❀ โอสถดอกท้อ : Moon's Embrace ❀ (หมอจีนโบราณ) End 32 Up! (16/02/2019)(แจ้งข่าว)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ❀ โอสถดอกท้อ : Moon's Embrace ❀ (หมอจีนโบราณ) End 32 Up! (16/02/2019)(แจ้งข่าว)  (อ่าน 73001 ครั้ง)

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
         
❀ Moon's Embrace : บทที่ 3 ...ครึ่งจบ ❀


          วันนี้อากาศช่างพิกลพิการนัก กลางวันฝนตกปรอยๆ ตลอดวัน ตกกลางคืนลมหนาวโบกจนเย็นสะท้านเข้าไปถึงกระดูกเนื้อใน น่ากลัวว่าเด็กเล็ก คนเฒ่าคนแก่ หากไม่แข็งแรงอาจได้ป่วยไข้เป็นแน่

          สำหรับซุนไป่หานแล้ว ถึงจะมั่นใจในสุขภาพตัวเอง แต่หลายวันมานี้เขาเทียวไปเทียวมากว่าหลายพันลี้ แถมยังต้องคอยคุมขบวนบรรณาการที่ท่านอ๋องของเขานำมาถวายแด่ฮ่องเต้ หลับได้ไม่ถึงชั่วยามก็ต้องลืมตาตื่นเพราะเกรงว่าจะล่าช้า ประกอบกับการเดินทางจากเมืองหู่มาวังหลวงนั้น ต้องใช้เส้นทางป่าเขาหากชักช้าน่ากลัวว่าอาจจะโดนดักปล้นอีกก่อนถึงวัง

          แม้ทุกอย่างจะเรียบร้อยแล้ว และเขาก็สมควรจะพักผ่อน ทว่าพอตกกลางคืนทีไรเขามิสามารถข่มตาลงนอนได้อย่างเช่นปกติ หากไม่ดื่มสุราให้ลืมเลือนเรื่องราวที่ไม่อยากนึกถึงจนหมดสติไป ร่างกายคงมิได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

          พูดถึงเรื่องการพักผ่อนแล้ว ใบหน้าเรียวสวยกับดวงตาที่ดูเย่อหยิ่งของหมอหนุ่มที่เพิ่งเคยพบเมื่อช่วงบ่ายก็ลอยเข้ามาในหัว น้ำเสียงเรียบกระด้างแฝงไว้ด้วยความอวดดี แต่กระนั้นทุกคำพูดกลับซ่อนเร้นความห่วงใยเล็กๆ เอาไว้

          ช่างเป็นหมอที่ปากไม่ตรงกับใจ ซุนไป่หานยกมุมปากขึ้นนิดๆ เมื่อนึกถึงอู่ลี่จิน ก่อนจะรินน้ำสุราลงบนจอกอีกครั้ง

          สุราวังหลวงนี้นับได้ว่ามีรสชาติไม่เลว เป็นของดีที่องค์รัชทายาทหยวนอี้หมิงประทานให้ทหารเมืองหู่ทุกคน ทว่าเขาไม่ได้รู้สึกปลาบปลื้มเลยสักนิด ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าที่ยาบำรุงของพวกเขามีแต่น้ำขิงร้อนเป็นเพราะใคร อี้หมิงเป็นคนประเภททำดีเอาหน้าลับหลังถือขวานคอยจามหัว แต่ต้องการทำให้ฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นว่าเป็นคนใจกว้าง เพื่อที่จะได้สละราชบัลลังก์ให้อย่างไว้พระทัย ทั้งๆ ที่เบื้องหลังนั้นเน่าเฟะ แอบวางแผนต่างๆ นานา

          ต่างจากท่านอ๋องจิวของเขานัก ที่เป็นคนเถรตรง หนักแน่น ไม่โอนเอนอ่อนข้อให้กับคนคิดร้าย เลือดย่อมล้างด้วยเลือด แม้ฟังจะดูโหดร้ายไปเสียหน่อย แต่ทั้งหมดก็เพื่อกำจัดภัยที่จะมาถึงตน

          คิดกระนั้นแล้วซุนไป่หานจึงหยิบจดหมายขึ้นมา จดหมายฉบับนี้อ๋องจิวรับสั่งกับเขาไว้ว่าทำอย่างไรก็ได้ให้ถึงพระหัตถ์เสด็จพ่อ เขาขบคิดเรื่องนี้มาตั้งแต่ก่อนถึงวัง ก่อนจะมีแผนการเล็กๆ อยู่ในหัว

          ไป่หานแอบชำเลืองมองนางกำนัลที่ถูกเรียกให้มาปรนนิบัติเขาเล็กน้อย พวกนางยืนก้มหน้าอยู่ด้านนอก ที่เขาสั่งไม่เข้ามาด้านในไม่ใช่ว่าเขาใจร้าย แต่เพราะรู้ว่าพวกนางเป็นคนของรัชทายาทจึงจำเป็นต้องอยู่ห่างเอาไว้ และจะให้รู้เรื่องจดหมายฉบับนี้ไม่ได้เด็ดขาด

          องครักษ์หนุ่มเก็บจดหมายเข้าที่เดิม ทีแรกเขาคิดจะดับตะเกียงไฟแล้ว แต่อยู่ๆ นางกำนัลที่เป็นคนของรัชทายาทก็เดินเข้าด้านในอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย โชคดีที่เขาเก็บจดหมายนั่นไปแล้ว จึงพยายามตีสีหน้าเรียบนิ่ง

          “ไม่มีอะไรให้พวกเจ้ารับใช้ข้าแล้ว พวกเจ้ากลับไปพักผ่อนเถิด” ไป่หานเอ่ยไล่ ทว่ากลับผิดคาดเล็กน้อยที่พวกนางไม่ได้มาปรนนิบัติแต่กลับรายงานเรื่องหนึ่ง

          “เรียนองครักษ์ซุน หมออู่จากสำนักหมอหลวงแวะนำยาบำรุงมาให้เจ้าค่ะ”

          หมออู่...อู่ลี่จิน? ซุนไป่หานเลิกคิ้วครุ่นคิดกับประโยคที่ว่า นำยามาให้? ไม่ใช่มีแค่น้ำขิงหรอกหรือ?

          “เชิญเขาเข้ามา”

          ซุนไป่หานรีบรับสั่ง นางกำนัลสาวรับคำแล้วถอยเท้าออกไปด้านนอก สักพักไม่นาน ร่างสูงบางในชุดเสื้อคลุมหมอสีเขียวครามก็ก้าวเข้ามาด้านใน พร้อมกับขันทีนายหนึ่งที่ถือถ้วยยาในกระเบื้องสีเทามาด้วย

          ไป่หานมองคนมาเยือนนิ่ง คงเป็นเพราะพิษสุราแน่ๆ ทำให้เขารู้สึกแปลกๆ นัยน์ตาคมกริบมองหมอหนุ่มตรงหน้าไม่กะพริบ เส้นผมสีดำขลับยังรัดรวบเอาไว้ใต้หมวกแพทย์ทรงสูงอย่างเรียบร้อย ใบหน้าเรียวงามได้รูปใต้แสงไฟในตะเกียงเห็นแล้วช่างน่ามองมากกว่าตอนกลางวันเป็นไหนๆ เว้นแต่ความรู้สึกเย่อหยิ่งในดวงตาคู่สวยที่ยังคงไม่เปลี่ยนไป หากลดลงเป็นความอ่อนโยนได้ คงน่ามองมากกว่านี้

          “คารวะใต้เท้าซุน”

          คนตัวบางค้อมศีรษะลงคำนับทักทายตามมารยาทอย่างนอบน้อม ไป่หานไม่ได้มากพิธีการเขาทำเพียงพยักหน้าหน่อยๆ มองอู่ลี่จินสั่งให้ขันทีน้อยวางยาลงบนโต๊ะด้านหน้า ก่อนส่งสายตาให้ออกไปจากห้อง

          เมื่อไม่มีใครอยู่แล้ว ดวงตาคมเข้มจึงปรายมองไปยังน้ำยาสีน้ำตาลเข้มในถ้วย แต่เพียงได้กลิ่นก็รู้สึกขมคอขึ้นมาจนต้องเบือนหน้าหนี

          “ใต้เท้าคิดว่ายาควรมีรสชาติเป็นเช่นไร” ราวกับล่วงรู้ความคิดเขาออก ซุนไป่หานเงยขึ้น จ้องใบหน้าเรียบเฉยของหมอหนุ่มที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม เขาผายมือให้อีกฝ่ายนั่งลง แต่ลี่จินกลับยืนนิ่งไม่ขยับแม้แต่ก้าวเดียว

          “ข้าแค่นำยามาให้ อีกเดี๋ยวก็ไปแล้ว”

          “ข้าได้ยินว่าทหารด้านนอกได้ดื่มแค่น้ำขิง” ดวงตาคู่สวยขยายกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินสิ่งที่องครักษ์หนุ่มพูด แต่อย่างไรเขาก็ไม่มีอะไรจะโต้เถียงได้มาก

          “ใช่...แต่น้ำขิงมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงสารพัดเช่นกัน”

          “เจ้าอย่าแก้ตัวเลย ฝีมือเจ้านั่นสินะ” ซุนไป่หานหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น ท่าทางถูกอกถูกใจอย่างประชดประชัน

          อู่ลี่จินขมวดคิ้ว พอเข้าใจความหมายอยู่ โดยเฉพาะคำว่า ‘เจ้านั่น’ ที่หลุดออกมาว่าหมายถึงใคร ทว่าเรื่องนี้จะซี้ซั้วพูดไปเรื่อยไม่ได้

          เขามองดูอาการองครักษ์หนุ่มที่กำลังหัวเราะด้วยใบหน้ากึ่งดำกึ่งแดง จากตรงนี้ก็ยังได้กลิ่นสุราโชยมาตามลม ถึงอุปมาได้ว่าฝั่งตรงข้ามคงเริ่มเมาแล้ว เขาควรรีบบอกจุดประสงค์ตัวเองแล้วรีบกลับไปสักที

          “ใต้เท้าคงเริ่มเมาแล้ว นี่เป็นยาต้มโสมป่ากับเห็ดหลินจื่อแดงเพื่อบำรุงหัวใจท่าน”

          พอลี่จินกล่าวเช่นนั้น ซุนไป่หานจึงชำเลืองสายตาลงไปในถ้วยกระเบื้องสีเทา ใบหน้าคมเข้มพยักรับรู้เนือยๆ แต่ไม่ได้บอกสักคำว่าจะดื่ม หนำซ้ำยังยกจอกสุราขึ้นมาซดแทนต่อหน้าเขา

          ถึงจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกัน แต่ท่าทีเช่นนั้นสร้างความหงุดหงิดในใจหมอหนุ่มอยู่มากโข

          “ใต้เท้าควรพักผ่อน เหตุใดยังร่ำสุราอยู่อีก”

          “ข้าจะดื่มเพื่อให้นอนหลับสบายขึ้น”

          “ความเชื่อของใต้เท้าผิดแล้ว ใต้เท้าจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่าเหมือนได้ยาดีในคราแรก แต่พอดื่มเข้าไปมากๆ ฤทธิ์ของสุราจะทำให้ท่านรู้สึกมึนเมา อีกทั้งยังทำให้การเต้นและการบีบรัดตัวของหัวใจผิดปกติ เลือดในกายจะสูบฉีดขยายตัว ท่านจะร้อนรุ่มทั้งร่างกาย ส่งผลมายังตับจนบวมโต แรกๆ อาจทนทานได้ แต่ในยามที่ร่างกายของคนเราถึงขีดจำกัด ท่านจะรู้สึกเหมือนศีรษะตัวเองถูกทุบด้วยค้อนที่มองไม่เห็นตลอดเวลา ยิ่งร่างกายอ่อนแอจากอดนอนด้วยแล้ว อาจมีผลส่งถึงเส้นชีพจรส่วนบนด้วย หากเส้นนั้นแตกหรือฉีกขาดเพราะความร้อนจากสุรา ใต้เท้าจะลืมตาขึ้นมาไม่ได้อีกเลย”

          ทันทีที่อู่ลี่จินร่ายยาวออกมา ซุนไป่หานถึงกับลอบกลืนน้ำลายลงคอ มือหนารีบวางจอกสุราที่กำลังยกซดอีกรอบลงบนกับโต๊ะทันที รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องชอบกล ไม่ได้กลัวหรอกนะ เพียงแต่พอได้ฟังแล้วไม่มีอารมณ์จะดื่มอีก

          “นี่เจ้าขู่ข้าหรือ”

          “ข้าน้อยพูดไปตามความจริงที่ข้าน้อยทราบ”

          คนตรงหน้าสวนกลับด้วยเสียงเรียบนิ่ง ไม่รู้ทำไมเวลามีข้อโต้เถียงกัน ทุกครั้งเขาถึงได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กน้อยที่กำลังโดนพร่ำสอนอยู่ร่ำไป

          ไป่หานยกมือขึ้นมานวดขมับตนเองที่เริ่มปวดหนึบ

          “ก็ได้ๆ ในเมื่อเจ้าพูดราวกับเป็นห่วงข้าขนาดนั้น ข้าไม่ดื่มแล้วก็ได้” ซุนไป่หานทำท่าเหมือนจะยอมแพ้แล้ว แต่ประโยคที่หลุดออกมาจากอีกฝ่ายทำเอาอู่ลี่จินกระด้างหูขึ้นมาทันที

          เป็นห่วง? ห่วงเจ้าเรื่องอันใด? คนไม่รักตัวกลัวตายอย่างซุนไป่หานห่วงไปก็ไร้ค่า

          ทว่ายังไม่ทันได้โต้ตอบสิ่งใด สุราจอกหนึ่งก็ถูกยกขึ้นมาแล้วยื่นตรงมาให้เขาที่ยืนอยู่

          “แต่จอกนี้รินมาแล้วจะเททิ้งก็เสียดายอยู่ เจ้าดื่มแทนข้าสิ” คำเชิญชวนนั้นทำเอาอู่ลี่จินหน้าร้อนขึ้นมานิดๆ ปกติเขาเป็นคนใจเย็นเพื่อทำความเข้าใจกับสถานการณ์ต่างๆ แต่ตอนนี้เขาไม่รู้ว่าควรจะตอนรับหรือปฏิเสธ ไม่เข้าใจคนอย่างซุนไป่หานเลยจริงๆ

          “ข้าไม่--” ยังพูดไม่ทันจบอีกฝ่ายก็สวนขึ้นมา

          “อะไร เจ้าร่ำเรียนจนได้เป็นหมอหลวงชั้นต้นไม่รู้หรือว่าสุราก็มีข้อดีทางใจ”

          “ข้อดีทางใจ? ” เขาทวนคำนั้นอย่างไม่เข้าใจ แต่ใบหน้าหล่อเหลากลับยกยิ้มกลับมา เป็นรอยยิ้มที่ทำวูบหนึ่งเหมือนหัวใจจะเต้นผิดแปลก

          ไป่หานไม่ตอบอะไรอีก บรรยากาศเงียบเชียบกว่าที่เคย ลมหนาวจากสายพิรุณโบกพัดมาเอื่อยๆ ยิ่งมีกลิ่นสุราเมื่อผสมกับกลิ่นกำยานของดอกกุ้ยเหม่ยเจือจางแล้ว ยิ่งให้ความรู้สึกอ่อนหวานแบบแปลกๆ อู่ลี่จินมองนัยน์ตาคมกริบคู่นั้น ในดวงตาสีดำแวววาวแม้จะดูไม่สดใสเท่าไรนัก แต่กลับมีพลังดึงดูดบางอย่างจนปฏิเสธไม่ได้

          “ดื่มสิ...” พอตอกย้ำด้วยน้ำเสียงเรียบทุ้มกังวานเช่นนี้แล้วด้วย ยิ่งก้าวขาหลีกหนีไม่ได้เลย ลี่จินจำใจเดินเข้าไป นั่งลงฝั่งตรงข้าม ก่อนมองบุรุษตรงหน้าด้วยท่าทางไม่ไว้ใจนัก

          ซุนไป่หานคลี่ยิ้มอีกครั้ง มือแกร่งยังคงยื่นจอกสุราให้เขา

          อู่ลี่จินมองใบหน้าหล่อเหลาสลับกับจอกสุราในมือนั่น ไม่ช้าก็ตัดสินใจรับมาช้าๆ แล้วยกดื่มไปรวดเดียว รสสุราขมหวานกลมกล่อมไหลลงคอ เพียงจอกเดียวก็รู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัว

          ลี่จินรีบวางจอกสุราลงบนโต๊ะตามเดิม ดวงตาเรียวสวยถลึงโตไม่พอใจ

          “ข้าดื่มแล้ว พอใจใต้เท้าหรือยัง” คำพูดประชดประชันจะว่าไปแล้วก็น่าฟังใช่ย่อย ซุนไป่หานคลี่ยิ้มหวาน หากดูเจ้าเล่ห์นัก

          “พอใจแล้ว”

          พอที!

          “เช่นนั้นข้าน้อยขอตัว” ลี่จินค้อมศีรษะรีบลุกขึ้นในทันใด ส่วนซุนไป่หานก็ไม่ได้หักห้าม แต่ก่อนที่หมอคนงามจะกลับ ก็หันไปพูดย้ำเรื่องหนึ่งอีกครั้ง

          “เรื่องยาข้าจะไม่พูดซ้ำอีก หวังว่าใต้เท้าซุนจะรักตัวเองบ้าง” แม้สีหน้าจะดูไม่พอใจอยู่บ้าง แต่คำพูดเฉียบคมนั้นก็ยังแฝงความห่วงใยเล็กๆ มาด้วยไม่เคยเปลี่ยน

          ไป่หานไม่โต้กลับทำเพียงแค่พยักหน้า ไม่รั้งไว้อีก เวลานี้เขาก็เหนื่อยแล้วเช่นกัน ดวงตาก็แทบลืมไม่ขึ้น สัมผัสได้ว่าหากหัวตกถึงหมอนเมื่อไรคงหลับเป็นตายยันเช้า

          “ขอบคุณหมออู่” กล่าวเพียงสั้นๆ ด้วยเสียงนุ่มทุ้มน่าฟัง แต่พอซุนไป่หานทำท่าจะคำนับขอบคุณอู่ลี่จินที่อุตส่าห์นำยามาให้เขา เพียงก้มศีรษะมองพื้นได้ไม่ทันไร อยู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนภาพทุกอย่างโคลงเคลงแล้วตัดวูบหายไป

          โครม!

          “ใต้เท้าซุน! ”

♦♦♦♦♦♦

100 %

จบตอน 3 แย้วววว ไม่มีอะไรมากนอกจาก เฮ้อออ ไป่หานหนออออ นู๋จะวางมาดเข้มแล้วล้มไปแบบนั้นไม่ได้ ถถถถ

ขอบคุณที่ติดตามนะคะ เยิ๊ฟฟฟฟฟ ♥♥

ออฟไลน์ ฟาง ฟ่างง ฟ๊างง

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 21
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
ภาพตัดนี่เอง...555555555 คนเขียนสู้ๆนะคะ

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ Konzen

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ใต้เท้าคะ อาการนี้เขาเรียกว่าอ่อย แม้จะไม่ได้ตั้งใจก็เถอะ :z1:

ออฟไลน์ aiyuki

  • รักแท้ไม่แบ่งแม้เพศพันธุ์
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2637
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +133/-6
เย้ยยย!!! หัวทิ่ม

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2317
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +285/-3
อย่างกับจังหวะซิทคอม ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ

ออฟไลน์ ┠┨ ¡ Þ Þ ☻ ❣ ╰╰

  • นู๋ รัก BoYs' lOvE
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 723
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
หรือพระเอกนางจะแกล้งป่วย..เผื่อให้ได้เข้าไปรักษาตัวในวัง..จะได้แอบส่งจดหมายได้..ฮ่าๆ..อันนี้คือแอบเดาแบบฉีกมุมด้วยตัวเองล้วนๆ..555...ติดตามตอนต่อไปจร้า..

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8900
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7534
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
         
❀ Moon's Embrace : บทที่ 4 ...ครึ่งแรก ❀

           ตอนที่ซุนไป่หานลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ตะวันก็ขึ้นเหนือศีรษะ องครักษ์หนุ่มร้องครางออกมาเบาๆ ก่อนเปลือกตาที่ปิดสนิทมานานจะปรือขึ้นช้าๆ

          ภาพที่เห็นในคราแรกหมุนวนและพร่ามัว ก่อนค่อยๆ ชัดเจนขึ้นในวินาทีถัดมาแล้วพบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียง

          ไป่หานขยับตัวลุกขึ้นมานั่งที่ริมขอบเตียงด้วยความมึนงง พลางยกมือขึ้นมาลูบใบหน้าตนเองอย่างสึกสับสน น่าแปลกที่ร่างกายและหัวสมองกลับปลอดโปร่งนัก หลังจากที่ได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ แต่พอคิดทบทวนดูดีๆ แล้ว เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมานอนพับอยู่ที่เตียงตั้งแต่เมื่อไร รู้แต่เพียงว่าเมื่อวานหมออู่มาหาเขา แต่ก่อนที่ร่างบางจะจากไป เขาคิดจะคำนับอีกฝ่ายเป็นการขอบคุณ แล้วอยู่ๆ ภาพทุกอย่างก็ตัดหายไปเลยเหมือนควัน

          “องครักษ์ซุน! ”เสียงเรียกด้วยความตกใจดังขึ้นมาจากหน้าประตู เขารีบมองไป เห็นนางกำนัลในชุดสีฟ้าครามที่องค์รัชทายาทส่งมาตั้งแต่เมื่อคืน ในมือนางถือถาดใบหนึ่งบนนั้นมีถ้วยกระเบื้องสีเทา

          นางรีบตรงเข้ามา แล้ววางถ้วยกระเบื้องนั้นไว้บนโต๊ะหน้าเตียง

          “เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น” ถามออกไปด้วยเสียงแหบพร่า นางรับใช้ชะงักไปเล็กน้อยเหมือนไม่รู้ว่าควรจะพูดดีหรือไม่ แต่พอเจอสายตาคมกริบคาดคั้นแล้วก็เป็นอันต้องเอ่ยปาก

          “ท่านหมดสติล้มพับไปตอนที่ก้มลงคำนับหมออู่เจ้าค่ะ”

          “อะไรนะ”

          เขากล่าวเสียงดังเหมือนไม่อยากจะเชื่อ แต่พอเห็นสีหน้าของนางกำนัลแล้วดูท่านางไม่ได้โกหก

          เมื่อแน่ใจแล้วว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ซุนไป่หานรู้สึกปวดหัวตุบขึ้นมาทันที แถมใบหน้ายังร้อนฉ่า อับอายไม่รู้จะไปมุดหัวอยู่ที่ไหน เป็นทหารองครักษ์รับใช้อ๋องจิวมาตั้งหลายปีไม่เคยทำเรื่องน่าขายหน้า และเมาพับต่อหน้าใคร หากเรื่องนี้อู่ลี่จินแพร่งพรายออกไป รู้ถึงไหนอายถึงนั้น ฉะนั้นตอนนี้สิ่งที่เขาอยากรู้ก็คือ...

          “แล้วหมออู่ล่ะ”

          “หมออู่เพิ่งกลับไปเมื่อยามเฉินเจ้าค่ะ”

          ยามเฉิน? คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน

          “ตอนนี้ยามใดแล้ว”

          “ยามอู่แล้วเจ้าค่ะ”

          “ทำไมเขาเพิ่งกลับไปล่ะ”

          คำถามนั้นไม่ได้คำตอบในทันที นางกำนัลสาวเงียบไปสักพัก คล้ายกับลังเลที่จะพูด พิรุธที่แสดงออกยิ่งทำให้ซุนไป่หานยิ่งสงสัย

          “มีอะไรงั้นหรือ”

          “ขออภัยองครักษ์ซุนที่จริงแล้วหน้าที่ดูแลท่าน บ่าวต้องเป็นคนรับผิดชอบ แต่ชายหญิงมิควรถูกเนื้อต้องตัวกัน เมื่อคืนท่านมีไข้สูงมาก ทหารข้างนอกก็พากันหลับกันหมด หมออู่เลยอยู่ดูแลท่านทั้งคืนเจ้าค่ะ”

          ซุนไป่หานแทบหน้ามืด ดูเหมือนนอกจากที่เขาหมดสติไปแล้ว ยังถูกคนที่ไม่รู้จักมักจี่พอมาดูแลเฝ้าไข้ตลอดทั้งคืนอีก หากเรื่องนี้รู้ถึงหูท่านอ๋อง คงมิวายคนทั้งเมืองหู่คงต้องหัวเราะเยาะเขาแน่ๆ

          ศักดิ์ศรี อับอายก็เรื่องหนึ่ง

          บุญคุณที่ต้องขอบคุณก็เรื่องหนึ่ง!

          ทว่าพอขบคิดไปมาแล้ว เขารู้สึกเหมือนลืมเรื่องสำคัญไปบางอย่าง พอนึกขึ้นมาได้ก็เบิกตากว้างขึ้น

          “เขาพูดอะไรก่อนไปหรือไม่” นางกำนัลส่ายหน้า ไป่หานโล่งอกไปเปลาะหนึ่ง ก่อนโบกมือไล่

          “เจ้ากลับไปพักผ่อนเถิด” สาวใช้ยอบกายลงรับคำ ก่อนถอยเท้าออกไป พอไม่มีใครอยู่แล้ว มือหนาก็รีบล้วงเข้าไปที่สาบเสื้อตัวเอง หยิบจดหมายของอ๋องจิวที่ฝากไว้ขึ้นมาดู มันยังอยู่สภาพเดิมไม่ได้มีล่องลอยของการแกะอ่าน

          ไป่หานถอนหายใจ โชคดีนักที่อู่ลี่จินไม่ใช่คนอยากรู้จนกระทำการโง่เขลามิเช่นนั้น….

♦♦♦♦♦♦


          “เมื่อคืนเจ้าหายไปไหนมา”

          เสียงคาดคั้นความคิด กังวานไปทั่วลานของสำนักหมอหลวง

          อู่ลี่จินถูกบังคับให้นั่งคุกเข่ามาเกือบครบหนึ่งก้านธูป จนหัวเข่าเริ่มปวดและมีเลือดไหลซิบ เนื้อตัวพรายผุดไปด้วยเม็ดเหงื่อ แต่กระนั้นใบหน้างามก็ยังคงแน่นิ่งเก็บซ่อนความรู้สึกของตนเอง

          เพราะเป็นเพียงแค่หมอผู้น้อยจึงมิอาจกระทำการต่างๆ ได้ดั่งใจ ‘จ้าวซุ่ย’หรือรองหัวหน้าสำนักหมอของวังหลวงจึงได้สั่งทำโทษเขาฐานะที่ไม่ปฏิบัติตามกฎของหมอหลวงชั้นต้นว่าไม่ให้ออกจากจวนพักรับรองเกินเวลาสี่ทุ่มนอกจากมีเหตุจำเป็น

          แต่ทั้งๆ ที่อธิบายไปเสียทุกอย่างแล้ว แต่เหตุจำเป็นของเขากลับกลายเป็นแค่ลมผ่านหูของจ้าวซุ่ย และหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ท่านรองสำนักโกรธจัด ทว่าที่มาของเรื่องทุกอย่างอาจเป็นเพราะซุ่นไป่หานดันเป็นคนของจวิ้นอ๋อง ซึ่งเป็นศัตรูขององค์รัชทายาท เขาถึงต้องรับเคราะห์ซวยทับซ้อน

          “ข้าอยู่ที่เรือนรับรองเพื่อนำยาให้มาใต้เท้าซุน” ลี่จินหลุบตาลงตอบด้วยเสียงราบเรียบ นี่เป็นรอบที่สามแล้วที่ต้องพูดซ้ำๆ ว่านำยาไปให้ซุนไป่หาน แต่เพราะสีหน้าน้ำเสียงและแววตาของเขาไม่มีแววว่าจะสำนึกผิดใดๆ เลยเป็นเหตุให้ต้องโทษหนักกว่าเดิม

          จ้าวซุ่ยขมวดคิ้ว เขายกยิ้มมุมปากขึ้น ท่าทางเหมือนคนที่ต้องการอวดเบ่งบารมีมากเสียกว่าเคร่งครัดในกฎเกณฑ์

          “ยาอะไร”

          “โสมป่า กับน้ำเห็ดหลินจื่อแดงขอรับ”

          โสมป่าธรรมดา กับเห็ดหลินจือแดงไม่ใช่ของมีราคาอะไรมากมายนัก เมื่อเทียบกับโสมพันปีหรือ เห็ดหลินจือหิมะ ที่หาได้เฉพาะในหุบเขาเสี่ยวจื้อ แต่ถึงกระนั้นสิ่งที่อู่ลี่จินทำไปก็ถือเป็นการขัดขืนคำสั่ง

          จ้าวซุ่ยกระตุกยิ้ม เดิมทีเขาไม่ชอบขี้หน้าหมอสกุลอู่ตั้งแต่เริ่มสอบเข้าอยู่แล้ว ทั้งอวดรู้ กิริยาโอหังน่าชัง แม้กระทั่งตอนที่เขามีอำนาจเหนือกว่า ใบหน้างามนั่น ก็ยังไม่แสดงท่าทีว่าจะเกรงกลัว หากปล่อยหมอสกุลอู่ไว้เช่นนี้ต่อไปอาจเป็นแบบอย่างให้หมอผู้น้อยลุกขึ้นมาต่อต้านเขาได้

          “ใครบอกให้เจ้าใช้ยานอกเหนือกว่าที่สั่ง! ”

          “เรียนรองหัวหน้าจ้าว องครักษ์ซุนร่างกายอ่อนแอเนื่องจากพักผ่อนไม่เพียงพอ ถึงน้ำขิงจะช่วยเรื่องการบำรุง แต่การรักษานั้นยังไม่ตรงจุด ข้าจึงต้มยามาให้เขาเพิ่ม พวกเราเป็นหมอมีหน้าที่ต้องรักษาด้วยสิ่งที่ดีที่สุด”

          จ้าวซุ่ยถึงกับถลึงตาโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม ไม่คาดคิดว่าอู่ลี่จินจะกล้าเงยหน้าขึ้นมาต่อปากต่อคำอย่างบังอาจเหิมเกริมกับเขาเช่นนี้ เห็นทีคงต้องเชือดไก่ให้ลิงดู

          “โอหัง! เจ้ากระทำเช่นนี้ นอกจากจะไม่เห็นหัวหัวหน้าสำนักแล้ว ยังถือเป็นการขัดขืนพระบัญชาขององค์รัชทายาท! ”

          ลี่จินใจกระตุกวาบ ใบหน้างามนั้นซีดลงเมื่อจ้าวซุ่ยอ้างรับสั่งรัชทายาทขึ้นมา นัยน์ตาคู่สวยสั่นไหวระริก เขาคิดทบทวนไม่ออกว่าจะพูดอย่างไรให้พ้นผิด เพราะแต่เดิมทีรัชทายาททรงเกลียดอ๋องจิวเข้าไส้อยู่แล้ว และเขาก็ได้ยินว่าจ้าวซุ่ยก็เป็นสุนัขเลี้ยงของรัชทายาท ถ้าพรรคพวกจะเกลียดตามก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก

          จ้าวซุ่ยเห็นอาการของลี่จินเริ่มร้อนรน ก็ลอบยิ้มชั่วช้า พลางกระตุกแส้ม้าในมือ

          “ข้าอยากจะรู้นัก ว่าห่านป่าอย่างเจ้าถ้าถูกขังสักหน่อยจะเชื่องขึ้นหรือไม่”

          ลี่จินบดกรามตัวจนแน่น นี่ไม่ใช่คำขู่ แต่จ้าวซุ่ยต้องการกำราบเขาด้วยวิธีนี้มาตั้งแต่แรก นัยน์ตาคู่สวยมองรองหัวหน้าหมอด้วยสายตาชิงชัง ไม่ช้าทหารสองคนก็ตรงเข้ามาคว้าแขนทั้งสองข้างจากด้านหลัง บังคับให้เขาลุกขึ้น ท่ามกลางสายตาหมอในรุ่นเดียวกัน

          ทว่าก่อนที่เรื่องราวจะบานปลายใหญ่โต เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาแทรก

          “เรื่องนี้เป็นความผิดข้าเอง ที่ข้าไม่ได้หักห้าม ได้โปรดอาจารย์จ้าวลงโทษข้าเพื่อแบ่งเบาโทษด้วย”

          หันไปตามเสียงนั่นอีกที อู่ลี่จินได้แต่เบิกตากว้าง เขาเห็นเต๋อหวน กำลังโขกศีรษะอยู่กับพื้น ขณะที่เสียงหน้าผากกระทับกับผืนดินช่างดังจนน่าตกใจ

          “เจ้าทำอะไรน่ะ หยุดนะ! เจ้าไม่ได้อยู่กับข้าสักหน่อย”

          “ข้าพูดความจริง อาจารย์จ้าวข้าเห็นอู่ลี่จินหยิบโสมป่ากับเห็ดหลินจื่อแดงกับตา แต่ทั้งๆ ที่อยู่ห้องเดียวกันแต่กลับไม่หักห้ามไว้ เรื่องนี้ข้ามีความผิด ถ้าจะลงโทษเขาต้องลงโทษข้าด้วย” คำสารภาพเท็จของเต๋อหวนทำเอาลี่จินใจหล่นวูบ เขาไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าเต๋อหวนจะทำเรื่องโง่เขลาเพียงเพราะต้องการช่วยเขาไปทำไม ขณะที่ดวงตาของจ้าวซุ่ย กลับลุกโชนโกรธเป็นฟืนเป็นไฟยิ่งกว่าเดิม

          “เหอะ! ถ้าเจ้าพูดเช่นนี้ เช่นนั้นต้องรับผิดชอบกันทั้งห้องที่ปล่อยอู่ลี่จินกระทำการอำเภอใจ”

          “เรื่องนี้ไม่มีใครผิดทั้งนั้น! ”

          จ้าวซุ่ยที่กำลังหน้ามืดหน้าแดงด้วยความโกรธถึงกับชะงัก เมื่อได้ยินเสียงของเหลียงจื่อหม่าแทรกเข้ามากลางลาน ไม่ช้าร่างของหมอชราก็มายืนอยู่ข้างอู่ลี่จิน ก่อนจะเอ่ยปากให้ปล่อยตัวหมอหนุ่ม การกระทำของหัวหน้าหมอหลวงทำเอาจ้าวซุ่ยไม่พอใจเป็นอย่างมาก

          “หัวหน้าเหลียงท่านไม่ควรทำเช่นนี้”

          “ข้าเป็นคนพูดเองว่า หากได้ยาที่ดีกว่านั้น ต้องไปหาเอาเอง อู่ลี่จินไม่ได้ใช้สมุนไพรในกองโอสถไยต้องเป็นเดือดเป็นร้อนทำเป็นเรื่องใหญ่โต”

          สายตาของหมอชราทำเอารองหัวหน้าหมอพูดอะไรไม่ออกอีก จ้าวซุ่ยแอบกำหมัดตัวเองอย่างเงียบๆ พลางแอบส่งสายตาเคียดแค้นให้อู่ลี่จิน ก่อนจะพูดขึ้นอย่างไม่เต็มใจ

          “ถ้าหัวหน้าเหลียงกล่าวเช่นนั้น ข้าเองจะไม่คิดเอาผิดกับเขาอีก”

          จ้าวซุ่ยสะบัดตัวออกไปจากพื้นที่ตรงนั้นอย่างฉุนเฉียว คงทนไม่ได้ที่อำนาจของตัวเองถูกข่มทับโดยคนที่ใหญ่กว่า

          เหลียงจื้อหม่าส่ายหน้าเบาๆ ก่อนหันมาสั่งให้หมอทุกคนแยกย้ายออกไปจากลาน กระทั่งเหลือเพียงอู่ลี่จิน เมื่อไม่เห็นใครแล้ว ร่างบางก็รีบคุกเข่าคำนับขอบคุณหัวหน้าหมอ

          “ขอบคุณอาจารย์เหลียง” เหลียงจื้อหม่าโบกมืออย่างไม่ติดใจ จริงๆ เขาก็รู้นิสัยของจ้าวซุ่ยดีว่าเป็นพวกยกตนเข้าข่มท่าน อิจฉาผู้อื่น ถึงฝีมือแพทย์จะก้าวล้ำแต่หากปล่อยให้คนเช่นนี้ได้เป็นใหญ่สำนักหมอหลวงคงเน่าเฟะไม่เหลือชิ้นดียิ่งกว่าเดิม ลำพังแค่เขาประคับประคองให้อยู่รอดก็ลำบากยากเย็นแล้ว

          จื้อหม่าประคองลี่จินให้ลุกขึ้น หมอชราชำเลืองมองหัวเข่าอีกฝ่ายที่มีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย

          “อย่าลืมไปทาแผลซะ”

          ลี่จินพยักใบหน้ารับ หมอเหลียงทำท่าจะพูดอะไรบางอย่างอีก แต่สุดท้ายกลับเปลี่ยนใจ แล้วเลือกที่จะเอ่ยเรื่องอื่นแทน

          “องครักษ์ซุนไป่หานเป็นอย่างไรบ้าง ข้าได้ยินว่าเจ้าอยู่เฝ้าไข้เขาทั้งคืน”


♦♦♦♦♦♦

50%
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-08-2018 20:13:13 โดย EtuDe »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7534
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
 :เฮ้อ: :เฮ้อ: :เฮ้อ:  ลี่จินทำดี แต่มีมารรังควาน  :mew2:
จ้าวซุ่ย เปลี่ยนเป็นชุ่ย ดีกว่านะ   :angry2:
อวดเบ่ง วางอำนาจ  เป็นหมอมีหน้าที่รักษาแท้ๆ   :เฮ้อ:
แต่ฝักใฝ่อำนาจ ไม่มีจรรยาแพทย์  :fire:
ความรู้ที่มีได้ใช้แค่นิดเดียว
       :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2317
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +285/-3
แมลงหวี่แมลงวันเยอะจริงแฮะ

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ blanchard

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 376
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +46/-3

สนุกจัง    :m1:

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8900
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80

ออฟไลน์ aiyuki

  • รักแท้ไม่แบ่งแม้เพศพันธุ์
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2637
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +133/-6
ทำไมจ้าวซุ่ยอะไรนั่นเป็นหมอ แต่จิตใจคับแคบงี้ เลวมมกกกก

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
❀ Moon's Embrace : บทที่ 4 ... ครึ่งจบ ❀

          ร่างบางถึงกับนิ่งหยุดคิดไปสักพัก เมื่อคืนนี้ค่อนข้างฉุกละหุกวุ่นวาย ไม่คาดคิดด้วยซ้ำว่าตัวต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้ เพียงเพราะช่วยคนที่ไม่รู้จักรักตนเอง



          “เขามีไข้เพราะดื่มสุรามาก ประกอบกับร่างกายไม่ได้พักผ่อน เมื่อเช้านี้ไข้ลดลงแล้ว ถ้าดื่มยาอีกสักหน่อยก็น่าจะหายดี”



          “เขาเป็นอะไรกับเจ้า เหตุใดเจ้าถึงดีกับเขา”

          คำถามนั้นเล่นเอาชะงัก ไม่รู้จะตอบอย่างไร เพราะความจริงความสัมพันธ์ระหว่างซุนไป่หานกับเขาไม่ได้มีอะไรลึกซึ้งนอกเสียจากหมอกับคนไข้ ทว่าเพราะเหตุสุดวิสัยนั้นทำให้พวกเขาต้องเกี่ยวข้องอย่างเลี่ยงไม่ได้



          “ใต้เท้าซุนเคยช่วยชีวิตข้าไว้”

          ลี่จินเลือกตอบเพียงแค่นั้น ส่วนเรื่องๆ อื่นปิดปากสนิท แล้วเก็บไว้ในใจน่าจะดีกว่า เพราะอย่างไรเรื่องที่ซุนไป่หานช่วยชีวิตเขาก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง



          หัวหน้าเหลียงพยักใบหน้ารับรู้เบาๆ เขาไม่คิดจะซักไซ้ต่อให้มากความอีกแล้ว เพราะเขาไม่ได้จงเกลียดจงชังซุนไป่หาน แต่ก็ไม่ได้ฝีกใฝ่ทั้งฝ่ายรัชทายาท และอ๋องจิว เขาเป็นเพียงหมอหลวงซึ่งทำหน้าที่ต้องรักษาคนไข้แค่นั้น



          ก่อนจากไป หมอชราก็กำชับอู่ลี่จินเรื่องหัวเข่าเขาอีกครั้ง เมื่อไม่มีใครแล้ว ฉินกวนเจ๋อกับ เต๋อหวนที่หลบอยู่ข้างๆ เสาก็พุ่งตัวเข้ามาหาด้วยความเป็นห่วง



          “ลี่จิน! ”

          กวนเจ๋อรีบวิ่งหน้าตั้งเข้ามาเป็นคนแรก แต่อู่ลี่จินกลับมองข้ามไปอย่างไม่ไยดี เวลานี้ ดวงตาคู่สวยเอาแต่จ้องเขม็งไปที่หมอบุรุษร่างสูงใหญ่ที่อยู่ด้านหลัง หน้าผากของเต๋อหวนเป็นรอยแดงช้ำจากการโขกศีรษะ ดูน่าสงสาร



          “เต๋อหวนเจ้าคิดว่าตัวเองกำลังทำอะไร”

          น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยโทสะนั่นทำเอากวนเจ๋อที่กำลังทักท้วงเรื่องเมินใส่ถึงกับหุบปากสนิท



          เต๋อหวนหลุบสายตาลง ใบหน้าหล่อเหลาเจื่อนลงอย่างน่าสงสาร



          “ข้า…ข้าแค่อยากช่วยเจ้า”



          “ข้าไม่ยินดีเลยสักนิด! ความผิดข้า ข้ารับเองได้ อย่าทำอะไรแบบนี้อีก ข้าคิดว่าเจ้าไม่ใช่คนโง่! ” ลี่จินแสดงความไม่พอใจออกมาชัดเจน จะหาว่าเขาใจร้ายก็ได้ แต่การกระทำของเต๋อหวนไม่ได้ช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น ถึงเขาจะซาบซึ้งที่อีกฝ่ายนึกถึงเขา แต่มันคงดีกว่านี้ถ้าเต๋อหวนรู้จักคิดสักนิดว่ามันอาจจะนำพาความเดือดร้อนมาให้



          สุดท้าย อู่ลี่จินสะบัดตัวเดินผ่านคนหวังดีไปอย่างไร้เยื่อใย แม้แต่หางตาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะชำเลืองมอง กวนเจ๋อเห็นลี่จินปฏิบัติต่อเต๋อหวนแล้วก็นึกสงสารนัก แต่เขาจะทำอะไรได้นอกเสียจากปล่อยให้สหายรักใจเย็นลงกว่านี้ก่อนแล้วค่อยคุยเรื่องเต๋อหวนใหม่



♦♦♦♦♦



          ใกล้เข้าสู่ยามเซิ่นแล้ว หลังจากที่กวนเจ๋อทายาที่หัวเข่าให้ ลี่จินก็เอาแต่ปิดปากเงียบไม่เอ่ยวาจาใด เขาเลยชวนไปที่หอหนังสือเพราะเขาจะเอาหนังสือกวีของ ‘ซุ่ยล่อหลาน’ ที่ยืมมาไปคืนด้วย ซึ่งได้ผล ลี่จินดูผ่อนคลายกว่าช่วงเช้า แล้วหยิบยืมหนังสือจำนวนหนึ่งติดมือมาด้วย



          พอออกจากที่นั่นมา ลี่จินจึงยอมเปิดปากพูดคุยเรื่องทั่วไป แต่มิวายเพราะเขาเป็นคนปากมากสุดท้ายก็วกกลับมาเรื่องเต๋อหวนให้อีกฝ่ายรำคาญใจอยู่ดี



          “เจ้าไม่เห็นต้องพูดจาเย็นชากับเต๋อหวนขนาดนั้นเลยก็ได้ เขาอุตส่าห์ช่วยเจ้านะ”



          “ช่วยหรือ ข้าเกรงว่าเขาจะพานให้ทุกคนซวยกันหมด แล้วคนที่ซวยยิ่งกว่าก็คือข้าที่จะโดนเกลียด”

          ลี่จินกล่าวไปตามจริง จะหาว่าเขาไร้เยื่อใยต่ออีกฝ่ายไม่ได้ เพราะคนที่ถูกเกลียดคือเขา ลำพังแค่ต้องการอยู่อย่างสงบก็เป็นไปได้ยากแล้ว ยิ่งเพิ่มความเกลียดชังเข้าไป ก็เหมือนราดน้ำมันรดตัวเอง ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการเมืองวังหลวงชั้นในเลย แค่ด้านนอกพวกขุนนาง ทหาร รวมทั้งหมอก็ต่างแก่นแย่งชิงดีกันแล้ว



          “ถึงจะผิดพลาดไปหน่อยแต่เต๋อหวังดีต่อเจ้านะ เมื่อครู่ตอนที่เจ้าว่าเขา สีหน้าเขาน่าสงสารมาก”

          กวนเจ๋อพยายามแก้ตัวให้ ลี่จินกลอกตา ขายาวหยุดชะงักเห็นทีเขาต้องให้อีกฝ่ายหุบปากเสียที ยิ่งพูดยิ่งมากความ



          “เช่นนั้นวันหลังข้าเปลี่ยนมาด่าเจ้าแทนเขาดีหรือเปล่า”



          “เจ้าควรด่าเต๋อหวนน่ะดีแล้ว”

          ถึงกับพลิกคำพูดอย่างทันท่วงที ลี่จินส่ายหน้าก่อนเดินนำหน้าไป กวนเจ๋อรีบไล่ตามหลัง “แล้วเจ้าจะไปไหนต่อน่ะ”



          “ข้าจะไปอ่านหนังสือต่อ ให้ใจเย็นลง” ได้ยินกระนั้นหมอตัวเล็กก็ครางรับเบาๆ ว่า อ้อ แต่ก็มีบางอย่างกวนใจอยู่ดี



          “แล้วเจ้าไม่ไปดูอาการใต้เท้าซุนแล้วหรือ” ลี่จินหันขวับ



          “เหอะ เมื่อครู่เจ้าเพิ่งด่าข้าอยู่ว่าจะเป็นห่วงเขาไปไย แล้วที่นี่มาเร่งเร้าให้ข้าไปหาเขา เจ้าจะเอาอย่างไร” คราวนี้ทนไม่ไหวถึงกับเท้าเอวถลึงตา กวนเจ๋อรู้สึกอยากตบปากตัวเองแรงๆ ดูท่าลี่จินจะไม่ค่อยชอบชื่อซุนไป่หานเท่าไรเลย แต่ถึงแบบนั้นก็ยังไปให้เขาเห็นหน้าไปรักษาเขา ใครไม่คิดว่าแปลกพระอาทิตย์ก็ขึ้นทางตะวันตกแล้ว



          “โธ่ๆ ศิษย์พี่อู่ลี่จินอย่าเพิ่งเกรี้ยวโกรธข้าเลย ข้าเห็นว่าเจ้ารักษาเขามาขนาดนี้แล้วไม่ไปดูดำดูดีหน่อยหรือแค่นั้นเอง”



          “เขาแค่เป็นไข้ ไม่รู้จักร่างกายตัวเอง ดื่มเยอะ พักผ่อนน้อย ถ้าคนแบบนั้นจะไม่รักตัวเอง อยากตายก็ตายไปเลย อะไรๆ ก็ซุนไป่หาน ชื่อนี้ทำให้ข้าซวยไม่รู้กี่รอบ ข้าคร้านจะรักษาแล้ว เจ้าอย่าพูดชื่อเขาให้ข้าได้ยินอีกเข้าใจไหม” พูดใส่เป็นชุดจนฟังตามแทบไม่ทัน กวนเจ๋อกะพริบตาปริบๆ ทว่าที่เรื่องทำให้ตกใจไม่ใช่แค่กิริยาของลี่จิน แต่เป็นบุรุษในชุดเกราะน่าเกรงขามที่ยืนอยู่ด้านหลังต่างหาก



          “เพิ่งรู้ว่าสำนักหมอหลวงมีหมอใจร้ายกล้าปล่อยให้คนป่วยตายเยี่ยงเจ้าอยู่ด้วย”

          น้ำเสียงนั้นไม่บ่งบอกอารมณ์เท่าไร แต่เท่าที่ฟังดูอีกฝ่ายน่าจะได้ยินทุกคำพูดที่ลี่จินเอ่ย นัยน์ตาคมเข้มตวัดมองหมอคนงามที่ค่อยๆ หันกายมาสบเขาช้าๆ ใบหน้าเย่อหยิ่งตีนิ่ง ริมฝีปากยังคงหนักไม่เอ่ยวาจาใดแก้ตัว



          “ให้หมอเหลียงยึดหมวกแพทย์เจ้าคืนดีหรือไม่อู่ลี่จิน”

          แย่แล้ว...ซุนไป่หานกำลังโกรธแล้ว กวนเจ๋ออยากจะทึ้งศีรษะตัวเอง ส่วนลี่จินเอาแต่ยืนนิ่งเป็นท่อนไม้  แต่ไม่เป็นไรบรรยากาศอึดอัดเช่นนี้เขาคลายให้ก็ได้



          “ขออภัยใต้เท้าซุน สหายข้าน้อยปากพล่อยพูดไม่รู้จักคิด ขอใต้เท้าอย่าได้ถือสา”

          ปิดท้ายด้วยรอยยิ้มแหยๆ กลบเกลื่อนหวังว่าบรรยากาศจะดีขึ้น แต่ไม่เลยทั้งสองยังเอาแต่จ้องตากันเขม็ง ถึงจะไม่มีใครโต้ตอบอะไร แต่ก็ไม่มีใครเดาถูกเช่นกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อ



          และแล้วก็เป็นอู่ลี่จินที่ยอมค้อมศีรษะลงแล้วกล่าวเสียงเบา “ขออภัยใต้เท้า” ซุนไป่หานยกมุมปากขึ้น นัยน์ตาคมกริบหลุบมองมองใบหน้างาม



          “ข้าไม่ถือสา ถือเสียว่าแทนคำขอบคุณเรื่องเมื่อวาน ข้าจะทำเป็นไม่ได้ยิน ขอแค่เจ้าอย่าแพร่งพรายเรื่องนี้กับใคร”

          คำว่าอย่างได้แพร่งพรายเรื่องนี้กับใคร ทำเอา หมอตัวเล็กที่อยู่ข้างๆ ถึงกับสะดุ้งหน้าซีดอย่างมีพิรุธ



          ซวยแล้วกวนเจ๋อ! เจ้าเล่นรู้ทุกอย่างเลย เขาอยากจะร้องไห้ แต่จะโทษลี่จินก็ไม่ถูกเพราะฝ่ายที่คะยั้นคะยอให้เล่านั้นก็เป็นเขาเอง นี่ถ้าเกิดเขาโดนซุนไป่หานฆ่าทิ้งก็คงไม่แปลกใจ



          องครักษ์หนุ่มพอเห็นหมอตัวเล็กมีพิรุธก็ปรายตามอง ขมวดคิ้วมุ่น



          “เจ้ารู้อะไรงั้นหรือ”



          “ข้าน้อยไม่รู้ ไม่รู้อะไรเลย!” กวนเจ๋อรีบส่ายหน้ารัว ท่าทีกลัวหัวหดของเพื่อนตัวเองทำเอาลี่จินถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ แต่ก็มิได้เอ่ยปากพูด



          ซุนไป่หานลอบมองกิริยาของหมอทั้งสองอย่างสงสัย ขณะที่ลี่จินเห็นว่าไม่มีอะไรต้องพูดกันอีกแล้ว เขาจึงค้อมศีรษะลงเพื่อขอตัวจากอีกฝ่าย ทว่าย่างเท้าไปได้ไม่กี่ก้าว เสียงทุ้มต่ำก็รั้งถามไว้



          “เจ้ากำลังจะไปไหน”



          “เป็นกิจของใต้เท้าตั้งแต่เมื่อไร” เสี้ยวใบหน้างดงามหันมาตอบอย่างไร้มารยาท กวนเจ๋อเห็นกระนั้นจึงแอบยิกแขนเป็นการเตือน ลี่จินสะดุ้งเล็กน้อยด้วยความเจ็บ แต่พอเห็นกวนเจ๋อกำลังถลึงตาโตใส่ เขาจึงจำใจตอบกลับแบบดีๆ



          “พวกข้าเพิ่งกลับมาจากหอหนังสือ”

          ไป่หานพยักใบหน้ารับรู้ แล้วเงียบไปลี่จินจึงขอตัวอีกครั้ง



          “ถ้าใต้เท้าไม่มีอะไรแล้ว ข้าน้อยขอตัวก่อน...”



          “หมออู่...”

          ลี่จินเลิกคิ้วเล็กน้อย ดวงตามองไปยังผู้สนทนา



          "เมื่อคืนเจ้าไม่ได้--”



          “ใต้เท้าคำนับข้าแล้วหมดสติไปเพราะฤทธิ์สุรา ข้าทำเพียงแค่ฝังเข็มให้ท่าน ไม่มีอะไรมากกว่านั้น”

          อีกฝ่ายตอบสวนขึ้นก่อนที่เขาจะถามจบ แม้เจ้าตัวจะไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องที่เฝ้าไข้ทั้งคืนขึ้นมา แต่เรื่องนั้นไม่มีความจำเป็นจำต้องบอกกล่าว เพราะรับรู้เองอยู่ในใจ ทว่าเรื่องที่เขาห่วงไม่ใช่เรื่องตัวเอง แต่เขาสงสัยว่าอีกฝ่ายได้เห็นสิ่งที่ไม่ควรจะเห็นหรือไม่



          ทว่าซุนไป่หานเป็นนักรบมือดีของจิวอ๋องเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์เรื่องคนมาก็มาเพียงแค่มองตาก็รับรู้ได้ทันทีว่าโกหกหรือพูดความจริง จากตรงนี้ภาพที่สะท้อนบนดวงตาของอู่ลี่จินไม่ได้บ่งบอกว่ากระทำสิ่งอื่นนอกจากฝังเข็มและรักษาให้เขา พอเป็นเช่นนั้นแล้วหัวใจของกลับรู้สึกโล่งขึ้นมาอย่างน่าประหลาด



          “ขอบคุณ...”

          อยู่ๆ ซุนไป่หานค้อมศีรษะลงเพื่อแสดงความขอบคุณให้อู่ลี่จิน ภาพนั้นช่างตรึงตราราวกับเวลาหยุดหมุนเอาไว้ ขณะที่สายลมโอนอ่อนกลับโบกพัดกลีบดอกท้อสีชมพูให้พลิ้วล่องลอยไปตามกระแส



          จังหวะหนึ่งร่างบางรู้สึกหัวใจตัวเองเต้นแรงนัก ถึงจะไม่เข้าใจว่าคนตรงหน้าก้มหัวให้เขาเพื่ออะไร แต่กลับยอมรับตามตรงว่ามันช่วยลดทอนเรื่องร้ายที่เขาคิดต่อซุนไป่หานลงได้ค่อนข้างมาก หลังจากการขอบคุณสิ้นสุด หลังจากนั้นองครักษ์เกราะเหล็กก็เดินตัวตรงผ่านเขาไป



          สายลมวูบหนึ่งพัดมาให้ปอยผมที่หลุดออกมาพลิ้วไสว อู่ลี่จินหันหลังกลับเฝ้ามองแผ่นหลังกว้างค่อยๆ หายไปจนลับสายตา



          “เขาก้มหัวเอ่ยขอบคุณให้เจ้าด้วย เมื่อคืนเจ้าไปทำอะไรมากันแน่”กวนเจ๋อที่ก้าวมาข้างๆ ถามขึ้นทันที ลี่จินส่ายหน้า



          “ข้าไม่ได้ทำอะไร”



          “ถ้าไม่ได้ทำอะไรแล้วทำไมเขาถึงพูดจาสำนึกบุญคุณเจ้าแบบนั้น” คิดทบทวนดูแล้วเป็นได้ยากนักว่าคนที่เป็นองครักษ์ของจวิ้นอ๋องจะมาก้มหัวขอบคุณหมอหลวงระดับล่างได้ง่ายๆ ถ้าไม่ใช่เรื่องมีบุญคุณกันลึกซึ้งคงไม่มีวันทำ



          ลี่จินกลอกตา บางทีถึงเขาจะชอบเล่าอะไรให้กวนเจ๋อฟังทุกอย่าง แต่กับบางเรื่องอีกฝ่ายก็ไม่จำเป็นจะต้องรู้



          “เจ้าเป็นแม่ข้าหรือไง ถามอยู่ได้” ปิดบทสนทนาด้วยความไม่พอใจ อู่ลี่จินหันเดินกลับเข้าไปที่จวนพักหมอของตนเองทันที



♦♦♦♦♦♦♦

100%
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-08-2018 22:57:10 โดย EtuDe »

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ บูมเบส

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1740
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
เป็นคุณหมอทีใจร้ายจริงๆ

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2317
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +285/-3
สงสารเต๋อหวน แต่นายไม่ใช่พระเอก นายต้องทำใจนะ *ตบบ่าปลอบใจแปะ ๆ *



คำผิดนิดหน่อย
ไม่ฝั่งไฝ่ทั้งฝ่ายรัชทายาท >> ไม่ฝักไฝ่
ต้องรักษาคนไข >> ค้นไข้

สู้ ๆ นะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
❀ Moon's Embrace : บทที่ 5 ... ครึ่งแรก ❀     

          ใกล้ยามเซิ่นแล้ว ฮ่องเต้หยวนสือเจิ้งก็ยังไม่ขยับพระวรกายออกจากห้องพระอักษร ฎีกาฉบับแล้วฉบับเล่าถูกพู่กันสะบัด พร้อมประทับลายพระราชลัษจกรอย่างไม่ทรงเหน็ดเหนื่อย จวบจนหลีกงกงต้องไปขอเติมแท่นฝนหมึกใหม่ กระนั้นถึงได้รู้ว่า มีบุรุษร่างสูงใหญ่รอเข้าเฝ้าอยู่หน้าประตู กงกงคนสนิทจึงรีบนำความไปทูลเจ้าแผ่นดิน

          “ฝ่าบาท องครักษ์ซุนไป่หานขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”

          ฮ่องเต้สือเจิ้งเงยพระพักตร์ขึ้นมา แววพระเนตรเป็นประกายครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะรับสั่งอนุญาต หลีกงกงถอยเท้าหายไปครู่หนึ่ง ไม่ช้าก็กลับมาพร้อมบุรุษในเสื้อเกราะเต็มยศ

          ซุนไป่หานรีบคำนับ ก่อนคุกเข่าลงข้างหนึ่ง พลางใช้กำปั้นยันพื้นเอาไว้ เป็นท่าเคารพแบบทหาร

          “เจ้ามีอะไร เมื่อคืนหลับสบายดีหรือไม่”

          “พ่ะย่ะค่ะ”

          “เจ้ามีเรื่องอะไรหรือ”

          “ฝ่าบาท กระหม่อมได้รับบัญชาให้ถวายจดหมายฉบับหนึ่งกับพระองค์”

          ฮ่องเต้สือเจิ้งขมวดพระขนง

          “ทำไมถึงไม่ให้ข้าตั้งแต่เมื่อวานเล่า”

          “ท่านอ๋องประสงค์ให้กระหม่อมถวายเป็นการส่วนพระองค์พ่ะย่ะค่ะ”

          ที่จริงก็นึกสงสัยยังไม่คลาย แต่พอได้ยินองครักษ์ซุนพูดเช่นนี้ ก็พานให้นึกถึงใบหน้าของจวิ้นอ๋อง

          จิวหรงช่างอาภัพนัก ตั้งแต่เด็กเขาต้องเติบโตท่ามกลางสงครามวังหลัง แลกด้วยเลือดแลกด้วยเนื้อ ถึงเขาจะพยายามปกป้องเด็กคนนี้ด้วยทุกวิถีทาง แต่ทั้งเล่ห์และอุบายชั่วต่างๆ นานา ทำให้บางครั้งต้องสำเร็จโทษตามเนื้อผ้า เขาจะเป็นเสาหลักที่โอนเอียงไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะเป็นจักรพรรดิที่เที่ยวธรรมได้อย่างไร ถึงจะปวดใจนัก แต่ความผิดที่เกิดขึ้นคราวก่อน การเนรเทศจิวหรงจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

          หลีกงกงตรงเข้าไปรับจดหมายฉบับหนึ่งจากซุนไป่หาน ก่อนนำมาถวายฮ่องเต้ หยวนสือเจิ้ง คลี่จดหมายออก พระเนตรหรี่ลงอ่านตัวอักษรด้านในเดี๋ยวนั้น

          เนื้อหาด้านในไม่มีอะไรมาก หลักๆ แล้วจิวหรงแค่ต้องการหมอ นอกนั้นเป็นเรื่องสารทุกข์สุขดิบของตัวเอง ทั้งยังถามไถ่สุขภาพด้วยความเป็นห่วง และแนะนำให้เขาผ่อนคลายความเครียดด้วยการอ่านหนังสือ

          เด็กคนนี้ช่างรู้ใจเขานัก จิวหรงแนะนำหนังสือบทกวีดีๆ มากมายให้กับเขา หนึ่งในนั้นมีหนังสือกวีของซุ่ยล่อหลาน

          ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วครู่หนึ่งได้ แต่ไม่นานนักพระจักรพรรดิก็ทรงวางจดหมายของจิวหรงลงแล้วถอนลมหายพระทัย

          “เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ไม่เห็นจะต้องมอบเป็นการส่วนตัวเลย รัชทายาทควบคุมกองวังชั้นนอกอยู่ ข้าจะรับสั่งให้เขาคัดหมอมากฝีมือให้อ๋องจิวเอง”

          “ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”

          ไป่หานรีบก้มหัวขานรับไม่มีคำคัดค้านใดๆ ก่อนสือเจิ้งจะพูดขึ้นอีก

          “เจ้าจะเดินทางกลับเมื่อไร”

          “กระหม่อมจะให้ทหารจำนวนหนึ่งกลับไปก่อนวันนี้ ส่วนตัวกระหม่อมได้รับสั่งว่าให้พาหมอจากวังหลวงกลับไปด้วย”

          เขากล่าวรายงานไปตามจริง ฮ่องเต้สือเจิ้งพยักพระพักตร์ทราบ

          “เช่นนั้นข้าจะเร่งเรื่องนี้ให้เจ้า วันนี้ก็พักที่วังหลวงชั้นนอกไปก่อน ขาดเหลืออะไรก็บอกกับหลีกงกง”

          “ขอบพระทัยฝ่าบาท กระหม่อมทูลลา”

♦♦♦♦♦♦♦

          บ่ายวันเดียวกันนั้นรัชทายาทหยวนอี้หมิงได้ขึ้นเกี้ยวแล้วเสด็จไปที่ตำหนักรุ่ยอันของพระมเหสีหลิวจู เนื่องด้วยฮองเฮามีพระประสงค์อยากเรียกตัวเขามาปรึกษาเรื่องสำคัญ ส่วนเรื่องสำคัญที่ว่าหยวนอี้หมิงกลับรู้ดีว่าคงหนีไม่พ้นเรื่องเดิมๆ

          หลังจากที่ขายาวก้าวข้ามธรณีประตูไปแล้ว ก็เห็นหญิงสูงศักดิ์ในชุดผ้าแพรสีแดงสด ปักลวดลายด้วยนกยูงรำแพนดูงดงามวิจิตร ไม่แพ้กับปิ่นปักผมหยกที่อยู่พระเศียรทรงมวยสูงกำลังนั่งใช้กรรไกรตัดกิ่งดอกไม้ในแจกัน รัชทายาทหนุ่มค้อมตัวลงคำนับ มเหสีหลิวจูชำเลืองสายตามองเขาเล็กน้อย แต่แสร้งทำเป็นไม่สนใจ

          “เรียกลูกมาเช่นนี้ มีอะไรหรือ”

          มือเรียวขาวที่กำลังตัดใบถึงกับชะงัก เนตรงดงามเบี่ยงมองคนเป็นลูกชายด้วยสีพระพักตร์ไม่พอใจนัก

          “นับวันเจ้ายิ่งทำตัวห่างเหินจากข้านัก อี้หมิง”

          พอได้ยินประโยคถากถางแรกเอ่ยออกมา หยวนอี้หมิงกลับไม่ได้สะทกสะท้าน กลับกันคือขยับตัวไปแล้วนั่งลงฝั่งตรงข้ามมารดา

          “ลูกไม่เคยทำตัวห่างเหินเสด็จแม่เสียหน่อย แค่พักนี้เสด็จพ่อไว้วางใจข้ามาก จึงไม่เวลาให้เสด็จแม่ อย่ากริ้วลูกเลยนะ”

          พูดด้วยพระสุรเสียงที่อ่อนโยนนัก รอยสรวลแย้มขึ้นหวานหยด มเหสีหลิวจูเห็นกระนั้นก็ถอนลมหายพระทัย ก่อนจะวางพระหัตถ์ลงบนมือลูกชาย

          “เลิกออดอ้อนข้าสักที อย่าลืมสิตอนนี้เจ้าเป็นรัชทายาทแล้วนะ” อี้หมิงยิ้มพลางกุมแม่ตัวเองกลับ

          “ลูกทราบดี แล้วเสด็จแม่มีเรื่องอันใดหรือ”

          คำถามนั้นเล่นเอามือที่กำลังกอบกุมอยู่ถึงกับปล่อย สีพระพักตร์ตึงเครียดขึ้น เมื่อคิดถึงเรื่องเมื่อวันก่อน

          “ซุนไป่หาน เจ้าคิดว่าเจ้าเด็กกระหายเลือดจิวหรงนั่นส่งเขามาทำไม”

          อี้หมิงถึงกับนิ่งเงียบ ครุ่นคิดอยู่สักพักก่อนจะตอบ

          “พระเชษฐาก็แค่ส่งมาเอาพระทัยเสด็จพ่อ”

          คำตอบสั้นๆ ทำเอาเนตรนางพญาถึงกับตวัดมามองอย่างไม่พอใจ

          “เจ้าคิดตื้นเขินไป อย่าลืมถึงเจ้าจะเป็นรัชทายาทแล้ว แต่ฮ่องเต้ยังมิได้สละบัลลังก์ ถึงเด็กชั่วนั่นจะถูกเนรเทศไปอยู่เมืองหู่แล้ว แต่ก็ยังมิได้ถอดยศ และเป็นถึงจวิ้นอ๋อง เจ้าไม่คิดหรือว่าที่ฮ่องเต้เนรเทศมันไปที่นั่นเพื่อเป็นการปกป้องมันมากกว่า ข้าไม่ไว้ใจ”

          ยิ่งพูดก็ยิ่งหงุดหงิดนัก นางไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทำไมฮ่องเต้ถึงยังเก็บเจ้าเด็กอันตรายไว้อีก คิดทำร้ายอี้หมิงลูกของนางยังไม่พอ ดูท่าแล้วต้องการจะถอนรากถอนโคนตระกูลนางเพื่อแก้แค้นให้ผู้หญิงชาติชั่วนั่นเป็นแน่

          ตรงกันข้ามกับความคิดของหยวนอี้หมิงนัก เพราะถึงในคดีความครั้งนั้นหลักฐานทั้งหมดจะไม่สามารถเอาผิดหยวนจิวหรงได้ตรงๆ แต่มันก็มากพอที่จะทำให้เสด็จพ่อเลือกเข้าข้างเขามากกว่าแล้วสั่งเนรเทศอีกฝ่ายออกไปจากเมืองหลวง

          สำหรับเขาแล้วหยวนจิวหรงก็เป็นแค่คนที่หมดอนาคต

          “เสด็จแม่ทรงคิดมากไป ที่เมืองหู่นั่นกันดารแร้นแค้น เขาไม่มีทางทำอะไรพวกเราได้อีก ถึงจะส่งเครื่องบรรณามาเอาพระทัยเสด็จพ่อได้ แต่คนไกลหรือจะสู้คนใกล้ชิด ตราบใดที่เสด็จพ่อยังโปรดลูก ในสายพระเนตรคงไม่มีวันเหลียวแลเจ้านั่นหรอก”

          “ เหอะ! สกุลเถื่อนคนถ่อย สมกันทั้งแม่ลูก หากเป็นที่เจ้าว่าจริงข้าก็คิดว่าเป็นเรื่องดี แต่ถ้าไม่ขึ้นมา…” มเหสีหลิวจูเว้นช่วงไป เนตรคู่งามหรี่ลงแฝงแววครุ่นคิด “ข้ารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี”

          “เสด็จแม่มีคนส่งข่าวอยู่ที่เมืองหู่ด้วย ไยจะต้องกังวลพระทัย”

          เป็นความจริงเรื่องที่นางแอบส่งไส้ศึกเข้าไปรับใช้ใกล้ชิดอ๋องจิวอย่างแนบเนียน แต่กระนั้นนางก็ยังไม่ไว้ใจอยู่ดีว่าทุกอย่างมันจะง่ายดายและจบลงแล้ว

          สมัยก่อนตอนที่ยังเป็นแค่สนมระดับล่างๆ นางกับสนมเหยียนแม่ของอ๋องจิวแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน กว่าจะขึ้นมาถึงระดับสูงสุดได้เลือดตาแทบกระเด็น แล้วนางก็คิดว่าสนมเหยียนคงมิได้พร่ำสอนให้ลูกชายเป็นคนดีเสียขนาดนั้น ตอนที่จิวหรงใช้ดาบประหารบ่าวไพร่ตนเองต่อหน้าต่อหน้าอี้หมิง นางมั่นใจว่านั่นไม่ใช่แค่การข่มขู่ แต่เป็นการตักเตือนว่าเลือดก็ย่อมล้างด้วยเลือด

          “อย่างไรก็ตาม เจ้าห้ามวางใจเด็ดขาด คลื่นลมสงบไม่ได้หมายความว่าพายุจะไม่ก่อตัว”

          มเหสีหลิวจูตักเตือนลูกตนเอง อี้หมิงเห็นความเป็นห่วงในแววพระเนตรแล้วก็ไม่อยากใจร้ายปฏิเสธ เขาเพียงพยักหน้าอย่างเข้าใจแล้วกล่าว

          “เสด็จแม่อย่าได้กังวลพระทัย ลูกมีแผนไว้อยู่ คนอย่างจิวหรงเป็นคนบุ่มบ่ามมุทะลุใจร้อน ถึงบางแผนการจะร้ายกาจจนข้าเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่ก็มีช่องโหว่งอยู่ท่วมท้น หากเขาแอบซ่องสุมกำลังพลที่เมืองหู่ ไม่ว่าจะจริงหรือไม่ ก็ถือว่าคิดชิงบัลลังก์เสด็จพ่อ หึ...เข้าทางเรานัก”

          ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ การใส่ความว่าร้ายก็เป็นอาวุธชั้นหนึ่งที่ใช้กันในราชสำนัก และโทษกบฏก็ร้ายแรงประหารถึงเก้าชั่วโคตร ขอเพียงจิวหรงขยับผิดทางเล็กน้อยเขาก็พร้อมถล่มอีกฝ่ายให้ราบ

          “คนอย่างหยวนจิวหรงต้องเผาอย่าให้เหลือกระดูก ตราบใดที่เจ้านั่นยังมีชีวิตอยู่ข้าไม่อยากให้เจ้าวางใจอะไรง่ายๆ ”

          “ลูกจะจำคำตรัสไว้อย่างเคร่งครัด”

          ได้ยินคำกล่าวของลูกชายหลิวจูก็เบาใจลง ตอนนี้ถึงนางจะได้เปรียบ ไม่ว่าก้าวไปทางไหนก็เป็นต่อและได้รับการสนับสนุนจากเหล่าขุนนาง สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ...

          “อี้หมิงตอนนี้เจ้าเป็นรัชทายาท อย่าให้อำนาจหลุดมือไปเป็นอันขาด” อำนาจก็เปรียบเสมือนหลังเสือ หากขึ้นมาแล้วควบคุมได้ ไม่ว่าใครก็ต่างเกรงกลัว แต่ถ้าลงจากหลังเสือมาเมื่อใด น่ากลัวว่าเสือตัวนั้นจะหันกลับมาขย้ำ



♦♦♦♦♦♦♦



          อาทิตย์ใกล้อัสดงแล้ว เย็นวันนั้นหลังจากฮ่องเต้สือเจิ้งออกจากห้องพระอักษร เนื่องด้วยเป็นคนรักการอ่านเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดจากบ้านเมือง จึงรับสั่งหลีกงกงให้นำหนังสือกวีทั้งหมดตามที่จิวหรงแนะนำมาให้

          หลีกงกงรีบทำตามรับสั่ง ขันทีเฒ่าเดินมาถึงยังพระราชวังชั้นนอก พอถึงหอหนังสือก็บอกขันทีน้อยที่ดูแลห้อง ไม่ช้ากองหนังสือบทกวีก็มากองไว้อยู่ตรงหน้า เขาค่อยตรวจดูทีละเล่มอย่างใจเย็น ทว่ากลับมีเล่มหนึ่งที่นูนพองออกมาราวกับมีใครบางคนสอดอะไรบางอย่างไว้

          หลีกงกงหยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมา หน้าปกเป็นกรมน้ำเงิน เขียนด้วยตัวอักษรจีนว่า ‘ซุ่ยล่อหลาน’ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ลงมือเปิดไปยังหน้าที่ถูกบางอย่างสอดแนบเอาไว้

          มันเป็นแผ่นกระดาษเก่าๆ ในนั้นเขียนด้วยตัวหนังสือบรรจงสวยงาม ทว่าเนื้อความด้านในกลับ...

          “นี่มัน นี่มัน! ...” หลีกงกงหน้าซีด เหงื่อกาฬพรายผุดไปทั่วร่าง หัวใจร่วงหล่นไปอยู่ตาตุ่ม เขารีบเก็บกระดาษแผ่นนั้นซ่อนไว้ใต้สาบเสื้อ เรื่องนี้จะให้ใครล่วงรู้ก่อนไม่ได้

          ขันทีเฒ่ารีบยกกองหนังสือทั้งหมดแล้วมุ่งตรงไปยังตำหนักโอรสสวรรค์ทันที

          เมื่อมาถึง หยวนสือเจิ้งกำลังนั่งจิบน้ำชาอยู่ที่โต๊ะด้านในหลังฉากกั้น ไม่รอช้าพอวางหนังสือเสร็จ หลีกงกงก็รีบทูลเจ้าแผ่นถึงเรื่องที่ตัวเองพบ ก่อนยื่นกระดาษที่มีเนื้อความอันตรายให้

          ครั้งแรกที่ได้เห็น พระเนตรจักรพรรดิถึงกับเบิกกว้าง...ถึงเนื้อความในกระดาษแผ่นนี้จะมีเพียงไม่กี่ประโยค ทว่าล้วนแต่พานให้คิดถึงความหมายแอบแฝง...

          ‘ต้นฤดูเหมันต์ วันที่สอง ประตูเมืองทิศตะวันตก ยามขาล ธงแดงโบกสะบัด’

          นี่มัน...

          “ลายมือนี้คล้ายขององค์รัชทายาทนัก”

          ยิ่งเห็นก็ยิ่งใจหายนัก หวังว่าเรื่องทั้งหมดจะไม่เป็นอย่างที่เขาคิด ว่าอี้หมิงกับฮองเฮาคิดกบฏ ทว่าจะตีตนไปก่อนไข้เพราะกระดาษแผ่นเดียวมิได้ เขาจำเป็นจะต้องมีหลักฐานแน่ชัดเสียก่อน ตอนนี้เขาสัมผัสได้ถึงหัวใจตัวเองที่เริ่มปวดระทม

          “ฝ่าบาทจะทำเช่นไรดีพ่ะย่ะค่ะ” หลีกงกงถาม หยวนสือเจิ้งนั่งนิ่งไปสักพัก ก่อนถามออกมา

          “เจ้าบอกว่า...พบมันที่ใดนะ”

          “ที่หอหนังสือพ่ะย่ะค่ะ”

          ได้ยินกระนั้นก็พานให้ฉุกคิดถึงจดหมายของจิวหรงเมื่อตอนกลางวัน ไม่แน่ว่าบางที่นี่อาจเป็นฝีมือของจิวหรงก็เป็นได้ แต่ก็ไม่แน่อีกเช่นกันว่ามันอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญ หากเขาต้องการจะสืบความเป็นไปได้อาจจะต้องไล่สืบจากหนังสือเล่มนี้ขึ้นไป

          “ซุ่ยล่อหลาน เจ้าสืบได้หรือไม่ว่าใครเป็นคนยืมหนังสือเล่มนี้ไปก่อนข้า”

          “เรื่องนั้นข้าสืบมาเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ” หลีกงกงตอบอย่างรู้ใจ สือเจิ้งขมวดคิ้ว

          “ใคร”

          “หมอหลวงแซ่ฉิน นามกวนเจ๋อพ่ะย่ะค่ะ”



♦♦♦♦♦♦



          เริ่มเข้าสู่กลางเดือนหกแล้ว

          นับได้ว่าเดือนนี้เป็นเดือนที่ปลายฝนต้นหนาวได้ไม่เต็มปากนัก พอเข้าสู่กลางเดือนอากาศกลับอบอุ่น ไม่รู้ว่าสิ้นเดือนจะมีลมหนาวโบกพัดมาหรือไม่ ช่างเอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่กระนั้นฮ่องเต้สือเจิ้งก็ยังโปรดให้นำดอกเบญจมาศให้ประดับไปทั่วทุกที่ ราวกับเป็นนัยบ่งบอกว่าดอกไม้หลากสีเหล่านี้ยังคงสะพรั่งไม่แปลงไปเช่นมวลอากาศ บรรยากาศที่มักจะอึมครึมในวังเลยสดใสขึ้น

          สีเหลืองทองอร่ามตา…

          บุปผาผลิบานบานสะพรั่งรับลมอ่อนพลิ้วไหว

          เสียงวิหคน้อยขับขานร่ำร้อง คล้ายกับบทเพลงนิราศถึงทัศนียภาพอันสวยงามนอกกำแพง

          เช้านี้อู่ลี่จินเลยอารมณ์ดีนัก หมอหนุ่มนั่งท่องตำราต่อในห้องเรียนแพทย์ การเป็นหมอหลวงชั้นต้นได้สำเร็จไม่ได้หมายความว่าเขาบรรลุปณิธานที่ตั้งใจไว้กับท่านปู่ ทุกสิ่งที่ทำมาตอนนี้ประหนึ่งตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ลี่จินไม่รู้เลยว่าชีวิตหมอหลังกำแพงจะถูกตรวนด้วยโซ่ไม่ต่างจากสัตว์ สั่งให้รักษาก็รักษา สั่งให้มองเฉยก็ต้องมองเฉย เขาน่าจะเชื่อคำบอกของถานเซียงแล้วกลายเป็นหมอเถื่อนนอกเมืองเสียคงดีกว่า

          ทว่าจะถอยเท้ากลับตอนนี้ก็คงเป็นไปได้ยาก หนึ่งเพราะเขาถือคติที่ว่าคนเราท้อได้แต่ถอยไม่ได้ ฉะนั้นถึงความก้าวหน้าจะถูกพันธนาการไว้ด้วยเส้นสาย แต่การเรียนรู้คือสิ่งที่ไม่ทอดทิ้งเขาแน่นอน

          และเพราะคิดแบบนั้น สหายรักอย่างฉินกวนเจ๋อจึงต้องมานั่งอยู่เป็นเพื่อน หากนั่งเงียบๆ ยังพอว่า แต่อีกฝ่ายกลับโอ้อวดกรอกหูไม่เลิกตั้งแต่เช้าว่าฮ่องเต้เรียกตนไปเข้าเฝ้าเพราะโปรดหนังสือกวีของซุ่ยล่อหลานเหมือนกัน

          ถึงแม้อู่ลี่จินจะทำเป็นหูทวนลม แต่กลับรู้สึกแปลกๆ ในสิ่งที่กวนเจ๋อเล่าอยู่บ้าง ทว่าเลือกที่ปิดปากเงียบเพราะบางทีเขาอาจจะคิดระแวงวังหลังมากไป กระทั่งอยู่ๆ คนพูดมากก็มาวกเข้าเรื่องทหารเมืองหู่ ทำเอาสายตาที่กำลังไล่อ่านตัวอักษรบนหนังสือเรียนชะงัก

          “เช้านี้ข้าได้ยินข่าวว่าพวกทหารที่มาจากเมืองหู่ เดินทางกลับแคว้นกันตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น”

          ลี่จินเงยหน้าขึ้นจากตำรา มองใบหน้าคนพูดที่อยู่ฝั่งตรงข้าม

          “ดูเจ้าสนใจเรื่องทหารเมืองหู่มากทีเดียวนะ”

          “ไม่ได้สนใจ ข้าแค่คาบข่าวมาบอกเจ้า”

          “บอกข้าทำไม”

          “เผื่อเจ้าสงสัยว่าทำไมองครักษ์ซุนถึงหายไป”

          ป๊าบ!

          “ข้าไม่ได้สนใจเขา”

          นอกจากจะปิดตำราซะเสียงดันจนสะดุ้งแล้ว ลี่จินยังหันกลับไปตอบเสียงแข็ง ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมกวนเจ๋อถึงต้องคิดว่าเขากับองครักษ์ซุนนั่นสนิทสนมกันด้วย ทั้งๆ ที่เจอหน้ากันนับครั้งได้

          “แต่เขามีเยื่อใยกับเจ้านะ แม้จะเจือจางแทบมองไม่เห็นก็เถอะ” ลี่จินถอนหายใจ เขารู้สึกเหนื่อยที่จะพูดเรื่องนี้ชอบกล แต่กวนเจ๋อก็ยังคงเป็นกวนเจ๋อ ถึงจะแสดงท่าทีไม่พอใจอย่างไร ก็ปิดปากบางๆ นั่นไม่ได้

          “เจ้าจะสนใจเรื่องข้ากับเขาทำไมนักหนา สิ่งที่เจ้าควรสนคือจะสอบเลื่อนขั้นอย่างไรให้กลายเป็นหมอหลวงวังใน”

          “มันเลื่อนได้ง่ายๆ ที่ไหนกันเล่า ของแบบนี้มันต้องสร้างความดีความชอบ แต่ดูก็รู้ว่ามีแม่น้ำสายใหญ่ขว้างอยู่ สงครามวังหลังนั้นมันน่ากลัวขนาดไหนเจ้าก็รู้ ขณะพวกเราเป็นแค่หมอหลวงชั้นต้นพวกเขายังสั่งสืบประวัติ ตรวจสอบต้นตระกูลแทบทุกคน หากใครดูเอื้ออำนวยมีผลประโยชน์ก็ได้ดิบได้ดี ส่วนเจ้ากับข้า...อีกสิบปีข้าแน่ใจเลยว่ายังย่ำอยู่ที่เดิม! ”

          เป็นความจริงอันน่าเจ็บปวดนัก ต่อให้ฝีมือดีแค่ไหนก็มิอาจสู้คำว่าต้นตระกูลได้ สกุลฉินเป็นแค่ขุนนางเล็กๆ ระดับล่าง ถึงบุตรหลานจะสอบหมอได้ แต่จะไม่มีผู้ใดเหลี่ยวมองก็คงไม่แปลกเพราะไม่มีผลประโยชน์เกื้อกูล ยิ่งแซ่อู่ของลี่จินแทบไม่ต้องพูดถึง แทบไม่มีบันทึกเอาไว้ในทะเบียนราษฎร์ด้วยซ้ำ

          “เช่นนั้น เจ้าก็ควรสาปแช่งให้คนด้านหลังกำแพงนั่นป่วยไข้ แล้วโชคดีเรียกหาหมอแซ่ฉิน เผื่อเจ้าจะได้มีโอกาสรักษาคนใหญ่คนโตสักคนสองคนเผื่อจะได้เลื่อนขั้น”

          “ลี่จิน!! เจ้ามันใจร้ายใจดำ กล้าสาปแช่ง เจ้าเป็นยักษ์มารมาเกิดหรืออย่างไร ถึงได้พูดจาเช่นนี้”

          “แล้วจะให้พูดปลอบเจ้าหรือ ว่าเจ้ามีโอกาสนะฉินกวนเจ๋อ พยายามทำตัวเด่นๆ เข้าไว้เดี๋ยวไม่แน่วันดีคืนดีฮ่องเต้อาจมีพระประสงค์เรียกเฝ้าไปรักษาสนมเล็กๆ สักคน”

          กวนเจ๋อถึงกับเถียงไม่ออก รู้สึกคำพูดของลี่จินตรงเข้าแทงใจดำจนจุก อย่าว่าแต่หวังรักษาสนมเล็กๆ เลย แค่โอกาสเข้าวังชั้นในก็แทบมองไม่เห็น เรื่องคิดจะเลื่อนขั้นนั้นฝันกลางวันชัดๆ นอกเสียจากว่าสวรรค์จะมีเมตตาไม่ทอดทิ้งหมอตัวเล็กๆ ให้พบพระพักตร์ฮ่องเต้สักครั้งเพื่อแสดงฝีมือแพทย์!

          พอเห็นกวนเจ๋อห่อเหี่ยวแล้วฟุบหน้าลงกับโต๊ะ ลี่จินก็ลอบยิ้มขันเบาๆ ในที่สุดก็สงบปากสงบคำได้ ใจจริงก็ไม่อยากจะตัดกำลังใจเท่าไร ทว่ามันกลับเป็นเรื่องจริงที่เขากับกวนเจ๋อจะต้องเผชิญ

          ตอนนี้เที่ยงตรงแล้ว ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะอยู่ในห้องเรียนอีก ลี่จินลุกขึ้น มองหมอตัวเล็ก กำลังจะเอ่ยปากชวนไปกินข้าว ทว่ากลับมีใครบางคนเดินพรวดเข้ามาพวกเขาในห้อง

          “หมอแซ่ฉินอยู่ที่ใด” เสียงนั้นเรียกคนที่ฟุบหน้าลงบนโต๊ะอย่างหมดอาลัยตายอยากที่สวรรค์ไม่รักเงยหน้าขึ้นมาเหวอๆ ใบหน้าใสซื่อนั่นดูงุนงงอย่างคนจับต้นชนปลายไม่ถูก เมื่อเห็นหลีกงกง เขายกมือขึ้นช้าๆ

          “ข...ข้าเอง มีเรื่องอันใดหรือท่านกงกง”

          หลีกงกงไม่ตอบทำเพียงเอ่ยเสียงสั่ง

          “ลุกขึ้นไปวังใน”

          กวนเจ๋อตาโต เมื่อครู่เขาเพิ่งกล่าวโทษสวรรค์ไปว่าทอดทิ้ง แต่อยู่ๆ ก็เหมือนได้รับการโอบอุ้มจากสวรรค์ ถึงจะไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอะไร แต่สมองกับคิดว่าโชคเข้าข้างแล้ว ไม่แน่ว่าพระสนมอาจจะประชวรแล้วเรียกตัวเขาเข้าเฝ้าอย่างที่ลี่จินว่าก็ได้

          “ใครป่วยหรือ”

          “ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องตั้งคำถาม ตามข้ามาก็พอ”

          หมอร่างเล็กครางรับเบาๆ ก่อนหันหน้าไปมองลี่จินที่ยังยืนงงไม่ต่างกัน กวนเจ๋อยิ้มทะเล้นพลางขยับปากช้าๆ อ่านได้ว่า ‘เลื่อนขั้นแน่’



♦♦♦♦♦♦♦♦
60%
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-08-2018 20:56:27 โดย EtuDe »

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8900
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80

ออฟไลน์ บูมเบส

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1740
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
ไปอยู่ผิดที่ผิดทางจริงๆ

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2317
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +285/-3
เอ๊ะ ยังไง

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7534
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11

ออฟไลน์ cocoaharry

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 619
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-2
    • cocoaharry_Demmy Chan_Otaku Y Girl
ไม่รจะเลื่อนขั้นหรืออะไรหนอ ลุ้นๆๆๆ
ติดตามผลงานค่าาา

ออฟไลน์ aiyuki

  • รักแท้ไม่แบ่งแม้เพศพันธุ์
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2637
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +133/-6
งานมางอกที่กวนเจ๋อแล้ววว

ออฟไลน์ MayA@TK

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4994
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +51/-7

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
         
❀ Moon's Embrace : บทที่ 5 ... ครึ่งจบ ❀     

          ห้องพระอักษร

          ฮ่องเต้หยวนสือเจิ้งคิดไม่ตกกับจดหมายปริศนาที่สอดเข้ามาในหนังสือบทกวีซุ่ยล่อหลาน จนไม่เป็นอันอ่านฎีกา ด้วยความเร่งรีบเช้าวันนี้จึงรับสั่งให้หลีกงกงไปพาตัวฉินกวนเจ๋อคนที่ยืมหนังสือกวีเล่มนั้นก่อนหน้า เพื่อมาจับพิรุธว่าข้องเกี่ยวกับกระดาษแผ่นนั้นหรือไม่

          รอกระทั่งครบก้านธูป ในที่สุดหลีกงกงก็กลับมาพร้อมกับคนที่เขาต้องการตัวซึ่งกำลังก้มหัวถวายคำนับอยู่ที่พื้นด้านล่าง ขันทีคนสนิทค้อมกายเดินเข้ามา กล่าวกระซิบกับเขา

          “หมอฉินมาแล้วฝ่าบาท”

          สือเจิ้งพยักใบหน้ารับ ก่อนจะปรายสายตามองหมอแซ่ฉินที่อยู่ด้านล่าง

          “เจ้าเงยหน้าขึ้นสิ”

          พระสุรเสียงเรียบนิ่งเอ่ยสั่ง กวนเจ๋อละล่ำละลักเงยหน้าขึ้นมาอย่างคนที่ดีใจจนทำอะไรไม่ถูก ก่อนจะก้มลงไปคำนับจนหัวโขกพื้น กล่าวคำสรรเสริญและคำถามพร้อมกันอย่างลืมตัว

          “ขอบพระทัยฝ่าบาท ท...ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี ฝ่าบาทมีสิ่งใด จะบัญชากระหม่อมหรือ”

          “บังอาจ! ”

          เป็นหลีกงกงที่คำรามเสียงใส่ กวนเจ๋อถึงกับสะดุ้งก้มหัวงุดไม่กล้าเงยหน้า เห็นท่าทีเช่นนั้นฮ่องเต้สือเจิ้งก็ถอนลมหายพระทัย ก่อนจะโบกพระหัตถ์เป็นสัญญาณให้หลีกงกงรู้ว่าตนมิได้ถือสา

          ฉินกวนเจ๋อนั้นยังเป็นหมอที่ยังหนุ่มและเด็กนัก ถือว่ายังมีอนาคต เขาไม่อยากถือโทษโกรธกับเรื่องนี้ ที่เรียกมาวันนี้ก็เพื่อถามไถ่บางเรื่องเท่านั้น

          “หมอฉิน ที่ข้าเรียกเจ้ามาวันนี้ เพราะข้ามีเรื่องสงสัยเล็กน้อย”

          เสียงทุ้มต่ำเรียกให้ใบหน้าใสซื่อเงยขึ้นมาอีกครั้ง ทว่านัยน์ตาก็แสดงความกล้าๆ กลัวๆ

          “ร...เรื่องอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาททรงพระประชวรหรือ”

          สือเจิ้งส่ายหน้า ก่อนจะผายมือไปยังหนังสือเล่มหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะอักษร กวนเจ๋อมองตาม ก่อนพบว่าหนังสือเล่มนั้นคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก

          “เจ้าเคยยืมหนังสือบทกวีของซุ่ยล่อหลานที่หอหนังสือมาหรือไม่”

          พอได้ยินชื่อหนังสือ ฉินกวนเจ๋อ ถึงกับลืมตัวคลี่รอยยิ้มกล่าวด้วยเสียงสดใส

          “พ่ะย่ะค่ะกระหม่อมเพิ่งยืมหนังสือเรื่องนั้นมา ต่างเต็มไปด้วยบทกวีของซุ่ยล่อหลาน จากการไปท่องโลกกว้าง ภาษาของเขาล้วนสวยงาม เขียนน้ำก็เย็น เขียนไฟก็ร้อน เขียนดอกไม้ยังได้กลิ่นหอมโดยเฉพาะบทชมจันทร์บนเขาเซียนฮั่น นั่นเยี่ยมยอดมากๆ ”

          ได้ยินคำตอบฮ่องเต้หยวนสือเจิ้งถึงกับแย้มสรวลตาม ทว่ารอยสรวลนั้นกลับดูเศร้าหมองนักในสายตาของกวนเจ๋อ ราวกับมีเรื่องบางอย่างอยู่ในพระทัยของพระองค์แต่กลับตรัสออกมาไม่ได้ หรือว่าเขาจะเผลอพูดอะไรไม่ถูกพระทัยเข้าให้

          “ม...มีอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”

          สือเจิ้งหลุดออกจากภวังค์เมื่อฉินกวนเจ๋อหลุดปากถามออกมา เขาสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

          “เปล่า มีคนแนะนำให้ข้าอ่านบทกวีขอซุ่ยล่อหลานมา ข้าแค่อยากหาคนชอบพอเรื่องเดียวกันกับข้ามาพูดคุย”

          กวนเจ๋อยิ้มอย่างดีใจ ก่อนก้มหัวโขกพื้นรัวๆ แล้วเงยหน้าขึ้น

          “ขอบพระทัยฝ่าบาท! คนคนนั้นที่แนะนำหนังสือเล่มนี้กับพระองค์มาจะต้องมีจิตใจงดงาม เป็นคนรักโลกกว้างเป็นแน่แท้”

          จิตใจงดงาม

          รักโลกกว้าง

          สองวลีนี้นิยามถึงหยวนจิวหรงได้ส่วนหนึ่งตอนที่ยังเป็นเด็ก ทว่าตอนนี้เขาไม่สามารถพรรณนาถึงลูกชายคนนี้ที่อยู่ไกลได้อีกเลย ไม่ว่าจะเป็นนิสัย รูปร่าง หน้าตา หรือสายตาที่มองพ่ออย่างเขา ทุกอย่างที่เกิดขึ้นยิ่งทำให้เขาไม่รู้จักหยวนจิวหรงเด็กน้อยแสนซื่อคนนั้น

          ทุกอย่างเงียบไปสักพักหนึ่งได้ กระทั่งฮ่องเต้หยวนสือเจิ้งพยักพระพักตร์เบาๆ กับตนเองถึงได้เอ่ยพระโอษฐ์อีกครั้ง

          “เอาล่ะ ขอบใจเจ้ามาก เจ้าเป็นหมอใช่หรือไม่”

          “พ่ะย่ะค่ะ” กวนเจ๋อตอบเสียงใส

          สือเจิ้งยกพระสรวลจางๆ ช่างเป็นหมอหนุ่มที่ดูใสซื่อ กระตือรือร้นและไร้พิษภัยเสียจริง หากวังหลวงมีคนเช่นนี้มากกว่าคนที่คิดคดทรยศ คงดีกว่านี้หลายเท่านัก

          “หลีกงกง มอบรางวัลให้เขาตามความเหมาะสม”

          กงกงเฒ่ารีบค้อมศีรษะน้อมรับบัญชา ขณะที่ฉินกวนเจ๋อได้ยินคำตรัสเช่นนั้นก็ดีใจจนน้ำตาไหล เขาโขกศีรษะขอบพระทัยไปอีกหลายที

          “ขอบพระทัยฝ่าบาท ขอบพระทัย ทรงพระเจริญหมื่นๆ ปี”

          สิ้นเสียงสรรเสริญ ไม่ช้าฉินกวนเจ๋อก็ถูกพาตัวไป ในห้องจึงเหลือเพียงฮ่องเต้สือเจิ้งกับหลีกงกงที่ยังอยู่ยืนอยู่ข้างพระวรกาย

          โอรสสวรรค์ขมวดพระขนง มีคำตอบในใจมากมายเกี่ยวกับจดหมายในบทกวีนั่น

          “เจ้าคิดว่าอย่างไร”

          หลีกงกงเงียบไปสักพัก เข้าใจว่าฝ่าบาทหมายถึงสิ่งใด ก่อนจะตอบตามความเห็นตน

          “ดูท่าแล้วหมอฉินมิน่าจะเกี่ยวข้องพ่ะย่ะค่ะ”

          สือเจิ้งพยักหน้า เรื่องของฉินกวนเจ๋อไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก ถึงจะคลี่คลายออกได้ปมหนึ่ง แต่ก็เป็นเพียงปมเล็กๆ ในอีกหลายสิบปม

          “แต่ลายพระหัตถ์ของรัชทายาทก็ยังเกี่ยวข้องอยู่ดี เป็นไปได้หรือไม่ว่ามีคนต้องการให้ข้าไม่วางใจองค์รัชทายาท”

          ไม่มีคำตอบจากหลีกงกงอีก เรื่องนี้ยากที่จะออกความเห็น หากซี้ซั้วพลั้งปากพูดไปโดยไม่ทันคิด อยู่ๆ วันดีคืนดีอาจถูกลากคอขึ้นเขียงก็เป็นได้แม้จะอยู่ข้างโอรสสวรรค์ก็ตาม



♦♦♦♦♦♦



          เข้าสู่ช่วงบ่าย จากอากาศอบอุ่นในตอนเช้า เวลานี้อุณหภูมิกลับพุ่งสูงขึ้นจนรู้สึกร้อน อู่ลี่จินยกแขนขึ้นปาดเหงื่อที่เกาะชื้นอยู่บนหน้าผาก นัยน์ตาคู่สวยเพ่งมองสังเกตใบหน้าซีดขาวของขันทีน้อยรายหนึ่ง

          หลังจากที่ฉินกวนเจ๋อหายไปกับหลีกงกง ก็ล่วงเลยมาจนเกือบจะครบชั่วยามแล้ว จากนั้นหัวหน้าขันทีจากกองอุทยานก็เข้ามาที่สำนักหมอหลวง แจ้งกับรองหัวหน้าจ้าวซุ่ยว่ากองอุทยานมีขันทีและนางกำนัลป่วยไข้มากกว่าห้าคน กลัวจะเป็นโรคระบาดติดต่อเลยมาเชิญหมอไปดูอาการ

          แน่นอนว่านิสัยหมอจ้าวซุ่ยนั้นไม่เหลียวแลแม้กระทั่งขุนนางตำแหน่งเล็กๆ นับประสาอะไรกับขันทีในกองอุทยานที่ไม่มีความดีความชอบให้

          เมื่อจ้าวซุ่ยปฏิเสธอย่างไม่ไยดี ตอนแรกเขาก็ทำเป็นอยู่เฉยๆ ไม่ได้ยินไม่ได้เห็นอะไร แต่สักพักกลับฝืนใจตัวเองไม่ได้ เลยเสนอหน้าอาสาเพียงลำพังมาดูที่กองอุทยาน แน่นอนว่าจ้าวซุ่ยจ้องหน้าเขาตาแทบถลนออกจากเบ้าด้วยความโกรธ

          แต่แล้วอย่างไรเล่า? เขาตั้งปณิธานไว้แล้ว ฉะนั้นแม้สถานการณ์ในวังจะแบ่งพรรคแบ่งพวกอย่างไร เขาก็ยังเป็นหมอที่รักษาคนเจ็บไข้

          ทว่า พอถึงกองอุทยานแล้ว กลับมีคนมากกว่าที่แจ้งไว้นัก ทุกๆ คนอาการคล้ายๆ กันคืออ่อนเพลีย เจ็บคอ น้ำมูกไหล บ้างก็ตัวร้อนจับไข้ และมีเสมหะเขียวข้น หนักกว่านั้นคือ อาเจียน และวิงเวียนศีรษะ แต่ทั้งหมดก็ยังไม่น่ากังวลเท่าการให้คนป่วยนอนพักฟื้นอยู่ในห้องหับ สกปรกและอากาศไม่ถ่ายเท

          “กงกงอย่าได้กังวล พวกเขาเป็นแค่ไข้หวัด ข้าเขียนใบเทียบยาให้ท่านกงกงแล้ว ช่วงนี้จะต้องรับประทานแต่อาหารอ่อนๆ ไปก่อน และต้องดื่มยาสามเวลาอย่าได้ขาด ดื่มน้ำให้มากๆ ด้วย จะได้ช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกาย หากเป็นไปได้ข้าอยากให้พวกเขาพักผ่อนสักสองสามวัน แต่ในห้องนี้อากาศถ่ายเทไม่สะดวกนัก ข้าอยากจะให้ท่านเปิดหน้าต่างเพื่อรับลมเข้ามา จะทำให้เขาหายเร็วขึ้น”

          นี่เป็นวิธีรักษาโรคไข้หวัดขั้นพื้นฐานที่เขาจะพอช่วยเหลือได้ ใจจริงอยากจะเขียนใบเทียบยาที่ดีกว่านี้ให้ แต่เกรงว่ากองโอสถคงต้องเล่นลิ้นไม่ยอมให้เบิกยาได้ง่ายๆ เขาเลยต้องใช้ยาอย่างธรรมดาที่สุด

          กงกงกองอุทยานอ้าปากค้างไปชั่วครู่ เมื่อได้ยินคนตรงหน้าสั่งออกมายาวเหยียด พอเห็นอีกฝ่ายเลิกคิ้วเป็นเชิงถามถึงได้หลุดออกจากภวังค์ แล้วยื่นมือใบรับใบเทียบยาที่หมอแซ่อู่มอบให้ ขันทีเฒ่าได้อ่านใบยาก็ถึงกับเบาใจซาบซึ้ง

          “ขอบคุณอย่างยิ่งหมออู่”

          ลี่จินตอบรับคำขอบคุณด้วยรอยยิ้ม ก่อนค้อมศีรษะให้เมื่อผู้อาวุโสกว่าคำนับเขา สำหรับหมอสิ่งตอบแทนที่ดีที่สุดไม่ใช่เงินทอง แต่เป็นคำขอบคุณและการได้เห็นคนป่วยกลับมาแข็งแรง

          เมื่อไม่มีธุระที่นี่แล้ว ลี่จินจึงบอกลาหัวหน้ากงกง ทว่าทั้งๆ ที่คิดว่าเขามากองอุทยานโดยไม่บอกกล่าวใครแล้วแท้ๆ พอก้าวไปถึงทางเลี้ยวตรงระเบียงกลับมีใครบางคนยืนดักอยู่

          “เพิ่งรู้ว่าเจ้ายิ้มเป็นด้วย ให้ดีกว่านี้น่าจะพูดให้กำลังใจสักหน่อยนะ”

          เป็นกายสูงใหญ่ขององครักษ์ซุนไป่หาน ใบหน้าหล่อเหลานั้นกำลังยกมุมปากขึ้นนิดๆ ดวงตาคมกริบส่อแววทีเล่นทีจริง

          หมอคนงามชะงักไป เขาสูดหายใจเข้าลึก ก่อนสบสายตามองคนตัวสูงกว่าแล้วค้อมศีรษะลง

          “คารวะใต้เท้าซุน เหตุใดท่านยังอยู่ที่นี่”

          แค่ประโยคแรกทำเอาไป่หานมุมปากกระตุก หัวคิ้วพาดกด ทว่าอู่ลี่จินกลับเลิกคิ้วใส่เป็นเชิงถามแทน

          “ไยข้าต้องบอกเหตุผลให้เจ้ารู้”

          ทำมาเป็นวางมาดให้อยากรู้หรือ? บอกเลยว่าใช้วิธีนี้กับเขาไม่ได้

          “เช่นนั้น ข้าน้อยขอตัว”

          แทบจะไม่ค้อมศีรษะลาเสียด้วยซ้ำ อู่ลี่จินเลือกที่จะเดินผ่านคนตัวใหญ่ไปอย่างไม่เหลียวแล

          ซุนไป่หานยืนกลืนน้ำลาย พลางพ่นลมหายใจออกมาพรืดยาว เรื่องทิฐิก็เรื่องหนึ่ง เรื่องเจอหมอแซ่อู่แล้วเหมือนไม่ชอบขี้หน้าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง! ตอนนี้เขาควรปาทุกอย่างทิ้งและรีบบอกเหตุผลที่มาตามหาคนหน้าสักที

          ไป่หานรีบหันกลับไป มองคนที่กำลังเดินลงบันไดแล้วเอ่ยขึ้นเสียงเข้ม

          “วิชาแพทย์ของเจ้าไม่ได้เป็นรองใครใช่หรือไม่”

          ขาเรียวถึงกับชะงัก เสี้ยวหน้างามหันไปตอบ

          “ข้าน้อยเบาปัญญานัก ยิ้มไม่เก่ง พูดให้กำลังใจใครไม่ได้ ข้าคงมิเก่งกล้าเท่าหมอคนอื่น”

          อา...ซุนไป่หานอยากยกมือขึ้นมาลูบหน้าตัวเองเสียจริง! ตอนนี้เขาปวดหัวขึ้นมาตุบๆ

          “เจ้าเก่งเรื่องประชดประชันเหลือเกินนะ”

          อีกฝ่ายไม่โต้ตอบ ทำเพียงแค่ปรายตามองเขาก่อนจะเดินลงบันไดหนีไป แต่มีหรือที่คนอย่างซุนไป่หานจะปล่อยง่ายๆ องครักษ์รีบก้าวตามหมอคนงาม เห็นอีกทีกายสูงใหญ่ก็มาขว้างอยู่ด้านหน้า

          “ตามข้ามาหน่อย”

          ลี่จินขมวดคิ้ว เขาไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องตามเจ้าองครักษ์กล้ามโตนี่

          “หากใต้เท้าไม่มีเรื่องด่วน ข้าน้อยขอกลับไปรายงานสำนักหมอหลวงก่อน”

          “ใครบอกว่าไม่ เรื่องของข้าสำคัญมาก เจ้าค่อยไปรายงาน”

          คนตรงหน้าเน้นเสียงจริงจัง ลี่จินถึงกับถลึงตามองอีกฝ่าย ไม่คิดว่าไป่หานจะเป็นคนที่ดื้อดึงและไม่ฟังคนอื่นถึงเพียงนี้

          “แต่ข้า” พูดยังไม่ทันจบลี่จินเป็นอันต้องเบิกตากว้าง เมื่อถูกอีกฝ่ายคว้ามือแล้วลากให้เดินตามไปอย่างรวดเร็ว

          “ท่านทำอะไร! ” เพราะสู้แรงอีกฝ่ายไม่ไหวเลยได้แต่ตะโกนร้องถาม กว่าซุนไป่หานจะยอมตอบก็เดินลากเขาไปเห็นเกือบครึ่งวัง แล้วมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูจวนรับรอง

          ใบหน้าหล่อเหลาหันมา ดวงตาคมเข้มเป็นประกายจริงจัง

          “ข้าอยากให้เจ้าช่วยคนคนหนึ่ง”

          ลี่จินขมวดคิ้ว “ใคร? ”



♦♦♦♦♦

100%
ขอบคุณทุกคอมเม้นต์นะคะ และทุกคนที่ติดตามนิยายเรื่องนี้น้า ♥ งื้อน้องเจ๋อจะเป็นยังไงหนอออ ส่วนลี่จินกับท่นองครักษ์ก็...ความซึนของทั้งคู่นี้ ถถถถ 

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด