❀ โอสถดอกท้อ : Moon's Embrace ❀ (หมอจีนโบราณ) End 32 Up! (16/02/2019)(แจ้งข่าว)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ❀ โอสถดอกท้อ : Moon's Embrace ❀ (หมอจีนโบราณ) End 32 Up! (16/02/2019)(แจ้งข่าว)  (อ่าน 73259 ครั้ง)

ออฟไลน์ Tiffany

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1157
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-0
ร้ายกาจจริงๆ รัชทายาท

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0
 o13


 :L2: :pig4: :L2:

อ้างถึง
“มีวิธีสารพัดที่ทำให้โจรชั่วหรือพระดี{{{คลาย[คาย]ความ}}}ผิดทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้กระทำ ซึ่งความทรมานเป็นทางเลือกที่มิอาจฝืนได้ เจ้าคิดหรือว่า...หากเจ้าจิ้งจอกนั่นสงสัยเจ้าขึ้นมา เขาคงจะละเมียดจิบชาพูดคุยกับเจ้าดีๆ ”

          ลี่จินกลืนน้ำลาย ทั้งที่รู้ดีแก่ใจว่าวังหลวงเป็นพื้นที่เช่นไร แต่เขากลับ{{{ประมาณ[ประมาท]}}}และมองข้ามไปเสียสนิท



ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2317
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +285/-3
แทะลี่จินได้ทุกคราวสิน่า

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3333
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6
ลุ้นตลอด

 :L2: :L1: :pig4:

ออฟไลน์ blanchard

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 376
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +46/-3
“ข้าแค่...อยากให้เจ้าไปกับข้า...ลี่จิน”

 :m3:    :impress3:

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-5
รัชทายาท ร้ายกาจมาก

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
         
❀ Moon's Embrace : บทที่ 12 ...  ❀   

     ตะวันขึ้นแล้ว...ราวกับเป็นสัญญาณเริ่มต้นชีวิตใหม่ แสงแดดปลายฤดูเดือนนี้จึงดูอบอุ่น และผ่อนความร้อนแรงลง ใบไม้มากมายเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง โปรยปรายร่วงโรยลงมาตลอดสองข้างทาง ขณะที่ขบวนรถม้าทมุ่งตรงไปยังเมืองหู่

     ฉินกวนเจ๋อยังคงนั่งตัวเกร็งอยู่ริมหน้าต่าง ดวงตากลมโตแวววาวคลอเคลียด้วยน้ำใสๆ เหมือนสีหน้าคนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ ยิ่งพอรู้ว่าอีกไม่นานจะถึงเมืองหู่แล้ว ก็ยิ่งทำท่าเหมือนเด็กน้อยจะเป่าปี่

          “จ...จะถึงเมืองหู่แล้ว ข้าอยากลงตรงนี้ รู้สึกท้องไส้ปั่นป่วนไปหมดเลย”

          เสียงสั่นๆ กับท่าทีที่ดูกังวลเกินเหตุ เรียกความสนใจจากผู้ร่วมขบวนรถ

          อู่ลี่จินหันไปมองสหายตัวเล็กที่นั่งอยู่ข้างๆ เวลานี้นอกจากจะสังเกตเห็นว่ากวนเจ๋อกำลังสั่นแล้ว ยังยกมือขึ้นมาแตะริมฝีปากล่าง ทำท่าเหมือนจะกัดเล็บอีก

          “กวนเจ๋อเจ้ากังวลมากไปแล้ว ท่านอ๋องเรียกพวกเรามาเป็นหมออาสา ไม่ได้เรียกประหารเสียหน่อย”

          กวนเจ๋อหันขวับ

          “ต...แต่ถ้าเราทำอะไรไม่เข้าตาท่านอ๋องเข้า ไม่แน่ว่าอาจจะโดนประหารก็ได้”

          “เขาเป็นถึงจวิ้นอ๋อง ย่อมมีคุณธรรมในการปกครองบ้านเมือง จะประหารใครซี้ซั้วได้อย่างไร เจ้าอย่ากังวลจนเกินเหตุ”

          พอถูกอู่ลี่จินปรามเช่นนี้ หมอตัวเล็กก็หน้าหงอลง ใช่แล้วเขามันใจเสาะใจปลาซิว แต่ใครจะเหมือนน้ำแข็งพันปีอู่ลี่จินเล่าที่เยือกเย็นได้ทุกสถานการณ์

          กวนเจ๋อมุ่ยหน้า เป็นใครจะไม่รู้สึกกลัวบ้าง ถ้ารู้ว่าอนาคตข้างหน้าต้องยื่นขาเข้าไปในกรงเสือ

          “กวนเจ๋อควรกลัวน่ะถูกแล้ว”

          อยู่ๆ ก็ได้รับเสียงสนับสนุนจากคนที่นั่งอยู่มุมฝั่งตรงข้าม

          กวนเจ๋อตาโต เป็นเต๋อหวนที่กำลังก้มใบหน้าลงอ่านหนังสือ ท่าทางเหมือนไม่ได้สนใจ ทว่าจริงๆ หูกลับฟังทุกคำพูด

          อู่ลี่จินกลอกสายตา ไม่คิดว่าอยู่ๆ เต๋อหวนจะให้ท้ายกวนเจ๋อจนน่าหมั่นไส้ เต๋อหวนพอรู้ตัวว่ากำลังโดนจ้อง หมอหนุ่มจึงปิดหนังสือ ใบหน้าหล่อเหลาเงยขึ้นมาตอบ

          “ที่ข้าพูดเช่นนั้น เพราะข้าเป็นห่วง อย่างไรพวกเราก็ให้คำตอบแน่ชัดไม่ได้ ว่าข่าวลือเรื่องความโหดเหี้ยมของท่านอ๋องเป็นเรื่องโป้ปดหรือไม่ ฉะนั้น พวกเราควรระวังตัวไว้ก่อนย่อมดีกว่า”

          “ถูกต้อง! เห็นไหม เต๋อหวนเห็นด้วยกับข้า มีแต่เจ้านั้นล่ะที่ทำตัวเหมือนไม่มีความรู้สึก”

          ได้ทีเป็นขี่แพะไล่ หมอคนงามถึงกับส่ายหน้า ก่อนนัยน์ตาคู่สวยจะตวัดมองไปเต๋อหวนบ้าง

          “ข้าเข้าใจสิ่งที่เจ้าพูดเต๋อหวน แต่ระหว่างนี้กังวลไปก็มิได้ช่วยอันใด ตราบใดที่ยังไม่เข้าเฝ้าท่านอ๋อง เจ้าก็ไม่ควรพูดให้ทุกคนใจฝ่อ”

          “ข้าขอโทษ...เจ้าพูดถูก แต่เจ้าก็ย่อมรู้ดีแก่ใจ ความผิดเท่าเศษผงก็ย่อมพรากชีวิตคนได้ ที่ข้าพูดเช่นนี้เพราะเป็นห่วง กลัวว่าถึงเวลานั้นจะมีใครกล้าขว้างคมดาบบ้าง”

          สิ้นประโยคก็พานให้บรรยากาศรอบข้างอึมครึมกดดันยิ่งกว่าเดิม ไม่ใช่ว่าเขาไม่เห็นด้วยอย่างที่เต๋อหวนพูด เมืองหู่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองถ่อยเมืองเถื่อน ใครๆ ก็ย่อมกลัวเกรง ที่ควรระวังตัวนั่นเป็นเรื่องถูกต้องแล้ว แต่ถ้ามากเกินไปก็จะทำให้จิตใจหวาดระแวงหดหู่เสียเปล่าๆ

          สิ้นประโยคก็พานให้บรรยากาศรอบข้างอึมครึมกดดันยิ่งกว่าเดิม ไม่ใช่ว่าเขาไม่เห็นด้วยอย่างที่เต๋อหวนพูด เมืองหู่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองถ่อยเมืองเถื่อน ใครๆ ก็ย่อมกลัวเกรง ที่ควรระวังตัวนั่นเป็นเรื่องถูกต้องแล้ว แต่ถ้ามากเกินไปก็จะทำให้จิตใจหวาดระแวงหดหู่เสียเปล่าๆ

          “พวกเจ้าเลิกจ้องแล้วพูดเรื่องนี้ใส่กันสักทีได้ไหม ข้าจะบ้าตายอยู่แล้ว! ”

          ยิ่งได้ยินก็ยิ่งอยากทึ้งศีรษะตนเอง หมอหลวงชั้นต้นที่เก่งกว่าเขามีเยอะแยะ เหตุไฉนเขาจะต้องเป็นผู้ถูกเลือกมาเมืองหู่ด้วย ถึงแม้จะรอดชีวิตมาได้ แต่นี่มันหนีเสือปะจระเข้ชัดๆ แถมยังเป็นจระเข้ตัวใหญ่ที่ได้ยินเกียรติศัพท์ว่าเขมือบคนเป็นว่าเล่น

          พอนึกถึงก็ยิ่งเครียดหนักเขาอยากจะลงจากรถม้านี่เดี๋ยวนี้เลย!

          ลี่จินถอนหายใจ เห็นทีคงไม่มีใครสลายความกังวลที่ท่วมท้นอยู่ในอกกวนเจ๋อได้อีกแล้ว ใบหน้างามจึงหันไปสนใจนอกหน้าต่างแทน

          รถม้าเริ่มวิ่งช้าลง สัมผัสได้ว่าบรรยากาศรอบๆ เริ่มเปลี่ยนไป ป่าไม้รอบด้านผันแปรเป็นทุ่งถนน ที่สุดสายตาเขาเห็นกำแพงเมืองอยู่ไกลลิบ ดวงเรียวเบิกขึ้นเล็กน้อย รู้สึกอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ชีวิตใหม่คงได้เริ่มต้นขึ้น

          “ถึงเมืองหู่แล้ว”





♦♦♦♦♦♦



          ยามแหงนใบหน้ามองผืนฟ้า กระเรียนขาวสองตัวสยายปีกโผบินเคียงคู่ เป็นภาพทัศนียภาพที่หาดูได้ยากนักในเมืองหู่

          หากกล่าวว่าเมืองหู่เป็นเมืองที่มีภูมิประเทศพิสดาร ก็คงไม่ผิดแปลกเกินไปนัก พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเนินเขาประเดี๋ยวสูงประเดี๋ยวต่ำ ตัวเมืองฟากทางทิศตะวันออกติดกับภูเขาหิน เพราะอิทธิพลลมทะเลที่อยู่ทางทิศใต้กระโชกพัดเข้ามาทางทิศบูรพามากเกินไป เลยกัดกร่อนภูเขาเหมือนใบมีดเล็กๆ ล่วงเลยผ่านมาหลายช่วงอายุคน กระทั่งเกิดเป็นภูเขาหัวโล้น และพื้นที่แห้งแล้ง

          ขณะที่ทางทิศประจิมจากตัวเมืองกลับติดกับป่าสนเขียวชอุ่ม ราวกับอยู่คนล่ะผืนแผ่นดิน ทว่าในป่าก็หาได้มีความอุดมสมบูรณ์ ด้านในเต็มไปด้วยสัตว์ร้าย และแมลงมีพิษอันตรายยากที่ผู้คนจะเข้าไป

          เรื่องภูมิประเทศว่าน่าหนักใจแล้ว แต่การเป็นอยู่ของผู้คนยิ่งขัดสน และเลวร้ายยิ่งกว่า เมื่อน่านน้ำทะเลทางใต้ยังเป็นทางผ่านเรือของพวกโจรสลัด มีการบุกปล้นเสบียงชาวบ้านอยู่นับครั้งไม่ถ้วน ส่วนทางบูรพากลับเป็นที่ตั้งของชนเผ่านอกรีต ตกกลางคืนมีโจรผู้ร้ายก็ชุกชุม ส่วนชาวบ้านก็มักทะเลาะเบาะแว้งกันเรื่องที่ดินทำกิน น้อยคนนักที่จะอาศัยอยู่ที่นี่ หากไม่ใช่คนเฒ่าคนแก่ หรือมีความผูกพัน ก็คงย้ายถิ่นฐานไปที่อากาศโคจรดีกว่านี้ ไม่แปลกเลย ที่เมืองหู่จะได้สมญานามว่าเมืองคนเถื่อน

          ทว่า...ปัญหายุ่งยากซับซ้อนที่แม้แต่สวรรค์คลี่คลายไม่ได้นั้น กลับทุเลาเพียงเพราะบุรุษคนเดียว

          หยวนจิวหรงมิได้แยแสที่ตนเองถูกเนรเทศออกมาจากวัง กลับกันคือโล่งใจเสียอีกที่ได้หลุดพ้นจากพื้นที่น่าอึดอัด ใช้เวลาไม่นานอ๋องที่ถูกขับไล่กลับแก้ไขปัญหาเมืองที่มีภูมิประเทศพิสดารให้อุดมสมบูรณ์ขึ้น โดยมีที่พำนักสั่งการซึ่งชาวเมืองเรียกกันว่า ‘ปราสาทเฮยเซ่อ’

          ตำหนักนี้เป็นดั่งปราสาทที่อยู่บนพื้นที่สูงสุด หากมองลอดจากหน้าต่างในตำหนักลงมา จะเห็นทิวทัศน์เมืองหู่ทั้งหมด ราวกับเป็นบริวารที่อยู่ในอาณัติ

          ที่เรียกว่าปราสาทเฮยเซ่อ เพราะโครงสร้างด้านในล้วนมีพื้นไม้เป็นสีดำสนิท แต่เดิมทีพื้นที่สูงสุดนี้ไม่ใช่พื้นที่รกร้างว่างเปล่า แต่เป็นที่ตั้งของโรงกังหันที่ถูกไฟไหม้ เหลือทิ้งไว้แค่เพียงไม้เนื้อดีสีดำสนิท หยวนจิวหรงจึงนำมันใช้ประโยชน์โดยสร้างต่อเป็นที่พำนักของตนเอง



          แสงแดดถักทอลอดผ่านบานหน้าต่างมาแล้ว...

          หลังจากที่รับจดหมายจากคนสนิทของตนที่ใช้ไปทำงานใหญ่ที่วังหลวง วันนี้ประตูตำหนักเลยเปิดออกแต่เช้าราวกับคอยต้อนรับ

          ทว่าบรรยากาศรอบตำหนักกลับไม่ได้ดูอบอุ่นเพิ่มขึ้นสักนิด แม้แต่ผีเสื้อน้อยที่กำลังดูดน้ำหวานจากยอดดอกไม้อย่างเป็นสุขก็ยังบินหนีตามสัญชาตญาณ

          หยวนจิวหรงในอาภรณ์สีดำสนิทลายพยัคฆ์เอนกายพิงหมอนเท้าคางอยู่บนบัลลังก์หยกขาข้างหนึ่งถูกยกขึ้นชัน ส่วนมือก็พาดไว้บนเข่า ท่าทางเหมือนคนเกียจคร้าน ตรงข้ามกับใบหน้าคมเข้มที่ล้วนประณีตบรรจงดุจเทพไท้บนสวรรค์ค่อยๆ ปลุกปั้นขึ้นมา

          หากเป็นยามปกติ ผู้ใดได้พบเห็นอ๋องเมืองหู่ คงต้องหวั่นเกรงบารมีที่แผ่ซ่านออกมาอย่างเกรียงไกร เว้นเวลานี้ที่เจ้าของใบหน้าประณีตนั้นกลับไม่มีทีท่าว่าจะสนอกสนใจฟังรายงานที่อยู่ด้านล่าง หน้ำซ้ำยังแอบกลอกตาหาววอดอย่างเบื่อหน่าย

          ตั้งแต่เกิดมาโหราได้ทำนายทายทักจิวหรงเอาไว้ ว่าเป็นคนมีโหงวเฮ้งราชา ทั้งหน้าผาก จมูก คาง สามสิ่งล้วนชัดเจน แต่กลับขัดกันตรงที่ดวงตาเรียวยาวเชิดสูงกว่าคิ้วจึงดูมาดร้ายและแข็งกร้าวจนเกินไป คำทำนายจึงผันแปรว่า ถึงจะมีคนหวั่นเกรงทั่วหล้าแต่ก็เป็นทุกขลาภก้อนใหญ่ที่อาจพาชีวิตลำบากยากเย็น พลัดพรากไปที่ไกลแสนไกล ก่อนจะสุขสบาย

          เหอะ! สำหรับเมืองหู่นี่คงไกลพอแล้วที่จะทำให้เจ้าพวกคนชั่วนั่นได้อยู่อย่างอิ่มหนำสำราญ เขาไม่เชื่อเรื่องงมงายพวกนี้เลยสักนิด ทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้มา ล้วนมาจากตนเองทั้งสิ้นไม่ใช่โชคลาภ

คราวนี้ก็เช่นกัน ในที่สุดเบี้ยสำคัญที่เขาเสี่ยงเดินไปก็กลับมาอย่างปลอดภัย

          พอทราบข่าวว่าซุนไป่หานอยู่หน้าประตูตำหนักแล้ว บุรุษในอาภรณ์ลายพยัคฆ์ก็ยกมือปราม เล่นเอา ‘จางรุ่ยเหริน’ คนที่เป็นดั่งคนสนิทซึ่งกำลังอ่านรายงานปิดปากสนิท เงยหน้าขึ้นอีกที อ๋องแห่งเมืองหู่ก็ชี้นิ้วออกไปด้านนอก

          รุ่ยเหรินพยักใบหน้ารับเป็นอันเข้าใจ ก่อนถอยเท้าออกไปทำตามรับสั่ง เพียงไม่นานเนตรคมดุก็ตวัดไปที่หน้าประตูตำหนักที่ค่อยเลื่อนออกอีกครั้ง เวลานี้ผู้ที่เขารอคอยก็เข้ามาถึง

          ตรงหน้าคือเงาสูงใหญ่ตระหง่าน เป็นซุนไป่หานในชุดเกราะเต็มยศที่รีบสาวเท้าก้าวเข้ามา ก่อนคุกเข่าลงคำนับที่พื้น

          “คารวะท่านอ๋อง กระหม่อมซุนไป่หานมาเข้าเฝ้า เพื่อถวายรายงานตามประสงค์พ่ะย่ะค่ะ”

          ซุนไป่หานยังคงน่าประทับใจไม่เปลี่ยน จิวหรงหรี่ตาลงสังเกตอีกฝ่าย ถึงองครักษ์หนุ่มจะดูซูบโทรมลงไปบ้าง แต่น้ำเสียงก็ยังคงแข็งขันชัดเจนแบบที่พึงใจ

          อ๋องแห่งตำหนักดำคลี่รอยสรวลราบเรียบ

          “ไป่หาน เจ้าไปเมืองหลวงนานเกินไปแล้ว”

          “กระหม่อมขออภัย ไม่มีสิ่งใดจะแก้ตัว”

          เพราะน้ำเสียงของอ๋องหนุ่มช่างคาดเดาอารมณ์ได้ยากยิ่ง ไป่หานจึงได้ก้มหน้าไม่โต้เถียง

          จิวหรงตวัดตัวลงจากบัลลังก์ เผยให้เห็นภาพของอ๋องจิวในอาภรณ์ลายพยัคฆ์เต็มๆ กายที่ดูน่าเกรงขาม ประกอบกับวรองค์สูงใหญ่เยี่ยงภูผายักษ์ด้วยแล้ว ยิ่งดูเหี้ยมหาญแข็งแกร่ง

          เนตรคมดุหรี่ลง ขยับเท้าไปหาองครักษ์คนสนิท แต่ละย่างก้าวช่างดูหนักแน่น และสม่ำเสมอ

          อ๋องจิวย่อตัวลงใกล้ๆ ก่อนพูดด้วยเสียงทุ้มราบเรียบ

          “ถ้าเจ้าตาย ก็คงลำบากข้านัก ดีใจที่เห็นเจ้ากลับมาอย่างปลอดภัย”

          เป็นการเย้าแหย่เล่นทีจริงจนต้องลอบกลืนน้ำลาย ไป่หานยังคงก้มหน้า หลุบสายตาลงมองพื้นอย่างสุนัขที่เชื่อฟังคำสั่งอย่างเคร่งครัด ไม่ช้าหยวนจิวหรงก็เอามือไพล่หลัง เอ่ยเข้าเรื่อง

          “ข้าทราบข่าวที่เจ้าแจ้งมาแล้ว มีข้อสงสัยอยู่เล็กน้อย เหตุใดรายชื่อที่ส่งมาถึงมีแต่หมอหลวงชั้นต้น”

          “ทูลท่านอ๋อง ที่เป็นเช่นนี้เพราะองค์รัชทายาท...”

          “อ้อ...ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้าพอจะเข้าใจอยู่” เอ่ยไม่ทันจบ เมื่อวลีต้องห้ามหลุดออกมา จิวหรงก็แทรกทันที ใบหน้าคมสันเลื่อนมองออกไปที่นอกหน้าต่าง พานนึกถึงเรื่องแต่ก่อนที่เคยอยู่วังหลวงกับอี้หมิง ตนกับน้องชายต่างมารดาชิงดีชิงเด่นจนแทบเอาชีวิตกันมาหลายครั้ง ฉะนั้นย่อมรู้ไส้รู้พุงกันหมด สำหรับเรื่องนี้ก็คงเดาได้ไม่ยาก ว่าเหตุใดถึงไม่ราบรื่น

          “องค์รัชทายาท หึ...ไม่สิ พระอนุชาของข้าคงเล่นลิ้น กลั่นแกล้งเจ้า จะยื้อเวลาไว้ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก ต้องขอบคุณเสด็จพ่อที่เมตตาส่งคนพวกนี้มาทดแทน แต่...ข้าคงมั่นใจได้ใช่หรือไม่ ว่าคนที่เจ้านำมา คนพวกนี้จะเป็นหมอที่ดี ไม่ใช่หนอนบ่อนไส้”

          “ทูลท่านอ๋อง ถึงพวกเขาจะเป็นหมอหนุ่ม แต่ล้วนมีฝีมือแพทย์ชั้นเลิศ กระหม่อมและหัวหน้าสำนักหมอล้วนคัดเองกับมือ มั่นใจว่าในอนาคตข้างหน้าพวกเขาต้องมีประโยชน์ต่อเมืองหู่ และท่านอ๋องเป็นแน่”

          คำตอบของซุนไป่หานทำเอาจิวหรงแอบยกยิ้มขึ้นเล็กๆ

          มีประโยชน์ต่อข้างั้นหรือ...เป็นประโยคที่น่าสนใจนัก

          “หากเจ้าพูดถึงขนาดนี้ เห็นทีข้าคงต้องจะเชื่อใจเจ้าไป่หาน”

          “พ่ะย่ะค่ะ! ”

          แม้น้ำเสียงและสีหน้าที่แสดงออกจะตรงกันข้าม แต่ซุนไป่หานก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะคัดค้านได้ เขาเข้าใจนิสัยอ๋องผู้นี้ดี สิ่งใดมีประโยชน์ล้วนเก็บไว้ แต่สิ่งใดเป็นตัวบ่อนทำลายย่อมกำจัดทิ้งอย่างเลือดเย็น

          “ให้พวกเขาเข้ามา”



          อีกทางด้านหนึ่ง หมออาสาทั้งสามได้แต่ยืนก้มหน้าคอยอยู่ที่ลานหน้าตำหนักตามคำบอกของซุนไป่หาน ตั้งแต่ก้าวเข้ามาที่ตำหนักเฮยเซ่อ ยังไม่ทันได้เก็บข้าวของ เขาก็ได้ยินว่าอ๋องจิวมีรับสั่งให้ซุนไป่หานนำพวกเขาไปรายงานตัว

          อู่ลี่จินยืนนิ่งประดุจรูปล่อสำริด ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ แต่พอก้าวขาเข้ามา เขากลับสัมผัสได้ถึงบรรยากาศหนักอึ้งกดดันตั้งแต่หน้าประตู อาจเพราะว่าที่นี่ถูกสร้างขึ้นด้วยไม้ดำด้วยเลยดูน่ายำเกรง ทว่าน่าแปลกใจที่หยวนจิวหรงเป็นถึงอ๋องปกครองเมือง แต่กลับมีบ่าวไพร่อยู่ไม่มาก ทั้งที่ตำหนักออกจะกว้างใหญ่

          อดทนยืนรอสงสัยไปได้สักพัก ในที่สุดประตูไม้ตรงหน้าก็เลื่อนออก ทว่าคนที่มา หาใช่ซุนไป่หานอย่างที่คิดไม่ แต่กลับเป็นบุรุษรูปร่างสูงโปร่งที่ดูสะอาดสะอ้านในชุดสีขาวผ่องใบหน้าเพียบพร้อมของเขาดูฉลาดเฉลียว จางรุ่ยเหรินกล่าวแนะนำตัวเพียงเพียงสั้นๆ ก่อนแจ้งว่าท่านอ๋องเรียกตัวพวกเขาเข้าไปด้านใน

          ลี่จินลอบกลืนน้ำลาย ในที่สุดโอกาสที่จะพบบุคคลที่ขึ้นชื่อว่าโหดเหี้ยมที่สุดก็มาถึง

          เพียงก้าวเข้าไปในตำหนัก สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือบรรยากาศอันหนักอึ้ง แทบเรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกในชีวิต ที่พอพานพบใบหน้าใครบางคนแล้วถึงกับพรั่นพรึงขึ้นในอก ถึงจะแค่แวบเดียว แต่บารมีของคนตรงหน้าก็พานเอาหายใจไม่ทั่วท้อง

          “คารวะท่านอ๋อง”

          หมอหลวงทั้งสามกล่าว และโค้งคำนับพร้อมเพรียง

          จิวหรงหรี่ดวงตาลง เขามองกลุ่มคนชุดเขียวครามด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา สักพักเดียวก็โบกมือ

          “พวกเจ้าเงยหน้าขึ้น ไม่ต้องมากพิธี”

          คำอนุญาตนั้นทำให้ต้องยกใบหน้าขึ้น

          ลี่จินชะงักไปเหมือนใจหล่นวูบ เพลานี้สิ่งแรกที่เขานึกถึงหลังจากที่เห็นอ๋องจิวเต็มๆ ตาคือ สัตว์ร้าย ...ทั้งโครงกายสูงใหญ่ คิ้วเรียวพาดเหมือนปลายดาบ ผิวกายเป็นสีน้ำผึ้งทอง ใบหน้าคมสันชัดเจน รับกับดวงตาดุดันที่ดูร้ายกาจเจ้าเล่ห์จนอกสั่น

          ทุกคนล้วนแต่ตะลึงงันในรูปโฉมของหยวนจิวหรง ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจดัง เพราะกลัวความกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากกายสูงตระหง่านนั่น ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาเลยสักนิด

          ลี่จินหลบสายตาลง พลางแอบก้มหน้าลงเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว อาจเพราะรู้สึกหวาดกลัวเกินไปที่จะปะทะสายตาดุดันนั่นตรงๆ

          จิวหรงเดินวนเวียนอยู่รอบๆ พวกเขา เนตรคมดุยังคงปรายมองอย่างบีบคั้น

          “ทุกคนล้วนเป็นหมอหนุ่มรูปงาม” น้ำเสียงกังวานเอ่ยพูด “ซึ่งคนหนุ่มย่อมปรับตัวได้ไว มากกว่าพวกไม้แก่ดัดยาก นั่นนับเป็นเรื่องดี”

          คำพูดลอยๆ แต่ฟังดูเป็นนัยที่เฉียบขาด ทำเอาต้องจิกปลายเท้าแก้ประหม่า ขณะที่นัยน์ตาเกรี้ยวกราดมาดร้ายของหยวนจิวหรง ยังคงมองประเมินหมออาสาจากวังหลวงตั้งแต่ปลายเท้าจรดศีรษะ เล่นเอาสะท้านไปทั่วแผ่นหลัง

          แต่ก่อนจะสำลักความอัดอั้นตาย ซุนไป่หานกลับเคลื่อนกายเข้ามาแล้วเอ่ยแนะนำพวกเขาด้วยตนเอง ทว่ากลับมีชื่อของใครบางคนที่ทำให้อ๋องเมืองหู่สนใจเป็นพิเศษ

          “ทูลท่านอ๋องพวกเขาคือ หมอแซ่ฉิน หมอแซ่หม่า และหมอแซ่อู่พ่ะย่ะค่ะ”

          “หมอแซ่ฉิน ข้าได้ยินว่าเจ้าถวายการรักษาเสด็จพ่อด้วย เช่นนั้นฝีมือคงมิใช่ธรรมดา เจ้าชื่ออะไร”

          กายในอาภรณ์สีดำเคลื่อนมาหาหมอหนุ่มที่ตัวเล็กที่สุด กวนเจ๋อสั่นสะท้านน้อยๆ ตั้งแต่ลำตัวลามไปจนถึงข้อเท้า เขาละล่ำละลักตอบอย่างคนหวาดกลัว

          “กะ...กระหม่อม ฉะ...ฉินกวนเจ๋อพ่ะย่ะค่ะ ตะ...แต่ฝีแพทย์กระหม่อมไม่ได้...”

          “เจ้าดูถ่อมตัวและประหม่าในเวลาเดียวกัน แต่อย่ากังวล...”

          หมับ!

          กวนเจ๋อสะท้านเฮือก เมื่อหยวนจิวหรงกลับวางมือลงบนบ่า

          “อยู่ที่นี่กฎเกณฑ์มีไม่มาก แค่ทำตามที่ข้าสั่งทุกอย่าง แล้วพวกเจ้าจะอยู่ที่เมืองหู่อย่างสุขสบาย อิ่มหนำสำราญ อาหารครบสามมื้อ ไร้การฆ่าฟัน”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30-08-2018 16:40:18 โดย EtuDe »

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
❀ Moon's Embrace : บทที่ 12 ...  ครบ ❀

          กลับเมือง! ข้าจะกลับเมืองหลวงเดี๋ยวนี้! กวนเจ๋อแทบจะเข่าอ่อน ทรุดกายไปลงนอนกับพื้นเสียตรงนั้น เมื่อเจอคำพูดราบเรียบง่ายของอีกฝ่าย แต่กลับแฝงความโหดเหี้ยมอันเย็นเยือกแต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงก้มหน้าตัวสั่นงกๆ เป็นลูกนกตกจากรัง

          จิวหรงเห็นท่าทีของหมอแซ่ฉินแล้วคลี่รอยยิ้มหยัน ก่อนจะปรายตาไปหาคนสนิทอีกคนที่หลบอยู่ด้านหลังไป่หาน

          “รุ่ยเหริน”

          “พ่ะย่ะค่ะ”

          “นำทางพวกเขาไปพักที่เรือนปีกตะวันออก จากนี้ไปสำนักหมอจะเปิดที่นั่นแทน ส่วนเรือนตะวันตกซึ่งเป็นสำนักหมอเก่า อย่าลืมเช็ดล้างทำความสะอาดให้หมดจด”

          รุ่ยเหรินขานรับก่อนจะถอยเท้าออกไปในทันที

          ทว่าความอึดอัดยังไม่จางหายไปจากอกของอู่ลี่จิน เขาทราบดีว่าคำสั่งของหยวนจิวหรงล้วนเด็ดขาดทั้งสิ้น แต่ถึงจะดูน่าสงสัยเรื่องเรือนหมอปีกตะวันตก แต่กลับไม่มีหมอคนใดกล้าเอ่ยปากถาม ทุกคนล้วนเป็นใบ้ในบัดดล

          ภายใต้สายตาร้ายกาจของอ๋องจิวแห่งเมืองหู่ การให้สุ้มเสียงที่ไม่ถูกที่ถูกเวลานั่นอาจหมายถึงชีวิต...



♦♦♦♦♦



          “ข้าตายแน่!! ”

          เมื่อมาถึงที่เรือนพักรับรองทางปีกตะวันออก เลื่อนประตูเข้าห้องพักได้ไม่ทันไร พอเห็นรุ่ยเหรินไปแล้ว กวนเจ๋อก็โวยวายออกมาอย่างอัดอั้น

          ทุกคนย่อมรู้ดี แต่อู่ลี่จินเลือกที่จะเงียบเก็บมันเอาไว้

          “แต่เจ้าก็ยังมีลมหายใจอยู่”

          ลี่จินเก็บกล่องผ้าของตนเองยัดใส่ข้างตู้ กวนเจ๋อรีบจ้ำอ้าวพรวดเข้ามา ก่อนจะยื่นหน้าขมวดคิ้วมองคนเย็นชาให้ชัดๆ

          “เจ้าไม่เห็นหรือตอนที่ท่านอ๋องวางมือบนบ่าข้าน่ะ ข้ารู้สึกเหมือนเป็นกระต่ายน้อยในอุ้งมือราชสีห์ ข้ากลัวจนอั้นฉี่แทบไม่ไหวแล้ว”

          กระต่ายน้อย? เจ้าเนี่ยนะ

          “แต่เจ้าก็ผ่านมาได้”

          คราวนี้เป็นเต๋อหวนที่พูดเสริมขึ้นจากด้านหลัง

          กวนเจ๋อหันขวับแล้วโวยวายอีกครั้ง

          “โธ่เอ๊ย ทำไมทุกคนถึงได้พูดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นกัน ข้าโดนท่านอ๋องหมายหัวแล้ว ข้าต้องซวยแน่ๆ ”

          พอนึกถึงก็ยังขาสั่นไม่หาย วินาทีนั้นเหมือนเขาลงนรกไปแล้วครึ่งตัว ลี่จินยิ้มขัน ใช่ว่าเขาจะไม่เห็นภาพที่ท่านอ๋องวางมือบนบ่ากวนเจ๋อ ถึงจะสงสาร แต่ตอนนี้เขาอยากแกล้งคนตัวเล็กมากกว่า

          “ข้าขอให้เจ้าซวยจริงๆ ”

          “ใจร้าย! ข้าไม่คุยกับเจ้าแล้วลี่จิน”

          พูดจบก็สะบัดหน้าหนีไปอีกทางพลางถอนหายใจฟึดฟัด แต่คนอย่างกวนเจ๋อมีหรือที่จะสงบปากสงบคำได้นาน เมื่ออีกฝ่ายเป็นน้ำแข็งพันปีเล่นตัว เขาจึงชะเง้อคอไปหาหมอร่างสูงที่กำลังจัดข้าวของที่เตียงประตูแทน

          “ว่าแต่...เต๋อหวนเจ้าคิดเหมือนข้าหรือไม่ ว่าที่ท่านอ๋องพูดถึงเรื่องเรือนปีกตะวันตกนี่มันแปลกๆ ”

          ได้ยินกระนั้นหมอร่างสูงถึงกับชะงักไป เขาครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบ

          “ได้ยินว่าให้ทำความสะอาด ส่วนเรือนตะวันตกนั่นเดิมเป็นสำนักหมอเก่า มันคงผุพัง ท่านอ๋องเลยย้ายให้พวกเรามาพักที่เรือนนี้ ไม่เห็นมีเรื่องใดแปลก”

          “อืม…..” จากนั้นกวนเจ๋อก็ครางเสียงลากยาว ทำหน้าเหมือนคนกำลังใช้สมองอย่างเต็มที่ จนเต๋อหวนต้องหันมาเลิกคิ้วถาม

          “เจ้าคิดอะไรอยู่หรือ”

          “เปล่า สงสัยข้าอาจจะคิดมากไป”

          จะบอกว่าสกปรกเกินไปจนอยู่ไม่ได้ก็ค่อนข้างเป็นความคิดที่ไม่เข้าท่า ที่จริงแล้วถ้าเรือนมันสกปรก ก็แค่ให้พวกเขาดูแลเช็ดถูกันเองก็สิ้นเรื่อง พอย้ายมาอยู่เรือนหมอปีกตะวันออกแค่พวกเดียวแล้วมันรู้สึกเหงาแปลกๆ ทั้งที่ทางเรือนตะวันตกมีหมออาสาเดิม อย่างน้อยก็น่าจะช่วยแนะนำอะไรได้บ้างหากต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่

          “กวนเจ๋อข้าว่าเจ้าควรระวังคำพูดไว้หน่อยก็เป็นเรื่องดี พวกเราเพิ่งมาใหม่ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ฉะนั้นเจ้ายิ่งไม่ควรพูดจาซี้ซั้วส่งเดช”

          กวนเจ๋อรับคำว่า ‘อา... ’ ถึงเขาจะเป็นคนปากพล่อย แต่ก็เห็นด้วยกับที่ลี่จินเตือน

          “ข้าจะระวัง”

          “พวกเจ้าเก็บข้าวของกันเสร็จหรือยัง”

          ยังพูดไม่ทันขาดคำอยู่ๆ ซุนไป่ห่านก็เปิดประตูพรวดเขามาไม่ให้สุ้มเสียง กวนเจ๋อถึงกับกระเด้งตัวลงจากเตียง ใบหน้าขาวซีดเป็นเนื้อไก่ต้ม ไม่ใช่ว่าที่นินทาไปเมื่อครู่ใต้เท้าซุนจะได้ยินหมดหรอกนะ!

          “ใต้เท้าซุนมีเรื่องด่วนอะไรหรือ”

          อู่ลี่จินเป็นคนเอ่ยปากถามเสียงเรียบ แต่พอดูจากสีหน้าขององครักษ์หนุ่มตรงหน้าแล้ว กลับเหมือนมีเรื่องบางอย่าง

          “ท่านอ๋องเรียกพวกเจ้าทั้งสามคน ไปเข้าเฝ้าเป็นการด่วน”

          เพียงแค่นั้นหมอทั้งสามก็ขมวดคิ้วเป็นปมพร้อมกัน





♦♦♦♦♦




          ลานกว้างหน้าตำหนักอ๋องจิว ถูกเลือกมาเป็นที่นัดหมาย อู่ลี่จินได้แต่เดินก้มหน้าตามแผ่นหลังซุนไป่หานด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม มีบ้างที่แอบเผลอปรายตาชำเลืองมองรอบๆ ด้าน เขาเห็นพวกบ่าวไพร่กำลังจับกลุ่มหลบอยู่ตามหลังเสา พลางกระซิบกระซาบกันอย่างน่าสงสัย แถมยังรู้สึกมีทหารเดินป้วนเปี้ยนมากกว่าปกติ แต่แล้วคำตอบทุกอย่างกับเฉลยออกมาทันทีที่ซุนไป่หานหยุดเดิน

          “ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้าอีกครั้ง ใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้” เสียงเด็ดขาดเหี้ยมโหด ดังกังวานเสียจนรู้สึกชาวาบ

          ลี่จินหันไปตามทิศเสียงด้านขวามือ ตรงหน้าลานกว้างคือหยวนจิวหรงซึ่งกำลังนั่งอยู่บันไดหน้าตำหนัก มือข้างหนึ่งถือผลสาลี่สีเหลืองสวยที่มีร่องรอยของการกัดไปแล้วมากกว่าหนึ่งคำ ส่วนเนตรคมดุกลับปราดมองไปที่พื้นด้านล่าง มีชายเฒ่าสามคนกำลังถูกมัด และบังคับให้คุกเข่า

          ลี่จินหรี่ตาลงสังเกต ชายเฒ่าทั้งสามล้วนอยู่ในชุดสีเขียวคราม แต่หลายส่วนกลับถูกปกคลุมด้วยคราบสีแดงเข้ม ใบหน้าพวกเขาบวมช้ำและมีแผลแตกอย่างน่ากลัว ทว่าสิ่งอื่นใดก็ไม่ทำให้เขาพรั่นพรึงเท่ารู้ว่า เครื่องแบบเช่นนี้ ชายเฒ่าทั้งสามล้วนเป็นหมอไม่ผิดแน่

          ลี่จินหัวใจหนาวสะท้าน นี่มันเกิดอะไรขึ้น!?

          “ท่านอ๋อง ได้โปรดไว้ชีวิตกระหม่อมด้วย”

          หมอเฒ่าคนหนึ่งคลานเข้ามาก้มกราบหยวนจิวหรงอยู่ที่ปลายเท้า ทว่ากลับมีเพียงแค่เนตรหมางเมินเย็นชาตอบกลับ

          “เจ้าแอบทำอะไรไว้หลับหลังข้า ยังมีหน้าให้ข้าไว้ชีวิตอีกหรือ! ” สบถเสียงดัง ฝ่าเท้าหนักๆ ยกขึ้นมาถีบอีกฝ่ายจนกระเด็น เวลานี้อ๋องเมืองหู่ดูกริ้วโกรธราวกับเพลิงลาวา

          “ท...ท่านอ๋องได้โปรดเมตตาด้วยเถิด”

          แม้จะถูกถีบจนถลาไปกับพื้น แต่คำเว้าวอนอ้อนขอนั่นไม่ได้ทำให้ใจอ่อน จิวหรงกัดสาลี่หวานชุ่มไปอีกคำโต จนได้ยินเสียงเคี้ยวกรุบกรอบดังออกมาด้านนอก ก่อนจะโยนสาลี่นั้นไปมาราวกับเห็นว่ามันเป็นของเล่นผ่อนคลาย

          “ข้าจะเมตตาเจ้าหากยอมพูดออกมา ใครอยู่เบื้องหลังเจ้า! ”

          ฟังก็รู้ว่านี่เป็นประโยคที่แทบจะสิ้นความอดทนแล้ว ได้ยินกระนั้น...หมอเฒ่าก็ยิ่งร้อนรน ขณะที่สีหน้าเหมือนคนหมดอาลัยสิ้นแล้วทุกหนทาง แต่ใครจะคิดว่าแผนการที่คิดจะวางยาพิษเอาไว้ร่วมเดือนกลับถูกอ๋องจิวมองออกอย่างรวดเร็ว เวลานี้หากพูดความจริง ตรงหน้าก็คือความตาย แต่ไม่ยอมพูดก็คือความตายเช่นกัน

          “ท่านอ๋อง กระหม่อมพูดไม่ได้”

          “ไป่หาน! ”

          พรึ่บ!

          ขาดคำคนที่ยืนหลบอยู่ด้านข้างก็ก้าวพรวดลงไปกลางลานตามคำเรียกในฉับพลัน ขณะที่ลี่จินแทบลืมวิธีหายใจไปแล้ว เขาไม่เคยเห็นไป่หานที่ห้อมล้อมไปด้วยบรรยากาศเช่นนี้มาก่อน และ...เพียงเสี้ยววินาทีที่เผลอกะพริบตา ดาบที่เหน็บอยู่ข้างเอวขององครักษ์หนุ่มก็ตวัดออกมาจากฝัก

          อู่ลี่จินเบิกตากว้าง หัวใจเต้นแทบกระดอนออกจากออกกับภาพที่ไม่คาดว่าจะได้เห็น เพียงเสี้ยววินาที ลานตรงหน้าก็ถูกย้อมด้วยของเหลวสีแดงสด เลือดสีชาดสาดกระเซ็นไปทั่วราวกับย้อม ขณะที่ศีรษะของหมอชรากลับกลิ้งตกลงมาจากคอราวกับผลไม้หล่นจากต้น

          หยวนจิวหรงมองภาพนั่นนิ่งงัน ก่อนจะกัดสาลี่หวานฉ่ำกลืนลงคอไปอีกครั้ง



♦♦♦♦♦♦
เริ่ม Part 2 ด้วยการสาดเลือดดด โง้ยยยย
มาอัพให้จบตอนนะคะ โง้ยยลงรวบโพสเดียวไม่ได้อีแบ้วว แบ่งสองวนไป
ที่จริงลงให้วันศุกร์น้า แต่ดี้ลืมไป พรุ่งนี้เก๊าติดภารกิจ จนถึงเสาร์เลยมาเต็มตอนน

แต่งตอนนี้ก็รู้สึกเกร็งวนไป หลบให้ ท่านนอ๋อง ชายโฉด หน่อยดีกว่า

งื้ออ ท่านอ๋องงงง ได้โปรดเอ็นดูต่ายน้อยยด้วย ถถถถ
ขอบคุณทุกคอมเม้นต์นะคะ มีเวลาดี้จะกลับไปทวนคำผิดตอนหลังๆ น้าา ♥ เยิ๊ฟฟฟ 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30-08-2018 20:32:43 โดย EtuDe »

ออฟไลน์ Grey Twilight

  • Moderator
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 392
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +171/-17
โอย ตายๆ แค่แผนวางยาพิษของเหล่าหมอสำนักเก่า อ๋องราชสีห์ดำยังดูออกในแวบเดียว อย่างนี้อินทผลัมอบแห้งเปื้อนพิษของรัชทายาทหยวนอี้หมิง นี่ไม่ใช่ว่าทำให้ลี่จินถูกบั่นคอแค่กล้าเอามาถวายแล้วเรอะ น่าสงสาร แต่จะให้ลี่จินไม่ทำ ก็ไม่ได้อีก เดี๋ยวถานเซียงจะซวยโดนอุบัติเหตุโจรป่าขึ้นมา ถ้าจะมีวิธีอ้อมๆ ก็คือใช้ตะเกียบเงินเช็คพิษดูก่อนมั้งครับ ถือว่าไม่ได้ผิดคำพูดจากทั้งรัชทายาท แล้วก็บอกเจตนากลายๆให้ท่านอ๋องรู้ตัว นอกนั้นก็ขึ้นอยู่กับความปรานีของท่านอ๋องละ (หัวเราะ)

รัชทายาทหยวนอี้หมิงร้ายใช้ได้เลยครับ มันต้องแบบนี้สิถึงจะร้ายสมกับที่ขับไล่พระเชษฐาออกไปได้ ร้ายสมกับที่ฮองเฮาและไทเฮาถือหาง จับตัวหลักๆได้หมด ไม่ว่าจะเป็นอู่ลี่จินที่สนิทสนมกับซุนไป่หานเกินเหตุ ฉินกวนเจ๋อที่ได้โอกาสเข้าเฝ้าฮ่องเต้อย่างผิดปกติ และหม่าเต๋อหวนที่น่าจะแอบมีความรู้สึกให้ลี่จินอยู่ แสดงว่าสายข่าวรัชทายาทนี่เก่งพอสมควรเลยนะครับ เก็บหมดทุกเม็ด มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็มีข้อมูลแบ็คอัพสำรองมาให้อี้หมิงใช้ล็อบบี้ได้ตลอด แล้วก็นับว่าฉลาดมากที่ใช้แผนยืมมือฆ่าคนแบบใช้มีตัวสำรอง ผมว่ารัชทายาทน่าจะสืบรู้ว่าหม่าเต๋อหวนมีความรู้สึกให้กับลี่จิน ดังนั้นการจะใช้เรื่องนี้มาล็อบบี้ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร แล้วพอเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรัก เต๋อหวนที่เป็นหมอใสซื่อมีความจริงใจ ย่อมเป็นเครื่องมือชั้นยอดในแผนพวกนี้อยู่แล้ว ต่อให้ลี่จินพลาด ก็ยังมีเต๋อหวนสำรองอยู่

ยิ่งเห็นนิสัยอู่ลี่จิน ยิ่งง่าย เพราะเมื่ออู่ลี่จินสนิทสนมกับซุนไป่หานมากขึ้นๆ แล้วลี่จินก็ไม่ใช่คนอธิบายอะไร หม่าเต๋อหวนก็อาจจะรู้สึกน้อยใจ ไม่พอใจแบบเงียบๆ สร้างความบาดหมางภายในกลุ่มแพทย์ของเมืองหู่ ก็ยิ่งเป็นเรื่องง่ายที่จะทำให้หม่าเต๋อหวนหันมาทำงานให้รัชทายาท ซึ่งผลลัพธ์ก็ไม่มีอะไรเสียหายต่อตัวหยวนอี้หมิง ถ้าสมมุติจิวหรงจับได้ แล้วลี่จินโดนฆ่า ซุนไป่หานก็น่าจะแตกกับอ๋องราชสีห์ดำ เพราะเรื่องความรักมักทำให้คนตาบอด มันจะลดกำลังรบของจิวหรงไป หรือต่อให้ไม่โดนฆ่า ก็ยังมีหม่าเต๋อหวนคอยทำงานต่อ ถ้าเต๋อหวนทำงานสำเร็จ รัชทายาทก็ได้ ถ้าไม่สำเร็จ เต๋อหวนโดนฆ่า รัชทายาทก็เอาข่าวนี้ไปแพร่ในวังหลวง เพิ่มชื่อเสียให้จิวหรงได้อยู่ดี หรือต่อให้ปิ๋วหมด รัชทายาทก็แค่ฆ่าหมอตำแยหญิงทิ้งไปคนนึงเงียบๆ ทำให้อู่ลี่จินรู้ว่ารัชทายาทไม่ได้แค่ ‘ขู่’ เพราะยังไง หมอหลวงชั้นต้นเป็นเบี้ยที่ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับเขามากอยู่แล้ว เท่ากับอยู่เฉยๆ คอยเอามีดจี้คอคนแล้วก็รอดูผล นับว่าเป็นแผนร้ายกาจอย่างแท้จริงครับ

อย่างไรก็ตาม รัชทายาทลืมหมากตัวนึงไป นั่นคือฉินกวนเจ๋อ การที่ฮ่องเต้เรียกกวนเจ๋อไปคุยแล้วปรากฏว่าถูกใจในอุปนิสัยใจคอ ความสดใสและซื่อบริสุทธิ์มันเป็นอะไรที่บางครั้งทำให้คนไม่เป็นไปตามแผนนะครับ เพราะมัน ‘คาดเดาไม่ได้’ กวนเจ๋ออาจจะเอาตัวเข้าไปสอดให้งานของลี่จินหรือเต๋อหวนเสียเรื่อง หรือกวนเจ๋ออาจจะไปทำอะไรให้จวิ้นอ๋องกลายเป็นคนที่ไม่ฆ่าดะสำหรับทุกคนที่ปองร้าย (ซึ่งอาจจะยากอยู่ พิจารณาจากฉากตัดหัวคน ฮ่าๆ) มันเป็นตัวแปรที่เหมือนจะไม่สำคัญ แต่ก็ประมาทไม่ได้ น่าเสียดายที่รัชทายาทไม่ได้สนใจหมากตัวนี้เท่าไหร่

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7534
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
หม่าเต๋อ ก็คงถูกรัชทายาทวางหมากไว้เหมิอนกัน  :hao4:

ลี่จิน เห็นบทลงโทษแล้ว คงได้คิดแผนการนำส่งอินทผาลัม
ที่อาจจะทำให้เกิดแผนซ้อนแผนหรือเปล่านะ   :hao3:
       :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-5
จิวหรง ท่านงดงาม พร้อมกับจิตใจโหดเหี้ยม

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 918
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +570/-0
ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ :a2: :katai2-1: o13

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
         
❀ Moon's Embrace : บทที่ 13 ...  ❀   


          ภาพที่เห็นยังตราตรึงติดตา ก้อนเนื้อใต้แผ่นอกสั่นผวาอย่างไม่เคยเป็น

          อู่ลี่จินรู้สึกแข้งขาอ่อนแรงขึ้นมายากจะห้าม ถึงที่วังหลวงเขาจะเคยเห็นคนถูกลากไปประหารต่อหน้าต่อตามาแล้ว แต่ครั้งนี้กลับลบล้างความกลัวที่ฉายในแววตาตนเองไม่ได้สักนิด

          เลือดสีแดงเข้มสาดกระเซ็น

          ศีรษะที่หลุดออกจากบ่า

          ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนง่ายดายเสียยิ่งกว่าเด็ดผลไม้ลงจากต้น ความหวาดกลัวเกาะกุมจิตใจจนเริ่มกลายเป็นก้อนดินหนาทึบ ถึงกระทั่งเผลอคิดว่าจะมีชีวิตรอดอยู่ที่เมืองหู่ได้อีกนานหรือไม่ แต่แล้วภวังค์ทุกอย่างก็อันตรธานหายไป เมื่อกายแกร่งตรงหน้ากระชับดาบในมือ

          “ท่านอ๋องโปรดเมตตา ท่านอ๋องโปรดตา!”

          ยังเหลือรอดอยู่อีกหนึ่งชีวิต ทว่าไม่ทันได้รับความเมตตาดั่งใจ เป็นอีกครั้งที่กระบี่เหล็กได้ลิ้มเลือดจากผู้ทรยศ เวลานี้ใบหน้าของซุนไป่หานดูโหดเหี้ยมราวกับปีศาจร้าย ดวงตาคมกริบเย็นชาดุจมนุษย์ที่ไร้จิตใจ

          บัดนี้ ลานกว้างหน้าตำหนักเปรอะเปื้อนด้วยคาบสีแดงสด กลิ่นคาวเลือดลอยคละคลุ้ง หมออาสาทั้งสามต่างพากันเบี่ยงใบหน้าหนีมิอาจรับความโหดร้ายนี้ได้

          เช่นเดียวกับหมอชราผู้เหลือรอดคนสุดท้ายที่สั่นสะท้านไปทั้งตัว พอเห็นเพื่อนถูกฆ่าตายต่อหน้าต่อตาก็ยิ่งขวัญหนีดีฝ่อ รีบล้มลุกคลุกคลานเข้าหาอ๋องแห่งเมืองหู่ ก่อนจะโขกศีรษะกับพื้นจนเนื้อแตก ไม่สนแม้ว่าเลือดจะอาบใบหน้าจนเปรอะเปื้อน

          “ทะ...ท่านอ๋องโปรดไว้ชีวิตด้วย ไว้ชีวิตข้าด้วย”

          หยวนจิวหรงกดหัวคิ้วลง เนตรมาดร้ายหรี่ลงครุ่นคิดอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนริมฝีปากบางเฉียบไร้ซึ่งมุมหยักจะเอ่ยตอบ

          “ย่อมได้ ข้าถูกโฉลกเจ้า”

          ข้อความที่ไม่คาดคิดทำเอาหมอเฒ่าที่กำลังโขกศีรษะหยุดชะงักอย่างตะลึงงัน แต่แล้วแววตาที่ลุกโชติช่วงด้วยความดีใจกลับถูกกลบจนดับ เมื่ออ๋องตรัสสั่ง

          “รุ่ยเหริน! นำสาลี่ประทานให้เขาหนึ่งตะกร้า”

          ได้ยินแค่นั้นถึงกับเบิกตากว้าง ไม่นานตะกร้าไม้สานที่เต็มไปด้วยผลไม้สีเหลืองทองก็ถูกยกมาวางไว้ตรงหน้า

          หมอเฒ่ากลืนน้ำลาย ดวงตาปรายมองผลไม้สีเหลืองอย่างหวาดระแวง มั่นใจมากกว่าครึ่งว่านี่ต้องไม่ความเมตตาจากท่านอ๋อง แต่เป็นอีกทางเลือกที่จะส่งเขาไปสู่ความตาย เพียงแค่คิดเหงื่อกายก็พรายผุดไปทั่วตัว

          “ทะ ท่านอ๋องได้โปรด...”

          “ข้าเมตตาเจ้าแล้ว แถมยังประทานสาลี่ให้ด้วย เหตุใดเจ้าถึงยังหวาดกลัว ไม่เห็นหรือว่าเมื่อครู่ข้ายังทานมันได้”

          ไม่ว่าเปล่าอ๋องหนุ่มยังกัดสาลี่ในมือคำโต เพื่อประจักให้แก่สายตา แต่ถึงกระนั้น ก็มิอาจปกปิดสายตาที่ดูมาดร้ายได้ ซึ่งทำให้คาดเดาว่าทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนเป็นเรื่องโกหกทั้งสิ้น

          “กระหม่อมขอบพระทัย..ต...แต่”

          “จงเลือกทานมันสักลูกสิ นี่คือความเมตตาของข้าแล้ว ว่าเจ้าจะเลือกสาลี่ หรือจะเลือกคมดาบ”

          ดุจคำตัดสินจากสวรรค์ หมอชราร้อนรนเหงื่อกายไหลอาบ หัวใจสั่นผวาลามไปจนถึงข้อเท้า ขณะที่ลำคอรู้สึกแห้งผากขึ้นมาทันที ราวกับกลืนทรายเข้าไป

          “เร็วสิ”

          คำเร่งเร้าช่างเหมือนน้ำที่กัดเซาะเวลาชีวิตไปจนใกล้เหือดหาย

          หมอเฒ่ามองซ้ายทีขวาทีอย่างลังเล จะลุกขึ้นหนีตอนนี้ก็ใช่ว่าจะรอดชีวิต เพราะปีศาจร้ายอย่างซุนไป่หานกลับถือกระบี่เตรียมสะบั้นลมหายใจเขาทุกเมื่อ แต่พอหันกลับมามองผลสาลี่สีเหลืองสวยในตะกร้า หากเขาต้องกินมันเข้าไป คงไม่แคล้วว่าจะมีชีวิตรอดเช่นกัน

          แต่...อ๋องจิวก็เป็นคนพูดเองว่าให้สวรรค์เป็นผู้ตัดสิน ไม่แน่ว่าในตะกร้านี่อาจจะมีสักลูกที่ไม่มีพิษอยู่ก็เป็นได้

          ตัดสินใจกระนั้น เขาจึงหยิบสาลี่ขึ้นมาทีละลูกอย่างสั่นๆ แต่สายตาพิจารณาผลไม้แต่ละลูกอย่างรอบคอบ ทั้งสังเกตสี ทั้งสูดดม ทว่ากลับไม่มีลูกไหนเลยที่บ่งว่ามีพิษ เพราะกลิ่นหอมอมเปรี้ยวอมหวานของสาลี่กลับกลบไปหมด

          ในที่สุดก็ตัดสินใจ หยิบผลที่อยู่ใต้สุดขึ้นมา

          อ๋องจิวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเหยียดสายตามองสาลี่ในมือหมอเฒ่า และเพียงไม่ถึงเสี้ยววินาทีผลไม้สีเหลือก็ถูกกัดไปคำโต...อ๋องจิวยิ้ม

          หวาน...นั่นคือความรู้สึกแรกที่ปลายลิ้นสัมผัสได้ หากกลืนลงคอคง...

          อ่อก

          เหมือนแห้งเป็นผุยผง!

          “เจ้าโง่...ใครว่าสาลี่ของข้ามันไม่มีพิษเสียที่ไหน”

          ร่างกายชายเฒ่าล้มกลิ้งไปนอนกับพื้น ดวงตาเหลือกโปน สีหน้าคล้ายคนขาดอากาศหายใจ ส่วนแขนขาหงิกเกร็งจนผิดรูปอย่างน่ากลัว ขณะที่เสียงไอสำลักยังคงดังต่อเนื่องอย่างเวทนา

          ทว่ามีเพียงรอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของหยวนจิวหรง ดวงตาคมกริบดูไร้เยื่อใยและเลือดเย็น ก่อนวรองค์สูงใหญ่จะลุกขึ้นก้าวลงจากขั้นบันได สาวเท้าเชื่องช้ามาหยุดอยู่หน้าคนถูกพิษ

          “แต่ประเดี๋ยวจะหาว่าข้าใจร้าย ข้าจะเมตตาเจ้าอีกเรื่อง” ดวงตาของหยวนจิวหรงตวัดมองไปหาองครักษ์ผู้โชกเลือด

          “ไป่หาน ตามหมอแซ่ฉิน แซ่หม่า แซ่อู่”

          ได้ยินรับสั่งกายสูงใหญ่รีบหันหลังกลับมาในทันที ขณะที่หมอทั้งสามถึงกลับสะดุ้ง แต่กลับไม่มีกล้าก้าวขาหนีเลยสักคน ราวกับถูกพันธนาการไว้โวยความหวาดกลัว รู้สึกตัวอีกทีก็ถูกลากมากลางลาน

          หยวนจิวหรงไม่ได้รู้สึกถึงสิ่งใดทั้งนั้น ดวงตาคมกริบปราดมองหมอทั้งสามคน ก่อนออกคำสั่งเสียงเด็ดขาด

          “นี่คืองานแรกพวกเจ้า จงรักษาหมอเฒ่านี่ซะ”

          ต่างตะลึงพรึงเพริดจนร่างกายแทบแข็งค้างเป็นหิน แถมยังสับสนจนไม่รู้ความรู้สึกของตนเองเสียด้วยซ้ำว่าควรจะรับคำสั่งนี้ด้วยสีหน้าเช่นไร แต่อ๋องแห่งเมืองหู่ก็หาได้สนใจไม่

          บุรุษในอาภรณ์ลายพยัคฆ์กล่าวเสียงดังกังวาน

          “พวกเจ้ามีเวลาเท่ากับชีวิตหมอเฒ่านี่ หากมันตาย...ข้าจะให้ไป่หานไปส่งพวกเจ้ากลับวัง...แต่จะถึงหรือไม่นั่นก็อีกเรื่อง เพราะข้าไม่ต้องการหมอที่ไร้ประโยชน์!”

          ถ้อยคำเด็ดขาดนั้นฟังดูก็รู้ว่าไม่แค่คำขู่ บัดนี้อู่ลี่จินประจักแก่สายตาตนเองแล้วเรื่องพระนิสัยที่กล่าวขวัญในวังหลวงจริงเท็จเช่นไร

          ดวงตาคู่สวยแอบชำเลืองมอง สีหน้าของซุนไป่หานช่างว่างเปล่าไม่แสดงความรู้สึกใดในแววตาอีกเลย



♦♦♦♦♦



          “ที่นี่มันนรกยิ่งกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก”

          แย่แล้ว...นี่มันต้องแย่มากแน่ๆ กวนเจ๋อแทบน้ำตาไหลพราก เกิดมาทั้งทีก็เพิ่งเคยเห็นคนถูกฆ่าต่อหน้าต่ออย่างโหดเหี้ยม ความโหดของอ๋องจิวนั้นเกินจริงกว่าที่จะเตรียมใจจะรับได้ไหวจริงๆ ขณะใบหน้าของใต้เท้าซุนยังดูเย็นชาราวกับเป็นคนล่ะคนกับที่เขากับลี่จินรู้จัก

          นี่มันแย่เกินกันไป

          สัมผัสได้ว่าหากเขาต้องใช้ชีวิตที่นี่ มันต้องไม่ยืดยาวแน่ๆ จนเวลานี้นอกจากกวนเจ๋อแล้วก็ไม่มีใครปริปากพูดระบายออกมาอีกสักคนเดียว

          หลังจากที่ได้ยินรับสั่ง เต๋อหวนกับลี่จินก็รีบแบกร่างของหมอชรามาที่โรงเก็บฟืน ซึ่งเป็นห้องที่ใกล้ที่สุด เพราะการจะเคลื่อนย้ายผู้ป่วยในระยะไกลคงไม่ใช่เรื่องดีเป็นแน่ ทว่าลี่จินกลับขอปลีกตัวออกพลางบอกด้วยน้ำเสียงร้อนรนว่าต้องไปจัดการเรื่องหนึ่ง

          ไม่มีเวลาให้สนใจอีกนานนัก เวลานี้หมอเฒ่านั่นเหมือนจะหมดสติแล้ว กวนเจ๋อรีบกวาดของที่ระเกะระกะบนแคร่ไม้ออกอย่างเร่งรีบ ก่อนเต๋อหวนจะแบกคนป่วยมานอนบนแคร่ แล้วรีบจับข้อมือเพื่อตรวจชีพจรในทันใด สิ่งที่พบคือ...

          “เขายังมีชีวิตอยู่ แต่เส้นชีพจรเต้นเบาและถี่เกินไป คงต้องเร่งถอนพิษออกมาก่อน” เต๋อหวนกล่าวเสียงเครียด ถึงจะฟังดูง่าย แต่การถอนพิษใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ทำได้เลยในทันที หากไม่รู้ว่าพิษแสดงผลอย่างไร การระบายพิษมั่วซั่วก็จะกลับกลายเป็นการซ้ำเติมคนเจ็บ

          “แล้วลี่จินหายไปไหนน่ะ”

          กวนเจ๋ออยากทึ้งหัวตัวเอง เวลาหน้าสิวหน้าขวางเช่นนี้แล้ว คนที่หวังพึ่งพาได้ที่สุดก็กลับหายหัวไปอย่างไม่บอกกล่าว คงไม่ใช่ว่าแอบหนีไปหรอกนะ...ไม่ต้องไม่ใช่แน่ๆ ลี่จินไม่ใช่คนเช่นนั้น เพราะถ้าเจ้านั่นจะหนีจริงๆ มันต้องพาข้าไปด้วย!

          หมอตัวเล็กแอบอุบอยู่ในใจ แต่เพียงพักเดียวคนที่เพิ่งนึกถึงไปก็กลับมาพร้อมถ้วยกระเบื้องหนึ่งใบ แถมท่าทางยังระวังเป็นพิเศษราวกับกลัวสิ่งที่อยู่ในถ้วยจะหก

          “กวนเจ๋อช่วยพยุงตัวเขาขึ้นมาที”

          ไม่รีรอมากความ หมอคนงามก็รีบเอ่ยปากสั่ง ไม่สนสายตาที่เต้มไปด้วยคำถามของสหายตัวจ้อยเลยสักนิด ถึงจะรู้ว่าไม่เหมาะเท่าไร แต่ก็ควรจะถามให้รู้ความสักหน่อย

          “เจ้านำมาอะไรน่ะ”

          “ไม่มีเวลาอธิบาย ตอนนี้จำเป็นต้องให้เขาอาเจียนล้างพิษออกมาก่อน”

          อาเจียนออกมาหรือ? กวนเจ๋อขมวดคิ้ว จะทำให้คนลำคอตีบเพราะพิษอาเจียนออกมาใช่เรื่องง่ายเสียที่ไหน แต่เก็บคำถามนั้นไว้ในใจได้ไม่ทันไรก็ได้รับคำตอบ

          เขาชำเลืองมอง บนถ้วยในมือของลี่จินถ้าเขาเดาไม่ผิดนั่นมัน...ไข่ขาว?

          “เต๋อหวนจับเขาอ้าปาก ข้าจะป้อนไข่ดิบให้เขาอาเจียนออกมา”

          ลี่จินเริ่มสั่ง ด้วยน้ำเสียงที่เหมือนขอร้อง เต๋อหวนพยักหน้า ก่อนเร่งรีบพยุงร่างคนป่วยตามที่อีกฝ่ายบอก

          ทว่า...ดูเหมือนพิษจะเริ่มแพร่กระจายไปทั่วร่างกายแล้ว พอจับที่ตัวหมอเฒ่าก็พบว่ากล้ามเนื้อทุกส่วนดูแข็งเกร็งไปหมด แม้แต่กระทั่งกรามก็ยังบังคับอ้างได้อยากเย็น

          “ไม่ไหว ลำคอเขาเริ่มแข็งแล้ว” เต๋อหวนเห็นลี่จินพยายามแง้มปากหมอเฒ่าอยู่หลายครั้ง แต่อีกฝ่ายก็อ้าออกได้ไม่กว้างพอ ไข่ขาวในถ้วยที่กำลังจับกรอกเลยไหลลงมาเปรอะเลอะเทอะไปทั่ว มีแค่ส่วนเดียวเท่านั้นที่ไหลลงคอ แต่ก็ไม่มากพอให้อีกฝ่ายอาเจียนออกมาได้ ลี่จินจึงตัดสินใจ

          “ขออภัยที่ล่วงเกิน”

          ฉับพลันนิ้วเรียวล้วงเข้าไปในปากคนไข้จนสุด เมื่อสัมผัสได้ถึงส่วนโคนลิ้นนุ่มชื้นด้านในก็ออกแรงกดพลางดันเข้าไปให้ลึก เพียงเสี้ยววินาทีก็รีบชักมือออก

          อ่อก!

          ได้ผลในที่สุดหมอเฒ่าก็อาเจียนเอาก้อนพิษออกมา ขณะที่กวนเจ๋อรีบละล่ำละลักยกกระโถนมารองรับแทบไม่ทัน

          “ออกมาแล้ว!”

          ในกระโถน คนเป็นหมอพอจะมองออกว่าสิ่งใดคือสิ่งใดบ้าง มีบางอย่างที่แปลกปลอมลงมาปะปนกับก้อนสาลี่กลับเป็นน้ำสีแดงข้นเข้มคล้ายกับเลือด ทว่ากลับเกาะเป็นลิ่มลักษณะรียาวคล้ายกับตัวปลิวตัวลิ้น

          “ยังวางใจไม่ได้เขายังมีพิษค้างอยู่ กวนเจ๋อเจ้าช่วยฝังเข็มชะลอพิษได้หรือไม่”

          ลี่จินรีบหันไปหาหมอฉินที่อยู่ข้างๆ ตอนนี้ไม่มีเวลามาเกี่ยงแล้ว ถึงจะไม่มั่นใจเท่าไร แต่เขาก็จะพยายาม

          แต่ถึงไม่รู้ว่าจะทำได้หรือไม่ แต่กวนเจ๋อก็พยักหน้ารับไปแล้ว แม้จะกังวลเรื่องหนึ่งอยู่

          “อาจจะได้แต่กล้ามเนื้อเขามีอาการเกร็งมาก ข้าเกรงว่า”

          “เช่นนั้นเจ้าต้องใช้น้ำอุ่นช่วย...”

          เหมือนรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายจะถามอะไร ลี่จินเลยชิงตอบอย่างรวดเร็ว กวนเจ๋ออ้าปากค้าง ไม่คิดว่าคนตรงหน้าจะหาคำตอบให้ได้อย่างรวดเร็ว

          “เต๋อหวนเจ้าช่วยต้มยาพยุงอาการเบื้องต้น ข้าจะรีบนำชิ้นสาลี่ไปตรวจหาว่าเป็นพิษจากสิ่งใด”

          ข้อสำคัญที่สุดในการถอนพิษคือต้องรู้ว่าเป็นพิษจากสิ่งใด จะรักษามั่วซั่วไม่ได้ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม ที่พระสนมในวังถูกวางและไม่สามารถรักษาได้ทันท่วงทีหากเป็นพิษร้ายแรง ทว่ากรณีนี้ พิษไม่ได้ลามเข้าหัวใจโดยตรง แต่แล่นไปตามกล้ามเนื้อ และจุดชีพจรให้มีอาการเป็นอัมพาต ถึงจะไม่ทราบว่ามาจากสิ่งใด แต่ถือว่ายังพอมีเวลามากพอที่หาต้นตอของมันได้ ลี่จินไม่รอคำตอบ หมอหนุ่มรีบเดินออกไปทันที



♦♦♦♦♦



          หลังจากที่กลับมายังสำนักหมอ อู่ลี่จินก็ไม่รอช้ารีบไปที่ห้องต้มยา เขาคีบชิ้นสาลี่ที่หมอเฒ่าอาเจียนขึ้นมาจากกระโถน และนำมาแช่ในน้ำตรวจพิษ ก่อนหย่อนลูกเหล็กเงินลงไป ใช้เวลากลิ้งอยู่พอสมควร ในที่สุดครอบสีแดงเข้มจนเกือบดำก็เกาะบนลูกเหล็ก ระหว่างนั้นเองเต๋อหวนก็ตามเข้าสมทบ

          “เป็นอย่างไรบ้าง”

          ลี่จินปรายสายตามองคนใหม่เล็กน้อย ก่อนจะใช้ไม้คีบลูกเหล็กที่ถูกเคลือบจนดำขึ้นมา ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

          “กวนเจ๋อล่ะ”

          “เขาฝังเข็มอยู่ แต่อาการของหมอเฒ่าตอนนี้ยังทุเลาลงไม่มาก ข้าใช้กำยานดอกหลันฮวาฟ้ามันจะช่วยให้กล้ามเขาผ่อนคลาย กวนเจ๋อจะได้ฝังเข็มเขาง่ายขึ้น แต่ว่า...”

          สิ่งที่ห่วงที่สุดคืออาหารของหมอชรา เขาหวังว่ากวนเจ๋อจะช่วยฝังเข็มชะลอพิษได้ แต่พอเต๋อหวนเว้นช่วงไปหัวคิ้วของอู่ลี่จินก็ยิ่งกดลงหนัก

          “มีอะไรหรือ”

          เต๋อหวนมีสีหน้าลังเล แต่ก็ยอมพูด

          “มีอาการเพิ่มเติมขึ้น ดูเหมือนพิษจะทำให้หมอเฒ่าไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้ โชคดีที่มีกระโถนอยู่แถวนั้นไม่เช่นนั้น คงเลอะเปรอะเปื้อนมากกว่านี้พอดู”

          ลี่จินพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ จากนี้ไปคงต้องลำบากกวนเจ๋อพอดู แต่ก็ใช่ว่าจะวางใจ เวลาที่เหลืออยู่นับจากนี้ค่อยๆ ถอยลงไปเรื่อยๆ

          “เจ้าได้ความว่าอย่างไรบ้าง”

          ได้ยินคำถาม ลี่จินจึงคีบลูกเหล็กกับชิ้นสาลี่ขึ้นมาไว้บนผ้ากรอกสีขาว ก่อนจะยื่นมันให้เต๋อหวนดู

          “สาลี่นั่นมีพิษไม่แน่ แต่...พิษที่มีลักษณะเหนียวหนืดเช่นนี้ ย่อมมาจากสัตว์มีพิษ”

          จากตำราที่ร่ำเรียน ลักษณะพิษที่เป็นเช่นนี้ย่อมมาจาก เสมหะ เสลด ยาง เลือด หรือ เมือก แต่ทั้งหมดย่อมเป็นไปได้ว่าจะมาจากสัตว์มากกว่าพืช เพราะพิษเหนียวหนืดมีลักษณะเป็นสีแดง ไม่มีพืชชนิดใดที่มียางเป็นสีเช่นนั้น

          “สัตว์หรือ”

          เต๋อหวนยกมือขึ้นกุมคางทำท่าครุ่นคิด ทว่ามีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำลี่จินสงสัย

          “เขาถ่ายมากหรือเปล่า”

          “พอสมควร” ลี่จินนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยอีกครั้ง

          “เจ้าช่วยนำกระโถนฉี่ของเขามากรอกใส่ผ้าขาว แล้วผึ่งแดดไว้ให้ข้าที”

          “เจ้าจะทำอะไร” คำร้องขอยิ่งทำให้หมอแซ่หม่าไม่เข้าใจ แต่ลี่จินกลับไม่มีเวลาอธิบายยืดยาว ด้วยประสบการณ์ที่อยู่ในป่านอกเมืองกับถานเซียงมานาน หากจึงพอทราบวิธีกรอกพิษให้ชัดเจนมากขึ้น แต่หากจะให้ทราบแน่ชัดเข้าจำเป็นจะต้องออกไปดูพื้นที่รอบๆ ด้วย

          “มีบางอย่างที่ข้าสงสัยอยู่ ทางทิศตะวันตกมีป่าใช่หรือไม่”

          เต๋อหวนพยักหน้า ก่อนลี่จินจะตัดสินใจ

          “ข้าจะรีบกลับมา ฝากเจ้ากับกวนเจ๋อช่วยพยุงอาการเขาที”

          ไม่รู้ว่าเต๋อหวนถามอะไรอีกหลังจากนั้น เพราะเขารีบสาวเท้าออกไปด้านนอกแล้ว ทว่าเพียงมาหยุดหน้าประตูตำหนักเฮ่ย ก็ต้องชะงักฝีเท้าแหงนหน้ามองผืนฟ้า เพิ่งรู้ตัวว่าอีกไม่เกินหนึ่งชั่วยามอาทิตย์ก็คงใกล้ตกดิน หากเดินทางจากตำหนักเฮ่ยไปยังป่าที่อยู่ทางทิศตะวันตกด้วยเท้าเปล่า ไปกลับคงใช้เวลานานเกินไป หมอเฒ่าคงทนไม่ไหวแน่

          “เจ้าจะไปข้างนอกใช่หรือไม่”

          เสียงทุ้มราบเรียบดังขึ้นจากทางด้านหลัง ลี่จินหัวใจพองโตอย่างมีความหวัง เขาตวัดตัวหันไปเป็นบุรุษสูงใหญ่ในชุดเกราะสีดำทมิฬกำลังขี่อยู่บนหลังอาชา มืออันแสนคุ้นเคยยื่นออกมา

          “ขึ้นมาสิ” คำเชื้อเชิญทำให้หัวใจพรั่นตื่นกลัวไปชั่ววูบ ภาพมือคู่นั้นที่จับคมดาบเปื้อนยังติดตา ทว่าเลือกและเวลากลับไม่หลงเหลือให้เขามากนัก ถึงจะไม่แน่ใจว่าซุนไป่หานที่กำลังยื่นมือมาเป็นคนใด แต่พอรู้สึกอีกทีกลับเอื้อมแขนออกไปตอบรับ ไม่ช้าร่างกายจะถูกดึงขึ้นมาบนหลังม้าอย่างรวดเร็ว

          ซุนไป่หานก็กระตุกบังเหียนม้า มุ่งทะยานไปตามถนนที่ลาดชัน

(กลับมาแล้วววว)


ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
         
❀ Moon's Embrace : บทที่ 13 ... ครบ  ❀   

          ทิวทัศน์เคลื่อนผ่านสายตา สายลมพัดพลิ้วปะทะใบหน้า ช่วงเวลาเอ้อระเหยที่หลงเหลือเพียงน้อยนิดบนหลังม้า ทำให้อู่ลี่จินมีเวลากวาดสายตามองรอบข้างเป็นครั้งแรก

          ความพิสดารของเมืองหู่ถึงหลายคนจะบอกว่ามันผิดแปลก แต่หากในความคิดของอู่ลี่จินกลับมองว่าช่างเป็นภูมิประเทศที่น่าอัศจรรย์และยากจะพบเห็นนัก

          นัยน์ตาคู่สวยหรี่ลง ทางทิศประจิมของเมืองเต็มไปด้วยทุ่งหญ้า และป่าใบเขียวดูสวยงามยามมองด้วยตาเปล่า แต่หากใครเล่าจะร่วงรู้ความจริง ว่าสถานที่สวยงามเช่นนี้กับซ่อนเร้นอันตรายเอาไว้

          ลี่จินเม้มริมฝีปากลง เพราะไม่รู้ว่าควรจะวางมือไว้ตรงไหนเพื่อยึดเกาะเวลาม้าวิ่ง เลยได้แต่อาศัยใช้ปลายนิ้วจับจิกไว้กับแง่งเหล็กของเกราะที่ยื่นออกมาเพียงเล็กน้อย ทว่าซุนไป่หานกลับขวบม้าไม่ได้ยั้งความเร็วเลยสักนิด และเพราะกลัวจะตกจากหลังม้าสุดท้ายเลยกลายเป็นกอดเอวอีกฝ่ายไว้อย่างเงอะงะ

          “เจ้าควรจับให้แน่นๆ ข้าจะเร่งความเร็วแล้ว”

          ในน้ำเสียงดูแฝงความเย้าหยอกไว้ในที ลี่จินกลืนน้ำลาย ยังจะเร่งให้เร็วกว่านี้ได้อีกหรือ ไม่ทันขาดคำม้าก็ยิ่งพุงทะยานไปดั่งคำพูด

          ลี่จินเผลอหายใจไม่ชั่วท้องไปชั่วขณะ แม้แต่หัวใจก็เต้นระรัวอย่างกับนกที่กับตื่นตกใจ ทว่าเพียงพักเดียวที่เริ่มปรับตัวได้ คำถามหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในของหมอคนงาม

          “เหตุใดใต้เท้าถึงช่วยข้า”

          ซุนไป่หานปรายสายตามองคนด้านหลัง

          “ข้าแค่อยากช่วย”

     ไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกมาจากริมฝีปากบางอีก ราวกับข้อสงสัยที่มีอยู่ในหัวทุกอย่างได้รับการเติมเต็มจนไม่ต้องการคำอธิบายแล้ว แม้จะบางเรื่องที่คาใจอยู่เล็กน้อย แต่หากเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่เขาจะต้องมานั่งใส่ใจความรู้สึกนั่น

          พอเห็นคนข้างหลังเงียบไป พักหนึ่งจึงเอ่ยต่อ

          “ขอโทษด้วยที่ข้าช่วยพวกเจ้าได้เพียงแค่นี้”

          “ขอบคุณใต้เท้า”

          คำเอ่ยเพียงสั้นๆ แต่กลับตรึงใจจนต้องแอบยกยิ้มขึ้นมา ไม่รู้ว่าทำไมถึงชอบพอนักเวลาที่คนด้านหลังชมชอบ

          ใช้เวลาไม่นานนัก ในที่สุดก็ถึงป่าที่หมาย

          ไป่หานผูกม้าไว้กับต้นไม้ใหญ่ ขณะที่อู่ลี่จินกลับรีบเดินแหวกเข้าไปในป่า พร้อมกับสังเกตรอบด้านอย่างระมัดระวัง

          ป่าทางทิศประจิมมีกลิ่นดินชื้น ยิ่งเข้าไปลึกก็ยิ่งพบซากไม้ที่ทับถมกันเป็นเนินสูงพูน เนื่องจากเขาเคยอาศัยอยู่กับถานเซียงนอกเมืองติดป่ารกรังมาตั้งแต่เด็ก เพียงแค่เห็นก็ประเมินได้แล้วว่าแห่งนี้เป็นบ้านของสัตว์และแมลงมีพิษ

          ทว่า...พิษที่มีลักษณะเหนียวหนืดเป็นเมือกใส กลับไม่น่าจะจากสัตว์บนดินเสียเท่าไร แต่เป็นไปด้วยว่าอาจจะเป็นสัตว์เลื้อยคลานหรือสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำอย่างจำพวกงูหรือกบ

          ซุนไป่หานเงยใบหน้าขึ้นมองแสงอรุณที่เริ่มเจือจางลงจากฟากฟ้า กลิ่นชื้นฝนโชยเข้าจมูก

          “กลิ่นฝนมาแล้ว ข้าว่าเจ้าควรรีบหน่อยแถวนี้อันตราย ตกเย็นสัตว์มีพิษย่อมออกมา”

          เสียงทุ้มเข้มเตือนขึ้นจากทางด้านหลัง ลี่จินเม้มริมฝีปากลง ไม่มีใช่ว่าจะต่อต้านที่ไป่หานพูด แต่ดูเหมือนสวรรค์จงใจบีบคั้นเวลาเขามากเกินไปจนแทบไม่มีเวลาต้นตอ

          ทว่า..ณ วินาทีที่เขาตัดสินใจย่ำขาลงไปเตรียมจะเข้าไปลึกกว่านี้เล็กน้อย เสียงร้องบางเบาจากบางสิ่งกลับดังแว่วมาจากที่ไกลๆ

          “เสียงนี่...” ลี่จินขมวดคิ้วสงสัยเพียงครู่เดียว เขาไม่ปล่อยให้เสียเวลานาน หมอคนงามรีบมุ่งตรงไปยังทิศทางนั้น โดยมีซุนไป่หานตามหลังมาติดๆ

          พื้นที่นี้มีแม่น้ำเล็กสายหนึ่งไหลพาดระหว่างสองฝั่ง คิ้วของอู่ลี่จินกดลงเป็นปม นัยน์ตาคู่สวยสังเกตเห็นพืชชนิดหนึ่งขึ้นอยู่ลอยอยู่น้ำใกล้ริมฝั่ง ดอกของมันเป็นสีฟ้าอมขาว ใบสีเขียวมีลักษณะเป็นรูปกลีบเท้าโคไม่เล็กไม่ใหญ่

          มันคือบัวหยดน้ำค้าง...หากนำใบมาคั้นน้ำออกจะมีสรรพคุณช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ดูดซึมสารพิษตกข้างในปอด ไต และขับมาทางปัสสาวะ ส่วนตัวดอกยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ สตรีชั้นสูงนิยมชมชอบ

          อาจจะมีประโยชน์ก็เป็นได้

          หมอคนงามคิดพลางรีบเดินเข้าไปใกล้พลางจะย่อตัวลง ทว่าไม่ทันได้เอื้อมมือไปเด็ดใบบัวขึ้นมา ก็ต้องชะงักมือค้างเอาไว้ เมื่อบนใบบัวกลับมีเม็ดกลมใส ส่วนด้านในมีจุดเล็กเป็นสีแดงเข้ม ลักษณะคล้ายกับไข่ปลาที่เคลือบด้วยเมือก

          “ไข่ของคางคกแดง เป็นข้าจะไม่แตะมัน”

          คำเตือนของซุนไป่หานทำให้ร่างบางครุ่นคิดหนัก

          ถานเซียงเคยสอนเสมอมาว่าธรรมชาติล้วนสร้างสรรพสิ่งให้มีความสมดุล เพียงแต่คนเรามักมองข้ามคิดว่ามันเป็นสิ่งไร้ประโยชน์

          ถึงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องไข่คางคกแดงเขาจะอ่านผ่านตามาในตำราว่ามีพิษ หากอาการแล้วใกล้เคียงกับที่หมอเฒ่าเป็นอยู่ ซึ่งเรื่องที่ถานเซียงกล่าวเป็นเรื่องจริง เช่นนั้นบัวหยดน้ำค้างนี่ ก็น่าจะมีประโยชน์ ถึงไม่รู้ว่าจะช่วยล้างพิษจากไข่กบได้หรือไม่ แต่ก็ต้องลองพลิกแพลงดู

          “เจ้าจะทำอะไรน่ะลี่จิน! ”

          “นั่นคือบัวหยกน้ำค้าง มันช่วยซับพิษให้จางลงได้ อาจจะเป็นประโยชน์”

          ไม่พูดเปล่ามือเรียวรีบพุงตรงลงไปใต้น้ำถึงใบบัวขึ้นมา โดยหาได้ทันสังเกตรอบข้างไม่ เมื่องูพิษสีขาวสลับดำกลับแหวกว่ายน้ำพุ่งตรงมายังคนที่กำลังก้มหน้า รู้สึกตัวอีกทีก็สายเกินไปอสรพิษชูคอหมายชกที่ข้อมือ ทว่า…

          ก่อนที่จะพิษจะแทรกซึมเข้าไป ศีรษะของอสรพิษร้ายก็ขาดสะบั้นออกจากลำตัวด้วยคมกระบี่อันรวดเร็ว

          “ข้าบอกแล้วตกเย็นข้างนอกนี่ยิ่งอันตราย กลับกันได้แล้ว”

          ซุนไป่หานหันมามองอู่ลี่จินพลางกล่าวเสียงเหี้ยม อู่ลี่จินเบิตากว้างด้วยความตกใจ พอตั้งสติได้ว่าเมื่อครู่เกือบถูกงูกัด หมอคนงามก็ไม่มีคำคัดค้านใดๆ อีก เขารีบเก็บบัวแล้วมุ่งตัวออกจากป่าทันที





♦♦♦♦♦♦




          เวลาผ่านไปเกือบครบสองชั่วยามเต็ม

          รู้สึกตัวอีกครั้ง ก็เพราะความปวดหนึบที่สันหลังนั้นลามมาถึงกราม พอปรือตาขึ้นมาอีกครั้งภาพที่เห็นฝ่าฟางไปหมด คล้ายกับมีคราบน้ำตาแห้งกรังเกาะอยู่ที่ริมขอบตาตลอดเวลา ส่วนลำคอก็แห้งผากเหมือนดินทราย มีเพียงสิ่งเดียวที่ช่วยให้ผ่อนคลาย คือกลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายกลับกลิ่นบุปผางามที่โชยมาตามลม

          “ท่านรู้สึกตัวแล้วหรือ...”

          เสียงราบเรียบฟังดูแข็งกระด้างดังขึ้นมาข้างๆ หู หมอชราที่เรี่ยวแรงยังไม่กลับมาฟื้นฟูเต็มที่ได้แต่เห็นใบหน้าไปมอง แต่ก็ตาพร่าเลือนเกินกว่าจะจับใจความได้ว่าผู้ใดที่ดูแลข้างกาย

          “นี่มัน...ภพภูมิใดกัน” เอ่ยออกไปด้วยเสียงแหบพร่า ก่อนจะได้ยินเสียงเหมือนคนวางถ้วยหนักๆ ลงบนโต๊ะ

          “ท่านยังไม่ตาย”

          คำปลอบประโลมเพียงสั้นๆ แต่น่าแปลกทีมันกลับไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีใจขึ้นเลยสักนิด หมอชราพยายามขมวดคิ้ว ก่อนจะขยี้ตาเบาๆ เพื่อลบคราบน้ำใสๆ ที่เกาะอยู่บนดวงตาออก

          ไม่ช้าก็เห็นภาพทุกอย่างชัดเจน

          “เจ้าเป็นคนช่วยข้าเอาไว้หรือ”

          ตรงหน้าคือบุรุษผู้อยู่ในชุดสีเขียวคราม ใบหน้าดูงดงามทว่าดวงตาเรียวสวยนั้นกับดูเย่อหยิ่ง แม้อีกฝ่ายจะมัดเส้นผมสีดำไพล่หลังไว้หลวมๆ ให้ความรู้สึกที่อ่อนลงก็มิอาจล้างความทระนงในแววตาได้

          ทว่า...สิ่งที่สะดุดยิ่งกว่า คือป้ายแพทย์ราชสำนักที่ห้อยไว้อยู่ข้างเอว

          หมอหลวงงั้นหรือ...

          “ท่านกินสาลี่ที่เคลือบเมือกพิษของไข่คางคกแดงเข้าไป”

          ประโยคเดียว เรียกเอาความทรงจำทุกอย่างที่เผลอลืมเลือนไปหวนคืนมาอีกครั้ง

          หมอเฒ่าเบิกตาโต เขาจำได้แล้วว่าก่อนหน้านั้นเกิดอะไรขึ้น! เจ้าอ๋องชั่วนั่น มันบังคับให้เขากินยาพิษ!

          “เหอะ...ที่แท้เมือกไข่ของคางคกแดง นึกไม่ถึง...อึก”

          ว่ามันจะให้พิษที่เข้าใช้ฆ่ามันหวนกลับมาทำร้ายตนเอง...แต่พูดไม่ทันจบ หมอชราก็ไอออกมาแรงๆ เห็น กระนั้นลี่จินจึงรีบยกถ้วยยาขึ้นมา

          “ท่านหมออย่าพูดอีกเลย ดื่มยาสักหน่อยเถิด”

          ถ้วยโอสถสีน้ำตาลแดงถูกยืนมากให้ขึ้น หมอชรามองมันอย่างลังเล รับมาถือไว้ในมือ เขาปรายสายตามองยาสีเข้มอยู่ครู่หนึ่ง ทว่าแทนที่จะดื่มมันลงไป กลับสาดยาใส่หน้าหมอหนุ่มจนเปรอะเปื้อน ก่อนจะปาถ้วยยาทิ้ง

          เพล้ง!

          “ข้าไม่ดื่ม ต่อให้ข้าหายดี ข้าก็ไม่มีชีวิตรอดออกไป พวกเจ้าเองก็ต้องตายเช่นกัน! ”

          เศษกระเบื้องแตกกระจายลงเต็มพื้น มีส่วนหนึ่งกระดอนมาบาดที่ข้อเท้าจนเลือดซิบ แต่กระนั้นก็ไม่ชาเท่าจิตใจ ที่เหมือนถูกตบอย่างแรง

          หลังจากที่ใช้เวลาเคี่ยวยามานาน คั้นน้ำจากใบบัวผสมกับสมุนไพร กระทั่งถอนพิษให้คนตรงหน้าได้สำเร็จ ทว่าทั้งหมดที่ทำไปกลับไม่ต่างอะไรจากการทำคุณบูชาโทษ

          เขาหลับตาลงพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสงบใจ แม้จะรู้ดีว่าเวลานี้คนที่ปกติมักจะสงบเยือกเย็น แทบไม่หลงตนเองอีกแล้ว

          “ความตายเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกหนีฟ้าดิน ต่างกันตรงที่จะช้าหรือเร็ว และท่านคงต้องสิ้นใจเร็วๆ นี้ หากท่านไม่ยอมดื่มยานี่อีก ข้าจะไปต้มยามาให้ท่านใหม่”

          ยังพอมีใบบัวเหลืออยู่จำนวนหนึ่ง ลี่จินกล่าวพร้อมกับหันตัวออกไปในชุดที่เปียกปอน แต่มิวายก็ยังมีคำพูดมาให้ระคายหูตามหลัง

          “เจ้าพวกโง่เง่า คิดหรือว่าช่วยข้าแล้วจะทำให้ข้ารอดชีวิตได้ เหอะ! เจ้าคิดผิดแล้ว เจ้าคิดว่าหมอจะช่วยชีวิตคนได้หรือ ไม่!! ...พวกที่อยู่หลังกำแพงนั่นคือพวกที่ปกครองใต้หล้านี้ต่างหาก ที่เป็นคนกำหนดความเป็นความตาย! ”

พอที!

          “แล้วอย่างไรเล่า เป็นหมอย่อมรักษาชีวิตคน ถึงท่านจะน่ารังเกียจนัก กล้าวางยาท่านอ๋อง แต่ข้าก็ไม่ใช่คนที่จะนิ่งดูดายปล่อยให้ใครตายต่อหน้าต่อตา”

          “เช่นนั้นเจ้าช่วยชีวิตสหายข้าจากคมดาบได้หรือไม่! ”

          “คนชั่วช้าย่อมถูกกำจัดทิ้ง ท่านอ๋องต้องไม่ใช่คนไร้เหตุผลที่ฆ่าคนทิ้งเพราะความชื่นชอบ”

          “เหอะ! มามิทันไรก็รู้จักเลือกฝั่งแล้ว คนอย่างเจ้าวาจาหาญกล้าไม่กลัวเกรงเช่นนี้ย่อมอยู่รอดได้ไม่นาน ระวังไว้เถิดสวรรค์ย่อมรับเจ้าไปเป็นแน่ ส่วนข้าต่อให้กินยาของเจ้าแล้วรอดตายหรือไม่ก็ตาม ข้าก็จะไปคอยดูเจ้าอยู่บนสวรรค์”

          “เช่นนั้นท่านหมออาจต้องคอยนานสักหน่อย เพราะข้ามั่นใจว่าข้าคงไม่ได้ไปสวรรค์เร็วๆ นี้เป็นแน่ แต่ถึงได้ไป ก็ไม่แน่ว่าอย่างท่านจะได้ขึ้นสวรรค์”

          มีคำสบถด่าทออีกสารพัดไล่ตามหลัง แต่ช่างบิดามารดามันเถอะ! อู่ลี่จินไม่สนใจอะไรอีกแล้ว หมอหนุ่มรีบเดินออกจากห้อง ปิดประตูเสียงดังบัง! ก่อนลงบันไดออกจากห้อง

          ระหว่างทางที่อารมณ์ฉุนเฉียวยังไม่ทันหาย ฉินกวนเจ๋อที่เดินมาดูอาการหมอเฒ่าต่อ พอเห็นลี่จินเดินลงมา คนตัวเล็กก็ตรงเข้าไปทักทาย หวังว่าจะถามไถ่เสียหน่อย แต่พอเห็นสภาพอีกฝ่ายเต็มๆ ตาก็ถึงกับผงะฝีเท้า

          “กะ...เกิดอะไรขึ้นข้าได้ยินเสียง...เหวอ ลี่จินหน้าเจ้าไปโดนใครสาดน้ำมา”

          ใบหน้าเปียกปอน ชุดเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำสีตาลเข้ม แถมกลิ่นที่โชยมาจากตัวก็เป็นกลิ่นสมุนไพรที่เพิ่งเคี่ยวเสร็จ หรือว่า...

          “อย่า! ” พอเห็นอีกฝ่ายทำท่าจะเอื้อมมือไปจับใบหน้า ลี่จินกลับสะบัดหนีพร้อมกับกล่าวเสียงเย็นเยียบแทบฆ่าคนได้

          กวนเจ๋อหดมือกลับแทบไม่ทัน เขาไม่เคยอู่ลี่จินในสภาพที่โกรธจัดเช่นนี้มา แต่ที่น่าห่วงกว่านั้นคือยาบัวหยดน้ำค้างนั่นมันเพิ่งเคี่ยวเสร็จใหม่ๆ ฉะนั้นอุณหภูมิของมันก็น่าจะร้อนพอตัว

          “นะ...นั่นยานี่ที่เจ้าเคี่ยวมาใช่หรือไม่ ม...มันร้อนนะ เจ้าควรจา...”

          “ไม่เป็นไร ก็แค่อุ่นๆ ”

          ไม่สนใจคำถามมากมายของเพื่อนหมออีก ลี่จินรีบสาวเท้าตรงไปที่ห้องต้มยา ทว่าพอมาถึง จิตใจของเขากลับร้อนรุ่มเกินไป พอกรอกยาลงถ้วยได้ไม่ทันไร ก็ถูกน้ำยาลวกมือซ้ำเติม จนต้องเผลอปล่อยถ้วยจนหกเรี่ยราด

          “บ้าเอ๊ย! ” เขาสบถเสียงดัง ซึ่งดังพอที่จะเรียกคนที่ใกล้ๆ กันให้รีบวิ่งเข้ามาดู

          ลี่จินคิดว่าเป็นกวนเจ๋อเป็นแน่ จึงขึ้นเสียงดักออกไปอย่างเหลืออด

          “เจ้าเลิกตามข้าสักที! ”

          “คำว่าเจ้าที่พูด หมายถึงข้าหรือเปล่า”

          ทว่า...เสียงที่เอื้อนเอ่ยกลับมานั้นกลับไม่ใช่ของเพื่อนสนิทอย่างที่คาด แต่น่าแปลกที่น้ำเสียงทุ้มเข้มเช่นนี้ กลับเรียกอารมณ์ที่แตกกระเจิงของเขาให้กลับมาสงบได้

          อู่ลี่จินเม้มปากลง สูดลมหายใจ เสี้ยวใบหน้างดงามค่อยๆ หันมามอง องครักษ์หนุ่มกำลังยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตู

          “ขออภัยใต้เท้าซุน”

          พูดอะไรไม่ออกอีกแล้ว ราวกับทุกประโยคของหมอชรามันวนเวียนในหัวจนรู้สึกโกรธอย่างไม่เป็นตัวเอง ความรู้สึกเพียงอย่างเดียวที่โหยหาคือสิ่งที่ช่วยดับไฟในจิตใจ แต่กลับไม่มีเลยสักอย่าง นัยน์คู่สวยจึงได้แต่เบือนหลบ

          ทว่า...กลับมีเพียงแค่เสียงฝีเท้าที่ก้าวเดินเข้ามาใกล้

          ซุนไป่หานไม่ได้เอ่ยถามอะไร เขาทำเพียงกวาดสายตารอบๆ ห้องที่สภาพเลอะเทอะอย่างเงียบงัน ก่อนจะหยิบยื่นสิ่งหนึ่ง

          “อดทนสักหน่อย ข้าเชื่อว่าเจ้าทั้งสามจะผ่านมันไปได้”

          ประโยคประโลมใจแสนเรียบง่ายเอ่ยมาพร้อมเสียงนุ่มทุ้ม ผ้าซับหน้าธรรมดาๆ ผืนหนึ่งไม่ได้สวย ไม่ได้ดีเด่อะไร แต่กลับเรียกสายตาและหัวใจที่เตลิดออกไปกลับมาสนใจได้

          แสงจันทร์ส่องกระทบมายังกายสูงใหญ่ เวลานั้นราวกับภาพภูผาสง่าที่มั่นคงกำลังโอบอุ้มเงาของดวงเดือน

          ซุนไป่หานอาจไม่ใช่น้ำที่เขาโหยหา แต่อาจเป็นดินที่หนักแน่น และแข็งแรง กลบไฟให้มอดดับ..





♦♦♦♦♦♦





          รุ่งเช้ามาเยือนย่ำ...

          หลังจากเต๋อหวนอาสาไปแจ้งข่าวเรื่องหมอชรา รุ่ยเหรินจึงรีบไปทูลกับหยวนจิวหรงว่าสามารถถอนพิษในสาลี่ได้แล้ว

          พอได้ข่าวจิวหรงก็ดูปลื้มปริ่มยิ่งนัก ก่อนจะรีบเสด็จมาที่ตำหนักหมอที่เรือนปีกตะวันออกโดยทันที พร้อมกับขบวนติดตามอีกจำนวนหนึ่ง

          ห้องรักษานั้นอยู่ด้านหลังเรือนนอน เมื่อมาถึงเขาสั่งให้ทุกคนออกไปรอด้านนอก เหลือไว้แค่เพียงหมออาสาจากวังหลวงทั้งสาม

          เพราะยังไม่หายดีหมอชราเลยยังนอนพักยังไม่ตื่น จิวหรงปรายสายตาดูคนป่วยบนแคร่ไม้อย่างเย็นชาครู่หนึ่ง ก่อนจะแสยะยิ้มหันใบหน้ามาหมอทั้งสามที่ยืนหลบอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล

          “พวกเจ้าทั้งสามคนทำได้น่าประทับใจมาก ข้าจะรุ่ยเหรินเป็น คนจัดการตกรางวัลให้พวกเจ้า”

          “ขอบพระทัยท่านอ๋อง”

          หมอทั้งสามค้อมศีรษะกล่าวอย่างพร้อมเพรียง

          ที่จริงแล้วพวกเขาไม่คาดหวังว่าจะได้รางวัลอะไรเพียง แต่ที่ทุ่มสุดกำลังก็เพื่อทั้งชีวิตตนที่จะอยู่เมืองหู่นี้อย่างปลอดภัย กับคนป่วยบนเตียงนั่นเท่านั้น แต่ว่า...

          “ลากมันลงมา! ”

          พอได้ยินเสียงเหี้ยมโหดลี่จินถึงกับเบิกตาอย่างตื่นตะลึง เพียงไม่ช้าทหารที่รอคำสั่งอยู่ด้านนอกก็บุกเข้ามาอย่างรวดเร็ว ก่อนลากตัวหมอเฒ่าลงมาจากเตียง

          แรงกระชากอย่างไร้ความปรานีทำให้คนป่วยที่หลับอยู่นั้นตื่นขึ้นมาโดยฉับพลัน ไม่ทันได้ขยับไปไหน ก็ถูกบังคับกดไหล่ให้คุกเข่า พอมองไปรอบๆ ก็เห็นหยวนจิวหรงกำลังปรายตามองดุจปีศาจร้าย พร้อมกับทหารรายล้อมอยู่เต็มไปหมด พานเอาความหวาดกลัวตีขึ้นมาจนอกสั่น

          “เจ้าจะไม่พูดความจริงใช่หรือไม่”

          คำถามนั้นมาพร้อมกับปลายที่จ่อเข้าที่ลำคอ เข้าใจความโหดเหี้ยมของจิวหรงอย่างถ่องแท้ ที่ให้คนมาฉุดกระชากเขาจากความตายขึ้นก็เพื่อนจะทรมานเขาซ้ำด้วยความหวาดกลัว จนเผลอพูดความจริง

          เหอะ! แต่แล้วอย่างไรเล่า ต่อให้เขาพูดหรือไม่พูดอย่างไร สุดท้ายใต้หล้านี้ก็มีเพียงคนชั่วเท่านั้นที่ปกครองกันเองได้ หมอเฒ่าตัวสั่นเทิ้ม ทว่าครานี้กลับไม่ใช่ความหวาดกลัว แต่เป็นความโกรธที่สุดทานทน ดวงตาหมอชราจ้องไปที่อ๋องแห่งเมืองหู่ด้วยความเคียดแค้น ก่อนจะถุยน้ำลายรดปลายดาบ

          “ไก่ป่าอย่างเจ้าก็ดีแต่ข่มเหงคนที่ด้อยกว่าตนเอง สุดท้ายได้แต่แหงนหน้ามองฟ้าไม่วันได้เป็นมังกร! ”

          ฉั๊วะ!

          ประโยคขาดหายไปแล้ว...พร้อมกับศีรษะที่หลุดร่วงลงมาจากบ่า เลือดสีแดงเข้มพวยพุ่งขึ้นมาจากลำคอราวกับน้ำพุสีแดงสดย้อมไปทั่วทั้งห้อง

          “ข้าแค่ถาม ใครอนุญาตให้พร่ำยาว...”

          หยวนจิวหรงไม่สนใจว่าใบหน้าของตัวเองจะสาดกระเซ็นไปด้วยเลือดสักเพียงไหน ในใต้หล้านี้หากผู้ใดไม่ใช่คนที่ภักดีต่อเขา นั้นก็เป็นเหตุผลมากพอที่จะไม่ชีวิตมันผู้นั้นให้คงอยู่ เพียงแต่เขาจะหยิบยื่นความตายในรูปแบบใดให้ก็เท่านั้น

          “ทำความสะอาดให้เรียบร้อย ข้าไม่อยากให้เลือดคนต่ำช้าพานให้ตำหนักข้าติดเสนียด”



♦♦♦♦♦♦

โง้ยยยยย ท่านอ๋องง จะทำแบบนี้ไม่ด้ายยยยยยย T^T
ในที่สุดก็ผ่านฉากหมอๆ ไป รู้สึกอยากฟุบหน้าลงกับโต๊ะ แง #ตรัยแพร๊บบ #เหี่ยวมาก อดใจอีกนิด เดี๋ยวมาต่อก้าาา

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8900
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3333
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2317
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +285/-3
อยากจะดีดกะโหลกท่านอ๋อง คนเขารักษาเหนื่อยจะตาย

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
❀ Moon's Embrace : บทที่ 14 ... ครบเต็ม  ❀           


           “ไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวแล้ว”

          เป็นเวลากว่าเกือบหนึ่งเค่อแล้วที่กวนเจ๋อนั่งกุมศีรษะพลางพ่นประโยคซ้ำๆ ราวกับคนสติวิปลาส

          นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่เขาเห็นคนถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยมที่ตำหนักเฮ่ย ภาพเลือดสีแดงสดยังคงตราตรึงติดตา ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรก็ไม่สามารถล้างออกได้ในเวลาอันสั้น

          อู่ลี่จินเข้าใจความรู้สึกนั้นดี หมอหนุ่มนั่งลงข้างๆ คนที่กำลังหวาดกลัว พลางวางมือไว้บนบ่าของเขา

          “กวนเจ๋อ ข้าเข้าใจความรู้สึกเจ้า เพราะข้าเองก็หวาดกลัว” กวนเจ๋อเหลือบสายตาขึ้นมา เนื้อตัวยังคงสั่นเทิ้มไม่ยอมหยุด

          “ข้ารู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ เหมือนจะจับไข้ ข้าเพิ่งเข้าใจว่าความกลัวตายมันน่ากลัวเช่นไร ข้ายังไม่อยากตายที่เมืองเช่นนี้ อย่างน้อยถ้าข้าจะต้องตาย พ่อแม่ของข้าก็ควรได้อยู่เผาผี”

          “เจ้าไม่ตายหรอกน่า ข้าอยู่ทั้งคน”

          “ลี่จิน...”

          กวนเจ๋อมองดวงหน้าอีกฝ่ายด้วยดวงตาซาบซึ้ง ถึงจะรู้ดีว่ากำลังทำตัวอ่อนแอจนอาจกลายเป็นภาระได้ แต่คนตรงหน้าก็ไม่เคยปริปากบ่นสักคำ เขายังจำวันที่เจออีกฝ่ายครั้งแรกได้ดี ตอนนั้นเขาออกจะเกลียดขี้หน้าลี่จินซ้ำ คนอะไรปั้นหน้าบึ้งได้ทั้งวัน แต่เพราะสวรรค์นำพาให้รู้จัด รู้สึกตัวอีกทีก็สนิทสนมแล้วกลายเป็นสหายร่วมสาบาน แต่สุดท้ายกลับมีแต่ลี่จินที่เป็นฝ่ายให้ ขณะที่เขาไม่เคยมอบสิ่งใดกลับ

          ครั้งนี้ก็เช่นกัน คงจะดีถ้าเขาเข้มแข็งสักครึ่งหนึ่งของคนตรงหน้า

          ลี่จินพยายามเผยยิ้มปลอบใจ แม้จะเป็นรอยยิ้มที่ดูฝืนความรู้สึกของตนเองจนแทบยกไม่ขึ้น เพิ่งก้าวขาเข้าเมืองได้ไม่ทันไรก็มีคนตายต่อหน้าไปกว่าสามคน นับจากนี้ไป หากรักชีวิตที่จะอยู่ที่นี่ เขาคงต้องปรับตัวและเรียนรู้อะไรอีกมาก

          เสียงเปิดประตูด้านหลังดังขึ้น ทำให้หมอทั้งสองหันใบหน้าไปมอง

          หม่าเต๋อหวนกำลังยืนอยู่ที่ประตู แม้สีหน้าของและท่าทางของเขาจะไม่แสดงความรู้สึกอะไรออกมาชัดเจน ทว่ากลับมิอาจปกปิดนัยน์ตาที่กำลังสั่นไหวอยู่ลึกๆ สำหรับหมอแซ่หม่าตรงหน้าแล้ว อีกฝ่ายก็คงตกใจเช่นกันที่เห็นคนโดนฆ่าต่อหน้าต่อหน้าติดๆ

          “เจ้าไปไหนมา”

          “ข้าไปสืบอะไรมาเล็กน้อย”

          คำพูดอีกฝ่ายทำให้ลี่จินขมวดคิ้วมุ่น เต๋อหวนมองกลับมายังหมออาสาทั้งสองนิ่งงัน ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงราบเรียบ

          “ข้าคิดว่าพวกเราทุกคนควรระวังการกระทำตนเองให้มากขึ้น”

          ไม่มีถ้อยคำใดๆ เอื้อนเอ่ยออกมาสมทบทันทีที่เต๋อหวนเอ่ยปาก ถึงจะอยากจะพูดตอกอีกฝ่ายว่ากำลังทำให้ทุกคนหวาดกลัว แต่จิตใจกลับยอมรับไปว่าสิ่งที่เต๋อหวนพูดเป็นเรื่องที่สมควรกระทำมากที่สุดในตอนนี้

          “ทั้งการพูดจา การกระทำล้วนต้องไตร่ตรองให้ดี สิ่งที่ท่านอ๋องทำต่อหน้าพวกเรา นั่นเป็นเชือดไก่ให้ลิงดู และข่มขวัญให้เราเกิดความยำเกรง จะได้ไม่คิดคดทรยศ”

          ยิ่งได้ยินก็ยิ่งบดกรามตัวเองจนแน่น ทว่าคำพูดหนึ่งของเต๋อหวนก็ทำให้ลี่จินสงสัยเช่นกัน

          เชือดไก่ให้ลิงดู งั้นหรือ? เช่นนั้นย่อมหมายความว่าต้องมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นที่ตำหนักเฮ่ยก่อนที่พวกเขาจะมาถึง

          “เจ้าทราบเรื่องอันใดมา” ลี่จินหรี่เสียงตัวเองให้เบาลง เต๋อหวนพยักใบหน้าก่อนจะก้าวมานั่งลงข้างๆ กวนเจ๋อ

          “ข้าสืบมาแล้ว ที่ท่านอ๋องประหารหมอเฒ่าทั้งสามอย่างเหี้ยมโหด เพราะทรงคิดว่าพวกเป็นคนของรัชทายาท ถึงจะไม่ทราบอะไรมาก แต่เห็นว่าหนึ่งในนั้นแอบวางยาท่านอ๋องในสาลี่ แต่ถูกจับได้เสียก่อน”

          “หมายความว่าที่ท่านอ๋องประทานสาลี่นั่น...” เพื่อแก้แค้นงั้นหรือ กวนเจ๋อหน้าซีดไม่อยากจะคิดเลย เต๋อหวนพยักหน้า ก่อนพูดต่อ

          “ใช่...แต่ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่ทรงคิดเท่าไร ข้าคิดว่าที่พวกหมอเฒ่าไม่สามารถสารภาพได้ว่าเป็นคนของรัชทายาท อาจเป็นเพราะถูกข่มขู่”

          ยิ่งพูดก็ยิ่งตกตะลึงพรั่นพรึงขึ้นในอก กวนเจ๋อใจแทบร่วงไปอยู่แทบเท้า นี่คนในวังหลังเห็นชีวิตคนบริสุทธิ์คือสิ่งใดกัน ไม่อยากจะคิดเลยถ้าเกิดเขาโชคร้าย โดนบีบบังคับเช่นเดียวกันทางเลือกที่เหลือคงมีแต่เตินไปตามหมากที่วางไว้เท่านั้น

          “เช่นนั้นทางเลือกจึงมีแค่...”

          “เดินไปตามหมากที่หันหลังก็ตาย เดินหน้าก็ตายเช่นกัน”

          น้ำราบเรียบฟังดูเย็นยะเยือกออกจากปากของลี่จิน ใบหน้างามนั่นเรียบเฉยราวกับไม่ได้สนอกสนใจว่าใครจะเผชิญชะตากรรมโหดร้ายเช่นไร ทว่ากลับไม่มีใครรู้เลยว่ามือทั้งสองข้างของเขากลับกำแน่นเสียยิ่งกว่าผู้ใด รวมทั้งภายในใจที่เจ็บแค้นไปถึงทรวง

          “เจ้าไม่เป็นไรนะลี่จิน” กวนเจ๋อเห็นท่าทางที่เปลี่ยนไปของคนข้างๆ ก็เกิดเป็นห่วง แต่ลี่จินกลับส่ายหน้า

          “ข้าไม่เป็นไร เต๋อหวนเจ้าพูดต่อเถอะ” ได้ยินกระนั้น เต๋อหวนจึงพยักใบหน้า ก่อนจะเล่าต่อว่า

          “จากที่ข้ารู้ ถึงจะดูโหดเหี้ยมเกินไป แต่ข้าคิดว่าท่านอ๋องมิใช่คนวิปลาสสังหารคนบริสุทธิ์ ข้าเชื่อ...ตราบใดที่พวกเราไม่ทำสิ่งใดผิดหรือขัดหูขว้างตาท่านอ๋อง พวกเราจะปลอดภัย”

          เหมือนเป็นประโยคที่สร้างความหวัง ทว่าแท้จริงแล้วกลับซ่อนความหดหู่เอาไว้ยิ่งกว่าเดิม

          กวนเจ๋อหน้าเซียวลงกว่าอีกหลายส่วน รู้สึกมือและเท้าเย็นสะท้าน ส่วนแผ่นหลังก็ร้อนผะผ่าวเหมือนโดนสุมไฟกลางหิมะ เขายกมือขึ้นกุมขมับที่เริ่มปวดตุบ

          “ลี่จิน...ข้ารู้สึกไม่ดีเลย มันร้อนๆ หนาวๆ ไปหมด”

          ว่าจบก็ฟุบใบหน้าลงกับเตียงอย่างคนหมดอาลัยตายอยาก ลี่จินถอนหายใจถึงจะเข้าใจอารมณ์ของกวนเจ๋ออยู่บ้าง แต่เวลานี้เขาควรห่วงอาการของคนข้างๆ มากกว่า

          เขาเอื้อมหลังมือไปแตะบนหน้าผากของหมอตัวเล็ก สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิร้อนผะผ่าวที่ไม่ปกติ กวนเจ๋ออาจจะหวาดกลัวจนจับไข้ เพราะความเครียดที่เกิดขึ้นกะทันหัน ร่างกายเลยเสียสมดุล หากทำให้ผ่อนคลายได้ก็จะหายเป็นปกติ

          “เจ้ากำลังจับไข้ ข้าจะไปต้มน้ำตะไคร้ให้ เผื่อเจ้าจะรู้สึกดีขึ้น”

          กวนเจ๋อพยักใบหน้ารับอย่างคร้านๆ ดวงตาเหมือนคนสิ้นหวัง ถึงจะดูขบขันอย่างไร แต่ก็ต้องเก็บอาการไม่เอามาล้อเลียน

          คิดได้กระนั้น หมอคนงามจึงลุกขึ้น กำลังจะเปิดประตูออกไป เต๋อหวนก็เอ่ยรั้งเขาไว้

          “ลี่จิน...”

          เสียงเรียกทำให้ท่อนขาเรียวหยุดชะงัก ลี่จินหันมาเลิกคิ้วขึ้น สีหน้าเต๋อหวนคล้ายกับคนที่อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายกลับปฏิเสธแล้วปิดปากเงียบ

          “ขอโทษ ไม่มีสิ่งใด”

          ลี่จินงุนงงในท่าทางของอีกฝ่ายเล็กน้อย แต่กระนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรให้มากความ เขารีบหันหลัง แล้วเดินลงไปที่ห้องต้มยาต่อทันที

♦♦♦♦♦♦


          อาทิตย์ตกดินแล้ว แต่น่าแปลกที่คืนนี้ท้องฟ้ามืดครึ้มกลับปกคลุมด้วยแสงดารานับร้อยสิบ พานให้เรือนปีกตะวันออกนี้ของตำหนักเฮ่ยนี่ดูสดใสและเปี่ยมไปด้วยความหวัง

          ถ้าเทียบที่นี่กับสำนักหมอในวังหลวงแล้ว ถึงจะไม่ใหญ่โตเท่าแต่หยูกยาและสิ่งของทุกอย่างกลับมีพร้อมครบมือ ซึ่งข้อดีอันใหญ่หลวงที่วังหลวงเทียบไม่ได้นั่นคือ การเบิกยาแต่ละครั้ง ไม่ต้องผ่านกองโอสถเหมือนอย่างทุกที เขาสามารถลงมาที่ห้องต้มยาที่อยู่ด้านล่าง และหยิบเลือกสมุนไพรได้เลยตามใจชอบ

          ทว่าที่แห่งนี้ก็ใช่จะมีสมุนไพรทุกอย่างตามที่ต้องการ ส่วนใหญ่จะเป็นสมุนไพรพื้นฐาน เช่นข่า ขิง ตะไคร้ ชะเอมอบแห้ง และอย่างดีหน่อยก็เช่นโสมสิบปี เห็ดหลินจื่อ และเห็ดถั่งเช่า

          อู่ลี่จินรีบเตรียมตะไคร้พร้อมกับไหน้ำผึ้ง คาดว่าถ้าใส่แทนน้ำตาลจะช่วยให้สดชื่นและผ่อนคลายมากขึ้น ไม่ช้าก็เคี่ยวจนเสร็จเทใส่ถ้วยก่อนจะรีบยกขึ้นไปให้คนที่อยู่ด้านบน ทว่าพอมาถึงหมอตัวเล็กก็หลับไปเสียแล้ว

          เต๋อหวนหันมายิ้มให้เขาเล็กน้อย ได้กลิ่นหอมๆ เจือจางโชยขึ้นมา คงเป็นกำยานที่เต๋อหวนจุดให้กวนเจ๋อผ่อนคลาย

          ลี่จินจึงวางน้ำตะไคร้ลงบนโต๊ะ ใบหน้างามหันมากำชับกลับเต๋อหวนว่า

          “ถ้าเขาตื่นให้ เขาดื่มน้ำนี่ด้วยนะ ข้าจะลงไปเก็บของ”

          เพราะรีบร้อนทำให้อีกฝ่าย พอเสร็จแล้วก็พรวดพราดขึ้นมาเลยไม่เก็บข้าวของให้เรียบร้อย จึงต้องกลับลงไปทำความสะอาด

          เต๋อหวนพยักหน้าไม่ได้กล่าวอะไร กระนั้นลี่จินจึงหันกายก้าวลงบันไดไปด้านล่าง

          ทว่าพอลงบันไดมา ยังไม่ทันได้ก้าวไปไหนไกลนัก ก็ได้เสียงฝีเท้าจากทางด้านหลัง

          อู่ลี่จินหันไป คราแรกคิดว่าเป็นเต๋อหวนที่ตามมาช่วย แต่ตรงข้ามกลับเป็นเป็นบุรุษร่างสูงของซุนไป่หาน ในชุดลำลองสีเขียวเข้ม ซึ่งกำลังมองนิ่งมาที่เขาด้วยสายตาอ่อนๆ

          “เขาเป็นอย่างไรบ้าง”

          ลี่จินเม้มริมฝีปากลง พักนี้เขาไม่เข้าใจเช่นกันว่าทำไมถึงพบคนตรงหน้าบ่อยขึ้น แต่พบทบทวนดูแล้ว ที่ซุนไป่หานมา ก็คงเป็นเพราะแอบเห็นสภาพกวนเจ๋อเลยเกิดเป็นห่วงกระมัง

          “เขากลัวจนจับไข้ ข้ากับเต๋อหวนต้มน้ำตะไคร้กับใช้กลิ่นกำยานผ่อนคลายแล้ว รุ่งเช้าคงหายดี”

          ไป่หานอมยิ้มที่มุมเล็กๆ

          “แล้ว...เจ้าล่ะ”

          น้ำเสียงอ่อนโยนที่เปล่งถามออกมาทำเอาหมอคนงามถึงกับชะงักงัน นัยน์ตาคู่สวยหลุบลง จะว่าจิตใจของเขาตอนนี้ไม่รู้สึกอะไรเลยกับเรื่องที่เกิดก็ไม่ใช่ แต่เกรงว่าหากตอบเช่นนั้นไป ก็คงหนีหรือไปจากที่นี่ไม่ได้อยู่ดี

          “ข้า...ไม่เป็นไร ขอบคุณใต้เท้า”

          ลี่จินค้อมศีรษะลง เวลานี้เขาอยู่ในชุดครึ่งท่อนจึงไม่ได้ใส่หมวก เส้นผมสีดำขลับเลยสยายลงมาปรกใบหน้า ซุนไป่หานยืนมองหมอหนุ่มตรงหน้านิ่ง นัยน์ตาคู่เข้มเปล่งประกายวาววับดูสวยงาม

          “เจ้ากำลังจะไปไหนหรือ”

          “ข้ากำลังจะออกไปเก็บของที่ห้องต้มยา”

          ใบหน้าคมเข้มพยักรับรู้ แต่...

          “เดี๋ยวค่อยเก็บ”

          พอถูกพูดรั้งไว้ คิ้วเรียวสวยของลี่จินก็เลิกขึ้น ดวงตาคู่งามมองที่กายสูงใหญ่ขององครักษ์หนุ่มอย่างไม่เข้าใจเท่าไรนัก แต่ไป่หานกลับเอ่ยแค่ว่า “ข้ามีเรื่องสำคัญจะคุยกับเจ้า มากับข้า”

          องครักษ์หนุ่มหันกลับไปอย่างไม่รอคำตอบ เวลานี้ภาพแผ่นหลังที่เดินห่างไปกลับค่อยๆ ดึงดูดจนปฏิเสธไม่ได้ ลี่จินกุมมือตัวเองเงียบๆ ก่อนจะสาวเท้าตามไปติดๆ

♦♦♦♦♦♦



          ยิ่งท้องฟ้ามืดครึ้ม แสงดาวยิ่งทอระยับนับร้อยพันโดดเด่น เพราะอุณหภูมิที่ลดลงเรื่อยๆ สายลมยามค่ำคืนจึงหนาวเหน็บกระทั่งลมหายใจยังระเหยขึ้นกลายเป็นไอ ทว่าเสียงฝีเท้าที่เหยียบย่ำลงไปบนพื้นของคนสองคนกลับยังคงก้าวเดินออกไป มิได้กังวลว่าพระพายยามราตรีนี้จะทำร้ายร่างกายตนเองหรือไม่…

          อู่ลี่จินได้แต่เดินก้มหน้าตามแผ่นหลังกว้าง แต่ละอย่างก้าวของคนตรงหน้าช่างดูมั่นคงเป็นจังหวะและสง่างามเหมือนภูผาสูงใหญ่ที่ไม่มีวันทลาย

          ซุนไปห่านยังคงไม่พูดสิ่งใดออกมา ราวกับปล่อยให้เสียงสายลมและ เรไรที่ดังเสนาะจากรอบข้างเป็นเพื่อนคอยกระซิบบทเพลงแผ่วเบา

          ที่เมืองหู่นี้ช่างแตกต่างจากที่เขาคิดไว้นัก ยามอาทิตย์ขึ้นสรรพสิ่งวุ่นวายร้อนไหม้ดุจเมืองนรก ทว่าตกเย็นกลับเงียบสงบผ่อนคลายใจอย่างเยือกเย็น

          สายลมยังคงพัดพลิ้วเอื่อยไหว พานให้เส้นผมสีดำยาวสลวยที่มัดจะรวบไว้กลางแผ่นหลังปลิวสยายแผ่วเบา นัยน์ตาคู่สวยหลุบลง หลงเข้าสู่ในภวังค์ความคิดชั่วครู่ แต่แล้วภาพสีชมพูของบางสิ่งกลับร่วงลงมาผ่านสายตา กลับเบนความสนใจ

          ยาวเรียวยาวหยุดชะงัก จากพื้นดินว่างเปล่า บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยกลีบบุปผาสีชมพูตระการตา ใบหน้างดงามเงยขึ้น เยื้องหน้าคือต้นท้อสูงใหญ่เพียงต้นเดียวกำลังผลิดอกบานสะพรั่งอย่างสวยงาม น่าแปลก...ทั้งที่กว่าอีกครึ่งเดือนจะถึงฤดูดอกท้อแต่เจ้าต้นท้อนี้กลับอวดโฉมของตนเองกลางแสงจันทร์เสียก่อน

          “ไม่ยักรู้ว่าที่ตำหนักเฮ่ย จะมีต้นท้อด้วย”

          น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ก่อนกลีบท้อสีชมพูจะร่วงโรยสู่มือที่กำลังเผยรับ

          ซุนไป่หานหยุดก้าวเดินเป็นจังหวะเดียวกัน กายสูงใหญ่หันกลับมา เนตรคู่เข้มเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เวลานี้ภาพของอู่ลี่จินท่ามกลางดอกท้อช่างงดงามราวภาพวาด ชวนให้เขาตะลึงงันไปชั่วครู่ ก่อนเขาจะแหงนใบหน้ามองต้นท้อสูงใหญ่แห่งตำหนักเฮ่ยบ้าง

          “นั่นเป็นต้นท้อต้นเดียวที่ปลูกขึ้น จากร้อยต้น”

          คำเอ่ยนั้นทำลี่จินขมวดคิ้วลงเล็กน้อย ไป่หานหันใบหน้ากลับมา มองเขาด้วยสายตาที่อ่อนลง ก่อนกล่าวต่อ

          “เพราะเมืองหู่เป็นเมืองพิสดาร ทั้งอากาศและดินไม่เหมาะกับการเพาะปลูกต้นท้อที่บอบบางอ่อนแอ ทว่าท่านอ๋องก็ยังคงมีรับสั่งให้ปลูกต่อไปเรื่อยๆ แม้จากร้อยต้นจะเหลือรอดเพียงต้นเดียว แต่ท่านอ๋องก็ไม่เคยทรงคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ล้มเหลว แต่กลับมองว่ามันมีความหมายให้กับทุกๆ คนได้รับรู้ว่า แม้จะไม่ใช่ที่ของมัน แต่ต้นท้อนี่ก็ยังคงยืนหยัดด้วยความพยายาม กระทั่งออกดอกบานสะพรั่งอย่างสวยงาม กลายเป็นต้นท้อต้นเดียวในเมืองกันดาร”

          ลี่จินหลุบตาลง ไม่นึกมาก่อนเลยว่าต้นท้อต้นเดียวจะมีความหมายลึกซึ้งถึงเพียงนี้ เขาไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างก่อนที่ท่านอ๋องจะถูกเนรเทศออกมาจากวัง แต่ไม่แคล้วคงรู้สึกโดดเดี่ยวและหวาดกลัวมาก การที่คนคนหนึ่งจะยืนหยัดและสร้างทั้งหมดนี้ขึ้นมาได้ จำเป็นจะต้องเข้มแข็งถึงระดับไหนกัน เขารู้สึกนับถืออยู่ข้างในจริงๆ

          ...สำหรับพวกเขา หมออาสาทั้งสามที่มาจากเมืองหลวงก็คงเปรียบเสมือนต้นท้อนี้ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นหลังจากนี้ เขาจะลุกขึ้นและยืนต่อไปให้ได้

          “ว่าแต่...ใต้เท้ามีเรื่องอันใดจะคุยกับข้าหรือ” กว่าจะนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนเรียกเขาให้ตามออกไป ก็เมื่ออุณหภูมิด้านนอกลดลงจนเริ่มหนากว่าเดิม

          ไป่หานพยักใบหน้าเล็กน้อย กายสูงใหญ่ขยับเท้าเข้ามาใกล้มากขึ้น กล่าวด้วยเสียงราบเรียบ

          “พรุ่งนี้ รุ่งสางข้าอยากให้เจ้าแจ้งกับหมอทุกคนว่า ท่านอ๋องมีรับสั่งให้พวกเจ้าไปตรวจร่างกายทหารที่ป้อมปราการทางทิศใต้ของเมือง”

          “ป้อมปราการหรือ? ”

          ได้ยินว่าทางทิศใต้ของเมืองหู่นั้นติดกับทะเล แต่ไม่นึกเลยว่าจะมีป้อมปราการด้วย ไป่หานอธิบายต่อ

          “ใช่...นั่นเป็นป้อมการที่เอาไว้ป้องกันพวกโจรสลัดไม่ให้มาบุกปล้นหมู่บ้าน”

          โจรสลัดหรือ? เคยได้ยินว่าน่านน้ำฝั่งทะเลทางทิศบูรพาจากเมืองหลวงมีเส้นขั้นแบ่งเขตทะเลทางการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งในเส้นเขตสีแดงเป็นเส้นทางเดินเรือ เขตแดนของพวกโจรสลัดที่มักจะบุกปล้นเสบียงจากเรือบรรทุกสินค้า เขาไม่นึกเลยว่าเมืองหู่จะอยู่ภายใต้พื้นที่สีแดงนั้นด้วย

          “มีทหารบาดเจ็บเยอะหรือ” ไป่หานส่ายหน้า แต่...

          “ทหารของเมืองหู่ไม่ได้มีมากมาย ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านอาสา ซึ่งข้าได้รับสั่งมาให้ฝึกฝนพวกเขาให้เป็นทหาร โชคดีทุกคนที่นั่นล้วนมีความแค้นกับพวกโจรสลัดเป็นทุนเดิม เลยมีแรงผลักดันให้ลุกขึ้นสู้ได้ดี”

          องครักษ์หนุ่มอธิบายด้วยสีหน้าราบเรียบ ลี่จินพยักหน้า ทีแรกเขานึกสงสัยว่าเหตุใดท่านอ๋องถึงมีทหารในอาณัติทั้งที่โดนเนรเทศ ที่แท้...ซุนไป่หานก็เป็นคนฝึกชาวบ้าน

          “เจ้ากลัวท่านอ๋องหรือไม่”

          อยู่ๆ คำถามหนึ่งก็แล่นจู่โจมพรันเอาอกสั่น ใบหน้าหมอหนุ่มชะงักงัน เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ทว่ากลับปากหนักเกินไปที่จะพูดออกไปตรงๆ สุดท้ายจึงได้แต่หลุบตาลงเอ่ยเสียงแผ่วเบาคล้ายหวาดกลัว

          “ข้า...มิกล้า”

          ลมหนาวพัดแผ่วผ่านใบหน้ามาวูบหนึ่ง ไป่หานหลุบสายตาลงอย่างเข้าใจ

          “ย่อมดีแล้ว...ถึงท่านอ๋องจะดูเหี้ยมโหดไปบ้าง แต่เพื่อให้บ่าวไพร่เชื่อฟัง จำเป็นต้องโหดเหี้ยม ทว่าเนื้อแท้แล้ว ท่านอ๋องกลับรักคนของตนเอง และประชาชนเป็นที่หนึ่ง และเพื่อปกป้องคนของตนเองเขาจะอ่อนแอ หรือล้มให้ผู้ใดเห็น ย่อมมิได้”

          สังเกตทั้งสีหน้าและแววตาของอีกฝ่ายช่างดูเศร้าสร้อยนัก แต่เขาเองจะไปห่วงคนที่กล้าแกร่งแล้วจนลืมดูเงาตนเองก็มิได้เช่นกัน

          “ข้าพอเข้าใจอยู่บ้าง...”

          แม้จะเป็นหมอรักษาผู้คนแต่ใช่ว่าจะเป็นหมอที่ดีเสมอไป ทุกคนย่อมมีด้านมืด ด้านสว่างปิดบังไว้ จะมีใครไหนเลยที่เพียบพร้อมทุกอย่าง ทั้งรัชทายาท ทั้งจวิ้นอ๋อง ที่ลงมือห้ำหั่นกันก็เพราะต่างฝ่ายต่างต้องปกป้องตนเอง ส่วนพวกเขาก็เป็นเพียงแค่เบี้ยบนกระดานที่ถูกกัดกินไปตามหนทางสู่ชัยชนะ

          รอบกายเงียบสงัดไปสักพัก เวลานี้มีเพียงบุรุษสองคนใต้ต้นท้อใหญ่ที่กำลังโปรยปราย

          ซุนไป่หานละสายตาจากอู่ลี่จิน แหงนใบหน้ามองผืนฟ้า ซึ่งบัดนี้พระจันทร์ดวงใหญ่กำลังถูกบดบังด้วยกลีบเมฆสีดำทึบ ริมฝีปากบางเฉียบกล่าวบางคำ

          “เช่นนั้น...แล้วข้าเล่า เจ้ากลัวหรือไม่”

          คำถามที่ไม่คาดคิดทำเอาใบหน้างามหลุดจากภวังค์

          ช่างเป็นคำถามที่น่าขันนัก...ลี่จินหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะพูด

          “ที่ใต้เท้าเรียกข้ามา เพราะอยากถามข้าเรื่องนี้ด้วยน่ะหรือ”

          “ลี่จิน...ข้าถามเจ้า”

          ดวงดาคมเข้มเลื่อนมองกลับมา ในนัยน์ตาสีเข้มนั้นแวววาวฉายความจริงจังขึ้นมาส่วนหนึ่ง

          ลี่จินถอนหายใจ ถึงจะไม่อยากพูดต่อหน้านัก แต่เขาก็ไม่มีเหตุอันใดจะต้องปกปิด หมอหนุ่มกล่าวออกไปตามตรง

          “ข้าเห็นท่านฆ่าคนต่อหน้าต่อ หากไม่มีความรู้สึกใดๆ ข้าก็คงเป็นท่อนไม้ หรือไม่ก็ก้อนหินริมทาง”

          “เจ้าอยู่ที่นี่ได้หรือไม่”

          “หากข้าตอบว่าไม่ ใต้เท้าจะส่งข้ากลับไปเมืองหลวงได้หรือ”

          “คิดได้เช่นนั้นย่อมดีกับตัวเจ้า”

          ช่างเป็นบทสนทนาที่ไม่เจริญใจเลยสักนิด กลับกันยิ่งรู้สึกย้ำว่าตนเองกำลังติดอยู่ในบ่วงที่มิอาจถอน ลี่จินหลุบสายตาลง มองพรมดอกท้อที่นอนนิ่งอยู่ที่พื้น

          “ท่านฆ่าคนได้ง่ายดายนัก ถึงข้าจะเคยเห็นคนตายต่อหน้ามาบ้าง แต่เรื่องเช่นนี้จะให้หัวใจยอมรับว่าเป็นเรื่องปกติก็คงลำบาก”

          ลี่จินว่าเสียงเรียบ ไป่หานไม่เอ่ยคำใด ราวกับกำลังตั้งใจฟังความรู้สึกอีกฝ่าย

          หมอหนุ่มพูดต่อ

          “คืนก่อนข้ารักษา รุ่งเช้าเขาหายดี แต่ดันโดนฆ่าตายต่อหน้า ข้ารู้สึกใบหน้าตนเองมันชาวาบ คล้ายเห็นสิ่งที่ข้าทุ่มเททำไปถูกดึงทึ้งออกเป็นชิ้นๆ มันทั้งหวาดกลัว ทั้งเจ็บใจ แต่คนต้อยต่ำเช่นข้าจะมีสิทธิ์เสียงอะไรนอกจากทนดู”

          “...”

          “ข้าเข้าใจท่าน ว่านั่นเป็นคำสั่ง แต่ข้าอดจินตนาการไม่ได้ว่าหากคนที่ยืนรอคมดาบอยู่ตรงนั้นเป็นข้า ท่านจะฆ่าข้าหรือไม่”

          ท้ายประโยคเบาแผ่วราวกับเกรงกลัวที่จะได้รับคำตอบจากอีกฝ่าย แต่เหตุใดเขาถึงต้องคาดหวังกับคำตอบนั้นด้วย ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงก็รู้เรื่องนั้นดีว่าไป่หานจะตัดสินใจอย่างไร ทว่า...

          “ข้าไม่มีวันทำร้ายเจ้า...ลี่จิน” เป็นเสียงทุ้มราบเรียบที่เอื้อนเอ่ยตอบออกมาพานให้หัวใจพองโตขึ้นครู่หนึ่ง “ตราบใดที่เจ้าไม่คิดทรยศท่านอ๋อง” ก่อนที่จะห่อเหี่ยวลงเหมือนถูกเหล็กแหลมทิ่มแทง

          อู่ลี่จินก้มหน้าเม้มริมฝีปากลง อยู่ๆ มุมปากก็ยกขึ้นอย่างฝืดเคือง ราวกับจงใจเยาะเย้ยตนเองว่าช่างโง่เขลานัก แต่กลับไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้ปวดหนึบบนอกคล้ายจะขาดใจเช่นนี้

          เขายืนนิ่งอย่างเงียบงัน หลงลืมไปแล้วว่าอากาศภายนอกนั้นหนาวเหน็บ เหมือนตนเองไม่รู้สึกรู้สาอะไรอีกแล้วคล้ายกับเด็กน้อยที่รอคอยอย่างโดดเดี่ยว

          ‘อินทผาลัมอบแห้งพวกนี้เดิมเป็นของโปรดของพระเชษฐา ที่เมืองหู่คงหาเสวยได้ยากเย็นเจ้าช่วยนำมันไปถวายแทนข้าได้หรือไม่’

          เพียงนึกถึงรับสั่งขององค์รัชทายาท ทั้งหัวใจของอู่ลี่จินหวาดผวาราวกับลูกนกที่ตกจากรัง ยิ่งได้ยินซุนไป่หานกล่าวเช่นนี้ด้วย คงไม่แคล้วว่าอาจถูกมองเป็นคนชั่วช้าสามานย์โดยไม่ต้องสงสัย

          ทว่า...ระหว่างที่จิตใจกำลังดำดิ่ง เสียงเดียวที่พรันให้รู้สึกตัวอีกครั้ง คือเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้า มีไออุ่นของใครบางคนขนาบอยู่ข้างกาย ใบหน้างดงามเงยขึ้น เสียงนุ่มทุ้มอย่างที่คุ้นเคยนั้น กังวานอยู่ข้างใบหู

   “ข้ามิอาจอฏิเสธรับสั่งได้ แต่ถ้าในใจของข้า...ข้าไม่อยากทำ...ไม่อยากทำเช่นนั้นเลยจริงๆ”

   ในยามที่ซุนไป่หานเดินจากไป พร้อมลมหนาวพัดพลิ้วกลีบดอกท้อ พระจันทร์ที่หลบซ่อนอยู่ใต้กลีบเมฆยามค่ำคืน กลับเคลื่อนกายออกมาอย่างเงียบสงัด

          แสงเดือนสาดส่องกระทบมาที่ตัวเขาราวกับโอบอุ้ม ขณะที่แผ่นหลังกว้างที่ค่อยๆ เลือนลับไป กลับทำให้หัวใจเต้นอย่างแปลกประหลาด

          ที่เคยกล่าวว่าซุนไป่หานเป็นดวงอาทิตย์ เห็นทีจะผิดถนัด ที่จริงแล้วบุรุษผู้นี้คือจันทราที่คอยโอบอุ้มสรรพสิ่งด้วยความอบอุ่น...แม้จะเร้นกายในคราบจันทร์เสี้ยวที่ดูน่าหวั่นเกรง





(แต่งตอนนี้แล้วก็เฮ้ออออ ไป่หานนนนนนนนน ฮิลลลลล!!! T^T)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-09-2018 15:27:32 โดย EtuDe »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8900
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-5
ความรัก ต้องผ่านอุปสรรคอีกมากมาย

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2317
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +285/-3
นี่ท่านองครักษ์หรือฝ่านสนับสนุนสายฮีลกันแน่??

ออฟไลน์ เพียงเพื่อน

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-1
เอาจริงๆ ถ้าเป็นเราใช่ป่ะ เราก็จะ ซุบซิบๆๆๆ แบบเนี้ยๆ ฉันโดนขู่ให้มาวางยา โดยจับป้าที่อยู่ในป่าเป็นตัวประกัน ไปช่วยป้าฉันที ไรเงี้ย เอ้อออ แค่นี้เราก็ไม่ตายแล้ว แถมเป็นการแสดงความซื่อสัตย์ด้วย  :hao3: :hao3:

ออฟไลน์ blanchard

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 376
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +46/-3
อินทผาลัมเจ้าปัญหา    :m15:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-09-2018 00:34:18 โดย blanchard »

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
         
❀ Moon's Embrace : บทที่ 15 ... ครบเต็ม  ❀

          เพียงย่างก้าวเข้าสู่ทักษิณทิศ กลิ่นอายของลมทะเลก็โบกพัดปะทะกับใบหน้า…

          เมื่อฟ้าสางนี้ จางรุ่ยเหรินเป็นคนมาตามพวกเขาไปจากเรือนปีกตะวันตก ชายหนุ่มไม่อธิบายอะไรมากบอกแค่เพียงว่าจะต้องไปถึงปราการทางใต้ก่อนยามซื่อ

          ทีแรกเขานึกว่าจะต้องนั่งรถม้า แต่กลายเป็นว่าจางรุ่ยเหรินกลับนำม้ามาให้สองตัว นั่นทำเอาหมอวังหลวงถึงกับมองหน้ากันด้วยความงุนงง สุดท้ายลำบากคนที่ม้าเป็น

          อู่ลี่จินนั่งขี่ม้าตัวตรง มือทั้งสองข้างยังคงจับบังเหียนเอาไว้แน่น สีหน้าดูราบเรียบและผ่อนคลายในเวลาเดียวกัน

          ต้องขอบคุณที่เขาใช้ชีวิตอยู่ในป่ากับถานเซียงมาตั้งเด็ก เรื่องขี่ม้าให้สมชายชาตรีจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับหมอหนุ่ม น่าสงสารก็แต่ฉินกวนเจ๋อ เพราะนอกจากจะขี่ม้าไม่ได้แล้ว ส่วนสูงที่มีอยู่เพียงนิดกลับยิ่งทำให้ขึ้นม้าได้ยากเย็น ลำบากเต๋อหวนต้องมาคอยพยุงอีกฝ่ายไม่ให้ล้มลงมา ขณะที่จางรุ่ยเหรินเอาแต่ขี่ม้านำหน้า ไม่ได้แยแสหันมาสนใจเลยสักนิด

          กว่าจะออกจากเมืองหู่มุ่งสู่ปราการก็ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วยาม ในที่สุดเห็นปราการไม้ตั้งอยู่ปลายสายตา ทว่าปากเข้ากลับเป็นเนินราบ ลักษณะเป็นคอขวดคับแคบจึงจำเป็นต้องชะลอความเร็วม้าเป็นกึ่งเดินกึ่งวิ่ง

          “ไม่ยักรู้ว่าเมืองหู่จะมีปราการทางทิศใต้ด้วย ลี่จินเจ้าเห็นหรือเปล่า ดูสิทะเล! ข้าอยากเล่นน้ำ”

          เสียงดี๊ด๊าจากคนด้านหลังทำเอาคนที่กำลังคุมบังเหียนอยู่ด้านหน้าถึงกับถอนหายใจ เรื่องโหวกเหวกน่ะไม่เท่าไร แต่อีกฝ่ายทั้งดึงเสื้อ ทั้งเกาะเอว ทั้งชี้โบ๊ชี้เบ๊ให้ดูนู่นนี่ไปทั่ว หยุกหยิกๆ จนน่าโมโห

          “เจ๋อเจ๋อเจ้าเลิกกระตุกเสื้อข้าสักที”

          “เจ้านั่นล่ะขี่ม้าดีๆ สิ”

          “เจ้าลองมาขี่เองไหมเล่า หยุกหยิกๆ แบบนี้ข้าจะไปขี่ดีๆ ได้อย่างไร”

          ขึ้นเสียงปรามไปนิดๆ อย่างหงุดหงิด แต่มิวายอีกฝ่ายกลับไม่ได้สะทกสะท้าน หนักเข้ามือซนกลับเลื่อนขึ้นมาเกาะไหล่ แล้วยืดตัวออกไปดูทะเลที่อยู่ที่ฝั่งฟากด้วยตาเป็นประกาย บัดนี้เขาเข้าใจแล้วว่าเหตุใดใต้เท้าจางถึงขี่ม้านำหน้าโดยไม่หันมารอ

          ขี่ม้าโงนเงนเดินช้าๆ เงียบไปได้อีกสักพัก ครู่เดียวก็เกิดนึกสงสัยในประโยคที่คนด้านหลังพูดก่อนหน้า หมอคนงามเลยเอ่ยปากถาม

          “เจ้าว่ายน้ำเป็นด้วยหรือ”

          “ดูถูก! ” กวนเจ๋อสวนขึ้นทันควัน “ถึงข้าจะตัวเล็ก แต่ใช่ว่าข้าจะอ่อนแอว่ายน้ำไม่เป็นเสียหน่อย”

          “เช่นนั้นสงสัยเมื่อคืนข้าคงต้มน้ำตะไคร้ให้คนอ่อนแอผิดคนกระมัง”

          ยิ่งคิดก็ยิ่งขันนัก เมื่อคืนนี้เจ้าลิงเตี้ยด้านหลังนอกจากจะไข้ขึ้นแล้ว ยังนอนละเมอปากบ่นว่ากลัวๆ ไม่ยอมหยุดอีก ทีเรื่องแบบนี้ล่ะยื่นอกขึ้นมาเชียว

          กวนเจ๋อเบ้ปากบึ้ง พอพูดเรื่องเมื่อคืนเข้าก็เป็นอันเถียงไม่ออก แต่มีหรือที่หมอแซ่ฉินจะทิ้งช่วงให้เงียบนาน ไม่ช้าก็ยื่นหน้ายื่นตาเข้ามาถามอีกครั้ง

          “ว่าแต่...ทำไมวันนี้ถึงเป็นใต้เท้าจางมากับพวกเราล่ะ ทั้งที่เมื่อคืนใต้เท้าซุนเป็นคนบอกเจ้ามิใช่หรือ”

          ได้ยินคำถามทำเอาคนที่กำลังคุมบังเหียนแอบฉุกคิดขึ้นมาเล็กน้อย จะว่าไปเขาก็แอบติดใจอยู่เช่นกัน แต่เป็นไปได้ว่าอีกฝ่ายอาจติดภารกิจให้ท่านอ๋อง ใต้เท้าจางเลยมาแทน

          “จะเป็นใครก็ไม่เห็นเกี่ยวกัน เจ้าลืมหน้าที่ของตัวเองไปเหรอเจ๋อเจ๋อ”

          “เจ้าว่าอย่างไรนะ นี่เรียกข้าว่าเจ๋อเจ๋ออีกแล้วหรือ ใครอนุญาตกัน”

          เห็นเขาไม่ว่าหน่อย อู่ลี่จินก็เรียกเอาสนุกปากจนน่าโมโห แต่น่าสงสารที่กลับไม่มีใครเข้าข้างหมอแซ่ฉินสักคน แม้แต่หมอร่างสูงที่ขี่ม้าขนาบข้างมาด้วยกัน

          “เจ้าควรฟังที่ลี่จินพูดนะเจ๋อเจ๋อ”

          “เต๋อหวนเจ้าก็อีกคนหรือ ก็ได้ ข้ามันอ่อนแอเชิญพวกเจ้ารุมข้าได้เลย ข้าไม่โกรธ ข้าไม่โกรธ! ”


♦♦♦♦♦

          ยามซื่อ…

          พอก้าวขาเข้าสู่หน้าประตูปราการทางทิศใต้ ไม่ทันไรจางรุ่ยเหรินก็ตีม้าหันกลับ และกล่าวกลับพวกเขาเพียงสั้นๆ ว่าให้เข้าไปด้านในได้ด้วยสีหน้าเย็นชา ทีแรกกวนเจ๋อทำท่าอิดออดใส่ว่าจะเข้าได้อย่างไร ทว่าคำตอบของคนแซ่จางก็พาเอาหน้าชาไปสามส่วน

          ‘ท่านอ๋องมีรับสั่งให้ข้าส่งพวกเจ้าประตูเท่านั้น อีกอย่างจดหมายแนะนำถูกส่งไปตั้งแต่เมื่อคืน ข้าไม่มีความจำเป็นต้องเข้าไปแนะนำพวกเจ้าด้วยตนเอง’

          และเพราะรุ่ยเหรินไม่ได้เข้าไปกล่าวแนะนำ พวกเขาทั้งสามจึงได้แต่ยืนตากแดดตากลมอยู่หน้าปราการ พร้อมกับทหารเฝ้าประตูหน้าตาดุดันกำลังยื่นคมหอกใส่ ด้วยท่าทางไม่เป็นมิตร

          “พวกเจ้าเป็นใคร”

          ทิ้งเวลาผ่านไปไม่นานนัก เต๋อหวนก็เป็นคนที่ก้าวขาออกมาอธิบายทุกอย่าง

          “พวกท่านอย่าได้กังวล พวกข้าไม่ใช่คนน่าสงสัย พวกท่านคงได้รับจดหมายแนะนำตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ท่านอ๋องจึงมีรับสั่ง ให้ใต้เท้าจางส่งพวกข้ามาดูแลอาการของทหารที่ป้อมปราการ ไม่ทราบว่าคนเจ็บอยู่ที่ใด”

          ราวกับได้ยินคำที่ไม่เชื่อหู ทหารเฝ้าประตูทำตาโต ละล่ำละลักถาม

          “ท่านอ๋องหรือ ชะ...เช่นนั้น พวกเจ้าเป็นก็หมอหรือ”

          เต๋อหวนพยักใบหน้าราบเรียบ แต่เพียงแค่นั้นก็สร้างความประหลาดใจให้มากพอ ทหารเฝ้าประตูรีบหันหลังกลับไปตะโกนเสียงดัง

          “หมอมาแล้ว เฮ้ย! หมอมาแล้ว ท่านอ๋องส่งหมอมาแล้ว!! ”

          ราวกับคำป่าวประกาศนั้นสร้างความตื่นตะลึงไปทั่วป้อมปราการ หมออาสาทั้งสามได้แต่มองหน้ากันงุนงง รู้สึกตัวอีกพวกเขาก็ถูกเชิญเข้าไปหลบด้านโรงรับรองเล็กๆ ไว้ใช้สำหรับหลบแดดหลบฝน แต่มิได้ลักษณะเป็นห้อง เพราะมีเพียงแค่เสาไม้แปดต้นเปิดโล่งค้ำหลังคาสูง กับแคร่ไม้ที่วางเรียงราย ดูเหมือนพวกทหารที่ป้อมปราการจะใช้พื้นที่นี้สำหรับกิจกรรมทุกอย่าง

          ลี่จินรู้สึกแปลกๆ เขากวาดสายตาดูรอบๆ ถึงจำนวนทหารจะไม่มากอย่างที่คิด แต่ทุกคนล้วนมองมาที่พวกเขาด้วยสายตาอย่างมีความหวัง ไม่ช้าชายรูปร่างสมส่วนในชุดทหารครึ่งท่อน บนศีรษะเขาผูกผ้าโพกศีรษะสีขาว แต่เป็นเพราะไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่คราบฝุ่นเลยทำให้มันออกเป็นสีเทาคล้ำ

          ชายผู้นั้นเดินเข้ามาใกล้ ไม่ช้าก็มาหยุดอยู่ตรงหน้า ก่อนจะประสานมือคำนับตามมารยาท

          “ขออภัยที่เสียมารยาทกับท่านหมอทั้งสาม ข้าน้อยหวงเหวิน เป็นหัวหน้ารักษาการณ์ที่นี่”

          พอได้เห็นใบหน้าชัดๆ ก็พบว่าชายคนนี้มีใบหน้ามีริ้วรอยที่ผ่านช่วงอายุวัยมามากกว่าครึ่ง ดูท่าจะเป็นคนที่มีความสามารถโชกโชน ทั้งผิวกร้านคล้ำแดด และรอยแผลเป็นที่บาดพาดมาตั้งแต่หางคิ้วลากมาถึงโหนกแก้มข้างซ้าย คาดว่ามีส่วนหนึ่งอยู่บนหน้าผากด้วย สังเกตจากรอยแผลที่ซ่อนหายเข้าไปใต้ผ้าโพกศีรษะ

          แต่เวลานี้ไม่ใช่เวลาจะจะสนใจว่าเกิดอะไรขึ้น เขาควรจะรีบทำหน้าที่ของตนเอง

          “ใต้เท้าหวงลุกขึ้นเถิด คนป่วยสำคัญกว่าพวกเขาอยู่ที่ใดกัน”

          ได้ยินกระนั้น หวงเหวินจึงลุกขึ้น รีบเดินนำทางหมอทั้งสามไป...

          ปราการทางใต้แต่งจากที่จินตนาการเอาไว้มากเดิมทีเขาคิดว่าอ๋องจิวจะสร้างกำแพงด้วยวัสดุจำพวกอิฐ หรือดินเหนียว แต่ที่เขาเห็น แถบกำแพงที่กว้างยาวออกไปล้วนทำจากไม้

          ระหว่างเดินหวงเหวินเล่าให้ฟังว่า ท่านอ๋องทรงออกความคิดให้สร้างกำแพงโดยใช้ไม้จากเขาซิ่วฮวาที่มีน้ำหนักไม่หนักไม่เบา มีข้อดีตรงที่เนื้อไม้มีความเหนียวคงทน แม้โดนพายุฝนโบกพัดเนื้อไม้ก็ยังไม่หัก อีกทั้งยังเป็นไม้ที่หาได้ง่ายไม่สิ้นเปลืองงบประมาณ

          สิ่งที่ได้ยินทำเอาอู่ลี่จินครุ่นคิด ดูท่าอ๋องจิวจะเป็นคนที่เฉลียวฉลาด ผิดกับภาพลักษณ์ภายนอกที่แสดงออกเป็นคนโหดเหี้ยมและเจ้าเล่ห์เจ้ากล ซึ่งนั่นก็นับเป็นข้อเสียเพียงข้อเดียว ที่เหลือล้วนเป็นข้อที่น่าชื่นชม นึกภาพไม่ออกเลยหากเป็นเขาที่ต้องมาปกครองเมืองที่ทุรกันดารมากมายปัญหาเช่นนี้ คงไม่รู้ว่าควรจะเริ่มจากที่ใดก่อนเป็นแน่

          เวลาผ่านระยะหนึ่งได้ ในที่สุดหวงเหวินก็หยุดเดิน ลี่จินกวาดสายตาไปรอบๆ ที่ดูเหมือนจะเป็นด้านหลังของปราการ มองผิวเผินแล้วคล้ายๆ กับโรงทาน มีประตูเข้าออกทั้งหมดสี่บาน ทั้งซ้ายและขวารายล้อมไปด้วยเตียงไม้ที่ดูเก่าซอมซ่อไม่กี่เตียง และมีผู้ป่วยหลายคนนอนโทรมอยู่บนพื้นที่ใช้ผ้าธรรมดาปูแทนฟูก

          “ท่านหมอพวกเขาเป็นโรคระบาดหรือ”

          ลี่จินไม่ตอบตอบคำถามนั้นโดยทันที เขามองสังเกตไปรอบๆ สีหน้าผู้ป่วยดูอมเหลืองและร่างกายซูบโทรมเหมือนไร้เรี่ยวแรง ทว่าก็ยังวินิจฉัยอะไรแน่ชัดไม่ได้ ต้องลงมือตรวจเสียก่อน

          “ใต้เท้าหวงอย่ากังวล พวกข้าจะตรวจอาการพวกเขาอย่างละเอียด”

          ลี่จินกล่าวเสียงเรียบ หวงเหวินรีบประสานมือคำนับขอบคุณ

          “รบกวนท่านหมอทั้งสามแล้ว”



♦♦♦♦♦♦



          ใช้เวลาเกือบก้านธูปกว่าจะตรวจชีพจรทหารครบทุกคน…

          ลี่จินปาดเหงื่อ เวลานี้เขาเดินออกมานั่งข้างนอกเพื่อสูดอากาศให้ผ่อนคลายความเครียด สักพักเดียว หวงเหวินก็พากวนเจ๋อ กับเต๋อหวนเดินตามออกมา สีหน้าของพวกเขาดูราบเรียบราวกับพอจะทราบว่าหลังจากที่ตรวจชีพจรไป ทุกคนล้วนมีอาการคล้ายๆ กัน

          พวกเข้าเดินมาหาลี่จิน เต๋อหวนเป็นคนที่พูดขึ้นก่อน

          “ทุกคนมีอาการอ่อนเพลีย บางคนมีผื่นแดง หน้าท้องบวม และท้องผูก”

          “พวกเขาเป็นโรคระบาดหรือไม่ท่านหมอ” หวงเหวินถามอย่างกังวล

          “มิใช่ เพียงแต่แค่มีอาการคล้ายคลึงกันเท่านั้น”

          ถึงจะบางรายมีอาการแทรกเข้ามาบ้าง แต่นั่นไม่ได้ร้ายแรงเร่งด่วน หวงเหวินพยักใบหน้ารับรู้อย่างเศร้าๆ

          “ลี่จินเจ้าคิดว่าอย่างไร”

          หลังจากที่ครุ่นคิดเงียบๆ อยู่พอสมควร พอถูกถามบ้างหมอคนงามยกมือขึ้นมากุมคาง เขาวินิจฉัยคล้ายคลึงกับที่เต๋อหวนพูดไม่ผิดเพี้ยน แต่สิ่งที่เขากำลังมองหาคือต้นตอของโรค ซึ่งก็พอจะคาดได้อยู่บ้างเมือดูจากสภาพแวดล้อมที่นี่แล้ว

          “ข้าคิดว่าอากาศที่นี่ค่อนข้างแห้ง ขณะที่ลมทะเลที่ค่อนข้างร้อนชื้น สภาพโ๕รงสร้างก็โปร่งเปิดให้ลมเข้าได้แทบตลอดเวลา เมื่อผ่านไปนานอาจทับถมเข้ากับผิวเป็นต้นเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดผื่นแดง แต่มีเรื่องที่ข้าคาใจอยู่เช่นกัน”

          ลี่จินนิ่งเงียบไป หัวคิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย หันใบหน้าไปหาหวงเหวิน

          “ใต้เท้าหวง ทหารที่นี่อยู่ที่ปราการมากี่วันแล้ว”

          “ใกล้ครบสามเดือนแล้ว”

          “เคยได้กลับไปที่เมือง หรือออกจากที่นี่บ้างหรือไม่” ชายโพกศีรษะส่ายหน้า ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงกล้ำกลืน

          “คนของเรามีน้อย ประกอบกับต้องมีคนเฝ้าที่นี่ไว้ตลอดเวลา บางครั้งมิได้หลับมิได้นอน เพราะไม่ทราบว่าพวกโจรสลัดจะบุกขึ้นมาอีกเมื่อไร จะผลัดเปลี่ยนหมุนวนกันได้อย่างมากสุดก็แค่ทีล่ะสิบคน”

          “ท่านอ๋องทราบเรื่องนี้หรือไม่”

          “ทรงทราบแล้ว แต่เมืองหู่ก็เป็นเช่นนี้ แค่หมู่บ้านเล็กๆ ที่มีกำลังพลปกป้องน้อยนิด แต่ถึงจะมีมาก ส่วนใหญ่ก็ถูกแบ่งเกณฑ์ไปที่ค่ายทางบูรพาที่มีศึกหนักกว่า ทางนี้ก็ได้แต่ประคับประคอง ไม่ให้พวกมันเข้ามาในตัวเมือง”

          คำตอบที่ได้ยิ่งทำให้ขมวดคิ้วสงสัยหนัก หากปราการถูกสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันพวกโจรสลัดแต่หากไร้ซึ่งกำลังพล กำแพงพวกนี้ก็คงไม่ต่างอะไรจากเศษไม้ แต่ถึงเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรใคร่รู้เท่าไร เพราะเป็นเรื่องทหารที่เขาไม่ควรยุ่งเกี่ยว ทว่า...

          “เหตุใดถึงได้เกณฑ์ไปช่วยทางบูรพามากกว่าหรือ”

          เป็นกวนเจ๋อที่หลุดปากถามออกไปโดยทันที ลี่จินถอนหายใจดูเหมือนที่เตือนให้อีกฝ่ายระวังคำพูดจา คงไม่ต่างอะไรจากลมผ่านหูเป็นแน่

          “กวนเจ๋อ! ”

          “มิเป็นไรๆ ถ้าท่านอยากรู้ข้าจะเล่า” หวงเหวินยกมือขึ้นปรามคนที่กำลังต่อว่าสหาย กวนเจ๋อยิ้มแหย เหมือนเพิ่งจะรู้ตัวว่าถามเรื่องมิควรเข้า แต่สุดท้ายเหตุผลที่ชวนฉงนสงสัยก็เผยแพร่ออกมา

          “เหตุที่ท่านอ๋องเกณฑ์ไปช่วยทางบูรพามากกว่า เพราะเห็นว่าที่นั่นมี...เหมืองทอง”

          สองวลีสุดท้ายทำเอาทุกคนถึงกับเบิกโตไม่อยากเชื่อหู หวงเหวินยกมือขึ้นเกาศีรษะ ก่อนพูดต่อ

          “นั่นเป็นการคาดเดาน่ะ แต่ตอนนี้ข้ายังไม่ได้ยินข่าวว่าสามารถเข้าไปสำรวจเหมืองได้แล้ว เพราะพื้นที่นั้นเป็นอาณาเขตของชนเผ่า 'ฮวง' คงต้องใช้เวลาเสียหน่อย แต่ท่านหมอได้โปรดอย่าแพร่งพรายเรื่องนี้ข้างนอกเป็นอันคาด ไม่เช่นนั้นข้าต้องแย่แน่”

          หวงเหวินพูดไปก็กล้าๆ กลัวๆ ถึงจะเคยพบกันครั้งแรก แต่สัญชาตญาณของเขาบอกว่าหมอหนุ่มทั้งสามคนนี้ไม่มีพิษไม่มีภัย อีกทั้งเป็นหมอที่มาประจำเมืองหู่ เล่าเรื่องราวให้รู้สักหน่อยคงมิใช่เรื่องเสียหาย

          อู่ลี่จินพยักใบหน้าราบเรียบ...ใช่แล้วเรื่องนี้ไม่ควรแพร่งพรายออกไปให้คนนอกรับรู้ จริงๆ มิเช่นนั้นจะบังเกิดเป็นสงครามแย่งชิงกันจนน่าหวั่นเกรง แต่เขาไม่คิดเลยว่าจิวหรงจะมีความสามารถล่วงรู้ว่าเหมืองทองซ่อนอยู่หุบเขาหินทิศบูรพาก่อนใคร

          “ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณใต้เท้าหวง ขอข้าคุยปรึกษากันสักครู่”

          หมอคนงามเอ่ยตัดบท เวลานี้ต้องสละเรื่องการเมืองที่ไม่จำเป็นต่อการรักษาออกไปจากหัวเสียก่อน เมื่อหวงเหวินลุกออกไป ลี่จินก็รีบพูดสิ่งที่ตัวเองคิดในทันที

          “ข้าคิดว่าสาเหตุของโรคนี้มาจากความเครียด และความกดดัน ไม่ผิดแน่ ถ้าจะรักษา ควรเน้นไปที่การบำรุง ใช้เปลือกส้มซ่า ซางไป๋ผี ชะเอมเทศ และน้ำดอกคำฝอยบำรุงน่าจะช่วยบรรเทาได้”

          “ข้าไม่แน่ใจว่า ในเมืองจะมีดอกคำฝอย กับ เปลือกส้มซ่าหรือไม่”

          เต๋อหวนขัดขึ้นมา ถึงจะสมุนไพรเหล่านี้จะไม่ได้หายากแม้จะไม่ใช่ฤดูกาล ทว่าแผ่นดินที่เขาอยู่นี่เป็นเมืองหู่ น่ากลัวว่าจะเป็นไปไม่ได้ที่จะมี

          ได้ยินกระนั้นลี่จินก็รู้สึกคิดหนัก ทว่าเพราะสีหน้าครุ่นคิดแปลกๆ ของหมอตัวเล็กที่อยู่ข้างๆ กลับเรียกความสนใจ

          “มีอะไรหรือกวนเจ๋อ” พอได้ยินเสียงเรียก คนตัวเล็กก็หันขวับ

          “ข้าคิดว่า...ถึงความเครียดจะเป็นต้นเหตุอย่างที่ลี่จินพูดก็จริง แต่เมื่อครู่ข้าไปเดินดูในครัวด้านหลังโรงนอนมา ถามไถ่ครัวได้ความว่าอาหารของพวกเขาส่วนใหญ่ ล้วนมีแต่เกลือเป็นส่วนผสม”

          เกลือหรือ? ลี่จินขมวดคิ้วเล็กน้อย กวนเจ๋อกล่าวอีกว่า

          “ข้าถามคนครัวของพวกเขา เขาบอกว่าทำได้แค่อาหารที่ใช้เกลือส่วนผสมเป็นส่วนใหญ่ ไก่ต้มเกลือเอย ปลาต้มเกลือเอย อาหารพวกนั้นล้วนมีเกลือเป็นส่วนผสมจำนวนมาก ข้าคิดว่าสาเหตุที่พวกเขามีอาการอ่อนเพลีย ท้องบวม และเป็นผื่น เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีรสเค็มมากเกินไปทำให้เสียสมดุล ที่ร่างกายพวกเขาต้องการน่าจะเป็นน้ำตาล หรืออาหารที่กินแล้วมีรสหวานนำบ้าง อย่างเช่น ขนม”

          “ขนมหวานหรือ”

          “ใช่ น้ำตาลจะทำให้ร่างกายสดชื่น เจ้าเป็นหมอนะ เรื่องอาหารการกินเพื่อรักษาโรคเป็นพื้นฐานอย่างหนึ่ง ข้าว่าพวกเขา คงอยากทานอาหารอร่อยๆ มากกว่ายาขมๆ แน่ อาจเป็น ขนมเม็ดบัว หรือถั่วแดง ถ้าจะหาได้ง่ายๆ น่ะนะ”

          ทั้งเมล็ดบัว และถั่วแดงไม่ใช่สิ่งหายาก แต่ถ้าจะยากก็เพราะว่าที่นี่เป็นหู่ ยิ่งคิดก็ยิ่งกลุ้มใจ แต่ที่นี่ก็ไม่น่าจะกันดารกระทั่งเมล็ดบัวก็ยังหาไม่ได้

          เต๋อหวนพยักใบหน้ารับรู้กับสิ่งที่กวนเจ๋อพูด

          “ที่กวนเจ๋อพูดก็มีความเป็นไปได้สูง ข้าเห็นด้วย”

          เป็นเสียงสนับสนุนที่ดี ส่วนอู่ลี่จินก็เอาแต่อมยิ้มราบเรียบไม่พูดไม่จา สุดท้ายเลยเป็นเขาที่ต้องออกคำสั่ง

          “รีบไปบอกหวงเหวินเถอะ”

          เต๋อหวนพยักหน้า ก่อนหมอหนุ่มจะรีบวิ่งออกไปตามที่บอก เมื่อไม่มีใครอยู่แล้วลี่จินจึงเดินมาข้างๆ หมอแซ่ฉิน เอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

          “เจ้าเก่งมาก”

          “แน่นอนข้าเก่ง! เห็นแบบนี้ข้าก็เป็นหมอนะ”

          ว่าพร้อมกับยืนอกแบนออกมาให้ดูด้วย ลี่จินส่ายหน้าหน่าย พลางหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะเดินตามหมอแซ่ฉินที่เดินนำออกไป



♦♦♦♦♦♦



          เวลาล่วงเลยจนใกล้สิ้นสุดยามเซิ่น

          หลังจากที่เรื่องการรักษาให้หวงเหวินทราบ ก็ใช้เวลาพอสมควรกว่าจะรวบรวมวัตถุดิบ และสมุนไพรที่จำเป็นได้ เย็นนี้ฉินกวนเจ๋อรับหน้าที่เป็นพ่อครัวทำอาหารเลี้ยงปากท้องชาวทหารแดนหู่ ขณะที่ลี่จินกับเต๋อหวนถูกลดบทบาทลงเหลือแค่ลูกมือ แต่ก็ไม่มีใครปริปากบ่นคนตัวเล็ก

          นับได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นสีหน้ามั่นใจของกวนเจ๋อตั้งแต่เข้าเมืองหู่มา ซึ่งอาจเป็นเพราะการรักษานี้ใช้ศาสตร์แพทย์ด้านโอสถอาหารที่อีกฝ่ายช่ำชอง เลยแสดงฝีมือออกมาเต็มที่ ส่วนเขากับเต๋อหวนก็รับหน้าที่แค่ทำตามคำบอกของคนตัวเล็ก

          จะว่าไปแล้วคนเราย่อมมีเรื่องที่ถนัดกับไม่ถนัด หากเทียบกันแล้ว กวนเจ๋อถนัดศาสตร์แพทย์ทางด้านโอสถอาหาร ส่วนเต๋อหวนก็ถนัดทางศาสตร์โอสถกลิ่นบำบัด เว้นมีเพียงเขาที่ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญทางด้านใดด้านหนึ่งโดดออกมา เน้นรักษาตามอาการกับใช้ของที่พึงหาได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์แพทย์ใดๆ ทุกศาสตร์ล้วนช่วยรักษาชีวิตคนทั้งสิ้น

          หลังจากที่ช่วยกวนเจ๋อเตรียมข้าวของในครัวจนเสร็จ เขากับเต๋อหวนก็อาสาไปล้างเมล็ดบัวที่บ่อน้ำจืดไม่ใกล้ไม่ไกลจากปราการเท่านัก ขากลับก็แบกใส่ตะกร้า กำลังจะเดินลงทางลาดกลับไปยังปราการ อยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเร็วรัว ราวกับมีคนกำลังควบม้ามาใกล้

          ลี่จินขมวดคิ้วหันไปตามทิศทางเสียง ไม่ช้าคำเฉลยออกมาก็ปรากฏออกมาให้เห็นชัด เป็นซุนไป่หานในชุดเครื่องแบบครึ่งท่อน

          องครักษ์หนุ่มค่อยๆ บังคับบังเหียนม้าให้เข้าไปใกล้ หมออาสาทั้งสองจึงคำนับอีกฝ่ายพร้อมกัน

          “คารวะใต้เท้าซุน”

          “พวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง”

          ได้ยินคำถาม ลี่จินจึงเงยหน้าขึ้นแล้วหันไปมองทางป้อมปราการที่ดูเหมือนจะครึกครื้นขึ้น

          ใบหน้างามตอบพร้อมรอยยิ้ม

          “กวนเจ๋อดูแลพวกเขาอยู่”

          “กวนเจ๋อหรือ? ”

          เขาทวนชื่อนั้นราวกับไม่อยากเชื่อหู

          “ไยท่านถึงได้ทำสีหน้าเช่นนั้น กวนเจ๋อก็เป็นหมอนะ”

          ไป่หานถึงกับอ้าปากค้าง ลืมตัวไปเสียสนิทว่าแสดงออกมากเกินไป เขารีบแสร้างกระแอ่มไอ กลบเกลื่อน

          “ข้าแค่...แปลกใจ”

          ใบหน้าคมเข้มหันหนีไปแล้ว ลี่จินแอบขบขันเบาๆ แต่ตอนนี้จะยืนคุยกันก็ใช่ว่าจะเหมาะเท่าไร ยังมีคนเจ็บรออยู่อีกมาก

          “เช่นนั้นข้าน้อยขอตัวก่อน...”

          อู่ลี่จินค้อมศีรษะลงอย่างนอบน้อม ก่อนจะหันแผ่นหลังเดินลงทางลาดไปกับเต๋อหวน ไป่หานทนมองภาพแผ่นหลังบางอยู่สักพัก สุดท้ายก็เอ่ยรั้ง

          “ลี่จิน...”

     เสียงรั้งนั้นทำให้ใบหน้างามหันมาเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม ไป่หานลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเรื่องธุระของตนเอง

          “เจ้าช่วยมากับข้าสักครู่หนึ่งได้หรือไม่”

          คำถามนั้นพลันเอาชะงัก หมู่นี้ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ แต่เข้าเมืองหู่มา ช่วงนี้ชีวิตเขารู้สึกเหมือนมีซุนไป่หานวนเวียนอยู่ใกล้ๆ ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เว้นเพียงเวลานี้ที่เขายังมีเรื่องสำคัญต้องทำอยู่

          “แต่...ที่ปราการยังมีทหารอยู่อีกมาก ข้าเกรงว่า...”

          “เรื่องนี้สำคัญ ที่ปราการมีหมอฉิน กับหมอหม่าอยู่อีกสองคนมิใช่หรือ”

          พอถูกคำพูดอีกฝ่ายสวนเช่นนี้เข้า อู่ลี่จินถึงกับพูดสิ่งใดไม่ออก นัยน์ตาคู่สวยได้แต่มองหมอแซ่หม่า ซึ่งบัดนี้ เต๋อหวนกลับทำแค่อมยิ้มเรียบๆ ให้เขา

          เห็นกระนั้นไป่หานจึงพูดขึ้นอีก

          “หมอหม่าข้ารบกวนด้วย มีคนที่ข้าอยากจะพาหมออู่ไปพบสักครู่หนึ่ง”

          พอได้ยินคำขอร้องจากคนที่เป็นถึงองครักษ์จวิ้นอ๋อง ใครไหนเลยจะกล้าปฏิเสธได้ เต๋อหวนจึงได้แต่พยักใบหน้า เผยรอยยิ้มราบเรียบให้อู่ลี่จิน แต่น่าแปลกที่ในใจนั้นกลับเหมือนถูกบีบรัดจนแน่นด้วยเชือกที่มองไม่เห็น

          “ไม่เป็นไรเจ้าไปเถอะ”

          น้ำเสียงนั้นฟังดูสดใสเหมือนไม่มีอะไรติดค้างใจ ทว่า...ถึงปากจะพูดออกไปเช่นนั้น หากในใจกลับอยากตะโกนเหนี่ยวรั้งอีกฝ่ายไว้เต็มที แต่กลับไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเรียกชื่อ

          ลี่จินพยักใบหน้ารับเป็นเชิงขอบคุณ ไม่ช้าซุนไป่หานก็ยื่นมือลงมา ก่อนจะคว้าตัวหมอคนงามขึ้นม้า

          “ข้าฝากด้วย”

          ไป่หานกล่าวฝากฝังครั้งสุดท้าย ก่อนจะกระตุกบังเหียนม้าและพุ่งทะยานออกไป ท่ามกลางสายตาของหม่าเต๋อหวนที่ได้แต่กำมือจนแน่น กัดริมฝีปากระบายความคับคั่งที่ปวดหนึบปานจะใจขาดสะบั้น

          วันนี้เขาก็เพิ่งรู้ว่าลมทะเลที่กำลังโบกพัด กับภาพที่แผ่นหลังหายไปพร้อมกับใครอีกคน ช่างกรีดหัวใจจนเป็นริ้ว…

          เจ็บปวด จนยากจะทานทน



♦♦♦♦♦♦♦♦


(ในที่สุดเจ๋อก็มีประโยชน #อย่าว่าน้อง งื้อออออ ส่วนเรื่องแก้ปัญหาอินทผลัมนั้นของลี่จินนั้น...หึหึ หึหึ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06-09-2018 21:43:57 โดย EtuDe »

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-5
เจ๋อเจ๋อเก่งมาก

ออฟไลน์ Opolniscute

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
สงสารเต๋อหวน  :m15: :m15: :m15:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด