❀ โอสถดอกท้อ : Moon's Embrace ❀ (หมอจีนโบราณ) End 32 Up! (16/02/2019)(แจ้งข่าว)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ❀ โอสถดอกท้อ : Moon's Embrace ❀ (หมอจีนโบราณ) End 32 Up! (16/02/2019)(แจ้งข่าว)  (อ่าน 73254 ครั้ง)

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7534
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
เจ๋อเจ๋อ ใสซื่อ น่ารัก นะ   :mew1:
ที่เจ๋อเจ๋อ ให้คำตอบฮองเต้เกี่ยวกับหนังสือบทกวีซุ่ยล่อหลาน
“........! คนคนนั้นที่แนะนำหนังสือเล่มนี้กับพระองค์มา
จะต้องมีจิตใจงดงาม เป็นคนรักโลกกว้างเป็นแน่แท้” 
ทำให้ฮ่องเต้นึกถึงตัวตนของจวิ้นอ๋อง ก็เป็นส่วนดีนะ   :katai2-1:

อู่ลี่จิน คนงาม งอนเก่งไม่เบา   :impress2:
       :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2317
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +285/-3
เหมือนคุยคนละภาษา
คาดว่าคงลุ้นกันเหงื่อเข้าตากว่าเขาจะคุยกันดี ๆ ได้

ออฟไลน์ Spenguin

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 173
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
  ❀ Moon's Embrace : บทที่ 6 ... ครึ่งแรก ❀             


          กว่าจะได้ยินคำตอบก็เมื่อเดินเข้าในห้องพักด้านในสุดของที่พักทหาร

          “เขาเป็นลูกน้องข้า ตอนมุ่งหน้ามายังวังหลวงสินค้าบรรณาการถูกดักปล้น เขาถูกธนูยิงที่ต้นขา”

          อารมณ์หงุดหงิดประดังขึ้นที่ใบหน้าของหมอหนุ่ม ที่โกรธไม่ใช่เรื่องของซุนไป่หาน แต่เป็นอาการของทหารที่นอนอยู่บนเตียง ใบหน้าของเขาซูบตอบ และแดงคล้ำ ริมฝีปากแห้งแตกจนมีเลือดไหลซิบ เหงื่อกาฬพายผุดตามเนื้อตัว มีอาการระส่ำระสาย คล้ายคนนอนละเมอตลอดเวลา

          “เขาเป็นแบบนี้กี่วันแล้ว”

          ไม่รอช้าที่จะเอ่ยปากถาม ลี่จินย่อตัวลงข้างๆ ก่อนปลายสายตามองไปที่ปลายขาของคนป่วย

          บริเวณขาข้างขวามีแผลเหวอะหวะ คล้ายกับถูกวัตถุที่มีลักษณะเป็นแท่งเรียวๆ ยิงทะลุเข้าไป เลือดยังไม่หยุดไหลดี ที่บาดแผลยังคงมีเลือดไหลซึมออกมาไม่หยุด แถมยังบวมช้ำจนเป็นจ้ำสีม่วง และมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวโชยออกมาจากแผลตลอดเวลา

          “เข้าวันที่ 3 แล้ว อาการเพิ่งกำเริบเมื่อเช้านี้ ทีแรกข้าคิดว่าไม่น่าจะร้ายแรงอะไรมาก เพราะคิดแค่เป็นบาดแผลจากลูกธนูธรรมดา”

          “ท่านเป็นหมอหรือไง! ”

          ลี่จินเผลอตวาดออกไปอย่างลืมตัว เกลียดนักคนที่ชอบปล่อยปละละเลยอาการเจ็บไข้เพราะคิดว่าคนป่วยไม่เป็นอะไรมาก สุดท้ายก็มาลำบากคนเป็นหมอในตอนที่อาการกำเริบหนัก องครักษ์หนุ่มถึงกับชะงัก ไม่คิดว่าอู่ลี่จินจะตวาดออกมา แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีเวลามากพอให้หมอคนงามดุด่าอีก

          ลี่จินถอนหายใจ ก่อนจะถามเสียงจริงจัง

          “ลูกธนูนั่นยังอยู่หรือไม่”

          ซุนไป่หานพยักหน้า คิดไม่ผิดที่ยังเก็บลูกธนูดอกนั้นเอาไว้ ก่อนจะรับสั่งทหารนายหนึ่งให้นำมาให้ลี่จิน

          หมอหนุ่มขมวดคิ้ว เขาหยิบลูกธนูดอกนั้นขึ้นมาดูอย่างเบามือ ตัวศรเป็นสีไม้อ่อนน้ำหนักเบา ทว่ากลับมีลวดลายเป็นสะเก็ดๆ มีสีดำปะปนอยู่ด้วย ส่วนหัวศรนั้นเป็นเหล็กสีดำ ซึ่งถูกตีจนแหลม แต่หากสังเกตดีๆ แล้วเนื้อเหล็กกลับไม่เนียนเรียบ ผิวหยาบและเป็นจุดเล็กๆ สีขาวปะปน

          ลี่จินยกหัวศรขึ้นมาดมเป็นอย่างสุดท้าย มีกลิ่นเหม็นเขียวเจือจางโชยออกมาหากเขาสันนิษฐานไม่ผิดอาจเป็นไปได้ว่า...

          “ลูกธนูนี้เป็นพิษไม่ผิดแน่...” พอได้ยินอู่ลี่จินบอกเช่นนั้น สีหน้าของซุนไป่หานก็ดูเคร่งเครียดขึ้น ถึงแม้คำตอบที่ได้ยินจะไม่ต่างจะที่คาดไว้ แต่ที่น่าหนักใจคือหากไม่รู้ว่านี่เป็นพิษจากสิ่งใดก็คงมิอาจหายาถอนพิษได้

          “เจ้ารู้หรือไม่ว่าพิษนี้ทำมาจากอะไร”

          “อาการบวมและแผลไม่สมานกันเช่นนี้มาจากสัตว์หรือแมลงมีพิษไม่ผิดแน่ และข้าก็มั่นใจว่ามันไม่ได้ทำมาจากพิษงู ไม่เช่นนั้นทหารของท่านคงเสียชีวิตไปแล้ว” ไป่หานพยักใบหน้า คิดไม่ผิดจริงๆ ที่ตามหมออู่มา

          “ข้าเคยได้ยินเรื่องลูกศรที่ทำขึ้นมาจากขนตัวเม่นและเหล็กในผึ้ง หากนำมาตีผสมเข้าด้วยกันแล้วทำเป็นศร พิษจะแสดงผลคล้ายคลึงกับที่ทหารท่านเป็นอยู่” นั่นเป็นแค่การวินิจฉัยจากการสังเกตอาการทางสายตาเท่านั้น นับได้ว่าทหารผู้นี้ยังโชคดีนักที่ไม่มีอาการแพ้พิษเพิ่มขึ้นมาด้วย ไม่เช่นนั้นคงไม่มีชีวิตมาจนถึงป่านนี้ แต่กระนั้นพิษของตัวเม่นและเหล็กในผึ้งกลับทำให้แผลบวมและปวดแสบปวดร้อนไม่รู้จักสิ้น หากทิ้งไว้เช่นนี้คงไม่เป็นการดีแน่

          “เจ้ารักษาได้หรือไม่”

          ลี่จินเงียบไปทันทีที่ได้ยินคำถามนั้น หากต้องการถอนพิษด้วยวิธีตามแพทย์หลวงเกรงว่าจะต้องใช้สมุนไพรหายากบางชนิดและยาลูกกลอน หมอหลวงชั้นต้นอย่างเขาไม่มีสิทธิ์เบิกยาราคาแพงเช่นนั้นจากกองโอสถได้ หากไม่ได้รับสั่งจากคนใหญ่คนโต

          “ให้หมอหลวงข้างในทำน่าจะดีกว่า”

          “ไม่ได้ หมอหลวงพวกนั้น เขาไม่มาเพราะทหารปลายแถวหรอก เจ้าช่วยเขาได้หรือเปล่า”

          “รักษาเขาจำเป็นต้องใช้สมุนไพรหลายอย่าง ตำแหน่งข้าเบิกยาทุกอย่างไม่ได้”

          ลี่จินตอบตามตรง สีหน้าของซุนไป่หานดูเคร่งเครียดขึ้น วังหลวงแห่งนี้เป็นสถานที่ที่น่าขยะแขยงยิ่งนัก คนเจ็บไข้ได้ป่วยถึงขั้นชีวิตยังมีเรื่องยศฐาเข้ามาเกี่ยวข้อง ลำพังหากอ้างว่าจะใช้ยศของเขาเป็นเพิกถอนยาแทนอู่ลี่จินก็ไม่ได้ เพราะได้ยินได้ว่ากองโอสถเป็นคนของรัชทายาท ไม่มีทางที่จะให้ความร่วมมือแน่นอน

          ลี่จินเองก็ลำบากใจไม่แพ้กัน เขาเข้าใจความรู้สึกของคนตรงหน้าดีกว่าต้องการช่วยเหลือคน แต่เพราะบรรดาศักดิ์ของตัวเองต่ำต้อยจึงมิอาจเบิกยาที่มีประสิทธิภาพสูง อย่างมากก็แค่รักษาตามอาการ

          “หมออู่ได้โปรดช่วย เพื่อนข้าด้วย หมออู่…”

          เสียงขอร้องวิงวอนจากทางด้านหลังทำให้หมอหนุ่มถึงกับชะงัก พอหันหลังกลับไปก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายกลับไหววูบขึ้นมา เมื่อพบทหารหลายนายกำลังคุกเข่าขอร้องเขา

         ลี่จินถึงกับพูดไม่ออก เขามองใบหน้าคมคายของซุนไป่หาน ดวงตานักรบคู่นั้นก็ดูอ้อนวอนเขาไม่ต่างจากคนอื่นๆ

          หมอหนุ่มถอนหายใจ ก่อนจะพูด “ข้าต้องกลับไปเอาล่วมยาก่อน ส่วนพวกเจ้า หากต้องการช่วยเขาจริงๆ ช่วยหาของพวกนี้ให้ข้าที”

          สิ่งที่ได้ยินทำเอาสีหน้าของทุกคนเปล่งประกายไปด้วยความหวัง ไม่ช้าพอได้พู่กันกับหมึกมา หมอหนุ่มก็รีบเขียนสิ่งของที่จำเป็น ก่อนจะยื่นให้กับซุนไป่หาน

          ทว่าพอได้อ่านตัวอักษร องครักษ์หนุ่มถึงกับขมวดคิ้ว

          “เตาไฟ ปลิงป่า เกลือ ผงถ่าน ด้วงดิน ดอกหญ้ารุ่ยเจียง และน้ำเย็น”

          เตาไฟ ผงถ่าน ดอกหญ้า เกลือ และน้ำเย็นยังพอเข้าใจได้ แต่ตัวด้วงกับปลิงป่าล้วงแต่เป็นสิ่งที่น่าขยะแขยงทั้งนั้น เขานึกภาพไม่ออกเลยจริงๆ ว่ามันจะช่วยคนของเขาได้

          “เจ้าจะเอาของพวกนี้ไปทำไม”

          “อยากช่วยเขาหรือเปล่า ถ้าอยากช่วย เช่นนั้นท่านก็ต้องเชื่อใจข้า”

          นัยน์ตาคู่สวยดูแน่วแน่ไม่สั่นไหว ไป่หานถึงกับเงียบกริบ เขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าลี่จินจะใช้วิธีใดรักษากับของพวกนี้ ทว่าพอเจอสีหน้าจริงจังของอีกฝ่าย มันกลับทำให้เขากลืนคำถามทุกอย่างลงท้องไปจนหมด

          ในที่สุดไป่หานก็พยักใบหน้า แล้วออกคำสั่ง ระหว่างนั้น ลี่จินก็เอ่ยขอกลับไปที่สำนักหมอเพื่อไปหยิบล่วมของตัวเองมา ซึ่งขากลับเขาเจอเต๋อหวนชะงักมองเขาที่ถือล่วมยามาด้วย ท่าทางเหมือนอยากจะถามอะไรสักอย่าง แต่ลี่จินไม่ได้สนใจ หมอหนุ่มรับเดินมาที่จวนพักทหารในทันที

          กระทั่ง...ใช้เวลาพอสมควรกว่าจะรวบรวมของทุกอย่างจนครบ อู่ลี่จินไม่รอช้ารีบดำเนินการรักษา เขาให้ทหารช่วยพยุงคนป่วยให้นอนหงายลงบนแค่ไม้ ก่อนจะเปิดกล่องล่วมยา แล้วหยิบมีดกรีดขนาดเล็กออกมา

          “จับขาไว้หน่อยข้าจำเป็นจะต้องกดหนองเขาออก”

          สิ่งที่พูดทำเอาทุกคนถึงกับมองหน้ากันพลางกลืนน้ำลายเงียบๆ ทว่าก็ยอมทำตามที่หมอหนุ่มพูด ขณะที่ซุนไป่หานยืนพิจารณาหมอคนงามซึ่งกำลังใช้มีดรนไฟอยู่ที่อีกมุมหนึ่ง นัยน์ตานักรบส่อแววประหลาดใจอยู่ไม่น้อย

          “มันจะเจ็บสักหน่อย แต่สักพักเจ้าจะรู้สึกดีขึ้น”

          นัยน์ตาคู่สวยเหลือบมองสีหน้าคนที่นอนอยู่ ตอนนี้จะเรียกได้ว่าผู้ป่วยแทบจะไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะขยับปากบอกเสียด้วยซ้ำ แต่อย่างไรคนเป็นหมอก็ต้องสังเกตอาการก่อนรักษา

          เมื่อเห็นว่าไร้อาการต่อต้านใดๆ แล้ว ลี่จินก็ส่งสายตาให้ทุกคนเป็นสัญญาณให้กดตัวทหารหนุ่มผู้นั้นเอาไว้ ไม่ปล่อยให้เสียเวลานาน มือเรียวค่อยๆ บรรจงกดมีดลงบนบาดแผลที่บวมม่วง เพียงแค่สะกิดปลายมีดลงนิดเดียวของเหลวสีเหลืองเขียวเจือแดงเลือดก็ไหลออกมา

          ลี่จินใช้พยายามใช้มือกดบาดแผลด้วยแรงไม่หนักไม่เบาเพื่อรีดน้ำหนองออกมาให้หมด พลางชำเลืองสายตามองคนป่วยเป็นระยะๆ มีครู่หนึ่งขาที่กดแผลกลับกระตุกขึ้นเพราะเขาออกแรงมากเกินไป แต่ว่า...หากเขาออกแรงไม่มากพอจนกดหนองออกมาไม่หมด จะทำให้ขานั้นติดเชื้อ แล้วจะยิ่งให้คนไข้อาการทรุดหนัก

          กระทั่งของเหลวเสียไหลออกมาจนหมดแล้วกลายเป็นเป็นสีดำเข้มแทน ลี่จินจึงเลิกออกแรง ก่อนจะใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดรอยเลือดที่เลอะเปรอะออก สำหรับเหตุผลที่เขาใช้น้ำเย็นนั้นเป็นเพราะว่าหากใช้น้ำอุ่นจะยิ่งทำให้เลือดไหลออกมากขึ้น แล้วแผลจะหายช้าลง

          “ข้าขอสิ่งนั้นหน่อย”

          “เจ้าทำอะไร”

          ไป่หานถึงกับขมวดคิ้วเอ่ยปากถามทันทีเมื่อเห็นอู่ลี่จินใช้แท่งเงินคีบสิ่งมีชีวิตผิวมันวาวเหมือนเคลือบด้วยเมือกใสขึ้นมาจากกล่องไม้ที่พวกทหารนำมาให้ มันคือปลิงสีดำมะเมื่อมตัวอ้วนกลม น่าขยะแขยง

          “เขามีเลือดเสียอยู่ที่แผลหากใช้มือบีบออก หรือกรีดแผลลึกกว่านี้เขาจะเจ็บมาก ฉะนั้นให้ปลิงดูดเลือดพิษที่ค้างในแผลออกมาเป็นทางออกที่ดีที่สุด”

          หมอหนุ่มอธิบาย ก่อนจะค่อยๆ บรรจงคีบปลิงป่าลงบนรอบๆ เนื้อผิวที่ม่วงคล้ำ ขณะที่สีหน้าทุกคนดูขยาดและไม่อยากเชื่อสักนิดว่าเจ้าสิ่งนี้ที่หมออู่พูดจะรักษาทหารผู้นี้ได้จริงๆ ลี่จินเข้าใจความหายของสายตาพวกนั้นดี เพราะแต่ไหนแต่ไรวิธีรักษาเช่นนี้เป็นใครก็คงขยะแขยง ทว่าถานเซียงได้พร่ำสอนเขาเสมอว่า ในชีวิตจริงคนเราคงไม่มีปัญหาหายาราคาแพงหรือสมุนไพรดีๆ ได้ตลอดตามที่ต้องการ ถึงสิ่งเหล่านี้มันจะน่าสะอิดสะเอียน แต่ถ้ามันช่วยชีวิตได้เราก็ควรพิจารณามันไม่ใช่หรอกหรือ

          ลี่จินเฝ้ารอเวลาให้ผ่านไปอย่างเงียบสงบ สักพักเดียวสายก็สังเกตเห็นได้ว่าอาการม่วงช้ำรอบผิวบาดแผลเริ่มจางลด ขณะที่ตัวปลิวกลับอ้วนใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเกือบสองเท่า จังหวะนั้น เขาจึงลุกขึ้นใช้เกลือผสมกับน้ำเล็กน้อย ก่อนจะใช้แท่งเงินจุ่มลงไปแล้วนำมาหยดที่ตัวปลิง

          เพียงเสียววินาที ปลิงที่เกาะอยู่บนแผลก็หลุดออกมา ไม่ช้าเขารีบใช้ผ้าทำความสะอาดแผลเบาๆ ก่อนยืนขึ้นปาดเหงื่อที่เกาะอยู่บนหน้าผากก่อนจะสั่งอีกครั้ง

          “ข้าจะไปต้มยา”

          “ต้มยา เจ้าหมายถึง ผงถ่าน ด้วงดินกับหญ้ารุ่ยเจียงเข้าด้วยกันน่ะหรือ”

          คำถามนั้นทำให้อู่ลี่จินอดไม่ไหวที่จะกลอกตา

          “ข้าจะต้องสาธยายสรรพคุณทั้งหมดให้ท่านฟังหรืออย่างไร จะไม่ให้เขาดื่มยาก็ได้ แต่ข้ามั่นใจว่าคืนนี้เขาจะไข้ขึ้นสูง แล้วคงร้องขออยากตัดขาตัวเองทิ้งแน่นอน”

          สวนขึ้นมาจนคนถามถึงกับอ้าปากค้าง เขาแค่ถามแค่นิดหน่อยเพราะไม่เคยเห็นวิธีที่รักษาอันแปลกประหลาดเช่นนี้ ผิดนักหรือไงเล่า ไม่เห็นต้องดุด่ากันเลย ขณะที่พวกทหารต่างพากันหน้าซีด มองกันเลิ่กลั่ก เพราะไม่เคยมีใครกล้าพูดจาเช่นนี้กับหัวหน้าของพวกเขามาก่อน

          ลี่จินพยายามสงบอารมณ์ของตัวเอง แต่ตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลาที่จะมาตอบคำถามคนตรงหน้าเช่นกัน เขารีบหันกลับไปต้มยาต่อทันที

          ไม่นานนักก็ได้ยาน้ำสีดำขุ่น ที่ทำจากถงผ่าน ด้วงดิน และดอกหญ้ารุ่ยเจียงออกมาถ้วยหนึ่ง

          “ประคองตัวเขาขึ้นมาหน่อย ข้าจะให้เขาดื่มยา” ได้ยินคำสั่งทหารทุกคนต่างหันไปมองหน้าซุนไป่หานกันหมด ทว่าองครักษ์หนุ่มกลับไม่พูดอะไร เขาเพียงพยักหน้าอนุญาตให้ตามที่อู่ลี่จินพูด

          “รสชาติอาจจะแย่สักหน่อย แต่มันช่วยดูดพิษให้เจ้าได้ ดื่มซะ” ลี่จินกล่าวเสียงเรียบ ดวงตาดูแน่นิ่งดูไม่มีความอ่อนโยนอย่างคนเป็นหมอควรจะมีเลยสักนิด แต่กลับกันมันกลับแสดงความจริงใจและตรงไปตรงมาอย่างเปิดเผยเช่นกันว่าเรื่องที่เจ้าตัวพูดไม่ใช่เรื่องหลอกลวง

          ในที่สุดทหารหนุ่มยอมดื่มยาของอู่ลี่จินเข้าไป รสชาติของมันทั้งขมเฝื่อน แสบร้อน และเหม็นเขียวไปทั่วลำคอจนแทบอยากจะปาถ้วยยาทิ้ง แต่พอเห็นสายตาของหมอที่อยู่ตรงหน้าแล้วเขากลับไม่กล้าพอที่จะกระทำเช่นนั้น ขณะที่คนอื่นๆ กลับทำสีหน้าเหมือนอยากจะอาเจียนออกมา ไม่เว้นแม้แต่ซุนไป่หานที่ถึงกับเบือนสายตาหนี

          กระทั่งเสียงกลองตีดังเมื่อเข้าสู่ยามเซิ่น ในที่สุดอู่ลี่จินก็กลับมาหายใจหายคอได้สะดวกอีกครั้ง เขาปล่อยให้ทหารรายนั้นนอนหลับพักผ่อน ก่อนจะเดินขอตัวออกมาด้านนอกพร้อมกับซุนไป่หานที่ตามมาติดๆ เมื่ออยู่กันสองคนแล้วองครักษ์หนุ่มจึงเอ่ยปากถามสิ่งที่ค้างคาใจ

          “นี่เป็นวิธีรักษาดั้งเดิมของเจ้าหรือ”

          “ใต้เท้ารังเกียจหรือ” ลี่จินถามเสียงนิ่ง แต่เขาเข้าใจดีว่าถ้าไป่หานจะขยะแขยงก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก

          “เปล่า...ข้าเพียงไม่คิดว่าเจ้าจะมีวิชาแบบ...” องครักษ์หนุ่มเงียบไปเพราะคิดคำพูดไม่ออก อู่ลี่จินต้องเป็นคนเอ่ยปากขึ้นมาเอง

          “หมอยาผีบอก นอกเมืองเขาเรียกกันแบบนั้น”

          “เจ้าไปเรียนรู้จากใครมา”

          “ท่านจะสนใจไปทำไมว่าข้ามีวิชาแบบไหน แค่รักษาได้ก็เพียงพอ”

          สิ่งที่ได้ยินทำเอาซุนไป่หานหวนคิด ในสนามรบที่เขาผ่านมา ได้รับบาดแผลมาก็มาก ในตอนนั้นการมียารักษาแผลย่อมดีกว่าการปล่อยทิ้งชีวิตเอาไว้ พวกเขาเข้าใจช่วงเวลานั้นดีว่ามันยิ่งกว่าตกนรกทั้งเป็นหากขาดหมอมาช่วยเหลือ เขาไม่ได้รังเกียจหรือขยะแขยงวิธีรักษาของลี่จิน เพียงแต่แค่ไม่เคยรู้ว่าสัตว์เหล่านั้นจะนำมาเป็นยาได้

          “ถูกของเจ้า แค่รักษาชีวิตได้ก็พอ”

          ไป่หานยกยิ้มขึ้นจางๆ ลี่จินพยักใบหน้าก่อนจะตอบ

          “โชคดีที่เขาไม่จำเป็นจะต้องเย็บปากแผลเพิ่มไม่เช่นนั้นเขาจะเจ็บตัวมากกว่านี้ ข้าจะเขียนใบเทียบยาอีกฉบับให้เขา เพื่อลดอาการบวมและไข้พิษ รบกวนท่านให้คนไปเบิกที่กองโอสถด้วย”

          ว่าจบก็ยื่นใบเทียบยาให้กับองครักษ์หนุ่ม ไป่หานรับมันออกมาแล้วคลี่อ่าน ในนั้นมีรายชื่อสมุนไพรพื้นๆ ที่ช่วยลดไข้อยู่ไม่น้อย

          จะว่าไปแล้ว...ครั้งนี้ถือว่าเขาเป็นหนี้หมอรูปงามคนนี้เป็นอย่างมาก

          “หมออู่”

          เมื่อได้ยืนเสียงเรียกลี่จินจึงเลิกคิ้วขึ้น ดวงตาเรียวสวยส่อความฉงน

          “คืนนี้ให้ข้าได้เลี้ยงเหล้าขอบคุณเจ้า”

          “ข้าไม่...”

          “ข้าจะขออนุญาตหมอเหลียงเอง”

          พูดยังไม่ทันจบก็เป็นอันต้องหุบปากบ้าง เมื่อซุนไป่หานพูดดักจนปฏิเสธไม่ออก ขณะที่นัยน์ตาคมดูวาววับเป็นประกายแปลกๆ

          “ข้าจะรอเจ้าที่จวนคืนนี้”

          อู่ลี่จินเอาแต่เงียบพลางกลืนน้ำลาย เขาไม่ได้ตกลงหรือปฏิเสธออกไป ทว่าก็พอจะรู้สึกตัวอยู่บ้างว่าเผลอพยักใบหน้ารับออกไปเบาๆ

          คิดแล้วก็อยากจะถอนหายใจนัก ทำไมหนอสวรรค์ถึงต้องสร้างให้เขากับองครักษ์ซุนเจอหน้ากันแบบนี้ตลอดด้วยนะ!



♦♦♦♦♦♦

เมื่อวานไม่ได้อัพ แฮร่ มัวแต่ไปเที่ยวกับแม่เง้อออ มาต่อแบ๊ววว ><
อันความเป็นหมอของลี่จินนี้... คาดว่าไป่หานคงยอมป่วยตาย ถถถถ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-08-2018 01:03:56 โดย EtuDe »

ออฟไลน์ MayA@TK

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4994
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +51/-7
ลี่จินคนเก่ง
 :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ Grey Twilight

  • Moderator
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 392
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +171/-17
อ่านไปอ่านมา ผมกลับชอบหมอกวนเจ๋อมากกว่าแฮะ ผมไม่ค่อยถูกโฉลกกับตัวนางที่นิสัยไม่ค่อยจะดีแบบอู่ลี่จินเท่าไหร่ครับ (หัวเราะ) การมีฝีมือเป็นเรื่องที่ดีนะ แต่การไม่มีมารยาท เป็นอีกเรื่องที่ต้องคิดถึง ฝีมือดีให้ตาย มารยาทไม่มีก็ไม่น่าจะมีใครอยากคบค้าสมาคมด้วย ถึงสำหรับแพทย์ ฝีมือและการรักษา ชีวิตของคนไข้ จะเป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่งก็เถอะครับ แต่บางครั้งการพูดจาของอู่ลี่จินก็ทำให้ผมขมวดคิ้วกับมารยาทการแสดงออกและกิริยาคำพูดนะครับ ถ้ามีการศึกษาหรือรักษาน้ำใจคน น่าจะทำได้ดีกว่านี้น่ะนะ ฉากที่ทำให้ไม่ถูกโฉลกมากๆคือฉากเต๋อหวนออกหน้าช่วยน่ะครับ คนเค้าอุตส่าห์หวังดีแถมยังเจ็บตัวอีกต่างหาก แต่คุณกลับมองไม่เห็นเจตนาที่ดีของเค้าเลย ไอ้การที่ทำอย่างนั้นอาจจะทำให้รองหัวหน้าหมอหลวงหมั่นไส้คุณก็จริง แต่ต่อให้เค้าไม่ทำ คนๆนั้นมันก็หมั่นไส้คุณอยู่แล้วรึเปล่า? การที่ไปพูดจาไม่ดีตัดรอนน้ำใจ มันดูค่อนข้างไม่มีมารยาทไปหน่อยนะครับ จะไปซึนกับองครักษ์ซุนน่ะผมไม่ได้ว่าอะไรหรอกนะ แต่อย่าสองมาตรฐานครับ แล้วก็ควรมองในมุมมองของคนอื่นให้มากขึ้นกว่านี้ เอาใจเค้ามาใส่ใจเราให้มากขึ้น

ดังนั้นผมถึงชอบฉินกวนเจ๋อนะ ถึงจะบางครั้งพูดจาตรงๆขวานผ่าซากแบบไม่ค่อยรู้อารมณ์เพื่อนเท่าไหร่ แล้วก็เอ๋อๆแต่อยากยุ่งเรื่องคนอื่นไปทั่ว แต่นิสัยและคาแรกเตอร์สดใสก็เปล่งประกายให้เห็นว่าไม่ใช่คนมีพิษมีภัยอะไร โดนดุก็รู้สึกสงบเสงี่ยม ขยันฝึกฝนฝีมือแพทย์บ้าง เหมือนกระต่ายตัวเล็กๆที่น่ารักดีครับ น่าเอ็นดูดี (หัวเราะ)

อีกเรื่องที่อยากแนะนำคือ การลงเรื่อง ครับผม อย่าลงตัดแบบครึ่งนึงต่อตอน เพราะว่าครึ่งตอนมันสั้นมาก อ่านแล้วบางทีก็ไม่ปะติดปะต่อครับ แปปๆจบละ อยากให้ลงเป็นตอนๆครับ เนื้อเรื่องและอารมณ์คนอ่านจะได้ไหลลื่นต่อเนื่อง อินมากขึ้น การใช้ภาษาเพื่อสื่อการบรรยาย ถือว่าทำได้ค่อนข้างดีแล้วครับ บรรยายอู่ลี่จินจนผมไม่ถูกโฉลกได้นี่ถือว่าบรรยายคาแรกเตอร์ตัวละครได้ชัดมากนะครับ (หัวเราะ) บทขององครักษ์ซุนยังมีไม่มากเท่าไหร่ แล้วที่ประทับใจมากคือปมพล็อตค่อนข้างเกี่ยวโยงกันหลายตัวละคร ดูมีมิติ องค์รัชทายาท หลิวอ๋อง เกมการเมืองในวังหลวง ฮ่องเต้ที่ไม่ได้ดูโง่ ฮองเฮากับไทเฮาคนปัจจุบันที่ดูร้าย องค์ประกอบพวกนี้ทำให้นวนิยายดูมีพล็อตที่น่าสนใจครับ และทำให้บางครั้งการเดินเรื่องโดยที่ไม่ได้โฟกัสตัวละครเด่นตลอดเวลา (อู่ลี่จิน-ซุนไป่หาน) ก็จะไม่ทำให้คนอ่านเบื่อหน่าย เพราะพล็อตประกอบเรื่องน่าติดตาม ดูมีมิติ

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2317
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +285/-3
ท่านหมอลี่จินดุเหลือเกิน ทหารหัวหดกันหมดแล้ว


และอะไรคือชวนผู้ชายเข้าจวนตัวเอง? ใจง่ายนะท่านซุน


ปล. รอบนี้มีคำสะกดผิดและตกหล่นประปรายนะคะ ถ้ามีเวลาลองอ่านทวนอีกสักรอบนะคะ 
สู้ ๆ  *กอด*

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
         
 ❀ Moon's Embrace : บทที่ 6 ... ครึ่งจบ ❀

       

          “ฮ่องเต้มีรับสั่งให้หมอหลวงแซ่ฉินเข้าเฝ้างั้นหรือ”

          พระสุรเสียงไม่บ่งบอกอารมณ์ ดังขึ้นในตำหนักรัชทายาท

          ยามเซินแล้ว หยวนอี้หมิงนั่งเล่นหมากล้อมเพียงลำพัง นิ้วเรียววางหมากขาวที หมากดำที กระทั่งถึงหมากขาวอีกครั้งมือก็ชะงักค้างอยู่กับที่ ดวงตาเรียวสวยส่อแววครุ่นคิดถึงเรื่องที่พึ่งได้รับรายงานจากคนของตน

          “ได้ยินว่าเกี่ยวกับบทกวีของซุ่ยล่อหลานสินะ” ใบหน้าหมดจดเงยขึ้น เนตรงดงามมองออกไปที่นอกหน้าต่าง แสงอาทิตย์สีส้มแดงใกล้ลับขอบฟ้าทุกที

          “ซุ่ยล่อหลาน…” เขาพึมพำชื่อนั้นซ้ำไปซ้ำมา ก่อนจะยืนขึ้น หันไปหาขันทีรับใช้คนสนิทที่ยืนห่างอยู่ประมาณสี่ก้าว

          “ให้คนไปสืบมาหรือยัง”

          “พ่ะย่ะค่ะ ขันทีน้อยที่อยู่ดูแล้วในหอหนังสือเล่าว่า หลีกงกงมีท่าทีแปลกไปหลังจากเห็นสิ่งที่คั่นอยู่ในหนังสือ”

          สิ่งที่คั่นอยู่ในหนังสือ?

          ได้ยินแล้วยิ่งขมวดคิ้วแน่นเข้าไปอีก รัชทายาทหยวนอี้หมิงสะบัดชายเสื้อคลุมก่อนเดินออกไปนอกระเบียง พระเนตรเรียวสวยเปล่งประกายงดงามเหม่อท้องฟ้ายามเย็นสีส้มแดงอย่างครุ่นคิด ตอนนี้ในวังหลวงมีไม่กี่คนที่กล้าต่อกรกับเขา หากก็น่ากลัวว่า เรื่องนี้อาจจะไม่ใช่แผนการของคนในวัง แม้ทุกการเคลื่อนไหวของเสด็จพ่อเขาจะล่วงรู้หมด แต่เรื่องนี้กลับทำให้เขาสังหรณ์ใจไม่ดีเลย พระโอษฐ์บางเฉียบเปล่งเสียงสั่งการ

          “ไปสืบมาให้ได้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร”

          ขันทีคนสนิทรีบขานรับอย่างรู้หน้าที่ แล้วรีบถอยเท้าออกไป

          “เดี๋ยวก่อน…”

          ทว่า...ยังไม่พ้นธรณีประตู หยวนอี้หมิงก็เรียกรั้งอีกฝ่ายเอาไว้ องค์รัชทายาทหรี่พระเนตรลง รอยสรวลเจือจางยกขึ้นที่มุมโอษฐ์อย่างเจ้าเล่ห์

          “พรุ่งนี้ให้ไปตามหมอแซ่ฉินมาที่ตำหนักด้วย”

          รับสั่งนั้นสร้างความงุนงงอยู่ไม่น้อย จนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม

          “พระองค์จะทรงทำอะไรกับเขาหรือพ่ะย่ะค่ะ”

          อี้หมิงไม่ตอบคำถามในทันที กายบางเดินช้าๆ ไปตามทางเดิน ส่วนมือก็ลูบขอบระเบียงไปด้วยอย่างอ้อยอิ่ง เป็น พระอารมณ์ที่ยากจะคาดเดา

          “ข้าจะให้เขารับหน้าที่สำคัญ รักษาสหายรักของข้าให้หายดี”

          ประโยคนั้นทำเอาข้ารับใช้ถึงกับเบิ่งตากว้างขึ้น

          “แต่ฝ่าบาท สหายที่พระองค์ตรัสคงมิได้หมายถึง…”

          “เขาเป็นหมอหลวงไม่ใช่หรือ ถ้าข้าสั่งก็ต้องรักษาได้ทุกโรค ไม่ว่าจะเป็น นก คน หรือปีศาจ”

          พระเนตรเลื่อนลอยเหม่อไปยังอาทิตย์อัสดงอีกครั้ง ประกายความงดงามของแสงสีแดงส้มล้อกับหยาดน้ำใสๆ ในดวงตาช่างแสนงามเป็นประกายประดุจเพชร ขณะเดียวกันกลับไม่ได้ให้ความรู้สึกสงบและเยือกเย็น แต่กลับคุกรุ่น ราวกับมีพายุเพลิงซ่อนอยู่ด้านใน





♦♦♦♦♦♦



          ถึงแม้วันนี้สายฝนจะไม่ตกพรำลงมาอย่างทุกที แต่หากกลิ่นพิรุณที่โชยมาตามลมหนาวยามค่ำคืนกลับเป็นสัญญาณบ่งบอกอย่างดีว่าคงไม่พ้นรุ่งสางท้องฟ้าคงจะต้องร่ำไห้อีกเป็นแน่

          เช่นเดียวกับคนที่อยากจะกลั้นน้ำตาไม่แพ้สายฝน เห็นทีจะเป็นฉินกวนเจ๋อที่ถูกเพื่อนหมอคนงามเรียกให้มาด้วยกันอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย แม้เดิมทีเขาจะชอบงานเลี้ยงสังสรรค์รื่นเริงอยู่หรอก แต่เกรงว่าครั้งนี้อู่ลี่จินจะใช้เขามาเป็นไม้กันหมาเสียมากกว่า แถมยังเป็นหมาป่าตัวใหญ่ชนิดที่ว่าฝังเขี้ยวทีเดียวหลับยาวไปถึงชาติหน้า

          “เชิญตามสบายนะ”

          ไม่! ไม่สบายเลยสักนิด กวนเจ๋อนั่งตัวเกร็งเป็นหิน ขณะที่มองอู่ลี่จินคีบเนื้อปลาคำเล็กๆ เข้าปากอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว

          นั่นมันซุนไป่หาน องครักษ์ที่ขึ้นชื่อว่าโหดเหี้ยมที่สุดเลยนะ เจ้ากลืนลงได้ยังไงลี่จิน!!!

          กวนเจ๋ออยากจะตะโกนเปล่งเสียงออกมาดังๆ แต่กลายเป็นว่าทำได้เพียงยิ้มฝืนๆ เมื่อมองใบหน้าหล่อเหลาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

          ไม่ดีแน่กวนเจ๋อ! หากเจ้ายังทำอาการระส่ำระสายเช่นนี้อยู่ ซุนไป่หานต้องไม่พอใจเป็นแน่

          ว่าแล้วก็คีบผักดองในถ้วยเข้าปากบ้าง แต่เพราะรีบมากเกินไปหน่อยจึงเคียวไม่ทันละเอียด จึงกลายเป็นว่าสำลักออกมาอย่างน่าอาย ดื่มน้ำตามแทบไม่ทัน

          ลี่จินถึงกับหยุดวางตะเกียบมองเพื่อนตัวเล็กของตนเอง

          “เจ้าดูกังวลนะ” ถ้อยคำสั้นๆ แต่ยิงตรงเข้าถูกจุดจนคนโดนจี้ถลึงตาโตกลับ แต่มีหรือที่คนอย่างอู่ลี่จินจะสะทกสะท้าน กลับกันคือลอบยกยิ้มหัวเราะออกมาอีกเบาๆ การมีเพื่อนไร้เดียงสาใสซื่อก็ดีเช่นนี้ อย่างน้อยฉินกวนเจ๋อก็สามารถเป็นที่คั่นบรรยากาศน่าอึดอัดได้อย่างดิบดี ขณะที่คนถูกหลอกมาเป็นไม้กันหมาแทบอยากจะทึ้งศีรษะตัวเองแรงๆ

          และเพราะไม่รู้จะวางไม้วางมือตรงไหน สุดท้ายเพื่อไม่ให้เขาสำลักความอึดอัดตาย จึงยื่นตะเกียบออกไปคีบชิ้นเนื้อนวลๆ กลมๆ ไม่คุ้นตาเท่าไรแต่ท่าทางน่าจะรสชาติดี

          “ นี่คือหอยเป๋าฮื้อของดีเมืองหู่ ข้าขอให้ห้องเครื่องปรุงมันเป็นพิเศษ รสชาติใช้ได้หรือไม่”

          กัดเข้าไปคำแรก พอกลืนลงท้อง เสียงทุ้มกังวานก็เอื้อนถามออกมา กวนเจ๋อนั่งตัวเกร็งรสชาติก็ถูกปากอยู่หรอก แต่เพราะสายตาคาดคั้นที่มองมาทำให้ต้องฝืนพยายามยกยิ้มแสดงท่าทางเหมือนว่ามันไม่อร่อย

          “รสชาติดีมากเลยใต้เท้า”

          สีหน้าฉินกวนเจ๋อเหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ ลี่จินเห็นอาการเช่นนั้นจึงหลุดขำออกมาเบาๆ อีกครั้ง แต่หารู้ไม่ว่าภาพรอยยิ้มเช่นนั้นกลับทำให้หัวใจขององครักษ์หนุ่มชุ่มชื้นขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ อย่างน้อยการที่อู่ลี่จินชวนสหายมาด้วยก็ทำให้บรรยากาศราบรื่นกว่าที่คิด

          “เช่นนั้น ดื่มเถิด”

          ไป่หานยกจอกเหล้าขึ้นมาพลางส่งสายตาไปให้คนที่นั่งฝั่งตรงข้าม อู่ลี่จินปลายเนตรมองนิ่งอยู่ครู่หนึ่งอย่างลังเล แต่ในที่สุดก็ก่อนยอมสังสรรค์ทำตามที่อีกฝ่ายบอก พลางคิดว่าอย่างน้อยสุราก็อาจจะทำให้อาหารมื้อนี้อึดอัดน้อยลง

          กระทั่งเป็นอย่างที่คิด…ผ่านไม่ทันถึงครึ่งก้านธูปความอึดอัดขึงตรึงในตอนแรก บัดนี้กลับคลายลงจนลดหย่อนยอนยาน เมื่อคนที่นั่งแข็งเป็นก้อนหินอย่างฉินกวนเจ๋อกลับอ่อนยวบเป็นเต้าหู้ แถมยังพร่ำพูดไม่ยอมหยุดมากกว่าเดิม

          “ข้าไม่ยักรู้ว่าใต้เท้าซุน กับเจ้าน้ำแข็งพันปีนี่จะสนิทสนมกันแล้ว”

          “น้ำแข็งพันปี? ” สีหน้าไป่หานดูสนอกสนใจ ลี่จินถึงกับชะงักตะเกียบที่กำลังคีบ ก่อนถลึงตามองคนที่พอเหล้าเข้าปากก็พูดจ้อไม่ยอมหยุดให้เงียบซะ แต่มีหรือที่เจ้าลิงเตี้ยอย่างกวนเจ๋อจะสะทกสะท้าน กลับกันยิ่งพอได้เผาเรื่องเพื่อนตนเองแล้วยิ่งหยุดไม่ได้

          “ใต้เท้าไม่รู้เรื่องอะไร ที่สำนักหมอลี่จินเขามีฉายาว่าน้ำแข็งพันปีอู่ลี่จิน ใครๆ ก็บอกว่าใบหน้าเจ้านี่ดูหยิ่งผยองโอหัง ชอบปั้นหน้าบึ้ง ยิ้มยาก ทั้งๆ ที่ตัวเองเองยิ้มออกจะน่ามองกว่าเป็นไหนๆ ”

          “เจ๋อเจ๋อ ข้าว่าเจ้าเมาแล้ว” กระแอมไอ แกล้งเตือนออกไปด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบแทบฆ่าคนได้ ทว่าหากเป็นตอนสติครบถ้วนฉินกวนเจ๋อคงสงบปากสงบคำแต่โดยดี ตรงกันข้ามกับเวลานี้ที่เจ้าตัวดันคิดว่ามันท้าทายนัก! ก่อนใบหน้าของหมอตัวเล็กจะหันขวับไปทางองครักษ์หนุ่ม

          “ข้าไม่ได้เมาสักหน่อย ข้ายังมีสติดีครบถ้วน นี่ๆ ใต้เท้าอย่าหาว่าข้าพูดมากขี้อวดเลยนะ แต่ใต้เท้าเชื่อหรือเปล่าว่าในรุ่นหมอชั้นต้นของพวกเรา วิชาแพทย์ของอู่ลี่จินนั้นเยี่ยมยอดกว่าพวกหมอหลวงวังในตั้งเยอะ แต่เสียดายที่ฟ้าหามีตาไม่ ลี่จินจึงเป็นได้แค่หมอหลวงชั้นต้น ย่ำอยู่กับที่มาหลายปีกว่าเพียงเพราะต้นตระกูลต้อยต่ำ”

          กวนเจ๋อพูดอย่างออกรส ก่อนจะตบเข่าตัวเองอย่างหงุดหงิด ยิ่งคิดถึงเรื่องนี้ก็เจ็บใจนัก ต้นตระกูลต่ำต้อยแล้วมันทำไมนักหนากันเล่า ยามรักษาอาการเจ็บไข้เขาวัดกันที่วิชาแพทย์ไม่ใช่อื่น เพราะต่อให้สกุลสูงส่งค้ำหัวแต่รักษามั่วซั่วก็ใช่ว่าจะหายป่วยหรอกนะ!

          ซุนไป่หานคลี่ยิ้มจางๆ ถึงจะพอเข้าใจสถานการณ์อยู่บ้างแต่ก็เลือกที่จะฟังเงียบๆ อย่างสนใจ

          “งั้นหรือ”

          “เจ้าพูดมากไปแล้ว” ลี่จินปรามออกมาเบาๆ หมอแซ่ฉินเบ้ปาก

          “ข้าแค่พูดความจริงว่าเจ้าไม่ควรหยุดอยู่แค่ตรงนี้ต่างหาก! ”

          ใส่อารมณ์ออกไปเต็มที่ประหนึ่งเป็นเรื่องของตนเสียเอง อู่ลี่จินถอนหายใจ ตอนแรกๆ บรรยากาศก็ราบรื่นอยู่หรอก แต่เพราะกวนเจ๋อทำหน้าที่ไม้กันหมาได้อย่างดีเยี่ยมเกินไป เลยนึกไม่ถึงว่าเขาจะโดนไอ้ไม้กันหมานี้ตีเสียเอง แถมยังตีแบบไม่ยั้งแรงเลยสักนิด

          พอที...พวกเขาควรกลับจวน นี่ชักจะเลยเถิดเกินไปแล้ว!

          “ใต้เท้าซุนขออภัยที่เพื่อนข้าเสียมารยาท”

          “ไม่เป็นไร ข้าอยากฟังเรื่องของเจ้า” พอเอ่ยออกไปแบบนั้นคนที่กำลังจะอ้าปากถึงกับชะงัก

          “เรื่องของข้าไม่มีอะไรน่าสนใจ”

          “ใครบอกเช่นนั้น”

          ประโยคสั้นๆ เอ่ยพร้อมกับน้ำเสียงทุ้มราบเรียบอีกครั้ง แต่ครานี้ทำเอาคำพูดที่จะหลีกเลี่ยงม้วนพับเก็บเข้าไปอย่างไม่มีสาเหตุ ใบหน้าคมเข้มของซุนไป่หาน และสายตาที่มองอย่างนิ่งงันราวกับแม่น้ำในทะเลสาบที่เงียบสงบ จังหวะนั้นหมอคนงามถึงสัมผัสได้ว่าหัวใจตนเองเต้นวาบขึ้นมาวูบหนึ่งอย่างไม่น่าจะเป็น ขณะที่รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากยังคงไม่จางหายไปจากร่างที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

          “เพราะเป็นเจ้า สำหรับข้ามันถึงน่าสนใจ”

          ไม่ทราบว่าคือความอึดอัดหรือไม่ แต่หัวใจกลับเต้นโครมครามไม่หยุดราวกับกำลังเผชิญพายุคลั่ง

          เขาคงเริ่มเมาแล้วแน่ๆ ใบหน้าถึงได้ร้อนผะผ่าวถึงเพียงนี้ อู่ลี่จินกดริมฝีปากตนเองลงเบาๆ นัยน์ตากลมโตช่างดูแวววาวเป็นประกายสะท้อนกับแสงไฟในตะเกียงให้ความรู้สึกเหมือนดาวที่ปรากฏอยู่บนผืนน้ำ

          ทว่าที่สุดแล้วดวงดาวบนผืนน้ำนั้นกลับเลือนหายไป เมื่อคนหน้าบางเลือกเบี่ยงหนีสายตาคมกริบนั่น

          ซุนไป่หานแอบอมยิ้มเล็กๆ อย่างพึงใจ ถึงตาคู่นั้นจะไม่สบเขาแล้ว แต่แก้มขาวนวลที่กำลังขึ้นสีระเรื่อก็น่ามองไม่แพ้กัน


♦♦♦♦♦♦
งื้ออ สวัสดีค่ะ วันนี้มาเย็น หน่อยแต่ก็มาอัพนะ
ก่อนอื่นเลยก็ต้องขอบคุณทุกคอมเม้นที่มาติชมนิยายเรื่องนี้นะคะ ถึงดี้จะไม่ค่อยตอบสักเท่าไร แต่อ่านทุกเม้ม ซึมซับทุกกำลังใจเด้อค่าา ♥ รู้สึกปริ่มมีคนชอบกวนเจ๋อด้วย แฮร่...ส่วนลี่จิน อืมมนั่นล่ะค่ะ ปล่อยน้องน้ำแข็ง ไปก่อนคาดว่าในอนาคตน้องอาจจะต้องได้เรียนรู้อะไรอีกมาก
ขอบคุณมากๆ เลยนะคะ เจอกันตอน 7 ไวไวนี้ค่า ><
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-08-2018 20:49:27 โดย EtuDe »

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ┠┨ ¡ Þ Þ ☻ ❣ ╰╰

  • นู๋ รัก BoYs' lOvE
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 723
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
กวนเจ๋อ..ทำไมดูน่ารัก..แอบจิ้นกับรัชทายาทนิดนึง..นางดูสดใส..เเต่พูดมาก..55

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7534
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
อู่ลี่จิน  ภายนอก  นิ่ง  เย็นชา
พูดน้อย พูดห้วนๆกับทุกคน  ไม่ยิ้มแย้ม  ดูเย่อหยิ่ง
แต่ภายในจิตใจดีงาม ช่วยเหลือคนเจ็บป่วย
แม้ยาที่ต้องใช้ ไม่สามารถเบิกหลวงได้  ก็นำยาส่วนตัวที่มีมารักษา

ลี่จิน ที่ดูเหมือนตอบท่านซุน แบบไม่ไว้หน้า
ตอนรักษาทหารที่ถูกยิงด้วยลูกธนูที่มีพิษ
นั่นก็เพราะเป็นห่วงอาการคนไข้ เพราะใจจดจ่อกับการรักษา
มีคนมาคอยซักถามเหมือนไม่เชื่อถือ
ก็ยิ่งทำให้ขัดจังหวะ  ทำให้การรักษาล่าช้าลงไปนั่นเอง

รัชทายาท จะแกล้งเจ๋อเจ๋อสินะ  :เฮ้อ:
แต่กลัวจะหลงเสน่ห์กระต่ายน้อยที่ทั้งซื่อ ทั้งสดใสแทนน่ะสิ   o18
       :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:
ขอแก้ที่ผิดนะ
สิ่งที่ขั้นอยู่ในหนังสือ  ----------  คั่น
ขั้น  ----  ขั้นบันได  /  ระดับขั้นข้าราชการ 

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2317
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +285/-3
อุ้ย! มีคนเขิน อิอิ

กวนเจ๋อเอ๋ย...วิบากเจ้าหนักหนานัก ท่าทางรัชทายาทจะไม่ปล่อยเจ้าง่าย ๆ แน่ ๆ


คำผิดนิด ๆ จ้า

  “ฮ่องเต้มีรับสั่งให้หมอหลวงแข่ฉินเข้าเฝ้างั้นหรือ” >> แซ่ฉิน

แล้วรีบถอยเท้ากว้างออกไป >> คำว่า กว้าง เกินมาหรือเปล่าคะ

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 918
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +570/-0
ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ :a2:

ออฟไลน์ บูมเบส

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1740
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
รอติดตามตอนต่อไปครับ

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
         
❀ Moon's Embrace : บทที่ 7  ❀           

          กว่าจะกลับออกจากจวนรับรององครักษ์ซุน น้ำจัณฑ์หลายสิบจอกก็ถูกดกรวดเดียวลงคอฉินกวนเจ๋อไปกว่าหลายอึก

          อู่ลี่จินส่ายหน้า ตกดึกคืนนี้อากาศยิ่งเย็นชื้น หน้ำซ้ำกลิ่นฝนก็ยิ่งเริ่มชัดเจนมากขึ้น แม้จะแปลกที่แสงจันทร์กลับสาดส่องลอดใต้กลีบเมฆดำหนามาได้ ทว่าคนที่แปลกยิ่งกว่าคือคนคออ่อนที่เดินโงนเงน ซ้ายทีขวาที จนลำบากคนข้างกายต้องช่วยพยุงหิ้วร่างเหลวๆ กลับที่พัก ทว่าตลอดทางนั้น ที่น่าหงุดหงิดยิ่งกว่าคือเจ้าเตี้ยเมาแอ๋นี่กลับร้องเพลงกล่อมเด็กโหวกเหวกไปด้วย น่ารำคาญ!

          “เจ้าเดินตรงๆ สักทีจะได้ไหม แล้วเลิกร้องเพลงกล่อมเด็กตลอดทางด้วย! ”

          หมอคนงามทนไม่ไหว เขาโวยวายใส่ฉินกวนเจ๋อหูแทบสั่น แต่มีหรือคนที่เข้าสู่นิพพานเพราะฤทธิ์สุราแล้วจะรู้ซึ้ง

          กวนเจ๋อหันขวับ มองหน้าเพื่อนรักด้วยสายตาปรือๆ

          “อะไรกันลี่จิน เจ้าเป็นคนเรียกข้ามาเป็นเพื่อนเองนะ ไหงเจ้าถึงได้พูดจาโหดร้ายกับข้าเช่นนี้ เหวอ!”

          พูดไม่ทันจบ รู้สึกตัวอีกที ไม้พยุงเพียงหนึ่งเดียวของฉินกวนเจ๋อ ก็ปล่อยแขนเขาพรึ่บ ผลคือหมอตัวเล็กล้มลงไปนั่งก้นจ้ำเบ้าอยู่กับพื้น ขณะที่สหายรักอย่างอู่ลี่จินกลับเหยียดสายตามองเขาอย่างโหดร้าย

          “ข้าเจ็บนะ! เจ้ามันโหดร้ายจริงๆ ด้วย”

          “โหดร้ายอย่างไร เจ้าต่างหากที่พูดมากเกินไป”

          ลี่จินกล่าวด้วยเสียงเย็นชา ตอนแรกก็สงสัยอยู่หรอกว่ากวนเจ๋อแสร้งเมาหรือเมาจริงๆ แต่พอเห็นพูดจาคล่องปรื๋อเช่นนี้แล้ว ท่าทางจะยังมีสติครบถ้วน

          กวนเจ๋อนั่งทำปากยื่นยาว

          “ข้าเปล่าสักหน่อย! ”

          ว่าจบคนแสร้งเมาก็กอดอกหันหน้าหนี ราวกับคนที่กำลังนั่งรอการงอนง้อจากคนรัก

          ลี่จินกลอกตา เจ้าเพื่อนคนนี้มันเหลือเกินจริงๆ

          “เจ้าจะนั่งอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม”

          “เจ้าเป็นคนปล่อยข้าเอง ตอนนี้พื้นดินกำลังรักข้ามากด้วย”

          “เช่นนั้นเจ้าก็นั่งที่นี่ไปจนถึงเช้าแล้วข้าจะได้ไปฟ้องหัวหน้าเหลียง”

          กวนเจ๋อลุกพรึ่บ!

          “ไม่ดีลี่จิน...ไม่ดี...”

          พออ้างหัวหน้าสำนักหมอหลวงขึ้นมาหน่อย กวนเจ๋อก็เปลี่ยนท่าทีเป็นหลังมืออย่างน่าหมั่นไส้ ลุกขึ้นมาเดินด้วยกันดีๆ ตั้งแต่แรกพวกเขาก็ถึงจวนหมอไปนานแล้ว ไม่ต้องทนตากน้ำค้างขนาดนี้

          ในที่สุดคนเสแสร้งก็ยอมก้าวขาเดินต่อ คราวนี้ไม่มีการช่วยพยุงใดๆ อีก

          อู่ลี่จินเดินนำเงียบๆ ไปได้สักพัก ทว่าความสงบอยู่ได้เพียงแค่ครู่เดียว ในที่สุดคนพูดมากด้านหลังก็รีบเดินเหยาะๆ ตามมาประชิดแล้วเปิดปาก

          “ว่าแต่ข้าสงสัยจริงๆ นะว่าความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับองครักษ์ซุนมันอย่างไรแน่ ข้าเห็นสายตาเขาเวลามองเจ้ามันเหมือนกับ...”

          “เขาแค่ตอบแทนที่ข้าช่วยชีวิตคนของเขาไว้”

          รีบแก้ต่างก่อนจะเลยเถิด ทั้งหมดมีแค่นั้นจริงๆ ทว่าสีหน้าของกวนเจ๋อกลับมองเขาเหมือนคนกำลังโกหก

          “โดยการชวนเจ้าไปทานมื้อเย็นด้วยกันสองต่อสองน่ะหรือ นี่ถ้าข้าไม่มากับเจ้าด้วย ข้าเดาไม่ออกจริงๆ ว่าเจ้ากับเขาจะกินอะไรกันลงไหม แล้วไหนเจ้าบอกไม่ชอบหน้าเขานักหนาไง”

          ลี่จินสะอึก

          “ก็...ก็ เขายกหัวหน้าเหลียงขึ้นมาอ้าง ข้าปฏิเสธเขาได้เสียที่ไหนเล่า เจ้าเลิกถามจี้ข้าสักทีจะได้ไหม”

หงุดหงิดออกไปเพื่อหวังจะจบบทความสงสัยของเพื่อนรักสักที

          กวนเจ๋อพอได้ฟังคำตอบก็ถึงกับพยักหน้าร้อง ‘อ้อ’ เบาๆ จะจบหรือ? ไม่ ตอนนี้ตาขวาเขากำลังกระตุก มันจะต้องมีอะไรสักอย่างแน่ๆ แต่ในเมื่อสหายรักไม่ยอมบอก ฉะนั้นหน้าที่ของเขาคือยุยงส่งเสริม!

          “ย่อมได้ ข้าจะไม่ถามเจ้าอีกแล้ว แต่คบหาองครักษ์ซุนเอาไว้ก็ย่อมเป็นเรื่องดีกว่า

          “คบหาหรือ นี่เจ้า! ”

          ฉินกวนเจ๋อแสยะยิ้ม ยิ่งมองคนร้อนรนตาโตก็ยิ่งสนุกแปลกๆ ก่อนจะพูด

          “เจ้าอย่าคิดการณ์ไกลสหายรัก” กวนเจ๋อก้าวเข้ามาตบบ่าเบาๆ ลี่จินถึงกับหรี่ตามองคนที่ (มีความคิด) ไม่น่าไว้ใจ“ข้าหมายถึง เป็นมิตรย่อมดีกว่าเป็นศัตรู ใครจะรู้ในอนาคตข้างหน้า สวรรค์อาจจะทำให้เจ้าต้องพึ่งเขาก็เป็นได้”

          ในอนาคตงั้นหรือ? นี่เพื่อนเขาใช้สิ่งใดคิด ว่าความสัมพันธ์ของเขากับองครักษ์ซุนจะยืดยาวสานต่อเหอะ มองไม่เห็นเลยสักนิด แต่ถึงจะผูกต่อได้จริง สวรรค์ก็ไม่ควรมาผูกอะไรเช่นนี้!

          “เพ้อเจ้อไร้สาระ ข้าจะรีบกลับแล้ว ถ้าเจ้าอยากจะยืนตากน้ำค้างตรงนี้คนเดียวก็เชิญ”

          กล่าวจบก็สะบัดตัวเดินนำไปอย่างรวดเร็ว กวนเจ๋อส่ายหน้าหน่าย บางทีเรื่องที่อู่ลี่จินเป็นคนที่ปากไม่ตรงกับใจ คงเป็นแก้ยากยิ่งกว่าฝนทั่งให้เป็นเข็มเสียอีก



♦♦♦♦♦



          คืนนี้อู่ลี่จินนอนไม่ค่อยหลับ เขาพลิกตัวไปพลิกตัวมาอยู่หลายรอบ แต่แล้วก็มิอยากฝืนอีกต่อไป หมอหนุ่มลุกขึ้นมาสวมเสื้อคลุม ก่อนเดินจุดตะเกียงให้ความสว่าง แล้วมานั่งที่โต๊ะไม้ริมหน้าต่าง

          มือเรียวหยิบกระดาษที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมาแผ่นหนึ่ง พร้อมกับพู่กันจุ่มหมึก รู้ว่าเวลานี้คงไม่ค่อยเหมาะเท่าแต่เพราะจิตใจของตัวเองว้าวุ่นเกินไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ เลยเลือกที่จะเขียนจดหมายถึงถานเซียงหมอตำแยหญิงผู้มีพระคุณที่อาศัยอยู่นอกตัวเมือง

          ทว่าไม่ทันที่ตัวอักษรแรกจะได้จรดลงไปในผืนกระดาษ อยู่ๆ มืองามก็หยุดชะงัก พอคิดถึงเรื่องจดหมายแล้ว ในตอนที่เขาไปที่จวนรับรองขององครักษ์ซุนครั้งแรกเพื่อนำยาบำรุงไปให้ ก่อนกลับสำนักหมอคนตัวใหญ่กลับโคังคำนับเขาแล้วดันหน้ามืดล้มพับลงไปอย่างน่าเวทนา

          เสียงที่กายแกร่งล้มลงไปนั้นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินถล่ม มำเอานางกำนัลด้านนอกรีบวิ่งมาดูกันให้วุ่น ส่วนเขาก็รีบพยุงช่วย เพียงสัมผัสผิวกาย ก็ไม่มีอะไรน่าตกใจเท่าอุณหภูมิที่ร้อนผ่าวจนแทบลวกมือของคนตรงหน้า

          ‘ข้ารับใช้ท่านอ๋องมาสิบหกปีไม่เคยป่วยไข้…’

          ปลิ้นปล้อนชัดๆ เพราะคนที่กำลังนอนหายใจร้อนผ่าวอยู่นี้ไข้ขึ้นสูงจนน่าใจหาย

          ในตอนนั้น ถึงเขาจะอยากทิ้งองครักษ์หนุ่มไว้ที่นี่แล้วเดินจากไปอย่างไม่แยแสมากแค่ไหนก็ทำไม่ได้ เหตุเพราะคำว่าหมอค้ำคออยู่ ซึ่งจะปล่อยคนป่วยนอนแช่อยู่ที่พื้นก็ไม่ดี ทว่าพอหันไปทางไหนก็มีแต่ข้ารับใช้หญิงสาว จะให้มาช่วยแบกร่างชายหนุ่มนี้ก็คงไม่ใช่เรื่องดีอีกเช่นกัน

          สุดท้ายคนที่ต้องลำบากแบกร่างหนักๆ ของซุนไป่หานไปนอนลงบนเตียงกลับเป็นเขาเพียงลำพัง แต่พอหัวถึงหมอน คนที่นอนหลับไม่ได้สติกลับร้องละเมอออกมาแผ่วเบา น้ำเสียงนั้นช่างดูทรมานและเหน็ดเหนื่อย

          ลี่จินใช้หลังมือแตะลงบนที่หน้าผากที่พรายผุดไปด้วยเม็ดเหงื่อของไป่หานอีกครั้ง อุณหภูมิที่สัมผัสได้ช่างร้อนระอุจนน่าหายใจ แต่ขบคิดไปมาก็ละเหี่ยใจแทนคนตรงหน้านัก ทั้งอดนอน ทั้งดื่มเหล้าตากน้ำฝน หากไม่ป่วยไข้ก็คงเป็นยอดคน

          เขาเรียกใช้ให้นางกำนัลที่อยู่ด้านนอกให้นำอ่างน้ำเล็กๆ กับผ้าผืนหนึ่งมาให้ แต่ก่อนที่เขาก่อนจะที่เดินหยิบล่วมยาของตนเอง จังหวะหนึ่งที่ก้าวเท้าออกไป กลับหยิบกับบางสิ่งที่ไม่ทันได้สังเกต

          มันเป็นจดหมายสองฉบับ ฉบับหนึ่งถูกปิดพับแล้วพันด้วยเชือกไว้อย่างมิดชิด ส่วนอีกฉบับเป็นเพียงกระดาษแผ่นเดียวที่พับเอาไว้และมีตราประทับ ส่วนด้านในมีตัวอักษรเขียนเรียงกันอ่านได้โดยง่าย

          จดหมายนี้คงตกระหว่างที่เขาพยุงร่างของซุนไป่หานไปที่เตียงเป็นแน่ ซึ่งคาดว่าน่าจะมีความสำคัญกับองครักษ์หนุ่มอยู่พอตัว

          เขาก้มลงไปเก็บจดหมายทั้งสองฉบับ แล้วคิดจะเก็บไว้ที่ตัวองครักษ์หนุ่มตามเดิมอย่างไม่คิดจะอ่าน แต่แล้ว...สายตาของเขาดันไปชำเลืองเห็นตัวอักษรที่เขียนเป็นคำว่า ‘หมอ’ ในจดหมายที่ไร้ซึ่งการปกปิดใดๆ พอดี

          ถึงจะดูเป็นคนไร้มารยาท แต่ด้วยความอยากรู้ว่ามีเรื่องใดเกี่ยวกับหมอที่เขียนลงไปในจดหมายนี้ จึงอดไม่ได้ที่จะแอบอ่าน

          ข้อความที่เขียนลงไปดูเหมือนจะเป็นของหยวนจิวหรง หรืออ๋องจิว ลี่จินอ่านผ่านๆ อย่างไม่สนใจเท่าไรนักก่อนจะไปสะดุดใจความที่ว่าเมืองหู่ขาดแคลนหมอ จึงใคร่ขอประทานหมออาสาสามคนจากฮ่องเต้สือเจิ้ง

          ในตอนนั้นเขาขบคิดซ้ำไปซ้ำมา

          หมออาสางั้นหรือ? ...เช่นนั้นที่ซุนไป่หานยังไม่กลับเมืองหู่คงไม่แคล้วว่าต้องการพาหมอหลวงกลับไปด้วย แต่ว่า...หัวหน้าเหลียงก็ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ให้พวกเขาฟังเลยสักนิด อาจเป็นไปได้ว่า ที่อ๋องจิวต้องการอาจเป็นหมอหลวงวังในที่มากฝีมือ หาใช่หมอหลวงชั้นต้นอย่างพวกเขาไม่

          ลี่จินรีบพับจดหมายนั้นคืน ก่อนจะสอดจดหมายทั้งสองคืนไว้ที่สาบเสื้อของซุนไป่หาน ไม่ช้านางกำนัลที่เขาใช้ไปก็กลับมาพร้อมกับของที่สั่งพอดี นัยน์ตาคู่สวยปรายมองคนป่วยครู่หนึ่ง คิดในใจว่า ถึงแม้เรื่องนี้พอได้รับรู้แล้วจะชวนให้หงุดหงิดอยู่เล็กๆ ก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว จะหมอหลวงวังในหรือหมอหลวงชั้นต้น สุดท้ายคนป่วยก็ต้องพึ่งหมอสักคนมารักษาอยู่ดี ซึ่งสำหรับอาการทุรนทุรายชอบซุนไป่หานแล้วฝังเข็มน่าจะช่วยบรรเทาอาการได้



          เสียงกลองตีดังอีกครั้งบ่งบอกเวลาใกล้รุ่งสาง

          ลี่จินเงยใบหน้าขึ้นจากจดหมายที่คิดจะเขียนถึงถานเซียง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้วาดตัวอักษรใดๆ ลงไป เพราะดันคิดถึงเรื่องราวก่อนหน้านี้จนอาทิตย์ขึ้น เขารีบเก็บกระดาษเข้าที่เดิม ก่อนจะดับตะเกียงแล้วเดินออกไปด้านนอก เพื่อเตรียมตัวสำหรับงานในสำนักหมอวันนี้



♦♦♦♦♦♦



          “หมอแซ่ฉินอยู่ที่ใด”

          ไม่ใช่แค่ฉินกวนเจ๋อที่สะดุ้งจนเผลอทำตำราแพทย์หล่นลงจากโต๊ะ แต่เสียงนั่นกลับเรียกความสนใจจากทุกคนในห้องเรียนของสำนักหมอหลวงให้เงยหน้าขึ้นมา

          เช้านี้จ้าวซุ่ยรับหน้าที่เป็นอาจารย์สอนเรื่องการฝังเข็มบำรุงลมปราณแต่เพิ่งจะเริ่มทดลองกับหุ่นทองแดงได้ไม่นาน ขันทีเฒ่าท่าทางตำแหน่งสูงคนหนึ่งกลับเปิดประตูพรวดเข้ามาอย่างไม่สนฟ้าไม่สนดิน

          ทีแรกท่านรองสำนักหมอดูไม่พอใจนักที่มีคนมาขัดจังหวะการสอน แต่พอรู้ว่าเป็นกงกงสนองพระโอษฐ์ขององค์รัชทายาทจึงได้หดหัวแล้วฉีกยิ้มต้อนรับอย่างเป็นมิตร ขณะที่อู่ลี่จินกลับทำได้แค่หันไปมองเพื่อนตัวเล็กที่กำลังทำหน้าตาเหลอหลา ยกมือขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ

          “ข้าเอง มีอะไรหรือท่านกงกง”

          พอพบคนที่กำลังตามหา ขันทีเฒ่าก็ตวัดสายตา แล้วรีบพูดเข้าเรื่องทันที

          “องค์รัชทายาทมีประสงค์ให้เจ้าเข้าเฝ้า”

          ห้ะ?

          เกิดเสียงซุบซิบไปทั่วห้อง ลี่จินถึงกับขมวดคิ้วมองหน้าเพื่อนตนเองอย่างคาดคั้นคำตอบว่า เจ้าตัวไปทำอะไรไว้ ขณะที่ฉินกวนเจ๋อได้แต่หน้าซีด รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีเลยสักนิด

          ว่ากันว่าหากอยากเจริญในหน้าที่การงาน ต้องทำตัวให้เข้าตาฟ้าดิน ถึงวันก่อนเขาจะคุยโม้ชูหางตนเองว่าได้เข้าเฝ้าโอรสสวรรค์ แต่ความรู้สึกครานี้กลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง อย่างไรเขาก็เป็นแค่หมอต่ำต้อย การที่คนใหญ่คนโตเรียกพบบ่อยๆ ย่อมเป็นดาบสองคม

          กวนเจ๋อลอบกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ ก่อนจะกลั้นหายใจเสียงสั่น

          “ร...เรื่องอันใดกัน พระองค์ทรงมีพระอาการประชวรหรือ เช่นนั้นให้--” กำลังจะเอ่ยปากบอกให้หมอหลวงวังในไปตรวจพระอาการเพราะเขาไม่อยากเสี่ยง ทว่าคำพูดทุกอย่างต้องกลืนหายลงท้อง เมื่อกงกงเฒ่าสวนขึ้นมาทันควัน

          “นี่เป็นเรื่องสำคัญ พระองค์ประสงค์หมอแซ่ฉินเท่านั้น เจ้าเลิกพูดพร่ำ แล้วหยิบล่วมยาเดินตามข้ามาได้แล้ว”

          กล่าวจบคนวางอำนาจก็หันหลังออกไป ขณะที่ถ้อยคำเด็ดขาดซึ่งไม่มีช่องว่างใดๆ ให้ปฏิเสธนั่น ทำเอาหมอแซ่ฉินถึงกับใจหล่นวูบ หน้าขาวซีดประหนึ่งปลาตาย ซึ่งไม่ต่างจากอู่ลี่จินส่งสายตามองเพื่อนของตนเองด้วยความรู้สึกแปลกๆ ถึงใจหนึ่งจะพยายามคิดว่านี่อาจเป็นเรื่องดีที่สวรรค์อวยโชคให้สหายรักแล้ว แต่อีกใจกลับเป็นคำสาปแช่งจากสวรรค์เสียมากกว่า
♦♦♦♦♦
(เข้าเนื้อหาบ้างแง ครึ่งหลังมาพรุ่งนี้จ้า ♥)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-08-2018 17:40:27 โดย EtuDe »

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7534
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
เจํอๆ วาสนาดีนะ   :mew1:
วันก่อนได้เฝ้าฮ่องเต้   :hao3:
อีกวันได้เข้าเฝ้ารัชทายาท  :serius2:

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2317
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +285/-3
เดินเข้าปากเสือ

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
         
❀ Moon's Embrace : บทที่ 7 (จบ)  ❀

          ก้าวเข้าสู่ยามซื่อ

          ทินกรช่างสาดส่องแสงเจิดจ้ากว่าทุกวัน ราวกับเพื่อทดแทนที่สามวันมานี้อากาศกลับผิดแปลกพิสดารจนยากจะเข้าใจ ประเดี๋ยวฝนตกแดดออก ประเดี๋ยวเมฆครึ้มแต่ไร้สายฝน ประเดี๋ยวผืนฟ้าเปิดกว้างไร้เมฆทั้งที่เมื่อคืนกลิ่นพิรุณโชยคลุ้งขึ้นมาจากดิน

          เทพยาดาคงต้องสับสนเป็นแน่แท้ ทว่าเพลานี้คนที่สับสนยิ่งกว่าคือร่างเล็กที่กำลังเดินเหยาะๆ ตามหลังขันทีเฒ่าเข้าไปที่ตำหนักองค์รัชทายาท

          กวนเจ๋อยกแขนเสื้อขึ้นมาปาดเหงื่อตัวเองอย่างเงียบๆ วันนี้นอกจากอากาศยังร้อนอบอ้าวแล้ว ใจเขาก็กำลังร้อนรุ่มไม่ต่างจากสัตว์ตัวน้อยที่กำลังรอขึ้นเขียง แต่ถึงจะขบคิดซ้ำไปซ้ำมาอย่างไร ก็ไม่เห็นเหตุผลที่องค์รัชทายาทเรียกเขาเข้าเฝ้าเลยสักนิด ถึงอาจจะเป็นไปได้ว่า พระองค์อาจกำลังประชวรหนักแล้วต้องการให้เขาถวายการรักษาให้? แต่นั่นมันแทบเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อคนที่เป็นหมอประจำพระองค์คือ ท่านรองหัวหน้าสำนักหมอจ้าวซุ่ยต่างหาก

          กวนเจ๋อลอบกลืนน้ำลาย ใบหน้าซีดเซียวลงกว่าอีกสองส่วนระหว่างที่เดินตามขันทีคนสนิทของหยวนอี้หมิงไปด้วย

          ในที่สุดก็เดินเข้ามาหยุดอยู่ที่หน้าประตูตำหนักรัชทายาท ความสวยงามหรูหราของที่นี่เทียบไม่ได้เลยกับวังชั้นนอก เขารีบก้มหน้าเม้มปากอย่างเจียมตัว ส่วนหัวใจก็เต้นตึกตักเสียงดัง ก่อนเดิมตามขันทีเฒ่าเข้าไปด้านใน

          “ฝ่าบาท หมอแซ่ฉินมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

          พอก้าวเข้ามาไม่ทันเต็มเท้า กงกงเฒ่าก็ถวายรายงานอย่างรวดเร็ว กวนเจ๋อทำอะไรไม่ถูก ในหัวสั่งการเพียงอย่างเดียวว่าจงรีบคุกเข่าแล้วก้มศีรษะเสีย

          “ถ...ถวายบังคมฝ่าบาท ก...กระหม่อมฉินกวนเจ๋อ ม...มาเข้าเฝ้าพระองค์ตามพระประสงค์พ่ะย่ะค่ะ”

          กล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ทั้งที่ยังก้มหน้าอยู่ ถึงจะเคยได้ยินว่าองค์รัชทายาทมิใช่เป็นคนโหดร้ายเท่ากับจวิ้นอ๋อง แต่เพราะมีข่าวลือหนาหูอีกเช่นกัน ว่าถ้าพระองค์เป็นคนที่ยึดมั่นในคุณธรรมจริง จะทรงขับไล่จวิ้นอ๋องออกไปจากวังได้อย่างไร

          เรื่องนี้ต่อให้เถียงกันในโรงเตี๊ยมทั้งวันก็คงไม่จบ แต่สิ่งที่แน่ใจคือพระองค์มีพระพักตร์ที่เพียบพร้อมสมบูรณ์ เป็นนรลักษณ์ของผู้มีอำนาจเกื้อหนุน คิดแล้วก็เผลอเหลือบสายตาขึ้นไปเล็กน้อย แค่เห็นรองเท้าผ้าแพรเนื้อดีสีน้ำเงินปักดิ้นทองลวดลายสละสลวยวิจิตร บารมีก็เปล่งประกายจนรู้ถึงความต่างชนชั้น

          “เงยหน้าขึ้นเถอะ”

          คำอนุญาต ทำให้ฉินกวนเจ๋อไม่มีทางเลือกนอกจากค่อยๆ ทำตามรับสั่ง

          เวลานี้บุรุษผู้ได้รับการขนานนามว่าจะเป็นโอรสสวรรค์คนต่อไปกำลังนั่งอยู่บนแท่นประทับฉลุลายกิเลนขาว ดวงตาของฉินกวนเจ๋อเบิกตาขึ้นเล็กน้อยนี่เป็นครั้งแรกที่เขามีโอกาสได้เห็นพระพักตร์ขององค์รัชทายาทเต็มๆ ตาเช่นนี้ ถึงภายนอกพระวรองค์จะดูบอบบาง แต่ทั้งพระเนตร พระนาสิก และพระโอษฐ์ กลับเข้ารูปเข้ารอยสมบูรณ์ยิ่งอยู่ในฉลองพระองค์คลุมสีขาวด้วยแล้ว ยิ่งประดุจดั่งเทพเซียนจุติ

          หยวนอี้หมิงคลี่รอยยิ้มเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่คาดเดาไม่ออกว่าดีหรือร้าย แต่สำหรับกวนเจ๋อแล้ว หัวใจแทบเต้นกระดอนออกมานอกอก

          “เจ้าเองหรือหมอแซ่ฉิน ข้าได้ยินว่าฝีมือแพทย์ของเจ้าเลื่องลือจนเสด็จพ่อเรียกถวายการรักษา เช่นนั้นวิชาแพทย์ของเจ้าคงต้องไม่เป็นรองใครแน่”

          พระสุรเสียงนุ่มนวลไม่หนักไม่เบาจนเกินไปตรัสคำถามที่ทำเอาคนฟังถึงกับตะลึงงัน

          เขาเนี่ยนะ จะกล้าถวายงานรักษาโอรสสวรรค์? นี่ช่างเป็นข่าวลือที่ผิดเพี้ยนที่สุด แถมยังพานให้เดือดร้อนอย่างไม่น่าให้อภัย

          ใช่...ไม่น่าให้อภัยปากตนเองนี่ล่ะ! ที่ดันไปคุยโม้โอ้อวดกับคนนู้นคนนี้ไว้ซะเยอะ คิดแล้วก็อยากจะตบปากตัวเองแรงๆ แต่อย่างตอนนี้เขาควรทูลตามความจริง

          “ทูลองค์รัชทายาท...คือกระหม่อมเป็นแค่หมอหลวงชั้นต้น คงมิกล้าเทียบวิชากับใคร กระหม่อมแค่เรียนรู้และรักษาตามตำรา อีกอย่างที่ฮ่องเต้ทรงเรียกกระหม่อมเข้าเฝ้าเพียงเพราะมาพูดคุยเรื่องหนังสือบทกวีแค่นั้นพ่ะย่ะค่ะ”

          ได้ฟังคำตอบของหมอแซ่ฉิน พระขนงเรียวยาวก็เลิกขึ้น

          “งั้นหรือ” กวนเจ๋อกลืนน้ำลาย ก่อนจะได้ยินเสียงสรวลเบาๆ ดังออกมา“เจ้าช่างดูถ่อมตัวจริงๆ นะ หมอฉิน”

          แย่แล้ว...นี่มันแย่จริงๆ กวนเจ๋ออยากกลั้นหายใจตายเสียตรงนั้น เขาคาดเดาอารมณ์บนพระพักตร์งดงามนั้นไม่ได้เลยสักนิด สุดท้ายเลยได้แต่ยิ้มแหยๆ ทั้งที่ใจอยากร้องไห้ แต่ก่อนจะทำอะไร เนตรเรียวสวยก็ปรายมองเขาอีกครั้ง ทว่าครานี้ กับคล้ายแววตาของสัตว์ร้ายที่กำลังหยอกล้อเหยื่อก็ไม่ปาน

          “ข้ามีเรื่องสำคัญอยากให้เจ้าช่วย”

          ไม่ช่วย...ไม่ช่วยได้หรือไม่! แม้ปรารถนาจะคัดค้านเต็มที่ แต่สุดท้ายหัวใจกลับห่อเหี่ยวและฟิบฝ่อ ไม่มีความกล้าที่จะอ้าปากเลยสักนิด สุดท้ายจึงได้มองพระหัตถ์เรียวราวผายออก กงกงเฒ่าก็เหมือนจะรู้หน้าที่ รีบค้อมศีรษะแล้วกึ่งวิ่งกึ่งเดิน หนีหายเข้าไปในฉากกั้นด้านหลังแท่นประทับ พอเดินออกมาอีกครั้งก็โอบอุ้มหมอนนั่งสีฟ้ามาด้วย

          หมอหนุ่มขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ว่าทำไมท่านกงกงจะต้องถือหมอนรองนั่งด้วยท่าทางแบบนั้น แต่พอจังหวะที่คนตรงหน้าเข้ามาใกล้เข้าถึงได้รู้ความจริง

          “นี่มัน...”

          กวนเจ๋อเบิกตาโต บนหมอนสีฟ้ามีนกหงส์หยกสีเหลืองอร่ามตัวเท่ากำมือนอนนิ่งอยู่บนนั้น ก่อนกงกงเฒ่าจะวางมันลงตรงหน้าของหมอแซ่ฉิน

          “นี่คือนกหงส์หยกที่ทรงเลี้ยงไว้”

          ไม่ต้องส่องกระจกก็พอจะรู้ว่าสีหน้าตนเองตอนนี้คงไม่ต่างอะไรเนื้อไก่ขาวซีด ความหวาดกลัวทำให้ฉินกวนเจ๋อเริ่มปากสั่น ส่วนหัวใจหล่นกลับวูบไปอยู่แทบเท้า สัมผัสได้ถึงลางร้ายแบบสุดๆ ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นต่อไป

          “นกหงส์หยกตัวนี้ข้ารักมันปานสหายคนสำคัญ เจ้าช่วยรักษามันได้หรือไม่”

          แย่แล้ว นี่มันแย่แน่ๆ ไม่คิดเลยว่ารัชทายาทจะประสงค์ให้เขาทำอะไรเช่นนี้ ลำพังแค่รักษาคนป่วยไข้เขายังไม่ค่อยมั่นใจว่ายาที่เขาใช้มันถูกต้องทั้งหมด และจะให้เขามารักษาสัตว์มีปีก สถานการณ์ช่างเลวร้ายจนอยากขอกลืนผลส้มทั้งลูกยังดีเสียกว่า ตอนนี้เขาเข้าใจไปถึงกระดูกดำแล้วว่าวังหลวงเป็นสถานที่น่ากลัวยิ่งนัก

          “ร...เรื่องนั้น กระหม่อมเกรงว่าน่าจะ...”

          “เจ้าจะบอกว่ารักษาไม่ได้เช่นนั้นหรือ” พระสุรเสียงเด็ดขาดอย่างไม่เคยได้ยินทำเอาตนเองลืมหายใจไปชั่วขณะ รู้สึกตัวอีกทีก็รีบแก้ต่างออกไปแล้ว

          “มิได้ๆ กระหม่อมแค่จะทูลว่า...น่าจะลอง...ฝังเข็มดู”

          วลีท้ายประโยคเบาหวิวประหนึ่งเสียงลมพัดใบหลิว โง่เง่านัก! เขาจะไปฝังเข็มนกตัวเล็กๆ แบบนี้ได้อย่างไร จุดชีพจรอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ ถ้าฝั่งผิดจุดขึ้นมาแล้วอาการหนักกว่าเดิมจะไม่แย่หรอกหรือ

          กวนเจ๋อทั้งอยากร้องไห้ ทั้งอยากทึ้งศีรษะตัวเองแรงๆ ทำไมถึงได้ซวยขนาดนี้นะ! แต่ถ้าเขาไม่ทำ เขานี่แหละที่จะต้องตายตามเจ้านกนี่

          “เช่นนั้นจงช่วยชีวิตมันให้ได้ ข้าจะเลื่อนให้เจ้าเป็นหมอหลวงวังในหากเจ้าทำสำเร็จ”

          ไม่เอา ไม่เอาอะไรทั้งนั้น ต่อให้ตอนนี้เอาตำแหน่งหัวหน้าสำนักหมอหลวงมาล่อเขาก็ไม่เอา เพราะมั่นใจมากว่าตนเองทำไม่ได้!

          ทว่าเพราะทางเลือกที่เหลืออยู่เพียงทางเดียว ทำให้หมอหนุ่มต้องจำใจเปิดล่วมยาของตนแล้วหยิบห่อผ้าเข็มเงินออกมา

          เขาใช้สายตาพิจารณาสรีระของเจ้านกหงส์หยกนี่อยู่ครู่หนึ่ง แต่เพราะขนสีเหลืองทองที่ปกคลุมไปทั่วทั้งร่างทำให้เขามองไม่ออกเลยสักนิดว่าควรจะปักเข็มแรกลงที่ตำแหน่งใด มือของเขาสั่นระรัว เหงื่อกาฬพรายผุดออกมาทั่วทั้งร่าง ทว่าจังหวะที่ตัดสินใจกำลังจะลงเข็ม อยู่ๆ แผ่นอกเล็กๆ ที่กำลังกระเพื่อมไหวของเจ้านกน้อยกลับหยุดนิ่ง

          หมอหนุ่มหน้าเย็นวาบ ตัวสั่นเทิ้มไม่ยอมหยุด

          กงกงเฒ่าเมื่อเห็นอาการเช่นนี้ของหมอแซ่ฉิน ก็รีบชะโงกหน้าเข้ามาดู พอเห็นว่านกหงส์หยกนั่นสิ้นใจแล้ว ก็ขึ้นเสียงลั่น

          “นี่เจ้า!! ”

          “กระหม่อมสมควรตาย! ได้โปรดไว้ชีวิตกระหม่อมด้วย”

          เหมือนสติแตกสิ้น ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เขาจึงได้โขกศีรษะซ้ำไปซ้ำมา พร้อมกับเอ่ยประโยคร้องขอชีวิต เพื่อหวังว่าเจ้าฟ้าตรงหน้าจะเมตตา ขณะที่หยวนอี้หมิงไม่แสดงอาการใดๆ บนใบหน้า เขาทำเพียงแค่ยืนขึ้นจากแท่น ก้าวขาเยื้องยาวมาหาหมอแซ่ฉินที่โขกศีรษะอยู่แทบเท้าแล้วปรายตามอง

          “ข้าเข้าใจว่าทุกชีวิตมีเกิดก็ย่อมมีดับไป แต่กระนั้นแล้วกลับน่าแปลกที่ชีวิตเจ้าจะเกิดหรือดับกลับขึ้นอยู่กับข้า”

          “ฝ่าบาทกระหม่อมผิดไปแล้ว ได้โปรดไว้ชีวิตกระหม่อมด้วย”

          ความกลัวตายทำให้ฉินกวนเจ๋อลืมที่จะอับอาย เขาร้องไห้น้ำตาไหลพราก ร้องอ้อนวอนถูมือไปมาเพื่อขอความเมตตาจากคนตรงหน้าอย่างน่าสงสาร ขณะที่หยวนอี้หมิงกลับแสร้งถอนหายใจ

          ที่จริงแล้วเจ้าหงส์หยกนั่นเป็นของกำนัลจากขุนนางรายหนึ่ง ซึ่งมันใกล้ตายมาตั้งแต่เมื่อคืนนี้ ซึ่งไม่ว่ารักษายังไงก็คงไม่รอดตั้งแต่แรก เพราะเขาบังคับให้มันกลืนเม็ดกรวดเข้าไป ถึงอาจจะดูโหดเหี้ยมไปสักหน่อยกับสัตว์เล็กๆ เช่นนี้ แต่ก็เรื่องเป็นดี ถ้ามันสามารถทำให้เขาขัดขวางแผนการของหยวนจิวหรงได้ ทว่าเขาก็ไม่ใช่คนใจร้ายจนเกินไป

          “หมอฉินเรื่องนี้ทำข้าเจ็บปวดนัก แต่ข้าจะเห็นแก่ความดีความชอบที่เจ้าเคยทำไว้กับเสด็จพ่อ”

          พอได้ยินคำตรัสเช่นนั้น หัวใจที่วูบหายไปกลับเหมือนได้น้ำวิเศษมารด กวนเจ๋อเงยหน้าขึ้นมามองอย่างมีความหวัง ทว่า...

          “กงกง”

          “พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”

          “นำหมอฉินไปขังไว้ที่คุกก่อน ข้าจะตัดสินโทษเขาอีกครั้ง”

          บัญชาเด็ดขาดนั้นทำเอากวนเจ๋อใจหล่นอีกครา แต่ยังไม่ทันได้ร้องขอใดๆ อีก พอกงกงเฒ่าพยักใบหน้าเป็นสัญญาณ ทหารด้านนอกก็ตรงเข้ามาจากทางด้านหลังและคุมตัวหมอแซ่ฉินออกไปจากตำหนักรัชทายาทอย่างรวดเร็ว

          รัชทายาทหยวนอี้หมิงมองภาพหมอหนุ่มแล้วคลี่รอยสรวลอย่างเยียบเย็น ขณะที่กงกงเฒ่ากลับรออยู่ด้านหลังอย่างรู้หน้าที่ว่า อีกไม่นานมังกรฟ้าตรงหน้าจะมีบัญชาอีกครั้ง

          “หมอแซ่ฉิน...จะต้องฆ่าเขาหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับเรื่องต่อไปนี้ เจ้าจงไปสืบรู้ให้ได้ว่าในหนังสือบทกวีของซุ่ยล่อหลานมีสิ่งใดซ่อนอยู่”

          ดวงเนตรเรียวยาวหรี่ลงอย่างร้ายกาจ ไม่ว่าหยวนจิวหรงจะใช้วิธีใด พื่อให้ตนกลับเข้ามาสู่บัลลังก์มังกร เขาหยวนอี้หมิงจะเป็นคนขัดขวางมันทุกทาง แม้จะต้องสละเบี้ยบริสุทธิ์ไปกี่ตัวก็ตาม

♦♦♦♦♦♦

          หลังจากที่ฉินกวนเจ๋อถูกตามตัวออกไปเข้าเฝ้ารัชทายาท อู่ลี่จินจึงได้รับรู้ว่ายามที่สิ้นเสียงจอแจของเพื่อนคนสนิทแล้วช่างสงบสุขกว่าเป็นไหนๆ ซึ่งช่วยให้เขามีสมาธิกับตำรามากขึ้น แต่ขณะเดียวก็รู้สึกว่างหูและกังวลอยู่ชอบกล ไม่รู้ว่ากวนเจ๋อจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง หากองค์รัชทายาทถูกพระทัยเพื่อนเขาเข้าก็นับว่าโชคเข้าข้างอย่างล้นพ้น แต่หากไม่ เช่นนั้นคงน่ากลัวว่าจะเป็นเคราะห์ร้ายเสียแทน

          กระนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการคิดมากจนเกินไปสำหรับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ช่วงบ่ายเขาจึงขออนุญาตหัวหน้าเหลียงเพื่อไปยังจวนรับรองเพื่อดูอาการทหารของซุนไป่หานที่เขาเพิ่งจะรักษาไปเสียหน่อย

          ทว่าเพียงย่างขาเข้ากำแพงวังชั้นนอกได้ไม่กี่ก้าว กลับได้ยินเสียงโหวกแหวกมาจากที่ไกลๆ

          “ช่วยด้วย! ”

          ลี่จินขมวดคิ้ว จะว่าไปเสียงที่ได้ยินก็คุ้นหูอยู่บ้าง ด้วยความสงสัยหมอร่างบางจึงรีบเดินเข้าไปยังทิศทางนั้น พอพบกลุ่มทหารกำลังจับคุมตัวใครบางคนเอาไว้ หมอร่างบางจึงแอบดูอยู่หลังต้นไม้เพื่อไม้ให้ดูประเจิดประเจ้อมากเกิดไป จากมุมนี้ทำให้เขาเห็นนักโทษที่ถูกคุมตัวอยู่พอสมควร แต่เมื่อเพ่งสายตาพิจารณาดูดีๆ แล้ว ทั้งรูปร่าง ใบหน้า และชุดสีเขียวครามพร้อมกับหมวกแพทย์ ทำให้เขาแทบลืมหายใจ

          “กวนเจ๋อ!! ”

          พอได้ยินเสียงเรียกชื่อตนเองดังออกมาจากทางด้านหลัง ฉินกวนเจ๋อจึงรีบหันไปขอความช่วยเหลือทันที ก่อนจะพบว่าเป็นอู่ลี่จินที่กำลังยืนเบิกตากว้างตะลึงงัน

          “ลี่จินช่วยข้าด้วย!! ”

          พูดได้เพียงแค่นั้นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนฉินกวนเจ๋อจะถูกลากตัวออกไปต่อหน้าต่อตาสหายตัวเอง

          ลี่จินตัวแข็งค้าง หัวสมองงุนงงและสับสนไปหมด...นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมกวนเจ๋อถึงถูกจับกุม ในใจร้อนรนไปหมด แต่ครั้นจะขยับขาก้าวเข้าไปขัดขวางก็เกรงว่าคงไม่เป็นการดี เขาจำเป็นจะต้องมีสติให้มากที่สุด อย่าลืม...ว่าที่นี่คือวังหลวงหากจะเอาผิดแล้วฆ่าใครสักคนย่อมเป็นเรื่องง่ายดายมาก

          ถึงจะเจ็บใจที่เพื่อนตนเองถูกจับ แต่อย่างไรก็ต้องมีสาเหตุ ตอนนี้หากกลับไปที่สำนักหมอหลวงอาจจะพอทำให้เขาทราบอะไรขึ้นมาบ้าง ว่าแล้วร่างบางก็ถอยเท้ากลับสำนักหมอในทันที

♦♦♦♦♦

(จบ)

ช่วงนี้พระเอกค่าตัวแพงค่ะ ถถถถ เลยโยกไปตอนหน้าแฮร่ เดี๋ยวขอพานังเจ๋อไปทำบุญก่อนนะคะ ถถถ
ขอบคุณทุกคอมเม้นต์ และทุกคนที่ติดตามนะคะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ ┠┨ ¡ Þ Þ ☻ ❣ ╰╰

  • นู๋ รัก BoYs' lOvE
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 723
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
เจ๋อๆน่าสงสารยิ่งนัก..รัชทายาทออกเเนวโรคจิตด้วยบังคับให้นกกินกรวดเข้าไป..ตอนเเรกก็แอบจิ้นรัชทายาทกับเจ๋อๆ..คงไม่รอดเเล้วแหละ..55

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2317
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +285/-3
โหดร้าย

ออฟไลน์ MayA@TK

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4994
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +51/-7

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
         
❀ Moon's Embrace : บทที่ 8  ❀

           “เจ้าได้ยินหรือเปล่าว่าเจ้ากวนเจ๋อถูกจับขังคุกเพราะไปทำนกทรงเลี้ยงของรัชทายาทตาย”

          เป็นดังที่คาด...พอมาถึงสำนักหมอ ลี่จินแทบไม่ต้องตามสืบเรื่องกวนเจ๋อที่ไหนไกล เมื่อพวกหมอหลวงคนอื่นกำลังจับกลุ่มคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่พอดี ที่ว่ากันว่าหน้าต่างมีหูประตูมีช่องคงเป็นเรื่องจริงเสียยิ่งกว่าเรื่องใด แม้กระทั่งหมอก็ยังทราบข่าวคราวของวังหลวงได้อย่างรวดเร็ว หมอคนงามไม่รอช้า เขารีบก้าวเข้าไปถามให้รู้ความในทันที

          “เมื่อครู่เจ้าพูดว่าอะไรนะ”

          พอเห็นอู่ลี่จินเดินเข้ามาถามด้วยความสนใจ หมอผู้น้อยที่กำลังพูดถึงฉินกวนเจ๋ออยู่นั้นถึงกับชะงักไปเขามองคนตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตาเท่าไร ว่าเพื่อนคนสนิทจะยังไม่ทราบเรื่องสำคัญ

          “นี่...เจ้ายังไม่รู้เรื่องหรือลี่จิน ก็เมื่อเช้านี้กวนเจ๋อดันไปทำนกทรงเลี้ยงขององค์รัชทายาทตาย เฮ้อ...กับคนยังรักษาลำบาก แต่นี่ดันเรียกให้ไปรักษาสัตว์เลี้ยง ลำพังหมออย่างพวกเราจะไปมีปัญญาอะไรรักษาสัตว์หน้าขนได้ กวนเจ๋อช่างโชคร้ายยิ่งนัก”

          ได้ฟังแล้วถึงกับตะลึงงัน ดูเหมือนที่องค์รัชทายาทเรียกกวนเจ๋อเข้าเฝ้าต้องไม่ใช่เรื่องธรรมดาแล้วแน่ๆ แต่เขาก็นึกไม่ออกจริงๆ ว่ากวนเจ๋อแอบไปทำสิ่งใด ถึงได้ไปขวางทางน้ำเชี่ยวเข้า แม้เขาจะไม่รู้จักพระนิสัยขององค์รัชทายาทดีว่าเป็นเช่นไร แต่หากให้คาดเดา คงไม่ปลอดภัยแน่หากไม่รีบช่วยกวนเจ๋อออกมา

          “แต่ข้าว่า มันน่าจะมีอะไรมากกว่านั้นนะ แค่สัตว์ตัวเดียวไม่เห็นจะต้องทำเป็นเรื่องใหญ่โต ปกติเคยเห็นองค์รัชทายาททรงเลี้ยงอะไรที่ไหน ที่น่าสนใจคือมีข่าวลือว่าเกี่ยวข้องกับเมื่อคราวก่อนที่ฮ่องเต้ทรงเรียกกวนเจ๋อเข้าเฝ้าต่างหาก”

          หมอผู้น้อยอีกคนพูดเสริมขึ้นมา แต่คราวนี้สิ่งที่ได้ยินกลับสะกิดใจเขาเข้าอย่างจัง เมื่อวันก่อนหน้า ฮ่องเต้มีรับสั่งให้กวนเจ๋อเข้าเฝ้า พอกลับมาเจ้าตัวก็เล่าว่าพระองค์เรียกตนเพื่อมาพูดคุยถึงบทกวีเพียงแค่นั้น ทว่าก็อาจเป็นไปได้เช่นกันว่ามีเรื่องบางอย่างแอบแฝงไว้ แต่เพราะฉินกวนเจ๋อเป็นคนซื่อ เลยทึกทักไปว่าไม่มีเรื่องอะไรตามมา ส่วนเขาก็วางใจเกินไปจนเกิดเรื่องขึ้น

          ลี่จินพยายามครุ่นคิดแล้วเรียบเรียงเรื่องราวทั้งหมด แต่อย่างไรก็ไม่เข้าใจและปะติดปะต่อไม่ได้ ถึงจะมีแนวโน้มว่าอาจเกี่ยวกับที่ฮ่องเต้เรียกกวนเจ๋อเข้าเฝ้า แต่เหตุใดมันถึงได้ร้ายแรงจนถึงขั้นต้องเอาชีวิตกันด้วย ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าทำไมใครๆ ก็พูดว่าวังหลวงเป็นสถานที่กินคน

          “แต่...ข้าว่ามันไม่เห็นจะเกี่ยวกันตรงไหนเลย”

          “เจ้าไม่รู้อะไรว่าตอนนี้มีข่าวโคมลอยสารพัด ว่ากันว่าในหอหนังสือลือว่ายังพบจดหมายจากหนังสือที่กวนเจ๋อไปยืม--! ”

          “พวกเจ้าว่างกันนักหรือไง ถึงได้จับกลุ่มกัน! ”

          เป็นเสียงของหัวหน้าหมอเหลียงดังแทรกขึ้นพร้อมกับใบหน้าถมึงทึงพานเอาสะดุ้ง เหล่าบรรดาหมอผู้น้อยต่างพากันแยกย้ายรีบกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองโดยไม่มีใครกล้าส่งเสียงกันอีก ขณะที่ลี่จินเองก็รีบก้มหน้ากลับไปนั่งที่โต๊ะของตนเอง และปรับสีหน้าให้เรียบนิ่งไม่แสดงอาการใดๆ

          หัวหน้าเหลียงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ภายในดวงตาของหมอชราเหมือนต้องการจะสื่อสารอะไรสักอย่างกับเขา แต่สุดท้ายอีกฝ่ายก็เลือกที่จะไม่ถามสิ่งใด แล้วเดินออกไปนอกสำนัก

          หมอร่างบางถอนหายใจ มั่นใจมากขึ้นว่าต้องมีอะไรที่นอกเหนือกว่าการเรียกเข้าเฝ้า แต่หากทบทวนคำพูดที่หมอร่วมรุ่นกล่าวเมื่อครู่ ว่าในหอหนังสือมีข่าวโคมลอยเกี่ยวกับจดหมาย…

          จดหมายงั้นหรือ?

          อยู่ๆ ภาพจดหมายสองฉบับที่พบในห้องขององครักษ์ซุนก็ปรากฏขึ้นมาในหัว ถึงเรื่องนี้จะไม่มีมูลหรือหลักฐานใดที่แน่ชัด ทว่าใจของเขากลับคล้อยเชื่อไปกว่าหกส่วนว่ามีความเป็นไปได้ว่าที่เรื่องนี้อาจจะเกี่ยวข้อง เพราะในข้อความของจดหมายนั่นเกี่ยวข้องกับหนังสือบทกวีซุ่ยล่อหลานที่กวนเจ๋อดันไปหยิบยืมก่อนหน้านั้นพอดี

ไม่ผิดแน่...องค์รัชทายาทไม่มีเหตุผลที่จะพุ่งดาบไปหากวนเจ๋อ ยกเว้นถ้าเจ้าตัวจะบังเอิญไปขวางทางดาบที่จะพุ่งไปยังจวิ้นอ๋อนโดยไม่รู้ตัว ฉะนั้นเรื่องนี้คนที่พอจะช่วยได้ก็มีเพียงแค่คนเดียว...





♦♦♦♦♦♦





          ราตรีเข้าเยือนย่ำ ทว่าแสงจันทร์คืนนี้กลับถูกกลีบเมฆบดบังไปเสียหมด บรรยากาศช่างเงียบเชียบ ไม่มีแม้แต่เสียงเรไรที่ควรจะขับขานบทเพลงยามวิกาล ทั้งหมดราวกับสัญญาณแห่งลางร้าย ที่แม้แต่สวรรค์ก็ยังปิดตาหนี

          ยกเว้นเพียงเพื่อนคนสำคัญที่อุตส่าห์อดทนรอจนพลบค่ำ ระหว่างนั้นก็คิดคำพูดต่างๆ นานาเพื่อหว่านล้อมใครบางคนไปด้วย เขาจะไม่ยอมสูญเสีย หรือหันหลังให้ใครโดยที่ไม่ทำอะไรอีกแล้ว ซึ่งเป็นปณิธานอันแน่วแน่ที่แบกไว้ในใจตั้งแต่วันที่ท่านปู่ของเขาเสียไป

          สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นกับกวนเจ๋อ อาจจะเรียกว่าพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกก็คงไม่ร้ายแรงเกินไป แต่เกรงว่าสิ่งที่เจ้าตัวได้รับนอกจากจะไม่ได้รับความเป็นธรรมแล้ว ยังอาจถึงขั้นชีวิตโดยเสียเปล่า สงครามวังหลังน่ากลัวเช่นไรเขาย่อมรู้ดี แต่ที่ยากจะอภัยคือการลากคนบริสุทธิ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่…

          “ข้าหมายถึง เป็นมิตรย่อมดีกว่าเป็นศัตรู ใครจะรู้ในอนาคตข้าหน้าสวรรค์อาจจะทำให้เจ้าต้องพึ่งเขาก็เป็นได้”

          ใครจะรู้ว่าประโยคที่กวนเจ๋อพูดในครานั้น มันจะเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้ รู้สึกตัวอีกที ลี่จินก็มาหยุดอยู่ที่หน้าประตูจวนรับรององครักษ์ซุน เขารอให้นางกำนัลหายไปแจ้งคนด้านในสักพัก ไม่ช้าพวกนางก็เชิญเข้าไป ก่อนประตูไม้จะเลื่อนออกมาพร้อมกับกายสูงใหญ่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า ลี่จินรีบค้อมศีรษะคำนับ

          “คารวะใต้เท้าซุน ขออภัยที่ข้าน้อยมารบกวนดึกดื่น”

          สังเกตถึงน้ำเสียงนอบน้อม และสีหน้าที่ละทิ้งความเย่อหยิ่งอย่างไม่เคยเป็น ไป่หานถึงกับเลิกขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ก่อนเจ้าของจวนจะเชิญหมอหนุ่มเข้าไปด้านใน แล้วสั่งห้ามใครห้ามรบกวน

          “เจ้ามีเรื่องอะไร”

          หลังจากรินชาให้อีกฝ่ายแล้ว ซุนไป่หานก็ไม่รีรอเอ่ยถามเรื่องที่เจ้าตัวคาใจ ลี่จินเก็บความร้อนใจทั้งหมดไว้ภายใต้สีหน้าที่เรียบเฉย ขณะที่ดวงตาเรียวสวยหลุบลงเล็กน้อย ก่อนจะพูดขึ้น

          “ใต้เท้าทราบหรือไม่ว่า เมื่อเช้านี้มีหมอหลวงถูกจับไปขัง” คำถามที่ได้ยิน ทำเอาไป่หานชะงักไป แต่เพราะหน้าต่างมีหูประตูมีช่อง ต่อให้ใครคบชู้กับใคร ในวังหลวงแห่งนี้ก็เป็นอันที่รู้กันยากจะปิด ยิ่งเป็นเรื่องคอขาดบาดตายยิ่งไม่ต้องพูดถึง

          “ข้าพอจะทราบอยู่บ้าง”

          ลี่จินพยักหน้าเมื่อได้คำตอบ ก่อนถามอีกครั้ง

          “เช่นนั้นท่านทราบหรือไม่ว่า ที่เขาโดนจับเพราะสาเหตุใด”

          “ข้าได้ยินว่าเขาทำนกทรงเลี้ยงขององค์รัชทายาทตาย”

          ลี่จินแอบเม้มริมฝีปากลง พยายามสะกดความโกรธเคืองของตัวเองไว้ในใจ เหตุผลที่กวนเจ๋อถูกจับต้องโทษทัณฑ์ช่างน่าขบขันสิ้นดี

          ไป่หานนิ่งเงียบไป เขามองอาการของอู่ลี่จินอย่างสงบ แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาเป็นไปได้ว่าแต่ล่ะคำถามที่ลี่จินเอ่ยปาก ราวกับจงใจจะดูท่าทีตอบสนองของเขา เช่นนี้ คงไม่แคล้วว่าคงกำลังประเมินว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ ซึ่งนั่นยิ่งทำให้เขาสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น

          “ท่านคิดว่า เรื่องโหดร้ายเช่นนี้มาจากสาเหตุแค่นั้นจริงๆ หรือ”

          “เจ้าต้องการพูดอะไร”

          ไป่หานหรี่ตาลงอย่างจับผิด น้ำเสียงเริ่มห้วนกระด้างมากขึ้นราวกับต้องการข่มอีกฝ่าย ที่ทำเช่นนี้เพราะรู้ดีว่าอู่ลี่จินเป็นคนฉลาด หากมีเรื่องร้ายเกิดขึ้นจริง ย่อมไม่ยอมพูดจาเถรตรงเป็นแน่ ฉะนั้นเพื่อให้หมอหนุ่มกล่าวจุดประสงค์ที่แท้จริงออกมา จำเป็นจะต้องใส่หน้ายักษ์

          ได้ผล...สีหน้าของอู่ลี่จินดูลังเล นัยน์ตาเริ่มวูบไหวไปตามแสงไฟในตะเกียง หมอคนงามถอนหายใจ ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนไปแล้วหันมาสบตากับองครักษ์หนุ่มตรงๆ

          “ที่จริงแล้ว ข้าได้ยินว่าที่หอหนังสือมีข่าวโคมลอยเกี่ยวกับจดหมายลับฉบับหนึ่ง ซึ่งถูกพบโดยหมอหลวง มันสำคัญมาก ถึงกระทั่งฮ่องเต้มีรับสั่งตามหมอผู้นั้นไปเข้าเฝ้า”

          ไป่หานเริ่มขมวดคิ้วมุ่น “แล้วอย่างไรต่อ” ลี่จินมีสีหน้าลังเลอีกครั้ง แต่ก็ตัดสินใจพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

          “มันคงไม่ยุติธรรม หากหมอผู้นั้นจะต้องรับเคราะห์เพียงเพราะจดหมายที่ไม่รู้เห็นฉบับเดียว”

          เหลือบตามองกายสูงใหญ่ที่นั่งเงียบอยู่ฝั่งตรงข้าม ลี่จินก็ได้แต่กลืนน้ำลาย ไป่หานยังคงเงียบ แต่จากนี้ไปจะเป็นความจริงที่เขาต้องเผชิญ แม้จะทำใจมาแล้วก่อนหน้านี้ แต่ก็มิอาจหักห้ามความหวาดกลัวเจือกังวลที่เกิดบนอกของตัวเองได้

          “ข้ามีเรื่องสำคัญจะบอกท่าน”

          ลี่จินสูดหายใจเข้าลึก ทุกอย่างอย่างเงียบสงบไม่มีแม้แต่เสียงลมพัด แม้แต่เปลวไฟในตะเกียงที่วูบไวไปมาก็หยุดนิ่ง

          จากนี้มีเพียงสองสายตาที่ประสานกัน แต่ความรู้สึกช่างดูห่างเหิน เย็นชาและไร้เยื่อใยนัก

          ในที่สุดก็ตัดสินใจพูดความจริง

          “จดหมายนั่นเป็นฝีมือของท่านใช่หรือไม่”

          พรึ่บ!

          ไป่หานลุกขึ้นยืนในฉับพลัน กระบี่ข้างเอวถูกชักออกมาชี้หน้าอู่ลี่จินอย่างไม่ลังเล

          “อู่ลี่จิน ที่พูดออกมาเจ้าคิดดีแล้วใช่หรือไม่! ”



♦♦♦♦♦♦



(งื้ออคนค่าตัวแพงออกแล้ว T^T )

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7534
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
เอาละสิ  เป็นเรื่องแล้ว..........
รัชทายาท ช่างโหดร้าย........
หาเรื่องกับกวนเจ๋อ ได้น่าชังมากกกกกกกกกก  :fire: :angry2: :serius2:
       :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ wanirahot

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 485
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
ชอบพ่อหิมะพันปีจริงๆ

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
   
❀ Moon's Embrace : บทที่ 8 (จบ) ❀


          “อู่ลี่จิน ที่พูดออกมาเจ้าคิดดีแล้วใช่หรือไม่!”

                                 (ต่อ)

          นัยน์ตาคู่สวยเบิกกว้าง รู้สึกพรั่นพรึงขึ้นในอกเมื่อเห็นปลายเหล็กกล้าอันแหลมอยู่ห่างใบหน้าเพียงลมหายใจ

          ลี่จินลอบกลืนน้ำลาย พอเจอสถานการณ์หน้าสิวหน้าขวางเข้าจริงๆ ประโยคที่เตรียมไว้ในหัวกลับว่างเปล่าไปหมด ถึงจะไม่รู้ว่าจดหมายนั่นเป็นมาอย่างไร แต่ก็ไม่คิดเลยว่าพอไปสะกิดเรื่องนี้เข้า จะทำให้ซุนไป่หานถึงกับชักดาบออกมา แววตาคมกริบคาดโทษดูไม่มีความลังเลเลยสักนิดที่จะตวัดลงมาที่คอเขา

          หมอหนุ่มพยายามบีบมือตัวเองให้แน่น กดเล็บจนจิกเข้าไปในเนื้อจนเจ็บเพื่อให้หลุดพ้นจากพันธนาการความกลัว ถึงเขาจะเข้าใจดีว่าสิ่งที่ตนเองได้กระทำลงไปอาจจะเป็นการว่ายน้ำเข้าหาจระเข้ ทว่าหากไม่ทำเช่นนี้เขาจะทราบได้อย่างไรว่าจดหมายนั่นมีส่วนเกี่ยวข้อง

          “ขออภัย แต่ข้าไม่ตั้งใจจะปิดบังท่าน”

          “เจ้าเห็นอะไรมาบ้าง พูดออกมาให้หมด! ”

          กดเสียงเข้มขึ้นจนน่าหวาดหวั่น ปลายกระบี่คมกริบสะท้อนกับแสงตะเกียงวาววับยื่นเข้ามาใกล้มากขึ้น ลี่จินไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ทั้งสีหน้าและของซุนไป่หานดูไร้ความลังเลที่บั่นคอเขา หากจับเท็จได้แม้แต่คำเดียว

          แต่ถึงจะหวาดกลัว อย่างไรก็เสี่ยงว่ายน้ำเข้าหาจระเข้แล้ว จะว่ายกลับก็คงยาก

          “ข้าเห็นจดหมายทั้งสองฉบับ แต่เรื่องที่ข้าทราบมีแค่ที่ท่านอ๋องแนะนำหนังสือบทกวีแด่ฮ่องเต้ และเขาต้องการให้ท่านพาหมอหลวงมากฝีมือกลับไปยังเมืองหู่ด้วย ส่วนอีกฉบับข้าไม่ได้สนใจ”

          นัยน์ตาคู่สวยเหลือบมองใบหน้าคมเข้มอย่างแน่วแน่ แม้จะซุกซ่อนความหวาดกลัวไว้เต็มอก แต่ก็พยายามแสดงให้เห็นถึงความสัตย์จริงมิได้กล่าวปด

          ไป่หานกำกระบี่ในมือของตนเองแน่นขึ้น ดวงตาคมกริบหลุบลงมอง มิอาจคาดเดาความคิด

          “อู่ลี่จิน...เจ้ารู้หรือไม่ว่าสิ่งที่เจ้าเห็นนั่นหมายถึงชีวิตของเจ้า แต่เห็นกับที่เจ้าเคยช่วยเหลือคนของข้าไว้ หากเจ้าปิดปากเงียบ ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า”

          “ข้าสาบานต่อฟ้าดินว่าข้าจะไม่แพร่งพรายเรื่องจดหมายที่ข้าพบ หากท่านยอมช่วยเหลือเพื่อนของข้าที่ติดอยู่ในคุก”

          นัยน์ตาดื้อรั้นฉายออกมาบนใบหน้างามล้ำ ทุกประโยคและน้ำเสียงกล่าวออกมาล้วนแต่ชัดเจน และเด็ดเดี่ยว จนเผลอคิดไปว่าอู่ลี่จินไม่มีความกลัวหรืออย่างไร

          ไป่หานบดกรามตัวเองแน่น เขาไม่อยากกระทำเช่นนี้เลย แต่จดหมายทั้งสองฉบับของท่านอ๋องเป็นสิ่งที่มิควรมีใครล่วงรู้ น่าเสียดายนัก...อู่ลี่จินเป็นหมอที่มีจิตใจดี แม้ดวงหน้าจะดูเย่อหยิ่ง รวมทั้งการกระทำบางอย่างก็ดูโอหัง แต่ก็มิได้ฝักใฝ่ฝ่ายใดหรือทำร้ายใคร

          เขาเป็นเพียงแค่หมอ…หมอที่รักษาชีวิตคน

          ตรงข้ามกับเขาที่เป็นเพียงเบี้ยที่ต้องปกป้องตัวขุน แม้จะต้องพรากชีวิตคนบริสุทธิ์

          “ข้าให้โอกาสเจ้าครั้งสุดท้าย กลับไปซะลี่จิน”

          ไม่อยาก...ไม่อยากทำเลยจริงๆ แต่หากอู่ลี่จินยังคงดื้อดึงอยู่เช่นนี้ น่ากลัวว่าเขาจะต้องทำในสิ่งที่ไม่ปรารถนา

          ลี่จินกดริมฝีปากลง สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่านั้นคือการเตือนครั้งสุดท้ายของซุนไป่หาน แต่แล้วอย่างไรเล่า เพราะนี่ก็เป็นโอกาสเดียวของเขาอีกเช่นกัน เขาจะไม่ยอมหันหลังให้ใคร แล้วทำได้แต่ยืนมองความสูญเสียอีกแล้ว

          “ใต้เท้าซุน ข้ารู้ดีว่าข้าไม่มีสิทธิ์ต่อรองใดๆ กับท่าน แต่กวนเจ๋อเป็นสหายร่วมสาบานของข้า ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นข้าจะไม่ทอดทิ้งเขา”

          “กลับไปซะ! ”

          “หากท่านกังวลในสิ่งที่ข้าเห็นนัก ข้ายินดีชดใช้ด้วยตาตนเอง”

          พรึ่บ!

          ฉับพลันมีดปลอกผลไม้ก็ถูกคว้ามาจากถาดสำริดบนโต๊ะอย่างรวดเร็ว “หยุดนะ! ” ไป่หานตะโกนลั่น ไม่มีเวลาให้คิดนานนัก องครักษ์หนุ่มรีบโถมตัวเข้าไปอย่างไม่สนใจ ก่อนใช้สันกระบี่ปัดมีดปลายแหลมให้หลุดออกจากมืออีกฝ่าย ก่อนมันจะกระดอนไปบนพื้น

          “เจ้าเสียสติไปแล้วหรือไง! ”

          ขึ้นเสียงดังพลันหัวใจเต้นโครมคราม โชคดีนักที่เขาช่วยเหลือคนคิดตื้นเขินไว้ได้ สำหรับคนเป็นหมอแล้ว เขาเคยได้ยินว่ามือและตาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต หากขาดสองสิ่งนี้ไปน่ากลัวว่าจะรักษาใครไม่ได้อีกเลย

          ลี่จินไม่คาดคิดว่าซุนไป่หานจะพุ่งตัวเข้ามา เหตุการณืที่เกิดทำเอาลืมหายใจไปเสี้ยววินาที แต่พอตั้งสติได้ ความตั้งใจแน่วแน่ของตนเองก็ยังไม่หายไป

          “ข้ายังมีสติดี แต่หากเรื่องที่ข้าเห็นจดหมายนั่นทำให้ท่านกังวลที่จะช่วยเพื่อนของข้า ข้าก็ยินดียกมันให้ท่าน”

          “แต่เจ้าเป็นหมอ! ”

          “ต่อให้ข้าสละตาทั้งสองข้างนี้ไปเพื่อช่วยเพื่อนข้า แต่ตราบใดที่มือคู่นี้ยังอยู่ ข้าก็ยังรักษาต่อไปได้”

          ช่างเป็นประโยคแสนบ้าบิ่น ไม่เหมือนกับอู่ลี่จินที่มักสงบเยือกเย็นเลยสักนิด ไป่หานขมวดคิ้วจนกดเป็นปม รู้สึกหัวใจกำลังโดนคนตรงหน้าบีบอย่างร้ายแรง หากเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่อู่ลี่จิน เขาคงปล่อยให่มันผู้นั้นตายซะโดนไม่เสียเวลาสนทนาวาจาใด

          ลี่จินมองนัยน์ตาคมกริบของอีกฝ่ายไม่กะพริบ เวลานี้จากความเด็ดขาดแน่วแน่ในคราแรกขององครักษ์หนุ่มกลับปรากฏความลังเลขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด…

          ที่จริงแล้วเขาไม่อยากจะทำเช่นนี้เลย แต่เพื่อทดสอบว่าไป่หานคิดจะทำเช่นไร จึงได้ลงทุนใช้ชีวิตตนเองเข้าเสี่ยง ทีแรกเขาคิดว่าไป่หานจะปฏิเสธแล้วปล่อยให้เขากระทำตามใจเสียด้วยซ้ำ แต่...นึกไม่ถึงเลยว่าองครักษ์หนุ่มจะพุ่งตัวเข้ามา ครั้นยังขึ้นเสียงต่อว่าราวกับคนห่วงใย

          เขาไม่ได้ตั้งใจจะหลอกลวง...แต่หากไม่ใช้สถานการณ์บีบคั้น ไป่หานคงไม่มีท่าทางลังเลเช่นนี้

          ลี่จินสูดลมหายใจ เขาพยายามบังคับอารมณ์ตัวเองให้สงบ แต่ครั้งนี้หากต้องการโน้มน้าวใจอีกฝ่ายให้ลังเลลงมากกว่านี้ เขาจำเป็นจะต้องสละความเย่อหยิ่งของตัวเองเพื่อให้ต้นไม้ใหญ่เอนเอียง

          “ใต้เท้าซุน...ข้ารู้ว่าข้าทำตัวไม่ดีกับท่าน แต่ครั้งนี้ข้าจนปัญญา ตระกูลข้าต้อยต่ำนัก ไม่รู้จะพึ่งพาใครได้อีก หมอฉินเป็นเพียงแค่หมอธรรมดาที่บังเอิญไปขวางทางดาบของท่านอ๋องกับรัชทายาทเข้า ถึงมันจะช่วยไม่ได้ แต่เขาเป็นเพียงคนบริสุทธิ์ที่ไม่ควรจะเกี่ยวข้อง ท่านเป็นทหารย่อมปกป้องประชาชน ฉะนั้นเรื่องนี้มีเพียงท่านคนเดียวเท่านั้นที่จะช่วยเขาได้ใต้เท้าซุน...”

          “ข้าเป็นทหารของท่านอ๋อง และข้าก็ยังยืนยันคำเดิม”

          “ได้โปรด...”

          อู่ลี่จินที่เป็นดั่งแท่งน้ำแข็งที่ยากจะหลอมละลาย บัดนี้กลับยินยอมสละทิ้งทุกอย่างแล้วคุกเข่าลงทั้งสองข้าง ทั้งยังพร่ำเสียงอ่อนหวานอ้อนวอนอย่างไม่เคยเป็น ดวงตาคู่สวยเป็นประกายแวววาวจากแสงไฟหากผู้ใดพบเห็นคงยากจะต้านทานปฏิเสธ หมอคนงามโน้มตัวลงจนศีรษะติดพื้น

          หัวใจของซุนไป่หานเต้นแรงนัก ราวกับภาพที่เห็นและเสียงที่ได้ยินค่อยๆ ทำลายความสุขุมเยือกเย็นในตัวย่อยยับ เพียงแค่หมอหนุ่มที่พบหน้ากันไม่กี่ครั้ง กลับทำให้เขาโลเลจนน่าขัน

          ไป่หานเก็บกระบี่ลงฝัก เขาเดินเข้าไปใกล้ กายสูงใหญ่ย่อตัวลงตรงหน้าคนที่กำลังกราบพื้นอ้อนวอน เขายกมุมปากขึ้นเจือจาง ก่อนมือที่เอาแต่จับคมดาบมานานจะค่อยๆ เชยปลายคางคนที่ก้มอยู่ขึ้นมา

          “ไม่น่าเชื่อว่าน้ำแข็งพันปีอู่ลี่จินกำลังอ้อนวอนข้าอยู่”

          ประโยคถากถางนั้นระบายด้วยเสียงนุ่มทุ้ม นัยน์ที่เต็มไปด้วยโทสะในคราแรกบัดนี้กลับเรียบนิ่งจนยากจะบอกความรู้สึก อู่ลี่จินเงยใบหน้างามขึ้นมาสบ ภาพของซุนไป่ที่กำลังเชยปลายคางตนช่างเหมือนช่วงเวลารอบข้างหยุดนิ่ง ราวกับใบหน้าอันหล่อเหลากำลังดึงดูดจนไม่อาจถอนสายตา

          ลี่จินพยายามข่มความรู้สึกแปลกๆ ที่ร้อนผะผ่าววูบวาบในใจตนเอง ถึงไม่รู้ว่าคนตรงหน้าคิดอย่างไร แต่หากเวลานี้ไม่ทำตัวให้ไหลไปตามน้ำ น่ากลัวว่าทุกอย่างที่ทำมาจะมลายหายไป

          “ใช่ ข้ากำลังอ้อนวอนท่าน”

          ท้ายที่สุดมือเรียวจึงยกขึ้นมากุมมืออีกฝ่าย พร้อมดวงตาคู่สวยร้องขอวิงวอน ถึงไม่รู้ว่าควรหรือไม่ที่กระทำเช่นนี้ตอบรับ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายทีเล่นทีจริงจนเดาใจไม่ได้ ก็มีแต่จะต้องเอาน้ำเย็นเข้าลูบเท่านั้น

          ไป่หานถึงกับชะงักไปเมื่อพบสัมผัสตอบรับจากอีกฝ่าย ขณะที่หัวใจเต้นโครมครามราวกับกลองศึกไม่สงบเลยสักนิด ยิ่งหมอคนงามทำสายตาเช่นนี้ด้วยแล้ว จิตใจยิ่งร้อนผะผ่าว

          แย่แล้วซุนไป่หาน...เรื่องนี้จะต้องทำเจ้าแย่แน่ๆ ตั้งแต่เกิดมามีเพียงท่านอ๋องจิวคนเดียวที่เขายิมยอมทำให้ทุกอย่าง แต่น่าขันนักที่อู่ลี่จินกลับเป็นอีกคนที่เขาปฏิเสธไม่ได้

          “ข้ายอมใจเจ้าแล้วลี่จิน...เจ้าต้องการให้ข้าทำอะไรก็พูดมา”

          พอได้ยินคำเอ่ยเช่นนั้น ก็มิอาจหักห้ามความดีใจที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าได้ อู่ลี่จินคลี่ยิ้มอ่อนหวานให้กับซุนไป่หานอย่างมีความหวังเป็นครั้งแรก



♦♦♦♦♦
งื้อออออ จับมือกันสักทีแง้ T^T
หายค้างกันแล้วเนอะ☺ ตอนใหม่เจอกันไวไวนี้ (ที่ไม่ใช่พรุ่งนี้) #หลบ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-08-2018 00:12:58 โดย EtuDe »

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด