธียก็ถูกพามาพักผ่อนต่อในโรงแรมวันทั้งวันแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากนอนหายใจทิ้งไปวันๆ เมื่อถึงเวลารุ่งขึ้นของอีกหนึ่งวันถัดมาก็ต้องเตรียมตัวกลับวินเทอร์ฟอลเสียแล้ว


แอชลีย์เหลือบมองคนที่นั่งอยู่ข้างกายในรถขณะเดินทางกลับซึ่งมีอาการซึมลงกว่าตอนขามาอย่างเห็นได้ชัด สาเหตุก็ไม่ใช่อะไรเลยนอกเสียจากว่าท่านชายเขายังไม่ได้เที่ยวหนำใจนักก็ดันมาป่วยเสียก่อน


แต่ก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันอยู่เหนือความคาดหมายและแอชลีย์เองก็ไม่ได้อยากจะให้มันเกิดขึ้น ก่อนจะพากันขึ้นรถออกเดินทางถึงได้พาไปเดินเลือกซื้อของฝากตามแต่ที่ใจอีกคนต้องการ คนเกิดอาการนอยถึงได้ดูสดชื่นขึ้นบ้าง เลือกซื้อนู่นซื้อนี้ติดไม้ติดมือมาจนเต็มคันรถ ฝั่งคนจ่ายเงินเองก็ไม่ได้คิดจะห้ามแต่อย่างใด ก็ให้เขาหน่อย


“เป็นอะไร” เสียงถอนหายเบาๆ แต่ก็ดังพอสำหรับคนข้างเคียงกันในห้องโดยสารแคบ แอชลีย์เลิกคิ้วหันไปถามไถ่ภรรยาซึ่งนั่งห่อไหล่อยู่ด้านข้าง


“เราเสียดาย... อุตส่าห์ได้ออกมาทั้งที”


จะรู้สึกมากหน่อยก็ไม่แปลก คนที่เคยมีอิสระในการใช้ชีวิตมาตลอดพอแต่งเข้าตระกูลอื่นก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตของดินแดนใหม่ที่แตกต่างจากบ้านเกิดตนค่อนข้างมาก วันๆ ได้อุดอู้อยู่แต่ภายในคฤหาสน์จะรู้สึกอึดอัดไปบ้างก็ไม่แปลก ครั้งนี้มีโอกาสได้ติดตามคู่ออกมาต่างเมืองจึงตื่นเต้นไม่น้อยวาดฝันว่าจะได้เดินเที่ยวใช้เวลา4-5วันนี้ให้คุ้มกับที่ได้ออกมา ทว่าตัวเองดันมาป่วยพึ่งจะเดินเที่ยวได้แค่วันเดียวแท้ๆ วันนี้ต้องกลับแล้ว


ก็ไม่รู้ว่าจะได้ออกมาอีกเมื่อไหร่


แม้แอชลีย์จะมอบอิสระให้กับซินเธียอย่างเต็มที่ ไม่ได้กักขังให้อยู่แต่ในคฤหาสน์แต่เด็กหนุ่มก็ไม่รู้จะออกไปที่ไหนในเมื่ออีกคนก็ไปทำงานไม่ได้มีเวลาให้กันเหมือนช่วงเวลาแบบนี้


อันที่จริงแล้วซินเธียไม่กล้าชวนอีกคนไปเที่ยวต่อให้ทางนั้นจะไม่ว่าอะไรก็ตาม


รู้ว่าบางครั้งแอชลีย์ออกจะตามใจตนเสียด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างนั้นก็...


“เที่ยวน่ะจะมาเมื่อไหร่ก็ได้” คนอายุมากกว่าอธิบายอย่างใจเย็นซึ่งทางคนฟังเองก็พยักหน้าเข้าใจ ยอมรับชะตากรรมแต่โดยดี “สิ่งสำคัญคือการรักษาสุขภาพ รู้ใช่ไหม”


“อื้ม เราเข้าใจแล้ว”


ก็เป็นจริงอย่างที่เขาว่านั่นแหละ สุดท้ายคนที่มีอะไรมากมายในใจก็ต้องยอมรับความจริงแต่โดยดีราวกับเด็กน้อยที่กำลังถูกผู้ใหญ่สั่งสอน แต่ก็เป็นคำสอนที่ค่อนข้างใจเย็นเต็มไปด้วยความประนีประนอม


ระยะเวลาตอนขากลับคล้ายจะสั้นกว่าขาไปเนื่องจากซินเธียนอนหลับมาตลอดทาง ไม่ได้ตื่นเต้นอย่างตอนแรก ทันทีเมื่อรถคันหรูเลี้ยวเข้าอาณาเขตของคฤหาสน์ตระกูลคิม สภาพแวดล้อมคุ้นตาปรากฏเข้าสู่ครรลองสายตา


แอชลีย์ปลุกคนที่ยืมไหล่กว้างๆ ของตัวเองต่างหมอนให้ตื่นจากนิทรา ก็ไม่คิดว่าอีกคนจะนอนหลับได้ยาวขนาดนี้ทั้งที่ก่อนเดินทางก็ตรวจเช็คเพื่อความมั่นใจอีกรอบแล้วว่าร่างกายของโอเมก้าคู่ชีวิตนั้นปกติดี ไม่ได้มีอาการแทรกซ้อนอะไรอันเป็นผลข้างเคียงจากการแพ้อาหารวันก่อน


แรกเริ่มเมื่อดวงตากลมเปิดขึ้น คนที่นอนหลับมาตลอดทางยังคงมีอาการมึนงง นั่งดึงสติกันอยู่ร่วมนาทีถึงได้เปิดประตูรถออกไป บริเวณหน้าโถงทางเข้ามีท่านหญิงคิมยืนรออยู่ก่อนแล้ว


“เป็นอย่างไรบ้างคะ เที่ยวกันสนุกไหม”


“ครับ สนุกมากเลย” ซินเธียยิ้มรับสองมือกระชับเสื้อคลุมบนกาย วินเทอร์ฟอลก็ยังคงเต็มไปด้วยอากาศหนาวเย็นเหมือนทุกวัน “เสียดายที่ยังไม่ได้เที่ยวมากเท่าไหร่”


“อ้าว ทำไมล่ะคะ” ท่านหญิงทำท่าประหลาดใจ


“ช่วงวันที่ 3 ซินเธียเกิดแพ้อาหารทะเลเข้าน่ะครับ เลยตองนอนพักที่โรงพยาบาล” เห็นคนตัวบางมีสีหน้าจืดเจื่อนคนที่คอยอยู่ด้วยกันมาตลอดทริปจึงช่วยอธิบายไขความกระจ่างให้กับผู้เป็นมารดา


“ตายจริงแล้วเป็นหนักไหมคะ ทำไมไม่ดูแลน้องดีๆ ล่ะแอช”


“เพราะไม่เคยทานมาก่อนน่ะครับ ผมเองก็พึ่งรู้ตัวเหมือนกันว่าไม่ถูกกับของทะเล” พอเห็นอีกคนโดนดุเลยต้องรีบเอ่ยแก้ความเข้าใจผิด เรื่องนี้หากจะหาคนผิดเกรงว่าคงจะยาก ทุกอย่างเกิดขึ้นจากความไม่รู้ทั้งนั้น จะกล่าวว่าตัวเองประมาทก็ค่อนข้างก้ำกึ่ง


“โถ่ คงหมดสนุกเลยสิแบบนี้” อุตส่าห์ได้ออกไปเที่ยวทั้งทีดันเกิดเรื่องได้ ช่างน่าสงสารเสียจริงลูกสะใภ้ของท่านหญิงคิม


“ไปค่ะข้างนอกอากาศหนาว เข้าไปจิบชาอุ่นๆ ข้างในกันดีกว่าแล้วเล่าให้แม่ฟังหน่อยว่าไปทำอะไรกันมาบ้าง” อัลฟ่าหญิงหนึ่งเดียวเข้ามาประคองแขนลูกสะใภ้พากันเดินผ่านโถงรับรองเข้าไปด้านในห้องเรือนกระจกซึ่งมีชุดน้ำชายามบ่ายเตรียมรอเอาไว้ก่อนแล้ว


ระหว่างเดินผ่านประตูเข้ามาจนถึงกลางโถง ซินเธียเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อมีบางสิ่งบางอย่างช่างสะดุดตาเหลือเกิน แสงระยิบระยับของคริสตัลยามหยอกเย้ากับแสงไฟดูคุ้นตาชอบกล


“คนพึ่งเอามาติดเมื่อเช้าเองค่ะ สวยไหม แม่ชอบมากๆ เลยค่ะ” ท่านหญิงเอ่ยตอบข้อสงสัยขณะเดียวกันก็หันไปยิ้มกริ่มใส่คนเป็นลูกชายที่เดินตามหลังกันมาวางท่าขรึมไม่พูดไม่จา “เห็นว่าสั่งทำเป็นพิเศษเลยล่ะ”


สิ่งที่อยู่ในสายตาของทุกคนขณะนี้คือแชนเดอเลียร์คริสตัล ของประดับชิ้นใหม่ของคฤหาสน์คิม มันถูกติดตั้งเอาไว้บริเวณกลางโถงทางเข้า เรียกได้กว่าเมื่อเดินเข้ามาภายในตัวคฤหาสน์สิ่งแรกที่ทุกคนจะเห็นก็คงจะเป็นเจ้าแชนเดอเลียร์อันนี้อย่างแน่นอน ต่อให้ไม่ตั้งใจมองอย่างไรเสียความระยิบระยับก็ยังโฉบเฉี่ยวเข้าหางตาอยู่ดี


ซินเธียกระพริบตา เขานึกออกแล้วว่าเคยเห็นมันที่ไหน ในงานเลี้ยงคฤหาสน์สแตนลีย์คราวก่อนนั่นเอง ถึงจะบอกว่าคล้ายแต่แชนเดอเลียร์นี้มันออกจะใหญ่กว่าของทางนั้นเสียด้วยซ้ำ ใหญ่ขนาดว่าขอเพียงก้าวผ่านประตูเข้ามาสิ่งแรกที่จะปรากฏเป็นสิ่งแรกของสายตาก็คงเป็นโคมระย้านี้นั่นแหละ นอกจากความมโหฬารของมันแล้วรูปทรงก็มีความประณีต คริสตัลทรงหยดน้ำห้อยระย้าสูงต่ำสลับกันเป็นชั้นๆ ให้ความรู้สึกหรูหรา โออ่ายากจะบรรยาย


อื้ม


แต่ยิ่งมองแล้วก็ยิ่งรู้สึกว่าเจ้าแชนเดอเลียร์แบบนี้มันสวยจริงๆ นั่นแหละ




TBC



ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13370
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-4

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ theindiez

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 229
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-1
ยังลุ้นให้ซินเธียมีน้องอยู่นะคะ 555

ออฟไลน์ darinsaya

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 601
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1
 :เฮ้อ: :เฮ้อ: :เฮ้อ: นึกว่าจะไม่มาต่อซะละ

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3410
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
นึกว่าท้องดันแพ้อาหารซะได้ รอลุ้นต่อไปว่าจะท้องเมื่อไหร่
แต่เอ๊ะ!! เมื่อน้องเคยพูดว่าโคมไฟเชนเดอเรียสวยหรือเปล่านะ

ออฟไลน์ Funnycoco

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 253
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
รอลุ้นให้ท้องอยู่นะ :impress2:

ออฟไลน์ LadySaiKim

  • ▫▪□Dezine'Kim□▪▫
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1701
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-0
ไม่ท้องอ่าาาาาาาาาาาาาาา  :hao5: :hao5: :hao5:

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1770
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1
จากนี้ไปก็ระวังนะน้องงงงงงงง
แต่แบบนะเขาชอบแชนเดอเลียร์บ้านนู้นก้หามาติดให้เลยเด้อ  :hao3:

ออฟไลน์ monrita

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 38
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0


บทที่ 15





นับวันกลับจากทริปอีสเทิร์นพอร์ตก็ผ่านมาร่วมครึ่งเดือนแล้ว ซินเธียังคงใช้ชีวิตตามปกติ ความคุ้นชินกับวิถีชีวิตมีมากขึ้นและตอนนี้เด็กหนุ่มก็เริ่มชินกับสภาพอากาศหนาวเย็นในดินแดนแห่งนี้แล้ว


ท้องฟ้าครึ้มที่ไร้แสงแดดกลายเป็นภาพคุ้นตาเช่นเดียวกับสีขาวซึ่งปกคลุมไปทั่วทั้งเมือง ในแต่ละวันผ่านไปอย่างเรียบง่าย ซินเธียเขียนจดหมายไปหาท่านพ่อบอกเล่าเรื่องราวที่ตนได้ไปท่องเที่ยวมารวมถึงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน เขามักจะทำมันอย่างน้อยหนึ่งถึงสองครั้งในรอบเดือน วันนี้เองก็เช่นกัน


ท่านชายวาเลนเธียสอดจดหมายที่บรรจงเขียนลงไปในซองพร้อมประทับตราของตระกูลคิมลงไปบนหมึกสีแดงเพื่อปิดผนึกจดหมายแล้วส่งให้คุณพ่อบ้านช่วยจัดการ


“วันนี้คุณแอชลีย์จะกลับมาทานมื้อกลางวันไหมครับ”


“คุณท่านจะกลับมาตอนเย็นครับ เห็นว่าช่วงบ่ายมีประชุมสำคัญ”


ซินเธียพยักหน้าเข้าใจ พักหลังมานี้ใครอีกคนมักจะแวะเวียนเข้ามาทานมื้อเที่ยงด้วยกันหากไม่ติดธุระสำคัญที่ไหน ที่ต้องถามก่อนเพราะเขาจะได้อยู่คอยต้อนรับ จัดเตรียมของว่างรองท้องให้ก่อนตามความเคยชิน แม้จะไม่ใช่หน้าที่จำเป็นต้องเปลืองแรงทำด้วยตนเองแต่ซินเธียคิดว่าในฐานะคู่ชีวิตแล้วการดูแลอีกฝ่ายเป็นเรื่องเหมาะสม แต่ถ้าอีกคนจะไม่กลับมาก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเพราะตอนนี้เขากำลังยุ่งเรื่องการขยายการค้าที่ได้ไปเจรจากันเมื่อคราวก่อน


“ท่านชายครับ”


“หืม?”


“ของพวกนี้จะให้นำไปเก็บไว้ในห้องเก็บของหรือนำไปวางเอาไว้ตามห้องต่างๆ ดีครับ”


“อ่า... จริงสิ” ลืมไปเลย


สิ่งที่คุณพ่อบ้านกำลังพูดถึงก็คือของที่ซื้อติดมือตอนไปอีสเทิร์นพอร์ตคราวก่อน ซินเธียเดินเข้าไปใกล้บรรดากล่องกระดาษสี่เหลี่ยมหลากหลายซึ่งวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ เมื่อเปิดออกจะพบกับบรรดาเทียนหอมกลิ่นต่างๆ ของพวกนี้ตอนวันกลับนายท่าแลมเบิร์ตพาไปเลือกซื้อถึงท่าเรือใหญ่ เป็นสินค้าคุณภาพดีที่ไม่ได้หาซื้อได้ตามแผงข้างทางหรือร้านค้าทั่วไปได้ง่ายๆ อีกทั้งยังถูกนำเข้ามาจากดินแดนอีกฟากหนึ่งของทะเล


เขาหยิบหนึ่งในนั้นขึ้นมาพิจารณา แค่หยิบขึ้นมาใกล้ก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ โชยมาแล้ว ซินเธียรู้สึกชอบมันมากตั้งแต่แรกเห็นเลยขนกลับมาเสียเยอะ


ตั้งแต่กลับมาก็มั่วทำนู่นทำนี้เสียจนลืมพวกไปไปสนิท ของฝากที่เป็นจำพวกวัตถุดิบกับอาหารก็แจกจ่ายคนในคฤหาสน์รวมกับคุณพ่อคุณแม่ไปหมดแล้ว จะเหลือก็แต่ของใช้แบบนี้


เทียนหอมเหล่านี้เน้นให้ความผ่อนคลาย หรือจะนำไปจุดเพิ่มบรรยากาศก็น่าสนใจ เขาเลือกมาแต่กลิ่นที่ไม่แรงมากส่วนใหญ่จะเน้นไปทางดอกไม้


“เดี๋ยวช่วยเอาไปวางไว้ในห้องทำงานคุณแอชลีย์อันนึงนะครับ” เอ่ยขณะสายตาก็คอยกวาดมองบรรดาเทียนหอมตรงหน้า ซินเธียหยิบพวกมันขึ้นมาดมทีละกลิ่นเพื่อตัดสินใจหาชิ้นที่เหมาะสม หยิบอันนู้นทีอันนี้ทีขมวดคิ้วท่าทางเป็นจริงเป็นจังเอามาก


เห็นเวลาทำงานล่ะทำหน้าเครียดเชียว ในห้องก็อุดอู้ไม่ค่อยมีอะไรให้ผ่อนคลายเพราะเจ้าของห้องเป็นคนเรียบง่ายไม่ชอบให้มีของตกแต่งในห้องเยอะๆ จนดูรกตา เมื่อก่อนใบไม้สักใบยังไม่มีจนซินเธียต้องคอยจัดหาดอกไม้ใส่แจกันไปวางไว้ในห้องทำงานของคนตัวโตทุกวันจะได้มีสีสันอะไรให้มองตอนพักสายตาบ้าง ไม่งั้นล่ะเครียดตายเลย


นี่ก็คิดว่าจะจุดเทียนหอมให้นานๆ ครั้ง คงจะดีไม่น้อย


“เขาไม่ชอบพวกกลิ่นที่ฉุนๆ มากเกินไป เอาจากกล่องนี้ก็ได้”


เทียนหอมจากกล่องสีขาวถูกหยิบส่งไปให้ อีริครับมันมาถือไว้ ชายชราระบายรอยยิ้มจางๆ ขณะมองเจ้านายเยาว์วัยอีกคนหนึ่งตรงหน้า


“ถึงแม้ท่านชายจะพึ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นานแต่คุณก็เข้าใจคุณท่านเป็นอย่างดีเลยนะครับ”


พอถูกเย้าไปแบบนั้นคนฟังก็เผลอเม้มปาก สองแก้มซับสีเรื่อจางๆ แสร้งทำเป็นง่วนกับการเลือกของบนโต๊ะไม่เงยหน้ามาสบตาคล้ายไม่ได้ยินประโยคเมื่อครู่จากพ่อบ้าน


“ตั้งแต่มีท่านชายเข้ามาคุณแอชลีย์ก็ดูผ่อนคลายมากขึ้นทั้งหมดนี้ก็เพราะรับความเอาใจใส่จากท่านแท้ๆ”
เรื่องนี้ไม่ได้กล่าวเกินจริงหรือเพื่อจะเอาใจใครเลย ท่านชายคิมผู้นั้นน่ะตั้งแต่เติบโตจนเข้ามารับตำแหน่งผู้นำตระกูลอย่างเต็มตัว จากคุณชายน้อยในครานั้น มาถึงตอนนี้ไม่ว่าจะทำอะไรไปที่ไหนก็มักจะแผ่กลิ่นอายของพลังอำนาจอยู่เสมอ ให้ความรู้สึกทั้งเคร่งขรึมและเย็นชาชวนให้กริ่งเกรงสมกับความเป็นอัลฟ่า วันทั้งวันสีหน้าไม่เคยเปลี่ยนไปเลยสักนิด


แต่ตอนนี้ ถึงจะไม่นับว่าเปลี่ยนแปลงไปจากปกติมากแต่สำหรับอีริคที่ทำงานรับใช้ตระกูลคิมมานานย่อมดูออกว่าคุณชายน้อยของตนในวันวานเริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง


ทั้งหมดทั้งมวลก็เพราะท่านชายจากต่างแดนผู้นี้


 “ส่วนกล่องนี้เอาไปวางไว้ในห้องเรือนกระจกกับห้องรับแขกนะครับ แล้วก็แบ่งไปวางในห้องน้ำด้วยสักสองสามชิ้น” ฝั่งคนที่เริ่มจะเก็บความสั่นไหวในใจเอาไว้ไม่อยู่น่ะหรือก็ยังคงตีหน้าตายทำเมินเฉยต่อไป แต่ใบหูสองข้างน่ะแดงแจ๋ไปหมดแล้ว


ก็ดูเอาแล้วกันว่าแสร้งเมินใส่ขนาดนี้คุณพ่อบ้านยังจะพูดต่อไปอีกไหม ซึ่งนับว่าดีที่ทางนั้นยอมรามือไปแต่โดยดี


“รับทราบครับ” ชายชราหัวเราะแบบไม่ออกเสียง นึกเอ็นดูเจ้านายอายุน้อยคนนี้มากจริงๆ


“ซื้อมาเยอะเหมือนกันนะ” พอจัดสรรเรื่องในบ้านเสร็จก็ยังเห็นว่าสิ่งของที่ซื้อมามีมากพอจะให้คฤหาสน์คิมจุดแบบสุรุ่ยสุร่ายไปอีกทั้งปีเลยเริ่มคิดหาวิธีกระจายออกไปนอกบ้านบ้าง


“เราเอาไปฝากท่านชายมัวร์สักกล่องดีไหม เขาจะชอบหรือเปล่า”


เพราะยังมีอีกหลายกล่องยังไม่ได้แกะซินเธียเลยคิดว่าบางทีนำไปเป็นของฝากแสดงน้ำใจกับเจย์เดนคงจะดี ทางนั้นเคยเชื้อเชิญไปนั่งคุยเล่นกันที่คฤหาสน์ ทว่า ตั้งแต่แต่งเข้าตระกูลคิมมาซินเธียยังไม่เคยสบโอกาสไปเยี่ยมเยียนทางนั้นเลยสักครั้ง ไม่รู้ตอนนี้ปัญหาสุขภาพของท่านชายมัวร์จะดีขึ้นหรือยัง ครั้นจะไปมือเปล่าก็ดูเสียมารยาทการนำเจ้าเทียนหอมพวกนี้ติดมือไปด้วยเห็นว่าเป็นเรื่องสมควรแล้ว


“นับว่าเหมาะสมครับ ท่านชายมัวร์ชอบดอกกุหลาบมาก ผมว่านำกล่องนั้นไปก็ไม่เลวทีเดียว” คุณพ่อบ้านผายมือไปทางกล่องสีขาวนวล บนตัวกล่องปั้มลายนูนตัวอักษรต่างแดนเขียนด้วยตัวตวัดดูสวยงาม ส่วนด้านในเป็นเทียนหอมกลิ่นกุหลาบ สกัดมาแบบเจือจางทำให้เวลาจุดจะได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ไม่ฉุนจมูก


“อื้ม” พยักหน้าเห็นด้วย “อีกสักครู่เราจะไปคฤหาสน์มัวร์สักหน่อยคุณพ่อบ้านช่วยเตรียมการทีนะครับ”


เมื่อตกลงได้แล้วซินเธียจึงขึ้นไปเปลี่ยนชุดให้เหมาะสมสำหรับการออกไปด้านอก ช่วงนี้เป็นช่วงที่วินเทอร์ฟอลกำลังเข้าสู่ช่วงที่อากาศหนาวที่สุดของปี การออกไปข้างนอกจึงต้องพิถีพิถันมากกว่าเดิม ผมยาวสลวยที่เคยปล่อยสยายก็ถูกถักเปียเอาไว้หลวมๆ ดูเรียบร้อยเหมาะสมกับการไปเป็นแขกบ้านอื่นมากขึ้น


ทางฝั่งคุณพ่อบ้านก็หมุนตัวไปจัดเตรียมรถสำหรับออกไปเยือนตระกูลมัวร์แต่ก่อนหน้านั้นก็ไม่ลืมแจ้งข่าวไปยังเจ้านายอีกคนซึ่งกำชับเอาไว้แล้วว่าให้คอยรายงานเวลาคนในบ้านจะออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกด้วยแล้วถึงค่อยไปจัดการเรื่องอื่นๆ ที่ได้รับมอบหมายต่อ



จากวันแรกจนถึงขณะนี้นับดูแล้วซินเธียก็ใช้ชีวิตอยู่ในวินเทอร์ฟอลมาร่วมสองเดือนแต่กลับไม่เคยออกมาเดินชมตัวเมืองเลยสักครั้ง


สถานที่แห่งนี้เป็นเมืองเล็กๆ กลางหุบเขาทางเหนือ ประชากรอาศัยอยู่รวมกันจำนวนไม่มาก สภาพแวดล้อมส่วนใหญ่รายล้อมไปด้วยป่าสนมองไปทางไหนก็มีแต่สีเขียวของต้นไม้กับสีขาวของหิมะ ใจกลางเมืองคือสถานศึกษาที่ถูกเรียกว่าฮิลตัน บ้านเรือนส่วนใหญ่นั้นถูกปลูกเรียงรายไม่ไกลจากกันคนส่วนใหญ่จึงมักจะเดินไปมาหาสู่กันมากกว่าใช้รถ มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ระหว่างการเดินทางจะเจอผู้คนเดินสวนทางมา ซินเธียมองกลุ่มเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งเดินผ่านไป บ้างก็เจอคนยืนคุยกันอยู่ใต้ร่มไม้ เพราะเป็นเขตชุมชนความเร็วในการเคลื่อนของรถจึงไม่เร็วมาก


เทียบกับคฤหาสน์ของอีกสามตระกูลใหญ่ คฤหาสน์มัวร์นั้นตั้งอยู่บนเนินเขาลึกเข้าไปในป่าสนค่อนข้างปลีกวิเวิกแตกต่างจากตระกูลอื่น


ได้ยินมาว่าแต่ไหนแต่ไรตระกูลมัวร์นั้นรักสงบไม่ค่อยชอบยุ่งเกี่ยวกับใคร ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพวกเขาจึงมีประวัติศาสตร์ยาวนานมาถึงขณะนี้อีกทั้งยังมากไปด้วยอำนาจไร้ซึ่งปัญหาและความขัดแย้ง


เมื่อตัวรถแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าประตู คนของทางฝั่งนั้นก็มารอต้อนรับอยู่ก่อนแล้ว


“สวัสดียามบายค่ะท่านชายวาเลนเธีย” หญิงชราผู้นี้หากจำไม่ผิดเธอก็คือไมล่าผู้ดูแลประจำคฤหาสน์ที่รับใช้ตระกูลมัวร์มายาวนาน


“สวัสดีครับ” เขายิ้มทักทาย


“ถืออะไรมาด้วยคะนั่นให้ไมล่าช่วยนะคะ”


“ไม่เป็นไร เราตั้งใจนำมามอบให้ท่านชายไม่ได้ลำบากมากอะไรครับ” เอ่ยปฏิเสธเพราะอยากจะมอบให้เจ้าบ้านด้วยตนเองมากกว่า


“ท่านชายพึ่งจะตื่นพอดีค่ะ กำลังรออยู่ด้านใน”


คงเพราะเผลอแสดงสีหน้าประหลาดใจออกไปชัดเจนหญิงชราถึงได้หัวเราะน้อยๆ แล้วอธิบายเพิ่มว่าท่านชายของเธอนั้นไม่ได้ตื่นสายแต่อย่างใด


“เธอแค่พักสายตาระหว่างวันน่ะค่ะ ระยะนี้จะใช้เวลาพักผ่อนมากเป็นพิเศษเสียหน่อย”


ซินเธียเดินตามหญิงชราเข้าไปด้านใน ที่ห้องรับแขกเจย์เดนกำลังนั่งรออยู่ก่อนแล้ว พอเห็นว่าเป็นใครเดินเข้ามาก็ระบายรอยยิ้มกว้างอย่างน่ารักส่งมาให้


“ซินเธีย”


“อ๊ะ! ไม่ต้องลุกก็ได้เราไม่ได้ถืออะไร”


รีบเอ่ยห้ามคนที่กำลังจะลุกมาต้อนรับกันเป็นพัลวัน วันนี้พอได้เห็นเจย์เดนแล้วเขาก็เริ่มเข้าใจเรื่องราวมากขึ้น มิน่าเล่าระยะหลังถึงไม่ได้พบหน้าอีกฝ่ายเลย ไม่ใช่ว่ากำลังมีปัญหาสุขภาพแต่กลับเป็นเรื่องน่ายินดีแทนต่างหาก และเพราะข่าวดีนี้จึงทำให้เจ้าตัวไม่สะดวกจะออกไปไหนมาไหน


ซินเธียนั่งลงบนโซฟาบุนวมสีเบอร์กันดี ฝั่งตรงข้ามคือเจย์เดนที่กำลังเอนกายพิงหมอนอิงอยู่ ท่านชายมัวร์ในวันนี้ดูแตกต่างจากครั้งสุดท้ายที่พบกันมาก หน้าท้องแบนราบก็เริ่มนูนขึ้นจนเห็นเด่นชัดแม้จะถูกอำพรางอยู่ใต้ชุดผ้าแพรตัวหลวม


เจย์เดนเมื่อเห็นสีหน้าของอาคันตุกะในวันนี้ก็อมยิ้ม “ระยะหลังมานี้เราไม่ค่อยสะดวกออกไปไหน ก่อนหน้านี้ก็แพ้ท้องเสียหนักต้องขออภัยที่ไม่ได้ไปร่วมยินดีกับท่านชายจริงๆ” ปากพูดไปมือก็ลูบหน้าท้องไปด้วยอย่างรักใคร่


“ไม่เป็นไรเลย เราเข้าใจ แต่ก็ยินดีด้วยนะครับ”


“ขอบคุณ” ว่าที่คุณแม่ลูกสองยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม สำหรับเจย์เดนแล้วซินเธียเป็นเด็กน่ารัก ถึงจะอายุห่างกันไม่กี่ปีซ้ำทางนั้นยังมีฐานะสูงกว่าในทางพฤตินัยแต่เจ้าตัวก็ยังคงความสุภาพอ่อนน้อมเสมอ เพราะแบบนั้นต่อให้ไม่ได้พูดคุยกันบ่อยนักแต่ก็สามารถให้ใจสนิทสนมกันไม่ยาก


“แล้ว...กี่เดือนแล้วหรือครับ เราถามได้ไหม”


“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” ท่านชายมัวร์หัวเราะ “ราวๆ 5 เดือนได้ แถมคนนี้เป็นเด็กผู้หญิงด้วยนะ”


แสดงว่าท่านชายเขาตั้งครรภ์ตั้งแต่ก่อนซินเธียจะมาอยู่ที่นี่แล้วสินะ มิน่าเล่าครั้งก่อนถึงได้แอบสังเกตเห็นอีกฝ่ายลูบหน้าท้องของตัวเองบ่อยๆ แถมพอได้ยินว่าในท้องของท่านชายนั้นคือคุณหนูตัวน้อยๆ ดวงตาของซินเธียก็เกิดประกายวิบวับ จิตนาการไม่ออกเลยว่าหากคลอดออกมาเด็กน้อยจะหน้าตาน่ารักขนาดไหน


“ยังไงก็ยินดีด้วยอีกครั้งนะครับ ว่าแต่คุณชายน้อยไปไหนเสียแล้ว” รายนั้นน่ะติดแม่จะตาย เจอกันทีไรไม่เคยเห็นยอมห่างเลย แต่แปลกที่วันนี้แม้แต่เสียงเจื้อยแจ้วของเจ้าตัวน้อยก็ไม่ได้ยิน


“ยังนอนหลับปุ๋ยอยู่เลย” คนเป็นแม่หัวเราะเมื่อนึกถึงลูกชาย “ก่อนหน้านี้เขาเห็นเรานอนเลยมาอ้อนขอนอนด้วยแต่กลายเป็นว่าหลับสนิทเสียจนไม่ยอมตื่น”


“น่าเสียดาย อดเจอเสียแล้ว” คุณชายน้อยน่ะน่ารักจะตาย ซินเธียยังไม่มีโอกาสได้เล่นกับเขาเลยสักครั้ง วันนี้คิดเอาไว้ว่ามาทั้งทีจะขอลองฟัดแก้มเจ้าตัวน้อยเสียหน่อย ที่ไหนได้หนีกันไปนอนกลางวันเสียอย่างนั้น


“คงจะเหนื่อยด้วย เมื่อเช้าตามคุณพ่อเขาไปข้างนอกเสียนาน ไม่รู้ไปซนที่ไหนกัน”


“เด็กวัยนี้กำลังสดใส แต่เจสเปอร์ก็ดูเป็นเด็กที่ร่าเริงมากๆ เลยนะครับ”


“เรียกว่าร่าเริงเกินวัยเสียมากกว่า อยู่นิ่งๆ ไม่ได้นานหรอกครับ”


    พอได้เปิดประเด็นคุณแม่ก็ได้ทีเผาลูกชายตัวเองไปหลายประโยค ราวกับรู้ตัว ไม่นานเสียงใสๆ ของเด็กน้อยก็ดังมาก่อนตัวเสียอีก เจสเปอร์วิ่งแจ้นมาจากห้องข้างๆ แต่พอถึงตัวจากที่ทำท่าจะกระโดดโถมเข้าใส่ก็เหมือนนึกขึ้นได้ว่าไม่ควรเลยชะงักเท้าเสียจนเกือบหน้าทิ่ม ดีที่ได้คนเป็นแม่ช่วยประคองตัวเอาไว้ได้ทัน


“ระวังหน่อยสิครับ เจสสวัสดีคุณน้าซินเธียหรือยัง จำได้ไหมครับ”


“จำได้ๆ คุณน้าผมยาวเจสชอบผมคุณน้ามากเลย!” เจ้าตัวน้อยตอบเสียงคึกคักก่อนจะหันมาโค้งอย่างน่ารักให้ซินเธีย “สวัสดีครับ คุณน้าซินเธีย”


“สวัสดีครับ” ซินเธียยิ้มกว้างรับการเคารพจากหลานตัวน้อย ยิ่งมองก็ยิ่งเอ็นดู


“คุณแม่” เจ้าตัวน้อยลากเสียงยาวหันกลับไปหาคุณแม่ด้วยท่าทีออดอ้อน “เจสหิว”


“เด็กคนนี้ ตื่นมาก็บ่นหิวเลยกินเก่งได้ใครกัน”


“เจสเปอร์ครับ คุณน้ามีขนมมาด้วยนะ อยากทานไหมครับ” ซินเธียชูถุงกระดาษในมือ เป็นทาร์ตผลไม้รวมสำหรับเด็กที่เขาแวะซื้อระหว่างทางมาฝากเจ้าตัวโดยเฉพาะ แน่นอนว่าพอเห็นของกินดวงตากลมโตสีครามก็ยิ่งโตขึ้นกว่าเดิม เจสเปอร์ทำท่าจะวิ่งเข้ามาหาแต่ก็ยังมีความลังเลแอบเหลือบมองผู้เป็นมารดาก่อนราวกับว่าถ้าไม่อนุญาตก็จะไม่เข้ามาเอาขนม


“ไปนั่งทานกับคุณน้าสิครับ อย่าลืมขอบคุณก่อนด้วยนะ”


พอได้รับคำอนุญาตเจ้าตัวเล็กก็รับกระโดดโหยงมาหากันทันที สองมือเกาะบนหน้าขาของซินเธียส่วนดวงตากลมโตก็จ้องมองแป๋วมาอย่างน่ารัก รอคอยระหว่างที่เขาแกะถุงหยิบขนมให้


“ขอบคุณครับ!”


“อร่อยไหมครับ” เขาถามแต่ดูจากสีหน้ามีความสุขของเจ้าตัวแล้วก็ไม่ต้องรอคำตอบก็พอรู้ล่ะนะ


“เกือบลืมเลย คราวก่อนเราไปอีสเทิร์นพอร์ตมามีสินค้าน่าสนใจเยอะแยะเลยเลือกมาฝากเจย์เดนด้วยนะ” เขาเลื่อนกล่องสีขาวส่งไปให้คนที่นั่งฝั่งตรงข้าม เจย์เดนหยิบขึ้นมาเปิดดูอย่างสนใจ พอเห็นว่าของข้างในเป็นอะไรก็ยิ้มกว้างทันที


“กลิ่นหอมมากเลย ขอบคุณนะ”


“เอาไว้ช่วยผ่อนคลายน่ะครับถ้าอารมณ์แจ่มใสก็จะดีกับตัวน้อยในท้องด้วย เราเลือกกลิ่นที่ไม่แรงมาหวังว่าคงจะไม่ส่งผลกระทบกับอาการแพ้ท้อง”


“ไม่น่าจะมีปัญหานะ คนนี้น่ะไม่ค่อยกวนเราเหมือนตอนเจสเปอร์”คุณแม่ลูกสองหัวเราะยามได้เอ่ยถึงลูกๆ “รายนั้นน่ะกินอะไรแทบไม่ได้เลยเหม็นนู่นเหม็นนี่ไปหมด”


“แพ้นานไหมครับ อาการแบบนี้”


“อาเจียนจนเหนื่อยเลย ของที่เคยชอบก็กลายเป็นเกลียด ของแปลกๆ ก็ดันอร่อยเสียอย่างนั้น” เจย์เดนเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง “อืม... ความจริงมันก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนนะ เพราะขนาดตอนเจสเปอร์กับเด็กคนนี้ก็ไม่เหมือนกัน คนนี้น่ะยังพอทานอาหารได้หลายอย่าง ท่าทางว่าง่าย” เล่าไปก็ขำไป ทางคนโตเนี่ยแสบตั้งแต่อยู่ในท้อง


“แต่ก็จะอยู่ราวๆ 2-3 เดือนน่ะครับ”


ซินเธียครางรับเสียงเบา ไม่ได้พูดแสดงความเห็นอะไร จากเท่าที่ฟังแล้วคงลำบากน่าดู ไม่แปลกใจเลยว่าช่วงก่อนหน้านี้ทำไมเจย์เดนถึงอยู่แต่ในบ้าน


“แต่คุณหมอท่านก็บอกว่าแล้วแต่คนนะ บางคนอาจจะแพ้ไปจนช่วงใกล้คลอดเลยด้วยซ้ำ แต่ไม่ค่อยมีให้เห็นหรอก ส่วนใหญ่ก็ราวๆ นั้น”


“มีนานถึงขนาดนั้นเลยเหรอครับ”


คนฟังเริ่มหวั่นใจแต่มาคิดดูอีกทีช่วงเวลาลำบากนับว่าไม่นานเลยเมื่อเทียบกับความสุขที่จะได้รับในตอนหลัง เขาก้มลงไปมองเจ้าตัวเล็กที่เปลี่ยนมานั่งบนตักพลางใช้นิ้วปัดเศษขนมบริเวณมุมปากกับแก้มพองๆ ที่เคี้ยวหยุบหยับไม่ต่างอะไรไปกับกระต่ายตัวน้อย น่าเอ็นดูเสียจริง


“ชอบไหมครับ”


“อื้อ! อร่อยมาก แต่เจสก็ชอบขนมที่คุณแม่ทำให้ทานมากที่สุด” ดูสิน่าเอ็นดูขนาดไหน รู้ว่าชอบเจ้าทาร์ตนี้มากแต่ก็ยังไม่วายอวดขนมของคุณแม่คงเพราะกลัวว่าชมขนมคนอื่นแล้วกลัวแม่จะเสียใจล่ะมั้งนั่น


“คุณแม่ทำอร่อยมากเลยเหรอครับ คุณหน้าขอชิมบ้างได้มั้ย” ก้มลงไปฟัดแก้มพองๆ นั้นหนึ่งทีอย่างมันเขี้ยวแล้วเอ่ยถาม เจ้าตัวน้อยทำท่าครุ่นคิดหนักราวกับกำลังช่างใจว่าควรจะแบ่งของอร่อยนี้ให้ดีไหม


ถามว่าจริงจังขนาดไหนก็ให้ดูหัวคิ้วบนใบหน้าน่ารักนั่นดูเถอะ ผูกกันจนจะเป็นโบแล้ว


“จริงๆ เจสอยากกินคนเดียวให้หมดเลยเพราะมันอร่อยมาก แต่ แต่คุณแม่บอกว่าเราจะเป็นพี่ชายแล้วต้องรู้จักแบ่งปัน อย่างนั้นจะแบ่งให้คุณน้าก็ได้แล้วก็เก็บเอาไว้ให้น้องด้วย!”


“น่ารักจริงเชียวเด็กคนนี้” ฟังคำตอบแล้วมันก็อดจะก้มลงไปฟัดแก้มนุ่มนิ่มนั่นซ้ำอีกครั้งไม่ได้ แถมคราวนี้บวกเพิ่มเป็นสองข้างเลย


“น้องยังกินไม่ได้หรอกครับ เจสแบ่งให้คุณน้าก็พอ” เจย์เดนอธิบายให้ลูกฟังก่อนจะหันมาคุยกับคุณน้าต่อ


“เราอบคุ้กกี้เอาไว้ ตอนกลับเดี๋ยวจะให้ไมล่าจัดใส่กล่องไว้ให้นะ”


“ไม่ต้องก็ได้ครับ ให้เจสเปอร์กินเถอะแกดูชอบมาก”


“รายนั้นน่ะกินจนพุงกางแล้ว เราอบไว้เยอะเลยยังไงเดี๋ยวจะแบ่งเอาไปให้นะ ทานคู่กับน้ำชาจะอร่อยมากเลยครับ”


“จริงสิครับ น้ำชาที่คุณฝากมาให้รสชาติดีมากๆ เลย คุณแอชลีย์เองก็ชอบ  ขอบคุณนะครับให้มาตั้งนานแล้วแต่ยังไม่มีโอกาสได้ขอบคุณด้วยตัวเองเลยสักครั้ง”


“ครับ ว่าแต่คุณแอชลีย์เขาดื่มชาด้วยเหรอ เราไม่รู้มาก่อนไม่อย่างนั้นคงฝากไปให้นานแล้ว” เอ่ยอย่างสงสัยเนื่องจากฝ่ายนั้นมาบ้านนี้ทีไรนอกจากน้ำเปล่ากับกาแฟแล้วก็ไม่เคยเห็นรับอย่างอื่นเลย


“เราชงให้ดื่มเขาก็ดูไม่ว่าอะไรนะ” ซินเธียครุ่นคิด “น่าจะดื่มอยู่นะครับแต่ก็ไม่บ่อยมาก”


คนฟังเลิกคิ้วแต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรทำเพียงอมยิ้มแล้วเปลี่ยนไปสนทนาเรื่องทั่วไปอื่นๆ แทน ซินเธียก็เพลิดเพลินกับการเล่นกับเจสเปอร์จนหลงลืมเวลา เขาชอบเด็กมากจริงๆ รู้ตัวอีกทีก็เกือบจะเย็นมากแล้ว ในขณะที่กำลังจะเตรียมกล่าวลากลับไมล่าก็เข้ามาแจ้งเสียก่อน


“ท่านชายคิมมาค่ะ”


“หืม?” สองโอเมก้าแสดงสีหน้าประหลาดใจ โดยเฉพาะซินเธียที่ไม่คิดว่าอีกคนจะมาเนื่องด้วยเห็นว่ามีงานให้ต้องจัดการกว่าจะกลับบ้านก็เป็นช่วงเย็น แต่ยังไม่ทันได้คิดอะไรมากคนตัวสูงก็เดินเข้ามาในห้องน้องเล่นเสียก่อน


“คุณแอชลีย์ สวัสดีครับ” เจย์เดนเอ่ยต้อนรับในฐานะเจ้าบ้านเหมือนทุกที ส่วนทางนั้นก็พยักหน้ารับแล้วกล่าวจุดประสงค์ในการมาเยือนครั้งนี้


“ผมมารับซินเธียครับ”


“อ๋อ...” เจ้าบ้านลากเสียงแล้วเงียบไปก่อนเหลือบสายตาไปทางแขกอีกคนของบ้านแทน


“ถ้าอย่างนั้นเรากลับก่อนนะ” ซินเธียเอ่ยลา ถึงจะรู้สึกมึนงงไปบ้าง “คุณน้าไปก่อนนะครับ แล้ววันหลังจะซื้อขนมมาฝากอีกดีไหม” ส่วนประโยคหลังก็ให้คำสัญญากับเจ้าตัวน้อย


เจสเปอร์พยักหน้ารับหงึกหงักจนผมที่ปรกหน้าผากสะบัดตาม “เจสเปอร์จะรอคุณน้า!”


“รอกินขนมน่ะสิเรา” คนเป็นแม่พูดเย้า


“เปล่าน้า”


“ถ้าอย่างนั้นบ๊ายบายนะครับเจสเปอร์” เขาลูบหัวหลานตัวน้อยแล้วหยัดตัวขึ้นเต็มความสูงซึ่งเจ้าตัวที่วิ่งกลับไปหาคุณแม่แล้วก็หันมาโบกมือคืน


“บ๊ายบาย”


“ไปกันครับ” เดินไปจับแขนคนตัวโตแล้วเดินตามเจ้าตัวออกไปขึ้นรถ ครั้งแรกซินเธียแอบใจเต้นตึกตักเพราะตื่นเต้นว่าปฏิกิริยาของแอชลีย์จะเป็นอย่างไร แต่พอเห็นว่าทางนั้นเองก็ไม่ได้คิดจะสะบัดแขนหนีกันมุมปากมันก็ขยับยิ้มไปเอง


“อืม”


ตอนแรกก็ไม่กล้าทำอะไรแบบนี้หรอก แต่พอได้ยินว่าอีกคนมารับกันกลับบ้านร่างกายมันก็ขยับไปเองแล้ว


“สนุกไหม”


“ครับ?” จู่ๆ ก็โพล่งขึ้นมาไม่มีปี่มีขลุ่ย


“ที่ออกมาน่ะ”


“อ๋อ ครับ เจสเปอร์น่ารักมากเราอยู่เล่นกับเขาทั้งบ่ายเลย” คนที่พึ่งผ่านความสนุกสนานมาพอมีช่องให้ก็ลืมตัวเอ่ยปากเล่าออกมายาวเหยียด เล่าไปยิ้มไปดูก็รู้ว่ามีความสุขขนาดไหน แถมยังบอกอีกว่าอยากจะแวะมาเล่นด้วยบ่อยๆ


“สนุกก็ดีแล้ว”


“แล้ว...” ซินเธียนิ่งไปชั่วขณะหนึ่งราวกับกำลังตัดสินใจว่าจะถามออกไปดีไหม “คุณรู้ได้ยังไงว่าเราอยู่ที่นี่”


“อีริคบอก...”


“อย่างนั้นนั่นเอง” เขาเงียบ อีกคนก็เงียบ มีเพียงเสียงเปียโนจากเครื่องเสียงในรถยนต์เปิดคลอไปตลอดทาง ซินเธียพยายามคิดหาเหตุผลของการมาที่นี่ของแอชลีย์แล้วแต่ก็ยังคิดไม่ออกอยู่ดี หรือว่าตั้งใจจะมาหาคาร์ลิน? ก็ไม่น่าใช่


“คุณมาทำธุระแถวนี้หรือครับ”


คนที่กำลังตั้งใจขับรถอยู่เลิกคิ้วขึ้น “ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ”


“ก็... เปล่า เราแค่แปลกใจ”


“...”


“…”


ทำไมจู่ๆ ก็รู้สึกว่าบรรยากาศมันแปลกไปอีกแล้วล่ะ


เป็นนานกว่าที่เสียงทุ้มนั้นจะถูกเปล่งออกมาจากลำคอ แอชลีย์หักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าสู่อาณาเขตของคฤหาสน์ตระกูลคิม


ซึ่งก็เป็นคำตอบที่....


“ไม่มีธุระอะไรทั้งนั้น”


“...”


“ก็ตั้งใจมารับกลับบ้านนั่นแหละ”


ไม่ค่อยดีกับหัวใจเอาเสียเลย






TBC






ออฟไลน์ theindiez

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 229
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-1
เป็นเขินไปเลยจ้าท่านชายย 555 ซินเธียเขินไหม แต่ทางนี้เราเขินมากกก

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13370
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-4

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Funnycoco

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 253
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3410
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
โอ๊ยยยยยยยย เขินค่าาาาาาาาา :-[ :-[ :-[

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1770
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1

ออฟไลน์ Chakaimook

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
เราชอบพระเอกแบบนี้มากๆ อยากให้ทั้งคู่มีลูกน้อยเร็วๆ อร้ายยยย~  :-[

ออฟไลน์ darinsaya

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 601
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1
 :-[ :-[ :-[ เราเขิลลลลลลลล

ออฟไลน์ Kanni

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 15
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ชอบเนื้อเรื่องมากเลยคะ เล็กน้อยแต่ยิ่งใหญ่

ออฟไลน์ Toon_TK

  • เ ด็ ก อ้ ว น
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 750
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-1
ละมุนมากแม่!!

ออฟไลน์ monrita

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 38
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0



บทที่ 16




ชีวิตของซินเธียในวินเทอร์ฟอลนับว่าผ่านทุกวันไปอย่างปกติสุขโดยแท้จริง เด็กหนุ่มเริ่มจะทำตัวกลมกลืนไปกับชาวแดนเหนือมากขึ้นอีกทั้งสำเนียงทางเหนือก็ดีขึ้นมาก วันก่อนออกไปเดินเล่นในเมืองกับคุณพ่อบ้านแวะซื้อวัตถุดิบทั้งของแห้งของสดกลับมายังสามารถพูดคุยกับเจ้าของร้านได้อย่างไม่ขัดเขินอีกแล้ว ซึ่งถ้าหากเป็นเมื่อก่อนคงไม่กล้า


กับแอชลีย์ก็ดี ถึงภายนอกชายหนุ่มจะดูเป็นประเภทที่ชอบแผ่รังสีห้ามคนแปลกหน้าเข้าใกล้แต่เนื้อแท้ก็เป็นคนเอาใจใส่ ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ทางกาย... ก็มีบ้างตามประสาสามีภรรยา


ความอ้างว้างโดดเดี่ยวที่เคยรู้สึกในช่วงแรกดูจะเลือนหายไปมาก ทุกวันนี้ซินเธียไม่ค่อยเอาแต่นั่งเหม่อคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้อีกแล้ว ชีวิตประจำวันของเด็กหนุ่มมีเรื่องเข้ามาให้จัดการมากมาย ส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องภายในบ้าน


ปกติแล้วเวลาจะทำอะไรสักอย่างคุณพ่อบ้านมักจะรอปรึกษาแอชลีย์เจ้าของบ้านตัวจริง แต่ตอนนี้ไม่ต้องรอให้ถึงมืออีกคนแล้วเพราะซินเธียเองก็มีสิทธิในการตัดสินใจเรื่องทั่วไปเช่นกัน ยกเว้นว่าสิ่งนั้นจะเป็นปัญหาใหญ่ยุ่งยากต้องรอปรึกษากับคนตัวโตอีกที


เย็นวันหนึ่งในขณะคนทั้งสองรับประทานมื้อเย็นร่วมกัน จู่ๆ แอชลีย์ที่ทานจนอิ่มก่อนแล้วหยิบผ้าขึ้นเช็ดปาก เอ่ยถามคำถามประหลาดจนคนฟังเกือบสำลักซุป


“ฮีทครั้งต่อไปของเธอใกล้มาหรือยัง”


“ครับ?”


อันที่จริงแอชลีย์ต้องการทราบระยะเวลาแน่ชัดเพื่อที่จะได้เตรียมรับมือ ยาเขาไม่ได้ให้อีกคนทานมานานแล้วเนื่องจากยาจำพวกนี้ไม่เหมาะจะใช้ในระยะยาว นานวันเข้าจะยิ่งสะสมในร่างกายแล้วส่งผลเสียต่อสุขภาพภายในของโอเมก้า เพราะอะไรที่มันฝืนธรรมชาติย่อมก่อให้เกิดปัญหาไม่เป็นผลดี


ทางด้านซินเธียก็ตกใจ แต่ความจริงมันก็ไม่ใช่เรื่องไม่สมควรหรือประเด็นอ่อนไหวอะไรหรอกสำหรับคู่สามีภรรยา แต่เขาตกใจเพราะไม่คาดคิดว่าจะถูกถามเรื่องแบบนี้ออกมาตรงๆ มากกว่าเลยทำตัวไม่ค่อยถูก


“ฮีทเหรอ”


“อืม ปกติจะมาตรงกันทุกครั้งไหม”


ซินเธียเงียบไปแล้วใช้ความคิด ไม่แน่ใจว่า ครั้งสุดท้ายที่ตนฮีทมันตั้งแต่เมื่อไหร่ พักหลังมานี้มีเรื่องให้ทำมากมายจนหลงลืมวันเวลาไปก็เลยไม่ได้คิดเลยว่ามันใกล้ถึงเวลาหรือยัง หรือมันผ่านพ้นไปแล้วกัน?


ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่แฮะ


แต่โอกาสที่รอบฮีทในแต่ละครั้งจะมาไม่ตรงกันนั้นก็เกิดขึ้นได้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร ตัวซินเธียเองก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจเสียด้วยสิ  อาจจะยังมั้ง


เนื่องด้วยคำตอบของซินเธียเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจประกอบกับเจ้าของคำถามเพียงแค่ไถ่ถามไปอย่างนั้นไม่ได้ต้องการคำตอบเป็นจริงเป็นจังอะไร ประเด็นนั้นจึงถูกปัดตกไปแทนที่ด้วยคำขอบางอย่างซึ่งเด็กหนุ่มนั่งทบทวนมันมาหลายวันแล้ว


แถมยังมีการแอบฝึกซ้อมพูดหน้ากระจกด้วย พอถึงเวลาจริงจะได้ไม่ประหม่า


“แอชลีย์”


“มีอะไรหรือเปล่า”


“สุดสัปดาห์นี้คุณว่างหรือเปล่าครับ เรามีบางอย่างอยากจะรบกวน”


“ลองว่ามาสิ” เขากล่าว วางแก้วชาในมือลงส่งสายตาแสดงท่าทางว่าต้องการอะไรให้พูดทุกอย่างออกมาเสีย อย่าได้มัวพิรี้พิไร


“คือว่า...”




ด้วยเหตุนั้นในวันหยุดสุดสัปดาห์คนทั้งสองจึงได้มายังสถานที่แห่งหนึ่งนอกตัวเมือง ซินเธียกวาดตามองความเขียวขจีของทุ่งหญ้าสุดลูกหูลูกตา ในดวงตาสีเงินทอประกายตื่นเต้น ดีใจจนแทบจะรักษากิริยาเอาไว้ไม่อยู่ในระหว่างเดินตามคนตัวสูงเข้าไปด้านในสนาม


สถานที่แห่งนี้ก็คือสนามขี่ม้านั่นเอง


ยอมรับว่าถึงจะทำตัวให้ชินกับชีวิตใหม่ ทว่า หากมีโอกาสก็ไม่รอจะไขว่คว้า เรื่องนี้ต้องย้อนไปเมื่อหลายวันก่อน ซินเธียเอ่ยถึงชีวิตเดิมๆ ของตนรวมถึงความชื่นชอบในการขี่ม้าระหว่างเวลาน้ำชายามบ่าย คุณพ่อบ้านบอกว่าในวินเทอร์ฟอลเองก็มีสนามสำหรับขี่ม้าเหมือนกันแต่มันไม่ค่อยเป็นที่นิยมเสียเท่าไหร่ ถ้าสนใจก็ลองปรึกษาคุณท่านเขาดู


เดินกันมาจนถึงส่วนสำหรับเตรียมตัว ผู้ดูแลสนามจูงม้าสีขาวปลอดตัวหนึ่งเข้ามาใกล้ พอได้รับสายตาอนุญาตจากคนตัวสูงแล้วซินเธียจึงไม่รอช้าที่จะเข้าไปทักทายเจ้าม้าหนุ่มตรงหน้า ยกมือลูบมันเบาๆ เพื่อสร้างความคุ้นเคย ขนของมันนุ่มมากแววตาก็ดูสดใสเดาได้ไม่ยากเลยว่าคงเป็นม้าพันธุ์ดีที่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม


“เดี๋ยว” ต้นแขนถูกรั้งเอาไว้เบาๆ ตอนกำลังจะกระโดดขึ้นไปนั่งบนอานม้า อีกคนไม่พูดอะไรแต่หันไปรับหมวกมาสวมให้รวมถึงสนับข้อศอก สนับเข่า ลงมือทำให้ทุกอย่างโดยไม่ปริปากอะไร


กับอีกคนที่มักดูแลกันเป็นประจำน่ะไม่ค่อยมีอาการแล้ว แต่เขาเขินสายตาของผู้ดูแลมากกว่า เลยก้มลงไปกระซิบคนที่กำลังนั่งคุกเข่าบรรจงสวมสนับเข่าให้อย่างตั้งใจ


“คุณ ความจริงไม่ต้องใส่ก็ได้ เราคุ้นเคยกับการขี่ม้ามาตั้งแต่เด็กแล้วไม่มีปัญหาหรอกครับ”


“เคยแล้วก็ต้องใส่ ม้าตัวนี้มันไม่ได้คุ้นเคยกับเธอด้วยเสียหน่อยต่อให้มันเชื่องใช่ว่าจะปลอดภัยเสมอไป” นอกจากจะไม่ฟังกันแล้วยังเอ่ยเหตุผลมาแย้งกันหน้าตาย แถมยังเป็นเหตุผลที่ปฏิเสธไม่ได้เสียด้วย


พอใส่ข้างขวาเสร็จก็ขยับมาใส่ข้างซ้ายต่อ ซินเธียได้แต่เม้มปากยืนรออีกคนแต่งตัวให้เพราะเถียงไม่ได้ เถียงมากกลัวจะโดนดุเอา


คนนี้เขามุมใจดีก็มี แต่มุมใจร้ายเนี่ยเยอะ


“ยื่นมือมา”


“อันนี้ไม่จำเป็น... ก็ได้” กำลังจะอ้าปากเถียงพอเจอสายตาคมกริบจ้องมาทีเป็นอันต้องหุบปากฉับ ส่งมือทั้งสองข้างไปให้คนเอาแต่ใจสวมถุงมือหนาๆ ห่อหุ้มส่วนที่บอบบางจากทั้งอากาศทั้งกันการเสียดสีระหว่างจับบังเหียนแต่โดยดี


การขี่ม้าสำหรับคนแดนใต้นั้นก็เหมือนกับการนั่งรถสักคัน เป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันถึงขนาดว่าต่อให้หลับตาก็ยังบังคับพวกมันได้ดีแตกต่างจากคนทางนี้ซึ่งมีการขี่ม้าเป็นงานอดิเรกและต้องอยู่แค่ในอาณาเขตของสนามแห่งนี้เท่านั้น การแต่งกายก็มีเครื่องแบบที่ต้องสวมเป็นกิจจะลักษณะรวมถึงสวมอุปกรณ์เพิ่มความปลอดภัยให้ครบถ้วนด้วย


เรื่องชุดนั้นคุณพ่อบ้านได้ช่วยจัดการหามาให้ตั้งแต่เตรียมจะออกเดินทางแล้ว วันนี้ท่านชายซินเธียเลยดูแปลกตาไปจากปกติ ผมยาวสลวยถูกรวบสูงให้ความรู้สึกทะมัดทะแมง เสื้อคอปกสีขาวสวมทับด้วยเสื้อคลุมเข้ารูปสีกรม นอกจากจะดูแปลกตาแล้วยังให้กลิ่นอายของความสง่างามแบบฉบับเชื้อพระวงศ์


ยิ่งทางฝั่งคุณแอชลีย์เขาไม่ต้องพูดถึง ตอนเดินเข้าสนามมาก็มีแต่คนมองจนรู้สึกคันยุบยิบตรงหัวใจ ถึงชุดที่ใส่จะคล้ายกันจนเหมือนสั่งมาเข้าคู่ แต่พออยู่บนเรือนกายใหญ่โตสมส่วนก็ยิ่งขับให้อีกคนดูมีเสน่ห์ไปอีกรูปแบบหนึ่ง


พอใส่นู่นใส่นี้จนพอใจแล้วถึงได้ยอมพยักหน้าให้ไปได้ ซินเธียแอบมุ่ยปากไวๆ ตอนอีกคนหันไปสำรวจม้าของเจ้าตัวก่อนจะเดินไปทางเจ้าม้าสีขาวของตัวเองบ้าง


เด็กหนุ่มจับบังเหียนก่อนยกเท้าซ้ายเหยียบโกลนที่ติดอยู่กับอานแล้วยันตัวขึ้นไปบนหลังม้าวาดขาเรียวยาวคร่อมด้วยความคล่องแคล่ว ใช้ปลีน่องตบเบาๆ เป็นเชิงสั่งให้มันเดินเข้าสู่สนามโดยมีคนสูงควบม้าตามหลังมาห่างกันไม่มาก


หลังวนไปวนมาซึมซับบรรยากาศจนพอใจแล้วถึงได้เพิ่มความเร็วเปลี่ยนเป็นบังคับให้มันวิ่งไปรอบๆ ด้วยความเร็วที่คงมีแต่ระดับผู้ชำนาญเท่านั้นถึงจะทำได้ หัวใจเต้นระรัวเลือดลมฉีดพล่านไปทั้งกาย เป็นความรู้สึกที่ไม่ได้พบพานมานานเสียจนซินเธียรู้สึกสนุกสนานกับการพุ่งทะยานไปบนทุ่งหญ้าไร้จุดหมาย


เจ้าม้าแสนรู้เมื่อเห็นว่าผู้เป็นนายของมันกำลังสนุกสนานก็ยิ่งคึกคักก้าวทะยานไปข้างหน้าโดยไม่คิดอิดออด


ทางด้านแอชลีย์ทำเพียงบังคับม้าเดินวนไปมาอยู่ไม่ไกลจากจุดออกตัว นัยน์ตาคมกริบสีอำพันจับจ้องไปยังคนที่กำลังสนุกสนานไปกับความเร็วโดยไม่คิดห้ามปราม


เส้นผมสีแดงแกมส้มปลิวไสวไปตามลมดุจเส้นไหม ยิ่งถูกรวบขึ้นสูงก็ยิ่งเผยให้เห็นต้นขอขาวกระจ่าง สองมือกำบังเหียนแผ่นหลังเหยียดตรงมองดูสง่างามบัดนี้โน้มไปด้านหน้าเล็กน้อยยามความเร็วถูกเพิ่มขึ้น ใบหน้านวลเคร่งขรึมทว่าแววตากลับทอประกายสดใส อาจจะมากกว่าวันไหนๆ ตั้งแต่อีกฝ่ายจากดินแดนบ้านเกิดมายังวินเทอร์ฟอลด้วยซ้ำ


การขี่ม้าคงเปรียบเสมือนอีกครึ่งหนึ่งของชีวิตเด็กหนุ่ม ข้อนี้เห็นจะเป็นความจริง


ถึงแม้จะรู้สึกว่าการขี่ม้าเร็วๆ นั้นค่อนข้างอันตราย แต่ทางนั้นเขาชำนาญนี่นะ ไม่ได้คิดจะกังขากับความสามารถของภรรยาตัวน้อยเลยทำได้เพียงคอยดูแลความปลอดภัยให้อยู่ห่างๆ ปล่อยให้เจ้าตัวทำสิ่งที่ใจรักตามสบาย


อายุยี่สิบไม่นับว่าเด็กแล้ว แต่สิ่งที่น้อยกลับเป็นประสบการณ์ชีวิต แอชลีย์ไม่แน่ใจว่าคนทางนั้นใช้ชีวิตกันแบบไหนหรือซินเธียจะได้ทำอะไรมาบ้างในช่วงก่อนจะเดินทางมาเป็นคู่วิวาห์กันเฉกเช่นปัจจุบัน แต่เขาไม่นับการออกล่าสัตว์หรือผจญภัยในทุ่งกว้างของอีกฝ่ายว่าเป็นการผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างโชกโชนหรอกนะ


ซึ่งอีกหลายข้อที่กล่าวมาก่อนหน้านี้แอชลีย์เชื่อว่าโอเมก้าที่เป็นถึงเชื้อพระวงศ์อีกทั้งยังเป็นทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลคงไม่ถูกปล่อยให้ไปดื้อซี้ซั้วที่ไหน รอบกายมีแต่คนรัก แสดงความหวังดี คนใกล้ชิดทุกคนล้วนถูกคัดกรองมาอย่างดีเพื่อความปลอดภัย


ด้านกำลังกายอาจจะเรียกได้ว่าไม่ขี้ริ้วขี้เหร่ทักษะการต่อสู่ก็ถือเป็นหนึ่งสิ่งอันพึงมีอยู่แล้วสำหรับคนแดนใต้ ข้อนี้ไม่มีอะไรน่าแปลกใจ


ทุกๆ อย่างที่หล่อหลอมท่านชายอย่างซินเธียมันยังมีไม่มากพอ ชีวิตในวัยผู้ใหญ่กับการเติบโต เรียนรู้ว่าในชีวิตนั้นมันไม่ได้มีเพียงแค่ความสุข


บางครั้งความน่ากลัวของสัตว์ป่าอาจจะไม่สามารถเทียบเท่าได้กับใจของคน ชายหนุ่มคิดว่าซินเธียยังไม่ตระหนักถึงข้อนี้ดี


“พอแล้วหรือ”


ผ่านไปพักใหญ่คนที่เคยควบม้าวิ่งเล่นไปทั่วสนามก็บังคับม้าเดินกลับเข้ามาด้วยใบหน้าเนือยๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังเห็นกระตือรือร้นยู่ ดูเหมือนพลังของซุปเนื้อชามโตเมื่อเช้าจะถูกย่อยไปหมดแล้วมั้ง


“อันที่จริงก็ยังอยากไปต่อ ตรงฝั่งนู้นเรายังไม่ได้ไปสำรวจดูเลย เห็นมีลำธารอยู่ด้วย” ซินเธียชี้ไปทางอีกฝั่งซึ่งไกลออกไปทางทิศเหนือ สนามขี่ม้าแห่งนี้ตั้งอยู่นอกเมืองมีอาณาเขตกว้างขวาง ลักษณะเป็นสนามแบบเปิด มีทั้งต้นไม้ลำธารอยู่บริเวณโดยรอบ แต่ก็ไม่ได้กว้างมากจนต้องใช้เวลาทั้งเช้าในการวิ่งไปรอบๆ จนทั่ว


“แต่เราเหนื่อยแล้ว” ดูท่าแล้วเห็นจะหมดแรงจริงสังเกตจากใบหน้านวลซีดลงเล็กน้อย


ซินเธียก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน ปกติตอนอยู่ธอร์นเวลาออกไปล่าสัตว์ต้องใช้กำลังและมีระยะในการเดินทางมากกว่านี้หลายเท่านอกจากไม่เหนื่อยแล้วยังมีแต่ความตื่นเต้น ประสาทสัมผัสทั้งร่างกายตื่นตัวพร้อมรบมาก


คงเพราะตั้งแต่มาอยู่คฤหาสน์คิมวันทั้งวันก็ใช้เวลาไปกับการกินๆ นอนๆ แทบไม่ได้ขยับตัวทำอะไรกล้ามเนื้อทั้งตัวถึงได้ลีบแบนไปหมด พอจะกลับมาออกแรงอีกทีอะไรๆ มันก็เลยไม่ได้ดั่งใจเหมือนแต่ก่อน


ทำไมรู้สึกเหมือนตัวเองอายุมากขึ้นพิกล ขี่ม้าแค่นี้เหนื่อยเสียอย่างนั้น นี่เขายังไปได้ไม่ถึงสองในสามเลยด้วยซ้ำ คงห่างหายจากการออกกำลังกายไปนานมากจริงๆ


“มานี่มา” คนตัวโตขยับมือเรียก ซินเธียเลยควบม้าเข้าไปหา “มาใกล้ๆ”


อะไรของเขา นึกขัดใจว่าที่เป็นอยู่มันก็ใกล้มากพอแล้วยังจะต้องใกล้ไปมากกว่านี้อีกหรือ จู่ๆ ก็รู้สึกขัดตากับใบหน้าเรียบนิ่งประหนึ่งกล้ามเนื้อส่วนนั้นได้ตายสนิทไปแล้วของอีกคนว่ามันมองแล้วหงุดหงิดประหลาด ซินเธียพาตัวเองเข้าไปใกล้จนเรียกได้ว่าห่างกันเพียงลมหายใจรดผ่านใบหน้า แล้วก็ต้องร้องเหวอออกมาเสียงดังเมื่อถูกมือและลำแขนอันแข็งแรงเอื้อมมาตวัดคว้าเอวกัน พริบตาเดียวก็รู้สึกว่าร่างลอยหวือปลิวไปกระแทกแผ่นอกกว้างจมอยู่ในอ้อมกอดแบบไม่ทันตั้งตัว


“คุณ! ตกใจหมด”


“นั่งดีๆ เดี๋ยวตก”


ซินเธียซึ่งถูกหิ้วมาให้นั่งด้วยกันเลยอยู่ในลักษณะนั่งพาดกับอานม้า เขารู้สึกกระอักกระอวนกับท่าทางของตนเองในตอนนี้มาก แต่เพราะดวงตาสีอำพันคมกริบคู่นั้นจ้องเขม็งมาโดยไม่ลดละ ถึงได้กระแอมหนึ่งทีแล้วขยับสะโพกจัดท่าทางของตัวเองให้มั่นคง


แล้วก็กลายเป็นว่าเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องพลัดตกลงไประหว่างทางถึงต้องใช้สะโพกกับแผ่นหลังพิงกับคนตัวโตด้านหลังอย่างช่วยไม่ได้


แอชลีย์เมื่อเห็นว่าคนในอ้อมแขนจัดท่าทางตัวเองเรียบร้อยดีแล้วถึงได้ใช้น่องกระทุ้งลำตัวม้าสั่งให้มันวิ่งเหยาะๆ ไปทางลำธาร ยามสองแขนแข็งแรงกำบังเหียนควบคุมทิศทางราวกับว่าทั้งร่างของซินเธียจมหายไปในอ้อมอกอบอุ่นนั้นเสียแล้ว


ถึงท่าทางมันจะน่าประดักประเดิดไปหน่อยแต่อดยอมรับไม่ได้เลยว่านั่งเฉยๆ แบบนี้มันก็สบายดีแฮะ ซินเธียโยนเรื่องน่าอายทิ้งไปแล้วหันมาดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบกายแทน วันนี้หิมะไม่ตกแถมท้องฟ้าก็ปลอดโปร่งอารมณ์ที่เคยขุ่นก็กลับมารื่นเริงอีกครั้ง


ม้าก็ไม่ต้องขี่เองแถมยังมีพนักพิงส่วนตัวให้ได้เอนหลังขณะชื่นชมธรรมชาติไปพลางแบบนี้มันดีที่สุดเลย ใครจะไม่ชอบบ้างล่ะถูกไหม


คนทั้งสองมาจนถึงริมธาร แอชลีย์ก็กระโดดลงไปก่อนหันมายกซินเธียตามลงมา พอเดินเข้าไปใกล้มองเห็นน้ำใสเสียจนมองทะลุลงไปข้างใต้ได้ เพราะไม่มีหิมะตกมาหลายวันแล้วน้ำแข็งก็เริ่มละลายกลายเป็นสายน้ำไหลเอื่อยไปตามคลองธาร ระดับความลึกคงจะไม่เกินหน้าขา เป็นธารเล็กๆ ที่ไม่รู้มาจากทางไหน


“น้ำพวกนี้มาจากไหนหรือครับ” เขาถามข้อสงสัยในใจ


“มากจากบนเขา” ชายหนุ่มเบนสายตาไปทางหุบเขาห่างจากจุดที่ยืนอยู่ราวสองถึงสามไมล์ “น้ำที่นี่กินได้ มันคือน้ำแร่แต่ช่วงนี้ไม่เหมาะจะดื่ม”


เรื่องนี้ซินเธียพอจะเดาได้ วินเทอร์ฟอลกำลังอยู่ในช่วงที่อากาศหนาวเย็นมากที่สุดของปี ถึงดื่มได้แต่ความเย็นของมันคงจะแล่นขึ้นสู่แกนสมองจนหน้าเบี้ยวเป็นแน่


แต่มีโอกาสได้มาดูแล้วก็ขอสัมผัสสักหน่อย เด็กหนุ่มถอดถุงมือออกข้างหนึ่งก่อนจะย่อตัวลงใช้นิ้วเปลือยๆ กวักน้ำเล่นซึ่งทำได้ไม่นานก็ต้องรีบชักมือกลับ มันเย็นมากจนมือขึ้นสีแดงเรื่อ เย็นแค่ไหนก็ระดับที่ขนาดปลายังไม่มีให้เห็นสักตัว


“อยากกลับหรือยัง” คนตัวสูงเอ่ยหลังปล่อยให้ภรรยาตัวน้อยเดินเล่นจนพอใจ ก้มมองนาฬิกาก็ผ่านมานานสมควรแก่เวลากับแล้ว


“อื้ม” ซินเธียพยักหน้าน้อยๆ “เราหิวแล้ว กลับกันเถอะ”


“ได้”


ขามาเป็นเช่นไร ขากลับก็เป็นเช่นนั้น ต่างกันแค่ครั้งนี้ซินเธียมีโอกาสได้ตั้งตัว เขายืนรออีกคนไปจูงม้ามาแล้วรีบปีนขึ้นไปนั่งรอด้านบนอย่างว่าง่าย จัดการตัวเองเรียบร้อยพร้อมออกเดินทางเสียจนคนมองส่ายหน้าอย่างระอา


คืนนั้นหลังกลับคฤหาสน์ซินเธียหลับสนิทตั้งแต่หัวค่ำ รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ออกไปใช้พลังกายแบบนี้มานานมากแล้ว ขอแค่หัวถึงหมอนดวงตาก็ปิดสนิท



เช้าวันต่อมาอีริคเดินกลับเข้ามาด้านในคฤหาสน์หลังออกไปสั่งการคนสวนที่มักจะเข้ามาดูแลตัดแต่งพุ่มไม้ให้ทุกสองสัปดาห์ ชายชราเลิกคิ้วยามเห็นท่านชายของบ้านกำลังยืนอยู่กลางโถงทางเดิน ท่าทางคล้ายกำลังหาอะไรบางอย่างอยู่


“ท่านชายครับ” ฝ่ายนั้นพอหันมาเจอว่าเป็นใครก็เดินเข้ามาหา


“คุณอีริค”


“ต้องการอะไรหรือเปล่าครับ เดี๋ยวผมจะไปจัดการให้”


ซินเธียเงียบไปวินาทีหนึ่งทำหน้าคล้ายอยากพูดแต่ก็ไม่อยากพูด “คือ...” เด็กหนุ่มลูบปลายผมที่พาดอยู่บนไหล่ด้านหนึ่งของตัวเองไปหลายที


“คุณพอจะมีเบาะนุ่มๆ ไหมครับ”


“เบาะหรือครับ?” คุณพ่อบ้านประหลาดใจ แต่ก็พยักหน้ารับ ถึงในคฤหาสน์จะไม่มีของแบบนั้นเขาก็ต้องไปหามาให้อีกคนให้ได้อยู่แล้ว ขอแค่เอ่ยมาคำเดียวเท่านั้น “ไม่ทราบว่าท่านชายอยากได้ขนาดประมาณไหนครับ”


“ใหญ่ๆ อยากได้อันที่ใหญ่ๆ เลย” อธิบายด้วยคำพูดคงไม่พอเลยทำไม้ทำมืออ้าออกประกอบ


“ผมจะรีบจัดการให้ครับ”


ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจว่าท่านชายจะหาของแบบนั้นไปทำไมแต่อีริคก็ไม่คิดปากมากไปวุ่นวายเรื่องของเจ้านาย เขารีบไปตามหาของที่ว่านั่นให้ ส่วนคนที่พอจัดการปัญหากวนใจได้แล้วก็ยิ้มอารมณ์ดีเดินไปนอนเล่นในห้องเรือนกระจก




TBC

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1770
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1
มีคนไม่หวังดีกับซินเธียเหรอ?
แต่ไปทำอะไรมาน้อถึงอยากได้เบาะ  :hao3: :hao3:

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-4

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด