กรุ่นไอดินกลิ่นไอรัก 26 ลงแขก 100% 15/5/2562
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: กรุ่นไอดินกลิ่นไอรัก 26 ลงแขก 100% 15/5/2562  (อ่าน 5573 ครั้ง)

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2314
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

พ่อตาทางพฤตินัยนี่แสบนะ  อิอิ

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo



เช้าวันใหม่ที่มาพร้อมกับบรรยากาศอันแสนสดชื่น แต่ท้องฟ้ากลับดูมืดครึ้มอึมครึมเหมือนจะมีฝน หลังจากที่ห่างหายไปนาน และทั้งๆ ที่กำลังจะเขาหน้าหนาวแล้ว แต่อยู่ดีๆ ก็เหมือนจะมีฝนตกลงมาเสียอย่างนั้น หรือนี่คือช่วงเวลาที่เขาเรียกกันว่าปลายฝนต้นหนาว ฝนลาเพื่อบอกว่าอีกไม่นานหน้าหนาวจะมาเยือน เด็ดเดี่ยวตื่นเช้าเหมือนดังเช่นทุกวันอันเป็นกิจวัตร ชายหนุ่มแต่งตัวดูดีด้วยเสื้อเชิ้ตพอดีตัวสีกรมท่า เนื้อผ้าฝ้ายบางเบาเข้ารูปทำให้เห็นลอนกล้ามที่ซ่อนตัวอยู่ภายในเป็นมัดๆ ปลายเสื้อแขนยาวถูกพับขึ้นเหนือข้อศอก กระดุมเสื้อสามเม็ดบนถูกเว้นเอาไว้ไม่ได้ติดเข้ารังดุม เผยให้เห็นขอบเสื้อกล้ามสีขาวที่สวมใส่อยู่ภายในได้อย่างน่ามอง กางเกงยีนส์สีซีดพอดีตัวอวดสัดส่วนและช่วงขายาวที่ดูแข็งแกร่ง ช่วงเอวเคียนเอาไว้ด้วยผ้าขาวม้าลายตารางสลับสีดูสดใส ในมือมีหมวกปีกกว้างใบเก่งทรงคาวบอยอันเป็นหมวกประจำตัว

เขากำลังจะลงบันไดเรือนแต่ก็ต้องชะงักเท้า เมื่อเหลือบไปเห็นสมาชิกทุกคนในบ้านนั่งรอหน้าสลอนบนโซฟา ตาทุกคู่จ้องมายังจุดเดียว นั่นก็คือตัวเขาเอง

“พี่เดี่ยวจะไปไหนแต่เช้า” ดาวรุ่งถามทันทีที่เห็นหน้าพี่ชาย แต่คนถูกถามทำเพียงยกมือขึ้นเสยผมที่ปรกหน้า เผยให้เห็นความหล่อคร้ามดูเข้มชวนมอง

“คาดว่าจะไปทำคะแนนให้ตัวเอง” ไม่ใช่เสียงของเด็ดเดียวเพราะคนตอบคือน้ำฟ้าที่รู้ว่าชายหนุ่มผู้มีศักดิ์เป็นพี่ชายกำลังจะไปไหน ส่วนกำนันอาจหาญในฐานะผู้อาวุโสที่สุดในบ้านนั่งฟังเงียบๆ

“คะแนนอะไรฟ้า มีเรื่องอะไรกันทำรุ่งไม่รู้ล่ะพ่อ” แต่ลูกสาวก็ยังหันมาถามกำนันจนได้

“ถามพี่แกเองก็แล้วกัน”

“พี่เดี่ยว”

“อะไรล่ะ”

“ถามไม่ตอบ”

“ออกไปข้างนอกไง”

“ว่างก็พักผ่อนอยู่บ้านบ้างสิ นี่ถ้าฉันไม่หยุดคงไม่ได้เจอหน้าพี่ชายตัวเอง”

“แหมยัยรุ่งตอนนี้พี่เดี่ยวกำลังอยู่ในช่วงทำคะแนนก็ต้องเช้าถึงเย็นถึงแบบนี้ล่ะน่า”

“อะไรกันพี่เดี่ยวไปจีบสาวบ้านไหนหรือถึงต้องทำคะแนน แล้วยังต้องเช้าถึงเย็นถึงอีก”

“คิกๆ “น้ำฟ้าไม่ตอบแต่หัวเราะชอบใจ นั่นยิ่งทำให้ดาวรุ่งสงสัยขึ้นกว่าเก่า อะไรกันไม่อยู่บ้านแค่ไม่กี่วันมีอะไรเปลี่ยนแปลงทำไมดาวรุ่งไม่รู้

“หัวเราะทำไม”

“เปล๊า”

“พี่เดี่ยว จีบสาวบ้านไหนเหรอ”

“ไม่ได้จีบสาวบ้านไหน จะไปธุระ” ใช่เด็ดเดี่ยวไม่ได้โกหกน้องสาวเลยจริงๆ นะ ชายหนุ่มบอกแล้วก็เดินออกไปเลย แต่ยังไม่ทันถึงหน้าประตูน้องสาวก็เรียกเอาไว้เสียก่อน

“ฝนจะตกอยู่แล้วนะ”

“เออ ก็ช่างฝนสิไม่ได้เดินตากฝนไปนี่”

“เฮ้อออ” ดาวรุ่งถอนหายใจเมื่อพี่ชายออกจากบ้านไปแล้ว จากนั้นก็หันมามองกำนันอาจหาญผู้เป็นพ่อตาขวาง

“พ่อ”

“อะไรวะ”

“พี่เดี่ยว”

“มันทำไม”

“จะไปจีบสาวบ้านไหนมาเป็นสะใภ้ให้พ่อ”

“เฮ้ออออ รอถามมันเองก็แล้วกัน สาวบ้านไหนข้าก็ไม่รู้หรอก” พูดทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นกำนันก็ลุกขึ้น แล้วเดินเลี่ยงออกไปทางหลังบ้าน อันเป็นมุมโปรดที่มีสุ่มไก่ชนวางเรียงรายไว้เป็นระยะ

“ไปซักผ้าดีกว่า” น้ำฟ้าเลี่ยงไปอีกคน จึงเหลือเพียงดาวรุ่งที่นั่งหน้างออยู่คนเดียว



%%%%%%%%%%%%%%



“เป็นไงบ้างวะ” ลูกพี่ใหญ่ถามเสียงเป็นห่วงพลางตบหลังลูกน้องคนสนิทปุๆ

“ไอ้จ๋าเกือบตายครับลูกพี่ ใจมันหวิวๆ แปลกๆ “ไอ้จ๋าตอบเสียงเบามือข้างหนึ่งกำสายกระเป๋าเป้ที่สะพายไหล่แน่น ส่วนอีกข้างยังทาบและกดเอาไว้กลางอก มันหายใจถี่เล็กน้อยเพราะยังรู้สึกตื่นๆ อยู่มากทีเดียว

“ครั้งแรกก็อย่างนี้ล่ะวะเดี๋ยวอีกหน่อยก็ชิน”

“ยังไงไอ้จ๋าก็ไม่ชินครับลูกพี่ ยิ่งตอนที่ตัวลอยขึ้นฟ้าโอ๊ยใจไอ้จ๋านี่แทบหล่นลงไปกองอยู่บนพื้นแหนะ”

“อ่อน”

“อ้าวลูกพี่สวยดิแบบนี้”

“เออ จะไปไม่ไป”

“ไปครับแหะๆ ” คนเป็นลูกพี่แบกเป้เดินนำ มีไอ้ลูกน้องคนสนิทวิ่งตามพร้อมเป้ใบใหญ่อีกใบ ที่มันเหวี่ยงขึ้นสะพายหลัง เมื่อหนุ่มทั้งสองเดินออกมาจากสนามบินเพื่อเรียกแท็กซี่ไปส่งที่บ้าน ตอนนี้ต้นกล้ากับไอ้จ๋ามาถึงกรุงเทพแล้ว

ไอ้จ๋ามองตึกสูงระฟ้าของบ้านเมืองที่ดูแปลกตาสองข้างทาง ในใจให้รู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย เพราะไม่เคยเข้าเมืองใหญ่ๆ แบบนี้มาก่อน เมืองใหญ่สุดที่มันเคยไปก็แค่ตัวจังหวัดของตัวเองและจังหวัดใกล้เคียง เมื่อได้เข้ามากรุงเทพกับเขาบ้าง มันเลยอดตื่นเต้นขึ้นมาไม่ได้ จนลืมปัญหาหนักใจไปชั่วขณะ

“ชอบมั้ยวะ มองเชียว”

“ไอ้จ๋าก็มองไปอย่างนั้นแหละครับลูกพี่ คิดถึงบ้านมากกว่าอะ”

“อะไรวะเพิ่งมาถึงเองนะเว้ย คิดถึงบ้านแล้วเหรอ”

“ก็ไอ้จ๋าไม่ชอบนี่ครับลูกพี่ อากาศมันไม่บริสุทธิ์ยังไงไม้รู้” พูดจบไอ้จ๋าก็สูดหายใจเข้ายาวๆ แม้ตอนนี้จะอยู่บนรถแท็กซี่เย็นฉ่ำ แต่ยังไงมันก็ไม่ชอบอยู่ดี

“เออ ผ่านช่วงนี้มันก็รถเยอะอากาศมันเลยไม่ค่อยบริสุทธิ์เป็นธรรมดา ถึงแถวบ้านเดี๋ยวก็ดีเอง” ลูกพี่เจ้าถิ่นปลอบเพียงไม่นานหลังจากนั้น รถแท็กซี่ก็มาส่งทั้งสองหน้าบ้านหลังใหญ่ในหมู่บ้านจัดสรร ที่บ้านแต่ล่ะหลังบ่งบอกถึงฐานะของเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี ว่าต้องมีเงินกองอยู่ในธนาคารพอสมควรถึงจะซื้อบ้านแถวนี้ได้

“โห นี่บ้านคนเหรอครับลูกพี่” ต้นกล้าหันขวับไปมองเมื่อไอ้จ๋าถาม ทั้งที่มันยังแหงนหน้ามองความใหญ่โตอลังการตระการตาของบ้านหลังใหญ่ ที่ก่อสร้างขึ้นมาในแบบที่ดูทันสมัยแต่ก็ให้ความรู้สึกอบอุ่นและน่าอยู่มากทีเดียว ประตูคู่ด้านหน้าเป็นไม้เนื้อแข็งขัดเงาบานใหญ่ ที่สลักลายสวยละเอียดอย่างมีฝีมือ

“เออ สิวะ ทำไม” ต้นกล้าตอบขณะที่พาไอ้จ๋าก้าวขึ้นบันได้หินอ่อนเพียงสามขั้น สู่ประตูด้านหน้าของตัวบ้าน

“ทำไมมันใหญ่โตขนาดนี้ครับ”

“เออๆ เข้าบ้านก่อน” ต้นกล้าเปิดประตูเดินนำไอ้จ๋าเข้าไปในตัวบ้าน แม่บ้านก็เดินออกมาต้อนรับพอดี

“มากันแล้วเหรอคะ”

“ครับป้าสวัสดีครับ กล้าหิวจังเลย”

“เดี๋ยวป้าให้เด็กตั้งโต๊ะให้ค่ะแล้วนี่จ๋าใช่มั้ยลูก”

“จ๋านี่ป้าละมุน”

“สวัสดีครับ”

“จ้ะ ไหว้พระนะลูกป้าให้เด็กจัดห้องไว้แล้ว ไปๆ เข้าบ้านก่อนทานอะไรกันก่อนแล้วค่อยขึ้นไปพักผ่อน”

“ขอบคุณครับ” ไอ้จ๋ายกมือไหว้ป้าละมุนอีกครั้ง แล้วเดินตามลูกพี่ไป เพราะออกจากบ้านแต่เช้ามืดทั้งสองจึงยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง พอมาถึงกรุงเทพก็สายมากแล้วความหิวจึงบังคับให้ต้องรีบหาอาหารมาประทัง

เมื่อกินข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต้นกล้าก็รับหน้าที่พาลูกน้องคนสนิทไปส่งถึงห้องพัก ที่อยู่บนชั้นสองของบ้านหลังใหญ่ แต่ไม่ว่าจะยังไงไอ้จ๋าก็ยังไม่คลายความตื่นตะลึงในความใหญ่โตของมันได้เลย ข้างนอกว่าใหญ่มากแล้ว พอเข้ามากข้างในยิ่งรู้สึกว่ามันใหญ่มากยิ่งขึ้นกว่าเก่าเยอะทีเดียว

“นี่ห้องแก ชอบปะ”

“นี่ห้องนอนไอ้จ๋าเหรอครับลูกพี่”

“เออสิชอบมั้ย”

“ทำไมห้องมันใหญ่อย่างนี้ละครับ”

“ไม่ดีหรือไง”

“ไอ้จ๋ากลัวเหงาครับลูกพี่ คึๆ ๆ ”

“วู้ยอะไรของแก ใครๆ ก็ชอบอยู่ห้องกว้างๆ ทั้งนั้นแหละ”

“แหะๆ เว้นไอ้จ๋าไว้สักคนเถอะครับ” ทั้งสองคุยกันพลางเดินเข้ามาในห้อง ไอ้จ๋ามองสำรวจไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดที่เตียงกว้างกลางห้อง หัวเตียงประดับอย่างหรูหราวางชิดติดผนัง ปูด้วยผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาดตาเนื้อผ้ามีลายในตัว คลุมทับเอาไว้ด้วยผ้านวมอีกผืนที่ไอ้จ๋าเห็นแล้ว มันไม่อยากจะคิดถึงเวลานอนที่คงจะร้อนน่าดู เพราะความเคยชินจึงไม่คิดถึงเรื่องการเปิดแอร์นอนเลยสักนิด บนที่นอนมีแค่หมอนสองใบกับผ้าห่ม ไอ้จ๋าเดินเข้าไปประชิดขอบเตียงมองซ้ายมองขวาหาบางสิ่งบางอย่างแต่ก็ไม่เห็นมี

คนเป็นลูกพี่ที่กำลังจับตามองว่าลูกน้องจะชอบห้องใหม่หรือไม่ เห็นคิ้วเข้มของไอ้จ๋าขมวดมุ่นเหมือกำลังใช้ความคิด ให้นึกสงสัยจึงเอ่ยถาม

“หาอะไรวะ” ถามพลางเดินมาทิ้งตัวนั่งลงบนที่นอนท่าทางสบายๆ และที่นอนนุ่มๆ ก็เด้งขึ้นส่งน้ำหนักให้ทันที

“หามุ้งครับลูกพี่ไม่มีมุ้งเหรอครับ”

“ไม่มีโว้ย ฮ่าๆ “คำถามนี้เล่นเอาคนเป็นลูกพี่อดปล่อยเสียงหัวเราะดังๆ ออกมาไม่ได้ ต้นกล้าทิ้งตัวนอนหงายไปบนที่นอนขำคำถามซื่อๆ ของไอ้จ๋าจนผิวหน้าขาวๆ ใสๆ แดงก่ำ

“แล้วยุงไม่กัดแย่เหรอครับลูกพี่” เพราะแต่เล็กจนโตมันก็ถูกสอนมาตลอด ว่าให้กางมุ้งเวลานอนเพื่อป้องกันยุงกัด เพราะยุงเป็นพาหะนำโรคร้ายที่มีอันตรายถึงชีวิต เรื่องนี้ไอ้จ๋าไม่ได้วิตกจริตคิดไปเอง เพราะมีดาราชายชื่อดังคนหนึ่งเสียชีวิตไปแล้ว สาเหตุมาจากโรคที่มียุงเป็นพาหะนำมา ตอนนี้สีหน้าของไอ้จ๋าบ่งบอกถึงความกังวลใจ โดยไม่มีปิดบังสายตาของลูกพี่ที่จ้องมอง ต้นกล้าจ้องมองไอ้จ๋าด้วยสายตาแปลกๆ แต่ปากเม้มแน่นกลั้นขำ ไอ้จ๋าหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างไม่รู้สาเหตุแล้วเดินเอากระเป๋าเป้ใบใหญ่ที่ถืออยู่ไปวางไว้มุมห้อง

“ไม่มียุงหรอกไม่ต้องห่วง” ไอ้จ๋าหันมายิ้มอ่อนให้ลูกพี่ ที่นอนกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนที่นอนนุ่มอย่างสบายอารมณ์ กลิ้งไปได้สองสามรอบร่างสูงโปร่งก็ดีดตัวลุกขึ้นนั่งทันที เหมือนเพิ่งจะนึกอะไรบางอย่างได้ จนไอ้จ๋าเผลอสะดุ้งตาม

“อะ อะไรครับลูกพี่”

“เออ เดี๋ยวฉันไปพักก่อน บ่ายต้องเข้าบริษัทแทนคุณพ่อ แกจะไปด้วยกันมั้ย”

“ไปครับ”

“เอองั้นพักซะห้องฉันอยู่ถัดไปนี่แหละ ส่วนอีกฝั่งเป็นห้องคุณพ่อคุณแม่ของฉัน”

“ครับลูกพี่”

“ตามสบายนะเว้ยจ๋า ถือว่านี่ก็บ้านแกเหมือนกัน”

“ไม่เอาครับลูกพี่ไอ้จ๋าไม่ชอบบ้านหลังใหญ่แบบนี้”

“โอ้ย อะไรของแกชอบไม่ชอบก็ต้องอยู่โว้ย”

“ครับๆ หึๆ ๆ “

“ไปล่ะ” สิ้นเสียงประตูที่ปิดตามหลังลูกพี่ ไอ้จ๋าก็กระโดดขึ้นเตียงอย่างว่องไว มันเด้งตัวรับให้เข้ากับจังหวะเด้งขึ้นลงของที่นอนแล้วให้นึกสนุก ไอ้จ๋าหัวเราะขำตัวเองแต่ก็นอนกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่อย่างนั้น ใจคิดถึงใครอีกคนที่หากได้มานอนกลิ้งเล่นด้วยกันมันจะดีกว่านี้ไหมนะ ใครอีกคนที่ยังไม่ได้คุยกันเลยนับตั้งแต่เมื่อวานที่ข้อตกลงเริ่มขึ้น ใครอีกคนที่คงจะเจ้าแง่เจ้างอนหน้างอเป็นจวักให้มันอยู่แน่ๆ คิดมาถึงตรงนี้ความสนุกกับเตียงใหม่หายไปในทันที ไอ้จ๋าหยุดเด้งตัวแล้วถอนหายใจหนัก เพราะทำอะไรไม่ได้ หลับตาลงหวังจะพักสายตาสักหน่อย แต่ยังมีใบหน้าหวานๆ และเสียงใสๆ ของใครอีกคนผุดขึ้นมาในมโนสำนึกอยู่ตลอด จนมันต้องลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เดินไปยังเป้ใบใหญ่ที่วางทิ้งไว้มุมห้องในคราแรก หยิบขึ้นมาแล้วเดินหาตู้เสื้อผ้าเพื่อจัดให้เข้าที่ ก่อนจะเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเข้าไปทำธุระกับลูกพี่ใหญ่ของมัน

“โหลูกพี่ครับ”

“อะไรวะ”

“คือต้องหล่อขนาดนี้เลยเหรอครับ”

“ฉันก็หล่อเป็นปกติ”

“วันนี้ผิดปกติครับเพราะมีเนคไทด์ มีเสื้อนอกด้วย”

“เออบางวันก็ต้องหล่อแบบเนี๊ยบๆ เรียบร้อยหน่อยปะ” ไอ้จ๋ามองคนเป็นลูกพี่ตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างไม่เชื่อสายตา มันมีท่าทางตลึงกับการแต่งตัวของลูกพี่ใหญ่ ที่สวมใส่เสื้อผ้าในแบบที่มันไม่เคยเห็นมาก่อน แน่ล่ะสิตอนอยู่บ้านทุ่งดอกจานถึงต้นกล้าจะแต่งหล่อเกือบทุกวัน แต่เสื้อที่ใส่ก็เสื้อเชิ้ตดูธรรมดาที่อาจจะมีลวดลายเท่ๆ บ้าง แต่ก็ไม่ดูแตกต่างเหมือนอย่างตอนนี้ ที่ต้นกล้าที่อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตพอดีตัวสีขาวผูกเนคไทด์สีเข้ากันกับเบลเซอร์ทรงเข้ารูปสีเทาเข้มเกือบดำ กางเกงยีนส์พอดีตัวอวดช่วงขาเรียวยาวและรองเท้าหนังดูเนี๊ยบที่สุดเท่าที่ไอ้จ๋าเคยเห็นมา

“ว่าแต่ไอ้จ๋าแต่งตัวแบบนี้ไม่เป็นไรเหรอครับ ให้ไอ้จ๋าไปเปลี่ยนมั้ยครับลูกพี่” ไอ้จ๋าก้มลงมองสารรูปของตัวเองที่ช่างไม่คู่ควรจะเดินตามลูกพี่ที่หล่อเนี๊ยบของมันเอาเสียเลย กางเกงยีนส์สีดำซีดตัวเก่าหลวมนิดๆ ที่หิ้วเอวเอาไว้ด้วยเข็มขัดหนังสีน้ำตาลเข้ม ส่วนเสื้อเป็นเชิ้ตแขนยาวสีขาวพับแขนขึ้นถึงศอก เอาง่ายก็คือชุดที่มันใส่ไปเรียนในบางวันนั่นเอง

“แล้วแกจะเปลี่ยนเป็นชุดไหนวะ”

“เออ นั่นสิ ไอ้จ๋าไม่มีเสื้อผ้าแบบนี้หรอกครับ แหะๆ ”

“ไม่มีก็ไปมันทั้งอย่างนี้แหละเดี๋ยวพาไปซื้อใหม่”

“โอ๊กยไม่เอาหรอกครับไอ้จ๋าใส่ไม่เป็นหรอกแบบนี้เขินตายเลย”

“เออ ไปเถอะ”

ต้นกล้าขับรถเข้าบริษัทอย่างคุ้นเคย แม้เขาจะไม่ชอบงานบริหารแต่เมื่อได้รับการไหว้วานจากคุณกวินผู้เป็นพ่อก็จำต้องมา เขาเคยเรียนรู้งานมาบ้างแล้วจึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะรับหน้าที่แทนพ่อในบางช่วง และตั้งแต่บ่ายจนเย็นต้นกล้าก็วุ่นอยู่กับการเข้าประชุมแทนคุณกวิน และการตรวจเอกสารต่างๆ

“โอย ตายๆ ฉันต้องตายแน่ๆ ว่ะจ๋า”

“เหนื่อยเหรอครับลูกพี่”

“สุดๆ “ไอ้จ๋ามองลูกพี่ที่นั่งหัวยุ่งหัวฟูอย่างเป็นห่วง เพราะตั้งแต่มาถึงบริษัทตอนบ่ายโมง ต้นกล้าก็ถูกเรียกตัวให้เข้าร่วมประชุม ที่ไอ้จ๋าได้ยินว่าประชุมใหญ่ มันก็นั่งคอยลูกพี่ที่ห้องทำงานของคุณกวิน หลังจากนั้นสองชั่วโมงต้นกล้าเลิกประชุม แต่กลับมายังไม่ทันได้นั่งพัก ก็ต้องเข้าประชุมกับแผนกย่อยต่างๆ อีก จนจวนจะถึงเวลาเลิกงานลูกพี่ของมันยังต้องมานั่งตรวจเอกสาร แม้จะบ่นว่าอยากกลับบ้านแต่ก็ไม่สามารถปลีกตัวออกไปได้ เพราะคุณเลขาหอบแฟ้มงานแฟ้มใหญ่เข้ามาให้อีกเป็นตั้ง ทั้งที่ไอ้จ๋าก็ช่วยดูแบบไม่ค่อยจะรู้เรื่องเท่าไหร่หรอก แต่ตอนนี้ก็ยังเหลืออีกเยอะจนไม่รู้ว่าคืนนี้จะตรวจครบหมดหรือเปล่า

“แล้วเอาไงดีครับลูกพี่ คืนนี้จะเสร็จหรือเปล่าเนี่ย” ไอ้จ๋ามองแฟ้มเอกสารกองสูงเป็นตั้งตรงหน้า แล้วก็ได้แต่หวาดหวั่นหนักใจแทนคนเป็นลูกพี่ ที่ตอนนี้ช่างแตกต่างจากตอนก่อนจากบ้านเหลือเกิน ใบหน้าหล่อเกาหลีดูเคร่งเครียดอย่างที่ไอ้จ๋าไม่เคยเห็นมาก่อน ผมที่ถูกเซ็ตมาอย่างดีตอนนี้ชี้ไปคนละทาง

“ฉันว่ามันมีอะไรแปลกๆ ว่ะจ๋า” ต้นกล้าบอกแต่ตายังไล่ดูเอกสารทีละแผ่นอย่างตั้งใจ

“อะไรแปลกครับลูกพี่ หรือว่าลูกพี่เจอหลักฐานยักยอกเงินของบริษัท! ” ไอ้จ๋าถามด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกที่เล่นเอาต้นกล้าต้องขมวดคิ้วทันทีเลยทีเดียว

“เปล่า ทำไมคิดว่าฉันจะเจอหลักฐานอะไรอย่างนั้นวะ”

“เอ้า ก็เหมือนในละครยังไงล่ะครับลูกพี่ ที่พระเอกมาตรวจงานแล้วก็เจออะไรผิดสังเกต สุดท้ายมันก็คือหลักฐานการยักยอกเงินหลายร้อยล้าน”

“คิดมั่วเป็นตุเป็นตะเดี๋ยวปั๊ดโบกหัวทิ่ม หลักฐานอะไรไม่มีหรอก เหลวไหลนะแก” เพราะคำว่าพระเอกเลยทำให้ความหงุดหงิดของคนเป็นลูกพี่ลดลงไปได้บ้าง แต่ชายหนุ่มก็ยังไม่รู้สึกผ่อนคลายไปเสียทีเดียว

“หึๆ ไอ้จ๋าก็มุกบ้างปะครับลูกพี่คลายเครียด”

“เออ”

“ว่าแต่ลูกพี่ว่าอะไรแปลกล่ะครับ”

“ก็เอกสารพวกนี้สิ มันเป็นเอกสารเก่า แล้วมันก็ผ่านการตรวจมาแล้ว มีลายเซ็นคุณพ่อของฉันรับรองแล้วด้วยซ้ำ ทำไมต้องเอามาให้ฉันตรวจอีกวะ แกว่ามันน่าสงสัยมั้ยล่ะ” ปิ๊ง! ไอ้จ๋าเหมือนมีแสงไฟสว่างวาบขึ้นมาในหัวของมันทันที เมื่อได้ยินสิ่งที่ลูกพี่บอก สิ่งที่มันใช้เวลาว่างที่ต้องคอยต้นกล้าประชุมคิดเรื่อยเปื่อย จากนั้นมันก็เอาเรื่องราวต่างๆ ที่ได้รู้มาประติดประต่อกันจนเป็นข้อสันนิษฐาน ที่ทำให้มันมั่นใจไปมากกว่าครึ่งแล้ว ว่างานวันนี้...มันคือการกลั่นแกล้งของคุณกวินอย่างไม่ต้องสงสัยหรือถามข่าวอีก

“คุณต้นกล้าคะ ทำงานเสร็จหรือยังคะ”

“ยังไม่ถึงครึ่งเลยครับ”

“เดี๋ยวพรุ่งนี้มาทำต่อก็ได้นะคะ รปภ.จะมาปิดออฟฟิชแล้วค่ะ”

“อ้าวเหรอครับ”

“ดิฉันขอตัวก่อนนะคะ”

“ครับ เดี๋ยวผมก็จะกลับเหมือนกัน” ไอ้จ๋าได้แต่นั่งฟังเงียบ ในหัวให้นึกสงสัยเพราะเพิ่งเคยเจอนี่แหละ เลขาไล่ลูกเจ้าของบริษัทที่กำลังขยันทำงานกลับบ้าน!

หลังจากที่ออกจากบริษัทมาเมื่อวาน ต้นกล้าก็พาไอ้จ๋าตระเวนเมืองกรุง ทั้งซื้อของทั้งไปกินข้าวเข้าร้านอาหารดังๆ ดีๆ ที่ไอ้จ๋าบ่นกระปอดกระแปดไปตลอดว่าสิ้นเปลืองบ้างล่ะ เวียนหัวกับผู้คนที่เดินสวนกันไปมามากมายบ้างล่ะ โดยเฉพาะตอนที่ต้นกล้าลากมันเข้าร้านเสื้อผ้าแบรนด์ดัง ที่เห็นราคาแล้วไอ้จ๋าแทบจะวิ่งหนีออกจากร้านมันเดี๋ยวนั้น แต่ต้นกล้าก็บังคับซื้อให้ไอ้ลูกน้องคนสนิทจนได้ ด้วยเหตุผลว่าไอ้จ๋าต้องแต่งตัวดีๆ ให้สมกับเป็นผู้ติดตามหนุ่มหล่อเช่นเขา จะได้ไม่อายใคร ไอ้จ๋าได้แต่ส่ายหัวให้เหตุผลของคนเป็นลูกพี่ และจำยอมเข้าไปลองเสื้อผ้าเป็นสิบๆ ชุด เพื่อให้ถูกใจคนเป็นลูกพี่ที่จับมันแต่งตัว กว่าไอ้จ๋าจะเนี๊ยบได้อย่างที่ใจของต้นกล้าต้องการ เวลาก็ผ่านไปหลายชั่วโมง กลับบ้านมาไอ้จ๋านี่แทบจะคลานเมื่อเดินขึ้นห้องของมัน

วันนี้เป็นวันที่สองของการทำงาน ตอนนี้ลูกพี่ลูกน้องกำลังนั่งทำงานเดิมคือตรวจเอกสารเก่าอยู่ในห้องทำงานของคุณกวิน ต้นกล้ามีสีหน้าคร่ำเคร่งหลังจากประชุมช่วงเช้า พักทานข้าวแล้วมาลุยงานช่วงบ่ายต่อ

“ไอ้จ๋าโว้ย”

“..” เหม่อ “ไอ้จ๋า”

“...” ลอย

“ไอ้จ๋าโว้ย”

“ครับๆ ลูกพี่เรียกไอ้จ๋ามีอะไรครับ”

“เป็นอะไรวะเรียกตั้งนานไม่ตอบ”

“เอ่อ อ้าวเหรอครับ ไอ้จ๋าขอโทษครับ แค่คิดอะไรเพลินไปหน่อย”

“คิดถึงบ้านเหรอวะ” ต้นกล้าถามเสียงอ่อนลงเพราะเห็นสีหน้าของไอ้จ๋าที่มีท่าทางอมทุกข์ เหมือนไม่มีความสุขกับการมากรุงเทพครั้งนี้ แล้วเขาก็พลอยคิดมากเพราะตัวเองเป็นคนชวนแกมบังคับให้มันมาด้วย

“ก็นิดหน่อยครับลูกพี่”

“เออ เดี๋ยวก็ได้กลับแล้วน่า”

“ครับ” ไอ้จ๋าตอบรับเสียงเบาเพราะปัญหาที่มียังค้างคา แถมมันยังทำอะไรจากที่นี่ไม่ได้ หากไม่ได้กลับบ้านไปเร็วๆ นี้ ไม่รู้ว่าคนทางโน้นจะเป็นยังไง ที่แน่ๆ คงไม่สบายใจพอกันกับการหายไปเฉยๆ ของไอ้จ๋า ครั้นจะโทรหาก็ให้ติดสัญญาของว่าที่พ่อตาที่ตกลงกันไว้ ทั้งที่อยากโทรไปอธิบายใจจะขาดแต่มันก็ต้องหักห้ามใจ ลูกผู้ชายอย่างไอ้จ๋าพูดคำไหนก็ต้องเป็นคำนั้น รับปากไปแล้วก็ต้องทำให้ได้แม้ต้องคิดมากแทบตายก็ตามเถอะ เฮ้อ

ต่อจ้า....

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo


“อะไรวะ”

“เปล่าครับลูกพี่”

“นี่ฉันเอาแกมาทรมานด้วยหรือเปล่าวะเนี่ย”

“เปล่าๆ ครับลูกพี่ ไอ้จ๋าไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ ” ต้นกล้าละสายตาจากกองเอกสารตรงหน้ามาจ้องไอ้จ๋าตาขวาง ทั้งดุทั้งกดดัน ด้วยมั่นใจแล้ว ว่าไอลูกน้องคนสนิทต้องมีเรื่องหนักอกหนักใจอะไรบางอย่างแน่นอน

“พูด! “

“คือ..” ปึง! “คือ ไอ้จ๋า...” แล้วไอ้จ๋าก็เล่าเรื่องข้อตกลงที่มันทำเอาไว้กับเถ้าแก่สิน เพื่อพิสูจน์หัวใจของมันที่ต่อน้ำส้มให้ต้นกล้าฟังอย่างละเอียด โดยไม่มีช่วงไหนตกหล่นแม้แต่นิดเดียว หลังจากที่ลูกพี่ทุบโต๊ะทำงานเสียงดังบังคับให้มันคายเรื่องหนักใจ จนต้องมานั่งถอนหายใจเฮือกๆ แบบนี้

“โหย ดีนะที่พ่อเขาไม่เอาปืนมาไล่ยิงเอาน่ะ ทำอะไรไม่รู้จักคิด” ต้นกล้าชี้หน้าด่าหมายถึงตอนที่ไอ้จ๋าขอจูบน้ำส้มในรถที่จอดอยู่หน้าบ้าน

“ก็ตอนนั้นใครจะไปทันคิดเรื่องนั้นล่ะครับลูกพี่ คนมันคิดถึงอะ”

“แล้วเป็นไงล่ะทีนี้”

“ก็อย่างที่โอ้จ๋าบอกนั่นแหละครับ ยังไม่ได้คุยกันเลยตั้งแต่วันนั้น” เสียงของไอ้จ๋าหงอยลงไปโข ซ้ำหน้าดำๆ ของมันยังซึมจนน่าสงสาร

“เอางี้ดิ แกโทรไม่ได้เดี๋ยวฉันโทรเอง”

“ไม่ได้หรอกครับลูกพี่ อย่านะครับ”

“อ้าว ทำไมจะโทรไม่ได้วะฉันไม่ได้ไปสัญยิงสัญญาอะไรกะเถ้าแก่ด้วยนี่หว่า แค่โทรหาน้องหานุ่ง”

“แต่มันก็เกี่ยวกันอยู่ดีถ้าลูกพี่พูดถึงไอ้จ๋า มันจะผิดข้อตกลงนะครับลูกพี่”

“เฮ้ออออ แกนี่น้า”

“ว่าแต่ลูกพี่เถอะเดี๋ยวก็..อุบ”

“เดี๋ยวก็อะไรวะ”

“เปล่าครับเปล่า ไม่มีอะไร”

“แกจะพูดดีๆ หรือให้โบกหัวก่อนวะ เดี๋ยวปั๊ดโบกจริงๆ ซะหรอก” ต้นกล้ายกแฟ้มเอกสารหนาหนักขึ้นเล็งไปที่หัวไอ้ลูกน้องคนสนิท เพื่อบังคับให้มันคายเรื่องทุกเรื่องที่รู้ออกมาให้หมด

“เอ่อ..”

“...?”

“ลูกพี่รีบทำงานเถอะครับ จะได้เสร็จจะได้รีบกลับ”

“เออๆ งั้นแกเอานี่ไปเลย” แฟ้มตั้งใหญ่อีกตั้งถูกผลักมาวางตรงหน้าไอ้จ๋า ที่มันรับมาเปิดดูเนือยๆ เพราะไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่าง

เฮ้ออ ปึง! แต่ผ่านไปยังไม่ทันถึงห้านาทีด้วยซ้ำ แฟ้มเอกสารหนาหนักในมือของต้นกล้าก็ถูกวางลงบนโต๊ะทำงานอย่างแรงจนไอ้จ๋าที่อยู่ในชุดใหม่หล่อมีสไตล์กว่าทุกวันสะดุ้ง

“อะ อะไรครับลูกพี่”

“ไม่ทงไม่ทำมันแล้วฉันว่าเราโดนคุณพ่อแกล้งแล้วว่ะจ๋า” เราซะที่ไหนล่ะครับลูกพี่คนเดียวเถอะ ไอ้จ๋าไม่ได้พูดออกมาหรอก มันทำเพียงแค่คิดในใจ คิดแล้วก็ให้รู้สึกสำนึกผิดอยู่ลึกๆ แต่เพื่อตัวลูกพี่เองมันต้องเงียบปากให้ได้ ถึงยังไงมันก็ยังรักและเทิดทูลลูกพี่สุดใจขาดดิ้นเหมือนเดิม

“ไม่ทำก็ไม่เสร็จนะครับลูกพี่”

“ที่ไม่ทำไม่ใช่เพราะขี้เกียจนะโว้ย แต่เพราะมันไม่มีอะไรให้ทำต่างหาก งานนี้มันทำเสร็จไปแล้วยังเอามาให้ทำอีก นี่มันแกล้งกันชัดๆ ไปลุก “

“ไปไหนครับ”

“ไปห้างส่องสาวดิอยู่ให้โง่เหรอ หึๆ ” ไอ้จ๋าอ้าปากค้างมองตามลูกพี่ที่เปิดประตูแล้วเดินออกจาห้องทำงานหน้าตาเฉย มันอึ้งไม่รู้ว่าอึ้งเพราะต้นกล้าไม่ยอมทำงานที่ได้รับมอบหมายหรืออึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน ส่องสาว อืม....ลูกพี่ของไอ้จ๋านี่แน่จริงไรจริง

“ไอ้จ๋ามา”

“ครับๆ ไปเดี๋ยวนี้ครับ”



%%%%%%%%%%%



“นี่แกจะมาบ่อยไปแล้วนะ บ้านนี้มีเจ้าของนะเว้ยไม่ใช่สวนสาธารณะ”

“สวัสดีครับ” เด็ดเดี่ยวยกมือไหว้ทักทายคุณกวินเมื่อชายหนุ่มมาถึงแต่เช้าเหมือนเมื่อวาน เพื่อแวะมาคุยกับคุณยายหรือใครก็ตามที่สามารถให้ข่าวเขาเกี่ยวกับต้นกล้าได้ แต่กลับเจอคุณกวินที่ท่าทางดูเหมือนว่ามาดักรอเขาอยู่หน้าบ้าน เหมือนกับรู้ว่ายังไงเขาก็ต้องมา และเขาก็มาจริงๆ ด้วยความตั้งใจ

“เอากองไว้ตรงนั้นล่ะฉันไม่รับ เอาจริงๆ ก็รังเกียจนะหอบขึ้นรถแกกลับบ้านไปด้วยเลยก็ดี” เด็ดเดี่ยวเม้มปากเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ตัวเองยิ้มกับท่าทางของผู้สูงวัยกว่าตรงหน้า ที่ดูเหมือนกับว่าจะไม่ชอบเขาเอามากๆ แต่ถึงแม้ว่าคำพูดจะฟังดูร้าย ท่าทางของคุณกวินกลับไม่ได้จริงจังเท่าไหร่นัก นั่นทำให้เด็ดเดี่ยวรู้สึกมีความหวังอยู่มากพอสมควร แต่..เอ๊ะ! หรือว่าเขาจะคิดเข้าข้างตัวเองมากเกินไปวะ

เด็ดเดี่ยวก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม เพราะหากคุณกวินเห็นคงเป็นเรื่องแน่ ดีไม่ดีว่าที่พ่อตาอาจจะหาว่าเขาเสียมารยาทที่หัวเราะขำผู้ใหญ่ แบบนี้ได้โดนข้อหาลามปามเป็นแน่แท้ เดี๋ยวงานใหญ่จะเสียเอาได้ ชายหนุ่มตีหน้าให้นิ่งอย่างคนที่สงบเสงี่ยมเจียมตัวแล้วเงยหน้าขึ้น สองมือประสารไว้ด้านหน้าท่าทางเรียบร้อย

“มองหน้าฉันแกมีปัญหาหรือไง”

“เปล่าครับ”

“แล้วมีอะไรทำไมไม่พูดวะ มองหน้านิ่งๆ แบบนี้มันหาเรื่องนี่หว่า”

“ผมเปล่านะครับผมขอโทษ” คนมันอยากจะพาลคนก็จะหาเรื่องมาพาลได้ทุกเรื่อง แค่ฝ่ายตรงข้ามหายใจก็มีปัญหาได้แล้ว แต่ก่อนที่เด็ดเดี่ยวจะถูกแขวะถูกว่าโดยว่าที่พ่อตาไปมากกว่านี้ สวรรค์ก็ประทานความช่วยเหลือมาให้เขา

“นึกว่าใครมาพ่อเดี่ยวนั่นเอง ไปไหนมาล่ะลูก”

“สวัสดีครับ พอดีผมแวะมาเยี่ยมครับ เอามะพร้าวน้ำหอมสดๆ จากสวนมาให้ด้วยนะครับ”

“มาแต่เช้าเลยนะเนี่ย กินข้าวกินปลามาหรือยังล่ะ”

“เอ่อ.. ยังครับ”

“ไปๆ งั้นเข้าบ้านก่อนเดี๋ยวแม่จะหาให้กิน”

“เอ่อคุณอาครับ”

“แม่สิจ้ะ อาทำไม”

“น้องนภา! ” คุณกวินเรียกภรรยาเสียงเข้ม แต่พอภรรยาสุดที่รักหันกลับมามองพร้อมรอยยิ้มหวาน ท่าทางขึงขังไม่พอใจก็อ่อนลงมาก แม้จะยังทำเสียงเข้มอยู่ก็ตาม

“อะไรคะคุณพี่” คุณนภาตอบรับเสียงหวานไม่แพ้รอยยิ้ม

“เรามีลูกชายคนเดียวนะได้ข่าว”

“อู๊ย! รับพ่อเดี่ยวเป็นลูกอีกคนจะเป็นไปล่ะ ลูกพี่กำนันก็เหมือนลูกเรานั่นแหละได้มั้ยพ่อเดี่ยว”

“ผมยินดีครับ” เด็ดเดี่ยวยิ้มกว้างตอบรับอย่างเต็มใจและมีความหวัง

“เห็นมั้ยคะไปเถอะลูกเดี๋ยวแม่หามื้อเช้าให้กินนะจ้ะ” คุณนภาบอกสามีแล้วหันมาหาเด็ดเดี่ยวบอกอย่างเอ็นดู มือคล้องแขนชายหนุ่มพาเดินขึ้นบ้าน ผู้เป็นสามีอย่างคุณกวินได้แต่มองตามอย่างไม่ค่อยชอบใจนักแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ซึ่งเอาจริงๆ แล้วเธอก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย ที่ให้เด็ดเดี่ยวเรียกแม่นั้นเพราะ ใจอยากแกล้งคุณกวินที่เอาแต่แขวะชายหนุ่ม มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ใครก็เรียกกันเพราะความนับถือแบบนี้ได้อยู่แล้ว เธอเห็นคุณกวินสามีมักจะคอยตั้งแง่และมีท่าทางไม่ชอบชายหนุ่ม ซึ่งนั่นก็คงเป็นเพราะเรื่องสมัยหนุ่มๆ ที่คุณกวินกับกำนันอาจหาญไม่กินเส้นกันก็เท่านั้นเอง

“พรุ่งนี้วันพระนี่ครับคุณยาย”

“ใช่จ้ะ ทำไมเหรอ”

“คุณยายจะไปวัดหรือเปล่าครับ ถ้าไปผมขอมารับนะครับ” นั่นไม่ใช่คำถามที่ชายหนุ่มต้องการถาม แต่ยังไม่สบโอกาสที่จะเข้าประเด็นที่ตัวเองต้องการ เมื่อเด็ดเดี่ยวจัดการกับข้าวต้มกุ้งมื้อเช้าที่คุณนภาจัดหามาให้แล้ว ชายหนุ่มก็มานั่งคุยกับคุณยายที่นั่งรับลมอยู่ชานบ้านมุมโปรด เป็นมุมที่เย็นสบายเปิดโล่งหลังคาสูง ล้อมรอบด้วยลูกกรงไม้สลักลาย ปลายยอดไม้ยืนต้น ทั้งลำไย มะม่วงที่ปลูกไว้รอบตัวบ้านให้บรรยากาศดีลมอ่อนพัดมาเย็นสบายน่านอน ยิ่งหมอนกับฟูกนั่งเล่นที่จัดเอาไว้ยิ่งพาให้อยากหลับมันเดี๋ยวนั้น

“เอาสิดีเหมือนกันนะ”

“ครับ ว่าแต่..”

“ว่าแต่อะไรล่ะ”

“คือ..”

“เป็นอะไรไปพ่อเดี่ยววันนี้อ้ำๆ อึ้งๆ มีอะไรจะพูดกับยายก็พูดเลยนะไม่ต้องเกรงใจ” จะให้เด็ดเดี่ยวถามออกมาตรงๆ อย่างที่ใจคิดได้อย่างไร ว่าหากเขากับต้นกล้าจะลองคบหาดูใจกันอย่างเปิดเผย คุณยายจะรับได้หรือเปล่า ชายหนุ่มเป็นห่วงเหลือเกิน ห่วงความรู้สึกของคนแก่ หากไม่ใช่เพศเดียวกันเขาคงไม่คิดมากขนาดนี้ เด็ดเดี่ยวกลัวว่าคุณยายซึ่งเป็นคนรุ่นเก่าอาจจะรับเรื่องอย่างนี้ไม่ไหว หนำซ้ำต้นกล้ายังเป็นลูกชายคนเดียวของบ้าน ขืนบอกไปตรงๆ เกิดคุณยายเป็นลมหรือหัวใจวายขึ้นมาเขาจะทำอย่างไร หนักใจ หนักใจเหลือเกิน คุณยายครับผมขอโทษ

เด็ดเดี่ยวมองหน้าคุณยายประไพศรี ที่กำลังรอฟังอย่างไม่รู้จะพูดออกมาแบบไหน ที่จะไม่ทำให้คนแก่ตกอกตกใจจนช็อก อยากบอกอยากพูดอกมาตรงๆ เหลือเกิน แต่จนแล้วจนรอดก็ยังใม่พูดออกมา เพราะคิดว่าคนรุ่นเก่าอย่างคุณยายนั้นคงรับไม่ได้แน่นอน ขนาดพ่อกำนันยังต้องขอเวลาทำใจ แล้วคุณยายที่แก่กว่าจะไม่หนักไปกว่านี้อีกหรือ ชายหนุ่มลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ หวังจะผ่อนคลายความหนักหน่วงที่อยู่ในอก แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย เมื่อคืนก็นอนคิดทั้งคืน ว่าจะจัดการกับเรื่องนี้ยังไงดี ไหนจะความรู้สึกของคุณยายกับคุณอานภา ไหนจะคุณกวินที่คอยขัดขวางไม่ให้เขาเข้าใกล้ลูกชายของตัวเอง เหมือนกับรู้ว่าเขาคิดเกินเลย เฮ้อ..

“มีเรื่องไม่สบายใจเหรอลูก” สายตาอ่อนโยนเอื้อเอ็นดูปนความห่วงใยถูกส่งมาให้ เมื่อคุณยายประไพศรีโน้มตัวมาข้างหน้าถามชายหนุ่มรุ่นหลานอย่างเป็นห่วง ถึงแม้ว่าเด็ดเดียวจะบอกว่าไม่มีอะไร แต่คนแก่ที่ผ่านและเห็นโลกมามากมายทำไมจะดูไม่ออก ว่าคนหนุ่มตรงหน้ากำลังมีเรื่องให้คิดหนัก

“เปล่าครับคุณยาย ว่าแต่วันนี้คุณยายจะทำอะไรครับ” เด็ดเดี่ยวเปลี่ยนเรื่องเพื่อดึงคุณยายออกห่างจากความหนักใจของเขา เอาจริงๆ ก็ไม่อยากทำให้คุณยายสังเกตเห็นอะไรมากไปกว่านี้หรอก เพราะเขาเองไม่อยากโกหกนั่นแหละ เท่านี้ก็แสดงออกมามากเกินไปจนคุณยายต้องถามแล้ว

“คนแก่จะทำอะไรได้ล่ะลูก นอกจากดูต้นไม้ใบหญ้าที่ปลูกเอาไว้ไปวันๆ “

“วันไหนว่างๆ เดี๋ยวผมจะพาไปดูงานเกษตรดีกว่ามั้ยครับ”

“แนะไม่ต้องมาเอาใจยายหรอก จะเอายายไปเป็นภาระทำไม” คุณยายว่ายิ้มๆ ไม่จริงจังนัก

“ไม่เป็นภาระเลยครับ ผมเต็มใจ และ.....” และอื่นๆ อีกมากมายที่ไอ้หนุ่มนั่นมันช่างสรรหาเรื่องราวต่างๆ มาคุยกับแม่ยายของเขาได้เป็นวรรคเป็นเวรอยู่นานสองนาน จากเช้าก็ล่วงเลยมาจนสาย มันก็ยังคุยจ้อไม่หยุด คุณกวินที่ป้วนเปี้ยนหยิบนั่นจับนี่ ทำนั่นทำนี่อยู่แถวนั้นเพื่อลอบสังเกตก็เห็นมันยังคุยได้ตลอด ไม่รู้หาเรื่องอะไรมาคุยนักหนาไม่ยอมกลับบ้านตัวเองไปสักที ใจอยากเดินเข้าไปไล่ให้รู้แล้วรู้รอด เพราะมันรกหูรกตาเขาเหลือเกิน แต่แม่ยายของเขาก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดคุยกับมันนี่สิปัญหาใหญ่ ทำให้คุณกวินได้แต่แอบมองแล้วกัดฟันอย่างหงุดหงิด ไม่มีงานมีการทำบ้างหรือไงวะ

จนกระทั่ง....

“เทอมนี้ผมหยุดสอนครับคุณยาย หรือไม่งั้นก็อาจจะหยุดยาวเลย” รวยนักหรือไงวะงานการนึกอยากหยุดก็หยุดนึกอยากทำก็ทำ

“ดีแล้วล่ะ จะได้ไม่ยุ่งมาก แล้วงานที่ไร่เป็นยังไงบ้างล่ะ”

“ก็เหมือนเดิมครับ แต่ปีนี้ผมซื้อที่เพิ่มอีกห้าร้อยไร่คงวุ่นสักพักล่ะช่วงแรกๆ ” ไอ้ขี้คุย! คุณกวินฮึดฮัดไม่อยู่สุขแอบแขวะชายหนุ่มในใจพาลคิดไปว่าเด็ดเดี่ยวกำลังคุยโม้โอ้อวดจนกระทั่งชายหนุ่มพูดขึ้นมาอีกครั้ง ความหงุดหงิดฮึดฮัดในใจคุณกวินถึงได้บางเบาเบาบรรเทาลงบ้าง

“วันนี้ผมคงต้องขอตัวกลับก่อนล่ะครับคุณยาย” เออน่าจะไปตั้งนานแล้วคุยโม้อยู่ได้

“จ้ะ วันหลังแวะมาคุยกับยายอีกนะ” เอ้าคุณแม่ไปชวนมันทำไม ไม่มาก็ช่างหัวมันสิ ไม่ได้ดั่งใจเขยรักเลย

“ครับผมลาล่ะครับ” เออเร็วๆ เลยจะไปไหนก็รีบไปเลย คุณกวินค่อนแคะในใจแต่พอนึกได้ว่าเด็ดเดี่ยวต้องเดินผ่านตรงที่เขากำลังยืนแอบอยู่เลยรีบหลบ แต่พอหันกลับมาเท่านั้นแหละ ร่วงท้วมของชายวัยกลางคนต้องสะดุ้งโหยงอย่างตกใจ เพราะหันมาเจอเข้ากับสายตาดุของภรรยาสุดที่รัก ที่จ้องมองอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ มาตั้งแต่เมื่อไหร่วะ ไหนบอกเดินไปคุยกับแม่แจ่มใจที่บ้านโน้น

“น้องนภา”

“คุณพี่มายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้คะ”

“เปล่าจ้ะ”

“..”

“พอดีว่าจะเข้าไปคุยกันคุณแม่ เห็นคุยกับไอ้หนุ่มนั่นอยู่เลยไม่อยากไปขัดจังหวะน่ะจ้ะ”

“แต่แอบฟังตั้งนานนี่นะ”

“พี่เปล่านะจ๊ะ”

“คุณแม่ครับ” คุณกวินสะดุ้งอีกรอบที่ได้ยินเสียงของเด็ดเดี่ยวเรียกคุณนภามาจากข้างหลัง

“จ้ะพ่อเดี่ยวจะกลับแล้วเหรอ”

“ครับ พอดีจะแวะไปดูที่อีกแปลง” คุยอีกแล้วไอ้ขี้คุย คุณกวินเหลือบมองเด็ดเดี่ยวมุมปากแบะออกน้อยๆ อย่างหมั่นไส้ที่ชายหนุ่มเอาแต่พูดเรื่องที่ตรงโน้นซื้อใหม่ตรงนี้ ชาวบ้านนี่ก็ขยันเอามาขายให้มันเสียจริงๆ เดี๋ยวไปกว้านซื้อบ้างมันซะเลยนี่

“ขยันจังเลยนะลูก ขับรถดีๆ ล่ะ”

“ครับลาล่ะครับ”

“ไม่ต้องลามากหรอกจะไปไหนก็รีบๆ ไปเลยไป”

“คุณพี่คะ”

“สวัสดีครับ ไปจริงๆ แล้วครับ” เด็ดเดี่ยวลงเรือนไปแล้วโดยมีสายตาสองคู่มองตามต่างความรู้สึก คุณนภามองอย่างชื่นชมในความเอาการเอางานของชายหนุ่ม ในใจคิดอยากมีลูกสาวจะได้จับคู่ให้เสีย ผู้ชายแบบนี้แหละพ่อของลูก ส่วนคุณกวินนั้นมองแล้วแบะปาก ในใจตะโกนไล่หลังคนหนุ่มบอกว่าวันหลังไม่ต้องมา



%%%%%%%%%%%%%



“ไงล่ะซึมไปเลยนะแก”

“พี่คำแพง! ”

“เป็นยังไงล่ะทีนี้ เชื่อฉันตั้งแต่แรกก็ไม้ต้องมานั่งซึม ชะเง้อมองทางคอยืดคอยาวอย่างนี้หรอก” ตาสวยของน้ำส้มเหลือบไปมองทางที่มีรถวิ่งผ่านไปมาอีกครั้งอย่างไม่ตั้งใจ เมื่อได้ยินพี่สาวพูดขึ้นมา ใบหน้าหวานดูเศร้าสร้อยอย่างเห็นได้ชัด ขอบตาที่เริ่มแดงมีน้ำเอ่อขึ้นมา แต่ก็เพียงไม่นานเพราะเจ้าตัวหันไปอีกทางแล้วกระพริบถี่ๆ เพื่อไล่ให้มันกลับเข้าไปข้างในเหมือนเดิม

นับตั้งแต่วันที่ข้อตกลงเริ่มขึ้นจนถึงวันนี้ ไอ้หมาหน้าดำที่เฝ้าคิดถึงก็ยังไม่เคยโผล่หัวมาเลยสักครั้ง น้ำส้มถูกพี่สาวค่อนขอดและยุแยงทุกวันแต่ก็ยังมานั่งรอ หวังว่าเดี๋ยวอีกคนก็คงจะมาอย่างที่บอก แต่ผ่านไปสามวันแล้ว! ไอ้จ๋าก็ยังเงียบเหมือนกับว่ามันได้หายเข้ากลีบเมฆไปแล้วยังไงอย่างนั้น อยากโทรหาแต่ก็ติดสัญญาที่ให้ไว้กับพ่อ ไม่เกี่ยวกับสัญญาที่ไอ้จ๋าทำไว้กับเถ้าแก่สิน แต่เป็นสัญญาระหว่างพ่อลูกที่น้ำส้มจำยอมรับปาก เพราะมั่นใจในตัวคนรักว่ายังไงก็ไม่มีวันทิ้งกันแน่นอน มาวันนี้น้ำส้มเริ่มหวั่นใจ ความเจ็บปวดที่เคยมีอยู่ลึกๆ จึงแสดงผลออกมาทางแววตาเศร้าสร้อยและร่างกายที่ดูอ่อ่นล้า

“นี่ฉันถามอะไรแกหน่อยสิ” คำแพงยิ่งน้องเศร้าก็ยิ่งพอใจ นอกจากจะคอยมาสมน้ำหน้าแล้วยังคอยถามนั่นถามนี้อยู่ตลอด

“ถามอะไร”

“แกได้กันหรือยัง”

“พี่คำแพงได้กันอะไรทำไมถามอย่างนี้ล่ะ” น้ำส้มนั่งบีบมือตัวเองไม่ชอบคำถามของพี่สาว แต่คำแพงยังทำหน้าตาเฉยแล้วถามต่อ

“เอ้าไหนว่าคบเป็นแฟนกันล่ะ แฟนกันมันก็ต้องมีเรื่องอย่างว่าสิจริงมั้ย”

“ไม่มีหรอก”

“แสดงว่ายังไม่ได้กัน” น้ำส้มไม่ชอบสิ่งที่พี่สาวพูดแต่ก็ไม่ได้ตอบโต้ เพราะไม่อยากให้เรื่องมันวุ่นวายไปมากกว่านี้ คำแพงคงไม่ยอมจบไม่ยอมลงง่ายๆ แน่ และก็จริงเพราะแทนที่พี่สาวจะเลี่ยงไปทำงานของตัวเอง กลับยังอยู่และส่งเสียงเจื้อยแจ้วตอกย้ำให้น้ำส้มเจ็บปวด

“นี่ล่ะน้าอย่างที่ฉันเตือนไปแล้ว ตุ๊ดอย่างแกผู้ชายที่ไหนเขาจะเอาจะอยากได้จริงๆ จังๆ ล่ะวะ ถ้าเป็นผู้หญิงกับผู้ชายมันก็ยังมีหวังกว่านี้ แต่นี่อะไรถึงแกจะเป็นตุ๊ดแต่ก็ยังมีไอ้นั่นห้อยโตงเตงอยู่นะยะ มันก็ผู้ชายกับผู้ชายดีๆ นี่เอง ถึงแกจะสวยยังไงผู้ชายมันก็ต้องเอากับผู้หญิงวันยังค่ำรึเปล่าวะ”

“ส้มขึ้นห้องก่อนนะพี่คำแพง”

“นี่ๆ ฉันรู้ว่าแกรับไม่ได้ ยังไงแกก็เป็นน้องฉันอย่าโง่ ผู้ชายมันไม่เอาจะไปเสียเวลารอมันทำไม” น้ำส้มไม่ตอบคำพี่สาวแต่ลุกขึ้นแล้วเดินก้มหน้าเลี่ยงขึ้นห้องตัวเองไป โดยมีสายตาของพี่สาวจิกมองตามพร้อมกับแบะปากยิ้มอย่างสมเพชแกมสะใจ สมใจที่สุด

ร่างบอบบางสั้นสะท้านเพราะความรู้สึกที่อัดแน่นเจ็บหน่วงอยู่ในหัวใจ แม้น้ำส้มจะพยายามอดทนและอดกลั้นมากแค่ไหน ใจที่หวั่นไหวอยู่แล้วก็เป็นฝ่ายชนะอยู่ดี เปิดประตูเข้ามาในห้องทิ้งร่างลงบนที่นอน พื้นที่ด้านหนึ่งเต็มไปด้วยตุ๊กตาสีชมพูน่ารัก ใบหน้าสวยซบลงกลางอกของตุ๊กตาตัวโปรดที่ตั้งชื่อให้ว่าจ๋า น้ำส้มกอดมันแน่นเหมือนต้องการที่พึ่งพิง ร่างบอบบางสะอื้นเงียบๆ โดยไม่มีน้ำตาไหลออกมา เพราะความอัดอั้นที่บีบอัดอยู่ในหัวใจ จนกระทั่งรู้สึกถึงสัมผัสเบาๆ ที่ไหล่จึงค่อยหันกลับมามอง

“พ่อ” เถ้าแก่สินไม่ได้พูดอะไรเมื่อลูกคนเล็กโผเข้าสู่อ้อมกอดที่เขาอ้ารับ ชายวัยกลางคนเพียงลูบผมนิ่มอย่างแผ่วเบา แต่ยังคงเงียบไร้เสียงปลอบโยนให้คลายเศร้า มีเพียงความเข้าใจที่ส่งผ่านมาทางอ้อมกอดและมือกร้านที่ลูบปลอบ

น้ำส้มกอดพ่อแน่นอย่างคนที่ต้องการที่พึ่งพิง ตาสวยค่อยๆ ปิดลงพร้อมกับหยดน้ำใสๆ หยดเล็กๆ ที่ตกลงมา แก้มนวลอาบด้วยสายธารแห่งความเจ็บปวดที่เจ้าตัวยากจะอดกลั้นเอาไว้ได้อีกแล้ว ต่างฝ่ายต่างเงียบน้ำส้มไร้ซึ่งคำพูดตัดพ้อ ทำเพียงแค่กอดพ่อแน่นเงียบๆ และระบายความรู้สึกทุกอย่างออกมาผ่านหยดนำใสๆ ที่ไหลริน

เถ้าแก่สินเจ็บปวดยิ่งนักเมื่อแก้วตาดวงใจต้องมาร้องไห้เสียน้ำตาอย่างนี้ ชายวัยกลางคนรู้สึกผิดหวังในตัวไอ้จ๋าเป็นอย่างยิ่ง ทั้งที่วันนั้น มันทำให้เขาเห็นถึงความมุ่งมั่นในแววตาของมัน และเถ้าแก่สินก็แอบพอใจอยู่ลึกๆ แต่วันนี้ทำไมมันกลับไม่ใช่ เขามองคนผิดไปหรือ ผิดไปจากความเป็นจริงที่ได้เห็น แต่ถึงอย่างนั้นเถ้าแก่ก็ยังพยายามมองโลกในแง่ดี เพราะยอมรับว่าลูกของตัวเองเป็นแบบนี้ มันจึงยากที่จะหาคนมาจริงใจด้วยได้ง่ายๆ เขาไม่เสียใจที่ทำข้อตกลงแบบนั้นกับไอ้จ๋า แล้วยังมาบังคับให้น้ำส้มสัญญาบางอย่าง โดยเอาความรักของลูกที่มีต่อตัวเอง มาเป็นข้อต่อรองให้น้ำส้มสัญญาว่าจะทำตาม และยิ่งได้เห็นว่าลูกทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้อย่างเคร่งครัดแล้วต้องมานั่งเสียใจ คนเป็นพ่อยิ่งเจ็บปวดรวดร้าวในอก ได้แต่ปลอบทั้งลูกและปลอบตัวเองว่าดีแล้วที่ได้เห็นธาตุแท้ของคนที่เข้าหาแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะต้องเสียใจไปมากกว่านี้ เถ้าแก่สินรู้ว่าตัวเองคงรับไม่ได้หากลูกจะเป็นแค่ของเล่นของตายของใคร เขาจึงต้องทำทุกอย่างเพื่อปกป้องความรู้สึกของลูกให้มากที่สุด

“ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวอะไรๆ มันก็ดีขึ้นเอง” เถ้าแก่สินเลี่ยงที่จะพูดถึงไอ้จ๋าและเรื่องที่ลูกสาวคนโตพูดกับน้อง น้ำส้มพยักหน้าตอบก่อนที่จะผละจากอ้อมกอดอบอุ่นช้าๆ ด้วยไม่อยากให้พ่อเห็นน้ำตาแล้วไม่สบายใจ ร่างบอบบางก้มหน้าจนคางชิดอก เพื่อเช็ดน้ำตาตัวเองเงียบๆ

ความเจ็บปวดของลูกกรีดร้าวลึกเข้าไปถึงก้อนเนื้อในอก มันยากเหลือเกินที่คนเป็นพ่อจะไม่ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้ แต่เถ้าแก่สินก็ปล่อยและนั่งมองภาพที่น้ำส้มเช็ดน้ำตาให้ตัวเองเงียบๆ โดยไม่ทำหรือพูดอะไร เพราะอยากให้ลูกเข้มแข็งด้วยตัวเอง

“พรุ่งนี้ไปธุระกับพ่อนะ” น้ำส้มพยักหน้ารับคำพ่ออีกครั้งจากนั้นเถ้าแก่สินก็ออกจากห้องไปเงียบๆ หยดน้ำตาหายไปหมดแล้วเหลือไว้เพียงก้อนสะอื้นที่ตีขึ้นมาเป็นช่วง น้ำส้มนอนกอดจ๋าตุ๊กตาตัวโปรดจนเผลอหลับไปเพราะความเพลีย


100% ล่ะจ้า มาอีกทีอาจจะวันเสาร์เด้อ

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2314
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

พ่อสินคิดถูกแล้ว  พาไปบุกบ้านไอ้จ๋าสิ แล้วก็จะพบว่า ไอ้จ๋าไปกรุงเทพฯ กับลูกพี่ และปฏิบัติตามคำสัญญาอย่างเคร่งครัด  จึงเป็นที่มาของความโศกเศร้าของลูกคนเล็ก  อิอิ

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8260
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +140/-6

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo



กรุ่นไอดิน กลิ่นไอรัก24 คำสารภาพจากใจต้นกล้า



และแล้วเวลาแห่งการรอคอยก็มาถึง ไม่รู้ว่าพากันรออะไร แต่อย่างน้อยทั้งต้นกล้าและไอ้จ๋าก็เหมือนกำลังรอนั่นแหละ เมื่อต้นกล้าตัดสินใจกลับมาบ้านทุ่งดอกจาน เพราะรู้แน่แล้วว่างานด่วนที่คุณกวินผู้เป็นพ่อบอกให้กลับมาจัดการนั้น มันไม่ใช้งานด่วนจริงๆ แต่เป็นการกลั่นแกล้งที่เหมือนกับว่า ฝ่ายคุณพ่อแค่ไม่ต้องการให้ต้นกล้าอยู่ที่บ้านทุ่งดอกจานเท่านั้น ต้นกล้าไม่รู้เหตุผลว่าเพราะอะไร ส่วนไอ้จ๋าเมื่อรู้เรื่องการตัดสินใจของลูกพี่ใหญ่มันก็ไม่รอช้า รีบเก็บของทุกอย่างลงกระเป๋าทั้งของตัวเองและของลูกพี่โดยไว ในเช้าวันที่สี่ของการมากรุงเทพนั่นเอง และทั้งสองไม่ได้บอกใครว่าจะกลับด้วย

เครื่องบินโดยสารสายการบินดังพาลูกพี่ใหญ่กับลูกน้องคนสนิทมาถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย เพราะต้นกล้าไม่ให้บอกใครว่ากลับมา ไอ้จ๋าจึงบ่นนิดหน่อยเมื่อไม่มีคนมารับที่สนามบิน

“ถ้าให้ลูกพี่เดี่ยวมารับคงดีนะครับลูกพี่”

“แล้วจะให้เขามารับทำไมล่ะวะ”

“อ้าวก็ไอ้จ๋านึกว่าลูกพี่คิดถึงอยากเห็นหน้ากันเร็วๆ นี่ครับ”

“โว๊ะ พูดมากนะแกออกไปเรียกแท็กซี่เลยไป”

“ครับๆ ” ไอ้จ๋ารีบวิ่งออกมาหารถโชคดีที่มีแท็กซี่มาส่งผู้โดยสารมันเลยเรียกให้ไปส่ง ต้นกล้าเจรจาเหมาให้แท็กซี่ไปส่งถึงบ้าน แต่แท็กซี่ไม่เอาเพราะไกลเกินจึงส่งได้แค่ขึ้นรถทัวร์ แต่กระนั้นก็จ่ายค่าโดยสารไปพอสมควรจนไอ้จ๋าถึงกับบ่นกะปอดกะแปดน่ารำคาญ

“เอาเปรียบผู้โดยสารจริงๆ “

“เออน่าแค่วันเดียว”

“มันก็เกินไปนะครับลูกพี่ มาส่งแค่นี่เองคิดตั้งหลายบาท”

“เออแค่นี้เองไง น่า..อย่าบ่นมากเลย หรือแกไม่รีบกลับไปหาใครวะ”

“ลูกพี่ก็รู้อยู่แล้วนี่ครับ” ไอ้จ๋ายอมรับไม่มีอิดออดจนต้นกล้าคิดว่าตั้งแต่มันเปิดตัวก็ออกตัวแรงทุกเรื่องเลยว่ะ

“เออๆ เดี๋ยวก็ถึงนั่นไงรถมาแล้วขึ้นคันนี้หรือเปล่าวะ”

“ใช่ครับ คันนี้ล่ะขึ้นเลยครับลูกพี่” ไอ้จ๋าแบกกระเป๋าเป้ทั้งของตัวมันเองและของลูกพี่ขึ้นไหล่ ดันให้ต้นล้าขึ้นรถทัวร์ไปก่อน แล้วมันจึงตามขึ้นไป

“เป็นอะไรของแกวะจ๋าร้อนรน”

“ไอ้จ๋าเปล่าครับ”

“ใจเย็นน่าเดี๋ยวก็ได้เจอกัน”

“ครับๆ ” แม้ว่าไอ้จ๋าจะรับคำลูกพี่แต่มันก็ยังอยู่ไม่สุขเหมือนเดิม เดี๋ยวชะเง้อข้ามแถวเก้าอี้ไปมองทางข้างหน้า เดี๋ยวก็ส่องหน้าต่างดูข้างทางจนต้นกล้าชักหงุดหงิดมันเข้าให้แล้ว ใจจริงเขาเองก็อยากจะกลับให้ถึงบ้านเร็วๆ เหมือนกันแต่คงพูดออกมาไม่ได้มาก เดี๋ยวไอ้ลูกน้องคนสนิทมันจะได้มีเรื่องแซวยันปีหน้าแน่ๆ

“นั่งดีๆ หน่อยสิวะ”

“ก็ไอ้จ๋าอยากให้ถึงเร็วๆ นี่ครับ”

“ถึงแกจะชะเง้อคอยืดคอยาวอยู่แบบนี้มันก็ไม่ทำให้ถึงเร็วขึ้นหรอกน่า” ต้นกล้าปรามไอ้จ๋าเพราะท่าทางอยู่ไม่สุขของมันทำให้เขารำคาญ “เออ ว่าแต่ไปถึงอำเภอแล้วเราจะเข้าบ้านยังไงวะจ๋า”

“ก็ต้องนั่งรถสองแถวสิครับลูกพี่ แต่ถ้ารถไม่มีเดี๋ยวไอ้จ๋าโทรบอกไอ้ว่าวมารับก็ได้ครับ”

“งั้นแกโทรบอกไอ้ว่าวออกมารอเลยดีกว่าว่ะ”

“แหมลูกพี่อยากกลับให้ถึงบ้านเร็วๆ ด้วยใช่มั้ยล้า”

“เออสิฉันขี้เกียจนั่งรอรถนี่หว่า”

“ไม่ใช่เพราะคิดถึงอยากกลับไปเห็นหน้าใครบางคนเร็วๆ หรอกนะครับลูกพี่”

“มากไปแล้วแกรีบๆ โทรเลย”

“ฮ่าๆ ครับๆ ” ไอ้จ๋าหัวเราะพอใจ มือก็ล้วงเอาพี่ฮีโร่โทรศัพท์คู่ใจออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วกดโทรออก แต่..

“ไม่ติดเหรอวะ”

“ครับไอ้ว่าวมันปิดเครื่อง”

“เอาแล้วไง ทำไงล่ะทีนี้”

“เดี๋ยวค่อยโทรอีกทีครับ”

“อืมเอางั้นก็ได้” เพราะนั่งติดหน้าต่างต้นกล้าจึงหันหน้าออกไปยังทางที่ไม่มีใบหน้าเหรอหราของไอ้จ๋าให้เห็น เพื่อให้ลมเย็นๆ ตีหน้าเล่น เขาหลับตาลงเพื่อพักสายตาลมเย็นที่ตีเข้ามาแรงๆ ทำให้ต้นกล้ารู้สึกดีขึ้นมาบ้าง รถทัวร์ระหว่างจังหวัดวิ่งไปเรื่อยๆ ในความเร็วพอสมควรแต่ก็ไม่เกินที่กฎหมายกำหนด



หลังจากรับคุณยายประไพศรีไปวัดแต่เช้าเพื่อทำบุญ เด็ดเดี่ยวก็รู้สึกดีและสบายใจขึ้นมาบ้างพอสมควร แม้ว่าจะยังไม่กล้าถามอะไรเกี่ยวกับต้นกล้าจากคุณยายมากนัก แต่อะไรที่หน่วงๆ อยู่ในใจก็เหมือนจะบรรเทาเบาบางลงไปมาก ส่งคุณยายกลับบ้านแล้วเขาก็รีบตรงดิ่งเข้าไปทำธุระที่ตัวจังหวัดทันที เสร็จธุระแล้วก็รีบกลีบบ้านโดยไม่แวะโอ้เอ้ที่ไหนให้เสียเวลาเลย ตอนนี้ชายหนุ่มกำลังตั้งใจขับรถ เพราะบนทางหลวงสายสำคัญอย่างถนนมิตรภาพที่มีทั้งรถยนต์ทั่วไป รถประจำทางทุกขนาด และที่สำคัญคือรถบรรทุกวิ่งกันอยู่ตลอดเวลา ความระมัดระวังจึงถูกนำมาใช้มากเป็นพิเศษ ชายหนุ่มขับแซงรถทัวร์ที่วิ่งระหว่างจังหวัดผ่านตัวอำเภอที่เขาอยู่ เหลือบตาขึ้นมองบนรถเล็กน้อยอย่างเบื่อหน่าย แต่ก็ต้องกลับมาสนใจทางข้างหน้าเหมือนเดิม เร่งเครื่องยนต์แซงผ่านรถทัวร์ไปแล้ว แวะไปทำธุระให้พ่อที่ตัวอำเภอต่อ กว่าจะเสร็จก็ใช้เวลาเกือบชั่วโมง แต่ขณะที่กำลังจอดรถแวะซื้อของบางอย่าง สายตาก็เหลือบไปเห็นใครบางคนที่คิวจอดรถสองแถว ใครบางคนที่เขาไม่คิดว่าจะได้มาเจอที่นี่



“เบลอไปแล้วหรือไงวะเรา” เด็ดเดี่ยวกดลงที่หัวตาช่วงระหว่างคิ้วของตัวเอง แล้วนวดลงมาเรื่อยๆ ตามสันจมูกโด่ง เพื่อไล่ความเมื่อยล้าของสายตาที่มองต่ำ คิดว่ามันเป็นไปไม่ได้เลยที่ใครคนนั้นจะมานั่งเอ้อระเหยลอยชายอยู่ตรงนี้ ใครคนนั้นที่เขาเฝ้าพร่ำเพ้อคิดถึงเช้าเย็นค่ำยันดึก ยังไงมันก็เป็นไปไม่ได้หรอก แต่ถึงจะปลอบตัวเองอย่างนั้นก็ยังไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองให้แน่ใจ เพราะกลัวว่าตัวเองจะผิดหวัง ใครคนนั้นที่นั่งอยู่คนเดียวเพียงลำพังอาจจะเป็นเพียงแค่การมโนของตัวเอง



เด็ดเดียวถอนหายใจเมื่อคิดได้ว่าตัวเองคงคิดถึงใครอีกคนมากจนเบลอ แต่สุดท้ายก็อดใจไม่ได้ที่จะไม่จะเงยหน้าขึ้นมองจุดนั้นอีกครั้ง บนม้าหินอ่อนมีชายหนุ่มร่างสูงโปร่งนั่งเอนหลังพิงโต๊ะหินอ่อนด้วยท่าทางสบายๆ อยู่ ถึงแม้ว่าจะเป็นใบหน้าเพียงซีกข้างเดียว แต่เด็ดเดี่ยวก็เห็นได้ถึงความหล่อน่ารักแบบหนุ่มเกาหลี ที่สาวๆ กำลังนิยม เขากระพริบตาถี่ๆ เพื่อให้สายตาปรับให้สามารถมองเห็นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น แม้ว่ามันจะชัดเจนอยู่แล้วก็ตาม ภาพนั้นยังคงมีอยู่เหมือนเดิมไม่ได้หายไปไหน คนที่เขาคิดถึงทุกวัน คนที่เขาคิดถึงสุดหัวใจนั่งอยู่ตรงนั้น และคำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวตอนนี้คือ ต้นกล้ามานั่งอยู่ตรงนี้คนเดียวได้ยังไง แล้วไอ้จ๋าที่บอกว่าไปด้วยกันไปไหนทำเขาไม่เห็นมัน

สองขาไวกว่าสมองสั่งการ เมื่อเด็ดเดี่ยวเดินข้ามถนนเหมือนคนสติไม่อยู่กับตัว เหมือนความเลื่อนลอยนำพาให้ชายหนุ่มเดินเข้าไปหาคนที่อยู่ในสายตา โดยไม่สนใจมองว่าจะมีรถขับผ่านไปมาหรือไม่ โชคดีที่ตอนนี้ถนนว่างไม่อย่างนั้นคงได้เกิดอุบัติเหตุเป็นแน่แท้



“ต้นกล้า” ของพี่ เด็ดเดี่ยวเรียกเสียงแผ่วและต่อประโยคนั้นในใจ เมื่อชายหนุ่มก้าวขาเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แววตาของเขามีความลิงโลดยินดี แต่สีหน้าเหมือนไม่เชื่อสายตาตัวเอง ว่าคนที่เฝ้ารอด้วยความคิดถึงจะมานั่งอยู่ตรงนี้ ตอนนี้และเดี๋ยวนี้ ใช่เขาเองก็ยังไม่อยากเชื่อว่ามันจะเป็นความจริงไปได้อย่างไร ในเมื่อวันก่อนคุณกวินยังบอกเขาอยู่เลย ว่าต้นกล้าจะไม่ได้กลับมาที่นี่อีกในเร็วๆ นี้ ทำไมตอนนี้เจ้าของร่างสูงโปร่งที่เขาเฝ้าคิดถึงทุกลมหายใจจึงมานั่งอยู่ตรงนี้ได้ ได้โปรดเถอะขออย่าให้มันเป็นเพียงแค่ภาพฝันเหมือนหลายคืนที่ผ่านมา และอย่าให้มันเป็นภาพลวงตาเหมือนเมื่อเช้าที่เขาเห็น ชายหนุ่มไม่อยากบ้าไปมากกว่านี้แล้ว หากว่านี่เป็นภาพที่เขาสร้างเองและจินตนาการขึ้นมา พรุ่งนี้คงต้องทำอะไรสักอย่าง อะไรสักอย่าง อย่างการไปตามอีกคนที่กรุงเทพให้กลับมาจริงๆ แต่ก่อนที่เด็ดเดี่ยวจะคิดว่าตัวเองบ้าไปกว่านี้ ปากก็เปล่งเสียงเรียกออกมาเบาๆ

“ต้นกล้า”

“...” เสียงเรียกที่เด็ดเดี่ยวเปล่งออกมามันคงจะเบามาก จนคนที่ถูกเรียกยังนั่งนิ่งและเฉยอยู่เหมือนเดิม แต่แปลกหากเป็นเพียงภาพฝันหรือภาพลวงตา คนตรงหน้าก็ควรจะหายไปเหมือนทุกครั้ง ทำไมตอนนี้ต้นกล้ากลับยังนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่ได้การล่ะไอ้เดี่ยวคงบ้าไปแล้วแล้วแน่ๆ ไอ้เดี่ยวนี่มึงบ้านผู้ชายไปแล้วหรือยังไงวะ**! ถึงได้เห็นอะไรเป็นตุเป็นตะอย่างภาพลวงตาแบบนี้ เด็ดเดี่ยวด่าให้ความบ้าบอของตัวเองอยู่ในใจ แต่ขาก็ก้าวเดินเข้าหาเรื่อยๆ ดีที่ไม่สะดุดอะไรล้มให้ได้อายเพราะตาเอาแต่จ้องมองภาพชายหนุ่มอีกคนตรงหน้าโดยไม่ดูทาง

หัวใจเต้นแรง นี่เขาไม่ได้หลอกตัวเองหรอกนะว่าภาพตรงหน้าคือความจริง แต่มันจะเป็นความฝันไปได้อย่างไร ในเมื่อยิ่งเดินเข้าใกล้ภาพนั้นก็ยิ่งชัดเจน แต่ก่อนที่จะคิดว่าตัวเองบ้าบอไปมากกว่านี้ เด็ดเดี่ยวต้องยืนยันกับตัวเองว่ามันคือความจริง ชายหนุ่มรวบรวมพลังทั้งหมดที่มีและเปล่งเสียงเรียกคนที่ใจเสน่หาสุดพลัง

“ต้นกล้า!! “

“เด็ดเดี่ยว! “

“ต้นกล้าจริงๆ ด้วย ต้นกล้าของพี่จริงๆ “เด็ดเดี่ยวยิ้มกว้างเดินเข้าหาแล้วโอบร่างอุ่นเอาไว้เต็มอ้อมแขน

“เฮ้ย อะไรวะเนี่ย เด็ดเดี่ยวปล่อยเราก่อนคนมองใหญ่แล้ว” ต้นกล้าดิ้นพยายามขืนตัวออกจากอ้อมกอดของเด็ดเดี่ยว ที่รวบร่างสูงโปร่งไปกอดเอาไว้แน่นมือก็ปัดดันอีกคนออกเป็นพัลวัน

“พี่ดีใจ”

“ปล่อย”

“พี่คิดถึง”

“เด็ดเดี่ยวปล่อยเรา”

“โอ้ย พี่ดีใจจะตายอยู่แล้ว”

“พอ! “

“เอ่อ” เด็ดเดี่ยวชะงักเมื่อต้นกล้าตะคอกเสียงดัง แล้วมองเขาด้วยดวงตาดุดัน ชายหนุ่มหันไปมองรอบๆ ที่ใครๆ ต่างมองมาที่เขาทั้งสองคนเป็นตาเดียวกัน แน่ล่ะสิตรงนี้มันคิวรถสองแถวจากตัวอำเภอไปสู่ตำบลบ้านทุ่งดอกจานเชียวนะ ระยะทางกว่ายี่สิบกิโลเมตรนี้มันต้องผ่านหลายหมู่บ้าน ใครๆ ที่ต้องการใช้บริการรถสองแถวก็ต้องมารอขึ้นรถตรงนี้กันทั้งนั้น แล้วช่วงใกล้เที่ยงอย่างนี้คนยิ่งเยอะกว่าช่วงไหนๆ ทุกคนที่อยู่ใกล้ๆ ต่างก็มองมาที่ต้นกล้าและเด็ดเดี่ยวเป็นจุดเดียวกัน จากนั้นก็เริ่มหันไปกระซิบกระซาบกันเอง เด็ดเดี่ยวส่งยิ้มเขินๆ ไปให้ก่อนจะหันกลับมามองคนที่อยู่ในอ้อมกอด

“อุ้ย! ..ทำไมมองพี่แบบนั้นครับ”

"แล้วจะกอดอีกนานมั้ย “

“อุ้ย..พี่ขอโทษ พี่ดีใจไปหน่อย ต้นกล้ากลับมาแล้วเหรอ”

“ไม่หรอกมั้ง” นับวันเด็ดเดี่ยวยิ่งทำตัวไม่ถูก จากชายหนุ่มมาดนิ่งสุขุมนุ่มลึกกลายเป็นคนที่หลุดมาดได้บ่อยๆ ตั้งแต่ได้เจอหลานชายหัวแก้วหัวแหวนของคุณยายประไพศรีคนนี้

“อ้าวลูกพี่เดี่ยวไปไหนมาครับมาได้จังหวะเหมาะมากเลยนะครับเนี่ย”

“เออ” ไอ้จ๋าที่เด็ดเดี่ยวไม่รู้ว่ามันหายไปไหนมาทักขึ้น ชายหนุ่มจึงตอบไปเพียงสั้นๆ อย่างหมั่นไส้มัน แต่พอไอ้จ๋าพูดขึ้นมาอีกทีเขาแทบเอ่ยขอบคุณมันไม่ทัน

“ว่าแต่จะกลับหรือยังครับ ไอ้จ๋าฝากลูกพี่กล้ากลับด้วยคน” แหมถึงไม่ฝากเด็ดเดี่ยวก็ต้องเอากลับด้วยอยู่แล้ว ให้มันรู้เสียบ้างสิว่าของใครเป็นของใคร

“ไม่ต้องฝากหรอก”

“อ้าว”

“เพราะยังไงฉันก็ต้องพากลับอยู่แล้วโว้ย” ก็คิดถึงออกขนาดนี้ เด็ดเดี่ยวเพียงแต่ต่อประโยคนี้ในใจ ส่วนต้นกล้าที่ได้ยินไอ้จ๋าบอกแล้วก็เอาแต่ยืนเงียบไม่รู้ว่าพอใจหรือไม่กันแน่

“ลูกพี่กลับกับลูกพี่เดี่ยวนะครับ ไอ้จ๋าขอไปจัดการเรื่องทางนี้ก่อน”

“เฮ้ย นี่แกทิ้งฉันเหรอวะ”

“มันจำเป็นลูกพี่ก็รู้นี่ครับ”

“แต่ว่า..เดี๋ยวไอ้ว่าวก็มาแล้วเปล่าวะ”

“ไอ้จ๋ายังติดต่อมันไม่ได้เลยครับลูกพี่เมื่อกี้โทรไปก็ไม่ติด ลูกพี่เดี่ยวครับ ยังไงช่วยไปส่งลูกพี่กล้าให้ถึงบ้านด้วยนะครับ”

“ได้ไม่ต้องเป็นห่วง” ไม่ต้องเป็นห่วงกับผีนะสิ ต้นกล้าต่อในใจเมื่อได้ยินที่ไอ้จ๋าบอกฝากฝังเขาไว้กับเด็ดเดี่ยว แม้ว่าเขาจะเป็นลูกพี่ที่มันนับถือสุดใจขาดดิ้น แต่ได้เที่ยวมาฝากฝังเขาไปกับคนนั้นคนนี้เหมือนเขาเป็นเด็กห้าขวบ มันก็ให้รู้สึกหงุดหงิดได้เหมือนกันนะเว้ย แม้ว่าคนที่มันฝากฝังให้เขาไปด้วยจะเป็นคนที่เขาอยากจะไปด้วยก็ตามเถอะ

“ตามนี้นะครับลูกพี่ ไอ้จ๋าจะได้ไปทำธุระสักที” ต้นกล้ารู้ดีว่าธุระของไอ้จ๋าคืออะไร ใจอยากให้ไอ้ลูกน้องคนสนิทกลับไปพร้อมกันก่อน แต่ดูท่าทางร้อนรนของมันซ้ำยังยืนยันว่าภารกิจนี้รอไม่ได้อีกแล้ว เขาจึงจำยอมและแอบเอาใจช่วยให้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดีอยู่ลับๆ

“ถ้ากลับก็โทรบอกละกันเดี๋ยวฉันออกมารับอีกรอบก็ได้ ไปกันเถอะครับต้นกล้าเดี๋ยวพี่พากลับบ้าน” เด็ดเดี่ยวบอกไอ้จ๋าแล้วหันมาบอกต้นกล้า มือคว้าเข้าที่ข้อมือเล็กแล้วดึงพาไปยังทิศทางที่รถจอดรออยู่ โดยมีไอ้จ๋ามองตามด้วยสายตาที่หลากหลายในความรู้สึก ทั้งโล่งใจที่ลูกพี่ไม่ต้องนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ให้หัวฟู ทั้งเป็นห่วงหากคนที่บ้านอย่างคุณกวินเห็นว่าเป็นใครที่ไปส่ง เรื่องคงจะจบไม่สวยแน่ ไหนจะเรื่องที่พากันหนีงานกลับมาก่อนอีก ที่ไอ้จ๋าไม่อยากเดาเลยว่ามันจะต้องโดนบ่นมากแค่ไหน สำหรับต้นกล้าอาจจะไม่เท่าไหร่ แต่สำรับไอ้จ๋ามันรู้ตัวเองดีว่าต้องโดนบ่นหลายรอบแน่ ถึงแม้ว่างานที่ได้รับมอบหมายจะเป็นงานที่ไม่เป็นชิ้นเป็นเท่าไหร่ก็เถอะนะ

ต่อจ้า...

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo


ไอ้จ๋าเดินออกจากตรงนั้นตรงไปยังจุดหมายปลายทางที่มันตั้งใจเอาไว้แล้ว ว่าวันนี้ยังไงก็ต้องเข้าไปก่อนให้ได้ ไม่ว่าเจ้าของบ้านจะต้อนรักหรือไม่ก็ตาม เพราะมันรู้ตัวเองดีว่าการหายไปเฉยๆ ตั้งสามวันอย่างนั้นอาจจะทำให้เถ้าแก่สินคิดว่ามันไม่เอาถ่านหรือถอดใจไปแล้วก็เป็นได้ แต่ด่านแรกที่คิดว่าจะได้เจอกับไม่ใช่ว่าที่พ่อตาอย่างที่หวังเอาไว้ เพราะ...

“แกมาทำไม”

“ผมมาหาเถ้าแก่”

“มีธุระอะไร”

“ผมมีธุระกับเถ้าแก่”

“พ่อฉันไม่อยู่ แกกลับไปได้แล้วและไม่ต้องมาที่นี่อีก” ไอ้จ๋ามองหน้าหญิงสาวที่ยืนขวางทางเข้าบ้าน ซึ่งทางนี้เถ้าแก่เป็นคนบอกมันเองว่าถ้าหากมันมาช่วยงานก็ให้เข้าไปได้เลย แต่ตอนนี้มีร่างสมส่วนที่แต่งตัวสุดหวือหวาวับๆ แวมๆ ของคำแพงขวางเอาไว้อยู่

“ผมมาช่วยงานตามที่ตกลงกับเถ้าแก่เอาไว้”

“อย่าหน้าด้านตั้งแต่วันแรกที่แกไม่มาวันนี้แกก็ไม่มีสิทธิ์มาแล้ว”

“เถ้าแก่ไม่ได้สั่งว่าต้องมาวันไหน ผมจะมาวันนี้ก็ย่อมได้”

“แก! “เป็นความจริง ที่เถ้าแก่สินบอกเอาไว้ ว่าจะมาวันไหนก็ได้ มาก็ได้เจอหน้าน้ำส้มหากไม่มาก็ไม่ได้เจอและไม่มีข้อตกลงอื่นนอกเหนือจากนี้ หากไอ้จ๋าจะมาวันนี้ก็ไม่ผิด จะผิดก็ตรงที่มันเล่นหายไปเฉยๆ โดยไม่บอกกล่าวก่อนทำให้คนรอต้องรออย่างเจ็บปวดนี่แหละ

“ผมขอตัว” ไอ้จ๋าเหวี่ยงกระเป๋าเป้ขึ้นสะพายไหล่กำลังจะเดนเลี่ยงเข้าไป แต่คำแพงก็ขยับมาขวางเอาไว้อย่างไม่ยอม จนไอ้จ๋ามองตอบตาขวาง แต่ด้วยเห็นว่าเป็นหญิงและเป็นพี่สาวของน้ำส้ม มันจึงได้แต่ยืนมองนิ่งๆ ก่อนจะบอกขอทาง

“ขอทางด้วยครับ”

“ฉันไม่ให้แกเข้าไป ห้ามมาที่นี่อีก”

“ผมจะไม่มาที่นี่ก็ต่อเมื่อน้ำส้มเป็นคนบอกว่าไม่ให้ผมมา”

“แม้แต่พ่อฉันก็สั่งแกไม่ได้หรือไง”

“เถ้าแก่คงมีเหตุผลพอ และผมมีเหตุที่จะมาอธิบายให้เถ้าแก่ฟัง”

“ไม่ฉันไม่ให้แกเข้า”

“ขอทาง” ไอ้จ๋าบอกเสียงเข้มพร้อมกับทำท่าจะเดินแทรกเข้าไป คำแพงก็ขยับมากันเอาไว้อย่างไม่ยอมเช่นกัน

“ไม่”

“ผมขอดีๆ แล้วนะ”

“ฉันสั่งแกห้ามเข้ามา”

“หลีก”

“ไม่ แกนั่นแหละถอยไป”

“หลีกทางผม”

“อะไรกัน! ” ขณะที่ไอ้จ๋ากำลังจะหมดความอดทนอยู่แล้ว เสียงเข้มที่ฟังดูมีอำนาจก็ดังขึ้นข้างหลังของคำแพง หยุดการโต้เถียงของทั้งสอง เมื่อเจ้าของเสียงเดินมาไอ้จ๋าจึงยกมือไหว้อย่างอ่อนน้อม

“สวัสดีครับเถ้าแก่ ผมมาช่วยงานตามที่ได้ตกลงกันไว้”

“อืม ไม่ช้าไปหน่อยเหรอ”

“ผมขอโทษครับ พอดีมีธุระด่วนต้องลงกรุงเทพ กลับมาผมก็ตรงมานี่เลย” เถ้าแก่ลอบสังเกตไอ้จ๋าตั้งแต่หัวจรดเท้าและกระเป๋าเป้ท่าทางหนักเอาเรื่องที่มันสะพายอยู่บนไหล่

“อืม” เถ้าแก่ตอบเพียงเท่านั้น สายตามองตามไอ้จ๋าที่มันมองเข้าไปทางหลังบ้านเหมือนกำลังมองหาใคร ก่อนจะหันมาหาเถ้าแก่สินอีกครั้ง

“วันนี้จะให้ผมทำอะไรครับ”

“เข้าไปข้างในสิ”

“ครับ”

“พ่อ! ..พ่อจะให้มันเข้าไปทำไมมันมาช้าตั้งหลายวันนะ”

“ไม่เป็นไรนี่” ยังไงมันก็มาแล้วเพราะไม่ได้บอกตั้งแต่แรกว่ามันต้องมาทันที เถ้าแก่ไม่สนใจเสียงโวยวายของคำแพง เดินนำไอ้จ๋าเข้าไปยังส่วนหลังบ้าน ซึ่งเป็นโกดังเก็บของและวันนี้ไอ้จ๋ามีหน้าที่ทำความสะอาดและจัดระเบียบของต่างๆ ให้เรียบร้อย โดยมีเถ้าแก่สินมองอยู่ห่างๆ และสายตาไม่พอใจของคำแพง

ไอ้จ๋าตั้งใจทำงานที่ได้รับมอบหมาย โดยเริ่มจากการจัดของที่วางระเกะระกะ กระสอบปุ๋ยที่เรียงไม้เป็นระเบียบ และของอื่นๆ ที่ดูเหมือนว่าจะเพิ่งมีการนำมาส่งและยังไม่ได้จัดให้เข้าที่ ซึ่งกลายเป็นหน้าที่ของไอ้จ่าที่มันต้องทำเองทั้งหมด ตาก็คอยชะเง้อมองหาร่างบอบบางของคนที่คิดถึง เพราะตั้งแต่มาจนทำงานเหงื่อท่วมตัว เสื้อเชิ้ตตัวใหม่ที่ลูกพี่ซื้อให้เปียกชุ่ม แต่ก็ยังไม่ได้เห็นใบหน้าหวานๆ ของยัยส้มเน่าที่มันเอาแต่คิดถึงทุกลมหายใจเข้าออก ไอ้จ๋ามองหาคอยืดคอยาว แต่ก็ยังไม่เห็นอีกคนสักที เลยกลับมาตั้งใจทำงานต่อจนถึงเวลาพัก มันดื่มน้ำเย็นๆ ที่เถ้าแก่ให้แม่บ้านเตรียมมา แต่ก่อนจะกลับไปทำงานอีกก็เห็นแม่บ้านคนเดิมถือถาดอาหารเดินผ่านไปมันจึงเรียกเอาไว้

“ป้าครับ”

“พ่อหนุ่ม ว่าไงลูกหิวหรือเปล่าทำงานเหงื่อท่วมเชียว ในโกดังมันร้อนหน่อยนะ”

“ครับไม่เป็นไรครับ ว่าแต่ ใครไม่สบายเหรอ” ไอ้จ๋าถามพลางเหล่ตามองที่ถาดอาหารในมือแม่บ้าน ที่มีถ้วยข้าวต้มไอร้อนลอยกรุ่นพร้อมแก้วน้ำและถ้วยยาจัดเอาไว้อย่างดี ในใจให้รู้สึกห่วงคนที่ยังไม่ได้เห็นหน้ากันตั้งแต่มาถึง

“อ๋อนี่นะเหรอของหนูส้มน่ะเป็นไข้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว” หัวใจของไอ้จ๋ากระตุกวาบเมื่อได้ยิน เพราะห่วงว่าอีกคนจะเป็นอะไรมากหรือเปล่า

“น้ำส้มเป็นอะไรมากมั้ยครับป้า เอ่อ ผมขอโทษครับ” เพราะป้าแม่บ้านคนนี้เป็นคนที่เถ้าแก่สั่งให้จับตาดูไอ้จ๋าเอาไว้ แต่นางก็ไม่ได้รู้รายละเอียดอะไรมากนักหรอก เพราะเถ้าแก่เพียงแค่สั่งให้นางมาดูไอ้จ๋าทำงานบ้างเท่านั้น แต่เป็นตัวมันเองนั่นแหละที่ยังยึดมั่นในข้อตกลง เมื่อเผลอถามถึงน้ำส้มมันจึงรีบขอโทษเพราะเป็นการละเมิดข้อห้าม

“ดีขึ้นมากแล้วล่ะ ว่าแต่พ่อหนุ่มขอโทษป้าเรื่องอะไรล่ะ”

“ไม่มีอะไรครับ”

“ถ้าไม่มีอะไรงั้นป้าเอาข้าวไปให้หนูส้มก่อนก็แล้วกัน”

“ครับ” แม่บ้านสูงวัยเดินขึ้นบ้านไปแล้ว แต่ไอ้จ๋ายังมองตามจนคอยืดคอยาว ใจของมันนั้นลอยขึ้นไปหาคนที่นอนอยู่บนห้องเรียบร้อยแล้วเพราะความเป็นห่วง ไอ้จ๋าถอยกลับมาทำงานที่ได้รับมอบหมาย แต่บางครั้งก็อดไม่ได้ที่จะมองขึ้นไปยังทิศทางที่เป็นห้องของน้ำส้มที่อยู่บนชั้นสาม ห้องที่มันเคยขึ้นไปแล้ว ห้องที่อบอวนไปด้วยกลิ่นหอมหวานละมุนละไม ห้องที่มีใครบางคนที่มันกำลังเป็นห่วงนอนเป็นไข้อยู่

ไอ้จ๋าอยากรู้อาการอยากเห็นหน้า เพราะตั้งแต่มาก็ยังไม่ได้เจอกัน หรือน้ำส้มจะเป็นไข้หนักจนออกจากห้องไม่ได้ หรือน้ำส้มจะลุกไม่ไหว ไม่รู้ไปทำอะไรมาถึงได้ล้มหมอนนอนเสื่อไม่สบายอย่างนี้ ไอ้จ๋าได้แต่คิดเป็นห่วงโดยไม่รู้เลย ว่าสาเหตุหลักก็มาจากตัวมันเองนั่นแหละที่หายเงียบไปดื้อๆ โดยไม่บอกกล่าว เล่นเอาน้ำส้มเป็นห่วงคิดมากจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ร่างกายอ่อนแอที่พักผ่อนไม่เพียงพอบวกกับเจออากาศที่แปรปรวนเข้า น้ำส้มเลยโดนไข้เล่นงานเอาได้นั่นเอง

“หนูส้มลุกขึ้นมากินข้าวกินยาก่อนลูก”

“ส้มไม่หิวฮะป้า เอาวางไว้ตรงนั้นก่อนก็ได้” ส่วนคนที่ไอ้จ๋ากำลังเป็นห่วง เมื่อแม่บ้านเอาข้าวกับยาขึ้นมาให้ก็ยังอิดออดไม่ยอมกินเพราะไม่อยากลุกขึ้นมาทำอะไร ร่างกายมันเหมือนไม่มีแรงหลงเหลืออยู่แล้ว ในใจยังมีความรู้สึกหน่วงๆ เพราะครั้งนี้มันเป็นเหมือนเดิมพันทุกอย่างเพื่อให้พ่อยอมรับ น้ำส้มคิดมากจนไม่สบายร่างกายผ่ายผอมทรุดโทรม

“ไม่หิวก็ต้องกินสิจะได้กินยา เถ้าแก่ก็เป็นห่วงมากเลยรู้มั้ยลูก”

“ส้มรู้ แต่ส้มยังไม่อยากกินจริงๆ ป้าเอาวางไว้ตรงนั้นนะฮะเดี๋ยวส้มลุกไปกินเอง”

“งั้นก็ตามใจนะ แต่ต้องลุกมากินแล้วอย่าลืมกินยาด้วยล่ะ” ทั้งที่นอนหันหลังให้แต่น้ำส้มพยักหน้ารับคำแล้วหลับตาลง ในหัวยังรู้สึกหนักๆ ดีที่อาการดีขึ้นกว่าเมื่อวาน อาการปวดหัวไม่มีและไข้ลดลงแล้ว ใจนึกห่วงคนที่หายไป ทั้งอยากโทรหา อยากเห็นหน้า แต่การหายไปของไอ้จ๋ามันทำให้น้ำส้มต้องคิดใหม่ ว่าความจริงใจที่บอกว่ามีให้กันนั้น มันเป็นเรื่องจริงหรือแค่คำลวงจากลมปาก น้ำส้มไม่กล้าติดสินใจแต่การเงียบหายของไอ้จ๋าทำให้จิตใจที่ว้าวุ่นติดไปได้หลายทาง หากมันยังไม่ตายน้ำส้มก็หวังว่าจะได้รับคำอธิบายจากมัน

‘ส้มต้องทำให้ได้เพื่อตัวเองนะลูก รักกันชอบกันพ่อไม่ว่าแต่อย่าทำให้พ่อเป็นห่วง พิสูจน์ให้พ่อเห็นว่ารักกันจริงทั้งสองฝ่าย เพื่อความสบายใจของพ่อ สัญญาสิว่าจะทำตามที่พ่อบอก’

‘ส้มสัญญาจ้ะพ่อ’

คำที่เคยคุยกับพ่อดังขึ้นมาในหัวของน้ำส้มตลอดเพราะจำมันได้ทุกคำ และพยายามหักห้ามใจอย่างที่สุด ที่จะไม่ผิดสัญญาเพื่อทำให้พ่อเห็นว่าคนที่ตัวเองเลือกคนนี้..เป็นคนที่ไว้วางใจได้ เป็นคนที่พ่อต้องพอใจในที่สุด นั่นมันคือความมั่นใจของน้ำส้มในวันนั้น แต่ตอนนี้น้ำส้มไม่แน่ใจแล้ว และจากที่คิดว่าอยากโทรถามไอ้จ๋าให้รู้เรื่อง เลยติดสินใจเงียบและยอมรับความจริง น้ำส้มคิดว่ายอมเจ็บและจะยอมตัดใจหากอีกคนไม่ต้องการจริงจัง คิดมาถึงตรงนี้ให้รู้สึกเจ็บแปลบในหัวใจ แต่สุดท้ายจากที่คิดว่าไม่มีหวัง ความหวังที่ริบหรี่กลับสว่างวาบขึ้นมา เมื่อแม่บ้านที่คิดว่าออกจากห้องไปแล้วเอ่ยขึ้นเบาๆ

“วันนี้เพื่อนหนูส้มมาช่วยงานที่ร้านด้วยนะ”

“ฮะป้า อะไรนะฮะ” น้ำส้มพลิกตัวกลับมาอย่างรวดเร็วจนเกิดอาการหน้ามืด แต่อยากแน่ใจว่าหูไม่ได้ยินอะไรเพี้ยนไปจึงหันกลับมาถาม

“ป้าบอกว่าวันนี้เพื่อนหนูส้มมาช่วยงานที่ร้านด้วย ตอนนี้ทำความสะอาดโกดังอยู่”

“จ๋า! ”

“ชื่อจ๋าเหรอลูกป้าก็ไม่ทันถามนะ คนที่ตัวโตๆ หัวเกรียนๆ หน้าตาออกกวนหน่อยๆ น่ะ”

“ใช่ฮะป้าเขาชื่อจ๋า”

“อืม ชื่อน่ารักดีไม่เข้ากับตัวแต่พ่อแม่ก็เข้าใจตั้งนะ” น้ำส้มเผลอยิ้มออกมาบางๆ จนกระทั่งรอยยิ้มกว้างขึ้นเรื่อย ตาสวยเป็นประกายวาววับก่อนเจ้าตัวจะกระพริบมันถี่ๆ เพื่อไล่น้ำใสๆ ที่เอ่อคลอขึ้นมาเพราะความปลื้มปีติตื้นตันที่อยู่ในหัวใจ จ๋ากลับมาแล้ว จ๋าไม่ได้ทิ้งส้มไปจริงๆ จ๋ากลับมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าจริงจังกับส้มอย่างที่บอกเอาไว้

“ยิ้มหวานเชียวเพื่อนคนพิเศษแน่ๆ เลยใช่มั้ยเนี่ย ว่าที่ลูกเขยเถ้าแก่ล่ะมั้ง” แม่บ้านวัยกลางคนแซวยิ้มๆ เล่นเอาน้ำส้มอายม้วนจนตัวจะบิดเป็นเกรียวเสียให้ได้ แต่กระนั้นก็ยังไม่วายคิดน้อยใจไอ้จ๋าที่หายไปไม่บอกกล่าว ถึงจะบอกน้ำส้มไม่ได้มาบอกพ่อก็ยังดี

“ลูกขงลูกเขยอะไรกันล่ะฮะป้า ส้มชักหิวแล้ว”

“อ้าว ไหนเมื่อกี้บอกไม่หิว”

“ก็ตอนนี้ส้มหิวนี่ กินข้าวดีกว่า” แม่บ้านวัยกลางคนได้แต่ส่ายหัวให้ลูกคนเล็กของเจ้านาย เมื่อสักครู่ยังทำซึมเหมือนคนไม่มีชีวิตจิตใจอยู่เลย พอบอกว่าเพื่อนชายมาท่าทางซึมๆ นั้นก็หายแล้วหิวขึ้นมาทันที ไม่รู้ว่าหิวจริงๆ หรือหิวแก้เขิน แต่นางก็ดีใจเมื่อเด็กที่นางรักและเอ็นดูเหมือนลูกยิ้มได้หลังจากที่ซึมเศร้ามาหลายวัน

“งั้นหนูส้มกินไปก่อนนะเดี๋ยวป้าไปทำอย่างอื่นรอแล้วจะขึ้นมาเก็บให้”

“ไม่เป็นไรฮะป้าเดี๋ยวส้มเอาลงไปเก็บเอง”

“ได้ไงเราไม่สบายอยู่นะอย่าเพิ่งลงไปเลย”

“แต่ส้มลงไปได้ฮะส้มไม่เป็นไรมากแล้ว”

“งั้นก็ตามใจ ป้าไปก่อนนะกินให้หมดด้วยล่ะ”

“ขอบคุณฮะป้า” เมื่อแม่บ้านออกจากห้องไปแล้วน้ำส้มจึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอกออกมา ตาสวยยังคงมีประกายพร้อมรอยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ที่ห้ามไม่ไหวแล้ว ความรู้สึกดีและความสุขเหมือนเคยมีมันเอ่อล้นกลับมาอีกครั้ง น้ำส้มรีบกินข้าวต้มที่แม่บ้านเอาขึ้นมาให้ตามด้วยยาอีกสองเม็ด แล้วรีบเก็บถ้วยใส่ถาดเพื่อจะเอาลงไปล้างเก็บข้างล่างอย่างกระตือรือร้น

“ไปไหน”

“พ่อ! ”

“เพิ่งดีขึ้นจะไปไหนอีก”

“ส้มจะเอาของลงไปเก็บจ้ะ”

“แล้วแม่บ้านไปไหนทำไมไม่รอเก็บให้”

“ส้มบอกจะเก็บเองจ้ะพ่อป้าแกเลยไปทำอย่างอื่น”

“กลับเข้าไปพักก่อนไปเดี๋ยวพ่อเอาลงไปเก็บให้เอง”

“แต่ส้ม”

“เอามานี่มา” น้ำส้มกำลังจะย่องออกจากห้องลงไปข้างล่าง เผื่อจะได้แอบไปดูไอ้จ๋าที่ทำงานอยู่ในโกดังเก็บของหลังบ้านให้แน่ใจ แต่เถ้าแก่สินผู้เป็นพ่อที่ดูเหมือนจะเพิ่งลงมาจากชั้นดาดฟ้าทักขึ้นเสียก่อน หรือไม่อย่างนั้นพ่อก็คงมาดักอยู่แล้วเพราะรู้ว่ายังไงน้ำส้มก็ต้องลงไปหาไอ้จ๋าแน่นอน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้พูดคุยกันก็ตามเถอะ

“พ่อ..แต่ว่าส้ม”

“พักผ่อนนะลูก ลงไปตากลมเดี๋ยวไข้กลับอีกพ่อเป็นห่วง” น้ำส้มขัดใจแต่ด้วยความที่เป็นเด็กว่านอนสอนง่ายมาตลอด จึงไม่อาจขัดคำของพ่อได้ ยื่นถาดที่ถืออยู่ให้พ่อแล้วถอยกลับเข้าห้องของตัวเองเงียบๆ พร้อมความรู้สึกผิดหวัง แต่ก็ไม่ได้โกธรที่พ่อมาขัดเหมือนรู้ทัน

ฝ่ายไอ้จ๋าที่ทั้งทำงานและคอยชะเง้อหาจนคอยืดคอยาว เพื่อมองขึ้นไปยังทิศทางที่เป็นห้องของน้ำส้ม เผื่อจะได้เห็นอีกคนบ้างแม้เพียงแค่เงาก็ยังดี แต่จนแล้วจนรอดมันก็มองไม่เห็นอะไรแม้แต่เงาของคนที่คิดถึง ทำงานเสร็จได้เวลานั่งพักก็บ่ายคล้อยเข้าไปแล้ว

“งานเสร็จแล้วหรือไง ถึงได้มานั่งโอ้เอ้อยู่ตรงนี้”

“ครับเสร็จแล้ว เถ้าแก่มีอะไรให้ผมทำอีกหรือเปล่าครับ”

“อืม วันนี้พอแค่นี้ก่อน แกกลับบ้านไปได้แล้ว”

“แต่” ไอ้จ๋าเหลือบตาขึ้นมองไปยังทิศทางที่เป็นห้องนอนของน้ำส้มอีกครั้งอย่างเผลอตัว ก่อนจะหันมาบอกเถ้าแก่สิน “ถ้ามีงานอย่างอื่นให้ผมทำก็บอกเถอะครับจะได้ทำให้เสร็จวันนี้เลย” ความจริงก็คือไอ้จ๋ายังไม่อยากกลับไม่อยากไปไหนในตอนนี้ ถ้ายังไม่ได้รู้ว่าอาการของน้ำส้มเป็นอย่างไรบ้าง ครั้นจะถามจากเถ้าแก่ตรงๆ ก็คงไม่ได้เพราะมีเรื่องของข้อตกลงที่ทำกันเอาไว้ มันหวังจะหาข่าวน้ำส้มให้ได้แบบไม่ต้องผิดข้อตกลง แต่ก็คงต้องใช้เวลาอยู่ที่นี่พอสมควรและมันก็หวังจะได้รู้วันนี้ หากกลับไปตั้งแต่ตอนนี้มันคงไม่ได้รู้ข่าว และคืนนี้คงนอนไม่หลับเป็นแน่แท้

“แกอยากทำงาน หรืออยากทำอะไรกันแน่”

“ผมอยากช่วยงานจริงๆ นะครับ”

“ไม่ได้หวังว่าทำตัวขยันแล้วฉันจะยอมรับเร็วขึ้นหรอกนะ”

“ไอ้จ๋าไม่เคยคิดอย่างนั้นเลยครับเถ้าแก่”

“อืมดี เพราะความขยันของแกมันไม่ช่วยอะไรหรอก” ใช่เพราะเถ้าแก่ไม่ได้ต้องการเห็นความขยันของไอ้จ๋าเลยสักนิด สิ่งที่ต้องการเห็นคือความจริงใจอย่างคนที่มีความตั้งใจจริง และมุ่งมั่นยืดมั่นใจสิ่งที่ตัวเองทำมากกว่า

“ครับผมรู้ครับ ว่าแต่..” ไอ้จ๋าเหลือบตาขึ้นมองบนบ้านอีกครั้งก่อนจะรีบหลบสายตาดุๆ ของเถ้าแก่ที่มองมันอย่างจับผิด จริงอยู่ที่เถ้าแก่เคืองที่มันหายไปแล้วทำให้น้ำส้มคิดมากจนไม่สบาย แต่จะโทษไอ้จ๋าเสียทีเดียวก็คงไม่ได้ เถ้าแก่เองก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว เหตุผลและความถูกต้องจึงมาก่อนอย่างอื่นเสมอ

“ว่าแต่อะไรล่ะ”

“เอ่อ..เปล่าครับขอโทษครับ”

“จะกลับเลยมั้ย” ไอ้จ๋าเหลือบตามองนาฬิกาติดผนังเรือนใหญ่ที่บอกเวลาบ่ายสามเข้าพอดี มันยังไม่อยากรีบกลับและเห็นว่ายังไม่เย็นมากจึงขออยู่ต่อ

“ถ้ายังไงผมขอช่วยงานจนถึงร้านปิดนะครับ เผื่อมีลูกค้ามาซื้อของซื้อปุ๋ยจะได้ช่วยยก”

“ตามใจแกก็แล้วกันทางบ้านคงไม่ว่านะ”

“ผมโทรบอกแม่แล้วครับว่าอาจจะกลับค่ำๆ “เถ้าแก่เดินเข้าออฟฟิชของร้านไปแล้ว ทิ้งให้ไอ้จ๋ายืนแหงนหน้าเป็นหมาเห่าเครื่องบินอยู่ที่เดิม สายตามองขึ้นไปยังจุดที่เป็นห้องนอนของน้ำส้มแม้ไม่เห็นหน้าคนได้เห็นหน้าต่างห้องก็ยังดี

ต่อ..

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo


รถกระบะสี่ประตูขับเคลื่อนสี่ล้อคันใหญ่สีขาวสะดุดตา วิ่งมาตามถนนสายหลักจากตัวอำเภอเข้าสู่หมู่บ้าน แต่ก่อนจะถึงบ้านทุ่งดอกจานเพียงไม่กี่กิโลเมตรก็เจอทางแยก ที่สารถีหนุ่มขับเลี้ยวออกไปทันที โดยไม่ถามความสมัครใจของผู้โดยสารเพียงคนเดียวที่นั่งมาด้วยสักคำ ทั้งสองต่างคนต่างเงียบและตกอยู่ในความคิดของตัวเองตั้งแต่ที่ขึ้นรถ ผู้โดยสารหน้าหล่อเกาหลีหันออกไปมองนอกรถตลอดเวลา ในใจปริ่มๆ เอ่อล้นไปด้วยความรู้สึกดีๆ ที่เจ้าตัวต้องปิดบังเอาไว้ให้มิดเพราะไม่อยากให้คนที่คิดถึงตลอดได้ใจ จึงได้เอาแต่มองออกไปนอกตัวรถดูวิวท้องไร่ท้องนาป่าอ้อย ป่ามันไปตามเรื่อง พื้นที่บางแห่งก็เพิ่งปลูกและกำลังเจริญเติบโต บ้างก็โตเต็มที่รอการเก็บเกี่ยวผลผลิต บ้างก็เป็นทุ่งนาเหลืองอร่ามที่มีชาวบ้านบางส่วนกำลังเก็บเกี่ยว สลับกับหมู่บ้านทางผ่านเป็นระยะ

ส่วนชายหนุ่มผู้ทำหน้าที่สารถี ตั้งแต่ขับรถออกมาจากตัวอำเภอจนกระทั่งตอนนี้ ก็ยังไม่ได้พูดอะไรออกมาเช่นกัน เพราะเอาแต่ปลื้มปริ่มกับความสุขที่มันเอ่อล้นท่วมท้นเต็มอก จึงให้ความตั้งใจกับการขับรถด้วยหวังจะพาคนพิเศษไปให้ถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย แม้จะมีบางสิ่งบางอย่างหนักอึ้งอยู่ข้างในเขาจะเก็บมันเอาไว้ในส่วนลึก และทำเป็นลืมไปชั่วขณะ เมื่ออีกคนกลับมาก็เหมือนกับว่าพลังใจของชายหนุ่มได้รับการเติมเต็มจนพองโต เพื่อจะได้พร้อมสู้ศึกกับว่าที่พ่อตาในขั้นต่อไป

“ไปไหนเนี่ย” เป็นครู่นั่นแหละผู้โดยสารหนุ่มหล่อจึงได้สังเกตเห็น ว่ารถถูกเลี้ยวออกมานอนเส้นทาง แทนการขับเข้าหมู่บ้านอย่างที่ควรจะเป็น

“ที่ไหนสักแห่ง”

“ที่ไหนล่ะ”

“ไปถึงต้นกล้าต้องชอบแน่ๆ “

“ถามเราก่อนบ้างเถอะ”

“หึๆ พี่รู้ว่าต้นกล้าอยากไปกับพี่อยู่แล้วน่า”

“เฮ่อ” ต้นกล้าถอนหายใจยาว มันก็เป็นความจริงล่ะนะ ที่เขาเองก็อยากไปกับคนหน้ามึนที่คงความมึนของตัวเองเอาไว้ได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ตั้งแต่เจอกันครั้งแรกจนถึงตอนนี้ แต่จะไปจะมาก็ให้ปรึกษาบอกกล่าวกันก่อนบ้างจะดีกว่าไหม ไม่ใช่อะไรก็ตัดสินใจแทนก่อนตลอดแบบนี้มันไม่ไหวจริงๆ

ทางลาดยางอย่างดีที่รถคันใหญ่กำลังวิ่ง ผ่านไร่นาและหมู่บ้านสุดท้าย และหลังจากผ่านหมู่บ้านสุดท้ายไปแล้วก็เข้าสู่ทางลูกรัง สองข้างทางเป็นป่าโปร่งสลับกับไร่นาบางช่วงของชาวบ้าน จนเส้นทางเริ่มพาขึ้นเขารอบๆ เป็นป่าเต็งรัง ที่ทำให้ต้นกล้าตื่นตาตื่นใจอยู่ไม่น้อย เพราะไม่คิดว่าห่างจากบ้านทุ่งดอกจานเพียงไม่กี่กิโลเมตรจะมีสถานที่อะไรอย่างนี้ บนเขาที่ต้นกล้าเคยทำเพียงแค่มอง บัดนี้ได้ขึ้นมาสัมผัสมันด้วยตัวเอง และในที่สุดรถกระบะคันเก่งก็จอดลงท่ามกลางป่าไม้และหินผา

ต้นกล้ากวาดตามองไปรอบๆ ต้นไม้น้อยใหญ่ท่ามกลางบรรยากาศยามบ่ายที่แดดแรงได้ที่กำลังดี หันไปมองคนที่นั่งฝั่งคนขับก็ถูกมมองอยู่ก่อนแล้ว ด้วยสายตาหวานซึ่งพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ เหมือนกำลังพึงพอใจ สายตาที่ต้นกล้าอยากจะกระโดดลงรถหนีให้มันรู้แล้วรู้รอด มองแบบนี้พามาที่อย่างนี้ หมายความว่ายังไงวะ ทำไมเล่นเอาใจสั่นได้ถึงขนาดนี้ แต่ยังไม่ทันได้คิดอะไรไปไกลกว่านี้ สารถีหนุ่มผู้เงียบมานานก็เอ่ยชวน

“ปะลงไปเดินเล่นกัน”

“แดดเปรี้ยงออกอย่างนี้นี่นะ”

“อืม ลงไปแล้วจะลืมแดดเลยล่ะ ปะ” ไม่รอคำตอบเด็ดเดี่ยวเปิดประตูรถลงไปก่อน ต้นกล้าจำต้องเปิดประตูฝั่งของตัวเองตามลงไปด้วย ความเย็นที่ได้รับจากในรถถูกเปลี่ยนเป็นความร้อนจากแดดภายนอกอย่างรวดเร็ว จนรู้สึกร้อนวูบและแสบผิว รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างครอบลงที่หัวจึงรีบหันหลับไปมอง

“ใส่ไว้จะได้ไม่ร้อนมาก” เด็ดเดี่ยววางหมวกปีกกว้างใบเก่งประจำตัวลงที่หัวทุยๆ ของต้นกล้าจัดให้เข้าที่ ส่วนตัวเขาใส่หมวกสานสีส้มแสบตาเหมือนที่ชาวบ้านใส่ทำงาน “ปะ” ฉวยโอกาสตอนที่ต้นกล้ายกมือขึ้นมาจับหมวกให้เข้าที่จับมือเรียวจูงให้เดินตามไปด้วยหัน

“ไปไหนอีกล่ะมีอะไรน่าสนใจหรือไง”

“ตามมาเถอะแล้วจะชอบ”

“เท่าที่เคยตามๆ ก็ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่เหอะ”

“แต่ก็ไม่ได้ไม่ชอบใช่มั้ยล่ะ”

“ไม่เห็นจะชอบ”

“แต่ทุกอย่างที่เป็นต้นกล้าพี่ชอบหมดเลยนะ” เพราะคนตัวโตเดินนำหน้าต้นกล้าจึงไม่รู้ว่าคนพูดมีสีหน้ายังไงตอนที่พูดออกมา แต่ต้องยอมรับว่ามันทำเอาคนฟังอย่างเขาใจสั่นไปได้เลยทีเดียว ต้นกล้าเผลอบีบมือใหญ่ที่กุมมือตัวเองแน่น เดินก้มหน้าตามแรงจูงไปทั้งที่ใจยังเต้นไม่เป็นส่ำ ครู่หนึ่งผ่านไปคนตัวโตก็หยุดเดิน ต้นกล้ารู้สึกถึงลมเย็นๆ ที่พัดแรงจึงเงยหน้าขึ้นมอง แล้วภาพเบื้องหน้าก็ทำให้หนุ่มหล่อจากเมืองกรุงนิ่งอึ่งไปทันที

“สวยมั้ย”

“..”

“ต้นกล้าครับ”

“เอ่อ ว่าไงนะ”

“พี่ถามว่าสวยมั้ย”

“เออ ก็ดีล่ะ” ต้นกล้าทอดสายตามองภาพเบื้องหน้า ที่สามารถมองเห็นได้ไกลสุดตา พื้นที่ส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยสีเขียวเป็นเนินสูงต่ำสลับกันไป แซมด้วยหมู่บ้านต่างๆ แฝงตัวเป็นกลุ่ม

“ตรงนั้นไงบ้านทุ่งดอกจานของเรา” เด็ดเดี่ยวชี้ให้ต้นกล้าดูกลุ่มหลังคาบ้านที่มองเห็นลิบๆ เหมือนแฝงตัวอยู่ในหุบเขา แท้ที่จริงมันคือพื้นที่เนินใหญ่สลับสูงต่ำ เพราะทั้งสองอยู่บนเขาส่วนภาพเบื้องหน้าคือทิวทัศน์ของพื้นทำการเกษตรสลับกับป่าไม้ สวนยางพาราและหมู่บ้านบางแห่งซึ่งรวมทั้งบ้านทุ่งดอกจานด้วย

“นั่นอะไรน่ะเด็ดเดี่ยวอย่าบอกนะว่า” ต้นกล้าชี้มือไปยังสิ่งก่อนสร้างที่มองจากตรงนี้ สามารถมองเห็นมันได้เป็นเพียงจุดที่เล็กนิดเดียว แต่ก็ยังพอมองออกว่าตรงนั้นมันคือ...

“ก็โรงงานน้ำตาลที่อยู่ตรงทางเข้าตัวอำเภอพอดีไง”

“โห มองเห็นได้จากตรงนี้เลยเหรอ”

“ก็เห็นอยู่มั้ยล่ะ ตอนเราอยู่แถวบ้านเราจะรู้สึกว่ามันไม่สูงมากหรอก แต่จริงๆ แล้วพื้นที่แถวนี้ก็ถือว่าเป็นที่ราบสูงเหมือนกัน ดูสิมันมีเนินสูงต่ำสลับกันอยู่ แต่ตอนที่เราอยู่แถวนั้น เราจะไม่รู้สึกหรอกว่ามันสูงต่ำแตกต่างกันมากขนาดนี้”

“อืม ดูๆ ไปก็สวยดีเหมือนกันนะ เฮ้ย! ”


50%

จ้า

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2314
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

รอดูตอนไม้เบื่อไม้เมาคู่ของว่าที่พ่อตากับว่าที่ลูกเขยปะทะกัน

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8260
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +140/-6

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ wutwit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 211
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-2
มาต่อได้ละคับ คิดถึงละ

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2314
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-1
 :call: :call: :call:

หายนานเกินไปแล้วนะ  ต้นกล้า

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo


ต่อจ้า

“อืม ดูๆ ไปก็สวยดีเหมือนกันนะ เฮ้ย! ” ต้นกล้าร้องอุทานออกมาเสียงดังเมื่อละสายตาจากภาพไกลๆ เบื้องหน้ามามองใกล้เท้าของตัวเอง นั่นจึงทำให้ได้รู้ว่าขณะนี้ทั้งสองกำลังยืนอยู่บนหน้าผาหิน สองขาก้าวถอยหลังในทันทีจนเกือบสะดุดล้ม ดีที่มีคนตัวโตคอยระวังให้อยู่แล้ว หนุ่มหล่อเกาหลีที่เสียหลักจึงเพียงเซเข้าสู่อ้อมแขนของคนตัวโตที่รับเอาไว้อย่างนุ่มนวลและประคองใหนั่งลงด้วยกัน

“นั่งลงก่อน”

“ไม่เอาอะ หวาดเสียว”

“อยู่กับพี่เสียวได้แต่ไม่ต้องกลัว” เด็ดเดี่ยวบอกพลางรั้งร่างสั่นๆ ของต้นกล้าให้นั่งลง

“บ้าไปแล้ว นี่มันหน้าผานะ”

“หึๆ ๆ ใช่ตรงนี้เขาเรียกหน้าผาหิน เป็นจุดชมวิวที่ใครขึ้นมาก็ต้องมายืนตรงนี้กันทั้งนั้น “เด็ดเดี่ยวดึงให้ต้นกล้านั่งลงด้วยกันบนหน้าผาซึ่งเป็นหินก้อนใหญ่และชันมากจนต้นกล้าขาสั่น หากมองลงไปก็จะเห็นแต่ยอดไม้เขียว ถ้าเผลอพลัดตกลงไปคือเละอย่างเดียวเท่านั้น นั่นจึงทำให้คนขี้กลัวอย่างต้นกล้าขาสั่นจนน่าสงสาร เด็ดเดี่ยวนั่งหย่อนเท้าลงที่หน้าผา มีต้นกล้านั่งตัวสั่นเบียดอยู่ข้างๆ จนแทบจะขึ้นไปนั่งบนตั้งกว้างอยู่แล้ว เพราะไม่สามารถลุกไปไหนได้ เมื่อข้อมือถูกยืดไว้ด้วยมือใหญ่ๆ ของคนตัวโต

“มีแค่นี้เหรอ”

“อะไรแค่นี้”

“ก็ที่จะพามาดูไง”

“มีที่อื่นเดี๋ยวพี่พาไป”

“โอ้ยขาสั่น” เด็ดเดี่ยวยิ้มบางๆ มองด้วยสายตาอบอุ่น เมื่อต้นกล้ายอมรับออกมาหน้าตาเฉยว่าขาสั่นแต่ก็ไม่แปลก ตรงนี้มันเป็นหน้าผาโล่งๆ ที่สูงพอสมควร หากจะสั่นหรือกลัวบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา

“สมัยมัธยมพี่มาที่นี่ทุกอาทิตย์เลย ช่วงสอบก็เอาหนังสือขึ้นมาอ่านกันกับเพื่อนๆ บนนี้”

“แล้วได้อ่านมั้ยล่ะ”

“หึๆ ส่วนมากเล่น ลมเย็นๆ พัดมาหน่อยก็พานอนกัน หรือไม่ช่วงหน้าฝนก็พากันเดินข้ามเขาไปฝั่งโน้น มันจะเป็นอีกจังหวัดหนึ่ง”

“ไปทำไมอย่าบอกนะว่าไปเล่นซนกันเฉยๆ “

“เห็นพี่เป็นเด็กซนไปได้ ข้ามเขานี้ไปฝั่งโน้นจะมีน้ำตก ซึ่งต้นน้ำมันก็อยู่บนนี้ที่ไหนสักแห่งนี่ล่ะ สมัยนั้นยังเด็กไม่ได้สนใจอะไรหรอกนอกจากเล่นน้ำ”

“น่าสนุกดีนะ”

“สนุกตั้งแต่เดินไปแล้วล่ะ ทางขึ้นเขาก็มีน้ำไหลสวนลงมาตลอด น้ำใสๆ เย็นๆ เล่นแตะน้ำใส่กัน วิ่งเล่นไล่จับกันกว่าจะไปถึงคือเหนื่อยหอบไปตามๆ กันทั้งกลุ่มมากันเกือบทั้งห้อง”

“ทั้งผู้หญิงผู้ชายเลยเหรอ”

“ใช่”

“คงสนุกมากสินะ”

“ก็สนุกดีเพื่อนสนิทกันทั้งนั้น”

“ใครถามไปถึงโน่นเล่า”

“หึๆ ปะไปทางโน้นดีกว่า” เด็ดเดี่ยวถือโอกาสจับมือต้นกล้าดึงให้ลุกขึ้น แล้วพากันเดินไปอีกทาง ซึ่งเป็นทางเดินเล็กๆ ทั้งสองเดินลัดเลาะไปเรื่อยๆ ผ่านหินก้อนใหญ่รูปทรงแปลกตา ต้นกล้ากวาดตามองไปรอบๆ อดตื่นตาตื่นใจไม่ได้ แม้จะไม่มีอะไรสวยๆ งามๆ แต่หินก้อนใหญ่ๆ รูปทรงแปลกๆ ก็เรียกความสนใจได้อยู่ไม่น้อย ต้นกล้าหมุนตัวมองไปรอบๆ จนสายตาไปหยุดอยู่กับหินก้อนใหญ่ที่ดูเหมือนว่าจะใหญ่ที่สุดในบริเวณนี้เลยก็ว่าได้

“โห นี่อะไรน่ะเด็ดเดี่ยว” ต้นกล้ามองภาพเบื้องหน้าอย่างตื่นเต้นเหมือนไม่เชื่อสายตาตัวเอง เพราะไม่เคยเห็นไม่เคยรู้ว่ามีอะไรแบบนี้มาก่อน หินก้อนใหญ่ทอดตัวยาวพาดขนานไปกับพื้น เหมือนต้นไม้ต้นใหญ่ที่ต้องใช้คนโอบไม่ต่ำกว่าสิบคนล้มตัวลง ต้นกล้าเดินเข้าไปใกล้แหงนหน้ามองจับจ้องไม่วางตา

“ตรงนี้เขาเรียกว่าสะพานหิน ส่วนด้านโน้นจะมีลานหินตั้ง หินพวกนี้เป็นหินทรายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงและค่อยๆ เคลื่อนตัวของเปลือกโลก เลยทำให้เกิดหินรูปร่างแปลกๆ ขึ้นอย่างที่เราเห็นนี่ยังไงล่ะ”

“แปลกมากเราไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อน”

“อยากขึ้นไปบนนั้นมัย”

“ขึ้นได้เหรอ”

“ได้สิ”

“คงไม่พังนะ”

“หึๆ นี่มันหินเลยนะจะพังง่ายๆ ได้ยังไง”

“ไหนบอกหินทราย”

“ก็หินดีๆ นี่เองนั่นแหละลองขึ้นไปดูกันปะ” มือที่จับกันไม่ยอมปล่อยดึงเบาๆ เจ้าของมือเรียวก็เดินตามอย่างว่าง่าย เด็ดเดี่ยวพาต้นกล้าเดินอ้อมไปยังทางที่จะขึ้นไปบนสะพานหิน ซึ่งเมื่อก้าวขึ้นมาแล้วต้นกกล้าจึงเพิ่งนึกได้ว่าตัวเองคิดผิด

“เดี๋ยวๆ เด็ดเดี่ยว อย่างเพิ่งไป”

“ทำไมละ เดี๋ยวพี่จะพาไปตรงกลาง”

“มะ ไม่ไปได้มั้ย”

“ไปเถอะ”

“แต่...” ต้นกล้ามองไปรอบๆ ด้วยท่าทางกล้าๆ กลัวๆ จะให้เดินไปหน้าตาเฉยได้อย่างไร นี่มันสูงอยู่ไม่น้อยเลยนะ ไหนจะเป็นท่อนหินที่ทิ้งตัวลงโดยไม่มีที่ยืดสำหรับเกาะ คนขี้กลัวเลยนึกเสียวสันหลังขึ้นมาทันที “มันสูง” เสียงจะสั่นไปไหน

“มากับพี่ไม่ต้องกลัวจับมือพี่ไว้เหมือนที่พี่จับมือต้นกล้า และพี่จะไม่มีวันปล่อย” ไม่รู้ว่าทำไมคำพูดเพียงเท่านี้ถึงได้ทำให้คนฟังอุ่นวาบไปถึงหัวใจ แม้ว่าขายังสั่นอยู่ก็ตามเถอะ

“แต่..มันน่าหวาดเสียวออก”

“เชื่อใจพี่สิ”

“เราไม่เชื่อหรอก”

“เชื่อใจพี่”

“หาเรื่องแกล้งเราตลอดใครจะไปเชื่อลงวะ”

“ดูสิพี่จะแกล้งต้นกล้าได้ยังไงตกลงไปมีหวังเละ”

“เฮ้ยพูดมาได้งั้นเราไม่ไป”

“มาเถอะพี่จับมือต้นกล้าไว้แล้วไม่ต้องกลัว” เด็ดเดี่ยวหันหน้ากลับมาบอกพลางจับมือต้นกล้าดึงให้ไปด้วยกัน โดยที่เขากุมมือทั้งสองข้างของคนขี้กลัวเอาไว้แล้วเดินถอยหลัง ให้ต้นกล้าเดินตาม ตาคมสบตาสวยเพื่อยืนยันให้อีกคนมั่นใจว่าถึงจะชอบแกล้งมากแค่ไหนแต่คงไม่ใช่เวลานี้แน่นอน

เมื่อถึงตรงกลางสะพานเด็ดเดี่ยวดึงให้ต้นกล้านั่งลงข้างๆ กัน วงแขนแกร่งเกี่ยวเอวบางของคนขี้กลัวให้นั่งแนบชิด ต้นกล้ายังตัวสั่นนิดๆ แต่ความอุ่นใจมันมีมากกว่าทั้งสองนั่งหย่อนขาแล้วมองไปข้างหน้า ต่างคนต่างเงียบไปชั่วขณะจนเวลาผ่านไปครู่หนึ่งเด็ดเดี่ยวจึงได้พูดขึ้น

“ต้นกล้า”

“อืม”



%%%%%%%%%%%%%%%%%%%



“ถ้า...” ต้นกล้าหันมามองหน้าเด็ดเดี่ยวที่ใช้ฟันบนกัดริมฝีปากล่างของตัวเองเอาไว้แน่น เมื่อเว้นจังหวะพูดเหมือนกำหลังชั่งใจ คิ้วได้รูปของหนุ่มหล่อเกาหลีเลิกขึ้นเป็นเชิงถามและเหมือนบอกว่ากำลังรอฟัง

“เอ้าพูดมาสิรอฟังอยู่เนี่ย” ต้นกล้าผละตัวออกจากอ้อมแขนของคนตัวโตกว่าเล็กน้อย เมื่อรอแล้วเด็ดเดี่ยวก็ยังไม่พูดอะไรออกมา เว้นไว้แบบนี้มันกระตุ้นความอยากรู้ของกันชัดๆ แล้วยังจะมานั่งเงียบอีก นั่นยิ่งทำให้ต้นกล้าอยากรู้เข้าไปใหญ่ จนกระทั่งเด็ดเดี่ยวถอนหายใจหนักๆ ออกมาอย่างตัดสินใจก่อนจะบอกนั่นแหละ

“ต้นกล้าพร้อมมั้ยถ้าพี่จะบอกเรื่องของเรากับผู้ใหญ่ตรงๆ “เด็ดเดี่ยวตัดสินใจพูดสิ่งที่ต้องการออกมาในที่สุด

“เด็ดเดี่ยว” ต้นกล้าคิดว่าตัวเองตะโกนใส่คนที่นั่งข้างๆ เสียงดัง แต่ที่จริงแล้วเสียงของเขาที่เปล่งออกมาเป็นเพียงแค่เสียงกระซิบแผ่วๆ เท่านั้น เพราะไม่คิดว่าเด็ดเดี่ยวจะพูดเรื่องนี้ขึ้นมา คิดได้ยังไงว่าจะไปบอกผู้ใหญ่ตรงๆ มันเร็วไปไหมต้นกล้ายังตั้งตัวไม่ได้เลยนะ

“พี่มาคิดๆ ดูแล้วเราน่าจะบอกให้ผู้ใหญ่รับรู้ทั้งสองฝ่ายได้แล้ว”

“แต่..”

“ทางพี่ไม่มีปัญหา พี่บอกพ่อไปแล้วสารภาพทุกอย่างแบบแมนๆ ”

“ห๊า! สารภาพทุกอย่าง! “

“ใช่ พี่เป็นลูกผู้ชายพอทำอะไรไว้พี่รับผิดชอบกล้าทำก็กล้ารับ”

“ทุกอย่างเลยเหรอ”

“อืม”

“เด็ดเดี่ยว โอยบ้าไปแล้ว” ต้นกล้ายกมือทั้งสองข้างกุมขมับไม่คิดว่าอีกคนจะทำอะไรรวดเร็วปานนั้น โดยไม่ปรึกษากันก่อนอย่างนี้

“ทำไมล่ะหรือว่าต้นกล้ายังไม่มั่นใจในตัวพี่อีก”

“แต่เรา..” ต้นกล้าก้มหน้าหลบสายตาของคนตัวโต ที่มองมาด้วยสายตาลึกซึ้งเปิดเผยความรู้สึกของตัวเองอย่างไม่มีปิดบังเลยสักนิด แต่เป็นต้นกล้าเองเสียอีกที่ดูเหมือนว่าจะไม่พร้อมเอาเสียเลย บอกผู้ใหญ่อย่างนั้นเหรอ ไม่พร้อมยังไงต้นกล้าก็ยังไม่พร้อมหรอกในตอนนี้

“หรือว่าต้นกล้าไม่แน่ใจในตัวพี่” เด็ดเดี่ยวจับคางเรียวของต้นกล้าดันให้เจ้าตัวหัวหน้ากกลับมามองสบตากับเขา แววตาสวยสั่นไหวเหมือนไม่แน่ใจอย่างเห็นได้ชัด จนเด็ดเดี่ยวเองพลอยสับสนไปด้วย แต่ความมุ่งมั่นที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องมันมีมากกว่า

“มันคงเร็วไปแต่พี่รัก พี่รักต้นกล้า ถึงจะเพิ่งเจอกันแค่วันเดียวพี่ก็มั่นใจที่พูดมันออกมา”

“..”

“ทำไมเงียบล่ะ”

“เรา..”

“จะไม่พูดอะไรเหรอ หรือว่าพี่เร่งรัดมากเกินไป”

“เราไม่รู้เด็ดเดี่ยว เรา..” ต้นกล้ามีแต่ความลังเลสับสน ความมั่นใจที่เคยมีก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่ามันหายไปไหนหมด ยิ่งเมื่อเด็ดเดี่ยวทำท่าทางเหมือนกับเร่งรัดอย่างนี้ ยิ่งทำให้ต้นกล้าลังเลมากยิ่งขึ้นกว่าเก่า แน่ล่ะในใจนั่นน่ะมันตรงกันอยู่แล้ว แต่จะให้เปิดเผยให้ผู้ใหญ่รับรู้ตอนนี้ สำหรับต้นกล้านั้นคิดว่ามันเร็วเกินไป

“ยังไม่แน่ใจอะไรเหรอ” เด็ดเดี่ยวมองหน้าต้นกล้าอย่างค้นหา เมื่อชายหนุ่มได้เห็นความสับสนใจแววตาที่เคยสุกใส ก้อนเนื้อที่เต้นในอกให้รู้สึกเจ็บแปลบๆ แล้วหน่วงแน่นขึ้นมาเหมือนมีอะไรบีบอัดอยู่ข้างใน ต้นกล้าเม้มปากจนจะเป็นเส้นตรงแล้วปล่อยออก ช้อนตาขึ้นมองสบกับตาคม

“เรา..อื้อออ” ด้วยเพราะกลัวจะได้ยินคำที่ไม่อยากได้ยิน เด็ดเดี่ยวประคองแก้มทั้งสองข้างของต้นกล้าแล้วรั้งเข้ามาประกบไว้ด้วยปากอย่างรวดเร็ว จนเจ้าของปากสวยไม่ทันได้ตั้งตัว ความโหยหาเรียกร้องต้องการถูกส่งผ่านเรียวลิ้นกระหวัด ที่ส่งมาเกี่ยวรัดกันอย่างเว้าวอน เด็ดเดี่ยวจูบต้นกล้าอย่างลึกซึ้งเท่าที่เข้าจะทำได้ โดยพยามส่งผ่านทุกความรู้สึกของตัวเองมาพร้อมกับจูบแสนหวานที่ละมุนละไมแต่เรียกร้อง ดีกกรีความร้อนแรงของรสจูบสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามอารมณ์กับความต้องการของทั้งสอง แต่ก่อนที่จะได้อายเจ้าป่าเจ้าเขาไปมากกว่านี้ คนตัวโตก็มอบอิสระให้โดยการผละออกอย่างแสนเสียดาย

เมื่อตาสบตาจึงเห็นถึงความแตกต่าง คนหนึ่งมุ่งมั่นในความคิดและการตัดสินใจของตัวเอง เพราะมั่นใจว่านั่นมันคือสิ่งที่ดีและถูกต้องแล้ว ส่วนอีกคนมีแต่ความสับสนลังเลและไม่มั่นใจ

“ทำไมไม่เชื่อไม่มั่นใจตัวพี่”

“เราเชื่อ”

“ถ้าอย่างนั้น ต้นกล้าก็ไม่เชื่อและไม่มั่นใจตัวเอง”

“..เรา..” ยิ่งต้นกล้ามีท่าทางลังเล ความผิดหวังก็ยิ่งทำร้ายความรู้สึกของเด็ดเดี่ยวให้แย่ลงทุกวินาที เหมือนเรี่ยวแรงที่มีมันค่อยๆ ละลายและหายระเหยไปโดยไม่ทันได้รู้ตัวเสียด้วยซ้ำ ยังดีที่ชายหนุ่มยังสามารถยืนหยัดอยู่ได้ทั้งที่แรงใจแทบไม่มีเหลือ

“พี่ขอโทษ ที่ไม่เคยถามอะไรต้นกล้าตรงๆ เลย” เด็ดเดี่ยวบอกเสียงเบาแต่มันดังแทรกเข้าไปถึงส่วนลึกในใจของต้นกล้าจนรู้สึกแปลบๆ

“เราไม่รู้เด็ดเดี่ยว แต่แน่ใจแล้วเหรอ”

“ต่อให้พูดอีกกี่ครั้งพี่ก็ยืนยันคำเดิม”

“..”

“แม้ว่าตอนี้พี่ชักจะไม่แน่ใจแล้ว” ต้นกล้าเหลือบตาขึ้นมองเด็ดเดียวทันทีที่ได้ยินอีกคนบอกว่าไม่แน่ใจ แต่สิ่งที่เด็ดเดี่ยวพูดออกมายิ่งทำให้ต้นกล้าหวั่นใจมากขึ้นไปอีก “ไม่แน่ใจแล้วว่าต้นกล้ารู้สึกยังไงกับพี่”

“..” ต้นกล้าเลือกที่จะเงียบ นั่นทำให้เด็ดเดี่ยวที่ใบหน้าเคร่งเครียดอยู่แล้วยิ่งเคร่งเครียดขึ้นมากกว่าเดิม

“หลังจากเรื่องของเราที่เกิดขึ้นคืนนั้น พี่คงคิดไปเองใช่มั้ย จริงๆ แล้วมีแค่พี่คนเดียวที่คิดและจริงจังกับเรื่องนี้ ต้นกล้าไม่เคยคิดอะไรกับพี่สินะ ที่บอกว่าสำคัญ..มันคงไม่ได้สำคัญจริงๆ เรื่องที่เกิดขึ้นก็คงมีความหมายกับพี่คนเดียว” ถึงจะพูดออกมาเสียยาว แต่เด็ดเดี่ยวที่มีใบหน้าเคร่งเครียดก็พูดทั้งหมดออกมาแบบช้าๆ ชัดๆ เหมือนตั้งใจจะให้มันแทรกซึมย้ำลึกเข้าไปในส่วนกลางอกของต้นกล้าเลยทีเดียว ชายหนุ่มหันหน้าไปอีกทางที่ไม่มีใบหน้าหล่อเกาหลีแล้วหลับตาลง ขากรรไกรขบกันแน่นจนกรามเป็นสัน เพื่อหวังจะบรรเทาความร้าวรวดที่ก่อตัวขึ้นในหัวใจ



“พี่ขอโทษนะ ถ้าอย่างนั้นก็ลุกขึ้นเถอะ ลุกสิพี่จะพากลับบ้าน” พูดจบเด็ดเดี่ยวก็ทำท่าเตรียมพร้อมจะยืนขึ้น ขอบตาของเขาเริ่มแดงก่ำเมื่อกวาดมองไปรอบๆ บริเวณป่าไม้เงียบสงบ เต็งต้นใหญ่ยังยืนต้นนิ่ง ประดู่ กระบก เถาวัลย์ ก้อนหิน สรรพสิ่งรอบๆ ตัวนิ่งงันและสงบเงียบไร้สิ้นแม้กระทั่งเสียงนกเสียงลม ราวกับว่าทุกสรรพสิ่งรอบกายกำลังไว้อาลัยให้กับความรู้สึกของเขาที่กำลังพังทะลายลงมา และความเจ็บปวดเริ่มคืบคลานเข้าเกาะกินหัวใจ ต้นกล้าใจหายวาบเมื่อเห็นใบหน้าหล่อคร้ามมีแต่ความผิดหวัง



เด็ดเดี่ยวลุกขึ้นช้าๆ จนยืนเต็มความสูงสง่าของเขา โดยมีสายตาของต้นกล้ามองตามอย่างอ้อนวอน เพราะรู้ว่าคนตัวโตกว่ากำลังเข้าใจผิด และต้นกล้าคงปล่อยไปทั้งแบบนี้ไม่ได้ ขณะที่ชายหนุ่มกำลังจะหันหลังเดินออกไป มือใหญ่จึงถูกรั้งเอาไว้ด้วยมืออุ่นๆ ของคนลังเลที่ยังนั่งอยู่ที่เดิม เจ้าของมือใหญ่ชะงักแต่ก็ไม่ได้หันกลับมามอง ต้นกล้าไม่ได้ลังเลกับความรู้สึกที่มีต่อกัน แต่ลังเลว่าถ้าบอกผู้ใหญ่ตอนนี้มันดีแน่แล้วหรือ มันเป็นเวลาที่เหมาะสมแล้วใช่ไหม เพราะถ้าจะว่ากันตามจริง เขาเองก็อยู่ที่บ้านทุ่งดอกจานและรู้จักกับเด็ดเดี่ยวได้เพียงไม่กี่เดือน แล้วแบบนี้มันจะดีแน่หรือ ต้นกล้ามองข้ามความรู้สึกลึกซึ้งที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นระหว่างกันในระยะเวลาสั้นๆ แล้วถามคำถามเหล่านี้ในใจวนเวียนซ้ำไปซ้ำมา ทั้งที่อยากบอกอยากพูดปรึกษาแต่ทำไมมันพูดไม่ออก



ได้แต่จับมือใหญ่และดึงเอาไว้อยู่อย่างนั้นแต่ไม่พูดอะไร จนเด็ดเดี่ยวที่ยืนนิ่งอย่างมีความหวังเริ่มหมดหวัง แต่พอจะก้าวขาเดินออกไปเสียงใสๆ ที่ดังขึ้นก็ทำให้ชายหนุ่มต้องชะงักค้างอีกครั้งหัวใจกลับพองโต





“กล้าก็รักพี่เดี่ยว” !! พูดออกไปแล้ว โพล่งออกไปแล้วอย่างที่ใจต้องการ ไม่ต้องกดไม่ต้องเม้มมันไว้ พูดแล้วมันโล่งใจอย่างนี้นี่เอง ต้นกล้ายืนยันคำพูดของตัวเองด้วยมือที่บีบแน่น และใบหน้าหล่อเกาหลีที่แหงนเงยขึ้นมอง นัยน์ตาสวยดูออดอ้อนเว้าวอน จนเด็ดเดี่ยวที่หันกลับมาแทบอยากกระชากร่างโปร่งขึ้นมามอบจูบให้เต็มรัก

“...” และเป็นเด็ดเดี่ยวเองที่พูดไม่ออกบ้างเมื่อต้นกล้าบอกออกมาตรงๆ อย่างนี้

“แต่ไม่แน่ใจ”

“ไม่แน่ใจเหรอ”

“ใช่ เราไม่แน่ใจว่านี่มันใช่เวลาที่ควรบอกผู้ใหญ่หรือเปล่า” ในที่สุดต้นกล้าก็เลือกที่จะบอกเพราะไม่อยากให้เด็ดเดี่ยวเข้าใจผิดไปมากกว่านี้ ความเขินอายแสดงออกมาทางแก้มใสที่แดงปลั่งลามถึงใบหู และปากที่เม้มแน่นหลังจากที่พูดออกไป ต้นกล้าก้มหน้ามองพื้นหินทั้งที่มือยังไม่ยอมปล่อยจากกัน



“เชื่อใจพี่นะ” รู้สึกว่ามีอะไรหนักๆ วางลงบนไหล่ ต้นกล้าจึงเงยหน้าขึ้น ทำให้ใบหน้าใสกับใบหน้าคมคายสีคร้ามแดดห่างกันไม่ถึงคืบ เมื่อเด็ดเดี่ยวนั่งลงบนส้นเท้าของตัวเองทิ้งหัวเข่าข้างนั้นยันพื้นหินเอาไว้ ชายหนุ่มทรุดตัวลงข้างๆ กัน แต่ไอ้การที่เบียดจนแทบจะขึ้นมานั่งอยู่บนตักของต้นกล้านี่มันคืออะไร แล้วตัวใหญ่ออกอย่างนี้ใครมันจะไปรับได้ไหวกัน ไหนจะแววตาที่เป็นประกายวิบวับและปากที่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่นี่อีก ทำไมมันถึงได้ทำให้ต้นกล้าวางตัวไม่ถูก มือไม้ก็เหมือนจะเกะกะไปเสียหมด อยากสบตาก็อยากแต่ไม่กล้า เพราะมองทีไรใจมันสั่นทุกทีเหมือนจะวางวาย เลยต้องหันหน้าหนีมันเสียดื้อๆ นี่แหละ อยากมองกันด้วยสายตาแบบนี้ดีนัก

“ไหนใครพูดอะไรนะเมื่อกี้ อะไรรักๆ ”

“ใครที่ไหนพูด”

“ก็อยู่กันสองคนจะใครล่ะ หึๆ ๆ “

“ก็เห็นอยู่ว่าอยู่กันสองคนแล้วจะถามเพื่อ..?” ต้นกล้ายั๊วะคนขี้แกล้งเลยถามกลับ มันยากจริงๆ นะที่จะไม่รู้สึกอะไรแบบเขินๆ อย่างนี้ ยากมากสำหรับต้นกล้า ยากจนอยากกำมือแน่นๆ แล้วชกเข้าที่เบ้าตาเจ้าของใบหน้าคมคร้ามโทษฐานที่เอาแต่อมยิ้มมองกลับมาเหมือนพออกพอใจเสียอย่างนั้น

“หึๆ ๆ ครับๆ “เด็ดเดี่ยวรวบมือทั้งสองข้างของต้นกล้ามากุมเอาไว้ด้วยมือเดียว ส่วนมืออีกข้างเชยที่คางมนบังคับใบหน้าใสๆ ที่แดงระเรื่อให้หันมามองตากัน

จุ๊บ! แล้วจูบหนักๆ ประทับลงที่ริมฝีปากบางก่อนจะบอก “ต้องให้บอกอีกมั้ยว่าพี่รักมาก”

“..” ต้นกล้าอยากหัวเราะขำคำถามของเด็ดเดี่ยวแต่ก็ทำเพียงอมยิ้ม พยายามจะดึงมืออกจากการกอบกุม เพราะรู้สึกว่าใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นเรื่อยๆ เหมือนมันกำลังจะปริแตกและระเบิดออกมาตอนนี้เสียให้ได้ แต่มีหรือมือใหญ่ๆ ที่กุมไว้จะยอมปล่อย เด็ดเดี่ยวทำอย่างที่พูดเอาไว้ ว่าเขาจะไม่ยอมปล่อยมือคู่นี้อีกแล้วจึงกระชับแน่นแล้วบอกเพื่อให้ความมั่นใจ

“มั่นใจในตัวพี่นะ ขอแค่นี้พี่ก็มีกำลังใจสู้กับด่าน 18 อรหันต์มนุษย์ทองคำแล้ว”

“ห๊า ด่านอะไรนะ”

“ก็ด่านที่คุณอากวินทำเอาไว้เพื่อไม่ให้พี่เจอหน้าต้นกล้าไง”

“พูดเหมือนคุณพ่อรู้เรื่องของเรา”

“พี่ไม่แน่ใจ”

“แต่เราว่าคุณพ่อยังไม่รู้หรอก”

“นั่นสิ แต่ทำไมหวงออกอย่างนั้นล่ะ”

“ปกติก็หวงมากนะลูกชายคนเดียวแถมยังหล่อออกอย่างนี้” ต้นกล้ายักคิ้วให้พร้อมกับดึงมือออกไปค้ำไว้ด้านหลังนั่งเอนตัวในท่าทางสบายๆ

“หึๆ ยอมครับ” บอกแล้วก็ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาในระดับอกว่ายอมจริงๆ เด็ดเดี่ยวพลิกตัวไปนั่งท่าเดียวกันกับต้นกล้าตาคมมองตรงไปข้างหน้านั่งอมยิ้มเงียบๆ

“ว่าแต่ด่านอะไรนั่นมาได้ยังไง” เด็ดเดี่ยวยิ้มกว้างออกมาเมื่อคิดได้ ชายหนุ่มเล่าเรื่องว่าที่พ่อตาพยายามกีดกันไม่ให้เขาไปที่บ้านคุณยายและไม่ให้เจอหน้าต้นกล้าเหมือนรู้ทัน ซ้ำคุณกวินยังสั่งให้ต้นกล้ากลับกรุงเทพฯ กะทันหัน นั่นจึงทำให้ต้นกล้าได้รู้เหตุผลที่แท้จริงของพ่อ และเรื่องที่เด็ดเดี่ยวคุยปรึกษากับพ่อกำนันที่บ้าน อันเป็นที่มาของด่าน 18 อรหันต์มนุษย์ทองคำ และเรื่องที่เขากำลังเป็นห่วงที่สุดนั่นก็คือ เขากลัวว่าคุณยายประไพศรีจะรับเรื่องรักระหว่างเพศเดียวกันไม่ได้ นี่คือเรื่องใหญ่ที่สุดที่เด็ดเดี่ยวเป็นห่วง

ต่อล่างนะ...

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo


ต้นกล้านั่งฟังยิ้มๆ และไม่ได้พูดแสดงความคิดเห็นอะไรออกมา ทั้งสองยังเข้าใจว่าเป็นเพราะคุณกวินตั้งแง่เรื่องคู่ปรับเก่า ไม่ได้เอะใจกันเลยสักนิดว่าคุณกวินนั้นรู้เรื่องระหว่างต้นกล้าและเด็ดเดี่ยวแล้ว โดยมีไอ้จ๋าที่น้ำท่วมปากเป็นพยานร่วมแต่กลับบอกลูกพี่ทั้งสองไม่ได้ จนเวลาแห่งความสุขถูกเร่งรัดด้วยเวลาปัจจุบันของวันที่กำลังจะหมดไป ก่อนจะกลับ เด็ดเดี่ยวพาต้นกล้าไปไหว้พระ เพราะเลยสะพานหินไปอีกทางไม่ไกลมีสถานปฏิบัติธรรมที่เงียบสงบอยู่

“อยากอยู่ดูพระอาทิตย์ตกจัง” ต้นกล้าบอกเมื่อทั้งสองเดินกลับมาทางหน้าผาหินอีกครั้ง เพื่อกลับไปยังรถที่จอดทิ้งเอาไว้

“เดี๋ยววันหลังพี่พามาใหม่ แล้วอธิฐานว่าอะไรน่ะตั้งนาน”

“เปล่า”

“ขอให้พระคุ้มครองให้พี่แคล้วคลาดจากด่านของว่าที่พ่อตาหรือไง”

“บ้าไปแล้วพ่อตงพ่อตาอะไร กลับบ้านเลย”

“กลับบ้านเลยครับพี่เดี่ยว”

“เหอะ”

“หึๆ ๆ “



เด็ดเดี่ยวพาต้นกล้าขับรถมาถึงบ้าน บรรยากาศรอบๆ ยังคงเงียบสงบ ไม่มีใครอยู่ในสวนหน้าบ้าน ไม่มีใครนั่งอยู่ที่แคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นลำไยให้ลมพัดเย็นๆ คนบ้านนี้ไม่รู้ไปไหนกันหมด แต่ที่แน่ๆ เมื่อรถจอดสนิทลงที่หน้าบ้านแล้ว ต้นกล้าก็ทำท่าทาเหมือนกับว่าไม่อยากลงไปเสียอย่างนั้น เพราะรู้ว่าคุณกวินคงต้องสอบสวนหนักแน่ ไหนยังจะมากับคนหน้ามึนนี่อีก ยิ่งเด็ดเดี่ยวบอกเล่าเรื่องราวระหว่างที่ต้นกล้าไม่อยู่ ว่าคุณพ่อของเขานั้นต่อต้านชายหนุ่มมากแค่ไหน นั่นยิ่งทำให้ต้นกล้าใจฝ่อลงไปมากโขทีเดียว แม้ว่าตลอดทางที่นั่งรถด้วยกันมา คนตัวโตจะปลุกใจให้ต้นกล้าเกิดความฮึกเหิม เพื่อต่อสู้กับอุปสรรคแล้วก็ตาม แต่พอมาถึงบ้านใจดวงน้อยมันก็เริ่มฝ่อและห่อเหี่ยวลงเหมือนเดิม ถึงจะเป็นคนดื้อรั้นมาแต่ไหนแต่ไร แต่ต้นกล้าก็เป็นเด็กว่าง่ายและเกรงใจพ่ออย่างไม่น่าเชื่อ คิดแล้วมือที่กำลังยื่นไปเปิดประตูรถเลยพาลสั่นขึ้นมาเสียอย่างนั้น

“ปะ”

“เอ่อ ก็ได้” ต้นกล้าเปิดประตูรถค่อยๆ หย่อนเท้าลงไปก่อนทีละข้าง เมื่อลงไปยืนกับพื้นได้แล้วก็พอดีกับที่รถมอเตอร์ไซด์คันหนึ่งวิ่งเข้ามาจอดไม่ไกล

“ลูกพี่ครับ” ไอ้จ๋าเรียกพลางเดินเข้ามาหาต้นกล้าที่ยืนอยู่ข้างๆ รถ ส่วนเด็ดเดี่ยวเปิดประตูด้านหลังหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าของต้นกล้าแล้วมายืนอยู่ข้างๆ กัน

“พี่กล้าพี่เดี่ยวหวัดดีครับ เฮ้ยจ๋ากูไปก่อนนะ”

“เออ ขอบใจมึงที่มาส่ง”

“เออ” แล้วไอ้ว่าวก็เลี้ยวรถมอเตอร์ไซค์คันเก่งของมันออกไป ไอ้จ๋าจึงได้หันกลับมาหาลูกพี่ทั้งสองของมัน

“ลูกพี่อย่าบอกนะครับว่าเพิ่งมาถึงเหมือนกันเนี่ย”

“เออสิ ทำไมวะ” ไอ้จ๋ามองหน้าลูกพี่ทั้งสองสลับกันไปมาด้วยสายตาสงสัย มันหรี่ตาลงเล็กน้อยเหมือนกำลังจับผิด เพราะตั้งแต่ตอนที่แยกจากกันจนถึงตอนนี้ หากลูกพี่ไม่เถลไถลต้องมาถึงบ้านก่อนมันแล้วแน่ๆ ถ้านอนก็คงได้หลายตื่นแล้วด้วย ไม่ใช่เพิ่งจะถึงอย่างนี้ ฝ่ายลูกพี่ใหญ่เห็นท่าไม่ดีเลยรีบถามเปลี่ยนเรื่อง

“แล้วทางนั้นเป็นไงบ้างวะ” ต้นกล้าหมายถึงเรื่องที่บ้านของน้ำส้มที่ไอ้จ๋ามันไปช่วยงาน

“ไม่มีปัญหาครับ ว่าแต่ลูกพี่ทั้งสองเถอะครับ”

“ไม่มีอะไรหรอกน่า แล้วคนบ้านนี้ไปไหนกันหมดหว่า” ต้นกล้ามองหน้าเด็ดเดี่ยวกับไอ้จ๋าสลับกันแต่ก็ไม่ได้คำตอบ จึงมองขึ้นไปบนตัวบ้าน แต่ยังไม่ทันได้มีใครตอบอะไรเสียงหนึ่งก็ดังมาจากชานบ้านอีกด้านเสียก่อน

“ใครมาล่ะนั่น เอ้าเจ้ากล้า พ่อเดี่ยว ทำไรกับอยู่ตรงนั้นล่ะลูกทำไมไม่ขึ้นบ้านกัน”

“อ้าวแล้วไอ้จ๋าล่ะครับคุณยาย”

“เออๆ ทั้งหมดนั่นแหละพากันขึ้นบ้านมาก่อนสิ ยืนทำอะไรอยู่ตรงนั้น ยายก็นึกว่าใครได้ยินแต่เสียงงรถ” ทั้งหมดเลยต้องพากันขึ้นบ้านตามที่คุณยายเรียก



พูด่างพุ่มนั้นปลูกอยู่ข้างราวบันได มันเลื้อยขึ้นไปตามเสาปูนต้นเท่าลำแข้งสองต้น ที่ปักไว้ให้จนเป็นรูปทรงสวย ใบสีเขียวสลับอ่อนแก่หนาๆ ช่วยอำพรางร่างสูงที่ค่อนข้างท้วมตามอายุที่เข้าวัยกลางคนได้เป็นอย่างดี เมื่อคนหนุ่มทั้งสามขึ้นบ้านไปหมดแล้วนั่นล่ะ คนที่ยืนหลบอยู่หลังพุ่มไม้เลื้อยจึงได้เดินออกมา สายตาของชายวัยกลางคนดูยังไงก็ไม่เห็นความเป็นมิตร เพราะคุณกวินกำลังเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน เมื่อเห็นไอ้ลูกชายของคู่ปรับเก่ามากับลูกตัวเอง ทั้งที่จัดการให้ต้นกล้ากลับกรุงเทพฯ ไปแล้วแท้ๆ แต่ไม่ทันถึงอาทิตย์ด้วยซ้ำก็กลับมา คุณกวินไม่พอใจเมื่อเห็นสายตาของเด็ดเดี่ยวที่มองต้นกล้า มันจะวิบวับหยาดเยิ้มไปถึงไหน แบบนี้ไม่ได้การล่ะ ยังไงก็ต้องกันไอ้หนุ่มนั่นให้ห่างจากลูกของตัวให้ได้ คิดอย่างหวงแหนจนกรามขบกันแน่น มือข้างหนึ่งที่กำอยู่ทุบลงฝามืออีกข้างของตัวเองอย่างแรง ก่อนจะค่อยๆ ย่องตามขึ้นบ้านไป

“เจ้ากล้ากลับมาทำไมไม่บอกใครเลยล่ะ ดีนะที่พี่เขาไปรับได้ ว่าแต่งานทางนั้นเรียบร้อยดีมั้ยลูก”

“ดีครับคุณยาย”

“แล้วพ่อเดี่ยวล่ะ ที่ว่ารีบเข้าเมืองเมื่อเช้าที่แท้ก็ไปรับน้องเองหรอกหรือ” ยิ่งคุณยายให้ความเป็นกันเองและดูเหมือนว่าจะไว้วางใจมากขนาดไหน เด็ดเดี่ยวยิ่งให้รู้สึกละอายใจมากขึ้นเท่านั้น เพราะอะไรก็รู้ๆ กันอยู่ สิ่งที่อยู่ในใจไม่รู้จะปิดได้อีกสักกี่วัน เด็ดเดี่ยวระดมสมองใช้ความคิดจนหัวปวดตุบๆ ว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้คุณยายไม่สะเทือนใจเรื่องรักของเขา

“พ่อเดี่ยว”

“เอ่อ ครับๆ คุณยายว่ายังไงนะครับ”

“คิดอะไรอยู่ ยายเรียกไม่ตอบ” ตอนนี้ทั้งหมดนั่งอยู่ที่ชานบ้านใต้หลังคาสูงโปร่ง ซึ่งเป็นมุมพักผ่อนมุมโปรดลมเย็นสบาย บนฟูกหมอนอิงรูปสามเหลี่ยมใบใหญ่นั่น มีร่างของคุณยายนั่งพิงหมอนเป็นประธาน ต้นกล้านั่งอยู่ข้างๆ บีบนวดช่วงขาอย่างเอาใจ ถัดไปเป็นไอ้จ๋านั่งขัดสมาธิทำหน้าแป้นแล้นกวนๆ ส่วนตรงข้ามกันเป็นเด็ดเดี่ยวที่เลือกนั่งฝั่งนี้เพื่อจะได้มองหน้าใครบางคนชัดๆ

“ผมขอโทษครับ” เด็ดเดี่ยวเอ่ยขอโทษแล้วหันไปมองหน้าต้นกล้า เขาแอบถอนหายใจเพื่อระบายความหนักอกออกมาเบาๆ ไอ้จ๋าทำหน้าตายมองตอบกลับมาเหมือนเห็นใจแต่เขารู้ว่ามันกำลังขำท่าทางของเขา แม้วันนี้มันจะดูเงียบผิดปกติแต่เขาก็มีเรื่องให้คิดมากจนไม่มีอารมณ์จะแหย่มันเล่นเหมือนเคย

“ยายบอกแล้วนะมีปัญหาอะไรก็ปรึกษายายได้ นอกจากจะไม่อยากปรึกษาคนแก่” ยิ่งคุณยายมองมาด้วยแววตาอ่อนโยนมากแค่ไหน นั่นยิ่งทำให้เขาคิดมากไปอีก แต่จะให้เด็ดเดี่ยวปรึกษาเรื่องที่มันเป็นปัญหาคาใจอยู่ตอนนี้ได้ยังไง ก็ถ้าเขากล้าถ้าเขาไม่มัวแต่ห่วงความรู้สึกของคนแก่ มันก็คงไม่ออกมาแบบนี้หรอก แต่เพราะปัญหาที่มีมันเกี่ยวข้องกับคุณยายโดยตรงนี่สิ มันเลยทำให้เขาต้องคิดหนัก คุณยายซึ่งเป็นคนแก่สมัยเก่าคงรับเรื่องชายรักชายแบบนี้ไม่ได้แน่ๆ ล่ะเขามั่นใจ เด็ดเดี่ยวจึงได้แต่ตอบรับไปอย่างนั้น และพยายามวางตัวเหมือนเดิมเพื่อไม่ให้เกิดความสงสัย

“ครับ”

“อ้าวพ่อกวินนึกว่าออกไปดูไร่กับพ่อสมควรซะอีก”

“ครับพอดีผมกลับเข้ามาก่อน เหมือนๆ จะรู้ว่าบ้านเรามีแขกไม่ได้รับเชิญ”

“หืม แขกที่ไหน” คุณยายมีสีหน้างงเมื่อถามกลับ ไม่ได้คิดว่าคุณกวินจะหมายถึงชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงหน้า เพราะเห็นเด็ดเดี่ยวเป็นหลานคนหนึ่งมาตลอด แต่คุณกวินทำเพียงแค่ยิ้มสะใจตอนเห็นเด็ดเดี่ยวขยับตัวขยุกขยิกเหมือนรู้ว่าหมายถึงตัวเอง เมื่อชายวัยกลางคนเดินก้มตัวเข้าไปนั่งลงยังที่ว่างระหว่างเขาและคุณยาย “แล้วนี่แม่นภายังไม่กลับจากสวนหรือไง”

“ยังครับ ว่าแต่ท่าทางอย่างนี้จะกลับแล้วหรือไงพ่อหนุ่ม” คุณกวินหันมาหาเด็ดเดี่ยวที่กำลังขยับถอยออก เมื่อถูกว่าที่พ่อตานั่งเบียด คำถามนั้นมันทำให้เด็ดเดี่ยวเงยหน้าขึ้นมองคุณกวินสลับกับต้นกล้าที่มองตอบกลับมางงๆ เช่นกัน

“เอ่อ ยังครับ”

“ยังก็ดีแล้วจะได้อยู่คุยกันนานๆ ไอ้จ๋าทำไมเงียบจังวันนี้” คุณยายบอกแล้วหันไปหาไอ้จ๋าเมื่อรู้สึกว่าวันนี้มันไม่ค่อยพูดมากหรือพูดกวนเหมือนทุกวัน

“คือไอ้จ๋าเมาเรือบินครับคุณยาย เดี๋ยวขอตัวก่อนดีกว่าครับ”

“อ้าว ยังเมาอยู่เหรอวะ” ต้นกล้างงเพราะไม่เห็นว่าไอ้จ๋าจะบ่นอะไรตั้งแต่มาถึง แล้วอยู่ดีๆ ก็มาบอกว่าเมาเครื่องบินเสียได้ หรือมันจะยังเมาค้างตั้งแต่ขาไปวะ แต่นี่มันนั่งเครื่องบินนะไม่ใช่ดื่มเหล้าจะได้เมาค้าง

“นั่นสิอย่างแกนี่นะเมารถเมาเรือกะเขาด้วย” คุณยายว่าขำๆ

“ครับ นี่มันเรือบินเลยนะครับคุณยาย ไอ้จ๋าเกือบไม่รอด”

“งั้นก็ไปพักไป”

“ครับๆ เดี๋ยวไอ้จ๋าว่าจะออกไปดูนาสักหน่อยด้วยครับไม่อยู่หลายวันขอตัวนะครับ” เมื่อไม่มีใครคัดค้านไอ้จ๋าก็ค่อยๆ คลานออกไปจากตรงนั้น เพราะมันโดนคุณกวินจิกสายตาด่ามาอยู่หลายที โทษฐานที่ขัดคำสั่งว่าไม่ให้พาลูกพี่ใหญ่รีบกลับมา แต่จะให้ไอ้จ๋าทำอย่างไรได้ล่ะ เมื่อลูกพี่ตัดสินใจกลับมา ตัวมันเองที่ไม่อยากอยู่กรุงเทพเหมือนกันก็ขัดลูกพี่ของมันไม่ได้ ข้อนี้คุณกวินน่าจะเข้าใจเพราะมันได้บอกไปแล้ว

“พ่อว่าเจ้ากล้าก็ดูท่าทางเหนื่อยๆ เหมือนกันนะ เข้าไปพักผ่อนหน่อยมั้ยลูก” น้ำเสียงเป็นห่วงของคุณกวินมาพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนให้ลูกชายคนเดียว เขาเหล่ตามองชายหนุ่มอีกคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ด้วยความสะใจ เพราะรู้ดีว่ายังไงต้นกล้าก็ไม่ขัด

“เอ่อ..” ต้นกล้าเหลือบมองเด็ดเดี่ยวนิดหนึ่ง แล้วหันกลับมามองหน้าคุณพ่อและคุณยายที่พยักหน้าให้ คนหัวแดงเลยจำต้องลุกออกไปจากตรงนั้น เขาพึมพำขอตัวเบาๆ พลางเหลือบตามองชายหนุ่มที่นั่งตรงข้าม ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปทางห้องนอนของตัวเองเพื่อพักผ่อน อย่างที่คนเป็นพ่อบอกเหมือนสั่งกลายๆ และเขาได้เห็นแล้วล่ะว่าคนเป็นพ่อนั้นกำลังกีดกันอย่างเนียนๆ นี่ถ้าได้รู้ว่าพวกหนุ่มๆ ไปถึงขั้นไหนกันแล้วไม่รู้ว่าคุณกวินจะว่าอย่างไร

ฝ่ายคุณกวินยิ้มพอใจขณะที่มองตามหลังลูกชายคนเดียว จนต้นกล้าเดินลับมุมบ้านไปแล้วจึงหันกลับมายิ้มเยาะให้ลูกชายของคู่ปรับเก่า ที่ทำได้เพียงนั่งทำตาละห้อยอยู่อย่างสะใจ

“แล้วนี่ไปยังไงมายังไงถึงได้มาด้วยกันได้ล่ะพ่อหนุ่ม งานการไม่ทำหรือไง เอ๊ะ! ..นี่ผมกำลังนั่งคุยอยู่กับเศรษฐีบ้านนอกอยู่หรือเปล่าครับคุณแม่” คุณยายประไพศรีเพียงยิ้มเอ็นดูให้กับเด็ดเดี่ยวที่ถูกคุณกวินแซวเรื่องฐานะ เพราะมันค่อนข้างเป็นความจริง ถึงแม้ทางฝ่ายกำนันและลูกชายจะใช้ชีวิตไม่ต่างจากชาวบ้านธรรมดา และวางตัวดีใช้ชีวิตติดดินมาตลอด แต่ฐานะที่แท้จริงก็ใช่ธรรมดาน้อยหน้าใครเสียที่ไหน ทั้งที่ดินที่ไม่รู้ว่ามีกี่พันไร ทั้งรายได้จากผลผลิตในแต่ละปี ทั้งรายได้จากการเป็นตัวแทนรับซื้อสินค้าและผลผลิตทางการเกษตรจากชาวบ้าน เพื่อนำส่งโรงงานต่อ นี่ดูเหมือนว่าชายหนุ่มยังมีหุ่นส่วนกับโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในละแวกนี้อีกหลายแห่ง บ้านไหนได้คนหนุ่มหัวก้าวหน้าอย่างเด็ดเดี่ยวไปเป็นเขยละก็ รับรองว่ามีหน้ามีตาไม่แพ้ใคร

“ก็พอมีครับ แต่ธุระของวันนี้ผมทำเสร็จหมดแล้ว พอดีเจอน้องรอรถที่อำเภอ ผมเลยรับมาส่งให้” แถมยังพาไปนั่งรถเที่ยวกินลมชมวิวด้วยนิดหน่อย เด็ดเดี่ยวต่อให้ในใจ เพราะถ้าพูดออกมาแม้มันจะทำให้ว่าที่พ่อตาเดือดได้เพราะโดนหักหน้า แต่เด็ดเดี่ยวคิดว่าคงไม่ดีแน่จึงเงียบและยิ้มให้บางๆ

“ก็เจ้ากล้ากับไอ้จ๋าเล่นมาไม่บอกใครเลยนี่นา ก็เลยไม่มีคนออกไปรับยายเองยังไม่รู้ ขอบใจนะพ่อเดี่ยวที่มาส่งน้องให้”

“ไม่เป็นไรครับ”

“โอ้ย คุณแม่ครับ พ่อหนุ่มนี่เขาคงเต็มใจอยู่แล้วล่ะครับ จริงมั้ย”

“จริงครับ” เด็ดเดี่ยวจะตอบอะไรได้ล่ะ

“พูดมาแล้ว ฉันเองก็ชักจะเกรงใจแกแล้วเหมือนกันว่ะพ่อหนุ่ม มาๆ เดี๋ยวเดินไปส่งที่รถเป็นการตอบแทน” นั่นปะไรเมื่อเด็ดเดี่ยวตอบรับมาแบบนั้นก็เข้าทางคุณกวินพอดี

“อ้าว!! “คุณยายและเด็ดเดี่ยวอุทานออกมาพร้อมกันเมื่ออยู่ดีๆ คุณกวินก็หักมุมแบบนี้เอาเสียดื้อๆ



%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%



เป็นความจริงที่คุณกวินคอยกันท่าเด็ดเดี่ยวอย่างเนียนทุกครั้งที่ชายหนุ่มแวะมา ซึ่งวันนี้ก็เช่นกันที่เขาแวะเอากล้วยหอมเครือใหญ่ที่กำลังสุกเหลืองมาฝาก

“มาทำไมไม่ทราบ”

“ผมแวะเอากล้วยมาฝากครับ”

“หวีใหญ่ดีนะ”

“ครับ กล้วยของผมใหญ่ทุกลูกทุกหวี”

“อืม ดี แต่แกรู้อะไรมั้ยไอ้หนุ่ม กล้วยที่นี่ก็มีว่ะ”

“ครับ แต่ผมเห็นว่ากล้วยที่นี่ลูกเล็กแล้วยังไม่แก่ได้ที่เลยเอามาไว้ให้กินรอไปก่อนครับ”

“ขอบใจในความหวังดีทีหลังไม่ต้องก็ได้”

“ผมเต็มใจครับ สวัสดีครับคุณแม่” เด็ดเดี่ยวยกมือไหว้คุณนภาที่เดินยิ้มร่าออกมาพอดี ชายหนุ่มเรียกแม่เต็มปากเต็มคำพร้อมกับยิ้มกริ่มแต่ท่าทางอ่อนน้อม เมื่อเห็นคุณกวินทำตาขวางมองมาที่เขาอย่างเอาเรื่อง

“จ้ะ ไปไหนมาลูก”

“พอดีผมแวะเอากล้วยสวยๆ มาฝากครับ”

"ดีเลยกำลังอยากกิน”

“ครับแล้วนี่คุณยายกับต้นกล้าล่ะครับ”

“อะแฮ่ม”

“เป็นอะไรคะคุณพี่”

“พอดีพี่คอแห้งน่ะ น้องนภาช่วยไปหยิบน้ำให้พี่หน่อยได้มั้ย”

“ได้สิคะ ถ้าอย่างนั้นมาๆ พ่อเดี่ยวมากินด้วยกันเดี๋ยวแม่หาน้ำให้”

“เอ๊ะ พ่อหนุ่มนี่เขาว่าจะกลับแล้วนะไอ้จ๋าๆ มานี่ซิ”

“ครับคุณลุง” คุณกวินเห็นไอ้จ๋าที่เดินหิวถังมาพอดีจึงเรียกเอาไว้ มันก็รีบเข้ามาหาโดยไวเพื่อให้ทันใจผู้เป็นลุง

“เอากล้วยไปเก็บไปมีคนเขาเอามาฝากเนี่ย อย่างกับว่าบ้านเราไม่มี”

“บ้านเราก็มีครับ” ไอ้จ๋ารีบบอกตามความจริง

“นั่นไงเห็นมั้ยบ้านฉันก็มีโว้ย คราวหลังไม่ต้องนะแต่ก็ขอบใจ” คุณกวินบอกแล้วยิ้มกริ่มเหมือนชอบใจแต่รอยยิ้มก็ต้องหุบลงฉลับพลันเมื่อไอ้จ๋าอ้าปากพูดขึ้นมา

“แต่มันยังไม่ทันแก่เลยครับคุณลุง เพิ่งติดดอกก็มีกว่าจะได้กินคงอีกหลายเดือน” ไอ้จ๋าบอกหน้าซื่อตามความจริงเพราะมันเองก็เพิ่งมาจากสวนกล้วย ในถังที่มันถือมายังมีใบตองที่แม่แจ่มใจสั่งให้มันตัดมาด้วยเพื่อทำห่อหมกอยู่เลย

“เออ ซื้อที่ตลาดก็ได้นี่วะ”

“แต่ยังไงก็มีคนเอามาให้แล้วของฟรีคุณลุงไม่ชอบเหรอครับ”

“ฉันมีเงินซื้อกินเองได้ และฉันไม่ชอบของฟรีโว้ย แกรีบๆ เอาไปเก็บเลย”

“ครับๆ ๆ หึๆ ไม่ค่อยชอบเลยนะครับ “ไอ้จ๋าบอกยิ้มๆ แต่ก็รีบเอากล้วยเครือให้เข้าไปเก็บตามที่คุณกวินสั่ง

“ไปนั่งที่แคร่ตรงโน้นดีกว่านะจ๊ะ พ่อเดี่ยวมาก็ดีเหมือนกันแม่ว่าจะถามเรื่องงานบุญออกพรรษาสักหน่อย”

“ได้ครับ”

“แหมเรื่องงานบุญถามพี่ก็ได้นี่จ้ะน้องนภา”

“แต่พ่อเดี่ยวเขาเข้าวัดบ่อยกว่าคุณพี่อีกนะคะ แถมยังเป็นลูกชายกำนัน”

“แล้วเกี่ยวอะไรกันล่ะจ้ะ”

“พ่อเดี่ยวเขาก็ต้องรู้เรื่องกำหนดการจัดงานดีกว่าคุณพี่สิคะ” คุณนภายิ้มให้สามีแล้วมองไปทางหลังบ้านที่ไอ้จ๋าเพิ่งแบกกล้วยเครือใหญ่เข้าไป “จ๋าเอาน้ำเย็นๆ ออกมาให้พี่เขาด้วยนะ” พอมันตอบรับมาแล้วคุณนภาที่ยังสาวสวยพริ้งแม้อายุย่างเข้าสู่วัยกลางคนก็เดินมาจับข้อมือเด็ดเดี่ยว ดึงให้ไปนั่งคุยกันที่แคร่ใต้ต้นลำไย มีคุณกวินมองตามอย่างไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ลืมเดินไปนั่งด้วยเพื่อกันท่า

“คุณยายล่ะครับคุณแม่”

“คุณยายหลับจ้ะส่วนเจ้ากล้าเห็นบอกออกไปดูไร่อ้อยที่ดงรัก”

“อ๋อครับ” เป็นอันรู้กันว่าต้นกล้าไปไหนเมื่อคุณนภาตอบคำถามเหมือนรู้ใจชายหนุ่ม ว่าที่จริงแล้วคนที่เขาต้องการถามหานั้นเป็นคนหลานมากกว่าคุณยาย ซึ่งเพียงแค่คุณนภาบอกชื่อพื้นที่เขาก็รู้แล้วว่าที่ไหน เพราะที่นาที่ไร่แต่ละแห่งถูกตั้งชื่อขึ้นเพื่อให้เป็นที่รู้ได้ง่ายๆ ว่าจุดไหนเป็นจุดไหน ชื่อแต่ละชื่อนอกจากจะตั้งให้เรียกง่ายแล้วยังตั้งตามลักษณะภูมิประเทศ อย่างชื่อดงรักก็ได้มาจากการที่เมื่อก่อนแถวนั้นมีต้นดอกรักขึ้นอยู่เต็มไปหมด จึงเอามาตั้งเป็นชื่อที่ดินบริเวณนั้นด้วย และดูเหมือนว่าจะเป็นชื่อที่น่าฟังเป็นพิเศษทีเดียว

เด็ดเดี่ยวนึกถึงใบหน้าหล่อใสที่มักจะซับสีเลือดจางๆ เมื่อต้องโดดแดดลามเลียเวลาออกไปทำงานกลางแจ้ง แม้ต้นกล้าจะใส่หมวกเพื่อช่วยบังแดด แต่ความร้อนที่มาพร้อมกันก็ทำให้ผิวถูกบ่มจนน่ามอง คิดถึงแล้วก็ได้แต่ยืนอมยิ้มอยู่อย่างนั้นเหมือนคนเพ้อ จนมีเสียงกระซิบที่พอได้ยินดังขึ้นข้างๆ จึงได้รู้สึกตัว

“ยิ้มอะไรวะไอ้หนุ่ม”

“เปล่าครับ”

“วันนี้ว่างปะ”

“ครับมีอะไรจะใช้ผมบอกมาได้เลยครับ”

“เออ มีแน่นอน” คุณกวินยิ้มเจ้าเล่ห์เมื่อเด็ดเดี่ยวเปิดไฟเขียวให้เขาใช้งานอย่างเต็มที่แบบนี้



%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%



เมื่อจัดการงานตามหน้าที่ของตัวเองที่บ้านเสร็จแล้ว ไอ้จ๋าก็ได้เวลามาทำงานที่ร้านขายอุปกรณ์การเกษตรของเถ้าแก่สินเพื่อพิสูจน์รักแท้ของมัน ตัวมันเองรู้ดีว่าการจะพิสูจน์ให้เถ้าแก่เห็นถึงความรักความจริงใจของมันนั้น ไม่ใช่ความขยันขันแข็ง แต่เป็น...

“วันนี้งานหนักหน่อยนะ”

“ครับ”

“กินข้าวกินปลามาหรือยังล่ะ”

“เรียบร้อยมาแล้วครับ”

“งั้นเริ่มงานเลยคงไม่เป็นไรหรอกใช่มั้ย” เถ้าแก่สินถามแล้วมองไปทางรถพ่วงสิบแปดล้อที่บรรทุกปุ๋ยมาเต็มหลายร้อยกระสอบ แต่ละกระสอบก็หนักๆ เน้นๆ กระสอบละ 50 กิโลกรัม ที่แม้จะมีรถเข็ญใช้ในการขนแต่ก็ถือว่าหนักเอาการทีเดียว เพราะยังไงก็ต้องแบกขึ้นแบกลงอยู่ดี ก่อนจะมองกลับมาทางไอ้จ๋าที่มันต้องไปช่วยคนงานขนปุ๋ยเข้าไปเก็บไว้ในโกดังหลังร้าน รอคำตอบ

“ครับ ไม่เป็นไรครับ” เสียงที่หนักแน่นของไอ้จ๋าทำให้เถ้าแก่สินแอบพอใจอยู่ลึกๆ แต่ก็ทำเพียงพยักหน้าแทนการบอกให้มันไปทำงานได้แล้ว ตลอดหลายวันที่ผ่านมาไอ้จ๋าทำงานด้วยความขยันขันแข็ง แววตาของมันมีแต่ความมุ่งมั่น ที่จะทำเพื่อให้เถ้าแก่เห็นว่ามันจริงจังแค่ไหน นับว่าไอ้จ๋ามันก็คนสู้คนหนึ่ง ที่อายุเพียงเท่านี้ก็รู้คิดมากเกินตัว

กว่าไอ้จ๋ากับคนงานจะช่วยกันขนปุ๋ยเก็บเข้าโกดังเสร็จเวลาก็บ่ายคล้อยเข้าไปแล้ว มันจึงมานั่งพักเหนื่อยอยู่หลังบ้านหน้าโกดังเก็บของ ซึ่งติดกับประตูด้านหลังของตึกที่มีบันได้ขึ้นไปแต่ละชั้นพอดี ตอนนี้ประตูหลังบ้านเปิดเอาไว้เพราะแม่บ้านกำลังขนกระติกน้ำเย็นออกมาเปลี่ยนให้คนงาน ที่ทำงานหนักท่ามกลางความร้อนของอากาศจนเหงื่อเปียกชุ่มไปหมด คนงานหลายคนถอดเสื้อทิ้งไม่เว้นแม้กระทั่งไอ้จ๋า ที่ถอดเสื้อออกอวดกล้ามเนื้อเป็นมัดสมสัดส่วนความเป็นชายของมัน

ไอ้จ๋านั่งเอาเสื้อพัดไล่ความร้อนให้ตัวเอง รู้สึกถึงการถูกจ้องมองมันจึงหันไปตามสัญชาติญาณ ตาจึงสบกับตาหวานที่จ้องอยู่แล้วเข้าพอดี ไอ้จ๋าอึ้งไปเพียงเสี้ยวของวินาทีก็ต้องหันไปทางอื่น ก่อนที่ความอดทนทั้งหมดที่มันเพียรทำมาจะถูกทำลายลง เพียงเพราะแววตาโหยหาจากเจ้าของร่างบอบบางที่กำลังมองมันอย่างคิดถึง

ความน้อยเนื้อต่ำใจจู่โจมในความรู้สึกจนแทบร้องไห้ออกมา แม้จะบอกตัวเองว่าไอ้จ๋าทำตามสัญญาที่ให้ไว้ แต่น้ำส้มก็อดไม่ได้ที่จะน้อยใจในความหมางเมินของมัน ใบหน้าสวยสะบัดหนีจากความเฉยชาพาตัวเองขึ้นห้องเก็บตัว รู้ทั้งรู้ว่าไอ้หมาหน้าดำทำเพื่อตัวเอง แต่ทำไมไม่เคยห้ามความน้อยใจได้สักที

ฝ่ายไอ้จ๋าเมื่อพักจนหลายเหนื่อยดีแล้ว มันก็หันไปมองหางานอื่นมาทำต่ออย่างคนที่อยู่เฉยไม่เป็น ชายวัยกลางคนมองไอ้จ๋าทำงานอยู่ห่างๆ สองมือยกขึ้นมากอดอกด้วยความพอใจอยู่ลึกๆ แม้จะมีบางช่วงที่มันแอบมองลูกชายคนเล็กของเถ้าแก่อยู่บ้าง แต่กระนั้นก็ไม่ได้ทำผิดสัญญา เพราะเถ้าแก่เองก็ไม่ได้ห้ามไม่ให้มองและไอ้จ๋ามันก็รู้ตัวเองดี ว่าถ้ามันทำมากกว่านั้นสัญญาและข้อตกลงที่มีเป็นอันสิ้นสุด มันจะไม่ได้เห็นหน้าไม่ได้คบกับน้ำส้มอีกต่อไป ไอ้จ๋าทำตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัดและเถ้าแก่สินเริ่มไว้ใจ ติดก็แต่ลูกชายคนเล็กของตัวเองนี่ล่ะ ที่นับวันยิ่งจะทนความคิดถึงไม่ได้ หลายครั้งที่น้ำส้มดูเหมือนเกือบล้มเลิกข้อตกลงเพียงเพราะความเป็นห่วง เมื่อเห็นไอ้จ๋าทำงานหนักตามประสาคนรักที่อยากมาอยู่ใกล้กัน แต่เป็นไอ้จ๋าคนที่รักษาสัญญาเท่าชีวิต ที่มันคอยเลี่ยงทุกครั้งจนน้ำส้มโกธรและน้อยใจไปเลยทีเดียว แต่ถึงแม้จะโกรธจะงอนจนต้องเสียน้ำตาที่ไอ้จ๋ามันก็รู้ แต่กระนั้นมันก็ยังทำตัวเหมือนเดิม ทำงานทุกอย่างตามที่สั่งโดยไม่เคยถามเลยว่าข้อตกลงจะสิ้นสุดเมื่อใด

“จ๋า”

“ครับป้า”

“ถ้างานเสร็จเถ้าแก่ให้ไปพบ”

“ครับ” ไอ้จ๋ารับคำแล้วมองเลยไปด้านหลังของแม่บ้านวัยกลางคน น้ำส้มเฝ้ามองไอ้จ๋าด้วยความห่วงใยและความโกรธปนความน้อยใจ กับสิ่งที่มันทำเอาไว้ตลอดระยะเวลาที่มาทำงาน แม้จะรู้ว่าไอ้จ๋าทำตามข้อตกลงแต่ก็อดคิดมากและน้อยใจไม่ได้ น้ำส้มสะบัดหน้าหนีแล้วเดินขึ้นบ้าน ก่อนที่หยดน้ำใสๆ จะไหลออกมาให้อีกคนเห็น ไม่อยากงี่เง่าแต่บางครั้งมันก็ทำใจไม่ได้



น้ำส้มขึ้นห้องไปแล้วโดยไม่สนใจไอ้หมาหน้าดำที่มองตามตาละห้อยเลยสักนิด มันได้แต่ฝากเสียงกระซิบไปกับดินฟ้าและอากาศที่ร้อนอบอ้าว เพื่อบอกน้ำส้มว่าขอโทษ ภาวนาให้น้ำส้มอดทนและไม่โกรธหรือน้อยใจมันมากไปกว่านี้ ก่อนที่มันเองจะทนทำตามข้อตกลงไม่ไหวอีกต่อไป เพราะเจอหน้าเมื่อไหร่อีกคนก็ได้แต่มองกันด้วยสายตาน้อยใจแกมตัดพ้อทุกที จนไอ้จ๋าร่ำๆ จะทิ้งทุกอย่างแล้ววิ่งไปรวบร่างบอบบางมากอดเอาไว้ให้สมรัก แต่ที่ทำได้จริงๆ คือท่องในใจเอาไว้ว่าอดเปรี้ยวไว้กินหวาน สักวันว่าที่พ่อตาต้องเห็นใจ สักวัน สักวันหนึ่งอันใกล้นี้



%%%%%%%%%%100%%%%%%%%%

ชักสงสารไอ้จ๋าแล้วนะ แหะๆ ๆ เรื่อยๆ ให้พี่เดี่ยวพาเที่ยวก่อนจะกลับไปสู้ศึกพ่อตาค่ะ
ที่หายไปนาน มัวยุ่ง ๆ กับเล่มพี่เดี่ยวต้นกล้านี่แหละ แถมด้วยอีบุคไง
แต่ตอนนี้ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยพร้อมขายค่ะ แต่คนอ่านพร้อมเปย์มั้ยไม่รู้
ถ้ามีใจก็สอยหนุ่มไปอยู่ด้วยหน่อยนะคะ ไม่รุ้ประกาศของที่นี่เขาทำยังไง
ดาวยังไม่มีเวลาอ่านกฏเพิ่มเลย

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2314
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

ว้าว....ต้นกล้ากลับมาแล้ว

คุณพ่อตาก็ยังแสบเหมือนเดิม

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8260
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +140/-6
โอ๊ยยย หมั่นไส้อีพ่อตาจริงๆ พอกันเลยทั้งสองคู่

ออฟไลน์ wutwit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 211
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-2

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo


กรุ่นไอดิน กลิ่นไอรัก 25 แผนสกัดดาวรุ่ง

เป็นเวลาเกือบอาทิตย์กว่าแล้ว ที่เมื่อเด็ดเดี่ยวแวะมาหาต้นกล้าเมื่อไหร่ ก็มักจะเจอคุณกวินดักหน้าเอาไว้ก่อนที่จะได้พบกันแทบทุกที เหมือนกับรู้ว่าเขาจะมาเวลาไหนยังไงอย่างนั้น และวันนี้ก็เช่นกันที่ชายหนุ่มแวะมาแต่เช้า เจอคุณกวินกำลังส่องต้นไม้ใบหญ้าในสวนหน้าบ้าน ทำให้ยากจะหลีกเลี่ยงได้ เพราะต้องขับรถเข้ามาจอดตรงนี้อยู่ดี คนแรกที่เขาได้ทักทายจึงเป็นว่าที่พ่อตา ที่พยายามจะเปลี่ยนตัวเองมาเป็นคู่ปรับของเขาแทน

“สวัสดีครับ” เด็ดเดี่ยวยกมือไหว้คุณกวินอย่างคนมีมารยาทดีและอ่อนน้อม ซึ่งก็เหมือนปกติทุกวันที่ชายวัยกลางคนจะทำเพียงตีหน้านิ่ง และเมินเฉยมองข้ามคำทักทาย ไม่รับไหว้ของเขาไม่พอยังหาเรื่องมาแกล้งใช้งานต่างๆ นานาให้ชายหนุ่มไม่สามารถปลีกตัวไปหาต้นกล้า หรือหาแนวร่วมคนอื่นอย่างคุณนภา คุณยายหรือไอ้จ๋าได้ นอกจากทั้งสามจะมาตามหาเองหากรู้ว่าชายหนุ่มมา

อย่างวันนี้ก็เช่นกันเมื่อเด็ดเดี่ยวขับรถเข้ามาจอดลงที่สวนหน้าบ้าน ใต้ต้นมะม่วงต้นใหญ่อันเป็นที่จอดประจำ คุณกวินที่ก้มๆ เงยๆ ดูบอนไซอยู่แถวนั้นก็เงยหน้าขึ้นมาทักทันที เหมือนรอจังหวะนี้อยู่ก่อนแล้ว

“มาแต่เช้าเลยนะไอ้หนุ่ม พ่อแกเป็นไงบ้างล่ะ หมู่นี้ไม่เห็นหัวไอ้กำนันเลยมันสบายดีนะ"

“ครับพ่อกำนันสบายดีแข็งแรงฟิตปั๋งเหมือนเดิม”

“แล้ววันนี้แกว่างหรือไง”

“ก็พอว่างครับ”

“หืม..? ตอบแบบนี้จะไหว้วานอะไรก็เกรงใจจริงๆ ว่ะ” เด็ดเดี่ยวล่ะอยากบอกจริงจริ๊ง ว่าไม่ต้องเกรงใจ เพราะถึงแม้เขาจะบอกว่าไม่ว่าง หากคุณกวินที่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายนึกอยากแกล้งใช้งาน ก็สั่งงานให้เขาทำอยู่ดีโดยไม่สนใจหัวใคร อย่างวันก่อนก็ใช้ให้เขาดายหญ้าทางเดินลงนาคนเดียว กว่าจะเสร็จก็ดึกโข ทั้งที่เครื่องตัดหญ้าก็มีแต่ไม่ยอมให้เอาออกมาใช้ จริงๆ ชายหนุ่มเองก็ไม่บ่นหรอกนะ เพราะมันทำให้เขาได้รับคะแนนความห่วงใยจากต้นกล้ามาเต็มๆ ติดอยู่อย่างเดียวคือไม่ค่อยมีเวลาได้คุยกันนัก และไม่ค่อยได้มีโอกาสแง้มไต๋ให้คุณยายและคุณแม่นภาได้รู้ ถึงความตั้งใจของตัวเขาเองเลยสักครั้งเดียว แล้วอย่างนี้แผนที่จะเข้าทางคุณยายเพื่อให้ค่อยๆ ซึมซับความรักระหว่างเขากับต้นกล้ามันจะก้าวหน้าไปได้อย่างไรเล่า

“แล้วมีอะไรจะไหว้วานผมเหรอครับบอกมาได้เลยไม่ต้องเกรงใจนะครับ”

“ได้ยินแบบนี้ก็สบายใจขึ้นนะ จะได้ใช้โดยไม่ต้องคิดเกรงใจอะไรกันมาก” นั่นปะไรล่ะ เดี๋ยววันหลังคงต้องลองซื้อหวยดูบ้างเผื่อจะถูกอย่างชาวบ้านเขา

“ครับผมเต็มใจอยู่แล้ว”

“อืม ช่วงนี้นาบางส่วนเริ่มเกี่ยวข้าวแล้วนะ ไหนๆ แกก็ถางทางไว้แล้ว ถางลานข้าวให้ฉันหน่อยจะเป็นไรไป” หืม? ถางลานข้าวอย่างนั้นหรือ ใช่ล่ะบริเวณที่ทำเป็นลานข้าวเก่าไม่ได้ใช้งานมาตั้งแต่การเก็บเกี่ยวคราวก่อน มันย่อมต้องมีหญ้าขึ้นมาเป็นธรรมดา แต่สมัยนี้เขาก็ทำกันง่ายๆ แค่เอาผ้าตาข่ายไนลอนตาถี่มาปูก็ได้แล้ว แต่กระนั้นเด็ดเดี่ยวที่อยากรู้ว่าคุณกวินจะแกล้งใช้งานอะไรเขาบ้างก็ยังยอมตกลง

“ได้สิครับ”

“งั้นไปเลยเตรียมตัวทำงาน อุปกรณ์อยู่ทางโน้น”

“ลูกพี่มาแต่เช้าเลยนะครับ” เสียงไอ้จ๋าที่เดินมาจากทางบ้านตัวเองทักขึ้น หนุ่มต่างวัยทั้งสองจึงหันไปมองพร้อมกัน

“ไอ้จ๋ามาพอดี มานี่มาลุงมีงานให้ทำ”

“งานอะไรครับคุณลุง วันนี้ไอ้จ๋าว่าจะเอารถไถลงไปเกรดหน้าดินทำลานข้าวเอาไว้หน่อย”

“งานนั้นฉันมีคนทำแล้วว่ะ ไม่ต้องใช้รถหรอกเปลืองน้ำมัน แต่ฉันอยากให้แกไปธุระให้หน่อย”

“ได้ครับ”

“งั้นมานี่”

“ครับ” เมื่อไอ้จ๋าเดินเข้าไปหาคุณกวินก็ล็อกคอมันเข้ามากระซิบกระซาบบางอย่าง บางอย่างที่ทำให้ไอ้จ๋าได้ยินแล้วแทบเต้นผางถอยออกมาแทบไม่ทัน “เอาอย่างนี้เลยเหรอครับคุณลุง” ไอ้จ๋าถามเพื่อความแน่ใจก่อนจะหันไปมองเด็ดเดี่ยว เพราะสิ่งที่ชายวัยกลางคนบอกนั้นสมัยนี้เขาไม่ทำกันแล้ว

“ฉันสั่งก็ไปทำเถอะน่า”

“แต่ไอ้จ๋าว่า..” ไอ้จ๋าหันไปทางลูกพี่รองอีกครั้ง ในใจก็ให้นึกสนุกอยู่หรอกแต่ตัวมันเองที่รู้ซึ้งถึงการโดนว่าที่พ่อตาทดสอบและกลั่นแกล้ง จึงอดเห็นใจเด็ดเดี่ยวไม่ได้ แต่พอหันกลับมาหาผู้มีศักดิ์เป็นลุงก็ได้เจอกับสายตาดุๆ ที่มองมาอย่างกดดัน มันจึงจำต้องน้อมรับคำสั่งแล้วรีบไปจัดการ

“คุยอะไรกันอยู่คะเนี่ย” เสียงหวานดังขึ้นเหมือนเสียงจากสวรรค์สำหรับเด็ดเดี่ยว เพราะคุณกวินค่อนข้างเกรงใจเจ้าของเสียงนี้มาก เวลาที่คุณนภาอยู่ด้วยเขาจึงไม่ค่อยโดนคำพูดจิกกัดเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่า*’ ไอ้หนุ่ม’ * ที่เรียกจะเปลี่ยนเป็น ‘พ่อหนุ่ม’ แทนทันที หรือแม้กระทั่งโดนแกล้งที่มันเกินไปในบางครั้ง คุณนภายังช่วยชายหนุ่มได้บ้าง

“สวัสดีครับคุณแม่” เด็ดเดี่ยวยกมือไว้ทักทายคุณนภา ตาเหลือบขึ้นไปเห็นคุณยายที่ยืนมองมาจากระเบียงเขาจึงไหว้ไปทางนั้นด้วย

"ไปไหนมาล่ะลูก ปะไปกินข้าวกินปลากันดีกว่าสายแล้ว”

“เมื่อกี้ลูกชายคนใหม่ของน้องนภาบอกพี่ว่าเขากินมาแล้ว จริงไหมวะพ่อหนุ่ม”

“เอ่อ...จริงครับ”

“หึๆ ๆ งั้นก็รีบไปทำงานซะสิ”

“หืม? ทำงานอะไรคะคุณพี่”

“พอดีพ่อหนุ่มนี่เขาจะมาช่วยทำลานข้าวจ้ะ”

“ข้าวเพิ่งเริ่มเกี่ยวได้ไม่เท่าไหร่เลยจะทำไว้แล้วเหรอคะ”

“เตรียมพร้อมไงจ๊ะจะได้ไม่ฉุกละหุก ไปกันเถอะคุณแม่คงรอกินข้าวแล้ว ทำงานดีๆ นะโว้ยแก” คุณกวินหันไปกำชับเด็ดเดี่ยวพร้อมแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียมให้ ก่อนจะประคองไหล่ภรรยาสุดที่รักให้เดินขึ้นบ้านไปด้วยกัน ชายหนุ่มมองตามพร้อมกับมุมปากที่ยกยิ้มขึ้นมาจางๆ กับท่าทีของคุณกวิน ที่ดูเหมือนว่าจะไม่ยอมญาติดีต่อกันง่ายๆ

เด็ดเดี่ยวเดินไปหยิบจอบเหวี่ยงขึ้นบ่าไม่ลืมหยิบมีดพร้าที่ไอ้จ๋าลับไว้จนคมมาถือเอาไว้มั่น ซึ่งเป็นเครื่องมือที่เขาใช้งานวันก่อน จากนั้นจึงเดินลงไปยังทางโล่งเตียนที่ก็เป็นตัวเขาเองนั่นแหละมาถางเอาไว้ ทางเดินดินที่ทำพอให้รถสามารถขับผ่านได้ ด้านหนึ่งเป็นทุ่งนากว้างที่ข้าวกำลังทอรวงเหลืองอร่าม เพราะมันถึงเวลาแห่งการเก็บเกี่ยวแล้ว อีกด้านเป็นสวนที่มีทั้งแปลงผัก แปลงมะนาว มะม่วง มะขามหวาน ฝรั่ง และบ่อปลา ริมทางปลูกมะพร้าวน้ำหอมต้นเตี้ยเรียงเป็นแถวดูสวยงามเป็นระเบียบ ยอดหญ้าสีเขียวอ่อนและรวงข้าวสีทอง เกาะเต็มไปด้วยน้ำค้างยามเช้าที่ล้อเล่นกับแสงแรกของวันจนเป็นประกายงามตาไปทั้งทุ่ง ไอหมอกที่ลงทั้งคืนยังลอยระอยู่กับยอดข้าว เหมือนกำลังหยอกเย้ากันเล่น นกตัวเล็กบินออกจากรังเพื่อหาอาหารมองเห็นอยู่ไกลๆ พร้อมลมหนาวโชยมาเป็นระยะให้ความรู้สึกชุ่มฉ่ำ อากาศเย็นชื้นๆ ยามเช้าของท้องนาที่เริ่มเข้าสู่หน้าหนาวและฤดูกาลเก็บเกี่ยว ให้ความรู้สึกสดชื่นเป็นอย่างมากจนไม่อยากจากไปอยู่ที่ไหนไกลๆ อีกแล้ว

ลานข้าวเก่ายังคงเค้าความเป็นลานข้าวที่พื้นดินเรียบราบเหมือนเดิม ด้านหนึ่งแบ่งเขตกับทุ่งนาด้วยมะม่วงต้นเตี้ยๆ ถัดไปเป็นไผ่กอใหญ่สองกอที่ผูกเปลญวนจากต้นไผ่ลำใหญ่โยงเข้ากับต้นมะม่วงใบหนา ซึ่งมันเคยพาต้นกล้าขาดไปแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนี้จึงมีเปลอันใหม่พร้อมเชือกที่แข็งแรงกว่าเดิมมาผูกแทน

แม้ว่าจะไม่ได้ใช้งานนานหลายเดือน แต่พื้นดินตรงนี้ก็ยังคงความเรียบของหน้าดินเอาไว้ ให้รู้ว่ามันใช้ทำอะไรมาก่อน ติดก็แต่ที่มีต้นหญ้าเตี้ยๆ ขึ้นจนรกเต็มไปหมด ซึ่งนี่คืองานของเด็ดเดี่ยวในวันนี้ ที่ชายหนุ่มต้องถางมันออกไปโดยต้องปรับหน้าดินให้เรียบอีกด้วยอย่างที่คุณกวินสั่งมา ทั้งที่ทุกครั้งไอ้จ๋ามันแค่เอารถไถมาเกรดหน้าดินออกก็เสร็จเรียบร้อยในไม่กี่นาทีแล้ว แต่นี่เป็นคำสั่งที่ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงการกลั่นแกล้งแต่เด็ดเดี่ยวก็เต็มใจทำ

%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%

“เฮ้ยไปไหนวะ”

“แถวๆ นี่ครับลูกพี่”

“เออ นั่นล่ะแล้วไปทำอะไรล่ะ”

“หึๆ “นอกจากไอ้จ๋ามันจะไม่ตอบตรงๆ แล้วยังหัวเราะเสียงโรคจิตที่ต้นกล้าได้ยินแล้วหงุดหงิดขึ้นมาทันที แต่ก็ต้องใจเย็นๆ เอาไว้ หากอยากรู้เรื่องที่ต้องการรู้ก็อย่าทำให้ให้จ๋ามันคิดว่าอยากรู้ แต่คนใจร้อนอย่างต้นกล้าจะห้ามตัวเองได้ที่ไหนล่ะ

“เอ๊า..้อย่ากวนนะเว้ยเดี๋ยวปั๊ด”

“ไอ้จ๋าไม่ได้กวนนะครับ แต่นี่มันความลับระดับชาติระหว่างไอ้จ๋ากับคุณลุง ไอ้จ๋าคงบอกไม่ได้”

“นี่แกไม่เห็นหัวฉันแล้วใช่มั้ย..คายออกมา!”

“เอ่อ...”

“เมื่อกี๊ฉันเห็นนะแกกระซิบกระซาบอะไรกับคุณพ่อ”

“ไม่มีอะไรครับ”

“ต้องมีสิวะ”

“โธ่ ลูกพี่อย่ามาจับผิดไอ้จ๋าเลยครับ ไอ้จ๋าก็แค่รับคำสั่งมาปฏิบัติตามก็เท่านั้นเอง”

“คำสั่ง..? คำสั่งอะไรวะ”

“ไอ้จ๋าบอกไม่ได้จริงๆ ครับลูกพี่” ต้นกล้าชักทนไม่ไหวกับมันแล้วนะ เพราะนอกจากไอ้จ๋าจะไม่ยอมบอกดีๆ ท่าทางกวนๆ ของมันยังทำให้เขาของขึ้นเอาได้ง่ายๆ

“บอกมาซะดีๆ”

“โธ่เห็นใจไอ้จ๋าเถอะครับ”

“แกก็เห็นใจฉันบ้างสิวะ”

“ลูกพี่จะให้ไอ้จ๋าเห็นใจเรื่องอะไรล่ะครับ” เอ่อ อุ๊ป! พอเจอคำถามสวนกลับของไอ้จ๋าต้นกล้าจึงเพิ่งรู้ตัว ว่าได้เผลอถามมันด้วยความอยากรู้มากเกินไป แต่ก็เพราะห่วงว่าคนหน้ามึนจะโดนแกล้งนั่นแหละ เลยต้องเค้นเอาคำตอบจนลืมว่ามันอาจจะสงสัยอะไรเอาได้ ต้นกล้าถึงกับพูดไม่ออก เขาไม่อยากพูดไม่อยากมองหน้าไอ้จ๋าแล้ว ปล่อยให้มันยืนอมยิ้มทำหน้ารู้ทันอยู่อย่างนั้นจนพอใจเลยเถอะ เพราะจะให้บอกว่าอยากรู้ทำไมออกไปตรงๆ ได้อย่างไรล่ะ เดี๋ยวมันก็ล้อเอาได้นะสิ ฮึ่ย!

เมื่อมองมาจากมุมที่ต้นกล้าแอบซุ่มดูตั้งแต่เด็ดเดี่ยวขับรถเข้ามา จนกระทั่งลงมาคุยกับคุณกวิน ต้นกล้าก็สัมผัสได้ถึงพลังบางอย่าง เช่น แผนกลั่นแกล้งครั้งใหญ่ หากเป็นแผนของไอ้จ๋าต้นกล้าจะเรียกมันว่าแผนชั่ว แต่นี่เป็นแผนของคุณกวินผู้เป็นพ่อ เป็นแผนกลั่นแกล้ง ที่มีเอาไว้ใช้กับเด็ดเดี่ยวโดยเฉพาะ ต้นกล้าจะขอเรียกมันว่าแผนสกัดดาวรุ่งก็แล้วกัน หนุ่มหัวแดงเผลอขมวดคิ้วมุ่นเมื่อคิดไม่ตก ว่าแผนของคุณกวินที่จะเอามาแกล้งเด็ดเดี่ยววันนี้คืออะไร

“ลูกพี่ครับ”

“อะเออ..อะไรวะ”

“ทำไมเงียบไปล่ะครับ”

“เปล่าไม่มีอะไรว่าแต่แกเถอะ จะไม่บอกจริงๆ ใช่มั้ยว่ามีเรื่องอะไรกัน”

“โธ่ไอ้จ๋าลำบากใจนะครับ”

“เออ ลำบากใจก็ไม่ต้องพูดอยากรู้ตายเลยโว้ย!” ตอนนี้คนที่ไม่อยากรู้หน้าบูดหน้าบึ้งและเดินตึงตังออกไปเรียบร้อยแล้ว จนไอ้จ๋าได้แต่ส่ายหัวยอมใจ ก่อนจะเรียกลูกพี่ใหญ่ของมันให้หันกลับมา

“ลูกพี่ครับถ้าอย่างนั้น”

“ถ้าอย่างนั้นมันอย่างไหนวะ” ต้นกล้าหูตั้งขึ้นมาทันทีเมื่อหันขวับกลับมาถาม ไอ้จ๋าจึงรีบโน้มตัวเข้ามากระซิบกระซาบ ด้วยท่าทางเหมือนกับตอนที่คุณกวินกระซิบกับมันไม่มีผิด ไม่ผิดแม้กระทั่งการพาดท่อนแขนไว้บนไหล่ของลูกพี่ใหญ่แล้วรั้งเข้ามาหาก่อนจะพูด โดยไม่ลืมย้ำกับต้นกล้า ว่ามันคือความลับสุดยอดและแผนการนี้ห้ามบอกใครโดยเด็ดขาด

“..........”

“...........”

“สัญญาเลยนะครับลูกพี่ เหยียบให้มิดปิดให้แซด อย่าบอกใคร*! *” ไอ้จ๋ามีสีหน้าจริงจังที่สุดเท่าที่ต้นกล้าเคยเห็นมา มันจ้องตาลูกพี่ใหญ่เขม็งรอคำตอบ

“ได้สิวะคราวหลังเรื่องสนุกๆ แบบนี้แกควรบอกฉันก่อนเป็นคนแรกเลยนะเว้ย”

“แหมไอ้จ๋ากลัวแผนรั่วนี่ครับลูกพี่”

“มันจะรั่วไปไหนได้วะ แกไม่ไว้ใจฉันหรือไงห๊า!” ไอ้จ๋าล่ะอยากบอกจริง จริ๊ง ว่าไม่ไว้ใจเลย ตั้งแต่ที่เห็นลูกพี่ทั้งสองเอาแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ยามส่งสายตาหากัน แต่ก็นั่นแหละคนเป็นลูกน้องอย่างมันจะพูดอะไรได้ล่ะวะ นอกจากมองอยู่ห่างๆ มีล้อมีแซวบ้างทุกครั้ง ในแบบที่มันเองไม่ยอมพลาดแน่นอน หากโอกาสเป็นใจก็เท่านั้นเอง หึๆ ๆ

“ลูกพี่เหยียบให้มิดเลยนะครับ อย่าให้รั่วไปถึงคนอื่นโดยเฉพาะคุณป้าหรือคุณยาย ไม่งั้นแผนชั่ว! เอ๊ย! ..แผนสกัดดาวรุ่งของคุณลุงล่มแน่”

“เรื่องสนุกแบบนี้ฉันจะปล่อยให้มันล่มง่ายๆ ได้ยังไงวะ หึๆ ๆ ” ต้นกล้าหัวเราะเจ้าเล่ห์กับแผนการที่ได้รับรู้มา และเขายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วม นัยน์ตาดำขลับแพรวพราวเป็นประกายเหมือนคนกำลังสนุก ปากแสยะยิ้มเหี้ยมเมื่อมองเห็นภาพ ว่าอะไรเป็นอะไรรออยู่ข้างหน้า แม้ในใจจะรักนั่นก็ใช่ล่ะ แต่ทุกคนก็รู้ว่าการได้แกล้งคนที่เรารักนั้นมันคือสุดยอดความสนุกมากแค่ไหน

“หึๆ ๆ เยี่ยมมากครับลูกพี่ “ไอ้จ๋ายกหัวแม่มือให้ลูกพี่ของมันทั้งสองข้างเพื่อบอกว่าต้นกล้านั้นเยี่ยมยอดจริงๆ เยี่ยมจนลืมความลามปามที่มันบังอาจกอดคอลูกพี่ใหญ่เหมือนเพื่อสนิทไปเลยทีเดียว

“เออ ถ้าอย่างนั้นแกรีบๆ ไปจัดการตามแผนเถอะว่ะ”

“แหมพอรีดความลับจากไอ้จ๋าได้แล้วก็ไล่เลยนะครับ”

“เออสิ เดี๋ยวฉันก็จะลงไปเกี่ยวข้าวช่วยคนงานแล้วเนี่ย รอโอกาสนี้มาตั้งนาน”

“ครับๆ เดี๋ยวไอ้จ๋าจัดการเรื่องทางนี้แล้วจะรีบตามลงไป”

“เออ.. ระวังตัวด้วยละกัน อย่าไปเผลอบอกใครเข้าอีกล่ะ”

“รับแซบครับลูกพี่” ไอ้จ๋าบอกเสียงหนักแน่นพร้อมตะเบ๊ะให้อย่างเท่ ก่อนจะวิ่งไปทำงานที่มันได้รับมอบหมายด้วยความว่องไว

ต้นกล้ามองไอ้ลูกน้องคนสนิทวิ่งไปจนลับตาจึงหันกลับมาทางเดิม ยกมือขยับหมวกสานสีส้มแสบตาที่ใส่อยู่เล็กน้อยแล้วกระชับผ้าขาวม้าที่เคียนเอวให้แน่นขึ้น ก่อนจะเดินไปหยิบเคียวคู่ใจมาเกี่ยวไว้ที่ไหล่ เพราะสังเกตเห็นที่พี่สอนทำเมื่อวานแล้วมันดูท่าทางเหมือนมืออาชีพ ต้นกล้าเลยนึกอยากทำบ้าง หนุ่มหล่อเกาหลีเดินลงนาไปตามเส้นทางที่ได้รับการถางเอาไว้เป็นอย่างดี โดยไม่ลืมหยิบกระติกน้ำแข็งใส่น้ำหวานสีแดงสด ที่ขอให้แม่แจ่มใจเตรียมให้ติดมือลงไปด้วย

ต้นกล้ากระหยิ่มยิ้มย่องในใจเป็นพิเศษ เพราะวันนี้เป็นวันแรกของเขากับการเกี่ยวข้าว แม้ว่าจะไม่เคยจับเคียวเพื่อเกี่ยวข้าวหรือเกี่ยวอย่างอื่นมาก่อนก็ตามเถอะ แต่ของอย่างนี้มันศึกษาเรียนรู้กันได้ แม้จะยังไม่ทันเดินถึงนา แม้จะยังไม่ทันได้เกี่ยวข้าวสักต้น แต่ความปลื้มปริ่มภูมิใจและความตื่นเต้นก็มีอยู่เต็มเปี่ยม เพราะนี่ไม่ใช่การเกี่ยวข้าวธรรมดาที่ชาวนาเขาทำมาแต่บรรพชน แต่มันเป็นการที่ต้นกล้าจะได้เกี่ยวข้าวที่ตัวเองได้ร่วมปลูกเป็นครั้งแรกของการเริ่มต้น เขาเริ่มต้นทุกอย่างที่นี่ ที่แห่งนี้ล้วนเป็นครั้งแรกของเขา ตั้งแต่ไถพรวนดิน เตรียมดิน ไปจนถึงปักดำ ใส่ปุ๋ย แม้จะทุลักทุเลบ้าง แต่กลับเป็นความสนุกตื่นเต้นที่สุดในชีวิตที่เคยเจอมา แต่ไม่นับความตื่นเต้นตอนเจอผีนะเพราะนั่นมันคือความกลัว ทุกความทรงจำของการเริ่มต้นที่นี่ ทำให้เขาเกิดความรู้สึกภูมิใจ เลือดชาวนาที่อยู่ในตัวสูบฉีดรุนแรงพลุ่งพล่าน พร้อมกับสองเท้าที่ก้าวย่างไปอย่างมั่นคง จุดหมายปลายทางคือทุ่งนาสีทองอร่ามกว้างสุดตา

ต้นกล้ายกมือสัมผัสเคียวเย็นๆ ที่เกี่ยวห้อยไว้บนไหล่ รู้สึกเต็มตื้นหัวใจอยู่ลึกๆ จนกระทั่งเดินผ่านลานข้าวเก่า ที่มีใครบางคนกำลังถางหญ้าปรับหน้าดินอย่างเอาเป็นเอาตายตามคำสั่งของคุณกวิน นั่นแหละสองขาที่กำลังเดินอย่างมีจุดหมายจึงได้หยุดลง

จากจุดที่ยืนอยู่ระยะไกลราวสิบกว่าเมตร ต้นกล้าเห็นหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดทำงานเสื้อเชิ้ตแขนยาวพับแขนถึงศอก กางเกงยีนตัวเก่าขายาวเก็บปลายไว้ในรองเท้าบู้ตสีดำครึ่งแข้ง ไม่ลืมผ้าขาวม้าลายสวยสีสดใสที่เคียนเอว และหมวกปีกว้างทรงคาวบอยอันเป็นหมวกประจำตัว เขาคนนั้นกำลังใช้จอบถางหญ้าและถากหน้าดินให้เรียบ โดยกวาดเศษดินที่ถากออกไปกองไว้ข้างๆ บางครั้งก็ยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลลงมาตามใบหน้า แต่ทุกกริยาก็ทำด้วยท่าทางขยันขันแข็ง แม้ว่าอากาศยามเช้าจะยังเย็นสดชื่น แต่เมื่อลงมือทำงานก็เล่นเอาเหงื่อตกได้เหมือนกัน

ปากบางได้รูปที่ใครคนนั้นบอกว่าน่าจูบทั้งวันทั้งคืนเผลอยิ้มให้ภาพที่เห็น ก่อนที่ตันกล้าจะหันไปทางเปลญวนที่เคยนอนเล่น หนุ่มกรุงที่กำลังจะกลายเป็นชาวนาเต็มตัวเดินไปวางของที่ถือมาลงข้างๆ แล้วทิ้งร่างลงบนเปลกว้าง เท้ายันพื้นให้เปลไกวเล็กน้อยก่อนจะยกขึ้นมาพาดไขว้กันเหยียดออกเต็มความยาว หยิบกระติกน้ำที่มีหลอดในตัวขึ้นมาดูดชิมรสหวานๆ ของน้ำสีแดงที่ชอบอย่างสบายใจรับลมที่พัดมาหวี่ๆ

ต้นกล้าไม่เร่งรีบลงนาเพราะตอนนี้ก็ถือได้ว่ายังเช้าอยู่มาก แต่อีกสักครู่คนงานก็คงเริ่มลงมากันแล้ว ถึงตอนนั้นค่อยไปก็คงได้ ตอนนี้ขอนอนเล่นรับลมเย็นๆ และสูดอากาศสดชื่นสักครู่ก่อน แต่อะไรคือการที่คิดว่าจะนอนเล่นเพียงเดี๋ยวเดียวพอเจอลมที่โชยมาเย็นๆ และกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกหญ้าฉ่ำน้ำค้าง ต้นกล้าเลยหลับไปแบบไม่รู้ตัว มารู้สึกอีกทีก็เมื่อตอนที่สัมผัสได้ถึงอะไรเย็นๆ แตะซับและกดย้ำไปตามใบหน้าจนทั่ว พร้อมกับเสียง จุ๊บๆ ฟอดๆ นี่แหละ ที่ทำให้ต้นกล้าต้องลืมตาค่อยๆ ขึ้นมา

ฟอด ฟอด จุ๊บ จุ๊บ ฟอดดดดดด จุ๊บ

“เฮ๊ย! “ต้นกล้าผละออกเพราะลืมตาขึ้นมาก็เห็นใบหน้าคมคร้ามอยู่ห่างไม่ถึงคืบ รอยยิ้มเอ็นดูและสายตาวิบวับเป็นประกายที่ส่งให้กัน มันดูมีความหมายลึกซึ้งจนแทบจะทำตัวไม่ถูก ทั้งตกใจ ทั้งตื่นเต้น ทั้งกระดาก ทั้งไม่รู้จะเอาตามองไปทางไหนใจมันถึงจะไม่สั่นไปมากกว่านี้ เอาจริงๆ ก็เขินนั่นแหละ ไม่รู้ว่าเผลอทำน้ำลายยืดไปด้วยหรือเปล่า ต้นกล้าไม่มีเวลาตรวจตัวเองเลย ไอ้คนบ้าไอ้คนหน้ามึนทำอะไรแต่ละอย่างไม่คิดถึงจิตใจกันบ้างเลย ไอ้พี่บ้า ต้นกล้าตะโกนด่าอยู่ในใจและที่สำคัญก็ด่าตัวเองนี่แหละที่มานอนอยู่ตรงนี้ นี่เขาเผลอหลับไปได้ยังไงตั้งแต่ตอนไหน คิดแล้วก็เจ็บใจตัวเอง ที่ว่าจะนอนเล่นๆ สักครู่เดียวแต่ดันหลับไปจริงๆ เสียนี่ ฮึ่ย!! มันเขินจนหมดมาดคนหล่อแล้วนะเว้ยรู้หรือเปล่าไอ้พี่บ้า!

“มานอนให้กำลังใจแบบนี้ พี่จะทำงานทั้งวันเลยไม่บ่นเลย”

“เข้าข้างตัวเองไปนะ เรามานอนเล่นเป็นปกติทุกวันเหอะ”

“ว้าพูดแบบนี้พี่น้อยใจแทบไม่ทันเลยนะเนี่ย ว่าแต่น้ำหวานนี่พี่ขอชิมหน่อยได้มั้ยกำลังคอแห้งเลย”

“จะกินก็กินสิแค่นี้ใครจะหวง” ทำเหมือนไม่เต็มใจทั้งที่ก็อยากให้เขากินด้วยนั่นล่ะ ต้นกล้ายัดกระติกน้ำใส่มือของเด็ดเดี่ยว ที่รับไปถือไว้เอง ทั้งที่ตายังจับอยู่กับใบหน้าหล่อเกาหลีสีแดงระเรื่อ

“อะไรอีก?” แล้วต้นกล้าก็ต้องถามอย่างแปลกใจเพราะคนตัวโตเปิดฝาที่ปิดปลายหลอดแล้ว แต่ยื่นกลับมาจ่อที่ปากได้รูปสีชมพูจางๆ ของเขา

“พี่ให้ต้นกล้ากินก่อน”

“หึ ดีแล้วที่รู้ว่าของใครเป็นของใคร” ต้นกล้าบอกอย่างเป็นเจ้าของก่อนจะก้มลงดูดน้ำหวานในกระติกคำใหญ่ หูได้ยินเสียงเด็ดเดี่ยวบอกว่า เดี๋ยวพี่จะกินต่อ ซึ่งเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาก็ “อุ๊ป!! อื้ออออ”

‘พี่ให้ต้นกล้ากินก่อนแล้วพี่ค่อยกินในแบบของพี่ยังไงล่ะ’

คนที่ก้มลงดูดน้ำหวานเฮือกใหญ่ยังไม่ทันได้กลืนลงคอ เมื่อเงยหน้าขึ้นก็ถูกจู่โจมทันทีโดยการล็อกท้ายทอยจับประกบปากจากคนที่รอจังหวะอยู่ก่อนแล้ว เด็ดเดี่ยวสอดแทรกเรียวลิ้นเข้าควานหาหยอกเย้า ทั้งกวาดต้อนดูดดื่มทีละเล็กละน้อย จนเอาน้ำหวานเย็นๆ ที่อยู่ในปากของต้นกล้ามาเป็นของตัวเอง บางส่วนไหลล้นหยดลงมาตามมุมปากเขาก็ตามเก็บกลับคืนโดยไม่ให้เสียของ ปากกับลิ้นทำงานประสานกันเพื่อปล้นเอาความหวานฉ่ำที่ชื่นใจกว่าหวานใดๆ กลืนลงคอ จนน้ำหวานที่ต้นกล้าดูดเข้าไปถูกกลืนหมดแล้ว คนตัวโตก็ยังอ้อยอิ่งกับรสหวานละมุนจากเรียวลิ้นของคนถูกบังคับป้อนอย่างไม่รู้ตัว

น้ำหวานสีแดงสดหวานยิ่งกว่าหวาน หาใช่เพราะมันเป็นน้ำที่หวานอยู่แล้วไม่ แต่เป็นเพราะมันถูกป้อนมากับจูบหวานๆ นั่นต่างหาก ที่เล่นเอาคนบังคับป้อนไม่อยากถอนริมฝีปากออกจากกัน จนกระทั่งต้นกล้าเริ่มหายใจไม่ทันนั่นแหละสติของทั้งสองจึงกลับมา

“ทำอะไรเนี่ยถอยเลย” จะยิ้มจะบึ้งก็ทำไม่ถูก แต่ใบหน้าหล่อเกาหลีงอง้ำเหมือนไม่ชอบใจ ทั้งที่มุมปากมันคอยแต่จะยกขึ้นยิ้มจนต้นกล้าจะฝืนตัวเองไว้ไม่ได้แล้ว เมื่อทำอะไรไม่ได้เลยหลุบตาลงมองหน้าอกแน่นๆ ชุ่มเหงื่อของคนตัวโต ที่นั่งคุกเข่ายืนพื้นไว้ข้างเดียวอยู่ตรงหน้า มือก็ผลักอกกว้างให้ถอยห่าง

“พี่กินน้ำหวาน”

“แล้วทำไมไม่กินจากกระติกเล่า”

“กลัวมันไม่หวานถูกใจพี่เท่ากินจากปากต้นกล้าไง” ไม่รู้ว่าที่ปากหวานอยู่นี้เป็นเพราะเด็ดเดี่ยวเพิ่งกันน้ำหวานลงไป หรือเป็นเพราะว่าเขาเองเป็นคนที่พูดจาหวานหูอย่างนี้อยู่แล้ว แต่มันก็ทำให้ต้นกล้าหน้างอหน้าง้ำไปได้เลยทีเดียว ซึ่งอาการหน้างอนี่ไม่ใช่เพราะโกรธกันหรอกนะ เป็นใครก็คงโกรธไม่ลงหากคนที่รักที่ชอบมาทำกับตัวเองแบบนี้ การทำอะไรบ้าๆ บอๆ ที่มีผลกับก้อนเนื้อกลางอก อะไรบ้าๆ บอๆ ที่ทำให้เนื้อก้อนนั้นมันเต้นกระหน่ำ จนกลัวว่าจะทะลุซี่โครงออกมาดิ้นกระแด่วๆ อยู่ข้างนอก ยิ่งอีกคนโน้มตัวเข้ามาใกล้ต้นกล้ายิ่งทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะรุกหนักไปทำไมนักหนา ต้นกล้าเบื่อที่จะเขินไปมากกว่านี้แล้วไม่รู้หรืออย่างไร โว้ย...ไอ้พี่บ้า!

ฟอดดดด

“มันเขี้ยว”

“เอ้า เกี่ยวไรกะเราอีก ถอยๆ เราจะไปเกี่ยวข้าวแล้วเนี่ย”

“เดี๋ยวสิพี่ยังชื่นใจไม่พอเลย”

“รีบๆ ไปทำงานเลยไป เดี๋ยวไม่เสร็จวันนี้ได้ทำจนดึกอีกแน่”

“ดึกก็ยอมถ้าต้นกล้าลงมาหาพี่เหมือนวันนั้นด้วย”

“ฝันไปเถอะ!” ใช่ฝันไปเถอะว่าต้นกล้าจะพาตัวเองลงมาให้ถูกเอารัดเอาเปรียบรังแกแต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะตัวเองก็มีใจเหมือนวันนั้น ที่เด็ดเดี่ยวถูกคุณกวินใช้ให้ถางหญ้าตรงทางลงนาจนค่ำ สามทุ่มก็แล้วสี่ทุ่มก็แล้วยังดูเหมือนจะไม่เสร็จ เพราะยังเห็นว่ารถยนต์คันเก่งของคนตัวโตจอดนิ่งอยู่ที่เดิม

ต้นกล้าต้องแอบย่องลงมาดูด้วยตนเอง ว่าจะถางอะไรกันนักหนาค่ำๆ มืดๆ อย่างนี้ อุตส่าห์ข่มความกลัวเดินฝ่าความมืดลงมาโดยไม่ง้อไอ้จ๋า แต่ที่ไหนได้งานเสร็จตั้งนานแล้วไม่ยอมกลับกันเพราะมัวแต่นั่งดื่มเบียร์ชมดาว โดยมีไอ้จ๋านั่นแหละเป็นผู้ร่วมวง แต่นั่นไม่เท่าไหร่ ต้นกล้าจะไม่อะไรเลยหากไอ้จ๋ามันไม่รีบปลีกตัวเลี่ยงออกไปก่อน แล้วเปิดโอกาสให้คนหน้ามึนเอาแต่ใจกับต้นกล้าเป็นชั่วโมง ด้วยการบังคับให้บีบนวดคลายเส้นจนปวดมือไปหมด

ต้นกล้าหย่อนขาลงจากเปลลุกขึ้นอยู่ในท่านั่งโดยหันหน้าเข้าหากัน นั่นทำให้คนที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างเปลได้โอกาส สอดแทรกตัวเองเข้ามานั่งขัดสมาธิอยู่ตรงกลางระหว่างขาของเขาอย่างรวดเร็ว จนแทบจะโวยวายไม่ทัน

“ทำอะไรแบบนี้เด็ดเดี่ยวถอยๆ เดี๋ยวใครก็มาเห็นเข้าหรอก”

“ใครจะมาเห็นล่ะ คนงานก็เดินไปหมดแล้ว”

“คุณพ่อ คุณแม่ คุณยาย ใครก็ได้แม้กระทั่งไอ้จ๋า” เด็ดเดี่ยวชะงักไปนิดเดียวแต่ก็กลับยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมาอีก

“เห็นก็ดีเหมือนกันนะพี่จะได้ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก”

“แล้วคุณยายล่ะไม่ห่วงความรู้สึกของคุณยายแล้วหรือไง” หยั่งเชิง นี่มันเป็นคำถามที่ต้นกล้าต้องการหยั่งเชิงคนอยากเปิดตัว ว่าเขายังห่วงความรู้สึกของคุณยายอยู่เหมือนเดิมหรือเปล่า ถ้าหากชายหนุ่มยังคงทำตัวรุ่มร่ามทุกทีที่ได้เข้าใกล้กันอยู่อย่างนี้ อีกไม่นานทุกคนก็คงได้รู้เรื่องกันทั่วแน่ๆ

“พี่...”

“ถ้ายังกลัวคุณยายหัวใจวายก็ขยับออกไปซะ เพราะเราได้ยินคุณยายเปรยๆ ว่าจะลงมาดูคนงานเกี่ยวข้าวด้วย” หึๆ ๆ

“จริงเหรอ” เด็ดเดี่ยวสีหน้าเปลี่ยนไปสายตาละห้อย แต่ก็ยังไม่ยอมถอยห่างออกจากหว่างขาที่อบอุ่น? แถมยังรวบเอวบางกระชับไว้แล้วซบแก้มข้างซ้ายลงที่อกของต้นกล้าเหมือนเด็กๆ เรียกร้องความสนใจอีกด้วย

“โอ๊ย ทำอะไรอีกล่ะเนี่ย!”

“.....”

“ถอยดิ”

“...”

“เด็ดเดี่ยว”

“...” ความเงียบคือคำตอบของคนที่กำลังซบหน้าอยู่จนต้นกล้าไม่รู้จะจัดการยังไง แกะก็แกะไม่ออกเพราะอีกคนกอดรัดเอาไว้เสียแน่น จนนึกได้และปากก็ไว้กว่าวามคิด

“พะ พี่ พี่เดี่ยวถอย”

“พี่ขออยู่แบบนี้สักครู่”

“..”

“นะ แค่ครู่เดียว” มันยากมากที่จะกลั้นขำเอาไว้ได้ เมื่อเด็ดเดี่ยวทำตัวเหมือนเด็กที่ถูกทอดทิ้ง ยิ่งตอนที่ต้นกล้าเอาคุณยายมาอ้าง แววตาของชายหนุ่มที่เงยหน้าขึ้นมามองยิ่งน่าสงสาร เพราะมันดูกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเหมือนคนที่อยากจะทำอะไรบางอย่าง แต่ก็ทำอย่างที่ใจต้องการไม่ได้สักอย่าง ต้นกล้าเม้มปากตัวเองแน่นเพื่อไม่ให้ปล่อยเสียงหัวเราะดังๆ ออกมา เพราะความเข้าใจผิดคิดไปเองของเด็ดเดี่ยว มันไม่ใช่แค่นั้นไม่ใช่แค่เท่าที่คนตัวโตคิด แต่มันมีอะไรมากกว่านั้นที่สามารถช่วยให้ทุกอย่างมันง่ายขึ้น แล้วเรื่องอะไรต้นกล้าจะบอกดีๆ สู้ปล่อยเอาไว้อย่างนี้สนุกกว่าเป็นไหนๆ เพราะใบหน้าลำบากใจของเด็ดเดี่ยวยามพูดถึงความรู้สึกของคุณยายนั้น มันน่าขำน้อยเสียเมื่อไหร่ คึๆ ๆ

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo


ต้นกล้าจะเก็บใบหน้ากล้ำกลืนของเด็ดเดี่ยวเอาไว้ดูเล่นนานๆ ก็แล้วกัน วันไหนที่คนตัวโตกล้าสารภาพกับคุณยายตรงๆ วันนั้นสีหน้าของชายหนุ่มคงดีขึ้นเองนั่นล่ะ แต่ก่อนจะดีขึ้นก็คงน่าขำไม่น้อยไปกว่าวันนี้แน่นอน

“ปล่อยได้แล้วเราอยากไปเกี่ยวข้าวแล้ว”

“แปบหนึ่ง”

“เดี๋ยวนี้”

“อือ” ทั้งที่ซุกใบหน้าอ้อนอยู่กับแผ่นอกบาง เด็ดเดี่ยวก็ส่ายหัวเอาเป็นเอาตายอย่างคนเอาแต่ใจ ท่าทางเหมือนเด็กที่ต้นกล้าไม่เคยเห็นมาก่อน ทำให้อยากยกมือขึ้นมาลูบปลอบบนหัวทุยของคนที่ซบอยู่ แต่ด้วยอีกคนอายุมากกว่าหลายปี ต้นกล้าเลยทำเพียงแค่กระชับอ้อมแขนที่พาดอยู่บนไหล่แกร่งให้แน่นขึ้น เหมือนโอบกอดเอาไว้และปลอบใจไปด้วย พร้อมกับความร้อนวูบวาบที่กลับมาอีกแล้ว จนต้นกล้าได้แต่บรรเทาความตื่นเต้นของตัวเอง ด้วยการหายใจเข้ายาวๆ นานเป็นครู่เกินคำว่าแปบหนึ่งที่บอก จนเจ้าของอกชักอ่อนใจ อีกคนก็ไม่มีท่าทีว่าจะผละออก แต่เวลาที่สายมากแล้วทำให้ต้องรีบไป เพราะกลัวจะไม่ได้ทำงานทำการกันสักที



ต้นกล้าพยายามผลักดันไหล่เด็ดเดี่ยวออกห่าง แต่คนหน้าด้านหน้ามึนก็เอาแต่ส่ายหัวปฏิเสธ ทำตัวเอาแต่ใจตัวเองอยู่อย่างนั้น ก็แน่ละสิ โอกาสอย่างนี้มันมีง่ายๆ เสียเมื่อไหร่ เพราะตัวขัดมีมากเหลือเกิน ไหนจะไอ้จ๋าที่มันมักจะมาได้จังหวะตอนที่กำลังหวานชื่นกันตลอด ตอนนี้เพิ่มคุณกวินว่าที่พ่อตาเข้ามาอีกคน อย่าว่าแต่โอกาสจะได้กอดหรือแทะโลมเล็กๆ น้อยๆ แค่เข้าใกล้ยังยากเลยเถอะ กับสาวๆ ยังไม่ยากขนาดนี้เลยนะ เพราะใครๆ ก็อย่างได้ลูกชายกำนันอาจหาญเป็นเขยกันทั้งนั้น แต่นี่อะไร คุณกวินนอกจากจะไม่อยากได้แล้วยังกีดกันแบบสุดฤทธิ์สุดเดช เหมือนรู้ว่าเขาคิดยังไงกับต้นกล้า แล้วก็กันท่าอย่างที่เห็นจนได้แต่มองตาละห้อย พอได้โอกาสงามๆ แบบนี้จะไม่ให้เด็ดเดี่ยวรีบฉวยเอาไว้ได้อย่างไร...ถูกมั้ย!?

“อย่าทำตัวเหมือนเด็กๆ วันนี้มันสำคัญสำหรับเรามากนะ” เด็ดเดี่ยวค่อยๆ ผละตัวออกจากอกอุ่นอย่างแสนเสียดาย แล้วก็นั่งขัดสมาธิแหงนหน้ามองกันอยู่อย่างนั้นไม่ขยับไปไหนเหมือนเดิม

“วันอะไรทำไมถึงสำคัญ วันเกิดก็ไม่ใช่วันนี้นี่”

“เปล่า ก็วันนี้เป็นการเกี่ยวข้าววันแรกของเราไง”

“อืม”

“อะไร อืมแค่เนี๊ย”

“เอ้า มันก็แค่เกี่ยวข้าวพี่ไม่เห็นมันจะมีอะไรสำคัญ พี่เกี่ยวอยู่ทุกปี”

“สำคัญสิ เพราะเราไม่เคยเกี่ยวมาก่อนนะอย่าลืม แต่ที่สำคัญที่สุดเพราะเป็นข้าวที่เราได้ลงมือปลูกเองตั้งแต่ไถนาจนถึงวันนี้ เรา...” ต้นกล้าสูดหายใจยาวเข้าปอด ใบหน้าหล่อมีความอิ่มเอมเพราะกำลังปลื้มปีติ

“หืม เราเป็นอะไรครับ”

“เรา..” ต้นกล้าเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่ปลอดโปร่งเหนือยอดไผ่ เมฆบางๆ ลอยเอื่อยไปตามลมหนาวที่พัดมาเบาๆ เผลอยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาพาดไหล่คนที่นั่งอยู่ตรงหน้าโดยไม่รู้ตัว “เราก็ภูมิใจไงไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้ขนาดนี้มาก่อนน่ะ” บอกแล้วก็เผยยิ้มออกมาพร้อมประกายวิบวับในแววตา ที่ทำโดยไม่รู้ตัวจนคนมองได้แต่มองตาค้าง

“พี่ภูมิใจในตัวคนรักของพี่จัง”

“หืม..? “ต้นกล้าชะงัก ลดสายตาจากท้องฟ้าสดใสลงมามองหน้าเด็ดเดี่ยว ที่กำลังแหงนหน้ามองเขาอยู่ก่อนแล้ว กำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่ได้พูดออกมาเพราะรู้ดีว่าเสียงของตัวเองคงสั่นจนฟังไม่รู้เรื่อง

‘โอ๊ย! .. คนหน้ามึนนี่พูดอะไรออกมารู้ตัวหรือเปล่าวะ ไปไม่ถูกแล้วนะโว้ย!’ ต้นกล้าได้แต่ตะโกนในใจ อยากหันหน้าหนีแต่เหมือนกับว่าถูกนัยน์ตาหวานฉ่ำของอีกคนที่กำลังจ้องมองสะกดเอาไว้ เพื่อบังคับให้นั่งมองตากันอยู่อย่างนั้น แต่ก่อนที่ต้นกล้าจะทำอะไรไม่ถูกไปมากกว่านี้ คนตัวโตก็ยืดตัวขึ้นมาแตะจูบเบาๆ ที่ริมฝีปากบางนุ่มแล้วผละออก นั่นแหละต้นกล้าจึงได้รู้สึกตัวแล้วผลักไหล่กว้างให้ห่างเหมือนกัน

“ลุกๆ เราอยากเกี่ยวข้าวเต็มแก่แล้ว”

“แล้วเกี่ยวเป็นมั่ยล่ะ”

“เออ นั่นสิ” ต้นกล้าทำตาโตเพราะเพิ่งนึกได้ก็เมื่อตอนถูกถามนี่ล่ะ ว่าตัวเองไม่เคยจับเคียวมาเกี่ยวข้าวหรือเกี่ยวหญ้าเกี่ยวอะไรมาก่อน ยกมือขึ้นเกาท้ายทอยตัวเองแก้เก้อพร้อมกับยิ้มแห้งๆ ที่คนมองดูยังไงก็บอกได้คำเดียวว่าน่ารัก ตอนนี้ใบหน้าหล่อเกาหลีดูตลก การกระทำของต้นกกล้าทำให้คนตัวโตยิ้มและมองอย่างเอ็นดู และปากบางได้รูปสีชมพูจางๆ นั่นก็มันน่าบดให้เจ่อจริงๆ!

จุ๊บ “อื้ออออออ” ไวเท่าความคิดของชายหนุ่ม เพราะเขาคว้าท้ายทอยของต้นกล้าเข้าหา เพื่อประกบปากแล้วดูดดึงแรงๆ อย่างมันเขี้ยวจนพอใจก่อนจะผละออก

“...” ต้นกล้าพูดไม่ออกจึงได้แต่ทำหน้ายักษ์ให้คนตัวโตที่ปล้นจูบ แม้จะไม่ได้รุกล้ำแต่ก็กดจูบยาวนานแทบขาดใจ

“ไม่ยากหรอกน่า มาลุกขึ้นมาเดี๋ยวพี่สอนเอง” เป็นครู่เชียวนะกว่าเด็ดเดี่ยวจะพูดประโยคนี้ออกมาได้ แต่จะให้นั่งจ้องกันด้วยสายตาที่อีกคนคงจะมองออก ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่แบบนั้นนานๆ ก็คงไม่ได้ เด็ดเดี่ยวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงโดยไม่ลืมหยิบเคียวที่ต้นกล้าวางไว้บนพื้นข้างๆ เปลขึ้นมาด้วย ยื่นมือให้คนที่นั่งอยู่บนเปลเพื่อช่วยรั้งให้ลุกขึ้น และจูงให้เดินไปยังแปลงข้าวที่อยู่ใกล้ๆ ด้วยกัน

“ไม่ต้องไปเกี่ยวกับคนงานตรงโน้นเหรอ”

“ตรงนี้ก็แก่ได้ที่แล้วมาสิ” ต้นกล้าค่อยๆ ก้าวจากคันนาลงมายืนอยู่ข้างๆ เด็ดเดี่ยว เขารู้สึกตื่นเต้นจนยิ้มไม่หุบ ส่วนคนมองก็มองเพลินแต่ยังไม่ลืมจุดประสงค์ที่กำลังพากันทำ ทั้งที่อยากจัดอีกสักจุ๊บสองจุ๊บให้ชื่นฉ่ำหัวใจ

“ไหนลองเกี่ยวให้พี่ดูก่อนสิว่าต้นกล้าจะทำยังไง”

“อะ อ้าว”

“อะไร”

“ก็ไหนใครบอกจะสอนเรา” ต้นกล้าชักสีหน้าให้กับท่าทางกวนๆ ของเด็ดเดี่ยวที่ยืนทำตัวสูงๆ ให้เขาที่สูงแค่ระดับคางได้แหงนหน้าขึ้นมองอย่างเอาเรื่อง

“ก็จะสอนไงแต่พี่อยากรู้ว่าต้นกล้าจะมีทักษะของตัวเองบ้างหรือเปล่า”

“จะสอนก็สอนดิ ก็รู้ๆ อยู่ว่าเราไม่เคยทำมาก่อน”

“น่า อะไรเราก็ไม่เคยทำมาก่อนทั้งนั้นล่ะ”

“ฮึ ก็ได้!”

“ระวังเคียวบาดนิ้วด้วย” ใบหน้าหล่อเกาหลีบูดบึ้งงอง้ำแต่ก็รับเคียวที่คนตัวโตยื่นให้มาถือ หันไปมองต้นข้าวกอใหญ่ตรงหน้าแล้วกำรวบแน่น แต่แทนที่จะใช้เคียวเกี่ยวขึ้น เพราะต้นกล้าทำไม่เป็นไม่รู้ว่าต้องเกี่ยวหรือดึงยังไง เขาจึงทำเหมือนกำลังหั่นต้นข้าวแทน เหมือนใช้มีดงอๆ หั่นผักบนเขียงนั่นแหละ ซึ่งมันไม่สามารถทำให้รวงข้าวขาดออกจากกอได้เพราะเกี่ยวไม่ถูกวิธี

“หึๆ ๆ”

“ขำไร ห้ามขำเรานะก็บอกอยู่ว่าไม่เคยทำ” ต้นกล้าหันมาเอาเรื่องเด็ดเดี่ยวทันทีที่ได้ยินเสียงหัวเราะโรคจิตดังขึ้น แต่เด็ดเดี่ยวกลับพอใจที่เห็นอีกคนมีแต่ความมุ่งมั่น แม้จะทำไม่เป็นและแม้ว่าจะไม่เคยทำมาก่อน แต่กลับมีความตั้งใจจริงที่จะทำมันให้ได้ โดยพร้อมที่จะเรียนรู้เสมอแม้จะถูกแกล้งถูกกวนให้หงุดหงิดเสียอารมณ์ ซึ่งต้นกล้าเป็นแบบนี้มาตั้งแต่แรกเริ่ม ที่ถึงแม้จะดูเหมือนไม่เต็มใจจะมาทำมาเป็นชาวนา แต่อีกคนกลับไม่เคยบ่ายเบี่ยงที่จะเรียนรู้ทั้งที่ไม่อยากทำ แต่พอเริ่มทำกลับจริงจังมากจนเด็ดเดี่ยวนึกแปลกใจ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชายหนุ่มสนใจทั้งที่ก็สนใจมากอยู่แล้ว ยิ่งได้เห็นถึงความเป็นตัวตนของต้นกล้าเท่าไหร่ ยิ่งทำให้เขาปักใจหลงรักหลานคุณยายคนนี้มากขึ้นเท่านั้น เพราะไอ้หัวแดงจอมรั้นทำตัวน่ารักแบบนี้ทุกวัน

“นี่”

“..”

“เป็นอะไรยืนยิ้มอยู่ได้จะสอนไม่สอน”

“พี่เปล่ายิ้ม”

“แล้วจะสอนไม่สอนบอกมา”

“สอนครับสอน”

“ถ้าไม่สอนเราเกี่ยวข้าวก็ไปทำงานของตัวเองเลยไป เดี๋ยวเราให้พี่สอนมาสอนก็ได้ไม่เห็นต้องง้อ”

“น่าง้อพี่หน่อย พี่ขี้น้อยใจนะบอกไว้ก่อน หึๆ ๆ”

“เหอะหัวเราะขำเราสิไม่ว่าไปไหนก็ไปเลย”

“ครับๆ ไม่ขำแล้ว เอามือมานี่มา”

“เอาไปทำไม”

“เอามาเถอะ”

“นี่มือเรานะไม่ต้องสั่งบอกมาก่อนเอาไปทำไม”

“เอามาจับดูหัวใจพี่จะได้รู้ว่าเต้นแต่ละทีมันมีแต่ต้นกล้านะครับ ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก” เด็ดเดี่ยวจับมือต้นกล้ามาวางที่กลางอกของตัวเองแล้วกดลงแน่น เขาต้องการเน้นย้ำให้อีกคนได้ซึมซับจนเข้าใจ แกล้งทำเสียงเหมือนกับว่าหัวใจของเขากำลังเต้นจนเสียงดังไปด้วย

“ฮ่าๆ ๆ มุกนี้คิดนานปะเลี่ยนจนจะเป็นลม”

“หึๆ อย่าเพิ่งเป็นลมเกี่ยวข้าวก่อน”

“อะไรเนี่ย”

“ใส่ไว้ ใบข้าวจะได้ไม่บาดมือ ไม่คายด้วย” เด็ดเดี่ยวหยิบถุงมือที่เหน็บไว้กระเป๋าหลังของกางเกงออกมาใส่ให้ มือเรียวขาวที่ดูยังไงก็น่าเสียดาย หากจะปล่อยให้ใบข้าวสากๆ คมๆ บาดเอา “เรียบร้อยแล้วไปทำงานได้”

“ถือเคียวไม่ถนัดเลย”

“แล้วใครเขาถือแบบนั้น”

“แล้วจะถือแบบไหนล่ะ”

“หันหน้าไป”

“เฮ๊ย อะไรเนี่ย”

“พี่จะสอนต้นกล้าเกี่ยวข้าวไง”

“แล้วมันต้องมายืนสอนกันแบบนี้หรือไง”

“ครับลูกศิษย์คนนี้พี่สอนแบบเป็นพิเศษ” เด็ดเดี่ยวจับไหล่ให้ต้นกล้าหันออกไปทางนาข้าว เขาก็ขยับเข้ามายืนซ้อนด้านหลังจนอีกคนร้องประท้วง แต่กระนั้นคุณครูผู้ร้อนวิชาก็ไม่ได้สนใจ เอื้อมมือโอบร่างโปร่งเอาไว้ แล้วเริ่มสอนตั้งแต่วิธีจับเคียวกันเลยทีเดียว

“เริ่มเลยนะ จับเคียวแบบนี้ทำตามสิครับ” ฟอด

“เฮ๊ย! “ต้นกล้าหันมาจะด่า แต่พอเห็นสายตาของคนตัวโตแล้วก็เกิดด่าไม่ลงมันเสียเฉยๆ นี่แหละ เลยได้แต่หันกลับไปทางเดิม นึกโกรธตัวเองที่ไม่รู้จะสั่นจะตื่นเต้นอะไรนักหนา กับแค่โดนอีกคนโอบและหอมแก้มแค่นี้เอง ฟอดด อีกละ

“จับตรงด้ามเคียวแน่นๆ “จุ๊บ

“อะ เอ่อ อืม” เด็ดเดี่ยวเลื่อนมือต้นกล้าให้อยู่ในช่วงถนัดพอดีกับการจับด้ามเคียว โดยที่เขากุมมือซ้อนทับมือนั้นอีกที มีเพียงถุงมือหนาขวางกั้น การสอนแบบนี้เข้าทางฝ่ายคุณครูยิ่งนัก เพราะสามารถคิดค่าสอนไปพร้อมๆ กันได้เลยในตัว แต่ไม่รู้การเรียนจะเข้าหัวนักเรียนหรือเปล่า เพราะเอาแต่ประหม่าและตื่นเต้น ต้นกล้าไม่เคยจะชินสักทีกับความใกล้ชิดจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นของกันและกัน ทั้งที่มันก็ตรงตามที่ใจเรียกร้องทุกอย่าง

“เคียวโค้งๆ ประโยชน์ของมันก็คือเอาไว้เกี่ยวจริงๆ เกี่ยวต้นข้าวเข้ามาอย่างนี้” จุ๊บ เด็ดเดี่ยวอธิบายไปพลางก็จับมือต้นกล้าที่กำเคียวแน่นไปเกี่ยวข้าวก่อใหญ่เอาไว้รั้งเข้ามาหาตัว “แล้วก็ใช้มือข้างนี้กำข้าวที่เอาเคียวเกี่ยวมากอย่างนี้นะครับ กำไว้สิ” ฟอดดด ฟอดดด จุ๊บ! ใบหน้าของคนสอนซ้อนอยู่ข้างๆ ใบหน้าคนเรียน เด็ดเดี่ยวเกยคางเอาไว้บนไหล่ของต้นกล้าเพราะยังโอบกอดจากด้านหลัง นั่นจึงทำให้สามารถคิดค่าสอนได้ตามใจตัวเอง จนคนในอ้อมแขนเริ่มสะท้าน ต้นกล้าหันขวับกลับมามองอย่างเอาเรื่อง โทษฐานที่คนตัวโตเอาแต่เก็บค่าสอนอยู่นั่นแหละ แต่ไม่ยอมสอนกันจริงๆ จังๆ สักที

“กำต้นข้าวไว้สิครับหันมามองหน้าพี่ทำไม”

“จะ จะสอนอย่างนี้อีกนานมั้ย ทั้งสอนทั้งหอมทั้งจูบเนี่ย จุ๊บๆ ฟอดๆ อยู่ได้”

จุ๊บ “หึๆ ๆ ครับ กำต้นข้าวไว้เร็วกำให้แน่น นั่นล่ะแล้วเกี่ยวเข้ามาหาตัวอย่างนี้นะครับ อืมอย่างนั้นแหละ ไม่ต้องใกล้มากเอาระยะที่ถนัดก็พอ แล้วเบี่ยงปลายเคียวออกไปข้างๆ พร้อมกับดึงอย่างนี้นะครับ อืม นั่นแหละ ดีมากคนเก่ง จุ๊บ”

“โอ๊ย พอๆ ๆ “ต้นกล้ากางแขนออกใช้แผ่นหลังชนอกหนั่นแน่นกล้ามเนื้อ เพื่อให้เด็ดเดี่ยวที่กำลังโอบมาจากข้างหลังถอยออกไป จนคนตัวโตผงะหงายหลังลงไปนั่งบนคันนา ต่างคนต่างหัวเราะชอบใจที่ได้แกล้งกัน ตาสบตาแล้วยิ้มให้กันอยู่แบบนั้นอย่างมีความหมาย เป็นครู่เด็ดเดี่ยวที่รู้ตัวก่อนจึงบอกให้ต้นกล้าลองเกี่ยวข้าวตามที่สอนเอาไว้ และคนหัวไวอย่างต้นกล้าก็ทำมันได้ดีทีเดียว

“เก่งมาครับ เรียนรู้เร็วนะเราน่ะ”

“หึ เราฉลาดไง”

“ได้ครูดีต่างหาก”

“หลงตัวเองซะไม่มี”

“หึๆ ๆ เอาข้าวที่เกี่ยวแล้ววางไว้ก่อน”

“ได้เดี๋ยวเราจะเกี่ยวต่อ” ต้นกล้าหันไปเกี่ยวข้าวต่อ จากที่ตอนแรกยังเก้ๆ กังๆ ไม่นานหัวที่เรียนรู้ได้เร็วก็ช่วยให้ต้นกล้าเกี่ยวข้าวได้เก่งและเร็วขึ้น จนคุณครูที่นั่งอมยิ้มมองอยู่ยิ้มกว้างขึ้นอย่างพอใจ แอบนึกอยากให้ต้นกล้ายังทำไม่เป็นจะได้ใช้วิธีสอนแบบตัวต่อตัวอีก หื่นซะไม่มีจริงๆ พี่เดี่ยวของเรา

“ถ้ามาไกลแล้วก็เหยียบตอฟางลงอย่างนี้ แล้วค่อยเอาข้าววางพาดทับในแนวขวางอย่างนี้นะ”

“อะเคร่ เข้าใจ”

“อืม”

“อืมอะไร อืมก็ถอยไปสิเราจะเกี่ยวต่อ เฮ้อ เกะกะ”

“ว่าครูเดี๋ยวเถอะจะถูกลงโทษ” ฟอด

“โอ๊ย ไปเลยไปทำงานของตัวเองเลย”

“เดี๋ยวสิ”

“อะไร” เด็ดเดี่ยวจับไหล่ให้ต้นกล้าที่กำลังโวยวายหันกลับมาหาเขา แล้วดึงหมวกสานสีส้มแสบตาออกจากหัวทุยๆ ของคนตัวเล็กกว่า ก่อนจะถอดหมวกปีกทรงคาวบอยของตัวเองวางเอาไว้แทน ต้นกล้าอมยิ้มเหลือบตามองคนที่กำลังเปลี่ยนหมวกให้ด้วยความห่วงใย แต่แทนที่เปลี่ยนหมวกให้แล้วจะผละออกไป เด็ดเดี่ยวกลับเอาแต่จ้องมองปากบางได้รูปอยู่อย่างนั้น จนระยะห่างของใบหน้าลดลงเรื่อยๆ ต้นกล้าไม่หลีกเด็ดเดี่ยวไม่หลบ เพราะต่างฝ่ายต่างก็เรียกร้องเพื่อให้ตอบสนองกันและกัน เด็ดเดี่ยวโน้มตัวลงมาตามที่ใจตัวเรียกร้อง และ...

“มาอยู่นี่เอง” !!

“อะไอ้จ๋า!” ทั้งสองผละออกจากกัน ต้นกล้าอุทานเรียกชื่อไอ้จ๋าออกมาเหมือนคนไม่รู้สึกตัว

“ครับ”

“มีอะไรวะ”

“คุณลุงกับคุณป้ากำลังจะลงมาทางนี้แล้วครับลูกพี่ ไอ้จ๋าว่าลูกพี่เดี่ยวรีบกลับไปทำงานของตัวเองดีกว่านะครับ” ลูกพี่ทั้งสองหันไปมองหน้ากัน เด็ดเดี่ยวนึกขำตัวเองที่เหมือนกับว่าต้องแอบทำอะไรลับๆ ล่อๆ หลังผู้ใหญ่อย่างนี้ ทั้งที่ผ่านมาไม่ว่าเขาจะคุยกับลูกสาวบ้านไหน พ่อแม่ฝ่ายหญิงก็เป็นใจให้เขาทั้งนั้น แต่นี่เป็นผู้ชายแท้ๆ กลับต้องซ่อนแอบจนน่าขำ คิดแล้วก็อยากเปิดตัวมันให้รู้แล้วรู้รอดเสียจริงๆ

“ไปทำงานเซ่..ยืนยิ้มบื้ออยู่ได้” ต้นกล้าบอกเสียงดุเพื่อกลบเกลื่อนความเขิน ไม่รู้ว่าเขินสายตาที่คนตัวโตมองมาอย่างลึกซึ้ง หรือเขินที่ไอ้จ๋าเข้ามาเห็นจังหวะที่กำลังจะจูบกัน แล้วก็นะทำไมมันต้องทำหน้าเหมือนรู้ทัน เหมือนจะขำเหมือนจะเอ็นดู และเหมือนจะเข้าใจ แล้วก็เหมือนจะสะใจไปพร้อมกันอย่างนั้นด้วยวะไอ้ลูกน้องคนนี้ชักลามปามใหญ่แล้ว ใบหน้าหล่อเกาหลีบึ้งตึงเหมือนโกรธ แต่ไม่รู้ว่าโกรธจริงหรือแค่ทำแก้เขินที่ไอ้จ๋ามาเห็นฉากต้องห้าม และนั่นทำให้เด็ดเดี่ยวจึงเพิ่งรู้ตัวด้วยว่าเผลอยิ้มออกมาเสียกว้าง และเป็นต้องหุบฉับลงทันทีที่ตาดุๆ ของต้นกล้ามองมา แต่กระนั้นแววตาของคนตัวโตยังมีความทะเล้นอยู่เหมือนเดิม ชายหนุ่มก็ยิ้มบางๆ พร้อมส่ายหน้าให้คนตัวเล็กกว่าอีกครั้ง ยกมือวางบนหมวกที่ต้นกล้าใส่อยู่แล้วโยกเบาๆ ก่อนจะเดินกลับไปทำงานของตัวเองโดยไม่พูดอะไร

“เฮ้ย ไปไหนวะจ๋า”

“ไอ้จ๋าต้องเข้าเมืองไปซื้อของครับ”

“เออ”

“ไอ้จ๋าไปนะครับเดี๋ยวไม่ทัน”

“ไม่ทันอะไรวะ”

“ก็ไม่ทันหลบคุณลุงไงครับ ถ้ารู้ว่าไอ้จ๋าเสนอหน้าหล่อๆ วิ่งลงมาบอกลูกพี่ละก็ไอ้จ๋าโดนแน่”

“เออๆ ไปไหนก็ไปเลยไป”

“ครับๆ ๆ ไอ้จ๋าไปล่ะ” ไอ้จ๋าวิ่งอ้อมไผ่กอใหญ่เลียบทุ่งไปอีกทาง ท่าทางหลบๆ ซ่อนๆ ของมันดูน่าขบขัน ซึ่งเอาจริงๆ แล้วมันก็ตั้งใจนั่นแหละ ที่จะทำให้ดูตลกเมื่อวิ่งเร็วๆ ด้วยท่าเหมือนกำลังย่องเบา มือสองข้างยกขึ้นมาเสมอหน้าอกงอตัวเล็กน้อย พร้อมกับสอดส่องลอดผ่านกอไผ่เพื่อดูว่ามีใครเดินมาอีกด้านของไผ่กอหนาหรือเปล่า

เมื่อได้ยินคุณกวินชวนคุณนภา ว่าวันนี้จะพากันลงมาเกี่ยวข้าว ไอ้จ๋ามันนึกเอาเองว่าลูกพี่ทั้งสองต้องอยู่ด้วยกันแน่ๆ หรือถ้าไม่อยู่ก็แล้วไป แต่ยังไงมันต้องลงมาดูเสียก่อน แล้วก็เป็นอย่างที่มันคิดจริงๆ เสียด้วย ลูกพี่ทั้งสองกำลังพลอดรักหวานแหววให้ข้าวทั้งนาดู

ไอ้จ๋าหลบไปแล้วหลังจากนั้นไม่ถึงห้านาทีคุณกวินก็เดินผ่านมา พร้อมกับคุณนภาเมียรักอย่างที่มันบอกไว้ไม่มีผิด

“อ้าวเจ้ากล้ามาเกี่ยวข้าวอยู่ตรงนี้เองเหรอลูก”

“ครับคุณแม่ ว่าแต่คุณพ่อมองอะไรครับ” ต้นกล้าตอบคำถามคุณนภาผู้เป็นแม่แล้วหันไปทักคุณกวิน ที่แบกเครื่องมือหน้าตาแปลกๆ ไว้บนไหล่ และกำลังมองไปทางเด็ดเดี่ยว ชายหนุ่มกำลังถากหน้าดินอย่างขยันขันแข็ง เพราะรู้ว่ากำลังอยู่ในสายตาของของคุณกวิน ที่กำลังจ้องมองด้วยใจจับผิด หนุ่มใหญ่วัยกลางคนหันกลับมาหาลูกชายตัวเองแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร จากนั้นจึงเดินเข้าไปหาลูกชายคู่ปรับเก่า ที่กำลังก้มหน้าก้มตาถากดินอย่างขะมักเขม้น

“อากาศดีนะไอ้หนุ่ม เหงื่อไหลไคลย้อยเชียวนั่น”

“ครับ” เด็ดเดี่ยวเงยหน้าขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อตอบรับ แล้วก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ จนคุณกวินนึกหมั่นไส้ แต่หากติติงอะไรไปคงได้ถูกย้อนกลับมาให้เจ็บใจเล่นแน่ๆ เพราะเป็นเขาเองที่สั่งให้ชายหนุ่มทำงาน

“เอานี่สิเครื่องมือกวาดหน้าดิน แกลืมเอาลงมาด้วย” นี่คือน้ำใจจากคุณกวินเชียวล่ะ เขาอุตส่าห์แบกคราดที่เด็ดเดี่ยวลืมลงมาให้ด้วยเชียวนะ คุณกวินวางคราดแบบตันไม่มีซี่ซึ่งเอาไว้ปาดหน้าดินให้เรียบโดยเฉพาะลงตรงหน้าเด็ดเดี่ยวแล้วกำชับ..

“ให้เสร็จภายในเย็นนี้นะโว้ย”

“ครับเสร็จแน่นอนครับ” ทั้งที่ทำไปได้ยังไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำแต่เขาก็ยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่ามันจะเสร็จแน่นอน เพราะได้กำลังใจมาอย่างล้นหลาม พลังในตัวก็อัดแน่นเต็มเปี่ยมขนาดนี้มีหรือที่เด็ดเดี่ยวจะไม่สู้งาน โชคดีที่วันนี้เขาไม่มีธุระที่ไหน จึงทำงานได้โดยไม่ต้องพะวักพะวนหรือผละไปทางอื่นก่อน ให้ถูกคุณกวินตราหน้าว่าไม่มีความรับผิดชอบ

“อ้อ แล้วพรุ่งนี้ตื่นมาตั้งแต่ตีห้านะไหวมั้ยวะ เพราะแกต้องทำภารกิจใหญ่ให้สำเร็จในวันพรุ่งนี้ตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันตื่น”

“ภารกิจอะไรเหรอครับ” เด็ดเดี่ยวเงยหน้าขึ้นถามในใจให้นึกฉงน ว่าคุณกวินจะมาไม้ไหนกับเขาอีก ที่ผ่านมาไม่เคยมีสักครั้งที่จะชักชวนให้เขามาบ้าน แถมมาทีไรยังไล่ไปอย่างไม่สนมารยาทใดๆ เสียด้วย

“หึๆ ๆ มาถึงเดี๋ยวแกก็รู้เองนั่นแหละ อย่าผิดเวลาก็แล้วกัน แค่นี้ทำไม่ได้ก็ไม่ต้องมาเหยียบที่นี่อีก”

“แสดงว่าถ้าผมทำสำเร็จก็มาได้ตลอดใช่มั้ยครับ”

“เหมือนเดิมนั่นแหละแกไม่มีธุระอะไรที่นี่จะมาทำไมบ่อยๆ รกหูรกตา”

“ครับถ้าอย่างนั้นผมจะมาเฉพาะตอนที่มีธุระก็แล้วกัน”

“รู้ก็ดีแล้ว ไปล่ะอย่าอู้นะเว้ย”

“ครับ” เด็ดเดี่ยวยิ้มน้อยๆ ยอมรับว่าเขาขำท่าทางของคุณกวิน ถ้าหากจะบอกว่าเขาสามารถมาได้หากมีธุระเขาก็จะมาทุกวันนั่นแหละ เพราะการมาหาใครบางคน แค่มาให้ได้เห็นหน้าเขาก็คิดว่าเป็นธุระแล้ว ธุระสำคัญเสียด้วย

50%

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2314
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

พ่อตายังไม่หมดฤทธินะ

แปลกเนอะ  พลอดรักกันตั้งนาน  ทำไมไม่มีใครผ่านมาเห็นเลย  นอกจากไอ้จ๋า

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo
:pig4: :pig4: :pig4:

พ่อตายังไม่หมดฤทธินะ

แปลกเนอะ  พลอดรักกันตั้งนาน  ทำไมไม่มีใครผ่านมาเห็นเลย  นอกจากไอ้จ๋า

ก็ต้องเปิดโอกาสให้เขาหน่อยซี

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo
 ต่อ 100% จ้า

“ไม่ไปเกี่ยวกับคนงานหรือไง” คุณกวินถามขึ้นมาลอยๆ ไม่เจาะจงใคร

“ตรงนี้ล่ะค่ะคุณพี่ อีกเดี๋ยวน้องก็ขึ้นไปช่วยแม่แจ่มใจทำอาหารเที่ยงให้คนงานแล้วจะได้ไม่ต้องเดินไกล”

“แล้วเจ้ากล้าล่ะ” คุณกวินหันไปถามลูกชายด้วยสายตาจับผิดและกดดัน เหมือนไม่พอใจที่ต้นกล้ามาทำงานอยู่ใกล้ๆ ลูกชายไอ้คู่ปรับเก่าที่ทำงานอยู่ตรงนั้น ทั้งที่ไม่ชอบใจแต่ก็พูดอะไรมากไม่ได้เลยได้เลยนอกจากถามเสียงเข้ม และทำหน้านิ่งๆ เพื่อให้ลูกเกรงใจ

“กล้าขี้เกียจเดินครับ เกี่ยวตรงนี้ก็ได้”

“เอางั้นก็เกี่ยวมันด้วยกันอยู่ตรงนี้ล่ะ”

“ไหนคุณพี่บอกมีเรื่องคุยกับพี่สมควร”

“เย็นค่อยคุยก็ได้จ้ะ” คุณกวินบอกแต่ตากลับเหลือบไปมองทางเด็ดเดี่ยวโดยไม่รู้ตัว ทำให้ทั้งคุณนภาและต้นกล้ามองตามไปด้วย ซึ่งก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมาจากงานและส่งยิ้มมาให้พอดี ทุกคนยิ้มตอบยกเว้นคุณกวินเท่านั้นที่หากแยกเขี้ยวส่งไปให้ได้คงทำไปแล้วจึงได้แค่คิด เพราะตอนนี้ดูเหมือนว่าลูกชายของไอ้คู่ปรับเก่า มันจะกลายเป็นลูกชายคนโปรดภรรยาสุดที่รักของเขาไปด้วยแล้วอีกคน

หลังจากที่ไอ้จ๋าต้องเดินเข้าบ้านนั้นออกบ้านนี้ในละแวกเดียวกันอยู่หลายรอบ ก็คิดว่าสิ่งที่ตามหาคงเพียงพอต่อความต้องการของคุณกวินผู้เป็นลุงแล้ว มันจึงตั้งหน้าตั้งตาขับรถเข้าเมือง เพื่อซื้อของหลายอย่างที่จำเป็นต้องใช้งาน วันนี้คนงานจะเริ่มเกี่ยวข้าวเป็นจริงเป็นจัง ซึ่งลูกพี่กล้าของมันดูเหมือนจะตื่นเต้นเป็นพิเศษ เพราะนี่เป็นการจับเคียวครั้งแรก ไอ้จ๋าคิดขณะขับรถเข้าเมือง พอมาถึงตัวเมืองในอำเภอก็รีบจัดการซื้อของต่างๆ ตามใบสั่งและที่สุดท้ายที่มันต้องแวะก็คือร้านเถ้าแก่สิน ที่มีของหลายอย่างที่มันต้องการ มันสั่งของกับคนงานเรียบร้อยแล้วก็ช่วยกันขนขึ้นท้ายกระบะ วันนี้มันเอารถคันใหญ่มา ส่วนอีแก่คันเก่าของมันจอดทิ้งไว้บ้าน เพราะต้องการรถที่สมรรถนะดีกว่า และมันต้องรีบไปรีบกลับ

ไอ้จ๋าแวะเข้าไปสวัสดีเถ้าแก่สินเหมือนปกติทุกวันที่มันมาทำงาน จากนั้นก็ขอเข้าไปหลังบ้านซึ่งเป็นที่ที่มันคุ้นเคยเป็นอย่างดีจากการมาช่วยงานตลอดสองสามอาทิตย์ วันนี้มันไม่ได้มาทำงานแต่เพียงแค่แวะมาทำอะไรบางอย่าง อะไรบางอย่างที่มันไม่ได้ทำมาตลอดหลายอาทิตย์นี่แหละ

“อุ้ย! จะ” ฟอดดดด

“ชู่....”

“จ๋าทำไม”

“มานี่” ไอ้จ๋าย่องเข้ามาข้างหลังน้ำส้มที่กำลังยืนทำอะไรบางอย่างอยู่ในครัว โอบกอดรวบเอวเจ้าของร่างผอมบางเอาไว้จากด้านหลังรั้งเข้าหาตัวเอง กระชับกอดแน่นด้วยความคิดถึงในอกอัดอั้นแทบแตกตาย จนร่างผอมบางเหมือนจะจมหายเข้าไปในอกกว้างๆ ล่ำสันของมัน ส่วนน้ำส้มตาโตตกใจเมื่อหันมาเห็นว่าเป็นไอ้จ๋า ที่มากอดและหอมแก้มเข้าเต็มรัก จากนั้นมันก็ลากร่างผอมๆ แต่กอดอุ่นที่สุดเข้ามาหลบในมุมลับตา

“จ๋า...” ความผิดหวังที่อยู่ในแววตาของน้ำส้ม ไอ้จ๋ารับรู้มันได้เป็นอย่างดีแม้น้ำส้มจะไม่ได้พูดอะไร แต่ไอ้จ๋าก็รู้ดีว่าคนตัวผอมมีคำถามมากมาย

“ฉันคิดถึงเธอนะยัยเน่า”

“...” น้ำส้มเอาแต่ส่ายหน้าหลังจากที่มองไปด้านหลังของไอ้จ๋า เพราะกลัวว่าจะมีใครมาเห็นและโชคดีที่ไม่มีใครผ่านมาทางนี้ แต่พอละสายตากลับมามองไอ้จ๋าก็ไม่เห็นแม้แต่แววตาสำนึกผิด หรือว่ามันจะละทิ้งสัญญาและยกเลิกข้อตกลง ถ้าพ่อรู้ว่ามันทำอย่างนี้ทั้งสองคงไม่ได้เจอกันอีกแน่ๆ ดีไม่ดีพ่อคงได้ส่งน้ำส้มไปอยู่กับญาติที่กรุงเทพฯ เพื่อแยกทั้งสองออกจากกันจริงๆ

จุ๊บ “ไม่คิดถึงฉันหรือไงวะ หืม” น้ำส้มได้แต่ส่ายหน้าช้าๆ เมื่อไอ้จ๋าประคองแก้มทั้งสองข้างด้วยมือสากงานของมัน แล้วก้มลงมาจูบหนักๆ ที่ริมฝีปากนุ่มนิ่ม ขอบตาที่เริ่มแดงมีน้ำใสๆ รื่นขึ้นแต่ก็ยังไม่มากพอที่จะหยดลงมาสักที เพราะเจ้าตัวกะพริบถี่ๆ เพื่อไล่มันทิ้งไปก่อน ไอ้จ๋าเห็นแล้วใจกระตุกแต่มันก็ทำเพียงแค่ยิ้มออกมาบางๆ ก่อนจะหอมแก้มนวลที่มันเอาแต่เฝ้าคิดถึงทุกเช้าเย็น

ฟอดดด ฟอดดดดด

“จ๋าทำอย่างนี้ทำไม”

“ก็...”

“จะไม่ทำตามข้อตกลงที่พูดกับพ่อแล้วหรือไง”

“ก็ทำ...”

“แล้วทำอย่างนี้ทำไม จ๋าใจร้ายมากถอยไปเลยคนใจร้าย” น้ำส้มผลักไอ้จ๋าออกห่างแต่แรงที่มีก็แค่เพียงทำให้มันเซไปเล็กน้อยเท่านั้น เพราะความเสียใจและผิดหวังน้ำส้มจึงไม่เปิดโอกาสให้ไอ้จ๋าได้พูด เพราะสิ่งที่มันทำไม่ใช่เพียงแค่ทำลายข้อตกลงที่ให้ไว้กับเถ้าแก่สินเท่านั้น แต่มันทำลายความมั่นใจที่น้ำส้มมีต่อไอ้จ๋าลงด้วย ความมั่นใจที่เคยเต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นและไว้วางใจ ความหวังของน้ำส้มถูกไอ้จ๋าทำลายลงกันมือมันเอง

“ยัยส้มเน่า บ้าอะไรของเธอเนี่ยห๊า”

“หลีกทางไม่คุยด้วยแล้ว ไปไหนก็ไปเลย”

“เอ๊า ผิดอีก” น้ำส้มผลักไอ้จ๋าให้พ้นทางด้วยแรงที่มีทั้งหมด แล้วรีบวิ่งหนีออกจากตรงนั้น โดยมีไอ้หมาหน้าดำยืนเกาหัวงงๆ มองตามตาละห้อย เพราะน้ำส้มไม่เปิดโอกาสให้มันได้พูดอธิบายอะไร สุดท้ายก็ได้แต่ส่ายหัวแบบปลงๆ และงงๆ แล้วเดินออกมา เพราะมันไม่มีเวลามากไปกว่านี้แล้ว ทั้งต้องรีบกลับไปทำงาน ทั้งมีวัตถุดิบที่ต้องรีบเอากลับไปเพื่อให้แม่แจ่มใจทำเป็นอาหารกลางวันให้คนงาน มันจึงโอ้เอ้อยู่ที่นานเกินไปไม่ได้

“เกิดอะไรขึ้น” เสียงเข้มดังขึ้นข้างหลัง เมื่อไอ้จ๋าเดินผ่านห้องทำงานของเถ้าแก่ออกมาหน้าร้าน พอมันหันกลับไปก็เห็นเถ้าแก่สินยืนอยู่หลังหน้าต่างห้องทำงานนั่นเอง

“เปล่าครับไม่มีอะไร ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ เดี๋ยวเกี่ยวข้าวเสร็จผมจะมาช่วยงานเถ้าแก่เหมือนเดิม”

“อืม ก็ดี”

“สวัสดีครับเถ้าแก่”

“ฉันบอกแค่ครั้งเดียวเท่านั้นนะ”

“ครับผมทราบครับ ขอบคุณครับ” เถ้าแก่สินพยักหน้าเมื่อไอ้จ๋ายกมือไหว้ลา ก่อนจะเดินไปขึ้นรถขับออกไป พอรถกระบะสีดำสี่ประตูคันใหญ่ขับไปจนลับตา เถ้าแก่จึงหันหลังกับเข้าห้องทำงานของตัวเอง

วิ่งขึ้นมาบนห้องแล้วน้ำส้มก็เอาแต่เก็บตัวเงียบๆ อยู่คนเดียวโดยไม่พูดอะไรกับใครอีก จนกระทั่งผ่านไปเป็นครู่ประตูห้องก็ถูกเคาะรัวๆ ก่อนจะเปิดออกอย่างแรงทั้งที่เจ้าของห้องยังไม่ได้เอ่ยคำอนุญาตด้วยซ้ำ

“เป็นไงบ้างล่ะแก”

“อะไรเหรอพี่คำแพง”

“เมื่อกี้ไงอย่าคิดว่าฉันไม่เห็นนะ”

“พี่คำแพง!” น้ำส้มเรียกพี่สาวอย่างตกใจ เพราะไม่คิดว่าจะมีคนเห็นโดยเฉพาะคนเป็นพี่สาว ที่มักจะต้องหาเรื่องมาต่อว่าอีกแน่ๆ

“หึลักกินขโมยกินอีกแล้วสินะแก ขี่ขนาดพี่กับพ่อก็อยู่ยังไม่เว้น ไม่เกรงใจ”

“แต่..”

“ไม่ต้องมาแก้ตัวหรอก ฉันจะบอกพ่อว่าไอ้จ๋ามันไม่ทำตามข้อตกลง และแกต้องเลิกกับมัน”

“ทำไมพี่คำแพงถึงได้กีดกันส้มนัก”

“เพราะยังไงแกก็ต้องถูกเขาทิ้งอยู่ดี เลิกซะแต่ตอนนี้ไม่ดีกว่าหรือไง นี่ฉันหวังดีนะ”

“นี่มันเรื่องของส้ม ส้มตัดสินใจเองได้”

“ตัดสินใจแบบโง่ๆ มั้ย! พวกตุ๊ด พวกเกย์สาวอย่างแกมันก็เป็นได้แค่ของแปลกที่เขาอยากลองเท่านั้นแหละ เดินไปด้วยกันใครมันจะยอมรับมีแต่ชาวบ้านเขาจะหัวเราะเยาะเอา” น้ำส้มพูดไม่ออกเพราะดูเหมือนว่าพี่สาวจะพูดถูกเมื่อดูจากพฤติกรรมของไอ้จ๋าที่เพิ่งจะทำมาเมื่อสักครู่

“..”

“นี่แกอย่ามาทำเป็นเงียบใส่ฉันนะยะ อยากให้ฉันบอกพ่อหรือไงเรื่องที่ไอ้จ๋ามันทำเมื่อกี้” น้ำส้มเงยหน้ามองพี่สาวด้วยดวงตาปวดร้าว หลายอย่างที่คำแพงพูดมาก็ถูก เจ้าของร่างบอบบางจึงพูดไม่ออกและได้แต่เงียบอยู่อย่างนั้นจนพี่สาวไม่ชอบใจ

“พูดแบบนี้แปลว่าพี่คำแพงจะยังไม่บอก”

“ก็นะ ถ้าแกทำตัวดีๆ”

“พี่คำแพงอย่าเพิ่งบอกพ่อนะ” ไม่ได้ต้องการปิดบังเรื่องที่ไอ้จ๋าผิดข้อตกลงเพราะน้ำส้มต้องการเป็นคนบอกเอง แต่นั่นทำให้คำแพงเข้าใจผิดและคิดว่าตัวเองเป็นต่อเหนือน้อง

“ถ้าไม่อยากให้ฉันบอกก็ว่านอนสอนง่ายหน่อย ใช้ไปไหนก็ใช้ง่ายๆ รับรองว่าฉันจะยังไม่บอก”

“ได้สิพี่คำแพงจะให้ส้มไปไหนล่ะ”

“ก็เวลาฉันไปไหนมาไหนแกค่อยตามฉันไปก็แล้วกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันจะไม่บอกนะ ถ้าแกทำตัวเหลวไหลเมื่อไหร่ละก็ฉันไม่รับรอง” จนน้ำส้มก้มลงพยักหน้ารับคำนั่นล่ะคำแพงถึงได้พอใจ ก่อนจะหมุนตัวออกจากห้องไปคนเป็นพี่เหยียดยิ้มให้โดยที่น้องไม่ทันเห็น นึกสมเพชคนเป็นน้องที่พ่อโอ๋จนได้ใจ มันถึงนุ่มนิ่มและโง่ไม่ทันคนอย่างนี้ มีแต่คำแพงเท่านั้นที่รู้เท่าทันว่าใครดีไม่ดี

พอพี่สาวออกไปแล้วน้ำส้มจึงได้มีเวลาคิด ว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่นี้มันคืออะไร รู้สึกตื้อตันอยากจะร้องไห้แต่น้ำตากลับไม่ไหลออกมาสักหยด หรือนี่มันเป็นบทพิสูจน์ว่าน้ำส้มต้องเข้มแข็ง และยืนหยัดสู้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรเราก็ต้องผ่านมันไปให้ได้ ไม่มีใครที่จะคอยดึงคอยช่วยเราได้ตลอด น้ำส้มนั่งลงข้างเตียงนอนที่ครั้งหนึ่ง ใครบางคนเคยมานั่งตรงนี้และเอนหลังพิงเหมือนที่กำลังทำ ใครคนหนึ่งที่บอกจะทำเพื่อกันวันนี้คงไม่มีอีกแล้ว ถ้าไอ้จ๋าจะทำอย่างนั้นน้ำส้มก็คงจะห้ามไม่ได้ และเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องฟุ้งซ่านไปมากกว่านี้ น้ำส้มเลยตัดสินใจลุกขึ้นและเดินออกจาห้องไป

ตลอดตั้งแต่สูญเสียแม่ไปน้ำส้มก็มีแต่พ่อที่คอยดูแลเอาใจใส่ และพี่ที่คอยแต่จะหาเรื่องมาดุด่าตลอด แต่ทั้งสองคือคนที่น้ำส้มรัก และพอมีไอ้จ๋าเข้ามาก็เหมือนกับว่าชีวิตได้รับการเติมเต็มสีสันและความสุขเพิ่มเข้ามาอีก ตั้งแต่ที่แอบชอบเขาจนได้รับรู้ว่าอีกคนก็คิดเช่นเดียวกัน เป็นสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนมันทำให้มีความสุขมากจนหลงลืมเผื่อใจว่าสักวันความสุขนั้นอาจไม่อยู่กับเรา แต่เวลานั้นสำหรับน้ำส้มทำไมมันมาเร็วเหลือเกิน เพิ่งจะคบกันได้ไม่นานก็มีอุปสรรคเสียแล้ว แต่นั่นไม่เท่าไหร่ เพราะน้ำส้มหวังว่าจะพากันฟันฝ่าต่อไปให้ได้ ไม่คิดว่าวันนี้ไอ้จ๋าจะมาทิ้งกันลงตั้งแต่ยังไม่ถึงครึ่งทาง

น้ำส้มเดินมาถึงห้องทำงานของเถ้าแก่สิน เห็นพ่อนั่งทำงานก็ให้นึกห่วง แต่ยังไงก็คงต้องสารภาพความจริงกับพ่อ บางทีน้ำส้มอาจจะขอไปอยู่กับญาติที่กรุงเทพสักพัก พอให้แผลในใจมันทุเลาลงบ้างก่อนแล้วค่อยกลับมา

“เจ้าส้มมีอะไรลูกเข้ามาสิ” เถ้าแก่ทักเมื่อเงยหน้าขึ้นเห็นลูกคนเล็กยืนอยู่หน้าประตู ทำเหมือนจะเข้ามาในห้องแต่ก็ไม่เข้ามาสักที และพอพ่อทักน้ำส้มก็เดินเข้ามาในห้องช้าๆ โดยยังไม่กล้ามองหน้าพ่อด้วยซ้ำ

“ว่าไงมีอะไรหรือเปล่า ทำไมหน้าตาเหมือนไม่สบายเลยล่ะลูก”

“ส้ม...”

“มีอะไรก็พูดมาเลย”

“พ่อส้มขอโทษ” น้ำส้มโผเข้ากอดผู้เป็นพ่อแล้วพูดอู้อี้อยู่กับอก เมื่อฟังไม่รู้เรื่องเถ้าแก่สินจึงดันร่างผอมบางออกให้นั่งคุยกันดีๆ

“ไหนว่าอะไรนะพ่อฟังไม่รู้เรื่องเลย ขอโทษเรื่องอะไร”

“จ๋าเขาคง..”

“คงอะไร”

“ถ้าจ๋าไม่สนข้อตกลงที่ทำไว้กับพ่อส้มก็ไม่เป็นไรนะฮะ”

“ทำไมลูก”

“เมื่อกี้จ๋าเขามาคุยกันส้ม” บอกได้เพียงเท่านั้นน้ำส้มก็ก้มหน้าหลบตาพ่อ ไม่ใช่ไม่กล้าสู้หน้าแต่เป็นเพราะน้ำส้มยังทำใจยอมรับไม่ได้ ว่าไอ้จ๋าละทิ้งข้อตกลงจริงๆ นั่นจึงไม่ได้เห็นรอบยิ้มบางๆ ของเถ้าแก่สินที่ส่งให้ลูกด้วยความเอ็นดู ที่น้ำส้มมีความซื่อสัตย์ แต่เถ้าแก่ยังคาใจและไม่เข้าใจการกระทำของไอ้จ๋า ว่าทำไมมันถึงได้ทำให้น้ำส้มคิดมากอย่างนี้ มีอะไร ทำอะไร ทำไมมันไม่บอกกันดีๆ เจอหน้าอีกทีเป็นเรื่องแน่ เถ้าแก่คิดคาดโทษพลางลูบหัวลูกเพื่อปลอบโยน

“แสดงว่าไอ้จ๋ามันทิ้งข้อตกลงว่าอย่างนั้นเถอะ” น้ำส้มทำเพียงพยักหน้าตอบแทนคำพูด เถ้าแก่อยากหัวเราะออกมาดังๆ ทั้งที่ยังไม่เข้าใจแต่ก็พอมองออกแล้วว่าอะไรเป็นอะไรจึงถามน้ำส้มต่อ

“แล้วลูกจะทำยังไงต่อไป”

“ส้มแล้วแต่พ่อ”

“ถ้าพ่อให้ไปอยู่กรุงเทพจะไปมั้ย หรือไม่งั้นก็ไปคบกับเจ้าตี๋ดูท่าทางพี่เขาจะชอบส้มมากนะ”

“ไม่เอาฮะพ่อ ส้มไม่คบใครทั้งนั้น” น้ำส้มส่ายหน้าเอาเป็นเอาตายเมื่อได้ยินสิ่งที่พ่อบอก ถึงจะเสียใจแต่ก็ไม่อยากดึงใครมาเป็นตัวแทน “ส้มจะอยู่กับพ่อนะฮะ” เถ้าแก่สินได้แต่กอดและลูบหลังเพื่อปลอบเบาๆ ในหัวคิดหาเหตุผลว่าทำไมไอ้จ๋ามันถึงได้ทำตัวแบบนี้ แต่จนแล้วจนรอดเถ้าแก่ก็ไม่ได้คำตอบสักที เพราะคำตอบมันอยู่ที่ไอ้หมาหน้าดำนั่นคนเดียว น้ำส้มผละออกจากพ่อแล้วถอยห่างไปนั่งดีๆ

“ส้มขอโทษที่ทำให้พ่อเป็นห่วง”

“อืม พ่อไม่เป็นไร”

“แล้วนี่มีอะไรให้ส้มทำหรือเปล่าฮะ”

“อยากทำงานหรือไง”

“ก็ดีกว่าอยู่เฉยๆ ใช่มั้ยล่ะ”

“งั้นก็เอาบัญชีไปเช็คของไป” น้ำส้มยิ้มบางๆ ให้พ่อเมื่อรับแฟ้มเอกสารพร้อมกับสมุดบัญชีที่พ่อยื่นให้มาถือ ยิ้มให้พ่อนิดหนึ่งแล้วเดินออกจากห้องทำงานไป เพียงเวลาไม่นานที่ดูเหมือนว่าน้ำส้มจะกลับมาเป็นคนที่ร่างเริงสดใสเหมือนเดิม แต่นั่นก็เป็นเพียงภายนอก ส่วนภายในนั้นจะให้ลืมจริงๆ คงต้องใช้เวลา

น้ำส้มตรวจบัญชีพลางจัดของไปด้วย แต่จิตใจนั้นไม่ได้อยู่กับเนื้อกับตัวเองเลย เพราะมันคอยแต่พะวงหาใครคนนั้น ในหัวเอาแต่เผลอคิดถึงเวลาที่เคยใช้ร่วมกัน ทั้งอดีตและปัจจุบันตีมั่วกันไปหมดจนเมื่อทำงานพลาดนั่นแหละจึงได้รู้สึกว่าตัวเองนั้นไม่มีสมาธิในการทำงานเอาเสียเลย น้ำส้มต้องถอนหายใจออกมาแรงๆ และรีบทำงานให้เสร็จ เอาสมุดบัญชีกับแฟ้มเอกสารไปเก็บที่เดิมแล้วกลับขึ้นห้อง แต่ยิ่งอยู่คนเดียวก็ยิ่งคิดมาก ถึงแม้จะทำเหมือนไม่มีอะไรแต่ในใจลึกๆ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น ทำไมยังคิดถึง ทำไมยังอยากเห็นหน้า เมื่ออยากเห็นหน้ามือก็ทำตามใจเรียกร้องทันที โดยการเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่ไม่ได้สนใจมันทั้งวันมาเปิดดูรูป ซึ่งเป็นของไอ้จ๋าที่เคยแอบถ่ายเอาไว้ ครั้นจะถ่ายตรงๆ ไอ้คนไม่ชอบถ่ายรูปก็ไม่เคยจะยอมดีๆ แต่พอเปิดหน้าจอขึ้นมาจะปลดล็อกใจดวงน้อยก็เป็นอันได้เต้นกระหน่ำ เพราะแจ้งเตือน SMS ที่อยู่บนหน้าจอ

ยังไม่ทันได้เปิดอ่านข้อความด้วยซ้ำ แต่น้ำส้มก็เกิดความลังเลขึ้นมาว่าจะเปิดเข้าไปดูดีหรือไม่ เพราะกลัวเหลือเกินว่าจะเป็นข้อความที่ตัวเองไม่อยากรับรู้ แต่จนแล้วจนรอดก็อดไม่ได้เมื่อมือมันอยู่เหนือการควบคุมและเปิดเข้าไปหน้าอ่านข้อความเอง

‘ฉันอุตส่าห์คิดถึงเธอ เป็นบ้าอะไรยัยเน่า!’ อ่านจบใบหน้าหวานงอง้ำพร้อม นึกโกรธไอ้หมาหน้าดำด้วยจึงลบข้อความทิ้งมันเสียเลย คนบ้านี่ทำอะไรลงไปแล้วยังจะมาพูดแบบนี้อีกทั้งที่ตัวเองทำผิด น้ำส้มปิดโทรศัพท์แล้วนอนซบหน้าลงกับหมอน บอกตัวเองว่าให้ท่องเอาไว้ยังไงก็ต้องลืม แม้ว่ามันจะทำไม่ได้ง่ายในระยะเวลาสั้นๆ ก็ตาม

%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%

04.45 น. ของวันต่อมา!

“ไปไหนแต่หัวรุ่งวะ ไก่ยังไม่ทันตื่นมาขันปลุกเลย”

“มีธุระนิดหน่อยครับพ่อ”

“ธุระอะไรของแกตั้งแต่ไก่ไม่ทันได้โห่อย่างนี้”

“ธุระสำคัญครับพ่อ เดี๋ยวผมต้องรีบไปแล้ว”

“เออ ขยันนะมึงเรื่องของชาวบ้านเนี่ย งานตัวเองมีมั้ย”

“แหมชาวบ้านที่ไหนล่ะครับพ่ออีกไม่นานก็จะดองกันแล้ว”

“ทำให้เขายอมรับความรักของมึงกับลูกชายเขาให้ได้ก่อนเถอะ แล้วค่อยมาคุย”

“แหมพ่อผมก็กำลังเร่งทำคะแนนอยู่นี่ไง”

“ทำยังไงวะคะแนน โดยการไปเป็นคนงานให้เขาจิกหัวใช้เนี่ยนะ”

“อันนี้ผมต้องเอาความมุมานะ ความเอาการเอางานเอางานของตัวเองทั้งหมดที่มีเข้าสู้ด้วยสุดตัวเลยนะพ่อ จะได้ไม่เสียชื่อมาถึงกำนันอาจหาญไง”

“เออ ทำเป็นพูดดีไปเถอะ แล้วทางนั้นเขาทำอะไรกันแล้ววะทำไมแกต้องไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่แจ้งอย่างนี้”

“ทางนั้นก็เริ่มเกี่ยวข้าวได้วันสองวัน แต่วันนี้คุณอากวินบอกให้ผมไปช่วยงานแต่เช้าไม่รู้ว่าจะให้ทำอะไรเหมือนกัน”

“แล้วเมื่อวานเขาใช้แกทำอะไรล่ะ”

“ก็ถางหญ้าปรับหน้าดินไว้ทำลานข้าวน่ะพ่อ”

“ทำทำไมวะแค่เอาตาข่ายไนลอนตาถี่ๆ ปูก็ใช้ได้แล้วนี่”

“อันนี้ผมก็ไม่รู้ครับ”

“หรือว่า..”

“หรือว่าอะไรล่ะพ่อ”

“เออๆ ไม่มีอะไร เดี๋ยวสายๆ อาจจะเข้าไป”

“พ่อจะเข้าไปทำไมครับ หรือว่าไปคุยกับคุณยาย”

“หึๆ เรื่องของกู” กำนันยิ้มเจ้าเล่ห์เพราะฟังจากที่เจ้าลูกชายเล่าแล้วดูเหมือนว่าไอ้กวินคู่ปรับเก่า มันจะมีแผนบางอย่างมาแกล้งลูกชายของเขาแน่ๆ ล่ะ นอกจากแกล้งให้ทำงานหนักทั้งหลายแหล่ ไม่ว่าจะเป็นแกล้งให้ถางทางถางหญ้าปรับหน้าดิน ถ้าเดาไม่ผิดก็คงจะไม่พ้นอย่างที่กำนันคิดเอาไว้เป็นแน่แท้ อย่างนี้จึงต้องไปดูให้เห็นกับตา

“มีอะไรบอกกันบ้างสิพ่อ”

“ไม่มีโว้ยไปไหนก็ไป”

“ครับๆ “เด็ดเดี่ยวในชุดทำงานทะมัดทะแมง เดินออกมาขึ้นรถคู่ใจคันเก่งของตัวเองแล้วขับออกไป โดยมีกำนันที่ได้แต่ส่ายหัวหนักใจแทนเมื่อมองตามลูกชายคนเดียว ที่มุ่งมั่นฟันฝ่าด่านของว่าที่พ่อตาเพื่อจะได้เป็นที่ยอมรับ ครั้นจะห้ามอะไรก็ห้ามได้ไม่เต็มที่เพราะปล่อยมาแล้วตั้งแต่แรกแล้ว จึงได้ปล่อยให้จัดการกันเอาเองต่อเลย แต่ไม่ว่าจะยังไงวันนี้ก็คงต้องแวะไปดูสักหน่อย ว่าไอ้กวินคู่ปรับเก่ามันจะยำลูกชายเขาจนเละหรือเปล่า

เด็ดเดี่ยวใช้เวลาขับรถไม่นานก็มาถึงบ้านไม้หลังใหญ่ของคุณยายประไพศรี ที่มีคุณกวินยืนเด่นเป็นสง่ารออยู่แล้ว ไอ้จ๋ายืนเอาแขนวางไว้ที่ด้ามจอบด้วยท่าทางเท่ๆ ของมันอยู่ข้างๆ ส่วนต้นกล้านั่งหาวอยู่บนบันไดขั้นที่สาม ชายหนุ่มรีบลงจากรถเดินเข้าไปยกมือไหว้คุณกวินเหมือนเช่นทุกวัน โดยไม่ลืมมองเลยไปหาคนที่นั่งหาวอยู่บนบันไดด้วย

“อรุณสวัสดิ์ครับ”

“ตื่นแต่เช้าก็เป็น”

“ผมตื่นเช้าทุกวันครับ” และวันนี้คุณพ่อสั่งให้ผมมาแต่เช้าเองนะได้ข่าว เด็ดเดี่ยวแค่ต่อประโยคนั้นเองในใจ เพราะหากพูดออกไปคงเรื่องใหญ่เป็นแน่

“แกพร้อม?”

“ครับ”

“ไอ้จ๋า”

“ครับคุณลุง”

“พาไอ้หนุ่มนี่ไปจัดการตามที่คุยกันเอาไว้”

“รับแซบครับ”

“ทำอะไรครับ” เด็ดเดี่ยวถามเพราะความสงสัยจนอดไม่ได้ เมื่อคุณกวินและไอ้จ๋าทำท่าทางเหมือนกับว่าเป็นงานใหญ่ที่มีลับลมคมในเสียเหลือเกิน

“เดี๋ยวแกตามไอ้จ๋าไปก็รู้ ทำเองคนเดียวห้ามให้ใครช่วย แค่นั้นทำไม่ได้ก็ไสหัวกลับไปนอนให้พ่อแกป้อนข้าวป้อนน้ำอยู่ที่บ้านโน่น อย่าเอาหน้าเห่ยๆ ของแกมาให้ฉันเห็น” คุณกวินบอกเสียงดังฟังชัด ส่วนเด็ดเดี่ยวได้แต่รับคำแบบงงๆ เพราะไม่รู้ว่าคุณกวินจะให้เขาทำอะไรกันแน่ จนเมื่อไอ้จ๋ามาสะกิดที่แขนเพื่อเรียกให้ไปทำงานนั่นแหละเขาจึงได้รู้สึกตัว

“ครับ”

ต่อ.....

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo


“เอ่อคุณพ่อครับ กล้าขอไปกับไอ้จ๋าด้วยได้หรือเปล่าครับ” ต้นกล้าที่เรียกได้ว่าแหกขี้ตาตื่นขึ้นมาแต่เช้าตรู่เพราะอยากร่วมวงถามขึ้น หลังจากที่ได้รู้แผนการเขาก็เอาแต่เงี่ยหูฟัง หากเห็นคุณกวินและไอ้จ๋าคุยกัน เผื่อว่าจะมีการวางแผนใหม่ขึ้นมาโดยที่เขาไม่รู้ และพอดีเมื่อวานตอนเย็นได้ยินคุณกวินบอกไอ้จ๋าให้ตื่นแต่ตีห้า ต้นกล้าที่กลัวพลาดเรื่องสนุกจึงต้องตื่นด้วย แต่ก็เป็นไอ้จ๋านั่นแหละที่มีหน้าที่มาปลุกลูกพี่ใหญ่ของมันตามคำสั่ง โดยแอบมาปลุกไม่ให้คุณกวินผู้เป็นเจ้าของแผนการรู้ด้วยซ้ำ

“พ่อว่าเจ้ากล้ากลับไปนอนก่อนก็ได้นะลูก สายๆ ค่อยตื่นไปเกี่ยวข้าวกับคนงาน”

“แต่กล้าอยากรู้นี่ครับคุณพ่อว่าจะทำอะไรกัน”

“ไม่มีอะไรน่าสนใจหรอกน่า”

“เอางั้นก็ได้ครับ” ต้นกล้าเดินกลับขึ้นบ้านอย่างว่าง่าย โดยมีคุณกวินมองตามด้วยสายตาพอใจที่ลูกชายเชื่อฟัง ก่อนจะหันมาทางเด็ดเดี่ยวและเลยส่งสายตาให้ไอ้จ๋ารีบพาไปทำงานตามที่ได้รับมอบหมายโดยเร็ว ส่วนตัวเองเดินผิวปากแบกพร้าด้ามยาวลงนาอย่างสบายอารมณ์



“ตักขี้ควายครับ”

“ห๊า! แกว่ายังไงนะ”

“ตักขี้ควายครับลูกพี่ งานของลูกพี่เช้านี้คือตักขี้ควายใส่กระสอบพวกนี้ให้เต็ม”

“เอาไปทำไมวะ จะทำปุ๋ยคอกหรือไง”

“ไม่ใช่ครับต้องเอาที่มันขี้สดๆ ใหม่ๆ ด้วยครับถึงจะใช้ได้”

“เอาไปทำไมวะ หรือว่า..”

“หึๆ ๆ ตามนั้นครับลูกพี่” เด็ดเดี่ยวนึกอะไรออกรางๆ แต่ยังไม่แน่ใจ พอได้ยินเสียงไอ้จ๋าหัวเราะขำๆ ทำสายตาเจ้าเล่ห์เท่านั้นแหละ ชายหนุ่มก็เริ่มจะเดาทางได้ถูกทันทีว่าวันนี้คุณกวินจะให้เขาทำอะไร เด็ดเดี่ยวก้มหน้ายอมรับชะตากรรมของตัวเอง โดยการหยิบอุปกรณ์ต่างๆ ที่ไอ้จ๋ามันเตรียมมาให้พร้อมแล้วตั้งแต่ใส่ถุงมือยางยาวถึงข้อศอก แล้วหยิบจอบกับถังตักพร้อมกระสอบปุ๋ยที่จะใช้ใส่ขี้ควายเดินเข้าไปในคอก ไอ้จ๋าค่อยส่องไฟให้เมื่อเด็ดเดี่ยวเดินเข้าไปในหมู่ฝูงควายที่มองตามเหมือนสงสัย แต่พอเห็นว่าไม่มีอะไรนอกจากมนุษย์คนหนึ่งมันก็พากันเมินหน้าหนี

“ตักขี้ควายเหรอ เอาไปทำไมวะ” ต้นกล้าขมุบขมิบปากพูดเบาๆ ตอนนี้เขาแอบซุ่มอยู่อีกมุมของคอกควายไม่ไกลกัน ได้ยินสิ่งที่ไอ้จ๋าบอกกับเด็ดเดี่ยวก็ได้แต่สงสัย ว่าคุณกวินผู้เป็นพ่อจะเอาขี้ควายไปทำอะไรกัน คนหัวแดงคิดไปหลายตลบแต่ก็ยังคิดไม่ตก เพราะถ้าไม่เอาไปทำปุ๋ยต้นกล้าก็ไม่รู้ว่าจะเอาขี้สดๆ ใหม่ๆ ของควายไปทำอะไรได้อีกแล้ว

“มานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้” ทั้งที่เหม็นก็เหม็นแต่ยังคิดไม่ตกจนกระทั่งเสียงถามดังขึ้นต้นกล้าก็ยังไม่รู้ตัว เจ้าของเสียงจึงโน้มตัวลงมาใกล้แล้วถามอีก “มาให้กำลังใจพี่เหรอ”

“เฮ้ย! ตกใจหมด”

“แล้วเรามานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้ล่ะ”

“เปล่าแค่เดินผ่านเลยแวะมาดูเฉยๆ ใครจะมานั่งทำอะไรอยู่นี่ได้เหม็นออกอย่างนี้”

“นั่นสิเหม็นสุดๆ เลย มาช่วยให้พี่หายเหม็นหน่อยเร็ว”

“หืม? ..ช่วยยังไงล่ะ มีแต่ขี้ควายทั้งนั้น”

“ขยับมานี่สิ”

“ไม่เอาหรอกเหม็นไปดีกว่า”

“เดี๋ยวๆ ตกลงว่าไม่ได้มาหาพี่เหรอ พี่ต้องการกำลังใจมากเลยนะตอนนี้ ดูสิต้องตักขี้แต่เช้าเลย”

“เหอะ ตักไปเถอะโชคดีนะ เราไม่เอาด้วยหรอก” ต้นกล้าที่ดูเหมือนจะรู้ทันว่าคนตัวโตจะทำอะไรจึงไม่ขยับเข้าไปหา แต่เดินออกไปจากตรงนั้นด้วยท่าทางอารมณ์ดี ที่ก็ไม่ได้ไปไหนไกลจากแถวนั้นมานักหรอก เพราะยังอยากดูคนคนตัวโตตักขี้ควาย ซึ่งเจ้าตัวเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงได้อยากดู ก็แค่ไม่อยากไปไหนไกลแค่นั้นเองไม่มีอะไรมากมาย

ต้นกล้าเดินออกไปแล้วเด็ดเดี่ยวจึงหันกลับมาตักขี้ควาย โดยมีไอ้จ๋ายืนมองอย่างเห็นใจด้วยสายตาอันเสแสร้งปนสะใจอยู่ข้างนอก ชายหนุ่มตักไปยิ้มไปเมื่อเห็นว่าต้นกล้าไม่ได้เดินไปไหนไกลจากตรงนี้เลย เขาอยากดึงคนร่างโปร่งเข้ามาหอมแก้มสักฟอดดับกลิ่นเหม็นๆ ของขี้ควาย แต่ถ้าเอามือที่อยู่ในถุงมือเปื้อนๆ ขี้ไปจับตัวอีกคน เขาคงได้โดนโวยวายยกใหญ่ เด็ดเดี่ยวตักขี้ควายสดคอกนี้หมดก็ย้ายไปอีกคอก ซึ่งนี่คือภารกิจที่ไอ้จ๋ามันได้รับมอบหมายมาเมื่อวาน นั่นก็คือไปบอกชาวบ้านที่มีควายว่าเช้านี้มันจะมาตักเอาขี้นั่นเอง



แสงสีทองยามเช้าสาดสู่พื้นพสุธา อาบไล้ไปตามท้องทุ่งนาเหลืองอร่าม ความอบอุ่นของแสงแรกแห่งวันเป็นสัญลักษณ์ของวันใหม่ ที่มาพร้อมเสียงไก่ขันรับกันไปเป็นทอดๆ หัวบ้านท้ายบ้าน เหมือนปลุกแรงงานที่กำลังหลับใหลให้ตื่นขึ้นมาเตรียมตัวพร้อมสู้กับงานที่รออยู่ นกน้อยบินฝ่าหมอกยามเช้าออกจากรังเพื่อหาอาหาร และถึงเวลาที่คนหนุ่มล่าขี้อย่างเด็ดเดี่ยวได้ขี้ควายมาในปริมาณที่เพียงพอ

“เอาล่ะ มาถึงตอนนี้แกคงรู้แล้วสินะว่าฉันจะให้แกทำอะไร” คุณกวินพูดขึ้นเมื่อไอ้จ๋ามันขับรถกระบะคันเก่าของมันที่เอาไปขนขี้ควายลงมายังลานดินที่เตรียมเอาไว้ โดยมีคุณกวินกับต้นกล้าที่ทำทีว่าเพิ่งลงมาจากบ้านรออยู่

“ครับ”

“งั้นก็ไปจัดการซะ ไอ้จ๋าไปตัดต้นขดมอนมาไว้ปัดขี้”

“ครับ”

“ต้นอะไรนะครับคุณพ่อ

” ต้นขดมอน”

“ถ้าลูกพี่อยากเห็นตามไปดูกับไอ้จ๋าก็ได้นะครับ ต้นขดมอนชาวชาวบ้านแถวนี้เรียกต้นขัดมอนครับ มันเป็นหญ้าชนิดหนึ่ง โตสุดก็สูงประมาณเอว ต้นเป็นพุ่มแตกกิ่งก้านสาขาเราเลยเอามาทำเป็นไม้กวาดพื้นได้ เหมือนไม้กวาดทางมะพร้าว เดี๋ยวไอ้จ๋าไปตัดมาให้ดูตอนนี้เลยครับ”

“ขณะที่รอไอ้จ๋าแกไปเตรียมขี้ไว้ดีกว่ามั้ยไอ้หนุ่ม” คุณกวินพูดขึ้นเมื่อเห็นเด็ดเดี่ยวเอาแต่มองต้นกล้าไม่วางตา ซึ่งเมื่อได้ยินคำสั่งกลายๆ เด็ดเดี่ยวก็รับคำเบาๆ แล้วไปจัดการยกกระสอบใส่ขี้ควายลงมาเทกระจายไว้ที่ลานดินทันที กลิ่นขี้ควายสดๆ ใหม่ๆ คลุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ

“ยี้แหวะ คุณพ่อจะทำอะไรครับเนี่ยเหม็นออก”

“ลานข้าวไง”

“แล้วทำไมต้องเอาขี้ควายมาเทล่ะครับ อย่าบอกนะครับว่าเอามาผสมกับข้าว” โอ๊ยลูกกูนี่ไม่รู้อะไรเอาเสียเลย คุณกวินอยากตบหน้าผากตัวเองแรงๆ ให้กับความไม่รู้ของต้นกล้า ก่อนจะอธิบายให้ลูกชายคนเดียวฟัง

“ลานข้าวก็คือพื้นที่ที่ทำเอาไว้นวดเมล็ดข้าวออกจากรวงไง โดยที่เมื่อวานพ่อให้ไอ้หนุ่มนั่นมันถางหญ้าถากหน้าดินออก เพื่อเตรียมที่ไว้แล้ว วันนี้ก็เป็นการทำลานข้าวอย่างเต็มรูปแบบโดยการเอาขี้ควายนี่แหละมาทำ”

“ทำไมต้องเป็นขี้ควายล่ะครับคุณพ่อ”

“อืม นั่นสินะ ทำไมต้องเป็นขี้ควายล่ะ”

“อ่าว” เมื่อคุณกวินไม่ไขข้อข้องใจต้นกล้าจึงได้แต่มองพ่อตัวเองงงๆ และคิดว่าพ่อคงไม่รู้เพราะคุณกวินนั้นก็รู้ๆ กันอยู่ว่าเป็นหนุ่มเมืองกรุงมาแต่เกิด แต่ด้วยความที่มาได้เมียเป็นชาวนาต้นกล้าจึงไม่ต้องผิดหวังนานนัก เมื่อผู้เป็นพ่อเริ่มอธิบายต่อในสิ่งที่เขากำลังอยากรู้

“การเอาขี้ควายหรือขี้วัวมาทำลานข้าวนี่มันเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่ทำกันมาแต่โบร่ำโบราณแล้ว เพื่อเป็นการปรับหน้าดินให้เรียบ ทำให้ดินยืดเกาะติดกันแน่นและแข็งขึ้น หรือทำให้มันเรียบแน่นขึ้น พูดง่ายๆ ก็เหมือนเป็นการเคลือบหน้าดินให้เรียบ เกาะกันแน่นๆ จะได้ไม่มีเศษหญ้าหรือเศษดินตอนเรานวดข้าวไง”

“แล้วอย่างนี้เราก็เอาปูนมาเทไม่ดีกว่าเหรอครับ”

“ไอ้ดีมันก็ดีนะลูก แต่ตรงที่เราเทปูนก็จะใช้เพาะปลูกอะไรอื่นไม่ได้แล้วนะ” คุณกวินกอดคอลูกชายคนเดียวของเขาเอาไว้พลางอธิบาย

“อ่ออย่างนี้นี่เองเหรอครับ ขี้ควายพอใช้งานเสร็จมันก็จะสลายตัวไปตามเวลา หรือถูกน้ำเปียกอีกก็ละลายเข้ากับดินกลายเป็นปุ๋ยได้ด้วยสินะครับ”

“เก่งมากลูกพ่อ ถ้าอย่างนั้นนวดข้าวเสร็จขนข้าวขึ้นยุ้งเราก็มาทำสวนครัวต่อเลย”

“ฮ่าๆ ว่าไปนั่น “เด็ดเดี่ยวยืนมองสองพ่อลูกคุยกันเพลิน พลางเทขี้ควายในกระสอบกระจายไปจนทั่วลาน แต่เมื่อเห็นต้นกล้าหัวเราะเสียงดังชายหนุ่มจึงหยุดมือที่กำลังทำงานและยืนมองค้างอยู่อย่างนั้น

“เอาไอ้หนุ่ม ยืนเหม่ออะไรวะ ทำงานต่อเด้” คุณกวินสั่งเสียงเข้มเมื่อเห็นเด็ดเดี่ยวเอาแต่ยืนมองต้นกล้าอีกแล้ว

“ครับๆ”

“น้ำน่ะขนลงมาสิ”

“ครับ” ดูเหมือนว่าเด็ดเดี่ยวจะพูดได้แค่คำว่าครับ แล้วก็ต้องรีบทำตามคำสั่งให้ทันใจคุณกวิน ชายหนุ่มวิ่งออกจากลานข้าวมาเอาแกลลอนน้ำที่ไอ้จ๋ามันกรอกเอาไว้ แต่ยังไม่ทันได้วิ่งเข้าไปยังลานดินเหมือนเดิมคุณกวินก็หยุดเขาไว้เสียก่อน

“เดี๋ยวๆ ไอ้หนุ่มแกลืมอะไรไปหรือเปล่าวะ”

“ลืมอะไรเหรอครับ” คุณกวินไม่ตอบแต่หลุบตาลงมองที่เท้าของชายหนุ่ม นั่นจึงทำให้เขาเพิ่งนึกได้ว่ายังใส่รองเท้าบูตสำหรับทำงานอยู่ เด็ดเดี่ยววางแกลลอนที่หิ้วอยู่ลงทั้งสองข้าง แล้วจัดการถอดรองเท้าออกอย่างรวดเร็ว พับขากางเกงขึ้นจนถึงเข่าแล้วก็หิวแกลลอนเข้าไปยังลานดิน เพื่อเทน้ำผสมกับขี้ควาย ซึ่งในการผสมนั้นต้องกะให้อยู่ในอัตราส่วนที่พอดีกันไม่ให้ข้นหรือเหลวมากเกินไป มูลของควายจึงจะเกาะตัวได้ดีและไม่แตกเมื่อใช้งาน

“มาแล้วครับต้นขัดมอน”

“เออ เอ้ามัดๆ “ไอ้จ๋ามัดต้นขัดมอนเข้ากับด้ามไม้ไผ่ทำเป็นไม้กวาดเพื่อให้ใช้งานง่ายขึ้น แล้วเอาไปให้เด็ดเดี่ยวที่กำลังเทน้ำผสมกับมูลควายย่ำๆ ด้วยเท้าให้เข้ากัน

“มันต้องทำกันถึงขนาดนี้เลยเหรอวะ” สองพ่อลูกที่กำลังยืนดูเด็ดเดี่ยวละเลงเท้าผสมมูลควายกับน้ำเพื่อทำลานข้าว หันมาทางต้นเสียงเข้มๆ ของชายวัยกลางคนที่เพิ่งเดินเข้ามา ต้นกล้ายกมือไหว้ทักทาย ส่วนคุณกวินยิ้มเยาะขึ้นมาทันทีด้วยความสะใจ

“ลมอะไรหอบมาถึงนี่ล่ะอาจหาญ”

“ลมคิดถึงว่ะ แต่สำหรับคนที่กำลังทำมื้อเช้าอยู่บนเรือนโน่นไม่ใช่คนแถวนี้นะโว้ย” เท่านั้นแหละก็เล่นเอาคุณกวินเดือดปุดๆ ขึ้นมาได้มันที กำนันอาจหาญยิ้มมาให้อย่างเป็นต่อ ทั้งที่จริงๆ ท่านผู้นำประจำตำบลเพียงแค่แวะทักทายและถามไถ่คุณยาย แต่สมาชิกในครอบครัวก็เป็นหนึ่งในหัวข้อสนทนา เมื่อถามถึงสารทุกข์สุกดิบของกันเท่านั้นเอง

“มาดูอะไรนี่สิลูกชายแกนี่ท่าจะชอบเรื่องขี้ๆ นะอาจหาญ”

“ใช่มันคงจะชอบของมันนั่นแหละถึงได้เลือกเดินทางสายนี้ เรื่องขี้ๆ เลยเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับมัน” ต้นกล้ารู้สึกเหมือนมีประกายไฟออกมาจากตาของชายวัยกลางคนทั้งสอง ที่ดูเหมือนว่าต่างฝ่ายก็ต่างไม่มีใครยอมใคร กำนันอาจหาญและคุณกวินเดินเข้ามาใกล้กันและฟาดฟันด้วยสายตา จนต้นกล้าที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ในรัศมีปะทะต้องถอยออกมาโดยไม่รู้ตัว แต่ยังไม่ทันได้มีอะไรเกิดขึ้น เด็ดเดี่ยวกับไอ้จ๋าก็เดินเข้ามาห้ามทัพเสียก่อน

“พ่อมาทำอะไร”

“เออ บอกว่าจะมาดูมึงนั่นแหละก็เลยมา”

“ลูกแหง่หรือไงวะที่พ่อต้องคอยตามดู” คุณกวินพูดขึ้นมาลอยๆ แต่กำนันก็ไม่ยอมเช่นกัน

“แหง่ไม่แหง่ไม่รู้ว่ะ ลูกก็คือลูก มันไปไหนทำอะไรแล้วมีความสุขก็อยากไปดูให้เห็น ว่ามีความสุขจริงหรือเปล่าก็เท่านั้นแหละ”

“เออ วันนี้ข้าให้มันเล่นขี้มันคงมีความสุขหรอกเห็นว่าชอบ เอ้า..ไอ้หนุ่มรีบๆ ไปทำงานของแกให้เสร็จๆ เร็วๆ เดี๋ยวขี้ควายก็แห้งก่อนหรอก” คุณกวินบอกแล้วหันไปไล่ให้เด็ดเดี่ยวกลับไปทำงานของตัวเอง เพราะน้ำที่เทลงผสมกับมูลควายหากไม่รีบผสมรีบเกลี่ยให้เข้ากันอาจจะซึมลงดินหมดก่อนที่จะปาดให้มูลที่ผสมพอดีหน้าดินได้

กำนันอาจหาญยืนกอดอกมองลูกชายคนเดียวของตัวเองทำงานอย่างขยันขันแข็ง โดยมีเสียงกระแนะกระแหนจิกกัดจากคุณกวินดังมาเป็นระยะ ส่วนต้นกล้ากับไอ้จ๋ายืนดูเด็ดเดี่ยวทำลานข้าวอยู่อีกมุมด้วยใบหน้าที่แตกต่างกัน ไอ้จ๋ามีสีหน้าปกติ เพราะเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับมันที่อยู่กับท้องไร่ท้องนาและควายมาแต่เล็กจนโตอยู่แล้ว แต่สำหรับต้นกล้าที่ไม่เคยเห็นอะไรอย่างนี้มาก่อน ได้แต่ยืนดูด้วยใบหน้าที่บ่งบอกได้ว่าขยะแขยงเต็มที่ แถมยังเอาชายเสื้อเชิ้ตที่ใส่อยู่มาปิดจมูกตัวเองเอาไว้แน่นป้องกันกลิ่น

“ลูกพี่ครับ คุณป้าเรียกไปกินข้าว” ต้นกล้าหันไปมองตามที่ไอ้จ๋าบอก ก็เห็นว่าคุณนภากำลังกวักมือเรียก ต้นกล้าเพียงพยักหน้าให้เป็นการบอกว่ารับรู้แล้ว แต่ยังไม่ขยับเดินไปไหน จนคุณนภาหันหลังเดินกลับขึ้นไปทางเรือน มีสองหนุ่มใหญ่ทั้งสองตามไปกันท่ากันนั่นล่ะ เขาจึงได้กลับมาสนใจคนที่กำลังละเลงเท้าเหยียบย่ำเล่นกับขี้ควายอยู่ตรงหน้า

“อย่าลองทำดูมั้ย”

“เอาเถอะตามสบายเราไม่อยากรบกวน”

“นี่เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งของการทำนานะ มาลองทำกับพี่สิจะได้รู้ไว้” แบบนี้ต้นกล้าไม่ขอเอาด้วยอย่างแน่นอน ที่จะต้องไปเหยียบย่ำขี้ควายเละๆ แล้วไหนจะกลิ่นอันเหม็นตลบอบอวลนั่นอีก ต้นกล้าไม่อยากคิดเลยว่าหากเอาข้าวมานวดกลิ่นมันจะติดข้าวไปมากแค่ไหน ทั้งที่ความเป็นจริง เมื่อลานข้าวที่ทามูลควายเสร็จแล้วปล่อยให้มันแห้งและแข็งตัว กลิ่นมันก็จะอ่อนลงและหายไปเอง แถมยังถูกกลบด้วยกลิ่นฟางกลิ่นข้าวใหม่หอมๆ อีกด้วย

“ลูกพี่น่าจะลองดูนะครับ” ไอ้จ๋าที่ยืนอยู่ข้างๆ อดเชียร์ไม่ได้เมื่อเห็นต้นกล้ายังยืนดูด้วยท่าทางหวาดๆ ขณะที่บอกมันก็สบตากับลูกพี่รองเป็นอันรู้กัน ไอ้จ๋าหักหลังลูกพี่ใหญ่ด้วยการผลักต้นกล้าที่ยืนหันหลังให้ไม่แรงมาก แต่ก็เล่นเอาคนเป็นลูกพี่เซไปได้เลยทีเดียว

“เฮ้ย ไอ้จ๋า! อ้ากกก เฮือก!!” เป็นเด็ดเดี่ยวที่รอจังหวะอยู่แล้วเข้ามารับร่างโปร่งที่เสียหลักเอาไว้ได้พอดี ก่อนที่ต้นกล้าจะหน้าคะมำลงไปกับกองขี้ควายผสมน้ำข้นๆ คนรับรวบร่างช่วงลำตัวเอาไว้ ทำให้ต้นกล้าได้จังหวะยกมือขึ้นโอบรอบคอ เพราะความตกใจต้นกล้าจึงเกร็งร่างจนตรง ส่วนเท้ายังจิกอยู่ที่ขอบลานดินร่างกายอยู่ในท่าเอียงสี่สิบห้าองศา โดยที่น้ำหนักตัวทั้งหมดทิ้งลงมาให้คนตัวโตรับเอาไว้

“อยากลงมาก็ลงมาดีๆ แบบนี้พี่รับไม่ทันมีหวังหมดหล่อแน่”

“เหอะไอ้จ๋าต่างหากที่มันผลักเรา”

“ไอ้จ๋าหวังดีครับลูกพี่ มาเดี๋ยวไอ้จ๋าถอดรองเท้าออกให้ครับ หึๆ ๆ ” ยังไม่ทันได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ ไอ้จ๋าผู้หวังดีก็ถือโอกาสยกขาของลูกพี่ขึ้นแล้วถอดรองเท้าบูตที่ต้นกล้าใส่อยู่ออกโยนทิ้งทีล่ะข้าง และทันทีที่เท้าทั้งสองของต้นกล้าเปลือยเปล่าคนที่รองรับร่างโปร่งเอาไว้ก็ดึงเพื่อรั้งให้ลงมาเล่นขี้ด้วยกัน

“ไม่เอา ไม่เอาโว้ยไม่เอา” ต้นกล้าโวยวายเสียงดังเมื่อเด็ดเดี่ยวลากเขามากลางลานดิน ส่วนที่มีขี้ควายผสมน้ำอยู่ไม่มาก แต่แล้วเสียงโวยวายก็ต้องหยุดชะงักเหมือนโดนปิดสวิตท์ เมื่อคนตัวโตนั่งลงตรงหน้าและพับขากางเกงให้จนถึงเข่า ต้นกล้าอยากถอยหนีแต่ขามันดันไม่ยอมขยับ จึงได้แต่ก้มลงมองคนหน้ามึนอย่างไม่เข้าใจ ว่าทำไมต้องชอบทำอะไรอ่อนโยนแบบนี้ให้บ่อยๆ ซึ่งต้นกล้าจะไม่อะไรกับมันเลยสักนิด ถ้านี่ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้หัวใจของเขาทำงานหนัก โว้ยใจมันสั่นจนจะวายอยู่แล้ว

“หึๆ ๆ ตามสบายนะครับลูกพี่ เดี๋ยวไอ้จ๋าขึ้นไปเอาข้าวมาให้” ไอ้จ๋าตะโกนบอกก่อนที่มันจะวิ่งไปตามทางที่พาขึ้นไปยังตัวบ้าน เพื่อเตรียมสำรับกับข้าวออกมาส่งลูกพี่ที่ทำงานหนัก เด็ดเดี่ยวพับขากางเกงทั้งสองข้างให้ต้นกล้าแล้วก็ยืนขึ้นมาเผชิญหน้ากัน

“ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วมาช่วยพี่ทำลานข้าวก็แล้วกันนะครับ”

“อย่างกับว่าเราจะปฏิเสธได้”

“หึๆ ๆ งั้นก็ย่ำลงตรงนี้เลย ทำอย่างนี้นะเดี๋ยวพี่จะเอาน้ำมาเท” เด็ดเดี่ยวย่ำเท้าให้ต้นกล้าดูพลางเทน้ำออกจากแกลลอนราดลงไปที่พื้น ปากก็อธิบายให้ต้นกล้าฟังไปด้วยเกี่ยวกับการผสมน้ำให้พอดี โดยไม่ให้ขี้ควายข้นหรือเหลวมากเกินไป ส่วนต้นกล้าถึงแม้จะไม่เต็มใจในตอนแรกเหมือนทุกครั้ง ที่เขาต้องลงนามาทำอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ แต่พอเวลาผ่านไปได้สักครู่ก็เริ่มสนุก

ฟอดดด “ชื่นใจจริงๆ ”

“อย่าเข้ามานะ ไม่งั้นโดนแน่” ต้นกล้ากวาดเท้าให้น้ำผสมขี้ควายสาดใส่เด็ดเดี่ยว กันไม่ให้อีกคนเข้ามาใกล้หลังจากโดนขโมยหอมแก้มไปหนึ่งที

“พี่ยอมตาย” ตอนนี้จึงกลายเป็นว่าทั้งต้นกล้าและเด็ดเดี่ยวกำลังสนุกกับการทำลานข้าว โดยเล่นสาดโคลนขี้ควายใส่กันไปด้วย อาวุธคือไม้กวาดหญ้าขัดมอนที่ถืออยู่คนละอันสะบัดใส่ช่วงเท้ากันไปมา ต้นกล้ากระโดดหลบฝูงขี้ที่เด็ดเดี่ยวสะบัดใส่ได้อย่างหวุดหวิด และสะบัดไม้กวาดคืนสนองอย่างรวดเร็ว เด็ดเดี่ยวที่มือข้างหนึ่งถือไม้กวาด ส่วนมืออีกข้างถือแกลลอนเพื่อเทน้ำเพิ่มหลบไม่ทัน จึงโดนขี้ควายเละๆ เข้าไปเต็มๆ

กลิ่นเหม็นคลุ้งในตอนแรกเริ่มบรรเทาเบาบางลงไปเพราะจมูกเริ่มคุ้นชิน เสียงหัวเราะของคนหนุ่มทั้งสองดังก้องไปทั้งทุ่ง จนคนงานที่เกี่ยวข้าวอยู่ท้ายนาอีกฝั่งยังได้ยิน โคลนขี้ควายถูกเกลี่ยปัดลานจนทั่วหน้าดินที่เตรียมไว้อย่างพอดี เสร็จแล้วสองหนุ่มพากันล้างมือล้างเท้ามานั่งดูผลงานของตัวเอง นี่เป็นอีกงานหนึ่งที่ต้นกล้าได้เรียนรู้สิ่งใหม่ที่ไม่เคยรู้มาก่อน เขายิ้มอย่างพอใจ แต่ก็ไม่ลืมคิดคาดโทษไอ้จ๋าเอาไว้ด้วยที่มันบังอาจหักหลังกันเอง

“ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้จ๋า ฉันเอาคืนแกแน่”



%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%

!!! ค้ากำไรมากไปมั้ยพี่เดี่ยว แกล้งน้องเห็นๆ

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2314
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

อิคุณพ่อตากวินไปกินข้าวนานจัง  ปล่อยให้ลูกชายสุดที่รักลงไปเล่นขี้ตั้งนานจนเสร็จภารกิจเลยทีเดียวเชียว

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo


กรุ่นไอดิน กลิ่นไอรัก 26 ลงแขก



“ลงแขก เป็นประเพณีที่สื่อให้เห็นถึงความมีน้ำใจ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ในการช่วยเหลืองานการต่างๆ ระหว่างชาวบ้าน แต่ลงแขกที่คนสมัยใหม่รู้จักมักจะเข้าใจความหมายไปในทางที่ไม่ดี ทั้งที่ในความหมายแท้จริงแล้ว การลงแขกนั้นเป็นประเพณีอันดีงามของไทยที่เราควรอนุรักษ์และรักษาเอาไว้ ซึ่งในอดีตชาวอีสานจะมีการลงแขกช่วยกันทำงานใหญ่ๆ ที่เกินกำลังของคนในครอบครัวเพื่อให้งานเสร็จเร็วๆ โดยส่วนมากก็จะมีตั้งแต่การลงแขกดำนา การลงแขกเกี่ยวข้าว ลงแขกนวดข้าวหรือตีข้าวที่ต้องใช้แรงคนมาก นี่จึงเป็นการแสดงน้ำใจที่คนในชุมชนมีให้แก่เพื่อนบ้านญาติพี่น้อง โดยไม่ได้ค่าจ้างหรือสิ่งตอบแทน แต่จะมีการเลี้ยงข้าวปลาอาหาร เครื่องดื่ม และช่วยเหลือหมุนเวียนกันไป ซึ่งสังคมเกษตรมักจะเป็นสังคมแบบพึ่งพาอาศัยกัน การลงแขกช่วยกันทำงาน จึงถือเป็นการสร้างความสามัคคีในชุมชนอย่างหนึ่ง เพื่อช่วยให้งานการต่างๆ เสร็จลุล่วงไปด้วยดีและรวดเร็วโดยไม่ต้องมีการว่าจ้าง

การไปช่วยเหลืองานลงแขก ยังเป็นการเปิดโอกาสให้หนุ่มสาวได้พบปะพูดคุยเพื่อศึกษากันและกันได้อย่างเต็มที่ ซึ่งในสมัยก่อนใช่ว่าจะไม่มีเรื่องไม่ดีทำให้เกิดความเสื่อมเสียขึ้น แต่ก็น้อยมากเพราะการพบปะส่วนใหญ่จะอยู่ในสายตาผู้ใหญ่คอยดูแลตลอด หากรักใคร่ชอบพอก็เข้าตามตรอกออกตามประตูให้ผู้ใหญ่รับรู้ การลงแขกทำงานจึงเหมือนเป็นการเปิดโอกาสกลายๆ มีการร้องเพลงเกี้ยวกัน จีบกัน และร่วมกันรับประทานอาหารที่ทางเจ้าของนาจัดเอาไว้อย่างสนุกสนาน ถือเป็นประเพณีสานสัมพันธ์อันดีงามที่เลือนหายไปตามกาลเวลา เมื่อสังคมสมัยใหม่ที่มีแต่การดิ้นรนเอาตัวรอดมากขึ้น ต้องการเงินมาเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตมากขึ้น ทุกวันนี้จึงแทบจะไม่ค่อยเห็นมีการลงแขกเพื่อช่วยกันทำงานแล้ว แต่เปลี่ยนเป็นการว่าจ้างแทน”



อ่านมาถึงตรงนี้ต้นกล้าก็ให้นึกเสียดาย ที่ประเพณีอันดีงามนี้ได้ถูกลดความสำคัญลง จนแทบเลือนหายไปหมดแล้ว เพราะจะว่ากันตามจริงตัวต้นกล้าเองก็เข้าใจความหมายของคำว่า ‘ลงแขก’ ผิดจากความเป็นจริงไปในอีกความหมายหนึ่ง ที่ค่อนข้างจะเป็นความหมายในทางไม่ดี อย่างที่ในบทความได้กล่าวเอาไว้นั่นแหละ จึงได้แต่นั่งเสียดายประเพณีดีงามที่น่าอนุรักษ์ไว้นี้ เขามองออกไปยังท้องทุ่งกว้างที่ห่มคลุมด้วยสีทองอร่ามตาของรวงข้าวจนสุดปลายนา ฝั่งนั้นมีต้นไผ่ปลูกเรียงเป็นทิวแถวที่ไอ้จ๋าบอกว่ามันเป็นไผ่หวาน หน่ออ่อนที่ได้มาจะมีรสหวานๆ นุ่มลิ้นผิดกับหน่อไม้ทั่วไปที่รสชาติขมฝาด แต่ต้นกล้ายังไม่เคยชิมสักครั้ง

“ลวกแต่พอสุก กินกับตำหมากหุ่งหรือปลาป่นอร่อยนักแลครับลูกพี่” ไอ้จ๋ามันว่าเอาไว้อย่างนั้น ต้นกล้ากวาดตามองไปตามไผ่ใบอ่อนสีเขียวลู่ไปตามลม ถัดจากแถวของกอไผ่หวานที่เรียงเป็นทิวคือคลองส่งน้ำเล็กๆ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมานาน เวลาน้ำหลากจะมีน้ำเต็มคลอง แต่เวลาที่เข้าหน้าแล้งอย่างนี้ แม้จะมีน้ำเหลืออยู่บ้างแต่ก็ไม่มากพอสำหรับการเพาะปลูก ต้นกล้ารู้สึกตื่นเต้นไม่หายที่ได้มาสัมผัสมันกับความประทับใจของท้องไร่ท้องนาใกล้ๆ ด้วยตัวเอง ที่หากใช้ชีวิตอยู่แต่ในเมืองเหมือนเมื่อก่อนก็ไม่ไม่มีวันได้เจอแน่ คิดเล่นๆ ว่าหากจะมีการนัดกันลงแขกเกี่ยวข้าวบ้าง เพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรม สมัยนี้ยังจะมีใครมาอยู่อีกหรือเปล่า

“เด็ดเดี่ยว”

“พี่เดี่ยว”

“เด็ดเดี่ยว”

“พี่เดี่ยว”

“เดี๋ยวไม่คุยด้วยเลยนิ”

“โอเคๆ ครับยังไงก็ได้ แล้วเรียกพี่ทำไม” ต้นกล้าอยู่บนเปลนอนเล่นโทรศัพท์มือถือ เข้าเพจก็มีแต่เรื่องเดิมๆ น่าเบื่อพักหลังมาจังไม่ค่อยอัปเดตอะไรลงไปนัก แถมยังมีข้อความต่างๆ ส่งเข้ามาหามากมาย ที่หากต้นกล้ามานั่งตอบทีล่ะคนคงใช้เวลาเป็นอาทิตย์ แต่ก็ยังมีคนติดตามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เหมือนเดิม ต้นกล้าชักจะเบื่อๆ เลย เปิดดูนั่นดูนี่ไปเรื่อยจนนึกอยากหาข้อมูลการเกี่ยวข้าว เอาไปเอามาเลยไปเห็นบทความเรื่องการลงแขกเพื่อช่วยกันทำงาน พอได้อ่านแล้วก็เลยสนใจและนึกสนุกขึ้นมา

“ว่ายังไงครับ เรียกพี่ทำไมหืม”

“เราอยากลงแขก” !!

“ห๊า! ได้ไง ลงแขกใครที่ไหนเมื่อไหร่ ไม่เอานะพี่ไม่ยอมมันไม่ดีอย่าทำ” เด็ดเดี่ยวฟังยังไม่ได้จับใจความดีก็ดีดตัวขึ้นมาโวยวาย เมื่อได้ยินต้นกล้าบอกว่าอยากลงแขก เพราะเขาคิดถึงความหมายไปในทางไม่ดีที่คนสมัยนี้นำมาใช้กัน ต้นกล้าได้แต่มองหน้าเด็ดเดี่ยวงงๆ แต่พอเห็นสีหน้าเอาจริงเอาจังของคนตัวโต ที่กำลังมองตอบกลับมาด้วยท่าทางไม่ยอม พลางคิดทบทวนคำพูดของเด็ดเดี่ยวไปด้วยเลยเข้าใจ จึงได้แต่หัวเราะขำพรืดออกมา

“อ่าว หัวเราะทำไม”

“ก็คิดไปถึงไหน เราหมายถึงการลงแขกเกี่ยวข้าวหรอก”

“วู้...พี่ก็นึกว่าจะลงแขกแบบนั้น”

“แบบไหน”

“ก็..แบบที่..เอ่อ..ช่างมันเถอะ”

“แล้วคิดว่าถ้าเราลงแขกเกี่ยวข้าวจะมีคนมาช่วยหรือเปล่า”

“ก็คงมีมาบ้างอยู่นั่นแหละลองดูมั้ยล่ะ”

“ลองได้เหรอ”

“ทำไมจะไม่ได้”

“ก็เห็นเขาเขียนว่าตอนนี้ไม่ค่อยมีการลงแขกแล้วนี่ มีแต่จ้างแทนแล้วหันไปลงแขกอย่างอื่น” ต้นกล้าชูโทรศัพท์มือถือเครื่องบางๆ ของตัวเองให้เด็ดเดี่ยวดู ซึ่งยังมีเนื้อหาของการลงแขกเกี่ยวข้าวเปิดค้างเอาไว้อยู่

“ลงแขกอย่างอื่นอย่างไหนล่ะ” เด็ดเดี่ยวแกล้งทำนัยน์ตาวาวและรอยยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างไม่เปิดบัง จนคนถูกถามขมวดคิ้วมุ่นอย่างขัดใจ

“อย่างนั้นล่ะ”

“นั่นแน่คิดอะไรอยู่”

“คิดว่าท่าทางมันน่าสนุกเนอะ”

“ลงแขกเนี่ยนะ กับพี่สองคนสนุกกว่า”

“ลงแขกเกี่ยวข้าวโว้ย!” ถึงจะแกล้งโวยวายต้นกล้าก็อดจะยิ้มขำออกมาไม่ได้ที่เด็ดเดี่ยวพาวกเข้าการลงแขกของคนสมัยนี้จนได้ จึงพากลับมาที่ลงแขกเกี่ยวข้าวเหมือนเดิม บอกแล้วก็อมยิ้มมองกันอยู่อย่างนั้น เด็ดเดี่ยวมองตอบต้นกล้ายิ้มๆ เช่นกันเมื่อเห็นแววตาที่เปล่งประกายความสนุกออกมาอย่างปิดไม่มิด ตอนนี้ทั้งสองพักเที่ยงรอลงเกี่ยวข้าวช่วงบ่าย ที่มุมสบายมุมโปรดของต้นกล้า หนุ่มหล่อเกาหลีนอนเล่นบนเปลรับลมธรรมชาติเย็นๆ ใต้ร่มไผ่เหมือนเดิม ที่คนไม่เคยนอนใกล้กอไผ่จะไม่รู้หรอกว่ามันเย็นสบายมากแค่ไหน ส่วนเด็ดเดี่ยวเหยียดขาสุดความยาวเอนหลังพิงต้นมะม่วงอยู่ใกล้ๆ กัน

กว่าจะทำลานข้าวเสร็จเวลาก็สายมากแล้ว ต้นกล้าหิวจนอยากอาละวาดไอ้ลูกน้องคนสนิท ที่มันบอกจะไปเอาข้าวมาให้กินก็ไม่มาสักที เล่นหายไปจนเกือบสิบโมงจึงได้โผล่หัวมาให้เห็น ต้นกล้านี่หิวจนไส้จะขาดเลยไม่มีอารมณ์สนใจอะไร ได้อาหารก็ตั้งหน้าตั้งตากินอย่างเดียว โดยนั่งลงกินมันข้างลานข้าวที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ นั่นแหละ ขี้ควายที่ทาเอาไว้ก็ยังไม่แห้งดีด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าความหิวทำให้เขาลืมกลิ่นเหม็นๆ ของขี้ควายไป หรือว่ากลิ่นมันอ่อนลงเอง หรือเพราะความคุ้นชิน หรือเพราะคนที่นั่งกินด้วยกันที่คอยหาเรื่องให้ป้อนและคอยป้อนกลับ แต่หนุ่มหล่อเกาหลีที่ร้องยี้และรังเกียจในตอนแรก ก็นั่งกินข้าวได้อย่างสบายอารมณ์ทีเดียว ส่วนไอ้จ๋าเอาข้าวมาส่งลูกพี่ของมันเสร็จก็หายไปอีก เห็นบอกว่าต้องเอากับข้าวไปส่งคนงานต่อ ธุระของมันนี่ก็เยอะจริงๆ

“เอาจริงเหรอ”

“เอาดิ”

“งั้นมาเลย”

“อะไรๆ ๆ”

“อ้าวก็เมื่อกี้บอกว่าอะไรล่ะ”

“อย่าๆ อย่ามาทำตัวเนียนลามกแถวนี้”

“พี่ล้อเล่น” แต่ได้ก็ดี โว้ย! ..เด็ดเดี่ยวอยากเขกหัวตัวเอง ที่วันนี้ทั้งวันเอาแต่คิดเรื่องไม่ดีไร้สาระ คิดแต่เรื่องจะเอาเปรียบคนตัวเล็กกว่า ทั้งที่ต้นกล้าให้ความใกล้ชิดและเปิดใจมากขึ้นขนาดนี้ ถอนใจให้กับความคิดของตัวเองดังๆ แล้ววางมือบนหัวที่ประดับด้วยเส้นผมสีแดงแล้วกดขยี้เบาๆ (?) จนอีกคนหัวสั่นหัวคลอน

ถึงแม้ว่าต้นกล้าจะดูเหมือนพะวักพะวนอยู่หน่อยๆ ก็คงเป็นเพราะกังวลเรื่องผู้ใหญ่ แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองดีขึ้นและชัดเจนกว่าเมื่อก่อนมากโขเลยทีเดียว ทั้งที่เจอกันวันแรกคนตัวเล็กกว่ามีท่าทางต่อต้านและไม่ยอมรับในตัวเด็ดเดี่ยว แม้แต่อยากทำความรู้จักกันก็ไม่ค่อยจะยอม แต่วันนี้ที่ต้นกล้ารู้ใจตัวเองแล้ว ยังแสดงออกมาอย่างเต็มที่ทั้งเขินๆ อยู่นั่นแหละ ความน่ารักกระแทกโดนใจจนเด็ดเดี่ยวแทบอดไม่ไหว ที่จะดึงร่างสูงโปร่งของต้นกล้าเข้ามากอดให้สมรัก แล้วจูบปากให้หนำใจสักครั้ง ฮึ่ม มันเขี้ยว!!

“เป็นอะไรไปอีกล่ะ” ต้นกล้าถามเมื่อเห็นเด็ดเดี่ยวเอาแต่นั่งสะบัดหน้าไปมา เหมือนหมาสะบัดขน

“พี่เปล่าเป็น” จะให้เด็ดเดี่ยวบอกไปได้อย่างไร ว่ากำลังสะบัดเรื่องบัดสีบัดเถลิงที่เอาแต่คิดถึงร่างอุ่นๆ ที่อยู่ในอ้อมกอดของเขาคืนนั้นอยู่ตลอด ยิ่งเมื่อได้ใกล้ชิด ได้กอด ได้หอม จนถึงได้จูบ สัมผัสนั้นยิ่งดูเหมือนว่าจะเด่นชัดขึ้นมาในความโหยหา จนเกิดการเรียกร้องของหัวใจ ให้ดึงอีกคนมากกอดกันไว้อีกนานๆ พอคิดมาถึงตรงนี้เด็ดเดี่ยวเผลอยกมือขึ้นมาเขกหัวตัวเองจนเจ็บจึงได้รู้ตัว

“อูยย ซี๊ดด เจ็บอยู่นี่หว่า”

“บ้าไปแล้ว”

“เปล่าๆ พี่ยังไม่ได้บ้า”

“คนสติดีที่ไหนมานั่งเขกหัวตัวเอง”

“อืมพี่คงสติไม่ดีอย่างที่ว่านั่นแหละ เพราะเอาแต่คิดถึงตอนที่พี่ได้กอดต้นกล้าตลอดเวลาเลย” ต้นกล้ามองเด็ดเดี่ยวที่นั่งทำตาปริบๆ อย่างน่าสงสาร จึงแสยะยิ้มให้คนตัวโตกว่าเหมือนบอกว่ามันเลี่ยนเกินไป แถมยังส่ายหัวอย่างระอาที่พักนี้โดนอีกคนหยอดคำหวานมาตลอด แม้ในใจลึกๆ จะอดสั่นเพราะความหวั่นไหวกับคำพูดของอีกคนไม่ได้ก็ตาม ไม่อยากยอมรับเลยว่ามีบางครั้งที่ต้นกล้าเองก็เผลอคิดถึงอ้อมกอดอุ่นๆ ของคนตัวโต และค่ำคืนที่อีกฝ่ายเอาแต่เรียกชื่อต้นกล้าซ้ำไปซ้ำมาเช่นกัน แต่เรื่องอะไรเขาจะบอกให้รู้ล่ะ แบบนี้มีหวังไอ้คนหน้ามึนได้โอกาสเอาเปรียบเขาแน่ๆ

“ถอยไป!”

“ต้นกล้า”

“ถอยไปเลย”

“แต่...”

“อย่าเข้ามานะเว้ย” ต้นกล้าบอกเสียงเข้มเพราะเห็นสายตาของเด็ดเดี่ยวมันดูเปลี่ยนไป มันมีแววแปลกๆ แต่สามารถทำให้ใจดวงน้อยไหวหวั่นเอาได้ง่ายๆ ก็แล้วกัน ต้นกล้าต้องปกป้องตัวเองก่อนหัวใจที่เต้นไม่เป็นส่ำมันจะทำให้สั่นไปมากกว่านี้ มันสั่นไหวไปทั้งตัวและร้อนวาบๆ ขึ้นมาเสียเฉยๆ จนเหมือนกับว่ามันจะทำให้ใบหน้าและร่างกายของเขาระเบิดออกเป็นเสี่ยง เพราะแววตาร้ายกาจที่มีแต่ความปรารถนาคู่นั้น ที่กำลังมองเหมือนต้นกล้าเป็นของหวานชิ้นโปรด

“ใจร้ายจริงๆ ”

“อ่าว”

“ต้นกล้าใจร้ายกับพี่..”

“เอ้า อยู่ดีๆ ก็มาว่าให้กัน บ้าไปแล้ว”

“แต่ถึงจะร้ายพี่ก็จะรักอยู่ดีนะหึๆ ๆ ”

“โอ๊ย”

“ทำไมล่ะ”

“กะ ก็..เปล่าหรอก เราว่าเราไปคุยเรื่องลงแขกเกี่ยวข้าวกับลุงสมควรดีกว่า” ต้นกล้าต้องหลีกหนีสถานการณ์นี้ให้เร็วที่สุด เพราะคนตัวโตต้องคิดอะไรไม่ดีในแบบสัปดี้สัปดนอยู่แน่ๆ ถึงได้มองต้นกล้าเหมือนกับจะขย้ำมาเคี้ยวแล้วกลืนกินอย่างนี้ ส่วนเด็ดเดี่ยวจะทำอะไรได้นอกจากส่ายหน้ายิ้มขำ ทั้งขำตันกล้าและขำตัวเองนี่ล่ะ เพราะไม่รู้ว่ามองคนตัวเล็กกว่าด้วยสายตาแบบไหน อีกคนถึงได้ทำหน้าอย่างนี้ แต่แค่เห็นท่าทางของต้นกล้าเป็นแบบนี้ ใจเขามันยิ่งเต้นกระหน่ำโครมคราม จนห่วงว่ามันจะวายตายลงไปเสียก่อน แต่ใครจะไปห้ามใจได้ล่ะ ก็รักซะขนาดนี้ ทุกลมหายใจเข้าออกก็คิดถึงแค่คนนี้คนเดียว

“ไม่ต้องไปหรอกอยู่นี่ล่ะ พี่ไม่มองต้นกล้าก็ได้”

“ไม่มองก็หันไปทางอื่นสิ”

“หึๆ ๆ “ต้นกล้ารู้สึกว่าตัวเองร้อนวูบวาบไปทั้งหน้าจนจะลามไปทั้งตัวอยู่แล้ว เล่นจ้องซะอย่างกับไม่เคยเห็นกันมาก่อนมันเลยทำตัวไม่ถูก โดยเฉพาะสายตานั่น แววตาแบบนั้นมันคืออะไรทำไมต้นกล้าจะไม่รู้ มองซะจนต้นกล้าคิดว่าตัวเองเป็นของหวานชิ้นโตก็ไม่ปาน นี่หากคนตัวโตน้ำลายยืดออกมา ต้นกล้าเป็นได้เผ่นอย่างไม่ต้องคิดมากเลย

“บ้าบอที่สุด” พอทำอะไรไม่ได้ก็ด่ากลบความเขินแล้วเอาหมวกมาปิดหน้าหลับตานอนมันซะเลย สุดท้ายต่างฝ่ายก็ต่างเงียบ เพราะต่างมีเรื่องให้คิด แต่กระนั้นคนตัวโตก็ไม่ลืมที่จะไกวเปลเบาๆ อย่างที่ต้นกล้าชอบ ลมเย็นๆ บรรยากาศดีๆ มีคนที่ใจปฏิพัทธ์อยู่ใกล้ๆ ทำให้ต้นกล้าแทบจะเผลอหลับไปทีเดียว

อะไรจะดีเท่าได้นอนท่ามกลางอากาศเย็นสบายและสดชื่น ที่สามารถสูดมันเข้าปอดได้อย่างเต็มที่ มีใครบางคนอยู่ข้างๆ สายลมอ่อนพัดผ่านผิวหน้าว่าสดชื่นแล้ว ยังไม่เท่ากับความสุขใจที่ได้อยู่ใกล้ๆ กัน ต้นกล้าแม้จะหลับตาก็สัมผัสรู้ได้ว่าคนที่นั่งอยู่ข้างๆ เปล ยังคงเคียงข้างกันอยู่ไม่ไปไหน แล้วเสียงของคนคนนั้นก็ดังแทรกเข้ามาในหัว

“ไปเดินเล่นกับพี่ดีกว่าปะ”

“เดินที่ไหน”

“แถวนี้ล่ะ”

“ไม่เอาเราขี้เกียจเดิน”

“งั้นขี่หลังพี่ไป” ต้นกล้าดึงหมวกออกจากใบหน้าลืมตามองเด็ดเดี่ยวด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ เพราะใจจริงก็อยากไปเดินเล่นนั่นแหละ เมื่ออีกคนยิ้มตอบอย่างรู้ทันเลยไม่รู้จะปฏิเสธไปเพื่ออะไร ยักคิ้วให้พร้อมกับยกมือขึ้นกวักให้อีกคนหันหลังมาในท่าเตรียมพร้อม ซึ่งเด็ดเดี่ยวก็รีบทำตามทันทีอย่างว่าง่าย คนที่นั่งอยู่บนเปลจึงเปลี่ยนมาเกาะอยู่บนหลังคนตัวโตเหมือนลูกลิงตัวน้อยแทน

“เอ้าเดินดีๆ หน่อย”

“นิ่งๆ สิอย่าดิ้นเดี๋ยวตกคันนา” เมื่อสองมือคล้องคอสองขาเกี่ยวเอวแน่นแล้ว ต้นกล้าก็ทิ้งแผ่นอกแนบไปกับแผ่นหลังกว้างๆ เชยคางแหลมวางที่ไหล่แกร่ง ปล่อยให้แก้มนวลแนบชิดกับผิวแก้มกร้านสากเครา ผิวพรรณเห็นได้ถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนเมื่อได้ชิดใกล้ ต้นกล้ามีหนวดบางๆ ที่ยังคงเป็นไรขนอ่อนตัดกับผิวขาวน่ามอง ผิดกับเด็ดเดี่ยวที่ทั้งหนวดทั้งเคราขึ้นดกหนาและเขาต้องโกนออกทุกวัน ไม่เช่นนั้นใบหน้าที่หล่อคมคร้ามๆ นั่นจะดูเหมือนโจรไปเลยทีเดียว คนตัวโตให้ต้นกล้าขี่หลัง โดยใช้สองแขนแกร่งเกี่ยวรองไว้ที่ต้นขาของต้นกล้าอีกที ร่างทั้งสองจึงกระชับเข้ากันแนบแน่น ชายหนุ่มเดินตรงไปตามคันนา ร้องเพลงรักหวานแนวลูกทุ่งเพลงโปรดอย่างอารมณ์ดี

บนคันนาที่ทอดยาวไปสู่จุดหมายเบื้องหน้า ต้นกล้าเหมือนลูกลิงที่เกาะหลังพ่อลิงตัวใหญ่อย่างเด็ดเดี่ยว ท่ามกลางรวงข้าวสีทองเป็นพยาน และสายลมอ่อนๆ ที่โชยมาเป็นระยะ คันนาสูงนำพาไปสู่ทิวไผ่ที่ปลูกเรียงเว้นระยะไว้อย่างเป็นระเบียบ ถัดจากตรงนั้นเป็นคลองส่งน้ำมีช่วงหนึ่งที่เป็นแอ่งกว้างพอประมาณน้ำลึกที่สุดเพียงเอว และใสจนเห็นพื้นเบื้องล่าง เถาผักบุ้งนาสีแดงคล้ำเลื้อยหนีแล้งลงสู่กลางน้ำ ดอกผักบุ้งนาสีขาวแกมม่วงออกดอกแซมกับดอกบัวสีชมพูบานเย็น ตัดด้วยสีเขียวของใบดูงามตา เด็ดเดี่ยวพาลูกลิงที่เกาะหลังนั่งลงบนสันคูใต้ร่มไผ่ โดยที่คนตัวเล็กกว่าก็ยังนั่งซ้อนหลังไขว้ขารัดเอวกอดคอเขาแน่นอยู่เหมือนเดิมในท่าเดิม

“มาที่นี่ทำไมอะ”

“มาดูดอกบัว”

“ไม่เคยเห็นหรือไง”

“พี่ไม่เคยเห็นตอนอยู่กับต้นกล้าไง”

“เหอะนะ ว่าแต่นี่คือบัวที่เขาเอาไปแกงสายบัวปะ”

“แน่นอน”

“เหรอๆ งั้นเราเก็บไปแกงกันนะ ลงไปเก็บให้เราหน่อยสิเราไม่อยากเปียก”

“ได้ครับไม่มีปัญหา แต่...”

“แต่อะไร ไปๆ ลงไป” เห็นสายตาแล้วต้นกล้ารู้ทันว่าข้อแม้ของเด็ดเดี่ยวเป็นอะไรที่เขาเสียเปรียบแน่ๆ ล่ะ จึงรีบผลักอีกคนออกห่าง แต่มีหรือที่คนคิดค้ากำไรจะยอม เด็ดเดี่ยวหันกลับมารวบร่างที่ยังเกาะแจอยู่ข้างหลัง แล้วรั้งให้ต้นกล้าขึ้นมานั่งคร่อมบนตักของตัวเองได้อย่างง่ายดาย โดยไม่รอให้ตั้งตัวชายหนุ่มครอบครองปากสวยสีสดๆ ที่เขาเอาแต่เฝ้ามองมาทั้งวันนั่นทันที ลิ้นร้ายของเขามันร้ายกว่าที่เคย เมื่อพยายามกวาดต้อนความหวานละมุนละไมอย่างกระหายใคร่อยาก ในแบบที่ต้นกล้าตอบโต้แทบไม่ทัน แต่กระนั้นไอ้หัวแดงจอมรั้นของเด็ดเดี่ยวก็ไม่ยอมแพ้ ต่างฝ่ายต่างป้อนจูบให้กันด้วยความเสน่หา หวาน หวานเหลือเกิน หวานชื่นใจจริงๆ

จุ๊บ

“ไปเก็บบัวให้เราเลยนี่แน”

“เฮ๊ย!!”

“เฮ๊ย อ๊าก เด็ดเดี่ยว” !! ต้นกล้าที่มีแผนในหัวอยู่แล้วจึงผลักเด็ดเดี่ยวออก แล้วบอกให้ไปเก็บบัวพลางยกเท้าจะยันส่ง หวังจะให้หงายหลังตกน้ำ เพื่อลงไปทำตามที่สั่งให้ทันใจ แต่คนตัวโตที่รู้ทันคว้าข้อมือของคนเจ้าเล่ห์ได้พอดี ทั้งสองจึงตกลงไปในน้ำด้วยกัน

ตูม!!!

ตุบ!!

!! เฮือก

“เปียกๆ เปียกหมดแล้ว เปียกหมดแล้ว เปียกหมดแล้ว อ้าว”

“ฝันร้ายเหรอครับลูกพี่?!”

“อะ ไอ้จ๋า! อะ อะไรวะ “ต้นกล้าถามทั้งที่ยังตาปรือและมีสีหน้างงๆ พลางมองไปรอบๆ หัวใจเต้นจนได้ยินเสียงดังตุบๆ ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ใช่เพราะจูบดูดดื่มเมื่อสักครู่ แต่มันเป็นเพราะว่าเขาที่นอนอยู่บนเปลในตอนแรก บัดนี้กลับลงมานอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นแบบไม่รู้ตัว มีไอ้จ๋านั่งมองตาปริบๆ อยู่ข้างๆ ท่าทางของมันเหมือนคนหงายหลังแล้วเอามือทั้งสองข้างยืนพื้นไว้ ใช่นะสิมันตั้งใจจะมาปลุกลูกพี่ใหญ่ตามคำสั่งของลูกพี่รองที่ฝากเอาไว้ แต่อะไรคือการมาถึงและได้เห็นคนเป็นลูกพี่กำลังนอนดูปากตัวเอง จ๊วบๆ อย่างเมามัน

“ลูกพี่เป็นอะไรครับ ตื่นยังนิ”

“อะไรนะ” ต้นกล้าคิดว่าตัวเองหลุดถามอะไรโง่ๆ ออกมา เพราะยังก้ำกึ่งว่าตื่นหรือยังไม่ตื่น กวาดตามองไปรอบๆ ตัว คูน้ำเมื่อกี้มันหายไปไหน คนหน้ามึนหายไปไหน มันคือความฝันอย่างนั้นหรือ แล้วจูบเมื่อกี้ก็ความฝันด้วยใช่ไหม เมื่อกี้เขาตกน้ำ แต่ทำไมเสื้อผ้าไม่เปียก นี่คือฝันกลางวันใช่ไหม บ้าไปแล้ว บ้าไปแล้วจริงๆ ฝันเฟื่องอย่างนั้นเหรอ โอ๊ย! ต้นกล้ารับตัวเองไม่ได้ เกลียดตัวเองขึ้นมาทันที

ต้นกล้ากวาดตามองรอบๆ อีกครั้ง จนสายตาวกกลับมาเจอใบหน้าเกรียนๆ ของไอ้จ๋าที่มองเขาอยู่ยิ้มๆ แล้วตั้งคำถามในใจอีกครั้ง ว่าเด็ดเดี่ยวหายไปไหนทำไมถึงมีแต่ไอ้จ๋า ไอ้คนหน้ามึนตัวต้นเหตุที่ทำให้เขาต้องตกน้ำไปไหน แม้จะในความฝันก็ตามเถอะ แต่มันก็เล่นเอาต้นกล้าตกใจเผลอดิ้นจนตกเปลลงมานอนคลุกฝุ่นได้เลยทีเดียว แบบนี้ต้องมีการเอาคืนเน้นๆ

“ลูกพี่มองหาลูกพี่เดี่ยวเหรอครับ” มันเป็นลูกน้องที่รู้ใจลูกพี่จริงๆ แต่ก็นั่นแหละ อย่างไอ้จ๋าคนเกรียนไม่มีใครเดาทางมันได้ถูกหรอก ดูอย่างเมื่อเช้านั่นปะไรที่มันยังหักหลังเขาได้ลงคอ ด้วยการผลักลงในลานขี้ควายน่ารังเกียจ นับประสาอะไรกับตอนนี้ที่ต้องลงมานอนคลุกฝุ่นเพราะเปลพลิก คิดๆ แล้วต้นกล้าก็ถามตัวเองว่ายังไว้ใจมันได้อยู่หรือเปล่า

“..”

“ลูกพี่ตื่นได้แล้วนะครับเย็นมากแล้ว” ไอ้จ๋าเตือนเมื่อเห็นว่าต้นกล้ายังมีท่าทางงงๆ

“อะ เออๆ ตื่นแล้วๆ แล้วแกไปไหนมาวะ”

“ไอ้จ๋าก็อยู่แถวๆ นี่ล่ะครับ ว่าแต่..”

“ว่าแต่อะไรวะ” ทำไมไม่ชอบพูดให้มันจบๆ ไปทีเดียววะ ทำไมต้องเว้นเอาไว้ให้ถามต่อทุกทีสิน่า ต้นกล้าแอบคิดอย่างพาลๆ เพราะในใจเริ่มหงุดหงิดที่ตื่นมาแล้วไม่เห็นคนที่ควรจะอยู่ตรงนี้อย่างที่บอก

“ลูกพี่ฝันว่าอะไรครับ ทำไมทำปากจ๊วบๆ เหมือนคนจูบกันเลย คิกๆ ๆ ”

“ไอ้บ้า! ใครจะไปจูบกันในฝันวะ” ร้อนตัวเห็นๆ ทั้งที่ไอ้จ๋ามันก็แค่เปรียบเทียบเฉยๆ

“เอ๊า ไอ้จ๋ายังเคย เอ๊ย! ไม่ใช่ครับ ก็ลูกพี่ทำปากเหมือนกำลังจูบกันนี่ครับ แล้วยัง...” สายตาของไอ้จ๋ามองตรงที่ใบหน้าของคนเป็นลูกพี่แล้วหรี่ลงเหมือนจับผิด ริมฝีปากเม้มแน่นแต่แบะมุมปากทั้งสองข้างลงเมื่อมันเว้นช่วงแกล้งทำเป็นหายใจ แล้วก้มลงมาหาลูกพี่ใกล้ๆ ก่อนจะกระซิบ “...ยังมีเสียงจ๊วบจ๊าบให้เสียวตับเล่นอีกด้วยนะครับลูกพี่ คึๆ ๆ ”

“ใครจะไปหมกมุ่นแบบนั้นถ้าไม่ใช่แก”

“นั่นสิครับ แต่ไอ้จ๋าก็ไม่เคยจูบใครในฝันเลย นิ”

“เออนะสิ”

“ว่าแต่....” เอาอีกแล้ว ว่าแต่... อีกแล้ว อะไรของมันนักหนาวะ ต้นกล้าคิดทั้งหงุดหงิดและมองไอ้จ๋าตาขวางแต่มันก็ยังลอยหน้าลอยตาไม่สะทกสะท้าน ต่อความไม่พอใจของลูกพี่ใหญ่เหมือนเดิม

“..?”

“ลูกพี่จะอยู่ท่านี้อีกนานมั้ยครับเปื้อนดินหมดแล้วนะ”

“เฮ้ย แล้วก็ไม่บอกแต่ทีแรกวะ” ต้นกล้ารีบลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นว่าตัวเองยังนั่งแหมะอยู่ที่พื้น มือก็ปัดเศษดินเศษหญ้าที่ติดอยู่ตามเสื้อผ้าออกไปด้วย ในใจให้นึกหงุดหงิดที่ไอ้จ๋าปล่อยเขาให้นั่งคลุกดินเป็นตัวตลกอยู่ได้ตั้งนานสองนาน โดยไม่บอกให้เร็วกว่านี้สักคำ เด็ดเดี่ยวก็ไม่รู้หายไหนสิปล่อยให้ต้นกล้านอนอยู่คนเดียวอยู่ได้มันน่าเจ็บใจนัก ต้นกล้าเอาแต่คิดโทษคนนั้นคนนี้ ความผิดเหล่านี้ต้องโยนให้ไกลตัวและหาทางเอาคืน

“เออ ว่าแต่ตัวเล็กเป็นไงบ้างวะ” ต้นกล้าถามขึ้นเมื่อทั้งสองเดินไปตามทางเพื่อกลับขึ้นบ้าน ส่วนไอ้จ๋ายิ้มออกมาน้อยๆ แม้ว่ากำลังมีปัญหาบางอย่าง แม้อีกคนจะโกรธแต่อย่างน้อยก็ยังมีเรื่องให้สบายใจและโล่งอก คิดถึงแล้วก็อยากไปหาอยากเจอหน้า อยากกอด อยากจูบให้สมใจ แต่งานที่เยอะช่วงนี้ทำให้ปลีกตัวไปไหนไม่ได้เลย ไอ้จ๋าจึงได้แต่คิดถึงๆ ทุกวัน มีแอบโทรหาบ้างแต่อีกคนกลับไม่รับสาย ไอ้จ๋าคนงานยุ่งจึงคิดเอาเองง่ายๆ ว่าคงเป็นเพราะอีกคนก็งานยุ่งเหมือนกัน โดยไม่เอะใจเลยว่าทำไม่น้ำส้มไม่เคยโทรกลับมา ทั้งที่ไอ้จ๋าก็ส่งข้อความหวานๆ หาก่อนนอนทุกคืน ปล่อยให้เงียบไปเถอะเดี๋ยวเจอไอ้จ๋างอนแล้วจะไปไม่เป็น

“เฮ้ย เงียบไมวะ”

“...” ไอ้จ๋าคิดไปเพลินๆ แล้วก็เอาแต่อมยิ้มอยู่อย่างนั้น คิดถึงใบหน้าของน้ำส้มตอนตกใจที่โดนมันกอดและหอม จนลูกพี่เรียกมันก็ยังเฉย ในหัวมีแต่ใบหน้าสวยเนียนใสของใครบางคนเท่านั้น

“เป็นเอามากว่ะ”

“ครับลูกพี่”

“ฉันว่าจะลงแขกเกี่ยวข้าวแกว่ามันจะเป็นยังไงวะ”

“ครับลูกพี่”

“แกว่าจะมีคนมาหรือเปล่าวะ”

“ครับลูกพี่”

“ไอ้จ๋า”

“ครับลูกพี่”

“แกจะเหยียบขี้หมาแล้วนั่น” ผลั๊วะ!!

“ครับ เฮ้ย”

ตุบ!!

“อูย..อะไรกันครับลูกพี่ ถีบไอ้จ๋าทำไมหน้าคะมำเกือบได้กินหญ้าแล้วมั้ยล่ะ” ไอ้จ๋าพ่นเศษหญ้าออกจากปากตอนนี้มันนั่งอยู่บนคันนาในท่าตะครุบอะไรบางอย่าง ที่ชาวบ้านแถวนี้เรียกกันว่าตะครุบกบตะครุบหนูนั่นแหละ ตอนล้มหน้าเกรียนๆ กร้านๆ ของมันยังไถไปกับพื้นหญ้าด้วย มือข้างหนึ่งลูบก้นตัวเองตรงที่โดนลูกพี่ใหญ่ถีบด้วยความรัก ส่วนอีกข้างลูบใบหน้าตัวเองป้อยๆ เมื่อหันกลับมาแหงนมองลูกพี่ใหญ่งงๆ เหมือนกับสงสัยว่าตัวมันเองนี้ลงมานั่งที่พื้นได้อย่างไร ซึ่งคนเป็นลูกพี่นั้นก็กำลังหัวเราะขำอย่างสะใจให้จนไอ้จ๋านึกเคือง

ต่อ...

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo


“เออนะสิ เดินเหม่ออย่างนี้เดี๋ยวคงได้ตกคันนาสักวัน”

““แบบนี้ยังไม่ตกก็เหมือนตกล่ะครับลูกพี่ โธ่ว..แล้วไอ้จ๋าเหม่อเหรอครับ”

“ยังอีกยังจะมาถามอีก คิดถึงก็ไปหาเขาโน่นไป”

“ไอ้จ๋าจะไปได้ยังไงล่ะครับงานเยอะออกอย่างนี้” คิดแล้วมันก็ทำหน้าเศร้าจนดูน่าสงสารพลางลุกขึ้นยืนแล้วเดินต่อ แต่ไม่ยอมเดินนำหน้าลูกพี่อีกแล้วเพราะความระแวง ทั้งที่ไอ้จ๋าแอบไปทำให้น้ำส้มคิดมากโดยไม่รู้ตัวไว้แล้วแท้ๆ แต่ไอ้จ๋ามันก็ยังเป็นไอ้จ๋าที่มีเรื่องคาใจอะไรก็เอาไว้ก่อน งานเสร็จค่อยว่ากันคนเดิม

%%%%%%%%0%%%%%%%%%%%

“เดี๋ยววันมะรืนนี้มีงานบุญมีหมอลำด้วยฉันจะไปเที่ยว”

“แล้วแต่พี่สิ” น้ำส้มเงยหน้าขึ้นมาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์มองพี่สาว เมื่ออยู่ดีๆ คำแพงก็เดินเข้ามาบอกว่าจะไปเที่ยว ทั้งที่ก็ไปบ่อยๆ เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ตอนนี้ทั้งสองคุยกันอยู่ในห้องทำงานของเถ้าแก่สิน น้ำส้มกำลังนั่งเล่นเกมตากแอร์เย็นๆ เพราะไม่มีอารมณ์จะทำอะไรหรือพูดกับใคร

“ใช่ก็แล้วแต่ฉันไงและแกก็ต้องไปด้วย”

“อ้าว เกี่ยวไรกะส้มล่ะไม่อยากไป”

“แกต้องไปเพราะฉันไม่อยากไปคนเดียว”

“เพื่อนพี่คำแพงก็มีนี่”

“มีก็นัดกันไปเจอที่งานปะ แกจะให้ฉันขับรถไปคนเดียวค่ำๆ มืดๆ หรือไง”

“ก็ส้มไม่ชอบมันเสียงดังคนก็เยอะ”

“แต่ฉันจะให้แกไปด้วย เพราะงั้นแกไม่มีสิทธิ์ขัดอย่าลืมนะว่าฉันกุมความลับอะไรแกเอาไว้บ้าง” น้ำส้มไม่ได้บอกพี่ว่าตัวเองได้คุยกับพ่อแล้ว คำแพงจึงได้เอาเรื่องที่เคยขอเอาไว้มาข่มขู่ มีหลายครั้งที่พี่สาวบังคับให้ไปเที่ยวเป็นเพื่อน น้ำส้มพยายามปฏิเสธได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่เท่าที่เคยไปแล้วคือไม่เคยชอบสักครั้ง คนก็เยอะเสียงก็ดัง ทั้งคนเมาคนกินเหล้ามั่วกันไปหมดเลยพาลทำให้ไม่เคยนึกอยากไป

“ไม่รู้ล่ะ ยังไงแกต้องไปกับฉัน เดี๋ยวฉันจะหาผู้ชายดีๆ แถวนั้นให้แกด้วยสักคนดีมั้ย” น้ำส้มอดทำหน้างอไม่ได้ที่พี่สาวเอาแต่ใจตัวเองแล้วมาบังคับ ไหนยังบอกว่าจะหาผู้ชายให้ด้วยอีก พูดอย่างกับว่าน้ำส้มอยากได้อย่างนั้นล่ะ

“ไม่เอา”

“หรือว่าแกรอมัน กี่วันแล้วล่ะที่มันไม่โผล่หัวมาหาตั้งแต่วันนั้นน่ะ”

“ช่างส้มเถอะ” น้ำส้มรู้ว่าพี่สาวหมายถึงไอ้จ๋า ทุกๆ วันคำแพงก็มักจะเข้ามาพูดทำนองนี้ตลอด น้ำส้มไม่ได้ตอบโต้และพยายามไม่คิดมาก แต่พี่สาวมาพูดให้ฟังบ่อยๆ มันก็มีอดคิดไม่ได้บ้างเหมือนกัน และเพราะความเข้าใจผิดนั่นแหละ ที่ทำให้น้ำส้มพยายามบอกตัวเองว่าต้องทำใจและพยายามเข้าใจไอ้จ๋าให้มากที่สุด ถ้าไม่สนใจกันแล้วก็คงเรียกร้องอะไรจากเขาไม่ได้ นอกจากอยู่ในที่ของตัวเอง น้ำส้มคิดแบบนี้ทั้งที่แอบนอนร้องไห้เพราะไอ้หมาหน้าดำทุกคืน

“เออ พรุ่งนี้ไปเก็บเงินกับฉันด้วยนะ อย่าลืม” น้ำส้มยังรู้สึกไม่พอใจอยู่แต่ก็พยักหน้ารับ เมื่อพี่สาวบอกให้ไปเก็บเงินด้วยกัน ซึ่งเป็นเงินค่าปุ๋ยค่ายาหรือค่าอุปกรณ์การเกษตรต่างๆ ที่ชาวบ้านซื้อเชื่อไป โดยเถ้าแก่สินจะปล่อยเชื่อให้คนที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว หรือเป็นลูกค้าประจำกันเท่านั้น

“ไปดูลูกค้าหน้าร้านหน่อยเร็ว” เสียงเถ้าแก่สินดังขึ้นขัดจังหวะของสองพี่น้อง คำแพงจึงหันมาหาน้ำส้มแล้วกำชับก่อนจะเดินเลี่ยงออกไป

“อย่าลืมนะแก”

“อะไรเหรอลูก”

“พรุ่งนี้พี่คำแพงให้ส้มไปเก็บเงินด้วยฮะพ่อ”

“อ๋อ ก็ไปกับพี่เขา” เถ้าแก่ถามขึ้นหลังจากที่คำแพงเดินออกไปหน้าร้านแล้ว น้ำส้มได้แต่พยักหน้ารับแต่ไม่ได้บอกว่าพี่สาวจะให้ออกไปเที่ยวกลางคืนด้วย ซึ่งเอาจริงๆ เถ้าแก่เองก็ไม่เคยห้ามหรอก ทั้งที่ห่วงแต่คำแพงก็แอบเที่ยวมาแต่ไหนแต่ไร พ่อก็เลยจำต้องปล่อย ได้แค่เตือนว่าให้ระวังตัวเองให้ดีๆ

“แล้วพ่อจะไปไหนล่ะฮะ”

“ไปธุระแถวนี้ล่ะ” น้ำส้มยิ้มสวยให้ก่อนที่พ่อจะเดินออกไป แล้วหันกลับมาสนใจเกมที่อยู่ตรงหน้าต่อ ทั้งที่ความจริงในใจก็ไม่ได้จดจ่ออยู่ตรงนี้เท่าไหร่นักหรอก เพราะเผลอทีไรใจดวงน้อยมันก็คอยแต่จะหวนไปคิดถึงไอ้คนหัวเกรียน ที่เงียบหายไปตั้งแต่วันนั้นอยู่ดี วันที่มันมาทำให้ความหวังของน้ำส้มพังทลายแล้วก็จากไปหน้าตาเฉย

น้ำส้มถึงแม้จะรู้สึกเจ็บปวดแต่กลับไม่มากเท่ากับตอนแรกๆ ที่เริ่มทำข้อตกลงกับพ่อ จนนึกแปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกัน ถึงแม้ว่าไอ้จ๋าโทรมาบ้างก็ตามเถอะ ถึงแม้จะเห็นว่ามันส่งข้อความมาบอกฝันดีก่อนนอนบ้างก็ตามเถอะ แต่น้ำส้มไม่เคยตอบไม่เคยโทรกลับเลย เพราะไอ้จ๋าทำผิดสัญญา นึกโกรธจนเอาไปเอามาก็เลยพาลไม่อยากคุยไม่อยากรับสาย และไม่อ่านข้อความอะไรทั้งนั้น บอกตัวเองให้ลืมทุกวัน ทั้งที่เอาจริงๆ ก็ทำไม่ได้ เพราะยังก็นอนคิดถึงเขาทุกวันเหมือนเดิม ไอ้จ๋ามันเป็นเจ้าของจูบแรกของน้ำส้มเชียวนะ จะให้ลืมง่ายๆ ได้ยังไง

%%%%%%%%%%%%%%%%%

เช้าวันใหม่ที่ยังคงความสดชื่นสดใสเหมือนเดิม วันนี้บรรยากาศที่บ้านคุณยายประไพศรีดูคึกคักเป็นพิเศษสำหรับต้นกล้า เพราะจะมีการลงแขกเกี่ยวข้าว ซึ่งเมื่อวานเย็นหลังจากที่กลับจากนาพร้อมไอ้จ๋า ต้นกล้าก็รีบปรึกษาเรื่องนี้กับผู้ใหญ่ทันที ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าตั้งแต่คุณยายประไพศรี คุณกวิน คุณนภา ลุงสมควร แม่แจ่มใจ ไอ้จ๋า และต้นกล้าผู้เป็นต้นคิดเสนอให้มีการลงแขกเกี่ยวข้าว

เพราะคิดถึงบรรยากาศเก่าๆ สมัยเป็นสาวคุณนภาจึงเห็นด้วย และสวมวิญญาณเจ้ดันอย่างเต็มที่เพื่อให้โปรเจ็คนี้ผ่านการอนุมัติ ทุกคนก็เลยต่างเห็นด้วยและนึกสนุก ไม่เว้นแม้แต่คุณยายที่ตบเขาฉาดอย่างชอบใจและสนับสนุน ลุงสมควรรับหน้าที่ไปบอกกล่าวชาวบ้าน มีต้นกล้าที่ตื่นเต้นกับการลงแขกเกี่ยวข้าวไม่หายตามลุงไปด้วย ใครว่างก็มาใครไม่ว่างก็ไม่เป็นไร แต่ปรากฏว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ตอบรับเป็นอย่างดีด้วยความเต็มใจ บางคนถามถึงหนุ่มหล่อเกาหลีที่เดินตามหลังลุงสมควรต้อยๆ พอรู้ว่าเป็นหลานชายคุณยายก็ชื่นชมกันยกใหญ่ จนต้นกล้าเขินกับคำยกยอปอปั้นแทบเดินตรงทาง

ผืนดินกว้างใหญ่อันเป็นที่นาของคุณยายนั้น ใช่ว่าจะเกี่ยวให้เสร็จได้ในเร็ววัน ลุงสมควรจึงพาต้นกล้าขี่รถมอเตอร์ไซด์คันเก่าตระเวนบอกกล่าวชาวบ้านไปทั่ว ตั้งแต่หัวบ้านยันท้ายบ้าน ตั้งแต่คุ้มเหนือจรดคุ้มใต้ จนถึงบ้านของกำนันอาจหาญที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของหมู่บ้านกันเลยทีเดียว

“ใครมาล่ะนั่น”

“ลุงสมควรจ้ะพ่อ ลุงไปไหนมาเข้าบ้านก่อนจ้ะ” ดาวรุ่งตอบคำถามของกำนันอาจหาญผู้เป็นพ่อแล้วค่อยหันไปชวนลุงสมควรให้เข้าบ้าน มีต้นกล้าเดินตามเข้ามาด้วย เมื่อเห็นกำนันนั่งอยู่ในห้องรับแขกต่างก็ยกมือไหว้รับไหว้ทักทายกัน

“ไปไหนกันมาล่ะ นั่งก่อนๆ ”

“พรุ่งนี้ที่นาจะลงแขกเกี่ยวข้าวเลยว่าจะมาบอกกล่าวทางพ่อกำนันสักหน่อย ว่างก็ไปไม่ว่างก็ไม่เป็นไรนะ”

“ว่างสิไปแน่ๆ ถือว่าช่วยๆ กัน แต่เอ..เมื่อเช้าผมก็เข้าไปนะพี่สมควรคุณยายไม่เห็นบอกเลย”

“คนนี้ต่างหากเป็นต้นคิด และเพิ่งจะคิดได้เมื่อบ่ายนี่เอง” ลุงสมควรบอกแล้วหันมาทางต้นกล้าเจ้าของความคิดที่อยากให้มีการลงแขกเกี่ยวข้าว ซึ่งพอดีกับที่เด็ดเดี่ยวเดินลงมาจากชั้นสองของบ้าน เพราะชายหนุ่มได้ยินเสียงคนคุยกัน

“เป็นความคิดที่ดีมากๆ ลูก แต่สมัยนี้หายากเหลือเกิน ใครๆ ก็อยากได้แต่ค่าแรงจนลืมน้ำใจที่ควรจะมีต่อกันไปแล้ว” กำนันบอกพลางเหลือบตามองลูกชายคนโตของตัวเอง ที่เดินเงียบๆ มายืนข้างหลังโซฟาตัวที่ต้นกล้านั่งอยู่

“ครับ ผมก็เลยคิดว่าอยากจะลองรื้อฟื้นประเพณีเก่าๆ ขึ้นมาดู ว่าบรรยากาศมันจะเป็นยังไง ไม่รู้ว่าสมัยก่อนเขาทำอย่างไรกันบ้างครับลุงกำนัน” กำนันอาจหาญสบตาต้นกล้าแล้วก็ให้หวนคิดถึงวันเก่าๆ สมัยตอนเป็นหนุ่ม รอยยิ้มบางคลี่ประดับใบหน้าชายวัยกลางคนที่ยังคงความคมเข้มคมคาย แล้วยังส่งต่อให้ลูกชายคนเดียวไปด้วยเต็มๆ

“สมัยลุงหนุ่มๆ ก็ไปทุกงานไม่มีพลาดเลยล่ะ ก็ถือว่าช่วยๆ กันนั่นแหละ และที่สำคัญที่สุดเลยสำหรับคนหนุ่มสมัยนั้นก็คือ การไปลงแขกเกี่ยวข้าวมันหมายถึงการได้ไปเกี้ยวสาวด้วยไงลูก หนุ่มสาวสมัยนั้นกว่าจะได้พบปะพูดคุยกันแบบสบายๆ ชิดใกล้โดยผู้ใหญ่ไม่เคร่งครัดอะไรมาก ก็เมื่อตอนไปลงแขกช่วยกันทำงานนี่ล่ะ “กำนันเว้นจังหวะหายใจพลางเหลือบตามองลูกชายที่ขยับเข้ามาใกล้โซฟาอีกก้าวแล้วพูดต่อ

“ลองอยู่ๆ ไปคุยไปหาลูกสาวเขาที่บ้านสิ จะนั่งจะคุยกันก็ต้องนั่งห่างกันคนละฟากของเรือน แถมยังมีผู้ใหญ่มานั่งฟังด้วย จะได้เจอกันสองต่อนี่ยากมาก ดีไม่ดีได้แค่นั่งตบยุงเฝ้าอยู่อย่างนั้นล่ะ พ่อแม่เขาไล่ลูกสาวเข้าห้องไม่ให้คุยด้วยซ้ำ แต่การลงแขกมันเหมือนเป็นการเปิดโอกาสให้เราได้พบปะกันกลายๆ ไงไม่ง่ายเหมือนสมัยนี้หรอกนะ” พูดจบกำนันอาจหาญก็เหลือบสายตาดุๆ ไปมองลูกชายตัวเองอีกครั้ง เด็ดเดี่ยวยังยืนนิ่งและฟังอย่างตั้งใจ ซึ่งพอเห็นสายตาของคนเป็นพ่อชายหนุ่มก็ยกมือขึ้นมากอดอกยืนจังก้าด้วยท่าทางท้าทาย คิ้วเข้มเลิกขึ้นสูงดูประสาทจนกำนันให้นึกหงุดหงิด

“ครับ?”

“เพราะเราไปช่วยกันทำงาน บางทีงานมันหนักมันเหนื่อย งานไร่งานนามันต้องทำกลางแจ้งแดดก็ร้อน เราเลยต้องทำให้บรรยากาศมันสนุกสนานครื้นเครงกันหน่อย ก็เลยมีการร้องรำทำเพลงเกี้ยวกันสนุกๆ ขำๆ ทำให้มันครึกครื้นจะได้ลืมความเหนื่อย ความร้อนจากแดด หนุ่มสาวก็มีโอกาสได้ศึกษาดูใจกัน ก็อย่างที่บอกนั่นแหละว่าสมัยก่อนใช่ว่าจะได้เจอกันง่ายๆ เหมือนสมัยนี้ไง นี่เลยเป็นโอกาสหนึ่งที่พวกหนุ่มๆ สาวๆ เขาจะได้คุยเล่นกัน แต่ถึงจะไม่เคร่งครัดเท่าไหร่ก็ยังอยู่ในสายตาผู้ใหญ่เหมือนเดิม ใครถูกใจก็คุยกันไป แต่รวมๆ แล้วก็สนุกนะ เกี่ยวข้าวเสร็จก็ต่อด้วยการขนข้าวขึ้นลาน การนวดข้าว เก็บเข้าขึ้นยุ้ง นาใครเสร็จก่อนก็วนไปช่วยๆ กันจนเสร็จหมดนั่นแหละ ชาวบ้านก็จะได้ความสามัคคีรักใคร่กลมเกลียวกันเพิ่มขึ้น มีอะไรก็แบ่งปันกัน มีเหล้ายาสาโทมีของกินก็เอามาโฮมมารวมกัน”

“โฮมเหรอครับ?”

“โฮมก็แปลว่ารวมนั่นแหละลูก มันเป็นภาษาอีสานบ้านเราฟังดูอบอุ่นการกระทำก็อบอุ่นใช่มั้ยล่ะ”

“ครับพ่อ” เด็ดเดี่ยวที่ยืนฟังเงียบๆ อยู่ตั้งนานขานรับ เมื่อพ่อจิกสายตาขึ้นมองเป็นครั้งที่สาม ต้นกล้าที่เพิ่งรู้ว่ามีใครอีกคนอยู่ข้างหลังรีบหันกลับไปมอง ก็พอดีกับคนตัวสูงที่ยืนอยู่โน้มตัวลงมาโดยวางท่อนแขนทั้งสองข้างประสานกันไว้บนพนักพิงหลังของโซฟา แล้วทิ้งคางวางทับลงไป พอคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าหันมาจมูกรั้นๆ จึงเฉียดแก้มสากเข้าพอดีจนได้กลิ่นอ่อนๆ ที่คุ้นเคย ต้นกล้าผงะและขยับออกเด็ดเดี่ยวจึงถือโอกาสวาดวงแขนข้ามหัวแดงๆ โอบท่อนแขนพาดไหล่ ใช้มือข้างที่พาดนั่นแหละบีบคางต้นกล้าเบาๆ แต่ก็โดนปัดออกทันทีด้วยเช่นกัน ต้นกล้ามองเด็ดเดี่ยวตาขวางก่อนจะหันกลับไปหาผู้ใหญ่ที่กำลังมองไม่วางตา จนลุงสมควรพูดขึ้นทำลายความเงียบ

“ถ้าอย่างนั้นก็ลาเลยดีกว่านะพ่อกำนันเดี๋ยวต้องไปบอกทางอื่นอีกหลายบ้าน”

“ครับพี่สมควร”

“สวัสดีครับ” ต้นกล้ายกมือไหว้ลากำนันอาจหาญแล้วรีบเดินตามลุงสมควรออกมานอกบ้าน ก่อนที่คนหน้ามึนจะทำให้เขาได้อายผู้ใหญ่ไปมากกว่านี้ แต่กระนั้นก็ยังหนีไม่พ้นหรอกเพราะขึ้นชื่อว่าหน้ามึนก็ต้องมึนให้ถึงที่สุด อย่างที่เด็ดเดี่ยวกำลังเป็น

“เดี๋ยวสิให้พี่ไปด้วยมั้ย”

“จะไปทำไมเกะกะ”

“ก็อยากไปด้วยนี่พี่คิดถึง” พอหันกลับมามองหน้ากันตรงๆ ก็ทำให้ต้นกล้าคิดถึงความฝันเมื่อตอนบ่าย ยิ่งมองก็ยิ่งเห็นภาพจนเกิดความรู้สึกผ่าวๆ วูบๆ วาบๆ ตามผิวแก้ม กำลังจะเดินออกมาเพื่อจะไปขึ้นรถกับลุงสมควร แต่เด็ดเดี่ยวก็เดินมาดึงข้อมือเอาไว้ก่อน

“ไม่ต้องเลยเหอะ” ทีตอนบ่ายยังปล่อยให้เรานอนเฝ้าลานข้าวอยู่คนเดียว ต้นกล้าบ่นในใจ ใบหน้าหล่อเกาหลีบึ้งตึงแต่คนตัวโตเองก็พอจะเดาได้อยู่นั่นแหละ ว่าอีกคนไม่พอใจเรื่องอะไร เพราะเขาเป็นคนบอกเองว่าจะอยู่เป็นเพื่อน แต่พอพ่อกำนันโทรตามบอกว่ามีงานด่วนจึงต้องรีบกลับ และได้แต่ฝากไอ้จ๋าให้ช่วยดูแทน

“ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้พี่จะไปแต่เช้านะ” เด็ดเดี่ยวก้มเข้าหากระซิบให้ได้ยินกันเพียงสองคน จนลมหายใจอุ่นระผิวอ่อนแทบขนลุก ใจเขาก็หวังจะได้สูดกลิ่นหอมอ่อนๆ นั่นแหละ ต้นกล้าได้แต่มองเด็ดเดี่ยวด้วยสายตาดุๆ แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ก่อนจะเดินไปหาลุงสมควรที่ติดเครื่องรถรออยู่ จากนั้นแกก็พาต้นกล้าไปบอกอีกหลายบ้านจนค่ำจึงได้พากันกลับมา และเช้านี้ต้นกล้าเลยมานั่งรอคนที่จะมาช่วยงาน อยู่ที่แคร่หน้าบ้านอย่างตื่นเต้นนี่ยังไงล่ะ

“ลูกพี่ครับมานั่งรอใครอยู่ตรงนี้ครับ”

“นั่งเล่นโว้ยไม่ได้รอใคร”

“แหมไอ้จ๋าก็นึกว่ากำลังรอใครบางคนที่มาแต่เช้าทุกวันนะครับ”

“จะไปรอเขาทำวะมาไม่มาก็ช่างสิ”

“แนะรู้อีกว่าไอ้จ๋าหมายถึงใคร”

“เอาใหญ่แล้วนะแก ฉันมารอคนที่จะมาลงแขกกับฉันต่างหากล่ะโว้ย”

“อูยลูกพี่ครับ พูดให้จบๆ หน่อยครับไอ้จ๋าคิดนะ”

“คิดอะไรของแก”

“ก็ลูกพี่บอกรอคนที่จะมาลงแขกกับลูกพี่ คนสมัยนี้เขาก็จะคิดไปเรื่องโน้นนะสิครับ”

“เออจริงด้วยว่ะ ฉันรอคนมาลงแขกเกี่ยวข้าวช่วยต่างหากเล่าไอ้บ้า”

“ฮ่าๆ ๆ อย่างนี้หน่อยครับค่อยเคลียร์แหม พูดไม่จบไอ้จ๋าคิดมากเเลย”

“ไอ้ทะลึ่ง..เออ แกว่าจะมีคนมาหรือเปล่าวะ”

“น่าจะมีครับ”

“น่าจะเองเหรอวะ แล้วทำไมยังไม่มีใครมาสักคนเลยล่ะวะ”

“แหมลูกพี่ครับตอนนี้เพิ่งหกโมงเช้าเองนะครับลูกพี่”

“เออว่ะจริงด้วย แล้วเมื่อไหร่เขาจะมากันล่ะทีนี้”

“คงสายๆ กว่านี้สักหน่อยล่ะครับ แล้วแต่เขาจะมาได้กันตอนไหน บางคนกว่าจะเสร็จธุระของตัวเองก็อาจจะมาช้าหน่อย บางคนว่างก็มาได้แต่เช้า มันก็แล้วแต่เขานะครับลูกพี่ เพราะเขามาช่วยไม่ได้มาทำงานเอาค่าแรง เราก็มีหน้าที่หาข้าวปลาอาหารมาเลี้ยงดูปูเสื่อเขาไป”

“แล้วมีของเมามั้ยวะ” สายตาของต้นกล้ามีแววซุกซนเมื่อกระซิบถามหาของมึนเมา ที่คงจะไม่พ้นพวกเหล้าเบียร์ทั้งหลายนั่นแหละ เพราะเขาไม่สูบบุหรี่จึงไม่ถามหาเหล้ายา

“จิพลาดได้จังได๋ล่ะครับลูกพี่ วันนี้ไอ้จ๋ามีของเด็ดด้วยขอบอก” ประโยคแรกไอ้จ๋าพูดด้วยเสียงที่ดังฟังชัด จากนั้นมันก็โน้มตัวเข้ามาใกล้ๆ คนเป็นลูกพี่แล้วกระซิบเบาๆ เหมือนเป็นเรื่องลับสุดยอดที่เด็ดเสียยิ่งกว่าเด็ด ทำให้คนฟังตาโตขึ้นมาอย่างสนใจทันทีกับของเด็ดของมัน

“เด็ดยังไงวะ”

******************

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2314
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

อะไรคือของเด็ด?   

ยาดอง?

ออฟไลน์ wutwit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 211
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-2
มารอเรื่องนี้

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo


ลองของเด็ด 100%



“เด็ดยังไงวะ”

“เด็ดยังไงเดี๋ยวก็รู้ครับลูกพี่ รับรองว่าเด็ดสาระตี่จริงถึงใจอีหลีคัก แต่ว่าตอนนี้ไอ้จ๋าคงต้องไปช่วยแม่ทำอาหารแล้วล่ะครับ เพราะชาวบ้านบางส่วนที่มาช่วยงาน อาจจะมากินมื้อเช้ากับเราก่อนลงนาด้วย”

“เออว่ะลืมเลย แม่กับน้าแจ่มใจทำอาหารอยู่นี่หว่า”

“ครับ ลูกพี่จะรอรับชาวบ้านอยู่นี่ก่อนก็ได้เดี๋ยวไอ้จ๋าไปดูเอง ชาวบ้านมากินข้าวเช้าเสร็จก็ลงนาเลยครับ นั่นไงทยอยมากันบ้างแล้ว” ไอ้จ๋าที่ยืนหันหน้าไปยังทางเข้าบ้านบอก พร้อมกับส่งยิ้มกว้างเป็นการต้อนรับให้ชาวบ้านหลายคน ที่กำลังเดินเข้ามาพร้อมอาวุธของตัวเอง นั่นก็คือเคียวเกี่ยวข้าวคนละอันสองอัน มันเชื้อเชิญให้ทุกคนเข้ามานั่งพักรอก่อน โดยจัดแจงหาเสื่อมาปูให้จนเต็มลานหน้าบ้าน แล้วจึงเข้าไปเอากระติกน้ำดื่มที่ใส่น้ำแข็งเย็นชื่นใจออกมาต้อนรับ ทั้งน้ำเปล่าน้ำอัดลมมีให้เลือกกินทุกอย่าง

ต้นกล้าบอกขอบคุณชาวบ้านยกใหญ่ที่มีน้ำใจมาช่วย และดูเหมือนว่าหนุ่มหล่อเกาหลีจะเข้ากับชาวบ้านได้เป็นอย่างดีทีเดียว ไม่นานกลุ่มเพื่อนไอ้จ๋าก็มาสมทบครบทุกคน ทั้งไอ้ว่าว ไอ้ดำ ไอ้ว่าน ไอ้จ๊ะเอ๋ และเพื่อนรุ่นเดียวกันอีกเกือบสิบคน ตามมาด้วยพี่สอนกับชาวบ้านอีกหลายคน ที่พอมาถึงก็ส่งเสียงทักทายกันลั่นสวน โดยเฉพาะกลุ่มของไอ้ว่าวและเพื่อนๆ จนต้นกล้าต้องปรามไปบ้างเพราะเอะอะโวยวายเหลือเกิน นอกจากนั้นก็ยังมีกลุ่มคนหนุ่มสาวอีกกลุ่มใหญ่ ที่ไอ้จ๋ามันรู้จักแต่ต้นกล้าไม่เคยเจอ ดูแล้วแต่ละคนก็เป็นมิตรกันทั้งนั้น

หลายคนจับกลุ่มคุยกัน พวกผู้หญิงก็ช่วยกันเข้าไปยกข้าวปลาอาหารออกมา ใครกินมาแล้วก็นั่งคุยกัน บ้างก็เดินลงนาไปก่อน เพราะส่วนใหญ่ก็คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว คุณยายประไพศรีลงมาพูดคุยถามไถ่ชาวบ้านกันดูครื้นเครง ยังมีชาวบ้านออกมาสมทบกันเรื่อยๆ แบ่งข้าวปลาอาหารกินกันอย่างมีน้ำใจ จนจัดการมื้อเช้าเสร็จก็ต่างพากันแยกย้ายเดินลงนา นี่จึงเป็นเวลาที่การลงแขกเกี่ยวข้าวจริงๆ ได้เริ่มขึ้นสักที

“ใครมาอีกล่ะนั่น อ้อพ่อกำนันนั่นเอง” ทุกคนหันไปมองรถกระบะคันใหม่ที่วิ่งเข้ามาจอดหน้าบ้าน คุณยายร้องทักกำนันอาจหาญที่เดินลงจากรถมา พร้อมกับลูกสาวที่เปิดประตูลงมาพร้อมกัน ส่วนเด็ดเดี่ยวที่ทำหน้าที่คนขับตามลงมาทีหลัง ทุกคนยกมือไหว้ทักทายกัน แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็พากันลงทำงานเกือบหมดแล้ว

“ขอบใจนะพ่อกำนัน พ่อเดี่ยว ดาวรุ่งด้วยที่อุตส่าห์มาช่วยงาน”

“ผมยินดีครับ ท้ายกระบะมีอาหารผมให้ดาวรุ่งทำมาให้ด้วยครับ” กำนันตอบส่วนลูกทั้งสองยืนยิ้มอยู่ข้างหลัง ด้วยท่าทางอ่อนน้อมอย่างคนที่ได้รับการอบรมมาเป็นอย่างดี แม้ว่าเด็ดเดี่ยวจะเอาแต่มองหาใครบางคนไปด้วยก็ตามเถอะ ซึ่งท่าทางอย่างนี้ก็อยู่ในสายตาที่สังเกตของคุณยาย หญิงสูงวัยรู้ว่าอะไรเป็นอะไรจากการแสดงออกของหลานๆ แต่ถึงกระนั้นคนแก่ที่เห็นโลกมามากและอ่านอะไรออกได้ไม่ยากก็ไม่ได้ทักท้วงหรือติงออกมา นอกจากมองด้วยสายตาเอ็นดูและเข้าใจ

“เอามาทำไมมาแค่ตัวก็เกรงใจจะแย่”

“ไม่เป็นไรหรอกครับให้เด็กยกลงมาเลยก็แล้วกัน แกพอจะช่วยยกหน่อยได้ไหมกวิน ว่างอยู่ไม่ใช่เหรอ”

“เออ” คุณกวินที่ยืนทำหน้านิ่งอยู่ใกล้ๆ จำเป็นต้องตอบรับไปแบบไม่เต็มใจเท่าไหร่ เพราะแม่ยายหันมามองพอดี หนุ่มใหญ่จึงทำได้เพียงเดินไปที่ท้ายรถเพื่อช่วยยกของลง แต่ก็ไม่มีอะไรมากมาย แค่กับข้าวหม้อใหญ่หม้อเดียวกับผลไม้สองตะกร้าใหญ่ที่ไอ้จ๋าจัดการคนเดียวก็เอาอยู่

“สวัสดีครับคุณลุง ขอบคุณนะครับที่มาช่วย” ต้นกล้าที่เพิ่งเดินออกมาไหว้กำนันอาจหาญ โดยยกมือขึ้นแล้วก้มหัวลงเล็กน้อยอย่างอ่อนน้อม แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นกลับถูกคนที่ยืนอยู่ข้างหลังกำนันมองด้วยสายตาทะเล้นท้าทาย เหมือนกำลังบอกว่าให้สวัสดีตัวเองด้วยยังไงอย่างนั้น ต้นกล้าแบะปากให้อย่างนึกหมั่นไส้ แต่ก็อดขำไม่ได้เมื่อเด็ดเดี่ยวแกล้งทำตาละห้อยตอบกลับมา เขาจึงทำท่าเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันกลับไปให้ แต่ก็ไม่มีอะไรจริงจังนักเพราะเพียงล้อกันเล่นเฉยๆ ไหนอีกคนจะยังมีคดีของเมื่อวาน ที่ทิ้งเขาเอาไว้ให้นอนอยู่เปลคนเดียวที่ยังไงก็ต้องคิดบัญชีอีก ทั้งสองคุยกันผ่านสายตาที่สามารถสื่อให้เข้าใจกันได้เพียงสองคน โดยที่ผู้ใหญ่ไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำนอกจากไอ้จ๋าผู้หูตาไวในทุกเรื่อง

“หึๆ ๆ “มันหัวเราะเสียงโรคจิตและส่งสายตาเจ้าเล่ห์รู้ทันให้ลูกพี่ทั้งสอง แล้วเดินผิวปากลงนาไปหน้าตาเฉย ส่วนผู้ใหญ่ที่เหลือทั้งคุณยาย กำนัน คุณกวิน คุณนภา และแม่แจ่มใจ ก็ยังคุยกันอยู่ ส่วนลุงสมควรลงนาไปพร้อมๆ กับชาวบ้านแล้ว

เมื่อจัดการข้าวปลาอาหารเช้ากันเรียบร้อยแล้ว ทุกคนต่างก็พากันลงไปช่วยกันเกี่ยวข้าวอย่างขยันขันแข็ง ต้นกล้าไม่อยากเชื่อว่าจะมีคนมาช่วยเยอะขนาดนี้ เมื่อเช้าก็ตื่นเต้นมากอยู่แล้ว ตอนนี้เขายิ่งตื่นเต้นมากยิ่งกว่า ชาวบ้านที่มามีทุกวัยทั้งหญิงและชายที่ล้วนแล้วแต่รักนับถือคุณยายและรู้จักกันดีทั้งนั้น หนุ่มสาวร้องเพลงสมัยใหม่จีบกันเป็นที่สนุกสนาน บ้างก็แกล้งแซวกันขำๆ ต้นกล้าเองก็ถูกแซวกวนๆ มาด้วย โดยเฉพาะสาวๆ ที่หาเรื่องนั้นเรื่องนี้มาถามแล้วก็พากันอายม้วนจนแทบไม่เป็นอันจะเกี่ยวกันหรอกข้าวน่ะ หนักๆ เข้าก็ชมว่าต้นกล้าหล่อแล้วถามว่ามีแฟนหรือยัง เล่นเอาคนที่ยืนตัวสูงอยู่ใกล้ๆ หน้าตึงขึ้นมาได้ทีเดียว ต้นกล้ามีแซวกลับบ้างก็หัวเราะสนุกสนานกันไป จนเด็ดเดี่ยวจ้องด้วยตาดุๆ เหล่าสาวๆ จึงพากันหันหน้าเข้าหางาน แต่กระนั้นก็มีเสียงพูดคุย เสียงแซวกันมาเรื่อยๆ คลอไปกับเสียงเพลงจากวิทยุทรานซิสเตอร์เครื่องเก่า ที่ใครบางคนถือติดมือมา เรียกความคึกคักให้การทำงานได้มากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะตั้งใจหมุนหาแต่เพลงลูกทุ่งหรือหมอลำที่มีจังหวะสนุกสนานครื้นเครง จนแทบจะไปเต้นไปด้วยเกี่ยวข้าวกันไปด้วยเลย

“มานี่ก่อน”

“อะไร”

“ถุงมือไปไหนทำไมไม่เอามาใส่”

“อ่าวลืมเลย”

“มานี่มา”

“เฮ้ยอย่าดึงอายคนอื่นเขาบ้าง”

“อายทำไมพี่จะใส่ถุงมือให้มันจะได้ไม่คายใบข้าวจะได้ไม่บาดมือด้วย” เด็ดเดี่ยวบอกเสียงเข้มพลางดึงมือต้นกล้ารั้งให้ขยับเข้ามาหาตัวเอง เพื่อจะใส่ถุงมือให้ได้ถนัด ต้นกล้าก้มหน้าหลบสายตาลึกซึ้งที่เด็ดเดี่ยวใช้จ้องมอง พลางเหล่ตามองรอบๆ ว่ามีคนข้างๆ สนใจหรือเปล่า ซึ่งก็มีแต่ไอ้จ๋านั่นล่ะที่มันมองมายิ้มๆ อย่างรู้ทันแต่ไม่ได้พูดอะไร

“แล้ว..ไม่ใส่เหรอ”

“อืม”

“ได้ไงอะ ให้เราใส่แล้วตัวเองไม่มีใส่”

“ก็มันมีคู่เดียวนี่”

“งั้นเอาคืนไปเลยเราไม่ใส่”

“ไม่ได้” เด็ดเดี่ยวบอกเสียงดุขึ้นกว่าเก่า แถมยังทำตาดุตอนต้นกล้าทำท่าจะถอดถุงมือออก เมื่อวานเขาเตรียมมาแล้วสองคู่และให้ต้นกล้าไปแล้ว แต่วันนี้ต้นกล้าดันไม่เอามาด้วย และเขาก็มีเหลือเพียงคู่เดียว ความเป็นห่วงมันมีมากกว่าจึงเสียสละด้วยความเต็มใจ ไหนจะเสียดายมือเรียวนิ่มๆ นี่อีก ที่เขาไม่อยากให้เกิดรอยให้ระคายเคืองหรือโดนขีดข่วน จึงต้องบังคับให้ต้นกล้าใส่ด้วยสายตาดุมือก็จับเอาไว้แน่น เพราะรู้ว่าคนดื้อยังไงก็คงรั้นที่จะถอดมันออกมาให้ได้

“งั้นอย่ามาทวงทีหลังนะ ชิ” ต้นกล้าสะบัดหน้าแล้วเดินหนี แต่เดินไปได้เพียงสองสามก้าวก็ถึงหน้างาน และเพราะมีประสบการณ์ในการเกี่ยวข้าวมาแล้วเมื่อวาน จึงได้รู้ว่ามันทั้งคันและคายมากแค่ไหน โดยเฉพาะเขาที่ไม่เคยเกี่ยวข้าวมาก่อน ย่อมรู้สึกระคายเคืองมากกว่าเป็นธรรมดา ไหนจะใบข้าวที่สากคมสามารถบาดมือเราได้ง่ายๆ อีก แต่ก็อย่างว่าล่ะมือเด็ดเดี่ยวคงกรำงานมามากแล้ว มันคงจะด้านมากจนไม่รู้สึกอะไร

การเกี่ยวข้าวรุดหน้ากินพื้นที่ของนาไปอย่างรวดเร็ว เพราะทุกฝ่ายต่างร่วมแรงร่วมใจกันเป็นอย่างดี การลงแขกเต็มไปด้วยความสนุกสนานและเสียงหัวเราะพูดคุย มิตรภาพที่ชาวบ้านมีให้แก่กันอย่างบริสุทธิ์ใจเป็นตัวเชื่อมสัมพันธ์อันดี โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน จนตะวันสายโด่งล่วงเลยเกือบเที่ยงใกล้เวลาพัก ชาวบ้านผู้หญิงบางส่วนปลีกตัวออกไปเพื่อช่วยกันหุงหาอาหารเตรียมไว้เพื่อมื้อกลางวัน ไอ้จ๋ากับเพื่อช่วยกันนำเต็นท์มากางที่ร่มไผ่ใกล้ลานข้าวที่แห้งดีแล้ว เพื่อให้ชาวบ้าน 50 กว่าคนที่มาช่วยงานได้นั่งพักกลางวัน

อาหารทั้งคาวหวานที่จัดเตรียมไว้ ถูกลำเลียงลงมาจากบ้านโดยอีแก่รถกระบะคันเก่าของไอ้จ๋ารับหน้าที่ขนส่ง เมื่อวานขนขี้วันนี้ขนข้าว แหมมันเข้ากับบรรยากาศท้องทุ่งบ้านเราจริงๆ บรรยากาศง่ายๆ สบายๆ จนกระทั่งชาวบ้านเริ่มทยอยผละจากหน้างานมานั่งพัก ก็พอดีสำรับกับข้าวที่มีอาหารต่างๆ หลายอย่างถูกจัดเตรียมตักแบ่งแจกจ่ายเอาไว้เรียบร้อย เป็นอาหารง่ายๆ ที่หาวัตถุดิบได้ในท้องถิ่น ซึ่งเมนูที่ขาดไม่ได้ก็คือตำมะละกอรสเด็ด ที่แม่แจ่มใจกำลังตำอย่างมันมือครกแล้วครกเล่าให้พอเพียง โดยมีนังสาคนงามมือส้มตำอีกคนคอยเป็นลูกมือ

วงกินข้าววงใหญ่นั่งล้อมวงกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่งพร้อมหน้าพร้อมตาทุกคน คุณกวินยังคอยตั้งแง่และกันท่ากำนันอาจหาญอยู่เช่นเดิม นอกจากต้องคอยกันไม่ให้ไอ้กำนันคู่ปรับเข้าใกล้ภรรยาแสนรักแล้ว ยังต้องคอยกันต้นกล้าอีกด้วย เพราะยังมีลูกชายของมันที่มักจะมาเกาะแกะลูกชายเขาไม่ห่าง เกี่ยวข้าวก็เดินตามตูดลูกชายเขาต้อยๆ ไปยืนเกี่ยวอยู่ใกล้ๆ กัน เดินมาพักมันก็ยังตามไม่ห่าง แต่คุณกวินต้องทำอย่างเนียนๆ โดยไม่ให้ใครสงสัยว่าทำไมถึงได้หวงลูกชายนักหนา งานนี้หนุ่มใหญ่จากเมืองกรุงเลยค่อนข้างรับศึกหนักหลายด้านโดยไม่จำเป็น

“ลูกพี่ครับลองของเด็ดหน่อยมั้ยครับ”

“ของเด็ดอย่างที่ว่าเมื่อเช้าหรือเปล่าวะ”

“แน่นอนครับ”

“จัดมา” ต้นกล้าสั่งลูกน้องคนสนิทด้วยเสียงตื่นเต้น เมื่อไอ้จ๋ามากระซิบด้านหลัง ขณะที่ต้นกล้านั่งพักเหนื่อยดื่มน้ำเย็นๆ และคุยกันอยู่กับพี่สอน ไอ้จ๋าลุกไปไม่นานก็กลับมาพร้อมกระติกน้ำพลาสติกใบขาดกลาง กับแก้วสเตนเลสแบบมีหูจับสองใบ มาถึงมันก็วางกระติกลงอย่างทะนุถนอม จากนั้นก็ค่อย เปิดผ้าออก ท่าทางของไอ้จ๋าเล่นเอาต้นกล้าสงสัยหนักว่าภายในกระติกนั้นมันมีอะไร

“อะไรอยู่ในนั้นวะ” อดใจที่จะถามก็ไม่ได้เมื่อเห็นท่าทางของไอ้จ๋าที่ดูเหมือนว่าจะระมัดระวังกันเป็นพิเศษ ไหนจะกลิ่นบางอย่างที่โชยออกมาจากกระติก ที่ต้นกล้านิยามแทบไม่ถูกจะว่าฉุนก็ไม่ใช่ จะว่าเหม็นยิ่งไม่ใช่ใหญ่ แต่ก็ไม่เชิงว่าหอม แต่ก็เหมือนๆ จะหอมในแบบของน้ำหมักอะไรสักอย่าง จะว่ากลิ่นเหมือนไวน์ก็ไม่ใช่แต่ก็ไม่เชิง แล้วตกลงมันคืออะไรกันวะ

ต้นกล้าคิดไม่ตกจึงได้แต่ขมวดคิ้วจนเป็นปม ตามองไอ้จ๋าทุกการกระทำจนกระทั่งมันตักน้ำกลิ่นแปลกๆ ที่อยู่ในกระติกขึ้นมา แล้วรินใส่แก้วสเตนเลสอีกใบยื่นมาให้

“ของเด็ดอย่างที่ไอ้จ๋าบอกเมื่อเช้ายังไงล่ะครับ รับรองเด็ดสมใจไอ้จ๋าหมักมาเป็นอย่างดีลองเลยครับ” ต้นกล้ารับแก้วมาถือไว้ในมือแต่ยังไม่ลองอย่างที่ไอ้จ๋ามันแนะนำ น้ำใสแต่สีขาวขุ่นที่อยู่ในแก้วนี่เองคือต้นตอของกลิ่นแปลกๆ ที่ได้รับในตอนแรก และแน่นอนว่าต้นกล้ายังไม่กล้าที่จะยกมันขึ้นดื่มอย่างที่ไอ้จ๋าเชิญชวน จึงหันไปทางพี่สอนที่นั่งอยู่ใกล้กันอย่างขอความคิดเห็น

“ลองเลยกล้ารับรองติดใจแน่ๆ”

“ขนาดนั้นเลยเหรอครับพี่สอน”

“ยกเลยครับลูกพี่ เร็วๆ พี่สอนจะได้ชิมบ้าง” ไอ้จ๋าเร่ง

“อย่าติดใจก็แล้วกัน ฝีมือไอ้จ๋านี่มันฝีมือเทพจริงๆ ใครทำก็ไม่ได้รสเหมือนมันทำ”

“ขนาดนั้นเชียวเหรอครับพี่” พี่สอนชมไอ้จ๋าเกินจริง แต่ก็เพราะการหมักอย่างพิถีพิถันของมันนี่แหละที่เล่นเอาต้องรอมันทำให้กินอยู่บ่อยๆ ต้นกล้ามมองหน้าไอ้จ๋ากับพี่สอนสลับอย่างระแวง แต่ทั้งสองมีท่าทางมั่นใจ เมื่อพี่สอนพยักหน้าให้ต้นกล้าจึงคิดว่าลองดูไม่เสียหาย ยกแก้วในมือขึ้นจ่อปาก แล้ว..

“อะไรกัน!” อึก! เกือบไปแล้วเกือบสำลักไปแล้ว เมื่อเสียงเข้มๆ ดังขึ้นข้างหลังซึ่งต้นกล้าจำได้ว่าเป็นเสียงใคร ด้วยอารมณ์ของคนที่กำลังแอบทำเรื่องบางอย่าง เล่นเอาต้นกล้าแทบสำลักเมื่อกำลังจะค่อยๆ จิบน้ำที่ไอ้จ๋าตักให้เข้าปาก แต่เพราะตกใจเสียงเข้มๆ ปนดุ ต้นกล้าจึงเผลออมน้ำและกลืนเข้าไปคำใหญ่อย่างไม่รู้ตัวจนเกือบสำลัก

รสชาติไม่เป็นอย่างที่คิด เมื่อรับน้ำหมักเข้าสู่โพรงปากความหวานละมุนที่แปร่งปร่าส่าลิ้นนิดๆ กับกลิ่นของหมักที่อวนอยู่ในจมูก รวมแล้วเป็นรสชาติที่ดีและกลมกล่อม จนทำเอาหนุ่มหล่อเกาหลีติดใจโดยไม่ต้องสงสัยอะไรอีกแล้ว ต้นกล้ากลืนน้ำในแก้วลงไปคำใหญ่ แล้วตามด้วยส่วนที่เหลือในแก้วจนหมด ก่อนจะยื่นแก้วนั้นไปให้ไอ้จ๋าแล้วบอก

“อร่อยดีว่ะ เอามาอีกดิ”

“เหล้าโทเหรอวะ”

“ครับลูกพี่เดี่ยวลองมั้ยครับ”

“มาสักหน่อยซิ” เด็ดเดี่ยวเดินมานั่งข้างๆ ต้นกล้าที่กำลังดื่มด่ำกับของใหม่ที่ไม่เคยลองอย่างติดใจ จนไม่หันมามองคนที่ทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ด้วยซ้ำ

“นี่ครับ” ไอ้จ๋าตักน้ำหมักในกระติกเทใส่อีกแก้วยื่นให้ลูกพี่รอง ที่รับไปจิบดูพอได้ชิมรสชาติ หนุ่มรุ่นพี่พยักหน้าให้กับความกลมกล่อมที่กำลังได้ที่พอดี แล้วจิบส่วนที่เหลือในแก้วจนหมด เด็ดเดี่ยวส่งแก้วคืนให้ไอ้จ๋าที่กำลังตักให้พี่สอนชิมพลางเอ่ยชม

“รสชาติกำลังดีนะ”

“ฝีมือไอ้จ๋าทั้งนั้น”

“เอามาอีกดิ๊จ๋าหวานกลมกล่อมดีว่ะ แบบนี้กินได้ทั้งวัน”

“ครับลูกพี่” ไอ้จ๋ารินน้ำหมักใส่แก้วในมือต้นกล้าที่ติดใจในรสชาติ แต่พอกำลังจะยกขึ้นดื่มข้อมือกลับถูกดึงเอาไว้ด้วยมือใหญ่สากๆ ของใครคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างๆ

“หนักไปเดี๋ยวเมา”

“หืม? ..นี่เมาด้วยเหรอ ไม่หรอกน่า” ต้นกล้าเถียงเพราะนอกจากรสชาติที่หวานลิ้นแปลกๆ แล้ว เขาก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันมีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมอยู่เลยสักนิด ไม่เหมือนเหล้าขาวที่ไอ้จ๋าเอาให้คราวก่อนนี้ด้วยซ้ำ รสชาติต่างกันไปคนละทิศคนละทางเลยก็ว่าได้

“ดื่มมากๆ ก็อาจจะเมาได้”

“เราไม่เมาหรอกของแค่นี้มันของหวาน” ต้นกล้ายังรั้นและยกดื่มต่อโดยไม่สนใจคำทักท้วงของเด็ดเดี่ยวด้วยซ้ำ เพราะติดใจในรสชาติที่หวานติดลิ้นแม้จะรู้สึกวาบๆ ขึ้นมาทีหลังบ้างก็ตามเถอะ แต่มันก็แค่เล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งนี่เป็นสูตรที่คนหมักอย่างไอ้จ๋าตั้งใจกะวันให้ได้พอดีกับช่วงนี้เป็นพิเศษ คืออยู่ในระหว่างการหมักช่วง 25-30 วันกำลังดี

“ว่าแต่นี่เขาเรียกว่าอะไรวะจ๋า”

“แถวนี้เขาเรียกเหล้าโทครับ หรือก็คือสาโทนั่นเอง”

“อืม ทำเป็นได้ยังไงวะอร่อยดี”

“ทำง่ายจะตายครับลูกพี่ แค่หมักลูกแป้งกับข้าวเหนียวนึ่งสุกใส่กระติกทิ้งไว้”

“เออถ้าง่ายก็ทำเยอะๆ สิวะจะได้เอาไว้กินทุกวัน รสชาติชักจะชอบแล้วว่ะ” ไอ้จ๋ามันแค่บอกส่วนผสมง่ายๆ ที่มีแค่ 2 อย่าง แต่วิธีและขั้นตอนในการทำนั้นมีหลายขั้นตอน ที่จะว่าง่ายมันก็ง่าย แต่สำหรับไอ้จ๋ามันจะใช้ความพิถีพิถันมากเป็นพิเศษ เพื่อให้ได้รสชาติที่หวานหอมกลมกล่อมละมุนลิ้นอย่างนี้ออกมา แต่ละขั้นตอนมันจึงตั้งใจทำเป็นอย่างดี ตั้งแต่การเลือกข้าวที่ต้องใช้ข้าวเหนียว ยิ่งเป็นข้าวเก่าจะยิ่งดีกว่าข้าวใหม่ แล้วนำมาแช่น้ำเอาไว้ทั้งคืน พอข้าวดูดซึมน้ำได้เต็มที่และอ่อนตัวเป็นเม็ดใส มันจึงค่อยนำไปล้างอีกหลายน้ำจนน้ำที่ใช้ล้างใสไม่มีสีขาวขุ่นหรือตะกอน ก่อนจะนำไปนึ่งด้วยหวดไม้ไผ่สำหรับนึ่งข้าว และต้องนึ่งด้วยเตาถ่านเท่านั้นสำหรับสูตรของไอ้ลูกน้องตัวแสบ ซึ่งระยะเวลาในการนึ่งก็อยู่ที่ 30-40 นาทีเพื่อให้ข้าวสุกโดยทั่วถึง เตรียมข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้วใส่ชามผสมคลุกเคล้าให้เข้ากับลูกแป้งที่บดจนละเอียด โดยเติมน้ำอุ่นอีก 2 ขัน ผสมเข้ากันให้ทั่วถึง แล้วจึงนำไปใส่กระติกที่ล้างสะอาดและตากให้แห้งดีแล้วเพื่อหมัก ปิดฝาทิ้งไว้สัก 5 วันจึงเปิดฝาออกชิมรสและเติมน้ำเพิ่มอีก หมักต่อจากนั้นทิ้งไว้สามสี่อาทิตย์ก็ดื่มได้ หากนานกว่านั้นมันจะเปรี้ยวเพราะกลายเป็นกรดอะซิติกหรือน้ำส้มสายชู

“ว่าไงวะ เงียบเลย”

“หึๆ ได้ครับไม่มีปัญหา” ไอ้จ๋าหลุดออกมาจากความคิดของตัวเอง เมื่อได้ยินต้นกล้าย้ำมาอีกว่าให้ทำไว้กินทุกวัน

“กินเยอะไม่ดีหรอก” เสียงจากคนไม่เห็นด้วย

“ทำไมล่ะ”

“นี่มันก็เหล้าดีๆ นี่เองนะ”

“เหอะ เราไม่เห็นได้กลิ่นเหล้าอย่ามามั่ว”

“แบบนี้หมักอีกสักหน่อยก็กลายเป็นเหล้าแล้วต้นกล้า”

“จริงเปล่าวะจ๋า ดีสิเราจะได้ไม่ต้องซื้อเหล้ากินทำกินเองเลยสบายใจเฉิบ ฮ่าๆ ๆ ”

“ครับ” ต้นกล้ายังรั้นไม่เชื่อที่เด็ดเดี่ยวบอกจึงหันไปถามไอ้จ๋า ซึ่งพี่สอนที่นั่งอยู่ข้างมันก็พยักหน้ายืนยันด้วยอีกคน ต้นกล้าไม่เห็นว่ามันจะเป็นเหล้าเลยสงสัยว่ามันจะเมาได้อย่างไร มันก็แค่น้ำหวานๆ ที่หวานแปลกๆ กว่าธรรมดาเท่านั้นเอง เลยยกเอายกเอาอย่างชอบใจ

“เออน่า แค่นี้ไม่เมาหรอกใครจะอ่อนขนาดนั้นวะ”

“ไม่เมาก็ไม่เมางั้นกินข้าวก่อนเร็ว”

“จิ๊ ตักมาอีกดิ๊จ๋า” ต้นกล้ายื่นแก้วไปให้ไอ้จ๋าเติมเหล้าโท ขณะที่เด็ดเดี่ยวก็เลื่อนจานอาหารหลายอย่างมาวางตรงหน้าให้ รวมทั้งจานส้มตำที่ต้นกล้าเข็ดขนาดมาตั้งแต่ที่กินคราวก่อน ตอนไปดูไร่มันแล้วเผลอกินปลาร้าเข้าไปทั้งตัว จากนั้นหนุ่มหล่อเกาหลีก็ไม่คิดจะแตะส้มตำอีกเลย หากเขี่ยดูแล้วเห็นปลาร้าเป็นตัวๆ อยู่ในจาน

ต่างคนต่างก้มหน้าก้มตากินอาหาร บ้างก็คุยไปพลางกินไปพลาง ไอ้จ๋าได้ยินลูกพี่ทั้งสองของมันกัดกัน เอ๊ย! ทะเลาะกันเบาๆ อยู่ข้างๆ เพราะอีกคนหนึ่งก็คอยแต่ตักนั่นหยิบนี่มาให้ อีกคนกินไม่ทันก็บ่นจนต้องแยกเขี้ยวใส่เป็นการห้าม ส่วนตัวมันเองทั้งกินทั้งตักน้ำหวานที่มันหมักสุดฝีมือแจกจ่ายให้คนใกล้ๆ ส่วนคนอื่นๆ ที่นั่งอยู่ไกลๆ นั้นมีอีกสองกระติกที่มันทำเผื่อเอาไว้ให้แล้ว

“พี่เดี่ยวมาอยู่นี่เอง คำแพงได้ยินว่าพี่เดี่ยวมาช่วยลงแขกเลยตามมา ขยับหน่อยได้มั้ยฉันจะนั่งตรงนี้” คำแพงที่ไม่รู้มาจากไหนพูดกับเด็ดเดี่ยวเสียงอ่อนเสียงหวาน แถมยังกะพริบตาให้ปริบๆ อย่างยั่วยวน ก่อนจะหันมาสั่งต้นกล้าให้ขยับที่ให้เพื่อจะได้นั่งแทรกลงตรงกลาง

“เอ่อ..”

“ขยับไปสิทำหน้าบื้ออยู่ได้” บอกแล้วก็แทรกตัวหย่อนก้นลงนั่งโดยไม่สนใจใครจนต้นกล้าขยับออกแทบไม่ทัน “คำแพงคิดถึงจังทำไมพี่เดี่ยวไม่แวะไปหาคำแพงบ้าล่ะจ้ะ นี่ถ้าไม่มาก็คงไม่เห็นหน้า คิดถึงคำแพงบ้างมั้ยจ้ะที่รัก” คำแพงไม่พูดเปล่า แต่คว้าเอามือของเด็ดเดี่ยวที่ยังมีคำข้าวเหนียวอยู่ในมือมากุมไว้อย่างแสดงความเป็นเจ้าของ โดยที่ชายหนุ่มยังไม่ทันได้พูดอะไรออกมาสักคำด้วยซ้ำ คำแพงก็ถือวิสาสะกินข้าวด้วย แถมยังตักนั่นตักนี่มาใส่จานที่อยู่ตรงหน้าของชายหนุ่มจนแทบจะป้อนเลยทีเดียว

ต้นกล้าที่ได้ยินคำพูดของคำแพงทุกคำหน้าตึงขึ้นมาทันที เขาจ้องหน้าเด็ดเดี่ยวเขม็ง แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา เหลือบมองไอ้จ๋านิดหน่อยตอนที่มันลุกขึ้นแล้วเดินออกไป ต้นกล้าก็ลุกขึ้นเดินไปนั่งอีกมุมใกล้ๆ กับคุณกวิน ที่กำลังทำสงครามทางสายตากับกำนันอาจหาญที่นั่งอยู่ตรงข้าม มีคุณนภานั่งอยู่ใกล้ๆ คุยกับชาวบ้านที่มาช่วยงานกันอย่างออกรส เด็ดเดี่ยวมองตามตาละห้อยอีกแล้ว แต่จะลุกตามไปก็ไม่ได้เพราะคำแพงเล่นกุมข้อมือเอาไว้เสียแน่น แล้วก็เอาแต่พูดเองเออเองคนเดียวจนเด็ดเดี่ยวเริ่มไม่ชอบใจ ทั้งที่ชายหนุ่มไม่สนใจเพราะสายตาจับอยู่แค่ที่ต้นกล้าเพียงเท่านั้น

...

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo


ส่วนไอ้จ๋าขณะที่มันกำลังกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย และนั่งจับตาดูสถานการณ์ของลูกพี่ทั้งสองกับคนที่มาใหม่ สายตาของมันก็พลันเหลือบไปเห็นใครบางคนที่คุ้นหน้าคุ้นตา ใครบางคนที่คิดถึงทุกลมหายใจเข้าออก ทั้งที่ไม่รู้ว่ามันคิดถึงภาษาอะไรอยู่ใกล้แค่นี้ก็ยังไม่ยอมเข้าไปหาเขาเสียหลายวัน แต่พอเห็นหน้าเขามาถึงนี่เท่านั้นล่ะ ไอ้จ๋าไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหาคนที่ยืนสงบเสงี่ยมเหมือนทำอะไรไม่ถูกอยู่ทันที

“มาทำไม”

“..” น้ำส้มยกมือไหว้แม่แจ่มใจที่เรียกให้กินข้าว ก่อนจะหันมามองไอ้จ๋าอย่างตกใจ เพราะมายืนอยู่ครู่หนึ่งแล้ว และพยายามมองหาแต่ก็ไม่ทันได้เห็น ไอ้จ๋าคว้าข้อมือเล็กแล้วดึงให้เดินเลี่ยงออกไปด้วยกันหลังพุ่มไม้ใหญ่

“ถามไม่ตอบมานี่มา”

“ไปไหนไม่ไป”

“มานี่อย่าดื้อ”

“ไม่เอานะจ๋าส้มไม่ไปปล่อยสิ”

“แล้วเธอไม่ได้มาหาฉันหรือไง”

“ใครจะมาหาอย่าหลงตัวเองสิวะ คนผิดสัญญา”

“หึๆ ๆ “ ไอ้จ๋าได้ยินน้ำส้มต่อว่าชัดเต็มสองหู แต่มันไม่แก้ต่างอะไรให้ตัวเองนอกจากยิ้มกริ่มอย่างเจ้าเล่ห์ จนน้ำส้มนึกขัดใจอยากใช้กรงเล็บข่วนใบหน้ากวนๆ เกรียนๆ นั่นให้หน้าแหกไปเลย แต่ใจหนึ่งก็ไม่อยากให้คนที่คิดถึงทุกลมหายใจเข้าออกต้องเจ็บตัว จึงได้แต่ยืนหน้าบึ้งเม้มปากแน่น แล้วก็...

ฟอดดด

“จ๋า! คนไม่ดีทำอย่างนี้ทำไม”

“ฉันคิดถึงเธอนี่”

“แต่ส้มไม่คิด ปล่อยเลยนะ” ไอ้จ๋าไม่สนใจและยังจับมือเรียวนุ่มนิ่มเอาไว้แน่นทั้งสองข้าง มันหันซ้ายหันขวาก่อนจะก้มลงมาหวังจะหอมแก้มนวลใสที่ขึ้นสีระเรื่อนั่นอีกครั้ง แต่น้ำส้มก็เอนตัวหลบไม่ยอมให้มันหอมดีๆ

“นี่เธอกล้าขัดใจฉันเหรอ เดี๋ยวเถอะเดี๋ยวจะโดนหนัก”

“ทำไมต้องยอมทำตามด้วยคนผิดคำพูด” น้ำส้มน้ำตาคลอแต่ก็พยายามกะพริบถี่ๆ เพื่อไล่ความรู้สึกหน่วงๆ ออกไป ใบหน้าสวยหันหน้าหนีไปทางอื่น ที่ไม่มีใบหน้าทะเล้นของไอ้จ๋า ยิ่งตอนนี้มันส่งยิ้มกว้างมาให้น้ำส้มยิ่งรู้สึกเจ็บจี๊ดๆ ในหัวใจ ที่ไอ้จ๋ามันไม่ได้รู้สึกผิดหรือรู้สึกอะไรเลยสักนิด นอกจากแววตาที่ดูเหมือนตลกขบขันและมีความสุขอยู่คนเดียว

“ได้ข่าวว่าฉันยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลยนะยัยเน่า”

“ผิดแล้วยังจะมาพูด”

“ไม่ผิด”

“ไม่ผิดเหรอ นี่ๆ ๆ ไม่ผิดใช่มั้ย นี่ๆ “น้ำส้มระดมทุบกำปั้นเล็กๆ ลงที่แผงอกหนั่นแน่นกล้ามเนื้อของไอ้จ๋า เพราะความโกรธความน้อยใจเสียใจทุกอย่างมันอัดแน่นอยู่ในความรู้สึก ตอนนี้เจอตัวต้นเหตุก็เลยต้องการระบาย และไอ้จ๋าที่รู้ตัวเองดีอยู่แล้วว่าทำอะไรกับน้ำส้มเอาไว้ก็ยอมยืนนิ่งๆ ให้อีกคนทุบเอาๆ เหมือนมันไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด คิดเดาเรื่องบางอย่างออกแล้วก็ได้แต่อมยิ้มพอใจอยู่อย่างนั้น จนน้ำส้มเหนื่อยและหยุดทำร้ายร่างกายของมันเอง

“ตีอีกสิทำให้พอใจเธอเลยยัยส้มเน่า”

“...” น้ำส้มเงื้อกำปั้นขึ้น แต่ยังไม่ทันได้ระบายอารมณ์ลงไปก็ต้องหยุดมือชะงักไว้กลางอากาศ

“แต่คราวนี้แลกด้วยจูบนะ”

“คนบ้าถอยเลยอย่าเข้ามาใกล้”

“แล้วตกลงมาหาฉันมีอะไร”

“ไม่มีไม่ได้มาหา ฉันมากับพี่คำแพงหรอก”

“หึ พี่สาวเธอทิ้งน้องอีกแล้วหรือยังไง”

“โน่นไง” น้ำส้มบุ้ยหน้าไปทางพี่สาวที่นั่งออเซาะเด็ดเดี่ยวอยู่ ทั้งที่ตอนแรกบอกว่าจะมาคุยกับชาวบ้าน ซึ่งก็เป็นลูกหนี้ที่ว่าจะมาตามเก็บเงินนั่นแหละ คำแพงตามหาจนถึงที่แบบกัดไม่ปล่อยจนรู้ว่าลูกหนี้มาลงแขกเกี่ยวข้าว แต่พอเห็นชายหนุ่มที่นางหมายตาก็ทิ้งเรื่องงานเอาไว้ แล้วไปนั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋อข้างๆ ผู้ชายแทน ซึ่งไอ้จ๋าก็เห็นแล้วนั่นแหละแค่มันอยากแกล้งถามเฉยๆ

“กินข้าวหรือยังไปกินข้าวกับฉันก่อนมา”

“ไม่ไป”

“อย่าดื้อน่า” ไอ้จ๋าหันซ้ายหันขวาเมื่อไม่เห็นใครมันก็รวบร่างผอมบางเอาไว้ในอ้อมแขน น้ำส้มดิ้นไม่ยอมแต่โดยดี แต่สุดท้ายก็ถูกไอ้หมาหน้าดำรวบตัวเอาไว้จนได้จากนั้นก็

ฟอดดดดด “ชื่นใจ ฉันคิดถึงเธอมากเลยรู้มั้ยทำไมไม่รับโทรศัพท์วะ”

“ฉันไม่อยากคุยกับนายไง”

“ทำไมพูดแบบนั้นยัยเน่า แล้วไหนไม่แทนตัวเองว่าส้มวะ”

“ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดีปล่อย”

“ไปกินข้าวด้วยกัน”

“ไม่ไปฉันจะกลับ”

“กลับได้ยังไงพี่เธอยังไม่ออกมาเลย นั่งอ่อยลูกพี่เดี่ยวกินข้าวอยู่โน่น”

“อย่ามาว่าพี่ฉันนะ”

“อย่าดื้อกับฉันนะยัยเน่า จะเข้าไปดีๆ หรือให้อุ้ม”

“ปล่อยๆ ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดีได้มั้ยจ๋า พอเลยคนนิสัยไม่ดีปล่อย ส้มเกลียดคนไม่รักษาคำพูด” น้ำส้มต่อว่าไอ้จ๋าเสียงสั่นพร้อมกับขืนตัวออกเต็มที่จนไอ้จ๋าต้องยอมปล่อย แต่มันก็ยังไม่ยอมปริปากพูดอะไรในสิ่งที่มันควรจะพูดออกมา

“เอ้า อะไรของเธอเนี่ยบอกไม่ฟัง จะเอาอย่างนี้ใช่มั้ย”

“...”

“แน่ใจนะ” ไอ้จ๋าทำหน้าดุสองมือตะปบเข้าที่ต้นแขนผอมบางของน้ำส้ม แต่ไม่แรงมากนัก ท่าทางแบบนี้ของไอ้จ๋าน้ำส้มไม่เคยเห็นเลยตกใจจนตัวสั่น

“ปละ ปล่อยจ๋าปล่อยนะ”

“ไอ้ไรกัน! ปล่อยน้องฉันเดี๋ยวนี้นะ” เพราะมองไม่เห็นน้องยืนอยู่ที่เดิมคำแพงจึงต้องเดินออกมาหาอย่างหงุดหงิด เพราะมันทำให้นางพลาดโอกาสที่จะได้อยู่ใกล้ๆ ชายหนุ่มรูปหล่อ ที่สาวๆ ทั้งตำบลต่างหมายปองรวมทั้งตัวนางเองด้วย คำแพงกระชากมือไอ้จ๋าออกจากแขนน้อง แล้วกระชากข้อมือเล็กของน้ำส้มมายืนอยู่ข้างหลัง ก็ไม่ได้ห่วงหรือหวงแหนอะไรหรอกนะ แค่อยากเอาชนะเท่านั้นเอง

“ฉันบอกให้แกยืนรออยู่ตรงนั้นแกออกมากับมันทำไม”

“ก็เจ้มัวแต่คุยกับผู้ชายแล้วทิ้งน้องตัวเองนะสิ”

“ไม่เกี่ยวกับแกอย่ามาสอด”

“พี่คำแพงส้มอยากกลับแล้ว”

“กลับได้ยังไง ยังไม่ได้เก็บเงินเลย”

“ก็รีบเก็บรับกลับสิส้มอยากกลับบ้าน”

“จิ๊ฉันไม่น่าเอาแกมาด้วยเลย ไปสิเข้าไปนั่งในเต็นท์ก่อนเดี๋ยวค่อยกลับ”

“แต่ส้มอยากกลับแล้ว..โอ๊ย”

“มานี่เลย” คำแพงกระชากแขนน้องเข้าหาแล้วหยิกลงที่ท่อนแขนขาวๆ จนขึ้นสีเขียวช้ำในทันที ไอ้จ๋าเห็นแล้วตาลุกวาวได้แต่กัดฟันกรอด เพราะนั่นมันคงจะทำให้น้ำส้มเจ็บมาก เพราะเจ้าตัวน้ำตาเล็ดออกมาทันที “ส่วนแกไม่ต้องมายุ่งกับน้องฉันไอ้คนตอแหล!” คำแพงชี้หน้าบอกก่อนจะลากน้ำส้มให้เดินเข้าไปด้วยกัน มีไอ้จ๋าที่ทำหน้าเบื่อหน่ายเดินตามไปเงียบๆ มันเดินไปนั่งลงที่เดิมแล้วกินข้าวต่อ เหลือบตามองคนที่นั่งอยู่ไม่ไกลเป็นบางครั้งแต่ไม่ได้พูดอะไร มันรู้ว่าตอนนี้น้ำส้มเข้าใจผิดไปไกล และมันเองก็ไม่พอใจอะไรบางอย่างอยู่ แต่จะให้พูดออกมาตอนนี้คงไม่ใช่เวลาที่เหมาะ ได้แต่คาดโทษน้ำส้มเอาไว้ในใจแล้วค่อยคิดบัญชีทีหลัง

มื้อเที่ยงผ่านไปแล้วชาวบ้านก็พากันทยอยลงนา เด็ดเดี่ยวได้แต่มองตามต้นกล้าโดยไม่ได้เข้าไปหา เพราะคำแพงกัดไม่ปล่อย และผูกขาดการคุยพูดเองเออเองจนบางคำพูดเขาก็ไม่อยากให้ต้นกล้าได้ยิน ไหนยังจะมาเรียกกันว่าที่รักจ๊ะจ๋านั่นอีก เขาได้ยินแล้วก็ขนลุก เด็ดเดี่ยวอยากได้ยินจากปากของอีกคนที่หัวแดงๆ นั่นมากกว่า แต่จะเดินไปไหนคำแพงก็เดินตามอย่างกับเงา ซึ่งเด็ดเดี่ยวจะไม่ว่าอะไรเลยหากเหตุการณ์นี้ไม่ได้อยู่ในสายตาของคุณกวิน ที่แสยะยิ้มมองมาเหมือนสะใจอยู่ตลอด ต้นกล้าเดินลงนาตามด้วยเด็ดเดี่ยวที่มายืนเกี่ยวอยู่ใกล้ๆ แต่กระนั้นคำแพงก็ยังกัดไม่ปล่อย แม้จะไม่ได้มาลงแขกแม้จะไม่ได้มาช่วยงาน แต่ก็ยังเดินตามลงมายืนอยู่ข้างลูกชายกำนันแสดงความเป็นเจ้าของ

“คำแพงกางร่มให้นะจ๊ะพี่เดี่ยว นี่ขยับไปอีกหน่อยสิ” ในมือคำแพงมีร่มคันใหญ่ นางเดินเข้ามายืนแทรกระหว่างเด็ดเดี่ยวกับต้นกล้าไม่พอ ยังเบียดซะจนหลานชายคุณยายประไพศรีเซไปข้างๆ เกือบล้มหน้าทิ่มดิน!

“ไม่ต้องหรอกพี่ว่าคำแพงไปนั่งในร่มเถอะ”

“อุ้ย พี่เดี่ยวห่วงคำแพงเหรอจ๊ะดีใจจัง แต่คำแพงไม่ร้อนหรอกเดี๋ยวกางร่มให้ นี่จ้ะน้ำเย็นๆ “เด็ดเดี่ยวไม่ได้สนใจขวดน้ำที่คำแพงยื่นมาให้ ชายหนุ่มหันไปเกี่ยวข้าวจนอีกคนเอาผ้าเช็ดหน้ากลิ่นฉุนๆ เหมือนกลิ่นน้ำหอมที่เธอใช้มาซับเหงื่อให้นั่นแหละจึงได้หันกลับมามอง และเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ต้นกล้าหันมาเห็นพอดีและหันหน้าหนีทันทีเช่นกัน

“คำแพงๆ ไม่ต้องทำให้พี่หรอก”

“ทำไมล่ะจ๊ะดูสิเหงื่อออกเต็มเลย”

“พี่ไม่เป็นไร”

ในบรรดาหลายๆ คนที่มองมาทางเด็ดเดี่ยวและคำแพง ก็คือกำนันอาจหาญที่ส่ายหัวอย่างระอา ได้แต่ปลงและไว้อาลัยให้ลูกชายเมื่อเห็นสายตาของต้นกล้า ไหนจะยังมีคุณกวินคู่ปรับเก่าที่กำลังมองไม่วางตาเหมือนกัน กำนันส่ายหัวอีกครั้งแล้วก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ ส่วนดาวรุ่งก็ได้แต่มองพี่ชายปลงๆ แอบไม่ชอบใจคำแพงมากขึ้น หากพี่ชายคิดจะเอามาเป็นพี่สะใภ้คงต้องค้านอย่างเต็มที่ และสายตาของต้นกล้าที่ว่าน่ากลัวแล้ว สายตาของคุณกวินน่ากลัวยิ่งกว่า เพราะนอกจากจะมองอย่างเชือดเฉือนแล้วยังมีแววเยาะหยันมาให้กันอีกด้วย ตอนนี้เด็ดเดี่ยวเหมือนโดนทุกคนเอามีดมากรีดเนื้อจนเป็นแผลเหวอะหวะ ยิ่งเห็นต้นกล้าเดินหนีไปเกี่ยวข้าวอีกอยู่ฟากของนาที่ไกลๆ ชายหนุ่มยิ่งต้องรีบคิดหาวิธีสลัดคำแพงทิ้ง จะได้หลุดพ้นจากความผิดที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจสักที

การเกี่ยวข้าวกินพื้นที่ไปอย่างรวดเร็ว เพราะความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านที่มาช่วย ต้นกล้าคุยกับคนที่เกี่ยวข้าวอยู่ใกล้ๆ คุยไปเกี่ยวไปทั้งที่ในใจไม่ได้จดจ่ออยู่กับการเกี่ยวข้าวเอาเสียเลย เพราะมองไปเมื่อไหร่ก็เห็นสองคนนั้นคอยเอาอกเอาใจออเซาะฉอเลาะกันอยู่ตลอด อยากจะเข้มแข็งกว่านี้แต่ภาพที่เห็นก็เล่นเอาใจดวงน้อยเริ่มเขว หนำซ้ำไอ้คนตัวโตหน้ามึนนั่นยังไม่ยอมปฏิเสธ คุยกันอยู่ดีๆ แท้ๆ ยังให้คนอื่นเข้ามาแทรก นี่คือธาตุแท้ของเด็ดเดี่ยวใช่ไหม นี่คือตัวตนที่แท้จริงของผู้ชายคนนี้ใช่ไหม

“พี่กล้าดื่มน้ำเย็นๆ ฮะ”

“..”

“พี่กล้าส้มเอาน้ำมาให้”

“อ้อ ตัวเล็กขอบใจนะ”

“ไม่เป็นไรฮะ ขอส้มลองเกี่ยวหน่อยได้มั้ย”

“ทำเป็นเหรอได้สิ” ต้นกล้ายื่นเคียวในมือตัวเองให้น้ำส้มลองใช้เกี่ยวข้าว แล้วยืนจิบน้ำมองด้วยความเอ็นดู ที่จริงเขารู้สึกถูกชะตากับน้ำส้มตั้งแต่ที่ได้เจอครั้งแรกแล้ว น้ำส้มเป็นเด็กดีต่างจากคนเป็นพี่สาวลิบลับ

“อุ้ย..”

“เป็นอะไร” ไม่ใช่เสียงของต้นกล้าที่ยืนอยู่ใกล้ๆ แต่เป็นเสียงของไอ้จ๋าที่ไม่รู้ว่ามันมาตั้งแต่เมื่อไหร่ พอได้ยินเสียงอุทานอย่างตกใจของน้ำส้มมันก็ปรากฏตัวขึ้นทันที

“เจ็บ โอ๊ยเจ็บนะจ๋า”

“ฉันทำให้เจ็บ เกี่ยวข้าวทำไมไม่ใส่ถุงมือ” ไอ้จ๋าบีบมือน้ำส้มไม่แรงมากแต่ไม่แรงของมันก็เล่นเอาน้ำส้มร้องโอ๊ยทีเดียว มันทำหน้าดุใส่น้ำส้มยิ่งกว่าเก่า เมื่อเห็นแผลบาดเป็นทางบนหลังมือของน้ำส้มมันยิ่งไม่ชอบใจ ที่ผิวเนื้ออ่อนๆ นิ่มๆ มีรอยขีดข่วน ถึงจะไม่ลึกมากแต่ผิวบางๆ ที่โดนบาดนั่นก็มีเลือดซึมออกมา

“ก็มันไม่มีนี่แค่จะลองเกี่ยวดูเฉยๆ”

“ลองก็ต้องใส่”

“ก็บอกไงว่าไม่มีๆ”

“ตัวเล็กเป็นอะไร”

“ใบข้าวบาดมือครับลูกพี่” ไอ้จ๋าเป็นคนตอบเมื่อต้นกล้าเดินเข้ามาถาม มือมันก็ไม่ยอมปล่อยมือเรียวนิ่มๆ นั่น จนน้ำส้มที่นึกได้ว่าตัวเองโกรธไอ้หมาหน้าดำอยู่เลยต้องสะบัดมือออกเอง

“เจ็บมั้ยไหนดูซิ”

“ไม่เจ็บเท่าไหร่ฮะพี่กล้าแค่นี้เอง”

“ตัวเล็กมาเดี๋ยวพี่เกี่ยวต่อขอบใจนะสำหรับน้ำเย็นๆ “พอน้ำส้มยิ้มหวานให้ต้นกล้ายิ่งทำให้ไอ้จ๋าทำหน้าดุยิ่งขึ้นไปอีก เพราะมันคอแห้งแทบตายแต่คนตัวผอมกลับไม่มีน้ำมาให้มันแม้แต่แก้วเดียวเหอะ

“นี่”

“..” นอกจากน้ำส้มจะไม่ขานรับแล้วยังมองค้อนไอ้จ๋าจนตาคว่ำ ก่อนจะเดินเอาน้ำไปให้คนอื่นๆ ที่กำลังเกี่ยวข้าวกันอยู่กิน ไอ้จ๋ามองตามอย่างเจ็บใจ ไม่รู้ว่าน้ำส้มมีกี่คดีแล้วที่มันได้แต่พูดในใจว่าฝากเอาไว้ก่อน และเฝ้ารอเวลาที่จะได้เอาคืน แต่ถึงจะโกรธที่น้ำส้มไม่สนใจแต่ไอ้จ๋าก็รีบเดินเร็วๆ ตามน้ำส้มไป แล้วแย่งกระติกน้ำเย็นออกจากมือ ดึงคนตัวผอมให้เดินตามกลับมาที่เต็นท์ด้วยกัน

“จ๋าปล่อย ดึงมาทำไมฉันทำงานอยู่นะ”

“ไม่ต้องทำเลยมานี่”

“อะไร”

“นั่งลงอยู่นิ่งๆ “ไอ้จ๋าผลักน้ำส้มให้นั่งลงบนกองเสื่อที่วางซ้อนกันอยู่ ตัวมันเองทรุดลงบนพื้นตรงหน้าที่ต่ำกว่าเล็กน้อย ซึ่งมีกล่องพลาสติกวางอยู่ใกล้ๆ พอไอ้จ๋าเปิดออกน้ำส้มจึงได้เห็นว่าภายในนั้นมีกระปุกยาสองสามกระปุก ขวดน้ำยาอีกหลายขวด และอุปกรณ์ทำแผล ซึ่งแม่แจ่มใจถือมาไว้เผื่อต้องใช้

“ไม่ต้องหรอกแผลแค่นี่เอง”

“แค่นี้แต่ก็เลือดออกยัยเน่าเอามือมาเดี๋ยวนี้!” ไอ้จ๋านั่งหน้าดุแบมือรอให้น้ำส้มส่งมือมาให้มันทำความสะอาดแผล แต่นอกจากน้ำส้มจะไม่ยอมยื่นมือที่ซ่อนไว้ข้างหลังออกมาแล้ว ยังจ้องตอบอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อกันเลยทีเดียว

“อะไร”

“เปล่า”

“เปล่าก็เอามือออกมา”

“ไม่ต้องทำ”

“ดื้ออะไรของเธอนักหนาวะ”

“..” น้ำส้มชักสีหน้าใส่ไม่ยอมเหมือนกัน แค่แผลเล็กๆ เท่านี้ไม่อยากทำให้เป็นเรื่องใหญ่ ส่วนไอ้จ๋าที่ยื่นมือรอเก้อก็ได้แต่กัดฟันรอจนมันรอไม่ไหว มองซ้ายมองขวาแล้วตัดสินใจ

ฟอดดดดด

“อุ้ยจ๋า! คนบ้านี่หอมทำไม”

“ก็อยากหอม ดื้อมากๆ ฉันจะลงโทษเธอยิ่งกว่านี้คอยดู”

“ชิ”

“หรือจะเอา”

“โอ๊ย ปล่อยนะจ๋าเดี๋ยวก็มีใครมาเห็นหรอก ส้มโกรธอยู่นะ”

“เธอจะมาโกรธอะไรฉัน ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย”

“เหอะ”

“ทำหน้าแบบนี้ยากโดนหอมหรือโดนจูบวะ”

“ไม่ทั้งสองอย่างถอยออกไป โอ๊ยแสบๆ ”

“หึๆ ๆ “ ขณะที่น้ำส้มยกมือดันอกไอ้จ๋าออกห่างมันก็ได้ทีจับมือเล็กเอาไว้แน่น แล้วดึงมาเช็ดด้วยสำลีชุบแอลกอฮอล์ที่มันเตรียมเอาไว้แล้ว น้ำส้มแสบจนร้องเสียงสั่นออกมา แต่ไม่นานความแสบก็ทุเลาลงและหายไป เมื่อไอ้จ๋ายกมือบางขึ้นมาเป่าให้เบาๆ แล้วเอายาทาให้

”ก็แค่นี้ ทำหน้าอะไรของเธออย่างนั้น” น้ำส้มนั่งก้มหน้าเพราะไม่อยากมองหน้าไอ้จ๋าที่มันยิ้มประกาศชัยชนะเล็กๆ น้อยๆ ของมัน จนต่างคนต่างเงียบ ไอ้จ๋านั่งมองหน้าน้ำส้มนิ่งๆ สายลมอ่อนพัดมาเบาๆ แล้วมันก็ค่อยๆ โน้มใบหน้าเข้าหาแก้มนวลแต่...

กึก! น้ำส้มก็ผลักมันออกทันทีที่มันขยับเข้าไปใกล้

“นี่ กลับบ้านได้แล้ว”

“พี่คำแพง”

“เป็นอะไรของแกลุกเลยกลับบ้านเดี๋ยวนี้”

“โอ๊ยพี่คำแพงบอกดีๆ ก็ได้”

“นั่นสิเจ้เอะอะดึงเอะอะลาก แขนน้องเจ้จะหลุดแล้วนั่น” คำแพงตวัดสายตาไปมองไอ้จ๋าอย่างไม่พอใจเพราะไม่ชอบหน้ากันอยู่แล้ว

“สอด”

“อ่าว” ไอ้จ๋ามองตามงงๆ ไม่รู้ว่าคำแพงไปกินรังแตนมาหรือไง ทำไมอยู่ดีๆ ก็เดินมาลากน้องออกไปหน้าตาเฉยอย่างนั้น ทั้งที่เมื่อกี้ยังเห็นเกาะติดผู้ชายแจไม่ยอมปล่อย หรือว่าเขาจะไม่เอาเลยพาลมาลงกับน้องที่กำลังสวีทกับแฟน? เฮ่อ

“อุ๊ย! ตั๊กแตน”

“จิ๊”

“นั่นๆ ๆ นั่นอีกตัว”

“..”

“จับได้แล้ว ต้นกล้าดูสิตัวใหญ่เชียว”

“แล้วจะไปจับมันมาทำไม”

“อาหาร”

บ้าไปแล้วมีแค่นี้เอง ปล่อยมันไปเลย”

“ของอร่อยเลยนะนั่น ทอดกรอบๆ โรยด้วยเครื่องปรุงสุดยอด”

“จิ๊” ต้นกล้าจิ๊ปากอย่างขัดใจเพราะเลี่ยงคนที่กำลังชูตั๊กแตนตัวใหญ่ให้ดูอยู่ตรงหน้าไม่ได้ ตอนแรกก็คิดเอาไว้แล้วว่าจะตั้งใจเกี่ยวข้าวตรงหน้าของตัวเองให้ทันคนอื่นเขา แต่คนหน้ามึนนี่ก็คอยมาดักหน้าดักหลังอยู่ได้ ไหนจะโผล่มาทางซ้ายบอกว่าจับตั๊กแตนบ้างล่ะ เดี๋ยวก็โผล่มาทางขวาบอกว่าตั๊กแตนหลุดมือมาทางนี้บ้างล่ะ เอาไปเอามาเขาก็เลยแทบไม่เป็นอันจะทำงาน เพราะต้องคอยหลบซ้ายหลบขวาอยู่อย่างนี้ คนที่เกี่ยวข้าวมาพร้อมๆ กัน ก็เกี่ยวรุดหน้าไปไกลแล้ว แต่ต้นกล้ายังตามไม่ทันสักทีเพราะมีอีกคนคอยมากวน

“จะจับตั๊กแตนก็ไปจับที่อื่นเลยไป คนจะทำงาน”

“ที่อื่นไม่มีนะสิ พี่ล่ะสงสัยจริงๆ ว่าทำไมตั๊กแตนมันถึงได้มาบินวนเวียนกันอยู่แถวนี้”

“.. ถอยไป”

“คงเพราะมันอยากมาอยู่ใกล้ๆ ต้นกล้าเหมือนพี่นี่ไง”

“แหวะ อย่ามาทำเป็นเลี่ยนแถวนี้เลยเราไม่อยากฟัง ถอยจะทำงาน”

“เอ้า งอนจริงดิ”

“ใครงอน”

“คนนี้ไง หึๆ ”

“จิ๊ เดี๋ยวขามันก็หักหรอก” ต้นกล้าบอกเสียงเข้ม เมื่อเด็ดเดี่ยวจับขาใหญ่ๆ ของตั๊กแตนที่มันใช้ดีดตัวเวลากระโดดเอามาตีที่จมูกรั้นๆ ของเขาอย่างหยอกล้อ

“นี่แน ไม่หักหรอกพี่รู้วิธี”

“เล็บมันข่วนเรานะเล่นบ้าๆ”

“ไม่เล่นก็ได้แต่หายโกรธพี่นะ พี่ไม่ผิด”

“ร้อนตัวไปปะ”

“เปล่าร้อนตัวแต่บังเอิญรู้ว่ามีคนแถวนี้เข้าใจพี่ผิดต่างหาก”

“เหอะอย่าสำคัญตัวเองนักเลยครับ แล้วก็เงียบปากด้วยเราจะทำงาน” มันดูตลกที่ผู้ชายตัวโตๆ อย่างเด็ดเดี่ยวต้องมายืนทำหน้าละห้อยเพราะโดนดุ ทั้งที่รู้ว่าตัวเองโดนโกรธเพราะเรื่องอะไร แต่พูดยังไงก็คงไม่ทำให้อีกคนอารมณ์ดีขึ้นมาได้ ทั้งที่อุตส่าห์ทำเป็นจับตั๊กแตน จนจับได้จริงๆ แล้วยังไม่สนใจ เฮ้อ ไอ้เดี่ยวนะไอ้เดี่ยว ทำไมมันต้องรับศึกหลายด้านอย่างนี้วะ

%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามนะคะ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด