กรุ่นไอดินกลิ่นไอรัก 26 ลงแขก 100% 15/5/2562
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: กรุ่นไอดินกลิ่นไอรัก 26 ลงแขก 100% 15/5/2562  (อ่าน 5609 ครั้ง)

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

สรุปข้อสำคัญดังนี้
1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท, หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย, ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้งสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกเล้าฯ ในเรื่องการเมือง เชื้อชาติ  เผ่าพันธุ์  ศาสนา และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงการตั้งชื่อเรื่องด้วยคำหยาบ คำไม่สุภาพ  ล่อแหลม และชี้เป้าให้เล้าฯ ถูกเพ่งเล็ง จากทางราชการ
3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่นี่หรือที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อขออนุญาตเจ้าของเรื่องก่อนนะครับ
4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม
5.ขอให้นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียว ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ให้บอกว่าเรื่องจริง ถ้าเป็นเรื่องแต่งให้บอกว่าเรื่องแต่ง  ให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตามเพราะมีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว
6. การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน
7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมฯทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ
เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ
การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง
ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม
กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่ http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0


:impress3: :mew3: :katai2-1: :impress3: :mew3: :katai2-1:


 
เมื่อหนุ่มกรุงมาเยือนบ้านนา ความฮาจึงบังเกิด

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่โลกของ

พี่เดี่ยว + ต้นกล้า

ใน

♥ กรุ่นไอดิน กลิ่นไอรัก ♥

 

นิยายรักใสๆ เอาใจคนอารมณ์ดี

 

ขอเชิญทุกท่านมาร่วมเป็นกำลังใจให้ต้นกล้าหนุ่มกรุงหน้าใส มือใหม่หัดทำไร่ไถนา
ที่ฟ้าบันดาลให้มาพบรักกับลูกชายกำนันมาดเท่อย่างพี่เดี่ยว
ต้นกล้าจะบรรลุภารกิจในการทำนาทำไร่หรือจะพิชิตใจพี่เดี่ยวได้ก่อน
ต้องตามติดชีวิตของสุภาพบุรุษแห่งบ้านทุ่งดอกจาน กับเด็กรั้นของเขาแบบเรียลไทม์
 

 

#เด็กรั้นของพี่เดี่ยว


อ่านนยายเรื่องอื่นของ ดาว ณ แดนดิน
เกมรักชิงบัลลังก์หัวใจ
ขอบคุณที่รักคนอย่าง..กู



 :katai4: :katai4:
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-03-2019 21:53:49 โดย AlittleStarWr »

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo
ตอนที่ 1 เยือนบ้านนา



บ่ายแก่ ๆ ของวันที่อากาศร้อนระอุทะลุเดือดปรอทแทบแตก ณ สนามบินนานาชาติจังหวัดอุดรธานี หนุ่มน้อยหน้ามนคนหล่อหน้าใสจากเมืองบางกอก กำลังเดินลากกระเป๋าออกมาจากทางออก พร้อมกับผู้โดยสารคนอื่น ๆ ที่โดยสารมาในเที่ยวบินเดียวกัน สายตาของเขาสอดซ้ายส่ายขวา มองหาคนที่จะมารับไปบ้านคุณยาย คุณแม่ของเขาบอกไว้แล้ว ว่าคุณยายจะให้เพื่อนในวัยเด็ก ที่ไม่ได้เจอกันนานสิบกว่าปีเป็นคนมารับ สิบกว่าปีที่แล้วเขาเองก็เพิ่งจะสิบขวบยังไม่เต็มดีด้วยซ้ำ เด็กนั่นก็ห้าหกขวบเอง ป่านนี้หน้าตามันจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ รูปถ่ายสักใบก็ไม่มี ให้รูปเซลฟี่สักรูปมาก็ได้ สมัยนี้การถ่ายรูปง่ายจะตายไป ใคร ๆ ก็มีกล้องในโทรศัพท์มือถือกันทั้งนั้น



แต่นี่..มันไม่มีอะไรสักอย่าง!

ปัดโธ่เว้ย! เพราะไม่มีอะไรสักอย่างนี่แหละ ที่ทำให้คนหล่อไม่สบอารมณ์ พอไม่สบอารมณ์คนหล่อก็ได้แต่หงุดหงิดใจ แต่เท่าที่ทำได้ก็เพียงขมุบขมิบปากบ่น เพราะคนหล่อยังต้องรักษาภาพพจน์



ต้นกล้า กวินกานต์ เกียรติสกุลเกรียงไกร เดินมายังประตูทางเข้าออกด้านหน้าอาคารด้วยใบหน้าบูดบึ้ง เขามาที่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของคุณแม่ เพื่อมาดูแลไร่นาของผู้เป็นยาย แต่เขาไม่อยากมา! แทบจะบอกได้ว่าหัวเด็ดตีนขาดยังไงก็จะไม่มา แต่ถ้าต้นกล้าไม่มาผู้เป็นยายจะไม่ยอมจากบ้านไปอยู่กรุงเทพ อย่างที่คุณแม่ของเขาตั้งใจไว้ ว่าจะพาไปรักษาตัวจากโรคประจำตัวคนแก่ที่เป็นอยู่ การไปอยู่กรุงเทพที่มีหมอเฉพาะทาง และอุปกรณ์การแพทย์ครบครัน เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของการรักษา แต่มันติดตรงที่ว่าคุณยายต้องการคนที่รักและไว้ใจที่สุด ให้มาดูแลงานไร่งานนาแทน หวยจึงมาออกที่ต้นกล้าหลานชายหัวแก้วหัวแหวน ผู้ไม่เคยสนใจไร่นาคนนี้ไง



แต่จะว่าไปมันก็แค่ชั่วคราวเองเท่านั้นแหละ ยังไงการมาอยู่ที่นี่ของต้นกล้า จะเป็นการอยู่แบบชั่วคราวเท่านั้น!

ต้นกล้าไม่มีวันมาจมอยู่บ้านนอกบ้านนา ที่ล้าหลังห่างไกลความเจริญอย่างนี้ไปตลอดแน่นอน!



นั่นคือปณิธานอันแน่วแน่ของต้นกล้า จากนั้นเขาก็ตกลงรับปากผู้เป็นยายและพ่อกับแม่ เพื่อความสบายใจของผู้ใหญ่ นี่คือเหตุผลที่ทำให้เขาต้องดั้นด้นมา และตอนนี้ก็ใกล้ถึงจุดหมายปลายทางแล้ว จะเหลือก็แต่มองหาคนที่จะมารับ และไปให้ถึงบ้านของคุณยายสักที

อันที่จริงถ้าจะว่าไปแล้ว อะไร ๆ ก็ไม่เป็นใจสำหรับการเดินทางครั้งนี้สักอย่าง เหมือนกับว่าเขาไม่ควรมา เหมือนกับมันไม่ใช่ นับตั้งแต่ตอนล่ำลาคุณพ่อกับคุณแม่ แต่ยังออกไปไม่พ้นปากซอยบ้าน รถยุโรปคันหรูราคาแพงแยงหูแทบดับดันมาเสีย เป็นการเริ่มต้นการเดินทางที่ไม่สวยเอาเสียเลย ต้นกล้าจึงเลือกขึ้นแท็กซี่ไปสนามบินแทนที่จะรอลุงคนขับรถกลับไปเอารถคันใหม่ที่บ้านไปส่ง



ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายดันเข้ามาแทรก พอขึ้นแท็กซี่ได้ปัญหาต่อมาคือแอร์ในรถดันไม่เย็น คนขับหรือก็เอาแต่จ้องหน้าหล่อ ๆ ของเขา ผ่านกระจกมองหลัง จ้องเอา ๆ มองเอา ๆ อย่างกับว่าหลงเสน่ห์ในความหล่อเหลาของต้นกล้าอย่างไรอย่างนั้น ก็รู้ล่ะนะว่าตัวเขามันหล่อเหลาเอาการเอางานเป็นพิเศษ หล่อแบบไม่บันยะบันยัง หล่อแบบไม่คิดจะปรึกษาไม่เกรงใจใคร หล่ออินเทรนด์ใส ๆ ในแบบเกาหลีที่กำลังนิยม



แต่! ถ้าจะจ้องขนาดนี้มันก็เสียมารยาทไปนะพี่ เป็นสาวสวยหน่อยไอ้กล้าจะไม่บ่นสักคำหรอกนะพูดเลย



ต้นกล้าทั้งร้อนทั้งหงุดหงิด ที่ถูกคนขับนั่งจ้องผ่านกระจกมองหลัง พอถูกจ้องนาน ๆ ก็ให้รู้สึกไม่ชอบมาพากล พาลให้ระแวงว่าจะถูกแท็กซี่พาไปปล้นกลางทางหรือเปล่า ได้แต่นั่งมองหาทางหนีทีไล่ให้ตัวเอง กว่าจะฝ่ามรสุมรถติดเป็นแถวยาว กว่าคนขับจะพาลัดเลี้ยวจนขึ้นทางด่วนได้ เล่นเอาเสียเวลาไปมากโข ต้นกล้าแทบอยากกรีดร้องออกมาดัง ๆ ให้สาวแตกไปเลย แต่โชคดีที่มาถึงสนามบินเสียก่อน



ถึงสนามบินเหลือเวลาไม่มากสำหรับการเช็กอิน ต้นกล้ารีบแทบตายเพราะกลัวไม่ทัน ได้แต่ขมุบขมิบปากบ่นด้วยอารมณ์หงุดหงิด เพราะคนหล่อยังต้องระวังรักษาภาพพจน์ ถ้ารถไม่เสีย ถ้าแท็กซี่ไม่พาอ้อม ถ้ารถไม่ติด

โธ่โว้ย!

ถ้าสารพัดปัญหาเหล่านี้ไม่เกิด ก็คงไม่ต้องหงุดหงิดจนใบหน้าหล่อ ๆ เสียรูปอย่างนี้หรอก ไม่รู้ว่าได้ตีนกาเพิ่มมาด้วยหรือเปล่า ทำไมมันต้องมาเกิดขึ้นในวันนี้ ต้นกล้าได้แต่โวยวายระบายความโกรธอยู่ในใจคนเดียว จนในที่สุดเครื่องบินเหินขึ้นฟ้าพามาถึงปลายทางอย่างปลอดภัยได้สักที

ขณะเดินออกมามองหาคนมารับ ต้นกล้าหันซ้ายแลขวาก็แล้ว หันขวาแลซ้ายก็แล้ว ยังมองไม่เห็นใครที่เขาพอจะรู้จัก หรือพอจะคุ้นหน้าคุ้นตากันบ้างเลย เมื่อเช้าคุณแม่บอกว่าคุณยายจะให้ไอ้จ๋า ซึ่งเคยเป็นเพื่อนเล่นในวัยเด็กเป็นคนมารับ



ให้ตายเถอะไอ้จ๋า! ผู้ชายอะไรชื่อจ๋าวะ เพื่อนเล่นเหรอ? ไอ้จ๋ามันก็แค่ลูกน้องที่คอยเดินตามเขาต้อย ๆ ตอนมาเที่ยวบ้านคุณยายเท่านั้นล่ะ ใช่เพื่อนเขาเสียที่ไหนกันเล่า

“เฮ้อ ไหนล่ะวะคนมารับ อย่าบอกนะว่าต้องนั่งรออีกเนี่ย” ต้นกล้ากวาดตามองไปทั่วแต่ไม่รู้สึกคุ้นหน้าใครสักคน “เบอร์ติดต่อก็ไม่มี” บ่นแล้วก็เดินวนไปวนมาในอาคารผู้โดยสารนั่นแหละ จนความหงุดหงิดพุ่งมาถึงขั้นสูงสุด ตอนนี้ต้นกล้าโมโหมากจนจะเรียกว่าเลือดขึ้นหน้าเลยก็ว่าได้ แต่ก็ต้องเก็บอารมณ์อยากเกรี้ยวกราดไว้ให้มิด เพราะที่นี่เป็นที่สาธารณะ หนุ่มหล่อผู้สุดแสนจะสมบูรณ์แบบอย่างเขา ต้องรักษาภาพพจน์ของตัวเองเอาไว้ให้เป็นมั่นเหมาะ เรียกได้ว่าจะทำอะไรก็ต้องเกรงใจหน้าตาหล่อ ๆ ของตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก



ต้นกล้าเดินวนไปวนมาในอาคารหลายรอบแล้ว แต่ไม่มีวี่แววของคนมารับ จึงเดินออกมานั่งเก้าอี้ที่ตั้งไว้ด้านหน้าอาคาร เป็นที่จอดรถชั่วคราวสำหรับรถรับส่งผู้โดยสาร ตอนนี้เขาหงุดหงิดที่สุด ทั้งหงุดหงิดทั้งโมโหทั้งร้อน เหงื่อก็ไหลไคลก็ย้อย เสื้อเชิ้ตราคาแพงที่สวมทับเสื้อยืดยี่ห้อดังอีกตัวเปียกชุ่ม ยิ่งนั่งยิ่งร้อน ยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิด ยิ่งเดินก็ยิ่งทำให้ร้อนกว่าเก่า ต้นกล้าอยากพาล อยากอาละวาด อยากเกรี้ยวกราด เบื่อ ๆ เซ็ง ๆ ร่ำ ๆ จะตีตั๋วเครื่องบินกลับกรุงเทพให้มันรู้แล้วรู้รอดไป แต่พอคิดถึงหน้าคุณยายต้นกล้าก็ทำไม่ลง



“ฮึ ร้อนวุ้ย” นั่งรอแล้วรอเล่าก็ไม่เห็นใครที่มีท่าทีว่าเป็นคนมารับ บ่นแล้วก็ลุกขึ้นยืน กระชับเป้หลังที่เริ่มหนักไว้ที่ไหล่ มืออีกข้างลากกระเป๋าใบสวยราคาแพงเดินเข้าไปในอาคาร ที่มีเครื่องปรับอากาศเย็นชุ่มฉ่ำใจ



ต้นกล้าเดินจนไปถึงร้านกาแฟ สายตาพลันไปสบตาเข้ากับผู้ชายหน้าตาเด๋อด๋าคนหนึ่งที่มองเขาอยู่ คุ้นหน้าแฮะ ต้นกล้าคิดในใจ พลางสังเกตชายตรงหน้า ที่ใส่กางเกงยีนเก่า ๆ ขาด ๆ กับเสื้อยืดลายมัดย้อมเปิ่น ๆ สีสันฉูดฉาด แต่ถึงจะคุ้นต้นกล้าต้องทำเป็นหยิ่งและเชิดเข้าไว้ เพราะดวงตาที่อยู่หลังเลนส์แว่นตากันแดดสีดำอันโต คนที่ถูกมองจึงไม่สังเกตเห็น ว่ากำลังมีคนหล่อ ๆ มองอยู่เหมือนกัน ต้นกล้าเดินผ่านไอ้เสื้อยืดลายมัดย้อมสีสดเข้าไปในร้าน สั่งกาแฟปั่นเย็น ๆ มากินดับอารมณ์ ไม่สนใจหันไปมองใคร ที่มองตามต้นกล้าจนคอแทบเคล็ดอีกเลย

*********************



ฝ่ายไอ้จ๋า พอขับรถมาถึงสนามบิน ครั้นจะไปจอดด้านหน้าที่จอดรถรับส่งได้ชั่วคราว ก็มีรถจอดเรียงติดกันเป็นพืด มันเลยรีบขับอ้อมไปที่ลานจอดรถ แต่วันนี้มันเป็นวันรวมญาติอะไรของใครไม่ทราบครับ ทำไมที่จอดรถในสนามบินอุดรธานีที่กว้างใหญ่อยู่แล้ว มันถึงได้เต็มแน่นไปหมดอย่างนี้ ไอ้จ๋าวนรถหลายรอบทั่วลานจอดรถกว้าง ๆ แต่ก็ไม่มีที่ว่างให้มันได้จอดเลย รถเยอะมากจนบางคนต้องจอดซ้อนคันขวางทางเอาดื้อ ๆ ไอ้จ๋าขับรถอ้อมไปอ้อมมาเสียเวลานานโข จนมาได้ที่จอดเสียไกลสุดกู่ แต่พอเหลือบดูนาฬิกาในรถเท่านั้น มันต้องร้องจ๊ากตกใจแทบสิ้นสติ เพราะเลยเวลาที่ลูกพี่กล้าคนเก่งของมันมาถึงเกือบสองชั่วโมงเข้าไปแล้ว..!!



“ตายห่า! เอ๊ย! ตายแน่กูงานนี้ ลูกพี่คงคอยจนเหงือกแห้งไปแล้วแน่ ๆ ” ไอ้จ๋าอุทานออกมาเสียงดังลั่นรถ จากความทรงจำในวัยเด็กที่ยังชัดเจน เมื่อครั้งเดินตามก้นลูกพี่ต้อย ๆ คอยเป็นเบ้รองมือรองเท้ารับใช้ใกล้ชิด ลูกพี่ที่แสนเก่งกาจ ฉลาดน่ารักน่านับถือ จนถึงตอนนี้ไอ้จ๋ายังรักและเคารพบูชาลูกพี่มิเสื่อมคลาย แต่ด้วยรู้จักนิสัยเอาแต่ใจขี้หงุดหงิดของคนเป็นลูกพี่ดี ไอ้จ๋าคิดว่าลูกพี่ต้องวีนแตกแหกกระจุยเป็นแน่แท้กับความล่าช้าของมัน



วิ่งเป็นหมาหอบแดดเข้ามาในอาคารผู้โดยสาร ทำให้ตกเป็นเป้าสายตาของคนแถวนั้นทันที แต่มีหรือคนอย่างมันจะสน ไอ้จ๋ารีบเดินวนหาลูกพี่อยู่หลายรอบ จนลิ้นจะห้อยเป็นหมาหอบแดดอีกรอบอยู่แล้ว ก็ไม่มีแม้แต่วี่แววของลูกพี่ เดินไปเดินมาให้เกิดรู้สึกคอแห้ง อยากได้น้ำมากลั้วคอสักหน่อย ผ่านร้านกาแฟนึกเปรี้ยวปากอยากกินอะไรเย็น ๆ สักแก้ว



‘เอาวะเดินหาตั้งนานไม่เจอขอจิบน้ำเย็น ๆ สักหน่อยเถอะ’ คิดได้ดังนั้นไอ้จ๋าเดินตรงไปยังร้านกาแฟ แล้วสั่งกาแฟเย็นหนึ่งแก้วมากินทันที พอได้กาแฟจากคนขายและจ่ายค่ากาแฟที่แสนแพงไปแล้ว ไอ้จ๋าให้นึกเสียดายเงินร้อยกว่าบาทนั้นเป็นยิ่งนักเพราะ...

กินแถวบ้านแก้วล่ะยี่สิบเองนะโว้ย!

คิดไปพลางมือก็ยกแก้วขึ้นดูดจากหลอดโฮกใหญ่ อ่า..รสชาติกลมกล่อมหอมอร่อยชื่นใจ กว่าแก้วล่ะยี่สิบหลายเท่า เอาเถอะ..ไอ้จ๋าคิดในใจว่าไม่ได้กินทุกวันหรอก นาน ๆ กินทีคงไม่เป็นไร พอคิดได้ดังนั้นมันจึงยิ้มกริ่มให้กับรสชาติกลมกล่อมละมุนลิ้น นึกปลอบตัวเองในใจแล้วนั่งลงตรงที่นั่งสำหรับลูกค้าหน้าร้านกาแฟนั่นเอง



เสพรสชาติที่มาพร้อมความหอมกรุ่นละมุนละไมลิ้น ของกาแฟสดแสนแพงได้ไม่กี่คำ สายตาของไอ้จ๋าก็เหลือบไปเห็นหนุ่มน้อยหน้าหล่อ รูปร่างหรือก็สูง ขาว ยาว ดี เอ๊ย! สูงยาวเข่าดีคนหนึ่ง กำลังเดินตรงเข้ามาในร้านที่มันนั่งอยู่ ใบหน้าหล่อ ๆ คางเรียว ๆ ผิวขาว ๆ ใส ๆ ของใครคนนั้น ประดับด้วยแว่นตาดำอันโตสุดเท่ จมูกที่โผล่แทรกกรอบแว่นขึ้นมาดูโด่งและรั้นนิด ๆ น่าดึงเล่น รับกับปากอิ่มเป็นกลีบหยักสวยสีชมพูเกือบแดงได้พอดีเป๊ะ! แต่สิ่งที่ทำให้ใครคนนั้นโดดเด่นสะดุดตาเป็นที่สุด เห็นจะเป็นเส้นผมสีแดงสดใสที่ถูกจัดทรงเอาไว้อย่างหล่อ เห็นมาแต่ไกล



แต่เอ๊ะ! อ๊ะ! เอ่อ นี่มันผู้ชายแน่หรือไรไอ้จ๋าเกิดฉงน ทำไมมันดูเหมือนจะหล่อและเหมือนจะสวยไปพร้อมกันแบบนี้ ตัวหรือก็ขาวจนนึกว่ากินผงซักผ้ากับน้ำยาฟอกขาวเข้าไป ขาวสว่างเจิดจ้าเปล่งประกายจนไอ้จ๋าตาพร่าไปหมด

ไอ้จ๋ามองตาค้าง แต่มือยังยกแก้วกาแฟขึ้นดูด

ดาราเกาหลี! ดาราเกาหลีแน่ ๆ นี่มันดาราเกาหลีชัด ๆ ไอ้จ๋าคิดถึงละครเกาหลีที่มันเคยดูผ่าน ๆ พระเอกหน้าหล่อ ๆ หวาน ๆ ขาว ๆ ตี๋ ๆ และมีดั้งโด่งเป็นสันคมสวยงานแบบนี้ล่ะใช่เลย นี่มัน...

โอป้า!!

ถึงจะอยู่บ้านนอกบ้านนา แต่คนอย่างไอ้จ๋าก็รู้จักอปป้านะโว้ย

ไอ้จ๋ายังคงมองเพลิน มันมองจนอึ้งค้างพลางคิดในใจ ไอ้หน้าหล่อสวยนี่มันทำบุญด้วยอะไร ทำไมถึงได้เกิดมามีรูปเป็นทรัพย์นับกระบุงโกยเช่นนี้ ไอ้จ๋าใคร่อยากไปทำบ้าง เพราะตัวมันนั้นเกิดมาก็ดำเป็นเหนี่ยงนิลอย่างที่เห็น



ไอ้จ๋าคิดบ้าอยู่คนเดียวเพลิน ๆ เขาคนนั้นก็เดินมายืนนิ่งอยู่ตรงหน้ามัน เพียงชั่วครู่ก็เบี่ยงตัวเข้าไปในร้านกาแฟ เล่นเอาไอ้จ๋าได้แต่มองตามงง ๆ จนเขาคนนั้นเดินไปหาพนักงาน มันจึงหันกลับมาเหมือนเดิม ดูดกาแฟเย็นจนชุ่มฉ่ำหนำอุราแล้วนั่นแหละจึ่งนึกได้ ราวกับมีคนมาเปิดสวิตช์ไฟในหัวให้สว่างจ้า



“เออวะ กูนี่โง่จริงแท้เพิ่งนึกได้ คุณยายท่านเขียนเบอร์โทรลูกพี่ให้มาด้วยนี่หว่า ว่าแต่เอาไว้ไหนละวา” มันบ่นให้ตัวเองอยู่คนเดียวแล้วรีบลุกขึ้นยืน สองมือคลำไปตามกระเป๋ากางเกงยีนขาเดฟเก่า ๆ เน่า ๆ ขาด ๆ ที่ดูเซอร์อย่างมีสไตล์ของมัน ทั้งกระเป๋าหน้ากระเป๋าหลัง แล้วล้วงเอาสิ่งของต่าง ๆ ออกมาจนหมด ทั้งเศษเหรียญ ทั้งธนบัตรใบละยี่สิบยับย่น ทั้งโทรศัพท์มือถือซัมซุงฮีโร่เครื่องเก่าคู่ใจ และสุดท้ายคือเศษกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ยับ ๆ ใบหนึ่ง



นั่นแหละเบอร์โทรลูกพี่กล้าของมัน อารามดีใจทำให้มือไม้สั่น ไอ้จ๋ารีบคลี่เศษกระดาษออก กดตัวเลขสิบหลักบนพี่ฮีโร่ทันทีไม่รีรอ ยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูฟังสัญญาณรอสาย มืออีกข้างก็กวาดเศษต่าง ๆ ที่วางเกลื่อนบนโต๊ะเก็บเข้ากระเป๋าเหมือนเดิม เดินออกจากร้านกาแฟไป



เมื่อรู้สึกถึงการสั่นของโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกง ต้นกล้ารีบล้วงออกมาดูเบอร์โทรเข้า เป็นเบอร์แปลกที่ไม่ได้บันทึกชื่อไว้ แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร สาว ๆ มากมายตามล่าหาเบอร์ของเขา แล้วโทรเข้ามาหาแบบนี้เป็นประจำ ชั่งใจเพียงนิดเดียวก็สไลด์หน้าจอยกเครื่องขึ้นแนบหูรับสาย

“ครับ” ทำเสียงหล่อส่งไปทักทายทั้งที่ในใจยังหงุดหงิด แต่เมื่อคิดว่าอาจเป็นสาว ๆ โทรมา กล่องเสียงก็ทำงานของมันเองโดยอัตโนมัติ

“ลูกพี่กล้าใช่ไหมครับนั่น โอ๊ยดีใจจริง ๆ ลูกพี่ครับ ลูกพี่อยู่ไหนครับ”  หืออะไรวะไม่ใช่สาวโทรมาเหรอ

“ใคร” คำเดียวสั้น ๆ ถามไปเมื่อไม่ใช่เสียงหวาน ๆ ของหญิงสาวโทรมาจีบเหมือนทุกครั้ง ขณะเดียวกันพนักงานก็ยื่นแก้วกาแฟเย็นมาให้ ต้นกล้าจ่ายเงินสองร้อยบาทแล้วเดินออกมาจากร้าน โดยไม่รอเงินทอน ท่าทางของเขาทุลักทุเลน่าดู ทั้งเป้ใบเล็กที่ใส่เครื่องคอมฯ สะพายอยู่ข้างหลัง มือข้างหนึ่งถือโทรศัพท์แนบหู มืออีกข้างถือแก้วกาแฟพร้อมลากกระเป๋าเดินทาง

“ลูกพี่ครับ จำจ๋าได้หรือเปล่าจ๋ามารับแล้วครับ” เสียงของมันตื่นเต้น แต่นั่นกลับทำให้ความหงุดหงิดกลับมาเยือนต้นกล้าอีกแล้ว

“เออ แล้วอยู่ไหน”

“อยู่สนามบินแล้วครับลูกพี่ จ๋าหาลูกพี่ตั้งนานลูกพี่อยู่ไหนครับ”

“เออ อยู่ตรงนี้แหละหันหลังมาซิ” พูดจบก็ตัดสายทันที



ไอ้จ๋าหันซ้ายหันขวา และแล้วก็เจอะเข้ากับหนุ่มหล่อเกาหลี อปป้าที่มันเคยมองจนตะลึง ตอนนี้ยิ่งตะลึงค้างหนักเข้าไปใหญ่ ไม่รู้ว่าตะลึงในความหล่อของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า หรือเพราะเพิ่งจะรู้ว่านี่แหละคือลูกพี่ที่เคารพรัก เป็นคนนี้จริง ๆ หรือ ไอ้จ๋าให้เกิดคำถามขึ้นมาในใจ เพราะลูกพี่ที่มันจินตนาการไว้จากที่เคยเจอกันเมื่อวัยเยาว์ กับลูกพี่ตัวจริงที่มันเห็นตอนนี้ช่าง..แตกต่างกันเหลือเกิน



ต้นกล้าดันแว่นกันแดดขึ้นไปคาดไว้บนศีรษะ เผยให้เห็นใบหน้าหล่อปนหวานน่ามองชัดเจนขึ้น แต่ดวงตาคมกลมโตดำขลับที่จ้องไปยังไอ้จ๋า กลับมีแววน่ากลัวจนคนถูกจ้องขนหัวลุกซู่อย่างไม่มีสาเหตุ



“ละ ลูกพี่กล้า สะ สวัสดีครับ” ไอ้จ๋าทักทายเสียงติดอ่างหลังจากที่มันคิดสะระตะเรียบเรียง และจัดระเบียบความเป็นมาเป็นไปของลูกพี่ที่มันเคยเจอในอดีต กับลูกพี่ที่ยืนอยู่ตรงหน้ามันตอนนี้ และสรุปได้แล้วว่าคงเป็นเพราะกาลเวลา ที่ผ่านมาเนิ่นนานนั่นเอง ที่เปลี่ยนลูกพี่ของมันจากความน่ารัก กลายมาเป็นความหล่อเหลาเอาการขั้นสุด หล่อลากจนแทบสะดุดหัวทิ่มดิน ถึงจะไม่แน่ใจในคราแรก แต่แววตาเยี่ยงนี้มิใช่ใครที่ไหนได้อีกแล้ว นอกจากลูกพี่ต้นกล้าสุดรักสุดบูชาของไอ้จ๋านี่เอง



“จะยืนอยู่ตรงนี้อีกนานไหมวะ” เสียงเข้ม ๆ กระชากถามอย่างหัวเสีย ปลุกไอ้จ๋าให้หลุดจากภวังค์ แล้วรีบเข้าไปคว้าที่ลากกระเป๋ากับเป้บนหลังลูกพี่มาถือไว้ ที่จริงต้นกล้าจำไอ้จ๋าได้ตั้งแต่เจอมันอยู่ร้านกาแฟแล้ว อาจจะไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่นัก แต่เพราะอารมณ์เขายังไม่คงที่เลยไม่อยากทักถามมัน



“ไปแล้วครับลูกพี่ ปะๆ ไปบ้านคุณยายกันจ๋าขอโทษนะที่มาช้า” ไอ้จ๋ารีบบอกขอโทษขอโพยพร้อมกับลากกระเป๋า พาลูกพี่เดินออกไปลานจอดรถ ต้นกล้ารู้สึกเหมือนถูกอะไรสะกิดหัวใจยิก ๆ กับคำว่าจ๋า ที่มันใช้แทนตัว ทำไมมันต้องลากเสียงอ่อนเสียงหวานเสียขนาดนั้นต้นกล้าไม่เข้าใจ



ไอ้จ๋าหน้าระรื่นเดินนำลูกพี่ไปที่ทางออก แต่พอมาถึงหน้าประตูจึ่งนึกได้ ว่าตัวมันนั้นจอดรถไว้เสียไกลสุดกู่ มันเอากระเป๋าสัมภาระของลูกพี่วางไว้ตรงเก้าอี้ข้างทางออกหันมาบอกความ

“ลูกพี่นั่งรอที่เก้าอี้ตรงนี้แปบนะครับ เดี๋ยวจ๋าไปเอารถก่อนแล้วจะรีบมารับ” ไอ้จ๋าหันไปบอกด้วยเสียงมุ้งมิ้งนุ่มนิ่ม มันยิ้มจนตาหยีผิดกับคนเป็นลูกพี่ที่ยืนทำหน้าพะอืดพะอม

“ลูกพี่เป็นอะไรไปครับ จ๋าพูดอะไรผิดไปฮึ” ไอ้จ๋าเป็นงุนงงสงสัยยิ่งนัก นึกหวั่นกลัวว่าตัวเองจะเผลอทำอะไรให้ลูกพี่ไม่พอใจอีกหรือเปล่า

“กะ แกอย่าแทนตัวเองว่าจ๋าอีกนะ มันจะอ้วกรู้ไหม” ต้นกล้าเพิ่งหาเสียงตัวเองเจอถึงกับพูดติดอ่าง ท่าทางหนุ่มหล่อเหมือนจะคายของเก่าออกมา อีกทั้งขนแขนก็พากันลุกขึ้นมาเสียเฉย ๆ

“อ้าว ลูกพี่ครับ ก็จ๋าชื่อจ๋าจะให้แทนว่าไงล่ะครับ”

“แทนด้วยอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่จ๋าหวานแหววแต๋วแตกของแกเนี่ย” ไอ้จ๋าเต้นผางกับคำว่าหวานแหววแต๋วแตก มันยกมือขึ้นยันอากาศเบื้องหน้าเป็นพัลวัน ยืนยันว่าตัวเองไม่แต๋วไม่ตุ๊ด

“ไม่ใช่นะลูกพี่ไอ้จ๋าไม่แต๋วนะครับ ไอ้จ๋าแมนเต็มร้อยนะเฮ้ย หล่อ ๆ อย่างไอ้จ๋าจะแต๋วได้ไงเล่า”

“เออ ๆ ไม่แต๋วก็ไม่แต๋ว แต่อย่าเรียกตัวเองว่าจ๋าแบบนี้อีกก็พอมันจะอ้วกเว้ย ไปเลยไปเอารถมาฉันอยากไปจากที่นี่เต็มทีแล้ว”

“ครับลูกพี่ จ๋าจะไปเดี๋ยวนี้ล่ะครับ”

“ไอ้จ๋าเดี๋ยวเหอะ!” ต้นกล้าได้แต่เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน คิดแล้วให้รู้สึกขนลุก ถ้ามันจะมาคุยกับเขาแล้วบอกจ๋าอย่างนั้นจ๋าอย่างนี้ต้นกล้ารับไม่ได้แน่ เป็นหญิงสาวหรือเด็กหนุ่มหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มพริ้มเพราน่าทะนุถนอมว่าไปอย่าง แต่ดูมันสิตัวก็ใหญ่แถมยังดำ แบบนี้เขาจะไปหวานลงได้อย่างไร

คล้อยหลังไอ้จ๋าไปแล้ว ต้นกล้าเลื่อนแว่นกันแดดลงมาสวมแล้วนั่งกอดอกยกขาขึ้นไขว่ห้างรอ

5 นาทีผ่านไปไอ้จ๋ามันยังไม่โผล่ รถคันแล้วคันเล่าผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่ไม่ใช่คันที่ไอ้จ๋าขับมาสักคัน เพราะไม่มีใครจอดตรงหน้าต้นกล้าเลยสักคน อากาศหรือก็แสนจะร้อนอบอ้าว อารมณ์คนเป็นลูกพี่จึงเริ่มปะทุปุ ๆ อยากเกรี้ยวกราด

“มันเอารถไปจอดที่ไหนของมันวะ” และแล้วเวลา 20 นาทีก็ผ่านไปไวเหมือนโกหก คนรอนั้นรอจนเบื่อ คนรอที่หงุดหงิดง่ายเพราะไม่ชอบรออะไรนาน ๆ คนรอที่ใจร้อนขี้โวยวายผุดลุกผุดนั่งอยู่หลายรอบ จนเวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง รถกระบะสี่ประตูขับเคลื่อนสี่ล้อสัญชาติญี่ปุ่นฝุ่นเกาะเขรอะ ก็เข้ามาจอดเทียบแทบเท้า ต้นกล้าหันไปมองอย่างเข่นเขี้ยว ไอ้จ๋ารีบเปิดประตูรถวิ่งลงมายกกระเป๋าของลูกพี่ขึ้นไปวางไว้บนกระบะด้านหลังรถทันที

“เฮ้ย เป้เอาไว้ข้างใน” ต้นกล้าตะโกนบอกเมื่อไอ้จ๋ากำลังจะยกกระเป๋าเป้ใส่เครื่องคอมพิวเตอร์ของเขา ไปวางไว้กับกระเป๋าลากใบใหญ่ที่กระบะท้ายรถ

“ครับ ๆ เรียบร้อยแล้วครับลูกพี่ ปะเดี๋ยวจ๋าจะพากลับบ้าน” มันบอกพลางหันไปอีกทางเพื่อจะเดินไปประจำที่นั่งคนขับแต่

ป้าบ! “โอ๊ย” เสียงไอ้จ๋าร้องอย่างตกใจและเจ็บปวด เพราะโดนโบกที่หน้าผากไปหนึ่งที “ลูกพี่ตีจ๋าทำไมอะครับ” มันถามหน้าซื่อ เล่นเอาคนเป็นลูกพี่อยากเพิ่มระดับความเกรี้ยวกราดขึ้นเป็นอีกเท่าตัว

“บอกว่าอย่าแทนตัวว่าจ๋าจำได้ไหม เดี๋ยวปั๊ดอีกสักทีหรอก”

“แหะ ครับลูกพี่ จ๋า เอ๊ย กระผมลืมไป” เพราะความเคยชิน ไอ้จ๋าเกือบเผลอหลุดปากเรียกคำแทนตัวเองด้วยชื่อออกมาอีก ดีที่เปลี่ยนทัน ไม่อย่างนั้นคงโดนโบกหัวไปอีกหนึ่งทีเบา ๆ จนหน้าคะมำเป็นแน่แท้

“เออ อย่าลืมบ่อยละกันคนฟังมันจะอ้วก”

“อะไรของเค้าก็ไม่รู้ชื่อไอ้จ๋าออกจะน่ารักน่าเรียก เนอะจ๋าเนอะ” ไอ้จ๋าบ่นตามหลังลูกพี่ที่ขึ้นไปนั่งบนรถเรียบร้อยแล้ว

“ไอ้จ๋า!”

“ครับ ๆ ไปเดี๋ยวนี้ครับลูกพี่ แหม” แล้วมันก็วิ่งปุเลง ๆ ไปฝั่งคนขับ เปิดประตูรถขึ้นนั่งประจำที่เข้าเกียร์รถแล้วขับออกไปด้วยความยินดียิ่ง ที่วันนี้มีโอกาสได้เจอลูกพี่ที่มันทั้งรักและเคารพอีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมานานหลายปี

ต้นกล้าอารมณ์ดีขึ้นเมื่อได้มานั่งตากแอร์เย็น ๆ ภายในรถ ไอ้จ๋าก็ขับรถไปยิ้มไปหันมามองลูกพี่บ้างเป็นบางครั้ง มันเปิดเพลงหมอลำในรถเบา ๆ ทำเสียงฮึมฮัมตามจังหวะไปด้วยอย่างมีความสุข

“ตรงกลับบ้านกันเลยนะครับลูกพี่”

“อือ”

“ลูกพี่หิวหรือเปล่าครับ อยากกินอะไรบอกไอ้จ๋ามาเลยเดี๋ยวไอ้จ๋าจัดให้” ไอ้จ๋ามันยังคุยเจื้อยแจ้วโดยไม่ได้สังเกตอีกคน ที่ตอนนี้อารมณ์กำลังปะทุขึ้นมาอีกแล้วเพราะเริ่มรำคาญ

“....”

“เนี่ยตั้งแต่ลูกพี่ไป ไอ้จ๋าก็รอการกลับมาของลูกพี่ทุกวัน วันนี้ไอ้จ๋าดีใจจริง ๆ ครับที่ลูกพี่กลับมา” ไอ้จ๋าพล่ามไปยิ้มไปทั้งที่ต้นกล้ายังนั่งนิ่ง ใจจริงเขาอยากอยู่เงียบ ๆ มากกว่า ไอ้จ๋ายังเรียกแทนตัวด้วยชื่อมันเหมือนเดิม แต่ดีขึ้นมาหน่อยที่มันเติมคำว่า “ไอ้” นำหน้าชื่อด้วย ต้นกล้าจึงไม่รู้สึกขนลุกเหมือนตอนแรก

“...”

“ลูกพี่อยู่นาน ๆ นะครับ อย่าเพิ่งรีบกลับล่ะ”

“...”

“ลูกพี่อยากไปเที่ยวไหนเดี๋ยวไอ้จ๋าพาทัวร์ แถวนี้ไอ้จ๋ารู้จักหมดครับ หรือว่าละ...อ้าว” ไอ้จ๋าที่เห็นว่าลูกพี่ของมันเงียบผิดปกติเลยหันมามอง พบว่าคนเป็นลูกพี่ปรับเบาะให้เอนลงและดันหลับไปเสียแล้ว ปัดโธ่!

“เฮ้อ ลูกพี่นะลูกพี่ หลับซะแล้วปล่อยให้ไอ้จ๋าฝอยคนเดียวอยู่ตั้งนาน” ไอ้จ๋าบ่นตามประสามันแล้วก็หันไปขับรถสนใจทางข้างหน้า ปากก็ร้องเพลงหมอลำคลอเพลงที่มันเปิดเบา ๆ ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

***************



“ลูกพี่ตื่นครับตื่น ถึงแล้วครับ”

“อือ ถึงแล้วเหรอ” ต้นกล้างัวเงียตื่นขึ้นมาก็เป็นเวลาโพล้เพล้จวนมืดเต็มที

“ถึงแล้วครับลูกพี่ เวลคัมทูบ้านทุ่งดอกจาน ตอนนี้เราได้เดินทางมาถึงบ้านคุณยายอย่างปลอดภัยแล้วครับ” ต้นกล้าได้แต่ส่ายหัวกับความทะเล้นของมันพลางเปิดประตูลงจากรถ “ลูกพี่ขึ้นบ้านเลยนะครับ เดี๋ยวจ๋า เอ๊ย! เดี๋ยวไอ้จ๋าจะยกกระเป๋าตามขึ้นไปให้เอง” มันเปลี่ยนคำแทนตัวแทบไม่ทันเมื่อเห็นสายตาเหวี่ยง ๆ ของลูกพี่ที่ตวัดมอง ไอ้จ๋ายิ้มแหยโบกมือบอกให้ลูกพี่เดินขึ้นบ้านไปก่อน ส่วนตัวมันนั้นเดินไปเปิดประตูด้านหลังดึงเอาเป้สะพายของลูกพี่ขึ้นพาดไหล่ ปิดประตูรถแล้วเดินไปยกกระเป๋าลากใบใหญ่อีกใบที่กระบะหลัง เดินหน้าระรื่นตามลูกพี่ของมันขึ้นเรือนไป

บ้านคุณยายเป็นเรือนไม้หลังใหญ่ ยกพื้นสูงตามสไตล์อีสานคลาสสิก แบ่งพื้นที่ใต้ถุนบ้านเป็นสัดส่วนให้เหมาะแก่การใช้งาน มีต้นไม้ปลูกอยู่ในบริเวณกว้างของบ้านทั้งไม้ยืนต้นและไม้ผล อย่างมะม่วง ขนุน และไม้ดอกไม้ประดับอีกเพียบจนดูร่มรื่นน่าอยู่

“น้ำเย็น ๆ ครับลูกพี่” ไอ้จ๋ายื่นกระบวยตักน้ำมาตรงหน้าลูกพี่ของมัน ยิ้มแฉ่งให้จนตาหยี

“แล้วคุณยายล่ะ”

ไอ้จ๋าสะดุ้งโหยงเหมือนเพิ่งนึกได้ ตายห่าลืมบอกลูกพี่ “วันนี้คุณยายไม่อยู่ครับ”

“อ้าว คุณยายไปไหน แล้วทำไมแกเพิ่งมาบอกเนี่ยหา ถ้าไม่ถามคงเงียบไปเลยใช่ไหม”

“คุณยายไปจำศีลที่วัดครับลูกพี่ วันนี้วันพระใหญ่” ไอ้จ๋ายิ้มแหยขอลุแก่โทษที่บกพร่องไม่รายงานแต่แรก วันนี้เป็นวันพระคนเฒ่าคนแก่คนใจฝักใฝ่ในการปฏิบัติธรรม จะพากันไปถือศีลสวดมนต์ทำวัตรเย็นกัน

ได้ยินอย่างนั้นต้นกล้าได้แต่ส่ายหน้าเอือม ๆ

“ลูกพี่หิวหรือยังครับ เดี๋ยวไอ้จ๋าจะไปหาอะไรที่บ้านมาให้กินเป็นมื้อเย็นดีกว่าแม่คงทำไว้ให้แล้วล่ะ รอก่อนนะครับเดี๋ยวไอ้จ๋ามา” มันประจบ พอลูกพี่พยักหน้าส่ง ๆ ให้ก็วิ่งปุเลง ๆ กระโดดลงเรือนตรงไปบ้านตัวเองที่อยู่ไม่ไกลกัน จัดการตักกับข้าวหลายอย่างที่แม่ทำไว้ใส่ปิ่นโตเถาใหญ่อย่างเร่งรีบ

“แม่ลูกพี่กล้ามาถึงแล้วนะ” ปากก็ตะโกนบอกแม่แจ่มใจซึ่งเป็นแม่ของมัน ที่กำลังวุ่นอยู่กับแปลงผักสวนครัวหลังบ้านไปด้วย

“เออ หาข้าวหาปลาไปให้กันกินให้เรียบร้อย ฉันทำไว้แล้วอยู่ในครัวนั่นแหละ”

“กำลังตักอยู่นี่ล่ะจ้ะแม่”

“เออดูแลกันดี ๆ ล่ะ” แหมลูกพี่ทั้งคนไม่ต้องย้ำจ๋าก็ดูแลอย่างดีปะแม่ มันทำได้เพียงเถียงในใจ ขืนอ้าปากพูดไปสิจะโดนมะเหงกลงหัวเอา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30-10-2018 05:19:45 โดย AlittleStarWr »

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo
[ต่อจ้า]

“ไอ้จ๋ามาแล้วครับลูกพี่” เสียงมาก่อนตัวขณะวิ่งขึ้นบันไดโครม ๆ เห็นต้นกล้านอนเล่นอยู่ตรงเก้าอี้มันจึงเดินเข้าไปหา วางปิ่นโตเถาใหญ่ไว้ตรงหน้าลูกพี่ของมัน

“ลูกพี่จะกินตอนนี้เลยไหมครับ เดี๋ยวไอ้จ๋าจะไปเอาจานมาใส่ให้” ว่าพลางกำลังจะลุกไปหยิบจานในครัวมาใส่กับข้าว แต่ต้นกล้าที่หิวจนจะกินช้างได้ทั้งตัวอยู่แล้ว พอได้กลิ่นอาหารออกมาจากปิ่นโต คนขี้เกียจรอรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วนั่งลงที่พื้นทันที

“ไม่ต้องหรอก กินมันอย่างนี้แหละฉันหิวจะตายอยู่แล้ว กินด้วยกันสิจะไปไหน”

“ไปเอาช้อนครับ ยังไม่มีช้อน” บอกแล้วไอ้จ๋าจึงลุกไปเอาช้อนในครัวมาให้ลูกพี่ของมัน แล้วทำท่าจะลุกออกไปอีก

“มากินด้วยกัน” ต้นกล้าย้ำ

“ไม่เป็นไรครับลูกพี่ เดี๋ยวลูกพี่กินอิ่มแล้วไอ้จ๋าค่อยกินทีหลังก็ได้” ต้นกล้าชะงักกับท่าทางใสซื่อเจียมเนื้อเจียมตัวของไอ้จ๋า แต่ก็เพียงนิดเดียวแล้วตีหน้านิ่งเป็นปกติ

“มากินด้วยกันนี่แหละ ฉันไม่ชอบนั่งกินข้าวคนเดียว” ต้นกล้าก้มหน้าก้มตากินข้าวไม่สนใจ ผิดกับไอ้จ๋าที่ดีใจยิ้มไม่หุบ ที่ลูกพี่ของมันให้ความเป็นกันเองกับมันมากมายขนาดนี้

“แล้วคุณยายจะกลับมาเมื่อไหร่”

“คงพรุ่งนี้ตอนสาย ๆ ครับ” ไอ้จ๋าตอบทั้งที่ข้าวยังเต็มปาก “คืนนี้ลูกพี่นอนคนเดียวได้ไหมครับ หรือจะให้ไอ้จ๋ามานอนเป็นเพื่อน” ต้นกล้านิ่งคิด ในหัวเริ่มกังวลถึงบางสิ่งบางอย่าง ที่ทำให้เกิดอาการขนลุกซู่ เพราะกลัวจนขึ้นสมองแต่ก็ต้องเงียบไว้ หากไอ้จ๋ารู้มันอาจจะหัวเราะเยาะเอาได้ ต้นกล้านี้ใคร ต้นกล้าคนนี้คือลูกพี่นะ ไม่ว่าเรื่องอะไรเขาจะหลุดต่อหน้าไอ้จ๋าซึ่งเป็นแค่ลูกน้องเดินตามตูดต้อย ๆ ไม่ได้เด็ดขาด!

“ปกติแม่ก็มานอนกับคุณยายทุกวัน วันนี้คุณยายไม่อยู่เดี๋ยวไอ้จ๋ามานอนหน้าห้องก็ได้นะครับลูกพี่” ไอ้จ๋าอาสาด้วยความเป็นห่วงยิ่ง เพราะยังไม่ลืมภาพบางภาพของลูกพี่ในอดีต และนั่นทำให้คนเป็นลูกพี่แอบใจชื้นขึ้นมานิด ๆ พลางคิดว่าเดี๋ยวจะแกล้งทำเป็นรำคาญสักหน่อย แล้วค่อยเนียนตามใจมันก็แล้วกัน ถ้ามันอยากนอนเฝ้าหน้าห้องนักละก็

“ฉันโตแล้วนะโว้ย ไม่จำเป็นต้องมีใครมานอนเป็นเพื่อนหรอก”

มันตบเข่าฉาดชอบใจ “แหม ลูกพี่ของไอ้จ๋ายอดเยี่ยมกระเทียมดองจริง ๆ ครับ นี่ขนาดคืนนี้คืนศีลใหญ่ซะด้วยนะครับ (*คืนวันพระใหญ่) เขาว่ากันว่าคืนศีลใหญ่เนี่ย ภูตผีวิญญาณเร่ร่อนจะออกมาขอรับส่วนบุญ แต่ลูกพี่กล้าไม่กลัว แสดงว่าลูกพี่เจ๋งที่สุดแล้วครับ” ไอ้จ๋ายังชื่นชมไม่หยุดปาก ลูกพี่ของมันสุดยอดไปเสียทุกเรื่อง อย่างที่มันเทิดทูนบูชา



ไอ้จ๋าไม่รู้ตัวเลย ว่าได้ทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไปสะกิดต่อมกลัวผีขึ้นสมองของคนเป็นลูกพี่เข้าแล้ว ความปลื้มปีติทำให้มันไม่ทันสังเกตคนเป็นลูกพี่ ที่ตอนนี้หน้าเริ่มซีดและแหยง หวาดระแวงสิ่งลี้ลับที่มองไม่เห็น ในหัวเริ่มจินตนาการถึงอะไรบางอย่างที่อาจจะอยู่รอบตัว ดวงตากลมโตที่ปกติมีประกายสุกใสปานลูกแก้วล้ำค่า กวาดมองไปรอบตัวอย่างหวาดหวั่น ความมั่นใจอย่างที่ปากบอกแทบไม่มีเหลือ

แต่...คนอย่างต้นกล้าฆ่าได้หยามไม่ได้! จะให้ไอ้จ๋ามารู้จุดอ่อนนี้ของตัวเองนั้นไม่มีทาง! ต้นกล้ายอมไม่ได้เด็ดขาด!

“แต่ถ้าแกจะ...”

“ไอ้จ๋า ๆ ไอ้จ๋าโว้ย” เสียงเรียกดังมาจากใต้ถุนบ้าน หยุดความคิดชื่นชมของไอ้จ๋าที่มีต่อลูกพี่ของมันไปชั่วขณะ และหยุดจินตนาการเรื่องลี้ลับในหัวต้นกล้าไปได้ชั่วคราว ทั้งที่คนเป็นลูกพี่กำลังจะบอกว่า ‘แต่ถ้าแกจะมาก็ตามใจแกก็แล้วกัน’ เป็นการอนุญาตให้ไอ้จ๋ามานอนเป็นเพื่อนอย่างที่มันต้องการ แต่ก็ดันมีเสียงเรียกจากข้างล่างขัดขึ้นก่อน

“เสียงใครเรียกวะ” ไอ้จ๋าบ่นเบา ๆ ชะเง้อคอมองไปทางบันไดบ้าน

“ไอ้จ๋าโว้ย อยู่นี่หรือเปล่าวะ”

“อ้าว พี่สอนเองเหรอมีอะไรวะพี่” ไอ้จ๋าร้องตอบไปเมื่อเห็นว่าใครเป็นคนมาเรียก เมื่อลุกขึ้นเดินไปเกาะลูกกรงระเบียงชานเรือน

“เออ โอ๊ยเหนื่อยให้กูวิ่งหาตั้งนานไอ้ห่านี่”

“อ้าว วิ่งหาฉันทำไมล่ะพี่ มีอะไร” ไอ้จ๋าซักไซ้ธุระต่ออย่างจริงจังลืมลูกพี่ของมันไปชั่วคราว

“เออ อีนวลเมียกูมันบอกเจ็บท้องเหมือนจะคลอด มึงช่วยขับรถไปส่งมันที่โรงบาลที” พี่สอนบอกทั้งที่ยังหายใจไม่ทัน ทั้งเหนื่อยเพราะวิ่งตามหาไอ้จ๋าให้วุ่น ทั้งตื่นเต้นที่จะได้เป็นพ่อคน

“อ้าวเหรอ แย่แล้ว ทำไมไม่รีบบอกล่ะพี่หอบเป็นหมาตายแดดอยู่ได้”

“เดี๋ยวเถอะไอ้ห่านี่ ลามปามใหญ่แล้วมึงเร็ว ๆ กูรีบ” พี่สอนตำหนิ มือข้างหนึ่งยกขึ้นเหมือนจะโบกหลังมือลงตรงกระหม่อมมัน “ยังไม่แย่เท่าไหร่ว่ะ นวลมันบอกแค่เจ็บนิดหน่อยแบบเตือน ๆ คงยังไม่คลอดเร็ว ๆ นี้ ที่จริงหมอบอกอีกสามวันโน่นกำหนดคลอด แต่ตอนนี้รีบไปก่อนก็ดีให้หมอดูก่อนเพื่อความมั่นใจ” ไอ้จ๋าทำหน้าเอือมไม่จริงจังนัก กับความตื่นเต้นของว่าที่คุณพ่อ ทั้งที่ท้องนี้เป็นลูกคนที่ 4 เข้าไปแล้ว!

“แล้วคุณยายล่ะ คุณยายอยู่ไหมกูจะขออนุญาตคุณยายสักหน่อย” พี่สอนถามหาคุณยาย เพราะรถที่จะให้ไอ้จ๋าขับไปส่งเป็นรถคุณยายนั่นเอง

“คุณยายไปจำศีลพี่.. “

“อ้าวเหรอ งั้นไปกันเถอะค่อยบอกวันหลังก็แล้วกัน”

“เฮ้ยเดี๋ยว ๆ พี่สอนเดี๋ยว” ไอ้จ๋ารั้งแขนตัวเองไว้ แล้วหันไปหาคนเป็นลูกพี่ที่นั่งเอ๋อรับประทานไม่มีบทพูด ปากยังเคี้ยวข้าวกร้วม ๆ ใบหน้าหล่อใสดูคล้ายหมางง

“เอ่อ ลูกพี่ ไอ้จ๋าต้องพาพี่นวลเมียพี่สอนเข้าเมืองนะ คงไม่ได้นอนเฝ้าหน้าห้องลูกพี่แล้วล่ะครับ” ไอ้จ๋ารีบบอกลูกพี่ด้วยสีหน้ารู้สึกผิดที่มันมีอีเว้นท์เข้ามากะทันหัน

“หา เอ่อ อ๋อไม่เป็นไร ๆ แกจะคลอดก็รีบ ๆ ไปเถอะไป”

“ว้ายไอ้จ๋าไม่ได้จะคลอดครับลูกพี่” ไอ้จ๋าเต้นผางกรี๊ดแทบสาวแตก

“เออ ๆ นั่นแหละ “

“อ้าวไอ้จ๋า นี่คุณหนูต้นกล้าใช่ไหม คุณหนูมาถึงเมื่อไหร่ทำไมมึงไม่บอกวะไอ้ห่านี่” พี่สอนที่เพิ่งสังเกตเห็นหนุ่มหล่อหน้าใส กับเส้นผมสีสดนั่งอยู่บนบ้านหันไปตำหนิไอ้จ๋า แล้วหันไปหาต้นกล้าอีกครั้งด้วยความแปลกใจ หลานคุณยายโตขึ้นแล้วเปลี่ยนไปมาก

“สวัสดีครับคุณต้นกล้า” พี่สอนทักทายต้นกล้าพลางยกมือไหว้

“ครับ สวัสดีครับพี่ ไม่ต้องไหว้ผมก็ได้ครับ แล้วก็อย่าเรียกคุณหนูเลยนะครับ” ต้นกล้ายกมือรับไหว้แทบไม่ทันทั้งเกรงใจเพราะดูเหมือนพี่สอนแก่กว่าหลายปี

“ก็เอ่อ ลืมไงพี่ รีบไปเถอะเดี๋ยวพี่นวลมันจะรอ” ไอ้จ๋าบอกแล้วดึงแขนพี่สอนวิ่งลงเรือนไปทันที โดยไม่ได้หันมาดูลูกพี่ที่นั่งทำหน้าเหวอเหมือนหมาเดินชนกำแพงเลยแม้แต่น้อย



พอไอ้จ๋ากับพี่สอนไปแล้ว ต้นกล้านั่งกินข้าวคนเดียวต่อแบบหงอย ๆ กินเสร็จเก็บปิ่นโตวางไว้บนโต๊ะตรงห้องรับแขก เริ่มสำรวจรอบบ้านที่เคยคุ้น บ้านที่เคยวิ่งเล่นมาตั้งแต่เด็ก สภาพบ้านยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน บ้านไม้หลังใหญ่ที่สงบร่มรื่นเย็นสบาย มีแต่กลิ่นอายความอบอุ่นของคุณยายผู้ใจดี บ้านดูสะอาดสะอ้าน เพราะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ต้นกล้ารู้สึกเหนียวตัวอยากอาบน้ำนอนพัก จึงเก็บกระเป๋าเดินไปทางห้องที่เป็นห้องนอนเดิมของตัวเอง



ไฟในห้องเปิดขึ้นจนสว่างไสวไปทั่ว ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม เตียงนอนขนาดห้าฟุตมีฟูกหนานุ่มปูทับด้วยชุดผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาด ของในห้องทุกอย่างยังวางอยู่ที่เดิม และห้องก็ถูกเก็บกวาดอย่างสะอาดสะอ้านเช่นเดิม ต้นกล้ายกยิ้มเมื่อคิดถึงคุณยาย ที่คงจะให้ใครสักคนเข้ามาทำความสะอาด รอการมาเยือนของหลานสุดที่รัก แต่ตอนนี้คุณยายไม่อยู่บ้าน คุณยายเป็นคนจิตใจดี ชอบช่วยเหลือชาวบ้านและชอบทำบุญ แล้วคืนนี้คุณยายก็ไปถือศีลที่วัด



วันนี้วันศีลใหญ่ครับลูกพี่...

ลมโชยเข้ามาทางหน้าต่างวูบหนึ่ง ต้นกล้ารู้สึกสดชื่น มองออกไปข้างนอกก็มีแต่ความมืด

วันนี้วันพระใหญ่ และ...

พึ่บ!!

ต้นกล้าสะดุ้งสุดตัวเมื่อทั้งห้องมืดสนิท นี่ไฟฟ้าดับหรือไง แต่..!

เฮ้ย! วันนี้มันวันพระใหญ่อย่างที่ไอ้จ๋ามันบอก วันพระใหญ่! ..วันพระใหญ่เป็นวันอะไรนะ

ไอ้จ๋ามันว่าวันพระใหญ่เป็นวันที่..?? ..!!

ตายห่าแล้ว!! คืนนี้คืนวันพระใหญ่ ต้นกล้าต้องอยู่คนเดียวในคืนวันพระใหญ่ แล้วจะนอนหลับลงไปได้อย่างไรในคืนวันพระใหญ่ที่น่ากลัว!



รอยยิ้มสดใสยามคิดถึงคุณยายหายไป ใบหน้าหล่อใสเริ่มไร้เลือดฝาดลงเรื่อย ๆ ต้นกล้ากลับมากังวลเรื่องคืนวันพระใหญ่หวาดหวั่นหัวใจหนัก มองไปรอบห้องที่เงียบสงัดก็ไม่เห็นอะไรสักอย่าง เพราะมันมืดตึ๊ดตื๋อไปหมดเพราะตายังไม่ชินกับความมืด



เสียงลมหวีดหวิวดังมาเป็นระยะ การอยู่คนเดียวลำพังในบ้านหลังใหญ่ไฟเพิ่งดับ เวลาเงียบมันเงียบมากจนวังเวง รู้สึกหวิว ๆ จนสยิวไปหมด ขนหัวหรือก็ลุกซู่ทั้งที่ไม่ทันได้ทำอะไร และ และนั่น..เสียงนั้นที่ดังมากับสายลม

โฮ่ง ๆ โฮ่ง ๆ โห้ว...

เสียงหอนโหยหวนของหมารับกันเป็นทอดได้จังหวะ ทำคนกลัวผีใจกระตุกวาบตาเบิกโพลงตัวเกร็งขึ้นมาทันที ต้นกล้าเกิดความรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ขนบนหัวและตามตัวพร้อมใจกันลุกพรึ่บจนผิวเป็นตุ่ม สองมือกำหูกระเป๋าแน่นมองซ้ายมองขวาเลิ่กลั่กร้อนรน ทั้งที่มองยังไงก็ไม่เห็นเพราะมันมืด!

โฮ่งโฮ่งโฮ่งโห้ว...

!!

โฮ่งโฮ่งโฮ่งโห้ว...

!!

เสียงหอนโหยหวนลากยาว ยังดังเข้ามาในโสตประสาทของคนกลัวผีขี้ขึ้นสมอง มือไม้จากที่เกร็งในตอนแรกเริ่มอ่อนแรงสั่นระริก กระเป๋าที่ถืออยู่ค่อย ๆ หลุดร่วงลงจากมือ ช้าไม่ได้แล้ว!



ต้นกล้ารีบโกยโดยไม่สนใจว่าชนอะไรในห้องบ้าง เพื่อกระโดดขึ้นไปบนเตียงนอนที่เล็งไว้ในตอนแรก คว้าหมอนได้ก็เอามากอดนั่งตัวสั่นงันงกอยู่กลางเตียง กวาดตามองไปรอบห้องอย่างหวาดระแวง แม้จะมองเห็นอะไรได้ไม่ชัดเจน ร่างโปร่งสะท้านคางสั่นจนฟันกระทบกึก ๆ ราวกับอยู่ในอุณหภูมิที่หนาวเหน็บสุดขั้ว ใบหน้าหล่อเกาหลีบิดเบี้ยวเหยเก ริมฝีปากจิ้มลิ้มสีแดงสดบิดเบ้เหมือนกำลังจะร้องไห้ หมดสิ้นซึ่งความหล่อเหลาที่เก๊กเก็บภาพลักษณ์มาตลอดทั้งวัน

โฮ่งโฮ่งโฮ่งโห้ว

อ๊าก



เสียงหอนดังตามมาอีกระรอก จากนั้นเหมือนมีเสียงคนดังแว่วตามมาด้วยให้รู้สึกสยดสยอง ต้นกล้าทนไม่ไหวรีบลนลานคว้าผ้าห่มขึ้นคลุมกายมิด ตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า นอนขดสั่นอยู่บนเตียงอย่างสิ้นท่า

“พ่อจ๋าแม่จ๋าช่วยลูกด้วย สาธุ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นะโมตัสสะ ธรรม ธัมโม ฮือ ๆ ” คนขี้กลัวพยายามสวดมนต์เท่าที่สมองอันตื่นเต้น และตื่นตระหนกตกใจจะนึกได้เพราะกลัวจนลนลาน ทำให้ลืมบทสวดมนต์ที่ถูกต้องไปเลย งานนี้ตายแน่ต้นกล้าเอ๊ย!



รถกระบะสี่ประตูสีขาวป้ายแดงใหม่เอี่ยม ขับเข้ามาจอดหน้าบ้านไม้หลังใหญ่ เมื่อประตูรถเปิดออกชายหนุ่มร่างสูงสง่าดูสมส่วนหย่อนขาลงมาจากรถ ใบหน้าหล่อคมคร้ามแดดอย่างคนที่อยู่กลางแจ้งตลอดของเขานั้น เป็นที่ฝันใฝ่หมายปองของสาว ๆ ทั้งหลาย ทั้งในตำบล อำเภอ จนเกือบจะทั้งจังหวัดตัวเอง และจังหวัดใกล้เคียง



ชายหนุ่มมองขึ้นไปบนบ้านที่มืดสนิทเพราะไฟดับ ลมแรงมากตอนที่เขาขับรถมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน นั่นบ่งบอกว่าอีกไม่นานฝนคงเทกระหน่ำลงมา ร่างสูงสง่าสาวเท้าไปที่บันได ท่ามกลางเศษฝุ่นเศษใบไม้ปลิวให้ว่อน เขาพยายามมองฝ่าความมืดขึ้นไปบนบ้าน แต่ก็ไม่สามารถมองเห็นอะไรได้อย่างต้องการ ‘หรือคุณยายจะเขานอนแล้ว’

“คุณยายครับ” ส่งเสียงเรียกไปก่อนเพราะนี่ยังหัวค่ำ ไฟเพิ่งดับไม่นานคุณยายอาจจะยังไม่นอน แต่บนบ้านก็ยังเงียบไร้เสียงตอบกลับมา

“คุณยายครับผมเดี่ยวนะครับ คุณยายนอนหรือยังครับ” เด็ดเดี่ยว ตรัยรัตนาร้องถาม แต่ถ้าไม่นับเสียงลมเสียงยอดไม้ที่โดนลมพัดแล้ว ทุกอย่างภายในบ้านยังเงียบกริบ คิดว่าคุณยายคงหลับไปแล้วชายหนุ่มเลยไม่อยากรบกวน แต่ขณะกำลังจะถอยกลับลงบันไดไป หูพลันได้ยินเสียงดังตุบมาจากข้างบน ตอนแรกชายหนุ่มไม่แน่ใจนึกว่าตัวเองหูแว่ว แต่เพียงไม่นานก็ได้ยินเสียงโครมเหมือนอะไรบางอย่างล้มกระแทกพื้น นั่นทำให้เขาชะงักเท้าหันกลับไปมองบนบ้านอย่างเป็นห่วง ใจกลัวจะเกิดอะไรขึ้นกับหญิงชราเจ้าของบ้าน



ปกติคุณยายประไพศรีจะมีแม่แจ่มใจแม่ของไอ้จ๋า หรือไม่ก็ตัวไอ้จ๋าเองมานอนเป็นเพื่อน แต่ก็ยังอดห่วงไม่ได้ เพราะตอนนี้ไอ้จ๋ามันไม่อยู่ เขาเองเพิ่งสวนทางกับมันตอบกลับจากอำเภอ ถึงไฟฟ้าจะดับแต่ปกติเวลานี้หญิงชรายังไม่น่าจะเข้านอน และแม่แจ่มใจก็น่าจะมาอยู่ด้วยเหมือนทุกวัน หรือถ้าเข้านอนแล้วก็น่าจะจุดตะเกียงไว้บ้างเพื่อให้ความสว่างพอมองเห็น หรือเสียงที่ดังขึ้นจะเกิดจากสิ่งไม่ชอบมาพากล

หรือจะเป็นขโมย?

เมื่อคิดหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เด็ดเดี่ยวจึงเปลี่ยนใจ หันกลับขึ้นบ้านเดินย่องเงียบ ๆ ไปทางต้นเสียงที่ได้ยิน



เพราะนับถือคุณยายเสมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง เด็ดเดี่ยวจึงแวะเวียนมาบ่อย ๆ และรู้จักบ้านหลังนี้เป็นอย่างดี สองเท้าค่อย ๆ ก้าวไปทางห้องด้านในอันเป็นที่มาของเสียง เขานึกโล่งใจ เพราะเป็นคนละทางกับห้องของคุณยายเจ้าของบ้าน สายตาที่ชินกับความมืดสอดส่ายมองรอบตัวหาความผิดปกติ เด็ดเดี่ยวไม่กล้าเรียกคุณยาย เพราะกลัวว่าหากเป็นหัวขโมย มันอาจจะได้ยินและไหวตัวหนีทัน เขาเดินมาจนถึงห้องสุดท้าย ประตูห้องปิดไม่สนิท ชายหนุ่มได้ยินเสียงเหมือนอะไรบางอย่างดิ้นขลุกขลักอยู่ข้างใน จึงเอื้อมมือไปแง้มบานประตูให้เปิดออกอย่างเบามือ

[ยังไม่จบเด้อ]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-10-2018 14:11:47 โดย AlittleStarWr »

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo
[ต่อสุดท้าย (โอ้ยยาว)]

ในห้องมืดสลัว สายตาที่ชินกับความมืดสามารถมองเห็นเงาตะคุ่มของอะไรบางอย่าง วางระเกะระกะอยู่บนพื้น มันคงค้นบ้านเป็นการใหญ่ เด็ดเดี่ยวย่องเข้าเข้าไปยืนอยู่กลางห้องกวาดตามองไปรอบ ๆ บนเตียงนอนมีเงาตะคุ่มของอะไรบางอย่าง ที่ขยับหยุกหยิกใต้ผ้าห่ม พลันไฟในห้องสว่างวาบขึ้น สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทำให้นึกสงสัยจนคิ้วขมวด กระเป๋าเดินทางแบบลากใบใหญ่ล้มลงนอนแอ้งแม้งอยู่กลางห้อง เก้าอี้นั่งเล่นล้มหงายไปอีกทาง ใกล้ ๆ กันมีกระเป๋าเป้อีกใบวางทิ้งไว้ แต่บนเตียงนั้นกลับมีอะไรบางอย่างที่กำลังสั่นงันงกใต้ผ้าห่มผืนใหญ่



เด็ดเดี่ยวย่องไปที่เตียง รูปร่างที่เห็นบ่งบอกว่ามีคนอยู่ในนั้นแน่นอน อาจเป็นหัวขโมยที่แอบเข้ามาลักของ แต่ทำไมมันไปนอนตัวสั่นเอาผ้าห่มคลุมโปง เขานึกสงสัยแต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาหาคำตอบ เพราะสิ่งที่ต้องทำคือจับขโมยให้ได้ก่อนค่อยสอบสวน



เมื่อมั่นใจว่าก้อนผ้าห่มที่สั่นอยู่บนเตียงมีคนอยู่ในนั้น และคงเป็นคนที่ตัวไม่ใหญ่เท่าไหร่นัก น่าจะตัวเล็กกว่าเขาเสียด้วยซ้ำ กะขนาดคู่ต่อสู้ว่าคงพอสูสีกัน เขาจับชายผ้าห่มแน่นและไม่รอช้า เด็ดเดี่ยวกระชากผ้าออกไป เผยให้เห็นร่างของใครคนหนึ่งที่นอนคุดคู้ตัวสั่นอยู่บนเตียง

พึ่บ!!

“อ๊าก...กลัวแล้ว ๆ ” เสียงตื่นตระหนกของคนบนเตียงดังขึ้นทันทีที่ผ้าห่มอันเป็นที่พึ่งสุดท้าย ถูกกระชากออกอย่างแรง ภาพที่เด็ดเดี่ยวเห็นคือหนุ่มน้อยที่มีเส้นผมสีแดงเพลิงคนหนึ่ง นอนขดตัวงอเป็นกุ้งสุกตะแคงหันหน้ามาทางเขา สองมือสั่นพนมไว้ปากพร่ำร้องว่ากลัวแล้ว ๆ อย่างกับคนเห็นผี!



เด็ดเดี่ยวอยากหัวเราะขำกับภาพที่เห็น แต่เจ้านี่มันหัวขโมย และเขาต้องรีบจับขโมยให้คุณยาย ก่อนที่มันจะฉวยโอกาสหนีไป คิดได้ดังนั้นจึงกระโจนขึ้นไปบนเตียง ล็อกตัวของคนที่นอนหลับตาฟูมฟายอย่างหวาดกลัวไว้แน่น

“อ๊าก ปล่อย” เมื่อถูกปล้ำกอด คนกลัวผียิ่งคิดไปไกล แต่กลับไม่กล้าลืมตาขึ้นมาดู ว่าบัดนี้ห้องทั้งห้องสว่างจ้าเพราะไฟมาแล้ว และที่กอดรัดตัวของเขาอยู่ตอนนี้ก็คนเป็น ๆ หาใช่ผีอย่างที่คิด ไม่ยอมลืมตาขึ้นมาดูไม่พอ ยังยกมือขึ้นปิดใบหน้าไว้ หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ไม่ยอมให้ตัวเองเห็นผีจะ ๆ ตา



เด็ดเดี่ยวปล้ำกอดคนที่คิดว่าเป็นหัวขโมยไว้อย่างแนบแน่น คนกลัวผีดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด คนจับขโมยพลิกร่างโปร่งให้หันหน้ามาหา กอดล็อกเอาไว้ด้วยอ้อมแขนแข็งแรง จนร่างของเจ้าหัวขโมยขี้กลัวขึ้นมานั่งเกยอยู่บนตักอย่างชิดใกล้

“ปละ ปล่อย ปล่อยผมเถอะครับ ไปสู่ที่ชอบ ๆ เถอะ...นะ อย่ามาทำอะไรกันเลยนะครับ” คนกลัวผีบอกเสียงสั่น ทั้งหลับตาดิ้นรนจะหนี คนจับขโมยงุนงงสงสัย ตอนนี้ใบหน้าคมคร้ามกับใบหน้าขาวใสห่างกันแค่คืบ คนที่ถูกตราหน้าว่าเป็นผีเอียงคอ กวาดตามองวงหน้าที่บิดเบี้ยวเพราะความกลัว

“กลัวแล้วครับ กลัวแล้ว พรุ่งนี้ผมจะไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้นะครับคุณผี ฮือ ๆ ” คนขี้กลัวยังหลับตาพร่ำบอกติดสินบนผีเสียงสั่น ส่วนคนโดนยัดเยียดให้รับบทผีเริ่มจับใจความได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ยังกอดรัดร่างอุ่นแน่นไม่ยอมปล่อย

ที่แท้ก็กลัวผีนี่เอง

“อย่าดิ้น” เด็ดเดี่ยวยิ้มมุมปาก หลังจากกระซิบบอกข้างหูหัวขโมยขี้กลัว เขากำลังนึกสนุก คนขี้กลัวยิ่งดิ้นก็ยิ่งโดนกอดแน่น ยิ่งกอดแน่นก็ยิ่งหายใจลำบาก พอหายใจลำบากเลยต้องสูดลมหายใจเข้ายาว ๆ นั่นทำให้พอมีสติขึ้นมาบ้าง แม้ร่างกายยังสั่น แต่มือที่ปิดหน้าตัวเองก็เปลี่ยนมาเกาะไหล่กว้างของผีอย่างลืมตัว ต้นกล้าทำทั้งที่ยังหลับตา แต่ไม่รู้ว่าคนกลัวนั้นกลัวแบบไหน ทำไมถึงตบมือเบา ๆ ไปตามไหล่ของผีเหมือนกำลังสำรวจ



ไหล่ผีนี่กว้างดีแฮะ ผีเหมือนจะมีกล้ามแน่น ๆ ด้วย...



“ผะ ผี ผีหลอก! ผีคุยกับผม...ฮือ ๆ ” คนกลัวผีพูดโดยไม่ยอมลืมตา ร่างกายสั่นงันงกลนลานขัดขืนจนหลุดจากอ้อมกอดของผีได้ กระถดกายถอยห่าง ใบหน้าขาวใสที่เคยหล่อเหลาบิดเบี้ยวเหยเก แต่สุดท้ายร่างของคนกลัวผีก็ถูกรั้งขึ้นมานั่งคร่อมบนตักผีตัวใหญ่ อย่างเต็มก้นเหมือนเดิม

“บอกว่าอย่าดิ้นไงเดี๋ยวพ่อหักคอทิ้งเลยนี่” ได้ผลชะงัดนักแล เพราะสิ้นเสียงกระซิบสั่งข้างหู คนกลัวผีก็หยุดดิ้นลงในปัจจุบันทันที

“อย่าทำอะไรผมเลยนะครับ ผมกลัวแล้วครับ คุณ คุณผี!” นั่นปะไรล่ะ เด็ดเดี่ยวนึกในใจว่าเด็กนี่ต้องคิดว่าเขาเป็นผีแน่นอน

“ตั้งสติดี ๆ แล้วลืมตาขึ้น” เด็ดเดี่ยวแกล้งสั่งเสียงเข้ม กลั้นเสียงหัวเราะขำคนกลัวผีที่นั่งบนตัก รู้สึกคล้ายกับว่ามีความเอ็นดูด้วยนิด ๆ เมื่อได้เห็นใบหน้าใสชัดเจน

“มะ ไม่ อย่ามาหลอกหลอนผมเลย นะคุณผีนะ ปะ ไปที่ชอบ ๆ เถอะนะ นะครับ” คนขี้กลัวพยายามพูดออกมาให้เป็นคำอย่างยากลำบาก เพราะความกลัวที่มากกว่าความกลัวครั้งไหน ๆ เข้าครอบงำสติ ต้นกล้าคิดไปเองว่าได้สัมผัสตัวจริงเสียงจริงของผีเข้าให้แล้ว มือสั่น ๆ จึงยกขึ้นประนมไหว้อย่างอ้อนวอน “สงสารผมเถอะ นะครับ”

แต่คนที่ถูกเข้าใจว่าเป็นผีกลับหัวเราะขำเสียอย่างนั้น

“ฮา”

เอ๊ะ!! ผีหัวเราะ! ผีหัวเราะเยาะเราหรือนี่ ต้นกล้าที่ยังตัวสั่นเพราะความกลัวแอบคิดในใจเบา ๆ กลัวผีได้ยิน แต่คิ้วที่ขมวดมุ่นนั้นบอกผีได้เป็นอย่างดี ว่าเจ้าตัวกำลังเกิดความสงสัย

“จะลืมตาขึ้นมาคุยกันดี ๆ ได้หรือยัง” เด็ดเดี่ยวบอกทั้งที่พยายามกลั้นเสียงหัวเราะ ตอนนี้เขากลั้นขำจนน้ำตาแทบเล็ดอยู่แล้ว

“มะ ไม่เอาครับคุณผี ไปที่ชอบที่ชอบเถอะนะครับ ผะ ผมไม่อยากคุยเราไม่มีเรื่องต้องคุยกันหรอก...นะครับเชื่อผมสิ” เชื่อเขาเลย! คนกลัวผีรีบปฏิเสธเสียงรัวเร็วติด ๆ ขัด ๆ แต่ยังคงความสุภาพอ่อนน้อมดั่งคุยกับญาติผู้ใหญ่

“ลืมตาขึ้นมาคุย!” ผีสั่งเสียงเข้มเล่นเอาคนกลัวผีสะดุ้งเฮือก แต่กระนั้นยังหลับตาแน่นแน่วแน่ในปณิธาน หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็จะไม่ยอมให้ตัวเองได้ยลโฉมผี!

“มะ ไม่ครับผมกลัว คุณผีปล่อยผมไปเถอะนะ นะครับ” คนกลัวผียังละล่ำละลักบอก ตัวหรือก็ยังสั่นไม่หาย ใบหน้าหล่อใสเริ่มบิดเบี้ยวเหยเก ปากเริ่มเบ้ออกเหมือนจะร้องไห้เข้าไปทุกที ที่อ้อมแขนแกร่งของคุณผีรัดแน่นไม่ยอมคลาย

“ถ้าอย่างนั้นตอบคำถามมาก่อน” ผีกระซิบให้ข้อเสนอชิดแก้มนวลปลั่งอย่างอดใจไม่ไหว หรือเอาจริง ๆ คนถูกปรักปรำให้เป็นผีไม่รู้ตัวเสียมากกว่า เพราะกำลังสนุกกับการแกล้ง และเพลินกับกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่ลอยเข้าจมูก

“คะ คำถามเหรอ คำถามอะไรครับ” ใบหน้าฉงนของคนกลัวผีคลายความบิดเบี้ยว และนั่นมันดูน่ารักจับตาผีตัวโตที่โอบกอด แก้มใสนวลเนียนมีเลือดฝาด ปากรูปกระจับหยักสวยแดงระเรื่อ จมูกโด่งรั้นเป็นสันงามรับคิ้วโก่ง ทั้งหมดนั้นทำเอาผีมองค้างไปเกือบสามวิฯ

“มาทำอะไรที่นี่”

“คะ คือผม เป็นหลานเจ้าของบ้านครับ”

“โกหกให้ตอบใหม่บอกความจริง”

“จริง ๆ นะครับผมชื่อต้นกล้าเป็นหลานคุณยายประไพศรีครับ” คนกลัวผียืนยันหนักแน่น เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ทั้งที่ก้อนเนื้อในอกเต้นโครมคราม จนกลัวว่ามันจะทะลุออกมาข้างนอก

“ไม่ใช่มาขโมยของหรือไง”

“ผมเปล่านะ ผมเป็นหลานคุณยายประไพศรีจริง ๆ หลานสุดรักสุดหวงหัวแก้วหัวแหวนคนเดียว” คนกลัวผียืนยันหนักแน่นมือที่ประนมอยู่สั่นพั่บ ๆ กลัวผีไม่เชื่อ ในใจเริ่มฉุนจนเกือบลืมว่าตัวเองกำลังโดนผีหลอก และถูกกอดรัดอยู่ ส่วนผีเริ่มเอะใจ เพราะเคยได้ยินคุณยายเล่าเรื่องหลานชายคนเดียวที่อยู่กรุงเทพให้ฟังบ่อย ๆ สังเกตหน้าตาผิวพรรณก็ดูดีมีราศีจับ ดูน่ารักน่าใคร่อยู่พอสมควร หรือนี่จะเป็นหลานชายของคุณยายจริง ๆ



คิดได้ดังนั้น คุณผีก็คลายวงแขนที่โอบรัดแน่นออก ดันร่างโปร่งลงจากตัก (อย่างเสียดาย) แล้วกระโดดลงไปยืนข้างเตียง เพ่งมองหนุ่มน้อยที่นั่งตัวสั่นให้เต็มตา

“ไปสู่ที่ชอบ ๆ เถอะนะครับ สาธุ”

“พอแล้วลืมตาขึ้นมาดูได้แล้ว”

“หา! ผียังไม่ไปอีกเหรอเนี่ย!”

“ผีที่ไหนไม่มีหรอก” คนกลัวไม่ยอมรับรู้ความจริงสักทีเลยชักจะขำไม่ออก

“ฮึอย่ามาหลอกกันนะ”

“ลืมตาขึ้นมาดูก่อนสิ” คนกลัวผีต้องทำใจอยู่เป็นครู่ จึงค่อย ๆ ปรือตาขึ้นทีล่ะข้างช้า ๆ ท่าทางกล้า ๆ กลัว ๆ จนคนที่ถูกเข้าใจผิดคิดว่าเป็นผีได้แต่ส่ายหน้า ต้นกล้าต้องปรับการมองเห็นให้ชินกับแสงภายในห้องก่อน



ภาพที่ปรากฏชัดเจนแก่สายตาอยู่ตรงหน้า คือผู้ชายตัวโตเต็มวัยหนุ่ม ร่างกายสูงสง่ายืนจังก้าเอามือกอดอกอยู่ข้างเตียง บุรุษหนุ่มคนนั้นหน้าตาหล่อคมคายอย่างไทยแท้ ผิวของเขาสีน้ำผึ้งออกเข้มเหมือนคนที่อยู่กลางแจ้งตลอด ไหล่กว้างภายใต้เสื้อเชิ้ตสีเข้มตัวนั้นคงจะอัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามตึงแน่น ช่วงลำตัวคงยาวทีเดียว ดูจากชายเสื้อที่ถูกยัดเข้าไว้ในกางเกงอย่างเรียบร้อย สะโพกแกร่งไม่สอบลีบเหมือนชายทั่วไป ช่วงขายาวบ่งบอกว่าชายคนนี้เป็นคนตัวสูง และคงจะสูงกว่าต้นกล้าอยู่มากเลยแน่ ๆ



แต่..!! ทำไมเราต้องมาพิจารณารูปร่างของผู้ชายคนนี้ด้วยวะเนี่ย เป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ คิดมาถึงตรงนี้ต้นกล้าก็สะดุ้งเอาดื้อ ๆ กับความคิดของตัวเอง



“เฮ้ย!!” และร้องออกมาเสียงดัง เพราะเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าควรตกใจเมื่อเห็นภาพตรงหน้าชัดเจน “คุณเป็นใครเนี่ย ขึ้นมาบ้านคนอื่นค่ำ ๆ มืด ๆ แบบนี้ได้ยังไง มาขโมยของหรือเปล่า” คำถามแรกออกมาจากปากคนกลัวผีที่ตอนนี้หายกลัวแล้ว แต่คนที่เขาคิดว่าเป็นผีในตอนแรก กลับกลายเป็นขโมยไปเสียอย่างนั้น

“อ้าว เมื่อกี้หาว่าเป็นผีตอนนี้จะให้เป็นขโมยด้วยหรือไง”

“นะ นี่คุณอย่าบอกนะว่าเมื่อกี้...” ต้นกล้าพูดไม่ออก คิดถึงเหตุการณ์ก่อนหน้า ตอนถูกผู้ชายคนนี้โอบกอดเสียแนบแน่น จนเกือบขาดใจตายกลายเป็นผีไปเสียเอง ไหนจะตอนที่ดิ้นรนจนขึ้นไปนั่งบนตักเขานั่นอีก

ตายห่า! ไอ้กล้าแย่แล้ว!

“หึ ๆ ” ไม่มีคำตอบรับหรือปฏิเสธนอกจากเสียงหัวเราะหึ ๆ ในลำคอ เหมือนสะใจกับอะไรบางอย่าง แต่ต้นกล้าคิดว่านั่นเป็นเสียงหัวเราะเยาะเย้ย ที่หยามหยันสภาพของต้นกล้าเอง ใบหน้าหล่อใสในแบบเกาหลีที่บูดบึ้งอยู่แล้ว จึงยิ่งบึ้งตึงเข้าไปใหญ่

“หัวเราะเยาะเหรอก็คนเค้ากลัวนี่” ต่อว่าเสียงกระเง้ากระงอดไม่รู้ตัว ทั้งที่ไม่รู้จักอีกฝ่ายด้วยซ้ำ “แล้วนี่จะจ้องผมอีกนานไหมคุณ” นั่นจึงทำให้เด็ดเดี่ยวรู้สึกตัว ว่าเผลอมองหน้าคนขี้กลัวนานไปแล้ว เขารีบมองไปทางอื่น แอบสงสัยว่าผู้ชายอะไรทำไมหน้าตาถึงได้น่ารักน่าชังเสียจริง แต่เสียงแหง่ว ๆ ของคนตรงหน้าก็ดังแทรกขึ้นเสียก่อน เด็ดเดี่ยวส่ายหัวไล่ความคิดแปลก ๆ เดินออกมาจากห้องนั้น โดยไม่สนใจคนที่นั่งเอ๋ออยู่บนเตียงเลย

“อ่าว อะไรของเขาวะ” ต้นกล้ามองตามแผ่นหลังกว้างงง ๆ คนอะไรมองหน้ากันจนเสียมารยาท พอโดนว่าเข้าหน่อยก็เดินหนีไปเฉยเลย

แต่เอ๊ะ! ถ้านั่นเป็นหัวขโมยล่ะ มันอาจจะฉวยโอกาสหนีตอนนี้ก็ได้ใช่ไหม ไม่ได้การล่ะ คิดว่าขึ้นมาขโมยของบนบ้านคนอื่นแล้วจะเดินหนีไปง่าย ๆ ได้สินะ ไม่มีทาง! ต้นกล้าไม่มีวันปล่อยขโมยให้ลอยนวลหรอก ฮึ่ม!!

คิดได้ดังนั้น ต้นกล้าจึงรีบกระโดดลงจากเตียง วิ่งตามคนที่เขาคิดว่าเป็นหัวขโมยออกมาจากห้องทันที

“เดี๋ยวหยุดก่อน” ต้นกล้าตะโกนบอกไล่หลัง แต่คนที่เดินนำกลับทำท่าทางเหมือนไม่ได้ยิน และเดินตรงดิ่งไปทางบันไดบ้าน กำลังจะลงบันไดไปแล้ว แต่คนตัวเล็กกว่ากระโดดเข้ามารวบร่างหนาไว้จากด้านหลัง ขายาวจึงต้องหยุดชะงักทันที

“คิดจะหนีหรือไงเจ้าหัวขโมย!” เอากับเขาสิ ตอนแรกก็ให้เป็นผี ตอนนี้จะให้เป็นขโมยนี่นะ!

“เปล่าไม่ได้หนี” เด็ดเดี่ยวยกยิ้มมุมปาก รู้สึกเอ็นดูคนที่กำลังกอดรัดร่างของเขาจากด้านหลัง แผ่นอกอุ่น ๆ แนบชิดแผ่นหลังกว้าง เจ้าของแผ่นหลังรู้สึกแปลก ๆ แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทำไมหายใจสะดุดขึ้นมาเสียเฉย ๆ อย่างนี้ เด็ดเดี่ยวไม่เข้าใจตัวเองจริง ๆ

“แล้วเรียกทำไมไม่หยุด” ต้นกล้าเพิ่มแรงรัดร่างเขย่งเท้าขึ้นจนคางเกยบนไหล่บึกบึน หน้าอกหน้าใจบดเบียดแผ่นหลังแกร่งอย่างลืมตัว เท้าสองข้างปักหลักเขย่งยืนอย่างตั้งมั่น กันไม่ให้หัวขโมยกระโจนหนี คนตัวเตี้ยกว่าชะโงกหน้าเข้าไปชิดแก้มคนในอ้อมกอด จนได้กลิ่นกายเฉพาะตัวของชายหนุ่มวัยฉกรรจ์เข้าเต็ม ๆ

อืม..กลิ่นเหงื่อผสมกลิ่นโคโลญหอมอ่อน ๆ เป็นธรรมชาติดีนะ โอ๊ย! มันใช่เวลาไหมต้นกล้า!

“ก็ไม่มีอะไรนี่”

“ไม่มีอะไรงั้นเหรอ ขึ้นมาบ้านคนอื่นค่ำ ๆ มืด ๆ บอกไม่มีอะไรได้ไงอย่างนี้ต้องแจ้งตำรวจ”

“พี่ไม่ใช่ขโมยนะครับ”

“ไม่ใช่แล้วขึ้นมาบนบ้านคนอื่นยามวิกาลแบบนี้ทำไม” ต้นกล้ารีบสวนกลับจนลืมฉุกคิด ว่าอีกคนใช้คำเรียกแทนตัวเองว่าพี่ และยังพูดด้วยเสียงนุ่มทุ้มไพเราะน่าฟัง

“พี่แค่มาหาคุณยาย”

“คุณยายไม่อยู่ไปวัด”

“อ๋อ อยู่บ้านคนเดียวเหรอมิน่าถึงได้นอนแต่หัวค่ำ คลุมโปงซะด้วยคงหนาวมากสินะสั่นเป็นเจ้าเข้าเชียว”

“...!”

“หึ ๆ แล้วนี่จะกอดกันอย่างนี้อีกนานไหมครับ” เด็ดเดี่ยวถามเสียงเข้ม แต่คนฟังรู้สึกเหมือนกำลังโดนล้อ จึงรีบปล่อยมือที่โอบรัดร่างสูงใหญ่นั้นทันที คนตัวโตแอบเสียดายนิด ๆ แต่ก็อดขำไม่ได้ เมื่อหันมาเห็นอีกคนหลบสายตาเชิดหน้าไปมองทางอื่น ไหนจะท่าทางถือตัวเมื่อยกมือขึ้นมากอดอกนั่นอีก หรือนี่กำลังเขินอยู่รึเปล่าวะ?

“ไม่ใช่ขโมยแน่นะ”

“ไม่ใช่สาบานเลย”

“แล้วทำไมต้องมาหาคุณยายเวลานี้”

“ก็มาเวลานี้บ่อย ๆ มาคุยเล่นบ้าง ทานข้าวเย็นเป็นเพื่อนคุณยายบ้าง เห็นอยู่คนเดียวลูกหลานไม่สนใจก็กลัวจะเหงา” คนเป็นหลานเริ่มร้อนตัวอย่างไม่ทราบสาเหตุ

“ชิใครบอกลูกหลานไม่สนใจ ไม่สนใจจะมาอยู่นี่ได้ไงล่ะ”

“อือ” สั้น ๆ จากคนคนตัวโต แต่คิ้วเข้มที่เลิกขึ้นพร้อมกับปากที่แบะออกน้อย ๆ พลางยกสองมือขึ้นกอดอก มองด้วยแววตากวน ๆ การพยักหน้าช้า ๆ เหมือนรับรู้แต่ไม่เชื่อถือ แค่นี้ก็เล่นเอาต้นกล้าเกือบเต้นผางไม่พอใจ มันหมายความว่ายังไง ทำหน้าแบบนี้มองแบบนี้มันหมายความว่ายังไงไหนพูด!

“ถ้าไม่ใช่ขโมยก็กลับไปได้แล้ว วันนี้คุณยายไม่อยู่”

“ไล่แขกไม่มีมารยาท” ตัวเองขึ้นบ้านคนอื่นมาหน้าตาเฉยมารยาทงามนักสิ ต้นกล้าได้แต่คิดในใจหรอกนะ

“แขกไม่ได้รับเชิญ” เด็ดเดี่ยวส่ายหน้าเหมือนอ่อนอกอ่อนใจ กำลังจะผละลงบันไดอยู่แล้วแต่….

“เดี๋ยว” เขาเลิกคิ้วขึ้นแทนการถามว่ามีอะไร

“ชื่ออะไรพรุ่งนี้เช้าคุณยายกลับมาจะได้บอกถูก” หลอกถามชื่อเอาไว้ถามคุณยาย ถ้าคุณยายไม่รู้จักจะแจ้งตำรวจมาจับเสียเลย หึ ๆ

“อยากรู้เหรอ”

“เปล่าซะหน่อย”

“เปล่าแล้วถามทำไม” คนตัวโตยิ้มกริ่มเขาเริ่มสนุกที่ได้ต่อปากต่อคำ

“ก็บอกแล้วไงว่าจะได้บอกคุณยายถูก” ต้นกล้าบอกเสียงหงุดหงิด ยิ่งหันมาเจอสีหน้ากวนๆ ของคนตรงหน้า อารมณ์อยากเหวี่ยงอยากวีนยิ่งปะทุหนักขึ้นเป็นเท่าตัว

“เด็ดเดี่ยว” สองคำสั้น ๆ แต่น้ำเสียงฟังก็รู้ว่าเขาภูมิใจแค่ไหนกับชื่อตัวเอง

“หือ นี่ชื่อคนเหรอ”

“ใช่ บอกคุณยายนะว่าพี่เดี่ยวมาหา” พูดจบก็เดินออกไปอย่างสง่าผ่าเผย ไม่สนใจต้นกล้าที่กำลังเดือดปุด ๆ เพราะรู้เท่าทัน ว่าคนชอบกวนจะให้ต้นกล้าเรียกว่าพี่หน้าตาเฉย ‘บอกคุณยายนะว่าพี่เดี่ยวมาหา’ ใครมันจะไปเรียกพี่ลงวะ!



@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

อ่านแล้วไม่ขออะไรมากนะคะ ขอเม้นสักเม้นสองสามเม้นพอเป็นกระสาย  มันช่วยให้คนเขียนรู้สึกว่าไม่โดดเดี่ยวจนเกินไป ฮือๆๆ น่าสงสาร
 :katai4:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-10-2018 14:12:09 โดย AlittleStarWr »

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo
กรุ่นไอดิน กลิ่นไอรัก ตอนที่ 2 ฝากปลาย่าง

เป็นเช้าที่สดใสท่ามกลางความร่มรื่นของแมกไม้ที่ปลูกไว้รอบ ๆ ชาวบ้านต่างคงตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า เพราะได้นอนพักผ่อนมาอย่างเต็มที่ตลอดทั้งคืน ตื่นมาก็มีอากาศบริสุทธิ์ให้ได้สูดเข้าสู่ร่างกายเต็มปอด ผิดกับคนกลัวผีขี้ขึ้นสมองที่นั่งหวาดระแวงอยู่ทั้งคืน หลังจากชายหนุ่มผู้มาเยือนในความมืด พร้อมสายลมและเสียงหมาหอนกลับไปแล้ว หนุ่มน้อยหน้ามนคนหล่อหน้าใสหลานชายเจ้าของบ้าน ก็ไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้เลยตลอดคืน เพราะความหวาดระแวงกังวลใจในสิ่งลี้ลับ ที่จินตนาการไว้มันยังตามมาหลอกหลอน

ถามว่าเคยเห็นผีจริง ๆ สักครั้งบ้างหรือยังนั้น ต้นกล้าตอบได้ทันทีเลยว่า ไม่เคยแน่นอน! แล้วทำไมกลัว นั่นสิทำไมถึงกลัว? คำถามข้อนี้ต้นกล้าไม่สามารถให้คำตอบได้ กลัวก็คือกลัว มันฝังอยู่ในหัว มันจะมาอยู่ในห้วงความคิด และกัดกินหัวใจเสมอ เมื่อสถานที่และสถานการณ์แวดล้อมเป็นใจ ยิ่งมีความมืดเข้ามาเป็นหนึ่งตัวแปรสำคัญ แล้วตามมาด้วยเสียงหมาหอนโหยหวนตัวช่วยเร่งปฏิกิริยา ยิ่งเร้าใจให้สั่นกระตุกจนขวัญหนีดีฝ่อ เหมือนถูกผลักให้ตกลงสู่หลุมดำมืด ความหวาดกลัวเพิ่มเป็นทบเท่าทวี แล้วต้นกล้าจะทำอะไรได้นอกจากนั่งตัวสั่นอยู่อย่างนั้นทั้งคืน

ต้นกล้าเดินออกมาจากห้องนอนด้วยสภาพสะโหลสะเหลอิดโรย ใบหน้าสดใสกระจ่างตาที่ไอ้จ๋ามันชื่นชม ดูโทรมลงไปโข เพราะเจ้าตัวอดนอนมาเกือบทั้งคืน ขอบใต้ตาคู่นั้นดำคล้ำเป็นวงปานแพนด้าเข้าสิง ดวงตาโรยเหมือนจะหลับไม่หลับแหล่ แต่กระนั้นก็พยายามลืมตาขึ้นมองทางที่กำลังเดิน ต้นกล้าเพิ่งเผลอหลับไปตอนแสงแรกของวันโผล่มาให้เห็นรำไรอยู่ปลายทุ่ง วิสัยของคนกลัวผีก็เป็นเช่นนี้แล เชื่อว่าผีจะออกมาหลอกหลอนเฉพาะตอนกลางคืน มีความมืดนำทาง กลางวันจึงได้วางใจว่าไม่มีผีแน่ ๆ พอแสงอาทิตย์สาดส่องขอบฟ้า ต้นกล้าจึงผล็อยหลับไปทันที แต่นิทราแสนสุขอยู่ด้วยเพียงไม่นาน คนกลัวผีจนขี้หดตดหายพลันต้องสะดุ้งตื่น เพราะเสียงที่ชำแรกเข้ามาในโสตประสาท มันดังกังวานจนนอนต่อไม่ได้ ต้นกล้าหงุดหงิดพลิกกายไปมา แต่เหมือนบรรดาพี่โต้งทั้งหลาย ที่เป็นนาฬิกาปลุกจากธรรมชาติยังไม่พอใจ เหมือนจะรู้ว่ายังมีคนนอนอุตุอยู่ตรงนี้ พี่โต้งเหล่านั้นจึงต่างพร้อมใจประสานเสียงขันแข่งกันเป็นทอด จนดังระงมไปทั้งทุ่ง เช้านี้จึงเป็นวันใหม่ที่แสนโหดร้ายของต้นกล้าเสียจริง ๆ

พอเดินออกมาถึงมุมนั่งเล่นชานเรือน ต้นกล้าทรุดร่างร่อแร่ลงบนเก้าอี้หวายบุนวม ที่วางไว้มุมหนึ่งของชานบ้าน มุมนี้เป็นมุมโล่งสงบร่มรื่นใต้หลังคาสูง ลมพัดมาเอื่อย ๆ ให้รู้สึกเย็นสบาย พยายามปรือหนังตาหนักอึ้งขึ้นแล้วมองไปรอบบ้าน แต่ก็อยากยิ่งนักสำหรับคนอดนอนมาทั้งคืน ยิ่งมาเจอสายลมอ่อนเย็น ๆ ยามเช้า และอากาศที่สุดแสนจะสดชื่น ยิ่งยากจะฝืนหนังตาไม่ให้ปิดลง ตอนนี้คุณยายยังไม่กลับมาจากวัด ถ้าอย่างนั้นต้นกล้าจะนอนเล่นรอคุณยายตรงนี้ก็แล้วกัน

ไอ้จ๋าลงจากรถได้ก็เดินผิวปากอย่างอารมณ์ดี ตรงดิ่งไปถอดรองเท้าข้างบันไดขึ้นบ้านไปอย่างคุ้นเคย สองตาสอดส่ายไปมามองหาคน

“เอ หรือว่ายังไม่ตื่นวะ” มันบ่นแล้วทำท่าเดินย่องเบา เพราะจะได้ไม่เป็นการรบกวนหากลูกพี่ยังไม่ตื่น แต่ยังไม่ทันได้ไปเรียกถึงห้อง สายตาก็เหลือบไปเห็นคนเป็นลูกพี่นอนหลับอุตุ ดูท่าทางสบายอารมณ์อยู่บนเก้าอี้หวาย คิดว่าลูกพี่คงตื่นนานแล้วจนออกมานอนเล่นข้างนอกห้องแน่ ๆ ไอ้จ๋าไม่รอช้าตรงดิ่งเข้าไปหาทันที

“ทำไมมานอนตรงนี้วะเนี่ย” มันบ่นเบา ๆ เพราะเกรงเสียงจะดังรบกวนจนทำลูกพี่ตื่น แต่ก็ฉุกคิดได้ว่าตอนนี้มันตะวันสายโด่งแล้ว ไหนจะต้องไปรับคุณยายที่วัดอีก ลูกพี่จะไปด้วยหรือไม่นั้นมันเองก็ไม่รู้ คิดพลางเพ่งพิศใบหน้าหล่อเหลาที่ดูจิ้มลิ้ม..? น่ารัก...? ยามหลับยังเห็นความขาวใสมีออร่า ของใบหน้าที่รับและเข้ากันได้อย่างพอดีกับผมสีแดงเงางาม มันเป็นสีแดงที่ดูไม่จัดจ้านแสบจี๊ดจ๊าดน่าเกลียด ถ้าเป็นไอ้จ๋าทำออกมาแล้วจะดูดีแบบนี้บ้างไหมหนอ อยากหล่ออยากดูดีแบบลูกพี่ แต่พอคิดถึงผิวดำ ๆ หน้ากร้าน ๆ เกรียมแดดของตัวเอง ก็ให้เกิดความห่อเหี่ยวใจในบัดดล คิดสภาพตัวเองที่หน้าดำ ๆ แล้วหัวแดง ๆ คงหล่อพิลึกกึกกือ หล่อเกินมนุษย์มนาจนใคร ๆ คงอดยิ้มไม่ได้ ถ้ายิ้มเพราะปลื้มปริ่มในความหล่อไอ้จ๋ายังพอทน มันกลัวแต่ว่าคนจะยิ้มเพราะความตลกขบขันเสียมากกว่า คิดไปคิดมาก็ได้แต่ปลง และตัดใจจากการอยากให้ผมมีสี ดึงสติตัวเองกลับมาที่คนเป็นลูกพี่ แอบมองแล้วก็ได้แต่ชื่นชมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ให้กับความสมบูรณ์แบบไปทุกอย่างของลูกพี่ต้นกล้า ผู้เป็นต้นแบบของมันมาตลอด

ไอดอลของไอ้จ๋า

“ลูกพี่ครับ ลูกพี่” ไอ้จ๋าตัดสินใจปลุกต้นกล้า เพราะเห็นว่าสายโด่งจนตะวันแยงก้นแล้ว แต่คนโดนปลุกที่เพิ่งได้หลับจริง ๆ และกำลังหลับลึกจึงยังคงนิ่งไม่ไหวติงแม้มีเสียงรบกวน

“ลูกพี่กล้าครับ ลูกพี่ ๆ ” ไอ้จ๋าเรียกเสียงดังขึ้นเขย่าแขนลูกพี่เบา ๆ แต่ต้นกล้าเพียงแค่ส่งเสียงครางฮือ ๆ เคี้ยวปากหยับ ๆ แล้วหลับต่อ

“ลูกพี่ ไอ้จ๋าเองนะครับ ตื่นครับตื่นไปรับคุณยายที่วัดกัน”

“อือ” นอกจากจะไม่ยอมตื่นแล้ว ยังส่งเสียงออกมาอย่างรำคาญ และขยับตัวพลิกหนีไปอีกทางหันหลังให้ไอ้จ๋าเสียดื้อ ๆ

“อ้าว” ไอ้จ๋ามันตื่นเช้าทุกวันจนเป็นนิสัย เลยไม่เข้าใจว่าลูกพี่ของมันจะนอนกินบ้านกินเมืองหรือ ทำไมถึงได้ปลุกไม่ยอมตื่น มันลุกขึ้นชะโงกหน้าข้ามตัวไปส่องดูให้รู้ชัด ว่าคนเป็นลูกพี่นั้นหลับจริงหรือแค่แกล้งนอน

“ทำอะไรไอ้จ๋า” เฮือก! “ลูกพี่เดี่ยวมาเงียบ ๆ ตกใจหมดเลยครับ” จริงที่ไอ้จ๋าตกใจจนเนื้อเต้น สองมือยกขึ้นมาประสานทาบไว้กลางอกตรงตำแหน่งหัวใจ แกล้งทำเป็นมีจริตในแบบของมัน ซึ่งบอกเลยว่าเป็นอะไรที่น่าหมั่นไส้มาก พอเห็นว่าเป็นเด็ดเดี่ยวลูกพี่ที่มันรักและเคารพอีกคนจึงนั่งแปะลงที่เดิม

“เออ ฉันเอง ว่าแต่แกกำลังทำอะไรอยู่วะ”

“ก็ลูกพี่กล้านะสิครับปลุกไม่ยอมตื่นเลย นี่ไอ้จ๋าว่าจะชวนไปรับคุณยายที่วัดด้วยกัน” คนหลับรำคาญเสียงที่ดังอยู่ใกล้ๆ ขยับพลิกตัวกลับมานอนหงายเหมือนเดิม ขาสองข้างอ้าแบะออกอย่างเปิดเผย ส่งเสียงอืออาเหมือนรำคาญแต่ไม่ยอมตื่น

“ลูกพี่ครับ ลูกพี่”

“อือ อะไรกันนักกันหนาคนจะนอน งึ่ม ๆ ” คนตัวโตที่ยืนมองอยู่ได้แต่ส่ายหัว ทำสีหน้าเหมือนกำลังบอกไอ้จ๋าว่าไม่ได้เรื่อง!

“แบบนี้นี่นะจะมาอยู่ดูแลที่นี่แทนคุณยาย ท่าจะไม่ไหวล่ะมั้ง” ไอ้จ๋าละอยากเถียงแทนลูกพี่ใหญ่ แต่ก็เถียงไม่ออก “เดี๋ยวฉันจะไปรับคุณยายที่วัดให้เอง”

ลูกพี่รองนั้นออกไปนานแล้ว แต่ไอ้จ๋ายังไม่สามารถทำให้ลูกพี่ใหญ่ตื่นขึ้นมารับอรุณรุ่งที่สดใสได้ มันนั่งพับเพียบด้วยหมดปัญญาอยู่ข้างเก้าอี้หวายตัวยาว ที่ลูกพี่กำลังนอนหลับตาพริ้มอย่างแสนสุข ต้นกล้ากำลังนอนหลับอย่างสบายใจ แต่อีกไม่นานเขาจะสะดุ้งตื่น เพราะคนที่ไม่ได้อยู่ร่วมชะตากรรมเมื่อคืน กำลังจะใช้ไม้ตายขั้นสุดท้ายของมันมาปลุกลูกพี่จอมขี้เซา!

“ลูกพี่ครับ!”

“เฮ้ย!” ต้นกล้าสะดุ้งโหยงเมื่อไอ้จ๋ามันตะโกนเรียกสุดแรงเกิด ร่างสูงโปร่งกระเด้งขึ้นนั่งทันที กับเสียงราวลำโพงแตกของมัน “เกิดอะไรขึ้นวะ ใครตาย”

“เอ่อ ไม่มีใครตายครับลูกพี่” ไอ้จ๋ายิ้มแหยจนตาหยีหลังตอบคำถาม

“แล้วตะโกนทำไมตกอกตกใจหมด” ต้นกล้าเอ็ดคนเป็นลูกน้อง นั่งหอบเอามือคลำหน้าอกตรงที่มีก้อนเนื้อเต้นตุบ ๆ อยู่ข้างใน มันเต้นแรงมากจนกลัวจะกระเด้งหลุดออกมาข้างนอก

“ก็จ๋า เอ๊ยไอ้จ๋าเห็นว่ามันสายจนตะวันแยงก้นลูกพี่แล้วนี่ครับ เลยปลุก เดี๋ยวคุณยายก็กลับมาจากวัดแล้วนะครับ”

“ฮ้าว เออฉันยังง่วงอยู่เลยว่ะ แล้วคุณยายจะกลับยังไงวะ” ต้นกล้าอ้าปากกว้างหาวจนน้ำตาไหลซึมหางตา

“ก็ที่ไอ้จ๋าปลุกลูกพี่นี่ล่ะครับว่าจะชวนไปรับคุณยายด้วยกัน”

“เออ”

“อ้าวลูกพี่ ลูกพี่ครับ ลูกพี่” ไอ้จ๋ารนเมื่อเห็นต้นกล้าหลับตาเอนตัวลงนอนอีก มันเขย่าแขนขาว ๆ ของคนเป็นลูกพี่พร้อมกับละล่ำละลักถาม “ลูกพี่เป็นอะไรครับจะนอนอีกเหรอ ไม่สบายหรือเปล่าครับลูกพี่”

“ขอนอนต่ออีกนิดหนึ่งน่า” ต้นกล้าพึมพำบอกเสียงยานคางทั้งที่ยังหลับตา แต่ต้องกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งโดยพลันเมื่อนึกอะไรบางอย่างได้.. “ไอ้จ๋า!”

“ครับลูกพี่”

“ต้องไปรับคุณยายตอนไหนวะ”

“ตอนนี้ล่ะครับ แต่เราไม่ต้องไปครับมีคนไปรับแทนแล้ว”

“คนไปรับแทน ใครวะ”

“ลูกพี่เดี่ยวครับ” บอกคุณยายนะว่าพี่เดี่ยวมาหา ต้นกล้ากำลังจะถามว่าลูกพี่เดี่ยวเป็นใคร พลันเสียงหนึ่งดังขึ้นมาในหัว เลยนั่งมองหน้าไอ้จ๋าเงียบ ๆ “แล้วนี่ลูกพี่ยังจะนอนต่ออีกหรือครับ”

“เออสิ ง่วงจะตายอยู่แล้ว” ต้นกล้ายืนยันด้วยการเอนตัวลงนอน ท่าทางอย่างนี้กระตุ้นต่อมสงสัยของไอ้จ๋าได้ดีนัก

“อ้าวเมื่อคืนก็นอนทั้งคืนแล้วนี่ครับ”

“นอนที่ไหนกันฉันแทบไม่ได้นอนเลยนะ อย่ากวน”

“แล้วทำไมไม่นอนล่ะครับลูกพี่”

“ก็มันกลัวนี่ กลัวจนนอนไม่หลับเคยเป็นไหม” เสียงของต้นกล้าดังเพียงงึมงำจนไอ้จ๋าฟังไม่ได้ศัพท์มันเลยถามต่อ

“อะไรนะครับลูกพี่ ทำไมลูกพี่นอนไม่หลับนะครับ”

“ก็คนมันกะ...เฮ้ย!” ต้นกล้าเพิ่งนึกได้ว่าเกือบเผยความลับให้ไอ้จ๋าฟัง หนุ่มหล่อหัวแดงเด้งตัวลุกขึ้นนั่งอีกรอบจนไอ้จ๋าตกใจ จากที่นั่งยอง ๆ อยู่ข้าง ๆ เก้าอี้ยาว มันหงายหลังก้นจ้ำเบ้าขาชี้ฟ้าจนน่าขันให้ฟันหัก แต่ดีที่มันเอาแขนสองข้างยันด้านหลังได้ทันจึงรอด แต่ไอ้จ๋ามันก็คอไอ้จ๋า ท่าทางเปิ่น ๆ ของมันทำอะไรก็ตลกอยู่ดี

“อะไรอ่าครับลูกพี่ ลุกขึ้นมาปุบปับไอ้จ๋าตกใจหมด” ไอ้จ๋าว่าพลางเปลี่ยนท่ากลับมานั่งพับเพียบเรียบแต้แหมะลงกับพื้นข้างลูกพี่เหมือนเดิม

“เอ่อ..ไม่มีอะไร แค่แปลกที่เลยนอนไม่ค่อยหลับ”

“เหรอครับ” มันพยักหน้าท่าทางบ่งบอกว่าเข้าใจ “ถ้าอย่างนั้นลูกพี่ไปอาบน้ำอาบท่าก่อนดีไหมครับจะได้สดชื่น เดี๋ยวไอ้จ๋าจะไปเตรียมสำรับกับข้าวไว้รอ” ไอ้จ๋าพาซื่อแนะนำลูกพี่ให้ไปอาบน้ำ โดยที่ไม่รู้ว่าทั้งคืนจนถึงบัดนี้ คนเป็นลูกพี่นั้นยังนอนได้ไม่ถึงสองชั่วโมงเลยด้วยซ้ำ

“เออ” ตอบได้เท่านั้นก่อนจะเดินเข้าห้องเพื่ออาบน้ำ ตามที่ไอ้คนเป็นลูกน้องมันแนะนำ ตอนนี้หัวสมองของเขามันทำงานช้าไปหมด คิดอะไรไม่ออก ไม่อยากต่อปากต่อคำกับไอ้จ๋า เพราะกลัวว่าจะเบลอจนเผลอเผยความลับให้มันรู้ ถ้ามันรู้ต้นกล้าต้องเสียฟอร์มมากแน่ ๆ จึงยอมไม่ได้เด็ดขาด ต้นกล้าเป็นลูกพี่จะยอมให้ไอ้จ๋ารู้จุดอ่อนได้อย่างไร!

อาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อย ต้นกล้าให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้าง เปิดประตูก้าวออกมาหน้าห้อง ได้ยินเสียงคนคุยกันดังมาแว่ว ๆ เสียงหัวเราะดังประสานกันตามมา หนึ่งในนั้นเป็นเสียงที่ต้นกล้าคุ้นเคยดี

“คุณยายครับ” เสียงเรียกลากยาวอย่างดีใจของต้นกล้าดังขึ้น ตามมาด้วยร่างที่โถมเข้ากอดหญิงชราอย่างรักใคร่คิดถึง

“เจ้ากล้า” ต้นกล้าหอมแก้มซ้ายแก้มขวาของหญิงชราแล้วกอดนางเอาไว้แน่น เพื่อออดอ้อนตามประสาหลานคนเดียว และเป็นหลานคนโปรด คุณยายตบหลังแล้วลูบเบา ๆ เอ็นดู

“กล้าคิดถึงคุณยายจังเลยครับ”

“ไม่ต้องมาอ้อนเลยเรา เป็นยังไงบ้างหลับสบายไหมเมื่อคืน” คุณยายดักคออย่างรู้ทันพลางผลักหลานออก คนถูกถามหุบยิ้มแทบไม่ทัน

“หลับสบายครับคุณยาย บรรยากาศดี้ดี อากาศก็ดีกว่ากรุงเทพเยอะเลยครับ” คำตอบที่สวนทางกับความจริงเพื่อเอาใจคุณยายเท่านั้น ต้นกล้าตอบแล้วเหลือบไปเห็นอีกคน ที่นั่งมองนิ่ง ๆ จากเก้าอี้ตัวตรงข้าม

เฮ้ยมาได้ไง! เกือบไปแล้ว ต้นกล้าเกือบสะดุ้งเมื่อเห็นใบหน้าคมคร้ามที่เขาจำได้ว่าเจอเมื่อคืน ดีที่เก็บอาการได้ทัน

“คุณ”

“เป็นอะไรหรือเจ้ากล้า ทำไมมองพี่เขาอย่างนั้นรู้จักกันแล้วใช่ไหม”

“เอ่อ เปล่าเป็นอะไรครับคุณยายแล้วกล้าก็ไม่..”

“เมื่อคืนผมแวะมาเลยเจอน้องแล้วครับคุณยาย” พูดตัดหน้ากันไม่พอยังมาขี้ตู่เรียกต้นกล้าว่าน้อง พูดแล้วก็ตีหน้าใสซื่อนั่งนิ่ง ไม่รับรู้ถึงสายตาขุ่นขวางจิกกัดที่จ้องมอง กระนั้นต้นกล้าก็ยังสังเกตเห็นล่ะนะ ว่าคิ้วเข้มข้างหนึ่งของเขาคนนั้นขยับขึ้นอย่างกวนอารมณ์

ฮึ่ย ต้นกล้าเจ็บใจ!

“เหรอพ่อเดี่ยว ดีแล้วล่ะยายขอบใจนะที่แวะเข้ามา” คุณยายผู้ไม่รู้ถึงความไม่พอใจของหลานชาย เอ่ยขอบใจเสียยกใหญ่ นางยิ้มอ่อนโยนก่อนจะพูดบางอย่าง ที่ทำให้ต้นกล้ารีบหันไปมองคุณยายคอแทบเคล็ด “ถ้าอย่างนั้นยายถือโอกาสฝากน้องด้วยนะพ่อเดี่ยว”

โอ้ว! ต้นกล้าตาโตคิดว่าตัวเองคงฟังผิด แต่ทำไมเสียงคุณยายยังเจื้อยแจ้วอยู่ในแนวเดิม

“อีกไม่กี่วันพ่อกับแม่เจ้ากล้าจะมารับยายไปกรุงเทพแล้ว ถ้าไม่เห็นว่าจะพาไปหามดหาหมอยายก็ไม่ไปหรอก เขาบอกหมอทางนั้นเก่ง เป็นหมอเฉพาะทางเฉพาะที่อะไรของเขานี่แหละ” โธ่คุณยาย! หลานชายหัวแก้วหัวแหวนคนเดียว อย่าเที่ยวเอาไปฝากใครต่อใครอย่างนี้สิครับ! ต้นกล้าทำได้เพียงโอดครวญร่ำร้องในใจ แต่เพราะแย้งคุณยายไม่ได้ เลยได้แต่จิกตามองคนรับฝากที่นั่งทำหน้าระรื่น

“ครับคุณยายไม่ต้องห่วงทางนี้นะครับ ผมจะช่วยดูให้อีกแรง” นั่นก็รับคำหน้าตาเฉย แต่ทำไมไม่มีใครถามต้นกล้าสักคำ ว่าต้องการแบบนี้หรือเปล่า ยิ่งคนตัวโตเน้นคำว่า “ดู” แล้วปรายตามอง ยิ่งทำให้ต้นกล้าไม่พอใจมากกว่าเก่า แต่ก็นั่นแหละ ถึงจะไม่พอใจต้นกล้าก็ทำได้แค่หน้านิ่งเหมือนไม่มีความเห็นขัดแย้ง

“ยายไม่อยู่มีอะไรก็ปรึกษา มีปัญหาก็ถามพี่เดี่ยวเขานะเจ้ากล้า”

“คะ ครับ” ต้นกล้ารับคำเสียงเบาไม่กล้าสบตาคุณยาย เพราะเขาไม่คิดจะญาติดีกับคนขี้ตู่ที่มาเรียกเขาว่าน้องหน้าตาเฉยนั่นอยู่แล้ว

“ลูกพี่ครับ ไอ้จ๋ามาแล้ว” เสียงไอ้จ๋าดังขึ้นก่อนตัวจะมาถึง ทำให้ทุกคนหันไปมองที่มันกันหมดอย่างพร้อมเพรียง “อะ อ้าวคุณยายมาแล้วเหรอครับ ลูกพี่เดี่ยวก็อยู่เหรอนี่ แหะ ๆ ” ไอ้จ๋าหัวเราะเสียงแห้ง เพิ่งเห็นว่าทุกคนนั่งหน้าสลอนอยู่ด้วยกันหมด และมองมาที่มันเป็นตาเดียว โดยเฉพาะสายตาพิฆาตของคุณยายที่มองราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

“ตะโกนซะลั่นบ้านเลยนะจ๋า อยู่กันแค่นี้เอง”

“ก็แหม จ๋านึกว่าคุณยายยังไม่กลับจากวัดนี่ครับ” ไอ้จ๋าแก้ตัวเสียงอ่อยแถมยังทำตาละห้อยจนคุณยายนึกขำ “นึกว่าลูกพี่เดี่ยวยังไม่พามาซะอีก”

“แล้วแกทำไมไม่ไปรับฉัน นั่นมันหน้าที่แกไม่ใช่เรอะ”

“ไอ้จ๋าขอโทษครับ แต่ไอ้จ๋าไม่ได้ตื่นสาย ไม่ได้จะไม่ไปรับคุณยายนะครับ ไอ้จ๋าแค่...” ไอ้จ๋าบอกได้เพียงเท่านั้นก็ไปต่อไม่เป็น มันได้แต่อ้ำอึ้งแล้วหันไปหาลูกพี่ใหญ่อย่างต้นกล้า เพื่อหวังจะให้ช่วย แต่คนเป็นลูกพี่ใหญ่กลับมองเมินไปทางอื่น แบบนี้ไอ้จ๋าตายแน่ตายแน่ไอ้จ๋า มันแทบจะร้องออกมาเป็นเพลงได้ เมื่อคิดว่าต้องโดนคุณยายดุแน่งานนี้

“เอาล่ะ ๆ แล้วนั่นหอบอะไรมาเยอะแยะ”

“อ๋อ อาหารเช้าครับ ไอ้จ๋าไปเอามาจากบ้านแม่ทำไว้ มีน้ำพริกปลาทูของชอบคุณยายด้วยครับ เดี๋ยวไอ้จ๋าไปเตรียมให้ก่อน” ไอ้จ๋าเอาใจเพื่อจะได้ไม่ต้องโดนดุ หลังจากลูกพี่ต้นกล้าของมันเข้าห้องไปอาบน้ำ มันก็รีบลงเรือนวิ่งกลับบ้านเพื่อเตรียมสำรับกับข้าวอย่างรู้หน้าที่

มีต่อนะจ๊ะ.. :mew3:

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo
.....

แขกไม่ได้รับเชิญที่ร่วมวงกินข้าว ไม่ได้สร้างความพึงใจให้แม้แต่น้อย นิดเดียวก็ไม่มี แต่ต้นกล้าทำได้เพียงเงียบแล้วแอบมองเขม่น คนที่ยิ่งมองยิ่งเห็นออร่าหล่อเหลาคมคาย ผิวสีน้ำผึ้งเข้ม ๆ หรือที่เรียกกันง่าย ๆ ว่าสีแทนนั่น ยิ่งทำให้คนคนนี้ดูดีมีเสน่ห์เข้าไปใหญ่ ผิดกับผิวขาว ๆ ของต้นกล้า ที่ถึงแม้ว่ามันจะดูเนียนใส แต่ตอนนี้เจ้าตัวชักไม่ค่อยพอใจนัก เพราะผิวแทนมันดูเป็นลูกผู้ชายแมน ๆ มากกว่า ต้นกล้าได้ความขาวมาจากทางพ่อที่มีเชื้อสายจีน แต่ก็ไม่ได้ขาวซีดจนไม่น่ามอง เพราะเชื้อจากทางแม่ก็แรงดีอยู่พอตัว

คุณยายดูจะชอบอกชอบใจเป็นพิเศษ พูดคุยจ้อถูกคอไม่หยุด บางทีต้นกล้าต้องหันไปมองไอ้จ๋าตาปริบ ๆ คุยเรื่องนั้นเรื่องนี้จนนึกว่าลืมหลานชายตัวเองไปแล้ว ต้นกล้าให้รู้สึกขวางหูขวางตาเด็ดเดี่ยวยิ่งกว่าเก่าเป็นกองเท่าตัว

“เข้าใจไหมเจ้ากล้า” มัวแต่คิดหมั่นไส้แขกไม่ได้รับเชิญ เลยไม่ได้ฟังเรื่องที่ทั้งสองคุยกันบ้าง พอคุณยายหันมาถาม เจ้าหลานหัวแก้วหัวแหวนจึงไม่รู้เรื่องและไม่รู้จะตอบยังไง

“อะ เอ่อ อ๋อ เข้าใจครับคุณยาย”

“งั้นก็ดีแล้ว อย่างนี้ยายก็ค่อยเบาใจได้หน่อย มีอะไรก็ถามพี่เขาให้พี่เขาสอนงานให้ แล้วอย่าดื้อล่ะ ยายฝากเจ้ากล้าด้วยนะพ่อเดี่ยว”

“หา คุณยายว่าอะไรนะครับ!” ดูจากการที่คุณยายพูดไปยิ้มไปก็รู้ว่าคงพอใจไม่น้อย ที่ได้ฝากฝังหลายชายตัวดีกับคนที่ไว้ใจได้ แต่คนเป็นหลานนี่สิแทบจะตีลังกากลับหลัง

“นี่ฟังยายพูดบ้างไหม ไม่รู้ล่ะยังไงก็รับปากยายแล้วนะ ว่าจะเชื่อฟังพี่เขาตอนที่ยายไม่อยู่ ยายให้ไปเรียนรู้งานกับพี่เขา มีอะไรไม่รู้ไม่เข้าใจก็ถามพี่เดี่ยวเขาเอาเข้าใจไหม”

เชื่อฟัง! เชื่อฟัง! รับปากยายแล้วให้ต้นกล้าเชื่อฟัง..พี่เขา! พี่เขาไม่ใช่พี่เรา ปัดโธ่! ให้ต้นกล้าเชื่อฟังคนคนนี้นี่นะ คุณยายคิดอะไรอยู่ต้นกล้าอยากรู้นัก

“เอ่อ แต่คุณยายครับกล้าว่า..”

“ว่าอะไร พี่เขาเก่งงานให้พี่เขาช่วยดูแลให้อีกแรงยายถึงจะสบายใจ”

“กล้าเกรงใจเขานี่ครับ”

“เขาไหนกัน ยายขอสั่งให้เรียกพี่เขาว่าพี่เดี่ยวเดี๋ยวนี้เลย” คุณยายยิ้มเหมือนกำลังสนุก แต่สายตากลับดุและมองอย่างรู้เท่าทัน ว่าต้นกล้าต้องดื้อไม่ยอมทำตาม “ดีไหมพ่อเดี่ยว”

“ดีครับคุณยาย” ตอบหน้าระรื่น! นี่คงอยากให้เขาเรียกพี่จนตัวสั่น คอยดูเถอะอย่าให้ถึงทีเราก็แล้วกัน! ต้นกล้าขมุบขมิบปากล้อเลียนคำพูดเด็ดเดี่ยว นึกเข่นเขี้ยวอยู่ในใจ ดวงตาดำขลับกลมโตมองชายหนุ่มเจ้าของร่างใหญ่จนตาเขียวปัด คนถูกมองก็ใช่จะไม่รู้ตัว แต่ก็ทำเพียงแค่ยิ้มกริ่มรับกวน ๆ รู้ว่าคนตัวเล็กกว่าไม่ชอบใจสักนิด ที่ต้องเรียกว่าพี่

“เรียกลูกพี่เดี่ยวเหมือนไอ้จ๋าก็ได้ครับลูกพี่กล้า” ไอ้จ๋าที่เงียบเป็นตัวประกอบอยู่นานเสริมขึ้น นั่นยิ่งทำให้ต้นกล้าขัดใจจนอยากขบหัวมันสักที เกือบชักสีหน้าไม่พอใจไปแล้ว ดีที่เหลือบไปเห็นคุณยายกำลังมองมาที่ตัวเองเข้าเสียก่อน จึงได้แต่ถีบขาไอ้จ๋าอยู่ใต้โต๊ะกินข้าว กระนั้นมันยังส่งยิ้มกว้างทำหน้าทะเล้นให้หน้าตาเฉย

” จากนี้ไปต้องเรียกพี่เขาว่าพี่เดี่ยวเท่านั้นเข้าใจไหมเจ้ากล้า เพราะคนกันเองทั้งนั้น จริงไหมลูก” คุณยายประไพศรีกำชับต้นกล้าเสียงเข้ม แล้วหันไปเออออกับเด็ดเดี่ยวเสียงนุ่ม ชายหนุ่มก็ยิ้มกว้างพยักหน้ารับเป็นมั่นเหมาะ

” ครับ” ตอบรับคำเดียวด้วยเสียงหนักแน่นให้คุณยายได้มั่นใจ แต่ยังไม่พอเท่านั้นหรอกนะ เพราะเด็ดเดี่ยวยังหันมายักคิ้วหลิ่วตา แสยะยิ้มอย่างเป็นต่อให้ต้นกล้า ตอนคุณยายหันไปสนใจน้ำพริกปลาทูอาหารจานโปรด ต้นกล้าทำได้แค่แอบหงุดหงิด จนด้วยข้อโต้แย้งใด ๆ ต่อคุณยาย เขาผิดเองที่ไม่ตั้งใจฟังทั้งสองคุยกัน เลยดันไปเผลอตกปากรับคำเสียอย่างนั้น

ต้นกล้าให้เกิดความสงสัย ว่าชายหนุ่มคนนี้มีอะไรมาคุยนักหนา เพราะเขาเองก็อยากจะอยู่กับคุณยายสองคนบ้าง อยากกอดอยากออดอ้อนคุณยายให้หายคิดถึง แต่ไม่อยากให้บุคคลที่สามมีส่วนร่วม นั่งมองนั่งคิดเลยพาลหงุดหงิดขัดใจ สายตามองคุณยายกับผู้ชายตัวโตคนนั้นนั่งคุยกันอย่างออกรส คุยเรื่องนั้นแล้วก็คุยเรื่องนี้มากมายจนต้นกล้าจำไม่หมด โดยเฉพาะเรื่องเรือกสวนไร่นา ราคาสินค้าเกษตร ปุ๋ย ยา หญ้า วัชพืช การขนส่ง ตลาด อ้อย น้ำตาล พ่อค้า แม่ค้า มันสำปะหลัง แรงงาน ยา ปุ๋ย คนงาน น้ำ ฝน ฟ้า อากาศ หน้าแล้ง หน้าฝน หน้าร้อน หน้าหนาว ควาย ราคาน้ำมัน รถไถ อ้อย มันสำปะหลัง รถอีแต๋น ปุ๋ย ยา ราคาที่ดิน

โอ๊ย! ต้นกล้าปวดหัว คุยกันเรื่องที่เขาไม่เข้าใจไม่พอ ยังมีการหันมาถามความเห็นด้วย คนหล่อจากเมืองกรุงก็ได้แต่เออออห่อหมกกับคุณยายไปบ้าง ทั้งที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วยสักนิด ยิ่งเห็นอีตาแขกไม่ได้รับเชิญ ส่งสายตาเหมือนท้าทายแกมดูถูกมาให้ยิ่งเจ็บใจ เพราะต้นกล้าไม่รู้จะตอบคุณยายไปว่าอย่างไร พอตอบไม่ได้คุณยายก็แค่ยิ้มเอ็นดู และกำชับให้ต้นกล้าปรึกษา’ พี่เดี่ยว’ หากมีปัญหา แต่อีตาพี่เดี่ยวนี่ทำไมเหมือนจะเยาะเย้ย อย่างกับว่าตัวเองเหนือกว่าอยู่ตลอดเวลาอย่างนั้นวะ!

‘คุณยายนะคุณยายอะไร ๆ ก็พี่เดี่ยว ๆ ต้นกล้าล่ะนึกหมั่นไส้จริง ๆ เชียวคุณยายใครวะ!

ต้นกล้าจะไม่ทน

“ไปไหนเจ้ากล้า” ใจต้นกล้าอยากตอบว่า จะไปให้พ้นหน้าใครบางคนที่มองมาแล้วทำให้หงุดหงิด แต่ความเป็นจริงนะหรือ

“เอ่อ กล้าจะไปเดินเล่นดูสวนแถวนี้สักหน่อยครับคุณยาย สูดอากาศครับ”

“เหรอ งั้นให้พี่เดี่ยวเขาไปเป็นเพื่อนสิ ยายจะได้เอนหลังสักหน่อย พ่อเดี่ยววันนี้ว่างทั้งวันใช่ไหมลูก”

“ว่างครับ คุณยายพักผ่อนเถอะครับเดี๋ยวผมดูแลน้องเอง” เด็ดเดี่ยวบอกเสียงอ่อนแต่นัยน์ตากลับวาวโรจน์ เมื่อเหลือบไปเห็นต้นกล้าจีบปากจีบคอพูดไม่มีเสียง ล้อเลียนคำพูดที่เขาบอกคุณยาย คนล้อเลียนยังทำท่าเหมือนอาเจียนออกมา ตอนพูดถึงคำว่าน้อง คุณยายไม่เห็นเพราะหันหลังให้ แต่เด็ดเดี่ยวนั้นเห็นเต็ม ๆ

“ให้ผมพาคุณยายขึ้นบ้านก่อนนะครับ” ต้นกล้าเห็นเด็ดเดี่ยวประคองคุณยาย กลัวน้อยหน้าเลยรีบวิ่งเข้าแทรกกลาง เนียนปัดมือใหญ่ออกจากตัวคุณยายเหมือนไม่ได้ตั้งใจ

“กล้าพาไปนะครับคุณยาย ปะเดินครับเดิน” บอกแล้วหันกลับไปยิ้มเยาะคนที่ยืนนิ่งอยู่ข้างหลัง เหมือนจะบอกว่าคิดจะเอาหน้าคนเดียวล่ะไม่มีทาง! เด็ดเดี่ยวยิ้มพลางส่ายหน้าเบา ๆ ความรู้สึกเอ็นดูเบ่งบานขึ้นในใจ

หือ? เขานี่นะรู้สึกเอ็นดูหลานชายคุณยาย บ้าไปแล้วไอ้เดี่ยว!

ส่งคุณยายยังมุมโปรด แล้วแอบย่องลงบันไดเดินหลบไปทางหลังบ้าน เลี่ยงคนที่รออยู่ศาลาหน้าบ้านได้อย่างหวุดหวิด เรื่องอะไรจะยอมให้คนคนนั้นตามมาสร้างความรำคาญใจให้ล่ะ ไม่มีทางหรอก!

ต้นกล้าชมสวนชมนกชมไม้ไปเรื่อยเปื่อย อารมณ์ดีจนผิวปากฮัมเพลงเบา ๆ เดินให้สายลมอ่อนโลมไล้ผิวหน้าเล่น จนมาถึงลานข้าวเก่าที่มีฟางกองสุมไว้ไม่มาก อีกมุมของลานมีกอไผ่กอใหญ่ให้ร่มเงา และนั่น! ลานใต้กอไผ่ เปลญวนผูกโยงไว้แกว่งไกวเบา ๆ ไปกับสายลม เหมือนกำลังกวักมือเรียกให้คนอดนอนเข้าไปเอนกายลงตรงนั้น

ต้นกล้าเหมือนต้องมนต์สะกดของเปลญวนและสายลม สองขาเดินลิ่วไปยังเปลน้อย จับสะบัดสองสามครั้งแล้วเหนี่ยวตัวขึ้นนอน เปลน้อยไกวตามน้ำหนัก ลมเย็นหอบเอาความหอมสดชื่นจากไอดินกลิ่นท้องทุ่ง คละเคล้ากลิ่นหญ้าอ่อนและฟางแห้ง หอมละมุนในแบบที่คนเมืองไม่เคยสัมผัส เป็นกลิ่นหอมของธรรมชาติ ที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ เสียงลมพัดใบไผ่เป็นทำนองเพลงหวานหูขับกล่อม เวลาผ่านไปไม่นานคนหิวกระหายการนอน ก็จมดิ่งสู่ห้วงลึกของนิทรา

รอจนเบื่อไม่เห็นคนไปส่งคุณยายลงเรือนมาสักที เด็ดเดี่ยวชะเง้อมองบนบ้านก็แล้ว มองหาตามใต้ถุนบ้านก็แล้ว แต่ไม่มีวี่แววของต้นกล้า รู้สึกว่าบ้านเงียบ ๆ คิดว่าคนไปส่งคุณยาย คงแอบหนีไปเดินเล่นคนเดียวแล้วกระมัง ชายหนุ่มนึกขำพฤติกรรมแสนเด็ก ปากบางแต่ได้รูปหยักสวยยกยิ้มน้อย ๆ อันเป็นเสน่ห์ที่สาว ๆ เห็นแล้วแทบละลายไปทั้งตำบล ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าหนุ่มน้อยจากเมืองกรุงไม่ชอบหน้า แค่เขาไม่รู้ว่าเหตุผลมันคืออะไร แต่เอาเถอะ เด็ดเดี่ยวจะทำเป็นไม่สนใจก็แล้วกัน ในเมื่อคุณยายฝากฝังเจ้าหลานหัวแก้วหัวแหวนให้เขาช่วยดูแล เขาก็จะช่วยดูแลให้อย่างดีที่สุด คิดเสียว่าเห็นแก่คุณยายประไพศรีที่รักและเคารพก็แล้วกัน

สองขายาวก้าวไปทางหลังบ้าน ซึ่งเป็นทางออกไปสู่สวนที่มีทั้งผักสวนครัว และผลไม้หลายชนิดปลูกไว้ ถัดจากสวนไปเป็นทุ่งนาหลายร้อยไร่ของคุณยาย คิดว่าต้นกล้าคงออกมาทางนี้ ถ้าต้องการหลบหน้า

เด็ดเดี่ยวเป็นชายหนุ่มหน้าตาดีหล่อคมคายแบบไทยแท้ ตัวสูงใหญ่เกือบร้อยเก้าสิบเซนติเมตร รูปร่างดูมาดแมนสมส่วนไปทุกส่วนสัด ด้วยเรือนร่างสมชายชาตรี ที่อัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อจากการออกกำลังกาย และกรำงานไร่งานนามาตลอด ผิวสีน้ำผึ้งเข้มจากการทำงานกลางแจ้ง ยิ่งขับให้เจ้าตัวมีเสน่ห์ที่ดูลึกล้ำ จนสาวน้อยสาวใหญ่ทั้งตำบลและอำเภอ ลามไปถึงจังหวัดหลงใหลใฝ่ฝันหา ทุกอย่างที่ประกอบเป็นเขา เด็ดเดี่ยว ตรัยรัตนา ลูกชายคนเดียวของกำนันอาจหาญ ตรัยรัตนา ช่างสมบูรณ์แบบลงตัว เกินหน้าเกินตาหนุ่มบ้านนาธรรมดาทั่วไป

เด็ดเดี่ยวเดินลัดเลาะมาตามสวน กำลังจะโผล่พ้นหัวทุ่งและเลี้ยวลงนา แต่ตาดันเหลือบไปเห็นใครบางคนนอนสบายอยู่บนเปลญวนใต้ร่มไผ่เข้าเสียก่อน เขาสาวเท้าเข้าไปหาเงียบ ๆ ยืนกอดอกพินิจมองใบหน้าเนียนผ่อง ล้อมกรอบด้วยผมสั้นสีแดง ส่งให้ผิวแก้มขาวใสดูน่ามองยิ่งขึ้น คนที่หลับอยู่บนเปลถึงจะเป็นผู้ชาย แต่ผิวหน้าใสกว่าหน้าของนกแก้วสาวสวยประจำหมู่บ้าน ที่ครองตำแหน่งเทพีปั้นข้าวเหนียว จากงานประจำปีของตำบลปีนี้เสียอีก!

เขามองเพลินจนลืมว่าที่กำลังมองอยู่นั้น คือ ผู้ชาย! ไม่เคยมองผู้ชายคนไหนแบบละเอียดถี่ถ้วนอย่างนี้มาก่อน คิ้วเข้มพอประมาณแต่โก่งสวยได้รูป เปลือกตาปิดสนิทประดับด้วยขนตางอนดกหนา ทำให้คิดถึงดวงตาดำขลับกลมโตดูมีเสน่ห์ จนสามารถสะกดคนที่ได้สบตา ให้เผลอจ้องมองเพลิน อันนี้เคยเกิดขึ้นกับเด็ดเดี่ยวมาแล้ว แต่เขาไม่รู้ตัว เพราะมักจะถูกจิกมองขวาง ๆ เหมือนไม่พอใจ จมูกรั้นคมเป็นสันพอดีกับดั้งโด่งสวย เสริมให้ใบหน้าใสดูสะดุดตา รับกับริมฝีปากอิ่มหยักเป็นกระจับสีชมพูเกือบแดง

พอไล่สายตามาถึงริมฝีปากของคนหลับ เด็ดเดี่ยวก็เผลอเม้มปากเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว เห็นแล้วให้นึกมันเขี้ยวขึ้นมาเสียเฉย ๆ ยิ่งนึกถึงยามเจ้าของปากสวยอ้าปากพูด หรือแย้มยิ้มยิ่งเพลิน ในหัวมีคำเพียงคำเดียวเดียวลอยไปลอยมา

น่ากัด!

หือ? ถึงตรงนี้เด็ดเดี่ยวสะดุดกับความคิดประหลาด ๆ ที่เกิดขึ้นในหัว บ้าไปแล้ว!

สองเท้าย่องเข้าประชิดเปลญวนโน้มตัวลงดูใกล้ ๆ ยิ่งก้มเข้ามาใกล้ก็ยิ่งได้เห็น ความหล่อนำความน่ารัก ผิวพรรณผ่องใสจนน่าสัมผัส ความน่าชัง น่าหยิก น่าแกล้ง น่าหยิกน่าหยอก มารวมไว้ที่นี่ทั้งหมด คนแอบดูยิ้มน้อย ๆ ยามพิศใบหน้านวล เด็ดเดี่ยวไม่เคยมองว่าผู้ชายคนไหนน่ารักอย่างนี้มาก่อน แพขนตาเริ่มขยับกะพริบปริบ ๆ แต่ชายหนุ่มก็ยังอยู่ในท่าเดิม โน้มตัวลงจนใบหน้าคมอยู่เหนือใบหน้าใส เปลือกตาคู่นั้นกะพริบปริบ ๆ อีกสองสามครั้ง แล้วในที่สุดเจ้าตัวก็ลืมตาขึ้นเต็มตื่น เผยให้คนมองได้เห็นนัยน์ตาสีดำขลับแวววาวปานลูกแก้วใส

“เฮ้ย!!” ต้นกล้าตกใจแล้วเผลอเด้งตัวขึ้นจากเปล และนั่น

“โอ๊ย! / โอ๊ย!” เสียงร้องเพราะความเจ็บของทั้งสองดังขึ้นพร้อมกัน เพราะการเด้งตัวลุกขึ้นอย่างทันทีทันใดของคนบนเปล ทำให้หัวแข็ง ๆ ชนเข้ากับครึ่งปากครึ่งจมูกของคนที่กำลังก้มลงมาหาเข้าอย่างจัง

“ทำบ้าอะไรเนี่ย”

“..” เด็ดเดี่ยวยืนเอามือกุมปากกุมจมูกไว้ ทำท่าทางอึกอักแต่พูดตอบไม่ได้ เพราะโดนหัวแข็ง ๆ ของต้นกล้ากระแทกเข้าเต็ม ๆ เจ็บจนน้ำตาเล็ด

“บอกมาเดี๋ยวนี้นะกำลังจะทำอะไร” คนถูกถามส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน

“เฮ้ย ละ เลือด!” ต้นกล้าชี้มือสั่น ๆ ไปที่หน้าเด็ดเดี่ยว “เป็นอะไรคุณ เลือดคุณออกเต็มเลย” ความบาดหมางที่ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนไหน ถูกลืมไปชั่วคราว คนถูกถามเอามือออกจากจมูกมาดู ไม่ได้ตกใจกับเลือดที่เต็มฝ่ามือไปหมด แต่คนที่ยืนดูทำหน้าสยดสยองแทน แล้วยังเผลอชะเง้อคอมองตามเหมือนเป็นห่วง

“นี่คุณเป็นอะไรมากหรือเปล่าเอานี่ปิดไว้ก่อน เดี๋ยวไปเอาน้ำแข็งที่บ้านประคบเลือดก็หยุดไหล เร็ว ๆ สิปิดไว้แล้วตามมา” ต้นกล้าล้วงผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋ากางเกงออกมา เอื้อมมือรั้งคอคนตัวสูงกดท้ายทอยให้ก้มลง เอาผ้าเช็ดหน้าซับเลือดให้ไม่พอ ยังโปะผ้าผืนน้อยวางไว้บนจมูกห้ามเลือกให้ด้วย เด็ดเดี่ยวมองการกระทำอย่างมีน้ำใจของต้นกล้าเงียบ ๆ ทั้งที่ตอนแรกต้นกล้ายังมีท่าทีไม่ชอบเขาอยู่เลย แต่ตอนนี้พอเห็นได้รับบาดเจ็บจนเลือดออก กลับมีน้ำใจช่วยเหลือ เขาเอาผ้าที่ปิดจมูกมาดู แล้วมองหน้าตาน่ารักของคนตรงหน้าสลับกัน

“เอ้า อะไรอีกละเอาผ้าออกทำไมปิดไว้สิ”

“...”

“ยังอีกยังจะมองหน้าอีก เลือดไหลออกมาแล้วนั่นเห็นไหม ปิด ๆ ”

“อุ๊บ!” เด็ดเดี่ยวพูดไม่ออก เมื่อผ้าถูกต้นกล้าดันกลับมาปิดปากปิดจมูกเหมือนเดิม แต่เขาก็เอาผ้าออกอีก

“อ้าว เอาออกอีกแล้ว เลือดยังไม่หยุดไหลเลยทำไมดื้อจังวะ”

“ก็มันหายใจไม่ออกนี่” ตอบอู้อี้เพราะเอานิ้วบีบจมูกตัวเองไว้แทน

“เออ ตามใจละกัน” แล้วหันหลังเดินกลับเรือนไปเลย

“อ้าว เดี๋ยวสิ” เด็ดเดี่ยววิ่งไปขวางหน้าต้นกล้าไม่ยอมปล่อยไปง่าย ๆ “ทำคนอื่นเจ็บจนเลือดออกแล้วจะเดินหนีไปง่าย ๆ อย่างนี้เหรอ”

“ใครทำอะไร มันเป็นอุบัติเหตุต่างหาก” ปฏิเสธหน้าตาย เชิดเข้าไว้ ต้นกล้าบอกตัวเอง

“อุบัติเหตุอะไร นี่แกล้งกันชัด ๆ เลือดตกยางออกถึงขนาดนี้”

“ก็ใครใช้ให้ก้มมาใกล้เราขนาดนั้นล่ะ” เมินแล้วเดินเลี่ยงไป ต้นกล้าจะไม่มีวันยอมรับความผิดไม่ได้ตั้งใจนี้เด็ดขาด

“ไม่ได้อยากใกล้หรอกนะ แค่จะดูหน้าคนขี้เกียจให้ชัด ๆ ” น้ำเสียงของเด็ดเดี่ยวเหมือนพูดเปรยออกมา แต่คนฟังกลับรู้สึกเหมือนถูกสบประมาท

“ใครขี้เกียจกันแน่วัน ๆ ไม่เห็นทำอะไรนอกจากมาอยู่บ้านคนอื่นทั้งวัน”

“มาคุยธุระแล้วก็ได้รับการฝากฝังให้ดูแลเด็กดื้อไง” ต้นกล้าหันขวับกลับมาอย่างไม่พอใจ เด็กดื้อนี่หมายถึงตัวเขาหรือ แล้วใครต้องการการดูแล ใครบอกใครพูดตอนไหนเมื่อไหร่ไม่ทราบ!

“ใครเด็กดื้อ”

ต่อนะจ๊ะ... :mew3:

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo


.... ต่อ 3

“ยืนอยู่สองคนแค่นี้ ไอ้จ๋าล่ะมั้ง”

“ไม่ต้องมาเล่นลิ้น ผมไม่ได้ต้องการคนดูแล เพราะผมยี่สิบสองแล้วไม่ใช่เด็ก” ว่าจบต้นกล้าก็เดินหนีไปทันที แต่อีกคนยังไม่ละความพยายามที่จะตามตอแย

“ไม่เด็กเหรอ ถ้าไม่เด็กงั้นก็กลับมาคุยกันดี ๆ ก่อนสิ”

“รู้ตัวว่าตัวเองแก่ล่ะสิถึงมองคนอื่นเด็ก ฮ่า ๆ ” ต้นกล้าหัวเราะขำเสียงดัง เดินลัดเลาะตามทางไปเรื่อย ๆ โดยไม่หันกลับมามองคนที่เอาผ้าเช็ดหน้าของเขาอุดจมูกเดินตามหลังเลย

“แก่ที่ไหนยี่สิบเจ็ดเองสดใหม่ และกรอบได้ที่เคี้ยวเพลินรับประกัน”

“..”

“นี่ไม่คิดจะขอโทษกันสักคำบ้างรึไง”

“...”

“เฮ้อเด็กจริง ๆ แหละ” ต้นกล้าหันขวับกลับมามองตาเขียว ปากอิ่มสีชมพูเกือบแดงเม้มเข้าหากันแน่นจนจะเป็นเส้นตรง แววตาอาฆาตมาดร้ายที่มองเด็ดเดี่ยว เหมือนจะกระโดดกัดคอกันเดี๋ยวนี้ถ้าทำได้ แต่คนถูกมองยังยิ้มยั่วกวนโมโห นึกสำราญใจที่ได้เห็นใบหน้าหล่อเกาหลีบึ้งตึง

“....”

“โตป่านนี้ยังกลัวผีอยู่อีกเหรอ ไม่เด็กจริงอะ”

กึก!!

ได้ผล! คนหล่อหยุดเท้าชะงักกึกกัดฟันกรอด โมโหคนตัวโตและเข่นเขี้ยวเขาอยู่ในใจ ที่ไม่รู้นึกสนุกอะไรถึงได้พูดเรื่องนี้ขึ้นมา

“ใคร ไหนใครกลัวผีไม่ทราบครับ”

“ใครก็ไม่รู้สิกลัวผีจนไม่หลับไม่นอนทั้งคืน”

“...” อ๊าก ไอ้บ้า ไอ้ตาแก่นี่รู้ได้ยังไงว่าเรากลัวจนไม่หลับไม่นอนทั้งคืน หรือว่าเมื่อคืนที่บอกว่ากลับบ้านแต่ไม่ได้กลับ แล้วมาแอบดูเราวะ ไอ้ตาแก่โรคจิต แต่..! ไม่ได้ ๆ คนอย่างต้นกล้าจะยอมรับไม่ได้ ว่าที่ไม่ได้นอนทั้งคืนเพราะกลัวผี ยังไงไอ้ตาแก่โรคจิตนี่ก็ไม่มีทางรู้จริง ๆ หรอก ถึงแม้มันจะเป็นความจริงก็ตามเถอะ ที่พูดนี่ก็คงเดาเอาล้วน ๆ ต้นกล้าไม่ยอมรับซะอย่างใครจะทำอะไรได้ล่ะวะ ไอ้ตาแก่โรคจิตเอ๊ย...! ต้นกล้าคิดสรุปให้ตัวเองเสร็จสรรพแล้วเชิดหน้าหยิ่ง

“มั่วแล้วเหอะ”

“กลัวผีก็น่าจะบอกนะเมื่อคืนพี่จะได้อยู่เป็นเพื่อน” เล่นปมเดิมเพราะมั่นใจว่าตัวเองเดาถูก ทั้งที่ก็ถูกของเขานั่นล่ะ แต่เรื่องอะไรต้นกล้าจะยอมรับวะ

“กลัวที่ไหนไม่ได้กลัวสักหน่อย ที่นอนไม่หลับเพราะแปลกที่ต่างหาก”

“จริงเหรอ” คนตัวโตลากเสียงยาวบ่งบอกว่าไม่เชื่อถือ แถมยังมีการเลิกคิ้วขึ้นสูงอย่างท้าทาย “เอาเถอะ ถ้าไม่กลัวผีเดี๋ยววันหลังเราไปพิสูจน์กัน” แค่คิดจะแกล้งพูดเล่น ๆ แต่คนฟังกลับจริงจังเสียอย่างนั้น ต้นกล้าชักสีหน้าใส่คนตัวสูงที่ไม่ยอมลดละเลยกับเรื่องผีๆ จี้อยู่ได้

“บ้าแล้วว่างนักก็ไปคนเดียวเถอะ ไร้สาระจริง ๆ คนโรคจิต”

“เจ้ากล้า!” เสียงดุปานสายฟ้าฟาดดังก้องมา ทำให้ทั้งสองหันขวับไปทางต้นเสียงพร้อมกันทันที

“ฮะ ครับ คุณยาย” ต้นกล้าตอบรับเสียงสั่น พลางเดินเข้าไปหาคุณยายแบบงง ๆ ที่ต่อปากต่อคำเพลินจนเดินมาถึงบ้านไม่รู้ตัว

“ตามยายมานี่ทั้งสองคน” คุณยายหันหลังกลับขึ้นบ้านโดยไม่มองหน้าต้นกล้าเลย ทั้งสองได้แต่เดินตามเงียบ ๆ คนหนึ่งหวั่นใจกลัวคุณยายโกรธ อีกคนเดินไปกุมจมูกไปท่าทางสบาย ๆ ไร้ความทุกข์ร้อน

“ขอโทษพี่เขาซะเจ้ากล้า” คุณยายบอกเสียงเรียบ สีหน้านิ่ง ๆ แต่ดวงตากลับดุและดูเอาเรื่อง ทำให้คนเป็นหลานรู้ได้ทันที ว่าคุณยายประไพศรีนั้นโกรธมากแค่ไหน

ต้นกล้านั่งพับเพียบบนพื้นข้างเก้าอี้หวายของคุณยาย ส่วนเด็ดเดี่ยวนั่งบนเก้าอี้อีกตัวด้านข้าง ที่คุณยายชี้มือบอกให้เขานั่งลงเอง

“เอ่อ คือ กล้าทำอะไรผิดทำไมต้องโทษเขาด้วยครับ” นี่แหละต้นกล้าของแท้ รู้ตัวว่าผิดแต่ก็ยังเฉไฉไม่ยอมรับ

“คิดว่ายายไม่ได้ยินที่เราพูดกับพี่เขาหรือไง”

“เอ่อ กล้าแค่..”

“เจ้ากล้า ยายบอกให้ขอโทษพี่เขาไง”

“ขอโทษ” บอกแต่กลับไม่หันไปมองคนที่นั่งเด่นเป็นสง่าอยู่บนเก้าอี้ เพราะความหมั่นไส้ล้วน ๆ

“ทีหลังยายห้ามพูดไม่ดีกับพี่เขาอีกเด็ดขาด” ต้นกล้าทำหน้างอปากยื่น ก้มหน้าก้มตามองเท้าคุณยายนิ่งในใจวางแผนเอาคืน เจอกันแค่วันเดียวทำให้เขาโดนคุณยายดุได้ ต้องเอาคืนให้สาสมแก่ใจแน่นอน ไม่อย่างนั้นอย่ามาเรียกเขาว่าไอ้กล้า!

“เจ้ากล้า” คุณยายเรียกเสียงเข้ม คนเป็นหลานยังก้มหน้าเงียบไม่ตอบรับ “ยายห้ามพูดไม่ดีแบบนี้กับพี่เขาอีกเข้าใจไหม”

“เข้าใจครับคุณยาย กล้าไปได้หรือยังครับ”

“แล้วนั่นหน้าไปโดนอะไรมา ถึงกับเลือดตกยางออกล่ะลูก” คุณยายไม่ตอบคำหลานในไส้ จัดการต้นกล้าเรียบร้อยแล้วถึงได้หันไปหาหลานอีกคน ที่ตอนนี้ยังนั่งเอาผ้าปิดจมูกหายใจทางปากพะงาบ ๆ เหมือนปลาขาดน้ำอยู่ เลือดบางส่วนที่ติดอยู่ตามหน้าและมือเริ่มแห้งกรัง ส่วนในโพรงจมูกไม่รู้ว่าหยุดไหลหรือยัง

“เดี๋ยวอย่าเพิ่งไปเจ้ากล้า” คนได้จังหวะที่คิดว่ายายไม่สนใจกำลังจะคลานหนี เป็นอันต้องหยุดชะงัก เมื่อได้ยินเสียงเข้มคุณยายเรียกไว้

“กล้าไม่เกี่ยวนะครับคุณยาย” รีบออกตัวไว้ก่อนนั่นจึงบ่งบอกว่าเจ้าหลานชายกำลังร้อนตัว

“ไม่เกี่ยวเรื่องอะไร”

“กะ ก็ เอ่อ”

“แสดงว่าเราต้องมีส่วนที่ทำให้พี่เขาได้เลือดใช่ไหม”

“ผมไม่เป็นอะไรมากหรอกครับ” เด็ดเดี่ยวที่นั่งเงียบอยู่นานบอกคุณยายเสียงอู้อี้ เอาผ้าเช็ดหน้าเปื้อนเลือดออกมาดู ผ้าผืนน้อยสีฟ้าอ่อนนั้นเต็มไปด้วยเลือดสด ๆ จนดูน่ากลัว

“นั่นสิครับคุณยาย เขาไม่เป็นไรหรอก” ได้ทีต้องรีบเสริม แต่เห็นสายตาดุของคุณยายเข้า ต้นกล้าให้รู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาทันทีเปลี่ยนคำพูดแทบไม่ทัน “คือพี่เดี่ยวเขาไม่เป็นอะไรมากหรอกครับคุณยาย เนอะพี่เดี่ยวเนอะ” ยิ้มเสแสร้งถูกแสดงออกมา ต้นกล้าหันไปพยักพเยิดหาแนวร่วมที่นั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ เด็ดเดี่ยวได้แต่พยักหน้ารับ แต่สายตาคู่นั้นกลับมีความหมายว่าฝากเอาไว้ก่อนเถอะ เดี๋ยวจะมาคิดบัญชีทีหลัง ต้นกล้ายักคิ้วตอบอย่างยินดี

“แล้วทำไมพี่เขาถึงได้เลือดตกยางออกอย่างนั้นล่ะ ว่าไงพ่อเดี่ยว” คุณยายจับผิดหลานแล้วหันไปคาดคั้นกับอีกคน พลางยกมือขึ้นดึงมือของเด็ดเดี่ยวออกดูแผล

“มันเป็นอุบัติเหตุครับ ผมไม่เป็นไร”

“เจ้ากล้าไปเอาผ้าห่อน้ำแข็งมาประคบ แล้วเช็ดหน้าเช็ดตาให้พี่เขาหน่อยไป”

“คุณยายครับ ทำไมต้องเป็นกล้าล่ะ” ประท้วงทันที

“เพราะยายสั่งจ้ะลูก” มาแนวนี้ต้นกล้าทำได้แค่เดินไปหาของตามที่บอก ซ้ำยังต้องพยายามเก็บท่าทางกระฟัดกระเฟียดให้มิด หากไม่อยากถูกคุณยายดุอีก ได้ของแล้วยังต้องเป็นคนลงมือเอาน้ำแข็งประคบ และเช็ดทำความสะอาดให้ด้วย เพราะจะให้คุณยายทำก็กระไรอยู่

“โอ๊ย!”

“อะไรอีกเจ้ากล้าทำพี่เขาร้องลั่นบ้านเลย”

“เปล่านะครับคุณยาย อยู่ดี ๆ เขากะ เอ่อ พี่เดียวก็ร้องขึ้นมาเองกล้าไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย” ต้นกล้ารีบแก้ตัว พอหันมาทางอีกคนจึงรู้ว่าแกล้งร้องให้ถูกดุ ต้นกล้ากัดฟันกรอด ส่งสายตาบอกว่าฝากไว้ก่อนเป็นครั้งที่สองของวัน ทีใครทีมันก็แล้วกันวะวันพระไม่มีหนเดียว คนตัวโตยักคิ้วกวนให้ต้นกล้าโมโห ด้วยความหมั่นไส้ต้นกล้าเลยกดผ้าห่อน้ำแข็งลงที่จมูกแรง ๆ ไปอีกที

“โอ๊ย!” เด็ดเดี่ยวร้องเสียงหลงแต่คราวนี้ชายหนุ่มเจ็บจริง และได้แต่เอามือลูบจมูกตัวเองส่งสายตาอาฆาตกลับ

“อุ้ยเจ็บหรือครับพี่เดี่ยว ขอโทษนะครับที่ผมมือหนักไปหน่อย คือแบบมันไม่เคยทำให้ใครมาก่อนไงครับ เลยพลั้งมือ” ทำเสียงเล็กเสียงน้อยเหมือนสำนึกผิด ทั้งที่ปากยิ้มเยาะ ต้นกล้าหันหลังให้ คุณยายเลยไม่เห็นสีหน้าของหลานชายตัวแสบ คิดว่าเจ้าหลานตัวดีไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ

“ระวังสิเจ้ากล้า” คุณยายปรามเบา ๆ

“ครับคุณยาย” ต้นกล้ารับคำแต่ไม่ได้หันไปมองคุณยาย เพราะกำลังยิ้มเยาะคนตัวโตกว่า มือเรียวสวยจับผ้าห่อน้ำแข็งประคบให้แบบไม่เต็มใจ ด้วยการจิ้มลงเร็ว ๆ อย่างขอไปที

เพราะเป็นคนรักความสะอาดมาก ต้นกล้าจึงยืดตัวโน้มเข้าไปใกล้ ตั้งอกตั้งใจบรรจงเช็ดคราบเลือด เกิดความใกล้ชิดจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจเป่ารด คนตัวโตชะงักมองใบหน้าหล่อใส ๆ ในแบบเกาหลี แก้มเนียนใสขึ้นสีระเรื่อมีเลือดฝาด กลิ่นกายหอมอ่อน ๆ ที่นาสิกประสาทได้รับ เตือนให้ย้อนนึกไปถึงสัมผัสแรกเมื่อคืนก่อน กลิ่นเฉพาะตัวที่ไม่เคยสัมผัสจากใครที่ไหนมาก่อนให้ความรู้สึกผ่อนคลาย

..แต่ทำไมใจของเขากลับเต้นแรง!

ตาสบตาจะเรียกว่าอาการตะลึงหรือตกอยู่ในภวังค์ดี แต่พอทั้งสองได้มองตากัน มันเหมือนมีแรงบางอย่างดึงดูด ให้ตาสองคู่ไม่อาจเมินผ่าน ตาจ้องตาชิดใกล้หลงลืมสิ่งรอบตัว ลืมแม้กระทั่งผู้สูงวัยที่นั่งมองเหตุการณ์เงียบ ๆ หญิงชราแอบยิ้มพึงใจ เพราะอยากให้ทั้งสองญาติดีกันอยู่แล้ว จึงไม่เอ่ยคำหรือทำสิ่งใดขัด ทั้งเด็ดเดี่ยวและต้นกล้าเลยเหมือนหลุดเข้าไปสู่โลกอีกโลกหนึ่ง โลกที่มีกันเพียงสองคน มือกำผ้าผืนเล็กไล่เช็ดไปตามใบหน้าคมคายนิ่งค้าง มือเจ้าของใบหน้ายกมือขึ้นมากุมมือบางอย่างเลื่อนลอย สองมือกระชับกันแผ่วเบาจนกระทั่ง...

“ไอ้จ๋ามาแล้วครับมาพร้อมของอร่อย ๆ หลายอย่างเลย แหะ ๆ อุ้ย! อุบ!” มันคือไอ้จ๋าผู้มาพังโลกเสมือนฝันของสองหนุ่ม โลกที่อยู่ในสายตาของผู้สูงวัยแก่ประสบการณ์ที่นั่งสังเกตเงียบ ๆ มันร้องตกใจเมื่อเห็นอะไรเข้าเต็มตา รีบยกมือขึ้นปิดปาก ก่อนจะเผลอร้องให้เสียเรื่อง ลูกพี่ทั้งสองผละออกจากกันแทบไม่ทัน ต่างคนต่างหันไปคนละทางทำตัวไม่ถูก

“ทำอะไรกันอยู่ครับลูกพี่” ไอ้จ๋ามั่นใจว่าตัวเองเห็นฉากเด็ด แต่แกล้งตีหน้าเซ่อถาม นัยน์ตาของมันนั้นแพรวพราวเจ้าเล่ห์ แอบคิดว่าถ้าลูกพี่ทั้งสองของมันสปาร์คกันขึ้นมาจริง จะขอเชียร์สุดใจขาดดิ้นเลยเชียวล่ะ

หรือไอ้จ๋ามันจะเป็นหนุ่มวายตัวพ่อ!!

“ไม่มีอะไร” เด็ดเดี่ยวตอบเสียงนิ่ง ทั้งยังงงว่าตัวเองเผลอทำอะไรลงไป ไอ้จ๋าตีหน้าทะเล้นหันไปมองลูกพี่กล้าของมัน แล้วส่งสายตาแปลก ๆ ให้ แต่คนเป็นลูกพี่ที่ตอนนี้แก้มเนียนใสซับสีเลือดจาง ๆ กลับตีหน้านิ่งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้หันไปทางอื่น

ว่ากันจริง ๆ แล้วก็เพราะทำตัวไม่ถูกนั่นล่ะ ต้นกล้างงกับตัวเองว่าทำอะไรอย่างนั้นไปได้อย่างไร นั่งมองตากันนี่นะ ปัดโธ่!

“อะไรของแกจ๋า” เสียงคุณยายเปรียบเสมือนระฆังช่วยชีวิตลูกพี่ทั้งสอง ที่กำลังถูกไอ้จ๋าต้อนด้วยสายตาทะเล้น และคำถามสู่รู้ไร้เดียงสา

“อ้าว คุณยายอยู่ด้วยเหรอครับไอ้จ๋าไม่ทันเห็น นึกว่าเอนหลังอยู่ซะอีก”

“อยู่สิ” น้ำเสียงและสายตาของคุณยายที่มองไอ้จ๋า เหมือนกำลังบอกว่ารู้ทันว่ามันคิดอะไรอยู่

“นี่ใกล้เที่ยงแล้วหิวกันหรือยังครับ” มันเปลี่ยนเรื่องชูปิ่นโตเถาใหญ่กับตะกร้าผักผลไม้ ที่ถือมาเป็นปกติเหมือนทุกวันให้ดู

“รู้สึกว่าเพิ่งกินไปไม่นานนี่เองนะ นี่แกหิวอีกแล้วเหรอ” คุณยายถามเหมือนจะต่อว่าที่ไอ้จ๋ามันกินบ่อย ใจจริงก็เอ็นดูมันนั่นแหละ ถึงจะกินจุแต่มันก็ไม่อ้วนกับเขาสักที เวลางานมันก็เอาการเอางานดีไม่มีบ่น ให้มันกินจุยังไงคุณยายก็เลี้ยงไหว

“แหม คุณยายนี่มันสิบเอ็ดโมงครึ่งแล้วนะครับอย่างน้อยพระก็ฉันเพลแล้วล่ะ” ไอ้จ๋ายิ้มทะเล้นกับคำพูดของตัวเอง แต่ก็ยังถามอย่างเป็นห่วง “คุณยายจะกินเลยหรือเปล่าครับ ไอ้จ๋าจะได้ไปจัดเตรียมไว้ให้เลย ลูกพี่กล้าลูกพี่เดี่ยวว่าไงครับ” ถามคุณยายแล้วเผื่อแผ่ไปหาลูกพี่ทั้งสอง ตามประสาคนมีน้ำใจมากล้น “เดี๋ยวกินกันเสร็จไอ้จ๋าจะได้เอากับข้าวไปส่งคนงานด้วยครับ”

“งั้นก็ไปเถอะ ปิ่นโตก็เอาไปวางไว้ก่อนฉันยังไม่หิว เจ้ากล้ากับพ่อเดี่ยวหิวหรือยังลูก จะกินก่อนยายก็ได้นะ”

“กล้าก็ยังไม่หิวครับคุณยาย”

“ผมก็เหมือนกันครับ”

“ถ้าอย่างนั้นไอ้จ๋าเอาปิ่นโตไปเก็บในครัว แล้วจะเลยออกไปไร่ละนะครับ”

“เดี๋ยวฉันไปด้วย” ต้นกล้าออกตัว เพราะไม่อยากเห็นหน้าแขกไม่ได้รับเชิญ ที่ไม่มีท่าทีว่าจะกลับสักที

“จริงเหรอครับลูกพี่ งั้นดีเลยครับรอไอ้จ๋าแปบนะครับ” ไอ้จ๋าก็วิ่งเอาปิ่นโตพร้อมตะกร้าผักเข้าไปเก็บในครัวอย่างรวดเร็ว แล้ววิ่งกลับออกมา

“เจ้ากล้าจะเข้าไร่กับไอ้จ๋ามันจริง ๆ รึไงลูก”

“ครับคุณยาย ออกไปดูไร่สักหน่อยก็ดีกล้าอยากไป”

“ขยันจริงนะเรามาให้ยายหอมแก้มที” เอ่ยชมหลานชายหัวแก้วหัวแหวน พลางสองมือประคองใบหน้าหล่อใสมาฟัดหอมแก้มฟอดใหญ่ หอมจนพอใจแล้วจึงคลายอ้อมกอดออก หันมาหาอีกคนที่ยืนยิ้มอยู่ข้าง ๆ “แล้วพ่อเดี่ยวล่ะลูก จะไปดูไร่แปลงใกล้ ๆ กันอยู่ไม่ใช่เหรอ ไปพร้อมน้องเลยหรือเปล่า”

อะไรนะ! อีตาพี่เดี่ยวบ้านี่จะไปด้วยเหรอ ต้นกล้าไม่ยอม ยังไงก็ไม่ยอมอย่ารับนะ อย่าเด็ดขาดเชียว

“ครับคุณยาย ออกไปพร้อมกันก็ดีเหมือนกันนะครับ เดี๋ยวผมขับรถไปส่งน้องเอง” โว้ยใครจะไปด้วยวะ

“เอ่อ มะ...”

“งั้นยายฝากน้องด้วยนะลูกมีอะไรก็บอกกัน น้องยังไม่รู้อะไรเรื่องไร่เรื่องนาเท่าไหร่” ต้นกล้าทั้งจุก ทั้งแน่น ทั้งแค้น ทั้งเสียดหัวใจ จนคิดหาคำพูดปฏิเสธไม่ทัน เพราะคุณยายแทรกขึ้นมาก่อน มิวายฝากฝังหลานรักกับเขา โดยไม่สนใจใบหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของต้นกล้าเลยสักนิดเดียว นิดเดียวก็ไม่มี ต้นกล้าเจ็บใจ!

“ครับคุณยาย” เจ้าของร่างสูงรับปากใบหน้ายิ้มละไม คงได้สนุกกันล่ะงานนี้

“งั้นก็ไปกันเถอะครับลูกพี่”

คุณยายหันไปทำตาเขียวใส่ไอ้จ๋า “แกน่ะ รีบล่วงหน้าไปก่อนเลยจ๋า ไปถึงก็ได้เวลาคนงานพักกินข้าวพอดี”

“จริงด้วยสิ งั้นไอ้จ๋าล่วงหน้าไปก่อนละกัน เจอกันที่ไร่นะครับลูกพี่” มันวิ่งปร๋อลงเรือนไปทันที ต้นกล้ากำลังจะอ้าปากเรียกไว้เป็นไม่ทัน ได้แต่เก็บปากเก็บคำหน้าง้ำหน้างอ เพราะอะไรก็ไม่ได้ดั่งใจสักอย่าง เด็ดเดี่ยวเห็นแล้วยิ้มเอ็นดูไม่รู้ตัว สายตาหรือก็อ่อนโยนจนต้นกล้าขนลุก เลยคิดแบบพาล ๆ ว่ากำลังถูกยิ้มเยาะเลยเชิดใส่เสียอย่างนั้น

“กล้าไปก่อนนะครับคุณยาย” ต้นกล้าหอมแก้มคุณยายซ้ายขวาแล้วเดินลงเรือนไป เด็ดเดี่ยวจึงลาคุณยายบ้าง

“ผมไปนะครับคุณยาย เดี๋ยวดูไร่เสร็จจะพาน้องมาส่ง”

“ขับรถดี ๆ นะลูก”

**********

“จะไปทั้งอย่างนี้ใช่ไหม” เด็ดเดี่ยวถามมองคนตัวเล็กกว่าตั้งแต่หัวจรดเท้า ชุดที่ต้นกล้าใส่ไม่เหมาะนักสำหรับการออกไร่ ตอนตะวันตรงหัวอย่างนี้

“มองจนเสียมารยาท”

“แน่ใจนะว่าจะไปทั้งอย่างนี้” ต้นกล้ายักไหล่ให้อย่างไม่ยี่หระ พลางทำหน้าพยักพเยิดให้อีกคนปลดล็อกรถจะได้ไปสักที เด็ดเดี่ยวก็กวนไม่แพ้กัน พอเห็นอีกฝ่ายยืนยันเขาก็ยักไหล่บ้าง กดรีโมทรถแล้วขึ้นประจำที่นั่งคนขับ พอคนต้นกล้าขึ้นมานั่งพร้อมแล้ว ก็ขับรถออกไปไร่ด้วยอารมณ์ที่ดีเป็นพิเศษ

...........................................................
ได้เลือดเลย 5555
เจอกันตอนหน้าค่ะ  :t2: :m10:

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo
กรุ่นไอดิน กลิ่นไอรัก ตอนที่ 3 ลองของ (เด็ด)

เด็ดเดี่ยวจอดรถข้างทางหน้าแปลงมันสำปะหลัง คว้าหมวกปีกกว้างทรงคาวบอยที่วางอยู่บนเบาะหลังมาสวมที่หัว แล้วเปิดประตูลงมายืนข้างรถ หนุ่มบ้านนามองฝ่าเปลวแดดร้อนระอุยามเที่ยงวันเข้าไปในไร่ ที่คนงานกำลังพากันทยอยเดินไปยังลานดินใต้ต้นมะม่วงต้นใหญ่หลายต้นให้ร่มเงาเย็นสบาย ใช้เป็นที่นั่งพักเที่ยงและรับประทานอาหารร่วมกัน

“เอ้า ลงมาสักทีสิ”

“ทำไมแดดมันแรงอย่างนี้วะ” ต้นกล้ารำพึงออกมาเบา ๆ คิดว่าอีกคนคงไม่ได้ยิน แต่เด็ดเดี่ยวก็ยังได้ยิน แถมได้ยินชัดเจนเลย

“แดดแค่นี้ไม่ตายหรอกน่าไหนว่าอยากมาดูไร่ มาถึงแล้วก็ลงมาดูให้สมอยาก หึ ๆ ” นี่มันสบประมาทกันชัด ๆ แล้วคนอย่างต้นกล้ามีหรือจะยอม

ลงก็ได้วะ! คิดได้ดังนั้น มือเรียวสวยผิวขาวใสที่ไม่เคยทำงานหนัก เอื้อมเปิดประตูรถออกไป แต่แล้วคนหล่อหน้าใสก็แทบผงะกับไอแดดที่แผ่เข้ามาเลียผิว

“ร้อนอะไรอย่างนี้วะเนี่ย” ต้นกล้าบ่นพึมพำพลางหยิบแว่นกันแดดจากกระเป๋าเสื้อออกมาสวม กระโดดลงจากรถด้วยท่าทางไม่ค่อยมั่นใจนัก ว่าตัวเองคิดถูกหรือคิดผิดที่อยากดูไร่

“บ่นอะไร”

“เปล่าซะหน่อย”

“แล้วนั่นจะไปไหน”

“ก็ไปดูไร่ไงถามได้” ตอบเสียงดังฟังชัดทั้งที่ไม่ได้หันกลับไปมองคนถามด้วยซ้ำ ขาหรือก็ยังก้าวเดินต่อไปไม่หยุด ใบหน้าหล่อใสเชิดขึ้น ตามองตรงผ่านเลนส์แว่นตากันแดดสีดำอันโต

“ไปทางนี้ต่างหาก” อ้าว! ร่างสูงโปร่งชะงักหันกลับหลังมามองเอาเรื่อง เด็ดเดี่ยวใช้นิ้วหัวแม่มือชี้ข้ามไหล่ของตัวเองไปด้านหลัง ซึ่งมันตรงข้ามกับทางที่ต้นกล้ากำลังเดินไป หนุ่มบ้านนากลั้นขำที่หนุ่มกรุงทำเป็นรู้ดีอวดเก่ง ทั้งที่ยังไม่รู้จักแม้แต่ไร่ตัวเองด้วยซ้ำ

คนอยากดูไร่เดินกลับมาอย่างไว้ฟอร์ม ทั้งที่ฟอร์มมันเสียไปหมดแล้ว “แล้วก็ไม่บอกตั้งแต่แรกล่ะจะแกล้งกันหรือไง”

“แล้วทำไมไม่ถามล่ะ หึ ๆ ” ต้นกล้าหน้าตึงเมินเสียงหัวเราะบาดหูมุ่งตรงเข้าไร่ พอเดินผ่านหน้าคนตัวโตกว่า หมวกปีกทรงคาวบอยอย่างเท่ใบเก่งของไอ้หนุ่มบ้านทุ่ง ถูกวางลงบนหัวทุยที่ประดับด้วยเส้นผมสีแดงสวย

“ใส่ไว้แดดมันแรง” เจ้าของหมวกบอก เพราะต้นกล้าหันมามองตาขวางกำลังจะถอดมันออก “ไม่ร้อนหรือไง” แต่เพราะแดดที่กำลังแผดเผาต้นกล้าชั่งใจเพียงครู่ จึงยอมใส่แต่โดยดี

“ขอบใจ” ต้นกล้าสะบัดหน้าเดินหนีไปหน้าตาเฉย เจ้าของหมวกเผลอยิ้มเอ็นดูหันกลับไปเปิดประตูรถด้านหลัง หยิบผ้าขาวม้ามาเคียนเอวผูกไว้หลวม ๆ หมวกสานสีส้มแสบตาถูกหยิบมาวางไว้บนหัว แล้วเดินตามไป

“เห็นยอดเขียว ๆ ปนน้ำตาลนั่นไหม มันคือต้นมันสำปะหลัง ตรงนั้นเป็นที่ดินของคุณยายทั้งหมดเลยนะรู้หรือเปล่า” ต้นกล้ากวาดตามองผืนดินกว้างไกลสีเขียวชอุ่มแซมน้ำตาล ที่ปกคลุมด้วยต้นมันสำปะหลังขึ้นสูงประมาณเข่า ยอดมันดูเงาวาวยามต้องแสงแดด ไร่มันกินพื้นที่กว้างไกลเกือบสุดตา มองเห็นพืชชนิดอื่น ๆ ที่ปลูกอยู่อีกแปลงแยกกันไป

“...” ต้นกล้าเดินเงียบไม่ตอบคำไม่พูดจากับคนตัวโต แต่ตายังสำรวจตามเสียงบอกเล่าของคนที่เดินตามหลัง

“ส่วนที่เห็นลิบ ๆ นั่นเป็นไร่อ้อย อีกไม่กี่เดือนก็ตัดส่งโรงงานได้แล้ว หวังว่าคงอยู่ถึงเวลานั้นนะ จะได้ลองตัดอ้อยดูบ้าง หึ ๆ ” ทั้งน้ำเสียงที่บอกและการหัวเราะส่งท้ายประโยค มันทำให้คนฟังรู้สึกเหมือนถูกท้าทายอีกแล้ว ต้นกล้าไม่ค่อยพอใจคนตัวโตเท่าไหร่นัก แต่ไม่อยากต่อปากต่อคำให้มากความ เพราะกำลังทึ่งในความกว้างใหญ่ไพศาลของที่ดินคุณยาย ไหนจะยังมีเปลวแดดตอนเที่ยงวันที่กำลังแผดเผา เวลานี้หนุ่มกรุงร้อนจนแทบละลาย เหงื่อออกจนเสื้อผ้าเปียกชุ่มไปหมด

“แล้วไร่อ้อยนี่ของคุณยายด้วยหรือเปล่า”

“ใช่” เด็ดเดี่ยวตอบสั้น ๆ แล้วหันไปมองอีกทางต้นกล้าหันตาม “ส่วนถัดไปนั้นเป็นไร่ของพี่ ถัดจากไร่แปลงนั้นเป็นทุ่งหญ้าเอาไว้เลี้ยงวัว มีฟาร์มหมูกับฟาร์มไก่ไข่ด้วย แต่อยู่ถัดไปเพราะใกล้แหล่งน้ำกว่า” คนบอกก็พูดไปเรื่อยด้วยน้ำเสียงที่ฟังแล้วรู้ได้เลย ว่าเขาภูมิใจในสิ่งที่กำลังพูดถึงมากขนาดไหน

แต่เอ๊ะ! แล้วเด็ดเดี่ยวจะมาสาธยายเรื่องที่ทาง และฟาร์มของตัวเองให้เขาฟังทำไม ต้นกล้าไม่ได้อยากรู้สักหน่อย คิดได้ดังนั้น ต้นกล้าเบ้ให้แล้วทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ไม่สนใจ ไม่ซักถาม มือจับสาบเสื้อตรงหน้าอกดึงเร็ว ๆ ไล่ความร้อน พลางใช้มืออีกข้างปาดเหงื่อออกจากใบหน้าไปด้วย

“มาทางนี้แวะไปดูคนงานก่อน กำลังพักเที่ยงพอดี” เด็ดเดี่ยวจับข้อศอกต้นกล้ารั้งไว้ไม่ให้เดินต่อ พอคนตัวเล็กกว่าหันกลับมา เขาจึงได้เห็นว่าแก้มใสนั้นแดงสุกปลั่งจนน่าหยิก เพราะไอร้อนของแดด ต้นกล้าสะบัดแขนออกอย่างไว้ตัว ริมฝีปากบางสวยเม้มแน่นไม่ชอบใจที่อีกคนแตะเนื้อต้องตัว โดยลืมไปว่าคืนที่ผ่านนั้นเด็ดเดี่ยวทำมากว่าแตะเสียอีก

“ทำไมต้องไปด้วยล่ะ พักเที่ยงก็พักกันไปสิ” เพราะที่จริงแล้วอยากหนีแดดกลับบ้านไปอ้อนคุณยาย และกินข้าวเที่ยงที่บ้านมากกว่า

“ถ้าจะมาดูแลที่นี่แทนคุณยายก็ควรไป อย่างน้อยทำความรู้จักกับคนงานไว้บ้างก็ดี หรือถ้าคิดว่าสู้แดดไม่ไหว จะกลับไปนอนตีพุงตากแอร์เย็น ๆ ที่กรุงเทพเลยก็ได้นะ แต่อย่างนี้เขาคงเรียก....”

“กรุณาพูดให้มันดี ๆ นะครับ ใครบอกไม่ไหว เรายังไม่ได้พูดอะไรสักหน่อยเหอะ มาถึงนี่แล้วกลับไปให้เสียเที่ยวก็ไม่ใช่ไอ้กล้าแล้วคุ้ณ” ต้นกล้าเดาได้เลย ว่าคำไหนที่เด็ดเดี่ยวจะพูดให้ตัวเอง แต่เรื่องอะไรจะยอมให้ไอ้หนุ่มบ้านนอกนี่มาสบประมาทเอาได้ง่าย ๆ สองขายาวก้าวฉับ ๆ ไปยังซุ้มพักกินข้าวใต้ต้นมะม่วงต้นใหญ่ไม่เหลียวหลัง

ไอ้จ๋ากำลังกุลีกุจอ ช่วยพวกผู้หญิงตักแบ่งกับข้าวใส่จานมาวางกระจายไปบนเสื่อ ปากมันก็พูดคุยหยอกล้อกระเซ้าเย้าแหย่คนนั้นคนนี้ไปทั่ว สร้างเสียงหัวเราะสนุกสนานครึกครื้น แถมยังมีเสียงเพลงหมอลำสลับกับเสียงนักจัดรายการ ดังออกมาจากวิทยุทรานซิสเตอร์เครื่องเล็ก ที่ตั้งไว้ตรงไหนสักแห่งในบริเวณนั้น เสียงเพลงคลอบรรยากาศบ้านทุ่งบ้านนาได้อารมณ์สุนทรีย์ไปอีกแบบ แต่กลิ่นเหงื่อเหม็น ๆ ที่โชยเข้าจมูกเป็นระยะ ก็เล่นเอาต้นกล้าต้องเบ้หน้าหันหนีเลยทีเดียว

“ลูกพี่กล้ามา ๆ มากินข้าวด้วยกันครับ” ไอ้จ๋าเป็นปลื้มที่เห็นลูกพี่ออกไร่ รีบกุลีกุจอเปิดทางลากเสื่ออีกผืนมาปูให้ลูกพี่นั่งพักเหนื่อย “นั่งก่อนครับลูกพี่ ลมเย็น ๆ เดี๋ยวกินข้าวด้วยกันนะครับ”

ต้นกล้าไม่ตอบคำ แต่ทรุดร่างที่ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ จนเสื้อผ้าเปียกลงบนเสื่อที่ไอ้จ๋ามันลากมาปูให้ เร่งพัดหมวกในมือให้ตัวเองดับร้อนไปพลาง

“ท่าทางร้อนน่าดูเลยนะครับลูกพี่ นี่ครับน้ำเย็น ๆ ” ไอ้จ๋าพล่ามพลางส่งขวดน้ำเย็นมาให้ ทั้งที่คนเป็นลูกพี่ไม่ได้ตอบอะไรสักคำ มันยังคุยคนเดียวได้เป็นเรื่องเป็นราว “เสื้อลูกพี่เปียกไปหมดเลย” มันว่ายิ้ม ๆ ก็ใช่นะสิ ทั้งชีวิตคิดว่าคนอย่างต้นกล้าจะเคยเจอแดดมากขนาดนี้มาก่อนหรือ ไม่รู้จะแดดอะไรนักหนา ร้อนอย่างกับอยู่ในเตาอบ!

“นี่ลูกพี่กล้าหลานคุณยายนะสา”

“สวัสดีจ้ะ” ต้นกล้ายกมือรับไหว้แทบไม่ทัน เมื่อสาทักทายพร้อมกับยกมือขึ้นไหว้ ในมือยังถือสากที่ใช้ตำส้มตำอยู่ “กินส้มตำด้วยกันนะจ๊ะ” สาบอกพลางตักส้มตำใส่จาน แล้วเอามาวางไว้บนเสื่อตรงหน้าหนุ่มกรุง

ต้นกล้ามองไปยังหญิงสาวที่คงจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับไอ้จ๋า ก็ได้รับรอยยิ้มสดใสตอบกลับมา แม้หน้าตาของหล่อนจะชุ่มไปด้วยเหงื่อ ผิวหน้าคล้ำเพราะแดดเผา แต่ก็ยังดูมีเลือดฝาดและความผ่องแผ้วของผิวสาวแรกรุ่นให้เห็นอยู่ ผมที่เปียกชื้นไปทั้งหัวถูกมัดรวบไว้ข้างหลังลวก ๆ มีปอยผมตกระข้างแก้มบ้างเล็กน้อย รอยยิ้มของหล่อนนั้นเป็นมิตร จนต้นกล้ารู้สึกเกรงใจจึงพยักหน้ารับและยิ้มบาง ๆ ตอบ

“ลูกพี่กินได้ใช่ไหมครับ” พอได้ยินไอ้จ๋าถาม ต้นกล้าเหล่มองไปยังจานอาหาร คนหล่อนิ่วหน้าเล็กน้อยกับสิ่งที่เห็น ไอ้จ๋าบอกว่านี่คือส้มตำ ส่วนประกอบที่เป็นสีแดง ๆ มันคือพริกล่ะนั่นต้นกล้ามั่นใจ มะเขือเทศก็ด้วย มะนาวฝานเสี้ยวนั่นดูเหมือนมันจะถูกบีบบี้เอาน้ำออกจนแบน เส้นขาว ๆ นั่นก็คงจะเป็นเส้นมะละกอ แล้วก็มีเปลือกของลูกอะไรก็ไม่รู้สีเขียว ๆ ปนอยู่ด้วย มีลูกเกลี้ยง ๆ รี ๆ สีเหลืองอ่อนไม่เล็กไม่ใหญ่มาก ลักษณะเหมือนไข่ไก่อีกหนึ่งลูก แต่ผิวของมันไม่เรียบเท่าไรนัก วางประดับอยู่อีกมุมของจาน แล้วนั่นตรงนั้นมีปลาด้วย แต่ท่าทางคงไม่ไหวเพราะนี่มันต้องเป็นปลาที่เน่าแล้วแน่ ๆ ต้นกล้าสังเกตจากลักษณะตัวปลาที่ดูอ่อนนิ่ม ช่วงท้องเปื่อย ผิวหรือก็เกลี้ยง ๆ จึงฟันธงได้เลยว่าปลามันเน่าแล้ว! แต่ทำไมยังเอามาทำอาหารกินอยู่นะ แล้วนั่นอีก ทำไมน้ำส้มตำมันถึงได้เป็นสีดำ ๆ คล้ำ ๆ น่าเกลียดแบบนั้น

หากจะพูดถึงส้มตำต้นกล้าก็เคยกินมาบ้างเหมือนกัน แต่น้ำของมันจะเป็นสีออกแดงนิด ๆ และใสดูน่ากินกว่า นอกจากเส้นมะละกอ มะเขือเทศ มะนาว ก็จะมีกุ้งแห้งมีถั่วลิสงคั่วตำหยาบกับเครื่องปรุง ที่ดูยังไงก็น่ากินกว่าไอ้ส้มตำที่วางอยู่ตรงหน้าตอนนี้เป็นร้อยเท่า!

“ฝีมือตำส้มตำของสานี่อร่อยที่สุดเลยครับลูกพี่ลองชิมดู ไข่เจียวก็มี นี่ปลาแห้งย่างกับแจ่วครับ แกงหน่อไม้ก็มีป้าเขียวกำลังแกงอยู่ เดี๋ยวแกงเสร็จไอ้จ๋าจะไปตักมาให้”

“เอ่อ...” ต้นกล้าพูดไม่ออก จะปฏิเสธก็เกรงใจสาวเจ้าที่นั่งยิ้มจนตาหยี เขาแค่ต้องการมาดูที่ดูไร่ของคุณยาย ว่าทำอะไรปลูกอะไรอยู่บ้าง ไม่คิดว่าจะต้องมานั่งร่วมวงกินข้าวกับคนงาน คิดไปพลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ จมูกได้กลิ่นอาหารรสเลิศของไอ้จ๋า ซ้ำยังมีกลิ่นเหงื่อไคลลอยมาเป็นระยะ ต้นกล้าเหม็นและรังเกียจไม่อยากร่วมวง แต่จะปฏิเสธยังไงดี จะบอกว่าไม่หิวท้องก็ดันประท้วงโครกครากขึ้นมาเสียได้

คนหล่อดึงสายตากลับมามองอาหารตรงหน้าอีกครั้ง โดยมีไอ้จ๋าและสามือตำส้มตำมองตามยิ้ม ๆ เอาวะถ้าจะเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ยังไงอาหารอื่นก็ยังมีไข่เจียวกับปลาแห้งย่างล่ะนะ แต่กับส้มตำสูตรนี้ต้นกล้าคงกินเข้าไปไม่ไหว แค่หน้าตามันก็ไม่ผ่านแล้ว ไหนจะกลิ่นแรงที่เตะจมูกตั้งแต่ยกมาเสิร์ฟนั่นอีก มันแรงมากจนไม่คิดว่าจะกินลงไปได้

ต้นกล้าฟันธง!

“นี่ครับลูกพี่ข้าวเหนียวเข้ากันดีนักแล หรือจะเอาข้าวสวยก็มีนะครับ” ไอ้คนร่าเริงขี้เล่นมันยังส่งเสียงเจื้อยแจ้วไปเรื่อย แต่จากน้ำเสียงฟังดูก็รู้ว่ามันภูมิใจเสนอเมนูเหล่านี้มากแค่ไหน

“ลองชิมดูจ้ะ ไม่เผ็ดหรอก” อีน้องสาของไอ้จ๋าสำทับมาอีกที เมื่อเห็นคุณหนูต้นกล้ายังนิ่งไม่ยอมแตะต้องอาหารตรงหน้า ทำท่าทางสองจิตสองใจ

“ลงมือเลยครับลูกพี่ อร่อยมากไอ้จ๋าคอนเฟิร์ม นี่ ๆ มีทีเด็ดด้วยครับ ได้ข้าวเหนียวร้อน ๆ มาจิ้มรับรองลูกพี่จะแซบจนลืมกรุง” ปากพูดไปมือมันก็ใช้ช้อนคนส้มตำในจานไป เผยให้เห็นปลาหมักไหตัวงามเต็มตา มันยิ้มกริ่มแก้มปริปากแทบฉีกถึงใบหู เขี่ยปลาร้าทั้งตัวให้ลูกพี่ดูเป็นขวัญตา

“เอ่อ..กินได้เหรอวะจ๋า ท่าทางปลามันยังไม่สุกนะนั่น” สีหน้าแหยง ๆ ดูก็รู้ว่าไม่มั่นใจ ทั้งที่ท้องก็เริ่มส่งสัญญาณเตือนว่าต้องการอาหารมาเติมเต็ม แต่ยังไม่กล้าตักของกินที่อยู่ตรงหน้าเข้าปาก

“นี่คือเมนูเด็ดเลยล่ะครับลูกพี่ ยังไม่สุกแต่ผ่านการหมักมาอย่างพิถีพิถัน รับประกันความแซบโดยแม่แจ่มใจของไอ้จ๋าครับ อร่อยชัวร์”

“แต่...”

“หรือถ้าลูกพี่อยากกินสุก เดี๋ยววันหลังไอ้จ๋าจะเอาตัวใหญ่ ๆ มาทำให้กินครับ ไอ้จ๋ามีสูตรเด็ด!” ทั้งสีหน้าและท่าทางของไอ้จ๋าดูจริงจัง เพราะอยากให้ลูกพี่เห็นว่าเมนูของมันนั้นเด็ดจริง ๆ “เนี่ยเอาปลาร้าตัวใหญ่ ๆ มาล้างดี ๆ แล้ววางลงบนใบตองโรยผงชูรสเพิ่มความนัว ทุบกระเทียมสักกลีบสองกลีบ หอมแดงสักสองสามหัวลงไป ตามด้วยพริกสดสักสองสามเม็ด แล้วห่อใบตองสองชั้นเอาไปหมกย่างบนไฟ พอสุกได้ที่ล่ะก็ อื้อฮือ” ไอ้จ๋าร่ายยาวถึงหมกปลาร้าเมนูเด็ดอีกเมนูของมัน มีน้องสาสาวน้อยคนงานคอยพยักหน้าเอออวยเห็นด้วย กับสูตรที่มันพล่ามบอกน้ำเกือบท่วมทุ่ง ไม่พอยังออกท่วงท่าประกอบดูเป็นจริงเป็นจัง จนต้นกล้าเองก็เผลอพยักหน้าคล้อยตาม แต่ก็นึกภาพอะไรไม่ออกอยู่ดี มีแต่กลิ่นแรง ๆ นี่แหละที่โชยมาเรื่อย ๆ จนติดจมูก

“พอแล้วจ๋าพูดมาแล้วอยากกินขึ้นมาเลย กินข้าวกันเถอะจ้ะนี่น้ำล้างมือ” สาบอกและเตือนให้เริ่มลงมือกินข้าวกัน คนงานคนอื่นทยอยมานั่งล้อมวงและเริ่มกินกันแล้ว

“เอ่อ อือ ได้สิ” ต้นกล้าเอื้อมมือไปหยิบปลาแห้งย่างขึ้นมากำลังจะส่งเข้าปาก

แต่...

“ถ้าไม่ไหวจะกลับไปกินในร้านอาหารดี ๆ ที่กรุงเทพก็ได้นะ” นั่นปะไรโดนอีกแล้วกู! เสียงที่ดังแทรกขึ้นมากลางวงสนทนา เรียกให้ทั้งสามคนหันไปมอง เท่าที่ยืนฟังและสังเกตการณ์มาได้สักครู่ เด็ดเดี่ยวพอจะสรุปใจความได้ว่า คุณหนูต้นกล้านั้นไม่รู้จักส้มตำอีสานบ้านเราเลยไม่กล้ากิน

คำพูดไม่กี่คำแต่เหมือนถูกคนคนนี้ตบหน้าเข้าฉาดใหญ่ ต้นกล้าจิกตาแบะปากให้เด็ดเดี่ยว แล้วเมินหน้าไปยังจานอาหาร ทำท่ายักไหล่ให้อย่างไม่ใส่ใจ มือหยิบปลาแห้งย่างยัดเข้าปากเคี้ยวกร้วม ๆ

อืม กรอบอร่อยดีเหมือนกันนี่หว่า หอมกลิ่นปลาแห้งขึ้นจมูกเลย

“กินข้าวกันเถอะพี่ อะนี่น้ำล้างมือก่อนนะจ๊ะ” เด็ดเดี่ยวเพียงพยักหน้า รับขันน้ำมาเทล้างมือจนสะอาด เช็ดมือกับผ้าขาวม้าที่ผูกเอวแล้วนั่งลงกินข้าวด้วยกัน

“ลูกพี่นี่ครับข้าวเหนียวร้อน ๆ กินกับปลาแห้ง” ไอ้จ๋ารู้สึกถึงบรรยากาศแปลก ๆ รีบแทรกขึ้น พลางยกกระติบข้าวมาวางตรงหน้าลูกพี่ใหญ่

ต้นกล้าเหลือบมองคนนั่งข้าง ๆ แล้วให้เกิดขัดใจยิ่ง เด็ดเดี่ยวทำเหมือนสาธิตวิธีการกินให้ดูกลาย ๆ แบบไม่ได้ร้องขอ ด้วยการปั้นข้าวเหนียวคำใหญ่จุ่มลงในจานส้มตำ ใช้หัวแม่มือหนีบเส้นมะละกอเปิบเข้าปาก ตามด้วยปลาแห้งย่างอีกสองตัวเคี้ยวตุ้ย ๆ หยิบไข่เจียวชิ้นใหญ่เข้าปากอีกคำ จนสองข้างแก้มโป่งนูน มันดูตลกแต่ต้นกล้ากลับไม่ขำ เพราะนั่นมันเหมือนถูกข่มกลาย ๆ

หันกลับมามองของกินในมือตัวเองให้รู้สึกถึงความอ่อนด้อย สำหรับข้าวคำเล็ก ๆ กับปลาแห้งทีละตัว แต่ก็อย่างที่รู้ ๆ กันอยู่ ว่าปณิธานอันแน่วแน่ของคนอย่างต้นกล้า ฆ่าได้แต่อย่าหยามหรือท้าทายให้เจ็บใจเล่น อาหารแค่นี้ทำไมเขาจะกินไม่ได้ ใครจะอ่อนขนาดนั้นวะ!

คิดได้ดังนั้นคนหล่อจากบางกอก จกข้าวเหนียวคำใหม่ที่ใหญ่ขึ้น ปั้นเป็นก้อนอย่างหมายมาด ดวงตาดำขลับสบมองตาคมของเด็ดเดี่ยวไม่ลดละ ได้คำข้าวแน่นพอก็จุ่มจิ้มลงจานส้มตำ ใช้นิ้วหัวแม่มือเปิบคีบอาหารมาคำใหญ่ไม่ให้น้อยหน้า ส่งคำข้าวพร้อมส้มตำเข้าปากอย่างมีมาด ตาจ้องหน้าชายหนุ่มข้างกาย ยักคิ้วข้างเดียวส่งให้อย่างกวนอารมณ์ ปากเคี้ยวเนิบ ๆ แสยะยิ้มด้วยใจผยอง ยืดอกว่าตัวเองก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน

แต่ไอ้จ๋าที่นั่งสังเกตการณ์อยู่ข้าง ๆ นี่สิ มองคนเป็นลูกพี่จนตาเหลือก

โอ้วลูกพี่ของกู!

*********************
เจอกันพรุ่งนี้นะจ๊ะ
 :katai5:

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo

ต้นกล้าเคี้ยวอาหารในปากไปได้ไม่เท่าไหร่ ใบหน้าเสแสร้งพริ้มสุขกับรสชาติเริ่มเปลี่ยน เหมือนไม่แน่ใจในสิ่งที่กำลังเคี้ยว เพราะมันอ่อนนุ่มออกเค็ม รสชาติปะแล่มแปลก ๆ และมีก้าง สัมผัสได้ถึงกลิ่นเหม็นคาวหน่วงตีขึ้นโพรงจมูก ความพะอืดพะอมขมขื่นแน่นคอจนอยากคายทิ้ง แต่พอเหลือบไปเห็นรอยยิ้มเยาะของคนตัวโตกว่า จำต้องเปลี่ยนสีหน้า ทำเหมือนกับว่าสิ่งที่กินช่างแสนอร่อยโอชาเหลือเกิน

ไอ้จ๋ามองอย่างเป็นห่วง เพราะสิ่งที่ลูกพี่เพิ่งจะเปิบเข้าไปนั้น มัน..คือปลาร้าทั้งตัว!

“เป็นไงบ้างลูกพี่อร่อยไหมครับ” คนเป็นลูกพี่พยักหน้าหงึกหงักเพราะอาหารยังเต็มปาก ยกนิ้วโป้งขึ้นบอกให้รู้ว่ามันเยี่ยมสุด ๆ ไปเลย ทั้งที่ความรู้สึกจริง ๆ ตรงข้าม อยากคายทิ้งแทบแย่แล้ว

“โอ้โฮ ไอ้จ๋านี่นับถือลูกพี่จริง ๆ ยอมเลยครับ กินปลาร้าทั้งตัวได้นี่ลูกพี่กล้าสุดยอดมากครับ” ต้นกล้าชะงักค้างกึกหยุดเคี้ยว ตาเหลือกถลนจนแทบจะหลุดออกมาจากเบ้า

ปลาร้า!

ปลาร้าทั้งตัว!

ปลาร้าทั้งตัวอย่างนั้นเหรอ..? !

ที่กินอยู่นี่มันคือปลาร้าทั้งตัวเชียวเหรอ! อ๊าก!

ใบหน้าหล่อใสบิดเบี้ยวทรมานจนลืมมาด อาหารคำนั้นยังอมอยู่ในปากแต่ไม่ได้เคี้ยวต่อ หลานคุณยายไม่กล้ากลืนแม้กระทั่งน้ำลายลงคอ เมื่อถึงขีดสุดของความอดทนจนทนไม่ไหว ต้นกล้าลุกขึ้นจากวงกินข้าวแล้วหันหลังออกวิ่ง คายสิ่งที่อยู่ในปากขว้างทิ้งไม่ไยดี หูเจ้ากรรมยังแว่วได้ยินเสียงหัวเราะสะใจของเด็ดเดี่ยวดังตามหลังมา

ฝากไว้ก่อนเถอะอย่าให้ถึงทีไอ้กล้าก็แล้วกัน!

ต้นกล้าวิ่งมาหยุดใต้ต้นมะม่วงต้นหนึ่ง อาศัยลำต้นแข็งแรงช่วยพยุงร่างที่หอบเหนื่อยจนตัวโยน อาหารคำนั้นแม้จะคายทิ้งไปหมดแล้ว แต่ยังรู้สึกถึงรสชาติและกลิ่นติดจมูก ทำไมหนุ่มหล่อมาดดีมีออร่าเช่นเขา ต้องมาตกระกำลำบากกลางไร่กลางนาอย่างนี้ แดดหรือก็ร้อนระอุเสียยิ่งกว่าอยู่กลางทะเลทราย เกิดอยู่ ๆ ไปแล้วต้องมาเจออาหารแบบนี้ทุกวันมันจะไหวหรือ ต้นกล้าหลับตาลงระงับอาการพะอืดพะอม พยายามสูดลมหายใจเข้าแล้วปล่อยออกช้า ๆ เป็นจังหวะ จนรู้สึกโล่งจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น

ดวงตากลมโตจับอยู่กับขวดน้ำเย็นตรงหน้า ที่ใครบางคนยื่นมาให้ด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง รับขวดน้ำที่เปิดฝาไว้ให้แล้วมากรอกเข้าปาก กลั้วล้างภายในปากจนพอใจแล้วจึงบ้วนทิ้ง ยกขวดกรอกน้ำเข้าปากไปอีกอึกใหญ่ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาหยิ่งในศักดิ์ศรีกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือมองข้ามความเอื้ออารีจากคนข้าง ๆ แม้แววตาของเด็ดเดี่ยวจะยังเจือความขบขันอยู่ก็ตามเถอะ ต้นกล้าจะทำเป็นไม่เห็นก็แล้วกัน

“ดีขึ้นหรือยัง” น้ำเสียงฟังแล้วรู้สึกได้ถึงความห่วงใย ทั้งที่มันคงเป็นไปไม่ได้ เพราะคนที่คอยถากถางสบประมาทคนนี้ มีหรือที่จะห่วงต้นกล้าจริง ไม่มีทาง!

ต้นกล้าหันขวับไปทางต้นเสียง พลันใจดวงน้อยเกิดสั่นสะท้าน เพราะใบหน้าของทั้งสองห่างกันไม่ถึงคืบ ตาสวยสบเข้ากับตาคมสีสนิมเหล็ก ที่แววตาแฝงนัยแปลก ๆ ยากเข้าใจ ต้นกล้ามองอย่างค้นหาทั้งเกิดคำถาม จะมองกันทำไม ทำไมต้องมองไม่หลบตา คนตัวโตไม่หลบตามีหรือคนอย่างต้นกล้าจะยอมหลบ เอาไปเอามาเลยกลายเป็นว่าทั้งสองยืนจ้องตากันนิ่งอยู่อย่างนั้น จนกระทั่ง...

“เฮ้ย!” ต้นกล้าร้องเสียงดัง เมื่อรู้สึกตัวว่านัยน์ตาคมที่กำลังมองอยู่เริ่มสั่นระริก ส่อแววซุกซนขี้เล่น มุมปากเด็ดเดี่ยวยกขึ้นยิ้มน้อย ๆ เพราะกลั้นขำ ทำให้ต้นกล้ารู้สึกตัว ว่าเผลอมองนัยน์ตาคมนานเกินไปแล้ว ยกมือสองข้างขึ้นผลักอกแข็งแกร่งของคนตัวโตออกห่างอย่างแรง ร่างสูงหงายหลังก้นจ้ำเบ้าลงบนพื้นหญ้าสองขาชี้ฟ้าโด่เด่ดูน่าขัน

“โอ๊ย!”

“ฮ่า ๆ สม” ไม่รู้สึกผิดไม่พอ ต้นกล้ายังหัวเราะชอบใจเหมือนเด็กน้อย ที่เห็นเด็ดเดี่ยวเสียหลักเพราะฝีมือตัวเอง ดีใจที่ได้เอาคืนเสียบ้าง

“ทำคุณบูชาโทษจริง ๆ ” เด็ดเดี่ยวนั่งจ้องคนที่ยืนค้ำหัวด้วยอารมณ์แค้นแปลก ๆ ทั้งเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอยากกัดให้จมเนื้อ แต่อีกใจก็เหมือนจะเอ็นดูอย่างบอกไม่ถูก

ต้นกล้ายังลอยหน้าลอยตาแบะปากให้ ไม่ได้เกรงต่อสายตาแค้นเคือง ที่คนตัวสูงกำลังมองตอบเลยสักนิด ซ้ำนัยน์ตาหวานคู่นั้นยังดูซุกซนและท้าทาย การยักคิ้วหลิ่วตาแบบกวน ๆ ของต้นกล้า และสีหน้าระรื่นผิดกับตอนแรก เด็ดเดี่ยวเห็นแล้วได้แต่นึกเข่นเขี้ยวอยากเคี้ยวให้แหลกไป แต่เท่าที่ทำได้ตอนนี้คือทดไว้ในใจรอโอกาสเอาคืน

“คนกำลังกินข้าวอร่อย ๆ มาทำให้เสียบรรยากาศจริง ๆ ไปกลับไปกินข้าวต่อ”

“ไม่ไปไม่กิน”

“แค่นี้ทำเป็นอ่อน” เพราะรู้ว่าคนตรงหน้านั้นชอบเอาชนะมากแค่ไหน เลยอยากแกล้งให้หลานคุณยายเดือดดาลเล่น

“อะไรใครอ่อน ใครทำอะไร”

“ก็ใครล่ะที่ทำเหมือนรังเกียจของกินที่ทุกคนกำลังกินกันอย่างเอร็ดอร่อย วิ่งหนีออกมาจากวงข้าว นี่อ้วกด้วยใช่ไหมหึ ๆ ” โมเมขี้ตู่เอาเอง! ต้นกล้าไม่ได้อ้วกสักหน่อย แค่เกือบ ๆ เท่านั้น แต่เสียงหัวเราะแบบนี้นี่มัน ฮึ่ม! มันน่ารำคาญใจจริง ๆ ทำไมคนคนนี้ต้องหัวเราะแบบนี้ใส่หน้าเขาด้วย ต้นกล้าได้ยินแล้วรู้สึกยังไงก็ไม่รู้ มันอธิบายไม่ถูก มันเหมือนเสียงหัวเราะของคนที่เหนือกว่า มันเป็นเสียงหัวเราะของคนที่เป็นต่อ ทั้งที่ตัวต้นกล้าเองก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าคนคนนี้เลยสักนิด!

“ก็ไม่ได้รังเกียจแต่จะกินเข้าไปได้ยังไง กลิ่นยังกะปลาเน่า”

“ไม่ใช่ปลาเน่าเขาเรียกปลาร้า” เด็ดเดี่ยวบอกเสียงเรียบ แต่สีหน้ากับอาการกลั้นยิ้มนั้นมันคืออะไร ทำไมต้นกล้าเห็นแล้วหงุดหงิดเหลือเกิน ฮึ่ย!

“จะปลาอะไรก็ช่างอยากกินก็กินไปคนเดียวสิ เราไม่กิน”

“ที่นี่ไม่มีอาหารให้เลือกกินนักหรอกนะ เขากินเพื่ออยู่ไม่ได้อยู่เพื่อนกิน ถ้าจะอยู่ที่นี่ให้ได้ก็ต้องหัดเรียนรู้ไว้บ้าง”

“แต่เราไม่อยากกินปลาร้า!”

“ไม่อยากกินก็ไม่ต้องกิน” อ้าว! ตอนแรกที่จะให้กินเหมือน ๆ ชาวบ้านนั้นก็ดูจริงจังอยู่หรอก แต่พอยืนยันว่ายังไงก็ไม่กินกลับยอมง่าย ๆ หน้าตาเฉย ซ้ำยังเดินหนีไปเหมือนได้พูดอะไรก่อนหน้านั้นอีก

ใครไม่งงต้นกล้างง

“อะไรอีก”

“เหอะ” คำเดียวแล้วสะบัดหน้าหนีอย่างแสนงอน จะผิดหรือเปล่านะ ที่เด็ดเดี่ยวกลับมองกิริยาของหนุ่มน้อยตรงหน้าว่ามันช่างน่ารักน่าง้อเสียเหลือเกิน ตายล่ะ! ทำไมมองผู้ชายด้วยกันว่าน่ารักได้วะไอ้เดี่ยว ถึงต้นกล้าจะหน้าหวานในแบบหล่อปนหวาน ที่มองแล้วรู้สึกแปลก ๆ และอยากมองบ่อย ๆ ก็ตามเถอะ!

“งอนเป็นตุ๊ดไปได้!” ใจคิดไปอีกอย่างแต่สิ่งที่พูดออกมากลับเป็นอีกอย่าง ที่ค่อนข้างรุนแรงแสลงหูคนฟังจนรับไม่ได้ มันไม่ใช่คำง้อหวานหูน่าฟังอย่างที่เด็ดเดี่ยวคิดเอาไว้

“เราไม่ใช่ตุ๊ด!”

“ไม่ใช่ตุ๊ดแล้วทำไมงอนอย่างกับผู้หญิงครับน้อง” ต้นกล้าตวัดสายตามองขวางแล้วเดินหนีไปอีกทางไม่พูดอะไรด้วยสักคำ

“นั่นจะไปไหนน่ะ เสียมารยาทนะคุยกันอยู่ดี ๆ แล้วเดินหนีหน้าตาเฉยอย่างนี้น่ะ” เสียงชายหนุ่มต่อว่าตามหลังมา แต่คนตัวเล็กกว่าก็หาได้สนใจไม่ สองเท้ายังเดินมุ่งหน้าออกไปยังปากทางเข้าไร่อย่างมั่นคง “คนอุตส่าห์เป็นห่วงเอาน้ำมาให้ขอบคุณสักคำนี่ไม่มีเลย” สิ้นคำของเด็ดเดี่ยวร่างสูงโปร่งของคนหล่อหน้าใสจากเมืองกรุงหยุดกึกทันที เล่นเอาคนที่จ้ำเดินเพื่อตามให้ทันเกือบชนหลังเข้าให้

“เมื่อกี้ว่าไงนะ”

“เปล่านี่”

“อะไรตัวเองเพิ่งจะพูดออกมาเมื่อกี้เองลืมแล้วหรือไง”

“อ๋อ ก็บอกที่เอาน้ำมาให้ไง ขอบคุณกันสักคำนี่ไม่มีหรอกแถมยังเดินหนีพี่อีกต่างหาก ไม่มีมารยาทเลย” เฉไฉไปอีกทางได้อย่างหน้าตาย ทั้งที่ไม่กล้าสบตาคนตัวเล็กที่กำลังจ้องมองจับผิด

เด็ดเดี่ยวพลาด! เข้ารู้ว่าตัวเองพลาด ยกนี้ต้นกล้าชนะใส ๆ อย่างไม่รู้ตัวเลย

“เดี๋ยว ๆ มันมีอีกอย่างที่พูดออกมาด้วยเมื่อกี้บอกว่าไงนะ พูดทั้งประโยคที่พูดตอนแรกใหม่ซิ” ดึงไหล่คนตัวสูงกว่าให้หันมาหาอย่างเอาเรื่อง เด็ดเดี่ยวหันมาแต่ก็ยังไม่ยอมสบตากับดวงตาหวานของต้นกล้าอยู่ดี “ว่าไง”

“เปล๊า” เสียงสูงขึ้นมาทันที แต่จะบอกได้ยังไงว่าเผลอพูดคำว่าเป็นห่วง ออกมาให้คนตัวเล็กกว่าได้ยินเข้า ถึงอยู่ดี ๆ จะรู้สึกอย่างนั้นขึ้นมาเองก็ตามเถอะ เขาไม่มีทางบอกให้คนที่แสนดื้อรั้นถือตัวคนนี้ได้ฟังอีกเป็นครั้งที่สองเด็ดขาด

“ถ้าฟังไม่มีผิดมันมะ...”

“ไม่มีอะไรหรอกน่า หูไม่ดีหรือไง จะกลับแล้วใช่ไหม” เด็ดเดี่ยวรีบพูดแทรกก่อนที่คนตัวเล็กจะทวนคำพูดของเขาออกมาให้ได้อาย เขารีบเปลี่ยนเรื่อง ถามในสิ่งที่คิดว่าต้นกล้าต้องการ “จะกลับแล้วก็ไปขึ้นรถเดี๋ยวพี่ไปส่ง”

ต้นกล้าเปิดประตูรถแล้วรีบกระโดดลงไปทันที ตั้งแต่รถยังจอดไม่สนิทดีด้วยซ้ำ คนหล่อรีบวิ่งขึ้นบ้านไปอย่างรวดเร็วด้วยความดีใจ เพราะรถตู้คนหรูที่จอดอยู่อีกมุมของลานหน้าบ้าน บ่งบอกว่าบุพการีที่รักยิ่ง ได้เดินทางจากกรุงเทพมาถึงแล้ว

“คุณแม่ครับต้นกล้ามาแล้ว สวัสดีครับคนสวย” ร่างสูงโปร่งถลาเข้าหาอ้อมกอดของคุณนภากานต์ผู้เป็นแม่ แล้วผละออกพนมมือไว้ที่อกอย่างสวยงาม ฟัดหอมแก้มเนียนไปหลายฟอด ก่อนจะหันไปหาคุณกวินผู้เป็นพ่อและยกมือไหว้กล่าวทักทาย “สวัสดีครับคุณพ่อไหนบอกอีกสองสามวันถึงจะมา ทำไมมาวันนี้ได้ครับ”

“ก็แม่เรานะสิ ทนคิดถึงไม่ไหวเลยตัดสินใจมาวันนี้ซะเลย แล้วนี่ไปซนที่ไหนมาเจ้ากล้า” คุณพ่อทักทายลูกชายคนเดียวราวกับต้นกล้าอายุยังไม่ถึงสิบขวบยังไงอย่างนั้น

“กล้าเปล่าซนนะครับโตป่านนี้แล้วใครจะมาซนอยู่ได้ แค่ออกไปดูไร่ให้คุณยายเท่านั้นเอง” คนหล่อบอกด้วยเสียงกระเง้ากระงอดพลางวาดวงแขนกอดคอพ่ออย่างสนิทสนม ราวกับเป็นเพื่อนกัน เพราะเป็นลูกคนเดียวจึงเป็นเรื่องปกติของครอบครัวนี้ เมื่ออยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันมหกรรมการอ้อนการโอ๋ลูกจึงเกิดขึ้น แต่ถึงจะได้รับการเลี้ยงดูแบบประคบประหงมจากทั้งบิดามารดา ต้นกล้าก็เป็นเด็กดี น่ารัก และไม่เคยทำให้พ่อแม่ผิดหวัง

“ดีแล้วรู้หน้าที่ตัวเองแบบนี้แม่เขาจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง” คุณพ่อพอใจที่ได้รู้ว่าเจ้าลูกชายตัวดีรู้จักเอาการเอางาน รู้จักสนใจไร่นา และที่สำคัญรู้หน้าที่ว่าตัวเองต้องมาอยู่ที่นี่เพราะอะไร ผู้ใหญ่ทั้งสามแอบมองสบตายิ้มกันมีแววภูมิใจ

“นี่เจ้ากล้ายังไม่เจอแม่แจ่มใจ แม่ของไอ้จ๋าใช่ไหม” คุณยายที่นั่งเงียบอยู่ถามขึ้น “นี่ไงแม่แจ่มใจที่ทำกับข้าวมาให้เรากินน่ะ” คุณยายหันไปทางแม่แจ่มใจ ต้นกล้าจึงรีบยกมือไหว้อย่างนอบน้อมสวยงาม

“สวัสดีครับ”

“ไหว้พระเถอะลูก ได้ยินแต่ไอ้จ๋ามันคุยถึงลูกพี่คนเก่งทั้งวัน นี่ถ้ามันทำอะไรให้รำคาญใจน้าฝากหนูกล้าสั่งสอนมันด้วยนะ ไอ้จ๋ามันคนพูดมาก”

“ครับ ไม่เป็นไรครับ” ต้นกล้าตอบกลับส่งยิ้มให้ผู้สูงวัยกว่า ไม่อยากบอกว่าเขาเองก็แอบรำคาญเวลาที่ไอ้จ๋ามันพูดมากอยู่เหมือนกัน แต่หนูกล้าที่แม่แจ่มใจเรียกนี่ ต้นกล้าได้ยินแล้วรู้สึกขัด ๆ หูยังไงก็ไม่รู้

“เอ๊ะ นั่นพ่อเดี่ยวนี่ มาขึ้นมาก่อนลูก” คุณยายที่ชะโงกหน้าไปทางชานเรือนเรียกบุคคลอีกคนหนึ่ง ที่กำลังตัดสินใจว่าจะเดินตามคนตัวเล็กหรือจะกลับไปก่อนดี เมื่อเห็นต้นกล้าวิ่งขึ้นเรือนมาอย่างรวดเร็ว เด็ดเดี่ยวก็รีบตามมา แต่พอมาเห็นภาพครอบครัวอันอบอุ่นพร้อมหน้า เลยคิดว่าควรจะถอยกลับไปก่อนดีกว่า เพราะไม่อยากให้คนตัวเล็กอารมณ์เสีย แต่ขณะกำลังจะหันหลังกลับ คุณยายก็หันมาเห็นเขาเข้าพอดี

เด็ดเดี่ยวเดินเข้าไปนั่ง ถ่วงท่าของบุรุษหนุ่มบ้านนาร่างสูงใหญ่ ที่ดูแข็งแกร่งและสง่าผ่าเผย มีความโดดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ก็ดูนอบน้อมสุภาพอ่อนโยน

“นั่งลงกินน้ำเย็น ๆ ก่อนลูก นี่พ่อกับแม่ของเจ้ากล้าเขา” คุณยายตบเบา ๆ ลงบนเก้าอี้หวายข้างตัว เจ้าของร่างสูงจึงเดินค้อมตัวเข้าไปนั่งอย่างว่าง่าย

“สวัสดีครับ”

“นี่พ่อเดี่ยว ลูกชายคนโตกำนันอาจหาญไง”

“นี่ลูกพี่หาญเหรอแม่ โตเป็นหนุ่มหล่อเชียวนะลูก” คุณนภากานต์พูดกับแม่ตัวเอง แล้วหันมาทางเด็ดเดี่ยวส่งยิ้มหวานให้ ไม่สนใจนัยน์ตาขุ่นขวางของคุณกวินผู้เป็นสามี

“เอ่อ ครับ” เด็ดเดี่ยวเผลอมองรอยยิ้มของคุณนภากานต์เพลิน จนเกือบลืมตอบ หญิงวัย 45 ปี ที่รูปร่างหน้าตาดูอ่อนกว่าอายุจริงมาก โครงหน้าเรียวและใบหน้าสวยหวานของต้นกล้า ก็คงจะได้มาจากแม่สินะ ผิวหรือก็ขาวผ่องนวลเนียนดูสุขภาพดี เหมือนคนที่ดูแลรักษาตัวเองอยู่เสมอ เขามองอย่างชื่นชม แต่เมื่อสายตาคมกวาดมองไปถึงชายวัยกลางคนท่าทางภูมิฐาน ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กัน กลับปะทะเข้ากับรังสีความน่าเกรงขามก็เปล่งออกมา เด็ดเดี่ยวรู้สึกเกรงและเคารพอยู่ในที ยิ่งเมื่อสบเข้ากับนัยน์ตาคู่นั้นที่ดูดุจนน่ากลัว แตกต่างจากเวลาที่มองคนเป็นลูกที่อยู่ในอ้อมกอดลิบลับ

“ก็ได้พ่อเดี่ยวนี่แหละ มาช่วยดูแลงานหลายอย่างให้ เป็นคนหนุ่มที่ขยันขันแข็งน่าชื่นชมจริง ๆ ” คุณยายเอ่ยชมเด็ดเดี่ยวอย่างรักใคร่เอ็นดูหันมายิ้มให้ด้วย “บ้านไหนได้ไปเป็นเขยคงโชคดีมากเลยล่ะ”

ใคร ๆ ก็ชมเด็ดเดี่ยวทำนองนี้บ่อย ๆ แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่รู้สึกว่าหัวใจพองโตเท่าครั้งนี้ เพราะนอกจากจะเป็นคำชมของคุณยายประไพศรีที่เคารพรักแล้ว ยังมีสายตาหมั่นไส้แกมเหยียดจากใครบางคนเหลือบมองมาด้วย เด็ดเดี่ยวจะโมเมเอาเองก็แล้วกันว่าเจ้าของสายตานั้นกำลังอิจฉา

“อาต้องขอบใจพ่อเดี่ยวมากนะจ๊ะที่ช่วยดูแลคุณยาย” คุณนภากานต์เอ่ยเสียงหวานกับชายหนุ่ม เลยถูกคุณกวินผู้เป็นสามีปรายตามองค้อนไปหนึ่งวง

“ไม่เป็นไรครับ ผมเองก็ชอบมาคุยกับคุณยายบ่อย ๆ ”

“แล้วนี่ไปไหนกันมาล่ะ”

“พาน้องออกไปดูไร่มันมาครับ” คุณนภาหันไปมองคุณยาย สองหญิงต่างวัยยิ้มพอใจกับคำที่เด็ดเดี่ยวใช้เรียกแทนเจ้าตัวดี น้ำเสียงหรือก็แสนอ่อนโยน แต่คุณกวินผู้หวงลูกตวัดมองด้วยตาแข็ง ๆ เหมือนไม่พอใจอะไรบางอย่าง

“แล้วพ่อกำนันล่ะ สบายดีไหม”

“ก็สบายดีครับ วันนี้..”

“แหมน้องนภาไหนบอกคิดถึงเจ้ากล้า บ่นคิดถึงทำไมไม่คุยกับลูกเลยล่ะ”

“แหมคุณพี่คะ ลูกก็อยู่นี่คุยเมื่อไหร่ก็ได้นี่คะ จริงไหมลูก”

“ไม่เอาครับกล้าก็อยากคุยกับคุณแม่เหมือนกันนะครับ” ต้นกล้าหันมากอดแม่แน่น ทำเป็นซุกหน้าเข้าหาแต่แอบเบ้ปากให้คนตัวโตอย่างล้อเลียน เด็ดเดี่ยวเพียงส่งยิ้มบาง ๆ มาให้คนดื้อรั้นไม่ถือสา

“ผมคงต้องขอตัวกลับก่อนล่ะครับคุณยาย คุณอาทั้งสองครับ”

“อ้าว จะกลับแล้วเหรอพ่อเดี่ยว ไม่อยู่กินข้าวเย็นกับยายก่อนล่ะลูก”

“น่าจะ..”

“เจ้ากล้า!” กำลังจะพูดว่า น่าจะกลับตั้งนานแล้ว แต่โดนคุณยายเรียกดักคอเอาไว้ด้วยเสียงดุเหมือนรู้ทัน ต้นกล้าเลยได้แต่เงียบและแอบทำสายตาไม่พอใจให้เด็ดเดี่ยว ที่รู้สึกขำมากกว่าถือสา

“ผมไม่รบกวนดีกว่าครับคุณยาย พอดีจะแวะเข้าไปที่ฟาร์มด้วยเลยอยู่นานไม่ได้” เด็ดเดี่ยวบอกเหตุผล ทางบ้านของชายหนุ่มเอง ก็ทำการเกษตรมากมายหลายอย่าง ทั้งงานไร่งานนาและยังมีฟาร์มไก่ฟาร์มหมูอีก งานทั้งหมดรับผิดชอบร่วมกันกับน้องสาว มีกำนันอาจหาญผู้เป็นพ่อคอยช่วยดูแล แต่กำลังหลักก็คือเขาคนเดียว

“ว่าง ๆ ก็แวะมาได้ตลอดนะพ่อเดี่ยว” คุณนภาบอกแล้วหันไปยิ้มกับคุณยายประไพศรีผู้เป็นแม่

“ขับรถดี ๆ นะลูก” คุณยายกำชับเสียงอ่อน ต้นกล้าเหลือบไปมองคนตัวโต แถมแบะปากให้ด้วยอย่างหมั่นไส้

“ผมลาล่ะครับ” เด็ดเดี่ยวยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสาม ลุกขึ้นเดินค้อมหลังออกจากตรงนั้นไปได้เพียงสองก้าว ก็ได้ยินเสียงที่ทำให้เขาต้องหยุดเดินและหันไปมอง

“เจ้ากล้าลงไปส่งพี่เขาหน่อยสิ”

“อ้าว เกี่ยวอะไรกันล่ะครับคุณแม่”

“ไหนบอกพี่เขาพาไปดูไร่ พอจะกลับเราก็ควรมีน้ำใจเดินไปส่งพี่เขาที่รถหน่อยไม่ใช่หรือไง”

“เห็นบอกมานี่บ่อยคงจะชินแล้ว ไม่ต้องลงไปส่งก็ได้หรอกมั้ง” คุณกวินที่นั่งฟังเงียบ ๆ มานานเอ่ยขึ้นช่วยลูกชาย ที่ดูก็รู้ว่าไม่อยากทำหน้าที่นี้เท่าไหร่นัก

“ไม่ได้หรอกค่ะคุณพี่ เราควรมีน้ำใจกับคนที่เขามีน้ำใจกับเราสิคะ เข้าใจไหมลูก” คุณนภาเอ่ยขัดสามีแล้วหันมาถามต้นกล้า พลางดันตัวลูกชายให้ออกจากอ้อมกอด หนุ่มน้อยยิ่งทำหน้ามุ่ยเขาไปใหญ่

“เอ่อ..”

“ไปสิเจ้ากล้ารออะไรอีก หรือจะให้ยายไปเอง” เด็ดเดี่ยวกำลังจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่คุณยายพูดแทรกขึ้นมาก่อนเสียงเข้ม จนคนเป็นหลานไม่กล้าขัด ต้นกล้าผละออกจากอกคุณนภา เดินหน้าบึ้งตึงไปทางบันไดเรือน นำชายหนุ่มลงไปก่อน

“ผมลาล่ะครับคุณยายคุณอาทั้งสอง”

ต้นกล้าเดินมารอที่รถด้วยใบหน้าบอกบุญไม่รับ จนเจ้าของรถนึกขำในใจ นี่คงฝืนตัวเองมาก ที่ต้องลงมาส่งแขกไม่ได้รับเชิญอย่างเขาตามคำสั่งของคุณยายและคุณนภา

“กลับล่ะ ขอบใจนะที่ลงมาส่ง”

“ชิ ทีหลังไม่ต้องมาให้เห็นหน้ายิ่งดี”

“หา อะไรนะ” เด็ดเดี่ยวเปิดประตูขึ้นนั่งประจำที่คนขับแกล้งไม่ได้ยิน ใจนึกอยากกวนอารมณ์คนเล่นก่อนกลับ

“บอกว่าวันหลังไม่ต้องมาให้เห็นหน้าอีกได้ยิ่งดี!” ต้นกล้าบอกเสียงดังฟังชัด แต่คนฟังหน้ามึนกลับตีหน้านิ่ง แต่สายตาแวววาวจนน่าหมั่นไส้

“อือ ถ้าพี่ไม่เข้ามาอย่ามานั่งคิดถึงก็แล้วกัน” พูดจบยักคิ้วข้างเดียวให้อย่างกวนประสาท ต้นกล้ากัดฟันแน่นใกล้หมดความอดทน สำคัญตัวเองผิดไปแล้ว หน้าอย่างนี้คงมีคนคิดถึงอยู่หรอก แต่คนคนนั้นต้องไม่ใช่ต้นกล้าแน่นอน

ฝันไปเถอะ!

“พี่กลับนะครับเด็กน้อย” เด็ดเดี่ยวยื่นมือออกมาวางบนหัวแดง ๆ ของคนที่ยืนอยู่ข้างรถ แล้วโยกพร้อมกับขยี้เส้นผมไม่แรงมากนัก แค่โยกนิดโยกหน่อยจนหัวสั่นหัวคลอนอย่างเอ็นดู แล้วขับรถออกไปทันที ต้นกล้าได้แต่ยืนอึ้งกับสิ่งที่เกิดขึ้น เลยไม่ทันได้โวยวายที่ถูกกระทำเหมือนเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ

เด็ดเดี่ยวขับรถไปยิ้มไปอย่างไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน นึกแปลกใจกับอะไรหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นตั้งแต่ได้เจอต้นกล้า โดยไม่รู้ว่าชีวิตของเขาหลังจากนี้ ยิ่งจะมีสิ่งที่ทำให้แปลกใจมากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้เสียอีก

/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/
สงสารต้นกล้าาาา  :hao5: :m15: :monkeysad: :sad11:

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1137
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +201/-0
ขอบคุณครับ +1 ให้กำลังใจคนเขียนครับ o13

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo
กรุ่นไอดิน กลิ่นไอรัก ตอนที่ 4 คู่ปรับเก่า

เริ่มวันใหม่กับท้องฟ้าครึ้ม ๆ เพราะฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อวาน เพิ่งจะมาหยุดเอาตอนค่อนรุ่งนี่เอง บรรยากาศแบบนี้ช่วยให้ต้นกล้าหลับสบายจนถึงเช้า คนเพิ่งตื่นนอนบิดร่างกายพลิกไปซ้ายทีขวาทีอย่างเกียจคร้าน ก่อนจะลืมตาขึ้นมารับวันใหม่แบบเต็มตื่น ดวงตาดำขลับสุกใสมีแววสวยส่องประกายระยับ เพราะได้หลับสนิทมาทั้งคืน

ผ่านไปสามวันแล้วตั้งแต่วันที่ต้นกล้าออกไปดูไร่มันกับเด็ดเดี่ยว เป็นสามวันที่หนุ่มหัวแดงมีความสุขมาก เพราะไม่มีคนตัวโตหน้ามึน ๆ โผล่มาทำอะไรให้รำคาญใจจนลืมไปเลย

นอนกลิ้งไปกลิ้งมาครู่ใหญ่ก็ได้เวลาเคลื่อนตัวลงจากเตียง เพราะตะวันขึ้นจนสายโด่ง จะให้นอนต่อต้นกล้าก็ทำไม่ไหว มันตื่นเต็มตาหลังจากได้นอนเต็มอิ่ม ร่างกายจึงค่อนข้างกระฉับกระเฉง และกระหายการเคลื่อนไหว คน (ที่คิดตัวเอง) หล่อที่สุด ลากสังขารลุกขึ้นจากที่นอนเดินเข้าห้องน้ำ จัดการกับกิจวัตรประจำวันทุกอย่างจนเสร็จ แล้วเดินออกจากห้องนอนมา

“กู้ดมอร์นิ่งครับคุณยาย” เห็นคุณยายกำลังเอกเขนกบนเก้าอี้หวายตัวโปรด ต้นกล้าปรี่เข้าไปหาหน้าระรื่น

“ตื่นแต่เช้าเลยนะเจ้ากล้า” คุณยายอ้าแขนรับ ให้หลานชายหัวแก้วหัวแหวนได้เข้าไปกอดไปออดอ้อน

“ครับคุณยาย คุณพ่อคุณแม่ล่ะครับตื่นหรือยัง” ฟอด ถามเสร็จก็หอมแก้มคุณยายไปหนึ่งที เป็นการปิดท้าย

“แม่เขาทำมื้อเช้าอยู่ในครัวกับแม่แจ่มใจน่ะ ส่วนพ่อเราลงไปเดินเล่นที่สวนหลังบ้านแต่เช้าแล้ว” คุณยายผู้ใจดีบอกพลางเอามือลูบหัวหลานชายอย่างเอ็นดู “แล้วเราล่ะไม่ไปช่วยในครัวเขาหน่อยหรือไง” คุณยายก็ช่างถามในสิ่งที่คนเป็นหลานหนักใจยิ่ง

“โอยไม่ไหวจริง ๆ ครับคุณยาย ให้กล้าทำอย่างอื่นแทนเถอะนะครับ” ปกติต้นกล้าก็ไม่เคยคิดจะทำอะไรอย่างนี้อยู่แล้ว เพราะตัวเองมีหน้าที่รอกินอย่างเดียว จึงได้แต่โอดครวญทีเล่นทีจริง

“มีเสน่ห์ปลายจวักติดตัวบ้างก็ดีนะเจ้ากล้า มันจะ...”

“ไม่เอาครับคุณยาย ขืนต้นกล้าเข้าครัวไฟได้ไหม้บ้านพอดี แล้วอะไรคือเสน่ห์ปลายจวัก เขาเอาไว้ใช้กับผู้หญิงไม่ใช่หรือไงครับ” คุณยายพูดยังไม่ทันได้จบคำดี ต้นกล้าก็รีบประท้วงขึ้นก่อน เรื่องงานเรือนงานครัวนี้ต้นกล้าไม่เอาด้วยจริง ๆ คุณยายเลยได้แต่ส่ายหัว เพราะอยู่ที่นี่ถึงจะมีแม่แจ่มใจเป็นคนดูแลเรื่องอาหารการกินให้ แต่อย่างน้อยต้นกล้าก็ควรจะรู้จักทำอาหารง่าย ๆ ให้ตัวเอง เผื่อไม่มีใครอยู่จะได้ไม่ต้องลำบาก

“แล้วคุณยายไม่ไปเดินเล่นบ้างเหรอครับ ปะกล้าพาไปนะครับ”

“เออแหนะถนัดจริง ๆ นะเอาใจคนแก่งั้นก็ไปสิ” ว่าแล้วคุณยายก็เตรียมตัวลุกขึ้น มีหลานชายหัวแก้วหัวแหวนสุดรักสุดใคร่ คอยประคอง

“ใช่ฮะเรื่องแบบนี้กล้าเก่ง ปะค่อย ๆ เดินนะครับ” ต้นกล้าประคองคุณยายลงมาเดินเล่นแถวสวนหน้าบ้าน ยอดหญ้าเปียกชุ่มเพราะฝนตก กำลังชมนกชมไม้ชมสวนเพลิน ๆ ประสายายหลาน รถกระบะสองตอนคันใหญ่ ก็ขับเข้ามาในบริเวณบ้านจอดลงใต้ต้นมะม่วงพอดี

“นั่นรถพ่อกำนันนี่” พอคนที่อยู่บนรถเปิดประตูลงมา ก็เป็นจริงอย่างที่คุณยายบอก กำนันอาจหาญลงรถมาจากที่นั่งข้างคนขับ ท่าทางสง่าผ่าเผยและน่าเกรงขาม นั่นเองเป็นต้นแบบที่ลูกชายอย่างเด็ดเดี่ยว ถอดมาจากคนเป็นพ่อทุกกระเบียด เด็ดเดี่ยวทำหน้าที่คนขับรถตามลงมาทีหลัง ทั้งสองมองเห็นคุณยายและคุณหลานจึงส่งยิ้มให้มาแต่ไกล

“สวัสดีครับคุณป้า” กำนันอาจหาญเอ่ยทักทายคุณยายประไพศรี เมื่อเดินมาถึงก่อนตามด้วยเด็ดเดี่ยว

“สวัสดีครับคุณยาย” เด็ดเดี่ยวยกมือไหว้ผู้สูงวัยอย่างอ่อนน้อม แล้วค่อยหันมายิ้มหล่อทักทายคนตัวเล็กกว่า แต่คนหล่อจากบางกอกกลับสะบัดหน้าหันหนี จนผมแดง ๆ นั่นสะบัดตาม ต้นกล้าเมินไปทางอื่นทำเป็นไม่เห็น คนตัวสูงจึงได้แต่ยิ้มบาง ๆ ให้เพราะคุณยายกำลังมองอยู่ เขาทำเหมือนไม่ถือสาว่าอะไรแต่ในใจคิดแผนเอาคืน นี่อุตส่าห์หายไปตั้งสามวันเชียวนะ ไม่คิดถึงกันบ้างหรืออย่างไร รู้ไหมว่าเขาเองยังเผลอคิดถึงเจ้าตัวแสบอยู่เลยในบางครั้ง ความนุ่มละมุนของผมแดง ๆ ที่เขาได้สัมผัสวันนั้น ยังเหมือนติดอยู่ที่มือจนถึงวันนี้

“ผมได้ข่าวว่าน้องนภากลับมาบ้านเลยแวะมาเยี่ยมครับ” กำนันอาจหาญบอกจุดประสงค์ของการมา น้ำเสียงเมื่อเอ่ยชื่อคุณแม่ของต้นกล้าฟังแล้วช่างนุ่มนวลเสียเหลือเกิน

“อ๋อ ใช่จ้ะ มาได้สองสามวันแล้วล่ะ ตอนนี้แม่นภาทำอาหารเช้าอยู่เดี๋ยวก็คงเสร็จ พอดีล่ะพ่อกำนันมาจะได้กินข้าวเช้าด้วยกันเลยนะ” คุณยายบอกแล้วหันไปหาหลานตัวเองสะกิดบอก “เจ้ากล้านี่พ่อกำนันของพี่เดี่ยวเขาไง”

“สวัสดีครับคุณลุง” ต้นกล้ายกมือไหว้ทักทาย กำนันอาจหาญรับไหว้พลางพิจารณาใบหน้าหล่อปนหวาน เผลอคิดถึงวันเก่า เมื่อเห็นใบหน้าที่ละม้ายคล้ายคลึงกับใครบางคน ที่กำนันเคยคิดว่าหลงใหลได้ปลื้มเป็นยิ่งนัก ผิดก็แต่ที่ว่าใบหน้านี้อยู่ในแบบของผู้ชายเท่านั้นเอง

“นี่คงเป็นลูกของน้องนภาสินะครับ” กำนันเอ่ยขึ้นพร้อมกับวางมือลงบนหัวทุย ที่ปกคลุมไปด้วยผมหนาเส้นเล็กซอยสั้น และทำสีแดงเข้มอย่างนึกเอ็นดู เจ้าของหัวแดง ๆ ก็ได้แต่ยืนยิ้มอย่างไม่รู้จะพูดอะไรออกมาดี

“ใช่ นี่ต้นกล้าลูกชายคนเดียวของแม่นภาเขา”

“ได้เค้าหน้าแม่มาหมดเลยนะครับเนี่ย หน้าหวานเชียว” ใคร ๆ ก็บอกว่าต้นกล้าหน้าหวาน บางคนก็บอกหล่อปนหวานแต่ต้นกล้าอยากให้บอกแค่หล่อเฉย ๆ ก็พอ สาว ๆ ก็กรี๊ดในความหล่อของต้นกล้าทั้งนั้น ทำไมผู้ใหญ่ถึงได้เอาแต่บอกว่าเขาหน้าหวานกันนะ คนหล่อชักไม่สบอารมณ์

“ไปไหนกันมาแต่เช้าล่ะพ่อเดี่ยว หายหน้าไปหลายวันไม่แวะมาคุยกับยายเลยนะ” คุณยายหันไปถามเด็ดเดี่ยว เมื่อนึกได้ว่าชายหนุ่มไม่แวะมาคุยกับนางได้สองสามวันแล้ว

“พอดีมีงานที่ไร่ครับ ต้องเข้าอำเภอทุกวันด้วยช่วงนี้ผมเลยยุ่ง ๆ ” เด็ดเดี่ยวตอบแต่สายตาแอบชำเลืองมองคนที่ยืนอยู่ข้างคุณยาย ที่ยังทำเฉยไม่สนใจการมาของเขาสักนิด การที่เด็ดเดี่ยวหายหน้าไปอาจจะเข้าทางต้นกล้าเพราะไม่มีใครคอยกวน ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง จากนี้ไปเขาจะมาที่นี่ให้บ่อยขึ้น

“หัวหมุนเลยสิแล้วเมื่อไหร่จะหาคนมาช่วยละ พ่อกำนันไม่อยากได้ลูกสะใภ้แย่แล้วเหรอ หมายตาใครไว้บอกนะเดี๋ยวยายจะไปขอให้เอง” คุณยายประไพศรีนั้นบอกยิ้ม ๆ หันไปพยักพเยิดกับกำนันอาจหาญ แต่คนถูกถามกลับรู้สึกประหม่าขึ้นมาเฉย ๆ ทั้งที่ไม่เคยเป็น เจอคำถามทำนองนี้มาก็เยอะแต่ไม่เคยรู้สึกแปลก ๆ อย่างนี้มาก่อน ช่วงนี้เด็ดเดี่ยวชักรู้สึกแปลก ๆ บ่อยเกินไปแล้ว

หนุ่มบ้านทุ่งแก้ความประหม่าด้วยการทำเหมือนกระแอมกระไอแล้วจึงตอบ

“ยังไม่หมายตาใครครับ” อดเหลือบมองหนุ่มกรุงที่ยืนอยู่ข้างคุณยายไม่ได้ ไม่รู้ทำไมต้องมอง อยู่ดี ๆ ก็อยากเห็นว่าอีกคนจะทำสีหน้าอย่างไรกับคำตอบของเขา

“ให้มันได้อย่างนั้นสิ เดี๋ยวเสียชื่อเสือร้ายอย่างกำนันอาจหาญหมดนะ สมัยหนุ่มพ่อกำนันใช่ย่อยที่ไหน”

“แหมคุณป้าครับ สมัยนั้นผมก็พอตัวนะครับ” แล้วเรื่องราวสมัยหนุ่ม ๆ ของกำนันอาจหาญก็ถูกหยิบมาเป็นหัวข้อสนทนาอีกเป็นครู่ จนเห็นว่าคุณยายประไพศรียืนนานแล้วนั่นแหละ เด็ดเดี่ยวจึงบอก

“คุณยายยืนนานแล้วเมื่อยหรือเปล่าครับ มาเดี๋ยวผมพาไปนั่งใต้ถุนเรือนตรงนั้นดีกว่า”

“ไปนั่งคุยกันตรงนั้นก็ดีเหมือนกันนะ มาพ่อกำนันมา” คุณยายเดินเข้าไปใต้ถุนเรือน ต้นกล้ากับเด็ดเดี่ยวคอยพยุงคนละข้างแข่งกันเอาใจ

“กินข้าวกินปลามาหรือยังล่ะพ่อกำนัน ถ้ายังเดี๋ยวกินด้วยกันนะ แม่นภาเขากำลังทำอยู่คงใกล้เสร็จแล้วล่ะ” เพราะเป็นคนกันเองที่ไปมาหาสู่กันเสมอ กำนันอาจหาญก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร ออกจากบ้านกับลูกชายมาทำธุระช่วยชาวบ้านก็ตั้งแต่เช้าตรู่ ข้าวปลาหรือจะทันได้กิน

“เดี๋ยวว่าจะกลับไปกินที่บ้านครับ ป่านนี้ดาวรุ่งมันคงทำอะไรไว้รอแล้ว”

“นี่ก็สายมากแล้วนะพ่อกำนัน กินด้วยกันที่นี่ก็ได้ไม่ต้องเกรงใจ พ่อเดี่ยวนี่ก็เหมือนลูกเหมือนหลาน จะไปจะมาเมื่อไหร่ก็ได้ วันนี้กินด้วยกันที่นี่นะลูก” ชายหนุ่มเพียงยิ้มรับแต่พอมองเลยไปยังหลานชายตัวดีของคุณยาย กลับได้รับการเบ้ปากหน้าบึ้งตาขวางให้เสียอย่างนั้น

“ได้ยินเสียงคุยกันดังเข้าไปถึงในครัว นึกว่าใครมาที่แท้ก็พี่หาญนี่เอง” เสียงหวานดังขึ้นก่อนตัวจะเดินเข้ามาถึง และนั่นทำให้คนที่ได้รับการเอ่ยทักหัวใจพองโต รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที

“น้องนภา” กำนันหันไปส่งยิ้มหวานทักทายอดีตสาวงามประจำหมู่บ้าน ที่เขาเคยหลงใหลได้ปลื้มหมายปอง “สวัสดีจ้ะ น้องนภาสบายหรือเปล่า ยังสวยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ”

“สบายดีจ้ะ แล้วพี่กำนันล่ะเป็นยังไงบ้าง ยังดูหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยวเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเหมือนกันนะ”

“พี่สบายดี” กำนันยิ้มค้างใจเผลอคิดไปถึงสมัยยังรุ่นหนุ่ม ที่ตามจีบนภากานต์เอาเป็นเอาตาย ทำทุกอย่างเพื่อจะเอาชนะใจสาวเจ้าให้ได้ แม้จะมีไอ้หนุ่มบ้านเดียวกันและต่างบ้านมาเป็นคู่แข่งอีกหลายคน หนุ่มน้อยอาจหาญลูกชายผู้ใหญ่บ้านมีหรือจะกลัวเกรง แต่เขาคงไม่ใช่พระเอกตัวจริงของเรื่อง จึงพ่ายแพ้ให้กับหนุ่มกรุงผู้ได้ใจดอกฟ้าไปครอง ตัวเขาเองก็เจอพิษรักแรกพบจนไปไหนไม่รอด

อารมณ์ที่กำลังเคลิ้มเมื่อรำลึกถึงความหลังพลันสะดุดหยุดชะงักกึก เมื่อเจ้าของตัวจริงเสียงจริงของอดีตสาวงามมายืนข้าง ๆ วาดท่อนแขนโอบไหล่อย่างถือสิทธิ์

“นึกว่าใครแกเองเหรออาจหาญ” คุณกวินทัก หลังจากยืนสังเกตการณ์และแอบฟังอยู่เป็นครู่ จนเห็นไอ้กำนันบ้านนอกจ้องมองภรรยาของเขาผ่านนัยน์ตาหวานเชื่อมหยดย้อย มันดูหยาดเยิ้มชวนฝันเกินพอดีจนอดหมั่นไส้ไม่ได้ ต้องเดินเข้ามาประกาศศักดา ว่าข้านี่แหละพระเอกตัวจริง!

“ใช่ฉันเองกำนันอาจหาญ ตรัยรัตนาแห่งบ้านทุ่งดอกจาน สบายดีไหมกวิน” กำนันทักทายกลับ ต่างคนต่างเขม่นและข่มกันอยู่ในที ตามองตาไม่มีใครยอมใคร คุณนภามองหนุ่มใหญ่ทั้งสองสลับกันไปมา ให้รู้สึกอ่อนอกอ่อนใจ กี่ปีต่อกี่ปีสองคนนี้ไม่เคยเปลี่ยน ไม่ยอมลงรอยและเขม่นใส่กันยังไง ก็ยังเป็นเหมือนเดิมอยู่อย่างนั้นทุกทีที่เจอหน้า แม้ไม่ได้แสดงออกเต็มที่ว่าเกลียดกัน แต่วาจาที่ใช้สนทนาจิกกัดนั้น พอจะบอกได้ว่าทั้งสองไม่ค่อยอยากจะมองหน้ากันเท่าไหร่นัก

“สบายดี”

“พ่อกวินมาก็ดีแล้ว ไป ไปกินข้าวเช้ากัน” คุณยายประไพศรีตัดบท อาหารเช้าเป็นข้าวต้มหมูที่แม่แจ่มใจกำลังตักแบ่งใส่ถ้วยสำหรับทุกคน คุณกวินไม่ยอมห่างคุณนภาผู้เป็นภรรยา เมื่อกำนันอาจหาญทำท่าจะเดินเข้ามานั่งเก้าอี้ข้างเมียรัก ก็เดินเข้ามานั่งแทรกกลางระหว่างทั้งสองหน้าตาเฉย

“เจ้ากล้ามานั่งข้างยายตรงนี้มา” เพราะเห็นว่าต้นกล้ายังไม่รู้จะนั่งลงตรงไหนจึงจัดแจงที่นั่งให้เสียเลยจนลงตัว “พ่อเดี่ยวมานั่งข้างน้องนี่ลูก นั่งลงตรงนี้”

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารวันนี้ มันคุกรุ่นแปลก ๆ โดยเฉพาะทางฝั่งของสองหนุ่มใหญ่ที่นั่งเขม่นกัน ส่วนต้นกล้านั่งระหว่างคุณยายกับเด็ดเดี่ยว จำต้องฟังเรื่องที่ทั้งสองคุย และคอยเออออไปด้วยเมื่อถูกถามความเห็น คนหล่อไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่หรอก ที่คุณยายแสดงความชอบอกชอบใจไอ้หนุ่มบ้านทุ่ง จนเกินหน้าเกินตาหลานตัวจริง โดยเฉพาะความเก่งรอบด้านของเด็ดเดี่ยว และย้ำให้ดูพี่เขาเป็นตัวอย่าง ยิ่งทำให้ต้นกล้าไม่ชอบหน้าอีกคนเข้าไปใหญ่ แต่เท่าที่ทำได้ก็แค่เก็บไว้ในใจแบบเซ็ง ๆ

ยิ่งคุยเด็ดเดี่ยวยิ่งยิ้มกว้างต้นกล้าก็ยิ่งหมั่นไส้ ทั้งเบะปากล้อเลียนคำพูด ทั้งส่งสายตาจิกค้อนจนปวดเบ้าตาไปหมด พอทำอะไรไม่ได้ก็หันมาก้มหน้าก้มตากิน แต่เพียงไม่กี่คำก็วงช้อนลงยกน้ำขึ้นดื่ม

“เจ้ากล้า อิ่มแล้วหรือไง”

“ครับ กล้ากินไม่ค่อยลงเท่าไหร่มันฝืด ๆ คอยังไงก็ไม่รู้ครับคุณยาย” พูดจบก็ปรายตามองคนที่นั่งอีกข้าง ๆ เหมือนจะบอกว่าเพราะเด็ดเดี่ยวนั่นแหละ เลยทำให้ต้นกล้าไม่เจริญอาหาร

“ก็ว่าจะกลับพรุ่งนี้แต่เช้าล่ะจ้ะพี่หาญ” แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรกันต่อ หูแว่วได้ยินเสียงคุณนภาคุยกับกำนันอาจหาญดังแทรกเข้ามาก่อน

“อะไรนะครับคุณแม่”

“แม่เพิ่งบอกลุงกำนันไปจ้ะว่าพรุ่งนี้พ่อกับแม่จะกลับกรุงเทพแล้ว”

“กลับพรุ่งนี้! ทำไมกลับเร็วจังเลยครับกล้ายังไม่หายคิดถึงเลย”

“ต้องรีบพาคุณยายไปหาหมอไงลูก แม่ไม่อยากรอ เผื่อมีอะไรจะได้รักษาทันจริงไหมคะคุณพี่”

“จริงที่สุดจ้ะ” คุณกวินรีบเอาหน้าตอบเห็นด้วยทันที ปากแสยะยิ้มโปรยไปถึงอีกคนที่นั่งตาร้อนอยู่ข้าง ๆ

พอคิดว่าต้องถูกทิ้งไว้ที่นี่คนเดียว ต้นกล้าเลยสีหน้าหม่นลง ทั้งที่ในใจก็เป็นห่วงคุณยายอยู่ไม่น้อย อยากงอแงเอาแต่ใจก็ทำไม่ได้ เพราะใครบางคนกำลังจับตามอง

“เจ้ากล้าก็อยู่ดูแลที่นี่แทนคุณยายนะ” คุณกวินย้ำใจจริงอยากกลับกรุงเทพมันตอนนี้เดี๋ยวนี้เลยด้วยซ้ำ ไอ้กำนันบ้านนอกจะได้ไม่ต้องมาวอแวกับดอกฟ้าของเขาอีก

“ครับคุณพ่อ”

“ยังไงยายฝากพ่อเดี่ยวด้วยก็แล้วกัน วันไหนว่าง ๆ ก็แวะมาดูน้องบ้างนะลูก”

“ครับคุณยาย” เขายิ้มกว้างอย่างเต็มใจ แต่พอเหลือบมองคนนั่งข้าง ๆ ก็เจอเข้ากับสายตาดุไม่พอใจ เล่นเอาเด็ดเดี่ยวเกือบสะดุ้ง ดีที่ยั้งตัวไว้ทัน

เด็ดเดี่ยวยักคิ้วยียวนท่าทางกวนอารมณ์ จนต้นกล้าต้องเม้มปากแน่น ทั้งที่อยากด่าอยากเกรี้ยวกราดใส่ใจแทบขาด

“กล้าอยู่ได้ครับคุณยาย ไม่ต้องรบกวนคนอึ...ไม่รบกวนพี่เดี่ยวหรอกครับ แหะ ๆ ” ท้ายประโยคต้นกล้าพูดด้วยเสียงแผ่ว หัวเราะแก้เก้อแต่พอน่ารัก เพื่อไม่ให้คุณยายที่รู้ทันเจ้าหลานตัวดีคาดโทษ

“แค่พ่อเดี่ยวรับปากยายก็เบาใจแล้ว ขอบใจนะลูก”

“ไม่เป็นไรครับ ผมเต็มใจ” ตาสวยคู่นั้นตวัดมองขวางทันทีที่เขาพูดจบ เด็ดเดี่ยวเพียงยิ้มมุมปาก รู้ทั้งรู้ว่าต้นกล้าไม่ชอบ แต่ยิ่งไม่ชอบยิ่งจะหาเรื่องพูดบ่อย ๆ



“คุณยายครับ กล้าขอตัวนะครับ”

“จะไปไหนล่ะ”

“ไปเดินเล่นท้ายสวนครับ เห็นคนงานเขาทำอะไรกันอยู่ไม่รู้ก้ม ๆ เงย ๆ แต่เช้า เลยว่าจะไปดูสักหน่อย”

“คงจะถอนกล้าเตรียมดำนากันล่ะมั้ง” คุณยายบอกเห็นเป็นเรื่องปกติ ผิดกับคนเป็นหลานที่สีหน้าแปลกใจ

“เหรอครับคุณยาย แล้วทำไมต้องดำล่ะครับ ทำสีอื่นไม่ได้เหรอ กล้าเห็นเขียวกันอยู่เต็มทุ่ง!” เด็ดเดี่ยวเกือบหลุดขำพรืดแล้ว ดีที่ยั้งตัวเองไว้ได้ทัน กระนั้นตาสวยยังตวัดมองขวางขุ่นไม่พอใจอยู่ดี ต้นกล้าพาซื่อถามคุณยายเพราะไม่รู้จริง ๆ แต่นั่นก็เรียกรอยยิ้มขำปนเอ็นดูจากผู้ใหญ่ทุกคน

“ทำนามันก็ต้องมีปักมีดำสิลูก ไม่ใช่สีดำสีแดงอะไรหรอกมันเป็นขั้นตอนหนึ่งของการปลูกข้าว” กำนันอาจหาญไขข้อข้องใจให้ “อยากลองดำนาดูไหมล่ะ”

“น่าสนใจมากครับ แต่จะไหวเหรอครับ ผมไม่เคยทำมาก่อนเลย” เป็นเพียงคำตอบสร้างภาพที่ตอบไปอย่างนั้นเอง ต้นกล้าไม่คิดว่าตัวเองจะสนใจนักหรอก แม้จะรู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้างแต่ก็เพียงน้อยนิด นิดเดียวจริง ๆ

“คนเราทุกคนมันก็ต้องมีครั้งแรกกันทั้งนั้นแหละลูกเอ๊ย ลองดูไม่เสียหายหรอก เกษตรกรรมมันเป็นอาชีพหลักของคนไทยมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ลุงนี่ภูมิใจจริง ๆ ที่เกิดมาเป็นชาวไร่ชาวนา แค่มีที่ดินทำกิน จะมากจะน้อยลองว่าไม่เกียจคร้านก็ไม่มีคำว่าอดตายหรอกลูกจำไว้นะ” ว่าแล้วก็ยิ้มภูมิใจโปรยให้ทุกคน คุณยายและคุณนภาพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย แม้แต่คู่ปรับอย่างคุณกวินยังมีแววตายอมรับอยู่ในทีกับคำพูดของกำนัน

เด็ดเดี่ยวยิ้มภาคภูมิใจในตัวพ่อผู้เป็นต้นแบบของเขา ซึ่งถ้าจะเรียกให้เข้ากับยุคสมัยก็ต้องบอกว่า กำนันอาจหาญนี่แหละคือไอดอลเพียงคนเดียวของเด็ดเดี่ยว ทุกคนรู้ว่ากำนันอาจหาญนั้นไม่ใช่ชาวไร่ชาวนาธรรมดา ปริญญาตรีรัฐศาสตร์การปกครอง พ่วงด้วยปริญญาโทรัฐประสานศาสตร์อีกใบ นี่ร่ำ ๆ จะต่อปริญญาเอกอีกสักใบอยู่เหมือนกัน ถ้าไม่คิดว่าจะหนักจนเกินไป แต่เจ้าตัวก็ไม่เคยคุยโวโอ้อวดเบ่งทับใครในดีกรีของตัวเอง เป็นกำนันก็มีแต่ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อต่อชาวบ้าน พัฒนาบ้านเกิดและหมู่บ้านในความดูแลอย่างทั่วถึง จนผู้คนรักใคร่นับหน้าถือตากันทั้งนั้น

กำนันส่งเสียงข้ามโต๊ะสั่งลูกชาย “ไอ้เดี่ยวพาน้องไปดูเขาทำงานหน่อยไป”

“มะ...”

“ได้ครับ” คนตัวเล็กกว่าหันขวับไปทางเด็ดเดี่ยว เพราะอยากไปเดินเล่นคนเดียว ที่ทำเป็นสนใจการทำนาก็แค่ข้ออ้าง แต่อีกคนกลับลอยหน้าลอยตารับคำ ไม่สนใจปฏิกิริยาของต้นกล้า มุมปากหรือก็ยกยิ้มน้อย ๆ ที่เห็นแล้วรู้เลยว่ากำลังสนุกกับการแกล้ง

หนุ่มหัวแดงเดินหน้ามุ่ยไม่สบอารมณ์ มือถือไม้ฟาดซ้ายทีขวาทีไปตามยอดหญ้าข้างทางเป็นการระบาย โดยมีคนหน้ามึนเดินตามหลังมาด้วยอย่างกับเงาตามตัว

ฮึ่ม! อยากเดินชมนกชมไม้คนเดียวสักหน่อยก็ไม่ได้ บ่น ๆ ตอนนี้ต้นกล้าทำได้แค่บ่น แถมยังต้องบ่นเบา ๆ อีกด้วย

“บ่นอะไรงึมงำคนเดียว” เด็ดเดี่ยวทำลายความเงียบ ทั้งที่เดินตามมาตั้งนานไม่ยักจะพูดอะไร

“ยุ่ง” แล้วก็ได้แต่ส่ายหัวเดินตามไปเงียบ ๆ ช่วงสายของวันแดดไม่แรงมากนัก ต้นกล้าก้มหน้าก้มตาเดิน ไม่ได้มีอารมณ์มองบรรยากาศรอบตัวเลยจนกระทั่ง...

“เฮ้ย!” หยุดตัวเองแทบไม่ทัน ต้นกล้าเกือบจะเดินตกลงไปในหนองน้ำข้างหน้าอยู่แล้ว ทำไมคันนาที่เดินมาดี ๆ ทางเดินดันขาดไปเฉย ๆ เสียอย่างนั้น ทำให้ร่างที่จ้ำเดินมาเร็วๆ หยุดกึกลงแบบทันทีทันใดจนเสียการทรงตัว หนุ่มหัวแดงยืนโงนเงนกำลังจะตกมิตกแหล่ ก็พอดีที่ข้อมือถูกคนที่เดินตามหลังมาคว้าไว้ได้ทัน

“ฮึ้บ” ปึก! “เกือบไปแล้วไหมล่ะ” เด็ดเดี่ยวบอกเมื่อรั้งแขนคนตัวเล็กกว่า ที่ยืนหมิ่นเหม่ริมคันนาไว้ได้ทัน แต่พอเห็นว่าต้นกล้ายังยักแย่ยักยันตั้งหลักไม่ได้ จึงกระชากกลับมาหาตัวเอง แต่ร่างบาง ๆ นั่นดันปลิวหวือเข้ามาชนหน้าอกกว้างอย่างจัง

“เฮ้ย! “ต้นกล้ายกมือคว้าต้นคอคนตัวสูงไว้เพื่อพยุงตัว แต่ด้วยน้ำหนักที่ทิ้งลงมาทั้งหมด เด็ดเดี่ยวถึงกับเซไปข้างหลัง เขาตวัดแขนเกี่ยวเอวบาง ขาแข็งแรงยันพื้นทรงตัว เลยกลายเป็นว่าตอนนี้สองหนุ่มยืนโอบกันอยู่กลางทุ่ง

“นี่ปล่อยนะโว้ยไอ้คนหน้ามึน” ต้นกล้ารีบผลักอกล่ำ ๆ ออกห่างจ้องเด็ดเดี่ยวตาดุ สองข้างแก้มซับสีแดงระเรื่อ

“อ้าว ก็เห็นอยู่ว่าใครกอดใครก่อนยังจะมาว่าพี่อีกเหรอ”

“ฉวยโอกาสล่ะสิไม่ว่า”

“คนที่มากอดพี่ก่อนหรือเปล่าที่ฉวยโอกาส แอบคิดอะไรกับพี่ใช่ไหมเนี่ย”

“บ้าเถอะ” ใครจะไปคิดลง

เด็ดเดี่ยวอมยิ้มมองคนแสนรั้นที่กำลังเชิดหน้าหยิ่งอย่างมันเขี้ยว อุตส่าห์แหย่ขนาดนี้แล้ว มีไหมที่จะพูดกันดี ๆ บ้าง

“เฮ้อ เด็กจริงอะไรจริงว่ะ” บ่นพึมพำคนเดียวแล้วหันหน้าไปทางอื่น รู้ว่าพูดแบบนี้ต้นกล้าอาจมีของขึ้นได้แต่กลับผิดคาด นอกจากต้นกล้าจะไม่ตอบโต้ ยังสะบัดหน้าหันกลับไปทางเดิมจะเดินหนี แต่...

"อ้ากกกก"!! ร่างสูงโปร่งผงะถอยหลังเพราะความตกใจ เมื่อหันมาเจอเข้ากับจมูกใหญ่ ๆ ดำ ๆ มีน้ำเหนียวเหนอะเอ่อคลอจนเปียกแฉะ มันเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่มีเขาโค้งโง้งยาว มันยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนจมูกแทบชนเข้ากับใบหน้าหล่อ ๆ ของต้นกล้า

จากการผงะถอยอย่างรวดเร็ว แม้จะชนเข้ากับร่างแข็งแกร่งที่ยืนอยู่ข้างหลัง แต่ด้วยความตกใจ ขาของต้นกล้าก็ยังก้าวไม่หยุด ทำให้คนที่ไม่ทันตั้งตัวก้าวถอยไปด้วย แต่ตรงที่ทั้งสองยืนอยู่นี้เป็นเพียงคันนา พื้นที่ทางเดินไม่ได้กว้างขนาดที่จะก้าวสะเปะสะปะตามใจได้ พอก้าวถอยหลังเร็ว ๆ ไม่ได้ดูทาง จึงทำให้เท้าเหยียบพลาดและเสียหลัก แต่ก่อนที่คนตัวสูงจะหงายหลังตกลงไป มือดันไปคว้าเกี่ยวเอาเอวบางของต้นกล้าติดลงมาด้วย ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าทั้งสองตกลงไปในท้องนา ด้วยกันจนขาชี้ฟ้าโด่เด่

ตูม!!

หนุ่มหล่อเกาหลีดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมแขนแข็งแกร่ง เพราะร่างกายถูกสวมกอดจากด้านหลัง จึงกลายเป็นว่า ตอนนี้ต้นกล้านอนหงายอยู่บนตัวของเด็ดเดี่ยว ที่จมลงไปในโคลนทั้งตัว พอคนกอดยอมปล่อยเอวบางนั่นแหละ ต้นกล้าจึงได้ตะเกียงจะกายลงจากร่างหนา และนั่งจุ่มปุกจมโคลนเหม็นอยู่ตรงนั้นอย่างเจ็บใจ

“ยี้เหม็นแหวะ เปียกไปหมดเพราะนายคนเดียวเลย” ต้นกล้ายกมือที่เปื้อนโคลนขึ้นมาดม พบว่ามันเหม็นมากจนแทบจะอาเจียนออกมา เหลือบมองคนที่ทำให้ตกลงมาด้วยกัน ก็ได้เห็นใบหน้าที่กำลังกลั้นขำอย่างน่าหมั่นไส้

ไม่รอช้าให้เสียเวลา ต้นกล้าป้ายมือที่มีแต่โคลนลงไปโปะบนใบหน้าคมคร้ามแดดของเด็ดเดี่ยว จนใบหน้าหล่อคมคายเลอะดินโคลนเละ ๆ เต็มไปหมด

“นี่แน่”

“อ้าว เล่นอะไรเนี่ย แค่นี้ก็เลอะไปหมดแล้วนะ”

“ดีสมน้ำหน้าอยากซุ่มซ่ามทำไม” ว่าพลางพยุงตัวลุกขึ้นจากปลักโคลน แต่มันช่างยากลำบากจริง ๆ เพราะแถวนั้นไม่มีอะไรให้ดึงรั้งตัวขึ้นไปได้เลย นอกจากโคลนลื่น ๆ จนเจ้าของร่างโปร่งหมดความพยายาม นั่งแหมะลงในขี้ตมเหมือนเดิม ทุ่งนาที่ทั้งสองตกลงมาเป็นหล่มปลัก ที่ควายตัวใหญ่ชอบมานอนเกลือกกลิ้งเล่น บริเวณนี้จึงเป็นแอ่งที่ลึกพอสมควร และยังเต็มไปด้วยโคลนดินเหนียวที่หนืดมาก จนเหมือนมีแรงดูดอยู่ข้างล่าง

เด็ดเดี่ยวหัวเราะชอบใจที่เห็นต้นกล้าหน้างอเป็นจวักเพราะปีนขึ้นไม่ได้ ต้นกล้าตวัดสายตามองกลับตาเขียว จนเด็ดเดี่ยวนหุบยิ้มแทบไม่ทัน

ทั้งที่ไม่ใช่ต้นเหตุ ยังโดนต่อว่าทางสายตาจิกกัด แต่ไม่รู้ทำไมถึงยอมลงให้เจ้าหนุ่มตัวหัวแดงจากเมืองกรุงคนนี้ทุกที เด็ดเดี่ยวคิดพลางลุกจากปลักโคลน ปีนขึ้นไปนั่งบนคันนาอย่างง่ายดาย เขามองไอ้ตัวมีเขาที่ร่างกายของมันเต็มไปด้วยโคลนดิน ต้นเหตุที่ทำให้ต้นกล้าตกใจ ตอนนี้กำลังเล็มหญ้าบนคันนาตามประสา ไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวอะไรด้วยเลยสักนิด ชายหนุ่มลากสายตากลับมามองคนที่ยังจมอยู่ในโคลนเหม็น ใบหน้าหล่อใสเปื้อนโคลนข้างแก้มซ้าย ผมสีแดงกับผิวขาว ๆ ทำให้ภาพของต้นกล้าดูสว่างไสว แต่ยังไงมันก็ดูไม่เข้ากันสักนิดกับโคลนดินเหนียวสีเทาดำ ที่ร่างกายของต้นกล้าฝังอยู่ในนั้นเสียครึ่งตัว

เด็ดเดี่ยวนั่งมองเพลินแล้วเผลอยิ้มออกมา โดยไม่รู้ว่ารอยยิ้มและสายตาของตัวเองมันแปลกไป ทั้งที่คนอยู่ในปลักยังมองค้อนตาขวาง

ต้นกล้าพยายามจะขึ้นจากปลัก สองมือเล็กคว้าต้นหญ้าแถวนั้นเพื่อรั้งตัว แต่เหมือนมันจะเป็นไปไม่ได้เลย เมื่อหญ้าที่คว้ามาได้เท่าไหร่ก็หลุดขาดติดมือมาเท่านั้น คนหน้ามึนนั่นยังปืนขึ้นไปได้ง่าย ๆ แล้วทำไมต้นกล้าจะทำบ้างไม่ได้ เหลือบตามองอีกคนอย่างไม่พอใจ เด็ดเดี่ยวก็มองตอบกลับมาอย่างท้าทายเสียด้วย ต้นกล้าสาวมือกำหญ้าข้างปลักโคลนมาเต็มกำมือ แต่เมื่อเหนี่ยวตัวจะลุกขึ้น หญ้ามันก็ขาดติดมือมาหมดเหมือนเดิม เล่นเอาแทบหงายหลังให้ได้อายอีกรอบ

แล้วจะทำยังไงดีคิดสิวะไอ้กล้า คิดหาวิธีสิ มันต้องมีสักทางล่ะน่า คิด ๆ และคิด แล้ววิธีที่ดีที่สุดที่เขาคิดออกตอนนี้ก็คือ...

“ช่วยดึงหน่อยสิ” ต้นกล้าบอกเสียงเบากะพริบตาปริบ ๆ ทำหน้าตาน่าสงสารก่อนจะหันมองไปทางอื่น เพราะไม่กล้าสบตากับคนตัวโตตรง ๆ นานกว่านี้

“หา ว่าอะไรนะ”

“ทำเป็นไม่ได้ยินเหรอ”

“อ้าว แล้วบอกพี่ว่าอะไรล่ะครับ พี่ไม่ได้ยินจริง ๆ สงสัยขี้ตมเข้าหู” มือใหญ่นั่นยกขึ้นทำท่าทางแคะหูตัวเองประกอบด้วยเพื่อความน่าเชื่อถือ

“จิ๊” ต้นกล้าจิ๊ปากอย่างหงุดหงิด รู้ว่าโดนแกล้งแน่ ๆ เพราะคนคนนี้หูดีจะตายไป ตอนเดินมาต้นกล้าพูดเบา ๆ คนเดียวยังได้ยิน ทีตอนนี้จะไม่ได้ยินได้อย่างไร พอเหลือบมองหน้าก็ได้รับเพียงรอยยิ้มใส ๆ เสแสร้งแกล้งตีหน้าตาย สายตาหรือก็ซื่อบริสุทธิ์จนเกินงาม

ฮึ่ม! ต้นกล้าให้รู้สึกขัดใจเป็นยิ่งนัก ที่จะต้องมาเสียฟอร์มขอความช่วยเหลือจากเด็ดเดี่ยว แต่นี่มันถึงคราวจำเป็นจริง ๆ ฟอร์มที่ถือมานานจึงต้องยอมลดมันลงบ้าง


“ดึงขึ้น...หน่อยสิ”

*******
โดนอีกแล้วเจ้ากล้า 555
เจอกันพรุ่งนี้ค่ะ

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo

ออฟไลน์ aoihimeko

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3190
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +155/-8

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo
“ดึงขึ้น...หน่อยสิ” ท้ายเสียงอ่อนลง สายตาอ้อนนิด ๆ อย่างน่าสงสารถูกส่งไปให้อีกคน โดยที่ต้นกล้าเองก็ไม่รู้ตัวว่าทำอะไรลงไป ทั้งที่คิดว่าตัวเองทำหน้านิ่ง ๆ แล้วนะ แต่กลับทำให้คนมองคิดว่ามันช่างน่ารักน่าสงสารเสียเหลือเกิน

เฮ้ย! คิดอะไรอยู่วะไอ้เดี่ยวนี่มันผู้ชายนะ แถมยังดื้อรั้นออกอย่างนี้จะน่ารักได้ยังไงกัน! เขาด่าตัวเองในใจ ทำไมชอบเผลอคิดอะไรแปลก ๆ กับคนหัวแดงอย่างนี้ คิดแล้วก็อดใจอ่อนไม่ได้เลยยื่นมือไปให้จับ ดึงหลานชายคุณยายขึ้นมานั่งข้างกันบนคันนา

“อะไรอีกล่ะ”

“เปล่า” ต้นกล้าสะบัดเสียงตอบหันหน้าหนีไปอีกทาง ที่ไม่มีใบหน้าหล่อคมเปื้อนโคลนดิน ที่แม้เจ้าตัวเช็ดออกไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังมองเห็นเค้าของความหล่อเหลา ที่ต้นกล้ามองทีไรให้รู้สึกตงิดในใจแปลก ๆ

คราแรกที่ต้นกล้าหันมาเห็นเจ้าตัวดำใกล้ ๆ มันก็ตกใจละนะ แต่ตอนนี้กลับนั่งมองมันเล็มหญ้าเสียเพลิน เพราะยังไงก็ดีกว่ามองหน้าคนที่นั่งอยู่ข้างกันเป็นไหน ๆ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยก็ว่าได้ ที่ต้นกล้าได้เห็นควายตัวจริงในระยะใกล้ขนาดนี้ เห็นแล้วความคิดพิเรนทร์ผุดขึ้นในสมอง ถ้าได้ลองขี่มันดูจะเป็นยังไง ต้นกล้าไม่เคยทำอะไรแผลง ๆ แนวนี้มาก่อน แต่ขณะกำลังนั่งคิดเรื่องขี่ควายเพลิน คนข้างกายกลับผุดลุกขึ้นยืนรวดเร็วไม่บอกกล่าว

“ไปกันเถอะ”

“ไปไหน” คนตัวโตกว่ายืนจังก้าตรงหน้า ขณะที่ต้นกล้ากำลังคิดถึงฉากขี่ควายเพลิน ๆ คิดไปได้ยังไงวะ ว่าตัวเองนั่งขี่ควายกับคนบ้าหน้ามึนนี่ บ้าไปกันใหญ่แล้วไอ้กล้าเอ๊ย!

“ไปล้างตัวสิมีแต่โคลน เหม็นก็เหม็นชอบหรือไง” เด็ดเดี่ยวแกล้งทำเสียงดังกลบเกลื่อนความคิดบ้า ๆ ในหัว ความคิดบ้า ๆ ที่มีหนุ่มน้อยตรงหน้าคนนี้อยู่ในนั้นตลอดเวลา คิดไปได้ยังนะ ว่ารู้สึกดีที่ได้ตกน้ำตกโคลนกับคนตัวเล็กกว่า บ้าไปแล้วไอ้เดี่ยวเอ๊ยใครจะชอบเล่นขี้ตมวะ!

เด็ดเดี่ยวดึงความคิดของตัวเองกลับมาที่ปัจจุบัน แล้วออกเดินนำไปทางหนองน้ำใกล้ ๆ ต้นกล้าเดินตามไปเงียบ ๆ ร่างกายเริ่มมีบางสิ่งบางอย่างผิดปกติ เดี๋ยวคันตรงหลัง เดี๋ยวก็คันตรงต้นขา ประเดี๋ยวมาคันที่ต้นคอ คันตรงโน้นแล้วก็คันตรงนี้ ตามองมือเกาไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ที่กำลังเริ่มคันยุบยับจนต้องหยุดเดินเพื่อเกาให้สะใจ

“ทำไมมันคันอย่างนี้ล่ะ คัน ๆ ” ปากบ่นไปมือก็เกาไปตามตัวทั้งแขนและขา พอต้นกล้าถอดเสื้อแขนยาวที่ใส่คลุมเสื้อยืดออก ปรากฏรอยแดงจากการเกาเต็มแขนไปหมด

“เป็นอะไรไปอีก”

“ไม่รู้สิแต่คันไปหมดเลย” ปากตอบแต่มือยังไม่หยุดเกา จนผิวขาว ๆ ที่โผล่พ้นร่มผ้าแดงไปหมดแล้ว ยังไม่พอยังล้วงเข้าไปเกาในเสื้อในกางเกงอีกด้วย

“คันก็รีบมาจะได้ไปล้างตัว”

“ไปล้างที่บ้านดีกว่าจะได้อาบน้ำด้วยเลย”

“ล้างโคลนออกก่อนค่อยไปอาบน้ำ”

“ไม่เอา เราจะไปล้างที่บ้าน”

“ก็บอกให้ล้างโคลนดินที่ติดตามตัวออกก่อนไง ค่อยกลับไปล้างที่บ้านอีกที” ต่างฝ่ายต่างก็จ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่มีใครยอมใคร เพียงแต่คนตัวเล็กจ้องไปเกาไปด้วยอย่างเมามัน

“ก็ไปล้างที่บ้านทีเดียวเลยสิ จะได้ไม่ต้องเสียเวลา” ยกนี้ต้นกล้าต้องชนะ

“งั้นก็ตามใจ อยากไปล้างที่บ้านก็ไปคนเดียวเถอะ”

“เหอะ คนบ้า” อ่อนใจกับคนดื้อ เด็ดเดี่ยวจึงปล่อยให้ต้นกล้าที่อยากกลับไปล้างตัวที่บ้าน เดินกลับคนเดียว ตัวเขามุ่งหน้าไปยังหนองน้ำกว้าง ส่วนต้นกล้ายังยืนอยู่ที่เดิม ตามองคนตัวโตที่เดินห่างออกไปเรื่อย ๆ มือยังล้วงเกาไปตามตัว

รู้สึกคันแปลก ๆ แปลบ ๆ บริเวณต้นขาด้านในเหนือหัวเข่า ต้นกล้ายกขาข้างนั้นขึ้นมาเกาโดยไม่ดู เกาแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น เลยล้วงมือเข้าไปเกาในกางเกง สัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างนุ่ม ๆ หยุ่น ๆ ชื้น ๆ ลื่น ๆ จึงถลกขากางเกงขึ้นจะได้เกาให้ถนัด แต่พอต้นกล้าเห็นต้นเหตุแห่งความคันเท่านั้นแหละ

อ้ากกกกกกกก!!!

“ต้นกล้าเป็นอะไร!” เด็ดเดี่ยวได้ยินต้นกล้าร้องเสียงหลง จึงรีบวิ่งกลับมาหาทันที และสิ่งไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น คนตัวเล็กกว่ากระโดดกอดคอเขาเอาขาเกี่ยวสะโพกไว้แน่น เหมือนเจ้าตัวกำลังหวาดกลัวอะไรสักอย่าง ในใจอยากจะรู้สึกดี แต่อาการของต้นกล้ามันไม่ใช่ มันต้องมีอะไรเกิดขึ้นที่ทำให้ต้นกล้าตกใจมาก ถึงได้กระโดดกอดคอเขาแน่นแล้วสะบัดขาแรง ๆ ไปมาอย่างนี้

“เดี๋ยวก่อน ๆ ต้นกล้าเป็นอะไรบอกพี่ก่อนครับ” เด็ดเดี่ยวบอกพลางแกะคนตัวเล็กออกจากตัว (อย่างเสียดาย) ไปด้วย

“มัน ๆ ที่ขา เอาออก เอามันออกไป เร็ว ๆ เด็ดเดี่ยว!” เพราะความขยะแขยงแทบพูดไม่เป็นภาษา ขาหรือก็ยังไม่ยอมหยุดสะบัด เด็ดเดี่ยวจำต้องนั่งลงทั้งที่คนตัวเล็กกว่ายังเกาะแน่น ต้นกล้าเลยได้นั่งบนตักโดยปริยาย จับขาที่สะบัดอย่างเอาเป็นเอาตายของต้นกล้าขึ้นมาดู พอถลกขากางเกงที่ยาวเลยเข่าขึ้นเท่านั้นแหละ ก็เจอเข้ากับตัวต้นเหตุที่ทำให้คนหล่อต้องแหกปากร้องเสียลั่นทุ่ง

ตัวต้นเหตุที่ว่านั้นคือปลิงควายโตเต็มที่อวบอ้วนสีดำมะเมื่อม เกาะดูดเลือดอยู่บนเนื้อขาว ๆ อย่างสบายอารมณ์ เด็ดเดี่ยวเคยเห็นแต่ผู้หญิงมีอาการขยะแขยงเจ้าสัตว์ดูดเลือดชนิดนี้ นี่เป็นผู้ชายแท้ ๆ ต้นกล้าร้องจนสาวแตกไปได้ยังไง

“หึ ๆ ” เขาหัวเราะขำคนดื้อที่กำลังสิ้นฤทธิ์ มือยีหัวเบา ๆ นึกเอ็นดู

“เอามันออกไป” เด็ดเดี่ยวไม่ทุกข์ไม่ร้อนเลยสักนิด ใช่สิตัวเองไม่โดนก็ไม่รู้สึกหรอก โอ๊ย ต้นกล้าละขนลุก! “เอ้า เอามันออกไปเร็ว ๆ สิ เอามันออกไปให้หน่อย” ต้นกล้ายังสะบัดขาเร่า ๆ อย่างขยะแขยง ปากละล่ำละลักบอกทั้งที่อีกคนยังเฉยไม่ทำอะไรสักอย่าง “จะรอให้มันดูดเลือดเราจนหมดตัวเลยหรือไง ดึงออกสิ ดึงออก ๆ ” เสียงต้นกล้าร้อนรนสองมือเกาะที่แขนล่ำ ๆ ของเด็ดเดี่ยว ดึงไปที่ขาข้างที่มีปลิงควายตัวใหญ่กำลังเกาะดูดเลือดอยู่ แต่อีกคนกลับนั่งขำเฉยไม่ทุกข์ไม่ร้อนอะไรอยู่เช่นเดิม

“ใจเย็นน่า” ใครมันจะไปเย็นไหว! ต้นกล้าค้อนให้เมื่อเด็ดเดี่ยวบอกด้วยท่าทีสบาย ปากอมยิ้มนัยน์ตากรุ้มกริ่ม ทั้งที่อยากปล่อยเสียงหัวเราะให้ลั่นเต็มที

ต้นกล้าไม่เคยเจออะไรที่น่าขยะแขยงในระยะประชิด ไม่เคยมีตัวอะไรที่น่าเกลียดอย่างนี้ เกาะตามร่างกายมาก่อนในชีวิต แต่นี่มันไม่ใช่แค่เกาะอยู่บนตัวเฉย ๆ มันยังดูดกินเลือดของเขาด้วย จะให้ต้นกล้าทำหน้ายังไงถ้าไม่แหกปากร้อง

“อ๊าก เอาออกไป เด็ดเดี่ยวเอามันออกไปที” น้ำเสียงเหมือนคนจะร้องไห้เข้าไปทุกทีอยู่แล้ว

“ร้องอะไรนักหนาแค่ปลิงนะ” เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเด็ดเดี่ยว กับชีวิตที่ต้องอยู่กับท้องไร่ท้องนามาตั้งแต่เกิด นี่มันก็แค่ปลิงตัวเล็ก ๆ เท่านั้น

“ไม่ได้โดนกัดนี่ก็พูดได้สิ บ้าเอ๊ย”

“เอ็งเหรอไอ้เดี่ยว แล้วนั่นใครเป็นอะไรวะ ร้องลั่นทุ่งจนวัวควายตื่นหมดแล้ว” ลุงคนงานร้องถามขณะเดินเข้ามาหา พลางจุดไฟที่ปลายมวนยาสูบในมือไปด้วย

“ไม่มีอะไรหรอกลุง ว่าแต่ยาสูบมวนนี้ผมขอได้ไหม”

“เออ เอ็งอยากสูบหรือไง เอานี่มวนเอาใหม่สิ” ลุงคนงานบอกพลางล้วงเอาห่อยาเส้นในย่ามที่สะพายออกมาให้ แต่ต้นกล้าที่ยังนั่งอยู่บนตักเด็ดเดี่ยวไม่ได้คิดไปเองหรอกใช่ไหม ว่าลุงคนงานมองมาด้วยสายตาแปลก ๆ

“ขอมวนที่ลุงกำลังจะสูบนั่นแหละครับ ผมจะจัดการกับเจ้านี่” เด็ดเดี่ยวชี้ให้ดูเจ้าตัวอ้วนดำบนขาต้นกล้า ที่กำลังมองเขาด้วยสายตาอาฆาตแค้น ในหัวคิดว่าคนตัวโตคงถ่วงเวลาให้ปลิงได้ดูดเลือดนาน ๆ จนเลือดหมดตัวเพื่อแกล้งเล่นแน่ ฝากไว้ก่อนเถอะ!

“ตัวใหญ่เชียวนะมึง นี่เอาไปสิ” ลุงคนงานยื่นมวนยาสูบที่เพิ่งจุดไฟให้ เด็ดเดี่ยวจึงเอาปลายที่ติดไฟจิ้มไปบนตัวปลิง พอไฟที่ปลายมวนทำท่าจะดับ ก็ยกขึ้นมาดูดทีแล้วจิ้มต่อ แต่เพราะเด็ดเดี่ยวไม่ชอบสูบบุหรี่ ดูดแล้วจึงปล่อยควันทิ้งไม่ยอมให้ควันพิษเข้าสู่ปอด ทำอยู่แบบนั้นอีกไม่กี่ครั้ง เจ้าดำอวบอ้วนตัวร้ายจึงหลุดออกจากผิวขาว ๆ ตกลงไปด่าวดิ้นบนพื้น

“มาข้าจัดการเอง เอ็งพากันไปล้างแผลไปเดี๋ยวจะติดเชื้อเสียก่อน” ลุงคนงานบอกพลางใช้ไม้แหลมที่หามา เสียบไปตรงกลางลำตัวปลิง เจ้าอ้วนดำพยายามยืดตัวหนีแต่ก็เป็นไปไม่ได้ มันจึงได้แต่ด่าวดิ้นอย่างทรมาน ชายแก่มองด้วยแววตาเรียบเฉยเพราะจำต้องปลิดชีวิตมัน ขืนปล่อยไว้แบบนี้ไม่ดีแน่ เกิดมาขยายพันธุ์อยู่ในนา พวกคนงานหญิงคงไม่เป็นอันทำงานกันล่ะคราวนี้

“ไปเถอะ” เด็ดเดี่ยวบอกต้นกล้า มือก็ช่วยพยุงคนตัวเล็กกว่าให้ลุกขึ้น ที่ขายังมีเลือดไหลออกมาจากปากแผลด้วยเล็กน้อย ส่วนคนถูกกัดยังขนลุกเพราะความขยะแขยงไม่หาย รีบลุกขึ้นทันทีไม่มีอิดออด

วันซวย! วันซวยจริง ๆ วันนี้มันเป็นวันซวยที่สุดของไอ้กล้า ตั้งแต่ออกจากบ้านเดินอยู่ดี ๆ ก็เกือบเดินตกน้ำ ไหนจะยังเจอควายเอาจมูกใหญ่ ๆ น่าเกลียดเข้ามาทักทาย แล้วยังมาตกคันนาจมบ่โคลนโดนปลิงกัดเข้าให้อีก ไม่เรียกวันซวยจะเรียกมันว่าวันสุดหรรษาหรืออย่างไร ต้นกล้าไม่ขำ! ตามตัวหรือก็ยังมีอาการคันยุบยับอยู่ ซวยซ้ำซวยซ้อนมันลงไปไม่มีที่สิ้นสุด

ต้นกล้าบ่นในใจ ขารีบจ้ำเดินให้ถึงเรือนโดยเร็ว จะได้อาบน้ำล้างตัวล้างแผลสักที ไอ้ปลิงนี่ก็ไม่รู้จะมีพิษอะไรตกค้างอยู่อีกหรือเปล่า คิดไปก็ให้เกิดความหงุดหงิด ชีวิตที่นี่มันไม่เหมาะกับคนหล่อมาดดีอย่างต้นกล้าเอาเสียเลย ยิ่งคิดยิ่งเห็นยิ่งมั่นใจ ว่านี่มันไม่ใช่ที่สำหรับคนอย่างเขา แต่จะให้เผ่นกลับไปตอนนี้คงไม่ดีแน่ เพราะได้รับปากผู้ใหญ่เอาไว้แล้ว ยังไงปัญหานี้ต้องมีการวางแผนกันใหม่ ต้นกล้าไม่ยอมอยู่กับท้องนาท้องไร่ เปื้อนดินเปื้อนกลิ่นสาบควายอย่างนี้ตลอดไปหรอก

“อะไรกันน่ะ เกิดอะไรขึ้น” เสียงดุ ๆ ของคุณกวินดังมาก่อนจะเห็นตัว เมื่อต้นกล้าและเด็ดเดี่ยวเดินมาถึงบ้าน กับเนื้อตัวเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยโคลน

“คุณพ่อครับ”

“ทำไมตัวเปื้อนโคลนเต็มไปหมดเลยล่ะลูกหือ” คุณกวินถามพลางเดินเข้ามาหาแต่ก็ต้องผงะไป เพราะกลิ่นสาบโคลนที่เหม็นตลบแตะจมูกเข้าอย่างจัง แถมกลิ่นยังคลุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ หนุ่มใหญ่ยกมือขึ้นปิดปากปิดจมูกทันที

“ยี้ เหม็นลูกเหม็น แหวะ”

“ตายแล้ว! ไปเล่นอะไรกันมาเนี่ย” เสียงติดตลกของคุณนภาดังตามมา เมื่อได้ยินสามีร้องทักเลยเดินออกมาดู “เจ้ากล้าไปเล่นขี้ตมที่ไหนมาลูกกลิ่นตลบไปทั้งบ้านเชียว ฮ่า ๆ ” คุณนภาหัวเราะเสียงดังกลบมาดคุณนาย อดีตสาวบ้านนาที่ไม่เคยลืมบ้านเกิดอย่างเธอนั้น ไม่ได้รู้สึกแปลกหรือรังเกียจกลิ่นท้องทุ่งแบบนี้เลยสักนิด พอได้กลิ่นเหม็น ๆ ของโคลนที่ติดมากับลูกชายและเด็ดเดี่ยวที่เดินตามมา เธอกลับเห็นเป็นเรื่องตลกและหัวเราะชอบใจ

“ว่าไงพ่อเดี่ยว ไปเล่นน้ำโคลนกันมาหรือไงลูก”

“เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยครับคุณอา ผมว่าให้น้องไปอาบน้ำล้างตัวก่อนดีกว่าครับ จะได้ทำแผล” เด็ดเดี่ยวบอกคุณนภา สองมือจับไหล่ทั้งสองข้างของต้นกล้าจากด้านหลัง ดันให้เดินไปทางตุ่มน้ำเพื่อล้างมือล้างเท้าก่อนขึ้นไปอาบน้ำบนบ้าน

“ล้างแผลเหรอ แผลอะไรตรงไหนให้พ่อดูซิ” คุณกวินปัดมือของเด็ดเดี่ยวออกจากไหล่ต้นกล้า แล้วจับลูกชายหมุนตัวเพื่อหาแผลที่ว่า

“แผลที่ขาครับคุณพ่อกล้าถูกปลิงกัด” ต้นกล้าตอบเสียงกระเง้ากระงอดอ้อนผู้เป็นบิดา คนตัวเล็กทำหน้าบึ้งตึงยิ่งกว่าเก่า ให้รู้ว่าไม่สบอารมณ์

“ไหนล่ะเจ็บไหมลูก” คุณกวินลืมความเหม็นของโคลนไปแล้ว เพราะความเป็นห่วงลูกนั้นมีมากกว่า หนุ่มใหญ่ก้มลงไปดูแผลที่ขาของต้นกล้าอย่างเป็นห่วง ก็นะลูกคนเดียวเลี้ยงมาอย่างดียุงไม่ให้ไต่ เหลือบไรริ้นก็ไม่เคยให้ตอม แต่ดันมาโดนปลิงกัดเสียได้ มันก็น่าเจ็บใจอยู่ไม่ใช่น้อย

“ตอนนี้ไม่เจ็บเท่าไหร่แล้วครับ แต่กล้าคันไปหมดทั้งตัวเลยเนี่ย”

“ไปอาบน้ำไปลูก เดี๋ยวจะได้มาล้างแผล” คุณนภาไล่ให้ลูกชายคนเดียวของเธอขึ้นไปอาบน้ำ โดยมีคุณพ่อเดินตามกันขึ้นไปด้วย เธอจึงหันมาหาเด็ดเดี่ยวที่เละไม่แพ้กัน “พ่อเดี่ยวก็อาบน้ำที่นี่ล่ะนะ เดี๋ยวอาจะไปหาเสื้อผ้ากับของใช้มาให้”

“ครับ ขอบคุณครับคุณอา”

ต่อเลยจ้า....

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo
ชายหนุ่มยืนรอครู่หนึ่งคุณนภาก็กลับมาพร้อมอุปกรณ์อาบน้ำ ที่มีทั้งสบู่ ยาสระผม ผ้าเช็ดตัวและเสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยน เขายกมือไหว้ก่อนรับของมา แล้วเดินอ้อมไปด้านหลังตัวบ้าน ที่มีตุ่มรองน้ำไว้ใช้ตั้งอยู่หลายใบ ตามที่คุณนภาบอก

เด็ดเดี่ยวนุ่งเพียงผ้าขาวม้าผืนเดียว ตอนนี้สถานการณ์จำเป็นบีบบังคับ ถึงจะไม่ชินกับการอาบน้ำในที่โล่งแจ้งไม่มีรั้วรอบขอบกั้น แต่เขาก็อาบน้ำทำความสะอาดร่างกายตัวเองเป็นอย่างดี ล้างเนื้อล้างตัวฟอกสบู่นกแก้วเสียหอมกรุ่น กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของสบู่ที่อยู่คู่คนไทยมาช้านาน ขจรขจายไปทั่วบริเวณ มันหอมเสียจนกลิ่นสาบโคลนไม่อาจเกาะติดต่อไปได้

หลังจากขัดสีฉวีวรรณ ล้างคราบโคลนดินกลิ่นตมออกจนสะอาดเอี่ยมอ่อง และแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต้นกล้าก็ออกมานอนเกลือกกลิ้งเล่นอยู่บนเตียง สายลมอ่อนโชยเข้ามาทางหน้าต่าง พาเอากลิ่นหอมสดชื่นเข้ามาด้วย กลิ่นหอมแปลกทำให้รู้สึกถึงความสดชื่นอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ต้นกล้ามั่นใจว่าไม่ใช่กลิ่นที่เกิดจากธรรมชาติแน่นอน และนั่นเรียกความสนใจจากเขาได้ไม่น้อย เจ้าของร่างโปร่งลุกขึ้นจากเตียง เดินตามกลิ่นจนมาหยุดข้างหน้าต่าง ม่านผืนบางสีขาวถูกแยกออกกว้าง ให้ลมผ่านเข้ามาได้เต็มที่ กลิ่นหอม ๆ ชัดเจนมากขึ้น คนขี้สงสัยกวาดตามองหาที่มาของมัน แต่ตาเจ้ากรรมดันไปปะทะเข้ากับร่างกายสูงใหญ่ล่ำสันเข้าเสียก่อน

ต้นกล้าไม่รู้ว่านั่นแหละคือที่มาของกลิ่นหอมที่ดึงดูด เพราะสายตาถูกร่างกายที่สูงเกินมาตรฐานชายไทยหยุดไว้ ร่างนั้นทำหัวใจต้นกล้าสะดุดจนเต้นผิดจังหวะ ความสูงสง่าสมส่วนอันประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อเรียงมัดสวยพอดี มันดูสวยงามตามแบบชายชาตรีที่มีเสน่ห์เป็นธรรมชาติ ร่างที่เต็มไปด้วยฟองสบู่สีขาว เมื่อเทน้ำราดลงมาชะล้างออก เผยให้เห็นผิวสีน้ำผึ้งเข้มชัดประจักตา ผิวเปียก ๆ เต็มไปด้วยหยดน้ำ มันดูแพรวพราวยามเคลื่อนไหว เพราะหยดน้ำกระทบกับแสงแดดที่ส่องลงมา

คนหัวแดงที่กำลังแอบอยู่หลังม่าน ไม่อาจละสายตาไปทางอื่นได้ ต้นกล้าเก็บรายละเอียดร่างกายนั้นอยู่เป็นนาน สำรวจตั้งแต่ใบหน้าคมสันแบบไทยแท้ ลงมาตามลำคอแกร่ง ลาดไหล่กว้างดูบึกบึนแข็งแรง กล้ามเนื้อหน้าอกแน่นไปจนถึงหน้าท้องที่เกร็งขมวดจนเป็นลอนคลื่น และต่ำกว่านั้นมันคือผ้าขาวม้าสีขาวผืนเดียว ที่เจ้าของร่างสูงนุ่งเตี่ยวอย่างหมิ่นเหม่ พอเนื้อผ้าเปียกน้ำลู่แนบเนื้อ ต้นกล้าก็แทบจะเห็นเขาเปลือยเปล่าจริง ๆ

ดวงตาดำขลับมองตามช่วงขายาวแข็งแกร่ง ที่ยกขึ้นพาดขอบกะละมังใบใหญ่ เจ้าของร่างสูงลูบไล้สบู่ถูตั้งแต่ปลายเท้า ขัดวนขึ้นมาตามท่อนขา จนหยุดที่โคนขาช่วงบน ที่เขาขัดถูมันนานเป็นพิเศษ แถมยังล้วงเข้าไปในส่วนที่ถูกปิดบังด้วยผ้าเตี่ยว เพื่อทำความสะอาดสิ่งที่ซ่อนอยู่ในนั้น แล้วจึงสลับยกขาอีกข้างขึ้นมาถูเหมือนกัน ลูบไล้วนเวียนอยู่เป็นครู่ จึงถูขึ้นไปตามลำตัวช่วงบน เด็ดเดี่ยวไม่เร่งไม่ร้อนแต่ก็ไม่อ้อยอิ่งพิถีพิถัน คนที่ยืนอยู่หลังม่านก็มองสรีระล่ำ ๆ นั่นเสียเพลิน

ที่มองเพลินไม่ใช่เหตุผลอื่นใดหรอก นอกจากว่าต้นกล้ากำลังอิจฉาและเกิดคำถาม ว่าทำไมผู้ชายอย่างไอ้กล้าไม่มีร่างกายหนา ๆ ล่ำ ๆ แบบนี้บ้าง ต้นกล้าไม่ได้คิดเป็นอื่นเลยจริง ๆ (คนถ้ำมองเสียงสูง)

พอขัดสีฉวีวรรณจนมั่นใจว่าสะอาดเอี่ยมอ่องผ่องแผ้ว เด็ดเดี่ยวจ้วงขันใบใหญ่ตักน้ำราดหัวราดตัว เพื่อล้างฟองแชมพูและสบู่ออก มือข้างหนึ่งถือขันตักน้ำเทราด ส่วนอีกข้างก็ลูบไล้ไปตามหน้าตาเนื้อตัว ตั้งแต่กล้ามเนื้อแน่น ๆ หน้าอกวนไปทั่วร่าง ไม่เว้นแม้กระทั่งกลางกายที่ซ่อนไว้ภายใต้ผ้าขาวม้าผืนเล็ก จนมั่นใจว่าสะอาดสะอ้านหมดจดดีแล้วนั่นล่ะ จึงทิ้งขันลงในตุ่ม ใช้สองมือลูบน้ำที่เกาะอยู่บนใบหน้าออก ผมสั้นถูกเสยขึ้นเปิดเผยใบหน้าหล่อคมคร้ามสะดุดตา

รู้สึกเหมือนกำลังถูกจ้องมอง ชายหนุ่มหันไปตามสัญชาตญาณ ตาคมจึงประสานเข้ากับดวงตาดำขลับกลมโต ของคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าต่างเข้าอย่างจัง คนแอบดูที่ดูเพลินไม่ทันระวังตัว จึงถูกจับได้คาหนังคาเขา ต้นกล้าสะดุ้งตกใจจนตาโตเท่าไข่ห่าน ใจที่เต้นแรงอยู่แล้วยิ่งกระหน่ำเต้นแรงกว่าเก่า จนกลัวว่ามันจะทะลุออกมานอกอกตอนนี้เสียให้ได้

นอกจากจะไม่มีท่าทางเขินอายให้เห็น เด็ดเดี่ยวผู้ตกเป็นเป้าสายตายังส่งยิ้มหล่อ แถมยักคิ้วข้างเดียวกวน ๆ อย่างที่ชอบทำส่งให้ด้วย คนหัวแดงได้แต่กัดฟันกรอดแล้วผละจากหน้าต่างไป เลือดในตัวดูเหมือนจะฉีดพล่านปั่นป่วนไม่หยุด ใบหน้าที่ร้อนผ่าวหรือก็คงแดงแล้วแดงอีกอย่างกับไฟกะพริบ ความร้อนวูบวาบโจมตีตั้งแต่ที่เห็นตอนแรก จนถึงตอนนี้มันก็ยังเล่นงานเขาอยู่ จนแทบควบคุมตัวเองไม่ได้ ทั้งภาพแบบชัดเจนที่ได้เห็นยังติดตา แล้วยังมาถูกจับได้ว่าแอบมองอีก ป่านนี้คงถูกใครคนนั้นหัวเราะเยาะขบขันกันไปแล้วเป็นแน่แท้

โธ่ไอ้กล้าเอ๊ย!

“ไปยังไงมายังไงถึงได้เละกลับมาล่ะพ่อเดี่ยว” คุณยายถามทันทีที่เด็ดเดี่ยวเดินค้อมตัวเข้ามา และนั่งลงตรงเก้าอี้หวายตัวที่เขานั่งประจำเวลามาบ้านนี้

“ตกคันนาครับคุณยาย”

“เพราะเจ้ากล้าอีกล่ะสิ ยายรู้พ่อเดี่ยวน่ะไม่ใช่คนซุ่มซ่ามขนาดนั้นหรอกจริงไหม”

“อุบัติเหตุนิดหน่อยครับ น้องตกใจเพราะหันไปเจอควาย เลยถอยหลังมาชนผมจนตกปลักด้วยกัน” ขณะที่เล่ามุมปากของชายหนุ่มก็เผยรอยยิ้มขึ้นจาง ๆ ในหัวย้อนคิดไปถึงช่วงเวลานั้น ที่ร่างสูงโปร่งน่าทะนุถนอม ถอยมาชนอกกว้างเข้าอย่างจัง จนเป็นเขาเองที่ไม่ทันตั้งตัว เซถอยหลังและก้าวพลาดตกลงไปในโคลนตม แถมยังคว้าเอาหลานคุณยายที่เป็นตัวต้นเหตุลงไปด้วย

เสียงหัวเราะชอบใจของคุณยายดังขึ้น ดึงความคิดเด็ดเดี่ยวให้กลับมาสู่ปัจจุบัน หญิงสูงวัยหัวเราะท่าทางมีความสุข ที่ได้ฟังวีรกรรมของหลานคนโปรด เหมือนได้ฟังเรื่องตลกขบขันก็ไม่ปาน

“คุณยายครับ” เสียงต้นกล้าเรียกมาก่อนตัว เพราะได้ยินคุณยายหัวเราะดังลั่น เลยสงสัยว่ากำลังคุยอะไรกับใครอยู่ ทำไมถึงหัวเราะชอบใจได้ขนาดนั้น สองขาพาร่างสูงโปร่งเดินออกมาดูโดยลืมคิดไป ว่าอาจจะเป็นคนที่ต้นกล้าไม่อยากเจอหน้า แต่กว่าจะรู้ตัวก็เดินมาจนถึงมุมที่คุณยาย และเด็ดเดี่ยวนั่งคุยกันแล้ว

“เจ้ากล้ามาพอดี มานั่งนี่กับยายมา” ต้นกล้าเหล่ตามองเด็ดเดี่ยวเล็กน้อยแล้วเมิน จำต้องเดินไปนั่งข้างคุณยายอย่างเลี่ยงไม่ได้

“พี่เขากำลังเล่าเรื่องที่เราตกคันนาให้ยายฟังอยู่”

“มันเป็นอุบัติเหตุต่างหากล่ะครับ” ต้นกล้าบอกเสียงแง่งอนเพราะคุณยายยังไม่หยุดขำ เหลือบไปมองเด็ดเดี่ยวนั่งอมยิ้มอยู่ พาลคิดว่าอีกคนยิ้มเยาะเลยยิ่งไม่พอใจ ต้นกล้านั่งทำหน้าตูมจนคุณยายหยุดหัวเราะ แล้วหันมามองหน้าเขายิ้ม ๆ

“คุณยายหยุดหัวเราะเยาะต้นกล้าเลยนะครับ”

“ก็เราซุ่มซ่ามเองนี่เจ้ากล้า จริงไหมพ่อเดี่ยว” คุณยายยังไม่หยุดขำ ซ้ำยังหันมาหาแนวร่วมอย่างเด็ดเดี่ยว ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มรับ เลยถูกคนตัวเล็กกว่ามองตาขวาง

“ล้างแผลที่ขาหรือยัง” เด็ดเดี่ยวโน้มตัวกระซิบถามเบา ๆ ต้นกล้ามองหน้าเขาอย่างไม่แน่ใจ ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า ว่าน้ำเสียงของคนตัวสูงมันฟังนุ่มหู เหมือนห่วงใยกันจริง ๆ แต่คงเป็นไปไม่ได้หรอก คนคนนี้ที่ดีแต่แกล้งจะมาห่วงใยต้นกล้าได้อย่างไร

“อะ เอ่อ ยังเลย” ต้นกล้ากัดปากล่างหันมองไปทางอื่น ที่ไม่มีใบหน้าที่ทำให้เกิดความสับสน ใบหน้าที่ทำให้รู้สึกประหม่าทุกทีที่มอง ไหนจะยังมีภาพติดตาตอนเด็ดเดี่ยวอาบน้ำ คิดขึ้นมาทีไรให้รู้สึกสั่นไหวในใจแปลก ๆ แต่เด็ดเดี่ยวกลับคิดว่าต้นกล้าคงยังโกรธอยู่ เขาจึงไม่ได้พูดอะไรอีก

เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ ที่ต่างคนต่างเผลอใช้ความคิด คุณยายอมยิ้มนั่งมองหนุ่มรุ่นหลานทั้งสอง ด้วยสายตาที่แปลกไป

“แผลอะไร เจ้ากล้าเป็นอะไร”

“น้องถูกปลิงกัดครับ” เด็ดเดี่ยวตอบแทนต้นกล้าที่เอาแต่กัดปากตัวเองจนลืมตอบคำถาม “ถ้ายังไม่ได้ล้างแผลเดี๋ยวพี่ทำให้ คุณยายครับมีชุดล้างแผลหรือเปล่าครับ”

“มีลูกมี เจ้ากล้าไปหยิบชุดล้างแผลในตู้ยามาให้พี่เขาไป” คุณยายหันไปบอกต้นกล้าที่ลุกขึ้นทำตามอย่างว่าง่าย คนตัวเล็กไม่มีปากเสียงดื้อรั้นเหมือนเคย ทำให้คุณยายแปลกใจพอสมควร เด็ดเดี่ยวเองก็อดแปลกใจไม่ได้ แต่ทำเพียงแค่มองตามหลัง แล้วเผลอยิ้ม

“เอาขามาให้พี่ดูแผลหน่อยครับ” เขาบอกพลางรับกล่องปฐมพยาบาลที่ต้นกล้ายื่นให้ แต่เจ้าของขายังนั่งเฉย ตกอยู่ในความคิดสับสน ไม่รู้จะโกรธ จะงอน จะเขินหรืออะไรดี แต่ทำไมอีตาบ้านี่ต้องท้ายด้วยคำว่า ‘ครับ’ ทำเสียงอ่อนเสียงหวานอย่างนี้ด้วย

“เจ้ากล้าเปิดแผลให้พี่เขาหน่อยดูสิจะได้ทำความสะอาด”

“หา อะไรนะครับคุณยาย”

“เปิดแผลให้พี่เขาดูหน่อยจะได้ทำความสะอาด”

“เอ่อ ไม่ต้องก็ได้มั้งครับคุณยาย ตอนอาบน้ำกล้าเอาสบู่ล้างแล้ว”

“ยังไงก็ต้องล้างอีกทีนะครับ เดี๋ยวติดเชื้อขึ้นมาจะแย่เอา” เด็ดเดี่ยวสำทับอย่างเป็นห่วง ซึ่งคุณยายก็เห็นด้วย

“นั่นสิ ไหนหันมาให้ยายดูแผลหน่อย” พอคุณยายบอกเสียงดุคนเป็นหลานเลยทำได้แค่ค่อย ๆ พับขากางเกงเลตัวโปรดขึ้น เผยให้เห็นแผลเล็ก ๆ บนต้นขาด้านใน เด็ดเดี่ยวใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดปากแผล วนจากข้างในออกมาข้างนอก แล้วเปลี่ยนสำลีชุบแอลกอฮอล์ใหม่ ทำอย่างนั้นอยู่สองสามรอบจึงทายาฆ่าเชื้อแล้วปิดแผลไว้อย่างดี

“เสร็จแล้วใช่ไหมลูก ขอบใจนะพ่อเดี่ยวที่ช่วยดูแลน้อง”

“ไม่เป็นไรครับผมยินดี” คุณยายมองเด็ดเดี่ยวยิ้ม ๆ แต่พอหันมาทางต้นกล้ากลับทำตาดุ และเจ้าหลานตัวดีก็เข้าใจได้ทันทีว่าคุณยายต้องการสื่ออะไร แต่ก็ยังฮึดฮัดเพราะในใจไม่อยากทำ

“เจ้ากล้า” คุณยายเสียงดุขึ้นทั้งที่ปากยังยิ้ม แต่ตานั้นแทบจะทำให้ต้นกล้าร่างแหลกเป็นเสี่ยง ก็รู้ล่ะนะว่าคนเป็นหลานไม่ชอบหน้าคนตัวโตนี่เท่าไหร่ แค่คุณยายไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่มารยาทที่ดีเมื่อเขาช่วยเหลือเราก็ควรจะขอบคุณ นั่นมันเป็นสิ่งที่ถูกต้องดีงามแล้วไม่ใช่หรือ คุณยายไม่ได้บอกออกมาแต่ใช้สายตาบังคับอยู่ในที

“ขอบคุณครับ...พี่เดี่ยว” ต้นกล้าจำต้องบอกขอบคุณ ท้ายประโยคเสียงแผ่วไปเล็กน้อย เพราะตาดุของคุณยายยังจ้องไม่เลิก แม้กำลังยิ้มหวาน แต่ต้นกล้ารู้ดียิ่งกว่าใครว่าคุณยายเอาจริง

...........

“ผมเห็นจะต้องลากลับแล้วนะครับคุณยาย” เด็ดเดี่ยวเอ่ยขึ้นหลังจากที่คุยกันไปได้พักใหญ่ ซึ่งคนตัวเล็กหันมามองเขาทันที แล้วขยับพูดแบบไม่มีเสียงว่า ‘น่าจะกลับตั้งนานแล้ว’ โดยที่คุณยายไม่เห็น ชายหนุ่มทำตาดุแต่ยกยิ้มมุมปากอย่างเป็นต่อ เพราะแผนที่อยู่ในใจรู้ว่ายังไงมันต้องสำเร็จ!

“เห็นแม่นภาบอกพรุ่งนี้คงเข้ากรุงเทพแต่เช้า ถ้าไม่ได้เจอกันอีกยายฝากพ่อเดี่ยวตั้งแต่ตอนนี้เลยนะ”

“ครับคุณยายไม่ต้องห่วง”

“ได้ยินแบบนี้ยายก็เบาใจ แล้วจะกลับยังไงเมื่อเช้ามากับพ่อกำนันนี่ เจ้ากล้าขับรถไปส่งพี่เขาที่บ้านหน่อยสิ”

“เรื่องอะไรล่ะครับคุณยาย กล้าไม่รู้จักทางนะครับ”

“เดี๋ยวไปแล้วก็รู้จักเองแหละใกล้แค่นี้”

“ทำไมไม่เรียกไอ้จ๋าล่ะครับคุณยาย เดี๋ยวกล้าไปตามมาให้ก็ได้”

“วันนี้ไอ้จ๋ามันไปเรียน” ถึงจะเป๋อ ๆ เปิ่น ๆ ไปบ้าง เพราะเป็นคนบ้านนอกมองโลกในแง่ดี มีชีวีอยู่กับธรรมชาติและความพอเพียง แต่ไอ้จ๋าก็สนใจเรียนหนังสือหนังหา และมันก็เรียนได้ดีทีเดียว โดยเลือกเรียนด้านการเกษตรที่มหาวิทยาลัยราชภัฏในตัวจังหวัด ปีนี้มันเรียนเป็นปีสุดท้ายแล้ว

“อ้าว” ต้นกล้าตอบได้เท่านั้นก่อนจะทำหน้ามุ่ยอีกครั้ง นี่เขาต้องจำใจไปส่งคนหน้ามึนจริง ๆ ใช่ไหม

“หรือจะให้ยายไปส่งล่ะ” นี่ล่ะไม้ตายของคุณยาย ไม้สุดท้ายที่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ และเข้าแผนเด็ดเดี่ยวพอดี

“ก็ได้ครับ” ต้นกล้าลุกขึ้นเดินปึงปังไปหยิบกุญแจรถ แล้วเดินกลับมาหาคนทั้งสอง มีสายตาดุของคุณยายมองตามทุกฝีก้าว “จะกลับก็ลุกซะทีสิ” ต้นกล้าพูดกับเด็ดเดี่ยวอย่างไม่พอใจ จนคุณยายต้องมองมาด้วยสายตาดุ แต่ก็ยังทำเฉยเพื่อบอกให้คุณยายรู้ว่าเขาไม่ชอบใจจริง ๆ ส่วนคุณยายก็ทำเฉยและมองผ่านอย่างรู้ทันเช่นกัน

“ผมลาล่ะครับคุณยาย”

***********
ต้นกล้า เป็นนายเอกที่เละเทะจริงๆ
น่าสงสารเนอะ

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo
กรุ่นไอดิน กลิ่นไอรัก ตอนที่ 5 จูบแรก

ต้นกล้าขับรถไปเรื่อย ๆ ตามทางที่เด็ดเดี่ยวบอก แต่ยิ่งขับไปก็ยิ่งห่างจากเขตชุมชน สองข้างทางมีแต่ไร่แต่นา บางช่วงเห็นพืชไร่ที่ชาวบ้านปลูกไว้เขียวขจี บางช่วงเป็นที่นามีน้ำเจิ่งนองไปทั่ว คนงานทำงานอยู่กลางทุ่งประปราย บ้างก้ม ๆ เงย ๆ กับต้นข้าวเขียว ๆ บ้างไถนาด้วยรถไถเล็ก บางช่วงก็เริ่มเป็นป่าเป็นเนิน ต้นกล้าขับรถไปก็ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ไม่ยอมถามให้เสียฟอร์ม บ้านคนหน้ามึนอาจจะอยู่ในป่าในเขาก็เป็นได้ ไหนคุณยายบอกว่าอยู่ไม่ไกลกันเท่าไหร่วะ นี่ต้นกล้าขับรถออกมาตั้งนานแล้วทำไมมันยังไม่ถึงสักที!

ต้นกล้าสรุปได้ว่า เด็ดเดี่ยวคือคนป่าดี ๆ นี่เอง มิน่าถึงทำตัวไม่มีมารยาทจนน่ารำคาญ แม้จะเว้นคุณยายไว้คนหนึ่งก็ตามเถอะ แต่ต้นกล้านั้นรำคาญมาก เจอไม่กี่วันสร้างเรื่องสร้างปัญหาให้สารพัด ไปไหนมาไหนด้วยนำความซวยมาให้ตลอด วางตัวดีแค่ต่อหน้าคุณยายเท่านั้น อะไรที่เป็นคนคนนี้มันแย่ไปหมดทุกอย่าง ต้นกล้าคิดไปแอบด่าในใจไปด้วย ดวงตาแข็งกร้าวขึ้นมาเป็นบางครั้ง บางทีเผลอกำพวงมาลัยรถแน่น เพราะคิดถึงตอนที่ถูกคนตัวโตแกล้ง คิดไปคิดมาเผลอทุบกำปั้นลงบนพวงมาลัยรถอย่างแรง จนคนนั่งสังเกตการณ์อยู่ข้าง ๆ สะดุ้ง

“ฮึ” ยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิดใจ! ต้นกล้าหงุดหงิด! หันขวับไปมองคนข้าง ๆ ตาขวาง อารมณ์ขุ่นกรุ่นโกรธนั้นมาเต็ม จนเด็ดเดี่ยวแอบหวั่น เพราะต้นกล้าท่าทางราวกับจะกระโดดงับหัว คิดว่าคนตัวเล็กกว่าโกรธที่แอบมอง ชายหนุ่มเลยทำตัวไม่ถูก

แค่เผลอแอบมองกันมันต้องโกรธจนตาขวาง อย่างกับโดนปอบเข้าสิงเลยหรือไง?

“มองอะไร!”

“เปล่านี่” ทำไมต้องเสียงสั่นขนาดนั้นวะเรา คนอย่างเด็ดเดี่ยวไม่เคยกลัวใครที่ไหนเลยนะเว้ย แต่นี่คงเป็นเพราะถูกจับได้คาหนังคาเขานั่นแหละ ว่าแอบมองใบหน้าหล่อใส ๆ ในแบบเกาหลีของคนหัวแดง เด็ดเดี่ยวรีบปฏิเสธไป ทั้งที่สายตาลอกแลกส่อพิรุธ พอทำตัวไม่ถูกเลยหันหน้ามองออกนอกรถมันเสียเลย

“ก็เห็น ๆ อยู่ว่าจ้องเรา”

“เปล่า” เด็ดเดี่ยวห้ามตัวเองไม่ทันที่จะไม่เสียงสูง เลยตอบเฉไฉไปทางอื่น “ไม่มีอะไรหรอก แค่เห็นบ่นงึมงำคนเดียวเหมือนบ้า เลยกำลังประเมินว่าจะชวนไปโรงพยาบาลก่อนดีไหม”

“หมายความว่ายังไงวะครับ หา” ต้นกล้าสะบัดหน้าหันมาถามเด็ดเดี่ยวเสียงอันดังพร้อมมีเรื่องเต็มที่ ลืมไปว่าตัวเองนั้นกำลังขับรถอยู่ ด้วยความเร็วพอสมควร ยิ่งโกรธความเร็วมันยิ่งไต่ระดับเพิ่มขึ้นตามอารมณ์

“เฮ้ย ๆ รถสวนมา” ต้นกล้าตกใจรีบบังคับพวงมาลัยรถให้ตรงทาง หวุดหวิดเกือบจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นเสียแล้ว ตั้งแต่เจอคนคนนี้ทำไมต้นกล้าถึงได้ซวยตลอดอย่างนี้วะครับ

“ตัวซวย” ตามองทางปากก็บ่นพึมพำต่อว่า แต่เด็ดเดี่ยวยังทำเฉย เพราะผ่านไปแค่ไม่กี่นาที หน้ามันจึงยังไม่หายมึน เหมือนที่ต้นกล้าว่านั่นแหละ มีความสุขจริง ๆ ที่ได้แกล้งคนเล่น หึ ๆ

“เลี้ยวซ้าย!”

เอี๊ยด กึก !!

“นี่”

“อะไร”

“ทำไมไม่บอกก่อนล่วงหน้า เห็นไหมเกือบเบรกไม่ทันเนี่ย” ต้นกล้าเหยียบเบรกจนตัวโก่งหัวแทบจะโขกกับพวงมาลัยรถ

“ขอโทษครับ พี่พึ่งนึกได้”

“จิ๊ บ้าที่สุด” ต้นกล้าสบถไม่ปิดบังความหงุดหงิด คนคนนี้ไม่มีอะไรให้เขาต้องเกรงใจ ไม่พอใจต้นกล้าจะแสดงออกมาให้หมด

“ถ้าไม่อยากถอยก็ขับตรงไปอีก”

“โวะ แล้วก็ไม่บอกตั้งแต่แรกล่ะ”

“พี่ก็บอกอยู่นี่ไงครับ”

“ฮึ่ม” ใบหน้าหล่อน่ารักบึ้งตึงขั้นสุด มือเข้าเกียร์ขับรถออกไปตามที่เด็ดเดี่ยวบอก ส่วนคนหน้ามึนนั้นเพียงปรับเบาะเอนลงนอนในท่าที่สบายกว่าเดิม ยกมือขึ้นกอดอกเหยียดขาจนสุดความยาวผิวปากอารมณ์ดี

“อย่าลืมเลี้ยวนะครับ”

“ทางไหนล่ะ”

“ซ้ายไงครับ เหมือนที่พี่บอกเมื่อกี้”

“ไหนที่เลี้ยวไม่เห็นมีทางให้เลี้ยวเลย”

“ข้างหน้าโน่น มันใกล้ถึงแล้วพี่บอกไว้ก่อนจะได้เตรียมตัวไงครับ หึ ๆ ”

“..” ต้นกล้ากัดฟันกรอด ถึงไม่ได้หันไปมองคนตัวโตก็รู้ว่าอีกคนกำลังยิ้มขำ เลยได้แต่เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันไม่หยุด ลมหายใจหอบถี่ความโกรธกรุ่นหงุดหงิดพุ่งสูง

โว้ย! ทางเลี้ยวมันอีกตั้งไกล มาบอกอะไรไว้ตั้งแต่ตอนนี้ ไอ้คนหน้ามึนนี่มันกวนอยู่ใช่ไหมใครก็ได้บอกต้นกล้าที

“เลี้ยว ๆ ซ้ายนะซ้าย” เสียงบอกดังมาจากเบาะที่นั่งข้าง ๆ แต่ต้นกล้าไม่หันไปมอง คนหงุดหงิดทำปากยื่นปากยาวตั้งหน้าตั้งตาขับรถ พอถึงทางแยกก็เลี้ยวซ้ายตามที่บอก หวังว่าคงถึงบ้านคนหน้ามึนนี่สักทีนะ จะได้หมดภาระรุงรัง

ถนนเป็นทางลูกรังปูด้วยหินดินแดง บางช่วงเป็นแอ่งน้ำตื้น ๆ และบ่อโคลน ข้างทางเป็นทุ่งหญ้าเห็นป่าทึบอยู่ไกล ๆ คนหัวแดงยังขับรถตรงไปเรื่อย ๆ โดยไม่เอ่ยปากถามอะไรสักคำ คนตัวโตอมยิ้มมองอยู่รู้เท่าทันความคิด ว่าต้นกล้าคงอยากถามอะไรบ้างตามประสาคนช่างจ้อ แต่เพราะกลัวจะเสียฟอร์มจึงได้แต่ขับรถไปเงียบ ๆ

ต้นกล้าขับรถไปด้วยใจหงุดหงิดงุ่นง่าน เมื่อไหร่จะถึงบ้านไอ้คนหน้ามึนนี่สักทีวะ ยิ่งขับทางยิ่งลึกเข้าไปในป่าที่มีแต่ต้นไม้ใหญ่ เหลือบไปมองคนที่นั่งข้าง ๆ อย่างนึกหวั่น แต่ถึงจะมองอีกคนอย่างไม่ไว้ใจ ก็ยังคงเชิดหน้ารักษาฟอร์มเอาไว้เป็นแม่นมั่น ทั้งที่ในหัวนั้นเกิดคำถาม ว่านี่ตูจะถูกหลอกมาฆ่าหมกป่าหรือเปล่าวะเนี่ย!

“เลี้ยวขวาข้างหน้านั่น ไปอีกไม่ไกลก็ถึงแล้ว” เด็ดเดี่ยวบอกทำลายความเงียบระหว่างทั้งสอง

เฮ้อ..ถึงสักทีสินะ ต้นกล้าคิดในใจอย่างโล่งอก เพราะถ้าไกลกว่านี้คงจำทางกลับไม่ได้แน่ แค่นี้ก็เข้าป่าเข้าพงมาไกลมากแล้ว นั่นแหละคือสิ่งที่เจ้าหลานตัวดีของคุณยายกังวลที่สุด กลัวตอนขากลับจะจำทางไม่ได้นะสิ คนบ้าอะไรทำไมต้องเข้ามาอยู่ในป่าไกลขนาดนี้วะ!

ทางที่เด็ดเดี่ยวบอกให้ต้นกล้าขับรถเข้ามาเป็นทางดินเล็ก ๆ ที่ปกคลุมด้วยหญ้าดูรกตา บนพื้นหญ้าเห็นเป็นเส้นสองเส้นคู่ขนานกันไป บ่งบอกว่ามีรถสัญจรอยู่บ้างจนเป็นทางให้เห็น ทางหินแดงที่ผ่านมาก่อนหน้านั้นว่าแย่แล้ว ทางดินตรงนี้ยิ่งแย่ไปใหญ่ ไหนจะแอ่งน้ำแอ่งโคลนที่ต้องขับรถลุยลงไปอีก หวังว่ามันคงไม่ลึกมากจนทำให้รถติดหล่มหรอกนะ

ขับมาได้สักพักคนตัวโตก็บอกให้จอด แต่พอรถจอดสนิทแล้วทำไมไม่ลงจากรถไปสักที ร้อนถึงคนขับที่ต้องหันมามองอย่างหงุดหงิด

“เอ้า ถึงแล้วก็ลงไปสักทีสิ” โว้ย!

“ว้าไล่อีกแล้วเหรอยังไม่ถึงเลยนะ” อ้าว! ยังไม่ถึงทำไมบอกให้จอดวะ เจ้าหลานตัวดีของคุณยายหน้าเหวอ ชักเริ่มไม่พอใจแล้วนะโว้ย! ความไม่พอใจทั้งหมดถูกแสดงออกมาทางสีหน้า ต้นกล้ากำลังจะพ่นไฟใส่คนข้าง ๆ ได้อยู่แล้ว

“นี่ยังไม่ถึงอีกเหรอ ยังไม่ถึงแล้วบอกให้จอดทำไมหา”

“ก็จอดชมวิวไงดูสิวิวสวยออก ต้นไม้ก็ขึ้นจนเขียวขจีเชียว ดอกไม้ป่าก็มีนะชอบไหมสวย ๆ ทั้งนั้นหอมด้วย” บอกมาตรง ๆ เลยว่าแค่อยากกวน ต้นกล้าจะพยายามเข้าใจ!

“ถ้าอยากชมวิวนักก็ลงไปชมคนเดียวเลยไป” ต้นกล้าไล่เด็ดเดี่ยวไม่เก็บอารมณ์ ไม่รักษามารยาทแล้วตอนนี้ คนบ้านี่จะเล่นอะไรอีกวะ

“น่าไปดูด้วยกันก่อน สวยนะเนี่ยแถวกรุงเทพไม่มีหรอกแบบนี้น่ะ” เด็ดเดี่ยวส่งสายตาวิบวับกวน ๆ ให้ ดวงตาคมมองคนตัวเล็กกว่าที่ส่งเสียงไล่อย่างรำคาญ แต่มันกลับทำให้เขารู้สึกดี ก็คนตัวเล็กหัวแดงนี่มันน่าแกล้งน้อยเมื่อไหร่ ท่าทางงอน ๆ ตอนไม่ได้ดั่งใจ เห็นแล้วน่ารักน่ามองจะตาย

หือ! น่ารัก! ...?

“ลงไปเลยนะ” ถ้ายังไม่ถึงต้นกล้าก็จะไม่ไปส่งแล้ว อยากไปไหนยังไงก็ตามสบายเลยไอ้คนบ้า คิดพลางกัดฟันกรอดไปพลาง ตาจิกมองคนตรงหน้าอย่างกับจะงับหัวเข้าให้ถ้าทำได้

“ลงไปด้วยกันก่อนพี่มีอะไรให้ดูครับ” หน้ามึน!

“ไม่ลง เราไม่อยากดู” ตากลมโตมองคนหน้ามึน ที่ไม่ยอมลงจากรถไปสักที ในใจวางแผนแกล้งคืน อยากลงไปดูอะไรก็ลงไปเถอะรีบลงไปเลย แล้วอย่าหวังจะได้ขึ้นมาบนรถคันนี้อีก

วางแผนในใจแล้วเผลอยกมุมปากเหมือนจะยิ้ม ที่ต้องบอกว่าเป็นการแสยะยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์จะถูกกว่า หลานชายจอมเฮี้ยวของคุณยายประไพศรี เหลือบตามองอีกคนด้วยสายตาวาว ในหัวมีแต่เรื่องสนุกไว้เอาคืน เดี๋ยวเจอฤทธิ์ไอ้กล้าแล้วจะรู้สึก โฮะ ๆ

“น่าลงไปดูนิดหนึ่งพี่อยากอวด” เด็ดเดี่ยวยิ้มกว้างจนหน้าบาน แน่นอนคนมองคิดว่ามันเป็นยิ้มที่น่าเกลียดที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา

ต้นกล้าไม่ยอมลงจากรถ ไม่มองหน้าเด็ดเดี่ยว คนตัวเล็กปรับเปลี่ยนกลบเกลื่อนสีหน้าเจ้าเล่ห์ไว้ แล้วทำเป็นหน้าบึ้งไม่พูดไม่จา ปากบางได้รูปเม้มแน่นจนจะเป็นเส้นตรง ขณะที่แอบบ่นในใจว่าคนอะไรน่าเบื่อชะมัด วุ่นวายก็ปานนั้น นี่ยังจะมาบังคับให้เขาลงไปดูอะไรก็ไม่รู้

ฮึ่ม คนหล่อใกล้โมโหจริง ๆ แล้วนะโว้ย!

เฮ้อ ต้นกล้าถอนใจเฮือกใหญ่เป็นการตัดสินใจขั้นสุดท้าย ถ้าเด็ดเดี่ยวไม่ยอมลงรถไปเห็นทีต้องจัดการด้วยมาตรการขั้นเด็ดขาด คิดแล้วก็หันขวับไปมองคนข้าง ๆ ทันทีทันใดแต่..

“เฮ้ย/เฮ้ย” !! สองหนุ่มร้องเสียงหลงขึ้นพร้อมกัน ต้นกล้าหันไปเป็นจังหวะเดียวกันพอดีกับที่เด็ดเดี่ยวกำลังโน้มตัวชะโงกหน้าเข้ามาหา

“บ้า จะทำอะไรน่ะ”

“แล้วบ่นอะไรงึมงำคนเดียวครับ อยู่กันตั้งสองคนพูดคนเดียวเหมือนผีบ้าทำไม”

“เปล่านี่จะลงก็ลงสักทีสิ แล้วทำไมต้องเอาหน้าเข้ามาใกล้ด้วยเนี่ย ถอยออกไปเลย” ฝ่ามือนุ่มยกขึ้นดันใบหน้าหล่อคมคายคร้ามแดดให้ออกห่าง “ลงไปได้แล้ว”

“ไม่ได้อยากเอาหน้าเข้าไปใกล้สักหน่อยครับ พี่แค่จะเอานี่” เด็ดเดี่ยวชูสิ่งที่อยู่ในมือให้คนตัวเล็กดูอย่างเป็นต่อ คิ้วเข้มข้างหนึ่งที่ยกขึ้นพร้อมรอยยิ้มหล่อร้ายเจ้าเล่ห์ ทำเอาคนมองนึกฉุนหนักจนควันแทบออกหู

พอเห็นสิ่งที่อยู่ในมือเด็ดเดี่ยว ต้นกล้าจึงเพิ่งรู้สึกได้ว่าเครื่องยนต์รถนั้นเงียบไปแล้ว เพราะคนหน้ามึนดับเครื่องดึงกุญแจออก แล้วเอามาแกว่งโชว์อย่างท้าทายอยู่นี่ไง ต้นกล้าหน้าแดงเพราะความโกรธจนแทบอยากพ่นไฟ

บ้าบอที่สุด! ใช่นี่มันบ้าบอที่สุดแล้วในชีวิตต้นกล้า

“เอาไปทำไมเอาคืนมาเดี๋ยวนี้นะเว้ย” ต้นกล้าตะโกนเสียงดังก้องรถ พยายามไขว่คว้าเอากุญแจรถในมือของเด็ดเดี่ยวคืน แต่คนหน้ามึนมีหรือจะยอมให้ง่าย ๆ

“อยากได้ก็ตามลงมาเอาสิ” เด็ดเดี่ยวบอกพลางเอื้อมมือจะเปิดประตูลงจากรถ ต้นกล้าเห็นอย่างนั้นจึงยืดตัวพยายามคว้าเอากุญแจ แต่เพราะไม่ทันระวังเลยพลาดไปคว้าได้เพียงข้อมือของเด็ดเดี่ยว ที่สะบัดแขนหลบเบา ๆ

“เอาคืนมานะ” ต้นกล้าไม่ยอมแพ้สองมื้อคว้าสะเปะสะปะ คนหนึ่งไม่ยอมอีกคนก็นึกสนุก ภายในพื้นที่คับแคบจึงเกิดความวุ่นวายโกลาหลขึ้นมาทันที

“พี่ไม่ให้ครับ อยากได้ลงไปเอาข้างล่างหึ ๆ ”

“เอามานะโว้ยคนบ้า คนหน้ามึนเดี๋ยวต่อยให้เลยนิ” เด็ดเดี่ยวหัวเราะชอบใจ ส่วนต้นกล้าพยายามจะแย่งกุญแจจากมือเขาให้ได้ จึงต้องโก้งโค้งจนเกือบจะข้ามมาฝั่งที่เขานั่งเต็มตัวอยู่แล้ว กัดไม่ปล่อยจริง ๆ

“เอาคืนมาเดี๋ยวนี้ไอ้บ้านนอก!” เด็ดเดี่ยวชะงักกึกกับคำด่าไม่รื่นหู ต้นกล้าเองก็หยุดชะงักเช่นกัน ที่พลั้งปากออกไปด้วยรู้ว่าไม่สมควร โดยไม่สนเลยว่าใบหน้าตัวเองนั้นห่างจากใบหน้าคมคายไม่ถึงคืบ

มันเกิดขึ้นเร็วมาก เมื่อความสนุกในแววตาเด็ดเดี่ยวหายไป ต้นกล้าก็ถูกคว้าท้ายทอยรั้งเข้ามาประกบปาก รู้ว่ากำลังจะถูกทำอะไรจึงเม้มปากแน่น ไม่ยอมให้เด็ดเดี่ยวส่งลิ้นรุกล้ำเข้ามาง่าย ๆ สองมือยกขึ้นดันหน้าอกแกร่ง แต่ระหว่างคนที่แข็งแรงอย่างเด็ดเดี่ยว กับคนที่ไม่ค่อยได้ทำอะไรอย่างต้นกล้า มันเห็นได้ชัดว่าแรงใครมากกว่ากัน ซ้ำต้นกล้ายังอยู่ในท่าไม่ถนัด จึงเสียเปรียบเขาทุกทาง

เด็ดเดี่ยวได้แต่บดขยี้ขบเม้มแค่ภายนอก จนต้นกล้าแสบร้อนไปทั่ว เขาคำรามในลำคออย่างขัดใจ มือแข็งแรงราวคีมเหล็กที่ล็อกท้ายทอยเพิ่มแรงบีบ ต้นกล้าเจ็บจนเผลออ้าปากร้อง เปิดโอกาสให้ลิ้นร้ายของคนบังคับจูบเข้าควานหาความหวานฉ่ำภายใน

ต้นกล้าตาโต ใจเต้นรัวราวกับกลองที่ถูกกระหน่ำตีก่อนออกศึก มือข้างหนึ่งยันพนักพิงเบาะประคองตัว ส่วนอีกข้างระดมกำปั้นประท้วงทุบหนัก ๆ ไปตามร่างล่ำสันโดนทั้งหัวทั้งตัว แถมด้วยการจิกดึงทึ้งกลุ่มผมเข้าให้ด้วย

พอได้บดขยี้ริมฝีปากแดง ๆ จนหนำใจ เด็ดเดี่ยวก็ปล่อยให้ต้นกล้าเป็นอิสระ ใช่ว่าไม่พอใจที่ถูกด่าว่าเป็นไอ้บ้านนอก เขาออกจะภูมิใจเสียด้วยซ้ำ แต่ใบหน้าขาวผ่องกับริมฝีปากสีแดงสดที่แอบมองอยู่หลายครั้ง และกลิ่นหอมอ่อน ๆ จากกายโปร่งบางกว่านั้นต่างหาก ที่ทำให้เขาเป็นบ้าหลงลืมตัว เผลอทำอะไรไม่สมควร..

..แต่พอนึกได้เด็ดเดี่ยวก็ต้องตกใจกับการกระทำของตัวเอง แทบจะกรีดร้องออกมาดัง ๆ

เฮ้ย!! ที่จูบไปนั่นมันผู้ชายด้วยกันนี่หว่า ไอ้เดี่ยว ไอ้บ้า มึงทำอะไรลงปายยยย!!

ทันทีที่หลุดพ้นจากพันธนาการได้ มือข้างถนัดก็ฟาดกำปั้นไปที่ใบหน้าคมคาย ของคนที่บังอาจมาปล้นจูบไม่ยั้งแรง ต้นกล้าหายใจหอบ ไม่รู้หอบเพราะออกแรงฟาดกำปั้น หรือหอบเพราะจูบจาบจ้วงเอาแต่ใจ แต่กำปั้นหนัก ๆ ก็เรียกสติเด็ดเดี่ยวให้กลับมาได้ทันที ใบหน้าหล่อคร้ามหันไปตามแรงตบด้วยกำปั้น รู้สึกได้ถึงความเจ็บหนึบหนักจนแก้มชา มันสาสมแล้วกับสิ่งที่เขาทำลงไป ส่วนหลานคุณยายได้แต่เอาหลังมือเช็ดปากตัวเองแรง ๆ จนปากที่แดงอยู่แล้วแดงยิ่งกว่าเก่า เช็ดไปก็ให้นึกโกรธและเจ็บใจ เงื้อกำปั้นขึ้นกำลังจะฟาดลงอีก เพื่อเรียกสติคนหน้ามึนสักหน่อย แต่ถูกเด็ดเดี่ยวจับข้อมือไว้เสียก่อน ต้นกล้ายกมืออีกข้างขึ้นทันที แต่ก็ถูกเด็ดเดี่ยวจับเอาไว้ทันทีเหมือนกัน

“ปล่อยนะโว้ย!” ทั้งโกรธ ทั้งโมโหที่ถูกบังคับจูบ นี่มันเป็นจูบแรกของต้นกล้าเชียวนะ กับคนที่เคยคบหาเขายังอุตส่าห์เลี่ยงมาได้ ไม่ยอมจูบกับใครเพื่อเก็บไว้ให้คนที่เป็นตัวจริงคนเดียว แล้วทำไมถึงได้เสียมันไปง่าย ๆ อย่างนี้!

“รู้ไหมทำไมพี่จูบ” เด็ดเดี่ยวรั้งต้นกล้าเข้ามาใกล้อีก กระซิบถามแต่ไม่รอคำตอบ “พี่ไม่โกรธหรอกนะถ้าต้นกล้าจะว่าพี่บ้านนอกคอกนา” ต้นกล้าไม่ตอบคำ แต่ตวัดสายตาแข็งกร้าวสบตากับเด็ดเดี่ยวไม่ยอมแพ้ “เพราะมันเป็นเรื่องจริง” เสียงโทนราบเรียบบ่งบอกว่าเจ้าตัวไม่ได้โกรธจริง ๆ แต่ใครจะไปรู้ล่ะ ก็เห็นแววตาน่ากลัวออกปานนั้น ตวัดมองมาทีเล่นเอาต้นกล้าใจเต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ

“ที่พี่โกรธเพราะต้นกล้าพูดไม่เพราะ พี่ไม่ชอบนะครับ” ชิ! ต้นกล้าหันหน้าหนีไปอีกทาง ไม่ชอบแล้วมันถึงขั้นต้องจูบกันเลยหรือ!

“เข้าใจพี่ไหม”

ภายนอกนิ่งแต่ใจเด็ดเดี่ยวกำลังสับสน ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้ลืมตัวจนจับต้นกล้ามาจูบเอาดื้อ ๆ เขาเพิ่งจูบปากดูดดื่มกับผู้ชายด้วยกันไป อาจจะใช้เวลาไม่นาน แต่ยังรู้สึกได้ถึงความหวานละมุนจับใจ จนถึงตอนนี้ก็ยังรู้สึกได้ถึงเรียวลิ้นที่เกี่ยวกระหวัดกัน หากได้ชิมความหวานนานกว่านี้ มันจะหวานชื่นใจมากขนาดไหน..

เฮ้ย! คิดบ้าอะไรวะไอ้เดี่ยว!

เด็ดเดี่ยวสะดุ้งกับความคิดที่ผุดขึ้นมาในหัว แปลกใจในสิ่งที่กระทำพอ ๆ กับแปลกใจคนตัวเล็กตรงหน้า ที่ดูยังไงมองมุมไหน หลานคุณยายก็ผู้ชายแมนๆ คนหนึ่ง ถึงจะเอาแต่ใจและทำตัวเหมือนเด็กขี้โวยวายไปบ้างก็ตามเถอะ หรือเขาจะเบี่ยงเบนไปแล้ววะเนี่ย ถึงได้รู้สึกแปลก ๆ กับผู้ชายด้วยกัน!

“ปล่อยเราแล้วลงจากรถไปเดี๋ยวนี้” เพิ่งนึกได้ว่าตัวเองกำข้อมือสองข้างของต้นกล้าไว้แน่น ก็ตอนได้ยินเสียงดุที่ช่วยปลุกให้เขากลับมาสู่ปัจจุบัน คนตัวเล็กกว่าพยายามข่มอารมณ์โกรธกรุ่น แล้วพูดออกมาด้วยเสียงนิ่ง ๆ จนคนฟังชักจะหงอ

“ปล่อยมือแล้วลงไป!”

“เอ่อ..พี่”

“ลงไป! แล้วมือนี่ก็ปล่อยสักที”

“ต้นกล้าครับ คือพี่...” เด็ดเดี่ยวเรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนลง รู้ว่าตัวเองทำเกินไป อยากขอโทษแต่ดันพูดไม่ออก

“บอกให้ลงไปไง ลงไปเดี๋ยวนี้ ไอ้คนหน้ามึน ลงไปจากรถเดี๋ยวนี้เลยนะโว้ย”

ใจเด็ดเดี่ยวนั้น อยากรั้งร่างต้นกล้าเข้ามากอดแน่น ๆ แล้วเอ่ยขอโทษ แต่เกรงจะทำให้อีกคนพาลโกรธไปมากกว่านี้ ใจหนึ่งก็ยังงง ๆ สับสนแปลก ๆ ถึงปกติจะไม่ค่อยสนใจผู้หญิงเท่าไหร่ แต่เขาก็ไม่เคยมีจิตพิศวาส หรือรู้สึกชอบผู้ชายมาก่อน

“ลงไปสิวะ” เพราะผิดเต็มประตูเด็ดเดี่ยวจึงค่อย ๆ หย่อนขาลงจากรถ อยากเอ่ยขอโทษสักครั้งก่อนจาก แต่ทำได้แค่อ้ำอึ้ง ไม่รู้ความกล้าความมั่นใจหายไปไหนหมด สุดท้ายเลยถูกทิ้งให้ยืนเคว้งคว้างกลางป่าคนเดียว

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo
สองขายาวก้าวไปยังธรรมชาติเบื้องหน้า ลัดเลาะป่าสู่ลำธารสายเล็ก จมูกสูดรับกลิ่นหอมละมุนของดอกไม้ป่าที่อบอวลรอบตัวพาให้ใจสงบ ที่ดินบริเวณนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของเด็ดเดี่ยว ที่อนุรักษ์ไว้ให้คงความเป็นป่าธรรมชาติ แต่ถึงกระนั้นมันก็ไม่รกจนน่ากลัว ฝั่งที่เป็นด้านหน้ามีทางเดินลงมาลำธาร เป็นท่าน้ำเล็ก ๆ แต่แข็งแรงทำขึ้นจากไม้ ท่าน้ำกินพื้นที่ลงมาในแอ่งกว้างกลางน้ำ บัวสายสีบานเย็นกระจายเต็มแอ่ง แซมด้วยพืชน้ำอื่น ๆ ที่ขึ้นประปราย

เด็ดเดี่ยวเดินตัดข้ามลำธารขึ้นไปยังตลิ่งอีกด้าน ที่ทำบันไดหินไว้อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ ไต่ไปบนต้นไม้ใหญ่ที่เอนตัวไปตามแนวตลิ่ง จนถึงบ้านหลังกะทัดรัดน่าอยู่ตามประสาคนใช้ชีวิตพอเพียง รอบตัวบ้านมีระเบียงติดลูกกรงทำจากกิ่งไม้ เปิดเข้าไปข้างในจะเป็นห้องเดี่ยว มีข้าวของเครื่องใช้บางส่วน ที่หามาไว้ใช้เผื่อเวลามานอนเล่น เปิดหน้าต่างบานเล็กแล้วปัดกวาดปูเสื่อ เอาหมอนออกมาวางล้มตัวลงนอน ในหัวยังวนเวียนคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ริมฝีปากยังร้อนวูบวาบอยู่จนกระทั่งตอนนี้ แต่ท่ามกลางลมเย็น ๆ และบรรยากาศดี ๆ ไม่นานเขาก็ผล็อยหลับไป

****************

ถึงไม่มั่นใจว่าตัวเองจำทางกลับบ้านได้ ต้นกล้าก็ยังขับรถออกมาด้วยความเร็ว เพราะหวังจะไปให้ไกลจากใครคนนั้น ใบหน้าใสเครียดขรึม เพราะตั้งใจจดจ่ออยู่กับเส้นทาง หงุดหงิดงุ่นง่านอยู่คนเดียวเหมือนบ้า ไม่อยากคิดแต่ดันหยุดไม่ได้ พอเผลอคิดก็ยกมือขึ้นมาถูปากตัวเองแรง ๆ ไปด้วย เพราะยังรู้สึกได้ถึงความร้อนวูบวาบ คิดไปคิดมาอารมณ์ขึ้นก็ทุบพวงมาลัยรถเป็นการระบาย ต้นกล้าขับรถไปทั้งด่าทั้งบ่น ทั้งเอามือเช็ดปากตัวเองไปตลอดทาง หวังว่าความวูบวาบบ้า ๆ นี้ มันจะหายไปหรือบรรเทาเบาบางลงบ้าง สุดท้ายกลับพบว่าไม่มีอะไรดีขึ้นเลย ยิ่งเช็ดยิ่งเจ็บใจ เช็ดจนปากเจ็บแดงเจ่อไปหมดแล้ว ความรู้สึกนั้นมันยังไม่ยอมหายไปสักที

“ไอ้บ้า ไอ้คนบ้า โว้ย บ้าบอที่สุด!” ยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิด แต่ทั้งที่หงุดหงิดทำไมหยุดคิดไม่ได้ ถูปากตัวเองไปแล้วกี่ครั้งยังไม่หนำใจ ยังถู ๆ อยู่อย่างนั้นจนกระทั่ง..

เอี๊ยดดดด!!! ปึก!!! อูย

“เจ็บ ซี๊ดโอย เจ็บ ๆ ” ต้นกล้าจิกสายตาอาฆาตแค้นมองตามหมาพันธุ์พื้นบ้านตัวผอม ที่วิ่งตัดหน้ารถกะทันหัน จนต้องเบรกตัวโก่ง ปากสวยกระแทกเข้ากับพวงมาลัยจัง ๆ ตอนนี้มันจึงทั้งบวมทั้งแดง แถมยังมีรอยเขียวจาง ๆ ขึ้นมาระหว่างปากกับจมูกเป็นของแถม

“โว้ย ทำไมวันซวยมันไม่จบไม่สิ้นอย่างนี้วะ ฮึ่ม” สองมือจับมั่นที่พวงมาลัยแล้วเขย่าอย่างแรง ตามความคุกรุ่นของอารมณ์ ต้นกล้าร้องตะโกนอยู่ในรถคนเดียว ตั้งแต่มาถึงที่นี่ ไม่มีวันไหนที่ต้นกล้าไม่ต้องหงุดหงิด โดยเฉพาะเวลาเจอคนตัวโตยิ่งเพิ่มความหงุดหงิดขึ้นอีกหลายสิบเท่า!

ต้นกล้าขับรถมาตามทางเก่า แต่ก็ต้องใช้ความพยายามและความตั้งใจมากเป็นพิเศษ เพราะระยะทางตอนขาไปนั้นไกลพอสมควร เกิดหลงทางขึ้นมาคงยุ่ง แต่ก็โล่งใจเมื่อขับมาเจอป้ายบอกทางเข้าหมู่บ้าน ถึงตรงนี้เขาก็จำทางได้แล้ว ดีที่ไม่ขับหลงไปทางอื่นก่อน

ต้นกล้าเครียดจนเส้นเลือดในสมองแทบระเบิด

“ฮึ่ม ไอ้คนบ้า ไอ้คนเลว ไอ้คนฉวยโอกาสหน้ามึน อูย” ขับรถไปด่าไป เผลอกัดปากตัวเองโดนรอยช้ำทำเอาเจ็บจนน้ำตาเล็ด

กลับมาถึงบ้านต้นกล้าหลบอยู่ในห้องไม่พูดไม่จากับใคร จนเป็นที่ผิดสังเกตของพ่อกับแม่และคุณยาย ปกติต้นกล้าจะร่าเริงแจ่มใส ชอบพูดชอบคุยเล่นหัว แต่พอกลับมาจากไปส่งเด็ดเดี่ยว ก็เก็บตัวเงียบอยู่ในห้องคนเดียวท่าทางแปลกไป

“ต้นกล้าทำอะไรอยู่ลูก” คุณนภาทำหน้าที่เป็นตัวแทนทุกคนเข้ามาถามไถ่ เธอเคาะประตูห้องเรียกลูกชายแต่ข้างในยังเงียบ จึงเคาะอีกสองสามครั้งแล้วถาม “ต้นกล้านอนหรือเปล่าลูก แม่จะลงสวนไปด้วยไหม”

“ครับ คุณแม่”

“ทำอะไรอยู่ลูกแม่เรียกตั้งนาน เอ๊ะปากไปโดนอะไรมาน่ะ” คุณนภาถามพลางยื่นมือมาแตะริมฝีปากที่บวมช้ำอย่างเป็นห่วง

“หมาวิ่งตัดหน้ารถ กล้าเลยได้จูบกับพวงมาลัยครับคุณแม่ แหะ ๆ ” ดีนะที่ไม่เผลอปากบอกแม่ว่าจูบกับใครบางคน

“ขับรถเร็วล่ะสิ แล้วมีที่ไหนเจ็บอีกบ้างไหม”

“ไม่มีแล้วครับกล้าไม่ได้ขับเร็ว แถมยังรัดเข็มขัดด้วย”

“แล้วนี่ทำอะไรอยู่”

“กล้าหลับครับ” ต้นกล้าตอบเสียงเบาหลบสายตาคนเป็นแม่เพราะกำลังโกหก จะให้บอกได้ยังไงล่ะว่ามัวแต่นั่งหงุดหงิดคิดแค้น คนปล้นจูบแรกจนลืมสิ่งรอบกายไปหมด

“อ้าว แม่ปลุกเหรอเนี่ยโทษทีนะจ๊ะ พอดีแม่จะลงสวนไปด้วยกันไหม”

“แล้วคุณยายล่ะครับ”

“คุณยายเอนหลังอยู่ซุ้มชานบ้านจ้ะ”

“นั้นกล้าขออยู่เป็นเพื่อนคุณยายดีกว่าครับคุณแม่” คนหล่อใสสไตล์น่ารักอาสาอยู่เป็นเพื่อนคุณยาย เพราะยังอารมณ์ไม่ดี จึงคิดว่าตัวเองก็คงไม่มีกะจิตกะใจไปชื่นชมธรรมชาติ แม้จะเป็นธรรมชาติที่สวนหลังบ้านก็ตามเถอะ!

“งั้นแม่ไปก่อนนะ”

“ครับเดี๋ยวกล้าจะเดินออกไปหาคุณยายนะครับ ขอล้างหน้าก่อน”

“จ้ะ” คุณนภาบอกเท่านั้นแล้วเดินออกไป ต้นกล้ามองตามคุณแม่ในใจครุ่นคิดถึงบางสิ่งบางอย่าง คนหล่อหน้าใสก็ตัดสินใจได้ เดินกลับเข้าไปในห้องแล้วล้างหน้าล้างตา โดยเฉพาะบริเวณปากถูกถูแล้วถูอีก ค่อยออกมาหาคุณยายด้วยสีหน้าระรื่น

ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายแก่ๆ เข้าไปแล้ว ต้นกล้าใช้เวลาที่คุณนภาและคุณกวินลงสวนอยู่กับคุณยาย เขาพูดคุยหัวเราะและนวดไปตามตัวให้คุณยายอย่างเอาอกเอาใจ

“ดีลูกดี ตรงนั้นแหละกำลังดีเลย”

“คุณยายปวดตรงไหนอีกครับ บอกกล้ามาเลยเดี๋ยวมือเทวดาสุดหล่อจะคลายเส้นให้”

“เออ ตรงนั้นแหละลูกดีแล้ว พ่อเทวดาน้อยของยาย” คุณยายพริ้มตาหลับลงอย่างสบายตัว “นวดเก่งนะเรา”

“แน่นอนอยู่แล้วครับ เอ่อ...ว่าแต่...” นอกจากอยากนวดให้คุณยายรู้สึกผ่อนคลายแล้ว ต้นกล้ามีเรื่องอยากจะขอคุณยาย จึงเอาใจคนแก่มากกว่าปกติ ทั้งที่ปกติก็มากอยู่แล้ว

“ว่าแต่อะไรล่ะ”

“คือต้นกล้าว่า...” ต้นกล้ายังไม่แน่ใจในสิ่งที่เขากำลังจะขอ ไม่รู้คุณยายจะว่าอย่างไร แต่ก็ไม่กล้าบอกออกไปตรง ๆ “กล้า...เอ่อ”

“อะไรล่ะเจ้ากล้า มีอะไรบอกยายมาตรง ๆ ”

“คือกล้า อยาก…” จนแล้วจนรอดก็ไม่กล้าพอจะพูดออกมา จะให้ต้นกล้าบอกง่าย ๆ ได้อย่างไร ว่าเขานั้นไม่อยากอยู่บ้านนอกบ้านนานี้แล้ว จะขอกลับกรุงเทพพร้อมคุณพ่อคุณแม่และพาคุณยายไปด้วย ต้นกล้าตัดสินใจแล้ว เพราะที่นี่ไม่มีอะไรเหมาะกับเขาสักอย่าง มันไม่ใช่ที่ของต้นกล้า เขาไม่ชอบความบ้านนอกบ้านนา ไหนจะกลิ่นสาบโคลนกลิ่นสาบทุ่ง กลิ่นเหม็นเหงื่อไคลไอความร้อนที่ระอุ หรือแม้กระทั่งอาหารแปลก ๆ ที่ไม่เคยกิน และไม่น่ากิน

นี่มันไม่ใช่! มันไม่ใช่ต้นกล้า! ต้นกล้าอยู่แบบนี้ไม่ได้ ต้นกล้าจะไม่ทน!

“อยากอะไรเจ้ากล้า เดี๋ยวยายจะให้แม่แจ่มใจเขาทำให้กิน”

“เปล่าครับกล้าไม่ได้อยากกินอะไร ไม่ได้หมายถึงของกินแบบนั้น” ก้มหน้าตอบในใจให้รู้สึกหวิว ๆ ปนละอาย จนไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาสบตา ด้วยเพราะความตั้งใจจริงแต่แรกถูกทำลายลงไปหมดแล้ว ถึงจะเคยรับปากคุณยายแต่ตอนนี้ต้นกล้าอยากคืนคำ

“แล้วที่ว่าอยากน่ะมันอยากอะไรล่ะลูก” คุณยายยังข้องใจจึงถามไม่หยุด ใบหน้าชราบ่งบอกว่าสงสัยเป็นอย่างยิ่ง จนคิ้วนางขมวดมุ่น

“กล้า..อยากกลับกรุงเทพกับคุณยาย พร้อมคุณพ่อคุณแม่พรุ่งนี้ครับ” เจ้าหลานตัวดีตัดสินใจเอ่ยออกมาเสียงเบา คุณยายรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยแต่ก็พอเข้าใจได้ ว่าหลานชายนั้นไม่เคยลำบากตรากตรำกับท้องไร่ท้องนาอย่างนี้มาก่อน สมกับเป็น พ่อเทวดาของยาย เมื่อมองเห็นความลำบากอยู่ตรงหน้าก็คงจะรู้สึกท้อใจ

“ทำไมล่ะลูก”

“ก็กล้าไม่อยากอยู่แล้ว กล้า...ไม่ชอบ”

“ปอดแล้วหรือไง” ไม่ใช่เสียงของคุณยายผู้ใจดี แต่เป็นเสียงถามอย่างสบประมาทที่แทรกขึ้นของผู้มาใหม่ เล่นเอาคนอยากกลับกรุงเทพหันขวับไปมองคอแทบเคล็ด

ต้นกล้าเบิกตากว้าง ฟันขบเข้าหากันแล้วเม้มปากแน่นอย่างเคียดแค้น ยิ่งคนตัวโตเดินเข้ามาใกล้ ภาพตอนอยู่ในรถกลางป่ายิ่งชัดเจนในความคิด ใบหน้าหล่อใสในแบบเกาหลีเริ่มบิดเบี้ยว นัยน์ตาจริงจังมุ่งมั่นการแก้แค้น รู้สึกถึงความคับแค้นแน่นในอกขึ้นมาเสียยกใหญ่ ใบหน้าขาวใสขึ้นริ้วแดงไม่รู้เพราะโกรธมาก หรือเพราะเกิดความรู้สึกอย่างอื่นกันแน่ แต่ในหัวตอนนี้มีแต่ภาพฝันร้าย ที่ตัวเองถูกรั้งไปประกบปากรับจูบดูดดื่มจนใจสั่น!

ฮึย! ทำไม ทำไมต้องคิดถึงวะ ทำไมต้องมายืนอยู่ตรงนี้ มาได้ยังไง ทำไมยังตามาหลอกมาหลอนกันอยู่อีกวะเนี่ย

ต่อ..

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo
“พ่อเดี่ยวนี่เอง” เสียงคุณยายทักทายแทรกลึกเข้าไปในห้วงความคิด ตันกล้าเขารู้สึกตัวขยับเข้าไปหาคุณยาย เชิดหน้าให้คนมาใหม่

“ครับคุณยาย ขอโทษที่กลับมารบกวนคุณยายอีกนะครับ”

“ไม่เป็นไร ๆ คนกันเองอย่าคิดมาก รบกงรบกวนอะไรล่ะลูก ดีเสียอีกยายจะได้มีเพื่อนคุยหลาย ๆ คน เข้ามาก่อนมา” คุณยายพยักหน้ารับไหว้เด็ดเดี่ยวปฏิเสธความเกรงใจ มือเหี่ยวย่นยกขึ้นกวักเรียกคนมาใหม่ให้นั่งคุยกัน

“อุตส่าห์ไปส่งแล้วย้อนกลับมาทำไมอีก ไม่มีที่ไปแล้วหรือไง” ต้นกล้าถามเสียงลอดไรฟัน เพราะความกรุ่นโกรธยังระอุอยู่มาก โดยลืมไปเลยว่าคุณยายก็อยู่ด้วย และ..

“เจ้ากล้า พูดกับพี่เขาอย่างนั้นได้ยังไง” เสียงดุของคุณยายเรียกสติคนเป็นหลานให้กลับมาสู่ตัว ถือว่าเป็นคนโปรดของคุณยายสินะถึงได้ยิ้มระรื่น

ต้นกล้าค่อนขอดในใจแล้วแบะปากที่ยังบวมเจ่อให้ นั่นทำให้เด็ดเดี่ยวพึ่งสังเกตเห็น ว่าริมฝีปากสีระเรื่อของคนตัวเล็กกว่ามีรอยเขียวช้ำ รู้สึกผิดขึ้นมาอีกแล้ว

นี่เขาจูบรุนแรงขนาดนั้นเลยหรือ ปากสวยถึงได้ช้ำมากขนาดนี้!

“ไอ้จ๋าชวนลูกพี่เดี่ยวมาเองครับ” เสียงไอ้จ๋าดังแทรกขึ้นเพราะมันเดินตามเด็ดเดี่ยวมาติด ๆ “ไอ้จ๋ากลับมาจากในเมือง เห็นลูกพี่เดี่ยวเดินโต๋เต๋อยู่ข้างทางเหมือนเด็กหนีออกจากบ้านไม่มีที่ไป เลยชวนขึ้นรถมาด้วยครับ แหะ ๆ ” มันบอกหน้าซื่อตาใสตบท้ายด้วยการหัวเราะแห้ง ๆ ทั้งที่ไม่มีเรื่องอะไรน่าขำสักนิด ซ้ำยังสาธยายจนเด็ดเดี่ยวเสียภาพพจน์ เด็กหนีออกจากบ้านนี่นะ เขาแค่เดินคิดอะไรเรื่อยเปื่อยแค่นั้นเอง ลูกชายกำนันส่ายหัวให้กับคำรายงานของไอ้จ๋า ที่คลานเข้ามานั่งข้าง ๆ

พอได้นอนคิดเงียบ ๆ คนเดียว เห็นว่าตัวเองทำกับคนตัวเล็กกว่าเกินไป เด็ดเดี่ยวเลยอยากตามมาขอโทษ จึงเดินย้อนกลับออกมาทางเก่า เพื่อออกมายังถนนเส้นเดิม คิดว่าจะขอติดรถใครสักคนให้มาส่งบ้านคุณยาย แล้วฟ้าก็เป็นใจส่งไอ้จ๋ามาพอดี เมื่อรถกระบะตอนเดียวคันเก่าฝุ่นเกาะเขรอะ อันเป็นรถประจำตำแหน่งของมัน วิ่งมาด้วยความเร็วเกินเพศสภาพภายนอก จอดลงข้างทางรับเขามาด้วยกัน

“เมื่อกี้กำลังคุยอะไรกันอยู่ครับ” ไอ้จ๋าถามพลางคลานเข้ามานั่งพับเพียบเรียบแต้ ข้างเก้าอีกหวายตัวยาวของคุณยาย อันเป็นที่นั่งประจำของมัน จะได้หยิบจับอะไรให้คุณยายได้ง่ายเมื่อถูกใช้สอย

คำถามของไอ้จ๋าทำให้ต้นกล้าตกเป็นเป้าสายตาทันที จึงเลือกเมินมองไปอีกทาง เด็ดเดี่ยวคิดว่าต้นกล้าคงยังโกรธเรื่องจูบ แต่ความจริงที่ต้นกล้าไม่อยากมองหน้ามึน ๆ นี่ เพราะว่ามองทีไรมันพาลแต่จะให้รู้สึกร้อนวูบวาบบนใบหน้า และรู้สึกร้อนผ่าว ๆ ที่กลีบปากยังไงก็ไม่รู้

“ถ้าฉันไม่อยู่แกจะดูแลที่นี่ไหวไหมจ๋า”

“ที่คุณยายจะไปกรุงเทพน่ะเหรอครับ” ใบหน้าทะเล้นของไอ้จ๋าดูหงอยลงอย่างเห็นได้ชัด แต่น้ำเสียงของมันก็หนักแน่นเมื่อตอบคำถาม “ไหวสิครับคุณยายยังไงก็มีลูกพี่กล้าอยู่ด้วยทั้งคน”

“แล้วถ้าลูกพี่ตัวดีของแกไม่อยู่อีกคนล่ะจะว่ายังไง”

“อ้าว!” ไอ้จ๋าหันขวับไปมองลูกพี่ใหญ่ของมันทันทีด้วยสีหน้ามีคำถาม คิ้วขมวดมุ่นแทบชิดกัน “ทำไมล่ะครับลูกพี่ ลูกพี่จะไปกะคุณยายด้วยเหรอครับ”

“เขาไม่อยู่หรอกก็คงจะไปกันหมดนี่แหละ คงต้องเป็นหน้าที่แกแล้วนะจ๋า ฉันไว้ใจแกกับพ่อแม่แกที่สุด” คุณยายบอกด้วยเสียงที่อ่อนลงเหมือนกำลังน้อยใจ จนคนฟังทั้งสามรู้สึกได้ “ว่าแต่แกจะไหวหรือเปล่าทั้งงานไร่งานนา ทั้งเรียนหนังสือ” ถามแล้วเอื้อมมือลูบหัวไอ้จ๋าอย่างเอ็นดู นอกจากต้นกล้าที่เป็นหลานในไส้ ก็มีไอ้จ๋าที่เลี้ยงมันมาตั้งแต่เล็กจนโตนี่แหละ ที่เป็นหลานในไส้อีกคน ถ้าไม่มีลูกมีหลานเป็นทายาทโดยตรง มรดกทั้งหมดเห็นทีจะไม่พ้นยกให้ไอ้จ๋ามันคนเดียว คิดว่ามันคงดูแลแทนได้ ถึงมันจะซื่อแต่มันก็ไม่ได้โง่จึงไว้เนื้อเชื่อใจ คนอย่างไอ้จ๋ามันเอาตัวรอดได้สบาย

“ไหวสิครับคุณยายไม่ต้องห่วงหรอกไอ้จ๋าทำได้คนงานก็มี” ไอ้จ๋ารับคำเป็นมั่นเหมาะให้คุณยายสบายใจ ทั้งที่ลึก ๆ แอบเสียดายที่จะไม่ได้ลุยงานนางานไร่กับลูกพี่ใหญ่ของมัน

“แล้วคนที่เขาบอกว่าจะอยู่ดูแลแทนล่ะครับคุณยาย” เด็ดเดี่ยวพูดขึ้นหลังจากสบตากับคุณยายเหมือนรู้กันเป็นนัยอะไรสักอย่าง

“เขาคงไม่อยากอยู่แล้วล่ะเห็นบอกอยากกลับพร้อมกันพรุ่งนี้” คุณยายตอบเสียงเครือจนคนเป็นหลานแท้ ๆ ได้ยินก็เริ่มใจเสีย แต่ยังคงรักษาฟอร์มเอาไว้มั่น ต้นกล้าเชิดหน้าหยิ่งพยายามเก็บอาการหวั่นไหว หากไม่มีแขกไม่ได้รับเชิญอย่างเด็ดเดี่ยวอยู่ด้วย ป่านนี้เขาคงเข้าไปกอดอ้อนคุณยายไม่ให้น้อยใจแล้ว

“แย่จังเลยนะครับคุณยาย ที่พูด ๆ ไว้คงแค่ราคาคุยไปอย่างนั้นเองใช่ไหมครับ” ต้นกล้ารู้ว่าถูกถากถาง แต่ไม่ได้ตอบโต้อะไรทั้งที่ในใจคิดหนัก สงสารคุณยายที่ต้องผิดหวังในตัวเขา อีกใจเริ่มหงุดหงิดที่โดนสบประมาท

“คนกรุงก็อย่างนี้ล่ะครับไม่มีความอดทนหรอก นี่ถ้าคุณยายจะขายที่ทั้งหมดแล้วย้ายไปอยู่กรุงเทพเลย บอกได้นะครับผมจะรับซื้อให้ทั้งหมดเลย” อวดรวย! ต้นกล้านึกหมั่นไส้เด็ดเดี่ยว จึงปรายหางตามองคนตัวโตแล้วเหยียดปากหมิ่น ๆ

“เข้าท่าดีนะพ่อเดี่ยว เก็บไว้ก็คงไม่มีใครทำขายทิ้งมันเลยดีกว่าจริงไหมจ๋า”

“ถึงจะเสียดาย แต่ก็แล้วแต่คุณยายครับ” ไอ้จ๋าให้รู้สึกใจหาย สีหน้าของคุณยายกับลูกพี่เดี่ยวจริงจังกันเหลือเกิน

ต้นกล้ามองคุณยายทีมองไอ้จ๋าที แต่เลี่ยงที่จะมองหน้ามึน ๆ ของคนตัวโต ได้ยินคุณยายบอกจะขายที่ทั้งหมด อันเป็นมรดกตกทอดมาแต่บรรพบุรุษ ทำไมต้นกล้ารู้สึกไม่ดีทั้งที่ไม่อยากอยู่ที่นี่ด้วยซ้ำ ไม่ได้นึกชอบ ไม่มีความรู้สึกผูกพัน ไม่นึกอยากได้อยากเป็นเจ้าของ แต่กลับรู้สึกผิดและใจหายอย่างบอกไม่ถูก

“ว่าไงเจ้ากล้าขายที่นี่ให้พ่อเดี่ยวเขาท่าจะดีนะ ว่าแต่ยายคงไม่เรียกราคาให้แพงนักหรอก ขายให้คนกันเองนะพ่อเดี่ยวนะ” คุณยายหันไปหาเด็ดเดี่ยว ชายหนุ่มก็ยิ้มร่าเออออห่อหมก ท่ามกลางสายตาอีกสองคู่ที่มองต่างความรู้สึก “งั้นยายว่าเรามาคุยเรื่องราคากันไว้ดีกว่า”

“ก็ถ้าคนไร้ความสามารถเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อเขาเห็นด้วยที่จะขาย ผมก็ไม่มีปัญหาหรอกครับคุณยาย ขายเท่าไหร่ก็จะซื้อ” อวดรวย! พูดจาแบบนี้จะให้ความหมายเป็นอื่นไปได้อย่างไร ถ้าไม่หมายถึงต้นกล้า พูดจาอวดรวยไม่เข้าหูไม่พอ ยังมองกันอย่างท้าทาย แล้วคนอย่างไอ้กล้านี่นะจะยอมให้คนอื่นมาหยามเล่นได้ง่าย ๆ

“กล้าไม่ให้ขายนะครับคุณยาย ถ้าคุณตารู้เข้าต้องโกรธมากแน่ ๆ ”

“ตาแกเสียไปหลายปีแล้วเขาไม่ว่าหรอกเจ้ากล้า แล้วถ้าไม่ขายใครจะดูให้ยายล่ะ ยายก็แก่แล้วดูไม่ไหวหรอก นี่ไอ้จ๋ามันก็ยุ่งเรื่องเรียน ใกล้จบแล้วด้วยใช่ไหมจ๋า” คุณยายหาข้ออ้างแต่ไอ้จ๋ามันพาซื่อ

“ไม่เป็นไรครับไอ้จ๋าสบายมากเพราะเทอมนี้ก็จบแล้ว ไม่ต้องห่วงครับคุณยายไม่ไหวไอ้จ๋าจะเหมาทำให้หมด เรื่องเรียนก็ไม่มีปัญหาไอ้จ๋ามันเรียนเก่งคุณยายก็รู้” ใช่เรื่องไอ้จ๋าเรียนเก่งคุณยายนั้นรู้ดีแต่นี่ไม่ใช่ประเด็น!

คุณยายส่งสายตาดุปรามไม่ให้มันพูดมาก จนคนโดนปรามสะดุ้งโหย่ง

“กล้าจะทำให้คุณยายเองครับ!” ต้นกล้าบอกน้ำเสียงหนักแน่นมั่นคง กลัวตัวเองเสียฟอร์มจนลืมเรื่องที่ตัดสินใจไปก่อนหน้านี้สิ้น “คุณยายไม่ต้องเป็นห่วง แล้วก็ห้ามขายที่นี่นะครับ” ต้นกล้าขยับเข้าไปหาคุณยายประจบเอาใจ รู้สึกผิดที่ทำให้คุณยายรู้สึกไม่ดี สองแขนจึงโอบกอดร่างหญิงชราแน่น

ทั้งที่กอดและซบแก้มอยู่กับไหล่คุณยาย ต้นกล้ายังเหลือบมองเด็ดเดี่ยว ปากบวมเจ่อแสยะยิ้มเยาะอวดดี ก็ให้มันรู้ไปสิว่าคนอย่างต้นกล้าจะเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ เหมือนที่คนตัวโตว่าจริง ๆ ถึงจะมาจากเมืองกรุงแต่เขาก็มีเลือดชาวนาจากแม่อยู่ครึ่งหนึ่ง ยังไงก็ต้องลองสู้กันดูสักตั้งล่ะวะ คนอย่างไอ้กล้าฆ่าได้หยามไม่ได้โว้ย!

“ได้ยินอย่างนี้ยายก็มีความสุขแล้วละลูก” คุณยายหอมแก้มหลานชายฟอดใหญ่แล้วกอดไว้แน่น อีกมือลูบหัวเบา ๆ ต้นกล้าสบตาเด็ดเดี่ยวเย้ยหยัน คิดจะฮุบที่ดินของคุณยายนะฝันไปเถอะ ถึงอยากซื้อแต่ต้นกล้าไม่มีวันยอมให้คุณยายขายแน่นอน

คนที่ถูกตราหน้าว่าหน้ามึนอมยิ้มสมใจ เหลือบมองคุณยายที่มองเขาอยู่ก่อนแล้วยิ้มรู้กัน เป็นอันว่าแผนที่ไม่ได้วางกันไว้ล่วงหน้า สำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์!

*****************

เช้าวันใหม่ คุณนภากับไอ้จ๋ากำลังช่วยกันจัดของขึ้นรถเตรียมเดินทางเข้ากรุงเทพ ถึงมันจะเศร้าใจที่คุณยายจะต้องไปแล้ว แต่ไอ้จ๋าก็ดีใจที่ลูกพี่กล้าของมันยังอยู่ที่นี่ มือมันจัดข้าวจัดของปากมันก็พูดเจื้อยแจ้วไปเรื่อยไม่หยุด จนคุณยายประไพศรีต้องปราม ไม่นานมันก็หาหัวข้อใหม่ขึ้นมาพูดอีกจนได้ แต่ก็โดนใครสักคนที่อยู่ตรงนั้นขัดอีกเป็นที่ตลกขบขันของทุกคน

“เรียงดี ๆ วางชิด ๆ กันจะได้เป็นระเบียบมีที่เก็บของเพิ่มอีก”

“ครับ” ไอ้จ๋ารับคำมือก็จัดของไปด้วย ทั้งกระเป๋าใบใหญ่ ลังใส่ผลหมากรากไม้และชะลอมของฝาก

“ป้านภาครับว่าง ๆ ไอ้จ๋าขอไปเที่ยวกรุงเทพบ้างนะครับ” ตัวไอ้จ๋าเองยังไม่เคยไปเห็นเมืองฟ้าอมรแห่งนั้นเลยสักครั้งตั้งแต่เกิด พอพูดถึงกรุงเทพมันเลยออกจะตื่นเต้นอยู่สักหน่อย “ไอ้จ๋าอยากไปเห็นกรุงเทพสักครั้ง ว่ามันจะสวยโสภาน่าอยู่ขนาดไหน”

“ได้สิ อยากไปเมื่อไหร่บอกป้าก็แล้วกัน”

“อย่าไปเลยจ๋าเอ๊ย มันจะหลงแสงสีเปล่า ๆ ” คุณยายปรามไอ้จ๋าไม่จริงจังนัก มีคุณกวินนั่งหัวเราะขำอยู่ข้าง ๆ

“โธ่คุณยายครับไอ้จ๋าก็อยากไปเปิดหูเปิดตาบ้างไรบ้าง ได้ไปดูไปเห็นจะได้เอามาคุยกับพวกไอ้ดำไอ้ว่าวมัน ว่าครั้งหนึ่งไอ้จ๋าก็เคยไปเหยียบเมืองกรุงเมืองหลวงกะเขามาแล้ว ใช่ว่าไอ้จ๋าจะไปหาแต่แสงสีนะครับ”

“คุยอะไรกันอยู่ครับคุณยาย” ต้นกล้าถามเดินเข้ามากอดคุณยายประจบประแจง

“ก็ไอ้จ๋านะสิ ริอ่านอยากไปเที่ยวกรุงเทพกะเขาด้วย” คุณยายบอกคนในอ้อมกอด พลางยกมือขึ้นมาขยี้กลุ่มผมสีแดงของต้นกล้าอย่างเอ็นดู “ยายว่ามันคงไม่ไหวหรอกได้หลงทางก่อนพอดี” ว่าจบคุณยายก็หัวเราะเอิ๊กอ๊ากอารมณ์ดี ไอจ๋าได้แต่มองค้อนปะหลับปะเหลือก ทำปากจู๋ให้ก่อนหันไปทำงานต่อ

“จะไปจริงเหรอวะ”

“โธ่ลูกพี่ครับ ไอ้จ๋าแค่อยากไปดูเฉย ๆ แหละ ว่ากรุงเทพมันจะเหมือนอย่างที่คนเขาคุยกันหรือเปล่า ยังไงไอ้จ๋าก็ไม่ทิ้งบ้านเกิดหรอก ไอ้จ๋ามันสำนึกรักบ้านเกิดมากนะครับ นี่พูดเลย”

“เอ็งแน่ใจเหรอวะจ๋าสาวเมืองกรุงนะ สวย ๆ ทั้งนั้นนะเว้ย ขาวสวยหมวยเอ็กซ์เซ็กสะบึ้มนี่เยอะเลย ขี้คร้านแกไปเห็นแล้วจะไม่อยากกลับ” คุณกวินเสริมแล้วหัวเราะเสียงดังจนคุณนภาหันมามองตาดุ เล่นเอาหนุ่มใหญ่แทบสะดุ้ง

“โธ่คุณลุงครับ สาวที่ไหนจะมองคนอย่างไอ้จ๋าล่ะครับ ใจจริงไอ้จ๋าแค่อยากไปส่งคุณยาย การเที่ยวเมืองกรุงก็แค่ผลพลอยได้เล็ก ๆ น้อย ๆ จะได้ไม่เสียเที่ยวไงครับ” ไอ้จ๋าชูคอบอกมีมาดทรง ตัวมันนั้นแสนจะภูมิอกภูมิใจในตัวเอง ที่ได้เกิดเป็นลูกหลานชาวไร่ชาวนาที่นี่อยู่แล้ว การไปเห็นบ้านเห็นเมืองใหญ่ ๆ แค่ไปหาประสบการณ์

“คุณนี่พูดอะไรก็ไม่รู้ จะไปเรียนที่นั่นเลยก็ได้นะจ๋า”

“ไม่เอาหรอกครับไอ้จ๋าเรียนที่บ้านนี่แหละ เลิกเรียนมาจะได้ดูไร่ดูนาให้คุณยายด้วย”

“พอแล้ว ๆ ไปขนของขึ้นรถไป”

“ครับ”

“ไอ้จ๋าถึงมันจะขาด ๆ ล้น ๆ ก็วางใจมันได้นะ อายุแค่นี้รับผิดชอบงานได้ทุกอย่าง ยายไม่อยู่เจ้ากล้าวางใจไอ้จ๋าได้นะลูก” คุณยายมองตามไอ้จ๋าวิ่งขึ้นเรือนพลางส่ายหน้าตามหลังมัน

“คุณยายครับกล้าก็รับผิดชอบได้น่า” เจ้าหลานตัวดีแค่พูดเอาใจคุณยายเท่านั้นแหละ จริง ๆ แล้วยังหวั่นกับการตัดสินใจของตัวเอง แต่หากว่าด้วยเรื่องของศักดิ์ศรีที่แม้มันจะกินเข้าไปไม่ได้ เป็นตายยังไงก็ต้นกล้าไม่ยอมให้ใครมาหยาม โดยเฉพาะคนหน้ามึน ๆ คนนั้น!

“ยายจะคอยดู” คุณยายกระชับอ้อมแขนรัดร่างหลานชายหัวแก้วหัวแหวนอย่างแสนรัก หวังว่าการตัดสินใจให้ต้นกล้ามาอยู่บ้านทุ่งดอกจานครั้งนี้ จะเปลี่ยนเจ้าหลานตัวแสบไปในทางที่ดีขึ้น ถึงต้นกล้าจะเป็นเด็กดีมีความรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นงานไร่งานนาบ้างคงจะดีไม่น้อย

“เชื่อมือต้นกล้าได้เลยครับคุณยาย” แม้งานที่ต้องรับผิดชอบจะเป็นงานไม่ถนัด และไม่เคยทำมาก่อน แต่เพราะเป็นคนไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ โดยเฉพาะคำสบประมาท ต้นกล้าจึงคิดจะลองดูสักตั้ง ความสำเร็จอยู่ที่ไหนความพยายามอยู่ที่นั่น นี่คือคติประตัวของต้นกล้า เพราะคนเรามันต้องมองเห็นความสำเร็จรออยู่สิ มันถึงจะมีความพยายามที่จะก้าวเดินไปหา

ต้นกล้าหมายมาดในความคิดของตัวเอง แต่ความรู้สึกฮึกเหิมล้นปรี่ที่ลอยฟูฟ่องอยู่ในใจ กลับโดนสกัดให้หล่นวูบลงสู่พื้นดิน ราวกับเชือกที่แขวนความฮึดสู้ขาดสะบั้นลง เมื่อเสียงของคุณยายดังแทรกเข้ามาในความคิด

“นั่นรถพ่อเดี่ยวใช่ไหมเจ้ากล้าดูให้ยายหน่อยสิใช่รถพี่เขาไหมลูก” ต้นกล้าไม่รู้ว่าทำไมคุณยายประไพศรี ถึงได้ปลื้มอกปลื้มใจกับคนหน้ามึนคนนี้นัก หากคุณยายเป็นสาวรุ่นอันนั้นคงเข้าใจได้ไม่อยาก เพราะคนคนนี้ก็หน้าตาดีน่าสนใจอยู่ไม่น้อย ..หือ?

ต้นกล้าชะงักกับความคิดตัวเอง รีบเปลี่ยนความคิดอย่างรวดเร็ว เอาเป็นว่าหน้าตาพอดูได้ก็แล้วกัน แต่นี่คุณยายของเขาชรามากแล้ว เรื่องนั้นจึงตัดทิ้งไปได้เลย แม้จะอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมคุณยายถึงได้ดูตื่นเต้นเหลือเกิน ที่เห็นคนหน้ามึน หรือว่า...เฮ้ย ปึก!

“โอ๊ย!”

“เป็นอะไรเจ้ากล้า” คุณยายหันมาถามเพราะอยู่ดี ๆ ต้นกล้าก็ยกมือขึ้นเขกหัวตัวเองอย่างแรง แล้วร้องออกมาเสียงดัง ก็จะอะไรเสียอีกถ้าไม่ใช่เป็นการลงโทษตัวเอง ที่มีความคิดบ้า ๆ แบบนั้นในหัว

“เปล่าครับคุณยาย”

พอหันกลับมาอีกทีรถกระบะสี่ประตูสีขาว ก็วิ่งเข้ามาจอดในมุมหนึ่งของลานหน้าบาน เด็ดเดี่ยวในชุดเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้มพับแขนเสื้อเหนือข้อศอก เก็บชายเสื้อไว้ในกางเกงยีนสีซีดขนาดพอดีตัว ที่อวดความแข็งแกร่งของร่างกายให้เห็นได้อย่างชัดเจน ช่วงขายาวก้าวลงมาจากรถพร้อมกับเจ้าตัวที่ส่งรอยยิ้มสดใส เผยให้เห็นฟันขาวสะอาดเรียงซี่สวย ราวกับเขาเป็นนายแบบโฆษณายาสีฟันก็ไม่ปาน

“สวัสดีครับ” เด็ดเดี่ยวยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทุกคน แล้วหันมายิ้มให้ต้นกล้าที่ยืนหน้าตึงอยู่ข้างหลังคุณยาย

“จ้า ไปไหนมาล่ะลูก”

“ผมตั้งใจมาส่งคุณยายครับ”

“อ๋อ ขอบใจนะลูกนี่ก็จัดของเสร็จพอดี เดี๋ยวคงออกเดินทางกันได้แล้วใช่ไหมพ่อกวิน” คุณยายประไพศรีบอกเด็ดเดี่ยว แล้วหันไปถามความพร้อมจากลูกเขยที่เพียงหันมาพยักหน้าตอบรับ

“ครับ”

“คุณอาครับพ่อกำนันฝากของมาให้ด้วย นี่ครับ” เด็ดเดี่ยวบอกแล้วหันกลับไปเปิดประตูตอนหลังของรถ เพื่อหยิบของฝากที่รับหน้าที่เอามาให้คุณนภาถึงมือ กำนันอาจหาญอยากเอามาให้ด้วยตัวเองแต่ติดธุระ เลยต้องฝากให้ลูกชายมาเป็นตัวแทน

“ขอบใจจ้ะ ฝากอะไรมาเยอะแยะล่ะนี่”

“เอามานี่” ได้ยินว่ากำนันอาจหาญฝากของมาให้ศรีภรรยา คุณกวินไม่พอใจเดินมารับของตัดหน้า ก่อนที่คุณนภาจะยื่นมือออกไปเอา เด็ดเดี่ยวทำหน้าไม่ถูกเลยได้แต่ยิ้มเจื่อน แต่พอเหลือบไปเห็นรอยยิ้มเยาะ ที่ยกขึ้นทางมุมปากสวยของคนหัวแดง ใบหน้าหล่อคมคร้ามก็กลับมาเป็นปกติเช่นเดิม แถมยังยักคิ้วข้างหนึ่งขึ้นเล็กน้อยให้ต้นกล้าเป็นการทักทาย

“มาพ่อเดี่ยวเข้าไปคุยกับยายตรงโน้นก่อนไปดีกว่า” คุณยายประไพศรีชวน หันไปเกี่ยวแขนหลานชายหัวแก้วหัวแหวนให้เดินเข้าไปด้วยกัน เหมือนรู้ทันว่าต้นกล้ากำลังหาทางชิ่งหนี

คุณยายประไพศรีผูกขาดการคุยกับเด็ดเดี่ยวเพียงสองคน โดยมีต้นกล้านั่งทำหน้าเนือยอยู่ข้าง ๆ จะเลี่ยงออกไปก็ไม่ได้ เพราะขยับตัวเมื่อไหร่ คุณยายเป็นได้หันมองดึงเขาเข้าสู่บทสนทนาด้วยทุกที ใบหน้าหล่อใสในแบบเกาหลีเลยบึ้งตึงขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเวลาที่ต้องจากกันมาถึง

“จัดของเสร็จแล้วจ้ะแม่” คุณนภาเป็นคนเดินมาบอก

“ยายคงต้องไปจริง ๆ แล้วสินะใจหายจัง” คุณยายประไพศรีหันมาบอกหลานชายที่เกาะแขน เอียงแก้มซบลงบนไหล่อบอุ่นของนาง

“ต้นกล้าไม่อยากให้คุณยายไปเลยครับ” คุณยายยิ้ม ยามอยากออดอยากอ้อนต้นกล้ามักแทนตัวเองด้วยชื่อเล่นเต็ม ๆ เสมอ

“จ้ะ ดูแลบ้านดี ๆ นะลูก ดูแลคนงานด้วย ทำอย่างที่ยายบอกไว้นั่นแหละ”

“ครับคุณยาย” ต้นกล้าอ้อนคุณยายประไพศรีก่อนจาก ทั้งกอดทั้งหอมแก้มซ้ายขวา เท่านั้นเหมือนจะไม่หนำใจ จึงกอดแล้วกอดอีกอยู่อย่างนั้น จนสุดท้ายซบลงตรงไหล่นางกอดไว้แน่น จนคุณยายต้องจับหลานชายให้ถอยห่าง

“พอแล้วเจ้ากล้าเดี๋ยวยายก็ไม่ต้องไปไหนกันพอดี”

“กล้าไม่อยากให้คุณยายไปนี่ครับ” น้ำเสียงและใบหน้าเหมือนเด็กอ้อนอยากได้ของเล่น แสดงออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ต้นกล้าลืมว่ามีบุคคลที่ไม่ควรได้เห็นช่วงเวลาแบบนี้ของเขาอยู่ด้วย แต่ในเมื่อเขาลืมไปแล้ว คนคนนั้นเลยได้มีส่วนร่วมในการเฝ้ามอง

“ไว้ยายจะรีบกลับมา”

“ครับ”

“ยายฝากดูน้องด้วยนะพ่อเดี่ยว”

“..”

“พ่อเดี่ยว!”

“หา ครับ ๆ ”

“เป็นอะไรไปลูก”

“เอ่อ เปล่าครับคุณยายว่ายังไงนะครับ” ใช่มันไม่มีอะไรหรอก เด็ดเดี่ยวจะไม่เป็นอะไรเลย หากเขาไม่เอาแต่เฝ้ามองทุกอิริยาบถ ที่คนตัวเล็กปฏิบัติต่อคุณยาย ทั้งกอดทั้งหอมแก้มซ้ายขวาทั้งซบไหล่ มองเพลินจนเผลอคิดไปว่า ถ้าอีกคนมาทำแบบนั้นกับตัวเองจะรู้สึกดีมากแค่ไหน มองจนเผลอไผลคิดไปไกล หากไม่มีเสียงคุณยายเรียกเขาก็คงไม่รู้สึกตัว

“ยายฝากน้องด้วย”

“ได้ครับคุณยายไม่ต้องห่วงนะครับ”

“กล้าดูแลตัวเองได้ครับ ไม่เห็นต้องฝากฝังกับคนอื่นเลย”

“ยายเป็นห่วงนี่ ยังไงถ้าพ่อเดี่ยวว่าง ๆ ก็แวะมาบ้างนะลูกถือว่ายายขอ”

“ได้ครับ” คุณยายไม่ขอเด็ดเดี่ยวก็ยินดีมา

“แล้วก็...”

“ครับคุณยายมีอะไรอีกหรือเปล่าครับ”

“คือน้อง..” สุดท้ายนางก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ “ช่างเถอะคงไม่เป็นไรหรอก ว่าง ๆ พ่อเดี่ยวก็แวะมาบ้างก็แล้วกัน”

“ครับ ถ้าว่างผมจะเข้ามาดูให้ คุณยายไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ”

“ขอบใจจ้ะ”

“ไปเถอะจ้ะแม่สายมากแล้ว” ต้นกล้าช่วยพยุงคุณยายประไพศรีให้ลุกขึ้น แล้วพากันเดินออกไปยังลานหน้าบ้าน ที่รถตู้คันใหญ่สีดำเงางามเปิดประตูรออยู่ ไอ้จ๋ายืนยิ้มแฉ่งอยู่ข้างประตูรถ

***************

“ลูกพี่ครับ”

“...”

“ลูกพี่ครับ”

“..”

“ลูกพี่กล้าครับ!”

“อะไร” ต้นกล้าหันกลับมาตามที่ไอ้จ๋ามันเรียก เพราะเอาแต่ใจลอยมองส่งจนรถตู้คันใหญ่จนลับตา

“วันนี้เราจะทำอะไรกันก่อนดีครับ”

“ก็ อ่า เอ่อ มีอะไรให้ทำบ้างล่ะ”

“ก็มีงานในนากับที่ไร่มันที่ยังไม่เสร็จ แต่ที่ไร่ก็เหลือไม่เยอะครับ ไอ้จ๋าแบ่งคนงานไปช่วยแล้วจะเอาให้เสร็จวันนี้เลย”

“อ๋อเหรอ แล้วแกว่าฉันควรจะไปช่วยทางไหนก่อนดี”

“ลูกพี่ไปดำนาไหมล่ะครับ คนเยอะสนุกดีนะครับ” ดำนา! ต้นกล้าก็นึกสนุกอยู่หรอก แต่พอคิดถึงไอ้ตัวอ้วนดำที่เกาะขาวันนั้น ก็ให้รู้สึกขยะแขยงจนขนลุก!

“ว่าไงครับลูกพี่”

“เอาเป็นว่าวันนี้ฉันไปดูไร่มันดีกว่าว่ะ”

“อ๋อ..เอาอย่างนั้นเหรอครับ ตามใจลูกพี่ก็แล้วกันครับ” ต้นกล้าพยักหน้าเออออ ไม่มีทางบอกหรอก ว่าเพราะอะไรถึงไม่อยากไปดำนา โดยเฉพาะตอนที่มีคนตัวโตหน้ามึนยืนฟังอยู่ ฝันไปเถอะว่าจะได้ยินอะไรแบบนั้นจากปากเขา ถ้าขั้นตอนการปักดำเป็นไปตามที่กำนันอาจหาญบอก ต้นกล้าไม่เอาด้วยแน่ ๆ ที่จะต้องลุยน้ำลุยโคลน ถ้าเจอไอ้ตัวอ้วนดำมากัดเข้าให้ ต้นกล้าคงได้แหกปากลั่นทุ่งอีกเป็นแน่แท้ แบบนั้นมันต้องเสียฟอร์มมากแน่และต้นกล้าจะไม่ยอม!

“อ้าวลูกพี่เดี่ยวยังอยู่เหรอครับ แหมไอ้จ๋าลืมไปเลยนะเนี่ยแหะ ๆ ” ไอ้จ๋าทักเมื่อหันมาเห็นเด็ดเดี่ยวยืนกอดอกจังก้าเท่ ๆ ฟังมันคุยกับต้นกล้าอยู่

“เออ”

“แล้วลูกพี่เดี่ยวจะทำอะไรครับวันนี้”

“ว่าง มีอะไรให้ช่วยก็บอก” เด็ดเดี่ยวว่างเสมอเพื่อจะได้มีโอกาสแกล้งใครบางคน ที่เขาเพิ่งจะยักคิ้วข้างเดียวให้ไปสองจึ๊ก

“งั้นดีเลยครับ ถ้าลูกพี่เดี่ยวจะกรุณาช่วยออกไปดูไร่มันกับลูกพี่กล้าได้ไหมล่ะครับ”

“ได้สิ/ไม่ต้อง!”

“อ้าว” คำตอบที่สวนทาง ทำไอ้จ๋าหน้าเกือบหงาย

ต้นกล้าปรามเสียงดุ “อย่าไปไหว้วานคนอื่นแบบนั้นสิวะจ๋า มันไม่ดีนะเว้ย”

“เออนั่นสินะงั้นไอ้จ๋าไม่รบกวนล่ะครับลูกพี่ขอโทษครับ” มันยกมือไหว้เด็ดเดี่ยวปลก ๆ ขอโทษขอโพย

เด็ดเดี่ยวหันไปแย้งต้นกล้า “จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ถูกนะ เพราะคุณยายก็ฝากที่นี่ไว้กับพี่เหมือนกัน”

“เราไม่มีพี่ แล้วเราก็ไม่ได้เป็นน้องใคร”

“ตายห่า!” สองหนุ่มหันขวับไปทางไอ้จ๋า มันร้องเสียงหลงขัดสองทัพใหญ่ ที่กำลังจะเริ่มเปิดศึกด้วยคำอุทานเสียงดัง จนลูกพี่ทั้งสองอ้าปากค้าง

“อะไรวะ”

“ไอ้จ๋าต้องรีบลงนาแล้วครับลูกพี่ พ่อบอกว่าส่งคุณยายแล้วให้รีบลงไปดูน้ำที่ปล่อยเข้านาฝั่งโน่นแหนะ ไอ้จ๋าไปนะครับเดี๋ยวน้ำจะล้น ตาย ๆ ลืมไปได้ไงวะ”

“เฮ้ย! ไอ้จ๋าเดี๋ยวสิ อะไรของมันวะ” ต้นกล้าเรียกแต่ไอ้จ๋ามันโกยแนบไม่เหลียวหลัง คนเรียกจึงได้แต่อ้าปากค้างถอนหายใจยาว มองตามจนมันวิ่งลับโค้ง แต่พอหันกลับมาก็ต้องผงะถอยแทบไม่ทัน

“เฮ้ย อะไรวะ!”

“หึ ๆ จะไปรึยัง”

“จะไปไหนก็ไปสิ”

“ตามมา”

“...” เด็ดเดี่ยวเดินผ่านหน้าต้นกล้า ไปทางรถกระบะสี่ประตูสีขาวที่จอดไว้ไม่ไกล โดยมีคนหัวแดงยืนมอง ปากสีสดที่หายเจ่อแล้วแบะออกเหยียด ๆ โดยไม่ได้ก้าวขาตามไปอย่างที่อีกคนบอกแม้แต่ก้าวเดียว

“จะไปหรือไม่ไป” แทนที่จะตอบคำถามดี ๆ ต้นกล้าแบะปากยักไหล่ให้ เป็นการบอกกลาย ๆ ว่าไม่มีทาง

ไม่มีทางเดินตามก้นคนหน้ามึนต้อย ๆ

ต้นกล้าเดินผิวปากขึ้นเรือน ตรงดิ่งไปที่เก้าอี้ยาวตัวโปรดของคุณยาย ตอนนี้คุณยายไม่อยู่ต้นกล้าจะถือโอกาสครอบครองมันเอง ล้มตัวลงนอนช้า ๆ ท่าทางเกียจคร้านแต่อารมณ์นั้นดีเป็นพิเศษ เพราะยกนี้ต้นกล้าชนะขาด คนหัวแดงอมยิ้มหลับตาพริ้มลง ลมเย็นพัดมากระทบผิวให้รู้สึกสบายทั้งกายใจ ไม่นานก็ผล็อยหลับไปอย่างสุขี

เด็ดเดี่ยวมองตามหลังต้นกล้า อ่อนใจในความอยากเอาชนะโดยไม่รู้ว่าตัวเองกำลังยิ้ม จนขึ้นมานั่งหลังพวงมาลัยรถแล้ว ยังยิ้มอยู่คนเดียวเหมือนเป็นบ้า..

เฮ้ย! พอรู้ตัวแล้วหุบยิ้มแทบไม่ทัน ใบหน้าหล่อคร้ามคมสันเปลี่ยนเป็นเรียบนิ่ง นิ่งได้ไม่นานคิ้วเข้มกลับขมวดมุ่น ในหัวคิดว่าตัวเองควรกลับบ้านไปแต่ใจช่างไม่รักดี จะกลับไปได้อย่างไรในเมื่อรับปากคุณยายไว้เป็นมั่นเหมาะ คุณยายไปยังไม่ทันพ้นหมู่บ้านดีด้วยซ้ำ จะละเลยต่อสิ่งที่ได้รับมอบหมายมันก็ไม่ใช่เด็ดเดี่ยวคนนี้แล้ว

สายลมอ่อนยามสายของวันพัดมาเอื่อย ๆ กล่อมคนหลับให้ยิ่งหลับสบายขึ้น แต่เพราะเป็นกลางวันที่แสงส่องสว่าง ถึงจะนอนสบายแค่ไหนไม่นานก็รู้สึกตัว เปลือกตาบางปรือเปิดขึ้นช้า ๆ กะพริบปริบ ๆ ปรับการมองเห็น ตาสวยยังสะลึมสะลือเหมือนนอนไม่เต็มอิ่ม แต่พอขยับพลิกตัวนอนตะแคงเป็นต้องชะงักไปกับภาพเบื้องหน้า

ข้างเก้าอี้ยาวที่ต้นกล้าใช้นอนเล่นจนงีบหลับ คือร่างกายสูงใหญ่ของคนหน้ามึน ที่นอนเหยียดยาวประสานมือไว้บนอก ตาที่เคยมองกันด้วยแววแปลก ๆ หลับพริ้มดูไร้พิษสง สันจมูกคมอย่างไทยแท้โด่งสูงเป็นธรรมชาติ

และ...ริมฝีปากบางหยักได้รูปที่..

ต้นกล้าให้รู้สึกวูบวาบผะผ่าวตามใบหน้าขึ้นมาเสียเฉย ๆ โดยเฉพาะริมฝีปากที่เผลอเม้มแน่น รู้สึกเหมือนวันเสียจูบแรก เหมือนเพิ่งถูกคนหน้ามึนจูบไปหยก ๆ ต้นกล้าโกรธ โกรธมากจนไม่อยากญาติดีกัน แต่นอกจากโกรธแล้วยังใจเต้นแรงแทบคุมไม่อยู่

หลับสบายเลยสินะ

พอวาดขาจะลงจากเก้าอี้ ถึงพึ่งสังเกตคนหลับชัด ๆ ว่าคงเอนตัวลงนอนบนพื้นแข็ง ๆ เลยไม่มีแม้แต่เบาะหรือผ้าปูรองหลัง หมอนสักใบก็ไม่หยิบมาหนุน ทั้งที่บนเก้าอีกรอบตัวมีหมอนอิงไว้หนุนยามนอนเล่นตั้งหลายใบ

“เหอะ” ต้นกล้าแบะปากให้คนหลับ ทั้งที่ความจริงจะปลุกก็ได้แต่กลับไม่ทำ แล้วทำไมไม่ปลุกล่ะ ไม่มีใครรู้ว่าต้นกล้าคิดอะไรอยู่ถึงได้ไม่ปลุกเด็ดเดี่ยว หนำซ้ำพอลุกขึ้นแล้ว กำลังจะก้าวขาข้ามร่างใหญ่โตที่นอนขวางดันชะงัก

“เฮ้อ” ถอดหายใจยาวแล้วกลอกตามองบน แต่ก็เอื้อมมือไปหยิบหมอนที่ตัวเองใช้หนุนนอนมาถือไว้ ตอนนี้ร่างสมส่วนตามมาตรฐานชายไทย ที่ยังไงก็ตัวเล็กกว่าลูกชายกำนันอาจหาญ กำลังยืนจังก้าคร่อมร่างที่นอนราบไปกับพื้น ในมือมีหมอนใบขนาดพอดีน่าหนุนสบายถือไว้

ต้นกล้าแทบกลั้นหายใจ ขณะค่อย ๆ ทรุดตัวลงนั่งทั้งที่ยังคร่อมร่างหนาอยู่อย่างนั้น เข่าข้างหนึ่งยันไว้ที่พื้นส่วนอีกข้างยกขึ้น วางหมอนลงข้างศีรษะคนหลับ มืออีกข้างสอดรองท้ายทอยยกขึ้น ดันหมอนใบนุ่มเข้าไปรอง แต่ขณะที่กำลังวางศีรษะเด็ดเดี่ยวลงกับหมอน พลันดวงตาที่ปิดสนิทก็ดันเปิดขึ้นมาโดยไม่บอกกล่าว

“ลูกพี่!!”



o.O

***********
 :mew1: :mew1: จูบๆๆๆ

ออฟไลน์ aoihimeko

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3190
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +155/-8
อุ๊บ!!!!  จูบสอง คริๆ

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo


กรุ่นไอดิน กลิ่นไอรัก ตอนที่ 6 แค่นอนเล่นน่า

ไอ้จ๋าหนุ่มบ้านนาเลือดใหม่ไฟแรง ที่มาพร้อมความใสซื่อบริสุทธิ์ แต่แอบซ่อนความฉลาดรู้คิดไว้อย่างแนบเนียน บางทีมันก็ซ่อนเนียนจนดูซื่อเกินไป แต่เรื่องความรับผิดชอบต่อหน้าที่ตัวเอง ไอ้จ๋าก็ไม่เป็นสองรองใครทั้งนั้น วันนี้หลังจากรีบวิ่งออกไปปิดทางระบายน้ำเข้านา มันก็ช่วยคนงานทำอะไรไปตามเรื่อง จนกระทั่งคนงานอีกส่วนที่แบ่งไปช่วยงานที่ไร่กลับมา มันจึงได้โอกาสถามหาลูกพี่ที่รักและเคารพของมัน แต่...

“อ้าวพี่สอนมาไมนิ งานที่ไร่เสร็จแล้วหรือไง”

“เออสิ นี่ว่าจะมาช่วยงานทางนี้ต่อ วันนี้มีอะไรให้กูทำบ้าง”

“โน่นเลยพี่ไปช่วยสาว ๆ ถอนกล้าก่อนไปพรุ่งนี้จะได้เริ่มดำสักที”

“เออ”

“เดี๋ยว ๆ พี่ แล้วลูกพี่กล้าล่ะพี่สอนเห็นลูกพี่กล้าปะ”

“หลานคุณยายนะเหรอ วันนี้ยังไม่เห็นเลยว่ะ”

“เฮ้ย! เป็นไปได้ไงวะพี่ วันนี้ลูกพี่กล้าบอกจะไปดูไร่มันนิ พี่ไม่เห็นจริงเหรอวะ”

“เออสิกูจะโกหกมึงทำไม” พี่สอนยกมือเท้าเอว ชักเริ่มฉุน

“ไม่ได้การล่ะ แต่เอ๊ะ หรือว่าพี่ไม่ไปทำงานวะ” ปึก! “โอ๊ยตายห่า!”

“ไม่ไปทำงานบ้านมึงสิไอ้ห่านี่ เล่นอะไรของมึงวะ” โดนพี่สอนโบกไปหนึ่งไม่ยั้งแรง ไอ้จ๋าได้แต่ลูบหัวป้อย ๆ มันคิดได้อย่างไรว่าคนงานรุ่นใหญ่อย่างพี่สอนจะอู้งาน

“ก็ลูกพี่กล้านะสิบอกจะไปดูไร่มัน ส่วนพี่บอกไม่เห็นไปใช่ไหมล่ะ” ไอ้จ๋าขยายความ มือยังลูบหัวบรรเทาความเจ็บ จากความเกรียนของตัวมันเองไม่หยุด

“เออ กูก็บอกอยู่เมื่อกี้ เดี๋ยวปั๊ดทวนความจำให้อีกสักทีหรอก” พี่สอนบอกพร้อมกับยกมือที่ทำเป็นรูปมะเหงกขึ้น ไอ้จ๋าหดคอหลบแทบไม่ทัน

“เปล่าพี่เปล่า ผมไม่ได้ลืม แต่ลูกพี่กล้าบอกไว้ว่าจะไปไร่มัน แล้วทำไม่พี่ไม่เห็นวะ”

“ไม่เห็นก็แปลว่าไม่ได้ไปไงวะ”

“เหรอ เฮ้ย! หรือว่า”

“อะไรของมึงอีกไอ้ห่านี่”

“หรือว่าลูกพี่หลงทางไปที่อื่นแล้ววะพี่สอน”

“กูไม่รู้ แต่กูยังไม่เห็นคุณต้นกล้าไปที่ไร่ ตกลงมึงจะเอายังไงกับกู”

“ตายห่า!”

“ฮ่วย อะไรของมึงอีก”

“แล้วลูกพี่จะไปไหนได้ล่ะพี่สอน”

“ถามกูแล้วจะให้กูไปถามใคร เดี๋ยวโบกให้อีกทีดีไหม คุณเขาโตแล้วไม่ใช่เด็ก ๆ ”

“แต่ลูกพี่ยังไม่ค่อยรู้จักแถวนี้ดีนะพี่สอน ไอ้ผมก็กลัวหลงไปทางอื่นเนาะ”

“งั้นมึงก็ลองไปดูเขาก่อน”

“ดูที่ไหนก่อนดีวะพี่”

“โอ๊ยไอ้จ๋า นี่มึงกำลังกวนตีนกูอยู่ใช่ไหม จะไปไหนก็รีบไปเลยกูจะทำงาน เดี๋ยวปั๊ดอีกสักทีดีไหมเผื่อมึงจะคิดอะไรออก” พี่สอนยกเท้าขึ้นจะไล่เตะ มันเลยวิ่งหนีหางจุกตูดไปพร้อมกับเสียงหัวเราะอย่างสะใจ

ไอ้จ๋าเลือกเดินมาดูที่บ้านก่อน และมันต้องพบกับความแปลกใจ เพราะบ้านเงียบเหมือนไม่มีคนอยู่ แต่รถกลับจอดที่เดิม พอเดินมาหน้าบ้านรถเด็ดเดี่ยวก็ยังจอดที่เดิมไม่ไปไหน เลยยิ่งทำให้มันแปลกใจเข้าไปใหญ่ล่ะคราวนี้

ไอ้จ๋าให้รู้สึกงุนงงสงสัยหนัก จนเกิดปุจฉาขึ้นมาแก่ตัวเอง ว่าหากรถอยู่แล้วคนหายไปไหนวะ ทำไมบ้านช่องมันถึงได้เงียบเชียบเหมือนป่าช้าอย่างนี้

เฮ้ย! ไม่ใช่ล่ะ ทำไมบ้านเงียบเหมือนไม่มีคนอยู่อย่างนี้ ปกติหากสองคนนั้นอยู่ใกล้กัน อย่างน้อยต้องมีเสียงต่อล้อต่อเถียงเล็ดลอดให้ได้ยิน ด้วยว่าลูกพี่ทั้งสองมักจะกัดกัน เอ๊ย! ด้วยว่าลูกพี่ทั้งสองมักจะต่อปากต่อคำจิกกัดอยู่ตลอด ลองถ้าอยู่ใกล้กันมันต้องได้ยินเสียงทะเลาะบ้างสิน่า แต่นี่มันไม่ปกติเพราะเงียบเกินไป แบบนี้มันกระตุ้นต่อมสงสัยใคร่รู้ของไอ้จ๋าขึ้นมาทันที

สองเท้าพาร่างล่ำสันขึ้นบันไดบ้านทีละสองขั้นอย่างแผ่วเบา ด้วยคิดว่าจะย่องขึ้นมาส่องแค่พ้นหัวบันได แล้วจะรีบกลับลงไปตามหาที่อื่นต่อ แต่พอเห็นภาพบนบ้านชัดแก่สายตา ไอ้จ๋าที่คิดจะกระโดดลงเรือนแทบยกขาไม่ขึ้น เพราะตรงหน้ามันตอนนี้ ลูกพี่กล้ากำลังหย่อนขาลงจากเก้าอี้นอนเล่น มายืนจังก้าคร่อมร่างลูกพี่เดี่ยว ที่นอนราบแผ่หลาไปกับพื้นเหมือนคนสลบไม่ได้สติ

“หรือว่าก่อนหน้าเรามาลูกพี่สองคนทะเลาะกัน แล้วลูกพี่เดี่ยวเสียทีลูกพี่กล้า เลยถูกน็อกสลบกลางอากาศจนมีสภาพอย่างนี้วะ” ไอ้จ๋ามีแนวลูกกรงราวบันไดเป็นที่หลบ เริ่มมโนภาพตามรูปการที่เห็น พอหันไปดูอีกทีลูกพี่กล้าก็หยิบหมอนใบโตขึ้นมาถือแล้ว

“นี่โกรธจนถึงขั้นจะฆ่าจะแกงกันเลยหรือไงวะลูกพี่กู” มันมโนได้เป็นเรื่องเป็นราวแล้วเริ่มไม่สบายใจ เห็นลูกพี่กล้ากระชับหมอนในมือแน่น ภาพหนังฆาตกรรมที่เคยดูก็ผุดขึ้นมาในหัว สองคนนี้ไม่ถูกกันนั่นเรื่องจริง ต้นกล้าอาจอยากฆ่าเด็ดเดี่ยวเพื่อตัดรำคาญ ด้วยการเอาหมอนปิดจมูกให้หายใจไม่ออก และตายในที่สุด!

“ตายห่า! ไม่ได้การล่ะ ไอ้จ๋าจะปล่อยให้ลูกพี่กล้ากลายเป็นฆาตกรโรคจิตไปไม่ได้ ถึงไม่พอใจยังไงก็ไม่น่าถึงขั้นต้องฆ่าปิดปากกันเลย” มันรำพึงในใจ พลันต้องตาเหลือกโพลง เมื่อหันไปดูอีกทีเป็นตอนที่ต้นกล้ากำลังย่อตัวลง ก้มหน้าเข้าไปใกล้เด็ดเดี่ยว ไอ้จ๋าคิดว่าตัวเองต้องทำอะไรสักอย่าง เพราะงานนี้ต้องการพระเอกอย่างมัน

ช้าไม่ได้แล้ว ไอ้จ๋ารีบก้าวขึ้นบันไดทีล่ะสามขั้น วิ่งผ่านประตูชานบ้านแหกปากร้องเรียกสุดเสียง

“ลูกพี่! “เฮือก! “อย่าครับ ลูกพี่อย่าทำครับ”

“ไอ้จ๋า!” ต้นกล้าหันกลับมาตามเสียงเรียก เลยพลอยอุทานเรียกชื่อมันออกมาด้วย หลังจากชะงักอยู่ได้เพียงครู่เดียวตอนเด็ดเดี่ยวลืมตาขึ้น

เด็ดเดี่ยวขยับตัวขึ้นนั่งเหยียดขาสองข้างตรง สองมือยันพื้นเอนตัวไปด้านหลัง มีต้นกล้าที่ตกใจเลยเผลอนั่งลงบนหน้าท้องแน่น ๆ ของเขาเต็มก้น ลูกพี่ทั้งสองกำลังตกอยู่ในความตะลึง เพราะการโผล่มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยของไอ้จ๋า จึงไม่มีใครสนใจท่านั่งอันล่อแหลม แม้จะหันหน้าเข้าหากัน แต่ทั้งเด็ดเดี่ยวและต้นกล้าต่างพร้อมใจกันหันไปมองไอ้จ๋าเป็นจุดเดียว

“ลูกพี่จะทำอะไรครับ อย่าทำนะครับอย่าทำเลยไอ้จ๋าขอร้อง “ไอ้จ๋าเหนื่อยจนเข่าอ่อน จึงทรุดตัวนั่งพับเพียบเรียบแต้ไม่ไกลจากลูกพี่ ปากหรือก็อ้อนวอนให้ต้นกล้าละเว้นความตั้งใจทำในสิ่งที่มันมโน

“อะ อะไรของแกวะจ๋า”

“ก็ลูกพี่กล้าจะทำอะไรลูกพี่เดี่ยวล่ะครับ “

“เปล่านะโว้ย ไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น” รีบปฏิเสธแล้วหันกลับไปมองเด็ดเดี่ยว ไม่พอยังยกแขนทั้งสองข้างโอบรอบคอคนตัวโต แสดงให้เห็นถึงความบริสุทธิ์ใจ ยืนยันว่าเขาไม่ได้จะทำอะไรในแบบที่มันคิดสักอย่าง ไม่ว่ามันคิดอะไรอยู่ก็ตาม

“แล้วลูกพี่กำลังทำอะไรอยู่ล่ะครับนั่น” ฮิ ๆ ท้ายประโยคคำถามของไอ้จ๋านั้น ตามมาด้วยเสียงหัวเราะเจ้าเล่ห์ แต่เหมือนลูกพี่ทั้งสองยังไม่รู้ตัว พอมันถามเลยหันมองหน้ากัน แล้วงงไปตาม ๆ กัน

“เปล่าเว้ยไม่ได้ทำอะไรแค่นอนเล่น” ต้นกล้าเป็นคนให้คำตอบ ส่วนเด็ดเดี่ยวยังทำตัวเป็นเบาะรองนั่งชั้นดี

“นอนเล่น? นอนตอนนี้มันใช่เหรอครับ”

“เออ”

“แล้วทำไมไม่นอนบนที่นอนดี ๆ ล่ะครับ”

“ก็ตรงนี้ลมมันเย็นดีนี่หว่า เนอะ” ต้นกล้าหันมาหาแนวร่วมอย่างเด็ดเดี่ยวที่พยักหน้ารับเนียน ๆ เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย

“หรือว่านอนบนตัวกันมันสบายกว่าล่ะครับลูกพี่”

“อะไรของแกวะนอนบนตัวกัน” ต้นกล้ายังไม่รู้ว่าตอนนี้นั่งอยู่บนตัวเด็ดเดี่ยวในท่าล่อแหลม แถมยังกอดคอเขาเสียแนบชิด ที่ถามเสียงแข็งเพราะไอ้จ๋ามันหัวเราะคิกคักน่ารำคาญ แต่พอหันมาดูตามที่ไอ้ลูกน้องมันปุจฉาทิ้งความคาใจให้ ก็ต้องตกอกตกใจจนกระโดดออกแทบไม่ทัน

“เฮ้ยนี่! “ต้นกล้ามือสั่นปากสั่น แต่ต้องพยายามควบคุมตัวเอง เพราะไอ้จ๋ามันจับตาดูอยู่ ส่วนอีกคนก็เอาแต่อมยิ้มแววตากรุ้มกริ่มจนน่าหมั่นไส้ “ฉวยโอกาสอีกแล้วนะโว้ย”

“อะไร พี่เปล่านะ”

“เปล่าอะไรก็เห็นกันอยู่”

“แล้วใครขึ้นมานั่งบนตัวพี่ล่ะครับ แบบนี้จะมาว่าพี่ฉวยโอกาสได้ยังไง เรานั่นแหละฉวยโอกาสมานั่งบนตัวพี่เอง แต่ไม่เป็นไรพี่ไม่ถือผู้ชายด้วยกันวิน ๆ ครับ” พูดจบยังมีการยักคิ้วสองจึ๊กพร้อมหลิ่วตาให้ต้นกล้าเจ็บใจเล่นด้วย

“เชิญวินไปคนเดียวเหอะเราไม่เอาด้วยหรอก กลับไปได้แล้วเจ้าของบ้านไล่แล้ว”

“เดี๋ยวครับลูกพี่เดี๋ยว ทั้งสองคนเลยนะครับหยุดก่อน ๆ “ไอ้จ๋าวางมาดสุขุมนุ่มลึกให้ดูน่าเชื่อถือ มองหน้าคนนั้นทีคนนี้ทีสลับกัน มันต้องห้ามทัพก่อนที่อะไรจะแย่ไปกว่านี้ “เท่าที่ฟังเนี่ยไอ้จ๋าไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นนะครับ แต่ที่ไอ้จ๋ารู้และเห็นก็คือ ลูกพี่กล้ากำลังจะ...”

“กำลังจะอะไร ฉันไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้นโว้ย” ต้นกล้าร้อนตัวกลัวไอ้จ๋าจะพูดให้เสียหน้าเสียฟอร์ม จึงรีบแทรกขึ้นขัดไม่ให้มันพูดจบ ส่วนเด็ดเดี่ยวรู้อยู่แล้วว่าต้นกล้ากำลังทำอะไร เพราะเขาตื่นพอดีตอนที่ร่างกายถูกสัมผัส จมูกได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ เฉพาะตัว จึงรู้ได้โดยไม่ต้องลืมตาขึ้นมาดู ว่าใครกำลังทำใจดีแบบนี้ให้

“ครับ ๆ ไม่ได้ทำก็ไม่ได้ทำ แล้วทำไมลูกพี่ไม่ออกไปไร่มันล่ะครับ” ไอ้จ๋าไม่ต่อความยาวสาวความยืด เพราะสีหน้าลูกพี่เริ่มไม่สบอารมณ์ อีกทั้งใบหน้าหล่อใส ๆ นั้นเริ่มแดงเป็นริ้วขึ้นเรื่อย ๆ มันจึงเข้าใจว่าลูกพี่ใหญ่กำลังโกรธจนหน้าดำหน้าแดง ไม่ใช่เพราะกำลังจนมุมหรือเขินอายเลยสักนิด นิดเดียวก็ไม่คิดเลย

“เออว่ะเดี๋ยวฉันออกไปไร่มันดีกว่า”

“ไม่ต้องไปแล้วครับลูกพี่ งานเสร็จหมดแล้ว”

“อ้าวเหรอ ว้าแย่จัง”

“แย่อะไรล่ะครับลูกพี่ ดีสิจะได้เกณฑ์คนงานมาช่วยงานที่นาได้เต็มที่ ทางนี้จะได้เสร็จเร็ว ๆ ด้วยไงครับ”

“เหรอ เออ งั้น..ดีก็ดีเนอะว่าไหม”

“หึ ๆ ” ขวับ! ต้นกล้าหันขวับมาทางต้นเสียงทันที ที่ได้ยินเสียงหัวเราะของเด็ดเดี่ยว เสียงที่ได้ยินแล้วขัดใจที่สุด

“ขำอะไร”

“เปล่า”

“เราได้ยิน”

“เหรอ แล้วคิดว่าพี่ขำอะไรล่ะ”

“จะไปรู้เหรอ จิต ๆ แบบนี้ไม่มีใครเดาใจถูกหรอก”

“ฮ่า ๆ จิต ๆ นี่ลูกพี่กล้าหมายถึงโรคจิตหรือเปล่าครับ” ไอ้จ๋าขำหน้าตาย

“ไอ้จ๋าพูดตรงไปแล้วนะเว้ย มันทำร้ายจิตใจคนแก่รู้ไหม แต่ก็..ใช่อย่างที่แกว่านั่นแหละ ฮ่า ๆ “แล้วลูกพี่กับลูกน้องก็หัวเราะรับกันเสียงขรม เด็ดเดี่ยวทำได้แค่นั่งเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันทำอะไรไม่ได้ ถูกลูกพี่กับลูกน้องหัวเราะเยาะเย้ย ข่มคนหัวเดียวกระเทียมลีบอย่างเขาจนโต้ไม่ออก

“ไปดีกว่า”

“ไปไหน”

“นั่นแน่ไม่อยากให้ลูกพี่เดี่ยวไปหรือครับลูกพี่กล้า”

“เฮ้ย เปล่าเว้ยเปล่า จะไปไหนก็ไปสิ” ต้นกล้ากลับลำแทบไม่ทัน เพราะดันปากไวไปถาม เลยเป็นโอกาสให้ไอ้จ๋ามันได้แซวอีกจนได้

“แล้วลูกพี่เดี่ยวจะไปไหนล่ะครับ”

“คงต้องกลับว่ะ”

“อ้าว แล้วไม่ลงนาด้วยกันเหรอครับ” คำถามนี้ทำให้เด็ดเดี่ยวหยุดคิดนิดหนึ่ง

“ไม่ดีกว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้มาช่วยละกัน”

“ไม่ต้องก็ได้ ขอบใจ”

“เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่มาแต่เช้านะครับ”

“ชิ บอกไม่ต้องไง”

“น่าคนกันเองครับลูกพี่” ไอ้จ่าพาซื่อ (อีกแล้ว) “ลูกพี่เดี่ยวใจดีมาช่วยประจำครับเป็นเรื่องปกติ ไม่มาสิแปลก”

“อย่ามัวแต่นอนเพลินจนไม่ได้ลงไปช่วยเขาล่ะ” เด็ดเดี่ยวโน้มตัวลงมากระซิบที่ข้างหูต้นกล้า แล้วเดินยิ้มกริ่มเดินออกไปอย่างอารมณ์ดี เพราะใบหูเล็ก ๆ ขาว ๆ นั้นเปลี่ยนเป็นสีแดงทันทีอย่างที่เขาตั้งใจ

อะ ไอ้คนหน้ามึน!

“ปะลูกพี่ลงนากันครับ”

“เอ่อ ลงตอนนี้เหรอวะจ๋า”

“ครับ ไม่ลงตอนนี้แล้วจะลงตอนไหน คนงานคงพักเที่ยงเสร็จแล้วล่ะครับ”

“อะ เออ งั้นไปก็ไป”

“เดี๋ยวไอ้จ๋าไปหยิบหมวกกับเสื้อแขนยาวมาให้ครับ”

“เออ” แม้ขยาดไอ้ตัวอ้วนดำและไม่ชอบโคลนตม แต่ต้นกล้าต้องรักษาฟอร์มตัวเองสุดชีวิต จะยอมให้ใครบางคนสบประมาท ว่าเขานั้นมันไก่อ่อนปอดแหกไม่ได้เด็ดขาด!

“ไอ้จ๋า อ้าวต้นกล้า เห็นไอ้จ๋าหรือเปล่า” แม่แจ่มใจที่เรียกหาลูกชายทักขึ้น เมื่อเดินขึ้นมาบ้านมาเห็นต้นกล้ายืนอยู่คนเดียว

“ไอ้จ๋าไปเอาของครับน้าแจ่มใจมีอะไรหรือเปล่าครับ”

“พอดีน้าว่าจะให้มันเข้าไปซื้อของในอำเภอให้หน่อย”

“มีอะไรแม่”

“มาพอดีเลย เข้าไปซื้อของในอำเภอให้แม่หน่อย”

“เอาอะไรบ้างล่ะ จ๋าก็ไม่ได้ลงนาอีกสิบ่ายนี้”

“เออไม่ต้องลงก็ได้หรอก คนงานที่ไร่มาช่วยแล้ว”

“จ้ะ ๆ เอ่อ ลูกพี่ลงนาคนเดียวได้นะครับ” ไอ้จ๋ารับปากแม่แล้วหันมาทางลูกพี่ ถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง ราวกับกลัวว่าลูกพี่ของมันจะเหงาหากต้องเดินลงนาคนเดียว

“เออ จ๋าให้ฉันไปในเมืองด้วยคนได้ไหมวะ พอดีอยากซื้ออะไรนิดหน่อย” เป็นครั้งแรกที่ต้นกล้าอยากยิ้มให้ไอ้จ๋ามันจริง ๆ

“อ๋อ ลูกพี่จะซื้อของเหรอครับ เอาอะไรสั่งมาเดี๋ยวไอ้จ๋าซื้อมาให้ก็ได้ครับ”

“นั่นสิให้ไอ้จ๋ามันซื้อมาให้ก็ได้ ไม่ต้องเสียเวลาเข้าไปหรอก” แม่ลูกคู่นี้ช่างไม่เข้าใจต้นกล้าเสียจริง ๆ

“เอ่อ คือพอดีผมอยากไปดูด้วยน่ะครับน้าแจ่ม จะได้รู้ทางเผื่อวันไหนไปคนเดียวจะได้ไปถูก”

“อ๋อ เอาอย่างนั้นเหรอ งั้นก็ดูแลกันดี ๆ ขับรถระวังด้วย”

“ลูกพี่ทั้งคนนะแม่ ไอ้จ๋าถวายชีวิต”

“ไปได้แล้ว”

“ไปล่ะนะแม่”

“เออ รีบไปรีบกลับ อย่าพากันเถลไถลล่ะ”

“รู้แล้วแม่”

“เดี๋ยว ๆ นี่รายการของที่จะซื้อ หามาให้ครบด้วยนี่เงิน”

พอขึ้นมานั่งบนรถ ต้นกล้าแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก เขายังทำใจไม่ได้ที่จะต้องลงนาไปลุยขี้โคลนขี้ตม ไหนจะยังมีกลิ่นที่เหม็นตลบอบอวล และอาการคันยุบยับตามร่างกายนั่นอีก แค่คิดต้นกล้าก็นึกรังเกียจแล้ว

“ถึงแล้วครับลูกพี่จะซื้ออะไรครับ”

“แกรีบไปซื้อของที่แม่สั่งเถอะ เดี๋ยวฉันจะเดินดูอะไรรออยู่แถวนี้”

“งั้นเดี๋ยวไอ้จ๋ามานะครับลูกพี่” มันบอกแล้ววิ่งข้ามถนนเข้าไปในตลาดสดฝั่งตรงข้าม ต้นกล้าจึงมองไปรอบ ๆ ตัวเพื่อหาอะไรทำฆ่าเวลา เห็นร้านสะดวกซื้อให้รู้สึกคอแห้ง สองขาจึงพาร่างที่มีใบหน้าหล่อใสในแบบหนุ่มเกาหลี อันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นประจำตัว ไปยังจุดหมายทันที

ท่ามกลางสายตาของพนักงาน ที่มองต้นกล้าราวกับว่าตกตะลึงในความหล่อ เหมือนได้เห็นซุป’ ตาร์คนดังหรือเซเลบตัวพ่อก็ไม่ปาน แต่มีหรือหนุ่มมั่นที่เคยชินกันการตกเป็นเป้าสายตาอย่างต้นกล้าจะสนใจ เดินเข้าไปเลือกของที่ต้องการ มาจ่ายเงินเสร็จ ก็เดินหน้านิ่งหยิ่งเชิดออกจากร้านอย่างไว้ฟอร์ม แต่ยังเดินไม่ทันถึงที่หมาย ตาเจ้ากรรมดันเหลือบไปเห็นรถคันหนึ่ง วิ่งเข้ามาจอดยังถนนฝั่งตรงข้ามเข้าพอดี

รถกระบะสี่ประตูสีขาวป้ายแดง!

พอเจ้าของรถเปิดประตูลงมาช่วยหญิงสาวคนหนึ่งถือของ ต้นกล้าจึงได้แน่ใจว่าเป็นรถของใครคนนั้นจริง ๆ คนหน้ามึนที่บอกว่าว่างทั้งวัน แต่ก็หนีมาก่อนจะได้ทำงาน ที่แท้ก็มีนัดกับสาวนี่เอง หรือนี่จะเป็นเมียวะ! โถ ๆ ที่แท้ก็แอบมีลูกมีเมียแล้ว แต่ยังทำตัวไม่เป็นโล้เป็นพาย น่าสงสารผู้หญิงคนนั้นจริง ๆ ที่มีผัวแบบไอ้พี่เดี่ยว!

ต้นกล้ายืนคิดไปเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งเด็ดเดี่ยวขนของช่วยเมีย? ในความคิดของเขาเสร็จ และขับรถออกจากตรงนั้นไปแล้ว ก็ยังมองตามจนรถวิ่งลับไปจากสายตา

“ลูกพี่ครับ”

“เฮ้ย อะไรของแกไอ้จ๋า เรียกซะเสียงดัง”

“ก็ไอ้จ๋าเรียกลูกพี่ตั้งหลายครั้งไม่เห็นได้ยิน มองอะไรอยู่หรือครับ”

“อ๋อ เปล่ามองอะไรเว้ยได้ของครบหรือยัง”

“ของสดครบแล้วครับ เดี๋ยวไปซื้ออย่างอื่นอีกสองสามอย่างก็เสร็จ” ทั้งสองเดินกลับมาที่รถ ตนกล้าสังเกตเห็นว่าที่กระบะด้านหลังมีข้าวของหลายอย่างวางอยู่เต็มไปหมด

“อะไรเยอะแยะวะนั่น”

“ก็ของไว้ทำอาหารให้คนงานนั่นแหละครับลูกพี่ ช่วงนี้มีงานทุกวัน คุณยายก็ให้ทำอาหารเลี้ยงคนงานด้วยตลอด”

“แล้วใครเป็นคนทำวะ”

“ก็แม่แจ่มใจของไอ้จ๋ายังไงล่ะครับ”

“ทำคนเดียวเหรอ”

“ครับ”

“โอ้โฮ ทำวันละกี่อย่างวะเหนื่อยแย่เลย” เห็นของที่ซื้อไปแล้วคิดถึงผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ผอม ๆ อย่างแม่แจ่มใจ ต้นกล้าก็ให้รู้สึกทึ่งขึ้นมาเสียเฉย ๆ ทำคนเดียวเนี่ยนะ!

“ไม่เยอะหรอกครับลูกพี่ เพราะหลัก ๆ ก็ทำแค่มื้อเที่ยง ส่วนเช้ากับเย็นคนงานก็ทำกินบ้านใครบ้านมันอยู่แล้ว”

“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง”

“แล้วคนงานมาจากไหนล่ะ”

“ก็ชาวบ้านแถวนี้ล่ะครับ”

“อือ ดีนะ”

“ครับลูกพี่ก็ดี แหะ ๆ ” ไอ้จ๋าได้แต่ยิ้มหน้าเป็นกลับไปให้ลูกพี่ เพราะดูเหมือนว่าบทสนทนาจะจบลงแล้ว ต้นกล้าเดินไปขึ้นรถ มันจึงต้องวิ่งตามลูกพี่ขึ้นนั่งประจำตำแหน่งคนขับแล้วไปซื้อของต่อ

“เดี๋ยวไอ้จ๋าไปซื้ออะไหล่รถไถนาแป๊บหนึ่งนะครับลูกพี่” ต้นกล้าเพียงพยักหน้ารับ จากนั้นมันก็ผิวปากเดินข้ามถนนเข้าร้านขายอุปกรณ์การเกษตรร้านใหญ่ประจำอำเภอ สั่งของกับคนขายแล้วยืนรออยู่หน้าร้าน ตาก็ดูนั่นดูนี่ของมันไปเรื่อยจนกระทั่ง..

“อุ้ย!”

“อะไร”

“เปล่า”

“เปล่าเหรอเมื่อกี้เดินชนไม่ขอโทษยังจะบอกว่าเปล่าอีก”

“เอ่อ ขอโทษก็แล้วกัน”

“แล้วกันได้ยังไงถ้าไม่บอกจะขอโทษไหม”

“ก็ ก็ขอโทษแล้วไง”

“เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ!” ไอ้จ๋าว่าไม่สบอารมณ์ ทั้งที่มันเองไม่ได้เป็นอะไรมาก อีกคนก็แค่เกือบ ๆ จะชนเท่านั้น แต่พอเห็นสีหน้าที่ดูตกใจจนเกินเหตุ เลยให้นึกอยากจะแกล้งขึ้นมาเฉย ๆ เด็กผู้ชายแต่ใบหน้าเรียวขาวใสสวยหวาน ดวงตาหรือก็กลมโตบ้องแบ้วเข้ากับขนตายาวงอน ร่างกายอ้อนแอ้นบอบบางเหมือนจะปลิวไปตามลม

“ของที่สั่งได้แล้ว”

“เท่าไหร่ครับพี่”

“500 พอดี”

“นี่ครับ” พอได้ของที่ต้องการไอ้จ๋าก็เดินออกจากร้าน โดยไม่หันไปแลคนที่ยืนตัวลีบอยู่ข้าง ๆ เพราะกลัวความดุของมันสักนิด คนที่ยืนตัวสั่นหัวใจยังเต้นแรง แก้มหรือก็แดงลามไปจนถึงใบหู ดวงตาสวยมองตามรถคันใหญ่สีดำวิ่งไกลออกไปเรื่อย ๆ จนลับสายตา

“เจ้าส้มมาช่วยพ่อทำบัญชีหน่อยลูก”

“ฮะพ่อ”

**********************

“ตอนอยู่ตลาดสดไอ้จ๋าเจอลูกพี่เดี่ยวด้วยครับ”

“แล้วไงไม่เห็นอยากรู้ว่ะ”

“อ๋อ แหะ ๆ เหรอครับ” ไอ้จ๋าไปต่อไม่เป็น หาเรื่องมาชวนคุยแต่ดูเหมือนว่าจะเป็นหัวข้อที่ลูกพี่ของมันไม่อยากคุย

“คนไม่ได้เรื่องพรรค์นั้น”

“หือ อะไรนะครับลูกพี่”

“เปล่า ๆ ฉันพูดคนเดียวโว้ย”

“แหมพูดคนเดียวก็เป็นนะครับ พูดกับไอ้จ๋าก็ได้ครับลูกพี่ จะได้ไม่เหมือนคนบ้า อิอิอิ”

“นี่แกว่าฉันบ้าเหรอวะจ๋า”

“เฮ้ยเปล่าครับเปล่าไอ้จ๋าแค่เปรียบเทียบ”

“แล้วมากับใครล่ะ”

“หา! “โอ๊ยไอ้จ๋าตามไม่ทันโว้ย มันไม่กล้าพูดออกมาหรอก ทำได้แค่บ่นเบา ๆ ในใจ ที่อยู่ ๆ ต้นกล้าก็ถามขึ้นมาไม่มีปี่มีขลุ่ย “มากับดาวรุ่งครับ”

“เมียสินะ”

“หือ เมียใครเหรอครับ”

“คนที่มาด้วยนั่นน่ะ”

“ไม่ใช่ครับ ดาวรุ่งเป็นน้องสาวลูกพี่เดี่ยวครับ” เคร้ง!! อยู่ดี ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นมาในหัว มันดังก้องเหมือนแก้วหรือสิ่งเปราะบางตกจากที่สูงกระแทกพื้นแล้วแตกกระจาย เป็นต้นกำเนิดเสียงที่ดังกังวานแต่ไม่น่าฟัง

ต้นกล้าเปิดประตูรถลงไปยืนมองสำรวจรอบบ้านไม้สองชั้น ใต้ถุนโล่งปูด้วยกระเบื้องลายสวย มีแคร่ตัวใหญ่ตั้งไว้ ด้านหลังเป็นห้องก่อด้วยอิฐบล็อกฉาบปูนอย่างดีทาสีขาวครีม ที่ดูเหมือนจะเป็นห้องครัว พื้นที่รอบบ้านดูสะอาดตา ด้านข้างฝั่งหนึ่งของบ้านเป็นสวนครัวที่ปลูกผักไว้เต็ม ล้อมด้วยตาข่ายเชือกเขียวป้องกันไม่ให้ไก่เข้าไปกินผัก ส่วนอีกด้านเป็นส่วนมะม่วง

“บ้านใครวะ”

“เอ๋าลูกพี่นี่บ้านไอ้จ๋าไงครับ”

“อ้าวเหรอ เออ ๆ ขอโทษทีว่ะ”

“ไม่ต้องขอโทษหรอกครับลูกพี่ จะว่าไปแล้วลูกพี่ยังไม่เคยมาบ้านไอ้จ๋าเลยเนอะ”

“เออ ใช่ ฉันก็ลืมถาม”

“แต่เดินลัดไปตรงนั้นก็เป็นบ้านคุณยายแล้วนะครับลูกพี่ นึกออกหรือเปล่าเนี่ย”

“อ้าวเหรอ ทำไมไม่บอกแต่แรกวะ”

“แหะ ๆ ไอ้จ๋าลืมครับ” บ้านสองหลังอยู่ในอาณาเขตที่ดินผืนเดียวกันกั้นด้วยสวน มีทางเข้าคนละทางและอยู่คนละมุม แต่สามารถเดินลัดสวนหากันได้ ที่ทางกว้างขวางเล่นเอาคนที่ไม่สนใจอะไรอย่างต้นกล้างงเป็นไก่โดนน็อกไปเลย

ต่อข้างล่างเลยนะคะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo
“มากันแล้วเหรอ” เสียงแม่แจ่มใจดังมาก่อนร่างของหญิงวัยกลางคนจะเดินออกมาจากหลังบ้าน “เป็นยังไงบ้างได้อะไรกันมาบ้าง”

“ผมก็ไม่รู้ว่าไอ้จ๋ามันซื้ออะไรมาบ้างครับเยอะมาก เต็มท้ายรถเลยครับ”

“แล้วได้ของครบไหมล่ะ”

“ครบก็แล้วกันจ้ะแม่”

“งั้นขนลงมาเลย”

“เดี๋ยวผมช่วยครับ” ต้นกล้าบอกเมื่อแม่แจ่มใจสั่งให้ไอ้จ๋าขนของลงจากรถ ทั้งสามจึงช่วยกันขนของที่เต็มท้ายรถลงจนหมด

“เย็นนี้อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมกล้าเดี๋ยวน้าจะทำให้”

“อะไรก็ได้ครับ ผมกินได้หมด” ต้นกล้าบอกไปแล้วก็อยากตบปากตัวเอง เมื่อนึกได้ว่าตัวเขานั้นไม่สามารถกินอาหารทุกอย่าง เหมือนกับคนที่นี่เขากินกัน “แต่..”

“แต่อะไร”

“ไม่เอาปลาร้าที่เป็นตัว ๆ นะครับ” บอกแล้วยิ้มแหยง ๆ เหมือนกับว่าเขานั้นเข็ดขยาดมันมากเหลือเกินเมนูนี้

“ได้สิปกติอาหารที่ใส่ปลาร้าเขาก็ไม่ใส่ไปทั้งตัวหรอกนะ จะต้มเอาแต่น้ำมากกว่า”

“อ๋อ เหรอครับ แต่ว่ายังไงผมขอเลี่ยงดีกว่าครับน้าแจ่ม”

“แม่ไม่ถามไอ้จ๋าบ้างล่ะ นึกอยากกินลาบหมูอยู่เนี่ย”

“แกก็อยากกินทุกอย่างนั่นแหละ ฉันไม่ถามหรอก”

“โด่ว นี่ลูกนะแม่”

“เออ ๆ จะออกไปดูคนงานไหม”

“เดี๋ยวเอารถไปเก็บว่าจะออกไปแล้วแม่ ไปเถอะครับลูกพี่” พอต้นกล้าขึ้นมานั่งประจำที่แล้ว ไอ้จ๋าก็ขับอ้อมไปอีกทางซึ่งเป็นประตูใหญ่ทางเข้า เอารถไปเก็บแล้วค่อยเดินลัดสวนหลังบ้านออกไปยังทุ่งนา

บรรยากาศยามบ่ายคล้อยที่กำลังจะเข้าสู่ยามเย็น เป็นบรรยากาศดี ๆ ที่คนในเมืองไม่ค่อยได้สัมผัสกันนัก กับสายลมธรรมชาติให้ความรู้สึกเย็นสดชื่นสบายตัว สายลมอ่อนหอบเอากลิ่นดินกลิ่นหญ้ามาให้สูดเข้าปอด อาทิตย์อ่อนแสงราแรงความระอุ เหลือไว้เพียงความชุ่มของเหงื่อชโลมร่างรับลมโชยผ่านจนเย็นสบายตัว แมลงปออันเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งแวดล้อมที่บริสุทธิ์ และอากาศที่สะอาดสดชื่นบินให้ว่อน ต้นกล้าตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศรอบตัว จนลืมความขุ่นข้องหมองมัวในใจ จมูกสูดเอาอากาศเข้าปอดเต็มที่ ใจอยากนอนแผ่หลามันลงตรงนี้หากทำได้

“สดชื่นดีว่ะ”

“แน่นอนครับลูกพี่”

“แล้วนี่เราต้องไปดำนาหรือเปล่าวะจ๋า”

“คงไม่ต้องแล้วครับลูกพี่ เย็นปานนี้คนงานคงเก็บของเตรียมตัวกลับบ้านกันแล้ว”

“อ๋อ แล้วเราออกมาทำไม”

“ก็มาดูความเรียบร้อยทั่วไปนี่แหละครับ ไม่มีอะไรมากหรอก”

“อือ” ทั้งสองเดินคุยกันตามประสาลูกพี่ ที่มีลูกน้องผู้ชำนาญการคอยแนะนำงานที่ต้องทำ ความสดชื่นของบรรยากาศรอบตัว ช่วยให้ต้นกล้าลืมเรื่องราววุ่นวายในใจ เดินไปบนคันนาคุยกันเรื่อย ๆ ไอ้จ๋านำทางต้นกล้าเดินตาม ตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศดี ๆ ยามเย็น กบเขียดเริ่มส่งเสียงร้องแข่งกันระงม กล่อมท้องทุ่งให้ครื้นเครง ประสานกับเสียงจิ้งหรีดเรไร

ต้นกล้าทรุดตัวลงนั่งกลางคันนากว้าง ใต้เงามะม่วงต้นใหญ่ ทิวทัศน์เบื้องหน้าเป็นภูเขาขาดสองลูก หันหน้าชนกันดูแปลกตาจนมองเพลิน

ครืน ๆ ครืน ๆ

“ฝนตกแน่คืนนี้” ต้นกล้าได้ยินเสียงฟ้าร้องตามมาด้วยเสียงบ่นของไอ้จ๋า แต่ตาของเขายังจับอยู่ที่ภูเขาขาดสองลูก เหมือนมันมีแรงดึงดูดบางอย่างให้เขาเฝ้าดู ยิ่งท้องฟ้าเริ่มขมุกขมัวเมฆลอยต่ำ ตัดกับเขาลูกใหญ่ดูทะมึนยิ่งน่ามอง “ลูกพี่กลับกันเถอะครับเดี๋ยวฝนตกลงมาก่อนถึงบ้าน”

“เสร็จแล้วเหรอ”

“เรียบร้อยครับ”

“เอองั้นก็กลับ”

“เปียกหมดเลยนิ” ไอ้จ๋าบ่นไม่จริงจังนักเมื่อทั้งสองวิ่งตากฝนเข้ามาที่ใต้ถุนบ้านใหญ่

“ดูท่าตกทั้งคืนแน่ว่ะ”

“ไอ้จ๋าว่าลูกพี่ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าดีกว่านะครับเดี๋ยวจะไม่สบาย”

“เออดีเหมือนกัน เฮ้ย แล้วนั่นแกจะไปไหน”

“เดี๋ยวไอ้จ๋าไปดูว่าวันนี้แม่ทำอะไรให้กิน จะเอามาให้ลูกพี่ไว้เลย เผื่อฝนตกหนักกว่านี้ไฟดับมาจะได้ไม่ยุ่งยากครับ”

“อ๋อ เออเอาตามที่แกว่านั่นล่ะ เออเดี๋ยว” ต้นกล้ากำลังจะขึ้นบ้านแต่นึกอะไรบางอย่างได้ก่อนจึงเรียกไว้ ไอ้จ๋าที่กำลังจะวิ่งออกไปต้องหยุดกะทันหันแทบหัวทิ่มพื้น

“ครับลูกพี่”

“แกก็อย่าลืมอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยล่ะ เปียกเหมือนกันเลยเดี๋ยวไม่สบาย”

“ไอ้จ๋าสบายอยู่แล้วลูกพี่ ฝนแค่นี้ทำอะไรมันไม่ได้หรอกครับ ไปล่ะเดี๋ยวมา” พูดจบมันก็วิ่งตากฝนลัดสวนไป ต้นกล้าเปิดไฟไว้ แล้วเดินขึ้นบ้านทั้งที่ตัวเปียก อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็ได้แต่นั่งเล่นนอนเล่นอยู่ในห้องรอเวลา ไม่นานไอ้จ๋าก็มาเคาะประตูเรียก พร้อมกลิ่นหอมของอาหารเย็น

“มีลาบหมูด้วยนะครับ แหมแม่นะแม่นึกว่าจะไม่ทำให้กินซะแล้ว อาหารแบบนี้ลูกพี่กินได้ไหมครับ” ไอ้จ๋าบ่นให้แม่ด้วยความปลาบปลื้ม แล้วหันไปถามลูกพี่ของมันอย่างห่วงใย

“อะไรลาบหมูนี่เหรอ ใส่ปลาร้าไหมวะ”

“เฮ้ย ลาบหมูที่ไหนเขาใส่ปลาร้าครับลูกพี่” ท้ายเสียงสูงเพราะไอ้จ๋าอ่อนใจกับคนเป็นลูกพี่ ที่ดูท่าว่าคงกลัวปลาร้าขึ้นสมอง

“ก็นั่นสิที่นี่ใส่ไหมล่ะ” ไอ้จ๋าส่ายหัวปฏิเสธเอาเป็นเอาตาย “เออ ๆ กินได้ ๆ ” ก็ว่าอยู่ลาบหมูใครเขาใส่ปลาร้า ถึงต้นกล้าจะทำกับข้าวไม่เป็นก็รู้หรอก ที่ถามแค่จะกวนไอ้จ๋ามันเล่น ๆ เท่านั้น แต่มันดันคิดจริงจังนี่สิจึงถึงกับเต้นผางที่ได้ยิน ลูกพี่ใหญ่กับลูกน้องคนสนิทนั่งกินข้าวเงียบ ๆ ข้างนอกฝนก็ยังเทกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย มีเสียงฟ้าร้องสลับกับฟ้าแลบมาเป็นระยะ

*****************

“มายืนทำมิวสิกวิดีโออะไรอยู่ตรงนี้”

“ออกมาทำไมเข้าบ้านไป”

“พ่อให้มาตามไปกินข้าว เดี๋ยวไฟดับมืดมาจะยุ่งยากอีก”

“เออ เดี๋ยวตามไป”

“ว่าแต่พี่เถอะ มายืนคิดถึงใครอยู่นี่อ่า”

“ยุ่ง”

“นั่นแน่ แสดงว่าคิดถึงใครบางคนอยู่จริง ๆ ด้วย สาวบ้านไหนจ๊ะ”

“ไม่มีสาวบ้านไหนทั้งนั้นล่ะ เข้าบ้านเลยเดี๋ยวตามไป”

“ฝนตกแบบนี้ได้บรรยากาศดีเนอะว่าปะ”

“บรรยากาศอะไร”

“ก็บรรยากาศในการคิดถึงใครบางคนนะสิ”

“เข้าบ้านไปเลย เดี๋ยวเถอะ” เด็ดเดี่ยวไล่เพราะยิ่งคุยนานยิ่งเหมือนดาวรุ่งจะรู้ทัน แม้จะไม่ถูกทั้งหมด แต่ก็ถูกที่เขากำลังคิดถึงใครบางคนอยู่

ร่างสูงทิ้งน้ำหนักตัวผ่านช่วงไหล่พิงลงกับเสา ตามองฝ่าสายฝนไปยังความมืดในสวน คิดถึงเจ้าของร่างสูงโปร่ง ที่ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ฝนตกค่ำมืดแล้วไอ้จ๋ามันหาข้าวปลามาให้ลูกพี่ของมันกินหรือยัง มุมปากหยักได้รูปของหนุ่มบ้านนาใบหน้าหล่อคมยกยิ้ม ยามคิดถึงวันแรกที่เจอกัน

“ฮั่นแน่ยิ้มอะไรคนเดียวอ่า”

“เฮ้ยอะไรวะดาวรุ่ง เข้าบ้านไป” เด็ดเดี่ยวสะดุ้งเมื่อน้องสาวที่คิดว่าเข้าบ้านไปแล้ว กระโดดเข้ามาทัก ตัวเขาเองยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเผลอยิ้มออกมาตอนไหน

“เข้าบ้านไปเลย ออกมาโดนไอฝนเดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก”

“ไปด้วยกันสิ”

“เฮ้อ ไปก็ไป” สองพี่น้องเกี่ยวแขนกันเดินเข้าบ้าน ฝนด้านนอกยังโปรยปรายไม่หยุดหย่อน เด็ดเดี่ยวได้แต่หวังว่าใครบางคนคงนอนหลับสบายตลอดค่ำคืน คิดแบบนั้นโดยไม่เผื่อใจไว้บ้างเลย ว่าใครคนนั้นอาจจะอยู่ในมุมตรงข้ามกับความคิดของเขาสิ้นเชิง

พรึ่บ!!!

“เฮ้ย!” ต้นกล้าร้องเสียงดัง เพราะนั่งเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ดี ๆ ไฟก็ดับลงเสียดื้อ ๆ รอบกายมืดสนิทมีเพียงแสงจากหน้าจอโทรศัพท์ให้ความสว่าง แต่ก็น้อยนิดเหลือเกิน เพราะใจอยากให้มันสว่างไปทั้งบ้านเลยด้วยซ้ำ

“มันจะมาดับอะไรกันตอนนี้วะ ฮึ่ม” ว่าเสียงแผ่วพลางขยับไปชิดหัวเตียง ใจเริ่มหวาดระแวง ความรู้สึกกลัวเริ่มก่อนตัวจนขนหัวลุก เมื่อความมืดปกคลุมรอบกาย มโนภาพในหัวก็เริ่มทำงาน

“ไอ้จ๋า ทำอะไรของมันอยู่วะ ทำไมมันไม่กลับมาสักที”

เสียงฟ้าคำรามสนั่นทุ่งก้องมาแต่ไกล เล่นเอาใจต้นกล้าเต้นรัว ไม่ใช่ว่ากลัวเสียงฟ้าเสียงฝน ต้นกล้าไม่เคยกลัวสักนิด นอกจากสิ่งลี้ลับที่ไม่เคยรู้ว่ามันมีจริงหรือเรื่องโกหก แต่จะสัมผัสมันได้ทุกครั้งที่อยู่คนเดียวท่ามกลางความมืด กลัวจนขนหัวลุกแก้ไม่เคยหาย หรือจะว่ากันไปตามจริงแล้ว ไม่รู้ว่ามันมีวิธีแก้บ้างหรือไม่ จึงได้กลายเป็นคนกลัวผีขี้ขึ้นสมองจนถึงทุกวันนี้ไง

ต้นกล้าหายใจถี่จนแผ่นอกกระเพื่อม เหตุใดพระเจ้าส่งให้เขามาเกิดเป็นคนเพียบพร้อมทุกอย่าง ทั้งรูปร่างหน้าตาที่หล่อเหลา การศึกษาก็ดี พ่อแม่หรือก็ออกจะมั่งมีมั่งคั่งทั้งสมบัติพัสถานที่หาไว้ให้ แต่ทำม้ายทำไมต้องให้ต้นกล้าเกิดมาเป็นคนกลัวผีด้วย พระเจ้าช่างไม่ยุติธรรมกับคนหล่อเอาเสียเลย

เปรี้ยง!! ครืน ๆ

อ๊าก เหมือนพระเจ้าจะตอบรับคำตัดพ้อ ด้วยการส่งเสียงคำรามสนั่นเปรี้ยงลงมา ตามด้วยแสงสว่างวาบแปลบปลาบ ปิดท้ายด้วยเสียงคำรามครืน ๆ ข่มขู่ให้ขวัญกระเจิง

“อะไรกันนักกันหนาว้า” พรึ่บ! “เฮ้ยอะไรอีกล่ะ!” ต้นกล้าเป็นต้องร้องเสียงหลงตกใจจนโทรศัพท์ที่ถืออยู่หลุดมือ เพราะหน้าจอของมันหรี่ลงเกือบมืด พอหยิบขึ้นมาดูปรากฏว่า..

5% แบตเตอรี่

โปรดเชื่อมต่อสายชาร์จ!

เวรกรรม! นี่มันวันซวยอีกวันหรือยังไง

“มันจะมาหมดอะไรตอนนี้วะแบตโทรศัพท์ อ้าก” ต้นกล้าได้แต่กรีดร้องมือกำโทรศัพท์แน่น พยายามเปิดให้หน้าจอสว่าง ๆ เหมือนเดิม แต่ด้วยพลังงานอันน้อยนิดนั่น เครื่องจึงไม่ตอบสนองและในที่สุดมันก็ตายสนิท!

เปรี้ยง!! ครืน!! คราวนี้เสียงฟ้าร้องตามมาด้วยฟ้าแลบสว่างวาบ เสียงคำรามยาวครืน ๆ คนจิตใจอ่อนไหวที่นั่งกอดผ้าห่มอยู่บนเตียงยากจะทานทน เพราะฟ้าแลบขึ้นมาเมื่อไหร่ มันก็ให้รู้สึกราวกับว่าสิ่งรอบข้างมันมีการเคลื่อนไหวเมื่อนั้น ทั้งเงาวูบวาบพลิ้วไหว ทั้งข้าวของที่ตั้งอยู่มันดูเป็นเงาตะคุ่ม ๆ แปลก ๆ ยิ่งแสงมันวาบบ่อยเท่าไหร่ใจดวงน้อยยิ่งเต้นรัว ว่าจะไม่มองมันก็อดไม่ได้ ต้นกล้าได้แต่สัญญากับตัวเอง ว่าพรุ่งนี้เช้าอะไรที่ทำให้เกิดเงาตะคุ่มพวกนี้ เขาจะขนออกไปทิ้งข้างนอกเสียให้หมด

**********************

แสงยามเช้าสาดสีส้มทองส่องมาจากขอบฟ้า พระอาทิตย์ดวงโตค่อย ๆ โผล่ขึ้นมาเพื่อปลุกมวลมนุษยชาติ และสรรพสิ่งบนโลกให้ตื่นขึ้นมารับรุ่งอรุณของวันใหม่ ชาวไร่ชาวนาตื่นเช้าเป็นกิจวัตรเริ่มออกทำงาน แม่บ้านหุงหาอาหารสำหรับมื้อเช้าให้พร้อม และหนึ่งมนุษย์ขี้กลัวที่กว่าจะได้นอนก็เมื่อตอนค่อนรุ่ง แต่......

“ลูกพี่ครับ” ไอ้จ๋าตะโกนเรียกเสียงดัง ตามด้วยการเคาะประตูไปสองสามที

“เอ๊ะหรือว่ายังไม่ตื่นหว่า” พอข้างในยังเงียบมันก็ปรึกษาตัวเองแล้วเพิ่มแรงเคาะ แต่ผลคือความเงียบไร้เสียงตอบรับใด ๆ

“สงสัยจะยังไม่ตื่นจริง ๆ ” มันไขข้อข้องใจให้ตัวเองแล้วย่องลงเรือน ส่วนลูกพี่ค่อยมาปลุกทีหลัง

ไอ้จ๋ารีบจัดการงานกิจวัตรประจำวันยามเช้า รวมถึงให้อาหารเป็ดไก่ที่เลี้ยงไว้ สวนผักของแม่วันนี้ไม่ต้องรดน้ำ เพราะฝนตกทั้งคืน ไม่ลืมร้องทักแม่แจ่มใจที่กำลังวุ่นวายกับการหุงหาอาหาร เสร็จจากงานที่บ้านมันถึงวิ่งไปสวนอีกแปลงหลังบ้านใหญ่ ซึ่งตรงกับห้องนอนของลูกพี่พอดี

ไอ้จ๋าทำงานคล่องแคล่วว่องไว พรวนดินถอนหญ้าไปปากก็ตะโกนร้องเพลงหมอลำไปด้วย เสียงร้องของมันประสานกับเสียงไก่ขันรับกันมาเป็นทอด ตั้งแต่หัวบ้านยันท้ายบ้าน นั่นทำให้คนที่กำลังนอนหลับสบาย ต้องตื่นขึ้นมารับอรุณของวันใหม่ด้วยความหงุดหงิด

“อะไรกันนักกันหนาแต่เช้าวะ!” งัวเงียลุกขึ้นนั่งอย่างไม่พอใจ เสียงไอ้จ๋าล่ะนะต้นกล้าจำได้ แต่ทำไมมันต้องมาร้องอะไรบ้า ๆ บอ ๆ ของมันตอนนี้ด้วย

“โอ๊ย” หมอนใบนุ่มถูกดึงมาปิดทับหัวทับหู แต่เสียงนั้นยังตามมาหลอกหลอน และการจะหลับได้อีกครั้งคงใช้เวลาครู่ใหญ่ถึงใหญ่มาก แต่สำหรับหนุ่มหล่อเกาหลีตี๋อินเทรนด์อย่างต้นกล้า มันแย่กว่านั้น....

ก๊อก ๆ ก๊อก ๆ เป็นเสียงเคาะประตูในจังหวะพอดี ๆ ไม่ช้าไม่เร็ว ไม่รัวและไม่เร่งรีบ

“ลูกพี่ครับ” ไอ้จ๋าลากเสียงเรียกยาวแล้วจึงนึกได้ “เอ๊ะ ตื่นหรือยังวะ”

“อะไรวะ” ต้นกล้าเปิดประตูออกมาถามทั้งที่ยังไม่ลืมตาด้วยซ้ำ

“อ้าว ลูกพี่พึ่งตื่นเหรอครับหลับสบายหรือเปล่า ไอ้จ๋ามากวนเหรอเนี่ย ยังไงจะกลับไปนอนต่อก็ได้นะครับ”

สาบานได้ไหมว่ามันไม่ได้แกล้ง!

ไอ้จ๋าพล่ามยาวตามหลังลูกพี่ ที่เดินล่องลอยครึ่งหลับครึ่งตื่นตรงไปยังมุมนั่งเล่น ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ยาวเหมือนหมดแรง ขอบตาดำคล้ำเป็นหมีแพนด้า ทั้งหงุดหงิดคิดพาล ปลุกแล้วค่อยถามอย่างนี้อย่าถามเลย

“เมื่อคืนนอนไม่หลับหรือไงครับ” มันเห็นใบหน้าลูกพี่ตึง ๆ จึงทำใจดีสู้เสือถาม

“เออ”

“แหมฝนตกทั้งคืนออกจะนอนสบาย ไอ้จ๋ายังหลับยาวถึงเช้าเลยครับ” ต้นกล้าอยากจะบอกนักว่าสบายกับผีนะสิ แต่ก็เกรงใจสิ่งลี้ลับที่มองไม่เห็น จึงไม่ขอพาดพิงถึง ได้แต่นอนหลับตาส่งเสียงอู้อี้ในลำคอ “แล้วนี่ลูกพี่จะลงนาไหวหรือเปล่าครับเนี่ย”

“ไหวสิ! ”

“เฮ้ยมาทำไม!”

“อ้าว ลูกพี่เดี่ยวไปไหนมาแต่เช้านิ” พอเห็นว่าเป็นใครมาหา ไอ้จ๋ามันจึงยิ้มทักทายหน้าระรื่น ผิดกับต้นกล้าที่ดีดตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว เมื่อได้ยินเสียงของอีกคนดังแทรกขึ้น ก่อนที่เขาจะได้ตอบคำไอ้จ๋า ซึ่งแน่นอนว่าคำตอบของต้นกล้ากับเด็ดเดี่ยว สวนกันไปคนละทางแน่นอน

“มาดูคนสันหลังยาว”

“ใครเหรอครับลูกพี่”

“แล้วใครล่ะมีไหมแถวนี้”

“ไม่มีครับ”

“แน่ใจนะว่าไม่มีใครยังมัวงอแงไม่อยากตื่น จะนอนอยู่ทั้งที่ตะวันสายโด่งจนแยงก้นแล้ว” ไอ้จ๋ามันคนซื่อ พอได้ยินเด็ดเดี่ยวบอกอย่างนั้น ก็เหลือบไปมองลูกพี่ใหญ่อย่างห้ามตัวเองไม่ทัน และสิ่งที่มันได้รับกลับมาก็คือสายตาดุ ๆ ที่จ้องมองอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ โทษฐานที่ทำหน้าตายไม่รู้เท่าทันว่าเด็ดเดี่ยวกำลังกัดใคร

“แหะ ๆ แล้วนี่ลูกพี่ไปไหนมาครับเช้าถึงเย็นถึงเลยน้า เอ๊ย! มาแต่เช้าเลยนะครับ คิก ๆ ”

“ทางผ่านเลยแวะมา”

“ทีหลังไม่ต้องแวะก็ได้นะอย่าลำบาก” ต้นกล้าบอกแล้วเบ้ปากให้ด้วย

“คนแก่อุตส่าห์ฝากฝังหลานไว้ เพื่อความสบายใจของคุณยายพี่เลยต้องเสียสละเวลาแวะมาสักหน่อย”

“อ๋อ” ไอ้จ๋าลากเสียงยาวพยักหน้าช้า ๆ แทนการบอกว่ามันเข้าใจจุดประสงค์อย่างแจ่มแจ้ง

“เดี๋ยวสาย ๆ จะมีคนงานที่ไร่มาลงดำนาช่วยนะ”

“ดีเลยครับลูกพี่ เดี๋ยวไอ้จ๋าจะได้บอกแม่ทำอาหารเลี้ยงคนงานเพิ่ม”

“ว่าแต่ลูกพี่ของแกเถอะวะจ๋า เขาจะไปดำนาหรือเปล่าวันนี้”

“ก็ต้องไปแน่นอนอยู่แล้ว จริงไหมครับลูกพี่” ไอ้จ๋าตอบรับแทนลูกพี่ใหญ่ของมันอย่างมั่นใจ แล้วค่อยหันไปถามเจ้าตัว จึงได้รับสายตาดุตอบกลับมา ต้นกล้าหน้าตึงไม่สบอารมณ์ อยากส่งค้อนใส่ไอ้จ๋าให้ตาคว่ำ ที่เสนอหน้าตอบไม่ปรึกษากันสักคำ

“ทำหน้าแบบนี้นี่นะ จะลงดำนาดูป๊อด ๆ ปอด ๆ นะจ๋าลูกพี่แกน่ะ หรือขี้เกียจ”

“ใครป๊อดครับคุณเด็ดเดี่ยว เรายังไม่ได้พูดอะไรเลยนะ และแน่นอนว่าเราต้องลงดำนาอยู่แล้ว มันเป็นหน้าที่ของเรา งานของเราที่รับปากคุณยายเอาไว้แล้ว ที่นี่นาของยายเราคนอื่นไม่เกี่ยว” ต้นกล้าบอกอย่างมาดมั่นไม่ลืมยืดอกเชิดหน้าโทรม ๆ ประกอบ แต่ไอ้จ๋ามันกลับไม่เข้าใจ

“ลูกพี่เดี่ยวก็คนกันเองครับลูกพี่กล้า”

เด็ดเดี่ยวยิ้มกว้างยักคิ้วให้ต้นกล้าด้วยหนึ่งครั้งถ้วน “ถูกต้องเลยว่ะจ๋า”

“เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย”

“เปล่าครับไอ้จ๋าอยู่ตรงกลาง”

“เอาล่ะ ๆ ไอ้จ๋าไปเตรียมตัวไปสายแล้วเนี่ย ส่วนใครอ่อนจะนอนรออยู่บ้านก็นอนไป ไม่มีใครว่าหรอกเพราะเป็นถึงหลานเจ้าของนา” เด็ดเดี่ยวพูดจบคนที่ถูกกระทบกระเทียบก็แสยะปากให้ หากต้นกล้ากระโดดขบหัวคนชอบสบประมาทได้คงทำไปแล้ว ตาคล้ำ ๆ เพราะนอนไม่เต็มอิ่มตวัดมองคนตัวโตอย่างเอาเรื่อง

“ไหนใครอ่อนวะจ๋า เฮ้อ เบื่อคนไปดีกว่า”

“ไปไหนครับลูกพี่”

“ล้างหน้าแปรงฟันไง”

“แล้วตกลงลูกพี่จะลงดำนาหรือเปล่าครับวันนี้”

“ลงสิวะ เดี๋ยวคนบางคนจะหาว่าอ่อน นี่ใครวะจ๋า นี่ไอ้กล้านะโว้ยตื่นมาก็แข็งโด่ทุกเช้าอยู่แล้ว”

“ฮ่า ๆ สุดยอดเลยครับลูกพี่” ไอ้จ๋าสรรเสริญตามมาด้วยเสียงหัวเราะลั่น ชอบใจคำพูดสองแง่สองง่ามของลูกพี่ ที่ช่างถูกใจลูกผู้ชายอย่างมันเสียจริง ๆ

ต้นกล้ายืดอกอย่างองอาจ เดินเข้าห้องไปด้วยท่าทางสง่าผ่าเผย เด็ดเดี่ยวมองตามส่ายหน้าอ่อนใจ และแน่นอนว่ามันต้องมีความเอ็นดูปนอยู่ในนั้นด้วย แต่เจ้าตัวคงไม่รู้หรอกหากไอ้จ๋าไม่บอกให้เอาบุญ

“แหม” ไอ้จ๋าลากเสียงยาวทำตาเล็กตาน้อยจนเด็ดเดี่ยวขนลุก “อะไรจะมองจนตาออกแสงขนาดนั้นละครับลูกพี่ เอ็นดูลูกพี่กล้าหรือไง” นั่นปะไร ใครว่ามันซื่อจนเซ่อนั้นเห็นจะคิดผิด ไม่มีอะไรหลุดรอดจากสายตาช่างสังเกตของมันได้หรอก

“อะไรของแก”

“ไม่มีอะไรหรอกครับ เดี๋ยวไอ้จ๋าจะไปบอกแม่ทำอาหารไว้เลี้ยงคนงานเพิ่มดีกว่า ว่าแต่ลูกพี่เถอะจะทำอะไร”

“อยู่แถวนี้ล่ะ รอดูคนเก่งว่าจะไปได้สักกี่น้ำ”

“นั่นแน่...”

“อะไรของแกอีกวะ”

“อยากรอเขาก็บอกมาเหอะ” ไอ้จ๋าพูดพลางบุ้ยใบ้ใบหน้าไปทางห้องของต้นกล้าอย่างรู้เท่าทัน “อย่ามาลับลมคมในยังไงก็ไม่มีอะไรรอดพ้นไปจากเรดาห์ไอ้จ๋าไปได้หรอกครับลูกพี่ ไอ้จ๋ารู้ไอ้จ๋าเห็น” พูดจบยังคิ้วหลิ่วตาให้ลูกพี่รองไปหนึ่งที ด้วยมั่นใจว่าตัวเองรู้เท่าทัน แต่กระนั้นเด็ดเดี่ยวก็ยังเก็บอาการของตัวเองได้เป็นอย่างดี

“จะไปไหนก็ไปเลยไป เดี๋ยวเจอกันที่นา” ลูกพี่รองบอกเสียงเรียบ

“รับแซบครับ” ไอ้จ๋าตะเบ๊ะให้เด็ดเดี่ยวแล้ววิ่งลงเรือนไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะโดนไล่เตะก้นแบบหยอก ๆ จนหัวทิ่มพื้นเอา หลังจากที่มันล้อลูกพี่ตัวโตจนเป็นที่พอใจของมันแล้ว จึงต้องรีบไปทำธุระของตัวเอง และหาข้าวหาน้ำมาให้ลูกพี่ใหญ่กินให้อิ่มหนำสำราญ ก่อนจะลงไปใช้แรงงานหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน

*************************

“จิ๊”

“เป็นอะไร”

“จะมาเดินตามทำไมล่ะ”

“ไม่ได้จะมาเดินตาม แต่พอดีว่าพี่จะลงนาแล้วต้นกล้าเดินอยู่ข้างหน้าพี่เอง”

“เหอะ” ต้นกล้าเดินไปหาวไปตลอดทาง จนหวุดหวิดจะตกคันนาก็หลายครั้ง ยังดีที่มีคนตัวโตเดินตามหลังคอยช่วยดึงแขนดึงไหล่ บางครั้งหนักเข้าก็เล่นเกี่ยวเอวรั้งไว้ก่อนจะตกน้ำตกโคลน ทั้งเดินทั้งต่อล้อต่อเถียงไม่หยุดจนต้นกล้าตาสว่าง

“ไหวปะเนี่ย” เด็ดเดี่ยวสังเกตเห็นว่าต้นกล้ามีท่าทางวูบ ๆ ลอย ๆ เหมือนคนไม่ได้นอนพักผ่อนมาทั้งคืน

“ไหวสิ”

“เมื่อคืนนอนไม่หลับเหรอ”

“หลับสบายดี”

“แน่ใจนะ”

“เอ๊ะ ทำไมเราจะต้องไม่แน่ใจ” ก็เพราะดูหน้าดูตาก็รู้แล้วนะสิว่าคงไม่ได้นอนทั้งคืน แถมเมื่อคืนไฟยังดับถึงเช้า เด็ดเดี่ยวไม่คิดว่าคนกลัวผีขึ้นสมองอย่างต้นกล้า จะข่มตาให้หลับลงได้ง่าย ๆ ทั้งที่ถามอย่างจับผิดแต่ใจก็อดห่วงไม่ได้

“แล้วแน่ใจเหรอว่าวันนี้จะทำงานได้”

“เราทำได้”

“ให้มันจริง”

“เหอะ”

ต้นกล้าตอบแล้วเอาแต่จ้ำเดินไปข้างหน้า จนถึงแปลงนาที่ไถคราดไว้อย่างดี คนงานเริ่มทยอยลงยืนเรียงหน้ากระดานหันเข้าหาคันนา อันเป็นจุดเริ่มต้นในการปักดำถอยหลัง กะระยะห่างระหว่างกันให้พอดีกางแขนออกกว้าง ๆ ในอ้อมแขนข้างหนึ่งโอบอุ้มมัดกล้า ราวกับเป็นของรักล้ำค่าต้องทะนุถนอม แล้วพากันก้มหน้าลงทำงานหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน บ้างถือมัดกล้าไปวางกระจายตามจุดต่าง ๆ จุดละสองสามมัด เพื่อให้คนงานที่ดำนาถอยหลังมาได้หยิบใช้อย่างสะดวก บ้างก็หาบมัดกล้าที่เอาเสียบด้วยไม้ไผ่ยาวเหลาปลายแหลม หรือที่เรียกว่า “หลาว” มาวางให้ ทุกคนทำงานแบ่งหน้าที่กันอย่างขยันขันแข็ง มีเสียงเพลงลูกทุ่งจากวิทยุทรานซิสเตอร์เครื่องเก่าดังกล่อมทุ่ง บ้างร้องเพลงบ้างคุยกันไปด้วยตามประสา บ่งบอกว่าทุกคนกำลังมีความสุขกับการทำงานจนต้นกล้ามองเพลิน

“เมื่อไหร่จะลงมา” ต้นกล้าหลุดออกจากภวังค์ความคิด ตาสวยหลุบมองต่ำลงที่ต้นเสียง เด็ดเดี่ยวยืนอยู่ในนาพร้อมมัดกล้าในอ้อมแขนเตรียมลุยงาน ส่วนต้นกล้ายังยืนอยู่บนคันนาท่าทางพร้อมแล้ว แต่ก็ยังไม่ลงทำงานสักที ตอนนี้จึงดูเหมือนว่าคนตัวเล็กจะสูงกว่าคนตัวโตชั่วคราว

“ลงเลยเหรอ”

“อือ ลงมานี่มาเดี๋ยวพี่สอน”

“ชิ เราทำเป็นหรอก”

“เหรอ ทำเป็นงั้นก็ลงมาทำให้พี่ดูหน่อยครับ” ถึงในใจจะนึกรังเกียจไม่อยากเปื้อนตม แต่ก็แสดงออกมาไม่ได้ ต้นกล้าจึงค่อย ๆ หย่อนเท้าที่ใส่ถุงเท้ายาวถึงหัวเข่าลงไปในนา เหมือนจะเสียหลักเล็กน้อยแต่ก็ทรงตัวได้ เงยหน้าขึ้นเห็นอีกคนยังมองอยู่ จึงเบ้หน้ายักไหล่ให้ แทนการบอกกลาย ๆ ว่าแค่นี้ไม่มีปัญหา เด็ดเดี่ยวส่ายหน้าให้กับความรั้นและความอวดเก่ง ทิ้งสายตาท้าทายไว้ให้ก่อนจะเดินไปทำงาน แต่ในขณะที่เขากำลังจะก้มลงปักดำ...

ตุบ!

“โอ๊ย!” ตุบ ๆ แล้วฝูงโคลนก็ถูกปามาใส่หลังเด็ดเดี่ยวรัว ๆ จนต้องหันกลับไปมองต้นเหตุ ที่กำลังลอยหน้าลอยตาอารมณ์ดี

“หึ ๆ ” ต้นกล้าหัวเราะเยาะเสียงต่ำ ในขณะที่คนงานบางคนก็หัวเราะขำเสียงดังไม่เกรงใจ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นหนุ่มหล่อประจำตำบลมีขี้โคลนติดเต็มแผ่นหลัง เด็ดเดี่ยวได้แต่มองด้วยสายตาคาดโทษ หากไม่มีคนงานอยู่เป็นสิบแบบนี้ คนตัวเล็กเป็นไม่พ้นจมขี้ตมแน่นอน

พอคนอื่น ๆ รวมทั้งเด็ดเดี่ยวหันไปทำงาน ต้นกล้าก็คงต้องทำบ้าง ไม่ใช่นึกขยันอะไร แต่เขาไม่มีวันยอมให้ใครมาสบประมาทตราหน้าว่าไม่ได้เรื่อง เหลือบมองคนงานที่อยู่ข้าง ๆ แล้วหันซ้ายหันขวา กล้ามัดหนึ่งวางอยู่ข้างหลังนี่เอง จึงหยิบมากอดกระชับมั่นในอ้อมแขน คนอื่นแค่หอบประคองไว้ให้ง่ายต่อการถอดไปปักดำ แต่สำหรับต้นกล้าและครั้งแรกในการดำนา มัดกล้าถูกกอดแนบอกราวกับเป็นของรักก็มิปาน

“ใส่กี่ต้นวะเนี่ย” หันไปมองคนอื่นก็มีแต่ดึงต้นข้าวออกมา แล้วเสียบลงดินอย่างว่องไว ไม่มีใครนับจำนวนสักคน แต่คงไม่ได้ปักลงไปต้นเดียวแน่นอน ต้นกล้าหันมาจะลองทำบ้าง แต่พอคลี่กล้าข้าวในมัดออก ใบหน้าหล่อเกาหลีเป็นต้องเบ้บิดเบี้ยวเพราะกลิ่นเหม็นหน่วงที่โชยออกมา ค่อย ๆ ดึงต้นข้าวออกทีละต้น นึกห่วงมือเรียวสวยที่ต้องมาคลุกตมคลุกโคลน ครั้นจะหาถุงมือมาใส่ก็กลัวจะดูไม่เป็นมืออาชีพ เพราะคนอื่นไม่มีใครใส่ถุงมือดำนาสักคน

ต้นกล้าทำทีเดินเข้าไปเพื่อทำงานบ้าง มัดกล้าในอ้อมแขนถูกกอดกระชับอกยามก้มหน้าลงสู่ดิน แต่แทนที่จะปักดำกลับดึงต้นข้าวที่เขาปักไว้แล้วขึ้นมา

“ลูกพี่”

“อะ อะไรวะ”

“แหะ ๆ ไหวนะครับ”

“เออสิ”

“แล้วนี่อะไรครับ ลูกพี่ดึงมันขึ้นมาทำไมล่ะครับ” ดูท่าตอนนี้ไอ้จ๋ามันจะฉลาดและรู้ใจต้นกล้าทีเดียว ว่าไม่ต้องการให้ใครรู้หรือสนใจในสิ่งที่เขากำลังทำ โดยเฉพาะคนตัวโตหน้ามึน ที่กำลังก้มหน้าก้มตาดำนาถัดจากคนงานไปอีกสองคน มันถึงได้กระซิบถาม

“คือ..เขาใส่ไปกี่ต้นวะตอนปลูกน่ะ” คนเป็นลูกพี่ก็ต้องรักษาฟอร์มยิ่งชีพด้วยการกระซิบกลับ

“อ๋อ..ก็กะเอาครับสักประมาณเท่านี้ ไม่ต้องนับให้เสียเวลา” ไอ้จ๋าดึงกล้าข้าวออกมาให้ดู แต่พอเห็นลูกพี่กอดมัดกล้าเสียแน่นก็อดยิ้มออกมาไม่ได้

“แล้วก็ไอ้นี่เนี่ย ลูกพี่ไม่ต้องกอดแน่นขนาดนี้ก็ได้ มัดกล้านะครับไม่ใช่เมีย”

“อ้าวเหรอวะ เออ ๆ แล้วจะกอดยังไงล่ะฉันกลัวมันตกนี่”

“เอาวางไว้อย่างนี้ก็พอครับ” ไอ้จ๋าหยิบกล้าอีกมัดขึ้นมาสาธิตวิธีจับให้ดู โดยประคองมัดกล้าวางไว้บนท่อนแขน หันส่วนที่เป็นรากออกด้านนอก แบ่งกล้าส่วนหนึ่งออกมากำไว้ด้วยมือข้างเดียวกัน จะได้ง่ายต่อการกะจำนวนตอนดึงไปปักดำ

ต้นกล้าหัดทำตาม ความรังเกียจโคลนตมแทนที่ด้วยความตื่นเต้นลิงโลดอย่างบอกไม่ถูก การดำนาที่เคยคิดว่ายากกลับง่าย เมื่อได้รับการอธิบายและสาธิตอย่างถูกวิธี ปักต้นข้าวกลุ่มแรกลงในดินยืนดูผลงานด้วยใจพองฟู แต่ไม่นานความลิงโลดนั้นพลันต้องวูบหาย เมื่อไอ้จ๋ามันร้องทักออกมา

“ลอย! “

“อ้าว”

“ต้องปักให้ลึกกว่านี้ครับ กะให้รากมันอยู่ในดินสักหน่อย มันจะได้ไม่ลอย”

“จะไปรู้เหรอวะจุ่มมือลงไปมันก็เละ ๆ เหลว ๆ เหมือนกันหมด”

ไอ้จ๋ายิ้มให้กำลังใจลูกพี่ของมัน “ไหนลองใหม่ครับ”

“เออ ก็ได้” อะไรกันนักกันหนาวะเนี่ย ต้นกล้าปักต้นข้าวลงไปใหม่ คราวนี้ไม่ลอยหนุ่มน้อยหัวแดงจึงยิ้มออกมาได้ เย่! จุดพลุ..

“งานดีมาก จัดอีกเลยครับลูกพี่ สวยงามอย่างนี้จัดยาว ๆ ไปเลยครับ” ไอ้จ๋าปะเหลาะชมยักคิ้วยกนิ้วเชียร์ให้ทำต่อ

ต้นกล้าเริ่มสนุก “อะเคร่”

เลื่อนลงๆ

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo
เป็นประสบการณ์ใหม่ที่ต้องยอมรับ ว่ามันทำให้รู้สึกดีและเพลิดเพลินไม่น้อย กับการดำนาครั้งแรกในชีวิต ต้นกล้าตื่นเต้นจนลืมเรื่องไอ้อ้วนดำ และความรังเกียจที่มีก่อนหน้านี้ บางครั้งคลี่ต้นข้าวออกจากมัด เห็นไส้เดือนตกลงมายังแค่ยิ้มขำ ราวกับความรู้สึกไม่ดีต่าง ๆ ที่มีก่อนหน้านั้น ถูกกดลงไปในตมพร้อมต้นข้าวที่ปักดำ

“ท่าทางสนุกนะ หึ ๆ ” หันกลับไปมองคนตัวโตแต่ไม่ได้พูดอะไร เพราะตอนนี้ต้นกล้าไม่มีอารมณ์ต่อล้อต่อเถียงด้วย เขาทั้งเหนื่อยทั้งร้อน เหงื่อก็ออกจนเสื้อเปียกชุ่มไปหมด ร่างกายปวดเมื่อยแทบไม่อยากขยับ “พักเที่ยงก่อน”

ต้นกล้าสัมผัสได้ถึงบรรยากาศเป็นกันเองมากขึ้น หลังจากอิ่มหนำกับมื้อเที่ยงแล้ว คนงานเริ่มทยอยลงทำงานรอบบ่าย ต้นกล้าอยากอิดออดเพราะปวดเมื่อยไปทั้งตัว แต่เห็นสายตาท้าทายจากลูกชายกำนันเลยต้องฮึดสู้ คราวนี้ต้นกล้าดำนาได้คล่องกว่าเดิม

“ไหวไหมครับลูกพี่”

“ไหวสิ”

“แน่นะครับ”

“เออ” ไอ้จ๋าจ้องหน้าลูกพี่เขม็ง เพราะใบหน้าที่เคยขาวใสมีเลือดฝาด ทั้งแดงก่ำและชุ่มไปด้วยเหงื่อ เส้นผมสีแดงสวยใต้หมวกสานสีส้มเปียกลู่ ความเหนื่อยล้าอยู่ในสีหน้าและแววตาชัดเจน

ครู่ใหญ่ผ่านไปไอ้จ๋าจึงมาบอก “พอแล้วครับลูกพี่”

“อ้าว ทำไมล่ะ”

“ที่เหลือให้คนงานจัดการต่อก็ได้ครับ ไอ้จ๋าว่าลูกพี่กลับบ้านไปพักก่อนดีกว่าฝนจะตกแล้วครับ เมื่อวานลูกพี่ก็ตากฝนวันนี้ก็ตากแดดทั้งวันอีกเดี๋ยวไม่สบาย” เห็นสีหน้าจริงจังเป็นการเป็นงานของไอ้จ๋า ต้นกล้าจึงเหลือบไปมองคู่กรณีตัวโต ที่กำลังก้มหน้าก้มตาปักดำไม่สนใจใคร พยักหน้าให้ไอ้จ๋าแล้วปักกล้ากำสุดท้ายในมือลงดินก่อนเดินขึ้นไปล้างตัว

“ไง”

“ไม่ไง”

“สนุกใช่ไหม”

“เออ” ต้นกล้าตอบเพียงเท่านั้นก็เดินหนี เพราะรู้ว่าอีกคนตั้งใจมาหาเรื่อง เด็ดเดี่ยวเดินตามเงียบ ๆ สังเกตท่าทางต้นกล้าไปด้วย

“เมื่อคืนไม่ได้นอนทั้งคืนเลยใช่ไหมนี่”

“รู้ได้ไง”

“ดูขอบตาสิคล้ำเป็นหมีแพนด้าออกอย่างนั้น”

“จิ๊”

“แล้วเมื่อคืนไฟก็ดับด้วย”

“ไฟดับแล้วไง”

“ไฟดับใครบางคนก็... หึ ๆ ”

“ยุ่งไรด้วยเล่า”

“พี่เป็นห่วง”

“ห่วงตัวเองเถอะ” พูดจบต้นกล้าก็เบ้ปากให้คนที่บอกว่าห่วงแล้วเบือนหน้าหนี เขาเหนื่อยจนไม่อยากต่อปากต่อคำ จึงเดินจ้ำอ้าวกลับไปทางเรือนคุณยายไม่หันหลัง

“เดินดี ๆ สิ” เด็ดเดี่ยวปรามเสียงเข้ม เพราะต้นกล้าสะดุดจนเกือบล้ม แต่ทรงตัวไว้ได้เองเลยไม่ต้องกลิ้งลงไปให้ได้อาย

“จิ๊ จะกลับเลยใช่ไหม”

“ช่วยงานทั้งวันจะไม่ให้นั่งพักเหนื่อยดื่มน้ำก่อนหรือไงครับ ขอน้ำเย็น ๆ ให้พี่สักแก้วหน่อยสิ”

“นี่เห็นว่ามาช่วยงานหรอกนะ” ต้นกล้ายื่นแก้วเปล่ามาตรงหน้าเด็ดเดี่ยว พอเขาถือแก้วไว้ก็รินน้ำให้จนล้นแก้วอย่างประชดประชัน

“เย็นชื่นใจ” เด็ดเดี่ยวหน้าระรื่น

“ชิ” ต้นกล้าเองก็หิวน้ำเหมือนกันจึงยกขวดในมือขึ้นกรอกปาก แต่ก็ต้องนิ่วหน้าตอนกลืนน้ำเย็นลงไปอึกใหญ่เพราะเจ็บคอ

“เป็นอะไรอีก”

“เปล่า”

“เจ็บคอเหรอ”

“จิ๊ ไม่รู้สักเรื่องได้ไหม”

“เอ้า ก็พี่อยากรู้นี่ไหนมาดูซิ”

“เฮ้ย จะทำอะไร” ต้นกล้าเอนตัวหลบเมื่อเด็ดเดี่ยวยื่นหลังมือมาจะแตะตรงหน้าผาก

“อยู่เฉย ๆ หน่อย”

“ไม่อยู่จะทำอะไรปล่อยเรานะ” ต้นกล้าไม่ยอมจึงถูกคว้าท้ายทอยรวบกอดคอไว้ เด็ดเดี่ยวยืนส่วนต้นกล้ายังนั่งอยู่บนแคร่ ใบหน้าที่เริ่มแดงก่ำจึงกดแนบลงกับหน้าท้องแน่น ๆ คนหัวแดงได้แต่แหงนหน้ามองตาปริบ ๆ เพราะความเหนื่อยความปวดเมื่อยและความเพลีย ทำให้ไม่อยากขยับอีกแล้ว

“ตัวร้อนจี๋เลย” เด็ดเดี่ยวพึมพำเบา ๆ แตะหลังมือไปตามหน้าผากข้างแก้มนิ่มและลำคอ ผลออกมาเป็นอย่างที่เขาสงสัยแต่แรก ที่เห็นใบหน้าขาวใสของต้นกล้าแดงก่ำจนผิดปกติ

“ปล่อยเรานะเว้ย”

“ไปล้างมือล้างเท้าก่อน ไม่ต้องอาบน้ำนะเช็ดตัวเอาเดี๋ยวไข้ขึ้น”

“เราไม่ได้เป็นอะไร”

“ไม่เป็นได้ไง ตัวร้อนขนาดนี้เป็นไข้แล้วเนี่ย”

“เราไม่ได้เป็นอะไรและเราจะอาบน้ำ” ต้นกล้าประกาศเสียงแข็ง

เด็ดเดี่ยวก็บอกเสียงดุเช่นกัน “อย่าดื้อกับพี่”

“ยุ่งไรด้วย”

“เมื่อวานตากฝนใช่ไหม แล้วเมื่อคืนไฟก็ดับพี่ว่าต้นกล้าคงไม่ได้นอนทั้งคืนแน่ วันนี้ทำงานตากแดดทั้งวันอีก แบบนี้ไม่ต้องสงสัยเลยถ้าไข้จะขึ้น”

ต้นกล้ารู้ตัวดีว่าโดนไข้เล่นงานเข้าแล้วแน่ ๆ แต่ยังไม่อยากยอมรับ เพราะไม่อยากให้คนตัวโตหาว่าเขาอ่อนจริง อย่างที่สบประมาทไว้ คนอย่างต้นกล้ายอมรับไม่ได้หรอก ไปทำงานวันแรกกลับมาบ้านเป็นไข้ รู้ถึงไหนอายถึงนั่น!

“เราสบายดี แค่แดดร้อนเถอะ”

“เหรอแล้วทำไมตัวร้อน เสียงเริ่มแหบแล้วด้วย”

“จิ๊”

“ไปล้างมือล้างเท้าแล้วขึ้นไปเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าไป”

“ไม่เอาเราจะอาบน้ำ เราไม่ได้เป็นอะไร”

“อย่าดื้อ ตัวร้อนขนาดนี้ห้ามอาบ”

“เราจะอาบ”

“เช็ดตัว”

“เราไม่เช็ด”

“ดื้อ”

“เหอะ”

“ไม่ห่วงตัวเองเหรอ”

“ห่วงนักก็มาเช็ดให้เราดิ”

“ได้ มานี่”

“เฮ้ย!” เพราะความรั้นและไม่ยอมลง จึงทำให้ต้นกล้าหลุดคำพูดท้าทายอย่างไม่ตั้งใจ ผลสุดท้ายก็ถูกคนตัวโตกว่าลากเข้ามาใต้ถุนบ้าน แล้วจับให้นั่งลงที่เก้าอี้จนได้

“รออยู่นี่เดี่ยวพี่ไปเอาผ้ากับน้ำมาทำให้”

“ไม่ต้อง”

“ต้องสิเราเองไม่ใช่เหรอที่อยากให้พี่ทำให้”

“เปล่าซะหน่อยโว้ย”

“แล้วใครพูดเมื่อกี้”

“ก็...ชิ เราจะทำเอง”

“เช็ดตัวนะ”

“เออสิ”

“งั้นก็รีบไปทำ”

“แล้วเมื่อไหร่จะกลับ”

“อะไร ไล่อีกแล้ว”

“ก็เราจะได้ขึ้นบ้านสักทีไง แขกยังไม่กลับจะให้ไปก็เสียมารยาทปะ”

“ก็ได้เดี๋ยวพี่มาใหม่ แต่มาแล้วถ้าไม่ทำอย่างที่พูดนะ..” เด็ดเดี่ยวจ้องตาดุ

“นะอะไร ไม่ต้องมานะเถอะ”

“ถ้าพี่กลับมาแล้วยังไม่ทำตามที่บอกระวังตัวไว้เลย” เด็ดเดี่ยวชี้หน้าคาดโทษ มองหน้าต้นกล้าตาดุเป็นการทิ้งท้าย ก่อนเดินตรงไปยังรถของเขาแล้วขับออกไป

“ชิ ดีแต่สั่ง” ยิ่งคิดว่าถูกสั่งต้นกล้ายิ่งต่อต้าน ด้วยการอาบน้ำจนตัวหอมฟุ้ง แล้วมานอนเล่นโทรศัพท์บนเตียง ไม่นานฝนก็เทลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตา ต้นกล้าทั้งที่เหนื่อยและเพลียแต่ก็ยังไม่ยอมนอน “ชิ ไม่อยากมาก็เห็นต้องบอกว่าจะมาเลย ดีตกมันทั้งคืนเลยนะฝน คนบางคนจะได้ไม่ต้องมากวนใจเรา!”



%%%%%%%%%%%%%

เจอกันตอนต่อไปจ้า

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo
กรุ่นไอดิน กลิ่นไอรัก 7 ดื้ออย่าอ้อน (ใจมันสั่น)



หยาดฝนโปรยปรายนั้นจะเหมาะใช้เรียกสายฝนที่ตกลงมาเรื่อย ๆ ให้บรรยากาศเย็นสบายแบบโรแมนติกกำลังดี แต่สถานการณ์ฝนตกที่บ้านทุ่งดอกจานตอนนี้ มันยิ่งกว่าหยาดฝนโปรยปราย เพราะมันตกกระหน่ำลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตาเอาเสียเลย คนเป็นไข้ที่อาการไข้เริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ นอนซมเพราะพิษของมันอยู่บนเตียงในห้องของตัวเอง ตอนนี้เป็นเวลาห้าโมงเย็น แต่บรรยากาศยามฝนตกฟ้าปิดและมืดครึ้มแบบนี้ จะบอกว่าเที่ยงคืนแล้วคงจะน่าเชื่อกว่า ต้นกล้านอนห่มผ้ามิดปิดต้นคอ ในห้องมืดสลัวมีแสงจากฟ้าแลบสว่างวาบขึ้นมาเป็นครั้งคราว หูแว่วเหมือนได้ยินเสียงเรียกแทรกเสียงสายฝนและฟ้าร้องเข้ามา แต่พอตั้งใจฟังกลับไม่มีอะไร นั่นจึงทำให้ต้นกล้าเริ่มจะนึกหวั่นใจ คิดว่าตัวเองคงจะเริ่มเบลอจากพิษไข้เข้าให้เสียแล้ว

ตั้งแต่เล็กจนโตต้นกล้าไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเดียวดายขนาดนี้มาก่อน โดยเฉพาะเวลาป่วยไข้ต้องมีพ่อกับแม่ดูแลไม่ห่าง แต่ตอนนี้ช่างอยู่ไกลกันเหลือเกิน อีกทั้งพ่อกับแม่ก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นไข้ไม่สบาย ในห้องก็มืดลง ๆ ทุกที หูแว่วเหมือนได้ยินเสียงคนอีกแล้ว แต่พอตั้งใจฟังกลับไม่มีเสียงอะไรนอกจากเสียงฝนและเสียงฟ้าร้องคำราม ต้นกล้าไม่ชอบบรรยากาศมืดๆ แบบนี้เลย แต่ก็ไม่มีแรงลุกขึ้นไปเปิดไฟ จึงได้แต่นอนภาวนาให้มีใครมาสักที ทั้งไอ้จ๋า ทั้งใครอีกคนที่บอกจะเข้ามาหา ทำไมพากันเงียบหายไปหมด นอนหลับ ๆ ตื่น ๆ รอ แต่จนแล้วจนรอดก็มีแต่เสียงฝนเสียงฟ้าคะนองลงมา ไม่มีหยุดหย่อน ที่ตอบรับคำภาวนาของเขา เสียงเปรี้ยงดังก้องกระหึ่มตามมาด้วยแสงสว่างวาบแปลบปลาบ เป็นแสงที่วาบขึ้นมาเพียงแวบเดียวและหายไปทันที แต่มันเล่นเอาคนที่นอนสั่นอยู่บนเตียงถึงกับเลือดในกายเย็นเฉียบ ตาค้างมองบางสิ่งบางอย่างที่เป็นเงาตะคุ่มสูงใหญ่อยู่หน้าประตู

เปรี้ยง!

“อ๊ากกกกกก” ต้นกล้าร้องเสียงหลงก้อนเนื้อในอกเต้นกระหน่ำ จนกลัวว่ามันจะทะลุออกมานอกอก เมื่อเห็นเงาดำทะมึนตอนฟ้าแลบ สองมือกระชับมั่นกำผ้าห่มแน่นดึงขึ้นมาคลุมหัว แล้วเอาแต่ดิ้นขลุกขลักอยู่ในนั้น

“ต้นกล้า! ”

“ออกไป ๆ ”

“ต้นกล้า นี่พี่เอง”

“ไม่เอาออกไป ๆ ”

“ต้นกล้า พี่เองพี่เดี่ยวไง ดูดี ๆ ” ร่างที่ดิ้นเอาเป็นเอาตายอยู่ในผ้าห่ม ถูกกอดเอาไว้ด้วยอ้อมแขนแข็งแรงและอบอุ่น ของคนที่พึ่งมาถึง เด็ดเดี่ยวร้องเรียกอยู่ข้างล่างเป็นนาน แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงตอบรับจึงได้เดินขึ้นมาดูบนบ้าน เรียกเท่าไหร่ต้นกล้าก็ยังเงียบ สองขาจึงเดินมายังทางที่รู้ว่าเป็นห้องของอีกคน เรียกก็แล้วเคาะประตูก็แล้ว ในห้องยังคงความเงียบเหมือนเดิมจึงตัดสินใจเปิดเข้ามา และดูเหมือนว่าเจ้าของห้องจะเบลอจนจำไม่ได้ แล้วคิดว่าเขาเป็นอะไรอย่างอื่นที่คนหัวแดงไม่อยากเจอ



“ต้นกล้าฟังพี่สิหยุดดิ้นก่อน นี่พี่เองไม่ใช่ผี” กึก ร่างในผ้าห่มหยุดนิ่งอย่างที่อีกคนบอก ตอนนี้คนในก้อนผ้าห่มถูกรั้งเข้ามาแนบชิดในอกอุ่น ช่วงที่เป็นหัวกลม ๆ ซบลงที่กลางอกแกร่งมีมือใหญ่ลูบไปมาผ่านผ้าห่มอย่างอ่อนโยน “ชู่ เงียบ ๆ ไม่มีอะไรแล้วพี่มาแล้ว” พรึ่บ!!

“ปล่อยเรา” เมื่อได้ยินเสียงคุ้นเคยนอกจากจะหยุดดิ้นแล้ว ต้นกล้ายังโผล่หัวออกมาจากผ้าห่ม หนุ่มหัวแดงจ้องหน้าเด็ดเดี่ยวผ่านความสลัวภายในห้องเขม็ง แต่ส่วนอื่นของร่างกายยังอยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนหนาที่พันเอาไว้จนกลมเช่นเดิม

“เอ๊ะ ทำไมไข้ไม่ลด” เด็ดเดี่ยวไม่สนใจที่ต้นกล้าบอก แต่เอาหลังมือมาอังที่หน้าผากเพื่อวัดไข้

“เราดีขึ้นแล้ว” แม้เสียงที่บอกจะแหบแห้งเหลือเกิน แต่ก็ยังรั้นไม่ยอมรับว่าตัวเองป่วยไข้เสียทีเดียว

“ดื้อจริง ๆ นอนลงดี ๆ ก่อนเดี๋ยวพี่จะไปเปิดไฟ” ทั้งห้องสว่างขึ้นมาทันทีเมื่อคนตัวโตเดินไปกดเปิดไฟ และเหมือนคนที่อยู่บนเตียงเองก็หลับไปทันทีเช่นกัน เด็ดเดี่ยวเดินมาวัดไข้ต้นกล้าปรากฏว่า ต้นกล้าตัวร้อนยิ่งกว่าเดิม จึงเดินออกไปเอาของที่เขาเตรียมมาด้วย ที่วางเอาไว้ข้างนอกก่อนเข้ามา

“ต้นกล้า กินอะไรหรือยัง”

“..”

“อย่าพึ่งนอน”

“อื้อออ อะไรจานอนเงียบ ๆ หน่อยเซ่”

“ลุกขึ้นมากินข้าวกินยาก่อน”

“ไม่เอาจะนอน ไม่กินข้าวไม่กินยา”

“อย่าดื้อสิไม่กินยาจะหายมั้ย”

“อย่าดุเซ่”

“ลุกขึ้นมาดี ๆ ก่อน” ถึงจะบอกไปแบบนั้นแต่อีกคนก็หาได้ทำตามไม่ เมื่อเห็นว่าต้นกล้าจะเอาแต่นอนท่าเดียว โดยไม่ยอมลุกขึ้นมากินข้าวกินยาอย่างที่บอก เด็ดเดี่ยวจึงจับให้คนตัวเล็กลุกขึ้นนั่ง แล้วหยิบหมอนสองใบมาวางซ้อนหลังให้ “ไม่สบายแล้วยังจะรั้นอีกนะ”

“ดีแต่ว่าคนอื่นนั่นแหละ”

“โอเค ๆ ไม่ว่าก็ได้แต่ต้องกินข้าว นี่พี่เอาข้ามต้มหมูมาให้อร่อยมากเลย” ชายหนุ่มยกปิ่นโตเถาใหญ่ที่ภายในบรรจุข้าวต้มร้อน ๆ เอาไว้ให้ต้นกล้าดู เป็นข้าวต้มฝีมือน้องสาวที่เขาไปบังคับให้ดาวรุ่งทำเป็นกรณีพิเศษ เพื่อเอามาให้คนป่วยโดยเฉพาะ ดาวรุ่งมีบ่นๆ พี่ชายแต่ก็ยอมทำให้สุดฝีมือ เด็ดเดี่ยวเอาปิ่นโตออกจากเถาเอาช้อนคนสองสามทีแล้วตักมาเป่าเบา ๆ สองฟู่แล้วยื่นไปตรงหน้าคนป่วย

“อ้าปากสิ”

“เป่าหรือยัง”

“เป่าแล้วไม่ร้อนหรอก”

“อืม อ้ำ โอ้ย ร้อน ร้อน ” ต้นกล้าร้องเสียงหลงคายข้าวในปากออกมาทันที ซึ่งคนป้อนก็แบมือรับเอาไว้ได้ทันก่อนที่มันจะเลอะที่นอน เพราะเคยโดนอาหารร้อน ๆ ลวกปาก แล้วทำให้เข็ดจนมาถึงทุกวันนี้ เวลาจะกินอะไรร้อน ๆ ต้นกล้าจึงห่วงมากจนต้องระวังตัวตลอด “ไหนว่าเป่าแล้วไง”

“มันไม่ได้ร้อนขนาดนั้นนะ”

“ก็เราร้อน นี่ถ้าแม่ทำให้เหมือนทุกทีคงไม่เป็นอย่างนี้หรอก คนไม่ได้เรื่อง” คนป่วยเริ่มงอแงซึ่งเป็นผลพวงมาจากร่างกายที่ไม่สบาย จึงทำให้คนที่เอาแต่ใจตัวเองอยู่แล้ว อัพเลเวลความเอาแต่ใจขึ้นไปอีกแบบเต็มสูบ

“อ้าว”

“...” แม้ใบหน้าหล่อเกาหลีนั่นจะดูอิดโรยลงอย่างเห็นได้ชัด แต่แววตาเอาเรื่องที่กำลังจ้องมองตอบมา บอกเด็ดเดี่ยวได้เป็นอย่างดี ว่าต้นกล้าภาคไม่สบายนี่ดูจะรับมือยากกว่าภาคปกติมากทีเดียว ทั้งที่แค่ภาคปกติก็เล่นเอาปวดหัวไม่ใช่น้อยแล้ว

“เฮ้อออ” ชายหนุ่มได้แต่ถอนหายใจออกมาเบา ๆ แต่ก็ไม่ใช่เพราะเบื่อหน่ายหรอกนะ เพียงแค่คิดว่าต้องหาทางรับมือเอาไว้ให้ดี ๆ ก็เท่านั้นเอง

“ไม่ต้องมาเฮ้อเลยนะ เป่าใหม่ดิเราจะกิน” เด็ดเดี่ยวใช้กระดาษชำระเช็ดมือที่มีเศษอาหารที่ต้นกล้าคายออก แล้วหันมาตักข้าวต้มเป่าอีกครั้ง เป่าจนคิดว่าน่าจะได้ที่พอดีแล้วก็เอามาแตะ ๆ กับริมฝีปากตัวเองเพื่อวัดความร้อน ก่อนจะเอาไปจ่อปากได้รูปหยักสวยของอีกคน

“เอ้า เป่าแล้ว”

“ไหน ยังร้อน ๆ อยู่เลยอยากให้เราปากพองนักใช่มั้ยล่ะ หาเรื่องแกล้งอีกละสิ” ต้นกล้าก็ทำเหมือนที่คนตัวโตทำ โดยการโน้มตัวให้ริมฝีปากของตัวเองมาแตะเบาๆ ที่ช้อนข้าวเพื่อวัดความร้อน เมื่อยังรู้สึกว่าข้าวร้อนอยู่จึงไม่ยอมกิน เดือดร้อนคนที่อาสาป้อนต้องเอาข้าวคำนั้นกลับมาเป่าอีกจนเย็นกันเลยทีเดียว

“อร่อยมั้ย” ที่ถามไม่ใช่อยากรู้ว่ารสชาติเป็นยังไง แต่เพราะรู้ว่าอีกคนกำลังเอาแต่ใจตัวเอง จึงถามเพื่อเอาใจก็เท่านั้น

“เจ็บคอ” ต้นกล้าค่อย ๆ กลืนข้าวทั้งยังนิ่วหน้าเพราะความเจ็บ “พะ พอแล้วไม่เอาแล้ว”

“อะไรคำเดียวนี่นะ อีกนิดสิ”

“ก็มันไม่อยากกินนี่”

“ไหนเมื่อกี้บอกจะกินพี่อุตส่าห์เป่าให้จนเย็นแล้ว กินหน่อยจะได้มีแรง กินรองท้องก่อนกินยาด้วย”

“ก็เราไม่อยากกินจะมาบังคับทำไม”

“อย่าดื้อได้มั้ย”

“ก็../ ลูกพี่! ” ไอ้จ๋าเอาข้าวมาส่งตามหน้าที่ พอขึ้นมาจะจัดสำรับกับข้าวก็ได้ยินเสียงคนเถียงกันเบา ๆ จึงเดินมาดู “ลูกพี่เป็นอะไรไปครับ” สองตาดำขลับของมันกรอกไปมามองสลับคนนั้นทีคนนี้ที ระหว่างเด็ดเดี่ยวกับต้นกล้าอย่างสงสัยใคร่รู้

“ไข้ขึ้น” เป็นเด็ดเดี่ยวที่ตอบแทนเพราะต้นกล้าเจ็บคอจนไม่อยากพูด แถมยังมีข้าวคำใหญ่ที่คนตัวโตบังคับป้อน ที่เขายังอมมันเอาไว้ในปาก คนเจ็บเลยได้แต่เงียบปล่อยให้อีกคนพูดแทน

“แล้วนี่” เป็นอีกครั้งที่สายตาของไอ้จ๋ามองสลับลูกพี่ทั้งสองของมันไปมา แล้วมาหยุดลงที่ช้อนในมือของเด็ดเดี่ยว “โหลูกพี่อ่า มีป้อนข้าวด้วยว่ะ” ไอ้จ๋ายักคิ้วหลิ่วตาท่าทางแพรวพราวเมื่อแซวลูกพี่ทั้งสอง แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครสนใจ

“แล้วแกล่ะทำไมเพิ่งมา” กว่าจะพูดออกมาได้ช่างยากลำบากนัก แต่ก็เค้นเสียงออกมาจนเต็มประโยคล่ะนะสำหรับต้นกล้า

“ไอ้จ๋าขอโทษนะครับลูกพี่ที่มาช้า พอดีไปเปิดทางน้ำอยู่ฝนตกหนักอย่างนี้ต้องระบายน้ำออกจากนาบ้างครับเดี่ยวน้ำมาแรงๆ คันนาส่วนที่ทำขึ้นมาใหม่มันจะขาดเอาได้ ต้นข้าวที่ดำไว้วันนี้ด้วยครับ น้ำท่วมเดี๋ยวมันจะลอย” ต้นกล้ากวาดตามองได้จ๋าที่ดูเหมือนเพิ่งจะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่มาแล้ว แต่หัวมันยังเปียก ๆ อยู่แล้วบอก

“เออ ไม่เป็นไร”

“เดี๋ยวอีกหน่อยไอ้จ๋าต้องออกไปดูอีกนะครับ ดึก ๆ คงกลับลูกพี่อยู่ได้นะครับ” เหอะยังจะมาทำเป็นพูด เมื่อคืนก็ปล่อยให้เราอยู่คนเดียว ต้นกล้าบ่นในใจเพราะยังไม่รู้ว่าไอ้จ๋ามันมานอนอยู่ใต้ถุนบ้านทุกวัน

“ไม่เป็นไรหรอกจ๋า เดี๋ยวฉันอยู่เป็นเพื่อนต้นกล้าเอง นี่ไข้ยังไม่ลดกินข้าวกินยาเสร็จคงต้องเช็ดตัวด้วย”

“งั้นไอ้จ๋าฝากด้วยนะครับลูกพี่เดี่ยว เดี๋ยวต้องรีบไปแล้วพี่สอนแกรออยู่”

“เราอยู่คนเดียวได้เถอะ” ตาที่หันมาถลึงใส่คนตัวโตมันไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิด แต่ออกจะน่าเอ็นดูเสียด้วยซ้ำในสายตาคนมอง น่าเอ็นดูจนชักอยากแกล้งแรง ๆ

“ให้ลูกพี่เดี่ยวอยู่เป็นเพื่อนนั่นแหละครับ จะได้มีคนดูแล ฮิ ๆ ” ทำไมต้นกล้ารู้สึกเหมือนกับว่าเสียงหัวเราะของไอ้จ๋ามันฟังดูเจ้าเล่ห์ยังไงก็ไม่รู้ แต่เพราะความไม่สบายตัวจึงทำให้เขาสนใจอย่างอื่นได้ไม่นาน “ไอ้จ๋าไปแล้วแล้วนะครับ ดูแลกันดี ๆ นะคร้าบ”

“ไม่ต้องห่วง” เด็ดเดี่ยวบอก เมื่อไอ้จ๋ามากระซิบบอกเขาก่อนจะเดินออกจากห้องไป โดยไม่ลืมปิดประตูให้ด้วยเสียดิบดีทั้งที่เด็ดเดี่ยวไม่ได้ปิดด้วยซ้ำตอนที่เขาเข้ามา

“กินต่ออีกนิดนะ”

“ไม่อยากกิน”

“อีกนิดหนึ่งนี่พี่อุตส่าห์เป่าให้แล้วนะเนี่ย” ต้นกล้าหน้างอเมื่อมองตอบคนที่กำลังจ่อช้อนที่ริมฝีปากของเขา ไม่อยากกินเพราะกลืนทีไรก็เจ็บคอ แต่ไอ้คำที่บอกว่าพี่อุตส่าห์เป่าให้นี่ละ มันทำให้ใจอ่อนเพราะคิดถึงเสียงของแม่เวลาที่เขาไม่สบาย คุณนภาก็จะหลอกล่อให้ต้นกล้ากินข้าวเยอะ ๆ ด้วยคำพูดคล้าย ๆ แบบนี้ทุกที “เร็วสิ อ้าปาก”

“อืม” ต้นกล้าอ้าปากรับข้าวต้มที่อีกคนป้อนได้อีกสองสามคำ ก็เบ้หน้าแล้วหันหนีไม่ยอมกินอีก จากนั้นเด็ดเดี่ยวก็รุกคืบเข้าสู่ภารกิจต่อไปทันที

“ยา”

“ไม่กินไม่ได้เหรอ” มองยาสองเม็ดในมือของคนตัวโตที่แบอยู่ตรงหน้าก็ถามออกมาเสียงเบา เพราะเม็ดยาที่ค่อนข้างเม็ดใหญ่แถมยังมีลักษณะยาวรีนั่น ทำให้คนที่กำลังเจ็บคอเกิดความหวาดหวั่นขึ้นมาได้เลยทีเดียว ยาอะไรหว่า

“เป็นเด็กหรือไงต้องบังคับให้กินข้าวกินยาเวลาไม่สบายเนี่ยห๊า” เด็ดเดี่ยวว่าเสียงเข้มติดดุเมื่อต้นกล้างอแงจะไม่ยอมกินยาซะอย่างนั้น

“ก็มันเจ็บคอ ดูสิยาอะไรเม็ดก็ใหญ่ ยาวก็ยาว”

“ยาแก้ไข้ไง”

“ทุกทีเห็นเม็ดกลม ๆ “ถึงเสียงจะแหบแต่ก็ยังเถียง ตาหรือก็หรี่ปรือจะหลับไม่หลับแหล่อยู่แล้ว แต่ก็ยังรวบรวมกำลังมาเถียงอย่างไม่มียอมลดละ

“นี่แก้ไข้แก้เจ็บคอด้วย กินไม่เกินสามเม็ดก็หายแล้ว”

“จริงเหรอ”

“พี่จะโกหกทำไมล่ะ”

“แต่ตอนนี้เราเจ็บคอมากกลืนน้ำลายยังเจ็บเลยจะกลืนยาได้ยังไง”

“ทนนิดเดียว”

“ก็มันเจ็บนี่ เม็ดใหญ่ขนาดนี้กลืนลงไปมีเจ็บแน่ใคร ๆ ก็รู้”

“เหรอ พี่ไม่เห็นเคยรู้เลย” พูดจบแล้วก็ต้องกัดปากตัวเองกลั้นขำ แต่ยังไงก็อดไม่ได้จึงทำเพียงอมยิ้ม กับคนช่างหาทางเลี่ยงการกินยา

“จริง” ทำเสียงจริงจังเพื่อยืนยันสิ่งที่กำลังพูด เมื่อคนตัวโตมีท่าทางชั่งใจต้นกล้าก็เหมือนมีความหวัง ว่าคงไม่ต้องกินยาเม็ดใหญ่แบบนี้

“งั้นเอานี่ถือไว้” เด็ดเดี่ยววางยาเม็ดเล็กลงบนฝ่ามือของต้นกล้าที่แบรอ ส่วนเม็ดยาว ๆ รี ๆ ที่อีกคนบอกเม็ดใหญ่ไปไม่อยากกลืน เขาหยิบมันมาจับมั่นด้วยนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ของมือทั้งสองข้างแล้วหักครึ่ง “อะไม่ใหญ่แล้วคราวนี้กินได้แล้วนะ”

“เจ็บคอ” เสียงก็แหบแล้วยังจะประท้วงอีก

“แล้วที่พูด ๆ อยู่นี่ไม่เจ็บหรือไง”

“ก็เจ็บแต่ตอนกลืนมันต้องเจ็บกว่านี้”

“เฮ้อ”

“ทำเสียงแบบนี้เบื่อหรือไง”

“เปล่าหรอก ให้พี่ป้อนมั้ย”

“ยังกะมันจะไม่เจ็บ”

“ลองดูมั้ยล่ะ พี่ป้อนคงไม่เจ็บมาก”

“..” ต้นกล้าเหลือบมองเด็ดเดี่ยวเหมือนกำลังชั่งใจ เมื่อได้ยินว่าอีกคนจะป้อนแบบไม่เจ็บมาก และเกิดความสงสัยขึ้นมาพร้อม ๆ กันว่าเขาจะมีเทคนิคและวิธีป้อนยาอย่างไรให้กลืนลงคอไปได้ง่าย ๆ

“ตกลงจะกินเองหรือให้ป้อน”

“ถ้าไม่เจ็บก็ป้อนดิ มา” เพราะเวลาไม่สบายก็อ้อนให้แม่เอาอกเอาใจ และทำนั่นทำนี่ให้ตลอดทั้งป้อนข้าวป้อนน้ำ ป้อนยา พออีกคนถามแบบนี้จึงตอบแบบไม่คิดก่อนเลย เพราะเข้าทางเดิมของตัวเองพอดี

“แน่ใจนะ หึๆ ”

“มาสิเอายามา นี่เรายอมกินแล้วนะ” พอเห็นต้นกล้าอ้าปากรอ เด็ดเดี่ยวอมยิ้มแล้วกัดด้านในริมฝีปากของตัวเองเอาไว้ เพื่อกลั้นขำ เอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำอุ่นที่เขาผสมเอาไว้แล้วยกยาในมือขึ้น แต่แทนที่จะป้อนเข้าปากคนที่อ้ารออยู่ กลับตบเม็ดยาทั้งหมดเข้าปากตัวเองแล้วกรอกน้ำตามคำใหญ่อมไว้ รั้งทายทอยของคนที่นั่งตาปรืออ้าปากหวอเข้าหาตัว ประกบปากป้อนยาตามวิธีของตัวเอง

“อื้อออ” เด็ดเดี่ยวทำทุกขั้นตอนนี้อย่างรวดเร็ว และปากเล็ก ๆ ที่อ้ารออยู่นั่นก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีทีเดียว เพราะเจ้าตัวกำลังอึ้งตกใจกับการกระทำของเขาจึงไม่ทันได้ระวังตัว เผลอกลืนสิ่งที่อีกคนป้อนให้ด้วยปากเหมือนเด็กว่าง่าย แต่เด็ดเดี่ยวก็ต้องผละออกห่างอย่างสุดแสนเสียดาย เพราะคนป่วยยังมีสัญชาตญาณการป้องกันตัว ด้วยการยกมือขึ้นดันไหล่กว้างเอาไว้แล้วผลักออกห่าง



“อี๋..ขม แหวะ” คนตัวเล็กกว่าพยายามจะคายยาออกมาทางเก่า แต่ก็ทำไม่ได้อย่างที่คิด เพราะยาถูกกลืนลงคอไปเรียบร้อยแล้ว เหลือไว้แต่ความขมปร่าที่ติดในลำคอกับคนลิ้น และความรู้สึกวูบวาบแปลก ๆ จากสัมผัสที่เกิดขึ้น ทั้งที่ร่างกายก็ร้อนผ่าวเพราะพิษไข้อยู่แล้ว เจออย่างนี้ต้นกล้ารู้สึกว่าร่างกายของเขาร้อนยิ่งกว่าเก่า จนเลือดในตัวแทบจะเดือดได้อยู่แล้ว แม้มันจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเกิดการบดเบียดกันของริมฝีปากทั้งสองไปแล้ว คนป่วยนั่งตัวเกร็งในหัวกำลังทบทวนตัวเอง ว่าเมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เขาได้กินยาโดยที่มีอีกคนป้อน และก็ได้คำตอบทั้งที่ไม่อยากยอมรับ ว่าอีกคนใช้วิธีป้อนยาอย่างไรถึงได้ไม่เจ็บคอ แน่ล่ะสิป้อนแบบนี้มันเล่นเอาต้นกล้าตกใจจนลืมความเจ็บไปเลย แล้วมีความรู้สึกอื่นเข้ามาแทนที่ อยากประท้วงที่อีกคนทำจาบจ้วง อยากด่าแต่แรงจะอ้าปากก็แทบไม่มีอยู่แล้ว อะไรกัน? นี่มันอะไรกัน? ทำไมหน้าใส ๆ หล่อ ๆ แบบเกาหลีของเขาถึงได้ร้อนวูบวาบรุนแรงอย่างนี้ ทำไมเขาต้องก้มลงจนคางจะชิดหน้าอกอยู่แล้ว ต้นกล้าไม่เข้าใจตัวเอง ไม่ได้สินี่มันไม่ใช้ต้นกล้า คนอย่างต้นกล้าจะมาประหม่าอะไรกับแค่ถูกป้อนยา เพราะปกติเวลาไม่สบายก็มีคนคอยป้อนนั่นป้อนนี่ให้อยู่แล้ว ถึงแม้ว่าวันนี้มันจะไม่ค่อยปกติเท่าไหร่ก็ตามเถอะ เพราะคนป้อนไม่ใช่คนเดิม และก็ เอ่อ..วิธีการป้อนก็ไม่เหมือนเดิมด้วย แม้มันจะทำให้ต้นกล้ารู้สึกหวิว ๆ ไหว ๆ ในใจแปลก ๆ จะบอกว่าหงุดหงิดไม่พอใจก็ไม่ใช่ แต่จะให้ฟันธงว่ามันทำให้เขาใจเต้นและรู้สึกดีก็ไม่เชิง เอายังไงล่ะทีนี้ ไอ้คนบ้า ไอ้คนหน้ามึนทำไมทำอะไรร้ายกาจแบบนี้ ทำกับต้นกล้าในเวลาไม่สบายแบบนี้ได้อย่างไร คนกำลังป่วยจะเอาแรงที่ไหนไปต่อว่า แค่จะทำตัวให้ปกติยังยากเลย ฮึ่ย!



อ๊ากก นี่มันอะไรกัน นี่มันไม่ใช่ต้นกล้าหนุ่มหล่อมาดแมนสุดแสนแฮนด์ซั่ม ที่มีแต่คนให้ความสนใจเลยสักนิด ที่จะมานั่งทำตัวไม่ถูกอย่างนี้ ไอ้คนหน้ามึนนี่ทำเกินไปแล้ว นี่มันครั้งที่สองแล้ว ครั้งที่สองเชียวนะที่คน ๆ นี้ทำการอุกอาจเยี่ยงนี้ ต้นกล้าทนไม่ไหวแล้ว ต้นกล้าจะไม่ทน ต้นกล้าต้องสั่งสอน ฮึ่ย!


ต่อค่ะ...

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo


พอเงยหน้าขึ้นมา ต้นกล้าก็สบเข้ากับดวงตาคมที่มองอยู่ก่อนแล้วอย่างเดาความคิดไม่ถูก แต่ไม่รู้ทำไมต้องรู้สึกว่าแววตานั้นมันช่างดูวิบวับเหมือนมีนัยแปลก ๆ เหมือนอยากจะบอกหรือพูดอะไร แต่ทำไมถึงได้เอาแต่อมยิ้มอยู่อย่างนั้นล่ะ อมเอาไว้ทำไม หรือที่อยากจะบอกคือคำเยาะเย้ยใช่ไหม สะใจที่ได้แกล้งกันอย่างนี้ใช่ไหมไหนบอกมาซิ



ต้นกล้าจ้องอีกคนตาดุปากเม้มจนจะเป็นเส้นตรง สองมือหรือก็กำแน่น ในหัวคิดว่ากำปั้นตัวเองถูกยกขึ้นมาตะบันใบหน้าคมคร้ามนั่นแล้ว แต่ความเป็นจริงทำไมมันยังวางแหมะอยู่ที่เดิมไม่ยอมขยับ หรือเพราะในใจที่วูบไหวพาให้มือที่กำแน่นไม่มีแรงยกขึ้นเอาเสียดื้อ ๆ จึงได้แต่นั่งมองนิ่งเหมือนคนทำตัวไม่ถูกอยู่อย่างนั้น ส่วนคนตัวโตกลับอยู่ในมุมมองที่สลับกัน เพราะเอามองนิ่งมองนานมองเผลอ โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังอมยิ้มอยู่ เด็ดเดี่ยวอยากถามใจตัวเองจริง ๆ ว่าทำอะไรอย่างนั้นลงไปได้อย่างไร แต่ความปริ่มที่อยู่ข้างในมันเหมือนล้นปรี่จนพูดไม่ออก ถ้าอย่างนั้นก็ช่างมันก่อนเถอะวะ



“เอานี่กินน้ำอีกนิด” ยื่นน้ำมาให้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่ใจของชายหนุ่มนั้นก็เต้นโครมครามจนแทบทะลุอกอจากอก คน ๆ นี้ทำหน้าตายได้นิ่งสนิทในสายตาของคนป่วย ทั้งที่ความจริงตรงกันข้าม ต้นกล้ารับน้ำมาดื่มล้างปาก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะน้ำอุ่น ๆ ที่อีกคนให้ดื่มหรือเพราะสายตาคู่นั้น ร่างกายที่ร้อนอยู่แล้วมันถึงได้ร้อนผ่าวแบบวูบวาบ ๆ ขึ้นมาอีก ทั้งที่อยากโวยวายอะไรออกมาบ้างแต่ก็ไม่มีแรงพอ แถมหัวใจของเขามันเหมือนกำลังขยายขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ก้อนเนื้อก้อนนั้นเต้นไม่เป็นส่ำ จังหวะของมันกระหน่ำรัวโครม ๆ จนน่ากลัว มือน้อยก็สั่นงันงกจนเกือบจะทำแก้วน้ำหลุด ปากสั่นตาก็ปรือจนไม่กล้ามองหน้าอีกคนที่กำลังอมยิ้มมองมา อยากเอากำปั้นฟาดใบหน้าคร้ามแดดที่ดูทะเล้น ๆ นั่น แต่ก็ยังก้ำกึ่งว่าจะทำหรือไม่ทำ ใจหนึ่งอยากทำแต่อีกใจก็เหมือนไม่รักดี เมื่อไม่รู้จะทำอย่างไรจึงเบือนหน้าไปทางอื่น ที่ไม่ต้องเห็นใบหน้าของคนตัวโต ไม่ไหวแล้วโว้ยนอนดีกว่า คิดได้ดังนั้นคนป่วยจึงค่อย ๆ เอนตัวลงนอนหันหลังให้อย่างไม่อยากฝืนแรงตัวเองอีกแล้ว



เด็ดเดี่ยวเห็นต้นกล้าเอนตัวลงก็ช่วยพยุงและจัดท่าให้นอนสบายขึ้น ดึงหมอนใบนุ่มมาวางรองใต้ศีรษะแล้วจับให้ต้นกล้าหันมานอนหงายดี ๆ ทั้งทีเจ้าตัวพยายามแล้วที่จะนอนตะแคงข้างหันหลังให้ ผ้าห่มผืนหนาถูกดึงมาห่มให้ด้วยจนมิดลำคอ



“จะไปไหน” มือที่ส่งไอร้อนออกมาผ่าว ๆ คว้ามือใหญ่เอาไว้เมื่อเด็ดเดี่ยวทำท่าจะลุกขึ้น

“พี่จะเอาของไปเก็บ”

“ห้ามไป”

“เดี๋ยวพี่มา”

“ห้ามไป”

“เดี๋ยวเอาน้ำมาไว้ให้อีก จิบน้ำอุ่นบ่อย ๆ จะได้ดีขึ้น”

“ห้ามไป”

เปรี้ยง!! ครืน ฟ้าพิโรธลงมาดังสนั่นจนให้รู้สึกถึงความเลื่อนลั่นของพื้นพสุธา คนป่วยสะดุ้งเฮือกตกใจเสียงบอกจึงพยายามให้ฟังดูจริงจัง และเข้มขึ้นกว่าเก่า แต่มันก็ยังฟังดูแหบแห้งและโรยแรงสำหรับเด็ดเดี่ยวอยู่ดี ชายหนุ่มจึงได้แต่ส่ายหน้าให้คนที่จะลืมตาไม่ไหวแล้วแต่ยังฝืน

“ครับ ๆ แต่ต้องเช็ดตัวนะ “

“ห้ามไป” เสียงบอกแผ่ว ๆ ดังออกมาจากริมฝีปากบางขึ้นรูปสวย พร้อมกับดวงตาของคนป่วยที่ค่อย ๆ ปิดลง ต้นกล้าหลับไปแล้วทั้งที่มือเรียวยังจับมือใหญ่เอาไว้แน่น เด็ดเดี่ยวได้แต่ส่ายหน้าอีกครั้ง ให้กับหลานชายคนเดียวของคุณยายประไพศรี ที่ยามไม่สบายคงถูกประคบประหงมจนเคยตัว ถึงได้เอาแต่ใจตัวเองแบบขั้นสุดอย่างนี้ และไม่รู้ทำไมเขาถึงได้รู้สึกอยากดูแล ทั้งที่อีกคนเอาแต่ใจตัวเองมากเหลือเกิน ภาพปากบาง ๆ ได้รูปสวยนั่นสั่งให้เขาเป่าข้าวต้มให้เย็นก่อนป้อนลอยขึ้นมาในความคิด ภาพต้นกล้าทำปากเจ่อแล้วเอามาแตะที่ข้าวต้มในช้อน เพื่อวัดว่ามันเย็นได้ที่หรือยัง หรือภาพที่คนตัวเล็กอ้าปากรอให้เข้าป้อนยา ภาพความเอาแต่ใจต่าง ๆ ของต้นกล้าที่วันนี้ออดอ้อนให้เขาทำนั่นทำนี่ให้ ราวกับเป็นคนละคนกับยามปกติ ที่ทำให้เด็ดเดี่ยวอดคิดถึงไม่ได้ คิดแล้วก็ต้องสูดลมหายใจเข้ายาวลึกกับความรู้สึกแปลก ๆ เหมือนมีอะไรบางอย่างเอ่อล้นและท่วมท้นอยู่ในอก อะไรบางอย่างที่เขาไม่สามารถอธิบายมันออกมาเป็นคำพูดให้เข้าใจได้อย่างชัดเจน กับการกระทำของตัวเอง ตั้งแต่ชอบมาคอยวนเวียนใกล้ ๆ คอยมาต่อล้อต่อเถียงแอบมอง คอยจับตาดูว่าอีกคนจะทำอะไรยังไง ซ้ำยังอยากดูแลชิดใกล้เอาใจไม่ให้ห่าง และที่ทำให้เขาแปลกใจในตัวเองมากถึงมากที่สุดนั่นก็คือ วิธีการป้อนยาที่เขาไม่เคยคิดว่าจะป้อนใครแบบนี้มาก่อน แต่กลับทำกับต้นกล้าได้หน้าตาเฉย ทำไปเหมือนคนไม่รู้ตัวเองเลยด้วยซ้ำ เฮ้อ



“ต้นกล้า” เสียงอ่อนโยนที่ใช้เรียกฟังแล้วให้ความรู้สึกอบอุ่นใจ หากเจ้าของชื่อมีสติรับรู้คงอาจจะปลื้มไปเป็นเดือนกระมัง....แต่

“..”

“ต้นกล้า” แม้เสียงเรียกจะฟังแล้วให้ความรู้สึกอบอุ่นอ่อนโยนมากแค่ไหน แต่คนป่วยก็ไม่ได้รับรู้เลย เด็ดเดี่ยวได้ความเงียบกลับมาเป็นคำตอบ ใบหน้าหล่อคมคร้ามแดดจึงก้มลงกระซิบบอกแทบชิดแก้มนวล “เดี๋ยวพี่จะเช็ดตัวให้นะ”

เขาไปเตรียมผ้ากับน้ำอุ่นเพื่อมาเช็ดตัวให้คนป่วย แล้วนั่งลงตรงที่นอนข้างต้นกล้านั่นเอง ผ้าห่มถูกดึงออกเผยให้เห็นร่างที่นอนขดตัวอยู่ข้างใน กระดุมเสื้อนอนถูกแกะออกทีละเม็ดจนหมด เด็ดเดี่ยวแยกสาบเสื้อคนป่วยออกเผยให้เห็นแผ่นอกบางที่มีกล้ามเนื้อเพียงน้อยนิดประดับ และผิวขาว ๆ ใต้ร่มผ้าดูเนียนละเอียดน่าสัมผัส ผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำอุ่นบิดหมาดถูกเช็ดเบา ๆ ตั้งแต่ใบหน้าหล่อเกาหลีที่มีผิวเนียนใส ไล่ลงมาตามลำคอขาวสู่แผ่นอกแบนราบเหมือนผู้ชายทั่วไป ไม่ได้ล่ำสันขึ้นกล้ามเป็นมัด ๆ เหมือนของเด็ดเดี่ยว ที่ออกกำลังกายดูแลตัวเองมาเป็นอย่างดี



จากแผ่นอกไปจนถึงแขนทั้งสองข้างที่ชายหนุ่มตั้งใจบรรจงเช็ดให้อย่างอ่อนโยน ช่วงขาที่เขาทำได้เพียงถลกกางเกงนอนขาสั้นใส่สบายขึ้นแล้วเช็ดไปตามเรียวขาขาวให้อย่างเบามือ เด็ดเดี่ยวจับร่างสูงโปร่งที่นอนเหยียดยาวพลิกให้นอนตะแคงหันหน้าเข้าหาตัวเอง แล้วค่อย ๆ คลี่ผ้าที่บิดน้ำพอหมาดไว้เช็ดให้เบา ๆ แต่ยังไม่ทันได้เช็ดให้ทั่ว มือที่กำลังทำงานอย่างตั้งใจพลันต้องหยุดชะงักลง

“พอแล้วครับ มันหนาว” เสียงสั่น ๆ แหบ ๆ ของคนป่วยดังขึ้นเบา ๆ พร้อมกับวงแขนเรียวที่เกี่ยวเอวหนาเอาไว้ แต่ที่ทำให้ใจของคนดูแลเต้นไม่เป็นจังหวะ ก็ตรงที่คนป่วยไม่ได้เกี่ยวเอวเขาไว้เฉย ๆ แต่ยังกอดรวบด้วยสองแขนแล้วรั้งตัวเองขึ้นมานอนก่ายเกยบนตักกว้างนี่สิ ที่ทำให้เด็ดเดี่ยวต้องชะงักค้าง จนเหมือนกับว่าตัวแข็งทื่อไปแล้ว

“กล้าหนาวครับคุณแม่ พอแล้วครับ” คนป่วยเสียงแหบพึมพำละเมออะไรออกมาก็ไม่รู้ เด็ดเดี่ยวไม่เข้าใจเพราะอีกคนไม่ได้พูดเปล่า แต่ยังเอาหน้ามุดเข้ามาที่หน้าท้องแกร่งของเขา มุดแล้วถูไถไปมาเหมือนลูกแมวน้อยกำลังออดอ้อน เพื่อหาที่พึ่งพิงอยู่อย่างนั้น มันทำให้ชายหนุ่มทำอะไรไม่ถูก เลือดในกายปั่นป่วน เกิดมาไม่เคยมีใครมาอ้อนขนาดนี้ เมื่อเจอเข้าจัง ๆ เลยไปไม่เป็น

และเมื่อได้ที่อุ่น ๆ ก็เหมือนกับว่าคนไข้จะสงบลงได้อีกรอบ เพราะคนที่บอกว่าหนาวนอกจากจะกอดเอวหนาเอาไว้แน่นแล้ว เจ้าของเอวยังรีบเช็ดหลังให้จนเสร็จ แล้วจัดเสื้อให้เรียบร้อยก่อนจะดึงผ้าห่มมาคลุมให้ดังเดิม ทั้งที่อีกคนยังนอนเกยตัก ถึงมันอาจจะเป็นการฉวยโอกาสอย่างที่คนหัวแดงเคยปรามาสไว้ แต่ทุกครั้งก็เป็นต้นกล้าเองที่เริ่มต้นก่อน เด็ดเดี่ยวก็เพียงแค่ปล่อยเลยตามเลยเท่านั้นเอง มือหนาอบอุ่นลูบเบา ๆ ที่กลุ่มผมนิ่ม ที่แม้วันนี้มันจะเปียกโชกไปด้วยเหงื่อแต่ก็ยังได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ออกมา พร้อมกับคำถามที่เกิดขึ้นในใจของคนตัวโต ว่าทำไมถึงได้ให้ความสนใจใส่ใจผู้ชายด้วยกันได้ถึงขนาดนี้ ทั้งที่ไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับผู้ชายคนไหนมาก่อน ใช่ว่าจะไม่เคยมีผู้ชายมาชอบแต่เป็นเพราะเขาเองที่ไม่เคยเหลียวแลหรือสนใจ ส่วนเพื่อนที่มีรสนิยมรักเพศเดียวกันนั้นก็มีอยู่หลายคน นั่นจึงทำให้เขาไม่รู้สึกแปลกใจเท่าไหร่นัก เพียงแต่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะสามารถมีใจให้ผู้ชายได้ก็เท่านั้นเอง

เด็ดเดี่ยวบอกตัวเองว่าช่างมันเถอะ อะไรทำแล้วรู้สึกดีก็ทำไป แค่ทำอย่างที่ใจต้องการแล้วไม่เดือดร้อนใคร ไม่เป็นภาระต่อสังคมเหมือนที่พ่อกำนันพร่ำสอนมาตลอดก็พอแล้ว คิดได้ดังนั้นก็เหมือนอะไรบางอย่างที่กังขาอยู่ในอกถูกปลดปล่อยไปหมดสิ้น ร่างโปร่งบางที่นอนเกยตักถูกจับให้นอนลงที่นอนดี ๆ เพื่อให้คนป่วยนอนสบาย แต่ต้นกล้าก็คือต้นกล้าที่ดื้ออยู่ตลอดเวลา ไม่ว่ายามตื่นหรือหลับ และตอนนี้ก็เช่นกันที่กอดเด็ดเดี่ยวเอาไว้เสียแน่น พอเขาแกะมือออกก็ขู่ฟ่อ ๆ ในลำคอ แถมยังทำท่าฟืดฟาดอย่างไม่พอใจ และขยับเข้ามากอดเอาไว้เหมือนเดิม แล้วคนอย่างเด็ดเดี่ยวที่แอบใจอ่อนกับไอ้หัวแดงจอมรั้นอยู่บ่อย ๆ นี่จะทำอะไรได้ นอกจากล้มตัวลงนอนให้คนเอาแต่ใจกอดซบอยู่อย่างนั้นทั้งคืน

ฝนด้านนอกยังโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย แต่ลดความกระหน่ำระห่ำรุนแรงลงไปมาก ความพิโรธสะเทือนเลื่อนลั่นหยุดไปแล้ว เหลือเอาไว้เพียงหยาดฝนที่รดรินโปรยลงมาบาง ๆ ขับกล่อมให้สองร่างที่กกกอดใต้ผ้าห่มอุ่น ได้นอนหลับสบายในแสงไฟสีส้มสลัวอ่อนแรงเทียน



*************************



แสงยามเช้าอันสดใสหลังฝนที่เทลงมาทั้งคืน สาดส่องผ่านรอยแยกของม่านหน้าต่าง เข้ามาแยงตรงพอดีกับตาของคนที่นอนหลับพริ้มอยู่บนเตียง หลังจากที่ได้หลับไปแบบเต็มอิ่มตลอดทั้งคืน ตาสวยก็ปรือเปิดขึ้นรับแสงแรกของวันใหม่

“อืม” เสียงแหบแห้งหลุดออกมาจากลำคอระหงของคนป่วย ที่อาการดูเหมือนจะดีขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังรู้สึกเพลียอยู่ไม่น้อย ตาสวยลืมตื่นขึ้นมาเต็มตากวาดมองไปรอบตัว ห้องทั้งห้องเงียบเพราะมีเพียงเขาคนเดียว และถ้าจะว่าไปแล้วมันดูเหมือนว่าบ้านทั้งหลังจะเงียบเชียบเหมือนไม่มีคนอยู่เลยสักคน ต้นกล้าจำได้ว่าเมื่อคืนคนที่เขาตราหน้าเอาไว้ว่าหน้ามึนมาอยู่เป็นเพื่อน แต่ไม่รู้ว่าตัวเองเผลอหลับไปตอนไหน พอตื่นมาในตอนเช้าอีกคนก็หายไปแล้ว

ร่างสูงโปร่งค่อย ๆ พยุงตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งบนที่นอน เอนหลังพิงหัวเตียงแล้วมองไปรอบห้องอีกครั้ง ไม่มีร่องรอยของใครอีกคนนอกจากถุงยาที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน และเหยือกน้ำพร้อมแก้ววางอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียง พอขยับตัวก็ให้รู้สึกถึงความเจ็บตามกล้ามเนื้อ และความอ่อนเพลียของร่างกายที่ยังมีอยู่มาก กล้ามเนื้อที่เจ็บก็คงจะเป็นเพราะการดำนาเมื่อวาน ที่ต้องก้ม ๆ เงย ๆ และเกร็งตัวยามปักดำ ต้นกล้าเซเล็กน้อยเมื่อลุกขึ้นจากที่นอน แต่ก็ยังตั้งตัวได้และเดินเข้าห้องน้ำล้างหน้าแปรงฟัน ทำทุกอย่างเสร็จแล้วจึงออกมาจากห้อง เดินไปยังมุมประจำที่ชอบมานอนเล่น

“ตื่นแล้วเหรอ” ยังไม่ทันได้ทรุดตัวลงนั่งเสียงคุ้นเคยดังทักทายขึ้นด้านหลัง ต้นกล้าที่แรงน้อยนิดค่อย ๆ หันกลับไปมอง แต่ไม่ตอบคำ “ออกมาทำไม ทำไมไม่นอนรออยู่ในห้อง”

“...” แต่ต้นกล้ายังเงียบอยู่เหมือนเดิม เพราะยังไม่อยากคุยหรืออยากพูดอะไรแออกมาทั้งนั้น ยอมรับว่ารู้สึกไม่พอใจที่ตื่นขึ้นมาไม่เจอใคร ทั้งที่จำได้ว่าก่อนหลับไปไม่ได้อยู่คนเดียว ด้วยความไม่สบายตัวจากอาการไข้ที่ยังไม่หายดี ความเอาแต่ใจเลยพาลให้โกรธอีกคนแบบไม่มีเหตุผลเสียอย่างนั้น ที่เด็ดเดี่ยวไม่เฝ้าเขาเอาไว้เหมือนอย่างที่บอก ต้นกล้าจำได้ล่ะนะว่าก่อนหลับไปนั้นได้บอกอีกคนว่าห้ามไปไหน ถึงจะบอกแกมบังคับก็ตามเถอะ ยังไงเมื่อมาอยู่เป็นเพื่อนแล้วก็ต้องอยู่ให้ตลอดเวลาสิ มันอาจจะดูเด็กไป มันอาจจะฟังดูขัดเพราะในเวลาปกติ ต้นกล้าก็มีแต่ไล่เขาไปไกล ๆ แต่จะอย่างไรก็ช่างเมื่อตื่นขึ้นมาต้นกล้าต้องไม่อยู่คนเดียว เขาเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็จะไม่เปลี่ยน

“กินข้าวต้มก่อนนะ” ต้นกล้าพึ่งสังเกตเห็นว่าคนตัวโตถือถ้วยข้าวต้มมาด้วย ก็ตอนที่เด็ดเดี่ยวว่างมันลงที่โต๊ะญี่ปุ่นตัวเตี้ยหน้าเก้าอี้ยาวนี่เอง

“ไอ้จ๋าล่ะ”

“หืม ถามหาไอ้จ๋าทำไม” คิ้วเข้มขมวดขึ้นทันทีเหมือนกับกำลังไม่พอใจ

“ก็มันเป็นคนของเรา ถามหามันก็ถูกแล้วนี่”

“ไอ้จ๋าพาคนงานไปดำนาแล้ว คงกะให้เสร็จภายในวันสองวันนี้แหละ”

“อ้าว”

“อะไร”

“เปล่า..กี่โมงแล้ว”

“เก้ากว่า ๆ จะสิบอยู่แล้วกินข้าวซะ” โต๊ะญี่ปุ่นถูกยกมาตั้งตรงหน้าต้นกล้าที่นั่งมองด้วยใบหน้าบูดบึ้ง เด็ดเดี่ยวไม่รู้ว่าอีกคนไม่สบอารมณ์เพราะอะไร หรืออาจจะเพราะยังรู้สึกไม่สบายตัวอยู่ก็ได้ วันนี้เขาจะขอสงบศึกกันสักวันก็แล้วกัน “ดีขึ้นหรือยัง”

“หายแล้วเถอะ”

“หายที่ไหนตัวยังอุ่น ๆ อยู่เลย รีบกินข้าวซะจะได้กินยาแล้วนอนพัก” เด็ดเดี่ยววัดไข้โดยใช้หลังมือแตะเบา ๆ ไปตรงหน้าผาก และข้างแก้มนิ่มของต้นกล้าที่ไม่ได้หันหลบหรือปัดมือเขาออกเหมือนเมื่อวาน ไม่รู้เป็นเพราะความรู้สึกอบอุ่นที่ซ่านขึ้นมาในใจเมื่อถูกมือใหญ่กระด้างสัมผัส หรือเป็นเพราะร่างกายยังไม่ค่อยมีแรงเคลื่อนไหวมากเท่าไหร่นัก ต้นกล้าเหนื่อยเกินไปที่จะมาต่อปากต่อคำด้วย จึงใช้ความเงียบแทนคำตอบ ถามก็ตอบบ้างแต่ทีล่ะคำเพราะคอก็ยังเจ็บอยู่

“เอ้า กินสิ”

“ร้อน”

“เฮ้อ” เด็ดเดี่ยวถอนหายใจยาว แล้วยกถ้วยข้าวต้มที่มีไอลอยกรุ่นขึ้นเป่าลมไล่ความร้อน เพราะยังไงต้นกล้าก็ไม่ยอมกินแน่นอนหากมันยังร้อนอยู่อย่างนี้ “เดี๋ยว ๆ อย่าพึ่งนอนนะกินข้าวก่อน” ชายหนุ่มรีบบอกทันทีที่เห็นต้นกล้าเอนตัวลงนอนไปตามความยาวของเก้าอี้หวายตัวโปรด เพราะเริ่มรู้สึกไม่ดีและเหมือนจะมีอาการหนาว ๆ ร้อน ๆ ขึ้นมาด้วย

“ก็มันยังกินไม่ได้”

“เดี๋ยวก็กินได้แล้วนี่ไง” เด็ดเดี่ยวตักข้าวต้มมาจ่อที่ปากบางได้รูป ต้นกล้าจึงยืดตัวขึ้นมานิดหน่อยเพื่อเอาปากจ่อช้อนที่ยื่นมาแต่ยังไม่ยอมอ้าปากรับ

“ร้อน”

“แค่นี่เองไม่เห็นร้อน”

“เราจะนอนรอ”

“หืม?” แววตาซุกซนของคนตัวโตหรี่มองเหมือนกำลังล้อเลียนคำพูดของต้นกล้า ที่บอกว่าจะนอน แต่คนเอาแต่ใจไม่ทันสังเกตจึงได้แต่เร่งให้คนตัวโตทำตามที่ตัวเองต้องการ

“อะไรเล่าเป่าดิ”

“หึ ๆ ” เด็ดเดี่ยวหัวเราะขำคนนิสัยเด็กหัวแดงแล้วเป่าไล่ความร้อนของข้าวต้มให้ ครู่หนึ่งข้าวเย็นได้ที่จึงยื่นกลับมาให้คนป่วย แต่ต้นกล้าก็ยังไม่ยอมลุกขึ้นนั่ง แถมยังจ้องใบหน้าคมคร้ามของเด็ดเดี่ยวเขม็ง แต่แววตาคู่นั้นอ่อนลงมากทีเดียว “อะไร ลุกขึ้นมากินดี ๆ ”

“...”

“หรือจะให้พี่ป้อน”

“...” ปากบาง ๆ ยื่นออกอย่างไม่สบอารมณ์ แต่ถ้าไม่เข้าข้างตัวเองจนเกินไปนัก เด็ดเดี่ยวคิดว่าคนเอาแต่ใจคงหาเรื่องให้เขาป้อนเหมือนเมื่อคืนแน่ ถึงได้เอาแต่นอนมองเขานิ่ง ๆ และเงียบอยู่อย่างนั้น นี่ถ้าเป็นไข้แล้วจะน่ารักแบบนี้ก็อยากให้เป็นหลาย ๆ วันแต่ลดความรั้นลงมาบ้างก็ดี

“จะให้พี่ป้อนใช้มั้ย ได้สิแต่ป้อนเหมือนตอนกินยานะ”

“บ้าใครจะให้ป้อนกันเล่า ข้าวมันเย็นหรือยังเถอะ” บอกเสียงกระฟัดกระเฟียดแต่ทำไมไม่กล้าสบตา อันนั้นต้นกล้าก็ไม่รู้กับตัวเองเหมือนกัน อยู่ดี ๆ ก็เกิดเถียงกับตัวเอง ทั้งอยากให้มีใครสักคนมาเอาใจ ซึ่งคนที่อยู่ด้วยก็มีแค่คนคนนี้ ในหัวคิดว่าไม่อยากพูดเหมือนจะให้เด็ดเดี่ยวทำนั่นทำนี่ให้ และทำไมห้ามความต้องการและปากของตัวเองไม่ทัน มันคงเป็นเป็นคนเคยชิน ใช่แน่ ๆ นี่เป็นเพราะว่าต้นกล้าเคยชิน ยามเมื่อไม่สบายใคร ๆ ก็มาห้อมล้อมดูแลและเอาใจเขา ต้นกล้าเลยเคยตัวและตอนนี้ก็เช่นกัน ที่จะต้องมีคนเอาใจแม้ว่าจะเป็นคนที่คอยผลักไล่ไสส่งมาตลอดก็เถอะ

ต่อค่ะ.....

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo


“อุ่นๆ พอกินได้”

“ไม่เอา เป่าให้มันเย็น ๆ ”

“ถ้าไม่ลุกขึ้นมากินดี ๆ งั้นพี่ป้อนนะ”

“ไม่ เราจะกินเอง”

“ก็ลุกมากินสินี่มันเย็นแล้วเนี่ย” ร่างที่ดูบางกว่าพยายามลุกขึ้นนั่งทั้งที่ยังรู้สึกปวดไปตามแขนตามขาอยู่มาก ตามเนื้อตามตัวก็ให้รู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ ปนปวด ๆ แบบบรรยายไม่ถูก หรือแบบนี้ใช่ไหมที่เขาเรียกว่าสะบัดร้อนวะบัดหนาวเวลาคนเราไม่สบาย

เมื่อเห็นอีกคนลุกขึ้นนั่งเด็ดเดี่ยวจึงขยับถ้วยข้าวเข้าไปให้ใกล้ ๆ ต้นกล้าตักข้าวเข้าปาก เคี้ยวสองสามครั้งก็กลืนอย่างยากลำบาก เพราะอาการเจ็บคอดูเหมือนจะยังไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร ทั้งที่ข้าวเด็ดเดี่ยวก็นำไปต้มให้จนเละแล้ว ซึ่งไอ้จ๋าเป็นคนไปบอกแม่แจ่มใจทำมาให้แต่เช้า แต่พอเอามาเด็ดเดี่ยวเห็นว่ามันเป็นข้าวต้มข้าวสวยที่ยังดูเป็นเม็ด ๆ อยู่ รู้ว่าอีกคนคงกลืนลำบอกเขาจึงเอาไปตั้งไฟเคี่ยวให้ใหม่จนข้าวเละเป็นโจ๊กแทน แต่พอเอามาให้กินก็ยังกลืนด้วยความลำบากเหมือนเดิม

“อะไรพอแล้วเหรอ” เด็ดเดี่ยวถามเมื่อต้นกล้าผลักถ้วยข้าวออกห่าง

“อิ่ม”

“สามคำเนี่ยนะ”

“อิ่ม”

“กินอีกนิด”

“พอแล้ว”

“มาอีกนิดเดียวเดี๋ยวพี่ป้อน กินข้าวรองท้องน้อยอย่างนี้กินยาแก้ไขลงไปเดียวมวนท้องแย่ ยาจะกัดกระเพาะเอา”

“เราไม่อยากกินนี่ มันเจ็บคอนะ”

“แล้วมันจะหายมั้ยห๊า ข้าวกินนิดเดียวเนี่ย ยาก็ไม่อยากกิน” ต้นกล้ามองเด็ดเดี่ยวด้วยดวงตาสั่น ๆ หัวเริ่มปวดร่างกายเริ่มร้อน ๆ รุม ๆ ขึ้นมาอีกเพราะบริเวณนี้ลมโกรกตลอด อาการไข้ยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่มานั่งตากลมจึงทำให้ไข้เริ่มกลับ

“ดุเรา”

“ก็ดื้อ”

“ดื้อก็ไม่ต้องสนใจสิ”

“เฮ้อ”

“ถอนหายใจแบบนี้เบื่อเหรอ”

“..”

“เบื่อก็ไม่ต้องสนใจสิ ปล่อยให้เราอยู่คนเดียว”

“อะไรเนี่ย เป็นอะไรไปอีก” เด็ดเดี่ยวถามพลางขยับตัวเข้ามาใกล้ เมื่อสังเกตเห็นว่าผิวขาว ๆ ของต้นกล้าเริ่มขึ้นริ้วแดงไปทั่วโดยเฉพาะขอบตากับแก้มใส แต่ริมฝีปากสวยที่เคยขึ้นสีชมพูระเรื่อยน่ามอง ตอนนี้กลับซีดแห้งผากและแตกสะเก็ด

“ไม่ต้องมาใกล้” ต้นกล้าถอยหนีเมื่อเด็ดเดี่ยวยื่นมือมาจะวัดไข้เขาอีก

“อย่าดื้อกับพี่นะต้นกล้า! ” ตาดุ ๆ ที่จ้องมองกับเสียงเข้ม ๆ ทำให้คนป่วยที่ดื้อรันเอาแต่ใจหยุดนิ่งแบบชะงักกึก และยอมให้คนตัวโตวัดไข้แต่โดยดี คนเป็นไข้นี่เอาแต่ใจตัวเองแบบนี้ทุกคนหรือเปล่า

“ทำไมตัวร้อนขนาดนี้นี่ เป็นเพราะมานั่งตากลมแน่ ๆ เลยลุกขึ้นเลยเดี๋ยวพี่จะพากลับไปนอนในห้อง”

“เราจะนอนนี่” ตาสวยพยายามปรือเปิดขึ้นมองอีกคนแต่ก็เป็นไปได้ยากเหลือเกิน เมื่ออยู่ ๆ ก็เหมือนกับว่ามันหนักอึ้งขึ้นมาในทันทีทันใดเสียอย่างนั้น

“ไหวมั้ย กินยาก่อน เดี๋ยวพี่เช็ดตัวให้” ความเงียบคือตอบทั้งที่เจ้าตัวก็ยังนอนทำตาปรือ ๆ อยู่อย่างนั้น ตอนนี้ต้นกล้าไม่มีแรงจะตอบโต้แล้ว จึงได้แต่นอนนิ่งไม่ตอบคำ ยกแขนสองข้างขึ้นมากอดตัวเอง นั่นจึงทำให้เด็ดเดี่ยวได้เห็นว่าอีกคนขนลุกเป็นตุ่มเต็มแขน นี่แสดงว่าหนาวมากสินะแต่ทำไมไม่บอกกันสักคำ ตัวก็ร้อนทั้งที่หนาวสั้นแบบนี้ไม่รู้จะมารั้นกับเขาทำไม

“ลุก”

“ม่าย”

“ดื้อแบบนี้คงต้องพาไปหาหมอแล้วล่ะมั้งเนี่ย”

“ม่ายไป”

“งั้นก็เข้าไปนอนในห้อง”

“ม่าย”

“ดื้อใช่มั้ยงั้นมานี่เลย”

“เฮ้ย” !! ต้นกล้าร้องเสียงหลงเมื่อถูกคนตัวโตอุ้มขึ้นในท่าเจ้าหญิง เท่าที่แรงยังมีจึงดีดขาทั้งสองข้างเพื่อประท้วง มืออ่อนแรงก็ไม่อยู่สุขเพราะพยายามจะทุบอีกคนเป็นพัลวัน “ปล่อยเราจะมาอุ้มทำไมเนี่ย”

“ดื้อเอง ต้องเจอแบบนี้” ปากพูดไปสองขาก็เดินตรงไปยังห้องนอนของคนตัวเล็กที่พยายามดิ้นขลุกขลัก ขาเรียวดีดสลับกันไปมาแต่ก็เป็นไปได้ยากมาก เพราะถูกล็อกแน่นที่ช่วงหัวเข่า

“ไม่ปล่อยเราจะต่อย ปล่อย”

“ทำไมตัวเบาอย่างนี้เนี่ย”

“ปล่อยเรา ๆ “

“เอ้าปล่อยก็ปล่อย” เด็ดเดี่ยวบอกเมื่อวางอีกคนลงบนเตียงนุ่มอย่างเบามือ ต้นกล้าได้แต่จิกตาจ้องมองเขาอย่างไม่พอใจที่อยู่ ๆ ก็อุ้มกันขึ้นมาในท่าสาวแตกแบบนั้น แต่ยิ่งมองใจที่หวิว ๆ อยู่แล้วมันก็ยิ่งสั่นเข้าไปอีก เมื่อคนตัวโตวางเขาลงแล้วยังคร่อมตัวเอาไว้ จ้องตากันนิ่งอยู่โดยไม่ยอมขยับไปไหนสักที

“อะ อะไร”

“..”

“ปล่อยแล้วก็ขยับออกไปเซ่”

“..” ดวงตาของต้นกล้าสั่นไหวก้อนเนื้อในอกเต้นกระหน่ำ ผิดกับสภาพร่างกายภายนอกที่แทบจะไม่มีแรงขืน เมื่อบอกอะไรไปคนตัวโตก็ไม่ทำตาม ไม่ยอมขยับเขยื้อนไปไหนแถมยังมองตอบกลับมา ด้วยแววตาที่เล่นเอาต้นกล้าทำหน้าไม่ถูก ไม่รู้จะทำหน้าแบบไหนหรือวางตัวอย่างไร ลมหายใจก็แรงขึ้น ๆ เหมือนจะตื่นเต้นแต่ก็ไม่เชิง ทำไมต้องทำสายตาแบบนี้ มองเหมือนต้นกล้าเป็นเด็กสามขวบ ต้นกล้าไม่รู้จะทำหน้าแบบไหนแล้ว ไมรู้จะอธิบายความรู้สึกนี้ยังไงดี ทำไมเวลาถูกคนตัวโตจ้องมองแบบนี้ต้นกล้าถึงได้ไปไม่เป็นตลอด ไม่น่าเชื่อว่าผู้ชายสายมั่นอย่างต้นกล้า จะต้องมานั่งรู้สึกประหม่าเพราะสายตาคมของตรงหน้า

“ถอย” ใช้ฝ่ามือร้อนผ่าวดันหน้าผากของคนตัวโตออก เมื่อรู้สึกว่าระยะห่างระหว่างใบหน้าของตัวเอง และคนที่เอาแขนค้ำยันที่นอนคร่อมทับอยู่ด้านบนลดลงเรื่อย ๆ

“หึ ๆ ”

“ขำไร”

“เปล่า” พยายามตอบแบบหน้านิ่งที่สุดแล้วนะ แต่มุมปากมันก็ยังยกยิ้มขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ กับท่าทางขัดเขินของคนป่วย “กินยาก่อน” บอกพลางเอื้อมมือไปที่ถุงยา จัดยาชุดเดิมเหมือนเมื่อคืนให้คนตัวเล็ก ต้นกล้าเห็นเม็ดยาแล้วก็ได้แต่เบ้หน้าใส่นั่นยิ่งทำให้คนดูแลยิ่งยิ้มไม่หุบ เพราะทั้งขำและเอ็นดู เป็นไข้แบบนี้ก็ดีถึงจะดื้อแต่ก็อ้อนได้น่ารัก ดีกว่ายามปกติที่เอาแต่ปากร้ายใส่กัน เด็ดเดี่ยวคิดแล้วก็ได้แต่อมยิ้ม เหลือบตามองใบหน้าหล่อเกาหลีไม่ลืมหักยาเม็ดใหญ่สุดที่ยาว ๆ รี ๆ ให้ด้วยอย่างเอาใจใส่ ยาทั้งหมดถูกยื่นมาจ่อตรงหน้า แต่คนป่วยกลับมองนิ่ง

“..”

“หรือจะให้พี่ป้อนเหมือนเมื่อคืนอีก ติดใจใช่มั้ยล่ะ”

“บ้าบอที่สุด”

“หึ ๆ “ต้นกล้ารับยามาแล้วหยิบเข้าปากเม็ดเดี่ยวแล้วถึงยกน้ำดื่มตาม

“ทำไมไม่กินพร้อมกันทีเดียวเลย”

“เจ็บคอ”

“เฮ้อ ตามใจ”

“ชิ” มองค้อนอีกคนแล้วจัดการยาที่เหลือเหมือนเดิม โดยหยิบยาเข้าปากทีละเม็ดแล้วดื่มน้ำตาม กินยาหมดก็ล้มตัวลงนอนทันทีเพราะตาของเขามันจะปิดอยู่แล้ว แต่เหมือนกับว่ายังไม่ทันได้หลับดีนัก ก็รู้สึกเหมือนมีอะไรมายุกยิกอยู่แถวหน้าอก

“ทำอะไร” ถามด้วยเสียแหบแห้ง เมื่อลืมตาขึ้นมาเห็นว่าเด็ดเดี่ยวกำลังทำอะไรบางอย่างอยู่กับหน้าอกตัวเอง

“แกะกระดุม”

“แกะทะ ทำไม”

“จะถอดเสื้อให้”

“ฮึ้ย ไม่ถอดนะ”

“น่าถอดออก”

“ไม่เอาไม่ถอด”

“ไม่ถอดแล้วพี่จะเช็ดตัวให้ได้ยังไง ถอดก่อน”

“ก็ไม่ต้องเช็ดดิ”

“เช็ดตัวจะได้ช่วยลดไข้อีกทาง”

“ไม่ถอด”

“ดื้ออีกแล้วนะ รู้อย่างนี้รอให้หลับสนิทเหมือนเมื่อคืนซะก็ดีหรอก”

“อะไรนะ ว่าอะไรนะ”

“เปล่าไม่มีอะไร”

“ถ้าไม่เช็ดตัวก็ไปหาหมอ”

“ไม่ไปหาหมอ”

“นั่นก็ไม่เอานี่ก็ไม่เอาแล้วมันจะหายเมื่อไหร่”

“ทำไมต้องดุ”

“ไม่ดุก็งอแงอยู่แบบนี้”

“ใครงอแง”

“ยังจะมาถามอีก”

“เราจะทำเอง”

“แรงจะขยับตัวยังไม่มี”

“เราทำได้”

“อย่าอวดเก่ง”

“ชิ ตัวเองเก่งตายล่ะ”

“พลิกตัวซิ”

“เฮ้ยอะไรไรเนี่ย” เพราะขณะที่โต้เถียงกันมือของเด็ดเดี่ยวก็ไม่ได้อยู่เฉย แต่ใช้ผ้าเช็ดไปตามเนื้อตัวให้คนดื้อรั้นไปด้วย จนเสร็จจึงบอกให้คนตัวเล็กพลิกตัวจะได้เช็ดที่หลังให้ต่อ

“ใกล้เสร็จแล้ว อย่าหาเรื่องงอแง”

“เราไม่ได้งอแง”

“พูดได้นะ”

“เหอะ” สุดท้ายต้นกล้าก็ต้องยอมให้เด็ดเดี่ยวเช็ดตัวให้จนเสร็จ ทั้งที่ไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่นัก ที่ต้องนอนนิ่งให้อีกคนทำอะไรต่อมิอะไรกับร่างกายของเขาอย่างนี้ ถึงจะเป็นแค่การเช็คตัวเพื่อลดไข้ให้ก็ตามทีเถอะ นี่ถ้าต้นกล้ารู้ว่าตัวเองนอนกอดอีกคนทั้งคืนไม่รู้จะแถว่าอย่างไร

“เสร็จแล้ว”

“แล้วจะไปไหน”

“เอาผ้าไปเก็บไง”

“กลับมามั้ย”

“อยากให้กลับมามั้ยล่ะ”

“ไม่อยากมาก็ตามใจสิ ใครจะสน”

“หึ ๆ ” เด็กหนอเด็ก เด็ดเดี่ยวลุกขึ้นพร้อมยกกะละมังใบเล็กที่เขาใส่น้ำออกไปด้วย แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้ไปไหนไกล แค่เอาน้ำออกไปเทในห้องน้ำภายในห้องนอนของต้นกล้านั่นแหละ เก็บของเสร็จก็กลับออกมา

“กลับมาทำไม”

“ก็ใครบอกตามใจ”

“..” ต้นกล้าหน้าตึงเงียบปากไม่ต่อคำ เขาทำตัวไม่ถูกทั้งที่บอกตัวเองว่าไม่ชอบหน้า แต่ด้วยไม่สบายตัว ด้วยความเอาแต่ใจที่ติดนิสัยมาแต่เด็ก เลยเผลอ้อนเผลอทำตัวเอาแต่ใจกับคนตัวโตกว่าอย่างห้ามตัวเองไม่ได้ ก็คนมันเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรนี่เนอะ ไม่สบายก็แค่อยากให้มีคนมาดูแลมาเอาใจเท่านั้นเอง

“นอนได้แล้ว”

“..”

“เอ้า หลับตาสิ” พอจะปล่อยให้นอนดี ๆ ต้นกล้ากลับไม่อยากนอนมันเสียอย่างนั้น และเอาแต่จ้องหน้าเด็ดเดี่ยวนิ่ง ๆ ซึ่งเขาก็จ้องตอบอย่างไม่ลดละเช่นกัน “นอนเดี๋ยวตื่นมาคงดีขึ้น”

“ถ้าหลับแล้วห้ามไปไหนนะ” อยู่ดี ๆ ก็บอกออกมาอย่างคนเอาแต่ใจตัวเอง ฝืนตาที่กำลังจะปิดแหล่มิปิดแหล่เพราะฤทธิ์ยาและพิษไข้เอาไว้ เพื่อรอฟังคำตอบ

“พี่ไม่ไปไหนหรอกนอนซะ” นั่นแหละตาสวยจึงค่อย ๆ ปิดลงเมื่อได้รับคำยืนยันที่มาพร้อมสัมผัสอุ่น ๆ ผ่านเส้นผมสีแดงสะดุดตาจากมือใหญ่ ที่ลูบหัวให้อย่างปลอบใจเมื่อบอก เปลือกตาบางของคนป่วยปิดลงราวกับเป็นการตัดสัญญาณ อย่างที่เจ้าตัวไม่สามารถบังคับฝืนมันไว้ได้แล้ว ก่อนหลับไปต้นกล้าบอกตัวเองว่าไม่ได้อ้อนคนตัวโต แต่ที่ทำออกมานั้นเป็นเพราะความเคยชิน เวลาไม่สบายเขาไม่อยากนอนอยู่คนเดียว จนมันกลายเป็นสิ่งหนึ่งที่ฝังอยู่ในใจและแก้ไม่หายสักที กับการที่ต้องมีคนคอยนั่งเฝ้าเวลาเป็นไข้หรือไม่สบาย และตอนนี้มันก็ต้องเป็นหน้าที่ของคนที่อยู่ตรงนี้ ไม่อยากคิดเลยว่าหากเป็นไอ้จ๋า ต้นกล้าจะอายแค่ไหนเมื่อหายไข้ เพราะไอ้ลูกน้องตัวดีคงไม่ปล่อยผ่าน โดยไม่เก็บเอามาแซวเขาให้ได้อายเล่นเป็นแน่

“ลูกพี่เดี่ยว”

“ว่าไง งานเป็นยังไงบ้างวะ”

“ลูกพี่กล้าอะครับ?”

“หลับ”

“แล้วนี่”

“อะไร”

"ทำไมไม่ไปนั่งเฝ้าในห้องล่ะครับ”

“ออกมาคุยโทรศัพท์”

“ระวังตื่นมาไม่เห็นใครจะโดนวีนนะครับลูกพี่ เดี๋ยวจะหาว่าไอ้จ๋ามันไม่เตือน”

“หืม?” เด็ดเดี่ยวยังสงสัยแต่ไม่ทันได้ถามอะไร ไอ้จ๋ามันก็ตัดบทขึ้นมาเสียก่อน

“อะนี่ครับข้าวเที่ยง เดี๋ยวไอ้จ๋าจะออกไปดูคนงานต่อ ฝากด้วยนะครับลูกพี่ พรุ่งนี้นาแปลงนี้เสร็จไอ้จ๋าก็ไม่รบกวนแล้ว”

“อืม ไม่เป็นไร” ถึงปากจะบอกว่าไม่เป็นไรและหน้าตาก็เฉยๆ แต่ในใจเขานั้นมันยินดีมากที่ได้ดูแล เด็ดเดี่ยวอยากบอกเหลือเกินว่าไม่ได้รบกวนอะไรเขาเลยสักนิด เพราะอยากอยู่ตรงนี้อยู่แล้ว ไม่รู้ทำไมถึงได้อย่างอยู่แบบนี้ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาด้วยรู้ว่าไอ้จ๋ามันต้องต้อนเขาจนมุมแน่

“งั่นไอ้จ๋าไปนะครับ ฝากลูกพี่กล้าด้วยนะครับ” เด็ดเดี่ยวมองส่งไอ้จ๋าลงเรือนไปแล้ว จึงได้กลับเข้าไปในห้องของคนไข้อีกครั้ง เจ้าของใบหน้าหล่อใสสไตล์เกาหลียังหลับตาพริ้มลมหายใจสม่ำเสมอ เด็ดเดี่ยวพึ่งจะได้สังเกตว่าผิวแก้มของต้นกล้าเนียนละเอียดและขาวใสมากทีเดียว คิ้วได้รูปพาดเฉียงได้องศารับกับแพขนตาสีดำสนิทหนาพอประมาณ ขนตาดูยาวแต่ไม่งอนอ่อนช้อยเหมือนผู้หญิง จมูกโด่งรั้นเหมือนนิสัยของเจ้าตัว ริมฝีปากบางหยักสวยดูเป็นรูปกระจับสีชมพูระเรื่อ รับกันได้อย่างพอดีกับไรหนวดอ่อนเส้นเล็กๆ ที่ดูเป็นธรรมชาติราวพึ่งกับแตกเนื้อหนุ่ม เพราะดูเหมือนเจ้าตัวจะยังไม่เคยโกนมันมาก่อนเลยด้วยซ้ำ ผิดกับตัวเขาที่ใบหน้าช่วงล่างดกเต็มไปด้วยหนวดเครา ที่ต้องโกนมันออกทุกเช้า เพราะไม่อย่างนั้นมันจะดูรกจนน่ากลัว ทั้งที่หลายคนบอกว่ามันทำให้ใบหน้าคมคายของเขาดูน่ามองไปอีกแบบ แต่สำหรับเด็ดเดี่ยวแล้วชอบให้ใบหน้าของตัวเองเกลี้ยงเกลามากกว่า

ยิ่งพิศยิ่งเผลอยิ่งมองยิ่งเพลินและไม่รู้ตัว ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ จนกระทั้งดวงตาที่ปิดสนิทในคราแรกค่อย ๆ เปิดขึ้นมาก็พอดีกับที่ใบหน้าของทั้งสองอยู่ห่างกันไม่ถึงคืบ แต่คนที่เพิ่งลืมตาตื่นนั้นยังดูเหมือนมึนงง จนลืมที่จะโวยวายเหมือนที่เคย

“ตื่นแล้วเหรอ” คำถามแรกที่ได้ยินมันอ่อนโยน จนฟังแล้วให้ความรูสึกอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั้งหัวใจ ขณะที่เด็ดเดี่ยวค่อย ๆ ยืดตัวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งที่ในใจก็อดตื่นเต้นไม่ได้กับการกระทำของตัวเอง ที่ทำไปแบบก้ำกึ่งว่ารู้ตัวกับไม่รู้ตัว รู้แค่ว่าอยากจะทำและอยากจะมองหน้าอีกคนให้ใกล้ชิด แล้วอยู่ดี ๆ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่เคยได้สัมผัสในวันแรกที่เจอกัน ก็เหมือนลอยเข้ามาแตะจมูก เชิญชวนดึงดูดให้เข้าหาเพื่อสัมผัสกันให้มากยิ่งขึ้น จนกระทั่งตาสวยเปิดขึ้นมาขัดจังหวะ นั่นแหละสติจึงกลับมาอยู่กับตัว

“อืม”

“หิวมั้ย” ต้นกล้าส่ายหัวเป็นคำตอบ เพราะตอนนี้เขาคอแห้งมากจนไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้ เมื่อลืมตาขึ้นมาเห็นใบหน้าหล่อคมคร้ามแดดอยู่ใกล้ ๆ แทนที่จะโวยวายกลับรู้สึกอุ่นใจ ที่คนตัวโตอยู่อยู่เฝ้าไม่หนีห่างไปไหนไกล

“น้ำ” เสียงแผ่ว ๆ หลุดออกมาเพื่อบอกถึงสิ่งที่ต้องการ เด็ดเดี่ยวไม่รอช้ารีบพยุงร่างโปร่งบางที่ไม่มีแรงให้ลุกขึ้นนั่ง หยิบหมอนมารองหลังให้สองใบ แล้วจึงหันไปหยิบน้ำอุ่นที่เตรียมไว้มาให้อีกคนได้ดื่ม พอได้จิบน้ำอุ่น ๆ ทำให้รู้สึกดีขึ้นมาบ้างแต่ก็ยังเพลีย ๆ อยู่ ต้นกล้าจึงนั่งเอนหลังลงแล้วหลับตานิ่ง ๆ อยู่อย่างนั้น ครู่หนึ่งคนที่จับตาดูอยู่ตลอดเวลาจึงถามขึ้น

“หิวมั้ย” ต้นกล้าคิดว่าตัวเองคงเบลอเพราะพิษไข้ เมื่อได้ยินเสียงถามที่ฟังดูอ่อนโยน จนไม่น่าจะเป็นเสียงของคนที่คอยเอาแต่กล่าววาจาสบประมาทท้าทาย แต่มันก็ใช่เพราะเขาไม่ได้เป็นไข้จนพร่ำเพ้อละเมอไร้สาระ รู้ว่าคนที่นั่งเฝ้าอยู่นี่เป็นใคร เพียงแค่ไม่คิดว่าจะได้ยินอะไรแบบนี้เท่านั้นเอง จากคนที่คอยแต่จะกวนให้อารมณ์ขุ่นมัว กลายเป็นคนที่ต้องคอยมาดูแลทั้งที่ไม่จำเป็นต้องทำเลยสักนิด ต้นกล้าคิดแล้วซึมซับเอาบางสิ่งบางอย่างเข้าไปในหัวใจโดยที่ไม่รู้ตัว

“กินข้าวสักหน่อยนะ ไอ้จ๋ามันพึ่งเอามาให้” บอกพลางยกถ้วยข้าวต้มขึ้นมาให้ต้นกล้าดู คนตัวเล็กเบ้หน้าแล้วหันหนีไปอีกทางกับความซ้ำซากจำเจ “อ้าว”

“ไม่มีข้าวไข่เจียวเหรอ”

“ไม่มี มีแต่ข้าวต้มนี่ล่ะ”

“เราอยากกินข้าวไข่เจียว”

“หายค่อยกิน วันนี้กินข้าวต้มไปก่อนกลืนง่ายจะได้ไม่เจ็บคอ”

“เราอยากกินข้าวไข่เจียว” ต้นกล้ายังยืนยันความต้องการเดิม เพราะร่างกายเริ่มดีขึ้นหลังจากได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ เมื่อตื่นมาจึงนึกอยากกินของโปรดของตัวเอง “อยากกินจริง ๆ นะ” คำว่านะที่ลงท้ายนั่นดูเหมือนจะเป็นน้ำกรดชั้นดีที่กัดกร่อนได้อย่างยอดเยี่ยม ตาคมสบตาหวานดูสิใครจะแพ้ใครจะชนะ คนอ้อนก็ทำออกมาเหมือนไม่รู้ตัวด้วยเหตุผลของความเจ็บไข้ คนดูแลจึงได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ แล้วจำยอม

“งั้นรอก่อนเดี๋ยวพี่ไปทำให้”

“นานมั้ย”

“เจียวไข่คงไม่ต้องใช้เวลาเป็นวันหรอก รออยู่นี่ล่ะเดี๋ยวมา”

“หึ ๆ ” เสียงหัวเราะแหบ ๆ อย่างสะใจหลุดออกมาจากลำคอของคนป่วยเบา ๆ เมื่อเด็ดเดี่ยวเดินออกจากห้องเพื่อไปเจียวไข่ เพราะคนเอาแต่ใจตัวเองงอแงอยากกินของที่ไม่มี ไม่รู้ว่าเพราะอยากกินจริง ๆ หรืออยากแกล้ง แต่เมื่อคนตัวโตเดินออกไปแล้ว รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ร้ายกาจก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากได้รูป พร้อมดวงตาที่เป็นประกายสมใจทันที

ต้นกล้าลุกขึ้นจากที่นอนบิดตัวไปมาเบา ๆ ไล่ความเมื่อยขบ ถึงจะรู้สึกดีขึ้นกว่าเมื่อเช้ามากแล้ว อาการวูบ ๆ โหวง ๆ ก็ยังคงมีอยู่ไม่น้อยเลย แต่กระนั้นก็ยังลุกเดินเข้าห้องน้ำล้างหน้าเพื่อเรียกความสดชื่นให้ตัวเอง แล้วออกมานั่งเล่นนอนเล่นรอที่เตียง เบื่อๆ จึงหยิบโทรศัพท์มาเช็คนั่นตรวจนี่ไปเรื่อยเปื่อยฆ่าเวลา ไม่นานไข่เจียวหอม ๆ พร้อมข้าวต้มที่อีกคนเอาลงไปอุ่นให้ ก็ถูกจัดวางเคียงคู่กันมาบนโต๊ะญี่ปุ่นตัวเตี้ยที่เด็ดเดี่ยวยกเข้ามาวางไว้หน้าเตียง และยังมีกับข้าวอีกสองอย่างและข้าวสวยอีกหนึ่งจานจัดวางมาด้วยกัน

“มากินข้าวก่อนมาจะได้กินยา”

“กินแล้วออกไปข้างนอกได้มั้ย”

“ยังไม่หายดี กินแล้วนอนพักอีกสักนิด”

“เราหายดีแล้ว”

“ไหนดูสิไข้ลดหรือยัง” เด็ดเดี่ยวบอกแล้วแนบหลังมือลงที่หน้าผากมนของต้นกล้า จากนั้นก็แตะไปตามแก้มลงไปถึงลำคอจนทั่ว ซึ่งกว่าต้นกล้าจะรู้ตัวว่าเผลอนั่งนิ่งให้อีกคนวัดไข้อยู่เฉย ๆ ก็เมื่อตอนเด็ดเดี่ยววางมือลงบนหัว แล้วจับโยกเบา ๆ นั่นแหละ ต้นกล้าถึงได้ปัดมือใหญ่ ๆ นั่นออกจากหัวตัวเอง

“นั่นของพี่” เด็ดเดี่ยวบอกเมื่อต้นกล้าหยิบจานข้าวสวยไปวางตรงหน้าตัวเอง แล้วยกถ้วยข้าวต้มมาวางไว้ให้เขาแทน

“ก็บอกแล้วว่าเราอยากกินข้าวไข่เจียว”

“เฮ้อ ตามใจ” คนหัวแดงแอบยิ้มพอใจเพราะดูเหมือนว่าวันนี้ชัยชนะมันจะเป็นของเขาทุกยก ตั้งแต่บอกว่าอยากกินข้าวไข่เจียวก็ได้กิน ถึงแม้ว่าอีกคนจะตักข้าวต้มมาให้ แต่พอยืนยันว่ายังไงก็จะกินข้าวสวยเด็ดเดี่ยวก็ยังก็ยอม ไม่มีอะไรจะสนุกไปมากกว่านี้อีกแล้วจนกระทั่ง

“อึก โอ๊ย” ต้นกล้าหน้านิ่วเหยเก เมื่อตักข้าวพร้อมไข่เจียวกลิ่นหอมยั่วน้ำลายเข้าปากคำใหญ่ เคี้ยวไปได้ไม่กี่ทีก็รีบกลืนลงคอ แต่คอเจ้ากำที่ดูเหมือนว่าจะดีขึ้นแล้วกลับเจ็บจนเจ้าตัวเผลอนิ่วหน้าร้องออกมาอย่างทรมาน

“เป็นอะไรยังเจ็บคออยู่หรือไง”

“เจ็บคอ ๆ น้ำ ๆ ขอน้ำ” เมื่อได้จิบน้ำอุ่นลงไปกลั้วลำคอที่แห้งฝืดก็ให้รู้สึกดีขึ้นมาได้บ้าง แต่พอหยิบช้อนขึ้นมาจะกินต่อก็ให้รู้สึกแหยง เพราะความเจ็บที่ยังรู้สึกได้ในลำคอ ถึงแม้คนที่นั่งตรงข้ามจะกำลังจับตามองอยู่ แต่คนกลัวเจ็บต้องจำใจวางช้อนลงอย่างเสียไม่ได้

“คราวนี้คงหยุดดื้อได้แล้วสินะ”

“ใครดื้อ” ต้นกล้าสะบัดหน้าหนีอีกคนที่จ้องมองเขาตาดุ ใช่แล้ว สายตาของเด็ดเดี่ยวที่มองต้นกล้ามันดุจนเขารู้สึกกลัว แต่อะไรคือการที่มุมปากหยักนั่นยกขึ้นมายิ้มเหมือนกำลังสะใจ ต้นกล้าเห็นแล้วให้รู้สึกหงุดหงิดจนไม่อยากมอง เด็ดเดี่ยวเปลี่ยนเอาข้าวสวยกลับคืนมา แล้วเอาถ้วยข้าวต้มไปวางไว้ให้แทน ต้นกล้าจำเป็นต้องกินข้าวต้มกับไข่เจียวแทนข้าวสวย เพราะเมื่ออาการไข้ดีขึ้นร่างกายเริ่มฟื้นตัว ก็ย่อมต้องการอาหารมาเติมเต็มเป็นธรรมดา ทั้งสองต่างก็นั่งกินข้าวกันเงียบ ๆ เด็ดเดี่ยวเหลือบตามองคนตัวเล็กบ้างในบางครั้ง แต่ต้นกล้าเอาแต่หลบสายตาจนกระทั่งกินอิ่ม คนตัวโตไม่ลืมหน้าที่ตัวเองโดยการบังคับให้ต้นกล้ากินยาอีกชุดแล้วค่อยนอนพัก

ต่อค่ะ....

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo

ตกบ่ายต้นกล้าเอาแต่ขลุกอยู่ในห้อง ส่วนเด็ดเดี่ยวก็เอาแต่นั่งทำอะไรบางอย่างอยู่ที่มุมนั่งเล่นตรงชานเรือน พอต้นกล้าถามก็บอกแค่ว่าทำงาน และพอเห็นว่าอีกคนนั่งทำงานด้วยท่าทางที่ดูจริงจัง ต้นกล้าที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับงาน และตัวของเด็ดเดี่ยวเลยนอกจากเป็นคนสนิทของคุณยาย และเป็นลูกชายของกำนันอาจหาญ จึงเอาแต่มองอยู่ห่าง ๆ อย่างหมั่นไส้ ไม่นานก็ถอยกลับเข้าไปตั้งหลักที่ห้องตัวเอง โดยไม่ลืมส่งค้อนปะหลับปะเหลือกให้อีกคนไปด้วยอย่างไม่พอใจ ถึงแม้คนโดนค้อนจะไม่รู้และไม่เห็นก็ตามเถอะ

“เดี๋ยวพี่ต้องออกไปธุระก่อนนะ”

“ธุ..” ต้นกล้าเกือบหลุดปากถามออกมาแล้วว่าธุระอะไร ดีที่ยั้งปากของตัวเองเอาไว้ได้ทัน จึงทำแค่เหลือบตาขึ้นมองเด็ดเดี่ยวนิ่ง ๆ ทั้งที่ใจก็อยากรู้เต็มแก่ ไหนรับปากจะดูแลแต่สุดท้ายก็ผิดคำพูดสินะ

“ไม่รู้จะเสร็จตอนไหน”

“ใครอยากรู้” บอกแล้วก็ทำเป็นไม่สนทั้งที่ในใจนั้นอยากรู้เต็มแก่ว่าอีกคนจะไปทำอะไรที่ไหน

“ถ้างั้น ...” ต้นกล้าเหลือบมองคนที่พูดไม่จบ เพราะตั้งใจเว้นช่วงเอาไว้เหมือนดึงความสนใจของเขาและมันก็ได้ผล

“อะไร”

“งั้นพี่ไปล่ะ”

“แล้ว..”

“หืม?”

“ช่างเถอะจะไปไหนไม่เห็นเกี่ยวกัน”

“อืม”

“..” ต้นกล้ามองเมินไปทางอื่น ลึก ๆ แล้วก็ไม่เข้าใจ ว่าทำไมต้องรู้สึกไม่ชอบที่เด็ดเดี่ยวจะไปธุระ เขาก็คงต้องมีงานมีการของตัวเอง จะให้มานั่งเฝ้านอนเฝ้าคนป่วยอยู่อย่างนี้ตลอดก็คงเป็นไปไม่ได้ ถึงไม่อยากให้ไปแต่ต้นกล้ายังต้องรักษาฟอร์มโดยทำเป็นเมินเฉย แต่เอ๊ะ*! ทำไมเราต้องไม่อยากให้เขาไปด้วยวะ* ต้นกล้าถามตัวเองแล้วสลัดความคิดฟุ้งซ่านแปลก ๆ นี้ออกจากหัว ก่อนจะเหลือบตามองคนที่ยืนอยู่หน้าประตูอีกครั้ง ทั้งสองต่างคนต่างมองตากันเงียบ ๆ

“เย็น ๆ เดี๋ยวพี่แวะมา” ตัวเด็ดเดี่ยวเองก็ไม่อยากไปเหมือนกัน แต่ด้วยนี่เป็นธุระสำคัญที่พ่อกำนันพึ่งโทรมาบอก และเห็นว่าต้นกล้าดีขึ้นมากแล้ว ชายหนุ่มจึงตกปากรับคำว่าจะไปจัดการให้ เขาหันหลังกลับช้า ๆ เห็นทางหางตาว่าคนหัวแดงบนเตียงขยับตัวขึ้นนั่ง แต่ก็ไม่ได้หันกลับไปมองเพราะกลัวว่าตัวเองนั่นแหละที่จะหาเรื่องไม่ยอมไป

“ขอบคุณ” เสียงแหบแห้งไม่ดังมากนัก แต่คนที่กำลังจะก้าวขาออกไปจากห้องกลับได้ยินมันอย่างชัดเจน และจากเสี้ยวหน้าคมของเด็ดเดี่ยวที่ต้นกล้าสามารถมองเห็นได้เล็กน้อยนั่น เขาเห็นชายหนุ่มยิ้มออกมาบาง ๆ ก่อนที่ขาจะก้าวออกไป

เด็ดเดี่ยวดวงตาเปล่งประกายเดินอมยิ้มออกจากห้องนอนของต้นกล้าไป ทิ้งให้คนตัวเล็กกว่านั่งกัดริมฝีปากแน่นกับสิ่งที่หากเขาไม่ยอมบอกกับคนตัวโตกว่า ก็คงรู้สึกไม่ดีกับตัวเองเท่าไหร่นัก แต่พอได้พูดแล้วกลับเป็นตัวเขาเองนั่นแหละที่ทำตัวไม่ถูก ยังดีที่เด็ดเดี่ยวไม่ได้หันกลับมามอง ไม่อย่างนั้นต้นกล้าเองก็ไม่รู้ว่าจะทำหน้าทำตายังไง เพราะแค่คำพูดคำเดียวที่คิดว่าสมควรจะพูดมันออกมา ก็ทำให้ต้นกล้ารู้สึกเหมือนกับร่างกายของเขานั้น กำลังจะปริแตกออกจากกันเสียเดี๋ยวนี้มันให้ได้

หลานชายหัวแก้วหัวแหวนของคุณยายประไพศรี ใช้เวลาอยู่คนเดียวโดยทั้งนอนเล่นโทรศัพท์ ดูทีวี บ้างก็เผลอหลับไป บ้างก็ลุกขึ้นมานั่งบ่นอยู่คนเดียว จนกระทั่งตกเย็นคนที่บอกว่าไปทำธุระก็ยังไม่โผล่หน้ากลับมาสักที คิดไปก็ถามตัวเองไปด้วยว่าเขาจะกลับมาหาทำไม คิดไปคิดมาก็ค้านกับตัวเองว่าอีกคนบอกจะมาดูแล คิดไปคิดมาก็บอกกับตัวเองว่าอีกคนรับปากจะอยู่เป็นเพื่อน แต่ธุระอาจจะไม่เสร็จหรือเขาอาจจะไม่อยากเข้ามาอีกก็ได้ ตัวเองก็ใช่ว่าจะญาติดีกับเขา ยิ่งคิดยิ่งไปกันใหญ่ ยิ่งคิดยิ่งฟุ้งซ่าน ต้นกล้าจึงสลัดความฟุ้งซ่านของตัวเองทิ้ง แล้วเดินออกมานอนเล่นที่มุมโปรดชานเรือน

“อ้าว ลูกพี่มาพอดีเลย”

“งานวันนี้เป็นยังไงบ้างวะจ๋า”

“เรียบร้อยดีครับลูกพี่ พรุ่งนี้นาแปลงนี้ก็เสร็จ คงต้องพักรอกล้าอีกสักสามสี่วัน ถึงจะได้ดำในส่วนที่เหลือ”

“ทำไมต้องรอล่ะ”

“ก็กล้ามันยังไม่โตเหมาะพอปักดำนี่ครับ อีกสามสี่วันน่าจะได้ที่พอดี ลูกพี่ก็คงหายดีแล้วนะครับจะได้ลงนาด้วยกัน”

“อืม แล้ว...”

“ครับลูกพี่”

“เปล่าช่างมันเถอะ”

“พรุ่งนี้ไอ้จ๋าไม่อยู่นะครับ”

“อ้าวแกจะไปไหน”

“จันทร์ - ศุกร์ไอ้จ๋ามีเรียนครับ แต่ไปเช้ากลับเย็นทุกวัน”

“อ๋อเหรอ”

“ลูกพี่อยู่คนเดียวไม่เป็นไรนะครับ”

“เออ แล้วจะเป็นไรวะ”

“แหะ ๆ เปล่าครับไอ้จ๋าแค่กลัวลูกพี่เบื่อเท่านั้นเอง” ใช่นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ไอ้จ๋ามันรู้สึกกังวลยิ่งนัก เพราะรู้มาว่าคนที่เคยชินกับการอาศัยอยู่ในเมืองนั้น จะไม่ค่อยชอบอยู่เฉย ๆ และไม่ชอบอยู่กับความเงียบสงบได้นาน เพราะสิ่งล่อตาล่อใจมันมีอยู่เยอะที่ไปก็เยอะ พอมีเวลาว่าง ๆ ก็มักจะชักชวนกันไปนั่นมานี่ เมื่อต้องอยู่คนเดียวเงียบ ๆ กับท้องไร่ท้องนาอย่างนี้ไอ้จ๋าเลยห่วงว่าลูกพี่มันจะเบื่อแล้วพาลทิ้งไป

“เบื่อก็หาอะไรทำแถวนี้ล่ะ”

“ยังไงก็เดินลงไปดูนาบ้างก็ได้ครับ”

“อืม”

“เดี๋ยวไอ้จ๋าไปดูก่อนว่าวันนี้แม่ทำอะไรให้กิน เดี๋ยวมานะครับ”

“เออ” พอไอ้จ๋าไปแล้วต้นกล้าก็มีเพียงความเงียบรอบตัวเป็นเพื่อน นอนเล่นจนเบื่อไม่รู้จะทำอะไร จึงคิดว่าลงไปเดินเล่นสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างล่างท่าจะดีไม่น้อย เพราะนี่ก็นอนอยู่บนบ้านมาทั้งวันแล้ว คิดได้ดังนั้นก็เห็นด้วยกับตัวเอง จึงลุกขึ้นแล้วเดินลงเรือนไป

หญ้าอ่อนเขียวขจีสลับกับดอกหญ้าดอกเล็ก ๆ ที่มีทั้งสีม่วง สีขาวและสีเหลือง ดูสดใสเพราะมันได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอจากฝนที่ตกลงมาทุกวัน ทำให้ต้นกล้ารู้สึกสดชื่นขึ้นมาได้มาก สองเท้าก้าวเดินย่ำไปบนหญ้าสั้น ๆ ที่ให้ความรู้สึกนุ่มเท้าเมื่อก้าวเหยียบลงไป ลมบาง ๆ หอบเอากลิ่นดินกลิ่นหญ้ามาด้วย ให้ความรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายใจ ต้นกล้ารู้สึกดีขึ้นเมื่อได้สูดลมหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด แม้จะมีอาการเพลียอยู่บ้างแต่ก็รู้สึกได้ถึงเรี่ยวแรงของตัวเองที่กำลังกลับคืนมา หนุ่มหล่อเกาหลีเดินเล่นรอบบ้านผ่านสวนสวยที่ถูกปลูกแต่งเอาไว้ โดยไม่เน้นจัดให้เป็นรูปแบบเท่าไหร่นัก เพราะเจ้าของสวนอย่างคุณยายประไพศรีเน้นที่การปลูกไม้มงคล และต้นไม้ส่วนใหญ่ก็มีคนนำมาฝากทั้งนั้น จึงหาที่ปลูกรอบบ้านตามความเหมาะสม หากเป็นไม้กระถางก็จัดตั้งเอาไว้ให้ดูเป็นระเบียบและไม่ให้รกจนเกินไป เดินผ่านสวนครัวที่รดน้ำจนชุ่ม นี่คงเป็นฝีมือของไอ้จ๋า ที่ต้นกล้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันมาทำเอาไว้ตั้งแต่ตอนไหน เห็นแปลงผักเขียว ๆ เรียงกันเป็นระเบียบก็คิดเอาไว้ในใจ ว่ารอให้หายดีก่อนแล้วจะลองมาทำบ้าง ต้นกล้าหมายมั่นอย่างตั้งใจ ก่อนจะเดินผ่านไปเรื่อย ๆ อ้อมไปด้านหลังของตัวบ้าน

ตุ่มใส่น้ำตั้งเรียงรายอยู่หลังบ้าน เป็นที่ที่เด็ดเดี่ยวเคยมาอาบในวันที่ทั้งสองตกโคลน ต้นกล้ายืนมองตุ่มสามสี่ใบให้คิดถึงวันที่ผ่านมา ใบหน้าหล่อใสขึ้นสีระเรื่อเกิดความรู้สึกร้อนผ่าว ๆ โดยไม่รู้สาเหตุ ยิ่งภาพที่อีกคนถลกผ้าข้าวม้าขึ้นสูงถึงต้นขาล่ำสัน เผยให้เห็นช่วงขายาวดูแข็งแกร่งตอนลูบไล้เพื่อถูสบู่ ยิ่งให้รู้สึกร้อนวูบวาบเล่นเอาแทบเป็นลมล้มทั้งยืน เพราะภาพเหล่านั้นมันติดตาชัดเจนอยู่ในหัว ยิ่งกว่าดูหนังระบบ HD ที่ใคร ๆ ก็บอกว่าคมชัดที่สุดนั่นอีก สะบัดหน้าสองสามทีไล่ความฟุ้งซ่านของตัวเอง แล้วเดินผ่านจุดนั้นอ้อมมาทางหลังครัวจนมาโผล่อีกฝั่งหนึ่งของบ้าน เดินแค่นี้ก็ทำให้รู้สึกเหนื่อยพอสมควรแล้วสำหรับคนพึ่งฟื้นไข้ จึงเดินเข้าครัวหาน้ำเย็น ๆ ดื่ม

“ลูกพี่ครับไอ้จ๋ามาแล้ว วันนี้แม่ทำแต่ของโปรดลูกพี่ทั้งนั้นเลยครับ” ไอ้จ๋าเดินเข้ามาพร้อมปิ่นโตเถาใหญ่และตะกร้าหวายใส่ของเช่นเดิม ปากร้องทักคนเป็นลูกพี่ที่เดินออกมาพร้อมขวดน้ำ ด้วยน้ำเสียงร่าเริงและอารมณ์ดีในแบบของมัน “หิวหรือยังครับ”

“ยังหรอกเดี๋ยวค่อยกิน”

“ครับ ๆ แล้วนี่ลูกพี่ไปไหนมาครับ “

“เดินเล่นแถวนี้ล่ะ” ต้นกล้าตอบพลางเดินมานั่งลงที่แคร่ไม้ตัวกว้างตั้งอยู่มุมหนึ่งของใต้ถุนเรือน

“ยังไม่หายดีมาเดินตากลม ระวังไข้กลับอีกนะครับลูกพี่”

“ฉันไม่เป็นไรโว้ย ว่าแต่นี่มันที่นอนหมอนมุ้งของใครล่ะเนี่ย” ต้นกล้าชี้ไปยังที่นอนแบบพับตอนขนาดนอนได้คนเดียว วางทับเอาไว้ด้วยหมอนผ้าห่ม ที่พับอย่างเป็นระเบียบทับด้วยมุ้งที่ม้วนเอาไว้อย่างดี

“เอ้า ก็ของไอ้จ๋านี่ล่ะครับลูกพี่”

“แล้วทำไมเอามาไว้ตรงนี้ล่ะ”

“ก็ไอ้จ๋านอนตรงนี้นี่ครับ”

“ห๊า อะไรนอนตรงนี้”

“เอ๊า ไอ้จ๋าก็คนอนตรงนี้ประจำที่ทุกคืนอยู่แล้วเป็นปกตินะครับ”

“หระ เหรอวะ..”

“ครับ”

“ทุกคืน?”

“ทุกคืนแต่ไหนแต่ไรไม่มีวันหยุดครับ”

“..” ต้นกล้าได้ยินไอ้จ๋าตอบเสียงดังฟังชัดหนักแน่นแบบนั้น ก็ให้รู้สึกว่าเหมือนกับมีบางสิ่งบางอย่างกำลังดิ้นอยู่ในท้อง บางสิ่งบางอย่างที่กำลังหมุนวนจุกแน่นคับแค้นขึ้นมาตีบตันอยู่ที่คอหอยของเขา หนอยไอ้จ๋ามันนอนอยู่ตรงนี้ทุกคืน แต่ดันไม่เคยบอกกล่าวอะไรสักคำ แล้วปล่อยให้เขานอนผวาคนเดียวจนแทบไม่เป็นอันหลับอันนอนมาหลายคืน แบบนี้มันน่าโบกสักทีดีไหม

“แต่เอ๊ะ ที่จริงไอ้จ๋ายังไม่เคยบอกลูกพี่เลย ไอ้จ๋าขอโทษก็แล้วกันนะครับ” เหมือนมันรู้ว่าต้นกล้ากำลังคิดอะไร ไอ้จ๋ายิ้มหน้าจืดเมื่อมันพึ่งนึกได้ว่ายังไม่เคยบอกต้นกล้าเลย ว่ามันมานอนเฝ้าบ้านอยู่ตรงนี้ ไม่ว่าจะไปไหนกลับมืดค่ำดึกดื่นยังไงก็ต้องมา เพราะตรงนี้กลายเป็นห้องนอนของมันไปแล้ว ซึ่งต้นกล้าเองเมื่อได้ยินคำขอโทษก็ยิ่งเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันนึกด่าไอ้จ๋าอยู่ในใจ จะต่อว่าออกมาตรง ๆ ก็ไม่ได้เมื่อเห็นสีหน้าสำนึกผิดที่สุดแสนจะจริงใจของไอ้คนซื่อ

“ลูกพี่”

“..”

“ลูกพี่ครับ”

“..”

“ลูกพี่กล้าครับ! ”

“อะไร”

“ทำไมเงียบครับ”

“เปล่า ไม่มีอะไร”

“แต่หน้าลูกพี่เหมือนกำลังอยากฆ่าใครเลยนะครับ”

“เหรอ เออคงใช่ว่ะ”

“มันเป็นใครครับเดี๋ยวไอ้จ๋าจะเรียกมันมาปรับทัศนคติเอง”

“..” ต้นกล้าไม่ตอบคำถามของไอ้จ๋าที่ถามมาเสียงเข้มดูเอาจริงเอาจัง หากมันได้รู้ว่าตัวมันเองนั่นแหละ ที่เขาอยากจะฆ่าให้ตายคามือเสียเดี๋ยวนี้ มันจะทำหน้ายังไง แหมพูดมาได้ว่ามานอนทุกคืน ทั้งที่มานอนทุกคืนเชียวนะ แต่ทำไมมันไม่เคยบอกกันสักคำ ปล่อยให้ต้นกล้าหวาดผวาจนไม่เป็นอันหลับอันนอน ตั้งแต่คุณยายและพ่อกับแม่ไป จะมีวันไหนได้นอนเต็มอิ่มบ้างนอกจากเมื่อคืน อย่างน้อยหากได้รู้ว่ามีใครอีกคนนอนอยู่ร่วมบ้าน ถึงแม้จะนอนอยู่แค่ที่มุมพักผ่อนใต้ถุนของบ้านก็ตามเถอะ ยังไงถ้าได้รู้ว่าไม่ได้อยู่บ้านคนเดียว อย่างน้อยต้นกล้าก็ยังพออุ่นใจ แต่นี่อะไรถ้าไม่มาเห็นหรือถ้าไม่ถามมันมันคงไม่ยอมบอก เจ็บใจ เจ็บใจจริง ๆ เจ็บใจไอ้จ๋าจริง ๆ ฮึ่ย!

ต้นกล้าชักสีหน้า เพราะยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิด ยิ่งเห็นไอ้จ๋าทำหน้าไร้เดียงสาดวงตาใสซื่อ ความหงุดหงิดยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นร้อยเท้าพันทวี ราวกับว่ามันกำลังแกล้งกวนเขาให้เสียอารมณ์ จึงคิดว่าจะเดินหนีไปสงบสติอารมณ์ก่อนจะดีกว่า

“ลูกพี่จะไปไหนครับ”

“เดินเล่นแถวนี้ล่ะ”

“งั้นเดี๋ยวไอ้จ๋า จัดสำรับรอบนบ้านนะครับ”

“อืม”

ต้นกล้าเดินเล่นไปรอบ ๆ บ้านเป็นรอบที่สาม และไอ้จ๋ามันก็มาตามให้ไปกินข้าเป็นรอบที่สามด้วยเหมือนกัน แต่ดูเหมือนต้นกล้าจะคิดว่ายังไม่ถึงเวลา ทั้งที่เริ่มรู้สึกมวนท้องเพราะหิวนิด ๆ แต่ก็ยังเดินเอามือทั้งสองข้างไขว้หลัง ทำหน้าเคร่งเพ่งสายตาใส่ต้นไม่ใบหญ้าแถวนั้นอยู่ โดยไม่สนใจไอ้จ๋าที่มันได้แต่เรียกแล้วเรียกอีกเลย

“ลูกพี่ครับ เย็นมากแล้วนะครับ กินข้าวเถอะครับจะได้กินยา”

“เดี๋ยวน่า กินยาอะไรฉันหายแล้วโว้ย”

“ถึงหายก็ต้องกินยาต่ออีกหน่อยครับ ให้มันหายขาด”

“หายแล้วก็หายเลยสิวะ จะมากินยาต่อทำไมใครบอกแก”

“ลูกพี่เดี่ยวครับ” เสียงตอบหนักแน่นมั่นใจเล่นเอาต้นกล้าหันมาจ้องหน้าไอ้จ๋าเขม็ง แต่ในหัวนึกถึงคนที่มันอ้างถึง ใช่สิ เย็นๆ เดี๋ยวพี่จะแวะมา นี่มันก็เย็นมากแล้ว ทำไมยังไม่เห็นหัวคนหน้ามึนมาวะ เราเริ่มจะหิวแล้วนะเว้ย แต่เอ๊ะ แล้วเราจะไปหงุดหงิดทำไม ต้นกล้าฉุกคิดขึ้นมาได้อย่างนั้นก็เดินขึ้นบ้าน โดยมีไอ้จ๋าวิ่งตามไปอย่างรู้หน้าที่แม้จะยังงง

“ไม่อยากมาก็ไม่ต้องมาสิวะใครจะสน”

“อะไรนะครับลูกพี่”

“เออ เปล่าว่ะ” ต้นกล้าบอกปัดเมื่อไอ้จ๋าที่เดินตามหลังต้อย ๆ ถามถึงสิ่งที่เขาเผลอบ่นออกมาและมันได้ยินไม่ชัด จะให้ต้นบอกมันไปได้อย่างไร ว่าไอ้ที่เดินรอบบ้านเสียสามรอบนี่ ก็เพราะกำลังหาเรื่องโอ้เอ้อยู่แถวนี้ จะได้มองเห็นก่อนใครหากรถกระบะสี่ประตูสีขาวคันนั้นแล่นเข้ามา ต้นกล้าไม่ได้รอหรอกนะ เพียงแต่อีกคนบอกว่าจะแวะมาตอนเย็นก็เท่านั้นเอง

“กินข้าวกันครับลูกพี่” ไอ้จ๋าเดินนำไปที่โต๊ะกินข้าวที่มันจัดเอาไว้เรียบร้อยแล้ว พร้อมเหยือกน้ำและแก้วสองใบ ข้าง ๆ แก้วมีถ้วยใบเล็ก ๆ สำหรับใส่เม็ดยาวางอยู่ ซึ่งแน่นอนว่ายาเม็ดใหญ่ ๆ ยาว ๆ รี ๆ นั้นถูกหักครึ่งเอาไว้เรียบร้อยแล้วด้วย แต่เอ๊ะ! ไอ้จ๋ามันรู้ได้ยังไงวะว่าต้องหักเม็ดยา

ต้นกล้าเหลือบมองนาฬิกาที่ติดอยู่ข้างฝา แล้วมองออกไปยังความมืดที่เริ่มโรยตัวปกคลุมรอบบ้าน มีแสงสว่างที่ช่วยให้มองเห็นมาจากหลอดไฟที่ติดเอาไว้ตามจุดต่าง ๆ ห่างกันได้ระยะพอดี อากาศยามหัวค่ำเย็นชื้นเล็กน้อยสำหรับคนที่พึ่งฟื้นไข้ ต้นกล้าเดินมานั่งลงตรงข้ามไอ้จ๋ากวาดตามองอาหาร ในหัวคิดไปถึงใครอีกคนที่ไปทำธุระอะไรนั่น แล้วก็ถอนหายใจ

“ไม่รักษาคำพูด” บ่นพึมพำพลางนั่งลงและก็พอดีตาเหลือบไปเห็นหน้าไอ้ลูกน้องคนสนิท ที่นั่งมองหน้าเขานิ่ง ๆ แววตาสงสัยใคร่รู้ “มีอะไร”

“ลูกพี่พูดคนเดียวอีกแล้วเหรอครับ”

“อะ เออ”

“พูดกับไอ้จ๋าบ้างก็นะครับ แหะ ๆ ” ไอ้จ๋ายิ้มหน้าจืดให้ลูกพี่ของมัน ที่นับวันยิ่งชอบพูดคนเดียวบ่อย ๆ จนอาการน่าเป็นห่วง

“กินเถอะ” ทั้งสองนั่งกินข้าวด้วยกันมีคุยกันบ้างเล็กน้อย ต้นกล้าที่อาการดีขึ้นมากแล้ว จึงกินอาหารคล่องคอขึ้นจนกระทั่งอิ่ม

“นี่ยาครับ ลูกพี่เดี่ยวบอกว่าต้องให้ลูกพี่กล้ากินให้ครบครับ หักมาแล้วเรียบร้อยจะได้กลืนง่ายตามที่ลูกพี่เดี่ยวสั่งไว้ก่อนไปเด๊ะ” หนอยไม่อยู่ยังจะมาบังคับอีกนะ ต้นกล้าทำท่าไม่พอใจเมื่อหยิบเม็ดยามาจากถ้วยเล็ก ๆ ในมือของไอ้จ๋า แต่ก็ต้องจำใจกลืนมันลงไป เพราะมันกำลังมองอยู่ด้วยสายตาชื่นชมแกมเป็นห่วง ต้นกล้าไม่สามารถปฏิเสธความหวังดีของไอ้จ๋า หรือแสดงความอ่อนแอออกมาให้มันเห็นได้ แม้ต้องกินถึงสามรอบ เพราะต้องกินเข้าไปทีล่ะเม็ดก็ตามเถอะ เหตุผลง่ายเพราะเจ็บคอ ไม่ใช่เพราะว่าต้นกล้าเป็นคนกินยายากเหมือนเด็ก และไม่ชอบกินยาเลยจริง จริ๊งงงง



####################
แอบกระซิบนิดหนึ่งนะคะ ตอนนี้ กรุ่นไอดินกลิ่นไอรัก กำลังเปิดจอง ใครสนใจเล่ม สอบถามได้ทางอินบ็อกเลยนะคะ

ดอกทองกวาว ทางอีสานจะเรียน ดอกจาน และเป็นที่มาของชื่อ บ้านทุ่งดอกจาน นั่นเอง ดอกไม่สีส้มๆ ที่มองแล้วสบายตา ทำให้คิดถึงบ้านนาและท้องทุ่งนา ตอนนี้ไม่ค่อยฮาแต่น่าจะฟิน  อยากให้เรื่องนี้เป็นนิยายรักใสๆ ในความหื่นของน้องกล้าที่จำไม่ลืมว่าพี่เดี่ยวมันอาบน้ำท่าไหนบ้าง กล้าไม่หื่นนะ กล้าไม่หื่น ไม่ได้ตั้งใจดู ไม่ได้ตั้งใจจำเอาไว้ จริง จริ๊งงงงงงงง

ขอบคุณที่ยังติดตามกันมาตลอดนะคะ แล้วเจอกันตอนต่อไปค่ะ

ดาว ณ แดนดิน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-11-2018 19:45:40 โดย AlittleStarWr »

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo
กรุ่นไอดิน กลิ่นไอรัก 8 ฉ่ำรักในกองฟาง 



กรุ่นไอดิน กลิ่นไอรัก ตอนที่ 8 ฉ่ำรักในกองฟาง

“เอาล่ะครับรายละเอียดทั้งหมดสำหรับวันนี้มีเท่านี้ ส่วนงานที่ให้ไว้เมื่อต้นชั่วโมงหวังว่าทุกคนจะส่งทันภายในกำหนดนะครับ”

“โหย อาจารย์คะ ยืดเวลาส่งออกไปอีกไม่ได้เหรอคะ นะคะอาจารย์”

“นั่นสิครับอาจารย์ขอส่งเดือนหน้านะครับ”

“ขอเวลาทำนานๆ นะคะอาจารย์หาข้อมูลเยอะเกิน” และอีกเยอะแยะมากมายที่เหล่านักศึกษาต่างส่งเสียงต่อรอง เมื่ออาจารย์หนุ่มย้ำเรื่องกำหนดการส่งรายงานชิ้นสำคัญ

“สองอาทิตย์นี่ก็ถือว่าเยอะแล้วครับ ถ้าหนึ่งเดือนคงชนกับช่วงใกล้สอบพอดี พวกคุณจะไม่มีเวลาอ่านหนังสือนะครับ”

“มีสิคะอาจารย์”

“ใช่ครับ มีแน่นอน”

“ตามนั้นนะครับส่งงานภายในสองอาทิตย์นี้ ใครส่งหลังจากนั้นผมไม่ตรวจ!” อาจารย์หนุ่มบอกเสียงเฉียบขาด ขัดกับท่าทางนิ่งๆ ที่ดูใจดี เขายกข้อมือที่มีนาฬิกาเรือนเท่ใส่อยู่ขึ้นมาดู แล้วบอกบรรดานักศึกษาที่กำลังโอดครวญเรื่องรายงาน “เอาล่ะครับวันนี้พอแค่นี้ เจอกันชั่วโมงหน้าหวังว่าทุกคนคงพร้อมสำหรับสอบย่อยนะครับ” รอยยิ้มอบอุ่นถูกโปรยไปให้นักศึกษา ที่พากันยกมือไหว้ลาแล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้ทยอยออกจากห้องเรียน บ้างก็บ่นที่อาจารย์สั่งงานแต่ก็บ่นไม่จริงจังกันเท่าไหร่นัก อาจารย์หนุ่มหันมาเก็บเอกสารและสื่อการสอนของตัวเอง เพื่อเตรียมตัวกลับ สำหรับวันนี้เขาหมดชั่วโมงสอนแล้ว

“อาจารย์ฮะ หนูยังไม่มีคู่จิ้น เอ๊ย คู่ทำรายงานเลยฮะ” อาจารย์หนุ่มหันมาทางต้นเสียง ก็เจอเข้ากันลูกศิษย์หนุ่มน้อยตัวขาวหุ่นผอมเพรียวใช้คำแทนตัวว่าหนู คำพูดคำจาบ่งบอกเพศสภาพ แต่ดูก็รู้ว่าค่อนข้างเป็นคนขี้อายทีเดียว

“หืม ทำไมยังไม่ได้ล่ะครับ คนอื่นๆ เขาก็ได้คู่กันไปหมดแล้วนี่”

“ก็พอดีว่า เอ่อ...”

“เดี๋ยวครับเดี๋ยว มีใครที่ยังไม่มีคู่ทำรายงานอีกไหมครับ” อาจารย์หนุ่มผู้ใจดีตะโตนถามตามหลังนักศึกษา ที่กำลังพากันเดินออกจากห้องเรียน

“ครับผมก็ยังไม่มีคู่ทำรายงานครับอาจารย์”

“งั้นเธอจับคู่กับนายจรัสชัยนะ”

“อี๊ไม่เอาฮะหนูไม่จับคู่กับจรัสชัยฮะอาจารย์”

“ทำไม จับคู่กับจรัสชัยคนนี้มันเป็นยังไง” จรัสชัยหันไปถามอย่างเอาเรื่อง เมื่ออีกคนทำท่าเหมือนกับว่ารังเกียจ ไม่ต้องการที่จะจับคู่ทำรายงานกับตัวเอง

“ฉันไม่คู่กับนายนะ”

“อยากคู่ด้วยตายล่ะ”

“ชิ หนูไม่ทำงานกับนายจรัสชัยนะฮะอาจารย์”

“ผมก็ไม่เอายัยตุ๊ดเผือกนี่ครับอาจารย์”

“นี่นายตอตะโก”

“ยัยตุ๊ดเผือก”

“ตอตะโก”

“ตุ๊ดเผือก”

“พอๆ หยุดทะเลาะกันแล้วไปปรึกษาแบ่งงานกันซะ”

“อาจารย์ฮะหนูไม่จับคู่กับเขา”

“อยากจับคู่ด้วยตายล่ะ”

“นาย..”

“หยุด” ฝ่ายอาจารย์ถึงกับต้องห้ามทัพเสียงเข้ม เพราะถ้าปล่อยให้ทั้งสองคนเถียงกันอยู่อย่างนี้คงไม่ได้บทสรุป และวันนี้คงไม่ได้ไปไหนกันแน่ๆ และพอได้ยินอาจารย์ห้ามทัพทั้งสองก็สะบัดหน้าหนีไปคนละทาง ฝ่ายอาจารย์เห็นแบบนั้นก็อมยิ้มกลั้นขำ พร้อมกับแผนร้ายในหัวที่ผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ “เอาล่ะเธอสองคนจับคู่ทำงานด้วยกันก็แล้วกัน”

“แต่/แต่”

“ไม่มีแต่ เพราะอาจารย์ให้หาคู่กันเองตั้งแต่ต้นชั่วโมงแล้ว แต่ก็ไม่หา ตอนนี้เธอสองคนก็ต่างไม่มีคู่ก็พอดี งั้นก็จิ้นกันซะ เอ๊ยไปแบ่งงานกันทำได้แล้ว”

“อาจารย์ฮะ/อาจารย์ครับ”

“ถ้าตอนส่งงานทำกับคนอื่นมา เธอสองคนกับเพื่อนที่ไปจับคู่ด้วยจะถูกหักคะแนน” หึๆ คนเป็นอาจารย์แอบยิ้มร้ายในใจ นึกภาพสีหน้าของทั้งสองออกเลย แม้จะทำเป็นง่วนอยู่กับการจัดของ

“อาจารย์ใจร้าย”

“นั่นสิครับทำไมต้องบังคับจับคู่ยัยตุ๊ดนี่ด้วย”

“มันเหมาะแล้วน่า”

“อาจารย์อ่า”

“ไปได้แล้วครับ”

“งั้นหนูไปก่อนนะฮะอาจารย์ ชิ” คนถูกเรียกว่าตุ๊ดเผือกเนื่องจากเนื้อตัวที่ขาวผ่องเป็นยองใย ไหว้ลาอาจารย์หนุ่ม แล้วหันไปส่งค้อนให้คู่จิ้นหมาดๆ ของตัวเอง ก่อนจะสะบัดหน้าใส่แล้วเดินออกจากห้องไป

“โธ่ทำไมอาจารย์ใจร้ายให้ผมจับคู่กับยัยนั่นล่ะครับ” จรัสชัยถามขึ้นเมื่อนักศึกษาคนอื่นเดินออกจากห้องกันไปหมดแล้ว

“จับๆ ไปเถอะ เหมาะสมดีออก หึๆ ” เมื่อทำอะไรไม่ได้ก็สะบัดหน้าให้อาจารย์หนุ่มงอนๆ แล้วหันหน้าหนี ก้าวออกจากห้องตามคู่จิ้นหมาดๆ ไป เพื่อปรึกษาแบ่งงานกัน แต่...

“เดี๋ยวก่อน”

“ครับ”

“แล้ว...” อาจารย์หนุ่มในเครื่องแต่งกายสุภาพที่ดูมั่นใจคราแรก ตอนนี้กลับออกอาการที่บ่งบอกถึงความประหม่า เมื่อเรียกลูกศิษย์หน้าทะเล้นเอาไว้ เพราะอยากถามถึงเรื่องที่กำลังอยากรู้

“…” คนถูกเรียกมองตอบด้วยสีหน้าสงสัย ตาจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของผู้เป็นอาจารย์แทบไม่กะพริบ พอเห็นอาจารย์หนุ่มมาดนิ่งมีท่าทางอ้ำอึ้ง จะพูดอะไรก็ไม่พูดออกมาสักที ยิ่งกระตุ้นต่อมอยากรู้ แต่ยังคงสวมหน้ากากไร้เดียงสาทำตาใสซื่อ เมื่อคนเป็นอาจารย์ยังไม่ยอมพูดสิ่งที่ตั้งใจสักที จึงเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม

“นั่นน่ะ เป็นยังไงบ้าง” อาจารย์หนุ่มมาดนิ่งถามขณะกำลังแกล้งทำเป็นเก็บของ ไม่ยอมสบตาลูกศิษย์ และไอ้ลูกศิษย์ตัวแสบเลยถือโอกาสขยับเข้าไปใกล้ ตามองตามมืออาจารย์ที่ทำเป็นยุ่ง อย่างล้อเลียนแล้วถามกลับ

“นั่นไหนครับ”

“คนที่เป็นไข้อยู่บ้านดีขึ้นหรือยัง”

“หายดีแล้วครับ เห็นวันนี้จะลงดำนาเลยฝากพี่สอนช่วยดู”

“อืม”

“ถ้าห่วงก็รีบกลับไปดูสิครับลูกพี่ วันนี้หมดชั่วโมงสอนแล้วไม่ใช่รึไง ฮิๆ ” จรัสชัยหรือไอ้จ๋าทิ้งท้ายด้วยเสียงหัวเราะเจ้าเล่ห์ ไว้ให้คนเป็นอาจารย์เพียงเท่านั้น ก็รีบเดินออกจากห้องเรียนไปอย่างอารมณ์ดี แม้ว่าก่อนหน้านี้จะกัดกันกับยัยตุ๊ดเผือกเอาเป็นเอาตาย แต่พอเห็นท่าทางของลูกพี่รองแล้วมันก็นึกขำ เด็ดเดี่ยวเก็บของเสร็จพอดีจึงเดินตามออกไป และทันได้เห็นไอ้จ๋ากับคู่จิ้นของมันกำลังกัดกัน เอ๊ย กำลังปรึกษาเรื่องงานกันอยู่หน้าดำหน้าแดง ชายหนุ่มหันไปมองเล็กน้อยพร้อมกับส่งยิ้มมีเลศนัย เหมือนส่งกำลังใจให้ทั้งที่สองคนนั้นไม่เห็น แล้วเดินผ่านไปยังรถของตัวเองที่จอดอยู่หน้าตึกเรียน

ชายหนุ่มขับรถมุ่งหน้าออกนอกตัวเมืองตรงกลับบ้านอย่างอารมณ์ดี วันนี้หมดเวลาสอนเพียงเท่านี้ และที่ทำให้อารมณ์ดียิ่งกว่า ก็เพราะว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของอาทิตย์นี้ที่เขามีสอน เด็ดเดี่ยวเป็นอาจารย์พิเศษ ที่รับสอนเฉพาะรายวิชาเท่านั้น ไม่ได้เป็นอาจารย์ที่บรรจุเข้าสอนประจำ และเทอมนี้เขาสอนเพียงวิชาเดียว อาทิตย์หนึ่งจึงสอนแค่สามวัน และเป็นสามวันที่ค่อนข้างยุ่งวุ่นวาย ทั้งวิ่งสอนหนังสือ ทั้งวิ่งทำธุระให้กำนันอาจหาญผู้เป็นพ่อ ที่ช่วงนี้ก็ธุระเยอะไม่แพ้กันทั้งงานประชุมต่างๆ ทั้งเด็ดเดี่ยวต้องติดต่อเรื่องเกี่ยวกับผลผลิตจากไร่ และยังมีงานอื่นของตัวเองอีกด้วย จึงทำให้สองสามวันมานี้กว่าจะถึงบ้านในแต่ละวัน ก็ปาเข้าไปค่ำมืดแล้ว และยังเป็นสองสามวันที่เขาไม่ได้เจอไอ้หัวแดงจอมรั้นเลย ตั้งแต่วันที่ไปเฝ้าไข้

บางครั้งเด็ดเดี่ยวก็อดคิดไม่ได้ ว่าตัวเองกลายเป็นพวกถ้ำมองไปแล้ว ตั้งแต่วันนั้นที่บอกต้นกล้าว่าจะเข้ามาหาตอนเย็นๆ แต่กลับปลีกตัวออกไปไหนไม่ได้เลย เมื่อทำธุระให้พ่อกำนันเสร็จแล้ว คนเป็นพ่อได้รับเชิญให้ไปกล่าวอวยพรงานแต่งงานของคนรู้จัก ที่อยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง และเขาก็ถูกพ่อบังคับกลายๆ ให้ไปด้วยกัน กว่าจะเสร็จกว่าจะได้กลับก็ค่ำมืดดึกดื่น แต่กระนั้นส่งพ่อกลับบ้านแล้ว ชายหนุ่มยังมีแก่ใจวนรถขับออกมา เพื่อจอดซุ่มดูอยู่หน้าบ้านไม้หลังใหญ่ของคุณยายประไพศรี นั่งมองไปยังตัวบ้านที่เจ้าของบ้านคงจะเข้านอนไปแล้ว ชายหนุ่มรู้ว่าตัวเองเป็นเอามาก แต่มันก็ห้ามไม่ได้ เพราะไม่เห็นหน้าขอเห็นแค่หลังคาบ้านก็ยังดี รอยยิ้มจางเผยออกมา เมื่อคิดมาถึงการกระทำของตัวเองในช่วงสองสามวันมานี้ แม้ไม่ได้เข้าไปคุยไปหาต้นกล้า ด้วยว่าเป็นเวลาดึกดื่นแล้ว แต่ก็ยังขับรถผ่านมาทางนี้เพื่อจอดดูลาดเลาหน้าบ้านทุกคืน วันนี้เสร็จธุระเร็ว เลยกะว่าจะแวะคุยกับอีกคนให้หายคิดถึงสักหน่อย

หืม! คิดถึงอย่างนั้นหรือ? แค่เห็นหลังคาบ้านก็ยังดีอย่างนั้นหรือ เกิดอะไรขึ้นกับกูวะ!

************************

“นี่ของนาย”

“อะไรทำไมของฉันเยอะกว่า”

“นี่ก็แบ่งกันคนล่ะครึ่งแล้วนะ ทำให้เสร็จภายในอาทิตย์หน้าแล้วเอามาให้ฉัน”

“แล้วทำไมต้องทำตามคำสั่งเธอด้วยยัยตุ๊ดเผือก”

“เพราะเราจับคู่กันไงนายตอตะโก” พูดจบก็สะบัดหน้าให้คนที่เรียกว่าตอตะโก เพราะผิวดำคล้ำแดด สองขาเตรียมเดินออกไปจากตรงนั้น

“เดี๋ยวๆ ” ไอ้จ๋ารั้งข้อมือเล็กๆ ผอมๆ ของยัยตุ๊ดเผือกไว้ แต่มันคงดึงแรงไปหน่อย ร่างผอมบางเลยถึงกับซวนเซทีเดียว

“โอ๊ย อะไรอีก เรียกดีๆ ก็ได้ทำไมต้องดึง ปล่อยเลยนะ”

“อยากจับตายล่ะ”

“โอ๊ย” ไอ้จ๋าบอกพลางสะบัดข้อมือเล็กที่มันยืดเอาไว้ ให้ออกจากมือตัวเองอย่างแรง จนคนที่มันเรียกว่ายัยตุ๊ดเผือกร้องเสียงหลงกันเลยทีเดียว “มาจับมือเค้าทำไมล่ะ แล้วทำไมไม่ปล่อยดีๆ ทำไมต้องสะบัดแรงขนาดนี้มันเจ็บนะรู้ไหม แรงควาย คนบ้านี่”

“พอ! เงียบ!” ปากบางๆ สีแดงระเรื่อมันวาวเพราะชโลมด้วยลิปกรอสจนชุ่มฉ่ำ หุบฉับลงทันทีที่ไอ้จ๋าสั่งเสียงเข้ม พร้อมกับมือที่ยกขึ้นมาชี้หน้าอย่างเอาเรื่อง “เธอชื่ออะไร”

“ชิ” ปากบางแบะออกเมื่อสะบัดหน้าหันไปทางอื่น

“เออสะบัดให้คอเคล็ดกันไปข้างหนึ่งเลยก็ดี” ไอ้จ๋าส่งเสริมเมื่อถูกสะบัดหน้าใส่ครั้งแล้วครั้งเล่า ส่วนอีกคนก็ไม่สนใจตอบคำถาม ยืนก้มหน้าลูบข้อมือตัวเองที่ขึ้นริ้วแดงป้อยๆ เพราะยังไม่หายเจ็บ ไอ้จ๋ามองตามมือเรียวที่ลูบแขนตัวเอง สิ่งที่เห็น เล่นเอาใจสุภาพบุรุษบ้านนาของมัน เกิดแป้วลงไปโขทีเดียว

นี่มันเผลอทำรุนแรง กับ กับ..? .

ไอ้จ๋ามองคนตรงหน้าอย่างไม่รู้จะจำกัดความว่าอย่างไรดี ไอ้ครั้นจะเรียกออกมาเหมือนตอนแรกก็ชักพูดไม่ออกแล้ว เพราะดูท่าทางอ้อนแอ้นอ่อนช้อยอรชร เหมือนกุลสตรีที่แม่พับรีดมาอย่างประณีต แต่พอคิดถึงตอนที่อีกคนอ้าปากพูดต่อว่าออกมา มันก็แทบลืมความเป็นสุภาพบุรุษของตัวเองเลยในทันที

“เธอชื่ออะไร” คราวนี้ไอ้จ๋ามันเอามือกอดอกยืนจังก้าถามอย่างเอาเรื่อง โดยไม่เอะใจเลยว่าทำไมอีกคนถึงรู้ชื่อของมัน ตอนนี้ไม่รู้จะเรียกว่าหงุดหงิดหรือโมโหดี เพราะแทนที่จะตอบคำถาม คนตัวผอมบางกลับเอาแต่ทำหน้างอปากยื่น ราวกับเป็นคนรักที่ถูกมันขัดใจก็ไม่ปาน

“นี่” ไอ้จ๋าเสียงเข้มขึ้น “ชื่ออะไรนะเราน่ะ”

“ออเรนจ์”

“ห๊า อะไรนะ” ไอ้จ๋าตาโตเพราะไม่คิดว่าจะมีคนชื่อแบบนี้

“ออเรนจ์ไงชื่อฉัน” ยัยตุ๊ดเผือกตอบชัดถ้อยชัดคำ

“นี่ชื่อพ่อแม่ตั้งให้เหรอ ทำไมไม่รู้จักหาชื่อที่มันเรียกง่ายๆ หน่อยวะ”

“อย่ามาว่าเค้านะใครจะไปชื่อเฉิ่มเหมือนนายกัน”

“ชื่อจ๋าไม่ได้ชื่อเฉิ่ม “

“เออ นั่นล่ะผู้ชายอะไรชื่อจ๋า แหวะ”

“ชื่อตัวเองดีตายล่ะ”

“ดีสิ ออเรนจ์ แปลว่าส้ม ส้มที่มีทั้งรสเปรี้ยวรสหวานชิมแล้วจะติดใจ แต่นายคงไม่มีบุญได้ชิม”

“อ้วก”

“ไม่เป็นสุภาพบุรุษ”

“เป็นเฉพาะบุคคลเถอะ สำหรับเธอยกเว้นละกัน”

“ชิ คนบ้านี่”

“ตกลงว่าอาทิตย์หน้าเอางานมารวมกัน”

“ใช่ ถ้านายเบี้ยวนะฉันจะตามให้ถึงบ้านเลยคอยดู” ออเรนจ์เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน

“โอ๊ยอย่าไปรังควานกันเลยแม่คุ้ณ...เจอแค่นี้ก็เกินพอแล้ว”

“บ้าปากไม่ดีเดี๋ยวเถอะ”

“ไปล่ะ”

“อย่าลืมนะ”

“เออ” นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ไอ้จ๋ากับออเรนจ์ได้คุยกัน เพราะต่างฝ่ายต่างก็ไม่ได้สนใจกันอีกเลย แม้จะมีวิชาที่ต้องเรียนด้วยกัน หรือจะเรียกให้ถูกก็เป็นไอ้จ๋าเอง ที่มันไม่เคยสนใจถามไถ่ มาเรียนก็ตั้งใจเรียน พอเรียนเสร็จมันก็ต้องรีบกลับบ้านเพราะมีงานมากมายรออยู่ จึงไม่ค่อยได้สุงสิงกับใครมากนัก เพื่อนที่เรียนด้วยกันที่พอสนิทก็มีอยู่ แต่ส่วนมากก็อย่างที่เห็นคือต่างคนต่างไป และเป็นไอ้จ๋าที่ไม่สนใจใครนอกจากเรียนแล้วรีบกลับบ้าน แต่งานที่ได้รับมอบหมายนี่แหละ ที่ดูเหมือนจะเป็นตัวชักนำหายนะ (ในความคิดไอ้จ๋า) เข้ามาหามันโดยไม่รู้ตัว

*************************

สายลมยามเย็นพัดมาพาให้ใจสดชื่น หลังจากที่ลุยงานมาทั้งวันก็ได้เวลาเลิกงานสักที วันนี้อะไรหลายอย่างดีขึ้น และนับว่าเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่ดี แม้จะเล่นเอามือเอาสวยๆ พองจนเจ็บ ตามร่างกายหรือก็ปวดเมื่อยไปหมด และต้องป่วยนอนซมไปสองสามวันก่อนหน้านั้นก็เถอะ แต่ต้นกล้าก็ได้พี่สอนเป็นคนช่วยแนะนำ และสอนสั่งเกี่ยวกับการงานต่างๆ ที่ทำให้เขาเข้าใจอะไรหลายอย่างได้ดีมากยิ่งขึ้น และนำมาต่อยอดจากที่ไอ้จ๋ามันพูดพล่ามเอาไว้ได้อีกเยอะ และถึงแม้ว่าทำงานมันเล่นเอาเหนื่อยไม่น้อย แต่กลับทำให้ต้นกล้ารู้สึกเพลินได้โดยไม่รู้ตัว ความรังเกียจไม่ชอบใจในตอนแรก ถูกแทนที่ด้วยประสบการณ์ใหม่ที่ดูเหมือนว่า จะทำให้ต้นกล้าตื่นเต้นและเกิดความท้าทายมากยิ่งขึ้น ตอนนี้เลยกลายเป็นว่ายิ่งงานหนักและเหนื่อย ยิ่งอยากจะรีบทำให้มันเสร็จเร็วๆ มากกว่ามัวแต่นั่งท้อเหนื่อยและเดียดฉันท์ ทุกอย่างรอบตัวทำให้ต้นกล้าเริ่มที่จะปรับตัวให้กลมกลืน เหมือนมีมนต์เสน่ห์บางอย่างที่ดึงดูดใจให้ต้นกล้าอยากอยู่ตรงนี้ ท่ามกลางกลางท้องนาและธรรมชาติ พี่สอนนี่สอนดีสมชื่อจริงๆ สอนเข้าใจง่ายและยังสอนหลายอย่าง แถมยังสอนสนุกเป็นกันเองจนต้นกล้าลดความเกร็ง และรู้สึกสนิทใจมากขึ้น พี่สอนสอนดีจนต้นกล้านึกเกรงใจในความเอาใจใส่ สอนด้วยความภูมิใจในสิ่งที่กำลังสอน และสิ่งที่เขาเป็น จนต้นกล้ารู้สึกภูมิใจไปด้วย เมื่อได้ปฏิบัติตามด้วยความตั้งใจ พอคิดมาถึงตรงนี้ไอ้หัวแดงจอมรั้น ที่ใครบางคนแอบเรียกลับหลังก็ยิ้มออกมาน้อยๆ คิดถึงเมื่อเช้าที่เขาลงมาถึงนา โดยมีพี่สอนเดินมาเป็นเพื่อน ปากก็เล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ฟังเรื่อยเปื่อย ซึ่งส่วนมากก็เป็นเรื่องงานไร่งานนา ว่าแต่ละอย่างมีอะไรต้องทำยังไงบ้าง

ต้นกล้าคิดอะไรไปเพลินๆ สองขาก้าวเดินไปตามคันนา เบื้องหน้าเป็นทางเดินพากลับสู่บ้านหลังไม้ใหญ่อันอบอุ่น เมื่อยู่พร้อมหน้า ทิ้งท้องทุ่งนาที่ทำงานกรำแดดมาทั้งวันเอาไว้เบื้องหลัง แต่การกลับไปอยู่คนเดียวก็ให้รู้สึกถึงความโดดเดี่ยวไม่น้อย เมื่อเดินผ่านลานไผ่ที่เคยมานอนเล่น จึงคิดว่าแวะพักข้างทางก่อนคงไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ยังดีกว่ากลับไปอยู่คนเดียว ไอ้จ๋าเองก็คงยังไม่กลับจากในเมือง คิดได้ดังนั้น ต้นกล้าจึงเปลี่ยนเส้นทางเดินไปยังลานโล่ง ที่โอบล้อมด้วยซุ้มกอไผ่และต้นมะม่วง เขาเคยแวะมานอนเล่นในเช้าวันแรกที่มาถึง เปลญวนอันเดิมยังผูกไว้ที่เดิม เหมือนรอการกลับมาของต้นกล้าอยู่เสมอ ทั้งที่ไม่รู้ว่าใครเอามาผูกเอาไว้ แต่ตอนนี้ต้นกล้าขอแสดงความเป็นเจ้าของมันแต่เพียงผู้เดียวก็แล้วกัน สองขาพาร่างอันเหนื่อยล้าเพราะผ่านการดำนามาทั้งวัน เดินตรงเข้าหาเปล ความผ่อนคลายสบายอารมณ์ลอยอยู่ตรงหน้า แต่ยังไม่ทันได้เดินไปถึงที่หมาย สองขาก็พลันต้องหยุดชะงักลงเอาดื้อๆ เมื่อภาพบางภาพในวันเก่าผุดขึ้นมาในหัว ภาพที่ตัวเองกำลังนอนเล่นเพลินๆ แล้วมีใครอีกคนมาด้อมๆ มองๆ ก้มๆ เงยๆ อยู่ใกล้ๆ เล่นเอาต้นกล้าสะดุ้งตกใจ จนทำให้อีกคนเลือดโชกเต็มหน้านั่นเอง

“คึๆ ” นึกขำใครบางคนที่ทะเล่อทะล่าไม่ดูตาม้าตาเรือ จนตัวเองต้องเจ็บตัวถึงเลือดตกยางออก แต่พลันปากสวยก็ต้องหุบยิ้มลงทันที แล้วกวาดตามองรอบๆ ตัว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความคิดถึงหรือเพราะความหวาดระแวง หรือจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ต้นกล้ายืนชะงักนิ่งไม่กล้าเดินเข้าหาจุดหมาย อย่างที่ได้ตั้งใจเอาไว้ในตอนแรก ดวงตากลมโตมองไปรอบบริเวณอย่างไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่าหวังจะได้เจอใคร หรือกลัวว่าจะมีใครบางคนตามมากวนให้เสียอารมณ์ แต่พอสำรวจแล้วไม่เห็นมีคนอยู่แถวนี้ จึงได้เดินเข้าไปวาดขาข้ามเปลญวน ก้มลงจับชายเปลทั้งสองข้างแยกออกจากกัน แล้วหย่อนก้นนั่งเอนตัวลงนอนอย่างสบายอารมณ์ เจ้าของใบหน้าหล่อใสสไตล์เกาหลียันขากับพื้นให้เปลไกว จากนั้นจึงยกขาขึ้นมาไขว้กันนอนหลับตาพริ้ม เสียงฮัมเพลงเบาๆ ดังออกมาจากลำคออย่างคนอารมณ์ดี สายลมยามเย็นพัดมาเป็นระยะให้ความรู้สึกสบายตัว พอเปลจะหยุดก็เอาเท้าลงมายันทีให้เปลมันแกว่งเบาๆ ไกวไปไกวมาจนเวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ถึงได้รู้สึกเหมือนเปลที่ไกวอยู่ชนกับอะไรบางอย่าง ทั้งที่ตอนแรกก็ไม่มีจึงลืมตาขึ้นมาดู

“เฮ้ย” !

“สบายจังนะ”

“แน่นอน” บอกแล้วก็เมินหน้ามองไปทางอื่น เหมือนไม่อยากเห็นหน้าใครบางคนที่ยืนอยู่ข้างเปล อันเป็นตัวต้นเหตุทำให้มันไกวได้ไม่เต็มที่ เพราะชนเข้ากับต้นขาของคนคนนี้นั่นเอง คนที่บอกจะมาหาก็หายหัวไปตั้งหลายวัน!

“คุยกันก็หันมากมองหน้ากันหน่อยสิครับ”

“...”

“เอ๋า เป็นอะไรไปอีกล่ะ”

“...” เฉย เพราะไม่รู้จะพูดจะคุยอะไรด้วยจริงๆ เวลานี้ต้นกล้ากำลังพยายามทำให้ตัวเองชินกับการอยู่คนเดียว เมื่ออีกคนมาหาจึงแสดงออกว่าไม่อยากเห็นหน้า ทั้งที่ลึกๆ ก็แอบดีใจที่เขามาจนต้องหันหน้าหนีไปอีกทาง เพราะกลัวว่าคนตัวโตจะสังเกตเห็นรอยยิ้มมุมปาก ที่ยากจะบังคับไม่ให้มันยกขึ้นมาได้ แล้วความขุ่นข้องหมองใจที่เคยไม่ชอบหน้ากัน มันหายไปไหนหมดล่ะเจ้ากล้าเอ๊ย!

“นี่ดำนามาเหรอเนี่ย” ถามเมื่อกวาดตามองสารรูปของคนนอนบนเปล ที่เสื้อผ้าเปื้อนไปด้วยคราบโคลนและขี้ตม ถุงเท้าใส่ดำนาที่ยาวถึงเข่ายังไม่ถอดออก เด็ดเดี่ยวไม่ละความพยายาม ถึงแม้อีกคนจะไม่ยอมหันมาพูดด้วยดีๆ ก็ยังไม่ล้มเลิกที่จะหาเรื่องมาคุย ความเปลี่ยนแปลงของต้นกล้าในวันนี้ กับต้นกล้าในวันแรกที่มาถึงบ้านทุ่งดอกจาน ดูแปลกตาไปมากจนเขาเผลอยิ้มอย่างพอใจไม่รู้ตัว ต้นกล้าที่นอนอยู่บนเปลตอนนี้ ผิดแผกไปจากหนุ่มสำอางที่เขาเห็นในวันแรกราวกับคนละคน

“...”

“เสร็จงานแล้วทำไมไม่ขึ้นบ้านล่ะ จะได้รีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้สบายตัว” นั่นสิ หากเป็นวันก่อนต้นกล้าคงไม่รีรอ ที่จะรีบไปอาบน้ำล้างคราบไคลสาปโคลนนี่ออกจากตัว แต่ทำไมวันนี้เขาถึงได้ไม่คิดแบบนั้น หรืออาจจะเป็นเพราะว่าร่างกายที่เหนื่อยล้าได้สัมผัสกับลมเย็นๆ พาให้ชื่นใจ เลยลืมเรื่องการอาบน้ำชำระร่างกายไปเสียสนิท

“...”

“นี่ดำนาทั้งวันเลยใช่ไหม”

“....”

“ไม่น่าเชื่อเลยนะ เห็นมาวันแรกๆ แทบไม่อยากลงนาลงตม”

“...”

“ดูวันนี้สิโคลนเต็มตัว อย่างกับ.....อย่างกับอะไนดีนะ”

“...” ถึงขนาดเว้นคำพูดเอาไว้ เพื่อเรียกร้องความอยากรู้อยากเห็นของคนฟัง แต่ก็ยังไม่ได้รับความสนใจ เด็ดเดี่ยวได้แต่ยิ้มน้อยๆ แล้วส่ายหัวไปมาให้คนเอาแต่ใจตัวเอง ยิ่งตอนไม่สบายนี่ยิ่งเอาแต่ใจตัวเองเป็นใหญ่ แต่เด็ดเดี่ยวก็ไม่บ่นหรอกนะเรื่องนั้น เพราะเขาเองก็แอบชอบอยู่เหมือนกันกับความน่ารักขี้อ้อนแบบนี้

“หืม นี่จะไม่คุยกันจริงๆ เหรอ โกรธอะไรให้พี่อีกล่ะ”

ต้นกล้าหลับตาท่าทางสบายอารมณ์ “สำคัญนักนี่”

“อ้าว”

“หลบไปดิ๊ เราจะไกวเปล”

“หรือโกรธที่พี่ไม่ได้เข้ามาหลายวัน”

“โอ๊ยจะไปไหนก็ไปเถอะ ไม่ได้สนใจเลย หลีกๆ หลีกทาง”

“จริงเหรอ”

“ที่ถามนี่จะเอายังไงไหนพูดดีๆ ซิ”

“ก็ไม่เอายังไง พี่แค่มาดูว่าเป็นไงบ้าง แวะมาคุยด้วยเฉยๆ “วันที่บอกจะมาไม่เห็นมา แล้วก็หายไปตั้งหลายวัน อยู่ๆ นึกอยากจะมาก็มาอย่างนี้เหรอ ต้นกล้าเหลือบมองใบหน้าคมคร้าม แล้วแสยะปากบอกให้รู้ว่าเขาไม่ชอบใจ

“ไม่ต้องแวะหรอก ที่นี่ไม่มีใครอยากคุยด้วย”

“อืม ก็คิดอย่างนั้นอยู่เหมือน” เด็ดเดี่ยวแกล้งทำสีหน้าครุ่นคิด พลางพยักหน้าน้อยๆ เหมือนกำลังทำความเข้าใจในความไม่เป็นที่ตอนรับของตัวเอง

“เหรอ ถ้าคิดเองเป็นแล้วก็ไม่ต้องรอให้บอกสิ หลีกหน่อยเราจะไกวเปล” ต้นกล้าเอาเท้ายันพื้นให้เปลไกวไปชนกับต้นขาแข็งแรงของคนที่ยืนข้างๆ เป็นการบอกว่าคนตัวโตกำลังขวางทางเขาอยู่ ซึ่งเด็ดเดี่ยวเองก็รู้ล่ะนะ และที่ยืนตรงนี้ก็เพราะตั้งใจกวนคนนอนนั่นล่ะ

ต่อจ้า....

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo


“หึๆ ”

“โรคจิตหรือไง หลีกซะทีสิ”

“มาพี่ไกวให้” เด็ดเดี่ยวไม่สนที่ถูกไล่ แต่ขยับถอยออกไปอีกเล็กน้อย สองมือรวบเชือกที่ใช้ผูกหูเปลเข้ากับไผ่ต้นใหญ่กำเอาไว้แน่น แล้วเริ่มไกว

“ไม่ต้อง!” วืด...

“น่าเดี๋ยวสนุก” วืด...

“อย่าไกว” ต้นกล้าปรามเสียงเข้มสองมือกำขอบเปลแน่น เมื่ออีกคนไกวแรงจนเปลลอยขึ้นสูงกว่าเดิมเรื่อยๆ

“ฮ่าๆ ” วืด...

“เฮ้ย มันเร็วไป” ...

“สนุกไหม” วืด...

“พอๆ มันสูงไป” วืด...

“ฮ่าๆ ” วืด...

“พอๆ อ๊ากกก พอเดี๋ยวนี้” วืด...

“เอาเร็วกว่านี้ใช่ไหม” แต่ละประโยคสั้นๆ ที่ทั้งสองพูดกันมันตามมาด้วยเปลที่ถูกไกวแรงขึ้นและเร็วเรื่อยๆ เมื่อความเร็วของเปลเพิ่มขึ้นความสูงก็เพิ่มขึ้นตามมาด้วย ต้นกล้าถูกเหวี่ยงจนแทบเวียนหัว จึงร้องเสียงหลงเพราะระดับของเปลมันสูงขึ้นมากจนน่าตกใจ

“ม่าย หยุดเดี๋ยวนี้” วืด...

“ฮาๆ ”

“หยุดไอ้พี่เดี่ยว หยุดโว้ย หยุด” วืด... “อ๊ากกกก” ปิ้ว... ตุบ! แอก!!

“เฮ้ย! “เด็ดเดี่ยวอ้าปากค้าง เมื่อเห็นร่างของของต้นกล้าลอยไปตามแรงเหวี่ยง ที่เขาเป็นคนทำมันเองอย่างคะนองมือ เพราะเชือกที่ผูกหูเปลอีกด้านขาด ร่างของคนบนเปลจึงลอยละลิ่วไปหล่นตุบจมลงบนกองฟาง ส่วนคนที่เหลือแค่เชือกกับเปลในมือยืนแข็งทื่อตาค้างกับผลงานตัวเอง หลังจากที่อุทานออกมาคำเดียวปากก็ทำได้แค่อ้าพะงาบๆ อยู่อย่างนั้น และกว่าจะรู้สึกตัวว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ตอนได้ยินเสียงสบถเสียงด่าลั่นออกมาจากกองฟางนั่นล่ะ

“ไอ้คนบ้า ไอ้บ้า ไอ้คนหน้ามึน ไอ้บ้า บ้าบอที่สุด ปัดโธ่เว้ย อ๊าก” และเศษฟางที่ลอยกระจายคลุ้งในอากาศ จากการระบายอารมณ์ของคนที่ถูกเหวี่ยง บอกได้เป็นอย่างดีว่าชีวิตของเด็ดเดี่ยวอาจจะกำลังไม่ปลอดภัย และนั่นมันเหมือนเป็นสัญญาณเรียกให้เจ้าของผลงานได้รู้สึกตัว

“ต้นกล้า!” เด็ดเดี่ยวได้สติวิ่งไปยังฟางกองโต ที่ต้นกล้าลอยมาตกได้พอดิบพอดีด้วยความเป็นห่วง เพราะต้นกล้าหล่นหายเข้าไปในนั้นจนฟางท่วมมิดหัว สองมือตะกุยตะกายเศษฟางออกอย่างร้อนรน จนมันกระจายว่อน เพื่อหาตัวหลานชายของคุณยายประไพศรี ในใจได้แต่หวังว่าอีกคนคงไม่เจ็บตัวหรือเป็นอะไรมากนัก โชคดีหล่นลงมาบนกองฟางนุ่ม

“เป็นยังไงบ้างเจ็บตรงไหนหรือเปล่า” เด็ดเดี่ยวคุ้ยจนเจอร่างสูงโปร่งที่อยู่ลึกในกองฟาง พยายามดึงออกมาอย่างทุลักทุเล ส่วนต้นกล้าที่กำลังโมโหสุดขีดก็ไม่ยอมให้อีกคนช่วยดีๆ เพราะทั้งดิ้นทั้งถีบอีกคนออกห่าง

ตุบ!

“โอ๊ย ถีบพี่ทำไม”

“ปล่อยเรา”

“มาพี่ช่วย”

“ปล่อยเราโว้ย ปล่อยเราไอ้คนบ้า”

“อย่าดิ้น เฮ้ย”

“โอ๊ย” เพราะพื้นที่ยืนก็เป็นฟางนุ่มๆ พอเด็ดเดี่ยวตะกุยฟางออกจนเจอตัวต้นกล้าก็รวบกอดเอาไว้ หวังจะช่วยรั้งให้ลุกขึ้น แต่ความอ่อนนุ่มของฟางที่ทับถมหลายชั้น เหยียบลงไปมันก็ไม่มีความมั่นคง เลยเสียหลักล้มกลิ้งมาด้วยกัน

“ทำอะไรวะ”

“ก็จะช่วย ฮ่าๆ ” พอหันมาบอกเด็ดเดี่ยวก็ต้องหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ เพราะคนที่อยู่ในอ้อมกอดตอนนี้ นอกจากหน้าตาจะบึ้งตึงแล้ว ผมแดงๆ นั่นยังยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง แถมยังเต็มไปด้วยเศษฟางข้าว ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่ต่างกัน และต้นกล้าก็เห็น แต่ตอนนี้เขาหัวเราะไม่ออก เพราะความโกรธมันมีมากกว่า

“ไม่ขำนะโว้ย ปล่อยเรา”

“พี่มาช่วย”

“มาช่วยหรือมาทับนี่ลุกออกสิมันหนักนะ”

“เอ่อ ขอโทษ” เด็ดเดี่ยวหน้าเจื่อนลงเพราะจากที่คิดว่าจะมาช่วยอีกคน แต่ตอนนี้กลับนอนคร่อมทับร่างโปรงบางกว่าแถมยังกอดเอาไว้เสียแน่น

“ขอโทษก็ปล่อยเราสิทับอยู่ได้มันหนัก”

“เปล่า ขอโทษที่ไกวเปลแรงน่ะ หึๆ ”

“ทีตอนทำไม่คิด” ต้นกล้าหัวใจแทบวายกับการกระทำของเด็ดเดี่ยว ได้แต่พยายามระงับความฉุนโกรธที่มันพุงขึ้นจนแทบระเบิด ยิ่งเห็นเจ้าของใบหน้าคมคร้ามแดดพูดคำว่าขอโทษ ทั้งที่อมยิ้มยิ่งหงุดหงิดและโมโห หน้าใสจึงตึงฉับโดยไม่ต้องฉีดโบท็อกกันเลยทีเดียว ส่วนเด็ดเดี่ยวพอเห็นแบบนั้น ก็หุบยิ้มเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจังดูจริงใจขึ้นมาทันที

“ขอโทษ” ใบหน้าหล่อเกาหลีที่ขาวใสขึ้นสีระเรื่อ เป็นเพราะว่าทำงานกลางแดดร้อนๆ มาทั้งวันหรอกนะ ไม่ใช่เป็นเพราะคนที่นอนคร่อมทับอยู่บนตัว และกำลังจ้องมองดวงตากลมโตสีดำขลับของเขาเลยจริงๆ ไม่ใช่เพราะอีกคนเงียบ แล้วเอาแต่กวาดตามองไปทั่วใบหน้าของต้นกล้าในระยะประชิด หลังจากที่บอกขอโทษออกมาด้วยเสียงนุ่มและอ่อนโยน แถมมือยังช่วยเก็บเศษฟางข้าว ที่มันติดอยู่ตามหน้าตามผมออกให้ด้วย มันไม่ใช่เพราะการกระทำเหล่านี้ของเด็ดเดี่ยวเลยจริง จริ๊ง

“ขอโทษก็ขยับไปสักทีมันหนัก แล้วอย่าหวังว่าครั้งนี้เราจะยกโทษให้”

“พูดเหมือนที่ผ่านมาพี่เคยทำให้ต้นกล้าโกรธอย่างนั้นแหละ” หนอยถามมาได้หน้าตาเฉย ต้นหล้าขบริมฝีปากล่างของตัวเองอย่างขัดใจ เมื่อเด็ดเดี่ยวพูดออกมาแบบนั้น เหมือนไม่รู้เลยว่าตัวเองทำอะไรไว้บ้าง แล้วไหนจะการที่แกล้งถามแต่ยังไม่ยอมขยับตัวลงไปตามที่บอกนี่ด้วยอีก เนียนจริงๆ ไอ้คนหน้ามึน!

“เหอะพูดมาได้เนอะ ปล่อยเลยๆ “ต้นกล้าดิ้นเพื่อให้หลุดจากการถูกทับ แต่คนที่กำลังทับด้วยร่างกายที่ใหญ่โตกว่า กลับรู้สึกถึงแต่ร่างกายที่กำลังแนบชิดกัน คนโกรธนั้นไม่ได้สนใจอะไร นอกจากจะต้องพาตัวเองให้หลุดไปจากคนหน้ามึนคนนี้ นี่มันอะไร หายไปตั้งหลายวันบทจะมาก็มาเอาดื้อๆ แถมยังจะมาแกล้งให้เขาเจ็บตัว ถึงจะตกลงมาบนกองฟางนิ่มๆ ที่ไม่ค่อยเจ็บเท่าไหร่ก็เถอะนะ เอาเป็นว่ามันเจ็บก็แล้วกัน เจ็บใจไง!

เด็ดเดี่ยวเล่นแรงจนคนขวัญอ่อนอย่างต้นกล้า ต้องตกใจร้องแทบไม่เป็นภาษา แต่คืออะไรกับการที่ไม่สำนึกผิดอย่างที่ได้เอ่ยปากขอโทษ แล้วยังมีหน้ามากวาดสายตามองหน้าเขาไปทั่วอย่างนี้ นี่ไม่รู้หรืออย่างไรว่าแววตาแบบนั้น มันทำให้คนโดนจ้องทำตัวไม่ถูก เหมือนกับถูกดวงตาแวววาวคู่นั้นสะกดเอาไว้ให้หยุดนิ่งรอ แล้วจ้องมองตอบ ตาสบตากับความห่าง ที่ห่างแค่สัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นเป่ารดผิวเนื้อ รู้ไหมว่ามันทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ แล้วไหนจะระยะห่างที่ค่อยๆ ลดสั้นลงเรื่อยๆ จนความอึ้งค้างเปลี่ยนเป็นความสงสัย เมื่อสายตาคมที่สบตาละไปมองต่ำกว่า แล้วจับจ้องที่ริมฝีปากสวยสีแดงเรื่อฉ่ำวาว จากการที่เจ้าตัวเผลอเม้มแล้วแลบลิ้นออกมาเลียโดยไม่รู้ตัว นั่นยิ่งทำให้คนมองใจสั่น ความรู้สึกถูกสะกิดจนสะท้านไปหมด

ต้นกล้าพยายามบังคับจังหวะการหายใจเข้าออกของตัวเอง ให้อยู่ในระดับที่ปกติ แต่มันก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยากลำบากเหลือเกิน เพราะความชิดใกล้ที่เกิดขึ้น โดยไม่รู้ว่าอีกคนตั้งใจหรือไม่ รู้สึกถึงความอุ่นของเนื้อที่แนบเนื้อ ตั้งแต่หน้าอกลงไปจนทำอะไรไม่ถูก ในหัวบอกว่าอย่าอยู่นิ่งๆ แต่ร่างกายกลับไม่ขยับ ทำไมร่างกายเขาถึงได้ดื้อแพ่งไม่ฟังคำสั่งอีกแล้ว ใจดวงน้อยสั่นไหวกับระยะห่างที่ลดลงเรื่อยๆ มือสองข้างที่กำแน่นดันไหล่กว้างของอีกคนไว้เริ่มออกแรงขืน

“ชู่..อยู่นิ่งๆ ก่อน”

“จะ..”

“เงียบก่อน” ต้นกล้าเงียบตามที่คนตัวโตบอกไม่ใช่ทำตามคำสั่ง แต่เป็นเพราะแววตาที่สบมองให้ความรู้สึกถึงความอบอุ่น ที่มันซึมซับเข้าสู่ส่วนลึกในใจนั้นต่างหาก ทำให้คนที่เคยเอาแต่ดื้อรั้นในยามปกติ ยอมเงียบปากและอยู่นิ่งๆ ต้นกล้าสบตามองตอบด้วยความสนใจ ว่าคนตัวโตจะทำอย่างไรต่อ

มือใหญ่ปัดเศษฟางชิ้นเล็กๆ ที่อยู่บนแก้มนวลแดงระเรื่อยออกให้อย่างเบามือ ต้นกล้าใช้ฟันบนขบริมฝีปากล่างของตัวเองแน่น เมื่อคนที่ทาบทับอยู่บนตัวหลุบตาลงมองต่ำที่ปากสวย ซึ่งนั่นมันเหมือนเป็นการกระตุ้นความรู้สึก และเลือดในกายให้สูบฉีดได้ดียิ่งนักสำหรับเด็ดเดี่ยว ยิ่งคนตัวเล็กกว่าหยุดดิ้นหยุดถามอย่างว่าง่าย เหมือนให้ความร่วมมือ เขาก็ยิ่งดูเหมือนได้ใจ ลดระยะห่างระหว่างใบหน้าลงอีก ด้วยการก้มลงหวังจะชิมกลีบปากสวยสีระเรื่อตรงหน้า อย่างที่ใจเรียกร้อง แต่ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะได้แนบชิดกับกลีบปากสวย ทุกอย่างพลันหยุดนิ่ง ร่างโปร่งภายใต้การกักกันสะดุ้งแรง..

“ลูกพี่” !!

“ลูกพี่กล้าคร้าบ”

“แถวนี้ไม่มีหรอกไอ้จ๋า กล้าขึ้นนาก่อนกูอีก”

“ไม่มีแล้วลูกพี่จะหายไปไหนเล่าพี่สอน ที่บ้านก็ไม่มีนะ”

“นั่นกูก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่กูเห็นกล้าเดินกลับเรือนแล้วนะมึง”

“ก็ที่เรือนไม่มีอะพี่”

“แล้วจะหายไปไหนได้ล่ะวะ”

“นั่นสิ เอ๊ะใครมันบังอาจทำเปลไอ้จ๋าขาดวะเนี่ย” ไอ้จ๋าเดินไปที่เศษเปลขาดถูกทิ้งไว้บนพื้น นี่เป็นเปลที่มันเองเป็นคนหามาผูกไว้ เผื่อเวลาหลบมานอนเล่นเพลินๆ หรือมานอนเฝ้าข้าวหลังเก็บมารวมกันที่ลาน

“ก็เปลมันเก่าแล้วมีคนมานอนมันก็ต้องขาดเป็นธรรมดา ขาดแล้วก็หาอันใหม่มาผูกก็ได้”

“ได้ไงล่ะพี่สอน นี่มันของรักของหวงไอ้จ๋าเลยนะเว้ยพี่”

“เออ แล้วไงล่ะก็มันขาดไปแล้วมึงจะอะไรนักหนา”

“แล้วใครทำขาดวะพี่”

“ถามกูแล้วมึงจะให้กูไปถามใครไอ้ห่านี่ เดินมาด้วยกัน”

“เอ๋าก็เผื่อพี่รู้เนาะ ไม่ไหวเลยไอ้จ๋าไม่อยู่วันเดียวลูกพี่ก็หายเปลก็ขาด ที่นี่ไม่มีไอ้จ๋าสักวันไม่ได้เลยใช้ไหมวะพี่สอน วุ่นวายไปหมดเลยเนี่ย”

สอนแบะปากนึกอยากเขกหัวไอ้จ๋าแรงๆ สักที “แหมมึงนี่ก็ช่างเป็นคนสำคัญจริงๆ เลยเนาะ ไอ้ผีบ้า”

“คอยดูนะรู้ว่าใครมันทำเปลไอ้จ๋าขาดจะสั่งสอนให้จำยันชาติหน้าเลยว่ะ”

“ไปเลยไป ไปตามหาลูกพี่มึงต่อเลย”

“ฮ่าๆ ไปแล้วๆ ” ไอ้จ๋าหัวเราะร่าเสียงดังเมื่อถูกพี่สอนถีบก้นงามๆ ของมันไปหนึ่งที ข้อหากวนเกินคน เมื่อไอ้จ๋าเดินออกไปแล้วพี่สอนก็เดินตามไปบ้าง พลางส่ายหัวให้ความเกรียนของมันอย่างอ่อนใจ

“อื้อ” เมื่อไอ้ตัวขัดจังหวะออกไปแล้ว คนที่ถูกบังคับให้เงียบด้วยการปิดปากด้วยมือใหญ่ก็เริ่มดิ้น เพื่อให้ตัวเองหลุดจากพันธนาการร้อนๆ นี้ เพราะทั้งสองยังอยู่ในท่าเดิมที่ร่างกายใหญ่โตกว่าทาบทับคร่อมบนร่างโปร่ง แขนข้างหนึ่งของเด็ดเดี่ยวยังสอดรองใต้แผ่นหลังของต้นกล้า และกอดกระชับเอาไว้มั่น ส่วนมืออีกข้างก็ปิดปากสวยเพื่อไม่ให้มีเสียงเล็ดลอดออกมา

เด็ดเดี่ยวทิ้งศีรษะลงข้างๆ หันหน้าเข้าหาต้นกล้า จมูกโด่งจึงอยู่ข้างแก้มใสเพื่อตอกย้ำความชิดใกล้ มันชิดมากจนอีกคนนอนตัวแข็งทื่อ ความจริงแล้วต้นกล้าเองก็ไม่คิดจะส่งเสียง หรือเรียกสองคนนั่นให้รู้หรอก ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน เพราะถ้าไอ้จ๋าหรือใครอื่นมาเห็นเขากับเด็ดเดี่ยวในสภาพนี้ คงได้เป็นเรื่องให้คุยยาวแน่นอน แต่ทั้งสองร่างที่น้ำหนักรวมกันแล้วก็ร่วมร้อยกว่ากิโลนั่น ช่วยได้เป็นอย่างดี เพราะมันจมลงไปในกองฟางเสียลึก และยิ่งก่อนหน้านี้ที่ต้นกล้าดิ้นเอาเป็นเอาตาย ยิ่งทำให้ทั้งสองจมลงไปในกองฟางมากยิ่งขึ้นจนมองไม่เห็น เพราะฟางบางส่วนทับเอาไว้ท่วม แบบนี้ถ้าไม่ส่งเสียงบอกว่ามีคนอยู่ หรือไม่เดินเข้ามาแหวกฟางออกดูก็ไม่มีใครรู้ใครเห็นว่ามีคนอยู่แน่นอน

“ปล่อยเราสิ” ต้นกล้ากระซิบบอก เพราะถูกทาบทับจึงไม่รู้ว่าสองคนนั่นเดินไปไกลแค่ไหนแล้ว กลัวว่าหากทำเสียงดังคนอื่นจะได้ยิน แล้วรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้กับคนบ้านี่ ส่วนเด็ดเดี่ยวได้ยินเสียงดุนั่นแทนที่จะทำตามกลับยังนิ่งเฉย หรือว่าเขาจะไม่ได้ยินมันกันแน่ หรืออาจจะได้ยินแต่ไม่สนใจ หรืออาจจะเป็นเพราะว่าเขากำลังตกอยู่ในห้วงความคิด และความรู้สึกบางอย่าง ที่สรุปแล้วคือไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังทำอะไร เพราะความใกล้ชิดที่ได้สัมผัสไออุ่นจากร่างในอ้อมแขน ทำให้เขาตกอยู่ในห้วงความภวังค์เบลอๆ ไหนจะกลิ่นอ่อนๆ ที่หอมละมุนอันเป็นกลิ่นเฉพาะตัวของต้นกล้า ปนมากับกลิ่นเหงื่อนั่นอีก ที่ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกแปลกไป เหมือนมีอะไรบางอย่างมาเร้าให้อยากฟัดแก้มใสนั่นให้สมใจสักที

“เด็ดเดี่ยว” เฮือก! เสียงดุๆ ทำให้เจ้าของชื่อหลุดออกมาจากภวังค์ความคิดของตัวเองได้สักที เพราะต้นกล้าเรียกเขาด้วยชื่อเต็มอย่างเอาเรื่อง ทั้งที่ไม่เคยเรียกแบบนี้มาก่อน ยิ่งทำให้เด็ดเดี่ยวทำอะไรไม่ถูก เพราะต้นกล้ามองเขาตาเขียวปัด

“อะไร” ยังจะมาถามหน้าตาเฉยอีก ต้นกล้าจึงจ้องอีกคนเขม็งกัดฟันเอาไว้อย่างข่มความโกรธ ที่เริ่มกรุ่นขึ้นมาในใจ

“ปล่อยเราสิโว้ย” อึดอัดเพราะรับน้ำหนักของเด็ดเดี่ยวนานเกินไป จึงต้องบอกเสียงแข็ง พร้อมกับดันร่างกายหนาหนักออกจากตัว ความอดทนที่มีน้อยนิดหมดสิ้นลงทันที เด็ดเดี่ยวทำหน้าไม่ถูกแต่ก็ยอมพลิกตัวนอนหงาย พลางปัดเศษฟางที่ถมทับอยู่ออกจากหน้าตัวเองด้วย

“นี่”

“อะไรอีก”

“แขนด้วยเอาออกไป” ใช่เด็ดเดี่ยวพลิกตัวนอนหงายไปแล้ว แต่แขนที่สอดอยู่ใต้ลำตัวของต้นกล้าก็ยังอยู่ที่เดิม แต่ถึงจะได้ยินแบบนั้นเจ้าตัวยังทำเป็นนอนมองท้องฟ้าหน้าตาเฉย

“ฟ้าสวยเนอะ” นั่นเห็นไหมว่าเด็ดเดี่ยวทำเป็นเนียนได้ตลอด พูดออกมาได้หน้าตาเฉยยังไม่พอ ท่อนแขนที่ถูกทับอยู่ตรงแผ่นหลัง ยังขยับขึ้นมารองที่ท้ายทอยของต้นกล้าให้เนียนเข้าไปอีก จนได้องศาที่เหมาะพอดี และเหมือนกับว่าคนที่ถูกยัดเยียดท่อนแขนให้นอนหนุนรู้สึกสบาย จนลืมไปแล้วว่าก่อนหน้านั้นบอกให้เขาเอาแขนออก คนหนึ่งนอนเอาแขนข้างหนึ่งรองใต้ศีรษะตัวเอง ส่วนแขนอีกข้างกางให้อีกคนนอนหนุน เพื่อมองท้องฟ้าสดใสด้วยกันในกองฟาง

“..”

“อยู่กรุงเทพเคยนอนมองฟ้ายามเย็นสวยๆ แบบนี้บ้างหรือเปล่า”

“...” ต้นกล้าเงียบไม่คุยด้วยแต่สายตามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ที่ประดับด้วยเมฆก้อนใหญ่สลับบางช่วง ที่ยังดูปลอดโปร่งสดใสอยู่พอสมควร แต่ท้องฟ้าแบบนี้แหละบอกได้เป็นอย่างดีว่าค่ำนี้มีฝนแน่นอน

“สวยนะว่าไหม” พูดจบเด็ดเดี่ยวก็สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ กลั้นเอาไว้แล้วค่อยๆ ปล่อยออกมา เหมือนกำลังดื่มด่ำกับธรรมชาติที่แสนสดชื่น ต้นกล้าหันมามองเสี้ยวหน้าของคนที่นอนยิ้มตามองฟ้าอยู่ข้างๆ แล้วหันกลับไปมองยังท้องฟ้าเหมือนเดิมอีกครั้งอย่างเห็นด้วย แต่ก็ยังไม่ตอบคำหรือคุยกับเด็ดเดี่ยว ที่ดูเหมือนว่าจะพูดขึ้นมาลอยๆ โดยไม่ได้ต้องการคำตอบเช่นกัน

“..”

“คิดว่าตัวเองจะเป็นชาวไร่ชาวนาได้จริงๆ หรือเปล่า”

“...”

“งานหนักแบบนี้จะทนได้ไหม”

“...”

“วันนี้ดำนาช่วยคนงานทั้งวันเลยเหรอ”

“..”

“เหนื่อยหรือเปล่าครับ”

“...”

“อะ อ้าว” เด็ดเดี่ยวพลิกตัวนอนตะแคงหันมาทางต้นกล้า แต่ดูเหมือนว่าอีกคนคงไม่รอ เพราะคงถูกลมยามเย็นและอากาศสดชื่นกล่อมจนหลับไปแล้ว ชายหนุ่มมองด้วยแววตาอ่อนโยนและยิ้มออกมาบางๆ นี่คงจะเหนื่อยกับงานมาทั้งวัน พอได้ที่สบายเลยหลับไปง่ายดายแบบนี้

เด็ดเดี่ยวนอนมองเสี้ยวหน้าขาวใสเงียบๆ ใบหน้าที่มองมุมไหนก็ไม่เคยเบื่อ แก้มใสที่จับสีแดงระเรื่อเพราะคงจะอยู่กลางแดดมาทั้งวัน ดึงดูดสายตาจนแทบไม่อยากหันไปมองทางอื่น เสี้ยวหน้าหล่อใสมองยังไงก็ไม่มีเบื่อ ยิ่งมองยิ่งเพลินยิ่งมองยิ่งหลงจมอยู่กับความรู้สึกสับสนของตัวเอง เขายังไม่รู้ตัวว่ามันคืออะไร คิดว่าขอแค่ได้มองก็พอ แต่ครั้นจะนอนเฝ้าและมองมากไปกว่านี้ก็คงไม่ได้ เพราะฟ้าเริ่มมืดและครึ้มเข้ามาแล้ว ถ้ายังโอ้เอ้อยู่อย่างนี้เป็นได้เปียกจนจับไข้อีกเป็นแน่แท้ เด็ดเดี่ยวตัดสินใจว่าเขาควรจะปลุกต้นกล้าได้แล้ว แต่เมื่อเห็นอีกคนกำลังนอนสบาย กับลมหายใจแผ่วเบาสม่ำเสมอ ก็ให้เกิดอยากนอนมองคนหลับอยู่อย่างนี้ไปนานๆ ฟ้านี่ก็ช่างไม่เป็นใจเอาเสียเลย ชายหนุ่มได้แต่แอบบ่นให้ฟ้าอยู่ในใจ ที่ไม่รู้ว่าจะรีบมืดรีบครึ้มมาไล่กันเร็วอย่างนี้ทำไมนักหนา ขอเวลาอีกสักหน่อยไม่ได้หรือไงคนกำลังมีความสุขนะครับ

ใช่สำหรับเวลาแห่งความสุขของคนเรามักจะมาเร็ว และมักจะจากไปเร็วเสมอ คิดมาถึงตรงนี้เด็ดเดี่ยวก็เผลอยิ้มออกมาคนเดียวอีกแล้ว ทำไมถึงได้รู้สึกมีความสุขแบบนี้ แค่นอนมองหน้าเท่านั้นเอง แต่เวลาดีๆ อย่างนี้มันมักจะสั้นและฟ้าก็ไม่เป็นใจ เด็ดเดี่ยวจ้องมองแก้มใสของอีกคน สลับกับกวาดตามองไปทั่ววงหน้าของคนหลับ แล้วกลับมาที่แก้มใสข้างนั้นอีกครั้งอย่างชั่งใจ เขากำลังชั่งใจ หรืออาจจะเป็นเพราะเขาลังเล หรืออาจจะเพราะสับสน หรือจะเพราะอะไรก็ตามแต่ ตอนนี้เขาอยากทำอะไรบางอย่างที่เขาไม่เคยคิดจะทำมาก่อน ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วจากนั้น...

ฟอด เขากลายเป็นหัวขโมย ที่แตะปลายจมูกลงบนแก้มใสเพียงเบาๆ เพราะกลัวเจ้าของแก้มจะตื่นมาโวยวาย แต่ก็รอดตัวไป เพราะสัมผัสนั้นผิวแผ่วอ่อนโยนมาก จนไม่สามารถปลุกให้ต้นกล้าที่เหนื่อยล้ามาทั้งวันตื่นได้

“ต้นกล้า” รู้สึกอยู่นะว่าเสียงของตัวเองมันอ่อนโยนมากแค่ไหนเมื่อเอ่ยเรียก

“ต้นกล้า” แต่พอเรียกอีกครั้งเสียงมันก็ยังเป็นโทนเดิมอย่างไม่ตั้งใจอยู่ดี และยังคงเรียกชื่อเล่นของของอีกคนแบบเต็มๆ เหมือนเดิมด้วย ไม่รู้ทำไมแต่ได้เรียกแบบนี้แล้วมันรู้สึกดีทุกครั้ง แม้ว่าคนถูกเรียกจะโกรธอยู่ก็ตามเถอะ “ต้นกล้า”

“อืม”

“ตื่นเถอะฝนจะตกแล้ว”

“อืม” ถึงจะส่งเสียงตอบรับออกมาจากลำคอ แต่เจ้าตัวก็ยังไม่ยอมลืมตาขึ้น ไม่ได้การล่ะมองไปทางภูเขาที่เห็นอยู่ไกลๆ มันมืดมาแล้ว ทางนั้นฝนคงเริ่มลงและอีกไม่นานทางนี้ก็คงไม่ต่างกัน

“ต้นกล้า ฝนจะตกแล้วนะตื่นได้แล้วนอนตอนนี้เดี๋ยวปวดหัว”

“โอย อะไรกันนักกันหนา เฮ้ย ทำอะไร “

“ก็ปลุก กลับบ้านกัน”

“แล้วมันต้องเอาหน้ามาใกล้กันขนาดนี้เลยหรือไง”

“ก็ เอ่อ”

“ถอยไปดิ”

“ก็หนุนแขนพี่อยู่ให้ถอยได้ยังไงล่ะ “นั่นทำให้ต้นกล้าลุกขึ้นนั่งมองค้อนคนตัวโตกว่าจนตาเขียว มือก็เกายุกยิกไปตามคอตามแขน ทำให้เด็ดเดี่ยวต้องลุกตาม ท่ามกลางฟางข้าวที่กระจัดกระจายเกลื่อน สองหนุ่มนั่งอยู่ตรงกลางของกองฟางเห็นเพียงช่วงตัวตั้งแต่หน้าอกขึ้นไป ส่วนช่วงล่างยังอยู่ใต้ฟางนุ่มเหมือนเดิม ฉากหลังเป็นภูเขาขาดที่หันชนกัน ปกคลุมไปด้วยเมฆหนาครึ้มฟ้าครึ้มฝน

ต้นกล้าพยามยามลุกขึ้นจากกองฟางโดยไม่พูดอะไรออกมาอีก แต่เพราะความนุ่มของฟางที่กองจนสูง จึงทำให้เดินได้ไม่มั่นคง จนต้องไถลตัวลงมาแทน และอีกคนก็ไม่ต่างกัน เมื่อมายืนบนพื้นได้ดีๆ คนตัวโตช่วยปัดเศษฟางที่เกาะตามตัวออกให้ ต้นกล้าจึงได้สังเกตความเปลี่ยนแปลงของเด็ดเดี่ยว ที่วันนี้ชายหนุ่มใส่เสื้อเชิ้ตพอดีตัวสีอ่อน ปลดกระดุมจนถึงกลางอกให้เห็นขอบเสื้อกล้ามที่ใส่อยู่ข้างใน กางเกงสแล็คสีเข้มดูเข้าชุดกันพร้อมทั้งรองเท้าหนังอย่างดีสีดำเป็นเงา ดูสุภาพทันสมัย ขัดกับทุกวันที่ชายหนุ่มแต่งตัวปอนๆ ธรรมดาด้วยเสื้อเชิ้ตกับกางเกงยีนเก่าๆ กับรองเท้าผ้าใบราวกับเป็นคนละคน

“อะไร”

“เปล่า”

“เปล่าอะไรมองกันตั้งแต่หัวจรดเท้า คิดอะไรกับพี่หรือเปล่า”

“บ้าเหรอใครจะไปคิดลง” ต้นกล้าต่อกว่ากลบเกลื่อนที่เผลอมองเด็ดเดี่ยวจนเพลิน เพราะไม่เคยเห็นเขาแต่งตัวแบบนี้มาก่อน นี่หายไปหลายวันพอกลับมาทีการแต่งตัวเปลี่ยนไปเหมือนเป็นคนละคนเลย แต่ทำไมความหน้ามึนไม่เปลี่ยนไปด้วยล่ะ

“ว้าเสียดายเห็นมองตาเป็นมันนึกว่าเพราะพี่หล่อ”

“แหวะ หลงตัวเองที่สุด”

“เอ๊า พูดความจริงรับไม่ได้อีก ฮ่าๆ ” มันก็เป็นความจริงนั่นแหละที่ว่าเด็ดเดี่ยวเป็นผู้ชายที่หน้าตาดี จนเรียกหล่อและมีเสน่ห์เลยก็ว่าได้ กับใบหน้าที่ดูคมคายแบบไทยๆ ผสมกับผิวสีน้ำผึ้งคล้ำแดดเพราะอยู่กลางแจ้งตลอด ยิ่งทำให้ดูมาดเข้มขึ้น แต่เวลายิ้มกลับดูอ่อนโยนใจดี จนทำให้ใครที่ได้เห็นรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาเลยทีเดียว หากไม่ติดอคติในใจก็คงยอมรับได้ไม่ยาก และนั่นก็ไม่ใช่กับต้นกล้าแน่นอน สองหนุ่มจ้องกันราวกับกำลังทำสงครามทางสายตา คนหนึ่งสีหน้าและสายตาเหยียดให้คนหลงตัวเอง ส่วนอีกคนที่ภูมิใจในความหล่อจ้องมองตอบกลับด้วยสายตาและสีหน้ากวนอารมณ์ โดยที่ไม่ได้พากันสนใจสิ่งรอบตัวเลย จนกระทั้ง ซ่า

“เฮ้ย ฝนตก”

“หลบฝนก่อน”

“หลบไหนล่ะ”

“ใต้ต้นไม้”

“หลบไหนก็เปียกอยู่ดีถ้าจะตกแบบนี้ พี่ว่าเรารีบวิ่งกลับบ้านเลยดีกว่า”

“งั้นก็ไปสิ” เด็ดเดี่ยวบอกพลางถอดเสื้อเชิ้ตของตัวเองออกมากางกันฝนให้ต้นกล้า ที่วิ่งเข้ามาหลบทันทีด้วยเหมือนกัน เมื่อตกลงกันได้แล้วว่าจะกลับ ทั้งสองก็วิ่งฝ่าสายฝนที่ยังตกไม่แรงมากกลับบ้านไปทันที โดยเด็ดเดี่ยวกางเสื้อตัวใหญ่ออก มีร่างบางของต้นกล้าซุกอยู่ใต้วงแขน แล้วพากันวิ่งไปตามทางไม่นานก็ถึง แต่กระนั้นทั้งสองก็เปียกอยู่ดี

“อูยหนาว”

“เปียกหมดเลย” เด็ดเดี่ยวเอื้อมมือไปปัดปอยผมเปียกๆ ที่ระอยู่ข้างแก้มออกให้ต้นกล้า ที่กำลังวุ่นอยู่กับการถอดรองเท้าถุงเท้า และเสื้อแขนยาวใส่ทำงาน จึงไม่ทันได้หลบมือหวังดีของอีกคน “รีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าไปเดี๋ยวจะไม่สบายอีก”

“...” ต้นกล้าไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เพราะมัวแต่ยืนจ้องหน้าสบตากับดวงตาคม ที่มองตอบมาที่เขาอย่างห่วงใย แม้จะเปียกด้วยกันทั้งคู่ แต่อีกคนก็ยังมีแก่ใจมาคิดถึงเขาก่อน ตั้งแต่ถอดเสื้อออกมากางกันฝนให้ ไหนจะช่วยซับน้ำที่อยู่ตามหน้าตามตัวออกให้อีก ด้วยเสื้อตัวเดิมนั่นแหละ ไหนจะมาถึงแล้วยังบอกให้รีบไปอาบน้ำด้วยกลัวว่าจะไม่สบาย ตัวเองก็ใช่ว่าจะไม่โดนฝน ตัวเองก็เปียกด้วยเหมือนกันทำไมไม่รีบกลับไปอาบน้ำด้วยล่ะ

“อะไร” เด็ดเดี่ยวถามเมื่อรู้สึกตัวว่าอีกคนกำลังจ้องมองเขาอยู่

“เปล่า”

“อ้าว อีกแล้วนะมีอะไรบอกพี่มาเลย”

“ก็เปล่าไง แล้วจะเอายังไงนี่จะกลับไปอาบน้ำเลยหรือยังไง”

“ไล่อีกแล้ว”

“รู้ตัวว่าไม่เป็นที่ต้องการก็ไปได้แล้วมั้ง”

“งั้นพี่กลับล่ะ”

“หืม” ต้นกล้าเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถามด้วยความแปลกใจ เพราะปกติคนตัวโตต้องหาเรื่องยื้อไม่ยอม แต่นี่อะไรคือการยอมกลับไปง่ายๆ ทั้งที่ต้นกล้าเองเป็นคนบอกให้เขากลับไปแท้ๆ แต่ก็ยังไม่วายสงสัยเอง และแล้วความสงสัยก็หายไปทันทีเมื่ออีกคนพูดขึ้น

“พรุ่งนี้เจอกันแต่เช้านะ”

“ห๊า ไม่ตะ...”

“ลูกพี่คร้าบ”

“ไอ้จ๋า”

“ไปไหนกันมาไอ้จ๋าหาซะทั่วไม่เจอ” พอเห็นลูกพี่ไอ้จ๋าก็ยิ้มร่าเดินเข้ามาหา พลางสะบัดร่มในมือไล่น้ำออกไปด้วย ตอนนี้ฝนตกแต่ไม่แรงมาก

“แสดงว่าหายังไม่ทั่วจริงๆ สิถึงไม่เจอ”

“แต่ไอ้จ๋าหาทุกที่แล้วนี่ครับ ทำไมไม่เห็นลูกพี่เลย แล้วนี่ลูกพี่เดี่ยวมาเมื่อไหร่ล่ะครับ ไปแอบอยู่ไหนกันมาเปียกทั้งคู่เลย”

“อยู่...”

“อยู่แถวนี้ล่ะ ฝนตกมันก็เปียกเป็นเรื่องธรรมดาจะสงสัยอะไรนักหนาวะ” ต้นกล้าตัดบทก่อนที่เด็ดเดี่ยวจะทันได้พูดอะไรออกมา ที่มันอาจจะทำให้เขาได้อาย

“หืม อะไรกันครับลูกพี่ ไอ้จ๋ายังไม่ได้บอกว่าสงสัยอะไรเลยนะครับ”

“อะ อ้าว เหรอ ถ้าอย่างนั้นก็ช่างมันเถอะ เย็นนี้มีอะไรกินบ้างวะหิวจะตายแล้วเนี่ย”

“ต้มไก่ครับลูกพี่ นี่ไอ้จ๋าพึ่งเชือดให้แม่ไปสองตัวทำเสร็จมาเมื่อกี้ เดี๋ยวลูกพี่เดี่ยวรอกินด้วยกันนะครับอย่าพึ่งกลับ” ต้นกล้าหาเรื่องกลบเกลื่อนอาการร้อนตัวของตัวเอง เพราะกลัวไอ้จ๋ามันจะซักไซ้เรื่องที่ตามหาเขาไม่เจอ แต่กลับกลายเป็นว่ามันดันชวนอีกคนให้รอกินข้าวเย็นด้วยกันนี่สิ ที่ขัดใจคนหัวแดงยิ่งนัก และยิ่งขัดใจขึ้นไปอีกเมื่อมันอ้างคนอื่นๆ เพื่อโน้มน้าวให้คนหน้ามึนตัดสินใจอยู่กินข้าวเย็นด้วยกัน

“พี่สอนกับคนงานผู้ชายสามสี่คนกำลังนั่งจิบกันอยู่ที่บ้านรอต้มไก่ เดี๋ยวไปด้วยกัน ลูกพี่กล้าจะไปด้วยกันหรือให้ไอ้จ๋าเอามาส่งครับ”

“ลองไปกินกับคนงานบ้างก็ดีนะ อุตส่าห์ทำงานมาด้วยกันทั้งวัน” เด็ดเดี่ยวเสริมที่ไอ้จ๋ามันบอกทันที เหมือนมีเรื่องสนุกรออยู่ “หรือยังรังเกียจพวกคนงาน”

“รังเกียจอะไรพูดให้มันดีๆ หน่อย คนงานก็คนนะแล้วเป็นคนงานของเราด้วย พูดแบบนี้ใครได้ยินก็เข้าใจเราผิดได้สิ” ต้นกล้าหน้าตึงที่เด็ดเดี่ยวพูดดักคอเขาแบบนี้ แถมยังว่าเขารังเกียจคนงาน ซึ่งจากที่ทำงานมาด้วยกันทำให้เขาเริ่มสนิทกับคนงานมากขึ้น พอได้ยินเด็ดเดี่ยวพูดแบบนี้ต้นกล้าเลยไม่ค่อยพอใจ

“นั่นสิครับลูกพี่เดี่ยว ลูกพี่กล้าจะรังเกียจคนงานของตัวเองได้ยังไงเนอะลูกพี่เนอะ ว่าแต่ตกลงวันนี้ไปกินข้าวที่บ้านไอ้จ๋ากับพวกคนงานก็แล้วกันนะครับ” ไอ้จ๋าพยักพเยิดเข้าข้างลูกพี่ใหญ่ของมันอย่างออกนอกหน้าทันที แต่พอเห็นเด็ดเดี่ยวอมยิ้มสายตาเจ้าเล่ห์มันก็ได้แต่มองอย่างสงสัย

ต่ออีก เลื่อนลงๆ

ออฟไลน์ AlittleStarWr

  • ดาว ณ แดนดิน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
    • https://www.facebook.com/ALittleStarWriter/?eid=ARB0j1cH0esPR8hRT-dtFbYMb-2_QxYrZHilPjVeZktiZELggHI9krjDA8KpE9EAkE37Y9krMgYPFPvo