❀ โอสถดอกท้อ : Moon's Embrace ❀ (หมอจีนโบราณ) End 32 Up! (16/02/2019)(แจ้งข่าว)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ❀ โอสถดอกท้อ : Moon's Embrace ❀ (หมอจีนโบราณ) End 32 Up! (16/02/2019)(แจ้งข่าว)  (อ่าน 73003 ครั้ง)

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7534
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
ลี่จิน รักเพื่อนถึงกลับกล้าเสียดวงตา  :mew1:
ยากจะหาเพื่อนแท้แบบนี้  :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:
       :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ขอแก้ที่ผิด
ความสัตย์จริงมิได้กล่าวปลด -----  ปด
จามรี ขนข้องอยู่หยุดปลด(เอาออก)   ชีพบ่รัก รักยศยิ่งไซร้

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8900
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
         
 ❀ Moon's Embrace : บทที่ 9 ... เต็มตอน ❀   


          ดวงเดือนประกายแสงทอระยับ ลมหนาวพัดพลิ้วกลิ่นอายของสายฝนหนาวเหน็บผ่านหน้าต่างก่อนกระทบพื้นหินอันเย็นเยียบ หากไม่ได้ความสว่างจากไฟตะเกียงที่แขวนไว้อยู่ตรงมุมห้อง คงมิอาจคาดเดาได้ว่าสถานที่อันน่าหดหู่เช่นนี้คือภพภูมิใดกันแน่

          สำหรับฉินกวนเจ๋อผู้โชคร้ายซึ่งกำลังกอดเข่าหดตัวอยู่มุมห้อง ที่นี่กลับเปรียบเหมือนกรงขังสัตว์ตาดำๆ รอเชือด หมอผู้น้อยยังคงสั่นสะท้านอยู่หลายครา ยิ่งจินตนาการถึงเรื่องที่จะเกิดขึ้นต่อไปก็ยิ่งสั่นไม่ยอมหยุด นัยน์ตากลมโตไหวระริก สีหน้ามีแต่ความกังวลกลัดกลุ้มหวาดระแวง จนไม่รู้ว่าใจตนเองว่าอยากให้พรุ่งนี้มาถึงหรือไม่ พอทบทวนซ้ำไปซ้ำมาก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมาอยู่ในสถานที่เช่นนี้

          เขาบีบจมูกกลิ่นเหม็นหืนโชยคลุ้งขึ้นมาจากกองหญ้าแห้งที่ใช้กลบซากหนูตายชวนอาเจียน เหลือบสายตามองไปรอบๆ ก็มีซี่กรงน่าขนลุก

          ตลอดชีวิตของกวนเจ๋อ พบพานแต่ที่ดีงามมาเสมอ ไม่นึกว่าตนจะย่างกายเข้ามาในสถานที่อัปมงคล หากบ้านรู้เรื่องนี้เข้าคงได้อกแตกตายเป็นแน่

          ใช่...เขาก็อยากอกแตกตายเช่นกัน ความผิดเท่าเศษผง แต่แสร้งสร้างเป็นฆ่าช้างทั้งตัววังหลวงก็ย่อมทำได้ ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมองค์รัชทายาทจะต้องทำกับเขาเช่นนี้ แต่ก็เป็นไปได้ว่าอีกฝ่ายมันจงใจปรักปรำให้กันชัดๆ

          ยิ่งคิดมากก็ยิ่งปวดซี่โครงราวกับร้าวไปถึงด้านใน ตอนที่ทหารพวกนั้นจับเขามาไม่ได้เบาแรงสักนิด หนำซ้ำยังกระแทกกระทั้น ทั้งผลักทั้งลากราวกับเขาไม่ใช่คน ก่อนจะทิ้งขว้างไว้ในห้องขังนี่

          กวนเจ๋อกอดเข่า หมอร่างเล็กซึมเศร้ามากขึ้นกว่าเดิม จนคิดอยากจะหลับตาพัก ทว่าเพียงปิดเปลือกตาลงไม่นาน ก็ได้ยินเสียงฝีเท้า มีคนยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องขัง เป็นชายผู้คุมที่โยนก้อนกลมๆ บางอย่างลอดช่องกรงมาด้านในราวกับให้อาหารสัตว์

          ชายผู้คุมเหยียดยิ้มหยันโดยไม่พูดอะไร กวนเจ๋อถอนหายใจ ไม่เคยคิดว่าชีวิตตนเองจะตกต่ำได้ถึงเพียงนี้ เขามองสิ่งที่ชายผู้นั้นโยนเข้ามาก่อนหยิบขึ้น มันคือหมั่นโถที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่นคราบดิน จนแทบจะกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มไปทั้งลูก

          ถึงวันนี้จะมีอะไรตกถึงท้องแค่มื้อเดียว แต่ตอนนี้เขาไม่รู้สึกหิวเลยสักนิด

          ใครมันจะไปกินลงอะไร...กวนเจ๋อโยนหมั่นโถทิ้ง ก่อนถอนหายใจ...เขาจะออกไปจากที่นี่ได้ยังไงกันนะ

          ก๊องแก๊ง

          เสียงจากที่หน้าประตูทำให้หมอหนุ่มหันไปมองอีกครั้ง ผู้คุมปรากฏกายที่หน้าประตูอีกรอบ แต่ครานี้ไม่ใช่หมั่นโถที่ถูกโยนเข้ามา แต่กลับเป็นร่างใครบางคนที่ถูกโยนเข้ามาแทน

          “เข้าไป! ”

          เสียงล้มดังสะเทือนเลื่อนลั่นทำให้กวนเจ๋อต้องหดขาตัวเองฉับพลัน เขาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เมื่อเห็นกายสูงใหญ่ถูกโยนทิ้งเข้ามาในห้องราวกับเนื้อชิ้นโต

          ทุกสิ่งทุกอย่างเงียบไป เขามองไม่ออกว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เห็นแค่เพียงเลือดสีเข้มที่อาบไปทั่วร่างกายนั่น

          “หึหึ คุกเต็ม ช่วยรักษาเจ้าสุนัขนั่นทีนะท่านหมอ”

          ทหารผู้คุมเหยียดยิ้มถากถาง ขณะที่ฉินกวนเจ๋อกลับลืมหัวใจตนเองไปแล้วว่าเคยเป็นหมอ เขาได้แต่นั่งตัวสั่นอยู่มุมห้อง แผ่นหลังชิดติดกำแพงเย็นชื้นจนแทบจะฝังตัวเองให้หายไป ดวงตาสั่นระริกอย่างหวาดระแวงไปหมด ถึงดูจากสภาพแล้วคนตรงหน้าจะปางตายอย่างไร แต่คุกเป็นสถานที่ไว้สำหรับขังคนชั่วช้า ยากที่จะมีคนโชคร้ายแบบเขาหลุดเข้ามา หากเจ้านั่นฟื้นขึ้นมาแล้วจับเขาบีบคอด้วยความโกรธ คงมิวายต้องตายในคุกแน่ๆ โธ่เอ๊ยกวนเจ๋อทำไปถึงได้ซวยซับซวยซ้อนแบบนี้!

          นั่งเฉยๆ จนผ่านไปเกือบสองเค่อ

          ค่ำคืนยังคงดำเนินต่อไป สำหรับกวนเจ๋อทุกวินาทีช่างเชื่องช้าเหมือนเต่าคลาน

          เขาเหลือบตามองไปที่กลางห้อง ร่างโชกเลือดนั่นแน่นิ่งไปแล้ว…

          ตายแล้วหรือ...ตายแล้วหรือยัง...แต่เจ้าจะมาตายทั้งที่ข้านั่งอยู่ตรงนี้ แล้วเพิ่มความพรั่นพรึงให้ข้าอีกไม่ได้นะ!

          กวนเจ๋ออยากร้องไห้ อยากตบหัวตนเองที่ดันเกิดมาเป็นคนโลเล ก่อนจะมองซ้ายมองขวา ที่มุมห้องไม่ใกล้ไม่ไกลมีกระบวยตักน้ำวางอยู่บนถังเล็กๆ เขาไปคว้ามันขึ้นมาพลางกำไว้แน่น เมื่อรวบรวมความกล้าได้จึงค่อยๆ ย่องเข้าไป แล้วใช้กระบวยเขี่ยแขนคนที่นอนนิ่ง

          “จ...เจ้า”

          “...”

          ไม่การตอบรับใดๆ จากร่างโชกเลือด กวนเจ๋อหัวใจหนาววาบ น่ากลัวว่าเจ้านี่น่าจะตายไปแล้วจริงๆ

          “จ...เจ้ายังไม่ตายใช่ไหม ย..อย่ามาตายตรงนี้นะ”

          ให้ข้าออกไปก่อนแล้วค่อยตายได้ไหม อยากร้องไห้ แต่ก็ทำได้เพียงเอ่ยปากออกไปทั้งเสียงสั่นๆ กลัวก็กลัว ห่วง (ตัวเอง) ก็ห่วง แต่หากคนตรงหน้ามาตายตรงนี้จะยิ่งพลันสถานการณ์เลวร้ายลงกว่าเดิม

          แต่...ในห้องขังแบบนี้เขาจะไปช่วยใครได้อย่างไร ยิ่งคราวก่อนมีประสบการณ์เลวร้ายอยู่ในหัวอยู่ด้วย ยังไม่ทันได้ลงมือรักษา เจ้านกหงส์หยกนั่นก็ชิ่งขาดใจตายเสียก่อน ส่วนคราวนี้มีใครก็ไม่รู้มานอนเลือดท่วมอยู่ในห้องขัง จะรักษาก็กังวลในใจว่าจะชิงตายก่อนอีกไหม

          “อึก...”

          เหมือนได้ยินครางออกมาแผ่วเบาจากร่างที่คิดว่าตายไปแล้ว กวนเจ๋อขมวดคิ้ว ก่อนจะค่อยๆ โน้มตัวลง เงี่ยหูฟังให้ชัดๆ อีกครั้ง

          “น...น้ำ”

          ยังไม่ตาย!

          คราวนี้ได้ยินชัดเจนแล้ว ถึงจะหวาดระแวงว่าจะเป็นการทำคุณบูชาโทษหรือไม่ แต่ด้วยสัญชาตญาณความเป็นหมอ (ที่มีอยู่น้อยนิด) สองขาก็ขยับไปที่มุมห้องแล้ว ทีแรกจะตักมากระบวยเดียว แต่คิดไปคิดมาทั่วทั้งร่างของหมอนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดสกปรกมอมแมม หมอตัวเล็กจึงเปลี่ยนใจแล้วลากน้ำมาทั้งถัง

          ทว่า...เนื่องจากในห้องขังกลับมีตะเกียงให้ความสว่างเพียงดวงเดียว คนตัวเล็กจึงไม่ทันสังเกตเห็นหมั่นโถที่ตนเองปาทิ้งไว้ จึงเลื่อนพรืดเข้าให้ โชคดีที่เขาไม่ได้เสียหลักล้มหน้าคะมำ แต่น้ำก็กระฉอกออกไปจากถังเกือบครึ่ง แถมยังกระเซ็นไปสาดใส่หน้าคนที่นอนนิ่งจนเปียก

          พอเห็นผลงานตัวเอง กวนเจ๋อถึงกับหน้าซีด แย่แล้วๆ!!

          “อึก! ”

          หมอจอมซุ่มซ่ามละล่ำละลักเข้าไปใกล้ แต่ก็ทำอะไรไม่ถูก มองไปมองมาก็เพิ่งนึกได้ว่าควรเช็ดน้ำออกจากใบหน้าหมอนี่ก่อน คิดได้ดังนั้น เขาจึงใช้ปากกัดแขนเสื้อของตนเองจนขาดเป็นผืนหยาบๆ แล้วรีบซับใบหน้าของคนป่วย

          ไม่ช้าคราบเลือดและความสกปรกต่างๆ ก็ถูกผ้าผืนน้อยเช็ดออกไปในเวลาอันสั้น วินาทีนั้น พอดีกับที่แสงจันทร์ภายนอกลอดผ่านบานหน้าต่างออกมา กวนเจ๋อถึงได้มีโอกาสเห็นใบหน้าของคนที่นอนอยู่ชัดๆ

          หมอนี่เป็นบุรุษ ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าซูบตอบแต่ดูคมเข้ม คิ้วเข้มหนาพาดเฉียงดูดุดันมีแผลแตกที่หางคิ้วและรอยเขียวจ้ำอยู่ที่โหนกแก้ม ส่วนจมูกก็เบี้ยวคดผิดทรงราวกับโดนของแข็งฟาดเข้าจนหัก ดวงตายังคงปิดสนิท ริมฝีปากแห้งผากจนเห็นเป็นแผ่นเนื้อมีเลือดไหลซิบ ที่ต้นคอมีรอบสักแปลกๆ ที่ไม่เคยเห็นแต่ดูแล้วคล้ายกับรูปของหมาป่า

          กวนเจ๋อขมวดคิ้วสงสัยอยู่ครู่หนึ่ง แต่สักพักก็หลุดออกจากภวังค์เมื่อคนที่นอนอยู่ร้องครางออกมาอีกครั้ง

          “น...น้ำ”

          ครานี้เขาไม่คิดอะไรแล้ว หมอร่างเล็กรีบค่อยๆ ดึงร่างคนไร้เรี่ยวแรงมานอนพิงไว้ที่ต้นขา แต่คนคนนี้น้ำหนักก็มิใช่เบาเลยๆ กว่าพยุงตัวอีกฝ่ายให้อยู่ในท่าเอนตัวกึ่งนอนกึ่งนั่งบนตักได้ก็เล่นเอาหอบ

          โธ่เอ๊ย ฉินกวนเจ๋อ ทำไมเจ้าต้องมาทำอะไรเช่นนี้ ถึงเจ้าจะอยากเป็นหมอ แต่ก็ไม่มีปณิธานอันแน่วแน่รักษาทุกคนบนใต้หล้านี้แบบอู่ลี่จินเสียหน่อย แถมไม่รู้ว่าคนที่กำลังช่วยเหลืออยู่นี่จะเป็นการทำคุณบูชาโทษหรือเปล่า

          ทว่าสุดท้ายก็ค่อยๆ เอื้อมมือใช้กระบวยตักน้ำให้อีกฝ่ายดื่มอยู่ดี

          “ถึงจะไม่รู้ว่าเจ้าเป็นใคร แต่ข้าช่วยเจ้าแล้ว ห้ามมาตายในนี้นะ”

          น้ำที่รสคาวคลุ้งแปลกๆ ที่ไหลลงคอที่แห้งผาก พร้อมเสียงเจื้อยแจ้วดูเอาแต่ใจตนเองนั้นช่างไม่มีความเข้ากันเลยสักนิด แต่น่าแปลกที่ดันรู้สึกเหมือนชีวิตได้รับความเมตตาเสียที…แต่จะเป็นไปได้หรือที่ชนเผ่านอกรีตจะได้รับการโอบอุ้ม

          ดวงตาที่หนักอึ้งพยายามเรียกเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่สุดท้าย ปรือขึ้นมาเพื่อให้เห็นกับว่าตนได้รับความช่วยเหลือจากภพใด ทว่า...แสงที่ปรากฏยามค่ำคืนนั้นช่างพร่ามัวเสียจนไม่มีสิ่งใดรู้เรื่อง เห็นเพียงแค่สีครามเขียวเหมือนกับน้ำทะเลที่กำลังหมุนวนกันเป็นเกลียว จากนั้นภาพทุกอย่างก็ดำมืดไปอย่างฉับพลัน ได้ยินเพียงแค่เสียงร้องเจื้อยแจ้วอยู่ข้างหู...แต่น่าแปลกที่กลับรู้สึกว่า ถ้าเขาได้ยินเสียงน่ารำคาญนี่อีกสักนิดก็คงจะดี

          “เจ้า เจ้า! ”



♦♦♦♦♦♦♦



          เช้าวันใหม่เข้ามาเยือน

          วันนี้ อู่ลี่จินไม่มีกิจใดๆ ในตอนเช้าที่สำนักหมอ เขาจึงมีเวลาตระเตรียมสิ่งของอะไรหลายๆ ก่อนจะไปพบใครบางคน

          ไม่ต้องบอกก็พอจะเดาออกว่า สถานที่ที่เรียกว่าคุกเป็นเช่นไร ซึ่งคนอย่างฉินกวนเจ๋อคงไม่มีวันกล้าข่มตาหลับ หรือยอมให้อะไรตกถึงท้องเป็นแน่ อู่ลี่จินจึงเตรียมทั้งซาลาเปาสอดไส้ หมั่นโถ พร้อมทั้งขนมอีกนิดหน่อยแอบยัดใส่กระเป๋าใต้แขนเสื้อ ก่อนจะมุ่งตรงไปยังเรือนราชทัณฑ์ที่อยู่ทางใต้หลังกำแพงวังชั้นนอก

          พอมาถึง ลี่จินก็รู้ดีว่าจะต้องทำอย่างไรถึงจะเข้าไปหากวนเจ๋อได้อย่างไร้อุปสรรค เขาแอบจ่ายส่วยให้ผู้คุมที่นี่ไปคนละหนึ่งถุงเล็ก ซึ่งก็มีน้ำหนักพอที่จะบอกว่าจำนวนเงินในนั้นมากพอที่จะสบายไปกว่าหลายอาทิตย์ ก่อนที่จะผ่านประตูเข้าไป

          สภาพด้านในที่คุมขังดูย่ำแย่ และทรุดโทรมอย่างน่ากลัว ดูเหมือนทางวังหลวงจะไม่ได้ให้ความสำคัญหรือดูแลที่นี่เลยสักนิด แถมยังมืดทึบทั้งๆ ที่เป็นตอนเช้าตรู่ ส่วนที่กำแพงก็ประดับด้วยเครื่องทรมานต่างๆ ที่เกรอะกรังไปด้วยสนิม บ้างก็มีคราบเลือดที่แห้งติดไม่ได้ล้างออกดูน่าขนลุก

          หมอคนงามเดินเข้าไปเรื่อยๆ ตามคำบอกผู้คุม กระทั่งพบกวนเจ๋อกำลังนั่งกอดเข่าอยู่ที่มุมห้องขังด้านในสุด ลี่จินเลิกคิ้วขึ้น

          “กวนเจ๋อ! ”

          เสียงเรียกทำให้คนที่ฟุบหน้าลงกับเข่าค่อยๆ เงยขึ้น ก่อนดวงตาจะเบิกโตเมื่อเห็น สหายรักยืนอยู่ที่หน้าประตู

          “ลี่จิน! ”

          เหมือนได้พบแสงสว่าง กวนเจ๋อรีบลุกพรวดก่อนจะมายืนเกาะอยู่หน้าซี่กรง ลี่จินเห็นสภาพเพื่อนตนเองก็สงสารจับใจ ใบหน้าซูบโทรม ผมเผ้ายุ่งเหยิงใต้ตาบวมเล็กน้อยและดำคล้ำ เหมือนเจ้าลิงเตี้ยนี่จะไม่ได้นอนพักเลย

          “เจ้าเข้ามาที่นี่ได้ยังไง” น้ำเสียงเจื้อยแจ้วที่ถามออกมาเจือประหลาดใจเล็กน้อย แต่ตอนนี้ไม่ใช่ที่คนตรงหน้าจะมาสนใจว่าเขาเข้าโดยวิธีไหน

          “เจ้าอย่าห่วงเรื่องนั้นเลย ผู้คุมที่นี่มีวิธีซื้ออยู่”

          พอได้ยินแบบนั้น ก็เหมือนหมอผู้อาภัพตรงหน้าจะเข้าใจเป็นนัย ถึงคุกจะเป็นสถานที่ไว้กักขังผู้กระทำความผิด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเข้มงวดจนไม่ให้ใครเข้ามา หากยอมจ่ายเงินใต้โต๊ะให้พวกผู้คุมข้างนอกนั้นสักหน่อย ต่อให้ฆ่าใครตายก็เข้าพบได้

          “เจ้าหิวหรือเปล่า ข้านำหมั่นโถร้อนๆ มาให้เจ้าด้วย”

          ไม่รอช้าลี่จินรีบหยิบหมั่นโถอุ่นๆ ออกมาจากกระเป๋าด้านในแขนเสื้อ กวนเจ๋อตาลุกวาว ปกติเขาไม่ค่อยชอบกินหมั่นโถเท่าไร แต่ครั้งนี้เขากลับรู้สึกว่ามันช่างน่าอร่อยยิ่ง!

          หมอหนุ่มรีบคว้าหมั่นโถมาจากเพื่อนผ่านซี่กรง แล้วรีบกัดเข้าไปคำแรก ถึงรสชาติจะจืดสนิทเพราะทำมาจากแป้ง แต่เขากลับรู้สึกว่ามันหวานลิ้นนักจนกลั้นน้ำตาที่ปลายหางได้ไว้ไม่ได้

          ลี่จินมองดูเพื่อนที่กินหมั่นโถอย่างเอร็อดอร่อยก็คลี่ยิ้มจางๆ ก่อนจะยื่นของกินอื่นๆ ส่งไปให้ แต่พักเดียวคนที่ทำท่าเหมือนจะยัดทุกอย่างลงท้องก็หยุดชะงักไปเหมือนครุ่นคิดอะไรได้ พอสังเกตในแววตาก็กลับพบว่ามันสั่นระริก และมีน้ำใสๆ คลอเคลียอยู่ริมขอบตา

          “เป็นอะไร”

          คำถามนั้นทำให้ กวนเจ๋อมองหน้าอู่ลี่จิน ก่อนเอ่ยด้วยเสียงเศร้าๆ

          “ข้าจะได้ออกจากที่นี่ไหม...แล้วข้าจะตายหรือเปล่า”

          ความหวาดกลัวปรากฏในแววตาของอีกฝ่ายอย่างปิดไม่มิด ขณะที่ลี่จินเมื่อได้เห็นสีหน้านั่นแล้ว หัวใจกลับรู้สึกเศร้าตามไปด้วย ถึงกวนเจ๋อจะเป็นคนปากพล่อย แต่อย่างน้อยก็เป็นคนใสซื่อไม่มีพิษมีภัย เขาไม่ควรต้องมาเจอเรื่องเลวร้ายเช่นนี้

          “เรื่องแค่นี้เจ้าไม่ตายหรอกน่า”

          “เรื่องแค่นี้อะไร นี่มันเรื่องใหญ่มากเลยนะ ข้าไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว”

          น้ำเสียงสั่นๆ ใต้ใบหน้าที่ก้มลงยังคงเจือกังวล ตระกูลฉินไม่ใช่คนใหญ่คนโต และเป็นเพียงแค่ขุนนางระดับล่างที่ไม่มีสิทธิ์ไม่มีเสียงใดๆ ในราชสำนัก อย่างมากท่านพ่อก็แค่รู้ว่าต้องหลบหลังใครชีวิตถึงจะอยู่อย่างเป็นสุข แต่พอมาเจอเรื่องเช่นนี้ มองอย่างไรก็เหมือนจะมืดแปดด้านไปหมด

          ลี่จินเข้าใจความรู้สึกของกวนเจ๋อดีว่าคงต้องรู้สึกหวาดกลัวมากเป็นแน่ ถึงจะไม่ค่อยแน่ใจอะไรเท่าไรนักว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป แต่เขาก็อยากให้อีกฝ่ายสบายใจขึ้น

          “กวนเจ๋อเจ้าฟังข้านะ...”

          ได้ยินเสียงเรียก คนฟังเลยยอมเงยหน้าขึ้นมา มองอู่ลี่จินที่กำลังทำสีหน้าจริงจัง

          “เจ้าไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ตอนนี้เจ้าอยู่เฉยๆ รักษาชีวิตตัวเองไว้ก็พอ ข้าสัญญาว่าจะช่วยเจ้าออกไปให้ได้”

          “แล้วพ่อข้ารู้เรื่องนี้แล้วหรือยัง ถ้าเขารู้…เขาต้องยอมทำทุกอย่างจนเกินตัวแน่ ข้าไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นเลย”

          กวนเจ๋อกล่าวอย่างร้อนใจ ที่ห่วงที่สุดก็คือท่านพ่อของตนเอง ลี่จินส่ายหน้านิดๆ ตอนนี้ให้คนกังวลไปก็เท่านั้น อย่างไรเขาก็เชื่อว่าองค์รัชทายาทคงมิยอมให้เรื่องนี้แพร่งพรายออกไปยังนอกวังเร็วเช่นนั้น ก่อนจะกล่าวเสียงอ่อน

          “เจ้าอย่ากังวล องครักษ์ซุนรับปากว่าจะช่วยเจ้า”

          “ใต้เท้าซุนหรือ! ”

          พอได้ยินชื่อคนที่ไม่คาดว่าจะได้ยิน ด้วยความตกใจจึงเผลอหลุดปากออกไปเสียงดัง ลี่จินรีบถลึงตาโตใส่เป็นสัญญาณให้อีกฝ่ายรีบหุบปากอย่างทันท่วงที เพราะเรื่องนี้จะให้ใครได้ยินซี้ซั้วไม่ได้ โชคดีนักที่พวกผู้คุมออกไปที่หน้าประตูกันหมดเลยไม่มีใครได้ยิน

          กวนเจ๋อมองซ้ายมองขวา ก่อนจะกวักมือเรียกให้คนที่อยู่นอกซี่กรง ลี่จินขมวดคิ้วอย่างสงสัยก่อนจะโน้มตัวลงมาใกล้ พอได้ระยะเหมาะสมอีกฝ่ายก็รีบกระซิบกระซาบ

          “เจ้าไปขอร้องเขาหรือ”

          ถึงกับสะอึก จนต้องกระแอมไอกลบกลืน จากมุมนี้ถึงจะไม่ชัดเจนนัก แต่กวนเจ๋อก็สังเกตแก้มอีกฝ่ายขึ้นสีระเรื่อเจือจาง

          “น...นั่นไม่ใช่เรื่องที่เจ้าควรสนใจ เจ้าควรห่วงตัวเองก่อนว่าจะรักษาชีวิตอย่างไรในคุกนี่ให้รอดดีกว่า”

          เปลี่ยนน้ำเสียงกลายเป็นน้ำแข็งพันปีอู่ลี่จินคนเดิม กวนเจ๋ออมยิ้มถึงจะไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะยอมลงทุนไปขอร้องคนที่ไม่ค่อยชอบใจ แต่ก็นับได้ว่าอาจเป็นเรื่องดีสำหรับเพื่อนเขาที่อาจมีบุญวาสนาได้รู้จักมักจี่กับใต้เท้าซุน แม้ว่าเขาจะมีประวัติน่ากลัวก็เถอะ

          ลี่จินเหยียดตัวขึ้น ก่อนจะรู้สึกว่าเขาจะอยู่ที่นี่นานเกินไปแล้ว ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยลาหมอตัวเล็กตรงหน้า หางตาเขาก็ชำเลืองไปเห็นร่างของใครบางคนกำลังนอนหันหลังให้อยู่กลางห้อง

          “แล้ว...นั่นใครน่ะ เจ้าไม่ได้ถูกขังเดียวหรือ”

          กวนเจ๋อรีบส่ายหน้าระรัว

          “ข้าไม่รู้ อยู่ๆ เขาก็ถูกโยนเข้ามาในห้องเดียวกับข้า เป็นตายอย่างไรข้าก็ไม่ทราบ”

          “เจ้าเป็นหมอ ทำไมใจร้ายกล้าทิ้งให้เขาตายห้องเดียวกับเจ้า”

          แกล้งพูดหยอกเพื่อนตนเองไป แต่หารู้ไม่ว่าประโยคนั้นกลับไปสะกิดใจคนตัวเล็กเข้าอย่างจัง เมื่อคืนนี้เจ้าหมอนั่นไข้ขึ้นสูงทั้งคืน แถมยังตัวสั่นเทิ้มบ่นว่าหนาวๆ ไม่ยอมหยุด ลำบากเขาด้วยความรำคาญจนต้องถอดเสื้อหมอตัวเองไปห่มให้ แล้วก็เอาแผ่นฟางห่มทับๆ ไปอีกชั้น ส่วนตัวเขาก็ได้แต่เดินไปนั่งหนาวอยู่มุมห้อง พอพระอาทิตย์ถึงได้เดินไปเอาเสื้อคืน แต่เจ้าบ้านี่ก็ยังไม่ยอมตื่น

          “เขายังไม่ตายสักหน่อย แค่...” ปางตาย กวนเจ๋อเก็บคำพูดนั้นไว้ในใจ ส่วนลี่จินก็ได้แต่ขมวดคิ้วอย่างสงสัย แต่พอดูจากสีหน้าของเพื่อนหมอแล้วดูไม่ทุกข์ร้อนเลยสักนิด ทว่าอย่างไรคนที่ถูกโยนเข้ามาในคุกใช่ว่าจะเป็นคนที่ไว้ใจได้เสียเมื่อไร แต่เขาจะทำให้อะไรนอกจากให้คนตรงหน้าดูแลตนเอง

          “ข้าต้องไปแล้ว...เจ้าระวังตัวด้วยนะ”

          กวนเจ๋อพยักหน้ารับคำอีกฝ่ายเบาๆ ไม่ช้าอู่ลี่จินก็หันหลังให้เขาก่อนจะเดินออกไปห้อง วินาทีที่เห็นภาพนั้น มันช่างเย็นสะท้านราวกับหัวใจทั้งดวงถูกปกคลุมด้วยหิมะ ชะตาต่อจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อ...สุดท้ายเขาก็ได้แต่ภาวนาขอให้สวรรค์โปรดเมตตา...เห็นแก่ความดีที่เขาทำเพื่อใครที่ไหนไม่รู้ด้านหลังด้วยเถิด~





♦♦♦♦♦♦





          พอเสียงกลองตีดังเมื่อเข้าสู่ยามซื่อ ดวงตะวันเริ่มทยานเข้าสู่กึ่งกลางท้องฟ้าอย่างเชื่องช้า แสงแดดสาดส่องให้กลีบดอกเบญจมาศเหลืองอร่ามต่างสว่างไสวราวกับทองคำ

          ฮ่องเต้หยวนสือเจิ้งพอทอดพระเนตรออกไปนอกต่างหน้า ภาพดอกเบญจมาศที่เห็นที่พานให้ผ่อนคลายยิ่ง สามวันมานี้วังหลวงสงบสุขอย่างไม่เคยเป็น นับตั้งแต่แต่งตั้งอี้หมิงเป็นรัชทายาท ก็ช่วยว่าราชการบางส่วนที่เขาไม่มีเวลาจัดการ จนทุกอย่างก็ดูจะเข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น รวมทั้งสงครามวังหลังที่เงียบสงบเพราะมีฮองเฮาหลิวจูเป็นที่เคารพยำเกรงสูงสุด

          แต่ก่อนที่มาจะจุดนี้ได้ ก็พานให้เขาคิดถึงความหลังที่วังหลวงนั้นชโลมด้วยเลือดมานักต่อนัก ถึงชีวิตเขาจะเปรียบเหมือนโอรสของทวยเทพสวรรค์มาจุติ แต่น่าสงสารที่กลับไม่มีอำนาจมากพอที่จะปรามทุกอย่างได้อย่างใจคิด ซึ่งต้นเหตุของโศกนาฏกรรมอันใหญ่หลวงก็มาจากการละเลยของเขาเอง

          สนมแสนงามนับสิบปรนเปรอ

          โอรสและธิดามากมายท่วมท้น

          แต่ไม่มีใครหน้าไหนเลยจะมาแทนที่สนมเหยียนและองค์ชายสองของเขาได้ ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นให้ดอกเบญจมาศสีเหลืองทองนั่นต้องแปดเปื้อนสีแดงชาด

          พอหวนคิดเรื่องเก่าแล้วในแววพระเนตรของฮ่องเต้สือเจิ้งก็หม่นหมองลง ถึงทุกอย่างไม่ได้จะเป็นไปตามใจคิด และเส้นทางที่ปูเอาไว้ก็มิได้งดงามราบเรียบ แต่เขาก็มั่นใจว่าในอนาคตข้างหน้าบัลลังก์จะมั่นคงมากขึ้นกว่าเดิม ถ้าหาก...

          “ฝ่าบาท...”

          เสียงที่เอื้อนเอ่ยเบาๆ อยู่ด้านหลัง ทำให้สือเจิ้งหลุดจากภวังค์ความคิด เขาปรายตามองขันทีเฒ่า ดูท่าหลีกงกงจะมีเรื่องบางอย่างจะทูลให้เขาทราบ พออนุญาตก็ได้ทราบว่าองครักษ์ซุนไป่หานของจิวอ๋องมีเรื่องของเข้าเฝ้า แต่เพราะเนื่องจากช่วงเช้านี้ไม่กิจอะไรวุ่นวายจึงมีรับสั่งให้เบิกตัวเข้ามาในทันที พออีกฝ่ายทำความเคารพแล้วก็รีบถามต่อ

          “เจ้ามีอะไรหรือองครักษ์ซุน”

          “ฝ่าบาทเรื่องหมอหลวง ที่ท่านอ๋องประสงค์นั้น...”

          “รัชทายาทยังไม่ได้จัดหาให้อีกหรือ”

          ยังเอ่ยไม่ทันจบ คนที่ประทับอยู่บนแท่นก็พูดดักออกมา ไป่หานรีบส่ายหน้า

          “มิใช่พ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่...”

          “มีอะไรหรือ”

          ท่าทีที่เหมือนไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ ทำให้เขาต้องขมวดคิ้ว แต่ไหนแต่ไรซุนไป่หานนับได้ว่าเป็นคนที่ซื่อสัตย์และจงรักภักดีกับอ๋องจิวมาก อีกทั้งยังมีนิสัยไม่มักใหญ่ใฝ่สูง ไม่ตั้งคำถามคาแคลงสงสัยเจ้านาย เรียกได้ว่ายอมแม้กระทั่งสละชีวิตตนเองเพื่อท่านอ๋องได้อย่างไม่ลังเล ทว่าครานี้กลับเหมือนมีบางอย่างทำให้ค้างคาอยู่ในใจ

          ด้านไป่หาน เขาลังเลอยู่พักใหญ่ ถึงเมื่อคืนเขาจะคุยกับอู่ลี่จินจนรู้ถึงสิ่งที่ตนเองต้องทำแล้ว แต่อย่างไรก็เหมือนฝืนใจตนเองอยู่นิดๆ หากอ๋องจิวรู้ว่าเขากำลังสร้างเรื่องให้ จนเป็นเหตุสร้างความแคลงพระทัยฮ่องเต้เข้า คงต้องเป็นเรื่องใหญ่ ฉะนั้นทุกคำพูดจะต้องระแวดระวังให้มากขึ้น

          “ทูลฝ่าบาท ตอนที่ฝ่าบาทประทานหมอหลวงมาตรวจอาการทหารเมืองหู่ มีหมอหลวงชั้นต้นหลายคนที่มีฝีมือแพทย์มาให้ กระหม่อมปรึกษากับหัวหน้าหมอหลวงเหลียงแล้ว จึงขอรายชื่อส่งไปให้ท่านอ๋องที่เมืองหู่”

เกริ่นความออกไปด้วยเสียงราบเรียบ สือเจิ้งพยักใบหน้าไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึกใด ไป่หานจึงพูดต่อ

          “ก่อนกลับมาที่วัง ท่านอ๋องได้ตรัสย้ำว่าไม่จำเป็นจะต้องเป็นหมอที่มากประสบการณ์ แต่ต้องการหมอที่มีจิตใจซื่อตรง และรักในวิชาแพทย์ ตอนนั้นทหารแคว้นหู่ได้รับความช่วยจากหมอหลวงชั้นต้น จึงมาทูลเป็นพระราชานุญาตพ่ะย่ะค่ะ”

          “เจ้าทูลเรื่องนี้กับองค์รัชทายาทแล้วหรือยัง”

          แค่คำถามแรกก็เล่นเอาสะอึกไปถึงทรวง อย่างไรฮ่องเต้ก็มีรับสั่งไว้แล้วว่าเรื่องหมอที่จะไปเมืองหู่ องค์รัชทายาทจะเป็นคนจัดการ กระทำเช่นนี้ย่อมเป็นการหักหน้าอีกฝ่าย แต่ว่าเรื่องนี้จะผ่านหูเจ้าสุนัขจิ้งจอกนั่นก่อนไม่ได้เป็นอันขาด

          “ยังพ่ะย่ะค่ะ แต่หากฝ่าบาททรงอนุญาตกระหม่อมจะทูลกับองครัชทายาทด้วยตนเอง”

          ไป่หานก้มหน้าลงตอบด้วยเสียงดังฟังชัด ไม่มีวี่แววว่าจะโป้ปด

          สือเจิ้งเงียบไป เขานิ่งครุ่นคิดอยู่พอสมควร เดิมทีอี้หมิงก็ไม่ใช่คนคิดมากและเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ใหญ่โตอะไร แต่ที่เขาห่วงก็มีเพียงแค่...

          “เรื่องแค่นี้ เจ้าไม่ต้องไปทูลด้วยตนเอง ให้หลีกงกงเป็นคนจัดการให้ ข้าคิดว่าอี้หมิงคงไม่มีปัญหาอะไร ข้าเป็นห่วงแต่ว่า หากยกให้แต่หมอหลวงชั้นต้นไป อ๋องจิวจะหาข้าไม่ใส่ใจ”

          “ทูลฝ่าบาทกระหม่อมเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ว่าท่านอ๋องคงมิบังอาจ อย่างไรกระหม่อมก็เชื่อว่า เรื่องฝีมือแพทย์เป็นเรื่องที่สามารถฝึกฝนกันได้ แต่สันดานคนย่อมสอนได้ยากเย็น”

          ได้ยินเช่นนั้นฮ่องเต้สือเจิ้ง จึงคลี่สรวลรับอย่างพอพระทัย

          “หากเจ้าพูดเช่นนั้น...เห็นทีเจ้าคงหมายตาหมอคนใดเป็นพิเศษให้ท่านอ๋องแล้วใช่หรือไม่”

          “พ่ะย่ะค่ะ” ไป่หานก้มหน้าขานรับในทัน สือเจิ้งยิ้ม

          “ใครหรือ...”

          “หมอแซ่ ฉิน...กับหมอแซ่ อู่ พ่ะย่ะค่ะ”



♦♦♦♦♦♦

มาลงเต็มตอนให้น้าา เดี๋ยวจะค้าง ไรท์จะไม่อยู่  3-4 วันนะคะ หนีไปเข้าถ้ำไปทำบุญให้นังเจ๋อก่อน  ถถถ ><

ขอบคุณทุกๆ คนที่ช่วยที่แก้คำผิดให้ดี้นะคะ เขารีบไปแก้มาแบ๊วว แง้ บางทีก็ตาลายหมดไม่ค่อยเห็นอะไรเลย ♥ Y^Y


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-08-2018 17:18:44 โดย EtuDe »

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8900
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ ┠┨ ¡ Þ Þ ☻ ❣ ╰╰

  • นู๋ รัก BoYs' lOvE
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 723
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
เจ๋อเจ๋อช่างน่าสงสารยิ่งนัก..เเต่ก็แอบขำนางอยู่หน่อยๆ..555

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7534
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
ซุนไป๋หาน ดีมาก
บอกความต้องการชื่อหมอไปแล้ว
หมอฉิน กับหมออู่  :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:
       :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2317
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +285/-3
สาธุ

แผ่บุญไปให้กวนเจ๋อด้วยคน ฮ่า ๆ ๆ ๆ

ออฟไลน์ Grey Twilight

  • Moderator
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 392
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +171/-17
โอ้ ก็ว่าอยู่ ตอนแรกนี่ผมแอบเชียร์กวนเจ๋อกับจิวอ๋องนะครับ เพราะเห็นฉากที่เห็นฮ่องเต้นึกในใจว่าสองคนนี้แท้จริงแล้วนิสัยคล้ายกัน ก็ทำให้รู้สึกว่าน่าจะเคมีเข้ากันได้ดี ท่าทางจะมีผลต่อมิติของตัวละครครับ เพราะกวนเจ๋อน่าจะเป็นคนที่ทำให้จิวอ๋องกลายเป็นคนที่แตกต่างจากองค์รัชทายาทคนปัจจุบัน ถ้ามองแค่ในตอนนี้จากสายตาคนภายนอก ทั้งสองคนก็ไม่ได้แตกต่างกัน แต่เนื้อแท้แล้วจิวอ๋องเป็นคนดีกว่า แต่ถูกสภาพแวดล้อมการแย่งชิงอำนาจของวังหลวง รวมถึงรัชทายาทกลั่นแกล้ง ทำให้นิสัยที่แท้จริงเลือนหายไป กลายเป็นคนเด็ดขาดเย็นชา ถ้ากวนเจ๋อไปเจอแล้วเข้าใกล้ ก็น่าจะทำให้จิวอ๋องได้รู้สึกว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นคนนิสัยอย่างไร เป็นฉากที่น่าสนใจและมีสตอรี่ที่ดี

พอลงเต็มตอนแล้วอ่านได้อารมณ์มากครับ ไหลลื่นไม่มีสะดุดเลย คำผิดมีบ้างเล็กๆน้อยๆ ก็ช่วยๆกันตรวจสอบอักษรครับผม

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8900
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ maew189870

  • รักทุกคนนะคับ
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 736
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-4
กำลังสนุกเลยคับ
รอร่อรอ

ออฟไลน์ blanchard

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 376
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +46/-3
สงสารเจ๋อเจ๋ออะ    :sad5:

ออฟไลน์ wanirahot

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 485
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
รอวันหมอทั้งสองได้ออกจากวังค่าาา

ออฟไลน์ masochism2018

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 428
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1
เพิ่งเข้าทาอ่านน สนุกค่ะ
ชอบนิยายจีนมาก  :กอด1:

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
         
 ❀ Moon's Embrace : บทที่ 10 ... ❀   

          เสียงเอ๊ะอะด้านนอกทำให้คนที่นั่งซึมอยู่มุมห้องขังถึงกับเงยหน้าขึ้นมาเงี่ยหูฟัง

          นับได้ว่า นี่เป็นวันที่สองแล้วที่ฉินกวนเจ๋อยังคงถูกล่ามโซ่ภายใต้ซี่กรงพร้อมกับหมั่นโถเปรอะๆ ส่วนคนที่นอนนิ่งอยู่กลางห้อง ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง เมื่อเช้านี้ไม่ทันที่เจ้านั่นจะได้ลืมตาตื่นขึ้นมา เขาก็ถูกครอบด้วยกระสอบแล้วลากออกไปทั้งแบบนั้น น่ากลัวว่าคงจะต้องโดนพวกผู้คุมทำร้ายอีกเป็นแน่ ส่วนเขาถึงจะสงสารอย่างไร ก็ได้แต่นั่งตัวสั่นรอคอยวันเวลาและรักษาชีวิตอย่างที่ลี่จินบอก

          กระทั่งเสียงกลองด้านนอกตีดังบอกเวลาเป็นครั้งที่สอง นกน้อยที่เกาะอยู่บนช่องหน้าต่างเล็กๆ ด้านบนก็บินเตลิดออกไป ไม่ช้าเขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าราวกับว่ามีคนจำนวนกำลังมุ่งตรงมาทางนี้

          กวนเจ๋อกอดเข่าตัวแน่นขึ้นไปอีก ไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร ได้แต่ภาวนาว่าลี่จินจะมาช่วยเขาอย่างที่สัญญาไว้

          เสียงฝีเท้าหยุดลง พอเหลือบตามองที่หน้าประตู ก็เห็นผู้คุมสามคนยืนปั้นหน้าถมึงทึงอย่างไม่เป็นมิตร ทว่า...บรรยากาศกลับแปลกไปเล็กน้อย ดูเหมือนจะมีใครอีกคนยืนอยู่ด้านหลัง

          “ปล่อยตัวหมอแซ่ฉิน”

          พอได้ยินก็เบิกตากว้าง เช่นเดียวกับหัวใจที่พองโต ประตูห้องขังถูกไขออกอย่างรวดเร็ว ก่อนคนที่ออกคำสั่งจะก้าวออกมา เป็นหลีกงกงที่หันมาส่งรอยยิ้มเรียบๆ ให้

          ”เจ้าโชคดีแล้วหมอฉิน”

          คำพูดเป็นนัยทำให้หมอแซ่ฉินขมวดคิ้ว โชคดี? โชคดีอย่างไร? แล้วลี่จินไปทำวิธีไหนถึงได้ขอร้องให้หลีกงกงมาช่วยเหลือเขาได้ ไหนบอกใต้เท้าซุนจะเป็นคนช่วยเขาไม่ใช่หรือ เรื่องมันอย่างไรแน่ สรุปแล้วเขาต้องติดหนี้บุญคุณใคร

          หลายคำถามตีมึนขึ้นมาในหัว แต่ยังไม่ทันได้คุกลงคำนับขอบคุณอีกฝ่ายล่วงหน้าไว้ก่อน หลีกงกงก็รีบยกมือปราม แล้วบอกเรื่องที่เขาต้องทำ

          “หมอฉินเจ้ารีบกลับไปที่สำนักหมอเดี๋ยวนี้”

          กลับไปที่สำนักหมอ? กลับไปทำไม? กลับได้แล้วจริงๆ ใช่ไหม แล้วจะไม่มีใครมาลากเขาเข้ามาคุกอีกใช่ไหม สัมผัสได้ว่าใครบางคนที่อู่ลี่จินร้องขอให้ช่วยต้องยิ่งใหญ่กว่ารัชทายาทเป็นแน่ถึงได้กล้าขัดรับสั่งเจ้าฟ้าเช่นนั้น แต่ถึงจะกลัวอย่างไร สองขาเจ้ากรรมกลับรีบก้าวออกจากคุกไปแล้ว





♦♦♦♦♦♦





          “เสด็จพ่อตรัสเช่นนั้นหรือ”

          “พ่ะย่ะค่ะ ตอนที่พระองค์เสด็จไปคารวะฮองเฮา หลีกงกงเลยฝากข้าบาทมาแจ้งแทน”

          หลังจากกลับมาที่ตำหนัก ดูเหมือนจะมีไก่ป่ามาสะบัดขนให้ระแคะระคายใจ

          รัชทายาทหยวนอี้หมิง พยายามบังคับพระอารมณ์คุกรุ่นไว้ภายใต้สีพระพักตร์ที่เรียบเฉย แต่หารู้ไม่ว่ามิอาจปกปิดอารมณ์ในพระทัยได้

          เขานั่งลงที่โต๊ะน้ำชากลางห้อง นิ้วเรียวยาวไล่วนไปบนขอบถ้วยชาเบาๆ เหมือนต้องการให้ใจสงบ แต่กระนั้นดวงตากลับไม่ได้เยือกเย็นเลยสักนิด

          “เหอะ...นี่ข้าตกต่ำ ถึงขั้นที่เจ้าขันทีเฒ่านั้นกล้าหยามหน้าข้าเช่นนี้เลยหรือ เห็นทีข้าคงใจดีมากไป คงต้องแจ้งเสด็จพ่อให้สั่งสอนคนของตนเสียบ้าง”

          ถึงจะดำรงตำแหน่งรัชทายาท ผู้ที่ใกล้เทียบเคียงโอรสสวรรค์ แต่ก็ไม่ใช่ผู้อยู่จุดสูงสุดเห็นอำนาจอยู่ตรงหน้าแท้ๆ แต่กลับเอื้อมมือไปไขว่คว้ามันไม่ได้สักที และยิ่งย่ำอยู่จุดเดิมนานเท่าไร ก็ยิ่งน่าสมเพช ผู้คนรอบด้านคอยแต่จ้องหัวเราะเยาะ

          ขณะที่กงกงสนองพระโอษฐ์พอเห็นสีพระพักตร์และคำตรัสเช่นนั้นของรัชทายาทแล้ว ก็ยิ่งอกสั่นขวัญแขวน นายเหนือหัวที่ปกติเป็นคนสงบเยือกเย็น บัดนี้ไม่ต่างอะไรจากถ่านร้อนๆ ถึงจะหวาดกลัว แต่หากไม่ห้ามปรามต้องไม่ดีแน่

          “ฝ่าบาทข้าบาทรู้ดีกว่ามิควรทูล แต่เวลานี้ทรงทำเช่นนั้นมิได้นะพ่ะย่ะค่ะ ดูเหมือนฮ่องเต้จะกริ้วที่พระองค์มีรับสั่งขังหมอแซ่ฉิน”

          “เจ้าว่าอะไรนะ! ”

          พระสุรเสียงกริ้วโกรธที่นานครั้งจะเคยได้ยินทำเอาสะดุ้ง ขันทีเฒ่ารีบคุกลงกับพื้นพลางรีบตบปากตัวเองไปมาเพื่อลดความขุ่นเคืองใจของผู้ที่ประทับอยู่เบื้องบน แต่ตบจนปากบวมแดงก่ำแล้วหยวนอี้หมิงก็ยังไม่สนใจ กระทั่งเลือดไหลซิบออกมาจนเจ็บอี้หมิงถึงได้กลอกสายตาอย่างรำคาญ ก่อนจะยกมือปราม ขันทีเฒ่าถึงมีโอกาสพูดอีกครั้ง

          “ข้าบาทปากพร่อยสมควรตาย ต...แต่ คือ..เรื่องที่ฮ่องเต้ทรงกริ้ว ดูเหมือนจะเป็นที่พระองค์มีรับสั่งขังหมอแซ่ฉิน โดยไม่ทูลแจ้ง”

          “เหอะ...หมอคนเดียว เป็นแค่ก้อนกรวดเล็กๆ เรื่องแค่นี้ไยเสด็จพ่อต้องใส่พระทัยด้วย”

          “หรือที่จริงแล้ว อาจเป็นเพราะฮ่องเต้ทรงเข้าพระทัยว่าที่พระองค์ทรงมีรับสั่งขังหมอแซ่ฉินนั่น เพราะพระองค์ทรงรู้ว่าหมอฉินเกี่ยวข้องกับจดหมาย”

          ยิ่งได้ยินที่พูดก็ยิ่งหงุดหงิดนัก อี้หมิงขมวดคิ้วมุ่น ร้อยวันพันปีเสด็จพ่อไม่เคยสนพระทัยด้วยซ้ำว่าเขาจะมีรับสั่งลงโทษใครหรือฆ่าใคร แต่กลับหมอแซ่ฉินทำไมถึงได้ทรงปกป้องหากไม่มีอะไรเกี่ยวข้อง หรือว่า...แท้จริงแล้วเขาได้พลาดเรื่องสำคัญอะไรไป หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ เขาควรทรมานหมอหนุ่มนั่นเพื่อให้คลายความลับของหนังสือกวีออกมาเสียให้หมด แต่จะหันหลังกลับไปจับนกไปที่ปล่อยไปแล้วก็คงเป็นไปไม่ได้

          “เจ้าสืบรู้หรือยังว่าในจดหมายเขียนสิ่งใดไว้”

          “ไม่เลยพ่ะย่ะค่ะ คนของเราแจ้งว่าฮ่องเต้ทรงพกจดหมายนั่นติดพระวรกายตลอด”

          เพล้ง!!

          ข้าวของที่อยู่บนโต๊ะถูกท่อนแขนเรียวกวาดจนเกลี้ยงตามแรงอารมณ์ ถ้วยชาแตกกระจาย เศษกระเบื้องกระดอนกระเด็นเต็มพื้น สีหน้าที่มักจะสงบเยือกเย็นบัดนี้กลับเปิดเผยความเกรี้ยวโกรธและโทสะออกมายากที่จะทนไหว

          ขันทีเฒ่าเห็นเช่นนั้นก็ได้แต่ก้มหน้าหลบตา ตัวสั่นงกๆ ด้วยความกลัว กระทั่งได้ยินเสียงหยวนอี้หมิงสูดหายใจเข้าอกเสียงดัง พร้อมกับท่อนแขนที่ทุบลงไปบนโต๊ะ จังหวะนั้นถึงได้เผลอเงยหน้าขึ้นมา

          “คนที่กล้าล้วงคอให้ข้าร้อนใจเช่นนี้ได้ คงต้องเป็นเจ้าคนถ่อยนั่นไม่ผิดแน่! ”

          พระหัตถ์เรียวกำแน่นด้วยโทสะ หยวนจิวหรงอยู่ไกลตั้งแดนคนเถื่อน แต่ยังมิวายยังย้อนกลับมากัดเขาได้อีก บัดนี้เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมต้องตีงูให้หลังหัก

          ทว่าตอนนี้...ถึงจะเดือนเนื้อร้อนใจแทบไหม้ ว่าจิวหรงจะใช้ลูกเล่นอะไรในจดหมายนั่นแต่สิ่งที่เขาควรทำตอนนี้ ไม่ใช่ปล่อยให้อารมณ์ควบคุมแล้วมุ่งเดินหมากไปตามที่อีกฝ่ายวางเอาไว้ทุกอย่าง

          พอคิดเช่นนั้นแล้วหยวนอี้หมิงผู้เยือกเย็นคนเดิมก็กลับเข้ามาแทนที ครานี้ถึงตาเขาเริ่มเดินหมากบ้าง

          “หลีกงกงแจ้งอะไรมาบ้าง”

          “ขันทีเฒ่านั้นบอกว่า ฮ่องเต้มีรับสั่งส่งหมอแซ่ฉิน เพื่อนำไปเป็นหมออาสาที่เมืองหู่พ่ะย่ะค่ะ แต่...ข้าบาทได้ยินอีกเช่นกันว่าองครักษ์ซุนของอ๋องจิวเป็นคนทูลขอด้วยตนเอง ทุกคนล้วนเป็นหมอหลวงชั้นต้น”

          หมออาสาที่เมืองหู่ ได้ยินประโยคอี้หมิงถึงกับแสยะยิ้ม จิวหรงฉลาดนักที่จะเก็บเบี้ยที่ยังมีประโยชน์ไว้ใกล้ตัว แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะใช้ข้ออ้างนี้ดึงตัวหมอแซ่ฉินออกไปจากคุก และคนที่ทำเรื่องนี้กลับเป็นแค่เพียงองครักษ์ต้อยต่ำ แค่สุนัขรับใช้ของจิวหรง!

          “เป็นเช่นนี้เอง...ซุนไป่หานข้ามองข้ามเจ้านั่นไปเสียสนิท”

          ดวงเนตรงดงามหรี่ลงคล้ายกับกำลังมีแผนการร้าย การกำจัดหมอแซ่ฉิน หรือองครักษ์นั่นไม่ใช่เรื่องยุ่งยากยากเลยสักนิดหากเขาคิดจะทำ แต่ว่า...หากทำเช่นนั้นหาใช่การโต้ตอบอ๋องจิวที่คู่ควร

          เจ้านั่นจะตกต่ำแล้วถูกเขาเหยียบย่ำ ร้องขอชีวิตอยู่ใต้เท้าเขาเท่านั้น

          “เตรียมเกี้ยว ข้ามีเรื่องจะแจ้งเสด็จพ่อด้วยตนเอง ส่วนเจ้าไปนำรายชื่อหมอหลวงชั้นต้นจากรองหัวหน้าจ้าวซุ่ยมา ข้าจะจัดหาหมออาสาเอาใจพระเชษฐาอีกสักคนหนึ่ง หากเขาอยากได้หมอหลวงชั้นต้นไปสั่งสอน ข้าก็ตามใจเขาปรารถนา”

          รอยยิ้มเจือจางที่คาดเกาอารมณ์ได้ยากเย็นปรากฏที่มุมปาก แววตาเป็นประกายงดงามแต่กลับให้รู้สึกมาดร้าย เหมือนจิ้งจอกที่กำลังคอยถลักหนังกระต่ายออกมาจากโพรง

          ถึงตาข้าบ้างหยวนจิวหรง…





♦♦♦♦♦




          เข้าสู่ช่วงบ่าย น่าแปลกที่อุณหภูมิของอากาศวันนี้มิได้อบอ้าวอย่างที่คิด อาจเป็นเพราะต้นไม้ใหญ่ต่างแตกกิ่งก้านผลิใบให้ร่มเงาหลังจากที่หลายวันมานี้สายพิรุณตกไม่หยุดหย่อน

          อู่ลี่จินกำลังเดินถือล่วมยาไปตามระเบียงไม้ใกล้สวนดอกท้อ เมื่อครู่เขาเพิ่งได้รับคำขอร้องว่าให้ไปตรวจดูอาการคุณชายบ้านขุนนางผู้หนึ่ง เนื่องจากคุณชายมีอาการปวดท้องหนัก พอสอบถามไปมาแล้วถึงได้รู้ว่าที่คุณชายอาการเป็นเช่นเพราะกินของผิดสำแดง แต่กลับรักษาผิดวิธีกินยามั่วซั่ว โชคดีนักที่เขาไปถึงก่อน มิเช่นนั้นอาจเป็นอันตราย

          พอคิดถึงอาชีพคนเป็นหมอแล้ว บางครั้งก็หวนคิดว่าเส้นทางที่เขากำลังเดินไปมันถูกแล้วใช่หรือไม่

          เป็นหมอหลวงราชสำนัก...ดีที่มีวิชาความรู้เพิ่มขึ้น แต่กลับไม่มีสิทธิ์เสียงที่จะรักษาผู้เจ็บไข้ทั่วไป หากไม่ได้รับอนุญาต เขาเห็นมานักต่อนัก ทั้งบ่าวไพร่โดนทุบตีปางตาย ระหว่างกลับวังหลวงก็เห็นชาวบ้านหลายคนป่วยไข้แต่ไม่มีใครมาเหลียวแล เป็นภาพที่น่าสงสารยิ่งนัก แต่สุดท้ายกลับทำได้แค่มองอย่างเวทนา

          สายลมอ่อนๆ พัดพลิ้วกลีบดอกท้อสีชมพูสดใสให้ปลิวมาตามระเบียงทางเดิน ขายาวหยุดชะงัก ใบหน้าของหมอคนงามมองทอดออกไปยังสวนบุปผาสีอ่อน นานแล้วที่เขาไม่ได้หยุดแล้วหันมามองสิ่งรอบบ้าง ราวกับอคติในใจกลัวว่าถ้าตนหยุดเดินเมื่อไร จะพบภาพที่ตนเองไม่ปรารถนาจะเห็น

          อีกทางด้านหนึ่ง หลังจากที่เข้าเฝ้าโอรสสวรรค์เรื่องสำคัญเสร็จสิ้น ซุนไป่ห่านก็รีบตรงออกมายังวังชั้นนอก หวังจะออกนอกวังไปพบคนรู้จักก่อนที่กลับเมืองหู่เสียหน่อย ระหว่างนั้นกลับไม่รู้ว่าตนกำลังคิดสิ่งใดอยู่ ถึงได้เลี่ยงประตูหน้าวังแล้วเลือกที่จะเดินผ่านประตูหลังผ่านสวนดอกท้อแทน

          ระหว่างที่กำลังย่ำเท้าลงไปด้วยน้ำหนักที่เสมอกัน กลับสังเกตเห็นร่างคุ้นตาของใครบางคนกำลังยืนชมสวนดอกท้อด้วยสายตาที่เหม่อลอย…

          ไป่หานขมวดคิ้ว…

          อาภรณ์สีเขียวคราม...หมวกแพทย์ทรงสูงสีดำเป็นเครื่องแบบของหมอหลวงราชสำนัก หากแต่เสี้ยวหน้าที่กำลังมองทอดออกไปยังดอกท้อที่กำลังร่วงโรย ช่างเป็นภาพที่ทอดถอนสายตาได้ยากเย็นนัก

          ไป่หานคลี่ยิ้มจางๆ ค่อยก้าวไปหาอย่างเงียบเชียบ ดูเหมือนคนตรงหน้าจะไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าถูกแอบมองอยู่

          “ข้าไม่ยักรู้ว่าเจ้าชอบดอกท้อ”

          กว่าจะรู้สึกตัวอีกที ก็สัมผัสได้ไออุ่นจากร่างสูงใหญ่ที่เดินเข้าไปใกล้พร้อมเสียงนุ่มทุ้ม

          อู่ลี่จินเบิกตาโตด้วยความตกใจอยู่ครู่หนึ่งเมื่อเห็นองครักษ์ซุนอยู่ห่างเพียงเอื้อมมือ และเพราะตั้งสติได้ไม่ทันจึงจะละล่ำละลักค้อมตัวลงคำนับ

          “คารวะใต้เท้าซุน ข้าได้ยินข่าวเรื่องกวนเจ๋อแล้ว บุญคุณครั้งนี้ ข้าน้อยอู่ลี่จินจะต้องหาโอกาสตอบแทนแน่”

          ลี่จินก้มศีรษะลง เมื่อเช้านี้เขาได้ข่าวคุยกันให้ทั่ววังว่าฮ่องเต้มีรับสั่งให้ปล่อยตัวหมอแซ่ฉิน ถึงเขาเพิ่งจะขอร้องอีกฝ่ายได้ไม่นาน แต่ไม่นึกว่าไป่หานจะจัดการเรื่องนี้ให้อย่างรวดเร็ว น่าเกลียดเสียอีกที่ตัวเขากลับไม่ได้มีส่วนช่วยเหลือใดๆ ได้เลยสักอย่าง

          ไป่หานคลี่ยิ้มที่มุมปาก สายตาดูพอใจ อย่างไรอู่ลี่จินที่สงบนอบน้อม ช่างน่ามองกว่าอู่ลี่จินที่เป็นน้ำแข็งพันปีเป็นไหนๆ

          “เจ้าลุกขึ้นเถิด ที่นี่คนพลุกพล่านเดี๋ยวจะเป็นที่ครหาว่าข้ารังแกเจ้า”

          พอได้ยินอีกฝ่ายพูดเช่นนั้น หมอคนงามจึงทำตามที่บอก นับได้ว่าทัศนคติของเขาที่มีต่อไป่หานดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เขาจึงคลี่รอยยิ้มเจือจางที่หากไม่สังเกตก็คงไม่เห็น

          “ใต้เท้ามิใช่คนที่ไร้เหตุผล จะรังแกข้าได้เยี่ยงไร”

          “ย่อมใช่ ข้าไม่ใช่คนไร้เหตุผล ทุกสิ่งที่ข้าเลือกไปหลังจากนี้ย่อมคิดถี่ถ้วนแล้ว”

          “กวนเจ๋อจะต้องซาบซึ้งในบุญคุณของใต้เท้าแน่”

          รอยยิ้มของอู่ลี่จินเริ่มปรากฏชัดเจนแล้ว แต่แสงแดดเจิดจ้าทอประกายที่ส่องกระทบมายังเสี้ยวใบหน้างดงามนั้นช่างน่ามองยิ่งกว่า รู้สึกอีกทีก็เหมือนหัวใจข้างในนี้กำลังหลุดลอยออกไปจนไม่เป็นตัวของตนเอง

          ริมฝีปากบางเฉียบเป็นมุมหยักสวยดูน่าสัมผัส ดวงตาที่ทิ้งความเย่อหยิ่งจนเหลือเพียงความน่าเอ็นดู ดั่งน้ำผึ้งรสหวานกล่อมที่ค่อยๆ ฝั่งลงไปในหัวใจของนักรบหนุ่มจนระส่ำเหมือนจะไม่เป็นตัวเอง

          เขาพยายามหักห้ามความรู้สึกนั่น...แต่ย่อมดีแล้ว ที่เรื่องนี้ทำให้เขาเห็นรอยยิ้มอันงดงามเช่นนี้

          “หมอฉินโชคดีนักที่มีสหายร่วมสาบานเช่นเจ้า”

          เสียงทุ้มกังวานในหูจนรอบข้างเงียบสงัด ลี่จินอมยิ้มหวาน เขาไม่ตอบอะไรองครักษ์หนุ่มอีก มีเพียงศีรษะที่ค้อมลงแทนคำขอบคุณ

          ทว่า...จังหวะนั้นเอง เขากลับเห็นอีกฝ่ายยื่นมือเข้ามาใกล้ใบหน้า หมอคนงามชะงักเสี้ยววินาทีนั้นเหมือนทุกอย่างหยุดนิ่งอีกครั้ง มีเพียงแค่กลิ่นดอกท้อหอมหวาน กับกลีบบุปผาสีชมพูอ่อนล่องลอยมาตามสายลมอย่างสวยงาม สัมผัสแผ่วเบาที่จรดบนศีรษะ หัวใจเต้นโครมครามราวกับมันจะทรยศเจ้านายตนเอง

          “เจ้าคงรีบมาก...หมวกเจ้าเลยเอียงน่ะ ลี่จิน...”

          อู่ลี่จินลืมหายใจไปแล้ว เมื่อเห็นอีกฝ่ายคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยนให้ สัมผัสแผ่วเบายังคงหลงเหลือเจือจาง ขณะที่กายสูงใหญ่จะเดินสวนไปแล้ว

          หมอคนงามได้แต่หันไปมองตาม เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าแผ่นหลังกว้างที่กำลังจากไปช่างสง่าผ่าเผยและงดงามนัก

          ริมฝีปากบางยกขึ้น กลีบดอกท้อสีชมพูยังคงโปรยปรายตามสายลม

          นี่คงจะเป็นเรื่องดีอย่างที่ฉินกวนเจ๋อว่าจริงๆ ว่าการคบหาองครักษ์ซุนไว้ ย่อมเป็นเรื่องที่ดีกว่า



กลับมาแบ๊วววววว หาโมเม้นให้พระนายบ้าง อิอิ เอาไปให้หายคิดถึงกันห่อยย #ปั่นไฟลุก)

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8900
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7534
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
รัชทายาท เก่งมากเรื่องขัดแข้งขัดขาอ๋องจิว   :ling2:
กับกลั่นแกล้ง ทำร้าย คนที่อ่อนแอกว่า เหอะ..... :angry2: :angry2: :angry2:
คนแบบนี้ ถ้าได้ปกครองบ้านเมืองจะเก่งขนาดไหนนะ
แบบบ้านเมืองลุกเป็นไฟ ประชาชนอดหยากปากแห้งเป็นแน่หรือเปล่า   :fire: :fire: :fire:

ซุนไป่หาน  อู่ลี่จิน   :กอด1: :กอด1: :กอด1:
       :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ maew189870

  • รักทุกคนนะคับ
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 736
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-4
อยากเห็นช่วงเดินทางไปด้วยกันคงเห็นคุณหมอรักษาคนไปตลอดทางแน่ๆ
555555555555555555

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 918
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +570/-0
ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ :a2:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2317
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +285/-3
ละมุนบ้างอะไรบ้าง
ท่ามกลางแวดวงยาพิษ

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
 ❀ Moon's Embrace : บทที่ 10 ... ครบ ❀   

          จากสวนดอกท้อ ใช้เวลาไม่นานนักก็กลับมาถึงสำนักหมอหลวง พอย่างเท้าเข้ามาด้านใน ลี่จินก็ได้ยินข่าวซุบซิบนินทาว่ามีราชโองการฮ่องเต้มาเมื่อเช้านี้ให้หัวหน้าหมอเหลียงคัดหมออาสาเพื่อไปช่วยเหลือที่เมืองหู่ ทว่าสีหน้าที่เรียบเฉยเกินไปทำให้ทุกคนจินตนาการไปต่างๆ นานา ท่าทางคอขาดบาดตายดูเป็นเรื่องใหญ่โต

          สำหรับอู่ลี่จินไม่ได้เป็นเดือดร้อนใจเท่าไร เขาทราบเรื่องนั้นดีอยู่แล้ว คงเป็นผลพวงจากที่องครักษ์เข้าเฝ้าโอรสสวรรค์เรื่องเลยลามมาจนถึงที่นี่ แต่ที่เขากังวลก็คือ...หลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นต่อ หากรัชทายาททรงรู้ว่ากวนเจ๋อถูกปล่อยตัวออกไปแล้ว น่ากลัวว่าหากมีชีวิตรอไปจากวังหลวงได้ แต่ข้างนอกนั่นใครไหนเลยจะปกป้องเจ้าลิงเตี้ยนั่น คงไม่แคล้วต้องรบกวนองครักษ์ซุนอีกเป็นแน่

          ยิ่งคิดก็ยิ่งอับจนหนทาง แต่การรบกวนผู้อื่นบ่อยๆ ย่อมไม่ใช่เรื่องดี ทว่ายังไม่ทันได้คำตอบใดๆ อยู่ๆ หัวหน้าเหลียงก็เดินเข้ามา ก่อนป่าวประกาศกับทุกคนให้รวมตัวกันที่ลานด้านนอก

          สีหน้าของหัวหน้าเหลียงดูเคร่งเครียด มีครู่หนึ่งที่สายตาของหมอชราชำเลืองมองมาที่เขา เหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็เลือกที่จะปิดปากเงียบเอาไว้ก่อนที่เดินออกไป

          ลี่จินรีบก้มหน้า ก่อนเดินไปนั่งรวมอยู่ที่ลานกว้างหน้าสำนัก ไม่ช้าทุกอย่างก็เงียบสงบไม่มีแม้แต่เสียงลมพัด ทุกสายตาจับจ้องไปที่หัวหน้าหมอซึ่งยืนอยู่ใจกลางพร้อมกับม้วนกระดาษสีน้ำตาลในมือ

          ไม่ช้ากระดาษแผ่นนั้นก็ถูกคลี่ออก หมอเหลียงมองหน้าทุกคนก่อนจะกล่าวเสียงดัง

          “พวกเจ้าจงฟัง ฮ่องเต้มีราชโองการสั่งให้ข้าคัดหมอหลวงฝีมือดีสามคน เพื่อส่งตัวไปยังเมืองหู่เพื่อรับใช้จวิ้นอ๋อง”

          เพียงแค่ได้ยินชื่อจวิ้นอ๋อง ที่ลานด้านล่างก็เกิดเสียงเซ็งแซ่ขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ เรื่องราวอันฉาวโฉ่ล้วนเป็นที่หวาดกลัว ถึงจะเป็นอ๋องแต่จะมีใครกันเล่ากล้าไปรับใช้คนเช่นนั้น

          เว้นเพียงอู่ลี่จินที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ เขารู้อยู่ว่าเรื่องราวอาจจะต้องกลายเป็นเช่นนี้ ถึงจะนึกสงสัยอยู่บ้าง ว่าซุนไป่หานไปเข้าเฝ้าแล้วได้ความว่าอย่างไร แต่อย่างน้อยที่เขามั่นใจคือฉินกวนเจ๋อถูกปล่อยตัวแล้ว

          หัวหน้าสำนักกล่าวต่อไปอีก

          “ชื่อหมอที่ข้าเรียกขานต่อไปนี้ ถือว่าเป็นรับสั่งจากสวรรค์ ห้ามมีการปฏิเสธ”

          ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วสารทิศ จนกระทั่งได้ยินแม้เสียงลมหายใจคนข้างๆ เวลานี้ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่หัวหน้าหมอที่ยืนอยู่หน้าลาน เฝ้ามองริมฝีปากที่กำลังเขยื้อนเอ่ย และภาวนาว่านั้นจะไม่ใช่ชื่อของตน

          ลี่จินกำมือตนเอง อยู่ก็รู้สึกประหม่าจนไม่ทราบสาเหตุ

          “หมอแซ่ฉิน ฉินกวนเจ๋อ”

          นามของหมอหนุ่มที่ควรจะอยู่ในคุกทำเอาพื้นที่แห่งนี้ตะลึงงัน ไม่ช้าก็ได้ยินเสียงผ้าเหมือนคนลุกขึ้น ทุกสายตาจึงเลื่อนมองไปที่ด้านหลังสุด เห็นหมอหนุ่มในชุดสีเขียวคราม เพราะไม่ได้เตรียมตัวใดๆ ชุดของเจ้าตัวจึงเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่น ใบหน้าที่มักมีรอยยิ้มสดใสบัดนี้กลับซูบผอมและดูเจื่อนลง ส่วนใต้ดวงตาก็ดำคล้ำเหมือนจะร้องไห้เมื่อได้ยินชื่อตนเอง ก่อนหมอตัวเล็กจะค่อยๆ เดินโงนเงนแล้วมาคุกเข่าที่ด้านหน้า

          ลี่จินโล่งใจราวกับยกภูเขาออกจากอก เมื่อได้เห็นสหายร่วมสาบานนั่งคุกเข่าอยู่ที่พื้นรับคำสั่ง ถึงการไปเมืองหู่อาจจะไม่ใช่เรื่องดีทั้งหมด แต่มันก็ช่วยชีวิตอีกฝ่ายไว้ได้ เท่านี้เขาก็ดีใจแล้ว

          หัวหน้าสำนักยังคงอ่านรายชื่อต่อ

          “หมอแซ่หม่า หม่าเต๋อหวน”

          พอได้ยินชื่อที่ขานต่อไป ลี่จินถึงกับชะงัก แอบมองคนที่นั่งอยู่ซ้ายมือถัดไปสองคน

          ถึงเต๋อหวนจะมีความสามารถ แต่เขากลับแปลกใจไม่น้อยที่ได้ยินชื่อหมอแซ่หม่าแทนที่จะชื่อคนหมอหลวงแซ่อื่น ลี่จินมองชำเลืองตาไปที่หมอร่างสูงใหญ่ที่อยู่ด้านซ้าย เต๋อหวนไม่แสดงอาการหรือความรู้สึกใดๆ บนใบหน้า หมอร่างโปร่งแค่เดินออกมาแล้วนั่งคุกเข่าลงข้างกวนเจ๋อ

          ทว่า...สักพักเดียวบรรยากาศโดยรอบก็เปลี่ยน พลันเอาลืมเรื่องของเต๋อหวนไปเสียสนิท เมื่อรายชื่อคนสุดท้ายกำลังขาน

          “หมอแซ่อู่ อู่ลี่จิน”

          รู้สึกเหมือนหัวใจพองโตเป็นก้อนน้ำขนาดใหญ่ก่อนจะแตกสลาย อู่ลี่จินเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เหตุใดถึงได้มีชื่อเขาอยู่ในรายชื่อหมอด้วย

          “ข้าไม่ใช่คนไร้เหตุผล ทุกสิ่งที่ข้าเลือกไปหลังจากนี้ย่อมคิดถี่ถ้วนแล้ว”

          คำพูดของซุนไป่หานที่พูดเมื่อช่วงบ่ายปรากฏขึ้นมาในหัว ลี่จินหลุบตาลง จริงๆ ซุนไป่หานตั้งใจให้เป็นเช่นนี้เอง ถึงได้พูดแบบนั้นตอนที่เจอเขา...

          แต่แล้วอย่างไรเล่า! จะเมืองหู่ หรือวังหลวงเขาก็มิได้เกรงกลัว ที่ไม่ชอบใจมีเพียงแค่เหตุใดซุนไป่หานถึงต้องลากเขาไปโดยไม่บอกกล่าวก่อน

          แต่ไม่มีเวลาให้คิดแล้ว ลี่จินรีบลุกขึ้น ก่อนจะก้าวเดินไปนั่งด้านหน้าพร้อมกับหมอหนุ่มที่ถูกเลือกทั้งหมด

          หมอเหลียงกวาดสายตา ก่อนจะยิ้มอย่างพอใจ ถึงรายชื่อที่เขาได้รับมาทั้งสามคนเขาจะสัมผัสได้ถึงสงครามการเมืองที่ซ่อนเอาไว้โดยใช้หมอเหล่านี้เป็นเบี้ย แต่อย่างไรทั้งหมดก็คือหมอหนุ่มฝีมือดี มีอนาคต ซึ่งจะไม่ทำให้สำนักหมอหลวงเสื่อมเสียเป็นแน่

          “พวกเจ้าทั้งสามคน วันนี้จัดข้าวของให้พร้อม พรุ่งนี้เช้าองครักษ์ซุนจะพาตัวพวกเจ้าไป”

          เพียงแค่ชื่อซุนไป่หานหลุดออกมาทั่วทั้งลานหมอก็ล้วนพรั่นพรึงกันไปหมดอีกครั้ง ยกเว้นเพียงอู่ลี่จิน ที่เอาแต่ก้มหน้า ขณะที่มือทั้งสองข้างแอบกำไว้อยู่เงียบๆ

          ซุนไป่หาน เรื่องนี้ต้องคุยกันให้รู้เรื่อง!





♦♦♦♦♦





          ยามเย็นแดดคล้อยสาดส่องแสงกิ่งก้านของต้นหลิวริมน้ำสะท้อนเป็นภาพดังอุปมาศิลป์ได้เช่นคนกำลังเอื้อมมือไขว่คว้าวารี แต่กลับไม่มีวันเอื้อมถึง

          อู่ลี่จินไม่ค่อยชอบต้นหลิวที่อยู่ใกล้จวนพักนี้เท่าไร เพราะนอกจากจะบดบังทิวทัศน์ริมหน้าต่างในห้องแล้ว ยังต้องลำบากกวาดใบหลิวที่ร่วงโรยลงมาจากต้น ถึงขั้นต้องแบ่งเวรหมอเพื่อกวาดหน้าจวนกัน ทว่าครานี้พอรู้สึกตัวว่าอีกไม่นานจะต้องจากที่นี่ไป ใจของเขาก็คล้ายจะหลุดลอยออกไปจากอกทุกๆ ฝีก้าว

          หลังจากที่หัวหน้าเหลียงประกาศรายชื่อหมอที่จะต้องเดินทางไปแคว้นหู่ เดิมทีตอนเย็นเขาจะต้องกลับไปที่สำนักหมอเพื่อเขียนรายงาน ทว่าว่านี้กลับได้รับอนุญาตให้กลับมาจวนเพื่อเก็บผ้าผ่อนและของใช้เพื่อที่จะเตรียมตัวเดินทางไปต่างถิ่น

          ใช้เวลานานพอสมควรก็เตรียมหีบจนเสร็จ เดิมทีขาก็ไม่ใช่คนที่มีของใช้มากมาย ที่เอาก็ล้วนแต่เป็นของจำเป็นทั้งนั้น

          พอเรียบร้อยทุกอย่างแล้ว หมอคนงามจึงคิดจะเดินออกไปด้านนอกเสียหน่อย เพื่อไปพบใครบางคน ทว่าปลายหางตากลับเหลือบเห็นเพื่อนร่วมห้องกำลังนั่งกอดเข่าราวคนอมทุกข์ จะว่าไปตั้งแต่กลับมาที่จวนกวนเจ๋อยังไม่ได้เก็บข้าวของเป็นจริงเป็นจัง แต่กลับตีหน้าเศร้าแล้วถอนหายใจเป็นสิบๆ รอบอยู่ที่มุมห้อง

          “เจ้าเป็นอะไร”

          กวนเจ๋อชำเลืองสายตาขึ้นมาเล็กน้อย ใบหน้าผอมตอบนั้นดูเศร้ามาก

          “ข้ากลัว...”

          พูดพลางกอดเข่าตัวเองแน่นขึ้น ลี่จินถอนหายใจ เขาเข้าใจความรู้สึกกวนเจ๋อดี เพิ่งรอดชีวิตมาได้ไม่ถึงวันก็ถูกส่งตัวไปต่างถิ่น เป็นใครก็ยากจะรับไหว แต่อย่างน้อยอีกฝ่ายก็ไม่ได้ไปคนเดียว

          “ข้ากับเต๋อหวนก็ไปกับเจ้าด้วย ไยจะต้องกลัว”

          กวนเจ๋อยิ้มเจื่อนๆ เขารู้ซาบซึ้งจริงๆ ที่ลี่จินไม่ได้ทอดทิ้งให้เขาอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่ความรู้สึกที่บังเกิดขึ้นในใจตอนนี้ ห้ามอย่างไรก็ห้ามไม่ได้

          “ลี่จิน...ข้าขอบคุณจริงๆ นะที่เจ้าไม่ทอดทิ้งข้า และข้าก็ซาบซึ้งใจมากที่ใต้เท้าซุนยอมทำเช่นนี้เพื่อให้ข้ารอดออกมาจากคุก แต่...ข้าก็ยังกังวลที่จะไปเมืองหู่”

          “เจ้าจะกังวลให้จิตใจหดหู่ก็ไม่ได้ช่วยอะไร อย่างน้อยเตียงที่เมืองหู่ ย่อมดีกว่าเตียงที่คุก หรือว่าเจ้าอยากกลับไปนอนที่นั่น”

          กวนเจ๋อตาโต ส่ายหน้าระรัว

          “ไม่ๆ ข้ายอมไปเมืองหู่ดีกว่ากลับไปนอนที่คุกนั่น”

          หมอคนงามคลี่ยิ้มพอใจ ในที่สุดคำตอบที่สมกับเป็นฉินกวนเจ๋อก็กลับมา ทว่าดีใจได้ครู่เดียว ใบหน้าของหมอตัวเล็กก็เปลี่ยนเป็นกังวลอีกครั้ง

          “ว่าแต่ ท่านพ่อข้าไม่ได้รู้เรื่องนี้ใช่หรือไม่...เรื่องที่ข้าถูกขังน่ะ” พอเจอเรื่องกังวลหนักๆ เข้า กวนเจ๋อมักยกมือขึ้นมาแตะริมฝีปากล่างโดยไม่รู้ตัว ลี่จินสังเกตอาการเช่นนี้มาหลายรอบ ก่อนถอนหายใจบ้าง

          “พรุ่งนี้ก่อนเดินทาง ตอนเจ้าไปร่ำลาพวกเขา เดี๋ยวเจ้าก็รู้เองว่าใต้เท้าฉินทราบหรือไม่ ซึ่งตอนนี้ทางการคงส่งจดหมายไปแจ้งใต้เท้าฉินแล้ว ว่าพรุ่งนี้เจ้าจะถูกส่งตัวไปที่เมืองหู่”

          พอยิ่งนึกถึงเช้าวันพรุ่งนี้ ตอนที่กลับไปที่จวนตระกูลฉิน ใจก็ยิ่งฟีบฝ่อ

          “ข้าคิดภาพหน้าพ่อข้าไม่ออกเลย”

          กวนเจ๋อยีศีรษะตัวเองแรงๆ ลี่จินเห็นอาการเช่นนั้นก็แอบลอบหัวเราะออกมาเบาๆ พอได้ยินเสียงขบขันอีกฝ่ายที่ถูกเยาะเย้ยก็มุ่ยหน้าลงอย่างเคืองๆ แต่ไปๆ มาๆ พอสังเกตหมอคนงามที่อยู่ตรงหน้าดูดีแล้วๆ เหมือนเจ้าตัวกำลังจะออกไปที่ไหน

          “เจ้าจะออกไปไหนน่ะ เก็บของเสร็จแล้วหรือ”

          ลี่จินพยักใบหน้ารับ

          “เสร็จแล้ว ข้าจะไปข้างนอกเสียหน่อย เดี๋ยวจะรีบกลับมา”

          ไม่บอกด้วยว่าจะไปไหน ถึงจะอยากรู้แต่เวลานี้เขากลับไม่มีอารมณ์ไปเซ้าซี้ จึงเหลือที่จำขานรับว่า ‘อืม’ แบบผ่านๆ

          ลี่จินยิ้มให้สหายรัก ก่อนจะเลื่อนประตูแล้วเดินลงมาจากจวนพักหมอ ทว่ายังไม่ทันได้เดินไปพ้นกำแพงจวน ใครบางคนกลับมายืนขวางทางเอาไว้

          “ท่าน...” เป็นกงกงรับใช้ข้างพระหัตถ์ของรัชทายาท ลี่จินขมวดคิ้วไม่เข้าใจว่าเหตุคนคนนี้ถึงมาอยู่ที่นี่ ซึ่งไม่ช้าคำถามของเขาก็ได้รับคำตอบ

          “หมอแซ่อู่รัชทายาทมีพระประสงค์อยากจะคุยกับเจ้าเป็นการส่วนพระองค์ ”

          คิ้วกดลงต่ำมากขึ้น นัยน์ตาคู่สวยมองกงกงเฒ่าอย่างไม่ไว้ใจ คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเรื่องที่เขาขอร้องซุนไป่หานจะทำให้รัชทายาทเดินหมากเร็วเช่นนี้ แต่หากเขาปฏิเสธคงไม่ใช่เรื่องดีเป็นแน่...คนอย่างรัชทายาทอาจคิดว่าหาว่าตั้งตนเป็นศัตรูก็เป็นได้ทั้งนั้นหมอหนุ่มจึงได้แต่พยักใบหน้าแล้วเดินหลังกงกงเฒ่าไป





♦♦♦♦♦





          เพราะไม่มีสิทธิ์เสียงจะคัดค้านใดๆ อู่ลี่จินจึงได้แต่เดินก้มหน้าหลุบตาตามหลังกงกงเฒ่าอย่างเงียบๆ ในหัวก็พลันคิดถึงเรื่องที่พอจะเป็นไปได้ ทว่าจากเหตุการณ์ของกวนเจ๋อ มีความเป็นไปได้สูงว่านี่ไม่ใช่แค่การเรียกเข้าเฝ้า ยิ่งได้ยินว่าหยวนอี้หมิงเป็นคนประเภทมือถือสากปากถือศีล เป็นจิ้งจอกขาวในคราบสมัน ด้วยแล้ว ทุกคำพูดที่เขาจะเอ่ยออกไปจะต้องระมัดระวังอย่างให้มากเป็นเท่าตัว

          เขาสูดลมหายใจเข้าปอดลึก รวบรวมสติ และบีบมือตัวเองให้แน่นเพื่อสละทิ้งความกลัว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาจะต้องไม่ตกหลุมพรางของอีกฝ่าย

          ใช้เวลานาไม่นานก็ก้าวเท้าเข้ามาตำหนักรัชทายาท หยวนอี้หมิงยังคงนั่งประทับที่เก้าอี้กิเลนหยกขาว สายตาเรียวงดงามเหยียดมองราวกับต้องการอวดเบ่งบารมีว่าตนเองสูงส่ง แล้วเขาเป็นเพียงแมลงต่ำต้อย ถึงจะไม่ชอบใจแต่เขาก็ไม่มีใช่คนที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงอย่างผิดที่ผิดเวลา อู่ลี่จินคุกเข่าทั้งสองข้างลงก่อนจะคำนับอีกฝ่าย

          “เจ้าเองหรือหมอแซ่อู่”

          “ทลูองค์รัชทายาท กระหม่อมอู่ลี่จิน หมอหลวงชั้นต้นจากสำนักหมอ ทรงมีเรื่องใดให้กระหม่อมถวายการรับใช้”

          น้ำเสียงของลี่จินนั้นราบเรียบ ไม่ได้ฟังดูแข็งกระด้าง แต่ก็ไม่ได้ฟังดูอ่อนน้อม อี้หมิงยิ้มเย็น เขาสั่งให้คนสืบประวัติอู่ลี่จินมาพอสมควร เลยพอจะทราบนิสัยใจคอว่าเป็นพวกน้ำนิ่งไหลลึก แต่ก็มิได้หมายความว่าเป็นคนร้ายกาจ

          อี้หมิงยกถ้วยชาขึ้นมาละเมียดจิมที่ริมฝีปากตนเองอย่างเอ้อระเหย ท่าทางเหมือนคนที่ไม่คิดจะสนใจ เขาปล่อยให้อีกฝ่ายนั่งคุกเข่าอยู่เช่นนั้นนานพอสมควร เมื่อเห็นว่าอู่ลี่จินไม่ปริปากถามหรือโต้แย้งใดๆ เขาก็เบื่อหน่ายเลิกแกล้ง

          “ข้ามิได้มีเรื่องอันใดให้เจ้ามารับใช้ เพียงแต่...ข้าต้องการเห็นหน้าหมอที่เสด็จพ่อทรงเลือกไปถวายงานรักษากับพระเชษฐาที่เมืองหู่”

          สิ่งที่ได้ยินทำให้ลี่จินยิ่งขมวดคิ้ว เขาสัมผัสได้นี่ไม่ใช่การเรียกเขาเข้าเฝ้าเพื่อต้องการเห็นหน้าเอย่างที่ว่า แต่ใครไหนจะกล้าโง่พอท้าทายเจ้าฟ้าแล้วให้พานให้ตนเองลงนรก

          “กระหม่อมเบาปัญญาไม่เข้าใจความหมายที่พระองค์ตรัส”

          รัชทายาทเปล่งเสียงสรวลออกมาเบาๆ ราวกับถูกพระทัย ทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรน่าขันสักนิด ร่างที่ประทับอยู่ยืนขึ้น ขาเรียวยาวมั่นคงค่อยๆ เยื้องก้าวเข้ามาหาเขา ขณะที่เนตรเรียวสวยที่หรี่ลงมองช่างดูเหยียดหยัน

          “อู่ลี่จินข้าได้ยินว่าเจ้าเป็นแค่หมอหลวงชั้นต้น แต่ฝีมือก้าวไกลเทียบได้กับหมอหลวงวังในเป็นเรื่องจริงหรือไม่”

          “กระหม่อมมิอาจเทียบ แค่อาศัยรักษาตามตำราที่เรียน”

          “ตำราใด ใช่ตำราของหมอตำแยหญิงที่อยู่แถวชานเมืองหรือไม่”

          เป็นประโยคเชิงคำถามที่ทำเอาในอกพรั่นพรึงขึ้นมา ราวกับก้อนเนื้อใต้แผ่นอกพองโตจนใกล้ระเบิด

          ดวงตาเรียวสวยเบิกโต ใบหน้าเย็นสะท้าน ขณะที่ร่างกายสั่นเทิ้มขึ้นมาด้วยความหวาดกลัวเจือเจ็บใจ นี่เป็นการข่มขู่!

          หยวนอี้หมิงคลี่ยิ้มเย็น ผายมือออก

          “กงกง”

          ราวกับรู้หน้าที่ ขันทีเฒ่ารีบหล่นเท้าหายไปด้านนอก แต่เพียงครู่เดียวก็กลับมากับหีบไม้ขนาดความกว้างหนึ่งศอก ก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะชาตรงหน้า

          ลี่จินขมวดคิ้วมุ่น แต่อี้หมิงไม่พูดอะไรอีก ทำเพียงแต่เดินเข้าไปใกล้ แล้วเปิดฝามันออกมา ภายในมีผลต้นอะไรสักอย่างที่มีสีน้ำตามเข้ม ลักษณะรีเล็กและแห้งอัดอยู่ในนั้น

          “อินทผาลัมอบแห้งพวกนี้เดิมเป็นของโปรดของพระเชษฐา ที่เมืองหู่คงหาเสวยได้ยากเย็นเจ้าช่วยนำมันไปถวายแทนข้าได้หรือไม่”

          คำสั่งง่ายๆ แต่พาเอาทั่วทั้งสรรพางค์กายสั่นสะท้าน ใบหน้าลี่จินเย็นเยือก เขาเข้าใจแล้วว่าจุดประสงค์ของหยวนอี้หมิงคืออะไร

          หยวนอี้หมิงกำลังลากเขามา เพื่อขอยืมมือเขาฆ่าอ๋องจิวไม่ผิดแน่ แค่มองดูผลไม้ในหีบพวกนี้ก็พอขาดเดาได้แล้วว่ามีพิษ ช่างน่าขยะแขยงนัก!

          “กระหม่อมไม่...”

          “ข้าได้ยินว่าแถวชานเมืองน่าหวาดกลัวนัก มีโจรป่าชุกชุมนัก ชาวบ้านทุกฆ่าตายแถวนั้นเป็น จำนวนมาก ฉะนั้นเพื่อเป็นการตอบแทนเรื่องนี้ ข้าจะส่งทหารไปดูแลป้าของเจ้าให้”

          สารเลวที่สุด!! ถึงจะไม่พูดออกมาตรงๆ แต่นั่นไม่ใช่ความห่วงใย แต่เป็นคำเตือน หากเขาปฏิเสธถานเซียงจะเป็นอันตราย

          เป็นครั้งแรกที่อู่ลี่จินสั่นไปทั้งตัวด้วยความโกรธและเจ็บใจ แต่สุดท้ายกลับแสดงออกใดๆ ไม่ได้ ใจเย็นๆ อู่ลี่จิน ไหนก่อนที่เข้ามาได้ย้ำกับตนเองไว้แล้วว่าจะสะกดอารมณ์ และมีสติเพียงพอ ฉะนั้นเขาจำเป็นต้องเก็บความรู้สึกทั้งหมดนี้ไว้ภายใต้ดวงตาที่เยือกเย็น ซึ่งตอนนี้การปฏิเสธคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ หากรักชีวิต เขาต้องเรียนรู้ที่ถือหางคนตรงหน้า

          “ขอบพระทัยที่ทรงห่วงใย แต่เรื่องเช่นนี้พระองค์อย่าได้ลดองค์มาลำบาก กระหม่อมยินดีจะนำผลอินทผาลัมนี้ถวายให้ท่านอ๋องเองกับมือตามพระประสงค์พ่ะย่ะค่ะ”

          พอได้ยินเช่นนั้น หยวนอี้หมิงก็หัวเราะเสียงดังออกมาอย่างถูกใจ

          “เจ้าช่างเป็นคนดีนัก ข้าต้องขอบคุณเจ้าแล้ว หากเป็นไปได้ถ้าพระเชษฐาเสวยมันแล้ว เจ้าช่วยส่งจดหมายแจ้งข้าด้วยได้หรือไม่ ข้าอยากทราบว่าท่านพี่เสวยอย่างเป็นสุขหรือไม่ แต่ก่อนที่เจ้าจะถึงเมืองหู่ ข้าสาบานว่าจะดูแล้วป้าของเจ้าเป็นอย่างดี”

          หยวนอี้หมิงหรี่ตามองอย่างร้ายกาจ ลี่จินแอบกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ

          “กระหม่อมรับบัญชา”

          “พรุ่งนี้ ขอให้เจ้าเดินทางอย่างปลอดภัย” เป็นคำอวยพรที่ไม่อยากได้ยินเลยสักนิด ก่อนหยวนอี้หมิงจะให้เด็กรับใช้เดินไปส่งอู่ลี่จินกลับจวนพร้อมกับหีบไม้

          หลังจากนั้น รัชทายาทในอาภรณ์สีขาวผ่องก็ตรัสเรียกขันทีข้างพระหัตถ์ขึ้นอีกครั้ง

          “กงกง”

          “พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”

          “เรียกหมอแซ่หม่ามาพบข้าด้วย...”

          หยวนอี้หมิงยกมุมปากขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์ เป็นประดุจรอยยิ้มร้ายที่ซุกซ่อนปีศาจน่าสะพรึงไว้ในนั้น



♦♦♦♦♦♦♦♦

(จบไว้เพียงเท่านี้ งื้อออ ตอนนี้ตาลายมากก เลยเคอะ T^T ถ้าข้ามคำผิดหรือตกอะไรไปขออภัยด้วยเด้อค่าาาา ป่ะจบสิ้นเควส Part 1 แล้ว เริ่ม Part 2 ของเนื้อเรื่องได้แง่ม ๆ >< ขอบคุณที่เม้นให้กำลังใจกันนะคะ ♥)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28-08-2018 15:50:40 โดย EtuDe »

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3333
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2317
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +285/-3
ร้ายกาจ

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7534
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
รัชทายาท  เลววววววววววววววววววว  :fire: :angry2: :m31:

ออฟไลน์ ดาวโจร500

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 649
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-3
ทำไมร้าย หาคนมากำหราบให้เข็ด

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8900
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
         
❀ Moon's Embrace : บทที่ 11 ...  ❀   


          “จะไปแล้วงั้นหรือ”

          เสียงแหบพร่าดังมาพร้อมประโยคห้วนกระด้างของหญิงชราที่เอาแต่หันหลังโบกเตาต้มยา

          ทั้งที่ไม่ได้เห็นหน้าค่าตามากกว่าหลายเดือน แต่หมอตำแยหญิงอย่างถานเซียงก็ยังคงมีนิสัยปากอย่างใจอย่างอยู่เช่นเดิม ถึงเจ้าตัวจะทำเหมือนไม่สนใจ แต่สุดท้ายพอรู้ว่าเขาส่งจดหมายแจ้งว่าจะกลับมา ก็เตรียมหมั่นโถร้อนๆ มารอเขาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง

          ลี่จินยืนกุมมือตนเองนิ่ง เขาขานรับถานเซียงเบาๆ อย่างสงบเสงี่ยม วันนี้เป็นวันที่เขาต้องออกเดินทางไปเมืองหู่แล้ว ถึงถานเซียงจะเป็นหมอตำแยปากร้าย แต่นางก็เป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยอุปการะเขาหลังจากที่ท่านปู่เสียไป วิชาแพทย์พื้นฐานของเขาล้วนได้มาจากนางมากกว่าครึ่ง

          “จะไปเมื่อใด”

          “อีกประเดี๋ยวก็ไปแล้ว”

          “เฮอะ!! เจ้าเพิ่งรู้ตัวหรือว่าจะต้องไป หรือเพิ่งขึ้นนึกได้ว่ามีข้าเป็นญาติข้าอีกคน”

          เสียงสบถพร้อมคำประชดประชันดังออกมาจากปากหญิงชรา ถานเซียงตวัดใบหน้าหันกลับมาทำปากบึ้ง นอกจากเจ้าเด็กตรงหน้าจะทำตัวน่ารำคาญแล้ว ยังไม่เคยคิดถึงหัวอกหัวใจของนางเลย หมั่นโถนี่คงต้องโยนให้หมูหมามันกิน

          “ไปเถอะ เจ้าจะไปไหนก็ไป แต่ก่อนแต่ไรเจ้าก็ไม่เคยเห็นหัวข้าอยู่แล้ว จะมาบอกให้ข้ารู้ทำไม”

แอบรักษาคนไข้ตอนเด็กทั้งที่ยังไม่แก่กล้าวิชา พอเริ่มโตก็แอบไปสอบแพทย์ในเมืองหลวง ไม่บอกไม่กล่าวนางสักคำ แต่พอมีปัญหาเดือดร้อน กลับตีหน้าหงอเดินเข้ามาหานางทุกครั้ง นิสัยเช่นนี้ไม่ต่างจากปู่ของมันเลย!

          “ท่านย่า อย่าโกรธข้าเลย”

          “เฮอะ!! ข้าไม่โกรธเจ้าเลย ไม่โกรธเลยจริงๆ ปู่หลานนิสัยเหมือนกันไม่มีผิด คราวหลังคราวหน้าไม่ต้องเห็นหัวกันแล้วว่าข้าจะอยู่ได้อย่างไร อยู่ได้หรือไม่ อยู่ได้หรือเปล่า”

          ลี่จินถอนหายใจ

          “เจ้าอย่ามาถอนหายใจใส่ข้านะ! เจ้าเด็กเมื่อวานซืน!!! ”

          ถึงกับสะดุ้งหน้าซีด เมื่ออีกฝ่ายตวาดกลับมาเสียงดัง ในแผ่นดินนี้หมอที่มีวิชาความย่อมที่เป็นเคารพนับถือและหวั่นเกรง แต่หมอที่มีทั้งวิชาและความเกรี้ยวกราดด้วยแล้วย่อมน่านับถือยิ่งกว่า ซึ่งถานเซียงจะเป็นหนึ่งในหมอปากร้ายที่เขาไม่กล้าหือด้วย

          ทว่า...เขาก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ปีนี้นางก็น่าจะใกล้อายุครบ 72 แล้วด้วย อีกทั้งยังมีคำข่มขู่ของรัชทายาทอีก แต่เรื่องนี้เขาจะพูดให้ถานเซียงฟังก็ไม่ได้ เพราะจะทำให้อีกฝ่ายเป็นกังวลอยู่อย่างหวาดระแวง สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือมาดูหมอหญิงที่เขาเคารพนับถือก่อนจากกัน

          “อย่ามาทำหน้าเศร้าใส่ข้านะ! ”

          พอได้ระบายความเกรี้ยวกราดออกมา ในที่สุดเจ้าเด็กเมื่อวานซืนที่นางเรียกก็ได้สติหยุดทำสีหน้าเหมือนแผ่นดินไม่รักสักที

          ถานเซียงพ่นลมหายใจใข นางมองออกไปยังท้องฟ้า ดวงอาทิตย์ส่องแสงสีนวลภายใต้ใต้ร่มเงาของต้นไผ่ แช่งเป็นแสงสีเขียวขจีที่สวยงามและอบอุ่น

          “ไปเมืองหู่ก็ระวังตัวด้วย”

          ลี่จินชะงัก นัยน์ตาเรียวเหลือบขึ้นมองหญิงชรา ซึ่งบัดนี้ใบหน้าของนางราบเรียบไม่ได้แสดงความโกรธเกรี้ยวหรือไม่พอใจอีกแล้ว มีเพียงหมอสตรีที่น่าเคารพ

          “ถึงเจ้าจะเป็นหมอแต่ใช่ว่าทุกคนจะชอบพอเจ้า” นั่นคือเรื่องจริง ที่เจ้าเด็กตรงหน้าต้องเรียนรู้ ลี่จินก้มหน้าหลุบสายตาลง ถานเซียงเอามือไพล่หลัง ค่อยๆ เดินเข้าไปหาหลานชาย

          “แต่ถึงจะแบบนั้น เจ้าก็อย่าได้หวาดกลัวจนลืมหน้าที่ของหมอเสียละ ข้าเชื่อว่าสวรรค์จะต้องปกป้องคนดี แม้แต่มารก็ทำร้ายเจ้าไม่ได้”

          นี่เป็นคำสั่งสอนสุดท้ายจากถานเซียง ดวงตาหญิงชรามองนิ่งที่หลานตนเอง จากมุมนี้นางเพิ่งสังเกตความจริงได้ว่า เด็กขี้แยอู่ลี่จินในคราวนั้น กลับเติบโตเป็นหมอหนุ่มที่เก่งกาจและแสนงดงาม

♦♦♦♦♦♦

          ก้าวเข้าสู่ยามซื่อ...

          ภาพทิวทัศน์ที่ค่อยๆ เคลื่อนผ่านสายตา เสียงล้อรถม้าที่กำลังเคลื่อนที่ไป พร้อมสายลมเย็นสบายพัดเอื่อยเข้ามา ช่างเป็นบรรยากาศที่ช่วงให้จิตใจล่องลอยได้ดีนัก

          เป็นเวลาเกือบครบหนึ่งชั่วยามที่คณะเดินทางหมอแห่งราชสำนัก เดินทางออกมาจากวังหลวงพร้อมกับรถม้าสัมภาระจำนวนหนึ่งที่ฮ่องเต้ประทานมอบของฝากเล็กๆ น้อยกลับมายังเมืองหู่ด้วย เพื่อเป็นการตอบแทนที่จวิ้นอ๋องจิวหรงลงเครื่องบรรณาการมาถวาย

          เรื่องฝ่ายในก็เรื่องหนึ่ง ส่วนเรื่องชีวิตหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งเช่นกัน

          เคยได้ยินว่าคนป่าเผ่าฮวงมีร่างกายที่ผิดแปลกพิสดาร สามารถร่างกายให้เขากับภูมิประเทศต่างๆ ในใต้หล้านี้ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ทว่าแท้จริงเขากลับคิดว่า หากคนเราไม่ทางเลือกในการใช้ชีวิตจริงๆ ต่อให้พื้นที่นั้นเป็นทะเลทรายแห้งแล้ง หุบเหว หรือเทือกเขาหนาวเหน็บ ก็ต้องดำรงชีวิตอยู่ให้ได้

          เขาไม่เกรงกลัวที่จะเข้าเมืองหู่ แต่ที่เจ็บใจคือ เหตุใดถึงมีคนลากเท้าเขาเข้าไปที่นั่นทั้งที่ไม่จำเป็น

          “เจ้าไม่เป็นไรนะลี่จิน เจ้าดูเหม่อลอยตั้งแต่ขึ้นรถม้ามาแล้ว”

          เป็นเพราะเอาแต่เหม่อออกนอกหน้าต่าง แถมดวงตากับใบหน้ายังล่องลอยเหมือนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ทำให้ฉินกวนเจ๋อที่นั่งเฝ้ามองอยู่ข้างๆ อดสงสัยไม่ได้

          ลี่จินหันกลับมา ริมฝีปากบางอมยิ้มราบเรียบ

          “ข้าแค่คิดว่า พอไปถึงที่เมืองหู่นั่นจะเป็นอย่างไรต่อ”

          คำตอบนั้นทำให้กวนเจ๋อพยักหน้า พลางร้องคราวว่า ‘อ้อ’ ตั้งแต่รู้ว่าตนเองต้องไปเมืองน่ากลัวนั่น เขาเองก็ยังไม่หยุดคิดมากเช่นกัน

          “เจ้าคิดเหมือนข้าเลย ข้ากลัวเรื่องท่าน...” อ๋อง...ยังพูดไม่ทันจบประโยคริมฝีปากหมอตัวเล็กก็ถูกปิดด้วยฝ่ามือจากคนที่นั่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ดูเหมือนลี่จินจะกลัวว่าเขาจะพูดเรื่องที่ไม่ควรเข้า ก่อนจะกระซิบกระซาบใส่

          “เจ้าอย่าเสียงดังไปอย่าลืมว่าอยู่ในขบวนม้าของใคร”

          กวนเจ๋อรีบพยักหน้ารับรัวๆ ว่าเข้าใจแล้ว ก่อนค่อยๆ แกะมืออีกฝ่ายออก

          “ข้าขอโทษ ข้าลืมตัวไป”

          ลี่จินยิ้มเรียบ หากกวนเจ๋อเข้าใจสถานภาพตนเองนั้นถือว่าเป็นเรื่องดี ถึงจะไม่รู้ว่าคนของท่านอ๋องจะน่ากลัวแตกต่างจากวังหลวงหรือไม่ แต่หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง หากสงบปากสงบคำเอาไว้ย่อมเป็นเรื่องดีกว่า

          นั่งเงียบๆ โงนเงนไปตามทางได้สักพัก อยู่ๆ ลี่จินก็รู้สึกจิตใจตนเองกลับเต้นไม่สงบเลยสักนิด คล้ายกับมีเรื่องบางอย่างยังคาอยู่ในอก ตอนนี้เขาอยู่ในรถม้ากับกวนเจ๋อ ส่วนเต๋อหวนนั่งอยู่อีกฝั่งตรงข้ามแต่เจ้าตัวกลับนอนตั้งแต่ออกเดินทาง

          ลี่จินไม่อยากรบกวน สุดท้ายเพื่อหันเหความสนใจตนเอง จึงเลือกที่จะเอ่ยปากถามคนข้างๆ แทน

          “แล้ว...ใต้เท้าฉินว่าอย่างไรบ้างเจ๋อเจ๋อ เขาไม่รู้เรื่องที่เจ้าโดนขังใช่หรือไม่”

          พอเปิดคำถามขึ้นมา ใบหน้าสดใสของหมอแซ่ฉินก็ห่อเหี่ยวลงไปกว่าสองส่วน ดวงตากลมโตดูชอกช้ำระกำใจเสียจนน่าสงสาร

          “อืม...คงโชคดีอยู่หรอกที่ท่านพ่อข้าไม่รู้เรื่องนั้น แต่ว่า...” หมอฉินเว้นช่วงไป ก่อนมองหน้าอู่ลี่จินที่มีท่าทางตั้งอกตั้งใจฟังเป็นพิเศษ

          “มีอะไรหรือ”

          กวนเจ๋อถอนหายใจยาวเหยียด เหมือนอัดอั้นมานาน

          “ก็....เพราะเรื่องที่ข้าจะต้องไปเมืองหู่มันกะทันหันไป พวกท่านเลยทำใจรับไม่ค่อยได้ เมื่อเช้านี้ข้ารอจนธูปดับไปสองก้านแล้ว ท่านแม่ยังกอดข้าไม่เลิกเลย แถมท่านพ่อยังบอกด้วยว่าจะเข้าไปเฝ้าฮ่องเต้เพื่อไปทูลขอให้ข้ากลับมา โชคดีที่ท่านพ่อยังพอที่จะฟังท่านย่าอยู่บ้างไม่เช่นนั้น ต้องวุ่นวายแน่”

          ยิ่งคิดสภาพเมื่อเช้าก็ยิ่งมองไม่เห็นเงาหัวตนเอง ไม่อยากนึกเลยว่าถ้าท่านพ่อทำเช่นนั้นจริงๆ จะเกิดอะไรขึ้นต่อ ตระกูลฉินคงสิ้นสุดเป็นแน่ ทำไมเรื่องของเขามันช่างอีนุงตุงนังจนน่ารำคาญเช่นนี้นะ กวนเจ๋ออยากทึ้งศีรษะตัวเองแรงๆ

          เว้นเพียงอู่ลี่จินที่พอได้ยินเช่นนั้นแล้ว เขากลับคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย การมีครอบครัวที่ห่วงใย และรักซึ่งกันและกันย่อมเป็นเรื่องดี ตระกูลยิ่งมั่งคั่งยั่งยืน

          “พวกเขาดูรักเจ้ามาก”

          “รักเกินไปก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดีนะ” กวนเจ๋อเถียงทันควัน ลี่จินอมยิ้มเหมือนเห็นหมอตัวเล็กจอมหัวดื้อ

          “แต่ก็ยังดีที่ยังมีคนห่วงใยเจ้า”

          “แล้วญาติเจ้าล่ะ ที่อยู่นอกเมืองนางว่าอย่างไรบ้าง”

          พอถูกถามบ้าง หมอคนงามถึงกับชะงักไป พลางนึกถึงเรื่องเมื่อเช้าแล้ว แม้จะเป็นการร่ำลาที่เหมือนไม่แยแส แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงความห่วงใยของถานเซียงที่มีอยู่เจือจาง

          “นางไล่ข้าไป”

          “ห้ะ? ”

          กวนเจ๋อตาโต เหมือนไม่อยากเชื่อ ลี่จินยิ้มเฝื่อนๆ

          “แต่ข้าก็สัมผัสได้ถึงความห่วงใยที่นางมีให้ข้างอยู่บ้าง ถึงมันจะเจือจางมากก็เถอะ”

          หมอแซ่ฉินถึงกับพยักหน้ายิ้มแหย...เขาไม่เข้าใจความสัมพันธ์ญาติผู้นี้กับลี่จินเลยสักนิด ถึงลี่จินจะไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังเกี่ยวกับญาติผู้นี้มากเท่าไร รู้แต่เพียงว่านางเป็นหมอตำแยหญิงที่อยู่นอกเมือง แต่...นี่ไปเมืองหู่เลยนะ เมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองกันดาร เมืองคนถ่อย ถึงเจ้าตัวจะปากร้ายหน้ายักษ์แค่ไหน ก็น่าจะแสดงความห่วงใยออกมาบ้าง ทำไมถึงใจร้าย ทนปากแข็งอยู่ได้

          “เจ้าอย่ามัวคิดเรื่องของข้าเลย ที่จริงแล้วเจ้าควรห่วงตนเองมากกว่านะเจ๋อเจ๋อ”

          พอได้ยินอีกฝ่ายเตือนออกมาเช่นนี้ กวนเจ๋อถึงกับตาโตอีกรอบ เขาลืมห่วงตนเองไปเสียสนิท ว่าจะเอาตัวรอดอย่างไรในเมืองคนถ่อยนั่น ถึงจะเป็นหมอแต่ใช่ว่าทุกคนจะดีด้วยเสียหน่อย ยิ่งไปอยู่อาณัติของจวิ้นอ๋องไปแล้วยิ่งน่ากลัว ไม่รู้ว่าหัวจะหลุดออกจากบ่าวันไหน

          “ถึงเมืองหู่แล้ว ข้าต้องกราบไหว้ฟ้าดินไหมนะ เพื่อให้ชีวิตข้าอยู่รอดปลอดภัย” กวนเจ๋อหน้าซีด อดทนไม่ไหวถึงกับยกมือขึ้นมากัดเล็บ ลี่จินหัวเราะ

          “ที่เจ้าควรกราบไหว้ไม่ใช่ฟ้าดิน แต่ควรเป็นท่านอ๋องจิวต่างหากที่จะทำให้เจ้าอยู่รอดปลอดภัย”

          “ทำไมชีวิตข้าต้องมาพัวพันกับเรื่องพวกนี้ด้วยนะ! ” กวนเจ๋ออยากร้องไห้ให้ท่วมทุ่ง

          “แต่เจ้าก็ต้องยอมรับอยู่ดีว่าเรื่องพวกนี้ทำให้เจ้ารอดชีวิต หรือว่าเจ้าอยากโดนจับเข้าคุกอีก”

          “ลี่จินเจ้าเลิกพูดจาโหดร้ายใส่ข้าสักที!! ”

          อดทนไม่ไหวถึงกับสบถใส่อีกฝ่าย ลี่จินหัวเราะลั่น อย่างน้อยการแกล้งเจ๋อเจ๋อก็เป็นการคั่นบรรยากาศเครียดๆ ได้ดี แต่ถึงจะกล่าวออกไปว่าเขาไม่เกรงกลัวเมืองหู่ หรืออ๋องจิว แต่ในใจย่อมรู้ดีว่าหากต้องก้าวเท้าเข้าในหมอกที่มีปีศาจอาศัยอยู่ลึกๆ แล้วหัวใจย่อมหวั่นเกรง…

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30-08-2018 13:35:27 โดย EtuDe »

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
❀ Moon's Embrace : บทที่ 11 ... ครบ ❀   

          ผ่านไปกว่าหลายชั่วยาม

          อาทิตย์ใกล้อัสดงแล้ว แสงสีส้มแดงเลยสาดส่องลงมาผืนฟ้า แม้ใบของต้นหูกวางจะใหญ่ต้านลมยามเย็นได้ แต่ก็มิอาจบดบังแสงจากเบื้องบนได้ทั้งหมด

          เดินทางมากว่าชั่วยาม ในที่สุดซุนไป่หานก็มีคำสั่งให้หยุดขบวนพักบริเวณใกล้ริมแม่น้ำ

          ลี่จินที่เผลอหลับไป เมื่อรู้สึกตัวว่าการเคลื่อนที่หยุดลง ลืมตาขึ้นมา ก็พบว่าเต๋อหวนไม่อยู่แล้ว ส่วนกวนเจ๋อยังนอนอยู่ใกล้ๆ หมอหนุ่มรีบเขย่าไหล่คนข้างๆ

          “เจ้าตื่นได้แล้ว” กวนเจ๋อครางตอบกลับมาด้วยเสียงงัวเงีย ลี่จินถอนหายใจ ก่อนหมอคนงามค่อยๆ แหวกม่าน แล้วเดินออกไปจากรถม้าไปก่อน

          ดวงตาเรียวงามหรี่ลงพลางกวาดไปรอบๆ คงเป็นเพราะอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกทหารเมืองหู่จึงต่างยุ่งวุ่นวายกับการเตรียมตั้งกระโจมพักจนไม่มีเวลาสนใจรอบข้าง ส่วนลี่จินเองก็ไม่อยากจะรบกวนใคร เวลานี้เขาแค่อยากล้างหน้าให้สดชื่นขึ้นเสียหน่อย ได้ยินพวกทหารคุยกันว่า มีแม่น้ำสายเล็กๆ อยู่ใกล้ๆ กับที่พักแรม

          เมื่อตัดคิดกระนั้นเท้าก้าวยาวรีบมุ่งตรงไปที่นั่น ระหว่างทางก็เจอทหารเดินกันให้วุ่นวายขวักไขว่ บ้างก็แบกไม้ บ้างก็แบกหาบถังน้ำ จุดไฟ ทุกคนล้วนมีหน้าที่เป็นของตัวเอง จนรู้สึกว่าตนเองเกะกะ

          ลี่จินเดินไปเรื่อยๆ กระทั่งเห็นแม่น้ำสายเล็กอยู่สุดปลายสายตาตามที่บอก

          หมอหนุ่มก้าวเข้าไปอย่างไม่รีบรอ ทว่า...จากความคิดว่าจะล้างหน้าแล้วจะรีบกลับไป อยู่ๆ ก็เปลี่ยนเป็นอื่น

          หมอแซ่อู่ขมวดคิ้ว ที่ใต้ต้นหูกวางใบใหญ่ริมน้ำ เขาเห็นกายสูงใหญ่ขององครักษ์ซุนกำลังเอ่ยปากสั่งการทหารแถวนั้นด้วยท่าทางเคร่งเครียด

          อยู่นี่เอง…

          ที่จริงแล้วเขามีเรื่องคาใจกับซุนไป่หานตั้งแต่วันแรกที่มีชื่อตนเองอยู่ในรายชื่อหมออาสา แต่พอออกจากจวนก็โดนคนของรัชทายาทพาไปข่มขู่ ส่วนเมื่อเช้าหลังจากที่กลับมาจากเยี่ยมถานเซียงที่นอกเมือง เขาคิดไปจะหาซุนไป่หานอีกรอบ แต่กลายเป็นว่าอีกฝ่ายกลับให้นายทหารมาตามเขา แล้วรีบพาตัวขึ้นรถม้าไม่เปิดโอกาสให้ได้เอ่ยปากถามใดๆ ครั้นชะโงกหน้าออกไปดูนอกหน้าต่างรถ ก็เห็นซุนไป่หานขี่ม้านำอยู่หน้าสุด จะตะโกนคุยก็คงไม่ได้ สุดท้ายจึงได้ทนรอ จนหัวคิดเรื่องต่างๆ มากมายแล้วลืมเรื่องที่จะคุยไปเสียสนิท

          เวลานี้เป็นโอกาสแล้ว ซุนไป่หานอยู่ใกล้เพียงไม่กี่ก้าว เขาจะต้องคุยกับอีกฝ่ายให้รู้เรื่อง

          คิดแล้วก็ก้าวขาพรวดพราดเข้าไปอย่างมุ่งมั่น พออยู่ในระยะพอที่อีกฝ่ายจะได้ยินเสียงเรียกแล้ว ก็ไม่รอช้าเอ่ยปากในทันที

          “ใต้เท้า...”

          “หลบๆ!! ”

          พูดไม่ทันจบ ทหารนายหนึ่งกลับเดินแบกหาบถังน้ำมาทางเขา หมอหนุ่มเลยต้องเอี้ยวตัวหนีในฉับพลัน ครั้นจะต่อว่า แต่พอเห็นสีหน้าเคร่งเครียดหงุดหงิดของพวกทหารแล้ว ทำให้ลี่จินต้อนกลืนคำพูดทุกอย่างลงคอไปหมด ทว่า...พอหลบไปคนหนึ่งแล้ว อีกคนก็แบกตามมาติดๆ

          ทั้งไม้ ทั้งน้ำ อะไรต่อมิอะไรต่อเนื่องไม่รู้จักจบสิ้น กว่าจะรู้ตัวว่าเกะกะขวางทางก็เมื่อมีคนตะโกนโหวกเหวกออกมา จึงต้องยอมร่นเท้าออกไป

          ทว่าก็ไม่มีอะไรน่าโมโหเท่า พอเผลอละสายตาไป เงยหน้าขึ้นมาอีกที เขาก็ไม่เห็นซุนไป่หานแล้ว

♦♦♦♦♦♦

          อาทิตย์ตกดิน...

          อู่ลี่จินเพิ่งจะตักน้ำแกงชิมไปได้สามคำก็รู้สึกว่าแน่นท้องไปหมด อาจเป็นเพราะเดินทางไกลมากว่าหลายลี้เลยทำให้ทานอะไรไม่ลงเสียเท่าไร แถมยังเริ่มปวดขมับ ท่าทางเหมือนคนจะจับไข้ กระนั้นได้ขอตัวเดินหลีกไปที่ด้านหลังกระโจม หวังจะหยิบยาลูกกลอนมาจากกระเป๋าตนเองที่เตรียม แล้วต้มน้ำขิงดื่มสักถ้วย ระหว่างทางก็กวาดสายตามองไปรอบๆ

          ที่จริงแล้ว อาจเป็นเรื่องที่ผู้คนเข้าใจกันไปเอง หรือเกิดจากการประโคมข่าวลอยก็เป็นได้ ว่าทหารแคว้นหู่เป็นคนถ่อย และหยาบคาย ตอนนี้ภาพที่เขาเห็นมันกลับตรงกันข้ามทุกอย่าง ถึงจะมีบ้างที่พวกเขามีท่าทางถมึงทึง แต่นั่นก็เพราะต้องทำตามคำสั่ง ที่ต้องเคร่งครัดในหน้าที่และกฎระเบียบ เพราะอย่างไรเป็นทหารจะเหลาะแหละก็คงไม่ใช่เรื่องดี

          เขา เจ๋อเจ๋อ และเต๋อหวนได้รับการดูแลอย่างดี ทั้งตั้งกระโจมพักให้ ตักน้ำ รวมไปถึงหาอาหารการกิน ไม่โหดร้ายหรือเย็นชาอย่างที่คิดเลยสักนิด

          แต่พอคิดซ้ำไปซ้ำมา...อาจเป็นคำสั่งของซุนไป่หานเลยดูแล้วพวกเขาอย่างดิบดี ก็เป็นได้เช่นกัน

          เมื่อนึกคนสั่งแล้ว ก็ยิ่งโมโหนัก ดูก็รู้ว่าจงใจหลบหน้ากัน แม้กระทั่งตอนกินข้าวยังไม่มีแววว่าอีกฝ่ายจะมาดูดำดูดี อีกทั้งเหตุการณ์เมื่อตอนเย็นก็พานให้หงุดหงิดไม่หาย พอทบทวนเหตุที่หลบหน้า ก็ยิ่งทำให้เขาคาดเดาว่าซุนไป่หานต้องมีส่วนเกี่ยวข้องเรื่องรายชื่อเขาเป็นแน่

          เขาไม่ได้หวาดกลัว...แต่ถ้าจะให้เขาไปเมืองหู่ด้วยก็น่าจะพูดคุยกันตรงๆ ตั้งแต่วันที่เขาไปร้องขอเรื่องกวนเจ๋อ

          อีกไม่กี่ก้าวจะถึงกระโจมพักแล้ว อู่ลี่จินชะงักขา อยู่ๆ สายตาก็ชำเลืองไปเห็นแผ่นหลังสูงใหญ่คุ้นตาของใครบางคนกำลังเดินเข้ากระโจมที่อยู่สุดปลายสายตา

          หมอหนุ่มหรี่ตาลง นั่นมันซุนไป่หานไม่ผิดแน่ คราวนี้เขาจะไม่ยอมให้อีกฝ่ายหนีอีกแล้ว คิดกระนั้นก็รีบเคลื่อนกายแอบตามไป

          ไป่หานหายเข้าไปในกระโจมพักหลังในสุด ลี่จินขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความฉงน พลางชะเง้อคอดูเล็กน้อยว่าคนด้านในใช่ซุนไป่หานหรือไม่ แต่ม่านที่ปิดบังอยู่ กับไฟจากตะเกียงด้านในกลับไม่สว่างเพียงพอให้เขามั่นใจได้

          พอ! ไม่เสียเวลาคิดอีกแล้ว เขาต้องคุยให้รู้เรื่อง แต่ถ้านี่ไม่ใช่กระโจมของซุนไป่หาน เขาก็แค่ขอโทษแล้วเดินออกมา เมื่อตัดสินใจลี่จินค่อยๆ แหวกม่านออก เยื้องขาเข้าไป

          ที่นี่เป็นกระโจมพักเล็กๆ ซึ่งไม่ต่างจากที่เขาพักเลยสักนิด มีตะเกียงไฟเพียงสองดวงให้ความสว่าง

          เขาหรี่ตาลง ตรงหน้าแผ่นหลังของอีกฝ่ายที่กำลังหันให้ แผ่นกว้างเยี่ยงเงาภูเขาใหญ่เช่นนี้ ต้องใช่ซุนไป่หานไม่ผิดแน่

          “พรุ่งนี้จะต้องรีบเดินทางแต่รุ่งสาง เจ้ารีบกลับไปนอนพักเถิด...”

          ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากถามใดๆ ดูเหมือนคนที่หันหลังให้จะรับรู้ถึงการมีตัวตนของเขา

          น้ำเสียงเช่นนี้ เขาจำได้แม่น ลี่จินยืดตัวขึ้นเล็กน้อย ไม่จำเป็นจะต้องมีพิธีรีตองอีก หมอคนงามกล่าวเสียงเรียบ

          “ขออภัยที่ข้ามารบกวนใต้เท้าดึกดื่น แต่ข้ามีเรื่องอยากจะคุยกับท่าน”

          “เจ้าไม่ได้ยินที่ข้าพูดหรือ”

          คราวนี้ถึงกับเอี้ยวตัวหันกลับมาพูด ใบหน้าคมเข้มนั้นเลิกคิ้วขึ้น ขณะที่รอยยิ้มนั่นดูยียวนกวนประสาทไม่ใช่น้อย ดูก็รู้ว่าอีกฝ่ายจงใจยั่วโมโหเขา อู่ลี่จินพยายามระงับอารมณ์ของตนเองโดยการสูดหายใจเข้าลึกๆ

          “ท่านเองก็ไม่ได้ยินที่ข้าพูดหรือ ว่าข้ามีเรื่องอยากคุยกับท่านเช่นกัน”

          น้ำเสียงห้วนกระด้างกลับมาแล้ว ไม่ใช่อู่ลี่จินผู้ที่อ้อนวอนร้องขอเขาเหมือนวันก่อน ไป่หานยกมุมปากขึ้นนิดๆ เขาไม่ถือโทษโกรธอะไรที่อู่ลี่จินกล่าวเช่นนี้ กลับกันกลับยิ่งสนุกเสียอีกที่ได้พูดจาหยอกเย้าอีกฝ่าย

          “ข้าจะนอนแล้ว...เรื่องของเจ้าไว้คุยตอนที่ข้ามีเวลาว่าง”

          นอนแล้ว? ทั้งเสื้อเกราะเต็มยศเนี่ยนะหรือ? เหอะ!

          “ท่านกำลังบ่ายเบี่ยงหลบหน้าข้าหรือ”

          คำถามนี้ทำให้อีกฝ่ายถึงกับร้องครางออกมาว่า ‘อา...’ ช่างเป็นหมอที่เถรตรงและดื้อดึงอะไรเช่นนี้ ไป่หานสบตาลี่จินตรงๆ ทว่าสายตานั้นกลับดูเย้าหยอกและลาบละล้วงอย่างไม่น่าไว้ใจ ชะ...ชวนโมโหยิ่ง!

          “ทะ...ท่านมองอะไร! ”

          ไป่หานมองลี่จินตั้งแต่ปลายเท้าจรดศีรษะ เพราะวันนี้เป็นวันเดินทางอีกฝ่ายจึงไม่ได้สวมแค่ชุดหมอครึ่งท่อน ไม่มีหมวกสวมประดับศีรษะ มีเพียงแค่อาภรณ์คลุมสีเขียวครามกับป้ายสลักที่แขวนเหน็บไว้ข้างเอวเท่านั้นที่บ่งบอกว่าคนเองเป็นแพทย์ แต่ก็แบบนี้...ยิ่งน่ามอง

          “อู่ลี่จิน ข้าไม่คิดว่าเจ้าอยากจะพบหน้าข้าถึงเพียงนี้” ไม่พูดเปล่า พลางขยับด้วยเข้าไปใกล้แล้วแสร้งเลียริมฝีปากล่างของตนเองไปด้วย ลี่จินถึงกับผงะ ถ้อยคำเล่นทีจริงเช่นนี้ทำเอาเขาต้องร่นเท้าถอยอย่างระแวง เห็นกายสูงใหญ่เคลื่อนเข้ามาคุกคามขึ้นเรื่อยๆ

          เป็นเช่นนี้ไม่ดีแน่...แต่จะถอยกลับก็ไม่ใช่นิสัย สุดท้ายลี่จินเลยตัดสินใจก้มตัวรอดหนีอีกฝ่ายไปอีกทาง ก่อนจะหันหลังกลับมาพูด

          “ที่ทำเช่นนี้กับข้า ไม่ใช่ว่าท่านทราบดีหรือว่าข้าอยากพบด้วยเรื่องอันใด”

          นอกจากอู่ลี่จินไม่คล้อยตามที่เขาแกล้งแล้ว อีกฝ่ายยังสวนกลับด้วยน้ำเสียงจริงจังจนไม่กล้าเย้าแหย่อีก

          ไป่หานถอนหายใจ มองหน้าอู่ลี่จินที่ยังจ้องเขาเขม็ง

          “เจ้าอยากรู้จริงๆ หรือ”

          “เหตุใดชื่อของข้าถึงได้ไปอยู่ในรายชื่อนั่น”

          “ข้าจำเป็นต้องอธิบายให้เจ้ารู้ด้วยหรือ”

          “นี่ท่าน! ”

          ถึงกับเผลอเสียงดังใส่ เมื่ออีกฝ่ายกลับเย้าแหย่กวนอารมณ์เขาไม่เลิก ไป่หานเดาะลิ้นเบาๆ เขาเดินเข้าไปใกล้คนที่อยู่ด้านในอีกครั้ง ทว่าครานี้คนตัวใหญ่กลับเปลี่ยนสีหน้าเป็นหลังมือ ใบหน้าหล่อเหลา และสายตาคมกริบนั่นดูจริงจังจนใจสั่น ลี่จินเห็นเช่นนั้นแล้วเท้าก็ยิ่งถอยลงไป รู้สึกตัวอีกทีหลังก็ชิดกับเสาไม้

          ใบหน้าหล่อเหลาของซุนไป่หานเคลื่อนเข้ามาเขากล่าวด้วยเสียงราบเรียบชัดเจน

          “อู่ลี่จิน หากเจ้าลองคิดทบทวนดูดีๆ ว่าเหตุใดข้าถึงได้ลากตัวเจ้ามาเมืองหู่ด้วย เจ้าก็คงจะได้คำตอบไม่ยาก”

          ลี่จินมองนัยน์ตาอีกฝ่ายนิ่ง มันแววเป็นประกายจากแสง ดูน่าเกรงขาม แต่ขนาดเดียวกันกลับสวยงามอย่างน่าประหลาด เขาพยายามดึงสติตัวเอง นึกทบทวนอย่างที่อีกฝ่ายว่า ซึ่งมีไม่กี่เหตุผลที่ซุนไป่หานลากตัวเขามา

          “ท่านจงใจลากข้ามาด้วย” ไป่หานคลี่ยิ้ม

          “ย่อมใช่ หากไม่ถูกต้องทั้งหมด”

          ยิ่งได้ฟังก็ยิ่งขมวดคิ้วไม่เข้าใจที่อีกฝ่ายพูด

          ที่จริงไป่หานรู้อยู่แล้วว่า ลี่จินพยายามเข้ามาคุยกับเขาตั้งแต่วันก่อน ซึ่งไม่ต้องถามก็คาดเดาได้ว่าเรื่องอันใด แต่ถึงอธิบายไปก็สองไพ่เบี้ยเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้อยู่ดี ทว่าพอเห็นอีกฝ่ายคาใจร้อนอยากพบหน้าเขา เช่นนี้ก็สนุกไปอีกแบบ แต่กลับนึกไม่ถึงว่าหมอแซ่อู่จะเป็นคนที่ดื้อรั้นเกินไป

          “เจ้าคิดหรือ...ว่าข้าจะปล่อยให้คนที่รู้ล่วงรู้ความลับของท่านอ๋องอยู่ห่างสายตาได้ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องทั่วไป ไม่นานจะต้องโดนสืบรู้หาคนต้องสงสัย และเพียงแค่กระดิกนิ้วนิดเดียว เรื่องของเจ้าทุกอย่างจะถูกเจ้าจิ้งจอกนั้นล่วงรู้”

          คำตอบเพียงแค่นั้นก็พอจะอธิบายเรื่องราวทุกอย่างได้ นัยน์ตาคู่สวยเริ่มสั่นระริกหลุบลง ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากัน เรื่องของรัชทายาทที่จะรู้ว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องก็พอเข้าใจ แต่หากเขาไม่พูดความจริงออกมา ต่อให้จับเขาไปก็ทำสิ่งใดไม่ได้

     “ท่าน...ไม่ไว้ใจข้าหรือ” เป็นเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่เขาคิด ไป่หานมีใบหน้าราบเรียบนัยน์ตาดูเยือกเย็นมากขึ้นกว่าสองส่วน

          “มีวิธีสารพัดที่ทำให้โจรชั่วหรือพระดีคายความผิดทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้กระทำ ซึ่งความทรมานเป็นทางเลือกที่มิอาจฝืนได้ เจ้าคิดหรือว่า...หากเจ้าจิ้งจอกนั่นสงสัยเจ้าขึ้นมา เขาคงจะละเมียดจิบชาพูดคุยกับเจ้าดีๆ ”

          ลี่จินกลืนน้ำลาย ทั้งที่รู้ดีแก่ใจว่าวังหลวงเป็นพื้นที่เช่นไร แต่เขากลับประมาทและมองข้ามไปเสียสนิท ถึงไม่มีความผิดก็สามารถสาดโคลนเข้ามาให้กลายเป็นคนชั่วได้เพียงแค่ชั่วข้ามคืน ยิ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับจวิ้นอ๋องด้วย รัชทายาทคงตามสืบทุกอย่างจนหมดไส้หมดพุงแน่

          แค่คิดร่างกายก็เริ่มสั่นขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ

          ไป่หานถอนหายใจ เขาไม่อยากทำให้คนตรงหน้ากลัว แต่ถ้าไม่พูดหมอคนงามก็คงไม่เข้าใจ

          “คนเราย่อมเปราะบาง เจ้าทนกับความเจ็บปวดเยี่ยงตายทั้งเป็นเช่นนั้นไม่ได้หรอกลี่จิน”

          องครักษ์หนุ่มพูดด้วยเสียงอ่อนลง มือนักรบเชยใบหน้าของลี่จินขึ้นมาอย่างแผ่วเบา สัมผัสนั่นทำเอาหมอหนุ่มชะงักไป รู้สึกพอจะเข้าใจอะไรขึ้นมาบ้างแล้ว...ต่อหัวใจมั่นคงในคำสาบานมากเพียงใด แต่น่ากลัวว่าร่างกายที่ถูกทรมานซ้ำๆ จะเครื่องบ่อนทำลายจิตใจจนหลงลืมทุกอย่าง ฉะนั้นสิ่งที่คนตรงหน้าถือเป็นการช่วยเหลือเขาโดยอ้อม

          “ข้าเข้าใจแล้ว”

          “เจ้าอย่าลำพองไป ที่ข้าทำนั่นไม่ใช่การช่วยเหลือเจ้า แต่เพื่อไม่ให้ความลับของท่านอ๋องเปิดเผย ทางเลือกที่ดีที่สุดคือพาตัวเจ้ามาเมืองหู่ด้วย เพื่อไม่ให้ไกลหูไกลตา เพื่อได้ข้าจะมีโอกาสบั่นคอเจ้าได้ก่อนที่เจ้าจะแพร่งพรายเรื่องนี้กับใครหรือคิดจะหนี”

          ดวงตาไม่แววว่าล้อเล่น น้ำเสียงเยือกเย็นชัดถ้อยชัดคำหาได้ใช่การข่ม แต่หากเป็นคนจริงที่คนตรงจะลงมือกระทำหากเขาคิดกระทำโง่เขลา

          อู่ลี่จินรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ไปทั้งตัว คล้ายกับหัวใจพองโตด้วยความหลงระเริงในคราแรก ก็จะถูกปลายดาบทิ่มแทงลงมาจนเลือดไหลทะลักออกมาจนฟีบฝ่อ เขามองซุนไป่หานที่บัดนี้ ใบหน้าหล่อเหลานั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อม ด้วยนัยน์ตาสั่นไหวระริกราวกับเปลวที่โดนลมโบกพัด

          ซุนไป่หานเวลานี้ ไม่เหมือนซุนไป่หานคนเดิมที่เขารู้จักเลยสักนิด

          หรือทุกอย่างคือเรื่องที่คิดไปเอง...

          อย่างไรเมืองหู่ก็คงมิใช่สถานที่ที่จะอยู่โดยง่าย

          “ข้า...เข้าใจทุกอย่างแล้ว ขอบคุณใต้เท้าซุน ข้า...ข้าน้อยขอตัว”

          ไม่มีเหตุผลที่จะอยู่ที่นี่อีกแล้ว หมอหนุ่มรีบโค้งคำนับ ราวกับเป็นเอ่ยขอโทษตัวเขาเสียมารยาทรบกวน ทว่ายังไม่ทันที่จะพาความหดหู่เศร้าใจออกไปจากกระโจม เสียงทุ้มกังวานกลับเอ่ยรั้งจนท่องข้าชะงัก

          “หมออู่...”

          ลี่จินหันกลับมา เป็นอีกครั้งที่พอเห็นใบหน้าของซุนไป่หานแล้วพาเอาบรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนไป

          สีหน้าที่อ่อนลง กับรอยยิ้มจางๆ ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกอ่อนโยน พานเอาตรึงสายตาจนเห็นภาพรอบด้านเคลื่อนไหวเชื่องช้า

          หมอคนงามเลยยืนนิ่งอยู่กับที่ นัยน์ตาคู่สวยมองซุนไป่หานที่ค่อยๆ ก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้า ทว่าครานี้เขากลับไม่รุ้สึกว่าอีกฝ่ายไม่ได้คุกคามเลยสักนิด น้ำเสียงนุ่มทุ้มเขยื้อนเอ่ย

          “ทั้งหมดคือเหตุผล ที่ข้าทำเพื่อท่านอ๋อง แต่เหตุผลส่วนตัวสำหรับข้าคือ...”

          ลมหนาววูบหนึ่งพัดแผ่วเข้ามา กลิ่นบุปผาอ่อนๆ ล่องลอยหอมละมุน

          เวลานี้อู่ลี่จินไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน เสียงหรือสิ่งใดอีกแล้วนอกจากกายตรงหน้า

          “ข้าแค่...อยากให้เจ้าไปกับข้า...ลี่จิน”

          ประโยคสั้นๆ ไม่ได้ซาบซึ้งอะไร แต่เล่นจู่โจมหัวใจเสียจนเต้นโครมครามอย่างไม่เป็นตนเอง ถ้าอู่ลี่จินเป็นดั่งแท่งน้ำแข็งที่ยากจะหลอมละลาย ซุนไป่หานก็คงเป็นอาทิตย์ที่หลอมละลายได้ทุกอย่าง…

♦♦♦♦♦♦
ครั่งนี้มาเต็มตอนน้าา(มู้เดียวบอกคำเกิน 20000 ต้องแบ่งมาอีกตอนแง้ )
 >< อัพอีกทีวันศุกร์นะคะ ♥
งื้อออไป่หานนน แต่งคู่นี้แล้วแบบ เฮ้อออ....#ลอยยย
ตอนหน้าเปิดตัววว จวิ้นอ๋อองงงงงง งื้ออออออ พ่อโจววโฉวว จิวหรงงง  ><
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28-08-2018 22:10:30 โดย EtuDe »

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด