...ระบบอุปถัมภ์...ตอนพิเศษ คนเอาแต่ใจ...=> หน้าที่ 47 (30/06/2020)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ...ระบบอุปถัมภ์...ตอนพิเศษ คนเอาแต่ใจ...=> หน้าที่ 47 (30/06/2020)  (อ่าน 198572 ครั้ง)

ออฟไลน์ yellowxxpeach

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 31
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
คันยุบยิบๆในใจนะคะ น่ารักมากก

ออฟไลน์ yellowxxpeach

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 31
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
เข้าใจพี่ทิศเลยค่ะ แง อยากโอ๋ๆน้องจิณ

ออฟไลน์ yellowxxpeach

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 31
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ฮือออ กอดๆๆ

ออฟไลน์ pamhicc

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 279
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
อ่านแล้วเข้าใจเลยจริงๆเรื่องระบบอุปถัมภ์ ทุกคนก็ต่างมีเหตุผลของตัวเองที่จะปกป้องคนที่รัก
ขอบคุณสำหรับนิยายดีๆค่ะ  :pig4:

ออฟไลน์ nOn†ღ

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4421
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +502/-5

ออฟไลน์ แมลงมีพิษชนิดหนึ่ง

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 491
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-14
อบอุ่นละมุนใจดีแท้ ดีงามทั้งเรื่องราว ดีงามทั้งข้อคิด ดีงามไปทุกส่วน ถ้าเรื่องนี้จะมีใครนำไปสร้างต้องสร้างเป็นละครเท่านั้นไม่ใช่ซีรีส์ เพราะมันเป็นเรื่องราวของชีวิตคนจริง ๆ ไม่ได้เฟ้อฝันเกินกว่าจะเกิดขึ้นได้จริง บอกได้เลยว่า ประทับใจ ประทับใจจริง ๆ ขอบคุณที่เขียนนิยายดี ๆ มาให้อ่านนะ

 :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:

ออฟไลน์ Dezair

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 510
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1516/-8
ระบบอุปถัมภ์
BY: Dezair
ตอนพิเศษ คนเอาแต่ใจ
…………………


   หนึ่งในคฤหาสน์สามหลังที่อยู่เบื้องหลังคฤหาสน์ของคุณกอบกุล กำลังประสบปัญหา ‘คนเอาแต่ใจ’


   คนเอาแต่ใจรายนี้ เดิมทีเป็นคนยังไงก็ได้ ไม่มากเรื่อง ไม่เรื่องมาก กินง่าย อยู่ง่าย สบายๆอย่างที่เจ้าตัวมักชอบทำหน้าตาไม่ทุกข์ร้อนและยักไหล่แบบไม่ยี่หระซึ่งขัดสายตาคุณกอบกุลอยู่เสมอ


   ทว่าใครคนนั้น มาบัดนี้กำลังป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ปวดหัว เป็นไข้ ตัวร้อน เจ็บคอ ปวดตัว ปวดกระดูก อาการทั้งหมดที่ว่ามาเมื่อมันออกฤทธิ์พร้อมกันเลยทำให้คนที่เคยง่ายๆ อะไรก็ได้ กลายเป็นคนเอาแต่ใจชนิดที่แม้แต่เรื่องเล็กก็กลายเป็นเรื่องใหญ่


   “เหม็น...” ชายหนุ่มบนเตียงบ่นหน้าย่น ทำปากมู่ทู่ ยิ่งส่งให้ไฝที่มุมปากดูโดดเด่น


   “เหม็นอะไร นี่ปลาสลิดทอด จิณชอบทานไม่ใช่หรือ” จรรยารีบเข้าประกบ แต่ไม่วายเหลือบมองชายหนุ่มอีกคนที่ยืนอยู่ด้วยกัน


   ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จิณณะและพิทักษ์กลับมานอนที่กรุงเทพ ต่างคนต่างแยกย้ายไปนอนบ้านของพ่อแม่ตนเอง ไม่รู้จิณณะไปติดหวัดมาจากไหน วันเสาร์ยังดูปกติ อาการเริ่มไม่ดีช่วงเย็นวันอาทิตย์ แล้วพอเช้าวันจันทร์ก็ได้แต่นอนซมลุกไปทำงานไม่ไหว


   เรื่องนี้รู้ถึงหูของพิทักษ์ในอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา ชายหนุ่มจึงรีบมาที่นี่ และมายืนอยู่ข้างเตียงในเวลานี้


ทว่า...จรรยาเริ่มรู้สึกว่าตนเองตัดสินใจผิดที่ส่งข่าวไปบอกพิทักษ์ เพราะลูกชายคนโตที่ถูกไข้หวัดใหญ่เล่นงานกำลังอยู่ในช่วงเอาแต่ใจและงอแงอย่างที่ไม่เคยเป็นยามปกติ


   “เหม็น” คนป่วยย้ำอีกครั้ง หน้าตาบึ้งตึงมากกว่าเดิมจนจรรยาต้องรีบปะเหลาะ


   “เหม็นก็เหม็น งั้นเดี๋ยวแม่ให้คนเอาหมูหยองมาให้จิณทานกับข้าวต้มแทนนะ”


จิณณะขมวดคิ้ว แล้วแย้ง “หมูหยองมันหวาน”


   “แล้วจิณอยากทานอะไร แม่จะทำให้”


   “ไข่เจียว”


   “ได้ ใส่หมูสับด้วยดีไหม”


คนลูกเรียกร้องไข่เจียว คนแม่ก็รีบเสนอไข่เจียวหมูสับ จิณณะพยักหน้าเอื่อยๆ จรรยาก็รีบกุลีกุจอออกไปสั่งให้คนรับใช้เข้ามายกถาดข้าวต้มกับปลาสลิดออกไป ส่วนตนเองเข้าครัวทำข้าวต้มและไข่เจียวหมูสับ


พ้นหลังเจ้าของบ้านแล้ว ในห้องก็เหลือเพียงคนป่วยและคนไม่ป่วย ต่างคนต่างมองกัน ก่อนจะเป็นฝ่ายพิทักษ์เอ่ยปากขึ้นก่อน


   “ป่วยแล้วทำไมยังเลือกกิน”


ประโยคแรก ประโยคเดียว แต่สำหรับคนป่วยที่จิตใจอ่อนไหวมากกว่าปกติตีความไปเรียบร้อยว่าถูกดุ หน้าตาที่บูดบึ้งอยู่แล้วเลยกลายเป็นบูดหนัก ทิ้งตัวลงนอนตะแคงหันหลังแล้วตลบผ้าห่มคลุมมิดหัวทันที!

   
   จิณณะตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าอย่างไรก็ไม่หันไปก่อนแน่! เพราะแค่ประโยคแรกที่พิทักษ์พูดเมื่อกี้นี้ก็บอกให้รู้แล้วว่าไม่น่าคุยด้วยเลยสักนิด!


   ...นี่มันเวลาป่วยนะ! ใช่เวลาดุหรือ?!...



   พิทักษ์มองร่างที่นอนขดหันหลังให้เขาแล้วมันเขี้ยว หากไม่ติดว่าอีกฝ่ายป่วยและอยู่ในบ้านของตระกูลวงศ์กีรติ เขาคงต้องดึงจากเตียงขึ้นมาดุสักทีกับพฤติกรรมแบบนี้


   ฝ่ายคนป่วยไม่กระดุกกระดิก ฝ่ายคนมาเยี่ยมก็ยังปักหลักอยู่ข้างเตียง คนหนึ่งรู้ว่าคนที่อยู่ข้างเตียงยังไม่ไปไหน อีกคนก็รู้ว่าคนบนเตียงยังไม่หลับ แต่ไม่ยอมพูดกัน


   ทว่า...ทั้งๆที่ตั้งใจว่าจะไม่หันกลับไป มารดาก็กลับเข้ามาในห้องอีกครั้งพร้อมด้วยไข่เจียวหอมฉุย คนป่วยที่ชักหิว อดไม่ได้ที่จะผงกศีรษะขึ้นมอง


   ...ไม่ได้อยากจะหันกลับไปจริงๆนะ! แล้วที่หันกลับไปก็ไม่ใช่ว่าเพราะคนที่ยืนโด่อยู่ข้างเตียงด้วย!...


“จิณ ไข่เจียวเสร็จแล้ว” จรรยาพูดแค่นั้น จิณณะก็ยอมลุกขึ้นนั่ง แต่แน่นอนว่าคอแข็งไม่แม้แต่จะเหล่สายตาไปมองพิทักษ์สักนิด ฝ่ายนั้นเองก็ไม่พูดอะไร ยอมถอยออกไปยืนมุมห้องเพื่อให้คนรับใช้และจรรยาเข้ามาดูแลยกอาหารวางบนโต๊ะข้างเตียง


ข้าวต้มและไข่เจียวหมูสับดูจะถูกใจคนป่วยเอาแต่ใจ แต่...คิดหรือว่าฤทธิ์ของจิณณะ  วงศ์กีรติหมดแค่นั้น?



ตักข้าวต้มที่โปะด้วยไข่เจียวใส่หมูสับเข้าปากไปหนึ่งคำ เจ้าตัวก็เงยหน้ามองมารดา


   “แม่...อยากได้ซอสพริกศรีราชา”


จรรยารู้จักนิสัยของลูกชายคนโตดีว่าเขาไม่ใช่คนเรียกร้อง แต่ถ้าเขาออกปากขอ ก็ต้องให้


หล่อนกำลังจะลุกขึ้นไปหาซอสพริกมาให้ แต่เสียงของชายหนุ่มอีกคนในห้องดังขึ้นเสียก่อน


   “คนป่วยไม่ควรทานรสจัด”


ราวกับทุกอย่างหยุดชะงัก จรรยาที่กำลังจะลุกเลยพลอยยงโย่ยงหยก จิณณะที่กำลังหั่นไข่เจียวก็ถึงกับเงยหน้ามอง


แม้จะยังป่วย ยังปวดหัว ครั่นเนื้อครั่นตัว แต่คนป่วยก็รู้ดีว่าถ้าเขาเจรจากับพิทักษ์ ชาตินี้ชาติหน้าก็อย่าหวังว่าจะได้ซอสใดๆมากินคู่กับไข่เจียว!


จิณณะหันไปทางมารดาทันที


   “แม่...ขมคอ”


คนกลางของห้องคือจรรยา และหล่อนตกที่นั่งลำบากอย่างไม่ต้องสงสัย


   ฝั่งหนึ่งคือลูกชายที่กำลังป่วย ซึ่งยามปกติเขาไม่เคยเรียกร้องอะไร พอป่วย เขาจะเอาแต่ใจบ้าง หล่อนจึงไม่เคยห้ามปราม


   อีกฝั่งคือคนรักของลูกชาย และยังเป็นลูกเลี้ยงของน้องสาวของหล่อน อันที่จริงจรรยาควรจะถือหางลูกชายตนเองมากกว่าคนอื่น แต่พิทักษ์มีมาดสุขุมภูมิฐาน อีกทั้งยังเป็นคนมีเหตุมีผล จะไม่ทำตามก็ไม่ได้


   ผลเลยออกมาเป็นว่าจรรยาไม่รู้จะเอาใจลูกชาย หรือจะทำตามที่คนรักของลูกชายตักเตือนดี


   “ทานข้าว ทานยา แล้วนอนพัก หายป่วยเมื่อไรก็จะไม่ขมคอเอง”


ฟังเหตุผลของพิทักษ์เถอะ พูดอีกก็ถูกอีก


   จรรยาหันไปทางลูกชาย หมายจะโน้มน้าวให้เขาเห็นด้วยกับคำพูดของพิทักษ์ แต่เสียงห้วนๆติดแหบของคนป่วยดังขึ้นมาก่อน


   “แม่...อิ่มแล้ว”


   คราวนี้ จรรยาเหลือบมองพิทักษ์ราวกับจะขอความเห็นใจ หากจิณณะทานข้าวน้อยอย่างนี้ ต่อให้จะกินยา นอนพักมากเพียงใด แต่ร่างกายก็คงไม่มีสารอาหารและพลังงานเพียงพอที่จะรักษาตัว


   ทว่าพิทักษ์ยังคงเหมือนกำแพงหินสูงตระหง่านขวางจิณณะไม่ให้เอาแต่ใจเกินพอดี และกั้นไม่ให้จรรยาตามใจลูกชายจนเกินขอบเขต


“ผมจัดการเองครับ คุณป้า” เขาเอ่ยเรียบๆแล้วเดินเข้ามาหาเป็นเชิงกดดันให้จรรยาถอยห่างจากข้างเตียง


มารดาของจิณณะไม่รู้จะทำอย่างไร แต่ก็คิดเอาว่าอีกฝ่ายคงมีวิธีที่ดีพอจะทำให้ลูกชายของหล่อนยอมกินข้าว จึงถอยออกมา


   แล้วพอจรรยาถอย พิทักษ์ก็เข้าแทนที่ ประชิดตัวคนป่วยจนจิณณะแทบผงะ


   “ทานข้าว” คำพูดสั้น เรียบ ฟังดูก็รู้ว่าสั่ง คนป่วยส่งสายตาไปทางมารดาให้รู้ว่าไม่ชอบใจกับการถูกคุกคามในเวลาแบบนี้ แต่ไม่ทันที่คนเป็นแม่จะช่วยเหลือ เสียงของพิทักษ์ก็ดังขึ้นอีก


   “จะให้พี่ป้อนมั้ย”


คราวนี้ อย่าว่าแต่จิณณะจะตาเหลือกเลย กระทั่งจรรยายังตาโตด้วยความตกใจ แม้จะรู้ว่าพวกเขาสองคนมีความสัมพันธ์กันอย่างไร หนำซ้ำยังย้ายไปอยู่ด้วยกันมานานแล้ว แต่หล่อนก็ไม่เคยเห็นพวกเขาใกล้ชิดกันมากถึงขั้น ‘ป้อน’


   “ไม่ตอบ? งั้นพี่จะป้อนให้เอง”


คนสุขภาพดีถือวิสาสะดึงช้อนออกจากมือคนป่วยมาตักไข่เจียวใส่ในถ้วยข้าวต้ม แล้วเป่าเบาๆเพื่อไล่ความร้อน จิณณะกำลังอึ้ง กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ช้อนถูกยื่นมาถึงปากเขาแล้ว


   “ผ...ผมกินเอง!”


แม้จะเอาแต่ใจเกินพอดีให้คนรอบตัวตามใจ แต่จะให้คนมาเอาใจถึงขั้นป้อนข้าวป้อนน้ำแบบนี้ จิณณะก็ทนไม่ได้


คนป่วยรีบดึงช้อนจากมือของพิทักษ์มายัดข้าวต้มเข้าปาก เคี้ยวไปเบ้หน้าไป ขมปากขมคอ รสชาติข้าวต้มและไข่เจียวหมูสับที่อยากกิน ไม่ช่วยให้เจริญอาหารขึ้นเลย


   แต่...จะคายทิ้งก็ไม่ได้ ในเมื่อพิทักษ์นั่งจ้องตาไม่กะพริบอยู่นี่!


   สุดท้าย คนป่วยเลยต้องกลืนลงคอ พอวางช้อน อีกฝ่ายก็หยิบขึ้นมาตักคำต่อไปแล้วเป่าไล่ความร้อนรอทันที


   ...ไม่เปิดโอกาสให้เรียกร้องสักนิด!...


   จิณณะหน้าหงิก ยอมกินได้ไม่กี่คำก็ส่ายหน้าหนี แต่ก็ยังถูกบังคับป้อนไปอีกสองคำ ก่อนจะเป็นฝ่ายพิทักษ์ล่าถอยไปเอง


   ...คิดแล้วมันน่าเจ็บใจ! ทั้งๆที่ป่วยอยู่แท้ๆ แต่จะเอาใจกันสักนิดก็ไม่มี!...


   คนป่วยทิ้งตัวลงนอนด้วยความหงุดหงิด แต่พอตะแคงตัวหันหลังปุ๊บ คำสั่งถัดไปก็ดังขึ้นปั๊บ


   “ลุกขึ้นมากินน้ำกินยา” 


ไม่รู้ว่าเป็นประโยคสั่งหรือดุ แต่ที่แน่ๆ จิณณะรู้สึกเหมือนถูกสั่งและดุในคราวเดียวกัน


   “จิณ ลุกขึ้นมา” 


คำพูดซ้ำเป็นครั้งที่สองด้วยน้ำเสียงที่เข้มงวดทำให้คนป่วยต้องยอมลุกขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้เจ้าตัวหน้าหงิกกว่าเดิม แต่ก็ยอมกินยาดื่มน้ำแต่โดยดี ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนอีกครั้ง และคราวนี้ตวัดผ้าห่มคลุมโปงเสียเลย!


   พิทักษ์ยืนมองก้อนผ้าห่มที่ขดจนกลมแล้วได้แต่ถอนหายใจเบา ก่อนจะหันไปทางจรรยาที่ยืนนิ่งไปแล้ว


   “ไปเถอะครับ จิณจะได้พัก”


   คนในโปงผ้าห่มได้แต่เม้มปากเจ็บใจ ได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าเดินห่างออกไปโดยที่ไม่มีใครคิดจะง้อเขาเลย!


   ………………….


   จรรยายังห่วงลูกชาย แต่ก็ไม่อยากขัดพิทักษ์ เมื่อครู่นี้ หล่อนเห็นกับตาว่าเขาคือคนที่กล้าบังคับจิณณะ หนำซ้ำยังบังคับได้ด้วย แต่ถึงจะบังคับได้ เขาก็ไม่ทำเกินพอดี พอเห็นว่าคนป่วยกินข้าวได้มากพอแล้ว ก็ยอมตามใจไม่บังคับต่อ ผิดกับหล่อน...ตามใจจนเกินเลย


   เจ้าของบ้านและแขกพากันเดินลงมาจากชั้นสอง ยังไม่ทันจะเลี้ยวไปไหน เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น


   “พี่จิณเป็นไงบ้าง” จารีตยืนพิงกรอบประตูห้องนั่งเล่น ถือผลไม้เคี้ยวกร๊วบๆอย่างเอร็ดอร่อยแต่ไม่มีทีท่าจะขึ้นไปดูดำดูดีพี่ชายแท้ๆของตนเองเลยสักนิด


   “เป็นไข้ ไม่เป็นอะไรมากหรอก” จรรยาตอบ แต่จารีตทำปากยู่


“สำหรับพี่จิณ เป็นไข้ก็คือเป็นอะไรมากแล้วแม่” เขาว่าอย่างนั้น ก่อนจะเหลือบไปมองชายหนุ่มอีกคนที่ยืนเงียบๆ เขายกมือไหว้ไปแล้วรอบหนึ่ง แต่ฝ่ายนั้นเพียงพยักหน้ารับรู้แล้วก็ไม่พูดอะไรอีก เคยได้ยินจิณณะบ่นว่าพิทักษ์ชอบดุ แต่เขาไม่เคยเห็นพิทักษ์จะพูดเกินสามประโยคเลย 


…นู่นนนน...น้องพี่ทิศต่างหากที่พูดมากอย่างกับผีเจาะ...อ่า...ผีเจาะเป็นจังหวะชะชะช่าครับ...ฟังแล้วไพเราะเสนาะรูหู ถ้าพูดไป เลี้ยงข้าวไปล่ะก็นะ...


“แล้วจาไม่ออกไปไหนเหรอ” มารดาถามลูกชายคนเล็กที่วันนี้ไม่ออกไปตะลอนๆนอกบ้าน จารีตสั่นศีรษะ


“ไม่ไป อยู่ดูหน้าคนติดบั๊กดีกว่า”


   “คนติดบั๊ก?” พิทักษ์ทวนอย่างไม่เข้าใจนัก จารีตหัวเราะร่วนแล้วเฉลย


   “ก็พี่จิณไง เวลาเจ็บป่วยนี่เหมือนติดบั๊ก งอแง ป้อแป้ เอาแต่ใจ จะเอาอันนั้น อยากได้อันนี้ แล้วไม่ตามใจก็ไม่ได้ด้วยนะ งอนจ้า!” คนเป็นน้องที่รู้จักพี่ชายมาตั้งแต่เกิดเล่าไปหัวเราะไป จรรยาหน้าเจื่อน เพราะคำพูดของลูกชายคนเล็ก ฟังอย่างไรก็ขายลูกชายคนโตชัดๆ


   ...แล้วขายดีๆจะไม่ว่า นี่ขายเรื่องน่าอายทั้งสิ้น!...


   “จา...” หล่อนปราม ไม่อยากให้เขาพูดอะไรที่จะทำให้คนฟังรู้สึกไม่ดีต่อจิณณะ


   “ติดบั๊กจริงๆนะแม่ ว่าแต่รอบนี้คนติดบั๊กอยากกินอะไร”


คนเป็นแม่เหลือบมองชายหนุ่มร่างสูงซึ่งอยู่ในเหตุการณ์คนป่วยเรียกร้องเรื่องอาหาร ก่อนจะยอมอ้อมแอ้มบอก


   “ไข่เจียวหมูสับ”


คนถามเลิกคิ้วเล็กน้อย


   “รอบนี้กินง่ายแหะ มีครั้งนึงพี่จิณป่วยแล้วอยากกินขนมชั้นสีชมพู ไม่เอาขนมชั้นสีเขียวเพราะพี่จิณบอกว่าเห็นแล้วเหม็นเขียว สีอื่นก็ไม่เอา บอกว่าสีอื่นดูไม่น่ารัก อยากกินแต่สีชมพูแป๊ดๆเท่านั้น แม่ต้องส่งคนไปหาตั้งหลายที่ พอเอากลับมา จิณณะติดบั๊กไม่กินขนมชั้นเป็นคำ พี่ผมลอกออกมาทีละแผ่นแล้วค่อยกิน แล้วเลือกกินด้วยนะ ขนมชั้นสีชมพู มันเป็นสีชมพูแป๊ดสลับกับสีชมพูอ่อน พี่ผมกินแต่ชมพูแป๊ด ส่วนใครล่ะกินชมพูอ่อน...ก็ผมนี่ไง!” จารีตพูดแล้วก็หัวเราะอีกยก ทั้งขำทั้งระอาใจ พิทักษ์ได้แต่รับฟังเงียบๆ เพราะคาดไม่ถึงเช่นกันว่าคนรักจะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือแบบนี้


   “เอ? แต่รอบนี้อยากกินแค่ข้าวไข่เจียวเองเหรอ หรือว่าพี่ทิศอยู่ด้วย เลยไม่กล้าแผลงฤทธิ์มาก” หนุ่มรุ่นน้องเดาสุ่มสี่สุ่มห้า แน่นอนว่ามันทำให้ทั้งพิทักษ์และจรรยาพากันเงียบ


   คนอย่างจิณณะไม่มีคำว่าไม่กล้าอยู่ในสมอง เจ้าตัวพร้อมกล้าเสมอ เสียแต่ว่า...พิทักษ์เองก็กล้าชนกับคนกล้าอย่างจิณณะเช่นกัน


   “จา หิวอะไรไหม แม่จะให้คนทำให้ทาน”


   “ม่ายยยยย...แม่ทำให้พี่ทิศดีกว่า ไม่รู้พี่จิณจะป่วยอีกกี่วัน พี่ทิศต้องใช้พลังงานรับมือพี่จิณอีกเยอะ”


   “จา...” จรรยาปรามลูกคนเล็กเป็นรอบที่สอง เพราะเขาช่างสรรหาเรื่องมาเล่าที่ไม่ได้สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้จิณณะเลย


   “ไม่เป็นไร พี่ก็ไม่ค่อยหิว” พิทักษ์เอ่ยกับน้องชายของคนรัก ก่อนจะหันมาทางหญิงเจ้าของบ้าน


   “ผมขอคุยกับจาสักครู่นะครับ”


คำพูดของเขาทำให้จรรยาโหวงเหวงไปทั้งใจ แต่ก็ไม่กล้าขัด ได้แต่ปล่อยให้สองหนุ่มเดินเข้าห้องนั่งเล่นไป


   แล้วก็ได้แต่หวัง...ว่าจารีตจะไม่ถล่มภาพลักษณ์จิณณะจนราบคาบนัก


   เพราะหล่อนไม่คิดว่าจะมีใครในโลกนี้ที่รับมือจิณณะได้ดีเท่าพิทักษ์อีกแล้ว


…………………….


   ความกังวลของจรรยาดูจะคลายตัวลง เมื่อพิทักษ์ยังคงขออยู่ดูแลคนป่วยต่อ ดูท่าแล้วคำพูดของจารีตคงไม่ได้ทำลายชื่อเสียงของพี่ชายเท่าไร คนรักของจิณณะจึงไม่เผ่นแน่บไปเสียก่อน


แต่ถึงแม้พิทักษ์จะไม่ไปไหน หล่อนก็ยังอยากถามอยู่ดีว่าจารีตและพิทักษ์คุยอะไรกัน


   เมื่อพิทักษ์ขอเป็นคนยกผลไม้และนมไปให้คนป่วยในช่วงบ่าย จรรยาจึงหาโอกาสแอบถามจากลูกชายคนเล็กทันที


   “จาเล่าอะไรให้ทิศฟังบ้าง”


จารีตกำลังเล่นเกมอย่างเมามัน ก็พลันต้องเงยหน้ามอง


   คนเป็นแม่เลยถามย้ำ “ที่คุยกับทิศน่ะ”


   “ก็เรื่องพี่จิณไงแม่”


   “เรื่องอะไรบ้าง” จรรยานั่งลงข้างลูกชายทันที เป็นเหตุให้จารีตต้องกดหยุดเกม


   “พี่ทิศถามว่าพี่จิณเป็นแบบนี้บ่อยไหม”


คนฟังใจหายวูบ กลัวว่าพิทักษ์จะระอาใจกับความเอาแต่ใจของลูกชายคนโตของหล่อนแล้วจะนำไปสู่การเลิกราในภายหลัง


   “แล้วจาบอกว่ายังไง บอกรึเปล่าว่าจิณเป็นแค่ตอนป่วยเท่านั้น พอหายป่วยก็ไม่เป็นแบบนี้แล้ว”


จารีตมองสีหน้าร้อนรนของมารดาแล้วก็เผลอหัวเราะออกมา


   “แม่นี่ขาเชียร์เหมือนกันนะเนี่ย จริงๆเชียร์คู่นี้มากสิท่า” ลูกชายคนเล็กยังทีเล่นทีจริง ทำตาหรี่มองเหมือนรู้ทัน


   “บอกแม่มาก่อนว่าพูดไปว่ายังไง”


   “ก็บอกแค่ว่าพี่จิณเอาแต่ใจนิดหน่อยตอนไม่สบายแค่นั้นเอง โธ่แม่ เขาผ่านอะไรมาด้วยกันตั้งเยอะ ไม่เลิกกันเพราะเรื่องแค่นี้หรอก”


จรรยามองลูกชายคนเล็กอย่างเคืองๆที่เขาทำให้หล่อนไม่สบายใจ แต่อีกใจก็เห็นด้วยกับที่จารีตพูด สองคนนั้นผ่านอะไรด้วยกันมามาก เรื่องแค่นี้...ไม่ใช่เรื่องที่น่าจะกลายเป็นประเด็นได้เลย


   แต่...ก็ไม่แน่


   บางครั้ง เรื่องเล็กๆก็กลายเป็นเรื่องใหญ่มานักต่อนัก


   “เราก็ไม่ต้องพูดเรื่องไม่ดีของพี่เขานัก ทิศได้ยินซ้ำๆเขาก็จะคิดเอาว่าจิณเป็นคนเอาแต่ใจ”


   “แต่พี่จิณก็เอาแต่ใจตอนป่วยจริงๆนะ”


   “จา...”


   “ครับๆ ไม่พูดแล้วครับ” จารีตรับปาก ต่อให้จะพูดอะไรอีกก็คงจะซ้ำกับเรื่องที่เล่าให้พิทักษ์ฟัง เพราะเล่าไปหมดทุกอย่างแล้ว


   “แต่พี่ทิศก็พูดนะ...” ลูกชายคนเล็กเกริ่น เรียกความสนใจจากจรรยาทันที


   “ทิศพูดว่าอะไร”


   “พูดว่า...พี่จิณเหมือนคุณย่าเปี๊ยบเลย”


หญิงเจ้าของบ้านนิ่งไปเล็กน้อย มีแค่คนในบ้านเท่านั้นที่เห็นตรงกันในเรื่องนี้ เพราะคนภายนอก มักจะเห็นแต่ความขัดแย้งระหว่างคุณกอบกุลและจิณณะ พาลให้คิดกันว่าสองย่าหลานไม่มีตรงไหนที่เหมือนกันเลย ทั้งที่ความจริงแล้ว หากจะบอกว่าในบรรดาลูกหลานทั้งหมด จิณณะคือคนที่ถอดร่างของคุณกอบกุลมาอยู่ในร่างผู้ชายก็ไม่ผิดนัก


   “เราโชคดีนะแม่ ที่ได้พี่ทิศมา เขาไม่ใช่แค่รู้จักพี่จิณดี อ่านพี่จิณออก แต่เขายอมรับตัวในตัวพี่จิณได้ คนของเราเรื่องน้อยซะที่ไหน” จารีตเอ่ยตามที่เห็น


ตลอดเวลาที่เขาเล่าเรื่องของจิณณะ พิทักษ์รับฟังอย่างสงบและตั้งใจ บางเรื่องเป็นเรื่องตลก พิทักษ์ก็หัวเราะเบาๆดวงตาเป็นประกายเอ็นดู บางเรื่องเป็นเรื่องแผลง ก็ส่ายศีรษะทอดถอนหายใจ แต่ไม่ว่าจะเรื่องไหนๆ หากเป็นเรื่องของจิณณะ ก็ล้วนได้รับความสนใจจากพิทักษ์เสมอ


   “คนที่ยอมรับคนของเราได้ ผมว่าเขาก็น่าจะได้รับการตอบแทนเป็นการยอมรับจากเราเหมือนกันนะแม่”


จรรยายิ้มจาง พยักหน้าเห็นด้วย


   “แม่...ก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน”


   ไม่ใช่แค่การยอมรับพิทักษ์เพื่อตัวพิทักษ์เอง แต่เป็นการยอมรับพิทักษ์เพื่อความสุขของจิณณะด้วยเช่นกัน


   ....................
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30-06-2020 22:43:16 โดย Dezair »

ออฟไลน์ Dezair

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 510
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1516/-8


ความสุขของจิณณะ เดิมทีคือการใช้ชีวิตอย่างง่ายๆ กินอะไรก็อร่อย อยู่ที่ไหนก็สบาย ทุกๆวันมีแต่เรื่องสนุก


   แต่...ยกเว้นจิณณะตอนป่วย


   ชีวิตไม่ง่าย เพราะจะขยับแขนก็ปวดเนื้อปวดตัว จะลุกขึ้นนั่งก็ปวดหัว หายใจก็ลำบาก คอก็เจ็บ กินอะไรก็ไม่อร่อย วันป่วยๆอย่างนี้ ไม่มีเรื่องสนุกให้ทำ หนำซ้ำ...ยังมีคนหน้านิ่งยืนตระหง่านอยู่ข้างเตียงอีกต่างหาก


   ...ถามจริง...


...นี่มาเยี่ยมหรือมาเอาชีวิต?...


   “ลุกขึ้นมากินผลไม้”


   “ผลไม้อะไร” คนป่วยปรือตาขึ้นถาม


อันที่จริง เขาตื่นได้พักหนึ่งแล้ว แต่พอเห็นพิทักษ์เข้ามาในห้อง อารามยัง ‘งอน’ เลยหลับตาหนีต่อหน้าต่อตาอีกฝ่ายดื้อๆ ถ้าพิทักษ์ไม่ถามขึ้นมาก่อน เขาก็ไม่ลืมตาขึ้นมาพูดด้วยหรอก!


   “แอปเปิ้ล”


คำตอบทำเอาเบ้หน้า แล้วพลิกตัวตะแคงหันหลังให้ทันที


   “จิณ ลุกขึ้นมากิน”


   “ไม่เอา ไม่อยาก”


   “แล้วอยากอะไร”


วีรกรรมขนมชั้นสีชมพูตามคำบอกเล่าของจารีตยังคงอยู่ในสมองของพิทักษ์ คำถามนี้ดูจะเปิดกว้างก็จริง แต่ในใจของชายหนุ่มตั้งรับอย่างดีแล้ว


คนป่วยที่พลิกตัวตะแคงหันหลังยอมเอี้ยวหน้ากลับมามอง แล้วตอบ


   “ชมพู่มะเหมี่ยว พริกกะเกลือด้วย”


ฟังดูไม่ยาก แต่...พิทักษ์จะไม่ตามใจ


   “หายแล้วจะซื้อให้กิน”


จิณณะทำหน้าหงิก


   “กว่าจะหายก็พอดีหายอยาก”


   “ถ้าอยากกินก็ต้องรีบหาย ลุกมากินผลไม้ก่อน” พิทักษ์ไม่พูดอย่างเดียว แต่ช่วยพยุงคนบนเตียงให้ลุกขึ้นนั่ง


ช่วงแรกนั้นอีกฝ่ายทำตัวหนัก แต่พอเขาเพิ่มแรงขึ้นอีกหน่อย จิณณะก็ยอมขยับตัวลุกขึ้นนั่งแต่โดยดี


ตอนนี้เองที่พิทักษ์รู้สึกว่าเขาเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างในตัวคนรัก



จิณณะในยามปกติ ไม่มีทางเป็นแบบนี้ แต่พอไม่สบาย กลับเอาแต่ใจขนาดหนัก ตอนเขาบอกให้ลุกขึ้นมากินผลไม้ก็ทำตัวโยกโย้ ไม่ยอมลุก แต่พอเขาช่วยพยุง ก็กลับว่าง่าย พอเขายื่นจานผลไม้ให้ เจ้าตัวก็ยังหน้าบูด แต่พอเขาเอาส้อมจิ้มแอปเปิ้ลแล้วส่งให้ ก็กลับรับไปกัดแต่โดยดี



...แบบนี้น่ะ...



...เอาแต่ใจเพราะเรียกร้องการเอาใจไม่ใช่หรือ...



…เพราะอยากได้รับความเอาใจใส่ ถึงได้เรียกร้องขนาดนี้...



จิณณะคนเข้มแข็ง ใครเลยจะคิดว่าแท้จริงแล้วต้องการความเอาใจใส่ราวกับเด็กเล็กๆ จิณณะคนเข้มแข็ง ใครเลยจะคิดว่าแท้จริงแล้วเก็บกดความรู้สึกอะไรไว้ข้างในบ้าง



จิณณะคนเข้มแข็ง...แต่คนเข็มแข็งก็เป็นคนไม่ใช่หรือ เป็นคนที่เปราะบาง เป็นคนที่แตกสลายได้ แต่จิณณะคนเข้มแข็ง ไม่เคยปริปากบอกใครเลย



จนกระทั่งวันนี้ที่เจ็บป่วย ร่างกายอ่อนล้า จิตใจไม่แข็งแรงมากพอจะเก็บกดความรู้สึกทุกอย่างเอาไว้ข้างใน ก็เลยปะทุออกมาเป็นความเอาแต่ใจ



จิณณะคนเข้มแข็ง กลายร่างเป็นจิณณะคนเอาแต่ใจ เรียกร้องความสนใจ เรียกร้องการเอาใจใส่



ราวกับมีโพรงขนาดใหญ่ขยายอยู่ในใจของพิทักษ์ เขามองคนตรงหน้าด้วยความสงสารอาดูร นึกโทษตัวเองที่ไม่เคยรับรู้ว่าจิณณะมีด้านมุมแบบนี้



ชายหนุ่มยื่นมือออกไปหา วางมือบนศีรษะคนป่วยแล้วลูบเบาๆ จิณณะมองตาปริบๆ ไม่เข้าใจที่จู่ๆ พิทักษ์ก็ลูบผมเขา



“พี่ทิศ?”



พิทักษ์เลิกคิ้วเป็นเชิงถาม



“...หัวผมยุ่งเหรอ อ่า...นอนทั้งวันนี่นา...”



“ไม่ยุ่งแล้ว” แม้จะตอบอย่างนั้น แต่เขาก็ยังลูบศีรษะอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา จิณณะไม่เข้าใจการกระทำของคนรักนัก แต่ถ้าไม่ขัดใจก็นับว่าดีแล้ว เขาจิ้มแอปเปิ้ลเข้าปากอีกหนึ่งชิ้น แล้วถามต่อ


   “พรุ่งนี้จะได้กินชมพู่มะเหมี่ยวไหม”


   “ถ้าพรุ่งนี้หาย ก็ได้กิน”



คนป่วยทำหน้าบูด อมแอปเปิ้ลในปากจนแก้มตุ่ยเมื่อคำตอบของอีกฝ่ายไม่ถูกใจ


พิทักษ์ยิ้มจาง ถึงแม้คนตรงหน้าจะทำท่าทางเหมือนเด็กอนุบาลอมข้าวเพราะถูกขัดใจทั้งๆที่อายุเกือบสามสิบ


...แต่...เขาก็รู้สึกว่าน่าเอ็นดู



...ทั้งน่าสงสาร ทั้งน่าเอ็นดู...



ตอนเด็กๆ จิณณะได้ทำท่าเอาแต่ใจแบบนี้บ้างไหม ทำแล้ว...มีใครตามเอาใจบ้างไหม ทำแล้ว...มีใครสนใจบ้างไหม เรื่องเหล่านี้พิทักษ์ไม่รู้ ไม่รู้เลย...ว่าจิณณะโตมากับความเหงาแค่ไหน


   “พรุ่งนี้ก็หาย ถ้ากินข้าว กินยา กินผลไม้ให้หมด” ชายหนุ่มเอ่ย น้ำเสียงไม่ได้เข้มงวดเหมือนก่อนหน้านี้ คล้ายจะปลอบประโลมด้วยซ้ำ


   “ข้าวเย็นกินกับอะไร” จิณณะถามอีก ยอมจิ้มแอปเปิ้ลชิ้นสุดท้ายเข้าปาก


   “ข้าวต้มกุ้ง”


   “อยากกินปลากะพง...”


คนดูแลหันไปวางจานเปล่ากับโต๊ะข้างเตียง กำลังจะหันมาบอกว่าถ้ามีปลากะพง จะให้ใส่เพิ่มมาให้ แต่คนป่วยกลับพูดเสริมขึ้นมาก่อน


   “...กะพงนึ่งมะนาว”



หากเป็นเมื่อเช้า เขาคงดุอีกฝ่ายที่เอาแต่ใจอย่างไม่ดูสภาพร่างกาย แต่เวลานี้ พิทักษ์กลับเพียงแค่ส่ายหน้า แล้วปฏิเสธอย่างอ่อนโยน


   “ไม่ได้ คนป่วยที่ไหนกินรสจัด”


   “ก็ผมบอกแล้วว่าขมปากขมคอ กินแต่ของจืดๆยิ่งไม่อร่อย”


   “ขมคอก็รีบหาย”


   “ก็เพราะมันยังไม่หาย ก็เลยขมคอไง”


“งั้นก็นอนพัก จะได้หาย”



“นอนอยู่ได้! นอนทั้งวันแล้ว! เบื่อ!”



“เบื่อก็ต้องทน”



จิณณะทำหน้ายู่ ชักหงุดหงิดที่คนเฝ้าไข้คนนี้ไม่ตามใจเหมือนคนอื่นๆ


   “ผมป่วยนะ ทำไมพี่ไม่ตามใจผมเลยวะ” เมื่อพูดดีๆแล้วไม่ได้ผล คนป่วยก็ลากเอาความอ่อนแอของตนเองขึ้นมาทันที พิทักษ์นิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะนั่งลงบนเตียง แล้วเอ่ยปากอย่างจริงจัง


   “จิณ ทำไมถึงเอาความเจ็บป่วยมาเรียกร้องให้คนอื่นตามใจ”


คราวนี้จิณณะนิ่งงัน กะพริบตาปริบๆ


   “เวลาสบายดี พี่ไม่เห็นจิณจะเอาแต่ใจแบบนี้ อะไรที่อยากแล้วไม่มี ถ้ามันมีเหตุผลที่จะยังไม่ได้มา จิณยอมรับเหตุผลนั้นได้เสมอ แต่พอไม่สบาย จิณเรียกร้องให้คนอื่นขวนขวายเอาทุกอย่างที่อยากได้มาให้ จะทดสอบใช่มั้ย ว่าคนอื่นรักจิณมากพอที่จะตามใจจิณทุกเรื่องรึเปล่า”


   “ผ...ผมไม่ได้...” ค้านไม่จบประโยค เพราะอีกฝ่ายมองเขานิ่งราวกับรอให้เขาพูด แต่จิณณะรู้ดีว่าพูดอะไรออกไปก็ฟังไม่ขึ้น สุดท้ายเลยได้แต่เงียบราวกับจำนน



   พอเห็นคนรักเงียบ พิทักษ์เลยลูบศีรษะเบาๆ คราวนี้คนป่วยรู้แล้วว่าสัมผัสจากฝ่ามือที่วางอยู่บนศีรษะนั้นต้องการบอกอะไร



   ไม่ใช่ว่าผมยุ่ง ก็เลยลูบศีรษะให้ แต่เพราะพิทักษ์ต้องการบอกให้รู้ต่างหาก ว่าเขาอยู่ข้างๆ...อยู่ข้างๆ ไม่ได้ไปไหน ถึงแม้ว่าจิณณะจะเอาแต่ใจขนาดนี้ และถึงแม้ว่าพิทักษ์จะไม่ตามใจสักอย่าง แต่...ก็ยังอยู่ข้างๆ



   จิณณะในเวลานี้ไม่ได้ตัวคนเดียว ไม่ได้เป็นเด็กชายจิณณะที่เติบโตมาอย่างแปลกแยก เพราะเป็นหลากนอกคอกของวงศ์กีรติ เป็นหลานที่ขวางหูขวางตาคุณกอบกุลจนญาติพี่น้องไม่กล้าเข้าข้าง ไม่กล้าให้ท้าย ไม่กล้าเปิดเผยแสดงตัวว่าอยู่ข้างเขา เพราะไม่มีใครอยากเป็นส่วนหนึ่งของประเด็นไม้เบื่อไม้เมาสองย่าหลาน



สุดท้าย...เด็กชายจิณณะเลยเติบโตขึ้นมาเป็นนายจิณณะที่...ขวนขวายสิ่งที่ต้องการมาด้วยตัวเอง แต่ลึกๆแล้วก็อยากได้รับความสนอกสนใจจากคนรอบข้างเช่นกัน


   มืออุ่นยังลูบศีรษะคนป่วยเบาๆ ราวกับช่วยดึงจิณณะออกมาจากความทรงจำของเด็กชายนอกคอกผู้ถูกทิ้งเอาไว้กับความโดดเดี่ยว ให้กลับมารับรู้ปัจจุบัน


ปัจจุบันที่แม้ว่าจิณณะจะดื้อแค่ไหน เอาแต่ใจแค่ไหน ต่อให้พิทักษ์จะไม่ตามใจ แต่ก็ไม่ทิ้งเขาไปเช่นกัน


   ดวงตาฉ่ำของคนป่วยเหลือบมองคนที่ยังลูบศีรษะของเขา สัมผัสนั้นอ่อนโยน เป็นสัมผัสที่ทำให้รู้สึกถึงความอบอุ่นปลอดภัย และไม่ได้อยู่ลำพัง


   “พี่ทิศ...”


   “...ขอโทษครับ”



พิทักษ์ยิ้มจาง ส่ายหน้าไปมา



   “ไม่เป็นไร พี่เข้าใจ”



   “พี่...จะอยู่กับผมใช่มั้ย”


“อยู่สิ...จะอยู่ข้างๆจิณ ไม่ไปไหนหรอก”


   หัวใจของคนที่เติบโตมาอย่างโดดเดี่ยวสั่นเทิ้ม ยิ่งรับรู้ไออุ่นจากฝ่ามือที่ยังลูบศีรษะเขา ก็ยิ่งห้ามน้ำตาไม่ไหว จนต้องก้มหน้า แอบยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดหัวตา



   ยิ่งเห็นแบบนั้น พิทักษ์ก็ยิ่งสะท้อนใจ จิณณะที่เข้มแข็ง น้ำตาสักหยดยังไม่อยากให้คนอื่นเห็น แต่กลับร้องไห้เพราะเขาบอกว่าจะอยู่ข้างๆ



   ต้องเหงาขนาดไหน ต้องว้าเหว่ขนาดไหน ถึงอ่อนไหวกับคำพูดของเขาขนาดนี้



   ชายหนุ่มรู้ว่าอีกฝ่ายยังป่วย แต่เขาก็ไม่อาจปล่อยให้จิณณะนั่งเช็ดน้ำตาเพียงลำพังทั้งๆที่เขาอยู่ตรงนี้ จึงโอบสองแขนรั้งอีกฝ่ายเข้ามากอด กดริมฝีปากลงกับกระหม่อมของคนรักราวกับต้องการให้อ้อมกอดนี้บอกให้อีกฝ่ายมั่นใจว่าเขาจะไม่ไปไหน



   ร่างในอ้อมแขนคล้ายจะนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะซุกหน้าลงกับอกของเขาแล้วพูดอู้อี้เสียงเบา พร้อมกับโอบกอดเขาเช่นกัน



   “ขอบคุณครับ พี่ทิศ ขอบคุณ”


…………………


   จิณณะเป็นชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ อีกสองวันต่อมาไข้ก็หาย จากคนป่วยเอาแต่ใจกลายมาเป็นคนสุขภาพดีที่ยิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนก่อน กินอะไรก็อร่อย แม้แต่โจ๊กหมูธรรมดาก็ไม่เป็นปัญหา หนำซ้ำยังเจริญอาหารอีกต่างหาก


“กินเหมือนมีหลุมดำในกระเพาะแบบนี้ แสดงว่าหายแล้ว” จารีตทำเป็นเปรยเสียงเบา แต่ลูกบ้านนี้ทำอะไรเบาไม่เป็น ถึงจะนั่งตรงข้ามกัน จิณณะก็ยังได้ยิน เขาเหล่ตามองน้องชาย แต่คนเป็นพี่เป็นน้องกันมาหลายสิบปี มีหรือจะกลัวกันหัวหด จารีตทำเป็นไม่ได้พูดอะไร ก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อไป


พอคนน้องไม่พูดอะไรอีก คนพี่ก็เลยหันไปทางแขกที่มาเยี่ยมแต่เช้า


พิทักษ์มาพร้อมน้ำเต้าหู้ น้ำขิงและขนมครก ไม่ได้ซื้อโจ๊กมาด้วย เพราะจรรยาบอกตั้งแต่เมื่อวานว่าเช้านี้จะเข้าครัวทำโจ๊กหมูให้ลูกชายคนโต แถมชวนเขามากินข้าวเช้าด้วยกัน พิทักษ์ไม่ปฏิเสธ อย่างไรก็ต้องมาหาจิณณะอยู่แล้ว


“พี่ทิศ ซื้ออะไรมา” ความสดใสของจิณณะในวันนี้แตกต่างจากก่อนหน้านี้ที่ไม่สบายอย่างเห็นได้ชัด


“น้ำเต้าหู้กับน้ำขิง มีขนมครกด้วย”


“ฮู้!” คนหายป่วยทำตาวาว เปิดถุงขนมครกหยิบมากินอย่างเอร็ดอร่อย


“เจ้าเดิมใช่มั้ยเนี่ย อร่อย”


คนกินง่าย อยู่ง่ายที่ชื่อจิณณะคนเดิมกลับมาแล้ว พิทักษ์นั่งลงบนเก้าอี้ว่างข้างกายคนรัก แม้จะอยากแตะเนื้อต้องตัวดูแล แต่เพราะไม่ได้อยู่กันสองต่อสอง เลยต้องสงวนท่าที


อย่างไรก็ตาม สายตาห่วงใยรักใคร่ของเขาก็ปิดไม่มิด ชนิดที่จารีตกะพริบตาปริบๆ กลืนน้ำลายเอื้อกๆ พอเหลือบมองพ่อแม่ตัวเอง เห็นโกศลกับจรรยาแอบมองพิทักษ์กับจิณณะ แล้วก็เหลือบมาสบตากับเขา ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนกำลังดูหนังธรรมดาๆกับครอบครัวอยู่ดีๆแล้วจู่ๆก็มีฉากโป๊ของพระเอกนางเอกโผล่เข้ามา ทั้งๆที่พิทักษ์และจิณณะไม่ได้แตะตัวกันเลยสักนิด แต่สายตาที่พิทักษ์ใช้มองจิณณะนี่สิ...


สามคนพ่อแม่ลูกกลืนน้ำลายกันคนละอึกสองอึกแล้วก็พากันก้มหน้าตาตกลงมองโจ๊กในถ้วยตัวเอง


แต่...ก็ไม่วายยังเหลือบขึ้นมามองสองหนุ่มที่นั่งข้างกัน


จิณณะยังเอาแต่กิน ในขณะที่พิทักษ์ยังเอาแต่มองคนกิน


จิณณะไม่รู้ว่ากำลังถูกมองด้วยสายตารักใคร่แค่ไหน แต่โกศล จรรยาและจารีตรู้


คนไม่รู้ ก็เลยยังพูดเจือยแจ้วได้ต่อ ในขณะที่คนรู้ต้องตักโจ๊กเข้าปากเพราะเขินวูบๆกับสายตาของพิทักษ์ไปหมด


“ขนมครกเจ้านี้อร่อยสุดแล้วตั้งแต่ผมกินมา เดี๋ยวนี้ขนมครกนิ่มๆงี้หากินย้ากยาก ส่วนโจ๊กตรงหน้าพี่ทิศนั่นก็อร่อยสุด หากินที่ไหนไม่ได้แล้ว นอกจากที่นี่เท่านั้น เพราะแม่ผมทำ” แล้วคนหายป่วยก็หัวเราะฮ่าๆ


“หายป่วยแล้วแบบนี้” พิทักษ์หยอกพลางยิ้ม ตักโจ๊กที่แม่บ้านนำมาวางให้เข้าปาก ก่อนจะหันไปชมกับจรรยา หล่อนยิ้มจืด แล้วก็รีบก้มหน้ากินต่อ ในขณะที่โกศลและจารีตแทบจะไม่เงยหน้าจากถ้วยเลย


...อาจจะหิว...


ชายหนุ่มคิดเอาเองแบบนั้น ไม่ได้รู้เลยสักนิดว่าเป็นเพราะสามพ่อแม่ลูกเขินกับสายตาของเขาที่มีให้จิณณะต่างหาก


หลังมื้อเช้า พิทักษ์พาจิณณะกลับบ้านของพวกเขา ส่วนหนึ่งเพราะคนหายป่วยต้องเข้าไปเคลียร์งานที่บริษัท อีกส่วนก็เพราะเจ้าคนหายป่วยคนเดิมส่งสัญญานอยากกลับบ้าน


ตอนที่รถยนต์เคลื่อนตัวออกจากอาณาเขตรั้ววงศ์กีรติ จิณณะมองบ้านของตัวเองตาละห้อย แต่ก็สูดลมหายใจลึกราวกับตัดใจ แม้จะอยากอยู่กับครอบครัวให้นานกว่านี้อีกนิด แต่...ไม่รบกวนจะดีกว่า


“ผมอยู่ที่นี่แล้วแม่เป็นห่วงอ่ะ...เดือดร้อนกันไปหมด...”



โดยเฉพาะเดือดร้อนเพราะความเอาแต่ใจจนเกินพอดีของเขา 


จิณณะรู้ว่าเวลาตนเองป่วยแล้วเป็นอย่างไร จารีตเคยแซวว่าเวลาเขาป่วย จะกลายร่างเป็น ‘จิณณะติดบั๊ก’


พวกลุงๆป้าๆลูกพี่ลูกน้องของเขาก็พากันพยักหน้าเห็นด้วย แล้วบอกว่า ‘คาดไม่ถึงว่าจิณจะเอาแต่ใจขนาดนั้น’


ส่วน...ต้นตระกูลอย่างคุณกอบกุลบอกว่า ‘ไม่ติดดินทำตัวเป็นกุ๊ย! ก็เอาแต่ใจคิดว่าเป็นเจ้าชายมาเกิด! สะกดคำว่าพอดีเป็นมั้ย?!!’


แต่ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร จิณณะไม่แย้งสักคำ ถึงจะป่วยแต่ไม่ใช่เขาไม่รู้ตัว แต่แม้รู้ตัวก็ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร


“ก็เลยจะกลับไปอยู่บ้านเรา ให้พี่เดือดร้อนคนเดียวพอใช่มั้ย” สารถีหันมาหยอก จิณณะถึงกับอ้าปากค้าง ก่อนจะทำหน้าย่น



“ผมหายป่วยแล้ว ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนหรอกหน่า!”



“แต่พี่เต็มใจนะ”



“เต็มใจเดือดร้อนเนี่ยนะ? พี่คิดดีแล้วเหรอ”



พิทักษ์ยักคิ้วพลางยิ้ม ท่าทางมั่นอกมั่นใจว่าสามารถรับมือกับความเดือดร้อนที่จิณณะก่อได้ ก็ทำเอาคนก่อความเดือดร้อนหมั่นไส้เล็กๆ แต่...อีกใจก็ยอมรับว่าอีกฝ่ายรับมือเขาได้จริงๆนั่นล่ะ



“แต่พี่มีเรื่องหนึ่งอยากให้จิณทำให้พี่”



“หือ? เรื่องอะไร”



“พี่อยากให้จิณบอกพี่ ว่าจิณอยากได้อะไร”


“หะ? อะไรของพี่เนี่ย สรุปอยากเดือดร้อนจริงๆเหรอ” จิณณะย้อนถาม หัวเราะร่วนเต็มปากเต็มคำสมกับเป็นคนร่าเริง


“หมายถึงเวลาจิณสบายดี อยากได้อะไร ก็บอก”


จิณณะกะพริบตาปริบๆ “ม...หมายความว่าไง”


“จิณเอาแต่ใจเวลาไม่สบาย แต่เวลาสบายดีไม่เอาแต่ใจ แสดงว่า...เวลาสบายดี อะไรที่อยากก็เก็บเอาไว้ใช่มั้ย เก็บเอาไว้เยอะด้วย เพราะไม่อยากให้เป็นภาระคนอื่น”


จิณณะอ้าปากค้าง คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะพูดเรื่องนี้


อันที่จริง เขาไม่ทันคิดด้วยซ้ำว่าตนเองเก็บเรื่องราวมากมายเอาไว้กับตัว เวลาสบายดี แน่นอนว่าควบคุมเรื่องเหล่านั้นได้ด้วยสติสัมปัญชัญญะ แต่พอไม่สบาย อย่าว่าแต่จะมีสติเลย กระทั่งร่างกายยังเจ็บป่วย สภาพจิตใจย่ำแย่ เรื่องที่เคยควบคุมได้ ก็กลายเป็นเรื่องยาก สิ่งเล็กๆน้อยๆที่เคยเก็บเอาไว้ได้ ก็เก็บไม่ได้ กลายเป็นความเอาแต่ใจสุดโต่งราวกับปลดปล่อยสิ่งที่เก็บกดเอาไว้มาตลอด


และเรื่องหนึ่งที่เก็บและกดเอาไว้มานาน คือจิณณะรู้สึกว่าตนเองตัวคนเดียว



ตั้งแต่เด็กจนโต  เขาเลือกเดินไปบนเส้นทางที่ตนเองอยากเดิน แน่นอนว่าไม่มีใครในครอบครัวเห็นด้วย แม้พ่อแม่จะไม่ขัดขวาง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเส้นทางของเขาจะมีคนเคียงข้าง ยิ่งเติบโต จิณณะก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองเดินอยู่บนเส้นทางสักเส้นเพียงลำพัง ยิ่งเขาเดินด้วยตัวคนเดียวได้ ก็ยิ่งไม่มีใครก้าวเท้ามาเดินข้างเขา


แต่...คนเรา...มีใครอยากโดดเดี่ยวด้วยหรือ



คนเรา...มีใครอยากได้ความเหงาด้วยหรือ



ไม่เลย...ทุกคนล้วนอยากถูกห่อหุ้มด้วยความรัก ความทะนุถนอม อยากรับรู้ความอบอุ่น นุ่มนวลและอ่อนโยนจากคนรอบข้างด้วยกันทั้งนั้น



แต่...ยิ่งเป็นคนที่ดูแข็งแกร่งมากเท่าไร ก็ยิ่งถูกละเลยมากเท่านั้น


จิณณะขาดแคลนสิ่งเหล่านี้มาตลอด แต่ไม่เคยยกมันขึ้นมาเป็นปัญหาเพราะเก็บเอาไว้ลึกสุดใจ จนกระทั่ง...ร่างกายเจ็บป่วย


“พี่อาจจะหาให้จิณไม่ได้ทุกอย่าง อาจจะตามใจไม่ได้ทั้งหมด แต่พี่อยากฟังเรื่องของจิณ...”


“...ให้พี่ได้ฟังว่าจิณอยากได้อะไร อยากทำอะไร อยากไปที่ไหน...”


“...ให้พี่ได้รู้ว่าจิณรู้สึกอะไร หรือคิดอะไร...”



“...พี่ไม่ใช่คนอื่น และสำหรับพี่...จิณไม่ใช่ภาระ”


กระบอกตาของจิณณะร้อนผ่าว รู้สึกเหมือนภาพเบื้องหน้าพร่างพรายด้วยม่านน้ำใส


บางที คนเราก็ไม่ได้อยากได้อะไรมากไปกว่าการได้รับความสำคัญจากคนข้างกาย การที่ได้รู้ว่าเรื่องที่จะพูดออกไป มีคนรอฟัง มันมีความหมายมากเหลือเกินสำหรับคนที่เติบโตขึ้นมาโดยถูกชี้หน้าว่านอกคอกจากวงศ์ตระกูล



...แต่หลังจากนี้...จะไม่โดดเดี่ยวอีกแล้ว...จะไม่รู้สึกว่าตัวคนเดียวอีกแล้ว...



จิณณะรู้แล้ว ว่าทุกเรื่องของเขา ไม่เคยถูกละเลยจากพิทักษ์ ทุกความต้องการของเขา ไปถึงพิทักษ์เสมอ…


‘สำหรับพี่...จิณไม่ใช่ภาระ’


ทั้งคำพูดและการกระทำของพิทักษ์ ค่อยๆขจัดปัดเป่าความรู้สึกบางอย่างที่หลบเร้นอยู่ในหัวใจของจิณณะ


‘พี่อยากฟังเรื่องของจิณ’


เขายิ้มจางกับตนเอง สูดลมหายใจเข้าลึก รู้สึกปลอดโปร่ง จนเอนกายลงพิงพนักเบาะ


“ผม...ก็มีเรื่องอยากเล่าให้พี่ทิศฟังเยอะแยะเลย...”



คนฟังยิ้ม เหลือบตามามอง


   “อยากเล่าอะไรก็เล่าได้เลย หรือจะเล่าเมื่อไหร่ก็ได้ พี่จะอยู่ข้างๆ คอยฟังจิณเล่า ไม่ไปไหนหรอก”


   หัวใจของคนหายป่วยพองฟูเต็มอก หยาดน้ำยังเอ่อคลอดวงตา แต่ไม่ใช่เพราะความโดดเดี่ยวอีกแล้ว


ภายในรถที่มุ่งหน้าออกจากกรุงเทพ นอกจากเสียงเพลงเบาๆ ยังมีเสียงพูดคุยของคนสองคน


คนหนึ่งพูดเก่งสมกับที่เจ้าตัวเคยบอกว่าเพราะอิทธิพลของไฝที่ปาก อีกคนไม่ค่อยพูดแต่ก็ตั้งใจฟังสมกับที่บอกว่าอยากรับรู้ และจะอยู่ข้างๆ ไม่ไปไหน



...ไม่ว่าอีกนานเท่าไร...



...ไม่ว่าจะมีเรื่องราวที่อยากเล่าอีกมากมายแค่ไหน …



...เสียงของจิณณะ จะมีพิทักษ์คอยรับฟังเสมอ…


FIN


หายไปเดือนกว่าๆ กลับมาอีกทีคือวันสุดท้ายของเดือน แหะๆ ขอโทษจริงๆค่ะ


สำหรับตอนพิเศษนี้ หวังว่าพี่ทิศพอจะได้เป็นพระเอกไมโครเวฟแบบพี่โตและหมอภวัตบ้างนะคะ ฮ่าฮ่า


ส่วนจิณณะ บัวว่าจิณแค่เอาแต่ใจแบบเด็กๆ ไม่ร้ายกาจท็อปฟอร์มอะไร จัดว่ายังอยู่ในระดับที่น่ารักค่ะ (เข้าข้างล้วนๆ ไม่มีอย่างอื่นผสม)


ตอนนี้เรื่องเรียนใกล้จะเรียบร้อยแล้วค่ะ แต่เรื่องใหม่ยังไม่คืบหน้าเลย เดือนหน้า น่าจะได้เจอตอนพิเศษของเรื่องไหนสักเรื่องอีกรอบนะคะ


ขอบคุณคนอ่าน คนคอมเม้นท์ คนติดตาม และทุกกำลังใจเช่นเคยค่ะ


เจอกันใหม่เดือนหน้าค่ะ (เดือนหน้าก็คือวันพรุ่งนี้แล้ว ฮ่าฮ่า)

ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 799
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-0
เห็นการเอาแต่ใจของจิณในเวลาป่วยแล้วเข้าใจเลย เพราะกินอะไรก็ขมคอ แถมอยากกินไข่เจียวอีก... อมน้ำมันใช่ย่อยนะจิณ เสียดายที่จะเอาซอสศรีราชา แต่อดเพราะพี่ทิศห้ามเราละเสียดายแทนเพราะซอสยี่ห้อนี้อร่อยจริงเราชอบ  :sad4:

เห็นว่าสายตาพี่ทิศมองจิณแบบรักใคร่บนโต๊ะอาหารก็ขำพ่อแม่และจารีต คงไม่เคยเห็นเลยเขิลไม่กล้าเงยหน้ามอง พากันก้มหัวงุดๆ ตักข้าวกินเหมือนหิวมากจนหยุดไม่ได้ 55555

ดีใจที่พี่ทิศได้รู้จักจิณเพิ่มขึ้นอีกเรื่องแล้วนะ ต่อไปจิณคงได้บอกสิ่งที่ตัวเองต้องการกับพี่ทิศได้สบายใจละ ไม่ต้องเก็บอะไรไว้คนเดียวอีกแล้ว พี่ทิศจะอยู่ข้างๆ กันเสมอ.. ตลอดไป  :กอด1: :กอด1:

ปล.คนโสดอิจฉา...  :mew6:

ออฟไลน์ Heroyj

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 20
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
คิดถึงพี่ทิศกับจิณพอดีเลยค่ะ  ชอบคุณที่มาเพิ่มตอนพิเศษให้ได้อ่าน
รอเรื่องต่อไปของไรเตอร์นะคะ :mew1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3334
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +64/-1
ขอพรีออเดอร์พี่ทิศซักคนได้ไหมคะ???   :-[

ออฟไลน์ AeAng11

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 547
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
อยากเห็นพี่ทิศหึงแรงๆจนหมดมาดบ้างขอซักตอนได้ไหมคะคุณบัว

ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7613
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +622/-7
พี่ทิศอุ่นจนคนอ่านใจเหลวไปหมดแล้ว

ออฟไลน์ Ginny Jinny

  • ความเป็นจริงมันวุ่นวาย ก็ขอให้ใจมันสบายๆในความฝัน
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2565
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +51/-4
มีผู้ชายแบบพี่ทิศเหลือบ้างไหม.. :man1:

ออฟไลน์ เก้าแต้ม

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1415
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +88/-3
ขอบคุณ คุณบัวค่า :mew1:

ออฟไลน์ river

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2472
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +221/-3
น่ารักมากกกกกก

ออฟไลน์ มนุษย์บิน

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 423
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-1
น่ารักไม่ไหวววใจฟูมากกกกกกก

ออฟไลน์ songte

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1576
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-1
สงสารและหมั่นไส้ในเวลาเดียวกัน  :กอด1:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด