กรุ่นไอดินกลิ่นไอรัก 26 ลงแขก 100% 15/5/2562
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: กรุ่นไอดินกลิ่นไอรัก 26 ลงแขก 100% 15/5/2562  (อ่าน 5572 ครั้ง)

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo



กว่าจะทำธุระเสร็จเวลาก็ปาเข้าไปบ่ายแก่ๆ แล้ว เมื่อเด็ดเดี่ยวเดินออกมาจากหอประชุมของสถานที่ราชการแห่งหนึ่ง ที่เขาต้องมาร่วมประชุมกับพ่อกำนันที่โทรตามเขาแต่ไก่ยังไม่ทันตื่น ซึ่งเป็นเขาเองที่ผิดเพราะพ่อบอกเอาไว้แล้ว วันนี้มีธุระต้องออกบ้านแต่เช้าตรู่ ยังรั้นออกมานอนที่บ้านคุณยายอย่างไม่คิดจะห้ามความต้องการของตัวเอง และวันนี้ทั้งวันเขาก็ไม่มีโอกาสได้โทรหาไอ้หัวแดงจอมรั้นเลย ไม่รู้ว่าจะโกรธจะน้อยใจหรือเปล่า ที่ตื่นแล้วไม่เห็นเขานอนอยู่ข้างๆ ไม่รู้ว่าเพื่อนของต้นกล้าจะบอกข้อความที่เขาฝากเอาไว้หรือเปล่า เพราะเห็นสายตาของพายุเมื่อเช้าแล้วเด็ดเดี่ยวไม่อยากหวังเลย คิดมาถึงตรงนี้จึงยกโทรศัพท์กะจะโทรหาสักหน่อย แต่..

“ไปยัง”

“เสร็จแล้วเหรอพ่อ”

“เออ เสร็จละไปกลับบ้านดีกว่าเหนื่อยมาทั้งวันเลย”

“ครับ” คำว่า ‘เหนื่อยมาทั้งวัน’ ของพ่อกำนันทำให้เด็ดเดี่ยวทิ้งความตั้งใจว่าจะกดโทรหาใครบางคน แล้วเดินตรงไปที่รถเพื่อพาพ่อกำนันกลับบ้านทันที ทั้งสองต่างคนต่างเงียบและตกอยู่นความคิดของใครของมัน ขับรถเกือบสี่สิบนาทีชายหนุ่มก็พาผู้เป็นพ่อมาถึงบ้านอย่างปลอดภัย

ที่นอนนุ่มกับผ้าปูเรียบตึงรองรับร่างใหญ่ที่เอนกายลง ทิ้งความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวันบนฟูกนอนหนานุ่ม เป็นช่วงเวลาที่เขาจะได้ผ่อนคลาย ตาอยากจะพักลงอยู่หรอกสักครู่ก็ยังดี แต่ในหัวกลับหยุดคิดถึงใครบางคนไม่ได้ และไวเท่าความคิดมือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู แต่ยังไม่ทันได้โทรก็เห็นเสียก่อนว่ามีแจ้งเตือนมาจากเพจที่กำลังติดตาม มีการถ่ายทอดสด ซึ่งนั่นมันเมื่อหลายชั่วโมงก่อน ขณะที่ชายหนุ่มกำลังอยู่ในห้องประชุม

พอกดเข้าไปดูเด็ดเดี่ยวก็ต้องยิ้มออกมาบางๆ กับกิจกรรมที่ต้นกล้าถ่ายทอดสดในวันนี้ ดูจนจบก็ยังไม่หายคิดถึง แถมใบหน้าหล่อคร้ามแดดยังประดับด้วยรอยยิ้มสุขอยู่ตลอดเวลา เมื่อคิดถึงก็อยากได้ยินเสียงจึงกดโทรหา แต่รอแล้วรอเล่าอีกคนก็ไม่ยอมรับสาย เด็ดเดี่ยวยัดโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ ที่พึ่งซื้อมาเพื่อติดตามต้นกล้าโดยเฉพาะลงในกระเป๋ากางเกง ลูกขึ้นจากเตียงเดินลงชั้นล่าง

“ไปไหนคะพี่เดี่ยว”

“ไปธุระเดี๋ยวมา”

“แน่ใจนะว่าเดี๋ยวมา คิกๆ ”

“เออสิ”

“ฮั่นแน่ท่าทางจะธุระสำคัญ”

“อืม ดาวรุ่งกลับมาหรือยัง”

“ยังเลยค่ะ”

“เดี๋ยวคงกลับ ไปละนะ” เด็ดเดี่ยวหยิบกุญแจรถแล้วออกจากบ้านมาอย่างรวดเร็ว โดยไม่ได้สนใจเสียงแซวที่ดังตามหลังมา ขับรถมาถึงอีกคุ้มของหมู่บ้าน ถึงอาณาบริเวณร่มรื่นผ่านประตูบ้านหลังใหญ่อย่างคุ้นเคย และจอดลงใต้ต้นมะม่วงต้นใหญ่อันเป็นที่จอดประจำ

“สวัสดีครับพี่ มาๆ พอดีเลยเรากำลังจะตั้งวงกัน วันนี้ได้ปลามาเยอะ ได้ปลาช่อนตัวใหญ่ด้วยเดี๋ยวไอ้จ๋าบอกจะโชว์ฝีมือทำปลาช่อนกระบอกให้กิน” ปั้นสิบทักทายอย่างเป็นกันเอง เมื่อเห็นเด็ดเดี่ยวกำลังเดินตรงเข้ามาหาที่แคร่ไม่ไผ่ใต้ต้นลำไยที่เดิม ต้นกล้าที่หน้าตึงขึ้นทันทีหันหน้าหนีไปอีกทาง และพายุที่มองลูกชายกำนันอาจหาญไม่วางตา

“ครับ” เด็ดเดี่ยวตอบรับและยิ้มให้ปั้นสิบ ก่อนจะเดินตรงไปหาต้นกล้าที่นั่งอยู่อีกมุมของแคร่ “ทำไมไม่รับโทรศัพท์พี่ครับ”

“เป็นใครใหญ่มาจากไหนจะให้ชาวบ้านมานั่งคอยรับโทรศัพท์ครับ” ต้นกล้าพูดจบก็ส่ายหัวเอือมๆ ก่อนจะลูกขึ้นแล้วเดินไปทางแปลงผักสวนครัวหลังบ้าน เพราะกำลังพูดกันเรื่องไปเก็บผักมาเป็นเครื่องเคียง เห็นต้นกล้าท่าทางไม่ดีเด็ดเดี่ยวจึงเดินตามไปงงๆ ใจก็อยากบอกอยู่นั่นแหละว่าใหญ่จริงไรจริงเพราะพ่อให้มาเต็มที่ แต่นี่มันไม่ใช่เวลา คนตัวเล็กกว่ากำลังอารมณ์ไม่ดี ชายหนุ่มสัมผัสได้ว่ามันเป็นเพราะการมาของเขา ทั้งที่เห็นตอนแรกต้นกล้ายังยิ้มหัวกับเพื่อน แต่พอเห็นหน้าหล่อๆ ของหนุ่มบ้านทุ่งกลับหน้าตึงขึ้นมาทันที เด็ดเดี่ยวเดาเอาว่าอีกคนคงโกรธอะไรบางอย่างอยู่ หรืออาจจะโกรธสะสมมาตั้งแต่เมื่อคืน

“โกรธอะไรพี่อีกล่ะเนี่ย”

“ไม่มีอะไร ไม่ต้องตามมาแค่ไปเก็บผัก”

“ไม่ตามได้ไงครับ หน้าตึงขนาดนี้ต้องโกรธอะไรพี่อยู่แน่ๆ ”

“บอกว่าเปล่าไง”

“เฮ้อออ เก็บผักอะไรเดี๋ยวพี่ช่วย”

“ถ้าอยากจะช่วยก็ช่วยไปไกลๆ เราเลยไป”

“คำพูดคำจาไม่น่ารักเลยนะครับ”

“ก็ไม่ต้องมารักสิใครบังคับวะครับ”

“ก็อยากเลิกรักอยู่เหมือนกัน” กึก! เหมือนเท้าถูกตอกและตรึงเอาไว้ไม่ให้ขยับไปไหนได้ เมื่อได้ยินคำว่าเลิกรักจากอีกคน “แต่มันรักไปแล้วนี่ให้เลิกง่ายๆ ได้ไงล่ะ”

“เหอะ ไม่ต้องทำเป็นพูด เลี่ยนมากเบื่อจะฟัง”

“ไม่ชอบเหรอ” เด็ดเดี่ยวแกล้งทำตาละห้อย

“เกลียดเลยล่ะ”

“แล้วเมื่อคืนใครน้าที่..”

“ที่อะไรพูดให้มันดีๆ ด้วย”

“เมื่อคืนมีใครบางคนอ้อนให้พี่รักน่ะ”

“ห๊า! ใครอ้อนไม่มีเหอะ ทำไมชอบพูดแบบนี้วะ เลิกพูดๆ ห้ามพูดอีก”

“แต่มันทำให้พี่มีความสุขนี่พี่ชอบ”

“เราไม่ชอบ”

“พี่ชอบ พี่อยากให้ต้นกล้าทำอีก” พูดแล้วก็ขยับเขาไปหา ต้นกล้าก็ขยับถอยหนีเหมือนอีกคนมีสิ่งที่น่ารังเกียจอยู่ในตัว

“ไม่มีวัน เมื่อคืนเราเมา เราจำไม่ได้หรอกว่าทำอะไรลงไปบ้าง”

“หืม จำไม่ได้เลยเหรอ”

“อืม จำไม่ได้สักอย่าง”

“จำไม่ได้แล้วทำไมบอกให้เลิกพูดเหมือนรู้ดีว่าตัวเองทำอะไรไป แถมหน้ายังแดงอีก” เมื่ออีกคนบอกว่าเขาหน้าแดงต้นกล้าก็ยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเอง

“ไม่มีหรอกอย่ามาอำ กลับบ้านไปเลย”

“ทำไมเวลาได้พี่แล้วชอบขับไล่ไสส่งพี่จังครับ”

“ใครบางคนได้แล้วก็ทิ้งเหมือนกันนั่นแหละวะ เฮ้ย! “ต้นกล้าเอามือปิดปากตัวเองแทบไม่ทันเมื่อเผลอต่อปากต่อคำจนพูดสิ่งที่เขาไม่ควรพูดออกมา ทำให้เด็ดเดี่ยวยิ้มกว้างดีใจกับสิ่งที่ได้ยิน แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้นกล้าถึงว่าเขาได้แล้วทิ้งในเมื่อเขาก็ยังอยู่ตรงนี้ไม่ได้หนีหายไปไหน

“หืม ใครได้แล้วทิ้งไม่ใช่พี่ก็แล้วกัน”

“ก็ ฮึ่ย ช่างเถอะลืมๆ ไปซะถือว่าเราไม่ได้พูดอะไรออกมา”

“ลืมได้ไงพี่คาใจนะเนี่ยที่หาว่าพี่ทิ้ง พี่ไม่เค้ย ไม่เคยก็เห็นๆ กันอยู่”

“ชิ ตัวเองทำอยู่เมื่อเช้านี้”

“พี่เปล่า”

“ทำ”

“เปล่า”

“ทำ”

“น้อยใจพี่เหรอ”

“เออ!! ปละ เปล่าๆ เราไม่ได้คิดอะไรเลย เราจะไปเก็บผักอย่ามาชวนคุย”

“หึๆ ๆ “เด็ดเดี่ยวหัวเราะพอใจกับท่าทางของต้นกล้าแล้วเดินตามกันไป และก็คงเป็นอย่างที่เขาคิดเอาไว้แล้วไม่มีผิด ที่พายุคงไม่ยอมบอกต้นกล้าให้แน่ๆ ที่เมื่อเช้าเขาฝากให้บอกอะไร

“พี่ขอโทษ”

“เลิกพูดได้แล้ว”

“เลิกไม่ได้หรอก ต้นกล้ากำลังเข้าใจพี่ผิด”

“เข้าใจผิดเรื่องอะไร เราเข้าใจถูกแล้ว”

“ก็เรื่องเมื่อเช้าไง ตอนนี้ที่โกรธอยู่นี่คือโกรธเรื่องเมื่อเช้านี่แน่ๆ ใช่มั้ย”

“เปล่า เราไม่ได้คิดอะไรมิฉะนั้นเราเลยไม่โกรธ”

“ปากแข็ง”

“เอ๊ะบอกไม่ได้โกรธไง”

“เมื่อเช้าพี่ฝากข้อความไว้กับเพื่อนเราแล้วนะ ให้บอกต้นกล้าว่าพี่มีธุระกับพ่อกำนันแต่เช้า”

“ใครถาม”

“พอดีพี่พูดให้ผัดกาดต้นหอมแถวนี้ฟังน่ะ นี่ๆ รู้มั้ยวันนี้ผมนายเด็ดเดี่ยว ตรัยรัตนา ต้องนั่งประชุมหลังขดหลังแข็งเกือบทั้งวัน เมื่อคืนยิ่งเสียพลังงานไปเยอะด้วย ยังต้องมานั่งง่วงเหงาหาวนอนทั้งวันน่าเบื่อมาก คิดถึงใครบางคนอยากโทรมาหาก็ไม่มีโอกาสโทรเลย มาหาเขายังโดนโกรธเฉยว่ะ จะง้อยังไงดีช่วยหน่อยสิผักกาด ต้นหอมๆ อย่าเมินช่วยผมหน่อย นะสลัด ผักชีช่วยกันหน่อยนะครับ”

“โอ๊ย! พอๆ บ้าไปกันใหญ่แล้วหรือไง พูดกับผักเนี่ย” ต้นกล้าที่ทนฟังอยู่ตั้งนานโวยวายขึ้น ทั้งที่แก้มใสแดงปลั่งจนถึงใบหู

“หายโกรธพี่แล้วสิ”

“ไม่ได้โกรธแต่ไม่ได้สนใจต่างหากเงียบเลยขี้เกียจฟังแล้ว”

“ว้า งั้นพี่พูดกับผักต่อดีกว่า”

“เฮ่อ” ถอนหายใจยาวแล้วหันไปเก็บผัก ปล่อยให้เด็ดเดี่ยวคุยกับผักกับหญ้าอยู่คนเดียว ในหัวชายหนุ่มกำลังคิดถึงสิ่งที่เด็ดเดี่ยวบอก ว่าเมื่อเช้าฝากให้เพื่อนบอกเขาว่ามีธุระ แต่ทำไมไม่มีใครบอกอะไรเลย แต่ช่างเถอะไม่บอกก็ไม่บอกเท่านั้นล่ะ

“โหย พี่ไม่ผิดนะ....ยังอุตส่าห์ง้อ..ขนาดง้อแล้วยังไม่สนใจ.....พี่ก็น้อยใจเป็นนะ” เด็ดเดี่ยวพูดอยู่คนเดียวขณะที่เดินตามหลังต้นกล้ากลับมาที่แคร่หน้าบ้านอีกครั้ง คนหัวแดงกรอกตามองบนทำเหมือนรำคาญและไม่ได้สนใจสิ่งที่เขาพูด แค่ตั้งใจฟังและเข้าใจมันทุกคำแค่นั้นเอง “โกรธนานระวังพี่ฉุดนะ”

“จะบ้าเหรอบอกไม่ได้โกรธไง มาฉ่งมาฉุดอะไรไม่ใช่นิยายนะ”

“งั้นหายโกรธสิ”

“เฮ่อ บอกว่าเราไม่ได้โกรธ”

“ไม่โกรธไหนยิ้มซิ” เด็ดเดี่ยวตื้อไม่เลิกโดยการวิ่งดักหน้าดักหลัง จนไอ้จ๋าที่มองมาแต่ไกลส่ายหัวอย่างปลงๆ ให้กับลูกพี่ทั้งสอง ไม่รู้จะเล่นอะไรกันนักหนา

“บ้าไปแล้ว”

“งั้นมานี่”

“เฮ้ยไปไหน”

“มานี่เลย เอ้าไอ้น้องพี่ฝากหน่อยนะไปธุระแปบ” เด็ดเดี่ยวแย่งผักหอบใหญ่จากมือต้นกล้าโยนลงที่ตักของพายุอย่างแรง ผักที่พึ่งจะได้รับการรดน้ำเสร็จใหม่ๆ จากฝีมือไอ้จ๋ายังมีน้ำเกาะอยู่เต็ม และน้ำก็กระเซ็นกระจายเปียกเต็มตักกว้างของคนรับฝาก โดยที่ทำอะไรไม่ได้นอกจากกัดฟันกรอดอย่างไม่พอใจ

เด็ดเดี่ยวดึงมือต้นกล้าไปที่รถของตัวเอง จับร่างโปร่งยัดเข้าไปในรถจากฝั่งคนขับแล้วขึ้นไปนั่งเบียดจนต้นกล้าต้องข้ามไปยังที่นั่งอีกฝั่ง แต่ยังไม่ทันได้ปิดประตูเพื่อลงจากรถ คนตัวโตก็กระชากรถขับออกจากตรงนั้นทันทีอย่างน่ากลัว

“จะพาเราไปไหน”

“หึๆ ๆ “

“อย่ามาหัวเราะขำจอดรถ! “ต้นกล้าไม่รู้จะทำยังไงกับคนหน้ามึนคนนี้ดี ยิ่งนานวันก็ยิ่งเหมือนเขาถูกปั่นหัวให้ทำตัวสาวแตกขึ้นทุกวัน ไหนจะเรื่องเมื่อเช้าอีก ปากก็บอกไม่โกรธ ก็ไม่รู้โกรธไม่โกรธแค่ยังไม่มีอารมณ์คุยกันตอนนี้ก็เท่านั้นเอง

“จะจอดไม่จอด”

“กลัวพี่พาไปบ้านต้นไม้เหรอ”

“เหอะไม่กลัว แค่ไม่อยากไป”

“แน่ใจ้? บรรยากาศดีออก “

“เออดิ”

“งั้นไปบ้านต้นไม้กัน แล้วก็....” ต้นกล้าหันขวับมามองคนขับรถตาขวางทันที เมื่ออีกคนเว้นคำพูดเอาไว้เท่านั้น “หึๆ “

“เราไม่ไป”

“แต่พี่อยากไปนะ คิดถึงคืนนั้นจัง ต้นกล้าประทับใจมั้ย พี่ว่าเราไปอีกดีกว่านะ นอนดูดาวที่ท่าน้ำสวยมากเลย”

“พอๆ เราไม่ไปยังไงก็ไม่มีวันไปที่นั่นอีกเด็ดขาด” เด็ดเดี่ยวหันมามองคนปฏิเสธเสียงแข็งพร้อมกับแก้มที่แดงถึงใบหู แต่ยังทำปากดี “กลับไปส่งเราเดี๋ยวนี้เราไม่ไปไง”

“ไม่ไปก็อยู่เงียบๆ “

“เราไม่ไปไหนทั้งนั้น”

“ไปแปบเดียวอย่างที่บอกเดี๋ยวพากลับน่า”

“เฮ้อออ” ไม่รู้ว่าตั้งแต่ที่คนตัวโตมาต้นกล้าต้องถอนหายใจไปกี่ครั้งแล้ว แต่นี่เป็นอย่างเดียวที่ต้นกล้าสามารถทำได้ เมื่อไม่ได้อย่างใจตัวเองก็ทำได้ดีที่สุดก็แค่ถอนหายใจออกมา ไม่รู้ทำไมถึงได้หน้ามึนและชอบบังคับอย่างนี้

%%%%%%%%%%%%%%

“รอใคร”

“ไม่เกี่ยวกับใคร”

“บอกว่าพี่เสือกตรงๆ ก็ได้นะน้อง”

“ยังไม่พูดอะไรนะ แต่จะคิดอย่างนั้นก็แล้วแต่”

“หึๆ ฉันชอบนายว่ะไอ้น้องลองมาคบกันดูมั้ย”

“หืม? “ไอ้จ๋ายืนกอดอกเอนหลังพิงต้นมะม่วงท่าทางสบายๆ มันทำหน้าแปลกใจโดยไม่ปิดบังสีหน้ารังเกียจความมั่นของพายุ ที่เดินเข้ามาบอกชอบมันตรงๆ และขอคบกัน ตอนนี้ทั้งสองยืนอยู่ในสวนมะม่วงระหว่างบ้านคุณยายและบ้านไอ้จ๋า เพราะมันมาดักรอน้ำส้มที่บอกจะมาหาในเร็วๆ นี้

“ไม่ชอบว่ะ อีกอย่างคือมีแฟนแล้วและรักแฟน ไปไกลๆ เลยไป”

“หึ นายชอบแบบนั้นหรือไง แฟนนายน่ะ” พายุก้าวเข้ามาหาไอ้จ๋าแล้ววางมือเท้าลงกับต้นมะม่วงข้างใบหน้ากร้านแดด เห็นได้ชัดว่าทั้งสองมีรูปร่างและความสูงพอๆ กัน เมื่อใบหน้าใสของหนุ่มเมืองกรุงโน้มเขามาใกล้ ไอ้จ๋าจึงเบี่ยงหน้าออกอย่างไม่ชอบใจ

“ถอยไปไกลๆ สิวะ อุบ..” พายุที่รอจังหวะเผลอของไอ้จ๋าอยู่แล้ว เอียงหน้าฉกลงประกบปากของมันอย่างไม่ให้ตั้งตัว ลิ้นอุ่นๆ ควานเข้ามาในโพรงปากอย่างมีชั้นเชิงหยอกเย้าและยั่วยวนอยู่ในที ไอ้จ๋าพยายามสะบัดหน้าหนี แต่พายุเอาอกล่ำมาทาบทับอกมันเอาไว้ ดีที่เอามือดันกันไว้ได้ไอ้จ๋าจึงพยายามดันอกของพายุออก แต่ก็โดนล็อกเอาไว้แน่น เมื่อทำอะไรไม่ได้มันจึงถีบเข้าที่ท้องน้อยของพายุสุดแรงตีน!

“โอ้ย”

“จ๋า! ”

“ยัยเผือก! ” เสียงแรกเป็นเสียงของพายุที่ร้องเพราะความเจ็บและจุกที่ถูกถีบบริเวณท้องเข้าเต็มๆ โชคดีที่ไอ้จ๋ามันยังปราณีเพราะไม่ได้ถีบเข้าที่กล่องดวงใจ เสียงที่สองเป็นเสียงของน้ำส้ม ที่เดินเข้ามาเห็นหนุ่มทั้งสองกำลังประกบปากกัน การประกบปากที่ดูเหมือนจะดูดดื่ม จนขาทั้งสองข้างชะงักกึกตัวสั่นสะท้าน อยู่ดีๆ ก็เหมือนกับว่ามีความเหน็บหนาวเข้าปกคลุมร่างกาย หนาวสั้นจนเย็นยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจ

50% จ้า

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2314
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

โถ ๆๆๆๆ  ไอ้จ๋างานเข้า  555

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo


หลุมดักปลา 100% จ้า

น้ำส้มพึ่งได้สติก็เมื่อตอนได้ยินเสียงร้องอย่างเจ็บปวดนี่แหละ ส่วนไอ้จ๋าก็ตกใจไม่แพ้กันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยิ่งไม่คิดว่าน้ำส้มจะเข้ามาเห็นตัวเองโดนจูบแบบนี้ด้วย มันเลยพูดอะไรไม่ออก

“เจ็บหรือเปล่าฮะพี่พายุลูกขึ้นก่อน” น้ำส้มรีบประคองพายุที่ร่างใหญ่กว่าตัวเองขึ้น แต่ไม่รู้ด้วยความตั้งใจหรือพายุยังเจ็บอยู่ เมื่อทำท่าจะลูกขึ้นยืนชายหนุ่มจึงเซเสียหลัก แล้วสุดท้ายก็ล้มลงโดยที่รั้งร่างบอบบางของน้ำส้มติดอ้อมกอดลงไปทับบนอกกว้างของตัวเอง

“โอ้ย/เฮ้ย” !! สิ้นเสียงอุทานไอ้จ๋าก็กระชากข้อมือเล็กๆ นั่นสุดแรงจนร่างบอบบางปลิวถลาขึ้นมา

“มานี่เลย”

“โอ้ย จ๋า เบาๆ สิเราเจ็บนะ”

“แล้วเธอจะไปช่วยมันทำไม” ไอ้จ๋าถามเสียงดุเมื่อดึงน้ำส้มออกมาไกลแล้ว เพราะไม่พอใจที่เข้าไปช่วยประคองพายุให้ลุกขึ้น ยิ่งคนตัวบางถูกรั้งให้ล้มลงไปในอ้อมกอดอย่างตั้งใจด้วยแล้ว มันแทบจะเข้าไปกระทืบพายุให้จมดิน

“ก็จ๋าทำพี่เขาก่อนไม่ใช่เหรอ”

“ก็มัน..”

“ก็มันอะไรล่ะ”

“ก็..” น้ำส้มมองตาไอ้จ๋ารอคำตอบ เมื่อไอ้จ๋าพูดไม่ออกก็แอบเสียใจอยู่ลึกๆ เพราะไม่รู้ว่าไอ้จ๋ากับพายุคุยอะไรกันก่อนหน้านั้น เดินมาถึงก็เห็นจูบกันอยู่ก่อนแล้ว ภาพที่น้ำส้มเห็นคือชายหนุ่มทั้งสองจูบเอาๆ แต่อยู่ดีๆ ไอ้จ๋าก็ถีบพายุออกเหมือนไม่ชอบใจอะไรบางอย่าง นั่นคือสิ่งที่น้ำส้มเห็นและมันกำลังทำให้เจ้าของร่างบอบบางน่าทะนุถนอม เกิดความหวาดหวั่นขึ้นมาในใจลึกๆ

“จ๋าบอกเราสิบอกมาตรงๆ “

“บอกอะไรล่ะไม่มีอะไรหรอก” สำหรับไอ้จ๋ามันขยักแขยงเกินกว่าที่จะพูดออกมา ว่าถูกผู้ชายคนนั้นจูบ ไอ้จ๋ามันรังเกียจจูบของพายุจนไม่อยากพูดถึง ไม่ใช่เพราะมันให้ความร่วมมือเหมือนที่คนตัวผมตรงหน้ากำลังเข้าใจ น้ำส้มมองไอ้จ๋าด้วยแววตาตัดพ้อปนน้อยใจ ตาสวยหันมองไปทางอื่นที่ไม่มีใบหน้าที่เฝ้าฝันถึงทุกคืน พร้อมกระพริบถี่เพื่อไล่ความรู้สึกบางอย่างที่กำลังถาโถมเข้ามาในใจ

“เรากลับก่อนนะ”

“เฮ้ย เดี๋ยวสิเพิ่งมาเองนะ”

“ที่จริงเราว่าเราไม่ควรมา”

“อย่างี่เง่าน่า”

“อืม เราคงงี่เง่าไปนั่นแหละ ขอโทษนะ”

“เอ้า เดี๋ยวสิยัยส้มเน่า โธ่โว้ย! ” ไอ้จ๋าสบถออกมาอย่างหงุดหงิด มันไม่ได้หงุดหงิดที่น้ำส้มโกรธ แต่หงุดหงิดไอ้ตัวต้นเหตุที่บังอาจมาจูบมันอย่างจาบจ้วง หงุดหงิดตัวเองที่ไม่ระวังตัวจนต้องเสียจูบให้คนอย่างนั้น ยิ่งเห็นแววตาตัดพ้อปนน้อยใจของน้ำส้มมันยิ่งหงุดหงิดเข้าไปใหญ่ ยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิดแต่ก็ยังวิ่งตามไปแม้เรียกเท่าไหร่อีกคนจะไม่รอก็ตาม

น้ำส้มได้ยินเสียงเรียกของไอ้จ๋าให้หยุดเดิน แต่เวลานี้ของี่เง่าอย่างที่ไอ้จ๋ามันว่าก่อนเถอะ เพราะยังไงก็รับไม่ได้ แค่คำเดียวที่อยากได้ยินก็พร้อมจะให้อภัย แค่ไอ้จ๋าบอกว่ามันเรื่องบังเอิญน้ำส้มก็พร้อมจะลืม ถึงดูเหมือนว่าไอ้จ๋าจะไม่ชอบใจจนถีบพายุออก แต่ความดูดดื่มของจูบที่ดูเร่าร้อนมันทำให้น้ำส้มอดหวงไม่ได้ จูบนั่นน่าจะเป็นของน้ำส้มคนเดียว จ๋าไม่ควรแบ่งให้ใครหากยังคบกันอยู่

“ทำใจแล้วถอยซะ” น้ำส้มหันกลับไปมองเจ้าของเสียง ที่ยืนเอาสองมือล้วงกระเป๋ากางเกง ทิ้งไหล่ข้างหนึ่งพิงกับต้นมะม่วงในตำแหน่งเดิมของไอ้จ๋า พายุเหยียดยิ้มร้ายให้เจ้าของร่างบอบบางอย่างคนที่เหนือกว่า รอยยิ้มแบบนี้มันไม่น่ามองและน้ำส้มก็ไม่ชอบ จึงเมินและเดินจากไป ไม่นานก็เห็นไอ้จ๋าวิ่งไปตามโดยเลี่ยงไม่เฉียดเข้ามาใกล้เขาสักนิด นั่นยิ่งท้าทายความต้องการของพายุที่มองอย่างหมายมาดและมุ่งมั่น

“มึงคิดจะทำอะไรวะ” เสียงหนึ่งดังขึ้นไม่ไกล เมื่อหันกลับมามองก็พบว่าปั้นสิบกำลังเดินเข้ามาหา

“เปล่า ไม่มีอะไร”

“กูเห็น”

“แล้วไงล่ะ”

“มึงไม่ใช่คนแบบนี้นี่หว่าไอ้ยุ บอกกูทีว่ามึงล้อเล่นเฉยๆ ใช่มั้ย”

“แล้วมึงคิดว่ายังไงล่ะ”

“กูไม่อยากเชื่อ”

“เชื่อเถอะ เชื่อสิ่งที่มึงกำลังเห็นนี่แหละคือความจริง”

“มึงจะบ้าเหรอน้องเขาเป็นแฟนกันมึงจะไปแทรกเขาทำไม”

“ไม่ทำไมกูแค่ถูกใจ”

“แต่อย่างไอ้จ๋ามันไม่ใช่เสป็คมึง ถ้าเป็น..เฮ้ย! ไอ้ห่ายุมึงอย่าบอกนะว่า..”

“ว่าอะไรของมึง จะพูดก็พูดให้จบๆ ”

“มึงไม่ได้เล็งไอ้จ๋า! ”

“ทั้งสองคนน่าสนใจพอๆ กันว่ะ เปลี่ยนสเป็คบ้างก็ดีนะมึงว่ามั้ย” พายุยักไหล่เหมือนเป็นเรื่องธรรมดาที่สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน แต่สำหรับปั้นสิบนี่มันเรื่องใหญ่ทีเดียว

“ถ้าทำแบบนั้นมึงก็ไม่ใช่เพื่อนกู”

“เอ้าไอ้นี่”

“ถ้ามึงทำแบบนั้นจริงมึงกับกูไม่ใช่เพื่อนกันอีกต่อไปแล้ว”

“แล้วไงล่ะ หรือมึงอยากเปลี่ยนมาเป็นเมียกู! ”

“กู..มึงจะบ้าเหรอเมียเมออะไรไอ้ห่านี่ กูบอกไว้เลยนะ อย่างยุ่งกับน้ำส้มอย่างยุ่งกับไอ้จ๋า ไม่งั้นไอ้กล้าเอามึงตาย”

“ไอ้กล้ามันจะว่าอะไรได้วะ” พายุกอดอกท่าทางหยิ่งทะนงและมั่นใจในตัวเอง สายตาคมจ้องมองปั้นสิบไม่วาง

“มันเล่นมึงแน่”

“ใครจะสนกันล่ะ”

“มึงก็เห็นว่าไอ้กล้ามันเอ็นดูน้องสองคนมากแค่ไหน”

“ก็แล้วแต่นะ”

“ถ้ามึงทำให้เขาผิดใจกัน มึงโดนแน่เชื่อกู”

“ใครจะเป็นยังไงกูไม่สน กูจะเอา”

“กูขอร้องว่ะยุ เราอย่ามาผิดใจกันด้วยเรื่องแค่นี้เลย”

“มึงนี่ดูท่าจะห่วงคนอื่นจังนะ”

“กูห่วงทุกคนนั่นล่ะ”

“แล้วกูล่ะมึงยังห่วงอยู่มั้ยถ้ากูเป็นแบบนี้”

“กูก็ยังห่วงมึงเหมือนเดิม แต่ถ้ามึงยังดึงดันที่จะสร้างความแตกแยก กูคงต้องคิดใหม่แล้วล่ะ”

“มึงนี่แปลกนะ”

“แปลกยังไงวะ”

“ห่วงคนอื่นมากกว่าตัวเองอีก อย่างที่กูบอกมึงห่วงนักก็มาเป็นเมียกูแทนแล้วกูจะเลิกยุ่งกับน้องคนโปรดของมึง”

“ไอ้ห่ายุมึงอย่ามาพูดบ้าๆ “ถึงแม้ปั้นสิบจะทำหน้าตึงบอกเสียงเข้ม แต่ปลายเสียงที่สั่นออกอย่างนั้นคนฟังเลยรู้สึกได้ เพราะเมื่อพูดจบพายุก็คว้าต้นคอของเขารั้งให้เข้ามาใกล้ ปั้นสิบยังเสสายตาหันหน้ามองไปทางอื่น ที่ไม่มีแววตาน่ากลัวของพายุจ้องมองอยู่ ไอ้นี่มันยิ่งชอบพูดอะไรแปลกๆ ที่ทำให้ปั้นสิบรู้สึกสั่นสะท้านไปถึงหัวใจอยู่บ่อยๆ ปั้นสิบคิดแล้วก็ให้รู้สึกประหม่า ไม่รู้ไอ้เพื่อนบ้านี่มันจะเอายังไงกับเขา ไม่รู้หรืออย่างไรว่าไอ้ข้อเสนอที่บอกให้เป็นเมียนี่มันทำให้เขาใจสั่นไปหมดแล้ว

“ตกลงว่าไง” เพราะปั้นสิบตัวเตี้ยกว่าทำให้พายุต้องก้มหน้าเข้ามาใกล้เมื่อถาม สายตาคมจ้องมองลึกซึ้งเค้นเอาคำตอบจริงจัง

“ตกลงอะไรของมึงไอ้ยุ กูเพื่อนมึงอย่ามาล้อเล่น”

“กับมึงกูไม่เคยล้อเล่น”

“อะ ไอ้ห่านี่ กูไปนอนเล่นตากลมตรงนั้นดีกว่า” ปั้นสิบสะบัดตัวออกจากท่อนแขนใหญ่ของพายุที่ล็อคคอ แล้วเดินเลี่ยงไปอีกทางที่มีเปลญวนแขวนอยู่ ทิ้งตัวลงหลับตานอนบนเปลรับลม มีพายุมองตามไม่ว่าตา

“เลี่ยงให้มันได้ตลอดนะมึงไอ้สิบ! ” บอกแต่ไม่ได้ต้องการให้คนที่พูดถึงได้ยิน พายุเพียงพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะดึงชายเสื้อขึ้นมาเช็ดปากตัวเองลวกๆ แล้วเดินไปอีกทาง

%%%%%%%%%%%%%%%

“ยัยส้มเน่าหยุดก่อน” ไอ้จ๋าคว้าแขนผอมๆ ของน้ำส้มเอาไว้ได้ทัน ก่อนที่เจ้าของร่างบอบบางจะขึ้นนั่งบนรถมอเตอร์ไซด์คันเก่งสีชมพูสวยหวาน ที่ไอ้จ๋าตั้งชื่อให้ใหม่ว่ารถนมเย็น “โกรธหรือไง”

“เปล่าแค่ยังทำใจไม่ได้”

“เธอก็เห็นว่าฉันไม่ชอบ”

“แล้วทำไมไม่บอกแต่แรก”

“ก็มันรังเกียจนี่หว่า”

“ทำไมล่ะ”

“ไอ้นั่นมันเป็นผู้ชายนะ”

“เราก็เป็นผู้ชายนะจ๋าอย่าลืมสิ”

“ปั๊ดโธ่มันเหมือนกันที่ไหนวะ”

“ช่างเถอะ เรากลับล่ะ”

“ไม่ได้ดิ อุตส่าห์มาถึงนี่แล้วนะ”

“มาถึงก็กลับได้ ขอเราทำใจก่อนอีกไม่นานก็คงลืม”

“หมายความว่ายังไง ลืมอะไรไหนพูดดีๆ ดิ๊”

“ลืม..เอ่อ.” ทำใจแล้วถอยซะ เสียงห้าวๆ ดังขึ้นในหัว กับคำไม่กี่คำที่ทำให้น้ำส้มเสียวแปลบในหัวใจ แต่ไม่ได้คิดว่าจะถอยเหมือนที่พี่คนนั้นบอกหรอก เพราะกว่าจะมาถึงวันนี้ได้ต้องแอบรักแอบชอบมาตั้งนาน จะให้ถอยง่ายๆ ใครมันจะไปทำได้ลง ที่บอกว่าลืมนั้นหมายถึงจูบนั่นต่างหาก จูบที่ควรจะเป็นของน้ำส้มคนเดียวกลับถูกแบ่งปันให้คนอื่นอย่างไม่เต็มใจ

“พูด”

“โอ๊ย! ”

“ขอโทษ” ไอ้จ๋าสั่งเสียงเข้มสองมือตะปบลงที่ต้นแขนของน้ำส้ม จนเจ้าตัวร้องออกมาเพราะความเจ็บ ไอ้จ๋ารู้ตัวว่าทำรุนแรงไปจึงรีบปล่อยแขนเอ่ยขอโทษสีหน้าสำนึกผิด ทั้งที่มันก็ผิดมาแต่แรกแล้วล่ะ

“พูดสิลืมอะไร”

“ก็ ลืมว่าพี่คนนั้นเขาจูบกับจ๋าไง”

“มันจูบของมันคนเดียว ฉันไม่ได้เล่นด้วย”

“สรุปก็คือจูบอยู่ดี”

“ฮึ่ย! “

“จ๋าไปไหน” น้ำส้มร้องเรียกตามหลังไอ้จ๋า ที่สบถออกมาเสียงดังแล้วเดินไปทางหลังบ้าน น้ำส้มที่ไม่เข้าใจและกลัวว่าไอ้จ๋าจะโกรธแทนจึงรีบตามไป แต่พอไปถึงเท่านั้นแหละ น้ำส้มก็ต้องชะงักเท้ากับภาพที่เห็น

ไอ้จ๋ากำลังตักน้ำขันใหญ่ราดลงที่ใบหน้าของตัวเอง มือใหญ่กางปิดใบหน้าบริเวณปากแล้วถูเอาเป็นเอาตายแรงๆ จนคนมองห่วงกลัวว่าปากจะถลอกหลุด

“จ๋าทำอะไรน่ะ”

“ล้างปากไง ล้างรอยไอ้บ้านั่น”

“ทำไมต้องทำแรงขนาดนั้นล่ะ ทำเบาๆ ก็ได้นี่”

“ไม่ได้ต้องถูแรงๆ มันจะได้สะอาด” น้ำส้มถามพลางเดินเข้ามายืนอยู่ข้างๆ ไอ้จ๋าที่ใช้ขันใบใหญ่จ้วงตักน้ำรดหน้าตัวเอง สลับกับการเอามือถูไปมาเร็วๆ อย่างแรงเหมือนเดิม

“ให้เราช่วยมั้ย”

“ช่วยยังไง เฮ้ย..อุ๊บ!! ” เท่านั้นที่ไอ้จ๋าสามารถเปล่งเสียงออกมาได้ เพราะถูกน้ำส้มคว้าต้นคอโน้มให้ก้มลงมารับจูบจากริมฝีปากนุ่มนิ่ม ที่หอมหวานชวนชื่นใจ เรียวลิ้นเล็กสอดแทรกเข้ามาทื่อๆ ด้วยไม่ชำนาญ แต่ก็สร้างความพอใจให้ไอ้จ๋าได้ไม่น้อย

‘หึ นี่คือยากช่วยใช่ไหม ยัยส้มเน่าเอ๊ย จะน่ารักไปถึงไหนกันวะ’ น้ำส้มเอียงใบหน้าหวานให้ได้องศาพอดีจูบ ส่วนไอ้จ๋าก็ได้แต่คิดในใจเพราะปากถูกครอบครองอย่างดูดดื่มเงอะงะ โดยที่ตัวมันเองก็เต็มใจจนพูดออกมาไม่ได้ แต่ก็ไม่บ่นหรอกนะ ถึงแม้จะรู้สึกได้ว่าจูบของน้ำส้มเป็นจูบที่ช่างอ่อนหัด แต่กลับทำให้ไอ้จ๋าพอใจมากทีเดียว เพราะตัวมันเองก็ใช่ว่าจะเก่งกาจกว่ากัน แม้ว่าสำหรับคนตัวผอมไอ้จ๋าจะจูบเก่งที่สุด เพราะเป็นจูบแรกและจูบเดียวที่น้ำส้มมี ยิ่งคิดถึงคำพูดวันแรกที่จูบกัน น้ำส้มบอกว่าไอ้จ๋าจูบเก่งด้วยสายตาชื่นชม มันก็อดที่จะภาคภูมิใจไม่ได้ จึงให้รางวัลคนน่ารักด้วยการรุกกลับและกลายเป็นว่าน้ำส้มต้องเป็นฝ่ายตั้งรับแทน

“อื้อออ จ๋าพอก่อน” น้ำส้มดันอกล่ำของไอ้จ๋าออก แต่มีหรือคนที่กำลังติดพันมันจะยอม

“ไม่พอ” บอกแล้วก็ประกบปากลงไปใหม่ โดยไม่ลืมเพิ่มความดูดดื่มเร่าร้อนเข้าไปให้มากยิ่งกว่าเก่า จนน้ำส้มแทบเข่าอ่อนเรือนร่างผอมบางระทวย

เฮือกกก

“จ๋า ไก่มอง! ”

“ช่างไก่มัน”

“จ๋าพอก่อน”

“เงียบ”

“แต่.. อื้อออออ” เหมือนกับว่าไอ้จ๋ามันหน้ามืดตามัวไปแล้ว เพราะจากที่จูบหยอกเย้าเคล้าความหวาน ก็เริ่มร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ

“จ๋า นี่มันกลางแจ้งนะ”

“แล้วไง”

“เดี๋ยวใครมาเห็น”

“ไม่มีใครอยู่หรอกน่า”

“มีสิ! ”

“ใครวะ.. เฮ้ยแม่! มาเมื่อไหร่”

“อุ้ย! “ไอ้จ๋าตาสว่างขึ้นมาทันทีที่เสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา ขณะที่มันกำลังต้อนน้ำส้มให้จนมุมและสมยอม เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นแม่แจ่มใจยืนทำตาดุจ้องมองมันอย่างน่ากลัว แม่แจ่มใจมองไอ้จ๋ากับน้ำส้มสลับกันไปมารอว่าใครจะเป็นคนพูดก่อน

“มาเมื่อไหร่อะแม่” ไอ้จ๋าเปลี่ยนเป็นคนละคนเมื่ออยู่ต่อหน้าแม่ที่ยืนมองตาขวางยิ่งกว่าผีเข้า

“เมื่อเห็นนี่ล่ะ” แม่แจ่มใจบอกพลางพยักหน้ารับ เมื่อน้ำส้มยกมือไหว้

“สวัสดีฮะ”

“นี่มันอะไรกัน” แม่แจ่มใจถามเสียงเข้มจนน้ำส้มตัวสั่น เผลอจับมือไอ้จ๋าเพื่อหาที่พึ่ง ซึ่งไอ้จ๋าก็หันมามองอย่างเป็นห่วง เพราะมือของน้ำส้มสั่นจนมันรู้สึกได้

“ไปคุยกันที่แคร่” แม่แจ่มใจบอกแล้วหันหลังเดินเข้าบ้าน วางของที่ถือติดมือมาลง แล้วจึงไปนั่งรอลูกชายคนเดียวของนางที่แคร่นั่งเล่นใต้ถุนบ้าน

“แม่ไอ้จ๋ามีเรื่องจะบอก”

“จ๋า” ไอ้จ๋าบีบมือน้ำส้มที่มันกุมอยู่เบาๆ เมื่อได้ยินคนตัวผอมเรียกเสียงสั่น เพราะน้ำส้มกลัวว่าผู้ใหญ่จะรับไม่ได้ ส่วนแม่แจ่มใจยังนั่งเงียบซึ่งไอ้จ๋าก็รู้ว่าแม่กำลังรอฟัง

“แม่ ไอ้จ๋ากับน้ำส้มเป็นแฟนกันแล้ว” พูดจบไอ้จ๋าประสานมือเข้ากับมือของน้ำส้มแบบนิ้วต่อนิ้วบีบเบาๆ เพื่อเป็นการยืนยันต่อหน้าแม่ที่กำลังมองอยู่ และดูเหมือนว่าจะยืนยันกับตัวมันเองและเจ้าของมือเล็กด้วย คล้ายกับจะบอกว่าถึงจะมีอะไรเกิดขึ้น มันก็จะไม่ปล่อยมือจากคนตัวเล็กคนนี้ เล่นเอาน้ำส้มอดใจไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมองไอ้จ๋า ด้วยแววตาชื่นชมและแสนรัก คิดว่ากลับบ้านไปคงถึงเวลาแล้ว ที่จะต้องบอกพ่อตัวเองเหมือนกัน น้ำส้มสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความมั่นใจ แต่หัวใจที่พองโตกลับเหี่ยวแฟ้บขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินสิ่งที่แม่แจ่มใจบอก

“เป็นแฟนกันได้ยังไง แบบนี้เขาเรียกแฟนได้เหรอ”

“ได้สิแม่ ไอ้จ๋ากับน้ำส้มเป็นแฟนกันมาสองสามอาทิตย์แล้วนะ”

“แกแน่ใจเหรอ มั่นใจแล้วหรือไง”

“จ้ะ” ไอ้จ๋าตอบด้วยคำหวานที่มันใช้พูดกับแม่แต่ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น น้ำส้มรู้สึกได้ถึงแรงบีบที่มือหัวใจก็พองโตขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งที่ยังหวั่นกับท่าทีนิ่งๆ ของแม่แจ่มใจอยู่ไม่น้อย

“แล้วแกจะบอกพ่อแกว่ายังไง”

“ไอ้จ๋าก็จะบอกอย่างที่บอกแม่นี่แหละ ว่าแต่แม่รับไม่ได้เหรอที่ไอ้จ๋าคบกับน้ำส้ม” คนเป็นแม่ถอนหายใจยาวเหมือนเหนื่อยล้าและนิ่งไปเป็นครู่ จ้องมองลูกชายคนเดียวด้วยแววตาที่ไม่สามารถคาดเดาความรู้สึกได้ จนคู่รักที่ยืนจับมือกันใจเสียแล้วจึงบอกออกมา

“ฉันจะว่าอะไรแกได้ล่ะ โตๆ กันแล้ว คบกันแล้วก็ดูแลลูกเขาดีๆ ก็แล้วกัน”

“จริงเหรอแม่ แม่ไม่ว่าไอ้จ๋าจริงๆ เหรอ”

“เออสิ น้ำส้มมานี่มาไอ้จ๋ามันทำอะไรลูก”

“เปล่าฮะจ๋าไม่ได้ทำอะไรส้ม”

“ก็แม่เห็น”

“คือ..” ไม่ได้ว่าอะไรแต่ทำไมแม่แจ่มใจไม่ยิ้มเหมือนทุกที แบบนี้ทำให้น้ำส้มยังหวั่นๆ แม้จะเดินเข้ามานั่งลงที่แคร่ข้างๆ กันแล้วก็ตาม

“ว่ายังไง”

“..” ไอ้จ๋าเกาหัวตัวเองแกรกๆ เพราะอยู่ดีๆ ก็รู้สึกประหม่า ยิ่งแม่แจ่มใจมองมาด้วยสายตาคาดคั้นเอาเรื่อง ไอ้จ๋ายิ่งพูดไม่ออก นี่แสดงว่าแม่แจ่มใจของมันคงเห็นฉากเด็ดที่อยู่ข้างตุ่มน้ำเข้าพอดีใช่ไหม เออต้องเห็นสิโจ่งแจ้งออกจะปานนั้น แม่ยืนจ้องขนาดนั้นก็เพราะเห็นมันจูลน้ำส้มนั่นแหละ หนอยเป็นเพราะยัยส้มเน่านี่ล่ะ เพราะยัยส้มเน่าคนเดียวที่เสนอหน้ามาช่วยมันล้างปากด้วยปากตัวเอง แบบนี้ต้องมีการคิดบัญชีทีหลังแน่นอน ยัยนั่นจะได้จำไว้คนอย่างไอ้จ๋าไม่ยอมให้ใครมาทำให้เขินต่อหน้าแม่อย่างนี้ได้หรอก

ไอ้จ๋ายืนคิดพลางส่งสายตาน่ากลัวไปทางน้ำส้ม เล่นเอาคนตัวผอมสะดุ้งโหยงและขยับเข้าไปหาแม่แจ่มใจอย่างต้องการที่พึ่งพิง

“อะไรมองตาขวางไม่พอใจแม่หรือไง”

“ไอ้จ๋าเปล่านะแม่ ไอ้จ๋ามองยัยส้มเน่าเนี่ยที่ทำอะไรประเจิดประเจอ”

“อ้าวจ๋ามาว่าเค้าได้ไง เค้าจูบจ๋านิดเดียวแต่ตัวเองเป็นคนต่อเองทั้งหมด”

“เออ สรุปเธอเริ่มก่อนปะ”

“แค่นิดเดียว”

“นิดเดียวก็ไม่ได้ ระวังตัวไว้เถอะ”

“ใจร้าย”

“จะโดนไม่ใช่น้อย”

“เหอะ”

“เดี๋ยวปั๊ด”

“เอ้า พอๆ ๆ “

“อุ้ย..! ”

“แม่! ” ทั้งสองชะงักเพราะมัวแต่เถียงกันจนลืมไป ว่ามีแม่แจ่มใจนั่งเป็นพยานรับรู้อยู่ข้างๆ น้ำส้มนั่งก้มหน้าจนคางชิดอกเพราะอายจนไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองใคร โดยเฉพาะแม่แจ่มใจที่นั่งอยู่ด้วยกัน ที่น้ำส้มรู้สึกเหมือนกับว่าได้ยินเสียงหัวเราะดังออกมาเบาๆ จากลำคอของนาง แต่ก็ไม่แน่ใจและไม่กล้าเงยหน้าขึ้นดู จนกระทั่งรู้สึกได้ถึงอะไรหนักที่วางลงบนไหล่ หันไปมองจึงเห็นว่าเป็นมือที่ดูหยาบกร้านจากงานหนักของแม่แจ่มใจนั่นเอง

น้ำส้มนั่งบีบมือตัวเองให้เจ็บเพื่อลดความประหม่า จนรู้สึกได้ถึงแรงที่บีบเบาๆ ลงที่ไหล่ เหมือนแม่แจ่มใจกำลังบอกว่ายินดีต้อนรับ เจ้าของร่างผอมบางยังเขินอายและหน้าขาวๆ ตัวขาวๆ ก็ดูเหมือนจะขึ้นริ้วแดงไปทั้งตัว แต่กระนั้นก็ยังแอบเหลือบตาขึ้นมอง และได้เห็นว่าแม่แจ่มใจกำลังมองตอบกลับมาด้วยสายตาเอื้อเอ็นดู

“น้ำส้มขอบคุณนะฮะ”

“ขอบคุณแม่เรื่องอะไร”

“ขอบคุณที่ไม่รังเกียจความรักของเรา”

“แม่ไม่เข้าใจว่าความรักแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ยังไง แต่มันน่ารังเกียจตรงไหนล่ะ”

“ก็เราเป็นผู้ชายด้วยกัน”

“หน้าอย่างนี้เหมือนผู้ชายตรงไหน” แม่แจ่มใจเชยคางมนให้ใบหน้าสวยหวานเงยขึ้น แล้วพินิจมองเนื้อนวลและส่วนประกอบที่ทำให้เจ้าของใบหน้านี้ ไม่มีเค้าเหมาะกับคำว่าผู้ชายเลยสักนิด “แล้วมานี่บอกพ่อบอกแม่แล้วใช่มั้ย”

“บอกฮะ ส้มมีแต่พ่อแม่เสียแล้ว”

“อ่อ จะคบกันแม่ไม่ว่าหรอกแค่อย่าพากันเหลวไหลก็พอ”

“ไอ้จ๋าโตแล้วน่าแม่”

“เออ รู้ก็ดีแล้ว เห็นสาวๆ ในหมู่บ้านมาชอบก็ไม่สนใจเขา ที่แท้ก็ชอบแบบนี้นี่เอง” แม่แจ่มใจยิ้มบางๆ เหลือบตามองน้ำส้มแล้วหันไปจิกตาค้อนพลางส่ายหัวให้ลูกชาย

“แหมแม่ ไอ้จ๋าก็เพิ่งรู้สึกนี่แหละว่าตัวเองชอบคนนี้ ไม่ใช่จะใครก็ได้นะ แค่ยัยเผือกเอ๋อๆ คนนี้คนเดียวนี่แหละ”

“จ๋าพูดอะไรอย่างนั้น”

“เอ้า ฉันคุยกับแม่ฉันเกี่ยวไรกะเธอ” น้ำส้มมองค้อนไอ้จ๋าแล้วเหลือบไปมองแม่แจ่มใจอีกครั้ง ก็ได้เห็นผู้สูงวัยกว่ากำลังมองตอบกลับมาด้วยแววตาที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเช่นเดิม ไอ้จ๋าที่ลึกๆ แล้วเป็นคนใจดีคิดดีทำดีก็คงได้มาจากแม่แจ่มใจคนนี้นี่เอง

ต่อ....

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo


“ชิ ถ้าอย่างนั้นส้มขอตัวกลับก่อนนะฮะ”

“อ้าว อยู่ดีๆ จะกลับได้ไงยัยนี่”

“พูดกันดีๆ หน่อยจ๋า” แม่แจ่มใจปรามเสียงเข้ม

“ไอ้จ๋าหมั่นไส้ อะแม่”

“ยังไงก็ต้องพูดกันดีๆ ไม่ใช่เอาแต่ว่าหรือตะคอก “

“แหมก็รักดอกจึงหยอกเล่นปะแม่ ไอ้จ๋าหมั่นไส้นิ” เข้าใจสิ่งที่แม่ต้องการบอกได้อย่างลึกซึ้งทีเดียว เพราะตั้งแต่มันจำความได้ก็ไม่เคยเห็นพ่อกับแม่พูดกันไม่เพราะเลยสักครั้ง ขนาดโกรธให้กันยังมีแต่คำพูดดีๆ และนั่นเองทำให้มันไม่เคยเห็นว่าพ่อกับแม่ทะเลาะกันเลยสักครั้ง เพราะต่างคนต่างก็ไม่ร้อนใส่กัน ถึงจะโกรธแต่ก็ไม่เคยดุด่าว่ากันด้วยคำร้ายๆ

“เออๆ แล้วแต่แม่ไปล่ะ”

“แม่จะลงสวนเหรอ ไอ้จ๋ารดน้ำไว้หมดแล้วทุกสวน”

“เออ เดี๋ยวแม่จะไปเก็บผักไปฝากยายคำหน่อย”

“ไหนชาวบ้านบอกยายคำเป็นปอบ แม่ไม่กลัวหรือไง”

“โอ๊ยลูกคนนี้ ปอบไม่มีหรอก มีแต่เปิบนั่นแหละ กินข้าวด้วยกันทุกวัน”

“แหมไอ้จ๋าล้อเล่นน่าแม่”

“เออ แม่ไปล่ะนะส้ม”

“ฮะ”

“งั้นเธอมานี่เลย” ไอ้จ๋าหันมาดึงแขนน้ำส้มให้ลุกขึ้น

“อุ้ยจ๋าจะพาเราไปไหน”

“ตามมาเหอะน่า”

“ส้มไปก่อนนะฮะ” น้ำส้มหันมาบอกแม่แจ่มใจที่ยังยืนอยู่ เมื่อไอ้จ๋ากระชากข้อมือแล้วดึงให้เดินตามไป ด้วยท่าทางที่ห่างไกลจากคำว่าตามมาคนละเรื่องเลย ยิ่งไอ้จ๋าดึงขึ้นบ้านยิ่งทำให้น้ำส้มตาโตเพราะนึกถึงคำพูดคาดโทษของมันก่อนหน้านี้

‘จะโดนไม่ใช่น้อย’

%%%%%%%%%

รถกระบะสี่ประตูสีขาวถูกขับมาถึงหน้าบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้หลังใหญ่ ที่ด้านหน้ามีป้ายทำจากไม้เนื้อดีบอกเอาไว้ ว่าที่นี่เป็นที่ทำการกำนันตำบลบ้านทุ่งดอกจาน ของนายอาจหาญ ตรัยรัตนา ต้นกล้ามองป้ายที่ผ่านตา ก่อนที่คนตัวโตจะขับรถเข้าไปจอดไว้ในโรงรถด้านข้างของตัวบ้าน

“พาเรามาที่นี่ทำไม”

“ลงมาก่อน”

“ไม่ลง”

“ลงหน่อยน่า”

“เราจะกลับ”

“มาถึงที่แล้วลงก่อน หรือคืนนี้จะค้างก็ได้นะชดเชยกันกับที่พี่ไปค้างบ้านต้นกล้าเสียหลายวัน”

“เหอะ ยังกะเราเต็มใจ”

“ไม่เต็มใจแล้วใครน้านอนกอดพี่ทั้งคืนแถมยังเอาขามาพาดไว้ทั้งตัวอีก” เด็ดเดี่ยวพูดไปยิ้มไปอย่างมีความสุข เมื่อคิดถึงตอนนอนที่ต้นกล้าคงจะติดนิสัยนอนกอดหมอนข้าง เมื่อเขาไปนอนใกล้ๆ จึงกลายเป็นหมอนข้างของคนหัวแดงโดยเต็มใจ

“อย่ามาขี้ตู่ ถอยรถกลับ”

“ลงก่อน พี่มีเรื่องจะคุยกับพ่อ”

“มีแล้วพาเรามาด้วยทำไม พ่อตัวเองก็คุยไปสิ”

“ต้องพามาด้วยสิเพราะพี่จะคุยเรื่องของเรา”

“อะ อะไรนะ” ไม่คิดว่าคนตัวโตจะทำแบบนี้ คิดได้ยังไงว่ามาคุยเรื่องของเรา คุยอะไร คุยทำไม ทำไมไม่บอกก่อนจะได้เตรียมตัว หรืออยากให้ขายหน้าจนโดนคนหัวเราะเยาะ มาถึงขนาดนี้ยังคิดแต่จะแกล้งกันอีกอยู่หรือคนหน้ามึน

“ก็ต้นกล้าน้อยใจคิดว่าพี่ได้แล้วทิ้งไม่ใช่เหรอ”

“..”

“พี่ก็จะทำให้ต้นกล้ามั่นใจว่าพี่ไม่ได้เป็นแบบนั้น”

“พูดอะไรบ้าๆ ออกมารู้ตัวหรือเปล่า”

“แล้วต้นกล้าก็ต้องทำให้แน่ใจด้วยว่าได้พี่แล้วจะไม่ทิ้งเหมือนกัน”

“ทำยังไง”

“ก็ทำเหมือนที่พี่ทำนี่ไง พาต้นกล้ามาหาพ่อพี่”

“เหอะ เฮ้ย ได้ไง ไม่เอาเรายังไม่พร้อม”

“ไม่ต้องรอให้พร้อมหรอกเรื่องแค่นี้เองลูกผู้ชายแมนๆ เขาเดินเข้าไปคุยเลย ปะลง”

“ไม่”

“อย่าดื้อครับ”

“ไม่เอาเราไม่ลง ไม่ลงนะเรายังไม่พร้อมจริงๆ พาเรากลับบ้านก่อน “

“แล้วจะหายโกรธพี่มั้ยล่ะ”

“ก็บอกแล้วไงว่าเราไม่ได้โกรธ พูดรู้เรื่องหน่อยดิ”

“ยังไงก็อุตส่าห์มาถึงแล้วน่า ลงก่อนเถอะไปไหว้พ่อพี่ไง”

“โอ้ย เด็ดเดี่ยวฟังเรามั้ย”

“หึๆ ๆ ” เด็ดเดี่ยวหัวเราะเสียงโรคจิตแต่แฝงไปด้วยความพอใจ เปิดประตูลงจากรถโดยไม่สนใจเสียงประท้วงของอีกคนที่เอาแต่บอกว่าไม่พร้อมและจะกลับบ้านท่าเดียว

ในความไม่ยอมมีความอ่อนใจ เมื่อเด็ดเดี่ยวไม่ฟังต้นกล้าจะทำอะไรได้ นอกจากเปิดประตูลงจากรถและเดินช้าๆ ตามคนที่เดินเข้าบ้านล่วงหน้าไปก่อน

“หายไปไหนอีกแล้วล่ะ” พอเข้ามาบริเวณห้องโถงชั้นแรกของบ้าน ซึ่งจัดไว้อย่างสวยงามเป็นระเบียบเพื่อเป็นห้องรับแขก ต้นกล้าก็ต้องแปลกใจ เพราะเจ้าของบ้านหายไปไหนก็ไม้รู้ ได้ยินเสียงคนสองคนคุยกันดังมาจากข้างบน และหนึ่งในนั้นเป็นเสียงของคนที่เขากำลังตามหา ต้นกล้าจึงเดินไปทางต้นเสียง กำลังจะก้าวขาขั้นบันไดที่เกือบคุ้นเพราะเคยมา พลันขาก็ต้องชะงักเท้าลอยในอากาศยืนนิ่งฟัง

“เงียบน่า ไม่ต้องกลัวหรอกเรื่องแค่นี้เอง”

“ไม่เอาฟ้ากลัวพี่เดี่ยวกอดฟ้า ฟ้ากลัว ฮือๆ ๆ ” เสียงหวานๆ ของผู้หญิงดังขึ้นกลังจากเสียงปลอบของเด็ดเดี่ยวจบลง นั่นทำให้ขาของคนที่ยืนค้างอยู่ตรงบันไดค่อยๆ ก้าวขึ้นไปทีละขั้นอย่างระมัดระวัง ที่จะไม่ทำให้เกิดเสียงขึ้นโดยเด็ดขาด

“ไม่ต้องกลัวนะพี่อยู่ตรงนี้แล้ว” เหมือนกับว่าเสียงที่ได้ยินเป็นตัวกระตุ้นอย่างดี ให้ต้นกล้ารีบสาวเท้าขึ้นบันไดไปอีกสามขั้นจนถึงลูกกรงกั้นราวบันได้ทำด้วยไม้สลักลายสวยงาม ช่องว่าของลายสลักเผยให้เห็นร่างหญิงสาวและชายหนุ่ม กำลังยืนกอดกันอย่างแนบแน่น แต่อะไรก็ไม่ทำให้ต้นกล้ารู้สึกหนาวจนเลือดในกายเย็นเฉียบได้ เท่ากับใบหน้าของหญิงสาวที่แนบแก้มซีกหนึ่งลงที่อกกว้างอย่างที่เขาเคยทำ เจ้าของใบหน้าสวยหลับตาสะอื้นไห้กับความกลัวของตัวเอง ที่ต้นกล้าเองก็ไม่รู้สาเหตุ แต่จำใบหน้าสวยๆ นี้ได้เป็นอย่างดี ผู้หญิงคนนี้คือคนที่ต้นกล้าเห็นไปกับเด็ดเดี่ยวเมื่อวานนั่นเอง

“พี่เดี่ยวอย่าทิ้งฟ้านะ”

“ไม่ทิ้ง พี่ไม่ทิ้งหรอก พี่รักฟ้านะไม่ต้องกลัว” คำว่ารักที่ปลอบโยนและมืออบอุ่นที่ลูบแผ่นหลัง ทำให้คนที่ยืนค้างขวางบันไดค่อยๆ ถอยเท้าลงไปทีล่ะขั้น ภาพวันวานที่ทั้งสองคุยเล่นหยอกเย้าผ่านเข้ามาในหัว ถอยเท้าลงจนถึงชั้นล่างแล้วหันหลังเดินตรงดิ่งไปที่ประตูทันที

“อ้าวเจ้ากล้านี่มากับพี่เดี่ยวหรือเปล่าลูก”

“ลุงกำนันสวัสดีครับ ผมกลับก่อนนะครับ”

“อ้าว”

“ดำ ไปส่งพี่ที่บ้านหน่อย”

“อ้าวมาเมื่อไหร่ทำไมรีบกลับล่ะพี่”

“เออไปส่งหน่อย ลุงกำนันครับผมลานะครับ สวัสดีครับ”

“เออๆ เอายังไงก็เอาขับรถดีๆ นะได้ดำ”

“สบายหายห่วงน่าลุง เกาะดีๆ นะพี่กล้าไอ้ดำจะพาแว้น” ถึงจะงงแต่ไอ้ดำที่ขับรถมอเตอร์ไซด์คันเก่งของมันเข้ามาพอดี ก็หันรถกลับแล้วขับพาต้นกล้าไปส่งที่บ้าน โดยมีกำนันอาจหาญมองตามและงงไม่แพ้กัน เป็นอะไรก็ไม่รู้แต่ออกมาทีไรทำไมได้มองตามแต่ท้ายรถเขาตลอด วันก่อนก็มองตามท้ายรถลูกชายตัวเอง วันนี้ก็ต้องมามองตามท้ายรถเด็กในบ้านอีก เฮ่อ กำนันคิดแล้วถอนใจยาวเดินเข้าบ้านไป

“ไปไหนมาครับพ่อ”

“เดินเล่นแถวนี้ล่ะ ว่าแต่เป็นอะไรล่ะนั่น”

“ฟ้าเจอตุ๊กแกค่ะลุง ยี้น่ากลัวมาก”

“แล้วก็กรี๊ดลั่นบ้านไปสิ”

“ก็คนมันกลัวนี่พี่เดี่ยว”

“ยังไม่หายอีกเหรอไอ้โรคกลัวตุ๊กแกจนขึ้นสมองเนี่ย”

“ไม่หายหรอก เจอทีไรก็กลัวจนขนลุกแล้วไปไม่เป็นทุกที ตัวลายพร้อยออกอย่างนั้น ยี้ฟ้าขยักแขยง” หญิงสาวพูดจบก็ตัวสั่นสะบัด ขนลุกขึ้นมาทั้งทีเพียงแค่คิด ซึ่งใครที่มีสิ่งที่กลัวเป็นชีวิตจิตใจ กลัวจนขึ้นสมองจะเข้าใจได้ดี ว่ากลัวแบบนี้มันร้ายแรงมากแค่ไหน ก็แค่คิดยังขนลุกจนตัวสั่นสะท้านเลยยังไงล่ะ

“เออ ว่าแต่เมื่อกี้เจ้ากล้าเป็นอะไรล่ะเห็นรีบกลับบ้านไปเลย”

“ห๊า พ่อว่าอะไรนะครับ”

“ก็เจ้าหลานชายคุณยายประไพนะสิเห็นเดินลงมาจากบ้านรีบๆ แล้วก็ให้ไอ้ดำขี่รถไปส่ง”

“เอ้า เป็นอะไรอีกล่ะเนี่ย” เด็ดเดี่ยวเกาหัวไม่เข้าใจใบหน้ามีความงงขั้นสุด จนพ่อกำนันถามจึงฉุกใจ

“โกรธอะไรกัน”

“ใครเหรอคะลุงกำนัน”

“หลานชายคุณยายประไพศรีมาจากกกรุงเทพ”

“คุณยายมีหลานชายด้วยเหรอคะ”

“มีคนเดียวนี่แหละ”

“แล้วไงต่อล่ะคะ”

“ถามพี่ชายแกดูสิ”

“ไงอะพี่เดี่ยว”

“เออ ไม่มีอะไรหรอก เดี๋ยวผมออกไปข้างนอกนะพ่อ” เด็ดเดี่ยวบอกปัดน้ำฟ้าซึ่งเป็นลูกพี่ลูกพี่ลูกน้องมาเยี่ยมเยือน ที่เขาพึ่งไปรับมาเมื่อวานนั่นแหละ บอกแล้วก็ทำท่าจะเดินออกไป จุดมุ่งหมายก็เพื่อตามคนหัวแดงให้ทัน แต่ยังก้าวไปไม่พ้นประตูบ้านเสียงเข้มๆ ของพ่อกำนันก็เรียกให้หยุดเสียก่อน

“ยังไม่ต้องตามไปหรอก มีเรื่องอะไรยังไงไหนเล่ามาซิ”

“เอ่อ จะดีหรือครับพ่อ”

“แล้วมันจะไม่ดีตรงไหนวะ”

“ก็ผมกะว่าจะพาต้นกล้ามาคุยกับพ่อพร้อมกันไง”

“เออ วันหลังค่อยพามา วันนี้มาเกริ่นกับพ่อไว้ก่อน”

“หืม? นั่นผมน่าจะเป็นคนพูดนะพ่อ”

“เออ ก็กูพูดไปแล้ว” พ่อกำนันเหลือทนจนใส่อารมณ์ขึ้นมึงกู เมื่อเจ้าลุูกชายยังทำตัวเล่นแง่ ไม่ยอมพูดยอมคายอะไรออกมาง่ายๆ

“ครับๆ พูดก็พูด” ด้วยความเกรงใจผู้เป็นพ่อและไม่เคยที่กำนันอาจหาญจะทำอะไรไม่มีเหตุผล เด็ดเดี่ยวเองก็ไม่มีเหตุผลอะไรจำเป็นที่จะต้องขัดคำพ่อ ชายหนุ่มจึงเดินมานั่งลงที่โซฟาเดี่ยวข้างๆ พ่อกำนันแล้วเล่าเรื่องระหว่างเขากับต้นกล้าให้ฟังคร่าวๆ โดยมีน้ำฟ้าลูกพี่ลูกน้องที่สนิทกันมาแต่เด็ก นั่งฟังเงียบๆ อย่างสนใจ

“ตกลงว่าพี่เดี่ยวเป็นเกย์เหรอ อร้าย จริงอะ” น้ำฟ้าถามเมื่อเด็ดเดี่ยวเล่าเรื่องจบ

“ถ้าอย่างนี้เรียกว่าเกย์พี่ก็ยอมละ”

“อยากเห็นคนชื่อต้นกล้าจัง ว่าจะน่ารักสมกับความโม้หรือเปล่า”

“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะ คราวนี้มึงเตรียมตัวรับศึกหนักไว้เลย เจอกับไอ้กวินแน่ๆ ท่าทางมันหวงลูกยิ่งกว่าไข่ทองคำในภูเขาหิน”

“เรื่องนั้นผมไม่กลัวหรอกพ่อ แต่ที่พ่อรั้งผมไว้นี่สิจะทำให้ต้นกล้าโกรธยิ่งกว่าเก่า ไอ้ที่โกรธๆ อยู่นี่ผมเองยังไม่รู้เลยว่าเขาโกรธอะไร”

“เจ้ากล้าก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นเด็กไม่รู้คิดนะ พ่อว่ามันต้องมีเรื่องล่ะคนมันถึงได้โกรธอย่างที่แกบอก ดูสีหน้าเมื่อกี้คงโกรธมากอยู่หรอก เตรียมตัวรับศึกหนักสองทางไว้เลย” เมื่ออารมณ์ดีขึ้นสรรพนามของคนเป็นพ่อก็ดีขึ้นตามระดับของอารมณ์ด้วย

“โธ่พ่อไม่ให้กำลังใจกันบ้างเลย” เด็ดเดี่ยวโอดครวญ

“ไปง้อเมียเลยพี่เดี่ยว”

“แกไม่คิดว่าพี่ชายแกจะเป็นเมียเขาบ้างหรือไงน้ำฟ้า”

“โธ่พ่อ สบประมาทลูกชายตัวเองแบบนี้ได้ไง” กำนันอาจหาญหัวเราะเสียงดัง เพราะชอบใจที่ได้ล้อลูกชายคนเดียวจนหน้าตึง นั่นสินะเจ้าลูกชายของเขาตัวใหญ่น้องๆ ควายที่เลี้ยงอยู่กลางทุ่ง ให้เป็นเมียเขาคงพิลึกน่าดู ทั้งสามนั่งคุยกันครู่ใหญ่ดาวรุ่งจึงเข้ามาสมทบเพราะเพิ่งเลิกงาน

“รุ่งมาแล้วเหรอมาๆ มานี่พี่เดี่ยวมีข่าวดีจะบอก” น้ำฟ้ากับดาวรุ่งอายุเท่ากันนอกจากเป็นลูกพี่ลูกน้องกันแล้วยังเป็นเพื่อนเล่นด้วยกันมาแต่เด็กจึงสนิทกันมาก

“ข่าวดีอะไรเหรอ”

“เนี่ยพี่ชายเราสองคนมีแฟนแล้วด้วย” เสียงของน้ำฟ้าตื่นเต้นไม่หาย ทำเอาดาวรุ่งที่ยิ้มกว้างตั้งแต่ได้ยินว่ามีข่าวดีอดยิ้มตามด้วยไม่ได้ ก่อนจะหันไปถามพี่ชายตัวเอง

“แฟนเหรอพี่เดี่ยว สาวบ้านไหนล่ะ”

“รุ่งรู้จักคนชื่อต้นกล้ามั้ยอ่า” น้ำฟ้าถามแทรกขึ้นมาก่อนที่พี่ชายใหญ่ของทุกคนจะได้ตอบคำถาม

“อืม รู้จักสิ”

“เขาน่ารักปะ”

“เรียกว่าน่ารักก็ไม่เต็มปากเต็มคำหรอก เอาเป็นว่าน่ารักแบบหล่อๆ ใสๆ เหมือนดาราเกาหลีน่ะ ว่าแต่ถามทำไม”

“ก็ต้องถามดิ นั่นแฟนพี่ชายเรานะ! ” รอยยิ้มบนใบหน้าของดาวรุ่งค่อยๆ จางลงเมื่อเจ้าตัวหันไปมองพี่ชายช้าๆ ด้วยสีหน้าที่ดูก็รู้ว่าไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน ตอนนี้ดาวรุ่งต้องการคำยืนยันจากปากของพี่ชาย แต่เด็ดเดี่ยวแค่มองตอบกลับมาด้วยสายตานิ่งๆ แค่นี้ก็เป็นคำตอบที่ยืนยันได้แล้ว ว่าสิ่งที่น้ำฟ้าบอกเป็นความจริง

“พี่เดี่ยว เอาจริงเหรอ” เด็ดเดี่ยวยังเงียบแต่หันไปมองพ่อตามสายตาของดาวรุ่ง ที่หันขวับไปมองพ่อของตัวเองอย่างรวดเร็ว เหมือนให้ช่วยยืนยันเพื่อความแน่ใจ “พ่อ”

“อะไรวะ”

“พ่อไม่ห้ามพี่เดี่ยวเหรอ”

“แล้วจะห้ามทำไมมันโตแล้ว”

“แต่นี่ผู้ชายกับผู้ชายนะพ่อ”

“เออ สิแล้วยังไงล่ะ” ดาวรุ่งไม่มีคำตอบให้พ่อ ไม่อยากเชื่อว่าพ่อจะไม่รู้สึกอะไร เมื่อลูกชายคนเดียวหันมาชอบผู้ชายด้วยกัน

“พ่อรับได้เหรอ”

“พ่อเลี้ยงแกสองคนมา สิ่งไหนดีสิ่งไหนไม่ดีสอนให้รู้จักคิด รู้จักตัดสินใจด้วยตัวเอง ก็คิดแล้วตัดสินใจกันเอาเองก็แล้วกัน พ่อไม่ยุ่งเรื่องหัวใจของใคร ชอบอย่างไหนก็แล้วแต่โว้ย”

“พ่อนะพ่อ”

“หึๆ ๆ /คิกๆ ๆ ”

“พี่เดี่ยวน้ำฟ้าหยุดหัวเราะเลย”

“พ่อไม่ใช่ปัญหาใหญ่หรอกนะ ไอ้กวินพ่อของเจ้ากล้าโน่นศึกหนัก เพราะมันต้องเล่นใหญ่ไม่ยอมง่ายแน่ บอกพี่ชายแกเตรียมรับมือไว้เถอะ” กำนันอาจหาญหวนคิดถึงวันเก่าๆ กับคู่ปรับเก่าแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ เอาจริงๆ ตัวเขาเองจะบอกว่ารับได้ก็คงไม่เต็มปากเท่าไหร่หรอก แต่เพราะเป็นคนมองอะไรในแง่ดีและคิดบวก เลยทำตัวเหมือนไม่ได้คิดอะไรได้ง่ายๆ แบบนี้ อีกอย่างก็คือ เขามีเวลาคิดเวลาเตรียมใจก่อนแล้ว ก่อนที่เจ้าลูกชายจะมาให้เขาบังคับในวันนี้ ก็ตั้งแต่วันนั้นที่เจ้าลูกชายตัวดี พาหลานคุณยายประไพศรีมาที่บ้าน แล้วบังเอิญกำนันขึ้นไปเห็นฉากเด็ดที่หนุ่มทั้งสองกำลังพลอดรักกันนั่นแหละ วันนั้นเขารับไม่ได้อย่างแรง แต่พอผ่านไปหัวใจคนเป็นพ่อที่มีลูกชายเบี่ยงเบนก็ค่อยๆ ดีขึ้น เหมือนได้รับการเยียวยาจากเวลาที่ผันผ่าน

“แล้วผมจะทำยังไงดีล่ะพ่อ”

“เรื่องของมึง! ” เจอคำถามนี้กำนันอาจหาญก็ดูเหมือนว่าจะของขึ้นอีกครั้ง เจ้าลูกชายที่เก่งมาสารพัดเรื่อง จะมาตกม้าตายเพียงแค่ไม่รู้จะต่อกรกับพ่อตายังไง รู้ถึงไหนเสียหน้ากำนันอาจหาญไปถึงนั่น! มันจะมาทำให้ชื่อเสียงของกำนันที่สั่งสมไว้มานานป่นปี้ก็ตอนนี้นั่นแหละ

“อ้าวพ่อนี่ลูกพ่อนะ”

“แล้วไง เรื่องแค่นี้จัดการไม่ได้มึงไปเป็นลูกคนอื่นเลย อย่ามาเป็นลูกกู ดาวรุ่งเย็นนี้ทำอะไรกินพ่อหิวแล้ว”

“เดี๋ยวรุ่งเข้าครัวจ้ะพ่อ”

“ฟ้าช่วย”

“งั้นผมไปธุระนะกินกันก่อนเลยไม่ต้องรอ”

“พี่เดี่ยวจะไปง้อแฟนเหรอ” น้ำฟ้าที่ยังปลื้มปริ่มและยิ้มกริ่มไม่หายถามขึ้นทันทีที่ได้ยิน

“อืม”

“นี่ก็เป็นไปกับเขาด้วยหรือไงยัยฟ้า” ดาวรุ่งหันไปมองค้อนน้ำฟ้า

“อร้ายย ก็ฉันฟินนี่ปะๆ เตรียมอะไรไว้กินเย็นนี้กันดีกว่า” เมื่อสองสาวเดินเข้าครัวไปแล้วก็เหลือแต่คนเป็นพ่อ กับลูกชายที่นั่งมองหน้าผู้สูงวัยกว่าตาปริบๆ

“มองอะไรวะ”

“มองว่าพ่อจะช่วยผมยังไงดี อากวินไม่ปล่อยผมแน่เลยพ่อ”

“อืม”

“แล้วผมจะทำยังไงล่ะคราวนี้”

“ไม่รู้โว้ย หัดคิดเองบ้าง อีตอนไปได้กับลูกเขาไม่เห็นมาปรึกษากูเลยวะ”

“แหมพ่อ ตอนนั้นมันต้องปรึกษาใครหรือไง บรรยากาศพาไปล้วนๆ เลย งั้นผมไปนะพ่อ”

“ไปไหนอีกวะ”

“ง้อลูกสะใภ้มาให้พ่อไง”

“เออ ไอ้ลูกคนนี่ อย่าอกหักซมซานกลับมาเหมือนหมาก็แล้วกัน พ่อจะเป่ากระหม่อมด้วยลูกซองให้”

“โหย พ่ออย่าเล่นบทโหดสิ นี่ลูกชายพ่อนะ”

“ลองทำให้กูเสียหน้ากับไอ้กวินสิ ใครกูก็ไม่เว้นโว้ย”

“นี่ใครพ่อ เด็ดเดี่ยวลูกพ่อกำนันซะอย่าง เรื่องเสียหน้าน่ะ.... “

“ทำไมวะ”

“เตรียมตัวเตรียมใจไว้ได้เลย เสียแน่นอน”

“บ๊ะไอ้นี่ เดี๋ยวเถอะ”

“ฮ่าๆ ๆ ๆ ” เด็ดเดี่ยวหัวเราะพอใจเสียงดัง เพราะรู้ดีว่าเรื่องระหว่างพ่อกำนันของเขากับพ่อกวินของต้นกล้านั้น มีความเป็นมาอย่างไร ทั้งสองต่อสู้กันด้วยเรื่องของศักดิ์ศรีที่กินไม่ได้มาตั้งแต่รุ่นหนุ่ม จนถึงตอนนี้ที่อายุเข้ารุ่นปู่รุ่นตาแต่เจอหน้ากันเมื่อไหร่ก็ยังไม่วายจิกกัด เด็ดเดี่ยวเห็นเค้าลางปัญหาใหญ่ของความขัดแย้งลอยอยู่ตรงหน้า มันจะต้องสร้างปัญหาให้เขาในอนาคตอย่างไม่ต้องสงสัยแน่นอน

*********
เจอกันตอนหน้าค่ะ

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2314
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

นั่นหน่ะสิ  ปัญหาใหญ่หลวง  รุ่นพ่อเขม่นกันตั้งแต่ยังหนุ่ม ๆ จนปัจจุบันก็ยังไม่เลิก  แล้วรุ่นลูกจะมีความหวังไหม? 

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo



กรุ่นไอดิน กลิ่นไอรัก 20 คนสำคัญของผมหายไป



บรรยากาศรอบเรือนไม้หลังใหญ่ของคุณยายประไพศรียังคงความร่มรื่นเย็นสบาย เพราะรายล้อมไปด้วยต้นไม้นานาพันธ์ทั้งไม้ยืนต้นที่เลือกมาปลูกได้อย่างตัวพอดี ไม้ดอกไม้ประดับต่างๆ ที่เจ้าของบ้านเลือกหามาปลูก เสริมความร่มรื่น โดยเน้นไม้ยืนต้นที่มีขนาดกลางไม่ใหญ่มาก อย่างมะม่วงพันธ์ดีที่ตัดแต่งต้นให้มีขนาดปานกลาง ทั้งมะพร้าวน้ำหอมที่ปลูกไว้รอบๆ ติดริมรั้ว ให้ลูกดกน้ำมะพร้าวหอมชื่นใจ ต้นดอกจานหรือทองกวาวอันเป็นสัญลักษณ์ของหมู่บ้าน ถูกนำมาปลูกติดรั้วหน้าบ้านสองต้นให้เป็นคู่ ด้วยถือว่าเป็นไม้มงคลเรียกเงินเรียกทอง ซึ่งมันจะออกดอกบ้านสะพรั่งดูละลานตาในหน้าแล้ง ลานหน้าบ้านแบ่งสัดส่วนทำสวนได้อย่างพอดี ต้นลำไยใบหนาให้ร่มเงาวางแคร่ไว้เพื่อใช้เป็นมุมพักผ่อนหย่อนใจมุมหนึ่ง ด้านหลังทำแปลงผักสวนครัวไว้กินเอง เห็นแล้วให้ความรู้สึกถึงความอุดมสมบรูณ์ ต้นลำไยและต้นมะม่วงโยงหากันด้วยเปลญวนที่ผูกไว้ เพื่อนอนรับลมเย็นๆ พื้นปูด้วยหญ้าที่ก็เป็นไอ้จ๋านั่นแหละที่มันตัดแต่งเอาไว้อย่างดี ส่วนไม้ดอกไม้ประดับต่างๆ เป็นของคุณยาย พักหลังที่ต้นกล้ามาอยู่ชายหนุ่มก็หามาเพิ่มบ้าง ยิ่งให้ความรู้สึกร่มรื่นและเย็นสบายมากยิ่งขึ้นกว่าเก่า

เปลญวนที่ถูกโยงระหว่าต้นมะม่วงกับต้นลำไยกำลังแกว่งไกว เพราะร่างหนึ่งทิ้งตัวนอนอยู่บนนั้น พอเปลจะหมดแรงแกว่งไกวที ก็เอาเท้าลงยันพื้นเพิ่มแรงเหวี่ยงขึ้นใหม่ ทั้งที่เจ้าตัวไม่ยอมลืมตา ขวดเหล้าโซดาถูกเมินเมื่อเจ้าของบ้านถูกหนุ่มบ้านนาคนนั้นฉกตัวไป ไอ้จ๋าที่โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงก็กลับบ้านตัวเองไปอีกคนแล้วพร้อมกับน้ำส้ม ตอนนี้จึงเหลือปั้นสิบกับพายุอยู่ที่บ้านนี้ และเหมือนว่าจะเข้าหน้ากันไม่ติดเสียแล้ว เมื่อพายุเสนอให้ปั้นสิบเป็นเมียแทนการไม่ให้ไปยุ่งกับน้องชายคนโปรด

ไอ้ห่ายุ! คนอะไรพูดออกมาหน้าตาเฉย ทั้งที่ไม่ได้คิดอะไร อยู่ดีๆ อยากได้คนหนึ่งพอไม่ได้ก็เอาคนอื่นมาแทนง่ายๆ หรืออย่างไร แบบนี้มันทำให้ปั้นสิบรู้สึกแย่มากๆ

“เฮ่อออ “ถอนหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด ไม่ใช่หงุดหงิดให้ใครที่ไหนหรอก เพราะเขากำลังหงุดหงิดให้กับตัวเอง ที่คิดวกไปวนมาแล้วก็จบที่เรื่องเดิมๆ จบที่คำพูดเหมือนไม่ใส่ใจของพายุ ว่าคนฟังอย่างเขาจะรู้สึกอย่างไร ครั้งที่สองของการถอนหายใจยาวๆ อย่างเหนื่อยหน่ายตัวเอง ปั้นสิบไม่เคยกลัวการลืมตาขึ้นมากเท่านี้มาก่อน

“เมื่อไหร่มันจะกลับมาวะ” บ่นพึมพำถึงเพื่อนที่ถูกพาตัวไปแล้วก็ให้ต้องถอนหายใจออกมาอีกรอบ เพราะดูเหมือนว่าวันนี้อะไรๆ มันก็กร่อยลงไปถนัดตา เมื่อต้นกล้าไม่อยู่ ไม่มีเสียงของไอ้จ๋าที่พล่ามเรื่องรางต่างๆ ให้ฟังอย่างสนุกสนาน มีเพียงปั้นสิบกับไอ้ตัวปัญหาพายุ ที่สร้างความปั่นป่วนให้หัวใจของปั้นสิบแล้วมันก็เดินหายหัวไป ส่วนจะไปไหนนั้นปั้นสิบไม่รู้เพราะไม่...อยากมอง เออบอกตรงๆ ว่าไม่กล้ามองตาก็ได้ ปั้นสิบกลัว กลัวสายตาจริงจังกับสีหน้าเข้มๆ นั่นที่พายุมองตอบกลับมา เมื่อเขาเอ่ยคำขอร้องไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของไอ้จ๋า แล้วไหนจะยังมาบอกให้เขาเป็นเมียแทนอีก ไอ้เพื่อนบ้านี่มันจะเอาใครก็ได้หรือยังไงวะ

ปั้นสิบนอนคิดกลับไปกลับมา ท้องก็รู้สึกหิวอยู่นะ แต่ยังไม่อยากลุกไปหาอะไรมากิน เพราะรู้ว่ายังไม่มีใครทำอาหารอะไรไว้เลย ก็มาเกิดเรื่องขึ้นเสียก่อน ตัวเขาเองหรือก็ทำอะไรไม่เป็น กินเก่งอย่างเดียว ก็เลยเอาเป็นว่านอนหิวมันทั้งอย่างนี้นี่แหละ

ฟุดฟิด

‘เอ๊ะ กลิ่นเหมือนของกิน ‘ปั้นสิบทำจมูกฟุดฟิดสูดหายใจเข้ายาวๆ รับเอากลิ่นที่มั่นใจว่ามาจากที่ไหนสักแห่งใกล้ๆ นี้ ยิ่งสูดกลิ่นยิ่งแรง ยิ่งได้กลิ่นแรงๆ ท้องก็ยิ่งทวีความหิว นี่เขาหิวจนเพ้อไปแล้วใช่ไหม จะมีอาหารมาจากไหนในเมื่อยังไม่มีใครทำ แต่ขณะที่ยังคิดไปเองอยู่อย่างนั้น

“มึงจะสูดกลิ่นอยู่อย่างนั้นอีกนานมั้ย หิวก็ลุกขึ้นมากิน”

“อะ ไอ้ยุ มึงทำกับข้าวเหรอ”

“เออ ลุกมากิน”

“แล้วไอ้กล้าล่ะวะ”

“กูจะรู้มั้ยก็อยู่กันสองคนเนี่ย”

“เออ ทำไมต้องดุกูด้วยวะ” ปั้นสิบบ่นเบาๆ แต่ก็ยอมลุกขึ้นจากเปลเดินไปนั่งที่แคร่ ที่ยังมีอุปกรณ์การดื่มเหลืออยู่ครบ ทั้งเหล้า โซดา น้ำแข็ง ทั้งที่ต่างคนก็พึ่งจะดื่มกันไปไม่กี่แก้ว ก็ต่างคนต่างไปกันเสียก่อน

“กูโทรเรียกไอ้กล้าดีกว่า”

“ไม่ต้องโทร โน่นมันมาแล้ว” พายุบอกเมื่อเห็นมอเตอร์ไซด์คันหนึ่งวิ่งตรงเข้ามาในบริเวณบ้าน เพราะเห็นหัวแดงๆ ของคนซ้อนท้ายที่จำได้ดีว่าแถวนี้มีเพียงคนเดียว

“ไงวะมึงตอนไปไปกับราชรถ ทำไมขากลับกลายเป็นเด็กแว๊นซ์ไปได้วะ” ปั้นสิบส่งเสียงแซวตั้งแต่ที่รถยังไม่ทันจอดสนิทดีด้วยซ้ำ แต่เมื่อเห็นใบหน้าที่ไม่ค่อยสบอารมณ์นักของต้นกล้า ก็อดหันไปสบตากับพายุไม่ได้ อยากถามต่อแต่นี่คงไม่ใช่เวลา เพื่อนกล้ามันคงงอนพ่อหนุ่มบ้านทุ่งคนนั้นกลับมาอีกแน่ๆ

“มาดำมากินเหล้าด้วยกัน ไอ้ยุชงเหล้าให้น้องมันหน่อยดิ๊”

“ขอบคุณครับพี่กล้า แต่ผมคงอยู่นานไม่ได้นะครับ”

“อ้าว จะรีบไปไหนเหรอ”

“พอดีพี่ฟ้าจะให้พาไปซื้อของครับ”

“อ๋อ เออๆ งั้นก็ยกด้วยกันสักแก้วสองแก้วก่อนค่อยไป นี่ไอ้ยุกับไอ้สิบเพื่อนพี่เอง” ต้นกล้าไม่ได้สนใจหรอกว่าพี่ฟ้าที่ไอ้ดำบอกนั่นเป็นใคร ก็คงจะเป็นพี่สาว ญาติ หรือคนใกล้ชิดของมันนั่นแหละ บอกพลางก็รับแก้วเหล้าจากพายุส่งให้ไอ้ดำ ที่รับแก้วเหล้าไปจิบหลังจากยกมือไหว้สวัสดีเพื่อนทั้งสองของต้นกล้าแล้ว

“ว่าแต่ไอ้จ๋าไปไหนวะ” ปั้นสิบเหลือบตาขึ้นมองต้นกล้าแล้วก็อดเหลือบไปมองพายุด้วยไม่ได้ เพราะคิดถึงเรื่องที่ไอ้เพื่อนตัวดีมันทำเอาไว้ทันทีที่ต้นกล้าถามถึงไอ้จ๋า “เอ้า เงียบกันทำไมวะถามไม่ตอบ”

“อะ เออไอ้จ๋าเดินไปบ้าน แฟนเพิ่งมันมา”

“ห๊า พี่ว่าอะไรนะครับ แฟนมันเพิ่งมา แฟนไอ้จ๋านะเหรอครับ มันไปแอบมีแฟนตอนไหนไม่น่าเชื่อเลย” เพราะไม่เชื่อจริงๆ ว่าอย่างไอ้จ๋าจะมีแฟน และมันไปมีตั้งแต่เมื่อไหร่ตอนไหน อะไรยังไงทำไมไอ้ดำไม่เคยรู้มาก่อน

“ใช่สิน้อง แฟนมันมาเมื่อกี้เองน่ารักน่าหยิก ท่าทางรักกันมากด้วย” ปั้นสิบตั้งใจเน้นเสียงเมื่อบอกว่าท่าทางรักกันมาก เพื่อให้ไอ้คนที่นั่งอยู่ข้างๆ ได้ยินเผื่อมันจะล้มเลิกความตั้งใจ ที่จะแยกสองคนนั้นออกจากกัน โดยไม่ได้เอะใจอะไร กับคนที่คอยสังเกตอยู่อย่างพายุที่ได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ อย่างระอากับความไม่รู้อิโหน่อิเหน่ของเพื่อนตัวเล็กของตัวเอง

“เอ๊ะ ว่าแต่แฟนมันชื่ออะไรครับพี่กล้า ทำไมพวกผมไม่รู้จัก ผมแน่ใจล่ะว่าพวกไอ้ว่าว ไอว่าน ไอ้จ๊ะเอ๋ยังไม่มีใครรู้ว่ามันมีแฟนสักคนหรอก” ไอ้ดำมั่นใจว่าเพื่อนๆ ในกลุ่มก็ยังไม่มีใครรู้ว่าไอ้จ๋ามีแฟน แต่ต้นกล้ายังไม่ทันตอบอะไรออกมาก็โดนปั้นสิบ ที่อยากตอกย้ำใครบางคนชิงพูดออกมาก่อนอ

“น้ำส้มไง”

“น้ำส้มเหรอครับ ชื่อน่ารักดีสาวบ้านไหนล่ะพี่”

“หึๆ “

“อะไรครับพี่กล้า หัวเราะแบบนี้ผมรู้จักใช่มั้ยคนนี้น่ะ” เพราะคนบอกรู้จักแต่ชื่อใหม่ที่ไอ้จ๋าแนะนำ ส่วนคนที่เรียกชื่อเก่าอย่างได้ดำเลยไม่รู้จักและไม่เอะใจ

“เออ แกรู้จักแน่นอนดำ ฮ่าๆ “

“ชักอยากรู้แล้วสิพี่” ไอ้ดำทำหน้าเจ้าเล่ห์เมื่อบอกว่าอยากรู้ว่าแฟนไอ้จ๋าว่าเป็นใคร ก็ไม่มีอะไรมากหรอก แค่แผนแกล้งเพื่อนกำลังผุดเข้ามาในหัวเป็นฉากๆ ก็เท่านั้นเอง

“แกจะอยากรู้เรื่องของมันทำไม เรื่องของแกเหอะถึงไหนแล้ว”

“อะไรครับพี่ถึงไหน ไม่มีถึงไหนครับ”

“เหอะ คิดว่าฉันไม่เห็นสายตาแกมองไอ้ว่านหรือไงวะ ฮ่าๆ ๆ ”

“โหพี่กล้า ผมอุตส่าห์แอบมองมันแล้วนะนั่นพี่ยังเห็นอีกเหรอ”

“เห็นดิวะมองตาเชื่อมออกอย่างนั้น นี่ก็เพิ่งไปเก็บปลาด้วยกันมา ไม่ไปกะเขาละ”

“ไม่ว่างสิครับลุงกำนันไล่ไปดูฟาร์มหมูแต่เช้าเลย พี่เดี่ยวก็ไม่อยู่ด้วย” เมื่อพูดถึงพี่เดี่ยวไอ้ดำไม่วายส่งสายตาแปลกๆ ให้ต้นกล้าพร้อมกับยักคิ้วให้ด้วยข้างหนึ่ง ถือเป็นการเอาคืนที่ต้นกล้าแซวเรื่องไอ้ว่านล่ะนะ และมันได้ผลที่ต้นกล้าเองก็มีปฏิกิริยาให้เห็น ถึงแม้จะยิ้มและพยายามกลบเกลื่อนมากแค่ไหนก็ตาม

“เอ้า ชนแก้วกันดีกว่าว่ะ หมดแก้วนะโว้ยดำ” ปั้นสิบชวนชนแก้ว เมื่อสังเกตเห็นว่าต้นกล้ามีสีหน้าเปลี่ยนไปที่ได้ยินชื่อเด็ดเดี่ยว ทุกคนยกแก้วขึ้นชนทำให้ต้นกล้ามีสีหน้าดีขึ้น แต่ก็ไม่ลืมหันไปส่งยิ้มคาดโทษให้ไอ้ดำที่ยิ้มตอบอย่างเข้าใจกันว่าหยอกเล่น จนผ่านไปครู่ใหญ่ก็ได้เวลาที่ไอ้ดำต้องขอตัวกลับ

“ผมกลับล่ะนะพี่ วันไหนว่างๆ ไปลงปลากันอีก ไปด้วยกันนะพี่สิบพี่ยุ”

“เออ หาเรื่องกินเหล้าสิแกน่ะ”

“ฮ่าๆ นิดหน่อยครับพี่นานๆ ทีน่า ไปล่ะครับสวัสดีครับทุกคน”

“เออ ขับรถดีๆ ล่ะ” ไอ้ดำกลับไปแล้วก็เหลือแต่เพื่อนทั้งสามที่อยู่ดีๆ ก็เกิดความเงียบขึ้นมาอย่างผิดปกติ โดยเฉพาะต้นกล้าที่กำลังถูกเพื่อนทั้งสองมองอย่างสงสัยและรอคำตอบ

“อะไรวะ”

“มึงเป็นอะไร” ปั้นสิบถามเสียงเข้ม

“เปล่า”

“เปล่าแล้วหลบตากูทำไม”

“กูเบื่อหน้ามึงไง ไอ้ยุชงเหล้าดิ๊ บกพร่องต่อหน้าที่ตัวเองนะมึง” พายุรับแก้วไปชงให้ต้นกล้าที่ถูกปั้นสิบจ้องไม่วางตา แต่ก็ยังทำเป็นไม่สนใจ เพราะรู้ว่าเพื่อนจะถามอะไรแต่เป็นต้นกล้ามเองที่ยังไม่พร้อมตอบคำถาม

“แล้วพี่เดี่ยวไปไหนวะ ทำไมมึงได้มากับไอ้ดำ”

“เขาก็มีธุระของเขาดิ อย่าถามมากกินเหล้าดีกว่า ว่าแต่นี่ใครทำต้มยำปลาซ่อนวะ” ต้นกล้าถามพลางตั้งต้มยำใส่ปาก

“ใครทำวะยุ” ปั้นสิบหันไปถามพายุ

“จะใครถ้าไม่ใช่กู”

“เออ ไอ้ยุทำ”

“อร่อยดีนี่หว่า”

“มือชั้นเซียน” พายุยืดอกอวยตัวเองอย่างภูมิใจ หลังจากถามตอบกันกลับไปกลับมาทั้งที่นั่งอยู่ด้วยกัน ทั้งสามตั้งหน้าตั้งตากิน แต่อยู่ๆ ต้นกล้าก็พูดขึ้นมา

“พวกมึงพรุ่งนี้กูว่าจะกลับกรุงเทพว่ะ”

“ห๊า กลับไปทำไมวะ พวกกูพึ่งมาเองนะเว้ย” เป็นจอมโวยวายอย่างปั้นสิบอีกนั่นแหละที่แย้งขึ้นมาก่อน

“นั่นสิ กูยังไม่ได้พักผ่อนเลย” ตามด้วยพายุผู้เพิ่งจะตกงานมาหมาดๆ

“กูอยากกลับไปเยี่ยมพ่อกับแม่ว่ะ คิดถึงคุณยายด้วย”

“ไหนว่าจะไม่กลับง่ายๆ ยังไงวะ หรือมึงท้อแล้ว”

“ไม่ กูไม่มีวันท้อหรอก กูว่ากูรักชีวิตชาวนาและรักที่จะเป็นชาวนาแล้วว่ะ แค่คิดถึงอยากกลับไปเยี่ยมบ้าน พอดีช่วงนี้ว่างแล้วด้วย” ใช่ช่วงนี้เป็นช่วงที่รอข้าวแก่เต็มที่จนพอดีเกี่ยว ชาวนาจึงพอจะมีเวลาว่าง ส่วนงานไร่ทั้งไร่มันและไร่อ้อยที่เพิ่งปลูกใหม่ก็รอให้เจริญเติบโตอีกสักพักอาจจะต้องดายหญ้ากำจัดวัชพืช ส่วนที่โตเต็มที่ก็เก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยหมดแล้ว ช่วงนี้จึงว่าง จนกว่าจะถึงเวลาเกี่ยวข้าวนั่นแหละ ทำให้ต้นกล้ามีเวลาและคิดอยากจะกลับไปเยี่ยมบ้านที่กรุงเทพ

“รักชีวิตชาวนาแล้วก็รักชาวนาด้วยหรือเปล่าวะ” ปั้นสิบแซว

“พูดอะไรของมึงฟังแล้วงง”

“มึงอย่างมาแกล้งงงหน่อยเลย”

“มีเรื่องขัดใจอะไรกันวะ” แม้จะเหมือนไม่กินเส้นกันกับหนุ่มบ้านทุ่งคนนั้น แต่ความห่วงเพื่อนมันมีมากกว่า พายุจึงถามต้นกล้าเสียงเข้ม

“นั่นสิ” เสริมด้วยปั้นสิบที่ลิมเรื่องของตัวเองไปชั่วครู่เพื่อมาสนใจเรื่องของเพื่อน

“กู..เอ่อ ช่างเถอะว่ะ ถ้าพวกมึงยังไม่อยากกลับจะอยู่ที่นี่ก่อนก็ได้นะเว้ย แต่กูขอโทษที่ไม่ได้อยู่ด้วย”

“ไม่ไปไม่ได้เหรอวะ กูยังไม่ได้แอ้มเด็กแถวนี้เลย” ปั้นสิบหันไปมองพายุตาขวาง เมื่อเพื่อนตัวสูงพูดจบแล้วยังทำหน้าตาเฉยเหมือนพูดเรื่องดินฟ้าอากาศที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลง แล้วต่อว่า

“มึงก็คิดแต่เรื่องเดี่ยวนะไอ้ห่ายุ”

“เออสิ กูก็อยากเปลี่ยนบรรยากาศบ้างเปล่าวะ”

“รีบกลับไปหางานหาการทำเลยมึง”

“ไม่เอากูกะจะมาพักผ่อนสักเดือนสองเดือน”

“แล้วจะเอาอะไรกิน”

“มึงสองคนไง เลี้ยงกูด้วย”

“โนเวย์กูไม่เลี้ยง” ปั้นสิบบอกแล้วเบือนหน้าหนี

“กูขอผ่าน” ตามด้วยต้นกล้าที่รับไม่ได้กับความคิดของพายุ แต่ก็รู้ล่ะนะว่ามันพูดเล่น ทั้งที่ความจริงพายุก็แค่อยากพูดสะกิดความรู้สึกของคนที่นั่งข้างๆ เล่นก็เท่านั้นเอง

“ใจร้ายว่ะพวกนี้”

“ตกลงกลับไม่กลับวะ” ต้นกล้าถามอังกคริ้ง

“เออ มึงกลับกูก็กลับดิ อยู่ทำไมล่ะ” ปั้นสิบบอก

“แล้วมึงล่ะไอ้ยุ จะอยู่รอกินเด็กแถวนี้หรือจะกลับไปหากินที่กรุงเทพ ฮ่าๆ ๆ ” แล้วต้นกล้าก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเสียงดังอย่างสะใจมาก โดยไม่ได้สังเกตใบหน้าเพื่อนตัวเล็กที่นั่งข้างๆ เลยว่ามันเปลี่ยนสีไป ปั้นสิบหุบยิ้มลงทันทีโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่หากเป็นในยามปกติก่อนหน้านี้ เขาคงสามารถหัวเราะได้อย่างสะใจเหมือนต้นกล้า แต่มันไม่ใช่วันนี้ที่หัวใจของเขาเต้นแปลกๆ ตั้งแต่เมื่อชั่วโมงก่อน คำบางคำหลุดออกมาจากปากเพื่อนตัวสูงอย่างไอ้พายุ มันทำให้หัวใจของปั้นสิบเต้นผิดจังหวะจนยากจะควบคุม แม้จะมีอะไรแอบซ่อนเอาไว้ในใจมาตลอด แต่ก็ไม่เคยจะเป็นไปได้ถึงเพียงนี้ ทั้งที่เมื่อก่อนมันจะเต้นจังหวะไหน เขาก็ยังสามารถกดมันให้เป็นปกติเอาไว้ได้ทุกครั้ง ทำไมตอนนี้กลับยากที่จะทำได้เพราะอะไรปั้นสิบก็ไม่เข้าใจตัวเอง



%%%%%%%%%%



“จ๋า...พอเถอะส้มอยากกลับแล้ว”

“เดี๋ยวดิ ซี๊ดดดด อะ ใกล้แล้ว”

“นี่มันเย็นมากแล้วนะ”

“อ่า อูย อีกนิดเดียวน่า”

“พอเถอะ”

“อีกนิด ข้างนี้ด้วย”

“หลายนิดแล้ว”

“นิดหนึ่ง อู้ววว อย่างนั้นแหละ เก่งมาก”

“ไม่เอาพอแล้ว อ๊ะ! จ๋าเค้าเจ็บนะ โอ๊ย! ”

“นิดนึง ซี๊ดดด อย่างนั้นแหละดีมาก อู้วววว สุดยอด”

“จ๋า”

“นิดๆ นะ นิดๆ โอ้วววว ใกล้แล้วๆ ”

“คนบ้านี่ลุกขึ้นเลย”

“โอ๊ย อะไรของเธอนักหนา”

“ก็ฉันเมื่อยนี่ ลุกขึ้นเลย”

“ให้ปั่นหูให้แค่นี้ทำบ่น”

“บ่นสิ ปั่นตั้งนานแล้วไม่พอสักที” น้ำส้มนั่งหน้างอบอกเสียงไม่พอใจที่ไอ้จ๋านอนหนุนตักจนเป็นตะคริว ไม่พอยังใช้ให้ปั่นหูเป็นนานสองนอนและไม่ยอมพอสักที

“เออๆ จุ๊บ”

“อื้อออ คนบ้า”

“ก็ยังมีคนบ้ากว่ามารักล่ะวะ” ไอ้จ๋าส่งสายตาหวานเชื่อมปนหยอกเย้า เมื่อมันแกล้งให้น้ำส้มเขินอายจนตัวจะบิดเป็นเกรียวได้ ไหนจะใช้ให้ปั่นหูนั่นด้วยอีก นอกจากจะส่งเสียงน่าเกลียดออกมาแล้ว ยังเผลอบีบก้อนเนื้อนิ่มๆ ตรงสะโพกของน้ำส้มหลายครั้งเพื่อระบายความเสียวสยิว ปั่นข้างซ้ายแล้วก็พลิกให้ปั่นข้างขวา โดยใช้ตักของน้ำส้มหนุนรองแทนหมอน เหมือนไม่รู้ว่าคนตัวผอมก็อายก็เขินเป็น ไม่ทำให้ก็ขู่เอาๆ เห็นหน้าเหี้ยมๆ อย่างนี้ล่ะเอาแต่ใจตัวเองที่สุด

“เมื่อยเหรอ”

“นิดหน่อย ปวดขาด้วย โอ้ยจ๋าจะทำอะไร”

“นี่เธอโง่จริงๆ หรือโง่เล่นๆ ที่ไม่รู้ว่าฉันทำอะไร”

“ก็รู้แล้วแต่ทำทำไมล่ะ”

“ไหนบอกเมื่อยไหนบอกว่าปวดขา”

“ก็.. อื้อคนบ้าเอ๊ย” น้ำส้มไปไม่เป็นเลยสิเมื่อบอกเมื่อยไอ้จ๋ามันก็ขยับออก แล้วคว้าท่อนขาเรียวเนื้อเนียนน่าสัมผัสไปพาดที่ตักของตัวเอง จากนั้นก็บริการนวดให้อย่างเบามือ แต่เล่นเอาเจ้าของขาเรียวเคลิ้มไปเลยทีเดียวกับความใส่ใจของมัน หรือนี่ยังเป็นช่วงที่มีโปรโมชั่นอยู่ ไอ้จ๋าเลยทำอะไรอย่างนี้ให้โดยไม่อิดออด

“นี่คราวหลังห้ามใส่กางเกงขาสั้นอย่างนี้เด็ดขาด”

“อ้าวทำไมล่ะ”

“ผอมๆ เผือกๆ อย่างนี้จะใส่ให้ใครดูวะ”

“ก็มันร้อนนี่”

“ห้ามใส่”

“น่ารักออก”

“น่ารักตายล่ะ เห็นใส่อีกโดนดีแน่ ขาน่าเกลียดอย่างนี้ยังเอามาโชว์ให้ชาวบ้านดูอยู่ได้” น้ำส้มหน้ายู่กับวาจาร้ายๆ ของไอ้จ๋าที่ว่าขาน่าเกลียด ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ขาเรียวสวยกับผิวเนื้อเรียบเนียนปราศจากเส้นขนของน้ำส้มนั้น ห่างไกลจากคำว่าน่าเกลียดอยู่มากโขทีเดียว ไอ้จ๋าทั้งบ่นมือก็นวดไปด้วย แอบเผลอกลืนน้ำลายลงคอกับสัมผัสนุ่มๆ ที่มือกร้านงานของมันกำลังบีบเค้นอยู่ ยิ่งนวดก็ยิ่งอยากนวดนานๆ และเล่นเอามันต้องเสียน้ำลายไปหลายอึกใหญ่ทีเดียว

“สบายมั้ย”

“ดีเลย จ๋านวดเก่งจัง อ้าว! หยุดทำไม”

“ก็สบายแล้วจะนวดต่อทำไมให้เสียเวลา”

“คนบ้า นี่แนๆ ”

“โอ๊ยยัยส้มเน่าเจ็บนะเว้ย”

“ปากร้ายนัก นี่แน” ไอ้จ๋าร้องโวยวายเพราะน้ำส้มจิกเล็บดึงปากของมันอย่างแรง แล้วตามด้วยการบีบบี้แก้มกร้านแดดทั้งสองข้าง บีบจับเอาไว้แน่นแล้วบังคับให้ส่ายไปมา จนหน้าดำๆ ของไอ้จ๋าขึ้นสีแดงอย่างเห็นได้ชัด

“กล้าแกล้งฉันเหรอ มานี่เลย”

“คิกๆ อย่าจ๋า อื้ออออ” ไอ้จ๋าดึงน้ำส้มมานั่งบนตักแล้วบดริมฝีปากสวยนุ่มนิ่มสีชมพูอมแดง ด้วยจูบดูดดื่มที่น้ำส้มก็เผยอปากรอรับอย่างเต็มใจ แม้จะเอ่ยห้ามก็ตาม

เฮือก

“จะ จ๋า”

“ไงล่ะ เสียงสั่นเลยสิ”

“ก็เราหายใจไม่ทันนี่”

“เพราะฉันเก่ง”

“ชิ กลับบ้านดีกว่า”

“เดี๋ยวไปส่ง”

“อ้าว” น้ำส้มทำหน้าเอ๋อ คิดว่าไอ้จ๋าจะรั้งเอาไว้เหมือนทุกทีแต่กลับผิดคาด เพราะนอกจากจะไม่รั้งแล้วยังเสนอตัวไปส่งอีกด้วย

“อะไรอีกล่ะ”

“ไม่อยากให้อยู่ต่อเหรอ”

“ก็บอกจะกลับนี่”

“ก็ทุกครั้งเห็นบอกให้อยู่”

“นี่มันเย็นมากแล้วยัยเน่า หรือจะค้างที่นี่ล่ะ หึๆ ๆ ”

“ค้างไม่ได้หรอก เดี๋ยวพี่คำแพงฟ้องพ่อแย่เลย” น้ำส้มบอกหน้าตาตื่น เพราะเดาได้ว่าพี่สาวต้องไม่พลาดที่จะเล่นงานแน่ๆ ถึงแม้ว่าพ่อจะไม่ได้ดุด่าอะไร แต่พี่คำแพงคงพูดให้พ่อไม่สบายใจแน่นอน

“พี่สาวเธอนี่ยังไงนะ”

“ยังไงล่ะ ไม่รู้สิ”

“เธอกลัวโดนไม้เรียวหรือไง”

“อื้อ ก็ไม่แน่นะแต่พ่อไม่เคยตีหรอก”

“ลูกโตจนจะมีผัวแล้วยังจะตีอยู่หรือไง”

“..!!”

“หืม”

“...”

“เป็นอะไรไปอีกล่ะ”

“จะ จ๋า จ๋าว่าอะไรนะ คนบ้านี่พูดอะไรออกมาวะ” น้ำส้มหน้าแดงเห่อร้อนไปหมดกับคำที่ได้ยิน คนพูดก็พูดได้หน้าตาเฉยมาก แต่คนฟังกลับเฉยตามไม่ได้ ยิ่งตอนนี้นอกจากจะร้อนไปทั้งหน้าทั้งตัวแล้ว หัวใจยังเต้นกระหน่ำอย่างแรงอีกด้วย

“เอ้า อะไรของเธอ พูดไม่เพราะ”

“ทีตัวเองยังชอบพูดแบบนี้เลย”

“ฉันพูดได้แต่เธอห้ามพูดมันไม่น่ารัก”

“ดีแต่บังคับ”

“บังคับแล้วจะทำตามมั้ย”

“ทำสิแฟนบอกนี่ก็ต้องทำอยู่แล้วล่ะ”

“เก่งมาก หันมานี่ดิ๊”

“..”

“จะเอามั้ยรางวัลเนี่ย”

“เหอะ ยังกะอยากจะได้นะ” จุ๊บ จ๊วบบบ ปากก็พูดเหมือนไม่อยากได้หรอก แต่อะไรคือการที่น้ำส้มเป็นคนหันมาจูบไอ้จ๋าเองเลย โดยที่ไอ้หมาหน้าดำไม่ทันตั้งตัวด้วยซ้ำ แบบนี้ก็ได้เหรอ นี่มันเล่นเอาอึ้งทึ่งไปเลยทีเดียว แต่กระนั้น ไอ้จ๋าก็ไม่ลืมรับจูบหวานๆ ของน้ำส้มด้วยการจูบตอบที่หวานไม่แพ้กันไปหรอกนะ ตอนนี้บรรยากาศภายในห้องของไอ้จ๋า ราวกับลอยอบอวนไปด้วยไอน้ำสีชมพูสวยหวานละมุนละไม และดาวดวงน้อยๆ ที่เปล่งแสงระยิบระยับรอบตัว ทั้งสองแลกจูบกันดูดดื่มอย่างบริสุทธิ์ใจ..? ในแบบที่ไม่คิดว่ามันจะมีอะไรเกินเลยไปมากกว่านี้เลยจนกระทั่ง...

“อุ๊ย! จ๋า”

“อะไร”

“ตรงนี้ อะไรแข็งๆ ดันอยู่ข้างล่าง” น้ำส้มส่ายสะโพกเล็กน้อยก่อนจะตาโต เพราะเพิ่งจะนึกอะไรบางอย่างได้

“แอ๊ะ! ”

“หึๆ “

“ปล่อยเลยคนบ้า คนลามก”

“เอ้า ธรรมชาติปะฉันไม่ใช่พระอิฐพระปูนนะ”

“ยี้ ลามก”

“ว่าแต่เธอเถอะไม่รู้สึกอะไรเลยหรือไง”

“คนบ้า”

ต่อค่ะ

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo


“โอ๊ย หึๆ ๆ “เพราะความเขินจนเหมือนควบคุมมือตัวเองไม่ได้ น้ำส้มจึงฟาดมือลงที่หน้าผากของไอ้จ๋าอย่างแรง แต่เท่านั้นเหมือนยังไม่พอต่อความเขินที่ไอ้จ๋าทำให้มันเกิดขึ้น เจ้าของร่างผอมบางจึงผลักไอ้หมาหน้าดำออกสุดแรง จนมันหน้าหงายขาชี้ฟ้าโด่เด่ น้ำส้มหลุดจากอ้อมกอดของได้จ๋าได้ ก็รีบวิ่งไปเปิดประตูลงจากเรือนทันที ได้ยินแต่เสียงเรียกและเสียงหัวเราะของมันดังแว่วตามหลังมา แต่น้ำส้มก็ไม่ได้หยุดรอ ใครจะไปรอล่ะอยู่ๆ ก็ชวนพูดเรื่องอะไรก็ไม่รู้คนหน้าไม่อาย ไม่รู้หรืออย่างไรว่ามันทำให้เขินจนทำอะไรไม่ถูก แล้วไหนจะยังมาถามเรื่องนั้นอีก ถามออกมาได้ใครมันจะไม่รู้สึก น้ำส้มก็ไม่ใช่พระอิฐประปูนเหมือนกันนี่ ก็เพราะรู้สึกนี่แหละถึงต้องรีบหลบไกลๆ เพราะไม่อยากเขินอายไปมากกว่านี้

“แล้วเจอกันนะจ๋า”

“เออ เข้าบ้านไป”

“บายจ้ะ”

“โอ๊ย ไม่ต้องมาจ่งมาจ้ะ เข้าบ้านไปเลย”

“คิกๆ ๆ “ทิ้งเสียงหัวเราะขำส่งท้ายให้ไอ้จ๋าที่หน้าแดงจนเห็นได้ชัด เมื่อน้ำส้มบอกลาเสียงหวานและยิ้มให้จนตาหยี ไอ้จ๋ามาส่งถึงหน้าบ้าน โดยให้น้ำส้มขับรถนมเย็นนำหน้ารถกระบะคันเก่าของมัน ที่ขับจี้ท้ายตามก้นมาติดๆ เหมือนจะบอกอะไรเป็นนัยหรือเปล่า อันนั้นน้ำส้มคิดไม่ถึงหรอกได้แต่ขับรถไปยิ้มไปอย่างปลื้มปริ่มเพราะมีความสุข ไอ้คนขับจี้ตูดมาก็คอยแต่จะกดแตรไล่แต่ไม่ยอมแซงสักที จนมาถึงหน้าร้านที่ปิดเพราะเย็นมากแล้ว นั่นแหละทั้งสองจึงได้หันมาบอกลากัน

“ไปล่ะนะ”

“บายจ้ะ” น้ำส้มยิ้มหวานให้ก่อนที่ไอ้จ๋าจะขับรถกระบะคันเก่าของมันออกไป มองส่งจนท้ายรถแฟนลับตาแล้วจึงเข็ญรถคันโปรดเข้าบ้านบ้าง เมื่อเก็บรถเรียบร้อยโดยที่ไม่เห็นพี่สาวมากระแนะกระแหน น้ำส้มก็รีบวิ่งขึ้นห้องตัวเองไป โดยไม่ลืมทักทายพ่อที่รดน้ำต้นไม้ในสวนเล็กๆ หลังบ้านด้วย

“กลับมาแล้วเหรอยัยตัวดี”

“พี่คำแพงเข้ามาห้องส้มทำไมเนี่ย”

“เข้าไม่ได้หรือไง หายไปทั้งวันเลยนะงานการไม่รู้จักช่วยกันทำ”

“ก็เพิ่งไปวันนี้วันเดียวแล้วก็ไม่ได้หายไปทั้งวันด้วย แค่ช่วงบ่าย เมื่อเช้าส้มก็ช่วยงามที่ร้านแล้ว พี่คำแพงยังไม่พอใจอีกเหรอ”

“ปากดีนะ ไปหาผู้ชายมาละสิ แกนี่มันแรดจริงๆ ถ้ามีมดลูกเหมือนผู้หญิงจริงๆ ลูกแกคงหัวปีท้ายปีแล้วมั้ง”

“พี่คำแพงพูดอะไรออกมา ส้มไม่ได้ไปทำอะไรไม่ดีนะ”

“แกระวังตัวไว้เถอะจะโดนผู้ชายหลอกฟัน”

“โอ้ย ฟันก็ฟันไปเถอะ ส้มไม่มีมดลูกท้องไม่ได้จะเสียหายอะไรนักหนา”

“ปากเก่ง”

“โอ้ยพี่คำแพง” น้ำส้มร้องลั่น เมื่อพี่สาวไม่พูดเฉยๆ แต่หยิกเข้าที่ท่อนแขนผอมบาง เนื้อเนียนขาวขึ้นรอยเขียวช้ำทันตา

“จำไว้ว่าอย่ามาปากดีกับฉัน”

“พี่แพงว่าส้มก่อนนี่”

“เพราะฉันเป็นพี่แก ฉันเตือนด้วยความหวังดี อย่าทำให้พ่อไม่สบายใจ”

“ส้มไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย”

“ให้มันได้อย่างที่พูดเถอะ” ทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นคำแพงก็ออกจากห้องน้องไป ใช่น้ำส้มห่วงที่สุดคือความรู้สึกของพ่อ ที่ยอมให้พี่สาวรังแกอยู่นี่ก็เพราะห่วงความรู้สึกของพ่อล้วนๆ กลัวว่าพ่อจะไม่สบายใจที่เห็นลูกไม่ถูกกัน น้ำส้มไม่เคยหาเรื่องคำแพงก่อน มีแต่คนพี่คอยมาหาเรื่องตัวเอง พยายามหลีกเลี่ยงที่จะตอบโต้มาโดยตลอดก็เพื่อพ่อ เพราะหากพี่น้องไม่ลงรอยกันคนเป็นพ่อก็คงยากที่จะสบายใจและมีความสุข อีกอย่างคือพ่อของน้ำส้มเป็นโรคหัวใจหากมีอะไรมากระทบกระเทือนความรู้สึก หรือทำให้เครียดมากเกินไปคงไม่ดีแน่ น้ำส้มจึงยอมที่จะไม่ถือสาเมื่อถูกพี่สาวหาเรื่องอย่างไม่มีเหตุผล



%%%%%%%%%%%%



“มึงว่าไอ้กล้ากับพี่คนนั้นถึงขั้นไหนแล้ววะไอ้ยุ”

“มึงอยากรู้จริงๆ เหรอ”

“อย่ามาว่ากูเสือกกูแค่เป็นห่วงเพื่อน” ปั้นสิบหันไปบอกเสียงเข้ม เมื่อรู้สึกว่าคนที่คุยด้วยหันมามอง ตอนนี้ทั้งสองนอนอยู่บนเตียงกว้างในห้อง เวลาดึกแล้วแต่ยังไม่พากันนอน ปั้นสิบพายามปัดเรื่องเมียๆ ที่พายุพูดวันนี้ออกจากหัว ทั้งที่ทำได้ไม่สำเร็จเพราะสุดท้ายก็เผลอคิดถึงทุกที ส่วนพายุ เมื่ออีกคนไม่นอนเขาก็เลยพลอยไม่ได้นอนด้วย ในใจได้แต่คาดเดาความคิดของปั้นสิบ ว่าตกลงมันจะเอายังไงเมื่อไหร่มันจะพูดความในใจตัวเองออกมาสักที หรือว่าเป็นเขาเองที่เข้าใจผิดมาตลอด

“เปล่ากูไม่ได้จะว่ากูแค่จะสาธิตให้มึงดู”

“อะไรของมึง”

“อย่างนี้ไง”

“เฮ้ย! ไอ้ยุ” พายุที่นอนอยู่ข้างๆ พลิกตัวขึ้นมานอนทับปั้นสิบเอาไว้ทั้งตัว จนเพื่อนตัวเล็กโวยวายออกมาเสียงดัง “มะ มึงลงไปเลยจะทำอะไรวะไอ้ห่านี่”

“กูจะสาธิตไงว่าไอ้กล้ากับพี่คนนั้นของมึงถึงขั้นไหนแล้ว”

“พี่เดี่ยวไม่ใช่ของกูเหอะ แล้วก็ไม่ต้องมาสาธงสาธิตเลยนะมึงกูหนัก” ปั้นสิบพยายามผลักร่างสูงที่ทาบทับบนตัวเองออก แต่ยิ่งผลักยิ่งดิ้นรนก็ยิ่งเหนื่อยเปล่า และมีแต่จะหนักยิ่งกว่าเก่า และพายุก็ไม่มีทีท่าว่าจะยอมลงมีแต่ล็อคแน่นขึ้นกว่าเดิม

“กูจูบมึงได้มั้ยวะ”

“ไอ้ห่ายุ มึงพูดอะไรออกมา”

“ได้มั้ยล่ะ”

“..”

“ไอ้สิบ”

“จะเรียกทำไมวะ”

“ตอบกู”

“เอ๊าไอ้นี่จะเอาไงกะกูลงไปเลยกูหนัก” ปั้นสิบหน้างอเพราะไม่รู้ว่าคราวนี้พายุจะมาไม้ไหน อยู่ดีๆ ก็ขอจูบ เมื่อตอนบ่ายก็บอกให้เป็นเมีย “มึงล้อเล่นอะไรกับกูคิดถึงความเป็นเพื่อนของเราบ้างเหอะ”

“จะบอกว่ามึงคิดกับกูแค่เพื่อนหรือไง”

“เออ! ” ปั้นสิบสบตาพายุไม่หลบสายตา แต่คนมองก็เห็นล่ะว่าแววตานี้มันไม่มีความจริงจังเอาเสียเลย แค่กล้าสบตาคิดเหรอว่าเขาจะเชื่อ

“มึงแน่ใจนะที่พูออกมาเนี่ยตรงกับใจมึงแล้วใช่มั้ย”

“ไม่แน่ใจกูจะพูดออกไปได้ยังไงวะ มึงอย่ามาล้อเล่นอะไรอย่างนี้นะ หาเรื่องแกล้งกูตลอดเลยไอ้นี่”

“ก็เพราะกู..” พายุเว้นช่วงเอาไว้เพื่อกระตุ้นความสงสัยของปั้นสิบ

“มึงทำไม”

“หึๆ ๆ ...” ตอนแรกก็เห็นอยู่หรอกว่าสายตาท่าทาของปั้นสิบนั้น ไม่ค่อยมั่นใจสักเท่าไหร่ แต่คืออะไรที่คุยไปคุยมาแล้วเพื่อนตัวเล็กกลับปากเก่งปากกล้าขึ้นทุกคำ แบบนี้ควรจะได้รับการสั่งสอนซะบ้างดีหรือเปล่านะ “เปล่ากูแค่อยากรู้อะไรบางอย่าง”

“อยากรู้อะไรล่ะ”

“จูบกับมึงไง”

“..”

“จูบแล้วจะเป็นยังไง”

“มึงคิดอะไรของมึงอยู่ว..อื้ออ”

“หึๆ ๆ “

“ไอ้ยุไอ้ห่านี่ ปล่อยกูเลย”

“แค่นี้เองเหรอ”

“อะไรแค่นี้เองเหรอ”

“ก็มึงโดนกูจูบแต่โวยวายแค่เนี้ย”

“จูบมึงมันอ่อนไงกูเลยไม่อยากใส่ใจ”

“อ้อ เมื่อกี้กูแค่ลองของคราวนี้ของจริงโว้ย”

“เฮ้ออย่าทำอะไรบ้าๆ นะเว้ย” ปั้นสิบเอามือปิดปากพายุแล้วดันออกห่าง แต่มีหรือคนที่ตัวโตและแรงเยอะกว่าจะยอมง่ายๆ พายุสะบัดใบหน้าให้หลุดจากมือที่ดันปิดปากแล้วบอก

“ไม่เคยมีใครว่าจูบกูอ่อน มึงตั้งใจท้าทายกูไอ้สิบ”

“กูเปล่าเหอะ ตอนนี้กูไม่แน่ใจแล้วล่ะว่ามึงมันเพื่อนเก่ากูคนนั้นหรือเปล่า”

“กูก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามึงคือไอ้สิบคนนั้น”

“กูยังเหมือนเดิม มึงต่างหากที่เปลี่ยน”

“มึงแน่ใจเหรอว่าไม่ได้แอบชอบกู”

“..!!” พายุถามตรงๆ เพราะเขาเองก็เบื่อที่จะเล่นเต็มทีแล้ว และคำถามตรงๆ นี้ก็เล่นเอาปั้นสิบอึ้งไปเลยทีเดียว ก็ใครจะไปคิดว่ามันจะถามออกมาหน้าตาเฉยแบบนี้ หรือว่ามันรู้ตัวแล้ววะ หรือว่ามันไปรู้อะไรมา หรือ..? หรือ..? หรืออะไรอีกวะ ปั้นสิบตั้งตัวไม่ทันจึงตอบคำถามพายุไม่ได้ ไม่ใช่ไม่มีคำตอบ แต่ไม่รู้จะพูดมันออกมายังไงดีในใจมันกลัวไปหมด กลัวและไม่มีความมั่นใจเอาเสียเลย กลัวจะโดนพายุมันปั่นหัว กลัวมันจะโกรธไม่พอใจ กลัวจนไม่กล้าแสดงออกมาว่าคิดไปไกลเกินเพื่อน เพราะในใจมีแต่คำว่ากลัวๆ ๆ กระจายอยู่เต็มพื้นที่

“ไม่ตอบแสดงว่ายอมรับ”

“ยอมรับอะไรของมึง อย่าหลงตัวเอง กูเปล่า”

“มึงนี้น้า กูอุตส่าห์วางแผนสร้างเรื่องสร้างราวให้มึงหึงเล่นมาตั้งหลายอย่าง นี่มึงไม่หึงเลยใช่มั้ย หรือมึงไม่มีใจให้กูจริงๆ วะ” ทั้งสองมองหน้ากันพายุส่งสายตามุ่งมั่นยกมุมปากขึ้นยิ้มยั่วอย่างคนขี้เล่น แต่ปั้นสิบนั้นดูไม่มีความมั่นใจอย่างเห็นได้ชัด

“รักกูชอบกูก็บอกกันมาตรงๆ ดิวะ”

“มะ.”

“พูดให้ตรงกับใจตัวเอง กูให้โอกาสมึงแล้ว” พายุชี้หน้าพูดดักคอเพราะรู้ว่าปั้นสิบกำลังจะปฏิเสธ

“..” ปั้นสิบคิดหนักจนคิ้วขมวดทำไมมันต้องมาบังคับให้เขาพูดตอนนี้ด้วยวะ

“เอ้าอย่าเงียบดิวะ”

“เออ กูรักมึง! ไม่ใช่แบบเพื่อนพอใจหรือยังวะ! ” ปั้นสิบโพล่งออกมาอย่างโมโห ที่พายุเอาความเหนือกว่ามาบังคับให้เขาพูด และเพราะความโมโหนี่ล่ะที่ทำให้ปั้นสิบต้องยอมรับความรู้สึกของตัวเอง แล้วก็ต้องนอนตัวแข็งทื่อ มีสายตาที่อ่านไม่ออกของพายุมองกลับมา สายตาแปลกๆ ที่ปั้นสิบไม่สามารถเดาความคิดหรือความรู้สึกของเพื่อนตัวโตได้ สายตาที่ทำให้ปั้นสิบกลัวการคิดเขาข้างตัวเอง มันเป็นสายตาแปลกๆ ที่ไม่ใช่ความเย้ยหยันหรือทับถม ไม่มีแววขี้เล่นหรือล้อเลียน เป็นแววจริงจังที่เหมือนอีกคนต้องการจะบอกอะไรบางอย่าง

พอความอึ้งและความตึงเครียดของร่างกายค่อยๆ ผ่อนคลายลง ปั้นสิบก็ให้นึกอายกับคำสารภาพของตัวเอง เมื่อเพื่อนตัวโตยังเอาแต่มองจ้องตาอยู่อย่างนั้น ปั้นสิบที่ไม่กล้าสบสายตาจึงได้แต่เบี่ยงหน้าหันหนีไปมองทางอื่น โดยที่ไม่สามารถจับจ้องที่จุดไหนเป็นหลักได้เลย ความรู้สึกเหมือนคำว่าเพื่อนกำลังจะหลุดมือไปอย่างไม่มีความหมาย จนกระทั่งเสียงของพายุดังขึ้น จึงกรอกตากลับมามองอย่างไม่ตั้งใจ

“ดีใจว่ะ”

“ห๊ะ! ”

“เอ๊า ไอ้ห่านี่อย่ามาทำหน้าหมางงกูรู้ว่ามึงเข้าใจ”

“แล้วมึงจะมาดีใจอะไรนักหนาวะ ถูกหวยหรือก็ไม่ใช่”

“นี่มันดีกว่าถูกหวยอีกนะมึง”

“...?”

“การที่มึงยอมรับความรู้สึกตัวเองและกล้าพูดออกมาแบบนี้มันดีที่สุดแล้ว” ดีกะผีสิมึงรู้มั้ยว่ากูจะแย่แล้ว กูทำตัวไม่ถูกไม่รู้จะทำยังไงต่อไป ไม่รู้จะวางตัวแบบไหนแล้วเนี่ย แล้วเมื่อไหร่จะลงไปจากตัวกูวะมันหนักนะโว้ย เฮ๊ย! ปั้นสิบได้แต่ร้องตะโกนเถียงอยู่ในใจ แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าถูกเพื่อนตัวโตนอนคร่อมทับอยู่ทั้งตัวจึงรีบผลักออก และพายุก็ยอมลงไปนอนข้างกันเหมือนเดิมแต่โดยดี ทั้งสองพากันเงียบอยู่เป็นครู่ กว่าที่พายุจะพูดขึ้นมาทำลายความเงียบ

“อย่างน้อยก็ดีสำหรับกูล่ะนะ” ปั้นสิบหันมามองหน้าพายุที่กำลังจ้องมองเพดานบ้าน เหมือนมีอะไรน่าสนใจมากกว่าก่อนจะถาม

“มึงไม่โกรธกูเหรอวะ”

“โกรธทำไมวะ”

“ก็...” ปั้นสิบอยากถามพายุเหลือเกินว่าอีกคนคิดอะไรกับเขาบ้างหรือเปล่า หรือแค่อยากแกล้งเล่นไปวันๆ เหมือนคนทั่วไปที่เขาแกล้งกันตามประสาเพื่อน

“กูไม่โกรธมึงหรอก”

“แล้ว..” มึงคิดอะไรกับกูบ้างไหมวะ..? คำถามประโยคนี้ก็ยังดังอยู่ในหัวของปั้นสิบเพียงคนเดียวเท่านั้น เพราะกลัวเหลือเกินหากจะต้องถามออกมา กลัวทั้งการตั้งคำถามและกลัวคำตอบที่จะได้รับ ปั้นสิบกำลังสับสนไม่รู้ว่าจะถามออกมาตรงๆ เหมือนที่เพื่อนตัวโตถามเขาจะดีไหมนะ แล้วถ้าคำตอบของมันก็คือไม่ล่ะเขาจะทำยังไง ปั้นสิบคนคิดมากและเอาแต่คิดเองเออเอง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความคิดมาก ความเขิน ความเต้นเต้น หรือเพราะถูกต้อนจนมุม หรือเพราะไม่ประสีประสาในเรื่องนี้ ทำให้ลืมที่พายุบอกเอาไว้ก่อนหน้านั้นไปหมด ว่าเขาพยายามวางแผนทำเรื่องราวหลายอย่าง เพื่อให้เพื่อนรักที่แอบรักเกินเพื่อนเกิดรู้สึกหึง เรื่องสำคัญที่ปั้นสิบแค่ฟังผ่านๆ เพราะกำลังตื่นเต้นอย่างอื่นมากกว่า นี่จึงทำให้ปั้นสิบพลาดไปแล้ว เลยได้แต่คิดมากอย่างนี้ยังไงล่ะ



%%%%%%%%%%%%%%%



“ต้นกล้า! ” ปังๆ เด็ดเดี่ยวรัวเคาะประตูบ้านเป็นรอบที่สามแล้วแต่คนที่มาหายังคงเงียบ “หรือว่ายังโกรธอยู่วะ” ก็รู้ล่ะว่าโกรธแต่เด็ดเดี่ยวไม่รู้จริงๆ ว่าตัวเองทำอะไรไว้ ทำไมอีกคนถึงได้โกรธกันขนาดนี้ เมื่อวานก็หนีกลับมาไม่บอกไม่กล่าวกันสักคำ คนอุตส่าห์จะพาไปเปิดตัวกับพ่ออย่างเป็นทางการ และใช่ตอนนี้มันเป็นวันใหม่แล้ว เป็นวันใหม่ที่กว่าเขาจะมาหาเจ้าหลานชายของคุณยายประไพศรีได้ เวลาก็ล่วงเข้าบ่ายของวัน!

ทำไมเขาถึงมาช้าได้ขนาดนี้ ก็ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่เมื่อวานที่เขาขับรถตามคนหัวแดงออกมา ใช้ทางลัดซึ่งเป็นซอยเล็กตัดไปอีกคุ้มของหมู่บ้าน แต่ยังไปได้ไม่ถึงไหน ก็ต้องเบรกรถจนตัวโก่ง เอี๊ยดดดดดด!!

“จอดๆ ๆ ช่วยด้วยๆ “ลูกบ้านคนหนึ่งที่คุ้นหน้ากันดีวิ่งออกมาขวางหน้ารถ เด็ดเดี่ยวต้องเบรกกะทันหันจนหัวแทบโขกพวงมาลัย

“ว่าไงครับพี่ผาด” ชายหนุ่มลดกระจกลงแล้วถาม

“ไอ้เดี่ยว สำลีเมียพี่จะคลอดลูก เอ็งช่วยพามันไปโรง’ บาลทีได้มั้ย”

“ได้ครับได้ พี่หลบก่อนเดี๋ยวผมจะกลับรถ” แล้วชายหนุ่มก็ขับรถไปรับสำลีสาวท้องแก่เมียของพี่ผาด ที่ดูเหมือนว่าจะเจ็บท้องคลอดก่อนกำหนด เด็ดเดี่ยวลืมเรื่องที่จะไปหาคนหัวแดงชั่วคราว เพราะเหตุการณ์เฉพาะหน้าตอนนี้น่าเป็นห่วงมากกว่า เมื่อรับคนเจ็บท้องคลอดขึ้นรถได้ชายหนุ่มก็เร่งความเร็วของรถ เพื่อไปโรงพยาบาลประจำอำเภอทันที

“โอ้ยยย เจ็บพี่ เจ็บเหลือเกิน”

“ใจเย็นๆ เดี๋ยวก็ถึงหมอแล้ว ไอ้เดี่ยวเร่งอีกนิดได้มั้ยวะ”

“ฮือๆ ๆ เจ็บ”

“สุดๆ แล้วครับ พี่สำลีอีกนิดก็ถึงแล้วทนอีกนิดนะครับ”

“ฮือๆ ๆ เจ็บ”

“เออๆ ระวังด้วย”

“ฮือๆ ๆ เจ็บ”

“ครับๆ อดทนอีกนิดนะครับพี่สำลี” สองหนุ่มต่างวัยกันไม่มากตะโกนคุยกัน แข่งกับเสียงร้องโอดครวญของว่าที่คุณแม่ที่กำลังเจ็บท้องจะคลอดลูกคนแรก เด็ดเดี่ยวหันไปตั้งใจกับการขับรถอย่างระมัดระวัง ในความเร็วพอสมควรเท่าที่เขาสามารถขับได้ เสียงครวญสลับกับอาการหายใจหอบจากความเจ็บของสำลี ดังมาเป็นระยะจนถี่ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อรู้สึกว่าเด็กในท้องของตัวเองกำลังจะออกมาดูโลกอยู่รอมร่อแล้ว

“เฮ้ยไอ้เดี่ยวน้ำอะไรไหลออกมาจากตัวเมียกูวะเนี่ย”

“น้ำคร่ำหรือเปล่าพี่ ไม่ได้นะพี่สำลีอย่าเพิ่งคลอดตอนนี้ “

“ไม่ไหวแล้ว โอ้ย มันเจ็บ ปวดเหลือเกิน ฮือๆ ๆ พี่ผาด”

“ใจเย็นไว้พี่” เด็ดเดี่ยวตะโกนปลอบทั้งที่สายตามองทาง

“เออ ใจเย็นไว้สำลีเดี๋ยวก็ถึงมือหมอแล้ว” โดยมีพี่ผาดผู้เป็นสามีคอยปลอบอย่างคนทำอะไรไม่ถูก เขาเองก็สั่นไปทั้งตัวอย่างเห็นได้ชัด

“หายใจเข้าลึกๆ นะพี่สำลี”

“สำลีหายใจเข้าลึกๆ เหมือนที่ไอ้เดี่ยวบอกเร็ว”

“จ้ะ แฮก โอ้ย ไม่ไหวแล้ว อ๊ากกกก”

“เดี๋ยวๆ พี่ถึงหน้าโรงบาลแล้ว”

“ไอ้เดี่ยวใช่หัวเด็กหรือเปล่าวะนั่น”

“ช่วยด้วยครับๆ คนเจ็บท้องจะคลอด ด่วนเลยครับ” เด็ดเดี่ยวร้องตะโกนตั้งแต่รถยังไม่ทันได้จอดดีด้วยซ้ำ เมื่อเขาขับรถขึ้นมาถึงบริเวณด้านหน้าแผนกฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่ที่เข้าเวรรีบพากันออกมาดู พร้อมกับเตียงเข็ญเพื่อเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเข้าไปข้างใน

“ไม่ทันแล้วครับเด็กจะออกมาแล้วย้ายตอนนี้ไม่ได้ คงต้องคลอดบนรถ! พยาบาลทางนี้หน่อยครับ” เจ้าหน้าที่เปลที่เข้ามาดูบอก แล้วหันไปตะโกนเรียกนางพยาบาล เกิดความชุลมุนขึ้นเมื่อพยาบาลวิ่งมาดูแล้วพบว่าเด็กกำลังจะออกมาอยู่แล้ว เจ้าหน้าที่ทุกคนเตรียมการช่วยเหลือทันที

“โอ้ย เจ็บ ฮึบ”

“อย่าเพิ่งเบ่งค่ะ รอหมอก่อน” พยาบาลวัยกลางคนบอก ขณะที่พยายามช่วยจัดท่าทางให้คนเจ็บได้นอนตามแนวยาวของเบาะรถพิงอกของคนเป็นสามี

“รอหมอฉันคงตายพอดีเจ็บขนาดนี้แล้วหมอไม่มาก็ช่างหมอ ฮึ่บๆ ”

“ลำลีใจเย็นๆ ”

“ไม่ยงไม่เย็นมันแล้ว กูจะคลอดเดี๋ยวนี้ กูเจ็บ ฮึ่บๆ แฮกๆ ” สำลีพยายามหายใจเข้าเฮือกใหญ่และเบ่งลูกให้ออกมาโดยที่ไม่รอหมอ เพราะความเจ็บปวดมันบังคับ หญิงสาวเหงื่อโทรมตัวจนเปียกไปหมด ใบหน้าซีดเผือดเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อบ่งบอกถึงความเจ็บปวดทรมานที่กำลังได้รับจากการมาของชีวิตใหม่

“ใจเย็นๆ นะคะ เดี๋ยวเด็กก็ออกมาแล้วค่ะ หายใจเข้าลึกๆ ค่ะ”

“ฮึ่บ อ้ายยยยย”

“หายใจเข้าลึกๆ ถี่ๆ ไว้ค่ะ” พยาบาลก็หายใจเข้าลึกๆ เหมือนกันและพอดีที่หมอวิ่งมาถึง และเข้ามาประจำที่

“อดทนไว้นะสำลี” พี่ผาดปลอบเมีย

“เอาล่ะค่ะคุณแม่หายใจเข้าลึกๆ ถี่ๆ จะช่วยลดความเจ็บได้นิดหน่อยนะคะ ใจเย็นๆ ...อย่างนั้นล่ะค่ะ พร้อมมั้ยค่ะ” ว่าที่คุณแม่พยักหน้าให้หมอ “พร้อมแล้วก็เบ่งออกมาเลยค่ะ”

“ฮึ่บ! ..”

“เก่งมากค่ะ อีกนิดนะคะ หายใจเข้าลึกๆ ก่อนตอนเบ่งอย่าอ้าปากนะคะกลั้นลมเอาไว้แล้วส่งลงไปข้างล่าง พร้อมนะคะ เอ้าเบ่งเลยค่ะ”

“ฮึ่บ! ฮึ่บ! อึดดด” แง้ๆ ๆ ๆ แล้วทุกคนที่รอลุ้นอยู่อย่างใจจดใจจ่อก็พากันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เมื่อเด็กหลุดออกมาได้ ก็ร้องไห้จ้าเสียงดัง หมอรีบทำความสะอาดคราบต่างๆ เสร็จแล้วห่อตัวเด็กเอาไว้ด้วยผ้าขนหนูที่เตรียมมาเพื่อให้ความอบอุ่น เด็กที่ถูกห่ออย่างดีด้วยผ้าสะอาดถูกส่งมาให้แม่ที่รับเอาไว้ด้วยความปลาบปลื้ม และความปีติยินดีของพ่อผู้กอดเมียเอาไว้ไม่ห่าง

“ได้ลูกชายนะคะ ยินดีด้วย” คุณหมอยิ้มหวานให้เมื่อบอก

“ลูกของเราพี่ผาด เราได้ลูกชาย” สำลีรับลูกที่กำลังร้องไห้เสียงดังมาด้วยรอยยิ้มกว้าง แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเจ็บปวดทรมานมากขนาดไหน เมื่อเห็นหน้าลูกก็ดูเหมือนว่าความเจ็บนั้นมันจะหายไปเป็นปลิดทิ้งเลยทีเดียว

“ดีใจด้วยนะครับพี่ผาดพี่สำลี” เด็ดเดี่ยวที่ยืนอยู่ข้างรถบอกแสดงความยินดี

“ขอบใจนะเดี่ยวที่มาส่ง ไม่ได้เดี่ยวพี่คงแย่”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ”

“ต้องย้ายคุณแม่กับน้องเข้าข้างในแล้วนะคะ น้องต้องตัดสายสะดือ” คุณหมอที่ทำคลอดฉุกเฉินหน้าแผนกฉุกเฉินบอก พลางรับร่างทารกมาจากแม่เด็ก วางลงที่รถเข็นเด็กที่พยาบาลเข็นมารอรับ ตามมาด้วยคุณแม่มือใหม่ที่มีเตียงเข็นมารอรับเช่นกัน ก่อนจะถูกพาเข้าไปข้างในแผนกฉุกเฉิน เด็ดเดี่ยวที่ยืนอยู่ข้างรถถอนหายใจโล่งอกอีกครั้ง ในใจลึกๆ แล้วก็ให้รู้สึกปลาบปลื้มไปด้วยที่ได้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์น่ายินดีเช่นนี้

“ขอบใจจริงๆ ว่ะ” พี่ผาดบอกอีกครั้ง ด้วยท่าทางที่ยังคงตื่นเต้นอยู่มากเมื่อลงจากรถมายืนอยู่ข้างเด็ดเดี่ยว เพราะนี่เป็นลูกคนแรกและชายหนุ่มรุ่นพี่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงต่อ

“ครับช่วยๆ กันพี่ ผมดีใจด้วย”

“เออ ว่าแต่เขาจะต้องทำยังไงต่อวะ ไอ้เดี่ยวเอ็งอยู่เป็นเพื่อนกันหน่อยนะโว้ย”

“ครับได้ครับ เราต้องเข้าไปติดต่อข้างในก่อนหรือเปล่าครับพี่ นั่นไงเจ้าหน้าที่เขาออกมาเรียกแล้ว”

“งั้นไปกันเถอะ” พี่ผาดดึงแขนเด็ดเดี่ยวที่ไม่มีโอกาสปฏิเสธให้เดินเข้าไปด้วยกัน ซึ่งเด็ดเดี่ยวก็ยอมเดินตามไปแต่โดยดี เพราะแค่ได้ช่วยเหลือเพื่อนบ้านก็เป็นความสุขอีกอย่างหนึ่งของเขาแล้ว

และกว่าจะเสร็จเรื่องทุกอย่าง สำลีถูกพาไปพักฟื้นก็เย็นจนค่ำ ดีที่ไม่ต้องทำความสะอาดรถเพราะพี่ผาดเอาแผ่นพลาสติกมารองเบาะเอาไว้ก่อนแล้วปูด้วยผ้าห่มบางๆ อีกผืน แต่เด็ดเดี่ยวกลับถือว่ามันเป็นคนวามโชคดีของเขาที่มีชีวิตใหม่มาเกิดในรถของตัวเอง

“ออกไปหาอะไรกินกันก่อนกลับกันเถอะ ถือว่าพี่เลี้ยงขอบคุณก็แล้วกัน” พี่ผาดบอกเมื่อเด็ดเดี่ยวจะขอตัวกลับ

“ก็ได้ครับ งั้นกินก๋วยเตี๋ยวหน้าโรง’ บาลก็แล้วกัน” ทั้งสองจึงเดินออกมาที่รานก๋วยเตี๋ยวที่ขายอยู่หน้าโรงพยาบาลทุกวันในตอนเย็น

“เอาเบียร์สักหน่อยมั้ยวะ”

“อย่าเลยพี่เดี๋ยวต้องขับรถกลับบ้านอีกผมกลัวไม่ไหว”

“งั้นก็ตามใจเอ็ง” เด็ดเดี่ยวปฏิเสธข้อเสนอของพี่ผาดด้วยรู้ว่าสองผัวเมียคู่นี้ ก็ไม่ได้มีอันจะกินสักเท่าไหร่นัก ไหนจะชีวิตใหม่ที่เพิ่งเกิดมาที่ยังต้องมีค่าใช้จ่ายรออยู่อีกหลายอย่าง และถึงแม้ว่าจะไม่เป็นอย่างนั้นชายหนุ่มก็คงต้องปฏิเสธอยู่ดี เพราะเขาไม่ใช่ประเภทเอะอะอะไรเรียกเหล้าเรียกเบียร์มากินก่อน ชายหนุ่มเป็นประเภทที่ค่อนข้างเลือกเวลากินและไม่กินพร่ำเพรื่อ ไอ้ครั้นจะขอจ่ายเองคุณพ่อมือใหม่ที่เขาเห็นว่าอยากฉลองเต็มทีนี้ก็คงไม่ยอม ทางที่ดีที่สุดเลยปฏิเสธไปดีกว่า

“ว่าแต่พี่จะกลับไปเอาของอะไรอยู่บ้านอีกหรือเปล่า เดี๋ยวผมพาไปเอา”

“คงไม่หรอก เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยนั่งรถสองแถวกลับแต่เช้า ขอบใจมากนะเดี่ยว”

“ครับ ขาดเหลืออะไรก็บอกนะครับพี่”

“แค่มาส่งก็เกรงใจจะแย่แล้ว”

“ไม่ต้องเกรงใจหรอกพี่ คนกันเองทั้งนั้นช่วยได้ก็ช่วยกันไปเถอะครับ นี่ถือว่าเป็นโชคดีของผมนะที่น้องมาเกิดในรถ แต่อย่าให้ชาวบ้านรู้เข้าล่ะ งวดหน้าเจ้ามือคงหัวหมุนแน่” เด็ดเดี่ยวเย้าเพราะเห็นชาวบ้านและเจ้าหน้าที่หลายคนเดินมาจดหมายเลขทะเบียนรถของเขาไว้ แค่นี้ก็รู้เลยว่างวดหน้าได้ลุ้นกันแน่ๆ

“เออใช่เอ็งไม่พูดพี่คงลืมเลยว่ะ ว่าแต่เลขรถเอ็งอะไรวะ สักหน่อยก็ดีนะพอได้ลุ้น เผื่อไอ้ลูกชายมันให้โชค ฮ่าๆ ๆ “ทั้งสองหัวเราะขำกันคุณพ่อมือใหม่ดูมีความสุข ซึ่งเรื่องหวยนี่เป็นเรื่องปกติของชาวบ้านอยู่แล้ว และมันก็คงไม่พ้นหวยใต้ดินที่พอให้ชาวบ้านได้กระชุ่มกระชวยกันเดือนละสองครั้ง ถึงแม้ว่ามันจะผิดกฎหมายแต่มันเป็นอีกวิถีหนึ่งของชาวบ้านแถวนี้ ที่ฝังรากและคงยากที่จะแก้ได้

ทั้งสองกินไปคุยไปจนเสร็จเรียบร้อย คุณพ่อมือใหม่ที่ยิ้มอยู่ตลอดเวลาถือโอกาสเป็นเจ้ามือเลี้ยงขอบคุณ และขอร้องให้เด็ดเดี่ยวเข้าไปดูลูกเป็นเพื่อนเขาอีกครั้งเพราะยังคงตื่นเต้น และพี่ผาดยังขอให้เด็ดเดี่ยวตั้งชื่อให้สมาชิกใหม่ของบ้านด้วย แต่ชายหนุ่มไม่ค่อยสันทัดในเรื่องนี้ จึงขอตั้งให้เพียงชื่อเล่น ส่วนชื่อจริงเขาบอกให้พี่ผาดไปขอให้พระที่วัดตั้งให้แทน และเมื่อถึงเวลาที่เด็ดเดี่ยวขอตัวกลับก็เป็นเวลาดึกมากพอสมควรแล้ว กว่าที่ทั้งสองจะได้แยกย้าย และคิดได้ว่าตัวเองมีธุระสำคัญก็เมื่อตอนที่เดินขับรถออกมาจากโรงพยาลบาลแล้วนั่นแหละ

เด็ดเดี่ยวขับรถด้วยความเร็วพอสมควร เพราะเวลานี้ถนนโล่งมาก ถึงแม้จะมืดแต่เป็นเส้นทางที่เคยชิน เขาจึงใช้เวลาในการขับรถไม่นานก็มาจอดลงที่หน้าประตูรั้วบานใหญ่ทำจากไม้แผ่น มองเข้าไปในบ้านที่เปิดไฟเอาไว้เพียงไม่กี่ดวงให้ดูสลัวแค่พอส่องทาง คิดว่าเจ้าของบ้านคงเข้านอนไปแล้ว ชายหนุ่มจึงนั่งมองโทรศัพท์ในมือตัวเอง กำลังชั่งใจว่าจะโทรออกดีหรือไม่ ครู่หนึ่งผ่านไป เขาถอนหายใจแล้ววางโทรศัพท์มือถือลงข้างตัว เพราะกลัวเป็นการรบกวนเลยตัดสินใจไม่โทร เขาขับรถออกจากตรงนั้นและตรงกลับบ้านเลย

จนกกระทั่งตอนนี้คือบ่ายของอีกวัน เมื่อจัดการธุระต่างๆ ช่วงเช้าเสร็จ ก็รีบกลับมาหาคนหัวแดงทันที แต่อะไรคือเรียกตั้งนานแล้วก็เงียบเหมือนไม่มีคนอยู่

50% ค่ะ

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2314
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

สงสัย พี่เดี่ยวมาไม่ทันสินะ  น้องต้นกล้าหนีกลับไปเลียแผลใจที่บางกอกซะแล้วสิ

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo


ก๊อกๆ ๆ

“ต้นกล้าครับ พี่มาแล้ว” เด็ดเดี่ยวเรียกอีกครั้ง แม้ในใจจะรู้แล้วล่ะว่าคงไม่มีคนอยู่บ้านจริงๆ “สงสัยไม่มีใครอยู่จริงๆ ” ชายหนุ่มล่าถอยจากประตูหน้าและลงบันไดมาข้างล่าง นึกอะไรบางอย่างได้จึงชะโงกหน้าไปดูที่โรงจอดรถ และปรากฏว่ารถกระบะคันใหญ่ของคุณยายไม่อยู่ นี่ก็แสดงว่าไม่มีคนอยู่จริงๆ สินะ เด็ดเดี่ยวเดินลงบันไดท่าทางหงอยๆ เพื่อจะเดินไปดูเผื่อว่าอีกคนอยู่แถวปลายนาหลังบ้าน แต่ยังไม่ทันได้เดินออกไปไหน รถกระบะสีดำสี่ประตูคันใหญ่รุ่นเดียวกันกับของเขาก็ขับเข้ามา

“มาหาใครครับลูกพี่” เมื่อลงจากรถไอ้จ๋าก็ทักขึ้นทันที ที่เห็นเด็ดเดี่ยวยืนยิ้มแป้นอยู่หน้าบันไดบ้าน ชายหนุ่มผู้เป็นลูกพี่ไม่ตอบคำเพราะมัวแต่ชะเง้อคอสอดส่ายสายตามองเข้าไปในตัวรถ กระจกรถที่ติดฟิล์มกระจกสีดำ แม้จะไม่มืดมากแต่ก็ต้องเพ่งไม่น้อยหากอยากมองเห็นข้างใน

“ลูกพี่ครับ” ไอ้จ๋าสะกิดลุกพี่ตัวโตของมันเบาๆ ไม่หลุดท่าทางกวนอันเป็นเอกลักษณ์ แล้วเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ ฟังก็รู้ว่ามันกำลังจะเกรียนใส่

“เออ ไปไหนมาวะ”

“ในเมืองครับ”

“แล้ว..”

“แล้ว..ไงครับ” รู้ทั้งรู้ว่าเด็ดเดี่ยวต้องการถามอะไรแต่มีหรือไอ้จ๋ามันจะไม่รักษาฟอร์มกวน ไม่ถามตรงๆ เรื่องอะไรจะบอกให้โง่

“ลูกพี่แก..ไปไหนวะ”

“อ๋อ..” ไอ้จ๋าพยักหน้างึกหงักแต่ไม่ตอบในทันที ทั้งที่เด็ดเดี่ยวกำลังรอคำตอบแต่มันก็ยังทำท่าเหมือนกับว่าการตอบคำถามข้อนี้ เป็นเรื่องที่ทำให้มันต้องตรึกตรองให้ดีก่อนตอบ และถึงขั้นลำบากใจจนต้องเอามือขึ้นกอดอก ยกกำปั้นข้างหนึ่งขึ้นมากัดเหมือนคนกำลังใช้ความคิด

“ว่าไงวะ”

“อืม เฮ้อออ” ไอ้จ๋าถอนหายใจออกมาเหมือนกำลังลำบากใจมาก เมื่อเห็นสายตาคาดหวังที่จ้องมองมันอยู่

“เอ๊า จ๋า ตอบสิวะ”

“ลูกพี่ครับ”

“อะไร”

“เมื่อกี้ถามว่าอะไรนะครับ ไอ้จ๋าลืมแหะๆ “

“โอ้ย อย่ามากวนตอนนี้ได้มั๊ยวะ ถามว่าต้นกล้าไปไหน”

“อ๋อ..” ไอ้จ๋าลากเสียงยาวแล้วถอนหายใจออกมาหนึ่งที แต่พอเห็นสายตาที่แทบลุกเป็นไฟของเด็ดเดี่ยวก็จำต้องหยุดเล่นแล้วคายความจริงออกมาว่า “ลูกพี่กล้ากลับกรุงเทพครับ”

“ห๊า! ไม่ขำนะโว้ยกลับได้ไง”

“ดูหน้าไอ้จ๋าตอนนี้หน่อยครับว่ามันขำมั๊ย” ไอ้จ๋าทำปากบิดปากเบี้ยวเหมือนไม่ชอบใจคำพูดของเด็ดเดี่ยว ที่คิดว่ามันแค่ล้อเล่น

“แล้วกลับได้ยังไง ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไม่ต้นกล้าไม่บอกฉันวะ”

“ต่อคำถามที่ว่ากลับได้ยังไงนั้น คำตอบก็คือ นั่งเรือบินกลับครับ” เสียงของไอ้จ๋าช่างหนักแน่นดั่งหินผา และมันทำให้คนฟังอึ้งไปเลยทีเดียว แม้จะไม่ชอบใจในท่าทางนิ่งๆ ที่ดูก็รู้ว่ากำลังกวนประสาทของมันเท่าไหร่ก็ตามเถอะ “ส่วนคำถามต่อมาว่ากลับเมื่อไหร่นั้น ก็..อืม..เมื่อสายๆ ครับเครื่องออกสิบเอ็ดโมงห้านาที เดินทาง 1 ชั่วโมงกับอีก 5 นาทีถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เที่ยงห้านาทีพอดีครับ” ไอ้คนหัวเกรียนบอกตามที่ลูกพี่หัวแดงของมันเล่าให้ฟัง เพราะตัวมันเองตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยขึ้นเครื่องบินสักครั้ง ไอ้จ๋าสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดหลังจากตอบคำถามยาวเหยียด โดยคนฟังก็ตั้งใจฟังเป็นอย่างดีทั้งที่หมั่นไส้ในความเยอะที่ดูก็รู้ว่าแกล้งเล่นใหญ่ของมัน

“...??” ใบหน้าของเด็ดเดี่ยวมีแต่คำถามและความสงสัย

“ส่วนคำตอบของคำถามข้อสุดท้าย” ไอ้จ๋าขมวดคิ้วเอียงคอหรี่ตาเล็กน้อย ยกมือขึ้นลูบปลายคางวางมาดสุขุม ปากหยักสีซีดยกยิ้มเย็นแต่ดูหยาดเยิ้มในแบบที่เรียกด้วยภาษาบ้านๆ ว่า ‘ตอแหล’ ที่สุดให้เด็ดเดี่ยว “คนไม่สำคัญมักจะถูกลืมครับ”

“..!”

“หรือจะว่าความสำคัญไม่พอเลยไม่จำเป็นต้องบอกก็ได้ครับ”

“ไอ้จ๋า! “

“ครับลูกพี่แหะๆ ” ไอ้จ๋าทำท่าสะดุ้งขานรับคนเป็นลูกพี่พลางก้าวขาถอยหลังอย่างรู้งาน เพราะหากเกิดปฏิกิริยาย้อนกลับแบบไม่คาดคิด จากคนไม่มีความสำคัญมันจะได้หลบทันการ เพราะรู้ดีว่าความกวนของตัวเองนั้น มักจะไปกระตุ้นอวัยวะเบื้องล่างของคนเป็นลูกพี่ให้กระตุก และเกิดความกระตือรือร้นอยากวาดลวดลายสอยท้ายของมันเป็นประจำ

“นี่ฉันไม่มีความสำคัญจริงๆ เหรอวะ”

“เอ๋า คือมันต้องหน้าเศร้าขนาดนั้นเลยเหรอครับลูกพี่”

“เออว่ะ ฉันมันไม่ได้สำคัญนี่หว่า ว่าแต่ต้นกล้าจะกลับมาวันไหนวะ”

“ไอ้จ๋าก็ไม่รู้ครับ ได้ยินว่าจะไปออกรายการทีวีสัมภาษณ์อะไรด้วยนี่ล่ะ ไม่รู้ว่าถ้าลูกพี่กล้าของไอ้จ๋าเกิดดังแล้วจะอยากกลับมาทำนาที่นี่อีกหรือเปล่า คนดังๆ เขาไม่เหมาะกับกลิ่นโคลนสาปทุ่งเสียด้วยสิครับ” เพราะได้ยินคนเป็นลูกพี่คุยโทรศัพท์และตอบรับแบบแบ่งรับแบ่งสู้ ถึงไอ้จ๋าจะไม่ได้ยินว่าปลายสายอีกด้านพูดอะไรบ้าง แต่เดาจากที่ได้ยินลูกพี่กล้าพูด ก็คงจะประมาณว่าไปให้สัมภาษณ์ออกรายการทีวีอะไรนี่แหละ นั่นเท่าที่มันรู้ นอกกจากนั้นก็เติมไฟใส่สีให้ล้วนๆ

ไอ้จ๋ามีสีหน้าจริงจังและเคร่งเครียดไม่แพ้เด็ดเดี่ยว ที่กำลังจับตามองเพื่อสังเกตหาพิรุธจากมันอยู่ แต่ก็ไม่เห็นอะไรผิดสังเกตนอกจากแววตาที่แต่มีความกังวลเป็นห่วงลูกพี่เช่นกัน เหมือนกับว่ามันไม่ได้เสแสร้ง นั่นยิ่งทำให้ชายหนุ่มรุ่นพี่ใจเสีย

“ไม่อยากคิดเลยว่ะ”

“ไม่อยากคิดอะไรครับลูกพี่”

“ช่างมันเถอะ”

“อ้าวแล้วนั่นจะไปไหนครับ”

“ขอนอนพักหน่อย” ชายหนุ่มเดินไปทิ้งตัวนอนลงอย่างอ่อนแรงที่แคร่ใต้ต้นลำไย อันเคยเป็นที่ตั้งวงเหล้าของกลุ่มเพื่อน ร่างกายใหญ่โตเอนลงกับพื้นราบของแคร่ไม้ไผ่ ใช้แขนตัวเองหนุนต่างหมอน แล้วปิดตาลงอย่างเหนื่อยล้า ไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่เหมือนเรี่ยวแรงและกำลังที่มีอยู่ในร่างกายมันหายไปเสียเฉยๆ อย่างนั้น

“โทรมาทำไมตอนนี้วะยัยนี่” เด็ดเดี่ยวยังหลับตาอยู่เหมือนเดิม และได้ยินไอ้จ๋าบ่นเบาๆ ขณะที่มันเดินตามมาทิ้งตัวนั่งลงที่แคร่ข้างๆ และพูดคนเดียว ด้วยน้ำเสียงที่เขาไม่คิดว่าจะได้ยินคนอย่างมันพูดมาก่อน หากชายหนุ่มลืมตาขึ้นมาดูคงได้เห็นว่าไอ้จ๋ามันยิ้มหวานมากขนาดไหน

“เออว่าไง.....คิดถึงฉันล่ะซี้.......ที่ถามก็เพราะคิดถึงเหมือนกันปะ......ไม่คิดถึงจริงจะถามเหรอวะ...เหอะฉันก็คิดถึงเธอไม่น้อยหรอกยัยเน่า.....เออ.....อืมอยู่บ้านนนน...” ไอ้จ๋าลากเสียงยาวแล้วนิ่งฟังปลายสายพูด “เหงานิดๆ แต่คิดว่าคงไม่ตายหรอก.....” แล้วมันก็เหลือบตามองคนเป็นลูกพี่ที่นอนหลับตานิ่งอยู่ข้างๆ ปากก็คุยเสียงดังไปเรื่อยตั้งใจให้ลูกพี่ได้ฟังด้วยกันอย่างชัดเจน “อยากมาหาเหรอ..... ทำไมมาไม่ได้......อืม......เอาน่าเข้าใจละ.......ฉันรู้ว่าเธอคิดถึงฉันมาก......เพราะฉันสำคัญกับเธอไง.......เออเธอก็สำคัญไงแต่ฉันสำคัญกว่าหึๆ ๆ ..ก็แฟนกันก็ต้องสำคัญปะ.. อืม เออๆ ๆ ก็ได้ยอมรับก็ได้วะ....” ไอ้จ๋าเหลือบตามองเด็ดเดี่ยวอีกครั้ง แล้วเอ่ยคำพูดสุดท้ายด้วยเสียงที่ดังขึ้นเพื่อให้ลูกพี่ได้ฟังชัดๆ “ว่าคิดถึงเธอที่สุด หึๆ ๆ ” หัวเราะเสียดังทิ้งท้ายก่อนจะวางสายด้วยความปลื้มปริ่มอิ่มเอมในหัวใจ ทั้งความปลื้มจากปลายสายที่โทรมาและการได้กวนบาทาคนข้างๆ ไม่มีอะไรที่จะทำให้ชีวิตของไอ้จ๋ามีความสุขไปมากกว่านี้อีกแล้วโว้ย

ไอ้จ๋าเอนตัวลงนอนอีกฝั่งหนึ่งของแคร่ห่างคนเป็นลูกพี่เล็กน้อย หลับตาลงปิดบังแววตากวนๆ แต่ยังคงรอยยิ้มอารมณ์ดีอยู่ไม่คลาย

“ทำไมต้นกล้าถึงได้ใจร้ายกับพี่อย่างนี้นะ” เสียงพึมพำที่ดังออกมาทำให้ไอ้จ๋าต้องลืมตาขึ้น แล้วหันไปมองเด็ดเดี่ยวที่นอนอยู่ไม่ไกลกัน เพ่งมองเพราะฟังไม่ค่อยชัดแต่คนเป็นลูกพี่ก็ยังนอนหลับตานิ่งอยู่เหมือนเดิม โดยไม่มีทีท่าว่าจะพูดอะไรออกมาอีก ไอ้จ๋าหันหน้ากลับทางเดิมแล้วหลับตาลงอีกครั้ง

“พี่ทำอะไรผิดครับ” คิ้วหนาของไอ้จ๋าขมวนมุ่นเมื่อมันค่อยๆ หันกลับมาทางต้นเสียงอีกครั้ง คราวนี้มันได้ยินพอจะจับใจความได้ ว่ามีใครทำอะไรสักอย่างผิดนี่แหละ และจากนั้นก็เหมือนเดิมคือความเงียบของเด็ดเดี่ยว ที่ทำให้ไอ้จ๋าได้แต่เก็บความสงสัยใคร่รู้เอาไว้กับตัวดำๆ ของมัน แล้วหันกลับมาทางเดิมอีกครั้งอย่างไม่เข้าใจ

“เฮ้ออออ ทำไมไปไม่บอกกันอย่างนี้นะ” เด็ดเดี่ยวถอนหายใจออกมาเหมือนคนจนมุมไม่รู้จะไปทางไหนต่อดี เพราะเขารู้เพียงแค่ถูกอีกคนโกรธแต่ไม่รู้ว่าตัวเองไปทำอะไรผิดนี่สิ ทั้งที่จะทำเฉยก็ได้แต่คนๆ นี้สำคัญไงจึงทำตัวให้นิ่งเฉยอยู่ไม่ได้

“หรือพี่ไม่มีความสำคัญพอจริงๆ “

“จะบ่นอีกนานมั้ยครับลูกพี่”

“อืม”

“เดี๋ยวลูกพี่กล้าก็กลับมาหรือเปล่า”

“เมื่อไหร่ล่ะวะ”

“ไม่รู้ครับ”

“ขนาดแกที่เป็นคนไปส่งยังไม่รู้แล้วฉันจะรู้ได้ยังไง”

“คนไม่สำคัญก็เงี๊ยะ”

“เออ” เด็ดเดี่ยวพลิกตัวนอนหลังหลังให้ ไอ้จ๋าหันมามองแผ่นหลังกว้างตาปริบๆ แล้วส่ายหัวปลงๆ กับความเป็นเอามากของลูกพี่ คิดถึงเมื่อเช้าที่ไปส่งลูกพี่อีกคนที่สนามบินแล้วก็ได้แต่กัดปากตัวเองกลั้นหัวเราะเอาไว้

“ดูแลบ้านดีๆ นะเว้ย” ต้นกล้าสั่งเสียงเข้มเมื่อไอ้จ๋าเดินขึ้นมาส่งที่ประตูทางเข้าห้องพักผู้โดยสารเพื่อรอขึ้นเครื่อง

“ครับลูกพี่ไม่ต้องห่วง”

“เดี๋ยวมาเที่ยวหาใหม่นะเว้ยจ๋า”

“ครับ” ไอ้จ๋ารับคำปั้นสิบโดยที่ไม่ได้สนใจชายหนุ่มอีกคนที่ยืนตัวสูงๆ อยู่ข้างเพื่อน คนที่บังอาจจูบมันเมื่อวาน พายุมองไอ้จ๋านิ่งๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาเช่นกัน จนได้เวลาที่ทั้งสามเดินเข้าไปรอขึ้นเครื่อง ต้นกล้าจึงหันมาบอกเป็นครั้งสุดท้าย

“อีกสองสามวันฉันก็กลับล่ะ ดูแลบ้านดีๆ “ ต้นกล้าย้ำอีกครั้งทั้งที่รู้ดีว่าไอ้ลูกน้อยคนสนิทไม่เคยทำตัวออกนอกลู่นอกทางให้น่าเป็นห่วง ตบไหล่ไอ้จ๋าปุๆ แล้วเดินเข้าไปรอขึ้นเครื่องพร้อมกับเพื่อนทั้งสอง ไอ้จ๋ามองส่งลูกพี่ของมันจนเข้าไปข้างในส่วนที่ผู้โดยสารนั่งรอขึ้นเครื่องแล้วนั่นล่ะ มันจึงออกจากตรงนั้นแล้วตรงกลับบ้านทันที พอมาถึงบ้านก็มาเจอลูกพี่อีกคน ที่ถูกทิ้งไว้อย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่ นึกขำกับอาการของคนถูกทิ้ง ที่ทำหน้าไม่ต่างจากหมาหงอยจนหมดสิ้นมาดของพ่อคนดีศรีหมู่บ้านกันเลยทีเดียว เด็ดเดี่ยวดูสร้อยเศร้าน่าสงสาร จนร่ำๆ ที่ไอ้จ๋าว่าจะบอกความจริงออกมาแล้ว แต่ไอ้จ๋าก็คือไอ้จ๋า หัวใจของมันแข็งแกร่งประดุจหินผา ปล่อยให้ลูกพี่นั่งหงอยอย่างคนเฝ้าคอยสักสองสามวันนี่คือความสุขล้ำของมันเลยล่ะ



%%%%%%%%



“ฮาโล มีใครอยู่ม้ายยยย”

“เจ้ากล้า! ”

“ต้นกล้าลูก! ”

“มาได้ยังไงไม่เห็นบอกก่อนเลยลลูก?” เป็นเสียงของคุณยายทักขึ้นก่อน ตามด้วยเสียงของคุณแม่ และเสียงของคุณพ่อเรียงลำดับตามความเป็นใหญ่ในบ้าน เมื่อทั้งสามที่กำลังนั่งคุยหัวเราะกันอยู่ในห้องนั่งเล่น ได้ยินเสียงร้องทักของต้นกล้าที่ดังแทรกขึ้นมาอย่างต้องการเรียกร้องความสนใจ

“สวัสดีครับทุกคน” ต้นกล้าวางเป้ลงข้างโซฟาตัวยาวที่คุณยายนั่งอยู่ แล้วยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสาม

ฟอด “คิดถึงคุณยายที่สุดในโลกเลยครับ.” ฟอดดด “คุณแม่ด้วยครับ” ต้นกล้าหอมแก้มคุณยายประไพศรีซ้ายขวา แล้วผละไปหาคุณนภากานต์ผู้เป็นแม่ที่นั่งอยู่บนโซฟาอีกตัวหอมแก้มซ้ายขวา แล้วจึงเดินไปกอดคอคุณกวินผู้เป็นพ่ออย่างสนิทสนม “คุณพ่อด้วยนะครับ กำลังคุยอะไรกันอยู่ครับเนี่ย”

“กำลังคุยเรื่องของเรานี่แหละ ทำไมมาไม่บอกกันก่อน” คุณยายเป็นคนตอบ

“นั่นสิ หรือว่าถอดใจซะแล้วดูสิลูกแม่คล้ำลงไปเยอะเลยนะ” คุณนภากานต์ใช้สองฝ่ามือประคองพวงแก้มทั้งสองข้างของลูกชาย ที่บัดนี้ผิวพรรณอย่างลูกผู้ดีในคราวแรกดูคล้ำลงไปเยอะ แต่ผิวบ่มแดดก็ทำให้ต้นกล้าดูหล่อคมสันน่ามองในไปอีกแบบ หนุ่มหล่อเกาหลีผิวสีน้ำผึ้งอ่อนๆ ที่ยังคงดูใสและมีเลือดฝาด

“งานหนักไปหรือเปล่าล่ะ ไหนมาให้พ่อดูซิ มือด้านเป็นไอ้หนุ่มบ้านนาหรือยัง” คุณกวินหงายฝ่ามือลูกชายขึ้นดูลูบคลำไปมาสัมผัสได้ถึงเนื้อด้านๆ และความสากกร้านจากการทำงานก็ยิ้มน้อยๆ และพยักหน้าอย่างพอใจ “สมแล้วที่เป็นลูกหลานชาวนา” ทั้งที่ตัวคุณกวินเองเป็นลูกหลานเจ้าสัวนักธุระกิจใหญ่ผู้ร่ำรวยมั่งคั่ง แต่เมื่อได้เมียเป็นลูกชาวนาเลยซึมซับสำนึกดีๆ มาเต็มหัว คำถามทั้งหมดนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนคนที่เพิ่งมาถึงยังไม่ทันได้ตอบคำถามของใครสักคำ

“เอ้าถามทีละคนที่ละคำถามครับคุณสุภาพตรีทั้งสองและคุณสุภาพบุรุษ”

“ทำงานเหนื่อยมั้ยลูก”

“สบายมากครับคุณยาย กล้าปรับตัวได้แล้วครับ”

“เก่งมากหลานยาย”

“ของมันแน่อยู่แล้วครับ” ต้นกล้ายิ้มตอบแถมยังยักคิ้วให้คุณยายด้วยหนึ่งครั้ง

“ลูกพ่อมันต้องได้อย่างนี้สิ”

“แล้วนี่กินอะไรมาหรือยังหิวมั้ยลูก”

“แวะกินข้าวกับพวกไอ้สิบไอ้ยุแล้วครับคุณแม่ มันสองคนไปเยี่ยมกล้าที่บ้านทุ่งดอกจาน เลยกลับมาพร้อมกัน”

“สนุกกันใหญ่เลยล่ะสิ” คุณยายว่ายิ้มๆ อย่างเอ็นดู

“ฮ่าๆ ๆ นิดหน่อนครับคุณยาย กล้าพาพวกมันไปขุดหลุมดักปลา แล้วก็ไปเก็บปลาที่หนองขอดท้ายนาด้วยครับ เล่นโคลนกันใหญ่เลย ตอนนี้ข้าวกำลังออกรวงสวยเลยครับ อีกเดี๋ยวเดือนหน้านี้ก็น่าจะเกี่ยวได้แล้ว” ต้นกล้าพูดยาวๆ ทั้งหมดนี้อย่างรวดเร็วพอพูดจบก็เล่นเอาหอบน้อยๆ เลยทีเดียว

“เก่งมากเลยหลานยาย อยู่แค่นี้รู้ไปหมดทุกอย่างเลยนะเรา”

“ลุงสมควรว่าไว้อย่างนั้นนี่ครับ” ทั้งวงหัวเราะขำกับคำตอบของต้นกล้า แน่นอนว่าเมื่อตัดสินใจกลับกรุงเทพฯ ต้นกล้าก็ไปสอบถามลุงสมควรถึงงานต่างๆ เอาไว้แล้ว ว่ามีงานตรงไหนที่จะต้องทำเมื่อไหร่ งานอื่นก็เสร็จหมดแล้วทั้งงานในไร่มันไร่อ้อย เก็บผลผลิตได้ก็ขายไป เอาเงินเข้าบัญชีเรียบร้อย ตอนนี้ก็แค่รอให้ข้าวแก่เหมาะกับการเก็บเกี่ยว

“แล้วขุดหลุมได้ปลากันเยอะหรือเปล่าล่ะ”

“เยอะจนกินไม่หมดเลยครับคุณยาย เลยให้น้าแจ่มเอาไปทำปลาร้ามันซะเลย”

“ทำมาหากินเก่งมากลูกพ่อ แบบนี้ลูกสาวบ้านไหนได้แต่งด้วยไม่มีวันอดตาย”

“..” ต้นกล้าหน้าเหวอไปเลยเมื่อพ่อพูดออกมาอย่างนั้นแต่ก็ยิ้มรับคำจนตาหยีเลยทีเดียว “ครับ”

“แล้วนี่จะกลับไปอีกเมื่อไหร่ หรือจะอยู่ยาว”

“กลับสิครับคุณยายเร็วๆ นี้ล่ะ กล้าไม่พลาดกลับไปเกี่ยวข้าวแน่ๆ ปลูกมาเองกับมือนี่นา” ถึงแม้ว่าตอนที่ไปดำนา ต้นข้าวที่ต้นกล้าปักดำไว้มันจะลอยน้ำเป็นทางให้ย้อนกลับมาปักดำลงใหม่ก็เถอะนะ ยังไงต้นกล้าก็มีส่วนร่วมไปตั้งเยอะ จะพลาดกลับไปยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งสีทองเหลืองอร่ามแห่งนั้นได้ยังไง

“เออ ว่าแต่พี่เดี่ยวล่ะลูกเป็นยังไงบ้าง เจอพี่เขาบ้างหรือเปล่า ยายคิดถึงจัง” ต้นกล้าหุบยิ้มฉับพลันหน้างอไม่พอใจอย่างไม่ปิดบังเมื่อได้ยินคำถามของคุณยาย

“คุณยายครับ นี่ต้นกล้านะครับนั่งอยู่ตรงนี้ แทนที่จะถามหาคนอื่นคุยกับหลานก่อนเถอะ คุณยายไม่คิดถึงกล้าหรือไงครับ”

“เอ้า โกรธยายหรือเนี่ย ยายแค่ถามถึงพี่เขาเฉยๆ ยังไงยายก็คิดถึงต้นกล้าของยายที่สุดนั่นและ”

“รอดตัวไปนะครับคุณยาย พูดได้น่าฟังครับจะยกโทษให้สักวันก็แล้วกัน” ต้นกล้านั่งลงที่พื้นแล้วคลานเข้าไปซบหน้าลงที่ตักของคุณยาย ที่เมื่อหลานแนบแก้มลงที่ท่อนขาก็เอามือลูบหัวให้เบาๆ เป็นการรับขวัญ ผู้ใหญ่ทั้งสามได้แต่มองอย่างเอ็นดูในความขี้อ้อน เพราะต้นกล้าเป็นศูนย์กลางดวงใจของทุกคนในบ้านมาตลอด ก็เลยอ้อนเก่งและเอาแต่ใจตัวเองจนทุกคนต้องยอมตามอย่างเต็มใจ

ต่ออีกค่ะ...

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo


“ไปพักในห้องสักหน่อยมั้ยลูก วันนี้จะออกไปไหนหรือเปล่า”

“เดี๋ยวออกไปเจอพวกไอ้สิบที่ห้างครับนัดกันแล้ว”

“กลับมากะเที่ยวให้คุ้มละสิเรา”

“แหมคุณยายรู้ใจกล้าจังเลยนะครับ”

“ไปๆ จะไปพักก่อนก็ไป เดี๋ยวยายเอนหลังก่อนเมื่อย “

“ให้กล้านวดมั้ยครับคุณยาย”

“โอ้ยไปพักเถอะ ยายนอนสบายกว่าเยอะเลย”

“ครับๆ ไปล่ะครับ” ผู้ใหญ่ทั้งสามได้แต่มองตามต้นกล้าที่คว้ากระเป๋าตรงไปที่บันไดบ้าน แล้วก็ได้แต่พากันส่ายหัวไปตามๆ กัน ชายหนุ่มยังทำตัวเหมือนเด็กวิ่งขึ้นบันไดทีละสองขั้น และเมื่อต้นกล้ากลับมาก็ดูเหมือนว่าจะทำให้บ้านหลังใหญ่มีชีวิตชีวายิ่งขึ้นกว่าเก่า



%%%%%%%%%%%%%%%%%



“ไอ้ยุมึงชวนมาที่นี่ทำไมวะ”

“ส่องเด็กไงวะ”

“โหไอ้นี่ส่องแล้วต้องลากกูสองคนมาด้วยมั้ย ไอ้สิบเงียบไปไหนวะมึง”

“กูเปล่า”

“ก็มึงเงียบ”

“กูไม่มีอะไรจะพูดนี่หว่า”

“เออๆ แล้วตกลงไปไหนกันก่อน”

“มึงซื้อของปะ”

“ขี้เกียจว่ะเพิ่งซื้อไป”

“ซื้อเมื่อไหร่วะ”

“ก็ตอนไปห้างที่อุดรไงวะ”

“แปลกนะมึงไอ้กล้า”

“แปลกไงวะ”

“เมื่อก่อนเห็นช้อปทุกวันยังได้”

“โตแล้วมันต้องรู้จักใช้เงินปะวะ”

“จ้าพ่อคุณพ่อทูลหัว โตแล้วผัวก็มีแล้วต้องรู้จักบริหารเงินเนอะไอ้ยุเนอะ”

“ไอ้ห่าสิบ ไอ้เพื่อนเลวพูดอะไรของมึงออกมา” ต้นกล้ายกเท้าขึ้นจะถีบปั้นสิบ แต่เพื่อตัวเล็กที่เตรียมตัวอยู่แล้วรีบกระโดดหลบข้างพายุที่กอดคอเอาไว้พอดี

“ไม่ต้องมาเนอะเดี๋ยวมึงก็มี” พายุกระซิบข้างหูเล่นเอาปั้นสิบตัวแข็งทื่อไปเลยทีเดียว

“ไอ้ห่านี่พูดอะไรของมึงวะ” ปั้นสิบกระซิบตอบพลางแกะมือพายุที่ล็อคคออยู่ออกด้วย

“ไปๆ กินชาบูกันดีกว่าว่ะ” ต้นกล้าชวน

“เออ ดีเหมือนกันไม่ได้กินนานละ”

“กล้า! ”

“..”

“กลับมาเมื่อไหร่”

“วันนี้ล่ะ นนท์มาทำอะไรเหรอ”

“เรามาเดินเล่น มากันสามคนเหรอ”

“ก็เห็นแค่นี้คิดว่ากี่คนวะ” พายุเดินมายืนเยื้องอยู่ด้านหลังของต้นกล้า มือข้างหนึ่งเกาะไหล่เพื่อนไว้

“นนท์มาคนเดียวเหรอ” ต้นกล้าถามเสียงเรียบไม่บอกความรู้สึก

“อืม”

“เราขอตัวก่อนนะ” ต้นกล้าบอกเมื่อรู้สึกถึงแรงบีบที่ไหล่ที่แรงขึ้นจนรู้สึกเจ็บ ก็รู้ล่ะนะว่าเสียมารยาท แต่ต้นกล้าไม่เห็นประโยชน์อะไรที่จะคุยต่อ เพราะไม่คิดว่าจะคบค้า ไม่คิดว่าจะเป็นเพื่อนกันหรือมากกว่านี้ ตั้งแต่ที่นนท์เป็นต้นเหตุให้เขาต้องง้อคนตัวโต เอ๊ะ! จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ถูก ต้องบอกว่าตั้งแต่วันนั้นที่นนท์ทำให้เขาต้องเสียฟอร์มกลายเป็นคนง้อเด็ดเดี่ยว ทั้งที่ไม่คิดว่าตัวเองจะทำแบบนี้มาก่อน ต้นกล้าก็ตั้งปณิธานเอาไว้แล้วว่าจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับคนๆ นี้อีก แม้ว่าเหตุการณ์วันนั้น จะทำให้เขารู้ว่าตัวเองห่วงความรู้สึกของไอ้คนหน้ามึนคนนั้นมากแค่ไหนก็ตามเถอะ แต่ใครมันอยากจะยอมรับออกมาตรงๆ แบบนั้นล่ะว่าห่วงหากเหตุการณ์ไม่บังคับ แม้ว่าต้นกล้าจะไม่ได้พูดออกมาตรงๆ ก็ตามเถอะ ปานนี้อีกคนคงได้ใจไปถึงไหนต่อไหนแล้ว

“ไอ้กล้าไปกัน” เมื่อได้ยินเสียงปั้นสิบเรียกนั่นแหละต้นกล้าจึงได้รู้สึกตัว ว่ากำลังคิดถึงคนที่อยู่ทางโน้นนานเกินไปแล้ว คนที่คอยแต่จะวนเวียนเข้ามาในหัวตั้งแต่ออกจากบ้านเมื่อเช้า คนที่ควรจะมาแต่เช้าแต่กลับไม่มา ถ้าใครคนนั้นทำตัวปกติที่มาแต่เช้าเหมือนทุกวัน มันอาจจะมีผลต่อความลังเลบ้างหรือเปล่าวะ เหอะตัวเองไม่เสมอต้นเสมอปลายเองอย่ามาโทษคนอื่นก็แล้วกัน

ต้นกล้าเดินตามแรงดึงของพายุโดยมีนนท์มองตามด้วยสายตาหงอยๆ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เมื่อต้นกล้าตัดบทขนาดนั้น แถมยังมีเพื่อนอีกสองคนที่ไม่ค่อยอยากจะญาติดีด้วยคอยกันท่าอีก ต้นกล้าหันกลับมามองนนท์อีกครั้ง แต่ก็ไม่ได้มีความหมายอะไร แค่มองแล้วหันกลับ เพราะในหัวของเขาหวนติดไปถึงใครบางคนอีกแล้ว ใครบางคนที่ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ อาจจะกำลังให้อาหารหมู หรืออาจจะกำลังขี่ควายอยู่ จับปลา ดักหนู หรืออาจจะกำลังช่วยชาวบ้านทำงานหรืออาจจะทำอะไรก็สุดความสามารถที่ต้นกล้าจะคาดเดาได้ มีอย่างเดียวแน่นอนที่คนๆ นั้นไม่ได้ทำคือโทรหาต้นกล้า ใช่วันนี้คนๆ นั้นเงียบไปทั้งวันเหมือนไม่สนใจเขา เอาจริงๆ ก็เงียบไปตั้งแต่เมื่อวาน ที่เขาออกมาจากบ้านหลังนั้นนั่นล่ะ

กึก!!

“อะไรของมึงไอ้ยุ หยุดเดินทำไม” ต้นกล้าถามเพราะอยู่ดีๆ พายุก็หยุดเดินแล้วหันมามองที่เขาด้วยสายตานิ่งๆ แต่ดูก็รู้ว่ามันกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่

“มึงนั่นล่ะเป็นอะไร”

“กูเปล่าเหอะ”

“เปล่าแล้วเมื่อไหร่มึงจะรับโทรศัพท์กูได้ยินมันดังตั้งนานล่ะ” พอได้ยินปั้นสิบบอกต้นกล้าจึงเพิ่งรู้ตัวว่ามีสายเข้ามาที่เครื่องของตัวเอง ล้วงออกมาดูแล้วก็ต้อชะงัก เพราะเป็นคนที่อยู่ในความคิดตลอดนั่นเองโทรมา

“มึงจะจ้องอีกนานมั้ย ไหนใครโทรมา”

“เฮ้ยไม่มีอะไร” ต้นกล้าบอกแล้วตัดสายทิ้งกดปิดเครื่อง

“ใครโทรมาทำไมไม่รับวะ”

“ช่างเถอะ”

“นั่นแน่มึง พี่เดี่ยวละซี้”

“มึงจะกินไม่กินไอ้สิบ ไม่กินกูกลับ”

“เฮ้ยกินสิวะมึงเลี้ยงทั้งทีกูจิพลาดได้ไง”

“เออ ถ้ากินก็หุบปากเลย” ต้นกล้าโวยวายแก้ความรู้สึกบางอย่างที่ยุบยิบอยู่ในหัวใจ เก็บโทรศัพท์มือถือใส่ในกระเป๋าแล้วดินตามเพื่อนทั้งสองเข้าร้านชาบู “ว่าแต่กูบอกตอนไหนว่าจะเลี้ยงวะ”



%%%%%%%%%%%%%%%%%%%



ภาพเบื้องหน้าคือผืนพรมสีเขียวผืนใหญ่ ที่ปูลาดไปบนพื้นดินเป็นแผ่นกว้างมองเห็นไกลสุดสายตา เพิงพักหลังเล็กมุงด้วยหญ้าคาแห้งสานเป็นไพให้ได้หลบแดดหลบฝน โผล่ขึ้นมาท่ามกลางต้นข้าวสีเขียวลิ่วลมอยู่ลิบๆ ต้นข้าวปล่อยยอดลู่ไหวไปตามกระแสพัดดูอ่อนระทวย รวงข้าวเขียวอ่อนภายในบรรจุด้วยน้ำนมข้าวสีขาวขุ่นเต็มแน่น ผืนนากว้างใหญ่มีไม้ยืนต้นแก่อายุ ที่ให้ผลอย่างมะม่วงมะขามปลูกไว้เป็นระยะ เอาไว้เป็นร่มเงาเมื่อนั่งพักจากงาน แต่ทัศนียภาพอันงามตาเหล่านั้น ไม่อาจเรียกร้องความสนใจจากชายหนุ่มร่างสูง ที่กำลังวุ่นอยู่กับเครื่องมือสื่อสารของตัวเอง กดแล้วกดอีก แต่ผลก็ยังออกมาเหมือนเดิม คือเสียงของหญิงสาวคนเดิมบอกว่าเขาไม่สามารถติดต่อใครบางคนได้ ปิดเครื่องไปแล้ว เครื่องถูกปิดไปแล้วทั้งที่โทรติดในตอนแรก นี่ก็แสดงว่าอีกคนตั้งใจที่จะไม่พูดคุยด้วยใช่ไหม..?

ชายหนุ่มยอมแพ้และเก็บโทรศัพท์มือถือไว้ในกระเป๋า เมื่อนั้นแหละธรรมชาติเขียวชอุ่มเย็นตาจึงถูกมองเห็น เพราะเขากำลังต้องการที่พึ่งทางใจ ต้องการอะไรบางอย่างมาลดความร้อนรุ่ม อันเกิดจากความคิดถึงและไม่เข้าใจ ทำไมไปไม่บอก ทำไมไปไม่ชวน ไอ้ไม่ชวนไม่เท่าไหร่ เป็นอะไรก็น่าจะบอก คนไม่รู้นี่มันคาใจและสงสัยมาก ใครๆ ก็คงเป็นเหมือนกันที่ถูกโกรธโดยไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิด แบบนี้มันไม่ยุติธรรม เด็ดเดี่ยวอยากทวงความยุติธรรมให้กับตัวเอง แต่ไม่รู้ว่าจะไปทวงได้จากที่ไหน เพราะเจ้าตัวต้นเรื่องไม่อยู่ให้ทวงแล้วนี่สิปัญหา

สายลมแผ่วพัดผ่านผิวให้รู้สึกได้ถึงความเย็นสบาย พร้อมกลิ่นธรรมชาติหอมสดชื่น กลิ่นจากต้นข้าว กลิ่นดิน กลิ่นหญ้า ที่เคยช่วยให้ผ่อนคลาย บัดนี้มันกลับไม่มีความหมาย เมื่อคนที่เดินเลี่ยงไอ้จ๋ามาเพื่อหาพื้นที่สงบให้จิตใจ กลับไม่สามารถควบคุมตัวเองให้สงบลงได้เหมือนทุกที ก็รู้ล่ะนะ ว่าไอ้หนุ่มรุ่นน้องมันจงใจแกล้งคุยกับแฟนให้เขาอิจฉาเล่น และรู้อีกด้วยว่ามันกำลังปิดบังอะไรบางอย่าง และแน่นอนว่าเขารู้ว่ามันกำลังสนุกอยู่ แต่เด็ดเดี่ยวจะโวยวายหรือบังคับให้มันบอกตอนนี้ใช่ที่ อย่างน้อยมันก็กำลังเก็บงำบางสิ่งบางที่เขาต้องการอยู่ เป็นเขาเองที่จะต้องค่อยๆ หลอกถามมัน เพราะไอ้ครั้นจะติดสินบน คนพอเพียงอย่างไอ้จ๋า ไม่ว่ามันจะรู้หรือไม่ ให้ติดสินบนอะไรมันก็ไม่เอาด้วยหรอก

เด็ดเดี่ยวเดินผ่านลานข้าวเก่าถึงกองฟาง ที่บัดนี้มันเหลือเศษฟางเพียงเล็กน้อยกระจายตามพื้นดิน เพราะบางส่วนถูกนำไปทำประโยชน์ อย่างการเอาไปให้วัวให้ควายกิน ทั้งใช้ทำปุ๋ยหมัก ใช้คลุมดินเพื่อเก็บความชุ่มชื่น และอะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่าง ตอนนี้มันมีเศษฟางหลงเหลือให้เห็นอยู่บ้าง พอให้รู้ว่าที่ตรงนี้เคยเป็นกองฟาง กองฟางที่ใครบางคนถูกเปลเหวี่ยงลงมาตกอยู่ในนั้น ตรงกลางนั่นที่เคยมีร่างโปร่งดิ้นขลุกขลักเพราะถูกเขากอดรัดเสียเต็มรัก แม้ปริมาณของฟางจะลดลงไปมาก แต่มันก็ยังรออยู่ที่เดิมกองฟางที่เคยได้มีใครบางคนอยู่ในอ้อมกอด กองฟางที่เคยนุ่มบันนี้เหลือเพียงความบางเบาที่หากกระโดดเข้าไปคงได้มีเจ็บตัวแน่ กองฟางที่อีกไม่นานข้างหน้านี้มันจะถูกทับถมเติมเต็มอีกครั้งเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิต

เด็ดเดี่ยวถามตัวเองถึงใครอีกคน ว่าหากถึงเวลาเก็บเกี่ยว ใครคนนั้นจะกลับมาดูผลงานของตัวเองไหม ใครคนนั้นที่ไม่เคยแม้แต่จะเดินผ่านทุ่งนาแต่ต้องมาทำนาทำไร่ เมื่อถึงเวลาเขาจะกลับมาเพื่อเก็บเกี่ยวข้าวที่ตัวเองเคยปลูกเอาไว้หรือเปล่า ชายหนุ่มผู้ยืนมองกองฟางคิดถึงใครบางคนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เดินไปทิ้งตัวลงบนเศษฟางที่เหลืออยู่ไม่มาก แต่ก็ยังรู้สึกได้ถึงความนุ่มเมื่อล้มตัวลงนอน สองมือประสานรองไว้ใต้ศีรษะ กลิ่นฟางข้าวที่ถูกแดดเผามาทั้งวันหอมแตะจมูก ตอนเขายืนว่าหอมแล้วพอนอนลงได้กลิ่นแบบใกล้ชิด ยิ่งสัมผัสได้ถึงความหอมจนต้องสูดลมหายใจยาวเข้าปอด ความหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ความหอมที่มีกลิ่นอายบ่งบอกถึงวิถีชีวิตอันเรียบง่ายและความพอเพียง ความหอมของมันน้ำหอมไหนๆ ที่ว่าหอมที่สุดในโลกก็ไม่อาจหอมเท่ากลิ่นหอมของธรรมชาติอย่างนี้อีกแล้ว

เด็ดเดี่ยวเริ่มรู้สึกผ่อนคลาย ในใจนึกสงสัยว่าใครคนนั้นที่จากไป จะหวนคิดถึงท้องทุ่งนาบ้างหรือเปล่า ตาคมที่เหม่อมองฟ้าค่อยปิดลงช้าๆ กั้นภาพท้องฟ้าสีฟ้าสดใสแซมด้วยสีขาวของปุยเมฆกระจายเป็นหย่อม ตาปิดแล้วแต่ยังให้รู้สึกถึงความสว่าง ความสว่างที่มองไม่เห็นสิ่งใดทั้งสิ้น ตาปิดแต่ใจกลับไม่ยอมปิด ใจที่มีแต่ความรักความคิดถึง ใจห่วงหาใจอาวรณ์ ใจร้อนรนเพราะไม่มีอีกคนอยู่ใกล้ๆ

คิดถึงเหลือเกินคนดีของพี่......



%%%%%%%%%%%%%%%

รัก

ดาว ณ แดนดิน

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2314
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

น่าวงวารพรี้เด็ดเดี่ยวมาก  ไอ้จ๋าก็นะ  นิสัยขี้แกล้งโดยเฉพาะแกล้งลูกพี่นี่มันสนุกมาก เลยแก้ไม่หายเนอะ  อิอิ

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo



กรุ่นไอดิน กลิ่นไอรัก 21 เน็ตไอดอล

เช้าวันแรกบนที่นอนนุ่มและเตียงขนาดใหญ่ในห้องที่คุ้นเคย ต้นกล้าขยับตัวบิดขี้เกียจแล้วลืมตาขึ้นช้า ๆ ภายในห้องมืดสลัวเพราะม่านบังแสงผืนหนา ยังทำหน้าที่ปิดหน้าต่างบานคู่เอาไว้ได้เป็นอย่างดี ร่างบนเตียงบิดตัวอีกครั้ง แล้วหันไปมองนาฬิกาดิจิตอลที่วางอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียง เกือบหกโมงเช้าแล้ว แต่เช้านี้เขารู้สึกแปลก ๆ เหมือนมีอะไรบางอย่างขาดหายไป สำหรับการมาเยือนของรุ่งอรุณ คิ้วได้รูปขมวดมุ่นพลางในหัวก็คิดหาคำตอบถึงสิ่งที่ลืมเลือน

บิดขี้เกียจอีกครั้งเพื่อเรียกความกระปรี้กระเปร่า รู้สึกถึงความตื่นเต็มตาขึ้นมาตอนลุกขึ้นนั่ง และยังรู้สึกถึงความแปลกในความคุ้นเคย นั่งคิดถึงสิ่งที่มันขาดหายไปแล้วจึงเพิ่งนึกได้ ว่าเช้านี้ไม่มีเสียไก่ขันปลุกให้ตื่นเหมือนเช่นทุกวัน ไม่มีเสียงร้องเพลงหมอลำเพลงลูกทุ่งของไอ้จ๋า เวลามันลุกมาทำงานแต่เช้าให้ได้ยิน

และ...

และ เอาอีกแล้วสิ ทำไมใครคนนั้นถึงได้ชอบเข้ามาวนเวียนในความคิดอยู่ตลอดอย่างนี้นะ ไม่ว่าจะคิดเรื่องอะไรสุดท้ายก็ไปลงที่การคิดถึงคนคนนั้นทุกที ตลอดระยะเวลาเดือนกว่าเกือบ ๆ จะสองเดือนมานี้ การใช้ชีวิตที่บ้านทุ่งดอกจาน ทำให้ต้นกล้ากลืนตัวเองไปกับวิถีชีวิตของคนบ้านนา ตอนนี้เขาจึงคิดถึงเสียงไก่ขันยามเช้าที่สุด ถึงแม้ว่าช่วงแรกที่ไปอยู่จะไม่ชอบใจเท่าไหร่นักก็เถอะ ที่เสียงมันดังรบกวนเวลานอนตื่นสายของเขา แต่ตอนนี้กลับชินที่จะได้ยินมัน ชินและรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้ยิน ชินจนทำให้รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างหายไป เมื่อกลับมานอนบ้านที่กรุงเทพ เพราะมันไม่มีเสียงไก่ขันปลุกให้เขาตื่นนี่เอง เขาชินที่ได้ยินเสียงร้องเพลงลูกทุ่งหมอลำของไอ้จ๋า และชินที่ใครคนนั้นมักจะโผล่มาให้เห็นหน้าแต่เช้าเกือบทุกวัน



ต้นกล้าลุกจากเตียงไม่ลืมดึงผ้าปูให้ตึง แล้วปูทับด้วยผ้าห่มผืนใหญ่ดึงให้เรียบได้ที่ ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำจัดการธุระส่วนตัว

“ทำอะไรกันอยู่ครับสาว ๆ “

“เจ้ากล้า ตื่นเช้าเชียวลูก” คุณยายหันมาทักหลานชาย

“นั่นสิตื่นมาทำไมแต่เช้า” ตามด้วยคุณนภา เมื่อต้นกล้าส่งเสียงทักทายขณะเดินเข้ามาในครัว

“กล้าชินครับ อยู่บ้านโน้น พี่โต้งปลุกแต่เช้าทุกวันเลย”

“ใครเหรอพี่โต้ง”

“พี่โต้งไก่ชนที่ลุงสมควรเลี้ยงไว้ไงครับคุณแม่”

“อ๋อ แล้วนี่จะใส่บาตรด้วยกันมั้ย”

“ดีเหมือนกันครับ แล้วคุณพ่อล่ะครับ”

“รายนั้นอยู่ในสวนนู่น คุยกับกล้วยไม้ของเขาอยู่”

“กล้าช่วยครับ” ทั้งสามช่วยกันขนของที่เตรียมไว้ใส่บาตร ออกมาวางที่โต๊ะหน้าบ้าน โดยมีแม่บ้านอีกคนคอยช่วยเป็นลูกมือยืนรอไม่นานพระก็เดินมาบิณฑบาต ใส่บาตรเสร็จรับศีลรับพรแล้วช่วยกันเก็บของที่เหลือเข้าบ้าน

ต้นกล้าใช้เวลาตอนเช้าขณะที่รับประทานอาหารเช้า คุยกับแม่กับยายจนกระทั่งสาย จึงขอตัวเข้าห้องของตัวเองเพื่อพักผ่อน เพราะนัดกับเพื่อนเอาไว้ตอนเที่ยง พอกลับขึ้นมาที่ห้องด้วยความคิดถึงบ้านอีกหลังที่จากมา ต้นกล้าจึงอดไม่ได้

(ครับลูกพี่) ต้นกล้ายิ้มมุมปาก เมื่อได้ยินเสียงกวน ๆ ของได้จ๋าดังมาตามสาย

“เออ ที่บ้านเป็นไงบ้างวะ”

(เหมือนเดิมครับลูกพี่)

“ลุงสมควรกับน้าแจ่มล่ะ”

(แม่อยู่บ้านครับลูกพี่ ส่วนพ่อลงนาแต่เช้าแล้ว)

“เออ ๆ ว่าแต่แกล่ะ ทำอะไรอยู่วะ”

(ไอ้จ๋ากำลังทำความสะอาดบ้านใหญ่ครับ)

“เหรอ เออดีเหมือนกัน ว่าแต่ฉันไม่อยู่แกพาสาวที่ไหนมานอนบ้านใหญ่หรือเปล่าวะเนี่ย”

(โหยลูกพี่จะให้ไอ้จ๋าพาสาวที่ไหนมานอนครับ)

“แฟนแกไง”

(เหอะ ว่าแต่ลูกพี่เถอะครับ ไม่คิดถึงคนทางนี้หรือไงครับ)

“ใครวะ แค่นี้นะโว้ย”

(เอ้า เดี๋ยวครับลูกพี่เดี๋ยว ๆ ไอ้จ๋ายังพูดไม่จบเลยนะครับ)

“อะไรของแกอีกวะ” ต้นกล้าพูดจบก็รอฟังว่าไอ้จ๋ามันจะพูดอะไรของมันต่อ แต่มันก็เล่นเงียบเล่นแง่ “ไอ้จ๋า”

(ครับลูกพี่)

“ทำไมเงียบวะ”

(พอดีมีแขกมาครับ)

“เหรอ ใคร”

(คนที่มาแต่เช้าทุกวันนั่นแหละครับลูกพี่ ตอนนี้ก็ยังมาทุกวันเหมือนเดิม ไอ้จ๋าบอกว่าลูกพี่ไม่อยู่ก็ยังหน้ามึนมา มาแล้วก็ทำหน้าหงอย ๆ เหมือนหมาถูกเจ้าของทิ้ง พอเห็นว่าไอ้จ๋าอยู่บ้านคนเดียวก็กลับไป บางทีก็ไม่กลับนะครับลูกพี่ ออกไปนอนกลิ้งเล่นอยู่กองฟางที่ลานข้าวปลายนาโน่น ไม่รู้ติดใจอะไรลานตรงนั้นนักหนา) ไอ้ลูกน้องสาธยายมายาวเหยียด ส่วนต้นกล้าก็ฟังมันพูดเสียเพลิน คนพูดมันก็พูดของมันไปเรื่อยเปื่อยนั่นแหละ แต่คนฟังนี่สิที่คิดตามจนเห็นภาพ ลานข้าวเหรอ ได้ยินแล้วทำไมใจมันเต้นแรงอย่างนี้ แล้วอะไรคือการที่คนคนนี้ยังมาหาอยู่เหมือนเดิมทุกวัน ทั้งที่รู้ว่าต้นกล้าไม่อยู่ อะไรคือมาทุกวันอย่างที่ไอ้จ๋ามันบอก

มันพูดจริงหรือไอ้ลูกน้องคนสนิทมันอำเล่นวะ แต่ก็ไม่น่าหรอก..มั้ง

(ลูกพี่ครับ)

“เออ”

(ลูกพี่เดี่ยวกำลังขึ้นบ้านมาแล้วครับ)

“เฮ้ย แค่นี้ก่อนนะ”

(เอ้า เดี๋ยวสิครับ)

“อะไรของแกอีกวะ”

(ที่ไอ้จ๋าบอกนี่คิดว่าเผื่อลูกพี่จะอยากคุยกันนะครับ)

“ไม่มีอะไรจะคุยโว้ย”

(แต่ไอ้จ๋าว่าลูกพี่เดี่ยวมีเรื่องคุยกับลูกพี่แน่ครับ)

“ไม่คุยโว้ย แค่นี้ล่ะ” แล้วต้นกล้าก็วางสายทันทีโดยไม่รอฟังคำทักท้วงใด ๆ ของไอ้จ๋าอีก



%%%%%%%%%%%



“เอาล่ะครับท่านผู้ชมทุกท่าน ทั้งที่อยู่ที่นี่และผู้ชมที่กำลังรับชมอยู่ที่บ้าน วันนี้เราได้รับเกียรติจากหนุ่มหล่อ ที่ผมเชื่อว่าสาว ๆ หลายคนทั้งที่อยู่ที่นี่ และที่อยู่ทางบ้านกำลังตกหลุมรัก วันนี้เขาจะมาพูดคุยอะไรสนุก ๆ กับเรา หนุ่มหล่อที่ชั่วโมงนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักเขาแน่ ๆ แต่ให้เกียรติมาออกรายการของเราเป็นรายการแรก สำหรับไอดอลของใครหลาย ๆ ที่มาพร้อมความฮ็อตของเขา ในแบบที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน หนุ่มหล่อที่ปลุกกระแสสำนึกรักบ้านเกิดของใครหลาย ๆ คนให้ตื่นขึ้น หนุ่มท่านนี้ทำให้หลายคนคิดถึงบ้าน หนุ่มหล่อที่ระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนก็มีคนติดตามเขาเป็นล้าน สร้างกระแสที่แม้แต่เจ้าตัวเองก็ยังไม่รู้ ว่าตัวเองกำลังฮ็อตมากแค่ไหน และรายการของเราเป็นรายการแรกที่ได้รับเกียรติในการพูดคุยครั้งนี้ครับ” พิธีกรเว้นระยะเพื่อกลืนน้ำลายและหายใจแล้วพูดต่อ

“แหมพูดมาซะยาว เรามาพบกับหนุ่มหล่อท่านนี้ ที่ใคร ๆ ก็กำลังพูดถึงกันดีกว่านะครับ หนุ่มหล่อที่ใครได้เห็นเป็นต้องตกหลุมรักเขา ไม่ว่าจะเป็นสาว ๆ ทั้งสาวแท้สาวเทียม สาวสอง เก้ง กวาง ลิง ค่าง บ่าง ชะนี สมเสร็จ นกเป็ดน้ำ เพราะถ้าเอ่ยถึงหนุ่มหล่อเกาหลี หนุ่มโอปป้าชาวนาหล่อก็ต้องคิดถึงเขาคนนี้เลยครับ คุณต้นกล้า กวินกานต์..” เสียงปรบมือและเสียงกรีดร้องดังขึ้น เมื่อต้นกล้าเดินออกมาจากหลังฉากตามคิวที่ผู้กำกับเวทีได้เตรียมกันเอาไว้

“สวัสดีครับ สวัสดีครับ” ต้นกล้าหันหน้าไปทางกล้องที่กำลังจับภาพเขาอยู่ ตามที่ผู้กำกับได้บอกเอาไว้ แล้วยกมือไหว้ทักทาย จากนั้นจึงหันไปสวัสดีพิธีกร

“เชิญนั่งครับ” รู้สึกประหม่าเล็กน้อยเพราะเป็นรายการสด และต้นกล้าก็ไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน แต่ก็สามารถเก็บอาการเอาไว้ได้เป็นอย่างดี เขายิ้มบาง ๆ แล้วนั่งลงตามที่พิธีกรหนุ่ม ที่ทางออกสาวนิด ๆ เชื้อเชิญ ทั้งที่ยังงงกับตัวเองอยู่ว่าตัดสินใจรับเชิญมาออกรายการได้อย่างไร ตอนแรกคิดว่าจะปฏิเสธไปแล้วแท้ ๆ แต่พอคนที่ติดต่อไปรู้ว่าเขาอยู่ที่กรุงเทพ ปฏิบัติการตื้อก็เกิดขึ้น ไม่รู้ว่าพวกเขาได้ที่อยู่ของต้นกล้ามาจากไหน เมื่อวานอยู่ดี ๆ ก็มีแขกมาขอพบที่บ้าน และพูดถึงเรื่องการมาสัมภาษณ์ออกรายการนี้ ซึ่งเขาควรจะปฏิเสธไปแล้ว หากคุณยายไม่พูดออกมาเสียก่อน

“รายการอะไรนะลูก” คุณยายถามทีมงานที่มาติดต่อต้นกล้า

“รายการ....ครับ”

“ที่ออกอากาศทางช่อง 007 ใช่มั้ย”

“ครับ คุณยายก็รู้จักเหรอครับดีจังเลย”

“อุ้ย รู้จักสิดีเลยรายการนี้ยายดูอยู่ ยายชอบ จะเอาหลานยายไปออกรายการเหรอลูก”

“ครับ ผมมาติดต่อคุณต้นกล้าไปออกราย”

“ไปสิเจ้ากล้า ยายอยากเห็นหลานออกทีวี” แล้วคุณยายก็หันมาบอกหลานชายตัวเอง

“เอ่อคุณยายครับ...จะดีหรือครับ”

“ดีซีลูก รายการนี้ยายดูทุกวันเลย”

“แค่ไปนั่งคุยกันสนุก ๆ ครับ เราจะเตรียมเรื่องที่จะพูดคุยกับตัวอย่างคำถามมาให้คุณต้นกล้าดูก่อน อันไหนไม่ชอบก็ตัดออกได้ครับ”

“ดีจังเลย ไปนะเจ้ากล้ายายอยากเห็น” คุณยายบอกเสียงตื่นเต้นพลางเขย่ามือหลานชายให้รับรับปาก

“โธ่คุณยายครับ” เพราะมาอยู่เฉย ๆ คุณยายประไพศรีว่าง ๆ ไม่ได้ทำอะไร ตอนนี้นอกจากคุณยายจะติดละครงอมแงมแล้วยังติดรายการเกมโชว์และรายการต่าง ๆ รวมทั้งรายการที่กำลังติดต่อให้ต้นกล้าไปสัมภาษณ์นี่อีกด้วย

“ไม่ต้องมาโธ่หรอก เอาเป็นว่ายายตกลงก็แล้วกันนะลูก” บอกหลานชายตัวเองแล้วหันไปตอบตกลงให้เสร็จสรรพ

“ขอบคุณนะครับคุณยายที่ให้ความไว้วางใจรายการของเรา เดี๋ยวมาคุยเรื่องรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ กันดีกว่านะครับ” นี่แหละสาเหตุที่ทำให้ต้นกล้าต้องมานั่งอยู่ที่นี่ตอนนี้

“เอาล่ะครับ ก่อนอื่นหลายคนคงอยากรู้ว่าไปยังไงมายังไง คุณต้นกล้าถึงได้ไปเป็นชาวนาได้อย่างนี้ครับ”

“ครับพอดีไปช่วยคุณยายครับ”

“เอ่อ แค่นั้นเหรอครับ”

“ครับ” ไม่มีคำอธิบายที่มากกว่านั้น ต้นกล้าตอบแบบสั้น ๆ แล้วยิ้มให้เล็กน้อยตามมารยาท จากนั้นก็ไม่มีทีท่าว่าจะพูดอะไรต่อ ทั้งที่ความจริงตามที่เตรียมกันมาคร่าว ๆ คือให้เขาพูดคุยอย่างเป็นกันเอง แต่สำหรับต้นกล้าที่โดยนิสัยแล้ว หากไม่สนิทมาก่อน ทำยังไงก็คุยเหมือนสนิทไม่ได้อยู่ดี เขาจึงนั่งทำหน้าเรียบเฉยและเพียงเม้มปากเล็กน้อยเหมือนกำลังยิ้มอยู่

“แล้วชีวิตชาวนาเป็นยังไงบ้างครับ”

“ก็ดีครับ ได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เยอะ”

“เท่านั้นเหรอครับ” ต้นกล้ากลั้นหายใจแล้วค่อย ๆ ปล่อยออกมา เขากำลังเริ่มอึดอัด

“ก็ได้เพื่อนใหม่ ได้มิตรภาพดี ๆ “

“เสน่ห์ของบ้านนอกแบบนั้นอยู่ตรงไหนครับ” พิธีกรที่ต้นกล้าไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อเหยียดปากออกเล็กน้อย เหมือนเป็นความเคยชินโดยไม่รู้ตัว หรือว่าอาจจะรู้ตัวต้นกล้าก็ไม่อาจทราบได้ แต่ทั้งสีหน้าและท่าทางมันบ่งบอกถึงความคิด และความรู้สึกของเจ้าตัวได้เป็นอย่างดี ว่ากำลังรู้สึกอย่างไรกับสถานที่ที่กำลังถามถึง

ต้นกล้าขมวดคิ้วกับคำถามนี้ เพราะอยู่ดี ๆ ใบหน้าของใครบางคนก็ลอยเข้ามาในห้วงความคิด ใบหน้าของใครคนหนึ่งในวันที่เคยถูกเขาด่าหาว่าเป็นไอ้บ้านนอก ทั้งที่วันนั้นต้นกล้าเป็นคนพูดมันออกมาเอง แต่วันนี้กลับไม่ชอบใจที่ได้ยิน ยิ่งสีหน้าของคนถามที่แสดงออกมาเหมือนกำลังเหยียดอยู่ในที ยิ่งทำให้เขาไม่ชอบใจจนอยากจะลุกออกไปจากตรงนี้มันเดี๋ยวนี้เลย

“ถ้าถามถึงเสน่ห์ของบ้านนอกในแบบของคุณ มันตอบได้ไม่ยากหรอกครับว่าเสน่ห์มันอยู่ตรงไหน แต่ถ้าหากอยากจะให้เข้าใจจริง ๆ ก็ต้องไปสัมผัสเอง ถึงจะรู้ว่าเสน่ห์ที่แท้จริงของมันน่าหลงใหลมาแค่ไหน” เสียงปรบมือและเสียงกรี๊ดอย่างชอบใจดังสนั่นขึ้น จากคนที่กำลังนั่งชมอยู่ในสตูดิโอหน้าเวที ต้นกล้าจึงหันไปยิ้มให้เล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมามองพิธีกรแล้วพูดต่อ

“ผมได้สัมผัสวิถีชีวิตที่ดำเนินไปท่ามกลางธรรมชาติ ทุกอย่างบริสุทธิ์ อากาศ ต้นไม้ น้ำใจผู้คน นี่เป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตของผม ที่เรียกได้ว่าความสุขที่แท้จริง สำหรับผมมันสุขมากกว่าชีวิตในเมืองที่ต้องดิ้นรนเพื่อแข่งขันกันอยู่ตลอดเวลา เอาจริง ๆ คือผมไม่อยากอธิบายหรอกครับ เพราะผมกล้าพูดได้เต็มปากเต็มคำเลยว่า หากไม่ได้ไปสัมผัสมันด้วยตัวเอง คุณจะไม่มีวันเข้าใจจริง ๆ ไม่ใช่แค่ที่นั่น แต่ทุกที่ที่คุณสามารถใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ ก็สามารถให้ความรู้สึกนี้กับคุณได้” เสียงกรี๊ดพร้อมกับเสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้ง ต้นกล้าโล่งอก เมื่อผู้กำกับส่งสัญญาณหมดเบรกและตัดเข้ารายการโฆษณา เขามองไปทางที่พายุกับปั้นสิบนั่งอยู่ ส่งสัญญาณบอกว่าอยากออกไปจากตรงนี้เต็มที แต่การสัมภาษณ์ยังเหลืออีกรอบ ทั้งที่มันก็แค่ไม่กี่คำถาม เขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมพิธีกรไม่ถามให้มันเสร็จไปเลยในรอบเดียวจะได้ไปสักที นั่งคิดได้ไม่นานผู้กำกับเวทีก็ส่งสัญญาณบอกให้เตรียมตัว เพราะจะหมดเวลาโฆษณาแล้ว

“เอาล่ะครับท่านผู้ชม เรายังอยู่กับคุณต้นกล้านะครับ” พิธีกรหันมายิ้มให้ต้นกล้าที่ยิ้มตอบตามมารยาท “ตอนนี้มีคนติดตามเพจอยู่ไหร่แล้วครับ”

“ก็ล้านกว่า ๆ ครับ” เอาจริง ๆ หากไม่เห็นคำถามที่ทีมงานเอามาให้ดูก่อน ต้นกล้าคงตอบคำถามนี้ไม่ได้แน่ เพราะเขาไม่เคยสนใจมันเลย เพิ่งจะมารู้ก็เมื่อตอนที่เห็นคำถามแล้วเปิดโทรศัพท์ตรวจดูนั่นแหละ

“ถือว่าเยอะมากเลยนะครับสำหรับเวลาเพียงไม่นาน”

“ครับ”

“แล้วช่วงนี้ทางโน้นทำอะไรครับ ทำไมได้กลับเข้ามาในเมือง” ถามเหมือนกับว่าต้นกล้าไปอยู่ในป่าในเขามาอย่างนั้นแหละ

“ช่วงนี้ก็รอเกี่ยวข้าวครับ”

“อีกนานหรือเปล่าครับ”

“ประมาณเดือนหรือเดือนกว่า ๆ ครับ ต้องดูก่อนว่าข้าวแก่ได้ทีหรือยัง”

“ชื่อต้นกล้านี่มาจากการที่เป็นชาวนาด้วยหรือเปล่าครับ”

“ใช่ครับ ชื่อนี้คุณยายของผมซึ่งเป็นเป็นชาวนาตั้งให้ และผมชอบมาก” ต้นกล้ายิ้มภูมิใจเมื่อนึกถึงคุณยายผู้ใจดีของเขาที่ตั้งชื่อนี้ให้

“นอกจากทำนาคุณต้นกล้าทำอะไรอีกบ้างครับ”

“ก็หลายอย่างครับ ผมทำไร่ด้วย มันมีส่วนที่เป็นไร่นาสวมผสมด้วย แต่ผมก็ไม่ได้ทำคนเดียวหรอกนะครับ มีคนงานช่วยด้วย ส่วนตัวผมยังต้องเรียนรู้การเกษตรอีกเยอะ”

“และการพูดคุยในวันนี้หากไม่พูดเรื่องหัวใจก็คงเหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง สาว ๆ ที่อยู่ในนี้และสาว ๆ ที่ชมอยู่ทางบ้านก็คงอยากรู้เหมือนกันใช่ไหมครับ ว่าตอนนี้หัวใจของคุณต้นกล้าเป็นยังไงบ้าง ยังว่างหรือเปล่าครับ หรือว่ามีใครจับจองเอาไว้แล้ว” ต้นกล้าหันไปมองหน้าผู้กำกับที่คุยกันแล้ว และเขาไม่ต้องการให้ถามเรื่องส่วนตัวมาก โดยเฉพาะเรื่องความรัก เขาเป็นคนขีดฆ่าคำถามเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ออกทุกคำถาม แต่ทำไมพิธีกรยังมาถามอยู่อีก เหลือบตามองสคลิปที่วางอยู่ตรงหน้าของพิธีกร พบว่ามันเป็นแผ่นเดียวกันกับแผ่นที่เขาขีดฆ่าคำถามทิ้ง หรือพิธีกรกำลังกวนเขาอยู่ ดูสายตาสิเคยรู้จักกันหรือก็เปล่า ทั้งที่ยิ้มแต่ดูจากสายตาก็รู้แล้วว่าไม่ชอบขี้หน้ากัน เมื่อไหร่มันจะหมดเวลาสักทีวะ ต้นกล้าคิดผิดแล้ว ไม่น่าตกปากรับคำมาออกรายการนี้เลยเลย

“ว่ายังไครับคุณต้นกล้า สาว ๆ ลุ้นกันใหญ่เลยนะครับ”

“ครับ ผม” ทำไมต้องมาอยากรู้เรื่องอะไรแบบนี้ด้วยวะ นี่มันเป็นเรื่องส่วนตัวนะ สำหรับคนอื่นต้นกล้าไม่รู้จริง ๆ ว่าจะพูดออกมาได้ง่าย ๆ หรือเปล่า แต่สำรับต้นกล้ามันแปลกมากเกินไปที่จะต้องมาเล่าอะไรแบบนี้ให้คนที่ไม่รู้จักฟัง

“ตกลงว่าคุณต้นกล้าโสดหรือไม่โสดครับตอนนี้ มีคนจองหัวใจไว้หรือยัง” ต้นกล้าเม้มปากแล้วถอนหายใจออกมา

“ไม่มีครับ” เขาตอบแล้วหันมายิ้มให้กล้อง ก็พอดีกับที่ผู้กำกับส่งสัญญาณบอกหมดเวลา และต้องตัดไปหาช่วงเล่นเกม ต้นกล้าจึงหายใจได้โล่งขึ้นเมื่อพิธีกรกล่าวลา



“้หลานยายเก่งจริง ๆ ดูสิพ่อกวินหลานชายฉันตอบคำถามได้ถูกใจฉันมาก”

“นั่นลูกชายผมครับคุณแม่”

“เก่ง ความคิดความอ่านแบบนี้สิถึงสมเป็นหลานฉัน” คุณยายประไพศรีบอกด้วยความปลื้มปีติ ขณะที่กำลังนั่งดูรายการสัมภาษณ์ต้นกล้า ทั้งสองคุยอย่างออกรส ที่โดยรวมแล้วก็คือความปลาบปลื้มภูมิใจในคำตอบที่ได้ยิน เพราะมันบ่งบอกถึงความคิดความอ่านของต้นกล้าได้เป็นอย่างดี ถึงมุมมองของคนรุ่นใหม่อย่างเขา ที่มีต่ออาชีพเกษตรกรและท้องไร่ท้องนา ผิดกับใครอีกคนที่บังเอิญได้ดูรายการนี้ด้วยความไม่ตั้งใจ ความรู้สึกของทั้งสองฝ่ายมันต่างกันลิบลับเลยทีเดียว

******************

“จ๋า นั่นอาจารย์เด็ดเดี่ยวนี่”

“เออ รู้แล้ว”

“อาจารย์จะไปไหนน่ะ”

“หึ ๆ ลงนามั้ง”

“อืม” น้ำส้มทำเสียงตอบรับในลำคอ ตายังมองตามเด็ดเดี่ยวที่เดินลงนาโดยไม่แวะมาทักทายกัน แต่เอ๊ะ! ทำไมเสียงไอ้คนหัวเกรียนมันถึงได้เริงร่า และเสียงพูดเหมือนกำลังสะใจอะไรสักอย่างแบบนั้น น้ำส้มให้นึกสงสัยเสียจริง ๆ จึงหันหน้ากลับมาหาอีกคนแล้วเรียก “จ๋า”

“หืม”

“ทำไมหน้าอาจารย์ดูเศร้า ๆ อะ”

“คนถูกทิ้งงี้แหละ หึ ๆ “นั่นไงน้ำส้มคิดเอาไว้แล้วไม่มีผิด

“ถูกพี่กล้าทิ้งน่ะเหรอ ไหนบอกอีกสองสามวันพี่กล้าจะกลับมา”

“เออ”

“หมายความว่ายังไง”

“ก็ไม่ว่ายังไง เธอจะถามอีกนานมั้ย ฉันขี้เกียจตอบแล้วนะนั่งดี ๆ ซิ” ไอ้จ๋าสั่งเพราะตอนนี้น้ำส้มเปลี่ยนทางหันหลังพิงกันเป็นหันหน้ามาหามัน แล้วมองอย่างเอาเรื่อง

“เอ้า ก็คนรู้จักกันนิ ฉันเห็นอาจารย์หน้าเศร้าก็เป็นห่วง.. โอ๊ย จ๋าหยิกทำไมเจ็บนะ” น้ำส้มร้องเสียงดังเมื่อไอ้จ๋าหันมาหยิกหมับเข้าที่แก้มใส ๆ จนขึ้นรอยแดง แถมยังจ้องหน้าน้ำส้มตาดุ เป็นเมื่อก่อนน้ำส้มคงกลัวจนตัวสั่น แต่ไม่ใช่ตอนนี้แล้วเพราะคนตรงหน้าคือแฟนกัน แต่กระนั้นก็ไม่ชอบใจทำไมต้องหยิกแก้มแรงขนาดนี้ด้วย น้ำส้มเจ็บจนน้ำตาเล็ดแต่ทำได้แค่ยกมือขึ้นลูบแก้มตัวเองป้อย ๆ และทำหน้าบึ้งไม่พอใจ

“เจ็บนะ คนบ้านี่”

“เธอกล้าพูดว่าเป็นห่วงผู้ชายคนอื่นต่อหน้าฉันเหรอ”

“เอ๊า ทำไมล่ะ ก็อาจารย์เด็ดเดี่ยวน่าเป็นห่วงจริง ๆ นี่ หน้าเซ้า เศร้า”

“หยุดพูดเลย ถ้าจะเป็นห่วงผู้ชายคนอื่นก็ไม่ต้องมาพูดกัน” ไอ้จ๋าโวยวายแล้วทำหน้าตึงเพราะไม่สบอารมณ์

“เอ๊าจ๋ามีเหตุผลหน่อยสิ ที่เค้าเป็นห่วงก็เพราะรู้จักกันกับอาจารย์ปะ”

“รู้จักก็ส่วนรู้จักแต่ห้ามเป็นห่วงยัยเน่า “

“เอ้า แล้วทำไมฉันจะห่วงอาจารย์ไม่ได้”

“ไม่ได้ “

“ทำไมจะไม่ได้ ฉันห่วงไปแล้วด้วย จ๋าไม่มีเหตุผลเลยนะ”

“บอกว่าไม่ได้ก็ไม่ได้เพราะ เธอ ต้อง ห่วง ฉัน คน เดียว” ไอ้จ๋าเน้นทีล่ะคำด้วยน้ำเสียงจริงจัง ตาสบตากันนิ่ง

“บ้าที่สุด จ๋าไม่เห็นมีอะไรน่าเป็นห่วงเลยนะ แต่ดูอาจารย์สิทำไมหน้าเศร้าจัง หรือว่า...” น้ำส้มตาโตเมื่อนึกอะไรบางอย่างได้

“อะไร”

“จ๋าแกล้งอาจารย์เหรอ”

“หึ ๆ “

“ใจร้ายจริง ๆ “

“นี่ฉันจะบอกอะไรให้นะ ลูกพี่เดี่ยวน่ะปกติฉลาดเป็นกรด แต่ดูสิวันนี้หน้างี้อย่างกะหมาหงอย แค่นี้ก็รู้ไม่ทันฉันมันสะใจดีพิลึก”

“จ๋าทำไมใจร้ายจัง บางทีคนเราคิดมากก็อาจจะลืมความฉลาดรอบคอบก็ได้นี่”

“แล้วยังไงวะ”

“จ๋าใส่ไฟโกหกอาจารย์ด้วยใช่มั้ยล่ะ” น้ำส้มชี้หน้าคาดคั้นไอ้จ๋าด้วยรู้จักนิสัยขี้แกล้งของมันดี ที่มันก็ตอบกลับมาหน้าตายทีเดียว

“ไม่ได้ใส่ไฟโว้ย แค่บอกไม่หมด”

“คนอะไรใจร้ายจริง ๆ “

“นี่ฉันยังเป็นแฟนเธออยู่หรือเปล่าวะยัยเผือกนี่”

“ก็เป็นสิ แต่ทำไมต้องแกล้งคนอื่นด้วยล่ะ”

“เป็นแล้วทำไมไม่ห่วงแฟนตัวเอง”

“เฮ้อ วนไปวนมาสรุปว่า”

“สรุปว่าห้ามไปห่วงคนอื่น ห่วงฉันคนเดียวก็พอเพราะฉันแฟนเธอ”

“ก็ห่วงอยู่แล้วปะ”

“ต้องห่วงให้มากกว่านี้ และห้ามห่วงคนอื่นโดยเฉพาะผู้ชาย”

“คนบ้า”

“แล้วรักปะล่ะ”

“บ้าที่สุดเลย ไปหาแม่ดีกว่า”

“เอ้ายัยนี่อย่าเพิ่งไปสิรอด้วย” ไอ้จ๋ากระโดดลงจากแคร่วิ่งตามน้ำส้มไปทางบ้านของตัวเอง วันนี้ทั้งสองหยุดพร้อมกันอีกวัน ไอ้จ๋าที่ช่วงนี้กำลังว่างจากงานไร่งานนาจึงถือโอกาสขับรถเข้าไปหาน้ำส้ม แต่มีหรือที่มันจะบอกอีกคนดี ๆ ว่าตั้งใจมาหา แบบนั้นก็ไม่ใช่ไอ้จ๋าจอมเกรียนแห่งบ้านทุ่งดอกจานนะสิโว้ย!

ต่อจ้าาาา

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo


“จ๋าไปไหนมา”

“ธุระ”

“อ๋อ แล้วทำธุระเสร็จหรือยัง”

“เออ”

“ไปไหนต่อ”

“กลับ”

“รีบเหรอ”

“ไม่เท่าไหร่..”  ไอ้จ๋ายักไหล่อย่างไว้ท่าแล้วยืนกอดอกยักคิ้วข้างเดียว ให้คนที่อยู่ในฐานะแฟนยิก ๆ “ยิ้มอะไรยัยส้มเน่า”

“แค่ดีใจที่แวะมาหาน่ะ”

“แค่เนี๊ยะ ฉันมาธุระหรอกเลยแวะมา”

“นั่นสิเนอะ แต่แฟนมาหาก็ดีใจปะล่ะถึงจะแค่แวะก็เถอะ”

“เออก็ได้วะ ดีก็ดี”  น้ำส้มยืนยิ้มหวานให้ไอ้จ๋าที่ก็พลอยยิ้มออกมาด้วย ตอนนี้ทั้งสองคุยกันอยู่หน้าร้าน แต่เหมือนไม่มีใครสนใจ

“อยากไปขี่รถเล่นปะ”  น้ำส้มหันไปมองในร้าน

“เดี๋ยวไปบอกพ่อก่อน”

“สามนาที”

“โหยใจร้าย”  น้ำส้มรีบวิ่งเข้าบ้านไม่นานก็วิ่งกลับมาดึงแขนได้จ๋าขึ้นรถ

“มันต้องรีบขนาดนั้นมั้ย เอ้าเอาเข้าไป หายใจไม่ทันแล้วน่ะ ลิ้นยังห้อยด้วยน่าเกลียดชะมัดเลยเธอเนี่ย”

“ก็จ๋าให้เวลาเค้าสามนาทีเองนี่”  น้ำส้มทั้งหอบทั้งหายใจถี่ เพราะยังเหนื่อยจากการวิ่งตามหาพ่อไปจนถึงโกดังเก็บของหลังร้าน

“พูดเล่นได้ปะ”

“คนบ้าเอ๊ย”

“หึ ๆ “ แล้วไอ้จ๋าก็ขับรถคันเก่าของมันออกจากตรงนั้น โดยไม่รู้ว่ามีสายตาของใครบางคนมองส่งจนลับตา



%%%%%%



“อาจารย์ฮะ อาจารย์ไม่สบายหรือเปล่าฮะ” น้ำส้มถามเด็ดเดี่ยวอย่างเป็นห่วง หลังจากหมดคาบเรียนในอีกสองวันต่อมา

“เปล่าอาจารย์ไม่ได้เป็นอะไร ขอบใจมากที่ถาม”

“ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ต้องห่วงอาจารย์ ยัยเน่านี่พูดไม่ฟังเลยนะ” ไอ้จ๋าเดินมากอดคอน้ำส้มขณะที่เด็ดเดี่ยวกำลังเก็บอุปกรณ์การสอน นักศึกษาคนอื่น ๆ กำลังพากันทยอยออกจากห้อง

“อาจารย์ไม่ได้เป็นอะไรก็ดีแล้วครับ หึ ๆ “ อาจารย์หนุ่มเหลือบตาขึ้นมองเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะขำของไอ้จ๋า คำพูดที่เหมือนกับว่าเป็นห่วงแต่ที่จริงมันกำลังสะใจอยู่ต่างหาก

“เออ”

“นะ นานขนาดนี้แล้วทำใจเถอะครับลูกพี่”

“..” คนเป็นลูกพี่ถอนหายใจออกมาเบา ๆ เหมือนเหนื่อยล้า ใช่เวลาผ่านมาเป็นอาทิตย์กว่าจะสองอาทิตย์แล้ว ที่ชายหนุ่มไม่สามารถติดต่อต้นกล้าได้เลยตั้งแต่คนหัวแดงกลับบ้าน ทั้งพยายามโทรหา ทั้งส่งข้อความ ทำทุกช่องทางก็ไม่สามารถติดต่อได้ และตอนนี้เด็ดเดี่ยวกำลังวางแผนจะลงกรุงเทพฯ แต่ติดที่ว่าไม่รู้ที่อยู่ของอีกคนนี่ล่ะ และคงต้องยอมให้ไอ้จ๋าอีกแล้วหากอยากได้สิ่งที่ต้องการ “ว่าแต่”

“ครับ ว่าแต่อะไรครับ”

“ที่อยู่ บ้านต้นกล้าที่กรุงเทพแกรู้จักปะ”

“ไม่รู้ครับ”

“จ๋า” ไอ้จ๋าบีบไหล่น้ำส้มไม่ให้ขัดทั้งที่ยังยิ้มหน้าตายให้ลูกพี่รองของมัน

“ว่าแต่ลูกพี่ถามทำไมครับ”

“ช่างเถอะงั้น”

“เฮ่อ ไอ้จ๋าก็เห็นใจอยู่นะครับลูกพี่แต่ก็จนปัญญา”

“จ๋าทำไมใจร้ายอย่างนี้นะ” น้ำส้มปัดมือไอ้จ๋าออกจากคอ ยกมือไหว้ลาเด็ดเดี่ยวแล้วเดินออกจากห้องไป โดยไม่สนใจไอ้จ๋าที่มองตามตาละห้อย

“สม”

“อ้าว”

“เป็นไงล่ะ หงอเลยสิ”

“โอ๊ยเรื่องแค่นี้เดี๋ยวไอ้จ๋ากระดิกนิ้วทีเดียวก็หายงอนแล้วครับ” ไอ้จ๋ายืดอกบอกอย่างมั่นใจ

“เออ ตกลงว่าถึงขั้นไหนแล้ววะ”

“ขั้นที่ความสัมพันธ์พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ละครับลูกพี่ ไม่เหมือนคนบางคนหรอกที่...โอ้ยอย่าให้ไอ้จ๋าพูดเลยบาปเปล่า ๆ “

“เออ เลิกเล่นเมื่อไหร่ก็บอกความจริงมาสักที”

“อ้าว ลูกพี่รู้หรือครับว่าไอ้จ๋ากำลังเล่น”

“เออ ไม่รู้หรอกมั้ง”

“แหม ไอ้จ๋าก็นึกว่าความรักจะทำให้ตาบอดสนิทซะอีก” ไอ้จ๋าลากเสียงยาวพูดเสียงเล็กเสียงน้อยอย่างนึกสนุก ที่ดูเหมือนว่าเด็ดเดี่ยวจะเป็นใจยอมให้คนขี้แกล้งอย่างมันสนุกได้เต็มที่จริง ๆ เลยงานนี้ แต่พอรู้ว่าคนถูกแกล้งรู้ทันมันเองก็ชักจะเริ่มไม่สนุกแล้ว

“แค่มีเรื่องให้คิดโว้ย”

“อะนั่นแหนะ ไอ้จ๋าก็นึกว่ากลัวถูกทิ้งจนไปไม่เป็นอ่าเนอะ”

“ระวังตัวแกเองเถอะว่ะ”

“ไอ้จ๋าลอยลำแล้วครับลูกพี่ ไปละคนไม่สำคัญอยากไปตามหาหัวใจก็อย่าลืมบอกไอ้จ๋าก่อนก็แล้วกัน”

“หมายความว่ายังไง”

“เออน่า ถ้าจะไปตามหากันจริง ๆ ก็บอกไอ้จ๋าบ้าง เผื่อพระเอกอย่างไอ้จ๋าไปช่วยหา คึ ๆ ”

“ก็เอาที่อยู่มาสิ”

“ไม่มี้ ไม่มีครับ” เด็ดเดี่ยวแสยะปากทำท่าเข่นเขี้ยวใส่ไอ้จ๋า ก็รู้ล่ะนะว่ามันแกล้งพูด ถึงยังไงมันเองก็ต้องรู้ที่อยู่บ้านของต้นกล้าที่กรุงเทพอยู่แล้วแน่นอน แค่มันยังไม่อยากบอก แต่มันจะยอมบอกตอนไหนนี่สิที่เขาต้องทำใจให้เย็นเพื่อเเรอ

“ไปล่ะครับลูกพี่เจอกันที่บ้านนะครับ ไปบางกอกเมื่อไหร่ก็บอกไอ้จ๋าก่อนด้วยอย่าลืมเด้อ” ไอ้จ๋ากระซิบทิ้งท้ายแล้วเดินออกจากตรงนั้นไป เพราะมันรู้จักลูกพี่อันดับสองของมันดี ว่าลองได้ตั้งใจทำอะไรแล้วต้องทำให้ได้ มันจึงต้องย้ำเผื่อไว้ก่อนจะได้ทัดทานทัน หากเด็ดเดี่ยวจะไปตามหาหัวใจจริง ๆ เพราะไอ้จ๋าคงปล่อยให้ลูกพี่รองเดินทางเสียเที่ยวไม่ได้ ถึงจะสนุกที่ได้แกล้งยังไง ก็คงไม่ปล่อยให้ไปตามกันถึงกรุงเทพเมืองฟ้าอมร ทั้งที่อีกไม่กี่วันลูกพี่ใหญ่ของมันก็จะกลับมาแล้ว

หึ ๆ ปล่อยให้หงอยอีกสักวันก็แล้วกัน ไอ้จ๋าเดินยิ้มออกจากห้องเรียนมา ทิ้งให้ลูกพี่รองเก็บของด้วยใบหน้าที่หงอยลงยิ่งกว่าเก่า คิดดูว่าหากเป็นปกติไอ้จ๋าคงโดนเด็ดเดี่ยวแซวเรื่องน้ำส้มไปแล้วแต่นี่กลับไม่ นั่นแสดงว่าลูกพี่เดี่ยวของมันคงกำลังเครียดอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวล่ะ

ส่วนเด็ดเดี่ยวก็ทำได้แค่มองตามหลังไอ้จ๋าไป เข้ารู้ว่ามันรู้เรื่องทุกอย่างดี รู้ดีว่าคนหัวแดงที่กลับกรุงเทพเป็นอย่างไรอยู่ยังไง รู้ว่ามันรู้ว่าบ้านต้นกล้าที่กรุงเทพอยู่ที่ไหน แต่แล้วยังไงล่ะในเมื่อมันสนุกที่ได้แกล้งเขาก็จะปล่อยมันไป เพราะตัวเขาเองก็ใช่ว่าจะสามารถเข้ากรุงเทพได้อย่างที่ใจต้องการมันวันนี้เดี๋ยวนี้ซะที่ไหน ด้วยภาระหน้าที่ที่เขาต้องรับผิดชอบ ที่หากทิ้งไปใครหลายคนก็ต้องมาเดือดร้อนไปด้วย ซึ่งเด็ดเดี่ยวคงทำแบบนั้นไม่ได้แน่ ตอนนี้ถึงแม้ใจจะลอยไปถึงเมืองหลวงแล้ว แต่ตัวก็ยังอยู่เพื่อจัดการและสะสางงานในหน้าที่ของตัวเองให้เสร็จสิ้น จะได้ไปตามหาหัวใจของตัวเองสักที

“นี่คนสวย วันนี้ไปหาอะไรกินด้วยกันมั้ย” ไอ้จ๋าเดินออกมาทันได้ยินเสียงชักชวนกันหาของกิน แล้วตามมาด้วยเสียงโห่แซวมันจึงหันไปดู แต่ก็ต้องรู้สึกขัดใจขึ้นมาเป็นอย่างมาก เมื่อคนที่กำลังถูกชวนจากกลุ่มนักศึกษาหนุ่มสามสี่คนนั้นคือน้ำส้ม หนำซ้ำไอ้พวกนั้นมันไม่ชวนเฉย ๆ แต่ดึงมือของน้ำส้มเอาไว้ด้วยนี่สิที่ทำให้ไอ้จ๋าเดือดขึ้นมาทันที

“เฮ้ยพวกมึง”

“ว่าไงวะไอ้จ๋า” ไอ้จ๋าสีหน้าเอาเรื่องทำท่าทางพยักพเยิดไปที่มือของนักศึกษาคนแรก ที่หันมาถามมัน ซึ่งก็เป็นเพื่อนคุ้นหน้าคุ้นตาที่เรียนด้วยกันนี่แหละ แต่อยู่คนละกลุ่ม

“มือมึง”

“เออ มือกูทำไมวะ”

“ปล่อยไงวะ” ไอ้จ๋าบอกพลางเดินเข้ามาหาด้วยหน้าตาที่เอาเรื่องอยู่ไม่น้อย เมื่อเห็นน้ำส้มพยายามสะบัดข้อมือตัวเองออกแต่ไม่หลุด เพราะถูกจับแน่นจนข้อมือแดงไปหมดแล้ว

“พวกกูแค่ชวนน้องเขาไปกินข้าวปะ” คนที่สองบอก

“อย่ายุ่ง ปล่อยมือ”

“เออ” คนแรกบอกพร้อมกับปล่อยข้อมือน้ำส้มให้เป็นอิสระ

“กลับ” ไอ้จ๋าหันมาบอกน้ำส้มเบา ๆ แต่อีกคนกลับทำหน้าบึงตึงให้

“ชิ” น้ำส้มที่ยังโกรธไอ้จ๋าเรื่องแกล้งเด็ดเดี่ยว จึงสะบัดหน้าแล้วเดินหนีไป ทิ้งให้ไอ้จ๋ามองตามงง ๆ จนเมื่อได้ยินเสียงทักนั่นแหละมันถึงได้รู้ตัว

“ตกลงมึงกับ...นั่นน่ะ” นักศึกษาคนที่สามพูดขึ้นแล้วบุ้ยหน้าไปทางที่น้ำส้มเดินไปก่อนจะพูดต่อ” มีซัมติ้งจริง ๆ เหรอ”

“ซัมติ้งอะไรของมึงวะ”

“แซบมั้ยวะ”

“พูดดี ๆ “

“เอ้าไอ้นี่เอาตรง ๆ มึงกินไปแล้ว” ?

“ปากแบบนี้มึงอยากกินบ้างมั้ย”

“กินอะไรถ้ากินนั่นล่ะก็..อืม น่าสนว่ะ” คนแรกพูดแล้วบุ้ยหน้าไปทางที่น้ำส้มเดินไปอีกครั้ง ทำท่าทางคิดแบบกวน ๆ นั่นยิ่งทำให้ไอ้จ๋าเดือดปุด ๆ อยู่ข้างใน ถึงจะเป็นเพื่อนร่วมชั้นและรู้จักกันในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่มีสิทธิ์จะมาพูดแบบนี้กับคนของมัน ไอ้จ๋ากัดฟันข่มอารมณ์ด้วยว่านี่คือสถานศึกษา ถึงจะเจอพวกปากหมามันก็ไม่ควรมีเรื่อง

“ถ้ายังพูดจาไม่ให้เกียรติคนอื่นมึงได้กินโปรตีนกูเป็นอาหารเสริมแน่” ไอ้จ๋าเน้นคำว่าตีนแล้วกัดฟันกรอดเพื่อระงับความโกรธ

“โว้ยไอ้นี่เอาจริงเหรอมึง กูแซวเล่น”

“ไม่ใช่เรื่อง”

“เออ ๆ โทษว่ะ ไปพวกมึง” แล้วทั้งหมดก็เดินออกไปจากตรงนั้น โดยมีสายตาดุของไอ้จ๋ามองตามอย่างคาดโทษ ก่อนที่มันจะเดินตามน้ำส้มไป 


*****************
ต่อพรุ่งนี้จ้าาาาา

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2314
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

ค้างคาอ่ะ  ไม่อยากรอ  อิอิ

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8260
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +140/-6

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo


บ่ายวันใหม่หลังจากผ่านไปอีกสองอาทิตย์

“ยินดีต้อนรับสู่บ้านทุ่งดอกจานครับคุณยาย คุณลุง คุณป้า” ไอ้จ๋ายกมือไหว้และกล่าวตอนรับยิ้มหน้าบาน ความปีติยินดีเต็มตื้นหัวใจเป็นยิ่งนัก กับการกลับมาของผู้ใหญ่ทั้งสาม เมื่อประตูรถเปิดออกไอ้จ๋ารีบกุลีกุจอเข้ามารับ และช่วยประคองคุณยายที่กำลังจะก้าวลงจากรถตู้ มีคุณนภาประคองอีกข้างตามลงมาด้วยคุณกวิน และต้นกล้า

“เป็นไงบ้างจ๋า” คุณยายประไพศรีวางมือลงที่หัวไหล่ของไอ้จ๋าที่ยืนค้อมตัวลงเล็กน้อย มือเหี่ยวย่นเพราะความชราลูบหลังลูบไหล่ของมันเบา ๆ แล้วถามไถ่

“ทุกอย่างเรียบร้อยครับคุณยาย”

“แล้วฉันล่ะแกไม่ยินดีเหรอวะ” ต้นกล้าท้วงเมื่อลงมายืนสูดอากาศที่แสนคิดถึงเข้าเต็ม ๆ ปอดแล้ว เขาเพิ่งนึกได้ว่าในชื่อที่มันกล่าวต้อนรับไม่มีชื่อตัวเองอยู่ในนั้น

“ก็ยินดีสิครับแหม แต่ว่าลูกพี่เพิ่งไปได้ไม่กี่วันเอง ไอ้จ๋ายังรู้สึกว่าลูกพี่ไม่ได้ไปไหนเลยครับ”

“ไม่กี่วันอะไรนี่มันเกือบเดือนเลยนะเว้ย”

“นั่นแหละครับไม่นานสำหรับไอ้จ๋าเลย” แต่อาจจะนานเหมือนเป็นปีสำหรับใครบางคนที่เฝ้ารอ เช้า สาย บ่าย เย็น

“ไงวะสบายดีนะเอ็ง” คุณกวินทักขึ้น

“ไอ้จ๋าสบายดีครับ ว่าแต่คุณลุงมีสูตรเด็ดอะไรครับเนี่ย ถึงได้ยังดูหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยวตลอดอย่างนี้ ว่าง ๆ ก็แนะนำไอ้จ๋าบ้างนะครับ”

“บ๊ะ ไอ้นี่พูดจารื่นหูดีแท้” ทั้งวงฮาครืนกับคำหยอดของไอ้จ๋า ที่เล่นเอาคุณกวินยิ้มหน้าบานไปเลยทีเดียว แม้จะรู้ว่ามันแค่พูดเอาใจก็ตามเถอะ ลูกหลานเอ่ยชมทั้งทีมันก็ต้องมีปลื้มปริ่มกันบ้างล่ะ

“มาแล้วเหรอจ้ะ ขึ้นบ้านกันก่อนเถอะจ้ะ” แม่แจ่มใจที่เพิ่งเดินมาถึงยกมือไหว้คุณยาย คุณนภาลูกพี่ลูกน้องผู้มีศักดิ์เป็นพี่ สาว และคุณกวินผู้มีศักดิ์เป็นพี่เขย แล้วเข้ามาประคองคุณยายแทนไอ้จ๋าจึงไปช่วยลูกพี่ใหญ่ของมันขนของขึ้นบ้าน

“แล้วพี่สมควรไปไหนล่ะแม่แจ่ม” คุณนภาถามหารุ่นพี่ที่มีศักดิ์เป็นน้องเขย

“รายนั้นออกไร่ยังไม่เข้ามาเลยจ้ะพี่นภา”

“ขยันจริง ๆ “ทั้งหมดพากันพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันอย่างคิดถึงฉันท์เครือญาติ ที่คุยกันกำลังออกรสได้ที่ก็พอดีกับ....

เอี๊อดดดดด !!!

เสียงล้อรถบดกับถนนคอนกรีตซึ่งเป็นทางเข้าสู่ตัวบ้านเสียงดัง เรียกให้ทุกคนหันไปมองยังจุดเดียว ถัดจากท้ายรถตู้คันใหญ่ไปประมาณห้าเมตรนั้น รถกระบะสี่ประตูสีขาววิ่งเข้ามาด้วยความเร็วและจอดลงอย่างกระทันกัน

“ต้นกล้า” เด็ดเดี่ยวเรียกคนหัวแดงที่กำลังยืนอึ้งมองเขาอยู่ ด้วยเสียงที่ไม่บอกก็รู้ว่าเจ้าตัวดีใจมากแค่ไหน กับการกลับมาของต้นกล้า ทั้งที่เมื่อวานยังคิดอยู่ว่าจะไปตามหาที่กรุงเทพฯ ทั้งที่หลายวันก่อนไอ้จ๋ามันบอกไม่รู้ว่าต้นกล้าจะกลับวันไหน ชายหนุ่มทำอะไรต่อมิอะไรด้วยหัวใจที่เลื่อนลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัวมาเกือบเดือน เพราะเอาแต่คิดถึงคนหัวแดงคนนี้ แล้วไหนไอ้จ๋าที่มันเพิ่งจะบอกอีก ว่าต้นกล้ายังไม่มีกำหนดกลับมาง่าย ๆ นี่ดีนะที่เขาตาไว ขณะที่กำลังขับรถมาช้า ๆ มองต้นไม้ใบหญ้าข้างทางไปเรื่อยเปื่อย จากหางตาเขาเห็นรถตู้คันใหญ่วิ่งสวนมา โดยตอนแรกก็ไม่ได้ให้ความสนใจหรอก เพราะนึกว่าเป็นรถผ่านทางธรรมดา แต่พอเหลือบดูกระจกมองหลังเห็นทะเบียนยาว ๆ เหมือนจะเป็น ‘กรุงเทพมหานคร’ เลยหันกลับไปมองให้เห็นมันชัด ๆ และนั่นมันทำให้ใจของเขาเต้นแรงขึ้นมาทันที เพราะมันคือ ‘กรุงเทพมหานคร’ อย่างที่คิดจริง ๆ แล้วสัญชาติญาณมันก็บอกว่า รถคันนี้กำลังพาคนที่ใจโหยหากลับมาให้แล้ว ก้อนเนื้อในอกมันเต้นแรงเพื่อส่งเลือดสูบฉีด จนกลัวว่าเส้นเลือดในสมองจะแตกตายเอา

เด็ดเดี่ยวเบรกรถกะทันหันเพื่อตั้งสติ เอาจริง ๆ ก็ยังไม่กล้าคิดและไม่อยากหลอกตัวเอง จนกระทั่งเห็นรถตู้เลี้ยวไปอีกทาง อันเป็นทิศทางเดียวกันกับทางไปบ้านไม้หลังใหญ่ของคุณยายประไพศรี แต่กระนั้นก็ยังไม่ยอมกลับรถเพื่อตามไปดู เพราะชายหนุ่มต้องการเรียกความมั่นใจและความแน่ใจให้ตัวเองเสียก่อน ว่าที่เห็นนั่นไม่ใช่การหลอกตัวเอง เด็ดเดี่ยวไม่ได้ฝันไป เขาไม่ได้ตาฝาด มันไม่ใช่ภาพลวงตา เขาไม่ได้คิดมากจนเห็นภาพหลอน นี่คือความจริง ผ่านไปเป็นครู่พอตั้งสติได้จึงกลับรถแล้วขับตามหัวใจของตัวเองมา

“ลูกพี่เดี่ยว” ได้ยินเสียงไอ้จ๋าดังแว่วเข้ามาในหูแต่เขาไม่สนใจ เพราะตอนนี้สองตาและหัวใจอยู่ที่ใครคนนั้นที่กำลังมองมาที่เขาเหมือนกัน ตาประสานตาแต่เด็ดเดี่ยวไม่รู้ว่าใจมันยังประสานกันอยู่หรือเปล่า เพราะอีกคนทิ้งให้หงอยเหงาไปตั้งหลายวัน เขารู้ว่าตัวเองเป็นเอามาก แต่ความรักมันมักจะเป็นเช่นนี้ไม่ใช่หรือ ยิ่งถูกทิ้งให้อยู่กับความสงสัยมันยิ่งทรมาน ส่วนไอ้หมาหน้าดำมันต้องถูกคิดบัญชีย้อนหลังแน่นอน

“ต้นกล้า” คิดว่าตัวเองเรียกอีกคนด้วยเสียงที่ดังมากทีเดียว แต่ในความจริงแล้วมันกลับเป็นเพียงเสียงกระซิบแผ่ว ๆ ที่ผ่านริมฝีปากออกมาเท่านั้น เหมือนสายลมเลื่อนลอย แต่คนที่กำลังมองตอบก็รู้ว่าถูกเรียก ต้นกล้าหน้าตึงและยังยืนนิ่งอยู่ดูเหมือนจะทำตัวไม่ถูก แต่ก็ไม่อาจละสายตาไปมองทาอื่นได้ เพราะต้องยอมรับกับตัวเองว่าตลอดเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา คนคนนี้คือคนที่อยู่ในห้วงความคิดถึงตลอดเวลา และเพราะความคิดถึงนี่แหละที่ทำให้ต้นกล้าไม่อาจละสายตาไปจากใบหน้าคมกร้านแดดนี้ได้

“มาได้ไงวะเนี่ย” ไอ้จ๋าบ่นเบา ๆ มือก็เกาหัวตัวเองไปด้วย เพราะไม่คิดว่าเด็ดเดี่ยวจะมาไวปานนี้ แต่ก็ดีแล้วล่ะ เพราะตัวมันเองก็ชักหมดสนุกที่ได้แกล้งแล้ว หนำซ้ำยังโดนแฟนโกรธไม่ยอมพูดด้วยตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ นี่คงเป็นกรรมที่ตามมาทัน แต่มีหรือว่ามันจะหวั่นเกรง

“ลูกพี่ครับ” ไอ้จ๋าหันมาทางต้นกล้า พบว่าลูกพี่ใหญ่ของมันก็ไม่แพ้ลูกพี่รอง ทั้งสองกำลังประสานสายตาราวกับว่าไม่ได้เจอมาเป็นปี ไอ้จ๋าล่ะให้นึกคับปากยิบ ๆ อยากพูดแซวอยากพูดแซะอะไรออกมาบ้าง แต่ดูเหมือนว่าลูกพี่ทั้งสองจะไม่สนใจใครหน้าไหนอีกแล้ว ตามองตากันส่งสัญญาณและสายใย มองข้ามหัวไอ้จ๋าไปราวกับว่ามันเป็นหมาตัวหนึ่ง ไอ้จ๋าจึงได้แต่แบะปากอย่างนึกหมั่นไส้ ยืนมองคนทั้งสองสลับไปมาจนตาจะเข ยิ่งเมื่อระยะห่างลดลงเรื่อย ๆ เพราะเด็ดเดี่ยวเดินเข้ามาใกล้ ไอ้จ๋ายิ่งรู้สึกเหมือนกับว่ามันเป็นหมาตัวหนึ่งจริง ๆ และเป็นหมาหัวเน่าซะด้วยจึงไม่ได้รับความสนใจ และมันควรจะไสหัวไปจากตรงนี้ได้แล้ว แต่ขณะที่มันกำลังจะก้าวขาออกไปนั่นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นทำลายความเงียบเสียก่อน

“มาทำไมวะไอ้ไหนุ่ม” เสียงเข้มที่ดังพอสมควรทำให้เด็ดเดี่ยวสะดุ้งรู้สึกตัว เขาละสายตาจากใบหน้าหล่อเกาหลีที่ฝันถึงทุกคืนไปทางต้นเสียง แม้จะยังตกใจไม่หาย แต่ก็ไม่ลืมยกมือไหว้ผู้ใหญ่ตามมารยาทอันดีงาม ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมา

“สวัสดีครับ คุณอา สวัสดีครับคุณยาย คุณอานภา”

“พ่อเดี่ยว ไปไหนมาลูกทำไมขับรถซะเร็วเลยมันอันตรายนะ ยายเป็นห่วง”

“ผมขอโทษครับ พอดีรีบมากเกินไป”

“ทีหลังไม่ต้องรีบก็ได้ บ้านนี้อยากมาเมื่อไหร่ก็มาได้ตลอดนั่นแหละ”

“ครับคุณยาย ขอบคุณครับ” เด็ดเดี่ยวยกมือไหว้ขอบคุณคุณยาย แต่ก็ต้องรู้สึกเสียวสันหลังวาบเมื่อหันไปสบตากับคุณกวิน ที่ยืนมองมาที่เขาตาขวาง

“งั้นขึ้นไปคุยกันบนบ้าน มา ๆ พ่อเดี่ยวมา ไปยังไงมายังไงมาคุยกับยายก่อน ยายคิดถึง”

“ครับ” เด็ดเดี่ยวรับคำคุณยายแล้วหันมาช่วยต้นกล้ากับไอ้จ๋าถือของขึ้นบ้าน โดยไม่ลืมส่งสายตาคาดโทษไปให้ไอ้จ๋าที่มันหลบตาทันที โทษฐานที่มันไม่บอกความจริงว่าต้นกล้าจะมาวันนี้

“มาสิพ่อกวิน ไม่เหนื่อยเหรอ ขึ้นมาพักผ่อนบนบ้านก่อน” เมื่อเห็นลูกเขยยังยืนทำหน้าตึงอยู่ที่เดิม คุณยายจึงหันมาเรียก แล้วเดินนำขึ้นบ้านไป โดยมีคุณนภาผู้เป็นลูกสาวคอยประคองอยู่ข้าง ๆ ตามด้วยแม่แจ่มใจที่ช่วยถือกระเป๋าถือของคุณยายตามไปด้วยอีกคน ส่วนคุณกวินได้แต่เดินตามแม่ยายไปเงียบ ๆ แต่ก็ยังหันกลับไปมองเจ้าของร่างสูง ลูกชายของคู่ปรับเก่าด้วยสายตาไม่เป็นมิตร เพราะไม่ชอบใจที่เห็นไอ้หนุ่มนี่มันคอยมาวนเวียนที่นี่ เขาไม่ชอบหนุ่มรุ่นลูกคนนี้มาแต่แรก ด้วยว่านี่คือลูกชายคนโตของไอ้คู่ปรับ แล้ววันนี้ยิ่งให้รู้สึกไม่ชอบใจเข้าไปใหญ่ กับแววตาที่ดูสดใสมีประกายยามที่มองไปที่ลูกชายของตัวเอง คุณกวินไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าคนหวงลูกแล้วพาลหวงไปทุกอย่าง และโดยพื้นฐานที่ไม่ชอบคนพ่ออย่างกำนันอาจหาญด้วยแล้ว เลยพาลไม่ชอบลูกชายของกำนันเข้าไปด้วย

“ต้นกล้าทำไมทิ้งพี่ไปไม่บอกกันแบบนี้” คล้อยหลังผู้ใหญ่เด็ดเดี่ยวเปิดฉากถามถึงสิ่งที่คาใจทันที แต่เขาลืมไปว่ายังมีไอ้หมาหน้าดำยืนทำเกรียนหูผึ่งอยู่ข้าง ๆ นี่ไอ้จ๋าไม่ได้ตั้งใจแอบฟังลูกพี่ทั้งสองเลยนะ ก็อยากมาพูดกันตรงนี้เองทำไมล่ะ ไอ้จ๋าไม่ได้อยากฟังเลยจริง จริ๊ง

“เปล่าเถอะ”

“เดี๋ยวสิ พี่มีเรื่องอยากถาม” เด็ดเดี่ยวเรียกไว้เมื่อต้นกล้าหันหลังจะเดินขึ้นบ้าน

“..” ต้นกล้าชะงักเท้าหยุดเดินไม่ได้หันกลับมาหาอีกคน แต่หูรอฟังคำถาม ส่วนคนหน้ามึนที่เรียกเขาไว้กลับยังเงียบ จนกระทั่งไอ้จ๋าเตือนต้นกล้าจึงเดินขึ้นบ้านไป

“ลูกพี่ครับอย่าเพิ่งมาถามอะไรกันตรงนี้เลยครับ คุณยายบอกว่าให้ขึ้นไปคุยกันบนบ้านก่อนนะครับ คิก ๆ ” มันก็ไม่ได้บอกเพราะความหวังดีหรอก แค่มันไม่อยากพลาดที่จะได้กวนลูกพี่ทั้งสองเท่านั้นแหละ

“..”

“อูย” ไอ้จ๋าแกล้งทำเป็นสะดุ้งได้อย่างน่าหมั่นไส้ เมื่อเด็ดเดี่ยวหันกลับมามองมันตาขวางไม้แพ้คุณกวิน แล้วจึงเดินตามคนอื่น ๆ ขึ้นบ้านไป โดยไม่พูดอะไรกับมันสักคำ เหลือไว้เพียงไอ้จ๋ากับกระเป๋าสัมภาระหลายใบ เหมือนบอกเป็นนัยว่ามันต้องขนขึ้นบ้านไปคนเดียว ดีที่ลุงคนขับรถมาช่วยหลังจากหลบไปเข้าห้องน้ำเสียนาน

เด็ดเดี่ยวขึ้นบ้านมาผู้ใหญ่ทั้งสี่ ก็นั่งคุยกันอย่างออกรสอยู่แล้วที่ซุ้มชานบ้านมุมโปรด ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นคุณยายถามแม่แจ่มใจเรื่องงานในไร่ในนาช่วงที่คุณยายไม่อยู่ คุณยายประไพศรีนั่งเด่นเป็นประธาน เมื่อเห็นชายหนุ่มก็เรียกให้เข้าไปนั่งคุยด้วยกัน และคุณยายก็ผูกขาดการตั้งคำถามแต่เพียงผู้เดียว โดยมีเด็ดเดี่ยวคอยตอบคอยอธิบาย บ้างก็เล่าวีรกรรมต่าง ๆ ระหว่างเขากับต้นกล้า ตั้งแต่วันแรกที่หลานชายคุณยายลงดำนาจนถึงวันนี้ ผ่านไปครู่ใหญ่คนแก่ที่นั่งรถมานานเริ่มเหนื่อย เด็ดเดี่ยวเลยเสนอให้คุณยายพักผ่อน

“คุณยายดูเพลีย ๆ คงอยากพักผ่อน เดี๋ยวผมขอตัวลงไปคุยธุระกับไอ้จ๋าก่อนนะครับ“ เด็ดเดี่ยวบอกความตั้งใจที่ไม่ค่อยตรงใจของเขาหรอก ธุระกับไอ้จ๋าเอาไว้คุยเมื่อไหร่ก็ได้เพราะยังไงก็ต้องคิดบัญชี ใจอยากคุยกับคนที่ขอตัวเข้าไปทำอะไรบางอย่างในห้องของตัวเองมากกว่า เขามองคนหัวแดงเดินเข้าห้องตาละห้อย ใจมันลอยตามไปแล้วตั้งแต่ตอนนั้นติดที่ร่างกายยังไปไหนไม่ได้ เพราะนอกจากคุณยายที่ยังคุยกับเขาอยู่ ตาดุ ๆ ของคุณกวินยังจ้องนิ่งเหมือนอยากตอกตรึงให้เขาติดอยู่กับพื้นบ้านมันตรงนี้ ไม่ให้ลุกไปไหนได้

“คนแก่ก็อย่างนี้แหละพ่อเดี่ยว ถ้าไม่ถือสายายขอเอนหลังสักหน่อยก็แล้วกัน”

“ผมสิครับต้องเกรงใจที่มารบกวนคุณยาย”

“จะคุยอะไรกับไอ้จ๋าล่ะครับลูกพี่”

“มีแน่” เด็ดเดี่ยวบอกเสียงเข้มมองไอ้จ๋าที่เดินถือของขึ้นเรือนมาตาดุ

“ถ้าอย่างนั้นก็ตามสบายนะพ่อเดี่ยวไม่ต้องเกรงใจ ยายขอตัวก่อน” คุณยายลุกขึ้นโดยมีแม่แจ่มใจช่วยประคอง

“ปะเดี๋ยวพี่พาไปพักผ่อนสักหน่อยนะจ้ะน้องนภา เมื่อกี้บอกเพลียใช่มั้ย”

“จ้ะ งั้นอาขอตัวอีกคนนะพ่อเดี่ยว”

“ครับ” คุณกวินรีบประคองภรรยาไปที่ห้องพัก คิดว่าหากไม่มีคนอยู่คุยด้วย ไอ้ลูกชายของคู่ปรับเก่ามันจะได้กลับไปสักที โดยไม่รู้ว่าตัวเองนั้นคิดผิด เพราะนี่เขาได้เปิดโอกาสให้หนุ่มรุ่นลูกเข้าให้แล้ว

เด็ดเดี่ยวมองตามหลังคุณกวิน จนว่าที่พ่อตาปิดประตูเข้าห้องไปแล้วนั่นแหละ จึงได้ถอนหายใจออกมาเบา ๆ ในหัวคิดว่าถ้าเขาจะเข้าไปหาต้นกล้าตอนนี้จะดีไหม มันต้องดีสิไม่ได้เจอกันตั้งเป็นเดือนแล้วมันจะไม่ดีตรงไหน หรือว่าจะไม่ดีวะ เพราะเขาควรจะต้องมีความเกรงใจผู้ใหญ่ไม่ใช่หรือ แต่มันอดคิดถึงไม่ได้นี่หว่านี่หัวใจมันเรียกร้องนะ แต่มันจะไม่เป็นการเสียมารยาทเกินไปหรือ ที่จะเข้าไปหากันแบบนั้น แหม..ทำอย่างกับว่าไม่เคยเข้าไปเสียอย่างนั้นแหละ..ไอ้เดี่ยวเอ๊ย!

โธ่เว้ย! เถียงกับตัวเองในใจกลับไปกลับมาตั้งนาน ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ จนกระทั่งในที่สุดความโหยหาคิดถึงมันก็ชนะ ชายหนุ่มสูดหายใจยาวเข้าปอด เพื่อเรียกความมั่นใจแล้วลุกขึ้นยืน

“ลูกพี่จะไปไหนครับนั่น” เด็ดเดี่ยวหันกลับมามองทางต้นเสียงที่ทักขึ้น ชายหนุ่มไม่ได้ตอบคำถามแต่ทิ้งสาตาดุ ๆ คาดโทษไอ้จ๋าเอาไว้เหมือนเดิม แล้วเดินไปทางส่วนหลังของตัวบ้าน จุดหมายปลายทางคือห้องนอนของใครบางคน



ฟอด

“เฮ้ย เข้ามาทำไม” ต้นกล้าพยายามเอี้ยวตัวหันกลับมาโวยวาย เพราะถูกสวมกอดเอาไว้จากข้างหลัง ถึงจะอยู่ในห้องของตัวเอง แต่จะต่อว่าเสียงดังมากก็ไม่ได้ ด้วยข้างนอกนั่นมีทั้งพ่อ แม่ และคุณยาย แถมน้าแจ่มใจกับไอ้จ๋าด้วย จึงได้แต่ต่อว่าผู้บุกรุกเสียงเบาแสดงความไม่พอใจออกมาทางสายตาอย่างไม่ปิดบัง

“พี่คิดถึง ทำไมถึงได้ใจร้ายกับพี่ขนาดนี้” จุ๊บ!

“..” ต้นกล้าตาโต แม้จะเคยโดนมาหมดแล้วทั้งจูบ ทั้งหอม ทั้งกอด ทั้ง...เอ่อ นั่นล่ะ ช่างมันเถอะ แต่ยังไงเขาก็ยังไม่ชินอยู่ดี ไหนจะยังมีผู้ใหญ่อยู่ข้างนอกนั่นอีกตั้งหลายคน ทำไมคนคนนี้ถึงได้หน้าด้านหน้ามึนอย่างนี้นะ นี่เข้ามาก็ว่าเสียมารยาทเกินไปแล้ว ยังจะมาทำตัวรุ่มร่ามกับเขาอีก “อย่ารุ่มร่ามสิออกไปก่อน”

“ทำไมต้นกล้าใจร้ายกับพี่อย่างนี้ล่ะ” เด็ดเดี่ยวตัดพ้อใบหน้าหล่ออย่างไทยแท้บึ้งตึง จับคนในอ้อมแขนให้หันกลับมาเผชิญหน้ากัน

“เราไปทำอะไรให้ล่ะ”

“ต้นกล้ามีความผิดหลายกระทงเลยรู้มั้ย”

“ไม่รู้เพราะเราไม่ได้ทำอะไรผิด”

“ไม่รู้เดี๋ยวพี่จะบอกให้”

“จะบอกก็บอกดี ๆ สิปล่อยเราก่อน” ใช่เมื่อเด็ดเดี่ยวบอกว่าต้นกล้ามีความผิด ชายหนุ่มก็รวบร่างของคนที่ขืนตัวออกห่างเข้าสู่อ้อมกอดเหมือนเดิม และกอดแน่นขึ้นกว่าเดิมจนแทบหายใจไม่ออก

“ไม่ได้หรอก เดี๋ยวคนเกเรจะหนีพี่ไปอีก”

“เราไม่ได้หนีเหอะ”

“หนีไปไม่บอกไม่กล่าว พี่ทำผิดอะไร ไม่พอใจอะไรก็บอกพี่หน่อยสิ”

“เหอะ”

“ต้นกล้าต้องโดนลงโทษ”

“เรื่องอะไร”

“ความผิดเยอะมาก” จุ๊บ เขาถือโอกาสจูบลงที่หน้าผากมนของคนในอ้อมแขน เหมือนเป็นการลงโทษประกอบคำพูดที่บอกว่า ‘ความผิดเยอะมาก’ อย่างคนที่อดใจเอาไว้ไม่อยู่ นัยน์ตาของเด็ดเดี่ยวโชนแสงปรารถนาแรงอย่างไม่ปิดบัง

“อย่ามาตู่นะ..”

“.ผิดที่หนีพี่ไปไม่บอกกัน” จุ๊บ ริมปากสีระเรื่อได้รูปถูกลงโทษเป็นลำดับต่อมาด้วยจูบหนัก ๆ กดแนบลงแต่ไม่ได้รุกล้ำภายใน

“! .”

“ผิดที่ทำให้พี่คิดถึงแทบขาดใจ” ฟอด แก้มซ้ายที่แดงระเรื่อน่ามองเป็นที่รองรับโทษลำดับต่อมา จูบแล้วก็สบตากันอยู่อย่างนั้นจนคนในอ้อมกอดสั่นสะท้าน ต้นกล้าเม้มปากแน่นไม่ให้ตัวเองยิ้ม บอกตัวเองว่าอย่าใจอ่อนกับการะกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ ส่ายหน้าและเอ่ยค้านเบา ๆ

“เปล่า..”

“ผิดที่ไม่ยอมรับสายพี่” ฟอด ฟอด จากแก้มซ้ายแล้วย้ายมาแก้มขวาด้วยการกดจมูกโด่งเป็นสันลงหนัก ๆ จนเจ้าของแก้มนวลโวยวาย

“โอ๊ย มากไปแล้ว...”

“ต้นกล้าผิดที่ทำให้พี่คิดถึงจนไม่เป็นอันกินอันนอน” ฟอด ฟอด ฟอด เน้น ๆ ย้ำ ๆ ลงบนแก้มทั้งสองข้างสลับกันไปมา เหมือนอยากบอกว่าความผิดนี้ของต้นกล้ามีโทษสถานเดียว คือต้องยอมให้เด็ดเดี่ยวกระทำการทุกอย่างตามอำเภอใจ อย่างที่เขากำลังทำ แต่ความจริงที่คนตัวโตรู้ดีนั่นก็คือ ชายหนุ่มโหยหาเจ้าของร่างสูงโปร่งนี่เหลือเกิน โหยหาจนห้ามใจตัวเองไม่อยู่ โหยหาอย่างคนหลงใหลจนต้องทำตามใจตัวเองอย่างนี้ โดยเอาบทลงโทษมาเป็นข้ออ้าง

“มากไปแล้วนะ”

“ใช่ผิดมากเลยล่ะ”

“ที่พูดมาไม่มีอะไรเกี่ยวกับเราเลยนะ”

“คนดื้อ”

“ปล่อยหายใจไม่ออกแล้วจะกอดอะไรนักหนาเนี่ย”

“กอดชดเชย” ตุบ! “เฮ้ย “สิ้นเสียงบอกของเด็ดเดี่ยวตามมาด้วยเสียงดังตุบเหมือนของหนัก ๆ ตกลงบนที่นอน จากนั้นเป็นเสียงอุทานตกใจของต้นกล้าที่ไม่ทันได้ตั้งตัว เมื่อร่างทั้งสองถูกคนตัวโตกว่า รั้งให้ทิ้งตัวลงไปบนเตียงนุ่มด้วยกันอย่างรวดเร็ว ต้นกล้าได้แต่ร้องอุทานออกมาเพราะความตกใจ โดยไม่ลืมรักษาระดับเสียงเพื่อไม่ให้ใครที่อาจจะอยู่ด้านนอกได้ยิน เด็ดเดี่ยวพลิกตัวขึ้นคร่อมอยู่ข้างบนรวดเร็วทันใจตัวเอง แววตามีแต่แสงแห่งความต้องการ แต่ใบหน้าของชายหนุ่มกลับยังคงดูบึ้งตึงแบบที่คนงอนเขาชอบทำ คนตัวโตใช้แววตานั้นจับจ้องใบหน้าหล่อเกาหลี จนต้นกล้าสั่นสะท้านหายใจถี่ ไม่รู้เพราะตื่นเต้นกับแววตาน่าหลงใหลหรือตกใจที่ถูกจู่โจม

“ใครสั่งใครสอนให้พูดแบบนั้นออกทีวี”

“เหยอ ได้ดูด้วยเหรอ” ใบหน้าหล่อเกาหลีดูเหวอจริง ๆ เพราะเขาไม่คิดว่าคนอย่างเด็ดเดี่ยว จะมาดูรายการอะไรแบบนี้ ต้นกล้าคิดไม่ถึงจริง ๆ

“ได้ดูสิ แล้วมันก็ทำให้พี่..” เด็ดเดี่ยวหน้านิ่งไปจนต้นกล้าใจเสีย แต่ก็ยังรอฟังว่าคนตัวโตจะพูดอะไรออกมา

“..??” เมื่ออีกคนยังเงียบจึงเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม เด็ดเดี่ยวก็ไม่มีทีท่าว่าจะพูดต่อ เขาทำแค่ถอนหายใจหนัก ๆ ออกมาแล้วเม้มปากแน่น จากนั้นก็เอาแต่เงียบและใช้สายตาหงอย ๆ ที่ทำให้ต้นกล้าเห็นแล้วรู้สึกผิดเป็นอย่างมากมองตอบ ความปรารถนาในคราแรกหมดไปแล้ว เมื่อคิดถึงคำตอบของต้นกล้าวันนั้น’ ไม่มีครับ’ เพราะมันทำให้เด็ดเดี่ยวรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความหมายอะไร เหมือนไม่ได้อยู่ในสายตาของอีกคนเลยด้วยซ้ำ

“มัน..” ต้นกล้าที่ใจสั่นอยู่แล้วพาลสั่นยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพราะลึก ๆ ก็ห่วงความรู้สึกของกันอยู่ไม่น้อย คนหัวแดงเม้มปากตัวเองแน่นก่อนจะถามออกมา

“อะ อะไร มันอะไร”

“มัน..”

“อือฮึ” คิ้วได้รูปของต้นกล้าถูกยกขึ้นอีกครั้งเป็นเชิงบอกว่ารอฟังอยู่ ทำให้เด็ดเดี่ยวมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตาสวยจับจ้องที่ปากของคนตัวโตกว่า เหมือนรอให้คำพูดหลุดออกมา จึงไม่รู้สึกตัวเลยว่าบัดนี้เสื้อยืดของตัวเอง ถูกมือใหญ่ถลกขึ้นสูงมากแล้ว

ต่ออ จ้า

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo



“มันทำให้พี่...”

“พี่เป็นอะไรล่ะ” เสื้อยืดตัวบางที่ถูกถลกขึ้นเปิดเผยให้เห็นหน้าท้องแบนราบน่าสัมผัส และมือใหญ่สากงานก็กำลังลูบไล้แผ่วเบา

“ทำให้พี่ คิดว่า ต้อง ‘ลงโทษ’ ต้นกล้าสถานหนัก” จุ๊บ!

“อื้ออออ” เฮือก! “บ้าไปแล้ว อย่ารุ่มร่ามกับเราดิ เดี๋ยวข้างนอกก็ได้ยินหรอกออกไปเลยไป” นั่นแหละถึงได้รู้สึกตัวและผลักไสอีกคนออกห่างเป็นพัลวัน หลังจากที่โดนดูดปากหนัก ๆ ไปหนึ่งที จนริมฝีปากสีชมพูจาง ๆ ในตอนแรกขึ้นสีแดงก่ำในตอนนี้เพราะแรงดูด แต่ดูเหมือนว่าการลงโทษยังไม่จบลงเพียงเท่านั้น เพราะเมื่อปล่อยให้ปากของต้นกล้าเป็นอิสระ เด็ดเดี่ยวก็ไถลตัวเองลงด้านล่าง ใบหน้าคมคร้ามอยู่ระดับหน้าท้องแบนราบขาวเนียนที่เขาถลกเสื้อเปิดทิ้งไว้ เด็ดเดี่ยวหายใจหนักนัยน์ตาคมวาวโรจน์ และโดยไม่ทันได้รู้ตัวต้นกล้าก็ถูกคนหน้ามึนงับเข้าที่ผิวเนื้อขาวนวลผ่องตรงหน้าท้องเต็ม ๆ เขี้ยว

“อ๊ากก เดี่ยว เด็ดเดี่ยวเจ็บ” ต้นกล้าพยายามผลักไสให้อีกคนออกห่าง แต่ถึงจะผลักไสยังไงก็ไม่เป็นผลเลย เพราะเด็ดเดี่ยวที่นอกจากจะตัวโตกว่ามาตรฐานชายไทยแล้ว เขายังมากไปด้วยพละกำลังอย่างที่บุรุษเพศผู้แข็งแกร่งพึงมี ยิ่งเมื่อเทียบกับแรงผู้ชายธรรมดาที่เจ้าสำอางอย่างต้นกล้า พละกำลังมันจึงห่างชั้นกันมากโข คนตัวโตเม้มริมฝีปากไปตามเนื้ออ่อน สลับกับการใช้ฟันครูดเหมือนจะกัดไปตามผิวด้วย ทำให้เจ้าของนวลเนื้อเจ็บจี๊ดปนความรู้สึกวาบหวิวสยิวจนสะดุ้ง

“อื้อออ เด็ดเดี่ยวเราจั๊กจี้ อย่า คึคึ”

“เกเรใช่มั้ย”

“อย่า ฮ่า ๆ อ๊ากกก”

“บอกมาก่อนว่าจะเป็นเด็กดีของพี่ได้หรือยัง”

“ปล่อย อื้ออ อ๊ากก เด็ดเดี่ยวปล่อยก่อน เดี๋ยวคุณยายได้ยินหรอก”

“ได้ยินก็ได้ยินสิ พี่จะได้ขอต้นกล้ากับคุณยายซะเลย”

“เฮ้ย อย่าทำอะไรบ้า ๆ นะ ปล่อย อ๊ากก อย่าจี้ โอ๊ย อย่ากัด”

“หึ ๆ “

“พอ ๆ พอแล้วโว้ย ไม่เอาแล้ว ไอ้พี่เดี่ยวพอเดี๋ยวข้างนอกได้ยิน ห้ามให้ใครรู้” กึก! การกระทำทุกอย่างหยุดชะงักลงทันทีที่ได้ยินคำพูดสุดท้าย เจ้าของร่างสูงเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าหล่อใสอย่างไม่เข้าใจ เด็ดเดี่ยวมองตาต้นกล้านิ่งเหมือนกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง อะไรบางอย่างที่จะพอตอบคำถามได้ หลังจากได้ยินคำว่า ‘ห้ามให้ใครรู้’

“ทำไมล่ะ”

“คือ.. เรา”

“..หืม..เราทำไม?”

“เรายังไม่พร้อม” ต้นกล้าบอกเสียงอ่อยหลบสายตา

“แต่พี่พร้อมแล้ว ต้นกล้ากลัวอะไรไม่แน่ใจอะไร” เมื่อเจอคำถามนี้ภาพต่าง ๆ ที่ต้นกล้าบังเอิญได้เห็นก็ไหลเข้ามาในหัวอีกครั้ง ภาพชายหนุ่มเดินหัวเราะยิ้มร่าสบตาหวานซึ้งกับหญิงสาวคนสวยอยู่ในห้าง และเข้าไปกินอาหารด้วยกัน นั่งคุยกันกะหนุงกะหนิง ภาพที่ชายหนุ่มกอดปลอบหญิงสาวคนเดียวกันที่บ้านของตัวเองวันนั้น พร้อมกับเอ่ยคำรักและคำปลอบโยน มันทำให้ต้นกล้านึกกลัวเหลือเกิน ทั้งที่บอกตัวเองไม่ให้คิดมากทุกวัน แต่กลับไม่เคยหยุดคิดได้เลย เพราะภาพที่เห็นมันก็ชวนให้คิดไปไกล จึงไม่มีการถามไถ่และต้องมานั่งคิดมากอยู่อย่างนี้ ก็เห็นออกจะหวานปานนั้นและจะไม่ให้คิดมากได้ยังไงกันล่ะ

ต้นกล้าไม่ลืมง่าย ๆ แต่มีบางสิ่งบางอย่างทำให้เขาไม่คิดจะถามออกไปตรง ๆ แล้วเลือกที่จะเก็บงำเอาไว้ และเก็บมาคิดมากเพียงคนเดียว ถ้าอย่างนั้นก็โยนมันให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ก็แล้วกัน ยังไงต้นกล้าก็ผู้ชายคนหนึ่ง หากอีกคนจะมีผู้หญิงที่จริงจังอยู่แล้ว ก็ถือซะว่าเรื่องระหว่างเขากับคนตัวโต มันเป็นเรื่องสนุก ๆ ขำ ๆ ที่แทบจะหัวเราะไม่ออก แม้ต้นกล้าจะอดหึง เอ่อ ..หึงเหรอ เออหึงนั่นแหละ แม้ว่าต้นกล้าจะอดหึง อดโกรธ หรืออดที่จะงอนเอาแต่ใจตัวเองไม่ได้ก็ตามเถอะ

“จะไปไหนครับ”

“เราจะออกไปข้างนอกเดี๋ยวคนอื่นจะสงสัย”

“กลัวทำไม พี่ยังไม่กลัวเลย” กลัวสิหากเรื่องระหว่างทั้งสองมันกลายเป็นแค่เรื่องขำ ๆ จริง ต้นกล้าก็ไม่อยากให้ใครมารับรู้มากไปกว่านี้หรอก หากเด็ดเดี่ยวจะรักจะชอบกับผู้หญิงคนนั้นจริง ก็ไม่ควรให้ใครได้รู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นดีที่สุด

“เหอะ ไม่กลัวก็ช่างมีใครรออยู่ที่บ้านก็รีบกลับไปหาเขาซะเถอะ อย่ามาเสียเวลากับเราเลย” นั่นปะไรล่ะค่อย ๆ ออกมาแล้ว เด็ดเดี่ยวคิดถึงข้อสงสัยใคร่รู้ของเขากับท่าทีมึนตึงของต้นกล้า ก็เริ่มแน่ใจว่าอีกคนคงมีเรื่องเข้าใจผิดที่ไม่ยอมถามให้กระจ่าง

“พูดแบบนี้หมายความว่ามีเรื่องจริง ๆ ต้นกล้ากำลังเข้าใจอะไรพี่ผิดแน่ ๆ “

“เราว่าเราเข้าใจถูกนะมีอะไรบอกเราตรง ๆ ได้ก็แล้วกัน”

“มี พี่มีอะไรจะบอกเหมือนกัน”

“อะไร”

“พี่รัก”

“..” ถึงเด็ดเดี่ยวจะไม่ได้บอกว่ารักใคร แต่สายตาที่มองมาอย่างเปิดเผยความรู้สึก เหมือนสายใยที่กำลังถักทอเกาะเกี่ยวทั้งสองไว้ด้วยกัน มันเดาได้ไม่ยากว่าคนที่เขาบอกว่า ‘รัก’ ก็คือคนที่กำลังสบตากันอยู่ตอนนี้ ไม่รู้ว่ามันเร็วเกินไปหรือเปล่า แต่ชายหนุ่มไม่อยากรออีกต่อไปแล้ว คำรักจึงถูกเอ่ยออกมา พร้อมกับแววตาที่สะท้อนความรู้สึกได้เป็นอย่างดี ว่าเขานั้นรักมากแค่ไหน มันดูจริงจังอย่างคนจริงที่จริงใจ จนต้นกล้าไม่อยากสบตามองนาน เพราะมันทำให้ใจของเขาหวั่นไหวจนสั่นสะท้านไปหมด ใบหน้าหล่อเกาหลีหันหนีไปมองข้าง ๆ แต่ก็ถูกจับปลายคางให้หันกลับมาเหมือนเดิม

ดวงตาเว้าวอนโหยหา ทำให้ต้นกล้าไม่อาจละสายตาจากใบหน้าคมคร้ามนั่นไปได้ ตาสวยมองเด็ดเดี่ยวอย่างพินิจไปทั่ววงหน้าคมคาย พร้อมกับระยะห่างที่ค่อย ๆ ลดสั้นลง สุดท้ายริมฝีปากของทั้งคู่ก็ประกบเข้าหากันอย่างยากจะห้ามใจ เพราะตลอดเกือบเดือนหนึ่งที่ต้องห่างกันมันบอกได้เป็นอย่างดี ว่าทั้งสองต้องการกันและกันมากพอกัน ต้นกล้าไม่รู้ว่าอะไรทำให้เขาไม่อยากถามเรื่องราวให้มันกระจ่าง ตอนนี้เขาอยากวางทุกอย่างลงและลืมมันไปบ้างให้ได้ แม้จะเป็นเพียงชั่วคราวก็ยังดี อาจจะดูมักง่ายที่ปล่อยให้มีเรื่องคาใจแล้วไม่ถาม แต่ช่างมันเถอะ ตอนนี้ช่างมันก่อนก็แล้วกัน ต้นกล้าอยากจูบ อยากถูกคนคนนี้จูบแค่คนนี้คนเดียว และดูเหมือนว่าอีกคนก็ต้องการไม่แพ้กัน ความโหยหาคิดถึงกันถูกแสดงออกมาผ่านจูบแสนหวาน เรียวลิ้นเกี่ยวกระหวัดรัดรึงหยอกเย้าแล้วค่อย ๆ ไต่ระดับดีกรีความเร่าร้อนขึ้นเรื่อย ๆ มือกร้านงานลูบไล้สัมผัสร่างกายกันและกันอย่างไม่ปิดบังความต้องการ แต่เพียงไม่นานความรู้สึกทั้งหมดก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อทั้งสองได้ยินเสียงแว่วมาจากนอกห้อง เสียงของใครบางคนที่อยู่ข้างนอกเรียกชื่อต้นกล้า และทำให้จูบแสนหวานที่ไต่ระดับความละมุนละไม มาถึงความเร่าร้อนแผดเผาใจต้องหยุดชะงักลง

"เจ้ากล้า”

“นั่นเสียงคุณพ่อเรียกเราปล่อยก่อน” เด็ดเดียวยอมปล่อยต้นกล้าออกจากอ้อมแขนแต่โดยดี เพราะการตอบรับของคนหัวแดงเพียงเท่านี้ ก็ทำให้เขาพอใจมากแล้ว ส่วนเรื่องที่คาใจสงสัยก่อนหน้านี้ ก็คงเป็นเรื่องบางอย่างที่ทำให้ต้นกล้าเข้าใจผิด เดี๋ยวไม่นานอีกคนก็คงอดไม่ได้ที่จะคายมันออกมา

“เฮ้ย ไอ้หนุ่มนี่ยังไม่กลับบ้านกลับช่องตัวเองอีกหรือยังไงวะ”

“ยังครับ”

“นั่นสิแล้วเมื่อไหร่จะกลับ มาลอยหน้าลอยตาอยู่บ้านคนอื่นนานเกินไปแล้วมั้ย”

“ครับอีกเดี๋ยวเสร็จธุระก็กลับครับ”

“ไม่ต้องรอให้เสร็จธุระหรอกโวยรู้ตัวว่าอยู่นานเกินไปแล้วก็รีบ ๆ กลับไปซะ”

“ครับ ถ้าอย่างนั้นพี่ฝากลาคุณยายด้วยนะต้นกล้า”

“เอ่อ อืมได้สิ” ต้นกล้าที่ยืนเงียบฟังตั้งแต่แรกแทบตอบรับไม่ทัน เมื่อเด็ดเดี่ยวหันมาฝากลากับเขา ชายหนุ่มเดินตามหลังต้นกล้าออกมาจากห้องแล้วไม่เจอใคร เลยเดินลงบันไดมาข้างล่าง จึงเห็นต้นกล้ากำลังยืนคุยกับคุณกวินผู้เป็นพ่ออยู่หน้าบ้าน แต่ลงบันไดเรือนมายังไม่ทันถึงพื้นดินก็โดนไล่เสียแล้ว เขาจึงจำต้องกลับไปตั้งหลักเสียก่อน เพราะดูเหมือนว่าตัวเองจะไม่ค่อยเป็นที่ตอนรับของว่าที่พ่อตาเอาเสียเลยจริง ๆ

“เอ๊ะ เมื่อกี้แกอยู่ไหนวะไอ้หนุ่ม เดินลงมาจากบ้านแบบนี้ เมื่อกี้แกไปอยู่ไหนมาทำไมฉันไม่เห็นแก”

“ผม เอ่อ..” เด็ดเดี่ยวหันไปมองต้นกล้าเพราะอยากรู้ว่าอีกคนอยากจะให้เขาตอบยังไง

“ไม่อยู่ไหนหรอกครับคุณพ่อ เขาก็นั่งอยู่ชานบ้านนั่นแหละคุณพ่อไม่เห็นเอง”

“จริงเหรอลูกพ่อ”

“ครับ”

“อืม เฮ้ย! “

เอี๊ยดดดดดดด !! กึก!!

“ใครมาอีกล่ะนั่น” คุณกวินหันไปทางต้นเสียงที่เกิดขึ้นจากล้อรถบดกับถนน ซึ่งเป็นครั้งที่สองของวันแล้ว “ไอ้กำนันอาจหาญมันมาทำไมวะ “

“พ่อ” เด็ดเดี่ยวเรียกเมื่อพ่อกำนันเกิดประตูลงจากรถแล้วเดินตรงเข้ามาหา ต้นกล้ายืนมองนิ่งเขาไม่ได้รู้สึกอะไรจนกระทั่งประตูรถฝั่งข้างคนขับเปิดออก และตามลงมาด้วยหญิงสาวสวยน่ารักคนหนึ่ง ซึ่งก็คือคนที่เขาเห็นอยู่กับเด็ดเดี่ยวที่ห้างวันนั้น และเห็นอีกครั้งก็ตอนกอดกันกับเด็ดเดี่ยวที่บ้านในวันต่อมา พร้อมกับคำบอกรักและปลอบประโลม

‘โว้ยจะมาคิดถึงอะไรตอนนี้วะ!’  ต้นกล้าได้แต่ด่าตัวเองในใจเหมือนคนบ้า ยิ่งเห็นใบหน้าของหญิงสาวที่เดินตามหลังกำนันอาจหาญเข้ามาชัดเจน ต้นกล้ายิ่งได้เห็นถึงความสวยน่ารักของสาวเจ้าจนเผลอมองไปเป็นครู่ ใช่สิ! ก็น่ารักออกอย่างนี้คงไม่แปลกที่เด็ดเดี่ยวจะมองไม่วางตาเช่นกัน ทั้งมองทั้งยิ้มหวานออกมา ไหนจะสายตาที่อ่อนโยนนั่นอีก ไหนจะการพูดเล่นหัวเราะกันอย่างอารมณ์ดีนั่นอีก แบบนี้จะไม่ให้ต้นกล้าคิดมากได้ยังไงไหวล่ะวะ!

‘ฮึ่ย! คิดเป็นตุเป็นตะได้อีกแล้ว’  ต้นกล้าดึงสติตัวเองกลับมา ไม่ลืมยกมือไหว้เมื่อกำนันเดินเข้ามาถึง และไม่ลืมรับไหว้หญิงสาวที่เดินตามหลังกำนันมาด้วย เธอยิ้มหวานยกมือไหว้คุณกวิน และหันมาไหว้ต้นกล้าอย่างมีมารยาท แม้ยังไม่ได้รับการแนะนำตัว

“สวัสดีครับลุงกำนัน”

“สวัสดีลูก พอดีลุงได้ข่าวว่าคุณยายกลับมาจากกรุงเทพแล้วก็เลยว่าจะแวะมาทักทายสักหน่อย” กำนันอาจหาญส่งยิ้มอารมณ์ดีให้ต้นกล้าเมื่อตอบคำถาม และต้องยิ้มขำออกมากว้างยิ่งกว่าเก่า เมื่อหันไปเห็นคุณกวินยืนทำหน้าบึ้งตึงอยู่ข้าง ๆ ลูกชาย “สวัสดีกวิน สบายดีนะ”

“เออ ยังไม่ตาย จมูกไวดีนะเพิ่งมาถึงวันนี้ก็รู้กันแล้วทั้งพ่อทั้งลูกเลย”

“หึ ๆ ว่ายังไงไอ้ลูกชายเสร็จธุระแล้วเมื่อไหร่จะถึงบ้านวะ” กำนันหัวเราะในลำคอไม่สนใจคำค่อนขอดของคุณกวิน แต่หันไปถามลูกชายของตัวเองแทน

“นั่นสิพี่เดี่ยว” หญิงสาวที่เดินตามกำนันอาจหาญมาพูดขึ้น ต้นกล้าหันมองตามแต่ก็อดรู้สึกแปลก ๆ ไม่ได้กับสายตาของเธอคนนี้ ที่กำลังจ้องมองเขาอยู่ไม่วางตา ไม่รู้เธอจะมองอะไรนักหนา มองแล้วก็อมยิ้มอยู่อย่างนั้นเหมือนคนรู้จักกันมานาน ทั้งที่ก็เพิ่งจะเจอกันวันนี้ ต้นกล้าไม่ชอบใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพระถือว่าเป็นแขกที่มากับลุงกำนัน

แต่เดี๋ยวนะ! หรือว่าเธอคนนี้จะรู้อะไรเรื่องเกี่ยวกับเขา หรือจะมาตามคนของตัวเองกลับบ้าน หนำซ้ำยังมากับลุงกำนันเสียด้วย ต้นกล้าคิดไปไกลใจก็แอบรู้สึกไม่ดีเองอยู่คนเดียว

“ก็กำลังจะกลับอยู่แล้วนี่ล่ะพ่อ”

“เออ ไว้รอกลับพร้อมกันก็ได้ เดี๋ยวขอคุยกับคุณยายก่อน”

“คุณยายหลับครับลุงกำนัน” ต้นกล้าบอก

“อ้าวเหรอ ถ้าอย่างนั้นไม่เป็นไรเดี๋ยววันหลังลุงแวะมาใหม่ก็แล้วกัน”

“ครับ”

“เออ รีบกลับเลยนะไอ้กำนันเอาลูกชายแกกลับไปด้วย”

“หึหึ“ กำนันหัวเราะกับท่าทางของคุณกวิน แล้วหันไปมองหน้าลูกชาย เพราะมองเห็นซุงท่อนใหญ่ที่ขวางเป็นอุปสรรคอยู่ตรงหน้ามันแล้ว แต่พอรู้สึกถึงชายเสื้อซาฟารีที่ใส่อยู่ถูกกระตุกยิก ๆ จึงหันไปมองข้าง ๆ “อะไร”

“ลุงยังไม่ได้แนะนำฟ้าเลยนะจ้ะ” น้ำฟ้ากระซิบบอก

“เอ้า อยากมีตัวต้นกับเขาเหมือนกันเหรอแก”

“ลุงก็แนะนำฟ้าหน่อยสิรู้จักกันไว้บ้างก็ดีนะ” น้ำฟ้าอยากรู้จักกับต้นกล้าซึ่งเป็นคนที่พี่ชายรักจนเนื้อเต้น จึงรอไม่ได้ที่ไม่มีใครแนะนำให้รู้จักอย่างเป็นทางการสักที

“เอ้า เออ ๆ ต้นกล้านี่น้ำฟ้านะหลานสาวลุงเอง น้องสาวอีกคนของไอ้เดี่ยวมัน” เคล้ง !!! ต้นกล้ารู้สึกเหมือนกับว่ามีอะไรบางอย่างที่เปราะบางราวกับแก้วเจียระไนอย่างดี ตกลงกระแทกพื้นแตกกระจายเสียงดังสนั่นก้องไปทั่วท้องทุ่ง ซึ่งอะไรบางอย่างที่เปราะบางที่ว่าก็ดูเหมือนจะเป็นหน้าของเขานี่ล่ะ ที่แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ จนแหลกละเอียด เมื่อกำนันอาจหาญแนะนำหญิงสาวให้รู้จักว่าเป็นหลานสาว!

เป็นน้อง!

เป็นน้องอีกคนของไอ้เดี่ยวมัน! น้องไอ้เดี่ยว! น้องอีกคน! ลุงกำนันบอกมาอย่างนั้น และมันไม่ใช่อย่างที่เขาคิดเข้าใจผิดไป เป็นเขาเองที่เข้าใจผิดมาตลอด แต่ใครมันจะไปรู้ล่ะ เห็นคุยกันกะหนุงกะหนิงออกหน้าออกตาอย่างนั้น ไหนจะบอกรักแถมยังกอดเสียแน่นอีก แบบนี้ใครมันจะไม่เข้าใจผิดล่ะวะ



ต้นกล้าโทษลมโทษแล้งแต่ไม่โทษตัวเองที่ไม่พูดไม่ถาม อยากยิ้มก็ยิ้มไม่ออกอยากบอกก็บอกไม่ถูก แต่จะไม่ยิ้มให้สาวน้อยตรงหน้าก็คงไม่ได้ เพราะเธอเอาแต่มองเขาแล้วก็ยิ้มสวยมาให้เหมือนยินดีนักหนา

“แล้วนี่คุณลุงกวินเป็นพ่อของพี่กล้าเขา”

“สวัสดีค่ะคุณลุง” ถึงคุณกวินจะไม่ชอบใจที่คู่ปรับเก่าอย่างกำนันอาจหาญมาอยู่ตรงนี้ แต่เมื่อได้รับการแนะนำก็ยกมือขึ้นมารับไหว้พร้อมรอยยิ้มมารยาท เพราะเขาก็แค่ไม่ถูกชะตากับกำนันและลูกชายของมัน ส่วนสาวน้อยน่ารักคนนี้ได้รับการยกเว้น

“ถ้าอย่างนั้นเอาเป็นว่าลุงกลับก่อนก็แล้วกัน ฝากบอกคุณยายด้วยนะว่าลุงแวะมาคุยด้วย”

“ครับ”

“วันหลังไม่ต้องมาก็ได้นะ / เดี๋ยวโอกาสหน้าลุงแวะมาใหม่” คุณกวินกับกำนันอาจหาญพูดออกมาพร้อมกัน แต่ความหมายสวนกันไปคนละทาง ระหว่างคนขี้หวงของที่ไม่อยากต้อนรับคู่ปรับเก่า และคู่ปรับเก่าที่อยากแวะเวียนเยี่ยมเยือนไปมาหาสู่

กำนันอาจหาญหันไปมองคุณกวินที่ยืนกอดอกเชิดหน้าท่าทางหยิ่งก็ได้แต่อ่อนใจ สมัยหนุ่ม ๆ เป็นยังไงตอนนี้คุณกวินก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่เหมือนเดิม

“คนกันเองไปมาหาสู่กันไว้ ยังไงฉันก็ต้องมาอยู่แล้ว”

“ไม่ต้องมาน่ะดีแล้วเว้ย”

“ถ้าอย่างนั้นลุงกลับล่ะ” กำนันไม่สนใจคนเจ้าทิฐิอย่างคุณกวิน เลยหันไปบอกลาผู้เป็นลูกชายของเขาแทน

“สวัสดีครับ”

“พี่ไปนะต้นกล้า”

“อืม” ล่ำลากันแล้วก็ถึงเวลาที่ครอบครัวกำนันออกจากบ้านคุณยายสักที คุณกวินมองตามเหมือนอยากให้แน่ใจว่ารถสองคันของสองพ่อลูกจากไปแล้วจริง ๆ จึงได้หันมาพูดกับลูกชายตัวเอง

“พ่อว่าไอ้หนุ่มนี่มันดูแปลกนะลูก”

“แปลกยังไงครับคุณพ่อ”

“ไม่รู้สิ พ่อไม่ไว้ใจมันเลย”

“เขาก็..” ต้นกล้าไม่ได้ตั้งใจเว้นช่วงเพื่อกระตุ้นความอยากรู้ของผู้เป็นพ่อ เพียงแต่อยู่ดี ๆ ก็ให้รู้สึกกระดากที่จะพูดยกยอว่าอีกคนดีอย่างไร อีกคนทำให้เขาใจสั่นได้มากแค่ไหน ความอบอุ่นที่เด็ดเดี่ยวมีทำให้ต้นกล้ารู้สึกดีเพียงใด หากพูดออกไปผู้เป็นพ่อคงรับไม่ได้แน่นอน

“มันอะไรลูก”

“ไม่มีอะไรครับ”

“อ้าว เมื่อกี้ยังจะพูดอยู่เลย”

“ตอนนี้ไม่มีแล้วครับคุณพ่อ ไม่มีจริง ๆ “

“งั้นก็แล้วไป แต่พ่อบอกไว้เลยนะว่าไอ้หมอนี่ไม่น่าคบ ป๋าฟันธง มันปลิ้นปล้อนกะล่อนเหมือนพ่อมันนั่นและ” คุณกวินยืดอกมั่นใจว่าตัวเองรู้ลึกรู้จริงเรื่องกำนันอาจหาญ ที่ประติดประต่อมาจากเหตุการณ์ในวัยหนุ่ม เหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่เคยเกิดขึ้น และมันอำนวยผลประโยชน์ให้คุณกวินที่คิดว่าตัวเองเป็นผู้ชนะ ทั้งที่ฝ่ายพ่อหนุ่มอาจหาญในสมัยนั้นไม่ได้คิดจะแข่งขันกันเป็นจริงเป็นจัง หากสงสัยว่าเรื่องอันใดก็ตอบได้ง่าย ๆ เพราะมีเรื่องเดียวที่สองหนุ่มคู่ปรับจะแข่งกันนั่นก็คือ เรื่องแข่งกันจีบคุณนภา ยิ่งพอเห็นหนุ่มอาจหาญถอดใจแล้วแต่งงานไปกับสาวสวยอีกคน ซึ่งเป็นเพื่อนรักของคุณนภา คุณกวินเลยมองว่าคู่ปรับของเขานั้นเป็นคนโลเล

“หลีกให้ไกลเลย”

“แต่คุณยายก็ชอบเขานะครับคุณพ่อ”

“ก็ เอ่อ นั่นละคุณยายไม่รู้แต่เราต้องรู้ให้ทัน”

“ครับกล้าขอตัวนะครับ เดี๋ยวลงไปดูข้าวสักหน่อย”

“ดีมากลูกพ่อ” ต้นกล้ารีบปลีกตัวออกมา ก่อนที่ผู้เป็นพ่อจะใส่อะไรเข้ามาในหัวของเขามากไปกว่านี้ สองขาพาร่างสูงโปร่งลงนา ที่ต้นกล้าไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองเดินยิ้มมาตลอดทาง เพราะมันโล่งอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ต้นกล้าไม่อยากยอมรับแต่ก็ต้องยอมรับว่าโล่ง โปร่ง และเบาสบายในใจ หลังจากที่มันต้องหนักอึ้งอยู่เกือบเดือน จนเดินมาถึงลานข้าวเก่าที่อีกไม่นานจะมีการเก็บเกี่ยว และคงต้องปรับพื้นที่ตรงนี้ใหม่ ลานข้าวเก่าที่ตอนนี้มีหญ้าขึ้นต้องถูกถางให้เตียนโล่ง เศษฟางที่เหลือก็ถูกกวาดไปกองรวมกันไว้อีกมุม แต่ที่ตรงนั้นระหว่างไผ่กอใหญ่สองกอ เปลญวนสีเข้มอันใหม่ถูกแขวนเอาไว้เหมือนรอให้เขามานอนเล่น ต้นกล้าเดินยิ้มเข้าไปทิ้งตัวลงนอนอย่างพอใจ นอกจากไอ้จ๋าแล้ว ก็คงไม่มีใครสนใจหามาผูกไว้หรอกตั้งแต่ที่มันขาดคราวก่อน



“ลูกพี่ครับ!”


@@@@@@@@@@100%@@@@@@@@@@@@@@@@@

เนื้อหาเป็นฉบับดิบ ยังไม่รีไรท์ นะคะ

รักๆ ๆ

ดาวณ แดนดิน

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2314
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

แหม่  เฉลยไวไปนะ  เลยไม่เห็นคนหน้าแตกต่อหน้าพี่(มะ)เดี่ยวเลย  อิอิ

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo


กรุ่นไอดิน กลิ่นไอรัก 22 เรื่องของคู่ปรับ



“ลูกพี่ครับ” คิดถึงไอ้จ๋ามันก็มาทันใจอย่างแสนรู้

“เออว่าไงวะ” ต้นกล้าดีดตัวขึ้นนั่งเมื่อได้ยินเสียงเรียกตื่น ๆ ของไอ้จ๋า

“มานอนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อะไรอยู่ตรงนี้ล่ะครับ หึ ๆ แหมท่าทางมีความสุขเนอะ มาถึงก็ได้เจอหน้ากันเลยทันทีเลย”

“ความส่งความสุขอะไรของแกวะ วู้พูดมาก” ต้นกล้าหันหน้าหนีจากสายตาของไอ้จ๋า พยายามบังคับใบหน้าของตัวเองให้ตึงเข้าไว้ เพราะมุมปากมันเอาแต่จะยกขึ้นมายิ้มอยู่ตลอด นี่เขาต้องกัดฟันข่มเอาไว้ด้วยนะ ถึงแม้ว่ามันจะยากอยู่สักหน่อยก็ตามเถอะ แล้วตอนนี้ก็เริ่มจะปวดกรามขึ้นมาแล้วด้วย แต่จะปล่อยออกก็ไม่ได้หรอกต้องเผลอยิ้มออกมาแน่ ๆ แบบนี้ไอ้จ๋ามันจะรู้ว่ามันพูดโดนใจเขา ถึงแม้มันจะจริงก็ตามเถอะ สุดท้ายสิ่งที่ตามมาก็คือไม่พ้นโดนไอ้ลูกน้องคนสนิทล้อเอาได้ ซึ่งต้นกล้าไม่มีวันยอมให้มันเกิดขึ้นแน่

“แนะ อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยครับลูกพี่ แต่ไอ้จ๋าว่าต่อไปมีอะไรก็คุยกันดี ๆ ดีกว่านะครับ” อันที่จริงไอ้จ๋านั้นมันก็ไม่รู้หรอกกว่าลูกพี่ทั้งสองมีเรื่องไม่เข้าใจอะไรกันอยู่ ที่พล่ามอยู่นี่ก็เดาจากท่าทางของลูกพี่ทั้งนั้น คนหนึ่งก็หนีกลับกรุงเทพฯ แบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ส่วนอีกคนก็จะเป็นจะตายถามถึงกันเช้าสายบ่ายเย็น คนกลางอย่างไอ้จ๋านี่สิมันลำบากใจ

“อะไรของแกหา บอกไม่มีก็ไม่มีสิ”

“ตัวลูกพี่อาจจะไม่มีครับ แต่สำหรับลูกพี่เดี่ยวไอ้จ๋าว่าไม่แน่”

“วู้ เผือกจริง ๆ แกเนี่ยไม่มีอะไรหรอกน่า” ต้นกล้าเอนตัวลงนอนบนเปลแล้วใช้เท้ายันพื้นให้แกว่งเบา ๆ “ว่าแต่แกเหอะกับตัวเล็กน่ะตั้งแต่คบกันพามาเปิดตัวกับน้าแจ่มยังวะ”

“จะเหลือเหรอ ไอ้จ๋าไม่ใช่ขี้ ๆ นะครับลูกพี่” ไอ้จ๋ายืดอกพอใจในผลงานของตัวเองแบบไม่มีปิดบัง เมื่อถูกถามก็ให้รู้สึกคิดถึงมือทำงานประสานใจได้อย่างพอดี ด้วยการล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบพี่ฮีโร่คู่ใจออกมากดโทรออก หวังจะหวานโชว์สื่อต่อหน้าลูกพี่ใหญ่ เหมือนที่มันเคยโชว์ลูกพี่รองให้อิจฉาเล่นสักหน่อย

(ฮัลโหล) ไอ้จ๋ารู้สึกกระหยิ่มในใจที่ปลายสายรับอย่างรวดเร็ว มันปรับเสียงให้หล่อน่าฟังแล้วถามออกมา

“ทำอะไรอยู่”

(ทำงานอยู่แค่นี้นะ) ติ้ด! แต่มันลืมไปว่าน้ำส้มโกรธอยู่ เมื่อรับสายคุยได้ประโยคเดียวน้ำส้มก็วางอย่างไม่ไยดี

“อะไรของเขาวะ” ลดโทรศัพท์ลงมาดูหน้าจอ ปรากฏว่าน้ำส้มวางสายไปแล้วมันเลยได้แต่บ่นเบา ๆ แต่จะเบาแค่ไหนคนที่ตั้งใจเงี่ยหูฟังก็ได้ยินมันอย่างชัดเจนอยู่ดี

“ฮ่า ๆ โดนตัดสายทิ้งไงวะ สมน้ำหน้า”

“มันต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ครับลูกพี่ เดี๋ยวไอ้จ๋าโทรใหม่”

“แล้วจะมาโทรอะไรตรงนี้วะ ไปเลยไปโทรไกล ๆ เลยไป”

“โทรให้คนแถวนี้อิจฉาเล่นครับ”

“อิจฉามากโว้ยโดนตัดสายทิ้งนี่นะ น่าอิจฉาที่สุดเลยว่ะฮ่า ๆ นอนดีกว่าไปไหนก็ไปเลยไป” ต้นกล้าปิดการสนทนาด้วยการหลับตาลง แล้วเอาเท้ายันพื้นอีกครั้งให้เปลที่นอนอยู่ไกวเบา ๆ อย่างที่ชอบทำ แต่ยังคงมีเสียงหัวเราะคิกคักอย่างสะใจหลุดลอดออกมา จนไอ้คนขี้อวดแอบหมั่นไส้คนเป็นลูกพี่อยู่ลึก ๆ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันตัวเอง

“เหอะ ทำเป็นไล่อย่ามาเรียกหาไอ้จ๋าก็แล้วกัน ไปเก็บผักให้แม่ดีกว่า” ไอ้จ๋าบอกแล้วหันหน้าตั้งท่าจะเดินลงทุ่ง

“ผักอะไรวะ ทำไมเดินลงทุ่งในสวนไม่มีหรือไง”

“ผักกะแงงครับ เย็นนี้เดี๋ยวแม่ทำเมนูเด็ด เห็นบอกป้านภาอยากกิน”

“ผักอะไรวะผักตะแคง”

“ผักกะแงงครับลูกพี่ไม่ใช่ผักตะแคง บางคนก็เรียกผักปลากะแงง”

“ตกลงผักหรือปลาเอาให้แน่ซิ” ไอ้จ๋าเกาหัวแกรกกับคำถามของคนเป็นลูกพี่

“ผักครับผัก”

“แล้วทำไมต้องเรียกปลา”

“อันนั้นไอ้จ๋าก็สุดจะรู้ได้ครับ เพราะบางคนก็เรียกบางคนก็ไม่เรียก สงสัยติดปากเพราะชื่อเหมือนกัน”

“แล้วปลากะแงงนี่มันมีจริง ๆ มั้ยวะ”

“มีสิครับ ปลากะแงงบ้านเราภาษากลางเขาก็เรียกปลาแขยงนั่นแหละครับ ผักก็เหมือนกัน ถ้าออกเสียงภาษาถิ่นทางบ้านเราก็เป็นกะแงง บางคนก็ออกเสียงกะแยง แต่เป็นชนิดเดียวกันกับผักแขยงครับ หอมที่สุดในสามโลก”

“อะไรหอม”

“ผักกะแงงนี่ล่ะครับลูกพี่ เอาไปทำอาหารได้หลายอย่าง โดยเฉพาะเมนูเย็นนี้ที่แม่แจ่มใจจะทำให้กิน รับรองลูกพี่ติดใจแน่นอน” ถึงจะเห็นว่าไอ้จ๋าอวดเมนูเด็ดที่ไม่เอ่ยชื่ออย่างภาคภูมิ แต่ต้นกล้าต้องระวังตัวเอาไว้ก่อน เพราะเมนูเด็ดของมันแต่ละเมนูนั้น ค่อนข้างเด็ดสมราคาคุยจริง ๆ เด็ดสาระตี่จนต้นกล้ากลัวที่จะลิ้มลอง ส่วนที่เคยลองมาแล้วก็เล่นเอาขยาดไปหลายเมนูเลยทีเดียว ซึ่งทุกครั้งที่ต้องลองเขาจะต้องระวังตัวแจเพื่อความปลอดภัยปากท้องของตัวเอง

“เด็ดของแกน่ะเล่นเอาฉันขนลุกทุกทีว่ะ”

“รับรองเมนูนี้เด็ดดวงจนขนลุกเพราะความอร่อยครับลูกพี่” ไอ้จ๋าคุยกับลูกพี่มือของมันก็กดโทรออก แล้วเอาโทรศัพท์มาแนบหูฟังไปพลาง พอสายตัดโดยไม่มีคนรับมันก็เอามากดใหม่อยู่อย่างนั้น จนต้นกล้ารำคาญตา

“เขาไม่รับจะโทรจิกอะไรนักหนาวะ”

“ใช่ซี้ลูกพี่จะไปรู้อะไร ตัวเองก็เคยไม่รับสายใครบางคนรู้หรอกน่า” ใช่แล้วท่าทางที่เด็ดเดี่ยวโทรหาต้นกล้ายิก ๆ ก็ไม่อาจหลุดรอดจากสายตาของไอ้จ๋าไปได้

“อ้าวเกี่ยวอะไรกันวะ ไปโทรที่อื่นเลยไปฉันจะนอน” ไอ้จ๋าแสยะยิ้มส่งสายตาล้อเลียนลูกพี่อย่างรู้ทัน ยิ่งเห็นคนเป็นลูกพี่กลบเกลื่อนโดยการมองไปทางอื่นเพื่อหลบตามันยิ่งได้ใจ มือก็ยังพยายามกดโทรศัพท์หาใครอีกคน ขากำลังจะเดินลงนาหาเก็บผัก ก็พอดีที่ลูกพี่ทักขึ้นมาอีก

“เออจ๋าผักกะแงงมันหอมแล้วปลากะแงงที่ชื่อเหมือนกันมันจะหอมปะวะ”

“หอมสิครับลูกพี่”

“เฮ้ยมีด้วยเหรอวะปลาหอม”

“มีครับปลาทูที่เค็ม ๆ ยังหอมเลยไม่งั้นเขาไม่เรียกปลาทูหอมหรอก ว่าแต่ว่าปลาอะไรมันก็หอมทั้งนั้นแหละครับ”

“ไอ้ขี้โม้ปลาที่ไหนมันก็คาวทั้งนั้นแหละโว้ย”

“ปลาที่ปรุงสุขแล้วไงครับลูกพี่หอมจนเหลือแต่ก้าง ฮ่า ๆ พูดมาแล้วก็ชักหิววุ้ย”

“โหยอย่างนี้ก็ได้เหรอวะ ไปไหนก็ไปเลยไป” ไอ้จ๋ายิ้มสะใจที่ความเกรียนของมันที่ทำให้ลูกพี่เหวอจนได้ แต่มันก็ต้องหน้าตึงขึ้นทันทีเมื่อดูจอโทรศัพท์ เพราะคนที่โทรหาไม่ยอมรับสายสักที กดแล้วกดอีกกดสามสี่รอบก็เงียบ กดแล้วกดอีกเป็นรอบที่ห้าที่หกฝั่งโน้นก็เงียบ ยังดีที่ไม่ได้ปิดเครื่องหนี

“เป็นอะไรของเขาวะเนี่ยไม่ยอมรับสาย” ไอ้จ๋าบ่นเบา ๆ ขาก็เดินลงนาสายตามองความเรียบร้อยของพื้นที่รอบ ๆ รวงข้าวสีเขียวแซมเหลืองเพราะกำลังเริ่มแก่รอการเก็บเกี่ยว ข้าวที่ได้รับน้ำรับปุ๋ยอย่างพอดีต้นสูงออกรวงใหญ่ บ้างทานน้ำหนักของรวงใหญ่ ๆ ไม่ไหวเอนล้มลงเป็นทาง เห็นแล้วให้นึกปวดบั้นเอวขึ้นมาทันที เมื่อคิดถึงเวลาที่ต้องเก็บเกี่ยว

แดดอ่อนยามอาทิตย์ใกล้ตกดิน กับกลิ่นข้าวใหม่ที่กำลังจะแก่รวง กลิ่นดินกลิ่นหญ้าหอม ๆ แทนที่จะช่วยให้ไอ้จ๋ารู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้าง มันกลับยิ่งหงุดหงิดงุ่นง่านยิ่งขึ้นกว่าเก่า ถึงแม้จะคุยเล่นหยอกล้อเฮฮากับคนเป็นลูกพี่ยังไง ก็มีแต่ตัวมันที่รู้ดี ว่าในใจตัวเองกำลังร้อนรนขั้นสุด ท่าทางที่กดโทรศัพท์แล้วโทรออกแต่ไม่มีคนรับอย่างนี้ กดแล้วฟังเสียงรอสายจนสายตัดทิ้งอย่างนี้มันดูคุ้น ๆ คุ้นเหมือนใครบางคนเคยเป็นมาแล้วตลอดเดือนที่ผ่านมา ใครบางคนอย่างลูกพี่รองที่มันแกล้งอย่างสะใจ ผลสุดท้ายกรรมก็ตามมันทัน

“ไม่อยากรับก็ไม่ต้องรับวะ แล้วเราจะได้เห็นดีกันแน่ ๆ ยัยส้มเน่า” ไอ้จ๋าตะคอกคาดโทษใส่โทรศัพท์มือถือ เหมือนกับว่าพี่ฮีโร่คู่ใจนั่นล่ะที่เป็นต้นเหตุทำให้น้ำส้มไม่ยอมคุยกันมัน ทั้งที่เป็นความผิดของตัวมันเองแท้ ๆ เพราะอีกคนบอกให้เลิกเล่นเลิกแกล้ง แต่มันที่ยังสนุกอยู่เลยไม่ฟัง ไม่รู้เพราะน้ำส้มใจดีห่วงความรู้สึกคนอื่นมากเกินไป หรือเป็นเพราะไอ้จ๋าที่มันชอบแกล้งเกินไป แต่สุดท้ายเอาไปเอามา ในที่สุดก็โกรธกันจริง ๆ

“แกล้งคนอื่นจนกรรมตามสนองหรือไงวะกู เดี๋ยวเสร็จเรื่องทางนี้ก่อนเถอะยัยเน่าเราได้เจอกันแน่” ไอ้จ๋านึกขำกับข้อสันนิษฐานของตัวเอง ยัดโทรศัพท์ศัพท์มือถือใส่กระเป๋ากางเกง แล้วจัดการธุระกับที่แม่มอบหมายมาให้เสร็จสิ้น



%%%%%%%%%%%%%%%%%%



“หงอยมาเลยนะไอ้ลูกชาย”

“...” เด็ดเดี่ยวสีหน้าบึ้งตึงช้อนดวงตาขึ้นมองผู้เป็นพ่อ ที่นั่งอย่างสง่าผ่าเผยท่าทางสบาย ๆ อยู่บนโซฟาตัวยาว แววตาสะใจอย่างนั้นทำไมเขาจะไม่รู้ว่าพ่อกำลังสนุกที่เห็นเขาจนมุม และดูเหมือนจะโดนว่าที่พ่อตากีดกัน ใช่เหมือนกับว่าเด็ดเดี่ยวมีแววจนมุมเมื่อเห็นปฏิกิริยาที่คุณกวินมีต่อเขา ซึ่งเอาจริง ๆ แล้วชายหนุ่มไม่รู้เลยว่าทำไมคุณพ่อของคนหัวแดงถึงได้ไม่ชอบหน้าเขานัก หรือว่าหวงลูกชาย แต่จะเป็นอย่างนั้นไปได้ยังไง ในเมื่อตัวคุณกวินเองคงยังไม่รู้เรื่องระหว่างเขากับต้นกล้า แต่..เอ๊ะ! หรือว่าจะรู้แล้ววะ คงไม่หรอกมั้ง เพราะผู้ใหญ่ทางฝ่ายต้นกล้าทั้งหมดก็เพิ่งจะมาจากกรุงเทพ แล้วต้นกล้าก็บอกด้วยว่ายังไม่พร้อมที่จะบอกผู้ใหญ่ ถ้าอย่างนั้นก็เป็นไปไม่ได้ที่ผู้ใหญ่จะรู้จากปากของคนตัวเล็กกว่า

“เอ้า เงียบอีกนะพี่เดี่ยว พี่กล้าน่ารักมากเลยฟ้าชักชอบแล้วสิ”

“ได้ไงนั่นของพี่นะเว้ย”

“โอ๊ย ชอบไม่ได้หมายความแบบชู้สาวนะ”

“แล้วไป”

“พี่กล้าทั้งหล่อ ทั้งน่ารักน่าหยอกมากเลย”

“อืมน่ารักที่สุด” เด็ดเดี่ยวยิ้มออกมาน้อย ๆ เมื่อพูดถึงต้นกล้า แต่เมื่อเหลือบไปมองหน้าผู้เป็นพ่อที่นั่งนิ่งหน้าตึงก็แทบหุบยิ้มไม่ทัน

“แค่มีความรักแกอย่าโง่ไปหน่อยเลย มันไม่สมกับเป็นลูกชายกำนันอาจหาญโว้ย”

“แล้วผมควรจะทำยังไงดีล่ะครับพ่อ ดูท่าว่าด่านของคุณอากวินนี่จะผ่านยากยิ่งกว่า ด่าน 18 อรหันต์มนุษย์ทองคำของเส้าหลินอีกนะพ่อ”

“นี่กูจะไม่ได้อุ้มหลานจริง ๆ เหรอวะเนี่ย” ดูเหมือนในคราแรกกำนันจะทำใจได้แล้ว แต่ด้วยความอยากอุ้มหลานก็เลยอดบ่นออกมาอีกไม่ได้

“ผมขอโทษนะครับพ่อ”

“ลุงไม่ต้องห่วงหรอกน่าเดี๋ยวรออุ้มของฟ้ากับดาวรุ่งก็ได้นี่” โป๊ก! “อูย เจ็บนา” น้ำฟ้าลูบหัวตัวเองป้อย ๆ เมื่อถูกผู้เป็นลุงเขกมะเหงกที่หัวไม่เบาไม่แรงนัก แต่ก็เล่นเอาเจ็บไม่น้อยเลย

“เป็นเด็กเป็นเล็กพูดจาแก่แดด แกมีแฟนแล้วหรือไง”

“ก็ฟ้าไม่อยากให้ลุงคิดมานี่ ว่าแต่พี่เดี่ยวจะเอายังไงต่ออะ” น้ำฟ้าหันไปถามพี่ชายที่นั่งหน้าเครียด ทั้งเครียดเรื่องที่พ่อเพิ่งจะบอกทั้งยังคาใจเรื่องของต้นกล้า ทั้งคุณกวินที่ทำท่าจะไม่ต้อนรับเขาอีก เรื่องเหมือนจะง่ายแต่คิด ๆ แล้วทำไมถึงได้วุ่นวายอย่างนี้ก็ไม่รู้

“พ่อกับคุณอากวินเคยมีปัญหาอะไรกันมาก่อนหรือครับ” ได้ยินคำถามนี้ของลูกชาย เรื่องราวในอดีตก็ผุดขึ้นมาในหัวของกำนันอาจหาญเป็นฉาก กำนันปลดผ้าขาวม้าที่เคียนเอวออกมาเช็ดหน้าเช็ดตาไปด้วย เมื่อรำลึกถึงความหลัง

“ข้าขอประกาศ ณ ตรงนี้ตอนนี้เลยนะเว้ยว่าน้องนภาน่ะเป็นของข้า” กวินหนุ่มหล่อจากเมืองกรุงประกาศความเป็นเจ้าของก้องทุ่ง เมื่อเห็นคู่แข่งคู่ปรับอย่างไอ้หนุ่มบ้านนอกนามอาจหาญ แสดงตัวว่าชอบสาวสวยประจำหมู่บ้านคนเดียวกันกับเขา ทั้งสองเทียวไล้เทียวขื่อมาวอแววนเวียน แข่งกันอวดเบ่งแข่งกันเอาหน้าอยู่หลายครา หนุ่มกวินนั้นรู้จักสาวเจ้าได้ไม่นาน ด้วยเพราะหน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมายจากต้นสังกัด เขาจึงได้มีโอกาสมาเยือนบ้านทุ่งแห่งนี้ แตกต่างจากหนุ่มบ้านนาอย่างอาจหาญที่รู้จักสนิทชิดเชื้อกันแต่เล็กจนโต

“ข้าก็ขอประกาศเหมือนกันว่าสนใจให้น้องนภา” อาจหาญหนุ่มบ้านนายืดอกประกาศก้องทุ่งไม่แพ้กัน

“นี่แกจะ’ ไฟท์’ ใช้มั้ย”

“หรือแกปอดวะไอ้หนุ่มกรุง”

“ข้ามาถึงขนาดนี้แล้วไม่มีคำว่าปอดโว้ยไอ้หนุ่มบ้านนอก”

“งั้นมาลองสู้กันสักตั้ง”

“งั้นเข้ามาเลยอย่าหมาหมู่ก็แล้วกัน” หนุ่มหล่อพ่อรวยที่นาอย่างอาจหาญเป็นงง แต่ใช้เวลาทบทวนไม่นานก็รู้ซึ้งถึงบางอ้อ ที่ไอ้หนุ่มจากเมืองกรุงบอกว่าอย่าเล่นหมาหมู่ แต่เขานั้นเป็นลูกผู้ชายพอจึงได้มองข้ามมันไป ทั้งที่ตัวเองมากับกลุ่มลูกน้องนับสิบ แต่ก็ไม่เคยคิดจะทำเรื่องเสียศักดิ์ศรีอย่างที่ไอ้หนุ่มกรุงว่า

“หึ ๆ ระดับข้าศักดิ์ศรีเหนือชีวิตไม่มีหมาหมู่ ถ้าจะสู้ต้องตัวต่อตัว ตาต่อตา ฟันต่อฟัน มันเป็นมันอย่างเดียวโว้ย” อาจหาญหนุ่มร่างใหญ่สมชายกล้า เดินเข้าไปประจันหน้ากับหนุ่มหล่อหน้าใสจากเมืองกรุง ที่เดินเข้าหากันอย่างห้าวหาญไม่กลัวตาย สองหนุ่มที่รูปร่างสูสียืนจ้องตากันในระยะประชิด คนหนึ่งใบหน้าหล่ออย่างไทยแท้ผิวพรรณคร้ามเข้ม ส่วนอีกคนแม้ผิวพรรณจะขาวใสอย่างลูกผู้ดีมีสกุล แต่ก็มีความน่าเกรงขามอยู่ไม่น้อย

“งั้นก็เตรียมตัวหยอดน้ำข้าวต้มก็แล้วกัน” หนุ่มกรุงบอกแล้วไม่รอช้าที่จะปล่อยหมัดออกมาวัดใจแต่...

วืดดดด

“เฮ้ย อะไรวะเนี่ย” ไอ้หนุ่มบ้านนาที่มีไหวพริบเป็นเลิศ เบี่ยงตัวหลบหมัดที่ปล่อยออกมาโดยไม่เตือนได้ทันอย่างรู้เชิงมวย “อะไรของเอ็งวะไอ้กวิน”

“ตัวต่อตัวไงวะ” ไอ้หนุ่มบางกอกบอกหน้าตาย สองมือยกขึ้นตั้งการ์ดเตรียมพร้อมปล่อยหมัดสวนหากโดนรุก

“ข้าไม่ได้หมายถึงเรื่องชกต่อยใช้กำลังโว้ย” หนุ่มบ้านนาเท้ามือไว้ที่เอวแล้วส่ายหัวเมื่อบอก เขากำลังเอือมระอากับความเล่นเยอะเล่นใหญ่ของผู้ชายชาวกรุงคนนี้ ที่อาจจะทำให้เรื่องราวบานปลายจนเกิดความบาดหมางเข้าจริง ๆ สักวัน

“อ้าว แล้วเอ็งหมายถึงอะไรวะ อย่าพูดมากเข้ามาเลยดีกว่า ให้มันรู้ดำรู้แดงกันไปเลยว่าใครมันจะแน่กว่ากัน” ไอ้หนุ่มจากเมืองกรุงถลกแขนเสื้อขึ้นเตรียมพร้อมสู้ ส่วนไอ้หนุ่มบ้านนาได้แต่ยืนเท้าเอวมองอยู่อย่างนั้น ตาจ้องตาเขม่นกันอยู่เป็นครู่ก็ถึงเวลาทำคะแนนเมื่อเป้าหมายเดินมา

ต่อจ้าาาาา

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo



“ฮ่า ๆ แบบนี้ข้าไม่เอาด้วยหรอกโว้ย สนามรบที่แท้จริงของเราอยู่โน่น และรางวัลกำลังเดินมา”

“เฮ้ย นั่นน้องนภาไม่ใช่รางวัลของใครนะเว้ย”

“สวัสดีครับคุณแม่ น้องนภาไปวัดมาเหรอจ๊ะ มาพี่ช่วยถือ” อาจหาญที่ตาไวกว่าปรี่เข้าไปสวัสดีคุณนายประไพรศรีอย่างคุ้นเคย และอาสาช่วยถือตะกร้าใส่ของที่นภาถืออยู่ เมื่อสองแม่ลูกเดินออกมาจากวัดในเช้าวันทำบุญ

“สวัสดีครับ สวัสดีจ้ะน้องนภาให้พี่ถือปิ่นโตให้นะจ๊ะ เหนื่อยมั้ยเหงื่อซึมเลยมาพี่เช็ดเหงื่อให้ ผ้าเช็ดหน้าพี่ห้อม หอม”

“โหลุง แล้วไปไงมาไงลุงถึงมาได้กับป้าดาวล่ะ” น้ำฟ้าที่ฟังอยู่แทรกขึ้นมาโดยที่เด็ดเดี่ยวนั่งฟังเงียบ ๆ เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลในอดีตของพ่อกำนันใจจดใจจ่อ

“อย่าแทรกดิวะจะฟังไม่ฟัง”

“ฟังจ้ะฟัง ลุงเล่าต่อเลยกำลังสนุก”

“เออ จากนั้นข้ากับมันก็แข่งกันจีบแม่นภามาตลอด ตัวข้าไม่เท่าไหร่หรอกเอาสนุก ๆ เพราะยังไงก็รู้จักกันมาแต่เด็ก แม่นภาเขาก็รู้ว่าข้าเองแค่อยากแกล้งไอ้หนุ่มเมืองกรุงหน้าอ่อนนั่นเฉย ๆ และที่สำคัญเลย.. “

“อะไรจ๊ะลุง”

“ข้ารู้มาว่าแม่นภาเองก็แอบมีใจให้ไอ้หนุ่มนั่นอยู่ไง”

“อ่าวแล้วแม่ล่ะพ่อ”

“แม่เอ็งก็กำลังจะมาตอนนี้ไงวะ จะให้เล่าต่อหรือเปล่าขัดอยู่ได้” กำนันอาจหาญสะบัดผ้าขาวม้าในมือเหมือนไล่ยุงไล่แมลงรอบตัวทั้งที่ไม่มี ในใจชักเริ่มยัวะเพราะกำลังเล่าอย่างออกรสออกชาติ แต่ก็ถูกขัดอารมณ์อยู่เรื่อย ๆ จากผู้ฟังทั้งสอง

“ครับ เล่าต่อสิพ่อ”

“ข้าแกล้งแข่งจีบแม่นภากับไอ้กวินได้ไม่นาน ก็ได้รู้จักกับดาวประดับแม่ของเอ็งกับดาวรุ่ง ระหว่างเราจะเรียกว่าเป็นรักแรกพบเลยก็ว่าได้” นัยน์ตาของกำนันอาจหาญทอแสงอบอุ่น ริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง ๆ ออกมาเมื่อพูดชื่อของศรีภรรยาผู้ล่วงลับ “หลังจากนั้นข้าก็ไปหาแม่นภาบ่อยขึ้น”

“อ้าวพ่อไหงทำงี้วะ โอ๊ย!”

“กูพ่อมึงนะได้ข่าว มาวะมาโว้ยอะไร” กำนันอาจหาญบอกเสียงดุหลังจากที่แจกมะเหงกลูกใหญ่ให้ลูกชายไปหนึ่งที เด็ดเดี่ยวได้แต่ลูบหัวตัวเองป้อย ๆ บรรเทาความเจ็บมองพ่อตาแป๋ว

“ก็พ่อบอกเจอแม่เป็นรักแรกพบ แต่ดันไปหาอานภาบ่อยขึ้นเนี่ย ถามจริงพ่อได้แอ้มแม่เพราะอะไรวะครับเนี่ย”

“โว้ยไอ้ลูกคนนี้ มึงจะถามแทรกให้มันได้อะไร ฟังสิวะกูกำลังจะเล่าเนี่ย” กำนันเริ่มหงุดหงิดที่ถูกขัดการเล่าตลอดทุกประโยค สรรพนามเรียกขานกันจึงเปลี่ยนตามความแปรปรวนของอารมณ์

“ครับ ๆ “ซึ่งจริง ๆ เด็ดเดี่ยวก็แค่แกล้งแซวพ่อตัวเองเล่น เพราะถึงพ่อกำนันจะโวยวายให้เขา แต่ปากก็ยังระบายยิ้มที่ดูมีความสุขอยู่เช่นเดิม ยามที่พูดถึงภรรยา ทำให้ชายหนุ่มอดยิ้มตามด้วยไม่ได้ ครอบครัวเขาก็เป็นเช่นนี้เอง

“ที่ข้าไปหาแม่นภาบ่อยขึ้น ก็เพราะว่าแม่ของเอ็งเป็นเพื่อนรักกันกับแม่นภาต่างหาก”

“อ้าวแล้วพ่อไม่เคยเจอแม่มาก่อนหรือไง ถ้าว่าเป็นเพื่อนรักกับอานภา”

“กูไม่เล่ามันแล้วโว้ย” กำนันฟาดผ้าขาวม้าที่อยู่ในมือลงที่ต้นขาของตัวเองอย่างหงุดหงิด เพราะจนแล้วจนรอดก็ไม่วายถูกขัดอยู่ดี

“เอ้า พ่อเล่าดิผมอยากรู้ น้ำฟ้าอยากรู้ปะ”

“อืม อยาก ๆ ลุงกำนันเล่าเถอะจ้ะฟ้าอยากฟัง นี่ถ้าดาวรุ่งอยู่บ้านต้องอยากฟังด้วยแน่ ๆ เลย”

“แค่ข้าหยุดหายใจหน่อยเดียวพวกเอ็งก็ขัดแล้วจะฟังทำไมวะ”

“ไม่ขัดก็ได้พ่ออย่างอนน่า”

“เหอะข้าไม่ใช้ตุ๊ดนะโว้ย”

“เกี่ยวไรกะตุ๊ดจ้ะลุง”

“ไม่รู้ว่ะ เคยได้ยินเขาว่างอนเป็นตุ๊ดเลยยืมมาใช้บ้าง”

“แล้วตกลงพ่อไม่รู้จักกับแม่มาก่อนเหรอ”

“มารู้จักกันก็เมื่อตอนแม่แกตามมาเที่ยวบ้านกับแม่นภานี่ล่ะ อย่างที่แกรู้นั่นล่ะว่าแม่แกก็คนกรุงเทพ เป็นเพื่อนเรียนมาด้วยกันกับแม่นภาที่เข้าไปเรียนกรุงเทพ พอแม่แกมาเที่ยวที่นี่ก็เลยได้รู้จักกับหล่อสุด ๆ แห่งบ้านทุ่งดอกจาน ก็คือข้าคนนี้ที่เป็นพ่อแกไง” เด็ดเดี่ยวได้แต่ยกนิ้วเป็นสัญลักษณ์ว่ายอดเยี่ยมให้ เพราะกลัวพ่อจะไม่เล่าต่อหากเขาพูดแทรกขึ้นมา

“หล่อสุดแต่ไม่ใช่สุดหล่อใช่มั้ยลุง” น้ำฟ้าจึงทำหน้าที่นี้แทน

“เหมือน ๆ กันโว้ย เอ้าฟังต่อ” กำนันยืดออกพกความมั่นใจโดยไม่สนเสียงแซวของหลานสาว “จากนั้นข้าก็เทียวไปเทียวมาอยู่พักใหญ่แต่แม่เอ็งยังไม่ใจอ่อนหรอกนะ เหมือนจะไม่สนใจข้าด้วยซ้ำ แต่รักแท้และความจริงใจที่ข้ามีให้ก็เอาชนะทุกอย่าง และพระเอกอย่างข้ากับนางเอกอย่างแม่เอ็งก็ได้ครองรักกันสมใจ จนมีพยานออกมาสองคนคือแกกับดาวรุ่งไงล่ะ”

“อย่างนี้นี่เอง” น้ำฟ้าพยักหน้าเข้าใจ

“แล้วไงครับพ่อ พ่อก็ได้รักกับแม่คุณอากวินก็ได้กับรักอานภาแล้ว มามีเรื่องขัดใจอะไรกันอีกผมไม่เก็ทเลยนะพ่อ”

“เออ ข้าก็ลืมประเด็นนี้ไปพูดแล้วคิดถึงแม่แกว่ะ”

“ครับ ๆ ผมก็คิดถึงแต่ผมอยากรู้นี่ว่าพ่อทำไมไม่ถูกกับอากวิน”

“เพราะตลอดเวลาที่ข้าไม่มาหาสู่แม่ของเอ็งที่พักอยู่บ้านแม่นภา ทำให้ไอ้กวินมันคิดว่าข้าไปหาแม่นภานะสิ” กำนันสีหน้าเคร่งขึ้นเมื่อพูดถึงคู่ปรับเก่า “มันก็คอยกันท่าตลอด พ่อเองก็ผิดเหมือนกันที่แกล้งมันเอาไว้เยอะ แกล้งทำให้มันเข้าใจผิดมาตลอดว่าไปหาแม่นภาทั้งที่ไปหาแม่ดาวประดับ จนใกล้ถึงวันที่มันเองต้องกลับไปกรุงเทพ พ่อเห็นว่ามันใกล้จะตายเพราะพิษรัก เลยฉุดแม่เอ็งมาอยู่ด้วยกันซะเลย”

“โหยพ่อทำงี้ได้ไงวะ ไม่เป็นลูกชายเลยนะเว้ย โอ๊ย!”

“นี่แหนะไม่เป็นลูกผู้ชาย นี่ล่ะวิถีของลูกผู้ชาย ฮ่า ๆ ข้าพูดเล่นโว้ย”

“อ้าวพ่อ งี้ผมก็โดนมะเหงกฟรีสิ”

“เออ อยากปากไวเองนี่หว่า ไม่รู้จักฟังให้มันจบ”

“แล้วเรื่องเป็นไงต่อล่ะพ่อ”

“แม่ของเอ็งนะทั้งที่ตกหลุมรักข้าตั้งแต่แรกพบเหมือนกัน แต่ก็ยังเล่นตัวเพราะกลัวจะอกหัก กลัวข้ามาหลอกกินไข่แดงฟรี เพราะสมัยนั้นพ่อของเอ็งอย่างข้าคนนี้ธรรมดาซะที่ไหนล่ะไอ้เดี่ยว สาวทั้งตำบลไปจนถึงทั้งอำเภอ และอาจจะทั้งจังหวัดละมั้งที่มาตกหลุมรักข้า แต่สุดท้ายก็ไม่รอดมือแม่เอ็งอยู่ดีว่ะ” กำนันหยุดเล่าหวนคิดไปถึงวันนั้นที่ยังกระจ่างอยู่ในความรู้สึก เหมือนกับว่ามันเพิ่งจะผ่านมาไม่นานนี้เอง รอยยิ้มบางประดับใบหน้าที่ส่ายเล็กน้อยของหนุ่มใหญ่วัยเข้ากลางคน ที่ยังคงเค้าความหล่อและดูน่าเกรงขามมีภูมิ “ข้ายังจำได้ไม่ลืมเลย วันนั้นที่ข้าคุกเขาขอความรักจากแม่ดาวประดับ เขารู้ว่าคนอย่างข้าไม่เคยก้มหัวให้ใคร แล้วนี่ขนาดลงทุนคุกเข่าให้จะไม่ยอมรับรักข้าก็...”

“ก็จะไปหาสาวสวยคนใหม่หรือจ๊ะลุง”

“ก็จะตื้อต่อไปนะสิวะ รักตั้งขนาดนี้แล้ว” กำนันแทนที่จะโวยวายที่ถูกหลานสาวแทรก กลับตอบยิ้ม ๆ นัยน์ตาเป็นประกายกับวันเก่า ๆ ที่มีเรื่องราวและความหมายมากมาย เกินกว่าที่จะบรรยายออกมาให้ลูกกับหลานฟังได้ทั้งหมด

“โรแมนติกสุด ๆ เลยจ้ะลุง สุดท้ายป้าดาวก็โอเคใช่มั้ยจ้ะ”

“แน่นอนสิวะ หล่อสุดในตำบลนะที่คุกเข่าขอความรักใช่ใครที่ไหน นั่นแหละเลยทำให้ไอ้กวินมันคิดว่ามันชนะข้า และหาว่าข้าเป็นคนโลเลไม่แน่นอน จีบคนหนึ่งแต่กลับไปเลือกอีกคน วันนั้นมันยังบอกขอบคุณในความโลเลของข้า ที่ทำให้มันได้หัวใจของแม่นภาไปครอง แต่ความจริงที่ข้ากับแม่นภาเองก็รู้อยู่แก่ใจคือ มันไม่มีอะไร ข้ากับแม่นภาไม่เคยมีท่าทีอย่างชู้สาวต่อกันเลยนอกจากพี่น้อง และเพื่อความสบายใจของคนรักแม่นภาเลยไม่ได้บอก ว่าเรื่องระหว่างเรามันเป็นยังไง คงจะถึงวันนี้ล่ะมั้งมันถึงได้คอยกันท่าอยู่อย่างนั้น ยิ่งแม่แกมาด่วนจากไปก่อนมันยิ่งคิดกันท่ามากกว่าเดิม นี่เลยอาจจะทำให้มันพาลไม่ชอบหน้าแกที่เป็นลูกของข้าด้วยไง ยิ่งถ้ารู้ว่าไปซัมติ้งกับลูกเขาแล้วแกก็ระวังลูกซองเอาไว้ให้ดี ๆ ก็แล้วกันเถอะ อย่าหาว่าพ่อผู้ใจดีคนนี้ไม่เตือน”

“แล้วผมจะทำยังไงต่อไปดีล่ะพ่อ”

“อะไรวะคิดเองสิ”

“เอ้า ก็คุณอากวินไม่ชอบผมเพราะเป็นลูกพ่อ ยังไงพ่อก็ผิด”

“อ้าว ไอ้ลูกคนนี้ “ กำนันแทบร้องจ๊ากเมื่ออยู่ดี ๆ ก็กลายเป็นคนผิดซะอย่างนั้น

“เต็ม ๆ ด้วยพ่อ”

“ลุงเกี่ยวอะไรด้วยวะไอ้ฟ้าไหนบอกหน่อยซิ”

“เกี่ยวมากเลยจ้ะ แล้วลุงต้องช่วยพี่เดี่ยวให้สมหวังกับพี่กล้าด้วยนะจ๊ะ”

“อะไรของเอ็งอีกละเนี่ยเชียร์ออกนอกหน้านอกตา อย่ามาหาเรื่องปวดหัวให้ข้าหน่อยเลย”

“ต้องออกนอกหน้านอกตาที่สุดเพราะ ‘เลือดวาย’  ข้นกว่าน้ำจ้ะลุง”

“อะไรของเอ็งวะเลือดวายข้นกว่าน้ำไม่เคยได้ยิน”

“ก็เหมือนเลือดข้นกว่าน้ำแหละจ้ะ แต่นี่คือเลือดวาย ชายได้ชายคือสิ่งที่เราปลื้มปริ่ม อร้ายฟินอะ โอ๊ย” ! น้ำฟ้าฝันสลายเมื่อผู้เป็นลุงผลักหัวเบา ๆ จนหน้าหงาย “ลุงกำนันอ่า”

“ว่าแต่พ่อไม่มีอะไรแนะนำผมหน่อยเหรอ ผมจริงจังนะพ่อ”

“จะให้แนะนำอะไรวะ ข้าบอกแล้วไงว่าโตปานนี้จะทำอะไรก็คิดเอาเอง เรื่องหัวใจเป็นเรื่องของแกสองคนถ้าใจตรงกันยังไงก็ต้องช่วยกันฝ่าฟันอุปสรรคไปให้ได้ นี่ข้ายอมรับได้ว่าต้องมีลูกสะใภ้เป็นผู้ชายก็ดีถมเถแล้ว เรื่องทำให้ทางนั้นยอมรับแกจะต้องใช้ความสามารถของตัวเองล้วน ๆ โว้ย ไม่อย่างนั้นก็เข้าทางคุณยาย” ในที่สุดกำนันก็อดไม่ได้ที่จะชี้แนะลูกชายคนเดียวอยู่ดี นี่เพราะรำคาญที่มันเซ้าซี้หรอกนะ ไม่ใช่เพราะแอบลุ้นแอบสงสารลูกที่นั่งทำตาปริบ ๆ เพราะคิดไม่ออกว่าจะแก้ปัญหาว่าที่พ่อตาอย่างไร ไม่ใช่เลยจริง จริ๊ง ให้ตายเถอะ!

“แล้วถ้าคุณยายรับไม่ได้ล่ะพ่อ เรื่องแบบนี้มันละเอียดอ่อนมาก เกิดผมเข้าไปสารภาพทุกอย่างตรง ๆ คนแก่ไม่หัวใจวายเลยเหรอครับ”

“เออนั่นสิข้าก็ลืมไปเลยเอาไงดีล่ะวะเนี่ย” สุดท้ายกำนันก็เผลอเข้ามาช่วยลูกชายคิดเต็มตัว ทั้งที่ตอนแรกยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่ช่วยอะไรสักอย่าง ทั้งสามคนกำลังคิดหนักเนื่องด้วยว่าการเข้าหาคุณยายประไพศรี ในเรื่องที่หลานชายเบี่ยงเบนอาจจะทำให้คนแก่หัวใจวายเอาได้ง่าย ๆ จนในที่สุดน้ำฟ้าก็เอยสิ่งที่ทำให้ทุกคนมีความหวังออกมา

“อย่างนี้มันต้องค่อย ๆ เข้าไปแทรกแซงทางความคิดนะฟ้าว่า”

“แทรกแซงยังไงวะ” ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าทั้งสามเริ่มสุมหัววางแผนการ ที่จะช่วยให้เด็ดเดี่ยวได้สมหวังและเป็นที่ยอมรับ ของผู้ใหญ่ฝ่ายต้นกล้ากันไปแล้ว

“ก็ค่อย ๆ แย้มให้คุณยายรู้ไงจ๊ะว่าพี่สองคนรักกัน ให้รู้ทีละนิดทีละหน่อย ค่อย ๆ อ่อยไปเรื่อย ๆ คุณยายก็จะค่อย ๆ ชิน พอชินแล้วเดี๋ยวก็รับได้เองนั่นล่ะฟ้าว่า”

“อืมวิธีนี้น่าสนใจนะ พ่อว่าไงครับ”

“เออดีเหมือนกันว่ะลองดูสักตั้งสิวะ เฮ้ย! กูไม่เกี่ยวเว้ย คิดว่าดีก็ทำไปเรื่องของมึง ไอ้ลูกคนนี้นี่” กำนันกอดอกเชิดหน้าหยิ่งกลับมาตั้งมั่นในปณิธานเดิม ที่ให้ลูกชายหาทางเอาชนะใจผู้ใหญ่เอง

“งั้นพี่จะลองทำตามที่ฟ้าบอกก็แล้วกัน ส่วนพ่อ”

“เออ ข้าทำไมวะบอกก่อนนะว่าถ้าให้ข้าลุยด้วยล่ะโนเวย์”

“เรื่องแค่นี้ไม่ต้องถึงมือพ่อหรอก แค่เตรียมเรื่องขันหมากกับสินสอดไว้ก็พอ มันต้องได้ใช้เร็ว ๆ นี้แน่นอน”

“ให้ผ่านด่าน 18 อรหันต์มนุษย์ทองคำของไอ้กวินให้ได้ก่อนเหอะว่ะ แล้วค่อยมาคุยกับกู”

“แน่นอนครับพ่อ นี่ใคร นี่เด็ดเดี่ยว ตรัยรัตนา ลูกชายคนเดียวของกำนันอาจหาญ ตรัยรัตนาเชียวนะพ่อ”

“เออ อย่าให้เสียชื่อข้าก็แล้วกัน อย่าให้ไอ้กวินมันมาหยามพ่อของแกทีหลังเอาได้ เอ็งต้องรีบสอยลูกชายมันมาครองซะ ฮ่า ๆ ” กำนันอาจหาญแหงนหน้าอ้าปากกว้างหัวเราะสะใจ สองพ่อลูกส่งสายตามาดมั่นให้กัน เพราะภารกิจนี้ต้องสำเร็จในเร็ววันสมประสงค์ มีน้ำฟ้านั่งเชียร์นั่งลุ้นอยู่ข้าง ๆ ซึ่งเด็ดเดี่ยวตั้งปณิธานเอาไว้แล้ว ว่าเขาจะต้องผ่านด่านคุณกวินไปให้ได้อย่างองอาจ หากอยากจะได้ลูกเสือก็ต้องเข้าถ้ำเสือ คำถามคือ จะทำอย่างไรไม่ให้โดนเสือขบหัวตายไปเสียก่อน และคำตอบคือ ก็ต้องเข้าทางแม่เสืออย่างคุณนภาสิ ที่ดูเหมือนว่าเสือจะเกรงใจไม่น้อยเลย



%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%



“เป็นอะไรนักหนาหรือเปล่าวะเนี่ย” ไอ้จ๋าบ่นเบา ๆ มือข้างหนึ่งถือผักกำใหญ่ที่เก็บมา ส่วนอีกข้างยังกดโทรศัพท์ยิก ๆ ทั้งที่ปลายสายเงียบไม่ยอมรับสาย และถึงแม้อีกฝ่ายจะไม่รับสายแต่คนที่มีความตั้งใจแบบไม่ล้มเลิกง่าย ๆ อย่างไอ้จ๋าก็ยังไม่ยอมแพ้ มันกระหน่ำโทรหาจนเรียกได้ว่าสายแทบไหม้ โทรแล้วโทรอีกเป็นร้อย ๆ สายก็ยังไม่ละความพยายาม แม้ว่าปลายสายจะไม่รับสักทีจนกระทั่ง

‘ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก’

“อ้าว อะไรวะ” ไอ้จ๋าลดโทรศัพท์ลงมาดูเพราะโทรติดแต่ไม่มีคนรับ แล้วอยู่ดี ๆ ระบบก็บอกว่าไม่มีสัญญาณตอบรับ แบบนี้แบตเตอรี่หมดหรือปิดเครื่องหนีวะเนี่ย “ยัยส้มเน่านะยัยส้มเน่า ฉันไม่เคยกระหน่ำโทรหาใครนานขนาดนี้เลยนะเว้ย” !

“นี่แกยังไม่หยุดโทรหาเขาอีกเหรอวะ”

“เอ้าลูกพี่ ไอ้จ๋าก็นึกว่ากลับบ้านไปแล้ว”

“กลับทำไมนอนอยู่นี่รับลมเย็น ๆ คอยสมน้ำหน้าแกที่ถูกเมินดีกว่า ฮ่า ๆ “

“โห ขำไปเถอะครับลูกพี่ มือระดับไอ้จ๋ายัยนั่นหนีไม่พ้นไปไหนได้หรอก”

“เออ ๆ ว่าแต่เมื่อไหร่แกจะรีบเอาผักไปให้น้าแจ่มสักทีวะ ป่านนี้ไม่รอแย่แล้วเหรอ”

“ไอ้จ๋าไปเดี๋ยวนี้ล่ะครับ ว่าแต่ลูกพี่เถอะจะนอนเฝ้าลานข้าวหรือนอนรอใครกันแน่ เย็น ๆ มันวังเวงนะครับอย่าหาว่าไอ้จ๋าไม่เตือน หึ ๆ “ไอ้ลูกน้องคนสนิทมันทิ้งท้ายเอาไว้เพียงเท่านั้นก็เป็นอันรู้กัน ต้นกล้ามองไปรอบ ๆ ไม่ได้คิดหวาดระแวงอะไรเลยสักนิด แน่ละสิเพราะนี่มันเพิ่งจะบ่ายแก่ ๆ เอง มองไปทางไหนก็สว่างโร่ชัดเจนเต็มสองตาออกอย่างนี้ มันจะมีอะไรให้กลัวนักหนาเล่า

หลังจากที่ไอ้จ๋าเดินจากไป ต้นกล้านอนหลับตาพริ้มเพื่อสูดรับกลิ่นธรรมชาติที่หอมชื่นใจ เท้าก็ยันพื้นให้เปลแกว่งไกวเบา ๆ ฮัมเพลงรักออกมาจากลำคอ เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศท้องนาที่โหยหา จากไปเพียงเดือนเดียวเหมือนกับว่าจากไปเป็นปีจึงคิดถึงมาก เจ้าของร่างโปร่งนอนหลับตาพริ้ม เปลญวนค่อยลดแรงแกว่งไกวลงช้า ๆ จมูกสูดหายใจยาวเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดอย่างผ่อนคลาย กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกหญ้าดอกไม้ธรรมชาติพาให้รู้สึกดี และแล้วในที่สุดความง่วงก็มาเยือน แต่ยังไม่ทันได้หลับดีอย่างที่ควรจะเป็น

ฟอด

50% จ้าาาาาา

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8260
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +140/-6

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2314
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

เรื่องราวรุ่นพ่อกระจ่างแล้ว  มันเป็นเยี่ยงนี้นี่เอง

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo

ตอนที่ 22 เรื่องของคู่ปรับ  100%


ฟอด

“เฮ้ย! มาได้ไง” ต้นกล้าสะดุ้งตกใจรีบลุกขึ้นนั่งแต่ก็เกือบเสียหลักทำเปลพลิก ดีที่คนตัวโตจับไว้ได้ทัน

“ก็เดินมา”

“แล้ว...” หยุดคำพูดไว้เท่านั้นแล้วชะเง้อคอไปทางตัวบ้าน ที่คิดว่าเด็ดเดี่ยวน่าจะเดินมาจากทางนั้น แม้ว่าตัวบ้านกับลานข้าวจะอยู่ห่างกันมากพอสมควร แถมยังมีต้นไม้และป่าหญ้าขึ้นบดบังมาตลอดทาง ในใจให้นึกสงสัยว่าชายหนุ่มผ่านหูผ่านตาคุณพ่อของเขามาถึงนี่ได้ยังไง เพราะจะลงมาที่นี่ก็ต้องเดินผ่านตัวบ้าน แม้จะอ้อม ๆ มาได้แต่ยังไงก็ต้องเห็น หากมีคนอยู่แถวนั้น

“มองหาใครเหรอ” เด็ดเดี่ยวถามพลางดึงเปลซึ่งเป็นผ้าเนื้อหนาอย่างดีให้กางออก เพื่อจะนั่งลงข้างหลังและจัดให้ต้นกล้านั่งอยู่ตรงกลางระหว่างของเขา

“โอ๊ย นั่งลงมาได้ยังไงตัวใหญ่ออกอย่างนี้” ต้นกล้าเลยหันกลับมาโวยวาย

“เปลมันรับได้น่าพี่เลือกมาอย่างดีแล้วเอาไว้นอนด้วยกันโดยเฉพาะ หึ ๆ ”

“อ้าว ไม่ใช่ไอ้จ๋าเหรอที่เป็นคนเอาเปลนี้มาผูกไว้”

“ไอ้จ๋าที่ไหนครับ พี่เดี่ยวนี่ล่ะเป็นคนเอามาผูกไว้รอใครบางคน แถมยังมานอนรอทุกวันจนแทบจะเฉาตายอยู่แล้ว ใครบางคนก็ใจด้ำดำ กว่าจะมาได้เล่นเอาพี่แทบตายไปจริง ๆ ” พูดจบก็ส่งตาหวานซึ้งปนตัดพ้อให้ สองมือสอดเกี่ยวเอวบางรวบเข้าหาตัว เด็ดเดี่ยวเอนตัวลงนอนโดยรั้งร่างของต้นกล้าให้เอนหลังลงด้วยกัน แต่อีกคนก็ทำท่าเหมือนจะไม่ยอม “อย่าดิ้นสิเดี๋ยวเปลก็ขาดจริงหรอก”

“แล้วจะมานอนเบียดกันทำไมเล่า”

“ไม่ใช่นอนเบียดนี่นอนกอด”

“เออนั่นแหละ เดี๋ยวก็มีใครมาเห็นเข้าหรอก” ถึงจะต่อว่าแต่ต้นกล้าก็ทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดลงบนอกกว้าง ร่างโปร่งอยู่ในอ้อมกอดของคนตัวโต ยกขาทั้งสองข้างขึ้นมาพาดไว้บนเชือกผูกเปล มีวงแขนแกร่งโอบรอบตัวอย่างหวงแหน ใบหน้าใสแนบขมับลงกับสันกรามกร้านแดด เด็ดเดี่ยวรู้ว่าคนที่อยู่ในอ้อมกอดชอบให้ไกวเปลช้า ๆ ชายหนุ่มจึงทำเพียงเอาเท้าทั้งสองข้างแตะพื้นเพื่อยันเบา ๆ มืออบอุ่นลูบบนเรือนผมนิ่มสีแดงสดใส ที่ดูเหมือนว่าต้นกล้าจะไปเติมสีมาใหม่แล้ว จูบอ่อนโยนกดลงที่กลางกระหม่อมของคนในอ้อมกอดอย่างแสนรัก

“คิดถึงที่สุดเลย” บอกแล้วก็หอมลงที่กลางกระหม่อมนั่นแหละอีกครั้ง เพื่อยืนยันว่านี่คือความรู้สึกจริง ๆ

“รู้แล้วน่า”

“ว่าแต่เมื่อกี้มองหาใครเหรอ”

“เปล่าหรอก” จะให้บอกได้ยังไงล่ะ ว่าเมื่อเห็นอีกคนมาก็อดไม่ได้ที่จะมองดูว่ามีใครแอบตามมาด้วยหรือเปล่า โดยเฉพาะพ่อของเขาที่ยิ่งไม่ชอบขี้หน้าของคนตัวโตอยู่ด้วย

“วันนี้พี่ไม่ได้เข้ามาทางหน้าบ้าน”

“หืม หมายความว่ายังไง”

“พอดีมาทำธุระให้พ่อกำนันแถวนี้ พี่เลยเดินลัดทุ่งมาทางนั้น” มิน่าล่ะถึงได้แอบมาตรงนี้ได้ เพราะปกติถ้าจะมาที่ลานข้าวก็ต้องเดินผ่านหน้าบ้าน แต่ก็สามารถลัดมาจากที่นาข้าง ๆ ได้ด้วยเหมือนกัน นี่จึงตอบคำถามในใจของต้นกล้าได้แล้ว ว่าอีกคนผ่านคุณพ่อของเขามาได้อย่างไร เพราะไม่ได้มาทางที่มีด่านลอยนี่เอง

“พี่อาจจะไม่ได้เข้ามาสักสองสามวัน ต้นกล้าจะออกไปไหนหรือเปล่า”

“ไม่รู้”

“ถ้าพี่โทรมาจะรับสายมั้ย”

“อย่าลูบดิ” ต้นกล้าบอกเสียงสั่นพร้อมตะปบมือซุกซนข้างหนึ่ง ที่ลูบไล้ทำท่าเหมือนจะสอดแทรกเข้าข้างในแถวขอบเอวของกางเกงยีน ซึ่งผู้ชายด้วยกันมันก็รู้ ๆ กันอยู่ ว่าแถวนี้มันเป็นจุดเสี่ยงอันตรายมากแค่ไหน

“หึ ๆ ไม่ลูบก็ได้ครับ จุ๊บ”

“เฮ้อ เงียบ ๆ ได้มั้ยเราจะนอน”

“ก็นอนไปสิ งั่ม”

“โอ๊ย! พอเลยลงไปเลยเราจะนอนคนเดียว”

“ฮ่า ๆ ไม่กวนแล้วครับนอน ๆ ” เพราะความมันเขี้ยวเด็ดเดี่ยวจึงงับฟันคมเข้าที่ท้ายทอยของต้นกล้าไม่แรงมากนัก แต่เล่นเอาท้ายทอยขาว ๆ นั่นขึ้นรอยแดงเป็นปื้นบาง ๆ เลยทีเดียว

“ถ้าอยากอยู่ด้วยกันแบบนี้ก็อย่ากวน” คนในอ้อมกอดบอกเสียงเข้ม ทั้งที่ดิ้นขัดขืนในตอนแรกแต่บัดนี้กลับบอกจะนอน นี่หมายถึงนอนให้เขากอดด้วยใช่ไหม แล้วมีหรือคนตัวโตจะกล้าขัดใจได้ ชายหนุ่มลูบเรือนผมนุ่มเบาๆ สลับกับการจูบและสูดดมกลิ่นหอมที่กลางกระหม่อมของคนในอ้อมแขน แต่เพราะรู้สึกไม่สบายตัวและหายใจลำบากกับการนอนแบบนี้ ต้นกล้าจึงพลิกตัวเปลี่ยนท่าไปนอนข้าง ๆ โดยเอาไหล่เกยร่างซีกหนึ่งไว้บนอกกว้าง ที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแน่นๆ น่าลูบไล้ ใช้ไหล่แกร่งที่อุดมไปด้วยลอนกล้ามหนุนแทนต่างหมอน มีวงแขนแข็งแรงที่โอบกอดไม่คลายพาดไว้ช่วงท้อง เผื่อแผ่ความอบอุ่นแก่กันและกัน

“ต้นกล้า” ครอกฟี้ “อ้าวหลับจริงเหรอเนี่ย” คนนอนเกยบนอกนั้นหลับไปแล้ว แต่เจ้าของอกยังนอนลืมตาคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่ เขาหนักใจมากไม่ใช่ไม่คิดอะไร ด้วยว่าต้นกล้านั้นเป็นลูกคนเดียว และเป็นหลานชายหัวแก้วหัวแหวนของผู้เป็นยาย หากท่านรับไม่ได้ที่หลานจะมารักชอบผู้ชายด้วยกัน คงจะเกิดปัญหาใหญ่ตามมาแน่นอน มันอาจจะทำให้คุณยายเสียใจละผิดหวังมาก คนรุ่นนี้คงยากที่จะยอมรับเรื่องรักอะไรแบบนี้ได้ง่าย ๆ ตัวเด็ดเดี่ยวเองที่ค่อนข้างผูกพันกับคุณยายเสมือนนางเป็นญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง ก็อดห่วงความรู้สึกไม่ได้เหมือนกัน แต่เรื่องของหัวใจชายหนุ่มก็ห้ามความรู้สึกของตัวเองไม่ได้ จึงกังวลคิดไม่ตกอยู่อย่างนี้ แต่ก็ไม่รู้จะใช้วิธีไหนผู้ใหญ่ถึงจะเข้าใจ และยอมรับในความรักของเขากับต้นกล้า แบบไม่ต้องมีใครเสียใจ

ครู่ใหญ่ผ่านไปเด็ดเดี่ยวจึงหลับตาลงบ้าง เขาเลือกที่จะทิ้งเรื่องหนักใจเอาไว้ก่อน ตอนนี้คือเวลาเก็บเกี่ยวความสุขจากความอบอุ่นใกล้ชิดของกันและกันเพื่อเก็บไว้เป็นกำลังใจ เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้มีโอกาสอย่างนี้อีก เขาก็ไม่อยากขึ้นชื่อว่าเป็นคนฉวยโอกาส เขาอยากทำให้มันถูกต้องไปเลย อยากให้ทุกคนได้รับรู้ แต่เพราะคนตัวเล็กกว่าขอเอาไว้ว่ายังไม่พร้อมบอก ไหนจะว่าที่พ่อตาที่ท่าทางจะกันท่าสุดฤทธิ์ นี่คงทำให้เวลาที่จะได้อยู่ด้วยกันมันหายากมากขึ้น ตอนนี้มีโอกาสก็อยากเก็บเกี่ยวเอาไว้ให้ได้มากที่สุด แต่ความสุขของคนเราบทจะมามันก็มาเร็วและจากไปเร็วเสมอ โดยเฉพาะความสุขของเด็ดเดี่ยวที่มักจะมีตัวมารมาผจญตลอด อย่าง...

“ลูกพี่ครับ” นั่นปะไรล่ะผิดจากที่คิดไว้ซะที่ไหนกัน เด็ดเดี่ยวที่กำลังจะหลับตาลงเพื่อพักสายตา เป็นอันต้องยืดคอขึ้นตามเสียงเรียกของไอ้จ๋า ไม่รู้มันมายืนทำหน้าเจ้าเล่ห์อยู่ข้างหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะเขาไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย แม้กระทั่งเสียงเหยียบฟางแห้ง หรืออาจจะเป็นเพราะเขาคิดมากคิดหนักเกินไป จนทำให้ลืมสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว ลืมแม้กระทั่งเสียงนกเสียงกาที่พากันบินกลับรังอยู่บนยอดไผ่นี่ด้วย

“มีอะไรวะ”

“ป้านภาให้มาตามลูกพี่กล้าครับ”

“ต้นกล้าหลับอยู่”

“หลับอยู่ในอ้อมกอดครับลูกพี่พูดให้มันจบหน่อย คึคึ “ไอ้จ๋ายักคิ้วหลิ่วตาล้อเลียนให้อย่างที่มันชอบทำ ยิ่งเห็นลูกพี่รองหน้าเหวอไปไม่เป็นมันยิ่งได้ใจ

“เออ ๆ นั่นแหละว่าแต่จะต้องไปตอนนี้เลยเหรอวะ”

“ครับไปตอนนี้ได้ยิ่งดีครับ”

“เดี๋ยวค่อยไปได้มั้ยล่ะ”

“แต่ว่า..” ไอ้จ๋าสีหน้าเปลี่ยนเมื่อหันไปมองทางที่มันเพิ่งเดินผ่านมา ซึ่งนอกจากหน้าตาที่ดูทะเล้นเอาแต่เกรียนไปวัน ๆ เด็ดเดี่ยวก็เพิ่งจะได้เห็นตอนนี้ล่ะ ว่าไอ้จ๋ามันก็ทำหน้าลำบากใจเป็น

“มีอะไรเหรอวะ”

“เปล่าครับ คือว่าลูกพี่รีบปลุกลูกพี่กล้าเถอะครับ เย็นแล้วนอนมากเดี๋ยวปวดหัวนะครับ”

“เออ ๆ ขอเวลาห้านาทีแกกลับไปก่อนไป”

“เอาอย่างนั้นเหรอครับลูกพี่” ท่าทางของมันเหมือนอยู่ไม่สุขลุกลี้ลุกลนแปลก ๆ ไหนจะคำถามที่เหมือนไม่แน่ใจนั่นอีก วันนี้ไอ้จ๋ามันเป็นอะไรของมัน “ปลุกลูกพี่กล้าให้ไปพร้อมไอ้จ๋าตอนนี้ไม่ดีกว่าเหรอครับ”

“น่าขอ 5 นาที หรือแกอยากให้ลูกพี่ใหญ่ของแกตื่นมาเห็นว่ามีแกอยู่ตรงนี้ด้วยอีกคน เขาคงไม่ชอบใจเท่าไหร่หรอก” ใช่สิลูกพี่ใหญ่จอมวางฟอร์มของมัน แม้จะแสดงออกมาว่ามั่นใจมากแค่ไหน ไอ้จ๋ามันก็รู้ว่าลูกพี่เขินอายทีเดียวสำหรับเรื่องนี้

“ครับ งั้นไอ้จ๋าไปรอที่บ้านก็แล้วกัน ลูกพี่เดี่ยวบอกลูกพี่กล้ารีบตามไปนะครับ” ไอ้จ๋าวิ่งกลับไปทางเดิมที่พามันไปสู่บ้านไม้หลังใหญ่แล้ว เด็ดเดี่ยวจึงหันกลับมามองท้องทุ่งเขียวขจีแซมเหลืองเบื้องหน้า เขาถอนหายใจออกมาเบา ๆ ความผ่อนคลายหายไปทดแทนด้วยความหนักหน่วงของความหนักใจ หลุบตาลงมองคนนอนเกยอกที่ยังหายใจสม่ำเสมอ ต้นกล้าไม่มีทีท่าว่าจะตื่นทั้งที่มีเสียงคนคุยกันดังอยู่ใกล้ ๆ คงเพราะเพลียจากการเดินทางถึงได้หลับสนิทอย่างนี้ ใบหน้าใสของคนหลับดูอ่อนเยาว์ไร้พิษสง ตาสวยสีดำขลับถูกปิดด้วยเปลือกตา ที่ประดับด้วยขนตายาวปลายเป็นแพหนา รับกับคิ้วเข้มได้รูปอย่างพอดี จมูกรั้น ๆ นั่นทำเอาเด็ดเดี่ยวนึกมันเขี้ยวอยากกัดเข้าให้ แต่คนในอ้อมแขนคงตื่นมาโวยวาย และกัดหัวเขาคืนหนักกว่าเป็นสองเท่าแน่ ๆ

รอยยิ้มจาง ๆ ประดับบนใบหน้าของเด็ดเดี่ยว เมื่อคิดถึงความเอาเรื่องของคนหลับ ทั้งขี้โวยวายและขี้แกล้ง แต่สำหรับชายหนุ่ม เมื่อรวมเป็นคนคนนี้แล้วมันคือความน่ารัก พอคิดว่าอีกคนน่ารักริมฝีปากอุ่นก็ค่อย ๆ แตะลงที่กลางหน้าผากแผ่วเบาหวงแหน แต่เหมือนกับว่าเท่านั้นมันยังไม่พอต่อความต้องการ ที่เรียกร้องมาจากส่วนลึกของหัวใจ เด็ดเดี่ยวจูบย้ำอีกรอบด้วยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม ไล่เรื่อยต่ำลงไปจนถึงปลายจมูกโด่งรั้นน่ามันเขี้ยวนั่นจนได้

“อื้อ งึม ๆ ”

“ตื่นได้แล้วครับ”

“ม่าย เราจะนอน”

“ไม่อยากกลับเลย แต่พี่ต้องกลับแล้วนะ” พูดจบก็จูบหนัก ๆ ลงที่กลางหน้าผากจุดเดิม เล่นเอาคนโดนจูบอุ่นวาบเข้าไปถึงข้างใน แต่กระนั้นก็ยังไม่ยอมลืมตาขึ้น

“ก็ไปสิใครห้าม”

“ตื่นได้แล้วนะ นอนมากปวดหัว เดี๋ยวกลางคืนก็นอนไม่หลับอีก ยิ่งไม่มีพี่นอนกอดด้วย” พูดไปพลางก็พรมจูบและสูดดมเอากลิ่นหอมอ่อน ๆ ไปทั่วใบหน้าหล่อเกาหลีอย่างแสนรัก

“จะอะไรนักหนาคนกำลังหลับสบายเนี่ย ตื่นไม่ตื่นก็เรื่องของเราน่า” ต้นกล้าบ่นเสียงแหบทั้งที่ยังหลับตา

“ก็พี่เป็นห่วงนี่” จุ๊บ

“อย่าจูบดิ โอ๊ยพอ ๆ ”

“ไม่ตื่นพี่จะจูบอยู่แบบนี้ล่ะ ดูสิพระอาทิตย์กำลังจะตกดินแล้ว สวยมากเลย” ต้นกล้าลืมตาขึ้นเพราะคำว่า ‘พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน’ นี่แหละ

ภาพเบื้องหน้าอันเป็นท้องทุ่งนายามโพล้เพล้ ปูลาดสม่ำเสมอไปด้วยพรมเขียวขจีของต้นข้าว มีต้นตาลแก่โตเต็มที่เหยียดยืนต้นสูงชะลูดกระจายไปทั้งท้องทุ่ง สลับกับต้นมะขามต้นมะม่วงประปราย ไอหมอกบางยามเย็นลดตัวลงคล้ายจะปลอบประโลมยอดข้าวที่เริ่มหนักรวง และถูกแดดแผดเผามาทั้งวัน คล้ายจะบอกว่าฤดูฝนกำลังจะจากไป และเปิดโอกาสให้ฤดูหนาวได้เข้ามาเยือน ซึ่งนั่นมันหมายถึงฤดูเก็บเกี่ยวกำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้าด้วย ท้องทุ่งยามเย็นก่อนตะวันลับฟ้าอาบไล้ไปด้วยแสงสีส้มอมทองอ่อน ๆ จากพระอาทิตย์ดวงโต ที่กำลังลอยระยอดไม้ เป็นช่วงที่ต้นกล้าชอบที่สุดก่อนแสงสุดท้ายของวันจะอำลา เพื่อเปิดทางให้ค่ำคืนได้มาเยือน

“สวยจัง”

“ใช่สวยมากสวยที่สุด แต่พี่...คงต้องกลับจริง ๆ แล้วนะ” เสียงกระซิบข้างหูทำให้ต้นกล้าละสายตาจากภาพเบื้องหน้า หันกลับมามองคนที่ใช้วงแขนอบอุ่นโอบกอดเขา

“เดี๋ยวสิรอให้พระอาทิตย์ลับฟ้าก่อนค่อยไป” แน่นอนว่าเด็ดเดี่ยวชอบข้อเรียกร้องนี้มาก และเขาตอบรับด้วยการกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นกว่าเดิม โดยที่ต้นกล้าก็ขยับตัวให้ได้ท่าเหมาะแล้วจะทิ้งศีรษะลงหนุนบนไหล่กว้าง ทั้งสองนอนมองพระอาทิตย์สีส้มดวงโตค่อย ๆ ลดระดับต่ำลงและลับยอดไม้ไปในที่สุด แสงสีส้มหายไปช้า ๆ บอกลาสองร่างที่กอดก่ายในเปลญวน ความสลัวรางคืบคลานเข้ามาทดแทน

ภาพของสองหนุ่มที่แบ่งปันความอบอุ่นละมุนหัวใจให้กัน เพื่อดื่มด่ำบรรยากาศยามอาทิตย์อัสดงบนเปลเงียบ ๆ นั้น อยู่ในสายตาสองคู่ที่มองมาด้วยความรู้สึกแตกต่าง หนึ่งในนั้นคือไอ้จ๋าลูกน้องคนสนิท ที่เฝ้ามองด้วยความกังวลและเป็นห่วง มันหันไปสบตากับผู้ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยสายตาที่อ้อนวอนขอความเห็นใจ เพราะมันเอาใจช่วยคนเป็นลูกพี่ แต่เมื่อได้รับสายตาดุตอบกลับมา มันก็จนปัญญาที่จะทำอะไรได้มากไปกว่านี้ ไอ้จ๋าหันหลังเดินไปตามทางสายเล็กที่พาไปสู่ตัวบ้านเงียบ ๆ ผิดความทะเล้นในยามปกติ มีเจ้าของนัยน์ตาดุคู่นั้นเดินตามไป ไม่มีใครพูดอะไรจนมาถึงตัวบ้านไอ้จ๋าก็แยกเข้าครัว เพื่อช่วยแม่แจ่มใจและคุณนภาเตรียมมื้อเย็น จนจัดสำรับกับข้าวเสร็จเรียบร้อยนั่นแหละ มันจึงขอตัวเพื่อไปสะสางปัญหาของตัวเอง

“ทำอะไรอยู่วะทำไมไม่เปิดเครื่องสักที” กว่าไอ้จ๋าจะขับรถคันเก่าคู่ใจของมันเข้ามาถึงตัวอำเภอก็มืดค่ำแล้ว และตอนนี้มันจอดรถอยู่หน้าร้านขายอุปกรณ์การเกษตรที่คุ้นเคย เพราะพักหลังนี้มันมาบ่อยมากแต่ไม่ใช่เพราะมาซื้อของ มันมาหาลูกคนเล็กของเจ้าของร้านต่างหาก

ไอ้จ๋าโทรหาน้ำส้มตั้งแต่บ่ายก็ยังไม่สามารถติดต่อได้ ไม่รู้ว่าเป็นอะไรทำไมถึงได้ปิดเครื่องนานขนาดนี้ คิดไปคิดมาก็ให้นึกเป็นห่วง เมื่อกดโทรไม่ติดมันจึงเดินมาชะเง้อชะแง้ข้างรั้วอัลลอยด์ลายสวย เพื่อจะได้มองเข้าไปถึงด้านหลังของร้านให้เห็นข้างในได้ชัดเจน เพราะด้านหน้าซึ่งเป็นประตูใหญ่ปิดไปแล้ว แต่จากมุมที่มันยืนอยู่ มองเข้าไปภายในบ้านไม่เห็นใครเลย ไอ้จ๋าจึงทำได้แค่เดินวนเวียนอยู่แถวนั้น ตาก็เหลือบมองรถที่ขับผ่านไปผ่านมาบ้าง เดินกลับมาชะเง้อชะแง้เข้าไปในบ้านบ้าง แต่ก็ยังไม่มีวี่แววของใครสักคนออกมาให้มันได้พอถามไถ่ถึงคนที่ตั้งใจมาเจอ

“คนบ้านนี้เขาไปไหนกันหมดวะ” ไอ้จ๋าบ่นเบา ๆ แล้วเดินกลับมานั่งในรถ พี่ฮีโร่ประจำตัวถูกโยนไปที่เบาะข้างคนขับอย่างไม่ไยดี เพราะตอนนี้ดูเหมือนมันจะไร้สิ้นซึ่งประโยชน์ โทรไปเท่าไหร่ก็ได้ยินแต่เสียงตอบรับของระบบ ที่บอกว่าอีกคนไม่สามารถติดต่อได้ ในใจของไอ้หมาหน้าดำให้นึกเป็นห่วง เพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องอะไรไม่ดีขึ้นกับน้ำส้มหรือเปล่า แต่พอมองเข้าไปในบ้านที่ดูเงียบเหมือนไม่ได้มีเรื่องอะไรร้ายแรง มันก็ให้รู้สึกเบาใจขึ้นมาได้บ้าง ความกังวลลดลงไปมากแต่ความห่วงยังคงเต็มตื้นอยู่ในใจของมันเช่นเดิม

“จะเข้าไปหายังไงวะเนี่ย คนให้ถามก็ไม่มี” และจากนั้นไอ้จ๋าก็บ่นออกมาอีกหลายประโยค ยิ่งนานมันก็ยิ่งหงุดหงิด แต่ยิ่งหงุดหงิดก็ยิ่งช่วยอะไรไม่ได้ เมื่อรอนานเข้าก็เดินลงไปส่องที่รั้วบ้านอีก มองหากริ่งข้างประตูเข้าบ้านก็ไม่มี ไอ้จ๋าลองเรียกเผื่อมีใครอยู่แถวนี้แล้วหลงหูหลงตามันไป แต่สิ่งที่ได้ตอบกลับมาคือความเงียบจากในบ้าน และเสียงรถที่วิ่งผ่านไปมา ซึ่งไม่มีใครสนใจมันเลยสักคน

ไอ้จ๋าชักเริ่มฉุนหนักและหงุดหงิด แต่ไม่ใช่หงุดหงิดให้ใครที่ไหนหรอกนอกจากตัวของมันเอง ที่ทำอะไรอย่างที่ต้องการไม่ได้ มันอุตส่าห์ขับรถเข้าเมืองมาหาเพราะความคิดถึง แต่มาแล้วอะไรคือการปิดบ้านเงียบและยังโทรหาไม่ติด ตอนนี้มันได้แต่ถอนหายใจเซ็ง ๆ จนผ่านไปอีกครู่ใหญ่พี่ฮีโร่คู่ใจจึงส่งเสียงเตือนว่ามีสายเข้า ไอ้จ๋าคิดว่าเป็นคนที่มันกำลังคิดถึงโทรเข้ามา จึงรีบตะครุบโทรศัพท์มือถืออย่างว่องไว แต่ความรู้สึกลิงโลดในหัวใจก็มลายหายไปในทันที เมื่อเห็นชื่อคนโทรเข้า

ลูกพี่ใหญ่!

“ครับลูกพี่....ครับ..ตอนนี้ไอ้จ๋าอยู่ที่ตัวอำเภอลูกพี่จะเอาอะไรหรือเปล่าครับ....ก็..แฟนกันมาหากันแปลกตรงไหนล่ะครับ หึ ๆ ยังไม่เจอครับ แต่เดี๋ยวไอ้จ๋าก็กลับแล้วคงไม่ดึกมากครับ..ลูกพี่มีอะไรหรือเปล่าครับ...อ๋อเหรอครับ ครับ ๆ “ไอ้จ๋าวางสายแบบงง ๆ ว่าตกลงลูกพี่ใหญ่โทรมาหามีธุระอะไร เหมือนจะพูดจะถามอะไรแต่ก็ไม่พูด พอถามก็ไม่ยอมบอกแต่โดยดี เหมือนมีอะไรอยากให้ทำแต่ไม่กล้าบอกตรง ๆ

ไอ้จ๋านั่งมองหน้าจอโทรศัพท์ที่ตอนนี้บอกเวลาสองทุ่มครึ่งเข้าไปแล้ว มันมองเข้าไปในบ้านอีกครั้งก็มีแต่ความเงียบ มันเงียบเหมือนไม่มีคนอยู่ ยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาว่าจะกดโทรออกอีกครั้ง แต่มือก็ดันชะงักเสียก่อนเพราะสายตาปะทะเข้าเต็ม ๆ กับรถมอเตอร์ไซด์คันเล็กสีชมพูหวานที่คุ้นตา แต่ที่ไม่คุ้นก็ไอ้ผู้ชายคนขับตัวสูงเพรียวที่หน้าตาก็งั้น ๆ แหละออกจะจืดและตี๋ด้วยซ้ำแต่เอ่อ..เอ้า ก็ได้วะ ไอ้หน้าตี๋ที่ดูหล่อนิด ๆ แต่แค่นิดเดียวเท่านั้นล่ะนะที่มันให้ได้ ไอ้จ๋าสงสัยว่าเป็นใครถึงได้บังอาจมาขับรถนมเย็นคันนี้ ความหวงแหนเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ความไม่พอใจกลบทุกอย่างเอาไว้หมดสิ้นจนมันต้องกัดฟันกรอด...

พอไอ้หน้าตี๋ที่หล่อนิด ๆ นั่นจอดรถตรงข้างรั้วบ้าน ไอ้จ๋าจึงได้เห็นว่ามีคนอีกคนที่ตัวเล็ก ๆ และผอมบางนั่งซ้อนท้ายมาด้วย เมื่อน้ำส้มลงมาเปิดประตูและอาจจะเป็นเพราะมีรถขับผ่านไปมาตลอด บ้างก็มาจอดหน้าบ้านบ่อยครั้ง ทั้งน้ำส้มและไอ้หน้าตี๋หล่อหน่อยเดียวนั่นจึงไม่ได้สังเกต ว่ามีรถกระบะคันเก่าจอดอยู่ถัดจากประตูบ้านแค่ไม่กี่ก้าว

ไอ้จ๋าเกิดความฮึดฮัดไม่พอใจ เมื่อเห็นว่าน้ำส้มหันไปส่งยิ้มหวานให้ไอ้หน้าตี๋ ที่ความหล่ออันน้อยนิดของมันกำลังจะหมดลงเต็มแก่ เมื่อมันขับรถเข้าไปข้างในและตามด้วยน้ำส้ม ที่นอกจากจะมองไม่เห็นหัวดำ ๆ เกรียน ๆ ของไอ้จ๋าที่นั่งเป็นหัวหลักหัวตออยู่ในรถแล้ว อีกคนยังปิดประตูบ้านและดูเหมือนจะล็อกเอาไว้อย่างดีเหมือนเดิมเสียด้วย ทำไมต้องให้ไอ้หน้าตี๋นั่นเข้าไปด้วยกัน มันเป็นใคร!

ในหัวของไอ้จ๋ามีแต่คำถามว่าไอ้ตี๋หน้าหล่อนิดเดียวนั่น มันเป็นใครมาจากไหน มาอยู่ด้วยกันได้อย่างไร หรือว่ายัยส้มเน่านี่จะแอบนอกใจวะ หรือทั้งสองคนคบกันมาก่อน หรือยัยเผือกน้อยจะคบซ้อน หรือยัยส้มเน่าหลอกไอ้จ๋าหรือยังไง หรือ ๆ ๆ หรือ..? ไอ้จ๋าคิดไปต่าง ๆ นานาตามประสาคนเข้าใจผิด แต่อย่างเดียวที่มันไม่คิดก็คือไอ้ตี๋หน้าหล่อนั่นอาจจะเป็นญาติกันก็ได้ เพราะดูจากสายตาที่ไอ้ตี๋มองไปทางน้ำส้มแล้ว มันไม่ได้สื่อไปแนวนั้นเลยสักนิด สายตาที่ผู้ชายแมน ๆ อย่างมันพอจะดูออกได้ทันที ว่ายังไงมันต้องมีอะไรบางอย่างแอบแฝง หรือยังไง? อะไร? ทำไม?

โว้ย! เมื่อคิดไม่ตกและไม่ได้คำตอบ ไอ้จ๋าก็ได้แต่หงุดหงิดให้ตัวเอง

“โธ่เว้ย” โอ๊ย! ทุบมือลงที่พวงมาลัยรถอย่างแรงจนรู้สึกเจ็บหนึบขึ้นมาทันที แต่เวลานี้มันไม่สนใจอะไรอีกแล้ว กำลังจะสตาร์ทเพื่อขับกลับบ้าน พลันเสียงของตัวเองที่บังอาจเสนอหน้าไปเตือนสติลูกพี่เมื่อเช้าก็ดังขึ้น

อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยครับลูกพี่ แต่ไอ้จ๋าว่าต่อไปมีอะไรก็คุยกันดี ๆ ดีกว่านะครับ

มันจึงมองเข้าไปภายในบ้านอีกครั้ง ไม่รู้ว่าเวลานี้เหมาะที่จะคุยหรือเปล่า แล้วที่ไม่รับโทรศัพท์ทั้งวันปล่อยให้มันโทรหาจนแบตหมดนี่คืออะไร หรือเพราะอยู่กับไอ้หน้าตี๋นี่ทั้งวันใช่ไหมถึงได้ทำเมิน

“โธ่เว้ย” ไอ้จ๋าระบายอารมณ์ออกมาด้วยการสบถเสียงดังอีก เพราะคิดแล้วก็ให้เกิดความหงุดหงิดใจ แต่มันจะทำอะไรได้ล่ะ นอกจากนั่งหงุดหงิดกัดฟันข่มอารมณ์จนแก้มเป็นสันนูน ถอนหายใจหนัก ๆ ออกมาอย่างตัดสินใจ แล้วบิดกุญแจสตาร์ทรถ เท้าซ้ายเหยียบที่ครัทช์ค้างเอาไว้แล้ว ส่วนมือซ้ายก็กำลังจะเข้าเกียร์ แต่เท้าขวากลับชะงักก่อนที่จะทันได้แตะคันเร่ง เพราะอยู่ดี ๆ มันก็สะดุดแล้วมีเสียงในหัวดังขึ้นบอกตัวเอง ’ มึง อย่าเพิ่งไป’

“ยัยเน่าเอ๊ยกล้านอกใจฉันหรือไง ทำอะไรของเธอวะเนี่ย ไอ้บ้านั่นใครวะ ฮึ่ย!” ปึง ปริ๊นนน “เฮ๊ย! “ไอ้จ๋าสะดุ้งโหยงจนตัวเด้ง เมื่อบ่นให้น้ำส้มแล้วเผลอใส่อารมณ์หงุดหงิดมากเกินไป โดยระบายออกมาด้วยการทุบพวงมาลัยรถ แต่คราวนี้อาจจะเป็นเพราะมันเอาแต่คิดมากตาจ้องมองไปข้างหน้า จึงไม่เห็นว่าตัวเองทุบลงที่แตรของรถจนกระทั่งได้ยินเสียงมันดังขึ้นมา

ไอ้จ๋ามองไปรอบ ๆ เพราะกลัวว่าเสียงแตรรถของมันจะทำให้คนอื่นตื่นตกใจ แต่ดีที่แถวนั้นไม่มีใครสักคน เพราะร้านค้าที่อยู่ใกล้ ๆ ก็พากันปิดหมดแล้ว เหลือแต่ความว่างเปล่าเงียบเหงา ไอ้จ๋านั่งมองรถที่วิ่งผ่านไปมาแม้ว่าจะไม่มากนัก แต่เวลาที่สับสนแบบนี้ก็นั่งมองเพลินได้เหมือนกันจนกระทั่ง….

ก๊อก ๆ เสียงเคาะกระจกรถเรียกให้ไอ้หมาหน้าดำกลับมาสู่ปัจจุบันกาล และคนที่มาเคาะก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คนที่มันมาหานั่นแหละ

“จ๋ามาทำอะไรอยู่ตรงนี้”

“..” ถึงแม้จะไม่ยิ้มแต่น้ำส้มก็ถามด้วยเสียงหวาน ๆ ไม่ผิดจากทุกครั้งที่พูดคุยกัน ส่วนไอ้จ๋าเอาแต่จ้องตาดุและไม่ยอมตอบคำถาม พอมันหมุนกระจกรถลงอีกคนก็เข้ามาเกาะขอบประตูทันที

“เป็นอะไรหน้าตึงมาเชียว เพิ่งมาถึงเหรอ”

“หึ ใช่มั้ง”

“แล้วไปไหนมาค่ำ ๆ มืด ๆ “

“เธอต่างหากที่ต้องบอกว่าไปไหนมาค่ำ ๆ มืด ๆ ยัยเน่าทำตัวเหลวไหลหรือไง”

“อ้าว! เค้าเปล่าทำตัวเหลวไหลแค่ออกไปกินบะหมี่”

“บะหมี่คงอร่อยมากสินะ”

“ใช่อร่อยมากร้านสี่แยกตลาดสดไง จ๋าเคยไปกินปะ”

“มันก็แค่บะหมี่นั่นแหละวะ อร่อยไม่อร่อยคงอยู่ที่คนไปด้วยต่างหาก” น้ำส้มขมวดคิ้วสงสัย แต่เพียงไม่นานก็เข้าใจว่าทำไมไอ้จ๋ามันถึงได้พูดแบบนี้ นี่คงจะเห็นว่ามากับผู้ชายคนอื่นล่ะสิถึงได้พูดประชดประชันออกมา น้ำส้มยิ้มหวานรู้ทัน ตาสวยข้างขวาหรี่ลงนิด ๆ เลียนแบบที่ไอ้จ๋ามันชอบทำโดยไม่รู้ตัว แต่มันก็น่ารักจนไอ้คนที่มองอยู่เผลอมองเพลินไปเลยทีเดียว

“แสดงว่ามานานแล้วใช่ปะ”

“มานงมานานอะไรฉันเพิ่งมาถึงเหอะ”

“แล้วเห็นได้ไงล่ะว่าฉันไปกับใคร”

“เธอจะไปกับใครมันก็เรื่องของเธอสิฉันจะไปรู้ได้ไง ถอยไปเลยจะกลับแล้ว”

“เอ้า คนบ้านี่” น้ำส้มต่อว่าเมื่อไอ้จ๋าแกะมือที่เกาะของประตูรถออกด้วยท่าทางฮึดฮัด แถมยังสะบัดหน้าใส่กันอีกจนอยากหัวเราะขำออกมาดัง ๆ นี่คืองอนใช่ไหมน้ำส้มนะที่เป็นฝ่ายโกรธ “ไปจริงดิ”

“เออสิ”

“ว้า...”

“ไอ้ส้มพี่กลับก่อนนะ”

“ฮะพี่ตี๋ฝันดีน้า” ไอ้จ๋าแบะปากอย่างหมั่นไส้เมื่อไอ้หน้าตี๋เดินออกมาหน้าบ้าน แล้วโบกมือลายัยส้มเน่าของมันที่โบกตอบแถมยังยิ้มและอวยพรให้เขาด้วย ไอ้จ๋ามองตาขวางไม่พอใจ แต่ในหัวก็นึกขำและอยากหัวเราะออกมาดัง ๆ คนอะไร หน้าก็ตี๋ชื่อยังมาตี๋อีก พ่อแม่ไม่มีชื่อดี ๆ กว่านี้ตั้งให้ลูกแล้วหรือไงวะ

“มันเป็นใคร”


ต่อข้างล่างนะ

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo



“มัน..? อ่อเมื่อกี้น่ะเหรอพี่ตี๋เพื่อนรุ่นพี่เราเองล่ะ ที่เพิ่งไปกินบะหมี่ด้วยกันมาไง”

“รู้แล้วน่า”

“คิก ๆ จ๋าไหนบอกเพิ่งมาถึงแล้วเห็นได้ยังไง”

“นี่ยัยเน่า ฮึ่ย เปล่านะโว้ย” ไอ้จ๋าเสียงดังกลบเกลื่อน เมื่อถูกจับได้ว่าโกหกก็หันหน้าหนี แกล้งทำว่าโกรธฟึดฟัดเพื่อแก้หน้าให้ตัวเอง

“อุ๊ย โกรธเหรอจ๋าหึงเค้าล่ะสิ”

“เปล่าเลยยัยเผือกน้อย อย่าสำคัญตัวผิดทำไมฉันต้องหึง อยากไปไหนก็ไปเลยเชิญ”

“ได้ไงล่ะจ๋าเราแฟนกันนะ”

“ใครแฟนเธอ” !

“อ้าว ไหงพูดแบบนี้ล่ะ”

“หึ ๆ พูดความจริงสิ”

“ก็ใช่ไงความจริงคือเราเป็นแฟนกัน แล้วเมื่อกี้จ๋าพูดอะไรออกมา หรือว่าไม่อยากคบกันแล้ว” พอได้ยินเสียงสั่น ๆ ในตอนท้ายของตัวเอง ขอบตาก็ให้ร้อนผ่าวขึ้นมาทันที พูดเองก็เจ็บเอง ทั้งที่ไม่เข้าใจว่าทำไมไอ้จ๋าพูดแบบนี้ แต่ฟังแล้วใจดวงน้อยก็หวั่นไหวเหลือเกิน

“ฉันหมายถึงความจริงที่ว่าไอ้หน้าตี๋นั่นมันเป็นใคร ทำไมต้องไปกินบะหมี่ด้วยกันต่างหาก”

“อ้าว” น้ำส้มอึ้งเพราะตัวเองนั้นเข้าโหมดเศร้าไปแล้วกับคำพูดของไอ้จ๋า แต่เอาไปเอามากลับกลายเป็นว่ามันถามถึงอีกเรื่องไปเสียอย่างนั้น คนบ้านี่ทำไมไม่พูดให้เคลียร์วะ

“ไม่ต้องมาอ้งมาอ้าว สารภาพมาซะดี ๆ ว่าไอ้หน้าตี๋นั่นมันเป็นอะไรกับเธอ”

“ก็เป็นเพื่อนรุ่นพี่รู้จักกันมาแต่เด็กไม่มีอะไร”

“ฉันให้เธอพูดใหม่ยัยเน่า คราวนี้พูดมาให้หมด พูดให้จบให้ชัดและเคลียร์” ไอ้จ๋าจ้องน้ำส้มตาดุเหมือนกับว่ารู้อะไรบางอย่าง แต่ต้องการให้น้ำส้มสารภาพออกมาเอง และนี่ทำให้ใบหน้าสวยน่ารักสลดจนต้องก้มหน้าลงหลบสายตาดุเอาเรื่องทันที

“ก็ คือ”

“หืม..?”

“คือว่า..”

“ว่า...อะไร”

“โอ๊ยยุงกัด”

“พูด! “

“คือพี่เขาแอบชอบเรามานานแล้ว” กูว่าแล้ว ไอ้จ๋าพูดในใจเมื่อสิ่งที่มันคิดดันตรงกับความจริงที่เกิดขึ้น น้ำส้มช้อนดวงตาหวานที่มีแต่แววหวาดหวั่นขึ้นมองอ้อนไอ้จ๋า ก่อนจะพูดต่อ “แต่เราไม่ได้สนใจพี่เขาแบบนั้นนะ”

“ไม่ได้สนใจแต่ไปกินบะหมี่ด้วยกันเนี่ย”

“คือ แบบ คือว่า ทำไมจ๋าต้องเสียงดัง” น้ำส้มหน้างอเพราะเสียงของไอ้จ๋าฟังดูเหมือนจะกดดันและเข้มขึ้นเรื่อย ๆ

“พูด! “

“โอ๊ยจ๋าอย่าเสียงดังสิตกใจหมด”

“เหอะ มีอะไรจะพูดก็พูดเลยอ้ำอึ้งลำไย”

“วันนี้วันเกิดพี่ตี๋น่ะ เขาเลยขอให้ไปกินบะหมี่เป็นเพื่อนแค่นั้นเอง”

“แล้วเธอก็ไป”

“ก็ถ้าไม่ติดว่าพี่ตี๋ชอบเรา พี่เขาก็เป็นคนดีคนหนึ่งเลยนะจ๋า แต่เราคิดได้แค่พี่น้องกันเท่านั้น พ่อก็รู้จัก” หืม ดูเหมือนมันจะได้เปรียบไอ้จ๋านะเนี่ย

“แน่ใจ้” ไอ้จ๋าถามเสียงสูงมองตาขวางรอคำตอบ

“แน่ใจสิ นี่อย่ามาถามเสียงแบบนี้นะ ส้มโกรธจ๋าอยู่นะ”

“เหอะ โกรธก็ช่างเธอเพราะฉันไม่ง้อหรอก แต่เธอทำตัวเหลวไหลแบบนี้ไหนบอกมาซิ อยากโดนทำโทษแบบไหน”

“บ้าเราไม่ได้ทำอะไรผิดจะมาทำโทษได้ยังไง”

“มานี่เลย” ไอ้จ๋าเปิดประตูรถออกกว้างแต่ไม่ใช่เพื่อลงจากรถมาประจันหน้ากัน เพราะมันเพียงยืดตัวออกมาคว้าเข้าที่แขนผอมบาง แล้วกระชากให้น้ำส้มมานั่งลงบนตักของมันได้อย่างพอดิบพอดี มันเร็วจนน้ำส้มไม่ทันเห็นรอยยิ้มร้ายที่ผุดขึ้นมาเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่ไอ้หมาหน้าดำมันจะทำหน้าดุเหมือนเดิม ร่างผอมบางถูกล็อกเอาไว้ด้วยอ้อมแขนที่กอดรัดจนแนบชิด

“อุ้ยจ๋า เดี๋ยวใครมาเห็น”

“ต้องสนหรือไง “

“สนสิเผื่อพ่อออกมาดูจะว่ายังไง”

“ก็ไม่ว่ายังไงฉันก็จะบอกพ่อเธอให้เขารู้ ว่าลูกตัวเองอ่อยผู้ชายไปทั่วยัยส้มเน่า”

“ใส่ร้ายกันชัด ๆ ไม่คุยด้วยแล้วปล่อยเลยนะ”

“หึ จะรีบตามไอ้ตี๋นั่นไปหรือไง แล้วฉันที่เป็นแฟนเธอล่ะ”

“ก็จ๋าอยากงี่เง่าทำไม พูดไม่ดีกับเค้าด้วย”

“ฉันไม่ได้งี่เง่ายัยเผือก ฉันแค่หึง!”

“ไหนตอนแรกบอกไม่หึงคนบ้านี่ ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย อื้อ “ไอ้จ๋ารำคาญเลยจูบหนัก ๆ สอดแทรกลิ้นอุ่นเข้าหาอย่างอุกอาจ มันจูบจนน้ำส้มอ่อนระทวยและหนำใจแล้วนั่นแหละ ถึงปล่อยให้คนตัวผอมได้หายใจเอาอากาศชดเชย ที่ถูกมันสูบไปแทบขาดใจตาย

“จ๋าเดี๋ยวใครมาเห็นหรอก” น้ำส้มดุไอ้จ๋าเสียงเบา ตาสวยกวาดมองไปรอบ ๆ เพื่อดูว่ามีใครอยู่แถวนี้บ้างหรือเปล่า และโชคดีที่ไม่มีใคร เพราะไอ้หมาบ้าหน้าดำเล่นทีเผลอ ด้วยการจูบน้ำส้มอย่างลึกซึ้งดูดดื่ม ดูดเอา ๆ จนปากเจ่อไปหมดแล้ว “แล้วนี่มันหน้าบ้านนะจ๋า”

“งั้นเข้าบ้าน”

“อย่าบอกนะว่าจะเข้าไปด้วย”

“แน่นอน”

“แล้วพ่อล่ะ พ่อยังไม่นอนถ้าพ่อเห็น”

“วู้ยยัยเน่า เธอจะไม่พาฉันไปเปิดตัวกับว่าที่พ่อตาหรือยังไง”

“โอ๊ย คนบ้านี่พูดอะไรก็ไม่รู้” น้ำส้มเม้มปากไม่แน่ใจว่าเพราะกลั้นยิ้มหรือทำแก้เขิน แต่เล่นเอาไอ้หมาหน้าดำที่มองอยู่ยิ้มขำออกมาได้ทันทีเลยล่ะ

“หึ ๆ ฉันพูดเล่นน่า แต่เอาจริง ๆ ก็อยากให้ผู้ใหญ่ได้รับรู้กันทั้งสองฝ่ายนะ” เปลี่ยนอารมณ์เร็วจนน้ำส้มตามไม่ทัน จึงได้แต่นั่งก้มหน้านิ่งบนตักแกร่ง สองมือโอบรอบคอหนาประสานมือไว้หลังท้ายทอยคนเกรียน จนผ่านไปเกือบนาทีจึงตัดสินใจถามออกมา

“จ๋ามั่นใจแล้วเหรอ มั่นใจแล้วจริง ๆ ใช่มั้ยเรื่องของเราสองคน”

“ไหนเงยหน้าขึ้นมาดูดิ๊” ไอ้จ๋าไม่ตอบคำแต่เชยคางมนให้เจ้าตัวเงยหน้าขึ้นมาสบตากัน

“ทำไม”

“มาจนถึงป่านนี้ยังจะมาถามหาความมั่นใจ”

“ก็..”

“หืม? ก็อะไรอย่าอ้ำอึ้งฉันขี้เกียจรอฟัง นี่แน “พูดจบก็ดีดหน้าผากนวลไปหนึ่งที ที่ไอ้จ๋าคิดว่ามันแค่แกล้งดีดเบา ๆ แต่เล่นเอายัยส้มเน่าน้ำตาคลอ หน้าผากมนขึ้นรอยแดงจาง ๆ ทันที “โหยแดงเลย หึ ๆ ”

“ทำเค้าเจ็บแทนที่จะขอโทษ”

“ก็แกล้งแฟนไงวะ” ไอ้จ๋าเอาคำพูดของน้ำส้มมาล้อเลียน จนคนที่หน้าบึ้งงอนเพราะความเจ็บเก็บรอยยิ้มเอาไว้ไม่อยู่ เลยปล่อยหัวเราะขำออกมา

“จ๋ายังไม่ตอบถามเราเลย”

“คำถามอะไรวะลืม”

“ก็ที่ถามว่ามั่นใจแล้วหรือไง”

“จะถามอะไรหนักหนา”

“อยากถามเพื่อความมั่นใจครั้งสุดท้ายแล้วจะไม่ถามอีก”

“เออ”

“จ๋า” น้ำส้มเรียกเสียงดุ เพราะไอ้จ๋าตอบมาเท่านั้นก็นั่งจ้องหน้ากันเงียบ ๆ เหมือนตอบผ่าน ๆ คนรอคำตอบจึงรู้สึกเหมือนกับว่าปัญหาที่ถามยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน “ตอบให้มันดี ๆ หน่อยสิ”

“เฮ้อ อยากรู้อะไรนักหนาวะ”

“หรือว่าจ๋าไม่มั่นใจล่ะ”

“มั่นใจสิยัยส้มเน่า ว่าแต่เธอนั่นแหละมั่นใจแค่ไหนกัน”

“มั่นใจสิ เราเกิดมารู้ตัวเองมาตลอดว่าเป็นแบบนี้ แต่จ๋าไม่เหมือนเรานี่” น้ำส้มหมายถึงเพศสภาพและลักษณะของตัวเอง ที่ตั้งแต่จำความได้ก็เป็นแบบนี้มาแต่แรกแล้ว ถึงแม้ว่าจะเคยพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่ให้เปลี่ยนยังไงมันก็ไม่ใช่อยู่ดีจึงทำได้แค่ยอมรับ โชคดีที่ผู้เป็นพ่อเองก็เข้าใจ

“มันจะเหมือนได้ยังไงล่ะ เพราะต่อไปในอนาคตฉันต้องเป็นคนทำและเธอต้องเป็นคนถูกทำ”

“หมายความว่ายังไงจ๋าจะทำอะไรเหรอ” เพราะคิดไม่ทันหรือเพราะมองโลกในแง่ดีเกินไปก็ไม่รู้ น้ำส้มตามคำพูดนี้ของไอ้จ๋าไม่ทันจึงเอียงคอถามหน้าซื่อ คิ้วสวยขมวดเข้าหากันบ่งบอกว่าเจ้าตัวกำลังงงและไม่เข้าใจ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาจากไอ้จ๋าคือสายตากรุ้มกริ่มเจ้าเล่ห์ ที่เห็นแล้วเล่นเอาน้ำส้มขนลุกซู่ขึ้นมาเลยทีเดียว

“หึ ๆ “

“คนบ้านี่ขำอีกแล้วนะ ตะ แต่ว่า แต่ จ๋าโอ๊ยพูดอะไรออกมาเนี่ยลามกที่สุดเลย”

“ฮ่า ๆ นี่เธอเพิ่งคิดได้หรือยังไง ไหนหันหน้ามาซิ”

“พอเลยปล่อยด้วยคนลามก”

“หันมาน่าเป็นแฟนกันเรื่องแบบนี้มันธรรมดาปะ” ไอ้จ๋าพยายามจับให้น้ำส้มหันหน้ามาหากัน แต่จะว่าจับก็คงจะไม่ค่อยถูกนัก เพราะมันใช้มือใหญ่ ๆ หยาบ ๆ ของมันข้างเดียว บีบเข้าที่ขากรรไกรของน้ำส้มไม่แรงนัก แต่ก็พอบังคับให้ใบหน้าสวยหันกลับมา น้ำส้มก็เอาแต่ขืนตัวออกและหันหน้าหนีไปอีกทาง ก็ใช่นะสิ เพราะตอนนี้ความเขินอายมันมีมากเกินกว่าที่จะมองหน้ากัน เพราะเพิ่งจะนึกได้ว่าที่พูดนั้นไอ้จ๋ามันหมายถึงเรื่องอะไร

“จะหันไม่หัน”

“ไม่”

“ไม่หันงั้น”

“โอ๊ยจ๋าอย่า.... โอ๊ยพอแล้ว ๆ อย่าทำนะ ยอมแล้ว ๆ ” น้ำส้มสั่นสะท้าน ความเสียวสยิวแพร่กระจายไปทั้งตัว เพราะไม่ยอมหันกลับมาเมื่อไอ้จ๋ามันเรียก จึงถูกจูบเม้มดูดดุนลงที่หลังคอเนียนนุ่มหอม ๆ นั่น แล้วเม้มเอา ๆ จนขนลุกไปทั้งตัว

“ก็ไม่หันมาดี ๆ นี่หว่า”

“หันแล้ว ๆ พอเถอะเดี๋ยวพ่อออกมาเห็นเข้าหรอก” ไอ้จ๋ายอมแต่โดยดี เพราะเอาจริง ๆ มันก็คิดอย่างนั้นเหมือนกันแต่ก็อดใจไม่แกล้งไม่ไหวไง เมื่อต้องปล่อยจึงปล่อยอย่างแสนเสียดาย

“งั้นฉันกลับก่อนนะ”

“อ้าว รีบเหรอ”

“ก็ไม่รีบหรอกใจจริงก็อยากนอนนี่แหละ แต่กลัวพ่อตาเอาปืนมาไล่ยิง”

“บ้าพ่อเค้าไม่ได้ดุขนาดนั้นหรอก”

“แล้วจะไม่หวงลูกหรือยังไง งั้นมาจูบหน่อยซิ”

“ไม่เอาหรอก”

“น่า”

“ก็ได้” ไอ้จ๋ายกยิ้มสมใจเมื่อน้ำส้มอนุญาตทั้งที่กำลังเขิน คนบนตักหลบสายตามองต่ำเพราะไม่กล้าพอที่จะสบตากับไอ้คนหัวเกรียน ที่ส่งสายตาซึ้งสื่อความหมายและกำลังขยับใบหน้าเข้ามาหาช้า ๆ เพื่อรับจูบที่มันร้องขอ ระยะห่างลดลงเรื่อย ๆ จนสัมผัสได้ถึงผิวเนื้ออุ่นของกันและกัน ไอ้จ๋าเอียงคอเล็กน้อยให้ได้องศาที่เหมาะสม แต่ก่อนที่จะได้ครอบครองริมฝีปากสวยสดสีระเรื่อนั้น....

ปึงๆ ๆ ๆ ๆ ๆ !!

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8260
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +140/-6

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2314
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

เสร็จแน่ไอ้จ๋า  พ่อตามาเคาะประตูแล้วโว้ย

ออฟไลน์ Keane

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 281
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-0

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo


กรุ่นไอดิน กลิ่นไอรัก 23 พันธสัญญาของไอ้จ๋า





ปึงๆ ๆ ๆ ๆ ๆ !!

ไอ้จ๋ายังไม่ทันได้ลิ้มรสหวานซ่านหัวใจ กระจกรถฝั่งตรงข้ามก็ถูกทุบแรงรัวๆ จนคนทั้งสองที่อยู่ข้างในสะดุ้งเฮือก

“ออกมาเดี๋ยวนี้นะอีน้องไม่รักดี”

“พี่คำแพง! “

“แกจะเข้าบ้านดีๆ หรือให้ฉันลากคอแกเข้าไปเดี่ยวนี้” คำแพงยืนเอามือเท้าเอวบอกน้องด้วยเสียงเกรี้ยวกราด เมื่อน้ำส้มออกมายืนนอกรถตามด้วยไอ้จ๋าที่ออกมายืนข้างกันเงียบๆ

“กล้าดียังไงพาผู้ชายมาพลอดรักกันหน้าบ้านอย่างนี้ ไม่มียางอายก็คิดถึงหน้าฉันกับพ่อบ้าง”

“ส้มขอโทษ”

“ผมผิดเองอย่าว่าน้ำส้ม”

“แกก็เหมือนกันทำอะไรไม่รู้จักละอายบ้างเลยนะ” หันไปชี้หน้าด่าไอ้จ๋าแล้วก็ได้แต่มองมันอ่างเดือดดาล กับสายตาที่มองตอบกลับมานิ่งๆ แม้จะไม่มีแววท้าทายแต่ไอ้จ๋าก็ดูไม่สะทกสะท้านกับคำด่าของคำแพงเลยสักนิด

“มีอะไรกันเหรอ! ” เสียงเข้มดุที่ดังขึ้นเรียกให้ทุกคนหันไปมองทางเจ้าของเสียง ที่ไม่รู้ว่าเดินออกมาตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

“พ่อ! ”

“ถามลูกคนโปรดของพ่อเถอะว่ามันออกมาทำอะไรค่ำ มืดๆ อยู่หน้าบ้าน” คำแพงกอดอกมองน้องและคนของน้องเหยียดๆ น้ำส้มที่ยืนก้มหน้าช้อนดวงตาขึ้นมองพ่อรู้สึกผิด

“เข้าไปคุยกกันในบ้าน” คนเป็นพ่อสั่งเสียงเฉียบขาดก็เดินเข้าบ้าน ทุกคนจึงได้แต่เดินตามหลังกันเข้ามาเงียบๆ คำแพงมีสีหน้าสะใจ แสยะยิ้มเยาะให้น้ำส้มเผื่อแผ่มาถึงไอ้จ๋าด้วย

“เอาล่ะเกิดอะไรขึ้น” ผู้เป็นพ่อถามเมื่อทุกคนเข้ามาในห้องนั่งเล่นแล้ว คำแพงทิ้งตัวลงนั่งที่โซฟาข้างพ่ออย่างอารมณ์ดี ส่วนน้ำส้มยืนเอามือประสานกันอยู่ต่อหน้าพ่อและพี่ มีไอ้จ๋ายืนอยู่ข้างๆ

“พ่อส้มข..”

“ผมขอโทษที่ทำอะไรไม่ทันคิดครับ” ไอ้จ๋ายกมือไหว้ขอโทษด้วยรู้สึกผิดจริงๆ

“ขอโทษเรื่องอะไร”

“ผมมาหาน้ำส้มแต่..”

“จ๋า! ”

“มาหาแล้วมันก็พากันไปนั่งพลอดรักอยู่ในรถตรงหน้าบ้านนะสิพ่อ” เมื่อทุกคนมัวแต่เรียบเรียงคำพูดกันอยู่ คำแพงจึงบอกออกมาแทน เถ้าแก่สินมองหน้าน้ำส้มที่ก้มหน้าหลบตาพ่อ สลับกับไอ้จ๋าที่มองตอบเถ้าแก่สินด้วยแววตานิ่งๆ แต่ก็ไม่ได้ดูหยิ่งหรืออวดดี

“ปล่อยไว้ไม่ได้นะพ่อ อีกหน่อยมันได้ใจคงทำอะไรงามหน้ามากกว่านี้แน่ๆ “เถ้าแก่สินไม่ได้สนใจในสิ่งที่ลูกสาวคนโตพูด เพราะเขาเอาแต่มอง และพิจารณาชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ ลูกคนเล็กตรงหน้า ที่ถึงแม้ว่าสายตาที่มันมองตอบกลับมาจะดูนิ่ง และไม่มีแววท้าทายหรืออวดดี ยังไงในฐานะคนเป็นพ่อที่มีลูกชายเป็นแบบน้ำส้ม เขาก็ต้องมองเพราะไม่พอใจและมีความหวงเป็นธรรมดา

“ว่าไง สองคนมีอะไรจะพูดมั้ย” เถ้าแก่สินถามเสียงเข้มลดสายตาลงมองที่มือขาวๆ ของน้ำส้ม ที่ตอนนี้มีมือใหญ่ของไอ้จ๋ากุมเอาไว้ไม่ปล่อย ตั้งแต่ตอนที่คำแพงเริ่มฟ้องพ่อและยุยง และมันทำให้น้ำส้มรู้สึกอบอุ่นจนลืมไปเลยว่ากำลังถูกซักถามเคร่งเครียด แต่ดูเหมือนว่าคนที่เคร่งเครียดมากที่สุดเห็นจะเป็นคำแพง ที่น้ำส้มไม่รู้ว่าทำไมพี่สาวถึงได้ไม่พอใจมากขนาดนี้

“พ่อ” น้ำส้มเรียกพ่อเสียงสั่นปล่อยมือจากไอ้จ๋าแล้วเดินเข้าไปคุกเข่านั่งลงตรงหน้าพ่อ “ส้มขอโทษ”

“ผมก็ขอโทษด้วยครับ” ไอ้จ๋าคุกเข่าลงข้างหลังของน้ำส้มแล้วยกมือไหว้ขอโทษเถ้าแก่สินอีกครั้ง “ผมผิดเองที่พาน้ำส้มทำแบบนั้น อย่าว่าน้ำส้มเลยนะครับ แต่เรา..”

“แหมออกรับแทนกันดีจริงๆ นะแกสองคนไปถึงขั้นไหนแล้วล่ะ”

“พี่คำแพง! ” ไอ้จ๋ารู้สึกไม่ชอบคำแพงมาตั้งแต่ครั้งแรกที่ทิ้งน้ำส้มเอาไว้ที่บ้ายทุ่งดอกจานแล้ว ถึงแม้ว่าตอนนั้นจะทำให้มันได้ใกล้ชิดถึงขนาดที่น้ำส้มได้นอนค้างด้วยกันก็ตามเถอะ แต่ยังไงพี่ก็ไม่ควรทำกับน้องของตัวเองแบบนี้

“ผมกับน้ำส้มเรากำลังคบกันครับ ผมขอโทษที่ไม่ได้เข้ามาบอกตั้งแต่แรก แต่เราไม่ได้ทำอะไรเกินเลยถึงขั้นลึกซึ้ง ถ้าพ่อไม่ว่าอะไรผมขอโอกาสคบกับน้ำส้มนะครับ”

“ใครเป็นพ่อแกวะไอ้หนุ่ม”

“เอ่อ..ครับเถ้าแก่” ไอ้จ๋าเปลี่ยนคำเรียกแทบไม่ทัน เมื่อเถ้าแก่สินย้อนถามกลับทันทีที่มันเรียกว่าพ่อ แต่ตามปกติแถวๆ บ้านหากอายุมากหรือเทียบแล้วรุ่นราวคราวเดียวกันกับพ่อแม่ของตัวเอง คนทางนี้เขาก็เรียกกันว่าพ่อแม่ หรือพี่ ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยาย ได้โดยไม่ถือสา แต่ไม่ใช่ตอนนี้และเวลานี้ โดยเฉพาะสำหรับเถ้าแก่สินคนนี้ที่กำลังหวงลูก

“พ่อ” น้ำส้มเรียกพ่อเสียงเบาเถ้าแก่สินทำเพียงละสายตาจากไอ้จ๋ามามองหน้าลูกดุๆ เพื่อปรามไม่ให้พูดขัด น้ำส้มจึงก้มหน้าหลบตาดุของพ่อที่ปกติไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก ทั้งที่ไม่เข้าใจคนเป็นพ่อเลยสักนิด ท่าทางแบบนี้ของพ่อคืออะไรทำไม ทำไมพ่อต้องดุแบบนี้ทั้งที่....

“แกกลับไปได้แล้วไอ้หนุ่ม” เถ้าแก่สินออกปากไล่เสียงเข้ม

“แต่..”

“อย่ามายุ่งกับน้องฉันอีก” คำแพงเสริม

“พี่คำแพง! “ทุกคนหันไปมองคำแพงอย่างตกใจ แม้กระทั่งเถ้าแก่สินที่ควรจะเป็นคนพูดว่าไม่ให้มายุ่งกับลูกของตัวเอง ยังตกใจที่คำแพงพูดออกมาแบบนั้น

“ไม่ให้ผมยุ่งคงไม่ได้หรอกครับ ผมกำลังขออนุญาตเถ้าแก่เพื่อคบกับน้ำส้มนะครับ”

“แกคิดว่าแกมีดีอะไรถึงจะมาคบกับลูกของฉันไอ้หนุ่ม ลูกเต้าเหล่าใครไหนบอกมาซิ”

“พ่อกับแม่ผมไม่ใช่คนใหญ่คนโตมาจากไหนหรอกครับ ก็เป็นแค่ชาวบ้านชาวไร่ชาวนาธรรมดา ผมอยู่บ้านทุ่งดอกจานเรียนปีสุดท้ายที่..” ไอ้จ๋าบอกประวัติตัวเองเพียงสั้นๆ

“อย่าลืมนะว่าลูกฉันมันเป็นผู้ชายถึงมันจะตัวเล็กผอมบางหุ่นเหมือนผู้หญิงก็ตามเถอะ” เถ้าแก่สินเชิดหน้าขึ้นแม้จะรู้ว่าลูกเป็นแบบนี้ แม้จะรู้อยู่แล้วว่าเจ้าส้มของพ่อนั้นชอบผู้ชาย แต่ยังไงล่ะ เขามันคนหวงลูก ยิ่งน้ำส้มคือแก้วตาดวงใจตัวแทนสุดที่รักที่จากไปเขายิ่งหวงมากยิ่งกว่าเก่า

“ผมรู้ตั้งแต่แรกแล้วครับว่าน้ำส้มเป็นผู้ชาย”

“แล้วยังไง แกเป็นเกย์?”

“ถ้าผมคบกับน้ำส้มแล้วกลายเป็นเกย์ก็คงต้องยอมรับครับ แต่ผมไม่เคยชอบไม่เคยมองผู้ชายคนไหนมาก่อน “

“นั่นน่าเป็นห่วงนะแกว่ามั้ย ถ้าเกิดแกเปลี่ยนใจกลับไปหาผู้หญิงลูกฉันก็เสียใจสิวะ มันไม่มีอะไรแน่นอนหรอกนะความรักแบบนี้แกต้องทำความเข้าใจด้วย ฉันไม่อยากให้ลูกฉันต้องมานั่งเสียใจเพราะแกเปลี่ยนใจทีหลัง”

“ผมไม่กล้าบอกว่าผมจะไม่เปลี่ยนใจในอนาคต เพราะเรากำหนดมันไม่ได้ ทุกอย่างมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ผมคบกับน้ำส้มและมีน้ำส้มคนเดียว นั่นคงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าผมจริงจังกับน้ำส้มมากแค่ไหน และมันจะทำให้ผมเปลี่ยนใจได้หรือเปล่า”

“งั้นถ้าฉันให้แกพิสูจน์ตั้งแต่ตอนนี้แกจะทำได้หรือเปล่าล่ะ”

“ผมยอมทำเพื่อน้ำส้ม แต่บอกผมก่อนได้มั้ยครับว่าจะให้ผมทำอะไร”

“แกมีสิทธิ์ต่อรองหรือไง”

“เกิดเถ้าแก่ให้ผมพิสูจน์โดยการไม่ให้มาเจอกันอีกผมคงแย่ครับ” ไอ้จ๋าอยากเกรียนใส่เต็มทีแต่ก็พูดได้เท่านี้ เพราะต้องสำรวมและทำคะแนนกับว่าที่พ่อตา ซึ่งดูเหมือนว่ามันกำลังเจอศึกหนักทีเดียว เถ้าแก่สินนั่งจ้องหน้าไอ้จ๋าตาดุที่มันรู้ทัน ในใจคิดจะให้มันพิสูจน์ตัวเองโดยไม่ต้องเจอหน้ากันสักสามปี ดูซิว่ามันจะทนได้ไหม ที่จะไม่มองหรือมีคนอื่น และไม่เปลี่ยนใจไปจากลูกชายของตัวเอง แต่การคิดเล่นๆ ก็ต้องทิ้งไปเพราะลูกชายตัวเองก็คงแย่เหมือนกัน

“งั้นแกอยากพิสูจน์ตัวเองยังไงดีล่ะไหนเสนอมาซิเผื่อฉันสนใจ” นี่เป็นโจทย์หินสำหรับไอ้จ๋าเลยทีเดียว จะให้มันมาเสนอตัวอวดอ้างข้อดีของตัวเองก็ใช่ที่ แต่จะไม่ให้มันทำอะไรก็คงจะไม่ได้ลูกเขามาครอง เรื่องความเกรียนขี้แกล้งไอ้จ๋าไม่น้อยหน้าใคร เรื่องเรียนเรื่องงานไอ้จ๋าก็ดีเด่นจนเป็นที่ยอมรับ แต่ตอนนี้มันไม่ได้คิดถึงสิ่งเหล่านั้นเลยสักนิด เพราะนั่นมันอยู่ในชีวิตประจำวันปกติของมันอยู่แล้ว

“ผม...” ไอ้จ๋าเม้มปากใช้ความคิดโดยมีน้ำส้มนั่งลุ้นอยู่ใกล้ๆ แต่จนแล้วจนรอดมันก็ยังคิดไม่ออกว่าจะพิสูจน์ตัวเองยังไงเถ้าแก่สินถึงจะยอมรับ

“ว่ายังไงล่ะ แค่นี้แกก็ยังคิดไม่ได้แล้วจะไปทำอะไรได้วะ”

“ครับผมก็คิดเหมือนกัน ว่าแค่ทำให้ว่าที่พ่อตายอมรับแค่นี้ยังทำไม่ได้แล้วจะไปทำอะไรที่มันใหญ่กว่านี้ได้ยังไง”

“อวดดี! ” คำแพงที่นั่งฟังอยู่นานอดแขวะออกมาไม่ได้ เมื่อเห็นพ่อผู้ใจดีนิ่งเฉยต่อคำของไอ้จ๋า ยิ่งพอได้ยินไอ้ผู้ชายหัวเกรียนมันพูดว่า ‘ว่าที่พ่อตา’ ยิ่งทำให้รู้สึกไม่ชอบใจเข้าไปใหญ่ นี่มันจะจริงจังกันถึงขั้นนั้นเลยหรือยังไง ส่วนไอ้จ๋าเหลือบมองพี่สาวของน้ำส้มแต่ก็ไม่ได้สนใจที่จะต่อปากต่อคำ เพราะมันรู้ดีว่าถ้ามันอ้าปากพูดอะไรโต้ตอบออกมา เรื่องก็คงไม่จบง่ายแน่ ดีไม่ดีอาจจะทำให้มันเสียคะแนนกับว่าที่พ่อตาเอาเลยก็เป็นได้

“ผมยืนยันคำเดิมว่ายังไงผมก็ยอมทำเพื่อน้ำส้มได้ทุกอย่าง ยกเว้นห้ามไม่ให้ผมกับน้ำส้มคบและเจอหน้ากัน”

“หึๆ แกจะเอาอย่างนั้นก็ได้ จะคบกันฉันไม่ห้ามหรอกนะ ลูกชายฉันก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เกิดแล้ว และฉันก็รู้ว่ามันคงจะไม่หาสะใภ้เข้าบ้านแน่ๆ ล่ะ แต่..” สีหน้าของเถ้าแก่สินแสดงถึงความเจ้าเล่ห์ไม่มีปิดบัง ทำให้น้ำส้มยิ้มบางๆ ออกมาได้เมื่อพ่อพูดออกมาอย่างนั้น ด้วยเป็นลูกย่อมรู้ดีว่าลึกๆ แล้วพ่อก็ไม่ได้จะห้ามปรามอะไรมากมาย แต่การที่พ่อเอามือลูบคางเหมือนกำลังใช้ความคิดนั่นทำให้น้ำส้มหวั่นใจว่าพ่อจะมีแผนอะไรมาแกล้งหรือเปล่า

“พ่อ! ” เป็นเสียงของคำแพงที่เรียกพ่ออย่างไม่พอใจทั้งที่เถ้าแก่สินยังพูดไม่จบด้วยซ้ำ “พ่อจะยอมให้มันคบกันแล้วมาทำงามหน้าอย่างนี้หรือไง” เถ้าแก่สินเพียงมองหน้าลูกสาวแต่ก็ไม่พูดอะไร ชายวัยกลางคนหันมาทางไอ้จ๋าและลูกคนเล็กของตัวเองก่อนจะพูดต่อ

“แต่แกต้องพิสูจน์ตัวเองตั้งแต่วันนี้ตอนนี้ จะคบกันก็ได้ฉันไม่ว่า”

“พ่อ/พ่อ! ” เสียงของสองพี่น้องดังขึ้นมาพร้อมๆ กันแต่ต่างความรู้สึก เสียงของน้ำส้มนั้นฟังดูตื่นเต้นเพราะเจ้าตัวกำลังดีใจ แต่เสียงของพี่สาวนอกจากจะดังอย่างตกใจแล้ว ยังมีแววไม่พอใจปนอยู่ด้วย เถ้าแก่สินไม่สนใจสองพี่น้อง แต่หันมาพูดกับไอ้จ๋าต่อ

“แต่...แกต้องหาเวลามาช่วยงานฉันที่นี่ มาเป็นคนงานให้ฉันเพื่อพิสูจน์รักแท้เป็นไง นี่ฉันให้โอกาสแกได้อยู่ใกล้ๆ ลูกฉันเชียวนะแกว่าฉันเป็นคนดีมั้ย” ถึงแม้ไอ้จ๋าจะแอบหนักใจเพราะไม่รู้ว่าจะเอาเวลาไหนมาทำงานที่นี่ แต่มันก็ยังไม่ได้ตอบรับในทันที เพราะรู้ว่าถ้าเถ้าแก่สินยังพูดไม่จบ และหากพูดแบบนี้มันต้องตามมาด้วยสิ่งที่ไอ้จ๋าไม่คาดคิดเป็นแน่แท้ มันจึงทำเพียงแค่มองตอบสายตาของเถ้าแก่สินนิ่งๆ อยู่เช่นเดิมเพื่อรอฟังเท่านั้น

“ที่เงียบนี่แสดงว่าไม่พอใจข้อเสนอของฉันหรือไง”

“เปล่าครับ ผมเพียงแต่คิดว่าข้อเสนอของเถ้าแก่คงยังไม่หมดเท่านี้ใช่มั้ยครับ” เถ้าแก่สินมองหน้าไอ้จ๋าด้วยสายตานิ่งๆ แต่ในใจกลับไม่นิ่งเหมือนท่าทางที่แสดงออกมา เมื่อได้ยินคำพูดคำจาที่ดูจะฉลาดรอบคอบของไอ้หนุ่มหัวเกรียนตรงหน้า ที่ทำให้ชายวัยกลางคนต้องมองคนหนุ่มที่มาขอคบลูกชายตัวเองในมุมใหม่

“ใช่”

“ว่ามาได้เลยครับผมกำลังรอฟัง”

“ฉันให้แกคบกับลูกฉันได้”

“ครับ”

“ฉันอยากให้แกมาช่วยทำงานที่นี่บ้างถ้าว่าง”

“ได้ครับ”

“แกจะได้เจอเจ้าส้มทุกวันถ้ามาทุกวัน”

“ครับ ขอบคุณครับ”

“แต่ห้ามคุยกัน! ”

“ครับ ห๊า!! ” ไอ้จ๋ารู้อยู่แล้วว่าข้อสุดท้ายต้องเป็นอะไรที่มันไม่คาดคิด หรือเป็นข้อห้ามที่ทำให้ลำบากใจอย่างนี้ มันจึงได้แต่อุทานในใจเหมือนตอนนั้น ตอนที่น้ำส้มบอกมันว่าไอ้หน้าตี๋นั่นแอบชอบคนตัวผอมมานานแล้ว มันก็อุทานในใจซะเสียงดังเลย ‘กูว่าแล้ว’ เหมือนในตอนนี้นี่แหละ เพราะมันคิดอยู่แล้วว่ายังไงข้อเสนอและข้อตกลงของเถ้าแก่ก็คงไม่ง่ายอย่างที่คิด

“พ่อ” น้ำส้มเรียกพ่อด้วยเสียงกระเง้ากระงอด มีอย่างที่ไหนให้เจอหน้ากันได้ทุกวันแต่ไม่ให้พูดคุยกันนี่นะ แล้วจะเจอทำไมเจอไปเพื่ออะไร แต่ก็ได้แค่คิดเพราะรู้ดีว่าพ่อคงต้องมีเหตุผลที่ทำอย่างนั้นแน่นอน

“ว่าไงไอ้หนุ่มแกตกลงมั้ย ข้อเสนอง่ายๆ หมาอีด่างข้างบ้านยังทำได้เลย” เถ้าแก่กอดอกยืดตัวขึ้น เอนหลังพิงพนักโซฟาเล็กน้อยแล้วยักเท้าขึ้นมาไขว้ห้างกระดิกอย่างอารมณ์ดี

“ครับได้ครับ เรื่องแค่นี้ถ้าทำไม่ได้ผมคงอายหมามัน และคงไม่คู่ควรกับน้ำส้มแน่ๆ ”

“จ๋า! ตกลงทำไมนี่พ่อไม่ให้เราคุยกันเลยนะ”

“เธอเงียบก่อน” น้ำส้มหน้างอที่เห็นว่าไอ้จ๋าก็ไม่มีท่าทางไม่พอใจหรือประท้วงเลยที่จะไม่ได้คุยกัน แถมยังปรามน้ำส้มแล้วหันไปยืนยันกับเถ้าแก่สินด้วยน้ำเสียงหนักแน่นอีกด้วย

“ผมตกลงครับ”

“จ๋าถ้าพ่อไม่ให้เราคุยกันตลอดไปล่ะ”

“นั่นสิแกตกลงง่ายๆ อย่างนี้ ถ้าเกิดว่าฉันไม่ให้แกคุยกันตลอดไปแกจะว่ายังไง อ่อแล้วก็อย่าหวังว่าจะได้ไปแอบคุยนะเพราะเวลาแกมา แกหรือน้ำส้มจะต้องมีคนเฝ้า! ”

“พ่อ ทำไมข้อตกลงพ่อทำยากอย่างนี้ล่ะฮะ” ในขณะที่ไอ้จ๋าเงียบไม่ได้พูดประท้วงน้ำส้มกลับโอดครวญเสียยกใหญ่ เมื่อได้ฟังข้อเสนอของพ่อ โดยมีเสียงหัวเราะสะใจของคำแพงดังขึ้นข้างๆ

“ห้ามแอบโทรหากัน ห้ามเขียนจดหมาย ห้ามส่งข้อความ ห้ามทำทุกอย่างที่สรุปออกมาแล้วเป็นการคุยกัน”

“พ่อ” น้ำส้มขอบตาแดงทำท่าเหมือนจะร้องไห้ ที่พ่อห้ามไปเสียทุกอย่าง แบบนี้มันไม่ต่างอะไรเลยกับการห้ามคบกัน

“ยัยส้มเน่าไม่เป็นไรน่า” ไอ้จ๋าขยับเข้ามาใกล้น้ำส้มขึ้นอีก เอาไหล่สะกิดไหล่บอบบางเบาๆ เมื่อกระซิบปลอบ เสียงปลอบที่เหมือนพูดกันแค่สองคนแต่เถ้าแก่สินก็ยังได้ยินและแอบรู้สึกไม่พอใจ ‘หนอย ไอ้หัวเกรียนบังอาจมาเรียกลูกชายคนเล็กของข้าซะเสียหายหมด ส้มเน่าเนี่ย ฮึ่ย’

“แต่เราจะไม่ได้คุยกันเลยนะจ๋า”

“ไม่นานหรอก”

“เจ้าส้มขึ้นบ้านไปข้อตกลงเริ่มแล้ว”

“พ่อ! “

“ขึ้นบ้านไปสิ แกจะขัดคำสั่งพ่อหรือไง”

“พี่คำแพง! ”

“เออ มานี่เลยสมน้ำหน้าอยากทำอะไรประเจิดประเจ้อดีนัก”

“ส้มเปล่า พ่อส้มไม่ไป”

“เจ้าส้มขึ้นบ้านไปก่อนลูก”

“พ่อ” น้ำส้มเรียกพ่อเสียงอ่อยแล้วหันไปมองหน้าไอ้จ๋า ที่พยักหน้าเป็นการบอกว่าให้ทำตามคำสั่งพ่อ น้ำส้มที่ขัดใจอยู่แล้วเลยพาลไม่พอใจไอ้จ๋าด้วย จึงสะบัดหน้าใส่ไอ้คนหัวเกรียนแล้วเดินตามแรงดึงของพี่สาวขึ้นบ้านไป ไม่หันกลับมามองคนที่ทิ้งไว้เบื้องหลังอีกเลย

“เอาล่ะแกคงรู้คำตอบอยู่แล้วว่าระยะเวลาที่กำหนดตามข้อตกลงนานแค่ไหน”

“ครับ นานเท่าที่ผมจะสามารถทำให้เถ้าแก่พอใจและยอมรับให้ผมเรียกว่าพ่อได้” บ๊ะ! ไอ้หนุ่มนี่มันตรงประเด็นและรู้ทันจริงๆ แต่ก็นั่นล่ะ ต่อไปจะเป็นยังไงก็คงต้อรอดู เถ้าแกสินได้แต่พูดในใจขณะที่ประเมินไอ้หนุ่มตรงหน้า ที่มันกล้าทำให้ชายวัยกลางคนอย่างเขาต้องแปลกใจหลายครั้งตั้งแต่เจอหน้ากันมา นับว่ามันมีดีเหมือนที่เจ้าลูกคนเล็กคุยเอาไว้พอสมควร แต่จากนี้คงต้องดูกันใหม่ให้ดีๆ กว่านี้ว่ามันจะแน่สักแค่ไหน

“ถ้าอย่างนั้นวันนี้แกกลับไปได้แล้ว ว่างเมื่อไหร่ค่อยมา”

“ครับ” ไอ้จ๋ารับคำพร้อมกับยกมือไหว้ลา เพียงเท่านั้นก็เดินออกจากห้องรับแขกของบ้านมาเงียบๆ มันเปิดประตูหน้าออกมาแล้วปิดไว้ให้อย่างดี

เมื่อขึ้นมานั่งบนรถไอ้จ๋าก็ต้องถอนหายใจออกมาอย่างแรง กับข้อเสนอง่ายๆ ที่ไม่รู้ว่าหากวันที่มาจริงๆ มันจะทำได้อย่างที่เถ้าแก่สินต้องการหรือเปล่า ตอนนี้ไอ้จ๋าไม่ได้ห่วงตัวเองว่าเถ้าแกจะใช้ให้ทำงานหนักอะไร เพราะหนักยังไงก็ไม่เกินแรงของมันไปได้ สิ่งที่ห่วงที่สุดคือความรู้สึกของน้ำส้มกลัวว่าอีกคนอาจจะเข้าใจผิด ไหนจะตั้งแต่วันนี้มันกับน้ำส้มจะไม่มีโอกาสได้คุยกันอีกเลยจนกว่าเถ้าแก่สินจะยอมรับ นั่นก็หมายความว่ามันจะไม่ได้อธิบายอะไรให้น้ำส้มฟังด้วย เข้าใจผิดยังไงก็คงต้องปล่อยเอาไว้อย่างนั้นไปก่อน ไอ้จ๋าไม่อาจผิดสัญญาและข้อตกลงที่ทำเอาไว้กับเถ้าแก่สิน เพราะได้ออกปากรับคำไปแล้ว และมันจะไม่ยอมทำให้ตัวเองหมดความน่าเชื่อถือและเสียคะแนนจากว่าที่พ่อตาเด็ดขาด



%%%%%%%%%%%%%





เมื่อไอ้จ๋ากลับมาถึงบ้านเวลาก็ปาเข้าไปสี่ทุ่มแล้ว บ้านจึงเงียบเพราะเป็นเวลาที่พ่อกับแม่เข้านอนกันหมดทั้งสองคน มันจึงรีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเดินไปบ้านใหญ่ ซึ่งเป็นที่นอนประจำของมันเหมือนทุกวัน บ้านหลังใหญ่มองเห็นอยู่ไม่ไกลเกินสิบก้าวเงียบสงบ ดวงไฟสว่างแต่พอให้ไม่ดูมืดมากนัก เพราะเปิดเอาไว้แค่ให้พอมองเห็นตามทางเดินเท่าที่จำเป็น ไอ้จ๋ามองสำรวจรอบๆ ตามความเคยชิน แล้วสาวเท้าตรงเข้าไปยังส่วนที่มันนอน แต่ในขณะที่กำลังเดินเข้ามายังใต้ถุนบ้านเพื่อเข้าไปยังส่วนที่นอนของตัวเองนั้น ไอ้จ๋าให้เกิดรู้สึกแปลกๆ เหมือนกับว่ามีอะไรบางอย่างเป็นส่วนเกินอยู่ในบริเวณนี้

ไอ้หัวเกรียนกระพริบตาถี่เพื่อให้สายตาปรับชินกับความมืด แต่ต้องใช้เวลาสักหน่อยซึ่งมันรอไม่ได้ ไม้กวาดดอกหญ้าที่วางพิงอยู่ข้างเสา คือสิ่งที่ใกล้มือที่สุดที่มันพอจะนำมาใช้เป็นอาวุธได้ และไม่รอช้าไอ้จ๋าคว้าไม้กวาดขึ้นมาถือเอาไว้ในท่าที่กระชับมั่น สองเท้าค่อยๆ พาตัวเองย่องเข้าไปในความสลัวของพื้นที่คุ้นเคย แม้จะไม่มีแสงสว่างมากนักแต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับคนที่เคยชินอย่างไอ้จ๋า และพอก้าวเข้ามาในส่วนของห้องมืดๆ ได้ มันก็เงื้อไม่หวาดในมือขึ้นสูงเตรียมฟาดทันที

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo



“เฮ้ย อย่านะเว้ย! ” ไอ้จ๋าชะงักมือได้ทันเมื่อได้ยินเสียงคุ้นเคยดังออกมาจากเงามืด และร่างตะคุ่มๆ นั่นก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ที่เห็นแล้วทำเอาไอ้จ๋าอยากจะหัวเราะออกมาดังๆ กับสีหน้าของลูกพี่ใหญ่ที่ดูยังไงก็บอกได้คำเดียวว่า ‘ซีดเป็นกระดาษ’ ไม่รู้ว่าซีดเพราะตกใจที่เกือบจะถูกมันตีด้วยไม้กวาด หรือกลัวที่ต้องมาอยู่ในที่มืดๆ แบบนี้ทั้งที่ไม่ชอบ

“ลูกพี่มาทำอะไรอยู่ตรงนี้ครับ” ไอ้จ๋าถามพลางลดไม่กวาดในมือลง

“มารอแกสิ”

“แล้วทำไมเข้ามารอมืดๆ อย่างนี้ล่ะครับ ทำไมไม่เปิดไฟ”

“ฉันเพิ่งมาโว้ย ยังไม่ทันเปิดไฟแกก็เข้ามาพอดี” เป็นความจริงที่ต้นกล้าเพิ่งจะย่องลงจากบ้านมาได้ หลังจากที่คุณกวินผู้เป็นพ่อเฝ้าหน้าห้องอยู่นานจนเขาเงียบไป และพ่อคงคิดว่าเขาหลับแล้วนั่นแหละจึงได้ย่องออกจากห้องมา ซึ่งต้นกล้าต้องจำใจอย่างยิ่ง ที่จะเดินย่องเบาๆ ฝ่าความมืดมาตั้งแต่ออกจากห้องของตัวเอง ค่อยๆ คลำทางลงบันได แม้ว่าจะคุ้นชินแต่คนขี้กลัวที่มีแต่ความหวาดระแวงอย่างต้นกล้า มีหรือจะเดินลงมาเหมือนคนปกติ โดยไม่มีความทุลักทุเล ทั้งยังเกือบตกบันได้เข้าให้เพราะก้าวพลาด แต่ยังไงเขาก็ต้องลงมา พอเข้ามาในส่วนที่ไอ้จ๋านอน ต้นกล้าได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินเข้ามาใกล้ ด้วยความตกใจจึงรีบกระโจนหวังจะขึ้นไปหลบบนที่นอนของไอ้จ๋า แต่ขาดันก้าวพลาดเท่านั้นเอง จึงได้นั่งจุ่มปุกอยู่ข้างๆ เตียงอย่างที่ไอ้ลูกน้อยคนสนิทมันเห็นนั่นไง

“เหรอครับ แล้วลูกพี่ไปนั่งทำอะไรอยู่ข้างเตียงล่ะครับ ถ้าจะเปิดไฟก็ไปเปิดตรงโน้นสิครับ” ไอ้จ๋าบุ้ยหน้าไปคนล่ะทางกับมุมมืดที่ต้นกล้าอยู่ในตอนแรก ซึ่งมันจะไม่ทำให้ไอ้จ๋าสงสัยเลยหากลูกพี่ของมันไม่นั่งงอตัวเอามือปิดหน้าตัวเองไว้อย่างนั้น

“เรื่องของฉันน่า ว่าแต่แกเถอะทำไมกลับมาเอาป่านนี้ หรือว่า.. “

“เปล่าครับเปล่าไม่มีอะไร” ถึงจะบอกว่าไม่มีอะไร แต่พอคิดถึงเรื่องข้อตกลงไอ้จ๋าก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้ มันเหมือนไม่หนักใจแต่ก็ไม่ได้รู้สึกโล่งใจเลยสักนิด เพราะไม่รู้ว่านานแค่ไหนเถ้าแก่ถึงจะพอใจในตัวมัน แค่ให้ไปช่วยงานแค่นี้ที่ใครๆ ก็ทำได้ มันคงไม่ทำให้ไอ้จ๋าได้พิสูจน์ความสามารถสักเท่าไหร่หรอก ยิ่งคิดไอ้จ๋าก็ยิ่งหนักใจแต่ในเมื่อมันหยุดคิดไม่ได้ ก็เลยปล่อยให้ตัวเองคิดกลับไปกลับมาอยู่อย่างนี้จนพอใจ

“เฮ้ย เป็นอะไรไปวะ”

“เอ่อ ไอ้จ๋าเปล่าครับ ว่าแต่ลูกพี่ทำไมยังไม่นอนล่ะครับ คนอื่นๆ นอนหมดแล้วเหรอ”

“นอนหมดแล้ว ฉันมีเรื่องคุยกับแกว่ะ”

“เรื่องอะไรล่ะครับลูกพี่”

“คือ..”

“ครับ?”

“พรุ่งนี้ฉันต้องกลับกรุงเทพแต่เช้าว่ะ”

“อ้าว เพิ่งมาทำไมจะรีบกลับล่ะครับลูกพี่ไม่ขี้เกียจเดินทางหรือไง”

“เออสิ ถ้าฉันรีบกลับเองคงไม่ต้องถ่อสังขารฝืนเดินฝ่าความมืดลงมารอแกอย่างนี้หรอก” ใช่สิ นี่ถือว่าต้นกล้าถ่อสังขารลงมาเลยนะ เพราะทั้งมืดทั้งกลัวก็กลัวเถอะ

ส่วนไอ้จ๋าเมื่อได้ยินลูกพี่พูดออกมาแบบนั้น ก็ให้นึกถึงสายตาและท่าทางของใครบางคนที่มันเห็นเมื่อตอนบ่าย ใครบางคนที่ยืนดูลูกพี่ทั้งสองของมันนอนมีความสุขด้วยกันอยู่บนเปลเงียบๆ คนๆ นั้นก็เงียบจนผิดวิสัยและผิดปกติ เมื่อเห็นไอ้จ๋าเดินมามันก็ถูกสั่งให้ไปตามลูกพี่กลับบ้าน ไอ้จ๋าไม่มีทางเลือกเพราะหากมันไม่เข้าไปเรียกต้นกล้าตามคำสั่ง คนๆ นั้นก็จะทำเสียเองและอาจจะมีเรื่องมีราวใหญ่โตตามมา ในฐานะที่คนๆ นั้นไม่ชอบลูกพี่เดี่ยวของมัน ไอ้จ๋าจำต้องช่วยลูกพี่ทั้งสองโดยการเข้าไปขัดจังหวะ เพราะหากปล่อยให้คนๆ นั้นเข้าไปเอง ลูกพี่เดี่ยวคงถูกไล่ตะเพิดกลับบ้านแทบไม่ทันเป็นแน่แท้ ซึ่งคนๆ นั้นก็คือคุณกวินผู้หวงลูกและใจเย็นผิดปกตินั่นเอง

“ฉันไม่อยากกลับว่ะ” ต้นกล้ามีสีหน้าคิดหนักเคร่งเครียดจนคิ้วขมวดมุ่น เพราะอยู่ดีๆ คุณกวินผู้เป็นพอก็มาบอกว่ามีเรื่องด่วนที่กรุงเทพอยากให้เขากลับไปจัดการให้แทน คนเป็นพ่ออ้างว่าตัวเองเดินทางมายังไม่หายเหนื่อย หากจะให้ย้อนกลับไปกุรงเทพอีกรอบคงได้ล้มหมอนนอนเสื่อกันบ้างล่ะคราวนี้ แล้วลูกรักอย่างต้นกล้ามีหรือจะปฏิเสธได้ลง

“ครับลูกพี่ แล้วทำไมต้องกลับล่ะครับ”

“ก็คุณพ่อนะสิ อยู่ดีๆ ก็บอกมีธุระด่วนให้ฉันกลับไปทำให้” ไอ้จ๋าขมวดคิ้วมุ่นเหมือนคนเป็นลูกพี่แต่ไม่กล้าสบตา ในหัวคิดถึงคำพูดของคุณกวินเมื่อตอนบ่ายแล้วหนักใจแทน ‘แล้วเราจะได้เห็นดีกัน’ นี่ใช่ไหมเห็นดีที่คุณกวินบอก มันคือการแยกลูกชายตัวเองกับลูกชายกำนันห่างจากกัน

“แล้วลูกพี่ก็ต้องไปเหรอครับ”

“แกคิดว่าฉันขัดได้เหรอ?”

“แล้วลูกพี่จะให้ไอ้จ๋าทำอะไรล่ะครับ”

“คือ..เอ่อ..แกไปบอ....”

“ครับลูกพี่”

“เอาไงดีวะฉันไม่อยากไปแกช่วยคิดหน่อยว่าทำยังไงฉันถึงไม่ต้องไป” ต้นกล้าปากหนักใจอยากให้ไอ้จ๋าไปบอกใครคนนั้นเรื่องกลับกรุงเทพอีกรอบพรุ่งนี้เช้า เพราะเขาทำเองไม่ได้ แต่พอจะพูดปากมันกลับแข็งขึ้นมาดื้อๆ เลยเลี่ยงไปพูดอีกเรื่องแทน

“แล้วคุณยายกับป้านภาว่ายังไงครับ”

“ก็ไม่ว่ายังไง แต่ฉันรู้สึกว่าวันนี้คุณพ่อดูเด็ดขาดมาจนคุณแม่กับคุณยายไม่กล้าขัดเลยว่ะ” ไอ้จ๋าถอนหายใจออกมาเบาๆ เรื่องตัวเองก็ยังคาราคาซังยังมีเรื่องของลูกพี่เขามาอีก แล้วแบบนี้มันจะช่วยได้ยังไงล่ะวะ ไอ้จ๋ามองหน้าลูกพี่ด้วยแววตาเข้าใจและเห็นใจ คำพูดหลายๆ คำที่คุณกวินต่อว่าและคาดโทษมันดังขึ้นมาในหัว ทั้งว่ามันดูแลลูกพี่ไม่ดีปล่อยให้คนไม่น่าไว้ใจอย่างเด็ดเดี่ยวเข้าใกล้ ถึงไอ้จ๋าจะยืนยันว่าลูกพี่รองของมันเป็นคนดียังไง คุณกวินก็ไม่ฟังทั้งนั้น สุดท้ายคนหวงลูกก็ทิ้งคำพูดเอาไว้ให้ไอ้จ๋าเสียวสันหลังเล่นว่า ‘แล้วเราจะได้เห็นดีกัน’ เหมือนคาดโทษทั้งตัวมันเองและเด็ดเดี่ยวนั่นแหละ

“ก็ถ้ายังไงก็ต้องไปอยู่ดีไอ้จ๋าว่าลูกพี่ขึ้นไปพักผ่อนดีกว่ามั้ยครับ พรุ่งนี้ออกแต่เช้าเดี๋ยวไอ้จ๋าจะไปส่ง”

“แกไปกับฉันได้มั้ยวะ”

“อ้าว ทำไมต้องให้ไอ้จ๋าไปด้วยล่ะครับ”

“ไม่รู้สิ แต่ฉันรู้สึกว่ามันต้องมีอะไรแปลกๆ ว่ะ เหมือนคุณพ่อกำลังวางแผนทำอะไรสักอย่างที่ฉันก็เดาไม่ถูก” ใช่ไอ้จ๋ารู้ดีว่าคุณกวินนั้นกำลังจะทำอะไรบางอย่าง บางอย่างที่ไอ้จ๋าไม่รู้ว่ามันคืออะไร รู้แค่ว่าคุณกวินนั้นมีแผนและมันไม่สามารถพูดได้ บางอย่างที่มันก็ไม่รู้ว่าจะเข้าข้างใครดี ฝั่งพ่อก็ทำไปเพราะรักและหวงลูก ฝั่งลูกก็คงไม่รู้เรื่องรู้ราว และไอ้จ๋าไม่รู้ว่าลูกพี่ของมันจะปิดผู้ใหญ่ไปอีกนานแค่ไหน ถึงแม้ว่าตอนนี้คุณกวินจะรู้แล้วก็ตามเถอะ แต่ไอ้จ๋าเชื่อแน่ว่าคุณยายประไพศรีและคุณป้านภายังไม่รู้ และคุณกวินเองก็คงยังไม่บอกทั้งสองอย่างแน่นอน “ฉันว่ามันแปลกๆ ว่ะ แกไปกับฉันก็แล้วกัน”

“ครับๆ เอายังไงก็เอาครับ ไอ้จ๋าไม่มีปัญหาอยู่แล้วครับ”

“เออ ตามนั้นแหละฉันไปนอนก่อน พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าแกก็เข้านอนได้แล้ว”

“ครับๆ “ไอ้จ๋ามองตามจนลูกพี่ที่วิ่งขึ้นบ้านแบบไม่ให้เกิดเสียงแล้วก็ให้นึกขำ เพราะเหมือนกับว่าต้นกล้ากำลังวิ่งย่องเบาขึ้นบ้านตัวเอง จากนั้นมันก็จัดเตรียมที่นอนและกางมุ้ง พอล้มตัวลงนอนมันก็หยิบพี่ฮีโร่คู่ใจออกมาดูตามความเคยชิน ในหัวคิดถึงหน้าหวานใจก่อนนอนเหมือนทุกครั้ง อยากอยู่ใกล้ๆ อยากได้ยินเสียง และนั่นจึงทำให้มันเพิ่งนึกบางอย่างขึ้นมาได้ ไอ้จ๋าดีดตัวลุกขึ้นนั่งแทบจะทันที

“ตายห่าแล้วกู**!” **





ส่วนคนเป็นลูกพี่ เมื่อกัดฟันย่องฝ่าความมืดกลับเข้าในห้องของตัวเองได้แล้วก็ยังไม่ยอมนอน คนหัวแดงเดินกลับไปกลับมาอยู่ในห้องอย่างหงุดหงิดงุ่นง่าน เขาไม่อยากไป เขาไม่อยากจากที่นี่ไปไหน แต่ดูเหมือนว่าจะขัดคนเป็นพ่อไม่ได้ ต้นกล้าจึงคิดไม่ตก

“เจ้ากล้าต้องกลับไปทำธุระด่วนให้พ่อที่บริษัทของเรา”

“ธุระอะไรครับคุณพ่อ เราก็มีคนที่ไว้ใจได้ทำแทนอยู่แล้วนี่ครับ”

“มันไม่เหมือนกันหรอกลูก เราต้องไปดูเองบ้าง พ่อดูมาเยอะแล้วคราวนี้ลูกต้องไปดูแทนพ่อจะได้ศึกษาเอาไว้ด้วย”

“แต่..”

“ไม่มีแต่นะเจ้ากล้า อีกอย่างพ่อยังรู้สึกเหนื่อยๆ เพลียๆ อยู่เลย คนแก่เดินทางไกลไม่ค่อยไหวแล้ว”

“คุณพ่อ”

“ตามนี้ลูกพ่อ พรุ่งนี้เช้าเตรียมตัวเดินทางเดี๋ยวพ่อจะให้เลขาที่กรุงเทพจัดการเรื่องตั๋วให้ เอามือถือมายืมโทรหน่อยซิลูก”

นั่นแหละที่คุณกวินทิ้งท้ายเอาไว้ให้ลูกชาย ก่อนจะเดินเข้าห้องไปพร้อมกับโทรศัพท์มือถือของต้นกล้าเมื่อตอนหัวค่ำ หลังจากโทรหาไอ้ลูกน้องคนสนิทแล้ว คนเป็นพ่อทิ้งให้ลูกชายยืนมองตามงงๆ เพราะไม่รู้จะทำอย่างไรดี ต้นกล้ารู้สึกเหมือนกับว่าการกลับไปคราวนี้อาจจะไม่ได้กลับมาเร็ว มันทำให้ในใจวูบไหวแปลกๆ คิดถึงไอ้ลูกน้องคนสนิทขึ้นมา แต่มันก็ยังไม่ยอมกลับบ้าน จนต้นกล้าต้องถ่อสังขารลงไปรอมันยังไงล่ะ ต้นกล้ากำลังสับสน ถึงแม้จะพยายามเก็บอาการอย่างเต็มที่ แต่ก็ต้องยอมรับว่าดีใจที่กลับมาแล้วได้เจอใครบางคน และที่ดีใจที่สุดก็เห็นจะเป็นข้าวที่ออกรวงเหลืองอร่ามเต็มทุ่งนั่นอีก ที่ไม่นานก็จะถึงเวลาแห่งการเก็บเกี่ยว และนี่คืออีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญ มันสำคัญมากๆ จนเขาไม่อยากจากบ้านทุ่งดอกจานไปไหนอีกแล้ว จนกว่าจะหมดฤดูการเก็บเกี่ยวที่เฝ้ารอ



%%%%%%%%%%%%%%%%



เช้าวันใหม่

“สวัสดีครับคุณยาย”

“พ่อเดี่ยว ไปไหนมาแต่เช้าล่ะนั่น”

“ผมแวะมาคุยกับคุณยายครับแล้วก็..” เด็ดเดี่ยวเหลือบมองขึ้นไปบนบ้านเมื่อไม่เห็นใครที่อยากจะเห็น คอของเขาก็เริ่มยืดขึ้นยาวขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ยังไม่สามารถมองเห็นบนบ้านได้ทั้งหมดอย่างที่ต้องการอยู่ดี ทำให้คุณยายประไพศรีที่ยืนอยู่ข้างๆ และมองตามต้องยืดคอตามไปด้วยก่อนจะถาม

“มองหาใครลูก”

“เอ่อ เปล่าครับ คุณยายจะใส่บาตรเหรอครับ”

“ใช่จ้ะ มาใส่ด้วยกันสิ”

“ครับ สวัสดีครับคุณอา มาผมช่วยถือครับ” เด็ดเดี่ยวตอบรับคุณยายประไพศรีก็พอดีกับที่คุณนภาเดินถือของที่เตรียมไว้ใส่บาตรออกมาสมทบ ชายหนุ่มจึงรีบเข้าไปช่วย

“ขอบใจจ้ะ มาแต่เช้าเชียวนะเรา”

“ครับว่าจะแวะมาคุยกับคุณยายซักหน่อยครับ”

“มาใส่บาตรด้วยกันก่อนพระมาพอดี” ทั้งสามช่วยกันใส่บาตรจนเสร็จรับศีลรับพรแล้ว เด็ดเดี่ยวจึงอาสาเอาของเข้าไปเก็บให้ แล้วจึงออกมานั่งคุยกับหญิงสูงวัยที่แคร่ไม่ไผ่หน้าบ้าน ส่วนคุณนภาคุยไม่นานก็ปลีกตัวออกไปเตรียมมื้อเช้า ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นวิถีชีวิตประจำวันอันเรียบง่ายของชาวบ้าน ที่อยู่ในสายตาของผู้ที่แอบเฝ้าสมองอยู่เงียบๆ มาจากบนบ้าน ตั้งแต่ลูกชายคนเดียวของกำนันมาถึงแล้ว สายตาที่เฝ้าดูอย่างสะใจเพราะ....

“เอ่อ คุณยายครับ แล้ว..”

“หืมแล้วอะไรล่ะลูก”

“ต้นกล้าล่ะครับ ยังไม่ตื่นเหรอ วันนี้ว่างผมกะจะชวนไปดูที่สักหน่อยครับ” คุณยายยิ้มตอบอย่างเอ็นดู

“อ๋อ..” ลากเสียงยาวเมื่อได้ยินคำถามแต่ก็ยังไม่ตอบในทันที นั่นทำให้ความคิดและความกลัวผุดขึ้นมาในหัวของเด็ดเดี่ยว นี่เขามาตามแผนของน้ำฟ้าแล้วนะที่ว่าค่อยๆ เข้าทางคุณยาย หากเกิดว่าคุณยายรับไม่ได้ก็อาจจะค่อยๆ ยอมรับได้บ้างเพียงชายหนุ่มแค่ต้องใจเย็นๆ และหากเขาเริ่มแบบนี้ ค่อยๆ ถามค่อยๆ เจรจาทีละนิดคงไม่เป็นไรหรอกใช่ไหม

“ครับ?”

“เจ้ากล้าน่ะ”

“ครับคุณยายต้นกล้าทำไมเหรอครับ หรือว่ายังไม่ตื่น”

“ตื่นแต่เช้าแล้วล่ะ”

“ครับ”

“พอดีพ่อเขาให้กลับไปทำธุระด่วนที่กรุงเทพน่ะเลยออกจากบ้านแต่เช้าแล้ว”

“ห๊ะ คุณยายว่ายังไงนะครับ! ” ทั้งที่ได้ยินมันอย่างชัดเจนแต่เด็ดเดี่ยวก็ยังถามเพื่อความแน่ใจ เขาอยากให้ตัวเองหูฝาด อยากให้ตัวเองฟังผิด หูหนวกไปเลยยิ่งดี แต่เสียงอ่อนๆ ของคุณยายที่ดังก้องอยู่ในหู ก็ยังพูดคำเดิมซ้ำไปซ้ำมา และแปลได้ว่าต้นกล้าไม่อยู่ ต้นกล้ากลับกรุงเทพไปแต่เช้าแล้ว มันคงเช้ามาถึงขนาดว่าเขามาแต่เช้าขนาดนี้ยังมาไม่ทัน เป็นไปได้ยังไง กลับไปทำไม แล้วจะกลับมาที่นี่อีกเมื่อไหร่ ตอนนี้คำถามเหล่านี้กำลังถูกถามวนไปเวียนมาอยู่ในหัวของเด็ดเดี่ยว ทั้งที่ไม่มีคำตอบ ทั้งที่ถามผู้สูงวัยตรงหน้าอาจจะได้คำตอบแล้ว แต่เหมือนกับว่าตอนนี้ชายหนุ่มได้หลุดเข้าไปอยู่ในโลกของตัวเองเสียแล้ว

“พ่อเดี่ยว”

“ครับ! ”

“เป็นอะไรยายเรียกตั้งหลายครั้ง”

“เปล่าครับ ต้นกล้าไม่อยู่เหรอครับ”

“จ้ะน้องไม่อยู่”

“แล้ว..จะกลับมาเมื่อไหร่ครับเนี่ย” เด็ดเดี่ยวสีหน้าหงอยลงอย่างเห็นได้ชัด และคุณยายประไพศรีเองก็สังเกตอยู่เงียบแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรออกมาและยังพูดคุยเหมือนเดิม

“ยายก็ไม่รู้เลยลูก เห็นพ่อเขาคุยๆ กันประสาพ่อลูก ยายก็ไม่อยากให้ไปหรอกแต่พ่อกวินเขาบอกธุระด่วนเลยขัดไม่ได้นะสิ”

“ครับ”

“ว่าแต่พ่อเดี่ยวมีธุระอะไรด่วนกับน้องหรือเปล่าล่ะ ทำไม่โทรหา มีเบอร์น้องมั้ย” ทำไมเขาจะไม่โทรหาล่ะ ชายหนุ่มโทรหาหลานชายคุณยายตั้งแต่เมื่อคืน ต้นกล้ากลับไม่ยอมรับสาย รอตั้งนานก็ไม่เห็นมีวี่แววว่าจะโทรกลับ ก่อนเข้านอนเขาโทรมาอีกรอบปรากฏว่าต้นกล้าปิดเครื่องไปแล้ว เขาจึงเข้านอนแบบงงๆ เพราะตอนหัวค่ำยังคุยกันดีๆ อยู่ ชายหนุ่มเลยเดาไม่ถูกว่าต้นกล้าเป็นอะไร แต่เช้านี้ก็ยังรีบมาเคลียร์ เด็ดเดี่ยวไม่รู้ว่าต้นกล้าโดนคนเป็นพ่อยืดโทรศัพท์เอาไว้แบบเนียนๆ

“เอ่อ มีครับเดี๋ยวลองโทรอีกที ถ้าอย่างนั้นวันนี้ผมคงต้องขอตัวก่อนนะครับ”

“อ้าวจะกลับแล้วเหรอ ไม่กินข้าวเป็นเพื่อนยายก่อนล่ะ”

“พอดีผมต้องไปทำธุระให้พ่อกำนันต่อครับคุณยาย”

“อ่อ ถ้าอย่างนั้นก็ขับรถขับราดีๆ นะลูก”

“ครับ สวัสดีครับคุณยาย”

“จ้ะว่างๆ ก็แวะมาคุยกับยายหน่อยนะ”

“ครับ” ชายหนุ่มไหว้ลาคุณยายแล้วเดินเลี่ยงสวน และไม้ดอกไม้ประดับที่ปลูกเอาไว้ออกไปทางหน้าบ้านที่เขาจอดรถทิ้งเอาไว้ แต่เดินยังไม่ทันถึงประตูก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง

“หึๆ ๆ ๆ “เสียงบางอย่างที่ฟังแล้วเหมือนสะใจ เยาะเย้ยปนเหยียด เด็ดเดี่ยวหันไปทางต้นเสียงแล้วยกมือไหว้

“สวัสดีครับ”

“เออ ไม่ต้องทักก็ได้เว้ย จะกลับแล้วหรือไง”

“ครับ”

“ดีแล้วกลับไปเลยอยู่นานรกหูรกตา” คุณกวินยกมือขึ้นมากอดอกประกอบการบอกอย่างไม่รักษามารยาท เพราะเขาคิดว่าไอ้หนุ่มนี่มันเป็นแค่ลูกชายของคู่ปรับที่ไม่ถูกกัน และมันมาเองโดยไม่ได้รับเชิญ ดังนั้นเขาจึงไม่จำเป็นต้องรักษามารยาทกับมัน

“เอ่อ ครับ” เมื่อเด็ดเดี่ยวเงยหน้าขึ้นก็ต้องมองอย่างแปลกใจ เพราะในมือของคุณกวินนั้นมีบางสิ่งบางอย่างที่เขาคุ้นเคย มันคุ้นตา และเขาจำมันได้เป็นอย่างดี ก็เพราะไอ้เจ้าสิ่งนี้ล่ะที่ทำให้ต้นกล้าไม่สนใจเขาในทุกครั้งที่ได้นั่งเขี่ย มันคือโทรศัพท์มือถือเครื่องบางรุ่นใหม่ล่าสุดของต้นกล้านั่นเอง

“หึๆ ๆ ไปสิจะกลับไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวฉันจะโทรหาลูกชายสักหน่อย” เด็ดเดี่ยวมองโทรศัพท์มือถือในมือของคุณกวินพลางขมวดคิ้ว หรือว่าที่เมื่อคืนต้นกล้าไม่ยอมรับโทรศัพท์เป็นเพราะว่า โทรศัพท์ของต้นกล้าไม่ได้อยู่กับเจ้าของ

“ครับ งั้นผมลานะครับ”

“เออ มาทางไหนไปทางนั้นเลย เดี๋ยวๆ ”

“ครับ?”

“ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องมาเหยียบที่นี่อีกนะ”

“ผมคงทำไม่ได้หรอกครับ เมื่อกี้ก็กำลังจะบอกอยู่ว่าเดี๋ยวแวะมาใหม่ครับ”

“มาทำไมไม่มีใครต้อนรับแกหรอก”

“ผมขอโทษครับ แต่เมื่อกี้คุณยายยังชวนผมอยู่เลยนะครับ ถ้าคุณอาไม่เชื่อไปถามคุณยายดูได้ครับ ลาล่ะครับเดี๋ยววันหลังผมจะเข้ามาใหม่แน่นอน” เด็ดเดี่ยวทิ้งท้ายอ้างความจริงที่คุณยายเอ่ยชวนก่อนจากไป ทิ้งหนุ่มใหญ่สูงวัยกว่ามองตามหลังอย่างไม่ชอบใจเท่าไหร่นัก คุณกวินเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันจนปากบิดปากเบี้ยว จิกตามองรถที่เด็ดเดี่ยวขับออกไปจนลับตา ในหัวคิดวางแผนต่างๆ นานา เพื่อจะกำจัดไอ้ลูกชายของคู่ปรับเก่าออกจากชีวิตลูกชายตัวเอง

50% จ้าาาาาาาาาาา

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8260
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +140/-6

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด